วันอังคาร, เมษายน 07, 2569

เหลิง หรือบิดเบือน ‘อนุทิน’ คุยว่าที่ผ่านมาจัดการโควิดได้ดี แต่วิกฤตราคาน้ำมันและของแพงขณะนี้ ชาวบ้านถึง ๖๑.๓๒% บอกรับไม่ไหว ต้องละเว้นฉลองสงกรานต์

จะเป็นเพราะอาการเหลิง หรือจงใจบิดเบือนเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งสองอย่าง ทำให้ อนุทิน ชาญวีรกูล พูดพล่าม ว่าที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยสามารถจัดการแก้วิกฤตต่างๆ “ผ่านไปได้ด้วยดี” ทั้งเรื่องโควิด และภัยพิบัติ

แต่มันตรงข้ามความเป็นจริงทั้งสองกรณี เรื่องโควิดนั่นน่าจะสงบเสงี่ยมเจียมตัวที่สุดแล้ว เมื่อ “ไข้หวัดกระจอก” ของอนุทิน รมว.สาธารณสุขในครั้งเป็นวิกฤตมหันต์ ไม่สามารถจัดหาวัคซีนคุณภาพมาระงับการระบาดได้ เพราะจะรอวัคซีนไทยพระราชทาน

โครงสร้างพื้นฐานของไทยหลายอย่างต้องใช้เวลาหลายปีเพื่อการรื้อฟื้น เนื่องจากอิทธิฤทธิ์ของไวรัสตัวนั้น พอๆ กับความกระจอกของ รมว.สาสุข ยิ่งเรื่องภัยพิบัติก็หนักหนาไม่แพ้กันแม้จะระยะสั้นกว่า โดยเฉพาะน้ำท่วมหาดใหญ่ เลวร้ายกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

คราวนี้เจอวิกฤตพลังงานที่อ้างว่าเกิดจากสถานการณ์โลก สงครามทรั้มพ์ถล่มอิหร่านแล้วจมปลักน้ำมัน กลายเป็นแรงกระทบถีบกลับประธานาธิบดี เสียงวิพากษ์หนักหน่วงว่าสงสัยนายคนนี้จะอยู่ไม่นาน อาจโดน impeach เป็นครั้งที่สาม

ในไทยเสียงก่นด่านายกฯ หนูก็ไม่เบานักหรอกกับสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนหน้าปั๊ม และน้ำแพงต่อเนื่องมาจนทุกวันนี้ พลอดฉุดกระชากให้สินค้าอุปโภคบริโภคเรียงแถวขึ้นราคาตาม อารมณ์ร่วมของประชาชนยิ่งบูดเข้าไปใหญ่

ดูจากสวนดุสิตโพลวานนี้ สำรวจว่าอารมณ์ชาวบ้านเป็นอย่างไร ขณะบ้านเมืองย่างเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ในอีกอาทิตย์ข้างหน้า ในฤดูกาลรื่นเริงเถลิงศกดังที่เป็นมาชั่วนาตาปี กลับพบว่าผู้ตอบคำถามโพลกว่าครึ่งเผยว่าคงจะต้องงดการเฉลิมฉลองแล้วละ

เนื่องเพราะ ของแพง เพิ่มขึ้นทุกวัน หมดอาลัยตายอยากกัน “จนเริ่มรับไม่ไหว” ถึง ๖๑.๓๒% กับผู้คนราว ๕๕.๖๖% บอกว่าที่ตัดสินใจจะไม่ฉลองสงกรานต์ก็เพราะราคาน้ำมันแพง ไม่เท่านั้น จำนวน ๗๕.๙๔ % เรียกร้อง “ให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ

ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างจริงจัง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์” ซึ่งเตรียมการกันว่าจะ “นำเงินออมออกมาใช้จ่าย” ช่วงนักขัตฤกษ์นี้ คำนวณตัวเลขที่จะต้องแคะกระปุกเอาเงินออกมาฉลองสงกรานต์ เฉลี่ยหัวละ ๘,๙๓๕.๗๔ บาท

นี่ “ไม่ใช่เพียง ของแพงช่วงเทศกาล เท่านั้น แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐในการรักษาสมดุลด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะต่อไป” ด้วย โพลเขาว่าอย่างนั้น

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/02jxHJ5bVQ)

ทำไมคดียิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ต้องไม่เงียบ !! หากพรรคประชาชาติไม่ออกมาแถลงว่า รถที่ใช้ก่อเหตุเป็นของ กอ.รมน. สังคมก็ยังไม่รู้ว่า เบื้องหลังคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ มีขบวนการที่ไม่ธรรมดาเกี่ยวข้องด้วย


Thapanee Eadsrichai

17 hours ago
·
ทำไม คดียิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ต้องไม่เงียบ !!

ไม่ใช่ว่าคดีความรุนแรงอื่นๆในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเหตุวางระเบิด เหตุยิง ที่กระทำโดยกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชนผู้บริสุทธ์ต้องสูญเสียนับหมื่นคนในช่วง 21 ปีที่ผ่านมา ทุกคดีสำคัญ

แต่เหตุลอบยิง สส.กมลศักดิ์ กำลังฉายภาพให้เห็นว่า รัฐกำลังล้มเหลวในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ !!

การปล่อยให้กลุ่มมือปืน นำรถยนต์ของราชการ และยังเป็นรถของ กอ.รมน.-กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในแห่งราชอาณาจักร หน่วยงานที่ดูแลด้านความมั่นคงของประเทศ โดยมีทหาร ให้เบิกรถยนต์ไปใช้ในการก่อเหตุลอบสังหาร ผู้เสียหาย ที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แน่นอนว่า สส.กมลศักดิ์ ไม่ได้เสียชีวิต แต่คนขับและตำรวจติดตามบาดเจ็บสาหัส และไม่ใช่ว่าไม่ตายแล้วจะไม่เอาคนผิดมาลงโทษ

จากวันเกิดเหตุ 20 มี.ค.69 เจ้าหน้าที่ใช้เวลา 9 วัน ตามจับกุมกลุ่มมือปืนมาได้ 4 คน พร้อมการออกหมายจับ และตามแกะรอย จนพบว่า รถที่ใช้ก่อเหตุ เป็นของ กอ.รมน.นราธิวาส และรู้ว่าใครเป็นคนให้เบิกรถมาใช้

แต่หากพรรคประชาชาติ ไม่ออกมาแถลงให้รู้ว่า รถที่ใช้ก่อเหตุเป็นของ กอ.รมน.สังคมก็ยังไม่รู้ว่า เบื้องหลังคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ มีขบวนการที่ไม่ธรรมดา เกี่ยวข้องด้วย เพราะเราไม่เคยได้รับการแถลงข่าวใดๆจากหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่เลย

สิ่งที่เราตามแกะรอยมาได้ ก็ต้องตามหาข้อมูลจากแหล่งข่าวมาประติดประต่อ จนได้ความคืบหน้า ไม่ว่าจะหลักฐานเลขเครื่องรถ ที่ยืนยันว่าเป็นรถของ กอ.รมน. และ ชื่อของนายทหารที่ให้เบิกรถ กอ.รมน.ไปให้กลุ่มมือปืน

ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงและวินัย ไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว แต่ไม่มีข่าวออกมา จนเมื่อวาน 5 เม.ย.ที่เราโทรไปสอบถาม จนได้ความว่า มีการสอบวินัย และรู้ชื่อนายทหารยศ น.อ.ที่ให้เบิกรถยนต์ไปใช้ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับคดีหรือไม่ แต่การให้รถหลวง ไปก่อเหตุ และมีการชำแหละรถยนต์ ต้องมีความผิดทางวินัย

และมากกว่านั้น หน่วยงานต้นสังกัดต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงกับประชาชน เพราะนั่นคือความเชื่อมั่นสำคัญต่อกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย !!

สิ่งที่สำคัญ นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ยังไม่เคยพูดอะไรถึงเรื่องนี้ !!!

วันนี้ 13.30 น.จะมีการแถลงข่าวที่ ศปก.ตร.ยะลา ติดตามกันค่ะ


Thapanee Eadsrichai
เปิดอีกชื่อ ร.อ.ที่ร่วมทีมยิง สส.กมลศักดิ์ #TheReporters

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1330504852604880&id=100069361344864


หากพรรคประชาชาติไม่ออกมาแถลงว่า รถที่ใช้ก่อเหตุเป็นของ กอ.รมน. สังคมก็ยังไม่รู้ว่า เบื้องหลังคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ มีขบวนการที่ไม่ธรรมดาเกี่ยวข้องด้วย
Atukkit Sawangsuk


https://www.facebook.com/photo/?fbid=27001200522806503&set=a.442646002421983







https://x.com/ThaiPBS/status/2041164804589797726


 


 

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า มีการระดมกำลังบุคลากรกว่า 2,700 นายเพื่อเข้าจัดการกับไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ภายหลังจากที่ข้อมูลจากดาวเทียมตรวจพบจุดความร้อน (Hotspots) ทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 2,927 จุด เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา

วิดีโอจากจังหวัดเชียงใหม่ โดยกลุ่ม "อาสาไฟป่าเชียงใหม่-ภาคประชาชน"


เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า มีการระดมกำลังบุคลากรกว่า 2,700 นายเพื่อเข้าจัดการกับไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ภายหลังจากที่ข้อมูลจากดาวเทียมตรวจพบจุดความร้อน (Hotspots) ทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 2,927 จุด เมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ระบุว่าตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสัญญาณของการลดลง โดยจุดความร้อนส่วนใหญ่ถูกตรวจพบในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ (1,507 จุด) รองลงมาคือป่าสงวนแห่งชาติ (722 จุด) พื้นที่เกษตรกรรม (328 จุด) พื้นที่ปฏิรูปที่ดิน (188 จุด) ชุมชน (170 จุด) และพื้นที่ริมทางหลวง (12 จุด)

ในขณะเดียวกัน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ส่งเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าผู้เชี่ยวชาญจำนวน 380 นาย เข้าปฏิบัติหน้าที่ โดยได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอีก 1,900 นาย และมีกำลังสำรองเตรียมพร้อมไว้อีก 500 นาย ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการควบคุมสถานการณ์ให้สงบลงก่อนจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ยังคงมีการตรวจพบจุดความร้อนในจำนวนที่สูงผิดปกติอย่างต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง และแม่ฮ่องสอน ซึ่งส่งผลให้มีการยกระดับมาตรการกวดขันจับกุมการลักลอบเผาป่าและเผาในที่โล่งอย่างผิดกฎหมายทั่วประเทศ

ในระดับภูมิภาค ประเทศเพื่อนบ้านต่างรายงานระดับจุดความร้อนที่สูงขึ้นเช่นกัน โดยเมียนมามียอดสูงสุดที่ 3,397 จุด ตามด้วยลาวที่ 3,296 จุด จากนั้นคือ กัมพูชา (712 จุด) เวียดนาม (663 จุด) และมาเลเซีย (31 จุด)

เจ้าหน้าที่ได้ออกโรงขอความร่วมมือจากสาธารณชนให้งดเว้นกิจกรรมการเผาทุกรูปแบบ และช่วยกันแจ้งเบาะแสหากพบการกระทำผิด เพื่อช่วยลดปัญหาหมอกควันและสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยด้านสภาพอากาศในช่วงเทศกาลวันหยุดนี้

วิดีโอจากจังหวัดเชียงใหม่ โดยกลุ่ม "อาสาไฟป่าเชียงใหม่-ภาคประชาชน"

https://www.facebook.com/share/v/1bDWaSCJyj/

CR: Thai Enquirer








https://x.com/ThaiEnquirer/status/2041056315225862377


 

กองทัพเข้มแข็ง พลทหารปลอดภัย ช่องทางแจ้งเบาะแสพลทหารถูกละเมิดสิทธิของพรรคประชาชน และหน่วยงานรัฐ


พรรคประชาชน - People's Party

14 hours ago
·
[ กองทัพเข้มแข็ง พลทหารปลอดภัย ช่องทางแจ้งเบาะแสพลทหารถูกละเมิดสิทธิของพรรคประชาชน ]
.
วันที่ 1–12 เมษายนนี้ เป็นช่วงการเกณฑ์ทหารประจำปี 2569 ซึ่งพรรคประชาชนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเกณฑ์ทหารครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมจับตาว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจะเดินหน้าเปลี่ยนเป็นการเปิดรับทหารอาสา 100,000 อัตราตามที่เคยหาเสียงไว้หรือไม่ โดยต้องมีรายละเอียดการดำเนินการอย่างชัดเจน
.
ในระหว่างนี้ ปัญหาการละเมิดสิทธิและลดทอนศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์ต่อพลทหาร ที่พรรคประชาชนติดตามมาตลอดตั้งแต่สมัยอดีตพรรคอนาคตใหม่และอดีตพรรคก้าวไกล เราก็ยังไม่เห็นกองทัพหรือรัฐบาลมีแนวทางแก้ไขอย่างจริงจัง
.
พรรคประชาชนจึงเปิดโครงการ “กองทัพเข้มแข็ง พลทหารปลอดภัย” เป็นช่องทางรับเรื่องร้องเรียนจากพลทหารในปัจจุบันและคนที่จะเป็นพลทหารในอนาคต รวมถึงญาติพี่น้อง เพื่อแจ้งเบาะแสเมื่อพบพลทหารถูกละเมิดสิทธิ ผ่าน LINE Official Account ของพรรค
.
หากพลทหารถูกกระทำต่อไปนี้
- พลทหารในค่ายทหารถูกทำร้าย ซ้อมทรมาน
- พลทหารถูกลงโทษหรือกลั่นแกล้งอย่างโหดร้าย นำไปขังหรือควบคุมตัวโดยปกปิดชะตากรรม ไม่แจ้งญาติหรือทนายความให้ทราบว่าอยู่ที่ใด
- นำพลทหารไปใช้ผิดลักษณะของการเป็นทหาร เช่น เป็นทหารรับใช้
- มีการยึดบัตรประชาชน บัตร ATM
- อาหารไม่ตรงหลักโภชนาการ
.
หากพบเห็นกรณีที่กล่าวมาข้างต้น โปรดแจ้งมาที่เรา
(1) แอด LINE ที่ @pple_militaryv หรือสแกนคิวอาร์โค้ดในภาพ
(2) แจ้งเรื่องร้องเรียน
(3) รอการติดต่อกลับ
.
เป้าหมายของโครงการ “กองทัพเข้มแข็ง พลทหารปลอดภัย” คือต้องไม่มีพลทหารคนใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในค่ายทหารอีก นี่คือภารกิจที่พรรคประชาชนจะเดินหน้า ควบคู่ไปกับการผลักดันยกเลิกการเกณฑ์ทหารแบบบังคับ เปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ 100% เพิ่มสวัสดิการและค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เพื่อสร้างกองทัพมืออาชีพที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

พรรคประชาชน - People's Party
ช่องทางของหน่วยงานรัฐ ครอบครัวหรือผู้พบการละเมิดสิทธิพลทหาร แจ้งได้ทันที
- อัยการสูงสุดหรืออัยการจังหวัด สายด่วน 1157
- ที่ว่าการอำเภอ (นายอำเภอ ปลัดอำเภอ) หรือศูนย์ดำรงธรรม สายด่วน 1567
- สถานีตำรวจทุกท้องที่
- คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) สายด่วน 1377


https://www.facebook.com/photo?fbid=122192356466480817&set=a.122093096804480817




การที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่ผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง มีบางประเทศได้ผลประโยชน์ทางการเงินอย่างมหาศาลจากการปิด

 




 

https://x.com/Reuters/status/2041209319593480408





โดนัลด์ ทรัมป์ บอกว่าว่าชาวอิหร่านจะรู้สึก “หงุดหงิด” เมื่อไม่ได้ยินเสียงระเบิด เนื่องจากพวกเขา “ต้องการมีอิสรภาพ” ยูเพี้ยนไปหรือเปล่า ?!?


https://www.facebook.com/BBCnewsThai/posts/pfbid0RB8WqcRDnH37SWvcPtB39FPmpywN3HYpaPUwsoFRFkQcUtsfYeSYgXeieQZxeoDyl























 

ให้สัมภาษณ์กี่ครั้ง ก็เอาแต่ปกป้องโรงกลั่น - ค่าการกลั่นแตะ 14 บาทแล้ว! เมื่อสองปีก่อน (2567–68) ค่าการกลั่นอยู่ที่ระดับ 1.7–2.3 บาท เมื่อเกิดวิกฤตน้ำมันจากสงครามตะวันออกกลาง ค่าการกลั่นเฉลี่ยของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาขยับขึ้นมาที่ 7.2 บาท ซึ่งก็นับว่าสูงมากแล้ว (1 เมษายน) ค่าการกลั่นพุ่งกระโดดไปอยู่ที่ 13.9 บาท!


วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร - Veerayooth Kanchoochat and Supachot Chaiyasat - ศุภโชติ ไชยสัจ
Aprill 1
·
[ ค่าการกลั่นแตะ 14 บาทแล้ว! เก็บลาภลอยได้ไหม เก็บเท่าไหร่ดี ]

การเปลี่ยนแปลงของ “ค่าการกลั่น” ส่งผลต่อราคาน้ำมันโดยตรง เพราะเมื่อสองปีก่อน (2567–68) ค่าการกลั่นอยู่ที่ระดับ 1.7–2.3 บาท

แค่ “บาทสองบาท” ต่อลิตรเท่านั้น

เมื่อเกิดวิกฤตน้ำมันจากสงครามตะวันออกกลาง ค่าการกลั่นเฉลี่ยของเดือนมีนาคมที่ผ่านมาขยับขึ้นมาที่ 7.2 บาท ซึ่งก็นับว่าสูงมากแล้ว

แต่เฉพาะวันนี้เอง (1 เมษายน) ค่าการกลั่นพุ่งกระโดดไปอยู่ที่ 13.9 บาท!

ดังที่รู้กันว่าค่าการกลั่นไม่ใช่กำไรสุทธิของโรงกลั่น เพราะสะท้อนเพียงอัตรากำไรขั้นต้น โรงกลั่นอาจต้องรับต้นทุนที่สูงขึ้นจากค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าประกันภัย ฯลฯ แต่ด้วยอัตราก้าวกระโดดของค่ากลั่นที่สูงขึ้นหลายเท่าตัว ก็เพียงพอแล้วที่รัฐควรเข้าไปประเมินการเก็บ “ภาษีลาภลอย” หรือ windfall tax แบบจริงจัง

และต้องบอกว่าภาษีลาภลอยไม่ใช่เรื่องผิดปกติของเศรษฐกิจทุนนิยม

อย่างประเทศสหภาพยุโรปก็มีการเก็บภาษีลาภลอยอัตราตั้งแต่ 33% ไปจนถึง 80% ของกำไรส่วนเกิน

ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่โลกเผชิญวิกฤตพลังงาน สหภาพยุโรปหรือ EU ตัดสินใจใช้มาตรการภาษีลาภลอย เพื่อเอาเงินกลับมาช่วยเหลือประชาชนและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยออกแนวทางว่าประเทศสมาชิกสามารถกำหนดอัตราภาษีลาภลอยอย่างน้อย 33% สำหรับ “กำไรส่วนเกิน” ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยกำไรปกติในช่วงปีก่อนหน้า

จนทำให้ EU ได้เงินภาษีลาภลอยทั้งหมด 6,850 ล้านยูโร หรือประมาณ 250,000 ล้านบาท ในปี 2565

ถ้าประเทศไทยจะตามรอย EU ก็มี 4 เรื่องที่ต้องตัดสินใจ คือ

จะเก็บอัตราภาษีลาภลอยเท่าไหร่
จะเก็บจากรายได้หรือกำไร
จะเก็บจากธุรกิจไหนบ้าง
จะเก็บนานแค่ไหน

เช่น ไอร์แลนด์เรียกเก็บจากธุรกิจขุดเจาะ สกัด และโรงกลั่น โดยเก็บที่อัตรา 75% ของกำไรส่วนเกิน (ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยกำไรปกติ โดยละเว้นกำไรส่วนเกิน 20% แรกให้)

ส่วนสโลวีเนียเป็นสายโหด เก็บถึง 80% ของกำไรส่วนเกิน ในขณะที่สเปนเก็บที่อัตรา 1.2% แต่ไปเก็บจากรายได้ โดยเก็บจากธุรกิจก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน และไฟฟ้า

สรุปอีกทีครับ ว่าในเศรษฐกิจทุนนิยม มาตรการ “ภาษีลาภลอย” ทำได้ ทำมาแล้ว

แต่ต้องลงรายละเอียดให้ชัดเจนเรื่องตัวเลข ขอบเขตธุรกิจ และระยะเวลาที่บังคับใช้


วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร - Veerayooth Kanchoochat
ข้อมูล "โครงสร้างราคาน้ำมัน" รายวันมาจากเพจของกระทรวงพลังงาน
https://www.eppo.go.th/.../petr.../price/structure-oil-price


https://www.facebook.com/photo/?fbid=122227021874124432&set=a.122096928734124432




บันทึกกาลเมืองไทย - ‘หมุดคณะราษฎร’ ถูกทำให้สูญหาย

6 เมษายน 2569
ประชาไท

ภาพและรายงาน โยษิตา สินบัว

หลังการรัฐประหาร 2557 ได้มีความพยายามลบเลือนประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับคณะราษฎรและการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในรูปแบบการจัดการวัตถุและสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์

‘หมุดคณะราษฎร’ เป็นหมุดทองเหลืองพร้อมข้อความกำกับว่า “24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง ณ ที่นี้ คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ”

หมุดดังกล่าวมาจากพิธีฝังหมุดคณะราษฎร เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2479 ถูกฝังไว้บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า อันเป็นบริเวณที่พระยาพหลพลพยุหเสนาอ่านแถลงการณ์ของคณะราษฎร เพื่อประกาศชัยชนะของคณะราษฎร ในเช้าของเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 ก่อนจะถูกรื้อถอน ไประหว่างวันที่ 1 – 6 เม.ย. 2560


ภาพจากจุดเช็คอินเฟซบุ๊กที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ที่มีผู้เช็คอินตั้งค่าสาธารณะตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. ถึง 6 เม.ย. 2560

  • ประชาไทเคยรวบรวมภาพจากจุดเช็คอินเฟซบุ๊กที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ที่มีผู้เช็คอินตั้งค่าสาธารณะตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. ถึง 6 เม.ย. 2560 พบว่าภาพที่ปรากฏในช่วงเวลานั้นทำให้เห็นการปิดกั้นพื้นที่ในช่วงวันก่อนที่หมุดจะหายไปดังนี้วันที่ 28 มีนาคม อย่างช้าที่สุดตั้งแต่เวลา 22.40 น. เริ่มมีการตั้งนั่งร้านและคลุมตาข่ายกรองแสงสีเขียวบริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระบรมรูปทรงม้า คล้ายกับมีการบูรณะ โดยยังไม่มีการนำแผงเหล็กมากั้นเป็นรั้ว
  • ต่อมาวันที่ 4 เมษายน อย่างช้าที่สุดตั้งแต่เวลา 08.30 น. มีการตั้งเต๊นท์บริเวณด้านข้างพระบรมรูปทรงม้าทางทิศตะวันออก เต๊นท์คลุมผ้าใบสีขาวทึบ และมีการนำแผงเหล็กมากั้นเป็นรั้วล้อมบริเวณพระบรมรูปทรงม้า และบริเวณกลุ่มเต๊นท์ผ้าใบดังกล่าว ทั้งนี้มีการติดป้าย "ห้ามจอด" บริเวณแผงเหล็กกั้นด้วย
  • อย่างช้าที่สุดวันที่ 4 เมษายน ตั้งแต่เวลา 22.22 น. ไม่มีการตั้งนั่งร้านและคลุมตาข่ายกรองแสง บริเวณพระบรมรูปทรงม้าแล้ว คงเหลือแต่บริเวณด้านข้างพระบรมรูปทรงม้าที่ยังคงมีกลุ่มเต๊นท์ผ้าใบ และมีแผงเหล็กกั้นรอบพระบรมรูปทรงม้าและบริเวณด้านข้าง โดยกลุ่มเต๊นท์ผ้าใบดังกล่าวปรากฏจนถึงคืนวันที่ 5 เมษายน
  • จนกระทั่งในวันที่ 6 เมษายน ไม่มีกลุ่มเต๊นท์ผ้าใบแล้ว โดยภาพในช่วงกลางคืนมีคนมาสักการะพระบรมรูปทรงม้าเช่นทุกคืน
จากนั้น 14 เม.ย. 2560 จึงมีผู้พบว่ามีหมุดมาแทนที่ด้วย ‘หมุดหน้าใส’ มีข้อความว่า “ขอให้ประเทศสยามจงเจริญยั่งยืนตลอดไป ประชาชนสุขสันต์หน้าใส เพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน” และ “ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัยก็ดี ในรัฐของตนก็ดีในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี มีจิตซื่อตรงในพระราชาของตนก็ดี ย่อมเป็นเครื่องคำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง” ซึ่งตรงกับข้อความในพระราชลัญจกรประจำเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ในสมัยรัชกาลที่ 5

การสูญหายของหมุดคณะราษฎรและแทนที่ด้วยหมุดหน้าใส นำไปสู่การร้องเรียน การตั้งคำถาม และตามหาหมุดคณะราษฎร ซึ่งแน่นอนว่ารัฐบาลขณะนั้นไม่ได้ให้คำถามที่สร้างความกระจ่างต่อประชาชนว่าหมุดเก่าหายไปไหน? มีความจำเป็นใดที่ต้องเปลี่ยนหมุด?

โดยกรุงเทพมหานครได้ชี้แจงในวันที่ 19 เม.ย. 2560 ว่ากล้องวงจรปิดของกทม. บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้าไม่สามารถใช้การได้เพราะถอดไปซ่อมบำรุงตั้งแต่ 31 มี.ค. 2560 ขณะที่กรมศิลปากรก็ระบุว่าหมุดคณะราษฎรไม่ใช่โบราณวัตถุและไม่ได้อยู่ในความดูแลของตัวเอง

จากนั้นได้มีประชาชนบางส่วนออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นนี้แต่กลับถูกควบคุมตัวไป ‘ปรับทัศนคติ’ เช่น ศรีสุวรรณ จรรยา, บุญสิน หยกทิพย์ และยังมีกรณีของ เอกชัย หงส์กังวาน ที่ประกาศว่าในวันที่เขาจะไปขุดหมุดหน้าใสออกแล้วนำหมุดจำลองไปฝังไว้ในวันที่ 24 มิ.ย. 2560 แต่ถูกเจ้าหน้าที่ดักควบคุมตัวที่บริเวณใกล้ลานพระบรมรูปทรงม้าไปที่ตั้งเดิมของ มณฑลทหารบกที่ 11 บนถนนพระรามที่ 5 แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต

20 ก.ย. 2563 ช่วงเวลาที่การเคลื่อนไหวภาคประชาชนกลับมาตื่นตัวอีกครั้ง ได้มีการผู้ชุมจากกิจกรรม ‘19 กันยา ทวงอํานาจคืนราษฎร’ ทำพิธีฝังหมุดคณะราษฎร 2563 ซึ่งหมุดดังกล่าวได้ถูกทำการรื้อออกภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง

แต่การหายไปของหมุดคณะราษฎรนี้และหมุดคณะราษฎร 2563 ทำให้มีการพยายาม ‘ผลิตซ้ำ’ เพื่อย้ำเตือนถึงหมุดที่หายไปในรูปแบบต่างๆ เช่น คุกกี้หมุดคณะราษฎร เข็มกลัด เสื้อยืด สติกเกอร์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม นอกจากหมุดคณะราษฎรแล้วยังมีสิ่งของและสิ่งก่อสร้างหลายรายการที่เกี่ยวข้องกับคณะราษฎรหายไปอย่างไร้ร่องรอย โดยไม่มีการชี้แจงเหตุผล หรือบางแห่งถูกเปลี่ยนชื่อสถานที่ ซึ่งการกระทําเหล่านี้ส่งผลให้ประวัติศาสตร์ชุดหนึ่งที่สะท้อนอุดมการณ์ประชาธิปไตย และการเปลี่ยนผ่านอํานาจอธิปไตยสู่ประชาชนค่อย ๆ ถูกทําให้เงียบหายไปจากพื้นที่สาธารณะ ดังนี้
  • อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ (อนุสาวรีย์ปราบกบฏ) ซึ่งอุทิศให้กับการปราบกบฏ บวรเดช เคยตั้งอยู่ที่วงเวียนหลักสี่ ถูกเคลื่อนย้ายไปในคืนวันที่ 28 ธ.ค. 2561
  • อนุสาวรีย์จอมพล ป. พิบูลสงคราม เคยตั้งอยู่ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ถูกเคลื่อนย้ายไปเมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2563
  • อนุสาวรีย์พระยาพหลฯ เคยตั้งอยู่ที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี หรือค่ายพหลโยธิน ถูกเคลื่อนย้ายไปในช่วง 1 สัปดาห์ก่อนวันที่ 26 ม.ค. 2563
  • บ้านจอมพล ป. พิบูลสงคราม พิพิธภัณฑ์ในจังหวัดเชียงราย ปัจจุบันป้ายชื่อหน้าบ้านถูกเปลี่ยนเหลือเพียงคําว่า “ศูนย์การเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์”
  • ค่ายพหลโยธิน ศูนย์การทหารปืนใหญ่ที่ ต.เขาพระงาม อ.เมืองลพบุรี ถูกเปลี่ยน ชื่อเป็น “ค่ายภูมิพล” ตามประกาศสํานักนายกรัฐมนตรีที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2563
  • ค่ายพิบูลสงคราม กองพลทหารปืนใหญ่ ต.ท่าแค อ.เมืองลพบุรี ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “ค่ายสิริกิติ์” ตามประกาศสํานักนายกรัฐมนตรีที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ วันที่ 24 มี.ค. 2563
นอกจากนั้น ขณะนี้ (เมษายน 2569) สองข้างทางของถนนราชดำเนินกลางยังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงหน้าตาภายนอกอาคาร หรือ ‘ฟาสาด (Façade)’ จากสถาปัตยกรรมยุคคณะราษฎรที่เป็นแบบ ‘Art Deco’ เป็นอาคารแบบ ‘Neo Classic’

อ้างอิงจาก
https://prachatai.com/journal/2017/04/71034
https://prachatai.com/journal/2017/04/71090
https://prachatai.com/journal/2019/12/85480
https://prachatai.com/journal/2025/07/113867
https://tlhr2014.com/archives/4157

หมายเหตุ - ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปริญญานิพนธ์วารสารสนเทศและสื่อใหม่ (Senior Project) ของนิสิตภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2567 โดยมีผู้จัดทำคือ โยษิตา สินบัว


https://prachatai.com/journal/2026/04/116969




งานรำลึกและสดุดีวีรชน #16ปีเมษาพฤษภา53 🔥นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ ศุกร์ ที่ 10 เมษายน 2569 นิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย ณ บริเวณด้านหน้าอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (แยกคอกวัว)


คณะประชาชนทวงความยุติธรรม 2553
March 29
·
งานรำลึกและสดุดีวีรชน #16ปีเมษาพฤษภา53
นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ

ณ บริเวณด้านหน้าอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา (แยกคอกวัว)
วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน 2569

กำหนดการ

12.00 น. เปิดชมนิทรรศการและรดน้ำวีรชน
มีซุ้มอาหาร-เครื่องดื่ม ฟรี! ซุ้มขายหนังสือ ลดราคา/แจก ฟรี! และซุ้มกิจกรรมขององค์กรต่าง ๆ

14.00 น. ดนตรี

15.00 น. เริ่มพิธีสงฆ์ ถวายสังฆทานพระสงฆ์ 4 รูป

15.30 น. วางพวงหรีด/ช่อดอกไม้

16.00 น. กล่าวไว้อาลัยและสดุดีวีรชน

18.00 น. จุดเทียนรำลึก/วางดอกไม้ อธิษฐานจิตต่อดวงวิญญาณวีรชน เมษา-พฤษภา53
- ดนตรี/การแสดง

นิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย


https://www.facebook.com/photo/?fbid=922543963998058&set=a.104093432509786



การเสนอแก้ไข ม.112 คือการเซาะกร่อนบ่อนทำลายฯ จริงหรือ



สมชาย ปรีชาศิลปกุล
5 Apr 2026
101 World

จากกรณีที่ สส. จากพรรคก้าวไกลจำนวน 44 คน ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์แสดงออกถึงเจตนาที่ต้องการลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ผ่านการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งถูกพิจารณาว่าเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์และนำมาซึ่งความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง

ข้าพเจ้ามีความเห็นต่อกรณีดังกล่าวดังต่อไปนี้

ประเด็นที่หนึ่ง
อำนาจหน้าที่ของรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย


อำนาจหน้าที่ประการหนึ่งของรัฐสภาก็คืออำนาจนิติบัญญัติ อันหมายถึงการทำหน้าที่ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกกฎหมาย บทบาทดังกล่าวถือเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐสภา ในประเทศที่เป็นต้นแบบของระบบรัฐสภาเช่นอังกฤษก็มีหลักการเรื่องอำนาจสูงสุดของรัฐสภา (the supremacy of the parliament)[1] อันเป็นที่สืบทอดต่อเนื่องและถ่ายทอดมายังในประเทศต่างๆ ที่ยึดระบบรัฐสภาเป็นรูปแบบในการปกครอง

เพราะฉะนั้น การทำหน้าที่ของ สส. ในการบัญญัติกฎหมายจึงถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่อยู่ในขอบเขตและอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา เมื่อเห็นว่ากฎหมายฉบับใดหรือในเรื่องใดมีความยุ่งยากที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขปรับปรุง การเสนอร่างกฎหมายใหม่ การแก้ไข หรือแม้กระทั่งการยกเลิกก็ถือเป็นหน้าที่ตามปกติของฝ่ายนิติบัญญัติที่สามารถกระทำได้

เมื่อพิจารณาสภาพปัญหาจากการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา 112 ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ภายหลังการยึดอำนาจโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อ พ.ศ. 2557 จวบจนกระทั่งปัจจุบัน ได้มีการนำเอาบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาดำเนินคดีกับประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา มีประชาชนถูกดำเนินคดีเป็นจำนวนหลายร้อยคน รวมถึงมีการควบคุมและการคุมขังบุคคลที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยในคดีดังกล่าวเป็นจำนวนไม่น้อย

ทั้งนี้ ในการดำเนินคดีต่อบุคคลต่างๆ ด้วยข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมาย มาตรา 112 นั้น จะพบว่าได้มีการใช้กฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือในจับกุมคุมขังบุคคลรวมถึงการตัดสินคดีในหลายกรณีที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัญหาของบทบัญญัติในมาตราดังกล่าวได้อย่างชัดเจน ดังมีกรณีตัวอย่าง ดังนี้


การแจ้งความ

ในการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของการดำเนินคดี จะพบว่าบุคคลใดก็สามารถที่จะดำเนินการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทั้งสิ้น ในหลายกรณีการแจ้งความก็เป็นเพียงการใช้ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียที่อาจไม่มีความชัดเจนทั้งในเชิงเนื้อหาหรือผู้เป็นเจ้าของข้อความ แต่ก็จะเป็นผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา และการแจ้งความก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั่วราชอาณาจักร จึงทำให้มีการแจ้งความกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งในสถานที่ที่ห่างไกลเพื่อให้เกิดความยากลำบากต่อผู้ถูกกล่าวหา


การไม่อนุญาตให้มีการปล่อยชั่วคราว

ในคดีที่มีบุคคลถูกกล่าวว่ากระทำความผิดในมาตรา 112 การขออนุญาตให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวของผู้ถูกกล่าวหามักไม่ได้รับอนุญาต โดยเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่มักจะมีการหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างก็คือ เนื่องจากเป็นการกระทำที่มีความผิดในสถานหนัก (โทษจำคุก 7 – 15 ปี) จึงทำให้ไม่อนุญาตให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวซึ่งเป็นผลให้บุคคลจำนวนมากต้องถูกคุมขัง อันเป็นการสร้างความยากลำบากต่อบุคคลที่ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยในการต่อสู้คดี ทั้งที่ยังอยู่ในกระบวนการของการพิสูจน์ความผิดในชั้นศาล


การตีความบทบัญญัติมาตรา 112 แบบขยายความ

ในหลายคดีที่ได้ขึ้นสู่การพิจารณาคดีของศาลและได้มีคำพิพากษาเกิดขึ้น คำตัดสินของศาลมีการขยายความหมายของบทบัญญัติให้กว้างขวางมากขึ้น เช่น ตามบทบัญญัติมาตรา 112 ได้ให้การคุ้มครองต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งหากพิจารณาตามหลักของกฎหมายอาญาแล้วที่ต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัดแล้ว ต้องหมายถึงพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ในห้วงเวลาที่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่ในคำพิพากษาของศาลได้มีการขยายความให้รวมไปถึงพระมหากษัตริย์ในอดีตด้วย การตีความในลักษณะเช่นนี้ถือเป็นการสั่นคลอนต่อแนวทางในการให้คำอธิบายต่อกฎหมายอาญาอย่างสำคัญ


การปฏิเสธการเรียกเอกสารที่อยู่ในอำนาจของหน่วยงานรัฐ

ในการต่อสู้ของผู้ถูกกล่าวหาและจำเลยว่าได้กระทำความผิดต่อมาตรา 112 ทางจำเลยได้ขอให้มีการเรียกเอกสารที่อยู่ภายใต้อำนาจของหน่วยงานมาแสดงในชั้นศาล เนื่องจากจำเลยหลายคนได้ยืนยันว่าตนเองมิได้กล่าวข้อความที่เป็นเท็จแต่อย่างใด แต่เนื่องจากเอกสารที่จะยืนยันถึงข้อเท็จจริงในการกล่าวของตนอยู่กับหน่วยงานรัฐที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้ จึงได้มีคำร้องให้ศาลเรียกเอกสารดังกล่าวจากหน่วยงานรัฐ แต่ก็จะพบว่าไม่มีการออกหมายเรียกเอกสารดังกล่าวเข้ามาสู่การพิจารณา กรณีเช่นนี้จึงทำให้การต่อสู้ของทางฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาและจำเลยไม่อาจดำเนินไปได้อย่างเสมอภาคและเป็นธรรม


กรณีตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่เป็นผลมาจากการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย สภาพปัญหานี้ส่วนหนึ่งจึงเป็นผลให้มีการเรียกร้องเพื่อนำไปสู่การแก้ไขบทบัญญัติในมาตราดังกล่าว กรณีที่ สส. พรรคก้าวไกล ได้ร่วมกันเข้าชื่อเพื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ตระหนักถึงความยุ่งยากที่กำลังเกิดขึ้นและใช้อำนาจหน้าที่ภายในขอบเขตของตนเอง

ประเด็นที่สอง
การเสนอแก้ไขบทบัญญัติประมวลกฎหมาย มาตรา 112


กรณี สส. จากพรรคก้าวไกลจำนวน 44 คน ร่วมกันลงชื่อแก้ไขบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หากพิจารณาจากบทบัญญัติที่ สส. ต้องการให้มีการแก้ไข จะพบว่ามิได้เป็นการเสนอให้ยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง หากเป็นเพียงการย้ายจากหมวดความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้ไปอยู่ในหมวดอื่นแทน รวมถึงการแก้ไขเพิ่มเติม เช่น การเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาสามารถพิสูจน์เจตนาในการกระทำของตน, การกำหนดให้มีผู้เสียหายเป็นการเฉพาะในการดำเนินคดี เป็นต้น ก็ถือเป็นการเสนอความเห็นของ สส. ซึ่งย่อมสามารถกระทำได้

อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติใดในประมวลกฎหมายที่กำหนดมิให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติในมาตรา 112 ดังนั้น สส. ซึ่งเป็นผู้อำนาจนิติบัญญัติย่อมมีความสามารถในการริเริ่มเสนอหรือผลักดันให้เกิดการแก้ไขบทบัญญัติแห่งกฎหมายได้ตามอำนาจหน้าที่ของตน

ทั้งนี้ ในการพิจารณาถึงการปฏิบัติหน้าที่ของ สส. หากจะเป็นการกระทำที่ต้องห้ามมิให้กระทำก็ต้องมีบทบัญญัติกำหนดห้ามเอาไว้อย่างชัดแจ้ง เป็นที่เข้าใจได้ และสอดคล้องกับหลักการทางรัฐธรรมนูญ ดังกรณีที่อาจนำมาเทียบเคียงได้ เช่น การห้ามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ โดยมีการบัญญัติไว้ใน มาตรา 255 ซึ่งบัญญัติว่า

“การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้”

ในกรณีดังกล่าวนี้ หาก สส. ซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจในการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้เสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญอันมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ก็ย่อมถือว่าเป็นการกระทำในสิ่งที่ต้องห้ามซึ่งจะต้องมีความรับผิดติดตามมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งความรับผิดในทางกฎหมาย หากเปรียบเทียบกับกรณีการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จะพบว่าไม่มีบทบัญญัติใดที่ห้ามการแก้ไขเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น การเสนอขอแก้ไขมาตรา 112 จึงย่อมอยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ สส. ในฐานะของฝ่ายนิติบัญญัติ

นอกจากนี้แล้ว การริเริ่มเสนอร่างกฎหมายเพื่อให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาตามที่ได้มีการกล่าวอ้างก็ยังคงมีสถานะเป็นร่างกฎหมายที่ยังต้องผ่านการพิจารณาจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ในการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว สภาผู้แทนราษฎรก็อาจไม่รับร่างกฎหมายดังกล่าวตั้งแต่การพิจารณาในวาระแรก หรือต่อให้มีการรับร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาก็อาจมีการแก้ไขปรับปรุง หรือในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภาก็เช่นเดียวกัน ร่างกฎหมายอาจถูกปฏิเสธหรือถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงจากความเห็นและการลงมติของสมาชิกรัฐสภา เมื่อพิจารณาประกอบกับการที่จำนวน สส. ที่ยื่นเสนอให้มีการแก้ไขร่างกฎหมายก็มีจำนวนเพียง 44 คน ซึ่งมิใช่เสียงส่วนใหญ่

การพิจารณาว่าการเสนอร่างกฎหมายเพื่อแก้ไขกฎหมายไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติฉบับใดจะกลายเป็นการกระทำที่เป็นความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการกล่าวหาว่าการกระทำเช่นนี้เข้าลักษณะล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ย่อมเป็นความเห็นที่ขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของระบบรัฐสภาอย่างสำคัญ

ประเด็นที่สาม
ขอบเขตและความหมายของสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6


เนื่องจากมีการให้ความเห็นว่าการกระทำของ สส. 44 คน เป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ของพระมหากษัตริย์ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อให้การพิจารณาถึงขอบเขตและความหมายของบทบัญญัติดังกล่าวเป็นไปอย่างรอบด้านและสอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงต้องทำความเข้าใจทั้งในเชิงหลักการทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย นักกฎหมายอันเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางมาอย่างยาวนานและถือเป็นปรมาจารย์ด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับความหมายเรื่องสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ของพระมหากษัตริย์ที่รับรองไว้ ดังนี้[2]

หนึ่ง สถานะของพระมหากษัตริย์

บุคคลย่อมมีฐานะเสมอกันยกเว้นพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีฐานะประมุขของประเทศ และเป็นหน้าที่ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องทำการเคารพเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ การไม่กระทำการเคารพนั้นอาจไม่มีโทษทางกฎหมายแต่อาจมีโทษทางสังคมได้ การกำหนดให้พระมหากษัตริย์มีฐานะเป็นที่เคารพสักการะย่อมหมายถึงการกำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้องดำรงอยู่เหนือการเมือง พระมหากษัตริย์จะไม่หารือกับนักการเมืองฝ่ายใดยกเว้นองคมนตรีและคณะรัฐมนตรี การเป็นคนกลางในทางการเมืองทำให้หยุดเห็นว่าพระมหากษัตริย์ถือเป็นผู้ปกป้องรัฐธรรมนูญ เพราะจะเป็นผู้ลงพระปรมาภิไธยเมื่อมีการกระทำที่สำคัญของรัฐ เช่น การยุบสภาฯ แต่หากมีการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามวิถีรัฐธรรมนูญ หรือขัดต่อกฎหมายกษัตริย์ก็จะไม่ลงพระปรมาภิไธย อย่างไรก็ตาม การสงเคราะห์ต่อประชาชนเป็นสิ่งที่ทำได้ ตามหลักพระมหากษัตริย์จะต้องไม่แยกตนเองออกจากประชาชน

สอง ความหมายของคำว่า ‘ผู้ใดจะละเมิดไม่ได้’

คำว่า ‘ล่วงละเมิด’ หมายถึงห้ามประชาชนกล่าวหาหรือฟ้องร้องต่อพระมหากษัตริย์ สำหรับผู้มีหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรหมายถึงการห้ามอภิปรายให้เสื่อมเสียเกียรติของพระมหากษัตริย์ หากมีการกล่าวหาหรือฟ้องร้องว่าพระมหากษัตริย์ได้กระทำความผิดในทางแพ่งหรืออาญา พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานของรัฐ หรือศาลจะต้องไม่รับข้อกล่าวหา คำร้อง หรือคำฟ้องไว้พิจารณา

การพิจารณาการกระทำใดๆ ว่าอาจขัดต่อหลักการเรื่องสถานะอันล่วงละเมิดมิได้ฯ จึงจำเป็นต้องเข้าใจทั้งในด้านของประวัติศาสตร์และหลักการของกฎหมายรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 6 ได้บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” และวรรคสอง “ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้”

บทบัญญัติดังกล่าวจึงมีความหมายถึงการห้ามฟ้องร้องพระมหากษัตริย์เป็นคดีความยังศาลใดๆ แต่มิได้หมายความรวมถึงการกระทำอื่นๆ ที่อาจมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น การบัญญัติหรือแก้ไขกฎหมายที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงบทบาทหรือความเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ของสถาบันทางการเมืองในแง่มุมต่างๆ

ประเด็นที่สี่
การใช้สิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112


ในการกล่าวหาต่อ สส. ทั้ง 44 คน ได้มีการนำเอาพฤติกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะในฐานะของนายประกัน การเข้าร่วมการชุมนุม หรือการแสดงความเห็นต่อสาธารณะเพื่อให้มีการยกเลิกมาตรา 112 โดยผู้กล่าวหาเห็นว่าเป็น “การแสดงออกถึงเจตนาที่ต้องการลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ลงโดยผ่านร่างกฎหมายและอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติ หรือสร้างความชอบธรรมโดยซ่อนเร้นเจตนาผ่านกระบวนการทางรัฐสภา ทั้งเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงถือเป็นการกระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งตามมาตรฐานทางจริยธรรมฯ”

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมที่ถูกนำมาอธิบายเชื่อมโยงนั้นถือเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ทั้งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก็ได้บัญญัติรับรองไว้อย่างชัดเจนถึงเสรีภาพในการแสดงความเห็น และเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ดังปรากฏอยู่ในมาตรา 34 และมาตรา 44 ดังนี้

“มาตรา 34 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์
การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจํากัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน”

“มาตรา 44 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น”

การแสดงความเห็นและการชุมนุมถือเป็นสิทธิเสรีภาพที่ได้รับการรับรองไว้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หากมีบุคคลใดที่ได้ใช้สิทธิเสรีภาพโดยเป็นไปตามบทบัญญัติและภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย การกระทำดังกล่าวก็ย่อมมิอาจถูกตีความให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดได้

ในกรณีเป็นการกระทำที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงความเห็นหรือเสรีภาพในการชุมนุม เช่น การเข้าร่วมการชุมนุมที่มุ่งหมายให้เกิดความรุนแรงขึ้นหรือมีอาวุธอย่างชัดเจนในการชุมนุม การกระทำเหล่านี้ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อบุคคลเข้าไปในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธเพื่อความคิดเห็นของตนเองภายในกรอบของกฎหมาย การกระทำเช่นว่านี้ย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

หรือในกรณีของการทำหน้าที่เป็นนายประกันให้กับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมาย มาตรา 112 ก็เช่นเดียวกัน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 29 ได้รับรองหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ (presumption of innocence) รวมถึงการควบคุมหรือคุมขังบุคคลจะกระทำได้เท่าที่จำเป็น ซึ่งในการพิจารณาคำร้องเพื่อขอให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นการชั่วคราว ความน่าเชื่อถือของผู้ร้องขอประกันหรือนายประกันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ศาลจะนำมาพิจารณา

ดังนั้น ในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะขอให้ สส. มาเป็นนายประกันก็เนื่องจากความน่าเชื่อถือในฐานะของสมาชิกรัฐสภาที่มีอาชีพและบทบาทหน้าที่ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีความน่าเชื่อถือ ทั้งการเป็นนายประกันในคดีต่างๆ ก็ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลซึ่งทั้งหมดยังไม่ได้มีความผิดตามข้อกล่าวหาแต่อย่างใด การทำหน้าที่ในฐานะผู้ร้องขอประกันจึงเป็นการใช้สิทธิในการปกป้องบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญและกฎหมายลำดับพระราชบัญญัติ

การพิจารณาว่าการเป็นนายประกันให้กับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตามมาตรา 112 คือผู้ร่วมกระทำผิดหรือเห็นด้วยกับการกระทำความผิดในมาตราดังกล่าว จะเป็นการตีความที่ประหลาดพิกลมิใช่น้อย เพราะหากตีความในลักษณะดังกล่าวแล้ว บุคคลที่เป็นนายประกันให้กับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าฆ่าคนตายหรือค้ายาเสพติดก็จะกลับกลายเป็นผู้ที่มีความผิดเช่นเดียวกันกับผู้กระทำ

เพราะฉะนั้น พฤติกรรมที่ได้ถูกนำมาเป็นเหตุผลประกอบในการกล่าวหาต่อ สส. ไม่ว่าจะในฐานะของผู้ร้องขอประกันต่อผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลย การแสดงความคิดเห็นที่กระทำภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ การเข้าร่วมการชุมนุมที่เป็นไปอย่างสงบและปราศจากอาวุธ ล้วนแล้วแต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานแห่งระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น รวมถึงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก็ได้บัญญัติรับรองสิทธิดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน

หากการใช้สิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่การกล่าวหาและตัดสินว่าบุคคลนั้นๆ ได้กระทำความผิด รวมไปถึงการลงโทษบุคคลอย่างรุนแรงไม่ว่าจะเป็นไปในทางอาญาหรือสิทธิในทางการเมือง ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติต่างๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้มีความหมายต่อสิทธิเสรีภาพในความเป็นจริงแต่อย่างใด การกระทำเช่นนี้ย่อมถือเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายรัฐธรรมนูญและความมั่นคงแห่งระบบกฎหมายเฉกเช่นที่อารยะประเทศได้ยึดถือเป็นหลักการพื้นฐาน

บทสรุปต่อข้อกล่าวหาที่มีต่อ สส. 44 คน

จากเหตุผลที่ได้กล่าวมาข้างต้น ข้าพเจ้ามีความเห็นว่าการกระทำของ สส. ทั้ง 44 คน ในการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมถึงพฤติกรรมที่ได้แสดงออกในฐานะนายประกันต่อผู้ถูกกล่าวหา การเข้าร่วมการชุมนุม หรือการแสดงความเห็นในการแก้ไขมาตรา 112 เป็นการแสดงออกทั้งในฐานะของสมาชิกรัฐสภาที่มีบทบาทหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติและเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยและเป็นสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ได้รับรองไว้อย่างชัดเจน

ใคร่ย้ำว่าการกระทำของ 44 สส. ที่ได้กระทำลงไม่อาจนำมาพิจารณาว่าเป็นการกระทำที่ “แสดงออกถึงเจตนาที่ต้องการลดทอนการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ลงโดยผ่านร่างกฎหมายและอาศัยกระบวนการทางนิติบัญญัติ หรือเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง” ตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด

References↑1 Adam Tomkins, Public Law (Oxford: Oxford University Press, 2003) chapter 4 Parliament pp. 90 – 125
↑2 หยุด แสงอุทัย, กฎหมายรัฐธรรมนูญ, พิมพ์ครั้งที่สอง (พระนคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2512) หน้า 211


https://www.the101.world/section-112-amendment/



เหลือเพียง 4 ปีเท่านั้น คดีสลายการชุมนุมเสื้อแดงจะหมดอายุความ บัส เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. กลัวคดีนี้จะเผชิญชตากรรมไม่ต่างจากคดีตากใบ เตรียมยื่นกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม




Tewarit Bus Maneechai 
7hours ago
·
16 ปี สลายการชุมนุมเสื้อแดง เหลือเพียง 4 ปีเท่านั้นคดีจะหมดอายุความ ซึ่งจะเผชิญชตากรรมไม่ต่างจากคดีตากใบ รัฐบาลก่อนหน้านี้ผมได้ยื่นกระทู้ถาม รมว.ยุติธรรม คุณทวี ตอบมาเพียงภาพกว้างๆ จำนวนตัวเลขคดี รวมทั้งบอกว่า จะมีการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับอายุความ ไม่ได้ตอบเรื่องความชัดเจนที่จะทำอย่างไรคดีที่เหลืออยู่ 4 ปีนี้ ไม่หมดอายุไป
.
ครั้งนี้เมื่อถวายสัตย์ฯผมจะยื่นกระทู้ทันทีถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ทั้งเรื่องคดีที่เกี่ยวกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ 13 คดีที่ DSI สั่งฟ้องนั้น ตอนนี้ไปถึงขั้นตอนไหน อย่างไร ติดขัดอย่างไร (ซึ่งเราต่างรู้ว่าติดมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร57) รวมทั้งแนวทางการเร่งรัดดำเนินคดีก่อนหมดอายุความซึ่งเหลือเพียง 4 ปี



https://www.facebook.com/photo/?fbid=10236456545566731&set=a.1158191308008




7 เมษายน 2026 วันอนามัยโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) มีสารสั้นๆ มาฝาก






https://x.com/DrTedros/status/2041155048592339182



 

ชวนรู้จัก ‘กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรม’ ตัวเลขจากกสิกรไทยปี 2566 บอกว่า ประเทศไทยมีการบริจาคถึง 1.5 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เงินไปอยู่ที่วัด คนไทยมีน้ำใจและมีวัฒนธรรม ชอบช่วยเหลือ และอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง คนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และการพัฒนาสังคม เลยรวมตัวกัน ก่อตั้งกองทุนชื่อ Just'Fund

https://www.facebook.com/bkkhumans/posts/pfbid0Dq921JVzWhQnaji6b3mFEfn3umTq7YiDV1ajRwkcZ4QEWubNQSa3MVan4UzmSgMYl

มนุษย์กรุงเทพฯ and Just'Fund - กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรม
9 hours ago
·
“เราเกิดและเติบโตที่หนองบัวลำภู พอปี 2542 เราตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนที่ ม.รามคำแหง ก่อนจะเริ่มทำงานเป็นนักข่าวเมื่อปี 2545 ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ปี 4 เริ่มจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า ต่อด้วยไทยโพสต์ แล้วค่อยย้ายไปมติชน หลังจากเป็นนักข่าวอยู่หลายปี เราตัดสินใจลาออกไปเรียนภาษาอังกฤษที่ออสเตรเลีย 1 ปี แล้วกลับมาเป็นนักข่าวที่ไทยพีบีเอสเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2553 เริ่มที่รายการเปลี่ยนประเทศไทย แล้วไปทำรายการตอบโจทย์ แล้วไปทำรายการเปิดปม ช่วงท้ายเราอยู่ในตำแหน่งผู้สื่อข่าวอาวุโส สิ่งที่ทำคือข่าวสืบสวนสอบสวนในประเด็นต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ลงพื้นที่บ่อยมากจนเกือบจะเช่าบ้านที่นั่นแล้ว
“ความต่างของนักข่าวทีวีกับหนังสือพิมพ์คือ ไทยพีบีเอสมีทีมงานและมีทรัพยากรให้ใช้เต็มที่ เมื่อทำข่าวเชิงลึก เช่น ถ้าทำสกู๊ปเรื่องพลังงาน เราต้องอ่านข้อมูลเยอะมาก สัมภาษณ์ข้าราชการ นักวิชาการ ถ้าเทียบกันแล้ว เราว่าทีวีมีอิมแพคกว่าหนังสือพิมพ์ คนดูเยอะกว่า มีการพูดถึงในวงกว้าง หนึ่งในงานที่ภูมิใจ คือ การสัมภาษณ์คุณทักษิณ ชินวัตร ที่ดูไบในช่วงเลือกตั้งปี 2554 ตอนนั้นการเมืองไทยค่อนข้างรุนแรง มีคนดูไม่พอใจ จนมีคนโทรมากดดันให้ผู้บริหารไทยพีบีเอสต้องตัดสินใจให้รอบคอบ เทปนั้นเลยถูกดองอยู่ช่วงหนึ่ง
“ความฝันของเราอย่างหนึ่ง คือ อยากไปอยู่สำนักข่าวต่างประเทศ เลยหาทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ กระทั่งเราผ่านการคัดเลือกทุนชีฟนิ่ง (Chevening Scholarships) เมื่อปี 2561 ตอนนั้นมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ตัดสินใจลาออกจากไทยพีบีเอส ทั้งป่วยเป็นโรคเครียด และอีกอย่างคือ เราอยากได้ทุนเลยตัดสินใจไปเรียนภาษาอังกฤษแบบติวเข้มที่อังกฤษเป็นเวลา 2 เดือน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป เพราะสอบภาษาอังกฤษไม่ผ่านเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยที่สมัคร เราเลยต้องสละทุนที่ได้ แต่อย่างน้อยก็ได้เป็นฟรีแลนด์ให้เว็บไซต์ข่าวอัลจาซีร่าช่วงสั้นๆ นะ
“หลังไม่ได้ทุนก็เคว้ง ในใจคิดว่าหรือจะกลับมาเป็นนักข่าวในกรุงเทพฯ กระทั่งได้ไปสัมภาษณ์คุณเดวิด สเตร็คฟัสส์ ที่ตอนนั้นเป็นที่ปรึกษาให้ เดอะ อีสานเรคคอร์ด (The Isaan Record) เขาตั้งคำถามว่า ‘คุณเป็นคนอีสาน แต่กลับเอาความสามารถไปรับใช้กรุงเทพฯ ทำไมถึงไม่เอามาพัฒนาบ้านเกิดล่ะ’ เป็นคำพูดที่ทำให้เราตั้งคำถามกับตัวเอง ในปีเดียวกัน เราได้รับการชักชวนให้เป็นบรรณาธิการบริหารที่ เดอะ อีสานเรคคอร์ด เลยได้ย้ายมาทำงานอยู่ขอนแก่น
“ตอนแรกเราเคยมองว่าที่นี่เล็กไป แต่ตอนหลังโคตรขอบคุณเลย เพราะสิ่งที่เราได้รับคือ อิสระ เราเคยนำเสนอบางเรื่องไม่ได้ในองค์กรใหญ่ แต่ที่นี่ทำได้ ช่วงนั้นเราทำให้ข่าวมีความเข้มข้นขึ้น ต่อมาเริ่มทำงานเป็นซีรีส์ เช่น ซีรีส์เมียฝรั่งในอีสาน เรื่องหมอลำ เรื่องผู้มีบุญ เรื่องคนอีสานที่ไปเป็นแรงงานเก็บเบอร์รีที่ฟินแลนด์และสวีเดน ทุกเรื่องจะเชื่อมโยงหาคนอีสาน อย่างซีรีส์ครบรอบ 10 ปีเหตุการณ์ทางการเมือง 2553 ก็เล่าถึงคนอีสานที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้น
“คลิปเรื่องผู้มีบุญมีคนดูหลายล้านวิว มีการพูดถึงในเวทีต่างๆ และนำไปสร้างเป็นซีรีส์เรื่อง เขมจิราต้องรอด เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการปลุกกระแสให้คนสนใจประวัติศาสตร์อีสาน หรือเรื่องแรงงานเก็บเบอร์รี เราทำข่าวและสารคดีโดยติดตามอยู่ 3 ปี เห็นว่ามีการหลอกลวงแรงงานยังไง จนเจอว่าเป็นประเด็นค้ามนุษย์ เราติดตามเรื่องนี้จนแรงงานไทยชนะคดีในศาลฟินแลนด์ นายจ้างคนฟินแลนด์และนายหน้าคนไทยถูกตัดสินให้จำคุก และต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แรงงาน 22 ล้านบาท เราได้นำเสนอคำกล่าวหาของดีเอสไอว่า รัฐมนตรีของไทยรับสินบนจากนายจ้างและนายหน้า สารคดีได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ และในอนาคตจะฉายที่ประเทศไทยด้วย
“เรานิยาม เดอะ อีสานเรคคอร์ด ว่าเป็นสื่ออิสระที่ขับเคลื่อนสังคม สิ่งที่มักบอกน้องในทีมคือ การออกไปทำงานของเรา คือ การช่วยคน ช่วยเหยื่อ และช่วยให้คนอ่านเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น สโลแกนที่เราตั้งคือ ‘สื่ออีสานเพื่อคนอีสาน’ อีสานเป็นภาคที่จนที่สุด คนอีสานมักโดนวาทกรรมโง่ จน เจ็บ เราจะพูดแทนคนอีสานด้วยภาษาตัวเอง ถ้าทำคลิปวีดีโอ เราจะให้เขาพูดภาษาอีสานไปเลย แล้วค่อยใส่ซับในขั้นตอนตัดต่อ เวลาคนอีสานพูดอีสาน คำพูดมันออกจากใจ สื่อสิ่งที่อยากพูดได้ตรงกว่า เราอยากทำให้มาตรฐานของที่นี่ไม่ต่างจากสำนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งเป็นความฝันที่เราเคยทำไม่จบ
“เดอะ อีสานเรคคอร์ด ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งทุนจากต่างประเทศหลายแห่ง หนึ่งในนั้นมาจากสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกัน คนในทีมก็ช่วยกันหาทุนจากในประเทศด้วย เรายังไม่เคยเจอปัญหาเรื่องเงินทุน อาจเพราะขนาดทีมไม่ได้ใหญ่ กระทั่ง โดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาพร้อมกับนโยบาย America First ทำให้แหล่งทุนของที่นั่นลดการสนับสนุนองค์กรในประเทศโลกที่สาม บางองค์กรต้องลดบทบาทงาน และบางองค์กรไปต่อไม่ได้เลย ไม่ใช่แค่นั้น หลายประเทศที่เคยให้เงินสนับสนุนก็เริ่มคิดไปในทางเดียวกันแล้ว ทำให้อนาคตของ เดอะ อีสานเรคคอร์ด และองค์กรอื่นๆ อยู่บนความไม่แน่นอน
“ตัวเลขจากศูนย์กสิกรไทยเมื่อปี 2566 บอกว่า ประเทศไทยมีการบริจาคถึง 1.5 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เงินนั้นไปอยู่ที่ วัด ถ้าในระดับโลก ตัวเลขจาก World Giving Index บอกว่า ประเทศไทยมีดัชนีการบริจาคมากเป็นอันดับ 6 ของโลก เรามองว่าคนไทยมีน้ำใจและมีวัฒนธรรมการบริจาค ชอบช่วยเหลือ และอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง พวกเราที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และการพัฒนาสังคม เลยรวมตัวกัน 25 องค์กร ก่อตั้งเป็นกองทุนชื่อ ‘Just'Fund – กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรม’ เพื่อเป็นอีกช่องทางในการเปิดรับการสนับสนุนจากคนในประเทศ
“เราเคยบริจาคเงินให้ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เพื่อให้เขาได้ทำงานสารคดีแบบที่เราไปไม่ได้ บริจาคเงินให้ มอส. (มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม) บริจาคให้องค์กรหมา แมว ฯลฯ ถ้าคุณบริจาคให้ Just'Fund - กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรม เงินนั้นจะมีคณะกรรมการในการจัดสรรทุน เพื่อไปสนับสนุนการทำงานเรื่องประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน ผู้ลี้ภัย และสื่อมวลชน อย่างงานของ เดอะ อีสานเรคคอร์ด คือ การให้พื้นที่คนอีสานมาพูดแทนคนอีสาน เสียงคนอีสานจะดังขึ้น มีคนฟังมากขึ้น และเราเชื่อว่า ชีวิตคนอีสานจะค่อยๆ ดีขึ้น เพื่อที่วันหนึ่งเขาไม่ต้องเดินทางไปทำงานในเมืองใหญ่หรือต่างประเทศแล้ว
“เราไม่ได้ต้องการผู้บริจาครายใหญ่ ไม่ต้องการนายทุนมาบริจาคให้ แต่ต้องการรายย่อยหลายๆ คน แค่คนละ 5 บาท 10 บาทก็ได้นะ เราไม่ได้อยากเบียดเบียนใครเลย สิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้น คือ วัฒนธรรมของการให้โดยเห็นว่า พวกเรากำลังทำในสิ่งที่ชีวิตผู้คนจะดีขึ้น เราอยากให้คนในสังคมมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลง
“เคยมีคนบอกว่า ‘ขอบคุณนะที่ทำ เดอะ อีสานเรคคอร์ด’ เราภูมิใจที่ได้ทำให้เสียงของคนอีสานดังมากขึ้น ถ้าวันหนึ่งไม่มีงบประมาณ เราคงหาทางทำสื่อต่อไปจนได้ อาจจะเปิดร้านอาหารเป็นรายได้ แล้วเอาเงินนั้นมาทำสื่อ อาชีพแรกของเรา คือ นักข่าว เคยเปลี่ยนอาชีพแค่ 6 เดือนแล้วก็กลับมาอยู่วงการข่าวอีก หลังจากนั้นไม่เคยเปลี่ยนอาชีพเลยกระทั่งวันนี้ และที่ผ่านมาบอกตัวเองเสมอว่า เราอยากเป็นนักข่าวจนวันตาย
“แม้เราจะถูกฟ้องจากนักการเมืองเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท จากการนำเสนอข่าว และโกวิท โพธิสาร บรรณาธิการที่ทำงานด้วยกันก็โดนฟ้องด้วย จากการแชร์โพสต์ของเราไป แต่พวกเราไม่กลัวที่จะทำหน้าที่สื่อ ดังนั้นเงินที่บริจาคมาจะช่วยทำให้องค์กรข่าวอย่าง เดอะ อีสานเรคคอร์ด ประชาไท และลานเนอร์ ยังคงเป็นสื่ออิสระที่มีความกล้าหาญและนำเสนอข่าวเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมต่อไป”
.
หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร เดอะ อีสานเรคคอร์ด
The Isaan Record
Just'Fund - กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรม
-
#มนุษย์กรุงเทพฯxJustFund
25 องค์กรที่อยู่ในเครือข่ายของ Just'Fund - กองทุนเพื่อสังคมเป็นธรรม มีทั้งคนทำงานเรื่องสิทธิแรงงาน สิทธิเด็กและเยาวชน ความหลากหลายทางเพศ สิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม สิทธิในกระบวนการยุติธรรม และสื่ออิสระที่นำเสนอความจริงและตรวจสอบรัฐ
นอกจากบทบาทงานที่มีความท้าทายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ตอนนี้พวกเขายังเผชิญกับอุปสรรคด้านเงินทุน ซึ่งเป็นปัญหาร่วมขององค์กรภาคประชาสังคมจำนวนมากในปัจจุบัน จนบางองค์กรต้องอยู่บนความไม่แน่นอน บางองค์กรต้องลดบทบาทงาน และบางองค์กรอาจถึงขั้นต้องปิดตัวลง
คุณสามารถบริจาคเงินเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงได้ที่บัญชี กองทุนมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม โดยมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม
ธนาคาร: ธนาคารไทยพาณิชย์
เลขบัญชี: 075-214-2483