วันพุธ, ตุลาคม 21, 2569

ไอติม ยืนยัน ฝ่ายค้านขอเวลาซักฟอก 5 วัน ชูธีม ‘กินรวบ โกยเรียบ’ พร้อมแจงปม สว. ร้องสอบจริยธรรม


THE STANDARD

15 hours ago
·
UPDATE: พริษฐ์ยืนยันฝ่ายค้านขอเวลาซักฟอก 5 วัน ชูธีม ‘กินรวบ โกยเรียบ’ พร้อมแจงปม สว. ร้องสอบจริยธรรม

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (ประธานวิปฝ่ายค้าน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยระบุว่าฝ่ายค้านเสนอขอเวลาอภิปราย 5 วัน และลงมติ 1 วัน เนื่องจากมีรัฐมนตรีถูกอภิปรายถึง 18 คน พร้อมเปิดประเด็นการอภิปรายที่ครอบคลุมถึงปัญหาการทุจริตและการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

วันนี้ (20 ตุลาคม) ที่รัฐสภา พริษฐ์ให้สัมภาษณ์ถึงการนัดประชุมร่วมกันของวิป 3 ฝ่ายในวันพรุ่งนี้ (21 ตุลาคม) เพื่อหารือถึงกรอบเวลาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยระบุว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นกลไกสำคัญที่สุดที่ฝ่ายค้านใช้ตรวจสอบรัฐบาล ปัจจัยที่สำคัญคือการจัดสรรเวลาให้เพียงพอสำหรับฝ่ายค้านในการนำเสนอข้อมูล และให้เวลารัฐมนตรีรวมถึงนายกรัฐมนตรีในการชี้แจงข้อกล่าวหา

พริษฐ์กล่าวว่า ฝ่ายค้านประเมินเวลาที่เหมาะสมในการอภิปรายครั้งนี้อยู่ที่ 5 วัน และลงมติในวันที่ 6 โดยอ้างอิงจากสถิติในรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 4 ครั้ง ใช้เวลาอภิปราย 4 วันเต็มและลงมติในวันที่ 5 แต่สำหรับการอภิปรายครั้งนี้ มีรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายเพิ่มขึ้นเป็น 18 คน การปรับเวลาเพิ่มเป็น 5 วันจึงถือว่าสมเหตุสมผล ซึ่งฝ่ายค้านจะนำหลักเกณฑ์นี้ไปหารือในที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย

“สภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่สาขาของรัฐบาล รัฐบาลไม่ควรจะคิดเองเออเองว่าจำนวนที่ต้องใช้อยู่กี่วัน เนื่องจากฝ่ายค้านคือผู้ที่รู้ดีที่สุดว่าเนื้อหาและหลักฐานที่มีครอบคลุมกี่ประเด็น การที่รัฐบาลคาดเดาและกำหนดวันเองจึงเป็นการข้ามขั้นตอน เรื่องนี้ต้องเป็นข้อตกลงร่วมกันของทุกฝ่าย” พริษฐ์กล่าว

⚈ เปิดธีมซักฟอก ‘กินรวบ โกยเรียบ แก้ปัญหารายวัน’ ย้ำอภิปรายปมฮั้ว สว. ได้

พริษฐ์กล่าวถึงภาพรวมของการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ฝ่ายค้านจะแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประชาชน ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ ปากท้อง การบริหารจัดการน้ำท่วม การทุจริต และระบบอุปถัมภ์ โดยระบุพฤติกรรมของรัฐบาลผ่าน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. กินรวบ: พฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความพยายามเข้าไปแทรกแซงหรือมีส่วนร่วมในโครงการเลือก สว. เพื่อหวังยึดกุมองค์กรอิสระ ทำลายกลไกถ่วงดุล และสร้างสภาวะที่เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายตนเอง

2. โกยเรียบ: ข้อครหาเรื่องการทุจริต การใช้งบประมาณผ่านโครงการที่ขาดความโปร่งใส การเอื้อประโยชน์จากทรัพยากรสาธารณะ และการตัดโอกาสประชาชน เช่น กรณีข้อสงสัยเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น

3. แก้ปัญหาได้แค่รายวัน: ความล้มเหลวในการวางแผนรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ พลังงาน และสถานการณ์น้ำท่วม จนนำไปสู่การตามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบรายวัน

ส่วนกรณีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรระบุว่า การอภิปรายครั้งนี้จะต้องเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในรัฐบาลปัจจุบัน และอาจไม่สามารถอภิปรายถึงคดีฮั้ว สว. ได้นั้น

พริษฐ์ยืนยันว่า ประเด็นดังกล่าวถูกบรรจุอยู่ในญัตติและสามารถอภิปรายได้อย่างแน่นอน เนื่องจากการลงมติไว้วางใจไม่ได้พิจารณาเพียงการปฏิบัติหน้าที่ในปัจจุบัน แต่ยังครอบคลุมถึงพฤติกรรมและการใช้อำนาจในอดีตของรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี ซึ่งย่อมส่งผลต่อความไว้วางใจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามแนวปฏิบัติที่เคยมีมา

สำหรับการแบ่งเวลาอภิปรายของแต่ละพรรคร่วมฝ่ายค้าน พริษฐ์ระบุว่าได้มีการหารือเบื้องต้นแล้ว แต่ยังต้องรอความชัดเจนเรื่องกรอบเวลาทั้งหมดก่อนจึงจะสามารถจัดสรรตามสัดส่วนได้อย่างเป็นทางการ

⚈ พร้อมรับการตรวจสอบหลังถูกร้องจริยธรรม โต้ สว. ไม่ต้องมาสอนเรื่องประโยชน์ทับซ้อน

พริษฐ์ยังได้กล่าวถึงกรณีที่มี สว. ยื่นคำร้องตรวจสอบจริยธรรมตนเอง จากกรณีที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลเรื่องการฮั้วเลือก สว. โดยระบุว่าพร้อมเข้าสู่ทุกกระบวนการตรวจสอบ เช่นเดียวกับที่เคยให้ความร่วมมือกับคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ก่อนหน้านี้

พริษฐ์ยืนยันว่าสิ่งที่ทำไม่ได้ขัดต่อจริยธรรม แต่เป็นหน้าที่ของ สส. ที่เมื่อพบเบาะแสความพยายามทุจริตการเลือก สว. เพื่อเข้าไปควบคุมองค์กรอิสระ ก็ไม่ควรเพิกเฉย และต้องทำความจริงให้ปรากฏเพื่อไม่ให้ผู้กระทำผิดลอยนวล

ส่วนข้อเรียกร้องที่ต้องการให้ตนยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานวิปฝ่ายค้านในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการจริยธรรมนั้น พริษฐ์ชี้แจงว่า ตนเข้าใจในหลักการเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นอย่างดี และตั้งใจแต่แรกแล้วว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในฐานะกรรมการหากมีการพิจารณาเรื่องที่ตนเป็นผู้ถูกกล่าวหา

อย่างไรก็ตาม พริษฐ์ได้ตั้งข้อสังเกตกลับไปยังผู้ร้อง ซึ่งมีรายงานว่าเป็นกลุ่ม สว. สายสีน้ำเงิน ว่าเป็นการกระทำที่ย้อนแย้ง เนื่องจาก สว. กลุ่มดังกล่าวพยายามเรียกร้องเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งที่ตนเองก็มีส่วนในการแต่งตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และท้ายที่สุดก็ร่วมกันลงมติยกคำร้องให้กับ สว. จำนวนมาก รวมถึงผู้ที่มีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองฝั่งรัฐบาล

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1483786907213981&set=a.586524703606877




สถานการณ์ผู้ต้องขังการเมืองรอบ 3 เดือน (ก.ค. - ต.ค. 69): ผู้ต้องขังคดี ม.112 เพิ่มขึ้น - “ฟ้า พรหมศร” กลายเป็นผู้ต้องขังอดอาหารประท้วงยาวนานสุด


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
11 hours ago
·
สถานการณ์ผู้ต้องขังการเมืองรอบ 3 เดือน (ก.ค. - ต.ค. 69): ผู้ต้องขังคดี ม.112 เพิ่มขึ้น - “ฟ้า พรหมศร” กลายเป็นผู้ต้องขังอดอาหารประท้วงยาวนานสุด
.
.
ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม จนถึง 20 ตุลาคม 2569 มีผู้ต้องขังในคดีที่มีเหตุจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองลดลงเล็กน้อย เป็นอย่างน้อย 50 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 31 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน)
.
ในจำนวนนี้ แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 20 คน และเป็นผู้ต้องขังสิ้นสุดแล้ว 30 คน

ตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ต้องขังทางการเมืองที่ได้รับการปล่อยตัวรวม 8 ราย ทั้งจากสถานการณ์การอภัยโทษ ถูกขังจนครบกำหนดโทษ และการนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง แต่ก็มีผู้ถูกคุมขังเพิ่มเติมจำนวนอย่างน้อย 4 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นคดีมาตรา 112 แยกเป็นการคุมขังตามคำพิพากษาของศาลฎีกา 3 ราย และ 1 ราย ไม่ต่อสู้คดีต่อในชั้นฎีกา ภาพรวมสถานการณ์ในปีนี้สะท้อนให้เห็นแนวโน้มจำนวนผู้ต้องขังที่คดีสิ้นสุดแล้วเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

.

ผู้ต้องขัง ม.112 เพิ่ม 4 ราย ขณะที่มี 6 ราย ได้ปล่อยตัวตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ

ในรอบสามเดือน มีผู้ต้องขังทางการเมืองลดลงจำนวนทั้งหมด 8 ราย แบ่งเป็นคดีที่เข้าเกณฑ์ได้รับการลดโทษลงหลังจากมี พ.ร.ฎ.อภัยโทษ พ.ศ. 2569 จำนวน 1 ราย ได้แก่ "ธีรภัทร" ผู้ต้องขังคดีที่เกี่ยวเนื่องกับวัตถุระเบิดในการชุมนุมดินแดง #ม็อบ31ตุลา64 หลังศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี โดยเขาสิ้นสุดการเป็นผู้ต้องขังการเมืองหลังเข้าเกณฑ์อภัยโทษ ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค. 2569 แต่ยังคงถูกคุมขังในที่เรือนจำกลางสมุทรปราการต่อในคดีส่วนตัว
.
ผู้ได้รับการปล่อยตัวหลังถูกขังจนครบกำหนดโทษ 1 ราย ได้แก่ “อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน อดีตพ่อค้าเสื้อผ้ามือสองวัย 23 ปี ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 จากกรณีพ่นสีสเปรย์ข้อความเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ได้รับการปล่อยตัวเมื่อ 27 ก.ย. 2569 จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังถูกคุมขังจนครบกำหนดโทษสามปีเต็ม
.
นอกจากนี้ มีผู้ได้รับการปล่อยตัวจากการนิรโทษกรรมภายใต้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 อีกจำนวนอย่างน้อย 6 ราย ได้แก่ “บาส” ประวิตร (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องขังกรณีถูกกล่าวหาวางเพลิงป้อมตำรวจจราจรบริเวณใต้ทางด่วนดินแดง หลังการชุมนุม #ม็อบ10สิงหา64 ซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาจำคุก 6 ปี ถูกปล่อยตัวหลังศาลอาญาพิจารณาว่าเข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรม เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2569
.
อีกสองราย ได้แก่ "ขจรศักดิ์” และ “คเชนทร์" ผู้ต้องขังเกี่ยวกับกรณีระเบิดปิงปองช่วงการชุมนุมที่ดินแดง เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2564 คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุกคเชนทร์ 10 ปี 6 เดือน และจำคุกขจรศักดิ์ 11 ปี 6 เดือน ศาลอาญาพิจารณาว่าทั้งคู่เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม จึงได้รับการปล่อยตัวในวันเดียวกับประวิตร
.
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อมูลว่ามีผู้ได้รับการนิรโทษกรรมและปล่อยตัวอีก 3 ราย จากคดีบุกรุกโรงแรมที่ประชุมอาเซียนซัมมิทในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อปี 2552 ได้แก่ นิสิต สินธุไพร, นพพร นามเชียงใต้ และสมยศ พรมภา ทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำพิเศษพัทยาแล้ว ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย. 2569

.

นอกจากนี้ ในรอบสามเดือน มีผู้ต้องขังคดี ม.112 เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4 ราย โดยทั้งหมดเป็นผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดแล้ว ได้แก่ “อติรุจ” โปรแกรมเมอร์วัย 29 ปี ได้ตัดสินใจยุติการต่อสู้คดีในชั้นฎีกาในคดีจากการตะโกนใส่ขบวนเสด็จ หลังถูกศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุก 1 ปี 8 เดือน และในวันที่ 15 ก.ค. 2569 อติรุจเดินทางไปยังศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อถอนการประกันตัว ทำให้เขาถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
.
ส่วนอีกสามรายถูกคุมขังตามคำพิพากษาศาลฎีกา ได้แก่ “พีระ" (นามสมมติ) ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางสมุทรปราการ จากกรณีโพสต์ข้อความ หลังถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปี เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2569
.
"โด่ง" ประสงค์ โคตรสงคราม ถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษธนบุรี จากกรณีแชร์โพสต์เฟซบุ๊กสองข้อความ ศาลฎีกาลงโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569
.
และล่าสุดเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 2569 ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 2 ปี ในคดีของ “ไจโกะ” (สงวนชื่อสกุล) อดีตนักศึกษาวัย 25 ปี (เดิมใช้นามสมมติว่า “ใจ”) จากเหตุการณ์การโพสต์ทวิตเตอร์เป็นภาพและข้อความเกี่ยวกับรัชกาลที่ 9 เมื่อปี 2563 ส่งผลให้ไจเธอถูกส่งตัวไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางฯ

.
อ่านบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/87320

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1526152339355231&set=a.656922399611567





คำว่า "ความเสมอภาค เสรีภาพ ภราดรภาพ" (Liberté, Égalité, Fraternité) เป็นค่านิยมหลักของสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยคำว่า fraternité (ภราดรภาพ หรือความเป็นพี่น้อง) ไม่ได้หมายถึงแค่สายเลือด แต่หมายถึงความสามัคคี การเกื้อกูล และการสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันข้ามผ่านความแตกต่างทางวัยและชนชั้น เพื่อเป้าหมายร่วมกันของสังคม

https://www.facebook.com/reel/1751836012715762

Agence France-Presse
13 ตุลาคม เวลา 12:18 น.
·
🇫🇷🥁 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นักดนตรีหลายร้อยคนได้มาร่วมแสดงกับกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายในการชุมนุมประท้วงครั้งที่ 5 (Act V) ที่กรุงปารีส โดยมีการบรรเลงบทเพลงจากภาพยนตร์เรื่อง *The Hunger Games*, *Avengers* รวมถึงผลงานของ Charles Aznavour ซึ่งหัวหน้าวง Orchestra of the New World ผู้ริเริ่มโครงการนี้อธิบายว่า การแสดงดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อ "ปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชน"
.....

Agence France-Presse
13 ตุลาคม เวลา 12:18 น.

🇫🇷🥁 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นักดนตรีหลายร้อยคนได้มาร่วมแสดงกับกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายในการชุมนุมประท้วงครั้งที่ 5 (Act V) ที่กรุงปารีส โดยมีการบรรเลงบทเพลงจากภาพยนตร์เรื่อง *The Hunger Games*, *Avengers* รวมถึงผลงานของ Charles Aznavour ซึ่งหัวหน้าวง Orchestra of the New World ผู้ริเริ่มโครงการนี้อธิบายว่า การแสดงดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อ "ปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ของเยาวชน"

สิ่งนี้จะเรียกว่า "ความเป็นพี่น้อง" (fraternity) ได้หรือไม่?

หากพิจารณาจากบริบทของเหตุการณ์ดังกล่าว การนิยามสิ่งนี้ว่าเป็น "ความเป็นพี่น้อง" (fraternity) ในมิติทางสังคมและการเมืองฝรั่งเศสถือว่ามีความสอดคล้องอย่างยิ่ง

คำว่า "ความเสมอภาค เสรีภาพ ภราดรภาพ" (Liberté, Égalité, Fraternité) เป็นค่านิยมหลักของสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยคำว่า fraternité (ภราดรภาพ หรือความเป็นพี่น้อง) ในทางสังคมศาสตร์และการเมืองไม่ได้หมายถึงแค่สายเลือด แต่หมายถึงความสามัคคี การเกื้อกูล และการสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันข้ามผ่านความแตกต่างทางวัยและชนชั้น เพื่อเป้าหมายร่วมกันของสังคม

การที่นักดนตรีอาชีพหลายร้อยคนมาร่วมบรรเลงดนตรีเคียงข้างกับกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายในพื้นที่สาธารณะเพื่อการประท้วง สะท้อนมิติของความเป็นพี่น้องผ่านประเด็นเหล่านี้:

การถ่ายทอดและการส่งต่อพลังข้ามรุ่น (Intergenerational Solidarity): การที่ผู้ใหญ่หรือศิลปินรุ่นพี่ใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือเคียงข้างเยาวชน แสดงถึงการโอบอุ้ม สนับสนุน และเปิดพื้นที่ให้เสียงของคนรุ่นใหม่ได้รับการรับฟัง

ดนตรีและศิลปะเป็นสะพานเชื่อม: การใช้บทเพลงที่มีพลังในการปลุกเร้าจิตวิญญาณ เช่น The Hunger Games (ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและการลุกขึ้นสู้ของเยาวชน) ช่วยสร้างอัตลักษณ์ร่วมและเสริมสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันในกลุ่มผู้ชุมนุม

การมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตย: ในวัฒนธรรมการเมืองฝรั่งเศส การชุมนุมประท้วงและการแสดงออกทางวัฒนธรรมในพื้นที่สาธารณะถือเป็นช่องทางสำคัญในการแสดงพลังทางสังคม ซึ่งการรวมตัวกันลักษณะนี้ตอกย้ำว่าการขับเคลื่อนสังคมไม่ใช่ภาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง

ดังนั้น หากมองผ่านเลนส์วัฒนธรรมและค่านิยมสาธารณรัฐฝรั่งเศส การรวมพลังทางดนตรีระหว่างนักดนตรีและนักเรียนครั้งนี้ย่อมสะท้อนจิตวิญญาณของ "ความเป็นพี่น้อง" ในแง่ของการเกื้อหนุน การสร้างพลังร่วม และความรับผิดชอบต่ออนาคตของสังคมร่วมกันได้เป็นอย่างดี




ยิ่งกว่าห่วยและเลว ถูกปิดแล้วยังประกอบการต่อ รัฐไทย บ่มิไก๊ กับบริษัทจีน ? ถ้าจะปล่อยให้ทำกันขนาดนี้ ตัดแผ่นดินขายจีนไปเลย คนไทยยังอาจได้อะไรคืนมาบ้าง !




เพจ "มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH)" อ้างอิงรายงานข่าวจากรายการ "ข่าว 3 มิติ" เกี่ยวกับการลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานในจังหวัดปราจีนบุรีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2569 มีรายละเอียดข้อเท็จจริงและประเด็นความเป็นมาสรุปได้ดังนี้ครับ:

การลงพื้นที่ตรวจสอบ: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานในจังหวัดปราจีนบุรี

กรณี บริษัท เอ็มวาย เมทัล จำกัด:
ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 200 ไร่
ตรวจพบว่าเป็นโรงงานเถื่อนทั้งหมด ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการแม้แต่ใบเดียว
แม้ว่าจะถูกคำสั่งปิดไปแล้ว แต่ยังคงลักลอบประกอบกิจการต่อ

กรณี บริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด:
เป็นโรงงานที่ได้รับอนุญาตให้รีไซเคิลกากอุตสาหกรรมอันตราย
ตั้งอยู่บนพื้นที่รับน้ำ "ทุ่งบางพลวง"
ประสบปัญหาเมื่อเกิดน้ำหลาก ทำให้ถังบรรจุน้ำมันเครื่องเก่าและตัวทำละลาย (Solvent) ที่ใช้แล้ว ถูกน้ำพัดพากระจัดกระจาย จนกลายเป็นที่มาของคราบสีรุ้งปนเปื้อนในพื้นที่

https://www.facebook.com/EarthEcoAlert/posts/1517378853755030

มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) 
Yesterday
·
“ให้ปิดถาวรโรงงานแห่งนี้ เอากากออกไปจากพื้นที่ด้วย”
.
เสียงตะโกนผ่านเครื่องขยายเสียงดังไปทั่วบริเวณพื้นที่ถนนสาธารณะหน้าบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด โรงงานบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมใน จ.ปราจีนบุรี ที่เรียกได้ว่าตอนนี้ชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ในฐานะเป็นเจ้าของผลงานฝากรอยคราบสีรุ้งบนผิวน้ำที่ท่วมพื้นที่นาข้าวใน ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี
.
ช่วงสายวันนี้ (19 ตุลาคม 2569) ท่ามกลางแดดร้อนแรง ประชาชนปราจีนบุรีจำนวนกว่า 50 คน มาปักหลักรอพบวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และคณะ ที่เดินทางมาลงพื้นที่ โดยตามข้อมูลในหมายแจ้งข่าวระบุว่า "เพื่อตรวจติดตามเรื่องการแก้ไขการรั่วไหวของคราบน้ำมันในพื้นที่”
.
“เราได้บอกกล่าวมาตลอดว่าทุ่งนาแห่งนี้เป็นทุ่งรับน้ำของทุ่งบางพรวง”
.
ธีระ ศรีมงคล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 บ้านสระมะเขือ ต.โคกปีบ อ.ศรีมโหสถ จ.ปราจีนบุรี เป็นหนึ่งในชาวบ้านที่จับไมค์สะท้อนข้อกังวล เขาบอกว่าบริเวณทุ่งนาโล่งกว้างใหญ่ที่อยู่โดยรอบซึ่งปัจจุบันพบการปนเปื้อนคราบน้ำมัน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่รับน้ำ
.
ด้านวราวุธ รมว. อุตสาหกรรม กล่าวต่อหน้ามวลชนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นว่า ขณะนี้ทุ่งนาในรอบการเพาะปลูกนี้ได้รับความเสียหายแล้ว ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าผลกระทบจะจำกัดอยู่เพียงผลผลิตในรอบนี้ หรือจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงการเพาะปลูกและผลผลิตในรอบถัดไปด้วยหรือไม่
.
“ยิ่งน้ำแห้งไปปุ๊ป มันจะไปเกาะบนต้นข้าว คราวนี้มันเอาออกไม่ได้แล้ว
.
“ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม บางครั้งมันไม่สามารถมองเห็นหรือตัดสินกันด้วยตาเปล่าได้ ต้องคอยดูกันไปว่าฤดูกาลหน้าจะเป็นอย่างไร แต่เรายืนยันว่า ความเสียหาย ความเดือดร้อนที่พี่น้องเจอขณะนี้ ทางบริษัทจะต้องเยียวยา รวมถึงค่าการกำจัดน้ำมันด้วย” รมว. อุตสาหกรรมย้ำ
.
หลังจากนั้น วราวุธชี้แจงเพิ่มเติมว่า ได้พูดคุยกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยืนยันตรงกันว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่น้ำท่วม อย่างไรก็ตาม ในปีนี้หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เนื่องจากมีปริมาณน้ำมากกว่าที่คาดการณ์ไว้
.
“สิ่งที่ต้องทำหลังจากนี้คือการวางมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อรับมือหากเกิดฝนตกหนักและมีปริมาณน้ำมากเช่นนี้อีก โดยต้องพิจารณาว่าสถานประกอบการแต่ละแห่งจะดำเนินการอย่างไร”
.
วราวุธชี้แจงไปถึงการตรวจสอบโรงงานประเภท 105 (คัดแยกและฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว) และประเภท 106 (นำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ใช้แล้วหรือของเสียจากโรงงานมาผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่) ซึ่งเป็นกลุ่มโรงงานที่สังคมให้ความกังวล และปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 3,000 โรงงานทั่วประเทศ ด้วยว่า ตนเองได้แจ้งให้อุตสาหกรรมจังหวัดทุกจังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียดทุกโรงงาน ทั้งเรื่องความถูกต้องของการประกอบกิจการ การได้รับอนุญาต และการปฏิบัติตามเงื่อนไขของกรมโรงงานอุตสาหกรรม
.
ทั้งนี้ หากพบว่าไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ก็จะใช้มาตรา 37 ดำเนินการตามกฎหมาย แต่หากพบการกระทำผิด ก็จะใช้มาตรา 39 เพื่อสั่งปิดโรงงาน
.
“กรณีความเสียหายในพื้นที่นี้ก็ได้กำชับกับผู้ประกอบการแล้ว ว่าค่าเสียหายและค่าดำเนินการ ทางบริษัทต้องเป็นผู้รับผิดชอบ 100%” นั่นคือสิ่งที่คนเป็นรัฐมนตรีลั่นวาจาไว้ต่อหน้าประชาชนหลายสิบคน
.
รวมแล้วรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะใช้เวลาลงพื้นที่ ณ จุดของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด รวมถึงการพูดคุยกับประชาชนที่มาบอกเล่าความทุกข์ เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
.
ไม่ไกลกัน มีทุ่งนาที่ตอนนี้หลังน้ำลดลง ปรากฏคราบน้ำมันลอยติดบนต้นข้าวและผิวน้ำ ส่งกลิ่นเหม็นฉุน เราพบปูตัวหนึ่งเดินลุยคราบน้ำมัน ปลา 2 ตัวยังติดอยู่กับ “ลวง” อุปกรณ์หาปลาของชาวบ้าน ทั้งหมดดูจะเป็นภาพแทนความขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงระหว่างพื้นที่เกษตรกรรม แหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ และคราบน้ำมันที่มาจากภาคอุตสาหกรรม
.
แม้คนระดับรัฐมนตรีจะกล่าวประโยคที่ว่า “ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม บางครั้งมันไม่สามารถมองเห็นหรือตัดสินกันด้วยตาเปล่าได้ ต้องคอยดูกันไปว่าฤดูกาลหน้าจะเป็นอย่างไร”
.
แต่ฤดูกาลนี้ หลังปราจีนบุรีน้ำลด นอกจากคราบน้ำมันเหม็นฉุน ดูเหมือนคนทั้งประเทศจะเริ่มเห็นได้ด้วยตาว่า ระบบการกำกับดูแลของประเทศนี้ผุพังเพียงใด จนกระทั่งเปิดให้ผู้ประกอบการร่วมกับคนของรัฐร่วมกันประกอบสร้างภาพทิวทัศน์ที่ผิดธรรมชาติเหล่านี้ขึ้นมา
.
เรื่องและภาพ : นราธิป ทองถนอม มูลนิธิบูรณะนิเวศ
.....

Puangthong Pawakapan
ถ้าจะปล่อยให้ทำกันขนาดนี้ ตัดแผ่นดินขายจีนไปเลย คนไทยยังอาจได้อะไรคืนมาบ้าง




ชวนอ่านงานของ Thomas Piketty เพื่อเข้าใจวิกฤตการเมืองและเศรษฐกิจของฝรั่งเศส "วิกฤติหนี้สาธารณะและการขาดแคลนงบประมาณการศึกษา ไม่ใช่วิสัยทางเศรษฐกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เป็นผลพวงจากการตัดสินใจทางการเมืองที่ผิดพลาด"


Piyabutr Saengkanokkul - ปิยบุตร แสงกนกกุล
12 hours ago
·
[ชวนอ่านงานของ Thomas Piketty เพื่อเข้าใจวิกฤตการเมืองและเศรษฐกิจของฝรั่งเศส]

มีการชุมนุมใหญ่ทั่วประเทศฝรั่งเศส ต่อเนื่องทุกสัปดาห์มาตั้งแต่เดือนกันยายน และลุกลามไปยังประเทศอื่นๆในยุโรป

นักวิเคราะห์ปีกขวา ทั้งไทยและเทศ มักหยิบยกคำอธิบายราวกับเป็นสูตรสำเร็จท่องจำกันมาว่า วิกฤตทางการเมืองและเศรษฐกิจของฝรั่งเศสมาจาก การสร้างระบบสวัสดิการที่มากจนเกินไปจนเงินหมดประเทศ เกิดภาระหนี้สาธารณะตามมา และชี้นิ้วไปที่ผู้อพยพ

ประชาชนคนไทยผู้สนใจข่าวต่างประเทศแบบฉับพลัน มองการชุมนุมที่ฝรั่งเศสเป็นเหตุการณ์น่าตื่นเต้นบ้าง น่ากลัวบ้าง น่าเอาอย่างบ้าง และติดกับ “มายาคติ“ ที่ฝังหัวเอาไว้ เช่น ประท้วง วุ่นวาย ไร้ระเบียบ หัวรุนแรง เผา ปล้นสะดม และใช้วิธี ”เหมารวม“ แบบง่ายๆ โดยไม่จำแนกแยกแยะว่า การชุมนุมในภาพใหญ่เป็นอย่างไร ตำรวจใช้ความรุนแรงอย่างไร แล้วนำเอาภาพเหตุการณ์เดียวมาวินิจฉัย

เราไม่อาจทำความเข้าใจวิกฤตทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศฝรั่งเศส ได้โดยดูจากข่าวที่อัลกอริธึมคัดขึ้นมาให้ตามสถานการณ์ และอธิบายมันด้วยกรอบมายาคติแบบเดิมๆ

วิกฤตการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศฝรั่งเศส มิใช่มีต้นตอมาจากสวัสดิการที่มากเกินไป มิใช่มีต้นตอมาจากปัญหาผู้อพยพ แต่มันคือประวัติศาสตร์ของความเหลื่อมล้ำและปัญหาการแบ่งสรรปันส่วนทุนและความมั่งคั่งกันในชาติ ที่ ณ วันนี่ กระจุกตัวมากจนเกินไป

.

Thomas Piketty ได้ไปออกรายการทางช่อง BFM (ซึ่งเป็นช่องขวา) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาพูดไว้น่าสนใจมาก ผมขอเอาเข้าระบบ AI ให้สรุปและแปลเป็นภาษาไทยออกมา เพื่อให้ผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาฝรั่งเศส ได้อ่านกัน ดังนี้

1. การวินิจฉัยวิกฤติเศรษฐกิจ: ประเทศร่ำรวย แต่รัฐบาลมีหนี้ท่วม

Piketty คัดค้านกรอบความคิดที่มองว่าประเทศฝรั่งเศสกำลัง "ยากจนลง" หรือ "สิ้นเนื้อประดาตัว" โดยเขาชี้ให้เห็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจว่า:

ความมั่งคั่งไม่ได้สูญหาย: รายได้และความมั่งคั่งรวมของประเทศอยู่ในระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ปัญหาในปัจจุบันจึงไม่ใช่เรื่องความขาดแคลน แต่เป็น "วิกฤติการจัดสรรและกระจายทรัพยากร"

ทรัพย์สินเอกชนพุ่งสูงสวนทางกับภาครัฐ: ในช่วงทศวรรษ 1970 สินทรัพย์ของภาคเอกชนมีมูลค่ารวมราว 300% ของ GDP แต่ในปัจจุบันเพิ่มขึ้นสูงถึงเกือบ 600% ของ GDP ในขณะที่หนี้สาธารณะของรัฐบาลทะลุ 100% ของ GDP ซึ่งสะท้อนว่าความมั่งคั่งของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดนั้น เกิดจากการที่รัฐบาลลดเว้นการจัดเก็บภาษีจากกลุ่มผู้ถือครองทุนตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

เปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์ (1945 และ 1789):

ในปี ค.ศ. 1945 หนี้สาธารณะก็สูงเกิน 100% ของ GDP เช่นกัน แต่ยุคนั้นสินทรัพย์เอกชนแห้งเหือดจากสงคราม รัฐบาลจึงแก้ปัญหาด้วยการจัดเก็บภาษีพิเศษจากกลุ่มความมั่งคั่งสูง

สถานการณ์ปัจจุบันคล้ายคลึงกับ ปี ค.ศ. 1789 (ก่อนปฏิวัติฝรั่งเศส) มากกว่า ซึ่งเป็นวิกฤติหนี้สินที่เกิดจากการที่กลุ่มชนชั้นนำปฏิเสธการจ่ายภาษีอย่างเป็นธรรม ทำให้รัฐบาลต้องใช้วิธีสร้างหนี้ผูกพันไปเรื่อยๆ

2. ทางออก: "ภาษีความมั่งคั่ง/ภาษีสามัคคีแห่งชาติ" และ "กองทุนอธิปไตย"

เพื่อแก้วิกฤติงบประมาณและสร้างความเป็นธรรมทางภาษี Piketty เสนอมาตรการพิเศษพุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้มีทรัพย์สิน เกิน 100 ล้านยูโรขึ้นไป:

ภาษีพิเศษ 50% จากความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น:

ระหว่างปี 2017 ถึง 2026 มูลค่าทรัพย์สินของกลุ่มอภิมหาเศรษฐีในฝรั่งเศสเติบโตอย่างมหาศาลจาก 200,000 ล้านยูโร พุ่งสูงถึง 1,000,000 ล้านยูโร (เพิ่มขึ้นถึง 800,000 ล้านยูโร)

เขาเสนอให้เก็บภาษีพิเศษในอัตรา 50% จากส่วนต่างความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นมานี้ ซึ่งจะสร้างรายได้เข้าสู่งบประมาณแผ่นดินทันทีถึง 400,000 ล้านยูโร

ภาษีความมั่งคั่งถาวร 10% ต่อปี: จัดเก็บภาษีรายปีในอัตรา 10% สำหรับทรัพย์สินส่วนที่เกิน 100 ล้านยูโรขึ้นไป

การชำระภาษีด้วยหุ้นเข้าสู่ "กองทุนอธิปไตย" (Sovereign Wealth Fund):
สำหรับคำถามที่ว่ามหาเศรษฐีจะหาเงินสดที่ไหนมาจ่ายภาษี Piketty อธิบายว่าสามารถชำระภาษีด้วย "หุ้นหรือสินทรัพย์ทางการเงิน" ได้โดยตรง เช่นเดียวกับที่เคยทำหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

หุ้นเหล่านี้จะถูกนำเข้าสู่ กองทุนอธิปไตยของรัฐ ทำให้ภาครัฐมีสิทธิโหวตและเข้าไปกำหนดทิศทางการลงทุนของภาคเอกชน ให้มุ่งเน้นเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการพัฒนาที่ยั่งยืน แทนที่จะปล่อยให้ทุนนำไปใช้ในโครงการที่สิ้นเปลืองพลังงานหรือการเก็งกำไร

ป้องกันการย้ายประเทศหนีภาษี: เขาเสนอให้คิดภาษีตามสัดส่วนจำนวนปีที่บุคคลนั้นเคยอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการศึกษา และการสาธารณสุขของฝรั่งเศส ดังนั้น แม้จะย้ายไปอยู่ประเทศอื่น ก็ยังคงต้องชำระภาษีตามสัดส่วนประวัติการอยู่อาศัยในฝรั่งเศส

3. ความเป็นธรรมทางสังคมและการปฏิรูปภาษีในชีวิตประจำวัน

Piketty แยกแยะความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่าง "กลุ่มอภิมหาเศรษฐี" กับ "ชนชั้นกลางและประชาชนทั่วไป":

ความอยุติธรรมของภาษีที่ดิน/สิ่งปลูกสร้าง (Taxe Foncière):

เขาโจมตีภาษีที่ดินในฝรั่งเศสว่ามีความอยุติธรรมที่สุด เพราะคำนวณจากมูลค่าทรัพย์สินโดยไม่หักภาระหนี้สิน

ครอบครัวชนชั้นกลางที่ซื้อบ้านราคา 300,000 ยูโร โดยมีหนี้บ้านอยู่ 290,000 ยูโร (ทรัพย์สินสุทธิจริงมีแค่ 10,000 ยูโร) กลับต้องจ่ายภาษีที่ดินในอัตราเดียวกับคนรวยที่ซื้อบ้านเงินสดและมีพอร์ตหุ้นอีกหลายล้านยูโร

เขาเสนอให้เปลี่ยนเป็น ภาษีความมั่งคั่งสุทธิแบบก้าวหน้า (คำนวณหลังจากหักภาระหนี้สินแล้ว) ซึ่งจะช่วยลดภาระภาษีให้แก่ประชาชนทั่วไปถึง 90%

การคุ้มครองเงินออมของประชาชน: ประชาชนทั่วไปที่มีเงินออมหรือประกันชีวิต (ทรัพย์สินต่ำกว่า 500,000 ยูโร) จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากมาตรการภาษีนี้

4. วิกฤติการศึกษาและคนรุ่นใหม่: "จุดจบของยุคมาครง"

Piketty ให้ความสำคัญอย่างมากกับปัญหาการตัดลดงบประมาณด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษา:

งบประมาณต่อหัวนักศึกษาลดลงอย่างน่าตกใจ: แม้งบประมาณตัวเลขสุทธิจะเพิ่มขึ้น 17% ระหว่างปี 2017–2026 แต่เมื่อเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น 22% และจำนวนนักศึกษาที่เพิ่มขึ้นจาก 2.6 ล้านคน เป็น 3 ล้านคน (+15%)

ผลลัพธ์ที่แท้จริง: งบประมาณการศึกษาต่อหัวนักศึกษา ลดลงจริงถึง 20%

ความสูญเสียทางสังคมและเศรษฐกิจ: ทำให้เยาวชนจำนวนมากที่ตั้งใจเรียนสายอาชีพหรือสายเทคโนโลยี ไม่มีที่เรียนต่อในสถาบันเฉพาะทาง (เช่น IUT หรือ BTS) เนื่องจากรัฐบาลไม่จัดสรรงบประมาณสร้างที่เรียน และต้องถูกระบบคัดสรรดิจิทัล (Parcoursup) ผลักดันไปเรียนในคณะทางมหาลัยที่มีต้นทุนต่ำและไม่ตรงกับความถนัด ซึ่งถือเป็นความสูญเสียทางทรัพยากรมนุษย์อย่างร้ายแรง

5. ยุทธศาสตร์ทางการเมืองและกลไกประชาธิปไตย

การจัดทำประชามติ (Referendum):

เขาวิจารณ์การที่ฝรั่งเศสเว้นว่างจากการทำประชามติมานานกว่า 21 ปี (นับตั้งแต่ปี 2005)

เขาเตือนฝ่ายซ้ายและกลุ่มฝ่ายประชาธิปไตยว่า การปล่อยให้ประเด็นการทำประชามติกลายเป็นเครื่องมือของฝ่ายขวาจัด (ที่มักนำไปใช้สร้างกระแสต่อต้านผู้อพยพ) ถือเป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์อย่างรุนแรง

ฝ่ายประชาธิปไตยต้องดึงกลไกประชามติกลับมาใช้ในการตัดสินใจประเด็นเศรษฐกิจและโครงสร้างภาษี เพื่อให้ประชาชนร่วมตัดสินใจในการจัดเก็บภาษีความมั่งคั่งและนำงบประมาณไปลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ

บทสรุป

ข้อเสนอของ Thomas Piketty ในคลิปนี้คือการส่งสารว่า วิกฤติหนี้สาธารณะและการขาดแคลนงบประมาณการศึกษา ไม่ใช่วิสัยทางเศรษฐกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เป็นผลพวงจากการตัดสินใจทางการเมืองที่ผิดพลาด และทางออกเดียวคือการดึงอำนาจการบริหารจัดการทุนกลับมาสู่กระบวนการประชาธิปไตย โดยจัดเก็บภาษีอย่างก้าวหน้าจากกลุ่มอภิมหาเศรษฐี 1% เพื่อนำมาพัฒนาบริการสาธารณะและคุณภาพชีวิตของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง

.

เนื้อหาที่เขาพูดในรายการ หลายส่วนมีปรากฏอยู่ในหนังสือหลายเล่มของเขา

ผมอยากเชิญชวนให้อ่านหนังสือ Une Brève Histoire de l'Egalité ของ Thomas Piketty (ปัจจุบันมีฉบับพากย์ไทยแล้ว แปลโดย นรินทร์ องค์อินทรี ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แสงดาว) เพื่อช่วยเปิดมุมมองใหม่ ไม่ติดอยู่กับเรื่องเล่าแบบเดิมๆครับ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1737731814379536&set=a.553423646143698





มาทำความเข้าใจวัฒนธรรมการประท้วงฝรั่งเศส การทำลายบ้านเมืองในสายตานักวิเคราะห์การเมือง ไม่ใช่การเกลียดประเทศชาติตัวเอง แต่เป็นผลลัพธ์จากการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่าง ความโกรธแค้นขั้นสุดของประชาชนต่อระบบที่ไม่ฟังเสียง กับ ความแข็งกร้าวของรัฐ จนนำไปสู่สุญญากาศทางความรุนแรงที่ระบายออกสู่สิ่งแวดล้อมรอบตัว - สำหรับคนฝรั่งเศสจำนวนมาก "บ้านเมือง" คือประชาชน ไม่ใช่อาคารของรัฐ อาคารสร้างใหม่ได้ แต่ชีวิตที่ถูกบีบจนหมดทางสร้างคืนไม่ได้ง่ายนัก










Kanat Naktanomsub
On Sunday
·
ภาพศาลาว่าการเมืองในฝรั่งเศสถูกจุดเผาทำให้โซเชียลไทยเต็มไปด้วยคำถามว่าทำไมต้องทำลายบ้านเมืองตัวเอง คอมเมนต์จำนวนมากมองผู้ประท้วงว่าก้าวร้าว ไร้อารยธรรม และสร้างความเดือดร้อนให้คนบริสุทธิ์ แต่คนฝรั่งเศสไม่น้อยกลับมองว่านี่คือส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมืองที่พวกเขาคุ้นเคย
วัฒนธรรมการเมืองและวิธีมองบทบาทของรัฐ ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสต่างกันเกือบจะสิ้นเชิง ในขณะที่สังคมไทยถูกหล่อหลอมด้วยอุดมการณ์ "ความสงบเรียบร้อย" เป็นคุณค่าสูงสุด รัฐไทยสร้างภาพของตัวเองเป็นผู้ปกครองที่ดูแลประชาชนมา ส่วนประชาชนมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายและรอรับความเมตตา ในกรอบคิดแบบนี้ ความสงบคือภาวะปกติ ความขัดแย้งบนท้องถนนจึงถูกมองว่าเป็นความผิดปกติที่รบกวนชีวิตผู้คน เมื่อการประท้วงปิดถนนหรือทำลายทรัพย์สิน สัญชาตญาณแรกของคนจำนวนมากจึงเป็นการตั้งคำถามกับผู้ประท้วงทันที ว่ากำลังสร้างความวุ่นวายและทำลายระเบียบอันดีของสังคมหรือไม่ ก่อนที่จะถามว่าอะไรผลักให้คนออกมาประท้วง
ฝรั่งเศสมาจากอีกฐานคิดหนึ่งประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศนี้ถูกวางด้วยการปฏิวัติ 1789 ที่โค่นระบอบเก่า ปารีสคอมมูนปี 1871 ที่ชาวปารีสและกองกำลังรักษาดินแดนซึ่งมีคนงานเป็นแกนหลักเข้าควบคุมเมืองและตั้งการปกครองของตนเองอยู่ราว 2 เดือน และพฤษภาคม 1968 ที่เริ่มจากนักศึกษาแล้วกลายเป็นการนัดหยุดงานใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส มีคนงานราว 10 ล้านคนหยุดงานพร้อมกัน เรื่องเล่าเหล่านี้ฝังอยู่ในโรงเรียน ในวรรณกรรม และในวันบัสตีย์หรือวันชาติ 14 กรกฎาคม ที่ทั้งประเทศเฉลิมฉลองการลุกฮือของประชาชน จนกลายเป็นความเข้าใจร่วมว่าพลเมืองคือเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง รัฐเป็นเพียงโครงสร้างที่ต้องถูกตั้งคำถามและตรวจสอบอยู่เสมอ การประท้วงในวัฒนธรรมแบบนี้จึงไม่ใช่การร้องขอความเห็นอกเห็นใจ แต่เป็นการต่อรองอำนาจ เป็นสัญญาณเตือนว่าหากรัฐบริหารล้มเหลวหรือพยายามลิดรอนสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของประชาชน รัฐจะต้องเผชิญแรงกดดันในหลายระดับ ตั้งแต่การเดินขบวน การนัดหยุดงาน ไปจนถึงการปะทะบนท้องถนน และหลายครั้งก็รวมถึงการเผา
อีกชั้นหนึ่งคือนิยามของ "ความรุนแรง" ที่คนสองสังคมมองไม่เท่ากัน คนไทยจำนวนมากเห็นความรุนแรงเมื่อมันมองเห็นได้ด้วยตา ไฟไหม้อาคาร กระจกแตก การปะทะกับตำรวจ ภาพเหล่านี้ถูกตัดสินเป็นจลาจลหรืออาชญากรรมได้ทันที ขณะที่ผู้ประท้วงฝรั่งเศสและผู้สนับสนุนจำนวนมากพูดถึงสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า "ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง" คือความรุนแรงที่ไม่มีเปลวไฟ ไม่มีเผารถ ไม่มีทุบร้านค้า แต่กดทับชีวิตคนอย่างเงียบ ๆ เช่น การตัดงบสวัสดิการ ค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นเร็วกว่าค่าจ้าง หรือการขยายอายุเกษียณที่บังคับให้คนทำงานหนักไปอีกหลายปี ในสายตาของพวกเขา นโยบายเหล่านี้แม้ออกมาตามกระบวนการถูกกฎหมาย ก็ทำร้ายผู้คนจริงไม่ต่างจากความรุนแรงทางกายภาพ เพียงแต่ไม่มีใครถ่ายเป็นคลิปข่าว การเผาอาคารอันเป็นสัญลักษณ์ของรัฐจึงถูกมองว่าเป็นการตอบโต้เชิงสัญลักษณ์ เป็นการบอกว่าประชาชนจะไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว โดยเป้าหมายมักเป็นทรัพย์สินของรัฐมากกว่าตัวบุคคล
อีกปัจจัยหนึ่งคือวิธีที่เราเสพข่าวในยุคนี้ ข่าวต่างประเทศที่มาถึงหน้าจอของเรามักถูกตัดเหลือคลิปสั้นไม่กี่วินาที เน้นไฟ ควัน และการปะทะ เพราะภาพเหล่านี้ได้ยอดดูสูง เมื่อไม่มีบริบทเรื่องเศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ และข้อเรียกร้องของผู้ประท้วง การสรุปว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคนป่าเถื่อนที่ทำลายบ้านเมืองตัวเองจึงเกิดขึ้นได้ง่าย
อีกเรื่องที่อยากชวนคิดคือมุมมองของคนเมืองที่ชีวิตขึ้นกับความปกติเรียบร้อยของแต่ละวัน เมื่อมีม็อบ คำถามแรกที่ผุดขึ้นมักเป็นเรื่องใกล้ตัว เช่น รถจะติดไหม ร้านจะเปิดได้หรือเปล่า ซึ่งเป็นความกังวลที่ชอบธรรม ไม่มีใครควรถูกตำหนิที่อยากกลับบ้านทันเวลา แต่เมื่อความไม่สะดวกกลายเป็นคำถามเดียว ข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงก็ถูกบดบังไปโดยปริยาย ฝรั่งเศสไม่ได้ไร้ความขัดแย้งในเรื่องนี้ แต่ในสังคมที่ผ่านการประท้วงใหญ่มาหลายรุ่น คนจำนวนมากรับรู้ว่าสิทธิแรงงาน วันหยุดพักผ่อน และสวัสดิการที่ตนใช้อยู่ทุกวันนี้ ล้วนมีที่มาจากการลุกขึ้นสู้ของคนรุ่นก่อน ความไม่สะดวกชั่วคราวจึงถูกมองเป็นต้นทุนร่วมที่หลายคนยอมจ่าย แม้จะบ่นไปด้วยก็ตาม
การทำความเข้าใจวัฒนธรรมการประท้วงแบบฝรั่งเศสไม่ได้แปลว่าเราต้องเห็นดีเห็นงามกับการทำลายทรัพย์สิน ความรุนแรงมีต้นทุนจริง มันทำร้ายคนที่ไม่เกี่ยวข้อง ทำให้ฝ่ายที่ต้องการปราบปรามได้ข้ออ้าง และอาจทำให้ขบวนที่มีข้อเรียกร้องชอบธรรมเสียความเห็นอกเห็นใจจากสาธารณะไปอย่างน่าเสียดาย นักเคลื่อนไหวเองก็ถกเถียงกันเสมอว่าไฟคือเครื่องมือหรือภาระ การทำความเข้าใจประเด็นเหล่านี้ อาจช่วยเปิดมุมมองให้เห็นว่าโลกนี้มีวัฒนธรรมการเมืองที่มองอำนาจรัฐต่างจากเรา และทำให้เรากล้าตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมไทยมากขึ้น (การผูกขาดจากทุนใหญ่, กฎหมายที่ลิดรอนเสรีภาพ)

สำหรับคนฝรั่งเศสจำนวนมาก "บ้านเมือง" คือประชาชน ไม่ใช่อาคารของรัฐ อาคารสร้างใหม่ได้ แต่ชีวิตที่ถูกบีบจนหมดทางสร้างคืนไม่ได้ง่ายนัก คำถามต่อเนื่องสำหรับสังคมไทยจึงไม่ใช่ว่าเราควรเห็นด้วยกับการเผาหรือไม่? แต่คือเมื่อเรารู้สึกสะเทือนใจกับภาพอาคารที่ถูกเผา เราเคยรู้สึกแบบเดียวกันกับชีวิตคนที่ถูกกดทับอยู่เงียบ ๆ หรือเปล่า และ นิยามคำว่า “บ้านเมือง” ในใจเราคืออะไรกันแน่?
 
https://www.facebook.com/adjd.pipe/posts/10166499916907269




"อนุทิน ชาญวีรกูล" นายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ศุภชัย ใจสมุทรเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง "ยิ่งชีพ อัชฌานนท์" ผู้อำนวยการ iLaw ข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณากรณีการแถลงข่าวยื่นข้อมูล "คดีโกงเลือกสว." ต่อวิปฯ ฝ่ายค้าน ที่รัฐสภา นี่คือ คดีที่เข้าข่ายการฟ้องคดีไม่สุจริตตามคำแนะนำของประธานศาลฎีกา ให้ศาลยกฟ้องได้ทันที และนี่คือแนวทางที่เตรียมต่อสู้คดีของฝ่ายจำเลย

 
https://www.facebook.com/reel/1620391639563174


iLaw
13 hours ago
·
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ศุภชัย ใจสมุทร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญา ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เป็นคดีหมายเลขดำ ที่ อ. 2672/69 จากการที่ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ แถลงข่าวในการยื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการประสานงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านทำหน้าที่ในการตรวจสอบบุคคลในรัฐบาลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการโกงเลือก สว. เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569

เนื้อหาในส่วนการแถลงข่าวที่เกี่ยวข้องกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานยืนยันได้ ไม่ใช่เพียงการกล่าวอ้างลอยๆ เป็นการนำเสนอข้อมูลเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปตรวจสอบว่ามีการกระทำผิดกฏหมายหรือมีการทุจริตเกิดขึ้นในกระบวนการเลือกสว. จริงหรือไม่ อันเป็นปกติวิสัยและเป็นหน้าที่ที่ประชาชนพึงกระทำ ไม่ได้เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

ผู้ถูกฟ้องคดีขอแจ้งให้สื่อมวลชนและทุกท่านทราบถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และกระบวนการที่จะดำเนินการต่อไป ดังนี้

1) เนื้อหาของคดีนี้ผู้ถูกฟ้องคดีได้กล่าวไปตามข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วในสังคม ไม่ได้เป็นการใส่ร้ายและไม่ได้เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งตัวโจทก์เองย่อมทราบดีอยู่แล้ว และยังเป็นการดำเนินคดีจากการเปิดเผยข้อมูลการทุจริตและประพฤติมิชอบด้วยกฏหมาย ตามคำแนะนำของประธานศาลฎีกา พ.ศ. 2569 จึงเป็นการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 161/1 และขอให้ศาลอาญาควรสั่งยกฟ้องคดีได้ทันทีและห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันอีก

2) หากศาลมีการนัดไต่สวนมูลฟ้อง ก็ขอเรียกร้องให้โจทก์ที่เป็นตัวความในการฟ้องคดีเดินทางมาเบิกความต่อศาลด้วยตัวเองในวันที่ 14 ธันวาคม 2569 เพื่อพิสูจน์สิ่งที่โจทก์อ้างว่าเป็นความจริง หรือเป็นความเท็จ และพิสูจน์สิ่งที่ผู้ถูกฟ้องคดีก็ยืนยันว่าเป็นความจริงเช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นบุคคลเดียวที่รู้ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับคดีนี้ที่สุด และหากเบิกความเท็จฝ่าฝืนต่อความเป็นจริงก็จะมีโทษทางอาญาตามมา หรือหากโจทก์ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้เพราะติดภารกิจอื่นหรือไม่สามารถอธิบายข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง ก็ขอให้โจทก์ถอนฟ้องไปเสีย

3) หากภายหลังศาลมีคำสั่งรับฟ้องคดีนี้เอาไว้พิจารณาและฝ่ายโจทก์และจำเลย ต้องนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดีนี้ว่ามีพยานที่กล่าวถึงเหตุการณ์ทั้งสองจริงหรือไม่เจำเลยก็จะใช้สิทธิขอให้ศาลออกหมายเรียกเอกสารการสอบสวนในคดีการโกงเลือก สว. ในมือของคณะกรรมการการเลือกตั้งเข้ามาในสำนวน อย่างน้อยดังต่อไปนี้ https://www.ilaw.or.th/articles/59577


https://www.facebook.com/photo?fbid=1551635480343399&set=a.625664036273886





คำแถลงตอบโต้คำปราศรัย 18 ตุลาคม 2026 ของเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส โดย สหภาพนักศึกษา (L'UNION ÉTUDIANTE) ของฝรั่งเศส

https://www.facebook.com/kasian.tejapira/posts/10245127213497858

นี่คือข้อความภาษาไทยจากภาพทั้ง 10 

(0)
คำแถลงตอบโต้คำปราศรัย 18 ตุลาคม 2026 ของเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส สหภาพนักศึกษา (L'UNION ÉTUDIANTE) ของฝรั่งเศส 

สหภาพนักศึกษา (L'Union Étudiante) เป็นองค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยฝ่ายซ้ายที่มีบทบาทโดดเด่นเป็นตัวแทนนักศึกษาทั่วประเทศของฝรั่งเศส ก่อตั้งเมื่อเมษายน 2523 โดยการรวมตัวกันขององค์กรนักศึกษาหัวก้าวหน้า 2 แห่ง (L'Alternative ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่ในปี 2019 + Union Nationale des Etudiants de France สหภาพนักศึกษาเอียงซ้ายที่มีบทบาทเป็นหลักมาแต่เดิม)

สภาพยึดอุดมการณ์ต่อต้านทุนนิยม, นิเวศสังคมนิยม, เฟมินิสต์, ต่อต้านเชื้อชาตินิยมและต่อต้านฟาสซิสต์

เรียกร้องให้แก้ปัญหาความยากไร้ของนักศึกษา ให้เยาวชนมีมาตรฐานการครองชีพที่มั่นคง ต่อต้านการคัดเลือกนักศึกษาเข้าเรียน การขึ้นค่าเทอม ปกป้องการศึกษาสาธารณะ และต่อสู้ปัญหาโลกร้อน

(1)
เอ็มมานูเอล มาครงได้แถลงเมื่อเย็นวันวานและแสดงให้เห็นอีกครั้งถึงความไม่รับผิดชอบและไร้ประสิทธิภาพของบรรดาชายหญิงที่ปกครองประเทศของเรามาสิบปี

(2)
นับตั้งแต่เริ่มต้นการเคลื่อนไหว บรรดานักเรียนมัธยมฯและนักศึกษาไม่เคยได้รับการตอบสนองต่อคำเรียกร้องของตนเลย หากได้รับแต่คำหยามหมิ่นและกระบอง กระนั้นก็ตาม เราได้ยื่นเสนอบัญชีข้อเรียกร้องอันแจ่มชัดของเรา ซึ่งส่วนใหญ่ได้การสนับสนุนจากเหล่าชายหญิงผู้อยู่บนท้องถนนเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา เป็นจำนวน 800,000 คนทั่วฝรั่งเศส โดยรวมตัวชุมนุมกันกว่า 1,750 แห่ง

(3)
หลังใช้เวลาสิบปีที่ผ่านมาทำลายสิทธิของเราและก่อตั้งโครงการคัดเลือกนักศึกษาปริญญาตรีและโทเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่เรียกว่า Parcoursup & Mon Master พร้อมกับพัฒนานโยบาย “ต้อนรับ (นักศึกษาต่างชาติ) เข้าฝรั่งเศส” ขณะที่แช่แข็งเงินช่วยเหลือค่าที่อยู่อาศัย, ขึ้นค่าเช่าหอพัก และทำให้กำลังซื้อของนักศึกษาเสียหายไปเกือบ 3,000 ยูโรรั้น เขากลับแสร้งทำเป็นแปลกใจที่เยาวชนพากันลุกขึ้นสู้

(4)
ชั่วคำปราศรัยไม่กี่นาทียั้น เขาไม่ได้เอ่ยถึงนักเรียนมัธยมฯและนักศึกษาที่ถูกปราบปรามบาดเจ็บสาหัสและทุพพลภาพเลยแม้แต่คำเดียว เขายังไม่เอ่ยถึงความรุนแรงที่เป็นจริงซึ่งถูกก่อขึ้นเมื่อวันเสาร์เลยแม้แต่คำเดียวเช่นกัน

 (5)
อันที่จริง ความรุนแรงที่เป็นจริงได้แก่ กระบองที่ฟาดใส่กระโหลกของนักศึกษา ระเบิดที่ยัดใส่ปาก มือที่ขาดด้วนและดวงตาที่ถูกควักออกต่างหาก ความรุนแรงที่ว่ารวมกับการจับกุมผู้คนในวันที่ 17 ตุลาคมวันเดียวกว่า 2,300 คนและอีกกว่า 10,000 คนที่ถูกออกหมายเรียกนับแต่เริ่มการเคลื่อนไหวรณรงค์เป็นต้นมา เมื่อดูบัญชีความสูญเสียเพียงแค่ชั่วคราว ตัวเลขก็นับว่าน่าตื่นตระหนกแล้ว นี่ต่างหากคือข้อเท็จจริงที่ควรอยู่ตรงใจกลางวิวาทะสาธารณะ
 
(6)
มาครงประกาศว่าองค์การของนักศึกษาและนักเรียนมัธยมฯจะได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรี ก็แค่ลมปากอีกั่นแหละ พวกเราจะไม่รอคอยคำมั่นสัญญาใหม่ ๆ เรื่องการนัดพบในอนาคตหรือการปรึกษาหารือใหม่ ๆ อีกต่อไป เราต้องการการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมต่อข้อเรียกร้องเร่งด่วนสิบประการซึ่งเยาวชนเราได้สรุปขึ้นมา

(7)
มันไม่ใช่เรื่องที่จะมาสานเสวนากันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่เป็นเรื่องการสนองตอบอย่างเป็นรูปธรรมต่อความจำเป็นของนักเรียนมัธยมฯและนักศึกษาต่างหาก อันได้แก่เรื่องรายได้ ที่อยู่อาศัย โภชนาการ สุขภาพ สภาพของการศึกษา การเข้าถึงใบปริญญา และการยุติการปราบปราม

(8)
สหภาพนักศึกษาเราจะยังคงรณรงค์เคลื่อนไหวต่อไป ตราบเท่าที่ยังไม่ได้การดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมตอบสนองมา เราขอเรียกร้องนักศึกษาทั้งปวงให้ดำเนินการจัดตั้งต่อไปตามสถานที่ศึกษาและบนท้องถนน
 
(9)
หลังความสำเร็จเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา
จงรณรงค์เคลื่อนไหวกันสืบต่อไป
ทุกหนทุกแห่ง



“ ถ้าตนเองขับขานไว้แล้วไม่จำ” ถึงหงา คาราวาน จาก เพนกวิน


เพนกวิน - พริษฐ์ ชิวารักษ์ Parit Chiwarak
14 hours ago
·
ถึงหงา คาราวาน

“ร้อยบุปผา” เบ่งบานนานก็เฉา
“ร้อยสำนัก” แก่เฒ่าก็เขลาทึ่ม
“ร้อยดอกงาม” โศกศัลย์กันอึมครึม
“เพื่อชีวิต” งำงึมดูซึมซา

ใครเคยพร่ำคร่ำครวญ “มวลดอกไม้
พร่างพรายมาพ้องพาน” นานหนักหนา
ครั้นดอกไม้งามสะพรั่งทั้งพสุธา
กลับพูดพล่อยด้อยค่าหมู่มาลิศ

เมื่อไม่ “ชูช่อธรรม” ลืมคำสิ้น
“นามศิลปิน” ก็เสื่อมความศักดิ์สิทธิ์
อุดมการณ์เร่ค้าโหยอามิส
ยังจะคิดขึ้นตั่งสอนสั่งใคร

อย่าเลยอย่า “มาสร้างงานศิลป์”
อย่า ”ชุบชีวินมนุษย์ชาติ“ ไหน
อย่าร้อง“บทเพลงแห่งสวรรค์” วิมานใด
ถ้าตนเองขับขานไว้แล้วไม่จำ

เพราะลืมว่าเคยชวนใคร “จุดไฟความฝัน“
ตำนานแต่ก่อนนั้นจึงพลันต่ำ
สูญ ”วิญญาณท้าทระนงคงธรรม“
มือเขียนซ้ำเหยียบกลบลบด้วยตีน

พริษฐ์ ชิวารักษ์

20 ตุลาคม 2569

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1745503996937178&set=a.238573097630283
...
Saban-nga Nontara
ขอเสนอให้เปลี่ยนเป็น
“ ถ้าตนเองขับขานไว้แล้วไม่จำ”
เพราะเพลงนี้ “ร้อยบุปผา” ประพันธ์โดย วิสา คัญทัพ
หงา เป็นเพียงผู้ขับร้อง และเผยแพร่ ค่ะ
นอกนั้น นับเป็นบทกวีที่สุดยอดมากค่ะ

Parit Chiwarak

Saban-nga Nontara ขอบคุณครับ


PN Pui Pum
·
Saban-nga Nontara ใช่ครับ เพลงพี่วิสา แต่ง หงาได้แค่ร้อง แต่ไม่ได้ซึมซับถึงเนื้อหาของเพลง




ผู้คนจำนวนมากในประเทศฝรั่งเศสยังคงตกตะลึงกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับธุรกิจต่าง ๆ และอาคารที่ทำการของเทศบาล ระหว่างเหตุการณ์ประท้วงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ความเสียหายดังกล่าวทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า ผู้ที่ก่อเหตุปล้นสะดมนั้นเป็นกลุ่มที่วางแผนมาเป็นอย่างดี หรือเป็นเพียงบุคคลที่ฉวยโอกาสจากสถานการณ์การประท้วงกันแน่






Pipob
@pipob69
·Oct 19

อาจารย์ด้านฝรั่งเศสศึกษาให้สัมภาษณ์
@France24_en ว่า ผิดหวังกับคำปราศรัยของประธานาธิบดีมาครง หนึ่งวันหลังการประท้วงใหญ่ที่มีคนเข้าร่วมกว่าครึ่งล้าน (https://youtu.be/Il7BmNDSnxE)
. 
เพราะหลังจากการทำลายทรัพย์สินและอาคารประมาณ 1,500 แห่งในการประท้วงเมื่อวันเสาร์ มาครงเพียงแต่แสดงท่าทีแข็งกร้าว และประกาศว่าจะลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเดียว เน้นเรื่อง “Law and order” โดยไม่ได้ประกาศท่าทีหรือมาตรการที่จะตอบสนองกับข้อเรียกร้องที่ชอบธรรมของนักเรียนด้านการเพิ่มงบการศึกษา หรือข้อเรียกร้องเกี่ยวกับค่าครองชีพ
. 
มาครงไม่แม้แต่จะพูดถึงผู้ประท้วงที่ได้รับบาดเจ็บในการชุมนุม!
. 
คำแถลงของมาครง หรือที่ล้อกันว่าเป็น “ประธานาธิบดีของคนรวย” “président des riches” แสดงถึง “a sense of detachment” ความรู้สึกห่างเหินต่อปัญหา ไม่ได้ใส่ใจใยดีกับข้อเรียกร้องที่ชอบธรรรมของประชาชน
. 
สถานการณ์ตอนนี้มันจึงคล้าย ๆ กับที่เกิดขึ้นใน “Les Misérables” ซึ่ง France24 เอามาใช้ตั้งชื่อการสัมภาษณ์ครั้งนี้ “ความรู้สึกห่างเหินของมาครง ท่ามกลางค่าครองชีพที่พุ่งสูง และความกังวลต่ออนาคตของคนรุ่นใหม่”
. 
ทำให้เชื่อได้ว่าปัญหาที่เป็นชนวนให้คนหลายแสนออกมาประท้วงในท้องถนนจึงจะยังไม่หายไป
. 
เพียงแต่สื่อทั้งในไทยและเทศต่างไปโฟกัสที่ภาพความรุนแรง “การเผาบ้านเผาเมือง” มากกว่าสาเหตุที่ทำให้ประชาชนหลายกลุ่มแค้นเคืองและระเบิดออกมาเป็นปฏิบัติการต่าง ๆ และไม่คิดที่จะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่เป็นตัวสร้างปัญหา มันง่ายและได้ยอดไลก์มากกว่าจากการด่าผู้ชุมนุม
. 
ในยุคของ engagement คงเป็นเรื่องธรรมดาที่สื่อจะแข่งขันกันเลือกนำเสนอแต่ภาพและข่าวความรุนแรง มากกว่าจะพูดถึงปัญหาและความต้องการที่ไม่ได้รับการแก้ไข และก็เข้าทางสื่อและอินฟลูฝ่ายขวาที่เอาภาพอาคารเทศบาลเมือง หรือห้างร้านที่ถูกทำลายและปล้นสะดมมาแสดง เพราะมันเรียกความสนใจของคนได้มากกว่า
. 
ทั้ง ๆ ที่ในการประท้วงของคน 5.5 แสน ตำรวจจับกุมผู้ประท้วงได้ประมาณ 2,000 คน หรือประมาณ 0.0036% ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยมาก
. 
คนกลุ่มนี้จะสวมเสื้อคลุมศีรษะสีดำและปกปิดใบหน้า พวกเขาคือกลุ่มแบล็กบล็อก (black bloc) ซึ่งเป็นกลุ่มอนาธิปไตย (anarchists) ซ้ายจัด ต่อต้านอำนาจนิยมที่มักปรากฏตัวในการประท้วงหลายครั้งเพื่อก่อความวุ่นวายมาตลอด ตั้งแต่สมัยต่อต้านทุนนิยม ธนาคารโลก ฯลฯ
. 
คนกลุ่มนี้มีจำนวนไม่มาก ไม่ได้เกิดจากการจัดตั้งของผู้ประท้วงโดยตรง แต่พวกเขาก็เป็นผู้ประท้วงเช่นกัน แม้ว่าแนวทางการทำงานของพวกเขาจะต่างจากนักเรียน นักศึกษา สหภาพแรงงาน หรือแม้แต่กลุ่มเสื้อกั๊กเหลือง (gilets jaunes) ที่ประกอบไปด้วยคนหนุ่มสาวและวัยกลางคนที่โกรธแค้นรัฐบาลและตำรวจ และมักตะโกนว่า “Macron Démission” มาตลอด ตั้งแต่การประท้วงในปี 2018 สมัยมาครง 1
. 
สื่อจึงควรแยกแยะครับ ไม่ได้ห้ามที่จะเสนอภาพความรุนแรงตามที่เกิดขึ้นจริง และยอมรับว่าคนที่ก่อความรุนแรงในการประท้วงมีจริง แต่ไม่ใช่คนกลุ่มใหญ่แน่นอน และสื่อจะต้องมุ่งมั่นและขยันมากพอที่จะเสนอให้เห็นว่า ปัญหาที่เป็นแกนกลางมันไม่ได้รับการแก้ไขอย่างไร รัฐบาลมาครงเลวร้าย เพิกเฉยต่อความทุกข์ยากของประชาชนอย่างไร
. 
เพราะในขณะที่คนฝรั่งเศสต้องจ่ายภาษีรายได้บุคคลธรรมดามากเป็นอันดับต้น ๆ ของยุโรป (เกือบเท่ากับเดนมาร์ก) และของโลก แต่สวัสดิการและบริการสาธารณะที่พวกเขาได้รับกลับมามันไม่คุ้มกัน ในความเห็นของพวกเขา ความอึดอัดคับข้องใจที่สะสมกันมานาน ก็ระเบิดออกมาอย่างที่เห็น
. 
ถามว่าใครจะได้ประโยชน์จากการประท้วงและจลาจลครั้งนี้ ซึ่งก็ต้องมองว่าการประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 6 เดือนก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดี และในขณะนี้ Marine Le Pen ผู้สมัครจากพรรคขวาจัดมีคะแนนนำ (32%) มากกว่ารองอันดับ 2 เท่าตัว ส่วนคนที่มีคะแนนเสียงตามมาอันดับ 2 + 3 + 4 ก็มีคะแนนที่ไล่เลี่ยกันอย่างมาก
. 
สถานการณ์ความวุ่นวายตอนนี้ย่อมเป็นคุณกับผู้สมัครฝ่ายขวาจัดแน่นอน ซึ่งจะได้เข้าไปวัดในการเลือกตั้งรอบสอง (runoff) ค่อนข้างแน่นอน ส่วนคนที่มีคะแนนตามมาทั้งสามคน (ขวากลาง ซ้ายกลาง และซ้ายจัด) ยังไม่ชัดเจนว่าใครจะได้เข้าไปรอบสอง
.
ส่วน Jean-Luc Mélenchon ผู้นำฝ่ายซ้ายจัดซึ่งมีภาพเข้ามาสนับสนุนการประท้วงด้วย ย่อมได้รับผลกระทบ เพราะจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ยุยงให้เกิดความรุนแรง












NEXTA
@nexta_tv
·7 ชม.
🚨 จับกุมผู้ต้องสงสัยในฝรั่งเศสคดีวางเพลิงศาลาว่าการเมืองลีมอฌ (Limoges) พบเป็นนักกิจกรรมฝ่ายซ้ายจัดวัย 40 ปี

รายงานจาก AFP และ Le Parisien ระบุว่า ชายคนดังกล่าวมีชื่ออยู่ในบัญชีเฝ้าระวังความมั่นคง (Fiché S) ของฝรั่งเศส เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายจัดที่มีแนวคิดสุดโต่ง

ก่อนหน้านี้ เขาเคยตกเป็นเป้าสนใจของตำรวจจากกรณีใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่รัฐ

ผู้ต้องสงสัยรายนี้ถูกจับกุมโดยหน่วยปฏิบัติการพิเศษ RAID ทั้งนี้ การสืบสวนเหตุวางเพลิงเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ซึ่งส่งผลให้อาคารศาลาว่าการเมืองอันเก่าแก่ได้รับความเสียหายอย่างหนักนั้น ยังมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย





ข้อกล่าวหาเรื่อง "Agent Provocateur" (ผู้ยุยงปลุกปั่น) คลิปเหตุการณ์ที่เมืองเมตซ์ (Metz) ประเทศฝรั่งเศส ตามที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอนี้ ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงและถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั้งในฝรั่งเศสและต่างประเทศ








จากลักษณะของเหตุการณ์และข้อสังเกตที่มีการแชร์กัน มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

ข้อกล่าวหาเรื่อง "Agent Provocateur" (ผู้ยุยงปลุกปั่น): ผู้โพสต์และชาวเน็ตจำนวนมากตั้งข้อสังเกตว่า บุคคลที่สวมชุดดำและใส่หน้ากากซึ่งก่อเหตุขว้างปาวัตถุคล้ายระเบิดควันหรือประทัดลงบนถนน อาจเป็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบของรัฐ เนื่องจากในคลิปจะเห็นบุคคลกลุ่มดังกล่าวเดินเข้าไปหาหรือสามารถเดินผ่านแนวของเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลได้อย่างอิสระโดยไม่ถูกจับกุมทันที ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่าอาจเป็นความพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดความรุนแรง หรือนำมาซึ่งความชอบธรรมในการใช้กำลังปราบปรามและดิสเครดิตผู้ประท้วง

บริบทของการประท้วงในฝรั่งเศส: เหตุการณ์ทำนองนี้มักเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการชุมนุมประท้วงเรื่องค่าครองชีพ นโยบายรัฐ หรือปัญหาทางสังคมในฝรั่งเศส ซึ่งบ่อยครั้งมักมีกลุ่มบุคคลแต่งกายชุดดำปิดบังใบหน้า (ที่มักถูกเรียกว่ากลุ่ม Black Bloc หรือกลุ่มผู้ก่อความวุ่นวาย) แฝงตัวเข้ามาในพื้นที่ชุมนุม

ฝ่ายที่เชื่อว่าเป็นการสร้างสถานการณ์: มองว่าพฤติกรรมที่กล้าทำความผิดต่อหน้าเจ้าหน้าที่โดยไม่เกรงกลัว และการเดินเข้าหาตำรวจได้อย่างง่ายดาย เป็นพิรุธที่ชี้ว่าบุคคลเหล่านั้นอาจเป็นเจ้าหน้าที่แฝงตัวมาเพื่อจุดชนวนความรุนแรง (False flag operation)

ฝ่ายสนับสนุนรัฐ: ในหลายกรณีที่ผ่านมา ทางการฝรั่งเศสหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจมักส่งเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ (Plainclothes police officers) เข้าไปปะปนในพื้นที่ชุมนุมเพื่อสังเกตการณ์ ข่าวกรอง หรือเข้าจับกุมตัวผู้กระทำความผิดซึ่งหน้า (เช่น ผู้ที่กำลังขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่หรือทำลายทรัพย์สิน) ไม่ใช่เพื่อไปก่อเหตุเอง แต่มักทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือความหวาดระแวงจากกลุ่มผู้ชุมนุมได้ง่าย




อ.จรัล พา เพนกวิน เยือนกรุงวอชิงตัน พบ State Department และ Think Tank ที่สนใจการเมืองไทย ทานกาแฟกับ พอล แฮนด์ลีย์ (Paul M. Handley) ผู้เขียนเดอะคิงเนเวอร์สไมลส์ (เพนกวิน เขียนสรุปเนื้อหาเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยและการขึ้นสู่อำนาจของพรรคภูมิใจไทย)



สรุปเนื้อหาเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยและการขึ้นสู่อำนาจของพรรคภูมิใจไทย:

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการขึ้นสู่อำนาจของพรรคภูมิใจไทย: การล่มสลายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในปี 2025 และความขัดแย้งบริเวณชายแดนกัมพูชา ทำให้พรรคภูมิใจไทย (BJT) ซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับชัยชนะและครองเสียงข้างมากในการเลือกตั้งเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยพรรคสามารถกุมอำนาจได้ทั้งสองสภาจากการแทรกแซงการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา การรวบรวมกลุ่มบ้านใหญ่ในท้องถิ่น และอาศัยความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างผู้นำพรรคกับพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและการปฏิรูป:

การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องหยุดชะงักลง เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยมองว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ขณะที่สถาบันพระมหากษัตริย์มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีความเหมาะสมดีอยู่แล้ว

การดำเนินคดีทางการเมืองภายใต้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์) มีอัตราเร่งที่สูงขึ้น ศาลมักปฏิเสธการประกันตัวและตัดสินลงโทษจำคุกหนักกับนักกิจกรรม เช่น อานนท์ นำภา

พระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมที่เพิ่งประกาศใช้ได้ยกเว้นความผิดที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้ยังมีผู้ชุมนุมทางการเมืองถูกคุมขังอยู่จำนวนหนึ่ง

การปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศ: พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงชื่นชอบระเบียบวินัยในแบบทหารและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของประเทศอำนาจนิยม ทำให้ประเทศไทยหันไปกระชับความสัมพันธ์กับประเทศจีนมากขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านการเสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการ การร่วมมือส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวจีนกลับประเทศ และความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยกับกลุ่มทุนจีน

จุดอ่อนของพรรคภูมิใจไทยและการฟื้นตัวของฝ่ายปฏิรูป:

รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยกำลังเผชิญกับความนิยมที่ลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจ เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริต และความล้มเหลวในการบริหารจัดการวิกฤต เช่น น้ำท่วมกรุงเทพฯ รวมถึงความกังวลของกลุ่มอนุรักษ์นิยมต่อการผูกขาดอำนาจ

ในขณะเดียวกัน ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและการปฏิรูปเริ่มฟื้นตัวและกลับเข้มแข็งขึ้น สะท้อนได้จากความสำเร็จในการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญและการมีผู้เข้าร่วมการชุมนุมหรือกิจกรรมรำลึกทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
.....

เพนกวิน - พริษฐ์ ชิวารักษ์ Parit Chiwarak
7 hours ago
·
วันนี้ได้มีโอกาสพบกับคุณ Paul Handley ผู้แต่งหนังสือ The King Never Smiles อันลือลั่น หนังสือที่ทำให้ใครต่อใครหลายคน “ตาสว่าง” จากโฆษณาชวนเชื่อของรัฐไทยว่าด้วยกษัตริย์ภูมิพล คุณ Paul เป็นผู้ใหญ่ที่น่ารักมาก เราได้สนทนากันหลายเรื่อง หวังว่าโอกาสหน้าจะได้พบกันอีกครับ


Jaran Ditapichai
5 hours ago
·
ดื่มกาแฟกับPaul Handley (พอล แฮนด์ลีย์) ผู้เขียนหนังสือ The King Never Smiles (กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม)ซึ่งจะครบ20 ปี พอล อยากให้ใครก็ได้วิจารย์ว่า ผิด ถูกอย่างไร เพราะยังไม่มีคนวิจารย์ เลย
ดร. อเนก ดร.ชัยยันต์ 2 นักวิชาการกษัตริย์ยนิยม ไม่ขานรับหรือ



วันอังคาร, ตุลาคม 20, 2569

‘ไอเดียร์’ สุชาดา ควงสามีชาวจีนให้การดีเอสไอ ยอมรับเรื่องหุ้นพนันออนไลน์ แต่ขายไปแล้วก่อนมาเป็น สส. ‘วิโรจน์’ ปชน. แนะนำคำถาม ใครเป็นผู้ซื้อ ในราคาเท่าไร ไหนหลักฐานการโอน

กลายเป็นคดีโด่งดังที่สุดขณะนี้ เส้นทางการเงิน สส.ชัยภูมิ วัย ๓๓ ปี ‘ไอเดียร์’ สุชาดา สำนวนไปถึงดีเอสไอเสียที วันนี้ (๒๐ ตุลา) เธอควงสามีชาวจีนไปให้การ เนื้อความคงไม่ต่างไปจากที่เจ้าตัวออกมาเปิดไว้ก่อนหน้านี้ไม่ถึงวัน

ตามที่มีข้อกังขาตลอดสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา ว่าทรัพย์สินที่ได้จากสามี ‘สีเทา’ เจ้าตัวออกท่าชิลๆ ดิ้นไปเรื่อย สมกับภูมิหลังช่ำชอง ผ่านมาหลายงาน ทั้งกับสุริยะ รุ่งเรืองกิจ และสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เมื่อวานเธอบอกเรื่องหุ้นของสามีที่เชื่อมโยงเว็บพนัน

สุชาดายอมรับว่าเป็นความจริง นายไทหยาง ซางถือหุ้น ๑.๔๗% กับบริษัทที่เป็นเจ้าของเว็บพนันออนไลน์ Shuffle.com “แต่ปัจจุบันสามีไม่ได้มีหุ้นนี้แล้ว ขายหุ้นไปตั้งแต่ก่อนที่เธอจะได้รับเลือกตั้งเป็น สส. จึงไม่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินรายการนี้ต่อ ป.ป.ช.”

สส.ไอเดียร์ยังเล่าด้วยว่า “เคยยื่นบัญชีทรัพย์สินหุ้นนี้ต่อ ป.ป.ช.ตอนเป็นเลขาฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล แต่โอนหุ้นนี้ออกตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งเมื่อ ๘ ก.พ.” ไม่รู้ ดีเอสไอจะรับฟังแค่ไหน ถ้อยทีถ้อยอาศัยแบบเดียวกับ รมว.ยุติธรรมหรือไม่

ทว่า สส.ฝ่ายค้านมีคำถามแนะนำ ๔ ข้อ เพื่อที่ประชาชนทั่วไปจะได้ใช้เป็นแนวติดความเคลื่อนไหวของคดีนี้อย่างเข้าเป้า เช่น หุ้นดังกล่าวขายไปวันไหน พร้อมหลักฐานการโอนและวันบันทึกชื่อผู้รับโอน ใครเป็นผู้ซื้อ ในราคาเท่าไร

“หากได้รับเงินแล้ว เงินค่าขายหุ้นปรากฏอยู่ในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.หรือไม่” เพราะจากบันทึกบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นในการเข้ารับตำแหน่ง สส. สามีของ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ แจ้งว่ามีเงินฝาก ๑๕๔.๑๐ ล้านบาท เงินลงทุน ๑๗๗.๙๗ ล้านบาท

เงินให้กู้ยืมอีก ๑,๔๔๐.๔๗ ล้านบาท “อยากทราบว่า เงินค่าขายหุ้นดังกล่าวรวมอยู่ในทรัพย์สินรายการใด หรือหากนำเงินไปลงทุน ไปให้กู้ยืม หรือใช้จ่ายไปแล้ว มีหลักฐานแสดงเส้นทางเงินอย่างไร” สส.วิโรจน์ ลักขณาอดิสร ระบุอย่างละเอียด

“ผมจึงอยากให้ ป.ป.ช. และ DSI ตรวจสอบให้ชัดเจน เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ขายหุ้นไปแล้ว ไม่ได้หมายความว่า หมดเรื่องที่ต้องตรวจสอบ นะครับ”

(https://www.facebook.com/wirojlak/posts/KatL8hVFjv6 และ https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon/posts/irWCqGW6MPl)