Angkor Equinox Sunrise on the 21 of March 2026 🇰🇭 pic.twitter.com/NIPKLiMizB
— Sovan Ratana (@SovanRatana_) March 21, 2026
วันอาทิตย์, มีนาคม 22, 2569
The Angkor Equinox วันที่เวลากลางวันเท่ากับกลางคืน ณ "อังกอร์"
เมื่อโรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์ของอิหร่านถูกอิสราเอลโจมตี นั่นแสดงว่าพวกเขาไม่ได้กำลังคิดที่จะยุติสงคราม... หากแต่กำลังยกระดับความขัดแย้งให้รุนแรงยิ่งขึ้น
🚨🇺🇸🇮🇷 Trump talks about an off-ramp in Iran, and almost on cue, the Natanz nuclear facility gets hit by Israel.
— Mario Nawfal (@MarioNawfal) March 21, 2026
Iran’s response? Fire missiles toward Dimona, Israel’s nuclear site.
Why this matters: when both sides start targeting nuclear infrastructure, they’re not thinking… https://t.co/2LOqr37LTR pic.twitter.com/YMSwf9VxNU
Absolute humiliation for Israel. Fox News confirms an Iranian missile completely bypassed Israeli air defenses and struck the highly sensitive nuclear town of Dimona. The Iron Dome is failing and the media can no longer hide it. pic.twitter.com/zzeVz8W7b3
— Furkan Gözükara (@FurkanGozukara) March 21, 2026
Video shows the moment an Iranian missile struck Dimona in southern Israel, home to the country’s nuclear facility. Nearly 50 people have been injured.
— Al Jazeera Breaking News (@AJENews) March 21, 2026
Iran had warned it would target the area if the US and Israel pursued regime change in Tehran. pic.twitter.com/cPkzWskiw6
https://x.com/MarioNawfal/status/2035452673663619547
.....
ผลที่ตามมาจากการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์โดยอิสราเอล
เจมินี AI กล่าวว่า
ณ วันที่ 21 มีนาคม 2026 โรงงานนิวเคลียร์นาทานซ์เป็นเป้าหมายที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ระหว่างพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่าน (ปฏิบัติการ Epic Fury) การโจมตีเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเช้าวันนี้ วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม ซึ่งถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญอีกครั้ง
ผลที่ตามมาจากการโจมตีนาทานซ์นั้นครอบคลุมหลายมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์ และภูมิรัฐศาสตร์:
1. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทันที
ไม่มีการรั่วไหลในปัจจุบัน: หลังจากการโจมตีในเช้าวันที่ 21 มีนาคม 2026 องค์การพลังงานปรมาณูแห่งอิหร่านและ IAEA ยืนยันว่าไม่มีการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสีเกิดขึ้น การประเมินทางเทคนิคบ่งชี้ว่าผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ไม่ตกอยู่ในความเสี่ยงในทันที
ความสำเร็จในการควบคุม: เจ้าหน้าที่ระบุว่าการไม่มีรังสีเป็นผลมาจากระบบตรวจสอบความปลอดภัยและข้อเท็จจริงที่ว่ากิจกรรมการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมส่วนใหญ่อยู่ในห้องใต้ดินลึก
ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น: แม้ว่าในปัจจุบันจะปลอดภัย แต่ IAEA (ผู้อำนวยการใหญ่ ราฟาเอล กรอสซี) ได้เตือนว่าการโจมตีอย่างต่อเนื่อง "ไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ของการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสี" ซึ่งอาจจำเป็นต้องมีการอพยพครั้งใหญ่หากในที่สุดการควบคุมถูกทำลาย
2. การทำลายเชิงยุทธศาสตร์
ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน: ภาพถ่ายดาวเทียมจากช่วงแรกของสงครามปี 2026 แสดงให้เห็นถึงความเสียหายอย่างมากต่ออาคารทางเข้าและโครงสร้างสนับสนุนที่โรงงาน Shahid Ahmadi-Roshan
การชะลอการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม: ในขณะที่โรงงาน "ยังคงใช้งานได้" การโจมตีซ้ำๆ มีเป้าหมายเพื่อทำลายความสามารถของอิหร่านในการบรรลุขีดความสามารถในการ "ทำลาย" อาวุธนิวเคลียร์ นี่เป็นไปตามรูปแบบจาก "สงคราม 12 วัน" ในเดือนมิถุนายน 2025 ที่สหรัฐฯ ใช้ระเบิดทำลายบังเกอร์ (GBU-57) โจมตีห้องโถงใต้ดินโดยตรง
การเปลี่ยนไปสู่ฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ: ยุทธศาสตร์ของพันธมิตรในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่การทำลายไม่เพียงแต่ทรัพย์สินนิวเคลียร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการผลิตขีปนาวุธและโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลที่อยู่รอบๆ สถานที่เหล่านี้ด้วย
3. ผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ
การยกระดับความตึงเครียดในแนวนอน: เพื่อตอบโต้การโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์นาตันซ์ในวันนี้ อิหร่านได้เปิดฉากโจมตีตอบโต้ รวมถึงการโจมตีด้วยขีปนาวุธที่เมืองดิโมนา ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 39 คน และการโจมตีด้วยโดรนใส่ถังเชื้อเพลิงที่สนามบินเบนกูเรียน
ความมั่นคงด้านพลังงาน: การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์และพลังงานทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้มีการจำกัดการใช้เชื้อเพลิงในบางส่วนของเอเชีย และราคาน้ำมันเบนซินสูงขึ้นในยุโรปและสหรัฐอเมริกา
ความแตกแยกทางการทูต: การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิหร่านที่จีนเป็นผู้ไกล่เกลี่ยในปี 2023 ได้ล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว โดยขณะนี้ริยาดอยู่ในภาวะเตรียมพร้อมทางทหารเต็มรูปแบบ และผู้ไกล่เกลี่ยในภูมิภาคอย่างกาตาร์แสดงความรู้สึกว่าถูก "ทรยศ" ต่อความรุนแรงที่ทวีความรุนแรงขึ้น
บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record ถูก สุชาติ ชมกลิ่น ฟ้อง 50 ล้านบาท หลังเขียนข่าว DSI ว่า “นักการเมือง 2 คนรับสินบน"

Hathairat Phaholtap
9 hours ago
·
วันนี้ถูกฟ้องจริงๆ แล้วค่ะ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่เราอยู่สถานการณ์ตึงเครียดกับการเป็นนักข่าว
23 ปีของการเป็นนักข่าวเราผ่านอะไรมาพอสมควร โดยเฉพาะตอนช่วงเป็นนักข่าวการเมืองและนักข่าวสืบสวน
ถ้าใครเคยอ่านหนังสือ #กว่าจะเป็นนักข่าวในลิสต์ไอโอ (ยังมีขายอยู่ใน สนพ.แสงดาว และ Shopee)
ก็จะรู้ว่า เราผ่านอะไรมาเยอะ ทั้งการถูกฆ่า ถูกขู่อุ้ม ถูกประกาศเป็นศัตรูจาก ผช.ผบ.ตร. ถูกกล่าวหาว่า เป็นเมีย CIA และถูกกล่าวหาสารพัด
การถูกฟ้องในข้อหาหมิ่ประมาทและเรียกค่า 50 ล้านบาทมันจึงไม่ได้เหนือความคาดหมาย
เพราะการเผยแพร่ข่าวดีเอสไอกล่าวหา ”สุชาติ ชมกลิ่น“ รับสินบน 36 ล้านบาทจากบริษัทฟินแลนด์ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันมีข่าวมา 2 ปีแล้วและเราก็เอาการถกเถียงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อ 24 มี.ค.68 มาเขียน
แต่จังหวะที่เราเผยแพร่และรีโพสต์อาจจะเป็นการตอกย้ำบาดแผลของสุชาติในวันที่เขาถูกเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่หลังเลือกตั้งเขต 1 ชลบุรีเท่านั้น
มันเลยดูทำให้เขาดูเสียหน้า
พูดตรงๆ การเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท เราตาย 300 ชาติก็หาเงินมาให้ไม่ได้หรอก
แต่เขาคงอยากบอกให้เราหุบปากและเลิกตามเรื่องนี้เสียที
เราก็อยากเลิกตาม ถ้าแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่าได้รับค่าชดเชยและมีการปรับปรุงระบบการส่งคนงานไปเก็บเบอร์รี่ป่าที่ต่างประเทศให้ดีกว่านี้
เราขอบคุณญาติมิตรที่ส่งกำลังใจมาทุกช่องทาง
แต่ขอให้ทุกคนรู้ไว้ว่า เราสบายดีและดีใจที่ถูกฟ้อง
นั่นหมายความว่า ความทุกข์ของแรงงานเก็บเบอร์รี่ป่าและเสียงของคนอีสานที่ถูกกระทำจะดังขึ้น
และถ้าใครสนิทกับเราก็จะรู้ว่า การถูกฟ้องในฐานะสื่อมวลชนเป็นยอดปรารถนาของเรา
ดังนั้นไม่ต้องห่วง ”ขอพิสูจน์กันในศาลและขอให้ความจริงเป็นความจริง
อย่าเล่นใต้โต๊ะก็พอ”
ถ้าใครอยากดูสารคดี Blood Berries รอเร็วๆ นี้จ้า
#BlooodBerries
ทำไมอิหร่านจึงพิชิตได้ยากยิ่ง
Next Horizon Global
Why Iran Is So Hard To Conquer | The Iranian Plateau Explained
When you look at the Iranian Plateau, it appears empty. Mountains. Deserts. Dry winds sweeping across thousands of kilometres.
But this landscape became one of the most important crossroads in human history.
Hard to invade. Impossible to ignore.
For more than five thousand years, empires tried to dominate this region — yet something unusual kept happening.
Why Iran geography makes a ground invasion unlikely
— Massimo (@Rainmaker1973) March 11, 2026
[🎞️ geopolmap]pic.twitter.com/NzfKCsDX9E
https://x.com/Rainmaker1973/status/2031766205694894561
ตัวแทนโมเดลลิ่งที่ใช้ธุรกิจบังหน้า เป็นเครือข่ายหนึ่งที่ช่วยจัดหาเด็กสาวให้ เอปสตีนในสหรัฐฯ
เอปสตีนใช้ตัวแทนโมเดลลิ่งบังหน้าในการจัดหาเด็กสาว คำบอกเล่าของหญิงชาวบราซิลที่เปิดเผยกับบีบีซี
.webp)
เกลาเซีย เฟเกเต เปิดเผยว่าตัวแทนโมเดลลิ่งที่ชื่อ ฌอง-ลุค บรูเนล ซึ่งเป็นเพื่อนกับเอปสตีน ได้ยื่นข้อเสนอให้เธอขึ้นเครื่องบินไปยังนครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ
บีบีซีแผนกภาษาบราซิล
21 มีนาคม 2026
คำเตือน: เรื่องราวนี้อาจมีคำบรรยายทางเพศอย่างโจ่งแจ้ง
"ถ้าฉันขัดคำสั่งแม่และไปนครนิวยอร์ก อาจจะเกิดอะไรขึ้นกับฉัน?" เกลาเซีย เฟเกเต ตั้งคำถาม
ในปี 2004 ขณะที่เธออายุ 16 ปีและอาศัยอยู่ในเขตชนบทของบราซิล เธอได้รับโอกาสก้าวแรกในการเข้าสู่โลกของนางแบบ
เธอบอกว่า ฌอง-ลุค บรูเนล ตัวแทนโมเดลลิ่งชาวฝรั่งเศสเข้ามาเยี่ยมครอบครัวของเธอที่บ้าน เพื่อโน้มน้าวให้แม่อนุญาตให้เธอเข้าร่วมการประกวดนางแบบในประเทศเอกวาดอร์
บรูเนลฆ่าตัวตายในเรือนจำในเวลาต่อมา หลังจากถูกกล่าวหาคดีข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ และจัดหาเด็กสาวให้กับเจฟฟรีย์ เอฟสตีน นักการเงินและผู้กระทำความผิดทางเพศชาวสหรัฐฯ ผู้ล่วงลับ
ในตอนนั้นพวกเขายังไม่รู้ว่าบรูเนลคือใคร โดยพวกเขาได้รับการแนะนำให้รู้จักกับตัวแทนโมเดลลิ่งผู้นี้ผ่านทางนายหน้าชาวบราซิลที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง
การสืบสวนของบีบีซีแผนกภาษาบราซิลพบหลักฐานว่า บรูเนลใช้ตัวแทนโมเดลลิ่งต่าง ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับเขาในขณะนั้น เพื่อเฟ้นหาหญิงสาวและเด็กผู้หญิงจากอเมริกาใต้ไปให้กับเอปสตีน และจัดหาวีซ่าให้กับพวกเธอในการเดินทางเข้าสหรัฐฯ
หญิงชาวบราซิลอีกคนหนึ่งที่บอกว่าเธอมีความสัมพันธ์กับเอปสตีน แสดงหนังสือวีซ่าสหรัฐฯ ของเธอให้บีบีซีดู ในเอกสารดังกล่าวระบุชื่อหนึ่งในบริษัทของบรูเนลในฐานะสปอนเซอร์ของเธอ แม้เธอจะบอกว่าเธอไม่เคยร่วมงานถ่ายแบบใด ๆ กับเขา และเอกสารในการเดินทางต่าง ๆ ถูกจัดแจงขึ้นเพียงเพื่อให้เธอสามารถไปพบกับเอปสตีนได้

ฌอง-ลุค บรูเนล "มักจะออกไปพบปะออกไปเที่ยวใช้เวลากับเด็กสาวชาวบราซิล" นางแบบคนหนึ่งบอกกับบีบีซี
แม่ของเกลาเซียสงสัยในตัวบรูเนลมาตั้งแต่ตอนนั้น แต่เขาดู "มีสเน่ห์มาก" และท้ายที่สุดเธอก็ยอมให้ลูกสาวไปเอกวาดอร์โดยที่เธอไม่ได้ไปด้วยได้ เด็กสาววัยรุ่นจึงเดินทางกับทีมงานของบรูเนลไปที่เมืองกัวยากิล เพื่อเข้าร่วมการประกวดนางแบบหน้าใหม่ "โมเดลส์ นิว เจเนอเรชัน" (Models New Generation) ซึ่งหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นรายงานในขณะนั้นว่าผู้เข้าประกวดอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 15 – 19 ปี
เกลาเซียบอกว่าการประกวดครั้งนั้นผ่านไปโดยไม่ได้มีปัญหาใหญ่ใด ๆ แม้เธอจะเริ่มมีความคลางแคลงมากขึ้นเมื่อเธอไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อครอบครัวของเธอ
ผู้เข้าประกวดอีกรายจากยุโรปตะวันตกที่มีอายุ 16 ปีในขณะนั้น ยังจำได้ว่าพฤติกรรมของบรูเนลในขณะนั้นทำให้เธอตะหงิดใจได้อย่างไร เธอขอให้เราไม่เปิดเผยชื่อ ดังนั้นเราจึงจะเรียกเธอว่า "ลอรา"
"เขาทำตัวประหลาดและมักจะออกไปเที่ยวใช้เวลาอยู่กับเด็กสาว ๆ ชาวบราซิลอยู่เสมอ... เขาทำตัวเหมือนเป็นตัวตลก และจะใช้เวลากับเฉพาะสาว ๆ ที่ค่อนข้างยังเด็กอยู่" เธอกล่าว
ลอราเชื่อว่าแม้การประกวดนั้นจะ "ถูกกฎหมาย" และมีการจัดการที่ดี แต่ "เขารู้ดีว่าเด็กสาวคนไหนบ้างที่เปราะบาง"
"ดูเหมือนว่าเขาจะควบคุมเรื่องเกี่ยวกับการเงินของพวกเธอด้วย" เธอกล่าว "เด็กหญิงจากบราซิลและประเทศยุโรปตะวันออกดูเหมือนจะเป็นเป้าหมายหลัก"
เกลาเซียเล่าว่า ในช่วงท้ายของทริป บรูเนลเสนอจะพาเธอขึ้นเครื่องบินไปนครนิวยอร์ก "เพื่อเข้าร่วมการแสดง" โดยออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ตอนนั้นพวกเขาต้องติดต่อบาร์บารา แม่ของเธอ เพื่อขออนุญาต
คำตอบของบาร์บาราคือ "ไม่ ไม่มีทาง"
"พวกเขามองหาแต่เด็ก ๆ ที่ยังเป็นผู้เยาว์" บาร์บาราเล่า "โชคไม่ดีนัก ที่พวกเขามาพบลูกสาวของฉัน"
เธอสั่งห้ามไม่ให้เกลาเซียเข้าร่วมในการเดินแบบหรือถ่ายแบบใด ๆ และตัดสายสัมพันธ์กับเครือข่ายของบรูเนล
"มันคือการหนีรอดอย่างหวุดหวิดจริง ๆ" เกลาเซียบอก
ในแฟ้มเอกสารที่ถูกเผยแพร่โดยรัฐบาลสหรัฐฯ บีบีซีแผนกภาษาบราซิลพบบันทึกที่แสดงให้เห็นว่าเอปสตีนอยู่ที่เมืองกัวยากิลในวันที่ 24 – 25 ส.ค. 2004 ช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีการประกวดเดินแบบรอบตัดสิน
เรายังพบเอกสารที่บ่งชี้ว่ามีนางแบบวัยต่ำกว่า 16 ปีอย่างน้อยหนึ่งคนที่เข้าร่วมงานนี้ และโดยสารไปกับเครื่องบินของเอปสตีนอย่างน้อยสองครั้งในปีเดียวกัน
เกลาเซียบอกว่าเมื่อมองย้อนกลับไป "ฉันอยู่ใจกลางของความเลวร้ายนั้นโดยที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย"
"แม่ช่วยชีวิตฉันไว้"

เกลาเซีย เฟเกเต รู้สึกขอบคุณที่บาร์บารา แม่ของเธอ ปฏิเสธที่จะปล่อยให้เธอไปนครนิวยอร์กกับบรูเนล
"เขาเลือกฉัน"
หญิงชาวบราซิลอีกคนหนึ่งที่เราเรียกเธอว่า "อานา" เพื่อปกปิดตัวตนของเธอ บอกว่าบรูเนลและธุรกิจโมเดลลิ่งของเขาคือเครื่องมือในการเอื้อต่อความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเอปสตีน
แรกเริ่มอานาถูกว่าจ้างโดยหญิงชาวบราซิลคนหนึ่งในนครเซาเปาโล ในช่วงต้น ๆ ของยุค 2000
คำให้การของอานาตามเอกสารที่บีบีซีตรวจแล้วและตรวจทางเพิ่มเติมกับบันทึกของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าบรูเนลช่วยจัดเตรียมวีซ่าสหรัฐฯ ให้กับชาวบราซิลหลายราย
อานาบอกว่าเธอเดินทางจากบ้านเกิดทางตอนใต้ของบราซิล หลังผู้หญิงคนหนึ่งที่มีถิ่นฐานอยู่ในนครเซาเปาโลให้คำมั่นสัญญากับเธอว่าเธอจะได้รับโอกาสในวงการนางแบบที่นั่น
แต่เมื่อมาถึงที่หมายในนครเซาเปาโล เธอบอกว่าหญิงคนนั้นกลับยึดเอกสารต่าง ๆ ของเธอไปและบอกกับเธอว่าตอนนี้เธอติดค้างหนี้สินค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทางและการถ่ายภาพต่าง ๆ
อานาบอกว่า จากนั้นไม่นานเธอก็รู้ตัวว่าที่นั่นไม่ได้มีงานถ่ายแบบใด ๆ
"เธอคือแม่เล้า และก่อนที่ฉันจะรู้ตัว เธอก็ขายฉันแล้ว"
เธอบอกว่า เจฟฟรีย์ เอปสตีน คือหนึ่งในลูกค้า
เธอบรรยายต่อว่า ไม่กี่สัปดาห์หลังวันเกิดครบรอบ 18 ปีของเธอ ผู้หญิงคนนั้นพาเธอไปที่บ้านของนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในนครเซาเปาโล เธอบอกว่าเธอได้ยินเขาบรรยายเกี่ยวกับเอปสตีนว่าผู้เป็น "ราชาของโลก" (the king of the world) และบอกว่า "เขาชอบผู้หญิงที่เด็กกว่านี้" ที่บ้านหลังนั้น
ไม่กี่วันถัดมา เธอบอกว่าเธอและผู้หญิงคนอื่นอีกสองคนถูกส่งตัวไปยังโรงแรมหรูแห่งหนึ่งในนครเซาเปาโล ซึ่งเอปสตีนจะเป็นคนเลือกคนใดคนหนึ่งจากหญิงสาวที่ถูกส่งไป
"เขาเลือกฉัน" เธอกล่าว

อานาเล่าว่าบรูเนล (คนขวา) ได้จัดเตรียมวีซ่าสหรัฐฯ ให้กับเธอ เพื่อที่เธอจะสามารถเดินทางไปกับเอปสตีน (คนซ้าย) ได้
อานาเล่าว่า เธอเข้าไปในห้องกับเอปสตีน จากนั้นเขาก็ขอให้เธอถอดเสื้อผ้าออก "สิ่งที่เขาทำคือมองมาที่ฉันใน ขณะที่เขากำลังช่วยตัวเอง มันน่าขยะแขยงเสียจริง แต่ในบรรดาความชั่วร้ายทั้งหมด สิ่งนี้ถือว่ายังเลวร้ายน้อยกว่า" เธอกล่าว
เอกสารของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ทั้งอีเมลต่าง ๆ และบันทึกไฟลท์บิน บ่งชี้ว่าเอปสตีนอยู่ที่บราซิลในเวลานั้น
เธอบอกว่า เขาชวนเธอไปที่งานปาร์ตี้ในตัวเมืองไม่กี่วันหลังจากนั้น ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับบรูเนล จากนั้นตัวแทนโมเดลลิ่งผู้นี้กลายเป็นตัวกลางในการจัดหาวีซ่าสหรัฐฯ ให้กับเธอ
เธอยังบอกด้วยว่า ในระหว่างปาร์ตี้ดังกล่าว เอปสตีนบอกเธอว่าเขากำลังจะไปเยือนกรุงปารีสในวันถัดไป และเขาได้จัดเตรียมสิ่งต่าง ๆ ให้เธอไปด้วยกันกับเขาแล้ว
เส้นทางวีซ่า
เธอบรรยายถึงการเดินทางไปยังฝรั่งเศสว่า "เขา[เอปสตีน]จะให้เงินฉัน 300 ดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 9,700 บาท) แล้วฉันก็จะออกไปเดินเล่นข้างนอกแล้วนำเงินทอนมาให้เขา แต่เขาก็จะบอกฉันว่าให้เก็บเงินนั้นไว้ เขาจะทดสอบฉันและทิ้งเงินไว้ในห้องของฉัน จากนั้นฉันก็จะคืนเงินให้เขา แล้วเขาก็บอกว่าให้ฉันเก็บมันไว้ได้"
เธอเปิดเผยว่าเอปสตีนได้บอกกับเธอว่า เธอได้จัดการให้บรูเนลจ้างเธอทำงานในบริษัทตัวแทนโมเดลลิ่งของเขาที่นครนิวยอร์กแล้ว และแม่เล้าคนดังกล่าวก็ได้มอบเอกสารทั้งหมดของเธอมาให้แล้ว
อานาแสดงหนังสือเดินทางของเธอให้บีบีซีดู มันประกอบไปด้วยวีซ่าธุรกิจสหรัฐฯ ซึ่งมีคำอธิบายประกอบที่ระบุชื่อบริษัท "คาริน โมเดลส์ ออฟ อเมริกา" (Karin Models of America) ที่บรูเนลตั้งขึ้นในสหรัฐฯ
อานาบอกว่าเธอไม่เคยทำงานให้กับคาริน โมเดลส์ ออฟ อเมริกา แต่มีคนบอกเธอว่าเอกสารนี้จะช่วยเธอในการเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ และเหตุผลเดียวของการขอวีซ่านี้ คือเพื่อให้เธอไปหาเอปสตีนได้

เอปสตีนพาอานาไปที่กรุงปารีส ซึ่งเขามีอะพาร์ตเมนต์อยู่ที่นั่น
คำบอกเล่าของเธอสอดคล้องกับเอกสารอื่น ๆ โดยบันทึกของศาลและเอกสารจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ บ่งชี้ว่าบรูเนลใช้บริษัทตัวแทนที่ตอนแรกชื่อว่าคาริน โมเดลส์ ออฟ อเมริกา ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น "เอ็มซีทู อิน อเมริกา" (MC2 in America) เพื่อดึงดูดเด็กสาวจากหลากหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงผู้เยาว์
ในบันทึกจากแหล่งเดียวกันยังมีคำให้การของอดีตพนักงานเอ็มซีทูในสหรัฐฯ ที่บอกว่าเอปสตีนได้จ่ายเงินในการทำวีซ่าตามที่บริษัทตัวแทนโมเดลลิ่งของบรูเนลดำเนินการให้ โดยเอปสตีนยังให้การสนับสนุนทางการเงินในตอนที่บรูเนลตั้งบริษัทเอ็มซีทูในสหรัฐฯ ด้วย
ทั้งนี้ ไม่เคยมีข้อบ่งชี้ใด ๆ ว่าบริษัทตัวแทนโมเดลลิ่งอื่น ๆ ในสหรัฐฯ นอกเหนือไปจากบริษัทที่บริหารและควบคุมโดยบรูเนล มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดใด ๆ
ก่อนที่บรูเนลจะเสียชีวิต เขาปฏิเสธการกระทำผิดใด ๆ โดยทนายความของเขาบอกว่าเขาถูก "บดขยี้" จากข้อกล่าวหาต่าง ๆ และโทษไปที่ "ระบบศาลเตี้ยโดยสื่อ" (media-judicial system)
อานาบอกว่าตลอดช่วงเวลาประมาณสี่เดือน เธอได้เดินทางไปยังสหรัฐฯ และฝรั่งเศสกับเอปสตีน ผู้ซึ่งมี "ความหลงใหล" ในตัวเธอ
เธอบอกด้วยว่าในช่วงเวลานั้น เอปสตีนยังจ่ายค่าคอร์สเรียนภาษาอังกฤษให้ด้วย
อานาบอกว่า วีซ่าของเธอถูกยกเลิกที่เมืองไมอามี หลังเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ถามว่าใครจ่ายเงินจ้างให้กับเธอ และถามว่าเธอได้รับเงินในขณะที่อยู่ในสหรัฐฯ หรือไม่
เธอบอกว่าเธอได้เดินทางไปสหรัฐฯ อย่างน้อยหกครั้ง เพื่อใช้เวลาร่วมกับเอปสตีน ก่อนที่เธอจะถูกยกเลิกวีซ่า
เธอบอกว่าเธอยังได้ไปเกาะส่วนตัวของเขาในหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ ด้วย และคิดว่าเขาเห็นเธอเป็นแฟนสาว ก่อนที่เธอจะพบเขาอยู่บนเตียงกับคนอื่น "ก่อนหน้านั้นฉันไม่มีความคิดเลยว่าเขาจะทำสิ่งนี้กับเด็กสาวหลาย ๆ คน" เธอกล่าว
"มีหลายโอกาสที่เขาจะบอกให้ฉันออกจากบ้านไปทำอะไรบ้างอย่าง ไปพิพิธภัณฑ์สิ ไปเรียนสิ ฉันไม่รู้เลยว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่เขาไม่อยากให้ฉันเห็นหรือเปล่า... เขาชอบคนที่เด็กกว่าฉัน และเขาก็มีพวกเธออยู่รายล้อมตัว"
เธอเสริมว่าเธอเคยมีเพศสัมพันธ์กับเขาครั้งหนึ่ง และ "เขาชอบนอน ช้อนหลังแนบชิด กอดนัวเนีย และชอบให้นวดเท้า"

เอปสตีน (ซ้าย) ได้ให้การสนับสนุนทางการเงินกับบรูเนล (ขวา) ในการก่อตั้งบริษัทตัวแทนโมเดลลิ่ง "เอ็มซีทู" (MC2) ในสหรัฐฯ
เธอบอกว่าครั้งหนึ่งเอปสตีนเคยบอกเธอว่าบรูเบลขอนอนกับเธอ แต่เขาปฏิเสธไปโดยบอกกับเธอว่า "ผมไม่ยอมเขา เพราะคุณเป็นของผม"
อานาบอกว่าเธอไม่รู้ว่าควรจะรู้สึก "ขอบคุณ หรือกลัวมากกว่า" และหลังจากนั้นเธอก็รู้สึกได้ว่าบรูเนลเป็นเหมือนกับ "หมาป่าที่มองลูกแกะด้วยสายตาราวกับจะกลืนกินอยู่เสมอ ทั้งกับเด็กสาวคนอื่น ๆ และกับฉัน"
อานาบอกว่า ในการพบกันครั้งแรกที่โรงแรมและในการเดินทางไปกรุงปารีส มีข้อตกลงด้วยว่าเอปสตีนจะจ่ายเงินให้กับแม่เล้าชาวบราซิล 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 3 แสนบาท) เป็นเงินสด
เธอบอกว่าเอปสตีนจ่ายเงินไปเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น และเธอเคยให้ยินการสนทนาทางโทรศัพท์ที่หญิงคนนั้นกดดันให้เขาจ่ายเงินส่วนที่เหลือ
คำบอกเล่านี้สอดคล้องกับคำให้การของอดีตนักบัญชีของเอ็มซีทู บริษัทนายหน้าโมเดลลิ่งของบรูเนลในสหรัฐฯ ต่อศาลฟลอริดา ซึ่งถูกอ้างอิงอยู่ในแฟ้มคดีเอปสตีน โดยนักบัญชีคนนี้บอกว่ามีหญิงชาวบราซิลคนหนึ่งที่คอยจัดหาเด็กสาวให้กับเอปสตีนและบรูเนลในบราซิล และเธอก็โกรธกับหนี้สินที่ติดค้าง
จากคำบอกเล่าของอานา เธอติดต่อกับหญิงชาวบราซิลที่ทำทีจ้างงานเธอน้อยลงเรื่อย ๆ หลังจากที่ได้รับเอกสารของเธอคืน แต่เธอยังคงพบปะกับเอปสตีนอยู่
เธอเล่าว่าหลังจากที่เธอถูกยกเลิกวีซ่า เอปสตีนเสนอจะจัดหากรีนการ์ดให้กับเธอเพื่อให้เธออาศัยในสหรัฐฯ ได้ แต่เธอปฏิเสธเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้กับครอบครัวในบราซิล
การสืบสวนเครือข่ายจัดหาเด็กสาว
สำนักงานอัยการกลางของบราซิล (Federal Public Prosecutor's Office – MPF) เปิดการสืบสวนเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมาว่ามีเครือข่ายการจัดหาคนใด ๆ ในบราซิลหรือไม่ที่มีความเชื่อมโยงกับเอปสตีน
ซินเธีย กาเบรียลา บอร์เกส อัยการกลางจากหน่วยต่อต้านการค้ามนุษย์แห่งชาติ บอกกับบีบีซีว่า เธอต้องการที่จะพูดคุยกับบรรดาหญิงสาวที่ได้ติดต่อกับเอปสตีน เพื่อสืบสวนว่าระบบการดำเนินการของพวกเขาเป็นอย่างไร โดยกลุ่มผู้หญิงเหล่านั้นไม่ใช่เป้าหมายปลายทางของการสอบสวน
เมาริซิโอ เครปสกี้ เจ้าหน้าที่ตรวจแรงงานและนักวิจัย มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับอานาอาจเข้าข่ายการค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ โดยเขาบอกว่าอาชญากรรมประเภทนี้อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ ในระดับไหน ดังนั้นชาวบราซิลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะยังคงต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
เกลาเซียรู้สึกขอบคุณที่เธอยังมีแม่ซึ่งบอกปฏิเสธไปในวันนั้น ส่วนอานาเมื่อเธอได้ใช้เวลาหลายปีในการพยายามหาคำตอบในสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ เธอรู้สึกโชคดีที่ได้ออกจากวงโคจรของเอปสตีนและได้สร้างชีวิตของเธอขึ้นมาใหม่
"ฉันคิดว่าฉันโชคดี แต่ฉันก็รู้สึกกับสิ่งที่ผู้หญิงคนอื่น ๆ ต้องเผชิญ" เธอกล่าว
https://www.bbc.com/thai/articles/cj6dl3x97d0o
ขอให้ข่าวนี้ อย่าเงียบ : เหยื่อผู้รอดชีวิตจาก Epstein ประกาศว่า พวกเขาจะเปิดเผยรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง “(เพราะ) เรารู้ดีว่าใครคือผู้ที่ล่วงละเมิดเรา เรารู้ว่าใครบ้างที่แวะเวียนเข้ามา” ในเมื่อรัฐนิ่งเฉย เขาจึงต้องลุกขึ้นมาทำเอง
🚨MAJOR BREAKING: Epstein survivors just announced they will release their own list of names.
— John Fitzgerald Kennedy Jr. (@MrJohnJnr) March 21, 2026
“We know who abused us. We saw who came and went. This list will be survivor-led—for survivors.”
The government stalled.
Now the victims are doing it themselves.
FOLLOW ME, THE NEXT… pic.twitter.com/FKrJ8YBKBT
https://x.com/MrJohnJnr/status/2035301304306659624
24 ชั่วโมงสุดท้ายของคุณพ่อลูก 6 ชาวอัฟกานิสถาน ผู้เคยทำงานเคียงข้างกองกำลังสหรัฐในอัฟกานิสถาน เสียชีวิตขณะถูกควบคุมตัวโดยหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง

Dhistory Fed
March 18
·
24 ชั่วโมงสุดท้ายของชายผู้เคยยืนเคียงข้างอเมริกา
เช้าวันหนึ่งในเมืองดัลลัส ชายคนหนึ่งกำลังจะพาลูกทั้งหกไปโรงเรียนเหมือนทุกวัน ชีวิตที่เขาค่อย ๆ สร้างขึ้นใหม่หลังหนีสงครามกำลังเดินหน้าไปทีละก้าว แต่ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ทุกอย่างหยุดลงทันที เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมเขาต่อหน้าลูก ๆ และภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ชายคนนั้นก็เสียชีวิต
โมฮัมหมัด นาซีร์ ปักเตียวาล (Mohammad Nasir Paktiawal) อายุ 41 ปี เป็นอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษของอัฟกานิสถาน (Afghan Special Forces) ที่เคยทำงานร่วมกับกองกำลังสหรัฐฯ ในภารกิจต่อต้านการก่อการร้ายหลายปี ช่วงเวลานั้นเขาอยู่ในกลุ่มคนที่เสี่ยงชีวิตมากที่สุด เพราะการยืนข้างสหรัฐฯ ทำให้เขากลายเป็นเป้าหมายโดยตรงของกลุ่มตาลีบัน
ปี 2021 หลังรัฐบาลอัฟกานิสถานล่มสลาย เขาและครอบครัวได้รับการอพยพมายังสหรัฐอเมริกา พร้อมสถานะผู้ลี้ภัย ชีวิตใหม่เริ่มต้นที่รัฐเท็กซัส เขาใช้ชีวิตเหมือนผู้อพยพทั่วไป ทำงาน ดูแลครอบครัว และรอผลการพิจารณาขอลี้ภัยอย่างเป็นทางการ ลูกทั้งหกคนอายุระหว่าง 1 ถึง 14 ปี เติบโตขึ้นในประเทศที่พ่อของพวกเขาเคยช่วยปกป้อง
เช้าวันที่ 13 มีนาคม 2026 กลายเป็นจุดเปลี่ยน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเข้าจับกุมเขานอกบ้าน ขณะกำลังจะส่งลูกไปโรงเรียน เขาถูกพาตัวไปยังสถานกักกันในพื้นที่ดัลลัส เพื่อดำเนินกระบวนการตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง
ช่วงเวลาหลังจากนั้นเริ่มเต็มไปด้วยคำถาม
รายงานจากหน่วยงานระบุว่า เขามีอาการเจ็บหน้าอกและหายใจลำบากหลังถูกควบคุมตัวไม่นาน อาการดังกล่าวเป็นสัญญาณอันตรายที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจหรือระบบหายใจ แต่สิ่งที่ถูกตั้งคำถามคือ “เขาได้รับการดูแลเร็วพอหรือยัง”
คืนนั้นเขาถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาล Parkland ในดัลลัส และในเช้าวันที่ 14 มีนาคม เขาเสียชีวิต
ระยะเวลาระหว่างการถูกจับกุมจนถึงเสียชีวิตใช้เวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง
สาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการยังไม่ถูกเปิดเผย การชันสูตรต้องรอผลตรวจละเอียด ซึ่งอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน แต่ในช่วงเวลาที่คำตอบยังมาไม่ถึง ความขัดแย้งของข้อมูลก็เริ่มชัดขึ้นทันที
ฝ่ายเจ้าหน้าที่ระบุว่าเขามี “ประวัติอาชญากรรม” จึงเป็นเหตุผลของการจับกุม ขณะที่ครอบครัวและกลุ่มสิทธิมนุษยชนโต้แย้งว่า เขาไม่เคยถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีร้ายแรงใด ๆ และข้อมูลที่ถูกกล่าวอ้างนั้นคลุมเครือ
พี่ชายของเขาให้ข้อมูลว่า เมื่อทราบว่าน้องชายมีอาการทรุดหนัก เขาถึงกับโทรเรียกรถพยาบาลไปยังสถานกักกันเอง เพราะกังวลว่าการช่วยเหลือทางการแพทย์อาจล่าช้า
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนชี้ว่า การเสียชีวิตของบุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ โดยเฉพาะในช่วงเวลาสั้น ๆ หลังการจับกุม ถือเป็นกรณีที่ต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพราะรัฐมีหน้าที่โดยตรงในการดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของผู้ถูกควบคุมตัว
กรณีนี้จึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของบุคคลคนเดียว แต่เชื่อมโยงไปถึงระบบทั้งหมด
ในช่วงต้นปี 2026 มีรายงานผู้เสียชีวิตหลายรายในสถานกักกันตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ ตัวเลขในบางช่วงเวลาเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล มีข้อร้องเรียนต่อเนื่องเกี่ยวกับการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ล่าช้า สภาพความเป็นอยู่ และมาตรฐานการดูแลขั้นพื้นฐาน
บางกรณีถูกตั้งข้อสงสัยถึงขั้นเป็นการเสียชีวิตที่อาจป้องกันได้
ระบบกักกันเหล่านี้ แม้ในทางกฎหมายจะเป็น “การกักตัวทางปกครอง” แต่สภาพแวดล้อมจริงกลับใกล้เคียงกับเรือนจำ ทั้งข้อจำกัดด้านอิสรภาพ การควบคุมการสื่อสาร และการพึ่งพาการดูแลจากเจ้าหน้าที่โดยตรงในทุกด้าน โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ
สำหรับอดีตพันธมิตรชาวอัฟกัน กรณีของปักเตียวาลสร้างแรงสะเทือนในระดับลึก เพราะเขาเป็นหนึ่งในคนที่เคยเสี่ยงชีวิตร่วมกับกองกำลังสหรัฐฯ การเสียชีวิตของเขาภายใต้การควบคุมของรัฐ ทำให้เกิดคำถามว่า ความร่วมมือในอดีตยังมีความหมายแค่ไหนในปัจจุบัน
ในระดับครอบครัว ความสูญเสียเกิดขึ้นทันที เด็กหกคนต้องเผชิญกับการสูญเสียพ่ออย่างกะทันหัน ภรรยากลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวในต่างแดน โดยที่สถานะทางกฎหมายยังไม่แน่นอน
ในระดับกฎหมาย ทนายความของครอบครัวเริ่มเตรียมดำเนินคดีเพื่อหาคำตอบ ว่ามีความประมาทเลินเล่อเกิดขึ้นหรือไม่ และใครต้องรับผิดชอบ
ในระดับสังคม กรณีนี้กลายเป็นจุดตั้งคำถามใหญ่เกี่ยวกับสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายกับศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
เมื่อบุคคลหนึ่งถูกควบคุมตัวโดยรัฐ ความรับผิดชอบต่อชีวิตของเขาควรอยู่ในระดับไหน
การบังคับใช้กฎหมายควรเดินไปไกลแค่ไหนโดยไม่ละเลยความปลอดภัยพื้นฐาน
และระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อความมั่นคง จะรักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้ได้อย่างไร
คำถามเหล่านี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึง
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122176482596643197&set=a.122100560888643197
"เขี้ยวเล็บ" อันใหม่ของอิหร่านเพิ่งโผล่ มีการยิงขีปนาวุธจำนวน 2 ลูกพุ่งเป้าไปยังเกาะดิเอโก การ์เซีย ซึ่งอยู่ห่างออกไปเกือบ 4,000 กิโลเมตร อิหร่านเพิ่งเปิดเผยขีดความสามารถที่อาจสร้างความกังวลอย่างยิ่งให้กับสหรัฐอเมริกา
⚡🇮🇷🇺🇸Iran may have just exposed a capability that raises serious concerns for the United States.
— Defense Intelligence (@DI313_) March 21, 2026
Two missiles were launched toward Diego Garcia, nearly 4000 km away. One failed mid-course, but the second was intercepted by a US Navy SM-3 interceptor, a system that costs over 20… pic.twitter.com/fE5Zia3rho
Iran fired two ballistic missiles at Diego Garcia this week. That’s a tiny British-American dot in the Indian Ocean that most people couldn’t find on a map, which is precisely why it matters.
— Gandalv (@Microinteracti1) March 21, 2026
The range was 4,000 kilometers. Four thousand. To put that in perspective, 4,000… pic.twitter.com/bibhtcx5Ru
According to the Wall Street Journal, citing multiple U.S. officials, Iran has targeted the joint U.S.-UK base at Diego Garcia in the Indian Ocean with two intermediate-range ballistic missiles (IRBM). According to the report, one missile failed in flight whilst the other was… pic.twitter.com/rg7VszAuoi
— OSINTdefender (@sentdefender) March 21, 2026
BREAKING: Britain condemns “reckless attacks” after Iran fires missiles at the UK-US Diego Garcia air base in the Indian Ocean. https://t.co/lY8R22d4u9
— The Associated Press (@AP) March 21, 2026
รายงานเหตุการณ์และข้อกังวลกรณีอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพ ดิเอโก การ์เซีย (Diego Garcia) เมื่อวันที่ 20-21 มีนาคม 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ "ปฏิบัติการ Epic Fury" (Operation Epic Fury) โดยมีประเด็นหลักที่น่าสนใจดังนี้ครับ
1. รายละเอียดของเหตุการณ์
การโจมตี: อิหร่านยิงขีปนาวุธพิสัยกลาง (IRBM) จำนวน 2 ลูก มุ่งหน้าสู่ฐานทัพดิเอโก การ์เซีย ซึ่งตั้งอยู่กลางมหาสมุทรอินเดีย
ผลลัพธ์: ขีปนาวุธ ไม่โดนเป้าหมาย โดยลูกหนึ่งเกิดขัดข้องทางเทคนิคและตกกลางทาง ส่วนอีกลูกถูกเรือรบสหรัฐฯ ยิงสกัดด้วยระบบ SM-3 (Standard Missile-3) แม้จะยังไม่มีการยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าสกัดได้สำเร็จในอากาศหรือไม่ แต่ไม่มีรายงานความเสียหายบนเกาะ
ขีดความสามารถที่เพิ่มขึ้น: ระยะทางจากอิหร่านถึงเกาะดิเอโก การ์เซีย อยู่ที่ประมาณ 3,800 - 4,000 กิโลเมตร ซึ่งสูงกว่าระยะ 2,000 กิโลเมตรที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน (Abbas Araghchi) เคยอ้างไว้เมื่อเดือนที่แล้วว่าอิหร่าน "จำกัดไว้เพื่อความปลอดภัย" ถึงเท่าตัว
2. ข้อกังวลทางยุทธศาสตร์และระดับโลก
ศักยภาพอาวุธที่เกินคาด (The 4,000km Threat)
การที่อิหร่านสามารถยิงถึงดิเอโก การ์เซีย หมายความว่าเป้าหมายอื่นๆ ในระยะเดียวกันก็ตกอยู่ในอันตราย เช่น:
ยุโรป: เมืองหลวงอย่างกรุงเอเธนส์, โรม หรือแม้แต่ปารีส อาจอยู่ในรัศมีทำการของขีปนาวุธรุ่นใหม่นี้
ฐานทัพห่างไกล: ฐานทัพที่เป็น "เรือบรรทุกเครื่องบินที่ไม่มีวันจม" อย่างดิเอโก การ์เซีย ซึ่งใช้เป็นจุดจอดเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 และ B-52 ไม่ได้ปลอดภัยจากการโจมตีโดยตรงอีกต่อไป
ความเสี่ยงของสหราชอาณาจักร
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากนายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์ อนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพของอังกฤษในการโจมตีอิหร่านเพื่อ "ป้องกันตนเอง" ทำให้เกิดข้อกังวลว่า:
การถูกลากเข้าสู่สงคราม: สมาชิกสภาและประชาชนบางส่วนกังวลว่าอังกฤษกำลังถูกดึงเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน
ความปลอดภัยของบุคลากร: อิหร่านประกาศชัดเจนว่าชีวิตของชาวอังกฤษตกอยู่ในอันตราย ตราบใดที่ฐานทัพเหล่านี้ยังถูกใช้เป็นจุดส่งกำลังบำรุงเพื่อโจมตีดินแดนอิหร่าน
วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ
ราคาน้ำมัน: สถานการณ์นี้ดันราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งแตะ 112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
การค้าโลก: ความไม่มั่นคงในมหาสมุทรอินเดียซ้ำเติมวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดอยู่แล้ว เสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก (Global Recession)
มุมมองนักวิเคราะห์: การโจมตีครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณจากเตหะรานว่า แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะส่งสัญญาณ "ลดระดับ" การสู้รบ แต่อิหร่านยังคงมี "เขี้ยวเล็บ" ที่ยาวพอจะทำลายจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของพันธมิตรตะวันตกได้ทุกเมื่อ
ท่าทีของรัฐบาลสหราชอาณาจักร (UK) ต่อเหตุการณ์ที่อิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพดิเอโก การ์เซีย ในช่วงวันที่ 20-21 มีนาคม 2026 มีความชัดเจนและเฉียบขาดมากขึ้น โดยเน้นไปที่ "การป้องกันร่วม" แต่ยังคงพยายามรักษาเส้นแบ่งไม่ให้กลายเป็นผู้เปิดฉากสงครามโดยตรงครับ
สรุปประเด็นสำคัญของท่าทีล่าสุดได้ดังนี้:1. การประณามอย่างรุนแรงและการยืนยันความล้มเหลวของอิหร่าน
"พฤติกรรมที่ประมาทเลินเล่อ": โฆษกกระทรวงกลาโหมอังกฤษ (MoD) ออกแถลงการณ์ในวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม ประณามการโจมตีของอิหร่านว่าเป็นพฤติกรรมที่ "Reckless" (ประมาทและขาดความยั้งคิด) ซึ่งคุกคามผลประโยชน์ของอังกฤษและพันธมิตรในภูมิภาค
ยืนยันความปลอดภัย: แหล่งข่าวจากรัฐบาลยืนยันว่าการโจมตี "ไม่ประสบความสำเร็จ" และเกิดขึ้น ก่อน ที่นายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์ จะแถลงอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอย่างเป็นทางการเพียงไม่กี่ชั่วโมง
2. การตัดสินใจยอมให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพ (The Strategic U-Turn)
นายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้เปลี่ยนท่าทีจากการปฏิเสธในตอนแรก มาเป็นการ "อนุญาตแบบมีเงื่อนไข" ดังนี้:
ขอบเขตที่จำกัด: อังกฤษอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพดิเอโก การ์เซีย และ RAF Fairford สำหรับ "ปฏิบัติการป้องกันในวงจำกัด" (Specific and Limited Defensive Operations) เท่านั้น
เป้าหมายหลัก: เพื่อทำลายคลังเก็บขีปนาวุธและฐานยิงในอิหร่านที่เป็นต้นทางในการโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ และโจมตีพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย
หลักกฎหมาย: รัฐบาลอ้างหลัก "การป้องกันตนเองร่วมกัน" (Collective Self-Defence) ตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อคุ้มครองชีวิตพลเมืองอังกฤษและพันธมิตร
3. การรักษาจุดยืน "ไม่ใช่ผู้รุกราน"
แม้จะยอมให้ใช้ฐานทัพ แต่อังกฤษยังคงย้ำจุดยืนเดิมเพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ:
ไม่ใช่การบุกโจมตี: รัฐบาลย้ำว่าอังกฤษ "ไม่ได้เข้าร่วมปฏิบัติการเชิงรุก" (Not joining offensive strikes) ของสหรัฐฯ และอิสราเอล แต่เป็นการสนับสนุนเพื่อให้สหรัฐฯ ยับยั้งการโจมตีจากต้นทางได้
เน้นการเจรจา: นายกฯ สตาร์เมอร์ยังคงระบุว่า เป้าหมายสูงสุดคือการดึงอิหร่านกลับสู่โต๊ะเจรจาเพื่อยุติโครงการนิวเคลียร์และลดความขัดแย้งในภูมิภาค
4. ปฏิกิริยาและการเมืองภายในอังกฤษ
ฝ่ายค้าน: คุณ Kemi Badenoch ผู้นำฝ่ายค้าน วิจารณ์การตัดสินใจของรัฐบาลว่าเป็น "The mother of all U-turns" (การกลับลำครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด) เนื่องจากตอนแรกสตาร์เมอร์ยืนกรานจะไม่ยุ่งเกี่ยวจนสร้างความไม่พอใจให้กับประธานาธิบดีทรัมป์
ข้อกังวลเรื่องอธิปไตย: มีการถกเถียงในสภาเรื่องข้อตกลงคืนหมู่เกาะชากอสให้มอริเชียส โดยฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยชี้ว่าเหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่าดิเอโก การ์เซีย คือจุดยุทธศาสตร์ที่ "เปราะบาง" และสำคัญเกินกว่าจะยอมสละอธิปไตยไป
สถานะล่าสุด: รัฐบาลอังกฤษได้สั่งการให้เครื่องบินรบ Typhoon เพิ่มเติม และเรือหลวง HMS Dragon เข้าประจำการในพื้นที่เพื่อเสริมกำลังป้องกัน และเตรียมพร้อมรับมือหากอิหร่านยกระดับการตอบโต้ต่อฐานทัพของอังกฤษอีกครั้ง
Karim Sadjadpour นักวิเคราะห์ด้านกิจการระหว่างประเทศของ CNN เชื่อว่าลักษณะของสงครามในอิหร่านได้เปลี่ยนไปสำหรับสหรัฐฯ โดยเขากล่าวว่า "ผมคิดว่าเดิมทีเรื่องนี้เริ่มต้นจากการเป็น 'สงครามทางเลือก' สำหรับประธานาธิบดีทรัมป์ แต่บัดนี้ได้แปรสภาพกลายเป็น 'สงครามแห่งความจำเป็น' ไปแล้ว" ทั้ง 2 แตกต่างกันอย่างไร ?
CNN Global Affairs Analyst Karim Sadjadpour believes the nature of the war in Iran has changed for the U.S. "I think this began as a war of choice for President Trump and it's morphed into a war of necessity," he says. pic.twitter.com/KLpecWvoXz
— Anderson Cooper 360° (@AC360) March 21, 2026
https://x.com/AC360/status/2035340941171548352
.....Karim Sadjadpour นักวิเคราะห์ด้านกิจการระหว่างประเทศของ CNN เชื่อว่าธรรมชาติของสงครามในอิหร่านได้เปลี่ยนไปสำหรับสหรัฐฯ โดยเขากล่าวว่า "ผมคิดว่าเดิมทีสงครามนี้เริ่มต้นขึ้นในฐานะ 'สงครามทางเลือก' (War of Choice) สำหรับประธานาธิบดีทรัมป์ แต่บัดนี้ได้แปรสภาพกลายเป็น 'สงครามแห่งความจำเป็น' (War of Necessity) ไปแล้ว" คำกล่าวนี้มีความหมายอย่างไร?
Gemini ตอบว่า:
ความแตกต่างที่ Karim Sadjadpour ชี้ให้เห็นนั้นสื่อถึงการเปลี่ยนแปลงในเหตุผลที่ประเทศหนึ่งเข้าสู่ความขัดแย้งทางทหาร โดยเปลี่ยนจากยุทธศาสตร์เชิงรุกที่เป็นทางเลือก ไปสู่ความจำเป็นเชิงรับเพื่อการป้องกันตนเอง
ในบริบทของความขัดแย้งปี 2026 (ปฏิบัติการ Epic Fury) นี่คือคำอธิบายรายละเอียดว่าคำศัพท์เหล่านั้นมีความหมายอย่างไรต่อสถานการณ์ปัจจุบัน:
**สงครามทางเลือก (War of Choice)**
"สงครามทางเลือก" คือความขัดแย้งที่ถูกริเริ่มขึ้นเพื่อบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์หรือทางอุดมการณ์ที่เฉพาะเจาะจง มากกว่าที่จะเป็นการเข้าปะทะเพื่อขับไล่ภัยคุกคามที่จ่ออยู่ตรงหน้าและเป็นอันตรายต่อการดำรงอยู่ของชาติ
**ระยะเริ่มต้น:** Sadjadpour ให้เหตุผลว่าสงครามเริ่มต้นในลักษณะนี้ เนื่องจากในขณะนั้นยังไม่มี "ภัยคุกคามที่จ่ออยู่ตรงหน้า" (imminent threat) ที่บ่งชี้ว่าอิหร่านกำลังจะเปิดฉากโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์หรือยิงขีปนาวุธขนานใหญ่เข้าใส่แผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ
**ปัจจัยขับเคลื่อน:** ความขัดแย้งนี้ถูกจุดชนวนขึ้นจาก "เส้นแดง" (Red Line) ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขีดไว้เกี่ยวกับวิธีการที่รัฐบาลอิหร่านปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ประท้วง เมื่อเส้นแดงดังกล่าวถูกละเมิด สหรัฐฯ จึงเลือกที่จะเริ่มระดมกำลังทหารและเปิดฉากโจมตีตามมา เพื่อบังคับใช้นโยบายของตนและลดทอนศักยภาพทางทหารของอิหร่านลง
**สงครามแห่งความจำเป็น (War of Necessity)**
"สงครามแห่งความจำเป็น" คือความขัดแย้งที่ประเทศชาติมองไม่เห็นทางเลือกอื่นใดนอกจากการเข้าสู้รบ เนื่องจากผลประโยชน์สำคัญ ความมั่นคง หรือชีวิตของพลเมืองกำลังตกอยู่ภายใต้การโจมตีโดยตรงและในทันที
**จุดเปลี่ยน:** สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปเมื่อความขัดแย้งขยายวงกว้างออกไปสู่ระดับ "ภูมิภาค" อิหร่านตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ด้วยการยิงขีปนาวุธและส่งโดรนเข้าโจมตีกว่า 2,000 ลูก โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย ปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ และโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน อาทิ แหล่งก๊าซ South Pars
**สถานการณ์ที่บีบบังคับ:** เนื่องจากมาตรการตอบโต้ของอิหร่านได้สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดพลังงานโลก และคุกคามพันธมิตรของสหรัฐฯ โดยตรง (เช่น ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) สหรัฐฯ จึงตกอยู่ในสถานะที่ "ถอนตัวไม่ได้" (locked in) อีกต่อไปแล้ว สถานการณ์นี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของ "ทางเลือก" ในการลงโทษระบอบการปกครองของอิหร่านเท่านั้น แต่ได้กลายเป็น "ความจำเป็น" ที่ต้องเข้าปกป้องระบบเศรษฐกิจโลกและป้องกันไม่ให้ภูมิภาคทั้งหมดพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง สี่ลำดับความสำคัญ
ซัดจาดปูร์ตั้งข้อสังเกตว่า เนื่องจากสงครามได้กลายเป็นสงครามที่ "จำเป็น" สหรัฐฯ จึงถูกบังคับให้ต้องจัดการกับเป้าหมายสำคัญสี่ประการที่ทำให้การถอนตัวอย่างง่ายๆ เป็นเรื่องยาก:
ความรับผิดชอบด้านนิวเคลียร์: การรักษาความปลอดภัยหรือการชี้แจงเกี่ยวกับยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงที่อาจถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังจากการโจมตีครั้งก่อนๆ
การแพร่กระจายขีปนาวุธ/โดรน: การยุติภัยคุกคามโดยตรงจากการ "ยิงโจมตี" ของอิหร่านต่อฐานทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรในภูมิภาค
การลดทอนกำลังของกลุ่มตัวแทน: การจัดการกับภัยคุกคามที่เหลืออยู่จากกลุ่มต่างๆ เช่น ฮิซบอลลาห์และฮูตี แม้ว่าพวกเขากำลังอ่อนแอลงก็ตาม
ความโหดร้ายภายในประเทศ: การแก้ไขสาเหตุหลักของการแทรกแซง นั่นคือการปราบปรามประชาชนของตนเองโดยระบอบการปกครอง
ข้อสรุป: ประเด็นของซัดจาดปูร์คือ แม้ว่าสหรัฐฯ จะเข้าร่วมในสงครามครั้งนี้โดยสมัครใจ แต่ก็ไม่สามารถถอนตัวออกได้โดยสมัครใจเช่นกัน สถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้สร้าง "กล่องดำ" แห่งความไม่แน่นอน ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์อาจพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะ "ยุติและประกาศชัยชนะ" ได้ง่ายๆ
คลิป CNN รายงานพิเศษ เรื่อง “เมืองขีปนาวุธ” ของอิหร่าน ที่ถูกสร้างขึ้นลึกลงไปใต้พื้นดิน
A special CNN investigation reveals the depth of Iran’s military hideouts, a vast network of so-called “missile cities” built deep underground. Tamara Qiblawi reports. pic.twitter.com/p3EkIyLoGa
— Erin Burnett OutFront (@OutFrontCNN) March 21, 2026
https://x.com/i/status/2035148083844038812
แม้ว่า ไทยจะมีแหล่งน้ำมันของตัวเองอยู่ในหลายจังหวัด แต่ถ้าเทียบกับความต้องการใช้น้ำมันทั้งประเทศแล้ว ปริมาณการผลิตภายในประเทศยังถือว่า "ไม่เพียงพอ" ทำให้ประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นหลัก
สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น : innnews
March 19
https://www.facebook.com/innnews.co.th/videos/1562170018186701/
⛽เปิดแหล่งน้ำมันดิบในไทย มีที่ไหนบ้าง แล้วเพียงพอหรือไม่?!
— สำนักข่าว INN (@INNNEWS) March 19, 2026
******
หลายคนอาจคุ้นภาพแท่นขุดเจาะ #น้ำมัน กลางทะเลในอ่าวไทย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทยก็มี "แหล่งน้ำมันบนบก" อยู่ด้วยเช่นกัน และมีการสำรวจรวมถึงผลิตมาอย่างต่อเนื่อง
.
🔎ข้อมูลจาก กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ระบุว่า… pic.twitter.com/XYTEgdmYFi
https://x.com/INNNEWS/status/2034567652493135894
สำนักข่าว INN
@INNNEWS
เปิดแหล่งน้ำมันดิบในไทย มีที่ไหนบ้าง แล้วเพียงพอหรือไม่?!
หลายคนอาจคุ้นภาพแท่นขุดเจาะ #น้ำมัน กลางทะเลในอ่าวไทย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทยก็มี "แหล่งน้ำมันบนบก" อยู่ด้วยเช่นกัน และมีการสำรวจรวมถึงผลิตมาอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลจาก กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ระบุว่า แหล่งน้ำมันบนบกของไทย กระจายตัวอยู่ในแอ่งสะสมตะกอนหลายพื้นที่ ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยส่วนใหญ่เป็นแหล่งขนาดเล็กถึงปานกลาง แต่มีบทบาทสำคัญในการเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ
เริ่มจากแหล่งที่ใหญ่ที่สุดของไทย คือ "แหล่งสิริกิติ์" หรือ S1 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ กว่า 1,300 ตารางกิโลเมตร และถือเป็นแหล่งผลิตน้ำมันบนบกที่สำคัญที่สุดของประเทศ พื้นที่ครอบคลุม 3 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการผลิตน้ำมันดิบแห่งแรกของไทย รวมถึง สุโขทัย และ พิษณุโลก . และแหล่งดังกล่าวไม่ได้ผลิตเพียงน้ำมันดิบเท่านั้นแต่ยังสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติ และก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG ที่นำไปใช้ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและครัวเรือน
รองลงมา คือ แหล่งวิเชียรบุรี ในจังหวัด เพชรบูรณ์ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันบนบกขนาดใหญ่ เป็นอันดับสองของไทยโดยมีความโดดเด่น คือ การค้นพบน้ำมันในชั้นหินภูเขาไฟ ซึ่งถือเป็นลักษณะทางธรณีวิทยาที่พบได้ไม่บ่อย .
ขณะที่ในภาคเหนือ ยังมีแหล่งฝาง จังหวัด เชียงใหม่ ถือเป็นแหล่งน้ำมันบนบกแห่งแรกของประเทศไทยและยังคงมีการผลิตอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ที่สำคัญ แหล่งฝางยังเป็นพื้นที่ที่มีการดำเนินงานครบวงจรตั้งแต่การขุดเจาะ ไปจนถึงการกลั่นน้ำมันในพื้นที่เดียวกันเพื่อใช้ในภารกิจด้านความมั่นคง และจำหน่ายในพื้นที่ใกล้เคียง . นอกจากนี้ ยังมีแหล่งน้ำมันกระจายตัวในพื้นที่ภาคกลางโดยเฉพาะในจังหวัด สุพรรณบุรี และ นครปฐม แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่เท่าแหล่งหลัก แต่ก็มีบทบาทในเชิงพาณิชย์ ช่วยเสริมระบบพลังงานของประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นสงคราม หรือความไม่สงบในภูมิภาคผู้ผลิตน้ำมัน ไทยถึงได้รับผลกระทบทั้งด้านราคา และความเสี่ยงด้านการขนส่งแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย
ไทยนำเข้าน้ำมันจากไหนบ้าง และทางเลือกใหม่มีมั้ย

‘น้ำมันดิบเข้ากลั่น’ ของไทย นำเข้าจากแหล่งไหนบ้าง?
3 March 2026
The Matter
“ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดแล้ว หากใครพยายามผ่านเข้ามา เหล่าวีรบุรุษแห่งกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติและกองทัพเรือจะเผาเรือเหล่านั้นให้วอดวาย”
นี่คือคำขู่จาก อิบราฮิม จาบารี ที่ปรึกษาอาวุโสของผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ซึ่งเป็นการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางในการขนส่งน้ำมันประมาณ 14.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเกือบ 90% ส่งไปยังเอเชีย ขณะที่ 4% ไปยังยุโรป 4% ไปยังทวีปอเมริกา และ 2% ไปยังแอฟริกา
คำถามที่มาพร้อมกับความกังวลในห้วงเวลานี้คือ ‘ประเทศไทย’ ได้รับผลกระทบแค่ไหน และเราพึ่งพิงน้ำมันดิบจากต่างประเทศแค่ไหนบ้าง?
ขณะที่ข้อมูลจาก กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ชี้ว่าประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจาก 4 เส้นทางในหลายประเทศ ได้แก่แหล่งผลิตตะวันออกกลาง (Middle East) ซึ่งจะขนส่งผ่านทาง อ่าวเปอร์เซีย > ช่องแคบฮอร์มุซ > ทะเลอาหรับ > ช่องแคบมะละกา > อ่าวไทย แหล่งผลิตต้นทางตะวันออกไกล (Far East) / ออสเตรเลีย ซึ่งจะขนส่งผ่านทาง นิวซีแลนด์ > อ่าวไทย แหล่งผลิตต้นทาง สหรัฐฯ, บราซิล, ไนจีเรีย, ปานามา คองโก ฯลฯ ซึ่งจะขนส่งผ่านทาง แหลมกู้ดโฮป > ช่องแคบมะละกา > อ่าวไทยแหล่งผลิตต้นทาง ลิเบีย, ซูดาน ซึ่งจะขนส่งผ่านทาง คลองสุเอช > ทะเลแดง > ช่องแคบมะละกา > อ่าวไทย
เมื่อแบ่งเป็นสัดส่วนการจัดหาน้ำมันดิบพบว่า ในปี 2568 ประเทศไทย จัดหาน้ำมันดิบจาก ตะวันออกกลาง 57%, ตะวันออกไกล 12%, ช่องทางอื่นๆ 24% และท้องถิ่น 7% โดยที่ระยะเวลาในการขนส่งน้ำมันดิบมาไทยจะต่างกันออกไป ซึ่งเส้นทางที่ไวที่สุดมาจากตะวันออกไกล ใช้เวลา 5 วัน, ตะวันออกกลาง ใช้เวลา 15 วัน, แอฟริกา ใช้เวลา 21 วัน และสหรัฐฯ 40 วัน
📌กระทบไทย 1 ใน 3
พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตคณะกรรมการนโยบายการเงิน ระบุว่า “น้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ไทยต้องนำเข้า ผ่านช่องแคบนี้มีปริมาณคิดเป็น 1 ใน 3 ของพลังงานที่ไทยใช้ทั้งหมด”
พรายพล ระบุต่อว่า ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่าอิหร่านไม่มีศักยภาพจะปิดฮอร์มุซได้ในระยะยาว เนื่องจากกองทัพเรือสหรัฐฯ และนานาชาติจะตอบโต้เพื่อให้เปิดเส้นทาง แต่เพียงการขู่หรือก่อกวนเช่นนี้ก็ทำให้ตลาดน้ำมันปั่นป่วนได้แล้ว
“ผลกระทบจะรุนแรงที่สุดต่อประเทศในเอเชียที่ต้องพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลาง (เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) โดยหากเกิดการหยุดชะงักการขนส่งผ่านฮอร์มุซแม้เพียงบางส่วน ก็อาจทำให้หลายประเทศในเอเชียเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วคราว รัฐบาลอาจต้องออกมาตรการปันส่วนการใช้เชื้อเพลิง และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิดจะปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว” พรายพลระบุ และยังบอกด้วยว่า ช่องแคบฮอร์มุซคือจุดเปราะบางจุดหนึ่งในระบบพลังงานโลก
https://thematter.co/social/oil-gas-thailand-iran-us-attack/257612
.....
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูงมาก โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศถึงประมาณ 90% ของความต้องการใช้ทั้งหมด ข้อมูลล่าสุดในปี 2568-2569 ระบุแหล่งที่มาหลักและสถานการณ์การนำเข้าดังนี้ครับ:
1. แหล่งนำเข้าน้ำมันดิบ (Crude Oil)
ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยมีสัดส่วนหลักๆ ดังนี้:
- ตะวันออกกลาง (หลักที่สุด ประมาณ 50-58%): เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของไทย โดยเฉพาะจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งครองส่วนแบ่งเกือบครึ่งหนึ่งของการนำเข้าทั้งหมด ตามมาด้วย ซาอุดีอาระเบีย และ กาตาร์
- ตะวันออกไกลและโอเชียเนีย: นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย, อินโดนีเซีย และ ออสเตรเลีย
- อเมริกาและแอฟริกา: มีการนำเข้าจาก สหรัฐอเมริกา (ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการตกลงซื้อขายพลังงานในปี 2568), บราซิล, ไนจีเรีย และ คองโก
- รัสเซีย (แหล่งใหม่ที่กำลังพิจารณา): จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (Operation Epic Fury) ในช่วงต้นปี 2569 ที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน $100 ต่อบาร์เรล รัฐบาลไทยได้เริ่มเปิดการเจรจาเพื่อนำเข้าน้ำมันดิบจาก รัสเซีย เพื่อช่วยบรรเทาภาระต้นทุนพลังงาน
ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มีความสำคัญมากเพราะใช้ผลิตไฟฟ้ากว่า 55% ของประเทศ:
- กาตาร์: ยังคงเป็นผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ที่สุด (ประมาณ 42%)
- มาเลเซีย และ ออสเตรเลีย: เป็นแหล่งนำเข้าสำคัญในภูมิภาค
- เมียนมา: นำเข้าผ่านท่อก๊าซธรรมชาติ (แต่สัดส่วนลดลงตามปริมาณก๊าซในแหล่งผลิตที่น้อยลง)
เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) สูงมาก ข้อมูลระบุว่าน้ำมันดิบกว่าครึ่งหนึ่งที่ไทยใช้ต้องขนส่งผ่านเส้นทางนี้ เมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน จนมีการปิดช่องแคบ ทำให้:
- ราคาน้ำมันในไทยผันผวนสูง: ราคาดีดตัวขึ้นตามตลาดโลกกว่า 45% ในช่วงเดือนที่ผ่านมา
- ความมั่นคงทางพลังงาน: ปัจจุบันไทยมีสำรองน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปใช้ได้ประมาณ 95 วัน และรัฐบาลได้ออกมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันไปยังบางประเทศ (ยกเว้นลาวและเมียนมา) เพื่อสำรองไว้ใช้ในประเทศ
จากสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลกในช่วงต้นปี 2569 โดยเฉพาะความตึงเครียดจาก Operation Epic Fury ที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดและราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน $100 ต่อบาร์เรล ประเทศไทยได้เร่งหา "ทางเลือกใหม่" เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ดังนี้ครับ:
1. การเปลี่ยนแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบ (Strategic Shift)
รัฐบาลไทยกำลังพยายามลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง (ที่เคยสูงถึง 50%) โดยเบนเข็มไปยังแหล่งใหม่ๆ:
- รัสเซีย (ตัวเลือกหลัก): มีการเจรจานำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากสหรัฐฯ ได้ประกาศยกเว้น (Waiver) การคว่ำบาตรชั่วคราวเพื่อช่วยพยุงราคาน้ำมันโลก ทำให้ไทยสามารถซื้อน้ำมันดิบรัสเซียในราคาที่ถูกกว่าตลาดโลกได้
- กลุ่มประเทศใหม่ๆ: กระทรวงการต่างประเทศและ ปตท. (PTT) กำลังขยายดีลกับ บราซิล, ไนจีเรีย, คาซัคสถาน และเพิ่มสัดส่วนจาก สหรัฐอเมริกา และ แองโกลา เพื่อลดความเสี่ยงหากเส้นทางขนส่งในตะวันออกกลางถูกตัดขาดนานกว่าที่คาด
- การสำรองพลังงาน: ปัจจุบันไทยขยายการสำรองน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเป็น 98-101 วัน (จากเดิมประมาณ 60-70 วัน) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน
เนื่องจากก๊าซจากเมียนมามีปริมาณลดลงและก๊าซในอ่าวไทยไม่เพียงพอ ไทยจึงหันไปหา:
- ดีลระยะยาวกับสหรัฐฯ: มีข้อตกลงซื้อ LNG และน้ำมันจากสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 5.4 พันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยในปี 2569 นี้จะมีการนำเข้า LNG จากโครงการใน Alaska เพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านตัน
- Spot LNG: การสั่งซื้อแบบเร่งด่วนจากตลาดจรเพื่อทดแทนก๊าซที่หายไปจากตะวันออกกลาง (เช่น กาตาร์) ที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบ
ในระยะยาว รัฐบาลผลักดันแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ที่มุ่งเน้น "ความมั่นคงที่พึ่งพาตัวเองได้":
- เป้าหมาย Clean Energy 50%: เร่งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะ โซลาร์เซลล์แบบลอยตัว (Floating Solar) และลม
- ระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage): มีการประเมินว่าหากไทยเพิ่มแบตเตอรี่และโซลาร์ให้มากกว่าแผนเดิม จะช่วยประหยัดต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ถึง 1.8 พันล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2569-2580
- นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR): เริ่มมีการศึกษาความเป็นไปได้และวางกฎระเบียบรองรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก เพื่อเป็นแหล่งพลังงานฐานที่เสถียรในอนาคต
ในช่วงวิกฤตนี้ รัฐบาลได้ประกาศมาตรการเร่งด่วน:
- Work From Home: สนับสนุนให้ข้าราชการและภาคเอกชนทำงานที่บ้านเพื่อลดการใช้น้ำมันภาคขนส่ง
- การคุมเข้มการส่งออก: สั่งระงับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปยังบางประเทศเพื่อรักษาปริมาณในประเทศให้เพียงพอต่อช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะถึง
สรุปสั้นๆ: ในระยะสั้นไทยกำลัง "พึ่งน้ำมันรัสเซียและอเมริกา" เพื่อพยุงราคา ส่วนในระยะยาวกำลังพยายาม "หนีฟอสซิลไปหาโซลาร์และนิวเคลียร์" ครับ
วันเสาร์, มีนาคม 21, 2569
ศาลฎีกาก็หน้าบางเหมือน กกต.ยกเลิก ‘ทริปดูงานยุโรป’ ไปอย่างน่าเสียดาย ไม่งั้นคงได้ “ศึกษาสภาพภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรม” กันฉ่ำ
อ๋อ รู้ละ ศาลฎีกาก็หน้าบางเหมือน กกต. คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องยกเลิก ‘ทริปดูงานยุโรป’ ไปอย่างน่าเสียดาย มิอาจทราบว่าศาลฯ กลับคำฉุกละหุกอย่างนี้ “จะก่อให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณมากยิ่งกว่า” ดัง ครม.ชี้แจงไว้แล้วแค่ไหน
เมื่อโปรแกรมออกมาแค่ข้ามวัน ศาลทั่นก็สั่งระงับเสียแล้ว พวกผู้พิพากษา ๒๖ คนในโครงการคณะที่สองคงร้องว้าไปตามๆ กัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เว็บเพจ ‘สื่อ (ของ) ศาล’ ยังบอกแล้วว่างานนี้ทำสัญญากันไปเรียบร้อยตั้งแต่ ๑๘ กุมภา
แต่แล้ว “กระทรวงการคลังมีหนังสือด่วนที่สุด แจ้งการอนุมัติให้หน่วยงานราชการสามารถเบิกค่าใช้จ่าย กรณีเลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศได้ สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการ จึงยกเลิกการเดินทาง”
การดูงานครั้งนี้จัดสำหรับผู้พิพากษาที่ได้รับแต่งตั้งเข้าดำรงตำแหน่งใหม่ๆ ในศาลฎีกา อ้างว่าเป็น ‘หลักสูตร’ การดูงานในต่างประเทศ ซึ่งเที่ยวนี้ไปยุโรป ๓ ประเทศ คือ ฝรั่งเศส มอนาโค และอิตาลี รวมเวลา ๑๐ วัน อ้างอีกด้วยว่า
“เพื่อพัฒนาศักยภาพการพิจารณาพิพากษาคดีและบริหารงานคดีในศาลฎีกา ซึ่งเป็นลำดับชั้นสูงสุด เน้นการเสริมสร้างความรู้ข้อกฎหมายใหม่ เสริมสร้างกระบวนทัศน์การทำงานให้สอดคล้องต่อบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป”
เห็นไหมภาพลักษณ์ของโครงการเค้าดีจริงๆ เพียงแต่ว่าเป้าหมายของโปรแกรมที่จัด อ่านแล้วโหวงเหวงพิลึกอยู่นะ เช่นการเยือนฝรั่งเศส ๒๓-๒๕ มีนา โดยคืนวันที่ ๒๒ ไปรอขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิถึงเที่ยงคืน ๕ นาฑี
เจ็ดโมงเช้า (วันที่ ๒๓) ถึงปารีส พอแปดโมงก็ลุย “ศึกษาสภาพภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม และศิลปวัฒนธรรม” กันเลยทีเดียว ก่อนพักเที่ยงกินกลางวัน แล้วมาลุย “ศึกษา” อย่างเดิมต่ออีกครึ่งวันจนหนึ่งทุ่มรับประทานอาหารค่ำ เข้าที่พัก
รุ่งขึ้นวันที่ ๒๔ ภาคเช้าจะมีการเข้ารับฟังบรรยาย “และ/หรือ” ศึกษาดูงานศาล ไอ้คำในอัญประกาศข้างต้นนั่นปกติใช้กันในแวดวงการเงินการคลังมาก่อน ความหมายตรงๆ ก็คือ “ไม่แน่นะ” จึงติดข้อสงสัยเล็กน้อยว่าไอ้การการบรรยายและการดูงานจะมีมั้ยน้า
พอตอนบ่ายกลับไปศึกษาภูมิศาสตร์ฯ ต่อ ก็เลยโล่งอกโล่งใจ ยังไงเสียยังได้ “ศึกษา” กันอยู่ รวมทั้งรุ่งขึ้นวันที่สามของการศึกษาในฝรั่งเศส ทั้งภาคเช้าและบ่าย ตะบี้ตะบันศึกษาไอ้ชุดภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม บลา ๆ ๆ นั่นละ
สุดท้ายโครงการโดนระงับไปแล้ว เพราะคลังรับประกันจ่ายค่ามัดจำให้ อย่างหนึ่ง อีกอย่าง “สื่อสังคมออนไลน์ตั้งข้อสังเกต” กันหนักนัก แบบเดียวกับโครงการดูงานของพวกกรรมการ กกต.รวมทั้งเฮีย แหวง บุญเกือบหมด
รายนั้นโปรแกรมยังไม่ทันได้ออกมาสู่สาธารณะเสียด้วยซ้ำ ประชากรออนไลน์เอามาถล่มกันเสียยู่ยี่ยับเยิน ต้องรีบประกาศยกเลิก ด้วยความหน้าบาง แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เขาสั่งลงมา ถึงไหนถึงกัน
(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/S7WLS9JcC, https://www.matichon.co.th/politics/news_5643572 และ https://www.facebook.com/thestandardth/posts/d1BL3bbD)



