https://www.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts/pfbid0YAd5QXiJackpb63kyyWxQgJpdzsHXHeth7Cii9mE9RF2PF3o1KQBtrhUzTMC2YNml
12 hours ago
·
อ่าน Hannah Arendt’s The Origins of Totalitarianism
เมื่อวาน 28 มีค. ได้ไปพูดในงานเปิดตัวหนังสือ The Origins of Totalitarianism (กำเนิดระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ) ผลงานของ Hannah Arendt ปัญญาชนที่ถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในนักคิดที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 20 แปลโดย อาจารย์สายพิณ ศุพุทธมงคล พิมพ์โดยคบไฟ จึงอยากนำสิ่งที่พูดมาวางไว้ให้ตรงนี้ ส่วนคนที่อยากฟังการเสวนา สามารถดูได้ที่นี่
https://www.facebook.com/share/v/1CLhK8LTEe/ ตอนที่ได้ทราบข่าวว่าอ.สายพิณแปลหนังสือเล่มนี้ รู้สึกทึ่งมาก ต้องบอกว่านับถือในความพยายาม เพราะฉบับภาษาอังกฤษหนา 500-600 หน้า (ขนาดพิมพ์ด้วยฟอนต์เล็กมาก) ฉบับแปลไทยยาว 749 หน้า แต่ความยาวอาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่าความยาก ไม่ใช่เพราะอาเรนท์ใช้ศัพท์ยาก แต่เพราะเธอเขียนด้วยประโยคยาวๆ ประโยคละ 3-4 บรรทัด มีข้อความขยาย (adj. clause) ซ้อนข้อความขยายซ้อนข้อความขยาย บวกกับเราไม่ได้มีฐานความรู้ประวัติศาสตร์ยุโรปในศ. 17-19 ของเรามากพอด้วย
ดิฉันใช้บางบทของหนังสือเล่มนี้ในวิชาความรุนแรงในการเมืองโลก ขนาดนิสิตของดิฉันส่วนใหญ่ภาษาอังกฤษดีมาก แต่กว่าจะผ่านแต่ละย่อหน้าไปได้ ก็ใช้เวลามากพอควร ฉะนั้น ความอุตสาหะของ อ.สายพิณ ที่แปลด้วยภาษาไทยอันสละสลวย ก็จะช่วยให้คนไทยอ่านหนังสือเล่มสำคัญนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้นแน่นอน อย่างไรก็ตาม อยากจะแนะนำว่าหากมีการพิมพ์เพิ่ม (ได้ยินว่าพิมพ์แค่ 600 เล่ม) อยากให้ใส่ full stop ลงไปในภาษาไทยด้วย เพื่อให้คนอ่านรู้ว่าประโยคจบที่ไหน ตรงไหนเป็นประธานของประโยค เพราะคนที่ไม่คุ้นเคยกับงานของอาเรนท์ ต่อให้อ่านภาษาไทยก็ยังพบว่าไม่ใช่หนังสือที่อ่านง่ายเลย
%%%%%%%%%%%%%%%%%
เมื่อวานนี้ หน้าที่หลักของดิฉันคือช่วยสรุปประเด็นสำคัญของหนังสือ และโยงประเด็นหลักเข้าด้วยกัน
หนังสือแบ่งเป็น 3 ตอน คือ
1. ลัทธิรังเกียจเชื้อชาติยิว (Anti-semitism)
2. ลัทธิจักวรรดินิยม Imperialism
3. ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ Totalitarianism ดิฉันจะเน้นประเด็นนี้ แต่เราต้องเข้าใจสองประเด็นแรกเล็กน้อย
อาเรนท์พยายามอธิบาย “ต้นกำเนิด” และลักษณะพิเศษของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ซึ่งหมายถึงระบอบนาซีเยอรมัน และโซเวียตรัสเซียในยุคสตาลิน แต่น้ำหนักการวิเคราะห์อยู่ที่ระบอบนาซีด้วยเหตุว่ามีข้อมูลที่เปิดเผยมากกว่า และเธอเองก็คือคนยิวเยอรมันที่หนีรอดออกมาได้ จึงมีความเข้าใจระบอบนาซีลึกซึ้งกว่า
อาเรนท์เสนอว่าระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากระบอบคณาธิปไตย ระบอบอำนาจนิยม หรือระบอบเผด็จการที่ไม่เบ็ดเสร็จ, เป็นระบอบที่โลกไม่เคยมีมาก่อน แม้ Arendt จะบอกว่าระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จมีแค่นาซีกับสตาลิน หลังจากนั้นโลกก็ยังไม่มีอีก แต่เราก็ยังสามารถอ่านงานของเธอเพื่อเข้าใจโลกที่เราอยู่ได้ โดยเฉพาะโลกที่มีหันขวามากขึ้น
อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์เคยเอาบทวิเคราะห์เรื่อง “มวลชน” ในบทที่ว่าด้วย The Classless Society มาวิเคราะห์มวลชนเสื้อเหลือง (ตอนนั้นพวกเสื้อเหลืองโกรธกันมาก) ปัจจุบันมีนักวิชาการเอาทรัมป์ไปเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของนาซีมากขึ้น (ดิฉันก็เคยทำเช่นนี้)
การอ่าน Arendt จะทำให้เราเห็นว่าในหลายสังคมล้วนมี “เชื้อมูล” ของระบอบเผด็จการฯ ฝังตัวอยู่ทั้งสิ้น เราต้องระแวดระวังกับเชื้อมูลเหล่านี้มากขึ้น ไม่ปล่อยให้มันลุกลาม บานปลายจนนำไปสู่การอนุญาตให้รัฐใช้อำนาจตามอำเภอใจ เข่นฆ่ากักขังผู้คน หรือปล่อยให้ตัวเองกลายเป็น “เครื่องมือเชื่องๆ ของรัฐ ที่ช่วยเข่นฆ่าผู้คนด้วยกันเอง” แบบเดียวกับ “มวลชน” ของระบอบนาซี
หนังสือเล่มนี้อธิบาย ลักษณะพิเศษของระบอบฯ และ “ต้นกำเนิด” ที่มีสาเหตุหลากหลาย, ต้นกำเนิดนี้มีรากอยูในประวัติศาสตร์ของยุโรป ซึ่ง Arendt ให้ความสำคัญกับ 2 ปัจจัยเป็นพิเศษ คือ ลัทธิรังเกียจเชื้อชาติยิว และลัทธิจักวรรดินิยม
**** ตอนที่ 1 ลัทธิรังเกียจเชื้อชาติยิว*****
อาเรนท์เห็นว่าระบอบเผด็จการฯเป็นสิ่งไร้สาระไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิง ในแง่ที่ว่า ระบอบนาซีระดมสรรพกำลัง- ทรัพยากรทั้งประเทศระดับมหึมา ทั้งเงิน ทรัพยากรของประเทศ กำลังคน (ทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือน ระบบราชการ ปัญญาชน นักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ) เพื่อกำจัด “ชาวยิว” อันเป็นกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้ความสลักสำคัญอะไรต่อยุโรปในขณะนั้นเลย
ยิวไม่มีอิทธิพลทางการเมือง ไม่มีประเทศของตนเอง มีคนสารพัดชนชั้น ไม่ได้มีแต่คนรวย กระจัดกระจายอยู่ทั่วยุโรป แต่ฮิตเลอร์สามารถทำให้คนเยอรมัน ที่ปกติก็เป็นชาติที่ฉลาดเฉลียว (ผลิตปัญญาชนและศิลปินระดับโลก – มาร์กซ์, อัลสไตน์, ไฮเดกเกอร์, เวเบอร์, บาค, บาร์หม, แวกเนอร์- เอ่ยชื่อไม่หมดหรอก) เชื่อว่าชนชาติยิว คือภัยคุกคามต่อ “ชาติเยอรมัน” ได้สำเร็จ ภาวะที่ขัดแย้งกันนี้ ทำให้ Arendt พยามจะเข้าใจว่า Anti-semitism คืออะไร มันมีกำเนิดมาอย่างไร โดยเธอปฏิเสธความเชื่อ 4 ข้อเกี่ยวกับยิว
1. อาเรนท์ชี้ว่าลัทธิรังเกียจชาวยิว ไม่ใช่ผลผลิตของลัทธิชาตินิยมเยอรมัน มันแตกต่างจากลัทธิชาตินิยม แต่มันมีกำเนิดมาในช่วงเวลาที่ ล.ชาตินิยมในยุโรปอ่อนแอลง ลัทธิรังเกียจชาวยิว มีลักษณะข้ามชาติ international ไม่ได้จำกัดแค่ในเยอรมันี ฮิตเลอร์ต้องการทำลายยิวให้หมดไปจากโลก - นาซีบุกไปที่ไหนก็ตั้งค่ายกักกัน กำจัดยิวด้วย (ฟังคำอธิบายอย่างละเอียดโดย อ.เกษม เพ็ยภินันท์ ในคลิปที่แปะไว้)
2. อาเรนท์ปฏิเสธคำอธิบายว่าลัทธิรังเกียจชาวยิว อุบัติขึ้นในช่วงที่ยิวมีอำนาจทางการเมือง - ตรงกันข้าม มันอุบัติขึ้นในช่วงที่ยิวสูญเสียอำนาจและความมั่งคั่ง ส่งผลให้การโฆษณาชวนเชื่อว่ายิวเป็นพวกไร้ประโยชน์ เป็นปรสิตได้รับการยอมรับ และคนเยอรมันไม่มีขันติให้กับยิวอีกต่อไป (จะขยายความหลังจากนี้)
3. อาเรนท์ปฏิเสธความเชื่อว่า ยิวเป็นแพะรับบาป – เวลาบอกว่าใครเป็นแพะรับบาป scapegoat มันคือการบอกว่าคนๆ นั้น “ซวย” ถูกเลือกโดยไม่ตั้งใจ - แต่เธอเชื่อว่ายิว ถูกเลือกโดยนาซีไว้แล้ว
4. อาเรนท์ปฏิเสธคำอธิบายว่าในอดีตชาวยิวเป็นกลุ่มคนในยุโรปที่เผชิญกับความเกลียดชังและกดปราบมาแต่โบราณกาล ฉะนั้น นาซีก็แค่รับเอาความเกลียดชังนี้มาผลักดันต่อ คำอธิบายนี้เป็นคำแก้ตัวให้นาซี
กระนั้น ก็มีงานวิชาการยุคหลังบางเล่มยืนยันความเชื่อนี้ เช่น Hitler's Willing Executioners: Ordinary Germans and the Holocaust โดย Daniel Goldhagen (1996)
คำถามคือ ทำไมยิวจึงกลายเป็นเหยื่อของการทำลายล้างของนาซี ต้องกลับไปเข้าใจปวศ.ของยุโรปใน ศ.17 18 19 อันเป็นช่วงเวลาที่ความเกลียดชังยิวก่อตัวขึ้น
ในช่วงศ.17, 18 ชาวยิวในยุโรปเป็นกลุ่มคนที่มั่งคั่งร่ำรวย เป็นนายทุนเงินกู้ นายธนาคาร เป็นอภิสิทธิ์ชน แต่ปัญหาของพวกเขาคือ ไม่พยายามผสมผสานตัวเอง (assimilate) เข้ากับ “ชุมชนของชาติ” ที่ตนอยู่ อยู่แต่ในชุมชนของตน ต้องการรักษาอัตลักษณ์ความเป็นยิวไว้ ซึ่งในช่วงเวลานั้น กลุ่มอภิสิทธิ์ชนชาวยิวเหล่านี้มีประโยชน์ต่อยุโรปในแง่เศรษฐกิจ คนกลุ่มอื่นจึงมีขันติให้กับความแตกต่างของยิวที่มีสถานะทางสังคมดี
ปัญหาของชาวยิวอีกประการคือ แม้ว่าจะร่ำรวย มีอำนาจทางการเงิน แต่ไม่มีอำนาจทางการเมือง พวกเขาไม่คิดจะมีอำนาจทางการเมือง ไม่คิดจะสร้างชาติยิว ขณะเดียวกัน ยิวที่ยากจน ก็เผชิญกับการดูถูกเหยียดหยามจากคนกลุ่มอื่น
ประโยชน์พวกยิวที่ร่ำรวยต่อระบบศก.ยุโรปเริ่มลดลงเรื่อยๆ เมื่อยุโรปเริ่มออกล่าอาณานิคม อาณานิคมกลายเป็นแหล่งแสวงหาความมั่งคั่งใหม่ของรัฐและคนกลุ่มอื่นในยุโรป , ยิวเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับคนกลุ่มอื่น, ความเป็นอภิสิทธิ์ชนที่ไม่สุงสิงกับคนกลุ่มอื่น กลายเป็นเป้าของความเกลียดชัง
สถานะที่ไม่สังกัดชาติหนึ่งชาติใด แยกตัวออกจากคนกลุ่มอื่น ไม่มีอำนาจทางการเมือง ทำให้ยิวกลายเป็นเป้าของความเกลียดชัง - ในช่วง 3 ทศวรรษสุดท้ายของศ.19 (1870-1900) เป็นช่วงที่ขบวนการรังเกียจเชื้อชาติยิว อุบัติขึ้นในหลายประเทศในยุโรปชัดเจน แต่ social anti-semitism ก็ไม่ได้นำไปสู่การกดปราบขนาดใหญ่ จนกระทั่งมันเกิดเป็น political antisemitism โดยระบอบนาซี กลไกอำนาจรัฐถูกระดมอย่างเป็นระบบเพื่อกำจัดชาวยิวให้หมดไปจากโลก
****ตอนที่ 2 ลัทธิจักรวรรดินิยม Imperialism****
จักรวรรดินิยมคือ หนึ่งในต้นกำเนิดของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ
(หมายเหตุ Imperialism คืออุดมการณ์ มุมมองต่อโลกที่กำหนดการจัดความสัมพันธ์ของเจ้าอาณานิคมต่อโลกอื่น มองว่าตนเหนือกว่าในทุกด้าน มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปครอบครอง-จัดการ, Colonialism คือภาคปฏิบัติ)
โดยทั่วไป เราจะเข้าใจกันว่าระบอบอาณานิคมขยายการครอบครองดินแดนอื่นๆ เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเจ้าอาณานิคม อาเรนท์ชี้ว่าปัญหาของจักรวรรดินิยมคือ “การขยายเพื่อการขยาย” เพราะการขยายอาณานิคมออกไปเรื่อยๆ มีราคาที่ต้องจ่าย ทั้งในแง่การแข่งขันแย่งชิงดินแดนระหว่างมหาอำนาจ แย่งชิงตลาด เผชิญกับการต่อต้านจากคนพื้นเมือง ต้องทุ่มทรัพยากรจำนวนมากเพื่อขยายและรักษาอาณานิคมเอาไว้
****Imperialism and colonial violence and the boomerang thesis****
อาเรนท์ชี้ว่าลัทธิจักรวรรดินิยมได้สร้าง boomerang หรือแรงสะท้อนกลับตีแสกหน้าประเทศเจ้าอาณานิคมเอง กล่าวคือ ความรุนแรงในระดับที่ชั่วร้ายอย่างที่สุด การสร้างกลไกลควบคุม การเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เจ้าอาณานิคมกระทำต่อคนพื้นเมืองทั่วโลกโดยไม่มีความละอายใจแม้แต่น้อย พอทำบ่อยๆ ขยายออกไปเรื่อยๆ และนานหลายทศวรรษ มันสะท้อนกลับมายังเจ้าอาณานิคมเอง วัฒนธรรมการใช้อำนาจแบบนี้ถูกนำมากลับมาใช้ในดินแดนของตนเอง กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบอบการปกครองแบบอำนาจนิยมในยุโรป
ทั้งนี้ ในช่วงปลาย ศ. 19 – ต้นศ. 20 รัฐในยุโรปมีลักษณะอำนาจนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ คุณลักษณะแบบจักรวรรดินิยมเริ่มปรากฏให้เห็นในการปกครองประเทศ เช่น การใช้อำนาจตามอำเภอใจ ละเมิด rule of law, ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน, ให้ความสำคัญกับมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าการรับผิด ฉะนั้น ความชั่วร้ายที่คิดว่ามีไว้ใช้กับคนพื้นเมือง “คนป่าเถื่อน” ในดินแดนห่างไกล ก็สามารถนำมาใช้กับคนในสังคมตนเองได้โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจอีกต่อไป ซึ่งนี่คือเงื่อนไขหรือพื้นฐานที่ให้กำเนิด totalitarian regimes.
แม้ว่าระบอบเผด็จการฯ จะจบไปแล้ว แต่การใช้ความรุนแรงระดับที่ผิดมนุษย์มนานี้ นี้ไม่ได้สูญสลายไปด้วย รัฐยุคใหม่ก็ absorb เอาความรุนแรงนี้มาใช้กับประชาชนของตน การซ้อมทรมาน การสังหารหมู่ เกิดขึ้นทั่วโลก
****ตอนที่ 3 ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ Totalitarianism****
แกนกลางของตอนนี้คือ “ขบวนการเผด็จการเบ็ดเสร็จ” หรือตัว movement – ที่มีความหมายกว้างกว่าตัวองค์กรนาซี จะเข้าใจรัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จ ก็ต้องทำความเข้าใจขบวนการ ๆ คือหัวใจของตัวระบอบ
ขบวนการเผด็จการฯ มีการจัดตั้งแบบรวมศูนย์ มีพรรคนาซีหรือบอลเชวิคเป็นศูนย์กลาง มีระเบียบวินัยดั่งกฎเหล็ก เมื่อไรก็ตามที่ระบอบเผด็จการฯ สามารถดึงเอาสถาบันต่างๆ ในสังคมให้เข้ามารับใช้ อาทิเช่น กองทัพ ตำรวจ ข้าราชการ สถาบันการศึกษา ปัญญาชน นักวิทยาศาสตร์ สถาบันศาสนา สถาบันตุลาการ ศิลปิน เยาวชน กลุ่มองค์กรนอกรัฐ ฯลฯ ให้เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับขบวนการได้ ระบอบเผด็จการก็จะสามารถบรรลุ total domination การควบคุมสังคมอย่างเบ็ดเสร็จ
Element ที่สำคัญของขบวนการฯ ก็คือ มวลชน (mass) ที่อยู่ในบท A classless society.
คนมักอธิบายความสำเร็จนาซีเยอรมันหรือฮิตเลอร์ที่ได้รับการยอมรับ-สนับสนุนจากสังคมเยอรมัน ว่าเป็นความสามารถของฮิตเลอร์ในฐานะผู้นำบารมี เป็น the great orator นักพูดที่มีสามารถดึงดูดมวลชนได้อย่างยอดเยี่ยม แต่แค่นี้ไม่พอ เพราะผู้นำส่วนใหญ่ก็มีคุณลักษณะเช่นนี้ แต่ความแตกต่างของระบอบเผด็จการฯ คือ ลักษณะของมวลชน (the mass)
อาเรนท์พยามจะเข้าใจว่าทำไมมนุษย์ทั้งหลายจึงยอมรับเผด็จการนาซี ทั้งๆ ที่หลายสิ่งหลายอย่างที่นาซีโฆษณาชวนเชื่อ คือการโกหกหลอกลวงอย่างเห็นได้ชัด เช่น การตีพิมพ์เผยแพร่เอกสารที่ชื่อ The protocal of the Elders of Zion (ปฏิญญาโดยเหล่าปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน) ในช่วงเวลานั้น มีการเปิดโปงบ่อยครั้งว่ามันเป็นเรื่องโกหก แต่ทำไมคนเยอรมันที่ชาญฉลาดจึงเชื่อทฤษฎีสมคบคิด “ยิวจะครองโลก” ง่ายเหลือเกิน
นอกจากนี้ บ่อยครั้งที่ฮิตเลอร์พูดตรงๆ ว่าจะใช้ความรุนแรงกับชาวยิวอย่างไรบ้าง (คนกลุ่มอื่นด้วย คนพิการทั้งกายและสมอง เกย์ พวกยิบซี) แต่มวลชนก็ยังยินดีรับใช้สนับสนุนนาซี แน่นอนว่ามีคนไม่เห็นด้วยแต่เป็นคนส่วนน้อยและถูกปราบ (เป็นที่ยอมรับกันว่า มวลชนเยอรมันรับรู้ถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดกับยิว พวกเขาไม่เพียงนิ่งเฉย แต่ยังสนับสนุน) ซึ่งมันน่าเศร้ามากที่นิยายสมคบคิดดูโง่เง่านี้ ได้ส่งผลต่อโลกที่เป็นจริง นำไปสู่ปฏิบัติการทางการเมือง การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
นิยายสมคบคิด จึงเป็นส่วนสำคัญของการโฆษณาชวนเชื่อ มีความสำคัญต่อระบอบเผด็จการฯ อย่างยิ่ง เพราะระบอบนี้ต้องสร้างศัตรูขึ้นมาอยู่เสมอ เพื่อ justify การใช้ความรุนแรง การควบคุมสังคมผ่านกลไกต่างๆ, มันทำหน้าที่เรียกร้องความสวามิภักดิ์-เสียสละของมวลชน และยังสัญญาถึงโลกใบใหม่ที่ดีกว่าเดิม (Utopia) หากมวลชนร่วมมือกันขจัดศัตรูให้สิ้นซาก
ความสำเร็จของระบอบนาซีในการสร้างควบคุมมวลชน จึงไม่ได้เป็นผลจากการโฆษณาชวนเชื่อที่โกหกหลอกหลวงตลอเวลา บ่อยครั้งผู้นำก็บอกอย่างตรงไปตรงมา ว่าต้องการสร้างสังคมแบบไหน และต้องใช้วิธีการที่รุนแรงอย่างไร พวกเขาประกาศชัดเจนต้องระงับการใช้มาตรฐานทางศีลธรรม (moral standard) หรือมาตรฐานทางการเมืองที่ยึดถือกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่กว่า -ประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา, การเลือกตั้ง, เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, การรวมตัวทางการเมืองต่าง ๆ ฯลฯ – ต้องถูกระงับ-ยกเลิก (พวกพันธมิตรฯ, กปปส., การรัฐประหารก็ใช้เหตุผลทำนองนี้)
การกระทำที่เปิดเผยเหล่านี้ ไม่ได้ทำให้มวลชนตกอกตกใจ ไม่ยอมรับ แต่มวลชนยังโห่ร้องต้อนรับแผนการเหล่านี้ และเห็นว่า “แม้มันจะโหดร้าย แต่มันก็จำเป็น”
ต้องขยายความคำว่า Mass หรือมวลชน แตกต่างจาก Mob (ฝูงชน) แบบหลังมีลักษณะชั่วคราว หวีอหวา ขึ้นง่าย ลงง่าย สลายตัวง่าย ไม่ได้ผูกมัดด้วยอุดมคติใดๆ นอกจากผลประโยชน์ส่วนตัว
Mass – คือพลเมืองที่ปกติไม่เคยสนใจในเรื่องการเมือง-สาธารณะ ไม่มีสำนึกทางชน, มองไม่เห็นความขัดแย้งของผลประโยชน์ทางชนชั้น รัฐไม่ได้เป็นตัวแทนผลประโยชน์ทางชนชั้นของใครทั้งสิ้น แต่เป็นกลาง ทำเพื่อคนส่วนใหญ่ เพื่อประเทศมองไม่เห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ความสำเร็จหรือล้มเหลวเป็นเรื่องของปัจเจกชน (คุ้นไหมคะ)
ในภาวะปกติ มวลชนเหล่านี้มักเฉยชา ไม่รู้สึกรู้สมต่อเรื่องทางการเมือง (political indifference) รังเกียจการเมือง-นักการเมือง ไม่ไปเลือกตั้ง ไม่แยแสต่อการต่อสู้หรือเรียกร้องสิทธิของคนที่ด้อยอภิสิทธิ์ในสังคม รู้สึกว่าช่างเป็นการสูญเสียเวลาและพลังในการทำมาหากินของพวกเขาที่จะต้องมารับผิดชอบทางการเมือง พวกเขาไม่เป็นสมาชิกขององค์กรที่มีเป้าหมายร่วมกัน เช่น สหภาพแรงงาน องค์กรวิชาชีพ พรรคการเมือง ด้วยคำอธิบายว่า “เป็นกลาง”
อาเรนท์ชี้ว่าคนพวกนี้ “โง่เกินไป” ไร้เดียงสาทางการเมือง ไม่มีความคิดทางการเมืองที่ซับซ้อนอะไร ไปอยู่กลุ่มไหนก็ไม่ค่อยมีใครอยากรับหรอก มีแต่ขบวนการเผด็จการเบ็ดเสร็จ ที่ยินดีต้อนรับเขาพวกเขา มันง่ายที่จะเข้าไปดึงคนเหล่านี้เข้ามาร่วมขบวนการ เพราะไม่ต้องไปนั่งรื้อถอนความคิดทางการเมืองเดิม แค่ยัดอันใหม่เข้าไป ก็ใช้ได้เลย
ขบวนการเผด็จการเบ็ดเสร็จจะเกิดขึ้นในสังคมที่ ในภาวะปกติมวลชนที่ไม่เคยสนใจเรื่องการเมือง หันมาสนใจกระตือรือร้นทางการเมืองในช่วงที่สังคมเผชิญวิกฤติ แต่เมื่อคนพวกนี้มองไม่เห็นว่าปัญหาทั้งหลายแหล่เป็นเรื่องของโครงสร้างที่มีปัญหา พวกเขาจึงต้องการการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว, ไม่มีความอดทน, เรียกร้องอัศวินม้าขาว หรือคนดีมากอบกู้โลก พวกเขาจึงไม่ปฏิเสธวิธีการที่รวดเร็วฉับไวและรุนแรง
**** Propaganda and Terror ****
การโฆษณาชวนเชื่อมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างขบวนการ ทั้งนี้ เป็นที่ยอมรับกันมานานแล้วว่า การโฆษณาชวนเชื่อกับความน่าสะพรึงกลัว (terror – การใช้ความรุนแรง, การสร้างความหวาดกลัว) เป็นสองด้านของเหรียญอันเดียวกัน ในแง่ที่ว่าความน่าสะพรึงกลัวที่ไม่มีการโฆษณาชวนเชื่อย่อมส่งผลกระทบทางจิตวิทยาไม่สามารถทำให้คนส่วนใหญ่ยอมรับได้ ในขณะที่โฆษณาชวนเชื่อที่ไม่มีความน่าสะพรึงกลัวรองรับ ย่อมทำให้การโฆษณาไม่ส่งผลในทางปฏิบัติน้อยหรือออกฤทธิ์เดชได้ไม่เต็มที่
แต่ Arendt ขยายต่อว่า “ที่ใดก็ตามที่ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จกุมอำนาจไว้ได้ทั้งหมด มันจะเปลี่ยนจากโฆษณาชวนเชื่อมาเป็นการปลูกฝังความเชื่อ (indoctrination) และการใช้ความรุนแรงก็ไม่ใช่เพียงเพื่อทำให้ประชาชนหวาดกลัว แต่เพื่อมุ่งบรรลุหลักการเชิงอุดมการณ์และหวังผลเชิงปฏิบัติ (513-14)
**** Total domination การครอบงำเบ็ดเสร็จ ****
ปรากฏการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าระบอบนาซีบรรลุ total domination ก็คือ การดำรงอยู่ของค่ายกักกันทั่วยุโรป --- ค่ายกักกันคือ สถาบันอันเป็นใจกลางของอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จ มันคือ “สถานที่ฝึกงาน” ให้กับพวกตำรวจลับ ที่จะก้าวเป็นผู้นำรุ่นต่อไปของระบอบนาซี, มันคือห้องทดลอง (lab) สำหรับทดลอง คิดค้นวิธีการ-เครื่องมือใหม่ๆ ในการทำลายความเป็นมนุษย์ของผู้คน
อาเรนท์ชี้ว่าเป้าหมายที่ลึกที่สุดของการทดลองเหล่านี้ ก็คือ การพรากสิ่งสำคัญของความเป็นมนุษย์ไปจากคนที่เป็นหนูทดลอง -สิทธิทางกฎหมาย, สิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติตามหลักศีลธรรม, สำนึกผิดชอบชั่วดี, ทำลายอัตลักษณ์หรือตัวตนของปัจเจกชน, พวกเขาจะถูกควบคุมทั้งร่างกายและจิตใจจนหมดสภาพความเป็นมนุษย์ ที่จะตัดสินใจทำอะไรได้เอง การกระทำต่างๆ ล้วนถูก manipulated ด้วยสิ่งกระตุ้นต่างๆ เปรียบเสมือนสุนัขที่ถูกฝึกให้ทำตามสัญญาณต่างๆ (เช่น ในการทดลองที่เรียกว่า Pavlov’s สุนัขได้ยินเสียงกระดิ่ง ก็น้ำลายไหล)
อาเรนท์ยังเชื่อว่าระบอบนาซีต้องการควบคุมแบบเบ็ดเสร็จต่อประชาชนของตนเองด้วย ต้องการ “พลเมือง” ที่ไม่ต่างกับ “สุนัขที่ถูกฝึก” - มนุษย์ที่หมดความสามารถที่จะคิด
The ideal subject ของระบอบเผด็จการฯไม่ใช่พวกนาซี หรือคอมมิวนิสต์ที่ทุ่มเทศรัทธาในบอลเชวิค แต่คือมวลชนที่ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือ ข้อเท็จจริง อะไรคือเรื่องแต่ง อะไรถูก อะไรผิด พวกเขาทำตามคำสั่งโดยทิ้ง moral self ของตัวเอง คนพวกนี้ทำให้ระบอบเผด็จการฯ บรรลุเป้าหมายที่ชั่วร้ายถึงที่สุด
คนแบบ Adolf Eichmann หนึ่งในผู้นำตำรวจลับก็นาซี ก็เป็นเช่นนี้ (เมื่อวานมีฉายหนังเรื่อง Hannah Arendt : Her Ideas Changed the World) ซึ่งเป็นเรื่องราวที่อาเร็นท์เขียนเกี่ยวกับไอช์มานน์ ในงาน Eichmann in Jerusalem: A Report on the Banality of Evil จึงอยากจบด้วยสิ่งที่อาเรนท์พูดถึงไอช์มานน์
ตลอดเวลาการไต่สวนคดี ไอช์มานน์ไม่แสดงความรู้สึกผิดใดๆ เลย เขาย้ำแต่ว่ากำลังทำตามหน้าที่ ทำตามกฎหมาย เพื่อรักษาระเบียบวินัย อาเรนท์ชี้ว่าแม้ว่าเขาจะรังเกียจยิว แต่ก็ไม่ได้เกลียดชังยิวราวกับพวกโรคจิต เขาอยู่ในระดับเดียวกับคนเยอรมันทั่วไป อาเรนท์เห็นว่าการกระทำของเขาไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความคิดที่ชั่วร้ายโรคจิต แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยการอุทิศชีวิตตนเองอย่างมืดบอดให้กับระบอบ และความรู้สึกว่าต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันที่สำคัญอะไรสักอย่าง
ในระหว่างการไต่สวนไอช์มานน์บอกว่า เขาขึ้นกับพันธะแบบของค้านท์ ที่ผูกพันเขาไว้ในทุกสถานการณ์อย่างไม่มีเงื่อนไข (He abided to Kant’s categorical imperative) มันเป็นพันธะที่ไม่ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ หรือความต้องการของผู้ใดเป็นการเฉพาะ” ในกรณีนี้คือ การทำตามกฎหมายของระบอบอย่างเคร่งครัด เขาอ้างว่าฮิตเลอร์เป็นผู้เขียนกฎหมาย เขาเป็นแค่คนปฏิบัติตาม
Arendt เถียงว่าจริงๆ แล้ว คนแบบไอช์มานน์ละเลยกฎที่สำคัญที่สุดที่จะละเมิดไม่ได้ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดก็ตาม (the golden rule of categorical imperative) นั่นคือ the moral self หรือสำนึกผิดชอบชั่วดี ความสามารถที่จะบอกได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด ความสามารถที่จะเลือกทำ หรือปฏิเสธไม่ทำ มนุษยชาติล้วนมีส่วนในการสร้างกฎนี้ขึ้นมา แต่คนแบบไอช์มานน์ละทิ้ง “moral self” ของตน และละทิ้งความสามารถที่จะ “คิด” (To Think) อันเป็นคุณสมบัติของความเป็นมนุษย์ ที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์และสิ่งของ
ที่สรุปมาข้างต้น เป็นแค่ส่วนน้อยนิดของหนังสือ เป็นหนังสือที่ทรงคุณค่ามากๆ ไปซื้อหนังสืออ่านกันค่ะ
ปล. ถ้าพิมพ์ใหม่ อยากเห็นปกที่ไฮไลท์ความยิ่งใหญ่ของอาเรนท์ ความยิ่งใหญ่ของหนังสือเล่มนี้มากกว่านี้ค่ะ อาเรนท์ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในนักปรัชญาที่สำคัญของโลกในศตวรรษที่ 20 และหนังสือเล่มนี้ส่งผลต่อโลกวิชาการที่ศึกษาเรื่องอำนาจรัฐเผด็จการอย่างกว้างขวางเช่นกัน