วันจันทร์, กรกฎาคม 06, 2569

ผลโพลรายไตรมาส (ที่สอง) ทั้งนิด้าและดุสิต ให้พรรคประชาชนนำเหนือพรรคอื่นๆ อยู่ไม่สร่าง แม้นว่าในฝ่ายค้าน นิยมตัว ‘ไอ๊ซ์’ รักชนก มากกว่าหัวหน้า ‘เท้ง’

จะข้ามไปคงไม่ได้แล้วละ ผลโพลรายไตรมาส (ที่สอง) เพิ่งออกมาเมื่อสองสามวันก่อน ทั้งสองโพลสายหลัก ให้พรรคประชาชนนำเหนือพรรคอื่นๆ อยู่ไม่สร่าง แม้นว่าของ ดุสิต นิยมตัว ไอ๊ซ์ รักชนก มากกว่าหัวหน้า เท้ง

ก็เพราะผลโพลทั้งนิด้าและดุสิต “เป็นไปในทิศทางเดียวกัน” ในความเห็นของ พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ซึ่ง “ตอกย้ำความตกต่ำอย่างต่อเนื่องของนายอนุทินในดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนมิถุนายน ๒๕๖๙” เขาว่าจากคะแนน ๓.๙ เมื่อเดือนมีนา ตอนนี้เหลือ ๓.๖๑

ด้าน ท้อปนิวส์ อดรนทนไม่ไหว ต้องใช้ ปฏิบัติการข่าวสารหรือ IO ของตนโจมตีให้ร้าย อ้างเพจ จักรวาลดำส้มใส่ความว่า “ไอซ์โจมตี THACCA ให้เสียหาย...ไอซ์บิดเบือนบังหล่า เอี่ยวคดี ๑๑๒ ทำกินไม่ได้นอนไม่หลับ ไอซ์ใส่ร้าย พี่เฮ้งต่อเนื่อง

จนตัวเองต้องออกมาขอโทษ” ว่าไปแล้วก็สมประโยชน์ด้วยกันสองฝ่าย ไอ๊ซ์ ยอมแถลงข่าวขอโทษ สุชาติ ชมกลิ่น ที่เรียกเขาว่า “ไอ้รัฐมนตรีมาจากการโกงเลือกตั้ง” เพื่อแลกกับการที่ฝ่ายนั้นถอนฟ้องเรียกค่าเสียหาย ๕๐ ล้านบาท แล้วลอยตัวไป

ปล่อยให้ทนายของเขารับสวะแทน สืบเนื่องมาจากตอนที่ไอ๊ซ์จัดแถลงข่าวเพื่อกล่าวคำขอโทษสุชาติ ทนาย ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ขยับเข้าไปจะยืนเคียงข้าง โดนไอ๊ซ์ตะเพิดตรงๆ ว่าไม่ต้องการร่วมเฟรมด้วย มาวานนี้ สมชัย ศรีสุทธิยากร หวดซ้ำ

โพสต์เปิดโปงฉีกหน้าว่า ทนายคนนี้เคยออกรายการคมชัดลึกกับเขา ปฏิเสธในรายการว่าไม่เคยถูกไล่ออกจากราชการตามที่ถูกกล่าวหา แต่สมชัยยันว่ามีหลักฐานคำพิพากษาศาลปกครอง ๒ ฉบับ ที่ขออุทธรณ์คำสั่งไล่ออกจากราชการ ๒ ครั้ง แต่ศาลยกคำร้อง

อย่างไรก็ดีโพลต้นเรื่อง จากนิด้าความว่า “‘ณัฐพงษ์’ ยังครองอันดับ ๑ ‘อนุทิน-ภูมิใจไทย’ คะแนนนิยมร่วง”  แม้คะแนนนิยมของณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ น้อยกว่าไตรมาสแรกเล็กน้อย จากร้อยละ ๓๖.๖๐ เหลือ ๒๖.๐๘ ส่วน อนุทิน ชาญวีรกูล คะแนนลดมากสุด จาก ๒๙.๔๐ ลงมาเป็น ๒๑.๖๘

ด้านสวนดุสิตซึ่งแยกคะแนนสองฝ่ายไม่ผูกพันกัน ฝ่ายรัฐบาล อนุทิน ยังคงได้รับความนิยมอันดับ ๑ ที่ ๓๕% แต่ทางฝ่ายค้าน รักชนก ศรีนอก แซงหัวหน้าเท้ง ด้วยคะแนน ๓๐.๑๒ ต่อ ๒๔.๑๑ ผลงานจากการตรวจสอบ TH-AI Passport

(https://www.matichon.co.th/politics/news_5792204=IwY2xjawS2, https://www.facebook.com/thestandardth/posts/0nXd7BwT8m และ https://www.facebook.com/PhichainaBhuket/posts/hpNzr6k7p) 

คลิป ‘ท่านหญิง’ ทรงเหวี่ยงพระพักตร์ใส่บอดี้การ์ดหลังไม่ปิดประตูรถยนต์พระที่นั่ง ถูกวิจารณ์ขรม - ตามการปฏิบัติสากล ในการเปิดประตูรถรับ–ส่งบุคคลสำคัญ (VIP) "จะยังไม่รีบปิดประตูรถทันที" แต่จะคงประตูไว้จนกว่าบุคคลสำคัญจะเข้าสู่ตำแหน่งที่ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ (100%) จึงค่อยปิดประตูรถ

https://www.facebook.com/reel/2523065864832421

https://www.facebook.com/watch/?v=2523065864832421

Jim Bandon
10 hours ago
·
คลิปเปรียบเทียบการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยระดับสากลในการเปิดประตูรถรับ–ส่งบุคคลสำคัญ (VIP)

"โดยจะยังไม่รีบปิดประตูรถทันที"
แต่จะคงประตูไว้จนกว่าบุคคลสำคัญจะเข้าสู่ตำแหน่งที่ปลอดภัยอย่างสมบูรณ์ (100%) จึงค่อยปิดประตูรถ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงทีและลดความเสี่ยงสูงสุด
.....

ถาม AI ว่าจริงใหม ?

จริงครับ ข้อมูลที่คุณเห็นในคลิปเปรียบเทียบนั้นตรงกับ หลักปฏิบัติมาตรฐานสากล (Standard Operating Procedures - SOP) ของเจ้าหน้าที่อารักขาบุคคลสำคัญ หรือ Close Protection Team (CPT) ทั่วโลกครับ

เทคนิคนี้เรียกว่าการบริหารจัดการ "จุดเปลี่ยนผ่าน" (Transition Phase/Chokepoint) ซึ่งเป็นช่วงที่ VIP มีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีสูงที่สุด โดยมีเหตุผลด้านความปลอดภัยและยุทธวิธีรองรับอย่างเป็นระบบ ดังนี้ครับ

1. การรักษา "ช่องทางอพยพฉุกเฉิน" (Emergency Extraction Route)

ในขณะที่ VIP กำลังก้าวขึ้นรถ ร่างกายยังไม่ได้นั่งประจำที่ และประตูรถยังไม่ล็อก หากเกิดเสียงปืน เสียงระเบิด หรือมีผู้ประสงค์ร้ายพุ่งเข้ามาจู่โจมในวินาทีนั้น ประตูรถที่เปิดค้างไว้จะเป็น "ทางออกที่เร็วที่สุด" บอดี้การ์ดประจำตัว (Personal Protection Officer - PPO) จะสามารถคว้าตัว VIP แล้วดึงกลับออกมานอกรถ หรือดันกลับเข้าเซฟโซนได้อย่างทันท่วงที

ถ้าหากรีบปิดประตูไปแล้ว เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นในเสี้ยววินาทีนั้น การต้องเสียเวลาเอื้อมมือไปเปิดประตูใหม่จะทำให้เสียเวลาในระดับวินาที ซึ่งในทางยุทธวิธี... วินาทีคือความเป็นความตาย

2. หลักการ "รักษากลไกกำบัง" (Maintaining the Barrier) จนกว่าจะพร้อม 100%

เจ้าหน้าที่อารักขาจะไม่ปิดประตูจนกว่าจะมั่นใจในเงื่อนไข 3 ข้อนี้:

VIP นั่งประจำที่เรียบร้อย (In Position): ตัวรถมักเป็นรถหุ้มเกราะ (Armored Vehicle) VIP ต้องเข้าไปอยู่หลังกระจกและโครงเหล็กกันกระสุนอย่างสมบูรณ์ก่อน

จัดระเบียบร่างกายปลอดภัย: เสื้อผ้า ชายสูท หรือกระเป๋า ต้องไม่ติดคาประตู

เคลียร์พื้นที่โดยรอบ (Perimeter Clear): สายตาของเจ้าหน้าที่ที่จับประตูอยู่จะมองกวาดรอบๆ (Scanning) เมื่อเห็นว่าทุกอย่างปลอดภัย จึงจะปิดประตูและล็อกระบบจากภายนอก/ภายในทันที

3. ประตูรถคือ "โล่กำบัง" (Physical Shield)

ในระหว่างที่เปิดค้างไว้ บอดี้การ์ดมักจะยืนเอาตัวบังช่องว่าง หรือใช้บานประตูรถนั่นแหละครับเป็นโล่กำบัง (Shield) เพื่อบังสายตาหรือวิถีกระสุนจากมุมเปิดด้านหลังให้กับ VIP
💡 เกร็ดเพิ่มเติม: ข้อแตกต่างระหว่าง "มืออาชีพ" กับ "คนขับรถทั่วไป"

คนขับรถทั่วไป/พนักงานต้อนรับ: มักจะรีบปิดประตูทันทีหลังจาก VIP ก้าวขาเข้าพ้นประตู เพื่อความสะดวกสบายและความลื่นไหล (Hospitality)

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสากล: จะประคองประตูไว้ มือหนึ่งจับขอบประตู สายตากวาดมองรอบตัว (360-degree awareness) รอสัญญาณหรือรอจนกว่า VIP หย่อนตัวลงนั่งนิ่งสนิท จึงจะปิดประตูอย่างหนักแน่นและรวดเร็ว เพื่อเปลี่ยนสถานะให้รถกลายเป็น "ป้อมปราการเคลื่อนที่" (The Shell) ที่สมบูรณ์แบบครับ



โพสต์ของผู้ประกอบการท่านนึงที่สะท้อนให้เห็นถึงการขึ้นราคาของ Shopee - Shopee ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมวันที่ 4 ส.ค นี้ ... ตอบรับนโยบายนายกที่เพิ่งเรียก CEO Shopee ไปคุยเมื่อ 9 วันก่อน

https://www.facebook.com/mrchai.khwanchai/posts/28027352363528297

Khwanchai Jaidee 
Yesterday
·
Shopee ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมวันที่ 4 ส.ค นี้ ... ตอบรับนโยบายนายกที่เพิ่งเรียก CEO Shopee ไปคุยเมื่อ 9 วันก่อน // ผู้ประกอบการต้องปรับตัวยังไง? คนซื้อจะต้องเจออะไร?
.
สรุปให้ก่อนหากไม่ต้องการอ่านยาว
- หากคุณเป็นผู้ขาย : ต้องบวกราคาอย่างน้อย 20% และไม่ต้องกลัวคนไม่ซื้อ เพราะ Shopee แจกโค้ดส่วนลดเฉลี่ย 25% ไม่ต้องห่วงว่าลูกค้าจะได้ของแพง เพราะราคาหลังลดมันถูกกว่าราคาหน้าร้าน ต่อให้คุณจะขึ้นราคาหรือไม่ ถ้าไม่มีโค้ด เขาก็ "ไม่ซื้อ!" อยู่ดี
.
- หากคุณเป็นคนซื้อ : เก็บโค้ดอย่างน้อย 20% หากโค้ดต่ำกว่านี้ ให้ซื้อโดยตรงกับคนขาย หรือสมัคร VIP เดือนละ 49 บาท คุณจะได้โค้ด 30% ทุกวัน!
.
.
ทำไมผู้ประกอบการถึงต้องปรับตัวแบบที่ผมบอก? มาดูตัวเลขจาก fact กัน
รูปแรก : ผ่านมายังไม่ครบ 1 ปีดี ค่าธรรมเนียมรวม(ทั้งขายและชำระเงิน) จากขั้นต่ำ 18.19% เป็น 28.82%
-> ขั้นต่ำของผมคือค่าธรรมเนียมชำระเงินแบบเรทถูกสุด พวกจ่ายเต็ม จ่าย Spaylater ไม่ผ่อน และยิ่งเราเปิดผ่อนหลายงวดค่าธรรมเนียมก็ยิ่งแพง
ดังนั้น หากคุณไม่ขึ้นราคา = คุณกำลังแบกต้นทุนการขาย 28.82%+1 บาท เต็มๆ
.
.
รูปสอง : คุณไม่ต้องห่วงลูกค้าจะได้ของแพง เพราะ Shopee แจกส่วนลดให้ลูกค้าเฉลี่ย 25% แล้วในเดือน มิย 69 (ค่าธรรมเนียมที่เค้าเก็บคุณเพิ่ม เค้าเอาไปให้ลูกค้า)
-> รูปสองนี้คืออะไร? เป็นสถิติที่เกิดขึ้นจริงจากทุกออเดอร์ที่ลูกค้าซื้อผ่าน Shopee ร้านผมเอง
และคุณจะเห็นการกระจายตัวของส่วนลด กระจุกอยู่ที่กลุ่ม ส่วนลด 20-25% และ 25-30% ลูกค้าสองกลุ่มนี้รวมกันสูงถึง 74.3%
ส่วนลดเฉลี่ยนที่ลูกค้าได้รับสูงขึ้นเรื่อยๆจาก เม.ย. 22.31% มาเป็น 25.04% ในเดือน มิ.ย. และแน่นอนว่า %ออเดอร์ที่ใช้โค้ดก็สูงขึ้นจากเดือน เม.ย ที่ 93.99% มาเป็น 98.21% ของออเดอร์ที่เข้ามาทั้งหมดในเดือน มิ.ย.
ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่าลูกค้าจะไม่มีโค้ด เพราะทุกคนมีโค้ด เพราะ "ถ้าไม่มีโค้ดเขาไม่ซื้อ"
.
.
รูปสาม : ไม่ต้องห่วงลูกค้าจะได้ของแพง เพราะราคาหลังส่วนลด 25% มันถูกกว่าราคาหน้าร้านคุณอีก!!
สมมติคุณบวกราคาขายทาง Shopee 20% จากราคาหน้าร้าน
สินค้าราคา 1,500 บาท บวกและปัดให้กลมๆคือ 1,800 บาท
ลูกค้ากดส่วนลด 25% ราคาที่ลูกค้าจ่าย = 1,350 บาท
หรือแม้หากคุณบวกราคาขายไป 30% ราคาที่ลูกค้าได้รับหลังโค้ดลดยังต่ำกว่าราคาขายหน้าร้านคุณอยู่ดี!
หากคุณบวกราคา 20% แล้ว ก็เสมือนว่าคุณจ่ายค่าธรรมเนียมการขายทั้งหมด 8.48% ซึ่งผมว่ามันก็แฟร์กับ Shopee
.
.
สรุปอีกรอบ เป็นผู้ประกอบการเราต้องปรับตัว ต้นทุนขึ้น เราก็ต้องขึ้นราคา ง่ายๆแบบนี้แหละ ไม่ซับซ้อน ข้อมูลมันบอกอยู่ ทุกคนมีโค้ด ไม่มีโค้ดคนก็ไม่ซื้อ ไม่ว่าคุณจะขึ้นราคาหรือไม่ขึ้น!

... หากคู่แข่งไม่ขึ้น ก็ปล่อยเขาแบกไปเถ๊อะ
ส่วนคุณ ถ้าไม่สร้างความแข็งแรงให้ช่องทางขายของตัวเอง พึ่งพา Shopee หรือ Market place มากเกินไป คุณอาจจะเข้า ICU ในวันนึง! (บอกตัวเองเหมือนกัน)

** ข้อมูลที่เอามาให้ดูเป็นข้อมูลหลังบ้านร้านผมเอง และที่ต้องเซ็นเซอร์จำนวนออเดอร์ไว้เพราะไม่ต้องการเปิดเผยสาธารณะ




โคลงสี่ไม่สุภาพ ถึงผู้ใหญ่ช่างกล้าสอน


เพนกวิน - พริษฐ์ ชิวารักษ์ Parit Chiwarak
Yesterday
·
โคลงสี่ไม่สุภาพ

เสากระโดงโด่ชี้ ตำตา
ฮั้วเลือกวุฒิสภา ลากตั้ง
โกงหน้ากากโกงยา โกงวัค ซีนแฮ
มึงซื่อสัตย์มากมั้ง ช่างกล้าสั่งสอน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1647269326760646&set=a.238573097630283




"เหลี่ยมการตลาดระดับชาติ" เห็นข่าว Shopee เข้าพบรัฐบาล ประกาศทุ่ม 500 ล้านช่วย SME ไทย - มือซ้าย: ฉากหน้าผู้ใจดี ทุ่ม 500 ล้าน มือขวา: รีดเงียบๆ ขึ้นค่าธรรมเนียมรอบใหม่เกือบ 10%


ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ - Pawoot Pongvitayapanu
14 hours ago
·
เห็นข่าว Shopee เข้าพบรัฐบาล ประกาศทุ่ม 500 ล้านช่วย SME ไทย.!
.
ก่อนอื่นต้องให้เครดิตกันตรงๆ ครับ ปฏิเสธไม่ได้ว่า Shopee คือคนที่เปลี่ยนชีวิตพ่อค้าแม่ค้าไทยไปเยอะมาก ทำให้คนตัวเล็กๆ ในต่างจังหวัด เปิดร้านขายของออนไลน์ได้โดยไม่ต้องมีหน้าร้าน สร้างงาน สร้างอาชีพให้คนไทยหลายแสนคน และการที่ผู้บริหารระดับโลกเดินเข้ามาคุยกับรัฐบาลไทยเอง ก็แสดงว่าเขาเห็นตลาดไทยสำคัญจริงๆ อันนี้ต้องชื่นชมครับ
.
แต่... ในฐานะคนที่ตามเรื่อง "แพลตฟอร์มต่างชาติกับการผูกขาดดิจิทัล" มาตลอด งานนี้ฉากหน้าดูสวย หลังบ้านก็ต้องมองให้ทะลุครับ.!
.
1. #ลองหารเลขดู 500 ล้านบาท หารร้านค้า 1.2 ล้านราย ระยะเวลา 6 เดือน ตกแล้ว "ช่วยร้านค้าได้เดือนละไม่กี่สิบบาทต่อร้าน" เท่านั้นเองครับ
.
แถมเงื่อนไขคือเว้นค่าธรรมเนียม "แค่ 10 ออเดอร์แรกของเดือน เฉพาะร้านยอดขายต่ำกว่าหมื่น" ซึ่งร้านที่กำลังจะตายจริงๆ จากค่าธรรมเนียมที่ขึ้นเอาๆ... ไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่กำลังเจอผลกระทบจากการขึ้นค่าบริการอยู่ตอนนี้
.
พูดง่ายๆ นี่คืองบการตลาด ที่เปลี่ยนป้ายเป็น "งบช่วยชาติ" แล้วเดินเข้าทำเนียบฯ ในจังหวะที่สภากับสังคมกำลังกดดันเรื่องทุนต่างชาติกินรวบพอดี มันคือการ "ซื้อเกราะกันกระสุนทางการเมือง" ครับ พอรัฐจะออกกฎหมายคุมแพลตฟอร์มขึ้นมา จะได้เกรงใจ
.
มองอีกมุม มันคือโครงการปลุกร้านค้าตัวเล็กที่ยอดยังไม่เยอะ ให้โตเป็นลูกค้าตัวใหญ่ในแพลตฟอร์มต่อไป.. ยิงนกครั้งเดียวได้หลายตัวเลย.!
.
.
2. #มือหนึ่งแจก500ล้านอีกมือประกาศขึ้นค่าธรรมเนียม.!
นี่คือส่วนที่อยากให้ดูกันชัดๆ ครับ เพราะหลังผู้บริหาร Shopee เข้าพบนายกฯ ได้แค่ 9 วัน ก็มีประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมรอบใหม่ มีผล 4 ส.ค. นี้
.
ผมได้เห็นข้อมูลหลังบ้านจริงของผู้ประกอบการที่ขายบน Shopee (ขอบคุณเจ้าของข้อมูลที่กล้าเปิดครับ) ตัวเลขน่าตกใจมาก:
.
- ยังไม่ถึง 1 ปีดี ค่าธรรมเนียมรวม (ขาย + ชำระเงิน) ขึ้นจากขั้นต่ำ 18.19% → 28.82% เกือบ 1 ใน 3 ของราคาขาย.!
- ร้านค้าถูกบีบให้ต้องบวกราคาขึ้นอย่างน้อย 20% ไม่งั้นก็ต้องแบกต้นทุนเองเต็มๆ
- แล้วเงินค่าธรรมเนียมที่เก็บเพิ่ม เอาไปไหน? ก็เอาไปแจกเป็นโค้ดส่วนลดให้ผู้ซื้อเฉลี่ย 25% จนตอนนี้ 98% ของออเดอร์ใช้โค้ดหมด พูดง่ายๆ คือ "ไม่มีโค้ด คนไม่ซื้อ"
.
สุดท้ายมันกลายเป็นวงจรที่ทุกคนติดกับ:
.
ร้านค้าขึ้นราคาหนีค่าธรรมเนียม → แพลตฟอร์มเอาค่าธรรมเนียมไปแจกโค้ด → ผู้ซื้อเสพติดโค้ด → ราคาสินค้าหน้าแพลตฟอร์มเฟ้อขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่เป็นของชิ้นเดิม
.
#กลไกคูปองแบบนี้กำลังบิดเบือนราคาสินค้าทั้งตลาด และคนคุมเกมทั้งหมดคือแพลตฟอร์ม ไม่ใช่ร้านค้า ไม่ใช่ผู้บริโภค
.
ลองเทียบกันดูครับ: โครงการช่วยชาติ 500 ล้าน กับค่าธรรมเนียมที่ขึ้นอีก 10% จากยอดขายทั้งระบบระดับแสนล้าน... อันไหนใหญ่กว่ากัน? และนี่คือเหตุผลว่าทำไมโครงการนี้ "ไม่ได้ช่วยผู้ประกอบการส่วนใหญ่" ที่กำลังโดนผลกระทบจริงเลย..!
.
.
3. #ในเมื่อเขาเดินมาหาเราถึงที่รัฐต้องเป็นคนตั้งเงื่อนไข ไม่ใช่แค่ประธานเปิดงาน ผมเสนอให้พลิกเกม เอากลไกดีๆ ที่เขามีอยู่แล้วมาใช้ประโยชน์จริง
.
- ยกระดับโปรแกรมส่งออกของ Shopee (SIP - Shopee International Platform) ให้เป็นวาระแห่งชาติ เปิด "Thailand Pavilion" หน้าแรกในมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ให้อัลกอริทึมช่วยดันสินค้าไทยจริงๆ มีโปรโมชั่นดันร้านค้าไทยไปขายต่างประเทศจริงๆ ตั้งเป้า วัดผล เป็นจำนวนร้านค้าไทยที่มียอดขายเกิดขึ้นจริง
.
- ใช้ระบบขนส่งของเขาที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว เป็นท่อส่งออก รัฐช่วยอุดหนุนค่าส่งบางส่วน ให้ของไทยไปถึงมือลูกค้าต่างประเทศในราคาที่แข่งได้ และจับมือกับผู้ประกอบการขนส่ง คลังสินค้า fulfillment ทั้งในไทยและต่างประเทศร่วมโครงการนี้ (อยากให้ไปร่วมกับสมาคม LogisTech)
.
- ขอ Zero-Fee 1 ปี สำหรับร้านไทยที่ขายออกต่างประเทศ จูงใจให้ผู้ผลิตไทยกลายเป็นผู้ส่งออกดิจิทัล
.
- และที่สำคัญ ความโปร่งใสเรื่องค่าธรรมเนียม ต้องอยู่บนโต๊ะเจรจาด้วย จะขึ้นค่าธรรมเนียมต้องแจ้งล่วงหน้านานพอ มีเพดานชัดเจน ไม่ใช่ขึ้นปีละหลายรอบแบบนี้
.
.
4. #อย่าจับมือทีละค่ายต้องคุมทั้งกระดานพร้อมกัน
ถ้ารัฐเดินสายจับมือทีละเจ้า จะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบทันที สิ่งที่ควรทำคือประกาศกรอบความร่วมมือแห่งชาติ ดึงทุกยักษ์มานั่งโต๊ะเดียวกัน:
.
- Shopee / Lazada / TikTok — กติกาเดียวกันหมด ทั้งคุมสินค้านำเข้าให้ผ่าน มอก./อย. เปิดท่อส่งออกให้สินค้าไทย (เข้าใจว่าต่อ API กับหน่วยงานรัฐแล้ว เรื่องการตรวจสอบสินค้า) และคุมความโปร่งใสเรื่องค่าธรรมเนียม
- TikTok — ใช้พลัง Live กับครีเอเตอร์ ดันสินค้าท้องถิ่นไทยให้คนเห็น ปรับอัลกอริทึมให้สินค้าไทยแสดงมากกว่าสินค้าต่างประเทศ
- Meta / LINE — คนไทยซื้อของผ่านแชตเยอะที่สุดในโลก ต้องดึงมาเชื่อมระบบหลังบ้าน ขนส่ง จ่ายเงิน ให้ร้านค้าอิสระยืนได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งมาร์เก็ตเพลสอย่างเดียว
- แพลตฟอร์มไทย — ห้ามลืมเด็ดขาด ตอนนี้เริ่มมีแพลตฟอร์มไทยเกิดขึ้นแล้ว รัฐต้องร่วมมือกับแพลตฟอร์มไทยอย่างเต็มที่ อย่าให้เขาเดินคนเดียว และแพลตฟอร์มไทยเองก็ต้องรวมตัวกัน เพราะรัฐช่วยบริษัทใดบริษัทหนึ่งไม่ได้.. การทำงานผ่านสมาคม E-Commerce จะเป็นตัวกลางที่รัฐเข้ามาสนับสนุนได้
.
.
#สรุปตรงๆ จากผม
ขอบคุณ Shopee ที่ลุกขึ้นมาทำอะไรให้ SME ไทยครับ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การช่วย 500 ล้านด้วยมือซ้าย แล้วขึ้นค่าธรรมเนียมเกือบ 10% ด้วยมือขวา มันสวนทางกันเกินไป เราจะไม่ยอมให้ใครใช้เงินเศษเสี้ยว มาซื้อสิทธิ์กินรวบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
.
ไม่อยากให้ช้อปปี้ "กินรวบ" ผู้บริหารช้อปปี้ต้องมองถึงการ "กินแบ่ง" แล้วเติบโตร่วมไปกับระบบนิเวศการค้าออนไลน์ของประเทศ.. ตอนนี้มีการรวมตัวกันของหลายสมาคมการค้าออนไลน์แล้ว ควรไปทำงานร่วมกัน ไม่ใช่ตัวเองจะทำทุกอย่าง แล้วรวบเข้าระบบนิเวศตัวเองทั้งหมด
.
และฝากถึงผู้ประกอบการทุกท่านด้วยครับ อย่าฝากชีวิตไว้กับมาร์เก็ตเพลสอย่างเดียว ต้องสร้างช่องทางขายของตัวเองควบคู่ไปด้วย เพราะกติกาเปลี่ยนได้ตลอดเวลา และคนเปลี่ยน... ไม่ใช่เรา
.
อยากฝากคำแนะนำนี้ของผมถึงรัฐบาล เพราะน่าจะเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจการค้าออนไลน์ของไทย ที่กำลังเติบโตอย่างมากในตอนนี้ครับ.!
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=1575447490640717&set=a.204898294362317





6 เดือนสูญเปล่า ไร้สัญญาณป้องกันห้ำท่วม 69 (#หาดใหญ่ จะโดนอีกรอบไหม)


ที' ลมฟ้าอากาศ
Yesterday
·
ตะลึงกลางที่ประชุมเมื่อวานนี้! (03/07/69)
คลอง ร.1 #หาดใหญ่ พังยับกว่า 14 กม. กรมชลประทานรับหน้าถอดสีแล้วกระซิบบอกกับ รมต.คมนาคมว่า "ซ่อมไม่ทันแล้วครับ"
.
"ถ้าได้งบช่วงนี้ จะซ่อมทันไหม?"

คำถามจี้ใจดำจาก รองนายกๆพิพัฒน์ หลังรู้ความจริงว่า ปลายคลอง ร.1 (ต.#ท่าช้าง อ.#บางกล่ำ) เสียหายหนักจากน้ำท่วมใหญ่ ตลิ่งพังยับเยินสองฝั่งรวม 14 กิโลเมตร

คำตอบจากชลประทานทำเอาสะอึก... "ไม่ทัน ทำได้แค่ปะผุจุดวิกฤตไปก่อน"
.
นี่คือความจริงสุดเจ็บปวด! 6 เดือนหลังน้ำลด... ปล่อยเวลาทิ้งเปล่า ไม่ได้ทำอะไรเลย ไร้สัญญาณรับมือน้ำท่วมรอบใหม่ ประชาชนต้องลุ้นระทึกกันเองอีกครั้ง!

ด้านชาวบ้านในพื้นที่บอกว่า เห็นมันพังตั้งแต่น้ำลดแล้วท่านไปอยู่ไหนมา
.
#ไร้สัญญาณป้องกันน้ำท่วม #คลองร1 3 กค.69

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : Gunna Jittranon

https://www.facebook.com/photo/?fbid=957879987276959&set=a.263387566726208





#ยืนหยุดทรราชw169 4 กรกฎาคม 2569 ชวนทุกคนเข้าชื่อเสนอยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหาร ฉบับที่ 41 มรดกจาก 6 ตุลา ที่เพิ่มโทษขั้นต่ำของมาตรา 112 และทำให้ประชาชนต้องเผชิญโทษจำคุกหนักขึ้นจากการใช้สิทธิเสรีภาพ

 
https://www.facebook.com/watch/?v=969385686132577

https://www.facebook.com/wetheequalcitizen/posts/1038271561888177

We, The People
8 hours ago
·
#ยืนหยุดทรราชw169
4 กรกฎาคม 2569

ชวนทุกคนเข้าชื่อเสนอยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหาร ฉบับที่ 41 มรดกจาก 6 ตุลา ที่เพิ่มโทษขั้นต่ำของมาตรา 112 และทำให้ประชาชนต้องเผชิญโทษจำคุกหนักขึ้นจากการใช้สิทธิเสรีภาพ
 
หลังการล้อมปราบและสังหารหมู่นักศึกษากลางเมืองในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ได้เกิดการรัฐประหารภายใต้การนำของ พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ ในนาม “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ระหว่างการปกครองโดยคณะรัฐประหารได้มีการออกคำสั่งของคณะหลายฉบับ หนึ่งในนั้นคือคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งแก้ไขโทษของกฎหมายหลายมาตราให้สูงขึ้นทั้งหมิ่นศาล หมิ่นประมาท และอื่น ๆ รวมถึงมาตรา 112 ที่ต่างเป็นสาเหตุของคดีทางการเมืองและผู้ต้องขังทางการเมืองจำนวนมากในปัจจุบัน

50 ปีผ่านไป คณะรัฐประหารผู้ใช้อำนาจออกคำสั่งดังกล่าวไม่มีอยู่แล้ว แต่ผลพวงของของกฎหมายยังคงอยู่ และยังส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน

ในวาระครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จึงขอชวนประชาชนร่วมเข้าชื่อเพื่อยกเลิกคำสั่งฉบับนี้ทั้งฉบับ เพื่อลบมรดกบาปรัฐประหาร

ร่วมลงชื่อออนไลน์ได้แล้ววันนี้ที่เว็บไซต์
https://decoup6octsins.com/

50 ปี 6 ตุลา 50,000 ชื่อ รื้อกฎหมายคณะรัฐประหาร
#50ปี6ตุลา #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา




เมื่อ ‘ขบวนเสด็จ’ กลายเป็นคำถาม: เปิดประมวลการต่อสู้คดี ม.112 นักกิจกรรม 7 คน จากเหตุทำโพล “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” ดีเดย์นัดตัดสินคดีพรุ่งนี้ 6 ก.ค. 69 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เวลา 10.00 น.


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
13 hours ago
·
เมื่อ ‘ขบวนเสด็จ’ กลายเป็นคำถาม: เปิดประมวลการต่อสู้คดี ม.112 นักกิจกรรม 7 คน จากเหตุทำโพล “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่”
.
ในวันที่ 6 ก.ค. 2569 เวลา 10.00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดฟังคำพิพากษาในคดีทำโพลสำรวจความคิดเห็น “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” บริเวณห้างสรรพสินค้าพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565 และถูกสั่งฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามมาตรา 112, “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116 รวมถึงในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136, 138, 140 และ 368
.
คดีนี้มีจำเลยทั้งสิ้น 7 คน ได้แก่ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์, “ใบปอ”, ฐากูร (สงวนนามสกุล), วรเวช (สงวนนามสกุล), “บีม” ณัฐกรณ์ (สงวนนามสกุล), วรัณยา แซ่ง้อ, “แบม” อรวรรณ (สงวนนามสกุล) โดยก่อนหน้านี้มี “บุ้ง” เนติพร (สงวนนามสกุล) เป็นจำเลยด้วย แต่ภายหลังจากเสียชีวิตลงหลังจากถูกเพิกถอนประกันคดีนี้ ศาลจึงจำหน่ายคดีในส่วนของเนติพรออกไป
.
คดีนี้ยังเป็นคดีที่ “ใบปอ” และ “บุ้ง” เนติพร ถูกเพิกถอนประกันในปี 2565 และประท้วงอดอาหารเป็นเวลา 64 วัน ก่อนได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี ต่อมาในปี 2566 “แบม” อรวรรณ ได้ถอนประกันตนเองพร้อมกับทานตะวันที่ขอถอนประกันในอีกคดีหนึ่ง เพื่อประท้วงความอยุติธรรมของศาล และทวงคืนสิทธิประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง โดยประท้วงอดอาหารทิ้งสิ้น 53 วัน
.
ต่อมาในปี 2567 เนติพรถูกเพิกถอนประกันเป็นครั้งที่ 2 ได้ประท้วงอดอาหารและเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวในวันที่ 14 พ.ค. 2567
.
สำหรับคดีนี้มี ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ สมาชิกกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) เป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีที่ สน.ปทุมวัน ในข้อหาตามมาตรา 112 และ 116 พร้อมกับเจ้าพนักงานตำรวจที่เป็นผู้กล่าวหาในข้อหาอื่น ๆ
.
จนถึงปัจจุบันนับว่าผ่านระยะเวลามากว่า 4 ปี โดยในชั้นศาลมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยรวม 15 นัด ก่อนที่ศาลจะนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 6 ก.ค. 2569 จึงชวนอ่านสรุปภาพรวมคดีนี้
.
.
อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/84344

https://www.facebook.com/photo?fbid=1432313032072496&set=a.656922399611567





https://x.com/mobnewsThailand/status/2073763303432794456



 

หนึ่งในมรดกที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ซึ่งทำรัฐประหารในเย็นวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทิ้งไว้และยังมีผลบังคับใช้มาถึงปัจจุบัน คือ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 คำสั่งนี้สามารถยกเลิก หากมีการออกพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นมาประกาศยกเลิก


iLaw
18 hours ago
·
หนึ่งในมรดกที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ซึ่งทำรัฐประหารในเย็นวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทิ้งไว้และยังมีผลบังคับใช้มาถึงปัจจุบัน คือ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41
.
คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินออกคำสั่งมาทั้งหมด 47 หลายฉบับมีเนื้อหาแก้ไขกฎหมายที่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติปกติ ทำให้คำสั่งเหล่านั้นมีสถานะเป็น "กฎหมาย" ไปด้วยแม้ว่าจะไม่ได้ผ่านกระบวนการพิจารณาโดยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาก็ตาม โดยคำสั่งฉบับที่ 41 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมอัตราโทษความผิดที่เกี่ยวกับการหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นในประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 จำนวน 12 มาตรา โดยให้เหตุผลในการออกคำสั่งเพียงสั้นๆ ว่า ด้วยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินเห็นว่า อัตราโทษในความผิดต่างๆ เหล่านี้ “ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน” จึงสมควรแก้ไขอัตราโทษให้สูงขึ้น
https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/1330266.pdf
.
ทั้งนี้ ในจำนวนความผิด 12 มาตราที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินกำหนดเพิ่มอัตราโทษ 11 มาตราเคยถูกแก้ไขโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ "สภาแต่งตั้ง" จากคณะรัฐประหารชุดหลัง
.
๐ ปี 2535 สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) นำโดยพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ แต่งตั้งขึ้น แก้ไขอัตราโทษในความผิดฐานหมิ่นประมาท มาตรา 326 โดยเพิ่มอัตราโทษปรับจากไม่เกิน 2,000 บาท เป็นไม่เกิน 20,000 บาท และเพิ่มอัตราโทษหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาจากปรับไม่เกิน 4,000 บาท เป็นไม่เกิน 200,000 บาท https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/1625011.pdf
.
๐ ปี 2558 สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่งตั้งขึ้น แก้ไขอัตราโทษความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า จากปรับไม่เกิน 1,000 บาทเป็นปรับไม่เกิน 10,000 บาท https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/2033429.pdf
.
๐ ปี 2560 สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่งตั้งขึ้น แก้ไขอัตราโทษปรับความผิดหลายฐานให้สูงขึ้น 10 เท่า คือ มาตรา 118 ความผิดฐานลบหลู่ธงชาติ 133 ความผิดฐานหมิ่นประมาทประมุขรัฐต่างประเทศ มาตรา 134 ความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้แทนรัฐต่างประเทศ มาตรา 135 ความผิดฐานลบหลู่ธงชาติต่างประเทศ มาตรา 136 ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน มาตรา 138 ความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน มาตรา 198 ความผิดฐานดูหมิ่นศาล มาตรา 206 ความผิดฐานเหยียดหยามศาสนา
https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/2102174.pdf
.
จะเห็นได้ว่า โทษที่คณะรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 เคยออกคำสั่งแก้ไข แม้ภายหลังจะถูกพิจารณาแก้ไขอีก แต่องค์กรที่พิจารณาคือ "สภาแต่งตั้ง" จากคณะรัฐประหาร
.
นอกจากนี้ จาก 12 มาตราที่เคยถูกแก้ไข จะเห็นได้ว่ามาตรา 112 ยังไม่เคยถูกแก้ไขอัตราโทษเลย มรดกของคณะรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ยังคงมีผลเป็นกฎหมายต่อเนื่องมาจะ 50 ปี
.
วันนี้ (5 กรกฎาคม 2569) เวลา 13:00 - 17:30 น. เครือข่ายรณรงค์ลบมรดกรัฐประหาร จัดงานเปิดตัวแคมเปญเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ยกเลิกมรดกจากคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาต่อไป
.
ชวนมาร่วมงาน ชมสารคดี “นิรโทษกรรม จำเลยคดี 6 ตุลา” และร่วมฟังเสียงจากผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งฉบับนี้ ได้ที่ ห้อง LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
.
(Google Map: https://maps.app.goo.gl/qSXn1VcDLs9qrzo7A)
.
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำสั่งฉบับที่ 41 ได้ที่ https://www.ilaw.or.th/articles/4898

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1452403886933226&set=a.625664036273886



สารคดี “นิรโทษกรรม จำเลยคดี 6 ตุลา” (พ.ศ. 2521) และ วงคุยหลังสารคดี โดย ชัยธวัช ตุลาธน และ วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ชวนคุยโดย จุฑารัตน์ กุลตัณกิจจา ในงาน “ครึ่งศตวรรษรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ถึงเวลาลบมรดกบาป” วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569


[นิรโทษกรรม จำเลยคดี ๖ ตุลา]

Film Archive Thailand (หอภาพยนตร์)

Oct 6, 2018

[นิรโทษกรรม จำเลยคดี ๖ ตุลา] [พ.ศ. ๒๕๒๑] 
ความยาว ๕๓.๓๙ นาที 
วีดิทัศน์ / สี / เสียง

เป็นวีดิทัศน์แผ่นซีดี ๑ ในจำนวน ๖ แผ่น ที่เจ้าภาพงานพระราชทานเพลิงศพ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อดีตนายกรัฐมนตรี ทำขึ้นเพื่อแจกเป็นที่ระลึกในงานดังกล่าว

เฉพาะแผ่นนี้ เป็นการรวบรวมภาพยนตร์บันทึกภารกิจของ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในกรณีการเสนอพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ ๔ ถึงวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ให้เห็นว่าเป็นผลงานสำคัญชิ้นหนึ่งของอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้

วีดิทัศน์เริ่มต้นด้วยการเสนอภาพเหตุการณ์และเสียงผู้บรรยายโดย นายมานิจ ควรขจร ผู้ประกาศข่าวของสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง ๗ สี สรุปการเกิดกรณีนองเลือดในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยชี้ว่านักศึกษาได้ก่อความวุ่นวายขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมีการแสดงละครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำให้ประชาชนผู้รักชาติ ทนไม่ได้ จึงรวมตัวกันเรียกร้องต่อรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ให้จัดการ 

และในรุ่งเช้าวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ประชาชนผู้รักชาติก็บุกเข้าไปจัดการในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำไปสู่การรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครอง นักศึกษาและประชาชนถูกจับดำเนินคดี มีภาพการพิจารณาคดีในศาล ซึ่งหลังจากการพิจารณาคดีผ่านไปกว่าสองปี พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรีได้เสนอพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ฯ ดังกล่าวต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๒๑ มีภาพการประชุมรัฐสภา และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา พลเอกเกรียงศักดิ์ ได้แถลงข่าวแก่สื่อมวลชนเรื่องพระราชบัญญัติผ่านการพิจารณา และในเย็นวันนั้นพลเอกเกรียงศักดิ์ ได้นำร่างพระราชบัญญัติขึ้นทูลเกล้าถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย มีประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๒๑

จากนั้นวีดิทัศน์ แสดงให้เห็นเหตุการณ์ในวันที่ จำเลยคดี ๖ ตุลาคม จำนวน ๑๙ คน ซึ่งได้รับอิสรภาพจากพระราชบัญญัตินี้ ได้รวมตัวกันและเดินทางไปเยี่ยมคารวะพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ นายกรัฐมนตรี ที่บ้านพัก ย่านบางเขน นำโดย นายสุธรรม แสงประทุม 

ผู้ที่แนะนำคณะผู้ที่ได้รับอิสรภาพต่อ นายกรัฐมนตรีเป็นรายตัว คือ นายพิชัย วาศนาส่ง พิธีกรชื่อดังของสถานีไทยโทรทัศน์ ช่อง ๙ โดยแนะนำทีละคนดังนี้ นายสุธรรม แสงประทุม นายประยูร อัครบวร นายสุรชาติ บำรุงสุข นายมหินทร์ ตันบุญเพิ่ม นายธงชัย วินิจจะกุล นายอารมณ์ พงศ์พงัน นายอนุพงศ์ พงศ์สุวรรณ นายวิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ นายอรรถการ อุปถัมภากุล นายโอริสสา ไอราวัณวัฒน์ นายเสรี ศิรินุพงศ์ นางสาวสุชีลา ตันชัยนันท์ นางสาวเสงี่ยม แจ่มดวง นายบุญชาติ เสถียรธรรมมณี นายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นายสุรชาติ พัชรสรวุฒิ นายอภินันท์ บัวหภักดี นายคงศักดิ์ อาษาภักดิ์ นายประพนธ์ วังศิริพิทักษ์ 

นายสุธรรม ได้กล่าวขอบคุณที่นายกให้มาเยี่ยม และมอบดอกกล้วยไม้แสดงความขอบคุณต่อนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีได้กล่าวต้อนรับและทักทายถามสารทุกข์สุกดิบ ก่อนจะขอตัวไปทำอาหารเลี้ยง

ระหว่างนั้นผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายสุธรรมถึงที่มาของกล้วยไม้ ได้ความว่าเป็นกล้วยไม้ที่พวกตนได้รับทอดในเรือนจำต่อมาจากนักโทษการเมืองกรณี ๒๖ มีนาคม ซึ่งได้รับการปลดปล่อยไปก่อนแล้ว

ต่อมานายกรัฐมนตรีได้มาร่วมรับประทานอาหารเช้ากับคณะทั้ง ๑๙ คน ซึ่งอาหารมีข้าวผัดกะหรี่ไก่ ไข่ดาว และแกงจืด แล้วนายกรัฐมนตรีได้แจกเหรียญหลวงปู่แหวน ภปร รุ่นสุดท้ายแก่นายสุธรรมและคณะ คุณหญิงวิรัตน์ ชมะนันทน์ ภริยานายกรัฐมนตรีได้ร่วมมอบเหรียญดังกล่าวด้วยและร่วมสนทนากับคณะ

ต่อมา นายกรัฐมนตรีได้นำคณะไปยังห้องรับรอง และให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชน นายกรัฐมนตรีได้
กล่าวย้ำถึงสาเหตุในการเสนอพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมครั้งนี้ ว่าได้ทำตามพระราชปรารภ และไม่ต้องการหาเสียงใด ๆ ได้ให้โอวาทแก่คณะที่เข้าพบ ขอให้ลืมสิ่งที่ผ่านมา ให้ตั้งหน้าเรียนหนังสือต่อ และหวังว่าทุกคนจะมีส่วนสร้างความเจริญแก่บ้านเมืองต่อไป สุดท้ายนายกรัฐมนตรีและคณะที่เข้าพบได้ออกมาถ่ายรูปร่วมกันและลากลับ

ต้นฉบับวีดิทัศน์นี้สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นการบันทึกด้วยฟิล์มภาพยนตร์ ๑๖ มม. สี ของฝ่ายข่าวโทรทัศน์กองทัพบกช่อง ๗ สี และเป็นการถ่ายบันทึกเสียงลงในฟิล์มโดยตรงขณะถ่ายทำ ทำให้สามารถเก็บเสียงบรรยากาศจริงไว้ได้ตลอด

กรณีเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ นับเป็นประวัติศาสตร์การเมืองสำคัญที่สืบเนื่องจากเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ได้มีผู้บันทึกเรื่องราวของประวัติศาสตร์นี้รูปแบบต่าง ๆ พอสมควร แต่บันทึกประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตชีวาและสามารถสื่อแสดงให้เห็นความรู้สึกและอารมณ์ต่อหน้าต่อตาโดยตรง ยากที่สื่อใดจะเทียบภาพยนตร์ได้ วีดิทัศน์นี้จึงมีค่าเป็นเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองเฉพาะกรณี เหตุการณ์ ๖ ตุลา ๒๕๑๙

https://www.youtube.com/watch?v=zc4JWogjn7k
.....

 
https://www.facebook.com/watch/?v=1548003156991448

ThumbRights was live
12 hours ago
·
วงคุยหลังสารคดี “นิรโทษกรรม จำเลยคดี 6 ตุลา”

สารคดี “นิรโทษกรรม จำเลยคดี 6 ตุลา”
สนับสนุนภาพยนตร์สำหรับจัดฉายโดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)
วงคุยหลังสารคดี โดย ชัยธวัช ตุลาธน และ วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์
ชวนคุยโดย จุฑารัตน์ กุลตัณกิจจา

ในงาน “ครึ่งศตวรรษรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ถึงเวลาลบมรดกบาป”
วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.00 - 17.30 น.
ห้อง LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

https://www.facebook.com/ThumbRights/videos/1548003156991448
.....

Atukkit Sawangsuk 
3 hours ago
·
วันนี้ หลังฉายสารคดีนิรโทษกรรมที่ 18 ผู้ต้องหา 6 ตุลาเข้าพบเกรียงศักดิ์

ธงชัย (ที่จริงพูดอีกประเด็นแต่ย้อนความให้ฟัง)
 ว่าการเมืองเบื้องหลังนิรโทษกรรมมีความขัดแย้งของชนชั้นนำ
ในสภา ที่ผ่านร่างพระราชบัญญัติ มีการประท้วง วอล์คเอาท์
ทมยันตีไม่โหวต (ไม่แน่ใจว่าวอล์ตเอาท์หรือไม่เข้าประชุมเลย)
 
เกรียงศักดิ์จึงถ่อมตัว พูดย้ำ ถึงพระมหากรุณาธิคุณ
ใน พรบ.นิรโทษกรรมระบุว่านักศึกษาทำผิดสารพัด แต่เมตตา

การนิรโทษกรรม สันนิษฐานได้ว่าอเมริกามีส่วนกดดัน
เพราะตอนนั้น ผู้แทนประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ (วิโรจน์บอกว่าชื่อแพทริเซีย น่าจะเป็น Patricia Derian นักสิทธิมนุษยชนที่คาร์เตอร์ตั้งให้เป็น Assistant Secretary of State for Human Rights and Humanitarian Affairs) มาเยี่ยมถึงในคุก

(เดโมแครตชนะเลือกตั้งหลังอเมริกาแพ้สงครามเวียดนามแล้วปรับนโยบายถอยจากการหนุนเผด็จการสุดโต่ง)
:
ธงชัยกับต๋อมมองคล้ายกันว่า 112 ในวันนั้นไม่เหมือนวันนี้
 
ธงชัยมองว่า 112 เป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม ที่อาจารย์นิธิกล่าวถึง

กฎหมายคอมมิวนิสต์ยกเลิกไป แต่ 112 กลับโทษสูงขึ้น
 
ชนชั้นนำผนึกกำลังกันเหนียวแน่น อย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6

ต๋อมเห็นว่า ดุลอำนาจเปลี่ยน ไม่เหมือนหลัง 6 ตุลา

แล้วก็เป็นโจทย์คนละชุด ไม่เหมือนตอนนั้น ล้มรัฐบาลหอย นิรโทษกรรม เพื่อหยุดการผลักนักศึกษาเข้าป่า

ปัจจุบัน อุดมการณ์หลักแบบเดิมเสื่อม ซอฟต์พาวเวอร์ของพลังจารีตครองความคิดจิตใจคนได้น้อยลง จึงต้องใช้ 112 กดปราบ

แล้วก็ยังรู้สึกว่าเอาอยู่ คิดว่าจะให้จบด้วยการลงโทษให้หมดแล้วให้ขออภัยโทษ

112 วันนี้ถูกใช้เป็นฐานในการให้ความหมายแบบใหม่ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคำพิพากษาศาลล้วนเอาไปโยงมาตรา 6 ทำให้ 112 กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปอีกชั้น



เปิดแคมเปญ "ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ" ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา คืนเสรีภาพ คืนอำนาจให้ประชาชน


เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ
9 hours ago
·
ชวนทุกคนเข้าชื่อเสนอยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหาร ฉบับที่ 41 มรดกจาก 6 ตุลา ที่เพิ่มโทษขั้นต่ำของมาตรา 112 และทำให้ประชาชนต้องเผชิญโทษจำคุกหนักขึ้นจากการใช้สิทธิเสรีภาพ

หลังการล้อมปราบและสังหารหมู่นักศึกษากลางเมืองในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ได้เกิดการรัฐประหารภายใต้การนำของ พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ ในนาม “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ระหว่างการปกครองโดยคณะรัฐประหารได้มีการออกคำสั่งของคณะหลายฉบับ หนึ่งในนั้นคือคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งแก้ไขโทษของกฎหมายหลายมาตราให้สูงขึ้นทั้งหมิ่นศาล หมิ่นประมาท และอื่น ๆ รวมถึงมาตรา 112 ที่ต่างเป็นสาเหตุของคดีทางการเมืองและผู้ต้องขังทางการเมืองจำนวนมากในปัจจุบัน

50 ปีผ่านไป คณะรัฐประหารผู้ใช้อำนาจออกคำสั่งดังกล่าวไม่มีอยู่แล้ว แต่ผลพวงของของกฎหมายยังคงอยู่ และยังส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน

ในวาระครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จึงขอชวนประชาชนร่วมเข้าชื่อเพื่อยกเลิกคำสั่งฉบับนี้ทั้งฉบับ เพื่อลบมรดกบาปรัฐประหาร

ร่วมลงชื่อออนไลน์ได้แล้ววันนี้ที่เว็บไซต์
https://decoup6octsins.com/

50 ปี 6 ตุลา 50,000 ชื่อ รื้อกฎหมายคณะรัฐประหาร

#50ปี6ตุลา #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา

https://www.facebook.com/photo?fbid=1491740392989396&set=a.609372831226161
...


เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ
9 hours ago
·
แถลงการณ์เปิดแคมเปญ "ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ"

หลายปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มักถูกกล่าวถึงในฐานะหน้าประวัติศาสตร์อันโศกเศร้าในฐานะบทเรียนความรุนแรงของรัฐ แต่สำหรับพวกเราที่ชีวิตถูกหักรากถอนโคนด้วยน้ำมือของเผด็จการ อีกทั้งมรดกบาปของการรัฐประหารในวันนั้น ยังคงฝังรากลึกและทำหน้าที่กดทับสิทธิเสรีภาพของประชาชนไทย อยู่จนถึงวินาทีนี้

ในตอนเย็นของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้มีการก่อการรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ระหว่างการปกครองโดยคณะรัฐประหารได้มีการออกคำสั่งของคณะหลายฉบับ หนึ่งในนั้นคือคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งแก้ไขโทษของกฎหมายหลายมาตราให้สูงขึ้นทั้งหมิ่นศาลหมิ่นประมาทและอื่น ๆ รวมถึงมาตรา 112 ที่ต่างเป็นสาเหตุของคดีทางการเมืองและผู้ต้องขังทางการเมืองจำนวนมากในปัจจุบัน

จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินไม่มีอยู่แล้ว แต่ผลพวงของกฎหมายยังคงอยู่ และยังมีการทำรัฐประหารซึ่งฉุดรั้งประเทศมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องด้วยโอกาสครบรอบ 50 ปีนี้ เราจึงอยากให้ 6 ตุลาเป็นวาระให้รับใช้ประชาชน โดยการร่วมกันยกเลิกประกาศดังกล่าว “ทั้งฉบับ”

นี่ไม่ใช่แค่การลบมรดกบาปในช่วงเวลาดังกล่าวเท่านั้น แต่เป็นการปักธงว่า คณะรัฐประหารและกฎหมายของพวกเขาที่ไม่ได้มาจากประชาชนเป็นสิ่งที่ “มิอาจยอมรับได้และไม่ควรมีที่ยืนในสังคม” อีกต่อไป

พวกเราจึงอยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมลงชื่อ เพื่อยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองฉบับที่ 41 ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 6 ตุลาคม ไม่ว่าจะเป็นพวกเราหรือคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน เราต่างได้รับผลกระทบของรัฐประหารด้วยกันทั้งนั้น การผสานพลังของพวกเราจะช่วยให้ประเทศไทย เป็น “ประชาธิปไตยขึ้นอีกก้าว” มาร่วมลงชื่อด้วยกัน เพื่อลบมรดกบาปรัฐประหารและเขียนอนาคตด้วยประชาชน

ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา
คืนเสรีภาพ คืนอำนาจให้ประชาชน
ขอบคุณ

#50ปี6ตุลา #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1491731056323663&set=a.609372831226161
.....

 
https://www.facebook.com/watch/?v=1908944916445932
was live.11 hours ago
·
หลังการสังหารหมู่กลางเมืองและการปราบปรามนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ได้เกิดการรัฐประหารภายใต้การนำของ พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่ ในนาม “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน”
เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น คณะรัฐประหารได้ออกคำสั่งฉบับที่ 41 เพิ่มอัตราโทษของมาตรา 112 ให้รุนแรงขึ้น และเพิ่มโทษจำคุกในความผิดเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นอีกหลายมาตราในประมวลกฎหมายอาญา โดยไม่ผ่านกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
ตลอดเกือบ 50 ปีที่ผ่านมา อัตราโทษเหล่านี้ยังคงอยู่ในกฎหมายไทย และกลายเป็น “มรดกของคณะรัฐประหาร” ที่ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญโทษจำคุกหนักขึ้นจากการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
หนทางของการลบ “มรดกของคณะรัฐประหาร” ครั้งนี้จะเป็นอย่างไร สามารถมาฟังรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในงาน “ครึ่งศตวรรษรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ถึงเวลาลบมรดกบาป”
พร้อมด้วยวงเสวนาประวัติศาสตร์การใช้มาตรา 112
โดย
⁃ บุณยนุช มัทธุจักร iLaw
⁃ ธงชัย วินิจจะกูล อดีตจำเลยคดี 6 ตุลา
⁃ สราวุทธิ์ กุลมธุรพจน์ อดีตจำเลยในศาลทหารเชียงราย
⁃ จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ จำเลยในยุคราษฎร 2563
ดำเนินรายการโดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์




https://www.facebook.com/watch/?v=1245001210938462



https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1333209455627273

Album 5 ก.ค. 69 ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา (ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์)
ไข่แมวชีส added 31 new photos.
9 hours ago
·
เปิดตัวแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา” ลงชื่อยกเลิกคำสั่งคณะปฏิวัติ 2519 ที่เพิ่มโทษขั้นต่ำคดี ม.112
.
5 ก.ค. 2569 เวลา 13.00 - 17.30 น. ห้อง LT1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีกิจกรรม “ครึ่งศตวรรษรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ถึงเวลาลบมรดกบาป” ร่วมทบทวนประวัติศาสตร์ ทำความเข้าใจผลพวงของรัฐประหาร และร่วมแลกเปลี่ยนถึงแนวทางการลบ “มรดกของคณะรัฐประหาร”
สืบเนื่องจากในปี 2569 นี้ กำลังจะครบ 50 ปีหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 แต่ผลพวงจากการรัฐประหารและการแก้ไขกฎหมายโดยคณะรัฐประหาร ที่เพิ่มโทษขั้นต่ำของมาตรา 112 ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญโทษจำคุกหนักขึ้น จากการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนมาจนถึงปัจจุบัน
.
เครือข่ายฯ มีการเปิดแคมเปญให้ร่วมลงชื่อเสนอกฎหมาย เพื่อยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 โดยระบุว่าเป็นกฎหมายที่ไม่มีความชอบธรรมด้านที่มา และเนื้อหาเป็นการจำกัดเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร เพื่อลบล้างมรดกทางกฎหมายของการรัฐประหารในครั้งนั้น และแก้ไขอัตราโทษของความผิดในประมวลกฎหมายอาญาให้เหมาะสม
.
สำหรับกิจกรรมในวันนี้ มีการฉายสารคดี ‘นิรโทษกรรม จำเลยคดี 6 ตุลา’ และมีวงคุยหลังสารคดี โดย ชัยธวัช ตุลาธน และ วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ อดีตจำเลยคดี 6 ตุลา
.
ต่อด้วยวงเสวนา ‘ประวัติศาสตร์การใช้มาตรา 112’ โดย บุณยนุช มัทธุจักร จาก iLaw, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล อดีตจำเลยคดี 6 ตุลา, สราวุทธิ์ กุลมธุรพจน์ อดีตจำเลยในศาลทหารเชียงราย และ จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ จำเลยในยุคราษฎร 2563 ร่วมพูดคุยในประเด็นที่มาของคำสั่งคณะปฏิวัติ การถูกดำเนินคดีในช่วง 6 ตุลา 2519 ช่วงรัฐประหาร 2557 และช่วงปี 2563
.
จากนั้นมีการอธิบายร่างกฎหมาย โดย ธีรภพ เต็งประวัติ ตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าวว่า เรามีเป้าหมายจำนวน 50,000 ชื่อในการเสนอชื่อต่อรัฐสภา เพื่อเสนอยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 เพื่อคืนมาตรฐานโทษที่เป็นธรรม โดยเฉพาะในข้อหามาตรา 112 เพื่อให้โทษกลับไปสู่ “ไม่เกิน 7 ปี” ไม่ใช่ “3–15 ปี” ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าข้อเสนอเดิมเกี่ยวกับมาตรา 112 จะถูกทิ้งไป แต่ในครั้งนี้เพื่อให้มีการทบทวนและถกเถียงเกี่ยวกับคำสั่งของคณะปฏิวัติฯ ฉบับดังกล่าวในวาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ
.
จากนั้นเวลาประมาณ 17.00 น. มีการเดินขบวนไปยังประติมานุสรณ์ 6 ตุลา ใกล้หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่ออ่านแถลงการณ์เปิดแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ” ก่อนยุติกิจกรรม
.
ร่วมลงชื่อลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 ได้ที่เว็บไซต์:
https://decoup6octsins.com
#ลบมรดกบาป6ตุลา



อเมริกา อดีตชาติมหาอำนาจระดับโลก เมื่ออายุครบ 250 ปี ประเทศนี้กำลังดิ้นรนที่จะปรับตัวให้เข้ากับโลกที่ตนเองสร้างขึ้น






บทความของ Odd Arne Westad ใน Foreign Policy เจาะลึกไปถึงแก่นแท้ของความขัดแย้งที่กำหนดนิยามของสหรัฐอเมริกาในวาระครบรอบ 250 ปี ในฐานะนักประวัติศาสตร์ระหว่างประเทศที่ติดตามการแพร่กระจายของอุดมการณ์มหาอำนาจไปทั่วโลกมาอย่างยาวนาน Westad นำเสนอภาพที่น่าคิดเกี่ยวกับวิธีที่ประเทศที่ใช้เวลาเกือบศตวรรษในการสร้างระเบียบโลกอย่างแข็งขัน กำลังรู้สึกไม่สบายใจอย่างมากกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

บทความนี้กล่าวถึงประเด็นสำคัญหลายประเด็นในขณะที่อเมริกากำลังทบทวนเหตุการณ์สำคัญครบรอบ 250 ปี:

1. ภาระของ "ศตวรรษอเมริกัน"

Westad โต้แย้งว่าระบบโลกที่สหรัฐฯ สร้างขึ้น ซึ่งมีรากฐานมาจากการค้าเสรี ตลาดการเงินที่เชื่อมโยงกัน สถาบันระหว่างประเทศ และเครือข่ายพันธมิตรด้านความมั่นคงที่กว้างขวาง ได้พัฒนาไปสู่ความเป็นจริงที่วอชิงตันไม่รู้สึกว่าสามารถควบคุมหรือได้รับผลประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวได้อีกต่อไป การเปิดเสรีทางการตลาดโลกได้เสริมอำนาจให้กับคู่แข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน ซึ่งกำลังปรับเปลี่ยนพลวัตทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีโลกให้ห่างไกลจากการครอบงำของชาติตะวันตกแต่เพียงฝ่ายเดียว

2. ปฏิกิริยาต่อต้านโลกาภิวัตน์ภายในประเทศ

ความตึงเครียดที่สำคัญที่เวสแทดเน้นย้ำคือการหันเหออกจากฉันทามติระหว่างประเทศภายในประเทศ เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ทั้งสองกลุ่มการเมืองหลักของอเมริกาสนับสนุนบทบาทการแทรกแซงอย่างแข็งขันในต่างประเทศ ปัจจุบัน ประชาชนและผู้นำอเมริกันจำนวนมากมองว่าการเข้าไปพัวพันกับโลกาภิวัตน์และ "สงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น" เหล่านี้ ไม่ใช่สัญลักษณ์ของความเป็นผู้นำ แต่เป็นภาระต่อความเป็นอยู่ที่ดีภายในประเทศที่เร่งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในประเทศ สิ่งนี้กระตุ้นให้เกิดการถอยกลับเชิงกลยุทธ์ไปสู่การคุ้มครองทางการค้า ภาษีศุลกากร และแนวทางการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในนโยบายต่างประเทศ

3. การยอมรับความหลากหลายทางขั้วอำนาจ

"โลกที่อเมริกาสร้างขึ้น" ในปัจจุบันกลายเป็นโลกที่มีหลายขั้วอำนาจอย่างเด็ดขาด เวสแทดตั้งข้อสังเกตว่าการ崛起ของประเทศในซีกโลกใต้และการแสดงบทบาทอย่างแข็งขันของมหาอำนาจในภูมิภาคหมายความว่าสหรัฐฯ ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นเสาหลักเชิงโครงสร้างเพียงหนึ่งเดียวของโลกได้อีกต่อไป การต่อสู้ในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องของการเอาชนะศัตรูทางอุดมการณ์เพียงหนึ่งเดียว (เช่นเดียวกับในสงครามเย็น) แต่เป็นเรื่องของการเรียนรู้ที่จะรับมือกับเวทีโลกที่แออัดและมีการแข่งขันสูง ซึ่งแนวคิดเรื่องความพิเศษของอเมริกาถูกมองด้วยความสงสัยอย่างกว้างขวางในต่างประเทศ

อเมริกาจัดการกับอิทธิพลระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

การประเมินของเวสแทดเกี่ยวกับวิธีที่อเมริกาจัดการกับการเปลี่ยนแปลงนี้ อาจเป็นส่วนที่เฉียบคมที่สุดในการวิเคราะห์ของเขา เขาเสนอว่าสหรัฐฯ ไม่ได้กำลังปรับเปลี่ยนทิศทางเชิงยุทธศาสตร์อย่างสง่างามและเป็นระบบ แต่กลับกำลังตอบสนองต่อสถานการณ์ด้วยความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรง ความสับสน และการขาดมุมมองทางประวัติศาสตร์อย่างเห็นได้ชัด

Westad ได้ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญหลายประการเกี่ยวกับวิธีที่สหรัฐฯ จัดการ—หรือจัดการอย่างผิดพลาด—กับสถานะของตนที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ดังนี้:

1. ความสับสนจาก "การโดดเดี่ยวตนเอง"

Westad ชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งที่สำคัญ นั่นคือ กระแสโลกาภิวัตน์ที่สหรัฐฯ เคยผลักดันมานานหลายทศวรรษ กลับถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดของชาติในสายตาคนในประเทศ แทนที่จะปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ให้คล่องตัวเพื่อรับมือกับโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ สหรัฐฯ กลับมองว่าการเปลี่ยนแปลงของอิทธิพลตนเองเป็นความล้มเหลวของระบบโลกเสียเอง สิ่งนี้นำไปสู่ท่าทีตั้งรับและปกป้องตนเอง ซึ่งเห็นได้ชัดจากนโยบายกีดกันทางการค้าที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองพรรคการเมือง โครงสร้างภาษีศุลกากรที่แข็งกร้าว และสัญชาตญาณในการถอนตัวจากข้อตกลงพหุภาคี Westad มองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดี แต่เป็นปฏิกิริยาตอบโต้ทางอารมณ์ของคนในประเทศที่มีต่อระเบียบโลกที่วอชิงตันไม่สามารถบงการได้อีกต่อไป

2. กับดักของการเปรียบเทียบทางประวัติศาสตร์ที่คลาดเคลื่อน

ข้อวิจารณ์สำคัญประการหนึ่งของ Westad คือการที่วอชิงตันยังคงยึดติดกับแนวทางปฏิบัติที่ล้าสมัย เขาตั้งข้อสังเกตว่าผู้นำสหรัฐฯ มักพยายามนำความขัดแย้งระดับโลกในปัจจุบันไปเทียบเคียงกับรูปแบบของศตวรรษที่ 20 โดยมองภูมิทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในขณะนี้ว่าเป็น "สงครามเย็นครั้งใหม่" Westad โต้แย้งว่านี่เป็นวิธีที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอำนาจ เพราะสงครามเย็นในอดีตเป็นยุคที่มีการแบ่งขั้วทางอุดมการณ์อย่างชัดเจนและเด็ดขาด แต่โลกในปัจจุบันเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อนของศูนย์กลางอำนาจระดับภูมิภาค (เช่น อินเดีย บราซิล และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ) ซึ่งไม่มีความสนใจที่จะเลือกข้างในความขัดแย้งที่แบ่งแยกเพียงสองขั้วอย่างแข็งทื่อ การพยายามนำสูตรสำเร็จเดิมมาใช้อาจทำให้สหรัฐฯ สูญเสียพันธมิตรที่จำเป็นอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนประเทศผ่านศตวรรษที่มีความหลากหลายทางอำนาจนี้ไปได้

3. ความย้อนแย้งทางความคิดในเชิงโครงสร้าง

อาจกล่าวได้ว่าประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของเขาคือความไม่สอดคล้องทางจิตวิทยาภายในภูมิทัศน์ทางการเมืองของสหรัฐฯ สหรัฐฯ ยังคงใช้ภาษาที่สะท้อนถึงความเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก โดยเรียกร้องบทบาทผู้นำและกำหนดบรรทัดฐานระหว่างประเทศ แต่ในขณะเดียวกันกลับบั่นทอนสถาบันต่างๆ (เช่น องค์การการค้าโลก หรือกรอบความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศโลก) ซึ่งเป็นสิ่งที่มอบความชอบธรรมให้กับบทบาทผู้นำนั้น สิ่งนี้ก่อให้เกิดนโยบายต่างประเทศที่คาดเดาได้ยากและเน้นผลประโยชน์เฉพาะหน้าเป็นหลัก ซึ่งสร้างความสับสนให้กับพันธมิตรและเพิ่มความฮึกเหิมให้กับฝ่ายตรงข้าม

ท้ายที่สุดแล้ว เวสตัดได้ฉายภาพของมหาอำนาจที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านอัตลักษณ์เมื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 250 นั่นคือไม่อาจแบกรับภาระในการบริหารจัดการโลกโดยลำพังได้อีกต่อไป แต่ในขณะเดียวกันก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าจะวางตัวอย่างไรในฐานะเพียงหนึ่งในผู้เล่น—แม้จะเป็นผู้เล่นรายใหญ่ก็ตาม—ท่ามกลางโลกที่ทุกฝ่ายต่างมีความเท่าเทียมกัน



ผู้สนับสนุนระบบทุนนิยมมักกล่าวอ้างว่าระบบนี้เป็นประชาธิปไตยหรือช่วยส่งเสริมประชาธิปไตย บางคนถึงขั้นบิดเบือนความหมายจนกล่าวว่าทุนนิยมกับประชาธิปไตยเป็นสิ่งเดียวกันและใช้คำสองคำนี้แทนกันได้ แต่ไม่ว่าจะมีการกล่าวอ้างเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพียงใด ความจริงก็คือมันไม่เป็นความจริงเลยและไม่เคยเป็นเช่นนั้นมาก่อน

(บทความแปลจากโฑสต์ข้างล่าง)

ความเป็นจริงของระบบทุนนิยมที่ขัดกับหลักประชาธิปไตย
·
ผู้สนับสนุนระบบทุนนิยมมักกล่าวอ้างว่าระบบนี้เป็นประชาธิปไตยหรือช่วยส่งเสริมประชาธิปไตย บางคนถึงขั้นบิดเบือนความหมายจนกล่าวว่าทุนนิยมกับประชาธิปไตยเป็นสิ่งเดียวกันและใช้คำสองคำนี้แทนกันได้ แต่ไม่ว่าจะมีการกล่าวอ้างเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพียงใด ความจริงก็คือมันไม่เป็นความจริงเลยและไม่เคยเป็นเช่นนั้นมาก่อน อันที่จริง การกล่าวว่าทุนนิยมและประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกันนั้นถูกต้องแม่นยำกว่ามาก หากต้องการเห็นภาพชัดเจน เพียงแค่พิจารณาทุนนิยมในฐานะระบบการผลิตที่ลูกจ้างมีความสัมพันธ์กับนายจ้าง โดยมีคนเพียงไม่กี่คนทำหน้าที่เป็นเจ้านาย ในขณะที่คนส่วนใหญ่ทำเพียงแค่ทำงานตามคำสั่ง ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นระบอบอำนาจนิยม (autocratic)

เมื่อคุณก้าวเท้าเข้าไปในสถานที่ทำงาน (เช่น โรงงาน สำนักงาน หรือร้านค้า) คุณก็ทิ้งประชาธิปไตยที่อาจมีอยู่ภายนอกไว้เบื้องหลัง

คุณกำลังก้าวเข้าสู่สถานที่ทำงานที่ปราศจากประชาธิปไตย คนส่วนใหญ่ซึ่งก็คือลูกจ้าง เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องที่มีผลกระทบต่อชีวิตของตนเองหรือไม่? คำตอบคือ "ไม่" อย่างชัดเจนที่สุด

ผู้ที่บริหารกิจการในระบบทุนนิยม (ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของหรือคณะกรรมการบริษัท) เป็นผู้ทำการตัดสินใจสำคัญทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าที่จะผลิต เทคโนโลยีที่จะใช้ สถานที่ผลิต หรือการจัดสรรผลกำไรของกิจการ ลูกจ้างไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเหล่านั้น แต่กลับต้องแบกรับผลที่ตามมาซึ่งส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อชีวิตของพวกเขา ลูกจ้างมีทางเลือกเพียงแค่ยอมรับผลจากการตัดสินใจของนายจ้าง หรือไม่ก็ลาออกไปทำงานที่อื่น (ซึ่งก็มักจะมีโครงสร้างองค์กรที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในลักษณะเดียวกัน)

นายจ้างเปรียบเสมือนผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จภายในกิจการทุนนิยม เปรียบได้กับกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา ระบอบกษัตริย์ส่วนใหญ่ถูก "โค่นล้ม" และแทนที่ด้วย "ประชาธิปไตย" แบบมีตัวแทนจากการเลือกตั้ง แต่กษัตริย์ก็ยังคงอยู่ เพียงแค่เปลี่ยนสถานที่และตำแหน่งเท่านั้น พวกเขาเปลี่ยนจากตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลมาสู่ตำแหน่งทางเศรษฐกิจภายในกิจการทุนนิยม แทนที่จะเรียกว่ากษัตริย์ พวกเขากลับถูกเรียกว่าเจ้านาย เจ้าของ หรือซีอีโอ พวกเขานั่งอยู่บนจุดสูงสุดของกิจการทุนนิยม ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จคล้ายกษัตริย์ โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อผู้คนที่อยู่ภายใต้อำนาจของตน

ประชาธิปไตยถูกกีดกันออกจากกิจการทุนนิยมมานานหลายศตวรรษ สถาบันอื่นๆ อีกมากมายในสังคมที่กิจการทุนนิยมเป็นใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัยและวิทยาลัย องค์กรทางศาสนา หรือองค์กรการกุศล ต่างก็มีลักษณะเป็นอำนาจนิยมเช่นเดียวกัน ความสัมพันธ์ภายในองค์กรเหล่านี้มักลอกเลียนแบบหรือสะท้อนภาพความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในกิจการทุนนิยม ด้วยเหตุนี้ สถาบันเหล่านั้นจึงพยายาม "ดำเนินงานในลักษณะเดียวกับธุรกิจ"

โครงสร้างองค์กรที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของบริษัททุนนิยมยังส่งสัญญาณให้พนักงานรับรู้ว่า หัวหน้างานไม่ได้ต้องการหรือยินดีรับฟังความคิดเห็นของพวกเขาอย่างแท้จริง พนักงานส่วนใหญ่จึงจำยอมรับสภาพการไร้อำนาจของตนเมื่อเทียบกับซีอีโอในที่ทำงาน และพวกเขายังคาดหวังว่าจะต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นเดียวกันในความสัมพันธ์กับผู้นำทางการเมือง ซึ่งเปรียบเสมือนซีอีโอในภาคส่วนรัฐบาล การที่พวกเขาไม่มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการที่ทำงานยังเป็นการหล่อหลอมให้พลเมืองมีแนวโน้มที่จะคาดหวังและยอมรับสภาพเดียวกันนี้ในการบริหารจัดการชุมชนที่ตนอยู่อาศัย นายจ้างมักก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงทางการเมือง (และในทางกลับกัน) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขาคุ้นชินกับการเป็นผู้มีอำนาจสั่งการ พรรคการเมืองและระบบราชการต่างก็มีลักษณะสะท้อนภาพขององค์กรทุนนิยม กล่าวคือมีการบริหารจัดการแบบอำนาจนิยม แต่ในขณะเดียวกันก็มักกล่าวอ้างอยู่เสมอว่าเป็นองค์กรที่มีความเป็นประชาธิปไตย

ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ใช้เวลาทำงานอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 วันหรือมากกว่าต่อสัปดาห์ในสถานที่ทำงานแบบทุนนิยม ภายใต้อำนาจและบารมีของนายจ้าง ความเป็นจริงที่ปราศจากความเป็นประชาธิปไตยในที่ทำงานแบบทุนนิยมได้สร้างผลกระทบที่ซับซ้อนและหลากหลายมิติแก่ทุกคนที่ร่วมงานกันที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นพนักงานพาร์ทไทม์หรือพนักงานประจำ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างระบบทุนนิยมกับประชาธิปไตย—ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วเป็นสิ่งที่สวนทางกัน—ได้หล่อหลอมวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมาก บุคคลอย่างอีลอน มัสก์, เจฟฟ์ เบโซส์ และตระกูลวอลตัน (ทายาทของผู้ก่อตั้ง Walmart) รวมถึงผู้ถือหุ้นรายใหญ่อีกจำนวนหนึ่ง เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะใช้เงินหลายแสนล้านดอลลาร์อย่างไร การตัดสินใจของมหาเศรษฐีเพียงไม่กี่ร้อยคนนี้นำมาซึ่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และธุรกิจในบางภูมิภาค ในขณะเดียวกันก็นำไปสู่ความถดถอยทางเศรษฐกิจในอีกหลายภูมิภาค ผู้คนจำนวนมหาศาลที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจใช้จ่ายเหล่านั้นกลับไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจดังกล่าว คนจำนวนนับไม่ถ้วนเหล่านี้ขาดอำนาจทางเศรษฐกิจและสังคมที่กลุ่มคนส่วนน้อยซึ่งร่ำรวยมหาศาลและไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้กุมอำนาจไว้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับระบอบประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง

กลุ่มนายจ้าง ซึ่งมักนำโดยผู้ถือหุ้นรายใหญ่และซีอีโอที่ได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากระบบนี้ ยังใช้ความมั่งคั่งของตนเพื่อ "ซื้อ" (หรือที่พวกเขาชอบเรียกว่า "บริจาคให้") พรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และแคมเปญหาเสียงต่างๆ กลุ่มคนรวยตระหนักดีมาโดยตลอดว่า การมีสิทธิเลือกตั้งอย่างทั่วถึงหรือแม้แต่การขยายสิทธิเลือกตั้งให้กว้างขวางนั้นมีความเสี่ยงที่คนส่วนใหญ่ซึ่งไม่ได้ร่ำรวยจะลงคะแนนเสียงเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางความมั่งคั่งในสังคม ดังนั้น กลุ่มคนรวยจึงพยายามควบคุมรูปแบบประชาธิปไตยที่มีอยู่ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบดังกล่าวจะไม่กลายเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงในแง่ที่เปิดโอกาสให้คนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นลูกจ้างสามารถใช้คะแนนเสียงเอาชนะกลุ่มคนส่วนน้อยที่เป็นนายจ้างได้

เงินส่วนเกินมหาศาลที่นายจ้าง "ธุรกิจขนาดใหญ่" ซึ่งโดยปกติคือบริษัทต่างๆ จัดสรรไว้ ทำให้พวกเขาสามารถให้รางวัลแก่ผู้บริหารระดับสูงได้อย่างฟุ่มเฟือย ผู้บริหารเหล่านี้ ซึ่งในทางเทคนิคแล้วก็คือ "พนักงาน" เช่นกัน ใช้ความมั่งคั่งและอำนาจของบริษัทเพื่อมีอิทธิพลต่อการเมือง เป้าหมายของพวกเขาคือการสร้างระบบทุนนิยมขึ้นมาใหม่ และด้วยเหตุนี้จึงได้รับผลประโยชน์และรางวัลที่ระบบนี้มอบให้ นายทุนและพนักงานระดับสูงของพวกเขาทำให้ระบบการเมืองพึ่งพาเงินของพวกเขามากกว่าที่จะพึ่งพาคะแนนเสียงของประชาชน

ทุนนิยมทำให้พรรคการเมืองใหญ่และผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องพึ่งพาเงินบริจาคจากนายจ้างและคนร่ำรวยได้อย่างไร?

นักการเมืองต้องการเงินจำนวนมหาศาลเพื่อชนะการเลือกตั้ง โดยการครอบงำสื่อซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญที่มีค่าใช้จ่ายสูง พวกเขาหาผู้บริจาคที่เต็มใจโดยการสนับสนุนนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อทุนนิยมโดยรวม หรือไม่ก็อุตสาหกรรม ภูมิภาค และองค์กรเฉพาะ บางครั้ง ผู้บริจาคก็เป็นฝ่ายเข้าหานักการเมือง นายจ้างจ้างนักล็อบบี้ ซึ่งเป็นคนที่ทำงานเต็มเวลาตลอดทั้งปี เพื่อมีอิทธิพลต่อผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้ง นายจ้างให้ทุนสนับสนุน “กลุ่มวิจัย” เพื่อผลิตและเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมในปัจจุบันทุกเรื่อง จุดประสงค์ของรายงานเหล่านั้นคือการสร้างการสนับสนุนโดยทั่วไปสำหรับสิ่งที่ผู้ให้ทุนต้องการ ด้วยวิธีเหล่านี้และวิธีอื่นๆ นายจ้างและผู้ที่พวกเขาทำให้ร่ำรวยได้กำหนดรูปแบบระบบการเมืองให้ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

ลูกจ้างส่วนใหญ่ไม่มีความมั่งคั่งหรืออำนาจเทียบเท่า การที่จะใช้อำนาจทางการเมืองอย่างแท้จริงต้องอาศัยการจัดตั้งองค์กรขนาดใหญ่เพื่อกระตุ้น รวม และระดมกำลังลูกจ้างเพื่อให้จำนวนของพวกเขาสามารถรวมกันเป็นพลังที่แท้จริงได้ ซึ่งเกิดขึ้นได้ยากและต้องใช้ความพยายามอย่างมาก

ยิ่งไปกว่านั้น ในสหรัฐอเมริกา ระบบการเมืองได้ถูกกำหนดรูปแบบมาหลายทศวรรษเพื่อให้เหลือเพียงสองพรรคการเมืองหลัก ทั้งสองพรรคต่างสนับสนุนและรับรองระบบทุนนิยมอย่างเปิดเผยและภาคภูมิใจ พวกเขาร่วมมือกันทำให้เป็นเรื่องยากมากสำหรับพรรคการเมืองที่สามที่จะเข้ามามีบทบาท และทำให้พรรคการเมืองต่อต้านทุนนิยมเกิดขึ้นได้ยาก สหรัฐอเมริกาย้ำคำมั่นสัญญาเรื่องเสรีภาพในการเลือกสูงสุดสำหรับพลเมืองอย่างไม่รู้จบ แต่กลับยกเว้นพรรคการเมืองออกจากคำมั่นสัญญานั้น

ประชาธิปไตยคือหลักการ “หนึ่งคนหนึ่งเสียง” – แนวคิดที่ว่าทุกคนมีสิทธิออกเสียงเท่าเทียมกันในการตัดสินใจที่ส่งผลกระทบต่อเรา แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน การเข้าไปลงคะแนนเสียงปีละครั้งหรือสองครั้งเพื่อเลือกผู้สมัครนั้น มีอิทธิพลแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากอิทธิพลของตระกูลร็อกกีเฟลเลอร์หรือจอร์จ โซรอส เมื่อพวกเขาต้องการมีอิทธิพลต่อผู้คน พวกเขาก็ใช้เงินของพวกเขา นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย

ในระบบทุนนิยม ประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เพราะมันคุกคามความมั่งคั่งที่กระจายอย่างไม่เท่าเทียมกันของชนกลุ่มน้อยด้วยเสียงข้างมาก ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีสถาบันประชาธิปไตยอย่างเป็นทางการ (เช่น การเลือกตั้งที่มีสิทธิออกเสียงทั่วไป) ระบบทุนนิยมก็บ่อนทำลายประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะนายจ้างควบคุมการผลิต มูลค่าส่วนเกิน และการกระจายมูลค่าส่วนเกินนั้น สำหรับผู้นำของระบบทุนนิยม ประชาธิปไตยคือสิ่งที่พวกเขาพูด ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาทำ
---

ริชาร์ด ดี. วูล์ฟ เป็นศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์กิตติคุณแห่งมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ แอมเฮิร์สต์ และเป็นศาสตราจารย์รับเชิญในหลักสูตรบัณฑิตศึกษาด้านกิจการระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัยนิวสคูล ในนิวยอร์ก

[ค้นหาลิงก์เว็บสำหรับบทความนี้ได้ในความคิดเห็น]

[ข้อความที่ดัดแปลงมาจากหนังสือ Understanding Capitalism ของริชาร์ด ดี. วูล์ฟ (Democra




https://www.facebook.com/filmsforaction/posts/1429519909211187