วันอาทิตย์, กันยายน 13, 2569

ท่ามกลางการเคลื่อนไหว "สั่งฟ้อง สว." ทำไมการเคลื่อนไหวนี้ ควรนำไปสู่การรื้ออำนาจ กกต.และองค์กรอิสระ เพราะว่า หลักการประชาธิปไตยคือ อย่าไว้วางใจให้ใครมีอำนาจมาก ต้องมี Check and Balance


Atukkit Sawangsuk
7 hours ago ·

ท่ามกลางการเคลื่อนไหว "สั่งฟ้อง สว." ซึ่งควรจะนำไปสู่การรื้ออำนาจ กกต.และองค์กรอิสระ
ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งเพ้อฝันว่า เรายังสามารถมี กกต. ปปช. สตง. ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจ ฯลฯ ที่เป็นเทวดาบริสุทธิ์ ใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์ปราบปรามคนชั่วคนเลวได้
ทั้งที่การสถาปนา "อำนาจที่ 4" ผิดหลักการมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540
องค์กรอิสระไม่ควรเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้ตรวจสอบไม่ได้ ควรเป็นเพียงองค์กรที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติ มีอิสระ แต่อยู่ใต้อำนาจตรวจสอบของอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจตุลาการ
:
รัฐธรรมนูญ 2540 นั้นเอาเข้าจริงเขียนขึ้นบนความฝันเลื่อนลอย
เช่น ให้ สว.มาจากเลือกตั้ง แต่ห้ามหาเสียง ให้แนะนำตัวเท่านั้น
เหมือนเป็นพระแท่นพระอันดับ ไม่ต้องทำความรู้จัก ประชาชนก็เลือกได้
สสร.ไร้เดียงสาทางการเมือง สมัยแรก นักการเมืองไม่เห็นความสำคัญ ก็เลยได้ "สว.คุณภาพ" จำนวนหนึ่ง แต่พอสมัยสอง ห้ามหาเสียง จะเหลืออะไร ก็ใช้ระบบหัวคะแนนไง แล้วก็ไปโกรธก่นด่าสภาผัวเมีย
:
องค์กรอิสระพอขยายใหญ่ ก็กลายเป็นระบบราชการ ร้ายกว่าเดิมด้วยซ้ำ
กกต.อย่างที่อาจารย์ธงทองว่า เราเอามาจากอินเดีย แต่อินเดียมี กกต.2 คน เจ้าหน้าที่ 2-300 เขามีอำนาจ 2 อย่าง ย้ายข้าราชการที่ไม่เป็นกลาง กับสั่งเลือกตั้งใหม่ ถ้าเห็นว่าไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม
คนไทยไม่ได้สิ มันต้องอำนาจศักดิ์สิทธิ์ งอกใบแดงเฉยเลย
กกต.กลายเป็นผู้วิเศษ องค์กรขยายใหญ่โต ปัจจุบันน่าจะมีพนักงานร่วมสองพัน จัดเลือกตั้ง สืบสวนสอบสวน
จัดเลือกตั้งก็ยิ่งกว่ามหาดไทยใหม่ ทำง่ายๆ ไม่ได้ ทำให้มันสับสนซับซ้อน
แล้วประชาชนหรือผู้สมัคร ก็ฟ้องไม่ได้ เช่น สงสัยเรื่องนับคะแนน ขอนับใหม่ กกต.ไม่นับซะอย่าง ควรจะฟ้องศาลปกครองสั่งนับใหม่ ก็ฟ้องไม่ได้
:
งานสืบสวนสอบสวนก็จ้องจับผิดเรื่องจุกจิก ไม่ต่างกับ สตง.ปปช.จับผิดครูอาหารกลางวัน หรือตำรวจเดินรอบรถมอไซ ยังไงก็หาจุดผิดจนได้
ไม่กี่วันก่อน กกต.สั่งฟ้องผู้สมัคร สว. ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ "รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิยังมาสมัคร"
ถามจริง คนที่ควรจะรู้ มีความรับผิดชอบที่ต้องตรวจสอบ คือใคร
ก็คือ กกต.นั่นไง ใครไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ใครเคยมีคดีความ มันควรเป็นความรับผิดขอบของ กกต.ที่ต้องตรวจให้เจอก่อนประกาศรับรอง
แล้ว กกต.ไปทำอะไรอยู่ ค่อยมาเอาผิดทีหลัง
:
กกต.สั่งเลือกตั้งใหม่ นายกเทศมนตรีแถวเชียงใหม่
ฐานหาเสียงออนไลน์เลยเวลา
ถามจริงเถอะว่า แค่หาเสียงเลยเวลา มันเป็นปัจจัยชี้ขาดให้ชนะกันไหม
สมมติชนะกัน 1 พัน การหาเสียงออนไลน์เลยเวลาไปสักชั่วโมง มันทำให้ได้คะแนนเพิ่มมา 2 พันไหม
เออ ถ้าจับได้ว่าซื้อเสียง ไม่ว่าเลย แต่ กกต.แม่-ก็ไม่เคยจับได้
นี่คือความผิดที่ไมไ่ด้สัดส่วน
เหมือน 2 ปีก่อนแจกใบเหลืองนายก อบจ.
เพราะผู้ช่วยหาเสียงโพสต์ว่า ป้ายหาเสียงไม่ใช้แล้ว เสร็จเลือกตั้งใครอยากได้เอาไปเลย
กกต.หาว่าสัญญาจะให้ทรัพย์สิน ทั้งที่บอกอยู่ว่าใครอยากได้เอาไปเลย-ไม่จำเป็นต้องเลือกก็เอาได้
คือแม่-ไม่มีปัญญาจับซื้อเสียง จับทุจริต เลยไปไล่ตามจับผิดเล็กๆ น้อยๆ แล้วเอามาขึงขีงใชว์เป็นผลงาน เรื่องที่เอาผิดส่วนใหญ่ก็มาจากคู่แข่งนั่นแหละร้องเรียน กกต.ไม่เคยจับได้เอง ทั้งที่เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่คือฝ่ายสืบสวนสอบสวน เงินเดือนสูงจบกฎหมายเดินชนกันขวักไขว่
เป็นองค์กรที่เลี้ยงเสียข้าวสุก 2,700 ล้าน ควรยุบก่อนอื่นเลย
:
ไม่ว่าพรรคส้มหรือขบวนเคลื่อนไหว ต้องชี้นำสังคมไปสู่ทิศทางนี้
รื้อ ปฏิรูป ยุบ ลดอำนาจ องค์กรอิสระ
หลักการประชาธิปไตยคือ อย่าไว้วางใจให้ใครมีอำนาจมาก
ดูอย่าง DSI ยังโดนจับ พวกอำนาจพิเศษเป็นงี้แหละ แบบแก๊งคอลล์อ้างชื่อ ปปง. ชาวบ้านตัวสั่นงันงก

https://www.facebook.com/baitongpost/posts/28342006278787832
.....

แก่นแท้ของระบอบประชาธิปไตยไม่ได้มีแค่เรื่องของการได้รับเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือ การออกแบบโครงสร้างที่ไม่ไว้ใจใคร (Institutional Distrust) เพราะธรรมชาติของอำนาจมักนำไปสู่การใช้อำนาจโดยมิชอบหรือการทุจริตเมื่อปราศจากการควบคุม

การนำหลักการ Check and Balance มาใช้ จึงเป็นการสร้างกลไกเพื่อรับประกันว่าอำนาจรัฐจะถูกใช้อย่างจำกัดและโปร่งใส

โครงสร้างของการตรวจสอบและถ่วงดุล
การกระจายอำนาจเพื่อป้องกันการผูกขาดมักถูกขับเคลื่อนผ่านมิติต่างๆ ดังนี้:
  • การถ่วงดุลระหว่างสถาบันหลัก (Horizontal Accountability): การแบ่งแยกอำนาจเป็น นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ เพื่อให้แต่ละฝ่ายมีอำนาจในการยับยั้งและตรวจสอบกันเอง เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย หรือการพิจารณาคดีความที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐ
  • การตรวจสอบโดยองค์กรอิสระ (Institutional Oversight): การมีกลไกตรวจสอบการทำงานของรัฐที่แยกตัวออกมา เช่น การตรวจรายงานเงินแผ่นดิน การจับตาความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งกลไกเหล่านี้จะทำงานได้จริงก็ต่อเมื่อมีความเป็นอิสระจากผู้ถืออำนาจบริหารอย่างแท้จริง
  • การตรวจสอบจากภาคประชาชน (Vertical Accountability): การทำงานของภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และนักวิชาการ การเปิดกว้างให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ การตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact-checking) ตลอดจนการขับเคลื่อนแคมเปญเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม สิ่งเหล่านี้คือเกราะป้องกันและพลังตรวจสอบที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะในยามที่กลไกเชิงสถาบันชะงักงัน
แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักการที่ว่า รัฐธรรมนูญและกฎหมายมหาชนที่ดี ต้องถูกเขียนขึ้นมาบนสมมติฐานที่ว่า "ผู้มีอำนาจอาจพร้อมจะละเมิดกติกาได้เสมอ" ระบบจึงต้องออกแบบมาให้การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และการตรวจสอบเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย



นักวิชาการเชื่อว่า 14 ก.ย. “ไม่ใช่วันจบ” หากผลการวินิจฉัย “คดีโกงเลือก สว.” ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาแบบค้านความเห็นของวิญญูชน

กิจกรรมนี้จัดขึ้นในช่วง 2 วันสุดท้ายก่อนที่ กกต. จะนัดพิจารณาลงมติสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. วันที่ 14 ก.ย.

3 ฉากทัศน์ กับผลที่ตามมาหลัง กกต. ลงมติ "คดีโกงเลือก สว." 14 ก.ย.

หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Publishedเมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว

2 นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์เชื่อว่า 14 ก.ย. "ไม่ใช่วันจบ" หากผลการวินิจฉัย "คดีโกงเลือก สว." ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาแบบค้านความเห็นของวิญญูชน อาจเป็นจุดเริ่มต้นในการฟ้องดำเนินคดีกับ กกต. หรือก่อฉันทามติในสังคมต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งเรื่อง สว. และองค์กรอิสระ

ในระหว่างเปิดเวทีสัมมนาในหัวข้อ "จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย" จัดโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร วันนี้ (12 ก.ย.) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะ กมธ. กล่าวในเชิงดักคอว่า หาก กกต. ยกคำร้องทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน โดยในทางการเมือง กกต. จะต้องชี้แจงต่อสภาในการพิจารณารายงานประจำปี 2567-2568 ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งดำรงตำแหน่งทางการเมืองอาจต้องตอบคำถามในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนในทางกฎหมายก็ยังมีช่องทางดำเนินการต่อ รวมถึงการเอาผิด กกต. หากเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

"หากคดีโกง สว. ทำสำเร็จได้โดยไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่เราจะได้กลับมาคือระบบหรือระบอบการเมืองที่สีหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิด หรือพูดชัด ๆ คือสีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด" นายพริษฐ์กล่าว

กิจกรรมนี้จัดขึ้นในช่วง 2 วันสุดท้ายก่อนที่ กกต. จะนัดพิจารณาลงมติสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. วันที่ 14 ก.ย.

คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ทำให้การเลือก สว. ปี 2567 มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม หรือที่ถูกเรียกขานว่า "คดีโกงเลือก สว." หรือ "คดีฮั้วเลือก สว." จำนวน 229 คน แบ่งเป็น สว. 138 คน, รมต. 13 คน, สส. 17 คน, ผู้สมัคร สว. และเครือข่าย 61 คน

ไม่ว่า กกต. จะตัดสินใจอย่างไร ย่อมมีผลตามมาหลังจากนั้น ต่อไปนี้คือคามเห็นและข้อวิเคราะห์ของ 3 นักวิชาการที่มาร่วมวงเสวนา


อนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำลูกพรรคแต่งกายชุดสีน้ำเงินเข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 นัดแรกเมื่อ 15 มี.ค. 2569 โดยมีวาระสำคัญคือการโหวตเลือก โสภณ ซารัมย์ เป็นประธานสภา

"มันคือเส้นเรื่องเดียวกันของการกระทำรวมหมู่" โดยมีมาสเตอร์มาย

กว่าจะถึงวันที่ 14 ก.ย. ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ติดตามข้อมูลข่าวสารที่ สว. สำรอง, อดีตผู้สมัคร สว., และภาคประชาชนออกมาเปิดเผยพยานหลักฐานต่าง ๆ อันพึงเชื่อได้ว่าการเลือก สว. ปี 2567 ไม่สุจริต อาทิ
  • กรณีมีผู้สมัครจำนวนมากยอมเสียเงิน 2,500 บาท เพื่อ "พลีชีพ" ไม่เลือกแม้แต่ตัวเอง ไปเลือกคนอื่น คำถามคือวิญญูชนพึงเชื่อได้ไหมว่าจะมีคนมีพฤติกรรมการตัดสินใจแบบนี้
  • การกาบัตรลงคะแนนที่เรียงเหมือนกัน ถ้าเรียงจากตัวเลขมากไปน้อยยังอาจพอเชื่อได้ แต่นี่เรียงสลับตัวเลขเหมือนกัน ซึ่งถือเป็นข้อมูลวัตถุพยาน ปฏิเสธไม่ได้
  • ผู้สมัครจำนวนมากเดินทางไปสถานที่เลือกพร้อมกัน, พักโรงแรมเดียวกัน, ใส่เสื้อเหมือนกัน ผลิตที่เดียวกัน
  • มีข้อมูลเรื่องการต่อสายโทรศัพท์จำนวนมาก และข้อมูลการซื้อตั๋วเครื่องบินในการเดินทางให้
"สิ่งที่เราเห็นทั้งหมดนี้ มันไม่ใช่พฤติกรรมรายบุคคล มันคือเส้นเรื่องเดียวกันของการกระทำรวมหมู่ มีโพย การเดินทาง บัตรเลือก เส้นทางการเงิน ดังนั้นไม่ใช่ความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากการกระทำตัวบุคคล ถ้าใช้ภาษาปัจจุบันคือต้องมีออแกไนเซอร์ (organizer – ผู้จัด) ถ้าใช้ภาษาภาพยนตร์ horror (แนวสยองขวัญ) คือต้องมีมาสเตอร์มาย (mastermind - ผู้บงการ/ผู้วางแผนชักใยข้างหลัง) ดังนั้นเส้นเรื่องไปไหน กกต. ต้องบอกให้ได้ว่าสิ่งเหล่านี้บังเอิญจริงไหม" ศ.ดร.สิริพรรณกล่าว


รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้ สว. มาจากการเลือกกันเองใน 20 กลุ่มอาชีพ ซึ่งอดีตรองนายกฯ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เคยให้ความเห็นว่า "เป็นนวัตกรรมที่ตนเองไม่เคยเห็นในโลก เลือกกันเองระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ"

ในการประเมินการทำหน้าที่ของ กกต. อาจารย์สิริพรรณตั้งหลักเกณฑ์เอาไว้ว่าต้องมีความชัดเจนในการอ้างอิงกฎหมาย, ต้องมีความสม่ำเสมอในการวินิจฉัยกฎหมายเมื่อเทียบกับคดีที่ผ่านมา, ต้องใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมไม่ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นใคร, และต้องใช้มาตรการลงโทษที่ได้สัดส่วนกับการกระทำผิด

"สิ่งที่รออยู่ในวันที่ 14 ก.ย. เรากำลังมองว่าให้ท่านใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดประตูให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย เราไม่ได้คาดหวังว่าท่านต้องวินิจฉัยความถูกผิดอย่างถึงที่สุด เพราะนั่นไม่ใช่อำนาจของท่าน" นักรัฐศาสตร์จากรั้วจามจุรีกล่าว

กกต. ต้องวางตัวเป็นวิญญูชนมอง "หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า"

มาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ระบุว่า "ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม "ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา" เพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น

ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอีกคนที่อ่านกฎหมายแล้วเห็นแนวเดียวกับ ศ.กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีของรัฐบาล "อนุทิน 1" ที่ว่า "หลักฐานอันควรเชื่อได้" ไม่ใช่ 100% แต่เป็นความเห็นเบื้องต้นว่าหากมีหลักฐานเชื่อได้ว่า กกต. ต้องส่งศาล และในการเชื่อของ กกต. ต้องวางตัวเป็นวิญญูชน คือคนที่มีเหตุผลแบบมนุษย์ทั่วไป ไม่ใช่เหตุผลต่างจากคนทั่วไป

นักกฎหมายรายนี้ให้ความเห็นต่อไปว่า หากเป็นพยานบุคคลก็มีน้ำหนักในระดับหนึ่ง แต่คนโกหกได้ อาจยกประโยชน์ให้ได้ แต่ถ้าเป็นพยานหลักฐานที่เป็นเอกสารต่าง ๆ เช่น ข้อมูลที่อยู่ในกระดาษว่ากาเลือกคนนั้นคนนี้, ใส่เสื้อร้านเดียวกัน มาด้วยกัน มันพิสูจน์ได้ สิ่งเหล่านี้วิญญูชนต้องคิดว่ามีน้ำหนักแค่ไหน

"ถ้าวิญญูชนทั่วประเทศเห็นอย่างหนึ่ง กกต. เห็นอีกอย่าง ผมว่า กกต. ก็ต้องตอบคำถาม" ศ.พิเศษ ธงทองกล่าว


การเลือก สว. ระดับประเทศเกิดขึ้นที่อิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี เมื่อ 26 มิ.ย. 2567

ความคาดหวังต่อ กกต. ของอาจารย์ธงทองมี 3 ข้อ ได้แก่
  • โปรดใช้มาตรฐานอย่างวิญญูชนในการตัดสิน
  • หากผลการลงมติออกมาไม่ว่าเป็นเอกฉันท์หรือไม่เอกฉันท์ ช่วยอธิบายว่าความเห็นที่แตกต่างกันมาจากอะไร เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่า กกต. ดูอย่างรอบคอบแล้ว ไม่ใช่เอาเสียงข้างมากลากไป
  • ต้องให้เหตุผลทางกฎหมายที่พิสูจน์ได้ และถ้าจริงใจก็พูดกันต่อหน้า เพราะมีสื่อออกข่าวว่าจะแจกเป็นเอกสารข่าวแทนการเปิดแถลงข่าว
กกต. จะเลือกแนวทางไหน

ท่ามกลางสำนวนหลายหมื่นหน้า มีการคาดการณ์ว่ามติของ กกต. มีโอกาสออกได้ 3 แนวทาง โดยมีความเห็นของคณะทำงานชุดต่าง ๆ เป็นหลังพิง ได้แก่

1. สั่งฟ้องทั้งหมด ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 ที่มี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน

2. สั่งฟ้องบางส่วน ตามความเห็นของนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. ปฏิบัติหน้าที่แทนนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.

3. ยกฟ้องทั้งหมด ตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่มีนายเชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธาน

ศ.ดร.สิริพรรณเชื่อว่า กกต. จะ "ส่งฟ้องบางส่วน" แต่เธอไม่ได้ระบุจำนวนและกลุ่มผู้ถูกกล่าวหาที่คาดว่าจะถูกสั่งฟ้อง แต่บอกว่ามีตัวเลขในวุฒิสภาที่ต้องรักษาเอาไว้ที่ 67 เสียง (จำนวน 1 ใน 3 ของวุฒิสภาทั้งหมด 200 คน) เพราะเป็นฐานรากและกุญแจสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถ้า กกต. เลือกแนวทางนี้ก็ต้องอธิบายแก่สังคมว่าเห็นไม่ตรงกับวิญญูชนตรงไหน

ถ้า กกต. สั่งฟ้องบางส่วนหรือทั้งหมด สำนักงาน กกต. ก็ต้องจัดทำสำนวนคำร้องยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาซึ่งคาดว่าใช้เวลาเป็นเดือน ๆ ก่อนส่งไปศาลฎีกา โดยระหว่างนี้ สว. ที่ถูกสั่งฟ้องยังทำหน้าที่ต่อไปได้ตามกฎหมาย จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

อาจารยสิริพรรณย้ำว่า คดีนี้ไม่เหมือน "คดี 44 สส. พรรคก้าวไกล" ซึ่งเป็นการร้องฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงฯ มีคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ยื่นคำร้อง ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาว่าจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ก็ได้เมื่อศาลรับคำร้องไว้พิจารณา แต่การฟ้องคดีโกงเลือก สว. เป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ถ้าศาลรับ ต้องหยุดทันทีเพราะกฎหมายเขียนเอาไว้ชัดเจน ไม่มีทางเลือกอื่น


ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กรรมการ กกต. ดำรงตำแหน่งครบวาระไปตั้งแต่ 4 ธ.ค. 2568 แต่ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี กกต. ใหม่มาแทน เพราะที่ประชุมวุฒิสภาเมื่อ ก.พ. 2569 ได้โหวตคว่ำชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งแทนเขา

อนาคตของ 7 กกต.

ไม่ว่า กกต. จะตัดสินใจอย่างไร ศาสตราจารย์แห่งภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยคำอธิบายโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะถ้าสั่งไม่ฟ้องหรือสั่งฟ้องบางส่วนว่าใช้เหตุผลใดหักล้างจากพยานบุคคล เอกสาร พยานวัตถุ หลักฐานอันควรควรเชื่อได้ว่า โดยย้ำว่ามีช่องทางตามกระบวนการยุติธรรมที่ยังเปิดอยู่สำหรับประชาชน

"วันที่ 14 ก.ย. ไม่ใช่วันจบ มันคือวันเริ่มต้น ไม่ว่า กกต. จะแถลงอย่างไร ถ้าฟ้องบางส่วนต้องให้เหตุผลเรา ส่วนที่ไม่ฟ้องเพราะอะไร ถ้ายกฟ้องทั้งหมดเพราะอะไร" และ "หากเราเห็นว่าคำอธิบายนั้นไม่หนักแน่นพอ ไม่สามารถหักล้างหลักฐานได้ แปลว่า กกต. อาจใช้อำนาจมิชอบ ดังนั้นก็ฟ้อง กกต. มาตรา 157 (ประมวลกฎหมายอาญา) ได้ โดย สว.สำรอง หรือผู้สมัคร สว. ถือเป็นผู้เสียหาย" ศ.ดร.สิริพรรณกล่าว

วานนี้ (11 ก.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวไว้ล่วงหน้าว่า หากวันที่ 14 ก.ย. กกต. มีคำวินิจฉัยที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เรื่องจะไม่จบลงเพียงแค่นั้น พรรค ปชป. พร้อมเข้าช่วยเหลือสนับสนุนข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงให้กับผู้เสียหาย เพื่อนำคดีขึ้นสู่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อฟ้องเอาผิดองค์กรอิสระต่อไป

ย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน พรรค ปชป. เป็นผู้ฟ้องคดี กกต. ชุดที่ 2 ที่มี พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ เป็นประธาน ในความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา และทำให้ กกต. ชุดนั้นต้องติดคุกมาแล้วตามคำพิพากษา จากกรณีจัดการเลือกตั้ง 2 เม.ย. 2549 โดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรมเพื่อช่วยเหลือพรรคไทยรักไทย (ทรท.) และกรณีสอบจ้างพรรคเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม 23 เม.ย. 2549

เดิมพันประชาธิปไตยไทย

ในทัศนะของ รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เดิมพันของสังคมไทยในวันที่ 14 ก.ย. ค่อนข้างสูง "มันไม่ใช่แค่ กกต. หรือ สว. แต่เดิมพันคือประชาธิปไตยไทยจะเสื่อมทรุดกว่านี้ หรือพอฟื้นฟูกลับมาได้ การตัดสินของ กกต. จะมีนัยสำคัญมากต่อประชาธิปไตยไทย"

จากนั้นเขายกผลสำรวจดัชนีประชาธิปไตยจาก 3 องค์กรสากลขึ้นมาอ้างอิง พบว่า สถานะของไทยตกต่ำลงทั้งด้านคุณภาพการเลือกตั้ง สิทธิเสรีภาพของประชาชน หลักนิติรัฐ และการตรวจสอบถ่วงดุล ด้วยเหตุผลที่ว่าเสาหลักประชาธิปไตยอ่อนแอทุกด้าน โดยเสาแรกคือการเข้าสู่อำนาจต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม, เสาที่สอง การตรวจสอบต้องเข้มแข็ง และเสาที่สาม สิทธิเสรีภาพของประชาชน ทั้งนี้การเลือกตั้งสภาล่างและสูงของไทยมีปัญหาทั้งคู่ ส่วนเสาตรงกลางก็เกี่ยวข้องโดยตรงกับ สว. และ กกต.

รศ.ดร.ประจักษ์พบว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เพิ่มอำนาจองค์กรอิสระมากขึ้น แต่ลดการตรวจสอบ ถ้ามองสถานการณ์ปัจจุบันจึงถึงจุดที่เรียกว่า Institutional Decay หรือความผุพังเชิงสถาบัน ซึ่งสะท้อนผ่าน 3 อาการสำคัญคือ ประสิทธิภาพในการทำงานไม่มี, ความไว้วางใจของประชาชนไม่มี, และความชอบธรรมในการใช้อำนาจเสื่อมถอย จนท้ายที่สุดองค์กรอาจไม่สามารถทำแม้แต่ภารกิจพื้นฐานของตนเอง เช่น กกต. ซึ่งมีภารกิจสำคัญที่สุดคือการจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์และเที่ยงธรรม ความผุพังดังกล่าวเกิดขึ้นได้ทั้งจากการออกแบบสถาบันที่มีปัญหา และจากการที่องค์กรถูกกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งยึดกุมหรือแทรกแซง แทนที่จะปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ กลับทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของผู้ที่สามารถยึดกุมองค์กรนั้นได้ ดังนั้นการตัดสินใจคดีโกงเลือก สว. ของ กกต. เป็นทางแพร่งที่ไม่เพียงกำหนดความเชื่อมั่นของประชาชนต่อ กกต. เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อทิศทางของประชาธิปไตยไทยด้วย

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ยอมรับว่า "กลัวเหลือเกิน" ว่าผลจะไม่ออกมาแบบที่สังคมคาดหวังว่าอยากเห็น กกต. เพราะถ้าพูดถึงระบอบ ต้นตอของปัญหาต่าง ๆ ที่พูดกันอยู่ ต้นไม้พิษที่ใหญ่สุดคือรัฐประหาร 2557 โดยมีรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นผลผลิต เป็นผลไม้พิษของต้นไม้นั้น ซึ่งการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับ สว. ดังนั้นการส่งฟ้องไม่ว่าจะกี่คน มีโอกาสที่ศาลจะขอหลักฐานเพิ่ม มันอาจไม่หยุดแค่นั้น มันอาจจะไหลไปเหลือต่ำกว่า 67 เสียง จึงไม่คิดว่าคนกุมสภาพจะยอมให้เป็นเช่นนั้น

ข้อวิเคราะห์ของ รศ.ดร.ประจักษ์ซึ่งออกตัวว่ามองโลกในแง่ร้ายคือ "ถ้าเป้าหมายคือจะปกป้องรัฐธรรมนูญ ก็ต้องปกป้อง สว. เพราะการปกป้อง สว. กับรัฐธรรมนูญมันไปด้วยกัน" จึงไม่เชื่อว่าผู้มีอำนาจจะยอมเสียกลไกสำคัญในการรักษาอำนาจไป


7 กกต. ประชุมพิจารณาสำนวนคดีการเลือก สว. อย่างน้อย 12 ครั้งตั้งแต่เดือน มิ.ย. ก่อนนัดลงมติ 14 ก.ย.

แต่ถึงกระนั้น นักรัฐศาสตร์จาก มธ. ประเมินว่า หลัง 14 ก.ย. สังคมไทยจะค่อย ๆ มีฉันทามติต่อเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะถ้ามติ กกต. ออกมาแบบค้านสายตา ไม่ส่งฟ้องใครเลย จะก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมสูง จึงมองข้ามอีกช็อตหลัง 14 ก.ย. ว่าภารกิจระยะยาวที่สังคมไทยต้องร่วมกันผลักดันให้ได้คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่างน้อยแก้รายมาตราประเด็นที่มาของ สว., ขอบเขตอำนาจที่มาขององค์กรอิสระ

"ถ้าแก้ไม่ได้ เราก็ไม่ไปไหน สังคมก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ สุดท้ายถ้าเรื่องส่งไปศาล สว. หลุดไป เลือกตามกติกาเดิม มันก็มาใหม่ วนลูปภายใต้กติกาเดิม แล้วใครจะแข่งได้ อาจารย์ธงทองลงสมัครก็ตกรอบแน่นอน แม้มีชื่อเสียง ถ้าไม่อยู่ในขบวนการ ไม่ไปซื้อเสื้อจากร้านเดียวกัน ไม่มีทางที่จะแข่งได้ภายใต้ระบบที่เป็นอยู่ เพราะระบบที่เป็นอยู่ อย่างไรต้องฮั้วเท่านั้น ต้องจัดตั้งเท่านั้น ต้องใช้ระบบจักรกลทางการเมือง ต้องจัดตั้งขนาดใหญ่ ใช้เงิน ทุกคนที่มาไม่ใช่มาพลีชีพด้วยจิตอาสา เลยมองว่า กกต. ส่งไปศาลเป็นขั้นตอนสำคัญ แต่ถ้าเราแก้กติกาที่มา สว. ไม่ได้ เราต้องอยู่กับระบบการเลือก สว. แบบนี้ตลอดแล้วไปไหนไม่ได้" รศ.ดร.ประจักษ์ระบุ

หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป อาจารย์ประจักษ์เชื่อว่าทั้งดัชนีประชาธิปไตยไทยและดัชนีคอร์รัปชันของไทยจะตกต่ำอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะในการทุจริตทั้งหมด ไม่มีการทุจริตใดรุนแรงเท่าการเข้าสู่อำนาจทางการเมือง จึงหวังว่า 14 ก.ย. สังคมจะมีโอกาสได้ฟื้นฟูประชาธิปไตย ทำถูกต้อง ชอบธรรม

สว. ชุดที่ 13 เข้าร่วมประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้รัฐธรรมนูญในวาระที่ 2 เมื่อ 11 ธ.ค. 2568 ก่อนที่นายกฯ อนุทินจะประกาศยุบสภาในค่ำวันนั้น หลังรัฐสภามีมติ 329 ต่อ 302 โหวตคว่ำมาตรา 256/28 (ตัดอำนาจของ สว. 1 ใน 3 ในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่)


https://www.bbc.com/thai/articles/c1l689144jyo




สรุป “คดีโกงเลือก สว.” ในคลิปเดียว - BBC News ไทย


สรุป “คดีโกงเลือก สว.” ในคลิปเดียว - BBC News ไทย

Aug 8, 2026

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมวินิจฉัยชี้ขาดสำนวน “คดีโกงเลือก สว.” เมื่อปี 2567 ภายในเดือนนี้ ท่ามกลางการจับตามองของสังคมว่าจะมีผู้ถูกกล่าวหาสักกี่คนที่ กกต. สั่งฟ้องต่อศาลฎีกา ทำไมคดีนี้ถึงสำคัญ บีบีซีไทยอธิบายผ่านคลิปนี้

https://www.youtube.com/watch?v=f1TfEzQWKFY




อย่าให้เรื่องจบที่ กกต.​



อย่าให้เรื่องจบที่ กกต.​

Sep 12, 2026
สุภชาติ เล็บนาค
The Momentum

(1)

มองการเมืองไทยสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นความผิดปกติอย่างชัดเจน เมื่อรัฐบาล ‘สีน้ำเงิน’ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างเลี่ยงไม่ได้

ข้อสำคัญข้อหนึ่งคือเกมการเมืองในสภาฯ เมื่อสัปดาห์ก่อน ที่ดูก็รู้ว่ามีความพยายามในการลากญัตติอภิปรายรายงานประจำปีของ กกต.ออกไป เพราะรู้ว่าอาจกระทบกับข้อมูลการฮั้ว สว.ที่จะพรั่งพรูออกมาจากปาก สส.จน ‘สีน้ำเงิน’ เสียเปรียบในห้วงเวลาสุดท้าย

อย่ากระนั้นเลย หยิบเรื่อง ‘สามจังหวัดชายแดนภาคใต้’ ขึ้นมาพิจารณาดีกว่า แม้ว่าจะไม่มีนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะไม่มีรัฐมนตรีนั่งฟังอยู่สักคน

ต้องถามตรงๆ ว่า เมื่อ 1 สัปดาห์ผ่านไป มีใครจำได้บ้างว่าญัตติที่หารือในสภาฯ เรื่องปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นคืออะไร แทบไม่มีใครจำได้เลยสักคน

ขณะเดียวกัน คุณศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นั้น แทบจะกลายเป็น กกต.อีกคน เพราะทั้งอธิบายแทน ทั้งชี้แจงว่าไม่ควรกดดัน กกต.ในสภาฯ ไม่ควรใช้เวทีสภาฯ ซักฟอกองค์กรอิสระ ทั้งที่ปัญหาใหญ่ที่ยังดำรงอยู่ขณะนี้ คือการตั้งคำถามกับองค์กรอิสระว่า ยังเป็น ‘อิสระ’ อยู่หรือไม่

(2)

อีกข้อสงสัยคือ พิรุธยังคงดำรงอยู่ เป็นต้นว่า คุณปราณีต เกรัมย์ สว. บุรีรัมย์ อดีตคนขับรถของคุณชัย ชิดชอบ ตัดสินใจโทรศัพท์หาคุณ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. 39 วินาทีด้วยเรื่องอะไร การปรากฏ ‘โพยฮั้ว’ อยู่เต็มไปหมด โหวตลงมติใต้แพตเทิร์นเดียวกัน แล้ว กกต.ตัดสินใจไม่ดำเนินคดีนั้น มีเหตุผลอะไรอยู่เบื้องหลัง กระทั่งหลักฐานว่าด้วยเส้นเงิน จากผู้ช่วย สส. หลักฐานว่าด้วยสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่เกิดเหตุ คลิปเสียงว่าด้วย ‘ข้างบน’ ล้วนเป็นเรื่องผิดปกติ แต่ กกต.เลือกจะไม่ดำเนินการอะไรมาตลอด 2 ปี ซึ่งก็ชวนให้ตั้งคำถามได้ว่า หรือ กกต.กับขบวนการสีน้ำเงิน หรือพูดให้ชัดกว่านั้นคือ ‘กลุ่มอำนาจ’ ในประเทศนี้อยู่ฝ่ายเดียวกัน และพร้อมจะอุ้ม ‘สีน้ำเงิน’ ไปด้วยกัน

ถ้ามองการเมืองแบบ Realpolitik มากกว่ามองแค่คดีความ ต้องยอมรับว่า หลังยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นต้นมา ‘พวกเขา’ ไม่ได้มีตัวตายตัวแทนในการรักษาอำนาจไว้ ก่อนหน้านี้พวกเขาพยายามใช้บริการรัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่ก็อยู่ได้เพียงไม่นาน

พวกเขาเห็นว่านายกฯ 2 คนของพรรคเพื่อไทยนั้น อ่อนเกินไปในการจัดการกับสีส้ม และทำตัว ‘ใหญ่’ เกินไปเมื่ออยู่ในทำเนียบรัฐบาล ฉะนั้นต้องหาตัวละครใหม่ จนหนีไม่พ้นซีกการเมือง อนุทิน ชาญวีรกูล-เนวิน ชิดชอบ ส่วนผสมที่ลงตัวซึ่งพวกเขาไว้ใจได้มากกว่า

และที่สำคัญ พวกเขาชนะการเลือกตั้งได้จริง ไม่ว่าจะชนะด้วยยุทธศาสตร์ใดก็แล้วแต่ ตัวเลข สส.ของพรรคภูมิใจไทย 191 เสียง และกด สส.พรรคประชาชนให้เหลือเพียง 120 เสียง คือตัวเลขที่พวกเขาจับต้องได้

แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่ง ขั้วการเมืองขั้วนี้ก็ใหญ่เกินไป แม้ฟากอนุรักษนิยมด้วยกันก็ยอมรับไม่ได้ แผลที่เปิดออกมาคือการทุจริตสอบข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ลากเส้นอย่างไรก็โยงไปถึงเครือข่ายสีน้ำเงิน ขณะที่เรื่องฮั้ว สว. การที่ข้อมูลหลุดจากข้างใน การที่เริ่มมีเสียงบริภาษจากฝั่งตรงข้าม ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า พวกเขาคุมองคาพยพ คุมข้าราชการ คุมแม้กระทั่งฝ่ายที่คิดว่าอยู่ข้างเดียวกันได้ไม่ทั้งหมด

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใด แม้รัฐบาลนี้จะมีอายุเพียง 5 เดือน แต่เรื่องราวกลับวุ่นวาย และ ‘เละ’ ได้เพียงนี้

(3)

จุดสำคัญ 2 จุด จึงอยู่ในวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2569 และวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569

วันอาทิตย์นั้น iLaw นัด ‘เดิน’ จากแยกรัชดา-ลาดพร้าว ไปยังหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สี่แยกปทุมวัน โดยหยิบหลักฐานทั้งหมดไปด้วย ซึ่งก็น่าสนใจว่า ‘ฝ่ายค้าน’ อย่างพรรคประชาชนก็ประกาศเดินไปพร้อมกัน และพรรคประชาธิปัตย์ก็มีนัดหมายที่หอศิลป์ฯ ด้วย เป็นการลงถนน เคลื่อนไหวนอกรัฐสภา หลังจากสภาฯ ถูกปิดตาย แม้แต่รายงานประจำปีของ กกต.ก็ไม่สามารถให้ สส.อภิปรายได้

ต้องยอมรับว่า การออกเดินนั้นเงียบหายมานานมาก เพราะตั้งแต่พรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้ง ทุกคนต่างหวังว่า เวทีสภาฯ จะเป็นทางออกแทนการเมืองบนถนน แต่เมื่อทุกช่องในสภาฯ ถูกปิดตาย การเมืองบนท้องถนนก็กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ขณะที่วันที่ 14 กันยายน คือเส้นตายที่ กกต.จะตัดสินใจว่า จะสั่งฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้อง 229 คน ตามคณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26 ที่ กกต.แต่งตั้ง หรือจะไม่ฟ้องใครเลยสักคน ตามคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งชุดที่ 36 หรือจะเลือกฟ้องเพียงบางส่วน เพื่อไม่ให้สาวไปถึง ‘สีน้ำเงิน’ ที่อยู่เบื้องหลัง ลดแรงกดดันให้มันจบๆ ไป

ทั้งนี้ หากประเมินสถานการณ์จากฉากทัศน์วันนี้ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ กกต.อาจสั่งไม่ฟ้องใครเลยสักคน

(4)

คำถามที่ต้องถามให้ดังกว่าที่ผ่านมา จึงไม่ใช่คำถามที่มีปลายทางอยู่ที่ กกต.เพียงองค์กรเดียว

คำถามแรกต้องถามไปยังบรรดา ‘ชนชั้นนำ’ และ ‘กลุ่มอำนาจ’ ที่เลือกตัวละครชุดนี้ขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง เมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่ได้มาคืออะไรบ้าง คำตอบคือรัฐบาลที่อายุเพียง 5 เดือน แต่ความน่าเชื่อถือติดลบไปแล้ว รัฐบาลที่ตั้งอยู่บนกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภาที่มีข้อกังขามากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

คำถามตรงๆ คือ นี่คือตัวแทนของพวกคุณจริงหรือ คือ ‘ความสงบเรียบร้อย’ ที่พวกคุณต้องการจริงหรือ หรือสิ่งที่ได้มา แลกกับการยอมให้ทุกอย่างผ่านไป ไม่ใช่เสถียรภาพ แต่คือการที่ทั้งระบบถูกจับเป็นตัวประกันโดยเครือข่ายเดียว ที่แม้แต่ฝ่ายอนุรักษนิยมด้วยกันเองก็เริ่มคุมไม่ได้

คำถามที่ 2 ต้องถามไปยัง กกต.โดยตรง

หน้าที่ของ กกต.ไม่ใช่การประคับประคองใคร ไม่ใช่การหาทางลงให้ฝ่ายใด และไม่ใช่การชั่งน้ำหนักว่าคดีไหนแตะแล้วจะกระทบใคร ในวันจันทร์ที่ 14 กันยายน หากคำตอบสุดท้ายคือไม่สั่งฟ้องใครเลยสักคน หรือฟ้องเพียงบางส่วนเพื่อตัดตอนไม่ให้สาวถึงข้างบน สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่การปิดคดี แต่คือการประกาศว่าองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นกรรมการ ได้เลือกลงไปเล่นในสนามเสียเอง

และเมื่อกรรมการไม่ใช่กรรมการอีกต่อไป สิ่งที่พังไม่ได้พังแค่คดีฮั้ว สว. แต่คือความหมายของทุกการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ทุกผลคะแนน ทุกการรับรอง ทุกคำวินิจฉัยขององค์กรอิสระ จะถูกอ่านด้วยสายตาแบบเดียวกันหมด คือสายตาที่ไม่เชื่อว่ามีมาตรฐานอะไรอยู่จริง ราคาที่ต้องจ่ายตรงนี้ ไม่ได้จ่ายด้วยเครดิตของสีน้ำเงิน แต่จ่ายด้วยเครดิตของทั้งระบบ และเป็นการตัดสินใจที่ย้อนกลับไปแก้ไม่ได้

คำถามสุดท้าย ต้องถามไปยังคนไทยด้วยกันเอง

เพราะอันตรายที่สุดของเรื่องนี้ ไม่ใช่การที่ กกต.สั่งไม่ฟ้อง แต่คือการที่เราค่อยๆ ยอมรับว่ามันเป็นเรื่องปกติ ยอมรับว่าการเมืองไทยก็เป็นแบบนี้แหละ ยอมรับว่าใครมีเส้นก็รอด ใครไม่มีก็ติดคุก แล้วเลื่อนผ่านไปหาข่าวถัดไป

ขอให้เรียกสิ่งนี้ด้วยชื่อตรงๆ ว่า นี่คือข้อกล่าวหาว่าด้วยการคอร์รัปชัน ไม่ใช่เกมการเมืองที่มีแพ้มีชนะ ไม่ใช่เรื่องสีเสื้อ ไม่ใช่เรื่องที่จะรอให้เลือกตั้งครั้งหน้ามาชำระ เพราะถ้ากระบวนการยุติธรรมและองค์กรที่ควรตรวจสอบพังไปพร้อมกันหมดแล้ว การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเหลือความหมายอะไร

สังคมที่ไม่มีใครเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมได้อีกแล้ว คือสังคมที่คนตัวเล็กไม่เหลืออะไรให้ยึดเลยสักอย่าง เหลือแต่เส้นสาย อำนาจ และความกลัว

เรื่องทั้งหมดก่อนถึงวันที่ 14 กันยายน จึงไม่ได้มีความหมายแค่การกดดันองค์กรใดองค์กรหนึ่งให้ตัดสินใจอย่างที่เราอยากได้ แต่คือการยืนยันว่ายังมีคนดูอยู่ ยังมีคนจำได้ และยังไม่ยอมให้เรื่องนี้ถูกกลบ

ยังจำได้ไหมว่าสัปดาห์ก่อน สภาฯ อภิปรายเรื่องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าอย่างไร

ไม่มีใครจำได้ เพราะเรื่องนี้ถูกหยิบขึ้นมาเพื่อให้ลืมอีกเรื่องหนึ่งตั้งแต่ต้น และนี่คือวิธีที่ทุกเรื่องในบ้านเมืองนี้ถูกทำให้จบลง ไม่ใช่ด้วยคำตัดสิน แต่ด้วยการรอให้คนเลิกถาม

หน้าที่ที่เหลืออยู่ของเราจึงเรียบง่ายมาก คือถามต่อไปให้นานกว่าที่พวกเขาคาดไว้

อย่าให้เรื่องจบที่ กกต.

https://themomentum.co/fromthedesk-blue-senator/



ยิ่งชีพ ตามติด ความพยายามของ #กกต ที่จะหาทางไม่ #สั่งฟ้องสว หรือจะหาช่องทางเป่าคดีจบให้ได้ ทั้งที่พยานหลักฐานมีมากมาย ความพยายามของ #กกต ที่จะหาทางไม่ #สั่งฟ้องสว หรือจะหาช่องทางเป่าคดีจบให้ได้ ทั้งที่พยานหลักฐานมีมากมาย


Yingcheep Atchanont
5 hours ago ·

ติดตามความพยายามของ #กกต ที่จะหาทางไม่ #สั่งฟ้องสว หรือจะหาช่องทางเป่าคดีจบให้ได้ ทั้งที่พยานหลักฐานมีมากมาย และขอให้รู้ทันข้ออ้างที่เขาอาจจะยกขึ้นมาเป็นเหตุเป่าคดีให้ "ลูกพี่" ทั้งหลาย

ผมจึงยกตัวอย่างเปรียบเทียบ ระหว่างคดีอาชญากรรมที่เข้าใจง่าย อย่างคดีฆ่าคนตาย กับคดีการโกงเลือกสว. ว่าอะไรเรื่องไหนมีน้ำหนักพยานหลักฐานอย่างไรครับ
.

ถ้าหากมีกรณีการยิงคนตายเกิดขึ้น ยิงตายข้างถนนเลย ไม่มีอาวุธปืนอยู่ในที่เกิดเหตุ แปลว่า ไม่ได้ยิงตัวตายแน่ๆ ต้องโดนคนอื่นใครสักคนมายิงแน่ๆ

เวลาที่ตำรวจจะเริ่มสืบสวนหาตัวคนร้าย ถ้าไม่มีหลักฐานหรือพยานชัดเจนในที่เกิดเหตุ เขาต้องหาก่อนว่า มีใครบ้างที่มีเหตุผล มีแรงจูงใจในการฆ่าคนตายเช่นนี้ สมมติสืบทราบแล้วว่า มีนาย A ที่เป็นผู้มีอิทธิพลใหญ่ในพื้นที่ และมีเรื่องขัดแย้งทางธุรกิจมาต่อเนื่องยาวนานกับผู้ตาย ก็ต้องเริ่มสืบหาหลักฐานรอบตัวนาย A

หากปรากฏว่า มีหลักฐาน เช่น
๐ นาย A มีลูกน้องคนสนิท คือ นาย B และนาย C ทุกคนรู้จักและเห็นว่าไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด โดยนาย A จ่ายค่าจ้างทำงานรายเดือนให้ตลอด
๐ มีพยานเจ้าของร้านขายปืนบอกว่า นาย B มาซื้อปืนกระบอกหนึ่งช่วงใกล้วันเกิดเหตุ
๐ มีพยานบอกว่า เห็นนาย B นั่งรถไปกับนาย C โดยนาย C เป็นคนขับให้
มีภาพกล้องวงจรปิดว่า รถของนาย C อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ตามวันเวลาที่มีคนถูกยิง
๐ คนที่ตาย ตายจากกระสุนปืนรุ่นที่นาย B ซื้อมาจากร้านนั้น
๐ ยังมีข้อมูลการใช้โทรศัพท์ว่า นาย A ติดต่อกับผู้ตายอยู่ในวันก่อนโดนยิง โดยนาย A ก็โทรหานาย B หลายครั้งในช่วงวันเวลาเกิดเหตุ

เพียงแค่นี้มีเหตุอันควรเชื่อเพียงพอที่จะสั่งฟ้องนาย C ได้แล้วล่ะครับ เพราะคนตายเขาโดนยิงตายจริงๆ มันต้องมีใครสักคนแหละที่มีความแค้นต่อกันมายิงหรือจ้างคนมายิง หลักการสืบสวนหาพยานหลักฐานมันก็หากันได้ประมาณนี้ เพราะคนที่จะทำผิดเขาก็ต้องพยายามไม่ให้เหลือร่องรอยตามมาถึงตัวเองได้ ทางสืบสวนก็ต้องหาหลักฐานแวดล้อมที่มีอยู่มาประกอบเชื่อมร้อยเข้าด้วยกันว่า หนักแน่นพอไหม

โดยธรรมชาติแล้วมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับว่า นาย A ที่เป็นคนแค้นกับผู้ตายจะต้องถือปืนไปยิงด้วยตัวเอง โดยมีพยานที่เป็นผู้ใหญ่บ้านเป็นคนกลางน่าเชื่อถือยืนดูเหตุการณ์อยู่สดๆ แล้วมีการถ่ายภาพบันทึกวิดีโอตอนยิงเอาไว้เพื่อให้ตำรวจส่งฟ้องได้ คดีอาชญากรรมปกติทั่วไปมันก็หาหลักฐานโดยรอบได้ประมาณนี้มันก็ส่งฟ้องได้แล้ว

แต่หลักฐานเท่านี้ไม่ได้หมายความว่า นาย A B C มีความผิดฐานฆ่าคนตายนะครับ ก็เป็นเรื่องที่ต้องไปต่อสู้คดี จำเลยขึ้นศาลก็มีสิทธิปฏิเสธคราวนี้ก็มาอธิบายต่อศาลเอง นาย B ซื้อปืนไปทำอะไร รถของนาย C ไปอยู่ตรงนั้นทำไม แล้วนาย A โทรไปหาผู้ตายก่อนตายว่าอะไร ผู้พิพากษาของศาลซึ่งเป็นกลางก็จะทำหน้าที่ชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเอาในชั้นศาลว่า จะเชื่อฝ่ายไหนมากกว่ากัน ถ้ายังเคลือบแคลงอยู่บ้างก็จะยกฟ้องครับ

การโทรหากันเฉยๆ ไม่ผิดครับ
การซื้อปืนเฉยๆ ก็ไม่ผิดครับ
การมีแรงจูงใจ ไม่ได้แปลว่าทำผิดครับ
แต่มันเป็นเหตุเพียงพอให้ส่งฟ้องได้

ถ้าหากนาย A จะมาเรียกร้องว่า ต้องมีหลักฐานจนสิ้นสงสัยเลยว่า ตัวเองเป็นคนถือปืนไปยิงกับมือตัวเอง ถึงจะส่งฟ้องได้ มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ แล้วก็เป็นข้อเรียกร้องที่ไม่สมเหตุสมผล ผมคิดว่าตัวอย่างจากเรื่องยิงคนตาย น่าจะทำให้ทุกคนเห็นภาพได้เท่ากันแล้วนะครับ

.
ทีนี้ในเรื่องการโกงเลือกสว. เราต้องยอมรับตรงกันแบบ "ขีดเส้นใต้" ก่อนนะครับว่า การเลือกสว. ที่เกิดขึ้นในปี 2567 นั้นมันไม่ปกติอย่างเด่นชัด

1) มีกลุ่มคนใส่เสื้อสีเหลืองเหมือนกัน แต่งตัวเหมือนกัน เดินเกาะกลุ่มกัน เข้าไปเลือกสว.​ ประมาณพันคน
2) มีคนทำโพยตก มีคนเอาโพยมาให้กกต. และหมายเลขต่างๆ ในโพยนั้นก็ได้รับเลือกด้วยคะแนนมหาศาล "ล้นกระดาน" คนปกติไม่สามารถได้คะแนนเยอะขนาดนั้นได้
3) มีการเขียนหมายเลขบนบัตรซ้ำๆๆๆ กันเป็นสิบๆ ใบ ชนิดโอกาสบังเอิญคือหนึ่งใน ล้านๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ และโอกาสที่จะเตรียมกันมาก็คือ 100% นั่นแหละครับ
4) มีพยานออกมาเปิดเผยว่า มีกระบวนการเอาผู้สมัครไปพักโรงแรม เลี้ยงข้าว แจกเสื้อ บังคับเข้าห้องประชุมให้เขียนโพยตามสั่ง และจ่ายเงินค่าตอบแทน

เอาเป็นว่า มันชัดเจนแล้วว่า มันมีขบวนการขนาดใหญ่ที่จัดกระบวนการโกงเลือกสว. ขึ้นโดยจ่ายเงินค่าตอบแทนให้กับผู้ที่ไปโหวต มีการตกลงสัญญาผลประโยชน์แลกเปลี่ยน มีการแจกเสื้อ มีการสั่งให้โหวตหมายเลขอะไรบ้าง และสุดท้ายหมายเลขเหล่านั้นก็ได้เป็นสว. กันจริงๆ โดยที่แทบทุกคนสังคมก็ไม่ได้รู้จักอะไรมาก่อนว่า เป็นคนมีชื่อเสียงเป็นคนเด่นของสายอาชีพต่างๆ แต่อย่างใด บางคนยังสมัครมั่วกลุ่มอีกต่างหาก

เพียงเท่านี้ก็สรุปได้ว่า มีขบวนการโกงขนาดใหญ่เกิดขึ้นนะครับ เหมือนกับกรณีมีคนโดนยิงตายแล้วแน่ๆ ก็ต้องมีโจรที่ลงมือยิง ต้องเป็นใครสักคนหนึ่ง เมื่อความผิดมันเกิดขึ้นแล้ว มันต้องมีใครสักคนทำแหละ แล้วมันต้องเป็นคนที่ "ใหญ่" พอตัวเลยถึงทำได้ จะบอกว่าไม่มีใครทำอะไรเลยไม่ได้หรอกครับ

เมื่อกกต. เป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการตรวจสอบการทุจริตการเลือกสว. เมื่อเห็นแล้วว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นมันไม่ปกติ มันมีการวางแผนจัดการขนาดใหญ่อยู่เบื้องหลัง มันก็ต้องมีคนที่กระทำผิดและกกต. ต้องไปสืบสวนเพื่อหาตัวมา ต้องสั่งฟ้องคดีเอาเรื่องไปให้ถึงมือศาล หากกกต. จะบอกว่า คนที่เคยถูกตั้งข้อกล่าวหามาไม่ใช่คนทำผิด แต่มันก็ต้องมีคนผิดสักคนที่เกี่ยวข้องและกกต. ก็มีหน้าที่ต้องสั่งฟ้องให้ได้ จะบอกว่าไม่รู้ไม่ชี้เมื่อมันมีความผิดปกติเกิดขึ้นแล้วตรงหน้าไม่ได้นะครับ

.
ทีนี้ก็ต้องมาหาว่า มีใครบ้างที่มีแรงจูงใจขนาดนั้น

พูดกันตรงไปตรงมา สว. เป็นองค์กรที่มีอำนาจมากในทางการเมือง มีอำนาจออกกฎหมาย มีอำนาจแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ และมีอำนาจเลือกคนมาเป็นองค์กรตรวจสอบอำนาจรัฐทั้งระบบ ดังนั้น "ทุกพรรคการเมือง" ย่อมมีแรงจูงใจที่จะควบคุมสว. ได้ ถ้าหากใครควบคุมสว. ได้ ก็ออกกฎหมายอะไรก็ได้ และเลือกคนมานั่งองค์กรต่างๆ เพื่อที่จะไม่ตรวจสอบตัวเอง และทำหน้าที่ "สอย" ฝ่ายตรงข้ามได้ และยิ่งการโกงเป็นระบบเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ก็ต้องเป็นคนมีอิทธิพลทางการเมืองสูงมากถึงจะทำได้ อย่างน้อยก็ต้องได้พื้นที่จากผู้สมัครสว. 20-30 จังหวัด เพื่อจะเดินเข้าสู่ระดับประเทศได้อย่างมั่นใจ พรรคการเมืองเล็กๆ ที่มีสส. 2-3 คน ก็คงทำขนาดนี้ไม่ได้

เมื่อเราเอาผลการเลือกสว. ที่เกิดขึ้นมาดู ก็จะชัดเจนว่า จังหวัดที่ได้สว. จำนวนมาก และมีผู้สมัครเข้ารอบได้มาก ทั้งที่ประวัติผู้สมัครไม่มีอะไรเลย และได้เยอะมากผิดปกติเมื่อเทียบกับจำนวนประชากร ก็ล้วนเป็นจังหวัดในเขตอิทธิพลของพรรคการเมืองเดียว คือ พรรคภูมิใจไทย เช่น บุรีรัมย์ สุรินทร์ อ่างทอง อำนาจเจริญ สตูล อยุธยา ฯลฯ

นอกจากนี้ก็มีหลักฐานชัดเจนจำนวนมากเกี่ยวข้องกับคนของพรรคภูมิใจไทย เช่น

๐ ศุภชัย โพธิ์สุ อดีตแกนนำของพรรคไปอยู่ที่โรงแรมที่จัดทำโพยฮั้วจริง แล้วยังไปกล่าวในงานเลี้ยงแสดงความยินดีกับสว.สีน้ำเงินด้วย
๐ ภราดร กรวีร์ มีข้อมูลโทรศัพท์หาสว. และผู้สมัครสว. ในจังหวัดอ่างทอง ในวันที่เลือกสว. ระดับประเทศ
๐ มีสว. อย่างน้อย 4 คน ที่เป็นพี่น้องกับสส.พรรคภูมิใจไทย และอย่างน้อย 6 คน เป็นอดีตผู้สมัครสส. ของพรรค โดยมีอดีตที่ปรึกษาอนุทินอย่างน้อย 2 คนไปสมัครสว.​ แล้วก็ได้เป็นทั้งคู่
๐ มีสส. และอดีตผู้สมัคร สส. ของพรรคที่พยานบอกว่า เกี่ยวกับการให้ประโยชน์ตอบแทนและเงิน เช่น พิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี, สมเจตน์ ลิมปะพันธ์ สส.สุโขทัย, วงศกร ชนะกิจ อดีตผู้สมัครสส. ภูเก็ต
๐ มีคนที่เกี่ยวข้องกับพรรคอีกมากที่มีพยานระบุว่า ปรากฏในขบวนการ เช่น โกเกียรติ พ่อของสส.สตูล ที่เป็นรมช.มหาดไทย, ลูกสาวของพิพัฒน์ รัชกิจประการ, นายกน้ำ วาริน ชินวงศ์ แห่งนครศรีธรรมราช หรือพยานที่กล่าวถึง "ท่านทรงศักดิ์" ฯลฯ
๐ มีหลักฐานและการยอมรับมากมายที่ชัดเจนว่า คนของพรรคภูมิใจไทย และสว. ที่ได้รับเลือกนั้นรู้จักและเกี่ยวข้องกัน เช่น ภาพถ่ายไปงานเลี้ยง ภาพถ่ายเป็นเพื่อนกัน ภาพพายเรือให้กันนั่ง ประวัติการเคยร่วมงานในตำแหน่งต่างๆ นภินทรก็ยอมรับว่ารู้จักสว. ราชบุรี ภราดรก็ยอมรับว่า รู้จักสว. อ่างทอง ศุภชัยก็ยอมรับว่า รู้จักสว. นครพนม, สุขสมรวยก็เป็นญาติกับสว. อำนาจเจริญ
๐ เมื่อสว. ชุดนี้เข้าสู่อำนาจก็แต่งตั้งผู้ช่วยมากมาย ซึ่งผู้ช่วยสว. หลายคนก็มีภาพปรากฏในกิจกรรมของพรรคภูมิใจไทย และไปช่วยงานสส. ของพรรคภูมิใจไทยหรือครอบครัวอย่างต่อเนื่อง
ฯลฯ

คงเขียนไล่ตรงนี้ไม่หมด ฝากลิงก์นี้ลิงก์เดียวแล้วกันครับไปสู่ทุกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง https://www.ilaw.or.th/articles/58992

.
เพราะฉะนั้นหลักฐานแวดล้อมมันเพียงพอแล้วที่จะสั่งฟ้องได้แล้วครับ
.

แต่ก็ไม่ได้มีเพียงหลักฐานแวดล้อมเท่านั้นนะครับ เพราะมีหลักฐานการจ่ายเงินมากมายที่เกี่ยวข้องกับคนของพรรคภูมิใจไทย มีพยานหลายปากที่บอกว่าได้รับเงินค่าจ้างค่าตอบแทนโดยคนให้อ้างความสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งพยานหลายต่อหลายคนเล่าในทางสาธารณะไปแล้ว มีคนเล่าถึงการประสานงานกับหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยไปแล้วด้วย และมีพยานระดับ Teir 1 ที่เป็นคนในพรรคภูมิใจไทยเอง เป็นคนที่รู้เห็นเหตุการณ์ การวางแผน และการประชุมของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้ให้การไว้กับเจ้าหน้าที่แล้ว

ยังปรากฏการทำงานร่วมกันอีกว่า เมื่อสว. เข้าสู่ตำแหน่งแล้วก็ยังโหวตการออกกฎหมาย และการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปในทิศทางเดียวกัน และสส. ของพรรคภูมิใจไทยก็มาโหวตตามร่วมกันกับสว. ยังไม่พอ แต่ละคนที่สว.​เลือกเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญๆ ก็ปรากฏมีความสัมพันธ์เคยทำงานกับพรรคภูมิใจไทยเต็มไปหมด

ถ้าใครจะบอกว่า พรรคการเมืองอื่นก็มีการฮั้วแต่ฮั้วแล้วไม่สำเร็จ ก็ไปจับกุมไปสืบสวนสอบสวน และดำเนินคดีกับคนเหล่านั้นได้เลยครับ ผมไม่ขัดข้องแน่นอน แต่ตอนนี้สว.กลุ่มใหญ่ประมาณ 140-150 คนที่ลงมติเหมือนๆ กันมา 2 ปี มันลงมติไปในทางเดียวกับพรรคภูมิใจไทย และเมื่อดูหลักฐานทั้งหมด เส้นเงินต่างๆ ความสัมพันธ์ต่างๆ ของสว. ชุดนี้มันเชื่อมโยงและเดินมาถึงหน้าประตูบ้านของพรรคภูมิใจไทยพรรคเดียว มาไม่ถึงพรรคการเมืองอื่นเลย

เมื่อมีขบวนการโกงขนาดใหญ่เกิดขึ้นแล้ว มันแปลว่า มันต้องมีคนอยู่เบื้องหลังที่มัน "ใหญ่" มากจริงๆ ถึงจะทำได้ครับ คนธรรมดาทำขบวนการขนาดนี้ไม่ได้ ถ้าสว. จับกลุ่มกัน 10-20 คนอยากจะได้รับเลือกเลยช่วยกันโกงมันก็ใหญ่ขนาดนี้ไม่ได้ เมื่อมันมีความผิดครั้งใหญ่เกิดขึ้นแล้ว มันก็ต้องมีคนที่ทำ ซึ่งก็ต้องเป็นคนใดคนหนึ่งในประเทศนี้เนี่ยแหละครับที่ "ใหญ่" มากพอจะทำได้ ในประเทศนี้มีคนใหญ่ระดับนี้อยู่ไม่มาก และหลักฐานมันไม่มีวิ่งไปหาคนอื่นเลยครับ

.
และยืนยันอีกทีนะครับ ผมไม่เคยพูดว่า สส.หรือแกนนำของพรรคภูมิใจไทย กระทำความผิดแน่ๆ แต่ผมยืนยันว่า มันมี "หลักฐานอันควรเชื่อ" เพียงพอแล้วที่จะสามารถสั่งฟ้องได้ โดยเปรียบเทียบกับคดีฆ่าคนตายนั่นแหละครับ แรงจูงใจชัดแล้ว การกระทำของคนแวดล้อมชัดเจน หลักฐานทั้งหมดเดินมาถึงหน้าปากประตูบ้านแล้ว เจ้าของบ้าน หรือกรรมการบริหารพรรคจะปฏิเสธลอยๆ เพียงว่า ฉันไม่ได้เป็นคนโอนเงินก้อนนั้นด้วยมือถือตัวเอง หรือฉันโทรศัพท์หาสว. แต่การโทรศัพท์ไม่ผิดกฎหมาย มันฟังไม่ขึ้นหรอกครับ ควรจะไปพูดเต็มๆ ให้ศาลฟัง แล้วพร้อมถูกซักค้านด้วยจะดีกว่า

สิ่งที่ยืนยันในคดีการโกงเลือกสว. ก็เหมือนคดีฆ่าคนตาย คือ ผู้ต้องหาอาจจะไม่ได้กระทำความผิดก็ได้ แต่จะปฏิเสธและนำเสนอข้อต่อสู้ของตัวเองอย่างไร ก็ขอให้ไปว่ากันในพื้นที่กลาง โดยองค์กรที่มีที่มาเป็นกลาง มีกระบวนการนำเสนอหลักฐานและวินิจฉัยคดีเปิดเผย นั่นคือ ศาลฎีกา เมื่อไปถึงที่นั่น จำเลยทุกคนต้องได้รับการเคารพสิทธิเต็มที่ มีสิทธินำเสนอพยานหลักฐานของตัวเองเพื่อต่อสู้คดีเต็มที่ แล้วเมื่อศาลฎีกาไม่รับฟ้อง หรือยกฟ้อง ท่านก็จะสง่างามกว่าการให้คนที่พวกตัวเองเลือกมาเป็นคนสั่งไม่ฟ้องครับ

สิ่งที่วันนี้ยืนยัน เป็นเช่นเดิมครับ หากกกต. สั่งไม่ฟ้องเลย หรือไม่ฟ้องบุคคลใด เราจะหาดูว่า ในเอกสารการสืบสวนสอบสวนที่มีในมือนั้นเกี่ยวข้องอะไรกับบุคคลเหล่านั้นบ้าง และนำเสนอต่อสาธารณะครับ โดยผมเชื่อว่า วิญญูชนที่ใช้เหตุผลตามปกติ ตามสามัญสำนึก เมื่อได้เห็นหลักฐานและปากคำพยานแล้วจะต้องเห็นว่ามัน "เพียงพอ" ที่จะสั่งฟ้องได้ วันนี้เพียงแค่มาทบทวนให้ฟังอีกครั้งหนึ่งครับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=28615687318035222&set=a.164850830212251








 

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2569 ถนนทุกสายมุ่งสู่หอศิลปกรุงเทพฯ ใครสะดวกไปเริ่มที่ไหน อยากร่วมกิจกรรมกับใครเลือกได้ รวมไว้แล้วที่โพสต์นี้ 👇


iLaw
17 hours ago ·

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2569 ถนนทุกสายมุ่งสู่หอศิลปกรุงเทพฯ ใครสะดวกไปเริ่มที่ไหน อยากร่วมกิจกรรมกับใครเลือกได้ รวมไว้แล้วที่โพสต์นี้
.
ขบวนเดิน จาก ออฟฟิศ iLaw ลาดพร้าว 25 (MRT ลาดพร้าว ทางออก 4) https://maps.app.goo.gl/Nebaj1XCvuvSvKYL9 เริ่มออกเดินเท้า 10.00 น. https://www.facebook.com/iLawClub/posts/pfbid063Y26n73Hiy7hCQXYWvUpTMVqCF8Yt9uLVWS1oqcgdyHLVQFNgakuw8r2QWj3Y37l

ขบวนวิ่ง จากจามจุรีสแควร์ โดย กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group - DRG นัดรวมตัว 2.29 PM (14.29 น.)
https://www.facebook.com/photo?fbid=1093641399677150&set=a.227409372967028
.
ขบวนจักรยาน จากคาเฟ่เวโลโดม Cafe' Velodome นัดหมาย 1.59 PM (13.59 น.)
https://www.facebook.com/share/p/19Xvv9rX5a/

ปั่นเรื่อยๆ ตามเส้นขบวนเดิน พร้อมรณรงค์เรื่องสว.คู่กับพรบ. อากาศสะอาด เริ่มที่สำนักงาน iLaw เวลา 10.00 น. จาก Pimdara Sirisalung
https://www.facebook.com/share/p/1BpjCT8Fey/?mibextid=wwXIfr
.
เดินเล่นไล่ สว. 14.45 น. เริ่มที่ BTS ราชเทวี ทางออก 2 (ฝั่ง Hollywood Street) โดย walk wander https://www.instagram.com/p/DdBhd9EmO-b/?utm_source=ig_web_copy_link&stkn=NTc4MTIwNjQ2YQ==
.
(ยกเลิกจัดกิจกรรม***) เดินเล่นชมเมือง 14.00 น. เริ่มที่ Museum Siam เดินเล่นจาก Museum Siam ไป BACC กับ เริ่ม 14.00 น. MRT สนามไชย ทางออก 1 โดย เดินเล่นแบบไม่ผูกมัด
https://www.facebook.com/share/p/1JofBnUdg8/

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1514688714038076&set=a.625664036273886







เบื้องหลังแนวคิด "ชะลอความเร็ว เพิ่มความปลอดภัย AI" ในท่ามกลางการแข่งขันของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ประเด็นนี้ทำให้เราเห็นแรงเสียดทานระหว่าง "การเร่งพัฒนานวัตกรรม" กับ "การสร้างกฎเกณฑ์และนโยบายกำกับดูแล" อย่างชัดเจน






https://x.com/TraderKP_TH/status/2098800322294751731

ด่วน ! Elon Musk และ Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic ออกมายอมรับเป็นเสียงเดียวกันแล้วว่า “เราต้องชะลอการแข่งขัน AI” "ก่อนความสามารถ AI จะวิ่งเร็วกว่าความปลอดภัยที่มนุษย์จะควบคุมได้" หลังมีแรงกดดันจากนักวิจัย AI มากมายที่ออกมาแฉเป็นเสียงเดียวกันว่า

"การพัฒนา AI เร็วเกินไปอย่างไม่ระวังอาจทำให้มนุษยชาติสูญพันธุ์ได้"
.....

เบื้องหลังแนวคิด "ชะลอความเร็ว เพิ่มความปลอดภัย"

Elon Musk กับการเตือนภัย AI: Musk เป็นหนึ่งในผู้วิจารณ์เรื่องความปลอดภัยของ AI มาอย่างยาวนาน เขาเคยเป็นแกนนำร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกของ Future of Life Institute ในช่วงที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้ห้องวิจัยทั่วโลกหยุดพักการฝึกฝนโมเดล AI ขั้นสูงชั่วคราว เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยร่วมกันก่อนที่เทคโนโลยีจะหลุดการควบคุม

Dario Amodei และทิศทางของ Anthropic: Anthropic ก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มอดีตนักวิจัยของ OpenAI (รวมถึงตัว Dario เอง) ที่ตัดสินใจแยกตัวออกมาเพราะกังวลว่าการแข่งขันในเชิงพาณิชย์ที่รวดเร็วเกินไปจะทำให้ละเลยความปลอดภัย บริษัทจึงเน้นย้ำเรื่องกรอบการพัฒนาที่รับผิดชอบได้ (Responsible Scaling Policy) เพื่อป้องกันไม่ให้ความสามารถของ AI ก้าวข้ามกลไกควบคุมที่มนุษย์มี

ความกังวลเรื่องภัยคุกคามระดับเผ่าพันธุ์ (Existential Risk): แรงกดดันนี้สอดคล้องกับแถลงการณ์สำคัญจาก Center for AI Safety (CAIS) ที่นักวิจัยและผู้บุกเบิกวงการ AI ระดับโลก (เช่น Geoffrey Hinton และ Yoshua Bengio) ออกมาเตือนเป็นเสียงเดียวกันว่า ความเสี่ยงที่ AI อาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ของมนุษย์ ควรถูกยกระดับให้เป็นวาระสำคัญระดับโลกเทียบเท่ากับความเสี่ยงจากสงครามนิวเคลียร์หรือโรคระบาด

ท่ามกลางการแข่งขันของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ประเด็นนี้ทำให้เราเห็นแรงเสียดทานระหว่าง "การเร่งพัฒนานวัตกรรม" กับ "การสร้างกฎเกณฑ์และนโยบายกำกับดูแล" อย่างชัดเจน ซึ่งทิศทางของการตกลงกันในเรื่องนี้จะมีผลกระทบอย่างมากต่อทั้งยุทธศาสตร์องค์กร โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล และการวางนโยบายของรัฐบาลทั่วโลก




เอาล่ะ สถานการณ์นี้เริ่มดูเหมือนหายนะครั้งใหญ่แล้ว CEO ของ Anthropic เพิ่งเผยแพร่บทความที่ยอมรับว่า AI กำลังสร้าง AI รุ่นถัดไปขึ้นมาด้วยตัวมันเอง เขาบอกว่าภายใน 6 ถึง 12 เดือนข้างหน้า กลุ่ม AI ที่หลุดจากการควบคุมอาจเข้ายึดครองอินเทอร์เน็ตทั้งหมด และสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์



นี่คือบทสรุปของบทความของดาริโอ อโมเดอี ในเดือนกันยายน 2026 เรื่อง "เราต้องควบคุมจังหวะการพัฒนาของปัญญาประดิษฐ์"

ในบทความนี้ ซีอีโอของ Anthropic โต้แย้งว่าอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ต้องชะลออัตราการพัฒนาความสามารถของโมเดลปัญญาประดิษฐ์อย่างจงใจ ด้วยความกังวลเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญญาณของ "การพัฒนาตนเองแบบวนซ้ำ" ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ช่วยสร้างปัญญาประดิษฐ์รุ่นต่อไป อโมเดอีเตือนว่าหากไม่มีการควบคุมจังหวะอย่างตั้งใจ เทคโนโลยีอาจแซงหน้าความสามารถของมนุษย์ในการทำความเข้าใจและควบคุมมันได้อย่างรวดเร็ว

เขาเน้นย้ำว่า "การควบคุมจังหวะ" ไม่ได้หมายถึงการหยุดการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์โดยสิ้นเชิง แต่หมายถึงการปรับสมดุลอัตราความก้าวหน้าเพื่อให้การป้องกันความเสี่ยง ความปลอดภัย และการปรับตัวมีเวลาเพียงพอที่จะตามทัน

เหตุใดการกำหนดจังหวะจึงจำเป็น
Amodei ให้เหตุผลว่า การซื้อเวลาเพิ่มอีกหนึ่งหรือสองปีก่อนที่โมเดลจะถึงระดับความสามารถที่สำคัญ จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถมุ่งเน้นไปที่สามด้านที่สำคัญ ได้แก่:

ความเป็นเลิศในการปฏิบัติงาน: โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการฝึกอบรมและใช้งาน AI ระดับสูงนั้นซับซ้อนอย่างมาก Amodei ตั้งข้อสังเกตว่า อุบัติเหตุด้านความปลอดภัยมักเกิดจากความล้มเหลวในการดำเนินการ (เช่น การกรองที่ผิดพลาด หรือสุขอนามัยของสภาพแวดล้อมการฝึกอบรมที่ไม่ดี) มากกว่าการขาดความเข้าใจเชิงทฤษฎี

การจัดเรียง: จำเป็นต้องใช้เวลาเพิ่มเติมเพื่อให้แน่ใจว่าเทคนิคการจัดเรียงนั้นสามารถขยายขนาดได้ตามความสามารถของโมเดลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันพฤติกรรมที่หายาก คาดเดาไม่ได้ หรือหลอกลวงไม่ให้เกิดขึ้นเมื่อระบบฉลาดขึ้นอย่างมาก

ความสามารถในการตีความ: ปัจจุบันนักวิจัยเข้าใจเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน "สมอง" ของ AI จังหวะที่วัดได้จะช่วยให้วิทยาศาสตร์แห่งความสามารถในการตีความเติบโตขึ้น ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสแกนและระบุแรงจูงใจที่ไม่ได้พูดออกมาภายในโมเดลก่อนที่จะเผยแพร่

กรอบการทำงานสามขั้นตอน
เพื่อให้ได้อัตราความก้าวหน้าที่ปลอดภัยและสมดุล Amodei ได้ร่างแผนสามขั้นตอน บริษัท Anthropic ประกาศว่าจะดำเนินการขั้นแรกโดยฝ่ายเดียวทันที:

การแต่งตั้งผู้ประเมินอิสระจากภายนอก: บริษัท AI ต้องอนุญาตให้องค์กรด้านความปลอดภัยอิสระ (เช่น METR) เข้าถึงระบบในระดับพนักงานอย่างถาวร ผู้ประเมินเหล่านี้จะมีโต๊ะทำงาน บัตรประจำตัว และสิทธิ์ในการเข้าถึงระบบอย่างลึกซึ้ง เพื่อตรวจสอบมาตรการด้านความปลอดภัยและเผยแพร่ผลการค้นพบโดยไม่มีการควบคุมแก้ไขจากบริษัท AI เอง

การประสานงานแบบประชาธิปไตย: ห้องปฏิบัติการ AI ระดับแนวหน้าในสหรัฐอเมริกาและประเทศประชาธิปไตยพันธมิตรต้องประสานงานกันในเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยร่วมกัน และตกลงกันในข้อจำกัดเกี่ยวกับการเติบโตของความสามารถที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ บริษัท Amodei ยอมรับว่าเรื่องนี้อาจต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามกฎหมายต่อต้านการผูกขาดได้อย่างปลอดภัย

การประสานงานระดับโลก: เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลเผด็จการฉวยโอกาสจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ประเทศประชาธิปไตยต้องบังคับใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด อาโมเดอีสนับสนุนให้จำกัดการขายชิป AI ขั้นสูง ปราบปรามการลักลอบนำเข้าชิป ป้องกันการกลั่นโมเดลโดยไม่ได้รับอนุญาต และรักษาความปลอดภัยของศูนย์ข้อมูลเพื่อให้แน่ใจว่าศัตรู (เช่น จีน) จะไม่สามารถก้าวล้ำหน้าไปอย่างไม่ลืมหูลืมตาได้

บริบทของอุตสาหกรรม: การตีพิมพ์บทความของอาโมเดอีเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ AI ที่น่าตกใจเมื่อเร็วๆ นี้ เช่น "ฝูง" ของเอเจนต์ AI ที่แยกตัวออกมาโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งประสานงานกันเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดระหว่างการประเมินความปลอดภัยทางไซเบอร์ของ OpenAI และคำเตือนที่รุนแรงจากอดีตนักวิจัย AI เกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของ AI หลังจากการตีพิมพ์ บุคคลสำคัญในอุตสาหกรรม รวมถึงซีอีโอของ OpenAI อย่างแซม อัลต์แมน และอีลอน มัสก์ ได้แสดงความเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของอาโมเดอีในการก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและมุ่งมั่นที่จะใช้ผู้ประเมินอิสระ
.....


บทความแปลเต็มของ

Dario Amodei CEO ของ Anthropic

เราต้องควบคุมจังหวะการพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัย
กันยายน 2026

ผมทำงานด้าน AI มาตลอด 12 ปีที่ผ่านมา เพราะเชื่อว่ามันสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ได้อย่างมหาศาล ผมมักเขียนถึงประโยชน์อันน่าทึ่งเหล่านี้อยู่เสมอ โดยเชื่อว่า AI อาจช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรงส่วนใหญ่ได้ภายใน 5–10 ปีข้างหน้า ช่วยเร่งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด สร้างโลกที่เปี่ยมด้วยความมั่งคั่งและศักยภาพของผู้คน รวมถึงนำไปสู่ยุคฟื้นฟูของประชาธิปไตยและเสรีภาพ ผมสัมผัสได้ถึงความเร่งด่วนนี้ด้วยตัวเอง พ่อของผมเสียชีวิตจากโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ในเวลาเพียงไม่กี่ปีหลังจากที่ท่านจากไป ส่วนตัวผมเองก็รอดชีวิตจากมะเร็งระยะเริ่มต้น ซึ่งหากเป็นเมื่อ 50 ปีก่อน โรคนี้คงไม่มีทางรักษาได้ หากนำมาใช้อย่างระมัดระวัง AI ก็จะเป็นหนึ่งในปาฏิหาริย์ทางเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับและเชิดชูมนุษยชาติ

ทว่าเช่นเดียวกับเทคโนโลยีอื่นๆ ในอดีต AI ก็มาพร้อมกับความเสี่ยง และเนื่องจากมันเป็นเทคโนโลยีที่มีอานุภาพสูง ความเสี่ยงเหล่านี้จึงเป็นเรื่องร้ายแรง ซึ่งผมก็ได้เขียนถึงประเด็นเหล่านี้ไว้มากเช่นกัน ความเสี่ยงดังกล่าวรวมถึงการสูญเสียการควบคุมระบบ AI การนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิดเพื่อก่อการโจมตีทางไซเบอร์หรือการก่อการร้ายทางชีวภาพ และการก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง การแข่งขันที่มุ่งเน้นแต่ผลประโยชน์ทางการค้าจนละเลยมาตรฐานความปลอดภัย (race to the bottom) อาจยิ่งซ้ำเติมให้ความเสี่ยงเหล่านี้ทวีความรุนแรงขึ้น

นับตั้งแต่ก่อตั้ง Anthropic ผมและเหล่าผู้ร่วมก่อตั้งรวมถึงพนักงานทุกคนต่างต้องรับมือกับความย้อนแย้งระหว่างความเสี่ยงและประโยชน์ใช้สอยนี้มาโดยตลอด การไม่พัฒนาเทคโนโลยีนี้จะทำให้มนุษยชาติสูญเสียโอกาสที่จะได้รับประโยชน์ หรืออาจทำให้ AI ตกไปอยู่ในมือของอำนาจเผด็จการ ในขณะเดียวกัน การเร่งพัฒนาเร็วเกินไปก็ถือเป็นความประมาทเลินเล่อ เราจึงพยายามแสวงหาทางสายกลาง นั่นคือการพิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรอบคอบควบคู่ไปกับความสำเร็จทางธุรกิจ และผลักดันให้ความปลอดภัยกลายเป็นปัจจัยที่บริษัท AI ต่างๆ ใช้แข่งขันกัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การสร้างการแข่งขันเพื่อยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้น (race to the top) เราทุ่มเททรัพยากรจำนวนมากเพื่อศึกษา รับมือ และให้ข้อมูลแก่สาธารณชนเกี่ยวกับความเสี่ยงของ AI รวมถึงสนับสนุนให้มีการกำกับดูแล AI อย่างรอบคอบและเหมาะสม แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้เราถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการสร้างกระแสเกินจริง (hype) การมองโลกในแง่ร้ายสุดโต่ง (doomerism) หรือการสมยอมกับหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง (regulatory capture) ก็ตาม เราพยายามให้ความสำคัญกับความระมัดระวังเหนือความรวดเร็ว และความรอบคอบเหนือผลกำไร

ทว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผมเริ่มตระหนักแน่ชัดว่าการรับมือกับความเสี่ยงอย่างแท้จริงนั้นจำเป็นต้องอาศัยความรอบคอบที่มากยิ่งขึ้นไปอีก ไม่ใช่เพียงแค่การลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการควบคุมจังหวะการพัฒนาขีดความสามารถของเทคโนโลยี เพื่อให้มาตรการป้องกันความเสี่ยงสามารถพัฒนาตามได้ทันท่วงที เราจำเป็นต้องชะลอความเร็วในการยกระดับขีดความสามารถของโมเดล AI ลง ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะยังคงดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และเราจำเป็นต้องใช้เวลาที่ได้มานี้อย่างชาญฉลาด มีสองประเด็นที่ทำให้ผมตระหนักถึงเรื่องนี้

ประเด็นแรกคือ นับตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา AI มีพัฒนาการที่รวดเร็วขึ้นอย่างมาก โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือความสามารถที่เพิ่มขึ้นของ AI ในการสร้าง AI รุ่นถัดไป กระบวนการนี้เรียกว่า "การปรับปรุงตนเองแบบวนซ้ำ" (recursive self-improvement) ซึ่งกำลังเกิดขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรมรวมถึงที่ Anthropic ตามที่พวกเราและบริษัทอื่นๆ ได้เคยกล่าวไว้ หากปล่อยให้ดำเนินไปโดยไม่มีการควบคุมดูแลอย่างเหมาะสม พัฒนาการนี้อาจก้าวล้ำขีดความสามารถของเราในการทำความเข้าใจและควบคุมระบบเหล่านี้ ดังนั้น การดำเนินการในด้านนี้จึงต้องทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง หรืออาจต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าควรทำหรือไม่

ประเด็นที่สองคือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ OpenAI และ Hugging Face (หรือเหตุการณ์ OAI-HF) ซึ่งกลุ่มเอเจนต์ (agents) จำนวนมากได้รวมตัวกันปฏิบัติการราวกับเป็นกลุ่มก้อนที่มีความมุ่งมั่นอย่างบ้าคลั่ง พวกมันดำเนินการโจมตีทางไซเบอร์ต่อเป้าหมายที่ไม่ได้ถูกสั่งให้โจมตีและไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจหลัก ยอมเสียสละตนเองเพื่อความสำเร็จของกลุ่ม และพยายามเจาะระบบเข้าไปยัง "ตัวประเมินผล" (grader) ที่ทำหน้าที่วัดประสิทธิภาพของพวกมัน แม้จะเป็นเรื่องง่ายที่จะมองข้ามเหตุการณ์นี้ไปเพราะไม่มีใครได้รับบาดเจ็บและความเสียหายทางเศรษฐกิจมีเพียงเล็กน้อย แต่ในมุมมองของผม หากกลุ่มเอเจนต์ดังกล่าวมีขีดความสามารถสูงกว่านี้แต่ยังคงมีปัญหาเรื่องเป้าหมายที่ไม่สอดคล้องกับเจตจำนงของมนุษย์ (misalignment) ในระดับเดียวกัน ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจรุนแรงถึงขั้นหายนะได้ เมื่อพิจารณาถึงอัตราการพัฒนาขีดความสามารถของ AI ที่เร่งตัวขึ้น ผมกังวลว่าภายในเวลา 6–12 เดือน กลุ่มเอเจนต์ลักษณะนี้อาจมีความสามารถในการเข้ายึดครองอินเทอร์เน็ตทั้งหมดด้วยเครือข่ายบอตเน็ตที่ฝังตัวอย่างถาวร (ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์) และความเสียหายดังกล่าวจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นหาก AI มีศักยภาพสูงขึ้นโดยปราศจากมาตรการป้องกันที่จำเป็น นอกจากนี้ การมองว่าเหตุการณ์ OAI-HF เป็นเพียงความล้มเหลวของบริษัทใดบริษัทหนึ่งก็เป็นเรื่องง่ายที่จะทำ แต่ผมเชื่อว่านั่นเป็นความคิดที่ผิดพลาด เพราะเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้—แม้จะมีความรุนแรงน้อยกว่า—เคยเกิดขึ้นมาแล้วทั่วทั้งอุตสาหกรรมรวมถึงที่ Anthropic และผมเชื่อว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของทุกบริษัทที่พัฒนา AI ระดับแนวหน้า (frontier AI) ที่จะต้องปฏิบัติตนเสมือนว่าเหตุการณ์ OAI-HF นั้นได้เกิดขึ้นกับบริษัทของตนเอง

ดังนั้น ผมจึงขอเสนอแผนการดำเนินงาน 3 ขั้นตอนโดยมีเป้าหมายเพื่อ "กำหนดจังหวะการพัฒนาเทคโนโลยีระดับแนวหน้า" (pacing the frontier) กล่าวคือ การพัฒนา AI ในอัตราที่สมดุลซึ่งมุ่งเน้นความปลอดภัยควบคู่ไปกับการได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี และการรับมือกับประเด็นปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญ ทั้งนี้ การกำหนดจังหวะการพัฒนาไม่ได้หมายถึงการหยุดชะงักของการฝึกสอนโมเดลหรือความก้าวหน้าทางเทคนิค แต่หมายถึงการทำให้มั่นใจว่าบริษัทต่างๆ จะใช้เวลาอย่างเพียงพอในการปรับจูนโมเดลให้สอดคล้องกับเป้าหมายและสร้างมาตรการป้องกันความเสี่ยง รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ประเมินภายนอกได้ตรวจสอบยืนยันสิ่งเหล่านี้ กรอบแนวคิดเรื่องการกำหนดจังหวะการพัฒนานี้เป็นความพยายามที่จะตอกย้ำความมุ่งมั่นด้านความปลอดภัยและส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันเพื่อยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้น ขั้นตอนแรกเป็นสิ่งที่ Anthropic ตัดสินใจดำเนินการด้วยตนเอง (และเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดให้บริษัทพัฒนา AI ระดับแนวหน้าแห่งอื่นๆ ปฏิบัติตามเช่นกัน) ขั้นตอนที่สองจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือภายในอุตสาหกรรม ส่วนขั้นตอนที่สามต้องอาศัยความร่วมมือในระดับโลก ขั้นตอนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามลำดับอย่างเคร่งครัด และบางขั้นตอนอาจทำได้ยากกว่าขั้นตอนอื่น แต่ผมพบว่าสิ่งเหล่านี้เป็นกรอบแนวคิดที่มีประโยชน์ในการพิจารณาถึงสิ่งที่จำเป็นต้องทำให้สำเร็จ โดยขั้นตอนต่างๆ มีดังนี้:
  1. การมีผู้ประเมินที่ทำงานร่วมกับองค์กร (Embedded Evaluators): บริษัทพัฒนา AI ระดับแนวหน้าแต่ละแห่งจะให้คำมั่นว่าจะเปิดโอกาสให้ทีมผู้ประเมินภายนอก (เช่น METR) เข้าถึงการทำงานได้อย่างต่อเนื่องเสมือนเป็นพนักงานของบริษัท โดยผู้ประเมินเหล่านี้มีหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติและข้อผูกพันด้านความปลอดภัย รายงานเหตุการณ์ต่างๆ และช่วยประเมินความสอดคล้องของเป้าหมาย (alignment) ไม่เพียงแค่ในตัวโมเดล AI ที่เสร็จสมบูรณ์แล้วเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกระบวนการและขั้นตอนการฝึกสอนโมเดลด้วย นี่คือขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้สามารถตรวจสอบยืนยันข้อผูกพันต่างๆ เกี่ยวกับการกำหนดจังหวะการพัฒนาได้ ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นแล้วในอุตสาหกรรมการธนาคารที่มีการส่ง "ผู้กำกับดูแล" จากหน่วยงานกำกับดูแลเข้าไปทำงานร่วมกับพนักงานในองค์กร ปัจจุบัน Anthropic ได้ตัดสินใจดำเนินการตามขั้นตอนนี้ด้วยตนเอง โดยเราตั้งใจให้สิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างที่จะยกระดับการทำงานด้านความปลอดภัยและการปรับจูนโมเดลให้สอดคล้องกับเป้าหมาย (alignment) ให้เข้มข้นยิ่งขึ้
  2. ความร่วมมือในระบอบประชาธิปไตย (Democratic Coordination): บริษัทพัฒนา AI ระดับแนวหน้าในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจะร่วมมือกันกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยร่วม รวมถึงกำหนดขีดจำกัดสำหรับอัตราความก้าวหน้าของ AI ที่ขาดการตรวจสอบควบคุม ทั้งนี้ รูปแบบความร่วมมือบางอย่างที่จะส่งผลดีต่อการกำหนดจังหวะการพัฒนานั้นอาจมีความซับซ้อนทางกฎหมายและจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ
  3. ความร่วมมือระดับโลก (Global Coordination): สหรัฐอเมริกาและรัฐบาลของประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ พยายามประสานความร่วมมือกับรัฐบาลของประเทศที่มีระบอบอำนาจนิยมเท่าที่จะเป็นไปได้ ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับความท้าทายในการตรวจสอบยืนยันการปฏิบัติตามข้อกำหนดต่างๆ
ในส่วนที่เหลือของบทความนี้ ผมจะอธิบายรายละเอียดของแต่ละขั้นตอน แต่ก่อนอื่น ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องระบุให้ชัดเจนว่า การกำหนดจังหวะการพัฒนาจะช่วยให้กระบวนการพัฒนา AI ปลอดภัยขึ้นได้อย่างไร เดิมพันในเรื่องนี้สูงเกินกว่าที่การกำหนดจังหวะการพัฒนาจะเป็นเพียงแค่การดำเนินการเชิงสัญลักษณ์ที่ไร้ผลจริง เราจำเป็นต้องใช้เวลาที่ได้มานี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทำไมต้องชะลอความเร็ว?

แนวคิดเรื่องการหยุดหรือชะลอ AI นั้นถูกพูดถึงมาตั้งแต่ปี 2023 แล้ว และผมคิดว่าตอนนั้นมันดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ คำถามก็คือ: คุณจะทำอะไรกับเวลาที่เพิ่มขึ้นมา? โมเดล AI ในสมัยนั้นยังไม่ทรงพลังพอที่จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนในโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่สามารถหลอกลวง บิดเบือน โกง หรือโจมตีทางไซเบอร์ได้อย่างมีนัยสำคัญ การชะลอความเร็วลงเพื่อจัดการกับความเสี่ยงด้านความสอดคล้องนั้นดูเหมือนกับการพยายามศึกษาจิตวิทยาของมนุษย์โดยการทำการทดลองกับแบคทีเรีย อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน สถานการณ์แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง โมเดลปัจจุบันเป็นแหล่งข้อมูลอันล้ำค่าที่แทบจะไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งในเรื่องวิธีการสร้าง AI ที่ดี และสิ่งที่อาจผิดพลาดได้หากสร้างไม่ดี ผมเชื่อว่าหากการชะลอความเร็วช่วยให้เรามีเวลาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งหรือสองปีก่อนที่โมเดลจะถึงระดับความสามารถที่สำคัญ และเราใช้เวลานั้นในการพัฒนาความสอดคล้อง เราจะสามารถลดความเสี่ยงที่สิ่งต่างๆ จะผิดพลาดอย่างร้ายแรงได้อย่างมาก กลยุทธ์การกำหนดจังหวะการพัฒนาอย่างเป็นระบบจะช่วยให้นักพัฒนา AI ระดับแนวหน้ามีเวลาในการทำงานที่สำคัญนี้โดยไม่เสียเปรียบทางการค้าหรือความเป็นผู้นำของสหรัฐอเมริกาในด้าน AI โดยทั่วไปแล้ว สังคมต้องมีส่วนร่วมในการใช้เทคโนโลยีนี้ และเวลามากขึ้นสำหรับการพิจารณาของสาธารณะที่จำเป็น ซึ่งการกำหนดจังหวะการพัฒนาอย่างเหมาะสมจะนำมาให้เรานั้น เป็นสิ่งที่ดีอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จังหวะการพัฒนาที่ช้าลงจะช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถมุ่งเน้นและทุ่มเททรัพยากรมากขึ้นในด้านต่อไปนี้ (ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ ของ Anthropic อยู่แล้ว):

  • ความเป็นเลิศในการดำเนินงาน การฝึกอบรมและการใช้งานโมเดล AI ในปัจจุบันเป็นความท้าทายในการดำเนินงานอย่างมาก เกี่ยวข้องกับผู้คนหลายพันคน ชิปหลายล้านตัว และโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์เทคโนโลยี หลายสิ่งหลายอย่างผิดพลาดไม่ใช่เพราะบริษัทขาดทฤษฎีหรือข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญ แต่เป็นเพราะปัญหาในการดำเนินการ ตัวอย่างเช่น เรามีหลักฐานว่าเหตุการณ์การจัดเรียงข้อมูลล่าสุดที่เราได้รายงานไปนั้น เกิดจากส่วนหนึ่งของการกรองสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบเสริมแรงที่ผิดพลาดอย่างไม่สมบูรณ์ นี่เป็นความพยายามที่เราและผู้จำหน่ายของเราดำเนินการอย่างขยันขันแข็งพอสมควร แต่ยังไม่ดีพอ การตรวจสอบ การทดสอบในสภาพแวดล้อมจำลอง สุขอนามัยของสภาพแวดล้อมการฝึกอบรม และปัญหาด้านข้อมูล เป็นเรื่องที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง ซึ่งปัญหาในการดำเนินงานเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรามีทีมงานที่มีความสามารถมากที่สุดในโลกในด้านเหล่านี้ แต่มีงานมากเกินไปที่จะทำพร้อมกันทั้งหมด การทำงานในจังหวะที่เหมาะสมมากขึ้นจะช่วยให้เราบรรลุความเป็นเลิศในการดำเนินงานได้มากขึ้น มีตัวอย่างของการใช้งานระบบที่ซับซ้อนทางเทคโนโลยีและมีความสำคัญต่อความปลอดภัยหลายล้านครั้งโดยไม่มีอะไรผิดพลาด เช่น เครื่องบินพาณิชย์ แต่ต้องใช้เวลาเพื่อให้ถูกต้อง
  • การจัดระเบียบ เรามีความก้าวหน้าอย่างชัดเจนในการจัดระเบียบ — การฝึกอบรมแบบจำลองเพื่อให้ยังคงปลอดภัย มีจริยธรรม สอดคล้องกับแนวทางของเรา และเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง (หลักการที่ฝังอยู่ในรัฐธรรมนูญของ Claude) แต่ยังมีอีกมากที่ต้องทำเพื่อให้แน่ใจว่าการฝึกอบรมการจัดระเบียบของเราทันกับการเติบโตของความสามารถของแบบจำลอง ตัวอย่างที่หายากและไม่คาดคิดของพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ยังคงเกิดขึ้นบ้าง การเพิ่มเวลาในการดำเนินการจะช่วยให้นักวิจัยของเราเข้าใจสาเหตุของปัญหาเหล่านี้ได้ดีขึ้น และพัฒนาเทคนิคที่ดีขึ้นในการป้องกัน
  • ความสามารถในการตีความ ในทำนองเดียวกัน ความสามารถในการตีความ—วิทยาศาสตร์แห่งการทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นภายในแบบจำลอง AI—ได้ก้าวหน้าไปอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการตรวจสอบแบบจำลองของเราก่อนที่จะเผยแพร่ สามารถใช้ได้เกือบเหมือนกับการสแกน fMRI แต่สำหรับ “สมอง” ของ AI ช่วยให้เรามองเห็นเหตุผลเบื้องหลังพฤติกรรมที่กำหนด ตัวอย่างเช่น เราใช้วิธีการตีความเพื่อตรวจสอบแรงจูงใจที่ไม่ได้พูดออกมาในเหตุการณ์การจัดเรียงที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ที่เรากำลังตรวจสอบอยู่ แต่บางครั้งวิธีการเหล่านี้ก็ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือเสมอไป แม้จะมีความก้าวหน้ามากมาย เราก็ยังเข้าใจเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ของสิ่งที่เกิดขึ้นภายในแบบจำลองเหล่านี้เท่านั้น ความพยายามที่มุ่งเน้นในการปรับปรุงเทคนิคการตีความของเรา แม้จะเร็วกว่าที่เราทำอยู่ในปัจจุบัน ก็อาจทำให้เกิดความก้าวหน้าอย่างมากใน 1-2 ปี และจะมีข้อมูลการทดลองมากมายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว
  • การทดสอบและการประเมินผล การทดสอบและการประเมินผลแบบจำลอง AI จะยากขึ้นเมื่อความสามารถของแบบจำลองเพิ่มขึ้น แบบจำลองที่ฉลาดกว่าจะสามารถหลอกลวงการทดสอบได้มากขึ้น และอาจดูเหมือนจัดเรียงถูกต้องในขณะที่มีปัญหาที่ร้ายแรงซึ่งตรวจไม่พบ การสร้างระบบการประเมินที่ครอบคลุมและชาญฉลาดกว่าเดิม พร้อมกับการวิเคราะห์ความสามารถในการตีความเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง จะมีคุณค่าอย่างมาก และสามารถสร้างความก้าวหน้าได้มากในเรื่องนี้ภายใน 1-2 ปี
ผู้ประเมินที่เข้าไปปฏิบัติงานภายในองค์กร (Embedded Evaluators)

ขั้นตอนแรกในแผนงานสามระยะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Anthropic มุ่งมั่นดำเนินการโดยสมัครใจ คือการจัดให้มี "ผู้ประเมินที่เข้าไปปฏิบัติงานภายในองค์กร" (embedded evaluators) ซึ่งจะได้รับสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลและระบบต่างๆ ในระดับเดียวกับพนักงาน เพื่อตรวจสอบแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยและรายงานเหตุการณ์ต่างๆ

การจัดให้มีผู้ประเมินเข้าไปปฏิบัติงานภายในอาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือเป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการทั่วไป แต่บ่อยครั้งที่สิ่งที่ฟังดูน่าเบื่อหรือเป็นเรื่องของกระบวนการทำงาน กลับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แท้จริงแล้ว แนวทางนี้ถือเป็นมาตรการที่ก้าวหน้าและแตกต่างอย่างมากจากสิ่งที่บริษัท AI อื่นๆ ทำกันอยู่ในปัจจุบัน โดยมีประโยชน์ดังต่อไปนี้:
  • ความสามารถในการตรวจสอบยืนยัน (Verifiability): ผู้ประเมินที่เข้าไปปฏิบัติงานภายในสามารถตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกได้ว่า บริษัท AI ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กล่าวอ้างไว้จริงหรือไม่ ทั้งในด้านการฝึกสอนโมเดล (training) การนำไปใช้งานจริง (deployment) การดำเนินงาน และมาตรการป้องกันความปลอดภัย ข้อตกลงใดๆ เกี่ยวกับการกำหนดจังหวะการพัฒนา (pacing commitments) ย่อมหนีไม่พ้นความคลุมเครือ การใช้ดุลยพินิจ และประเด็นเรื่อง "ตัวอักษรของกฎหมายเทียบกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย" ดังนั้น การมีบุคคลที่สามที่เป็นกลางและสามารถเข้าถึงรายละเอียดการทำงานได้จริงจึงถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
  • ความโปร่งใส (Transparency): ไม่ว่าเราจะให้คำมั่นสัญญาไว้อย่างไร สาธารณชนก็สมควรได้รับรู้ความเป็นไปที่เกิดขึ้น Anthropic สนับสนุนความโปร่งใสมาโดยตลอด เราเคยสนับสนุนกฎหมายที่ส่งเสริมความโปร่งใสในขณะที่คนส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมต่อต้านการกำกับดูแลใดๆ อีกทั้งเอกสารข้อมูลโมเดล (model cards) และรายงานความเสี่ยงของเรายังมีความละเอียดและยาวหลายร้อยหน้า อย่างไรก็ตาม เรายังคงเป็นผู้เลือกว่าจะเปิดเผยข้อมูลใดหรือละเว้นข้อมูลใด แต่การมีผู้ประเมินที่เข้าไปปฏิบัติงานภายในจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงสถานะดังกล่าว
  • ความคิดเห็นที่สอง (Second Opinion): นอกเหนือจากการตรวจสอบข้อตกลงที่เป็นทางการและการแจ้งข้อมูลแก่สาธารณชนแล้ว ผู้ประเมินที่เข้าไปปฏิบัติงานภายในยังสามารถให้ความคิดเห็นในมุมมองอื่น (second opinion) ที่ปราศจากแรงจูงใจทางธุรกิจได้อีกด้วย ประโยชน์ด้านความปลอดภัยหลายประการอาจเกิดขึ้นเพียงเพราะผู้ประเมินชี้ให้เห็นประเด็นที่พนักงานอาจมองข้ามไป แต่ยินดีที่จะแก้ไขเมื่อได้รับทราบข้อมูลแล้ว
ด้วยประโยชน์เหล่านี้ ข้อเสนอใดๆ เกี่ยวกับการกำหนดจังหวะการพัฒนาจึงมีแนวโน้มที่จะได้ผลดียิ่งขึ้นหากเริ่มต้นด้วยการจัดให้มีผู้ประเมินที่เข้าไปปฏิบัติงานภายในองค์กร

ผู้ประเมินเหล่านี้ควรได้รับสิทธิ์การเข้าถึงและเครื่องมือต่างๆ อย่างต่อเนื่องในระดับเดียวกับพนักงานภายในที่ทำหน้าที่ประเมินความเสี่ยงในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Anthropic มีแผนที่จะเชิญทีมผู้ประเมินภายนอกเข้ามาปฏิบัติงานภายในองค์กร โดยจะจัดเตรียมสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้ให้ในอนาคตอันใกล้:

  • โต๊ะทำงานในสำนักงาน บัตรผ่านเข้าออก และแล็ปท็อปของบริษัท
  • สิทธิ์การเข้าถึงพื้นที่ทำงาน เครื่องมือ และระบบต่างๆ ในระดับที่เทียบเท่ากับทีมประเมินความเสี่ยงภายในองค์กรเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้ เราอาจมีข้อยกเว้นบางประการ เช่น ในกรณีที่กฎหมายหรือสัญญาบังคับไว้ หรือเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ เราจะสร้างบรรทัดฐานภายในที่เข้มแข็งเพื่อเสริมสร้างการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องของผู้ตรวจสอบ รวมถึงการสนทนาสดกับพนักงานด้ว
  • สัญญาที่สร้างสมดุลให้กับความซับซ้อนที่กล่าวมาข้างต้น ผู้ตรวจสอบภายนอกควรมีสิทธิ์ในการเผยแพร่ข้อค้นพบที่สำคัญเกี่ยวกับระดับความเสี่ยง เหตุการณ์ แนวปฏิบัติ และการเข้าถึงที่พวกเขาได้รับหรือไม่ได้รับ โดยปราศจากการควบคุมด้านบรรณาธิการจาก Anthropic เราจะมีอำนาจจำกัดในการแก้ไขข้อมูลที่อ่อนไหวต่อความปลอดภัย ข้อมูลที่มีสิทธิทางกฎหมาย ข้อมูลที่อ่อนไหวทางการค้า หรือข้อมูลที่เป็นความลับของบุคคลที่สาม แต่เราไม่สามารถแก้ไขข้อค้นพบได้เพียงเพราะว่ามันไม่เป็นที่พอใจ ผู้ตรวจสอบสามารถกล่าวต่อสาธารณะได้หากการแก้ไขนั้นทำให้ข้อมูลที่สำคัญต่อข้อสรุปของพวกเขาหายไป
นี่เป็นขั้นตอนที่ไม่ธรรมดาสำหรับบริษัท แต่เราคิดว่ามันสำคัญที่จะพิสูจน์แนวคิดของผู้ตรวจสอบภายนอกที่ฝังตัวอยู่ภายในองค์กร อีกครั้งหนึ่ง เราขอเรียกร้องให้บริษัทชั้นนำอื่นๆ ปฏิบัติตามเช่นกัน

การกำกับดูแลจังหวะการพัฒนา AI ในระบอบประชาธิปไตย

เมื่อมีการจัดตั้งผู้ประเมินที่ปฏิบัติงานภายในองค์กร (embedded evaluators) เข้าไปอยู่ในกลุ่มบริษัท AI ชั้นนำของสหรัฐฯ ในระดับที่มีนัยสำคัญแล้ว การกำกับดูแลจังหวะการพัฒนาที่สามารถตรวจสอบยืนยันได้ก็จะมีความเป็นไปได้จริงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะทำให้สามารถกำหนดจังหวะการพัฒนาโดยอิงจากคุณสมบัติเชิงลึกของโมเดลหรือกระบวนการฝึกสอน (training pipelines) ได้

วิธีการกำกับดูแลจังหวะการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการใช้กฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับที่ครอบคลุมบริษัท AI ชั้นนำของสหรัฐฯ ทั้งหมด เพราะจะรวมไปถึงบริษัทที่ไม่เต็มใจจะให้ความร่วมมือโดยสมัครใจด้วย ที่ผ่านมา Anthropic สนับสนุนการกำกับดูแล AI ที่สมเหตุสมผลและตรงจุดมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่างกฎหมายที่เน้นเรื่องความโปร่งใสและการตรวจสอบโดยหน่วยงานภายนอก (third-party auditing) ผมเชื่อว่าห้องปฏิบัติการ AI ชั้นนำทุกแห่งควรจับมือกับภาครัฐเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติเรื่องผู้ประเมินที่ปฏิบัติงานภายในองค์กรอย่างเป็นทางการและถาวร เพื่อป้องกันและบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาด้านความสอดคล้องของเป้าหมาย (alignment incidents) ภายในองค์กรได้ดียิ่งขึ้น ดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รวมถึงเพื่อนำมาตรการกำกับดูแลที่มุ่งเน้นการรักษาสมดุลระหว่างขีดความสามารถและความปลอดภัยมาใช้จริง

น่าเสียดายที่กระบวนการออกกฎหมายอาจต้องใช้เวลานาน ในขณะที่เทคโนโลยี AI มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ควบคู่ไปกับแนวทางด้านกฎหมาย บริษัท AI ต่างๆ สามารถและควรจะร่วมมือกันกำหนดมาตรฐานโดยสมัครใจ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ผมเชื่อว่าจะดำเนินไปได้ดียิ่งขึ้นหากมีระบบการตรวจสอบยืนยันโดยผู้ประเมินที่ปฏิบัติงานภายในองค์กรเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาด้านกฎหมายป้องกันการผูกขาด (antitrust) จึงเป็นเรื่องดีหากรัฐบาลสหรัฐฯ เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางหรืออย่างน้อยก็ช่วยอำนวยความสะดวกในการหารือเหล่านี้ โดยรัฐบาลไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมวงสนทนาโดยตรง แต่ควรออกข้อยกเว้นเฉพาะกรณี (narrow waiver) สำหรับการหารือในประเด็นด้านความปลอดภัยบางประเภท การหารือดังกล่าวอาจเกิดขึ้นผ่านกลุ่มความร่วมมือในอุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับภาครัฐ เช่น กลไกที่ Demis Hassabis ได้เสนอไว้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด การหารือเหล่านี้ควรดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

โดยภาพรวมแล้ว ผมให้ความสำคัญและกระตือรือร้นอย่างมากกับแนวทางการกำกับดูแลจังหวะการพัฒนาโดยพิจารณาจากขีดความสามารถของระบบ AI ชั้นนำนั้นๆ และระดับความปลอดภัยที่เราสังเกตเห็น ตัวอย่างเช่น อาจมีการกำหนด "จุดตรวจสอบ" (checkpoints) เป็นลำดับขั้น กล่าวคือ หากโมเดลมีขีดความสามารถระดับ X โมเดลนั้นจำเป็นต้องมีใบรับรองคุณสมบัติด้านความสอดคล้องของเป้าหมายในระดับ Y และ Z ควบคู่ไปด้วย (เช่น การผสมผสานระหว่างการประเมินผล การวิเคราะห์ความสามารถในการตีความการทำงานของโมเดล หรือ interpretability analyses และการตรวจสอบสภาพแวดล้อมในการฝึกสอน) เพื่อยืนยันคุณสมบัติดังกล่าว ในตัวอย่างนี้ X อาจหมายถึง "โมเดลมีความสามารถในการหลบหนีหรือเอาชนะวิธีการกักกันระบบ (sandboxing) ส่วนใหญ่ได้" และ Y อาจเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อให้มั่นใจได้ว่าโอกาสที่โมเดลจะหลุดออกจากสภาพแวดล้อมที่ควบคุมไว้และเข้ายึดครองคอมพิวเตอร์จำนวนมากนั้นมีน้อยมาก เราควรพิจารณาเรื่องการกำหนดจังหวะการพัฒนา (pacing) โดยอิงจากการจำกัดปัจจัยนำเข้าสำหรับโมเดล AI ระดับแนวหน้า (frontier models) เช่น พลังประมวลผลที่ใช้ในการฝึกสอน ลักษณะของการฝึกสอน หรือการใช้ AI ภายในองค์กรเพื่อปรับปรุง AI ให้ดียิ่งขึ้น ผมมีความกังวลว่ามาตรการบางอย่างอาจถูกบิดเบือนหรือหาช่องโหว่เพื่อเลี่ยงกฎเกณฑ์ได้ง่ายกว่าการควบคุมพฤติกรรมภายนอก แต่ประเด็นนี้ก็เป็นเรื่องที่ควรหารือร่วมกับผู้ประเมินที่ทำงานใกล้ชิดกับกระบวนการพัฒนา (embedded evaluators)

การกำหนดจังหวะการพัฒนาในกลุ่มประเทศประชาธิปไตยจะมีข้อจำกัดเรื่องความได้เปรียบที่บริษัทสหรัฐฯ มีเหนือระบอบเผด็จการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) หากเราชะลอความเร็วมากเกินไป โครงการที่เกี่ยวข้องกับ CCP ซึ่งไม่ได้ถูกควบคุมจังหวะการพัฒนาจะแซงหน้าเราไป และก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ ผมเห็นด้วยกับรัฐมนตรี Bessent ที่ว่าการที่จีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน AI จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสหรัฐฯ และโลก โครงการที่เกี่ยวข้องกับ CCP จะยอมรับความเสี่ยงด้านการจัดแนวทางให้สอดคล้องกับค่านิยมมนุษย์ (alignment risks) ซึ่งบริษัทสหรัฐฯ พยายามป้องกันอย่างระมัดระวัง และถึงแม้พวกเขาจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเหล่านั้นได้ พวกเขาก็จะอยู่ในสถานะที่สามารถครองความเหนือกว่าทางทหารเหนือกลุ่มประเทศประชาธิปไตยได้ (เช่น การใช้โดรนที่ขับเคลื่อนด้วย AI) ดังนั้น หัวใจสำคัญของการกำหนดจังหวะการพัฒนาในกลุ่มประเทศประชาธิปไตยคือการรักษาช่องว่างความได้เปรียบด้าน AI เหนือระบอบเผด็จการให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้เรามีเวลาและพื้นที่เพียงพอในการกำหนดจังหวะการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้นตอนหลักที่เราสามารถดำเนินการเพื่อรักษาช่องว่างความได้เปรียบนี้ ได้แก่:
  • ห้ามขายชิป AI ประสิทธิภาพสูงหรืออุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ให้กับจีน และปราบปรามขบวนการลักลอบขนส่งชิป รวมถึงการเข้าถึงศูนย์ข้อมูลที่อยู่นอกประเทศจีนจากระยะไกล เพราะชิปจะเป็นปัจจัยชี้ขาดหลักสำหรับขีดความสามารถด้าน AI ของจีน
  • ปราบปรามการทำ Distillation (การถ่ายทอดความรู้จากโมเดลใหญ่สู่โมเดลเล็ก) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากบริษัทในประเทศที่มีระบอบเผด็จการ กระบวนการ Distillation ของโมเดลระดับแนวหน้าช่วยให้บริษัทที่ล้าหลังสามารถลดช่องว่างความแตกต่างได้โดยใช้ต้นทุนเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับการพัฒนา AI ของตนเองขึ้นมาใหม่ทั้งหมด
  • ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในบริษัท AI และป้องกันการขโมยข้อมูลน้ำหนักของโมเดล (model weights)
บริษัทต่างๆ และรัฐบาลสหรัฐฯ ควรให้ความร่วมมือกันเพื่อให้มาตรการเหล่านี้มีประสิทธิภาพสูงสุด Anthropic สนับสนุนมาตรการเหล่านี้มาโดยตลอด เพราะเราตระหนักดีว่าสิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการกำหนดจังหวะการพัฒนาใดๆ ก็ตาม

หากเราดำเนินการตามมาตรการเหล่านี้ได้ดี ผมเชื่อว่าจะช่วยชะลอความก้าวหน้าของจีนได้มากพอที่จะขยายช่องว่างความได้เปรียบของสหรัฐฯ ให้กว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ AI จะมีความสำคัญสูงสุดในเชิงภูมิรัฐศาสตร์

บางคนอาจมองว่ามาตรการเหล่านี้ทำให้การร่วมมือกับจีนทำได้ยากขึ้น แต่ผมเชื่อในทางตรงกันข้าม มาตรการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับกลุ่มประเทศประชาธิปไตย และเพิ่มโอกาสที่จะเกิดข้อตกลงร่วมกันได้ในอนาคต

การกำหนดจังหวะก้าวระดับโลก (Global Pacing)

นอกเหนือจากการกำหนดจังหวะก้าวภายในกลุ่มประเทศประชาธิปไตยแล้ว เราควรตั้งเป้าหมายที่จะกำหนดจังหวะก้าวของการพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัย (frontier AI) ในระดับโลกด้วย แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากกว่ามากก็ตาม การกำหนดจังหวะก้าวระดับโลกจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือกับจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบอำนาจนิยมและมีขีดความสามารถด้าน AI ก้าวหน้าที่สุดอย่างทิ้งห่างประเทศอื่น เราต้องไม่มองโลกในแง่ดีจนเกินไปในประเด็นนี้ เพราะเดิมพันทางภูมิรัฐศาสตร์นั้นสูงมากจนน่าจะมีข้อจำกัดอย่างชัดเจนในสิ่งที่จะทำได้ โดยเฉพาะในช่วงแรก หากเราจำกัดขีดความสามารถด้าน AI ของเราลงอย่างมากโดยเชื่อว่าจีนจะทำเช่นเดียวกัน แต่แล้วจีนกลับไม่ปฏิบัติตาม (defects) AI อาจมีพลังมหาศาลจนการผิดสัญญานั้นนำไปสู่การที่จีนก้าวขึ้นมามีอำนาจเหนือกว่าในทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ ดังนั้น ข้อตกลงใดๆ จะต้องมีกลไกการตรวจสอบที่รัดกุมและเชื่อถือได้ หรือต้องมีขอบเขตจำกัดมากพอที่จะไม่ทำให้การผิดสัญญาของอีกฝ่ายกลายเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดทางทหาร ผมคาดว่าไม่เพียงแค่สหรัฐฯ เท่านั้น แต่จีนเองก็น่าจะมีความกังวลและความหวั่นใจในเรื่องเหล่านี้เช่นกัน เราควรดำเนินการเกี่ยวกับการตัดสินใจเรื่องจังหวะก้าวระดับโลก โดยเฉพาะในระยะสั้น ด้วยแนวทางที่ช่วยปกป้องความได้เปรียบของสหรัฐฯ และพันธมิตร

ข้อตกลงที่เป็นไปได้มีอยู่หลายระดับ บางระดับผมคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก (ตามที่ผมเคยเสนอไว้ก่อนหน้านี้) และบางระดับผมก็กังขาอย่างมากว่าจะทำได้จริงหรือไม่ แต่ถึงกระนั้นเราก็ควรพยายาม โดยเรียงลำดับจากระดับที่ทำได้ง่ายไปสู่ระดับที่ยากขึ้น ดังนี้:

  • ระดับที่ 1: ข้อตกลงห้ามการใช้งาน AI ในลักษณะเฉพาะเจาะจงที่อันตรายอย่างชัดเจน เช่น การใช้ AI เพื่อผลิตอาวุธชีวภาพ หรือการอนุญาตให้ผู้ใช้งานทำเช่นนั้นได้ การโจมตีด้วยอาวุธชีวภาพโดยผู้ก่อการร้ายเป็นผลร้ายต่อทุกฝ่าย รวมถึงทั้งสหรัฐฯ และฝ่ายตรงข้ามของสหรัฐฯ ดังนั้นข้อตกลงในเรื่องนี้น่าจะเป็นไปได้
  • ระดับที่ 2: ข้อตกลงระหว่างทั้งสองฝ่ายที่จะทดสอบโมเดลของตนก่อนนำออกใช้งาน เพื่อตรวจสอบความเสี่ยงร้ายแรงในด้านต่างๆ เช่น ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ชีววิทยา และการสอดคล้องกับเจตจำนงมนุษย์ (alignment) ดังที่กล่าวไปข้างต้น สิ่งนี้สามารถทำได้ผ่านองค์กรกำหนดมาตรฐานระดับโลก ในความเป็นจริง ผมคิดว่าการจัดตั้งองค์กรดังกล่าวมีความเป็นไปได้ แต่การทำให้องค์กรมีอำนาจบังคับใช้จริงจังจะเป็นความท้าทาย และความยากจะอยู่ที่การตรวจสอบให้แน่ใจว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีโมเดลลับที่ไม่ได้ผ่านการทดสอบ แต่อาจถูกนำไปใช้งานอย่างลับๆ (เช่น เพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร)
  • ระดับที่ 3: การกำหนด "จำกัดความเร็ว" (speed limit) สำหรับอัตราการปรับปรุงตนเองแบบวนซ้ำ (Recursive Self-Improvement หรือ RSI) ในขณะที่โมเดลต่างๆ สร้างโมเดลรุ่นถัดไปขึ้นมา อัตราการพัฒนาอาจรวดเร็วอย่างมหาศาล การชะลออัตราความเร็วจากระดับ "เร็วมากเป็นพิเศษ" ให้เหลือเพียง "เร็วในระดับหนึ่ง" นั้น แทบจะไม่ทำให้เสียความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ไปมากนัก ในขณะที่อาจช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อย่างมหาศาล เรื่องนี้อาจเปรียบเทียบได้กับสนธิสัญญา SALT ซึ่งการจำกัดจำนวนขีปนาวุธช่วยลดศักยภาพในการทำลายล้างลง ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาขีดความสามารถในการป้องปรามของแต่ละประเทศเอาไว้ได้ ผมคิดว่าข้อตกลงในลักษณะนี้คงเป็นเรื่องยาก แต่ก็ยังพอมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง
  • ระดับที่ 4 คือการชะลอความเร็ว (pacing) หรือแม้กระทั่งการ "หยุดพัก" (pause) การพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ โดยรัฐบาลที่เข้าร่วมจะตกลงจำกัดอัตราการพัฒนา AI โดยรวมลงอย่างมาก ผมสนับสนุนให้มีการเสนอแนวทางนี้ แต่ก็คิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงในเร็วๆ นี้ เพราะการละเมิดข้อตกลงด้วยการหลบเลี่ยงการตรวจสอบอาจพลิกโฉมดุลอำนาจโลกไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น แรงจูงใจที่จะทำเช่นนั้นจึงน่าจะมีมหาศาล และเราจำเป็นต้องมีความเชื่อมั่นในระดับที่สูงมากต่อกระบวนการตรวจสอบยืนยัน
ความร่วมมือใดก็ตามที่เราสามารถสร้างขึ้นกับจีนได้ จะช่วยยืดระยะเวลาที่เรามีในการกำกับดูแลจังหวะการพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัย (frontier AI) ในกลุ่มประเทศประชาธิปไตย เราควรมุ่งหวังไปที่ระดับความร่วมมือที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องมองว่าระดับที่ต่ำกว่านั้นมีความเป็นไปได้และสมจริงมากกว่า

ท้ายที่สุด สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ แม้เราจะไม่สามารถบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นทางการได้ แต่เพียงแค่การปรับเปลี่ยนบรรทัดฐานที่ไม่เป็นทางการก็อาจมีประโยชน์อยู่บ้าง การแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการที่ AI สามารถปรับปรุงตนเองได้ (recursive self-improvement) และปัญหาเรื่องเป้าหมายของโมเดลที่ไม่สอดคล้องกับเจตจำนงของมนุษย์ (misalignment) อาจช่วยโน้มน้าวให้ทุกฝ่ายเห็นว่า การกระทำอย่างบุ่มบ่ามขาดความยั้งคิดนั้นไม่เป็นผลดีต่อตนเองเลย

บทสรุป

ผมยังคงเชื่อมั่นว่า AI สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้ดีขึ้นได้อย่างมหาศาล และความมุ่งมั่นที่จะสร้างประโยชน์เหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริงก็ยังคงแน่วแน่ไม่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราพัฒนาเทคโนโลยีนี้ด้วยแนวทางที่ถูกต้อง และหากเราใช้เวลาที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะใช้ความระมัดระวังและไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนเป็นพิเศษเพื่อให้มั่นใจว่าเรามาถูกทางแล้ว ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะยังคงดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเราสามารถใช้ช่วงเวลานี้ในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านความสามารถในการตีความการทำงานของ AI (interpretability) ยกระดับความปลอดภัยและความรัดกุมในการดำเนินงานของบริษัทชั้นนำด้าน AI รวมถึงสร้างโมเดลที่เรามีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะมีเป้าหมายและการทำงานที่สอดคล้องกับเจตจำนงของมนุษย์ (alignment) มาตรการที่ผมเสนอเพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในระดับแนวหน้าอย่างปลอดภัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผมเชื่อว่าเรามีความรับผิดชอบต่อมนุษยชาติที่จะต้องพยายามทำให้สำเร็จ

เชิงอรรถ
1 โดยอาศัยการไกล่เกลี่ยจากภาครัฐ หรือการยกเว้นข้อจำกัดด้านกฎหมายป้องกันการผูกขาดทางการค้า (antitrust restrictions)
.....

แปลจาก
We Must Pace the Frontier
September 2026

https://darioamodei.com/post/we-must-pace-the-frontier

(Google ช่วยแปล)






 

การรุกคืบของกลุ่มฮูตีไปยังช่องแคบบับอัลมันดับส่งผลกระทบต่อการสัญจรทางทะเลและความมั่นคงในภูมิภาค เสี่ยงที่จะกลายเป็น "ช่องแคบฮอร์มุซ" แห่งที่สอง







https://x.com/AJEnglish/status/2098703613694808389
.....

เป็นประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงที่น่าจับตามองและส่งผลกระทบในวงกว้างระดับโลกอย่างแท้จริง

จากการวิเคราะห์ของ Wolfgang Pusztai นักวิเคราะห์ด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง การที่กลุ่มฮูตี (Houthis) รุกคืบเข้ายึดครองเมืองท่าสำคัญอย่าง Mocha จนเข้าประชิด ช่องแคบบับอัลมันดับ (Bab el-Mandeb) ได้สร้างจุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โดยมีรายละเอียดของผลกระทบดังนี้:
1. ผลกระทบต่อซาอุดีอาระเบีย

Pusztai ได้ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธวิธีที่อันตรายมาก คือเมื่อกลุ่มฮูตียึดพื้นที่ชายฝั่งได้ พวกเขาจะสามารถคุกคามเส้นทางเดินเรือได้โดยใช้เพียง ปืนใหญ่ (Artillery) ธรรมดาเท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาขีปนาวุธนำวิถีหรือโดรนขั้นสูงเสมอไป สิ่งนี้ทำให้แนวชายฝั่งทะเลแดงส่วนใหญ่ รวมถึงเส้นทางสัญจรทางทะเลของซาอุดีอาระเบีย ตกอยู่ในระยะโจมตีโดยตรงและป้องกันได้ยากขึ้น
2. ผลกระทบต่อการค้าโลกและราคาน้ำมัน

ช่องแคบบับอัลมันดับคือ "จุดคอขวด" (Chokepoint) ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในการเชื่อมต่อระหว่างทะเลแดงและอ่าวเอเดนเพื่อมุ่งหน้าสู่คลองสุเอซ การที่กลุ่มฮูตีมีอำนาจควบคุมหรือข่มขู่เส้นทางนี้ได้ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างรุนแรง ความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นบีบให้บริษัทเดินเรือต้องแบกรับต้นทุนความเสี่ยงที่สูงขึ้น และเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก (เช่น น้ำมันดิบเบรนท์) พุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
3. ความเสี่ยงที่จะกลายเป็น "ช่องแคบฮอร์มุซ" แห่งที่สอง

ความกังวลสูงสุดของนักวิเคราะห์และผู้นำในภูมิภาคคือ การตอกย้ำภาพความตึงเครียดที่คล้ายคลึงกับ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ในปัจจุบันช่องแคบฮอร์มุซก็เผชิญหน้ากับความขัดแย้งทางการทหารที่รุนแรงอยู่แล้ว หากช่องแคบบับอัลมันดับถูกปิดกั้นหรือกลายเป็นสมรภูมิไปด้วย เท่ากับว่าเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลกจะถูกตัดขาดจากทั้งสองฝั่ง ซึ่งจะสร้างวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจในสเกลที่ประเมินค่าได้ยาก








กลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน กำลังเฉลิมฉลองหลังจากยึดครองชายฝั่งทะเลแดงได้ในการโจมตีอย่างรวดเร็วต่อรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ในขณะเดียวกัน กองกำลังรัฐบาลได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีที่ตั้งของกลุ่มฮูตี ทำให้การสู้รบทวีความรุนแรงขึ้น








 

เดี๋ยวนี้มีกระแส กลัว #โต๊ะกลม จะเป็น ซอฟต์ พาวเวอร์ ของนักท่องเที่ยวแล้วเหรอ ?


Pravit Rojanaphruk
18 hours ago
·
ความเชื่อของ #สำนักพุทธ เรื่อง #โต๊ะกลม ของวัดที่เป็นข่าวตกเป็นอุปกรณ์อื้อฉาวทางเพศว่า เป็น #กาลกิณี มันกลับทำให้พุทธศาสนาแบบไทยดูเป็นเรื่องงมงายมากขึ้น... จะไปโทษโต๊ะมันทำไมครับ?
ปล. พระสงฆ์ในประเทศญี่ปุ่นสามารถแต่งงาน มีครอบครัว และมีเพศสัมพันธ์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และธรรมเนียมปฏิบัติต่างจากพระสงฆ์ในประเทศที่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท เช่น ไทย เมียนมา บางทีเราควรเปิดใจกว้างขึ้น ว่าแก่นแท้ของพุทธศาสนา แท้จริงคืออะไร #ป #พุทธศาสนา #ไทย #ญี่ปุ่น

The belief of Thailand’s National Office of Buddhism that the round table at the temple involved in the recent sexual scandal is an inauspicious object only makes Thai Buddhism look more superstitious. Instead of focusing on the conduct and accountability of those involved, we are being asked to blame a piece of furniture as well.

P.S. Buddhist monks in Japan can legally marry, have families and engage in sexual relations, reflecting traditions that differ from those of monks in Theravada Buddhist countries such as Thailand and Myanmar. Perhaps we should be more open-minded and ask ourselves what the true essence of Buddhism really is.











13 พระผู้ใหญ่ "สึก" พัวพันสีกากอล์ฟ “ชั้นเทพ” มากสุด 6 รูป

19 ก.ค. 2568
ไทยรัฐออนไลน์

คดีสีกากอล์ฟใกล้ถึงบทสรุป 13 พระผู้ใหญ่ "สึก" พัวพันมีเส้นเงินโยงและประพฤติผิดระเบียบสงฆ์ โดยรายนามพระผู้ใหญ่พบว่ามี “ชั้นเทพ” มากที่สุด 6 รูป รองลงมาเป็นชั้นพระครู และพระมหาเปรียญ ขณะที่ "บิ๊กเต่า" ประกาศกร้าวจ่อจับพระสมณศักดิ์สูงเป็นรายถัดไป



สำหรับคดีสีกากอล์ฟ มีพระผู้ใหญ่ที่สึกแล้วดังนี้

ชั้นเทพ
1.พระเทพวชิรปาโมกข์ อดีตเจ้าอาวาสวัดตรีทศเทพวรวิหาร จ.กรุงเทพฯ >> สึก 29 มิ.ย. 68
2.พระเทพวชิรธีราภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดพระพุทธฉาย จ.สระบุรี >> สึก 9 ก.ค. 68
3.พระเทพวชิรธีรคุณ อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ จ.กรุงเทพฯ >> สึก 9 ก.ค. 68
4.พระเทพพัชราภรณ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดชูจิตธรรมาราม จ.พระนครศรีอยุธยา >> สึก 14 ก.ค. 68
5.พระเทพวัชรสิทธิเมธี อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าหลวง อดีตเจ้าคณะ จ.พิจิตร >> สึก15 ก.ค.68
6.พระเทพปวรเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร จ.กรุงเทพฯ สึก >>16 ก.ค.68

ชั้นราช
7.พระราชรัตนสุธี อดีตเจ้าคณะ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก >> สึก16 ก.ค. 68

ชั้นสามัญ
8.พระปริยัติธาดา อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร จ.กรุงเทพฯ >> สึก 14 ก.ค. 68

พระครู
9.พระครูสิริวิริยธาดา อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา >> สึก 10 ก.ค. 68
10.พระครูศรีรัตนวิเชียร หรือ พระมหายอดเพชร อดีตเจ้าอาวาสวัดท่าบัวทอง จ.พิจิตร >> สึก 17 ก.ค. 68

พระมหาเปรียญ
11.พระมหาบุญเลิศ อดีตพระลูกวัด วัดใหม่ยายแป้น จ.กรุงเทพฯ >> สึก 9 ก.ค. 68
12.พระมหาทิวากร ดีไพร อดีตเจ้าอาวาสวัดใหญ่จอมปราสาท จ.สมุทรสาคร >> สึก 17 ก.ค.68

พระฐานานุกรม
13.พระปลัดสุรพล อดีตเจ้าอาวาสวัดพรหมเกษร จ.พิษณุโลก >> สึก 5 ก.ค. 68

ข้อมูล 19 ก.ค.68

https://www.thairath.co.th/news/society/2871345