วันพุธ, พฤษภาคม 13, 2569

ใช้งบประมาณ ๑,๓๐๐ ล้าน ซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลก ให้ดูฟรีทั้งประเทศ ขณะที่ “นี่รัฐบาลถังแตก ไม่มีเงินเยียวยาประชาชนที่เดือดร้อน...ต้องกู้ด่วน” จิตภาพคนในชาตินี้ดีอยู่ไหม

“ใช้เงินหลักพันล้านมา ‘ให้ของขวัญ’ ประชาชน...อนาคตของประเทศน่ากังวลครับ” คอมเม้นต์ของประชากรไซเบอร์ผู้หนึ่ง ต่อการที่รัฐบาล หนูพุกจะควักงบประมาณแผ่นดินซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลก ให้ชมฟรีกันทั้งประเทศ

เบื้องหน้า ใครว่ารัฐบาลใจดี ที่อุตส่าห์เอาใจแฟนบอล ก็ว่าไป แต่เบื้องหลัง “นี่รัฐบาลถังแตก ไม่มีงบเหลือแล้ว เร่งรีบออก พ.ร.ก.กู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้าน บอกว่าเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รัฐบาลไม่มีเงินเยียวยาประชาชนที่เดือดร้อน เลยต้องกู้ด่วน”

ถ้อยความของ Napath Narangsiya บนหน้า เอ็กซ์บอกถึงจิตภาพ หรือ mentality ของคนในชาตินี้ได้หรือไม่ ว่าเห็นแก่ประโยชน์สุขซึ่งหน้าเล็กๆ น้อยๆ ไม่มองไกล ในเมื่อเงิน ๑,๓๐๐ ล้านบาทที่จะเอามาใช้ ปลายทางมาจากกระเป๋าของพ่อแม่พี่น้องทั้งนั้น

คณะรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติ ให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไปจัดการซื้อลิขสิทธิ์ “ใครจะเป็นคนจ่ายเงิน” คนในรัฐบาลอุบไว้ก่อน ตอนนี้ยังไม่รู้ ถ้าถาม ศิริกัญญา ตันสกุล พรรคประชาชน

เธอว่าเป็นจะจะ เมื่อสี่ปีที่แล้ว แหล่งเงินมาจากหลายส่วน “ส่วนหนึ่งมาจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงฯ (กทปส.) ประมาณครึ่งหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งมาจากกองทุนกีฬา (กกท.)” โดยมีเอกชนร่วมลงขันด้วย แต่ก็เกิดข้อครหา

คือ กองทุนวิจัยฯ กทปส.นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คนในกลุ่มเปราะบาง เช่นคนพิการในรูปแบบต่างๆ สามารถเข้าถึงการสื่อสารสำหรับมหาชนได้มากขึ้น ง่ายขึ้น จึงไม่ใช่ขอบข่ายในการถ่ายทอดสดบอลโลก สำหรับคนทั้งประเทศ

“ส่วนกองทุนพัฒนากีฬา คนอาจจะยังตั้งข้อสังเกตเหมือนกันว่าจริงๆ แล้วควรจะเอามาใช้ในการพัฒนากีฬาในประเทศมากกว่าการเอาไปซื้อลิขสิทธิ์หรือไม่” คุณไหมว่า “รอบนี้มีบริบทที่แตกต่างออกไป” ประการแรกเกี่ยวกับกฏ ‘Must Have’

“ที่ระเบียบของ กสทช. ที่ระบุว่าจะต้องมีรายการกีฬาใดบ้างที่ต้องมีการถ่ายทอดสดฟรีให้กับประชาชนได้ดู และเอาฟุตบอลโลกออกไปแล้ว” ส่วนเรื่องแรงจูงใจของเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม คุณไหมบอกครั้งที่แล้วยังมีคดีความกันอยู่เลย

“เรื่องระหว่าง True กับ กสทช. ที่เมื่อได้สิทธิ์ในการถ่ายทอดสดไปแล้ว กลับไม่ได้มีการปฏิบัติตามกฎ ‘Must Carry’ คือทำให้ไม่สามารถดูได้ผ่านทุกๆ ช่องทาง ทุกแพลตฟอร์ม บางกล่องก็เกิดปรากฏการณ์จอดำ” อันนี้เป็นปกติของ ทุนนิยม

รองหัวหน้าพรรค ปชน.บอก “คนที่ใส่เงิน เขาก็มีแรงจูงใจที่จะแสวงหาผลกำไรจากการที่ได้ลงทุนไปแล้วทั้งนั้น” เรื่องของเรื่องถ้ารัฐจะทำเองโดยใช้เงินของประชาชน ก็ต้องใช้เงิน “อย่างโปร่งใส ตรงตามวัตถุประสงค์ แล้วก็นำไปใช้ในสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนมากกว่า”

(https://www.matichon.co.th/politics/news_5715354, https://www.facebook.com/krobkruakao3/posts/Thi6YkJ6t2r และ https://x.com/UUUPPP11/status/2054191115864277477) 

“อนุดิษฐ์” ชี้ รัฐบาลผลักภาระ-เลี่ยงแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งที่เสนอทำประชามติเอง จี้เคารพ 21.6 ล้านเสียง



“อนุดิษฐ์” ชี้ รัฐบาลผลักภาระ-เลี่ยงแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งที่เสนอทำประชามติเอง จี้เคารพ 21.6 ล้านเสียง

12 พ.ค. 2569
โดย: ผู้จัดการออนไลน์

“อนุดิษฐ์” ชี้ รัฐบาลกำลังผลักภาระ-เลี่ยงหน้าที่แก้รัฐธรรมนูญ ทั้งที่เป็นผู้เสนอทำประชามติเอง จี้เคารพเจตจำนง 21.6 ล้านเสียง พร้อมปลดล็อกอำนาจ สว.ในมาตรา 256

วันนี้ (12 พ.ค.) เวลา 10.40 น. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลประกาศไม่ขอให้รัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ตกไป เพราะการยุบสภา โดยให้เหตุผลว่า เป็นร่างเดิมของรัฐสภาชุดก่อนที่มีความขัดแย้ง จึงควรให้รัฐสภาชุดใหม่เป็นผู้เสนอญัตติใหม่ ว่า รัฐบาลกำลังหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบของตนเอง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 158 คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน โดยมีกฎหมายและงบประมาณเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารประเทศ หากกฎหมายเป็นอุปสรรค รัฐบาลก็มีหน้าที่เสนอแก้ไข หากงบประมาณไม่เพียงพอ รัฐบาลก็มีหน้าที่จัดหา ดังนั้น การเสนอกฎหมายจึงไม่ใช่เรื่องจะทำหรือไม่ทำ แต่เป็นหน้าที่หลักของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 133(1) และมาตรา 256(1) ส่วนรัฐสภามีหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบ เว้นแต่กรณีที่รัฐบาลไม่ทำหน้าที่ รัฐธรรมนูญจึงเปิดช่องให้ ส.ส. หรือประชาชนเข้าชื่อเสนอได้ ประเทศไทยปกครองในระบอบนิติรัฐ กฎหมายต้องรับใช้ประชาชน ไม่ใช่เป็นเครื่องมือสร้างทางตันทางการเมือง

น.อ.อนุดิษฐ์ ยังระบุอีกว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งเกิดขึ้นในยุคเผด็จการ กลายเป็นต้นตอของความขัดแย้งและอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ขณะที่ประชาชนกว่า 21 ล้านเสียง ได้ลงประชามติ “เห็นชอบ” ว่า สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นเจตจำนงทางการเมืองของประชาชนจำนวนมหาศาล ที่แสดงออกผ่านกระบวนการประชามติอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยควรเดินหน้าไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่วันนี้รัฐบาลซึ่งเป็นผู้เสนอให้มีประชามติ กลับพยายามโยนภาระการแก้รัฐธรรมนูญให้รัฐสภา ทั้งที่เรื่องนี้เป็นหน้าที่โดยตรงของคณะรัฐมนตรี และรัฐธรรมนูญมาตรา 256(1) ก็บัญญัติชัดว่า คณะรัฐมนตรีอยู่ในลำดับแรกของผู้มีสิทธิเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ดังนั้น หากรัฐบาลจริงใจต่อประชาชน ก็ต้องเป็นผู้เสนอเอง

น.อ.อนุดิษฐ์ ยังเสนอว่า การแก้ไขครั้งนี้ต้องแก้ “กับดัก” สำคัญในมาตรา 256(3) และ (6) ที่กำหนดให้การแก้รัฐธรรมนูญต้องได้รับเสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม หรือ 67 คน เพราะตราบใดที่เงื่อนไขนี้ยังอยู่ อำนาจการแก้รัฐธรรมนูญก็ยังถูกผูกไว้กับ สว. ที่มีคำครหาว่าไม่ได้มาจากประชาชน อีกทั้งในปัจจุบัน ยังมีข้อสงสัยจากสังคมเกี่ยวกับกระบวนการได้มาของ สว. จึงยิ่งทำให้ประชาชนตั้งคำถามต่อความชอบธรรมมากขึ้น

“การถ่วงเวลา การโยนภาระ หรือการทำเหมือนไม่ใช่หน้าที่ของตนเอง ล้วนสะท้อนถึงความไม่จริงใจต่อประชาชน ผมเรียกร้องให้ประชาชนจับตาการลงมติของทั้ง สส. และ สว. อย่างใกล้ชิด ว่า ใครยืนอยู่ข้างประชาชน และใครยืนขวางเจตนารมณ์ของประชาชน เพราะท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเองหากคนดี คนมีสำนึก ยังนิ่งเฉย ประเทศก็จะถูกลากไปโดยคนที่ไม่เคารพเจตจำนงของประชาชนอยู่ร่ำไป” น.อ.อนุดิษฐ์ ระบุ


https://mgronline.com/politics/detail/9690000044566




เวลาพูดถึงบ่อนสแกม หลายคนมักนึกถึงเหยื่อที่ถูกหลอก นึกถึงห้องทำงานที่แออัด นึกถึงมาเฟียที่ขนเงินออกนอกประเทศ แต่มีสิ่งหนึ่งที่คนมักมองข้ามไปเสมอ นั่นคือ ทุนเทาเป็นพวกที่ขี้กลัวมาก ขี้กลัวพวกเดียวกันเอง และขี้กลัวถูกเรียกค่าไถ่ ธุรกิจการรักษาความปลอดภัยเลยบูม


จับสายลับ
Yesterday
·
สนามยิงปืนในประเทศรอบบ้าน ไทยถูกล้อมไว้หมดแล้ว?
เวลาพูดถึงบ่อนสแกม หลายคนมักนึกถึงเหยื่อที่ถูกหลอก นึกถึงห้องทำงานที่แออัด นึกถึงมาเฟียที่ขนเงินออกนอกประเทศ แต่มีสิ่งหนึ่งที่คนมักมองข้ามไปเสมอ นั่นคือ ทุนเทาเป็นพวกที่ขี้กลัวมาก
ขี้กลัวพวกเดียวกันเอง และขี้กลัวถูกเรียกค่าไถ่
เพราะพื้นที่ของบ่อนสแกมส่วนใหญ่ไม่ใช่เมืองธรรมดา มันคือพื้นที่ Outlaw ที่อยู่ภายใต้การดูแลของขุนศึก
ในพม่ามีทั้ง “หม่องชิตตู่” “ไซจ่อละ” และพลพรรคต่าง ๆ ในลาวก็มี “จ้าวเหว่ย” ในเขมรก็มีมาเฟียในคราบนักการเมืองเต็มบ้านเต็มเมือง พื้นที่เหล่านี้ กฎหมายปกติเข้าไม่ถึง อำนาจรัฐส่วนกลางก็เอื้อมไม่ถึง
แล้วทุนเทาจะรักษาความปลอดภัยตัวเองได้อย่างไร
คำตอบก็คือการว่าจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชน และบริษัทเหล่านี้ไม่ใช่แค่บริษัทโนเนมที่เปิดกันมาลอย ๆ แต่มักมีคอนเนคชั่นลึกกับหน่วยความมั่นคงอยู่แล้ว พนักงานส่วนใหญ่เป็นอดีตทหาร อดีตตำรวจ ที่ผ่านการฝึกแบบเข้มข้นมาทั้งนั้น
แต่ที่ทำให้เรื่องนี้มันน่ากังวลกว่าเรื่องความปลอดภัยของนักธุรกิจเถื่อนทั่วไป ก็คือ บริษัทรักษาความปลอดภัยเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นบริษัทจีน
และทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในจีน ไม่มีวันพ้นไปจากสายตาพรรคคอมมิวนิสต์จีน
ลองคิดดูนะครับ บริษัทเหล่านี้มีสำนักงานใหญ่อยู่ในจีน ดำเนินธุรกิจในจีน แต่มาประจำการอยู่ใน Shwe Kokko ในสามเหลี่ยมทองคำ ในสีหนุวิลล์ มันเป็นไปได้ยังไงที่จะรอดพ้นสายตาหน่วยความมั่นคงจีนไปได้
บริษัทรักษาความปลอดภัยจีนชื่อ China Sword Group หรือ CSG เคยเขียนถึงไปก่อนหน้านี้ในเรื่องของ “หวัน ค็อกคอย” แห่งแก๊ง 14K ที่ตอนนี้อยู่แถวสามเหลี่ยมทองคำเป็นบริษัทที่ดูแลความปลอดภัยให้กับผลประโยชน์ของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในเมียนมา ลาว และเขมร
แต่ CSG ไม่ได้แค่คุ้มกันบอดี้การ์ด แต่ยังต้องการฐานฝึกซ้อมความแม่นยำ
ที่ชานเมืองด้านตะวันออกของนครหลวงเวียงจันทน์ มีสนามยิงปืนขนาดมหึมาแห่งหนึ่งตั้งอยู่
สนามแห่งนี้ไม่ใช่สนามยิงปืนธรรมดา มันเกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงความมั่นคงสาธารณะลาวกับบริษัทจีน มีพื้นที่กว้างใหญ่ ประกอบด้วยสนามยิงปืนพกหลายสนาม พื้นที่จำลองการต่อสู้ในเมือง สนามเพนท์บอล และโซนนิทรรศการที่จัดแสดงซากรถถังกับเฮลิคอปเตอร์เก่า มันหน้าตาคล้ายสวนสนุก แต่จริง ๆ แล้วมันคือสถานที่ฝึกซ้อมทางยุทธวิธี
เงินลงทุนมาจากบริษัทของนักธุรกิจจีนเชื้อสายลาว ที่ร่วมมือกับกระทรวงความมั่นคงสาธารณะลาวโดยตรง และเว็บไซต์ของสนามยังเชื่อมโยงกับบริษัทอักษรย่อ BRT ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งทำธุรกิจอุปกรณ์กีฬาและสันทนาการของจีน รายได้มาจากการนำบริษัทรักษาความปลอดภัยและชมรมกีฬาจีนมาฝึกซ้อมที่สนามแห่งนี้ จนพนักงานในสนามใช้ภาษาจีนเป็นหลัก
บริษัท Frontier Services Group กับ Yunnan Jindun Security Group ซึ่งทำหน้าที่คุ้มครองเหมืองและโครงสร้างพื้นฐานของจีนในลาว ต่างใช้สนามแห่งนี้เป็นศูนย์ฝึกหลักทั้งคู่
แต่ที่น่าจับตามากกว่าคือหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนปะทุขึ้น สนามยิงปืนแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ฝึกซ้อมของทหารรัสเซียด้วย ทหารลาวพาคณะผู้แทนระดับสูงจากกระทรวงกลาโหมรัสเซียมาร่วมแข่งขันยิงปืนมิตรภาพถึงสองครั้ง ครั้งแรกวันที่ 29 มีนาคม 2566 และครั้งที่สองวันที่ 20 มกราคม 2567
มิตรภาพที่มาพร้อมปืนหลายสิบกระบอก
ทุกวันนี้สนามยิงปืนแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่กลางที่ทุนเทา สายลับ และทหารรับจ้างแวะเวียนมาพบปะกัน รวมถึงเป็นพื้นที่เตรียมพร้อมก่อนส่งเจ้าหน้าที่เข้าปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยงทั้งในเมียนมา กัมพูชา และลาว
แต่ลาวไม่ใช่ที่เดียว
ฝั่งพม่าตรงข้ามแม่สอด ในเมือง Shwe Kokko ก็มีสนามยิงปืนในลักษณะเดียวกันตั้งอยู่ ไม่ได้มีแค่สแกมกับบ่อน แต่มีฐานทัพขนาดย่อมอยู่ใกล้ ๆ แล้ว โดยไม่ต้องขอตั้งให้ใครด่า ไม่ต้องผ่านรัฐสภา ไม่ต้องมีการเจรจาระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล แค่ใช้เงิน ใช้บริษัทนอมินี ก็มีฐานปฏิบัติการแล้ว
หากมองรอบทิศ ทางเหนือมีสามเหลี่ยมทองคำและ Shwe Kokko ทางตะวันออกเฉียงเหนือมีเวียงจันทน์ ทางตะวันออกมีสีหนุวิลล์
ไทยถูกวางหมากล้อมไว้รอบทิศแล้ว
และมันไม่ได้หยุดอยู่แค่สนามยิงปืน
เพราะควบคู่ไปกับทหารรับจ้างที่ปฏิบัติการในสนาม ยังมีแฮกเกอร์ที่ได้รับการฝึกจากจีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือ รอโอกาสเจาะระบบสาธารณูปโภคของเรา
นี่คือ Hybrid Warfare ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสู้รบทางทหาร มันคือสงครามการข่าว สงครามไซเบอร์ สงครามการเมือง และสงครามชายแดน ทำพร้อมกันในเวลาเดียวกัน
สิ่งที่เราเห็นอยู่คือ Geo-Criminality การขยายอิทธิพลผ่านทุนเทา มันซับซ้อนกว่าที่เห็นมาก และใหญ่กว่าที่หลายคนคิด
...
Puangthong Pawakapan
·
ชวนอ่านค่ะ
เชื่อว่าหน่วยงานความมั่นคงไทยตามไม่ทัน บางส่วนอาจกลายเป็นแขนขสของพวกทุนเทา บางส่วนยังหมกมุ่นกับการทำไอโอเล่นงานคนไทยอยู่

https://www.facebook.com/thaispycatcher/posts/122197153808449251
.....


จับสายลับ 
May 9
·
บริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนจีน: อาวุธที่ทรงพลังของ Hybrid Warfare
บริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนของจีน
Chinese Private Military and Security Companies (PMSCs)
คุณอาจเคยได้ยินชื่อ WAGNER ของรัสเซีย หรือ BLACKWATER ของอเมริกา สองชื่อนี้โด่งดังมาก มีข่าว มีสารคดี มีการสืบสวน แต่บริษัทของจีน ซึ่งกำลังเติบโตอย่างเงียบเชียบและรวดเร็วในทุกมุมโลก กลับแทบไม่มีใครพูดถึง
และนั่นแหละ คือจุดที่น่ากลัวที่สุด
เมื่อปี 2016 สงครามกลางเมืองเซาท์ซูดานปะทุขึ้น ในพื้นที่ขัดแย้งนั้นมีคนงานน้ำมันชาวจีน 330 คน ทำงานให้กับบริษัท CNPC หรือบรรษัทน้ำมันแห่งชาติจีน อยู่ท่ามกลางกระสุนและความโกลาหล แต่ภายในเวลาไม่นาน คนเหล่านั้นถูกอพยพออกมาได้อย่างปลอดภัยทั้งหมด
คนที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่กองทัพจีน ไม่ใช่สหประชาชาติ แต่เป็นบริษัทชื่อ DeWe Security บริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนของจีน ที่แทบไม่มีสื่อตะวันตกรายงานถึงเลย
ถามว่าทำไมจีนถึงต้องการบริษัทแบบนี้
คำตอบอยู่ที่ Belt and Road Initiative หรือ BRI
BRI ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับยักษ์ของจีน ครอบคลุมท่าเรือ ทางรถไฟ ท่อส่งพลังงาน ในกว่า 140 ประเทศทั่วโลก ทั้งในแอฟริกา เอเชียกลาง ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ปัญหาคือ หลายพื้นที่ที่จีนเข้าไปลงทุน ไม่ใช่พื้นที่สงบสุข มีกบฏ มีกลุ่มติดอาวุธ มีความไม่มั่นคงทางการเมือง และจีนต้องการปกป้องทั้งทรัพย์สินและบุคลากรของตัวเองในพื้นที่เหล่านั้น
แต่ถ้าส่งกองทัพประจำการเข้าไปตรงๆ นั่นคือการประกาศสงคราม เป็นวิกฤตการทูตที่ไม่มีใครต้องการ
วิธีแก้ของจีนคือส่งบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนเข้าไปแทน โดยที่รัฐบาลจีนไม่ต้องปรากฏตัว
PMSCs จีนวางกำลังพลมากกว่า 2,000 นาย ในเคนยาเพียงประเทศเดียว เพื่อดูแลทางรถไฟสายมอมบาสา-ไนโรบี ระยะทาง 480 กิโลเมตร มูลค่าเกือบ 3,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ยังปกป้องโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลวมูลค่า 4,000 ล้านดอลลาร์ในเอธิโอเปียและจิบูตี
เรากำลังพูดถึงกองกำลังที่มีขนาดระดับกรมทหาร วางอยู่ในหลายประเทศทั่วทวีปแอฟริกา แต่ไม่ถูกนับเป็น “กำลังทหาร” ของจีน
แล้วยังมีบริษัทอีกชื่อที่น่าสนใจมาก นั่นคือ Frontier Services Group หรือ FSG
FSG ก่อตั้งโดย Eric Prince ชายคนเดียวกับที่ก่อตั้งแบล็ก BLACKWATER บริษัทรับจ้างทหารชื่อดังของอเมริกา แต่ปัจจุบัน FSG ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของ CITIC Group ซึ่งเป็นบริษัทเพื่อการลงทุนของรัฐบาลจีน
พูดง่ายๆ คือ อดีตผู้ก่อตั้ง BLACKWATER ขายบริษัทให้รัฐบาลจีน แล้วบริษัทนั้นก็กลายเป็นเครื่องมือของปักกิ่งในแอฟริกาและตะวันออกกลาง
บริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนของจีนแตกต่างจากของอเมริกาหรือรัสเซียอย่างไร
บริษัทแบบอเมริกัน อย่าง Academi ซึ่งชื่อเดิมคือ Blackwater ดำเนินธุรกิจบนฐานเชิงพาณิชย์ล้วนๆ รับสัญญาจ้าง ทำงาน รับเงิน มีการตรวจสอบจากรัฐสภา มีสื่อจับตา มีคดีความ มีการฟ้องร้อง โปร่งใสมากกว่า แม้จะมีเรื่องอื้อฉาวบ้างก็ตาม
บริษัทแบบรัสเซีย อย่าง WAGNER ตรงข้ามกันสิ้นเชิง ทำตัวเหมือนกองทัพลับ รบแบบกองทัพ สร้างบทบาทในยูเครน ซีเรีย มาลี ซูดาน แต่ก็โดนสื่อตามถ่ายรูปได้ โดนแซงก์ชั่น โดนกล่าวหาในศาลระหว่างประเทศ
บริษัทแบบจีน ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
จีนใช้หลัก low-profile บริษัทจีนไม่ได้โฆษณาตัวเอง ไม่ออกสื่อ ไม่สร้างภาพ แต่เข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่ต่างๆ ผ่านสัญญาที่ผูกโยงอย่างแนบเนียนกับรัฐวิสาหกิจจีน ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะแยกแยะว่า อะไรคือ “ธุรกิจเอกชน” และอะไรคือ “ยุทธศาสตร์ใหญ่ของจีน”
ปี 2009 รัฐบาลจีนออกกฎระเบียบควบคุมบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชน สร้างระบบใบอนุญาตอย่างเป็นทางการ ต่อมาเมื่อปี 2015 มีกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติออกมา ซึ่งแม้ไม่ได้ระบุถึงบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนโดยตรง แต่ขอบเขตของมันกว้างพอที่จะครอบคลุมการดำเนินงานของบริษัทเหล่านี้ในต่างประเทศด้วย
พูดง่ายๆ คือ รัฐบาลจีนสามารถเรียกบริษัทเหล่านี้ให้รับใช้ผลประโยชน์ของชาติ ได้ตลอดเวลา ในทางกฎหมาย
นี่คือความแตกต่างระดับโครงสร้างจากโมเดลตะวันตก ซึ่งบริษัทเอกชนแยกขาดจากรัฐอย่างชัดเจน
ปัจจุบัน เรากำลังเห็นการแตกตัวของตลาดความมั่นคงโลกออกเป็นสามกลุ่มภูมิรัฐศาสตร์
กลุ่มแรกคือตะวันตก ที่อยู่ในระบบ มีการปฏิบัติตามกฎระเบียบ และความชอบธรรมทางกฎหมาย
กลุ่มที่สองคือรัสเซีย ที่ขายกำลังรบโดยตรงพร้อมกับการสนับสนุนทางการเมืองจากเครมลิน
กลุ่มที่สามคือจีน ที่ขายการคุ้มครองขนาดใหญ่ ราคาถูก ไม่มีเงื่อนไขด้านสิทธิมนุษยชน ไม่มีการตรวจสอบจากภายนอก และผูกอยู่กับโครงการ BRI อย่างแนบแน่น
สำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการความมั่นคงแต่ไม่ต้องการการแทรกแซงทางการเมืองจากตะวันตก โมเดลจีนฟังดูน่าดึงดูดมาก และนั่นคือสิ่งที่ควรจับตาดูอย่างใกล้ชิด
สิ่งที่เราเห็นวันนี้คือ Hybrid Warfare ในรูปแบบที่ซับซ้อนที่สุดรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่สงครามด้วยกองทัพ แต่เป็นสงครามด้วยสัญญา ด้วยโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยการปกป้องการลงทุน และด้วยกองกำลังที่ไม่มีชื่อบนธงชาติใด
ที่สำคัญบริษัทเหล่านี้ในหลายพื้นที่ได้เข้าไปเชื่อมโยงกับธุรกิจผิดกฎหมาย ทั้งการฟอกเงิน ฐานสแกม และขบวนการค้ามนุษย์ จนดูสะเปะสะปะ ไร้ทิศทางที่ชัดเจน แต่เมื่อพรรคเรียกร้อง
กลุ่มเหล่านี้ก็ต้องพร้อมที่จะขานรับเสมอ

https://www.facebook.com/thaispycatcher/posts/122196990170449251




ถาม AI : ศาลยกคำร้องขอประกันตัว คดี ม.112 ‘อานนท์ นำภา’ กี่ครั้งแล้ว

ถาม AI : ศาลยกคำร้องขอประกันตัว คดี ม.112 ‘อานนท์ นำภา’ กี่ครั้งแล้ว

สำหรับข้อมูลล่าสุดจนถึงเดือน พฤษภาคม 2569 เกี่ยวกับการยื่นขอประกันตัวของ อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนในคดีมาตรา 112 มีสถิติที่น่าสนใจดังนี้ครับ
สรุปจำนวนการยกคำร้องขอประกันตัว

จากการรวบรวมข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (TLHR) พบว่าตั้งแต่อานนท์ถูกคุมขัง (รอบล่าสุดตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2566) มีการยื่นคำร้องเพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราวในทุกคดีรวมกัน มากกว่า 120 ฉบับ โดยมีรายละเอียดเบื้องต้นดังนี้:

คำร้องขอประกันตัว: ยื่นไปแล้วประมาณ 86 ฉบับ

คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัว: ยื่นไปแล้วประมาณ 36 ฉบับ

ศาลมีคำสั่งยกคำร้องทุกฉบับ โดยเหตุผลหลักที่ศาลใช้ประกอบการยกคำร้องคือ:

เกรงว่าจำเลยจะหลบหนี

คดีมีอัตราโทษสูงและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาจำคุกแล้วในหลายคดี

ไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม

สถานะทางคดีปัจจุบัน (พฤษภาคม 2569)

ระยะเวลาการคุมขัง: อานนท์ถูกคุมขังต่อเนื่องมาแล้วกว่า 2 ปี 7 เดือน (ประมาณ 960 วัน) ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยไม่ได้รับการประกันตัวแม้แต่ครั้งเดียวในระหว่างการอุทธรณ์

โทษจำคุกรวม: ปัจจุบันอานนท์ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกในคดีมาตรา 112 และข้อหาอื่นๆ รวมแล้วอย่างน้อย 8 คดี ซึ่งหากนับรวมโทษทั้งหมดที่ศาลสั่งให้นับต่อกัน จะมีโทษจำคุกรวมกัน มากกว่า 24 ปี

เงื่อนไขการยื่น: ในการยื่นครั้งหลังๆ อานนท์เคยเสนอเงื่อนไขยอมรับการติดกำไล EM และยินยอมไม่เดินทางออกนอกประเทศ รวมถึงรับเงื่อนไขอื่นๆ ที่ศาลกำหนดทุกประการ แต่ศาลยังคงมีคำสั่งยกคำร้องเช่นเดิม

สถิตินี้ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในผู้ต้องขังคดีการเมืองที่ยื่นขอประกันตัวบ่อยครั้งที่สุดและถูกปฏิเสธมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัยครับ
.....

9 hours ago
·
ศาลอุทธรณ์ยังยกคำร้องขอประกันตัว คดี ม.112 ‘อานนท์ นำภา’ 9 คดี ถูกขังมาแล้วสองปีครึ่ง รอคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ทุกคดี
.
.
วันที่ 12 พ.ค. 2569 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัวของ อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมทางการเมือง หลังทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัวชั้นอุทธรณ์ในคดี “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำนวน 9 คดี ที่อานนท์ถูกคุมขัง ไปเมื่อวันที่ 9 และ 11 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา
.
การยื่นประกันครั้งนี้ เนื่องจากอานนท์ต้องการยืนยันว่า พฤติการณ์คดีเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุม เรียกร้องการเปลี่ยนผ่านจากการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหารสู่รัฐบาลประชาธิปไตย ท่ามกลางบริบทในปัจจุบันที่กรมราชทัณฑ์มีมติให้พักโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกรณีของประเทศเมียนมา ก็มีการปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง
.
สำหรับคดีที่ยื่นขอประกันตัวในครั้งนี้มีทั้งสิ้น 9 คดี โดยเป็นคดีของศาลอาญาทั้งหมด ได้แก่ คดีปราศรัย #ม็อบ14ตุลา63, คดีโพสต์ 2 ข้อความในเฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินของรัชกาลที่ 10, คดี #ราษฎรสาส์น โพสต์จดหมายข้อความถึงกษัตริย์, คดีปราศรัย #ม็อบแฮรี่พอตเตอร์1, คดีโพสต์ 3 ข้อความในเฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์การใช้มาตรา 112 และ ปัญหาของสถาบันกษัตริย์, คดีปราศรัย #ม็อบ17พฤศจิกา63 หน้ารัฐสภา, คดีปราศรัย #ม็อบแฮรี่พอตเตอร์2, คดีปราศรัยชุมนุมหน้าสน.บางเขน เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2563 และ คดีปราศรัยชุมนุม #2ธันวา63ไปห้าแยกลาดพร้าว
.
หากนับรวมที่ยื่นประกันตัวทั้งหมดตั้งแต่อานนท์ถูกคุมขังมา ได้มีการยื่นคำร้องในทุกคดีรวมกันทั้งหมดเป็น จำนวน 158 ฉบับ (แยกเป็นยื่นคำร้องขอประกันตัว 113 ฉบับ และคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัว 54 ฉบับ) ศาลก็มีคำสั่งยกคำร้องทุกฉบับเรื่อยมา
.
คำร้องขอยื่นประกันตัวทั้ง 9 คดี มีใจความสำคัญดังนี้
.
จำเลยขอเรียนต่อศาลว่า คดีของจำเลยมีหนทางต่อสู้คดีได้ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งคดีของจำเลยมีประเด็นที่จะเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ คดีของจำเลยยังไม่ถึงที่สุด เป็นผู้กระทำความผิดจึงได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญฯ และจำเลยมีถิ่นที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ได้เคยมีพฤติการณ์หลบหนี
.
พฤติการณ์การชุมนุมในช่วงปี 2563 ของจำเลยเป็นการใช้เสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองของนักศึกษาและเยาวชนคนรุ่นใหม่ เรียกร้องการเปลี่ยนผ่านการปกครองที่สืบทอดอำนาจจากคณะรัฐประหารของพ.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและมีรัฐบาลประชาธิปไตยเข้ามาบริหารประเทศซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้มีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง
.
ประกอบกับเมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2569 กรมราชทัณฑ์โดยคณะอนุกรรมการพิจารณาพักการลงโทษได้มีมติให้พักโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จากการคุมขังตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งกำหนดการปล่อยตัวในวันที่ 11 พ.ค. 2569
.
นอกจากนั้นยังมีการเปลี่ยนแปลงจากประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ประเทศเมียนมา ซึ่งปล่อยนักโทษการเมือง 4,300 ราย ลดโทษจำคุก อองซานซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐเป็น 1 ใน 6 ของโทษจำคุก 27 ปี ภายหลังจากที่ประเทศมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งประธานาธิบดี
.
หลังทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัว ศาลอาญาได้ส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้วินิจฉัย ต่อมาวันที่ 12 พ.ค. 2569 นายประกันทราบคำสั่งศาลและติดตามเอกสารคดีที่มีคำสั่งยกคำร้องทั้งหมด
.
สำหรับคำสั่งยกคำร้องการประกันตัว ศาลอุทธรณ์ระบุคำสั่งแยกออกเป็นรายคดี โดยทั้ง 9 คดี ระบุเหตุผลทำนองเดียวกันว่า พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและโทษ ประกอบกับศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์มาแล้วหลายครั้ง เนื่องจากเกรงว่า จำเลยจะหลบหนี ยังไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
.
อานนท์ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2566 ปัจจุบันเป็นเวลากว่า 2 ปี 7 เดือนเศษแล้ว เขาถูกศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกในคดีมาตรา 112 จำนวน 11 คดี และคดีอื่น ๆ หากรวมโทษต่อกันเป็นประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ โดยทุกคดียังไม่สิ้นสุดลง ยังมีการยื่นอุทธรณ์ต่อ และแม้ในรอบสองปีครึ่งที่ผ่านมาจะมีการยื่นขอประกันตัวอานนท์อย่างต่อเนื่อง แต่ศาลก็ไม่เคยให้ประกันตัว
.
ตลอดปีนี้ อานนท์ยังมีกำหนดการสืบพยานในคดีของศาลอาญาอีกสองคดี ได้แก่ คดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร และคดีชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปSCB โดยคดีหลังมีนัดสืบพยานต่อในช่วงวันที่ 19-22, 26-29 พ.ค. นี้
.
.
อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/83507



คำถามที่รอคำตอบ ทางออก มาตรา 112 ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป! เมื่อการเสนอแก้ไข ม.112 ของพรรคก้าวไกลในสภาเป็นคดีความผิด ขณะที่จำเลยในคดี ม.112 แต่ละราย ก็ได้รับโทษรุนแรง ประชาชนถูกดำเนินคดีฐานความผิด ม.112 ก็มีจำนวนมาก “อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”



ปิดหน้าออนไลน์ : ส่องทางออก มาตรา 112 ทำอย่างไรกับผู้ต้องขัง เมื่อเสนอในสภาเป็นความผิด

12.05.26
มติชนออนไลน์

ยังเป็นคดีที่ต้องรอบทสรุป สำหรับกรณี 44 ส.ส.ก้าวไกล ที่ลงชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถูก ป.ป.ช.ชงมติ ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา กรณีฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ซึ่งหากศาลฎีการะบุว่ามีความผิด จะมีโทษถึงขั้นปิดฉากเส้นทางการเมือง เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต

เบื้องต้นศาลฎีการับคำร้อง โดยนัดพิจารณาครั้งแรก 30 มิถุนายน 2569 ส่วน 10 ส.ส.ของพรรคประชาชน ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ยังได้ทำหน้าที่ต่อ จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา

เมื่อย้อนถึงที่มาของคดีดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อปี 2564 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล นำชื่อ ส.ส.ในพรรค จำนวน 44 คน ยื่นร่างกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน ทั้งหมด 5 ฉบับ ต่อประธานรัฐสภา

หนึ่งในนั้นคือ ร่างแก้ไข ม.112 ที่มีสาระสำคัญคือ ปรับลดโทษเพื่อให้ได้สัดส่วนกับสภาพความผิด รวมทั้งเสนอให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ร้องทุกข์และเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่ประชาชนทั่วไป ป้องกันมิให้ผู้อื่นใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ “ฟ้องกลั่นแกล้ง” ผู้เห็นต่าง

อย่างไรก็ตาม พิธาระบุในวันยื่นร่างกฎหมายทั้ง 5 ฉบับ ถึงกรณีแก้ไขอัตราโทษคดี ม.112 ด้วยหวังให้จำเลยในคดีได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม

แต่สุดท้ายร่างดังกล่าวก็ไม่เคยได้นำเข้าสู่การพิจารณาของสภา เนื่องจากประธานสภาในขณะนั้น ซึ่งก็คือ นายชวน หลีกภัย ไม่ได้นำเข้าสู่วาระการพิจารณาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

จนกระทั่งการเลือกตั้ง 2566 เรื่องของ ม.112 ถูกนำมาพูดถึงอย่างกว้างขวาง ทุกพรรคการเมือง ทุกการดีเบต มีการสอบถามถึงจุดยืนเรื่อง ม.112 ซึ่งก็แบ่งได้เป็น 2 ฝ่ายหลักๆ นั่นก็คือ เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญา และให้คงเอาไว้ตามเดิม และมีอยู่บ้างที่เห็นว่าควรเพิ่มโทษให้กับผู้ฝ่าฝืน

อย่างไรก็ตาม หลังการเลือกตั้ง 2566 ศาลรัฐธรรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยเมื่อปี 2567 ที่ระบุว่า การเสนอแก้ไข ม.112 ของพรรคก้าวไกล เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครอง และสั่งให้เลิกกระทำ

ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ 44 ส.ส.ก้าวไกล ต้องเผชิญวิบากกรรมอยู่ในขณะนี้!

ย้อนกลับไปถึงการบังคับใช้ ม.112 และกฎหมายอื่นอีกหลายมาตราเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง โดยอิงจากบันทึกของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่ระบุว่า เริ่มมีการบังคับใช้กฎหมายในลักษณะดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นในปี 2563 โดยมีปรากฏการณ์ดำเนินคดีผู้ชุมนุมบนท้องถนน อย่างเด่นชัด ในเดือนพฤศจิกายน 2563 นับตั้งแต่กลุ่มต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวตลอดปี’ 63

ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมมีตั้งแต่ขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี และองคาพยพ ยุบสภา ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ยกเลิก ม.112 ไปจนถึงปฏิรูปสถาบัน

เป็นเหตุให้ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศเพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับ ทุกมาตราที่มีอยู่กับผู้ชุมนุมที่กระทำความผิด

โดยศูนย์ทนายความฯชี้ว่า ประชาชนถูกดำเนินคดีฐานความผิด ม.112 จำนวนมาก “อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” และยังมากกว่า 1,000 คน แม้ปัจจุบันจะมีรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้งแล้วก็ตาม โดยอัตราโทษของฐานความผิด ม.112 ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี สุ่มเสี่ยงกับการใช้อำนาจลิดรอนสิทธิของประชาชนอย่างรุนแรง

ขณะที่จำเลยในคดี ม.112 แต่ละราย ก็ได้รับโทษรุนแรง โดยอ้างอิงข้อมูลศูนย์ทนายความฯที่ระบุถึง “บัสบาส” มงคล ถิระโคตร อดีตพ่อค้าเสื้อผ้าออนไลน์และนักกิจกรรมใน จ.เชียงราย ที่ศาลมีคำพิพากษาว่าเขามีความผิดหลายกระทง ศาลฎีกาลงโทษจำคุก 46 ปี จากเดิมชั้นอุทธณ์ให้จำคุก 50 ปี ปัจจุบันถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำกลางเชียงราย

ป้าอัญชัญ-อัญชัญ ปรีเลิศ อดีตผู้ต้องขังคดี ม.112 ซึ่งถูกตัดสินจำคุกรวม 29 ปี 174 เดือน หรือประมาณ 43 ปี 6 เดือน ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 27 ส.ค.67 โดยกรณีของป้าอัญชัญนับเป็นผู้ต้องขังหญิงทางการเมืองที่มีอายุมากที่สุด ถูกคุมขังยาวนานที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

นี่ยังไม่เอ่ยถึงหลายคดี ม.112 ที่จำเลย ทั้งแกนนำ นักกิจกรรม และประชาชนทั่วไป ไม่ได้รับสิทธิปล่อยตัวระหว่างการพิจารณาคดี แม้จะปรากฏข่าวอย่างต่อเนื่องว่าทนายความยื่นขอประกันตัว เสนอเงื่อนไขติดกำไล EM แล้วก็ตาม

หรือกระทั่งกรณีของ บุ้ง เนติพร กลุ่มทะลุวัง เสียชีวิตระหว่างอยู่ในความควบคุมของกรมราชทัณฑ์เมื่อปี 2567 ที่เพิ่งไต่สวนการตายเสร็จสิ้น ศาลนัดอ่านคำสั่งของศาลจังหวัดธัญบุรี วันที่ 15 ก.ค.นี้ ซึ่งจะแสดงรายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเธอ

ส่งผลให้แกนนำบางส่วนตัดสินใจย้ายไปเริ่มชีวิตใหม่ในต่างประเทศ ด้วยมองว่าถูกจำกัดเสรีภาพ ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมไทย และอีกหลายรายที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีในหลายปีให้หลัง หลังจากเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองปี 2563-2564

แน่นอนว่า ผลคำพิพากษาจะเป็นอย่างไร ทุกฝ่ายก็ต้องเคารพ

เพียงแต่คำถามที่เกิดขึ้นในสังคมก็คือ เรื่อง ม.112 ที่กลายเป็นหัวข้อพูดคุยกันมาตลอด 6-7 ปีที่ผ่านมา มีคนถูกดำเนินคดีร่วมพันคน มีคนติดคุกอยู่อีกหลายสิบปีนั้น จะหาทางออกกับเรื่องเหล่านี้อย่างไร

เพราะไม่ใช่แค่นักการเมือง ที่ต้องเผชิญกับเรื่องราวดังกล่าว ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ หากไม่นำเรื่องนี้ออกมาพูดถึงกันอย่างจริงจัง

อนาคตของประเทศ อนาคตของประชาชน โดยเฉพาะคนวัยหนุ่มสาวที่ควรเป็นพลังของประเทศ จะเป็นอย่างไร และไปสิ้นสุดที่ตรงไหน

ยังเป็นคำถามที่รอคำตอบ ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป!

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ :
https://www.matichon.co.th/politics/news_5714916




สารคดี Gaza: Doctors under attack เรื่องราวของการโจมตีรพ.ในกาซ่าของอิสราเอลได้รับรางวัลบาฟต้า ประเด็นที่เป็นข่าวกลายเป็นเรื่องว่า นี่เป็นสารคดีที่บีบีซีไม่ยอมเอาออกอากาศ แต่กลับได้รับรางวัล









https://x.com/Tiggrrrrr1/status/2054158130045759633
.....


Noi Thamsathien
17 hours ago
·
สารคดี Gaza: Doctors under attack เรื่องราวของการโจมตีรพ.ในกาซ่าของอิสราเอลได้รับรางวัลบาฟต้า

ประเด็นที่เป็นข่าวกลายเป็นเรื่องว่า นี่เป็นสารคดีที่บีบีซีไม่ยอมเอาออกอากาศ แต่กลับได้รับรางวัล

ผู้ผลิตบอกว่าสารคดีนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากบีบีซีนั่นแหละแต่ทว่าบีบีซีไม่เอาเอง เหตุผลของบีบีซีคือมันซุกซ่อนความลำเอียงเอาไว้ ท้ายสุดกลายเป็นว่าคนที่เอาไปออกอากาศคือแชนแนลโฟร์ อ่านข่าวแล้วอยากรำพึงถึงความยากลำบากของเส้นทางการผลิตสารคดี

สารคดีแบบนี้ต้องทุ่มเทเก็บข้อมูลหนักมาก จะเห็นได้ว่าผู้ผลิตกล่าวอุทิศรางวัลให้นักข่าวสองคนที่เป็นคนในพื้นที่ซึ่งร่วมทำงาน เราว่าพวกเขาทุกคนต้องทำงานหนักทั้งนั้น ในฐานะคนทำสารคดีคนหนึ่งเรานึกออกเลยว่างานมันจะสาหัสขนาดไหน ผู้คนต่างบอกว่าสารคดีมันงานกล้วยๆ อันที่จริงมันตรงกันข้าม

การผลิตงานดีๆสักเรื่องมันยากจริงนะ โดยเฉพาะงานที่ไม่ได้ผลตอบแทนและยัง controversial มาก ภาระการเป็นผู้ผลิตมันแบกรับตั้งแต่การหาทุนสนับสนุน การทำงานหนักสองเท่าแต่แน่นอนว่าผลตอบแทนต่ำเตี้ยเรี่ยดินยังไม่ต้องพูดเรื่องอาจต้องควักเนื้อ ที่ร้ายกว่านั้นคือ ทำเสร็จแล้วอาจหาที่ออกอากาศไม่ได้ งานชิ้นนี้เข้าใจว่าบีบีซีสปอนเซอร์ตอนแรกแต่เสร็จแล้วไม่รับงาน ตอนรับรางวัลผู้ผลิตบอกว่าเราจะไม่ยอมให้งานถูกแก้ไข นี่เป็นปัญหาใหญ่ คือคนให้ทุนขอแก้งาน แม้ว่าอันที่จริงในฐานะคนผลิตงานต้องยอมรับว่าถ้าแพลตฟอร์มไม่โอเค เราก็ต้องแก้ไขเพราะเจ้าของแพลทฟอร์มต้องรับผิดชอบเนื้อหาที่จะออกไปและเผลอๆบีบีซีคงสยองมาจากแผลเก่า แต่ถ้าให้เราเดา ผู้ผลิตต้องยอมแก้งานแหละเพียงแต่ว่าการขอให้แก้คงเกินระดับที่เขาจะรับได้ งาน มันมีซิกเนเจอร์คนผลิต และชื่อของคนผลิตจะติดอยู่กับมันตลอดไป การแก้ไขที่เกินระดับมันทำให้หลุดจากแนวของตัวเอง ในกรณีแบบนี้ย่อมยากจะรับไว้ได้เพราะมันกลายเป็นงานคนอื่นออกมาในชื่อตัวเอง

มันมีหัวใจสำคัญของการทำสารคดีที่คนผลิตหลายคนยอมรับกันมาแล้วและสารคดีจำนวนมากเป็นแบบนี้ คือสารคดีเป็นตัวแทนความคิดของผู้ผลิต มันไม่ใช่ข่าว ถ้าเนื้อหาข้อมูลมันไม่บิดเบือน มันคือการนำเสนอมุมมองของผู้ผลิต ดังนั้นเวลาแก้งานมันมีหลายประเด็นมากที่ต้องคำนึง

เริ่ึองของคนทำสารคดีประเภทนี้ชีวิตยากเย็นจริงๆ ไม่ต้องพูดเรื่องการเผชิญหน้าความไม่พอใจของคนที่กระทบจากเนื้อหาสารคดีซึ่งมีแน่นอน โอกาสที่จะมีการผลิตสารคดีเชิงสืบสวนสอบสวนดีๆเดี๋ยวนี้ยากจริงๆ เราเองครั้งหนึ่งเคยมีเพื่อนต่างชาติอยากทำสารคดีเรื่องสามจังหวัดใต้ในประเด็นสิทธิ ทุ่มเทเงินตัวเองเดินทางมาเก็บข้อมูลและฟุต เราก็ลงขันด้วยการเอากำลังกายของตัวเองไปทำด้วย พวกเราสัมภาษณ์ล่วงหน้าไปแล้วระดับหนึ่งกะว่าจะเอาไปขอทุนตปท. แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ นี่ล่ะค่ะเราจึงคิดว่าโอกาสของการได้ทุน/การมีคนสนับสนุนให้ฉายมันมีน้อย มันจึงมีโอกาสน้อยมากที่จะได้เห็นงานดีๆที่จะออกมาในเชิงสืบสวนสอบสวนสำหรับประเด็นที่ไม่ง่ายอย่างเช่นเรื่องเกี่ยวกับจชต.

การทำเรื่องกาซ่าในเวลาแบบนี้มันมีทั้งเรื่องความปลอดภัยของตัวเองและผู้อื่นและความยากของการเข้าถึงข้อมูล ไม่ต้องพูดเรื่องอุปสรรคต่างๆในด้านทุน เราว่าคงสาหัสแหละ ดังนั้นพวกเราตามไปดูสารคดีเรื่องนี้กันค่ะ ผู้ผลิตอุตส่าห์ทุ่มซะขนาดนี้
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=3361647657335065&set=a.314073345425860


Film Link

https://www.dailymotion.com/video/x9mcmpi




บริษัท Unitree จากประเทศจีนได้เปิดตัวหุ่นยนต์รุ่น GD01 ที่มีห้องสำหรับมนุษย์ (Cockpit) ควบคุม หุ่นยนต์นี้ สามารถเดินตัวตรงด้วยสองขา หรือปรับเปลี่ยนเป็นคลานด้วยสี่ขา ราคาไม่เบา เริ่มที่ $650,000






https://x.com/nexta_tv/status/2054124422630437339

บริษัท Unitree จากประเทศจีนได้เปิดตัวหุ่นยนต์รุ่น GD01 ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่ห้องควบคุมสำหรับมนุษย์ (Cockpit) ติดตั้งอยู่แทนส่วนลำตัวของหุ่นยนต์

หุ่นยนต์ตัวนี้มีความสูงเป็นสองเท่าของมนุษย์วัยผู้ใหญ่ และมีน้ำหนักถึงครึ่งตัน โดยสามารถเคลื่อนที่ได้ทั้งในรูปแบบสองขาและสี่ขา

ทางบริษัทเรียกขานหุ่นยนต์รุ่นนี้ว่าเป็น "ยานพาหนะขนส่งสำหรับพลเรือน" และระบุว่าพร้อมสำหรับการผลิตเชิงพาณิชย์ในปริมาณมากแล้ว โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 650,000 ดอลลาร์สหรัฐ

การเปิดตัว Unitree GD01 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในวงการหุ่นยนต์ ซึ่งช่วยยกระดับเทคโนโลยี "เมคา" (Mecha) จากโลกแห่งนิยายวิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นความจริงในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม หุ่นยนต์รุ่นนี้ได้รับการประกาศเปิดตัวเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2026 และถูกทำตลาดในฐานะหุ่นยนต์เมคาแบบบังคับโดยมนุษย์ที่สามารถแปลงร่างได้รุ่นแรกของโลกที่เข้าสู่กระบวนการผลิตจำนวนมาก

ข้อมูลจำเพาะและคุณสมบัติเด่น

การออกแบบ: หุ่นยนต์รุ่นนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ห้องควบคุมส่วนกลาง ซึ่งเป็นที่นั่งสำหรับนักบินมนุษย์ผู้บังคับหุ่นยนต์ ตัวหุ่นมีความสูงประมาณ 1.5 ถึง 1.6 เท่าของมนุษย์วัยผู้ใหญ่ และมีน้ำหนักรวมประมาณ 500 กิโลกรัม (หรือราวครึ่งตัน) ซึ่งรวมน้ำหนักของผู้โดยสารเข้าไปแล้ว

ระบบการเคลื่อนที่: เป็นเครื่องจักรที่สามารถแปลงร่างได้ โดยมีความสามารถในการเดินตัวตรงด้วยสองขา หรือปรับเปลี่ยนโหมดการเคลื่อนที่ไปเป็นแบบสี่ขา (Quadruped) เพื่อใช้ในการ "คลาน" ซึ่งช่วยเพิ่มเสถียรภาพหรือความเร็วในการเคลื่อนที่บนพื้นที่ขรุขระไม่เรียบ

ขีดความสามารถ: ในวิดีโอสาธิตการทำงานของหุ่นยนต์นั้น คุณ Wang Xingxing ซีอีโอของ Unitree ได้แสดงให้เห็นภาพขณะที่หุ่นยนต์เดินและใช้หมัดเจาะทะลุกำแพงอิฐ ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวถังที่ทำจากโลหะผสมความทนทานสูง รวมถึงความแม่นยำของระบบขับเคลื่อนแบบเซอร์โว (Servo drives)

การจัดประเภท: Unitree ได้จัดประเภทอย่างเป็นทางการให้กับ GD01 ว่าเป็น "ยานพาหนะขนส่งสำหรับพลเรือน" ซึ่งบ่งชี้ถึงวัตถุประสงค์ในการใช้งานสำหรับการสำรวจพื้นที่ทุรกันดาร การปฏิบัติการพิเศษ หรือแม้แต่การใช้งานในภาคอุตสาหกรรมและวงการบันเทิง

ราคาและการวางจำหน่าย

ราคา: ราคาเริ่มต้นถูกกำหนดไว้ที่ 3.9 ล้านหยวน ซึ่งเมื่อแปลงเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะมีมูลค่าประมาณ 650,000 ดอลลาร์ (อย่างไรก็ตาม อัตราแลกเปลี่ยนบางแหล่งอาจคำนวณได้ตัวเลขที่ใกล้เคียงกับ 575,000 ดอลลาร์มากกว่า)

การผลิต: Unitree ยืนยันว่าหุ่นยนต์รุ่นนี้มีความพร้อมสำหรับการเข้าสู่กระบวนการผลิตแล้ว ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่กล้าหาญสำหรับบริษัทที่ครองความเป็นผู้นำในตลาดโลกด้านยอดการจัดส่งหุ่นยนต์เลียนแบบมนุษย์ (Humanoid) และหุ่นยนต์สี่ขาอยู่แล้วในปัจจุบัน

บริบทที่เกี่ยวข้อง: การเปิดตัวหุ่นยนต์รุ่นนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ Unitree กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก (IPO) ในตลาดหลักทรัพย์ Shanghai STAR Market โดยมีเป้าหมายที่จะระดมทุนจำนวน 4.2 พันล้านหยวน เพื่อนำไปขยายขอบเขตการวิจัยด้าน "ปัญญาประดิษฐ์แบบมีกายภาพ" (Embodied AI) ของบริษัทต่อไป แม้ว่าป้ายราคาจะทำให้สิ่งนี้ยังคงเป็นสิ่งที่เกินเอื้อมสำหรับผู้บริโภคทั่วไป แต่การถือกำเนิดขึ้นของมันถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่มุ่งสู่ยุคของหุ่นยนต์ขนาดใหญ่ที่สามารถควบคุมการบินได้ ซึ่งอาจเข้ามานิยามรูปแบบใหม่ของการขนส่งเฉพาะทางและการปฏิบัติงานภาคสนามที่ต้องใช้กำลังสูง




เบื้องหลังความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่าง ไต้หวัน จีน และสหรัฐอเมริกา ถึงเวลาทบทวนพัฒนาการสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ จีน และไต้หวัน ในโอกาสที่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จะพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในสัปดาห์นี้

https://www.facebook.com/watch/?v=3076979172496515




12 พฤษภาคม (รอยเตอร์) - ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จะพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในสัปดาห์นี้ เพื่อหารือกันที่ปักกิ่ง ซึ่งแน่นอนว่าจะมีการหารือถึงประเด็นไต้หวันที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจีนอ้างว่าเป็นดินแดนของตน แม้ว่าไทเปจะปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าวก็ตาม

ต่อไปนี้คือพัฒนาการสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ จีน และไต้หวัน:

1949 - พรรคคอมมิวนิสต์ของเหมา เจ๋อตุง ยึดอำนาจในปักกิ่งหลังจากเอาชนะรัฐบาลสาธารณรัฐจีนของเจียง ไคเช็ก ในสงครามกลางเมือง ซึ่งต่อมาได้ลี้ภัยไปยังไต้หวัน

1950 - ไต้หวันกลายเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังทำสงครามกับจีนในเกาหลี สหรัฐฯ ส่งกองเรือไปประจำการในช่องแคบไต้หวันเพื่อปกป้องพันธมิตรจากการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นจากเหมา เจ๋อตุง

1954-1955 - วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งแรก: ปักกิ่งเปิดฉากโจมตีด้วยปืนใหญ่ใส่เกาะบางแห่งที่ไต้หวันควบคุมอยู่ นอกชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของจีน ไทเปสูญเสียการควบคุมเกาะบางแห่งและย้ายกองกำลังและประชาชนที่เหลือไปยังไต้หวัน

ปี 1958 - วิกฤตช่องแคบไต้หวันครั้งที่สอง: ปักกิ่งเปิดฉากโจมตีด้วยปืนใหญ่เป็นเวลานานหลายเดือนบนเกาะคินเหมินและเกาะมัตสึ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของไต้หวันและอยู่ใกล้ชายฝั่งจีน ไทเปตอบโต้ด้วยอาวุธที่สหรัฐฯ จัดหาให้ จีนไม่สามารถยึดครองเกาะใดๆ ของไต้หวันได้

ปี 1979 - สหรัฐฯ สนับสนุน "นโยบายจีนเดียว" และเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางการทูตจากไทเปไปปักกิ่ง ผู้นำจีน เติ้งเสี่ยวผิง เสนอแนวคิด "หนึ่งประเทศ สองระบบ" และ "การรวมชาติอย่างสันติ" เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้แทนการยึดไต้หวันด้วยกำลัง

ปี 1979 - กฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวันของสหรัฐฯ ระบุอย่างชัดเจนว่า การตัดสินใจสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับปักกิ่งนั้นตั้งอยู่บนความคาดหวังว่าจะใช้สันติวิธีในการกำหนดอนาคตของไต้หวัน และบังคับให้วอชิงตันต้องช่วยเหลือไต้หวันในด้านการป้องกันตนเอง

ปี 1982 - ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน แห่งสหรัฐอเมริกา ให้คำมั่นสัญญา 6 ประการแก่ไต้หวัน ซึ่งรวมถึงคำมั่นสัญญาว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงกฎหมายว่าด้วยความสัมพันธ์ไต้หวัน

ปี 1995 - ประธานาธิบดีหลี่ เติ้งฮุย แห่งไต้หวัน เยือนสหรัฐอเมริกาเพื่อพบปะสังสรรค์ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ซึ่งก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากปักกิ่งและทำให้ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้น

ปี 1996 - วิกฤตการณ์ช่องแคบไต้หวันครั้งที่ 3: ไต้หวันจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรงครั้งแรก เพื่อตอบโต้ ปักกิ่งจึงยิงขีปนาวุธลงในน่านน้ำใกล้ไต้หวัน วอชิงตันส่งเครื่องบินลำเลียงไปยังภูมิภาคดังกล่าว หลี่ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายในเดือนมีนาคม

ปี 2000 - เฉิน สุ่ยเปียน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีไต้หวัน นำพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) ขึ้นสู่อำนาจเป็นครั้งแรกด้วยการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติจากพรรคกั๋วหมิงตัง (KMT)

ปี 2005 - ปักกิ่งผ่านร่างกฎหมายต่อต้านการแบ่งแยกดินแดนในเดือนมีนาคม ซึ่งทำให้การแบ่งแยกดินแดนของไต้หวันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ในเดือนเมษายน ผู้นำของพรรคกั๋วหมิงตังและพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้พบกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1949

พฤษภาคม 2008 - หม่า อิงจิ่ว ประธานาธิบดีจากพรรคกั๋วหมิงตัง ซึ่งสนับสนุนความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับจีน ขึ้นสู่อำนาจ เขาละทิ้งข้อพิพาททางการเมืองกับจีนเพื่อบรรลุข้อตกลงในด้านต่างๆ ตั้งแต่การท่องเที่ยวไปจนถึงเที่ยวบินพาณิชย์โดยตรง

ปี 2016 - ไช่ อิงเหวิน จากพรรค DPP ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนมกราคมด้วยนโยบายต่อต้านจีน ในเดือนมิถุนายน จีนระงับการติดต่อสื่อสารอย่างเป็นทางการทั้งหมดกับไต้หวัน

ธันวาคม 2016 - โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำลายธรรมเนียมปฏิบัติทางการทูตของสหรัฐฯ ที่สืบทอดมาหลายทศวรรษ ด้วยการพูดคุยทางโทรศัพท์โดยตรงกับไช่ อิงเหวิน

มีนาคม 2018 - ทรัมป์ลงนามในกฎหมายที่ส่งเสริมให้สหรัฐฯ ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปไต้หวันเพื่อพบกับคู่เจรจาชาวไต้หวัน และในทางกลับกัน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับจีนอีกครั้ง

กรกฎาคม 2022 - โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และสี จิ้นผิง สนทนาทางโทรศัพท์นานสองชั่วโมง โดยไบเดนเน้นย้ำว่านโยบายของสหรัฐฯ ยังคงเหมือนเดิม และสหรัฐฯ คัดค้านอย่างยิ่งต่อความพยายามฝ่ายเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่ หรือบ่อนทำลายสันติภาพและความมั่นคงในช่องแคบไต้หวัน

สิงหาคม 2022 - แนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เดินทางเยือนไทเป แม้จะมีคำเตือนจากปักกิ่งก็ตาม หลังจากที่เธอเดินทางกลับ จีนได้จัดการซ้อมรบรอบไต้หวัน

เมษายน 2566 - จีนจัดการซ้อมรบสามวันรอบไต้หวัน หลังจากไช่ อิงเหวินเดินทางกลับไทเปหลังจากการประชุมที่ลอสแอนเจลิสกับเควิน แมคคาร์ธี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ในขณะนั้น จีนกล่าวว่าการซ้อมรบครั้งนี้เป็นการทดสอบขีดความสามารถทางทหารแบบบูรณาการภายใต้สภาวะการรบจริง โดยฝึกการโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำและการปิดล้อมเกาะไต้หวัน

พฤษภาคม 2024 – ภายหลังจากที่นายไล ชิง-เต๋อ เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีได้ไม่นาน จีนได้เปิดฉากซ้อมรบเพื่อ "ลงโทษ" บริเวณโดยรอบไต้หวัน โดยระบุว่าเป็นการตอบโต้ต่อ "การกระทำที่มุ่งแบ่งแยกดินแดน"

ธันวาคม 2025 – รัฐบาลของนายทรัมป์อนุมัติการขายอาวุธให้แก่ไต้หวันมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นยอดการขายที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ต่อมาภายในเดือนเดียวกันนั้น จีนได้เปิดฉากซ้อมรบครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาบริเวณรอบไต้หวัน โดยมีเป้าหมายเพื่อแสดงแสนยานุภาพของรัฐบาลปักกิ่งในการตัดขาดการสนับสนุนจากภายนอกในกรณีที่เกิดความขัดแย้งขึ้น

ที่มา Reuters






ทรัมป์มุ่งหน้าสู่ปักกิ่ง สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายต้องการ







https://x.com/selinawangtv/status/2054163209104617968
.....

ทรัมป์มุ่งหน้าสู่ปักกิ่ง สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายต้องการ

ทรัมป์: สี จิ้นผิง ใช้อิทธิพลกดดันอิหร่านให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำข้อตกลงทางการค้า และจีนซื้อเครื่องบิน สินค้าเกษตร และพลังงานจากสหรัฐฯ

สี จิ้นผิง: ยืดระยะเวลาการระงับภาษี ลดข้อจำกัดในการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง และเข้าถึงการลงทุนจากสหรัฐฯ ได้ง่ายขึ้น

จากการดำเนินภารกิจทางการทูตในกรุงปักกิ่งในขณะนี้ สิ่งที่เดิมพันไว้ในการประชุมสุดยอดครั้งสำคัญระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิงนั้น มุ่งเน้นไปที่ "ข้อตกลงใหญ่" (Grand Bargain) อันซับซ้อน ซึ่งครอบคลุมประเด็นความมั่นคงด้านพลังงานระดับโลกและความขัดแย้งทางการค้าที่มีมายาวนาน

ต่อไปนี้คือรายละเอียดว่าผู้นำทั้งสองฝ่ายต่างต้องการสิ่งใดจากการเจรจาเหล่านี้:

สิ่งที่โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการ

ช่องแคบฮอร์มุซ: เป้าหมายหลักประการหนึ่งคือการใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์อันเป็นเอกลักษณ์ที่จีนมีต่ออิหร่าน โดยทรัมป์ต้องการให้สี จิ้นผิง เข้ามามีบทบาทไกล่เกลี่ยเพื่อให้มั่นใจว่าช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงเปิดใช้งานได้ตามปกติและมีความมั่นคง เนื่องจากความตึงเครียดในภูมิภาคช่วงที่ผ่านมาได้คุกคามเส้นทางการขนส่งน้ำมันของโลกและก่อให้เกิดความผันผวนของราคาน้ำมัน

พันธสัญญา "ซื้อสินค้าอเมริกัน": ทรัมป์กำลังผลักดันให้จีนทำข้อตกลงสั่งซื้อสินค้าในปริมาณมหาศาลเพื่อช่วยลดปัญหาการขาดดุลทางการค้า โดยมีภาคส่วนสำคัญที่เกี่ยวข้อง ได้แก่:

การบิน: การสั่งซื้อเครื่องบินที่ผลิตในสหรัฐฯ (Boeing) ในปริมาณมาก

การเกษตร: พันธสัญญาในการสั่งซื้อถั่วเหลือง ข้าวโพด และเนื้อวัวจากสหรัฐฯ

พลังงาน: สัญญาซื้อขายระยะยาวสำหรับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของสหรัฐฯ

สิ่งที่สี จิ้นผิง ต้องการ

การผ่อนปรนมาตรการภาษี: ทางปักกิ่งต้องการให้มีการขยายเวลา—หรือยุติอย่างถาวร—สำหรับมาตรการพักรบด้านภาษีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากเศรษฐกิจของจีนยังคงมีความอ่อนไหวต่อต้นทุนการส่งออกสินค้าไปยังตลาดสหรัฐฯ

การเข้าถึงเทคโนโลยี: สี จิ้นผิง กำลังผลักดันให้สหรัฐฯ ผ่อนคลายมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนต่างๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งถูกจำกัดอย่างเข้มงวดภายใต้เหตุผลด้าน "ความมั่นคงแห่งชาติ"

กระแสการลงทุน: จีนต้องการให้บริษัทจีนสามารถเข้าถึงและเข้าไปลงทุนในตลาดสหรัฐฯ ได้สะดวกยิ่งขึ้น อีกทั้งยังต้องการให้มีการลดระดับความเข้มงวดในการตรวจสอบเงินทุนจากจีนโดยคณะกรรมการตรวจสอบการลงทุนจากต่างประเทศในสหรัฐฯ (CFIUS)

แนวโน้มผลลัพธ์:

แม้ทั้งสองฝ่ายจะมี "ข้อเรียกร้อง" ที่ชัดเจน แต่ความสำเร็จของการเยือนครั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าข้อเรียกร้องของทรัมป์ในด้านความช่วยเหลือทางภูมิรัฐศาสตร์ (กรณีอิหร่าน) และปริมาณการค้า จะสามารถนำมาประนีประนอมให้สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของสี จิ้นผิง ในด้านการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต่อนโยบายเทคโนโลยีและการลงทุนของสหรัฐฯ ได้หรือไม่ โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่า ผลลัพธ์ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดจากการประชุมในกรุงปักกิ่งครั้งนี้ คือการบรรลุข้อตกลงทางการค้าในรูปแบบ "ระยะที่ 2" (Phase 2) หรือการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการสั่งซื้อสินค้าแบบระยะยาวหลายปี



เหตุใดประชุมสุดยอด ทรัมป์-สี จิ้นผิงในจีน จึงอาจกำหนดทิศทางความสัมพันธ์สองมหาอำนาจไปอีกหลายปี



เหตุใดประชุมสุดยอด ทรัมป์-สี จิ้นผิงในจีน จึงอาจกำหนดทิศทางความสัมพันธ์สองมหาอำนาจไปอีกหลายปี

แอนโทนี ซูร์เชอร์
ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำอเมริกาเหนือ และ
ลอรา บิกเกอร์
ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศจีน
12 พฤษภาคม 2026

ทางการจีนได้ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยโดยรอบจตุรัสเทียนอันเหมินอันเก่าแก่ของกรุงปักกิ่งมาหลายวันแล้ว พร้อมกับข่าวลือในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับการจัดขบวนพาเหรดครั้งพิเศษหรืองานใหญ่ที่จัดเตรียมไว้เป็นอย่างดี

การเตรียมการสำหรับงานสำคัญครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบ ๆ แต่ดูเหมือนว่าจีนพร้อมแล้วที่จะจัดงานต้อนรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา

การเยือนครั้งนี้มีหมายกำหนดทั้งการเจรจา งานเลี้ยง และการเยี่ยมชมหอฟ้าเทียนถาน ซึ่งเป็นหนึ่งในวัดอันศักดิ์สิทธิ์ที่อดีตจักรพรรดิจีนทรงมาอธิษฐานเพื่อขอพรให้ได้ผลผลิตที่ดี

ทั้งทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต่างหวังว่าการเยือนครั้งนี้จะประสบผลสำเร็จ การประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำที่ทรงอำนาจที่สุดสองคนของโลกครั้งนี้ จะเป็นการพบปะที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี


นี่เป็นการเยือนจีนครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นับตั้งแต่การเยือนครั้งล่าสุดของทรัมป์ในปี 2017

หลายเดือนที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเป็นเรื่องที่โดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความสำคัญน้อยลง ความสนใจของทรัมป์มุ่งไปที่สงครามที่กำลังดำเนินอยู่กับอิหร่าน รวมถึงปฏิบัติการทางทหารในซีกโลกตะวันตกและปัญหาภายในประเทศ แต่ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไปในสัปดาห์นี้ อนาคตของการค้าโลก ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในไต้หวัน และการแข่งขันในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ล้วนตกอยู่ในความเสี่ยง

ในทางเศรษฐกิจ สงครามการค้าที่กำลังดำเนินอยู่กับสหรัฐฯ และความขัดแย้งในอิหร่านอาจเป็นข่าวร้ายสำหรับสี จิ้นผิง แต่ในเชิงอุดมการณ์และการเมืองแล้ว มันเปรียบเสมือนของขวัญ และประธานาธิบดีสีจะรู้สึกว่าเขามีอำนาจต่อรองที่แข็งแกร่ง

การเยือนครั้งนี้อาจวางรากฐานสำหรับความร่วมมือในอนาคตระหว่างสองชาติ หรือไม่อีกทางหนึ่งก็อาจเป็นความขัดแย้ง ในความสัมพันธ์อีกหลายปีข้างหน้าของสองชาตินี้

คนกลางของอิหร่าน

จีนกำลังพยายามเข้ามามีบทบาทเป็นผู้ไกล่เกลี่ยอย่างเงียบ ๆ ในสงครามที่ดำเนินมาเป็นเดือนที่สามแล้วระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ทางการกรุงปักกิ่งได้เข้าร่วมกับปากีสถานในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยในสงครามครั้งนี้

ในเดือน มี.ค. เจ้าหน้าที่ในจีนและปากีสถานได้เสนอแผนห้าข้อโดยมีเป้าหมายเพื่อนำไปสู่การหยุดยิงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และในฉากหลังเจ้าหน้าที่จีนได้ค่อย ๆ ผลักดันให้ฝ่ายอิหร่านเข้าสู่โต๊ะเจรจา

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า แม้ทางการจีนจะแสดงแสนยานุภาพอย่างต่อเนื่อง แต่จีนก็กระตือรือร้นที่จะยุติสงครามนี้

เศรษฐกิจของประเทศจีนกำลังเผชิญกับการเติบโตที่ชะลอตัวและอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นผลักดันให้ต้นทุนของสินค้าที่ทำจากปิโตรเคมีสูงขึ้น ตั้งแต่สิ่งทอไปจนถึงพลาสติก สำหรับผู้ผลิตบางรายในจีน พวกเขาต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นถึง 20%

ป้ายโฆษณาในกรุงเตหะรานแสดงภาพช่องแคบฮอร์มุซเป็นเหมือนผ้าปิดปากที่เย็บปิดปากโดนัลด์ ทรัมป์

จีนมีปริมาณสำรองน้ำมันมหาศาล และความเป็นผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนและรถยนต์ไฟฟ้าได้ช่วยปกป้องจีนจากผลกระทบที่เลวร้ายที่สุดของวิกฤตเชื้อเพลิง แต่สงครามกำลังสร้างความเจ็บปวดให้กับเศรษฐกิจจีนที่ซบเซาและพึ่งพาการส่งออกเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม หากจีนจะเข้ามาช่วยเหลือสหรัฐฯ จีนก็ยังต้องการสิ่งตอบแทนอยู่ดี

การมาเยือนกรุงปักกิ่งของนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดูเหมือนจะมีจุดประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของจีนในตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ จับตาดูการเยือนครั้งนั้นอย่างใกล้ชิด "ผมหวังว่าจีนจะบอกเขา [รมว.ต่างประเทศอิหร่าน] ในสิ่งที่เขาจำเป็นต้องรู้" มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าว "และนั่นก็คือ [ข้อความที่ว่า] สิ่งที่คุณกำลังทำในช่องแคบ [ฮอร์มุซ] กำลังทำให้คุณโดดเดี่ยวบนเวทีระดับโลก คุณคือผู้ร้ายในเรื่องนี้"


ราคาน้ำมันส่งผลกระทบอย่างมากต่อการส่งออกและการผลิตสิ่งทอของจีน

สหรัฐฯ พยายามโน้มน้าวให้จีนไม่ขัดขวางมติใหม่ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ประณามการกระทำของอิหร่านซึ่งโจมตีเรือที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และรัสเซียได้ใช้สิทธิวีโต้มติไปก่อนหน้านี้

"ผมคิดว่าหากเราจะนำอิหร่านกลับมาสู่โต๊ะเจรจาอย่างยั่งยืน ผมคิดว่าสหรัฐฯ ตระหนักดีว่าจีนจะมีบทบาทบางอย่าง" อาลี ไวน์ ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายวิจัยและนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีนของอินเตอร์เนชันแนลไครซิสกรุ๊ป (International Crisis Group) กล่าว

ในส่วนของทรัมป์ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่กังวลกับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันของจีนกับอิหร่าน แม้ว่าสหรัฐฯ จะคว่ำบาตรโรงกลั่นน้ำมันในจีนเมื่อเร็ว ๆ นี้เนื่องจากขนส่งน้ำมันจากอิหร่าน แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลดทอนความสำคัญของการสนับสนุนอิหร่านจากจีนในช่วงความขัดแย้ง

"มันก็เป็นเช่นนั้น ใช่ไหม ?" เขากล่าวกับนักข่าวชาวอเมริกัน "เราก็ทำอะไรต่อต้านพวกเขาเหมือนกัน"

อนาคตของไต้หวัน

รัฐบาลทรัมป์มักส่งสัญญาณที่สับสนเกี่ยวกับเรื่องไต้หวัน

เมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว สหรัฐฯ ประกาศข้อตกลงขายอาวุธมูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.5 แสนล้านบาท) ให้กับไต้หวัน ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลจีน อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ลดทอนท่าทีที่แสดงถึงความเต็มใจของสหรัฐฯ ในการปกป้องไต้หวัน ซึ่งจีนอ้างว่าเป็นดินแดนของตนเอง

"เขาถือว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของจีน" ทรัมป์กล่าวถึงสี จิ้นผิง "และนั่นขึ้นอยู่กับว่าเขาจะทำอย่างไร"

ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่าไต้หวันไม่ได้ชดเชยให้สหรัฐฯ อย่างเพียงพอสำหรับการรับประกันด้านความมั่นคง โดยเสริมว่าไต้หวัน "ไม่ได้ให้อะไรกับเรา [สหรัฐฯ] เลย" เมื่อปีที่แล้ว เขาได้เรียกเก็บภาษี 15% จากไต้หวันและกล่าวหาว่าไต้หวันแย่งฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์จากสหรัฐฯ

สัปดาห์ที่แล้ว มาร์โค รูบิโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า ไต้หวันจะเป็นหัวข้อสนทนาในระหว่างการเยือนจีน แม้ว่าเป้าหมายคือการทำให้แน่ใจว่าประเด็นนี้จะไม่กลายเป็นแหล่งที่มาของความตึงเครียดใหม่ระหว่างสองมหาอำนาจ

"เราไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ใด ๆ ที่จะก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในไต้หวันหรือที่ใดก็ตามในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก และผมคิดว่านั่นจะเป็นประโยชน์ร่วมกันทั้งต่อสหรัฐฯ และจีน" มาร์โค รูบิโอ กล่าว


ไต้หวันพึ่งพาการสนับสนุนทางทหารจากสหรัฐอเมริกา

ทางด้านจีนก็ได้ส่งสัญญาณว่าไต้หวันเป็นประเด็นสำคัญในการเจรจาครั้งนี้ หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เขาหวังว่าสหรัฐฯ จะเลือก "ทางที่ถูกต้อง" ระหว่างการสนทนากับรูบิโอ

ทางการกรุงปักกิ่งได้เพิ่มแรงกดดันทางทหารโดยการส่งเครื่องบินรบและเรือรบไปรอบ ๆ ไต้หวันเกือบทุกวัน

นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่จีนอาจกำลังผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำเกี่ยวกับไต้หวันซึ่งถูกร่างขึ้นอย่างรอบคอบตั้งแต่ปี 1982 ขณะที่นโยบายล่าสุดที่ทางการกรุงวอชิงตันประกาศออกมาคือ ปัจจุบันสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนการเป็นเอกราชของไต้หวัน แต่จีนอาจอยากผลักดันให้ใช้ถ้อยคำที่แข็งกร้าวขึ้น เช่น "สหรัฐฯ คัดค้านการแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน" หรือไม่ ?

"ผมไม่คิดว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะทำอย่างนั้น" จอห์น เดลูรี นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน แห่งเอเชียโซไซตี กล่าว "แม้ว่าทรัมป์จะพูดอะไรที่ดูแปลก ๆ และเหมือนเป็นการยอมจำนนต่อไต้หวัน เพราะเขาไม่ระมัดระวังในการใช้ภาษา แต่จีนรู้ดีว่าไม่ควรเชื่อถือคำพูดเหล่านั้นมากนัก เพราะเขา [ทรัมป์] สามารถพลิกคำพูดได้ด้วยการโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา"

การเจรจาการค้าที่สำคัญ

ตลอดปี 2025 สหรัฐฯ และจีนดูเหมือนจะอยู่บนขอบเหวของสงครามการค้าครั้งใหม่ซึ่งอาจสั่นคลอนรากฐานของเศรษฐกิจโลก

ทรัมป์ปรับขึ้นและลดภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมีบางครั้งที่ขึ้นอัตราภาษีไปสูงถึงกว่า 100%

ขณะที่จีนก็ตอบโต้ด้วยการลดการส่งออกแร่หายากไปยังสหรัฐฯ รวมถึงลดการซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในรัฐสำคัญ ๆ ที่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้ทรัมป์

ทว่าความตึงเครียดดังกล่าวลดลงอย่างมากนับตั้งแต่ทรัมป์และสี จิ้นผิง พบกันแบบตัวต่อตัวในเกาหลีใต้เมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ในเดือน ก.พ. ที่จำกัดอำนาจการกำหนดภาษีฝ่ายเดียวของประธานาธิบดีก็ช่วยลดความผันผวนทางการค้าของทรัมป์ลงได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์และสี จิ้นผิง ยังคงมีเรื่องให้พูดคุยกันอีกมากในการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่ง ผู้นำสหรัฐฯ จะผลักดันให้จีนซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ มากขึ้น ขณะเดียวกันจีนจะกดดันสหรัฐฯ ให้ยกเลิกการสอบสวนการค้าที่ไม่เป็นธรรมที่เพิ่งประกาศไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งอำนาจดังกล่าวนี้อาจทำให้ทรัมป์มีอำนาจในการกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าจีนที่สูงขึ้นได้อีกครั้ง

แต่นี่จะเป็นเรื่องยากสำหรับฝ่ายสหรัฐฯ

"อาจเป็นเรื่องยากสำหรับสหรัฐฯ ที่จะยุติการสอบสวนการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีนทั้งหมด เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวยังคงแพร่หลายและถูกบิดเบือนอยู่มาก" ไมเคิล โอแฮนแลน ประธานฟิล ไนท์ (Phil Knight) ด้านการป้องกันประเทศและยุทธศาสตร์แห่งสถาบันบรูคกิงส์ ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยในกรุงวอชิงตัน ดีซี กล่าว

แม้ว่าจีนจะไม่พึ่งพาการค้ากับสหรัฐฯ มากเท่ากับในช่วงที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก แต่สี จิ้นผิง ต้องการให้การประชุมครั้งนี้เป็นไปด้วยดี เนื่องจากจีนต้องการเสถียรภาพในเศรษฐกิจโลก

ปัจจุบันจีนเป็นคู่ค้าหลักกับอีกกว่า 120 ประเทศ แต่สี จิ้นผิง รู้ดีว่าเขาไม่สามารถแสดงความมั่นใจมากเกินไปในระหว่างการเยือนของทรัมป์ได้

"ตราบใดที่การเยือนดำเนินไปอย่างราบรื่นและทรัมป์รู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติ ความสงบที่เปราะบางในความสัมพันธ์ทวิภาคีก็จะคงอยู่ต่อไป แต่ถ้าหากทรัมป์รู้สึกว่าไม่ได้รับเกียรติหรือถูกดูหมิ่น เขาก็อาจเปลี่ยนใจได้" ไรอัน ฮาสส์ ผู้อำนวยการศูนย์จีน จอห์น แอล. ธอร์นตัน แห่งสถาบันบรูคกิงส์ กล่าว

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังจะนำคณะผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจและเทคโนโลยีร่วมเดินทางเยือนจีนในสัปดาห์นี้ด้วย โดยรวมแล้วจะผู้บริหารชาวอเมริกัน 17 คนจะร่วมเดินทางไปกับทรัมป์ในครั้งนี้

ตัวอย่างผู้ที่จะร่วมเดินทางไปปักกิ่งกับประธานาธิบดีทรัมป์ ได้แก่ ทิม คุก จากแอปเปิล (Apple), อีลอน มัสก์ จากเทสลา (Tesla) และสเปซเอ็กซ์ (SpaceX), แลร์รี ฟิงค์ จากแบล็คร็อค (BlackRock) รวมถึงผู้บริหารจากบริษัทต่าง ๆ เช่น เมตา (Metal), วีซ่า (Visa), เจพี มอร์แกน (JP Morgan), โบอิ้ง (Boeing), คาร์กิลล์ (Cargill) และรวมถึงตัวแทนจากบริษัทต่าง ๆ เช่น ซิตี้ (Citi), โกลด์แมนแซคส์ (Goldman Sachs), มาสเตอร์การ์ด (Mastercard)

แต่ที่น่าสังเกตคือ ไม่มีชื่อของ เจนเซน หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอ็นวิเดีย (Nvidia) ซึ่งบริษัทของเขามีบทบาทสำคัญในการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนเกี่ยวกับชิปคอมพิวเตอร์และเอไอ อยู่ในรายชื่อที่จะเยือนกรุงปักกิ่งครั้งนี้

อนาคตว่าด้วยเรื่องเอไอ (AI)

จีนกำลังแข่งขันเพื่อครอบครองอนาคต โดยลงทุนอย่างหนักในปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่สี จิ้นผิง เรียกว่าเป็น "พลังการผลิตใหม่" ที่เขาหวังว่าจะผลักดันเศรษฐกิจของจีนไปข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม นักกำหนดนโยบายของสหรัฐฯ หลายคนเชื่อว่านโยบายอย่างเป็นทางการของจีนคือการฉวยโอกาสหรือขโมยเทคโนโลยีของสหรัฐฯ อย่างโจ่งแจ้งเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศจีนเอง ตัวอย่างเช่น มีการจำกัดการส่งออกไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นล่าสุดไปจีน แม้จะถูกโต้แย้งจากผู้ผลิตชาวอเมริกันก็ตาม


การทูตเรื่องชิป (Chip) จะเป็นส่วนสำคัญของการเจรจา

การแก้ไขปัญหาที่ยุ่งยากเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของและการดำเนินงานของแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่าง ติ๊กตอก (TikTok) โดยบริษัทจีน ประสบความสำเร็จและถือเป็นตอนจบที่มีความสุขที่หาได้ยากในปฏิสัมพันธ์ด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งมักเต็มไปด้วยข้อกล่าวหาและความสงสัย

พลวัตนี้กำลังเกิดขึ้นในการแข่งขันเพื่อพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) ซึ่งอาจเป็นพัฒนาการทางเทคโนโลยีใหม่ที่สำคัญที่สุดในยุคปัจจุบัน ปัญหานี้ซับซ้อนขึ้นจากการที่สหรัฐฯ กล่าวหาว่าบริษัทจีนอย่าง ดีฟซีก (DeepSeek) กำลังขโมยเอไอของอเมริกา

"บทเริ่มต้นของสงครามเย็นด้านเอไอกำลังปรากฏขึ้น" หยิงยี่ มา จากศูนย์จีน จอห์น แอล. ธอร์นตัน แห่งสถาบันบรูคกิงส์ กล่าว

"ทำเนียบขาวกล่าวหาจีนว่าขโมยโมเดลต้นแบบเอไอของอเมริกาในระดับ 'อุตสาหกรรม' ขณะที่ทางการจีนรายงานว่าได้ดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้ เมตา (Meta) เข้าซื้อกิจการ มานุส (Manus) ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพเอไอที่ก่อตั้งโดยชาวจีนและปัจจุบันตั้งอยู่ในสิงคโปร์ การแข่งขันที่ลึกซึ้งกว่านั้นไม่ได้อยู่ที่ว่าใครลอกเลียนแบบต้นแบบโมเดลของใคร แต่เป็นการแย่งชิงความสามารถในการสร้างเอไอรุ่นต่อไปที่ล้ำสมัย"

พัฒนาการล่าสุดตอนนี้ หุ่นยนต์ของจีนสามารถแสดงโชว์ต่าง ๆ เช่น เต้นกังฟู และวิ่งเร็วกว่ามนุษย์ในการวิ่งมาราธอนที่กรุงปักกิ่งแล้ว


หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่แสดงศิลปะการต่อสู้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างมากเพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านเทคโนโลยีของจีน

แต่ในขณะที่บริษัทจีนดูเหมือนจะเชี่ยวชาญในการสร้างตัวถังของหุ่นยนต์เหล่านี้ หลายบริษัทยังคงอยู่ในช่วงการเขียนโปรแกรมสมองให้กับสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของพวกเขา เพื่อสร้างหุ่นยนต์ที่ดีที่สุด บริษัทจีนต้องการชิปคอมพิวเตอร์ระดับสูง และชิปเหล่านั้นมาจากสหรัฐอเมริกา

นี่คือจุดที่ทางการจีนสามารถใช้ประโยชน์จากอิทธิพลของตนในเรื่องแร่หายาก ซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญที่ทรัมป์ต้องการอย่างเห็นได้ชัด จีนแปรรูปแร่หายากประมาณ 90% ของโลก ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงฟาร์มกังหันลม และเครื่องยนต์เจ็ต

ดังนั้น อาจมีข้อตกลงบางอย่างเกิดขึ้นได้ เช่น สหรัฐฯ อาจได้รับแร่หายากจากจีนเพื่อแลกกับชิประดับสูง ดังนั้น แร่หายากจึงเปรียบเสมือนช่องแคบฮอร์มุซของจีนเอง ที่จีนสามารถหยุดการจัดส่งได้ทุกเมื่อ


ทรัมป์ และสี จิ้นผิง มีประเด็นหารือกันมากมายระหว่างการเยือนเป็นเวลาสั้น ๆ ครั้งนี้

แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องหารือประเด็นทางนโยบายมากมาย แต่การเยือนของทรัมป์จะเป็นการเดินทางที่เร่งรีบ โดยมีกำหนดการประชุมและกิจกรรมต่าง ๆ ในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ (14-15 พ.ค.)

ผู้นำทั้งสองอาจมีเวลาไม่มากนักในการบรรลุข้อตกลงที่เป็นสาระสำคัญ แต่แม้การพบปะกันเพียงสั้น ๆ ก็อาจกำหนดทิศทางการเจรจาและความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจไปอีกหลายปีข้างหน้า

เครดิตภาพด้านบน: Getty Images

https://www.bbc.com/thai/articles/cd7p8g7ene3o






 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางเยือนจีนหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อาราคชี เยือนปักกิ่ง แผนการที่จีนเสนอจะสามารถคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้หรือไม่? เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับแผนการของจีน









https://x.com/AJEnglish/status/2054182301592866866
.....

ตามรายงานและแถลงการณ์ล่าสุดจากรัฐบาลจีนและอิหร่านในช่วงกลางปี 2026 ข้อเสนอ "สี่ประเด็น" ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง สำหรับอ่าวเปอร์เซียและตะวันออกกลาง เป็นกรอบยุทธศาสตร์ที่มุ่งสร้างเสถียรภาพให้กับภูมิภาคหลังจากความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก (รวมถึงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านในช่วงต้นปี)

แม้ว่าสื่อตะวันตกบางแห่งจะสังเกตเห็นว่าในตอนแรกขาดรายละเอียดต่อสาธารณะ แต่หลักการสำคัญของแผนได้ถูกสื่อสารผ่านสื่อของรัฐบาลจีนและการประชุมทางการทูตอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประชุมของสี จิ้นผิง กับมกุฎราชกุมารแห่งอาบูดาบี เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2026

เสาหลักทั้งสี่ของแผน ได้แก่:

1. ความมุ่งมั่นในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

จีนสนับสนุนโครงสร้างความมั่นคงที่ "ร่วมกัน ครอบคลุม ร่วมมือ และยั่งยืน" ประเด็นนี้เน้นย้ำว่าประเทศในอ่าวเปอร์เซียเป็น "เพื่อนบ้านที่ไม่สามารถแยกจากกันได้" และสนับสนุนให้พวกเขาปรับปรุงความสัมพันธ์และสร้างกลไกความมั่นคงระดับภูมิภาคจากภายใน แทนที่จะพึ่งพาพันธมิตรทางทหารภายนอก

2. การเคารพในอธิปไตยของชาติ

ประเด็นนี้มุ่งเน้นไปที่บูรณภาพแห่งดินแดนและกิจการภายในของประเทศในภูมิภาค โดยยืนยันว่า:
กิจการระดับภูมิภาคควรได้รับการกำหนดโดยประเทศในภูมิภาคอย่างอิสระ
กองกำลังภายนอกไม่ควรแทรกแซงหรือใช้กำลัง
ความปลอดภัยของบุคลากร สถานที่ และสถาบันต่างๆ ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มงวด

3. การยึดมั่นในหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ

จีนเน้นย้ำถึงการยึดมั่นในระบบระหว่างประเทศโดยมีสหประชาชาติเป็นแกนหลัก ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นการปฏิเสธ "กฎแห่งป่า" และเรียกร้องให้กลับไปใช้หลักการของกฎบัตรสหประชาชาติในการแก้ไขข้อพิพาท แทนที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวหรือปฏิบัติการทางทหาร

4. แนวทางที่สมดุลระหว่างการพัฒนาและความมั่นคง

จีนให้เหตุผลว่า "ความมั่นคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนา และการพัฒนาทำหน้าที่เป็นหลักประกันความมั่นคง" ภายใต้ประเด็นนี้ จีนเสนอที่จะ:

แบ่งปันโอกาสจาก "การพัฒนาประเทศจีนให้ทันสมัย" (ซึ่งมักเชื่อมโยงกับโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง)

สร้าง "สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย" สำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค เพื่อลดแรงจูงใจในการก่อความขัดแย้ง

บริบทของการสนับสนุนจากอิหร่าน

แถลงการณ์ของเอกอัครราชทูตอิหร่าน อับดุลเรซา ราห์มานี ฟาซลี บ่งชี้ว่าเตหะรานจับมือกับปักกิ่งในฐานะ "พันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ" สำหรับอิหร่าน แผนนี้ดึงดูดใจเพราะวิพากษ์วิจารณ์ "การแทรกแซงจากภายนอก" และการใช้กำลังทหารฝ่ายเดียวอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการอ้างอิงถึงนโยบายของสหรัฐฯ และอิสราเอลโดยอ้อม ขณะเดียวกันก็เสนอเส้นทางเศรษฐกิจไปข้างหน้าผ่านการลงทุนของจีนในช่วงเวลาที่ความตึงเครียดในภูมิภาคสูง



โฆษกองค์การยูนิเซฟ ออกมาแถลง สถานการณ์ของเด็กในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครองไว้อย่างน่าตกใจ ข้อมูลที่หน่วยงานของสหประชาชาติเผยแพร่เน้นย้ำถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจนถึงระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 มีเด็กชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 70 คน เฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 คน






https://x.com/AJENews/status/2054224914752602485
.....

การแถลงข่าวของเจมส์ เอลเดอร์ โฆษกองค์การยูนิเซฟ ในเจนีวา เมื่อวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2569 ได้ประเมินสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมสำหรับเด็กในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครองไว้อย่างน่าตกใจ

ข้อมูลที่หน่วยงานของสหประชาชาติเผยแพร่เน้นย้ำถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจนถึงระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นี่คือข้อค้นพบที่สำคัญจากรายงาน:

สถิติความสูญเสียที่สำคัญ

จำนวนผู้เสียชีวิต: ตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 มีเด็กชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตอย่างน้อย 70 คน เฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 คน

ผู้บาดเจ็บ: มีเด็กประมาณ 850 คนได้รับบาดเจ็บในช่วงเวลาเดียวกัน โดยส่วนใหญ่ถูกกระสุนจริง

ความรับผิดชอบ: ยูนิเซฟระบุว่า 93% ของผู้เสียชีวิตเหล่านี้เกิดจากกองกำลังอิสราเอล ส่วนที่เหลือเชื่อมโยงกับการโจมตีของผู้ตั้งถิ่นฐาน

ความรุนแรงของผู้ตั้งถิ่นฐานที่เพิ่มสูงขึ้น

รายงานระบุอย่างชัดเจนถึง "ระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน" ของความก้าวร้าวของผู้ตั้งถิ่นฐาน

สถิติสูงสุด: เดือนมีนาคม 2026 มีจำนวนชาวปาเลสไตน์ได้รับบาดเจ็บจากผู้ตั้งถิ่นฐานมากที่สุดในรอบ 20 ปี

ลักษณะของการโจมตี: เหตุการณ์ที่บันทึกไว้รวมถึงเด็กถูกยิง ถูกแทง ถูกทุบตี และถูกฉีดสเปรย์พริกไทย

ความพยายามที่ประสานงานกัน: เอลเดอร์ตั้งข้อสังเกตว่าการโจมตีมีความประสานงานกันมากขึ้น และมักมุ่งเป้าไปที่โรงเรียน บ้าน และโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่สำคัญ

การพลัดถิ่นและการกักขังอย่างเป็นระบบ:

นอกเหนือจากความรุนแรงทางกายภาพโดยตรงแล้ว สหประชาชาติยังเตือนถึง "การทำลายล้างอย่างต่อเนื่อง" ของระบบที่เด็กต้องการเพื่อความอยู่รอด:

การพลัดถิ่น: ในช่วงสี่เดือนแรกของปี 2026 เพียงอย่างเดียว ชาวปาเลสไตน์กว่า 2,500 คน (รวมถึงเด็ก 1,100 คน) ต้องพลัดถิ่น ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าจำนวนผู้พลัดถิ่นทั้งหมดที่บันทึกไว้สำหรับปี 2025 แล้ว

การกักขัง: ปัจจุบัน เด็กชาวปาเลสไตน์ 347 คนถูกกักขังโดยกองทัพอิสราเอล ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดในรอบแปดปี เด็กมากกว่าครึ่ง (180 คน) ถูกควบคุมตัวโดยไม่มีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ และไม่สามารถเข้าถึงทนายความได้ตามปกติ

เอลเดอร์กล่าวว่า "ความทุกข์ทรมานของพวกเขาไม่อาจยอมรับได้" พร้อมเรียกร้องให้ทางการอิสราเอลปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกที่มีอิทธิพลใช้ประโยชน์จากอิทธิพลของตนเพื่อปกป้องสิทธิเด็ก






การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสหภาพยุโรปได้เปิดประตูสู่มาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงต่อชาวปาเลสไตน์ ควบคู่ไปกับมาตรการที่มุ่งเป้าไปที่ผู้นำกลุ่มฮามาส อิสราเอลปฏิเสธการเคลื่อนไหวนี้ โดยกล่าวว่าเป็นการลงโทษพลเมืองเพราะความคิดเห็นของพวกเขา

การเปลี่ยนแปลงท่าทีของสหภาพยุโรปเมื่อเร็วๆ นี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในนโยบายตะวันออกกลาง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายใน เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 สหภาพยุโรปได้บรรลุข้อตกลงเป็นเอกฉันท์ในการกำหนดมาตรการคว่ำบาตรต่อทั้งผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลที่ใช้ความรุนแรงและผู้นำกลุ่มฮามาส ซึ่งเป็นการยุติความขัดแย้งทางการทูตที่ยืดเยื้อมานานหลายปี

ตัวเร่งปฏิกิริยาแห่งการเปลี่ยนแปลง

อุปสรรคสำคัญต่อมาตรการคว่ำบาตรเหล่านี้มานานแล้วคือการใช้สิทธิวีโต้จากฮังการี อย่างไรก็ตาม การโค่นล้มรัฐบาลชาตินิยมที่ครองอำนาจมายาวนานและการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของรัฐบาลใหม่ที่สนับสนุนสหภาพยุโรป นำโดยปีเตอร์ มาจาร์ ได้ปูทางให้กลุ่มสหภาพยุโรปเดินหน้าต่อไปได้ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ทำให้ คายา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ประกาศว่า "ความรุนแรงและลัทธิสุดโต่งย่อมมีผลตามมา"

มาตรการและเป้าหมายสำคัญ

มาตรการคว่ำบาตรประกอบด้วยการอายัดทรัพย์สินและการห้ามเดินทางต่อบุคคลและองค์กร 7 ราย ขณะที่รายชื่ออย่างเป็นทางการยังอยู่ระหว่างการจัดทำ รายงานระบุว่าเป้าหมายมีดังนี้:

กลุ่มและผู้นำผู้ตั้งถิ่นฐาน: องค์กรต่างๆ เช่น อมานา นาชาลา และเรกาวิม รวมถึงบุคคลสำคัญอย่าง ดาเนียลลา ไวส์

ผู้นำฮามาส: มาตรการใหม่ที่มุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่รับผิดชอบต่อการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม และปฏิบัติการทางทหารที่กำลังดำเนินอยู่


ข้อเสนอทางการค้า: บางประเทศสมาชิก รวมถึงฝรั่งเศสและสวีเดน กำลังผลักดันมาตรการเพิ่มเติม เช่น การเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากนิคมที่ผิดกฎหมาย แม้ว่ายังไม่บรรลุข้อตกลงร่วมกัน

การถกเถียงเรื่อง "ก้าวเล็กๆ"

แม้ว่าข้อตกลงนี้จะเป็นความก้าวหน้า แต่สมาชิกสภานิติบัญญัติและนักการทูตของสหภาพยุโรปหลายคนมองว่าเป็นเพียง "ก้าวเล็กๆ" นักวิจารณ์โต้แย้งว่า หากไม่มีมาตรการทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมกว่านี้ เช่น การทบทวนข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปและอิสราเอลอย่างเต็มรูปแบบ มาตรการคว่ำบาตรอาจมีผลกระทบจำกัดในพื้นที่จริง ซึ่งความรุนแรงจากผู้ตั้งถิ่นฐานและการขยายตัวของการตั้งถิ่นฐานยังคงเพิ่มสูงขึ้น




#อาชญากรรมในนามของความศรัทธา: เมื่อการลงทัณฑ์โดยมวลชนและการรู้เห็นเป็นใจของรัฐ ถูกโรแมนติไซส์ให้เป็นความศักดิ์สิทธิ์


Nada Chaiyajit
Yesterday
·
ขอทำหน้าที่นักวิชาการที่เป็นทั้งคนในชุมชนและเป็นมสุลิมคนหนึ่งนะคะ หลังจัดการความบาดเจ็บทางจิตใจและความโกรธต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนะคะ (บทความนี้มีการอัพเดท: 15/5/2569)

#อาชญากรรมในนามของความศรัทธา: เมื่อการลงทัณฑ์โดยมวลชนและการรู้เห็นเป็นใจของรัฐ ถูกโรแมนติไซส์ให้เป็นความศักดิ์สิทธิ์

ภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นซอยรามคำแหง 53 นับตั้งแต่การปิดล้อม มุสลิมที่มีความหลากหลายทางเพศคนหนึ่ง ต่อประเด็นการหมิ่นเนื้อหาในอัลกุรอาน นำไปสู่การใช้ความรุนแรงหลากหลายรูปแบบ และถูกสวมทับด้วยภาพของการ "กลับใจ" ของผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ถูกนำมาเผยแพร่และเฉลิมฉลองกันในหน้าสื่อ ไม่ใช่ภาพของความงดงามทางจิตวิญญาณ แต่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ของการลบตัวตน (Epistemic Erasure) ที่โหดร้ายที่สุด เพราะมันคือความรุนแรงที่ผู้กระทำเชื่อมั่นอย่างหมดใจว่าตนกำลังทำภารกิจของพระเจ้า

สังคมต้องตื่นรู้และหยุดโรแมนติไซส์เหตุการณ์นี้ สิ่งที่เรากำลังเห็นคือ "อาชญากรรม" ที่ประกอบขึ้นจากฉกฉวยใช้แนวคิดทางเทววิทยาอย่างผิดที่ ผิดเวลา ผิดหลักการ และผิดกฎหมาย (Theological Misappropriation) และการสมรู้ร่วมคิดของรัฐ (State Complicity) ในทีนี้คือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยแบบตาชั่งความยุติธรรมเอียงจนหัก

1. เทววิทยาที่ถูกช่วงชิงและบิดเบือน: มนุษย์ผู้โอหังตั้งตนประหนึ่งเป็นพระผู้เป็นเจ้าเสียเอง ปลุกระดมมวลชนผู้อ้างความศรัทธาใช้กำลังปิดล้อม ข่มขู่ หรือบีบบังคับให้มนุษย์คนหนึ่งต้องสละอัตลักษณ์เพื่อแลกกับการยอมรับ ไม่ใช่การดึงบ่าวกลับสู่หนทางของอัลลอฮ์ แต่มันคือการท้าทายหลักการของศาสนาอย่างถึงราก

- อิสลามการปฏิเสธการบังคับขืนใจ: อัลกุรอานระบุชัดเจนในซูเราะห์อัลบะเกาะเราะห์ (2:256) ว่า "ไม่มีการบังคับใดๆ ในศาสนา" (La ikraha fid-deen) ศรัทธาที่เกิดจากวงล้อมของความหวาดกลัว ย่อมไม่ใช่ศรัทธา แต่เป็นการจำนนต่ออำนาจเถื่อน

- ศาสนาคือการตักเตือน ไม่ใช่ศาลเตี้ย: วจนะของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) ย้ำว่า "ศาสนาคือการตักเตือนด้วยความจริงใจ" (Ad-Deen an-Naseehah) ไม่มีบทบัญญัติใดที่มอบอำนาจให้มวลชนตั้งศาลเตี้ย พิพากษา หรือกล้อนผมผู้ใดเพื่อบีบบังคับให้เขากลายเป็นคนบริสุทธิ์

ความโอหังที่ผูกขาดการให้อภัย: ฮะดีษกุดซีย์ (Sahih Muslim 2621) ได้เล่าถึงชายที่โอหังสาบานว่าอัลลอฮ์จะไม่ให้อภัยคนบาป จนอัลลอฮ์ตรัสว่า "ผู้ใดกันที่กล้าอวดอ้างสาบานด้วยนามของเราว่าจะไม่ให้อภัยเขา? เราได้ให้อภัยเขาแล้ว และทำให้การงานของเจ้าสูญเปล่า"

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พระผู้เป็นเจ้าทรงปกป้องศาสนาของพระองค์เอง: ในซูเราะห์อัลฮิจญ์รฺ (15:9) ทรงประกาศิตว่า "แท้จริงเราได้ประทานอัลกุรอานลงมา และแท้จริงเราจะเป็นผู้รักษามันอย่างแน่นอน" ศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าไม่เคยเปราะบางจนต้องอาศัยการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มาเป็นเกราะกำบัง ดังนั้นไม่มีทางที่อัลกุรอานจะสูญเสียความศักดิ์สิทธิ์เพียงเพราะถูกกะเทยคนหนึ่งถากถาง หรือแม้แต่มนุษย์คนใดๆคนหนึ่ง กลุ่มใดๆกลุ่มหนึ่งหยาบเหยียด

2. นิติศาสตร์แห่งความเพิกเฉย: เมื่อรัฐเอาต์ซอร์ซความรุนแรงให้มวลชน
ในมิติทางสังคมศาสตร์และนิติศาสตร์ เหตุการณ์นี้คือความล้มเหลวโดยสมบูรณ์ของนิติรัฐ (Rule of Law)

ความผิดฐานอาชญากรรม ไม่ใช่พิธีกรรมทางศาสนา: การปิดล้อมโดยมวลชนและการบังคับ "กล้อนผม" ไม่ใช่กระบวนการทางเทววิทยา แต่เป็นการละเมิดประมวลกฎหมายอาญาอย่างชัดแจ้ง ทั้งฐานข่มขืนใจผู้อื่น (มาตรา 309) หน่วงเหนี่ยวกักขัง (มาตรา 310) และการทำร้ายร่างกายและจิตใจ (มาตรา 295) ร่างกายมนุษย์ไม่ใช่พื้นที่ให้ใครมากระทำย่ำยีเพื่อสำเร็จความใคร่ทางศีลธรรม

การรู้เห็นเป็นใจของรัฐ (State Acquiescence): สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการมีอยู่ของ "เจ้าหน้าที่ตำรวจ" ที่อ้างตัวเป็นเพียงผู้ไกล่เกลี่ย การที่รัฐยืนดูและปล่อยให้มีการกล้อนผมผู้เสียหายโดยกลุ่มผู้ละเมิด นี่คือ "การสมรู้ร่วมคิด" รัฐกำลังละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้ ICCPR ที่ต้องคุ้มครองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย (Bodily Integrity) และเข้าข่ายการละเมิด อนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯ (CAT) เพราะรัฐจงใจ "เพิกเฉย" (Acquiescence) และปล่อยให้ชุมชนลงทัณฑ์คนชายขอบแทนตนเอง นี่คือความรุนแรงเชิงบริหารจัดการ (Administrative Violence) ที่ไร้ความรับผิดชอบที่สุด

อย่าปล่อยให้บทสรุปของเรื่องนี้จบลงด้วย ภาพคนดีที่กลับใจสู่หนทางของอัลลอฮ์ ปัญญาของ การตื่นรู้เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่มีต่ออัลลอฮ์ เราต้องหยุดลดทอนการตื่นรู้หรือการเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้าให้กลายเป็นเรื่องของกำลังและความหวาดกลัว

ความยุติธรรมในสังคมพหุวัฒนธรรมจะไม่เกิดขึ้น หากเรายังอนุญาตให้มีการจ่าย "ต้นทุนทางเนื้อตัวร่างกาย" (Somatic Cost) เพื่อซื้อตั๋วเข้าสู่ดินแดนแห่งการยอมรับ การเป็น LGBTQIAN+ ไม่ใช่ข้ออ้างที่ใครจะนำพระนามของพระผู้เป็นเจ้ามาใช้เป็นอาวุธในการล่าแม่มด

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องแยก "ความรุนแรง" ออกจาก "ความศรัทธา" และเรียกร้องให้รัฐเลิกซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังข้ออ้างเรื่องความอ่อนไหวทางศาสนา เพื่อปฏิเสธหน้าที่ในการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนทุกคน

สำหรับข้าพเจ้า เปลี่ยนความโกรธ และความเจ็บให้เป็นบทความ เขียนมันออกมาให้โลกรู้ดีกว่าเก็บความอัดอั้นตันใจไว้ ตัวอยู่ไกลใจอยู่ที่ประเทศไทยเสมอ

นาดา ไชยจิตต์
11/5/2569

นาดาจำเป็นต้องอัพเดทเพราะปรากฎว่ามีการขนโองการ หะดิษต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นความรุนแรง การฆ่าฟันประหัตประหารมากล้างอ้างความชอบธรรมต่อการใช้ความรุนแรงในครั้งนี้ นาดาอยากขอยืนยันว่า

ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) ได้กล่าวว่า "หากโลกดุนยานี้ (โลกมนุษย์ สรรพสิ่ง และอำนาจทั้งปวง) มีค่า ณ ที่อัลลอฮ์เท่ากับปีกยุงเพียงข้างเดียว พระองค์จะไม่ทรงให้น้ำดื่มแก่ผู้ปฏิเสธศรัทธาเลยแม้แต่หยดเดียว" ะดีษบทนี้ชี้ให้เห็นว่า โลก โครงสร้างทางสังคม และความยิ่งใหญ่ทั้งหมดที่มนุษย์ยึดติดและแย่งชิงกันนั้น สำหรับอัลลอฮ์แล้ว มันไร้ค่าและเบาหวิวเสียยิ่งกว่า "ปีกยุง" เสียอีก

อ้างอิงจาก Hadith Qudsi - Sahih Muslim 2577a (ฮะดีษบทที่ 24 ในบันทึกอัรบะอีนของอิหม่ามอันนะวะวีย์) อัลลอฮ์ตรัสในฮะดีษกุดซีย์ว่า "โอ้ ปวงบ่าวของเราเอ๋ย พวกเจ้าไม่อาจทำอันตรายใดๆ แก่เราได้... โอ้ ปวงบ่าวของเราเอ๋ย หากแม้นว่าบุคคลแรกของพวกเจ้าและบุคคลสุดท้ายของพวกเจ้า ทั้งมนุษย์และญิน มีหัวใจที่ชั่วช้าที่สุด (ฝ่าฝืนหรือด่าทอพระองค์ร่วมกัน) สิ่งนั้นก็ไม่อาจทำให้ราชอาณาจักรและอำนาจของเราลดน้อยลงไปได้เลยแม้แต่น้อย

ย้ำอีกครั้งในแนวทางเทววิทยาแล้ว อัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่เกรียงไกรมากจนไม่ทรงต้องการ "การปกป้อง" จากมนุษย์ การฝ่าฝืนของคนทั้งโลกไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนใดๆ ต่อความยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้ ไม่ควรมีมุสลิมคนใดอ้างพระนามของพระองค์ในการปกป้องศาสนาเพื่อละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ละเมิดสิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกายของบุคคลอื่น

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10174933757345232&set=a.10150219399040232