วันเสาร์, กันยายน 12, 2569

รักษาการเลขาฯ กสทช.ทำเนียน ลงนามประมูล ๕ โครงการ USO มูลค่า ๕,๔๐๐ ล้านบาท ‘หมอไห่’ ผู้ขาดคุณสมบัติประธาน เซ็นกำกับ ทั้งที่ต้องรอศาลปกครองตัดสินสถานะ

อ้าว หยั่งงี้ไม่เรียก ลักหลับ แต่อาจจะลักตื่นแบบ สมีโชติเลยก็ได้ สมุนคู่ใจ หมอไห่นั่นไง ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. ลงนามประมูล USO ๕ โครงการ มูลค่า ๕,๔๐๐ ล้านบาท หมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ปูด

ทำเนียนธุรกรรมสำเร็จ โดยมี นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ลงนามกำกับ ทั้งที่ยังรอศาลปกครองกลางวินิจฉัยสถานะประธานที่ถูกคณะกรรมการสรรหาฯ สั่งว่าขาดคุณสมบัติไปแล้ว แต่ก็ดึงดันกันไปเพราะความสำคัญของตัวเลขราคาละมัง

“คนในฝากถามว่า รีบเร่งก่อนโปรดเกล้าจะลงมา ตุนกระสุนไว้สู้คดี และไว้จ่ายคืนเงินเดือนทั้งหมดที่รับมา ใช่หรือไม่” หมอสุภัทรว่าทำกันอย่างนี้เหมือน กสทช.เป็นแดนสนธยา แต่ อธึกกิต แสวงสุข กลับว่าเป็นความเหิมเกริมของทั้งรักษาการฯ และอดีตเลขาฯ

เรื่องนี้ลากมายาวนานพอควรหลังหมอไห่หมดสภาพประธาน แล้วก็ยังเวียนไปเปิดประชุมกรรมการ เพื่อจะผ่านมติธุรกรรมโน่นนี่นั่น แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะมีกรรมการอย่างน้อย ๓-๔ จากทั้งหมด ๗ คนไม่ยอมเข้าร่วม ทำให้การประชุมล่มถึงสิบครั้งแล้ว

ขณะที่นายกรัฐมนตรีทำไขสือ แม้นว่าจำยอม “ลงนามนำความกราบบังคมทูล เพื่อขอให้มีพระบรมราชโองการให้ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการ กสทช.แล้ว” ก็ตาม

แต่ขณะนี้ไม่มีเบาะแสใดๆ ว่าเรื่องไปถึงไหนแน่ ถ้านักข่าวคนไหนไปถามอนุทิน คงได้รับคำตอบว่า กราบบังคมทูลแล้วนี่ “มิอาจก้าวล่วงได้” แท้จริงอาจจะเห็นอกเห็นใจกันอยู่ เพราะความสัมพันธ์แน่นหนัก เนื่องจาก นพ.สรณ เป็นหมอประจำตัว ชวรัตน์ ชาญวีรกูล พ่อนายกฯ

นัยว่าอีกเหตุที่ทีมสรณ-ไตรรัตน์ยังหนังเหนียวก็เพราะ ศาลปกครองกลางเปลี่ยนใจกลับมารับคำฟ้องของหมอไห่ ที่ร้องว่าคณะกรรมการสรรหา กสทช.ขาดคุณสมบัติในการวินิจฉัยว่า อดีตประธาน “มีลักษณะต้องห้าม” ไม่มีสิทธิเข้าสู่ตำแหน่งแต่แรก

“ศาลจึงนัดไต่สวนคู่กรณีเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงในวันที่ ๒๑ ก.ย.๖๙ เวลา ๐๘.๓๐ น.” อีกสิบวันเอง รอไม่ได้ ก็คงอย่างที่หมอสุภัทรว่า มูลค่าธุรกรรมก้อนนี้ไม่เบา ต้องรีบปิดจบก่อนจะมีคำสั่งศาลใดๆ

(https://mgronline.com/cyberbiz/detail/9690000088925?=AT2hGrIOeO, https://www.facebook.com/baitongpost/posts/gUsvn8p6Q และ  https://www.facebook.com/supathasuwannakit/posts/ZefXQ6Gr7X) 

และแล้วกำแพงก็มา...?!?


.....

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/28568641076109360

Thanapol Eawsakul 
18 hours ago ·

(1)
เปิดเหตุ คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 #สั่งฟ้อง กบห.ภูมิใจไทยและพวก รวม 22 คนฐานจัดหาผู้สมัคร สว. ฮั้วทำโพย ส่อครอบงำวุฒิสภา
.
หลังผ่านการเลือก สว. 67 เสร็จสิ้นราว 10 เดือน ดีเอสไอได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้สมัคร สว. หลายราย จนนำไปสู่การสืบสวนสอบสวนการโกงเลือก สว. นี้ ซึ่งต่อมา กกต. มีมติในวันที่ 18 มี.ค. 67 แต่งตั้งพนักงานของสำนักงาน กกต. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของดีเอสไอเป็นคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 (คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26)
.
โดยคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 เห็นว่าการวางแผนหาคนลงสมัคร การจัดทำโพย มีความเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและเครือข่าย เป็นเหตุให้การเลือก สว. เมื่อปี 2567 ไม่เป็นไปโดยสุจริตและโปร่งใส ส่งผลให้ผู้สมัครขาดความเป็นอิสระ ขัดต่อการลงคะแนนอย่างเสรีและเป็นความลับ ขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (พ.ร.ป.สว.ฯ) และรัฐธรรมนูญ ทั้งยังขัดต่อหลักการพื้นฐานในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ ดังนี้
.
วางแผนปฏิบัติการหาผู้สมัครสีน้ำเงินเข้าระบบโพย
.
จากการไต่สวนพยานหลักฐานของคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ระบุถึงพยานคนหนึ่งที่ให้ข้อมูลว่า ภายหลังจากที่ กกต. ประกาศระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. คณะกรรมการบริการพรรคภูมิใจไทยได้จัดประชุมวางแผนศึกษาระบบวิธีการเลือกก่อนจะทำระบบวิธีได้มาซึ่งตำแหน่ง สว. พยาน ระบุว่าเครือข่ายภูมิใจไทยที่เริ่มวางแผนปฏิบัติการ ได้แก่
- ภราดร ปริศนานันทกุล
- กรวีร์ ปริศนานันทกุล
- สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ
- ธนยศ ทิมสุวรรณ
- เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
- แนน บุณย์ธิดา สมชัย
- วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์
โดยมี ภราดร ปริศนานันทกุล และ ธนยศ ทิมสุวรรณ ร่วมกันเป็นหัวหน้าวางแผนนำเสนอที่ห้องประชุมอำนวยการของพรรค ที่ชั้น 3 ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย โดยมี เนวิน ชิดชอบ และ สส. พรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมประชุมด้วย
.
วาง สส. สีน้ำเงินเป็นดีลเลอร์จัดหาผู้สมัคร
.
ในการประชุมดังกล่าวที่สำนักงานภูมิใจไทย ระบุให้ สส. ของพรรคเป็นผู้จัดหาผู้สมัคร สว. ตั้งแต่ระดับอำเภอให้ครบทุกกลุ่ม
.
สำหรับค่าใช้จ่าย จะมีการให้เงินสดเป็นค่าดำเนินการ แต่ละจังหวัดอาจได้ไม่เท่ากันตามความสามารถ โดยค่าตอบแทนระดับอำเภอมีมูลค่า ตั้งแต่ 10,000 - 50,000 บาท ในระดับจังหวัด 50,000 บาท และในระดับประเทศ 200,000 บาท
.
หากทีมของดีลเลอร์คนไหนหาผู้สมัครที่สามารถผ่านเข้าสู่ระดับประเทศได้ 20 คน จะได้โควตา สว. ตัวจริง 1 คน โดยให้หัวหน้าทีมส่งรายชื่อและหมายเลขผู้สมัครของ สว. ตัวจริงตามโควต้าให้ รัตนา บ่อถ้ำ ผู้ถูกกล่าวหาลำดับที่ 223 และเป็นผู้ช่วย สส. ชลัฐ รัชกิจประการ แล้ว รัตนา บ่อถ้ำ จะส่งต่อให้ สุขสมรวย วันทนียกุล สส. อำนาจเจริญ เขต 1 และ สุขสมรวยจะส่งต่ออีกทอดหนึ่งให้ ภราดร ปริศนานันทกุล
.
พยานรายหนึ่งระบุว่า ในวันที่ 18 มิถุนายน 2567 ตนได้ติดต่อพูดคุยกับ เนวิน ชิดชอบ ผ่านทางโทรศัพท์ เพื่อขอให้เนวินช่วยเหลือให้ตนได้รับเลือกเป็น สว. เนวินตอบกลับต่อพยานยืนยันว่า จะต้องมีผู้สมัคร สว. จำนวน 20 คนเท่านั้น ถึงจะได้โควต้า สว. 1 คน
.
ล็อคเก้าอี้ สว. 120 ตำแหน่ง
.
ในขั้นตอนล็อคผลโหวตเพื่อการันตีคะแนนให้ได้รับเลือกเป็น สว. ทุกทีมที่จัดหาผู้สมัครจะต้องส่งใบลาออกล่วงหน้าไว้ให้ รัตนา บ่อถ้ำ จากนั้น ระบบโพยจะล็อคผลคะแนนไว้ที่ 60 คะแนน เพื่อคาดหมายให้ได้ สว. ในเครือข่ายสีน้ำเงินราว 110 - 120 คน
.
โดยจะมีผู้สมัครคนหนึ่งทำหน้าที่ดูแลค่าเดินทาง ค่าที่พัก และค่าอาหาร จัดให้ผู้สมัครในเครือข่ายเข้าพักที่โรงแรมที่อยู่ในระยะ 30 - 100 กิโลเมตรจากอิมแพค ฟอรัม เมืองทองธานี พยานระบุว่าผู้สมัครในเครือข่ายของพรรคภูมิใจไทยเข้าสู่ระดับประเทศได้ราว 60 - 70% ของผู้สมัครทั้งหมด ทำให้มีค่าใช้จ่ายราว 500 - 600 ล้านบาท
.
“ครูใหญ่” เคาะเลือกประธาน สว. ที่โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์
.
หลังการเลือกระดับประเทศมีการนัดว่าที่ สว. ไปประชุมกันที่โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์ เพื่อรับนโยบายจาก เนวิน ชิดชอบ โดยเนวินเป็นผู้เลือกว่าที่สว. ในเครือข่ายสีน้ำเงินที่จะได้เป็นประธานหรือรองประธานวุฒิสภา โดยมีผู้ประสานงานหลักคือ ทองเจือ ชาติกิจเจริญ
.
จากการสืบค้นพบว่า ทองเจือ ชาติกิจเจริญ เป็นคนสนิทของเนวิน ชิดชอบ เคยถือหุ้นและเป็นกรรมการบริษัทในเครือของเนวิน ชิดชอบ และอนุทิน ชาญวีรกูล ทองเจือเคยเป็นที่ปรึกษาอนุทินเมื่อสมัยที่คุมกระทรวงสาธารณะสุข โดยในปี 2569 ทองเจือถูกปรากฎว่ามีเอี่ยวในการโกงสอบท้องถิ่น
.
เห็นควรสั่งฟ้อง กบห.และเครือข่ายภูมิใจไทย 22 คน
.
คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 เห็นว่า จากปากคำของพยานหลายคนและพฤติการณ์ทั้งปวง ต่างมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ จึงเชื่อได้ว่า พยานให้การสอดคล้องตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฎในสำนวน ยิ่งกว่านั้น เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริง คณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและองคาพยพก็ปฏิบัติตามแผนที่คณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยวางไว้
.
คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ทำความเห็นเอาไว้ว่า บุคคลซึ่งเป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคภูมิใจไทย และ สส. พรรคภูมิใจไทยรวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สังกัดพรรคภูมิใจไทยได้ร่วมกันวางแผนดำเนินการที่มีลักษณะปกปิดเป็นความลับ ซับซ้อน ซ่อนเร้น อำพราง ทั้งรูปแบบและวิธีการ มีการแบ่งหน้าที่เป็นเครือข่ายในวงกว้างทั่วประเทศและทำอย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้ สว. ตามแผนที่วางไว้ และยังอาศัยตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ ช่วยเหลือ หรือเกื้อหนุนให้บรรลุตามแผนดังกล่าว
.
การกระทำดังกล่าวขัดต่อหลักการพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการสมยอมของผู้สมัคร สว. ให้มีหมายเลขของตนอยู่ในโพยทำให้ขาดความเป็นอิสระในการลงคะแนน และทำให้การเลือกไม่เป็นความลับซึ่งขัดต่อหลักการพื้นฐานของการเลือกตั้งที่จะต้องเป็นไปโดยรับและโดยเสรี
.
จากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและองคาพยพ คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 จึงเห็นว่าคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยและองคาพยพทั้ง 22 คน ได้กระทำการโดยวิธีใดๆ อันเป็นการช่วยเหลือให้ผู้สมัคร หรือผู้ได้รับเลือกเป็น สว. หรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 76 วรรคหนึ่งตาม พ.ร.ป.สวฯ ผู้ต้องหาทั้ง 22 คน ดังนี้
.
1.อนุทิน ชาญวีรกูล ผู้ถูกร้องที่ 187 อดีตรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
2.ภราดร ปริศนานันทกุล ผู้ถูกร้องที่ 205 สส.จังหวัดอ่างทอง เขต 1 และ อดีตรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
3.สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ผู้ถูกร้องที่ 188 อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
4.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ถูกร้องที่ 189 รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
5.ไชยชนก ชิดชอบ ผู้ถูกร้องที่ 190 อดีต สส. จังหวัดบุรีรัมย์ เขต 2 พรรคภูมิใจไทย และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
6.เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ผู้ถูกร้องที่ 191 สส.จังหวัดอุทัยธานี เขต 1 และรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
7.พิมพฤดา ตันจรารักษ์ ผู้ถูกร้องที่ 192 สส.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต 3 และรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
8.ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ ผู้ถูกร้องที่ 193 สส.จังหวัดพิจิตร เขต 1 และรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
9.ไตรศุลี ไตรสรณกุล ผู้ถูกร้องที่ 194 นายทะเบียนสมาชิกพรรคภูมิใจไทย
10.ศุภมาส อิศรภักดี ผู้ถูกร้องที่ 195 อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และเหรัญญิกพรรคภูมิใจไทยฃ
11.กรวีร์ ปริศนานันทกุล ผู้ถูกร้องที่ 196 สส.จังหวัดอ่างทอง เขต 2 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
12.วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ผู้ถูกร้องที่ 197 สส.จังหวัดสตูล เขต 2 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
13.ชลัฐ รัชกิจประการ ผู้ถูกร้องที่ 198 สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
14.ธนยศ ทิมสุวรรณ ผู้ถูกร้องที่ 199 สส.จังหวัดเลย เขต 3 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
15.จักรกฤษณ์ ทองศรี ผู้ถูกร้องที่ 200 สส.จังหวัดบุรีรัมย์ เขต 10 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
16.กิตติ กิตติธรกุล ผู้ถูกร้องที่ 201 สส.จังหวัดกระบี่ เขต 1 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
17.นภินทร ศรีสรรพางค์ ผู้ถูกร้องที่ 202 อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
18.พิชัย ชมภูพล ผู้ถูกร้องที่ 203 สส.จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต 6 พรรคภูมิใจไทย
19.สุขสมรวย วันทนียกุล ผู้ถูกร้องที่ 204 สส.จังหวัดอำนาจเจริญ เขต 1
20.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ผู้ถูกร้องที่ 206 สส.จังหวัดอุบลราชธานี เขต 8
21.สมเจตน์ ลิมปะพันธ์ ผู้ถูกร้องที่ 208 ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง สส.จังหวัดสุโขทัย เขต 4 พรรคภูมิใจไทย
22.เนวิน ชิดชอบ ผู้ถูกร้องที่ 228 สมาชิกพรรคภูมิใจไทย
.
อ่านทั้งหมดที่ https://www.ilaw.or.th/articles/59385
#สั่งฟ้องสว #สั่งฟ้อง229

(2)
นายกฯ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ พระราชทานแจกันดอกไม้ เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 5 รอบ

วันนี้ (11 กันยายน) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความพร้อมภาพผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เปิดเผยถึงความปลาบปลื้มและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์เชิญแจกันดอกไม้มาพระราชทานแก่นายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบ 5 รอบในปีนี้

อนุทินระบุว่า “กราบพระบาท สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ได้ทรงพระกรุณาให้ พล.อ. ศิวะ ภระมรทัต กรมวังผู้ใหญ่ เป็นผู้อัญเชิญแจกันดอกไม้มาพระราชทาน ที่ทำเนียบรัฐบาล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบห้ารอบในปีนี้ นับเป็นสิริมงคลอย่างหาที่สุดมิได้”
ทั้งนี้ อนุทินเกิดเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2509 และในปีนี้จะมีอายุครบ 60 ปี โดยมีกำหนดจัดงานวันคล้ายวันเกิดที่พรรคภูมิใจไทยในวันที่ 12 กันยายนนี้
https://www.facebook.com/share/p/1KPAtdZ5y9/?mibextid=wwXIfr
.....





อ.มุนินทร์ พงศาปาน ยกประเด็นน่าสนใจ ในคดีฮั้วสว. ที่สร้างความกลัวอย่างมากแก่พวกสีน้ำเงิน เพราะศาลฯไม่ได้มาจาการรับรองของ สว. เลยกลัวความยุติธรรมของศาล หากผู้ดำรงตำแหน่ง สว. ไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาล แต่รอดพ้นคดีด้วยการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมโดย กกต. สภาสูงจะเผชิญปัญหาวิกฤตศรัทธาจากประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

https://www.facebook.com/reel/1773815527861383
.....

“ความกลัวความยุติธรรม” และสภาวะวิกฤตศรัทธา

นัยของคำว่า "กลัวความยุติธรรม": สะท้อนถึงปรากฏการณ์ที่ผู้เกี่ยวข้อง หรือกลุ่มอำนาจที่อาจได้ประโยชน์จากการเลือก สว. ชุดนี้ ไม่ไว้วางใจที่จะให้พยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการไต่สวนแบบเปิดเผยในชั้นศาลฎีกา เพราะการเข้าสู่ศาลหมายถึงกระบวนการตรวจพยานหลักฐานที่โปร่งใสและยากต่อการแทรกแซง

ผลกระทบต่อความชอบธรรมของสภาสูง: หากผู้ดำรงตำแหน่ง สว. ไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาล แต่รอดพ้นคดีด้วยการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมโดย กกต. สภาสูงจะเผชิญปัญหาวิกฤตความศรัทธาจากประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้การทำหน้าที่ออกกฎหมาย การแต่งตั้งองค์กรอิสระ หรือการตรวจสอบรัฐบาลขาดความชอบธรรมทางสังคม (Legitimacy)

ทางออกเพื่อลดข้อครหา

ส่งศาลฎีกาวินิจฉัยทั้งหมด: เสนอให้ กกต. ส่งสำนวนให้ศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ขาด เพื่อล้างข้อครหาว่า กกต. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ (ม.157) และเพื่อให้ความจริงปรากฏผ่านกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและทางเลือกตั้งที่สมบูรณ์



วิกฤตศรัทธา(สภา)สูง ท้าทายการเมืองไทย

matichon tv

Streamed live 14 hours ago 

วันที่ 11 กันยายน คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง สภาผู้แทนราษฎร จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “วิกฤตศรัทธา(สภา)สูง”

https://www.youtube.com/watch?v=kQPbj3NzCwE





“หลักฐานอันควรเชื่อ” มีอะไรบ้างแล้ว ร่วมเดินหน้า จับตา กกต. จะสั่งฟ้องโกง สว. ตามหลักฐาน หรือจะรับงานระบอบสีน้ำเงิน


Rangsiman Rome - รังสิมันต์ โรม
7 hours ago
·
[ร่วมเดินหน้า จับตา กกต. จะสั่งฟ้องโกง สว. ตามหลักฐาน หรือจะรับงานระบอบสีน้ำเงิน]
.
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 หรืออีกเพียง 3 วันข้างหน้านี้ กกต. จะต้องมีมติเสียทีว่าจะยื่นคำร้องคดีโกงการเลือก สว. ไปยังศาลฎีกาหรือไม่
.
คดีที่คณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงของ กกต. เอง เคยมีมติสั่งฟ้อง 229 คน
.
ซึ่งเป็น สว. ปัจจุบัน 138 คน
.
เป็น สว. สำรองและสอบตก 50 คน
.
เป็นรัฐมนตรี, สส. และกรรมการบริหารสังกัดพรรคภูมิใจไทย 21 คน
.
เป็นคนในเครือภูมิใจไทย 19 คน
.
และเป็นประมุขตัวจริงของภูมิใจไทย 1 คน
.
ก่อนอื่นเรามาย้ำกันอีกทีว่าตามกฎหมาย พ.ร.ป.การเลือก ส.ว. กกต. ต้องทำอะไร
.
สิ่งที่ กกต. ต้องทำคือส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาพิจารณาอีกทีหนึ่ง เพียงแค่ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการทุจริตหรือรู้เห็นการกระทำที่ทำให้การเลือกไม่สุจริตเที่ยงธรรม (มาตรา 62)
.
กกต. ไม่ได้มีหน้าที่ต้องตัดสินเองด้วยซ้ำว่าหลักฐานนั้นแน่นหนารัดตัวผู้ถูกกล่าวให้ได้ไม่มีหลุด ตัวเองเป็นเพียงเสมือน “คนเสิร์ฟอาหาร” จากครัวไปที่โต๊ะ หากเมนูที่ทำมาถูกต้องตามออเดอร์แล้ว จะปฏิเสธไม่เสิร์ฟไม่ได้ ส่วนจะอร่อยจริงหรือไม่ คนทานคือผู้ตัดสิน
.
แล้ว “หลักฐานอันควรเชื่อ” มีอะไรแล้วบ้าง
.
คนใกล้ชิด สส. ภูมิใจไทย หลายๆ คน รับบทในหลายขั้นตอน มีทั้งที่ลงสมัครเพื่อเป็น สว. “ตัวจริง” มีทั้งที่ไปจัดหาผู้สมัคร “ตัวพลีชีพ” มาทุ่มโหวตให้ มีทั้งที่เป็นตัวกลางโอนเงินให้ผู้สมัครช่วงใกล้ๆ วันเลือก มีทั้งที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกพาผู้สมัครเข้าพักโรงแรมศูนย์ทำโพย และมีทั้งที่เป็น “ติวเตอร์” ทำโพยลงคะแนน
.
ผู้สมัครแบบจัดทีมกันมาลง กรอกข้อมูลหรือถ่ายรูปใส่ชุดเหมือนๆ กันทั้งอำเภอ หรือลงสมัครกลุ่มที่ผิดจากอาชีพจริงของตัวเองเพื่อกระจายไปหลายๆ กลุ่มให้หลีกกัน เช่น พยาบาลที่ไปลงกลุ่มสื่อสารมวลชน, พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่ไปลงกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่, ครูที่ไปลงกลุ่มประชาสังคม, ข้าราชการที่ไปลงกลุ่ม “อื่นๆ” ซึ่งมักพบในจังหวัดบ้านใหญ่ภูมิใจไทย
.
รายการโอนเงินหลายบาทและหลายครั้งในช่วงใกล้เคียงกับวันเลือก โดยคนใกล้ชิด สส. ภูมิใจไทยโอนกระจายไปให้ผู้สมัครจากจังหวัดเดียวกันหลายคน
.
โพยหมายเลขที่ทำกันขึ้นมาเพื่อให้ลงคะแนนตามนั้น ซึ่งเลขที่ปรากฏก็ตรงกันกับ สว. จังหวัดบ้านใหญ่ภูมิใจไทยหลายๆ คน รวมไปถึงการลงคะแนนในบัตรเลือกที่เรียงเลขเหมือนกันเป๊ะๆ ซ้ำกันกลุ่มละไม่ต่ำกว่า 10 ใบ บางกลุ่มเกิน 20 ใบ
.
ผู้สมัครหลักพันคนพร้อมใจใส่เสื้อเหลืองกันมาโดยมิได้นัดหมาย (?) ในวันเลือกระดับประเทศ ซึ่งไปตรงกันกับสีเสื้อของเจ้าหน้าที่ กกต. จนแยกได้ยาก และเมื่อเสร็จสิ้นการเลือกก็มีบุคคลพาไปยังรถรับส่งที่จอดอยู่ในจุดลับตาคน
.
ข้อมูลการโทรศัพท์ระหว่างผู้สมัครกับ สส. คนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย ณ คืนที่มีการเลือกระดับประเทศ ณ เวลาที่กระบวนการเลือกยังไม่เสร็จสิ้นและผู้สมัครไม่ได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับบุคคลภายนอกได้
.
นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมด แต่แค่ที่ยกมานี้ แต่ละอย่างก็ดูน่าสงสัยอยู่ในตัวเองแล้ว และยิ่งเมื่อมาประกอบกันยิ่งน่าเชื่อเป็นเท่าทวี จะไม่ให้เชื่อได้เลยแม้แต่น้อยหรือว่าหากมีหลักฐานที่บ่งชี้ทั้งวิธีการใช้งานคน การกระจายผู้สมัคร เส้นเงินที่เชื่อมผู้สมัครกับคนในเครือภูมิใจไทย การทำโพยที่เลขเกือบทั้งหมดตรงกับคนที่ได้เป็น สว. การจัดรถรับส่งและอำนวยการอื่นๆ และการติดต่อสื่อสารกันระหว่างผู้สมัครกับภูมิใจไทยระหว่างกระบวนการเลือก แล้วบังเกิดผลการเลือกที่คนที่ได้คะแนน top 5-6 ของแต่ละกลุ่มคะแนนนำทิ้งห่างคนที่เหลือจนผิดปรกติในทุกๆ กลุ่ม หรือการที่จังหวัดบ้านใหญ่ที่สุดของภูมิใจไทยได้ สว. มากขาดลอยจังหวัดอื่นๆ ประจวบเหมาะถึงขนาดนี้แล้วจะยัง “ไม่น่าเชื่อ” อีกหรือว่าไม่มีการทุจริตเลยแม้แต่น้อย?
.
ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่ กกต. จะต้องเลือก เลือกที่จะทำหน้าที่ให้ตรงตามที่กฎหมายให้มีจริงๆ ในการส่งคำร้องต่อไปยังศาลฎีกา ตามหลักฐานอันควรเชื่อที่ปรากฏให้เห็นกันอยู่ทนโท่
.
คนไทยทั้งประเทศรู้กันเป็นอย่างดีถึงที่มาของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ รู้แล้วว่า กกต. ชุดนี้ 4 จาก 7 คน มาจากการเลือกของ สว. ชุดปัจจุบันที่ส่วนใหญ่เกี่ยวพันกับคดีนี้ (ส่วนอีก 3 คนก็ถือเป็นมรดกจาก คสช.) ยิ่งประกอบกับที่ กกต. เองเคยตั้งคณะอนุกรรมการที่ 36 ที่ประกอบด้วยบุคคลที่มีสายสัมพันธ์กับภูมิใจไทย แล้วมามีมติไม่สั่งฟ้องพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ก็ย่อมเป็นเรื่องเข้าใจได้ที่ประชาชนจะกังขาว่า กกต. กับ สว. ชุดนี้มีข้อผูกมัดบางอย่างที่จะต้องต่างตอบแทนหรือช่วยอุ้มสมกันหรือไม่
.
แต่ผมขอตั้งข้อสังเกตไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่า แม้ว่าจริงอยู่ที่ สว. จะมีอำนาจในการตั้ง กกต. เข้ามา แต่ สว. ไม่ได้มีอำนาจใดๆ ในการจะปลด กกต. ออกไปด้วยได้
.
นั่นหมายความว่าจริงๆ แล้ว กกต. เมื่อถูกแต่งตั้งมาแล้วก็อยู่ในฐานะที่สามารถเลือกจะปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างซื่อตรง ไม่ต้องหวั่นเกรงว่า สว. จะให้คุณให้โทษอะไรอีก นี่จึงเป็นโอกาสแล้วที่ กกต. จะแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ถึงความตรงไปตรงมาและเป็นมืออาชีพจริงๆ หากว่าพวกท่านไม่ได้มีนอกมีในผูกพันอะไรกันกับใครมากไปกว่าที่ควรเป็น
.
เพราะหาก กกต. เลือกใช้อำนาจไปในอีกทางหนึ่ง ก็คงเห็นเป็นอื่นไม่ได้เลยนอกจากว่าท่านกำลังเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบอบที่ปล้นอำนาจจากประชาชน ใช้วิธีการที่ผิดกฎหมายในการเข้ามายึดครององค์กรรัฐแล้วถลุงเงินภาษีของประชาชนทางหนึ่ง และใช้อำนาจขององค์กรนี้ทำลายความพยายามแก้ไขปัญหาที่ริเริ่มมาจากผู้แทนราษฎรที่รับเจตนารมณ์มาจากประชาชนหากความพยายามริเริ่มนั้นขัดผลประโยชน์ของเครือข่ายฝ่ายตน เป็นการปล้นโอกาสที่ประชาชนจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น อยู่ในสังคมที่ดีขึ้นอีกทางหนึ่ง ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นดำเนินมาจนถึงขั้นยึด สว. ไว้แล้ว และหาก กกต. ไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อตรง ก็จะเป็นส่วนเติมเต็มกระบวนการโกง สว. ให้ครบถ้วนสมบูรณ์อย่างที่ระบอบนี้วาดไว้
.
กกต. ยอมรับตัวเองได้จริงๆ หรือที่จะเป็นอะไรแบบนี้? ส่วนผมนั้นยอมรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด
.
สุดท้ายนี้ผมขอร่วมเป็นอีกเสียงเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกๆ คน หากเราไม่อยากอยู่ในระบอบสีน้ำเงินที่อนุญาตให้พวกคนโกง สว. ประสบความสำเร็จในการโกงที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จทั้งในเอาตัวรอดจากการโกงได้ และจะประสบความสำเร็จอีกในการยกระดับการโกงครั้งต่อไป เราจำเป็นต้องร่วมกันส่งเสียงเตือนดังๆ ครั้งสุดท้ายไปยัง กกต. ในเวลาที่ยังเหลืออยู่ไม่นานก่อนจะมีมติวันจันทร์นี้ โดยสำหรับตัวผมและเพื่อน สส. พรรคประชาชน จะร่วมกิจกรรม #สั่งฟ้องสว ร่วมเดินเท้าไปยังหอศิลป์กรุงเทพฯ ในวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2569 ขอเชิญชวนพี่น้องทุกท่านมาพบปะกันได้ครับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1631911468291906&set=a.488371845979213




บันทึกของผู้สมัคร สว. รอบสุดท้ายในการเลือกระดับประเทศ กลุ่ม 8 กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง อสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภค ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน - ผู้สมัครมายืนคุยกัน "พวกมันกำลังเอาตีนลูบหน้าประเทศไทยเลยนะ มันไม่เกรงใจกฎกติกาอะไรเลย คะแนนออกมาชัดเจนมาก” พูดแล้วก็โกรธ


Pai Deetes
September 9
·
กว่า 2 ปี 2 เดือน ของค่ำคืนคืนที่พาประเทศไทยลงสู่หุบเหวแห่งคอรัปชั่น และวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด

บันทึกของผู้สมัคร สว. รอบสุดท้ายในการเลือกระดับประเทศ กลุ่ม 8 กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง อสังหาริมทรัพย์และสาธารณูปโภค ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน

26 มิถุนายน 2567

เลยเที่ยงคืนแล้ว อากาศในอาคารอิมแพ็คเย็นจัด หลังจากผู้สมัคร สว. รอบแรก 3,000 คน ออกไป เหลือเวลานี้ใน ที่เข้า “รอบไขว้” เพียง 800 คน

เสียงกรรมการขานเลขนับบัตรเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทั้งสี่สาย ก ข ค ง ดังอยู่เป็นระยะ ผู้สมัครสว.ที่ผ่านการเลือกระดับประเทศในชั้นต้นร่วมลงคะแนนเลือกไขว้ข้ามสายอาชีพของตนเอง โดยมีข้อมูลในการตัดสินใจ คือ “สว.3” เอกสารแนะนำตัวไม่เกิน 5 บรรทัด ที่กกต.จัดพิมพ์ไว้ให้สำหรับแต่ละกลุ่ม

ในการนับคะแนนของแต่ละสาย เจ้าหน้า กกต. ที่เปิดหีบทีละกล่อง ของแต่ละกลุ่มอาชีพ มีบัตรลงคะแนนราวหีบละ 160 ใบ (กลุ่มอาชีพละ 40 ใบ จำนวน 4 กลุ่ม) ใช้เวลาตรวจบัตร ขานและลงคะแนนบนกระดาน รวมราว 1 ชม. รวม 5 หีบเป็นเวลาราว 5 ชม.

“พี่ดูคะแนนกลุ่มผมนะ (กลุ่ม 4 อาชีพสาธารณสุข) อาจารย์หมอ ปลิวหมดเลย คนที่คะแนนนำคือใครก็ไม่รู้ ประวัติบรรทัดเดียว แต่ได้ 50-60 คะแนน”

“กลุ่มผู้ประกอบกิจการ คนที่คะแนนนำคือแม่ค้าส้มตำ และคนขายก๋วยเตี๋ยว คนที่เป็นเจ้าของกิจการจริงๆ คะแนนไปไม่ได้เลย”

ผู้สมัครมายืนคุยกัน หลังจากเห็นชัดเจนว่าทุกกระดานทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ มีคะแนนที่ออกมาเรียงเป็นชุด เป๊ะๆ ทำให้ผู้สมัคร 6-7 คนในแต่ละกลุ่ม มีคะแนนนำออกมา “เป็นแท่ง” อย่างชัดเจน หลายกระดานต้องต่อใบลงคะแนนเพิ่ม (ใบลงคะแนน มีช่องรับได้สูงสุด 50 คะแนน) ในขณะที่ผู้สมัครจำนวนมากไม่มีคะแนนเลย คือมาเป็น voter แบบไม่แอบ

“พวกมันกำลังเอาตีนลูบหน้าประเทศไทยเลยนะ มันไม่เกรงใจกฎกติกาอะไรเลย คะแนนออกมาชัดเจนมาก” พูดแล้วก็โกรธ

ข้อค้นพบบางประการของเราที่อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่เข้าอาคารและลงทะเบียน ราว 7.00 น. วันที่ 26 มิย. 2567 จนจบกระบวนการ ราวตีสี่ของวันที่ 27 มิย. 2567

1 ผู้สมัครจำนวนมาก มากจริงๆ เดินทางมาด้วยกันเป็นคณะ กลุ่มละมากกว่า 10 คน แต่งกายในชุดในลักษณะเดียวกัน สีเดียวกันกับเจ้าหน้าที่

ในรอบแรกเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ มีการเทคะแนนให้บางคนเป็นเช็ตๆ ชัดเจนมาก ทราบภายหลังว่ามีการกำหนดคนวางตัวเพื่อเข้าไปเป็น voter ในรอบไขว้ ในทุกกลุ่ม

2 เลือกรอบแรกในกลุ่ม 8 ผู้สมัคหญิงหมายเลข xx จาก จ.xx อาชีพค้าขาย ไม่มีประวัติ แกได้ไปได้ 21 คะแนน นั่งติดกัน ถามแกว่าขายอะไรเหรอถึงมาลงในกลุ่มพลังงานและสิ่งแวดล้อม แกตอบอ้อมๆ แอ้ม ว่าบอกขายน้ำมัน ถามว่ามีปั้มเหรอ ไม่ตอบ .. ? (แล้วแกก็หนีเราไปเลย)

แต่พอรอบไขว้ (รวมสาย 5 กลุ่มอาชีพ) แกได้มาเพียง 2 คะแนน เมื่อลงคะแนนแล้วก็หาวหวอดๆ แกไม่รอนับคะแนน ดึกมากแล้วแกขอไปรับคืนโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ ขอกลับออกไปเลยเป็นกลุ่ม ชัดเจนมากว่าวางแผนเข้ามาเป็น voter

3 คะแนนรอบไขว้ ในแต่ละกลุ่มมีคะแนน ออกเป็นหมายเลขเรียงซ้ำๆ กันแบบมหัศจรรย์ เกิดขึ้นได้ไง?

นอกจากนี้ใบลงคะแนน หากเขียนเลขผิด ไปลงให้หมายเลขของผู้สมัครที่ตกรอบไปแล้ว บัตรใบนั้นเสียทันทีทั้งใบ what?

รู้สึกบอบช้ำกับวันคืนอันยาวนาน วันนั้น

วันและคืนที่พาประเทศไทยลงสู่หุบเหวแห่งคอรัปชั่น และวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด มาจนเวลานี้

อย่าให้มีการเลือกสว.แบบนี้อีก ยกเลิกไปเลย

เรามาดูกันว่าวันที่ 14 กย.นี้ กกต. จะ #สั่งฟ้องสว. หรือไม่
.
.
ขอบคุณรูปเมื่อเช้าวันที่ 26 มิย. 2567 จาก The Reporters ค่ะ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10242590746440791&set=a.4944027394416
.....


Jaded Chouwilai
September 9
·
ดูเอาไว้ จะออกมาอย่างไร




มีการปล่อยข่าวว่า มีพยานในคดีการโกงเลือกส.ว. ไปกลับคำให้การ หลังการเมืองเปลี่ยน พยานสำคัญในคดีฮั้ว สว. น่าจะเป็น พยานรหัส 16


https://www.facebook.com/somchaivision/posts/1653006749725270

ปั่นไปไหน - สมชัย ศรีสุทธิยากร 
13 hours ago
·
ใครคือพยานรหัส 16

ข่าวปล่อยเกี่ยวกับเอกสารหลุดของพยานที่กลับคำให้การ ว่า ถูกบังคับให้การเกี่ยวกับการฮั้ว สว. ว่ามีจริง และ มากลับคำให้การภายหลัง ของพยานสำคัญในคดีฮั้ว สว. น่าจะเป็น พยานรหัส 16 ตามที่ ปรากฏในรายงานการประชุมด้วยข้อความ 3 ย่อหน้า ซ้ำนับสิบครั้ง ของการประชุม อนุ ฯ วินิจฉัย ชุดที่ 36

เนื้อหา ที่ซ้ำแล้วซ้ำอีกคือ เป็นอดีต สส. ของพรรค เมื่อถูกขับก็เป็นปฏิปักษ์กับพรรค ต่อมากลับคำให้การ พิจารณาแล้ว “ไม่น่าเชื่อถือ”

คำว่า “ไม่น่าเชื่อถือ” จึงน่าจะหมายรวมทั้ง ครั้งแรก และ ครั้งหลัง คือกลับไปกลับมา ไม่น่าเชื่อถือ
ดังนั้น จะเอามาอ้างตอนนี้ ก็ต้องบอกได้อย่างเดียวว่า กกต. เขาบอกไม่น่าเชื่อถือ ไปแล้ว
.....

พยานรหัส 16 ในคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) คือหนึ่งใน "พยานปากเอก" สำคัญที่ถูกกันตัวไว้เป็นพยานโดย กกต. และเจ้าหน้าที่สืบสวน ซึ่งล่าสุดปรากฏข้อมูลและเอกสารในสำนวนหลุดออกมาว่า ได้ทำหนังสือขอกลับคำให้การในภายหลัง

ข้อมูลเกี่ยวกับพยานรายนี้และการกลับคำให้การ มีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

ตัวตนและบทบาทของพยาน

  • กลุ่มบุคคล: ข้อมูลสืบสวนระบุว่า พยานรายนี้ (รวมถึงกลุ่มพยานอักษรย่อ "อ.") เป็นคหบดีหรือนักการเมืองท้องถิ่นคนดังในพื้นที่ภาคอีสาน
  • คำให้การแรก: ในช่วงแรกพยานเดินทางเข้ามาให้การด้วยตนเองโดยไม่มีหมายเรียก โดยให้การในฐานะ ประจักษ์พยาน ที่อยู่ในเหตุการณ์และระบุรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับขบวนการ จัดเตรียมผู้สมัคร การจัดสรรเงิน และเชื่อมโยงไปถึงตัวการใหญ่หรือแกนนำพรรคการเมือง (พรรคภูมิใจไทย)
การกลับคำให้การและข้ออ้าง
  • ข้ออ้างในการกลับคำ: เอกสารลับที่หลุดออกมาระบุว่า พยานรหัส 16 (พร้อมด้วยพยานรหัส 21 และ 22) ได้ยื่นหนังสือขอกลับคำให้การในภายหลัง โดยอ้างว่าคำให้การในครั้งแรกเกิดจากการถูกบุคคลไม่ทราบชื่อ "ข่มขู่ ล่อลวง หรือกดดัน" ให้ต้องชี้ทอดไปยังกลุ่มการเมือง
  • ข้อสังเกตจากฝ่ายตรวจสอบ: อดีต กกต. (สมชัย ศรีสุทธิยากร) และกลุ่ม สว.สำรอง ตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมของพยานมีความย้อนแย้ง เนื่องจากในครั้งแรกพยานสมัครใจเดินทางมาให้การเองหลายครั้ง แต่เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยน กลับยื่นเพียงเอกสารขอเปลี่ยนคำให้การโดยไม่ปรากฏตัว
.....

Yingcheep Atchanont 
10 hours ago
·
วันนี้เห็นมีการปล่อยข่าวว่า มีพยานในคดีการโกงเลือกส.ว. ไปกลับคำให้การ หลังการเมืองเปลี่ยน พร้อมปล่อยเอกสารในสำนวนของจริงด้วย

เอกสารนี้ผมไม่เคยได้รับมาก่อนและไม่เคยเห็นมาก่อน เท่าที่เห็นคือ คำให้การอันหนักแน่นและสำคัญของพยานปากนี้ครับ 

ก่อนหน้านี้มีคนที่มาบอกว่าการที่ผมมีเอกสารสำนวนอยู่ในมือจำนวนหนึ่งนั้น ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย (ซึ่งผมยืนยันว่าไม่ผิด) ก็ขอให้คนเหล่านั้นคิดด้วยว่า คนที่ปล่อยข่าวนี้พร้อมปล่อยเอกสารราชการตี “ลับ” ออกมา ควรจะถูกตั้งคำถามเช่นเดียวกัน และชัดเจนว่าคนที่ปล่อยเอกสารนี้ในวันนี้มีความตั้งใจที่จะสนับสนุนให้ไม่ส่งฟ้องบุคคลสำคัญในพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลนี้

ก็คิดดูแล้วกันครับว่า จะเป็นคนแบบไหนที่เอาเอกสารในสำเนามาปล่อยในวันนี้ และเป็นการปล่อยก่อนกกต. จะสั่งด้วยนะครับ
 
ส่วนเอกสารของจริงในมือผมยังไม่ได้ปล่อยเลยนะครับ ถ้าจะสั่งฟ้องไปเลยก็จะไม่ต้องปล่อย ถ้าไม่สั่งฟ้องถึงจะเอามาให้ดูกัน เมื่อคดีมันถึงที่สุดแล้ว ดูกันแล้วกันนะครับว่า ในเรื่องการปล่อยเอกสารนี้ คนที่ถูกต้งคำถามควรจะเป็นใคร ใครเคารพกระบวนการสอบสวนหรือไม่เคารพ และพวกที่โวยวายจะตามหาคนปล่อยสัปดาห์ที่แล้วจะไปตามหาคนนี้อีกหรือเปล่า
 
เอ๊ะ ??!!? หรือรอบนี้ไม่ได้หลุดมาจากไหน แต่คนมีอำนาจดูแลเอกสารเป็นคนสั่งปล่อยเองน่ะแหละ 55555
.....

Yingcheep Atchanont 
4 hours ago
·
คนที่ปล่อยเอกสารว่า พยานรหัส 16 ขอกลับคำให้การภายหลังเนี่ย ทราบใช่ไหมว่าตอนแรกเค้าให้กันไว้ว่าอะไร ?? แล้วถ้าปล่อยเนื้อหาคำให้การตอนแรกแล้วตอนหลังมากลับ เพราถูกข่มขู่ คิดว่าสังคมจะเชื่อแบบไหน??
เอาเป็นว่าถ้าไม่ฟ้อง คำให้การตอนแรกผมปล่อยแน่ๆ พยานรหัส 16 นะครับ ฝากจำเลขนี้ไว้ก่อนนะครับ




แนวคิด "นับถือพุทธ ไม่นับถือพระ" กำลังเป็นเสียงสะท้อนที่ชัดเจนของสังคมยุคใหม่ แนวคิดนี้บอกเราว่า มีความพยายาม "แยกคำสอนออกจากผู้สอน" โดยมองว่า พระธรรม เป็นปรัชญาการดำเนินชีวิตที่มีเหตุผลและเป็นสัจธรรม แต่ พระสงฆ์ เป็นเพียงมนุษย์ที่อยู่ภายใต้ปุถุชนและระบบที่อาจบกพร่องได้


ข่าวช่องวัน - one news

10 hours ago
·
แนวคิด "นับถือพุทธ ไม่นับถือพระ" กำลังเป็นเสียงสะท้อนที่ชัดเจนของสังคมยุคใหม่ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้หมายถึงการต่อต้านศาสนาหรือสมณเพศ แต่เป็นการตั้งคำถามและปรับมุมมองต่อรูปแบบความศรัทธาที่เปลี่ยนไป เมื่อข่าวคราวเรื่องความเสื่อมเสียของพระสงฆ์บางรูป หรือกระแสพาณิชย์นิยมทางศาสนา เช่น วัตถุมงคลราคาแพง ทำให้พุทธศาสนิกชนหลายคนเลือกที่จะ "เว้นระยะห่าง" จากตัวบุคคล หันมาคัดกรองและยึดมั่นเฉพาะแก่นคำสอนที่พิสูจน์ได้จริงในชีวิตประจำวัน
.
หากมองย้อนกลับไปที่หลักพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงมุ่งเน้นให้พุทธศาสนิกชนยึดถือ "พระธรรมวินัย" เป็นตัวแทนศาสดา และทรงสอนให้พึ่งพาตนเองผ่านการปฏิบัติ การใช้เหตุผล และปัญญา มากกว่าการฝากความหวังไว้กับการอ้อนวอนหรือยึดติดกับตัวบุคคล
.
สอดคล้องกับคำพูดของ อ.เบียร์ คนตื่นธรรม ในรายการเรื่องใหญ่รายวัน (ออกอากาศ วันที่ 11 ก.ย. 69) บอกว่า การเข้าหาศาสนาไม่ใช่การวิ่งเข้าหาตัวบุคคล วัตถุ หรือพิธีกรรมเพื่อหวังพึ่งพาปาฏิหาริย์ แต่เป็นการหันกลับมาดูจิตใจตนเอง เข้าใจความจริงของธรรมชาติ และยึดหลักธรรมคำสอนมาปฏิบัติเพื่อขัดเกลากิเลสในใจ เพราะพระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรา "พึ่งตนเอง พึ่งธรรมะ" มิใช่ให้มายึดติดอยู่กับตัวสมณเพศรูปใดรูปหนึ่ง
.
ฉะนั้นการนับถือพุทธโดยไม่ผูกติดศรัทธากับพระสงฆ์ จึงเป็นการยกระดับจิตวิญญาณให้หลุดพ้นจากการยึดติดในรูปเปลือกนอก ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้ศรัทธาสั่นคลอนเมื่อตัวบุคคลแปรเปลี่ยนไป ท้ายที่สุดแล้ว แก่นแท้ของพระพุทธศาสนาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นผู้บอกสอน แต่อยู่ที่ว่าเราได้นำ "ธรรมะ" มาปฏิบัติและเกิดปัญญาขึ้นในใจตนเองมากน้อยเพียงใด

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1112896967771161&set=a.272939885100211








https://x.com/PP_Alexandrite/status/2098278426381861300



ทำไมประเทศไทย วงการพระเครื่องมูลค่ามันสูงมาก






https://x.com/Unrulycat2511/status/2098199741826035910

.....

มูลค่ามหาศาลของวงการพระเครื่องไทย ซึ่งมีเงินหมุนเวียนสะพัดในระบบเศรษฐกิจหลายหมื่นล้านบาทต่อปี ไม่ได้เกิดขึ้นจากความศรัทธาทางศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการหลอมรวมกันระหว่าง วัฒนธรรมความเชื่อ กลไกการลงทุน และ โครงสร้างทางสังคม จนพระเครื่องกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีลักษณะเฉพาะตัวสูง

ปัจจัยขับเคลื่อนมูลค่าทางเศรษฐกิจ

  • สินทรัพย์ทางเลือกและการเก็งกำไร (Alternative Asset): พระเครื่องถูกเปลี่ยนสภาพจากวัตถุมงคลไปสู่สินทรัพย์ลงทุนคล้ายกับงานศิลปะ (Art Investment) หรือนาฬิกาหรู มีสภาพคล่องสูง ปรับตัวขึ้นตามเงินเฟ้อ และไม่อยู่ในระบบภาษีหรือการตรวจสอบทางบัญชีตามปกติ ทำให้กลายเป็นช่องทางการกักเก็บและฟอกมูลค่าเงินทุนที่ได้รับความนิยม
  • กลไกการรับรองมาตรฐาน (Standardization & Authentication): วงการพระเครื่องพัฒนาสถาบันรับรองอย่างเป็นรูปธรรม มีสมาคม สถาบันออกใบรับรองความแท้ (Certificates) ตลาดนัด ตู้พระ และการประกวดพระเครื่อง สิ่งเหล่านี้สร้างมาตรฐานราคา กลไกราคาอ้างอิง และเพิ่มความมั่นใจให้กับนักสะสมและนักลงทุน
  • เศรษฐกิจความคุ้มครองและความเสี่ยง (Risk & Patronage Culture): ในสังคมที่มีความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือขาดระบบสวัสดิการที่มั่นคง ความเชื่อเรื่องพุทธคุณ (แคล้วคลาด เมตตามหานิยม โชคลาภ) ทำหน้าที่เป็น "ประกันทางจิตวิญญาณ" โดยเฉพาะในกลุ่มนักธุรกิจ นักการเมือง และข้าราชการระดับสูง ที่ใช้พระเครื่องเป็นเครื่องแสดงบารมี คอนเนกชัน และของขวัญในระบบอุปถัมภ์
  • ความขาดแคลนและประวัติศาสตร์ (Scarcity & Provenance): พระเครื่องยอดนิยม (เช่น เบญจภาคี หรือพระเกจิอาจารย์ชื่อดังในอดีต) มีอุปทานจำกัด (Limited Supply) ไม่สามารถผลิตเพิ่มได้ ในขณะที่อุปสงค์มีต่อเนื่อง ยิ่งองค์ใดมีประวัติการถือครอง (Provenance) จากคนดัง หรือมีสภาพความสมบูรณ์สูง มูลค่าก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด
  • การขยายตัวสู่ตลาดต่างประเทศ (Global Demand): ปัจจุบันความนิยมพระเครื่องไทยและปรากฏการณ์ "พุทธพาณิชย์" ขยายตัวอย่างรวดเร็วไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะนักสะสมและนักลงทุนจากจีน ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งเข้ามาสร้างอุปสงค์ใหม่ ดันให้ราคาพระเครื่องหลายรุ่นสูงขึ้นอย่างมหาศาล
.....

มีงานวิชาการศึกษาเรื่องนี้มั้ย

มีงานศึกษาในทางสังคมวิทยา มานุษยวิทยา และเศรษฐศาสตร์การเมืองอย่างแพร่หลาย ทั้งโดยนักวิชาการไทยและต่างประเทศ ซึ่งมอง "วงการพระเครื่อง" เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจที่สะท้อนโครงสร้างสังคมไทยได้อย่างแหลมคม

กรอบการวิเคราะห์หลักและงานวิชาการที่สำคัญแบ่งออกเป็น 4 สายธาร ได้แก่:

1. สังคมวิทยาและมานุษยวิทยาการศาสนา (ทุนทางวัฒนธรรมและพุทธพาณิชย์)
  • ศาสตราจารย์ ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์: เสนอมุมมองผ่านบทความและงานเขียนหลายชิ้นว่า พระเครื่องและ "พุทธพาณิชย์" คือผลผลิตโดยตรงของการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมทุนนิยม เมื่อความสัมพันธ์ทางสังคมกลายเป็นเรื่องของตลาด วัตถุมงคลจึงถูกเปลี่ยนให้เป็นสินค้า (Commodification) ที่ตอบสนองความวิตกกังวลของคนเมืองและคนชนบทที่เข้ามาเผชิญความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจ
  • Pattana Kitiarsa (พรรณนา กิติอาษา): งานวิจัยชิ้นสำคัญ “Beyond Tamnan: Commercialization of Amulets and the Cult of Kings in Contemporary Thailand” และหนังสือ Mediums, Monks, and Amulets: Thai Popular Buddhism Today อธิบายว่า พุทธศาสนาไทยได้กลายเป็น "Popular Buddhism" ที่หลอมรวมระหว่างการค้า ความศรัทธา และวิถีชีวิตบริโภคนิยม พระเครื่องกลายเป็นเครื่องมือจัดการความเสี่ยงทางจิตวิทยาและทุนทางสังคม
2. เศรษฐศาสตร์การเมืองและเครือข่ายอุปถัมภ์ (Patronage & Alternative Assets)
  • การศึกษาเรื่องระบบอุปถัมภ์และบารมี: งานวิชาการสายเศรษฐศาสตร์การเมืองหลายชิ้น (เช่น งานของ Pasuk Phongpaichit และ Chris Baker) ชี้ให้เห็นว่า พระเครื่องทำหน้าที่เป็น "ของขวัญทางอำนาจ" ในระบบอุปถัมภ์ของไทย การมอบพระเครื่องมูลค่าสูงระหว่างนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง และนักธุรกิจ ไม่ใช่แค่การให้วัตถุมงคล แต่เป็นการแลกเปลี่ยนคอนเนกชันและทุนทางเศรษฐกิจที่ไม่ผ่านระบบภาษีและการตรวจสอบ (Informal Economy)
  • กลไกการสร้างมูลค่าและเก็งกำไร: มีวิทยานิพนธ์ทางเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจหลายฉบับที่ศึกษาการกำหนดราคาพระเครื่อง โดยมองพระเครื่องเป็น "สินทรัพย์ทางเลือก" (Alternative Investment) ที่มูลค่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุนการผลิต แต่ขึ้นอยู่กับ Storytelling, ความ Rare (อุปทานจำกัด) และการรับรองจากสถาบันการจัดประกวด
3. ประวัติศาสตร์การสร้างความแท้ (Authentication & Institutionalization)
  • Maurizio Peleggi: นักประวัติศาสตร์ศิลป์และมานุษยวิทยาชาวอิตาลี เขียนบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการสะสมของเก่าและพระเครื่องในไทย โดยชี้ให้เห็นว่าการเกิดขึ้นของ "เซียนพระ" และนิตยสารพระเครื่องตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2500 เป็นต้นมา คือการสร้าง "สถาบันทางสังคม" (Institutionalization) ที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานความแท้/เก๊ และควบคุมราคาในตลาด
  • วิทยานิพนธ์ด้านประวัติศาสตร์และสังคมวิทยา (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย): มีงานศึกษารายกรณีเกี่ยวกับประวัติศาสตร์กลุ่มนักสะสมพระเครื่อง (เช่น การเกิดสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย) ที่เปลี่ยนการสะสมส่วนบุคคลให้กลายเป็น "ตลาดในระบบ" มีโครงสร้างการรับประกัน และการสร้างค่านิยมเรื่องความเก่งกล้าทางไสยเวทของเกจิอาจารย์
4. ทุนนิยมสายมูและการส่งออกวัฒนธรรม (Global Market)
  • งานวิจัยยุคใหม่เกี่ยวกับ "สากลนิยมของพระเครื่องไทย": นักวิชาการด้านไทยศึกษาในยุคหลัง (เช่น งานศึกษาร่วมระหว่างไทย-สิงคโปร์/จีน) เริ่มหันมาศึกษาการแพร่กระจายของพระเครื่องไทยในเอเชีย東南 (Southeast Asia) และจีน โดยวิเคราะห์ว่าพระเครื่องไทยกลายเป็น Soft Power และสินทรัพย์เก็งกำไรข้ามชาติที่ตอบโจทย์ชนชั้นกลางในประเทศเหล่านั้นที่แสวงหาความมั่นคงทางจิตใจและโชคลาภทางการเงิน
.....

สรุปงานวิจัยของท่านทั้งหมดที่ถูกเอ่ยนาม

1. นิธิ เอียวศรีวงศ์: การสินค้าสัจนิยมของศาสนาพุทธในทุนนิยมไทย
  • ข้อสรุปหลัก: พระเครื่องและวัตถุมงคลไม่ใช่เรื่องของความงมงายดั้งเดิม แต่เป็น "พุทธพาณิชย์" ที่เกิดจากการปรับตัวของศาสนาพุทธเข้าหาความสัมพันธ์แบบทุนนิยม
  • กลไกการเกิดมูลค่า: ในสังคมทุนนิยม สัมพันธภาพของมนุษย์ถูกทำให้กลายเป็นสินค้า (Commodification) ความวิตกกังวลและความไม่มั่นคงของคนในสังคมเมืองทำให้ "บุญ" และ "ความคุ้มครอง" ถูกแปรรูปให้อยู่ในรูปวัตถุที่ซื้อขายได้ พระเครื่องจึงกลายเป็นสินค้าทางจิตวิญญาณที่ตอบสนองความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและสังคม modern
2. Pattana Kitiarsa (พรรณนา กิติอาษา): พุทธศาสนายอดนิยมและการจัดการความเสี่ยง
  • ข้อสรุปหลัก: นิยามกรอบคิดเรื่อง "Popular Buddhism" (พุทธศาสนายอดนิยม) ที่ผสมผสานระหว่างพุทธศาสนากระแสหลัก ผี-ไสยศาสตร์ และบริโภคนิยม
  • กลไกการเกิดมูลค่า: พระเครื่องทำหน้าที่เป็นเครื่องมือจัดการความเสี่ยง (Risk-management mechanism) ของคนชนชั้นกลางและคนทำงานในสังคมเสรีนิยมใหม่ มูลค่าที่สูงเกิดจากแรงปรารถนาในความสำเร็จทางเศรษฐกิจ โชคลาภ และความปลอดภัย ซึ่งตลาดวัตถุมงคลตอบโจทย์นี้ผ่านการสร้างสัญลักษณ์เชิงเวทมนตร์ (Magic-market economy)
3. Pasuk Phongpaichit & Chris Baker: เศรษฐศาสตร์การเมืองของระบบอุปถัมภ์และเศรษฐกิจนอกระบบ
  • ข้อสรุปหลัก: พระเครื่องมูลค่าสูงทำหน้าที่เป็น "ทุนทางสังคม" (Social Capital) และสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในโครงสร้างอำนาจไทย
  • กลไกการเกิดมูลค่า: พระเครื่องคือ "ของขวัญทางอำนาจ" ในระบบอุปถัมภ์ระหว่างนักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจ การมอบพระเครื่องราคาแพงเป็นการโอนย้ายมูลค่าทรัพย์สินโดยไม่ผ่านระบบภาษีและการตรวจสอบของรัฐ (Informal Economy) อีกทั้งยังสร้าง "บารมี" และคอนเนกชันทางเศรษฐกิจที่แปลงกลับมาเป็นโอกาสทางธุรกิจหรืออำนาจทางการเมือง
4. Maurizio Peleggi: ประวัติศาสตร์การสร้างสถาบันและมาตรฐานความแท้
  • ข้อสรุปหลัก: มูลค่าพระเครื่องไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถูกสร้างผ่านกระบวนการตั้งสถาบัน (Institutionalization) ทางสังคม
  • กลไกการเกิดมูลค่า: การเกิดขึ้นของวงการ "เซียนพระ" นิตยสารพระเครื่อง สมาคม และสนามประกวด ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2500 ทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดกติกา (Gatekeepers) การสร้างนิทานประวัติศาสตร์ (Provenance) และตรรกะความแท้/เก๊ เปลี่ยนของสะสมส่วนบุคคลให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีสถาบันรองรับและควบคุมราคาในตลาดอย่างเป็นระบบ

(Gemini ช่วยสรุป)




งบประมาณ 2570 เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ส่วนราชการในพระองค์ 9.9 พันล้าน เพิ่ม 632 ล้าน เรื่องมีรายละเอียดเพียง 8 หน้า ทำไมงบประมาณส่วนนี้ ถูกยกขึ้นมาอภิปรายและจับตาอย่างใกล้ชิดจาก ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและภาคประชาชน



ประชาไท Prachatai.com 
19 hours ago
·
งบประมาณ 2570 เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ส่วนราชการในพระองค์เพิ่ม 632 ล้าน
.
ตั้งแต่ปี 2561 งบประมาณส่วนข้าราชการในพระองค์เพิ่มขึ้นทุกปี โดยปีนี้เพิ่มขึ้น 6.82% หรือเป็นจำนวน 632 ล้านบาท แหล่งข่าวในคณะกรรมาธิการงบประมาณให้ข้อมูลว่า งบส่วนใหญ่เป็น ‘เงินเดือน’ ของบุคลากรในหน่วยงาน ซึ่งได้ถูกโอนย้ายมาเมื่อปี 2560 โดยในปัจจุบันมีบุคลากร 16,102 คน และมีการขึ้นเงินเดือนประมาณ 6% เคยมีการอธิบายไว้ว่ามีกำหนดขึ้นเงินเดือนทุก 3 ปี
.
แผนการดำเนินงานส่วนข้าราชการในพระองค์ในส่วนของพระราชภารกิจและกิจการในพระองค์ทุกด้านดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย มี KPI ทะลุเป้าทุกปี ตัวอย่างในปี 2563 ระบุว่ามีแผน 30,000 เรื่อง ได้ผลการดำเนินงาน 113,000 เรื่อง คิดเป็น 378% และจากรายงานปี 2568 มีแผน 60,000 เรื่อง ทำได้ 67,639 เรื่อง
.
หากดูงบประมาณเกี่ยวกับสถาบันฯ ในภาพรวม พบว่า โครงการถวายความปลอดภัยด้านการบิน และการบินรับ-ส่งบุคคลสำคัญ รวมทั้งการบริหารจัดการด้านความมั่นคงของรัฐบาล สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พบว่าวงเงินเพิ่มขึ้น 1,724 ล้านบาท ซึ่งในรายละเอียดพบว่าเป็นงบลงทุนค่าครุภัณฑ์ ครุภัณฑ์พาหนะและขนส่งโดยเป็นงบผูกพัน เริ่มปี 2569-2572
.
หากดูงบประมาณเกี่ยวกับสถาบันฯ ในภาพรวม พบว่า กองทัพและหน่วยงานความมั่นคง ตั้งงบรายจ่าย ‘โครงการพิทักษ์รักษา การเทิดทูน และการสนับสนุนภารกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์’ จำนวน 6 รายการ รวมเป็นเงิน 828.59 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์มีความปลอดภัยสูงสุด และได้รับการเทิดทูนอย่างสมพระเกียรติ
.
หากดูงบประมาณเกี่ยวกับสถาบันฯ ในภาพรวม โดยเฉพาะในส่วนของงบเทิดทูนสถาบัน พบ ‘รายการใหม่’ ค่าใช้จ่ายงานฉลองครบ 100 ปี วันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวม 89.1561 ล้านบาท ในกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงศึกษาธิการ
.
แหล่งข่าวระบุถึงเอกสารเงินปีของพระมหากษัตริย์ ระบุว่า ในหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์ ได้รับการจัดสรรเงินปี ปีละ 80 และ 60 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในหลวงทรงมีรับสั่งให้พระราชทานคืนเงินปีทั้งหมด ทั้งของพระองค์เองและพระบรมวงศานุวงศ์ ขณะที่เงินที่ทูลเกล้าฯ ถวายในโอกาสต่างๆ เช่น วันคล้ายวันพระราชสมภพ มีการเบิกจ่ายตามปกติ ไม่มีการส่งคืนแต่อย่างใด
.
อ่านรายละเอียดทั้งหมดที่https://prachatai.com/journal/2026/09/118698

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1536113351896300&set=a.643704854470492
.....

ประเด็นงบประมาณในส่วนราชการในพระองค์และรายการที่เกี่ยวเนื่อง ถูกยกขึ้นมาอภิปรายและจับตาอย่างใกล้ชิดจาก ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและภาคประชาชน เนื่องจากเหตุผลสำคัญหลายประการ:

1. ข้อจำกัดทางการคลังและภาระงบประมาณแผ่นดิน ในภาวะที่พื้นที่ทางการคลังของประเทศหดแคบลง รัฐบาลต้องเผชิญข้อจำกัดในการจัดหารายรับ แต่การจัดสรรงบประมาณในส่วนราชการในพระองค์มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (เช่น ในปี 2570 เพิ่มขึ้นกว่า 632 ล้านบาท หรือประมาณ 6.8%) ทำให้เกิดคำถามจากฝ่ายตรวจสอบถึงการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณเมื่อเทียบกับความต้องการด้านสวัสดิการและวิกฤตเศรษฐกิจของประชาชน

2. ภาระความรับผิดชอบของรัฐบาลและที่มาของการจัดตั้งงบ แม้จะเป็นงบประมาณของส่วนราชการในพระองค์ แต่ตามหลักการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน รัฐบาลฝ่ายบริหารคือผู้รับผิดชอบโดยตรงในการเสนอและจัดสรรงบประมาณ การอภิปรายในสภาจึงเป็นการตั้งคำถามต่อ ความเหมาะสมของรัฐบาล ในการประมาณการค่าใช้จ่ายและกรอบอัตรากำลังพล

3. ความกระจ่างเกี่ยวกับโครงสร้างบุคลากรและรายการงบประมาณ

  • การเพิ่มขึ้นตามอัตรากำลังพล: มีข้อสังเกตว่าการเพิ่มขึ้นของงบประมาณสัมพันธ์กับการโอนย้ายกำลังพลและภารกิจจากหน่วยงานอื่น (เช่น การโอนย้ายกำลังพลจากกองทัพมายังหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์) ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนบุคลากรสูงถึงหลักหมื่นนาย ฝ่ายตรวจสอบจึงต้องการคำอธิบายเชิงโครงสร้างเกี่ยวกับภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว
  • ความซ้ำซ้อนของโครงการ: ภาคประชาชนและ สส. มีข้อสังเกตถึงการตั้งงบประมาณถวายความปลอดภัยหรือโครงการเฉลิมพระเกียรติที่กระจายอยู่ในหลายกระทรวง/หน่วยงาน (เช่น งบการบินในสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี งบโครงการพระราชดำริในงบกลาง หรือโครงการในกระทรวงต่างๆ) ว่ามีการจัดสรรที่ซ้ำซ้อนกันหรือไม่
4. ระดับการตรวจสอบและการเปิดเผยรายละเอียด (Transparency & Accountability) ส่วนราชการในพระองค์จัดเป็นหน่วยงานรับงบประมาณโดยตรง แต่มีลักษณะเฉพาะในการจัดทำเอกสารงบประมาณและกระบวนการชี้แจงในชั้นกรรมาธิการ การอภิปรายและติดตามโดยภาคประชาชนจึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างมาตรฐานความโปร่งใส ให้สามารถตรวจสอบรายละเอียดรายการคำขอ (Itemized details) ได้เช่นเดียวกับกระทรวงหรือหน่วยงานราชการทั่วไป เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการเงินภาษีของประชาชนอย่างคุ้มค่าที่สุด




มีคนแชร์ภาพรอยยันต์ของ “สมีโชติ” มีอันหนึ่งไม่ทราบว่าเป็นรูปของยันต์อะไร เลยขอความรู้ หลายคิดว่า "เป็นยันต์tabed" ของเขาเอง







https://x.com/armoiaZ/status/2098399322882936981



@armoiaZ
รอยสักที่เต็มไปด้วยความเชื่อของมารศาสนา
มีทั้งยันต์ รูปองค์เทพ เสือ สิงห์และพญานาค
โดยเฉพาะยันต์เสือสมิง5ยอด สุดยอดวิชาสายเหนียว เสริมบารมี ที่ขึ้นชื่อลือชามายาวนาน
ความหมายและพุทธคุณของเสือสมิง5ยอด
-เมตตามหานิยมถึงจะดุดันเหมือนเสือแต่แฝงด้วยสเน่ห์
สะกดใจผู้คน
-แคล้วคลาด คงกระพัน ป้องกันอันตรายจากสิ่งชั่วร้ายและช่วยข่มคุณไสยมนต์ดำ
ยอดทั้ง5สื่อถึงพระพุทธเจ้า5องค์ หนุนดวงชะตาชีวิตให้สูงส่ง ไม่ตกต่ำ 

คนไม่ดีไม่ยึดมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่มีทางเจริญจะสักอะไรก็ช่วยไม่ได้
ให้ดูแต่รอยสักเพราะไม่อยากเห็นหน้ามารศาสนา








ยันต์มันเอง ออกแบบเอง มันเขียนไว้หลังเหรียญมัน เวลาห่มสบง ก็เห็นแค่ยันต์ตัวนี้
..
งั้นคงเป็น ยันตะเบ๊ด ละ 5555



ชาวบ้านแฉ “สมีโชติ” รับแต่สาวหน้าตาดีทำงาน-ขี้เกียจมุ่งแต่สายมู | ข่าวอรุณอมรินทร์ | 11/09/69

AMARINTV

Sep 10, 2026

https://www.youtube.com/watch?v=k3CzlPZ6HrE




หลังการโจมตีเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 กองกำลังสหรัฐฯ ได้ทำการทิ้งระเบิดในที่ใดที่หนึ่งทุกปี ในนาม สิ่งที่เรียกว่า “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” อย่างน้อย 10 ประเทศได้ประสบกับปฏิบัติการโจมตี มีผู้เสียชีวิตโดยตรงประมาณ 900,000 ถึง 940,000 คน ทางอ้อม 4.5 ล้านคน ผู้พลัดถิ่นมากกว่า 38 ล้านคน







https://x.com/AJEnglish/status/2098353356527767712
.....

Al Ja Zeera ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการขยายตัวและต้นทุนด้านมนุษย์ของ “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” ที่นำโดยสหรัฐฯ

ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่อง: กองกำลังสหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีทางอากาศ การโจมตีด้วยโดรน หรือการทิ้งระเบิดทางทะเลในอย่างน้อยหนึ่งประเทศทุกปีนับตั้งแต่ปี 2544

ประเทศเป้าหมาย: อย่างน้อย 10 ประเทศได้ประสบกับปฏิบัติการโจมตีทางอากาศหรือการโจมตีครั้งใหญ่ที่มีการบันทึกไว้ รวมถึงอัฟกานิสถาน อิรัก ซีเรีย เยเมน ปากีสถาน โซมาเลีย ลิเบีย และอิหร่าน

ผลกระทบต่อมนุษย์: การประเมินอิสระที่อ้างอิงจากชุดข้อมูลโครงการ (รวมถึงโครงการต้นทุนสงครามของมหาวิทยาลัยบราวน์) ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตโดยตรงประมาณ 900,000 ถึง 940,000 คน โดยมีผู้เสียชีวิตทางอ้อมจากการพลัดถิ่น ภาวะทุพโภชนาการ และโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทำลาย ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตรวมสูงกว่า 4.5 ล้านคน มีผู้พลัดถิ่นมากกว่า 38 ล้านคน

ต้นทุนทางการเงิน: ค่าใช้จ่ายทั้งหมดของสหรัฐฯ สำหรับการทำสงครามหลังเหตุการณ์ 9/11 การดูแลทหารผ่านศึก ความมั่นคงภายในประเทศ และดอกเบี้ยที่เกี่ยวข้อง มีมูลค่าเกิน 8 ล้านล้านดอลลาร์



มีรายงานว่า Anthropic ได้สกัดกั้นความพยายามในการสร้างอาวุธชีวภาพโดยใช้ AI ของบริษัท ข้อมูลที่บริษัทเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีว่า "การนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิดเกี่ยวกับชีววิทยา" เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการใช้งาน AI ที่น่ากังวล



Anthropic ระบุว่าบริษัทได้สกัดกั้นความพยายามหลายครั้งในการนำ AI ของตนไปใช้เพื่อสร้างอาวุธชีวภาพ

หนึ่งในกรณีศึกษาที่ระบุไว้ในรายงานของบริษัทกล่าวถึงการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับไวรัส เช่น ไวรัสไข้ทรพิษ (smallpox)

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา Anthropic ได้เผยแพร่เอกสารที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการที่บริษัทดำเนินการจัดการกับผู้ใช้งานโมเดล AI บางราย ซึ่งกำลังทำการวิจัยที่อาจนำไปสู่การพัฒนาอาวุธชีวภาพ รายงานระบุว่ากรณีศึกษาเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตัวอย่างทั่วไปของการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด แต่ครอบคลุมตั้งแต่แอปหาคู่ปลอม ระบบสอดแนม ไปจนถึงเรื่องอาวุธชีวภาพที่อาจเกิดขึ้นได้จริง

รายงานดังกล่าวไม่ได้ระบุชื่อองค์กรหรือบุคคลที่ Anthropic สั่งระงับการใช้งานเนื่องจากการวิจัยอาวุธชีวภาพ และไม่ได้ระบุว่ามีการใช้เชื้อก่อโรคชนิดใดบ้าง แต่ Anthropic กล่าวว่ามีนักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มที่ "พยายามปกปิดวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการวิจัยเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการป้องกันของเรา"

หนึ่งในกรณีศึกษาที่ Anthropic ยกมาอ้างถึงในรายงานเกี่ยวข้องกับ "การยื่นขอทุนวิจัยเรื่องไวรัสในกลุ่มออร์โธพ็อกซ์ (orthopoxvirus) ที่ห้องปฏิบัติการโรคติดเชื้อของรัฐ" ซึ่งมีการระบุแผนงานที่จะใช้เชื้อไวรัสออร์โธพ็อกซ์ที่มีชีวิต ไวรัสในกลุ่มนี้รวมถึงไวรัส Variola หรือที่รู้จักกันดีในชื่อไข้ทรพิษ (smallpox) และไวรัส Mpox หรือฝีดาษลิง (monkeypox)

Anthropic ระบุในรายงานว่าบริษัทเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความพยายามเหล่านี้ต่อสาธารณะ "เพราะเราเชื่อว่าเรามีความรับผิดชอบที่จะต้องเปิดเผยกรณีการนำบริการของเราไปใช้ในทางที่ผิดและเป็นอันตราย เมื่อโมเดล AI มีขีดความสามารถสูงขึ้น ความเสี่ยงก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เว้นแต่ว่านักพัฒนา AI และผู้ที่ทำหน้าที่ปกป้องสังคมจะร่วมมือกันทำให้เทคโนโลยีเหล่านี้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น"

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าการเผยแพร่รายงานฉบับนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีการโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียในสัปดาห์นี้โดยนักวิจัยของ Anthropic ซึ่งเตือนว่า AI อาจ "คร่าชีวิตมนุษย์ทุกคน" ได้ภายในสิ้นทศวรรษนี้ Jacob Coxon นักวิจัยที่ลาออกจาก Anthropic เมื่อวันอังคาร กล่าวว่าคำเตือนดังกล่าว "ไม่ใช่กลยุทธ์ทางการตลาด" และย้ำว่า "ไม่มีกิจกรรมใดของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดอันตรายในระดับนี้มาก่อน"

Anthropic ระบุว่าตัวอย่างงานวิจัยที่ซับซ้อนซึ่งบริษัทได้สั่งระงับไปนั้น สามารถเกิดขึ้นได้ก็เพราะโมเดล AI รุ่นล่าสุดของบริษัทมีขีดความสามารถสูงพอที่จะทำงานเหล่านั้นได้ โดยในหลายกรณี "หากเป็นเพียงแค่ปีที่แล้ว งานเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยผู้ปฏิบัติงานที่มีทักษะสูงจำนวนมากและความรู้เฉพาะทางอย่างลึกซึ้ง"
.....


Anthropic ตรวจพบนักวิทยาศาสตร์ใช้ Claude เพื่อต่อยอดงานวิจัยด้านอาวุธชีวภาพ

ข้อมูลที่บริษัทเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี "การนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิดเกี่ยวกับชีววิทยา" เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของการใช้งาน AI ที่น่ากังวลซึ่งระบุไว้ในรายงานฉบับนี้ แต่ประเด็นนี้กำลังมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากโมเดลรุ่นใหม่ๆ อย่าง Fable 5 มีความสามารถสูงขึ้นในการช่วยสนับสนุนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

รายงานของบริษัทได้นำเสนอกรณีศึกษา 5 กรณีที่โมเดลของ Anthropic ถูกนำไปใช้ในการพัฒนาอาวุธชีวภาพ รวมถึงมาตรการความปลอดภัยที่ทำให้ Anthropic ตรวจพบการใช้งานในทางที่ผิดดังกล่าวและแนวทางการตอบสนองของบริษัท การตรวจจับการใช้งานในทางที่ผิดนั้นมีความซับซ้อน ดังที่บริษัทได้เน้นย้ำกับหนังสือพิมพ์ The New York Times เนื่องจากขั้นตอนการวิจัยเพื่อพัฒนาวัคซีนชนิดใหม่อาจมีลักษณะคล้ายคลึงกับการสร้างอาวุธชีวภาพอย่างมาก ในทุกกรณี บริษัทระบุว่าตนเลือกที่จะใช้ความระมัดระวังไว้ก่อน (err on the side of caution) เนื่องจากตระหนักถึงผลกระทบที่อาจตามมา

"คุณจะไม่ได้เห็นภาพแบบในหนังสือการ์ตูนที่มีคนพูดว่า 'เฮ้ ฉันอยากสร้างอาวุธชีวภาพเพื่อฆ่าทุกคนหรอกนะ'" Jacob Klein หัวหน้าฝ่ายข่าวกรองด้านภัยคุกคามของ Anthropic กล่าวกับ The New York Times "มันเป็นสถานการณ์ที่มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนอย่างยิ่ง"

ในกรณีศึกษาหนึ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม Anthropic ระบุว่าระบบ "ตัวจำแนกความปลอดภัยทางชีวภาพ" (biological safety classifier) ​​ของบริษัทได้ตรวจพบคำสั่งให้ Claude ช่วยร่างข้อเสนอโครงการวิจัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเชื้อไวรัส (gain-of-function research) สำหรับไวรัสชิคุนกุนยา บริษัทระบุว่าไวรัสชนิดนี้ยังไม่มีวิธีการรักษาที่ได้รับการรับรอง และอาจก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตได้นานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน การวิจัยแบบ gain-of-function คือการศึกษาเพื่อดัดแปลงพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ซึ่งในกรณีของไวรัสชนิดนี้ ข้อเสนอโครงการวิจัยระบุถึงการเพิ่มความสามารถในการแพร่เชื้อและความสามารถในการหลบหลีกระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย การรวมคุณสมบัติเหล่านี้เข้าด้วยกันถือเป็นเรื่องอันตราย และ Anthropic ระบุว่าข้อเท็จจริงที่ว่างานวิจัยดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับสถาบันวิจัยทางทหาร ยิ่งทำให้โครงการนี้มีความน่าสงสัยมากยิ่งขึ้นไปอีก

บริษัทได้แสดงความกังวลในลักษณะเดียวกันต่อกรณีการวิจัยแบบ gain-of-function ในเชื้อไข้หวัดนก และอีกกรณีหนึ่งที่นักวิจัยใช้ Claude เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลเปปไทด์ที่เป็นพิษ (venom toxin peptides) รวมถึง "กระบวนการสร้างแบบอัตโนมัติ (generative pipeline) เพื่อปรับปรุงคุณสมบัติของสารพิษให้มีประสิทธิภาพสูงสุด" นอกจากนี้ รายงานฉบับเต็มยังรวมถึงกรณีศึกษาเกี่ยวกับการนำโมเดลของ Anthropic ไปใช้เป็นเครื่องมือในการสอดแนม การสร้างซอฟต์แวร์เพื่อเจาะระบบ (exploits) การเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ และการพัฒนาระบบอาวุธ

ข้อมูลจากบริษัทระบุว่า บัญชีของผู้ที่นำ Claude หรือโมเดลของ Anthropic ไปใช้ในทางที่ผิดจะถูกระงับการใช้งาน และผลการตรวจสอบจะถูกนำไปใช้เพื่อปรับปรุงมาตรการป้องกันความปลอดภัยของโมเดล รวมถึงป้องกันการใช้งานในทางที่ผิดในอนาคต ด้วยความซับซ้อนของประเด็นการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิดเกี่ยวกับชีววิทยา Anthropic จึงไม่ได้เปิดเผยชื่อบุคคลหรือสถาบันที่การตรวจสอบพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาสิ่งที่อาจเป็นอาวุธชีวภาพดังกล่าว "บุคคลที่เกี่ยวข้องในกรณีศึกษาเหล่านี้คือนักวิทยาศาสตร์ที่ปฏิบัติงานอยู่จริง" Anthropic ระบุ "เราไม่ได้กล่าวหาว่าพวกเขามีเจตนาร้าย และการระบุตัวตนของพวกเขาหรือห้องปฏิบัติการอาจทำให้พวกเขาตกอยู่ในอันตรายได้"

https://tech.yahoo.com/ai/claude/articles/anthropic-caught-scientists-using-claude-210454670.html

นายแย่มาก ในวันสุดท้ายของ Republican Convention กลางเทอม ทรัมป์ขอให้ฝูงชนในงานประชุมใหญ่พรรคให้คำมั่นว่าจะไปลงคะแนนเสียง และ "โกงอย่างสุดกำลัง"


ทรัมป์ขอให้ผู้ร่วมงานกล่าวคำปฏิญาณว่าจะไปลงคะแนนเสียงและ "โกงให้สุดฤทธิ์"
ในงานเกี่ยวกับการเลือกตั้งกลางเทอม ประธานาธิบดีได้ขอให้ผู้ฟังชูมือขึ้นและกล่าวตามเขา

ในช่วงท้ายของการประชุมพรรครีพับลิกัน (GOP) ว่าด้วยการเลือกตั้งกลางเทอมที่เมืองดัลลัสเมื่อวันพฤหัสบดี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขอให้ผู้ฟังชูมือขวาขึ้น

จากนั้นเขาก็นำผู้ฟังกล่าวคำปฏิญาณต่อตัวเขาว่าจะออกไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งกลางเทอม

"ข้าพเจ้าขอปฏิญาณต่อประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ผู้ซึ่งรักเรามากเสียจนแทบจะหายใจไม่ออก" เขากล่าวพร้อมกับชูมือขวาของตนเองขึ้น และหยุดเว้นจังหวะเป็นระยะเพื่อให้ฝูงชนกล่าวตาม

"... ว่าข้าพเจ้าจะออกไปใช้สิทธิ์พร้อมกับครอบครัวและเพื่อนฝูง ข้าพเจ้าจะทำทุกวิถีทาง ไม่สนว่าจะลงทะเบียนไว้หรือไม่ ข้าพเจ้าจะพยายามโกงให้สุดฤทธิ์เหมือนอย่างที่พวกเขาทำกัน" ทรัมป์กล่าวต่อ โดยอ้างถึงข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลซึ่งเขายืนกรานมาตลอดหลายปีว่ามีการทุจริตการเลือกตั้งในวงกว้างที่ทำให้พรรคเดโมแครตได้เปรียบ

หลังจากพูดนอกเรื่องไปบ้าง ทรัมป์ก็ให้ฝูงชนสัญญาว่าจะพาเพื่อนและครอบครัวไปลงคะแนนเสียงในวันที่ 3 พฤศจิกายน แม้ว่าคนเหล่านั้นจะเลือกพรรคเดโมแครตก็ตาม

"ขอพระเจ้าทรงเป็นพยาน" เขากล่าวปิดท้ายคำปฏิญาณ

ก่อนหน้านั้นในคืนเดียวกัน ทรัมป์ได้กล่าวปราศรัยโดยกล่าวหาพรรคเดโมแครตในทำนองเดียวกันว่าคัดค้านร่างกฎหมาย "Save America Act" ของเขา "เพราะพวกเขาต้องการโกง ไม่มีเหตุผลอื่นเลย"

ร่างกฎหมายดังกล่าว ซึ่งกำหนดให้ประชาชนต้องแสดงหลักฐานความเป็นพลเมืองเพื่อลงทะเบียนเลือกตั้งและต้องแสดงบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่าย ณ หน่วยเลือกตั้ง (รวมถึงมาตรการจำกัดสิทธิ์การเลือกตั้งอื่นๆ) ยังไม่ได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรครีพับลิกันมากพอที่จะผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาได้


ที่มา The Washington Post
Trump asks convention crowd to pledge to him they will vote, ‘cheat like hell’

https://www.washingtonpost.com/politics/2026/09/11/trump-asks-rnc-miderm-convention-crowd-pledge-that-they-will-vote-cheat/
9/11/2026



https://x.com/washingtonpost/status/2098464554703335554
......

ข้อความบางส่วนจากถ้อยแถลงของทรัมป์มีใจความดังนี้:

"ขอให้ทุกคนชูมือขวาขึ้นครับ... ข้าพเจ้าขอปฏิญาณต่อประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ผู้ซึ่งรักพวกเรามากเสียจนแทบจะหายใจไม่ออกว่า ข้าพเจ้าจะออกไปพร้อมกับครอบครัวและเพื่อนฝูง ข้าพเจ้าจะทำมันให้ได้ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม—ไม่สนหรอกว่าจะลงทะเบียนไว้แล้วหรือยัง ข้าพเจ้าจะพยายามโกงกันสุดฤทธิ์เหมือนที่พวกนั้นทำ เพราะไม่มีใครโกงได้แสบสันเท่าพวกนั้นอีกแล้ว และข้าพเจ้าก็ไม่แคร์ด้วย ข้าพเจ้าจะออกไป และจะพาเพื่อนฝูงกับครอบครัวไปด้วย เพื่อที่เราจะไปลงคะแนนเสียงกันในวันที่ 3 พฤศจิกายน หรือไม่ก็ไปลงคะแนนกันก่อนหน้านั้น!"