วันพุธ, กันยายน 19, 2561

พรรคอนาคตใหม่ ธนาธรและพรรณิการ์ พบคนไทยในลอส แองเจลีส


Thanathorn in California
ติดดิน เป็นกันเองแต่เฉียบคม

เส้นทางประชาธิปไตยในประเทศไทย เป็นการต่อสู้ที่ยาวนาน ไม่อาจหวังผลได้ในระยะสั้นคือคำพูดจากหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

พรรคอนาคตใหม่พร้อมเป็นฝ่ายค้านถ้าไม่มีพรรคการเมืองใดยอมรับหลักการสำคัญ 3 ประการของพรรคคือ ไม่เอาเผด็จการ ไม่เอารัฐธรรมนูญปี 60 ลบล้างผลพวงทั้งหมดของ คสช.

ทหารต้องออกไปจากการเมือง พรบ.ทหารต้องถูกยกเลิก รัฐบาลพลเรือนต้องมีอำนาจเหนือทหาร ปัจจุบันทหารไทยเป็นที่รังเกลียดของประชาชนกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

ประเทศไทยต้องเป็นสมาชิก ICC (International Criminal Court)
Rayib Paomano shared a video. 
มื้อกลางวันในลอส แองเจลีส สหรัฐ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพรรณิการ์ วานิช แห่งพรรคอนาคตใหม่ ร่วมรับประทาอาหารกลางวันกับคนไทยในท้องที่ ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด 'ชิค-ฟิล-เล' ย่านถนนเจฟเฟอร์สัน
จากนั้นธนาธรได้กล่าวถึงความมุ่งหวังของพรรคอนาคตใหม่ที่จะเป็นทางเลือกที่สามจากสองขั้วสองฝ่ายในการเมืองไทย เขาบอกว่าตั้งแต่เริ่มมาใช้เวลาได้ ๖ เดือนแล้วเดินทางไปในที่ต่างๆ พบปะประชาชน
"
เสียงตอบรับจากประชาชนดีอย่างเหลือเชื่อ เราไม่คิดเลยว่าเราจะมาได้ไกลถึงตอนนี้ ทุกวันนี้กระแสตอบรับจากประชาชนแสดงให้เห็นว่า คนในประเทศไทยอยากเปลี่ยนแปลงจริงๆ เราต้องการการปลี่ยนแปลงที่ให้ประเทศไทยกลับมาเป็นประชาธิปไตยที่ไม่อยู่ใต้ระบอบทหารอย่างจริงๆ"
ด้านพรรณิการ์ ว่าที่โฆษกของพรรคกล่าวเสริมว่า "วัตถุประสงค์ที่มาอเมริกาครั้งนี้และอีกสองสัปดาห์ข้างหน้าจะไปยุโรป เป้าหมายเดียวกันก็คือ แน่นอน หนึ่งมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับฟังข้อเสนอจากคนไทยที่อยู่ในต่างแดน
ตอนเราไปญี่ปุ่นเราก็เจอคนไทยจำนวนไม่น้อยเลยมาอยู่ต่างประเทศ ยี่สิบสามสิบสี่สิบปีห้าสิบปีแล้ว แต่ยังเป็นห่วงอนาคตของประเทศ แม้ตัวเองจะพ้นออกมาอยู่ในประเทศที่เจริญแล้ว ยังอยากได้เห็นลูกหลานของตัวเองที่ยังอยู่ในประเทศไทยได้คุณภาพชีวิต ได้ประชาธิปไตยอย่างที่ตัวเองได้ นี้เราชื่นชมนะคะ 
นอกจากมาพูดคุยกับคนไทยที่นี่แล้ว คุณเอกได้รับเชิญให้ไปพูดในหลายๆ เวทีระดับโลก ที่โกลบอลซัมมิตที่แคนาดา คองคอร์เดียซัมมิตที่นิวยอร์ค และมหาวิทยาลัยแม้คกิลล์ที่แคนาดา

การที่ไปในหลายๆ เวทีระดับโลกอยากให้เข้าใจว่า เราต้องการจะกู้ศักดิ์ศรีของประเทศขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ประเทศไทยเคยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยของอาเซียน เป็นประเทศผู้นำเพราะว่าเรามีรัฐบาลที่เข้มแข็ง เป็นประชธิปไตย มีความเจริญมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน 

แต่สิ่งเหล่านั้นมันกลายเป็นอย่างอื่นไปหมดแล้ว อนาคตใหม่นอกจากต้องการให้เกิดสังคมประชาธิปไตย เท่าเทียมกันในประเทศแล้ว เรายังถือเป็นภารกิจสำคัญที่จะนำพาประเทศให้ไปเท่าทันโลก ยืนอยู่ในเวทีโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรีอีกครั้งหนึ่งนะคะ 

หลังจากสี่ห้าปีถึงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ตั้งแต่มีการรัฐประหารซ้ำซาก มีการขัดแย้งทางการเมือง เราไม่อาจสู้หน้าประชากรในโลกนี้ได้"

วันอังคาร, กันยายน 18, 2561

“เรื่องอะไรผมจะออกมาให้โดนด่า” เป็นธรรมดาของ ‘ลุงเลื่อน’ "หนังหนา แต่หน้าบาง"

เพิ่งรู้ว่ามีข่าวลือ “เรื่องประยุทธ์ถอดใจ หลังเลือกตั้ง” จากโพสต์ของ Thanapol Eawsakul 2 hrs :

“ใครที่คิดจะฝากอนาคตทางการเมืองกับ ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหาร คิดให้ดีเสียก่อน ขนาดเจ้าตัวยังไม่รู้อนาคตของตัวเองเลย

อันเนื่องมาแต่ข่าว พลเอกประยุทธ์ย้ำเรื่อง “ขณะนี้ยังไม่สามารถปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้” เพราะต้องการให้ “ช่วงนี้ขอให้บ้านเมืองสงบ อย่าให้การเมืองเข้ามาทำความวุ่นวาย”

จึง “ยังไม่มีกำหนดพบกับนักการเมือง จะพิจารณาอีกครั้ง แต่จะพบเมื่อใดเป็นสิทธิของตน” ทั่นน่าจะใช้ภาษาไทยผิด คำว่า สิทธิไม่ตรงต่อความหมายอันแท้จริง ซึ่งเป็น อำนาจ ที่ยึดเอาจากเขามาต่างหาก

เหตุฉะนั้นเขาจึงทำอะไรตามความพึงพอใจส่วนตัวทุกอย่าง กระทั่งการตระบัดคำพูดของตนเอง เมื่อถูกผู้สื่อข่าวเตือนว่า เคยบอกจะประกาศจุดยืนทางการเมืองในเดือนกันยายน หลังมีประกาศ พรป.เลือกตั้ง ส.ส.ออกมาแล้ว

เขาตอบว่า เรื่องอะไรผมจะออกมาให้โดนด่า” ที่บอก หลัง พรป.ออกมานั้น “หลังจากนี้ ปีหน้า ปีโน้นก็หลังทั้งหมด ผมจะพูดเมื่อไรก็เรื่องของผม”

หลายคนชี้นี่เป็นธรรมดาของ ลุงเลื่อนบางคนเสริมว่าคือนิสัย "หนังหนา แต่หน้าบาง"

อ่านเนื้อข่าวทั้งสิ้นได้ที่ https://www.facebook.com/thestandardth/photos/a.1725541161072102/1970642649895284/?type=3&theater ตามนี้

UPDATE: “เรื่องอะไรผมจะออกมาให้โดนด่า” ประยุทธ์เลื่อนประกาศจุดยืนทางการเมือง

วันนี้ (18 ก.ย.) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ว่ายังไม่ขอประกาศจุดยืนทางการเมืองในขณะนี้ หลังจากที่เคยระบุว่าจะประกาศในเดือนกันยายน โดยระบุว่าเคยบอกว่าจะบอกหลังพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งประกาศ ซึ่งหมายถึงจะบอกปีนี้หรือปีหน้าก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตน

สนใจอะไรกับผม ผมบอกว่าหลัง พ.ร.บ. ออกมา นี่หลังหรือยัง หลังจากนี้ ปีหน้า ปีโน้นก็หลังทั้งหมด ผมจะพูดเมื่อไรก็เรื่องของผม ผมตัดสินใจเอง เรื่องอะไรผมจะออกมาให้โดนด่าตั้งแต่วันนี้ ไม่บอกหรอก ปล่อยให้งง” พลเอก ประยุทธ์ กล่าว

พลเอก ประยุทธ์ ย้ำด้วยว่าขณะนี้ยังไม่สามารถปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ แต่มีคำสั่งคลายล็อกให้สอดคล้องกับ พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ในช่วง 90 วันก่อนที่จะมีผลบังคับใช้แล้ว การคลายล็อกทางการเมืองถือว่าเพียงพอแล้วที่จะให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ ดังนั้นช่วงนี้ขอให้บ้านเมืองสงบ อย่าให้การเมืองเข้ามาทำความวุ่นวาย ส่วนการปลดล็อกน่าจะมีขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมเพื่อให้มีการหาเสียง ซึ่งเชื่อว่าเวลาที่มีอยู่นั้นเพียงพอ ขณะเดียวกันยังไม่มีกำหนดพบกับนักการเมือง จะพิจารณาอีกครั้ง แต่จะพบเมื่อใดเป็นสิทธิของตน

ภาพ: ชาติกล้า สำเนียงแจ่ม

ทักษิณ 'รุก' อีกระลอก (ใช่ไหม)

"ผมเสียดายประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ๑๒ ปีที่ออกมา ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน"

ดูจากประโยคนี้ในข้อเขียนที่ ทักษิณ ชินวัตร นำลงในหน้าเฟชบุ๊ค 'Thaksin Shinawatra' ในโอกาสครบรอบวันที่เขาถูกทหารยึดอำนาจ จะตีความว่าอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งตะลอนไปตามประเทศต่างๆ กว่าสิบปีหลังจากที่ถูกรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ และดูเหมือนจะแข็งแรงและร่ำรวยมากกว่าเดิม

ได้ประกาศตนเพื่อรุกทางการเมือง อุปมาอุปมัยดั่งกลยุทธ์ในการศึกหรือไม่

"แล้ววันนี้เราช้ำกันพอแล้วหรือยัง ประเทศช้ำพอแล้วหรือยัง รอยยิ้มของไทยที่เรียกว่ายิ้มสยามหายไปไหนหมด แล้วเราจะอยู่กันแบบนี้ ในขณะที่โลกเขากำลังเอาสมองไปคิดค้นสิ่งใหม่ นำความเจริญให้ประเทศเขาแต่เรากำลังล้าหลังในทุกๆ ด้าน" เป็นทั้งข้อคิดและข้อเสนอระลอกใหม่ของเขาใช่ไหม

สำรวจตรวจสอบและพิจารณากันได้ที่ https://www.facebook.com/thaksinofficial/photos/a.133931153458111/941996225984929/?type=3&theater 

เนื้อความเต็ม ดังนี้

6 hrs · 

12 ปี จาก 19 กันยายน 2549 ถึง 19 กันยายน 2561

วันนี้ผมอยากให้ทุกท่านลองวางใจให้เป็นกลาง แล้วหลับตานึกว่าจากวันนั้นถึงวันนี้ ท่านคิดว่าประเทศไทยเจริญขึ้นแล้วหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบการศึกษา ระบบราชการบริการประชาชน ยาเสพติด การสาธารณสุข กระบวนการยุติธรรม เศรษฐกิจของท่านเองรวมถึงความสุขของท่านและคนรอบตัวท่าน สุดท้ายคือศักดิ์ศรีประเทศและความภูมิใจของท่าน

เรามีการปฏิวัติ 2 ครั้งใน 12 ปี ปฏิวัตินายกฯที่เป็นพี่น้องกันและได้รับความนิยมสูงสุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แน่นอนมีคนได้ดีและร่ำรวยจากการปฏิวัติทั้ง 2 ครั้ง แต่คนที่แย่ลงในหลายมิติมีมากกว่า และไม่สำคัญเท่ากับประเทศไทยที่เรารักถูกมองแย่ลงในสายตาคนทั้งโลก เราถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะหันหน้ามาปรึกษาหารือกันเพื่อบ้านเมือง หรือว่าเราจะตะแบงฟาดฟันกันฝ่ายเดียว ทั้งๆที่เป็นเพียงแค่ความคิดเห็นที่ต่างกัน ชอบไม่เหมือนกัน บางคนต้องถึงกับชีวิต บางคนเจ็บป่วย บางคนติดคุก บางคนถูกกลั่นแกล้งทางธุรกิจ ทางอาชีพและตำแหน่งหน้าที่ราชการ จนอยากจะตะโกนแรงๆ ว่าเราคนไทยด้วยกันไม่ใช่หรือ

แล้ววันนี้เราช้ำกันพอแล้วหรือยัง ประเทศช้ำพอแล้วหรือยัง รอยยิ้มของไทยที่เรียกว่ายิ้มสยามหายไปไหนหมด แล้วเราจะอยู่กันแบบนี้ ในขณะที่โลกเขากำลังเอาสมองไปคิดค้นสิ่งใหม่ นำความเจริญให้ประเทศเขาแต่เรากำลังล้าหลังในทุกๆด้าน ถ้าเราเปิดใจกว้าง ไม่เป็นกบน้อยในกะลา เราจะรู้ว่าเราต้องปรับปรุงและพัฒนาอีกเยอะ เทคโนโลยีที่ทั้งโลกกำลังใช้ประโยชน์มันกำลังจะไล่ล่าประเทศที่ปรับตัวไม่ทันและไม่คิดปรับตัว

ในโอกาสครบรอบ 12 ปีนี้ ผมขอเปิดอกว่าผมเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นผมต้องสูญเสียความสุข ความอบอุ่นในครอบครัวผม ที่พ่อแม่ลูกเราอยู่ด้วยกันอย่างอบอุ่นมาตลอด ต้องมาพรากจากกัน ผมเสียใจที่คนที่รักผม สนับสนุนผมถูกรังแก แต่คงไม่เสียใจเท่าประเทศที่ผมรัก แผ่นดินที่ผมเกิด และเติบโตมา ซึ่งครั้งหนึ่งได้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ต้องมาตกอยู่ในสภาวะแบบนี้ ถึงแม้ว่าผมมีอายุที่กำลังก้าวเข้าปีที่ 70 แล้ว แต่ผมเสียดายประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 12 ปีที่ออกมา ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ 12 ปี แล้วยังไม่ลืมผม ยังส่งผ่านความรักความปรารถนาดีมาถึงกันเสมอมา สุดท้ายนี้ผมขออโหสิกรรมให้กับทุกคนที่ให้ร้ายกลั่นแกล้งผมมา ณ ที่นี้ด้วย

เพราะ คสช.แท้ๆ ทำให้ 'ธนาธร' โดดเด่นเวทีโลก


จะว่า คสช. นั่นละทำให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และพรรคอนาคตใหม่ของเขา โดดเด่นมากในแนวโน้มการเมืองไทยยุค คลายล็อคขณะนี้ก็น่าจะใช่

เพราะ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหาร คสช.ผู้มีหน้าที่ไล่แจ้งความนักประชาธิปไตยทั้งหลาย แท้ๆ ที่เป็นข่าวกระจายไปทั่วโลก สร้างจุดสนใจแก่ธนาธรยิ่งขึ้น ทั้งในเวทีสัมมนาเวิร์ลด์ เอคอนอมิค ฟอรัม หมาดๆ ที่เวียตนาม

ไปสู่การบรรยายหัวข้อ ‘Thailand’s Transition Back to Democracy’ ที่มหาวิทยาลัยแม็คกิลล์ มอนทรีออล แคนาดา ก่อนเข้าประชุม ‘Global Progress Summit’ ที่มอนทรีออลเช่นกัน และการแสดงปาฐกถาที่ Concordia Summit นครนิวยอร์ค

คสช.ยื่นฟ้องธนาธรและผู้ร่วมงานของเขาอีกสองคน ในข้อหา พรบ.คอมพิวเตอร์ จากการจัดทำเฟชบุ๊คไล้ฟ์วิจารณ์วีธีการ ดูดอดีต ส.ส.พรรคต่างๆ เข้ากลุ่มสามมิตร เตรียมส่งสมัครรับเลือกตั้งพรรคพลังประชารัฐ ที่กลุ่มรัฐมนตรีในรัฐบาล คสช.จัดตั้งขึ้นเป็นฐานการเมืองสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหลังเลือกตั้ง

ข้อวิจารณ์ระบุถึงบางส่วนของรายงานที่ว่ากลุ่มสามมิตรใช้คดีความที่ติดตัว ส.ส.เหล่านั้น และข้อเสนอให้ความช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเมื่อการเลือกตั้งมาถึง ในวงเงิน ๓๐-๕๐ ล้านบาท ประการสำคัญรายการไล้ฟ์ของธนาธรได้มีการชักชวนผู้ชมร่วมลงชื่อรื้อกระบวนการยุติธรรมไทย

ข่าวเอเอฟพีรายงานว่าธนาธรได้รับความสนใจในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่จากนอกวงการ ‘outsider’ ที่สร้างกระแสความนิยมประดุจดังนายเอ็มมานูเอล มาครอง ของฝรั่งเศส และเขาเสี่ยงที่จะถูกตัดสินความผิด “จำคุกสูงสุด ๕ ปี ค่าปรับมหาศาล”

แต่ พรรณิการ์ วานิช โฆษกของพรรคบอกกับเอเอฟพีว่า “เราไม่กลัว เราจะสู้คดีและยังคงทำกิจกรรมต่อไป”

 
เช่นเดียวกับนายไกรก้อง ไวทยาการ หนึ่งในแกนนำผู้ร่วมก่อตั้งพรรคตอบข้อซักถามผู้สื่อข่าว หลังจากที่เขา ธนาธร และจารุวรรณ ศรัณย์เกตุ กรรมการบริหารพรรค เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบความผิดคอมพิวเตอร์ (ปอท.) เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา

ว่าพวกเขาปฏิเสธทุกข้อหา “และจะให้การเป็นเอกสารต่อเจ้าหน้าที่ภายหลังภายใน 45 วัน ทั้งนี้ คดีความที่เกิดขึ้นไม่ได้มีผลกับการทำกิจกรรม ทั้งสามคนไม่ได้มีความกังวล และยังยืนยันว่าจะทำงานต่อไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้”


หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจเอ่ยถึง เป้าหมายเฉพาะหน้าระยะสั้นช่วงคลายล็อคไว้อย่างกระชับในความหลากหลายและพร้อมมูล

“๖ เดือน คืออายุงานการเมืองของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ๔๔ จังหวัด คือพื้นที่ที่ธนาธร ว่าที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ลงเดินสายโฟกัสกรุ๊ปกับนักธุรกิจ-ปัญญาชนและชาวบ้าน

๔ ปัญหาเศรษฐกิจระดับฐานราก กำลังพังทั้งระบบ คือข้อค้นพบ และจะถูกพัฒนาเป็นนโยบายพรรค

๓๕๐ เขตเลือกตั้ง คือเป้าหมายที่พรรคจะส่งผู้สมัคร แต่ไม่มีเป้าหมายเป็นตัวเลข ส.ส.ที่จะได้ เพราะคิดว่าการปักหมุดทางความคิด สำคัญกว่าการปักหมุดจำนวน ส.ส.ที่จะได้”

ต่อปัญหาเศรษฐกิจนั้นธนาธรบอกว่า “ทั่วประเทศ ๔๔ จังหวัด ทุก ๆ ที่ที่เราไป ประชาชนกระเป๋าหนักมาก มีแต่เหรียญ ไม่มีธนบัตรเหลืออยู่เลย ปัญหาเศรษฐกิจชนบทหนักมาก” แม้ว่า คสช. (ทั้งประยุทธ์และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) มักคุยแล้วคุยอีกว่าตัวเลขเศรษฐกิจโตวันโตคืน

นั่นเป็นเพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจไปกระจุกกับบริษัทใหญ่ๆ ทั้งหมด “ถ้าดูการเติบโตของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯจะเห็นว่ามีกำไรโตขึ้นมา ๑๐% กว่า แต่เมื่อดูจีดีพีโตแค่ ๔%” ทางแก้ของเขาเป็นการ ปลดปล่อยพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์

โดยกระจายการพัฒนาเศรษฐกิจออกไปยังท้องถิ่น จำกัดการควบคุมจากส่วนกลาง เช่นอุตสาหกรรมการแปรรูปผลิตผลเกษตร ไม่ว่าจะเป็นยาง ปาล์ม หรือข้าว ส่งเสริมให้ท้องถิ่นทำการแปรรูปกันเอง

(ต่างกับโครงการประชารัฐของ คสช. ที่ส่งเสริมชาวไร่ชาวนาเข้าร่วมโครงการเปิดให้กลุ่มบริษัทใหญ่ ๗ แห่งเช่าทำการเกษตรชนิด ออกแบบเจ้าสัวกำหนดมาหมดว่าจะทำอะไรอย่างไร แล้วส่งเข้าโรงงานแปรรูปที่เจ้าสัวไปตั้งรอรับ)

ในระยะยาว เขาจะพาเกษตรกรออกจากกับดัก ประกันราคาก้าวข้ามทั้ง ทักษิโณมิคและ ประชารัฐของ คสช. เพราะสิ้นเปลืองงบประมาณเป็นแสนล้านแล้วการเติบโตไปอยู่ที่ผลกำไรของบริษัทเจ้าสัว

นอกจากนั้นธนาธรยังเผยแนวการกระตุ้นอุตสาหกรรมว่า จะย้ายเขตเศรษฐกิจพิเศษไปกระจายทั่วภาคอีสาน “คนที่ได้ผลประโยชน์จาก EEC ไม่ใช่คนตะวันออก แต่ฝ่ายที่รับประโยชน์ คือ กลุ่มทุนที่มีสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพฯ” และ “กลุ่มทุนที่ทำงานกับคณะรัฐประหาร มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับจีน ในรอบ ๔-๕ ปีที่ผ่านมา”

เขาย้ำอีกตอนหนึ่งว่า “นโยบายที่ทำเกี่ยวกับรัฐบาลจีนทั้งหมดต้องนำกลับมารื้อและทบทวนทั้งหมด นโยบายที่ทำแล้วไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองต้องยกเลิกทั้งหมด”


กลับจากทัวร์แคนาดา-นิวยอร์ค ช่วง ๑๘-๒๖ กันยายนนี้ เขาคงมีแนวคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับระบบขนส่งความเร็วสูง ไฮเปอร์ลู้ป มาปรับเป็นนโยบายเพื่อสร้าง อนาคตใหม่ ให้โดดเด่นยิ่งขึ้นอีกก็ได้

เพราะนอกจากการบรรยาย ปาฐกถา และประชุมที่แคนาดาและนิวยอร์คแล้ว ธนาธรยังมีกำหนดเยี่ยมชมกิจการค้นคว้าเทคโนโลยี่ไฮเปอร์ลู้ป ที่รัฐเนวาด้า และที่นครลอส แองเจลีส (ซึ่งมีคนไทยกลุ่มหนึ่งนัดพบช่วงอาหารกลางวัน)
 
ดังที่ทวิตเตอร์ Thanathorn Juangroongruangkit @Thanathorn_FWP อ้างถึงตอนหนึ่งว่า “ตื่นเต้นมากที่จะได้มีโอกาสพบกับพี่น้องคนไทยที่นั่นด้วย แล้วพบกันครับ! #ธนาธร #พรรคอนาคตใหม่

อักษร ๓ ตัว C / H / R ต่อท้าย UN ไหนอยู่หน้า ไหนอยู่หลัง ไหนอยู่กลาง ดูกันดีๆ ก่อนมีคอมเม้นต์


๑๙ ก.ย.นี้ กระทรวงต่างประเทศไทยจะไปเถียงผู้ช่วยเลขาธิการสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชน แอนดรูว์ กิลมัวร์ ที่ Palais des Nations กรุงเจนีวา ต่อรายงานประจำปีเรื่องขอบข่ายและผลกระทบจากการแก้แค้นกับผู้ตกเป็นเหยื่อ นักกิจกรรม และผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน

ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศ น่าละอาย ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน ๓๘ แห่ง และเป็นหนึ่งในหมู่ประเทศที่เพิ่งติดโผใหม่ในปีนี้ ๒๙ แห่ง


ไม่ว่ากระทรวงต่างประเทศไทยจะสามารถเสนอข้อโต้แย้ง “รายงานดังกล่าวยังขาดความสมดุลของข้อมูล” (อ้างว่าคดีที่ยูเอ็นรายงานเป็นเพียงประเด็นย่อย ไม่กระทบต่อการปฏิบัติตามพันธกรณีเรื่องสิทธิมนุษยชนของไทยต่อองค์การฯ) ให้นานาชาติฟังขึ้นหรือไม่
 

แต่ในการเสนอข่าวคัดง้างรายงานดังกล่าวที่ออกมาเบื้องต้นๆ นั้นเต็มไปด้วยความสับสน ซึ่งผู้สนับสนุนรัฐบาล คสช. พยายามจะบิดเบือนว่ารายงานชิ้นนี้ไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด “คนที่ออกมาบอกว่าไทยน่าละอายคือยูเอ็นจริงหรือ? UNHRC และ UNHCR คืออันเดียวกันหรือเปล่า? เปลี่ยนชื่อไหม? เกี่ยวข้องกันอย่างไร? สรุปใครมีหน้าที่นี้กันแน่?

โฆษก คสช.เองกล่าวหาว่าเหตุที่เป็นข่าวฮือฮาเพราะฝ่ายการเมืองจงใจปั่นกระแส บางคนได้เห็นข้อเขียนของ 'เปลว สีเงิน' นสพ.ไทยโพสต์ ซึ่งดูเหมือนต้องการ ดิสเครดิต คณะมนตรีสิทธิมนุษยชน หรือ UNHRC ผู้เสนอรายงานว่าเป็นองค์กรเดียวกับ UNHCR หรือสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ
นักเขียนและผู้ประกอบการสื่อสิ่งพิมพ์ผู้นี้ โจมตีว่าองค์กรสิทธิมนุษยชนดังกล่าวเคยเสนอรายงานให้ร้ายประเทศไทยมาก่อน

เพื่อความกระจ่างแก่คนทั่วไป แอมเนสตี้ อินเตอร์แน้ทชั่นแนลได้อธิบายความแตกต่างระหว่างสององค์กรสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาตินี้ไว้

“สรุปสั้นๆ ก็คือ คนที่ออกรายงานฉบับนี้คือ UNHRC เป็นหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนในสังกัด UN แน่นอน และงานนี้ไม่เกี่ยวกับ UNHCR ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัด UN ที่ทำเรื่องผู้ลี้ภัย

คำตอบยาวๆ คือ รายงานฉบับนี้เป็นรายงานประจำปีของ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Council หรือ UNHRC) สังกัดอยู่กับสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly หรือ UN) โดยเป็นหน่วยงานที่มาทำหน้าที่แทน "คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ" (United Nations Commission on Human Rights หรือ UNCHR) ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับ "สํานักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน" (The Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights หรือ
OHCHR)

โดยมีหน้าที่สําคัญในการสอดส่องดูแลการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นทั่วโลก สร้างบรรทัดฐานและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและให้ข้อเสนอแนะ รวมทั้งส่งเสริมขีดความสามารถสําหรับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ 

ส่วน UNHCR ย่อมาจาก United Nations High Commissioner for Refugees คือ "สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ" ทำงานเพื่อผู้ที่ถูกบังคับให้ออกจากประเทศเนื่องจากสงคราม ความขัดแย้งและความรุนแรง เราให้ความช่วยเหลือ ให้ความคุ้มครอง และหาทางออกที่ยั่งยืนแก่บุคคลในความห่วงใยทั่วโลก

 
ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อไม่ให้เกิดการสับสน เกี่ยวกับอักษร ๓ ตัว C / H / R ไหนอยู่หน้า ไหนอยู่หลัง ไหนอยู่กลาง ดูกันดีๆ ก่อนมีคอมเม้นต์

(หมายเหตุ ผู้เขียนขออภัยอย่างยิ่งในความสะเพร่าที่เอ่ยถึง สุทธิชัย หยุ่น เมื่อ ๗ ชั่วโมงก่อนหน้านี้อย่างผิดพลาด แทนที่จะเป็น เปลว สีเงิน ดังเช่นที่ได้แก้ไขแล้ว)

วันจันทร์, กันยายน 17, 2561

บีบว้อยซ์ทีวีปลดศิโรตน์ คนใกล้ชิดผู้มีอำนาจเบ่งกล้าม

ผู้ดำเนินรายการ ‘Wake Up News’ ของว้อยซ์ทีวีหายหน้าไปจากจอตั้งแต่วันนี้ (๑๗ ก.ย.) ยิ่งกว่า ‘New Normal’ แน่ๆ แม้ว่า ว้อยซ์ จะเคยถูกสั่งระงับรายการ พักงานผู้ประกาศ ผู้จัดรายการ มาแล้วนับสิบๆ หน ทั้งโดยตรงจาก คสช. และลิ่วล้อใน กสทช.

ว้อยซ์เคยต้อง “ฝืนใจเจ็บปวด เพื่อประคองให้องค์กรเดินหน้าได้ต่อไป” โดยพักการทำหน้าที่ของ คุณปลื้ม มล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล ใบตองแห้ง อธึกกิตต์ แสวงสุข คำ ผกา และพัชยา มหัทธโนธรรม มาแล้ว

คราวนี้ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ วิโรจน์ อาลี และการ์ตูนเซีย ถูกปรับออกจากรายการ “ระยะเวลานานเท่าไรผมไม่ทราบ” (คำของศิโรตม์) “เพราะเหตุการณ์นี้เกิดจากการกดดันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งอ้างว่าคนใกล้ชิดผู้มีอำนาจต้องการ”

อ่านจากถ้อยความที่ศิโรตม์เขียนแจ้งไว้ทางเฟชบุ๊คแล้ว ต้นสายปลายเหตุไม่ธรรมดา ในแง่ที่ว่าไม่ใช่เป็นแรงกดดันมาจากศูนย์กลางอำนาจคณะรัฐประหารโดยตรง แต่ “มีคนใช้ความใกล้ชิดท่านเป็นอิทธิพลในการข่มเหงผู้อื่น”

ท่าน ในที่นี้เขาหมายถึง ผู้มีอำนาจ ในรัฐบาล คสช. ส่วน คนใกล้ชิด ท่าน อยู่ในองค์กรที่คุมสื่อ ซึ่ง “ใช้อิทธิพลกำจัดคนเห็นต่าง พฤติกรรมนี้กระทำโดยอำเภอใจ และกระบวนการนี้ไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอย่างสิ้นเชิง”

ศิโรตม์เชื่อว่า “องค์กรซึ่งใช้อำนาจคุมสื่อเรียกช่องที่ผมเกี่ยวข้องไปพูดคุย ถึงรายการวันซึ่งผมไม่ใช่ผู้ร่วมจัด  เหตุผลขององค์กรคือรายการวันนั้นมีภาพคุณทักษิณ (ชินวัตร) และผู้ชุมนุมเลือกตั้งมากเกินไป”


ส่วนสาเหตุที่ ประทีป คงสิบ ผู้อำนวยการสถานีว้อยซ์ทีวีอ้างก็คือ “เพราะผู้มีอำนาจไม่พอใจอย่างแรง”

“เหตุผลเพราะผู้มีอำนาจในการชี้ชะตาเรา ไม่พอใจอย่างแรงกับการวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ ของผู้ดำเนินรายการทั้งสองท่าน รวมทั้งการ์ตูนโดยคุณเซีย หากเราไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรเลย สถานการณ์ของว้อยซ์ทีวีจะอยู่ในจุดที่อันตราย”

อันตรายย่อมหมายถึง ปิด ว้อยซ์ทีวีถาวร ไม่เช่นนั้นก็อาจจะโยงใยไปถึงพรรคเพื่อไทยให้เป็นความผิด ชนิดไม่สามารถแข่งขันในการเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ได้ หรืออย่างน้อยไม่สะดวกโยธินอย่างที่อดีตหัวหน้าพรรคคุยทับไว้ว่าจะชนะฝ่ายตรงข้ามและพวกพ้อง คสช.อย่างขาดลอย

ฉะนี้ดูเหมือนไม่เฉพาะ คสช. ที่ตั้งหน้ากดดันและสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มการเมืองในค่ายทักษิณได้เชิดหน้าชูตาในทางการเมืองอีกเท่านั้น บรรดาลิ่วล้อของ คสช. และคู่แข่งของค่ายทักษิณยังคงพยายามใช้และอิงอำนาจ คสช. เพื่อเตะตัดขาเครือข่ายทักษิณ-เพื่อไทยตลอดเวลา
 
เห็นชัดจากการที่ สุริยะใส กตะศิลา อดีตแกนนำ พธม. แนวร่วม กปปส. ซึ่งไปร่วมตั้งพรรค รปช. กับสุเทพ เทือกสุบรรณ เพื่อเป็นฐานหนุนให้ พล.อ.ประยทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหลังเลือกตั้ง จู่ๆ ก็ออกมาชูพรรคประชาธิปัตย์อย่างไม่ต้องเหนียงอาย

เขากล่าวถึงการที่พรรคประชาธิปัตย์จะใช้การหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ เนื่องจากมีผู้เสนอตัวแข่งขันกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะอีกสองคน คือ นพ.วรงค์ เดชวิกรม กับนายอลงกรณ์ พลบุตร ว่า 

“แม้กระบวนการดังกล่าวจะไม่ไปไกลถึงขั้นให้สมาชิกพรรคเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคได้โดยตรง...


ผมสนับสนุน เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามปรับตัวต่างกับบางพรรคที่ยังมีเจ้าของคนเดียวยังไม่มีความพยามจะปฏิรูปพรรค และขยันพูดเรื่องประชาธิปไตย แต่โครงสร้างในพรรคยังเป็นเผด็จการหรือเจ้าของคนเดียว”


แม้น้ำเสียงจะเป็นการโจมตีเครือข่ายทักษิณและพรรคเพื่อไทยมากกว่าชื่นชมพรรคประชาธิปัตย์ แต่การผูกมิตรกับศัตรูของศัตรูด้วยการชมฝ่ายหนึ่งโจมตีอีกฝ่ายหนึ่ง ย่อมเป็นยุทธวิธีในการเรียกความสนใจ และ/หรือหวังผลส้มหล่นได้ ไม่มากก็น้อย

มีคนประชดท่าทีของ ยะใส ต่อ ปชป.นี้ว่า ชมนักชมหนาไฉนไม่ไปขอเข้าพรรคเขาเสียเลยล่ะ ปัญหาอาจติดตรงว่า ยังไม่มีใครชวนรอให้มีมูลค่าเพิ่มเสียหน่อยคงได้

โฆษกฯ วินธัยตาบอดตาใส แถไถกรณียูเอ็นขึ้นบัญชีสิทธิมนุษยชนไทย 'น่าละอาย' หาว่าฝ่ายการเมืองปั่น

คนไทยโล่งใจได้นิดเมื่อไต้ฝุ่นมังคุดเลยไปถล่มฮ่องกง แต่อย่าไว้ใจทางอย่าวางใจ คสช. ช่วงนี้คอการเมืองในกรุงฯ ใส่ใจเรื่องเลือกตั้งกันมาก จนเผลอลืมไปว่ายังมีสถานการณ์น้ำท่วมบ้านนอกอยู่

ดูเหมือนสิ่งที่ คสช.เป็นห่วงก็แต่ภาพลักษณ์ ทั้งที่ผ่านมาหลายวัน ทั่นโฆษกฯ ยังติดใจแถลงของยูเอ็นเรื่องไทยติดรายชื่อ น่าละอาย ด้านสิทธิมนุษยชนอยู่ ออกมาโต้ด้วยข้อแก้ตัวเสล่อๆ

ไปดูสถานการณ์น้ำท่วมกันก่อน จากแถลงจากกรมป้องกันสาธารณภัยล่าสุดเมื่อ ๑๖ ก.ย. ๑๖.๑๖ น. ว่าสถานการณ์คลี่คลายแล้ว ๑๔ จังหวัด แต่ยังมัดขมึงเกลียวอยู่อีก ๖ ได้แก่ บึงกาฬ นครพนม สกลนคร นครนายก ปราจีนบุรี และเพชรบุรี
 
“นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า อิทธิพลมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่วันที่ ๑๗ สิงหาคม – ๑๕ กันยายน ๒๕๖๑ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินถล่มในพื้นที่ ๒๐ จังหวัด”

ก่อผลกระทบผู้คน ๒๐๘,๙๐๐ รายใน ๖๕,๕๗๙ ครัวเรือน และมีผู้เสียชีวิตแล้ว ๔ ราย ส่วนที่ยังไม่คลี่คลายอยู่ในบริเวณลุ่มน้ำโขง ๒ จังหวัด ลุ่มน้ำอูนและลุ่มน้ำสงคราม ๑ จังหวัด ลุ่มน้ำปราจีน ๒ จังหวัด และลุ่มน้ำเพชรบุรีอีก ๑ จังหวัด

(รายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://news.mthai.com/general-news/672044.html)

วันเดียวกัน พ.อ.วินธัย สุวารี จวกแหลก ฝ่ายการเมืองกล่าวหาว่าช่วยโอกาสนำแถลงการณ์ขององค์การสหประชาชาติ “มาใช้ขยายผลเพื่อให้ดูเป็นผลลบต่อประเทศไทย”

อันนี้ต้องเรียนทั่นโฆษกฯ ว่าความรู้สึกช้าจัง ผลกระทบที่เป็นลบต่อประเทศไทยนั้นมันเกิดตั้งแต่นาย อันโตนิโอ กูแตร์เรส ออกมาแถลงเมื่อ ๑๒ กันยาโน่นแล้ว ทั่วโลกเขาได้ยินแม้ในกองบัญชาการทหารไทยจะไม่ได้ฟัง

และยังจะสร้างแรงกระแทกกระทั้นอีกระลอกเมื่อมีการรายงานทางการต่อที่ประชุมใหญ่ในวันที่ ๑๙ กันยานี้ จะอ้างอย่างไรว่า “ไม่น่าเกี่ยวข้องกับความร่วมมือในด้านสิทธิมนุษยชน เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญในการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนมาตลอด” นั้นพูดได้ แต่ฟังไม่ขึ้น

โฆษกฯ วินธัยแถไถอย่างตาบอดตาใสอีกว่า “ข้อมูลในรายงานมีที่มาอยู่ในกรอบที่จำกัด หรืออาจมีที่มาจากเพียงบุคคลเฉพาะกลุ่มเท่านั้น” ทั่นได้ฟังรายงานของเขาหรือเปล่า ฟังแล้วเข้าใจไหม หรือแค่ คัมๆ โกๆ

นายกูแตร์เรสเขาบอกว่าข้อมูลได้มา “จากการเดินทางไปค้นหาข้อเท็จจริงในประเทศไทยของคณะตัวแทนพิเศษสหประชาชาติเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๐” เขาลงพื้นที่เสาะหาข้อเท็จจริงเหล่านี้ทั่วโลกอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เอาฟังแต่ฟังรายงาน ไอโอ ของศูนย์ไซเบอร์ทัพบก

ข้อมูลเจ๋งๆ จริงๆ อย่างที่เอ่ยข้างต้น ถ้าทั่นไม่บล็อค ไทยอีนิวส์ ที่นี่ https://thaienews.blogspot.com/2018/09/blog-post_68.html ละก็ ป่านนี้ทั่นจะไม่ต้องเผยอขี้เท่อให้ชาวโลกเห็น)

รวมทั้งข้อมูลความจริงเรื่องเก่าที่พยายามปกปิดบิดเบือนมานานแล้ว อย่างไรก็ปิดไม่มิดเรื่องการใช้กำลังทหาร รถถัง สลายชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๕๓ มีประชาชนมือเปล่า (อย่างดีแค่หนังสติ๊กและไม้รวกเหลา) ตายด้วยกระสุนจริง ๙๙ ราย
 
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หนึ่งในแกนนำ นปช. ของการชุมนุมนั้นตั้งข้อเกตุจากบทความที่เขาอ่านหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับ ๖ กันยา ว่า “มีนายทหารระดับนายพลเดินทางไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับสำนวนคดีสลายการชุมนุมกลุ่มนปช. เมื่อปี ๒๕๕๓...

โดยนายพลขอให้ผู้ใหญ่ฝ่ายอัยการยุติเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะกรณีเกือบ ๒๐ ศพที่ศาลไต่สวนสาเหตุการตายเป็นที่ยุติแล้วว่าเสียชีวิตเพราะถูกกระสุนปืนความเร็วสูงจากฝั่งเจ้าหน้าที่ ให้ทำเป็นสำนวนมุมดำ หาตัวผู้กระทำความผิดไม่ได้ จึงไม่ต้องส่งฟ้องศาล”

แกนนำ นปช. ยังปรารภด้วยว่า “ผมพยายามระมัดระวังไม่ให้การติดตามเรื่องนี้ก่อกระแสความขัดแย้งระหว่างคนต่างความคิด และพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่ายสร้างสังคมประชาธิปไตย แต่สิ่งนี้จะเป็นไปไม่ได้เลยหากละเว้นความยุติธรรมสำหรับคนบางกลุ่ม”


ข้อมูลอย่างนี้แหละที่องค์การสหประชาชาติและหน่วยงานสิทธิมนุษยชนนานาชาติเขารับรู้และเก็บบันทึกไว้แล้ว ถึงเวลาเมื่อไรที่ทหารไทยนักยึดอำนาจพยายามฟอกขาวตัวเอง ทำไม่รู้ไม่ชี้ โป้ปดและบิดเบือนอย่างที่โฆษกฯ วินธัยพยายามทำ ก็จะสามารถเอามายันกันได้

ณ จุดนี้ที่ไม่ว่าผู้ปกครองจะทรงอำนาจขนาดไหน ก็ยังไม่สามารถผ่อนคลายทุกข์ยากจากภัยธรรมชาติได้เหมือนกับการคลายล็อคพรรคการเมือง สังคมยังคละคลุ้งด้วยความเกลียดชัง (หรืออย่างน้อยวาทกรรมที่สร้างความแปลกแยก) ระหว่างขั้ว

กรรมวิธีสยบฝ่ายหนึ่งไว้ด้วยกำลังอาวุธ อิทธิพลการเงิน จริยธรรมจอมปลอมของ คนดี ต่อ คนไม่ดี ตัวบทกฎหมายที่ฝ่ายหนึ่งเขียนขึ้นมาบังคับอีกฝ่าย และการตัดสินคดีความอย่าง อธรรมพวกเขาผิด พวกเราแค่พลาด ละก็

ประเทศไทยคงจะต้องติดอันดับชั่วๆ ทั้งหลายของชาวโลกอยู่ร่ำไป ไม่จำเป็นต้องมีใครมาขยายผล อีก