วันอังคาร, มกราคม 23, 2561

สั่งฟ้องแน่ ๕๓ กปปส.ผู้ต้องหากบฏ อัยการขอกำลังตั้ง ๑๐ นาย รักษาความปลอดภัย

เห็นว่า วีระ สมความคิด เรียกร้องให้ กปปส. ออกมา 'ไล่' รัฐบาล คสช. เสียที เนื่องจากพบว่ามีการโกงเกิดขึ้นมากเหลือเกิน

แถมบอกว่า "พวกคุณเรียกมาเอง ผมไม่ได้เรียก" (เพราะตอนนั้นผมติดคุกเขมรอยู่)

แต่ดูจะไม่ได้รับความร่วมมือแน่ๆ เพราะพวกนี้ ๕๓ คน จะโดนอัยการสั่งฟ้องอยู่วันพรุ่งนี่แล้ว

"อัยการมีความพร้อมจะสั่งคดีเเละไม่มีการเลื่อน...ในวันนั้นจะรู้ได้ว่าสั่งฟ้องใครหรือไม่ฟ้องใครในข้อหาใดบ้าง เเละจะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาได้เลย" หนังสือพิมพ์ข่าวสดรายงานด้วยว่า
"นายสุเทพ เทือกสุบรรณ, นายถาวร เสนเนียม จะโดนฟ้องข้อหากบฏในวันนั้น" และผู้ต้องหาอื่นๆ "ส่วนใหญ่จะโดนข้อหานี้เกือบทุกคน เเต่อาจมีบางคนที่ไม่โดนเป็นตัวการ เเต่เป็นผู้สนับสนุน"

แหล่งข่าวเผยด้วยว่าอัยการสั่งให้มาศาลทุกคน ใครไม่มาก็จะพิจารณาว่ามีสาเหตุเหมาะสมไหม ไม่เช่นนั้นศาลก็จะออกหมายจับทันที

(https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_718561)

การนี้ดูท่าอัยการซีเรียส มีการขอกำลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ "เพื่อดูแลความเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัย ณ บริเวณสำนักงานอัยการสูงสุด (อาคารถนนรัชดาภิเษก)"

เป็น "เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ จำนวน ๑๐ นาย และรถยนต์ (ตู้) จำนวน ๒ คัน"

ก็เลยโดนนักรบออนไลน์แซวซะ ไอ้ทุ้ย ลุยทุ่ง @dreamtuii เม้นต์ว่า "จนท. ๑๐ คน กะ รถตู้ ๒ คัน ในคดีที่มีผู้ต้องหาคดี #กบฎ ๕๐ กว่าคน" เนี่ยนะ

ผู้ต้องหาทั้ง ๕๓ คงจะสงบเสงี่ยม เจี๋ยมเจี้ยมน่าดู กำลังตำรวจแค่ ๑๐ คน เอาอยู่

วันจันทร์, มกราคม 22, 2561

ว้าว กรรมาธิการข้างน้อยแก้ต่างให้ข้างมาก ไอ้เรื่องยืด ๙๐ วันนั่นน่ะ

กรรมาธิการร่างกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. นี่วงดุริยางค์ คสช. เนอะ ทั้งปี่ทั้งขลุ่ยสอดประสาน แถมเสียงข้างน้อยแก้ต่างให้เสียงข้างมากซะอีก

นายเสรี สุวรรณภานนท์ อ้างตนเองและนายวันชัย สอนศิริ เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เมื่อมติคณะ กมธ. เห็นชอบยืดเวลาบังคับใช้ออกไปอีก ๙๐ วันหลังประกาศราชกิจจานุเบกษา ว่านั่น เป็นความหวังดีของคณะกรรมาธิการฯ

เชื่อว่าข้อเสนอของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็เป็นความตั้งใจดีที่จะทำให้การเลือกตั้งในครั้งหน้ามีความบริสุทธิ์ยุติธรรม” และ “ต้องทำความเข้าใจด้วยว่าไม่ได้เป็นใบสั่งใคร”

แน่ะ ช่วยย้ำคำแก้ตัวของหัวหน้าใหญ่เสียด้วย นักข่าวถามบิ๊กตุ่นตอนไปเปิดงานสัมมนานักบริหารระดับสูง ว่า “ยังสามารถจัดการเลือกตั้งขึ้นภายในปีนี้ได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวสั้นๆ ว่าไม่ได้มีใบสั่ง และไม่ขอตอบคำถามใดๆ ทั้งสิ้น
 
ข่าวว่าบรรดากรรมาธิการฯ ทั้งหลายพากันเลี่ยง หลบ ไม่ยอมไขข้อข้องใจเรื่องใบสั่งยืดเวลา นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน โฆษก กมธ. บอก “ไม่ใช่หน้าที่ตนที่จะต้องชี้แจงข้อเท็จจริง” ส่วนกรรมาธิการฯ คนอื่นๆ ไม่ว่านายวิทยา ผิวผ่อง นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ หรือพล.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร ต่างโบ้ย โนคอมเม้นต์

กระทั่งนายชาญวิทย์ วสยางกูร อ้างว่าขาดประชุมวันนั้นพอดี “จึงไม่สามารถมาให้ข้อเท็จจริงได้” จะมีก็แต่นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ คุยว่าใครจะรู้ดีกว่ากรรมาธิการฯ ไม่มี

“เราจะรู้และทราบข้อเท็จจริงอย่างดีที่สุด ว่าการกำหนดวันเวลาหรือการเขียนกฎหมายดังกล่าว มีความจำเป็นหรือเหตุผลอะไร” แต่ “เหตุผลบางอย่างที่มีความจำเป็น ก็ไม่สามารถพูดออกไปได้ทั้งหมด”


เอ ไอ้เหตุผลที่ไม่แสดงออกมา หลักตรรกะวิทยาเขาถือว่า ไม่มีเหตุผล นะ รึว่าติดนิสัย (เสีย) ของ คสช. ไม่ต้องฟังเหตุฟังผล จะทำอะไรต้อง “ตรงตามแผนปฏิรูปประเทศ เพราะแผนก็จะต้องสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ

ดังที่ประยุทธ์สั่งข้าราชการให้ทำตามอย่างตน “ทุกคืนจะสวดมนต์ให้ชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ แต่ทุกวันนี้ต้องสวดมนต์ให้คสช.ด้วย ให้เอาตัวให้รอด

มันจะไม่รอดก็ตรงที่ คสช.ลองผิดมากกว่าลองถูกเยอะเลย อย่างเรื่อง ส่งออกที่คุยนักคุยหนาว่าปีนี้ดีแล้ว ที่ไหนได้ ยังไม่ทันจะพ้นเดือนมกราเจอจนได้ ปัญหารถยนต์ส่งออกไปเวียดนามเจอด่านตรวจมาตรฐาน ติดอยู่ที่ท่ายังเข้าไม่ได้บานเบอะ

รายงานข่าวระบุว่า การที่เวียดนามประกาศใช้มาตรการที่เป็นอุปสรรคต่อสินค้านำเข้า อาจเป็นผลมาจากรัฐบาลเวียดนามต้องการส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ ลดการนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ”

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ขอให้ “ท่านนายกฯ เข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด แม้นว่าเมื่อปีที่แล้ว ในระหว่างการประชุมเอเปค ที่ดานัง “ซึ่งฝ่ายไทยได้แจ้งข้อกังวลเรื่องนี้ไป

ขณะที่นายกฯเวียดนามรับจะอำนวยความสะดวกและลดขั้นตอน” ให้ อีกทั้ง “เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศไทย H.E. Mr.Nguyen Hai Bang เข้าพบนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ซึ่งเวียดนามได้รับที่จะติดตามเรื่องนี้ให้”


แต่ก็ยังไม่รู้จะออกหมู่หรือจ่า นายพันหรือนายพล เพราะเดี๋ยวนี้ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลายมาเป็นนักการเมืองแล้วนิ ขณะที่ในวงวารทหารยังยำกันเละต่อไป

ล่าสุดที่เข้าตา สตง. เป็นการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ของกองทัพ ไอแม็ครุ่น ๒๑.๕ นิ้ว 9TANA @9tana แซะว่า “ราคาปกติ 53k VS ราคากองทัพ 139k. 😂😂😂 ย้ำว่าเป็นรุ่นปีที่แล้วเด้อ ไม่ใช่รุ่น Pro

ห้าหมื่นกับแสนสี่นี่ต่างกันกว่าเท่าตัวนะ ลองไปดูที่พวกไอทีเขาคุยกันทางทวี้ตภพ @9tana ว่า “อัพเกรดแบบ full option บวก final cut กับ logic pro ด้วย ก็ยังแค่ 78k.

 
Keerati Andurat @yugioh2500  ตอบ “มีแววว่าจะรวมค่า Software เพราะว่าบริษัทที่ขายเป็นเกี่ยวกับอนิเมชันครับ http://www.atapy.co.th

เบนซ์ (_ಠ) @simplybenz เสริม “ไปค้นดูแล้วเจ้าของบริษัทติดยศพันเอก... #ครุ่นคิด” 9TANA‏ @9tana กลับมาสวน “ประเด็นที่ สตง. เข้าตรวจสอบก็เพราะเรื่องนี้แหล่ะฮะ

เจ้าของบริษัทที่ขายของกับหัวหน้าโครงการเป็นพันเอกคนเดียวกัน” นี่ละที่เขาเรียกว่า ยุทธพาณิชย์

อ้าง 'เสี่ยคราม' ถามหม่อมอุ๋ยหรือยัง (วาสนาหน้าปริ)


มารู้จัก...'เสี่ยคราม' ปัฐวาท สุขศรีวงศ์ 'เจ้าสัวคอมลิ้งค์' เพื่อนรัก 'บิ๊กป้อม' เจ้าของ 'กรุนาฬิกา หรู' ที่ให้บิ๊กป้อมใส่มาตลอด เพื่อน ตท.6 ยันไม่ได้ยืม แต่เจ้าสัวเอามาให้ใส่ตลอด ตามประสา เพิ่อนซี้ ตั้งแต่วัยอนุบาล...ย้อนรอย 'เซนต์คาเบรียลคอนเนคชั่น' ในอดีต

ผมมีเพื่อน เพื่อนผมเอานาฬิกามาให้ผมใส่ตลอด เอามาให้ใส่ ไม่ได้เอามาให้หรือซื้อมาฝาก แล้ว ผมก็คืนหมดทุกเรือนแล้วพล.อ.ประวิตร ยอมรับเป็นครั้งแรกว่าเป็นนาฬิกาเพื่อน หลังจากที่เป็นข่าวเม้าธ์มานาน

ส่วนวงในคนใกล้ชิดนั้นรู้กันมาตั้งนานแล้วว่า เพื่อนรักเพื่อนเลิฟคนนี้คือใคร แต่ไม่มีใครอยากพาดพิงถึง เพราะเขาได้เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2560 แต่พลเอกประวิตรก็ได้ชี้แจงไปในเอกสารที่ส่งให้ ปปช.

แต่ตอนนี้เริ่มมีสื่อเปิดชื่อเพิ่อนคนนี้ กันแล้ว...

ทั้งนายทหารใกล้ชิดพลเอกประวิตร และเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่น 6 ต่างพูดตรงกันว่า เพื่อน พล.อ.ประวิตร คนนี้ก็คือ 'เสี่ยคราม' นายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ เจ้าสัวคอมลิ้งค์ที่เป็นเพื่อนรักของ พล.อ.ประวิตร แบบที่เรียกว่าซี้ปึ๊กกันมาตั้งแต่เรียน ป.1 รร.เซนต์คาเบรียล และคบหาสนิทสนมกันมาตลอดกว่า 60 ปี

และเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่เรียนมาพร้อมกับหม่อมอุ๋ย มรว.ปรีดิยาธร เทวกุล ด้วย ทั้งคู่จึงมีชื่อเป็นคณะกรรมการมูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัดของพลเอกประวิตร ซึ่งเป็นประธานมูลนิธิ ฯ และมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานกิตติมศักดิ์

เรียกได้ว่า ไม่ว่าใครที่สนิทสนมใกล้ชิดพลเอกประวิตรจะต้องรู้จัก 'เสี่ยคราม' ไม่ว่าเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 6 และจปร. 17 และวปอ. ของ พล.อ.ประวิตร ก็จะรู้จักสนิทสนมกับนายปัฐวาทไปด้วย

ไม่แค่นั้น ครอบครัว สุขศรีวงศ์ และ วงษ์สุวรรณ ก็สนิทสนมใกล้ชิดกันมายาวนาน ทั้งนี้เพราะรู้กันดีว่านายปัฐวาทเป็นเพื่อนรักที่คอยดูแล พล.อ.ประวิตร ในทุกๆ เรื่อง อาจเรียกได้ว่าเป็นคนดูแลส่วนตัว ที่ไม่ว่าพล.อ.ประวิตร จะทำอะไร เขาก็จะมาช่วยสนับสนุน เช่น การให้ทุนการศึกษา การดูแลครอบครัว และกำลังพลในหน่วยของพล.อ.ประวิตร มายาวนาน

ที่สำคัญ พล.อ.ประวิตร และนายปัฐวาท เป็นสายบุญเหมือนกัน คือชอบเดินสายทำบุญ สร้างวัด สร้างโบสถ์ รวมทั้งไปทอดกฐินด้วยกัน จึงไม่แปลกที่ไม่ว่าพล.อ.ประวิตร ไปทำบุญที่ไหน ก็จะมียอดทำบุญหลายล้านบาท

ที่สำคัญคือนายปัฐวาทเป็นศิษย์เอกของอาจารย์วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ หรือโหร คมช. ด้วยกัน
เมื่อครั้งนายปัฐวาทมีปัญหาเรื่องสุขภาพร่างกาย ที่เกือบจะเดินไม่ได้ พล.อ.ประวิตรก็ช่วยพาไปหาหมอเก่งๆ ในทุกๆ ด้านด้วยตนเอง จนอาการดีขึ้น

เจ้าสัวปัฐวาทนั้นมีฐานะมาตั้งแต่เดิม และมีธุรกิจที่มั่นคง ตั้งแต่ พล.อ.ประวิตร ยังเป็นแค่พันเอก หรือพลตรี

"เขาใส่นาฬิกาด้วยกันมาตลอด ตั้งแต่เป็นหนุ่มๆ แล้ว พลเอกประวิตรไม่ได้ขอยืม แต่เสี่ยคราม เอามาให้ใส่ตลอด ใส่แล้วเบื่อก็คืนกลับไป แล้วเอาเรือนใหม่มาใส่กัน เป็นแบบนี้มาตลอดเวลาหลายสิบปี" เพื่อน ตท.6 ของบิ๊กป้อมเล่า

นายปัฐวาทเป็นขาประจำบ้าน ร.รอ. ของพล.อ.ประวิตร ทุกเที่ยงวัน หากพล.อ.ประวิตรเข้ามาทานข้าวกลางวันที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ จนกระทั่งเสียชีวิต

สายสัมพันธ์นี้จึงเป็นที่มาของ 'เซนต์คาเบรียลคอนเนคชั่น' และนายปัฐวาทก็ถูกมองว่าเป็นกลุ่มทุนสายบูรพาพยัคฆ์ ซึ่งเป็นหน่วยที่พล.อ.ประวิตรเติบโตมา และช่วยสร้างบารมีให้พลเอกประวิตร ด้วย

และเคยตกเป็นข่าวเมื่อครั้งที่พลเอกประวิตรจะขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก

เจ้าสัวปัฐวาทก็เป็นที่รักเคารพของบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และบิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่เป็นน้องรักของพล.อ.ประวิตรด้วย

การเสียชีวิตของนายปัฐวาทด้วยปัญหาสุขภาพ เมื่อ 4 กพ. 2560 ที่ผ่านมา ทำให้ พล.อ.ประวิตร เสียใจมากและไปร่วมงานศพเกือบทุกวันที่วัดโสมนัสฯ ซึ่งทั้งพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร ก็ไปร่วมงานด้วยหลายวัน โดย พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานในวันพระราชทานเพลิงศพ

บรรดานายทหารเพื่อน ตท.6 และคนรอบข้างพล.อ.ประวิตร จะรู้ดีถึงความสัมพันธ์ของพล.อ.ประวิตร กับนายปัฐวาท

เขาชอบนำนาฬิกามาให้พล.อ.ประวิตรใส่ โดยไม่ได้พูดว่าเอามาให้หรือไม่ แต่พล.อ.ประวิตรก็ใส่มาตลอด ใส่บางเรือนชอบก็ใส่นานเป็นปี แต่ถ้าเรือนไหนไม่ชอบก็จะคืนไป แล้วเอาเรือนใหม่มาใส่ วนเปลี่ยนไปอย่างนี้

นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่พลเอกประวิตรให้สัมภาษณ์ว่า ที่เห็นว่ามีหลายเรือนเพราะใส่วนกันใส่

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ชี้แจงในบัญชีทรัพย์สินต่อปปช. ว่าเป็นนาฬิกาของตนเอง เพราะเป็นเพื่อน เพื่อนรักคนนี้นี่เอง

แต่แน่นอนว่าสังคมย่อมเกิดคำถามมากมายที่ไม่อาจหาคำตอบได้ และไม่อาจจะเข้าใจความสัมพันธ์ที่แนบแน่น ลึกซึ้ง ยาวนานนี้ ของพล.อ.ประวิตรและเจ้าสัวปัฐวาทคนนี้

หลังเกิดปัญหาเรื่องนาฬิกา พล.อ.ประวิตร ก็นำนาฬิกาเรือนที่ค้างอยู่ไปคืนให้ครอบครัวสุขศรีวงศ์ และลูกสาว คนของนายปัฐวาท พร้อมชี้แจง ปปช.พร้อมด้วยหลักฐานต่างๆ

แต่พลเอกประวิตรจะบอกว่า นาฬิกาทุกเรือนเป็นของนายปัฐวาทคนนี้ คนเดียวหรือเปล่า แล้ว สังคมจะว่าไง...ให้รอดู !!

สังคมว่าไงไม่รู้ แต่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล บอกว่าคุณปัฐวาทก็ตายแล้ว อย่าไปยุ่งกับคนเสียชีวิตเลย

"เดี๋ยวพล.อ.ประวิตรก็ลาออกอยู่แล้ว ไม่มีอะไรมากกว่านั้น เพราะแรงกดดันจากสังคมมีเยอะ"

มิหนำซ้ำ หลักเกณฑ์ 'ธรรมจรรยา' ของเจ้าหน้าที่รัฐ ข้อ ๕ ว่าไว้ชัดเจน อย่างนี้
ถึงจะมัดแน่นอย่างไร วงโต้ดให้แต้มต่อ ๑๐ เอา ๑ ต้องหลุดแน่ๆ แต่ข้อสำคัญที่ใครๆ อยากรู้ว่าจะหลุดท่าไหน ทุกคนตั้งตารอดูนวรรตกรรมใหม่เลี่ยงบาลีสไตล์ คสช.

นาน่วมงานเข้า "ข้อความที่ปรากฎบนเฟสบุ๊คของวาสนา ผิดจากความจริง"

จากคนเสื้อแดงถึง วาสนา นาน่วม: 'ถ้าอยากรายงานข่าวของเราทำไมไม่มาสัมภาษณ์เรา'


ปฏิกิริยาของคนเสื้อแดงอีสานหลังจากได้เห็นภาพของตัวเองประกอบกับข้อความบรรยายภาพที่ถูกเขียนโดยทหารถูกเผยแพร่บนเฟสบุ๊คของผู้สื่อข่าวอาวุโสจากบางกอกโพสต์
19 มกราคม 2561 วิไล หน่อแก้ว อดีตข้าราชการครูวัย 62 ปี คนเสื้อแดงจาก อ.นิคมคำสร้อย มุกดาหาร ได้ขอให้ช่วยเผยแพร่ถึงสิ่งที่ตัวเธอเองและสามีต้องประสบอยู่ ให้สาธารณะได้รับรู้อย่างที่มันเป็น สิ่งที่เธอส่งมาด้วยก็คือภาพของเธอที่ไปปรากฎในสเตตัสบนเฟสบุ๊คของ วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโส นสพ.บางกอกโพสต์

วิไลกล่าวว่า ข้อความที่ปรากฎบนเฟสบุ๊คของวาสนา ผิดจากความจริง ได้สร้างปัญหาและความเสื่อมเสียให้กับเธอและครอบครัว ประชาไทจึงได้พูดคุยและเก็บความบางส่วนที่เกี่ยวข้องมาเผยแพร่สู่สาธารณะ
หมั่น ไปหา ...หมั่น ไปพูดคุย ทำความเข้าใจ....คนคิดต่าง ก็คือ คนไทย.....ทหาร ยัง สร้างสัมพันธ์ และ ติดตามความเคลื่อนไหว ถามความต้องการ ยัน หยุดเคลื่อนไหว แล้ว
ทหาร กองร้อย.รส.ร.3 พัน.1 ชป.รส. อ.นิคมคำสร้อย เผยภาพ ทหาร ไป พบปะ 2สามี ภริยา "ผู้เห็นต่างทางการเมือง" ที่บ้านคำแสนสุข ต.นิคมคำสร้อย อ.นิคมคำสร้อย มุกดาหาร เพื่อพูดคุย และสอบถาม ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมือง โดย เจ้าตัว อยู่บ้าน และ ยืนยันว่าไม่มีความเคลื่อนไหวทางการเมืองใดๆ...พูดถึง ถึงความต้องการต่างๆ ถามไถ่สาระทุกข์ สุกดิบ....
เรื่อง เสื้อสี คิดต่าง เป็นสิทธิ์ และ อิสระ,....ไม่ว่ากัน !!! ทหาร มองชาวบ้านทุกคน เป็นคนไทย ที่ ทหารพร้อม ช่วยเหลือ

67

2

ความเป็นมา 
เหตุการณ์ในภาพ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2561 ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารในเครื่องแบบ 5 คน ได้เดินทางมาพบกับวิไลและเดชณรงค์ หน่อแก้ว สองสามีภรรยาที่บ้านพัก

"มาเป็นประจำสัปดาห์ละครั้ง ตั้งแต่มีการรัฐประหาร 2557 ทหารจะมาที่บ้านทุกสัปดาห์ เพราะเขาหมายหัวว่าเป็นแกนนำคนเสื้อแดง ครั้งนี้มีนายทหารมา 5 คน เข้ามาสอบถามเราในบริเวณบ้าน 2 คน พูดคุยสอบถาม 1 คน เดินถ่ายรูป 1 คน  ส่วนอีก 3 คน ก็จะยืนคุมเชิงอยู่นอกรั้วบ้าน แต่สิ่งที่คุณวาสนาเอาไปรายงานข่าวมันไม่ถูกต้อง"

วิไลเล่าว่าตอนรัฐประหาร 2557 ทหารติดอาวุธได้ลงมาตรึงกำลังที่บ้านของเธอตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลาเกือบเดือน หลังจากนั้น เธอและสามีก็ยังต้องเข้าไปรายงานตัวที่ค่ายทหารเป็นระยะ  
"ช่วงนั้นไม่มีโอกาสได้พบใครเลย ใครจะมาหาที่บ้าน ทหารก็จะไม่ให้เข้า จะออกไปซื้อกับข้าวก็ต้องขออนุญาตกับทหาร เกือบสองสัปดาห์ ทหารถึงได้ถอนกำลังไป แต่ก็จะมีทหารมาพบและมาสอบถามเรื่องราวความเคลื่อนไหวของเราตลอดมากว่าสามปี "

ที่บอกว่าการนำเสนอข่าวของวาสนาสร้างปัญหา มันเป็นการสร้างปัญหาอย่างไร?

"คุณวาสนาไปเขียนว่าทหารมาเยี่ยมเยียนเรา ซึ่งเป็นการเสนอข่าวที่ผิดความจริง เพราะที่จริงแล้วทหารมาเพื่อสอบถามความเคลื่อนไหวของพวกเรา ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นที่ไหน ทหารก็จะมาถามเอากับเราว่ารู้เรื่องหรือไม่ ล่าสุด มีการพบปฏิทินทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ที่ศรีสะเกษ ทหารก็จะมาสอบถามเอากับเรา "
"มันไม่ได้เป็นการเยี่ยมเยียนแต่มันเป็นการควบคุมพวกเรา"

จากข้อความ "ทหาร ไป พบปะ 2 สามี ภริยา "ผู้เห็นต่างทางการเมือง" นั้น เราซึ่งเป็นสามี -ภรรยาในภาพ ไม่ได้เป็นผู้เห็นต่างทางการเมือง เราคือประชาชนธรรมดาที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น โปรดอย่าใช้ความเป็นสื่อ มายัดเยียดให้คนที่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยเป็นผู้เห็นต่าง
คำว่าผู้เห็นต่างมีปัญหาอย่างไร?

มันเป็นคำพูดที่รุนแรง เป็นคำพูดที่บั่นทอนจิตใจของเรา ที่นี่เป็นพื้นที่ๆ เคยมีการเคลื่อนไหวของคอมมิวนิสต์  คำว่าผู้เห็นต่างเป็นคำพูดที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้เรียกคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐ

"ที่ผ่านมาก็มีทหารมาพบมาสอบถามที่บ้านทุกอาทิตย์ ชีวิตมันไม่ปกติ  สภาพจิตใจมันก็แย่อยู่แล้ว การที่คุณวาสนาเอาภาพของเราไปเผยแพร่กับข้อความของทหาร มันก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง มันทำให้คนเข้าใจผิด มันเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวของเรา มันยิ่งเป็นการทำให้เรารู้สึกแย่ลงไปอีก"
"ถ้าอยากรายงานข่าวของเราทำไมไม่มาสัมภาษณ์เรา"

"เราอยากบอกคุณวาสนาว่า เราไม่ใช่ผู้เห็นต่าง (ทางการเมือง) เราก็เป็นแค่ผู้เลื่อมใสในระบอบประชาธิปไตย เราเป็นแค่คนเสื้อแดงเท่านั้น ถ้าคุณบอกว่าเราเป็นผู้เห็นต่าง เราอยากถามคุณวาสนาว่า ไอ้คำว่าเห็นต่างทางการเมืองของคุณ มันคืออะไร การเมืองในมุมมองของคุณวาสนาคืออะไร ถึงได้มาบอกว่าเราเป็นผู้เห็นต่าง"

https://prachatai.com/journal/2018/01/75048


ตอบคำถาม...
จากกรณีที่ มีผู้ติติงมาว่า ทำไมเรียก2 สามีภริยา ว่า ผู้เห็นต่างทางการเมือง หลังจากที่ ทหาร กองร้อย.รส.ร.3 พัน.1 ชป.รส. อ.นิคมคำสร้อย เผยภาพ ทหาร ไป พบปะ 2สามี ภริยา "ผู้เห็นต่างทางการเมือง" ที่บ้านคำแสนสุข ต.นิคมคำสร้อย อ.นิคมคำสร้อย มุกดาหาร เพื่อพูดคุย และสอบถาม ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมือง นั้น ขอชี้แจงว่า
1.ที่รายงาน ข่าวนี้ เพราะ ต้องการ สะท้อนให้เห็นว่า ทหารในพื้นที่ภาคอิสาน ยังต้องคอยไปพบปะพูดคุย กับ "ผู้เห็นต่างทางการเมือง" อยู่ ค่ะ....
2. ส่วน ที่เรียกว่า เป็น "ผู้เห็นต่างทางการเมือง" เป็นคำที่ ทางทหาร ระบุ มาในรายงาน ถึง กกล.รส. ค่ะ (ตามภาพที่แนบมา)
และ ขออภัย ถ้า คำนึ้ ทำให้ ทั้ง2 ท่าน ไม่สบายใจ... ซึ่งก็เป็นคำทั่วไป ที่ใช้กันมานาน
โดยในรายงาน ก็ระบุว่า ทหารได้ไปสอบถาม ติดตามความเคลื่อนไหว ทางการเมือง ยังอยู่บ้าน ไม่ได้มีความเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่อย่างใด
ส่วนความเห็นของ วาสนา คือ ให้มองทุกคนเป็นคนไทย มีสิทธิ์ที่จะคิด จะเชื่อ จะรักหรือชอบ โดยที่ ทหาร ไม่สามารถไปบังคับ หรือเปลี่ยนใจ ใครได้ค่ะ
ดังนั้น ถ้าผิดพลาดอะไรไป ขออภัยด้วย แต่วาสนา มีเจตนา แค่ ต้องการ สะท้อนให้เห็น วิธีคิด และ วิธีการทำงานของทหารเท่านั้น ค่ะ
https://www.facebook.com/WassanaJournalist/posts/1690943970964054 

ต้นยุคกับท้ายยุคมันต่างกัน เวลาไม่เปลี่ยน แต่คนแมร่งเปลี่ยน


  1. เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยน ไม่อยู่กับร่องกับรอย

อ่า แต่ว่าซ่าหริ่มพันธุ์แท้เขาว่า เวลาไม่เปลี่ยนแต่คนแมร่งเปลี่ยน พวกนี้ 'พันลึก' แบบเห็บเกาะติดขุมขน

ต้นยุค กับ ท้ายยุค มันต่างกัน

วันอาทิตย์, มกราคม 21, 2561

ใคร-อะไร-ยังไง มาดูกัน - เพจต่อต้านพลเอกประยุทธ์





ที่มา

AM1198

แถมเพจเชียรืลุงตูบ

จะด่าว่าอย่างไร คสช. ทำไม่รู้ไม่ชี้ ตอนนี้เพ่งเล็งความสนใจไปที่ไล่บี้ภาคประชาชน

สลิ่มตัวพ่อทั้งนั้น อะไรกันนี่ ดี้ ไล่ พิชาย ด่า รัฐบาลประยุทธ์และ คสช. รับไปทั้งดุ้นไม่ต้องปอกเปลือกกันละ

ขณะที่ตำรวจยกโขยงเข้ากีดกั้นรังควาญภาคประชาชน กลุ่มปกป้องหลักประกันสุขภาพ ที่นัดกัน เดิน..มิตรภาพ รังสิต-ขอนแก่น

แต่ประชาชนไม่ย่นย่อ จัดเป็นกลุ่มย่อยชุดละแค่สี่คนออกเดินเป็นวันที่สอง ก็ยังไม่วายถูกตำรวจแกล้งตรวจค้นรถสวัสดิการ ลากไปโรงพักให้เสียเวลาเล่นซะงั้นก่อนปล่อย

สำหรับ ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงติ่ง คสช. ตัวเอ้ โปรดปรานรัฐประหารเรียกมาเองแท้ๆ มาวันนี้ทนไม่ไหวกับทั่นรองฯ ฝ่ายมั่นคงที่กำลังอื้อซ่ากับเรื่องมั่งคั่ง สวมนาฬิกาหรูราคาเหยียบล้านต่างกาละเทสะรวมแล้วอย่างน้อย ๒๕ เรือน

แต่ที่ดี้อยากให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ลาออกซะ นัยว่าตัดแขนขาเพื่อรักษาร่างกาย ไม่ใช่เพราะครอบครองทรัพย์สินมูลค่าเกือบสี่สิบล้านไม่ยอมแจ้ง ปปช. ส่อเจตนามิดี หากแต่พี่ตือแก้ตัวมั่วซั่ว เป็นไปได้ไง ยืมเพื่อนมาสวมใส่แล้วคืนหมด

อันนี้แหละที่ดี้ว่าทำให้กระเทือนซางถึงหัวหน้าใหญ่และฝ่ายเก็บขยะ “เกมนี้ ลุงพลาดครับ..ควรจะมีจิตวิทยาการเมืองกว่านี้หน่อย...เป็นเรื่องที่ไร้สาระที่เสียทีให้ฝ่ายตรงข้ามแหวกแผลได้อย่างเอร็ดอร่อย....และฝ่ายกองหนุนก็ได้แต่กุมกบาล”

ทางด้าน พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการนิด้า ที่มีคนชี้หน้าว่านี่ละ สลิ่มตัวพ่องไปสัมมนาประเด็นร้อน เหลียวหน้า แลหลัง สถานการณ์การเมืองไทย ร่วมกับนักปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง นักรณรงค์พลังงาน และ กกต. ที่กำลังถูก รีเซ็ท

พิชายบอกว่าที่ผ่านมา ๓ ปีเห็นมีแต่ “ข้าราชการผยอง นายทุนเริงร่า ประชาหดหู่” ไม่เห็นมีการปฏิรูปอะไร เช่นนี้ทำให้ความชอบธรรมของรัฐบาลทหารหมดไป

ส่วนนายบรรเจิด สิงคะเนติ ประจานว่ารัฐประหาร ๒ ครั้งในรอบสิบปีนี้ เสียของรัฐบาลทหารไม่จริงใจในการปฏิรูป ที่ คสช.ตั้งเป้าปฏิรูป ๑๑ ด้านนั้นจะสำเร็จยาก เพราะไม่ได้ให้ประชาชนเข้าอยู่ในกระบวนการ

กับเรื่องวิกฤตศรัทธา โดยเฉพาะต่อองค์กรอิสระ (อย่าง ปปช.) ที่เล่นลูกเซ่อในกรณีตรวจสอบนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

อีกคนคือ น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต สว. ที่พยายามผลักดันปฏิรูปพลังงาน บนพื้นฐานว่า ปตท. เป็นของระบอบทักษิณ ก็เลยไม่ไปถึงไหน ตอนนี้เปลี่ยนบังเหียนมาเล่นเรื่องปฏิรูปโครงสร้างเชิงอำนาจบ้าง

แม่นางพูดถึง นักการเมืองที่มาทั้งจากเลือกตั้งและรัฐประหาร เหมือนกันเพราะต่างทำเพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุน แต่แล้วก็แว้งไปถึงทักษิณ ชินวัตร ว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าบกพร่องโดยสุจริต กำลังรอดูเรื่องนาฬิกาประวิตร จะบกพร่องโดยสุจริตเหมือนกันไหม


จะด่าว่าอย่างไร คสช. ทำไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งที่เรื่องเหล่านี้ฝ่ายประชาธิปไตยเขาพูดกันมาปากแฉะ อาจเป็นเพราะวัวเคยขาม้าเคยขี่ก็ได้ ตอนนี้เพ่งเล็งความสนใจไปที่ไล่บี้ภาคประชาชน

กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ที่มี ดร.อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีสังคมวิทยา มธ. เป็นหัวหอก จัดเดินเพื่อมิตรภาพ เรียกร้องหลักการสี่อย่าง นอกจากประกันสุขภาพแล้วก็มีความมั่นคงทางอาหาร สิทธิชุมชนดูแลทรัพยากร และรัฐธรรมนูญอย่างมีส่วนร่วม

ARM @armupdate ผู้สนใจกิจกรรมรายหนึ่งยังคอมเม้นต์ทางทวิตเตอร์ไว้เลยว่า “ที่อ่านดู ๔ ข้อเรียกร้องที่เดินก็ดีมากๆ รัฐควรหนุนด้วยซ้ำ ไม่ใช่ห้าม”

กำหนดเดินไปตามถนนมิตรภาพจาก มธ.รังสิตถึงขอนแก่น ทว่าก่อนจะออกเดินเมื่อสองวันก่อนถูกตำรวจยกกำลังเป็นร้อยตั้งเครื่องกีดขวางถนนไม่ให้เดิน อ้างว่าขัดต่อความมั่นคง

naewna @naewna รายงานไว้ทางทวิตเตอร์เช่นกันว่า “'ไก่อู'รับจนปัญญาห้าม 'We Walk' เผยไม่เข้าข่ายชุมนุมเกิน ๕ เพราะไปกลุ่มละ ๔”

ฝ่ายภาคประชาชนเจรจาไม่ได้ผลจึงเปลี่ยนยุทธวิธีเป็นจัดกลุ่มย่อยๆ แค่กลุ่มละสี่คนไม่เกินคำสั่ง คสช.กำหนด (๕ คน) ออกเดินไปวันแรกถึงอยุธยา พอวันที่สองเช้าตรู่ไก่ยังไม่โห่ ตำรวจกรูกันเข้าไปโหวกเหวกปลุกให้ลุกขึ้นมาตรวจค้น

รถสวัสดิการที่คอยขับตามอำนวยความสะดวกถูกค้น แล้วนำตัวบุคคลากรในคณะไปสอบปากคำที่สถานี เมื่อไม่มีเหตุอะไรที่จะหน่วงเหนี่ยวควบคุมตัวได้จึงยอมปล่อยกลับ

ล่าสุด TLHR  @TLHR2014 20 minutes ago วันนี้ “15.27 น. ไลฟ์สดกิจกรรม #WeWalkเดินมิตรภาพ รายงานว่ามีพระจากวัดห้วยขมิ้นเดินทางมาแจ้งข่าวกับขบวนเดินว่า ที่วัดมีกำลังตำรวจ ทหาร รอขบวนเดินอยู่ และกดดันทางวัดไม่ให้ยุ่งเกี่ยวหรือให้ขบวนเดินเข้าพัก”

อัปรีย์สีกบาล บีบคั้นกลั่นแกล้งกันถึงปานนี้