วันอังคาร, พฤษภาคม 26, 2569

การได้มาซึ่ง สสร.ของพรรคภูมิใจไทย มันซับซ้อน พิสดารเสียนี่กระไร หรือไม่คงจะรีบร้อนไปหน่อย ก็เลยมีสองข้อที่ย้อนแย้งกันเอง

ไม่รู้ว่าผู้ออกแบบการได้มาซึ่ง สสร.ของพรรคภูมิใจไทย เป็นคนเดียวกับที่ออกแบบการได้มาของ สว.หรือเปล่า มันซับซ้อน พิสดารเสียนี่กระไร หรือไม่คงจะรีบร้อนไปหน่อย ก็เลยมีสองข้อที่ย้อนแย้งกันเอง ถ้าสมัย โค้วตงหมง เป็นประธานสภาฯ คงบอกว่า “ยุ่งตายห่า”

หลักเกณฑ์ขั้นต้นจะต้องมาจากตัวแทน ๗๗ จังหวัด และ ๒๓ ผู้เชี่ยวชาญ แล้วยังต้องมีสัดส่วนตรงตามจำนวน สส.และ สว.ในรัฐสภา โดยจำนวนตามสัดส่วน สส.ให้เป็นไปตามอัตราส่วนของ สส.แต่ละพรรคในสภาด้วย

มันยุ่งตายห่าตรงที่นอกเหนือจากสูตรพิสดารดังกล่าวแล้ว ยังมีอภิมหาพิสดารทับขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง ด้วยมาตรา ๒๕๖/๖ วรรคสอง ที่ว่า “ให้การเลือก สสร. ให้ใช้วิธีการลงคะแนน โดยผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดเป็นผู้ได้รับเลือกเป็น สสร.”

Nutchapakorn Nammueng ชี้ให้เห็นว่า “มันมีหลักเกณฑ์การเลือกสองแบบที่ขัดแย้งกัน ระบบหนึ่งบอกให้คำนึงถึงสัดส่วน สส.-สว. แต่อีกระบบหนึ่งบอกให้ใช้วิธีการดูคะแนนว่า ใครได้คะแนนมากที่สุด ถ้าเขียนแบบนี้ ในทางปฏิบัติจะสับสนมาก”

เขายกตัวอย่างการเลือก สสร.แบบจังหวัด เนื่องจากในจังหวัดนึงจะมี สสร.ได้ ๑ คน ถ้าบอกว่าต้องเป็นไปตามสัดส่วน ก็แสดงว่า ใน ๗๗ จังหวัดต้องมีการแบ่งกันก่อนว่า จังหวัดไหนเป็นของ สส.เท่าไร สว.เท่าไร” แล้วยังต้องไปแบ่งต่ออีก

แต่ละพรรคได้กี่จังหวัด (ซึ่งการทำแบบนี้ไม่มีหลักการเลยว่า ต้องทำไปเพื่ออะไร) แล้วในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะแบ่งจังหวัดกันยังไง หากต้องใช้ระบบใครได้คะแนนมากที่สุด คนนั้นได้เป็น สสร. มันก็กลายใครมีเสียงมากที่สุด คนนั้น กินรวบ ได้ทั้งหมด” ไง

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล มี สส. ๑๙๐ เสียง และมี สว.ซึ่งมีปณิธานตรงกันอีก ๑๕๐ เสียง พวกเขาแทบจะเป็นเสียงข้างมากเด็ดขาด” ต่อไปถ้าผลออกมาอย่างที่คาดหมาย จะกลายเป็นการฮั้ว สสร.ด้วยไหม

เจ้าของโพสต์ตั้งข้อสังเกตุว่า “การเขียนให้คำนึงถึงสัดส่วน” สส. สว.และในหมู่ สส.ของพรรคการเมือง “เป็นการพยายาม ฟอกขาว ให้ดูเหมือนไม่กินรวบ แต่ในทางปฏิบัติทำไม่ได้” เขาตั้งคำถามต่อคนทั่วไปว่า แล้วจะทำอย่างไรให้สองหลักเกณฑ์ไม่แย้งกันเอง

แล้วก็ “ปล.1 ถ้าร่างที่ผมได้รับมา ไม่ใช่ร่างจริง ก็วอนสื่อมวลชนช่วยเปิดร่างจริงให้หน่อย กราบครับ”

(https://www.facebook.com/patsaravalee/posts/FhimmNtDV ลายแทงได้มาจาก Patsaravalee Tanakitvibulpon) 

รัฐธรรมนูญใหม่ต้องมาจากเสียงของทุกคน และ คน #เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องมาจากการเลือกตั้ง นันทัชพร ศรีจันทร์ จาก @dconner.th ปราศรัยในงาน @chiangmaipride 2026

https://www.facebook.com/reel/2492256021200528



รู้จัก ‘หมอบกราบ’ ในวัฒนธรรมอินเดีย ที่ไทยรับต่อมา



รู้จัก ‘หมอบกราบ’ ในวัฒนธรรมอินเดีย ที่ไทยรับต่อมา

ที่จริง คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ เคยพูดไว้ชัดเจนไม่ต้องพูดอะไรต่อ ว่าการไหว้หรือกราบนั้นเป็นของที่เรารับมาจากวัฒนธรรมอินเดีย ไม่ใช่ของดั้งเดิมและไม่ได้เอาไว้ไหว้คน เพราะคนสมัยก่อนเวลาเด็กไหว้ยังพูดว่า “ไหว้พระเถอะลูก”

ท่านว่า สมัยก่อนใช้การเอามือป้องหูซึ่งยังมีร่องรอยในประเพณีของหมอลำ-ร้องอยู่ และสรุปว่าการไหว้ที่มีการแบ่งเป็นระดับต่างๆ ดังที่ทำในปัจจุบันนี้ เป็นประเพณีประดิษฐ์ใหม่ไม่น่าเกินร้อยปีนี้เอง

จากบทความของคุณสุจิตต์ ผมจึงลองไปค้นดูว่า การเคารพกราบไหว้ของอินเดียมีแบบไหนอย่างไรบ้าง เผื่อว่าที่เราบอกว่าเรารับรูปแบบมาจากแขก เผลอๆ ปรุงแต่งจนแขกก็จำไม่ได้เสียแล้ว

ในฐานะคุ้นเคยกับคนอินเดีย ผมมักพบว่า เวลาพี่น้องชาวอินเดียพบครูบาอาจารย์ทางศาสนาหรือบิดามารดาของตัว แต่ละคนก็จะแสดงความเคารพต่างกันไปเพราะเขาไม่ถือว่ามีการแสดงออกที่ถูกต้องแบบเดียว ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์และที่สำคัญ “ความรู้สึก” เช่นความเคารพรักด้วย

นั่นทำให้การแสดงความเคารพจึงมีโครงสร้างกว้างๆ เช่น ถ้าเคารพมากหรืออีกฝ่ายอาวุโสมากๆ ก็ต้องโน้มตัวมากและสัมพันธ์กับ “เท้า” ของอีกฝ่ายให้มาก ดังนั้น จะก้มลงเพียงเอามือแตะเท้า ก้มกราบเท้า เอาศีรษะจรดที่เท้า จุมพิตเท้า นอนราบกับพื้นเอามือแตะเท้า กราบแล้วหยิบฝุ่นผงธุลีที่เท้าท่านมาไว้บนศีรษะ ฯลฯ ก็ถือว่าเป็นการให้ความเคารพอย่างสูงทั้งนั้น

@@@@@@@

การแสดงความเคารพโดยสัมผัสเท้านี้เรียกว่า “จรณสปรศะ” จรณะแปลว่าเท้า สปรศะแปลว่าสัมผัส แต่หากอาวุโสใกล้เคียงและคุ้นเคยกัน จะแค่ยกมือประนมที่อก ยกไหว้ที่หน้าผาก ยกไหว้ก้มหน้าเล็กน้อย ฯลฯ อ่อนแก่กว่ากันไหว้ก่อนไหว้หลังก็ไม่ผิด

ที่ผมประทับใจคือสิ่งที่ครูของผมและพี่น้องชาวอินเดียทำเสมอ คือหากพบผู้มีความรู้สูงโดยเฉพาะทางศาสนา หรือมีคุณธรรมสูง เขาก็จะแสดงความเคารพทันที โดยไม่สนใจอายุหรือเศรษฐสถานะใดๆ

แม้ว่าในทางปฏิบัติคนอินเดียจะมีการแสดงความเคารพกันอย่างหลากหลาย โดยมีรูปแบบกว้างๆ คือการประนมมือ (ท่านี้เรียกว่า อัญชลีมุทรา) การกราบ การสัมผัสเท้า ซึ่งดูเหมือนว่าไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไรมากนัก แต่ในคัมภีร์โบราณต่างๆ เช่น อปัสตัมพธรรมสูตร มนูธรรมศาสตร์ ฯลฯ ได้พูดถึงรูปแบบและรายละเอียดในการแสดงความเคารพไว้ค่อนข้างมาก เช่น

“อภิวันทนะ” หมายถึงการแสดงความเคารพบุคคลโดยทั่วไป มักประนมมือและแนะนำตัวเองต่อคนนั้นหรือบางกรณีคือการลุกขึ้นยืน
“อุปสังครหะ” คือการใช้มือสัมผัสที่เท้าของครูหรือบุคคลที่เคารพ
“ปรัตยาภิวันทนะ” คือการแสดงความเคารพตอบ โดยมากมักกล่าวว่า “ขอให้มีอายุยืน”
“นมัสการ” คือการประนมมือและกล่าวคำว่า นมัสการหรือนมะ แปลว่าขอความนอบน้อมจงมี

“ษัษฐางค” หมายถึงองค์ทั้งหก ได้แก่ การหมอบกราบ ด้วยศีรษะ มือทั้งสอง เท้าทั้งสอง และหน้าอกหรือใจ (บางที่ว่าหัวแม่เท้า หัวเข่า มือ คาง จมูก ขมับ) คือท่านอนราบกราบไปกับพื้น ถือว่านี่คือรูปแบบของการแสดงความเคารพสูงสุด โดยประเพณีปฏิบัติมักใช้กับพระเป็นเจ้า นักบวชที่เคารพอย่างสูงและคุรุทางจิตวิญญาณของตนเท่านั้น

การคุกเข่าลงก้มกราบเฉยๆ เรียกว่า “ปัญจางคประณาม” (ประณามหมายถึงการเคารพอย่างสูง) คือฝ่ามือ 2 หัวเข่า 2 และหน้าผาก (รวมเป็นห้า) แบบเดียวกับเบญจางคประดิษฐ์ในบ้านเรา โดยประเพณีปฏิบัติ ใช้ได้ทั้งกับเทพเจ้า บุคคลที่เคารพเช่นบิดามารดาและครูอาจารย์

@@@@@@@

ในมนูธรรมศาสตร์ยังกล่าวว่า เมื่อวรรณะทั้งสี่แสดงความเคารพคือทำอภิวันทนะ (เคารพและแนะนำตัวต่อบุคคลทั่วไป) ให้มีระดับต่างกันคือ พราหมณ์ยกมือไหว้ผู้อื่นในระดับหูของตน กษัตริย์ยกไหว้ระดับแก้ม ไวศยะระดับเอว และศูทรระดับเท้าของตน กล่าวง่ายๆ คือ ยิ่งวรรณะต่ำเท่าใดก็ไหว้ต่ำลงเท่านั้น

น่าสนใจครับที่คัมภีร์ไม่บอกว่าหากผู้ถูกไหว้เป็นใครต้องไหว้แบบไหน แต่กลับบอกว่าผู้ไหว้เป็นใครต้องไหว้แบบไหน ผมคิดว่านี่จึงอาจเปิดโอกาสให้หลังจากได้ “อภิวันทนะ” หรือเคารพและแนะนำตัวกันเป็นครั้งแรกแล้ว ต้องไปคิดต่อเอาเองว่าจะเคารพผู้นั้นในแบบใดมากน้อยแค่ไหน

การแสดงความเคารพในอินเดียจึงหลากหลาย และไม่มีประกวดไหว้งามกราบสวย ชนิดมีกรรมการมาเล็งองศาไหว้ ระดับมือ ฯลฯ อย่างบ้านเรา เพราะมันตีความสำหรับการปฏิบัติได้กว้างขวาง และยืดหยุ่นได้มาก

คัมภีร์มหาภารตะ กล่าวถึงผู้ควรกราบไหว้เป็นนิตย์คือ ครู บิดามารดาและผู้ที่อาวุโสกว่า ในคัมภีร์อื่นๆ ก็มักกล่าวถึง “ครู” (ทางศาสนา ศิลปวิทยาและจิตวิญญาณ) ว่าเป็นผู้สมควรกราบไหว้มากที่สุด และมักกล่าวถึงการแสดงความเคารพต่อครูมากกว่าบุคคลอื่นๆ ทั้งหมด

ผมยังไม่พบรูปแบบของการแสดงความเคารพต่อผู้ปกครองแว่นแคว้น เช่น จักรพรรดิราชหรือพระราชาในอินเดียโดยเฉพาะดังเช่นที่ปรากฏในวัฒนธรรมไทย อาจเพราะคติโบราณของเรามีความเชื่อเรื่องกษัตริย์เป็นสมมุติเทวราช ซึ่งคตินี้แม้จะมีเค้ามาจากอินเดีย เช่นในมนูธรรมศาสตร์พูดถึงเทวภาวะของกษัตริย์ แต่บางท่านว่าเป็นเพียงอุปมาอุปไมยเท่านั้น

คติเทวราชของเราจึงเป็นผลผลิตของขอมมากกว่าอินเดีย และได้พัฒนาจนเข้มข้นและแตกต่างไปกว่าอินเดียมาก ที่เรารับเอาธรรมเนียมการเคารพเทพเจ้าแบบแขกมาใช้กับกษัตริย์ของเรามาแต่โบราณ เพื่อเน้นย้ำสภาวะพิเศษศักดิ์สิทธิ์ และในสมัยโบราณ อินเดียเป็นศูนย์กลางจักรวาลและเป็น “สากล” ไม่ใช้แบบอินเดียก็ไม่ได้เพราะจะไม่ “สากล” ทัดเทียมที่อื่น แต่เราก็ปรุงแต่งผสมผสานอะไรของเราเองอีกมาก จนสิ่งที่เรารับมาแทบไม่มีเค้าเดิม ไม่ใช่แค่รูปแบบ แต่โดยความคิดความเชื่อด้วย

ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 29 กรกฎาคม - 4 สิงหาคม 2559
คอลัมน์ : ผี-พราหมณ์-พุทธ
ผู้เขียน : คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง
เผยแพร่ : วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ.2559
ขอบคุณ : https://www.matichonweekly.com/column/article_4390

https://www.madchima.org/forum/index.php?topic=30293.0




นัยทางการเมืองของประกาศเลิก หมอบคลานกราบไหว้ในรัชกาลที่ 5


Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์
a day ago ·

❝ นัยทางการเมืองของประกาศเลิก
หมอบคลานกราบไหว้ในรัชกาลที่ 5 ❞
.
.
“…แลธรรมเนียมที่หมอบคลานกราบไหว้ในประเทศสยามนี้ เหนว่าเปนการกดขี่แก่กันแขงแรงนัก ผู้น้อยที่ต้องหมอบคลานนั้น ได้ความเหน็จเหนื่อยลำบาก เพราะจะให้ยศแก่ท่านผู้ใหญ่ ก็การทำยศที่ให้คนหมอบคลานกราบไหว้นี้ ไม่ทรงเหนว่ามีประโยชน์แก่บ้านเมืองแต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย
.
ผู้น้อยที่ต้องมาหมอบคลานกราบไหว้ให้ยศต่อท่านผู้ที่เปนใหญ่นั้น ก็ต้องทนลำบากอยู่จนสิ้นวาระของตนแล้วจึงจะได้ออกมาพ้นท่านผู้ที่เปนใหญ่
.
ธรรมเนียมอันนี้แลเหนว่าเปนต้นแห่งการที่เปนการกดขี่แก่กันทั้งปวง เพราะฉนั้นจึงจะต้องละพระราชประเพณีเดิมที่ถือว่าหมอบคลานเปนการเคารพอย่างยิ่งในประเทศสยามนี้เสีย ด้วยทรงพระมหากรุณาที่จะให้ท่านทั้งหลายได้ความศุข ไม่ต้องทนยากลำบากหมอบคลานเหมือนอย่างแต่ก่อน…”
.
[อ้างจาก “ประกาศเปลี่ยนธรรมเนียมใหม่” ราชกิจจานุเบกษา กรุงเทพมหานคร เล่มที่ ๑ วันจันทร์ เดือน ๘ แรมค่ำ ๑ ปีจอ ศก ๑๒๓๖]
.
.
ท่ามกลางข้อถกเถียงเห็นต่างเกี่ยวกับธรรมเนียมหมอบกราบที่ยังมักถูกนำมาใช้ตามสถานศึกษาต่างๆ ในปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งแบบสืบค้นรากเหง้าที่มาทางวัฒนธรรม (เช่น อาจารย์คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง, “รู้จัก “หมอบกราบ” ในวัฒนธรรมอินเดียที่ไทยรับต่อมา”, มติชนสุดสัปดาห์, 29 ก.ค.-4 ส.ค. 2559)
.
และแบบ “กูยินดีที่จะหมอบ” ซะอย่างโดยไม่แยแสสนใจรากเหง้าที่มาทางวัฒนธรรมหรือประวัติศาสตร์ใดๆ ของธรรมเนียมปฏิบัติดังกล่าว (บทกาพย์ยานี 11 ในเฟซบุ๊กของผู้ใช้นามปากกาว่า “พี่คนดี” 24 ต.ค. 2557) เป็นต้น
.

◤ สิ่งที่ตกหล่นขาดหายไป – นอกเหนือจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดเป็นหลักฐานตามประกาศดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาสมัยรัชกาลที่ 5 – ก็คือบริบททางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเมืองของการประกาศเปลี่ยนธรรมเนียมครั้งนั้น
.
ทำไมพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงตัดสินพระทัยเลือกประกาศยกเลิกธรรมเนียมหมอบคลานกราบไหว้ในวโรกาสประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่สอง เมื่อเจริญพระชนมายุครบ 20 พระชันษาใน พ.ศ.2416 ต่อหน้าบรรดาเจ้านายขุนนางอำมาตย์ชั้นผู้ใหญ่และทูตานุทูตตัวแทนมหาอำนาจอาณานิคมตะวันตกเล่า?
.
อะไรคือนัยทางการเมืองที่มักถูกลืมเลือนจางหายไปของประกาศครั้งนี้?
.

◤ ในบรรดางานวิชาการที่เสนอคำอธิบายบริบทความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของประกาศเลิกธรรมเนียมหมอบคลานกราบไหว้ในรัชกาลที่ 5 ได้ลึกซึ้งพิสดารกระจ่างแจ้งยิ่งเท่าที่ผมอ่านพบมา
.
ได้แก่วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของรองศาสตราจารย์ ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด อดีตอาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งทำที่ School of Oriental and African Studies มหาวิทยาลัยลอนดอน และต่อมาปรับปรุงตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ The Rise and Decline of Thai Absolutism (ค.ศ.2004)
.
โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบหนังสือเล่มนี้มาก ใช้เป็นเอกสารตำราประกอบการสอนวิชาสัมมนาการเมืองไทยระดับปริญญาโท-เอกที่คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ต่อเนื่องกันมาหลายปี ทำให้ได้อ่านซ้ำถึงสี่ห้ารอบ และยิ่งอ่านก็ยิ่งได้ข้อคิดแปลกใหม่ติดใจแตกประเด็นกว้างขวางออกไปทุกครั้ง
.
อันที่จริง ผมเผอิญได้มีโอกาส “เห็น” ตอนที่หนังสือเล่มนี้กำลังก่อหน่ออ่อนฟักตัวทางความคิดแต่ต้นๆ เลยทีเดียว ความที่หลังออกจากป่ากลับมาเรียนต่อเป็น “นักศึกษาคืนสภาพ” เมื่อกลางพุทธทศวรรษที่ 2520 เพื่อนฝูงรุ่นน้องที่รัฐศาสตร์ จุฬาฯ สมัยนั้น (เช่น ดร.สุธาดา เมฆรุ่งเรืองกุล ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเนชั่น, คุณสุนีย์ สถาพร ผู้อำนวยการฝ่ายเอกชนสัมพันธ์ TDRI) ได้แนะนำให้รู้จักและสังสันท์สนทนากับอาจารย์กุลลดา โดยท่านกรุณาให้ความเป็นกันเอง
.
ช่วงนั้นเป็นยุคเบิกบานของไทยศึกษาเชิงวิพากษ์โดยนักวิชาการฝรั่งอย่าง จอห์น เกอร์ลิ่ง, ครูเบ็น แอนเดอร์สัน และ แอนดรูว์ เทอร์ตัน เป็นต้น โดยเฉพาะงานทบทวนวรรณกรรมไทยศึกษาในโลกตะวันตกอันอื้อฉาวแบบสะสางบัญชีเบ็ดเสร็จอย่างดุเดือดบ้าเลือดของครูเบ็นเรื่อง “Studies of the Thai State : The State of Thai Studies” (ค.ศ.1978/พ.ศ.2521)
.
ผมคิดว่าการวิเคราะห์ตีความย้อนแย้งแบบลัทธิแก้/ทวนกระแสเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชาติกับสถาบันกษัตริย์ในรัฐสัมบูรณาญาสิทธิราชย์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ อันเป็นจุดใหญ่ใจความในวิสัยทัศน์ใหม่ของครูเบ็นที่มีต่อประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ในงานชิ้นนั้น
.
รวมทั้งแนวคิดชาตินิยมราชการ (official nationalism) ในงานต่อมาเกี่ยวกับชาตินิยมอันขึ้นชื่อลือชาของครูเบ็นเรื่อง Imagined Communities : Reflections on the Origin and Spread of Nationalism (ค.ศ.1983/พ.ศ.2526) ส่งอิทธิพลต่องานเรื่อง The Rise and Decline of Thai Absolutism ของอาจารย์กุลลดา ในลักษณะที่เป็นฐานคิดและเค้าโครงซึ่งอาจารย์กุลลดาใช้เวลาต่อมาอีกร่วมสองทศวรรษในการพัฒนาต่อยอดก่อรูป (flesh it out) จนกลายเป็นงานประวัติศาสตร์ไทยที่เพียบพรั่งหลากด้านอุดม
.

◤ เป็นสองทศวรรษที่ใช้ไปอย่างคุ้มค่า เพราะผลงานสุดท้ายที่ได้มา อาจารย์กุลลดาสามารถสอดผสานรวมเอาลักษณะเด่นต่างๆ ที่ไม่ค่อยพบในปกหนังสือเล่มเดียวกันมาไว้ด้วยกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ กล่าวคือ…
.
– มันเป็นงานที่ทะเยอทะยานทางทฤษฎีแบบไทยศึกษาสกุลฝรั่ง ด้วยการวิพากษ์ท้าทายทฤษฎี “สงครามสร้างรัฐ” ของ Charles Tilly นักสังคมวิทยาอเมริกันและนำเสนอทฤษฎี “เศรษฐกิจโลกสร้างรัฐ” อันครอบคลุมกว่าของ อ.กุลลดาเองขึ้นแทน ไม่เฉพาะสำหรับประยุกต์ใช้ในขอบเขตประเทศสยามหรือภูมิภาคเท่านั้น แต่ในระดับสากลเลยทีเดียว
.
-แต่กระนั้นงานชิ้นนี้ก็แน่นขนัดด้วยข้อมูลในลักษณะคลุกฝุ่นจากแฟ้มเอกสารเก่าของหอจดหมายเหตุแบบไทยศึกษาสกุลญี่ปุ่น เพียงแค่เปิดดูรายการเอกสารอ้างอิงท้ายบทแต่ละบทดูก็จะเห็นได้
.
– มันเป็นงานที่ใช้แรงมากในการสังเคราะห์ข้อมูลและเรียบเรียงจัดลำดับเชื่อมโยงให้เป็นระบบ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์การเมืองยุคกรุงศรีอยุธยาไล่เรียงมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ คู่ขนานไปกับความเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจโลกต่างๆ เศรษฐกิจภูมิภาคและเศรษฐกิจสยาม พร้อมกับความเกี่ยวพันส่งผลต่อกันและกัน
.
-มันวาดให้เห็นทั้งภาพใหญ่ของเศรษฐกิจมหภาค ลงไปถึงภาพย่อยของการถกเถียงโต้แย้งต่อสู้ด้านแนวนโยบายเศรษฐกิจและกลไกอำนาจระบบราชการ รวมทั้งรายละเอียดรูปธรรมอันน่าทึ่งในพฤติกรรมความเป็นมนุษย์ของตัวละครทางการเมืองที่มีทั้งร่วมมือกัน ซื่อตรงต่อกัน หวาดระแวงกัน ขัดแย้งกัน แตกแยกกัน คิดคดทรยศต่อกัน วางเล่ห์เพทุบายใส่กัน ฉ้อโกงกัน น้อยเนื้อต่ำใจต่อกัน ผูกใจเจ็บแค้นกัน ฯลฯ
.
-และยังบรรยายวิเคราะห์วิจารณ์ในเชิงประวัติศาสตร์สังคม-วัฒนธรรมและอุดมการณ์ รวมทั้งขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ละเอียดอ่อนไหวแยบคายแหลมคม
.

◤ งานของอาจารย์กุลลดา วาดวางประกาศเลิกหมอบคลานกราบไหว้ในรัชกาลที่ 5 ลงไปในบริบทใหญ่ทางเศรษฐกิจและการเมือง อันได้แก่ บริบทของการที่สยามเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจโลกที่มีจีนเป็นศูนย์กลาง (Pax Sinica) ไปสู่ระบบเศรษฐกิจโลกของยุโรปที่มีกรุงลอนดอนเป็นศูนย์กลาง (Pax Britannica)
.
ซึ่งสะท้อนออกผ่านพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ที่ทรงใช้ในการติดต่อสัมพันธ์ทางการค้าการทูตกับฝ่ายจีนและฝ่ายตะวันตกซึ่งปรับเปลี่ยนไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
.
ส่วนบริบททางการเมืองที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงจากรัฐก่อนสมัยใหม่ (pre-modern state คือก่อนการลอกเลียนสร้างรูปแบบรัฐตามตัวแบบฝรั่งตะวันตก) ไม่ว่าจะเรียกเป็น #รัฐราชสมบัติ (ศัพท์บัญญัติของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์) หรือ #รัฐราชูปถัมภ์ (ศัพท์บัญญัติของ อ.เสน่ห์ จามริก) หรือ #รัฐศักดินา (ศัพท์เศรษฐศาสตร์การเมืองมาร์กซิสต์)
.
แต่เดิม ที่มีลักษณะเป็นเครือข่ายอุปถัมภ์ทอดทอยลดหลั่นลงมาเป็นชั้นๆ จากพระมหากษัตริย์ยอดสุดลงมาผ่านเจ้านายขุนนางอำมาตย์ถึงไพร่ทาส, อำนาจกระจายตัวแบบเข้มข้นตรงกลาง ห่างจางตรงชายขอบ จากเมืองหลวง หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก เมืองประเทศราช, แบ่งสันอำนาจและทรัพยากรกันในหมู่กษัตริย์ เจ้านายขุนนางในการควบคุมกำลังคนผ่านระบบไพร่ทาสและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ผ่านส่วยสาอากรและการกินเมือง
.
มาสู่การสร้างรัฐสมัยใหม่ (modern state) ผ่านการรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง (centralization of power) และการสร้างระบบราชการประจำกินเงินเดือน (bureaucracy) เอาอย่างฝรั่ง เพื่อเป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพในการปกครองบริหารบ้านเมืองอย่างครอบคลุมทั่วถึงตลอดอาณาเขตพรมแดน ภายหลังการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน พ.ศ.2435
.
โดยความแตกต่างระหว่างรัฐสัมบูรณาญาสิทธิ์กับรัฐชาติ ที่ต่างก็เป็นรัฐสมัยใหม่ซึ่งรวมศูนย์อำนาจและมีระบบราชการด้วยกันทั้งคู่ อยู่ตรงรัฐสัมบูรณาญาสิทธิ์ถือว่ารัฐเป็นของสถาบันกษัตริย์โดยสิทธิ์ขาด ส่วนรัฐชาติถือว่ารัฐเป็นของชาติโดยรวม และเหตุการณ์อันเป็นหลักหมายแบ่งแยกรัฐสมัยใหม่ทั้งสองของสยามได้แก่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475
.
ประกาศเลิกหมอบคลานกราบไหว้เกิดขึ้นและมีนัยสืบเนื่องจากบริบทของการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้



ภาพประกอบ : จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 และจักรพรรดินีเออเฌนี เสด็จออก ณ ท้องพระโรงพระราชวังฟงแตนโบล ประเทศฝรั่งเศส ทรงรับคณะราชทูตสยาม เมื่อ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1861 ภาพโดย ฌ็อง-เลอง แยโรม


อ่านบทความนัยทางการเมืองของประกาศเลิกหมอบคลานกราบไหว้ในรัชกาลที่ 5 โดยเกษียร เตชะพีระ

ตอนที่ 1 (เนื้อหาด้านบนทั้งหมด)
https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_10063

ตอนที่ 2
https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_10615

ตอนที่ 3
https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_12118

ตอนจบ
https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_12879

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1377289271099935&set=a.627369302758606




ประธานศาลฎีกา ออกคำแนะนำสกัดกั้นการฟ้องคดีปิดปาก (Anti-SLAPP) ย้ำ กระบวนการยุติธรรมต้องไม่ใช่เครื่องมือปิดปากประชาชน (คำแนะนำนี้ดูเก๋นะ สุดท้ายก็อยู่ที่ดุลพินิจของคนปฏิบัติหน้าที่เขาจะทำตามหรือเปล่าเพราะไม่มีสภาพบังคับตามกฎหมายถ้าไม่ปฏิบัติตามสุดท้ายก็จบ😁)



The Reporters
10 hours ago 
·
JUSTICE: ประธานศาลฎีกา ออกคำแนะนำสกัดกั้นการฟ้องคดีปิดปาก (Anti-SLAPP) ย้ำ กระบวนการยุติธรรมต้องไม่ใช่เครื่องมือปิดปากประชาชน

วันนี้ (25 พ.ค. 69) นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ได้ลงนามในคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ.2569 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบและกลั่นกรองการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาให้เป็นไปโดยสุจริตและป้องกันมิให้กระบวนการทางศาลถูกนำไปบิดเบือน หรือใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งหรือจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน คำแนะนำดังกล่าวมีสาระสำคัญในการวางแนวทางให้ศาลสามารถพิจารณาและตรวจสอบการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาที่อาจมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้ง เอาเปรียบ หรือมุ่งสร้างภาระแก่คู่ความโดยไม่สมควร และยืนยันหลักการสำคัญว่ากระบวนการยุติธรรมจะต้องไม่ถูกนำไปใช้ในลักษณะบิดเบือนจากวัตถุประสงค์ของกฎหมาย หรือใช้เป็นเครื่องมือในการคุกคามสิทธิและเสรีภาพของบุคคล โดยให้แนวทางเกี่ยวกับลักษณะของการฟ้องคดีที่อาจเข้าข่ายเป็นการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตไว้ เช่น การฟ้องคดีที่มีลักษณะก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม หรือสร้างความเดือดร้อนแก่จำเลยเกินสมควร การใช้การดำเนินคดีเพื่อกดดันให้คู่ความกระทำการหรือละเว้นกระทำการเพื่อผลประโยชน์อันมิชอบ ตลอดจนกรณีที่มีการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญต่อศาล

นอกจากนี้ คำแนะนำยังได้กำหนดพฤติการณ์ที่พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัยว่ามีการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต เพื่อให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการตรวจสอบได้อย่างรอบคอบ เช่น การยื่นฟ้องคดีในศาลที่อยู่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำงานของจำเลยโดยไม่มีเหตุจำเป็นอันเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี

การฟ้องคดีหลายคดีจากข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์เดียวกันเพื่อสร้างภาระในการต่อสู้คดี รวมถึงการฟ้องบุคคลที่ใช้สิทธิตามกฎหมายหรือแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิผู้บริโภค สิทธิแรงงาน หรือการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตและการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย

ในการดำเนินการตามคำแนะนำดังกล่าว ศาลสามารถใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง หากปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าการฟ้องคดีเป็นไปโดยไม่สุจริต ศาลมีอำนาจยกฟ้องได้ตั้งแต่ในชั้นตรวจฟ้อง หรือดำเนินการไปพร้อมกับการไต่สวนมูลฟ้องเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็วและเหมาะสม อีกทั้ง ศาลยังอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีหรือเจ้าพนักงานศาลช่วยตรวจสอบ
และรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการไต่สวนและวินิจฉัย ซึ่งถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ

ในการแสวงหาข้อเท็จจริง ทำให้กระบวนการพิจารณามีความครบถ้วน รอบคอบ และสามารถตอบสนองต่อข้อเท็จจริงที่ซับซ้อนได้ดียิ่งขึ้น อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมโดยรวม และยังคุ้มครองสิทธิของโจทก์ โดยหากศาลเห็นว่าจำเลยยกข้ออ้างดังกล่าวขึ้น

โดยมีพฤติการณ์มุ่งถ่วงเวลาหรือก่อความรำคาญแก่กระบวนพิจารณา ศาลสามารถสั่งยุติการดำเนินการในประเด็นดังกล่าวและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยไม่ชักช้า รวมทั้งอาจออกข้อกำหนดหรือคำสั่งเพื่อป้องกันการใช้กระบวนพิจารณาในทางที่ไม่เหมาะสมได้อีกด้วย

คำแนะนำดังกล่าวสะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับการคุ้มครองการมีส่วนร่วมของประชาชนในสังคมประชาธิปไตย โดยเฉพาะในกรณีที่การดำเนินคดีอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือสร้างแรงกดดันแก่ผู้ใช้สิทธิโดยสุจริตของศาลยุติธรรม โดยยังคงยึดหลักความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย สิทธิของจำเลย และประโยชน์สาธารณะโดยรวม การออกคำแนะนำของประธานศาลฎีกาในครั้งนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของศาลยุติธรรมในการพัฒนากระบวนพิจารณาคดีอาญาให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับสถานการณ์ของสังคมในปัจจุบัน โดยยืนยันหลักการสำคัญว่าการใช้สิทธิทางศาลจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตและไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งผู้อื่น

ทั้งนี้ สำนักงานศาลยุติธรรมจะได้นำคำแนะนำดังกล่าวไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้ประชาชนทราบโดยทั่วกันต่อไป

https://www.facebook.com/photo?fbid=1372773158378049&set=a.534942245494482

...

Chai Jakawan
คำแนะนำ ทำให้คนออกดูเก๋เท่านั้น สุดท้ายก็อยู่ที่ดุลพินิจของคนปฏิบัติหน้าที่เขาจะทำตามหรือเปล่าเพราะไม่มีสภาพบังคับตามกฎหมายถ้าไม่ปฏิบัติตามสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของผู้พิพากษาแต่ละคน




เอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานรัฐบาลเมื่อเร็วๆ นี้เปิดเผยว่า ในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้ มีการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นหลายพันรายการในนามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (ดูหมือนยุคนี้ ทรัมป์ มีแต่ทำให้คนรวยรวยขึ้น รวมทั้งตัวเค้าเองด้วย)

 
https://www.facebook.com/reel/1007819905258715
.....

เอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานรัฐบาลเมื่อเร็วๆ นี้เปิดเผยว่า ในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้ มีการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นหลายพันรายการในนามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

รายงานทางการเงินที่ยื่นต่อสำนักงานจริยธรรมรัฐบาลสหรัฐฯ (Office of Government Ethics หรือ OGE) เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2026 ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเอกสารความยาวกว่า 100 หน้า (แบบฟอร์ม 278-T) เปิดเผยว่า มีการทำธุรกรรมซื้อขายหลักทรัพย์ในบัญชีสินทรัพย์ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมทั้งสิ้น 3,642 รายการ ในช่วงไตรมาสแรก (มกราคม–มีนาคม) ของปีนี้

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจากปริมาณการซื้อขายที่สูงและการเลือกสมุดบัญชีหุ้นที่เชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐบาล

รายละเอียดสำคัญจากเอกสาร

  • มูลค่าและปริมาณการซื้อขาย: คิดเป็นเฉลี่ยประมาณ 40 ถึง 60 รายการต่อวันทำการ โดยมีการประเมินว่ามูลค่าการซื้อขายสะสมรวมทั้งหมดอยู่ระหว่าง 220 ล้านถึง 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • กลุ่มหุ้นเป้าหมาย: ธุรกรรมส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ (กลุ่ม Magnificent Seven) เช่น Nvidia, Microsoft, Amazon และ Meta รวมถึงสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง Goldman Sachs และ JPMorgan Chase
  • ขนาดของธุรกรรม: แม้ว่าจะมีรายการใหญ่ๆ ระดับหลายล้านดอลลาร์ (เช่น การเทขายหุ้น Meta, Amazon และ Microsoft เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์) แต่ธุรกรรมมากกว่า 70% เป็นการซื้อขายย่อยในวงเงินระหว่าง 1,001 ถึง 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคล้ายกับการปรับพอร์ตตามดัชนีตลาดหุ้นทั่วไป
ประเด็นข้อถกเถียงด้านจริยธรรม

การซื้อขายหุ้นในลักษณะนี้ถือเป็นการแหวกแนวปฏิบัติเดิมของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอดีต นับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ที่มักจะโอนสินทรัพย์ส่วนตัวไปให้ "กองทุนทรัสต์ตาบอด" (Qualified Blind Trust) บริหาร หรือหันไปลงทุนในกองทุนรวมทั่วไปเพื่อหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน

แต่องค์กรตรวจสอบด้านจริยธรรมได้ตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงเวลาในการซื้อขายหุ้นบางตัวมีความประจวบเหมาะกับทิศทางนโยบายและมาตรการของรัฐบาลอย่างน่าสงสัย เช่น:

  • หุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์: พอร์ตของทรัมป์มีการเข้าซื้อหุ้น Nvidia และ AMD ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่กระทรวงพาณิชย์อนุมัติให้บริษัทเหล่านี้สามารถขายชิปประมวลผลขั้นสูงให้แก่ลูกค้าในประเทศจีนได้ นอกจากนี้ ซีอีโอของ Apple และ Nvidia ยังได้ร่วมคณะเดินทางไปเยือนประเทศจีนกับประธานาธิบดีในเวลาต่อมาด้วย
  • สัญญาจ้างของรัฐบาล: มีรายงานการเข้าซื้อหุ้นของบริษัท Palantir Technologies และ Axon Enterprise ก่อนที่หน่วยงานของรัฐ (เช่น กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และ ICE) จะประกาศทำสัญญาสั่งซื้อบริการและอุปกรณ์มูลค่ามหาศาลในเวลาต่อมาไม่กี่สัปดาห์
  • ยาและเวชภัณฑ์: มีการเข้าซื้อหุ้นของบริษัท Eli Lilly ในช่วงที่หน่วยงานรัฐบาลกลางกำลังดำเนินนโยบายขยายการเข้าถึงยาลดน้ำหนัก ซึ่งส่งผลดีต่อผลประกอบการของบริษัทโดยตรง
คำชี้แจงจากทรัมป์ออร์กาไนเซชัน

โฆษกของกลุ่มธุรกิจทรัมป์ออร์กาไนเซชัน (Trump Organization) และทีมที่ปรึกษาทางการเงินระบุว่า การทำธุรกรรมทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมาย STOCK Act (กฎหมายห้ามบุคลากรภาครัฐใช้ข้อมูลภายในเพื่อประโยชน์ส่วนตน) อย่างถูกต้อง

ทางทีมงานย้ำว่า พอร์ตการลงทุนนี้บริหารจัดการโดย สถาบันการเงินภายนอกที่เป็นอิสระ (Third-party financial institutions) ซึ่งมีอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจลงทุนแต่เพียงผู้เดียว โดยที่ตัวประธานาธิบดี ครอบครัว หรือตัวแทนขององค์กร ไม่ได้มีส่วนร่วมในการสั่งการ เลือก หรืออนุมัติการซื้อขายใดๆ และไม่ได้รับแจ้งข้อมูลการซื้อขายล่วงหน้าแต่อย่างใด นักวิเคราะห์บางส่วนระบุเพิ่มเติมว่า รูปแบบการซื้อขายที่มีปริมาณมากและกระจายตัวในหุ้นหลายร้อยบริษัทนั้น มีลักษณะคล้ายกับการตั้งโปรแกรมลงทุนอัตโนมัติเพื่อล้อไปกับดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ (Market Indexes) มากกว่าการจงใจเลือกเก็งกำไรในหุ้นรายตัว




จาก "คนละครึ่ง" สู่ "ไทยช่วยไทย พลัส 60/40" บทเรียนจากงานวิจัย


Athiphat Muthitacharoen
15 hours ago
·
วันนี้เป็นวันแรกที่โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” เปิดลงทะเบียน

ผมคิดว่า “ไทยช่วยไทย พลัส” มีโอกาสช่วยประคองเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังซื้อยังอ่อนแรง และธุรกิจรายย่อยจำนวนมากยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็ต้องยอมรับว่า “กระสุนทางการคลัง” ของไทยเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ และนี่อาจเป็นหนึ่งในการกู้ขนาดใหญ่ครั้งสุดท้ายที่รัฐยังพอมีพื้นที่ทำได้โดยไม่กระทบความเชื่อมั่นทางการคลังมากเกินไป

ดังนั้นทุกบาทที่ใช้ควรถูกออกแบบบนฐานของ “หลักฐานเชิงประจักษ์” มากกว่าความรู้สึก

ในฐานะผู้เสียภาษี ผมอยากชวนทุกคนย้อนดูบทเรียนจาก “คนละครึ่ง” รอบก่อน ๆ ว่าเงินไปไหน ใครได้ประโยชน์ และอะไร work / ไม่ work

จากงานวิจัยที่ใช้ข้อมูล e-payment และข้อมูลจาก food-delivery platform เราพบข้อสังเกตสำคัญ 4 เรื่อง
.
.
1. คนละครึ่ง “ช่วยร้านค้า” ได้จริง โดยเฉพาะร้านเล็ก

ร้านที่เข้าร่วมโครงการมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 50% และที่น่าสนใจคือ ยอดขาย “นอกโครงการ” ก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

กลไกสำคัญไม่ใช่แค่คนซื้อเยอะขึ้นต่อครั้ง แต่คือ “ร้านได้ลูกค้าใหม่”
บนแพลตฟอร์ม delivery ร้านที่เข้าร่วมมีจำนวนลูกค้าไม่ซ้ำเพิ่มขึ้นถึง 176%

สะท้อนว่าโครงการลักษณะนี้ช่วยเปิดตลาดให้ร้านเล็ก และสร้าง customer discovery ได้จริง

ที่สำคัญ ผลบางส่วนยังอยู่ต่อหลังจบโครงการ โดยเฉพาะร้านเล็กที่ได้ลูกค้าประจำเพิ่มขึ้น
.
.
2. แต่เงินช่วยเหลือ “กระจุกตัว” สูงมาก

แม้ร้านเล็กจำนวนมากได้ประโยชน์ แต่เมื่อดูการกระจายตัวของเงินสนับสนุน ภาพกลับซับซ้อนขึ้นมาก

ร้าน Top 5% ได้เงินสนับสนุนรวมกันถึง 41% ของงบทั้งหมด

ร้านกลุ่มนี้มักเป็นร้านที่
• มีฐานลูกค้าเดิมอยู่แล้ว
• คุ้นกับ e-payment
• และเข้าร่วมโครงการแทบทุก phase

แปลว่า แม้นโยบายจะช่วย SMEs จริง แต่เม็ดเงินรัฐส่วนหนึ่งก็ไหลไปกระจุกในร้านขนาดใหญ่กว่าที่หลายคนคิด

นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญของ “ไทยช่วยไทย พลัส” รอบใหม่ว่า จะออกแบบอย่างไรให้เงินไปถึง “ร้านเล็กที่แท้จริง” มากขึ้น เช่น ควรมีเพดาน subsidy ต่อร้านหรือไม่ เพื่อไม่ให้รัฐอุดหนุนร้านใหญ่ซ้ำ ๆ มากเกินไป
.
.
3. คนละครึ่งช่วย “ร้านค้า” มากกว่าช่วย “การบริโภคใหม่”

อันนี้เป็น insight สำคัญมากในเชิงกระตุ้นเศรษฐกิจ งานวิจัยพบปรากฏการณ์ crowd out ค่อนข้างชัด

นั่นคือ การบริโภคส่วนสำคัญเป็นการ “ย้ายที่ซื้อ” จากร้านที่ไม่ได้เข้าร่วม มายังร้านที่เข้าร่วม มากกว่าจะเป็นการเพิ่มการใช้จ่ายใหม่ทั้งหมด

ค่าประสิทธิผลต่อการใช้จ่าย (MPC) อยู่ราว 0.4 แปลว่า รัฐอุดหนุน 1 บาท เกิดการใช้จ่ายใหม่จริงประมาณ 40 สตางค์

ยิ่งไทยช่วยไทย พลัส รอบนี้เพิ่มสัดส่วนการอุดหนุนจากรัฐเป็น 60% ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่โครงการจะทำหน้าที่ “ประคองกำลังซื้อ” มากกว่า “สร้างการใช้จ่ายใหม่”

ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจอ่อนแรง การช่วยพยุงรายได้และสภาพคล่องของครัวเรือนก็มีความสำคัญ

แต่รัฐควรสื่อสารให้ชัดว่า เป้าหมายหลักของนโยบายคืออะไร กำลังต้องการ “เยียวยา” หรือ “เร่งเศรษฐกิจ”

เพราะสองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน และต้องใช้เครื่องมือที่ต่างกัน

ถ้าต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจจริง โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่ “ช่วยเยอะขึ้น”
แต่คือ “ออกแบบอย่างไรให้เกิดการใช้จ่ายใหม่เพิ่มขึ้นจริง” มากกว่าเพียงการย้ายที่ซื้อหรือดึงการใช้จ่ายในอนาคตมาใช้ก่อน
.
.
4. ถึงเวลาต้องมอง “การดึงร้านค้าเข้าระบบ” เป็นเป้าหมายหลัก

หลายปีที่ผ่านมา เรากังวลกันมากว่า ร้านค้าจะไม่เข้าร่วมโครงการเพราะกลัวต้องเสียภาษี

แต่ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่า ร้านที่ออกจากระบบเพราะความกังวลนี้มีเพียงราว 6%

ขณะเดียวกัน จากงานวิจัยเรื่อง VAT ธุรกิจขนาดเล็กราว 40% เลือกเข้า VAT ด้วยความสมัครใจ แม้รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์บังคับ 1.8 ล้าน

แปลว่า ธุรกิจจำนวนมาก “พร้อมเข้าระบบ” ถ้าการอยู่ในระบบมันคุ้มค่า และต้นทุน compliance ไม่สูงเกินไป

ดังนั้น ถ้ารัฐจะใช้เงินจำนวนมากกับไทยช่วยไทย พลัส ก็ควรใช้โอกาสนี้ สร้างแรงจูงใจให้ร้านค้า
• เข้าสู่ระบบภาษี
• ใช้ e-payment
• และสร้าง digital footprint ทางธุรกิจ

ไม่ใช่เพียงกระตุ้นระยะสั้นแล้วจบไป
.
.
สรุปภาพใหญ่

วันนี้รัฐมีเงินกู้แล้ว คำถามสำคัญคือ “จะใช้อย่างไรให้คุ้มค่า”

แน่นอนว่า คนละครึ่งเป็น policy ที่ประชาชนคุ้นเคย และประสบความสำเร็จทางการเมืองสูงมาก

แต่ความ popular ไม่ได้แปลว่าเป็นมาตรการที่ดีที่สุดเสมอไป

โจทย์สำคัญของ “ไทยช่วยไทย พลัส” จึงไม่ใช่แค่ คนจะชอบไหม แต่คือ เราจะออกแบบนโยบายอย่างไรให้
• ช่วยร้านเล็กได้จริง
• ลดการกระจุกตัวของเงินช่วยเหลือ
• กระตุ้นเศรษฐกิจได้คุ้มค่ากว่าเดิม
• และช่วยพาธุรกิจเข้าสู่ระบบอย่างยั่งยืน

ขอเป็นกำลังใจให้กระทรวงการคลังกับภารกิจสำคัญครั้งนี้ครับ

ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ
คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ

อ้างอิง
Muthitacharoen, A., Wanichthaworn, W., & Burong, T. (2021). VAT threshold and small business behavior: evidence from Thai tax returns. International Tax and Public Finance, 28(5), 1242-1275.

Muthitacharoen, A. (2024). Digital fiscal stimulus and SMEs: difference-in-differences evidence from Thailand’s half-and-half program. Applied Economics Letters.

Muthitacharoen, A. (2024). Using a no-minimum 50: 50 co-pay to stimulate consumption: evidence from Thailand’s digital fiscal stimulus. Applied Economics Letters.

Lertmethaphat, N., Wasi, N., Muthitacharoen, A., & Poonpolkul, P. (2025). มองผู้ประกอบการรายย่อยนอกระบบผ่านโครงการ “คนละครึ่ง” (aBRIDGEd No. 15/2025). PIER.

ป.ล. Link งานวิจัยอยู่ใน comment ครับ




กลิ่นแปลกๆ กับโครงการ AI แจกคนไทย 5 ล้านคน กับเม็ดเงิน 1.62 พันล้าน และใช้ได้แค่ 1 ปี.. ถ้าจะใข้ปีต่อไปต้องจ่ายอีก... รายละเอียดโครงการมีอะไรแปลกๆ รวมไปถึงกลุ่มผู้ได้รับงานโครงการนี้ มาฟังกันครับ.!





https://x.com/pawoot/status/2058858508993630349

.....

Pipob Udomittipong
8 hours ago 
·
ใช้งบ 1.62 พันล้านบาทเพื่อซื้อลิขสิทธิ์ AI มาให้คนไทย 5 ล้านคนใช้งาน 1 ปี ปีต่อไปตัวใครตัวมัน อีก 100 กว่าล้าน เอาไปจัดอบรมสัมมนาเพื่อเพิ่มความรู้ด้าน AI ให้ประชาชนราวหมื่นคน
 
คำถามคือ (1) ทุกวันนี้คนไทยที่สนใจและอยากใช้ AI ไม่ได้ใช้หรือ? (2) บริษัท AI อยู่ในช่วงที่ปล่อยให้ใช้ฟรี เพื่อให้คนเริ่มคุ้นเคยและต่อไปก็คงชาร์จเงินแน่นอน ทำไมรบ.ต้องเอาเงินไปซื้อสิทธิมาให้คน 5 ล้านคนใช้ (ซึ่งเขาต้องการจะใช้หรือเปล่าก็ไม่รู้ และอันที่จริง เขาอาจจะใช้อยู่แล้วก็ได้)
 
แถมโครงการ 1.5 พันล้าน ยังจัดประมูลและคัดเลือกคู่สัญญาระหว่างเป็นรบ.รักษาการณ์ และบังคับให้ลงโฆษณาโครงการนี้ในร้านสะดวกซื้อ 1500 สาขา 6000 จอ ก็เสร็จเจ้าสัวอีก ขอเสียงคนที่ไม่ต้องการ AI หน่อยครับ




โครงการ AI ไทย 1,621 ล้าน 5 ล้านคนใช้ฟรีหนึ่งปี พิรุธเพียบ อ่านจบแล้ว ท้อเลย


Max ธีระชาติ ก่อตระกูล - Max Kortrakul
14 hours ago
·
วันนี้จะชวนพวกเรามาลองนึกภาพแบบนี้กันครับ

วันหนึ่งมีคนเดินมาบอกว่า "ในลิ้นชักมีเงินอยู่ 1,600 ล้าน ใช้ให้หมดเถอะ" แล้วคุณจะเริ่มยังไง?

จะเริ่มจากคำถามว่า "ประชาชนเดือดร้อนเรื่องอะไร แล้วเงินก้อนนี้ช่วยได้ตรงไหน" หรือจะเริ่มจาก "มีเงินเท่านี้พอดี งั้นปั้นโครงการให้พอดีกับเงิน"?
ฟังดูเป็นคำถามที่คำตอบชัดเจนใช่ไหมครับ แต่ในห้องประชุมกรรมาธิการเมื่อ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา ผมกลับได้ยินคำตอบแบบหลัง — จากปากเจ้าหน้าที่เอง คือแปลง่ายๆแบบตรงตัวว่าเงินเหลือนั่นแหละ

วันนั้นในกรรมาธิการติดตามงบประมาณ พวกเราเชิญ สดช. และกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) มาชี้แจงโครงการชื่อเท่ๆ ว่า "TH-AI Passport" — แจก AI รุ่นพรีเมียม (ChatGPT, Gemini, Claude และอีกหลายเจ้า) ให้คนไทย 5 ล้านคน ใช้ฟรี 12 เดือน งบ 1,621 ล้านบาท โดยหน่วยงานบอกโครงการนี้ประหยัดเงินให้คนไทยได้ถึง 36,000 ล้านบาทเลยทีเดียว (500 บาทต่อเดือน ต่อคน ย้ำอีกทีว่าวัตถุประสงค์หลักโครงการนี้คือเพื่อลดค่าใช้จ่ายประชาชน ไม่ใช้เป้าหลักให้คนไทยได้เข้าถึงเทคโนโลยี ซึ่งการลดค่าใช้จ่ายมันเป็นจุดประสงค์หลักของกองทุนนี้ยังไง ยังงงงง)

ฟังเผินๆ เป็นโครงการที่ดีนะครับ ผมเองก็เห็นด้วยเต็มที่ว่าคนไทยควรได้ใช้ AI แต่พอเปิดดู "วิธีการ" ที่ได้เงินก้อนนี้มา มันมีจุดที่ต้องเอ๊ะหลายจุดมากครับ ขอเล่าเป็นข้อๆ รายละเอียดอาจเยอะหน่อย แต่ต้องบอกว่าโครงการนี้ จุด “เอ๊ะ”มันหลายข้อมากจริงๆฮะ
1. ตัวเลข "5 ล้านคน" ไม่ได้มาจากความต้องการ แต่มาจาก "เงินที่เหลือในกอง" เจ้าหน้าที่ยอมรับเองกลางที่ประชุมว่า ตอนตั้งโครงการเขารู้ก่อนว่ากองทุนมีเงินเหลืออยู่ประมาณ 1,600 ล้าน แล้วเอาเงินก้อนนั้นมาหารต้นทุนต่อหัว จึงได้ออกมาเป็น "5 ล้านคน" — ทั้งๆ ที่โครงการที่ดีควรเริ่มจากปัญหาของประชาชนก่อน แล้วค่อยตั้งงบให้พอดีกับเป้าหมาย ไม่ใช่ตั้งเงินไว้ก่อนแล้วปั้นเป้าหมายให้พอดีกับเงิน แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเลขนี้มันคือความต้องการจริงของคนไทย เลยซื้อเหมามาก่อนใช้ไม่ใช้ไม่รู้ ที่แน่ๆเงินออกจากกระเป๋าไปแล้วแบบคนขายโปรเจคนี้สบายใจแน่นอน แต่ไม่ใช่คนจ่ายแบบเราแน่ๆ

2. โครงการใหญ่ที่สุดในประวัติกองทุน — แต่ไม่ต้องผ่าน ครม. ไม่ต้องผ่านสภา ปกติโครงการของรัฐที่เกิน 1,000 ล้าน ต้องเข้าคณะรัฐมนตรี แต่เงินกองทุนแบบนี้ บอร์ดเคาะเองได้เลยทุกวงเงิน และที่ผ่านมากองทุนนี้ไม่เคยมีโครงการระดับพันล้านมาก่อน — นี่คือ "ครั้งแรก" ครับ เงินแผ่นดินก้อนโตขนาดนี้ ผ่านสายตาสภาผู้แทนฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของพวกเรา เจ้าของเงินตัวจริง... น้อยมาก บ้าบอสุดคือเช่าใช้ปีเดียว เหมือนเอางบ 1,600 ล้านมาทำการตลาดฟรีๆให้ AI พรีเมียมให้คนติดซะงั้น ในขณะที่อุตสาหกรรมดิจิทัลในไทย สตาร์ทอัพหลายๆเจ้ากำลังดิ่งเหว แต่เงินกองทุนกลับเอามาทำตลาดให้บริษัท AI ระดับโลก ที่เค้าตังค์เหลือๆอยู่แล้ว เหลือแต่บริษัทเทคประเภทนายหน้าค้าขายกับรัฐ ที่ทำเวบทีเกือบพันล้าน แล้วแบบนี้ดิจิทัลไทยมันจะโตได้อย่างไร หรือจะเอาดีทางนักล็อบบี้เป็นหลักถึงจะเป็นจุดแข็งของอุตสาหกรรมนี้ในวัฒนธรรมนี้

3. คนขอเงิน = คนอนุมัติ = คนทำโครงการ เป็นหน่วยงานเดียวกัน สดช. เป็นทั้งฝ่ายธุรการของกองทุน (คือเป็นคนที่รู้ว่ามีเงินเหลือในกองเท่าไหร่), เป็นคนเสนอขอรับทุน, และเป็นคนลงมือทำโครงการเอง — ชงเอง อนุมัติผ่านกลไกของตัวเอง แล้วก็ทำเอง ครบจบในที่เดียว ส่วนมหาวิทยาลัยหรือเอกชนรายอื่นที่ไม่ได้นั่งอยู่ในกองทุน เขาไม่มีทางรู้เลยว่ามีเงินก้อนนี้รออยู่ และแน่นอน ผู้มาชี้แจงย้ำว่า ถูกต้องตามระเบียบทุกประการ อีกแล้วตามแบบฉบับวัฒนธรรมเรา

4. หน่วยงานบอกเองว่า "ไม่ใช่คนริเริ่ม" พอถามลึกๆ ว่าโครงการนี้เกิดจากอะไร คำตอบคือ "เศรษฐกิจไม่ดี อยากลดค่าใช้จ่ายของประชาชน" และมันถูกส่งมาจาก ครม.เศรษฐกิจของรัฐบาลชุดที่แล้ว ไม่ใช่ความคิดริเริ่มของ สดช. เอง — แต่ "การลดค่าครองชีพ" มันใช่ภารกิจโดยตรงของหน่วยงานด้านดิจิทัลหรือเปล่าครับ? แต่ที่แน่ๆผู้มาชี้แจงเน้นเป็นเหตุผลแรกของโครงการนี้ และที่น่าคิดต่อคือ รัฐมนตรีดีอีคนปัจจุบันเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 19 ก.ย. นั่นแปลว่ารัฐไทยทำงานได้ไวกว่าที่คุณคิดมากๆ มากๆๆๆๆ แบบเมื่อข้างบนเค้าต้องการ เพราะภายในเวลาสามเดือน ก่อนหมดวาระนิดเดียว โครงการนี้ทิ้งทวนตอนปีใหม่ ในวันคริสต์มาสอีฟพอดิบพอดี และพอดีพอที่จะมีคนมาซื้อซองสนใจช่วงวันหยุดด้วยนะ เหมือนทุกอย่างพอดีแบบโคตรพอดี

5. เงื่อนเวลาที่ผมยังนึกไม่ออกว่า "ทำทันได้ยังไง" โครงการพันกว่าล้านนี้ถูกเร่งให้จบในสามเดือน เปิดประกาศเชิญชวนประมูลช่วง 24 ธ.ค. (วันคริสต์มาสอีฟ) คาบเกี่ยววันหยุดยาวปีใหม่พอดี แล้วให้เวลาผู้สนใจแค่ราว 1 เดือน (ประมาณ 34 วัน) ไปไล่เจรจาและเป็น "ตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการรับรอง (authorized reseller)" ของ AI ระดับโลกเจ้าหลักๆ ให้ได้อย่างน้อย 8 เจ้า — ทั้งๆ ที่การจะเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ OpenAI หรือ Google จริงๆ ใช้เวลานานกว่านั้นมาก ใครกันที่จะทำทันในเวลาเท่านี้ ถ้าไม่ได้เตรียมตัวรอไว้ก่อน? นี่ยังไม่นับระบบต่างๆที่เอาไว้สอดส่องความคิดผู้ใช้งานแบบ big brother ระบบลงทะเบียนที่ต้องรองรับคนได้ 5 ล้านคน ระบบจัดการสิทธิให้มีระดับของผู้ใช้งานต่างกัน ทั้งหมดนี้ผู้ยื่นประมูลน่าจะมีเวลาจาก 24 ธันวาคม 68 ถึง 27 มกราคม 69 คือวัน ไม่นับว่าติดวันหยุดปีใหม่ คิดยังไงก็งงในสปีดระดับนี้มากๆ

6. ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่สุด 1,500 ล้านจาก 1,621 ล้าน เป็น "ค่า Token ของ AI" ที่เขียนไว้แค่บรรทัดเดียว ไม่มีรายละเอียดว่าซื้อแบรนด์ไหนเท่าไหร่ จนเจ้าหน้าที่เองยอมรับว่ามันคือ "ช่องโหว่ใหญ่ที่สุดของโครงการ" — ต้นทุนจริงอาจเหลือแค่หลักสิบล้าน หรือบานไปถึง 3,000 ล้านก็ได้ และเราพิสูจน์ไม่ได้เลยว่าประชาชนได้ใช้ "ของจริง" เต็มเม็ดเต็มหน่วยแค่ไหน ไม่มีใครมีข้อมูล ถามไปก็ยังไม่มีรายละเอียดการบริหารจัดการส่วนนี้แต่อย่างใด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะใช้เจ้าไหน พรีเมียมยังไง Claude, ChatGPT, Gemini อย่างละกี่เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนหลักโครงการนี้อยู่ที่ตรงนี้ แต่ไม่มีแม้รายละเอียด เลยงงว่ามันผ่านกรรมการชุดต่างๆมาได้อย่างไร

7. TOR กำหนดให้ต้องโฆษณาผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ "จำนวนไม่น้อยกว่า 1,500 สาขา ไม่น้อยกว่า 6,000 จอ" ทั้งๆ ที่ทั้งประเทศแทบมีผู้ให้บริการจอแบบนี้อยู่เจ้าเดียว ที่ตลกร้ายสุดคือเจ้าของจอกับผู้ชนะประมูล "ดูเหมือนจะเป็นกลุ่มทุนเดียวกัน" — แบบนี้เรียกว่าล็อกสเปกไหมครับ?

8. ในสัญญายังเขียนให้ผู้ชนะออกค่าใช้จ่าย (ตั๋วเครื่องบิน ที่พัก อาหาร) พา "เจ้าหน้าที่ 10 คน" ไปดูงาน ทั้งที่เราก็ใช้ AI ของต่างชาติที่ซื้อพรีเมียมได้อยู่แล้ว — เหมือนอยากไปเที่ยวแล้วเขียนฝากไว้ในสัญญาหรือเปล่า? ในที่ประชุมมีบอกว่าอาจไม่ได้ไปดูงานเมืองนอกก็ได้ไม่ได้บังคับ ซึ่งจากการชี้แจงพบว่า 10 คนนั้นคือ กรรมการตรวจรับโครงการ เดี๋ยวนะ เอากรรมการตรวจรับไปดูงาน แบบนี้เรียกติดสินบนกรรมการรึเปล่าครับ เดี๋ยวมารอดูรายละเอียดมากกว่านี้ในอนาคตกันว่าจะตรวจรับกันยังไงให้แฟร์

9. โครงการราคา 1,621 ล้านบาท ใช้ได้แค่หนึ่งปี แถมรองรับเสปคแค่ 139 ผู้ใช้งานต่อวินาที เพราะใส่ใน TOR แค่ 500,000 Concurrent ต่อชั่วโมง หรือเทียบง่ายๆ ไทยช่วยไทยพลัสออกแบบไว้ 700,000 คนต่อวินาที เทียบกับโครงการนี้ที่ 139 คิดเอาละกันว่าทำไมถึงออกแบบ TOR มาหน้าตาแบบนี้ ได้แต่งงอย่างเดียว หนำซ้ำ Call Center มีแค่ 4 ที่นั่ง รับเรื่องได้วันละ 100 เคส เพื่อดูแลผู้ใช้ 5 ล้านคน และเพราะลงทะเบียนผ่าน ThaID ระบบจึงเก็บเป็นรายบุคคลว่า "ใครค้นอะไรใน AI" ได้ด้วย แต่ตรวจเฉพาะครั้งแรก คือเตรียมรอดูการขายต่อแอคเคาท์ได้เลย ถ้าไม่งงว่าเงินระดับนี้ทำไมมันคิดไม่ครบได้ขนาดนี้ มันก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไม หรือเพราะมันเร่งรีบต้องใช้ตังค์จนรายละเอียดต่างๆมันกลวงได้ถึงเพียงนี้ ลงทะเบียนยืนยันตนครั้งแรกครั้งเดียว ใครขายต่อก็ช่าง แต่คนขายต่อต้องเตรียมใจ ถ้าคนซื้อไปเอาไปทำอะไรไม่ดี เพราะไม่ว่าอะไรที่คุณถาม AI ไป รัฐรู้หมด ไม่เว้นเรื่องใดๆ ก็ต้องระวังกันเองต่อไป

สรุปภาพรวมง่ายๆ ครับ มันเหมือน...

บ้านหลังหนึ่งมีเงินกองกลางอยู่ก้อนใหญ่ แล้วคนที่ถือกุญแจตู้เซฟ ก็เป็นคนเขียนใบเบิกเอง เซ็นอนุมัติเอง แล้วก็เป็นคนถือเงินไปใช้เอง โดยไม่ต้องบอกที่ประชุมใหญ่ของบ้าน พอถามว่า "ทำไมต้องใช้ก้อนนี้ตอนนี้" คำตอบคือ "ก็เงินมันมีอยู่พอดี" แถมไม่บอกรายละเอียดด้วยนะ

แล้วถ้าเป็นระบบที่ดี มันควรจะเป็นยังไง?

โครงการควรเริ่มจาก "ปัญหาของประชาชน" ก่อน แล้วค่อยตั้งงบให้พอดีกับเป้าหมาย ไม่ใช่ตั้งเงินก่อนแล้วปั้นโครงการให้พอดีกับเงิน
เงินแผ่นดินก้อนใหญ่ ไม่ว่าจะมาจากงบปกติหรือกองทุน ควรผ่านสายตาสภาในฐานะตัวแทนเจ้าของเงินควรมีโอกาสรับรู้มากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันไม่มีรายละเอียดแล้วปล่อยผ่านมาได้ยังไง ใครเป็นกรรมการพิจารณา ใช้คนเดียวกับคนขอหรือไม่ ยังไงมันก็แปลกมากๆ
คนขอ–คนอนุมัติ–คนทำ ต้องแยกออกจากกัน และโครงการเกินพันล้านควรเปิดให้คนนอกเข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ (ข้อตกลงคุณธรรม)
ก้อนเงิน 1,500 ล้านต้องมี "หน่วยวัด" ที่ตรวจสอบได้ ว่าซื้อจริงเท่าไหร่ ถึงมือประชาชนจริงเท่าไหร่ ถ้าไม่มีรายละเอียดเงินก้อนนี้ ก็เน้นให้ทุกคนใช้ AI ฟรี แปลว่าเงิน 1,500 ล้านนี้เข้ากระเป๋าเหนาะๆ แบบกำไรเต็มๆ เพราะ TOR ไม่ได้ระบุรายละเอียดใดๆเลย ใช้เจ้าไหน เยอะน้อยแค่ไหน ฟรีไม่ฟรี ไม่มีใครรู้

ย้ำอีกครั้งนะครับ ผมไม่ได้บอกว่าการให้คนไทยได้ใช้ AI เป็นเรื่องผิด ตรงกันข้าม ผมเชียร์สุดตัว แต่ "วิธีการ" ที่ได้เงินมาทำโครงการ การจัดการที่ไม่มีรายละเอียด การออกแบบที่กลับหัวกลับหาง และการเลี่ยงไม่ให้สภาตรวจสอบต่างหาก ที่พวกเราในฐานะเจ้าของเงินมีสิทธิ์ตั้งคำถาม ปัจจุบันการแข่งขันของผู้ให้บริการเอไอสูงมาก มีทั้งแจกฟรีและพรีเมียมและการประยุกต์ใช้หลากหลาย จุดหลักที่จะสำเร็จมันไม่ใช่เครื่องมือ แต่อยู่ที่การเตรียมคนให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง

โครงการนี้กำลังจะเปิดให้ลงทะเบียน 5–10 มิ.ย. นี้แล้ว เรายังตามทันครับ ผมและทีมกรรมาธิการได้ขอเอกสารทั้งหมดไว้แล้ว — ทั้งเอกสารที่เสนอ ครม.เศรษฐกิจ, TOR ฉบับเต็ม, รายละเอียดก้อน Token และผลการประมูล
ฝากพวกเราช่วยกันตามต่อ ช่วยกันตั้งคำถาม แล้วช่วยกันส่งต่อนะครับ ใครอ่านแล้วเอ๊ะตรงไหนเพิ่ม คอมเมนต์มาได้เลย เพราะผมเชื่อเสมอว่า เรื่องที่ผิดปกติ มันจะค่อยๆ กลับมาเป็นปกติได้ในที่สุด ถ้าเราไม่เงียบ และช่วยกันตั้งคำถาม เพราะเราเชื่อว่าหลายๆอย่างมันยังเปลี่ยนให้ดีกว่านี้ได้ครับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122127154437183852&set=a.122110720965183852




ประเด็นการระงับ คำสั่งบริหารด้าน AI (AI Executive Order) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในนาทีสุดท้ายเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ผ่านมา กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในวงการเทคโนโลยีและการเมืองระดับโลก



คำสั่งนี้มีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขข้อกังวลว่าผลิตภัณฑ์ AI ขั้นสูงจากบริษัทต่างๆ เช่น Anthropic อาจก่อให้เกิดการโจมตีทางไซเบอร์ที่ร้ายแรงและความเสียหายอื่นๆ หากตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี
.....

ประเด็นการระงับ คำสั่งบริหารด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Executive Order) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในนาทีสุดท้ายเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2569 กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในวงการเทคโนโลยีและการเมืองระดับโลก โดยมีลำดับความเป็นมาและสาเหตุหลักของการระงับดังนี้

1. จุดเริ่มต้นและเหตุผลที่คำสั่งบริหารนี้ "ถือกำเนิด" ขึ้น

เดิมที รัฐบาลชุดนี้มีจุดยืนแบบ Laissez-faire (ปล่อยให้ทำเสรี) โดยเน้นการผลักดันนวัตกรรมและพยายามยกเลิกข้อจำกัดเดิมเพื่อไม่ให้ขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทำเนียบขาวต้องหันมาร่างคำสั่งควบคุมนี้เกิดขึ้นจาก ความกังวลขั้นรุนแรงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity):

ชนวนเหตุจากโมเดลระดับพรมแดน (Frontier Model): เมื่อเดือนเมษายน 2569 บริษัท Anthropic ได้ประกาศพัฒนาโมเดลตัวใหม่ชื่อ "Claude Mythos" แต่ปฏิเสธที่จะปล่อยสู่สาธารณะทันทีเนื่องจากพบว่ามันมีความสามารถในการตรวจจับช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ที่น่ากลัวมาก (ความสามารถในการนำช่องโหว่ประเภท Zero-day หลายตัวมาผูกรวมกันเพื่อเจาะระบบอย่างรุนแรง) ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัย (Reckoning) ของวงการไซเบอร์


ความจำเป็นด้านความมั่นคง: ฝ่ายความมั่นคงและรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ (JD Vance) เริ่มตระหนักว่า หากปล่อยให้โมเดล AI ที่มีศักยภาพในการทำสงครามไซเบอร์หลุดออกไปโดยไม่มีการตรวจสอบ อาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศได้ จึงเป็นที่มาของการร่างคำสั่งบริหารเพื่อสร้างกรอบการประเมินความเสี่ยงก่อนเปิดตัวโมเดลสู่สาธารณะ

2. เหตุใดจึงถูกระงับใน "นาทีสุดท้าย"?

ทำเนียบขาวได้ส่งหนังสือเชิญผู้บริหารระดับสูงจากซิลิคอนแวลลีย์มาร่วมพิธีลงนามในวันพฤหัสบดีแล้ว แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนเริ่มงาน ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศเลื่อนและระงับการลงนามในห้องโอวัล (Oval Office) โดยมีเหตุผลเบื้องหลังสำคัญ 3 ประการ:

❶ แรงกดดันจากกลุ่มทุนและผู้นำบิ๊กเทค (Big Tech Lobbying)

ในช่วงคืนวันพุธก่อนวันลงนาม มีรายงานว่าที่ปรึกษาด้าน AI อย่าง เดวิด แซคส์ (David Sacks) พร้อมด้วยกลุ่มผู้นำเทคโนโลยี เช่น อีลอน มัสก์ (Elon Musk) จาก xAI และ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) จาก Meta ได้สายตรงถึงประธานาธิบดีเพื่อคัดค้าน โดยแย้งว่ามาตรการตรวจสอบของรัฐบาลจะกลายเป็นระบบราชการที่ล่าช้าและส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ

❷ ความกลัวที่จะเพลี่ยงพล้ำในการแข่งขันกับ "จีน"

ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุกับผู้สื่อข่าวโดยตรงว่า

"ผมไม่ชอบบางแง่มุมของมันเลยเลื่อนออกไปก่อน... ผมคิดว่ามันจะกลายเป็นอุปสรรคขัดขวาง ตอนนี้เรากำลังนำหน้าจีนและทุกๆ ประเทศอยู่ และผมไม่อยากทำอะไรก็ตามที่จะมาขวางทางความเป็นผู้นำของเรา"

ความกังวลทางภูมิรัฐศาสตร์ว่ากฎระเบียบที่เข้มงวดจะทำให้สหรัฐฯ พัฒนาช้าลงจนเปิดโอกาสให้คู่แข่งอย่างจีนแซงหน้า จึงกลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเบรกคำสั่งนี้

❸ ความคลุมเครือในโครงสร้างหน่วยงานกำกับดูแล

ในร่างคำสั่งดังกล่าวมีการระบุให้ กระทรวงการคลัง (Treasury Department) เป็นผู้มีบทบาทหลักร่วมกับหน่วยงานด้านไซเบอร์ (เช่น CISA และ NSA) ในการคัดกรองและประเมินผลกระทบของโมเดล AI ขั้นสูง ซึ่งสร้างความสับสนและตั้งคำถามจากภาคอุตสาหกรรมว่า เหตุใดหน่วยงานด้านการเงินจึงมาดูแลเรื่องความปลอดภัยทางเทคโนโลยีขั้นสูง ส่งผลให้เนื้อหาร่างกฎหมายขาดความชัดเจนในทางปฏิบัติ

บทสรุปของสถานการณ์

แม้ว่าในสัปดาห์ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจะสามารถบรรลุข้อตกลงแบบ สมัครใจ (Voluntary) กับบริษัทอย่าง Google, Microsoft และ xAI ในการส่งมอบโมเดลให้รัฐตรวจสอบล่วงหน้าก่อนเปิดตัว แต่การคว่ำคำสั่งบริหารแบบเป็นทางการในนาทีสุดท้ายนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงเลือกเส้นทาง "นวัตกรรมนำหน้าการควบคุม" เพื่อรักษาความเป็นหนึ่งในเวทีโลก และลดบทบาทการแทรกแซงจากรัฐให้เหลือน้อยที่สุด




สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอทรงออกแถลงการณ์เตือนภัยเกี่ยวกับ AI


Pope Leo issues manifesto warning about AI

CNN

May 25, 2026 
#PopeLeo #AI #News

Pope Leo XIV says control of artificial intelligence must not remain in the hands “of a few” while warning that technology is fueling world conflicts, setting out his proposals in the first major theological document of his pontificate.

These include protecting the distinctive “grandeur of humanity” amid rapidly changing technology and for the use of AI in warfare to be subject to “the most rigorous ethical constraints.”

CNN Vatican correspondent Christopher Lamb, tech author Marietje Schaake and CNN Vatican analyst Katie Prejean McGrady examine why Pope Leo chose to get involved in the debate over artificial intelligence.

0:00 Pope Leo XIV announces calls out AI’s potential role in modern warfare
0:54 CNN Vatican correspondent on why the Pope is speaking out on AI
2:24 Is Pope Leo too late to influence the AI race?
7:58 CNN Vatical analyst details who the Pope is trying to reach through his manifesto

https://www.youtube.com/watch?v=RqXXs-ZIDNo
.....

สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 14 (Pope Leo XIV) ทรงออกสมณสาส์นเวียน (Encyclical) ฉบับแรกในสมณสมัยของพระองค์ในชื่อ "Magnifica Humanitas" (มนุษยชาติอันสง่างาม) ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการเตือนภัยและแสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต่ออนาคตของมนุษยชาติ

ประเด็นสำคัญที่สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเน้นย้ำ มีดังนี้:

1. วิกฤตแรงงานและการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์
  • ทรงวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มทุนที่เน้นผลกำไรและการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven) จนมองข้ามมิติด้านจริยธรรมและจิตวิญญาณ
  • ทรงเตือนว่าการใช้ AI ทดแทนแรงงานมนุษย์ในวงกว้างเพื่อลดต้นทุนจะนำไปสู่ "ภัยพิบัติทางสังคม" (Social Calamity) สร้างปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และการกีดกันผู้คนออกจากสังคม โดยทรงย้ำว่าระบบเศรษฐกิจต้องอยู่ภายใต้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ความเปรียบจำเพาะเรื่องประสิทธิภาพทางการผลิต
2. การผูกขาดอำนาจและ "หอคอยบาเบลแห่งยุคใหม่"
  • ทรงเปรียบเทียบการวิ่งกวดทางเทคโนโลยีที่ไร้การควบคุมว่าเป็นเหมือน "หอคอยบาเบลแห่งยุคใหม่" ที่มนุษย์พยายามควบคุมทุกสิ่งด้วยข้อมูลแต่ขาดคุณธรรม
  • ทรงแสดงความกังวลเรื่องการรวมศูนย์ของข้อมูลและอำนาจ AI ที่ตกอยู่ในมือของบรรษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่ราย ซึ่งอาจนำไปสู่การแทรกแซง สอดส่อง และจำกัดเสรีภาพของประชาชน
3. สงครามและอาวุธอัตโนมัติ (AI Warfare)
  • ในบทที่รุนแรงที่สุด ทรงประณามการใช้ AI ในเทคโนโลยีการทหารและการโจมตีระยะไกล โดยระบุว่า AI กำลังทำให้สังคมชินชาต่อความสูญเสียของสงคราม (Normalization of War)
  • ทรงประกาศว่า "ทฤษฎีสงครามที่ชอบธรรม" (Just War Theory) ของศาสนจักรนั้น "ล้าสมัยไปแล้ว" เมื่อเผชิญกับเทคโนโลยีอาวุธในปัจจุบัน และทรงย้ำว่า "เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้" ที่จะปล่อยให้ระบบ AI ที่ไม่มีชีวิตเป็นผู้ทำการตัดสินใจปลิดชีวิตมนุษย์ในสมรภูมิ
4. ข้อเรียกร้องต่อประชาคมโลก
  • ทรงเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจังในการ "ควบคุมและออกกฎหมายกำกับดูแล AI" อย่างเข้มงวด ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องของจริยธรรมแบบลอยๆ ที่บริษัทเทคโนโลยีเป็นผู้กำหนดเอง
  • ทรงกระตุ้นให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีและผู้นำทางการเมือง "ชะลอความเร็วลง" เพื่อทบทวนและสะท้อนคิดถึงผลกระทบ เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีจะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้มนุษย์ ไม่ใช่เข้าครอบงำมนุษย์
สมณสาส์นฉบับนี้ได้รับการจับตามองจากนักวิเคราะห์ทั่วโลก เนื่องจากเป็นการกำหนดท่าทีอย่างเป็นทางการที่แข็งกร้าวและชัดเจนที่สุดของวาติกันต่อยุคปฏิวัติ AI โดยเปรียบได้กับการที่สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 13 ทรงเคยออกสมณสาส์น Rerum Novarum เพื่อจัดระเบียบสังคมในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อศตวรรษก่อน



ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อยากให้ ประเทศต่างๆ รวมถึงซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ อียิปต์ ตุรกี และปากีสถาน ควรลงนามในข้อตกลงอับราฮัม และฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอิสราเอล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่กว้างขึ้นเพื่อยุติสงครามกับอิหร่าน ข้อตกลงนี้มีความเป็นมาอย่างไร และ จะเป็นจริงได้แค่ไหน







https://x.com/AJEnglish/status/2058958210250199484
.....

จากมุมมองและบทวิเคราะห์ของ คิมเบอร์ลี ฮัลเก็ตต์ (Kimberley Halkett) ผู้สื่อข่าวของอัลจาซีรา (Al Jazeera) ประจำทำเนียบขาว สามารถสรุปและอธิบายเจตนา รวมถึงความเป็นไปได้ของข้อเสนอจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ดังนี้ครับ:

1. เป้าหมายสูงสุด: "ความตกลงครั้งใหญ่" (The Grand Bargain)

ข้อเสนอของทรัมป์ไม่ใช่แค่การขยายพันธมิตรธรรมดา แต่เป็นการพยายามสร้าง สถาปัตยกรรมความมั่นคงใหม่ในตะวันออกกลาง โดยใช้ข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) เป็นฐาน แล้วดึงประเทศมหาอำนาจระดับภูมิภาคอย่างซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และปากีสถานเข้ามา เพื่อบีบให้เกิดการยุติความขัดแย้งกับอิหร่านจากตำแหน่งที่สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปรียบ

2. ความท้าทายในมุมมองของแต่ละประเทศ

ฮัลเก็ตต์สะท้อนว่า การจะดึงประเทศเหล่านี้มาร่วมโต๊ะไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากแต่ละประเทศมีเงื่อนไขและจุดยืนที่ซับซ้อน:

  • ซาอุดีอาระเบีย: แม้จะเคยมีแนวโน้มที่ดี แต่ริยาดมุ่งมั่นชัดเจนว่าจะ ไม่มีการปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลอย่างเป็นทางการ หากไม่มีการตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่แยกเป็นอิสระ ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลอิสราเอลชุดปัจจุบันยังปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง
  • ตุรกี: ภายใต้การนำของประธานาธิบดีตัยยิบ แอร์โดอัน ตุรกีวางตัวเป็นผู้สนับสนุนหลักของกลุ่มฮามาสและวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลอย่างรุนแรง การจะให้ตุรกีหันมาเซ็นสัญญาจับมือกับอิสราเอลในเวลานี้จึงเป็นไปได้ยากมากในทางแต่งงานการเมือง
  • กาตาร์: ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างฮามาสและอิสราเอลมาตลอด การเลือกข้างอย่างสุดตัวอาจทำให้กาตาร์สูญเสียบทบาท "ทูตคนกลาง" ที่เป็นจุดแข็งของตนเองไป
  • ปากีสถาน: เป็นประเทศมุสลิมสายไหมที่มีประชากรจำนวนมาก และมีจุดยืนต่อต้านการรับรองสถานะของอิสราเอลมาอย่างยาวนานเพื่อความมั่นคงภายในประเทศและคะแนนนิยมทางการเมือง
3. นัยยะทางการเมืองและการทูตแบบ "ทรัมป์"

การวิเคราะห์ระบุว่านี่คือกลยุทธ์สไตล์ "Art of the Deal" ของทรัมป์:

การกดดันด้วยมติมหาชนและการสร้างกรอบเจรจาใหม่: ทรัมป์มักจะโยนข้อเสนอขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ลงมาก่อน เพื่อสร้างแรงกดดันต่อคู่เจรจา และเปลี่ยนจุดสนใจจากการสู้รบในสมรภูมิ มาเป็นการแข่งขันในพื้นที่การทูตแทน

โดยสรุป: แม้ว่าข้อเสนอชิ้นนี้จะฟังดูเป็นแผนการสร้างสันติภาพที่ยิ่งใหญ่ แต่ในทางปฏิบัติ (ตามการวิเคราะห์ของอัลจาซีรา) ถือว่ามีอุปสรรคขวางกั้นอยู่มหาศาล เพราะตราบใดที่ "ประเด็นปาเลสไตน์" ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ประเทศมุสลิมชั้นนำเหล่านี้ก็ยากที่จะยอมแลกต้นทุนทางการเมืองเพื่อร่วมลงนามในข้อตกลงดังกล่าว

ความเป็นมาของ ข้อตกลงอับราฮัม

ข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) คือชุดข้อตกลงทางการทูตครั้งประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในปี 2020 (พ.ศ. 2563) เพื่อ ปรับความสัมพันธ์ทางการทูตให้เป็นปกติ (Normalization) ระหว่าง อิสราเอล กับ กลุ่มประเทศอาหรับ/มุสลิม โดยมีสหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (ในสมัยแรก) เป็นผู้ไกล่เกลี่ยและผลักดัน

ข้อตกลงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของภูมิภาคตะวันออกกลางในรอบกว่า 25 ปี นับตั้งแต่ที่อิสราเอลเคยทำสนธิสัญญาสันติภาพกับอียิปต์ (ปี 1979) และจอร์แดน (ปี 1994)

ความเป็นมาและเบื้องหลังที่นำไปสู่ข้อตกลงนี้ สามารถแบ่งออกเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

1. ที่มาของชื่อ "อับราฮัม"

เหตุผลที่ใช้ชื่อว่า "อับราฮัม" เนื่องจาก "ศาสดาอับราฮัม" (หรือนบีอิบราฮิมในศาสนาอิสลาม) เป็นบุคคลสำคัญที่เป็นต้นกำเนิดและรากเหง้าของ 3 ศาสนาเอกเทวนิยมหลักของโลก ได้แก่ ศาสนาฮิว (ยิว), ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม การใช้ชื่อนี้จึงเป็นสัญลักษณ์เชิงวัฒนธรรมเพื่อสื่อถึงการหันหน้าเข้าหากันของพี่น้องที่มีบรรพบุรุษร่วมกัน และเพื่อลดทอนความขัดแย้งทางศาสนา

2. ลำดับเหตุการณ์และประเทศที่ร่วมลงนาม

กระบวนการนี้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2020 ณ ทำเนียบขาว สหรัฐอเมริกา โดยมีการลงนามร่วมกันระหว่าง:
  1. อิสราเอล
  2. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) (ประเทศแรกในกลุ่มอ่าวเปอร์เซียที่ยอมรับอิสราเอล)
  3. บาห์เรน
ต่อมาในเวลาไล่เลี่ยกัน มีอีก 2 ประเทศที่เข้าร่วมลงนามในกรอบข้อตกลงนี้:
  • ซูดาน (ลงนามตุลาคม 2020)
  • โมร็อกโก (ลงนามธันวาคม 2020)
3. ปัจจัยและแรงจูงใจเบื้องหลัง (ทำไมถึงเกิดขึ้น?)

การฉีกตำราการทูตตะวันออกกลางแบบเดิมๆ นี้ เกิดจากผลประโยชน์ร่วมกันของ 3 ฝ่ายหลัก:

  • การคานอำนาจกับ "อิหร่าน" (Shared Threat): นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด ทั้งอิสราเอลและกลุ่มประเทศอาหรับนิกายสุหนี่ (เช่น UAE และบาห์เรน) ต่างมองว่า อิหร่าน (นิกายชีอะฮ์) และกลุ่มตัวแทน (Proxies) เป็นภัยคุกคามร่วมกัน ความกลัวต่อการขยายอิทธิพลและโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ทำให้ศัตรูเก่าอย่างอิสราเอลและชาติอาหรับหันมาจับมือกันในทางความมั่นคงและการทหาร
  • กลยุทธ์ "Outside-In" ของสหรัฐฯ: ในอดีต โลกมองว่า "ชาติอาหรับจะจับมือกับอิสราเอลได้ ก็ต่อเมื่อปัญหาปาเลสไตน์ได้รับการแก้ไขแล้วเท่านั้น" แต่รัฐบาลทรัมป์เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ โดยมองว่าควรให้ชาติอาหรับรอบนอกหันมาคืนดีกับอิสราเอลก่อน (Outside) แล้วค่อยใช้พลังนั้นมากดดันให้เกิดสันติภาพกับปาเลสไตน์ทีหลัง (In)
  • ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี: สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรนต้องการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง ระบบความปลอดภัย และนวัตกรรมทางการแพทย์/การเกษตรของอิสราเอล ขณะเดียวกันอิสราเอลก็ได้เปิดประตูการค้าและการลงทุนสู่ตลาดน้ำมันอันมั่งคั่งของอ่าวเปอร์เซีย
  • สิ่งแลกเปลี่ยนจากสหรัฐฯ (Quid Pro Quo): สหรัฐฯ มอบข้อเสนอจูงใจให้ประเทศที่ยอมลงนาม เช่น ยอมขายเครื่องบินรบ F-35 ให้ UAE, ยอมถอดชื่อซูดานออกจากบัญชีรายชื่อรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้าย และยอมรับอำนาจบริหารของโมร็อกโกเหนือดินแดนเวสเทิร์นสะฮารา
4. ข้อจำกัดและข้อวิพากษ์วิจารณ์

แม้ข้อตกลงอับราฮัมจะถูกยกย่องว่าเป็นความสำเร็จทางการทูตครั้งใหญ่ แต่มันก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในอีกมุมหนึ่ง:
  • ชาวปาเลสไตน์มองว่าถูกหักหลัง: ทางการปาเลสไตน์มองว่า ข้อตกลงนี้เป็นการ "แทงข้างหลัง" เพราะชาติอาหรับยอมสละจุดยืนเดิมที่เคยสัญญาไว้ว่าจะไม่ยอมรับอิสราเอลตราบใดที่ชาวปาเลสไตน์ยังไม่ได้รัฐเอกราช
  • ไม่ใช่สัญญาสันติภาพที่แท้จริง: นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่านี่เป็นเพียง "ข้อตกลงสถาปนาความสัมพันธ์" เนื่องจากประเทศอย่าง UAE, บาห์เรน หรือโมร็อกโก ไม่เคยทำสงครามสู้รบโดยตรงกับอิสราเอลอยู่แล้ว การเซ็นสัญญาจึงเหมือนเป็นการเปิดเผยความสัมพันธ์ที่แอบดำเนินอยู่ใต้ดินให้ขึ้นมาบนดินมากกว่า
บทบาทของข้อตกลงอับราฮัมในปัจจุบัน (ปี 2026)

แม้ว่าตะวันออกกลางจะเผชิญกับคลื่นความขัดแย้งรุนแรงรอบใหม่ในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ตัวข้อตกลงอับราฮัมก็ยังคงอยู่ และกลายมาเป็น เครื่องมือหลัก ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้ในการพยายามกดดันให้ชาติมหาอำนาจอื่นๆ ในภูมิภาค (เช่น ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์) ต้องก้าวเข้ามาลงนามร่วมกัน เพื่อสร้างระบบความมั่นคงใหม่และยุติความขัดแย้งวงกว้างในตะวันออกกลาง ณ เวลานี้





ปฏิกิริยาระดับภูมิภาคในวงกว้างต่อข้อตกลงอับราฮัม

ปฏิกิริยาต่อข้อตกลงอับราฮัมในตะวันออกกลางโดยรวมนั้นแตกต่างกันอย่างมาก แบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายที่ยึดหลักปฏิบัติอย่างเป็นทางการในระดับรัฐ และฝ่ายที่ประณามอย่างกว้างขวางในสาธารณชน แม้ว่ารัฐบาลผู้ลงนามยังคงรักษาความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจอย่างเงียบๆ แต่ความสูญเสียอย่างมหาศาลจากความขัดแย้งในฉนวนกาซาได้ทำให้การขยายความสัมพันธ์ต่อไปหยุดชะงัก และทำให้ความชอบธรรมของข้อตกลงในวงกว้างลดลงอย่างมาก

หลักปฏิบัติในระดับรัฐ (ผู้ลงนาม)

  • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรน: ทั้งสองประเทศยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการกับอิสราเอล โดยมองว่ากรอบการปรับความสัมพันธ์เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ระยะยาว อย่างไรก็ตาม หลังสงครามในฉนวนกาซา พวกเขาได้เปลี่ยนจุดสนใจจากการบูรณาการอย่างเปิดเผยและโดดเด่น ไปสู่การประสานงานด้านความมั่นคงและการค้าที่เน้นรัฐเป็นศูนย์กลางอย่างเงียบๆ
  • ซาอุดีอาระเบีย: การปรับความสัมพันธ์ระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิสราเอลที่คาดหวังไว้สูงต้องหยุดชะงักลงหลังจากเกิดความขัดแย้งในฉนวนกาซา ริยาดยังคงให้ความสำคัญกับการลดความตึงเครียดในภูมิภาค แม้กระทั่งพยายามปรับความสัมพันธ์ของตนเองกับอิหร่านเพื่อให้มั่นใจในเสถียรภาพภายในประเทศ
  • โมร็อกโกและซูดาน: แม้จะมีความขัดแย้งภายในอย่างมากและเสียงประท้วงจากประชาชนจำนวนมาก โมร็อกโกก็ยังคงรักษาช่องทางการทูตกับอิสราเอลไว้ ในขณะที่ซูดานยังคงนิ่งเฉยเนื่องจากความขัดแย้งภายในประเทศที่ยังคงดำเนินอยู่
เสียงประท้วงและการต่อต้านจากประชาชน

  • การปฏิเสธอย่างกว้างขวาง: การปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลยังคงไม่เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ประชาชนทั่วไปในประเทศที่ลงนามและทั่วโลกอาหรับ ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ที่ดำเนินอยู่ได้จุดประกายความโกรธแค้นในภูมิภาคอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดความแตกแยกอย่างชัดเจนระหว่างรัฐบาลและประชาชน
  • ผลกระทบทางการทูต: ผลกระทบทางการทูตในวงกว้างของสงครามกาซาหลังเดือนตุลาคม 2023 ได้ก่อให้เกิดรอยร้าวครั้งใหญ่ในความเป็นเอกภาพของตะวันออกกลาง โดยประเทศต่างๆ เช่น ตุรกี ได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตกลับและตัดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ
แกนแห่งการต่อต้านและคู่แข่งในภูมิภาค
  • อิหร่าน: สาธารณรัฐอิสลามได้ใช้ความไม่พอใจในภูมิภาคที่กว้างขึ้นเพื่อเสริมสร้างสถานะของตนเอง ด้วยการวางตำแหน่งตัวเองเป็นรัฐหลักที่ท้าทายทั้งอิสราเอลและกรอบการเจรจาทางการทูตที่นำโดยสหรัฐฯ อย่างเปิดเผย อิหร่านจึงได้รับอิทธิพลทั้งในด้านความนิยมและภูมิรัฐศาสตร์อย่างมากทั่วทั้งภูมิภาค
  • ชาวปาเลสไตน์: ผู้นำปาเลสไตน์และนักเคลื่อนไหวจำนวนมากได้ประณามข้อตกลงดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยมองว่าเป็นการทรยศต่ออุดมการณ์การก่อตั้งรัฐของตนและเป็นการสูญเสียอำนาจต่อรองทางการเมืองอย่างมาก
ภูมิรัฐศาสตร์ตะวันตก
  • มุมมองของสหรัฐฯ: จากมุมมองของอเมริกา ข้อตกลงดังกล่าวมีจุดประสงค์ดั้งเดิมเพื่อสร้างดุลอำนาจในระดับภูมิภาคที่เป็นเอกภาพเพื่อต่อต้านอิหร่าน แม้ว่าสถาบันตะวันออกกลางจะระบุถึงประโยชน์ที่ปรับขนาดได้ของข้อตกลงเหล่านี้ในการต่อต้านการก่อการร้ายและการไม่แพร่กระจายอาวุธ แต่การปะทุของสงครามระดับภูมิภาคที่ยืดเยื้อได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการทูตไปอย่างสิ้นเชิง


สหรัฐฯ และอิหร่านส่งสัญญาณความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อยุติสงคราม เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่จะตามมา



Google Gemini รวบรวม

มีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังใกล้บรรลุข้อตกลงบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติสงคราม โดยประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดขั้นสุดท้าย ข้อตกลงที่เสนอนี้ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพถาวร แต่เป็นกรอบการทำงานสำหรับการหยุดยิงเป็นระยะ

เงื่อนไขหลักที่กำลังเจรจากัน ได้แก่:

ช่องแคบฮอร์มุซ: การเปิดช่องแคบอีกครั้งและการคืนปริมาณการจราจรทางเรือให้กลับสู่ระดับก่อนสงคราม ขณะเดียวกันก็เจรจาเงื่อนไขการผ่านแดนและค่าธรรมเนียมที่อาจเกิดขึ้น

การคว่ำบาตรและทรัพย์สิน: อิหร่านเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนและปล่อยทรัพย์สินที่ถูกอายัดและแช่แข็ง (สูงถึง 12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในบัญชีที่เข้าถึงได้ในสถานที่ต่างๆ เช่น กาตาร์

ข้อจำกัดด้านนิวเคลียร์: สหรัฐฯ กำลังผลักดันให้อิหร่านกำจัดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง แต่รายงานระบุว่าอิหร่านต้องการเลื่อนการเจรจานิวเคลียร์อย่างเป็นทางการออกไปจนกว่าจะบรรลุมาตรการสร้างความไว้วางใจ

ระยะเวลา: ข้อตกลงที่เสนอจะกำหนดระยะเวลาหยุดยิงเบื้องต้น 30 ถึง 60 วัน เพื่อเจรจารายละเอียดปลีกย่อยของข้อพิพาทเหล่านี้

เจ้าหน้าที่เตือนว่าข้อตกลงยังคงเปราะบาง ผู้ไกล่เกลี่ย—รวมถึงนักการทูตจากปากีสถานและประเทศในอ่าวเปอร์เซีย—กำลังทำงานอย่างแข็งขันเพื่อแก้ไขอุปสรรค แต่บันทึกความเข้าใจอาจล่มสลายได้หากเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการปล่อยเงินทุนที่ถูกอายัดและอัตราการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร