วันอังคาร, มีนาคม 24, 2569

น้ำมันไทยแพง ขาใหญ่รวย ประชาชนเจ็บหนัก กระเป๋าแฟบยับ

https://www.facebook.com/reel/783838354384991

https://www.facebook.com/reel/3192663030921389



ไทยใช้กฎหมา(ย)ปิดปาก นักปกป้องสิทธิฯ อันดับ 1 อาเซียน! เกือบ 600 คดี



อันดับ 1 อาเซียน! ไทยใช้กฎหมายปิดปาก นักปกป้องสิทธิฯ เกือบ 600 คดี

20 มี.ค. 2568
ไทยรัฐออนไลน์

20 มีนาคม องค์กร Protection International (PI) เปิดตัวรายงาน 'การต่อต้านคือพลัง' เสริมสร้างกลไกคุ้มครองผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย พร้อมจัดเวทีเสวนา 'รัฐบาลเพื่อไทยอยู่ดาวดวงไหน ในกลไกการคุ้มครองผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน' โดยมีตัวแทนผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนร่วมงาน พร้อมทั้งตัวแทนสถานทูต เช่น สวีเดน ฝรั่งเศส และเยอรมณี รวมทั้งสหภาพยุโรปและ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่ง สหประชาชาติ (UHCHR)

เปิดข้อเสนอเสริมสร้างกลไกผู้หญิง และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

ปรานม สมวงศ์ และสุธิรา เปงอิน ตัวแทน Protection International (PI) แถลงเปิดรายงาน จากการลงพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อนและข้อเสนอแนะจากผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกว่า 110 คนทั่วประเทศไทย โดยมีเนื้อหาที่สำคัญว่า ผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยยืนหยัดต่อสู้ ในการปกป้องแผ่นดิน ทรัพยากร ความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิแรงงาน เสรีภาพขั้นพื้นฐาน และความเป็นธรรมภายใต้ภาวะของทุนผูกขาด ทำให้ภายใต้ความกล้าหาญนี้กลับถูกตอบแทนด้วย การกดขี่เชิงโครงสร้าง การดำเนินคดีที่ไม่เป็นธรรม การใช้กระบวนการยุติธรรมในการคุกคาม การสอดแนม และการใช้ความรุนแรง



สะท้อนจากการที่ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีคดีฟ้องร้องเชิงยุทธศาสตร์ต่อการมีส่วนร่วมของสาธารณะ (SLAPPs) มากที่สุดในอาเซียน จากรายงานของ Protection International พบว่า ตั้งแต่หลังรัฐประหาร ในเดือนพฤษภาคม 2557 - กุมภาพันธ์ 2568 พบว่า มีผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกฟ้องปิดปากทั้งหมด 595 คดี จาก 13 ฐานความผิด โดยทุกเดือนจะมีอย่างน้อยสองคนที่ต้องเผชิญการถูกใช้กระบวนการยุติธรรมในการคุกคามในฐานความผิดต่างๆ ทั้งกฎหมายหมิ่นประมาท, พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์, ข้อหายุยงปลุกปั่น, ละเมิดกฎหมายการชุมนุมสาธารณะ, ความผิดฐานขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน, คดีความผิดตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

ขณะที่กองทุนยุติธรรมซึ่งควรเป็นที่พึ่งของผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน กลับเต็มไปด้วยเงื่อนไขยุ่งยากจากระบบ และเจ้าหน้าที่ผู้ขาดความรู้ความเข้าใจปฏิเสธไม่ให้เข้าถึง ทำให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดคือผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลับเข้าไม่ถึงสิทธิของตนเอง

นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับอำนาจของกลุ่มทุนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น การต่อต้านโครงการเหมืองแร่ โครงการพัฒนาขนาดใหญ่และการละเมิดสิทธิแรงงานกำลังถูกคุกคามหนักขึ้น โดยภาคธุรกิจใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อกำจัดการเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรมและการปกป้องสิทธิมนุษยชนของพวกเธอ

ดังนั้นข้อเรียกร้องดังนี้

  1. กระทรวงยุติธรรมต้องมีคำนิยามและมีการรับรองทางกฎหมาย และการคุ้มครองผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ให้สอดคล้องกับ ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (1998) เนื่องจากปัจจุบันเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมยังไม่เข้าใจว่านักปกป้องสิทธิคือใคร
  2. ยุติคดีฟ้องร้องเชิงยุทธศาสตร์ต่อการมีส่วนร่วมของสาธารณะ และการใช้กระบวนการยุติธรรมในการคุกคามอย่างเด็ดขาด ผ่านการออกกฎหมายต่อต้าน SLAPPs โดยทันทีและกฎหมายนี้ต้องมีผลผูกพันทางกฎหมายที่ใช้บังคับ
  3. การปฏิรูปกองทุนยุติธรรม ให้สามารถเข้าถึงได้โดยแท้จริง ลดข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรค และรับรองว่าผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินอย่างเป็นธรรม และทันท่วงทีจากที่ในปัจจุบันนักปกป้องสิทธิบางคนใช้เวลานานกว่า 33 เดือนก็ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือแต่อย่างใด
  4. สร้างความรับผิดชอบของรัฐและภาคธุรกิจ ในการปกป้องผู้หญิงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยกำหนดมาตรการคว่ำบาตรและกลไกตรวจสอบที่เข้มงวด
  5. ฟื้นฟูความเป็นอิสระของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อให้สามารถทำงานด้านสิทธิมนุษยชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปราศจากอิทธิพลทางการเมืองและการแทรกแซงจากหน่วยงานความมั่นคงและทหาร
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอต่อสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ในการทำงานกับนักสิทธิมนุษยชนกับชุมชนเช่นสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งต้องแก้ปัญหาจากรากเหง้าต้นเหตุความรุนแรงดังนั้นจึงต้องยกเลิกกฎอัยการศึกหรือกฎหมายพิเศษต่างๆที่ละเมิดสิทธิประชาชนและเป็นการลงทุนที่ไม่ชอบธรรมเช่นโครงการแลนด์บริดจ์

“การต่อต้านคือพลัง ถึงเวลาที่เราทุกคนต้องลุกขึ้นสู้ เพื่อให้ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เหยื่อของการละเมิดสิทธิอีกต่อไป แต่เป็นแรงขับเคลื่อนแห่งการเปลี่ยนแปลง และเป็นพลังที่ผลักดันสังคมไทยไปสู่อนาคตที่มีความเป็นธรรม และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่คำมั่นสัญญาที่ไร้ความหมาย แต่เป็นการลงมือทำเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้”

อังคณา นีละไพจิตร ประธานกมธ.การพัฒนาการเมืองฯ กล่าวว่า การคุกคามนักปกป้องสิทธิเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมาคือการ ลอบสังหาร ทรมาน และบังคับสูญหาย ซึ่งคดีทั้งหมดไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ แต่รูปแบบการคุกคามใหม่ คือการฟ้องร้องดำเนินคดี ด้อยค่า มีการโจมตี การใช้เรื่องเพศเป็นเครื่องมือทำให้ไร้ค่า

“ตอนรัฐบาลแถลงนโยบายใช้คำสละสลวยเรื่องสิทธิมนุษยชน การมีหลักยุติธรรมและธรรมาภิบาล รวมทั้งไปรับคำมั่นจากต่างประเทศในการปกป้องสิทธิมนุษยชน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ที่การมีคำมั่นที่ดี แล้วจะเกิดการปฏิบัติ ตั้งแต่ปี 2548 จนถึงวันนี้ไม่มีการปฏิบัติจริง ทั้งนี้เห็นว่ารัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการเยียวยาด้านจิตใจกับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ และต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่คุ้มครองนักต่อสู้ปกป้องสิทธิ เช่น กฎหมายอุ้มหายทรมาน ขณะเดียวกันต้องยกเลิกการดำเนินคดีเพื่อปิดปากนักต่อสู้เรียกร้องสิทธิรวมถึงกระทรวงยุติธรรม” อังคณาระบุ



ด้าน ธนพร วิจันทร์ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านสิทธิแรงงาน กล่าวว่า ตนและเครือข่ายแรงงานถูกดำเนินคดีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จนมาถึงรัฐบาลเพื่อไทยการดำเนินคดีกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด ล่าสุดมีการรื้อคดีตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินปี 2564 ที่ยกเลิกไปนานมากแล้ว มาฟ้องร้องพวกตน ที่ไปเรียกร้องให้มีการฉีดวัคซีนโควิดให้กับแรงงานข้ามชาติ

“ไม่ใช่หน้าที่บทบาทของรัฐที่จะต้องมาฟ้องประชาชน แต่ควรที่จะแก้ไข วันนี้ต้องถามว่ากระบวนการยุติธรรมของรัฐบาลเพื่อไทย อยู่ไหน ยุติธรรมกี่โมง ขอให้รัฐบาลทำอะไรสักเรื่องให้ประชาชนได้หรือไม่ ไม่รู้ว่ารัฐบาลเพื่อไทยทำเพื่อใคร สิ่งที่เราเห็นคือกลุ่มทุน และพวกพ้อง พรรคเพื่อไทยหัวใจคือประชาชนตรงไหน พรรคเพื่อไทยหัวใจคือทักษิณ” ธนพร กล่าว



แฉ จนท.รัฐ ตามติด คุกคาม-ล่อไปพื้นที่เสี่ยง หวังยัดคดีให้

สมปอง เวียงจันทร์ จากสมัชชาคนจนเขื่อนปากมูล กล่าวว่า เมื่อออกมาคัดค้านเขื่อนปากมูล ตนถูกตั้งข้อกล่าวหาในคดีกบฎซึ่ง เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงมาก ทั้งที่พวกตนปกป้องแม่น้ำมูลแหล่งอาหารที่ใหญ่ที่สุดของชาวบ้าน นอกจากนี้ยังต้องเจอกับการคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐ ที่มาติดตามตนและพยายามให้พวกตนไปในสถานที่ที่เสี่ยงกับการถูกดำเนินคดี เพื่อยัดเยียดข้อกล่าวหาร้ายแรงให้ จนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับรัฐบาลที่ถูกเลือกตั้งเข้ามา แทนที่จะแก้ปัญหาให้ชาวบ้านในเรื่องที่สิทธิทำกินสิทธิที่อยู่อาศัย แต่กลับมาใช้กฎหมายมากดทับพวกตน ส่วนตัวเห็นว่ารัฐบาลประชาธิปไตยควรให้สิทธิชาวบ้านในการเรียกร้องและปกป้องชาวบ้านที่รักษาสิทธิในการปกป้องแม่น้ำ
 


ถามหาความเป็นมนุษย์ แม่ไปรับศพลูก ยังถูกฟ้อง?

ขณะที่ อัสมาดี บือเฮง นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และนักข่าวพลเมืองชายแดนใต้ กล่าวว่าในช่วงโควิด 19 มีชาวบ้านในพื้นที่ถูกวิสามัญกว่า 60 ราย ตนก็เช่นเดียวกันที่ถูกดำเนินคดี หลังจากเขาไปสังเกตการณ์ในเหตุการณ์ที่แม่พยายามเข้าไปรับศพลูกชายที่ถูกวิสามัญ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายต่อกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะคำถามต่อความเป็นมนุษย์ ที่ลูกชายตาย และแม่ถูกดำเนินคดี ทั้งที่ปัญหาในจังหวัดชายแดนใต้จะต้องใช้การเมืองแก้ปัญหา แต่กลับใช้กฎหมายมาทำร้ายประชาชน นอกจากนี้ยังดำเนินคดีในการจัดเวทีเสวนาของนักศึกษาโดย กอ.รมน. ซึ่งสะท้อนว่าไม่ใช่แค่การใช้กฎอัยการศึก ยังใช้ พ.ร.บ.ความมั่งคงภายในด้วย ทำให้ กอ.รมน. มีอำนาจมากและเกิดการแทรกแซงทุกกิจการ

“รัฐบาลเพื่อไทยมีบาดแผลในคดีตากใบ และรัฐบาลก็เป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขที่ทำให้กอ.รมน.เดินหน้านโยบายการปราบปรามใหญ่ขึ้น และรัฐบาลในปัจจุบันก็ไม่มีเจตจำนงทางการเมืองแต่อย่างใด ไม่เหมือนกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ยังมีการเจรจาสันติภาพ ทำให้การไปเยือนของนายทักษิณ ชินวัตรทั้งสองครั้งมีแรงเหวี่ยงกลับมาอย่างมีนัยยะสำคัญ อยากฝากให้ทุกคนติดตามการดำเนินคดีภาคประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะเป็นจุดวิกฤตเปลี่ยนสถานการณ์ให้รุนแรงมากขึ้นได้” อัสมาดี ระบุ



ขณะที่ ชลธิชา แจ้งเร็ว สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นผู้ต้องหาและจำเลยรวม 28 คดี จึงเข้าใจถึงปัญหาของผู้หญิงนักปกป้องสิทธิที่ได้รับการคุกคามต่างๆ โดยเฉพาะการคุกคามบนโลกออนไลน์ในมิติทางเพศ ซึ่งส่งผลกระทบในเชิงสภาพจิตใจของคนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้อย่างมาก ทำให้บรรยากาศการเคลื่อนไหวหดแคบลง หรือแม้แต่งานการเมืองเองก็ไม่ได้มีการสร้างบรรยากาศความปลอดภัยให้กับผู้หญิงในการทำงานการเมืองแต่อย่างใด

“ดัชนีชี้วัดประชาธิไตยของประเทศ ไม่ได้ดูแค่กลไกของการเลือกตั้ง แต่เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมด้วย ที่ผ่านมานักต่อสู้จำนวนมากถูกคุกคาม มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพหนักขึ้นเรื่อยๆ พรรคเพื่อไทยเคยโฆษณาตัวเองเป็นพรรคการเมืองที่ยึดมั่นในประชาธิปไตย แต่ทำไมตัวเลขคดีความในยุคไม่ลดลง มีการหยิบคดีใน คสช. ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง แม้แต่คนเป็นสส.เอง ก็ไม่ปลอดภัย ถูกฟ้องโดยรัฐมนตรี ไม่เห็นถึงแนวโน้มในทิศทางทีดีขึ้นเลย” ชลธิชา กล่าว
 


https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2848328




พรรคภูมิใจไทยไม่มีมันสมอง ‘Intellectual Elite’ อยู่ในพรรค — สุภลักษณ์ กาญจนะขุนดี (แต่อยู่ได้เพราะมีตัวละครหลายฝ่ายที่ช่วยกัน)


Sorawut Jiam
·
ขออนุญาตเปลี่ยน background ด้านหลังด้วย AI หน่อยนะครับ
...
ภาพเดิมจาก
My Dirty Sketchbook by Neow
Match 21
.
NO OIL , NO PROBLEMhttps://www.facebook.com/photo/?fbid=1519129079572559&set=a.245222076963272
.....

https://www.facebook.com/reel/1047198625146196
อนันต์ อัศวกิตติกวิน
Match 21
·
พรรคภูมิใจไทยไม่มีมันสมอง ‘Intellectual Elite’ อยู่ในพรรค
— สุภลักษณ์ กาญจนะขุนดี
วิเคราะห์การเมืองกับ ใบตองแห้ง-อธึกกิต แสวงสุข และ สุภลักษณ์ กาญจนะขุนดี สองคอการเมือง สื่อมวลชนรุ่นเก๋าที่คร่ำหวอดในสนามข่าวมาหลายทศวรรษ
(ออกอากาศเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568)
ชมรายการเต็ม: https://youtube.com/live/mDTx5nGT_3k
Cr
.....

ใบอนุญาตที่ 2 ของนายกฯ อนุทิน ? | Off The Record
http://youtube.com/watch?si=Hp28PyKW8LzY5EYA...
สุรนันท์มองว่าความสำเร็จของ อนุทิน ชาญวีรกุลและพรรคภูมิใจไทย ที่ชนะการเลือกตั้ง 8 กุมภา 69 ได้ เพราะได้รับความไว้วางใจจาก 4 เสาหลักอันประกอบด้วย
-รัฐราชการ
-ทหาร
-นายทุน
-ชนชั้นนำในกรุงเทพ
ทั้ง 4 ข้อของเจิมศักดิ์ และสุรนันท์ เนื้อหหเหมือนกัน
เพียงแต่ข้อ 4 เจิมศักดิ์ใช้ Deep State ส่วนสรุนันท์ ใช้ ชนชั้นนำในกรุงเทพ

.

รัฐบาลอนุทิน ก็มีแนวโน้มที่จะสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มที่หนุ่นให้อนุทินขึ้นมาได้เช่นกัน โดยเฉพาะการเมืองแบบบ้านใหญ๋ ทุนใหญ่ ที่หนุนเสิร่มให้พรรคภูมิใจไทยขึ้นมา จนชนะเลือกตั้งเลือกตั้งได้
บ้านใหญ๋ ทุนใหญ่ แบบภูมิใจไทยนี่อาจจะไปเหยียบตาปลาของ 4 กลุ่มการเมืองที่สุุรันันท์ยกมาข้างต้น
-รัฐราชการ
-ทหาร
-นายทุน
-ชนชั้นนำในกรุงเทพ

ที่มา Thanapol Eawsakul
ส่วนหนึ่งของโพสต์
https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/26521852070788281?ref=embed_post



https://www.facebook.com/ponchai.ponkul/posts/1630982077941226

Ponchai Ponkul
9 hours ago
·
เคยคิดว่าบวรศักดิ์เป็นวงใน เป็นเนติบริกรมือ๑ เป็นตัวจริงของฝ่ายจารีตอนุรักษ์นิยม แต่วันนี้มีหลักฐานตัวเป็นๆอุ่นๆที่บอกว่าเขาก็แค่เบี้ยตัวหนึ่ง
ส่วนเบี้ยตัวใหม่ ลือว่าคุณปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขากฤษฎีกา ซึ่งมีผลงานที่โดดเด่นในช่วงต้นเดือนก.ย.อันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของรัฐบาลรักษาการเพื่อไทยกับรัฐบาลอนุทิน
เป็นหลักฐานย้อนหลังที่ช่วยปะติดปะต่อและยืนยันความเข้าใจที่ว่า #การเกิดรัฐบาลอนุทิน๑ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มีตัวละครหลายฝ่ายที่ช่วยกัน



1 ประเทศ 2 ระบบ


https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/26527265740246914
.....


สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว
Yesterday
·
บุรีรัมย์: เติมได้ไม่จำกัดแล้ว! ปั๊มน้ำมันปล่อย แต่ไม่แจกน้ำ คนขับรถดีใจให้ทิปเด็กปั๊ม
วันที่ 22 มี.ค.2569 บรรยากาศที่ปั๊มน้ำมันในจังหวัดบุรีรัมย์ เปลี่ยนไปเป็นวันแรก หลังจากก่อนหน้านี้ต้องเข้าคิวกันยาวเพื่อรอเติมน้ำมันที่มีการจำกัดการเติม จนสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน ว่าน้ำมันจะขาดแคลนหรือไม่ ทำให้ยอดคนออกมาหาซื้อน้ำมันตุนไว้เพิ่มขึ้นสูง สวนแนวทางปฏิบัติของปั๊มน้ำมันที่ต้องไปรอรับน้ำมันที่มีเที่ยวจำกัด
แต่วันนี้ปั๊มน้ำมันไม่จำกัดการเติม ใครจะเติมเท่าไหร่ก็ได้ ทำให้บรรยากาศทั่วไปภายในปั๊มน้ำมันแต่ละแห่ง คึกคักแบบโล่งใจ ต่างจากก่อนหน้านั้นคึกคักเพราะแย่งกันเติมน้ำมัน
น.ส.อิ๋ว หนึ่งในลูกค้าที่มาเติมน้ำมัน กล่าวว่า ที่ผ่านมายอมรับว่าอึดอัด เพราะไม่มีน้ำมันดีเซลให้เติม จึงต้องหันไปเติมน้ำมันราคาแพงคือดีเซลชนิดพิเศษ เพื่อแลกกับความสะดวก ไม่ต้องไปรอต่อแถว ซึ่งบางครั้งไม่รู้ว่าจะได้หรือไม่ ถือว่าวันนี้บรรยากาศทั่วไปไม่ตึงเครียด เท่าที่เห็นมีคนขับรถแจกทิปให้เด็กปั๊มหลายคน ตนก็ทำบ้างเพื่อให้บรรยากาศทุกอย่างผ่อนคลาย
อย่างไรก็ตามการไม่จำกัดเติมน้ำมันดังกล่าวเจ้าของปั๊มมีมาตรการคือ ยังไม่ขอแจกน้ำดื่มเหมือนการเติมทุกครั้งทีผ่านมา แต่ยังไม่ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะอะไร และยังไม่ทราบว่าปั๊มน้ำมันจะทำได้นานแค่ไหนอย่างไร



ในสภาพอากาศแห้งแล้งของอ่าวเปอร์เซีย ช่องว่างระหว่างความมั่นคงและหายนะวัดได้เป็นวัน ความขัดแย้งในปัจจุบันได้เน้นย้ำว่าสำหรับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ น้ำและไฟฟ้าไม่ใช่แค่สาธารณูปโภค แต่เป็นรากฐานทางกายภาพของการอยู่รอด สงครามน้ำจึงโหดร้ายกว่าสงครามน้ำมัน !







https://x.com/Reuters/status/2036095631157321873
.....

กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับพึ่งพาน้ำจืดจากทะเลและไฟฟ้าเป็นอย่างมาก เหตุใดการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในช่วงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านจึงอาจก่อให้เกิดหายนะได้?

ในสภาพอากาศแห้งแล้งของอ่าวเปอร์เซีย ช่องว่างระหว่างความมั่นคงและหายนะวัดได้เป็นวัน ความขัดแย้งในปี 2026 ในปัจจุบันได้เน้นย้ำว่าสำหรับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ น้ำและไฟฟ้าไม่ใช่แค่สาธารณูปโภค แต่เป็นรากฐานทางกายภาพของการอยู่รอด

การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานนี้อาจก่อให้เกิดหายนะได้เนื่องจาก "คอขวด" หลักสามประการในการดำเนินงานของประเทศเหล่านี้:

1. ช่องว่างการอยู่รอด: สำรองน้ำ 48 ชั่วโมง

ต่างจากประเทศที่มีแม่น้ำหรือทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ กลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) (ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต กาตาร์ บาห์เรน และโอมาน) พึ่งพาน้ำจืดจากทะเลถึง 70% ถึง 90% ของน้ำดื่มทั้งหมด

ไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติถาวร: ไม่มีแม่น้ำถาวรในคาบสมุทรอาหรับทั้งหมด

ปริมาณน้ำสำรองมีจำกัด: เมืองใหญ่ส่วนใหญ่ รวมถึงดูไบและคูเวตซิตี้ มีคลังน้ำสำรองเชิงกลยุทธ์ซึ่งจะเพียงพอสำหรับการใช้งานปกติเพียง 2 ถึง 7 วันเท่านั้น การโจมตีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งอาจก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมระดับชาติและความตื่นตระหนกในวงกว้างภายใน 48 ชั่วโมง

2. ความสัมพันธ์ระหว่างพลังงานและน้ำ

ในอ่าวเปอร์เซีย คุณไม่สามารถมีน้ำได้หากไม่มีไฟฟ้า และบ่อยครั้งที่คุณไม่สามารถมีไฟฟ้าได้หากไม่มีน้ำ

การผลิตพลังงานร่วม: โรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลส่วนใหญ่เป็นโรงงาน "ผลิตพลังงานร่วม" กล่าวคือ ผลิตทั้งไฟฟ้าและน้ำพร้อมกัน การโจมตีที่กังหัน (ไฟฟ้า) มักจะทำให้หน่วยผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (น้ำ) หยุดทำงานโดยอัตโนมัติ

ความต้องการน้ำเพื่อการระบายความร้อน: โรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิมต้องการน้ำปริมาณมหาศาลสำหรับการระบายความร้อน หากระบบรับน้ำเสียหาย (เช่น จากเศษซากขีปนาวุธหรือการรั่วไหลของน้ำมัน) โรงไฟฟ้าจะต้องลดกำลังการผลิตหรือปิดตัวลงเพื่อป้องกันการหลอมละลาย ซึ่งจะนำไปสู่ไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง

3. ความเปราะบางเชิงโครงสร้างและ "ความเสี่ยงจากการกระจุกตัว"

โครงสร้างพื้นฐานของอ่าวเปอร์เซียมีการกระจุกตัวสูง ทำให้เป็นเป้าหมาย "ที่ให้ผลตอบแทนสูง" สำหรับนักวางแผนทางทหาร

เป้าหมายขนาดใหญ่จำนวนน้อย: น้ำทะเลที่ผ่านการกลั่นแล้วกว่า 90% ของภูมิภาคมาจากโรงงานขนาดใหญ่เพียง 56 แห่งเท่านั้น ตัวอย่างเช่น การโจมตีเพียงครั้งเดียวที่โรงงานอย่างเช่นโรงงาน Shoaiba หรือ Ras Al-Khair ของซาอุดีอาระเบีย จะส่งผลกระทบต่อผู้คนนับล้าน

ความใกล้ชิดกับแนวหน้า: โรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนชายฝั่ง ทำให้ตกอยู่ในระยะโจมตีของโดรนและขีปนาวุธระยะสั้นของอิหร่านได้ง่าย

ระยะเวลาในการซ่อมแซม: ต่างจากท่อส่งน้ำมันที่สามารถซ่อมแซมได้ภายในไม่กี่วัน เยื่อกรองไฮเทคและกังหันแบบพิเศษในโรงงานรีเวอร์สออสโมซิส (RO) ที่ทันสมัยนั้นยากต่อการเปลี่ยนในระหว่างความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ ซึ่งอาจทำให้เมืองต่างๆ ขาดแคลนน้ำเป็นเวลาหลายเดือน

(Google Gemini)



ถ้ารัฐยังอ่อนแอ ปล่อยให้ทุนเทาซื้อเอกสาร ซื้อความเงียบ ซื้อคนในระบบ วันหนึ่งเราอาจตื่นขึ้นมาในประเทศที่ คนไทยกลายเป็นผู้เช่า ? กรณีเชียงใหม่ กำลังถูกยึดครองแบบเงียบ ๆ หรือไม่ ??


Dr. Piangdin Rakthai's Education for Peace Foundation
March 21
·
เชียงใหม่กำลังถูกยึดครองแบบเงียบ ๆ หรือไม่?

ขณะที่เรากำลังโฟกัสประเด็นอื่น จีนเทากลับคืบคลานเข้ามาครองพื้นที่ไทยทีละก้าว โดยเฉพาะ เชียงใหม่ ที่เคยเป็นเมืองในฝันของคนไทยจากเมืองวัฒนธรรม เมืองท่องเที่ยว เมืองภูเขา ที่มีศักยภาพเป็น Medical Hub และ Digital Nomad Hub ของประเทศ

วันนี้กำลังถูกเปลี่ยนเป็น “พื้นที่ยุทธศาสตร์ของทุนจีนเทา” อย่างเงียบเชียบไม่ใช่แค่คนจีนมาเยอะ ร้านอาหารจีนเพิ่ม หรือคอนโดถูกซื้อ
แต่เพราะเชียงใหม่ถูกใช้เป็น 3 ใน 1 พร้อมกัน: ประตูชายแดน
ฐานอาชญากรรมข้ามชาติ และพื้นที่ฟอกเงินและฟอกตัว

จุดเริ่มต้นคือชายแดน — เวียงแหง เชียงดาว ไม่ใช่แค่ภูเขา แต่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เครือข่ายทุนเทาเจาะระบบรัฐไทยตั้งแต่รากฐาน
มีการ สวมสิทธิ์บัตรประชาชนไทย ให้คนจีน โดยใช้ข้อมูลคนตาย คนสาบสูญ หรือผู้ป่วยติดเตียง
ราคาต่อหัว? ไม่ใช่หมื่น แต่ หลักแสนถึงล้านบาท

และนี่ไม่ใช่ทุจริตรายย่อย แต่เป็นระบบราชการทั้งชุด — นายอำเภอ ปลัด กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน — ที่ถูกซื้อจนพังทลาย (จากข่าวจริงปี 2568–2569 มีจับกุมปลัด-กำนันหลายรายในพื้นที่นี้แล้ว)เมื่อได้บัตรไทย พวกเขาถือครองทรัพย์สิน ทำธุรกิจ จดบริษัท เปิดบัญชี ซื้อที่ดินได้ตามกฎหมาย
อาชญากรข้ามชาติไม่ต้องหนีอีกต่อไป เพราะเอกสารเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็น “คนไทย”

หลายคนมีหมายจับสากลจากคดีฉ้อโกง แก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่ซ่อนตัวได้สบายในบ้านหรูบ้านพูลวิลล่าหรู ในแม่ริม หางดง สารภี สันกำแพง ไม่ใช่ที่พักผ่อน แต่เป็น ศูนย์บัญชาการคอลเซ็นเตอร์ แชร์ลูกโซ่ หลอกลวงออนไลน์
พวกเขาจ่ายค่าเช่าแพงมาก เพราะรายได้จาก “เงินดำ” คุ้มกว่าใครในเมือง ย่านนิมมาน ท่าแพ สันกำแพง
ธุรกิจถูกเซ้งเป็นกลุ่มก้อน ร้านอาหาร บาร์ คาเฟ่ กลายเป็นชุมชนจีนแน่นขนัด
บางที่พนักงานพูดไทยไม่ได้ คนไทยกลายเป็น “แขกในบ้านตัวเอง”โมเดลธุรกิจ “กินรวบ” ครบวงจร:
นำเข้าของจากจีน → ใช้แรงงานจีน/ต่างด้าว → ขายให้ลูกค้าจีน → เก็บเงินผ่าน WeChat Pay
เงินไม่เข้าไทย ไม่เสียภาษีเต็ม ไม่หมุนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น
เมืองดูคึกคัก แต่เงินไม่เคยตกถึงคนเชียงใหม่อสังหาฯ กลายเป็นเครื่องมือฟอกเงิน
ทุนเทากว้านซื้อที่ดิน บ้าน คอนโด ผ่านนอมินี บริษัทบังหน้า
ราคาที่ดินพุ่ง คนท้องถิ่นถูกผลักออก ความฝันมีบ้านในเชียงใหม่กลายเป็นเรื่องตลกขมขื่นแม้แต่ป่าก็ไม่รอด
เครือข่ายลักลอบตัดไม้ในเขตอนุรักษ์ ขนไปแปรรูปส่งออก ปล้นทรัพยากรชาติเพื่อเลี้ยงทุนเทาทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ เพราะมี “คนคุ้มกัน” ในระบบ
มีการข่มขู่เจ้าหน้าที่ อ้างเส้นสายตำรวจชั้นสูง หยุดตรวจสอบ
นี่คือ State Capture ทุนเทากลายเป็นรัฐซ้อนรัฐที่น่ากลัวที่สุด คือการขยายอิทธิพลระยะยาว
บางพื้นที่ชายแดน เช่น เมืองนะ เชียงดาว มีโรงเรียนสอนภาษาจีนที่ตั้งคำถามเรื่องสัญลักษณ์และการปลูกฝังแนวคิด ซึ่งอาจกระทบความมั่นคง
ไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่คือการสร้างชุมชนคู่ขนาน สร้างอิทธิพลที่ฝังรากลึกเชียงใหม่วันนี้ไม่ได้ถูกแค่ลงทุน

แต่ถูกยึดทั้งระบบ:
ยึดทะเบียนราษฎร์
ยึดบ้านหรูเป็นฐานอาชญากรรม
ยึดย่านเศรษฐกิจ
ยึดอสังหาฯ เป็นคลังเงินดำ
ยึดทรัพยากรป่า
ยึดอำนาจผ่านการทุจริต

ถ้ารัฐยังอ่อนแอ ปล่อยให้ทุนเทาซื้อเอกสาร ซื้อความเงียบ ซื้อคนในระบบ
วันหนึ่งเราอาจตื่นขึ้นมาในประเทศที่ คนไทยกลายเป็นผู้เช่า บนแผ่นดินของตัวเองถึงเวลาตื่นตัวแล้ว

เชียงใหม่ไม่ใช่แค่เมืองหนึ่งที่จะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยของทั้งประเทศ ว่าถ้าเรายังนิ่งเฉย อนาคต “มณฑลชิงม่าย” อาจไม่ใช่แค่ชื่อเล่นอีกต่อไป
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1501580684869322&set=a.187259186301485

เด็กไทยกำลังหันขวา? เปิดรายงานสถานการณ์เด็ก 2025 พบเยาวชนมีแนวคิดชาตินิยมมากขึ้นและเชื่อมั่นต่อประชาธิปไตยน้อยลง


The MATTER

8 hours ago
·
BRIEF: เด็กไทยกำลังหันขวา? เปิดรายงานสถานการณ์เด็ก 2025 พบเยาวชนมีแนวคิดชาตินิยมมากขึ้นและเชื่อมั่นต่อประชาธิปไตยน้อยลง
.
ปรากฏการณ์ใน TikTok กำลังสะท้อนอุดมการณ์ของเยาวชนไทยไปในทางอนุรักษ์นิยมมากขึ้นจริงหรือไม่? เมื่ออ่านรายงานรายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัว ประจำปี 2025 โดยศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว (คิด for คิดส์) พบว่า เยาวชนไทยส่วนใหญ่เริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตย มีแนวโน้ม ‘ชาตินิยม’ มากขึ้น และให้คุณค่ากับความเสมอภาคทางเพศน้อยลง
.
กระแสชาตินิยม: อุดมการณ์ชาตินิยมเติบโตอย่างมาก เมื่อสำรวจความคิดเยาวชนในปี 2022 พบว่ามีเพียง 20% ที่รู้สึกว่าตนเองเป็น ‘พลเมืองไทย’ มากกว่าเป็น ‘พลเมืองโลก’ ขณะที่ 34% มีความภาคภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทย แต่ในปี 2025 สัดส่วนกลับเพิ่มขึ้นเป็น 40% และ 52% ตามลำดับ
.
นอกจากนี้ ความหมายต่อคำว่าชาตินิยมก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย
.
ในปี 2022 เยาวชนมองว่า การกระทำที่แสดงออกถึงความรักชาติ สามอันดับแรก ได้แก่ เอาใจใส่และมีส่วนร่วมทางการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ (53%) ช่วยเหลือเพื่อร่วมชาติที่ลำบาก (51%) และธำรงรักษาภาษาและวัฒนธรรม (37%)
.
แต่ผลสำรวจในปี 2025 พบว่า อันดับแรกคือ การธำรงรักษาภาษาและวัฒนธรรม (63%) รองลงมาคือ การปกป้องชื่อเสียงประเทศ (60%) และการช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่ลำบาก (59%)
.
คุณค่าต่อประชาธิปไตย: ผลสำรวจพบว่า ในปี 2022 มีสัดส่วนเยาวชนถึง 44% ที่เชื่อว่าการเมืองในระบบสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ และมีถึง 71% ที่เชื่อว่าไทยต้องเป็นประชาธิปไตยประเทศจะพัฒนาต่อได้ แต่ในปี 2025 สัดส่วนกลับลดลงเหลือเพียง 24% และ 57% ตามลำดับ
.
ที่น่าสนใจคือ ในปี 2025 มีเยาวชนเพียง 9% เท่านั้นที่เชื่อว่าตนเองมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลได้ ลดลงจากปี 2022 ที่มีสัดส่วนถึง 19%
.
คุณค่าต่อความหลากหลาย: เมื่อเทียบข้อมูลปี 2022 และ 2025 ผลสำรวจพบว่า เยาวชนในทุกเพศสภาพให้ความสำคัญต่อความเสมอภาคระหว่างเพศลดลง การสนับสนุนนโยบายด้านสิทธิ LGBTQ+ ในบางประเด็น เช่น คำนำหน้าชื่อและเพศสภาพในเอกสารทางการ ก็มีแนวโน้มลดลง จาก 51% ในปี 2022 เหลือเพียง 37% ในปี 2025
.
ผลสำรวจยังเผยให้เห็นว่า เยาวชนไทยมองเห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำมากขึ้น แต่ส่วนหนึ่งมองไม่เห็นว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจเป็นเหตุให้เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างไร อย่างในปี 2022 มีเยาวชนถึง 76% ที่เห็นว่าระบบเศรษฐกิจไทยเอื้อประโยชน์ให้คนรวยมากกว่าให้คนทุกกลุ่ม แต่ล่าสุดปี 2025 กลับลดลงเหลือเพียง 58%
.
รายงานมีข้อเสนอแนะว่า รัฐบาลควรหยุดกดปราบเยาวชน และประชาชนที่มีส่วนร่วมกับการเมือง รับรองและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพการแสดงออก นอกจากนี้ รัฐควรเพิ่มช่องทางการมีส่วนร่วมทางนโยบายในระดับเยาวชน เช่น ประเมินนโยบาย เข้าชื่อเสนอข้อเรียกร้อง มีส่วนร่วมในงบประมาณ และจัดสรรงบสำหรับกิจกรรมของเยาวชน ตลอดจน แนวคิดการลดอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
.
อ้างอิงจาก
kidforkids.org

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1505947727756589&set=a.813354760349226




สงครามอิหร่านอาจเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกจากเดิมที่สหรัฐฯ เป็นผู้ครอบงำ สู่ระเบียบ “โลกแบบพหุศูนย์” (Multiplex World) ที่อำนาจครอบงำของสหรัฐฯ จะต้องหลีกทางให้กับโครงสร้างรูปแบบใหม่ ที่ไม่เพียงแต่ชาติมหาอำนาจอื่นๆ เท่านั้น แต่รวมถึงชาติมหาอำนาจระดับกลาง ชาติมหาอำนาจระดับภูมิภาค และกลุ่มประเทศซีกโลกใต้






https://x.com/AmitavAcharya/status/2035880699043926273

สงครามอิหร่านอาจเปลี่ยนแปลงระเบียบโลกได้อย่างไร มุมมองของผม:

สงครามพิสูจน์อีกครั้งว่าสหรัฐฯ ยังคงเป็นมหาอำนาจทางทหารที่เหนือกว่าประเทศอื่น ๆ ในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อศัตรูที่อยู่ห่างไกล ในขณะเดียวกัน สงครามได้แสดงให้เห็นว่าความเหนือกว่าทางทหารโดยรวมของอเมริกาในระดับโลกไม่ได้เป็นหลักประกันความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายทางการเมืองในความขัดแย้งระดับภูมิภาคที่ซับซ้อนกับประเทศขนาดใหญ่ที่มีรัฐบาลที่มั่นคง—ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการหรือไม่—ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากความเชื่อทางศาสนาหรืออุดมการณ์ที่แข็งแกร่ง

สงครามนี้ขาดความชอบธรรมโดยสิ้นเชิงภายใต้บรรทัดฐานและกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่สามารถให้เหตุผลทางกฎหมายได้ว่าเป็น “สงครามชิงลงมือ” เนื่องจากไม่มีภัยคุกคามที่น่าเชื่อถือของการโจมตีที่ใกล้เข้ามาจากอิหร่านต่อสหรัฐฯ หรือพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย

และไม่สามารถยอมรับได้ว่าเป็น “สงครามป้องกัน” เนื่องจากอิหร่านได้แสดงให้เห็นแล้วว่าได้จำกัดโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่จำเป็นต่อการเป็นรัฐที่มีอาวุธนิวเคลียร์แล้ว

แม้ว่าทรัมป์จะประกาศชัยชนะเพื่อยุติสงคราม แต่ก็จะเป็นชัยชนะที่ไร้ค่าสำหรับสหรัฐฯ (หมายถึงความสำเร็จที่สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อผู้ชนะ—มักจะเป็นชีวิต ทรัพยากร หรือชื่อเสียง—จนเทียบเท่ากับความพ่ายแพ้)

สงครามนี้มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในวอชิงตันมากกว่าในเตหะราน ต่างจากชัยชนะที่นำโดยสหรัฐฯ ในอิรักเมื่อปี 1991 ซึ่งก่อให้เกิด “ช่วงเวลาแห่งขั้วอำนาจเดียว” สงครามครั้งนี้ในระยะสั้นจะนำมาซึ่งสิ่งที่ผมเรียกว่า “ช่วงเวลาแห่งโลกที่ขาดหายไปหนึ่งประเทศ” ในบทความหน้าปกของ Foreign Policy ฉบับเดือนมกราคม 2026 หรือการโดดเดี่ยวสหรัฐฯ บนเวทีโลกอย่างเกือบสมบูรณ์

สิ่งนี้ได้แสดงให้เห็นแล้วจากปฏิกิริยาเชิงลบของนานาชาติต่อการเรียกร้องของทรัมป์ให้มีการปฏิบัติการทางเรือร่วมกันเพื่อเคลียร์ช่องแคบฮอร์มุซ สงครามยังแสดงให้เห็นอีกว่า การเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ เป็นสิ่งล่อใจที่ร้ายแรงสำหรับประเทศต่างๆ ที่เคยพึ่งพาการคุ้มครองทางทหารและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ แม้แต่พันธมิตรหรือหุ้นส่วนที่ได้รับการรับรองของสหรัฐฯ เช่น แคนาดาและประเทศต่างๆ ในยุโรปตะวันตก ก็ยังถูกรังแก ถูกเรียกเก็บภาษี และทำให้รู้สึกไม่มั่นคงอย่างมาก

สงครามนี้เป็นประโยชน์ต่อศัตรูของอเมริกาอย่างรัสเซียและจีน และทำให้ประเทศในซีกโลกใต้ที่อยู่ในสถานะเป็นกลางหรือระมัดระวังต่อการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ-จีน หรือสหรัฐฯ-รัสเซีย ต้องห่างเหินออกไปอย่างมาก 

ในระยะยาว หากสหรัฐฯ ไม่ปรับเปลี่ยนทิศทางที่กำหนดไว้โดยอดีตประธานาธิบดีทรัมป์ สงครามครั้งนี้จะยิ่งเร่งให้ระเบียบโลกที่สหรัฐฯ เป็นผู้ครอบงำนั้นถึงจุดสิ้นสุดเร็วขึ้น และช่วยปูทางไปสู่การถือกำเนิดของ “โลกแบบพหุศูนย์” (Multiplex World) ซึ่งอำนาจครอบงำของสหรัฐฯ จะต้องหลีกทางให้กับโครงสร้างอันซับซ้อนรูปแบบใหม่ ที่ไม่เพียงแต่ชาติมหาอำนาจอื่นๆ เท่านั้น แต่รวมถึงชาติมหาอำนาจระดับกลาง ชาติมหาอำนาจระดับภูมิภาค และกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ ต่างจะมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้น

แม้จะเปี่ยมล้นไปด้วยแสนยานุภาพทางทหารอันมหาศาลเพียงใดก็ตาม สหรัฐอเมริกาจะกลับกลายเป็นชาติที่ไม่ได้รับความไว้วางใจ และจำต้องยอมรับบทบาทในเวทีการเมือง เศรษฐกิจ และการทูตระดับโลกที่ลดความโดดเด่นลง เมื่อเทียบกับสถานะที่เคยดำรงมานับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง

- Amitav Acharya ผู้เขียนหนังสือเล่มล่าสุดเรื่อง *The Once and Future World Order* (2025)

(Google Translate)




วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากรัฐมิชิแกน เอลิสซา สล็อตคิน อดีตนักวิเคราะห์ของซีไอเอในอิรัก เสนอประเด็นน่าคิดว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานกว่าสองทศวรรษจากการที่สหรัฐหมกมุ่นกับการทำสงครามต่อต้านกับการก่อการร้ายในตะวันออกกลางนั้น ทำให้ศัตรูของอเมริกาได้เปรียบหลายประการ





https://x.com/TheEconomist/status/2036095709083050023


 

ทรัมป์ ได้สั่งการให้กองทัพชะลอการโจมตีทางทหารใดๆ ที่มุ่งเป้าไปยังโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไปก่อน เพราะทางสหรัฐฯ ได้มีการพูดคุยกับอิหร่าน และผลออกมาค่อนข้างดี ขณะที่อิหร่านปฏิเสธ แต่ขณะนี้ ดูเหมือน "การเจรจาที่เคยถูกระบุว่าไม่มีอยู่จริง" อาจเริ่มมีอยู่จริง เพราะมีการระบุชื่อ ?






 

จากการที่ทรัมป์ชะลอคำขู่โจมตีระบบโครงข่ายไฟฟ้าของอิหร่าน แม้อิหร่านจะปฏิเสธว่าไม่มีการเจรจาเกิดขึ้น แต่ก็มีผลทำให้ ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ตลาดหุ้นฟื้นขึ้น โดยมี ตุรกี อียิปต์ และปากีสถาน ทำหน้าที่ตัวกลางส่งสารต่อระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านตลอดช่วงสองวันที่ผ่านมา





https://x.com/Reuters/status/2036064167472300479

 


เอกชนไทยจะฝ่าวิกฤตสงครามอย่างไร โดยไม่ต้องไปแตะข้อเสนอ สว. ท่านนี้





https://x.com/suthichai/status/2036079789405302930





วันจันทร์, มีนาคม 23, 2569

วิสัยทัศน์สมาชิกสภาสูงไทย ‘สีน้ำเงิน’ แนะแก้วิกฤตสงครามอิหร่านบานปลาย ให้ประชาชนเริ่มปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา เจอ อจ.จุฬาฯ ดันส่งให้จบๆ ไปเลย

โฮ้ย นี่หรือวิสัยทัศน์สมาชิกสภาสูงไทย ผลของการ ฮั้ว กันเข้ามา มาตรฐานทางสติปัญญาก็ประมาณนี้แหละ สีน้ำเงิน คนนี้ชื่อ ปฏิมา จิระแพทย์ แนะให้ประชาชน ปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา สู้วิกฤตผลกระทบสงครามอเมริกัน/ยิว ถล่มอิหร่าน

เขามองภาพว่าสงครามจะยืดเยื้อเป็นสงครามโลก จึงหาทางออกให้ประชาชนไทยในระยะยาว เมื่อวิกฤตขยายไปสู่ทุกภาคส่วนของการดำเนินชีวิต ไม่เพียงภาวะน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งแพงและขาดแคลน แต่ทำให้สินค้าอื่นๆ แพงตาม

“ลามไปถึงสินค้าทุกประเภท เช่น ถุงพลาสติก” นอกเหนือจากราคาไข่ไก่ ที่เดี๋ยวนี้ขึ้นไปอีก ๒๐ สตางค์ต่อฟอง ส่วนที่เขาเองได้ข้อมูลภายในมาเป็นการส่วนตัวจากการ “ได้คุยกับผู้บริหารสหพัฒนพิบูลและได้รับแจ้งว่า มาม่ากำลังขึ้นราคา”

เขาเห็นว่านี่สำคัญเพราะ “มาม่าเป็นดัชนีชี้วัดความอยู่รอดประชาชน เพราะเป็นสินค้าราคาถูกทานแล้วอิ่ม” ดังนั้นในฐานะ สว. “ที่เป็นสภาพี่เลี้ยงของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร” จึงต้องมีแอ็คชั่น หาทางออก ให้คำแนะนำในภาวะวิกฤต

แต่ เอิ่ม ข้อเสนอแนะของทั่นมันช่างเช้ย เชย ล้าหลัง ตกสมัย ไปหน่อยมั้ง ทั่นบอกต้นเดือนเมษานี่พอดีเลย ได้จังหวะ “ปลูกผัก เลี้ยงไก่ ๒ ตัวต่อครัวเรือน และเลี้ยงปลา เพื่อเป็นทางออกของการดำรงชีวิตของประชาชนในระยะยาวหากเกิดวิกฤตที่อาจรุนแรง”

อจ.พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย รัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้ทีดันส่งไปเลย “งั้นไปให้สุดเลยไหมครับท่าน สว. เพื่อการดำรงชีวิตในระยะยาวแบบที่ท่านแนะนำ ให้ประชาชนออกไปเดินป่าเก็บเห็ดเก็บผลไม้ ล่าสัตว์ หาไหมหาด้ายถักเสื้อเอง หาหินหาฟืนมาก่อไฟ

เอาแบบนี้ไปเลยไหมครับ เอาให้จบๆ ไปเลย” อะ

(https://x.com/pornson/status/2035959324053528854 และ https://www.khaosod.co.th/politics/news_10181160)