วันเสาร์, มิถุนายน 06, 2569

“เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ไทยหลงเข้าไปเล่นในยุทธศาสตร์ของกัมพูชา” เมื่อยกเลิก ‘เอ็มโอยู’ ๔๔ จนได้ อาจเจอประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแบบเขาพระวิหาร

มัวแต่ดูนักวิชาการฟัดกันเพลิน แถมมีพวกเทือกเดียวกันช่วยผสมโรงสนุกใหญ่ เดี๋ยวเผลอปล่อยให้นักชาตินิยมพารัฐบาลสีน้ำเงินเข้ารกเข้าพง กรณีพิพาทชายแดนกับเขมร จนอาจเจอประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแบบเขาพระวิหาร

“เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ไทยหลงเข้าไปเล่นในยุทธศาสตร์ของกัมพูชา” อจ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ ชวนให้หันไปจับตาดูความเสียหายที่จะตามมา จากการที่รัฐบาลดำเนินการยกเลิก เอ็มโอยู ข้อตกลงเมื่อปี ๒๕๔๔ จนได้ เพราะแรงดันของขบวนการคลั่งชาติแท้ๆ

อจ.พวงทองบอกว่า กระทวงต่างประเทศน่ะรู้ดีว่ายุทธศาสตร์ของกัมพูชาจะหันไปใช้ “กลไกประนอมความภาคบังคับตาม UNCLOS...และมีตัวอย่างที่ประเทศอื่นทำกันมาจนยุติความขัดแย้งได้แล้ว” เธอว่า ยุทธศาสตร์ของกัมพูชานั้น

“เวลามีปัญหากับไทยก็คือ หันไปใช้กลไกพหุภาคี” กรณีพิพาทเขาพระวิหารเมื่อช่วงปี ๒๕๕๑ ถึง ๒๕๕๔ กัมพูชาดึงอาเซียนและสภาความมั่นคงยูเอ็น เข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย ครั้นเมื่อการเจรจาล้มเหลว กระแสชาตินิยมของทั้งสองฝ่ายก็ร้อนระอุ

“เกิดการปะทะชายแดน กัมพูชาก็นำคดีนี้กลับไปให้ ICJ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตีความคำตัดสินอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ไทยสูญเสียพื้นที่รอบปราสารทพระวิหารเพิ่มขึ้น” ซึงตอนนั้นคณะกรรมการศาลโลกประกาศให้เขาพระวิหารเป็นมรดกโลกแล้ว

รัฐบาลประชาธิปัตย์ขณะนั้นสร้างกระแสชาตินิยมโหมหนัก ว่ากัมพูชาเอาพื้นที่ทับซ้อน ๔.๖ ตาราง กม.ไปขึ้นทะเบียนรวมด้วย รณรงค์ยับยั้งการขึ้นทะเบียนมรดกโลกกันขนานใหญ่ กัมพูชาจึงนำคดีไปสู่ศาลโลก มาครั้งนี้การยกเลิก MOU ๒๕๔๔ เข้าทางเดียวกัน

กัมพูชาเชิญชวนจีน สหรัฐ และอาเซียนเข้ามาไกล่เกลี่ย แล้วประกาศว่าจะนำพื้นที่พิพาทบริเวณปราสาท ๓ หลังไปให้ศาลโลกตัดสิน แต่ไปไม่ถึงเพราะไทยไม่ได้เป็นภาคีศาลโลก แล้วแทนที่ไทยจะเจรจาทวิภาค๊ต่อไป กลับประกาศยกเลิก MOU 2544 เสียนี่

อีกอย่างขบวนการคลั่งชาติอ้างพระบรมราชโองการ เรื่องเส้นเขตแดนทางทะเลและไหล่ทวีป อันเป็นการแถลงของไทยฝ่ายเดียว “นี้มีคนแย้งแน่นอน และแย้งกันมาเยอะแล้วทั้งเมียนมาร์ อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และกัมพูชา”

พระบรมราชโองการ นั่นใช้ได้แต่ในประเทศไทยเท่านั้น นานาชาติเขาไม่ได้พินอบพิเทากับประเด็นนี้ ตราบเท่าที่ข้อตกลงระหว่างประเทศไม่ได้ครอบคลุม หากเส้นเขตแดนที่ประกาศราชกิจจาฯ มันล้ำเข้าไปเลยไหล่ทวีป “เส้นของไทยก็ต้องถอยออกมา”

(https://www.facebook.com/skymantaf/posts/22H4NTeaXyX และ https://www.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts09Zp4mQ4H)

เรื่องราวของ “หยก” เด็กอายุ 15 ปีที่ศาลออกหมายจับในคดีอาญาร้ายแรง ถูกติดตาม ถูกคุกคาม ถูกแสวงหาประโยชน์อย่างเลวร้ายจากสื่อ - รายการแบบ tell-all ควรฟังอย่างมาก

https://www.facebook.com/reel/1675592780146645

Gens Lab
12 hours ago
·
ทะลุฟีด | Beyond the feeds
EP.1
A Media Literacy Podcast
#ทะลุฟีด
#Genslab




นายโน แท-อัก ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งของเกาหลีใต้กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า เขาจะลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาบัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมทั้งกล่าวขอโทษต่อสาธารณชน


South Korea’s election chief steps down over ballot paper shortages

CNA

Jun 5, 2026

The head of South Korea's election agency is resigning to take responsibility for polling stations running out of ballot papers during local elections on Wednesday. Some voters were left waiting for hours while some left without casting their vote, sparking a public outcry. The ruling Democratic Party says it will push for a parliamentary inquiry. Lim Yun Suk reports.

https://www.youtube.com/watch?v=_xx8gX4VjvI
.....



Pipob Udomittipong 
11 hours ago
·
นายโนแทอัก ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งกลาง (NEC) ประกาศลาออกจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุการณ์บัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอในการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา นายโนกล่าวขอโทษโดยระบุว่า "ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ทำให้ประชาชนต้องกังวลจากเหตุการณ์บัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอที่เกิดขึ้นในหน่วยเลือกตั้งบางแห่ง" เอาแค่ทำให้คน “กังวล” ประธานกกต.ก็ลาออกแล้วนายโนแทอัก ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งกลาง (NEC) ประกาศลาออกจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุการณ์บัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอในการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา นายโนกล่าวขอโทษโดยระบุว่า "ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ทำให้ประชาชนต้องกังวลจากเหตุการณ์บัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอที่เกิดขึ้นในหน่วยเลือกตั้งบางแห่ง" เอาแค่ทำให้ประชาชน “กังวล” ประธานกกต.ก็ลาออกแล้ว



Paradox Diplomacy (ไทยอ้าง) MOU 44 ไม่มีความคืบหน้ามา 25 ปี จึงยกเลิก MOU เพราะกลไกทวิภาคีไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่เมื่อกัมพูชาเลือกใช้กลไก Compulsory Conciliation ภายใต้ UNCLOS ไทยกลับบอกว่า "ควรคุยกันทวิภาคีก่อน" - อ้าว !


Lak G Khundee
10 hours ago
·
Paradox Diplomacy

MOU 44 ไม่มีความคืบหน้ามา 25 ปี จึงยกเลิก MOU เพราะกลไกทวิภาคีไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่เมื่อกัมพูชาเลือกใช้กลไก Compulsory Conciliation ภายใต้ UNCLOS ไทยกลับบอกว่า "ควรคุยกันทวิภาคีก่อน"

คำถามคือ

1) ถ้าการเจรจาทวิภาคีเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพจริง ทำไมจึงยกเลิก MOU เพราะเจรจามา 25 ปีแล้วไม่คืบหน้า?

2) ถ้าการหารือทวิภาคีเป็นสิ่งที่ไทยยึดถือจริง ทำไมก่อนการประกาศยกเลิก MOU 44 จึงไม่หารือคู่ภาคีก่อน

ตั้งสติให้ดีก่อนครับ

กัมพูชามีสิทธิอันชอบธรรมที่จะขอใช้บริการ compulsory conciliation ภายใต้ UNCLOS ในฐานะภาคีไทยก็มีสิทธินั้นเช่นกัน ไม่เห็นจะต้อง blame กันเลย

UNCLOS Article 298 นั้นก็พอเข้าใจอยู่ดอกนะครับ คือ "ในกรณีที่ฝ่ายต่างๆไม่ได้บรรลุความตกลงในการเจรจาภายในระยะเวลาอันสมควร"

25 ปีถือว่านานมาก

ดังนั้นยิ่งไทยย้ำว่า "25 ปีไม่คืบหน้า" ก็ยิ่งเป็นข้อมูลที่สนับสนุนเหตุผลของกัมพูชาในการเข้าสู่กระบวนการ Conciliation มากขึ้น

หาเหตุผลไม่ได้เลยว่า จะย้ำคิดย้ำทำเรื่องนี้ไปทำไมให้มันได้อะไรขึ้นมา

Thailand argues that the 2001 MOU (MOU 44) had produced no meaningful progress for more than 25 years and therefore had to be terminated because the bilateral mechanism had failed to resolve the dispute. Yet when Cambodia chose to invoke the UNCLOS Compulsory Conciliation mechanism, Thailand's response was that "the two sides should have discussed the matter bilaterally first."

This raises two obvious questions.

First, if bilateral negotiations were truly an effective avenue for resolving the dispute, why terminate the MOU on the grounds that 25 years of negotiations had yielded no progress?

Second, if Thailand genuinely values bilateral consultation as a principle, why was Cambodia not consulted before Thailand unilaterally announced the termination of the MOU?

Let's take a step back and look at the issue calmly.

Cambodia has every legitimate right to seek compulsory conciliation under UNCLOS. As a State Party to the Convention, Thailand enjoys exactly the same right. There is little reason to blame either side for making use of a mechanism that was specifically created under international law.

The rationale behind Article 298 of UNCLOS is fairly straightforward. It applies in situations where "no agreement has been reached in negotiations between the parties within a reasonable period of time."

Twenty-five years is a very long time by any standard.

Consequently, the more Thailand emphasizes that the MOU produced no progress over a quarter of a century, the more it strengthens Cambodia's justification for seeking compulsory conciliation in the first place.

It is therefore difficult to see the logic of repeatedly stressing the failure of 25 years of negotiations while simultaneously criticizing Cambodia for turning to a dispute-settlement mechanism designed precisely for situations where prolonged negotiations have failed to produce an agreement.

What exactly is to be gained from continuing to make that argument?

NOTE: The graphic is imaginative, not authoritative

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1548118033385674&set=a.114845100046315
.....


Puangthong Pawakapan
10 hours ago
·
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ไทยหลงเข้าไปเล่นในยุทธศาสตร์ของกัมพูชา

ดิฉันไม่เชื่อหรอกว่าท่านรมต.สีหศักดิ์ และข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศของไทย จะคาดการณ์ไม่ได้ว่าเมื่อไทยยกเลิก MOU 2544 แล้วฝ่ายกัมพูชาจะหันไปใช้กลไกประนอมความภาคบังคับตาม UNCLOS – ถ้าบอกว่า กต. คาดการณ์ไม่ได้ก็จะเป็นการดูถูกกันเกินไป เพราะการประนอมภาคบังคับมีระบุไว้ในตัวบทชัดเจน และมีตัวอย่างที่ประเทศอื่นทำกันมาจนยุติความขัดแย้งได้แล้ว นักวิชาการไทยก็เตือนแล้วเตือนอีกว่าอย่าเลิก MOU 2544 แต่ กต. ก็ยังปล่อยให้รัฐบาลทำ

ดิฉันเชื่อว่า กต. รู้ยุทธศาสตร์ของกัมพูชาดี เพราะมีความขัดแย้งกันมานาน ยุทธศาสตร์ของกัมพูชาเวลามีปัญหากับไทยก็คือ หันไปใช้กลไกพหุภาคี

ตั้งแต่กรณีปราสาทพระวิหารในปี 2551-54 แล้ว กัมพูชาพยายามเชิญอาเซียน, UNSC เข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย และเมื่อกลไกเจรจาล้มเหลว กระแสชาตินิยมของทั้งสองประเทศร้อนแรงมากขึ้น เกิดการปะทะชายแดน กัมพูชาก็นำคดีนี้กลับไปให้ ICJ ตีความคำตัดสินอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ไทยสูญเสียพื้นที่รอบปราสารทพระวิหารเพิ่มขึ้น

ถ้าตอนนั้น หลังจากคณะกรรมการมรดกโลกประกาศยอมรับให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แล้วฝ่ายไทยหยุดการเคลื่อนไหว ฝ่ายชาตินิยม-รัฐบาลประชาธิปัตย์หยุดบิดเบือนว่ากัมพูชานำพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. ไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วย หยุดความพยายามที่จะถอดปราสาทพระวิหารจากสถานะมรดกโลก – กัมพูชาก็อาจจะไม่สามารถนำคดีนี้กลับไปให้ศาลโลกตีความก็ได้

ความขัดแย้งรอบนี้ก็เช่นเดียวกัน เห็นได้ชัดว่ากัมพูชาก็เป็นฝ่ายเชิญชวนประธานอาเซียน สหรัฐอเมริกา และจีนให้เข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาท, ให้มีการตั้ง ASEAN Monitoring Team และยังประกาศชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าต้องการนำพื้นที่พิพาทบริเวณปราสาท 3 หลังไปขึ้นศาลโลก – แน่นอนว่าครั้งนี้เขาทำไม่ได้ เพราะไทยไม่ได้เป็นสมาชิกศาลโลกแล้ว

ขณะที่ กต.และรัฐบาลอนุทินซึ่งยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าต้องใช้กลไกทวิภาคีในการแก้ปัญหากับกัมพูชาเท่านั้น แต่กลับตัดสินใจยกเลิกกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ ซึ่งก็คือ MOU 2544 เพื่อเอาใจพวกชาตินิยม แล้ววันนี้ไทยก็เลยต้องตกกระไดพลอยโจนเข้าสู่กลไกประนอมภาคบังคับตามกัมพูชาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลทำให้ไทยตกกระไดพลอยโจนเช่นนี้แล้ว รัฐบาลก็ต้องไม่ทำให้ประเทศไทยสูญเสียผลประโยชน์และศักดิ์ศรีในเวทีระหว่างประเทศ ต้องสื่อสารให้นานาชาติและคนในประเทศ ให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่า ไทยเป็นประเทศที่เคารพในกติการะหว่างประเทศ และต้องการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศตามกติกาสากลที่ชัดเจน ไทยไม่เคยมีเจตน์จำนงที่จะใช้กำลังทางทหารลงโทษประเทศเพื่อนบ้านที่เล็กกว่าตามที่มักปรากฏในสื่อมวลชนต่างชาติ

เห็นไหมว่าชาตินิยมทำให้เราตัดสินใจพลาดอีกแล้ว พอเตือนก็หาว่าเราเป็นพวกขายชาติ ใครกันแน่ที่ทำให้ชาติสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่า
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=27451097637847635&set=a.138005429583558




หยุดเถิดครับ เรื่องการโหนสถาบันแบบไม่เข้าเรื่อง ! เดี๋ยวจะเดือดร้อนกันใหญ่ !!

https://www.facebook.com/skymantaf/posts/1605017714964918

Analayo "Skyman" Korsakul 
19 hours ago
·
เลิกท่องเถอะครับว่าเส้นเขตแดนทางทะเลคือพระบรมราชโองการ พูดตรง ๆ มันคือการโหนสถาบันแบบไม่เข้าเรื่อง ประกาศไหล่ทวีปและเส้นในทะเลมันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเค้าใช้คำว่าพระบรมราชโองการกับเรื่องอะไรแบบนี้อยู่แล้วเพราะกษัตริย์คือประมุข ประกาศกฎหมายก็ใช้คำนี้
เพราะถ้ามันไม่ได้เส้นตามนี้ เดี๋ยวจะมีปัญหาอีก แล้วจะโวยวายว่ามีพระบรมราชโองการทำไมถึงมีคนละเมิด
เพราะเส้นเหล่านี้คือเส้นเคลมของไทย ถ้าไม่มีใครมาแย้งก็จบไป แต่กรณีนี้มีคนแย้งแน่นอน และแย้งกันมาเยอะแล้วทั้งเมียนมาร์ อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และกัมพูชา บางประเทศคุยกันได้ก็จบกันไปปรับเส้นกัน ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่อ้างว่านี่คือพระบรมราชโองการแก้ไขไม่ได้ เพราะจริง ๆ มันต้องแก้ไขได้เนื่องจากฎหมายกำหนดให้เจรจากัน แต่บางประเทศยังคุยกันไม่รู้เรื่องก็มีปัญหาถึงทุกวันนี้
การมาท่องว่านี่คือพระบรมราชโองการจะกลายเป็นสร้างปัญหาให้สถาบันไปใหญ่ โดยเฉพาะสร้างปัญหาให้คนเจรจา นี่เป็นการโหนสถาบันเกินสมควร
เพราะสุดท้ายเส้นนี้คือเส้น Maximum Claim ของไทย มันคือเส้นที่เคลมสุดเท่าที่กฎหมายจะให้ ซึ่งใคร ๆ ก็ทำแบบนี้ ใครมันจะยอมเคลมน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด
แต่ในเมื่อทุกคน Maximum Claim มันก็เกิดพื้นที่ทับซ้อน UNCLOS บอกว่ารัฐชายฝั่งถ้ามีพื้นที่ทับซ้อนก็ให้เจรจากัน เคยกันได้จะปรับยังไงก็ว่าไป ปรับไม่ได้มาเข้ากลไกที่วางไว้ จะไปอนุญาโตตุลาการ ไปศาลกฎหมายทะเล ไปศาลโลก หรืออะไรก็ว่าไป Compulsory Conciliation ก็คือหนึ่งในกระบวนการนี้
และวัดจากคนที่เคยเข้ากระบวนการต่าง ๆ มา สุดท้ายจะไม่มีใครได้เส้นที่ตัวเองลากแน่นอน มันโดนปรับแน่ จะอ้างว่านี่คือพระบรมราชโองการแล้วไม่ยอมปรับนั้นเป็นไปไม่ได้
เราอาจจะสู้ได้ว่าด้านบนของพื้นที่ทับซ้อน เส้นที่กัมพูชาลากผิด UNCLOS ซึ่งมันก็ผิดจริง ๆ เพราะมันลากชนเกาะกูด ไม่ได้คำนึงถึงเส้นฐาน ถ้ามีคนมาช่วยลาก ให้เดาก็คือเราได้พื้นที่คืนแน่ หรือมองในมุมกัมพูชาคือกัมพูชาเสื้อพื้นที่
ส่วนเส้นด้านล่าง ถ้ามีคนมาช่วยลาก เราก็ต้องถอยเยอะ เพราะตอนเราลากเราสนใจแต่เส้นฐานของเรา (เพราะเรา Maximum Claim) ไม่ได้สนใจเกาะเก่งต่าง ๆ ของกัมพูชาซึ่งสุดท้ายมันก็จะเป็นเส้นฐานของกัมพูชาที่ลากมา ดังนั้นต่อให้วัดตามหลักความยุติธรรมหรือวัดโดยใช้ Median Line ยังไงเส้นของไทยก็ต้องถอยออกมา ซึ่งมันก็ควรจะเป็นอย่างงั้น แค่เดี๋ยวจะมีคนมาตีโพยตีพายเรื่องว่าทำไมต้องถอยจากพื้นที่ที่เชื่อว่ามีแก๊สเท่านั้นเอง
ดังนั้นสุดท้าย เลิกพูดคำว่าพระบรมราชโองการซะที มันคือการโหนสถาบัน นี่ไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมในการเอาสถาบันมาเกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้ จะพูดก็บอกไปว่าไทยประกาศในราชกิจจาว่านี่คือเส้นของไทย เรายึดถือแบบนี้ แล้วถ้ามีปัญหาหรือประเด็นทางกฎหมายก็มาเจรจากันแก้ปัญหากันไป มันก็แค่นี้
#MOU44 #ชายแดนไทยกัมพูชา




คลิป #ข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคต จาก UCLA Film & Television Archive

https://www.facebook.com/reel/1561981968844692

50+
Yesterday
·
#ข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลเสด็จสวรรคต
พ.ศ. 2489 พระนคร
New King Takes Siam Thone, BKK., 1946
: UCLA Film & Television Archive
ติดตาม IG พิมพ์ค้นหา @50plusth
ติดตาม Facebook : @fiftyplusTH
ติตตาม Tiktok : https://www.tiktok.com/@fiftyplusth
.
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร เสด็จสวรรคตด้วยพระแสงปืน ขณะมีพระชนมายุได้ 20 พรรษา ทรงครองสิริราชสมบัติได้ 12 ปี และรัฐสภาลงมติเป็นเอกฉันท์อัญเชิญพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ขณะนั้นทรงดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช) ขณะมีพระชนมายุได้ 18 พรรษา ขึ้นครองราชย์สืบราชสันตติวงศ์
.
เนื้อหาข่าวกล่าวถึงปริศนาการสวรรคต ด้วยพระแสงปืนในพระที่นั่งตั้งแต่พระชนมายุเพียง 20 พรรษา นำมาซึ่งความคลุมเครือและการสืบสวนระหว่างข้อสันนิษฐานว่าเป็นการปลงพระชนม์ชีพพระองค์เอง หรือการลอบปลงพระชนม์
.
จากการสืบสวนทางการแพทย์ตอนแรกเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลจะรายงานว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่ผลการวินิจฉัยของคณะแพทย์ชี้ขาดด้วยคะแนน 18 ต่อ 1 เสียง ว่าเป็นการลอบปลงพระชนม์
.
สมเด็จพระอนุชาธิราช (ในขณะนั้น) พระชนมายุ 18 พรรษา เสด็จพระราชสมภพในประเทศสหรัฐอเมริกาและทรงศึกษาที่สวิตเซอร์แลนด์ ได้เสด็จขึ้นครองราชย์สืบต่อเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่แห่งดินแดนสยาม
.
พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลจัดพิธีทางศาสนาเพื่อไว้อาลัยและอุทิศถวายพระราชกุศลแด่พระบรมศพเป็นเวลา 100 วัน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง
.
หมายเหตุ : เสียงบรรยายจากต้นฉบับ มีความคลาดเคลื่อน เรื่องสถานที่ประสูติและอื่นๆ

https://www.facebook.com/share/v/17ZK6kL7cT/




‘แนวโน้มที่น่ากังวลของการละเมิดกฎหมาย’: ผู้เชี่ยวชาญ UN ประณามการกระทำอันโหดร้ายและบีบบังคับของทรัมป์ต่อชาวคิวบา






https://x.com/mangobeach/status/2062295356998905899
.....

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา คณะผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) 3 ท่านได้เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ “ยุติการข่มขู่ทุกรูปแบบ” ต่อคิวบา พร้อมทั้งกล่าวหาประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่ากำลังซ้ำเติม “แนวโน้มที่น่ากังวลของการละเมิดกฎหมาย” ผ่านการเตรียมการโจมตีประเทศคิวบา การตั้งข้อหาอดีตประธานาธิบดีของประเทศ และการปิดกั้นการขนส่งน้ำมันที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลให้ชาวคิวบาต้องเผชิญกับปัญหาไฟฟ้าดับและระบบสาธารณสุขที่เคยได้รับการยกย่องต้องหยุดชะงักลง

“ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงระเบียบรัฐธรรมนูญของรัฐอธิปไตยด้วยการข่มขู่และการบีบบังคับนั้น สะท้อนให้เห็นถึงแนวปฏิบัติในยุคอาณานิคม” George Katrougalos ผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านการส่งเสริมระเบียบระหว่างประเทศที่เป็นประชาธิปไตย, Zaina Jallad ผู้รายงานพิเศษด้านมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียว และ Ben Saul ผู้รายงานพิเศษด้านการต่อต้านการก่อการร้ายและสิทธิมนุษยชน กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญกลุ่มนี้ชี้ให้เห็นถึงการประกาศสิ่งที่ต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อ “หลักการดอนโร” (Donroe Doctrine) ของทรัมป์ ซึ่ง “ยืนยันถึงความเป็นใหญ่ของสหรัฐฯ เหนือซีกโลกตะวันตก” ด้วยแสนยานุภาพทางทหาร รวมถึงถ้อยแถลงซ้ำๆ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเข้ายึดครองคิวบา ซึ่งทรัมป์กล่าวหารัฐบาลคอมมิวนิสต์ของประเทศนี้ว่าทำให้คิวบากลายเป็น “รัฐที่ล้มเหลว”

“ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกี่ยวกับ ‘เกียรติยศในการเข้ายึดครองคิวบา’ สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์การบีบบังคับรัฐอธิปไตยที่น่ากังวลอย่างยิ่ง” ผู้เชี่ยวชาญกล่าว “การประกาศเช่นนี้ไม่ใช่เพียงแค่ถ้อยคำวาทศิลป์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่กว้างกว่า ซึ่งรวมถึงการคว่ำบาตรคิวบาที่มีมาอย่างยาวนาน การขึ้นบัญชีคิวบาเป็นรัฐที่สนับสนุนการก่อการร้าย การปิดกั้นเชื้อเพลิงเมื่อเร็วๆ นี้ และการบังคับใช้มาตรการบีบบังคับต่อประเทศที่สาม”
.....

เพิ่มเติมจาก Gemini

ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การประณามของ UN

ผู้เชี่ยวชาญของ UN ชี้ให้เห็นถึงรูปแบบพฤติกรรมที่พวกเขาเห็นว่าก้าวล้ำเกินกว่าความขัดแย้งทางการทูตหรือเศรษฐกิจตามปกติ แต่เข้าข่ายการบีบบังคับที่ผิดกฎหมายและเป็น “แนวปฏิบัติในยุคอาณานิคม”

การปิดกั้นที่ทำให้เกิด “ภาวะขาดแคลนพลังงาน”: สืบเนื่องจากการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันจากเวเนซุเอลาในช่วงต้นปี ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) ฉบับที่ 14380 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2026 คำสั่งดังกล่าวใช้อำนาจฉุกเฉินเพื่อลงโทษประเทศที่สามและรัฐวิสาหกิจต่างชาติ (เช่น Pemex ของเม็กซิโก) ด้วยการเรียกเก็บภาษีศุลกากรในอัตราสูง หากมีการจัดหาน้ำมันให้กับคิวบา ผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติเคยเตือนไว้เมื่อเดือนพฤษภาคมว่า การกระทำดังกล่าวทำให้เกาะแห่งนี้ตกอยู่ในภาวะ "ขาดแคลนพลังงาน" โดยเจตนา ส่งผลให้เกิดไฟฟ้าดับนานถึง 20 ชั่วโมงต่อวัน ระบบสาธารณสุขล่มสลาย และโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำถูกทำลาย

"หลักการดอนโร" และวาทกรรม: ในเดือนมีนาคม 2026 รัฐบาลได้ประกาศท่าทีทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปรับเปลี่ยนใหม่ ซึ่งเรียกว่า "หลักการดอนโร" โดยยืนยันอย่างชัดเจนถึงอำนาจครอบงำของสหรัฐฯ เหนือซีกโลกตะวันตก คณะผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติได้ชี้ให้เห็นถึงคำแถลงการณ์ต่อมาของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกี่ยวกับ "เกียรติของการยึดครองคิวบา" ว่าเป็นหลักฐานของกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองโดยใช้กำลัง

การใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นอาวุธ: ผู้เชี่ยวชาญวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อการฟ้องร้องของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ต่ออดีตประธานาธิบดีราอูล คาสโตร ของคิวบาเมื่อเร็วๆ นี้ พวกเขาโต้แย้งว่าการใช้ระบบยุติธรรมภายในประเทศเพื่อกำหนดเป้าหมายประมุขแห่งรัฐต่างชาติในฐานะเครื่องมือของนโยบายต่างประเทศนั้นละเมิดหลักการสำคัญของสหประชาชาติเรื่องความเสมอภาคทางอธิปไตย

การป้องปรามทางทหาร: การวางแผนส่งเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส นิมิตซ์ ไปยังทะเลแคริบเบียนตอนใต้ ถูกองค์การสหประชาชาติระบุว่าเป็นองค์ประกอบเพิ่มเติมของการข่มขู่ทางทหารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งละเมิดบทบัญญัติของกฎบัตรสหประชาชาติว่าด้วยการไม่แทรกแซงโดยตรง

ข้อกังวลด้านมนุษยธรรมและกฎหมาย

ผู้เชี่ยวชาญขององค์การสหประชาชาติเน้นย้ำว่า การทำให้ยุทธวิธีที่ก้าวร้าวเหล่านี้เป็นเรื่องปกติคุกคามเสถียรภาพของระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศทั้งหมด การปิดกั้นการนำเข้าเชื้อเพลิงที่จำเป็นภายใต้การข่มขู่ด้วยมาตรการคว่ำบาตรทางอ้อม สหรัฐฯ กำลังดำเนินนโยบายที่อยู่นอกเขตอำนาจศาล ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจเสี่ยงต่อการลงโทษพลเรือนโดยรวม

รายงานจากองค์กรด้านมนุษยธรรมระบุว่า การขาดแคลนไฟฟ้าที่เกิดขึ้นทำให้ชาวคิวบาหลายหมื่นคนต้องรอการผ่าตัดที่สำคัญ และทำให้การเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศหยุดชะงัก ซึ่งเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงทางอาหารบนเกาะ

คณะผู้เชี่ยวชาญสรุปโดยเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยกเลิกคำสั่งบริหาร ยกเลิกการปิดกั้นเชื้อเพลิง และปรับนโยบายต่างประเทศให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศโดยทันที



ทรัมป์กำลังทำตัวเหมือนนักล่าอาณานิคม "พวกเขาต้องการยึดครองคิวบา” ผ่านมาตรการคว่ำบาตร ปิดล้อม และการกดดันทางเศรษฐกิจ







https://x.com/Labourheartland/status/2062915481439228101
.....

“นี่คือการกระทำแบบลัทธิอาณานิคมอย่างโจ๋งครึ่มของสหรัฐฯ พวกเขาต้องการยึดครองคิวบา”

นั่นคือคำเตือนของ ดร. สตีเฟน วิลกินสัน และลองดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้สิ

คิวบากำลังถูกบีบคั้นผ่านเรื่องน้ำมัน มาตรการคว่ำบาตร และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ เกาะแห่งนี้ต้องเผชิญกับภาวะไฟฟ้าดับอย่างหนักหน่วง โดยมีรายงานว่าบางพื้นที่ของกรุงฮาวานาไม่มีไฟฟ้าใช้ยาวนานถึง 20-22 ชั่วโมงต่อวัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของคิวบากล่าวว่าประเทศ “ไม่มีน้ำมันเชื้อเพลิงเหลืออยู่เลย” และ “ไม่มีน้ำมันดีเซลเหลืออยู่เลย” โดยไม่มีปริมาณสำรองหลงเหลืออยู่ในระบบแล้ว

นี่ไม่ใช่แค่ข้อพิพาทเรื่องนโยบายต่างประเทศที่เป็นนามธรรม น้ำมันคือสิ่งที่ขับเคลื่อนโรงพยาบาลและรถพยาบาล น้ำมันช่วยให้การขนส่งอาหารดำเนินไปได้ ยาได้รับการเก็บรักษาในอุณหภูมิที่เหมาะสม เครื่องปั่นไฟทำงานได้ และระบบน้ำประปาใช้งานได้ การตัดเชื้อเพลิงของประเทศหนึ่งจนขาดแคลน แล้วหันมาโทษรัฐบาลของประเทศนั้นเมื่อไฟฟ้าดับ... นั่นคือเล่ห์เหลี่ยมแบบจักรวรรดินิยมที่เก่าแก่และคลาสสิกที่สุด

วอชิงตันเรียกสิ่งนี้ว่า “แรงกดดัน” แต่ความเป็นจริงแล้ว มันคือการลงโทษแบบเหมารวม (collective punishment)

และนี่คือหัวใจสำคัญของเรื่อง: สหรัฐฯ ทำตัวเป็นจักรวรรดิ และทุกคนต้องยอมสยบ ความผิดที่แท้จริงของคิวบาไม่ใช่เรื่องความยากจน การบริหารจัดการที่ผิดพลาด หรือแม้แต่ระบอบคอมมิวนิสต์ แต่ความผิดที่แท้จริงของคิวบาคือการไม่ยอมจำนน

คิวบาปฏิเสธที่จะคุกเข่าสยบยอม

นี่คือคิวบาประเทศเดียวกันกับที่เคยส่งทีมแพทย์ออกไปช่วยเหลือทั่วโลกโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทั้งในยามเกิดภัยพิบัติ โรคระบาด และภาวะฉุกเฉิน พวกเขาส่งแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์เข้าไปยังพื้นที่ที่โลกตะวันตกผู้ร่ำรวยมักจะนึกถึงก็ต่อเมื่อมีทีมถ่ายทำรายการโทรทัศน์เข้าไปในพื้นที่เท่านั้น

ทว่าในตอนนี้ ประเทศดังกล่าวกลับกำลังถูกบีบคั้นจนขาดแคลนเชื้อเพลิงและถูกลงโทษเพียงเพราะดำรงอยู่โดยไม่ได้รับ “ใบอนุญาต” จากวอชิงตัน

เมื่ออิหร่านข่มขู่ว่าจะขัดขวางการขนส่งน้ำมันโลกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ผู้นำชาติตะวันตกต่างตราหน้าว่านั่นคือการจับโลกเป็นตัวประกัน แต่เมื่อสหรัฐฯ ตัดช่องทางเชื้อเพลิงของคิวบา เรากลับได้รับคำบอกเล่าว่านี่คือการส่งเสริมประชาธิปไตย คนละธงชาติ แต่พฤติกรรมเลวร้ายแบบเดียวกัน

จักรวรรดิเป็นผู้กำหนดว่าใครจะทำการค้าได้ ใครจะได้กินอิ่ม ใครจะมีฮีตเตอร์ทำความอุ่นในบ้าน ใครจะมีไฟฟ้าใช้ และใครจะต้องถูกลงโทษจนกว่าจะยอมจำนน

คิวบาไม่ได้ถูกลงโทษเพราะเป็นภัยคุกคามทางทหารต่อสหรัฐฯ แต่ถูกลงโทษเพราะปฏิเสธที่จะคุกเข่าสยบยอมต่างหาก

ภายใต้วาทกรรมเรื่องสิทธิมนุษยชนและการปฏิรูป คือความจริงอันเป็นรูปธรรมที่โหดร้าย นั่นคือเรื่องของทรัพยากร การควบคุมอำนาจ และการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

นั่นไม่ใช่เสรีภาพ

นั่นคือลัทธิอาณานิคมที่ถูกบังคับใช้ผ่านมาตรการคว่ำบาตร 
.....

ดร. สตีเฟน วิลกินสัน มีตำแหน่งอาจารย์อาวุโสสาขารัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยบัคกิงแฮม และเป็นประธานสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษาเรื่องคิวบา (International Institute for the Study of Cuba) เขาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของสหราชอาณาจักรในด้านคิวบาและความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับคิวบา




ทรัมป์กำลังเล่นกับไฟในคิวบา มาตรการปิดล้อมเกาะคิวบาของสหรัฐฯอย่างถึงที่สุด เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างฉับพลัน อาจไม่ได้เป็นไปตามที่ทรัมป์ต้องการ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศเตือนถึงผลกระทบย้อนกลับที่ใหญ่หลวงและคาดเดาไม่ได้


https://foreignpolicy.com/2026/06/04/trump-us-cuba-policy-blockade-oil/

พาดหัวข่าวของ Foreign Policy สะท้อนสถานการณ์ที่กำลังทวีความรุนแรงในกรุงฮาวานาได้อย่างตรงจุด สิ่งที่เริ่มต้นเมื่อต้นปีด้วยความพยายามเชิงรุกในระดับภูมิภาค ได้ลุกลามกลายเป็นสถานการณ์ที่กดดันอย่างหนักหน่วงสำหรับคิวบา โดยมีการดำเนินนโยบายที่ก้าวล้ำไปไกลกว่าขอบเขตของการคว่ำบาตรแบบดั้งเดิม

กลยุทธ์ของรัฐบาลชุดนี้คือการบีบคั้นที่เดิมพันสูง โดยใช้รูปแบบผสมผสานระหว่างสงครามเศรษฐกิจและการกดดันทางกฎหมายโดยตรง:

การปิดล้อมเชื้อเพลิงและภาวะช็อกทางเศรษฐกิจ

การบีบคั้นด้านพลังงาน: รัฐบาลใช้อำนาจฉุกเฉินตามคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) ฉบับที่ 14380 ดำเนินมาตรการปิดล้อมการขนส่งน้ำมันอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเป้าไปที่เรือบรรทุกน้ำมันและขู่ว่าจะใช้มาตรการภาษีศุลกากรขั้นที่สอง (secondary tariffs) อย่างหนักหน่วงกับซัพพลายเออร์ เช่น เม็กซิโก ประกอบกับการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาหยุดชะงักอย่างรุนแรงหลังจากการขับไล่นิโคลัส มาดูโร ส่งผลให้อุปทานเชื้อเพลิงของคิวบาลดลงถึงประมาณ 90% ก่อให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างและภาวะขาดแคลนน้ำมันดีเซลอย่างรุนแรง

มาตรการคว่ำบาตรขั้นที่สอง (EO 14404): คำสั่งนี้ลงนามเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม โดยนำมาตรการคว่ำบาตรขั้นที่สองที่รุนแรงมาใช้ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับกรอบการโดดเดี่ยวที่เข้มงวดที่ใช้กับอิหร่านและรัสเซีย มาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่บริษัทต่างชาติหรือสถาบันการเงินใดๆ ที่ทำธุรกรรมกับภาคเศรษฐกิจของคิวบาที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพ (เช่น GAESA) บทลงโทษเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อบีบให้ธนาคารและองค์กรธุรกิจระหว่างประเทศต้องตัดความสัมพันธ์กับคิวบาโดยสิ้นเชิง แทนที่จะเสี่ยงต่อการสูญเสียสิทธิ์ในการเข้าถึงระบบการเงินของสหรัฐฯ

การยกระดับมาตรการทางกฎหมายและวาทกรรมเรื่องการเปลี่ยนระบอบการปกครอง

การตั้งข้อหาต่อคาสโตร: ในความเคลื่อนไหวทางกฎหมายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สหรัฐฯ ได้ตั้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายต่ออดีตประธานาธิบดีราอูล คาสโตร เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ รวมถึงมาร์โก รูบิโอ ได้เชื่อมโยงความเคลื่อนไหวนี้อย่างเปิดเผยเข้ากับแนวทางปฏิบัติที่ใช้ในเวเนซุเอลา ซึ่งส่งสัญญาณว่าหากหนทางทางการทูตหรือการเจรจาล้มเหลว ทางเลือกด้านการทหารก็ยังคงเป็นสิ่งที่อาจถูกนำมาพิจารณา

การคว่ำบาตรผู้นำแบบเจาะจงตัวบุคคล: ในสัปดาห์นี้ รัฐบาลวอชิงตันได้ประกาศคว่ำบาตรโดยตรงต่อประธานาธิบดีมิเกล ดิอาซ-กาเนล ของคิวบา และบุคคลใกล้ชิด โดยระบุอย่างชัดเจนว่าเป้าหมายคือการทำให้รัฐบาลชุดปัจจุบันล่มสลาย เหตุใดนักวิเคราะห์จึงเตือนว่านี่คือ "การเล่นกับไฟ"

กลยุทธ์นี้ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างฉับพลันผ่านการจำกัดทางเศรษฐกิจอย่างถึงที่สุด แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศเตือนถึงผลกระทบย้อนกลับที่ใหญ่หลวงและคาดเดาไม่ได้:

1. หายนะด้านมนุษยธรรมและการอพยพครั้งใหญ่: การปิดระบบไฟฟ้าและห่วงโซ่อุปทานด้านการดูแลสุขภาพของเกาะอย่างแทบจะสมบูรณ์ อาจก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมครั้งใหญ่ ในอดีต ความสิ้นหวังอย่างรุนแรงภายในประเทศบนเกาะได้กระตุ้นให้เกิดวิกฤตการณ์การอพยพทางทะเลที่ควบคุมไม่ได้ไปยังชายฝั่งฟลอริดา

2. สุญญากาศทางภูมิรัฐศาสตร์: การบีบให้ฮาวานาจนมุมอย่างสิ้นเชิงอาจส่งผลเสียโดยการบังคับให้เกาะแห่งนี้ต้องเสนอการเข้าถึงข้อมูลข่าวกรองหรือยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นแก่คู่แข่งสำคัญของสหรัฐฯ เช่น รัสเซียหรือจีน เพื่อแลกกับสินค้าจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต

3. ความตึงเครียดอย่างรุนแรงต่อพันธมิตร: การบังคับให้บริษัทต่างชาติจากยุโรป ลาตินอเมริกา และเอเชีย ปฏิบัติตามคำสั่งฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ ผ่านการปิดล้อมทางการเงินทางอ้อม กำลังจุดชนวนการต่อสู้ทางกฎหมายอย่างดุเดือดอีกครั้งเกี่ยวกับอธิปไตยทางเศรษฐกิจและการใช้อำนาจนอกอาณาเขต

ฝ่ายบริหารกำลังเดิมพันว่ารัฐบาลคิวบาจะยอมจำนนภายใต้การปิดล้อมอย่างสมบูรณ์ แต่เส้นแบ่งระหว่างการล่มสลายที่ควบคุมได้กับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและวุ่นวายที่เกิดขึ้นนอกชายฝั่งฟลอริดานั้นบางมาก





สภาผู้บริโภคเดินหน้าฟ้องเฟซบุ๊ก ปมปล่อยมิจฉาชีพซื้อโฆษณาหลอกคนไทย ไร้ระบบคัดกรอง โกยกำไรมหาศาล หลบจ่ายภาษี ไม่ร่วมรับผิด เยียวยาเป็นศูนย์


BTimes
Yesterday
·
Jun 4, 2026 ไม่ทนแล้ว ! สภาผู้บริโภคเดินหน้าฟ้องเฟซบุ๊ก ปมปล่อยมิจฉาชีพซื้อโฆษณาหลอกคนไทย ไร้ระบบคัดกรอง โกยกำไรมหาศาล หลบจ่ายภาษี ไม่ร่วมรับผิด เยียวยาเป็นศูนย์
.
สภาผู้บริโภค ประกาศฟ้องแพลตฟอร์ม “เฟซบุ๊ก” (Facebook) จากกรณีที่แพลตฟอร์มนี้ปล่อยให้มีโฆษณามิจฉาชีพหลอกลวงผู้บริโภคไทยอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีความพยายามสกัดกั้น จนเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิตของเหยื่อเป็นจำนวนมาก แม้สภาผู้บริโภคได้ใช้ความพยายามเจรจาขอให้เฟซบุ๊กบล็อกโฆษณาหลอกลวงไม่ให้ปรากฎบนแพลตฟอร์มมากว่าหนึ่งปีแล้วก็ตาม โดยโฆษณาลวงเหล่านี้อาศัยช่องว่างทางกฎหมายและความไว้วางใจที่ผู้บริโภคไทยมีต่อแพลตฟอร์มนี้ที่เป็นเหมือน “เพื่อนสนิท” มามากกว่าสองทศวรรษ
.
โดยสภาผู้บริโภค เปิดเหตุผล “ทำไมต้องฟ้องเฟซบุ๊ก” ประกาศเตรียมยื่นฟ้องดำเนินคดีตามกฎหมายกับ บริษัท เมตา (Meta) เจ้าของแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก ทั้งสำนักงานในประเทศไทยและสำนักงานใหญ่ เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องซึ่งรวมทั้งการเสียชีวิตของเยาวชนที่สูญเงินจากการโดนหลอกให้ซื้อสินค้าจากมิจฉาชีพ
.
นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2567 - เดือนมีนาคม 2569 สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีซื้อสินค้าและบริการแต่ไม่ได้รับ หรือ ได้รับสินค้าแต่ไม่ตรงตามโฆษณา ทั้งหมด 6,164 เรื่อง โดยกว่า 3,793 เรื่องเป็นความเสียหายจากแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก ทั้งกรณีสั่งของไม่ได้ของ ถูกหลอกลงทุน ถูกแอบอ้างชื่อและรูปไปเปิดเพจปลอม และเพจหลอกขายสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่ไม่สามารถติดตามผู้รับผิดชอบได้
.
“ผู้บริโภคไทยถูกทำให้กลายเป็นเพียงตัวเลขในรายงานความเสียหาย คนหนึ่งถูกหลอกเงินเก็บทั้งชีวิต อีกคนถูกหลอกจนต้องเป็นหนี้ แต่แพลตฟอร์มยังเก็บค่าโฆษณาเข้ากระเป๋าทุกวินาที วันนี้เราจึงต้องลุกขึ้นมาพูดให้ดังว่า ‘พอกันที’” นางสาวบุญยืน กล่าวและว่า สภาผู้บริโภคได้มีความพยายามติดต่อบริษัท เมตา ในต่างประเทศ และสำนักงานในไทยเพื่อให้เฟซบุ๊กมีมาตรการสกัดกั้นมิจฉาชีพที่ซื้อพื้นที่ในเฟซบุ๊กเพื่อใช้ในการโฆษณาลวงในรูปแบบต่าง ๆ กันมาเป็นเวลากว่าหนึ่งปี แต่ถึงปัจจุบันยังไม่ได้มีการดำเนินการใด ๆ เพื่อยุติการหลอกลวงดังกล่าว
.
นางสาวบุญยืน กล่าวว่า ผู้เสียหายจากการหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มีอยู่ทุกกลุ่มอาชีพและทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่อาจารย์ แพทย์ ข้าราชการ นักธุรกิจ ไปจนถึงประชาชนทั่วไป สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากความประมาทหรือรู้ไม่เท่าทันเทคโนโลยี แต่เกิดจากความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเฟซบุ๊กซึ่งมีผู้ใช้ในไทยกว่า 51 ล้านบัญชี หลายคนเชื่อว่าโฆษณาที่ปรากฏบนแพลตฟอร์มผ่านการตรวจสอบและคัดกรองแล้ว จึงไม่ทันตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นโฆษณาหลอกลวง ส่งผลให้มิจฉาชีพสามารถอาศัยความน่าเชื่อถือของแพลตฟอร์มสร้างความเสียหายแก่ผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง
.
ด้าน นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า การฟ้องร้องในครั้งนี้มีเป้าหมายหลัก เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคของแพลตฟอร์มให้เท่าเทียมสากล โดยเหตุผลสำคัญที่นำไปสู่การฟ้องร้องเฟซบุ๊กทั้งในแง่มุมทางกฎหมายและจริยธรรม มี 8 ข้อ ดังนี้
1) ปล่อยให้มีโฆษณาหลอกลวงและโฆษณาผิดกฎหมายเกลื่อนแพลตฟอร์ม ทั้งโฆษณาหลอกลงทุน แอบอ้างบุคคลสำคัญและดารา ขายสินค้าปลอม สินค้าไม่ผ่านมาตรฐาน ไปจนถึงเว็บพนันออนไลน์ที่แฝงตัวมาในรูปแบบโฆษณาที่ได้รับการสนับสนุน ชี้ให้เห็นว่าแพลตฟอร์มขาดการคัดกรอง หรือจงใจเปิดรับรายได้ค่าโฆษณาที่หลอกลวง โฆษณาจากธุรกิจที่ผิดกฎหมายและก่อความเสียหายต่อผู้บริโภค
.
2) เฟซบุ๊ก มาร์เก็ตเพลส (Facebook Marketplace) และระบบเพจ กลายเป็นแหล่งกระจายสินค้าเถื่อนและอาวุธ ทั้งสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ยาและอาหารเสริมไม่ผ่าน อย. หรือไม่ผ่านมาตรฐาน มอก. ไปจนถึงสินค้าอันตรายและอาวุธ สะท้อนความล้มเหลวของระบบคัดกรองเนื้อหา
.
3) อัลกอริทึมชี้เป้าเหยื่อตรงกลุ่ม จนนำไปสู่ความสูญเสียถึงขั้นเสียชีวิต แพลตฟอร์มใช้ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งานเพื่อนำเสนอเนื้อหาและโฆษณาตามความสนใจ แต่ในทางกลับกัน มิจฉาชีพก็อาศัยระบบเดียวกันยิงโฆษณาหลอกลวงได้อย่างแม่นยำ เช่น หลอกลงทุนหรือขายผลิตภัณฑ์สุขภาพไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากสูญเสียทรัพย์สิน บางรายถึงขั้นหมดตัว จนเกิดความเครียดความเครียดสะสม หรือเป็นโรคซึมเศร้าจนตัดสินใจจบชีวิตตนเอง สะท้อนว่าปัญหาโฆษณาหลอกลวงบนแพลตฟอร์มไม่ได้สร้างเพียงความเสียหายทางการเงิน แต่กระทบต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย
.
4) หากำไรบนความเดือดร้อนของผู้บริโภค เฟซบุ๊กมีรายได้มหาศาลจากการอนุมัติให้โฆษณา หรือ Sponsored Post ของกลุ่มมิจฉาชีพเข้าระบบ ทั้งการหลอกลงทุน หุ้นปลอม และขายสินค้าทิพย์ การรับเงินค่าโฆษณาโดยไม่กลั่นกรอง จึงเข้าข่ายการมีส่วนได้ส่วนเสียจากเม็ดเงินที่หลอกลวงประชาชน
.
5) ระบบยืนยันตัวตนล้มเหลว แพลตฟอร์มเปิดช่องให้มีการเปิดเพจหรือใช้บัญชี “อวตาร” สวมรอยแบรนด์ดังเพื่อยิงโฆษณา โดยไม่มีกลไกตรวจสอบข้อมูลบุคคลอย่างเข้มงวด เมื่อเกิดการฉ้อโกง ผู้บริโภคและพนักงานสอบสวนจึงไม่สามารถสืบหาตัวตนที่แท้จริงของอาชญากรได้
.
6) อาศัยช่องโหว่กฎหมายไทย หรือ Regulatory Arbitrage โดยเฟซบุ๊กจดทะเบียนเป็นเพียงผู้ให้บริการโซเชียลมีเดีย แม้จะมีการซื้อขายสินค้าและโฆษณาเชิงพาณิชย์บนแพลตฟอร์มจำนวนมาก ทำให้สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ขณะที่รายได้จากธุรกิจในไทยส่วนใหญ่ถูกนำไปเสียภาษีให้กับประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราภาษีนิติบุคคลต่ำ และไม่เสียภาษีในประเทศ ส่งผลให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีและผู้บริโภคยังขาดกลไกคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพ
.
7) ไร้ระบบปกป้องผู้ซื้อและการเยียวยา รวมถึงไม่มีมาตรการป้องกันผู้บริโภคที่เพียงพอ ข้อมูลจาก ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ หรือ ศูนย์เอซีเอสซี (ACSC: Anti Cyber Scam Center) ระบุว่า ผู้บริโภคควรใช้แพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ (E-Commerce) ที่มีระบบกระเป๋าเงินกลาง หรือ Escrow System กักเงินไว้จนกว่าจะได้รับสินค้า เพื่อป้องกันความเสียหายจากการซื้อของไม่ได้ของ แต่เฟซบุ๊กไม่มีระบบดังกล่าว และไม่มีมาตรการเชิงป้องกันอื่นใดที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคก่อนเกิดความเสียหาย ปล่อยให้เกิดการโอนเงินตรงอย่างไร้การควบคุม และเมื่อเกิดการทุจริต มิจฉาชีพปิดบัญชีหนี โดยไม่มีมาตรการชดเชยเยียวยาจากผู้ให้บริการ
.
พฤติกรรมสองมาตรฐาน (Double Standard) และไม่ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานไทย ในสหรัฐฯ ยุโรป และออสเตรเลีย เมตา ยอมปฏิบัติตามกฎหมายและตั้งระบบคัดกรองที่เข้มงวดเพื่อเลี่ยงโทษปรับ รวมถึงให้ความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลในการทำให้แพลตฟอร์มปลอดภัยยิ่งขึ้น แต่ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนกลับไม่บังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยเดียวกัน และไม่ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานไทยอย่างเพียงพอในการป้องกันและแก้ไขปัญหา เข้าข่ายเลือกปฏิบัติและละเลยความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริโภคไทย
.
นางสาวสารี กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า รัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้แพลตฟอร์มข้ามชาติเข้ามาโกยกำไรค่าโฆษณาปีละกว่าหมื่นล้านบาท โดยทิ้งความเสียหายไว้ให้ประชาชนแบกรับ ในเมื่อมาตรการขอความร่วมมือจากภาครัฐที่ผ่านมาไม่ได้ผล สภาผู้บริโภคจึงจำเป็นต้องใช้กลไกทางศาลขับเคลื่อนเชิงรุก เพื่อบีบให้เมตา หรือ เฟซบุ๊ก ปฏิรูปโครงสร้างแพลตฟอร์ม ยืนยันตัวตนผู้ขายให้ครบ 100% และร่วมชดใช้เยียวยาผู้เสียหายตามมาตรฐานสากล
.
พร้อมกันนี้ สภาผู้บริโภคได้เปิดตัวแคมเปญ #ฉันก็โดนเหมือนกัน #แอปฟ้าพาหมดตัว #เฟซบุ๊กเพื่อนลัก เชิญชวนผู้บริโภคที่เคยถูกหลอกลวงผ่านเฟซบุ๊กให้ก้าวออกมา ร่วมแชร์ประสบการณ์เพื่อสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงที่แพลตฟอร์มยอดนิยมระดับโลกกลับเมินเฉยต่อความเสียหายของผู้ติดตามเฟซบุ๊ก โดยร่วมกดดันทางสังคมให้บริษัทเมตา ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคไทย
.
หลังจากนั้น ในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 สภาผู้บริโภค พร้อมทนายความ และตัวแทนกลุ่มผู้เสียหายจะยื่นฟ้องร้องเฟซบุ๊กที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก และในวันที่ 19 มิถุนายน 2569 จะมีการจัดเวทีเสวนาสาธารณะร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการพาณิชย์และเศรษฐกิจดิจิทัล วุฒิสภา เพื่อรับฟังเสียงของผู้เสียหายจากเฟซบุ๊กและผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยจะแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมให้ทราบอีกครั้ง
.
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1559465188877252&set=a.806122954211483






 

อิหร่านและสหรัฐฯ ต่างคิดว่าตนเองกำลังชนะสงคราม แต่ความเป็นจริงคือ ทั้งสองฝ่ายกำลังพ่ายแพ้



ผู้เขียน : Sanam Vakil
ผู้อำนวยการโครงการตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือของ Chatham House

The Guardian
4 June 2026

ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเข้าสู่รอบการยกระดับความตึงเครียดอีกครั้งนับตั้งแต่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 เมษายน สัปดาห์นี้ สหรัฐฯ ได้โจมตีอิหร่านเพิ่มเติม และอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีคูเวตและบาห์เรน ควบคู่ไปกับการยกระดับความตึงเครียดของอิสราเอลในเลบานอน การปะทะกันก่อนหน้านี้ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาถูกควบคุมได้อย่างรวดเร็ว ทั้งสองฝ่ายพยายามรักษาสมดุลระหว่างการไม่ทำสงครามและการไม่รักษาสันติภาพ แต่หากข้อตกลงหยุดยิงนี้ยืดเยื้อออกไป ก็มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นภาวะชะงักงันในตะวันออกกลางอีกครั้ง แม้ว่าจะเป็นภาวะชะงักงันที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศก็ตาม

อุปสรรคสี่ประการกำลังขัดขวางความคืบหน้า ประการแรกคือความไว้วางใจ อิหร่านไม่เชื่อว่าโดนัลด์ ทรัมป์จะสามารถทำข้อตกลงได้สำเร็จ หรือแม้แต่จะรักษาสัญญา อิหร่านกลัวว่าวอชิงตันจะถอนตัวออกไปอีกครั้ง และกลัวว่าเป้าหมายจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ โดยเริ่มจากการจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ ตามด้วยขีปนาวุธ นโยบายระดับภูมิภาค และสุดท้ายคือการประนีประนอมทางการเมืองเพิ่มเติมที่แฝงมาในรูปของการรับประกันความมั่นคง

อุปสรรคประการที่สองคือการขาดการติดต่อที่มีความหมาย นับตั้งแต่การประชุมที่อิสลามาบัดในเดือนเมษายนระหว่างรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจดี แวนซ์ และประธานรัฐสภาอิหร่าน โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ก็ไม่มีช่องทางโดยตรงที่สามารถเปลี่ยนสัญญาณทางการเมืองให้เป็นการประนีประนอมได้ การเจรจาจึงดำเนินไปผ่านตัวกลางในภูมิภาคและการแลกเปลี่ยนข้อเสนอเป็นระยะๆ

อุปสรรคประการที่สามคือช่องว่างระหว่างสิ่งที่แต่ละฝ่ายต้องการ อิหร่านต้องการรายละเอียดและข้อผูกพัน เช่น จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรใดบ้าง เมื่อใดจะปลดล็อกรายได้ วิธีการบังคับใช้ และจะมีมาตรการป้องกันอะไรบ้างจากการที่สหรัฐฯ กลับลำอีกครั้ง ส่วนทรัมป์ต้องการบันทึกความเข้าใจที่รวดเร็วและไม่เข้มงวดมากนัก ซึ่งสามารถประกาศและนำเสนอว่าเป็นความก้าวหน้า ฝ่ายหนึ่งกำลังมองหาการรับประกัน ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังมองหาพาดหัวข่าวและชัยชนะ

อุปสรรคประการที่สี่คือการเมืองภายในประเทศ ข้อตกลงใดๆ ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เป็นพิษต่อทั้งสองฝ่าย ในวอชิงตัน ข้อตกลงนั้นจะถูกโจมตีว่าเป็นการประนีประนอมโดยกลุ่มเหยี่ยวในพรรครีพับลิกันและฝ่ายตรงข้ามในพรรคเดโมแครตก่อนที่หมึกจะแห้งเสียด้วยซ้ำ ในกรุงเตหะราน สำหรับผู้นำรุ่นใหม่ไฟแรง การประนีประนอมโดยปราศจากหลักประกันที่จริงจังและการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรหลังจากถูกโจมตีอย่างหนักมาหลายสัปดาห์ อาจดูเหมือนการยอมแพ้

ปัญหาที่ลึกกว่านั้นคือ ทั้งสองฝ่ายต่างคิดว่าตนเองกำลังชนะและเวลาอยู่ข้างตน อิหร่านเชื่อว่าตนเองรอดพ้นจากแรงกดดันร่วมกันของสหรัฐฯ และอิสราเอล ผู้นำอิหร่านรู้สึกฮึกเหิมที่รัฐไม่ล่มสลาย โครงสร้างการบังคับบัญชายังคงอยู่ และอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เตหะรานคิดว่าวอชิงตันจำเป็นต้องลดความตึงเครียดอย่างเร่งด่วน เพราะการหยุดชะงักจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในสหรัฐฯ อัตราเงินเฟ้อทั่วโลก และการเมืองในการเลือกตั้งกลางเทอม

สหรัฐฯ มองภาพแตกต่างออกไป สหรัฐฯ เชื่อว่าตนได้แสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพทางทหารที่เหนือกว่า สหรัฐฯ มองว่ากองกำลังตัวแทนของอิหร่านอ่อนแอลง การป้องปรามถูกทำลาย และเศรษฐกิจอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนัก วอชิงตันคาดการณ์ว่าเตหะรานจะยอมรับข้อตกลงที่จำกัดในที่สุด เพราะทางเลือกอื่นคือการโดดเดี่ยวมากขึ้น การคว่ำบาตรมากขึ้น การล่มสลายทางเศรษฐกิจ และความเปราะบางทางทหารมากขึ้น

ความจริงก็คือทั้งสองฝ่ายกำลังสูญเสีย

สำหรับสหรัฐฯ ต้นทุนนั้นมีทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ การหยุดยิงที่ปะทุขึ้นเป็นความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจะทำให้ตลาดพลังงานไม่มั่นคง เปิดโอกาสให้พันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียตอบโต้ และบ่อนทำลายข้ออ้างของวอชิงตันที่ว่าตนสามารถสร้างระเบียบได้

สำหรับอิหร่าน การอยู่รอดไม่ใช่ชัยชนะ ในประเทศ เศรษฐกิจที่ย่ำแย่และผู้นำที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ฝีมือ จะต้องอธิบายในที่สุดว่าเหตุใดความอดทนจึงไม่นำไปสู่ความบรรเทาทุกข์ อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 77% ในเดือนพฤษภาคม ขณะที่ค่าเงินเรียลลดลงเหลือ 1.7 ล้านต่อดอลลาร์ ความทรงจำของการประท้วงในเดือนมกราคมและการปราบปรามอย่างโหดร้ายที่รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7,000 คน ยังคงหลอกหลอนภูมิทัศน์ทางการเมือง การปราบปราม การประหารชีวิต และการเพิ่มกำลังทหารอาจประสบความสำเร็จในการควบคุมความไม่พอใจในขณะนี้ แต่ไม่สามารถลบความคับข้องใจที่ทำให้ผู้คนออกมาบนท้องถนนได้

นี่คืออันตรายของสถานการณ์ปัจจุบัน การหยุดยิงได้ผลเพียงพอที่จะป้องกันการกลับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ แต่ไม่เพียงพอที่จะสร้างสันติภาพ มันทำให้ทั้งสองฝ่ายแสร้งทำเป็นว่าการเจรจาที่ยืดเยื้อและการล่าช้าจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ แต่ภาวะชะงักงันในตะวันออกกลางนั้นแทบจะไม่คงอยู่ และการยกระดับความขัดแย้งเป็นระยะๆ หรือการระเบิดอย่างฉับพลันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสถานการณ์ที่เป็นอยู่

วอชิงตันและเตหะรานยังมีโอกาสเพียงเล็กน้อยที่จะเปลี่ยนการหยุดชะงักนี้ให้เป็นกระบวนการทางการเมือง นั่นหมายถึงการสื่อสารที่ตรงไปตรงมามากขึ้น การดำเนินการที่รวดเร็วขึ้น และกรอบเวลาที่แม่นยำและสมจริงสำหรับขั้นตอนต่อไป จะต้องมีการประนีประนอมและยอมรับว่าทั้งสองฝ่ายไม่สามารถใช้การโจมตีทางอากาศหรือการปิดล้อมเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ยั่งยืนได้ นอกจากนี้ยังต้องการความเป็นผู้นำที่มั่นใจและกล้าหาญจากทั้งสองฝ่ายเพื่อให้บรรลุข้อตกลงที่แน่นอนว่าจะไม่สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับทุกฝ่ายและผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ได้ หากปราศจากสิ่งนั้น การหยุดยิงในเดือนเมษายนจะไม่ถูกจดจำในฐานะจุดเริ่มต้นของการลดระดับความขัดแย้ง แต่จะเป็นการวางรากฐานสำหรับวงจรการยกระดับความรุนแรงระลอกถัดไป

ที่มา:
https://www.theguardian.com/commentisfree/2026/jun/04/iran-us-winning-war-truth-losing-ceasefire

Iran and the US both think they are winning the war. The truth is they are both losing




แนวคิดฝ่ายซ้ายรูปแบบใหม่กำลังก่อตัวขึ้นในอเมริกา โดยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจากคนรุ่น Gen-Z แนวคิดสังคมนิยม(ใหม่)นี้ ไม่ได้เน้นเรื่อง collectivism เหมือนในอดีต แต่ให้ความสำคัญกับแนวคิดที่ยึด "ตนเองเป็นที่ตั้ง" (me-first) มากกว่า และไม่ใช่แค่คนหนุ่มสาวเท่านั้นที่สนับสนุนแนวคิดนี้






https://x.com/TheEconomist/status/2062943400106545264
.....

แนวคิดฝ่ายซ้ายรูปแบบใหม่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยแนวคิดสังคมนิยมในแบบฉบับของคนรุ่น Gen-Z นั้นไม่ได้เน้นเรื่องส่วนรวมเป็นหลักเหมือนในอดีต แต่กลับให้ความสำคัญกับแนวคิดที่ยึด "ตนเองเป็นที่ตั้ง" (me-first) มากกว่า และไม่ใช่แค่คนหนุ่มสาวเท่านั้นที่สนับสนุนแนวคิดนี้

ข้อสังเกตที่ว่า "สังคมนิยมแบบ Gen-Z" ในยุคปัจจุบันมีทิศทางต่างไปจากแนวคิดสังคมนิยมแบบเน้นส่วนรวม (collectivism) ในศตวรรษที่ 20 อย่างสิ้นเชิงนั้นถือว่าถูกต้องแม่นยำ สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่ความต้องการระบบวางแผนเศรษฐกิจจากส่วนกลางแบบโซเวียต แต่เป็นแนวคิดฝ่ายซ้ายที่เน้นความเป็นปัจเจกบุคคลสูงและให้ความสำคัญกับวิถีการบริโภค

แนวคิดนี้ผสมผสานการวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างสังคมเข้ากับความสมจริงเชิงปฏิบัติที่ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง และกำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่าแค่กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ที่สุด

เจาะลึกสังคมนิยมแบบ "ยึดตนเองเป็นที่ตั้ง"

ในอดีต สังคมนิยมแบบดั้งเดิมเน้นการยอมลดทอนตัวตนเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน สหภาพแรงงาน หรือรัฐ แต่กระแสสังคมนิยมยุคใหม่ ซึ่งขับเคลื่อนโดยคนรุ่น Gen-Z เป็นหลักและได้รับการยอมรับจากคนรุ่นเก่าที่เหนื่อยล้ากับสภาพเศรษฐกิจ ได้พลิกโฉมแนวคิดนี้ไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขามองนโยบายสังคมนิยมไม่ใช่เครื่องมือสำหรับการเสียสละเพื่อส่วนรวม แต่เป็นหลักประกันสูงสุดสำหรับอิสรภาพส่วนบุคคลและการรักษาไว้ซึ่งวิถีชีวิตของตนเอง

1. จาก "ชนชั้นแรงงาน" สู่ "คุณภาพชีวิตของฉัน"

สำหรับคนกลุ่มนี้ การสนับสนุนนโยบายต่างๆ เช่น ระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า การยกเลิกหนี้สินเพื่อการศึกษา และการรับประกันที่อยู่อาศัย ไม่ใช่เรื่องของการสร้างสังคมอุดมคติแบบคอมมูน แต่เป็นเรื่องของการขจัดความกังวลทางเศรษฐกิจอันหนักอึ้งที่ขัดขวางไม่ให้พวกเขาได้ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการ ตรรกะของพวกเขาตั้งอยู่บนความเป็นปัจเจกบุคคลที่ว่า "หากสวัสดิการรักษาพยาบาลไม่ได้ผูกติดอยู่กับงานที่ทำ และมีการควบคุมเพดานค่าเช่าที่พักอาศัย ฉันก็จะมีอิสระในการทำตามความหลงใหล เปลี่ยนสายงาน หรือสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ได้อย่างเต็มที่"

2. อิทธิพลของเศรษฐกิจแบบ Creator Economy

Gen-Z เป็นคนรุ่นแรกที่เติบโตมาพร้อมกับเศรษฐกิจแบบ Creator Economy (เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยนักสร้างสรรค์คอนเทนต์) ซึ่งการสร้าง "แบรนด์ของตัวเอง" (brand of me) ถือเป็นกลยุทธ์การอยู่รอดที่ใช้ได้จริง สิ่งนี้ก่อให้เกิดความย้อนแย้งที่น่าสนใจ:

มีแนวคิดทางการเมืองแบบต่อต้านทุนนิยม (วิพากษ์วิจารณ์การผูกขาดขององค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐี และการขูดรีดแรงงาน)

มีวิถีปฏิบัติในชีวิตประจำวันแบบทุนนิยมสุดโต่ง (สร้างรายได้จากงานเสริม ปรับภาพลักษณ์ส่วนตัวให้ดูดีที่สุด และบริหารจัดการตัวตนบนโลกออนไลน์อย่างพิถีพิถัน)

พวกเขาไม่มองว่ามีความขัดแย้งทางอุดมการณ์แต่อย่างใดในการบริจาคเงินสมทบกองทุนสนับสนุนการนัดหยุดงานของกลุ่มก้าวหน้า ในขณะเดียวกันก็ยอมจ่ายเงินซื้อซอฟต์เสิร์ฟราคา 10 ดอลลาร์ที่ดูมีระดับและผ่านการโปรโมตโดยอินฟลูเอนเซอร์สายไลฟ์สไตล์แบบดั้งเดิม เป้าหมายของพวกเขาคือสุขภาวะส่วนบุคคลและการได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง ท่ามกลางระบบสังคมที่พวกเขามองว่าถูกกำหนดไว้แล้วอย่างไม่เป็นธรรม 3. โมเดลนอร์ดิกในฐานะเกณฑ์มาตรฐาน

เมื่อคนรุ่นเก่าได้ยินคำว่า "สังคมนิยม" พวกเขามักนึกถึงยุคสงครามเย็น การควบคุมโดยรัฐ และภาวะขาดแคลนสินค้า แต่เมื่อคนรุ่นใหม่ใช้คำนี้ พวกเขามักหมายถึงรัฐสวัสดิการที่เข้มแข็งในแบบสแกนดิเนเวีย สำหรับพวกเขาแล้ว "สังคมนิยม" หมายถึงระบบตลาดทุนนิยมที่มีประสิทธิภาพสูง ควบคู่ไปกับระบบตาข่ายรองรับทางสังคมที่แข็งแกร่งเพื่อป้องกันไม่ให้ชีวิตของปัจเจกบุคคลต้องพังทลายลง

ทำไมแนวคิดนี้จึงแพร่หลายไปไกลกว่าแค่คนรุ่น Gen-Z

คุณตั้งข้อสังเกตว่าไม่ใช่แค่คนหนุ่มสาวเท่านั้นที่สนับสนุนแนวคิดนี้ แนวคิดทางเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับตัวบุคคล (หรือแนวคิดที่เน้นประโยชน์ของปัจเจก) กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่น Millennials และ Gen-X ด้วยเหตุผลเชิงโครงสร้างหลายประการ:

กับดักภาวะชะงักงัน: ค่าเช่าที่พักอาศัย ค่าดูแลเด็ก และค่าใช้จ่ายด้านอุปโภคบริโภคพื้นฐานต่างพุ่งสูงขึ้นแซงหน้าอัตราค่าจ้างมานานกว่าทศวรรษ คนวัยทำงานตอนกลางที่ใช้ชีวิตตามครรลองที่ถูกต้องมาตลอดกลับยังต้องใช้ชีวิตแบบเดือนชนเดือน ทำให้พวกเขาเปิดรับแนวคิดการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ได้ง่ายขึ้น

ความภักดีต่อองค์กรที่เสื่อมถอย: หลังจากได้เห็นคลื่นการเลิกจ้างพนักงานออฟฟิศและการเข้ามาของระบบบริหารจัดการด้วยอัลกอริทึม (ซึ่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นตัวกำหนดสถานะการจ้างงานของคุณ) คนวัยทำงานรุ่นเก่าจึงเลิกเชื่อไปแล้วว่าการทำงานหนักจะทำให้องค์กรภักดีต่อตนเอง

ความเป็นจริงของ "แรงงานที่ไร้ตัวตน" (Ghost Worker): ในขณะที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในสำนักงาน แรงงานทุกช่วงวัยต่างตระหนักว่าระบบตาข่ายรองรับทางสังคมแบบเดิมนั้นล้าสมัยไปแล้ว ข้อเรียกร้องให้รัฐจัดหาหลักประกันทางเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานจึงไม่ใช่แค่การประท้วงเชิงอุดมคติของนักศึกษาอีกต่อไป แต่เป็นเสมือนกรมธรรม์ประกันภัยที่เน้นการปฏิบัติได้จริง

ท้ายที่สุดแล้ว การเมืองรูปแบบใหม่นี้ไม่ได้มองว่ารัฐเป็นสิ่งที่ต้องเทิดทูนบูชา แต่มองว่าเป็นเสมือนผู้ให้บริการสาธารณูปโภค ข้อเรียกร้องไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การรับใช้ส่วนรวม แต่เป็นการเรียกร้องให้ระบบมอบความมั่นคงทางวัตถุขั้นพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้ปัจเจกบุคคลสามารถเติบโตและก้าวหน้าต่อไปได้
.....


‘LIFELINE OR DEATH WISH’: Young American voters go FULL BLOWN socialist

Fox Business

Jun 4, 2026 

‘The Big Money Show’ discusses why growing numbers of young Americans view socialism and communism favorably, and what the trend could mean for Democrats, Republicans, and the future of U.S. politics. #foxbusiness #bigmoneyshow 0:00 Young Americans Embrace Socialism and Communism

0:26 Why Financial Frustration Is Driving Political Radicalism
1:29 Financial Literacy, Investing, and Economic Opportunity
2:52 The Push to Promote Capitalism to the Next Generation
3:44 Why Young Voters Feel Drawn to Socialist Ideas

https://www.youtube.com/watch?v=JZrPBum5tww




คำถามของคนลุ่มน้ำปนเปื้อนสารพิษ 6 สาย "สารหนูอยู่นี่ เสี่ยหนูอยู่ไหน" (เป่าขลุ่ยอยู่ครับ)


Paskorn Jumlongrach
16 hours ago
·
คำถามของคนลุ่มน้ำปนเปื้อนสารพิษ 6 สาย
(ป้ายในขบวนภาคประชาชนเคลื่อนสู่ศาลากลางเชียงราย)
...
แป๊บนะ เป่าขลุ่ยอยู่ครับ 


https://www.facebook.com/photo/?fbid=27302302046053055&set=a.204563142920312