ถอดรหัสจีนเทา เหตุใดซื้อ "ใบเกิดทิพย์" และอภิสิทธิ์ "คุก VIP" ในไทยได้ ?จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว
ความเคลื่อนไหวของหน่วยงานไทยในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยืนยันว่ามีชาวจีนกลุ่มหนึ่งสามารถใช้เงินทำอะไรก็ได้เพื่อให้เข้าถึงอภิสิทธิ์ในเรือนจำ ไปจนถึงแจ้งเกิดลูกของตนเองด้วยข้อมูลเท็จ ซึ่งหากทำสำเร็จและไม่มีใครจับได้ เด็กคนนั้นจะกลายเป็นผู้ถือสัญชาติไทยอย่างสมบูรณ์กรณีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการใช้เงินซื้ออภิสิทธิ์หรือให้ได้มาซึ่งสัญชาติไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่แทรกซึมเข้าไปในหลายส่วนของระบบรัฐ จนนำไปสู่คำถามสำคัญว่าอะไรคือสิ่งที่เปิดทางให้คนกลุ่มนี้สามารถใช้เงินซื้อได้แทบจะทุกอย่าง พวกเขาเก่งกว่ากลุ่มอาชญากรรมชนชาติอื่น ๆ หรือระบบของไทยต่างหากที่มีปัญหา
"ใบเกิดทิพย์"นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่กรมการปกครองเปิดปฏิบัติการ "ย้อนเกล็ดมังกร" เพื่อเอาผิดกับขบวนการแจ้งเกิดให้ลูกชาวจีนด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยสามารถจับกุมนายนพรัตน์ ด้วงพรหม อดีตปลัดอำเภอห้วยแถลง จ.นครราชสีมา น.ส.จินดา เกล็ดงูเหลือม เจ้าพนักงานทะเบียนชำนาญงานเทศบาล ต.โพธิ์กลาง อ.เมือง จ.นครราชสีมา และ น.ส.นันทิดา แก้วคูนอก ลูกจ้างสำนักทะเบียนที่ว่าการอำเภอห้วยแถลง หลังตรวจสอบพบว่าทั้งสามคนร่วมกันออกใบเกิดให้กับเด็กชาวจีนหลายสิบคนมานานหลายปี ซึ่งในตอนนี้ถูกเรียกว่า "ใบเกิดทิพย์"
อย่างไรก็ดี นายนพรัตน์ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขณะที่เจ้าหน้าที่อีก 2 คนให้การยอมรับสารภาพและซัดทอดไปยังนายนพรัตน์ โดยบอกว่าได้ค่าตอบแทนครั้งละ 10,000-30,000 บาท
นายบัณฑิต นามเครือ ผู้อำนวยการส่วนสัญชาติและการทะเบียน และบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย (ผอ.สสบ.) กรมการปกครอง บอกกับบีบีซีไทยว่าในตอนนี้พบ "ใบเกิดทิพย์" เด็กชาวจีนแล้ว 66 ราย ซึ่งถูกระงับความเคลื่อนไหวทางทะเบียนทั้งหมดแล้ว
รูปแบบการกระทำความผิดของขบวนการนี้มี 2 รูปแบบ รูปแบบแรก ทางเจ้าหน้าที่ทุจริตหาชื่อชายไทยมาสวมว่าเป็นพ่อเด็ก โดยที่ชายไทยคนดังกล่าวไม่รู้เรื่องและไม่ได้ถูกว่าจ้างให้รับเป็นพ่อเด็ก เพื่อให้เด็กมีชื่อเป็นพ่อคนไทย ซึ่งเด็กกลุ่มนี้จะได้สัญชาติไทยตามบิดาคนไทยทันทีเมื่อเกิดมาและได้สิทธิตามกฎหมายไทยทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมทางการเงิน การดำเนินธุรกิจ หรือถือครองทรัพย์สินใด ๆ
รูปแบบที่สอง คือ เจ้าหน้าที่ระบุในระบบทะเบียนราษฎรตามจริงว่าเด็กมีพ่อแม่เป็นคนสัญชาติจีน แต่ปลอมแปลงข้อมูลว่าเด็กเกิดที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารี ทั้งที่เด็กไม่ได้เกิดในโรงพยาบาลนั้นจริง ลักษณะนี้จะเกิดกับกรณีที่เด็กเกิดมาได้หลายปีแล้ว และพ่อแม่ต้องการแจ้งเกิดในไทย เพื่อให้มีชื่อในทะเบียนบ้าน และสามารถนำสถานะทางทะเบียนไปใช้เปิดบัญชีธนาคารหรือทำหนังสือเดินทางในอีกตัวตนหนึ่งได้ แต่ในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของไทยจะระบุว่า "ไม่มีสัญชาติไทย"
"เราพบว่ามีการใช้ใบรับรองการเกิดของโรงพยาบาลฯ ของเด็กคนอื่นมาใส่ในฐานข้อมูลว่าเป็นเอกสารรับรองจากโรงพยาบาลฯ ของเด็กจีน เหมือนเวียนซ้ำใบรับรองของเด็กที่แจ้งเกิดไปแล้ว ไม่ต่างจากการรียูส (reuse) หรือใช้เอกสารเดิมแต่กรอกในระบบเป็นเลขใหม่ที่ไม่ตรงกัน" เจ้าหน้าที่จากกรมการปกครองกล่าว
นายบัณฑิตอธิบายต่อว่าเด็กที่ได้ใบแจ้งเกิดหรือใบสูติบัตรจากทั้งสองรูปแบบ จำเป็นต้องถูกนำชื่อเข้าทะเบียนบ้านเพื่อให้ครบขั้นตอนทางกฎหมาย ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการนำชื่อเด็กไปไว้ใน "บ้านผี" ซึ่งหมายถึงทะเบียนบ้านที่ไม่มีผู้อยู่อาศัยจริง หรือบ้านที่ถูกทุบทิ้งไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ลบชื่อออกจากทะเบียนทำให้เด็กมีสถานะในฐานข้อมูลทะเบียน
"เขาแบ่งกันทำในขบวนการ ตอนแรกเลยก็คือจะแจ้งเกิดกับนายทะเบียนที่เทศบาล ต.โพธิ์กลางกับเทศบาล ต.ไผ่ล้อม ซึ่งอยู่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา แต่ที่นั่นไม่มีบ้านผีให้เด็กอยู่ เลยต้องติดต่อไปเอาเข้าบ้านผีที่ อ.ห้วยแถลง" นายบัณฑิตกล่าว และเสริมว่าตอนนี้พบ "บ้านผี" ทั้งหมด 4 แห่ง โดยแห่งหนึ่งเพิ่งถูกสร้างเลขที่บ้านขึ้นมาในระบบเมื่อปีที่แล้ว ทั้งที่ไม่มีตัวบ้านจริง
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนของเทศบาล ต.ไผ่ล้อม ยังไม่ถูกออกหมายจับ และให้การปฏิเสธ โดยบอกว่าตนเองถูกขโมยรหัสเข้าระบบทะเบียนราษฎร
ผอ.ส่วนสัญชาติและการทะเบียนฯ กล่าวต่อว่า จากข้อมูลของชุดสอบสวนพบว่าพ่อแม่ของเด็กจีนเหล่านี้แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่พัวพันกับสแกมเมอร์ข้ามชาติ และกลุ่มที่ทำธุรกิจในไทยผ่านนอมินี จึงเป็นไปได้ว่าต้องการให้ลูกได้สัญชาติไทยหรือสถานะทางทะเบียน เพื่อเอื้อให้ตนเองจัดการทรัพย์สินและดำเนินธุรกิจต่าง ๆ ในไทยผ่านลูกได้ โดยไม่ต้องพึ่งพานอมินีอีกต่อไป
นายบัณฑิตกล่าวด้วยว่าขบวนการลักษณะนี้ไม่สามารถดำเนินการได้เลย หากขาดนายหน้าชาวไทย ซึ่งเป็นผู้เดินเรื่องประสานงานกับเจ้าหน้าที่ทะเบียนของเทศบาลและอดีตปลัดอำเภอที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา โดยในตอนนี้ทราบชื่อแล้ว และอยู่ระหว่างการติดตามตัว
ขณะเดียวกัน ในตอนนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่พบตัวเด็กที่ถูกออก "ใบแจ้งเกิดทิพย์" เนื่องจากเมื่อเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบตามที่อยู่ที่ระบุในทะเบียนบ้าน พบว่าเป็น "บ้านผี" ทำให้ยังไม่สามารถเข้าถึงตัวเด็กหรือพ่อแม่ได้ นอกจากนี้ยังพบว่ามีเด็กอีกจำนวนหนึ่งที่ถูกย้ายชื่อออกไปอยู่ในจังหวัดอื่น ๆ รวม 13 จังหวัด
ด้านนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง สั่งการให้นายทะเบียนทั่วประเทศตรวจสอบว่ามี "ใบเกิดทิพย์" เช่นนี้อีกหรือไม่ เพื่อจัดการเอาผิดกับผู้มีส่วนร่วมในขบวนการดังกล่าว

หนึ่งใน "บ้านผี" ที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วว่าไม่มีบ้านจริง แต่มีการนำเลขที่บ้านดังกล่าวมาใช้ในขบวนการแจ้งเกิด
พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธร (ผบก.ภ.) จ.นครราชสีมา บอกกับบีบีซีไทยว่านี่เป็นกรณีแรก ๆ ที่เกิดขบวนการลักษณะนี้ขึ้นในพื้นที่ตอนในของประเทศไทย เนื่องจากที่ผ่านมามักพบเห็นพฤติการณ์เช่นนี้ในจังหวัดชายแดนเป็นส่วนใหญ่
ในเบื้องต้น ทางพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมือง จ.นครราชสีมา ได้ทำสำนวนส่งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภาค 3 เพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 รายแล้วเมื่อวันที่ 5 พ.ค. ต่อจากนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ ป.ป.ช. ภาค 3 ว่าจะดำเนินการเอง หรือส่งกลับมาให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อ หรือส่งต่อให้หน่วยงานอื่น ๆ ดำเนินการต่อไป
ขณะเดียวกัน นายวิฑูรย์ ศิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครองให้สัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ ขณะลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ว่า อดีตปลัดอำเภอรายนี้เคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันมาขณะดำรงตำแหน่งใน 4 อำเภอของ จ.นครราชสีมามาโดยตลอด ทำให้มี "ใบเกิดทิพย์" และการแก้ไขทะเบียนราษฎรหลายรายการในทั้ง 4 อำเภอ ได้แก่ อ.ห้วยแถลง อ.เมือง อ.สีคิว และ อ.ประทาย
นายวิฑูรย์คาดว่าจะจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้อีกหลายคน รวมถึงรวมถึงขยายผลให้ถึงเครือข่ายจีนเทาแก๊งสแกมเมอร์
รายงานของสำนักข่าวรีพอร์ตเตอร์ ระบุด้านคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียนกรมการปกครอง (DOPA N.I.C.E.) ระบุว่า ตอนนี้ขยายผลพบ "ใบเกิดทิพย์" เพิ่มเติมอีก 53 ราย ซึ่งทั้งหมดถูกระงับความเคลื่อนไหวทางทะเบียนแล้ว
"ห้องวีไอพี" รับรองผู้ต้องขังจีนในเรือนจำในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
เปิดเผยผลการตรวจสอบกรณีพบ "ห้องลับ" ถูกดัดแปลงเป็นห้องรับรองพิเศษหรือห้องวีไอพี (VIP) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มผู้ต้องขังชาวจีนที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งห้องรับรองวีไอพีดังกล่าวอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
ทาง กสม. ระบุว่ากรณีดังกล่าวถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เนื่องจากเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่เกี่ยวข้องมีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์โดยมิชอบต่อผู้ต้องขังชาวจีนบางราย ส่งผลให้ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ได้รับการปฏิบัติในสาระสำคัญเดียวกันแตกต่างกันออกไป ไม่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนที่รัฐธรรมนูญของไทยและกติการะหว่างประเทศให้การรับรองและคุ้มครองไว้
กรณีนี้ไล่ย้อนไปถึงเหตุการณ์วันที่ 16 พ.ย. 2568 เมื่อชุดปฏิบัติการพิเศษของกรมราชทัณฑ์บุกเข้าตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และพบทั้งพฤติกรรมและสิ่งของต้องห้ามหลายประการ ซึ่งนำไปสู่คำสั่งย้ายนายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปเป็นผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ ซึ่งในตอนนี้อยู่ระหว่างให้ออกจากราชการไว้ก่อน และถูกสอบสวนทางวินัยร้ายแรง
กรณีนี้ยังส่งผลให้เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกลางอีก 5 ราย ได้แก่ เลขานุการส่วนตัวของผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 1 ราย ผู้อำนวยการส่วนควบคุมผู้ต้องขัง 1 ราย และเจ้าหน้าที่เรือนจำอีก 3 ราย ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ขณะถูกสอบสวนการกระทำผิดวินัยร้ายแรง
นายวสันต์ ภัยหลักลี้ กรรมการสิทธิมนุษชน กล่าวกับบีบีซีไทยว่าจากการที่ทาง กสม. ได้เข้าไปตรวจเยี่ยมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และรับฟังข้อเท็จจริงจากกรมราชทัณฑ์และกระทรวงยุติธรรม เขาถือว่าการเปิดโปงครั้งนี้ต้องให้เครดิตกับทางกรมราชทัณฑ์ที่กล้า "กวาดบ้านตัวเอง" เมื่อทราบเบาะแสว่ามีการกระทำความผิดในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ขึ้น
"ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติในเรือนจำมีเข้ามาไม่มาก แต่เกี่ยวกับห้องวีไอพีในคุกนั้น ถือว่าเป็นครั้งแรก" นายวสันต์ กล่าว
จากการชี้แจงข้อเท็จจริงของผู้แทนกรมราชทัณฑ์และเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อ กสม. ระบุว่าในวันที่ชุดปฏิบัติการพิเศษเข้าจู่โจมตรวจค้นเรือนจำ พวกเขาพบว่ามีผู้ต้องขังชาวจีนรายหนึ่งกำลังใช้บริการทางเพศกับหญิงชาวจีนรายหนึ่งภายในห้องวีไอพี ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างประตูเรือนจำชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 โดยมีนายหน้าซึ่งเป็นผู้ชายและหญิงชาวจีนอีกคนหนึ่งนั่งรออยู่ข้างห้องผู้บัญชาการเรือนจำ ซึ่งอยู่ชั้นบน

เดิมทีห้องนี้เคยใช้เป็นห้องสำหรับให้ผู้ต้องขังเข้าพบทนายความ แต่ภายหลังมีการแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนและมีห้องน้ำในตัว ที่น่าสนใจคือสามารถเข้าถึงห้องวีไอพีนี้ได้ผ่านทางเชื่อมต่อพิเศษระหว่างห้องทำงานของผู้บัญชาการเรือนจำที่อยู่ชั้นบน ทำให้นายหน้าสามารถนำผู้หญิงเข้ามาโดยไม่ต้องผ่านประตูเรือนจำชั้นที่ 1 ตามปกติ แต่สามารถขึ้นไปที่ห้องทำงานของผู้บัญชาการเรือนจำ แล้วใช้บันไดที่เชื่อมกับถึงห้องวีไอพีดังกล่าวได้เลย โดยมีเจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องขังออกมาโดยไม่ลงบันทึกตามแนวปฏิบัติที่กำหนดไว้ด้วย
นอกจากนี้ยังพบว่า ทางผู้บัญชาการเรือนจำยังอนุญาตให้ครอบครัวผู้ต้องขังทั้งชาวไทยและชาวจีนมาพบผู้ต้องขังที่ห้องวีไอพี ทั้งที่เป็นวันหยุดราชการ ซึ่งห้ามมิให้บุคคลภายนอกพบผู้ต้องขัง
นายวสันต์เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าจากข้อเท็จจริงที่ทาง กสม. รวบรวมจากฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องยังพบว่ากรณีนี้เกิดขึ้นได้เพราะผู้ต้องขังที่ต้องการใช้ห้องวีไอพีดังกล่าวยอมจ่าย "เงินค่าแรกเข้า" หลักล้านบาท รวมถึงเงินรายเดือนหลักแสนบาท
"ส่วนเรื่องการจัดหาดาราหรือนางแบบจากต่างประเทศเข้ามา เป็นการจัดการกันเองของฝั่งคนจีน ซึ่งมีนายหน้าเป็นคนทำธุรกรรมคอยวิ่งเรื่องให้" นายวสันต์ กล่าว
ทั้งนี้ ทางกรมราชทัณฑ์ระบุว่าพวกเขายังตรวจสอบพบว่ามีกลุ่มเจ้าหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์จากผู้ต้องขังที่ต้องการถือครองโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้าม รวมถึงพบสิ่งของเกินความจำเป็นหลายรายการ เช่น ตู้เย็น ไมโครเวฟ แอร์เคลื่อนที่ นอกจากนี้ผู้ต้องขังบางรายยังครอบครองสิ่งของแบรนด์เนม และตรวจพบกาแฟซองจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ใช้แทนการพนันของผู้ต้องขังชาวจีนบางรายในเรือนจำอีกด้วย
นายวสันต์กล่าวกับบีบีซีไทยด้วยว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงยุติธรรมหรือ ป.ป.ช. ต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนที่สุด เพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้มีใครนำไปเป็นเยี่ยงอย่าง โดยทาง กสม. จะติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง
"ไม่เช่นนั้นแล้วกระบวนการยุติธรรมของไทยจะเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ลง เพราะอาจทำให้คนคิดว่าถ้ามีเงินก็ซื้อได้ทุกอย่าง" นายวสันต์กล่าวกับบีบีซีไทย
เหตุใดอาชญากรชาวจีนถึง "ถอดรหัส" หาช่องโหว่ในระบบราชการไทยได้อย่างลื่นไหล ?รศ.ดร.ทศพล ทรรศนพรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมข้ามชาติ จากคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ช่วงหลังปี 2540 เป็นต้นมา ประเทศไทยอยู่ในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นจนกระทั่งเกิดรัฐประหารในช่วงปี 2557 ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้ทุนจากญี่ปุ่นและชาติตะวันตกที่เข้ามาลงทุนในไทยชะลอตัวลง เงินลงทุนจากต่างชาติจำนวนมากหายไป
"ตอนนั้นแต่ละประเทศเริ่มปรับหัวเรือแล้วว่ารัฐบาลไหนคบกับรัฐบาลเผด็จการได้ ซึ่งมันก็เหลืออยู่ไม่กี่แห่ง และหนึ่งในนั้นก็คือจีน" เขากล่าว
รศ.ดร.ทศพล กล่าวต่อไปว่า ในห้วงเวลาเดียวกันกระแสลงทุนนอกประเทศของจีนภายใต้นโยบายเรือธงชื่อว่าโครงการแถบและทาง หรือ บีอาร์ไอ (Belt and Road Initiative – BRI) ก็ดึงกลุ่มนักธุรกิจชาวจีนหลากสีเข้ามายังไทย โดยที่ในตอนนั้นผู้นำรัฐบาลทหารของไทยก็โอบรับและยังไม่ตระหนักถึง "กลุ่มทุนจีนสีเทา" ที่อาศัยจังหวะนี้เพื่อหลบเลี่ยงการปราบปรามอย่างหนักของทางการจีน
ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในไทยนั้นเป็นภาพใหญ่ที่เกิดขึ้นทั้งภูมิภาค ทาง รศ.ดร.ทศพลมองว่าในช่วงสิบปีให้หลัง มีอาชญากรชาวจีนทะลักเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น โดยกลุ่มอาชญากรเหล่านี้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายหลากหลาย ตั้งแต่การพนันออนไลน์ สแกมเมอร์หรือการหลอกลวงออนไลน์ การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ เป็นต้น
"ผมคิดว่าคนกลุ่มนี้จ่ายมาตลอดทางที่เขาอพยพ สรุปคือเขาเรียนรู้ที่จะจ่ายให้กับรัฐที่มันไม่ค่อย function (ทำงาน) มาตลอดทางอยู่แล้ว ทำให้บางประเทศโดน state captured (ยึดรัฐ) ไปเลยอย่างเช่นกัมพูชา" นักวิชาการจาก ม.เชียงใหม่กล่าว
รศ.ดร.ทศพล ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มคนแรก ๆ ที่ชี้ให้เห็นการทะลักของกลุ่มจีนเทาเหล่านี้ในไทยไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คลังสินค้า ร้านอาหาร และบริการ ซึ่งได้รับกระทบจากการเข้ามาของกลุ่มนี้ที่มักแสวงหาทรัพย์สินและธุรกิจเพื่อฟอกเงิน หรือเปิดกิจการอำพรางอาชญากรรมที่อยู่เบื้องหลัง แต่กลายเป็นว่าการเข้ามาทุ่มตลาดของเงินสีเทากลับทำร้ายธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกัน ซึ่งส่วนหนึ่งมีเจ้าของเป็นคนไทยเชื้อสายจีน
"หากใช้คำให้เห็นภาพก็คือ 'ทำธุรกิจกระจอกเกินไปสำหรับคนมีเงินเยอะขนาดนั้น' คนที่อยู่เดิมมันก็เลยแตกตื่นไง เพราะคุณมีเงินเปิดร้าน คุณก็เปิดร้านอาหารแข่งกับชาวบ้าน คุณมาทุ่มตลาด ขายตัดราคา มันก็ทำให้ร้านอื่น ๆ แถวนั้นเดือดร้อน และชี้เบาะแส" รศ.ดร.ทศพลระบุ

รศ.ดร.ทศพลกล่าวต่อว่า หากมองในภาพรวมแล้วกลุ่มอาชญากรจีนไม่ได้มีเทคนิค "ถอดรหัส" หาช่องโหว่ในระบบราชการไทยได้ดีกว่าอาชญากรชนชาติอื่น ๆ ที่แฝงตัวอยู่ในไทย แต่เดิมทีข้าราชการไทยก็คุ้นชินกับการถูก "เลี้ยงดูปูเสื่อ" โดยกลุ่มนักธุรกิจไทยเชื้อสายจีนบางกลุ่มอยู่แล้ว ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันที่มีมายาวนานจนเกิดคำเรียกพฤติกรรมเช่นนี้ว่า "ซูเอี๋ย" หรือ "แป๊ะเจี๊ยะ" ในสังคมไทย และกลุ่มจีนเทาที่เข้ามาใหม่ก็ไม่ได้ทำอะไรต่างไปจากเดิม พวกเขาเรียนรู้เรื่องนี้อย่างรวดเร็วและพร้อมที่จ่ายหนักกว่า
ทว่า ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องพึ่งพาตัวช่วยสำคัญ นั่นคือกลุ่มนักกฎหมายจากสำนักงานทนายความและนายหน้าในวงการต่าง ๆ ที่ช่วยทำหน้าที่เป็น "โซ่ข้อกลาง" ในฐานะนักล็อบบียิสต์ (lobbyist) ช่วยประสานงานกับข้าราชการ ทำให้กลุ่มทุนจีนเทายิ่งมั่นใจว่าการจ่ายเงินจะเห็นผลและได้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการ
"หากมองทุกองคาอพยพขององค์กรอาชญากรรม ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกหรือตัวองค์กรเอง ในทุกขั้นตอนเข้ามีความพยายามเข้าไปครอบ [ระบบราชการ] ถ้าเป็นไปได้ก็คือยึดเลย แต่ถ้าหากยึดไม่ได้ก็เข้าครอบงำ หากครอบงำไม่ได้ก็เป็นมิตรที่ดี พยายามมีช่องทางสื่อสารเพื่อให้ได้ประโยชน์บางอย่าง หากรัฐเข้มงวดก็สงบลงไปเพื่อให้รัฐสบายใจ ผมคิดว่าภาวะเช่นนี้ พวกเขาทำกันตลอดขบวนการ"
รศ.ดร.ทศพล กล่าวต่อว่าอีกสิ่งหนึ่งที่ประเทศไทยต้องยอมรับว่า คือ ตลอดเส้นทางของกระบวนการยุติธรรมของไทยนั้นยังมีสิ่งที่เรียกว่า "แดนสนธยา" ซึ่งเป็นปัญหาจากการออกแบบระบบที่ไม่เอื้อให้เกิดกลไกการตรวจสอบจากภายนอก โดยเฉพาะในส่วนของการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจและกรมราชทัณฑ์
ขณะเดียวกันในส่วนของอัยการและศาลก็มีความเป็นอิสระที่ประชาชนหรือฝ่ายนิติบัญญัติเข้าไปตรวจสอบได้น้อยมาก จนทำให้เกิดคำถามถึงเรื่องความโปร่งใส
"เรารู้กันดีว่ามันมีธุรกิจรับวิ่งคดี ไม่ว่าจะวิ่งให้ได้รับการประกันตัวหรือไม่ก็ให้หลุดคดี หากหลุดไม่ได้ก็ให้ลงโทษน้อย ๆ หลายคนรู้ว่าในกระบวนการนี้มันอยู่ที่ดุลพินิจของเจ้าพนักงานไม่ใช่น้อย" รศ.ดร.ทศพล ระบุ
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญจาก ม.เชียงใหม่มองว่า แม้กลุ่มอาชญากรพยายามแทรกซึมเข้าสู่ระบบราชการไทย แต่อย่างน้อยในระบบของไทยก็ยังมีการสู้กับเรื่องนี้ ซึ่งเขามองว่าเป็น "นิมิตหมายที่ดี" เพราะอย่างน้อยก็ทำให้กลุ่มอาชญากรไม่สามารถดำเนินการต่าง ๆ ตามประสงค์ได้สำเร็จเสมอไป รวมถึงในห้วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงที่เกิดความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อปีที่แล้ว รศ.ดร.ทศพล สังเกตเห็นถึงความความเปลี่ยนแปลงในระดับชนชั้นนำของไทยที่เริ่มตระหนักถึงอิทธิพลของกลุ่มจีนสีเทาในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น และกังวลว่าประเทศจะถูกกลุ่มทุนเหล่านี้ครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จ
ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา องค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) เปิดเผยว่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยในปี 2568 อยู่ที่ 33/100 คะแนน ลดลงจากเดิม 1 คะแนนจากปีก่อนหน้า ส่งผลให้ไทยอยู่อันดับ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก รั้งท้ายอาเซียน และอันดับร่วงเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้การประเมินของไทยไม่ดีขึ้นมาจากปัญหาการทุจริตเชิงโครงสร้าง การบังคับใช้กฎหมาย และวัฒนธรรมอุปถัมป์ที่ยังแก้ไขไม่ได้
https://www.bbc.com/thai/articles/cgrpnrwwjwqo