วันอาทิตย์, เมษายน 19, 2569

🇹🇭 ประเทศไทยร้อนไม่ไหวแล้ว 🥵 ! ใครๆ ก็รู้ ประเทศไทยอาจมีอุณหภูมิร้อนระอุเทียบเท่าทะเลทรายซาฮาราภายในปี 2070 (และนี่คือเหตุผล)


Thailand's too hot (and this is why). | The Signal Ep 20

The Nation Thailand

Apr 16, 2026 

Thailand is hot. As a tropical country, it is no stranger to long periods of intolerable heat. In recent years, however, temperatures here have surged, with heat index estimates suggesting we could see temperatures soar above 50°C. 
.
This week on #TheSignal, we take a look at why Thailand is getting progressively hotter, and what it means for the country: 
.
🔥 The lethal dangers of extreme heat 🔥 Why downtown Bangkok is a heat trap 🔥 The billion-baht cost of lethal heat 🔥 What Thailand is doing to fight back . 🔎 Reported by ‪@benrujo.official‬

https://www.youtube.com/watch?v=UeSvE6om018











🇹🇭 ภายในปี 2070 ประเทศไทยอาจมีสภาพอากาศร้อนระอุเทียบเท่ากับทะเลทรายซาฮารา

ปัจจุบันอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 26 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงพอที่จะจัดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ใกล้เคียงกับ "เขตอันตราย" แล้ว

จากการคาดการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศ ชี้ให้เห็นว่าภายในช่วงสิ้นศตวรรษนี้ อุณหภูมิในประเทศไทยอาจพุ่งทะลุเกณฑ์ 29 องศาเซลเซียสขึ้นไป ซึ่งสภาพอากาศในระดับดังกล่าวนี้ ปัจจุบันพบได้เพียงแค่ประมาณ 0.8% ของพื้นที่ผืนแผ่นดินทั้งหมดบนโลกเท่านั้น โดยส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในเขตทะเลทรายซาฮารา
.....

สถิติที่เขากล่าวถึงมาจากงานวิจัยชิ้นสำคัญที่มีชื่อว่า "Future of the Human Climate Niche" (อนาคตของนิเวศภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อมนุษย์) ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร PNAS โดยทีมงานนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ (Xu et al., 2020) งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ภาวะโลกร้อนกำลังทำให้ "นิเวศภูมิอากาศ" (niche) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อารยธรรมมนุษย์ได้เจริญรุ่งเรืองมาตลอด 6,000 ปีนั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนย้ายไปจากเดิม

ต่อไปนี้คือรายละเอียดว่า เกณฑ์อุณหภูมิ 29°C ดังกล่าว มีความหมายอย่างไรบ้างสำหรับประเทศไทย

เกณฑ์อุณหภูมิ 29°C: ทำไมถึงเทียบกับทะเลทรายซาฮารา?
แม้ว่าการขยับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 3°C จาก 26°C ไปเป็น 29°C อาจฟังดูเป็นตัวเลขที่น้อย แต่ตัวเลขนี้กลับสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ "อุณหภูมิเฉลี่ยรายปี" (ซึ่งคำนวณจากค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิในทุกๆ ชั่วโมง ทั้งกลางวันและกลางคืน ตลอดทั้งปี)

ณ วันนี้ พื้นที่ที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยรายปีสูงกว่า 29°C นั้นมีอยู่เพียงประมาณ 0.8% ของพื้นดินทั้งหมดบนโลก และเกือบทั้งหมดของพื้นที่ดังกล่าวจะกระจุกตัวอยู่ในส่วนลึกที่สุดของทะเลทรายซาฮาราเท่านั้น

หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงดำเนินไปในทิศทางที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นสูง (ตามสถานการณ์จำลอง RCP8.5) พื้นที่ในโซนที่ "ไม่เอื้อต่อการอยู่อาศัย" นี้อาจขยายตัวครอบคลุมพื้นที่ถึง 19% ของพื้นดินทั่วโลก

สถานะของประเทศไทย: ปัจจุบัน ประเทศไทยมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 26°C หากอุณหภูมิเฉลี่ยขยับตัวทะลุเกณฑ์ 29°C นั่นหมายความว่า สภาพอากาศในวันธรรมดาโดยเฉลี่ยในอนาคต จะให้ความรู้สึกร้อนระอุเทียบเท่ากับช่วงที่เกิดคลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดและสุดขั้วที่สุดที่เราเคยเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความร้อนแบบ "ทะเลทรายที่แห้งแล้ง" เท่านั้น แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว ปัญหานี้ยังทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากการที่มีความชื้นในอากาศสูงเข้ามาเป็นปัจจัยร่วมด้วย

ภาวะเครียดจากความร้อน (Heat Stress): งานวิจัยชี้ว่า ภายในปี 2070 บางพื้นที่ของประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะเครียดจากความร้อนระดับรุนแรงเป็นเวลานานถึง 6–9 ชั่วโมงต่อวัน ในช่วงเดือนที่มีอากาศร้อนจัดที่สุด

"วันที่อากาศร้อนจัด" ของกรุงเทพฯ: ในปี 1960 กรุงเทพฯ มีจำนวนวันที่อุณหภูมิแตะระดับหรือสูงกว่า 32°C โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 193 วัน แต่ภายในปี 2100 ตัวเลขนี้ถูกคาดการณ์ว่าจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 297–344 วัน ซึ่งเท่ากับว่าเมืองนี้จะมีสภาพอากาศที่ร้อนจัดจนถึงขั้นต้องมีการประกาศเตือนภัยด้านสุขภาพแทบทุกวันตลอดทั้งปี

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: นอกเหนือจากความรู้สึกไม่สบายกายแล้ว ความร้อนในระดับดังกล่าวจะส่งผลให้ผลิตภาพแรงงานลดต่ำลงอย่างรุนแรง (โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมและภาคการก่อสร้าง) อีกทั้งยังก่อให้เกิด "ภาระหนี้สินด้านการทำความเย็น" (cooling debt) ก้อนโต ซึ่งหมายถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าเพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศที่พุ่งสูงขึ้นจนอาจสร้างภาระหนักเกินขีดจำกัดของระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้

สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ การเปรียบเทียบกับ "ทะเลทรายซาฮารา" เป็นการเตือนล่วงหน้า ไม่ใช่ความแน่นอนที่แก้ไขไม่ได้

ตัวแปร "นิเวศวิทยาเฉพาะถิ่น": การศึกษาเน้นที่สถานการณ์ "ดำเนินไปตามปกติ" หากภาวะโลกร้อนถูกจำกัดไว้ที่ 2 องศาเซลเซียส (เป้าหมายของข้อตกลงปารีส) จำนวนประชากรที่ถูกผลักดันออกจาก "นิเวศวิทยาเฉพาะถิ่นของมนุษย์" ไปสู่อุณหภูมิที่เหมือนทะเลทรายซาฮาราจะลดลงหลายพันล้านคน

การปรับตัว: มนุษย์ขึ้นชื่อเรื่องความสามารถในการปรับตัว อย่างไรก็ตาม การศึกษาโต้แย้งว่าความเร็วของการเปลี่ยนแปลงนี้ต่างหากที่เป็นอันตราย—ซึ่งเคลื่อนที่เร็วขึ้นในอีก 50 ปีข้างหน้า มากกว่าใน 6,000 ปีที่ผ่านมา







 

ดูเหมือนหลายคนเข้าไปอ่านคอมเมนต์โพสต์นี้ คนโพสต์อยากรู้ ทำไปแล้วได้อะไร (เอางบประมาณ) ไปทำสะพานลอยไม่ดีกว่าเหรอ ?!?


Intip Kritsada
20 hours ago
·
ทำไปแล้วได้อะไรครับ
ทำสะพานลอยไม่ดีกว่าเหรอ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=26506908902269363&set=gm.1590447769060042&idorvanity=729234428514718



ข้อเขียนน่าคิดของ Parag Khanna เขาเสนอว่า เรากำลังอยู่ในช่วง "ยุคกลางใหม่" ซึ่งไม่ได้หมายถึงการกลับไปสู่ยุคมืด แต่หมายถึงการกลับไปสู่โลกที่อำนาจกระจายไปทั่วเครือข่ายที่ยุ่งเหยิงและทับซ้อนกันของผู้มีบทบาทต่างๆ มากกว่าที่จะอยู่แค่ในประเทศขั้วเดียว สองขั้ว (สหรัฐฯ กับจีน) หรือหลายขั้ว


Order Without Order
Our fixation with defining the emerging global order hides the true complexity of our neo-medieval moment.

ชื่อเรื่องนี้หมายถึงวิทยานิพนธ์ที่น่าสนใจของปาราก คันนา ที่ท้าทายมุมมองแบบดั้งเดิมของเราเกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ที่เน้นรัฐเป็นศูนย์กลาง ในบทความที่เขียนเมื่อเดือนเมษายน 2026 คันนาห์โต้แย้งว่า การค้นหา "ระเบียบโลกใหม่" อย่างบ้าคลั่ง ไม่ว่าจะเป็นแบบขั้วเดียว สองขั้ว (สหรัฐฯ กับจีน) หรือหลายขั้วนั้น แท้จริงแล้วเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากความเป็นจริงที่เรากำลังเผชิญอยู่

ตามที่คันนาห์กล่าว เรากำลังอยู่ในช่วง "ยุคกลางใหม่" ซึ่งไม่ได้หมายถึงการกลับไปสู่ยุคมืด แต่หมายถึงการกลับไปสู่โลกที่อำนาจกระจายไปทั่วเครือข่ายที่ยุ่งเหยิงและทับซ้อนกันของผู้มีบทบาทต่างๆ มากกว่าที่จะอยู่แค่ในประเทศอธิปไตยเพียงประเทศเดียว

เสาหลักสำคัญของ "ระเบียบที่ปราศจากระเบียบ"
การกระจายอำนาจ: ในโลกยุคกลางใหม่ อำนาจไม่ได้อยู่แค่ในมือของประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่ถูกแบ่งปัน (และแย่งชิง) โดยเมืองขนาดใหญ่ (เช่น สิงคโปร์หรือดูไบ) ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี (บริษัท AI และเทคโนโลยีขนาดใหญ่ระดับประเทศ) ผู้ใจบุญรายใหญ่ และห่วงโซ่อุปทานข้ามชาติ

การเชื่อมต่อสำคัญกว่าอำนาจอธิปไตย: คันนาห์เสนอว่า "เส้นบนแผนที่" (พรมแดน) มีความสำคัญน้อยกว่า "เส้นบนพื้นดิน" (รถไฟความเร็วสูง สายเคเบิลอินเทอร์เน็ต และท่อส่ง) ในมุมมองนี้ การเชื่อมต่อของเมืองกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกมีความสำคัญต่อการอยู่รอดมากกว่าความภักดีต่อเมืองหลวงของประเทศที่อยู่ห่างไกล

การรวมกลุ่มหลายฝ่าย: เรากำลังก้าวพ้นยุคของพันธมิตรที่ตายตัว เช่น นาโต หรือสนธิสัญญาวอร์ซอ แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เราเห็น "กลุ่มพันธมิตรที่เต็มใจ" ซึ่งก่อตัวและสลายตัวไปตามผลประโยชน์เฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นแร่ธาตุสำคัญ การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ หรือการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ความสมจริงเชิงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์: ในฐานะซีอีโอของ AlphaGeo คันนาเน้นย้ำว่าภูมิศาสตร์กำลังมีความละเอียดมากขึ้น ระเบียบโลกไม่ได้ถูกตัดสินในที่ประชุมสุดยอดอีกต่อไป แต่ถูกตัดสินโดยความยืดหยุ่นทางกายภาพของศูนย์กลางเฉพาะแห่งต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความสามารถในการดึงดูดบุคลากรและเงินทุนที่ "เคลื่อนย้ายได้"

ทำไมจึงเรียกว่า "ยุคกลางใหม่"?

การเปรียบเทียบกับยุคกลางนั้นเป็นไปโดยเจตนา ก่อนสนธิสัญญาเวสต์ฟาเลียปี 1648 (ซึ่งก่อตั้งรัฐชาติสมัยใหม่) โลกเป็นเหมือนผืนผ้าปะติดปะต่อของจักรวรรดิ นครรัฐ คณะสงฆ์ และสมาคมพ่อค้า (เช่น สันนิบาตฮันเซอ)

คันนาเสนอว่า Apple, BlackRock และมูลนิธิ Gates ในปัจจุบันเทียบเท่ากับองค์กรที่ไม่ใช่รัฐที่มีอำนาจเหล่านั้น พวกเขาดำเนินงานข้ามพรมแดน มี "นโยบายต่างประเทศ" ของตนเอง และมักให้บริการที่รัฐไม่สามารถทำได้

ข้อคิด: เราไม่ได้รอให้ "ระเบียบใหม่" มาถึง "ระเบียบที่ปราศจากระเบียบ" คือระบบที่เป็นอยู่ นี่คือโลกแห่งการแตกแยกทางเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งความมั่นคงนั้นพบได้ในความยืดหยุ่นในระดับท้องถิ่นและเครือข่ายระดับโลก มากกว่าการพึ่งพาหน่วยงานกลางเพียงแห่งเดียว

(Google Gemini ช่วยสรุป)



สงครามในยุคปัจจุบันกำลังทำลายระบบโลกที่มีอยู่เดิม แต่มันไม่อาจที่จะสร้างระเบียบโลกใหม่ขึ้นมาได้ มีเพียงสันติภาพ ที่มีเสถียรภาพ เท่านั้นที่จะทำได้ - บทความความเห็นจาก Caroline de Gruyter คอลัมนิสต์ ของ Foreign Policy


https://foreignpolicy.com/2026/04/16/war-peace-united-states-trump-europe-world-order-disorder/

บทความล่าสุดของแคโรไลน์ เดอ กรูยเตอร์ ที่ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2026 ระเบียบโลกมาถึงช่วงเวลาที่มืดมนในภูมิทัศน์โลกปัจจุบัน หลังจากการทวีความรุนแรงในตะวันออกกลางเมื่อเร็วๆ นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากปฏิบัติการ Epic Fury เดอ กรูยเตอร์เสนอความเห็นว่า ในขณะที่วัฏจักรของสงครามในปัจจุบันกำลังทำลายระเบียบเสรีนิยมหลังสงครามโลกครั้งที่สองอย่างมีประสิทธิภาพ แต่กำลังทหารเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างสิ่งทดแทนได้

ต่อไปนี้คือรายละเอียดของประเด็นหลักและข้อโต้แย้งที่นำเสนอในการวิเคราะห์ของเธอ:

1. ปรากฏการณ์ "การทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์"

เดอ กรูยเตอร์ตั้งข้อสังเกตว่าเรากำลังเห็นช่วง "การทำลายล้าง" ของการเปลี่ยนแปลงระดับโลก ความขัดแย้งในปี 2026 ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ได้เร่งการเสื่อมถอยของสถาบันระหว่างประเทศ (เช่น สหประชาชาติและพันธมิตรด้านความมั่นคงแบบดั้งเดิม) อย่างไรก็ตาม เธอเตือนว่า:

สงครามกำหนดขอบเขต แต่ไม่ใช่ระบบ พวกเขาสามารถยุติยุคสมัยได้ แต่ขาดอำนาจ "เชิงโครงสร้าง" ในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ของการค้า การทูต หรือกฎหมาย

ช่องว่างที่เกิดจากการล่มสลายของ "ระเบียบเก่า" กำลังถูกเติมเต็มด้วยการแตกแยกมากกว่าโครงสร้างใหม่ที่เป็นหนึ่งเดียว

2. ข้อจำกัดของ "การเจรจาต่อรอง"

โดยอ้างอิงถึงความล้มเหลวทางการทูตเมื่อเร็วๆ นี้ เช่น การประชุมสุดยอดอิสลามาบัดและข้อเสนอสันติภาพ 10 ข้อที่ล้มเหลว เดอ กรูเตอร์วิพากษ์วิจารณ์แนวทาง "การแลกเปลี่ยน" ต่อเสถียรภาพโลก

เธอโต้แย้งว่าสันติภาพไม่ใช่เพียงแค่การไม่มีการยิงปืนใหญ่ (เช่น "การหยุดพักห้าวันสั้นๆ" ที่เห็นในเดือนมีนาคม) แต่เป็นข้อตกลงพื้นฐานเกี่ยวกับกฎการปฏิบัติการ

คอลัมน์นี้ชี้ให้เห็นว่าผู้นำในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การเอาชนะ "สงคราม" เป็นตอนๆ มากกว่าการออกแบบ "สันติภาพ" ที่ยั่งยืน

3. ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความไม่เป็นระเบียบ

ส่วนสำคัญของข้อโต้แย้งของเธอเกี่ยวข้องกับความเปราะบางของระบบโลกที่ต้องพึ่งพาเสถียรภาพ:

ความมั่นคงทางทะเล: ภัยคุกคามอย่างต่อเนื่องต่อช่องแคบฮอร์มุซและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานพิสูจน์ให้เห็นว่าการครอบงำทางทหารไม่สามารถ "บังคับ" ให้เศรษฐกิจโลกดำเนินไปได้อย่างราบรื่นหากสันติภาพพื้นฐานถูกทำลาย

ต้นทุนของ "ความไม่เป็นระเบียบ": หากปราศจากระเบียบโลกใหม่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับซึ่งกันและกัน (สันติภาพ) โลกจะเผชิญกับสภาวะ "เศรษฐกิจแบบปิดล้อม" ที่มีต้นทุนสูงและประสิทธิภาพต่ำอย่างถาวร

4. ระเบียบโลกใหม่ต้องการความชอบธรรม

เดอ กรูเตอร์สรุปว่า "ระเบียบโลกใหม่" ไม่สามารถถูกกำหนดโดยผู้ชนะในการโจมตีทางอากาศได้

ความชอบธรรมคือส่วนประกอบที่ขาดหายไป ระบบจะกลายเป็น "ระเบียบ" ก็ต่อเมื่อประเทศส่วนใหญ่—รวมถึงประเทศที่มีอำนาจปานกลางและประเทศผู้ไกล่เกลี่ย—เห็นพ้องต้องกันที่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ เพราะมองว่าสันติภาพนั้นให้ผลประโยชน์มากกว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ

เธอเรียกร้องให้กลับไปสู่การทูตเชิงโครงสร้างที่มองข้ามการหยุดยิงในทันทีไปสู่การสร้างระบบใหม่ในระยะยาว

ข้อคิดสำคัญ: บทความของเดอ กรูเตอร์เป็นการเตือนถึงความโอหังที่คิดว่าโลกที่ดีกว่าจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติจากซากปรักหักพังของโลกเก่า เธอเตือนเราว่า "ระเบียบโลก" เป็นโครงการทางประวัติศาสตร์เพื่อสันติภาพ ไม่ใช่ผลพวงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของสงคราม



แก้บนออนไลน์-คอนแท็กเลนส์เสริมดวง-พิธีกรรมมูดิจิทัล: เหตุใดคนรุ่นใหม่จึงยังศรัทธาสิ่งศักดิ์สิทธิ์



แก้บนออนไลน์-คอนแท็กเลนส์เสริมดวง-พิธีกรรมมูดิจิทัล: เหตุใดคนรุ่นใหม่จึงยังศรัทธาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

วศินี พบูประภาพ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
18 เมษายน 2026

"การทำวอลเปเปอร์ (โทรศัพท์มือถือ) เพื่อ 'มู' มันเหมือนการเสริมดวง" กลม หญิงสาววัย 28 ปีบอกกับบีบีซีไทย โทรศัพท์มือถือของเธอเป็นสมาร์ทโฟนทันสมัย ทว่าเมื่อกดปุ่มล็อกสกรีนที่โทรศัพท์มือถือก็จะพบรูปเทพเจ้าฮินดูอย่างพระพิฆเนศที่สั่งทำพิเศษ

"เราต้องบอกว่าเราเกิดวันนี้ เวลานี้ อยากโฟกัสเรื่องการเรียน เขาก็จะจัดมาเลยว่าวอลเปเปอร์ไหนเหมาะกับเราและพื้นดวงเราด้วย" เธอลงรายละเอียดถึงสิ่ง "เสริมดวง" ที่ทำขึ้นมาสำหรับเธอโดยเฉพาะ

"การมู" หรือการขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อำนวยพรเป็นคำเรียกที่เพิ่งปรากฏมาไม่ถึงสิบปี บทความจากสถาบันวิจัยสิรินธรที่เขียนโดย ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ สันนิษฐานว่าคำว่า "มูเตลู" หรือ "สายมู" เพี้ยนมาจากชื่อภาพยนตร์อินโดนีเซียแนวสยองขวัญเรื่อง "มูเตลู ศึกไสยศาสตร์ (Penangkal Ilmu Teluh)" ซึ่งออกฉายเมื่อปี 2522 จนกลายมาเป็นคำเรียกขานพฤติกรรมความเชื่อในยุคปัจจุบัน

จากการสำรวจชาวไทยอายุระหว่าง 20-59 ปี จำนวน 1,200 รายของสถาบันวิจัยความเป็นอยู่ ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) สถาบันคลังสมองด้านการตลาดภายใต้เครือข่ายธุรกิจโฆษณาฮาคูโฮโดเมื่อปี 2567 สำรวจพบว่าชาวไทยกว่า 88% เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธ ิ์

รายงานการสำรวจฉบับเดียวกันพบด้วยว่า ขณะที่ประชากรไทยในช่วงอายุเจเนอเรชันเอ็กซ์ (Gen X) หรือผู้ที่เกิดตั้งแต่ปี 2508-2523 เชื่อในพิธีกรรมเหนือธรรมชาติตามขนบพิธีกรรมแบบเก่าที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ชาวไทยที่เกิดในปี 2524 เป็นต้นมากลับเชื่อในพิธีกรรมที่มีความหลากหลายและยืดหยุ่นกว่าเดิมมาก

นอกจากกรณีของกลมที่เธอตั้งภาพวอลเปเปอร์ในมือถือด้วยรูปเทพเจ้าฮินดูสั่งทำพิเศษบนหน้าจอโทรศัพท์ ในโลกอินเทอร์เน็ตของไทยก็ปรากฏพิธีกรรมอื่น ๆ ที่พบเห็นได้ชินตา

กิจกรรมเสริมดวงบนพื้นที่ออนไลน์มีทั้งการใช้ "แผ่นเสียงมงคล" ประกอบวิดีโอสั้นบนติ๊กตอก ไปจนถึงการทวีตข้อความบนบานผ่านเอ็กซ์ (X) และการพิมพ์ขอพรกลางไลฟ์สตรีมมิง

นอกจากนี้ ยังมีสินค้ามู ที่เชื่อว่าช่วยเสริมดวงให้กับผู้ใช้ได้ เช่น คอนแทคเลนส์สายมู, ลิปและแป้งผัดหน้าที่ผ่านพิธีปลุกเสก ตลอดจนเคสโทรศัพท์เคลื่อนที่มงคล

ขณะเดียวกันกระแสการ "แจกพิกัดสถานที่มู" ก็ผุดขึ้นมาบนโลกออนไลน์ มีข้อความเชิญชวนผู้ชมคลิปให้ไปประกอบพิธีในสถานที่บนพื้นที่ออฟไลน์ เนื้อหาอย่างเช่น "แจกพิกัดมูใจกลางเมือง" หรือ "สามพิกัดมูเชียงใหม่" ล้วนเป็นหัวข้อที่ได้รับความนิยมและมีให้เห็นทั่วไป

ปรากฏการณ์การ "มู" ของคนรุ่นใหม่มีความหลากหลายอย่างไรและมันบ่งบอกความหมายใดบ้าง บทความนี้บีบีซีไทยจะสำรวจเรื่องนี้ผ่านประสบการณ์ของผู้มีศรัทธา นักมานุษยวิทยา และนักปรัชญาศาสนา

เริ่ม "มู" จากน้อยไปหามาก

"ตอนนั้นเรากำลังจะไปเรียนต่อต่างประเทศ แล้วเราอยากได้ที่นี่มาก ๆ เราก็เลยคิดว่านอกจากการพยายามด้วยตัวเองแล้ว มีวิธีไหนบ้างที่จะทำให้เรามั่นใจมากขึ้นว่าจะเกิดขึ้นได้ เราก็เลยเลือกไปขอพรกับองค์เทพฮินดู" กลมเล่าถึงแรงจูงใจการมูในชีวิตของเธอให้บีบีซีไทยฟัง

กลมเล่าว่าเธอเริ่มบูชา "อะไรเล็ก ๆ" เช่น การดูดวง การซื้อวอลเปเปอร์โทรศัพท์เสริมดวง เมื่อรู้สึกว่าสิ่งนี้ส่งผลต่อชีวิตจริง ๆ จึงเริ่มไปที่วัดเพื่อบูชา โดยเน้นไปที่การบูชาเทพฮินดู

เช่นเดียวกับ พรหมภัสสร ปัญจะอนันตชิน หญิงสาววัย 21 ปี ก็เล่าประสบการณ์ของเธอเองต่อบีบีซีไทยว่าเธอเริ่มเดินสายมูเตลูในช่วงก่อนเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย รวมถึงช่วงกำลังเข้าสู่วัยทำงาน

หญิงวัย 21 ปีบอกว่าเธอเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลากวัฒนธรรมโดยเน้นไปที่การไปไหว้พระขอพรถึงสถานที่จริง ทั้งศาลพระพรหมเอราวัณ ศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง ตลอดจนศาลเจ้าพ่อขุนทุ่ง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำมหาวิทยาลัยของเธอเอง

ทั้งสองคนเล่าว่าตนปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำมาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีแล้ว ทั้งคู่ยืนยันว่าผลลัพธ์ทางจิตใจนั้นเป็นที่ประจักษ์กับตัวเอง กลมบอกว่าเธอมักรู้สึกเย็นและสงบเมื่อนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เธอเคารพบูชา

"เป็นความเชื่อเฉพาะตัวว่าเราเชื่อองค์นี้แล้วเราจะได้รับพรจากองค์นี้จริง ๆ เชื่อว่าท่านดูแลเราอยู่" หญิงวัย 28 ปีกล่าวกับบีบีซีไทย

กรณีของพรหมภัสสร เธอตั้งข้อสังเกตว่าโชคชะตาพัดพาโชคลาภมาให้เธอโดยสัมพันธ์กับกิจกรรมการมู

"อย่างเช่นเราก็เคยไปไหว้ศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง อันนี้ก็อะเมซิ่งมากเพราะว่าเราไหว้ขอเรื่องงาน แล้วพอเราก้าวออกจากศาลประมาณ 1 ก้าว งานเราเด้งมาเลย บางทีโอกาสก็เข้ามาแบบน่าประหลาดใจเกินไป" พรหมภัสสรบอก

รายงานวิจัย เรื่อง ประสบการณ์ในการพยากรณ์ดวงชะตาบนพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ในชีวิตประจำวันของชาวดิจิทัลไทย ศึกษากลุ่มประชากรใน กทม. และนครพนมด้วยวิธีวิจัยแบบผสม ซึ่งเป็นงานศึกษาของ ดร.ปุณณฑรีย์ เจียวิริยบุญญา นักวิชาการด้านมานุษยวิทยาและอาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม พบว่าประชากรกลุ่มที่ศึกษาวิจัยในสองพื้นที่นี้มีความศรัทธาในการดูดวงออนไลน์ไม่ต่างกันมากนักทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ

จากผลการศึกษาที่ออกมานี้ ดร.ปุณณฑรีย์ อธิบายกับบีบีซีไทยว่า "นั่นหมายความว่าความเจริญทางวัตถุ หรือความเจริญของระบบการศึกษาในเขตกรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นตัวที่บอกว่าคนเมืองจะปฏิเสธการพยากรณ์ กลับยิ่งถวิลหา ยิ่งโหยหามันมากขึ้น"

พรหมภัสสรซึ่งเติบโตมากับการเรียนตามแผนการศึกษาสายวิทยาศาสตร์เข้มข้นมาตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและศึกษาอยู่ในสายวิทยาศาสตร์สุขภาพเห็นพ้องว่าความก้าวหน้าทางศิลปวิทยาการไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์

"[สิ่งศักดิ์สิทธิ์] น่าจะเป็นเหมือนกับพลังงานบางอย่าง... ซึ่งมันอาจจะไม่ได้สามารถอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ที่เรามีอยู่ตอนนี้ทั้งหมด" เธออธิบายความคิดของเธอ "ขนาดโลกของเรายังเล็กมากในแกแล็กซีเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราไม่รู้มันคงจะมีเยอะมาก ๆ"

พรหมภัสสรเล่าว่าเธอได้งานทันทีที่ก้าวเท้าออกจากศาลเจ้าแม่ทับทิมสะพานเหลือง

พิธีกรรมมูดิจิทัล

นอกจากการเดินทางไปยังสถานที่จริง ทั้งกลมและพรหมภัสสรยังมี 'ไอเทม' เสริมความมั่นใจในชีวิตประจำวัน

พรหมภัสสร เลือกห้อยพระและสวมแหวนพญาครุฑเพื่อป้องกันอันตรายยามต้องเดินทาง ส่วนกลมก็เริ่มให้ความสำคัญกับวัตถุมงคลที่จับต้องได้อย่างกำไลหินหรือเทวรูปพระพิฆเนศตั้งโต๊ะควบคู่ไปกับการมูดิจิทัล

เกี่ยวกับวิถีการมูทางดิจิทัล ดร.ปุณณฑรีย์อธิบายว่าเทคโนโลยีดิจิทัลได้พัฒนานวัตกรรมทางความเชื่อเพื่อตอบสนองชาวดิจิทัลรุ่นใหม่ที่ต้องการบริการทางศาสนาที่เป็นรูปธรรม เข้าใจง่าย และมีความยืดหยุ่น โดยมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา

"ตั้งแต่โควิด-19 เป็นต้นมา ความเชื่อดั้งเดิมถูกแปรรูปไปอยู่ในช่องหรือในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่หลากหลายขึ้นเพื่อให้คนเข้าถึงได้ง่าย" ดร.ปุณณฑรีย์กล่าว

สอดคล้องกับข้อสังเกตดังกล่าว บีบีซีไทยสำรวจพบบัญชีติ๊กตอกของเทวสถานพระพิฆเนศออนไลน์แห่งหนึ่งซึ่งมีผู้ติดตามหลายหมื่นคนถ่ายทอดสดพิธีกรรมบวงสรวงเทวรูป ผู้ดูแลเชิญชวนให้ผู้มีศรัทธาพิมพ์ในกล่องข้อความเพื่อรับพร ไม่นานช่องสนทนาระหว่างไลฟ์ก็เต็มไปด้วยคำว่า "น้อมรับพร"

บัญชีติ๊กตอกอื่น ๆ ที่มีเนื้อหาบูชาเทวรูปในลักษณะเดียวกันก็มีอยู่มากมายบนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นแอปฯ นี้ โดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์ประธานแปรเปลี่ยนไปตามความศรัทธาของแต่ละบัญชี

บัญชีติ๊กตอกบัญชีหนึ่งที่มีผู้ติดตามราวครึ่งแสน เผยแพร่ภาพหิ้งซึ่งวางเทวรูปไว้อย่างหลากหลายบนช่องทางไลฟ์สด เมื้อเจ้าของบัญชีกล่าวเชิญชวน "พรุ่งนี้จะมีพิธีจุดเทียนขอพรต่อดวงชะตา มาร่วมพิธีผ่านไลฟ์กันได้นะคะ" สาธุชนผู้ติดตามก็พิมพ์ข้อความขอพรผ่านช่องสนทนาใต้โพสต์เข้าไปไม่ขาดสาย

รายงานจากวิจัยกรุงศรี ซึ่งสำรวจประชากรไทย 1,023 คน พบว่าผู้บริโภคดิจิทัลสายมูกลุ่มเจนเอ็กซ์ เจนวาย และเจนซี มีโอกาสสนใจที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ในกิจกรรมมูเตลูมากกว่ากลุ่มเบบี้บูมเมอร์ถึง 2 เท่า โดยกิจกรรมการมูที่ได้รับความสนใจที่สุด ได้แก่ แอปพลิเคชันดูดวง ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ที่มีการสำรวจได้แก่ งานศิลปะ NFT เสริมดวง การสักการะผ่าน AR/VR และการมูผ่านไลฟ์สด

นอกจากนี้ 6 ใน 10 ของผู้ตอบแบบสำรวจเคยซื้อสินค้าและบริการมูเตลูผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยกลุ่มที่รายงานระบุว่าเป็นวัย "เจนซี" มีโอกาสซื้อผ่านออนไลน์มากกว่ากลุ่มที่รายงานระบุว่าเป็นเบบี้บูมเมอร์ถึง 3.7 เท่า

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ปีเตอร์ เอ. แจ็คสัน นักวิชาการจากวิทยาลัยเอเชียและแปซิฟิก มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ซึ่งศึกษาเรื่องสังคมการเมืองด้านศาสนาและความเชื่อในประเทศไทย กล่าวกับบีบีซีไทยว่าในอดีตพิธีกรรมมักต้องพึ่งพาพระหรือพราหมณ์ซึ่งเป็นผู้ที่สังคมให้ความเชื่อถือ แต่ปัจจุบันบทบาทนั้นไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แค่บุคคลในศาสนาอีกต่อไป

เขาตั้งข้อสังเกตว่าผู้ใช้บางรายพอใจในการบริจาคผ่านช่องทางที่พวกเขารับบริการแล้วรู้สึกสบายใจ โดยอินฟลูเอนเซอร์ออนไลน์หรือเจ้าของบัญชีในแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทหลักแทนนักบวช

"คิดกลับกัน ในแง่นี้พระหรือพราหมณ์ในอดีตอาจเปรียบได้กับอินฟลูเอนเซอร์ในรูปแบบดั้งเดิมก็เป็นได้" ดร.แจ็คสันกล่าว



เมื่อการ "มูดิจิทัล" เป็นรูปธรรมและสมจริง ไม่ต่างจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในกรอบศาสนา

นอกจากพิธีกรรมที่ยึดโยงกับศาสนาแล้ว พิธีกรรมดิจิทัลในกลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตของไทยยังขยายขอบเขตไปสู่พิธีกรรมความเชื่อรูปแบบอื่น ๆ

ตัวอย่างหนึ่งที่บีบีซีไทยพบ คือกรณีที่ผู้ใช้ติ๊กตอกชาวไทยหลายสิบรายโพสต์วิดีโอประกอบแผ่นเสียงเพลง "Sky x Walk Into Da Prty" ของผู้ผลิต kniqhtdeveil โดยพิมพ์ข้อความประกอบว่านี่เป็น "แผ่นเสียงโชคดี" หากใช้เสียงประกอบนี้ในวิดีโอที่โพสต์ลงบัญชีของตัวเองในช่วงเริ่มต้นเดือนใหม่ เพราะเชื่อว่าจะช่วยดึงดูดโชคลาภ

"ใครเชื่อไหมไม่รู้ แต่ฉันจะไม่พลาดสักเดือนแล้วค่ะ! วันแรกของทุกเดือนเล่นแล้วรู้สึกโชคดีจริง" ผู้ใช้รายหนึ่งเขียนข้อความไว้บนวิดีโอ

ขณะเดียวกัน ยังมีพิธีกรรมถือเคล็ดอื่น ๆ อย่างการ "ฝังยันต์" ด้วย โดยผู้ใช้บัญชีหนึ่งนำภาพยันต์เครื่องรางมาปรับค่าความโปร่งใส (transparency) ให้เป็นศูนย์เพื่อให้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แล้วนำไปซ้อนทับซ่อนไว้ในรูปภาพของตนเองก่อนโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย

พฤติกรรมเหล่านี้นำไปสู่การประกอบพิธีกรรมในแพลตฟอร์มอื่น ๆ ด้วย อย่างเช่นบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) บีบีซีไทยสำรวจพบว่ามีผู้ใช้กลุ่มหนึ่งที่มักจะพิมพ์ข้อความบนบานเผยแพร่ออกไปต่อสาธารณะเพื่อ "บนบาน" ว่าหากตนบรรลุเป้าหมายจะแจกเงินหรือสิ่งของให้แก่ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มคนอื่น ๆ

"บนถ้าได้บัตรคอนฯ แจกตัง 100฿" ผู้ใช้งานเอ็กซ์รายหนึ่งระบุ

พฤติกรรมการ "มู" ที่ไหลลื่นไม่จำกัดสื่อ พื้นที่ หรือกรอบความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งเช่นนี้ มีคำอธิบายอย่างไร

ดร.พุฒวิทย์ บุนนาค นักปรัชญาศาสนาจากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) อธิบายตรรกะของการ "มูออนไลน์" โดยยึดโยงกับแนวคิดของนักมานุษยวิทยาอย่าง เจมส์ เฟรเซอร์ และ เอ็ดเวิร์ด ไทเลอร์ โดยชี้ว่าการ "มู" หรือที่เรียกโดยใช้คำโดยเจาะจงว่าเวทมนตร์ (magic) นั้น โดยพื้นฐานแล้วเกิดขึ้นได้โดยอาศัยการเชื่อมโยงผ่านสัญลักษณ์และการสัมผัส

อาจารย์ มศว กล่าวว่าในกรณีของโลกดิจิทัล แม้ "ผู้มู" จะไม่ได้เดินทางไปสัมผัสสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยตัวเอง แต่รูปภาพ ข้อความ หรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้กลายมาเป็น "การสัมผัส" รูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงสิ่งที่ตนเองเชื่อถือเข้ากับตัวของพวกเขา ทำให้การมูออนไลน์ให้ความรู้สึกเป็นรูปธรรมและสมจริงไม่ต่างจากการไปกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อทางศาสนา

ด้านศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.แจ็คสัน ยังชี้ให้เห็นว่าด้วยธรรมชาติของโลกอินเทอร์เน็ตจะต้องอาศัยวัฒนธรรมทางสายตา (visual culture) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของวัฒนธรรมมุขปาฐะหรือการบอกเล่าต่อ ๆ กันมาในอดีต ทำให้พิธีกรรมทางศาสนาสามารถย้ายจากโลกความเป็นจริงเข้าสู่พื้นที่เสมือน (virtual space) ได้อย่างกลมกลืน



วิถี "มู" ในหมู่คนรุ่นใหม่

ดร.พุฒวิทย์ กล่าวว่าเขายังไม่ปักใจเชื่อว่า "การมู" ในหมู่คนอายุน้อยนั้นแพร่หลายและมีความเข้มข้นมากกว่าคนในรุ่นก่อน แต่เขาเชื่อว่าสังคมมองเห็นกิจกรรมการมูเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนผ่านการเผยแพร่ด้วยโซเชียลมีเดีย

ด้านศาสตราจารย์ พิเศษ ปีเตอร์ เอ. แจ็กสัน ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือ "Capitalist Magic in Thailand" หรือชื่อไทยว่า "เทวา มนตรา คาถา เกจิ : ไสยศาสตร์ยุคใหม่กับทุน (ไทย) นิยม" อธิบายปรากฏการณ์นี้ในมิติทางเศรษฐกิจและการเมืองว่า ในสังคมไทย ความเชื่อในเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีความหลากหลายมาโดยตลอด โดยเฉพาะหลังจากที่สังคมไทยรับเอาระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่เข้ามา จึงมีการโปรโมทความเชื่อของแต่ละถิ่นมาเป็นจุดขายมากขึ้น ต่างจากบรรยากาศในยุคก่อนสงครามเย็นที่ศาสนาพุทธตามขนบจะมีบทบาทนำมากกว่า

"ผมคิดว่าเมืองไทยใน 20-30 ปีมานี้ เหมือนจะมีวัฒนธรรมที่รังสรรค์ขึ้นมาใหม่ (invented tradition) เข้ามามากกว่าเดิมโดยเฉพาะความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรม" ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาของไทยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าวกับบีบีซีไทย

เขาอธิบายต่อไปว่าเมื่อคนรุ่นใหม่ต้องเผชิญกับตลาดแรงงานที่หยุดชะงัก หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจ สิ่งที่พวกเขาควบคุมไม่ได้จึงถูกฝากไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์

"คนเราแสวงหาความมั่นคง (security) มาโดยตลอด เพียงแต่ว่าสิ่งที่เราอยากให้มีความมั่นคงมันเปลี่ยนรูปแบบ... สมัยก่อนอาจจะขอให้มีฝน แต่ตอนนี้พวกเราไม่ได้อยู่ในสังคมเกษตรแล้ว คนในเมืองก็สนใจหาแฟน ขอให้สอบเข้าเรียนได้ หรือได้งานทำ... เพียงแค่เขาไม่ได้อยากทำเลียนแบบพ่อแม่"

คำอธิบายนี้สอดคล้องกับผลการศึกษาจากสถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) ที่ระบุชาวไทยที่เกิดหลังปี 2524 เป็นต้นมา ขอพรเรื่อง การเงิน โชคลาภ และการงาน เป็น 3 อันดับแรก โดยกลุ่มคนที่เกิดหลังปี 2540 ขอพรเรื่องการเรียนเพิ่มขึ้นมาด้วยเนื่องจากอยู่ในวัยเรียน

ดร.พุฒวิทย์ กล่าวด้วยว่าระบบต่าง ๆ ในสังคมไทยที่มีความไม่แน่นอนสูงจากการขาดระบบที่อิงความสามารถ (merit system) ที่รับประกันว่า "เมื่อทำดีย่อมได้ดี" ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันพฤติกรรมการหาที่พึ่งพาทางใจของคนไทย

"ความสองมาตรฐาน ระบบอุปถัมภ์ เหล่านี้เองผมคิดว่ามันทำให้ชีวิตของคนทำงาน หรือแม้กระทั่งการเรียนหนังสือของวัยรุ่น มันค่อนข้างไม่แน่นอน มันมีความแปรปรวนอยู่ในชีวิตของเขา ดังนั้นทางออกก็คือต้องวิ่งไปหามูเพื่อจะทำให้เราสามารถใช้ชีวิตอยู่กับมันได้อย่างมั่นใจขึ้น" นักปรัชญาศาสนาจาก มศว ให้เหตุผล

"มู" คือการสร้างจิตวิทยาที่นำไปสู่การปฏิบัติ

ดร.พุฒวิทย์ ยอมรับว่าส่วนหนึ่งแล้วกระแสการมูอาจเกิดมาจากสิ่งที่เรียกว่า "อคติการยืนยัน" (confirmation bias) ที่เมื่อผู้มีความเชื่อกระทำการมูใดแล้วบรรลุผลสำเร็จ กระแสศรัทธาในสิ่งนั้นจะยิ่งโหมแรงขึ้น

อย่างไรก็ดี ในอีกทางหนึ่งเขาก็เชื่อว่าพิธีกรรม (ritual) มีส่วนเพิ่มประสิทธิภาพของคนได้จริง

"เกือบเป็นสากลเลย พิธีกรรมจะช่วยลดความกังวล ทำให้ประสิทธิภาพดีได้ในระยะสั้น พิธีกรรมทำให้คนสมาธิมากขึ้น ความกลัว ความวิตกกังวล ความไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจในตนเองจะหายไประดับหนึ่ง มันก็ทำให้เขาแข่งขันได้เปรียบเหนือคนอื่นมาระดับหนึ่ง" ดร.พุฒวิทย์กล่าว

กระบวนการทางจิตวิทยาที่กระตุ้นขีดความสามารถนี้สะท้อนชัดเจนในประสบการณ์ของชาวดิจิทัลไทย

กลมอธิบายว่าการตั้งเป้าหมายแล้วไปขอพรจาก "องค์เทพ" ช่วยให้ภาพความสำเร็จในความคิดของเธอชัดเจนขึ้นและสร้างความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าจะสามารถทำสิ่งนั้นได้สำเร็จ

เช่นเดียวกับพรหมภัสสรที่มองว่าการมูเตลูหรือการบูชาวิถีทางจิตวิญญาณเป็นเครื่องมือสร้างความสงบและเพิ่มความมั่นใจในจิตใจให้ตนเอง

อย่างไรก็ตาม บรรทัดฐานที่สำคัญที่สุดในมุมมองของพรหมภัสสรยังคงเป็นการลงมือทำ

"มันต้องมีการกระทำของตัวเราด้วย ถ้าไม่งั้นคนที่ไปไหว้ทั้งหมดตรงนั้นก็คงจะไม่ต้องทำอะไร ก็คือคุณแค่ไปขอพรแล้วก็คุณก็นอนอยู่บ้าน ถ้าเกิดว่าเราทำสุดความสามารถแล้วจริง ๆ การมูอาจจะช่วยผลักให้เราไปได้ไกลขึ้นได้" เธอสรุป

https://www.bbc.com/thai/articles/cgj0lj55v5xo




ข้อมูลใหม่จาก UN Women ผู้หญิงและเด็กหญิงมากกว่า 38,000 คนใน #ฉนวนกาซา ถูกสังหาร ระหว่างเดือนตุลาคม 2023 ถึงธันวาคม 2025 เฉลี่ยแล้วผู้หญิงและเด็กหญิงในกาซาถูกฆ่าตายอย่างน้อย 47 คนต่อวัน

 
Over 38,000 Women and Girls Killed in Gaza by End of 2025
.....

Pipob Udomittipong
18 hours ago
·
ข้อมูลใหม่จาก UN Women ผู้หญิงและเด็กหญิงมากกว่า 38,000 คนใน #ฉนวนกาซา ถูกสังหาร ระหว่างเดือนตุลาคม 2023 ถึงธันวาคม 2025 เฉลี่ยแล้วผู้หญิงและเด็กหญิงในกาซาถูกฆ่าตายอย่างน้อย 47 คนต่อวัน
รายงานยังระบุด้วยว่า การฆาตกรรมผู้หญิงและเด็กหญิงยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และยังคงมีภัยคุกคามต่อชีวิตของพวกเธอต่อไปจนทุกวันนี้
แน่นอนว่าในใบแถลงข่าวของ UN ไม่มีการเอ่ยถึงคำว่า “อิสราเอล” แม้แต่คำเดียว
https://t.co/6S7FGcG8Vz


https://www.facebook.com/photo?fbid=10164028183011649&set=a.10150096728651649




วันที่ 17 เมษายนของทุกปี จะเป็นวันนักโทษชาวปาเลสไตน์ จะมีการจัดงาน เพื่อรำลึกถึงชะตากรรมของชาย หญิง และเด็กหลายพันคนที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำของอิสราเอล เพื่อเน้นย้ำถึงสภาพทางกฎหมายและมนุษยธรรมของชาวปาเลสไตน์ที่ถูกคุมขังในอิสราเอล (พวกเรา อย่าลืมพวกเขา)







https://x.com/AJEnglish/status/2045512675417866743

ประวัติความเป็นมาของวันนักโทษชาวปาเลสไตน์: วันนักโทษชาวปาเลสไตน์จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงชะตากรรมของชาย หญิง และเด็กหลายพันคนที่ถูกคุมขังในเรือนจำของอิสราเอล

วันนักโทษชาวปาเลสไตน์ ซึ่งตรงกับวันที่ 17 เมษายนของทุกปี เป็นจุดสำคัญในการเน้นย้ำถึงสภาพทางกฎหมายและมนุษยธรรมของชาวปาเลสไตน์ที่ถูกคุมขังในอิสราเอล เป็นวันที่จัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การชุมนุม การจัดงานให้ความรู้ และการรณรงค์ในระดับนานาชาติ

ที่มาและความสำคัญ: 
วันดังกล่าวได้รับการกำหนดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 1974 ระหว่างการประชุมของสภาแห่งชาติปาเลสไตน์ (PNC) ซึ่งเป็นองค์กรนิติบัญญัติขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO)

ตัวกระตุ้น: 
วันดังกล่าวถูกเลือกเพื่อรำลึกถึงการปล่อยตัวมาห์มูด บากีร์ อัล-ฮิญาซี ในการแลกเปลี่ยนนักโทษครั้งแรกระหว่างกลุ่มต่างๆ ของปาเลสไตน์กับอิสราเอลในปี 1971 อัล-ฮิญาซี มักถูกกล่าวถึงว่าเป็นนักโทษชาวปาเลสไตน์ "สมัยใหม่" คนแรกของขบวนการต่อต้าน

วัตถุประสงค์: 
สภาแห่งชาติปาเลสไตน์ (PNC) ตั้งใจให้วันนี้เป็น "การแสดงความเคารพทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ" ต่อผู้ต้องขัง โดยมุ่งหวังที่จะรวมความรู้สึกของชาวปาเลสไตน์และรักษาประเด็นผู้ต้องขังให้อยู่ในวาระสำคัญของการทูตและการเมือง

ประเด็นสำคัญที่เน้นย้ำ

การรำลึกนี้มุ่งเน้นไปที่ข้อกังวลด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชนหลายประการที่คงอยู่มานานหลายทศวรรษ:

การคุมขัง: 
นี่อาจเป็นแง่มุมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดของระบบเรือนจำ ภายใต้นโยบายนี้ บุคคลสามารถถูกคุมขังโดยไม่มีการตั้งข้อหาหรือการพิจารณาคดีเป็นระยะเวลาสูงสุดถึงหกเดือน ซึ่งสามารถต่ออายุได้ โดยอาศัย "หลักฐานลับ" ที่ทั้งผู้ต้องขังและทนายความของพวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เห็น

สตรีและเยาวชน: 
กลุ่มสนับสนุนใช้โอกาสวันที่ 17 เมษายนในการเผยแพร่สถิติที่อัปเดตเกี่ยวกับจำนวนสตรีและเด็กในระบบ โดยมักเน้นย้ำถึงประเด็นเกี่ยวกับศาลทหารเยาวชนและผลกระทบทางจิตวิทยาของการจำคุกต่อเยาวชน

ความประมาททางการแพทย์: 
ประเด็นที่เกิดขึ้นซ้ำๆ คือ "นโยบายการละเลยทางการแพทย์" (al-ihmal al-tibbi) ซึ่งนักโทษที่มีโรคเรื้อรัง—รวมถึงโรคมะเร็ง—รายงานว่าไม่ได้รับการดูแลเฉพาะทางอย่างเพียงพอ

ยุทธวิธีแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน: 
ในอดีต นักโทษชาวปาเลสไตน์ใช้โอกาสนี้ในการอดอาหารประท้วงสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำ การกักขังเดี่ยว และการห้ามเยี่ยมญาติ

บริบททางประวัติศาสตร์

นับตั้งแต่สงครามปี 1967 มีการประมาณการว่าชาวปาเลสไตน์กว่า 800,000 คนเคยถูกคุมขังในระบบเรือนจำของอิสราเอล สำหรับชาวปาเลสไตน์จำนวนมาก ประสบการณ์การเป็นนักโทษถูกมองว่าเป็น "พิธีกรรมแห่งการเปลี่ยนผ่าน" หรือเป็นองค์ประกอบสากลของอัตลักษณ์ทางชาติ เนื่องจากครัวเรือนจำนวนมากมีสมาชิกในครอบครัวอย่างน้อยหนึ่งคนถูกคุมขัง

หมายเหตุ: องค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงสหประชาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ (เช่น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และ บี.ที.เซเลม) มักเผยแพร่รายงานในวันนี้เรียกร้องให้ปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 ซึ่งควบคุมการปฏิบัติต่อพลเรือนและผู้ถูกคุมขังในดินแดนที่ถูกยึดครอง

แม้ว่าวันดังกล่าวจะมีรากฐานมาจากพระราชกฤษฎีกาปี 1974 แต่ความสำคัญของมันเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่มีความขัดแย้งรุนแรง เช่น การลุกฮือของชาวปาเลสไตน์ (อินติฟาดา) และความขัดแย้งที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2026


ชาวกาซาวันนี้...







 

กองทุนประกันสังคม ไม่ใช่กองทุนที่ผู้มีอำนาจมอบให้คนทำงาน แต่คนทำงานในยุคก่อน ต่อสู้เพื่อให้ได้มา มาวันนี้มีปรสิต เกาะกินกองทุนนี้ เอาเปรียบคนทำงานในประเทศนี้ เรามาร่วมกันทวงคืนกองทุนประกันสังคมของพวกเราคืนมา 1 พฤษภานี้




 


พรรคประชาชน - People's Party
@PPLEThai

เพราะนี่คือกองทุนที่เราต่อสู้ให้ได้มา l ทวงคืนประกันสังคม

. หลายปีที่ผ่านมากองทุนประกันสังคมถูกพูดถึงในแง่ลบเป็นวงกว้างในสังคม ผู้ประกันตนหลายคนเริ่มมองถึงการออกจากกองทุน เลิกส่งเงินสมทบประกันสังคม

. แต่นั่นคือทางออกที่ดีที่สุด จริงหรือ?
. เพราะกองทุนประกันสังคมไม่ได้มีเพียงค่าทำฟัน 900 บาท แต่มีสิทธิประโยชน์ที่เป็นหลักพิงให้คนทำงาน ตั้งแต่วันแรกของการทำงานจนถึงบั้นปลายชีวิต
. เพราะกองทุนประกันสังคม ไม่ใช่กองทุนที่ใครหรือหน่วยงานใดมามอบให้ แต่มาจากการต่อสู้เรียกร้องของประชาชน
. เพราะนี่คือกองทุนที่เราต่อสู้ให้ได้มา เราทุกคนจึงเป็นเจ้าของกองทุนนี้ร่วมกัน และเมื่อคนทำงานร่วมต่อสู้ด้วยกันอีกครั้ง กองทุนประกันสังคมจะเปลี่ยนแปลงได้ .

1 พฤษภาคม ยื่นร่างทวงคืนประกันสังคมของทุกคน

https://x.com/PPLEThai/status/2045411417189396755
.....

สหัสวัต คุ้มคง
@Sahassawat_kk
·13h

กองทุนประกันสังคม ไม่ใช่กองทุนที่ผู้มีอำนาจมอบให้คนทำงาน .
แต่คนทำงานในยุคก่อน ต่อสู้เพื่อให้ได้มา
มาวันนี้มีปรสิต เกาะกินกองทุนนี้ เอาเปรียบคนทำงานในประเทศนี้
เรามาร่วมกันทวงคืนกองทุนประกันสังคมของพวกเราคืนมา 1 พฤษภานี้




วิกฤตเยาวชนไทย การศึกษาถดถอย สุขภาพจิตดิ่งเหว เทียบสถิติโลก


THAI PRESS
6 hours ago
·
วิกฤตเยาวชนไทย การศึกษาถดถอย สุขภาพจิตดิ่งเหว เทียบสถิติโลก
.
.
สถานการณ์น่ากังวลของเยาวชนไทยในปัจจุบันที่กำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งด้านผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง และปัญหาสุขภาพจิตที่พุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจ ข้อมูลจากองค์กรระดับสากลทั้ง OECD ยูนิเซฟ และองค์การอนามัยโลก ต่างชี้ให้เห็นถึงรอยรั่วของระบบที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุด
.
ในด้านการศึกษาระดับมัธยม ผลการทดสอบ PISA ล่าสุดในปี 2565 สะท้อนภาพรวมช่วง 10 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2555 ว่าคะแนนของเด็กไทยลดลงอย่างรุนแรงในทุกทักษะ ปัจจุบันไทยอยู่ใน อันดับที่ 58 จาก 81 ประเทศ สวนทางกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ที่ยังคงรั้งอันดับหนึ่งของโลกในด้านคุณภาพการศึกษาระดับมัธยม
.
เมื่อเจาะลึกวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ พบว่าคะแนนของเยาวชนไทย ลดลงราว 30 คะแนน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยคณิตศาสตร์ได้เพียง 394 คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วหรือ OECD ที่ 472 คะแนนอย่างชัดเจน ที่น่าตกใจคือมีนักเรียนไทยเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่ทำคะแนนได้ในระดับสูง ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกสูงถึงร้อยละ 9
.
ทักษะการอ่านของเด็กวัยรุ่นไทยถือว่าอยู่ในจุดวิกฤตขั้นสูงสุด ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาคะแนน ร่วงหล่นลงถึง 60 คะแนน ปัจจุบันอยู่ที่ 379 คะแนน ทิ้งห่างจากค่าเฉลี่ยสากล บ่งชี้ว่าระบบการศึกษาไทยกำลังล้มเหลวในการสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์และการจับใจความ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิตในโลกยุคดิจิทัลอย่างปฏิเสธไม่ได้
.
แม้หลายประเทศทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 จนทำให้คะแนนเฉลี่ย PISA ลดลงเช่นกัน แต่แนวโน้มการถดถอยของการศึกษาไทยนั้นเริ่มต้นขึ้นและดิ่งลงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนเกิดโรคระบาดใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่านี่ไม่ใช่ผลกระทบชั่วคราว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำ และคุณภาพการสอนที่รอการปฏิรูป
.
นอกจากความกดดันด้านการเรียนและโครงสร้างทางสังคมที่บกพร่อง วัยรุ่นไทยยังต้องเผชิญกับสภาวะเปราะบางทางอารมณ์อย่างหนัก สถิติด้านสุขภาพจิตชี้ให้เห็นว่าปัญหาการศึกษามิใช่สิ่งเดียวที่บั่นทอนเยาวชน แต่สภาพแวดล้อมที่บีบคั้นกำลังผลักดันให้พวกเขาก้าวเข้าสู่ภาวะซึมเศร้าและความเครียดเรื้อรังแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในอดีต
.
รายงานสถิติจากยูนิเซฟและองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า วัยรุ่นอายุระหว่าง 10-19 ปีทั่วโลกประมาณ 1 ใน 7 คน กำลังเผชิญกับความผิดปกติทางจิต สัดส่วนดังกล่าวนี้สอดคล้องกับสถิติของประเทศไทยอย่างน่าตกใจ สะท้อนว่าเยาวชนไทยนับล้านคนกำลังทนทุกข์ทรมานจากโรคทางจิตเวช โดยส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยหรือเข้าถึงการบำบัดรักษาเลย
.
ข้อมูลการประเมินสุขภาพจิตผ่านแอปพลิเคชันของกรมสุขภาพจิตในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา เผยให้เห็นตัวเลขที่น่าวิตกกังวล เด็กและวัยรุ่นไทยกว่าร้อยละ 28 มีภาวะเครียดในระดับสูง และร้อยละ 32 มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า ตัวเลขเหล่านี้พุ่งทะยานขึ้นเมื่อเทียบกับทศวรรษก่อน สะท้อนถึงภูมิต้านทานทางใจที่ลดต่ำลงในยุคปัจจุบัน
.
ความน่ากลัวสูงสุดของวิกฤตสุขภาพจิตคือการตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง ปัจจุบันการฆ่าตัวตายคือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 ของวัยรุ่นทั่วโลก สำหรับประเทศไทย ผลการสำรวจภาวะสุขภาพนักเรียนระดับโลกพบว่า วัยรุ่นไทยอายุ 13-17 ปี ถึงร้อยละ 17.6 เคยมีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นสถิติที่ส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสูงสุดถึงหน่วยงานรัฐ
.
แม้ปัญหาจะรุนแรงเทียบเท่าระดับสากล แต่การเข้าถึงบริการสาธารณสุขด้านนี้ของไทยยังตามหลังอยู่มาก ข้อมูลพบว่า ประเทศไทยมีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นไม่ถึง 300 คนทั่วประเทศ และกว่าร้อยละ 40 กระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวง ทำให้ความเหลื่อมล้ำด้านการรักษากลายเป็นกำแพงสูงลิ่วที่ขวางกั้นไม่ให้เยาวชนในภูมิภาคได้รับการช่วยเหลือทันเวลา
.
วิกฤตคู่ขนานทั้งด้านสติปัญญาและสภาวะจิตใจของเยาวชนไทย ถือเป็นโจทย์ท้าทายระดับชาติที่ไม่อาจปล่อยผ่านได้ รัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องเร่งยกเครื่องระบบการศึกษาควบคู่ไปกับการสร้างตาข่ายรองรับทางจิตวิทยา หากไม่เร่งบูรณาการแก้ไข ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นกำลังหลักของชาติอย่างประเมินค่ามิได้

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1533973398493848&set=a.572678567956674






https://x.com/ThaiPressCC/status/2045485772917321859



 

บันทึกความทรงจำของการต่อสู้ที่ถูกลืม : การประท้วงใหญ่ที่ปัตตานีปี 2518


Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์

14 hours ago
·
❝ เหตุการณ์สะพานกอตอ
บันทึกความทรงจำของการต่อสู้ที่ถูกลืม :
การประท้วงใหญ่ที่ปัตตานีปี 2518 ❞
.
การประท้วงของประชาชนนับแสนที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ไทยที่มีผลกำหนดชะตากรรมต่อระยะที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
.
เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในการประท้วงที่ยาวนานของประเทศไทย เพราะกินเวลาทั้งสิ้น 45 วัน (ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม ปี 2518 จนถึงวันที่ 24 มกราคม 2519)
.
หากแต่ว่า…ทำไมถึงไม่ได้รับการกล่าวถึงเท่าที่ควร?
.
ทั้งๆ ที่เหตุการณ์การประท้วงใหญ่ที่ปัตตานีปะทุขึ้นในช่วงระยะเวลาเดียวกันกับการต่อสู้ของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
.
แต่ทำไมถึงไม่มีการกล่าวขานหรือให้ความสำคัญของการต่อสู้ของคนในพื้นที่สามจังหวัด?
.
แล้วเหตุการณ์ประท้วงใหญ่ที่ปัตตานีสำคัญอย่างไร?
.
◤ เหตุการณ์การประท้วงเริ่มจากการที่ประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ได้รวมตัวกันชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัดปัตตานี เป็นการประท้วงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐบาล
.
สืบเนื่องมาจากการที่นายทหารนาวิกโยธินจำนวนหกนายได้วิสามัญฆาตกรรมชาวบ้านรวมทั้งสิ้น 5 ศพ ก่อนโยนทิ้งตรงสะพานกอตอลงแม่น้ำสายบุรีในคืนวันที่ 29 พฤศจิกายน ปี 2518
.
จุดที่เกิดเหตุเป็นเขตรอยต่อระหว่างอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี กับอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส
.
เรื่องทั้งหมดคงจะเงียบหายไปหากไม่เป็นเพราะ เด็กชายซือแม บราเซะ ในวัยเพียงสิบห้าปี กลับรอดชีวิตจากการฆาตกรรมหมู่ในคืนวันนั้นราวปาฏิหาริย์
.
◤เด็กชายซือแมกัดฟันลากตัวเองขึ้นฝั่ง ออกมาตีแผ่การกระทำที่ไร้ความเป็นธรรมและความเหี้ยมโหดของเจ้าหน้าที่รัฐให้กับชาวบ้านในพื้นที่ได้รับรู้
.
หลังจากที่เริ่มมีการชุมนุมเรียกร้องหน้าศาลากลางจังหวัดปัตตานีได้เพียงแค่สองวัน เกิดเหตุโยนระเบิดเข้าใส่ผู้ชุมนุมประท้วงในช่วงเวลาประมาณหนึ่งทุ่มของคืนวันที่ 13 ธันวาคม 2518 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสิบสองคน และบาดเจ็บอีกนับสามสิบคน
.
มีประชาชนผู้อยู่ในเหตุการณ์ให้การว่าตำรวจเป็นผู้ที่โยนระเบิดเข้ามาในที่ชุมนุม [1] นำมาซึ่งความเจ็บปวดต่อผู้คนที่ประสบเหตุการณ์ความสูญเสียในการชุมนุมในวันนั้น คาดว่าผู้โยนระเบิดอาจมีความตั้งใจที่จะสร้างความหวาดกลัวให้ผู้ชุมนุมประท้วงจนแตกสลายการชุมนุมกันไปเอง หากแต่ผลกลับปรากฏเป็นไปในทิศตรงกันข้าม ชาวบ้านกลับยิ่งมารวมตัวในการชุมนุมประท้วงกันมากขึ้นจนถึงวันที่มีผู้ชุมนุมประท้วงมากที่สุดที่คาดว่าถึงแสนคน
.
◤การชุมนุมยืดเยื้อออกไป จนวันที่ 24 มกราคม 2519 ได้มีการตกลงยุติการชุมนุมอย่างเป็นทางการระหว่างกลุ่มผู้พิทักษ์ประชาชน กับ นายปรีดา พัฒนถาบุตร ตัวแทนรัฐบาลในการเจรจาในขณะนั้น
.
◤การประท้วงครั้งใหญ่ที่ปัตตานีในปี 2518 นับได้ว่าเป็นจุดการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มมีการพัฒนาความมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน (political participation)
.
ชาวบ้านกล้าที่จะออกมาร่วมชุมนุมประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐ ซึ่งโดยปกติแล้วชาวบ้านค่อนข้างกลัวที่จะแสดงออกทางการเมืองเนื่องเพราะเจ้าหน้าที่รัฐในอดีตกดขี่ข่มเหงรังแกชาวบ้าน ยิ่งโดยเฉพาะชาวบ้านมลายูมุสลิมที่พูดภาษาไทยไม่คล่องนักมักจะถูกกลั่นแกล้งรังแกได้ง่าย
.
นอกจากนี้ การประท้วงใหญ่ที่ปัตตานีในยุคนั้นยังถือเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่ทำให้นักการเมืองทั้งกลุ่มวาดะห์ และนักการเมืองฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ถือกำเนิดขึ้นมาจนมีบทบาททางการเมืองที่สำคัญจนถึงยุคปัจจุบัน
.
และเป็นช่วงที่นักพูดฝีปากกล้าและผู้นำในการประท้วงถูกเจ้าหน้าที่รัฐไล่ตามเก็บทั้งระหว่างปราศรัยและหลังจากที่การประท้วงสิ้นสุดลง
.
จนเป็นเหตุให้หลายคนต้องระเห็จหนีเข้าป่า
.
◤การประท้วงที่ปัตตานีสามารถลากยาวได้เป็นระยะเวลาถึง 45 วัน ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเป็นการประท้วงในช่วงระยะที่มีรัฐบาลพลเรือนมีอำนาจ บวกกับการที่นายกรัฐมนตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ไม่ได้เป็นฝ่ายคุมเสียงข้างมากในสภา และถูกสถานการณ์การเมืองฟากอินโดจีนบีบคั้น จึงขาดเสถียรภาพทางการเมืองเท่าที่ควร
.
รัฐบาลช่วงนั้นกลายเป็นช่วงที่เรียกได้ว่าเป็น weak state ซึ่งถ้าเทียบกับเหตุการณ์ 14 ตุลา และ 6 ตุลา ถือเป็นการเกิดการปะทุขึ้นช่วงที่รัฐบาลทหารเรืองอำนาจ จึงทำให้การปราบปรามผู้ประท้วงนั้นหนักกว่าเหตุการณ์ประท้วงที่ปัตตานี 2518

บันทึกความทรงจำของการต่อสู้ที่ถูกลืม :
การประท้วงใหญ่ที่ปัตตานีปี 2518 โดย ดวงยิหวา อุตรสินธุ์
https://www.matichon.co.th/weekly/deep/article_17453
.
เชิงอรรถ
[1] ไทยรัฐ วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม 2518 หน้าที่ 16

บทความนี้ผยแพร่ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 9-15 ธ.ค. 2559
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=1346841187478077&set=a.627369302758606




ใบตองแห้ง คุยกันเบาๆ 😂 กับอาจารย์พนัส ทัศนียานนท์ ถ้าหนูวิบัติโอกาสเพื่อไทย? อันตราย! รัฐประหารบนความสิ้นหวัง?


ประชาธิปไตย2สี Iพนัส ทัศนียานนท์I ถ้าหนูวิบัติโอกาสเพื่อไทย? อันตราย! รัฐประหารบนความสิ้นหวัง?

matichon tv

รายการประชาธิปไตยสองสี ตอนที่ 107 อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) สนทนากับ พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ อดีต สว. สนทนาในหัวข้อ การเมืองแห่งความสิ้นหวัง มองการเมืองผ่านรัฐบาลภูมิใจไทย เหลียวดู พรรคเพื่อไทย นับถอยหลังหรือยังมีโอกาส และส่องดูพรรคประชาชน ยังเป็นความหวังของผู้คนต่อไปหรือไม่

https://www.youtube.com/watch?v=aLRNQWgf2Tw
.....

Atukkit Sawangsuk 
8 hours ago
·
คุยกันเบาๆ กับอาจารย์พนัส
Panat Tasneeyanond
:
วิเคราะห์ให้แบกดีใจว่า ร่วมรัฐบาลครั้งนี้ เพื่อไทยสบายตัวที่สุด
ไม่ต้องรับเผือกร้อนเรื่องเศรษฐกิจ
ชูภาพอาจารย์เชนหล่อเก่งทางการศึกษา งานวิจัย ได้กระทรวงทางสังคม
โดย “เก็บจุดยืนอุดมการณ์ใส่ลิ้นชัก”
ไม่พูดเรื่องถูกกระทำ สู้รัฐประหาร ประวัติการต่อสู้ตั้งแต่ 49 ถึงตระบัดสัคย์ 66
(เรื่องรัฐธรรมนูญให้แผนกพี่อ๋อย งานเสื้อแดงให้เต้น ก่อแก้ว เดียร์)
หันไปขายความหวังกลับไปเป็นไทยรักไทย ผู้กอบกู้วิกฤติ 40
ไม่แน่นะ ถ้าอนุทินคว่ำ อาจเป็นโอกาสเพื่อไทย
ไม่ว่าเลือกตั้งใหม่หรือเป็นตัวเลือกแทน
:
ในทางที่เลวร้าย
ถ้าหนูแก้ปัญหาไม่ตก ปั่นป่วนวุ่นวาย
วงจรรัฐประหารอาจกลับมา
ในวิกฤติที่คนสิ้นหวังกับระบบรัฐสภา
คนคิดแบบเดิมๆ ยังมีอยู่
:
อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นตลกกลับด้าน
เพราะระบอบรัฐธรรมนูญ 2560 ที่แก้ไม่ได้ ไม่มีทางแก้ แม้ประชามติผ่านแล้ว
มันก็คือระบอบรัฐประหารอยู่ในตัว
การเมืองจากเลือกตั้งอยู่ใต้ชนชั้นนำ รัฐพันลึก
กำจัดฝ่ายตรงข้ามด้วยศาลองค์กรอิสระ
แล้วทำไมจะต้องรัฐประหาร




เปิดพฤติกรรม "ไอโอ" ชายแดนใต้ที่เฟซบุ๊กเคยจับได้ว่า เชื่อมโยงกับกอ.รมน. ทั้งปั่นกระแสและสร้างบัญชีปลอม

iLaw
15 hours ago

เปิดพฤติกรรม "ไอโอ" ชายแดนใต้ที่เฟซบุ๊กเคยจับได้ว่า เชื่อมโยงกับกอ.รมน. ทั้งปั่นกระแสและสร้างบัญชีปลอม
ประเด็นของการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารหรือไอโอกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังจากที่ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวสอบถามข้อเท็จจริงต่อแม่ทัพภาคที่ 4 เรื่องการลอบยิงกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.พรรคประชาชาติกับพวกที่จังหวัดนราธิวาส หลังจากนั้นมีเพจเฟซบุ๊กหลายเพจเขียนข้อความใส่ร้ายและมีเนื้อหาในลักษณะคล้ายคลึงกัน ซึ่งเพจเหล่านี้มีลักษณะเป็นการทำไอโอ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ปรากฏกรณีการทำไอโอ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 บริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กก็เคยออกรายงานที่เกี่ยวข้องกับไอโอเช่นกัน โดยเฟซบุ๊กใช้คำนิยามต่อปฏิบัติการดังกล่าวว่า Coordinated Inauthentic Behavior-CIB หรือแปลว่า พฤติกรรมที่ประสานเชื่อมโยงกันอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นนิยามที่เฟซบุ๊กอธิบายความพยายามในการสร้างอิทธิพลต่อข้อถกเถียงสาธารณะเพื่อเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ซึ่งใจกลางปฏิบัติการคือ กลุ่มบัญชีโซเชียลมีเดีย “ปลอม” มีสองรูปแบบที่เฟซบุ๊กจะมุ่งติดตามคือ CIB ในบริบทภายในประเทศ การรณรงค์ที่ไม่ใช่การรณรงค์โดยรัฐบาล และอีกรูปแบบหนึ่งคือ CIB ที่มีตัวแสดงเป็นรัฐบาลหรือต่างชาติ
เดือนกุมภาพันธ์ 2564 เฟซบุ๊กเผยแพร่รายงาน “February 2021 Coordinated Inauthentic Behavior Report” ระบุว่า ลบบัญชีเฟซบุ๊ก 77 บัญชี กลุ่มเฟซบุ๊ก 18 กลุ่มและบัญชีอินสตาแกรม 18 บัญชี ซึ่งมีที่มาในประเทศไทยและตั้งเป้าหมายต่อผู้ชมภายในประเทศในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ จากการสืบสวนมีความเชื่อมโยงกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ผู้ที่อยู่เบื้องหลังเครือข่ายนี้ใช้ทั้งบัญชีจริง (Authentic account) และบัญชีปลอม (Fake account) ที่ผ่านมามีการตรวจพบบัญชีบางส่วนและปิดใช้งานโดยระบบอัตโนมัติ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังยังโพสต์เนื้อหาของพวกเขาในหลายเพจเพื่อให้ดูเหมือนเป็นที่นิยมมากกว่าความเป็นจริง บัญชีปลอมเหล่านี้บางส่วนแกล้งทำเป็นบุคคลจากจังหวัดชายแดนใต้ของประเทศไทย มีความพยายามในการแสดงว่า เป็นผู้หญิงอายุน้อยโดยการใช้รูปสต็อกเป็นภาพโปรไฟล์
อ่านรายงานของเฟซบุ๊ก: https://about.fb.com/.../03/February-2021-CIB-Report.pdf
.....


Networks removed in February 2021:

Thailand: 
We removed 77 Accounts, 72 Pages, 18 Groups and 18 Instagram accounts that originated in Thailand and targeted domestic audiences in the Southern provinces of Thailand. Our investigation found links to the Thai Military’s Internal Security Operations Command. We found this network as part of our internal investigation into suspected coordinated inauthentic behavior in the region.




วันเสาร์, เมษายน 18, 2569

รองเลขาธิการพรรคประชาชาติเผย สส.กมลศักดิ์ ยื่นข้อมูลเชิงลึกของคดีที่ตนถูกลอบยิงให้นายกฯ ว่ามีหลักฐานเชิงประจักษ์ “ว่าใครเป็นผู้สั่งฆ่า”

ใช่เลยกับที่ Thanapol Eawsakul ว่า “กองทัพ/กอ.รมน. และฝ่ายความมั่นคง ไม่เห็นหัวอนุทิน” ซึ่งก็คือนายกฯ สั่ง กอ.รมน.ไม่ได้ เพราะเหนือนายกฯ เป็นกองทัพ “หรือไม่เช่นนั้นพวกเขาก็เล่นละครกัน” จะอย่างใดหรือทั้งสองอย่าง

ก็กรณี ฐปณีย์ เอียดศรีไชย อีกละ จากความกร่างของแม่ทัพภาค ๔ ต่อเนื่องไปถึงขบวนการ ไอโอ หว่านยาพิษเฟคนิวส์ให้ร้ายหวังทำลายสื่อและพวกที่ตั้งคำถามต่อความยิ่งใหญ่ของ กอ.รมน./กองทัพ แยมจึงได้ร้องเรียนไปถึงทั่นนายกฯ

อนุทิน ชาญวีรกูล ตอบว่า “รับทราบปัญหาแล้ว และจะเร่งดำเนินการดูแล แต่เรื่องการทำร้ายร่างกายจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐจะไม่เกิดขึ้น และหากเกิดขึ้นถือว่าไม่ใช่การกระทำของรัฐ” โดยกำชับหน่วยงานเกี่ยวข้องต่างๆ ให้รับไปปฏิบัติ

“แต่หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ไอโอ กองทัพ/กอ.รมน.และฝ่ายความมั่นคงก็ทำงานทันทีแบบไม่ต้องรักษาหน้านายกเอาเสียเลย” แยมแจ้งว่า “นี่คือสิ่งที่ฉันได้รับหลังยื่นหนังสือถึงนายกฯอนุทิน ขอให้ตรวจสอบปฏิบัติการ IO ที่เชื่อว่ามาจากรัฐ”

เป็นภาพน่าเกลียด หน้าของฐปณีย์ “ตายไปน่าจะพันปี มีหนอนยั๊วะเยี๊ยะเลย กินข้าวไม่ลงแล้ว” ถ้าไอโอรัฐ (ทหาร) จะอ้างอารมณ์ขัน ควรต้องมีวุฒิภาวะบ้าง นายกฯ เพิ่งสั่งหลดๆ เอาแล้ว ก็เลยถูกมอง “เป็นไปได้” รู้เห็นเป็นใจกัน กองทัพกับรัฐบาล

ลองฟังรองเลขาธิการพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย ว่า “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เข้าพบนายกฯ ระหว่างลงใต้ตรวจราชการในภาระงานว่าการมหาดไทย เพื่อยื่นข้อมูลเชิงลึกของคดีที่ตนถูกลอบยิง” ว่ามีหลักฐานเชิงประจักษ์

“ถ้าจะระบุตัวบุคคลก็สามารถที่จะทำได้...ว่าใครเป็นผู้สั่งฆ่า” พอถามต่ออีกว่า “หลังปฏิบัติแล้ว มือปืนต่อสายไปรายงานใครบางคน ใช่หรือไม่” อับดุลเราะมัน มอลอ ตอบว่า “ถูกต้องครับ ประโยคที่พูดแสดงออกชัดเจนว่ามีอำนาจในการตัดสินใจอะไรบางอย่าง ในพื้นที่ของจังหวัดนราธิวาส”

หมาแก่ขวานผ่าซากไปเลยว่า “ถ้ามีอำนาจในการตัดสินใจ หมายความว่าเป็นคนในเครื่องแบบใช่หรือไม่ รองเลขาธิการพรรคประชาชาติตอบว่า ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นครับ” เนื่องจาก สี่ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม “ได้เปิดปาก” ให้ข้อมูล “บางส่วนที่เป็นประโยชน์”

(https://www.facebook.com/Prachatai/posts/MgmcbMrF และ https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/28mb4X57F4)