วันอาทิตย์, พฤษภาคม 24, 2569

กลางดึกเมื่อคืน เสาร์ที่ ๒๓ พฤษภา อลหม่านกันใหญ่ #ตามหาคนหาย ไล้ฟ์สด ‘เพศสัมพันธ์’ สักสามชั่วโมงเห็นจะได้

จะว่าไป แท่นหรือ Platform สื่อสังคมเมืองไทยเราล้ำหน้าไม่เบา กลางดึกเมื่อคืน เสาร์ที่ ๒๓ พฤษภา อลหม่านกันใหญ่ #ตามหาคนหาย ครีเอเตอร์วิดีโอการเล่นเกมรายหนึ่งชื่อบัญชี Marenn ไล้ฟ์สดสักสามชั่วโมงเห็นจะได้

บัญชีของเธอปิดไปเมื่อราวเที่ยงคืน หลังเสร็จภารกิจ เพศสัมพันธ์และดูเหมือนว่าเพจ สรยุทธ์จะเป็นแห่งแรกที่ป่าวประกาศให้โลกทราบ “เกิดอะไรขึ้น ตอนนี้มีไล้ฟ์สด...” จากนั้น Khaosod - ข่าวสด ช่วยแจม “ลูกเพจคนไหนส่งลิ้งค์ให้”

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขมีชื่อปรากฏ “กำลังร่วมชมกับคุณ” แถมคอมเม้นต์ว่า “แอ็ดมินเข้าไปตรวจสอบ เลยเจออย่างที่พบเห็น” จึงส่งแจ้งสแปมไป เช้าขึ้นมา บัญชีเอ็กซ์ ฮ.นกฮูก(สีส้ม)@skongki2000 บอกว่า “เมื่อคืนนี้ ปลิวไปตอน 23.56 น.”

ที่น่าจะเป็นนวัตกรรมของกรมควบคุมโรค ฉวยโอกาสบนวิกฤตด้วยคอมเม้นต์อีกโพสต์ แจ้ง ท่านที่มาดูทุกท่าน ว่า “การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เป็นอันตรายอย่างยิ่ง” แปะลิ้งค์ให้ดูคลิปเรื่องการควบคุมโรคติดต่อ และวิธีการเบิกถุงยางอนามัยมาใช้

พร้อมทั้ง “อยากได้ถุงยางอนามัย อยากได้ชุดตรวจ HIV เบิกได้ฟรีๆ นะจ๊ะ รู้ยัง...ตรวจสอบเร็ว ตอบโต้ทัน ป้องกันได้” ทำให้ตั้งแต่เช้ามาวันนี้การจราจรออนไลน์พลุกพล่านมาก เธรดของเพจ ฮ.นกฮูกยาวเหยียดเชียว หลายรายบ่นเสียดายอดดู หลับไม่รู้เรื่องรู้ราว

แต่ก็มีรายหนึ่งสรุปไว้ ‘Bitter Sweet’ หวานปนขม “เมื่อคืนทั้งประเทศปั่นป่วนเพราะเรื่องนี้...นี่แหละ พลังคนไทยตัวจริง ไม่ว่าจะดึกแค่ไหน ไม่ว่าเรื่องจะเป็นของใคร คนไทยพร้อมลุกขึ้นมาช่วยกันดู ช่วยกันแชร์ ช่วยกันลุ้น

ความสามัคคีและความห่วงใยแบบนี้คือสิ่งที่ทำให้เราเป็นชาติที่เข้มแข็ง” และยังพาดพิงถึง “คนที่หายตัวไป...ขอให้ปลอดภัย กลับบ้านโดยเร็วที่สุด และขอให้ตำรวจเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ คนไทยเราช่วยกันได้ พลังรวมของเรานี่โหดมาก”

เหลือบดูผู้เข้าชมและแชร์เรื่องนี้ เมื่อตอน ๗ โมงเช้า เข้าไปกว่าครึ่งล้าน (527.3K Views) แล้วละ อ้อ แล้วก็นอกจากกรมควบคุมโรคเข้าไปดู ยังมี ตำรวจไซเบอร์ เข้าไปตรวจสอบด้วยนะ เค้าบ่นว่า “ทำไมเฟชบุ๊คไม่ปิดกั้นไล้ฟ์สด ๑๘+ อย่างนี้” ว้า

(https://x.com/skongki2000/status/2058371113001038076) 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้เขียนข้อความบนแพลตฟอร์มโซเชียล Truth Social ของเขาว่า "ได้มีการเจรจาข้อตกลงกับอิหร่านไปแล้วเป็นส่วนใหญ่"







 "ข้อตกลงได้รับการเจรจาจนเสร็จสิ้นไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ ยังคงเหลือเพียงขั้นตอนการสรุปรายละเอียดขั้นสุดท้าย ระหว่างสหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน และประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ ตามรายชื่อที่ระบุไว้..." — ประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป

https://x.com/WhiteHouse/status/2058287270373855556
.....

คำว่า "ประเทศอื่นๆ อีกหลายแห่งตามที่ระบุไว้" คงหมายถึงกลุ่มผู้นำระดับภูมิภาคและผู้ไกล่เกลี่ยที่เขาเพิ่งได้หารือทางโทรศัพท์ร่วมกันจาก Oval Office เพื่อพิจารณาร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่เกี่ยวข้องกับสันติภาพกับประเทศอิหร่าน

ประเทศที่ทรัมป์ระบุชื่อไว้อย่างชัดเจนในถ้อยแถลงดังกล่าว ได้แก่:

ซาอุดีอาระเบีย
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
กาตาร์
ปากีสถาน (ทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยอย่างเป็นทางการ)
ตุรกี
อียิปต์
จอร์แดน
บาห์เรน

นอกจากนี้ ในประโยคถัดมาทันทีของโพสต์ดังกล่าว เขายังได้ระบุด้วยว่า เขาได้มีการหารือทางโทรศัพท์แยกต่างหากอีกสายหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการเจรจากับประเทศอิสราเอล


ก้าวแรกก็มีปัญหาแล้ว : เมื่อผู้เล่น ดันมาเป็นคนเลือกกรรมการที่จะร่างกติกา เหตุผลที่ทำไมเราจึงไม่ควรให้สมาชิกรัฐสภา (สส. และ สว.) เป็นผู้เลือก สสร. เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่?


ประภาส ปิ่นตบแต่ง - Prapart Pintobtang
7 hours ago
·
เมื่อผู้เล่น ดันมาเป็นคนเลือกกรรมการที่จะร่างกติกา
เหตุผลที่ทำไมเราจึงไม่ควรให้สมาชิกรัฐสภา (สส. และ สว.) เป็นผู้เลือก สสร. เข้ามาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่?

ล่าสุด ท่านอนุทิน ชาญวีรกูลและพรรคภูมิใจไทย ได้นำทีมยื่นร่างแก้ไข ม. 256 โดยอ้างว่า สส. และ สว. คือตัวแทนที่มาจากประชาชนอยู่แล้ว
จึงมีความชอบธรรมที่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางและเลือกคนมาร่างรัฐธรรมนูญ

ฟังดูเหมือนจะเคารพเสียงประชาชน
แต่ความจริงนี่คือการ "อ้างอำนาจประชาชนแบบผิดฝาผิดตัว" หรือเปล่า?

การที่ประชาชนลงคะแนนเลือกตั้งให้พรรคการเมือง นั่นคือการมอบฉันทามติให้เข้าไป "บริหารประเทศ" ไม่ใช่การตีเช็คเปล่าให้มาสถาปนารัฐธรรมนูญ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง สว. ในปัจจุบันที่มีคำถามเรื่องความชอบธรรมและที่มาอย่างมากมาย ว่าคู่ควรกับการเป็นตัวแทนปวงชนเพื่อกำหนดกติกาประเทศหรือไม่

สสร. คือผู้ที่จะต้องมาสร้างโครงสร้างสถาบันทางการเมืองใหม่ทั้งหมด พวกเขาต้องมีอิสระและกล้าพอที่จะตั้งคำถามว่า สว. ยังควรมีอยู่หรือไม่? องค์กรอิสระควรมีอำนาจแค่ไหน?

มีสำนวนฝรั่งกล่าวไว้ “อย่าคาดหวังให้เขาทำลายบันไดที่เขาใช้ปีนขึ้นมา”
ถ้ายอมให้ผู้มีอำนาจในปัจจุบันเป็นคนเลือก สสร. เราก็จะได้กติกาที่เขียนขึ้นมาเพื่อรักษาอำนาจของพวกเขาเอง ไม่ใช่เพื่อประชาชน

เจตนารมณ์ของประชาชน 21.6 ล้านเสียงที่ลงประชามติว่าต้องการ "รัฐธรรมนูญฉบับใหม่" จะเกิดขึ้นได้จริง สังคมไทยต้องช่วยกันจับตามองและกดดันรัฐบาลอย่างกวดขัน ต้องไม่ยอมให้เขาเดินไปบนเส้นทางที่รวบทุกอำนาจไว้ในมือ

ประชาชนจะอยู่ตรงไหน หากผู้เล่นเลือกกรรมการเสียเอง
เราอยากได้ "สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)" ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% และยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริงครับ


https://www.facebook.com/photo/?fbid=122213835488433603&set=a.122123228846433603




ฝนตกทีไร รัฐสภาสองหมื่นล้านน้ำท่วมทุกที! เจาะลึกเบื้องหลังกลิ่นอายทุจริต “ผมพูดมาตลอดว่า เป็นโครงการตัวอย่างที่เละที่สุด โกงมากที่สุด!” วิลาส จันทรพิทักษ์ อดีตประธาน กมธ. ป.ป.ช.


หมาเฝ้าบ้าน
Yesterday
·
“ผมพูดมาตลอดว่า เป็นโครงการตัวอย่างที่เละที่สุด โกงมากที่สุด!” วิลาส จันทรพิทักษ์ อดีตประธาน กมธ. ป.ป.ช. เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยง เจอกัน” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร
.
ฝนตกทีไร รัฐสภาสองหมื่นล้านน้ำท่วมทุกที! เจาะลึกเบื้องหลังกลิ่นอายทุจริต "สัปปายะสภาสถาน" กับคุณวิลาส จันทรพิทักษ์ อดีตประธาน กมธ. ป.ป.ช. พาไปเปิดโปงมหากาพย์การแก้แบบก่อสร้างสุดอื้อฉาว และขบวนการเขมือบงบประมาณชาติ ใครได้ใครเสีย ทำไมถึงตรวจสอบยาก
.
❏ สาเหตุน้ำท่วมสภาฯ เกิดจากทั้งการออกแบบและการบำรุงรักษา
.
ปัญหาน้ำท่วมอาคารรัฐสภาไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุทางธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความบกพร่องทั้งในด้านการก่อสร้างที่ผิดแบบ ท่อน้ำไม่ได้มาตรฐานจนทำให้น้ำทะลักท่วมห้องประธานกรรมาธิการถึงสองชั้น รวมถึงการขาดการดูแลบำรุงรักษาที่ดี ปล่อยให้ขยะอุดตันในท่อระบายน้ำจนน้ำเอ่อล้น สะท้อนให้เห็นถึงความหละหลวมในการจัดการอาคารระดับชาติที่ใช้เงินภาษีประชาชนมูลค่ามหาศาล ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในโครงการนี้
.
"ท่อน้ำที่ห้องประธานกรรมาธิการ...มันท่วมแล้วก็ไหลลงท่วมชั้น 5 ทั้งหมด...อันนั้นมีปัญหาเนื่องจากการก่อสร้าง ส่วนเมื่อวานนี้...น่าจะมาจากการบำรุงรักษา"
.
❏ มหากาพย์การแก้แบบ 364 ครั้ง ช่องโหว่ของการทุจริต
.
ช่องทางหลักในการทุจริตโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของไทยมักไม่ได้อยู่ที่ขั้นตอนการประมูลงาน แต่อยู่ที่ "การขอแก้ไขแบบก่อสร้าง" ในกรณีของรัฐสภามีการแก้แบบไปแล้วถึง 364 ครั้งภายในช่วงเวลาก่อสร้าง 900 วัน ซึ่งการแก้แบบแต่ละครั้งเปิดโอกาสให้มีการเพิ่มงบประมาณแบบก้าวกระโดด หรือลดสเปกวัสดุลงเพื่อฟันกำไรส่วนต่าง เป็นการตกลงกันระหว่างผู้รับจ้างและกรรมการตรวจรับที่ทำให้ต้นทุนบานปลายมหาศาล
.
"ถ้าจะตรวจการทุจริตเนี่ย ทางหนึ่งที่ตรวจง่ายที่สุดคือไปตรวจเรื่องการแก้แบบ...ทำไปทำมา ช่วงก่อสร้าง 900 วัน...มีการแก้แบบทั้งหมด 364 ครั้ง"
.
❏ งบประมาณบานปลายจาก 1.2 หมื่นล้าน สู่ 2 หมื่นกว่าล้าน
.
เดิมทีงบประมาณการก่อสร้างรัฐสภาถูกตั้งไว้ที่ประมาณ 12,000 ล้านบาท โดยแยกงบก่อสร้าง งบไอที และงบสาธารณูปโภคออกจากกัน แต่กลับมีกระบวนการนำงบประมาณทั้งหมดมารวมกัน และทำการขยายพื้นที่ก่อสร้างจาก 2 แสนตารางเมตรเป็น 4 แสนกว่าตารางเมตร การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้บริษัทผู้รับเหมาหลักได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาลจากการที่วงเงินก่อสร้างเพิ่มขึ้นไปอีกหลายพันล้านบาท ส่อเค้าความไม่โปร่งใสอย่างรุนแรง
.
"แทนที่ค่าก่อสร้างจะเป็น 6,000 กว่าล้าน ก็เพิ่มเป็น 12,280 ล้าน...เขามาประมูลตอนมันแก้เป็น 4 แสนกว่าตารางเมตรแล้ว...ได้เงินเพิ่มขึ้นไปอีก 4-5 พันล้าน"
.
❏ ปัญหาผู้รับเหมาช่วงที่ผิดสัญญาก่อสร้างอย่างชัดเจน
.
สัญญาก่อสร้างรัฐสภาระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "ห้ามจ้างผู้รับเหมาช่วง" แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่ามีบริษัทผู้รับเหมาช่วงเข้ามารับงานเต็มไปหมด บางบริษัทถึงขั้นมีสำนักงานใหญ่โตกว่าบริษัทผู้รับจ้างหลักเสียอีก โดยมีรายหนึ่งรับงานมูลค่าสูงถึงเกือบ 3 พันล้านบาท ซึ่งถือเป็นการทำผิดสัญญามาตั้งแต่ต้น แต่คณะกรรมการตรวจการจ้างและผู้ที่มีอำนาจเกี่ยวข้องกลับเพิกเฉย ไม่มีการดำเนินการเอาผิดใดๆ ทั้งสิ้น
.
"ในสัญญาจะเขียนไว้เลยนะครับว่า 'ห้ามจ้างผู้รับเหมาช่วง' ไปดูสิครับ ผู้รับเหมาช่วงมันมากกว่าบริษัทหลักเต็มไปหมดเลย...ผิดสัญญามาตั้งแต่แรกครับ"
.
❏ การปกปิดข้อบกพร่องและใช้วัสดุผิดสเปก (ไม้ปลอม-เสาเยื้องศูนย์)
.
ปัจจุบันสภาพอาคารรัฐสภาเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง เช่น หินที่ผนังหลุดร่อน รวมถึงเสาอาคารเยื้องศูนย์ที่แก้ปัญหาแบบขอไปทีด้วยการหล่อปูนหุ้มให้ใหญ่ขึ้น นอกจากนี้ยังพบปัญหาการใช้วัสดุก่อสร้างที่ไม่ตรงตามสเปก โดยเฉพาะเรื่องไม้ที่ระบุว่าต้องใช้ไม้ตะเคียนทอง แต่เมื่อผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ตรวจสอบกลับพบว่ามีการนำไม้ชนิดอื่นมาสวมรอย ซึ่งผู้ตรวจสอบท้าให้ผู้รับเหมาฟ้องร้องเพื่อจะได้นำความจริงไปพิสูจน์กันในชั้นศาล
.
"ผมยืนยันว่าเป็นไม้ปลอมเยอะมาก ในแบบบอกว่าตะเคียนทอง...เอาช่างไม้ เอาคนขายไม้เข้าไปตรวจ เขาชี้ให้ผมดูเนี่ยเยอะ อันนี้ไม่ใช่"
.
❏ สัปปายะสภาสถาน หรือ โครงการที่โกงมากที่สุด?
.
แม้รัฐสภาแห่งใหม่จะถูกตั้งชื่ออย่างสวยหรูว่า "สัปปายะสภาสถาน" แต่ในมุมมองของนักตรวจสอบ โครงการนี้กลับเต็มไปด้วยความเละเทะและข้อครหามากมาย จนมีการยื่นเรื่องร้องเรียนการทุจริตไปยัง ป.ป.ช. แล้วถึง 65 เรื่อง และทางผู้ตรวจสอบยังเตรียมที่จะยื่นคำร้องเพิ่มอีกกว่า 20 เรื่องก่อนที่สัญญาค้ำประกันผลงานจะหมดอายุลง สะท้อนให้เห็นว่าระบบการตรวจสอบและการควบคุมงานของหน่วยงานรัฐนั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
.
"ผมพูดมาตลอดนะว่าเป็นโครงการตัวอย่างที่มันโกงมากที่สุด...ผมว่าเป็นโครงการก่อสร้างที่เละที่สุด โกงมากที่สุด"
.
❏ อุปสรรคของการปราบโกง: "คนเก่งเยอะ แต่คนกล้าไม่มี"
.
ปัญหาใหญ่ของการปราบปรามการทุจริตในไทยคือ ผู้ที่มีข้อมูลหรือรู้เห็นเหตุการณ์มักไม่กล้าออกมาเป็นพยานเพราะกลัวผลกระทบ ภาระจึงตกหนักอยู่กับผู้ตรวจสอบเพียงไม่กี่คน นอกจากนี้ กระบวนการทำงานของหน่วยงานตรวจสอบยังใช้เวลานานนับสิบปี ทำให้คนโกงไม่เกิดความเกรงกลัว มองว่าผลประโยชน์ที่ได้นั้นคุ้มค่ากับความเสี่ยง และยังมีช่องทางในการวิ่งเต้นล้มคดีได้อีกด้วย ทำให้การปราบโกงในไทยเป็นเรื่องที่ยากลำบาก
.
"คือประเทศไทยเนี่ยนะครับ คนเก่งเนี่ยมันเยอะ...รู้หมดว่าโกงตรงไหน...แต่พอจะขอข้อมูลหรือว่าให้มายืนยัน ส่วนใหญ่ไม่กล้า"

https://www.facebook.com/photo/?fbid=981014284628612&set=a.146529724743743
.....


เจาะตรงไหนก็โกง #สภารั่ว #สัปปายะสถาน #วิลาศ #สมจิตต์ #เที่ยงเจอกัน

เที่ยง เจอกัน : ”สภารั่ว ชั่วโหนฟ้า!“/คุยกับ/วิลาศ/อ.เจษฎ์ . 🔴 LIVE เที่ยงเจอกัน 22 พ.ค.69

https://www.youtube.com/watch?v=1hV6bXX7S4A




การแสดงความจงรักภักดีและความเคารพรักต่อสถาบันพระมหากษัตริย์หรือบุคคลที่เคารพนับถือ สามารถทำได้หลากหลายวิธีในชีวิตประจำวัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้การกราบเสมอไป



ถาม Gemini การแสดงความจงรักภักดี โดยไม่ต้องกราบ มีอะไรบ้าง

การแสดงความจงรักภักดีและความเคารพรักต่อสถาบันพระมหากษัตริย์หรือบุคคลที่เคารพนับถือ สามารถทำได้หลากหลายวิธีในชีวิตประจำวัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้การกราบเสมอไป ซึ่งการปฏิบัติเหล่านี้เน้นที่ การแสดงออกด้วยความจริงใจ พฤติกรรมที่สร้างสรรค์ และการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ดังนี้ครับ
1. การแสดงออกทางกายวาจาตามหลักสากลและราชประเพณี

หากเป็นในวาระพิธีการหรือการพบเจอต่อหน้า มีวิธีแสดงความเคารพที่สุภาพและเป็นสากล ได้แก่:

การยืนตรง: เช่น การยืนตรงเมื่อได้ยินเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมี หรือเพลงชาติ ด้วยท่าทีที่สำรวมและให้เกียรติ

การคำนับ (สำหรับชาย) หรือ การถวายความเคารพแบบถอนสายบัว (สำหรับหญิง): เป็นท่าทางมาตรฐานในการเข้าเฝ้าฯ หรือแสดงความเคารพต่อพระบรมฉายาลักษณ์ในงานพิธีการต่างๆ

การประนมมือ (ไหว้): ในบริบททั่วไป การพนมมือไหว้ด้วยความนอบน้อมก็เป็นการแสดงความเคารพที่งดงามและสื่อถึงความจริงใจได้เป็นอย่างดี
2. การน้อมนำแนวพระราชดำริมาปฏิบัติจริง

การแสดงความจงรักภักดีที่ยั่งยืนที่สุด คือการนำคำสอนหรือแนวพระราชดำริที่สร้างสรรค์มาปรับใช้กับตนเอง เช่น:

การใช้ชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง: รู้จักพอประมาณ มีเหตุผล และสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น

การมีความสุจริตและความเพียร: ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน หรือการดูแลครอบครัว ให้เต็มกำลังความสามารถและโปร่งใส

3. การทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม (จิตอาสา)

การขับเคลื่อนสังคมให้ดีขึ้นถือเป็นการบูชาด้วยการกระทำ (ปฏิบัติบูชา) ที่ทรงคุณค่า:

การเป็นจิตอาสา: ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก บริจาคสิ่งของ หรือร่วมกิจกรรมพัฒนาชุมชนและสิ่งแวดล้อม

การรักษาความสามัคคี: ยอมรับความแตกต่างหลากหลายในสังคม ลดความขัดแย้ง และร่วมมือกันพัฒนาประเทศ

4. การปกป้องและสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม

การอนุรักษ์สิ่งดีงาม: ช่วยกันดูแลรักษาโบราณสถาน สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยให้คงอยู่ถึงคนรุ่นหลัง

การเป็นพลเมืองที่ดี: เคารพกฎหมาย มีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมชาติ และทำหน้าที่ของพลเมืองอย่างซื่อสัตย์สุจริต

มุมมองสำคัญ: ความจงรักภักดีในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ "รูปแบบ" หรือ "พิธีกรรม" ภายนอกเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือ "เจตนาและการกระทำ" ที่มุ่งสร้างประโยชน์และความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติ

.....





องคมนตรีไม่กล่าวคำถวายสัตย์ตามรัฐธรรมนูญ ความน่าสนใจ คือเป็นคำถวายสัตย์ลักษณะเดียวกันกับที่พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา กระทำเมื่อครั้งนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ ในปี 2562 และน่าสนใจไปกว่านั้น คือ ไม่กล่าวท่อนที่ว่า “ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

https://www.facebook.com/kanitbas/posts/35728545193460346

Kanit Viseshasinha
10 hours ago
·
องคมนตรีไม่กล่าวคำถวายสัตย์ตามรัฐธรรมนูญ
.
เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2569 เป็นวันที่หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นองคมนตรี แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือคำถวายสัตย์ฯของหม่อมหลวงปนัดดาในวันนั้น ไม่ตรงกับคำที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเลย โดยคำที่บัญญัติไว้ระบุว่า
.
“มาตรา ๑๓ ก่อนเข้ารับหน้าที่ องคมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้ “ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”
.
แต่ในวันนั้น หม่อมหลวงปนัดดากล่าวคำถวายสัตย์เพียงว่า “ข้าพระพุทธเจ้า หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนตลอดไป” โดยไม่กล่าวท่อนหลังที่ว่า “ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”
.
ความน่าสนใจของคำถวายสัตย์เช่นนี้ คือเป็นคำถวายสัตย์ลักษณะเดียวกันกับที่พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา กระทำเมื่อครั้งนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ ในปี 2562 และน่าสนใจไปกว่านั้น คือ คำถวายสัตย์เหมือนกันทั้งคู่ คือไม่กล่าวท่อนที่ว่า “ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ” ซึ่งเป็นการกระทำผิดไปจากรัฐธรรมนูญ ยิ่งไปกว่านั้นผลกระทบอาจทำให้การเป็นองคมนตรีของหม่อมหลวงปนัดดาเป็นโมฆะ ไม่สามารถเข้ารับหน้าที่ได้ด้วย
.
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายครั้งสมัยประยุทธ์ เคยกล่าวกรณีถวายสัตย์ไม่ครบว่า “ไม่ขอตอบอะไรทั้งสิ้น” และพูดอีกว่า “แล้ววันหนึ่งจะรู้เองว่าทำไมถึงไม่ควรพูด” กรณีนี้ยังไม่นับรวมว่า ประธานองคมนตรี ยังไม่ทำตามรัฐธรรมนูญด้วยในมาตรา ๑๑ ที่ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งองคมนตรีอื่นหรือให้องคมนตรีอื่นพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งจริง ๆ แล้วก็สามารถกล่าวได้ว่า ประธานองคมนตรีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญด้วย
.
ภาพวิดีโอ ข่าวพระราชสำนัก 20 พค 2569 นาทีที่ 5:24 เป็นต้นไป ลิงก์ https://youtu.be/VDGPP68RE-s?si=OUkuSpjebr6BpDc4
ภาพ : บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ


ข่าวในพระราชสำนัก (20 พ.ค. 2569)

Royal News 565

May 20, 2026

พิธีกร : เกณฑ์สิทธิ์ กันธจันทร์ / เหมือนฝัน ประสานพานิช ออกอากาศเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569

นาทีที่ 5:24 เป็นต้นไป

https://www.youtube.com/watch?v=VDGPP68RE-s


ปิยบุตร เสนอซ้ำ เลิกองคมนตรี ชี้ภารกิจซ้ำซ้อน กระทบความเป็นกลางสถาบัน


ปิยบุตร เสนอซ้ำ เลิกองคมนตรี ชี้ภารกิจซ้ำซ้อน กระทบความเป็นกลางสถาบัน


23.05.26
มติชนออนไลน์

ปิยบุตร รื้อข้อเสนอปี 65 ชงยกเลิกองคมนตรี ชี้ ซ้ำซ้อนภารกิจคณะรัฐมนตรี-ไม่สอดคล้องประชาธิปไตย หวั่น กระทบความเป็นกลางสถาบันฯ บอก ช่วยประหยัดลดงบประมาณแผ่นดิน

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหัวข้อ “ข้อเสนอเรื่องการยกเลิกองค์กรคณะองคมนตรี” ว่า เมื่อสัปดาห์ก่อน ในประเทศไทยได้มีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับบทบาทของคณะองคมนตรี ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับคณะองคมนตรีกันอย่างกว้างขวาง มีการตอบโต้กันผ่านสื่อมวลชนระหว่างนายกรัฐมนตรีและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

นายปิยบุตร ระบุต่อว่า ตอนปี 2565 ตนได้ยกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 2 พระมหากษัตริย์ พร้อมเขียนคำอธิบายในแต่ละมาตราเอาไว้ และนำไปรวมเล่มเป็นหนังสือ 2 เล่ม ซึ่งเป็นการรวมข้อเขียนของตนทั้งหมดตลอด 2 ทศวรรษในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ทั้งนี้ ตนขอคัดเฉพาะข้อเสนอเรื่องการยกเลิกคณะองคมนตรี มาเผยแพร่อีกครั้ง ดังนี้

1. คณะองคมนตรีเป็นองค์กรตกทอดมาจากสมัยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หลังอภิวัฒน์สยาม 2475 องค์กรนี้ถูกยกเลิกไป แต่นำกลับมาใหม่อีกครั้งหลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 โดยเริ่มแรกในรัฐธรรมนูญ 2490 ให้ชื่อว่าคณะอภิรัฐมนตรี มีได้ 5 คนและเปลี่ยนเป็นคณะองคมนตรีตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2492 และดำรงอยู่ในรัฐธรรมนูญเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งประกอบไปด้วยประธานองคมนตรี 1 คน และองคมนตรีอีกไม่เกิน 18 คน

2. ประเด็นคณะองคมนตรีเคยถูกสมาชิกรัฐสภาอภิปรายโต้แย้งไม่เห็นด้วยกันมากตั้งแต่ครั้งจัดทำรัฐธรรมนูญ 2492 หลังจากนั้นข้อวิจารณ์ต่อการดำรงอยู่ของคณะองคมนตรีก็ค่อยๆ เลือนหายไป จนกระทั่งกลับมาอีกครั้งในช่วงวิกฤตการเมืองปลายปี 2548 และรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จวบจนถึงปัจจุบัน คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามถึงสถานะความเป็นกลางของคณะองคมนตรีจนอาจกระทบกระเทือนไปถึงสถาบันกษัตริย์ได้

นายปิยบุตร ระบุอีกว่า ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างโดยสังเขปสัก 3 กรณี ดังนี้ กรณีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แสดงความเห็นเรื่อง รัฐบาลเหมือน jockey ไม่ใช่เจ้าของทหาร เจ้าของทหาร คือ ชาติและพระมหากษัตริย์ ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 ภายหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรพูดถึงเรื่องผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ หลังจากนั้น 2 เดือนเศษ เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หรือ กรณีชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่รับตำแหน่งหลังรัฐประหาร เช่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

กรณี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ออกจากตำแหน่งองคมนตรีเพื่อมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เมื่อพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2550 ก็กลับไปดำรงตำแหน่งองคมนตรีอีกจนเป็นประธานองคมนตรีในปัจจุบัน

กรณีนายนุรักษ์ มาประณีต ผู้เคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคไทยรักษาชาติ และพรรคอนาคตใหม่ และมีความเห็นส่วนตนให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ และพรรคอนาคตใหม่ตลอดชีวิต เมื่อพ้นจากตำแหน่งประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็เข้าดำรงตำแหน่งองคมนตรี

นายปิยบุตร ระบุด้วยว่า 3.หยุด แสงอุทัย ศาสตราจารย์และผู้บรรยายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ และยังเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้มีบทบาทสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2492 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้นำองคมนตรีกลับมา อธิบายไว้ว่า “รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญฯชั่วคราว (2490) ไม่มีบทบัญญัติเรื่องคณะองคมนตรี แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับชั่วคราว (2490) ประสงค์จะให้มีคณะเผด็จการสำหรับควบคุมคณะรัฐมนตรีอีกชั้นหนึ่ง จึงได้มีบทบัญญัติว่าด้วยคณะอภิรัฐมนตรีขึ้น…”

และ “ในการร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับ 2492 สภาร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่า ถ้ามีคณะที่ปรึกษาสำหรับพระมหากษัตริย์จะเป็นประโยชน์ จึงได้บัญญัติไว้โดยเปลี่ยนชื่อคณะอภิรัฐมนตรีเป็นคณะองคมนตรี และเพิ่มจำนวนจาก 5 นายเป็นไม่เกิน 9 นาย และกำหนดให้การเลือกและการแต่งตั้งองคมนตรีและการให้องคมนตรีออกจากตำแหน่งเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย…”

อย่างไรก็ตาม หยุด แสงอุทัย ก็ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “ถ้าจะพิจารณาตามหลักประชาธิปไตยโดยเคร่งครัด การมีคณะองคมนตรีสำหรับเป็นที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ย่อมจะไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยนัก เพราะตามหลักประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ไม่ควรจะทรงมีที่ปรึกษาอย่างอื่นนอกจากคณะรัฐมนตรีซึ่งเข้ามาบริหารประเทศโดยความยินยอมของประชาชน แต่คณะองคมนตรีหาได้มาจากประชาชนไม่ โดยไม่ได้รับเลือกตั้งจากราษฎร คณะองคมนตรีจะถวายคำปรึกษาพระมหากษัตริย์ได้อย่างไรว่าราษฎรมีเจตจำนงอย่างไร…”

นายปิยบุตร ระบุต่อว่า 4.เพื่อป้องกันมิให้การปฏิบัติหน้าที่ การแสดงความเห็น ตลอดจนพฤติกรรมขององคมนตรี ที่อาจทำให้สังคมคลางแคลงใจ วิจารณ์ หรือตั้งคำถามถึงความเป็นกลางทางการเมืองและทางเศรษฐกิจการค้า จนส่งผลเสียกระทบต่อสถาบันกษัตริย์ จึงเสนอให้ยกเลิกคณะองคมนตรี รัฐธรรมนูญไม่ต้องรับรองการมีอยู่ของคณะองคมนตรีทำนองเดียวกันกับรัฐธรรมนูญสามฉบับแรก นอกจากนี้ การยกเลิกคณะองคมนตรียังช่วยประหยัดลดงบประมาณแผ่นดินที่ต้องใช้สำหรับเงินเดือน ค่าตอบแทน รถยนต์ประจำตำแหน่ง สิ่งอำนวยความสะดวก หรือค่าบริหารจัดการจิปาถะ ได้อีกด้วย

นายปิยบุตร ระบุด้วยว่า 5.ในกรณีที่กษัตริย์ต้องการปรึกษาหารือเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินหรือพระราชกรณียกิจ ก็ให้คณะรัฐมนตรีรับหน้าที่ดังกล่าว เพราะคณะรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินและบังคับบัญชาสั่งการข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานของรัฐต่างๆได้ ย่อมทราบดีถึงข้อมูลการบริหารราชการแผ่นดินทั้งปวง เมื่อนายกรัฐมนตรีมาจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ย่อมตระหนักรู้ถึงความต้องการของประชาชนและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตรงเป้า

นายปิยบุตร ระบุอีกว่า การกำหนดให้มีคณะองคมนตรีทำหน้าที่ให้คำปรึกษากษัตริย์ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนกับภารกิจของคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคณะองคมนตรีมีความเห็นไม่ตรงกับคณะรัฐมนตรี ก็อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์กับคณะรัฐมนตรีได้ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คณะรัฐมนตรีย่อมเหมาะสมกับการเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินและพระราชกรณียกิจ สอดคล้องกับหนึ่งในสิทธิสามประการที่กษัตริย์มีอยู่ตามธรรมเนียมประเพณีตามที่ Walter Bagehot สรุปไว้ใน The English Constitution (1867) นั่นคือ สิทธิในการได้รับคำปรึกษาหารือจากรัฐบาล (The Right to be consulted)

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ :
https://www.matichon.co.th/politics/news_5730658




Down to earth Prince and Future King เจ้าชายแห่งเวลส์ทรงสนทนากับพอดแคสต์ "Claret & Blue" ระหว่างการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศ UEFA Europa League ระหว่าง SC Freiburg และ Aston Villa ณ สนาม Besiktas Park เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2026 ในเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี 🇹🇷


Pipob Udomittipong
17 hours ago
·
แดน โรลินสัน และแมท เคนดริก ผู้จัดรายการพอดแคสต์ "Claret & Blue" ที่สนับสนุนทีมแอสตัน วิลลา เล่าถึงช่วงเวลาที่พวกเขาได้พูดคุยอย่างสนุกสนานประสาแฟนบอลทีมเดียวกันกับเจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบชิงชนะเลิศ ที่วิลล่าชนะไฟรบูร์กไปขาดลอย 3-0 เมื่อ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา

อยากให้คนไทยได้ดูว่า #สถาบันกษัตริย์ ที่ปรับตัวให้เข้ากับสมัยใหม่เพื่อความอยู่รอดเป็นอย่างไร แน่นอนรวมถึงการทำตัวเป็นแฟนบอลแบบสามัญชนทั่วไปนั่นเอง

เราจะเห็นการพูดคุยอย่างเป็นกันเองในฐานะแฟนบอล องค์รัชทายาทเรียกทั้งสองคนว่า "Mat, Dan" เรียกด้วยชื่อต้นซึ่งผู้ดีอังกฤษไม่ทำกัน แลกเปลี่ยนความรู้สึกระหว่างเกม แมทบอกเจ้าชายว่า “In the last half an hour, I didn’t have a single butterfly in my stomach..” (สำนวน “To have butterflies in my stomach" หมายถึงความรู้สึกหวิว ๆ ในท้องหรือตื่นเต้น)

ส่วนเจ้าชายบอกว่าตอนแรกก็ตื่นเต้นมาก แต่พอหลังจากยูรี ตีเลอมันส์ยิงเข้าไปลูกแรกก็เริ่มโล่งใจ จากนั้นแมทก็ถามอีกว่า “คุณเกิดปี 82 ใช่เปล่า” เจ้าชายบอกว่า “ใช่” เพราะเป็นปีที่วิลล่าเคยได้แชมป์ยุโรปเป็นครั้งสุดท้าย รอมา 44 ปีเท่ากับพระชนมายุ และแดนก็ถามพระองค์ว่า มาออกรายการด้วยกันได้ไหม พระองค์ตอบว่าอยากไปเหมือนกัน

เป็นคลิปที่กลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็ว เพราะมันไม่มีอะไรขวางกั้นระหว่างราษฎรกับกษัตริย์ และไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเป็นองค์รัชทายาทมีปฏิสันถารกับคนทั่วไปแบบสามัญชนคนหนึ่ง มีเยอะแยะเลยไปหาดูกัน ท่านทักทายกับเด็ก กับผู้ใหญ่อบ่างเป็นกันเองมาก เจ้าหญิงเคทก็ทำแบบเดียวกัน เพื่อลดพิธีการ ลดความเป็นเทวดาของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะในอังกฤษ แต่ระบาดไปทั่วยุโรป

และลองเข้าไปดูคอมเมนต์ใต้โพสต์ (https://x.com/sarahdiaryz/status/2057469552175288757) ได้ จะเห็นมีแต่คนสรรเสริญเจ้าชายวิลเลียม สรรเสริญสถาบันกษัตริย์ ใครจะพูดอะไรก็แล้วแต่ ความจริงมันตามทัน คุณบิดเบือนไปไม่ได้มากกว่านี้ ถ้าสถาบันกษัตริย์ไม่ปรับตัว ก็อยู่รอดไม่ได้ จริงมั้ย?

BBC เอาไปทำเป็นข่าว https://www.bbc.com/news/articles/c4g708kzm7vo

https://www.facebook.com/photo?fbid=10164172960506649&set=a.10150096728651649







https://x.com/sarahdiaryz/status/2057469552175288757



เช่าที่วัด เปิดมหาลัยสอนเด็กจีน l สืบสวนความจริง


เช่าที่วัด เปิดมหาลัยสอนเด็กจีน l สืบสวนความจริง

Nation Online

May 16, 2026 

จากพื้นที่ภายในวัดสู่ห้องเรียนของนักศึกษาชาวจีน เมื่อศูนย์การเรียนการสอนแห่งหนึ่งใช้พื้นที่ภายในวัดเปิดการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย รองรับนักศึกษาจีนจำนวนมาก ทั้งที่บางขั้นตอนของโครงการ ยังอยู่ระหว่างการแต่งตั้งและตรวจสอบ สืบสวนความจริง แกะรอยไทม์ไลน์ ตั้งแต่การเช่าพื้นที่ การเปิดเรียน การสอบ ไปจนถึงกระบวนการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาจีน 49 คน ที่ใช้เวลาเพียงประมาณ 13 เดือน ในหลักสูตรที่กำหนดระยะเวลาไว้ถึง 2 ปี ขณะเดียวกัน ยังพบข้อสังเกตสำคัญเกี่ยวกับผู้สนับสนุนค่าเช่าพื้นที่แทนมหาวิทยาลัย รวมถึงบทบาทของบุคคลภายนอกที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ ทั้งหมดนี้ คือการศึกษานานาชาติที่ดำเนินไปตามระบบหรือมีใครบางคนกำลังใช้ช่องว่างของระบบการศึกษาเป็นทางลัดติดตามกับคุณโชฏิมา จันทร์คงในรายการสืบสวนความจริง เวลา 22.45 น. เนชั่นทีวีช่อง 22

https://www.youtube.com/watch?v=_UYKu3lc5BI
.....


รู้ทันจีน Epic Fury
20 hours ago
·
ตีแผ่ขบวนการ “เช่าวัดเปิดมหาลัยจีน” ในชลบุรี — ป้อนนักศึกษาจีน 100 คน เรียน 13 เดือนจบหลักสูตร 2 ปี ก่อนสภาฯ อนุมัติโครงการ

รายการสืบสวนความจริง Nation TV เปิดไทม์ไลน์พิรุธมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่งเช่าพื้นที่วัดในจังหวัดชลบุรีเปิดวิทยาลัยนานาชาติ รับนักศึกษาจีน 100 คน พบ 49 คนมีแนวโน้มจบใน 13 เดือนทั้งที่หลักสูตรกำหนด 2 ปี — เปิดเรียนก่อนสภามหาวิทยาลัยอนุมัติ 1 เดือน หลักสูตรเพิ่งได้รับการรับรองมาตรฐานเมื่อ มี.ค. 2569 ขณะที่นักศึกษาเรียนและสอบจบไปแล้ว

จากพื้นที่ภายในวัด สู่ห้องเรียนนักศึกษาจีน

ทีมข่าวรายการสืบสวนความจริง Nation TV ลงพื้นที่ตรวจสอบวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี หลังได้รับข้อมูลว่าภายในวัดถูกใช้เป็นสถานที่เปิดการเรียนการสอนระดับบัณฑิตศึกษา รองรับนักศึกษาชาวจีนจำนวนมาก โดยพระภายในวัดยอมรับว่ามีการเปิดการเรียนการสอนจริง และเมื่อทีมข่าวเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ประมาณ 20 นาที พบกลุ่มชาวจีนซึ่งคาดว่าเป็นนักศึกษาเดินลงมาจากอาคารด้านหลังวัดในช่วงเวลาประมาณเที่ยงตรง

ไทม์ไลน์สุดพิรุธ — เปิดเรียนก่อนสภาฯ อนุมัติ 1 เดือน สอบจบใน 4 วัน

ทีมข่าวตรวจสอบพบว่านักศึกษาชาวจีน 49 คน จากทั้งหมด 100 คน มีแนวโน้มจบหลักสูตรที่กำหนดไว้ 2 ปี ได้ภายในระยะเวลาประมาณ 13 เดือนเท่านั้น โดยพบไทม์ไลน์ที่น่าตั้งคำถามหลายจุด ดังนี้

• 20 มกราคม 2567 — นักศึกษาจีน 49 คน เริ่มเข้าเรียน
• 22 กุมภาพันธ์ 2567 — สภามหาวิทยาลัยเพิ่งอนุมัติโครงการ (หลังเปิดเรียนไปแล้วกว่า 1 เดือน)
• 12 มิถุนายน 2567 — สภามหาวิทยาลัยอนุมัติหลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษา
• 20 กุมภาพันธ์ 2569 — นักศึกษากลุ่มนี้เพิ่งได้รับการอนุมัติหัวข้อค้นคว้าอิสระและแต่งตั้งอาจารย์ที่ปรึกษา
• 24–27 กุมภาพันธ์ 2569 — นักศึกษาเข้าสอบปากเปล่าขั้นสุดท้าย หรือใช้เวลาเพียงประมาณ 4 วันหลังได้รับการอนุมัติหัวข้อ
• 11 มีนาคม 2569 — หลักสูตรเพิ่งได้รับการรับรองมาตรฐานการอุดมศึกษาในระบบของกระทรวง อว. โดยถูกระบุเป็น “หลักสูตรใหม่” ไม่ใช่หลักสูตรปรับปรุง

จึงเกิดข้อสังเกตสำคัญว่า ก่อนหลักสูตรได้รับการอนุมัติและรับรองมาตรฐาน นักศึกษากลุ่มนี้เรียนอยู่ในหลักสูตรใด และกระบวนการทั้งหมดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

เปิดปากอดีตอาจารย์ — เริ่มจาก “เปิดให้ลูกหลานชลบุรีเรียน” แต่กลายเป็น “นานาชาติ” ใน 2 เดือน

อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยรายหนึ่งซึ่งเคยช่วยงานด้านการศึกษาและเป็นที่ปรึกษาวงการสงฆ์ระดับสูงในจังหวัดชลบุรี ให้ข้อมูลว่าจุดเริ่มต้นของโครงการนี้เกิดจากความตั้งใจของเจ้าอาวาสวัด ที่ต้องการเปิดพื้นที่ทางการศึกษาให้กับเยาวชนและคนในชุมชนรอบวัด เดิมประสานกับมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยเปิดสอน 2 สาขาคือรัฐศาสตร์และพุทธศาสตร์ แต่ติดเงื่อนไขทางกฎหมายที่ไม่อนุญาตให้เปิดนอกสถานที่จึงต้องพักไป

ต่อมาในปี พ.ศ. 2567 มีการพูดคุยกับคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่ง โดยตกลงจะให้คนไทยได้เรียน แต่หลังทำสัญญาเช่าได้ไม่ถึง 2 เดือน ผู้บริหารกลับเปลี่ยนจาก “การจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้ง” เป็น “วิทยาลัยนานาชาติ” แทน พร้อมตั้งคณบดีและคณะผู้บริหารชุดใหม่ขึ้น โดยคณบดีวิทยาลัยนานาชาติทราบว่าเป็นชาวจีน แต่ไม่ได้อยู่ประจำ มาประชุมประมาณ 2 เดือนครั้ง หรือนานๆ ที

สัญญาเช่าพื้นที่มีระยะเวลา 3 ปี สิ้นสุดประมาณเดือนเมษายน 2570

เรียน 2 เดือนแล้วหายไป — ลงทะเบียนเป็นหลักร้อย แต่มาเรียนจริง 75–120 คน

อดีตอาจารย์ผู้ให้ข้อมูลระบุว่า นักศึกษาชุดแรกมาเรียนประมาณ 2 เดือนแล้วหายไปเลย เป็นชาวจีน 100% มีผู้ลงทะเบียนเรียนเป็นหลักร้อย แต่ผู้ที่เดินทางมาเรียนจริงประมาณ 75 ถึง 120 คน

รูปแบบการเรียนคือเทอมละประมาณ 2 เดือน แล้วก็หายไป ปรากฏอีกเทอมหนึ่งประมาณ 2 เดือนแล้วหายไปเลย หลังจากนั้นก็ไม่มีการเรียนการสอนอีกเลย โดยอาจารย์ตั้งข้อสังเกตว่ามีปัญหาเรื่องการเดินทางเข้ามาเรียนของนักศึกษาว่าถูกต้องหรือไม่ มาเรียนจริงๆ หรือเปล่า หรือลงทะเบียนเสร็จก็หายไป

เอเจนซี่จีน 5 เจ้า — จัดบริการแบบวงจรปิด ค่าหัวคนละ 80,000 บาท

อีกด้านที่กำลังถูกจับตาคือบทบาทของเอเจนซี่รับนักศึกษาต่างชาติ โดยอดีตอาจารย์ระบุว่ามีเอเจนซี่ประมาณ 5 เจ้าทำหน้าที่หานักศึกษามาให้ โดยเป็นชาวจีนจากมณฑลต่างๆ

จากการสอบถามนักศึกษาบางท่านและเอเจนซี่บางกลุ่ม ระบุว่าค่าหัวอยู่ที่ประมาณ 80,000 บาทต่อคน ซึ่งทางมหาวิทยาลัยจะมีกำหนดค่าลงทะเบียน ค่าทำบัตรชัดเจน แต่นอกเหนือจากนั้นจะเป็นเอเจนซี่จัดการเรื่องการอำนวยความสะดวก ที่พัก การเดินทาง ค่าตั๋วเครื่องบิน ทุกอย่างน่าจะรวมอยู่ในเงินก้อนเดียว

รูปแบบการให้บริการเป็นลักษณะวงจรปิด ตั้งแต่รับจากสนามบิน ส่งเข้าที่พัก พาไป ตม. เพื่อแจ้งเข้า จัดการเอกสารทุกอย่าง โดยนักศึกษามีหน้าที่นั่งเรียนอย่างเดียว

ใช้ช่องทางวีซ่านักศึกษา — บางกลุ่มไม่ต้องการเรียน แค่ต้องการวุฒิหรือสถานะอยู่ในไทย

อดีตอาจารย์ระบุว่า การใช้ช่องทางการเป็นนักศึกษาในเรื่องของวีซ่าเดินทางเข้าประเทศ มีหลายกลุ่ม บางกลุ่มอาจมีธุรกิจอยู่ในประเทศไทยแต่อยู่ได้ไม่นาน หากเป็นนักศึกษาจะอยู่ได้นานกว่า บางกลุ่มต้องการวุฒิบัตรแต่ไม่มีเวลามาเรียน ก็ใช้ช่องทางนี้ในการได้วุฒิการศึกษาตามที่ต้องการ ดังนั้นจึงมีหลายกลุ่ม บางกลุ่มเดินทางมาอาทิตย์เดียวแล้วขอกลับ บางกลุ่มมาอยู่แช่ ทำยังไงก็ได้ให้อยู่ไม่ต้องมาเรียนก็ได้

ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านความมั่นคงยังติดตามการใช้วีซ่านักศึกษา หลังพบข้อมูลว่านักศึกษาบางรายมีชื่ออยู่ในระบบแต่ไม่ปรากฏเข้าเรียนจริง และบางกรณีถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเชื่อมโยงกับธุรกิจผิดกฎหมายหรือเครือข่ายทุนสีเทา

มีการออกใบรับรองผลการเรียนให้นักศึกษาแล้ว ทั้งที่ยังไม่จบ

อดีตอาจารย์ระบุว่า ยังไม่มีนักศึกษาจีนรุ่นไหนจบการศึกษาสำเร็จ แต่นักศึกษาที่มาสอบจบไปแล้วเรียน 1 เทอม กลับไปประเทศตัวเองบางส่วน แต่กลไกการดำเนินการยังอยู่ที่นี่ ทำให้นักศึกษาเข้าใจว่าจบแล้วเพราะมหาวิทยาลัยมีการออกใบรับรองวุฒิและใบรับรองผลการเรียนให้นักศึกษานำไปยืนยันว่าได้เรียนแล้ว 1 เทอม

20 พฤษภาคม 2569 — วันชี้ชะตา

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เรื่องนี้ถูกเสนอเข้าสู่การประชุมสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาอนุมัติปริญญา ก่อนมีรายงานว่าวาระดังกล่าวถูกถอนออกไป และวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 จะเป็นวันชี้ชะตาว่ามหาวิทยาลัยจะเดินหน้าอนุมัติปริญญาให้กับนักศึกษาจีนทั้ง 49 คนหรือไม่

เพราะหากไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน สิ่งที่ได้รับผลกระทบอาจไม่ใช่แค่ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย แต่รวมไปถึงความน่าเชื่อถือของระบบอุดมศึกษาไทย ท่ามกลางข้อกังวลเรื่อง “หลักสูตรเรียนง่ายจบเร็ว” ที่ถูกโฆษณาผ่านโซเชียลมีเดียจีน จนเกิดคำถามถึงมาตรฐานการศึกษา รวมถึงการรับจ้างทำวิทยานิพนธ์เพื่อให้สำเร็จการศึกษา

ขณะที่หน่วยงานด้านความมั่นคงยังพบข้อมูลว่าบางขบวนการอาจใช้การศึกษาเป็นช่องทางนำคนเข้าประเทศไทย ก่อนเชื่อมโยงไปสู่อาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งแก๊ง Call Center หรือเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์

เครดิต: รายการสืบสวนความจริง Nation TV (เนชั่นทีวี 22) | ผู้สื่อข่าว: โชติมา จันทร์โคง | ออกอากาศวันที่ 16 พฤษภาคม 2026
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122113155632914561&set=a.122101858418914561




นายกไทย ถวายความจงรักภักดี แบบไทย ให้ ชาวโลก ได้เห็น วาสนา นาน่วม ว่าไว้ ส่วน อ.จรัล พูดเป็นนัยว่า คนฝรั่งเศสคงไม่(ซาบซึ่งการแสดงออกแบบนี้)มั้ง เพราะที่ "ฝรั่งเศส(เค้า)ล้มระบอบกษัตริย์มานานแล้ว"

https://www.facebook.com/WassanaJournalist/posts/27115025524795882




สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงได้รับการถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ เลฌียงดอเนอร์ (Légion d'honneur) จากสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยทรงได้รับในระดับ/ชั้น กร็องตอฟีซีเย (Grand Officier) (ระดับ 4 จากทั้งหมด 5 ชั้น)

Emmanuel Macron ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ THE LEGION OF HONOUR แด่ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ
ภาพจาก Vogue Thailand

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงได้รับการถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ เลฌียงดอเนอร์ (Légion d'honneur) จากสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประจำชาติชั้นสูงสุดของฝรั่งเศส

โดยทรงได้รับในระดับ/ชั้น กร็องตอฟีซีเย (Grand Officier) (ระดับ 4 จากทั้งหมด 5 ชั้น)

รายละเอียดเพิ่มเติม

ผู้ลงนามและผู้มอบ: นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส เป็นผู้ลงนามในกฤษฎีกาถวายเครื่องอิสริยาภรณ์นี้ และมีพิธีทูลเกล้าฯ ถวาย ณ กระทรวงวัฒนธรรมฝรั่งเศส กรุงปารีส (เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569)

เหตุผลในการทูลเกล้าฯ ถวาย: เพื่อเทิดพระเกียรติในพระอัจฉริยภาพและพระกรณียกิจที่มีคุณูปการอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม แฟชั่น และวิถีชีวิตฝรั่งเศสในประเทศไทย รวมถึงการกระชับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและฝรั่งเศส ในโอกาสครบรอบ 170 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศในปี 2569 นี้

Grand Officier (เจ้าหน้าที่ชั้นสูง) เป็นยศที่สี่และเป็นยศสูงสุดอันดับสองในเครื่องราชอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์แห่งชาติฝรั่งเศส จัดเป็น "ยศ" (ตำแหน่งที่สูงกว่าซึ่งสงวนไว้สำหรับสองระดับสูงสุด) มากกว่ายศมาตรฐาน โดยอยู่ต่ำกว่า Grand-croix (กางเขนใหญ่) เพียงเล็กน้อย

ลำดับชั้นของเครื่องราชอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์ ประกอบด้วยสามยศและสองยศ ดังแสดงในลำดับจากล่างขึ้นบนดังนี้:

1. Chevalier (อัศวิน): ยศเริ่มต้น

2. Officier (เจ้าหน้าที่): ต้องดำรงตำแหน่งอัศวินอย่างน้อย 8 ปี

3. Commandeur (ผู้บัญชาการ): ต้องดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่อย่างน้อย 5 ปี

4. Grand Officier (เจ้าหน้าที่ชั้นสูง): ต้องดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการอย่างน้อย 3 ปี

5. แกรนด์ครอส (Grand Cross): เกียรติยศสูงสุด ต้องดำรงตำแหน่งแกรนด์ออฟฟิเซอร์อย่างน้อย 3 ปี

รายละเอียดเฉพาะของแกรนด์ออฟฟิเซอร์

ข้อจำกัด: ตามกฎหมาย จะมีบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งดำรงตำแหน่งแกรนด์ออฟฟิเซอร์ได้เพียง 250 คนในเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น

เครื่องหมาย: แกรนด์ออฟฟิเซอร์จะสวมเหรียญเวอร์เมล (เงินชุบทอง) ห้อยจากดอกกุหลาบที่ติดอยู่บนริบบิ้นทางด้านซ้ายของหน้าอก พร้อมกับแผ่นป้ายรูปดาว (หรือกากบาท) ที่สวมทางด้านขวาของหน้าอก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโควตาที่เข้มงวดและประวัติของเครื่องราชอิสริยาภรณ์เหล่านี้ โปรดดูที่หน้า Legion of Honour ในวิกิพีเดีย




The Department of Homeland Security ที่เพิ่งออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่า คนต่างด้าว ที่ต้องการจะ Apply Green Card จะต้องเดินทางกลับไปยังประเทศบ้านเกิดเพื่อยื่นคำร้อง กลุ่มทนายความด้านกฎหมายคนเข้าเมืองคาดว่าจะยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางหลายแห่ง เพื่อขอให้มีคำสั่งระงับชั่วคราว







https://x.com/Avajoye/status/2057928985003319704
.....

นโยบายที่เปลี่ยนแปลง

ในอดีต บุคคลที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาอย่างถูกกฎหมายด้วยวีซ่าชั่วคราวสามารถยื่นขอใบเขียวผ่านกระบวนการที่เรียกว่าการปรับสถานะ (แบบฟอร์ม I-485) ซึ่งอนุญาตให้พวกเขาอยู่ในสหรัฐอเมริกาต่อไปได้ในขณะที่คำขอของพวกเขากำลังได้รับการดำเนินการ

ภายใต้แนวทางที่ประกาศใหม่:

การดำเนินการผ่านสถานกงสุลเป็นขั้นตอนเริ่มต้นใหม่: ผู้ถือวีซ่าชั่วคราวที่ต้องการพำนักถาวรโดยทั่วไปจะต้องออกจากสหรัฐอเมริกาและยื่นขอผ่านการดำเนินการผ่านสถานกงสุลที่สถานทูตหรือสถานกงสุลสหรัฐอเมริกาในประเทศบ้านเกิดของตน

เปลี่ยนไปใช้ "มาตรการบรรเทาทุกข์พิเศษ": USCIS จะพิจารณาการปรับสถานะจากภายในสหรัฐอเมริกาเป็นมาตรการพิเศษแทนที่จะเป็นขั้นตอนปกติ

การพิจารณาเป็นรายกรณี: เจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งให้ใช้การทดสอบ "ภาพรวมของสถานการณ์" อย่างเคร่งครัด ในการอนุมัติการปรับสถานะภายในประเทศ เจ้าหน้าที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนว่าผู้สมัครมีช่องว่างในสถานะใดบ้าง ทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือมีสัญญาณบ่งชี้ว่าใช้วีซ่าชั่วคราวเป็นทางลัดเพื่อหลีกเลี่ยงขั้นตอนการตรวจสอบในต่างประเทศหรือไม่

การต่อต้านและคำวิจารณ์

คำสั่งดังกล่าวได้ก่อให้เกิดคำวิจารณ์อย่างรุนแรงจากกลุ่มผู้สนับสนุนการเข้าเมือง 

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และองค์กรด้านมนุษยธรรมในทันที กลุ่มต่างๆ เช่น HIAS ชี้ให้เห็นว่าการบังคับให้กลุ่มประชากรที่เปราะบาง เช่น ผู้รอดชีวิตจากการค้ามนุษย์ หรือเยาวชนที่อยู่ระหว่างการปรับสถานะ กลับไปยังประเทศบ้านเกิด อาจทำให้พวกเขาตกอยู่ในอันตรายโดยตรง 

นักวิเคราะห์ด้านกฎหมายจากองค์กรต่างๆ เช่น สถาบัน Cato โต้แย้งว่าการกำหนดให้การปรับสถานะภายในประเทศเป็น "รูปแบบการบรรเทาทุกข์พิเศษ" นั้นขาดพื้นฐานทางกฎหมายในมาตรา 245 ของพระราชบัญญัติการเข้าเมืองและสัญชาติ (INA) ซึ่งบ่งชี้ว่านโยบายนี้มีแนวโน้มสูงที่จะเผชิญกับความท้าทายในศาลรัฐบาลกลางในทันที








ถาม AI ภาพลักษณ์ที่นายกฯ อนุทินก้มลงกราบแทบพระบาทกลางกรุงปารีสแล้วรู้สึกยังไง ในฐานะผู้นำประเทศ เหมาะสมไหม


Gemini ตอบ

การแสดงออกของผู้นำประเทศในลักษณะนี้มักกลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นการปะทะกันระหว่าง "จารีตประเพณีดั้งเดิมของไทย" กับ "มาตรฐานสากลในฐานะประมุขฝ่ายบริหาร" ซึ่งมองได้หลายมุมมองขึ้นอยู่กับบรรทัดฐานที่แต่ละคนใช้ชี้วัด

มุมมองที่มองว่า "ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี"

กลุ่มที่มองในมุมนี้มักอิงตามหลักสากลและการเมืองสมัยใหม่ โดยมีข้อสังเกตหลักๆ ดังนี้:

ขัดกับภาพลักษณ์ผู้นำประเทศระดับสากล: ในเวทีระหว่างประเทศ นายกรัฐมนตรีคือผู้แทนอำนาจอธิปไตยของประชาชนและประมุขฝ่ายบริหาร การทำพิธีรีตองที่มีความเหลื่อมล้ำทางสถานะอย่างชัดเจนในพื้นที่สาธารณะของต่างประเทศ (กรุงปารีส) อาจถูกมองว่าไม่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาค และอาจสร้างความฉงนใจให้กับสังคมสากลที่ไม่มีวัฒนธรรมเช่นนี้

คำถามเรื่อง "ความเป็นมืออาชีพ" และการเมือง: หลายคนมองว่านี่คือการแสดงออกทางวัฒนธรรมที่ "เกินงาม" (Over-the-top) สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง และอาจถูกตีความในเชิงการเมืองภาพลักษณ์ (Image politics) เพื่อแสดงความจงรักภักดีในระดับที่เข้มข้นกว่าปกติ หรือที่เรียกว่า "อยู่เป็น" เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเมืองให้แก่ตนเอง

การแบ่งแยกพื้นที่: มีข้อโต้แย้งว่า ในฐานะส่วนตัวนายอนุทินจะกราบไหว้ใครย่อมเป็นสิทธิ แต่เมื่ออยู่ในระหว่างการปฏิบัติภารกิจราชการต่างประเทศในฐานะนายกรัฐมนตรี การวางตัวควรยึดโยงกับบทบาทหัวหน้ารัฐบาลเป็นหลัก
มุมมองที่มองว่า "เป็นเรื่องปกติและเหมาะสมตามจารีตไทย"

ในทางกลับกัน กลุ่มที่ยอมรับหรือสนับสนุนการกระทำนี้จะมองผ่านเลนส์ของวัฒนธรรมและโครงสร้างสังคมไทย:

จารีตและวัฒนธรรมไทยดั้งเดิม: ตามธรรมเนียมไทย การกราบราบกับพื้น (กราบแทบพระบาท) ต่อพระบรมวงศานุวงศ์เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของการแสดงความเคารพและการถวายพระเกียรติ สำหรับผู้ที่เติบโตหรือทำงานในระบบราชการและจารีตนิยม การกระทำนี้ถือเป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งที่พึงกระทำเมื่อพบเจ้านาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก

บริบทของเหตุการณ์: เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวาระที่รัฐบาลฝรั่งเศสทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์ (Légion d'honneur) ชั้นกร็องตอฟีซีเย แด่เจ้าฟ้าหญิงสิริวัณณวรีฯ การก้มกราบจึงเป็นการแสดงความยินดีในฐานะข้าราชบริพารและผู้นำรัฐบาลไทยต่อความสำเร็จของพระบรมวงศานุวงศ์

ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและสถานะ: ฝ่ายที่เห็นใจมองว่า แม้จะมีตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่นายอนุทินก็ยังมีสถานะเป็นสามัญชนภายใต้โครงสร้างสังคมไทยที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ การแสดงความเคารพตามจารีตไม่ได้ทำให้อำนาจบริหารของประเทศลดน้อยลงในสายตาของพวกเขา

บทสรุป

พฤติกรรมนี้จึงตอบยากว่า "เหมาะหรือไม่เหมาะ" อย่างเบ็ดเสร็จ เพราะขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้เกณฑ์อะไรตัดสิน:

ถ้าคุณใช้ มาตรฐานการเมืองโลกตะวันตก/สากล ที่เน้นความเท่าเทียมและภาพลักษณ์ที่เข้มแข็งของประมุขฝ่ายบริหาร การกระทำนี้ย่อมดูขัดตาและไม่เหมาะสม

ถ้าคุณใช้ มาตรฐานจารีตประเพณีไทยแบบดั้งเดิม การกระทำนี้คือการแสดงความนอบน้อมที่ถูกต้องตามกาลเทศะของระบบคุณค่าแบบนั้น

ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดจากเหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่ตัวนายอนุทิน แต่คือ ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและการเมือง (Cultural Shift) ในสังคมไทยปัจจุบัน ที่คนแต่ละรุ่นและแต่ละกลุ่มมีความคาดหวังต่อ "ภาพลักษณ์และบทบาทของผู้นำประเทศ" ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

https://www.facebook.com/pravit.rojanaphruk.5/posts/4581342072093608

Pravit Rojanaphruk
8 hours ago
·
(English below)
คุณเห็นภาพอำมาตย์เอก เอ๊ย นายกฯ อนุทินก้มลงกราบแทบพระบาทกลางกรุงปารีสแล้วรู้สึกอย่างไร?
รู้สึกภูมิในในความเป็นไทยในปี 2026 แต่ไม่มั่นใจว่าฝรั่งที่ยืนดู จะคิดอย่างไร แต่ก็ไม่สนว่าโลกจะคิดว่าอย่างไร
รู้สึกละอายใจที่ความเสมอภาคในสังคมไทย ยังห่างไกลจากความจริง ระบอบชนชั้น จารีตนิยม ยังหยั่งรากลึกในสังคมไทย
รู้สึกว่านายกฯอนุทินเคารพเกินงาม เกินมาตรฐานสากล อยู่โคตรเป็นแบบสุดๆ แต่คนไทยคนอื่นในที่นั้นยึกยัก รวมทั้งภริยานายกฯ (ดูสีหน้าสุภาพสตีฝรั่งเศสคนเดียวในรูปเอาเอง อาจงงๆคิดว่านายกฯไทยไล่หาตุ้มหูตกพื้นอยู่)
รู้สึกว่าสังคมไทยยังหาจุดยืนร่วมกันไม่ได้ว่าในปี 2026 สังคมควรจัดสรรความสัมพันธ์ทางชนชั้นอย่างไร?
รู้สึกว่าหากคอมเมนท์ตรงเกินไป อยากได้ไปอยู่ในคุกร่วมกับทนายอานนท์ และพวก หรือไม่ก็ต้องลี้ภัยไปต่างแดน
#ป #ม112

​How do you feel upon seeing the photo of Anutin prostrating at the royal feet of HRH in the middle of Paris?
​Feeling proud of Thainess in the year 2026, though unsure of what the watching Westerners might think, but not caring about what the world thinks anyway.
​Feeling ashamed that equality in Thai society is still far from reality, as the class system and traditionalism remain deeply rooted in Thai society.
​Feeling that Prime Minister Anutin showed excessive respect, well beyond international standards, demonstrating a peak level of "knowing how to survive and thrive" (yue pen).
​Feeling that Thai society has still not found a consensus in 2026 on how social relations across different classes should be structured.
​Feeling that if the comments are too direct, one might end up sharing a prison cell with prisoner of consciencw Arnon Nampa & co or flee into exile abroad.
#Thailand #LM






https://x.com/PravitR/status/2058180469456609577