วันพุธ, สิงหาคม 12, 2569

จำอวดน่ะ “ยิงโจรในบ้าน มีผิดติดคุก” นายกฯ ตีความเกินตัวบทกฎหมาย ฝ่ายค้านช่วยหาสมฏฐาน อ๋อ มท.๑ ปี ๕๒ ชื่อ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นคนเปิดทำนบกั้นปืนระบาด

อนุทินนี่เค้าไม่ค่อยมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้ทำ ดังที่มีคนว่าจริงๆ แหละ คอยรับโองการสถานเดียว บริหารจัดการบางอย่างองคมนตรีเอาไปทำเองแล้วนี่ วันๆ เลยได้แต่เล่นโซเชียล ตลกโปกฮาไปเรื่อยเปื่อย เช่นที่บอกห้ามประชาชนพกปืน 

เลยเถิดไปถึงว่า ยิงโจรในบ้านก็ไม่ได้นะ มีความผิดติดคุกเหมือนกันหมด อ๊ะ พูดอย่างนี้มันก็เป็นดราม่าน่ะสิ เอาที่ Atukkit Sawangsuk แย้งก่อนเลยว่า นายกฯ ตีความเกินตัวบทกฎหมาย ที่จริงคนมีใบอนุญาตพกพา ถ้ายิงโจรในบ้านโดยไม่เกินกว่าเหตุ ก็ทำได้

“ไม่ติดคุกหรอก เป็นนายกฯ สะเออะตัดสินกฎหมายแทนศาล” ไม่ใช่หน้าที่ ถ้าพูดอย่างซีเรียสแบบ Voranai Vanijaka ที่บอกว่านายกฯ นี่ก็ woke กับเขาเหมือนกันนะเนี่ย “หากภาครัฐให้ความปลอดภัยกับประชาชนไม่ได้ ก็ไม่ควรริดรอนสิทธิของประชาชน

ที่จะปกป้องชีวิตของตน ครอบครัวของตน ในบ้านของตน” ส่วน สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ ฉายาเก่า โฆษกกระเป๋าพรรค ปชป.ถามกวน “โจรขึ้นบ้านยิvไม่ได้ ให้ทำไงครับ กราบโจร” เรอะ ขณะที่โพสต์บนเว็บ ThaiArmedForce.com แทงใจดำ

อนาลโย กอสกุล บรรณาธิการแฉ แกนนำพรรค #ภูมิใจไทยหลายคนเป็นนักสะสมปืน มีกันคนละเป็นสิบๆ กระบอก อนุชา สะสมทรัพย์ มากสุด ๔๐ กระบอก รองลงไปเป็น วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ๒๖ กระบอก และ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ๒๓ กระบอก

ตัวอนุทินเองมีปืนครอบครองเพียงกระบอกเดียว เช่นเดียวกับศรีภรรยา คุณธนนนท์ นิรามิษ ๑ กระบอกเช่นกัน แล้วสามีเอาไปพูดเล่นหัว อย่างนี้ต้องระวังตัว โถทั่น ต่างคนต่างมี ๑ กระบอกเท่ากัน ลั่นมาก็ลั่นไปสิ ติดตะรางทั้งคู่นิ

จุ๊ จุ๊ หยุดจำอวดก่อนดิ ฝ่ายค้านคิดเรื่องนี้อย่างสร้างสรร มองปัญหารอบด้าน คุ้ยหาสมุฏฐานมาตั้งสมการแก้ ว่าที่ยิงกันไม่เว้นแต่ละวัน เดี๋ยวเด็กยิง แล้วนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลยิงบ้าง เป็นเพราะอาวุธปืนเกลื่อนกลาด หาง่าย เมืองไทยสังคมนิยมปืน

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ตั้งคำถาม “ใบอนุญาตร้านขายปืน เพิ่มขึ้นในยุคที่ใครเป็น มท.๑” นี่ไง ปี ๒๕๕๒ วันที่ ๘ กันยา มหาดไทยออกคำสั่ง ๒๘๙/๒๕๕๒ เพื่อยกเลิกคำสั่ง ๑๐๙/๒๕๓๕ ซึ่ง “กำหนดให้จำกัดการเพิ่มจำนวนร้านค้าอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน”

ชวรัตน์ ชาญวีรกูล มท.๑ ตอนนั้น ตอบกระทู้ในสภา ยอมรับว่า “จำนวนใบอนุญาตซื้อปืนเพิ่มขึ้นถึง ๔๔.๘%” โดยแจ้งเหตุผลที่ดันให้คนซื้อปืนกันมากๆ ว่า “ต้องการเพิ่มการแข่งขัน ลดการผูกขาดของผู้ค้ารายเดิม และทำให้ราคาปืนลดลง”

อุ๊ย ทั่นเป็นนักเศรษฐศาสตร์ตัวยง

(https://www.facebook.com/wirojlak/posts/XaqpifZgzx, https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/SGDSMAKhG และ https://www.facebook.com/baitongpost/posts/U2euRGGJ5R) 

พีมูฟจุดไฟเผาภาพ “ปกรณ์” ค้านยุบธนาคารที่ดิน ยกระดับชุมนุมหน้าทำเนียบฯ ติดตาม ครม. จี้รัฐต้องรับรองโฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดิน

https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1363033325978219

ไข่แมวชีส added photos to the album: 11 ส.ค. 69 พีมูฟชุมนุมหน้าทำเนียบ เผาโลงศพ รอผลประชุม ครม.
14 hours ago
·
พีมูฟจุดไฟเผาภาพ “ปกรณ์” ค้านยุบธนาคารที่ดิน ยกระดับชุมนุมหน้าทำเนียบฯ ติดตาม ครม. จี้รัฐต้องรับรองโฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดิน
.
11 ส.ค. 2569 เครือข่ายขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือพีมูฟ (P-Move) ยกระดับการเคลื่อนไหวในช่วงเช้าของวัน โดยเคลื่อนขบวนมายังบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมปราศรัยและจัดกิจกรรมติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทวงถามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและสิทธิในที่อยู่อาศัยของประชาชน
.
ระหว่างการชุมนุมเพื่อรอผลการประชุม ครม. เวลาประมาณ 12.10 น. ผู้ชุมนุมมีการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “ฌาปนกิจรูปภาพของรองนายกรัฐมนตรี ปกรณ์ นิลประพันธ์” เพื่อแสดงออกคัดค้านกรณีที่ปกรณ์ได้เสนอให้ยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) ภายในเดือนกันยายน 2569
.
กิจกรรมดังกล่าวมีการจัดเตรียมโลงศพทาสีน้ำเงิน พร้อมวางดอกไม้จันทร์บนโลงศพสีน้ำเงิน รวมถึงนำกรงหนูและกาวดักหนูมาประกอบกิจกรรม ก่อนที่จะมีการจุดไฟเผารูปภาพดังกล่าว
.
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นสืบเนื่องจาก พีมูฟปักหลักชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาลมาตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาของประชาชนในหลายกรณีที่ยังค้างคา โดยเฉพาะปัญหาสิทธิในที่ดินและที่อยู่อาศัย ผ่านกลไกการแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์ของขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย
.
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พีมูฟออกแถลงการณ์ฉบับที่ 8 เรื่อง “หอบเอาหวังประชาชน สู่การพิจารณา ครม.” ระบุว่า การประชุม ครม. ในวันนี้ (11 สิงหาคม 2569) ถือเป็นนัดสำคัญที่จะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลจะนำผลการเจรจาระหว่างพีมูฟกับ ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ได้หรือไม่ และจะมีผู้ใดขัดขวางดังเช่นรองนายกรัฐมนตรี ปกรณ์ นิลประพันธ์ อีกหรือไม่
.
พีมูฟยังตั้งคำถามถึงท่าทีของรัฐบาลต่อข้อเรียกร้องของเครือข่าย โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน พร้อมระบุว่า การดำเนินการที่ส่งผลกระทบต่อกลไกดังกล่าว กำลังทำให้ความหวังของประชาชนในการมีสิทธิชุมชนเพื่อจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ลดน้อยลง
.
ในแถลงการณ์ พีมูฟระบุว่า โฉนดชุมชนในฐานะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีถูกยกเลิกไปเกือบ 3 เดือนแล้ว ขณะที่ธนาคารที่ดินกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกยุบเลิกในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ ซึ่งพีมูฟมองว่าจะส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องการความมั่นคงในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย
.
อย่างไรก็ตาม พีมูฟยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าต่อสู้และไม่ยอมแพ้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลนำผลการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับพีมูฟเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ทั้งหมด และขอให้มีหลักประกันว่าธนาคารที่ดินจะสามารถดำเนินงานต่อไปได้ รวมถึงทวงคืนกลไกโฉนดชุมชน
.
พีมูฟประกาศยกระดับการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคมเป็นต้นไป จนกว่าจะได้รับความชัดเจนจากรัฐบาลต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว โดยการเคลื่อนขบวนประชิดทำเนียบรัฐบาลและการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการกดดันรัฐบาลระหว่างรอผลการประชุม ครม. ซึ่งเครือข่ายยังคงจับตาว่าจะมีความคืบหน้าต่อการแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยของประชาชนหรือไม่



“ฟ้า” พรหมศร ผู้ต้องขังคดี ม.112 อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู อดอาหารเรียกร้องสิทธิประกันตัวแล้วกว่า 41 วัน ขอโอกาสกลับไปดูแลพ่อแม่ที่ป่วย



'ฟ้า พรหมศร' อดอาหารวันที่ 41 เรียกร้องสิทธิประกันตัว ขอโอกาสกลับไปดูแลพ่อแม่ที่ป่วย

11 สิงหาคม 2569
ประชาไท

“ฟ้า” พรหมศร ผู้ต้องขังคดี ม.112 อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู อดอาหารเรียกร้องสิทธิประกันตัวแล้วกว่า 41 วัน โดยฟ้าเริ่มอดอาหารตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัว ขอโอกาสในการออกไปดูแลพ่อที่ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันและอัลไซเมอร์ ขณะที่แม่ที่มีอาการซึมเศร้า ฟ้ายังได้ทราบข่าวจากทางบ้านว่าคุณยายเข้าโรงพยาบาล รวมทั้งก่อนหน้านี้สถานการณ์ของพ่อเขาที่อาการไม่ค่อยดีนัก ฟ้าถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. 2569 หลังศาลฎีกาไม่ให้ประกันตัวระหว่างฎีกา ในคดีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อปี 64 โทษจำคุกในคดีนี้ของเขาอยู่ที่ 2 ปี 10 เดือน ทางทนายความได้มีความพยายามยื่นขอประกันตัวมาแล้ว 4 ครั้ง

11 ส.ค. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงาน วันที่ 10 ส.ค. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยม “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ที่ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ระหว่างฎีกาที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี เขาเริ่มอดอาหารอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัว ขอโอกาสในการออกไปดูแลครอบครัว โดยพ่อของเขาป่วยโรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ และโรคต่าง ๆ รวมถึงแม่ที่มีอาการซึมเศร้า

ฟ้าอยู่ในชุดยูนิฟอร์มเดิมเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว กางเกงขาสั้นสีดำ แต่วันนี้เสื้อที่สวมดูตัวใหญ่ขึ้น ทำให้รู้สึกว่าเขาผอมลงไปอีก ท่าทางของฟ้าดูโรยแรง และซีดเซียว เขาขอนั่งพักสักพักใหญ่ ระหว่างนั้นก็ดมยาดม หลับตา และสูดหายใจเข้าออกช้า ๆ ก่อนทำสัญญาณให้พูดคุยได้

ฟ้าอัปเดตว่า เมื่อเช้ากินเกลือแร่ 1 ซอง และทานกาแฟดำผสมน้ำผึ้งซึ่งได้จากเจ้าหน้าที่ โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เขาถูกนำตัวไปให้น้ำเกลือที่ห้องพยาบาลอีกครั้งด้วย

ช่วงนี้ ค่าน้ำตาลวัดมากสุดฟ้าบอกว่าอยู่ที่ประมาณ 85 ส่วนความดันมากสุดจะอยู่ที่ 100 อัตราการเต้นของหัวใจฟ้ารู้สึกว่าต่ำลงเรื่อย ๆ โดยแต่ละสัปดาห์ผ่านไป ก็ค่อนข้างแย่ลงเรื่อย ๆ อาการท้องมีเสียงโกรกกาก เหมือนแก๊สดันขึ้นมา รวมทั้งยังมีอาการเวียนหัว และปวดท้องจนเป็นเรื่องปกติ รวมทั้งมีบางเวลาที่ปวดจุกมาก เขาพยายามกินยาธาตุน้ำขาวช่วยบรรเทา

ฟ้าให้ข้อมูลว่าตั้งแต่เขาอดอาหาร ไม่ได้มีนักโภชนาการหรือแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะมาพูดคุย มีแต่เพียงแพทย์เวรหรือผู้ช่วยพยาบาลที่มาดูอาการ ดูแล้วต่างจากสถานการณ์ของนักกิจกรรมที่อดอาหารที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อปีก่อนหน้านี้ โดยตอนนี้มีเพื่อนผู้ต้องขังที่มาคอยช่วยดูอยู่ด้วย เพราะกลัวจะวูบล้มไป

ฟ้าเล่าว่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เขารู้สึกเหนื่อยมาก จนแทบไม่มีแรงลุกไปหาหมอเวร ภาพทุกอย่างรอบตัวดูช้าไปหมด ทั้งวันหมดไปกับการนอนเฉย ๆ ไม่ค่อยได้ลุกมาทำกิจกรรมอะไร ไม่ได้ไปห้องสมุดหรือหาหนังสือมาอ่านอีก แต่ในทุกวัน เขายังพยายามสวดอธิษฐานถึงผลการต่อสู้อดอาหารในครั้งนี้ของเขา

“บางทีฟ้าก็อยากรู้ว่าการสู้ของฟ้าจะเป็นผลไหม แต่ตอนนี้ฟ้าไม่มีอะไรจะเสีย มีแต่ครอบครัวที่เป็นเรื่องประเสริฐของชีวิต” ฟ้าบอกไว้

ฟ้ายังอัปเดตข่าวจากทางบ้าน ว่าทราบว่าคุณยายเข้าโรงพยาบาล และได้ฝากข้อความห่วงใยมาถึงฟ้าด้วย รวมทั้งก่อนหน้านี้ได้ทราบสถานการณ์ของพ่อที่อาการไม่ค่อยดีนัก ทำให้รู้สึกเศร้าจนน้ำตาร่วงออกมา

ก่อนหน้านี้ ฟ้ายังย้ำถึงเรื่องภาพยนตร์ “จดหมายรักถึงอาม่า” ว่าเป็นเรื่องที่เขาอยากดู เพราะน่าจะมีเรื่องราวของวัฒนธรรมจีนโพ้นทะเล ที่เขามีส่วนเติบโตมา ฟ้าบอกว่าเขาทัน “ก๋ง” ที่มาจากเมืองจีน แม้จะไม่นานนัก และยังสนิทกับอาม่า เขายังเรียนรู้ภาษาจีนแต้จิ๋ว และอาหารจีนต่าง ๆ เขามีทั้งความเป็นจีน ไทย และลาวปนกัน เติบโตมากับความหลากหลายทางวัฒนธรรม

“ปกติก๋งเป็นคนที่ไม่ค่อยทำอาหาร แต่ฟ้าที่อยู่ในวัยเด็ก และเป็นเด็กทานยาก ก๋งจะยอมทำกับข้าวให้ เช่น ไข่ดาว ไข่ลวก เป็นความทรงจำที่มีต่อก๋ง นึกมองย้อนกลับก็เป็นความทรงจำที่น่ารักเหลือเกิน ในความทรงจำของฟ้าหลังจากที่เขาเสีย ฟ้าก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่เริ่มมาสนใจในตอนหลัง ที่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ พ่อชอบพาไปปักกิ่ง ไปซัวเถา ซึ่งตอนนั้นไม่ค่อยเจริญ แต่พ่อก็พาไป เพราะพ่อบอกว่าก๋งเคยอยู่ที่นั่น คงอยากให้ไปเรียนรู้รากเหง้า พอศึกษามากขึ้น เราก็รู้สึกขอบคุณที่เราเป็นตัวเราในวันนี้” ฟ้าบอกเล่าถึงภูมิหลังของเขา

เขายังแต่งบทกลอนฝากออกไปสื่อสารในครั้งนี้ด้วยว่า

“เธอคือ ผู้ร้อยเรียง ความรัก

คือศรศัก ปักหัวใจ

เธอคือ ความหมาย ทุกสิ่งไป

คือไฟ ในวิญญาณ

เธอคือชีพ คือชีวิต

คือดวงจิต คือทุกอย่าง

จากนี้ ในชาติใด ไม่ปล่อยวาง

ขอตามข้าง ทุกคราไป”

ฟ้ายังย้ำถึงการต้องถูกนำตัวไปศาลอาญา ในวันที่ 20 ส.ค. นี้ ในการสืบพยานคดีชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปscb ซึ่งอยากให้เพื่อน ๆ มาติดตามคดี

วันนี้ฟ้าหยุดพูดเพื่อพักเหนื่อยถี่ขึ้นกว่าทุกครั้งที่เยี่ยม เขาพยายามพูดสิ่งที่คิดได้แบบเร็ว ๆ และต่อเนื่องให้จบ จากนั้นก็จะหยุดพักสูดหายใจเข้า-ออก ยาวๆ พร้อมกับดมยาดมเป็นระยะ

https://prachatai.com/journal/2026/08/118334






ตรรกะรัฐราชูปถัมภ์ (หรือรัฐราชสมบัติ) ฉันทมติของชนชั้นนำไทยยุคพัฒนา

https://www.facebook.com/kasian.tejapira/posts/10243980792038038

Kasian Tejapira shared a memory. 
11 hours ago
·
ตรรกะรัฐราชูปถัมภ์ (หรือรัฐราชสมบัติ) --> ฉันทมติของชนชั้นนำไทยยุคพัฒนา
%%%%%%%
ปีการศึกษา ๒๕๖๙/๑ นี้ก็เช่นกัน กลับมาสอนสัมมนาการเมืองไทยใหม่ และอ่าน Studies of the Thai State ของครูเบ็นใหม่อีกรอบในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ประเด็นที่นึกขึ้นได้คือ
๑) ความสัมพันธ์และขัดแย้งระหว่างตรรกะ [รวมศุนย์อำนาจ-กินรวบ] vs. [กระจายอำนาจ-กินแบ่ง] ของรัฐราชูปถัมภ์ไทยน่าจะมีส่วนเกี่ยวโยงเป็นฐานประเพณีเชิงปฏิบัติให้แก่สิ่งที่คุณอาสา คำภาเรียกว่าฉันทมติของชนชั้นนำไทยสมัยทศวรรษ ๒๕๑๐ - ๒๕๒๐ ซึ่งห้ามการรวมศูนย์อำนาจ-กินรวบ ชนชั้นนำผู้ใดกลุ่มไหนละเมิดฉันทมติดังกล่าว ทำท่ารวมศูนย์อำนาจ-กินรวบ จะถูกรุมต่อต้านคัดค้านจากชนชั้นนำกลุ่มฝ่ายอื่น ๆ ไม่ว่าสามทรราชย์คณาธิปไตย, กฤษณ์ สีวะรา, ธานินทร์ กรัยวิเชียร, เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ฯลฯ
๒) นอกจากนี้ก็น่าจะเป็นไปได้ว่าราชาชาตินิยมในนิยามของครูเบ็นกับธงชัยน่าจะเป็นชาตินิยมเดียวที่เป็นไปได้สำหรับรัฐราชสมบัติ
ถูก/ผิด เข้าท่าหรือไม่ ก็คิดอภิปรายค้นคว้ากันต่อ แต่มันเป็นประเด็นที่นึกได้เก็บได้จากการอ่านงานดี ๆ ของครูซ้ำอีกรอบนั่นแหละครับ

Kasian Tejapira 
August 11, 2021
·
คุยกับครูเงียบ ๆ ในห้วงคิดจิตใจ
%%%%
ปีหนึ่ง ผมจะมีโอกาสกลับมาอ่านงานคลาสสิกสำคัญของครูอย่างตั้งอกตั้งใจแต่ต้นจนจบอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
อ่านเพื่อเตรียมสอนแหละครับ ถึงจะอ่านมาเป็นสิบ ๆ รอบแล้ว จะสอนสัมมนาชั้นใหม่ก็ยังอ่านใหม่อีกรอบอยู่ดี
นอกจากจะสังเกตเก็บประเด็นใหม่ ๆ ที่คลาดตาไปในงานครูได้บ้างทุกรอบการอ่านแล้ว อีกอย่างที่ได้คือความรู้สึกเหมือนนั่งลงเพ่งจิตสมาธิคุยกับครูเงียบ ๆ สองต่อสองในห้วงคิดจิตใจผ่านตัวหนังสือ
มันสงบและอบอุ่นดี และพอนึกอะไรขึ้นได้ผมก็จะโน๊ตย่อไว้ตามริมหน้าหรือไฮไลต์ทับด้วยสีต่าง ๆ
หน้าหนังสือและบทความของครูจึงเปรอะเลอะเต็มแบบนี้แหละครับ
.....

Gemini ขยายความ ตรรกะรัฐราชูปถัมภ์ (Patronage State Logic) ต่อ

ตรรกะรัฐราชูปถัมภ์ (Patronage State Logic) หรือในทางรัฐศาสตร์เชิงประวัติศาสตร์ มักเชื่อมโยงกับแนวคิด รัฐราชสมบัติ (Patrimonial State ของ Max Weber) คือ กรอบคิดและระบบการปกครองที่มองว่า "อำนาจรัฐและทรัพยากรสาธารณะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสิทธิพิเศษส่วนบุคคล" มากกว่าจะเป็นโครงสร้างสาธารณะที่เคารพหลักสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเสมอภาค

1. แก่นแท้ของตรรกะ (Core Logic)
ในระบบการเมืองระดับสถาบันทั่วไป รัฐถูกออกแบบมาให้บริหารผ่าน หลักนิติรัฐ (Rule of Law) และ ระบบคุณธรรม (Meritocracy) แต่ตรรกะรัฐราชูปถัมภ์กลับขับเคลื่อนด้วย สายสัมพันธ์ส่วนตัว (Personal Relations) และ ระบบอุปถัมภ์ (Patron-Client System)

มูลเหตุของอำนาจ: อำนาจไม่ได้มาจากฉันทามติของประชาชนในฐานะพลเมืองผู้ถือสิทธิ (Rights-bearing Citizens) แต่มาจากความโปรดปราน การสืบทอด หรือบารมีของผู้มีอำนาจ

สถานะของทรัพยากร: งบประมาณ แผ่นดิน หรือตำแหน่งหน้าที่ ถูกมองคล้ายกับ "เสบียงหรือทรัพย์สิน" ที่ผู้ปกครอง/กลุ่มนำสามารถจัดสรรเพื่อตอบแทนความจงรักภักดี

2. ลักษณะเด่นของระบบและตรรกะนี้
1) เปลี่ยน "สิทธิขั้นพื้นฐาน" ให้กลายเป็น "ความเมตตา"
  • พลเมืองในตรรกะนี้จะถูกมองเป็น "ผู้อยู่ใต้อุปถัมภ์" (Clients/Subjects) มากกว่าพลเมืองที่มีสิทธิเรียกร้อง
  • สวัสดิการ โครงสร้างพื้นฐาน หรือความช่วยเหลือจากรัฐ มักถูกนำเสนอในฐานะ "ความเมตตากรุณา" หรือ "ของขวัญ" จากผู้มีอำนาจ ซึ่งผู้รับต้องตอบแทนด้วยความกตัญญูและ loyalty
2) การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์แนวดิ่ง (Vertical Hierarchy)
  • สังคมถูกจัดระเบียบผ่านสายสัมพันธ์ระหว่าง "ผู้ใหญ่" (Patron) กับ "ผู้น้อย" (Client)
  • ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ได้วัดจากความสามารถเชิงประจักษ์เพียงอย่างเดียว แต่วัดจาก "การมีผู้ใหญ่หนุนหลัง" หรือการอยู่ในเครือข่ายที่ถูกต้อง
3) การดึงทรัพยากรไปสร้างสัมปทานและค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Rent-Seeking)
  • อำนาจรัฐถูกใช้เปิดทางให้กลุ่มเครือข่ายแสวงหาประโยชน์เชิงสัมปทาน (Rent) หรือสิทธิพิเศษทางธุรกิจ ส่งผลให้เกิดการผูกขาดและการกระจายทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม
3. ผลกระทบต่อโครงสร้างการเมืองและสังคม

มิติ ฐานความชอบธรรม
รัฐตามหลักสากล / นิติรัฐ
กฎหมาย, การเลือกตั้ง, สิทธิมนุษยชน

รัฐราชูปถัมภ์ / รัฐราชสมบัติ
บารมีส่วนบุคคล, ความจงรักภักดี, ประเพณี

มิติ ระบบการทำงาน
รัฐตามหลักสากล / นิติรัฐ
อิงกฎระเบียบและคุณธรรม (Rules & Merit)

รัฐราชูปถัมภ์ / รัฐราชสมบัติ
อิงระบบระบบเส้นสายและความภักดี (Networks)

มิติ มุมมองต่อประชาชน
รัฐตามหลักสากล / นิติรัฐ
พลเมืองผู้ถือสิทธิอำนาจสูงสุด

รัฐราชูปถัมภ์ / รัฐราชสมบัติ
ผู้รับการอุปถัมภ์ / ผู้รับความช่วยเหลือ

มิติ การตรวจสอบ
รัฐตามหลักสากล / นิติรัฐ
โปร่งใส ถ่ายโอนอำนาจผ่านกลไกสถาบัน

รัฐราชูปถัมภ์ / รัฐราชสมบัติ
ตรวจสอบยาก เนื่องจากอำนาจซ้อนทับเครือข่ายส่วนตัว

สรุป: ตรรกะรัฐราชูปถัมภ์คือระบบที่เปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่าง "รัฐ-ประชาชน" จากเรื่อง "สิทธิและความรับผิดชอบตามกฎหมาย" ไปเป็นเรื่อง "บุญคุณ ความจงรักภักดี และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ส่วนตน" ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตยและการสร้างความเสมอภาคในสังคม modern state

แบ่งการอธิบายออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1) การเปรียบเทียบกับทฤษฎี Patrimonialism ของ Max Weber และ 2) รูปแบบการปรับตัวของระบบนี้ในรัฐไทยร่วมสมัย ครับ

1. การเปรียบเทียบกับทฤษฎีของ Max Weber

Max Weber นักสังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้แบ่งประเภทอำนาจความชอบธรรม (Legitimate Authority) ออกเป็น 3 รูปแบบ และมองว่า รัฐราชสมบัติ (Patrimonial State) เป็นรูปแบบหนึ่งของอำนาจแบบประเพณี (Traditional Authority)

ความเชื่อมโยงระหว่าง Patrimonialism กับ รัฐราชูปถัมภ์
  • Patrimonialism (Weber): Weber อธิบายว่า เป็นระบบที่ผู้ปกครองมองข้าราชการและกลไกรัฐเป็นเหมือน "คนในบ้าน" (Household) หรือทรัพย์สินส่วนตน ข้าราชการไม่ได้ทำงานตามกฎหมายที่เป็นกลาง แต่นำความจงรักภักดีส่วนตัวมาแลกกับสิทธิพิเศษ
  • Neopatrimonialism (รัฐราชูปถัมภ์ใหม่): เมื่อนำทฤษฎีนี้มาปรับใช้กับรัฐสมัยใหม่ นักรัฐศาสตร์จึงใช้คำว่า Neopatrimonialism ซึ่งหมายถึง "ฉากหน้ามีสถาบันสมัยใหม่ (มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีระบบราชการ) แต่ฉากหลังยังขับเคลื่อนด้วยตรรกะระบบอุปถัมภ์และการแลกเปลี่ยนประโยชน์ส่วนตัว"
2. การปรับตัวของระบบราชูปถัมภ์ใน "รัฐไทยร่วมสมัย"

ในบริบทไทย ระบบราชูปถัมภ์ไม่ได้หายไปเมื่อเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสมัยใหม่ แต่ได้ "แปลงร่าง" (Adaptation) เพื่อให้คงทนอยู่ได้ท่ามกลางกระแสการเมืองแบบประชาธิปไตยและทุนนิยมสากล โดยมีรูปแบบการปรับตัวที่สำคัญดังนี้:

1) การสถาปนา "เครือข่ายอุปถัมภ์ข้ามสถาบัน" (Network Monarchy / Deep State)
  • ระบบอุปถัมภ์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ "นักการเมืองท้องถิ่น" หรือ "หัวคะแนน" อีกต่อไป แต่ขยายเข้าสู่การสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่าง กองทัพ, ระบบราชการชั้นผู้ใหญ่, กลุ่มทุนขนาดใหญ่ และสถาบันตุลาการ
  • การจัดอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงต่างๆ (เช่น วปอ., บยส., พตส.) ถูกมองว่าเป็นพื้นที่สร้าง "คอนเนกชัน" และเครือข่ายอุปถัมภ์ยุคใหม่ที่ข้ามสายงาน
2) ทุนนิยมอุปถัมภ์และการสร้าง "สัมปทานเชิงนโยบาย" (Cronies & Policy Rent)
  • ในยุคทุนนิยม ตรรกะอุปถัมภ์ถูกเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์แบบ "ทุนผูกขาด + รัฐบาล"
  • กลุ่มทุนใหญ่สนับสนุนการดำรงอยู่ของผู้มีอำนาจ เพื่อแลกกับการได้กฎหมาย สัมปทาน หรือนโยบายที่เอื้อต่อการผูกขาดทางการค้า (เช่น พลังงาน โทรคมนาคม หรือค้าปลีก) ทำให้เกิดการ "กินค่าเช่าทางเศรษฐกิจ" (Rent-seeking) ในคราบกฎหมาย
3) การใช้ "งบประมาณแผ่นดิน" และ "นโยบายรัฐ" เป็นเครื่องมืออุปถัมภ์
  • จากเดิมที่ผู้ใหญ่ต้องใช้ "เงินส่วนตัว" ในการเลี้ยงดูผู้น้อย ในรัฐร่วมสมัย งบประมาณแผ่นดิน โครงสร้างพื้นฐาน หรือนโยบายประชานิยม ถูกนำมาใช้สร้างคะแนนนิยมและผูกขาดฐานเสียง
  • สวัสดิการบางประเภทถูกสร้างภาพจำว่าเป็น "ความใจดี/การแจกจ่ายจากผู้มีอำนาจ" มากกว่าจะเป็น "สิทธิอันชอบธรรมที่ประชาชนพึงได้จากภาษี"
4) การปรับตัวผ่านกลไกทางกฎหมายและองค์กรอิสระ (Legalistic Clientelism)
  • ระบบราชูปถัมภ์ร่วมสมัยใช้ "กฎหมาย" เป็นเครื่องมือปกป้องพวกพ้องและทำลายฝ่ายตรงข้าม (Lawfare)
  • การแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระหรือกลไกตรวจสอบ ถูกดึงเข้าสู่ตรรกะอุปถัมภ์เพื่อสร้างเกราะป้องกันทางกฎหมายให้แก่เครือข่ายอำนาจ
สรุปภาพรวม:

ในรัฐไทยร่วมสมัย ตรรกะแบบ Neopatrimonialism แสดงออกผ่านการซ้อนทับกันระหว่าง โครงสร้างประชาธิปไตยเชิงสถาบัน (การเลือกตั้ง/สภา) กับ ตรรกะระบบอุปถัมภ์แบบดั้งเดิม (ระบบเส้นสาย/ทุนผูกขาด) ซึ่งส่งผลให้การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจและการสร้างสวัสดิการถ้วนหน้าที่เท่าเทียมตามหลักสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นได้ยาก



🥬🥩 ผัก-ผลไม้-อาหารจีน ทะลักเข้าไทย ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตาและส่งผลกระทบในหลายมิติมาก

https://www.facebook.com/reel/2255470421868631
.....

ประเด็นเรื่อง "ผัก ผลไม้ และอาหารจีนทะลักเข้าไทย" ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตาและส่งผลกระทบในหลายมิติมาก ทั้งในมุมของ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของเกษตรกรไทย

1. ผลกระทบด้านราคาและเกษตรกรไทย

ข้อได้เปรียบด้านต้นทุน: จีนมีขนาดการผลิตใหญ่ (Economy of Scale) รวมถึงเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งที่เอื้ออำนวย ทำให้ส่งออกสินค้าเกษตรมาไทยได้ในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไทยในหลายรายการ

ผลกระทบต่อตลาดท้องถิ่น: เกษตรกรรายย่อยของไทยประสบปัญหาขาดทุนหรือไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ จนบางรายต้องถอดใจเลิกทำทำการเกษตร

2. ความกังวลเรื่องสารเคมีและมาตรฐานความปลอดภัย

การตรวจสอบที่อาจไม่ทั่วถึง: ปริมาณสินค้านำเข้าที่ทะลักเข้ามาอย่างรวดเร็วและมีจำนวนมาก สร้างภาระหนักให้กับด่านตรวจพืชและหน่วยงานกำกับดูแล (เช่น อย. และกรมวิชาการเกษตร) ส่งผลให้การสุ่มตรวจสารตกค้าง (เช่น ยาฆ่าแมลง หรือโลหะหนัก) อาจครอบคลุมได้ไม่หมด 100%

มาตรฐานที่ไม่เท่าเทียม: สินค้าบางประเภทอาจใช้สารเคมีที่ถูกระงับหรือจำกัดการใช้ในไทย ทำให้ผู้บริโภคมีความเสี่ยงทางสุขภาพสะสมในระยะยาว

3. ข้อเสนอเรื่อง "การติดป้ายระบุแหล่งที่มา" (Traceability & Labeling)

ข้อเสนอการติดป้ายระบุแหล่งกำเนิด (Country of Origin Labeling - COOL) ในระดับแผงค้าและตลาดสด มีจุดเด่นและข้อท้าทายที่สำคัญ:

สิทธิในการรับรู้ของผู้บริโภค: ช่วยให้ผู้บริโภคมีข้อมูลในการตัดสินใจเลือกว่าจะยอมรับความเสี่ยงด้านราคาหรือคุณภาพแบบใด (เช่น ยินดีจ่ายแพงกว่าเพื่ออุดหนุนผักไทย/ผักอินทรีย์)

ข้อท้าทายในการบังคับใช้: การกำกับดูแลในระดับตลาดสดหรือแผงค้ารายย่อยทำได้ยาก ปัญหาการสวมสิทธิ์ การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ หรือการแจ้งข้อมูลเท็จอาจเกิดขึ้นได้หากไม่มีระบบสุ่มตรวจและการลงโทษที่เข้มงวด

4. แนวทางการรับมือเชิงโครงสร้างที่ควรพิจารณา

ยกระดับด่านตรวจสินค้านำเข้า: เพิ่มความเข้มงวดในการกักกันและสุ่มตรวจ (Rapid Test / Lab) ณ ด่านชายแดนและท่าเรือ ก่อนปล่อยสินค้าเข้าสู่ระบบกระจายสินค้า

บังคับใช้มาตรการทางกฎหมายและมาตรฐาน: นำมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS Measures) มาใช้อย่างเท่าเทียมและเคร่งครัด

สร้างความแข็งแกร่งให้เกษตรกรไทย: สนับสนุนระบบการรับรองมาตรฐาน (เช่น GAP หรือเกษตรอินทรีย์) พร้อมสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรไทยให้เป็นที่ไว้วางใจในเรื่องความ



ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการใช้น้ำของ Data Center ที่ชุมชนข้างเคียงต้องตระหนัก

https://www.facebook.com/reel/1368551581923586



ไทย–กัมพูชา: ประวัติศาสตร์ร่วมในโลกที่เปลี่ยนไป เปิดมุมมองความประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ดั่งรสหวานปนขม ผ่าน 3 มุมมองนักวิชาการกับ 3 ผลงานใหม่


📍 ไทย–กัมพูชา: ประวัติศาสตร์ร่วมในโลกที่เปลี่ยนไป

สำนักพิมพ์มติชน

Aug 10, 2026 

📍 ไทย–กัมพูชา: ประวัติศาสตร์ร่วมในโลกที่เปลี่ยนไป 
เปิดมุมมองความประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ดั่งรสหวานปนขม ผ่าน 3 มุมมองนักวิชาการกับ 3 ผลงานใหม่ 
ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ 
ผศ.ดร.ธิบดี บัวคำศรี 
คุณสฏฐภูมิ บุญมา

https://www.youtube.com/watch?v=eR6EAZhVQGw
.....

ประเด็นสำคัญ:

ความซับซ้อนทางประวัติศาสตร์: วิทยากรร่วมกันสำรวจว่าประวัติศาสตร์ของกัมพูชาที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 1,500 ปี ได้รับการหล่อหลอมจากอิทธิพลภายนอกอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมจากอินเดีย ยุคอาณานิคมฝรั่งเศส และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค (0:29-2:12)

บทบาทของสนธิสัญญาและแผนที่: เนื้อหาส่วนสำคัญของการเสวนาเน้นไปที่ประเด็นว่าสนธิสัญญาในยุคอาณานิคมและการตีความแผนที่ที่แตกต่างกัน ได้กำหนดเส้นเขตแดนในปัจจุบันจนนำไปสู่ความตึงเครียดทางการทูตอย่างไร (3:02-5:00)

ความขัดแย้งและกระแสชาตินิยม: ผู้ร่วมเสวนาวิเคราะห์กรณีพิพาทเรื่องปราสาทพระวิหาร โดยอธิบายว่าประเด็นดังกล่าวเปลี่ยนผ่านจากข้อพิพาททางกฎหมายไปสู่จุดศูนย์กลางของวาทกรรมชาตินิยมในทั้งสองประเทศได้อย่างไร ซึ่งมักถูกซ้ำเติมด้วยสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ (5:24-13:00)

พลวัตในยุคสงครามเย็น: การเสวนาครอบคลุมถึงบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 รวมถึงการให้การสนับสนุนกลุ่มต่างๆ ระหว่างสงครามกลางเมืองกัมพูชา ซึ่งได้รับอิทธิพลจากหลักคิดทางยุทธศาสตร์ที่ว่า "ศัตรูของศัตรูคือมิตร" (14:09-23:06)

การสร้าง "ประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้ง": วิทยากรนำเสนอประเด็นสำคัญที่ว่า โดยเนื้อแท้แล้วประวัติศาสตร์ไม่ได้เป็นสาเหตุของความขัดแย้ง แต่ความขัดแย้งทางการเมืองต่างหากที่นำไปสู่การสร้าง "ประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้งกัน" ซึ่งถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับความตึงเครียดที่ตามมา (29:47-31:00)



ภาพความโหดของ "ผู้ดีอังกฤษ" ในยุคล่าอาณานิคม ดาร์จีลิง-สิกขิม


ภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ราวปี ค.ศ. 1903 นี้ แสดงให้เห็นลูกหาบชาวภูฏิยาแบกชายชาวยุโรปในตะกร้าหวาย "โดโก" บริเวณดาร์จีลิง-สิกขิม ภาพนี้สะท้อนความเหลื่อมล้ำในยุคอาณานิคม แม้เรื่องราวเบื้องหลังยังคงเป็นที่ถกเถียงของนักประวัติศาสตร์ก็ตาม

W Sinpaksa Man
July 23
·
ภาพเดียว แต่ถูกถกเถียงมานานนับศตวรรษ

ถ่ายราวปี 1903 ในพื้นที่ดาร์จีลิง-สิกขิม ภาพอันน่าสะเทือนใจนี้แสดงให้เห็นลูกหาบชาวภูฏิยาแห่งสิกขิมกำลังแบกชายชาวยุโรปไว้ในตะกร้าหวายแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า "โดโก"

ภาพถ่ายนี้มักถูกแชร์ในฐานะสัญลักษณ์อันทรงพลังของความไม่เท่าเทียมในยุคล่าอาณานิคม แม้ว่านักประวัติศาสตร์ยังคงถกเถียงกันถึงสถานการณ์ที่แท้จริงเบื้องหลังภาพก็ตาม ไม่ว่าเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร ภาพนี้ก็ทำให้เราได้เห็นภาพวิธีการเดินทางและความเป็นจริงทางสังคมในยุคอาณานิคมที่หาชมได้ยาก

แล้วภาพนี้บอกอะไรคุณบ้าง? ...



https://www.facebook.com/reel/1039239718723434


ทำไมคนไทยควรกังวลกับเรื่องอาจกลายเป็นพลเมืองชั้นสองในบ้านเกิดตัวเอง จากนโยบายยกเลิกโฉนดชุมชนของรัฐบาล เพราะ "การสูญเสียที่ดินให้กลุ่มทุน" ไม่ใช่เรื่องที่คิดมากไปเอง แต่เป็นบทเรียนที่เคยเกิดขึ้นจริงแล้วในหลายพื้นที่ทั่วโลก


The Momentum
5 hours ago
·
คนไทยอาจเป็นพลเมืองชั้นสองในบ้านเกิดตัวเอง
ส่วนที่ดินอาจตกไปอยู่ในมือของกลุ่มทุนมากขึ้น
จากนโยบายยกเลิกโฉนดชุมชนของรัฐบาล
.
ประเทศนี้ยังยืนข้างคนจนอยู่หรือไม่ เป็นคำถามที่ยังไม่มีใครตอบได้ในตอนนี้ สำหรับประเทศไทยที่ล่าสุดรัฐบาลเพิ่งให้คนหลายล้านคน ทั้งผู้ถือไม้เท้าและนั่งรถเข็นต้องออกมาพิสูจน์ความจน หลังถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพียงเพราะมีรถ 1 คัน ซึ่งแม้จะเก่าเขรอะจนใช้งานไม่ได้ แต่ก็ยังถูกนับว่ามีทรัพย์สินมากเกินไป ไม่เหมาะที่จะถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
.
ณ ตอนนี้มีอีกกรณีหนึ่งเกิดขึ้น นั่นคือการยกเลิก ‘โฉนดชุมชน’ กลไกที่จะกระจายที่ดินไปสู่มือของคนที่ไม่มีที่ดินถือครอง ให้พวกเขาได้ทำกิน มีที่อยู่อาศัย ผ่านการจัดการร่วมกันของคนในชุมชน ไม่ใช่การจัดการแบบปัจเจก เพื่อป้องกันไม่ให้ที่ดินหลุดไปอยู่ในมือของนายทุน
.
ในขณะที่ประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำด้านการถือครองที่ดิน คน 10% ที่ถือครองที่ดินมากที่สุด มีที่ดินอยู่ในมือมากกว่าคน 10% ที่ถือครองที่ดินน้อยที่สุดถึง 700 เท่า มูฟเมนต์ของรัฐบาลกับการยกเลิกกลไกที่จะช่วยให้คนมีที่ดินทำกินในครั้งนี้ จึงนำมาสู่คำถามว่า พวกเขายืนข้างใคร ระหว่างนายทุนหรือประชาชน
.
The Momentum ชวนย้อนดูต้นกำเนิดของโฉนดชุมชน อันเป็นหลักพิงให้คนรากหญ้ามีที่ดินทำกิน และฟังเสียงของผู้ที่ขับเคลื่อนประเด็นนี้ เปรียบเทียบระหว่างกลไกที่รัฐเสนอ กับกลไกที่ประชาชนร่วมกันสร้างขึ้น ตลอดจนความรู้สึกของการเป็น ‘พลเมืองชั้นสอง’ ในประเทศของตัวเอง
.
• เกิดขึ้นเพื่อกระจายที่ดินให้คนจน
.
คนไทยไร้ที่ดินทำกินเป็นปัญหาพื้นฐานที่อยู่คู่กับสังคมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งถือเป็นยุคเฟื่องฟูของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีการกว้านซื้อที่ดินจำนวนมากเพื่อสร้างบ้านจัดสรร โรงงาน รีสอร์ต หรือเก็บไว้เก็งกำไร ขณะที่ชาวบ้านจำนวนหนึ่งกลับไม่มีที่ดินทำกิน
.
ขณะเดียวกัน ยังมีความพยายามดึงทรัพยากรธรรมชาติมาอยู่ภายใต้การบริหารจัดการโดยรัฐ ผ่านการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ ป่าสงวน หรือเขตอนุรักษ์อื่นๆ ทับชุมชนดั้งเดิมที่อาศัยในพื้นที่มาอย่างยาวนาน ส่งผลให้คนในชุมชนไม่สามารถทำการเกษตร ปลูกสร้างที่อยู่อาศัย หรือดำรงชีวิตตามอัตลักษณ์และวัฒนธรรมของตัวเอง จนเกิดเป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชนที่คาราคาซังมาจนถึงปัจจุบัน
.
เพื่อให้ประชาชนมีที่ดินทำกิน จึงเกิดเป็นกติการ่วมกันของชุมชนที่เข้าไปใช้ประโยชน์บนที่ดินทั้งของรัฐและเอกชน มุ่งเน้นการใช้ที่ดินเพื่อเลี้ยงชีพและอยู่อาศัย โดยมีเงื่อนไขคือ
.
1. ห้ามบุกรุกหรือขยายพื้นที่เพิ่มเติม โดยกำหนดขอบเขต พิกัด และแผนที่ให้ชัดเจนร่วมกับหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ เช่น กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ กรมธนารักษ์ หรือกรมที่ดิน เมื่อกำหนดขอบเขตแล้ว ชุมชนไม่สามารถขยายพื้นที่เพิ่มเติมได้
2. ห้ามซื้อขายที่ดินกับคนนอกชุมชน เพื่อป้องกันไม่ให้ที่ดินหลุดไปอยู่ในมือของนายทุน
3. การใช้พื้นที่ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทางลบ และชุมชนต้องมีแผนจัดการพื้นที่ของตัวเอง
4. ชุมชนต้องมีกฎกติการ่วมกัน และมีคณะกรรมการชุมชน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งกันภายในชุมชน ทำหน้าที่บริหาร ควบคุม และตรวจสอบการใช้ที่ดินให้เป็นไปตามกติกา โดยคณะกรรมการต้องเป็นคนในพื้นที่ชุมชน
.
หลังปี 2540 โฉนดชุมชนถูกนำมาใช้จริงในพื้นที่บ้านไร่ดง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เป็นลำดับแรก และขยายจากการทดลองใช้ในระดับชุมชนไปสู่ระดับภูมิภาคในช่วงปี 2545 เป็นต้นมา ก่อนพัฒนาเป็นเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) ซึ่งกลายเป็นแรงหลักในการผลักดันให้โฉนดชุมชนขยับจากโมเดลที่ชาวบ้านทำกันเอง ไปสู่โมเดลระดับประเทศ
.
ท้ายที่สุด รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำโมเดลนี้เสนอเป็นนโยบายรัฐบาลเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2551 และต่อมาจึงมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 สิ่งที่ชาวบ้านทดลองทำและต่อสู้กันมาหลายปี จึงกลายเป็นนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นทางการ
.
• กลไก คทช.กำลังจะทำให้ที่ดินตกไปอยู่ในมือของนายทุนอีกครั้ง
.
การเกิดขึ้นของโฉนดชุมชนไม่ได้มีเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่มีเบื้องหลังเป็นการต่อสู้ของชาวบ้านที่ผ่านทั้งการถูกคุกคาม ข่มขู่ ถูกดำเนินคดี ไปจนถึงถูกสังหาร โดยพบว่ามีอย่างน้อย 4 คน ซึ่งเป็นผู้นำขบวนการและเครือข่ายเรียกร้องสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดิน ถูกสังหารตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา และมีอย่างน้อย 120 กว่ารายถูกแจ้งดำเนินคดี
.
แม้การได้มาจะเป็นเรื่องยาก และต้องใช้เวลานานหลายปี แต่การยกเลิกกลับใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน หรืออาจไม่ถึงวัน โดยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 ด้วยเหตุผลว่า ระเบียบดังกล่าวล้าหลังและซ้ำซ้อนกับหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) แม้ว่าระเบียบดังกล่าวจะเกิดขึ้นมาก่อน 2 หน่วยงานนี้ก็ตาม
.
ในมุมมองของ ประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม มองว่า โฉนดชุมชนไม่ได้ทำงานซ้ำซ้อนกับ คทช.แต่อย่างใด เนื่องจากไม่มีหน่วยงานใดทำหน้าที่เช่นเดียวกับโฉนดชุมชน โดยเฉพาะการรับรองสิทธิของชุมชนให้เข้ามาบริหารจัดการที่ดินร่วมกันในฐานะสิทธิชุมชน
.
ส่วนกลไกของ คทช.เป็นการบริหารจัดการแบบแปลงรวม โดยรัฐมอบพื้นที่ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ก่อนจัดสรรสิทธิให้ประชาชนเป็นรายบุคคล แต่ไม่ได้มอบอำนาจให้ชุมชนมีหน้าที่บริหารจัดการร่วมกัน
.
“คำว่าแปลงรวมของรัฐก็มีความหมายแตกต่างกับโฉนดชุมชน สมมติเป็นที่ดินของ ทส. กรมป่าไม้ก็จะอนุญาตให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นประธานอนุกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติระดับจังหวัด เป็นคนจัดสรร เหมือนมอบที่ดินให้ผู้ว่าฯ แล้วให้ผู้ว่าฯ เอาไปแบ่งให้เกษตรกรแบบรายบุคคล
.
“ผิดกับโฉนดชุมชนที่มีการรับรองสิทธิของชุมชนให้บริหารจัดการที่ดินร่วมกันได้ เพราะฉะนั้น แบบแปลงรวมของรัฐจึงไม่มีกลไกหรือให้อำนาจชุมชนในการดูแลที่ดินเลย เพราะมันไปอยู่กับผู้ว่าฯ”
.
การจัดสรรที่ดินให้แก่ประชาชนซึ่งไม่มีที่ดินทำกิน ทั้งชุมชนดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มาก่อน แล้วภายหลังถูกประกาศให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ของรัฐ รวมถึงพื้นที่เอกชนที่เคยเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์มาก่อน ชาวบ้านมักถูกกล่าวหาว่า เมื่อได้ที่ดินไปจัดการตามที่เรียกร้องแล้ว ก็มักจะนำที่ดินไปขายต่อให้กับนายทุน
.
ทว่าเมื่อเปรียบเทียบกลไกของโฉนดชุมชนกับ คทช.แล้ว กลไกแบบหลังอาจมีความเสี่ยงที่สิทธิในที่ดินจะเปลี่ยนมือมากกว่า
.
เหตุผลก็เพราะ คทช.ให้อำนาจผู้ว่าฯ เป็นผู้จัดสรรที่ดินทำกินให้กับชาวบ้านแบบรายบุคคล และหากชุมชนนั้นมีคนได้รับจัดสรรที่ดินแบบปัจเจกจำนวนมาก ย่อมกลายเป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบว่า ที่ดินแต่ละแปลงตกไปอยู่ในมือของใคร และยังคงถูกใช้งานตรงตามเจตนารมณ์เดิมหรือไม่
.
เมื่อที่ดินเดิมซึ่งชาวบ้านใช้ทำกิน เปลี่ยนมือไปสู่นายทุน หรือถูกนำไปประกอบธุรกิจอื่น การตรวจสอบจึงทำได้ยากขึ้น ยังไม่นับรวมความเสี่ยงที่จะเกิดการ ‘ฮั้ว’ กันระหว่างนายทุน ผู้ได้รับสิทธิ และเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงการเรียกรับผลประโยชน์ เพื่อเปิดทางให้มีการถือครองที่ดินโดยใช้ชาวบ้านเป็นนอมินี ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
.
“เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วที่โด่งดังมาก ก็คือที่ภาคตะวันออก มีบริษัทจีนเทาเข้ามากว้านซื้อที่ดิน แล้วใช้ประโยชน์ในลักษณะนอมินี ซึ่งที่ดินนั้นเป็นที่ดินจัดสรรโดย คทช. ล่าสุดก็เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่ฝ่ายปราบปรามของกรมป่าไม้ไปตรวจเจอนายทุนเข้ามาถือครองที่ดินอำเภอหางดง เชียงใหม่ ในพื้นที่ของ คทช. 22 ไร่ ซึ่งเป็นการซื้อสิทธิจากชาวบ้าน แล้วก็อ้างว่ามี น.ส.3 ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นของปลอม เอามาสร้างเป็นรีสอร์ต”
.
• ยกเลิกโฉนดชุมชน ในยุคที่ความเหลื่อมล้ำที่ดินสูงลิ่ว
.
ประเทศไทยไม่เคยหลุดพ้นจากปัญหาความเหลื่อมล้ำ และในตอนนี้ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำสูง โดยเฉพาะเรื่องการถือครองที่ดิน โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยข้อมูลในปี 2568 ว่า คน 10% ที่ถือครองที่ดินมากที่สุด มีที่ดินมากกว่าคน 10% ที่ถือครองที่ดินน้อยที่สุดมากถึง 710 เท่า
.
อรนุช ผลภิญโญ กรรมการบริหารเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) เปิดเผยความในใจภายหลังการยกเลิกโฉนดชุมชนว่า “เหมือนรัฐบาลไม่ได้สนใจ หรือพูดหยาบๆ ก็คือ ไม่เห็นหัวของพี่น้องชาวบ้านเลย แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าลองเปรียบเทียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการลงทุนของนายทุนใหญ่ๆ ทุนจีนสีเทา หรือการให้นายทุนเข้ามามีกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ต่างๆ กลับเป็นเรื่องที่ง่ายมาก ในขณะที่พี่น้องของเราต้องการแค่จะอยู่ในที่ดินของตัวเอง ไม่ได้บุกรุกเพิ่มเติม ไม่ได้ละเมิดกติกา รัฐกลับไม่ให้ทำ ทั้งที่เราไม่ได้ขออะไรมากกว่านี้เลย”
.
เธอระบุว่า ในพื้นที่ภาคอีสานมีหลายแห่งอยู่ในพื้นที่ที่มีข้อพิพาทกับภาครัฐ ทั้งพื้นที่สาธารณประโยชน์ พื้นที่ทับซ้อนกับอุทยานแห่งชาติ ป่าสงวน และพื้นที่ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ขณะเดียวกันก็ประเมินว่า ประชาชนในพื้นที่เครือข่ายของเธออาจได้รับผลกระทบจากการยกเลิกโฉนดชุมชนเกือบ 1,000 คน
.
“ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ เรามีความไม่มั่นคง ไม่มีความมั่นใจในที่ดินของเรา ที่ตอนนี้ยังอยู่ในข้อพิพาท เพราะวันหนึ่งที่ดินนี้อาจจะเข้าสู่ระบบการจัดการแบบใหม่ ซึ่งเราก็ไม่ได้รับความชัดเจนว่า กฎหมายใหม่หรือระเบียบใหม่ที่จะเข้ามา จะทำให้ที่ดินซึ่งแต่เดิมเป็นโฉนดชุมชนกลายเป็นอะไรแทน”
.
คปอ.ชี้ว่า หากมีการปรับเปลี่ยนจากที่ดินทำกินของชุมชน ซึ่งแต่เดิมบริหารจัดการผ่านกลไกโฉนดชุมชนที่คนในพื้นที่มีส่วนร่วม มาเป็นการขึ้นตรงกับผู้ว่าฯ และ คทช. ประชาชนในพื้นที่ซึ่งเกิดและเติบโตบนที่ดินบริเวณนั้นจากรุ่นสู่รุ่น อาจกลายเป็นเพียง ‘ผู้ได้รับอนุญาต’ ให้อยู่อาศัยและทำกินชั่วคราวในระยะเวลาไม่กี่สิบปีเท่านั้น
.
“อย่างกลไก คทช.ที่เอามากำกับดูแลที่ดิน จำกัดเวลาให้คนในชุมชนอยู่ได้แค่ 20 ปี ตอนนี้เขาได้ที่ดินทำกินมาประมาณ 4-5 ปีแล้ว ดังนั้นต่อจากนี้อีก 10 กว่าปี หากว่ารัฐยังยืนยันที่จะใช้กลไกของ คทช.ในการจัดการที่ดินของเราอยู่ ประชาชนก็จะไม่มีหลักประกันแล้วว่า หลังจากครบอายุที่ได้รับอนุญาตแล้ว เขาจะอยู่ในสถานะใด หรือจะต้องถูกขับไล่
.
“ยิ่งรัฐบาลหรือหน่วยงานราชการไม่ได้เข้าใจปัญหาของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เลย เมื่อเขาต้องใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาว่า จะต่อหรือไม่ต่ออายุที่ดิน เขาอาจจะไม่อนุญาตก็ได้ แล้วแต่ข้าราชการ ซึ่งมันเคยเกิดขึ้นแล้วที่หนึ่ง ที่จะพัฒนาอะไรต้องไปขอผู้ว่าฯ ถ้าเขาไม่ให้ เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำอะไรบนพื้นที่ตรงนี้ เขาก็ไม่ได้พัฒนา”
.
ทั้งนี้ เพื่อให้คนรากหญ้ามีที่ดินทำกินต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน ประยงค์เสนอว่า
.
1. ยกระดับโฉนดชุมชนให้เป็นรูปแบบหนึ่งของการจัดที่ดินภายใต้ พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 10 (4) ที่เปิดช่องให้คณะกรรมการกำหนดรูปแบบการจัดที่ดินแบบอื่นได้
2. ไม่ยกเลิก คทช.เดิม แต่ให้โฉนดชุมชนดำเนินคู่ขนานไปด้วยกัน เพื่อเปิดทางเลือกให้กับประชาชน
3. ให้ สคทช.เร่งกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการรองรับโฉนดชุมชน แล้วเสนอให้ คทช.และ ครม.รับรอง เพื่อให้ชุมชนเดิมกลับมาบริหารจัดการที่ดินร่วมกับรัฐได้ต่อไป
.
เป็นเรื่องที่น่าแปลกว่า เหตุใดคนคนหนึ่งจึงเกิดบนแผ่นดินไทย แต่กลับไม่สามารถทำกินบนแผ่นดินไทยได้โดยสะดวก สิทธิทำกินของพวกเขากลับไปผูกอยู่กับดุลยพินิจและการอนุญาตของรัฐ ขณะที่ในสายตาของผู้ได้รับผลกระทบ รัฐกลับเลือกคุ้มครองผลประโยชน์ของนายทุนมากกว่าประชาชนรายย่อย
.
สิ่งนี้จึงนำไปสู่คำถามว่า คนไทยจำนวนไม่น้อยกำลังถูกผลักให้กลายเป็น ‘พลเมืองชั้นสอง’ ในประเทศของตัวเองหรือไม่
.
แล้วความเหลื่อมล้ำจะหายไปได้อย่างไร หากวันนี้ที่ดินทั้งประเทศยังคงอยู่ในอาณัติของคนเพียงไม่กี่กลุ่ม คนไทยจะลืมตาอ้าปากได้อย่างไร หากพวกเขาไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีแม้กระทั่งที่ดินที่จะใช้ปลูกบ้านหรือสร้างที่พักอาศัยของตัวเอง
.
เป็นคำถามที่รัฐจะต้องตอบกับประชาชน หากยังมองว่าหน้าที่ของตัวเองคือการดูแลประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ใช่ดูแลเฉพาะนายทุนเพียงอย่างเดียว
.
เรื่อง: พิพัฒน์พงษ์ ศรีวิชัย
ภาพ: อภิสรา วิเศษบุญลือ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1516677657172946&set=a.654659416708112
.....

ข้อห่วงใยเรื่อง "การสูญเสียที่ดินให้กลุ่มทุน" (Land Grabbing) เป็นปรากฏการณ์ทางเศรษฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริงแล้วหลายแห่งทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังวิกฤตการณ์ราคาอาหารและพลังงานโลกในปี 2007–2008

บทเรียนจากต่างประเทศชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อสิทธิการถือครองที่ดินของชุมชนท้องถิ่นถูกทำลาย หรือถูกเปลี่ยนให้กลายเป็น "สินค้าทางการตลาด" (Commodified Land) ที่ใครก็ซื้อขายได้ด้วยเงินทุน ผลลัพธ์สุดท้ายมักจะลงเอยด้วยการเปลี่ยนผ่านของสิทธิจากชาวบ้านรายย่อยไปสู่ทุนขนาดใหญ่ ดังตัวอย่างบทเรียนสำคัญดังนี้:

1. มาดากัสการ์ (Madagascar): บทเรียนการสัมปทานที่ดินจนเกิดการรัฐประหาร

เหตุการณ์: ปี 2008 รัฐบาลมาดากัสการ์ได้ทำข้อตกลงให้บริษัท Daewoo Logistics จากเกาหลีใต้ เช่าที่ดินเกษตรกรรมขนาดใหญ่ถึง 1.3 ล้านเฮกตาร์ (ราว 8.1 ล้านไร่) หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศ เป็นเวลา 99 ปี เพื่อปลูกข้าวและข้าวโพดส่งกลับประเทศเกาหลีใต้

ผลกระทบ: ชาวบ้านและเกษตรกรท้องถิ่นรวมตัวกันประท้วงอย่างหนัก เพราะรู้สึกว่าถูกแย่งชิงทรัพยากรพื้นฐาน และรัฐบาลมองข้ามความมั่นคงทางอาหารของคนในประเทศ การประท้วงลุกลามรุนแรงจนนำไปสู่การรัฐประหารล้มรัฐบาลในปี 2009 และสัญญาดังกล่าวถูกยกเลิกในที่สุด

2. เอธิโอเปียและภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา (Sub-Saharan Africa)

เหตุการณ์: รัฐบาลหลายประเทศในแอฟริกาเปิดรับการลงทุนจากกลุ่มทุนข้ามชาติและรัฐบาลต่างชาติ (เช่น ตะวันออกกลาง, อินเดีย, จีน) โดยให้เช่าที่ดินในราคาถูกมาก ภายใต้มายาคติว่าพื้นที่เหล่านั้นเป็น "ที่ดินว่างเปล่า" (Idle Land)

ผลกระทบ: ในความเป็นจริง ที่ดินเหล่านั้นคือที่ทำกินและป่าชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์และเกษตรกรรายย่อย เมื่อกลุ่มทุนเข้ามาทำเกษตรพันธสัญญาและเกษตรแปลงใหญ่ (Monoculture) ชาวบ้านนับแสนคนถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐาน (Forced Displacement) กลายสภาพจากเจ้าของที่ดินมาเป็น "แรงงานไร้ที่ดิน" ที่ได้รับค่าจ้างต่ำ และสูญเสียวิถีชีวิตดั้งเดิม

3. ลาวและกัมพูชา: การสัมปทานที่ดินเศรษฐกิจ (Economic Land Concessions)

เหตุการณ์: ประเทศเพื่อนบ้านของไทยได้เปิดให้กลุ่มทุนต่างชาติ (โดยเฉพาะทุนจีนและเวียดนาม) เช่าที่ดินระยะยาว 50–99 ปี เพื่อทำสวนยางพารา กล้วย หรืออุตสาหกรรมไม้ยาง

ผลกระทบ: ชาวบ้านจำนวนมากที่ไม่เอกสารสิทธิ์แบบส่วนบุคคล (แต่อาศัยอยู่มานานหลายชั่วอายุคน) ถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ ชุมชนแตกสลาย และเมื่อเกิดข้อพิพาท ชาวบ้านไม่มีอำนาจต่อรองเชิงกฎหมายกับกลุ่มทุนที่มีสัญญาเช่าทางการจากรัฐ

🔑 รูปแบบบทเรียนที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ทั่วโลก (Pattern of Loss)

เมื่อวิเคราะห์จากกรณีศึกษาทั่วโลก กระบวนการที่ทำให้ชาวบ้านสูญเสียที่ดินมักมีรูปแบบดังนี้:

1.  การแปลงสิทธิ์ชุมชนเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล (Individualization of Land Rights):
เมื่อที่ดินเปลี่ยนจากระบบ "ดูแลร่วมกัน/โฉนดชุมชน" มาเป็นระบบ "เอกสิทธิ์ส่วนบุคคล" ที่ดินจะกลายเป็นสินค้าทันที

2. กลไกความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ:
ชาวบ้านรายย่อยเผชิญปัญหาหนี้สิน ภัยธรรมชาติ หรือราคาพืชผลตกต่ำ เมื่อมีสิทธิ์ขายหรือจำนองที่ดินได้ ชาวบ้านมักจะจำใจขายที่ดินเพื่อปลดหนี้

3. การกว้านซื้อสะสมของกลุ่มทุน (Land Concentration):
นายทุนหรือบริษัทเอกชนที่มีสายป่านยาวกว่า จะทยอยกว้านซื้อที่ดินหลุดมือจากชาวบ้านหลายๆ แปลงมารวมเป็นแปลงใหญ่

4. การเปลี่ยนสภาพเป็นแรงงาน (Proletarianization):
สุดท้าย ที่ดินเพาะปลูกจะตกเป็นของบริษัท ส่วนชาวบ้านเดิมจะกลายเป็น ลูกจ้างรับจ้างทำไร่ในที่ดินที่เคยเป็นของตัวเอง หรือต้องอพยพย้ายถิ่นเข้าไปเป็นแรงงานไร้ฝีมือในเมืองใหญ่

💡 สรุป

บทเรียนทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า "กลไกตลาดเสรีเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถปกป้องที่ดินของเกษตรกรรายย่อยได้" เพราะอำนาจทางการเงินและกฎหมายของชาวบ้านกับกลุ่มทุนมีความเหลื่อมล้ำกันมากเกินไป

การมี "โฉนดชุมชน" หรือ "สิทธิร่วมกันของชุมชนที่ห้ามเปลี่ยนมือ" จึงถูกเสนอโดยองค์กรระดับสากล (เช่น สหประชาชาติ และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน) ให้เป็น เกราะป้องกัน (Buffer Zone) ไม่ให้ที่ดินหลุดมือไปสู่กลุ่มทุน และรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศไว้ในระดับฐานรากนั่นเอง


ศาลซีเรียตัดสินประหารชีวิต อดีต ปธน. ‘บาชาร์ อัล-อัสซาด’ ขณะลี้ภัยอยู่รัสเซีย ข้อหาหลัก มีความผิดในการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และ อาชญากรรมสงคราม - รัสเซียแสดงจุดยืน ปฏิเสธและหลีกเลี่ยงการส่งตัวอัสซาด มาโดยตลอด

https://x.com/todayth/status/2087133108990812436


TODAY
@todayth

ศาลซีเรียตัดสินประหารชีวิต
อดีต ปธน. ‘บาชาร์ อัล-อัสซาด’
ขณะลี้ภัยอยู่รัสเซีย
.
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วันนี้ (11 ส.ค.) ศาลซีเรียเปิดการพิจารณาคดีลับหลัง และมีคำตัดสินประหารชีวิต อดีตประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด ในความผิดหลายข้อหา ทั้งการฆาตกรรม การทรมาน การจับกุมโดยพลการ และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดช่วงสงครามซีเรียที่ยืดเยื้อนานเกือบ 14 ปี
.
คำตัดสินครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่อัสซาดถูกตัดสินว่ามีความผิด นับตั้งแต่ถูกโค่นอำนาจจากการรุกคืบของฝ่ายกบฏเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ซึ่งปิดฉากการปกครองซีเรียของตระกูลอัสซาดที่ดำเนินมายาวนานหลายทศวรรษ
.
ศาลระบุว่า อัสซาดมีความผิดฐานฆ่าคนมากกว่าหนึ่งคน รวมถึงเด็ก โดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน ตลอดจนการทรมาน การจับกุมโดยพลการ และการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ขณะที่ อาเตฟ นาจิบ อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในยุครัฐบาลอัสซาด ก็ถูกตัดสินประหารชีวิตเช่นเดียวกัน
.
อย่างไรก็ตาม อัสซาดไม่ได้อยู่ในซีเรีย โดยเขาหลบหนีไปยังรัสเซียหลังถูกโค่นอำนาจเมื่อเดือนธันวาคม 2024 และปัจจุบันยังคงพำนักอยู่ในกรุงมอสโก ทำให้คำพิพากษาครั้งนี้ยังไม่สามารถนำไปสู่การลงโทษอัสซาดได้ในทันที
.
ทั้งนี้ บาชาร์ อัล-อัสซาด ขึ้นเป็นประธานาธิบดีในปี 2000 ต่อจาก ฮาเฟซ อัล-อัสซาด ผู้เป็นบิดา ก่อนเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2011 เมื่อประชาชนออกมาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยท่ามกลางกระแสอาหรับสปริง แต่รัฐบาลตอบโต้ด้วยกำลังจนมีผู้เสียชีวิต และสถานการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมือง
.
สงครามซีเรียยืดเยื้อนานเกือบ 14 ปี และคร่าชีวิตผู้คนไปหลายแสนคน ก่อนที่ฝ่ายกบฏจะโค่นรัฐบาลอัสซาดได้ในเดือนธันวาคม 2024 ปิดฉากการปกครองซีเรียของตระกูลอัสซาดที่ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ
.
สำนักข่าว TODAY
สำนักข่าวออนไลน์ เปิดความรู้ ดูทูเดย์
.....

สำนักข่าวต่างประเทศ (เช่น Reuters, AP, Washington Post) รายงานตรงกันว่า ศาลอาญาในกรุงดามัสกัสของซีเรียได้มีคำพิพากษาตัดสินประหารชีวิต อดีตประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด (Bashar al-Assad) ลับหลัง (in absentia)

สรุปสาระสำคัญของคำตัดสิน

ข้อหาหลัก: ศาลตัดสินว่าอัสซาดมีความผิดในข้อหา ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (Crimes against humanity) และ อาชญากรรมสงคราม จากการกวาดล้าง สังหาร ทรมาน และคุมขังประชาชนโดยมิชอบนับตั้งแต่เหตุการณ์ประท้วงในปี 2011 และช่วงสงครามกลางเมืองตลอดกว่า 13 ปีที่ผ่านมา

บุคคลอื่นที่ถูกลงโทษ: นอกจากอัสซาดแล้ว ศาลยังสั่งประหารชีวิตอดีตเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงและเครือญาติอีกหลายคน อาทิ มาเฮอร์ อัล-อัสซาด (น้องชาย) และ อาเตฟ นาจิบ (ลูกพี่ลูกน้อง/อดีตหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงจังหวัดเดอรา ซึ่งถูกจับกุมและเข้ารับฟังคำตัดสินในศาล)

สถานะปัจจุบันและการส่งตัว: * อัสซาดพ้นจากอำนาจและหลบหนีไปลี้ภัยอยู่ใน ประเทศรัสเซีย ตั้งแต่ฝ่ายต่อต้านยึดกรุงดามัสกัสสำเร็จเมื่อเดือนธันวาคม 2024

รัฐบาลเปลี่ยนผ่านของซีเรียได้ยื่นเรื่องร้องขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนจากรัสเซียแล้ว แต่ทางฝั่งรัสเซียยังไม่มีการแสดงท่าทีว่าจะส่งตัวอัสซาดกลับมาดำเนินคดีแต่อย่างใด

ประเด็นเรื่อง คำร้องขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน (Extradition) ระหว่าง ซีเรีย กับ รัสเซีย มีรายละเอียด ลำดับเหตุการณ์ และปัจจัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญเพิ่มเติมดังนี้

1. ลำดับเหตุการณ์การยื่นคำร้องของซีเรีย

การเจรจาระดับทวิภาคี: รัฐบาลเปลี่ยนผ่านของซีเรีย นำโดย ประธานาธิบดี อาห์เหม็ด อัล-ชารา (Ahmed al-Sharaa) ได้หยิบยกประเด็นการส่งตัว บาชาร์ อัล-อัสซาด และเครือญาติ ขึ้นมาเจรจากับผู้แทนและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัสเซียหลายครั้ง เช่น

มกราคม 2025: มีรายงานว่าในการพบปะกับคณะผู้แทนรัสเซียที่นำโดย มีฮาอิล บ็อกดานอฟ (Mikhail Bogdanov) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ซีเรียได้เริ่มหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือ

เมษายน 2025: ประธานาธิบดีอัล-ชารา ได้ให้สัมภาษณ์กับ The New York Times ระบุว่า ซีเรียยื่นเงื่อนไขการส่งตัวอัสซาดกลับมาดำเนินคดี เพื่อแลกกับการอนุญาตให้รัสเซียคงฐานทัพและอิทธิพลทางทหารในซีเรียต่อไป

ตุลาคม 2025 – มกราคม 2026: ในการเดินทางเยือนกรุงมอสโกของอัล-ชารา และเข้าพบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ฝ่ายต่างประเทศของซีเรียยืนยันตรงกันว่า มีการเสนอข้อเรียกร้องขอส่งตัวอัสซาดอย่างเป็นทางการเพื่อกระบวนการ "ยุติธรรมช่วงเปลี่ยนผ่าน" (Transitional Justice)

2. ท่าทีและการตอบปฏิเสธของฝั่งรัสเซีย

รัสเซียแสดงจุดยืน ปฏิเสธและหลีกเลี่ยงการส่งตัวอัสซาด มาโดยตลอด ผ่านเหตุผลและมาตรการหลัก ดังนี้:

มนุษยธรรมและการคุ้มครองชีวิต: เจ้าหน้าที่ทางการรัสเซีย (รวมถึงเอกอัครราชทูตรัสเซีย) ระบุว่า การให้ที่พักพิงแก่อัสซาดและครอบครัวเป็นไปเพื่อ เหตุผลทางมนุษยธรรม และอ้างว่าหากส่งตัวกลับไป สวัสดิภาพและความปลอดภัยต่อชีวิตของอัสซาดจะไม่ได้รับการคุ้มครอง

เงื่อนไขการลี้ภัย: รัสเซียระบุว่า อัสซาดได้รับการอนุมัติสถานะลี้ภัยภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้อง ยุติบทบาททางการเมืองและสื่อโดยเด็ดขาด (ปัจจุบันอัสซาดและครอบครัวอาศัยอยู่ในที่พักระดับหรูในมอสโก และอยู่ภายใต้การดูแล/ควบคุมอย่างเข้มงวดของหน่วยความมั่นคงรัสเซีย)

การปกป้องบรรทัดฐานทางต่างประเทศ: นักวิเคราะห์มองว่า มอสโกปฏิเสธส่งตัวเนื่องจากต้องการรักษาภาพลักษณ์ในการเป็น "หลักประกันความปลอดภัย" ให้กับพันธมิตรหรืออดีตผู้นำที่เคยภักดีต่อตน (คล้ายกับกรณีอดีตประธานาธิบดี วิกเตอร์ ยานูโควิช ของยูเครน)

3. ผลกระทบต่อความสัมพันธ์และการย้ายด่านเจรจา

ความสัมพันธ์ซีเรีย-รัสเซีย: แม้รัสเซียจะไม่ยอมส่งตัวอัสซาด แต่รัฐบาลเปลี่ยนผ่านของซีเรียก็ยังคงต้องรักษาความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีกับรัสเซียไว้ เนื่องจากรัสเซียยังคงมีบทบาทสำคัญด้านความมั่นคงและฐานทัพทางเรือ/อากาศในซีเรีย (เช่น ฐานทัพตาร์ตุสและคเมมิม)

การปรับแผนสู่กลไกสากล: เมื่อการขอร้องโดยตรงทางทวิภาคีไม่ได้ผล ทางการซีเรียรวมถึงกระทรวงยุติธรรมจึงหันมาใช้คำพิพากษาของศาล (คำตัดสินประหารชีวิต) ร่วมกับการประสานงานผ่าน ตำรวจสากล (Interpol) และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อกดดันเชิงกฎหมายและจำกัดการเดินทางของอัสซาดกับพวกในระดับสากลแทน







 

สื่อญี่ปุ่นเสนอข่าว"ฉลอง เรี่ยวแรง"อดีต สสไทยตกเป็นผู้ต้องหาฆ่าคนตาย ถูกวิจารณ์ทำตัววิเศษ ไม่ต้องใส่กุญแจมือและสูบบุหรี่ขณะสอบสวนในโรงพัก - ในสายตาของสื่อต่างชาติ อีกตัวอย่างของ สองมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมไทย








https://x.com/ZhentingLiu/status/2087050831380242870
.....

ข่าวประเด็นนี้เคยได้รับความสนใจและเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมไทยและสื่อต่างประเทศจริง โดยเป็นกรณีของ นายฉลอง เรี่ยวแรง อดีต ส.ส. จังหวัดนนทบุรี ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับเหตุยิงเสียชีวิต

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) โดยสื่อญี่ปุ่น (รวมถึงสื่อไทย) ได้นำเสนอภาพและข่าวขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังทำการสอบสวนนายฉลองอยู่ภายในสถานีตำรวจ
ประเด็นหลักที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในขณะนั้น
  • ภาพลักษณ์ "สิทธิพิเศษ": ภาพที่ปรากฏออกสื่อแสดงให้เห็นว่านายฉลองนั่งสอบสวนด้วยท่าทีผ่อนคลาย สามารถ สูบบุหรี่ ภายในห้องสอบสวนของโรงพักได้ และ ไม่ได้มีการใส่กุญแจมือ เหมือนกับผู้ต้องหาในคดีฉกรรจ์ทั่วไป
  • เสียงสะท้อนจากสื่อญี่ปุ่น: สื่อญี่ปุ่นและผู้เฝ้ามองสถานการณ์ได้ตั้งคำถามถึงมาตรฐานการดำเนินคดีและการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย โดยมองว่าอาจมีการให้เอกสิทธิ์หรือสิทธิพิเศษแก่ผู้ต้องหาที่เป็นบุคคลมีชื่อเสียงและอดีตนักการเมือง ซึ่งขัดกับหลักการบังคับใช้นโยบายและกฎหมายอย่างเท่าเทียม
  • กระแสสังคมไทย: ภาพดังกล่าวก่อให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นของไทยในเวลานั้นอย่างมาก เกิดคำถามเรื่อง "สองมาตรฐาน" ในการควบคุมตัวผู้ต้องหา
สรุป: ข่าวนี้เป็นหนึ่งในกรณีตัวอย่างคลาสสิกที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงบ่อยครั้งในเรื่องการปฏิบัติต่อผู้ต้องหาต่างระดับในสังคมไทย ซึ่งสะท้อนผ่านสายตาของสื่อต่างชาติที่มองเข้ามายังกระบวนการยุติธรรมของไทย






 

ทหารมีไว้ทำไม? คำถามท้าทายความชอบธรรมของกองทัพ - (แน่ๆ) ธุรกิจกองทัพ ไม่ใช่ภารกิจความมั่นคง


ธุรกิจกองทัพอ้างความมั่นคงของชาติ แต่ห้ามตรวจสอบและตั้งคำถาม : Matichon TV

matichon tv

3 days ago 
#ข่าวการเมืองมติชน #matichontv

ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ กล่าวปาฐกถานิธิ เอียวศรีวงศ์ ประจำปี 2569 หัวข้อ ความมั่นคงของชาติ กับความชอบธรรมของกองทัพ จัดโดยคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

https://www.youtube.com/watch?v=ak7-e45VLng





https://x.com/MatichonTV/status/2087196530235343212


 

"เหตุใดเด็กถึงฆ่าคน": บีบีซีไทยสัมภาษณ์พิเศษ 'ปีเตอร์ แลงแมน' นักวิจัยระดับโลกด้าน 'ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน' อะไรคือ "สัญญาณเตือน" อะไรคือสาเหตุ ?


ดร.ปีเตอร์ แลงแมน นักวิจัยประเด็น 'ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน' ที่ศึกษาหัวข้อนี้มากว่า 20 ปี และเขียนหนังสือเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุวัยเยาว์เหล่านี้มาแล้วถึง 3 เล่ม

"เหตุใดเด็กถึงฆ่าคน": บีบีซีไทยสัมภาษณ์พิเศษ 'ปีเตอร์ แลงแมน' นักวิจัยระดับโลกด้าน 'ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน'

ปณิศา เอมโอชา
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
5 ชั่วโมงที่แล้ว

คำเตือน: เนื้อหามีรายละเอียดที่อาจทำให้รู้สึกสะเทือนใจ

หลังเกิดเหตุเด็กชายวัย 14 ปี สังหารปู่และย่าตนเองตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวันที่ 7 ส.ค. ก่อนจะเดินทางไปโรงเรียนตามปกติ และเปิดฉากยิงครูและนักเรียน ภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ในช่วงเวลาประมาณ 10.00 น. จนมีผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมดอย่างน้อย 9 ราย นับรวมตัวผู้ก่อเหตุที่จบชีวิตตัวเองลงด้วย

โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นทำให้สังคมไทยกลับมาตั้งคำถามและตามหาคำตอบกันอย่างหนักว่ามูลเหตุจูงใจของ 'มือปืนโรงเรียน' ผู้นี้คืออะไร และเราจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยเช่นนี้ได้หรือไม่ เพราะเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ในเดือน ก.พ. ก็มีเหตุชายวัย 18 ปี บุกเข้าไปในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จับตัวนางศศิพัชร สินสโมสร ผู้อำนวยการโรงเรียนและนักเรียนเป็นตัวประกัน ก่อนลงท้ายด้วยการที่ ผอ.โรงเรียนถูกยิงเสียชีวิต

ย้อนหลังไป 3 ปีก่อนหน้า ณ ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน ใจกลางกรุงเทพมหานคร ได้เกิดเหตุเด็กชายวัย 14 ปี ก่อเหตุกราดยิงจนมีผู้เสียชีวิต 3 ราย แม้เหตุการณ์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นในโรงเรียน ทว่าหัวใจสำคัญที่สุดของคำถามอาจไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

ในบทความนี้ บีบีซีไทยสัมภาษณ์พิเศษ ดร.ปีเตอร์ แลงแมน นักวิจัยประเด็น 'ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน' ที่ศึกษาหัวข้อนี้มากว่า 20 ปี และเขียนหนังสือเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุวัยเยาว์เหล่านี้มาแล้วถึง 3 เล่ม ได้แก่:
Why Kids Kill: Inside the Minds of School Shooters (เหตุใดเด็กถึงฆ่าคน: เจาะลึกความคิดของผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน)
School Shooters: Understanding High School, College, and Adult Perpetrators (มือปืนในโรงเรียน: ทำความเข้าใจผู้กระทำผิดในระดับมัธยมศึกษา ระดับอุดมศึกษา และวัยผู้ใหญ่)
Warning Signs: Identifying School Shooters Before They Strike (สัญญาณเตือน: ระบุตัวตนผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนก่อนที่พวกเขาจะลงมือ)

"ไม่มีเหตุผลเพียงข้อเดียว"


เหตุกราดยิงช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. 2006 ที่เกิดขึ้นถึงสามครั้งในสหรัฐฯ และแคนาดา เป็นจุดที่ทำให้ ดร.แลงแมน รู้สึกว่าต้องทำการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง และเริ่มเขียนหนังสือ

สำหรับ ดร.แลงแมน ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาของผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ ForensicsColleges.com เมื่อปี 2013 ว่า เขาเริ่มต้นเส้นทางสายนี้ในปี 1999 หลังเกิดเหตุกราดยิงโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 1999

ตอนนั้นผู้ก่อเหตุเป็นวัยรุ่นอายุ 17 และ 18 ปี เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 13 ราย (นักเรียน 12 คนและครู 1 คน) ส่วนผู้ก่อเหตุทั้งสองคนยิงตัวตาย ต่อมาในปี 2025 ผู้รอดชีวิตรายหนึ่งที่เป็นอัมพาตจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้เสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน การเสียชีวิตผู้รอดชีวิตรายนี้ได้รับการระบุว่าเป็นการฆาตกรรม ซึ่งส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการจากเหตุกราดยิงในโรงเรียนมัธยมแห่งนี้เพิ่มขึ้นเป็น 14 ราย

ตอนนั้นเขายังทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง และไม่กี่วันหลังเกิดเหตุกราดยิงที่โรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ ก็มีเด็กอายุ 16 ปี ถูกส่งตัวมาให้เขาประเมินว่า เด็กชายคนนี้มีความเสี่ยงจะก่อเหตุเลียนแบบโศกนาฏกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นหรือไม่

หลังจากเหตุการณ์นั้น เขาก็เริ่มต้นเข้าสู่แวดวงจิตวิทยาของผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน โดยในช่วงแรก เขามุ่งความสนใจไปที่ลักษณะของผู้ก่อเหตุ ทว่าสิ่งที่สะดุดใจเขาในเวลาต่อมาไม่ใช่ความเหมือนหรือลักษณะที่คล้ายคลึงกันของคนเหล่านี้ "แต่คือความแตกต่างที่พวกเขามี"

ทว่ากว่าเขาจะตัดสินใจลงมือเขียนหนังสือในประเด็นนี้อย่างจริงจัง เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงปี 2006 แล้ว

วันที่ 13 ก.ย. 2006 เกิดเหตุกราดยิงขึ้นที่วิทยาลัยดอว์สัน ใกล้เมืองมอนทรีออล รัฐควิเบก ประเทศแคนาดา โดย คิมเวียร์ ซิงห์ กิลล์ ผู้ก่อเหตุ ซึ่งภายหลังได้ฆ่าตัวตาย เหตุการณ์นั้นมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 19 ราย

ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้น ก็เกิดเหตุกราดยิงขึ้นอีกครั้งที่โรงเรียนมัธยมแพลตต์แคนยอน (Platte Canyon High School) ในรัฐโคโลราโด โดยคนร้ายยิ่งหนึ่งในตัวประกัน ก่อนยิงตัวเองเสียชีวิต

ต่อมา ในวันที่ 2 ต.ค. 2006 เกิดเหตุกราดยิงที่โรงเรียนของชุมชนอามิช (Amish) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งมีเด็กหญิงเสียชีวิต 5 ราย และมือปืนฆ่าตัวตาย โดยเหตุกราดยิงในโรงเรียนทั้งสามครั้งนี้เกิดขึ้นห่างกันเพียงไม่กี่เดือน

"แล้วผมก็ตัดสินใจว่า เอาล่ะ พวกเราในฐานะสังคมต้องทำอะไรมากกว่านี้ เพื่อทำความเข้าใจและป้องกันการก่อเหตุเหล่านี้" ดร.แลงแมน ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อ 13 ปีก่อน


หนังสือเรื่อง Why Kids Kill: Inside the Minds of School Shooters (อาจแปลเป็นภาษาไทยว่า 'เหตุใดเด็กถึงฆ่าคน: เจาะลึกความคิดของผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน') ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2019

สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นในไทยล่าสุด ดร.แลงแมน ซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา ได้ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยทางโทรศัพท์ในวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยเราได้เล่าเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ให้เขาฟัง เพื่อสอบถามความเห็นของเขาในฐานะผู้เชี่ยวชาญและศึกษาเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน

เขาอธิบายว่า โดยพื้นฐานแล้ว "ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งในด้านสภาพจิตใจ ประวัติชีวิต และแรงจูงใจในการก่อเหตุ… ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน… และไม่มีเหตุผลเพียงข้อเดียว"

ดร.แลงแมน อธิบายว่า งานเขียนช่วงแรก ๆ ของเขา เช่นในหนังสือเรื่อง 'เหตุใดเด็กถึงฆ่าคน: เจาะลึกความคิดของผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน' ซึ่งตีพิมพ์ออกมาครั้งแรกเมื่อปี 2009 เขาแบ่งผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ผู้มีลักษณะทางจิตแบบไซโคพาธ (psychopathic), ผู้มีอาการทางจิต (psychotic) และผู้ที่มีประสบการณ์บอบช้ำทางจิตใจ (traumatised)

เขาอธิบายเพิ่มเติมกับบีบีซีไทยว่า โดยทั่วไปแล้วผู้ก่อเหตุทั้งสามประเภทนั้นไม่ได้แยกขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง หมายความว่า ผู้ก่อเหตุอาจมีลักษณะของแต่ละแบบผสมกันได้ ทว่าจากประสบการณ์ของเขา เขาพบว่าผู้ก่อเหตุที่มีอายุน้อย มักมีลักษณะเข้าข่ายเพียงประเภทใดประเภทหนึ่ง ขณะที่ผู้ก่อเหตุที่เป็นผู้ใหญ่มีแนวโน้มจะมีลักษณะที่ซ้อนทับกันมากกว่า
  • ประเภทที่มีลักษณะทางจิตแบบไซโคพาธ (psychopathic):
"ประเภทแรกคือสิ่งที่ผมเรียกว่า ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่มีลักษณะทางจิตแบบไซโคพาธ คนที่มีลักษณะเช่นนี้มักหลงตัวเองอย่างมาก ไม่มีความเห็นอกเห็นใจและไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นได้ พวกเขาไม่มีจิตสำนึกในแบบที่คนส่วนใหญ่มี และไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีหรือศีลธรรม ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สนใจคนอื่น เราเรียกคนเหล่านี้ว่าเป็นคนเลือดเย็น… เป็นคนใจเหี้ยมด้านชา ถึงพวกเขาทำร้ายใคร พวกเขาก็ไม่สนใจ และยิ่งไปกว่าการไร้ความรู้สึก บางคนยังมีลักษณะซาดิสม์ด้วย ก็คือ พวกเขารู้สึกสนุกกับการมีอำนาจที่จะทำร้ายหรือฆ่าผู้อื่น" ดร.แลงแมน อธิบาย
  • ประเภทที่มีอาการทางจิต (psychotic):
"ประเภทที่สองคือสิ่งที่ผมเรียกว่า ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่มีอาการทางจิต และอาการทางจิตก็มีได้หลายรูปแบบ รวมถึงอาการประสาทหลอน ผู้คนอาจได้ยินเสียงในหัวที่บอกให้พวกเขาฆ่าคนอื่น พวกเขาอาจมีอาการหลงผิด เช่น ความหลงผิดแบบหวาดระแวง โดยคิดว่ามีใครบางคนหรือบางสิ่งกำลังจะทำร้ายหรือฆ่าพวกเขา ดังนั้นจึงต้องลงมือก่อนเพื่อป้องกันตัวเอง พวกเขาอาจมีความหลงผิดว่าตนเองยิ่งใหญ่เหนือคนอื่น และคิดว่าตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตที่สูงส่ง เป็นมนุษย์เหนือมนุษย์ หรือเป็นเหมือนพระเจ้า ดังนั้น พวกเขาจึงไม่ได้อยู่กับความเป็นจริงอย่างเต็มที่ หรืออาการที่เราเรียกว่าการหลุดออกจากความเป็นจริง ซึ่งอาจเกิดขึ้นผ่านอาการประสาทหลอนหรืออาการหลงผิด" เขากล่าว
  • ประเภทที่มีประสบการณ์บอบช้ำทางจิตใจ (traumatised):
"โดยทั่วไป ผู้ก่อเหตุที่มีลักษณะทางจิตแบบไซโคพาธและผู้ที่มีอาการทางจิตมักมาจากครอบครัวที่ค่อนข้างมั่นคง ส่วนผู้ก่อเหตุประเภทที่สาม คือคนที่ไม่ได้เติบโตมาในครอบครัวที่มั่นคง และนี่คือประเภทที่ผมเรียกว่า ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่มีประสบการณ์บอบช้ำทางจิตใจ พ่อแม่ของพวกเขาใช้ความรุนแรงต่อกันหรือต่อลูก พ่อแม่อาจติดสุราหรือยาเสพติด พ่อแม่อาจมีประวัติการก่ออาชญากรรม เด็ก ๆ ถูกทำร้ายหรือถูกทารุณกรรม พวกเขาเห็นความรุนแรงในครอบครัว ดังนั้นจึงเป็นชีวิตครอบครัวที่ไม่มีความมั่นคงและเต็มไปด้วยความรุนแรง" ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา กล่าว

ดร.แลงแมน เสริมว่า ผู้ก่อเหตุในประเภทที่สามนี้ซึ่งมักมาจาก "ครอบครัวที่ไม่มั่นคง หรืออาจมีบาดแผลทางใจบางอย่างเกิดขึ้น และมันก็อาจเกิดจากการสูญเสียด้วยเช่นกัน เช่น พ่อแม่ของเขาอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว การสูญเสีย ไม่ว่าจะผ่านการตายจาก หรือผ่านความห่างเหินกรณีที่พ่อแม่หย่าร้างแล้วย้ายออกไป ถือเป็นปัจจัยที่พบได้บ่อย มันไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ใครสักคนลุกขึ้นมาก่อคดีฆาตกรรมโดยตรง แต่มันอาจเป็นปัจจัยเสริมอีกประการหนึ่ง หากใครสักคนกำลังเผชิญกับความเครียดและเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ยิ่งมีสิ่งต่างๆ ในชีวิตผิดพลาดมากเท่าไร ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่เขาอาจจะก่อความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น""การสูญเสีย ไม่ว่าจะผ่านการตายจาก หรือผ่านความห่างเหินกรณีที่พ่อแม่หย่าร้างแล้วย้ายออกไป ถือเป็นปัจจัยที่พบได้บ่อย มันไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ใครสักคนลุกขึ้นมาก่อคดีฆาตกรรมโดยตรง แต่มันอาจเป็นปัจจัยเสริมอีกประการหนึ่ง" ดร.แลงแมน ชี้

ดร.แลงแมน อธิบายเพิ่มว่า "ผู้ก่อเหตุทั้งสามประเภทนี้ไม่ได้แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด คน ๆ หนึ่งอาจมีอาการทางจิตและกำลังพัฒนาไปสู่โรคจิตเภท ขณะเดียวกันก็อาจเติบโตมาในครอบครัวที่มีความรุนแรงและมีประสบการณ์บอบช้ำทางจิตใจด้วย โดยปกติแล้ว จากประสบการณ์ของผม เมื่อพูดถึงผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่อายุน้อยหรือเป็นเยาวชน พวกเขามักเข้าข่ายประเภทใดประเภทหนึ่งในสามประเภทนี้ได้อย่างชัดเจนกว่า ส่วนผู้ก่อเหตุที่อายุมากกว่า หรือผู้ที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว มักจะจำแนกได้ไม่ชัดเจนนัก"

ปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ นอกเหนือ ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา

เขาชี้ต่อไปว่า แม้ตัวเขาเองจะมีการจำแนกประเภทของผู้ก่อเหตุออกมาเป็นกลุ่ม แต่การจำแนกประเภทเพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายปัญหาทั้งหมดได้

"คนส่วนใหญ่ที่มีลักษณะทางจิตแบบไซโคพาธ มีอาการทางจิต หรือมีประสบการณ์บอบช้ำทางจิตใจ ไม่เคยฆ่าใคร คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มเหล่านี้ไม่ได้ก่อเหตุเช่นนี้ ดังนั้น การจำแนกประเภทจึงเป็นเพียงคำอธิบายส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมด" ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาของผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียน กล่าว

นอกจากปัจจัยทางด้านจิตวิทยาข้างต้นแล้ว งานวิจัยของเขายังระบุถึงปัจจัยที่มีส่วนทำให้เกิดเหตุยิงในโรงเรียนอีก 3 ประการ คือ ปัจจัยด้านชีวภาพ ปัจจัยด้านสังคม และปัจจัยด้านวัฒนธรรม
  • ปัจจัยด้านชีวภาพ
สำหรับปัจจัยด้านชีวภาพ เขาอธิบายว่า มี 3 ประเด็นที่เกี่ยวข้องและอาจส่งผลต่อการก่อเหตุ ประกอบด้วย

1. ประเด็นด้านพันธุกรรม เพราะมิติหลายด้านของมนุษย์นั้น เช่น บุคลิกภาพ สติปัญญา และปัญหาสุขภาพจิต ล้วนมีองค์ประกอบทางพันธุกรรม

2. ปัญหาด้านพัฒนาการตั้งแต่ช่วงก่อนและหลังคลอดที่ส่งผลเสียต่อพัฒนาการของเด็ก

3. ปัญหาเกี่ยวกับร่างกาย เขาชี้ว่าปัญหานี้เป็นประเด็นที่ยากต่อการสรุปเมื่อเทียบกับประเด็นอื่น ๆ

ดร.แลงแมน ชี้ว่า จุดเน้นหลักของหมวดนี้คือปัจจัยทางร่างกายที่ขัดขวางไม่ให้บุคคลนั้นสร้างความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองในทางบวก และ "เนื่องจากผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ปัญหานี้จึงมักปรากฏออกมาในรูปแบบของความเป็นชายที่ถูกทำลาย"

ส่วนปัญหาทางร่างกายที่พบในกลุ่มผู้ก่อเหตุยิงในโรงเรียน ได้แก่ ความพิการแต่กำเนิด ภาวะโรคอ้วน รูปร่างผอมเกินไป ส่วนสูงน้อย มีสิวขั้นรุนแรง การรู้สึกว่าตนเองไร้เสน่ห์ หรือการถูกล้อเลียนว่าไม่น่ามอง นอกจากนี้ ปัญหาทางร่างกายยังรวมถึงอาการบาดเจ็บที่ส่งผลให้ร่างกายทำงานบกพร่อง และ/หรือ ก่อให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง

"เนื่องจากผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ปัญหานี้จึงมักปรากฏออกมาในรูปแบบของความเป็นชายที่ถูกทำลาย" ดร.แลงแมน อธิบาย
  • ปัจจัยด้านสังคม
สำหรับมิติด้านสังคมนั้น ดร.แลงแมน สรุปว่ามีประเด็นที่ค่อนข้างหลากหลายไล่มาตั้งแต่ความมั่นคงและความอบอุ่นของครอบครัว ความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือคนรักซึ่งรวมถึงการถูกกลั่นแกล้ง (bullying)

สำหรับมิติเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนนั้น เขาชี้ว่า หนึ่งในประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือ การที่ผู้ก่อเหตุรู้สึกว่าเพื่อนของเขาเองก็เห็นด้วยกับแนวคิดของเขา ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เพื่อนไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ หรือกรณีที่เพื่อนออกมาสนับสนุนให้ก่อเหตุเลยก็ได้

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยังเสริมว่า ยังมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนโดยตรง คือปัญหาด้านการเรียนรู้หรือการถูกลงโทษทางวินัย อย่างไรก็ตาม ผู้ก่อเหตุยิงในโรงเรียนบางรายกลับไม่มีประวัติเรื่องผลการเรียนตกต่ำเรื้อรังหรือปัญหาพฤติกรรมใด ๆ ทั้งยังมีมิติเรื่องของความยากจน ปัญหาทางการเงิน หรือแม้แต่การสูญเสีย ซึ่งครอบคลุมทั้งการสูญเสียบุคคล การสูญเสียความหมาย เป้าหมาย หรืออนาคตที่เคยคาดฝันไว้

ดร.แลงแมน ชี้ว่า คำถามที่ต้องถามต่อผู้ก่อเหตุเหล่านี้ เมื่อมองผ่านเลนส์ของสังคมคือ "พวกเขาล้มเหลวบ่อยไหม เจอเรื่องขัดข้องหมองใจมาเยอะหรือเปล่า ถูกปฏิเสธบ่อยไหม หรือมีชีวิตด้านไหนที่ประสบความสำเร็จบ้างไหม พวกเขามีเพื่อนหรือเปล่า มีแฟนไหม เรียนหนังสือได้ดีหรือเปล่า เล่นกีฬาเก่งไหม มีพรสวรรค์อะไรบ้างไหม"

เขาเสริมว่า จากการศึกษามักพบว่าผู้ก่อเหตุยิงในโรงเรียนนั้น จะรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวในทุก ๆ ด้านสำคัญของชีวิต แม้ความเป็นจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น คนเหล่านี้อาจรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเพื่อน หรือเข้ากับคนอื่นไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาก็มีเพื่อนในชีวิตจริง

"นอกจากนี้ยังอาจมีภาวะซึมเศร้า มักมีความคิดอยากฆ่าตัวตาย และอาจมีความวิตกกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการหาเพื่อน การผสานตัวเข้ากับสังคม การออกเดต อาจมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผิดพลาดเกิดขึ้นในชีวิต พวกเขาอาจกำลังมีปัญหาเรื่องการเรียน โดนลงโทษทางวินัยที่โรงเรียน... มักจะมีหลาย ๆ อย่างในชีวิตของพวกเขาที่ไม่เป็นไปได้ด้วยดี"
  • ปัจจัยด้านวัฒนธรรม
สำหรับมิติด้านสุดท้ายอย่างปัจจัยด้านวัฒนธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยที่ใหญ่กว่าระดับสังคมที่ตัวผู้ก่อเหตุเผชิญ แต่เป็นพลังในระดับที่ใหญ่กว่าซึ่งมีอิทธิพลต่อผู้ก่อเหตุ ดร.แลงแมน ยกตัวอย่างประเด็น "การจมอยู่กับความรุนแรง" (violence immersion) โดยอธิบายว่า การเสพสื่อที่มีความรุนแรงอย่างเข้มข้น ทั้งจากหนังสือ บทความ ภาพยนตร์ และวิดีโอเกม อาจทำให้ผู้ก่อเหตุด้านชา/ชินชาต่อความรุนแรง (desensitize) จนลงมือก่อเหตุได้ง่ายขึ้น หรือการเล่นวิดีโอเกมรุนแรงอาจทำหน้าที่เป็นการ "ซ้อม" หรือฝึกสำหรับการโจมตีที่กำลังจะเกิด

อย่างไรก็ตามเขาย้ำอย่างหนักแน่นว่า "ปัจจัยเหล่านี้เพียงลำพังไม่ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงเป็นพิเศษ การเล่นเกมที่มีความรุนแรง หรือการชมภาพยนตร์ที่มีความรุนแรง ไม่ได้เปลี่ยนให้คนเรากลายเป็นฆาตกร"

เขาเสริมว่าการผูกตัวเองกับต้นแบบความรุนแรงและอุดมการณ์แห่งอำนาจ ความเกลียดชัง หรือความเหนือกว่า เช่น การเอาอย่าง อดอล์ฟ ฮิตเลอร์และพรรคนาซี มือปืนโรงเรียนหรือผู้ก่อเหตุคนก่อน ๆ ลัทธิคนขาวเหนือกว่า (White Supremacy) ซาตานนิยม (Satanism)และการเกลียดผู้หญิง (Misogyny) ก็เป็นปัญหาเช่นเดียวกัน

"พวกเขามักจะมองหาคนที่เป็นแบบอย่าง แต่พวกเขากลับไม่เจอแบบอย่างที่ดีและเหมาะสม พวกเขาจึงหันไปเอาอย่างผู้ก่อเหตุยิงในโรงเรียนคนก่อน ๆ หรือฆาตกรคนอื่นมาเป็นไอดอล พวกเขาเลียนแบบพฤติกรรม หยิบยกคำพูดมาใช้ ใช้คำพูดที่ผู้ก่อเหตุรุ่นก่อนเคยพูด ใช้ชื่อบัญชีออนไลน์หรือฉายาตามคนเหล่านั้น ซึ่งนั่นชี้ให้เห็นว่า หากพวกเขากำลังมองหาใครสักคนเพื่อเจริญรอยตาม พวกเขากลับเลือกคนที่เคยทำเรื่องเลวร้ายมาเป็นแบบอย่าง"


ดร.แลงแมน กล่าวว่า ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนมักผูกยึดตัวเองกับแนวคิดที่เต็มไปด้วยความรุนแรงหรือความเกลียดชัง และมักมองหาแบบอย่างจากตัวอย่างที่ไม่เหมาะสม

"พวกเขายังถูกดึงดูดด้วยอุดมการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอุดมการณ์แห่งความเกลียดชัง ความถือว่าตนเองเหนือกว่า หรืออุดมการณ์ที่สร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรง ดังนั้น ผู้ก่อเหตุจำนวนมากจึงหลงใหลในตัวอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และพรรคนาซี เพราะพวกเขากำลังไขว่คว้าหาความรู้สึกมีอำนาจ พวกเขาอินและรับเอาอุดมการณ์ของคนที่เคยมีอำนาจและใช้อำนาจนั้นไปทำร้ายผู้อื่น บางคนก็นิยมชมชอบอุดมการณ์เรื่องผิวขาวเป็นใหญ่ (White Supremacy) อย่างน้อยก็ในประเทศนี้ [สหรัฐอเมริกา] ซึ่งเป็นอุดมการณ์เหยียดเชื้อชาติ"

"ในแง่หนึ่ง คุณอาจพูดได้ว่า ชายหนุ่มเหล่านี้จำนวนมากกำลังหลงทางอย่างหนัก และพยายามค้นหาที่ทางของตัวเองในโลกใบนี้ ค้นหาสิ่งที่จะยึดเหนี่ยวจิตใจที่บอกว่าตัวเขานั้นมีความพิเศษ แล้วพวกเขาก็ไปพบแบบอย่าง รวมถึงอุดมการณ์ที่เข้ามาตอบสนองความต้องการนั้นให้แก่พวกเขา"

เขายังทิ้งท้ายต่อประเด็นนี้ว่า ผู้ก่อเหตุเหล่านี้บางส่วนยังมีลักษณะ "การแสวงหาชื่อเสียง พวกเขาอยากสร้างชื่อให้ตัวเองรู้จัก อยากได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ อยากเปลี่ยนตัวเองจาก 'คนไม่มีตัวตน' ให้กลายเป็น 'คนสำคัญ' พวกเขาอยากให้โลกรับรู้ว่าพวกเขาเป็นใคร และทางเดียวที่พวกเขาคิดออกว่าจะทำแบบนั้นได้ ก็คือการลงมือก่อความรุนแรง"

กรณีเด็กชาย 14 ปี รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี


"มีผู้ก่อเหตุยิงในโรงเรียนน้อยคนมากที่หวังว่าจะหลบหนีไปได้ ส่วนใหญ่พวกเขาก้าวเข้าไปโดยรู้อยู่แล้วว่าจุดจบหลังจากนั้น คือถ้าไม่ตาย ก็ต้องไปอยู่ในเรือนจำ" ดร.แลงแมน กล่าว

ดร.แลงแมน กล่าวอย่างระมัดระวังต่อข้อมูลที่มีอย่างจำกัดต่อผู้ก่อเหตุรายนี้ว่า เขาไม่สามารถตอบได้โดยปราศจากข้อมูลที่ครบถ้วนว่า เหตุใดผู้ก่อเหตุความรุนแรงในโรงเรียนรายนี้ถึงตัดสินใจทำอย่างนั้น อย่างไรก็ดีต่อหลาย ๆ คำถามที่บีบีซีไทยยกขึ้นมา เขาสามารถใช้ข้อมูลที่รวบรวมจากกรณีอื่น ๆ ในสหรัฐฯ มาอธิบายเหตุการณ์นี้ ดังนี้
  • การสังหารคนในครอบครัว
ดร.แลงแมน บอกว่า พฤติกรรมสังหารคนในครอบครัวของผู้ก่อเหตุนั้นไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย แท้จริงแล้ว "ผู้ก่อเหตุยิงในโรงเรียนอีกหลายรายก็เคยสังหารคนในครอบครัวก่อนจะออกไปลงมือก่อเหตุเช่นกัน ผมรวบรวมไว้ได้อย่างน้อย 9 ราย"

ตัวอย่างหนึ่งคือ คิป คินเคิล ผู้ก่อเหตุวัย 15 ปี ในปี 1998 ที่ลงมือสังหารพ่อและแม่ของตัวเองในบ้าน ก่อนที่วันรุ่งขึ้น เขาจะไปโรงเรียนและได้ก่อเหตุกราดยิง ซึ่งส่งผลให้เพื่อนวัยเดียวกันเสียชีวิต 2 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 25 ราย

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ แอดัม แลนซา วัย 20 ปี ผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนประถมศึกษาแซนดีฮุก (Sandy Hook Elementary School) รัฐคอนเนคทิคัต สหรัฐฯ เมื่อปี 2012 ตามรายงานโดยสำนักงานพิทักษ์สิทธิเด็ก ในวันก่อเหตุเขาได้สังหาร แนนซี แลนซา แม่ของเขา วัย 52 ปี เสียชีวิตในบ้านพัก โดยการยิงเธอด้วยอาวุธปืนยาว ทั้งหมด 4 นัด ซึ่งนั่นเป็นปืนที่เธอเป็นคนซื้อ ก่อนจะเดินทางไปยังโรงเรียนประถมศึกษาแซนดีฮุก และยิงเปิดทางเพื่อบุกเข้าไปในตัวอาคารที่ล็อกอยู่

รายงานดังกล่าว ยังระบุว่าภายในเวลาเพียง 8 นาที ผู้ก่อเหตุซึ่งพกปืนไปหลายกระบอกและหลากหลายประเภท ได้สังหารเด็กนักเรียนอายุระหว่าง 6 ถึง 7 ขวบไปจำนวน 20 ราย และบุคลากรของโรงเรียนอีก 6 ราย ซึ่งประกอบด้วย ครูใหญ่ นักจิตวิทยาประจำโรงเรียน ครูผู้สอน และผู้ช่วยครู และในขณะที่เจ้าหน้าที่เผชิญเหตุฉุกเฉินกำลังเข้าใกล้ตัวโรงเรียน เขาได้ใช้ปืนสั้นกึ่งอัตโนมัติยิงตัวเองเสียชีวิต

ต่อประเด็นเรื่องความรู้สึกผิดนั้น ดร.แลงแมน บอกว่า "ผู้ก่อเหตุที่มีอาการทางจิต (psychotic) ซึ่งสังหารคนในครอบครัว สัมผัสถึงความรู้สึกผิดและความเสียใจอย่างลึกซึ้ง เพราะพวกเขายังคงมีสามัญสำนึกอยู่ เพียงแต่ ณ ขณะนั้นพวกเขามีอาการทางจิตรุนแรงเกินกว่าจะยับยั้งชั่งใจจากความรุนแรงได้ ส่วนผู้ที่มีลักษณะทางจิตแบบไซโคพาธ (psychopath) อาจไม่ได้รู้สึกผิด พวกเขาอาจรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไปนั้นมีความชอบธรรม หรือเกิดความรู้สึกพึงพอใจด้วยซ้ำ บางทีพวกเขาก็อาจจะคิดว่าคนเหล่านั้นสมควรได้รับมันแล้ว อย่างที่บอก มันมีความหลากหลายและแตกต่างกันมาก และบางครั้งเราก็ไม่อาจรู้ได้เลย เพราะผู้ก่อเหตุก็ฆ่าตัวตาย หรือไม่ก็ถูกวิสามัญฆาตกรรมในระหว่างการโจมตี เราเลยไม่รู้เลยว่าพวกเขารู้สึกผิดบ้างหรือเปล่า"
  • การจบชีวิตตัวเอง
บีบีซีไทยถาม ดร.แลงแมน ว่า จากการศึกษาของเขา พบว่าผู้ก่อเหตุวางแผนที่จะฆ่าตัวตายไว้ตั้งแต่ก่อนก่อเหตุแล้วไหม โดยเขาตอบว่าโดยทั่วไป "มักจะพบว่าพวกเขามีเจตนาที่จะตายในระหว่างการลงมือก่อเหตุอยู่แล้ว ไม่ว่าจะด้วยการฆ่าตัวตายเอง หรือการกดดันให้ตำรวจวิสามัญฆาตกรรม"

"ราว ๆ ครึ่งหนึ่งของผู้ก่อเหตุยิงในโรงเรียนจบชีวิตลงในระหว่างเกิดเหตุ แต่นั่นก็หมายความว่าอีกครึ่งหนึ่งยังมีชีวิตรอด ทว่าบางครั้งพวกเขาก็มีเจตนาจะฆ่าตัวตายแต่ถูกระงับเหตุไว้ได้เสียก่อน ดังนั้น จำนวนคนที่มีความรู้สึกอยากฆ่าตัวตายจริงอาจจะมีมากกว่าจำนวนคนที่ทำสำเร็จ เพราะบางครั้งปืนเกิดขัดข้อง หรือไม่พวกเขาก็ถูกเข้าชาร์จจับกุม หรือแค่เปลี่ยนใจกะทันหันตอนที่ตำรวจปรากฏตัวขึ้นมา แต่โดยส่วนใหญ่แล้วพวกเขามุ่งหวังที่จะเสียชีวิตในเหตุการณ์นั้นอยู่แล้ว" เขาอธิบาย

"มีผู้ก่อเหตุยิงในโรงเรียนน้อยคนมากที่หวังว่าจะหลบหนีไปได้ ส่วนใหญ่พวกเขาก้าวเข้าไปโดยรู้อยู่แล้วว่าจุดจบหลังจากนั้น คือถ้าไม่ตาย ก็ต้องไปอยู่ในเรือนจำ"

ตามที่ ดร.แลงแมน เคยอธิบายไว้ก่อนหน้านี้ว่าผู้ก่อเหตุบางคนก็มีภาวะอยากฆ่าตัวตายอยู่แล้ว ในเคสของคิป คินเคิล ที่ถูกอ้างถึงก่อนหน้านี้ ใจความตอนหนึ่งที่เขาเขียนหลังจากสังหารพ่อแม่ของตัวเองแล้ว คือการตระหนักรู้ถึงสิ่งที่ตัวเองทำลงไป และเขียนบอกว่า "เขาอยากตาย"

ทุกอย่างแก้ไขได้หรือไม่ ?


ดร.แลงแมน เขียนหนังสือเล่มนี้ Warning Signs: Identifying School Shooters Before They Strike (สัญญาณเตือน: ระบุตัวตนผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนก่อนที่พวกเขาจะลงมือ) เพราะเชื่อว่าทุกอย่างสามารถแก้ไขได้

ต่อคำถามสุดท้ายนี้ ดร.แลงแมน บอกว่า "คำตอบรวม ๆ คือ 'ได้' แต่สิ่งนั่นหมายถึงการกระทำในหลายรูปแบบมาก" ซึ่งเป็นเหตุผลให้เขาเขียนหนังสือเล่มล่าสุดออกมา นั่นคือหนังสือที่มีชื่อว่า 'สัญญาณเตือน: ระบุตัวตนผู้ก่อเหตุกราดยิงในโรงเรียนก่อนที่พวกเขาจะลงมือ'

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ ย้ำถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแนวคิด/พฤติกรรมที่เรียกว่า 'leakage' หรืออาจแปลเป็นภาษาไทยว่า 'รั่ว'

"หลายครั้งผู้ก่อเหตุจะแสดงพฤติกรรมที่เราเรียกว่า "leakage" คือพวกเขา "รั่ว(ไหล)" ความตั้งใจของตัวเองออกมา… พูดอีกอย่างคือ พวกเขาเผยออกมาว่ากำลังวางแผนจะทำอะไร และตรงนี้แหละ ถ้านักเรียนถูกสอนให้รายงานสิ่งที่ได้ยิน นั่นคือวิธีที่ดีที่สุดในการหยุดยั้งการก่อเหตุ เพราะบางครั้งนักเรียนคุยโวว่าตัวเองจะทำอะไร พวกเขาบอกเพื่อนว่ากำลังจะก่อเหตุกราดยิง บางครั้งก็เตือนเพื่อนไม่ให้มาโรงเรียน หรือไม่ให้อยู่ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งของโรงเรียนในเวลาที่กำหนด เพราะกำลังจะมีการกราดยิง บางกรณีก็พยายามชักชวนเพื่อนให้เข้าร่วมก่อเหตุด้วยกัน บางทีก็โพสต์บางอย่างลงออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย ทั้งบอกตรง ๆ หรือบอกเป็นนัยว่ากำลังจะก่อเหตุกราดยิง เพราะฉะนั้นมันมีหลากหลายวิธีมากที่คนเผยความตั้งใจของตัวเองออกมา ดังนั้น ถ้าครู นักเรียน และผู้ปกครองถูกสอนให้มองเห็นสัญญาณเตือนเหล่านี้ และรู้ว่าควรรายงานให้ใคร เราก็จะสามารถระบุตัวนักเรียนที่มีความเสี่ยง และวางมาตรการช่วยเหลือเพื่อดึงพวกเขาออกจากเส้นทางความรุนแรงได้"

เขาปิดท้ายต่อประเด็นความหวังเรื่องการแก้ไขปัญหาการกราดยิงในโรงเรียนว่า อย่างน้อยที่สุดเขาคิดว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้นในสหรัฐฯ



นับตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ต้องเผชิญหน้ากับเหตุกราดยิงในโรงเรียน เกินกว่า 100 ครั้ง/ปี มาตลอด โดยพุ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุด 352 ครั้ง ในปี 2023 ตามข้อมูลจาก เว็บไซต์ฐานข้อมูลเหตุกราดยิงในโรงเรียนระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาของสหรัฐฯ (K-12 School Shooting Database) ซึ่งก่อตั้งโดยเดวิด รีดแมน นักศึกษาระดับปริญญาเอกด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มหาวิทยาลัยเซ็นทรัลฟลอริดา ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่หน่วยงานรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ไปจนถึงระดับรัฐใช้อ้างอิงเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่ากราฟเริ่มจะปักหัวลงบ้างแล้ว นับตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา ที่ตัวเลขค่อย ๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง

"ผมคิดว่าอย่างน้อยในประเทศนี้ [สหรัฐฯ] เรากำลังเดินมาถูกทาง กระบวนการในการจับสัญญาณมือปืนโรงเรียนก่อนที่พวกเขาจะลงมือ เรียกว่า "การประเมินภัยคุกคาม" (threat assessment) คือถ้ามีคนรายงานความกังวลเกี่ยวกับนักเรียนคนหนึ่ง คุณก็สืบสวนภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นนั้น และประเมินดูว่ามันเป็นภัยคุกคามจริงหรือเป็นการเข้าใจผิด เป็นเรื่องล้อเล่น เป็นการหลอก หรืออะไรทำนองนั้น ในประเทศเรา รัฐต่างๆ กำหนดให้โรงเรียนต้องมีระบบประเมินภัยคุกคามมากขึ้นเรื่อย ๆ ฉะนั้นในอเมริกาจึงมีการให้ความสำคัญอย่างมากกับการระบุตัวนักเรียนก่อนที่พวกเขาจะก่อเหตุ

ผมเลยคิดว่าประเทศนี้กำลังเดินมาถูกทาง เราถูกสถานการณ์บีบให้ต้องทำเช่นนั้นเพราะจำนวนการก่อเหตุที่เราเผชิญ ส่วนในประเทศอื่น ๆ ที่การก่อเหตุเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ผมก็ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังดำเนินมาตรการอะไรอยู่ แต่มันมีมาตรการที่ทำได้และสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ อย่างที่ผมบอก คือการให้ความรู้แก่นักเรียน ผู้ปกครอง สมาชิกในครอบครัว และบุคลากรของโรงเรียน เกี่ยวกับสัญญาณเตือน และรู้ว่าจะติดต่อใครเมื่อมีความกังวลด้านความปลอดภัย"

"คุณก็รู้ว่าทุกชีวิตของมนุษย์ล้วนมีคุณค่า แต่ดูเหมือนมันจะยิ่งสร้างความเจ็บปวดเจียนตายเมื่อเหยื่อเหล่านั้นยังเด็กเสียเหลือเกิน" ดร.แลงแมน กล่าว

ดร.แลงแมน ปิดท้ายกับบีบีซีไทยว่า ตลอดการทำงานของเขา "จริงอยู่ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เลวร้ายอย่างยิ่ง แต่บางเหตุการณ์ก็ทวีความสะเทือนใจยิ่งกว่านั้น ด้วยจำนวนผู้เสียชีวิต รวมถึงช่วงอายุของเหยื่อ… อย่างกรณีที่แซนดีฮุก ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุเพียงแค่ห้าถึงหกขวบเท่านั้น"

"คุณก็รู้ว่าทุกชีวิตของมนุษย์ล้วนมีคุณค่า แต่ดูเหมือนมันจะยิ่งสร้างความเจ็บปวดเจียนตายเมื่อเหยื่อเหล่านั้นยังเด็กเสียเหลือเกิน"

เขาบอกกับเราว่าสำหรับเขาการเดินหน้าศึกษาวิจัยประเด็นนี้ยังเป็นความปรารถนาของเขา และเป็นสาเหตุที่เขายังลงทุนใช้เงินตนเองดำเนินการเว็บไซต์ schoolshooters.info ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ยิงในโรงเรียนต่อไป

หากคุณต้องการปรึกษาปัญหาสุขภาพจิต สายด่วนสุขภาพจิตของไทย โทร 1323 ได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เสียค่าบริการและเป็นความลับ

https://www.bbc.com/thai/articles/c4gkj4j9pkzo