วันเสาร์, ตุลาคม 24, 2569

ประเด็น ‘ส้มปริ’ จากงานเลี้ยงวันเกิด ‘ปิยะบุตร’ ใช่แหละ ‘สื่อปั่น’ ครึ่งนึง ‘ไอ๊ซ์’ แรงตามเคยอีกครึ่งหนึ่ง น่าจะได้ช่อง ‘เอาคืน’ ส่วน ‘ธิษะณา’ นั้นหาแสงเต็มๆ

ประเด็น ‘ส้มปริ’ จากงานเลี้ยงวันเกิด ‘ปิยะบุตร’ ตามดูแต่ต้นแล้ว ใช่แหละ ‘สื่อปั่น’ ครึ่งนึง ‘ไอ๊ซ์’ แรงตามเคยอีกครึ่งหนึ่ง น่าจะได้ช่อง ‘เอาคืน’ ปิยะบุตร นั่นละ ส่วน ‘ธิษะณา’ นั้นหาแสงเต็มๆ สงสัยตั้งใจสร้างผลงาน ‘แบก’ ให้เห็น ฐานที่เข้าพรรคนั้นใหม่ๆ

ต่อการที่ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล แก้ตัวไม่ใช่เป็นคนจัดงานวันเกิดให้ ปิยะบุตร แสงกนกกุล กับชัยธวัช ตุลาธน “ดิฉันแค่ไปร่วมงานตามคำเชิญ...เป็นครั้งแรกที่จะได้เจอกันแบบหลายๆ คน หลังจากสนามหาเสียงผู้ว่า กทม.และสนามนายก อบจ.

...ยืนยันว่าไม่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอะไร...ความเห็นขัดแย้งกันบ้างมีอยู่แล้วเป็นเรื่องธรรมดา  วิพากษ์วิจารณ์กันเองก็ยังเป็นเรื่องควรทำ อาจจะมีหนักเบาหรือผิดพลาดผิดคาดไปบ้างก็ปรับตัวแก้ปัญหากันไป” ล้วนควรฟัง ถ้าเป็นกัลยาณมิตร

ย้อนไปที่ รักชนก ศรีนอก เมื่อสองวันก่อนข่าวว่าไปไล่สอบถามในกลุ่มไลน์ “คณะนำของพรรค จะมีใครออกมาชี้แจงหรือตอบโต้เรื่อง” ที่ปิยะบุตรเขียนถึง ‘บันเทิงธิปไตย’ หรือไม่ แล้วแซะใครไม่รู้ “ที่วันๆ ไม่ค่อยทำงาน แต่มักตั้งวงดื่มไวน์แพงๆ”

ลงท้ายโพล่งออกมาว่า “อย่างนึงที่เลิกได้แน่ๆ แล้วในชีวิตนี้ คือ การบูชาตัวบุคคล” ก่อให้เกิดการฮือฮาพอดู เลยไปถึงอดีต สส.ที่ไม่ได้ไปต่อกับก้าวไกลแล้วออกไปซัดพรรค ปชน.เป็นระยะ จนกระทั่งเพิ่งเข้าพรรคเพื่อไทย เกิดอาการเดือดร้อนแทนปิยะบุตร

‘แก้วตา’ ชุณหะวัน ว่าไอ๊ซ์เป็นคน “ไม่มีกระดูกสันหลังหรือหลักการของตนแต่อย่างใด” เป็น “วัวลืมตีน...เกาะแสงแกนนำพรรคไปวันๆ...หลังจากมีกระแสเรื่องประกันสังคม ซึ่งก็เป็นข้อมูลที่ได้มาจากคนอื่นไม่ใช่ผลงานตัวเอง ก็ยกหัวชูตัวสูงกว่าผู้ก่อตั้งพรรค”

ท่ามกลางความคุกรุ่นฝุ่นตลบ มีเสียงแทรกขึ้นมาน่าฟัง Yo Pongsathon Sonpechnarintr เอ่ยถึง ‘พรรคมวลชน’ ว่า “ปัจเจกโด่งดังขบวนการพังทลาย” เขาอ้างวาทะของ วีรยุทธ กาญจน์ชูฉัตร พูดไว้หลายเดือนก่อนว่า “กินความถึงการไม่ควรมีลัทธิบูชาตัวบุคคลตั้งแต่ต้น”

อีกทั้งบอกว่า “ผลการหยั่งเสียงสมาชิกทั่วประเทศให้น้ำหนักกับการ ปักธงทางความคิด” มากกว่าเอาชนะเลือกตั้ง หากต้อง “พึงลำดับความสำคัญ อันใดด้านหลักอันใดด้านรอง อันใดเปลือกอันใดกระพี้ อันใดคือแก่น” และ

“การทำงานของพรรคมวลชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องมีธงนำเป็นดั่งดาวเหนือบอกทิศทางไม่ให้หลงทิศ” พร้อมทั้ง “เราต้องเปิดกว้างโอบรับผู้คนที่หลากหลายมาร่วมทาง เมื่อผู้คนหลากหลายย่อมมีความขัดแย้งเป็นปกติวิสัย”

(https://www.facebook.com/psonpechnarintr/posts/BYGEfidqju, https://www.matichon.co.th/politics/news_5945778oj_2vAArVuKbg0gX5Q และ https://ch3plus.com/news/political/morning/473056?7vmBvKCf-IJMcQ) 

บทเรียนจากอดีต: ความกลัวการผูกขาด "เมล็ดพันธุ์" และห่วงโซ่อาหาร การที่สังคมไทยมีความอ่อนไหวและตื่นตัวสูงมากต่อประเด็น สิทธิในอาหาร (Food Sovereignty) เมื่อทุนใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องกับพืชพื้นถิ่นอย่างกะเพรา ไม่ได้เกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดเพียงอย่างเดียว แต่มีรากฐานมาจาก "บาดแผลทางประวัติศาสตร์" และบทเรียนราคาแพงจาก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์



การที่สังคมไทยมีความอ่อนไหวและตื่นตัวสูงมากต่อประเด็น สิทธิในอาหาร (Food Sovereignty) เมื่อทุนใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้องกับพืชพื้นถิ่นอย่างกะเพรา ไม่ได้เกิดขึ้นจากความเข้าใจผิดเพียงอย่างเดียว แต่มีรากฐานมาจาก "บาดแผลทางประวัติศาสตร์" และบทเรียนราคาแพงที่เกษตรกรไทยเคยเผชิญมาแล้วในอดีตกับพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ขยายความได้ดังนี้:

1. บทเรียนจากอดีต: ความกลัวการผูกขาด "เมล็ดพันธุ์" และห่วงโซ่อาหาร

ในอดีตเกษตรกรไทยคุ้นเคยกับการเก็บเมล็ดพันธุ์พืชจากผลผลิตรอบฤดูกาลไว้ปลูกต่อในรอบถัดไป (Seed Saving) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอิสรภาพทางเกษตรกรรม

แต่เมื่อระบบเกษตรอุตสาหกรรมและทุนขนาดใหญ่เข้ามามีบทบาท เมล็ดพันธุ์พืชเศรษฐกิจหลายชนิด (เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พืชไร่ หรือผักบางประเภท) เริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่ "เมล็ดพันธุ์ลูกผสม F1" หรือเมล็ดพันธุ์ที่มีลิขสิทธิ์คุ้มครอง ซึ่งเกษตรกรไม่สามารถเก็บเมล็ดไว้ปลูกต่อเองได้ ต้องซื้อใหม่ทุกรอบการผลิต

เมื่อเกิดกรณีของ "กะเพราแก้วจุรี" สังคมจึงเชื่อมโยงความกังวลทันทีว่า หากทุนใหญ่เข้ามาผูกขาดสิทธิ์เหนือพืชพื้นบ้านที่ใครๆ ก็ควรเข้าถึงได้อิสระ จะกลายเป็นการรุกคืบที่ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์และสารเคมีจากกลุ่มทุนเพียงไม่กี่รายในระยะยาว

2. "ผัดกะเพรา": สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความมั่นคงทางอาหารระดับรากหญ้า

กะเพราไม่ใช่แค่พืชผักสวนครัวทั่วไป แต่เป็น "สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม" และอาหารจานด่วนอันดับหนึ่งของคนไทย (ที่มาของคำว่า สิ้นคิดแต่คลาสสิก) ที่ผูกพันกับวิถีชีวิตคนทุกระดับ ตั้งแต่แม่ค้าสตรีตฟูดข้างถนน ไปจนถึงครัวเรือนชนบท

การที่พืชที่เป็นฐานของอาหารประจำชาติ ถูกนำไปจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่โดยบริษัทเอกชน จึงสร้างความรู้สึกสะกิดใจว่า "แม้แต่สิทธิ์ในวัตถุดิบพื้นบ้าน ก็กำลังถูกทำให้กลายเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ภายใต้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา" สังคมจึงตั้งคำถามถึงเส้นแบ่งระหว่างการพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อเพิ่มผลผลิต กับการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือกติกากินดื่มของประชาชน

3. ความกังวลเรื่องการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ (Agrobiodiversity)

ระบบนิเวศดั้งเดิมของไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก กะเพราพื้นเมืองมีหลายสายพันธุ์ ทั้งกะเพราแดง กะเพราขาว กะเพราป่า ซึ่งปรับตัวเข้ากับดินและภูมิอากาศท้องถิ่นได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีเข้มข้น

นักวิชาการด้านสิทธิในอาหารและกลุ่มเกษตรกรมีความกังวลว่า การสนับสนุนพันธุ์พืชเชิงพาณิชย์ที่ได้รับการจดทะเบียนและออกแบบมาเพื่อระบบปลูกแบบแปลงใหญ่ (Monoculture) อาจเข้ามาแทนที่และลดทอนความหลากหลายของพันธุ์พืชท้องถิ่น ทำให้ภูมิปัญญาในการเก็บรักษาและคัดเลือกพันธุ์พืชพื้นบ้านค่อยๆ สูญหายไปจากชุมชน

4. ความเหลื่อมล้ำในอำนาจการต่อรอง

ประเด็นสิทธิในอาหารสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้าง ระหว่าง "เกษตรกรรายย่อย" กับ "ทุนอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่"

ฝั่งหนึ่งมองว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมในการคุ้มครองงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่ลงทุนลงแรงไป

แต่อีกฝั่งมองว่า กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชในปัจจุบันเอื้อประโยชน์ให้ทุนใหญ่สามารถผูกขาดความได้เปรียบทางกฎหมายได้ง่าย ขณะที่เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้ร่วมกันรักษาและพัฒนาพันธุ์ดั้งเดิมมาหลายชั่วอายุคน กลับไม่มีส่วนแบ่งในสิทธิ์หรือผลประโยชน์เหล่านั้น

ความตื่นเต้นและเสียงวิจารณ์ในดรามานี้ จึงเป็นกลไกทางสังคมในการ "เบรก" หรือตรวจสอบอำนาจของทุนไม่ให้ขยายขอบเขตล้ำเส้นเข้ามาครอบงำวิถีชีวิตพื้นฐานของประชาชนมากจนเกินไป

กรณีของ "ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์" ถือเป็นกรณีศึกษาคลาสสิกและชัดเจนที่สุดในประเทศไทย ที่ทำให้สังคมไทย (โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรและนักวิชาการด้านสิทธิในอาหาร) เกิดความหวาดระแวงและอ่อนไหวอย่างมาก เมื่อมีข่าวทุนใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชอย่างกรณี "กะเพราแก้วจุรี"

หากย้อนดูเส้นทางของอุตสาหกรรมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในไทย จะพบโครงสร้างปัญหาที่สะท้อนความกังวลเรื่องการสูญเสียอิสรภาพของเกษตรกร ดังนี้:

1. จุดเปลี่ยนจาก "พันธุ์พื้นเมือง" สู่ "เมล็ดพันธุ์ลูกผสม (F1)"

อดีต: เกษตรกรไทยปลูกข้าวโพดพันธุ์พื้นเมือง สามารถเก็บฝักและเมล็ดไว้ทำพันธุ์ต่อได้เองในฤดูกาลถัดไปโดยไม่ต้องมีต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์

ปัจจุบัน (ยุคผูกขาดเมล็ดพันธุ์): ตลาดถูกครอบงำด้วยข้าวโพดพันธุ์ลูกผสม (F1) ซึ่งให้ผลผลิตสูงและเมล็ดสม่ำเสมอ แต่ "ข้อเสียคือเก็บเมล็ดปลูกต่อไม่ได้" หากนำเมล็ดรุ่นลูก (F2) ไปปลูกต่อ ผลผลิตจะร่วงหล่น แตกต่างกัน และอ่อนแอลง ทำให้เกษตรกร "ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่จากบริษัทเอกชนทุกรอบการเพาะปลูก" กลายเป็นต้นทุนคงที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

2. ระบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) และวงจรกรรมสิทธิ์

อุตสาหกรรมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เติบโตควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์และเนื้อสัตว์ครบวงจร (เช่น การเลี้ยงหมู ไก่)

บริษัทเกษตรยักษ์ใหญ่เข้ามาผูกขาดห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่ การขายเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย และสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (แบบพ่วงแพ็กเกจ) ไปจนถึงการทำสัญญาประกันราคา รับซื้อผลผลิตคืน

เกษตรกรจำนวนมากกลายเป็นผู้ผลิตภายใต้เงื่อนไขที่ตนเองกำหนดราคาไม่ได้ ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องหนี้สินและต้นทุนปัจจัยการผลิตที่บริษัทเป็นผู้กำหนดทิศทางทั้งหมด

3. ปัญหาเชิงโครงสร้างและผลกระทบที่สังคมกังวลซ้ำรอย

จากกรณีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำให้เกิดรอยแผลทางสังคมที่ถูกนำมาเทียบเคียงกับประเด็นกะเพรา ดังนี้:

การสูญเสียอำนาจอธิปไตยทางอาหาร: เกษตรกรจากเดิมที่เป็น "ผู้กำหนดการผลิต" (รู้ว่าควรเก็บพันธุ์ไหน ปลูกอย่างไร) กลายเป็นเพียง "ผู้รับจ้างผลิต" ในที่ดินของตนเอง ภายใต้เมล็ดพันธุ์และเทคโนโลยีของทุนข้ามชาติหรือทุนใหญ่ในประเทศ

ปัญหาหมอกควันและป่าแหว่ง (Side Effect): การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แปลงใหญ่ในระบบอุตสาหกรรม มักเชื่อมโยงกับปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำและการเผาตอซองเพื่อเตรียมดิน ซึ่งสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมวงกว้าง กลายเป็นต้นทุนทางสังคมที่ประเทศต้องแบกรับ

ทำไมกรณี "ข้าวโพด" ถึงทำให้คนกลัว "กะเพรา"?

เมื่อสังคมเห็นภาพความจริงในอุตสาหกรรมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่เกษตรกรรายย่อยสูญเสียอำนาจในการเก็บเมล็ดพันธุ์ และต้องพึ่งพาบริษัทใหญ่แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เมื่อมีข่าวว่า "กะเพรา" ซึ่งเป็นพืชผักสวนครัวก้นครัวและพืชพื้นบ้าน ถูกนำไปจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่โดยทุนใหญ่

สังคมจึงเกิดปฏิกิริยา "ระแวงล่วงหน้า" ทันทีว่า วันหนึ่งข้างหน้า กะเพราพื้นบ้านอาจจะสูญหาย หรือเกษตรกรและแม่ค้าสตรีตฟูดอาจต้องตกอยู่ในวังวนเดียวกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด คือต้องซื้อเมล็ดพันธุ์หรือจ่ายค่าสิทธิ์ให้ทุนใหญ่ แม้ว่าในทางกฎหมายจริง ๆ กะเพราจะไม่ได้ถูกผูกขาดทั้งหมดก็ตาม




ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในข้อกังวลที่สำคัญที่สุดและเกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ เมื่อกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชหรือทรัพย์สินทางปัญญาเข้ามามีบทบาททับซ้อนกับภูมิปัญญาและวิถีชีวิตดั้งเดิมของเกษตรกร หากเกิดสถานการณ์ที่เกษตรกรถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิพันธุ์พืช ทั้งที่ปลูกกะเพราพื้นเมืองสืบทอดกันมานาน แล้วเป็นความกัน คงยุ่งตายห่า

https://www.facebook.com/warisameecharoen/posts/122139417675163261

วริสา มีเจริญ - Warisa Meecharoen 
Yesterday
·
วันนี้จูนได้มีโอกาสร่วมประชุมกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่ง #กรมวิชาการเกษตร ก็ได้มาพูดคุยประเด็นร่าง พ.ร.บ.พันธุ์พืช ฉบับใหม่ UPOV และมีเรื่องกะเพราโผล่ขึ้นมาด้วย ก็เลยมีบางประเด็นที่จูนสงสัยอยู่ค่ะ
.
ก่อนอื่นต้องบอกว่าจูนสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ทุกชนิดนะคะ และที่จูนสงสัยก็ไม่ใช่แค่เรื่อง #กะเพราแก้วจุรี ทั้ง 4 พันธุ์ของ #ซีพีแรม แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการขอจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ค่ะ
.
จูนเพิ่งทราบจริง ๆ ว่าการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ใช้การพิจารณาลักษณะที่พืชแสดงออก (Phenotype) เป็นหลัก ว่ามีความแตกต่างจากพันธุ์อื่นชัดเจนหรือไม่ ตามหลัก DUS โดยไม่จำเป็นต้องตรวจเปรียบเทียบพันธุกรรม (Genome)
( ตรงจุดนี้จูนคิดเองมาเสมอว่าต้องยืนยันด้วยการเทียบ Genome กับพันธุ์อื่น ๆ ที่มีอยู่แล้ว)
.
จากข้อมูลที่ระบุว่า กะเพราแก้วจุรี 01-04 ของซีพีแรม พัฒนามาจากกะเพราพันธุ์พื้นเมืองรหัส CPR1 โดยใช้สารเคมีชักนำให้เพิ่มจำนวนชุดโครโมโซม ร่วมกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และตรวจปริมาณ DNA ด้วยเทคนิค Flow cytometry
.
แต่พอจูนลองค้นหาข้อมูล ก็เกิดคำถามว่า แล้วกะเพราพื้นเมือง CPR1 เป็นกะเพราอะไร? กะเพราแดง กะเพราขาว กะเพราป่า? แล้วหน้าตาต่างจากกะเพราแก้วจุรีแค่ไหน?
.
เนื่องจากลักษณะประจำพันธุ์ของแก้วจุรี 01-04 เอง บางลักษณะก็ดูแตกต่างกันไม่มากนะคะ คือความต่างเล็กน้อยนี้มันอาจเพียงพอในทางวิชาการก็ได้ แต่เอาจริง ๆ (จากความสงสัยส่วนตัว) เราใช้อะไรเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าความแตกต่างนั้นเพียงพอ?
(อยากชวนให้ดูข้อมูลและภาพได้ตามเอกสารที่แนบในคอมเมนต์นะคะ)
.
กะเพราในไทยมีหลายสายพันธุ์ และกะเพราใบใหญ่ที่พัฒนาด้วยวิธีใกล้เคียงกัน ก็ไม่ได้มีแค่แก้วจุรี แต่ยังมี KU034-C8-14, KU034-C8-21 และ KU034-C8-24 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พัฒนาขึ้นมาก่อนด้วย
.
เพราะฉะนั้น สิ่งที่จูนอยากรู้คือ เมื่อมีพันธุ์พืชใดมาขอรับสิทธิคุ้มครอง ทางกรมวิชาการเกษตรได้นำพันธุ์อื่น ๆ ที่มีอยู่เดิมมาเปรียบเทียบด้วยหรือไม่?
.
ถ้ากะเพราแก้วจุรีมีลักษณะคล้ายคลึงจนอาจซ้ำกับกะเพราสายพันธุ์อื่น ๆ ที่มีอยู่แล้ว จะทำอย่างไร?
มีการเปรียบเทียบกะเพราแก้วจุรีกับกะเพราพื้นเมืองที่มีอยู่ในประเทศไทยมากเพียงใด เพื่อยืนยันว่าลักษณะที่ใช้จำแนกแก้วจุรี 01, 02, 03 และ 04 นั้นแตกต่างจากพันธุ์อื่นจริง?
เข้าใจว่าการปรับปรุงพันธุ์ย่อมทำให้เกิดลักษณะที่เปลี่ยนไปจากเดิม แต่ก็ยังอยากทราบวิธีการตรวจสอบจริง ๆ ค่ะ
.
ลองมองดูทางสหรัฐอเมริกา เขามีแนวทางให้นำพันธุ์ใหม่ไปเปรียบเทียบกับพันธุ์ที่มีลักษณะใกล้เคียงที่สุด ภายใต้สภาพการปลูกเดียวกัน เพื่อดูว่ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนหรือไม่
(แก้ไขเพิ่มนะคะ- มีคนให้ข้อมูลมาว่าที่ไทยก็มีการปลูกเทียบเหมือนกัน)
.
ก็เลยอยากชวนคิดว่า ไทยมีฐานข้อมูลพันธุ์พืชสำหรับใช้เปรียบเทียบมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะพันธุ์พื้นเมืองที่มีอยู่หลากหลาย และไม่ได้มีการขึ้นทะเบียนไว้ทุกพันธุ์ เช่น กะเพรา
แล้วถ้าเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีพันธุ์พื้นเมืองอะไรอยู่ก่อนบ้าง เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าพันธุ์ที่กำลังขอรับความคุ้มครองนั้นแตกต่างจากพันธุ์ที่มีอยู่เดิมจริง?
.
อีกเรื่องที่ยังสงสัยคือความคงตัว (Stability) เพราะเอกสารแก้วจุรีระบุว่ามีการปลูกทดสอบใน 2 พื้นที่ ระหว่างเดือนเมษายนถึงกันยายน 2565 จูนจึงอยากทราบว่ามีการทดสอบกี่รอบการปลูก และมีหลักฐานอะไรยืนยันว่าลักษณะที่แตกต่างเหล่านั้นยังคงอยู่เมื่อขยายพันธุ์ต่อไป
.
ทั้งหมดนี้จูนยังไม่ได้สรุปว่ากระบวนการตรวจสอบของกรมวิชาการเกษตรมีข้อบกพร่องนะคะ เพราะเอกสารที่เปิดเผยต่อสาธารณะอาจไม่ใช่ผลการตรวจสอบทั้งหมด และอาจมีข้อมูลที่จูนยังไม่ทราบอีกมาก
.
แต่ก็อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า เรื่องนี้จะกลายเป็นช่องโหว่ของการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่หรือไม่?
ลองคิดดูว่า ถ้าวันหนึ่งเกษตรกรปลูกกะเพราพื้นเมืองที่ปลูกกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ แต่กลับมีลักษณะใกล้เคียงกับพันธุ์ที่ได้รับสิทธิคุ้มครองไปแล้ว เราจะใช้หลักฐานอะไรพิสูจน์ว่าเป็นพันธุ์ที่มีอยู่ก่อน ไม่ใช่พันธุ์ที่ไปละเมิดสิทธิของใคร?
และใครควรเป็นฝ่ายรับผิดชอบ?
.
และสุดท้าย จูนคิดว่าการตั้งคำถามเรื่องนี้ไม่ได้ขัดแย้งกับการสนับสนุนงานวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชแต่อย่างใดค่ะ
เราอยากเห็นพันธุ์พืชใหม่ๆ แต่ก็ควรมั่นใจด้วยว่าจะไม่ไปสร้างปัญหาให้กับคนที่ปลูกพันธุ์พืชดั้งเดิมอยู่ก่อนแล้วค่ะ
หากใครมีข้อมูลเพิ่มเติม แนะนำเข้ามาได้นะคะ




การตั้งข้อสังเกตของโพสต์ข้างล่าง เรื่อง กุ้งขาวแวนนาไมท์ (คิดต่อจากเรื่องกระเพรา) คือกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุด ทุนใหญ่ไม่ได้ขายแค่ผลผลิตปลายทาง แต่คุมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายทาง ทำให้เกษตรกรเปลี่ยนสถานะจาก "เจ้าของกิจการอิสระ" ไปเป็น "ลูกจ้างในไร่นาของตัวเอง" ที่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องหนี้สินและความเสียหายทั้งหมด


กุ้งขาวแวนนาไมท์

Siddha France Kumwongwan
19 hours ago
·
เรื่องกะเพรานั่งครุ่นคิดอยู่นานมาก เลยขอเขียนสะท้อนสิ่งที่นึกออกหน่อย ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เป็นเพียงความเห็นล้วนๆ

ความรู้สึกแวบแรกคือด้านลบเลย เหมือนกับที่รู้สึกในเรื่อง UPOV1991 ทั้งๆ ที่จริงๆ มองแบบแฟร์ๆ คือใครลงทุนพัฒนาอะไร ก็ควรได้สิทธิในสิ่งนั้น ได้รับการคุ้มครองภายใต้สิทธิบัตร

แต่มันดันทำให้นึกไปถึงว่า กะเพราซีพีมันก็จะดีกว่ากะเพราพื้นเมืองจริงๆ เพราะถูกพัฒนาพันธุ์มาเนอะ ยังไงก็ต้องดีกว่า โตไวกว่า ผลผลิตดี มีคุณภาพกว่า พอมาถูกแปรรูปในระดับอุตสาหกรรม ในโรงงานที่มีคุณภาพสูง มันต้องกำหนดสเป็กชนิดกะเพราที่ต้องใช้อยู่แล้วเพื่อคุมคุณภาพสินค้า จะมารับกะเพราหลายชนิดปนในรอบเดียวไม่ได้ แต่ละรอบจะมารสชาติเหมือนกันก็ไม่ได้

ทีนี้ในฐานะที่ซีพีเป็นเจ้าใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ก็แน่นอนว่าจะระบุว่าต้องการกะเพราพันธุ์ที่ซีพีผลิต เกษตรกรก็จะต้องมาซื้อเมล็ดพันธุ์ ซื้อชำไปปลูกจากซีพี เพื่อที่จะได้มีกะเพราพันธุ์ซีพี ที่ซีพีต้องการมาขายให้ได้ ประกอบกับถ้ามันอร่อยจริง ธุรกิจอาหารสดก็จะเลือกใช้พันธุ์กะเพรานี้ด้วยในที่สุด ทำให้ความต้องการกะเพราซีพีสูงขึ้น เกษตรกรก็จะเลิกปลูกพันธุ์ท้องถิ่นไปในที่สุด สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพไม่พอ ทางซีพีรับเต็มๆ เพราะทุกคนต้องมาซื้อเมล็ดกับซีพีเอง ห้ามขายเมล็ดขายกล้ากันเอง ทำให้รับเงินเต็มๆ ผูกขาดตลาดตั้งแต่เมล็ด ใบ ยันผลผลิตหลังแปรรูป

สิ่งนี้้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับกุ้งขาวแวนนาไมท์ ที่ทั้งประเทศไทยปัจจุบัน ใช้พันธุ์กุ้งของซีพีเกือบ 100% ซึ่งเป็นพันธุ์ที่เป็นหมันและยังถูกปกป้องจากสิทธิบัตร เท่ากับต้องซื้อลูกกุ้งจากซีพีทุกฤดูเก็บเกี่ยว ไม่สามารถมีลูกพันธุ์กุ้งไว้ทำธุรกิจต่อในฤดูกาลต่อไปได้เลย แล้วกุ้งขาวเลี้ยงง่ายเพราะซีพีขายพร้อมสารดูแลและอาหารเป็นแพคเกจ แล้วพร้อมรับซื้อ แต่มีข้อแม้คือต้องเลี้ยงตามแบบที่ซีพีกำหนด = ใช้สารเลี้ยง อาหารเลี้ยงซีพีเท่านั้น เพื่อรักษามาตรฐาน เกษตรกรด้วยความที่กุ้งขาวราคาดี โตไว ขายง่าย ไม่เซนซิทีฟกับมลภาวะเหมือนกุ้งท้องถิ่นเช่นกุ้งนาง กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย ก็หันไปเลี้ยงกุ้งขาวกันหมด เกิดนากุ้งฟีเวอร์ เลี้ยงกุ้งขาวกันหมด กุ้งกุลาดำเกือบหายไปจากตลาดของไทย และซีพีก็รับกำไรจากตรงนี้ไปเต็มๆ เป็นเจ้าตลาดของโลก นี่คือสิ่งที่อาจเกิดกับกะเพราเรา
ซึ่งเอาจริงๆ มันแฟร์เกมมากๆ ในระบบทุนนิยม แต่มันกลับเป็นสิ่งที่ไม่เห็นด้วยทางความรู้สึกยังไงไม่รู้ ทั้งที่เราในฐานะผู้บริโภคจะได้ประโยชน์คือได้กินของอร่อยแน่ๆ แต่ถ้าวันหนึ่งตลาดมันผูกขาดแบบนี้ เราจะอดกินกะเพราดั้งเดิมเพราะไม่มีเจ้าไหนปลูกแล้ว เราจะต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อกะเพราซีพี ที่ตอนนั้นอาจเป็นเจ้าเดียวของตลาด ที่สร้างราคาขึ้นได้เสรี

นี่เป็นคนอินกับการที่ความหลากหลายทางอาหารของไทยมันหายไปมาก ลองนึกดูตั้งแต่เด็กมีอะไรหายไปบ้างเวลาไปเดินซุปเปอร์ แล้วอะไรมาแทน

ผลไม้: มะเฟือง มะไฟ สละ ลองกอง ลางสาด น้อยหน่า กะท้อน แตงไทย เริ่มหายไป มะม่วงน้ำดอกไม้ มะละกอ แอปเปิ้ล องุ่น กีวี ส้มซันคิส เข้ามาแทน

ผัก: ฟักแม้ว ผักกูด คะน้าไทย ผักแพ้ว มะเขือส้ม บวบ ฟักเขียว ดอกขจร กุยช่าย ผักบุ้งไทย กระชาย ตำลึง เริ่มหายไป กวางตุ้ง ปวยเล้ง เซเลอรี่ บร็อคโคลี่ แครอทมาแทน

เห็ด: เห็ดฟาง เห็ดเผาะ เห็ดโคน เห็ดหูหนู เริ่มหายไป เห็ดชิเมจิ เห็ดนางรมหลวง เห็ดนางฟ้า เริ่มมาแทน
ปลา: ปลากุเลา ปลาน้ำดอกไม้ ปลาอินทรี ปลาดาบ ปลาหมอ ปลาทูสด ปลาสีกุน ปลาเก๋า ปลาบู่ ปลาจะละเม็ด เริ่มหาไม่ได้ตามซุปเปอร์ มีปลากะพง ทับทิม นิล ปลาดอรี่ แซลม่อน มาแทน

สะท้อนใจในความเป็นไปของโลก แต่ในกระแสทุนนิยม เราจะไปออกอะไรต้านทุนใหญ่โดยไม่สร้างอุปสงค์ของทุนย่อยเลยก็ไม่ได้ ดังนั้นมาร่วมกันอุดหนุนเกษตรกรท้องถิ่น ชนิดพันธุ์พื้นเมือง ชนิดพันธุ์แปลกๆ กัน ถึงอาจอร่อยน้อยกว่า ลูกเล็กกว่า หายากกว่า และแพงกว่า แต่ถ้ายังมีคนซื้อ คนขายก็จะหามาขายกันต่อไป
ปล. เอาจริงอินสุดกับเห็ดฟาง เพราะหากินที่อังกฤษไม่ได้ แล้วกลับไทยไป พลิกแผ่นดินหากินทั่วกรุงเทพไม่มีให้กิน ยกเว้นแค่ mk เลยที่ยังมีขาย แบบ บ้าไปแล้ว เห็ดพื้นฐานมากๆ แต่ไม่มีที่ไหนให้กินแบบจุใจเลยในกรุงเทพ

https://www.facebook.com/siddhakumwongwam/posts/29685974771003363
.....

การตั้งข้อสังเกตและสะท้อนมุมมองเรื่อง "กะเพราซีพี" กับความหลากหลายทางชีวภาพในระบบทุนนิยมของเจ้าของโพสต์ สะท้อนความย้อนแย้ง (Paradox) ของยุคสมัยได้อย่างแหลมคมมาก ความรู้สึกอึดอัดใจที่สัมผัสได้ ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล แต่มันคือความตระหนักรู้ถึง "ต้นทุนที่ซ่อนอยู่" (Hidden Cost) ที่ระบบตลาดเสรีมักไม่นำมาคิดคำนวณเป็นตัวเงิน จนกว่าสิ่งนั้นจะหายวับไปจากชีวิตจริงๆ

ประเด็นยกขึ้นมามีน้ำหนักมากในทางเศรษฐศาสตร์การเกษตรและสังคมวิทยาอาหาร:

กับดักการผูกขาดเบ็ดเสร็จ (Vertical Integration): ตัวอย่างเรื่องกุ้งขาวแวนนาไมท์ที่ยกมาคือกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุด ทุนใหญ่ไม่ได้ขายแค่ผลผลิตปลายทาง แต่คุมตั้งแต่ต้นน้ำ (เมล็ดพันธุ์/ลูกพันธุ์ที่เป็นหมัน) กลางน้ำ (ปุ๋ย อาหาร สารเคมี) และปลายทาง (รับซื้อและแปรรูป) ทำให้เกษตรกรเปลี่ยนสถานะจาก "เจ้าของกิจการอิสระ" ไปเป็น "ลูกจ้างในไร่นาของตัวเอง" ที่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องหนี้สินและความเสียหายทั้งหมด ขณะที่ทุนใหญ่กินรวบกำไรและความเสี่ยงต่ำที่สุด

ความสูญเสียเชิงระบบ (Systemic Loss): แม้ทุนนิยมจะบอกว่าผู้บริโภคได้ประโยชน์จาก "ความสม่ำเสมอและราคาที่เข้าถึงได้" แต่สิ่งที่เราสูญเสียไปคือความยืดหยุ่นทางชีวภาพ เมื่อพืชหรือสัตว์ถูกคัดเลือกให้เหลือสายพันธุ์เดียว (Monoculture) ทั้งระบบจะเปราะบางต่อโรคระบาดหรือสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปทันที เหมือนกุ้งขาวที่แม้จะโตไวแต่ก็เคยประสบปัญหาระบาดจนเสียหายหนักมาแล้ว

การหายไปของวัฒนธรรมอาหาร: รายการผัก ผลไม้ ปลา และเห็ดที่ลิสต์มา คือภาพสะท้อนที่ตรงเผงของการกลายพันธุ์ทางวัฒนธรรมอาหาร (Culinary Homogenization) ซุปเปอร์มาเก็ตต้องการสินค้าที่ "เชลฟ์ไลฟ์ยาว ขนส่งง่าย หน้าตาเหมือนกันทุกผล และสต็อกได้นิ่ง" ทำให้พืชผักพื้นบ้านที่มีความหลากหลายตามฤดูกาลและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ถูกคัดออก เพราะระบบโลจิสติกส์ร่วมสมัยไม่เป็นใจ

แนวคิดเรื่องการสร้างอุปสงค์ให้ทุนย่อยและเกษตรกรรายย่อยจึงเป็นทางออกที่รูปธรรมที่สุดในฐานะผู้บริโภค การเลือกซื้อไม่ใช่แค่เรื่องของความอร่อยในจานอาหาร แต่มันคือการ "ออกเสียง" (Voting with your wallet) ว่าเรายังต้องการความหลากหลายนี้ให้อยู่รอดในระบบนิเวศทางเศรษฐกิจต่อไป

การผูกขาดเบ็ดเสร็จหรือการบูรณาการทางดิ่ง (Vertical Integration) ในกรณีของ กุ้งขาวแวนนาไมท์ (Whiteleg Shrimp) คือตัวอย่างคลาสสิกที่ภาคธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ใช้ควบคุมห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เพื่อผูกขาดตลาดและสร้างความได้เปรียบสูงสุด

รายละเอียดกลไกและการครอบ 4 ด้านของโมเดลนี้ มีลักษณะดังนี้:

1. การคุม "ต้นน้ำ" (พันธุ์สัตว์ที่เป็นหมันและติดสิทธิบัตร)

พ่อแม่พันธุ์ปลอดโรค (SPF - Specific Pathogen Free): ในอดีตการเลี้ยงกุ้งกุลาดำหรือกุ้งท้องถิ่นมีความเสี่ยงสูงเรื่องโรคระบาด ทุนใหญ่จึงได้พัฒนาและนำเข้ากุ้งขาวแวนนาไมท์ซึ่งเป็นสายพันธุ์ต่างถิ่นที่ปรับตัวง่ายและโตไว

กลไกการผูกขาดพันธุ์: กุ้งขาวที่เกษตรกรซื้อมาเลี้ยงส่วนใหญ่ถูกปรับแต่งหรือคัดเลือกสายพันธุ์ให้ "เป็นหมัน" หรือไม่สามารถนำไปเพาะพันธุ์ต่อเองได้ในรอบถัดไป เกษตรกรจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องซื้อลูกกุ้งจากบริษัทใหญ่เข้ามาปล่อยใหม่ทุกฤดูกาลเพาะเลี้ยง กลายเป็นการผูกขาดสิทธิ์ในการถือครองพันธุกรรม (Genetic Monopoly) แบบเบ็ดเสร็จ

2. การคุม "ปัจจัยการผลิต" (ระบบแพ็กเกจบังคับ)

การเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมท์ในระบบอุตสาหกรรมมักไม่ได้ขายแค่ลูกกุ้งเดี่ยวๆ แต่มาในรูปแบบ "แพ็กเกจสำเร็จรูป" ที่บังคับใช้ร่วมกัน ได้แก่ อาหารกุ้งสูตรเฉพาะของบริษัท, ยา, สารเคมีปรับสภาพน้ำ และอุปกรณ์ฟาร์ม

หากเกษตรกรต้องการันตีผลผลิตว่าจะรอดและโตทันเวลาเพื่อส่งมอบ ก็ต้องใช้ปัจจัยการผลิตและสารเคมีตามสูตรที่บริษัทกำหนดเท่านั้น ทำให้บริษัทใหญ่ได้กำไรซ้ำซ้อน ทั้งจากการขายลูกกุ้ง การขายอาหาร และเคมีภัณฑ์

3. การคุม "กลางน้ำถึงปลายน้ำ" (การรับซื้อและการแปรรูป)

ระบบประกันราคาและรับซื้อคืน: เพื่อจูงใจให้เกษตรกรหันมาเปลี่ยนจากกุ้งกุลาดำหรือกุ้งท้องถิ่นมาเลี้ยงกุ้งขาว บริษัทจะมีโมเดลรับซื้อคืนในราคาที่แน่นอน (Contract Farming) ทำให้เกษตรกรมีความมั่นใจในแง่ตลาด

การผูกขาดมาตรฐานอุตสาหกรรม: เมื่อผลผลิตกุ้งขาวล้นตลาดและกลายเป็นมาตรฐานเดียว โรงงานแปรรูปอาหารและห้องเย็นขนาดใหญ่ก็ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับขนาดและสเปกของกุ้งขาวเท่านั้น ส่งผลให้ระบบนิเวศของตลาดกุ้งพื้นบ้าน (เช่น กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย) พังทลายลง เพราะไม่มีโรงงานหรือพ่อค้าคนกลางรายไหนรับซื้อในปริมาณมากพอที่จะแข่งขันได้อีก

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโมเดลนี้

เกษตรกรกลายเป็น "ลูกจ้างในที่ดินตัวเอง": แม้เกษตรกรจะมีโฉนดที่ดินและบ่อเลี้ยงกุ้ง แต่ความเสี่ยงทั้งหมด (เช่น โรคระบาดในบ่อ, สภาพอากาศ, ราคาวัตถุดิบอาหารที่บริษัทปรับขึ้นลง) ตกอยู่ที่เกษตรกร ขณะที่อำนาจกำหนดราคาและผลกำไรส่วนใหญ่อยู่ที่ทุนใหญ่

ความเปราะบางทางนิเวศ: การใช้กุ้งสายพันธุ์เดียวทั่วประเทศทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพของกุ้งไทยหายไป และหากเกิดโรคระบาดที่กุ้งขาวไม่สามารถต้านทานได้ ความเสียหายจะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมกุ้งทั้งประเทศในทันที



ร้านสะดวกซื้อยอดนิยมในฝัน : ปลาหมอห่อหมกเค้า.............คางดำ ผัดกะเพราข้าวคำ................อิ่มตื้อ


Kasian Tejapira
11 hours ago
·
ทัวร์ฝันสะดวกซื้อ
%%%%%
ปลาหมอห่อหมกเค้า.............คางดำ
ผัดกะเพราข้าวคำ................อิ่มตื้อ
ขึ้นรถล่องลำนำ...................เที่ยวท่อง
ฝันเฟื่องสะดวกซื้อ...............แซบแท้ไทยหลง

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10245202989032199&set=a.2556231547988




หลักการ ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) อยู่ที่ไหน ?


https://www.facebook.com/photo/?fbid=122319838742030562&set=a.122097592238030562

GreenXpress
Yesterday
·
GreenUpdate : ปิดฉากคดี PTTGC ทำน้ำมันรั่วลงทะเลระยอง ปี 2556 กระทบประมงพื้นบ้านและผู้ประกอบการรายเล็ก โดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ในเรื่องหลัก ไม่จำเป็นต้องตั้งกองทุนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เพราะหน่วยงานรัฐได้ดำเนินการไปแล้ว และฝ่ายวิชาการได้รับรองผลการฟื้นฟูตามแผน ส่วนค่าเสียหายรายบุคคล ศาลมองว่าค่าเสียหายที่ได้กำหนดไว้เดิม เหมาะสมแล้ว

วันนี้ (22 ตุลาคม 2569) ศาลจังหวัดระยอง นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่สมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็กระยอง และผู้ได้รับผลกระทบรวม 429 ราย ยื่นฟ้องบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) จากเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลในทะเลระยอง เมื่อปี 2556 โดยขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย และฟื้นฟูระบบนิเวศให้คืนสู่สภาพเดิม และขอให้มีการจัดตั้งกองทุนฟื้นทรัพยากรธรรมชาติ จากปัญหาน้ำมันรั่ว โดยให้บริษัทฯ จัดสรรงบประมาณสู่กองทุนฯ คิดเป็นร้อยละ 10 ของกำไรเฉลี่ยต่อปี

ในกรณีคำขอให้ฟื้นฟูระบบนิเวศให้คืนสู่สภาพเดิม โดยขอให้มีการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ศาลมองว่า ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 96 (ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย) ศาลไม่มีอำนาจสั่งการบังคับให้จำเลยจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูฯ โดยศาลวินิจฉัยว่าเรื่องของการฟื้นฟู เป็นหน้าที่ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กรมควบคุมมลพิษ, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช) ที่มีผู้เชี่ยวชาญและงบประมาณ และหน่วยงานฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบแก้ไขปัญหาไปแล้ว รวมถึงเห็นว่าเหตุการณ์ผ่านไปกว่าสิบปีแล้ว ทรัพยากรธรรมชาติได้ฟื้นฟูขึ้นตามลำดับ ผลกระทบลดน้อยลงแล้ว

ในส่วนของข้อเรียกร้องการชดใช้ค่าเสียหายรายบุคคลเพิ่มเติม ศาลมองว่าค่าเสียหายที่ได้กำหนดไว้เดิม เหมาะสมแล้ว

ย้อนไปเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2561 ศาลจังหวัดระยอง พิพากษาคดีหมายแดงที่ 2076/61 โดยพิพากษาให้ บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ที่เป็นกลุ่มประมง รายละ 90,000 บาท , กลุ่มแม่ค้า รายละ 60,000 บาท โดยให้นำไปหักเงินเยียวยาเบื้องต้นที่โจทก์แต่ละรายได้รับไปแล้ว 30,000 บาท

ต่อมา วันที่ 22 มีนาคม 2562 ชาวบ้านที่เป็นโจทก์ ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2

วันที่ 1 กันยายน 2563 ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) ชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มให้แก่โจทก์ ที่เป็นกลุ่มประมง รายละ 150,000 บาท , กลุ่มแม่ค้า รายละ 120,000 บาท โดยให้นำไปหักเงินเยียวยาเบื้องต้นที่โจทก์แต่ละรายได้รับไปแล้ว 30,000 บาท

วีรวัฒน์ อบโอ ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ได้เพิ่มเติมว่า แม้ทางจำเลยคือ PTTGC จะไม่ต้องรับผิดในการฟื้นฟูทรัพยากร แต่ศาลมองว่า ทะเลระยองที่เกิดเหตุ เป็นสาธารณสมบัติที่ทุกคนใช้ร่วมกัน หากต่อมายังปรากฏว่ามีความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติอันเกิดจากการกระทำของจำเลยยังหลงเหลืออยู่ รัฐมีหน้าที่ต้องจัดการแก้ไข โดยให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในการที่รัฐจะต้องเข้าไปดำเนินการแก้ไข รวมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดการมลพิษด้วย

ข้อมูลจาก มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
.....

หากเกิดที่ต่างประเทศ

คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีน้ำมันดิบรั่วไหลลงทะเลระยองของบริษัท PTTGC เมื่อปี 2556 ซึ่งมีคำตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ว่าไม่ต้องตั้งกองทุนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและไม่ต้องเพิ่มค่าเสียหายรายบุคคล ได้สร้างข้อถกถอดและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเกี่ยวกับมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีศึกษาในต่างประเทศที่มีแนวปฏิบัติที่แตกต่างกัน ดังนี้

การปฏิบัติตามมาตรฐานสากลและหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle): ในประเทศที่มีกฎหมายสิ่งแวดล้อมเคร่งครัด (เช่น สหรัฐอเมริกาหรือกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป) บริษัทที่ก่อให้เกิดมลพิษทางทะเลมักจะต้องรับผิดชอบทั้งในส่วนของการฟื้นฟูระบบนิเวศระยะยาวโดยตรง จัดตั้งกองทุนเพื่อการติดตามตรวจสอบผลกระทบ หรือจ่ายค่าปรับในอัตราที่สูงมากเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

การชดเชยค่าเสียหายและภาระพิสูจน์: สำหรับกรณีในต่างประเทศ กระบวนการประเมินมูลค่าความเสียหายต่อระบบนิเวศและรายได้ของชุมชนมักใช้โมเดลทางเศรษฐศาสตร์ที่ครอบคลุมผลกระทบสะสมในระยะยาว ทำให้การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบรายย่อยและชาวประมวลพื้นบ้านได้รับความเป็นธรรมในระดับที่สะท้อนความสูญเสียที่แท้จริง

มุมมองของศาลไทย: คำพิพากษาของศาลฎีกามีพื้นฐานจากการพิจารณาข้อเท็จจริงทางกฎหมายไทย โดยมองว่าหน่วยงานรัฐได้เข้ามาดำเนินการแก้ไขและฟื้นฟูในเบื้องต้นแล้ว รวมถึงฝ่ายวิชาการได้มีการรับรองผลการฟื้นฟูตามแผน ทำให้ภาระผูกพันเพิ่มเติมในส่วนของการตั้งกองทุนสิ้นสุดลงตามดุลยพินิจของศาล

เหตุการณ์นี้จึงเป็นประเด็นถกเถียงสำคัญในสังคมไทยถึงช่องว่างทางกฎหมาย การบังคับใช้มาตรการสิ่งแวดล้อม และความคุ้มครองสิทธิของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรม
.....

การขาดกฎหมายความรับผิดชอบอย่างเด็ดขาด (Strict Liability) และมาตรการทางการเงินที่รัดกุมในประเทศไทย ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยสามารถขยายความในประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

หลักความรับผิดชอบอย่างเด็ดขาด (Strict Liability) คืออะไร: ในทางกฎหมายสิ่งแวดล้อมสากล หลักนี้หมายความว่า หากผู้ประกอบกิจการก่อให้เกิดมลพิษหรือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการจะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายและฟื้นฟูทันที โดยที่ผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์ความประมาทเลินเล่อหรือความผิดพลาดของบริษัท ขอเพียงแค่พิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นเกิดจากกิจการดังกล่าว แต่ในระบบกฎหมายไทยปัจจุบัน คดีลักษณะนี้มักถูกตีความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องละเมิด ซึ่งเป็นภาระหนักให้ชาวบ้านต้องพิสูจน์ความผิดและหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยันเอง

การขาดมาตรการยับยั้ง (Deterrence) ที่มีประสิทธิภาพ: เมื่อไม่มีกฎหมายที่กำหนดบทลงโทษทางแพ่งและมาตรการทางการเงินในมูลค่าที่สูงพอ ต้นทุนในการจ่ายค่าเสียหายหรือค่าปรับตามคำพิพากษาของไทยบางครั้งอาจต่ำกว่าต้นทุนในการลงทุนเพื่อป้องกันความปลอดภัยหรือการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี ทำให้ภาคอุตสาหกรรมบางแห่งมองความเสี่ยงจากอุบัติเหตุเป็นเพียง "ต้นทุนในการทำธุรกิจ" (Cost of Doing Business) ที่จ่ายแล้วจบไป มากกว่าการถูกบังคับให้ต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างถาวร

การขาดกลไกกองทุนประกันความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมภาคบังคับ: ในหลายประเทศที่มีอุตสาหกรรมความเสี่ยงสูง (เช่น การขุดเจาะปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์ หรือโรงงานขนาดใหญ่) กฎหมายจะบังคับให้บริษัทต้องวางหลักประกัน วงเงินค้ำประกัน หรือทำประกันภัยความเสียหายสิ่งแวดล้อมวงเงินสูงไว้ล่วงหน้าก่อนเริ่มประกอบกิจการ เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นจะมีเงินทุนพร้อมใช้ในการเยียวยาฟื้นฟูระบบนิเวศและจ่ายชดเชยประชาชนทันทีโดยไม่ต้องรอผลคดีความที่อาจใช้เวลายืดเยื้อหลายสิบปีเหมือนกรณีตัวอย่าง



จดหมายจาก อานนท์ 29 ก.ย. 69


อานนท์ นำภา
Author

จดหมายฉบับวันที่ 29 กันยายน 2569
ราวๆสามทุ่มครึ่ง วันที่ 29 กันยายน 2569 หลังจากผ่านวิกฤตน้ำท่วมมา 5 วัน น้ำลดลงจนเป็นปกติ ทว่ากลิ่นเน่าเหม็นยังคงอบอวล ไม่สิใช้คำว่าน้ำเน่า เหม็นตลบ-อบอวล ถึงจะถูก
.
ช่วงนี้เรือนจำกำลังฉายละครไทยเรื่อง “สอดสร้อยมาลา” ละครที่ได้รับทุนสนับสนุนจากภาษีประชาชน ผมดูละครเรื่องนี้ ขณะอ่านหนังสือ “อภิรัฐธรรมนูญไทย” ปาถกาถาของอาจารย์สมชาย ปรีชาศิลปกุล ในวาระครบรอบ 75 ปี อภิวัฒน์สยาม (2475-2550) ทำให้ได้อรรถรส ทั้งการดูละครและอ่านหนังสืออย่างยิ่ง
.
เพราะรัฐธรรมนูญคือบทบันทึกประวัติศาสตร์อีกรูปแบบและละครก็บอกเล่าประวัติศาสตร์เช่นกัน หากแต่สอดสร้อยมาลาน่าจะมีเจตจำนงค์บอกเล่าในอีกแบบ จึงน่าจะสอดคล้องกับปรากฎการณ์ลบเลือนมรดกคณะราษฎรที่เกิดขึ้นในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา
.
การลบเลือนและสร้างเรื่องเล่าใหม่ เป็นไปอย่างเป็นระบบ มีทั้งฉาบฉวยโท่งๆและปราณีต การพูดได้เพียงด้านเดียว โดยปราศจากข้อมูลข้อเท็จจริง อาจทำให้คนที่ใสซื่อเชื่อเป็นตุเป็นตะได้ กระนั้นก็ยังฝากความหวังไว้ว่า “สติ” ในการรับรู้จะมีและพัฒนาไปตามโลกสมัยใหม่ที่มีแหล่งสืบค้นทั้งหนังสือและในโซเชี่ยล
.
ความจริงไม่ใช่ฝ่ายก้าวหน้าจะไม่มีความสามารถในงานศิลปะหรือการบอกเล่า หากแต่ ”ความจริง“ ที่จะบอกเล่า ไม่สามารถบอกได้ หรือพูดได้เหมือนอีกฝ่าย ทำให้สังคมต้องจมปลักในการนำเสนอได้เพียงด้านเดียว
.
หวังว่าการวิพากษ์วิจารณ์ และการให้ความจริงทางประวัติศาสตร์ปรากฏ หวังว่าฝ่ายก้าวหน้าจะไม่มองข้ามภารกิจนี้ “การต่อสู้ทางศิลปะ”
.
เชื่อมั่นและศรัทธา
อานนท์ นำภา


https://www.facebook.com/xannth.na.pha/posts/39495996920014890





อะไรใหม่ๆ มากจ้ะ🥹 สส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล ได้โพสต์เล่าเหตุการณ์ที่อาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 โดยระบุว่าหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ และลงมาแถลงข่าวที่ชั้น 1 ท่ามกลางฝนที่ตกหนักอย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเจอมาในรัฐสภา เมื่อขึ้นไปเอาของที่ชั้น 8 ปรากฏว่าพบคราบน้ำและน้ำที่ไหลทะลักลงมาเหมือนน้ำตกภายในอาคาร

https://www.facebook.com/reel/1835268410799773

ชลณัฏฐ์ โกยกุล - ปาล์ม - Chonlanat Koaykul
a day ago
·
ที่สภา น้ำมาถึงชั้น 8 !!!
วันนี้ (22 ตค.69)ที่สภา ปาล์มมีประชุมกมธ.พัฒนาการเมืองฯ ทั้งเช้าและบ่าย พอเสร็จประชุม ก็รีบลงไปแถลงข่าวที่ชั้น1 ออกมาจากห้องประชุมก็เจอฝนตกหนักมากๆ ตกหนักที่สุดตั้งแต่เคยเจอมาที่สภาเลย พอแถลงข่าวเสร็จก็แวะไปเอาของที่ชั้น8
ขึ้นไปก็เจอน้ำไหลเป็นน้ำตกแบบที่เห็นในคลิปเลย
อะไรใหม่ๆ มากจ้ะ
คนเจอน้ำตก อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์
ลงพื้นที่สำรวจ สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ - Surachet Pravinvongvuth
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ - Pawoot Pongvitayapanu
ผู้ประสบภัยน้ำเข้าห้อง สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล - Sittiphol Viboonthanakul และ อาจารย์ธีระ สุธีวรางกูล



เรื่องกระเพรา มีหลายประเด็น Manassatian Luprasert เห็นประเด็นนี้


https://www.facebook.com/reel/4607909196156291




อย่างนี้ก็ได้เหรอ ? การวิจัยพันธุ์พืชหาความรู้และการปรับแต่งพันธุ์พืชให้ดีขึ้นไม่เป็นปัญหาหรอก ที่เป็นปัญหาคือการใช้ทรัพยากรและการแบ่งปันดอกผลระหว่างรัฐกับเอกชนควรอยู่ตรงไหนอย่างไร ไม่ใช่พอวิจัยเสร็จ ยกให้บริษัทเอกชนแต่ผู้เดียว


BIOTHAI
·
Author

1. มหาลัยได้งบประมาณจากภาษีประชาชน 6,000 ล้านบาท/ปี
2. เชื้อพันธุ์กะเพรารวบรวมได้มา 200-300 สายพันธุ์
3. เอกชนสนับสนุนงบ 2.5 ล้านบาทใน 4 ปี (ประมาณการ)
4. วิจัยเสร็จบริษัทได้สิทธิในสายพันธุ์ที่วิจัยไปทั้งหมด








Thai PBS News
@ThaiPBSNews
·3h

CPRAM ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพรา โดยยืนยันว่ากะเพราพื้นเมืองและพันธุ์ดั้งเดิมที่มีอยู่กว่า 300 สายพันธุ์ในประเทศไทย ประชาชน เกษตรกร และร้านอาหารยังคงสามารถปลูก กิน และซื้อขายได้ตามปกติโดยไม่มีข้อจำกัดใด ๆ ทั้งสิ้น 
. 
สำหรับการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ 4 สายพันธุ์ เป็นผลงานวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นานกว่า 10 ปี เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารพร้อมรับประทานภายในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทเท่านั้น โดยไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์หรือต้นกล้าสู่ตลาดทั่วไป 
. 
ผู้บริหารซีพีแรมย้ำว่าการคุ้มครองงานวิจัยเป็นกลไกปกติในการสนับสนุนนักวิจัยไทยและยกระดับมาตรฐานเกษตรกรรม พร้อมทั้งดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรคู่ชีวิตเพื่อสร้างความเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยไม่กระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของประชาชน 
. 
อ่านข่าว : https://thaipbs.or.th/news/content/571563




.....


สายพิน แก้วงามประเสริฐ
15 hours ago
·
กะเพราพันธุ์แก้วจุรี 01 - 04 ของซีพีแรม มาจากกะเพราพันธุ์ CPR1 ที่มาจากกะเพราพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมของไทย แล้วนำมาวิจัยปรับปรุงเพาะเนื้อเยื่อร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จนได้พันธุ์แก้วจุรี 01 - 04 แล้ว ซีพีแรมจึงไปจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชในปี 67 และคุ้มครองไปถึงปี 79 โดยจดกับกรมวิชาการเกษตร ถามว่า 1.พันธุ์ดั้งเดิมเป็นพันธุ์พื้นเมือง เมื่อมหาวิทยาลัยทำวิจัยทำไมไม่ให้เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ เพื่อให้เกษตรกรมีพันธุ์พืชดีๆปลูก 2.มหาวิทยาลัยได้ประโยชน์อะไรจากการวิจัยครั้งนี้ 3.รัฐได้ประโยชน์อะไร 4.การจดทะเบียนเพื่อคุ้มครองพันธุ์พืชควรเป็นการจดเพื่อประโยชน์ของสาธารณะหรือของเอกชน ถ้าเอกชนทำได้ทุกอย่างจะเหลืออะไรให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม 5.กฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มีช่องโหว่ตรงไหนที่ควรนำมาพิจารณา


https://www.facebook.com/photo/?fbid=10216171414114691&set=a.2989640316657




ในขณะที่พรรครีพับลิกันเตรียมรับมือกับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง อีลอน มัสก์ ก็กำลังเตรียมตัวเข้าสู่สงคราม


https://x.com/washingtonpost/status/2113669312498028978

ในขณะที่พรรครีพับลิกันเตรียมรับมือกับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง อีลอน มัสก์ ก็กำลังเตรียมตัวเข้าสู่สงคราม

สมาชิกพรรคเดโมแครตจำนวนหนึ่งกล่าวว่า พวกเขาพร้อมที่จะใช้อำนาจในตำแหน่งของตนเพื่อตรวจสอบเจ้าพ่อวงการเทคโนโลยีรายนี้และธุรกิจต่าง ๆ ของเขา หากพรรคเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากในสภาใดสภาหนึ่งได้ในการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะถึงนี้

อีลอน มัสก์ ได้แสดงท่าทีพร้อมทำสงครามเพื่อตอบโต้ภัยคุกคามจากการสอบสวนของรัฐสภา โดยเขาส่งสัญญาณว่าหากพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนหน้า เขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้าอย่างเต็มที่

“ใครใช้ดาบเป็นอาวุธ ก็ต้องตายด้วยดาบเล่มนั้น” มัสก์โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้รายงานจาก Politico ที่ระบุว่าสมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคเดโมแครตกำลังหาทางตรวจสอบเขา

“คนที่หาเรื่องผมควรเข้าใจไว้ด้วยว่า ผมจะสืบหาให้ได้ว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริง แล้วผมจะจัดการกับคนเหล่านั้น ไม่ใช่แค่หุ่นเชิดของพวกเขา” มัสก์ ซีอีโอของ Tesla และ SpaceX กล่าว

ท่าทีที่พร้อมรบของมัสก์เกิดขึ้นในขณะที่สมาชิกพรรคเดโมแครตหลายคนแสดงความตั้งใจที่จะใช้อำนาจหน้าที่ของตนเพื่อตรวจสอบบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกผู้นี้ หากพรรคของพวกเขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอม

ในขณะที่โอกาสในการชนะเลือกตั้งของพรรครีพับลิกันเริ่มเลือนราง บรรดาสมาชิกสภาก็เริ่มผลักดันให้มีการสอบสวนเจ้าพ่อเทคโนโลยีรายนี้ รวมถึงบริษัทต่าง ๆ ของเขา หรือการดำเนินงานของหน่วยงาน DOGE (Department of Government Efficiency) ซึ่งมัสก์เป็นผู้ดูแล และมีบทบาทสำคัญในการยุบหน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (USAID)

วุฒิสมาชิกริชาร์ด บลูเมนทาล (รัฐคอนเนตทิคัต) สมาชิกพรรคเดโมแครตระดับสูงในคณะอนุกรรมาธิการถาวรว่าด้วยการสอบสวนของวุฒิสภา กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันพฤหัสบดีว่า เขาจะดำเนินการตรวจสอบมัสก์และ DOGE หากพรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะ ก่อนหน้านี้บลูเมนทาลเคยเป็นผู้นำในการสอบสวนกลุ่มที่อ้างว่ามุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐกลุ่มนี้มาแล้ว แต่ในขณะนั้นเขาเป็นฝ่ายเสียงข้างน้อย จึงไม่มีอำนาจในการออกหมายเรียก (subpoena) เพื่อบังคับให้พยานมาให้การ หรือบังคับให้ส่งมอบเอกสารและบันทึกต่าง ๆ

“ชาวอเมริกันมีสิทธิ์ที่จะรับรู้ถึงต้นทุน ผลกระทบ และความวุ่นวายที่เกิดจาก DOGE รวมถึงสิ่งที่เขาอาจกำลังปกปิดอยู่” บลูเมนทาลกล่าว “มันมีเครือข่ายที่อาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตซ่อนอยู่ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบ”

เขายังกล่าวปัดคำขู่เรื่องการแก้แค้นของมัสก์ โดยแสดงความประหลาดใจต่อปฏิกิริยาที่รุนแรงของมัสก์ในครั้งนี้ “เขาไม่ควรมีอะไรต้องปิดบัง” บลูเมนทาลกล่าว พร้อมเสริมว่าเขาคาดหวังว่าประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งมาตุภูมิและกิจการรัฐบาลของวุฒิสภา ซึ่งมาจากพรรคเดโมแครต จะสนับสนุนความพยายามในการตรวจสอบมัสก์

มัสก์ไม่ได้ตอบกลับคำร้องขอให้แสดงความคิดเห็น

มัสก์แตกต่างจากผู้บริหารองค์กรธุรกิจคนอื่นๆ ตรงที่เขามักจะตอบโต้ภัยคุกคามด้วยความแข็งกร้าวเสมอมา เขาเคยต่อสู้คดีความ ท้าชนกับเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงที่มีอำนาจ และในบางครั้งก็ตัดสินใจดำเนินการอย่างเด็ดขาดเมื่อเกิดข้อพิพาททางธุรกิจ เช่น การย้ายถิ่นที่อยู่และฐานธุรกิจของเขาจากรัฐแคลิฟอร์เนียไปยังรัฐเท็กซัส

อย่างไรก็ตาม มัสก์เองก็ตระหนักถึงจุดอ่อนของตนในสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่เป็นใจ โดยในปี 2024 เขาเคยพูดติดตลกถึงความเป็นไปได้ที่จะต้องติดคุก หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่สอง

นอกจากนี้ มัสก์ยังทุ่มทรัพยากรจำนวนมหาศาลให้กับการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งมากกว่ายอดเงินบริจาคที่เขาให้กับทรัมป์ในการเลือกตั้งปี 2024 เสียอีก โดยเขาถือเป็นผู้บริจาครายบุคคลรายใหญ่ที่สุดในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 ด้วยการทุ่มเงินกว่า 350 ล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนให้ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันได้รับเลือกตั้ง

ทั้งมัสก์และบุคคลอื่นๆ ที่มีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามวาระของ DOGE อาจต้องเผชิญกับหมายเรียก การสอบสวน และการไต่สวนจำนวนมากภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งคาดการณ์กันว่าพรรคเดโมแครตมีโอกาสสูงที่จะคว้าชัยชนะ

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตอีกหลายคนได้หยิบยกประเด็นเรื่องการตรวจสอบการดำเนินธุรกิจหรือกิจกรรมทางการเมืองของมัสก์ขึ้นมาพูดถึงเช่นกัน

เจมส์ วอล์กินชอว์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรคเดโมแครต (รัฐเวอร์จิเนีย) ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร ได้แท็กถึงมัสก์ผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า

“ผมแค่อยากให้คุณอธิบายต่อสภาคองเกรสและประชาชนชาวอเมริกันว่า เหตุใด DOGE ถึงล้มเหลวอย่างยับเยิน และเหตุใดคุณถึงโกหกเรื่องตัวเลขการประหยัดงบประมาณ” เขาระบุ “คุณจะยอมสาบานตนเพื่อเข้าให้การอธิบายเรื่องนี้หรือไม่?”

มรดกที่เต็มไปด้วยข้อโต้แย้ง

ในฐานะที่ปรึกษาผู้ทรงอิทธิพลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อปีที่แล้ว มัสก์ได้กำกับดูแลแคมเปญ DOGE (Department of Government Efficiency) ซึ่งเป็นการดำเนินงานครั้งใหญ่และเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เพื่อตัดลดค่าใช้จ่ายในหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ

DOGE ซึ่งประกอบไปด้วยทีมงานส่วนใหญ่ที่เป็นคนรุ่นใหม่จากแวดวงเทคโนโลยีและไม่มีประสบการณ์ในงานภาครัฐ (ซึ่งถูกคัดเลือกโดยมัสก์และคนใกล้ชิด) ได้ดำเนินการยกเลิกตำแหน่งงานของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางหลายแสนคน อีกทั้งยังเข้าถึงข้อมูลสำคัญของชาวอเมริกันหลายร้อยล้านคนอีกด้วย มัสก์กล่าวว่าเขามีเป้าหมายที่จะลดการใช้จ่ายของรัฐบาลกลางลง 2 ล้านล้านดอลลาร์ผ่านหน่วยงานที่เรียกว่า DOGE ซึ่งในท้ายที่สุดได้อ้างตัวเลขการประหยัดงบประมาณไว้ที่ 2.15 แสนล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบโดยสำนักงานความรับผิดชอบของรัฐบาล (Government Accountability Office) พบว่าหน่วยงานดังกล่าวกล่าวอ้างตัวเลขการประหยัดเกินจริงอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น DOGE ได้เคลมผลงานจากการยกเลิกสัญญาเช่าที่ดำเนินการไปแล้วตั้งแต่ก่อนที่หน่วยงานนี้จะก่อตั้งขึ้น รวมถึงอ้างว่าประหยัดงบประมาณได้จากสัญญาที่ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่

ในบางครั้ง มัสก์ยังได้ข่มขู่ว่าจะแก้แค้นผ่านทางแพลตฟอร์ม X ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เขาซื้อมาในปี 2022 (ในขณะนั้นยังใช้ชื่อว่า Twitter) และต่อมาได้รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ SpaceX บริษัทจรวดของเขา

“มีสุสานขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยศัตรูของผม” เขาเขียนไว้ในโพสต์หนึ่งเมื่อปี 2023 “ผมไม่อยากเพิ่มจำนวนศัตรูในนั้นอีก แต่ถ้าไม่มีทางเลือกอื่น ผมก็คงต้องทำ ใครก็ตามที่หาเรื่องผมย่อมต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้วยตัวเอง แต่บางทีวันนี้อาจเป็นวันโชคดีของพวกเขาก็ได้”

ในการสัมภาษณ์กับทักเกอร์ คาร์ลสัน (Tucker Carlson) เมื่อปี 2024 ผู้ประกอบการรายนี้ได้ตั้งข้อสังเกตถึงชะตากรรมของตนเองหากพรรคเดโมแครตขึ้นมามีอำนาจ

“ถ้าเขาแพ้ ผมก็ซวยแน่” มัสก์กล่าว พร้อมกับพูดติดตลกว่า “คุณคิดว่าผมจะต้องติดคุกนานแค่ไหน?”

มัสก์กล่าวในการสัมภาษณ์ซึ่งเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งว่า “อาจมีการแก้แค้นผม” หากทรัมป์ไม่สามารถกลับคืนสู่ทำเนียบขาวได้

หากพรรคเดโมแครตกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้อีกครั้ง พวกเขาจะเผชิญกับแรงกดดันจากผู้ลงคะแนนเสียงและกลุ่มนักเคลื่อนไหวบางกลุ่มให้ดำเนินการจัดการกับมัสก์

กลุ่มนักเคลื่อนไหวที่ชื่อว่า “Investigate DOGE” ได้สานต่อแนวคิดของขบวนการ “Tesla Takedown” ซึ่งเคยจัดการประท้วงต่อต้านมัสก์ที่หน้าโชว์รูมรถยนต์ Tesla โดยกลุ่มนี้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบมัสก์และอดีตทีมงาน DOGE ผ่านทางสภาคองเกรส

อีแวน ซัตตัน (Evan Sutton) โฆษกของกลุ่มกล่าวว่า เหล่านักเคลื่อนไหวต่างตั้งคำถามว่า “เราจะทำอย่างไรให้มั่นใจได้ว่าอีลอนจะต้องรับผิดชอบ หากพรรคเดโมแครตกลับมาครองสภาคองเกรสได้อีกครั้ง?” เขากล่าวเสริมว่า “สภาคองเกรสจำเป็นต้องเข้ามาจัดการเรื่องนี้ ต้องลงมือทำอย่างจริงจัง ประชาชนชาวอเมริกันสมควรได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”

อดีตทีมงาน DOGE บางคนเริ่มเตรียมการรับมือในกรณีที่พรรคเดโมแครตครองสภาคองเกรส โดยพยายามป้องกันตนเองจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการสอบสวนด้านจริยธรรม ด้วยการจัดการธุรกรรมทางธุรกิจของตนเองหลังจากออกจาก DOGE ให้เรียบร้อยและรัดกุมยิ่งขึ้น

แม้การเลือกตั้งกลางเทอมจะยังเหลือเวลาอีกกว่าหนึ่งสัปดาห์ แต่มัสก์ก็ยังคงส่งสัญญาณว่าเขากำลังเตรียมการโต้กลับ

เมื่อมีการแชร์วิดีโอที่ คารา สวิเชอร์ (Kara Swisher) นักข่าวสายเทคโนโลยีกล่าวว่า หากพรรคเดโมแครตขึ้นมามีอำนาจ มัสก์ “ย่อมรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น” มัสก์ก็ได้ตอบกลับสั้นๆ ว่า “รับทราบข้อความแล้ว”

ที่มา Washington Post
As Republicans brace for election losses, Musk prepares for war

https://www.washingtonpost.com/technology/2026/10/23/musk-says-he-will-fight-back-if-congressional-democrats-investigate-doge/
23 Oct 2026




นิตยสาร The Economist เปิดเผยรายละเอียดแผนสันติภาพฉบับใหม่ของทรัมป์ต่อสงครามยูเครน ที่เอื้อประโยชน์ให้มอสโกอย่างมาก

https://x.com/nexta_tv/status/2113578685605253460

นี่คือประเด็นหลักของข้อเสนอ:
• ยูเครนจะสละสิทธิ์ในการเข้าร่วมนาโต
• ในทางกลับกัน ยูเครนจะได้รับการลงทุนและการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป
• จะมีการจัดตั้งเขตปลอดทหารในดอนบาส
• • มาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียจะถูกยกเลิก
การส่งก๊าซจากรัสเซียไปยังยุโรปจะกลับมาดำเนินการอีกครั้ง
ท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีมจะกลับมาใช้งานอีกครั้ง
.....

กรอบแนวทางที่รายงานออกมานี้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างสุดขั้ว ระหว่างความต้องการของวอชิงตันที่ผลักดันให้เกิดข้อตกลงแบบแลกเปลี่ยนที่รวดเร็ว กับความเสี่ยงด้านความมั่นคงอย่างร้ายแรงที่เงื่อนไขเหล่านี้อาจก่อให้เกิดแก่เคียฟและพันธมิตรในยุโรป

หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ ข้อเสนอนี้เอื้อประโยชน์ให้รัสเซียเป็นฝ่ายได้เปรียบอย่างมาก:

ความย้อนแย้งเรื่อง NATO: การยกเลิกความพยายามเข้าร่วม NATO เท่ากับเป็นการตัดหลักประกันความมั่นคงที่แข็งแกร่งและยั่งยืนที่สุดของยูเครนในการป้องกันการรุกรานในอนาคต ส่วนการเสนอให้เป็นสมาชิก EU แทนนั้น มองข้ามความเป็นจริงที่ว่าบรัสเซลส์ไม่สามารถเร่งกระบวนการรับสมาชิกใหม่โดยพลการ หรือให้หลักประกันด้านการป้องกันทางทหารในทันทีได้

การยอมผ่อนปรนด้านเศรษฐกิจและพลังงาน: การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและการกลับมาเปิดใช้งานท่อส่งก๊าซ Nord Stream เปรียบเสมือนการมอบ "เส้นเลือดใหญ่" ทางเศรษฐกิจให้แก่รัสเซีย และเป็นการคืนอำนาจต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งสำคัญเหนือตลาดพลังงานในยุโรป ซึ่งขัดกับกรอบกฎหมายและเป้าหมายด้านความมั่นคงทางพลังงานของสหภาพยุโรปเอง

ความเป็นไปได้ในการบังคับใช้: การจัดตั้งเขตปลอดทหารในดอนบาสโดยปราศจากกำลังพลจากนานาชาติที่เข้ามาควบคุมดูแลอย่างจริงจัง อาจกลายเป็นเพียงพื้นที่สำหรับ "ความขัดแย้งที่หยุดชะงัก" (frozen conflict) แทนที่จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัสเซียยังคงปฏิเสธที่จะยอมผ่อนปรนในประเด็นที่มีความหมายอย่างแท้จริง

ท้ายที่สุด แม้แรงกดดันจากภายนอกให้เกิดการหยุดยิงจะทวีความรุนแรงขึ้นตามกรอบเวลาทางการเมือง แต่การจะบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนนั้นยังคงเป็นเรื่องยาก หากปราศจากหลักประกันความมั่นคงที่สามารถบังคับใช้ได้จริงและเป็นสิ่งที่เคียฟให้ความไว้วางใจได้ 

ประเด็นต่างๆ ในกรอบนี้เอื้อประโยชน์ให้มอสโกอย่างมาก เพราะเป็นการให้สัมปทานทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจที่สำคัญแก่รัสเซีย ในขณะที่เสนอสัญญาในระยะยาวที่ไม่แน่นอนและยากต่อการรับประกันแก่ยูเครน:

การสละอำนาจป้องปรามทางยุทธศาสตร์เพื่อแลกกับสัญญาที่ไม่ชัดเจน: การบังคับให้ยูเครนถอนตัวจากการสมัครเข้าเป็นสมาชิกนาโต้เป็นการขจัดเกราะป้องกันระยะยาวที่น่าเชื่อถือที่สุดของยูเครนจากการรุกรานครั้งใหม่ ในทางกลับกัน แผนนี้เสนอการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปและแพ็คเกจการลงทุน อย่างไรก็ตาม การเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปเป็นกระบวนการทางราชการที่ยาวนานและต้องได้รับความยินยอมเป็นเอกฉันท์จากรัฐสมาชิกทั้งหมด ซึ่งหมายความว่ามันไม่ได้ให้เกราะป้องกันความมั่นคงในทันทีและวอชิงตันไม่สามารถรับประกันได้ฝ่ายเดียว

การฟื้นฟูเส้นทางเศรษฐกิจและการบีบบังคับทางภูมิรัฐศาสตร์: การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและการเริ่มต้นโครงการท่อส่งก๊าซนอร์ดสตรีมอีกครั้งเป็นการคืนเครื่องมือทางเศรษฐกิจหลักและอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์เหนือตลาดพลังงานของยุโรปให้แก่รัสเซีย ซึ่งเป็นการให้รางวัลแก่พฤติกรรมก้าวร้าวโดยตรง ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ตึงเครียดของรัสเซียจากสงคราม และแบ่งแยกพันธมิตรตะวันตกโดยการสร้างความขัดแย้งกับกรอบพลังงานและกฎหมายของยุโรปที่มีอยู่

ความไม่สมดุลของการบังคับใช้: เขตปลอดทหารในดอนบาสเอื้อประโยชน์ต่อมหาอำนาจทางทหารที่ใหญ่กว่าในระยะยาว หากปราศจากการรับประกันทางทหารระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง น่าเชื่อถือ และบังคับใช้ได้ เพื่อป้องกันการติดอาวุธและการรุกรานซ้ำ เส้นแบ่งเขตแดนที่คงที่จึงเอื้อประโยชน์ต่อรัสเซียอย่างมาก ทำให้มอสโกมีเวลาในการสร้างกองกำลังขึ้นใหม่ ในขณะที่เคียฟถูกลิดรอนทั้งความหวังในการเป็นพันธมิตรป้องกันและตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

ความไม่สมดุลของการประนีประนอม: กรอบข้อตกลงขอให้ยูเครนประนีประนอมทางรัฐธรรมนูญและดินแดนอย่างถาวร (การถอนตัวจากนาโต้และการยอมรับเขตแบ่งแยก/ปลอดทหาร) ในขณะที่การประนีประนอมที่เรียกร้องจากรัสเซีย—การหยุดการรุกรานที่รัสเซียเป็นผู้เริ่มต้น—กลับได้รับการตอบสนองโดยการยกเลิกบทลงโทษทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ออกแบบมาเพื่อยับยั้งการรุกรานนั้นเอง




วันศุกร์, ตุลาคม 23, 2569

ประชุมวิป ๓ ฝ่าย หาข้อสรุป ประชุมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ๑๘ รัฐมนตรี ‘ล่ม’ สองรอบ เกี่ยงกัน ขอ ๕ วันจะให้ ๓ ลงเอย ๔ วัน แต่ทั่นประธานฯ โสภณ เกี่ยงบ้างไม่อภิปราย ให้ถอยคนละ ๒ ก้าว

จะอะไรนักหนา พอฝ่ายค้านยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็โยกไปโยกมาเป็น ‘แม่งูเอ๋ย’ ๒๒ ตุลา เมื่อวาน แม่งู มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานฯ คนที่ ๑ ทำหน้าที่ประธานการประชุมวิป ๓ ฝ่าย หาข้อสรุปกำหนดวันประชุมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ๑๘ รัฐมนตรี  

ปรากฏว่า ‘ล่ม’ สองรอบ เหตุเพราะฝ่ายค้านยื่นขออภิปราย ๕ วัน แต่ฝ่ายรัฐบาลเกี่ยงซะงั้น ทำเป็นเรื่องยากจะให้แค่ ๓ วัน ฝ่ายค้านก็ไม่ยอมสิ ดูชั้นเชิงกันมาสองวัน จนบ่ายวานนี้ฝ่ายค้านว้อคเอ๊าท์จากวงเจรจาแล้วขึ้นไปหาประธานฯ โสภณ

ทั่นประธานฯ บอก มอบให้เจ๊มัลลิกาจัดการแล้วไง แต่ไม่รู้เจ๊แกจัดยังไงให้ล่มสองรอบนั่น ส่วนฝ่ายรัฐบาลนำโดย ภราดร ปริศนานันทกุล หลังจากโยกเมื่อยแล้ว ก็เลยยอมถอยก้าวหนึ่ง บอกว่าเอ้า เอาไปสี่วันแล้วกัน ฝ่ายค้านยืนกรานไม่ได้ ต้องห้า

ตามที่โฆษกรัฐบาล นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โพสต์แซะ “รัฐบาลให้เพิ่มวันอภิปรายจาก ๓ วัน เป็น ๔ วัน แต่ฝ่ายค้านไม่เอาจะเอา ๕ วันให้ได้” หมออ๋อง ปดิพัทธ์ สันติภาดา ถึงได้ตอบว่า “ความเลวมันเยอะครับโฆษก”

ไอติม พริษฐ์ จึงบอกว่าไม่ได้ เพราะอภิปรายรายบุคคล ๑๘ คน จัดเตรียมรายการแต่ละประเด็น จัดเรียง สส.ที่จะขึ้นอภิปรายแต่ละคน พร้อมหมดแล้ว จะให้กลับไปรื้อใหม่ได้อย่างไร ๕ วันก็ ๖๐ ชั่วโมง วันละ ๑๒ ชั่วโมง เต็มพอดี

ถ้าจะต้องลดเหลือ ๔๕ ถึง ๔๘ ช.ม.ก็พอจะได้ แต่ต้องเลื่อนไปเดือนพฤศจิกาหรือธันวาโน่น รัฐบาลยื่นกลับมาใหม่ หลังประชุม ครม.เมื่อ ๒๖ ตุลา ภราดรไปถาม ครม. “ให้เปิดประชุมต่อเพิ่มขึ้นอีก ๑ วันได้หรือไม่” ทั้งนายกรัฐมนตรีและ ครม.บอกว่าได้

ฝ่ายรัฐบาลก็เลยแจ้งฝ่ายค้าน ว่าเอ้า ให้อภิปรายได้ ๔ วัน จะว่าไง คำตอบจากฝ่ายค้านว่า ถ้าอภิปรายสัปดาห์หน้า ต้อง ๕ วัน ถ้าเลื่อนไปเดือนพฤศจิกา ๔ วันก็ได้ แต่ต้องขอบวกวันลงมติอีกหนึ่งวัน เป็น ๕ ถึงจะลงตัว

พอเรื่องไปถึงประธานฯ โสภณ ซารัมย์ ทั่นก็จะเอาของทั่นอีกละ ไม่อยากจัดวันให้ตามหน้าที่ แต่อยากให้เรื่องนี้จบโดยไม่ต้องมีอภิปราย อ้างว่า “หากตนใช้ดุลพินิจและมีการบรรจุญัตติ ก็จะยิ่งมีปัญหา เพราะตนอยากให้สภาฯจบที่การพูดคุยกัน” เท่านั้น

ประธานฯ บอก จะให้ทำหนังสือกำหนดวันลงไป เช่น ๗ ถึง ๑๑ พ.ย.พอได้ “แต่ความเรียบร้อยไม่ได้อยู่ที่หนังสือ” ถึงทีประธานฯ เกี่ยงบ้าง จะให้ “ถอยคนละก้าวสองก้าว...หากพูดคุยกันไม่ได้ก็ต้องใช้มติ” เอาเสียงข้างมากเข้าขย่มกันนั่นละ

(https://www.khaosod.co.th/politics/news_10447705?fbclid=0u7776nSZ, https://www.matichon.co.th/politics/news_5944472=IwY2xjawP8yxR44NA และ https://www.facebook.com/padipat.ong/posts/R2Pvq8jck)