วันเสาร์, พฤษภาคม 02, 2569

เอ๊ะ ยังไง จู่ๆ ราเชน ศิลปะรายะ ขอลาบวช “อยู่เงียบ ๆ” สักพัก บอก “ครอบครัวผมก็บอบช้ำมากพอแล้ว” กรณี “คำสั่งย้ายอธิบดีฝนหลวง” ที่บานปลาย

เอ๊ะ ยังไง จู่ๆ ราเชน ศิลปะรายะ ขอลาบวช “อยู่เงียบ ๆ” สักพัก บอก “ครอบครัวผมก็บอบช้ำมากพอแล้ว” แม้ “ปัจจุบันนายราเชนยังคงปฏิบัติภารกิจในตำแหน่งอธิบดีตามปกติ โดยล่าสุดได้มีการสั่งงานและปรับแผนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง”

กรณี “คำสั่งย้ายอธิบดีฝนหลวง” ที่บานปลายไปถึงรองนายกฯ พรรคเพื่อไทยให้ความเห็นชอบ มีการกางรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๖ มายันเรื่องรัฐมนตรี “ก้าวก่ายหรือแซกแซงการปฏิบัติหน้าที่” แม้ ครม.ยืนกรานไม่ทักท้วงเพราะเป็นอำนาจเจ้ากระทรวง

ฝ่ายคัดง้างคำสั่งอ้างระเบียบกฎหมายว่า “การย้าย ซี ๑๐ ซี ๑๑ ต้องนำเข้า ครม. โดยเจ้ากระทรวงเสนอ เมื่อผ่าน ครม.สุดท้ายแล้ว คนเป็นนายกรัฐมนตรีต้องเซ็นอนุมัติขั้นตอนสุดท้าย” แต่นี่ทั้งสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กับ ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ เออออห่อหมกกันเอง

สำนักข่าวอิศรารายงานเรื่องการอนุมัติของ ครม.เมื่อวันที่ ๒๘ เมษา “สับเปลี่ยน” ย้ายนายราเชน ไปเป็นผู้ตรวจการกระทรวงฯ แล้วโยกเอา “นายวิทยา แก้วมี ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมฝนหลวง”

จากนั้นนายราเชนได้ยื่นใบลาออกจากราชการก่อนกำหนดเกษียณ ๔ เดือน ให้เหตุผลว่า “เนื่องจากไม่สามารถสนองนโยบายของฝ่ายการเมืองได้” นอกจากนั้นยังเล่าต่อสื่อมวลชนถึงการที่มี หลานรัฐมนตรีติดต่อขอคุยเรื่องซ่อมบำรุงเครื่องบิน

นายราเชนยังเล่าถึง “การเรียกอธิบดีกรมต่างๆ ในกระทรวงเกษตรฯ ไปพบที่อาคารชั้น 4 แถวถนนวิภาวดี เพื่อขอดูรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปี ๗๐” ซึ่งตนไม่ได้ปฏิบัติตาม โดยอ้าง รธน. มาตรา ๑๔๔ วรรคสาม ว่ากระทำมิได้

โฆษกพรรคเพื่อไทย (ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ) ตอบโต้การเสนอข่าวของ สุทธิชัย หยุ่น ว่าการเชิญหน่วยงานมาหารือเรื่องงบประมาณปี ๗๐ เป็นทางปฏิบัติปกติ เมื่อคำของบประมาณจะต้องถูกกลั่นกรองโดยสำนักงบประมาณ ก่อนส่งไปรัฐสภา

ดราม่าต่อจากนั้นก็มี ดร.วุฒิภูมิ จุฬางกูร หลานสุริยะซึ่งเป็นประธานผู้บริหารสายการบินนกแอร์ ออกมาปฏิเสธเรื่องที่เป็นข่าวว่าโทรไปจี้อธิบดีเรื่องซ่อมบำรุงเครื่องบิน ไม่เป็นความจริง “ย้ำชัดขอโฟกัสงานพัฒนาชาติ วอนจบดรามาพาดพิงเสียๆ หายๆ”

และก่อนเป็นข่าวเรื่องขอลาบวช ๑ เดือน ระหว่าง ๒๕ พฤษภาถึง ๒๓ มิถุนา ที่จังหวัดอุดรนั้น ก็มีการโต้ตอบข่าวที่ว่าลูกสาวเป็นนักการเมืองในสังกัดพรรคภูมิใจไทย ว่าไม่เป็นความจริง

“มีแต่น้องสาวคนหนึ่งกับหลานสาวอีกคนหนึ่ง ที่ลงสมัคร สส.สกลนคร ในสังกัดพรรคสีน้ำเงิน”

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/zc4R3KC7, https://www.facebook.com/NationOnline/posts/USd9MzzX, https://www.voicetv.co.th/read/IDKk9A1-z และ https://www.isranews.org/article/isranews/146700-isranews-1000-1000-585.html) 

‘Sentences of Sentenced คำต้องขัง’ นิทรรศการโดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ThumbRights Realframe และ iLaw ที่จะชวนคุณมาอ่านถ้อยคำที่เหล่านักโทษการเมืองถูกฟ้องคดีตั้งแต่หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา และคำพิพากษาฉบับเต็มที่คุณอาจไม่เคยหาอ่านได้จากที่ไหน


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
Yesterday
·
‘Sentences of Sentenced คำต้องขัง’
.
นิทรรศการโดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ThumbRights Realframe และ iLaw ที่จะชวนคุณมาอ่านถ้อยคำที่เหล่านักโทษการเมืองถูกฟ้องคดีตั้งแต่หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา และคำพิพากษาฉบับเต็มที่คุณอาจไม่เคยหาอ่านได้จากที่ไหน ในขณะที่คนเดินหน้าเข้าสู่เรือนจำยังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ หลังร่างกฎหมาย #นิรโทษกรรมประชาชน ตกไป จดหมายเป็นหนึ่งในไม่กี่หนทางที่พวกเขาใช้สื่อสารเรื่องราวออกมาสู่โลกภายนอก ส่วนภาพถ่ายคือความระลึกถึงที่พวกเราอยากส่งต่อผ่าน #wishyouwerehere112 เช่นกัน
.
อาคาร ALL RISE (iLaw) https://maps.app.goo.gl/B3857r2Xgyp4RHvk8?g_st=ic
25 เมษายน - 10 พฤษภาคม 2569
13.00-21.00 น.
.
กิจกรรมพิเศษสัปดาห์ที่ 2
.
วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2569
14.00 น. Reading club ชวนอ่านคำพิพากษา โดยมี ‘ทนายแอน‘ ภาวิณี ชุมศรี มาตอบข้อสงสัย และเล่าเรื่องราวเบื้องหลังคดีที่คุณสนใจ
.
17.00 น. รายการคนนอกคอกตอนส่งท้าย ’นิรโทษกรรมยังหวังอยู่‘ พูดคุยกับ
- บุศรินทร์ แปแนะ iLaw
- พูนสุข พูนสุขเจริญ เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน
- สาคร คำแถลง เจ้าของช่อง ‘แม่น้องส้ม’
ดำเนินรายการโดย จุฑารัตน์ กุลตัณกิจจา
.
วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2569
14.00-16.30 น. Collage of Sentences
.
ชวนคุณหยิบจับชิ้นส่วนของการพิพากษา
ข้อกล่าวหา เหตุผลการลงโทษ บันทึกการพิจารณา
รวมถึงองค์ประกอบอื่น ๆ
เพื่อนำมาสร้างเป็นงาน Collage ที่สะท้อนการอ่านและการรับรู้ของคุณเอง
.
ท้ายที่สุด เราจะมานั่งล้อมวงร่วมกัน
เปิดพื้นที่ให้แต่ละคนเล่าเรื่องของงานตัวเอง ว่าเห็นอะไร พบอะไร และถ้อยคำเหล่านี้สะท้อนอะไรกลับมาบ้าง
.
ลงทะเบียนกิจกรรมก่อนที่
https://airtable.com/appM07Vy75c9J.../pagE3BzlsqcGW2dIc/form
หรือลงทะเบียนหน้างาน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1376441357659664&set=a.656922399611567




เราจะหวังให้เด็กไทยเดินทันโลกได้อย่างไร❓️ ในเมื่อ หนังสือเรียนของสกร. ‘ด้อยคุณภาพ ตกยุค และราคาแพงเกินเหตุ’ อยากให้ท่านรมช.ช่วยแถลงถึงแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวทันที


ปวิตรา จิตตกิจ - Pavitra Jittakit
Yesterday
·
[เราจะหวังให้เด็กไทยเดินทันโลกได้อย่างไร
ในเมื่อ หนังสือเรียนของสกร.
‘ด้อยคุณภาพ ตกยุค และราคาแพงเกินเหตุ’ ]
ใกล้เปิดเทอมแล้ว ลูกเกดได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน เกี่ยวกับสภาพของหนังสือเรียน สกร.
ที่รัฐจัดซื้อ แจกให้ผู้เรียนเป็นหนังสือ เป็นหลักสูตรเก่าตกยุคเรียกโดยรวมว่า ‘ด้อยคุณภาพ และราคาแพงเกินเหตุ’
ตัวอย่างหลักสูตรหน้าปก ปี 2551 ตีพิมพ์ 2563 อายุการใช้งานมากกว่า 10 ปี
บางเล่มเนื้อหาทางวิชาการมีน้อย มีแต่แบบฝึกหัด ไม่เชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงในชีวิต รูปเล่มล้าสมัย ภาพประกอบไม่ชัดเจน มีราคาสูงเกินความเหมาะสม บางวิชา ราคาสูงตั้งแต่หลักร้อย ไปจนถึงเกือบ 800 บาท ทั้งที่เป็นหนังสือที่ได้รับอนุญาตมาหลายปีแล้ว
บางเล่มมีเพียง 130 กว่าหน้า ขายราคา 200 กว่าบาท หรือบางวิชามีเพียง 90 กว่าหน้า แต่ขายราคา 300 กว่าบาท ต่างจากหนังสือเรียนที่ใช้ในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ที่มีการควบคุมราคาทั้งที่พิมพ์กระดาษปอนด์ 4 สีทั้งเล่มด้วยซ้ำ
ผู้เรียนก็จะถูกบังคับให้เรียนด้วยหนังสือที่ไม่สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน เช่น หนังสือเรียนเกี่ยวกับการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ระดับม.ปลาย ซึ่งควรจะเป็นวิชาที่ต้องอัปเดตตลอดเวลา กลับพบว่าบางเล่มได้รับใบอนุญาตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 แล้วเรา จะหวังให้เด็กไทยเดินทันโลกอย่างไร?
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุด คือความไม่สอดคล้องระหว่างหลักสูตรใหม่กับหนังสือเรียนที่ใช้จริง โดยได้รับใบอนุญาตมานานกว่า 10 ปี และยังถูกใช้ในระบบอยู่จนถึงปัจจุบัน
สกร. คือพื้นที่ความหวังของคนไทยจำนวนมากที่ชีวิตตกหล่น ขาดโอกาสจากระบบการศึกษาปกติ โดยเฉพาะในโลกที่ AI กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงาน เราไม่สามารถปล่อยให้ สกร. ถูกลดความสำคัญ ถูกละเลย ได้
ลูกเกดเลยอยากฝากถึงท่าน รมช.ที่กำกับดูแลกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ให้ช่วยมาดูแลแก้ปัญหาค่ะ เพราะดูทรงจะไม่ชอบมาพากล
ทำไมหนังสือถึงด้อยคุณภาพขนาดนี้ ท่านต้องทำให้เรื่องนี้กระจ่าง โปร่งใส และตรวจสอบได้ อย่าปล่อยให้เกิดการทำร้ายอนาคตประเทศ และอย่าปล่อยให้รัฐใช้งบประมาณไปกับการศึกษาที่ตกยุค ไม่สามารถยกระดับชีวิตคนได้จริงค่ะ
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กค่ะ
ถ้าหนังสือเรียนไม่มีคุณภาพ ผู้เรียนก็เสียโอกาส
ถ้าหนังสือเรียนราคาแพงผิดปกติ ประเทศก็สูญเสียงบประมาณ
และถ้ากระบวนการจัดซื้อไม่มีระบบตรวจสอบที่โปร่งใส นอกจากความศรัทธาต่อการศึกษาไทยจะลดลงแล้ว ท่านรัฐมนตรีก็อาจจะเสียเก้าอี้ได้ค่ะ
นอกจากปัญหาตำราเรียนแล้ว เรื่องห้องเรียน สถานที่เรียนของสกร. ก็ต้องยอมรับว่ามีปัญหาเหมือนกัน หลายแห่งยังคงต้องเช่าเอกชนอยู่ บางแห่งก็ขอเช่าสถานที่วัด หรือจัดตั้งกันภายในวัดเพื่อเป็นหน่วย สกร.ในระดับเขต อะไรพัง อะไรขาดก็ต้องหาเงินซ่อมแซมดูแลกันเอง
ข้อเท็จจริงลูกเกดก็เห็นด้วยว่า การศึกษาสมัยนี้ควรศึกษาได้ทุกที่ ทุกเวลา แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้เช่นกันว่าสถานที่ในการจัดการเรียนการสอน ก็มีผลกับประสิทธิภาพการศึกษา และอาจจูงใจให้คนเข้าไปศึกษามากขึ้นกว่าที่เป็น
ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ารัฐบาล ละเลยการศึกษานอกระบบมาโดยตลอด และยังไม่มีรัฐมนตรีท่านใดที่แก้ปัญหาของสกร.อย่างจริงจังสักที
และภาพที่เราคุ้นชิน คือการที่คณะครู สกร. ต้องมาเรี่ยไรเงินจากประชาชน คนแถวๆนั้น ให้ช่วยกันทอดผ้าป่าการศึกษา เพื่อซ่อมแซมอาคารเรียน ปรับปรุงต่างๆ หรือใช้เป็นเงินสำรองในกิจการต่างๆ ที่ สกร.ไม่สามารถเบิกได้จากต้นสังกัด ทำให้เหมือนว่า สกร.ถูกทอดทิ้ง
ลูกเกดอยากเห็นการบริหารงานของรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เอาจริงเอาจัง กับการแก้ปัญหาทั้งหมด และขอตั้งคำถามไปยังท่าน รมช.ที่กำกับดูแล สกร.ว่า
‘ท่านกล้าหาญพอที่จะแก้ไขปัญหานี้จริงๆหรือไม่?
หรือว่า ท่านเกรงกลัวอิทธิพลจากคนในกระทรวง จนต้องปิดตาข้างนึง และปล่อยให้ปัญหาค้างคาไปอีก”
และขอให้ท่านรมช.ช่วยแถลงถึงแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวทันที เพื่อให้สังคมช่วยกันตรวจสอบเบื้องลึกเบื้องหลังของปัญหา อันจะเป็นประโยชน์แก่ผู้เรียนใน สกร. และประโยชน์ต่อประชาชนที่จ่ายภาษี ที่หวังจะยกระดับการศึกษาไทยให้เจริญกว่านี้ค่ะ

https://www.facebook.com/Pavitra.pplethai/posts/973816701835389



ผลงานชิ้นใหม่ของ Banksy ควรมาอยู่ที่หน้ารัฐสภาประเทศไทยด้วย


Thasnai Sethaseree 
13 hours ago
·
ผลงานชิ้นใหม่ของ Banksy
ชายในชุดสูทก้าวเดินอย่างมั่นใจ เสมือนกำลังก้าวพ้นจากแท่นอนุสาวรีย์และพร้อมจะล่วงหล่นลงไปกับพื้น ใจกลาง Waterloo Place นครลอนดอน ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งอยู่ท่ามกลางอนุสาวรีย์ สถาปัตยกรรมคลาสสิคและประวัติศาสตร์ของกษัตริย์ แต่ผืนธงที่เขาถือกลับปลิวมาปิดหน้าตาเขาจนมองไม่เห็นทางที่เดิน Banksy สั่นสะเทือนโลกด้วยผลงานที่สะท้อนโครงสร้างของการเมืองแบบชาตินิยม
พื้นที่นี้ไม่ใช่ฉากหลังธรรมดา มันคือพื้นที่ที่รัฐใช้เล่าเรื่องความยิ่งใหญ่ของตนผ่านร่างของวีรบุรุษ การที่รูปปั้นนี้ไปยืนอยู่ตรงนั้นจึงไม่ใช่เพียงการแสดงผลงาน แต่มันคือการแทรกคำถามเข้าไปในภาษาของอำนาจ และที่สำคัญยิ่งกว่า รูปปั้นนี้กำลังก้าว “ลงจากแท่น” ในขณะที่ยังมองไม่เห็นอะไรเลย
ประเด็นที่แหลมคมและทรงพลังของงานงานชิ้นนี้คือมันไม่ได้โค่นล้มอนุสาวรีย์ แต่มันเผยให้เห็นว่าอนุสาวรีย์กำลังทำงานอย่างไรกับสายตาของเรา
“ความคลั่งชาติ” ไม่เคยเริ่มจากการเกลียดคนอื่น แต่มันเริ่มจากการยอมให้สัญลักษณ์บางอย่างมีอำนาจเหนือความจริง เมื่อผืนธงถูกยกสูงกว่าคำถาม การวิจารณ์จะถูกทำให้เงียบงัน และเมื่อความเงียบกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคม อำนาจก็ไม่ต้องอธิบายอะไรอีกต่อไป
นักการเมืองที่โบกธงเสียงดังที่สุด ไม่ใช่คนที่ปกป้องประเทศได้ดีที่สุด แต่คือคนที่รู้ว่าธงชาติสามารถใช้แทนคำตอบทุกอย่างได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่ออะไรเลย เศรษฐกิจที่ล้มเหลวถูกกลบด้วยคำว่าชาติ ความเหลื่อมล้ำถูกทำให้หายไปด้วยคำว่าความมั่นคง และความผิดพลาดทั้งหมดถูกซ่อนอยู่ใต้ผืนผ้าที่ปลิวไหว
Banksy ไม่ได้โจมตีชาติ แต่เขากำลังเปิดให้เห็นกลไกของการใช้ชาติเป็นเครื่องมือ และเมื่อวางมันลงในพื้นที่ของอนุสาวรีย์ของรัฐ ความหมายยิ่งชัดขึ้นว่าอำนาจจำนวนมากไม่ได้ตั้งอยู่บนความจริง แต่อยู่บนการควบคุมสิ่งที่ผู้คน “มองเห็น”
พรรคการเมืองไทยจำนวนไม่น้อยไม่ได้รักชาติ แต่รัก “การใช้ชาติเป็นเกราะกำบัง” เพื่อหุบปากการตั้งคำถาม นักการเมืองที่ตะโกนคำว่าชาติบ่อยที่สุดเป็นคนที่ไม่กล้าสบตาความจริงของประเทศตัวเอง และพวกคลั่งชาติที่พร้อมจะปรบมือให้ทุกอย่าง ขอแค่มีธงอยู่ข้างหน้า ก็กำลังทำหน้าที่ไม่ต่างจากผืนผ้าที่ปิดตาคนทั้งสังคม
ถ้าธงยังถูกใช้เพื่อ“ปิดปาก”มากกว่า“ปกป้อง” มันก็ไม่ใช่สัญลักษณ์ของประเทศ แต่มันคือเครื่องมือของอำนาจ และในวันที่ทุกคนยังเงยหน้ามองธง โดยไม่ถามว่ามันกำลังพาเราไปไหน เราก็ไม่ได้ยืนอยู่ใต้สัญลักษณ์ของชาติ
เรากำลังยืนอยู่ใต้เงาของการไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยของใครบางคนที่สูบกลืนทุกอย่างเป็นความมั่งคั่งของตัวเอง
งานประติมากรรมชิ้นนี้ควรมาอยู่ที่หน้ารัฐสภาประเทศไทย

https://www.facebook.com/thasnai.sethaseree.5/posts/26736941355972859




ประติมากรรมชิ้นใหม่ของ Banksy ปรากฏขึ้นใจกลางกรุงลอนดอน… การสนทนาแบ่งออกเป็นสองฝ่ายระหว่างคำชมทางศิลปะ การตีความทางการเมือง และความประหลาดใจในเชิงโลจิสติกส์ ความเห็นที่พบมากที่สุดในหมู่นักวิจารณ์ศิลปะและผู้ใช้โซเชียลมีเดียคือ รูปปั้นนี้แสดงถึงลัทธิชาตินิยมที่ตาบอด







https://x.com/WUTangKids/status/2049905391249629471

ประติมากรรมชิ้นใหม่ของ Banksy ปรากฏขึ้นใจกลางกรุงลอนดอน…ผู้คนพูดกันอย่างไรบ้าง?

ท้องถนนในลอนดอนคึกคักไปด้วยผู้คนหลังจากประติมากรรมชิ้นใหม่ล่าสุดของ Banksy ปรากฏขึ้นใน Waterloo Place, St James’s เมื่อคืนที่ผ่านมา ศิลปินยืนยันเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 ว่าผลงานชิ้นนี้เป็นรูปปั้นชายสวมสูทขนาดเท่าคนจริงกำลังก้าวเดินอย่างมืดบอดออกจากแท่น โดยศีรษะทั้งหมดถูกคลุมด้วยธงขนาดใหญ่ที่ปลิวไสว

การสนทนาแบ่งออกเป็นสองฝ่ายระหว่างคำชมทางศิลปะ การตีความทางการเมือง และความประหลาดใจในเชิงโลจิสติกส์:

1. "ความมืดบอดของอำนาจ" (การวิเคราะห์ทางการเมือง)

มุมมองที่พบบ่อยที่สุดในหมู่นักวิจารณ์ศิลปะและผู้ใช้โซเชียลมีเดียคือ รูปปั้นนี้แสดงถึงลัทธิชาตินิยมที่มืดบอด

สารที่ต้องการสื่อ: หลายคนมองว่ามันเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำหรือพลเมืองสมัยใหม่ที่ยึดติดกับธงของตนเองมากเกินไปจนกำลังเดินตกหน้าผาในเชิงเปรียบเทียบ

บริบท: ผู้สังเกตการณ์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้งในตำแหน่งที่ตั้งของรูปปั้นนี้ ตั้งอยู่ท่ามกลางอนุสรณ์สถานแห่งประวัติศาสตร์จักรวรรดิอังกฤษ รวมถึงรูปปั้นของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล และอนุสรณ์สถานสงครามไครเมีย

2. "เซอร์ไพรส์ที่น่ายินดี" (ปฏิกิริยาของประชาชน)

ไม่เหมือนกับภาพจิตรกรรมฝาผนังหลายชิ้นของเขาที่ถูกลบหรือปิดกั้นอย่างรวดเร็ว การตอบรับเบื้องต้นจากชาวลอนดอนนั้นเป็นไปในเชิงบวกอย่างท่วมท้น:

กระแสความสนใจ: ฝูงชนเริ่มมารวมตัวกันตั้งแต่เช้าวันพุธ โดยหลายคนสังเกตเห็น "พลังแห่งอนุสรณ์สถานขนาดใหญ่" ของชิ้นงานนี้

มุมมองของนักเรียน: แฟนๆ รุ่นเยาว์เรียกมันว่า "ยอดเยี่ยม" โดยสังเกตว่างานของแบงซีมักให้ความรู้สึกเหมือน "เหตุการณ์ที่มีเวลาจำกัด" ที่ผู้คนต้องไปดูให้ได้ก่อนที่มันจะหายไปหรือถูกทำลาย

3. "พวกเขาทำได้อย่างไร?" (โลจิสติกส์)

ส่วนสำคัญของการพูดคุยนั้นมุ่งเน้นไปที่ความกล้าหาญในการติดตั้ง

การปล้น: การติดตั้งรูปปั้นสไตล์บรอนซ์ขนาดใหญ่ไว้กลางเวสต์มินสเตอร์ที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย วิดีโอที่ Banksy แชร์แสดงให้เห็นทีมงานใช้รถบรรทุกพื้นเรียบและเสื้อกั๊กสะท้อนแสงเพื่อพรางตัว และสร้าง "อนุสาวรีย์ที่ไม่ได้รับอนุญาต" เสร็จภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีภายใต้ความมืด

4. ท่าทีที่น่าประหลาดใจของสภา

แตกต่างจากแนวทาง "รื้อก่อน ถามทีหลัง" ตามปกติ สภาเมืองเวสต์มินสเตอร์ให้การสนับสนุนเป็นอย่างมาก พวกเขาขนานนามประติมากรรมชิ้นนี้ว่าเป็น "ส่วนเติมเต็มอันโดดเด่นให้กับแวดวงศิลปะสาธารณะที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาของเมือง" และได้มีการติดตั้งรั้วกั้นเพื่อความปลอดภัยเพื่อปกป้องผลงานชิ้นนี้ไว้ เพื่อให้สาธารณชนยังคงสามารถเข้าชมได้ต่อไปในขณะนี้






New Banksy sculpture appears overnight in #London

วันนี้ชาวลอนดอนตื่นขึ้นมาพบกับรูปปั้นปริศนาชิ้นใหม่ รูปปั้นแสดงภาพชายคนหนึ่งถูกธงชาติบดบังสายตาขณะเดินตกจากหน้าผา ผู้เชี่ยวชาญเชื่อมโยงผลงานชิ้นนี้กับแบงค์ซี และเสนอแนะว่ามันเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ลัทธิชาตินิยม เจมส์ พีค ผู้สร้างพอดแคสต์ซีรีส์ The Banksy Story ของ BBC อธิบายผลงานชิ้นนี้อย่างง่ายๆ ว่า “มันเป็นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับชายผู้หยิ่งยโส ผู้มีอำนาจ ตบอก ที่ถูกธงชาติบดบังสายตาอย่างสิ้นเชิง” ฮูเบิร์ต คิซิเอล จาก TVP World มีรายงานล่าสุดเกี่ยวกับงานศิลปะชิ้นใหม่นี้

https://www.youtube.com/shorts/Y19BVWxkDHc






 

หลังตรวจพบเชื่อมโยงรถ กอ.รมน. กับการลอบสังหาร ปรากฎไอโอระบาดในพื้นที่ทันที ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน แม้กองทัพมักปฏิเสธการทำไอโอ แต่มีหลักฐานบ่งชี้มากมาย ว่ามีการทำไอโอโดยกองทัพ กองทัพต้องออกคำสั่งห้ามทำไอโอ


กองทัพต้องออกคำสั่งห้ามทำไอโอ ร่วมแถลงข่าวกรณีลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ 30/04/69

นาวาโท กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ

Apr 30, 2026

https://www.youtube.com/watch?v=Y_pEaVZm8LU


กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ
Yesterday
·
[กองทัพต้องออกคำสั่งห้ามทำไอโอ]
ร่วมแถลงข่าวกรณีลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์
หลังตรวจพบเชื่อมโยงรถ กอ.รมน. กับการลอบสังหาร ปรากฎไอโอระบาดในพื้นที่ทันที ต่อเนื่องถึงปัจจุบัน
แม้กองทัพมักปฏิเสธการทำไอโอ แต่ผมเคยรับการอบรมการทำไอโอ และเคยอยู่ในหน่วยที่มีการทำไอโอ และมีหลักฐานบ่งชี้มากมาย ว่ามีการทำไอโอโดยกองทัพ
หากกองทัพมีความจริงใจ ต้องออกคำสั่งห้ามทำไอโอในกองทัพ และ กอ.รมน. เพื่อนำทหารที่ทำไอโอมาลงโทษทางวินัย สูงสุดคือปลด เนื่องจากขัดคำสั่ง
นาย อนุทิน ในฐานะ ผอ.รมน. พล.ท.อดุลย์ ในฐานะ รมว.กห. ผบ.เหล่าทัพ และ มทภ.4 ต้องแสดงความจริงใจด้วยการออกคำสั่งห้ามดังกล่าว
.....


ชยพล สท้อนดี - Chayaphon Satondee
·
IO ภาคใต้เบี่ยงประเด็น เหตุลอบสังหาร
.
จากเหตุการณ์ลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ที่มีทรัพยากรทั้งรถและอดีตบุคลากรของรัฐเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง มีเพื่อนสส. นักข่าว นักกิจกรรม และประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจในประเด็นนี้ และพยายามติดตามเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ปรากฏว่าพวกเขากลับโดนคุกคามและด้อยค่าจนรู้สึกไม่ปลอดภัย โดยทั้งหมดนี้คือความพยายามของกลุ่ม IO ที่พยายามเบี่ยงประเด็นและกลบข่าวสำคัญที่เป็นประเด็นตั้งต้น ซึ่งก็คือข้อเท็จจริงของการลอบสังหารสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
.
กลยุทธ์ของ IO ตามที่ผมได้อภิปรายไม่ไว้วางใจไปแล้ว จะรวมถึงการด้อยค่าและสร้างภาพจำเข้าไปด้วย วิธีการคือการบรีฟว่าแต่ละเป้าหมายต้องโจมตีด้วยข้อความอะไร แล้วระดมคนเข้าไปคอมเมนต์เพื่อสร้างภาพให้คนที่ผ่านมาเห็นเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องจริง รวมถึงการเบี่ยงประเด็นบทสนทนาให้ไปสู่เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง จากการเปิดเอกสารของผม ตัวพี่ Romadon Panjor - รอมฎอน ปันจอร์ เองก็อยู่ในกลุ่ม HVT ที่เป็นเป้าหมายการโจมตีของกลุ่ม IO อยู่แล้วด้วย
.
ตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจของผมเมื่อปีที่ผ่านมา กระบวนการ IO ก็ได้หายไประยะหนึ่ง แต่ก็ได้เริ่มกลับมาในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งไทยกัมพูชา ซึ่งในช่วงนั้นเองก็ได้มีนโยบายจากส่วนกลางของกองทัพสนับสนุนให้กำลังพลทำคอนเทนต์เพื่อประชาสัมพันธ์ภารกิจของกองทัพ มีการรวมรายชื่อส่งให้ส่วนกลางทราบว่ามีกำลังพลคนไหนและใช้บัญชีโซเชียลมีเดียอะไรบ้างเพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูล มีทั้งแบบที่ต่างคนต่างทำไปจนถึงการรับประสานนโยบายจากส่วนกลางเพื่อสื่อสารตามคำสั่ง ทำให้เกิดทั้ง IO สายขาวสายดำขึ้นมากมายในช่วงนั้น
.
ผลกระทบที่ตามมา คือการเบี่ยงประเด็นความสนใจจากสิ่งที่สังคมควรพูดถึงกัน ซึ่งก็คือข้อเท็จจริงเบื้องหลังเหตุการณ์ลอบสังหารผู้แทนราษฎร โดยมีอดีตบุคลากรและรถยนต์ของหน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือ ให้ออกไปสนใจเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องและเป็นเรื่องไม่จริง พยายามเบี่ยงประเด็นออกไปด้วยข้อความที่สร้างความโกรธ ความเกลียด สร้างความชอบธรรมให้เกิดการโจมตี การคุกคาม การใส่ร้าย การใช้กำลัง จนทำให้คนที่ต้องการทำตามหน้าที่ของตัวเองต้องเกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตตัวเอง จนในที่สุดก็อาจต้องล้มเลิกความพยายามในการแสวงหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ลอบสังหารไปในที่สุด ผมเลยอยากขอให้ประชาชนทุกคนช่วยกันตั้งสมาธิ พุ่งเป้าไปที่ประเด็นใหญ่ที่เราควรตั้งคำถาม ณ ตอนนี้ คือ ความจริงของเหตุการณ์ลอบสังหารผู้แทนราษฎร และความเกี่ยวข้องของอดีตบุคลากรและรถยนต์ของกอร.มน.ว่าเข้าไปมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์นี้ได้อย่างไร

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1412458020899305&set=a.307971828014602




อิสราเอลกำลังทำลายเลบานอนตอนใต้ อเล็กซ์ ครอว์ฟอร์ด ผู้สื่อข่าวพิเศษของสกาย นิวส์ ได้รายงานข่าวจากเลบานอนตอนใต้ โดยบันทึกสิ่งที่เธอและผู้สังเกตการณ์คนอื่นๆ เห็นว่าเป็นการทำลายล้างอย่างเป็นระบบของหมู่บ้านชายแดนหลายสิบแห่ง







https://x.com/SkyNews/status/2050084092402688337

รายงานของเธอเน้นย้ำถึงปฏิบัติการที่ "กวาดล้าง" โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนไปเป็นจำนวนมากภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงขนาดของความเสียหายที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซา

ข้อค้นพบสำคัญจากรายงานของครอว์ฟอร์ด (เมษายน-พฤษภาคม 2026)

การทำลายล้างอย่างเป็นระบบ: ครอว์ฟอร์ดได้รายงานเกี่ยวกับการใช้การทำลายล้างแบบควบคุมโดยกองกำลังอิสราเอล ในเมืองและหมู่บ้าน 55 แห่งที่ถูกยึดครองในภาคใต้หลายแห่ง พื้นที่ทั้งย่านถูกทำลายราบเรียบในเวลาไม่กี่วินาทีโดยใช้ระเบิด ซึ่งมักถูกถ่ายทำและแชร์บนโซเชียลมีเดียโดยทหารเอง

การกำหนดเป้าหมายโครงสร้างพื้นฐาน: รายงานเน้นย้ำว่าการทำลายล้างไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น เส้นทางคมนาคมสำคัญของพลเรือน—รวมถึงโรงผลิตน้ำ โรงไฟฟ้า โรงเรียน และโรงพยาบาล—ได้รับผลกระทบ ทำให้พื้นที่เหล่านี้แทบจะอยู่อาศัยไม่ได้

กลยุทธ์ "เขตกันชน": จากรายงานของครอว์ฟอร์ด การกระทำเหล่านี้ดูเหมือนจะมุ่งเป้าไปที่การสร้าง "เขตกันชน" ที่ไร้ผู้คน (มักเรียกว่า "เส้นสีเหลือง") เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อยู่อาศัยกลับเข้ามา และเพื่อผลักดันกองกำลังฮิซบอลลาห์ถอยกลับจากชายแดน

ความสูญเสียพลเรือนสูง: รายงานของเธอมักรวมถึงเรื่องราวที่น่าสยดสยองเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพลเรือน โดยระบุว่ามีเด็กประมาณ 20 คนถูกฆ่าหรือได้รับบาดเจ็บทุกวันในเลบานอนขณะที่ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นตลอดเดือนมีนาคมและเมษายน 2026

พื้นที่ที่ได้รับบันทึกความเสียหาย

บินต์ จเบล
มีรายงานว่าได้รับผลกระทบมากกว่า 90% โดย 70% ของเมืองถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง รวมถึงมัสยิดใหญ่ที่มีอายุ 400 ปี

มันซูรี
ศูนย์กลางหมู่บ้านมีรายงานว่าพังทลาย มัสยิดถูกเผาและหอคอยแตก รถฉุกเฉินถูกบดขยี้

มาร์จายูน
ชาวบ้านตกอยู่ท่ามกลางการสู้รบ โรงงานผลิตน้ำที่สำคัญถูกทำลายจากการโจมตี




ทรัมป์ แสดงความคิดห็นหลังการรับฟังบรรยายสรุปจากผู้บัญชาการ CENTCOM : "เรามีทางเลือกอยู่ จะเลือกเข้าไปถล่มพวกเขาให้ย่อยยับและกำจัดให้สิ้นซากไปตลอดกาล หรือจะลองเจรจาทำข้อตกลงกันดี?... ในแง่มุมของความเป็นมนุษย์แล้ว ผมเลือกที่จะ [ทำข้อตกลง]"






https://x.com/PolymarketIntel/status/2050264031441600898

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้รับการบรรยายสรุประดับสูงจากพลเรือเอกแบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) การบรรยายสรุปดังกล่าวได้ระบุถึงยุทธศาสตร์ทางทหารใหม่ที่อาจเกิดขึ้นกับอิหร่าน ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อกดดันเตหะรานท่ามกลางข้อพิพาทที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซและการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ประธานาธิบดีทรัมป์ได้สรุปทางเลือกปัจจุบันของรัฐบาลต่อผู้สื่อข่าวภายนอกทำเนียบขาวว่า

"เราต้องการที่จะไปถล่มพวกมันให้ราบคาบและกำจัดพวกมันให้สิ้นซาก หรือเราต้องการที่จะพยายามเจรจาต่อรอง — นั่นคือทางเลือก"

องค์ประกอบสำคัญของนโยบาย

แนวทางทางทหาร ("ถล่มพวกมันให้ราบคาบ"): การบรรยายสรุปของ CENTCOM นำเสนอแผนการโจมตี "ระยะสั้นและทรงพลัง" โดยมุ่งเป้าไปที่ทรัพย์สินทางทหาร โครงสร้างพื้นฐานของผู้นำ และระบบป้องกันเชิงยุทธศาสตร์ของอิหร่าน รายงานระบุว่า ตัวเลือกเพิ่มเติมรวมถึงการยึดครองบางส่วนของช่องแคบฮอร์มุซโดยใช้กำลังภาคพื้นดินและปฏิบัติการพิเศษเพื่อรักษาความปลอดภัยของคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง

เส้นทางการทูต ("ทำข้อตกลง"): ทรัมป์กล่าวว่าบน "พื้นฐานมนุษยธรรม" เขาต้องการหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งทางทหาร อย่างไรก็ตาม เขากล่าวทันทีว่าเขาปฏิเสธข้อเสนอล่าสุดของอิหร่านที่ส่งผ่านผู้ไกล่เกลี่ยชาวปากีสถาน โดยอ้างว่าข้อเรียกร้องของอิหร่านนั้นยอมรับไม่ได้ และผู้นำของอิหร่าน "แตกแยก" และไม่เป็นเอกภาพเกินกว่าจะเจรจาได้อย่างน่าเชื่อถือ

แรงกดดันทางเศรษฐกิจ: การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ยังคงเป็นเสาหลักสำคัญของอำนาจต่อรองของรัฐบาล แม้ว่าข้อจำกัดดังกล่าวจะทำให้เส้นทางการขนส่งพลังงานทั่วโลก โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ อยู่ภายใต้ความกดดันอย่างหนักและทำให้ราคาพลังงานทั่วโลกสูงขึ้น




ดูเหมือนว่าทรัมป์จะไม่ปฏิบัติตามกรอบเวลา 60 วันที่กำหนดให้ประธานาธิบดีต้องขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเพื่อประกาศสงคราม โดยอ้างว่า "การสู้รบได้ยุติลงแล้ว" ในทางเทคนิค เพราะไม่มีการยิงตอบโต้กันโดยตรง (มีการพักรบ)









https://x.com/CBSNews/status/2050275602725282037

สถานการณ์ได้เดินทางมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญในทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เมื่อเส้นตายในวันที่ 1 พฤษภาคม 2026 ได้ล่วงเลยไปแล้ว ขณะนี้รัฐบาลของทรัมป์กำลังใช้กลยุทธ์ทางกฎหมายเฉพาะเจาะจงเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัด 60 วันที่กำหนดไว้ในมติว่าด้วยอำนาจในการทำสงคราม (War Powers Resolution) ปี 1973

แทนที่จะขอขยายเวลาอย่างเป็นทางการออกไปอีก 30 วัน หรือขออนุมัติการใช้กำลังทหาร (AUMF) ทางรัฐบาลกลับโต้แย้งว่านาฬิกานับถอยหลัง 60 วันนั้นได้ถูก "รีเซ็ต" หรือ "หยุดชั่วคราว" ลงแล้วอย่างมีผลในทางปฏิบัติ

กลยุทธ์ปัจจุบันของรัฐบาล

ข้ออ้างเรื่อง "การยุติการสู้รบ": เมื่อวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ส่งจดหมายถึงไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำระดับสูงในวุฒิสภา โดยอ้างว่า "การสู้รบ" กับอิหร่านนั้นได้ยุติลงแล้วในทางเทคนิค

ช่องโหว่เรื่องการหยุดยิง: พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และที่ปรึกษาทางกฎหมายประจำทำเนียบขาว โต้แย้งว่าเนื่องจากไม่มีการยิงตอบโต้กันโดยตรงนับตั้งแต่มีการหยุดยิงเมื่อวันที่ 7 เมษายน ดังนั้น "นาฬิกา" ทางกฎหมายจึงหยุดเดินแล้ว ด้วยตรรกะนี้ การโจมตีใดๆ ที่เกิดขึ้นในอนาคตจะถือเป็นการปฏิบัติการ "ครั้งใหม่" ไม่ใช่การสานต่อจากการรณรงค์ทางทหารเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

นิยามของคำว่า "สงคราม": รัฐบาลได้หลีกเลี่ยงการใช้คำว่า "สงคราม" ในเอกสารทางกฎหมายมาโดยตลอด โดยเลือกใช้ถ้อยคำอื่นแทน เช่น "ปฏิบัติการแบบจำกัดวง" หรือ "การเคลื่อนไหวทางทหาร" เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายที่กำหนดให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

ก้าวต่อไปจะเป็นอย่างไร?

การ "หยุดชั่วคราว" ของการสู้รบนั้นเป็นสถานการณ์ที่เปราะบาง และความขัดแย้งทางกฎหมายนี้มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้นในหลายรูปแบบ ดังนี้:

1. ความขัดแย้งทางรัฐธรรมนูญ

หากมีการกลับมาปฏิบัติการทางทหารอีกครั้งโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า 48 ชั่วโมงรอบใหม่ หรือหากสหรัฐฯ ยังคงมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อไป (ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายคนนิยามว่าเป็น "การสู้รบ") คาดว่าพรรคเดโมแครตและกลุ่มสมาชิกพรรครีพับลิกันกลุ่มเล็กๆ (นำโดยวุฒิสมาชิก Rand Paul และ Susan Collins) จะออกมาโต้แย้งว่าประธานาธิบดีกำลังละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลางอย่างชัดแจ้ง ซึ่งสถานการณ์นี้อาจนำไปสู่:

การฟ้องร้องดำเนินคดี: กลุ่มสิทธิพลเมืองหรือสมาชิกสภาคองเกรสอาจพยายามยื่นฟ้องรัฐบาล แม้ว่าในทางประวัติศาสตร์แล้ว ศาลมักจะลังเลที่จะเข้าแทรกแซงในประเด็นที่เป็น "คำถามทางการเมือง" เกี่ยวกับสงครามก็ตาม
การตัดงบประมาณ: รัฐบาลได้ใช้จ่ายงบประมาณไปกับความขัดแย้งนี้แล้วเป็นจำนวนเงินโดยประมาณ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอาจพยายามใช้ "อำนาจในการควบคุมงบประมาณ" เพื่อขัดขวางคำขอเงินทุนเพิ่มเติมสำหรับการปฏิบัติการในอิหร่านในอนาคต

2. วงจร "การยับยั้ง"

แม้ว่าสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะผ่านมติอำนาจสงครามฉบับใหม่เพื่อบังคับให้ถอนกำลัง แต่ประธานาธิบดีได้ส่งสัญญาณว่าจะใช้สิทธิ์ยับยั้ง เนื่องจากต้องใช้เสียงข้างมากสองในสามเพื่อล้มล้างการยับยั้ง และการลงคะแนนในปัจจุบันส่วนใหญ่แบ่งตามแนวพรรคการเมือง ฝ่ายบริหารจึงน่าจะมีข้ออ้างทางการเมืองที่จะดำเนินการปฏิบัติการต่อไปได้อย่างไม่มีกำหนด

3. การเปลี่ยนไปสู่สงคราม "เขตสีเทา"

เพื่อป้องกันไม่ให้ "นาฬิกา" เริ่มเดินใหม่ สหรัฐฯ อาจเปลี่ยนไปใช้ปฏิบัติการทางทหารทางอ้อมมากขึ้น ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ "การสู้รบ" ที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติปี 1973 เช่น:

การปฏิบัติการทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น

การสนับสนุนด้านข่าวกรองและโลจิสติกส์สำหรับการโจมตีของอิสราเอล

การโจมตี "ป้องกันตนเอง" ที่รายงานว่าเป็นเหตุการณ์โดดเดี่ยวมากกว่าการรณรงค์

หมายเหตุ: มติอำนาจสงครามอนุญาตให้ขยายเวลาได้เพียง 30 วันเท่านั้น หากประธานาธิบดีรับรองเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจำเป็นต้องใช้เวลาดังกล่าวเพื่อ "การถอนกำลังทหารอย่างปลอดภัย" เนื่องจากฝ่ายบริหารปฏิเสธที่จะเรียกสิ่งนี้ว่าการถอนกำลังทหาร จึงได้ปฏิเสธที่จะใช้ข้อกำหนดเฉพาะนี้

ตารางสรุป: กำหนดเวลาสำคัญและสถานะ

28 ก.พ. 2026
การโจมตีอิหร่านระลอกแรก
เริ่มเกิดการสู้รบ

2 มี.ค. 2026
การแจ้งอย่างเป็นทางการต่อสภาคองเกรส
เริ่มนับถอยหลังกรอบเวลา 60 วัน

7 เม.ย. 2026
เริ่มมีผลบังคับใช้การหยุดยิง
ฝ่ายบริหารอ้างว่ามีการ "หยุดพัก" การนับเวลาชั่วคราว

1 พ.ค. 2026
ครบกำหนดเส้นตาย 60 วัน
ฝ่ายบริหารอ้างว่าการสู้รบได้ "ยุติลงแล้ว"




ฮือฮากันมากเมื่อ โซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ประกาศว่า เขาจะขอให้พระเจ้าชาร์ลส์คืนเพชรโคอินูร์อันล้ำค่าที่ถูกอังกฤษขโมยไปในยุคอาณานิคม ระหว่างการเสด็จเยือนนิวยอร์ก เพชรหนัก 105 กะรัต ขนาดเท่าไข่ไก่ ปัจจุบันอยู่บนมงกุฎของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ


Pipob Udomittipong 
10 hours ago
·
ฮือฮากันมากเมื่อ โซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ประกาศว่า เขาจะขอให้พระเจ้าชาร์ลส์คืนเพชรโคอินูร์อันล้ำค่าที่ถูกอังกฤษขโมยไปในยุคอาณานิคม ระหว่างการเสด็จเยือนนิวยอร์ก
เพชรหนัก 105 กะรัต ขนาดเท่าไข่ไก่ ปัจจุบันอยู่บนมงกุฎของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ ซึ่งได้สวมมงกุฎนี้ในพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์จอร์จที่ 6 พระสวามีในปี 1937 แต่ในพิธีราชาภิเษกของสมเด็จพระราชินีคามิลลา พระองค์ไม่ได้สวมมงกุฎที่มีเพชรดังกล่าว
ทั้งนี้เพราะความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการทูตกับอินเดีย รวมทั้งปากีสถาน อัฟกานิสถาน และอิหร่าน ซึ่งต่างก็อ้างกรรมสิทธิ์เหนือเพชรดังกล่าว โดยกล่าวหาว่าเป็นสมบัติที่ถูกขโมยไประหว่างการปกครองของอังกฤษ
และประเด็นสำคัญคือ แม้แต่พระเจ้าชาร์ลส์ก็ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ที่จะคืนเพชรให้กับประเทศที่ร้องขอได้ เพราะเพชรดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องราชกกุธภัณฑ์ “Crown Jewels” ซึ่งเป็นสมบัติของแผ่นดิน ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ รัฐบาลอังกฤษต้องเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องนี้ กษัตริย์ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องนี้อย่างแน่นอน
มันจะยุ่งมากถ้าทรัพย์สินเหล่านี้ตกเป็น “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” ว่ามั้ย?
หมายเหตุ Mahmood Mamdani พ่อของมัมดานี เป็นนักวิชาการและนักประวัติศาสตร์ที่เชี่ยวชาญด้านการศึกษาการเมืองในแอฟริกาและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิเคราะห์ผลกระทบอย่างยาวนานของการปกครองในระบอบอาณานิคม งานเขียนของเขาเกี่ยวข้องกับการต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมทั้งนั้น เขาเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ลูกก็คงได้รับอิทธิพลมาจากพ่อ
https://www.nytimes.com/.../kohinoor-diamond-india...

https://www.facebook.com/photo?fbid=10164082592261649&set=a.10150096728651649


https://www.facebook.com/watch/?v=1678466060135408


“ราษฎรยังคงตรากตรำทำงานหนัก ประเทศพัฒนาได้ด้วยหยาดเหงื่อ แรงกาย แรงใจของสามัญชน” จดหมายของเก็ท โสภณ เนื่องในวันแรงงานสากล


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
18 hours ago
·
“ราษฎรยังคงตรากตรำทำงานหนัก ประเทศพัฒนาได้ด้วยหยาดเหงื่อ แรงกาย แรงใจของสามัญชน” จดหมายของเก็ท โสภณ เนื่องในวันแรงงานสากล
.
.
เมื่อวันที่ 29 เม.ย. 2569 “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เขียนจดหมายเนื่องในโอกาสวันแรงงานสากล (1 พ.ค.) ในหัวข้อ “ภวังค์ของคนต่ำต้อย” โดยได้หยิบยกแรงบันดาลใจจากกลไกการปลูกฝังความเชื่อในภาพยนตร์เรื่อง Inception มาสะท้อนภาพการจัดตั้งมายาคติอันสลับซับซ้อนที่กลุ่มชนชั้นปกครองใช้เพื่อทำให้ประชาชนติดอยู่ในความฝันที่ถูกสร้างขึ้น
.
นอกจากนี้ เก็ทยังอธิบายถึง ‘ความฝันหลายชั้น’ ว่าชั้นแรก ๆ มักจะเริ่มจากการที่ผู้นำสถาปนาตัวเองเป็นเจ้า และเทวดา โดยอาศัยโครงสร้างความเชื่อทางศาสนา และเริ่มสร้างเครือข่ายอำนาจผ่านทางสายโลหิต จนทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าตนเองต่ำต้อย และอ่อนแอ
.
ท้ายของจดหมายฉบับนี้ ยังเน้นย้ำว่าประชาชนสามารถปกครองตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องมีศูนย์รวมใจจากเทวดาคนไหน พร้อมทั้งพูดถึงวันสำคัญต่าง ๆ ในเดือน พ.ค. ที่เกี่ยวข้องกับการตื่นรู้และการต่อสู้ของประชาชน

—-----------------------------------------------------------
.
”ภวังค์ของคนต่ำต้อย“

หากใครเคยดูหนังเรื่อง “Inception” ของคริสโตเฟอร์ โนแลนด์ (Christopher Nolan) ก็คงนึกภาพการจัดตั้งทางความเชื่อออก ในหนังเรื่องนี้การจัดตั้งความเชื่อได้ต้องเข้าไปในความฝันที่อยู่ในความฝัน ที่อยู่ในความฝันลึกลงไปหลายชั้น เงื่อนไขคือ ห้ามให้ผู้ถูกจัดตั้งรู้ว่าตนกำลังถูกปลูกฝังความเชื่อเข้าไป ไม่เช่นนั้นการจัดตั้งความเชื่อจะล้มเหลว ดูเป็นเรื่องราวที่เกินจริง แต่เราแน่ใจได้อย่างไรว่าขณะนี้เราอยู่กับความจริง ไม่ได้ฝันอยู่ ขณะที่คุณอ่านจดหมายฉบับนี้คุณตื่นอยู่หรือเปล่า?

เรื่องราวในความฝันของภาพยนตร์เรื่องนี้ จะดำเนินไปโดยเราจะไม่รู้ตัวเลยว่าเราหลับอยู่ จนกระทั่งตระหนักว่าสิ่งที่เผชิญในภวังค์นั้นขัดกับความจริงที่เป็นอยู่ จังหวะที่เราจะตระหนักรู้นั้น คือจังหวะที่เรารู้ว่าตัวเองกำลังฝันอยู่
.
เรื่องราวที่ผมจะเล่าต่อจากนี้ คือตัวอย่างหนึ่งของการจัดตั้งความเชื่อที่ ‘ผู้จัดตั้ง’ คือ กลุ่มชนชั้นหนึ่ง ส่วน ‘ผู้ถูกจัดตั้ง’ คือ ประชาชนในประเทศของเขาเอง กระบวนการจัดตั้งความเชื่อดังกล่าวถูกก่อการอย่างสลับซับซ้อน และผ่านการบ่มเพาะมานานหลายร้อยปี ในหนังเรื่องนั้นของโนแลน การจัดตั้งให้คน ๆ เดียวว่ายากแล้ว แต่นี่คือการจัดตั้งให้แก่คนจำนวนมากจากรุ่นสู่รุ่น
.
ฝันชั้นที่ 1 เริ่มตั้งแต่สมัยโบราณที่มีคนหมู่คณะหนึ่งสามารถรวมชุมชนเป็นปึกแผ่นได้ ผู้นำของหมู่คณะนี้ได้สถาปนาตนเป็นเจ้าของชุมชน แต่การจะเป็นอภิสิทธิ์ชนที่สถาพร ต้องมีบารมีให้คนในชุมชนศรัทธา เขาจึงได้นำเรื่องราวทางศาสนาและความเชื่อมาผูกร้อยกันเป็นเรื่องราวว่า การมาอยู่เหนือคนในชุมชนได้นั้นเป็นเพราะบุญญาธิการ เขาคือเทวดาเดินดิน ผู้นำคนนี้มีชั้นเชิงการปกครอง หากเขายกตนเป็นเทวดาองค์เดียว คนอาจเข้าใจผิดว่าเขาเป็นลัทธิหรือศาสดา เขาจึงมอบอำนาจให้แก่หมู่คณะของตนด้วย
.
ฝันชั้นที่ 2 หมู่ผู้ครองอำนาจ ได้สร้างโครงข่ายอำนาจอันสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น มีการสร้างพิธีกรรมและความเชื่อแฝงไว้ในวิถีชีวิตของประชาชน เขาถึงกับรักษาสายโลหิตของพวกตัวเองไว้เพื่อการเซฟโซนกันเองในเครือญาติ โดยมองว่าเลือดของเขาสูงส่งกว่าสามัญชน ในระหว่างที่เวลาผ่านการช่วงชิงตำแหน่งผู้นำก็มีเรื่อยมา พร้อมกับการสร้างเรื่องราวให้ผู้นำแต่ละคนดูมีความชอบธรรมในการปกครอง
.
ฝันชั้นที่ 3 เป็นฝันของคนรุ่นหลัง คนรุ่นถัดมาได้รับรู้เรื่องราวความฝันชั้นที่ 1 และ 2 จากประวัติศาสตร์ที่คณะผู้นำตั้งขึ้นและจากคำบอกกล่าวของคนรุ่นก่อน เมื่อความรุ่งเรืองของวิทยาศาสตร์มาถึง การอ้างความเชื่ออย่างเดียวเริ่มไม่พอ ผู้นำและองคาพยพจึงได้อ้างบุญคุณของบรรพบุรุษตน และยังอ้างต่อว่าจะสานต่อปณิธานของผู้เป็นพ่อแม่และปู่ย่าตายายทวดของพวกเขา
.
และเมื่อพูดถึงฝันชั้นที่ 4, 5, 6 และลึกลงไปอีก ยิ่งเวลาผ่านไปการจัดตั้งมายาคติยิ่งซับซ้อนขึ้นอีก พูดกันตามตรง การเรียบเรียงของผมอาจมีบางส่วนที่เล่ารายละเอียดตกหล่นด้วยซ้ำ เมื่อเวลาผ่านไปโครงสร้างที่เจ้าของชุมชนวางไว้จะยิ่งเข้มแข็งขึ้น หากใครคนไหนเห็นต่าง ก็มีท่าทีตื่นจากภวังค์และพยายามปลุกผู้คนให้ตื่น เขาผู้นั้นจะถูกปราบปราม ถูกพันธนาการด้วยเงื่อนไขที่ทำให้เมื่อตื่นแล้วก็ต้องอยู่อย่างเงียบ ๆ
.
แน่นอนว่าอำนาจนั้นเย้ายวนใจ คนจำนวนไม่น้อยจึงเผลอไผลขายความเป็นมนุษย์ของตน เอาหัวไปคลุกละอองฝุ่นใต้เท้าเจ้านาย โดยหวังว่าบารมีของสมมติเทพจะติดศีรษะมาบ้าง นับวันอภิสิทธิ์ชนยิ่งขูดเลือดขูดเนื้อชาวบ้านแล้วปาเศษเงินที่เขาปล้นไปจากเรามาให้พวกเรา แล้วกล่าวชมตัวเองว่าเป็นคนดีมีเมตตา
.
ยิ่งเวลาผ่านไปมายาคติยิ่งฝังรากลึก ปวงประชาในประเทศนั้นก็จะเชื่อว่าตนเป็นเพียงคนตัวเล็กตัวน้อยอ่อนแอ เกินกำลังกว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลง เชื่อว่าประชาชนไม่อาจยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง โดยไม่มีสถาบันของสมมติเทพคอยพยุงไว้

โทมัส เพน (Thomas Paine) กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง ‘สามัญสำนึก (common sense)’ ว่าการปกครองโดยสืบทอดอำนาจจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูกเป็นทอด ๆ นั้นมีปัญหา เพราะเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ลูกไม้จะหล่นไม่ไกลต้น พ่อทำมาดีไม่ได้หมายความว่าลูกจะทำได้ดีต่อไปด้วย
.
จากกรณีตัวอย่างที่ผมเล่า ประชาชนในประเทศสมมตินั้น ควรยุติมายาคติด้วยความจริง มนุษย์ปุถุชนจะเป็นเทวดาได้อย่างไร ในเมื่อเขาก็เกิดและตายไม่ต่างจากเรา สายโลหิตของเขาสูงมาจากไหน ในเมื่อกรีดเลือดออกมาก็เป็นสีแดงไม่ต่างจากประชาชนทั่วไป

อาจจริงอยู่ที่บรรพบุรุษของเขารวมบ้าน ปกปักเมืองให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง และบรรพบุรุษของประชาชนไม่ได้เข้าร่วมในภารกิจนั้น หรือตลอดกาลเวลาที่ผ่านมา ราษฎรยังคงตรากตรำทำงานหนัก ประเทศพัฒนาได้ด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย แรงใจของสามัญชน ในขณะที่ปัจจุบันอภิสิทธิ์ชนนอนกินเฉยชาอย่างฟุ่มเฟือยในวันที่ผู้คนทุกข์ยากก็เห็นจะมีแต่พวกพวกเขาที่ใช้ชีวิตปกติสุข
.
หากประชาชนหันหน้าเข้าหาความจริงก็จะพบว่า ตั้งแต่อดีตเป็นต้นมา คนที่ขับเคลื่อนประเทศสร้างชาตินั้น ไม่ได้มีเพียงผู้มีอำนาจเพียงหยิบมือ แต่คือประชาชน
.
เมื่อเข้าใจโครงสร้างลำดับเหตุไปถึงผลได้ เราก็จะพบว่าประเทศนี้ ประชาชนปกครองตนเองได้โดยไม่ต้องยืมมือของเทวดาชั้นฟ้าที่ไหนมาเป็นศูนย์รวมใจ เมื่อตื่นจากภวังค์แล้วประชาชนในประเทศนั้นก็คงตอบได้ว่าควรรักษาสถานะ วรรณะ ชนชั้น เช่นนี้ไว้ชั่วกาลหรือ
.
ที่ผมพูดมาประเทศนั้นคงไม่เหมือนประเทศไทยสักเท่าไหร่ เพราะบ้านเมืองเราเจริญแล้ว จริงไหม?
.
สำหรับการเขียนจดหมายฉบับนี้ ขอขอบคุณแรงบันดาลใจจาก คริสโตเฟอร์ โนแลนด์, โทมัส เพน, กุหลาบ สายประดิษฐ์ ประชาชนทุกคนที่ตื่นรู้ และต่อสู้ให้สังคมหลุดพ้นจากภวังค์ เดือนพฤษภาคมนี้มีวันสำคัญอันเป็นหมุดหมายให้ใช้สำหรับปลุกผู้คนให้ตื่นจากความหลงเชื่อว่าตนเองนั้นต้อยต่ำ

เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม วันแรงงาน
วันที่ 5 พฤษภาคม วันเสียชีวิตของจิตร ภูมิศักดิ์
วันที่ 14 พฤษภาคม ครบรอบ 2 ปีการเสียชีวิตของคุณเนติพร
วันที่ 18 พฤษภาคม วันรำลึกเหตุการณ์ที่กวางจูประเทศเกาหลีใต้
วันที่ 19 พฤษภาคม ครบรอบวันรำลึกการสังหารหมู่คนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์
และวันที่ 31 พฤษภาคม วันเสียชีวิตของครูครอง จันดาวงศ์ ผู้ประกาศกล้องอย่างกล้าหาญในวินาทีสุดท้ายของชีวิตว่า “ศักดินาจงพินาศ ประชาราษฎร์จงเจริญ”

.
ขอจบจดหมายฉบับนี้ด้วยการสวัสดี และสุขสันต์วันแรงงานนะครับ
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง

https://www.facebook.com/photo?fbid=1377027740934359&set=a.656922399611567




ภาพการประท้วงวัน May Day 2026







 

ประวัติศาสตร์ประชาชน : จะเป็นอย่างไรเมื่อมีใครสักคนลุกขึ้นมาเทสต์ระบบเรื่อง ‘สิทธิแรงงาน’ ในวันที่บรรยากาศสังคมยังไม่เปิด ชวนย้อนดูวีรกรรมสุดตึงของผู้ที่ได้รับการขนานนามว่า ‘วีรบุรุษคนแรกของขบวนการกรรมกรไทย’ ที่บอกเลยว่ามีเรื่องพีกที่ใครก็คาดไม่ถึง!!

https://www.facebook.com/watch/?v=1452143846104887