วันพุธ, เมษายน 08, 2569

‘จุลพันธุ์’ รมว.แรงงานคนใหม่บอก ต้องการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม แต่เรื่องบำนาญสูตร Care ดันให้เอากลับไปศึกษาใหม่ ฮ่วย ก็เพราะเขาศึกษามาแล้วถึงได้เสนอไง

รมว.แรงงานคนใหม่จากพรรคเพื่อไทย แถลงเปิดฉากแผนการทำงานว่า “ตนต้องการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม ให้เป็นองค์กรที่สามารถพึ่งพาได้” พร้อมไปกับการยืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมตามกรอบเวลาเดิม

และให้ใช้สูตรการเลือกตั้งเดิมด้วย คือ “ผู้ประกันตน ๑ คน เลือกคณะกรรมการประกันสังคมฝั่งผู้ประกันตนได้ ๗ คน” ซึ่งอันนี้เป็นข้อเรียกร้องของกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า หลังจากที่ฝ่ายผู้บริหารสำนักงานฯ ดำเนินการแก้ไขเป็นเลือกได้คนเดียว

ทั้งยังมีความพยายามจะยกเลิกการเลือกตั้งบอร์ด เปลี่ยนไปเป็นการสรรหาจากสาขาอาชีพและเลือกกันเองแบบการได้มาของ สว.สีน้ำเงิน ก่อนจะมีข่าวอื้อฉาวการทุจริตนำเงินกองทุนของผู้ประกันตนไปลงทุนโดยมิชอบ ก่อความเสียหายเป็นพันๆ ล้าน

กลุ่ม สส.พรรคประชาชนเปิดโปงการลงทุนมิชอบเรื่องใหญ่ๆ สองรายการ คือ การซื้อตึก SKyy9 แพงเกินจริง และโครงการจัดทำเว็บแอปพลิเกชั่นแล้วใช้งานไม่ได้ ที่การตรวจสอบคาราคาซังมาตลอดสมัยของ ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงานคนก่อน

โดยเฉพาะเมื่อต้นเดือนนี้เองมีการเปิดแถลงข่าวเรียกร้อง ไปยัง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงานคนใหม่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย “เสมือนเป็น ‘จดหมายเปิดผนึก’” หลายข้อ ทั้งให้ “เร่งผลักดันบำนาญสูตร Care เข้า ครม.” และประกาศใช้โดยเร็ว

“สูตรดังกล่าวได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์และบอร์ด สปส. มีมติรับรองไปตั้งแต่ปลายปีดันให้กลับไปศึกษาใหม่ที่แล้ว” อีกทั้งเรื่องระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ก็ให้ใช้ระเบียบเดิมที่เสียงประชาพิจารณ์ “ผู้ประกันตนกว่า ๙๐% ไม่เห็นด้วยกับความพยายามล้มระเบียบเก่า”

ไม่แน่ใจว่านายจุลพันธุ์จะสามารถปฏิรูประบบประกันสังคม ตามแนวทางเสียงประชาพิจารณ์และ การรณรงค์เรียกร้องจากทีม ก้าวหน้า ของสำนักงานฯ และ กลุ่ม สส.ปชน.ได้หรือไม่ เพราะถ้อยแถลงไม่มีรายละเอียด มีแต่บอกว่า “ต้องพิจารณาให้รอบคอบ” บ้างละ

เรื่องสูตรแคร์ก็บอกว่า “จะต้องหากลไกให้เกิดความสมดุล” และ “ให้สำนักงานประกันสังคมไปศึกษา และนำมาพิจารณาอีกครั้ง” ข้อนี้ต้องฟัง Tewarit Bus Maneechai เม้นต์ว่า “ไม่รู้จะศึกษาอะไรอีก ก็เพราะเขาศึกษามาแล้วถึงได้เสนอครับ”

ส่วนกรณี ลดเงินสมทบ นี่ สว.บัสบอกว่า “อยากให้คิดใหม่ เพราะมันจะมีผลต่อการคำนวณเงินชราภาพ จริงๆ รัฐควรสนับสนุนไปเลย และที่สำคัญเงินที่ค้างจ่ายของรัฐนี้ก็ควรเร่งเอามาจ่าย” ดังที่มีผู้เสียประโยชน์ไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม

(https://www.facebook.com/pheuthaiparty/posts/0wntQgE3 และ https://thestandard.co/people-party-julapun-labor-corruption/) 

ข่าวดี ! ทรัมป์ตกลงระงับ 'การทิ้งระเบิดและการโจมตี' อิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า การเจรจาจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 10 เมษายน อิหร่านเปิดเผยรายละเอียดของข้อเสนอ 10 ประการ

https://www.reuters.com/world/iran-war-live-tehran-rejects-ceasefire-deal-trumps-deadline-reopen-strait-hormuz-2026-04-07/

ทรัมป์ตกลงระงับ 'การทิ้งระเบิดและการโจมตี' อิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์

สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า การเจรจาจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 10 เมษายน

อิหร่านเปิดเผยรายละเอียดของข้อเสนอ 10 ประการ

ตามรายงานของสื่ออิหร่าน ข้อเสนอ 10 ประการที่อิหร่านได้ส่งไปยังสหรัฐอเมริกานั้น ประกอบด้วยการกำหนดมาตรการควบคุมการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยต้องมีการประสานงานร่วมกับกองทัพอิหร่าน การยุติสงครามต่อต้านอิหร่านและกลุ่มพันธมิตร รวมถึงการถอนกำลังรบของสหรัฐฯ ออกจากฐานทัพทั้งหมดในภูมิภาค

นอกจากนี้ ข้อเสนอดังกล่าวยังรวมถึงการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด ทั้งในระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ การชดเชยค่าเสียหายให้แก่อิหร่านอย่างเต็มจำนวน และการปลดปล่อยสินทรัพย์ของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้
.....

หลังจากการระงับการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ชั่วคราวภายใต้ปฏิบัติการ Epic Fury รายละเอียดเกี่ยวกับข้อเสนอ 10 ข้อที่เตหะรานยื่นต่อรัฐบาลทรัมป์ได้ปรากฏออกมาแล้ว แผนดังกล่าวซึ่งได้รับการไกล่เกลี่ยผ่านนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ แห่งปากีสถาน มีเป้าหมายเพื่อยุติความขัดแย้งอย่างถาวร แทนที่จะเป็นการหยุดยิงชั่วคราว 45 วันตามที่สหรัฐฯ เสนอไว้ในตอนแรก

แก่นของข้อเสนอนี้อยู่ที่การใช้การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซเพื่อเป็นหลักประกันทางเศรษฐกิจและความมั่นคง

ประเด็นสำคัญของข้อเสนอ 10 ข้อของอิหร่าน
ข้อเสนอนี้ประกอบด้วยข้อเรียกร้องและเงื่อนไขหลักดังต่อไปนี้:

ยุติการสู้รบอย่างถาวร: ปฏิเสธ "การหยุดยิง" ชั่วคราว โดยเรียกร้องให้สหรัฐฯ และอิสราเอลยุติสงครามอย่างเด็ดขาดและรับประกันได้

หยุดยิงในภูมิภาค: อิสราเอลต้องยุติการโจมตีกลุ่มฮิซบอลลาห์และพันธมิตรอื่นๆ ของอิหร่านในเลบานอนโดยทันที

การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง: อิหร่านตกลงที่จะเปิดช่องแคบอย่างสมบูรณ์ ทันที และปลอดภัย แต่มีเงื่อนไขด้านกฎระเบียบใหม่

ค่าธรรมเนียมการผ่านแดน: การเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านแดน 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเรือหนึ่งลำที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

การแบ่งปันรายได้: ส่วนหนึ่งของรายได้จากค่าธรรมเนียมการขนส่งจะถูกแบ่งให้กับโอมานเพื่อบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือ

กองทุนฟื้นฟู: รายได้จากค่าธรรมเนียมการขนส่งจะถูกจัดสรรไว้สำหรับกองทุนเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านที่เสียหายระหว่างความขัดแย้ง

การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร: การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และนานาชาติที่บังคับใช้กับสาธารณรัฐอิสลามในปัจจุบันทั้งหมด

การรับประกันความมั่นคง: การรับประกันทางกฎหมายและการทูตอย่างชัดเจนว่าอิหร่านจะไม่ถูกโจมตีทางทหารในอนาคต

พิธีสารการผ่านแดนอย่างปลอดภัย: การจัดตั้งพิธีสารการเดินเรือระหว่างประเทศใหม่สำหรับช่องแคบ โดยประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคจะร่วมกันบริหารจัดการ

กรอบสันติภาพที่กว้างขวาง: ความมุ่งมั่นต่อกรอบการทำงานระดับภูมิภาคเพื่อแก้ไขความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมานาน








 

พอเพียงของ Fortunate Son ไชยชนก ชิดชอบ


Thanapol Eawsakul 
Yesterday
·
ไชยชนก ชิดชอบ
พ่อเขาสอนมาดี

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/26687479864225500






การฟ้องร้องครั้งประวัติศาสตร์ในญี่ปุ่น เมื่อมีการฟ้องผู้พิพากษา 37 คนรวด !!! (ส่วนในไทย ศาลใหญ่มาก เป็นเทวดา ไม่มีใครแตะได้)


เจแปน - แจนแปล
18 hours ago
·
การฟ้องร้องครั้งประวัติศาสตร์ในญี่ปุ่น
ฟ้องผู้พิพากษา 37 คนรวด !!!

•••••

1. เมื่อผู้พิพากษา 37 คนตกเป็นจำเลย (6 เมษายน 2026)

เมื่อวันที่ 6 เมษายน ปี 2026 ภรรยาและลูกชายของ “ คุณไอชิมะ ชิซูโอะ ” ได้ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐเป็นเงินประมาณ 168 ล้านเยน

แต่ที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในญี่ปุ่นคือ การระบุชื่อ “ผู้พิพากษา 37 คน” ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ให้เป็นจำเลยด้วย

เพราะผู้พิพากษาเหล่านี้แหละที่เป็นคนเซ็นชื่อออกหมายจับ อนุญาตให้กักขัง และที่ใจดำที่สุดคือเป็นคนปฏิเสธคำร้องขอประกันตัวของคุณไอชิมะซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึง 7 ครั้ง

ภรรยาของคุณไอชิมะกล่าวว่า “ฉันต้องการทราบเหตุผลว่า ทำไมศาลจึงยังคงปฏิเสธการประกันตัวของชายที่กำลังป่วยหนักใกล้ตายทั้งที่ไม่มีหลักฐานความผิดที่แน่ชัดเลย ”

•••••

2. จุดเริ่มต้นของคดี: เครื่องพ่นแห้งที่ถูกป้ายสีว่าเป็น "อาวุธชีวภาพ"

ย้อนกลับไปดูที่มาของเรื่องนี้ มันเกิดที่เมืองโยโกฮามา กับบริษัทเครื่องจักรชื่อ โอคาวาระคาโคคิ ที่ทำธุรกิจผลิตเครื่องพ่นแห้ง (Spray Dryer) มานาน ใครจะเชื่อว่าเครื่องจักรที่ปกติใช้ทำนมผงหรือทำกาแฟสำเร็จรูป จะถูกตำรวจสันติบาลโตเกียวกล่าวหาว่าเป็นอุปกรณ์สำหรับสร้างอาวุธชีวภาพไปได้

ช่วงปี 2018 ตำรวจเริ่มสงสัยว่ามีการส่งออกเครื่องจักรนี้ไปจีน 2 เครื่องโดยไม่ได้รับอนุญาต และกังวลว่ามันจะถูกเอาไปทำเชื้อโรคในสงครามชีวภาพ

แต่เบื้องลึกที่เพิ่งมารู้ความจริงกันในภายหลังคือระหว่างสอบสวน ตำรวจเอาเครื่องจักรไปทดลองแล้วพบว่ามันมี "จุดบอด" ที่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ไม่หมด ซึ่งแปลว่ามันเอาไปทำอาวุธไม่ได้ แต่ตำรวจกลับเลือกที่จะ "ซ่อนผลการทดลองนี้" ไม่ยอมใส่ลงในสำนวน แถมยังไปกดดันกระทรวงเศรษฐกิจ (METI) ให้ช่วยตีความกฎหมายใหม่เพื่อจะเอาเครื่องจักรตัวนี้ให้กลายเป็นสินค้าอันตรายให้ได้ ทั้งที่คนของกระทรวงเองก็ท้วงแล้วว่ามันไม่เข้าข่าย

•••••

3. มีนาคม 2020

พอเดือนมีนาคม ปี 2020 ตำรวจกับอัยการก็บุกจับผู้บริหาร 3 คน คือท่านประธาน, ผู้บริหารฝ่ายเทคนิค และ คุณไอชิมะ ชิซูโอะ ที่ปรึกษาวัย 72 ปี ทั้งสามคนยืนยันว่าบริสุทธิ์ แต่ในญี่ปุ่นถ้าใครไม่ยอมรับสารภาพ ศาลมักจะใช้ระบบ “กระบวนการยุติธรรมแบบตัวประกัน” (Hostage Justice) คือไม่ให้ประกันตัวโดยอ้างว่า "กลัวทำลายหลักฐาน" แต่จริงๆคือขังไว้ก่อนเพื่อบีบให้สารภาพว่าผิด 

นั่นทำให้คุณไอชิมะในวัย 72 ปี ต้องถูกขังอยู่ในเรือนจำยาวนานกว่า 11 เดือน ทั้งที่ไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมอะไรเลย เป็นแค่คนแก่ที่ทุ่มเททำงานอย่างหนักและใช้ชีวิตอย่างคนทั่วไป 

•••••

4. 2020 - 2021

พอถูกขังไปได้ 7 เดือน สุขภาพคุณไอชิมะก็เริ่มทรุด แถมตรวจเจอว่าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารระยะลุกลาม ทนายพยายามยื่นขอประกันตัวเพื่อให้เขาออกไปรักษาข้างนอกก่อน แต่ศาลปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึง 7 ครั้ง โดยยังใช้เหตุผลเดิมว่า "กลัวไปทำลายหลักฐาน" ทั้งที่สภาพคนป่วยมะเร็งแทบจะเดินไม่ไหวอยู่แล้ว แค่พูดได้ก็ดีนักหนา 

สุดท้ายกว่าศาลจะปล่อยตัว มะเร็งก็ลามไปถึงตับจนหมอช่วยอะไรไม่ทันแล้ว ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ปี 2021 คุณไอชิมะก็เสียชีวิตลงทั้งที่ยังมีสถานะเป็นผู้ต้องหา และยังไม่เคยได้ขึ้นศาลเพื่อพูดความจริงเลยสักคำเดียว

•••••

5. ความจริงที่ปรากฏหลังความตาย

หลังจากคุณไอชิมะตายได้ไม่นาน อัยการก็สั่งถอนฟ้องคดีนี้ทั้งหมดก่อนเริ่มพิจารณาคดีแค่ไม่กี่วัน เพราะรู้ว่าหลักฐานที่ปั้นมามันใช้ไม่ได้ มันไม่พอ มันไม่ต่างจากการยัดคดี 

บริษัทและครอบครัวเลยฟ้องกลับ

จนในปี 2023 และ 2025 ศาลตัดสินว่าการจับกุมครั้งนี้ "ผิดกฎหมาย" และเป็นคดีที่ถูกสร้างขึ้นมาเอง สั่งให้รัฐจ่ายค่าเสียหาย 166 ล้านเยน

หลังตัดสินเสร็จ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของตำรวจและอัยการได้เดินทางไปที่สุสาน แล้วลงไปคุกเข่าขอโทษต่อหน้าหลุมศพของคุณไอชิมะ อัยการสูงสุดยังยอมรับว่าการตรวจหลักฐานในคดีนี้ไม่ได้ทำอย่างรอบคอบพอจริงๆ

•••••

ปัจจุบันคดีโอคาวาระคาโคคิถูกพูดถึงไปทั่วญี่ปุ่น ในฐานะบทเรียนราคาแพงที่พรากชีวิตคนบริสุทธิ์ไปเพียงเพราะระบบยุติธรรมที่อยากหา "แพะ" มาเพื่อสร้างผลงานให้ตัวเองและพรรคพวก



References
• ANNnewsCH: [裁判官37人の判断は違法] (6 เม.ย. 2026)
• Mainichi Shimbun: [大川原化工機事件・捜査の違法性認め国などに賠償命令]
• Asahi Shimbun: [経産省への働きかけ、大川原化工機事件の背景]
• Innocence Project Japan: [大川原化工機事件:相嶋静雄さんの無念]
• Wikipedia: 大川原化工機事件



แปลและเรียบเรียง: JanisaC.
โพสต์ครั้งแรกที่เพจ : เจแปน - แจนแปล
วันที่: 6 เมษายน 2026 | สงวนลิขสิทธิ์

#เจแปนแจนแปล
#ジャパンジャントランス
#เรื่องจริงจากญี่ปุ่น
#日本の実話
#เรื่องเล่าจากญี่ปุ่น
#日本の物語

#คดีโอคาวาระคาโคคิ
#大川原化工機事件

#ไอชิมะชิซูโอะ
#相嶋静雄

#โอคาวาระคาโคคิ
#大川原化工機

#กระบวนการยุติธรรมแบบตัวประกัน
#人質司法

ชื่อคดี : 大川原化工機事件 (2018–2026)
: คดีโอคาวาระคาโคคิ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122189896982767093&set=a.122099992184767093



ความผิดพลาดเชิงกลยุทธ์อย่างร้ายแรงของสหรัฐ ให้ผลประโยชน์ระยะยาวแก่ปักกิ่งหลายประการ


https://www.economist.com/leaders/2026/04/01/how-china-hopes-to-win-from-the-war

ในบทความหน้าปกฉบับเดือนเมษายน 2026 เรื่อง "จีนหวังจะได้รับผลประโยชน์จากสงครามอย่างไร" นิตยสาร The Economist วิเคราะห์การคำนวณเชิงกลยุทธ์ของปักกิ่งเกี่ยวกับสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในอิหร่าน หน้าปกมีภาพประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนที่บดบังโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมด้วยคำคมของนโปเลียน โบนาปาร์ตว่า "อย่าขัดจังหวะศัตรูของคุณเมื่อเขากำลังทำผิดพลาด"

จากข้อมูลของ The Economist ซึ่งได้สัมภาษณ์นักการทูต ที่ปรึกษา และนักวิชาการชาวจีนจำนวนมาก จีนมองว่าสงครามที่นำโดยสหรัฐฯ ในอิหร่านเป็น "ความผิดพลาดเชิงกลยุทธ์ร้ายแรง" ที่ให้ประโยชน์ระยะยาวแก่ปักกิ่งหลายประการ:

1. การเบี่ยงเบนความสนใจเชิงกลยุทธ์จากอินโดแปซิฟิก

ปักกิ่งเชื่อว่าสงครามจะบังคับให้สหรัฐฯ หันเหทรัพยากรทางทหาร เงินทุน และความสนใจทางการทูตกลับไปยังตะวันออกกลาง “สถานการณ์ที่ยุ่งยาก” นี้ลดทอนความสามารถของวอชิงตันในการรักษา “การป้องปรามแบบบูรณาการ” ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ทำให้จีนมีพื้นที่มากขึ้นในการรวมอำนาจในเอเชียตะวันออกและทะเลจีนใต้

2. “ภาพลักษณ์อเมริกา” และชื่อเสียงระดับโลก

เจ้าหน้าที่จีนมองว่าสงคราม—และโดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยคุกคามต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของอิหร่าน—เป็นการทำลายอำนาจทางศีลธรรมของอเมริกาเอง การที่จีนวางตัวอยู่ข้างสนามและเรียกร้อง “เสถียรภาพ” และ “การทูต” ทำให้จีนวางตำแหน่งตัวเองเป็นทางเลือกที่รับผิดชอบและมีเหตุผลมากกว่าสิ่งที่จีนพรรณนาว่าเป็นสหรัฐอเมริกาที่ “บ้าคลั่ง” และคาดเดาไม่ได้

3. อำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจและพลังงาน

ความมั่นคงด้านน้ำมัน: แม้จะมีความไม่มั่นคง แต่จีนยังคงเป็นลูกค้าหลักของพลังงานในภูมิภาค นักวิเคราะห์ชี้ว่าหากสหรัฐฯ ยังคงติดอยู่ในสถานการณ์นี้ จีนอาจเรียกร้องสัมปทาน—เช่น การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรทางเทคโนโลยีหรือภาษีการค้า—เพื่อแลกกับการมีบทบาทในการไกล่เกลี่ยหรือช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดพลังงาน

การพึ่งพาตนเอง: ความขัดแย้งนี้ยืนยันถึงนโยบาย "การพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี" ที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผลักดันมาอย่างยาวนาน ภาพความขัดแย้งที่นำโดยชาติตะวันตกตอกย้ำเรื่องราวของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ว่าระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนแปลง และจีนต้องแยกตัวออกจากระบบที่ควบคุมโดยชาติตะวันตกเพื่อความมั่นคงของตนเอง

4. ปัญหาไต้หวัน

ผู้เชี่ยวชาญชาวจีนบางคนเชื่อว่า สหรัฐฯ ที่อ่อนแอและขาดแคลนทรัพยากร จะไม่ค่อยอยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งรอบสองในประเด็นไต้หวัน ในปักกิ่งมีความคาดหวังว่า รัฐบาลทรัมป์ในอนาคต ซึ่งอ่อนล้าจากความขัดแย้งกับอิหร่าน อาจเต็มใจที่จะเจรจาหรือประนีประนอมมากขึ้นเกี่ยวกับสถานะของไต้หวัน เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์สองด้าน

5. กลยุทธ์แห่ง "ความอดทน"

แก่นแท้ของกลยุทธ์ของจีนคือความอดทนเชิงกลยุทธ์ โดยการไม่แทรกแซงหรือเสนอทางออกง่ายๆ ให้สหรัฐฯ จีนคาดหวังว่าจะ "ชนะ" เพียงแค่รอให้สหรัฐฯ สูญเสีย "ความสัมพันธ์ที่ดีทางภูมิรัฐศาสตร์" และทรัพยากรของชาติไป ดังที่ The Economist กล่าวไว้ จีนกำลัง "เฝ้าดูด้วยความยินดี" ขณะที่สหรัฐฯ เลือกทำในสิ่งที่ปักกิ่งเชื่อว่าจะเร่งให้สหรัฐฯ เสื่อมถอยลง

(Google Gemini สรุป)




ศูนย์มลพิษฯ รายงาน PM2.5 ยังวิกฤต กระทบ 44 จังหวัดทั่วไทย ภาคเหนือหนักสุด แม่ฮ่องสอนพุ่งทะลุ 197 มคก./ลบ.ม.


THE STANDARD
18 hours ago
·
UPDATE : ศูนย์มลพิษฯ รายงาน PM2.5 ยังวิกฤต กระทบ 44 จังหวัดทั่วไทย ภาคเหนือหนักสุด แม่ฮ่องสอนพุ่งทะลุ 197 มคก./ลบ.ม.

วันนี้ (7 เมษายน) ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ รายงานผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ ประจำวัน เมื่อเวลา 07.00 น. พบว่าสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในภาพรวมของประเทศยังคงอยู่ในระดับที่น่ากังวล โดยพบปริมาณฝุ่นเกินค่ามาตรฐานสะสมใน 44 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคเหนือ ยังคงเผชิญกับวิกฤตมลพิษทางอากาศหนักที่สุด คุณภาพอากาศส่วนใหญ่เกินค่ามาตรฐาน ตรวจวัดได้ระหว่าง 53.8 - 197.0 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) โดยพบค่าฝุ่นสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตรวจวัดได้ 94.1 - 197.2 มคก./ลบ.ม., อันดับ 2 จังหวัดเชียงใหม่ ตรวจวัดได้ 66.3 - 196.3 มคก./ลบ.ม., อันดับ 3 จังหวัดเชียงราย ตรวจวัดได้ 99.1 - 132.4 มคก./ลบ.ม., อันดับ 4 จังหวัดน่าน ตรวจวัดได้ 92.0 - 120.7 มคก./ลบ.ม. และอันดับ 5 จังหวัดพะเยา ตรวจวัดได้ 114.0 มคก./ลบ.ม.

นอกจากนี้ ยังพบค่าฝุ่นเกินมาตรฐานกระจายตัวในอีกหลายจังหวัดของภาคเหนือตอนล่างและพื้นที่โดยรอบ ได้แก่ ลำปาง ลำพูน พิษณุโลก แพร่ พิจิตร อุทัยธานี อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ และสุโขทัย

ด้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สถานการณ์ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์เกินค่ามาตรฐาน ตรวจวัดได้ 27.9 - 124.1 มคก./ลบ.ม. เช่นเดียวกับ ภาคกลางและภาคตะวันตก ที่เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ ตรวจวัดได้ 23.3 - 69.9 มคก./ลบ.ม. สำหรับ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จากการตรวจวัดโดยสถานีของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ร่วมกับ กทม. พบพื้นที่ที่เกินค่ามาตรฐานจำนวน 12 แห่ง ตรวจวัดได้ 25.9 - 43.6 มคก./ลบ.ม. ในขณะที่ ภาคตะวันออก มีภาพรวมคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง (22.1 - 37.1 มคก./ลบ.ม.) และ ภาคใต้ เป็นเพียงภูมิภาคเดียวของประเทศที่มีคุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี (17.3 - 21.5 มคก./ลบ.ม.)

จากสภาวะมลพิษที่เกิดขึ้น ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศได้ออกประกาศเตือนและคำแนะนำด้านสุขภาพแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ (พื้นที่สีแดง) ขอให้หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งโดยเด็ดขาดและใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง สำหรับประชาชนทั่วไปและกลุ่มผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้งและสวมหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่นละออง หากมีอาการผิดปกติทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ทันที

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์เพื่อใช้วางแผนการดำเนินชีวิตประจำวัน ได้ผ่านทางเว็บไซต์ Air4Thai.com และ airbkk.com รวมถึงแอปพลิเคชัน Air4Thai และ AirBKK

ภาพ: พงศ์มนัส ทาศิริ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1306100858315921&set=a.586524703606877




#สงครามอิหร่าน ทำลายระบบ #ปิโตรดอลลาร์ ซึ่งหมายถึงการวนลูปของรายได้จากการขายน้ำมันของปท.ในตะวันออกกลาง ที่ถูกรีไซเคิลเพื่อลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สร้างความเข้มแข็งให้เงินสกุลนี้ และหนุนเสริมระบบการเงินสหรัฐฯ แต่ตอนนี้ระบบปิโตรดอลลาร์ กำลังถูกทำลายไป เพราะสงครามที่สหรัฐฯ เป็นผู้ก่อขึ้นมาเอง


Pipob Udomittipong
16 hours ago
·
Bloomberg พาดหัว “ #สงครามอิหร่าน ทำลายระบบ #ปิโตรดอลลาร์ ” ซึ่งหมายถึงการวนลูปของรายได้จากการขายน้ำมันของปท.ในตะวันออกกลาง ที่ถูกรีไซเคิลเพื่อลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สร้างความเข้มแข็งให้เงินสกุลนี้ และหนุนเสริมระบบการเงินสหรัฐฯ แต่ตอนนี้ระบบปิโตรดอลลาร์ กำลังถูกทำลายไป เพราะสงครามที่สหรัฐฯ เป็นผู้ก่อขึ้นมาเอง

วงจรอันดีงามที่สหรัฐฯ ให้สัญญาว่าจะสนับสนุนเสถียรภาพในตะวันออกกลาง เพื่อแลกกับการที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียนำรายได้จากการขายน้ำมันในสกุลดอลลาร์มาลงทุนซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ขาดสะบั้นลงแล้ว

ธนาคารกลางในประเทศต่าง ๆ พากันเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สุทธิติดต่อกันหลายสัปดาห์ ทำให้ปริมาณการถือครองเงินกู้ของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก ลดลงประมาณ 82 พันล้านดอลลาร์ เหลือ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์

สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านได้ทำลายวงจรปิโตรดอลลาร์ทั้งสองด้าน โดยในด้านประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน รวมทั้งประเทศไทย ต้องพากันเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อควบคุมการอ่อนค่าของเงินตราของประเทศตัวเอง ส่วนประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย ก็ไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ ต้องลดกำลังการผลิตลง เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้มีรายได้ในสกุลดอลลาร์น้อยลง ไม่มีเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

ปัจจัยทั้งสองด้านได้ทำลายระบบปิโตรดอลลาร์ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจอเมริกันมากว่า 50 ปี นับแต่ ปี 1974 เมื่อเฮนรี คิสซิงเจอร์ ทำข้อตกลงทางการเงินครั้งสำคัญสุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่กับซาอุดิอาระเบีย โดยกำหนดซื้อขายน้ำมันเป็นดอลลาร์ และนำรายได้ส่วนเกินไปลงทุนในสินทรัพย์ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะพันธบัตรของรัฐบาล ในทางกลับกัน สหรัฐฯ จะรับประกันความมั่นคงและรักษาเสถียรภาพของโลก

ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา วงจรปิโตรดอลลาร์แบบนี้ช่วยอุดหนุนต้นทุนการกู้ยืมของอเมริกาอย่างเงียบ ๆ และตอกย้ำบทบาทของเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองของโลก แต่ตอนนี้ “petrodollar loop” กำลังถูกทำลายลงไป

สำหรับประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอย่าง ตุรกี ไทย อินเดีย ฯลฯ นับตั้งแต่การโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ธนาคารกลางในประเทศเหล่านี้ได้ขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สุทธิติดต่อกันเป็นเวลา 5 สัปดาห์แล้ว

US Treasuries ซึ่งปรกติถือเป็น “safe-haven” กลับถูกเทขายออก ทำให้บอนด์ยิลด์เพิ่มสูงขึ้นจาก 3.9% ในช่วงปลายเดือนก.พ. มาเป็นมากกว่า 4.4% ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ พูดอีกอย่างทำให้รบ.สหรัฐฯ ต้องกู้เงินแพงขึ้น

เหตุผลเพราะว่าเมื่อราคาน้ำมันที่ค้าขายเป็นดอลลาร์พุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ค่าเงินของประเทศเหล่านั้นอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ เพื่อควบคุมการอ่อนค่าของเงิน ซึ่งจะเป็นเหตุให้ราคาน้ำมันในประเทศสูงขึ้นไปอีก และรัฐต้องเอาเงินมาอุดหนุนราคามากขึ้น หรือไม่ก็ต้องปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อน ธนาคารกลางในประเทศนำเข้าน้ำมันเหล่านี้จึงเข้าแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศ ซึ่งต้องใช้ดอลลาร์ และสินทรัพย์ดอลลาร์ที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดที่ธนาคารกลางถือครองอยู่ ซึ่งก็คือพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ ทำให้พวกเขาต้องเทขายพันธบัตรเหล่านั้น

การที่ธ.กลางขาติต่าง ๆ เทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องแปลก สมัยที่โควิดระบาด ก็มีการเทขายพันธบัตรแบบนี้ แต่เกิดขึ้นไม่นาน และมีวิธีแก้ไขได้ในไม่กี่สัปดาห์

และระหว่างเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการรุกรานยูเครนของรัสเซีย การข่มขู่ไต้หวันของจีนในปี 2022 การล่มสลายของธนาคารซิลิคอนแวลลีย์ในปี 2023 และการโจมตีอิสราเอลของกลุ่มฮามาสในปี 2023 ล้วนส่งผลให้เงินไหลเข้าสู่พันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ใช่ไหลออก ทำให้อัตราผลตอบแทนลดลง แต่ไม่ใช่ในตอนนี้

สำหรับประเทศผู้ส่งออก โดยทั่วไปเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นมา ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลให้รายได้ของประเทศเหล่านี้เพิ่มขึ้น ทำให้มีเงินปิโตรดอลลาร์มากขึ้น เพื่อไปลงทุนในสินทรัพย์ในสกุลเงินดอลลาร์ รวมถึงพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ แต่วิกฤตการณ์ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะแม้ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้น แต่ประเทศเหล่านี้กลับผลิตและส่งออกได้น้อยลงมาก

ประเทศผู้ขายน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งถือครองพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมกันประมาณ 300 พันล้านดอลลาร์ (จนถึงม.ค.) แต่ปัจจุบันพวกเขามีรายได้จากน้ำมันลดลง และยังต้องใช้จ่ายอย่างหนักในด้านการป้องกันภัยทางอากาศ ทำให้พวกเขาทบทวนคำมั่นสัญญาด้านการลงทุนในสหรัฐฯ รวมทั้งการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วย

ทำให้สัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติ ลดลงเหลือประมาณ 32% แล้ว (จาก 50% ช่วงต้นทศวรรษ 2010) ธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ กลายเป็นผู้ขายสุทธิในช่วงต้นปี 2025 และนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1996 ที่ธนาคารกลางทั่วโลกถือครองทองคำรวมกันมากกว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

สรุปว่ามันเป็น “War of Choice” “สงครามที่เลือกได้” ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จงใจเลือกที่จะทำ และกำลังส่งผลกระทบฉิบหายวายป่วงต่อระบบการเงินโลกที่เคยให้ประโยชน์กับรบ.สหรัฐฯ ทำให้มีแนวโน้มว่ารบ.สหรัฐฯ ต้องกู้เงินแพงขึ้น และสินทรัพย์อเมริกันสูญสียสถานะที่เป็น “safe-heaven” ไป แล้วจะทำไปทำไม?
https://www.bloomberg.com/.../the-petrodollar-loop...

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10163983056276649&set=a.10150096728651649



The Petrodollar: How a Deal with Saudi Arabia Reshaped the World

Historic Economics
Oct 9, 2025

After the Gold Standard died in 1971, how did the U.S. dollar not only survive but become more powerful than ever? The answer lies not in gold, but in oil. This is the story of the Petrodollar system. 

In this documentary, Historic Economics uncovers the landmark 1974 agreement between the United States and Saudi Arabia that redefined global power. We explore: 

The 1973 Oil Crisis: The geopolitical chaos that forced the U.S. to seek a new economic anchor. 

The Strategic Partnership: The details of the arrangement that offered U.S. security in exchange for oil being priced exclusively in dollars. 

The Petrodollar Cycle: A simple explanation of how this system creates a permanent global demand for U.S. currency. 

The Consequences: How this single deal has influenced U.S. foreign policy, the global economy, and the dollar's status as the world's reserve currency for the last 50 years.

https://www.youtube.com/watch?v=nNTixNIOO9Y




ทรัมป์ใช้กลยุทธ์เดิมซ้ำๆ กับอิหร่านมาแล้วถึง 6 ครั้ง: กำหนดเส้นตายขึ้นมา ขู่ว่าจะทำลายล้างจนสิ้นซาก อ้างว่าอิหร่านต้องการทำข้อตกลง (ซึ่งอิหร่านก็ออกมาปฏิเสธ) ขยายเส้นตายออกไป วนกลับมาทำซ้ำ โดยใช้คำขู่ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม ครั้งสุดท้ายจะครบกำหนดในวันอังคารนี้ เวลา 20.00 น. (ET) — จะถูกขยายออกไป "อีกครั้ง" หรือไม่?












"เมื่อคุณมีผู้นำอย่างประธานาธิบดีทรัมป์ ผู้ซึ่งมีอัตตาใหญ่โตมโหฬารราวกับรัฐมอนแทนา และคิดไปเองว่าเขาสามารถหยิบเอา 'ของเล่น' ชิ้นนี้มาใช้สั่งการส่งไปที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ แล้วทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างราบรื่นไร้ที่ติเฉกเช่นเดียวกับในภารกิจครั้งนี้... เขาจะต้องเผชิญกับความจริงอันเจ็บปวดที่สั่นสะเทือนความเข้าใจของเขาอย่างรุนแรงเป็นแน่"

@MarkHertling
กล่าวถึงยุทธศาสตร์ของทรัมป์ที่มีต่ออิหร่าน






 

🇺🇸 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สหรัฐอเมริกาถูกประเทศสมาชิก G7 และพันธมิตรทั้งหมดโดดเดี่ยวอย่างสิ้นเชิงในเรื่องสงครามอีหร่าน

 






- 🇩🇪 เยอรมนี — จะไม่มีส่วนร่วมทางทหาร

- 🇮🇹 อิตาลี — ปฏิเสธการเข้าร่วม

- 🇪🇸 สเปน — ปฏิเสธอย่างหนักแน่น

- 🇯🇵 ญี่ปุ่น — ยังไม่มีแผนที่จะส่งเรือรบเข้าพื้นที่ในขณะนี้

- 🇦🇺 ออสเตรเลีย — จะไม่ส่งเรือเข้าร่วม

- 🇫🇷 ฝรั่งเศส — ปฏิเสธที่จะมีบทบาททางทหารใดๆ

- 🇨🇦 แคนาดา — ปฏิเสธคำร้องขอ

- 🇳🇴 นอร์เวย์ — ปฏิเสธการเข้าร่วม

- 🇬🇧 สหราชอาณาจักร — ยังไม่มีพันธสัญญาที่ชัดเจน

- 🇳🇱 เนเธอร์แลนด์ — ยังไม่มีพันธสัญญาที่ชัดเจน



https://x.com/itswpceo/status/2041308219893489766



วิดีโอใหม่แสดงให้เห็นฝูงชนจับมือกันล้อมรอบโรงไฟฟ้าของอิหร่าน เป็นโล่มนุษย์ ซึ่งเป็นภาพที่น่าตกใจขณะที่กำหนดเส้นตาย 20.00 น. ของทรัมป์สำหรับสาธารณรัฐอิสลามใกล้เข้ามา อิหร่านปฏิเสธเงื่อนไขล่าสุด ทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง






ทารา คังการ์ลู นักข่าวสายต่างประเทศ ตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น โดยชาวอิหร่านบางส่วนที่เคยเชื่อว่าสหรัฐฯ และพันธมิตรจะนำมาซึ่งเสถียรภาพได้นั้น ขณะนี้กำลังปฏิเสธความคิดดังกล่าว หลังจากเกิดเหตุโจมตีที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมานานกว่าหนึ่งเดือน





 

https://x.com/RoshanKrRaii/status/2041561500863938688




ผู้ประกาศข่าวทีวี Lawrence O’Donnell: “นี่คือความชั่วร้าย เขาเสียสติไปแล้ว ประธานาธิบดีของเราไม่ใช่คริสเตียน ไม่เคยมีหลักฐานแม้แต่น้อยที่บ่งชี้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นคริสเตียนอย่างแท้จริงในความหมายใดๆ เลย เขาไม่เคยไปโบสถ์ และไม่เคยให้เห็นแม้แต่น้อยว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าใจในคำสอนใดๆ ของพระเยซูเลย”





https://x.com/MarcoFoster_/status/2041516864778482007


 

โหวตเตอร์งจากรัฐจอร์เจีย (คนส่วนใหญ่โหวตให้ ทรัมป์ 2024) ขอพูดมั่ง: นี่มันเข้าข่ายอาชญากรรมสงครามชัดๆ คุณจะทำแบบนั้นไม่ได้ เราไม่ได้มีสิทธิ์ไปกวาดล้างผู้คนให้พินาศเพียงเพราะเราทำได้ หรือเพียงเพื่อจะเข้าไปกอบโกยเอาเงินและน้ำมัน—อย่างที่คุณก็รู้อยู่ และนั่นคือสิ่งที่เราได้ทำลงไปในเวเนซุเอลา และนั่นก็คือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในอิหร่าน





 https://x.com/Acyn/status/2041559889458479480'




Barbarians🇺🇸 vs Civilization🇮🇷 ถ้าทรัมป์ทำ มันยิ่งกว่าอาชญากรรมสงครามเสียอีก มันคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์! GENOCIDE!)







ส.ส. Ansari (Democrat from Arizona): "Donald Trump กำลังพยายามทำให้ถ้อยคำที่โดยเนื้อแท้แล้วส่อไปในทางคุกคามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และคุกคามถึงความเป็นไปได้ในการใช้อาวุธนิวเคลียร์ กลายเป็นเรื่องปกติวิสัย... เหตุใดจึงไม่มีใครพยายามยับยั้งไอ้คนบ้าผู้นี้เลย ทั้งที่เขากำลังพยายามพาพวกเราทุกคนไปสู่ความตาย? เรามีกลไกที่จะใช้ยับยั้งเขาอยู่แล้ว แต่กลับไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์เลย นี่คือสถานการณ์ดั่งฝันร้าย มันคือหายนะวันสิ้นโลกอย่างแท้จริง"


 https://x.com/atrupar/status/2041557409844375957