วันพฤหัสบดี, เมษายน 16, 2569

ต้องเชื่อ ปปช.รุ่นนี้ ด้านจริง เรื่องที่มีมติยกคำร้องคดี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซุกหุ้นบริษัทก่อสร้างเมื่อครั้งเป็น รมว.คมนาคม เป็นน้อง ‘ครูใหญ่’ เนวิน เสียอย่าง

ต้องเชื่อ ปปช.รุ่นนี้ ด้านจริง เรื่องที่มีมติยกคำร้องคดี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซุกหุ้น หรือใช้นอมินี ใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น รวมทั้งแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ จนศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีว่าการคมนาคม

เป็นที่กังขากันมากในเรื่องมาตรฐานความเที่ยงธรรมในหมู่องค์กรอิสระ ขณะที่คณะกรรมการปราบทุจริตฯ ส่งเรื่องที่มี นักร้องสองรายยื่นให้พิจารณาตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต สส.ก้าวไกล ๔๔ คน ที่หาเสียงให้มีการแก้ไข ป.อาญา ม.๑๑๒ ให้ศาลฎีกาพิจารณา

ขณะเดียวกันกับคดีเก่าค้างคากรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยข้อหา อดีต รมว.คมนาคมเมื่อต้นปี ๒๕๖๗ ซุกหุ้นบริษัทก่อสร้าง ปิดบังผลประโยชน์ทับซ้อน สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีนั้น พอมาถึงรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยที่มีนายเนวิน ชิดชอบเป็นครูใหญ๋บุรีรัมย์

ปปช.ลงมติยกคำร้องในคดีนั้นเสียดื้อๆ พอนักข่าวถามทั่นเลขาธิการ สุรพงษ์ อินทรถาวร ว่าไฉนมีคำสั่งสวนทางกับมติศาลรัฐธรรมนูญ พวกนักข่าวคงอยากทราบเหตุผลเอาไปรายงานให้ประชาชนทราบ เชื่อว่าจะต้องถูกต้อง คมคายยิ่งนักทีเดียว

ทั่นเลขาฯ กลับเลี่ยงบาลี บอกให้รอเดี๋ยวจะออกเป็นคำชี้แจงลายลักษณ์อักษร ก็แน่ละสิ มันต้องมีเอกสารชี้แจงอย่างละเอียดเป็นทางการอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ชาวบ้านอยากรู้หัวใจของคำตัดสิน เอาแบบซื่อๆ สั้นๆ จะได้ร้องอ๋อหรือร้องยี้ ไม่มีตะขิดตะขวงใจกัน

นักข่าวจึงซักอีกว่าแล้วยกคำร้องอย่างนี้มิหมายความว่าน้องชายเนวินจะได้กลับมาเป็นรัฐมนตรีอีกหรือ ทั่นเลขาฯ ก็สลับขาเต้น บอกให้ไปถาม กกต.นู่น อันนี้ไม่ใช่หน้าที่ของผมตัดสิน ปุดโถ ถึงอย่างนั้นก็ให้ความเห็นได้ ว่าความตามระเบียบกฎหมายไง

แต่ทั่นไม่วายแย้มพราย “รัฐธรรมนูญเขียนระบุคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ โดยมีเรื่องสิทธิของผู้เสียหายที่สงสัยหรือยังเคลือบแคลงใจ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรับไปพิจารณาเอง” แม้บางส่วนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ป.ป.ช.

อ้าว ปัดสวะพ้นตัวอีกแล้วนี่ จะไม่ยอมรับผิดชอบต่อผลกระทบเสียเลยหรือไร ชวนให่น่าสงสัยว่าวินิจฉัยตามธง หรือมีใครสั่งมา

(https://www.matichon.co.th/politics/news_5679663) 

ขบวนการ ‘ไอโอ’ ร่วมด้วยช่วยกันกับแม่ทัพภาค ๔ ถล่ม ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ท่วมอินเตอร์เน็ต ว่าเป็นโฆษกบีอาร์เอ็นบ้าง เป็นนักข่าวโจรบ้าง

บานปลาย และขยายผล ปมกลุ่มคนร้ายใช้อาวุธสงครามดักยิง สส.พรรคประชาชาติ พบว่ารถที่ใช้เป็นพาหนะสังกัด กอ.รมน. พอถูกนักข่าวซัก ผอ.กอ.รมน.ภาคสี่กลับออกอาการกร่าง แถมปิดไมค์ให้ความเห็นส่วนตัว “ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก” 

เท่านั้นไม่พอขบวนการ ไอโอ ร่วมถล่ม ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ท่วมอินเตอร์เน็ต “ทำภาพกราฟิคเขียนข้อความใส่ร้ายเราได้รวดเร็วมาก และเป็นข้อความที่ไปในทิศทางเดียวกันหมด” ว่าผู้ก่อตั้งสำนักข่าวรีพอร์ตเตอร์เป็นโฆษกบีอาร์เอ็นบ้าง เป็นนักข่าวโจรบ้าง

แยม ย้อนอดีตเมื่อกว่าสิบปีก่อน ก็โดนปฏิบัติการโจมตีเช่นนี้มาตลอด ด้วยวิธีการของเพจอวตารที่ใช้ “ซึ่งถ้าจะให้สืบสวนสอบสวนเชิงลึก ค้นหากันไม่ยากเลยว่า เป็นฝีมือใคร...เราจะปล่อยให้ปฏิบัติการ IO ที่ใช้เงินภาษีของประชาชน มาทำร้ายประชาชน” อย่างนี้หรือ

แต่แล้ว พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ ๔ ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค ๔ ส่วนหน้า แทนที่จะแถลงความจริงให้กระจ่างเจตนาของ น.อ.มนตรี โตประเสริฐ นายทหารสังกัด กอ.รมน. ผู้ให้ยืมรถราชการแก่คนร้าย เพื่อนสนิทอดีตเจ้าหน้าที่ทหารด้วยกัน

กลับตอบเลี่ยงบาลีว่าถ้าเป็นปฏิบัติการมืออาชีพ (อย่างตน) จริง “ก็ต้องบรรลุเป้า แต่นี่ผู้เป็นเป้าหมายไม่โดนอะไรสักอย่าง แล้วผายลมต่อไปให้พนักงานสอบสวนสืบเอาเอง อาการถ้อยคำส่อเสียดไหลลื่น ดั่งปากติดเชื้อ diarrhea เช่นนี้มีคนบอกว่า

เหมือนกันหมดในหมู่นายทหารชั้นผู้ใหญ่รุ่นเดียวกันจาก ตท.๒๖ รวมทั้ง ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน การจะหวังให้ความยุติธรรมปรากฏจากกองทัพคงยาก ในขณะที่นายกรัฐมนตรีก็ยังทำหูทวนลม ปล่อยให้เป็นเรื่องของทหารจัดการเอง

ความจำเป็นจึงตกแก่ฝ่ายผู้เสียหาย พรรคประชาชาติต้องไปสืบเสาะหาความจริง ก็พบว่า “แค่บอกว่ายืมรถมาแล้ว ๓ ครั้ง ถ้าได้อ่านคำให้การของคนถูกจับจะตกใจ เพราะมีความพยายามลอบสังหารมาหลายครั้ง ใช้รถคันนี้หลายครั้ง ก่อเหตุไม่ได้ก็เอามาคืนแล้วมาใช้ต่อ”

นายอับดุลเราะมัน มอลอ รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ บอกด้วยว่า “ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกผมว่าเรื่องนี้มีอยู่สองเงื่อนไข ถ้ามุมความมั่นคง นายกมลศักดิ์ถือว่าเป็น VIP ของจังหวัด การก่อเหตุกับ VIP ต้องมี ๒ เหตุผล”

หนึ่ง “ต้องมั่นใจว่าก่อเหตุแล้วจะออกจากนอกพื้นที่ได้ ซึ่งประชาชนทุกคนมั่นใจว่าออกจากที่ก่อเหตุได้เพราะเขาใช้รถของ กอ.รมน.” สอง “กลุ่มที่รับงานนี้ในการก่อเหตุระดมยิง ต้องมั่นใจว่าคนข้างหลังเขามีความยิ่งใหญ่เพียงพอที่จะปิดคดีได้”

ข้อสองนี้แหละสำคัญ “เราต้องหาคนที่สั่งการ” ให้ได้ และ “คนร้ายต้องไม่ลอยนวลพ้นผิด” ถึงเวลานายกฯ ต้องรู้สึกรู้สาแล้วนะ ในเมื่อประชาชนกำลัง “รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิต”

(https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/ZtT6JBFd, https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/72MFpiT2N และ https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/TjfDmbzfA)


ความผิดพลาดของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ก็คือการบรรยายสรรพคุณทหารเกินจริง ถ้าทหารลงมือแล้วจะไม่พลาด ความจริง อาจจะกระจอกกว่าที่คิด ลองดูเหตุการณ์เมื่อ 17 ปีที่แล้ว คดีลอบสังหารสนธิ ลิมทองกุล ด้วยอาวุธสงคราม กระสุนกว่า 200 นัด และระเบิดอีกจำนวนมากที่หล่นในพื้นที่

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/pfbid02722CCtHY9xSRmtAwafSHD6YYmpDfccpoBx7fxZVdCQNmwnDYxJ6pFmahgC5h1MF1l

Thanapol Eawsakul 
7 hours ago
·
ทหารไทยกระจอกกว่าที่คิด
ลอบสังหารสนธิ ลิ้มทองกุลยังไม่สำเร็จเลย
ยังมีหน้ามาคุยอีกว่าคดีลอบสังหาร สส. นราธิวาส พรรคประชาชาติ
"ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ"
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1336309915357707&set=a.534942252161148
..........
บทสัมภาษณ์ของพล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ที่บอกว่าดคี
คดีลอบสังหารกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.เขต 5 จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ นั้นทหารหรือฝ่ายความมั่นคงไม่เกี่ยว
โดยหล่นประโยคสำคัญออกมาว่า
"ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ"

ความคิดดังกลาวนั้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่า
กองทัพมีปฏิบัติการลอบสังหาร/ปฏิบัติการนอกกฎหมายจริง ๆ
และมีมานานแล้ว โดยเฉพาะในจัวหวัดชายแดยภาคใต้
 
ดูได้จากบทสัมภาษณ์ของพัลลภ ปินมณี
"พัลลภ" ยัน ผมขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว!!
https://mgronline.com/politics/detail/9480000056727...

ความผิดพลาดของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4
ก็คือการบรรยายสรรพคุณทหารเกินจริงต่างหากว่า
ถ้าทหารลงมือแล้วจะไม่พลาด
 
ดูดมาถึงตรงนี้ แนะนำให้ดูเหตุการณ์เมื่อ 17 ปีที่แล้ว คือคดีลอบสังหารสนธิ ลิมทองกุล ด้วยอาวูธสงคราม กระสุนกว่า 200 นัด และระเบิดอีกจำนวนมากที่หล่นในพื้นที่
 
ย้อนรอย 13 ปี ลอบสังหาร “สนธิ ลิ้มทองกุล” อำนาจมืดยังลอยนวล
https://www.facebook.com/watch/?v=547405790425774

กรณีลอบสังหารสนธิลิ้มทองกุลในวันที่ 17 เมษายน 2552 ภายหลังเหตุการณ์ปราบเสื้อแดงในสงกรานต์เลือด 
มีหลักฐานชัดเจนว่า
 
ผู้ลอบสังหารกระสุน รวมทั้งรถยนต์เกี่ยวข้องกับทหารอย่างชัดเจน
กระสุนที่ใช้ ผลิตโดยกรมสรรพวุธทหารบก
คนปฏิบัตการคือทหารหน่วยฉก. 90 ลพบุรี ที่มีการเซ็น ย้ายออกมาก่อนปฏิบัติการเพียง 2 เดือน

โดยผู้ลงนามคือประยุทธ์ จันทร์โอชาขณะนั้นดำรงตำแหน่งเสธ.ทบ.

แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้มันน้ำท่วมปาก ของสนธิ ลิ้มทองกุล
ที่พูดได้เพียงเท่านี้เท่านั้น
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1336309915357707&set=a.534942252161148




#สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ แถลงเรียกร้องนายกฯ ให้ย้าย #แม่ทัพภาคที่4 ออกจาก #จังหวัดชายแดนใต้ หลังให้ข้อมูลพาดพิงและกล่าวหา #สถาบันปอเนาะ และ #โรงเรียนตาดีกา เป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรง

https://www.facebook.com/reel/1654710542232068
.....


Angkhana Neelapaijit
7 hours ago
·
#ชี้แจงยังไงให้ลุกลามบานปลายจนถูกขอให้ออกนอกพื้นที่ - คนที่ติดตามการแก้ปัญหา จชต. คงทราบว่าดีว่าไม่บ่อยครั้งนักที่สถาบันการศึกษาทางศาสนาใน จชต. (สถาบันปอเนาะ, สถาบันตาดีกา และสมาพันธ์โรงเรียนเอกชน) จัดประชุมซูรอ และแถลงร่วมกันเพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีย้ายแม่ทัพภาค 4 ออกนอกพื้นที่
.
กรณีแม่ทัพภาค 4 แถลงข่าวเหตุยิง สส. กมลศักดิ์ และพูดเลยเถิดกล่าวหาสถาบันการศึกษาท้องถิ่นว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะ (อุดมการณ์) รวมถึงเป็นสถาบันที่ไม่ได้รับการพัฒนาและต้องกลับไปเรียนหนังสือกันใหม่ ซึ่งคำพูดดังกล่าวถือเป็นความไม่เข้าใจในวิถีชีวิตของชาวมลายูมุสลิมใน จชต. ซึ่งใช้ภาษามลายูเป็นภาษาแม่ (mother tongue language) อีกทั้งในการจัดการศึกษาท้องถิ่น ทั้งปอเนาะและตาดีกา ถือเป็นสถาบันการศึกษาที่คนท้องถิ่นภาคภูมิใจ ซึ่งแม้การจัดการศึกษาของปอเนาะดั้งเดิมจะไม่ได้รับการสนับสนุนเงินอุดหนุนการศึกษาจากรัฐ แต่คนท้องถิ่นก็ยังนิยมส่งลูกหลานไปเรียนและปกป้องการศึกษาของท้องถิ่นไว้ การพูดที่ไม่ให้เกียรติและด้อยค่าการศึกษาท้องถิ่นจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของและความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนต่อมีต่อรัฐบาลมาก
.
ไม่รู้ว่าท่านแม่ทัพเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงกล้าใช้คำพูดที่ไม่เคารพและไม่ให้เกียรติคนท้องถิ่นเช่นนี้ หรือมั่นใจว่าสามารถพูดอะไรก็ได้เพราะมีอำนาจมากกว่า ท่านแม่ทัพอาจลืมไปว่าการแก้ปัญหา จชต. ไม่ใช่การใช้อำนาจและอาวุธในการปราบปรามเพียงอย่างเดียว แต่จุดมุ่งหมายสำคัญคือการยุติความรุนแรงและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน ที่ผ่านมาคนทำงานสิทธิมนุษยชนและสันติภาพได้พยายามส่งเสียงเตือนมาโดยตลอด แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ มีกลุ่มคนพยายามด้อยค่านักสิทธิมนุษยชนโดยใช้ปฏิบัติการ IO เพื่อกล่าวหา โจมตี ใส่ร้ายป้ายสี และคุกคาม ซึ่งการกระทำเช่นนี้ไม่อาจนำไปสู่การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้ ที่ผ่านมาแค่เรื่อง ฮ. ยิงกราดบนเขาตะเว การลอบยิง สส. กมลศักดิ์ โดยใช้รถ กอ.รมน. ก็หนักหนาสาหัสมากแล้ว พอมีการกล่าวหาและด้อยค่าสถาบันการศึกษาของท้องถิ่นจึงน่าจะเป็นจุดที่ประชาชนท้องถิ่นไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป ถ้านายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.รมน. ยังไม่ลงมาแก้ปัญหาด้วยตนเอง เรื่องนี้น่าจะบานปลายเกินกว่าจะแก้ไขได้ อย่าลืมว่าความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประชาชนต่อรัฐกว่าจะสร้างได้ต้องใช้เวลานาน และไม่ควรถูกทำลายด้วยคำพูด หรือวิธีคิดของคนเพียงไม่กี่คน

 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10165978084108268&set=a.10151021282338268




ความโหดร้ายของอิสราเอล ทำให้เกาหลีใต้ไม่ทนออกมาประนามให้เห็นๆ "สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ไม่มีความแตกต่างอะไรเลยกับการสังหารหมู่ชาวยิวในอดีต หรือการสังหารคนในสงครามที่ไร้ความยุติธรรม"


Bee Peligan Peligan Peligan
April 12
·
ความโหดร้ายของอิสราเอล ทำให้เกาหลีใต้ไม่ทนออกมาประนามให้เห็นๆ

อิสราเอลเดือด! ผู้นำเกาหลีใต้ซัดแรง เทียบเหตุการณ์โยนร่างปาเลสไตน์ลงจากตึก คือความโหดร้ายระดับเดียวกับกองทัพญี่ปุ่นทำกับผู้หญิงเกาหลี
เมื่อประธานาธิบดีเกาหลีใต้ไม่ขอทน ยืนกรานความถูกต้องต่อหน้าอำนาจที่โลกหวั่นเกรงครับผม

—————
เบื้องหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ทำเอาโลกช็อก
คำพูดสุดเชือดเฉือนจากแดนกิมจิที่ส่งตรงถึงเทลอาวีฟ
การตอบโต้ที่ดุเดือดจากกระทรวงต่างประเทศอิสราเอล
ประธานาธิบดีลียังคงยืนหยัดและตอกย้ำจุดยืนเดิม
บทสรุปของความสัมพันธ์สั่นคลอนและจริยธรรมสงคราม
—————

เบื้องหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ทำเอาโลกช็อก
:
1- เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อมีคลิปวิดีโอหนึ่งหลุดออกมาในโลกโซเชียล เป็นภาพที่ทหาร IDF ของอิสราเอลกำลังโยนร่างของชายหนุ่มปาเลสไตน์ลงจากดาดฟ้าตึกครับ
2- ภาพเหล่านั้นสร้างความสะเทือนใจและเสียงสาปแช่งจากผู้คนทั่วโลก รวมถึงอิหร่านและชาติพันธมิตรที่มองว่านี่คือการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอย่างสิ้นเชิงครับผม
3- แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือ ผู้นำจากเอเชียอย่างประธานาธิบดี "อี" แห่งเกาหลีใต้ จะออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้อย่างรุนแรงและตรงไปตรงมาครับ

—————
คำพูดสุดเชือดเฉือนจากแดนกิมจิที่ส่งตรงถึงเทลอาวีฟ
:
4- ประธานาธิบดีลีออกมาวิจารณ์การกระทำของทหารอิสราเอลแบบไม่เกรงใจใคร โดยบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเลวร้ายจนเกินจะรับไหวครับ
5- ท่านยังได้เปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับประวัติศาสตร์บาดแผลของเกาหลีใต้เอง นั่นคือการตกเป็นทาสกามของทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครับผม
6- "สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ไม่มีความแตกต่างอะไรเลยกับการสังหารหมู่ชาวยิวในอดีต หรือการสังหารคนในสงครามที่ไร้ความยุติธรรม" ท่านประธานาธิบดีกล่าวไว้ครับ

—————
การตอบโต้ที่ดุเดือดจากกระทรวงต่างประเทศอิสราเอล
:
7- ทันทีที่คำพูดนี้แพร่ออกไป ทางกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลก็เต้นผาง ออกมาโต้กลับทันควันว่าข้อความของผู้นำเกาหลีใต้นั้น "ยอมรับไม่ได้" ครับ
8- อิสราเอลมองว่าการนำเหตุการณ์นี้ไปเทียบกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือประเด็นทาสกามในอดีต เป็นการบิดเบือนและไม่ให้เกียรติประวัติศาสตร์ครับผม
9- บรรยากาศทางการทูตระหว่างทั้งสองประเทศตึงเครียดขึ้นมาทันที ราวกับกำลังจะมีพายุใหญ่ก่อตัวขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศครับ

—————
ประธานาธิบดีลียังคงยืนหยัดและตอกย้ำจุดยืนเดิม
:
10- แทนที่ประธานาธิบดีลีจะอ่อนข้อหรือถอนคำพูดหลังจากโดนกดดัน ท่านกลับเลือกที่จะ "Double Down" หรือยืนกรานหนักแน่นยิ่งกว่าเดิมครับ
11- ท่านมองว่าความถูกต้องและสิทธิมนุษยชนไม่มีคำว่าผ่อนปรน และโลกไม่ควรเพิกเฉยต่อความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในปาเลสไตน์เพียงเพราะเป็นเรื่องการเมืองครับผม
12- การกระทำที่กล้าหาญครั้งนี้ทำให้ท่านได้รับเสียงชื่นชมจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่เห็นใจชาวปาเลสไตน์ครับ

—————
บทสรุปของความสัมพันธ์สั่นคลอนและจริยธรรมสงคราม
:
13- ตอนนี้โลกกำลังจับตามองว่าความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้และอิสราเอลจะเดินต่อไปในทิศทางไหน เมื่อผู้นำเลือกข้างความถูกต้องมากกว่าผลประโยชน์ครับ
14- เหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเป็นมิตรประเทศกัน แต่ถ้ามีการละเมิดความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรง ก็ไม่มีใครควรอยู่เฉยครับผม
15- แอดมองว่าความกล้าของประธานาธิบดีลีในครั้งนี้ คือการตบหน้าหน้าไหว้หลังหลอกของบางประเทศได้อย่างเจ็บแสบที่สุดเลยครับ

—————
สรุปและเรียบเรียงจาก: BBC News, Al Jazeera, Reuters, Korea Herald
 

https://www.facebook.com/photo/?fbid=4270445196539153&set=gm.4245830925660075&idorvanity=3904427136467124




บอกคนให้ประหยัด แต่ตัวเองขับเครื่องบิน นายกขอพรให้ “น้ำมันถูก” คนทั้งประเทศกำลัง “ขอรอด”

https://www.facebook.com/reel/2683041265490747



ความขัดแย้งที่น่าเศร้า...ทำไมระบบกษัตริย์ถึงทำคนจนเต็มแผ่นดิน แต่ชาวบ้านก็ยังก้มหัวกราบไหว้ด้วยความเต็มใจ


ต้าจีน
April 13
·
ความขัดแย้งที่น่าเศร้า...ทำไมระบบกษัตริย์ถึงทำคนจนเต็มแผ่นดิน แต่ชาวบ้านก็ยังก้มหัวกราบไหว้ด้วยความเต็มใจ
.
นี่คือคำถามที่นักประวัติศาสตร์และนักสังคมวิทยาทั่วโลกพยายามถอดรหัสมาตลอด ว่าทำไมในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (โดยเฉพาะในจีนโบราณ) ประชาชนถึงมีชีวิตที่ยากลำบาก อดมื้อกินมื้อ แต่กลับเทิดทูนผู้นำสูงสุดราวกับเทพเจ้า
.
คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ใน "จุดอ่อนของระบบ" และ "เครื่องมือควบคุมความคิด" ที่ถูกออกแบบมาอย่างแยบยล ไปดูทีละประเด็นกันเลย
.
ส่วนที่ 1 : จุดอ่อนของระบบ ที่ทำให้คนจนเต็มแผ่นดิน
1. ฝากชะตากรรมไว้กับ "การสุ่มกาชา"
จุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดของระบบนี้คือ การฝากความหวังของคนทั้งประเทศไว้กับสติปัญญาของคนเพียงคนเดียว ถ้ารัชกาลนั้นได้ผู้นำเก่ง แผ่นดินก็ร่มเย็น แต่ปัญหาคือตำแหน่งนี้สืบทอดทางสายเลือด ไม่ใช่ความสามารถ ถ้าแจ็กพอตแตกได้ผู้นำที่อ่อนแอ หูเบา ปัญญาอ่อน หรือบ้าสงคราม ระบบการบริหารจะรวนทันที และคนที่รับเคราะห์คนแรกคือประชาชน
.
2. การสูบฉีดทรัพยากรจากฐานรากสู่ยอดพีระมิด
ระบบนี้อยู่ได้ด้วยการรีดภาษีและเกณฑ์แรงงานครับ ราชสำนัก ขุนนาง และกองทัพ เป็นชนชั้นที่ไม่ได้ผลิตอาหารเอง แต่บริโภคเยอะที่สุด ชาวนาต้องจ่ายภาษีเป็นข้าว เป็นเงิน และต้องถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานฟรี (เช่น สร้างกำแพงเมือง สร้างสุสาน หรือไปรบ) ทำให้ชาวบ้านไม่มีเวลาทำมาหากินของตัวเอง ขาดแคลนเสบียงสำรอง พอเกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วมเพียงนิดเดียว ก็กลายเป็นผู้อดตายริมถนนทันที
.
ส่วนที่ 2: ชีวิตแย่ขนาดนั้น ทำไมถึงยังเทิดทูน ?
นี่คือความอัจฉริยะของการปกครองในยุคโบราณครับ ผู้นำไม่ได้ใช้แค่ดาบในการควบคุมคน แต่ใช้ความเชื่อ เป็นเกราะป้องกันตัว ซึ่งมีกลไกดังนี้
.
1. ทฤษฎี "โอรสสวรรค์" (อาณัติแห่งสวรรค์ )
ชาวจีนโบราณถูกปลูกฝังว่า ฮ่องเต้ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็น "ลูกของสวรรค์" ที่ถูกส่งมาปกครองโลกมนุษย์ ดังนั้น การเชื่อฟังฮ่องเต้ก็คือการเชื่อฟังเทพเจ้าสวรรค์ การต่อต้านฮ่องเต้คือการทำผิดบาปต่อฟ้าดิน ความกลัวในสิ่งลี้ลับนี้บีบให้ชาวบ้านต้องก้มหัวยอมรับชะตากรรมของตัวเอง โดยเชื่อว่าเป็นเวรกรรมหรือลิขิตฟ้า
.
2. ปรากฏการณ์ "ฮ่องเต้ศักดิ์สิทธิ์ แต่ขุนนางเลวทราม"
นี่คือจิตวิทยาการเมืองที่ใช้ได้ผลทุกยุคทุกสมัย เมื่อเกิดความอดอยากหรือถูกขูดรีด ชาวบ้านจะไม่ด่าฮ่องเต้ครับ แต่พวกเขาจะด่า "ขุนนางกังฉิน" หรือข้าราชการท้องถิ่นแทน
ชาวบ้านมีความเชื่อฝังหัวว่า “เบื้องบนน่ะทรงปรีชาญาณและเมตตา แต่ถูกพวกขุนนางชั่วปิดบังหูตา” ฮ่องเต้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง เป็นตงฉินสูงสุดที่ชาวบ้านเฝ้ารอให้มาโปรดสัตว์ (เหมือนเวลาชาวบ้านไปตีกลองร้องทุกข์ที่ศาลไคเฟิง ก็เพื่อหวังให้เบื้องบนรับรู้) ความโกรธแค้นจึงไปตกที่คนกลาง ฮ่องเต้จึงลอยตัวอยู่เหนือความผิดทั้งปวง
.
3. การล้างสมองด้วย "ลัทธิขงจื๊อ"
ราชสำนักใช้ลัทธิขงจื๊อเป็นเครื่องมือทางจริยธรรมหลัก โดยสอนเรื่อง "ความกตัญญู" (孝) และ "ความจงรักภักดี" (忠) ขงจื๊อสอนว่า ฮ่องเต้เปรียบเสมือน "พ่อ" ของแผ่นดิน ส่วนราษฎรคือ "ลูก" ต่อให้พ่อจะดุด่าหรือตีลูกแรงแค่ไหน ลูกก็ไม่มีสิทธิ์เถียงหรือตีพ่อกลับ ใครที่คิดกบฏจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนอกตัญญูและเป็นสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งเป็นตราบาปที่คนยุคนั้นรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด
.
4. โลกที่ไม่มีทางเลือก (กรอบความคิดที่จำกัด)
เราต้องเข้าใจว่าคนยุคโบราณไม่รู้จักคำว่า "ประชาธิปไตย" หรือ "สิทธิมนุษยชน" นะครับ โลกทัศน์ของพวกเขามีแค่การปกครองระบบเดียวตั้งแต่เกิดจนตาย พวกเขาจินตนาการไม่ออกว่าโลกที่ไม่มีฮ่องเต้หน้าตาจะเป็นอย่างไร เมื่อไม่รู้ว่ามีสิ่งที่ดีกว่า พวกเขาจึงทำได้แค่ทน และสวดมนต์ขอให้ฮ่องเต้องค์ต่อไปเป็นคนดี
.
ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สร้างคนจนเพราะกลไกการดูดซับทรัพยากรไปหล่อเลี้ยงชนชั้นนำ แต่ที่ระบบนี้ยืนหยัดอยู่ได้ยาวนานนับพันปี เป็นเพราะความสำเร็จในการสร้าง "ระบบความเชื่อ" ที่ทำให้ผู้ถูกกดขี่รู้สึกว่า การรับใช้ผู้กดขี่คือหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์และเป็นบุญวาสนาครับ
.
วันนี้จีนไม่มีระบบฮ่องเต้แล้ว จีนก็อยู่ได้นี่ ไม่เห็นมีปัญหาไร ไม่มีใครตายนะ
.
#ต้าจีน #ประวัติศาสตร์จีน #โอรสสวรรค์ #อาณัติแห่งสวรรค์ #ปรัชญาการเมือง #ลัทธิขงจื๊อ #เรื่องเล่าประวัติศาสตร์

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1474188880731620&set=a.213019660181888




จอห์น รีด จาก Financial Times วิเคราะห์หลักการความมั่นคงของเบนจามิน เนทันยาฮู ที่เรียกกันว่า "Doctrine of Pre-emption" ซึ่งทำให้อิสราเอล ก่อสงครามความขัดแย้งกินเวลานานถึงสองปีครึ่ง ครอบคลุมหกประเทศ และดินแดนในตะวันออกกลาง








https://x.com/FT/status/2044306192688615616

บทความของจอห์น รีด ในหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ตีพิมพ์เมื่อเดือนเมษายน 2026 วิเคราะห์วิวัฒนาการของยุทธศาสตร์ความมั่นคงของเบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งมักเรียกกันว่า "หลักการโจมตีล่วงหน้า" ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยาวนานที่สุดของอิสราเอล

ณ วันที่ 15 เมษายน 2026 สงครามดำเนินมาแล้วสองปีครึ่ง นับตั้งแต่การยกระดับความรุนแรงครั้งใหญ่ในเดือนตุลาคม 2023 การวิเคราะห์ของรีดเน้นให้เห็นว่าความขัดแย้งได้ขยายตัวเป็น "สงครามหกแนวรบ" ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสู้รบทั้งทางตรงและทางอ้อมในดินแดนต่อไปนี้:

ฉนวนกาซาและเวสต์แบงก์: 
ปฏิบัติการต่อเนื่องหลังจากการโจมตีในปี 2023

เลบานอน: 
การปะทะและการรุกรานภาคพื้นดินบ่อยครั้งที่เกี่ยวข้องกับฮิซบอลลาห์

ซีเรีย: 
การโจมตีเป้าหมายเส้นทางลำเลียงเสบียงและกองกำลังติดอาวุธที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน

อิรัก: 
ปฏิบัติการต่อต้านกองกำลังระดมประชาชน (PMF)

เยเมน: 
การเผชิญหน้ากับกองกำลังฮูตีที่มุ่งเป้าไปที่การค้าทางทะเล

อิหร่าน: 
การยกระดับความขัดแย้งโดยตรงที่เริ่มต้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 และถึงจุดสูงสุดด้วย "สงครามสิบสองวัน" ในเดือนมิถุนายน 2025 และการโจมตีครั้งต่อๆ มาในปี 2026

ประเด็นสำคัญจากบทวิเคราะห์ของรีด:

การเปลี่ยนแปลงเชิงรุก: 
รีดแย้งว่าเนทันยาฮูได้เปลี่ยนจากกลยุทธ์ "mowing the grass" ("การตัดหญ้า") แบบดั้งเดิมของอิสราเอล (การควบคุมเป็นระยะ) ไปสู่ท่าทีเชิงรุกถาวรที่ออกแบบมาเพื่อทำลายภัยคุกคามในภูมิภาคก่อนที่พวกเขาจะสามารถระดมกำลังได้อย่างเต็มที่

การประสานงานกับสหรัฐฯ: 
บทความนี้กล่าวถึง "การประสานงานอย่างเต็มที่" กับวอชิงตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้รัฐบาลทรัมป์ชุดที่สอง ซึ่งอำนวยความสะดวกในการเสริมกำลังทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตั้งแต่ปี 2003

ต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคม: 
รีดตั้งข้อสังเกตว่าในขณะที่หลักการนี้มีเป้าหมายเพื่อความมั่นคง สถานะ "สงครามตลอดกาล" ได้ก่อให้เกิดความตึงเครียดภายในอย่างมาก แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงที่ไม่มั่นคงในปัจจุบัน (ณ กลางเดือนเมษายน 2026) เนทันยาฮูยังคงยืนยันต่อสาธารณะว่านี่ไม่ใช่ "จุดจบของสงคราม" โดยเน้นย้ำหลักการที่มุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในเตหะรานอย่างสิ้นเชิงเป็นเป้าหมายสุดท้าย


Source: Financial Times





 

ชมเมืองอิสฟาฮาน เมืองประวัติศาสตร์ของอิหร่าน ขึ้นชื่อในเรื่องมัสยิด ตลาด และงานหัตถกรรมพื้นบ้านที่มีอายุเก่าแก่หลายศตวรรษ แต่ทว่าแลนด์มาร์กอันเป็นเอกลักษณ์เหล่านี้จะอยู้รอดหลังสงครามหรือไม่ เพราะอิสฟาฮานเป็นเป้าหมายทางทหารสำคัญ เป็นศูนย์กลางหลักโครงการนิวเคลียร์ การพัฒนาขีปนาวุธ





https://x.com/AJEnglish/status/2044137258358395162



 

ชาวยุโรปหนึ่งล้านคนเรียกร้องให้สหภาพยุโรประงับข้อตกลงความร่วมมือกับอิสราเอลเนื่องจาก "อาชญากรรมในฉนวนกาซา" ขณะที่ในที่กรุงอัมสเตอร์ดัม มีการจัดพิธีรำลึกถึงเด็กและนักข่าวที่ถูกอิสราเอลสังหารในฉนวนกาซา ด้วยการนำรองเท้าจำนวน 15,000 คู่ไปวางไว้กลางจัตุรัส


https://www.euronews.com/my-europe/2026/04/15/one-million-europeans-ask-the-eu-to-suspend-association-agreement-with-israel-for-crimes-i

การริเริ่มของประชาชนที่เรียกร้องให้ระงับข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปและอิสราเอลอย่างสมบูรณ์ ได้รวบรวมลายเซ็นครบหนึ่งล้านลายเซ็น ซึ่งเป็นจำนวนที่จำเป็นต่อการตอบสนองจากคณะกรรมาธิการยุโรปและรัฐสภายุโรป

คำร้องของประชาชนที่เรียกร้องให้ระงับข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปและอิสราเอลอย่างสมบูรณ์เนื่องจากข้อกล่าวหาเรื่องอาชญากรรมสงคราม ได้รับลายเซ็นครบหนึ่งล้านลายเซ็นจากรัฐสมาชิกทั้ง 27 ประเทศ

ภายใต้กฎของสหภาพยุโรป คณะกรรมาธิการยุโรปและรัฐสภายุโรปจะต้องประเมินคำร้องนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ฉนวนกาซาตอนเหนือยังคงถูกโจมตีโดยอิสราเอลเป็นครั้งคราว แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงกับฮามาสซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ตามข้อความของการริเริ่มดังกล่าว รัฐอิสราเอลต้องรับผิดชอบต่อ "การสังหารและการบาดเจ็บของพลเรือนในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การพลัดถิ่นของประชากรในวงกว้าง และการทำลายโรงพยาบาลและสถานพยาบาลในฉนวนกาซาอย่างเป็นระบบ"

นอกจากนี้ ยังมีการอ้างถึง “การละเมิดกฎและพันธกรณีหลายประการภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ” ของอิสราเอล และความล้มเหลว “ในการป้องกันอาชญากรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตามคำสั่งของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ” เป็นเหตุผลในการระงับข้อตกลง

โครงการริเริ่มของพลเมืองยุโรป (ECI) เปิดตัวโดยกลุ่มพันธมิตรฝ่ายซ้ายยุโรป (ELA) ร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมและขบวนการสนับสนุนปาเลสไตน์ ผู้ริเริ่มต้องการรวบรวมลายเซ็นให้ได้ 1.5 ล้านลายเซ็นก่อนที่จะยุติการรวบรวม จากนั้นหน่วยงานระดับชาติจะมีเวลาสามเดือนในการตรวจสอบลายเซ็น หลังจากนั้นจึงจะสามารถยื่นโครงการริเริ่มอย่างเป็นทางการได้

คณะกรรมาธิการยุโรปจะต้องชี้แจงถึงการดำเนินการใดๆ ที่ตั้งใจจะทำเพื่อตอบสนอง หรืออธิบายว่าเหตุใดจึงไม่ดำเนินการใดๆ รัฐสภายุโรปจะต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้จัด และอาจมีการอภิปรายและลงมติในมติด้วย

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าโครงการริเริ่มนี้จะไม่ได้รับการสนับสนุนมากนัก

ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปและอิสราเอล ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2000 เป็นพื้นฐานของการเจรจาทางการเมืองและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สหภาพยุโรปเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของอิสราเอล โดยมีมูลค่าการค้าสินค้ารวมสูงถึง 42.6 พันล้านยูโรในปี 2024

ในเดือนกันยายนปี 2025 ขณะที่อิสราเอลยังคงรุกคืบในฉนวนกาซา ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป อูร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ได้เสนอให้ระงับข้อตกลงบางส่วน โดยอ้างถึง “ความอดอยากที่เกิดจากฝีมือมนุษย์” และ “ความพยายามอย่างชัดเจนที่จะบ่อนทำลายแนวทางแก้ปัญหาแบบสองรัฐ”

ข้อเสนอดังกล่าวหยุดชะงักลงนับตั้งแต่นั้นมา เนื่องจากประเทศสมาชิกมีความเห็นแตกแยกกันอย่างมาก ประเทศต่างๆ เช่น เยอรมนี ฮังการี และสาธารณรัฐเช็ก ต่างคัดค้านการเคลื่อนไหวนี้ ทำให้ไม่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากที่จำเป็นต่อการบังคับใช้มาตรการจำกัดทางการค้าได้

นักการทูตบอกกับยูโรนิวส์ว่า ในการประชุมครั้งล่าสุด ประเทศสมาชิกหลายประเทศได้ย้ำถึงความลังเลที่จะดำเนินการต่อไป


Source: EU News






 

สมาคมนักข่าวฯ เรียกร้องหยุดใช้ IO คุกคามสื่อตั้งคำถาม มทภ.4 ปมยิง สส.นราธิวาส



สมาคมนักข่าวฯ เรียกร้องหยุดใช้ IO คุกคามสื่อตั้งคำถาม มทภ.4 ปมยิง สส.นราธิวาส

15 เมษายน 2569
ประชาไท

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ประณามการใช้ปฏิบัติการ IO คุกคามสื่อและบิดเบือนข้อเท็จจริง เรียกร้องหน่วยงานเร่งตรวจสอบ หลังพบเพจโซเชียลฯ จำนวนมากโพสต์ข้อความใส่ร้ายนักข่าวที่ตั้งคำถามในวงแถลงข่าวของแม่ทัพภาค 4 เกี่ยวกับเหตุลอบยิง สส.นราธิวาส

15 เมษายน 2569 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ต่อกรณีการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) คุกคามสื่อมวลชน ระบุว่า สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ มีความกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีที่มีการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) คุกคามสื่อมวลชนอย่างรุนแรงต่อ น.ส.ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว The Reporters หลังจากปฏิบัติหน้าที่ตั้งคำถามในที่แถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 เกี่ยวกับเหตุลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ตอบกลับด้วยประโยคว่า "ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก" ซึ่งเป็นท่าทีที่สร้างความตระหนกต่อสังคม โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพ

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ หลังจากการตั้งคำถามดังกล่าว พบว่ามีเพจโซเชียลมีเดียจำนวนมากพากันเผยแพร่ข้อความใส่ร้าย น.ส.ฐปนีย์ อย่างพร้อมเพรียงกัน ในลักษณะที่มีการประสานงานและมีเป้าหมายชัดเจน จนปรากฏเต็มหน้าฟีดของผู้ใช้งานทั่วไป พฤติการณ์ที่รวดเร็วผิดปกติเช่นนี้ สะท้อนถึงลักษณะของปฏิบัติการข่าวสารที่มีผู้อยู่เบื้องหลัง มิใช่การแสดงความคิดเห็นตามธรรมชาติของประชาชน

เราขอยืนยันว่า ผู้สื่อข่าวมีสิทธิและหน้าที่โดยสมบูรณ์ในการตั้งคำถามในประเด็นที่ประชาชนสงสัย โดยเฉพาะการตั้งคำถามต่อเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่แถลงข่าว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำหน้าที่สื่อมวลชน ปัญหาจึงมิได้อยู่ที่ "คำถาม" ของผู้สื่อข่าว แต่อยู่ที่ท่าทีของผู้มีอำนาจ ซึ่งไม่อาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการตอบโต้ โจมตี หรือสร้างกระแสความเกลียดชังเพื่อคุกคามความปลอดภัยของสื่อมวลชน

ปัญหาการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) โดยหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางมาอย่างยาวนาน ทั้งในเวทีรัฐสภาและภาคประชาสังคม ในลักษณะการสร้าง "เรื่องเล่า" เพื่อปั่นกระแสและตีตราบุคคลหรือกลุ่มที่เห็นต่าง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ภาคประชาชน หรือสื่อมวลชน ปัจจุบันปฏิบัติการเหล่านี้ได้ยกระดับเป็นการคุกคามสื่อในรูปแบบใหม่ที่มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของผู้ที่ตั้งคำถามตรวจสอบอำนาจรัฐ ถือเป็นการละเมิดเสรีภาพสื่ออย่างร้ายแรง และเป็นความพยายาม "ปิดปากสื่อ" ด้วยวิธีการที่ตรวจสอบได้ยากแต่สร้างความเสียหายแก่สังคม

สมาคมนักข่าวฯ จึงขอประณามพฤติกรรมที่ใช้ปฏิบัติการข่าวสารคุกคามสื่อมวลชน และขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบและยุติการใช้นโยบายที่สร้างความแตกแยก เนื่องจากสื่อมวลชนต้องสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างเสรีและปลอดภัย เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์สูงสุดของสาธารณชนและระบอบประชาธิปไตย


https://prachatai.com/journal/2026/04/117084




กองทัพที่มี กอ.รมน.ไว้ในมือจะมีบทบาทเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” ไม่เปลี่ยนแปลง อันเท่ากับเป็นสัญญาณว่าการถอนตัวของทหารออกจากการเมืองไทยจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้แล้ว การปฏิรูปกองทัพก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากเช่นกันด้วย!



กอ.รมน. กับการเมืองไทย รัฐซ้อนรัฐ ทหารซ้อนพลเรือน | สุรชาติ บำรุงสุข

04.09.2019
มติชนสุดสัปดาห์

“พวกสุดโต่งในประชาคมความมั่นคงมักพยายามชักชวนให้ทหารเชื่อว่า ภัยคุกคามจากการก่อวินาศกรรมเป็นเรื่องจริง และการถอนตัว [ของกองทัพ] จากการเมืองเป็นความผิดพลาดที่อันตรายอย่างยิ่ง”

Alfred Stepan
Rethinking Military Politics (1988)

เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่ากองทัพในประเทศโลกที่สามหรือประเทศกำลังพัฒนา มีบทบาทที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับกองทัพในประเทศพัฒนาแล้ว

กล่าวคือ โดยหลักการแล้ว กองทัพเป็นองค์กรที่เป็นกลไกของรัฐที่อยู่ภายใต้หลักการของการควบคุมโดยพลเรือน และมีหน้าที่หลักในการป้องกันประเทศ

ซึ่งคำว่าการป้องกันประเทศ (National Defense) เช่นนี้ สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วมีนัยโดยตรงหมายถึงการป้องกันประเทศจากการคุกคามทางทหารของรัฐภายนอก

ซึ่งการคุกคามทางทหารจะปรากฏในรูปของการใช้กำลังรบเข้าโจมตี หรืออาจอยู่ในลักษณะเป็นการข่มขู่ทางทหาร

ดังนั้น กองทัพจึงมีบทบาทโดยตรงในการรับมือกับสภาวะที่เป็นสงคราม

แต่กองทัพในประเทศกำลังพัฒนากลับมีบทบาทในอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นเรื่องของ “การป้องกันภายใน” (หรือหลักนิยม “Internal Defense”)

ซึ่งบทบาทในส่วนนี้อาจเป็นการขยายความของคำว่า “การป้องกันประเทศ” ที่แต่เดิมเป็นเฉพาะในเรื่องของการรับภัยคุกคามทางทหารจากภายนอกเท่านั้น

บทบาทที่ขยายเช่นนี้รองรับโดยตรงกับบทบาททางการเมืองของทหาร ซึ่งก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เป็นความแตกต่างอย่างมากกับประเทศพัฒนาแล้ว

โดยในประเทศดังกล่าว กองทัพไม่ได้มีบทบาททางการเมือง ไม่ได้มีอำนาจในการแทรกแซงทางการเมือง

ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า บทบาททางการเมืองของทหารนั้นเป็นพื้นฐานโดยตรงที่เปิดโอกาสให้กองทัพมีบทบาทในการรักษาความมั่นคงภายใน

บทบาทเช่นนี้ทำให้จำเป็นต้องสร้างทั้งหลักนิยมและคำสั่งทางกฎหมายรองรับต่อแนวคิดเรื่องนี้ของการป้องกันภายในของฝ่ายทหาร

เพราะเป็นบทบาทที่เกินจากความเป็นสถาบันทหารในแบบสากล



สงครามภายใน

ในกรณีของไทยนั้น การแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพคู่ขนานกับการขยายบทบาทในการป้องกันประทศ (ที่มิใช่เป็นเพียงเรื่องการป้องกันภายนอก) เป็นปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดตั้งแต่ยุคสงครามคอมมิวนิสต์

อีกทั้งเงื่อนไขของการขยายตัวของภัยคุกคามทางทหารจากสงครามชุดนี้ ไม่ว่าจะในบริบทภูมิภาคหรือในบริบทภายในประเทศ ยังถูกใช้เป็นเงื่อนไขที่สร้างความชอบธรรมให้กับการขยายบทบาทในการป้องกันภายใน

ซึ่งในส่วนหนึ่งของบทบาทดังกล่าว ปรากฏให้เห็นจากปฏิบัติการของหน่วยทหารโดยตรง

แต่อีกส่วนได้อาศัยองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการในสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์คือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)

ฉะนั้น สงครามคอมมิวนิสต์ในความหมายของ “สงครามภายใน” จึงเป็นโอกาสที่ทำให้กองทัพไทยใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมต่อการขยายบทบาทของทหารในสังคมและการเมือง

และยิ่งมีสภาวะของความเป็นสงครามแล้ว กองทัพก็ดูจะมีข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมในบริบทเช่นนี้มากขึ้น

องค์กร กอ.รมน.จึงเป็นคำตอบในตัวเองที่จะรองรับต่อการขยายบทบาทดังกล่าว แม้จะมีความพยายามสร้างภาพให้ กอ.รมน.เป็นองค์กรผสม (พลเรือน-ตำรวจ-ทหาร)

แต่ในความเป็นจริงแล้ว องค์กรนี้เป็นส่วนงานของทหาร และยังใช้เป็นกลไกในการทำงานของฝ่ายทหารในสังคมอีกด้วย

แม้ในยุคหลังสงครามคอมมิวนิสต์ รูปแบบของภัยคุกคามจะเปลี่ยนแปลงไป สังคมไทยไม่มีภัยคุกคามของสงครามคอมมิวนิสต์ให้ต้องเผชิญเช่นในยุคสงครามเย็น

แต่ก็มีความพยายามอย่างมากของผู้นำทหารในแต่ละยุคที่จะดำรงบทบาทและสถานะของ กอ.รมน.ไว้ จนมีข้อสังเกตว่า แม้ภัยคุกคามจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างใดก็ตาม

แต่องค์กรของทหารคือ กอ.รมน.ก็จะยังคงอยู่ โดยมีความพยายามในการปรับภารกิจเพื่อรองรับต่อสถานการณ์ความมั่นคงใหม่ เพื่อให้สามารถคงองค์กรไว้ต่อไปได้

จนถึงในยุคหลังรัฐประหาร 2557 ผู้นำทหารได้ตัดสินใจขยายบทบาททหารในสังคมครั้งใหญ่ โดยการขยายอำนาจของ กอ.รมน.ด้วยการประกาศคำสั่ง คสช. ที่ 51/2560 เรื่อง “การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร”

อันเป็นการขยายบทบาทและสถานะของ กอ.รมน.อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

แม้คำสั่งนี้จะเป็นส่วนขยายของกฎหมายเดิม แต่ก็บ่งบอกถึงอำนาจของทหารที่ขยายอย่างมากในสภาพความมั่นคงปกติ อันจะส่งผลกระทบโดยตรงกับการเมืองในอนาคต

จนเสมือนกับการส่งสัญญาณว่า สำหรับฝ่ายทหารแล้ว สงครามภายในของรัฐไทยไม่ได้สิ้นสุดไปกับการยุติของสงครามคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด

และภายใต้เงื่อนไขที่สงครามยังมี กองทัพก็จะต้องมีบทบาทในทางการเมืองและสังคมต่อไป (เหมือนในยุคสงครามคอมมิวนิสต์)

การขยายบทบาทหลังรัฐประหาร 2549

หลังจากความสำเร็จของการรัฐประหาร 2549 แล้ว ผู้นำกองทัพได้ขยายบทบาทของทหารในทางการเมืองและสังคมอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ฉะนั้น การขยายบทบาทของกองทัพผ่านองค์กร กอ.รมน.จึงกลับขึ้นมาเป็นประเด็นอีกครั้ง

จนอาจกล่าวได้ว่ารัฐประหาร 2549 ได้เปิดโอกาสให้สถานะของ กอ.รมน.มีความเข้มแข็งมากขึ้น

และมีคำสั่งทางกฎหมายรองรับโดยตรง (พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ประกาศใช้ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์)

พ.ร.บ.2551 ทำให้ กอ.รมน.กลายเป็นหน่วยงานในสำนักนายกรัฐมนตรี และเป็น “ส่วนราชการรูปแบบเฉพาะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี” และให้นายกรัฐมนตรีเป็น “ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร” (ผอ.รมน.)

ซึ่งทำให้ดูเสมือนว่า กอ.รมน.ถูกทำให้เป็นองค์กรพลเรือนแล้ว

แต่กลับพบว่าผู้บัญชาการทหารบกดำรงตำแหน่งเป็น รอง ผอ.รมน. และเสนาธิการทหารบกเป็นเลขาธิการ กอ.รมน.

ซึ่งก็ทำให้เห็นชัดว่า สุดท้ายแล้ว กอ.รมน.อยู่ในการควบคุมของกองทัพบก อีกทั้งกำลังพลหลักในองค์กรก็มาจากกองทัพบกอีกด้วย

หลังจากรัฐประหาร 2557 ผู้นำทหารได้แก้ไข พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายใน 2551 เพื่อให้เกิดการขยายอำนาจของทหารให้มากขึ้น โดยอาศัยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 51/2560 รัฐบาลให้เหตุผลว่าต้องแก้ไขเพราะ

1) ภัยคุกคามด้านความมั่นคงเปลี่ยนแปลงรูปแบบ

2) ภัยนี้อาจเกิดขึ้นได้ทั้งภายนอกและภายในประเทศ

3) ภัยดังกล่าวอาจเกิดจากการกระทำของบุคคลหรืออาจเกิดจากธรรมชาติ ดังนั้น อำนาจจึงหมายถึงอำนาจในการนิยามภัยคุกคามใหม่

ด้วยความเปลี่ยนแปลงของปัญหาภัยคุกคาม รัฐบาลจึงให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เข้ามาเป็นผู้นำในการแก้ไขสถานการณ์ภัยคุกคามดังกล่าว

และให้ กอ.รมน.เป็น “แม่ข่าย” ของการปฏิบัติการด้านความมั่นคงและการป้องกันบรรเทาสาธารณภัย

การนำเสนอบทบาทใหม่เช่นนี้ต้องถือเป็นเรื่องสำคัญทางการเมืองในยุคหลังสงครามคอมมิวนิสต์

การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นการ “รื้อใหญ่” และทำให้ กอ.รมน.มีสถานะเป็น “ผู้ควบคุมงานความมั่นคง” ของประเทศไว้ทั้งหมด

และที่สำคัญยังกำหนดให้สำนักงบประมาณมีหน้าที่ต้องจัดสรรงบสนับสนุนการดำเนินการตามแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามของ กอ.รมน. [ข้อ 2 (2)] และในการนี้ยังกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องส่งเจ้าหน้าที่ของตนตามที่ถูกร้องขอมาปฏิบัติหน้าที่ใน กอ.รมน. (ข้อ 3 มาตรา 9)

ในเชิงโครงสร้างของอำนาจ กฎหมายใหม่ฉบับนี้ได้รวมรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง และผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ เข้ามาไว้เป็น “คณะกรรมการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร” (ข้อ 4 มาตรา 10) อันทำให้เสมือนว่า กอ.รมน.กำลังทำหน้าที่เป็นสำนักงานสภาความมั่นคง (สมช.)

และหากพิจารณาสาระสำคัญในข้อ 4 ก็ยิ่งชัดเจนว่าคำสั่งนี้กำลังทำให้เกิดสภาความมั่นคงแห่งชาติอีกแบบ (คู่ขนานกับสภาความมั่นคงแห่งชาติที่มีอยู่แต่เดิม)

ผลจากการนี้ทำให้เห็นถึงการขยายบทบาทของทหารไทยในยามสันติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

และเข้าควบคุมงานความมั่นคงทั้งระบบ จนอธิบายได้ว่าการขยายบทบาทและอำนาจของ กอ.รมน.เช่นนี้กำลังทำให้เกิดสภาวะ “รัฐซ้อนรัฐ”

การขยายบทบาทในศตวรรษที่ 21

ในเชิงสาระ การขยายบทบาทเช่นนี้เห็นได้อย่างชัดเจนจากการปรับเปลี่ยนนิยาม โดยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรมีความหมายว่า

“การดำเนินการเพื่อป้องกัน ควบคุม แก้ไข และฟื้นฟูสถานการณ์ใดที่เป็นภัย หรืออาจเป็นภัยอันเกิดจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ก่อให้เกิดความไม่สงบสุข ทำลาย หรือทำความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐ รวมถึงในกรณีที่เกิดหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัยตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้กลับสู่ภาวะปกติเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ” (ข้อ 1)

หากพิจารณาจากการกำหนดนิยามใหม่เช่นนี้ ภารกิจของ กอ.รมน. คือการขยายบทบาทในเรื่องของการป้องกันภายในสำหรับศตวรรษที่ 21 เพราะคำสั่งนี้เปิดโอกาสให้ กอ.รมน.สามารถกำหนดเองว่า “สถานการณ์ใดที่เป็นภัยหรืออาจเป็นภัย”

ซึ่งเท่ากับเปิดช่องทางให้เกิดการตีความได้อย่างไม่จำกัด

อันจะทำให้กองทัพในอนาคตสามารถมีบทบาทกว้างขวางอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เพราะเราจะไม่สามารถควบคุมการตีความของฝ่ายทหารเช่นนี้ได้เลย

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การนิยามใหม่ตามข้อ 1 ของกฎหมายนี้ก็คือการเปิดช่องทางให้กองทัพดำรงบทบาทอย่างรอบด้านไว้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสถานการณ์สงครามรองรับ (เช่นในยุคสงครามเย็น) ซึ่งปกติแล้วกองทัพสามารถขยายและดำรงบทบาทแบบรอบด้านไว้ในสังคมได้จะต้องมีเงื่อนไขของสงคราม

แต่สถานการณ์ปัจจุบันของสังคมไทยไม่อยู่ในภาวะสงคราม แต่คำสั่งนี้กลับขยายบทบาทของทหารอย่างมากผ่าน กอ.รมน.

สภาวะเช่นนี้อาจทำให้ถูกตีความได้ว่า กอ.รมน.ในอนาคตกำลังกลายเป็น “รัฐบาลทหารแปลงรูป” ที่ควบคุมประเทศผ่านการตีความปัญหาความมั่นคงได้อย่างไม่จำกัด

และมีนัยโดยตรงถึงการควบคุมทางการเมืองด้วย

การขยายบทบาทเช่นนี้ยังครอบคลุมไปถึงงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพราะนิยามใหม่ได้กำหนดให้ กอ.รมน.เข้าไปทำภารกิจในงานเช่นนี้อีกด้วย

แต่เดิมงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นงานการป้องกันของฝ่ายพลเรือน (หรือที่เรียกว่างาน “civil defense”)

แต่คำสั่งนี้เท่ากับเปิดบทบาทใหม่ให้ กอ.รมน.เข้าไปคุมงานนี้แทนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สังกัดกระทรวงมหาดไทย)

และคงต้องตระหนักว่า คำว่า “สาธารณภัย” ได้ถูกนิยามอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นอัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง โรคระบาด ภัยธรรมชาติ อุบัติภัย และยังมีขอบเขตรวมถึงภัยทางอากาศ และการก่อวินาศกรรม

ซึ่งงานนี้เป็นภารกิจกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยโดยตรง

แต่โดยคำสั่ง คสช. ที่ 51/60 งานนี้จะถูกโอนไปไว้ภายใต้การควบคุมของ กอ.รมน.

อันเท่ากับว่าในอนาคต กอ.รมน.จะเป็นผู้ดำเนินการและจัดทำแผนงานด้านการป้องกันภัยเช่นนี้โดยตรง

ซึ่งเท่ากับการส่งสัญญาณว่า กอ.รมน.จะเป็นผู้จัดการงานนี้แทนกระทรวงมหาดไทย

และยัง “ให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามแผนและแนวทางนั้นด้วย” (หมายถึงแผนและแนวทางที่ กอ.รมน.ได้จัดทำขึ้น)

กระทรวงความมั่นคงภายใน

เมื่อมีคำสั่งให้สำนักงบประมาณจัดงบประมาณสนับสนุนการดำเนินการของ กอ.รมน.แล้ว องค์กรนี้จึงเป็นดัง “กระทรวงความมั่นคงภายใน” ในระบบบริหารราชการแผ่นดินของไทย เพราะมีภารกิจแบบครอบคลุมทุกเรื่อง

หรืออาจตีความได้ว่า กอ.รมน.ถูกสร้างให้เป็น “Homeland Security” แบบกระทรวงความมั่นคงภายในของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือกำเนิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์การโจมตีสหรัฐ ในวันที่ 11 กันยายน 2544

แต่การจัดตั้งองค์กรนี้ของสหรัฐเกิดขึ้นเพราะกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทยอเมริกันไม่ได้มีบทบาทความมั่นคงภายในเช่นในแบบของไทย

ดังนั้น การขยายบทบาทของ กอ.รมน.เช่นนี้ เป็นปัญหาทั้งการเมืองและความมั่นคงในตัวเอง

เห็นชัดว่าการขยายบทบาทภายใต้คำสั่งนี้เป็นไปเพื่อการคงบทบาทของกองทัพไว้ในสังคมได้ โดยไม่จำเป็นต้องกังวลว่าการเมืองไทยจะเปลี่ยนเป็นรูปแบบใดในอนาคต

กองทัพที่มี กอ.รมน.ไว้ในมือจะมีบทบาทเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” ไม่เปลี่ยนแปลง

อันเท่ากับเป็นสัญญาณว่าการถอนตัวของทหารออกจากการเมืองไทยจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้แล้ว

การปฏิรูปกองทัพก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากเช่นกันด้วย!


https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_224941




The Art of No Deal ! (Relax! It's just AI)





https://x.com/EskandariA265/status/2044422876883738901