วันเสาร์, กรกฎาคม 18, 2569

มติ กสทช. ให้ ‘หมอไห่’ ประธานพ้นตำแหน่ง มีลักษณะต้องห้าม เมื่อยังประกอบอาชีพ รับค่าจ้างต่อไปหลังได้รับแต่งตั้ง

กรรมการสรรหา กสทช. ๔ ใน ๕ ลงมติ หมอไห่ ประธาน กสทช. “มีลักษณะต้องห้าม ให้ถือว่าไม่เคยรับตำแหน่ง” เมื่อยังประกอบอาชีพ รับค่าจ้างต่อไปหลังได้รับแต่งตั้ง จึงเท่ากับพ้นตำแหน่ง จบปัญหาวุ่นวายใน กสทช.

แต่ ไอ๊ซ์ รักชนก บอกไม่ควรจบแค่นี้ “เพราะยังมีอีกตำแหน่งที่ค้ำจุนกันมาและเป็นต้นตอของความเน่าเฟะใน กสทช. คือ ตำแหน่งรักษาการเลขาธิการ” ควรออกไปด้วยกันว่างั้นเถอะ เพราะนายไตรรัตน์ วิริยะศิริ รักษาการตำแหน่งเลขาฯ มาแล้วเป็นปีที่ ๖

มากกว่าวาระจริงๆ ของเลขาธิการซึ่งมี ๕ ปี อีกทั้งการ “รักษาการ” นี้ “มีอำนาจเต็ม และขัดแข้งขัดขาคนอื่นไม่ให้ขึ้นตำแหน่งมาตลอด” ความสัมพันธ์ของเลขาฯ กับประธาน เป็นคู่ ดูโอครอบงำ กสทช.มาตั้งแต่การประชุมนัดพิเศษ ปี ๒๕๖๖

ขณะนั้น นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นประธาน กสทช. และนายไตรรัตน์ รักษาการเลขาฯ มาตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ หลังจากได้รับแต่งตั้งจากบอร์ดชุดเก่าให้เป็นรองเลขาธิการอยู่พักหนึ่ง จนเดือนพฤษภา ปี ๖๕ เริ่มสรรหาเลขาธิการถาวร

ผ่านไปเกือบปี ประธาน ไห่ประกาศอำนาจเต็มกำกับดูแล กสทช. โดยมีเลขาธิการรับผิดการดำเนินงานขององค์กร และเลขาธิการได้รับการแต่งตั้งและถอดถอนโดยประธาน ด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ประธานจึงเปิดรับสมัครบุคคลเข้าเป็นเลขาฯ

การคัดเลือกใช้วิธีให้แสดงวิสัยทัศน์และทำการสัมภาษณ์ เวลาแสดงวิสัยทัศน์กรรมการ กสทช.ทั้งชุดได้ฟังด้วย แต่การตัดสินว่าใครได้รับคัดเลือก ประธานรับเหมาคนเดียว หมอไห่เลือกได้รักษาการไตรรัตน์นั่นละ เสนอให้บอร์ดเห็นชอบ

แต่เสียงข้างมากของบอร์ด ๕ คน ปัดตกไม่เอานายไตรรัตน์ “นายไตรรัตน์ก็ฟ้องศาลปกครอง ทำให้เริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ไม่ได้ และในระหว่างที่ยังเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ไม่ได้ ไตรรัตน์ ก็นั่งรักษาการต่อไป” สุดท้ายศาลยกฟ้อง

สองคู่ขา ประธานสรณกับรักษาการเลขาฯ ไตรรัตน์ ช่วยกันกำกับและบริหาร กสทช.ผ่านการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ที่ไอ๊ซ์บอกว่ามูลค่าหลักแสนล้าน “ทั้งเรื่องการเป็นเสียงชี้ขาดในการควบรวม ทรู-ดีแทค และการประมูลคลื่นความถี่ของค่ายมือถือ ที่แทบไม่มีการแข่งขัน”

มาวันนี้ รักชนก ศรีนอก บอกว่าเรื่องที่เปิดเอาไว้หลายปีก่อนสำเร็จแล้ว “ทีนี้ก็เลิกด่าได้แล้วนะ ว่าเปิดแล้วปิดไม่ได้สักเรื่อง ปิดได้แล้วนะจ๊ะ เรื่องนี้”

(https://www.facebook.com/nanaicez112/posts/B7iRi98Gku, https://www.facebook.com/supat.hasuwankit/posts/BM9WMqK และ https://www.facebook.com/thestandardth/posts/NmWM51nZ) 

นี่เป็นโอกาสที่คนทำงาน ลูกจ้าง แรงงานอิสระ ซึ่งสมทบเงินไปในแต่ละเดือนจะได้เลือกตัวแทนให้เข้าไปมีสิทธิมีเสียงในการบริหารเงินกองทุนกว่า 3 ล้านล้านบาท ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งวันสุดท้าย 20 ก.ค. นี้ ใครยังไม่ได้ลงทะเบียน รีบกดผ่านแอปหรือเว็บด่วนเลย ! - 5 เรื่องควรรู้ก่อนวันสุดท้ายลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม


ผู้ประกันตนและนายจ้างตามกฎหมายประกันสังคม สามารถลงทะเบียนเพื่อขอใช้สิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายผู้ประกันตน ได้ถึงวันที่ 20 ก.ค. นี้

5 เรื่องควรรู้ก่อนวันสุดท้ายลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 20 ก.ค. นี้

16 กรกฎาคม 2026
บีบีซีไทย

อีก 4 วันจะหมดเขตการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม หลังจากปลัดกระทรวงแรงงานลงนามในคำสั่งขยายระยะเวลาการลงทะเบียนจากเดิมที่จะสิ้นสุดวันที่ 15 ก.ค. ไปเป็นวันจันทร์ที่ 20 ก.ค. นี้

ข้อมูลบนเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม วันที่ 15 ก.ค. เวลา 9.00 น. ระบุยอดผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตนมีเพียง 1.06 ล้านราย ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ประกันตนทั้งหมดในระบบประกันสังคมกว่า 24.86 ล้านราย (ตัวเลขเดือน มิ.ย. 2569) คิดเป็น 4.26% เท่านั้น

ขณะที่สัดส่วนผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งฝ่ายนายจ้างยิ่งน้อยลงไปอีก โดยมีจำนวนผู้ลงทะเบียน 11,332 ราย เทียบกับจำนวนนายจ้างทั้งหมดในระบบประกันสังคมที่มีสถานประกอบการรวม 546,517 แห่ง (ตัวเลขเดือน มิ.ย. 2569) คิดเป็น 2.07% เท่านั้น

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 27 ก.ย. 2569 จะเป็นการเลือกผู้แทนรวม 14 จาก 21 คน ที่จะเข้าไปมีสิทธิมีเสียงในการบริหารเงินกองทุนกว่า 3 ล้านล้านบาท ซึ่งมาจากเงินของบรรดานายจ้าง ผู้ประกันตน และรัฐที่ช่วยกันส่งสมทบทุก ๆ เดือน

ก่อนที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจะหมดโอกาสแสดงตนขอใช้สิทธิเลือกผู้แทนในอีกไม่กี่วัน บีบีซีไทยชวนทบทวน 5 ประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่อาจทำให้คุณแปลกใจ

1. เลือกตั้งสมัยที่แล้วมีคนมาใช้สิทธิไม่ถึง 1%

สัดส่วนผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมปีนี้ที่ว่าน้อย หากย้อนกลับไปในการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2566 มีผู้ลงทะเบียนจะใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยกว่านี้มาก และมาลงคะแนนเลือกตั้งจริงน้อยลงไปอีก

การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2566 มีผู้ประกันตนมาใช้สิทธิ 156,870 คน จากผู้ลงทะเบียนไว้ 854,414 คน คิดเป็น 18.36% แต่ถ้าเทียบกับจำนวนผู้ประกันตนทั้งหมด 24.64 ล้านคน (ตัวเลขเดือน ธ.ค. 2566) คิดเป็นเพียง 0.64% เท่านั้น

ขณะที่ฝ่ายนายจ้างมาใช้สิทธิ 1,465 คน จากที่ลงทะเบียนไว้ 3,129 คน คิดเป็น 46.82% แต่ถ้าเทียบกับจำนวนสถานประกอบการในระบบประกันสังคมที่มีอยู่ 520,771 แห่งในเวลานั้น คิดเป็นเพียง 0.28%

ในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเมื่อปี 2566 มีผู้มาใช้สิทธิฝั่งผู้ประกันตน ไม่ถึง 1% ของจำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมทั้งหมด ณ ขณะนั้น เช่นเดียวกับฝ่ายนายจ้างที่มีผู้มาใช้สิทธิในสัดส่วนที่น้อยกว่า

การเลือกตั้งครั้งนั้น ในสัดส่วนคณะกรรมการฝ่ายผู้ประกันตน ทีมประกันสังคมก้าวหน้าคว้าเก้าอี้ไป 6 ที่นั่ง จาก 7 ที่นั่ง โดยนายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี ได้คะแนนเสียงมากที่สุด คือ 71,917 คะแนน ส่วนผู้ที่ได้คะแนนน้อยที่สุดที่ได้รับเลือกคือนายปรารถนา โพธิ์ดี ประธานเครือข่ายพนักงานราชการไทย ได้รับไป 15,080 คะแนน

ส่วนกรรมการฝ่ายนายจ้างที่ชนะเลือกตั้งได้เข้ามาอยู่ในอีก 7 ที่นั่งด้วยคะแนนหลักร้อยเสียง โดยผู้ที่ได้คะแนนมากสุดคือนายมนตรี ฐิรโฆไท ได้รับ 409 คะแนน ส่วนผู้ที่ชนะมาด้วยคะแนนน้อยสุดคือ น.ส.เพชรรัตน์ เอกแสงกุล ได้รับ 252 คะแนน

คณะกรรมการประกันสังคมมีทั้งหมด 21 คน แบ่งเป็นผู้แทนจากสามฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายผู้ประกันตน ฝ่ายละ 7 คน โดยผู้แทนฝ่ายรัฐมาจากการแต่งตั้ง ส่วนผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนมาจากการเลือกตั้ง

การลงคะแนนของผู้มีสิทธิที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิไว้ก่อน และไปใช้สิทธิตามวันที่กำหนดจึงมีอำนาจชี้ขาดว่าจะให้เสียงส่วนใหญ่ในคณะกรรมการประกันสังคม คือ 14 จาก 21 เสียง ที่จะต้องเข้าไปบริหารเงินกองทุนมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท เป็นใครบ้าง

2. จะใช้สิทธิเลือกตั้งฝ่ายนายจ้าง ต้องเตรียมสารพัดเอกสาร

ผู้ที่ต้องการลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม สามารถลงทะเบียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคมได้ที่เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคมตามลิงก์นี้ ซึ่งจะต้องเลือกว่าจะใช้สิทธิเลือกตั้งในฐานะผู้ประกันตนหรือในฐานะนายจ้าง

สำหรับผู้ประกันตน ใช้เพียงแอปพลิเคชัน ThaID ยืนยันตัวตน ก็สามารถเข้าไปลงทะเบียนโดยเลือกจังหวัด และเขต/อำเภอ ที่ต้องการไปใช้สิทธิได้ทั่วประเทศ โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะต้องมีสัญชาติไทย เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33/39/40 มาก่อนเดือน ธ.ค. 2568 และส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือน ระหว่างเดือน พ.ย. 2568 - เม.ย. 2569

แต่หากคุณอยากใช้สิทธิในฐานะนายจ้าง จะต้องกรอกข้อมูลมากกว่า ทั้งรหัสสถานประกอบการ ชื่อสถานประกอบการ ประเภทสถานประกอบการ และข้อมูลผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิในนามสถานประกอบการ

นอกจากนี้ยังต้องแนบเอกสารประกอบ ได้แก่ หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล (กรณีเป็นนิติบุคคล) สำเนาบัตรประชาชนของผู้ที่ได้รับมอบหมาย และหนังสือมอบหมายด้วย

สำหรับคุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างจะต้องขึ้นทะเบียนนายจ้างกับสำนักงานประกันสังคมก่อน ธ.ค. 2568 และส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือน ระหว่างเดือน พ.ย. 2568 - เม.ย. 2569 และหากว่าคุณประกอบกิจการหลายบริษัท คุณสามารถยื่นใบสมัครหรือลงคะแนนแทนได้เพียง 1 นิติบุคคลเท่านั้น โดยต้องมีกรรมการผู้มีอำนาจลงนามอย่างน้อย 1 คนอยู่ในวันเลือกตั้งด้วย

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนยังมีอีกสองช่องทางในการลงทะเบียน คืออาจลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน SSO Plus หรือไปที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ต่าง ๆ ได้ ขณะที่นายจ้างหากไม่ได้ลงทะเบียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์นี้ก็ต้องนำเอกสารไปที่สำนักงานประกันสังคมเท่านั้น


นอกจากการลงทะเบียนเลือกตั้งผ่านทางออนไลน์ ผู้ประกันตนและนายจ้างยังสามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมได้ที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ต่าง ๆ

3. พนักงานรายวัน - ฟรีแลนซ์ ก็มีสิทธิเลือกตั้งบอร์ดได้ ถ้าส่งเงินสมทบ

เมื่อพูดถึงกองทุนประกันสังคม บางคนอาจเข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับผู้ที่ทำงานในบริษัทต่าง ๆ เท่านั้น ซึ่งนายจ้างจะเป็นผู้ขึ้นทะเบียนให้คุณได้สิทธิประกันสังคมตามมาตรา 33 ของ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ภายใน 30 วันนับตั้งแต่ที่คุณได้รับการว่าจ้างเป็นพนักงานของบริษัท

แต่ถ้าเกิดคุณออกจากงาน แล้วยังอยากได้รับสวัสดิการต่าง ๆ อยู่ ก็อาจไปแจ้งสำนักงานประกันสังคมเพื่อขอส่งเงินสบทบต่อก็ได้ ซึ่งจะทำให้คุณกลายเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ซึ่งจะได้รับความคุ้มครอง 6 กรณี คือ กรณีเจ็บป่วย กรณีคลอดบุตร กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย กรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีชราภาพ

ส่วนในกรณีที่หากคุณไม่มีนายจ้างเลย เช่น อาจเป็นฟรีแลนซ์หรือแรงงานอิสระ คุณก็สามารถเป็นผู้ประกันตนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมได้ โดยไปแจ้งต่อสำนักงานประกันสังคม และส่งเงินสมทบเองตามเกณฑ์ ซึ่งจะกลายเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ซึ่งจะได้รับความคุ้มครองกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย ชราภาพ และสงเคราะห์บุตร ตามเงื่อนไขที่กำหนด

นอกจากนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประกันตนตามมาตราไหน หากคุณได้สถานะนี้มาก่อนเดือน ธ.ค. 2568 และส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือน ระหว่างเดือน พ.ย. 2568 - เม.ย. 2569 คุณก็มีสิทธิเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน 7 คนที่จะเข้าไปนั่งในบอร์ดประกันสังคมได้ หากลงทะเบียนไว้ก่อนวันที่ 20 ก.ค. นี้

4. กติกาเลือกตั้งบอร์ดครั้งนี้เกือบถูกเปลี่ยน

ก่อนหน้านี้ สำนักงานประกันสังคมเคยมีความพยายามจะปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตน โดยมีการออกร่างระเบียบใหม่และเปิดประชาพิจารณ์ไปเมื่อเดือน ม.ค. - ก.พ. ที่ผ่านมา

ร่างระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. … มีสาระสำคัญคือการปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เช่น จากที่ผู้ประกันตน 1 คนสามารถเลือกผู้แทนได้ 7 คน จะเหลือเลือกได้ 1 คน และกำหนด "สัดส่วนที่พึงมี" ของผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนแต่ละมาตรา ตามมาตรา 33, 39 และ 40

นอกจากนี้ ร่างระเบียบใหม่ยังเพิ่มเติมคุณสมบัติของผู้ที่ต้องการจะสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทน อาทิ ต้องเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีความเป็นกลางทางการเมือง รวมถึงสามารถอุทิศเวลาทำหน้าที่เป็นผู้แทนได้อย่างเต็มที่ ฯลฯ

อย่างไรก็ดี เมื่อผลการประชาพิจารณ์มีผู้สนับสนุนให้กลับไปใช้ระเบียบเดิมกว่า 95% ประกอบกับหากใช้ร่างระเบียบใหม่ในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมรอบนี้อาจทำให้การเลือกตั้งล่าช้ากว่า ทำให้สุดท้ายกระทรวงแรงงานพิจารณาให้ใช้กติกาเดิมสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ตามการเปิดเผยของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 18 มี.ค.


ลูกจ้างรายวันหรือฟรีแลนซ์ก็สามารถเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนในคณะกรรมการประกันสังคมได้ หากส่งเงินสมทบตามมาตรา 40 ครบตามเกณฑ์ที่กำหนด

5. กรรมการชุดใหม่จะต้องบริหารเงินเยอะขึ้น แต่การใช้เงินที่ผ่านมามีสารพัดข้อกังขา

ก่อนหน้านี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายวิเคราะห์ไว้ว่ากองทุนประกันสังคมอาจล่มสลายได้หากไม่มีการปรับเปลี่ยนระบบ คือลดสิทธิประโยชน์หรือขึ้นอัตราการส่งเงินสมทบ โดยรายงานของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ้งภากรณ์ เคยประเมินไว้เมื่อปี 2564 ว่าเงินของกองทุนนี้จะหมดลงในช่วงประมาณปี 2588

แต่กองทุนก็มีการปรับตัว โดยเริ่มปรับเพดานเงินสมทบผู้ประกันตนและนายจ้างตามมาตรา 33 จากเดิมที่เคยส่งสมทบฝ่ายละ 5% โดยคำนวณจากเพดานเงินเดือนสูงสุด 15,000 บาท เท่ากับจ่ายสูงสุดคนละ 750 บาทต่อเดือนนั้น เป็นปรับเพดานขึ้นเป็นขึ้นบันได ดังนี้
  • ระยะที่ 1 ปี 2569 – 2571 ปรับเพดานเงินเดือนสูงสุดเป็น 17,500 บาท เท่ากับผู้ประกันตนและนายจ้างต้องส่งเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน
  • ระยะที่ 2 ปี 2572 – 2574 ปรับเพดานเงินเดือนสูงสุดเป็น 20,000 บาท เท่ากับผู้ประกันตนและนายจ้างต้องส่งเงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน
  • ระยะที่ 3 ปี 2575 เป็นต้นไป ปรับเพดานเงินเดือนสูงสุดเป็น 23,000 บาท เท่ากับผู้ประกันตนและนายจ้างต้องส่งเงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน
การปรับเพิ่มเพดานเงินสมทบทำให้เม็ดเงินแต่ละปีที่จะไหลเข้ากองทุนประกันสังคมมีมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันสิทธิประโยชน์บางอย่างของผู้ประกันตนก็เพิ่มขึ้นด้วย

ทว่าที่ผ่านมา การบริหารเงินกองทุนมูลค่า 3 ล้านล้านบาทนี้ ถูกตั้งคำถามสารพัด ทั้งการจัดทำปฏิทินปีละ 50-70 ล้านบาท การใช้งบประมาณเกือบ 7,000 ล้านบาทซื้อตึกสกายไนน์ เซ็นเตอร์ ไปจนถึงการใช้งบหลักร้อยล้านบาทในการพัฒนาแอปพลิเคชัน และกำหนดการดูงานต่างประเทศที่ดูเหมือนมีช่วงเวลาที่ไม่ได้เห็นถึงการปฏิบัติงานอย่างแน่ชัด

ฝ่ายการเมืองและผู้บริหารประกันสังคมได้ออกมาชี้แจงต่อข้อกังขาเรื่องการใช้เงินของกองทุนประกันสังคมในประเด็นต่าง ๆ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ออกมาอธิบายถึงเรื่องการทำปฏิทินประกันสังคมแจกจ่ายว่า ปฏิทินที่ประกันสังคมผลิตมีข้อมูลแจ้งสิทธิผู้ประกันตนที่เป็นการสื่อสารอย่างหนึ่งไปยังผู้ที่อยู่ในพื้นที่ชนบท

นางมารศรี ใจรังศรี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เคยออกมาตอบข้อครหาต่าง ๆ เหล่านี้ โดยระบุว่าวงเงินงบประมาณค่าใช้จ่ายในการบริหารงานที่สำนักงานประกันสังคมได้รับการจัดสรรในแต่ละปี ตามกฎหมายคือไม่เกิน 10% ของเงินสมทบประจำปี ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดสรรเงินสำหรับส่วนนี้จริงไม่เกินปีละ 3% เท่านั้น โดยการจัดสรรผ่านการกลั่นกรองหลายขั้นตอน ผ่านคณะทำงานหลายชั้น ก่อนเสนอบอร์ดประกันสังคมอนุมัติ

การใช้และบริหารจัดการเงินของกองทุนประกันสังคมเหล่านี้สะท้อนความสำคัญของคณะกรรมการประกันสังคม ที่ผู้ประกันตนและนายจ้างกำลังจะมีโอกาสได้เลือกผู้ที่จะเข้าไปทำหน้าที่ในวันที่ 27 ก.ย. นี้

แต่โอกาสนั้นจะหายไปหากไม่ได้ลงทะเบียนไว้ก่อนภายในวันจันทร์ที่ 20 ก.ค.

https://www.bbc.com/thai/articles/c8727zyx5dpo



บางเรื่องเมื่อกาลเวลาผ่านไปก็ยิ่งทวีความพิเศษขึ้น - เมสซี (อาเจนติน่า) ต้องดวลแข้งกับ ลามีน ยามาล (สเปน) ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก — เด็กน้อยที่เขาเคยอาบน้ำให้เมื่อปี 2007 ภาพที่กำลงเป็นไวรัลนี้ ถูกถ่ายเพื่อใช้ในปฏิทินระดมทุนเพื่อสนับสนุน UNICEF และมูลนิธิ FCB








.....

นี่คือหนึ่งในเรื่องราวที่เหลือเชื่อและโรแมนติกที่สุดในโลกฟุตบอลเลย!

ภาพถ่ายประวัติศาสตร์ชิ้นนี้เกิดขึ้นในเดือนธันวาคม ปี 2007 (ประมาณ 18-19 ปีก่อน) ซึ่งเป็นแคมเปญการกุศลของ UNICEF ร่วมกับหนังสือพิมพ์ Diario Sport โดยในตอนนั้น ลิโอเนล เมสซี ในวัย 20 ปี ซึ่งกำลังเริ่มเจิดจรัสกับบาร์เซโลนา ได้มาถ่ายแบบร่วมกับหนูน้อย ลามีน ยามาล ในวัยเพียง 5 เดือน โดยที่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเด็กทารกในอ่างน้ำวันนั้น จะเติบโตขึ้นมาเป็นซูเปอร์สตาร์ดวงใหม่ของสเปนและบาร์เซโลนาในปัจจุบัน

📌 เกร็ดน่าสนใจของภาพนี้:

ความบังเอิญระดับร้อยล้าน: ครอบครัวของยามาลชนะการจับสลากของ UNICEF ที่จัดขึ้นในย่านที่พวกเขาอาศัยอยู่ (Rocafonda ในเมือง Mataró) ทำให้ได้สิทธิ์มาถ่ายรูปคู่กับนักเตะบาร์ซา ซึ่งส้มหล่นทับกลายเป็นเมสซีพอดี

ความเคอะเขินของเมสซี: ช่างภาพที่ถ่ายรูปนี้ (Joan Monfort) เคยให้สัมภาษณ์ว่า เมสซีในตอนนั้นอายุแค่ 20 ปีและเป็นคนขี้อายมาก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะต้องอุ้มหรือจัดการกับเด็กทารกอย่างไร จนกระทั่งล้างเนื้อล้างตัวกันในอ่างตามภาพที่เห็น

จากอ่างน้ำสู่เวทีโลก: ผ่านไปเกือบสองทศวรรษ จากเด็กทารกที่เมสซีเคยอาบน้ำให้ กำลังจะลงสนามดวลแข้งกับตัวพ่อในตำนานในแมตช์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของทั้งคู่

ถือเป็นบทภาพยนตร์ที่แม้แต่คนเขียนบทฮอลลีวูดก็ยังไม่กล้าเขียน เพราะมันสมบูรณ์แบบและน่าทึ่งเกินไปจริง ๆ !



https://www.facebook.com/watch/?v=1561071458703588




มารู้จักแนวคิดของผู้ออกแบบ ถ้วยรางวัลฟุตบอลโลก ที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์เดิม ๆ แบบรูปทรงขันหรือถุงทรงธรรมดา ไม่มีด้านหน้าหรือด้านหลัง เขาต้องการสะท้อนอารมณ์ ความมุมานะพยายามของนักกีฬา ความปิติยินดีของแฟนบอล และวินาทีแห่งชัยชนะ










https://x.com/AP/status/2078071580316352542
.....

ประติมากรชาวอิตาลีผู้ออกแบบถ้วยรางวัลฟุตบอลโลกต้องการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกทางกีฬา 3 ประการผ่านรูปทรงเกลียวเพียงหนึ่งเดียว ได้แก่ ความมุมานะพยายามของนักกีฬา ความปิติยินดีของแฟนบอล และวินาทีแห่งชัยชนะ

เมื่อปี 1971 หลังจากที่บราซิลได้ครอบครองถ้วย "จูลส์ ริเมต์" (Jules Rimet Trophy) ไปเป็นกรรมสิทธิ์ถาวร FIFA ได้เปิดประกวดออกแบบถ้วยรางวัลใบใหม่ ซึ่งผลงานของกัซซานิกาได้รับเลือกจากทั้งหมด 53 แบบจากทั่วโลก

แนวคิดการออกแบบรูปทรงเกลียวที่บิดขึ้นมาจากฐานนั้น จงใจฉีกกฎเกณฑ์เดิม ๆ ของถ้วยรางวัลที่เป็นรูปทรงขันหรือถุงทรงธรรมดา โดยเขาสะท้อนอารมณ์ทั้ง 3 ประการออกมาอย่างชัดเจน:

ความมุมานะพยายามของนักกีฬา (The athlete’s struggle): แสดงออกผ่านเส้นสายที่พุ่งทะยานและบิดเป็นเกลียวขึ้นมาจากฐาน สะท้อนถึงพลัง ความเหน็ดเหนื่อย และหยาดเหงื่อแรงกายในการต่อสู้

วินาทีแห่งชัยชนะ (The moment of victory) และ ความปิติยินดีของแฟนบอล (The fan’s jubilation): สะท้อนผ่านรูปทรงของมนุษย์สองคนที่กำลังยืดตัวขึ้นสุดแขนเพื่อรองรับลูกโลก ความรู้สึกที่เหมือนกำลังระเบิดความสุขออกมาในเสี้ยววินาทีที่ความฝันกลายเป็นจริง

ถ้วยรางวัลฟุตบอลโลกใบนี้จึงไม่ใช่แค่โลหะล้ำค่า แต่เป็นประติมากรรมที่หยุดเวลาของ "ห้วงอารมณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกกีฬา" เอาไว้ได้อย่างงดงาม
.....

ในการมองถ้วยรางวัลฟุตบอลโลก (FIFA World Cup Trophy) ผ่านสายตาของนักออกแบบ เราจะพบว่านี่ไม่ใช่แค่ถ้วยรางวัลธรรมดา แต่เป็น งานประติมากรรมสมัยใหม่ (Modernist Sculpture) ที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์เดิม ๆ ของการออกแบบถ้วยรางวัลในยุคนั้น

เมื่อปี 1970 ตอนที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) ประกาศประกวดแบบเพื่อหาถ้วยรางวัลใหม่มาแทนถ้วย "จูลส์ ริเมต์" (Jules Rimet Trophy) ซิลวิโอ กัซซานิกา (Silvio Gazzaniga) ประติมากรชาวอิตาลี ได้ส่งผลงานที่สร้างความตะลึง เพราะในขณะที่คนอื่นส่งภาพวาด 2 มิติ แต่เขากลับแบกโมเดลปูนปลาสเตอร์ 3 มิติเข้าไปเสนอด้วยตัวเอง

แนวคิดเบื้องหลังการออกแบบถ้วยนี้ในมุมมองของดีไซเนอร์ มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

1. เส้นสายแห่งพลังและความเคลื่อนไหว (Lines of Force & Dynamism)

ถ้วยรางวัลในยุคก่อนหน้ามักจะเน้นความสมมาตร แข็งทื่อ และดูเหมือนสถาปัตยกรรมขนาดเล็ก (เช่น ถ้วยทรงแจกัน ทรงขัน หรือมีหูจับสองข้าง) แต่กัซซานิกาต้องการทลายกรอบนั้น

ความเคลื่อนไหวแบบก้นหอย (The Spiral): ดีไซเนอร์ใช้เส้นสายที่บิดเกลียวและพุ่งทะยานขึ้นจากฐาน (Helical Spiral) เพื่อสร้าง "พลังงานจลน์" (Kinetic Energy) สายตาของผู้ดูจะถูกดึงดูดให้ไล่ขึ้นไปตามแนวโค้งจากล่างขึ้นบนโดยอัตโนมัติ

ความไม่สมมาตรที่ลงตัว (Asymmetry): ถ้วยใบนี้ไม่มีด้านหน้าหรือด้านหลังที่ตายตัว เมื่อคุณหมุนถ้วยไปในแต่ละองศา มุมมองและมิติของถ้วยจะเปลี่ยนไปตลอดเวลา สะท้อนถึงความลื่นไหลและคาดเดาไม่ได้ของเกมฟุตบอล

2. การลดรูปเพื่อความเป็นสากล (Abstraction & Universal Symbolism)

การออกแบบที่ดีต้องสื่อสารข้อความอันทรงพลังได้ทันทีโดยไม่ต้องมีคำอธิบาย กัซซานิกาเลือกใช้สัญลักษณ์สากล 2 อย่าง คือ "มนุษย์" และ "โลก"

มนุษย์กึ่งนามธรรม (Stylized Figures): แทนที่จะปั้นรูปนักฟุตบอลที่สวมเสื้อผ้าหรือมีรายละเอียดกล้ามเนื้อที่สมจริงเกินไป เขาเลือก "ลดทอนรายละเอียด" (Abstraction) ให้เหลือเพียงสรีระมนุษย์สองคนโผล่พ้นขึ้นมาจากฐาน การทำเช่นนี้ทำให้ถ้วยรางวัลนี้เป็นตัวแทนของนักกีฬาทุกคน ทุกเชื้อชาติ และทุกยุคสมัย โดยไม่มีกำแพงเรื่องวัฒนธรรมมาขวางกั้น

สรีระแห่งชัยชนะและความพยายาม: แขนของรูปปั้นทั้งสองเหยียดสปริงตัวขึ้นไปด้านบนเพื่อรองรับลูกโลก ท่าทางนี้ไม่ได้แสดงแค่ความดีใจ แต่สะท้อนถึง "แรงผลักดันและหยาดเหงื่อ" ที่ต้องแบกรับเพื่อก้าวไปสู่จุดสูงสุด

โลกในกำมือ: ลูกโลกที่อยู่จุดสูงสุดถูกออกแบบให้มีลายเส้นนูนต่ำของทวีปต่าง ๆ เพื่อตอกย้ำว่านี่คือเกมกีฬาที่เชื่อมโยงคนทั้งโลกเข้าด้วยกัน และผู้ชนะคือผู้ที่ได้ "ครองโลก" ในเชิงสัญลักษณ์

3. มิติของพื้นผิวและวัสดุ (Materiality & Contrast)

ในแง่ของการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) การเลือกใช้วัสดุและการตัดกันของพื้นผิวถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างคุณค่าทางสายตา

ความขรุขระ ปะทะ ความเรียบเนียน: * ส่วนฐานและลำตัวช่วงล่างจะมีพื้นผิวที่ขรุขระ (Rugged/Textured) คล้ายกับผืนดินดิบ ๆ เพื่อสื่อถึงรากเหง้า ความยากลำบาก และการต่อสู้ฟาดฟันในสนาม

ยิ่งสูงขึ้นไปจนถึงสรีระท่อนบนและลูกโลก พื้นผิวจะถูกขัดจนเรียบเนียนและเงางาม (Polished/Smooth) เป็นตัวแทนของความประณีต จิตวิญญาณ และความบริสุทธิ์ของชัยชนะ

การเล่นกับแสง (Solid Gold Golden Ratio): ถ้วยทำจากทองคำแท้ 18 กะรัต (น้ำหนักประมาณ $6.175$ กิโลกรัม) ซึ่งทองคำไม่เพียงแต่ทรงคุณค่าในตัวเอง แต่มันยังสะท้อนแสงไฟในสนามกีฬาและแสงแฟลชของกล้องถ่ายภาพได้อย่างทรงพลังที่สุด ส่องประกายสีทองอร่ามดูขลังและจับต้องไม่ได้ในเวลาเดียวกัน

เส้นตัดสายตาจากมาลาไคต์ (Malachite Bands): ที่ฐานของถ้วยมีการคาดเส้นสีเขียวเข้มของหินมาลาไคต์ (Malachite) สองเส้น การเลือกใช้หินสีเขียวนี้ช่วยเบรกโทนสีทองไม่ให้ดูเลี่ยนจนเกินไป และสีเขียวยังเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึง "ผืนหญ้า" ของสนามฟุตบอลได้อย่างยอดเยี่ยม

4. ออกแบบมาเพื่อ "ช่วงเวลาแห่งการชูถ้วย" (The Lifting Moment)

ดีไซเนอร์ไม่ได้คิดแค่ว่าถ้วยจะวางโชว์ในตู้กระจกอย่างไร แต่เขาคิดไปถึง "ฟังก์ชันการใช้งานในวินาทีประวัติศาสตร์" ด้วย

ช่วงบนของถ้วยที่แผ่ออกเป็นทรงรูปถ้วยครึ่งวงกลม (Crescent Shape) เกิดจากมือของรูปปั้นสองคนประคองลูกโลกไว้ มันสร้างช่องว่าง (Negative Space) ที่ดูเปิดกว้าง ต้อนรับ และพร้อมจะถูกโอบอุ้ม โครงสร้างโดยรวมจึงไม่ได้ดูทึบตัน แต่ให้ความรู้สึกเบาสบายและเฉลิมฉลอง

กัซซานิกาเคยอธิบายแนวคิดนี้ไว้ว่า:

"เส้นสายที่พุ่งขึ้นจากฐาน หมุนวนเป็นเกลียว ยืดเหยียดออกไปเพื่อโอบอุ้มโลก... จากแรงขับเคลื่อนอันทรงพลังของงานประติบาลชิ้นนี้ เผยให้เห็นร่างของนักกีฬาคู่หนึ่งในวินาทีอันน่าตื้นตันใจของชัยชนะ"
...


FIFA World Cup trophy arrives in style: Louis Vuitton unveils stunning case for final in New Jersey

CBS Miami

Jul 16, 2026

The most coveted prize in soccer is heading to New Jersey for the FIFA World Cup Final between Argentina and Spain, transported in a one-of-a-kind Louis Vuitton case featuring a golden “V” for victory. Get a look at the trophy’s extravagant journey and what to expect from the historic match this Sunday at 3 p.m.


https://www.youtube.com/watch?v=-BHCpckzruA





สุดงง "ไผ่ ดาวดิน" ขังคุกแต่ต้องใส่กำไล EM (ตามหลักการทางกฎหมาย การติด กำไล EM หรือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ "เป็นทางเลือกแทนการคุมขังในเรือนจำ และป้องกันการหลบหนี" แล้วกรณีไผ่ เพื่อ ?!?)


The Politics ข่าวบ้าน การเมือง
13 hours ago
·
"ยิ่งชีพ" แฉคดีสุดงง "ไผ่ ดาวดิน" ขังคุกแต่ต้องใส่กำไล EM
.
วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
มีเรื่องแปลกเกิดขึ้นกับไผ่ จตุภัทร์ อีกแล้ว ไอ้หมอนี่มีคดี เข้าคุก ขึ้นศาลแต่ละทีต้องมีเรื่องให้เล่าขานกันตลอด
.
– เรื่องครานี้ มีอยู่ว่าไผ่โดนคดีมามาตรา 112 หลายคดี มีคดีที่ศาลอาญารัชดา และมีคดีที่ศาลจังหวัดภูเขียว ก่อนหน้านี้ระหว่างดำเนินคดีทั้งสองที่ให้ประกันตัวระหว่างต่อสู้คดี
.
– ศาลจังหวัดภูเขียวเคยพิพากษาให้จำคุกแล้ว แต่ยังได้ประกันตัวต่อในชั้นอุทธรณ์ และเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ศาลจังหวัดภูเขียวอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้จำคุกอีก คราวนี้ไม่ให้ประกันตัวแล้ว ก็เลยเข้าคุกตั้งแต่วันนั้น
.
– เมื่อตัวอยู่ในคุกแล้ว ตามคำสั่งของศาลคดีที่ภูเขียว การประกันตัวที่ศาลอาญาจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป จะประกันตัวก็คือเอาเงินไปฝากไว้กับศาลเฉยๆ ทั้งที่ตัวเองก็อยู่ในคุก ไม่ได้อิสรภาพ ก็เลยไปขอยกเลิกสัญญาประกันตัวที่ศาลอาญา เอาเงินคืน
.
– ระหว่างนั้นก็ยื่นขอประกันตัวไปอีกหลายครั้ง ในคดีที่ภูเขียว แต่ไม่ได้ อยู่มาวันนึงในเดือนเมษายน 2569 การขอประกันตัวก็เป็นผล คดีที่ภูเขียวศาลอนุญาตให้ประกันตัว โดยให้ติดกำไล em ติดตามตัวห้ามหลบหนี
.
– ไผ่ ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ที่กรุงเทพก็เลยยื่นขอประกันตัวอีกครั้งต่อศาลอาญา ซึ่งก่อนหน้านี้เคยได้ประกันตัวอยู่แล้ว แต่ยกเลิกสัญญาไป ก็จะไปขอทำสัญญาใหม่ จะวางเงินแล้วขออิสรภาพชั่วคราวคืนอีกครั้ง แต่ศาลอาญาไม่ให้ประกันตัวแล้ว บอกว่าไม่มีเหตุผลที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ทั้งที่คำสั่งเดิมก่อนหน้านี้คือการอนุญาตให้ประกันตัว แต่ตอนนี้เป็นไม่ให้
.
– แต่คำสั่งที่ให้ประกันตัวในคดีที่ภูเขียวก็ยังอยู่ ไผ่ก็เลยถูกเอาตัวไปที่ภูเขียวเผื่อติดกำไล em ตามคำสั่งศาล คือจะต้องมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่ข้อเท้าตลอด ถ้าเดินทางออกนอกเขตมันจะร้องเตือน
.
– แต่เนื่องจากไม่ได้ประกันตัวในคดีที่ศาลอาญาก็เลยจะต้องถูกพาตัวกลับมา เอาไว้ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ขณะที่ก็ยังใส่กำไลตามตัวป้องกันหลบหนีอยู่นั่นเอง คนบ้าอะไรถูกขังอยู่ในเรือนจำแล้วยังต้องใส่กำไลติดตามตัวอีกแปลกแท้ๆ ครับไอ้หมอนี่มันแปลกที่ไผ่หรือแปลกที่ศาลนะ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1486289303539560&set=a.479371834231317



มวลชนร่วมเป่าเค้กวันเกิด “อาย” กันต์ฤทัย - รำลึก “บุ้ง” เนติพร เสียชีวิตครบ 2 ปี 2 เดือน - พร้อมกินข้าวหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม

https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1342982747983277

Album 17 ก.ค. 69 กินข้าวกับเพื่อนในเรือนจำ
ไข่แมวชีส added 44 new photos.
4 hours ago
·
มวลชนร่วมเป่าเค้กวันเกิด “อาย” กันต์ฤทัย - รำลึก “บุ้ง” เนติพร เสียชีวิตครบ 2 ปี 2 เดือน - พร้อมกินข้าวหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม
17 ก.ค. 2569 เวลา 16.00 น. ที่บริเวณหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม มวลชนอิสระจัดกิจกรรม กินข้าวกับเพื่อนหน้าเรือนจำ - เป่าเค้กวันเกิด “อาย” กันต์ฤทัย - รำลึก “บุ้ง” เนติพร เสียชีวิตครบรอบ 2 ปี 2 เดือน โดยมีมวลชนจำนวนหนึ่งมาร่วมกิจกรรม รวมถึงพ่อของ “เก็ท” โสภณ มาร่วมกิจกรรมในวันนี้ด้วย
.
ตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00 น. กลุ่มมวลชนทยอยเดินทางมายังหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม และเริ่มติดภาพป้ายผู้ต้องขังทางการเมือง จากนั้นมีการแสดงดนตรี โดย “อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์” และกิจกรรมล้อมวงกินข้าวหน้าเรือนจำ ขณะเดียวกันก็มีผู้ขึ้นปราศรัยกล่าวถึงผู้ต้องขังหลายคนที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำขณะนี้ รวมไปถึง “บุ้ง” เนติพร และ “อากง” ที่เสียชีวิตจากการถูกคุมขังคดี ม.112 ในเรือนจำ และกล่าวถึงอาการป่วยของเอกชัยที่ยังคงไม่ได้รับการรักษา และศาลยังคงไม่ให้ประกันตัว รวมถึงกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว “ไผ่” และ “ครูใหญ่” จึงทำให้ต้องติดกำไล EM และถูกขังอยู่ในเรือนจำ
.
จากนั้นมีการเปิดเพลงสุขสันต์วันเกิดและเป่าเค้กให้ “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน ผู้ต้องขังคดี ม.112 ที่วันนี้อายุครบ 35 ปี และอวยพรขอให้อายได้พบกับเสรีภาพในเร็ววันนี้ สำหรับอาย กันต์ฤทัยนั้น ปัจจุบันถูกขังมาตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค. 2567 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว หลังถูกพิพากษาจำคุกรวม 10 ปี 60 เดือน
.
ในเวลาประมาณ 19.30 น. เริ่มจุดเทียนและวางดอกไม้ เพื่อรำลึกถึง “บุ้ง” เนติพร ที่เสียชีวิตครบรอบ 2 ปี 2 เดือน หลังจากเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พ.ค.​ 2567 ระหว่างถูกขังในคดีละเมิดอำนาจศาล และถูกถอนประกันในคดี ม.112 ซึ่งต่อมาศาลพิพากษายกฟ้องคดีนี้
.
กิจกรรมปิดท้ายด้วยการอ่านบทกวี "มหาตุลาการ" ที่สะท้อนถึงบทบาทอำนาจของตุลาการ ประพันธ์โดย ทนายอานนท์ นำภา และอ่านกลอนถึง “อาย” กันต์ฤทัย เนื่องในวันเกิดของอาย



💬 เสียงปืนกลที่บางขวางในเช้ามืดวันนั้น อาจปลิดชีวิตผู้บริสุทธิ์ถึงสามคน... แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้ถูกประหารไปในวันนั้นด้วย คือ ความจริงและบทเรียนเปื้อนเลือดของกระบวนการอยุติธรรมไทย


https://www.facebook.com/reel/1322598423277583

Gens Lab
July 15
·
เสียงปืนกลที่บางขวางในเช้ามืดวันนั้น อาจปลิดชีวิตผู้บริสุทธิ์ถึงสามคน... แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้ถูกประหารไปในวันนั้นด้วย คือ ความจริงและบทเรียนเปื้อนเลือดของกระบวนการอยุติธรรมไทย
17 ก.พ. 2498 เฉลียว ชิต และบุศย์ ถูกประหารชีวิตในคดีประทุษร้ายต่อในหลวง ร.8
15 ก.ค 2569 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่ง "ยกคำร้อง“ การยื่นขอรื้อฟื้นคดีสวรรคตขึ้นมาพิจารณาใหม่
นั่นหมายความว่า สิทธิ์ในการร้องขอความยุติธรรมของทายาทคุณชิต สิงหเสนี เป็นอันยุติ
......

Gens Lab
·
สามารถเข้ามาติดตามรับชมคลิปเต็ม
กรณีสวรรคตในหลวงรัชกาลที่8 ได้ที่ลิ้งด้านล่างนี้
EP.1
https://fb.watch/IoECuWoNZK/?
EP.2
https://fb.watch/IoEHS4dBwU/?




Wow ! นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Northwestern ใช้ AI ออกแบบโดรนรุ่น 'Phantom Twist' ซึ่งยากต่อการมองเห็นขณะบิน โดยอาศัยหลักการ "ภาพเบลอจากการเคลื่อนไหว" (motion blur) แทนการพรางตัวแบบปกติ เพื่อทำให้ตัวโดรนดูเลือนรางคล้ายกับกลุ่มหมอกจางๆ






https://x.com/Reuters/status/2078112694369124421
.....

นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการออกแบบเทคโนโลยีลวงตาเลย แทนที่จะพยายามคิดค้นวัสดุโปร่งแสงล้ำยุคแบบในภาพยนตร์ไซไฟ ทีมนักวิจัยจาก Northwestern University กลับเลือกที่จะ "แฮก" ระบบการรับรู้ทางสายตาของมนุษย์เราแทน

โดรน "Phantom Twist" นี้สามารถซ่อนตัวต่อหน้าต่อตาผู้คนได้โดยอาศัยปรากฏการณ์ Motion Blur (ภาพเบลอจากการเคลื่อนไหว) ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับเวลาที่เรามองใบพัดพัดลมที่กำลังหมุนเร็วๆ แล้วรู้สึกเหมือนใบพัดมันค่อยๆ จางหายไปนั่นเอง

หลักการทำงานของ "Phantom Twist"

ในขณะที่โดรนสี่ใบพัด (Quadcopter) ทั่วไปจะมีตัวเครื่อง (Frame) ตรงกลางที่อยู่นิ่งๆ และมีเพียงใบพัดเท่านั้นที่หมุน ซึ่งทำให้มนุษย์สังเกตเห็นรูปทรงของโดรนได้อย่างชัดเจน แต่เจ้า Phantom Twist ปฏิเสธการออกแบบเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง:

การหมุนสวนทาง (Counter-Spin): ตัวโดรนใช้มอเตอร์ตัวเดียวและใบพัดเดี่ยว โดยเมื่อใบพัดหมุนไปในทิศทางหนึ่งอย่างรวดเร็ว แรงสะท้อนจะส่งผลให้ "ตัวเครื่องทั้งหมด" หมุนสวนทางไปในอีกทิศทางหนึ่ง

ความเร็วระดับสุดยอด: ตัวเครื่องของโดรนจะหมุนด้วยความเร็วสูงถึง 25 รอบต่อวินาที ซึ่งเร็วเกินกว่าที่ดวงตาของมนุษย์จะแยกแยะชิ้นส่วนต่างๆ ออกมาเป็นภาพนิ่งได้ สมองของเราจึงประมวลผลภาพที่เห็นให้ออกมาเป็นค่าเฉลี่ยแทน

เอฟเฟกต์ "หมอกจางๆ": แทนที่จะมองเห็นเป็นรูปทรงโดรนสีทึบคมชัด ภาพของโดรนที่กำลังหมุนจะค่อยๆ "เบลอ" และเกลี่ยกลืนไปกับสภาพแวดล้อมเบื้องหลัง จนดูเหมือนเป็นเพียงกลุ่มหมอกจางๆ ที่แทบจะมองไม่เห็น

🧠 บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI)

รูปทรงแปลกประหลาดของโดรนตัวนี้ไม่ได้เกิดจากฝีมือการวาดแบบของมนุษย์ แต่ถูกคำนวณและปรับแต่งโดย AI:

การจัดวางชิ้นส่วนทึบแสง: ทีมวิจัยใช้ระบบอัลกอริทึมของ AI ในการสร้างและทดสอบการจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ที่มีสีทึบแสง (เช่น แบตเตอรี่, แผงวงจร, มอเตอร์ และตัวถ่วงน้ำหนัก) มากถึง 20,000 รูปแบบ

การจำลองการมองเห็น: ตัว AI จะคำนวณระยะ ความสูง และมุมของชิ้นส่วนเหล่านี้อย่างละเอียด เพื่อไม่ให้พวกมันหมุนมาซ้อนทับกันเองในทางสายตาเมื่อโดรนเริ่มทำงาน

การทดสอบการรับรู้: AI ได้ลองจำลองภาพการหมุนของโดรนรูปแบบต่างๆ ผ่านภาพพื้นหลังในโลกแห่งความเป็นจริงกว่า 100 แบบ โดยใช้โมเดลคอมพิวเตอร์วิชัน (Computer Vision) ที่ได้รับการปรับจูนให้ตรวจจับภาพเลียนแบบดวงตามนุษย์

ผลลัพธ์ที่ได้คือ การออกแบบที่ AI ปรับแต่งให้นี้ ช่วยลดการมองเห็นของมนุษย์ลงได้ถึง 10 เท่า เมื่อเทียบกับโดรนแบบดั้งเดิม

⚠️ ข้อจำกัดในปัจจุบันและการนำไปใช้งาน

แม้ว่ามันจะพรางตาได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ Phantom Twist ก็ไม่ได้ล่องหนหรือเงียบสนิท 100% เนื่องจากใบพัดที่หมุนด้วยความเร็วสูงยังคงสร้างเสียงรบกวนอยู่ และหากสังเกตดีๆ ก็ยังอาจเห็นโครงลวดบางๆ เป็นรอยจางๆ ในอากาศได้

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้มีประโยชน์อย่างมากในงานพลเรือนที่ไม่ต้องการรบกวนสิ่งแวดล้อม เช่น การบินสำรวจพฤติกรรมสัตว์ป่า (เช่น นกที่กำลังทำรัง) โดยไม่ทำให้พวกมันตื่นตกใจ หรือการบินตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยไม่ดึงดูดสายตาหรือสร้างความกังวลให้แก่ผู้คนในบริเวณนั้น




✒️ ขอคนละชื่อ! #Noระบอบสีน้ำเงิน หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจผ่าน #สวสีน้ำเงิน ลงชื่อได้ที่ https://conforall.com/


CALL - เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ
14 hours ago
·
ขอคนละชื่อ! #Noระบอบสีน้ำเงิน หยุดยั้งการสืบทอดอำนาจผ่าน #สวสีน้ำเงิน
.
จากกรณีการเปิดโปงการทุจริตการเลือก สว. และมีการเรียกร้องให้ #สั่งฟ้องสว ยิ่งตอกย้ำว่า ประชาชนไม่ควรมอบความไว้วางใจให้กลุ่มการเมืองดังกล่าวเป็นผู้กำหนดอนาคตรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
ก่อนหน้านี้ พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคแรกที่ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยกลับระบุให้ สสร. มาจากการคัดเลือกของรัฐสภา
.
การกำหนดให้ สสร.มาจากการเลือกของรัฐสภา ของภูมิใจไทย จะเปิดช่องให้กลุ่มการเมือง “สีน้ำเงิน” ที่ประกอบไปด้วย สส.พรรคภูมิใจไทย และกลุ่ม สว.สีน้ำเงิน สามารถ “กินรวบ” ที่นั่ง สสร. ชุดใหม่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ จนอาจทำให้ สสร.ชุดใหม่ กลายเป็น “สสร.สีน้ำเงิน”
.
จากการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภูมิใจไทย ทำให้ทางกลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ หรือ #ConforAll ต้องออกมาเคลื่อนไหว โดยในวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ภาคประชาชนได้ออกมาประกาศจุดยืนคัดค้านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว เพราะไม่ต้องการให้การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มาจาก สสร. ที่ประชาชนไม่ได้เลือก
.
ในขณะเดียวกัน ทางกลุ่มยังได้ยื่นรายชื่อผู้ประสงค์เป็นผู้เชิญชวนเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญ (ผู้ริเริ่มเสนอร่างรัฐธรรมนูญ) ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของการเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยข้อเสนอของเรา คือ “สสร. ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน 100%”
.
สำหรับผู้ที่ต้องการเป็น #หนึ่งในผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน สามารถลงชื่อได้ที่ https://conforall.com/
.
ในการเข้าชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนในครั้งนี้ มีเป้าหมายที่จะต้องได้รายชื่ออย่างน้อย 50,000 รายชื่อ เพื่อให้ข้อเสนอว่า สสร.ต้องมาจากการเลือกตั้ง ไม่ตกหล่นหายไปจากการพิจารณาของรัฐสภาที่ถูกกำกับโดยกลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน
.
พวกเราเชื่อว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ ตั้งแต่ต้นน้ำในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ การร่วมแสดงความเห็นในการออกแบบเนื้อหา และปลายน้ำในการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
สำหรับผู้ที่สนใจเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ สามารถอ่านตัวสรุปได้ที่ https://www.ilaw.or.th/articles/58142
.
เมื่อกลุ่มการเมืองสีน้ำเงินวางแผน 'กินรวบ' กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่
.
มันถึงเวลาที่ประชาชนต้องช่วยกัน “ส่งเสียงคัดค้าน” และ “เสนอทางเลือกที่ดีกว่า”

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1524778036358919&set=a.466938978809502
.....

Puangthong Pawakapan
·
เราต้องการ 50,000 ชื่อเท่านั้นค่ะ ไปลงชื่อหยุด #ระบอบสีน้ำเงิน #สวสีน้ำเงิน #ระบอบปรสิต
เป็น #หนึ่งในผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ลงชื่อได้ที่ https://conforall.com/





อาจารย์ประจักษ์เตือนว่า เกมการเมืองอาจขยับมาถึงเฟสที่สามแล้ว รัฐประหารต้นทุนสูง นิติสงครามถูกจับทางได้ วิธีใหม่คือยังให้มีการเลือกตั้ง แต่ควบคุมและบิดกระบวนการจนฝ่ายค้านชนะยากหรือชนะแล้วเปลี่ยนอำนาจไม่ได้





https://x.com/trendforMFP/status/2077910905342616036


 

นันทนาฉายภาพการล็อกคะแนน-โพยฮั้ว สว. ว่าทำเป็นขบวนการอย่างไร - iLaw ขอแรงประชาชนช่วยกันส่งเสียง ให้สั่งฟ้องคดีและส่งเรื่องไปให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยอย่างเป็นกลาง เปิดเผย และเป็นธรรม

เปิดหมดเปลือกขบวนการ ‘ฮั้ว สว.’ เป้า 120 เก้าอี้ หวังรวบ 2 สภา?| THE STANDARD NOW (HL)

The Standard

Jul 16, 2026 THE STANDARD NOW Highlight (2026)

ดิเรก-นันทนา เปิดหมดเปลือกขบวนการ ‘ฮั้ว สว.’ เป้า 120 เก้าอี้ หวังรวบ 2 สภาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว?

00:00 กกต. ดึงเรื่องสำนวนฮั้วสว.
11:40 ช่องโหว่กฎหมายทำผู้เสียหายไร้ทางออก
23:51 ยุทธศาสตร์ 140 สว. คุมองค์กรอิสระ
38:15 กกต. ยันไร้ธงพิจารณาตามหลักฐาน
44:20 เคลียร์นิยามคำว่าฮั้วสว
46:58 แจงที่มาสว. สายสีน้ำเงิน
55:20 ฝากถึงคนไทยมีวิจารณญาณตัดสินเอง

https://www.youtube.com/watch?v=At4rdSndJWM
.....




ทดสอบแล้ว 'กูรูไอที' เผยคะแนนเปรียบเทียบ TH-AI Passport ด้อยกว่าโปรแกรม Gen-AI เวอร์ชั่นฟรี



ทดสอบแล้ว 'กูรูไอที' เผยคะแนนเปรียบเทียบ TH-AI Passport ด้อยกว่าโปรแกรม Gen-AI เวอร์ชั่นฟรี

16 กรกฎาคม 2569
Thai Post

16 กรกฎาคม 2569 - รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า คนที่ติดตามเฟซบุ๊กผมคงพอทราบว่า ผมได้ใช้ Gen-AI มาเยอะหลายตัวมากและใช้มานานหลายปี ตั้งแต่ทุกตัวออกมาใหม่ๆ ทั้งแบบเสียเงินและฟรี และมี Use cases ต่างๆมาโพสต์ให้ดูบ่อยๆ

สองวันนี้มีคนส่ง TH-AI Passport มาให้ผมทดสอบ ลองดูแล้วก็ไม่มีอะไรมากกว่า Gen-AI ChatBot รุ่นเก่า

ผมพยายามหา Use Cases ง่ายๆมาให้เขาทำเปรียบเทียบกับ Gen-AI เวอร์ชั่นฟรี ที่ทุกคนเข้าถึง เริ่มต้นลอง 4 ด้าน แทบทุกด้านด้อยกว่า Gen-AI เวอร์ชั่นฟรี และลองเอาผลลัพธ์ให้ Claude Opus 4.8 ให้คะแนน ได้ตามรูปนี้ครับ



https://www.thaipost.net/x-cite-news/1033195/
.....


เรือบิน ธรรม์ธีร์
@thuntee

ลิงค์ความเห็น อจ ธนชาติ: https://facebook.com/share/p/1964LeCDNp/ 

ลิงค์ความเห็นผม: https://facebook.com/share/p/17xuAW2xN5/

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ขอโทษ ปมรีวิว AI Pass ทำคนเข้าใจผิดหวังแลกคดี ขอบคุณที่ช่วยดึงสติ ย้ำยังเข้มตรวจสอบ





https://x.com/sorrayuth9111/status/2078099236819026271

สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว
@sorrayuth9111

‘ภาวุธ’ ขอโทษ รับโพสต์มุ่งเน้นวิจารณ์แค่ระบบบริการของ AI Pass มากไป ทำเข้าใจผิดว่าปล่อยผ่านการตรวจสอบ ยัน ตรวจสอบโครงการนี้เข้มงวดต่อ

วันที่ 17 ก.ค.69 นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์

“ผมต้องขอโทษทุกท่านจากใจจริงสำหรับโพสต์ก่อนหน้านี้ครับ.!

การที่ผมมุ่งเน้นวิจารณ์เพียงแค่ระบบบริการของ AI Pass มากเกินไป ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ผมจะปล่อยผ่านเรื่องการตรวจสอบ ทั้งที่เรื่องความโปร่งใสของงบประมาณ คือเรื่องที่พรรคประชาชนและผมให้ความสำคัญที่สุด

ขอยืนยันว่า กระบวนการตรวจสอบโครงการนี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มงวดและละเอียดถี่ถ้วนในทุกขั้นตอน


ขอบคุณทุกคำตักเตือนที่ช่วยดึงสติครับ หลังจากนี้ผมจะทำงานให้หนักและรอบคอบขึ้น เพื่อพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานนับจากนี้ครับ”





THE STANDARD
@thestandardth

ณัฐพงษ์ ติงภาวุธ สื่อสารไม่รอบคอบปม TH-AI Passport เชื่อไม่ได้แลกคดี เดินหน้าตรวจสอบ

วันนี้ (16 กรกฎาคม) เวลา 14.00 น. ที่จังหวัดปัตตานี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์แสดงความคิดเห็นในเชิงบวกต่อโครงการ AI Pass (ชื่อเดิม TH-AI Passport) จนถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกับคดีความหรือไม่นั้น

ณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนเชื่อว่า ภาวุธไม่ได้เจตนาแลกกับผลกระทบที่ได้รับเรื่องคดี แต่การสื่อสารอาจจะไม่ได้ระมัดระวังมากพอ เราเสนอมาโดยตลอดว่าโครงการดังกล่าวเป็นเรื่องการล็อกสเปก เพราะทราบจากคนในแวดวงสายเทค ที่ไปรีวิวแอปพลิเคชัน ซึ่งบอกว่าแอปดูใช้ได้แต่ใจความสำคัญไม่ใช่เรื่องนี้มันคือการล็อกสเปกนำงบประมาณของรัฐที่เป็นเงินนอกงบประมาณไปเอื้อให้กับกลุ่มทุนที่มีความใกล้ชิดกับรัฐบาล

ณัฐพงษ์ ยืนยันว่า จะเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้น ซึ่งขณะนี้คณะกรรมาธิการหลายคณะ โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ ก็ยังติดตามเรื่องนี้อยู่ ส่วนกรณีที่ผ่านมา ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี) ก็ไม่ได้เข้าชี้แจงตามคำเชิญของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ฝ่ายบริหารไม่รับผิดชอบต่อสภา ไม่ได้เห็นว่าสภาศักดิ์สิทธิ์และคิดว่าตนเองมีหน้าที่ต้องมาตอบชี้แจงในคณะกรรมาธิการ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ภาวุธได้เข้าร่วมทดลองใช้งาน AI Pass ที่ร้าน Open Craft ร่วมกับ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ก่อนระบุว่า โครงการมีการปรับรูปแบบจากการใช้งบประมาณแบบเหมาจ่ายประมาณ 1,600 ล้านบาท มาเป็นระบบ Pay-per-Active User หรือจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง ซึ่งมองว่าเป็นการใช้เงินภาษีอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากมีผู้ใช้งานต่ำกว่าที่คาด งบประมาณส่วนที่เหลือจะต้องส่งคืนคลัง

ภาวุธยังประเมินว่า AI Pass เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งาน AI เนื่องจากรวบรวมโมเดล AI หลายค่ายไว้ในแพลตฟอร์มเดียว และมีระบบ Learn to Earn ที่ให้ผู้ใช้เรียนรู้และทำภารกิจเพื่อรับเครดิตใช้งาน พร้อมเสนอให้เพิ่มสัดส่วนโมเดล AI ที่พัฒนาโดยคนไทย เชื่อมโยงการใช้งานกับภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และภาครัฐ รวมถึงเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญอิสระเข้าร่วมตรวจสอบระบบ เพื่อสร้างความโปร่งใสในการใช้งบประมาณและการดำเนินโครงการ

ด้านณัฐพงษ์ยืนยันว่า แม้ภาวุธจะเห็นว่ารูปแบบโครงการมีการปรับปรุงในบางประเด็น แต่พรรคประชาชนจะยังคงเดินหน้าตรวจสอบโครงการอย่างเข้มข้น โดยขณะนี้คณะกรรมาธิการหลายคณะ โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณ ยังติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

ณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงกรณี ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไม่เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการตามคำเชิญหลายครั้ง ว่า เป็นตัวอย่างของฝ่ายบริหารที่ไม่รับผิดชอบต่อรัฐสภา และไม่เห็นความสำคัญของการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการตามกลไกตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ.