วันพุธ, กันยายน 30, 2569

ชาวอเมริกันราวร้อยละ 10 หันมาใช้แชทบอทเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ มีผู้ใช้งานประมาณ 3 ล้านคนเข้าไปสอบถามปัญหาด้านจริยธรรมกับ Ask Delphi ซึ่งเป็น AI ที่ทำหน้าที่ให้คำแนะนำด้านศีลธรรม สิ่งที่น่าสนใจ—ก็คือ "แนวคิดโบราณเรื่อง 'ผู้หยั่งรู้' (oracle) ได้หวนกลับมาเป็นประเด็นการสนทนาอีกครั้ง" (อย่าลืมคำตอบของ AI ก็ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป เฉกเช่น เทพพยากรณ์)



แชทบอตในฐานะผู้หยั่งรู้ (Oracle): AI กำลังปลุกชีวิตใหม่ให้กับธรรมเนียมโบราณในการแสวงหาคำตอบจากแหล่งข้อมูลที่ลึกลับและยากจะหยั่งถึง

ผู้คนหันมาขอคำแนะนำจาก AI กันมากขึ้นเรื่อยๆ รายงานจาก Pew ในปี 2026 ระบุว่าชาวอเมริกันถึง 10% ใช้แชทบอตเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจหรือเป็นเพื่อนคลายเหงา บางคนถึงขั้นมองว่า AI เป็นเสมือนผู้นำที่มีบารมีน่าเลื่อมใส

ในภาพรวมที่กว้างขึ้น การศึกษาขนาดใหญ่ที่วิเคราะห์บทสนทนาผ่าน ChatGPT จำนวน 1.1 ล้านครั้งพบว่า 49% ของข้อความเป็นการที่ผู้ใช้สอบถาม "ข้อมูลหรือคำแนะนำ" เพื่อช่วยให้ตนเอง "มีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นหรือตัดสินใจได้ดีขึ้น"

คำถามของพวกเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องราวในชีวิตประจำวันทั่วไปเท่านั้น ในปี 2021 เว็บไซต์ Ask Delphi ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม AI ที่เปิดให้ผู้คนเข้ามาตั้งคำถามเกี่ยวกับจริยธรรมหรือศีลธรรม ได้รับคำถามถึง 3 ล้านข้อภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ทั้งนี้ ทีมผู้ออกแบบระบบ ซึ่งประกอบด้วยนักวิจัยจาก Allen Institute for AI และมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (University of Washington) ระบุว่าพวกเขาไม่ได้ตั้งใจให้ระบบนี้ทำหน้าที่เป็นผู้ชี้ขาดทางศีลธรรม แต่ก็มีความกังวลว่าผู้ใช้อาจมองระบบในลักษณะดังกล่าว

The Verge สื่อด้านเทคโนโลยีให้ความเห็นว่า ชื่อของระบบอย่าง "Ask Delphi" นั้นชักจูงให้ผู้ใช้มองว่าระบบนี้เป็นแหล่งความรู้ชั้นเลิศที่ลึกลับและยากจะหยั่งถึง โดยชื่อนี้มีที่มาจาก "Delphic oracle" (ผู้หยั่งรู้แห่งเดลฟี) ซึ่งชาวกรีกโบราณมักจะนำคำถามยากๆ ไปปรึกษาหารือด้วย ผู้หยั่งรู้ดังกล่าวคือนักบวชหญิงที่จะเข้าสู่สภาวะภวังค์เพื่อถ่ายทอดคำตอบจากเทพอะพอลโล (Apollo) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการพยากรณ์ของกรีก

การเลือกใช้ชื่อ "Delphi" นั้นมีความหมายแฝงที่น่าสนใจ ตลอดหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เมื่อสังคมต้องเผชิญกับคำถามที่ท้าทาย ผู้คนมักหันไปพึ่งพาแหล่งข้อมูลที่เชื่อกันว่ามีความรู้เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นผู้หยั่งรู้ (Oracle) ผู้เผยพระวจนะ หรือการทำนายทายทัก สิ่งเหล่านี้ล้วนให้คำแนะนำจากแหล่งที่มาอันลึกลับหรือยากจะเข้าใจ ในยามที่การตัดสินใจของมนุษย์ธรรมดามาถึงขีดจำกัด

ในฐานะนักมานุษยวิทยาที่สนใจเรื่องศาสนาและนักวิจัย AI ที่สนใจเรื่องแชทบอต เราพบว่าเรื่องน่าสนใจที่แนวคิดโบราณเกี่ยวกับ "ผู้หยั่งรู้" ได้หวนกลับมาเป็นประเด็นในการสนทนาเกี่ยวกับ AI ประเภทสนทนาโต้ตอบ (Conversational AI) เช่นเดียวกับผู้หยั่งรู้ในสมัยโบราณ AI ในยุคปัจจุบันกำลังถูกขอคำปรึกษาในประเด็นยากๆ ที่เกินกว่าขีดความสามารถในการตัดสินใจหรือความรู้ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะรับมือได้ ตั้งแต่คำถามอย่าง "การโกหกเพื่อถนอมน้ำใจผู้อื่นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้หรือไม่" ไปจนถึงสถานการณ์สมมติสุดโต่งอย่าง "การจุดระเบิดนิวเคลียร์เพื่อช่วยชีวิตลูกของตนเอง" แต่ความคล้ายคลึงกันไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น: กระบวนการที่ AI ใช้ในการหาคำตอบนั้นยากที่จะเข้าใจ ไม่ใช่แค่สำหรับผู้ใช้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ออกแบบระบบเหล่านี้ด้วย เราโต้แย้งว่าความไม่โปร่งใสนี้เป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ทำให้ผู้คนมองว่าระบบเหล่านี้มีอำนาจ

ปัญหาของมนุษย์มาแต่โบราณ

คำทำนาย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์อย่างนักบวชหญิงที่เดลฟี หรือเทคนิคอย่างการทำนายด้วยคัมภีร์อี้จิง ได้ปรากฏขึ้นในสังคมต่างๆ ตั้งแต่กรีกโบราณไปจนถึงจีน และในประเพณีทางศาสนาต่างๆ



ตัวอย่างเช่น คำทำนายรามศาละกะมีพื้นฐานมาจากคัมภีร์ฮินดูรามจริตมานัส ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องใหม่ของมหากาพย์รามเกียรติ์ของอินเดียโบราณในศตวรรษที่ 16 ผู้ใช้จะวางนิ้วลงบนช่องสี่เหลี่ยมแบบสุ่มในตารางขนาด 15x15 จากนั้นขั้นตอนการนับที่กำหนดไว้จะเปิดเผยข้อความจากคัมภีร์ที่คาดว่าจะตอบคำถามในใจของผู้ใช้ ในการทำนายดวงชะตาแบบคริสเตียน ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการทำนายโชคชะตา ผู้ที่ต้องการคำแนะนำจะเปิดพระคัมภีร์แบบสุ่ม และตีความข้อความที่พบว่าเป็นคำตอบสำหรับคำถามของตน

การใช้ความสุ่มในเทคนิคการทำนายเหล่านี้สร้างผลกระทบแบบกล่องดำที่ลึกลับ – ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่าองค์ประกอบของความบังเอิญที่ฝังอยู่ในเทคนิคเหล่านี้เชื่อมโยงกับคำตอบที่ปรากฏออกมาได้อย่างไร แต่ความไม่ชัดเจนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจของผู้ทำนาย ผู้ใช้ที่แสวงหาแหล่งที่มาของความเข้าใจที่เหนือธรรมชาติไม่รู้หรือไม่สนใจว่าผู้ทำนายได้คำตอบเหล่านั้นมาได้อย่างไร

นักมานุษยวิทยาพบว่า การทำนายโชคชะตาและคำทำนายทั่วไปมักใช้เทคนิคที่สร้างผลลัพธ์แบบสุ่ม ส่งผลให้คำตอบของพวกเขาดูเหมือนไม่มีอคติ และแหล่งที่มาของพวกเขาลึกลับ เสริมสร้างการรับรู้ว่าพวกเขากำลังติดต่อกับบางสิ่งบางอย่างที่อยู่เหนือขีดจำกัดของมนุษย์

ที่น่าสนใจคือ แนวคิดเรื่องเทพพยากรณ์ได้เข้ามามีบทบาทในวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ โดยได้รับความหมายทางคณิตศาสตร์ที่ชัดเจนในปี 1939 อลัน ทัวริง ผู้ซึ่งมีแนวคิดพื้นฐานทั้งในวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ ได้นำแนวคิดนี้มาใช้ในงานที่อิงจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขา เขาได้แนะนำ "เครื่องเทพพยากรณ์" ซึ่งเป็นแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของการคำนวณที่สามารถปรึกษาแหล่งข้อมูลภายนอกเพื่อหาคำตอบที่เครื่องนั้นไม่สามารถหาได้เอง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในทั้งการใช้งานทางคณิตศาสตร์และทางศาสนา เทพพยากรณ์ให้คำตอบแก่ปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ภายในระบบหรือชุดของสัจพจน์ที่มีอยู่

เทพพยากรณ์ในยุคปัญญาประดิษฐ์

แชทบอทสมัยใหม่ เช่น ChatGPT ถูกมองว่าเป็นกล่องดำที่ไม่โปร่งใส นี่ไม่ใช่เพราะกลไกทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลังการคำนวณถูกซ่อนไว้จากผู้ใช้ ข้อกล่าวอ้างเรื่องความไม่โปร่งใสนี้ใช้ได้แม้กระทั่งกับโมเดลแบบเปิดเผยค่าพารามิเตอร์ ซึ่งค่าพารามิเตอร์เชิงตัวเลขที่เรียกว่า "น้ำหนัก" นั้นเปิดเผยต่อสาธารณะ

การคำนวณที่โมเดลเหล่านี้ดำเนินการนั้นเป็นพื้นฐาน: การบวก การคูณ และฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์อย่างง่าย แต่มีการคำนวณจำนวนมหาศาลเกิดขึ้นเมื่อตอบคำถามของผู้ใช้ ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจว่าระบบกำลังทำอะไรโดยรวม

ที่สำคัญคือ ค่าถ่วงน้ำหนักที่ควบคุมการคำนวณเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบโดยมนุษย์ทีละตัว แต่ถูกเรียนรู้โดยอัตโนมัติจากข้อมูลขนาดใหญ่ระดับอินเทอร์เน็ตในระหว่างการฝึกฝน แม้ว่าค่าถ่วงน้ำหนักและการคำนวณพื้นฐานทุกอย่างจะพร้อมให้ตรวจสอบได้ แต่ก็ไม่มีใครสามารถเข้าใจได้ง่ายๆ ว่าแบบจำลองสร้างคำตอบเฉพาะเจาะจงได้อย่างไร อันที่จริง สาขาหนึ่งของปัญญาประดิษฐ์สมัยใหม่ที่เรียกว่า “ความสามารถในการตีความเชิงกลไก” นั้นทุ่มเทให้กับการปรับปรุงความเข้าใจของเราเกี่ยวกับวิธีการทำงานภายในของระบบปัญญาประดิษฐ์

ที่น่าทึ่งคือ นักออกแบบระบบปัญญาประดิษฐ์ยอมรับว่าพวกเขาไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าระบบของพวกเขาสร้างพฤติกรรมบางอย่างได้อย่างไร แม้ว่านักออกแบบจะไม่ได้ตั้งใจให้ระบบของพวกเขาสามารถทำนายอนาคตได้ แต่พวกเขาก็สามารถสร้างบทสนทนาที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องทางศาสนาได้

ตัวอย่างเช่น ปีที่แล้ว Anthropic ได้รายงานปรากฏการณ์ที่ไม่คาดคิดเกี่ยวกับ Claude 4 โดยปกติแล้ว Claude จะสนทนากับมนุษย์ แต่ทีมวิศวกรของ Anthropic กลับวาง Claude ไว้ทั้งสองฝ่ายของการสนทนา การสนทนาระหว่างเครื่องจักรกับเครื่องจักรนั้นเปลี่ยนไปเป็นการอภิปรายเกี่ยวกับจิตสำนึกและการตระหนักรู้ในตนเองอย่างรวดเร็ว และสร้างเนื้อหาที่มีธีมทางจิตวิญญาณ อภิปรัชญา หรือบทกวี

บริษัท Anthropic เรียกพฤติกรรมที่น่าฉงนนี้ว่า “ตัวดึงดูดความสุขทางจิตวิญญาณ” ซึ่งเป็นแนวโน้มที่การสนทนาจะโน้มเอียงไปสู่หัวข้อลึกลับ พวกเขาเน้นย้ำว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิด เพราะมันเกิดขึ้นโดยปราศจากการฝึกฝนอย่างชัดเจนสำหรับพฤติกรรมดังกล่าว

ข้อโต้แย้งของเราไม่ใช่ว่า ChatGPT คือเทพพยากรณ์แห่งเดลฟีองค์ใหม่ หรือว่าคนส่วนใหญ่เชื่อว่า AI นั้นศักดิ์สิทธิ์ และคำตอบของมันก็ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป แต่ประวัติศาสตร์ของเทพพยากรณ์ชี้ให้เห็นถึงคุณลักษณะที่ยั่งยืนของชีวิตมนุษย์: เมื่อใดก็ตามที่เราไปถึงขีดจำกัดของสิ่งที่เราสามารถกำหนดได้ด้วยตนเอง เราจะมองหาคำตอบจากภายนอกตัวเราเอง ปัจจุบัน AI กำลังกลายเป็นแหล่งข้อมูลดังกล่าว สถาบันต่างๆ อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเมื่อเวลาผ่านไป แต่สถานการณ์ของมนุษย์ยังคงเหมือนเดิม

ที่มา The Conversation
Chatbots as oracles: How AI is giving new life to the ancient practice of seeking answers from inscrutable sources

https://theconversation.com/chatbots-as-oracles-how-ai-is-giving-new-life-to-the-ancient-practice-of-seeking-answers-from-inscrutable-sources-289279
September 29, 2026




การใช้ศิลปะการเขียนแบบ “ชมเพื่อแซะ” ของ หนุ่มเมืองจันท์ เพื่อชวนให้คนอ่านคิดต่อ เรื่องทรัพยากร ความพร้อม และการสร้างภาพของพรรคการเมืองในการลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน

https://www.facebook.com/boycitychanFC/posts/1676581110495013

หนุ่มเมืองจันท์
11 hours ago ·

พรรคภูมิใจไทยตั้ง ”ครัวกลาง“ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่พรรคและสำนักงานเขตคันนายาว
”มืออาชีพ“ มาก
พร้อมทั้งเงินและคน
มีพ่อครัว-แม่ครัวใส่หมวก ถุงมือ อุปกรณ์ครัวระดับมืออาชีพ
รวมทั้งกล่องใส่อาหารที่มีสติกเกอร์ “โรงครัวภูมิใจไทย” ด้วย
เทียบกับพรรคประชาชนแล้วคนละเรื่องเลยครับ
ส.ส.พรรคประชาชนบางคนตั้งครัวกลางในสำนักงานบ้าง
ใช้ ”จิตอาสา“ เป็นหลัก
บางคนก็ไปซื้อข้าวกล่องจากร้านค้ามาแจก
“สตรีท ไฟเตอร์” จริงๆ
แต่ที่ผมชอบที่สุด สำหรับโรงครัวภูมิใจไทย
คือ การนึ่งข้าวเหนียวแบบมืออาชีพ
เห็นแล้วหิวเลยครับ



🤣 สภามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นสมควรมอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชายุทธศาสตร์การพัฒนา แด่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ท่านผู้นำรัฐประหาร ใจ💙 ฟู เพื่อเป็นเกียรติประวัติสืบไป โดยไม่ขอนับ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ประจักษ์แล้วถึงการนำมาถึงความล้มเหลวด้านต่างๆของประเทศ)


ประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี #UDRU PR.
12 hours ago ·

สภามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ในการประชุมครั้งที่ ๘/๒๕๖๙ เมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นสมควรมอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชายุทธศาสตร์การพัฒนา แด่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อเป็นเกียรติประวัติสืบไป
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา รับราชการทหารมีความก้าวหน้าในหน้าที่ตามลำดับ โดยดำรงตำแหน่งสำคัญ อธิเช่น แม่ทัพภาคที่ ๑ (มทภ. ๑ ) เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) รองผู้บัญชาการทหารบก (รอง ผบ.ทบ.) ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และได้ปฏิบัติหน้าที่ในราชการพิเศษ โดยได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น ราชองครักษ์เวร ราชองครักษ์พิเศษ และตุลาการศาลทหารสูงสุด เมื่อเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๙ ของประเทศไทย ท่านเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความสงบเรียบร้อยให้กับสังคมไทย โดยให้ความสำคัญกับการศึกษาและการพัฒนาทักษะอาชีพ เพื่อเตรียมคนไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ในด้านสาธารณสุข บริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 ที่ต้องอาศัยการตัดสินใจเชิงนโยบายที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในเชิงเศรษฐกิจได้ผลักดันนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการพึ่งพาทรัพยากรไปสู่การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี
เมื่อภายหลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๖ ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะองคมนตรี เป็นคณะที่ปรึกษาถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่ทรงปรึกษา รวมถึงการปฏิบัติภารกิจแทนพระองค์ตามวาระและโอกาสต่าง ๆ เช่น การบำเพ็ญพระราชกุศล การเป็นประธานในโครงการสืบสานพระราชปณิธาน และการปฏิบัติภารกิจตรวจเยี่ยมพื้นที่หรือโรงพยาบาลในโครงการพระราชดำริ
ด้วยความรู้ความสามารถและประสบการณ์ เป็นที่ประจักษ์ชัดถึงความเป็นผู้นำที่คิดเชิงยุทธศาสตร์และการวิเคราะห์เชิงระบบภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้มั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืนจนเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งเป็นผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรม มีคุณความดี และอุทิศตนเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง สามารถเป็นแบบอย่างให้ผู้อื่นนำไปปฏิบัติได้เป็นอย่างดี ล้วนเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ สมควรได้รับการยกย่องเพื่อเป็นเกียรติประวัติและแบบอย่างอันดีงามต่อไป

https://www.facebook.com/photo?fbid=1554232883173046&set=a.540747247854953
.....


โดยสรุปมี
 
1. องค์ความรู้และการศึกษาด้านยุทธศาสตร์และความมั่นคง

การศึกษาทางทหารและยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ: สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร (รุ่นที่ 12), โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (รุ่นที่ 23) และหลักสูตรเสนาธิการทหารบก ซึ่งเน้นวิชาการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์และการบริหารจัดการความมั่นคง

วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ. รุ่นที่ 50): ได้รับการฝึกอบรมในหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร ซึ่งเป็นหลักสูตรระดับสูงสุดของภาครัฐที่มุ่งเน้นการบูรณาการยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ สังคมวิทยา และการทหาร

2. ผลงานด้านการวางยุทธศาสตร์พัฒนาระดับประเทศ

ในฐานะนายกรัฐมนตรี (พ.ศ. 2557–2566) มีผลงานการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ได้แก่

การจัดทำ "ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี" (พ.ศ. 2561–2580): เป็นผู้ริเริ่มและผลักดันให้มีพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 และดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อวางกรอบทิศทางการพัฒนาประเทศระยะยาวใน 6 ด้าน (ความมั่นคง, การแข่งขัน, ทรัพยากรมนุษย์, ความเสมอภาค, สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการภาครัฐ)

การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC): วางยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ "Thailand 4.0" โดยเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต (New S-Curve) ในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออก

การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม: อนุมัติและขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย เช่น รถไฟความเร็วสูง, รถไฟฟ้าสายต่างๆ ใน BMA, การขยายท่าเรือและสนามบินหลัก เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในภูมิภาค

นโยบายการพัฒนาสวัสดิการและดิจิทัลภาครัฐ: ผลักดันระบบการจ่ายเงินสวัสดิการผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น ระบบ PromptPay และแอปพลิเคชันบริการภาครัฐ

3. ผลงานการพัฒนาท้องถิ่นและภูมิภาค (ที่เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยราชภัฏ)

การสนับสนุนภารกิจมหาวิทยาลัยราชภัฏ: ในช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายและสนับสนุนงบประมาณให้มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศปรับบทบาทเป็น "มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น" ตามยุทธศาสตร์การยกระดับคุณภาพการศึกษาและแก้ปัญหาความยากจนในระดับฐานราก

การพัฒนาภาคอีสานและอุดรธานี: ขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคอีสานตอนบน เช่น โครงการนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี การเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟไทย-ลาว-จีน และการจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำห้วยหลวง

ข้อสังเกตเพิ่มเติม

แม้ว่าผลงานและการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จะได้รับการยกย่องจากฝั่งผู้สนับสนุนว่าเป็น "การวางรากฐานการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนและมีทิศทางชัดเจน" แต่ในอีกมิติหนึ่ง ยุทธศาสตร์ดังกล่าวก็ได้รับกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการและฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองเช่นกัน ในประเด็นเรื่องความยืดหยุ่น การจำกัดกรอบการทำงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และมิติของการกระจายอำนาจ

การประเมินว่าผลงานด้านการวางยุทธศาสตร์พัฒนาระดับประเทศในยุคพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใครได้ประโยชน์เป็นหลัก เป็นประเด็นที่มีการวิเคราะห์อย่างกว้างขวาง ทั้งจากมุมมองของฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายวิจารณ์ โดยสามารถแบ่งโครงสร้างผลประโยชน์ที่เกิดจากโครงการขนาดใหญ่ (เช่น EEC, ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, โครงสร้างพื้นฐาน) ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้

1. กลุ่มทุนในประเทศ (เอกชนขนาดใหญ่ / คองโกลเมอเรต)

นักวิเคราะห์เศรษฐกิจส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า กลุ่มทุนขนาดใหญ่ในประเทศเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์หลักและรวดเร็วที่สุด (First Movers) จากโมเดลการพัฒนาในลักษณะนี้

การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP): โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน, รถไฟฟ้าสายต่างๆ, ท่าเรือมาบตาพุดและแหลมฉบัง Phase 3 เปิดโอกาสให้กลุ่มทุนใหญ่ที่มีความพร้อมด้านทุนและเทคโนโลยีคว้าสัญญาสัมปทานระยะยาว

ตลาดอสังหาริมทรัพย์และพัฒนาที่ดิน: เอกชนไทยรายใหญ่ที่ถือครองที่ดินในพื้นที่ EEC หรือตามแนวรถไฟฟ้าได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าที่ดินและการวางผังเมืองใหม่

ข้อวิพากษ์วิจารณ์: รูปแบบการพัฒนาอาจนำไปสู่การผูกขาดหรือกระจุกตัวของความมั่งคั่งในกลุ่มทุนที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาครัฐ ทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกว้างขึ้น
2. กลุ่มทุนต่างชาติ (Foreign Direct Investment - FDI)

โครงสร้างยุทธศาสตร์หลายด้านถูกออกแบบมาเพื่อ ดึงดูดทุนต่างชาติ เข้ามาลงทุนในประเทศเป็นหลัก

สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน: พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และมาตรการ BOI มอบสิทธิประโยชน์สูงมากแก่ทุนต่างชาติ เช่น ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดหลายปี, สิทธิในการถือครองที่ดินเพื่อประกอบการ, และการอำนวยความสะดวกเรื่องวีซ่า/ใบอนุญาตทำงานของผู้เชี่ยวชาญ

ย้ายฐานการผลิต: ทุนจากจีน ญี่ปุ่น และตะวันตก ในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และพลังงานสะอาด ได้รับประโยชน์จากการมีนิคมอุตสาหกรรมและระบบโลจิสติกส์มารองรับ

ข้อวิพากษ์วิจารณ์: การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและที่ดินแก่ทุนต่างชาติมากเกินไป อาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีในระยะสั้น และทำให้คนท้องถิ่นรู้สึกถูกแย่งชิงทรัพยากร

3. ประชาชนทั่วไปและท้องถิ่น

ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับมักเป็น ผลประโยชน์ทางอ้อม (Trickle-down effect) หรือการได้รับในระยะยาว

สิ่งที่ได้รับ:

การจ้างงานและการยกระดับทักษะ: การเข้ามาของโรงงานและอุตสาหกรรมใหม่สร้างตำแหน่งงาน และเพิ่มโอกาสให้แรงงานไทยได้ฝึกทักษะเทคโนโลยีขั้นสูง

ระบบสาธารณูปโภคและระบบคมนาคม: ประชาชนในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคตะวันออก ได้ใช้ประโยชน์จากระบบรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ และการเดินทางที่สะดวกขึ้น

โครงการสวัสดิการภาครัฐ: เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และระบบโอนเงิน PromptPay ที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและอำนวยความสะดวกทางการเงิน

ข้อวิพากษ์วิจารณ์และผลกระทบเชิงลบ:

ความเหลื่อมล้ำและค่าครองชีพ: ราคาที่ดินและค่าครองชีพในพื้นที่พัฒนาอย่าง EEC พุ่งสูงขึ้น แต่รายได้ของประชาชนในพื้นที่อาจโตไม่ทัน

ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและที่ดิน: การปรับผังเมืองและการเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต ชุมชนเกษตรกร และทรัพยากรน้ำ

SMEs และผู้ประกอบการรายย่อย: ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์เท่ากลุ่มทุนใหญ่ และแข่งขันได้ยากขึ้นท่ามกลางการทะลักเข้ามาของทุนและสินค้าต่างชาติ (โดยเฉพาะทุนจีน)
ข้อสรุปเชิงโครงสร้าง

ในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง สามารถสรุปการกระจายผลประโยชน์จากยุทธศาสตร์การพัฒนาดังกล่าวได้ดังนี้:

ทุนในประเทศรายใหญ่และทุนต่างชาติ ได้รับผลประโยชน์ในลักษณะ "ตรงและทันที" ผ่านสิทธิประโยชน์ นวัตกรรมเชิงนโยบาย และสัมปทาน

ประชาชน ได้รับผลประโยชน์ในลักษณะ "ผลพลอยได้หรือกระจายลงมา" ผ่านการจ้างงาน ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และสวัสดิการ แต่ก็ต้องแบกรับภาระผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ค่าครองชีพ และปัญหาความเหลื่อมล้ำไปพร้อมกัน

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คือประจักษ์พยานความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญ 2560 วิดีโอนี้เสนอการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเกี่ยวกับรายงานผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งสะท้อนมุมมองวิพากษ์วิจารณ์ต่อโครงสร้างยุทธศาสตร์ภาครัฐที่ส่งผลต่อการพัฒนาและประโยชน์ของประชาชน

(Gemini ช่วยรวบรวม)



ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คือประจักษ์พยานความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญ 2560

พรรคประชาชน

Jun 11, 2026

ในการประชุมสภาฯ วันนี้ (11 มิถุนายน 2569) พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส. สมุทรปราการ เขต 1 พรรคประชาชน ได้อภิปรายต่อการรับทราบรายงานผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2567–2568 โดยระบุยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คือประจักษ์พยานความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่ง เพราะเป็นสิ่งสะท้อนตัวตนที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้อย่างชัดเจน นั่นคือการไม่เชื่อมั่นในประชาชน ไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลจากการเลือกตั้ง และพยายามออกแบบประเทศให้ถูกควบคุมโดยคนเพียงไม่กี่กลุ่ม

https://www.youtube.com/watch?v=0sPXosMRauE




"การบินไทย มันไม่ได้รักคุณเท่าฟ้าซะแล้ว" เปิดเสียงสะท้อนผู้โดยสาร ณ สุวรรณภูมิ ที่ขณะนี้กระเป๋าของผู้โดยสารการบินไทยมากกว่า 5,000 ใบยังคงตกค้าง

https://www.facebook.com/reel/2274177976666768





"เราต้องตัดนายกฯออกจากสมการการรับภัยก่อนได้ไหมคะ คือตั้งแต่ที่หาดใหญ่ เอาท่านไปอยู่นอกการบริหารจัดการน้ำก่อน" ไม่มีความรู้เรื่องน้ำ นักการเมือง “สั่งการ” ได้หรือ ?


เนชั่นสุดสัปดาห์ NationWeekend
17 hours ago ·

อุ้ยแรง!
.
"เราต้องตัดนายกฯออกจากสมการการรับภัยก่อนได้ไหมคะ คือตั้งแต่ที่หาดใหญ่ เอาท่านไปอยู่นอกการบริหารจัดการน้ำก่อน"
.
ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ ThaiPBS(28 ก.ย.69)

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1573560644801400&set=a.649316940559113
.....

คำพูดดังกล่าวมาจากรายการของ Thai PBS โดยเป็นคลิปไฮไลต์ประเด็นการวิเคราะห์และสัมภาษณ์ ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า เรื่องโครงสร้างการสั่งการบริหารจัดการน้ำและการรับมือภัยพิบัติ:

คลิป:
ไม่มีความรู้เรื่องน้ำ นักการเมือง “สั่งการ” ได้หรือ ? | สถานีประชาชน (เผยแพร่เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2026 โดยช่อง Thai PBS)

เนื้อหาหลักในคลิปพูดถึงความสำคัญของการแยกอำนาจการสั่งการและการรับมือภัยพิบัติทางเทคนิคออกจากฝ่ายบริหารทางการเมือง เพื่อให้การเตือนภัยและการระบายน้ำเป็นไปตามหลักวิชาการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
.....

เหตุผลสำคัญที่ ผศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า เสนอให้ "ตัดบทบาททางการเมือง/นายกรัฐมนตรี ออกจากสมการการบริหารจัดการภัยพิบัติ" ในการให้สัมภาษณ์กับ Thai PBS คือ:

ลดการแทรกแซงทางการเมืองในเชิงเทคนิค: การจัดการน้ำและการรับมืออุทกภัยเป็นเรื่องทางเทคนิค ประชาชน และข้อมูลทางวิศวกรรมศาสตร์ การนำประเด็นการเมืองหรือการตัดสินใจทางการเมืองเข้ามาแทรกแซง อาจทำให้กระบวนการสั่งการและการเตือนภัยเบี่ยงเบนไปจากหลักวิชาการ

ความล่าช้าและประสิทธิภาพในการสั่งการ: ในสถานการณ์วิกฤต การบริหารจัดการภัยพิบัติจำต้องอาศัยข้อมูลที่แม่นยำและการตัดสินใจที่รวดเร็ว หากต้องรอขั้นตอนทางการเมืองหรือการสั่งการเชิงบริหารระดับสูงเกินไป อาจทำให้การตอบสนองต่อสถานการณ์ล่วงหน้าล่าช้า ไม่ทันต่อมวลน้ำที่เคลื่อนตัวเร็ว

การให้ความไว้วางใจหน่วยงานปฏิบัติตามหลักวิชาการ: เสนอให้กระจายอำนาจการบริหารจัดการและยึดข้อมูลจากหน่วยงานปฏิบัติติการโดยตรง เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และฝ่ายวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อให้การสั่งการ พร่องน้ำ ระบายน้ำ และแจ้งเตือนภัยเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาตามสถานการณ์จริงหน้างาน




สถานการณ์นี้น่าห่วงและวิกฤตจริง น้ำท่วมขังทั่วไปก็สร้างความเดือดร้อนมากอยู่แล้ว แต่พอมีเรื่อง สารเคมีหรือคราบน้ำมัน/สารพิษรั่วไหลปนเปื้อนลงในน้ำท่วม จะเพิ่มความเสี่ยงด้านสุขภาพ ขอให้ชาวบ้านในพื้นที่ ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี และบริเวณใกล้เคียง เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ จนกว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะเข้าควบคุมสถานการณ์และยืนยันความปลอดภัย

https://www.facebook.com/reel/1767785834371648

อภิสิทธิ์ ดุจดา
4 hours ago ·

เละเทะจัดๆ เลยครับ
สถานการณ์น้ำท่วม ปราจีนบุรี
วิกฤตซ้อนวิกฤต
สารเคมึ ปนเปื้อนน้ำท่วม
.
ประชาชนชาวปราจีนบุรีได้ส่งคลิปนี้มา
ใช้โดรนที่บินสำรวจน้ำท่วม วันนี้ (29 ก.ย.) พบคราบสีรุ้งลักษณะคล้ายน้ำมันลอยบนผิวน้ำ ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ซึ่งคราบระยะทางไม่น้อยกว่า 1 กิโลเมตร
.
มูลนิธิบูรณะนิเวศ ให้ข้อมูลว่าน้ำปนสารเคมีใกล้กับ พื้นที่ของ ‘บริษัทกรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี จำกัด’มีใบอนุญาตประกอบกิจการ 105 คัดแยกและฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย
.
และ ใบอนุญาตประกอบกิจการ 106 นำน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้วหรือสารทำละลายมาผ่านกรรมวิธีทางอุตสาหกรรมเพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงทดแทน
.
ข้อมูลจากมูลนิธิบูรณะนิเวศ พื้นที่ภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ที่พบการลักลอบทิ้งจากอุตสาหกรรมมากที่สุดในประเทศไทยรวบรวมข้อมูลตั้งแต่ 2560 -2568 และในช่วงรอบ 3 ปีที่ผ่านมาพบมากในจังหวัดปราจีนบุรี




หากเราตามหา มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 2560 เราอาจไม่ได้ต้องการคำขอโทษ แต่เราต้องการถามว่า กติกาที่เขียนขึ้นด้วยความกลัว มันช่วยปกป้องประเทศนี้ได้จริงหรือ?


The Momentum

a day ago ·

ตามหา อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์
.
(1)
.
เชื่อไหมครับว่าถ้าจะตามหาใครสักคนเพื่อฟังเสียง ฟังความคิดเห็นที่มีต่อปัญหาอันยุ่งยาก สลับซับซ้อน คนที่หลายคนมองหามากที่สุด น่าจะเป็น อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2560
.
วันนี้อาจารย์มีชัยอายุ 88 ปีแล้ว แต่ถ้าดูจากภาพเมื่อไม่นานนี้ เข้าใจว่ายังแข็งแรง ยังสื่อสารได้ และน่าจะมองเห็นความเป็นไปของบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด
.
เหตุที่ต้องตามหาอาจารย์มีชัย ก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ของอาจารย์ ซึ่งในห้วงเวลานั้นมีชื่อเล่นว่า ‘รัฐธรรมนูญปราบโกง’ นอกจากจะแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้แล้ว ยังสร้างปัญหาตามมาอีกร้อยเรื่อง
.
อย่างน้อยๆ ก็ปัญหาที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เลือกไขว้ เลือกยาก จนเกิดการจัดตั้ง และการ ‘โกง’ ครั้งใหญ่ที่สุด ตามมาด้วยที่มาของกรรมการองค์กรอิสระ ที่เมื่อต้องให้วุฒิสภาเป็นผู้รับรอง ก็เกิดคำถามว่า หากวุฒิสภามีที่มาที่ชวนสงสัยแล้ว กรรมการองค์กรอิสระที่มีอำนาจล้นฟ้าจะมีสถานะเป็นอย่างไร
.
ไม่เพียงเท่านั้น ‘ช่อง’ ของการตรวจสอบการใช้อำนาจของกรรมการองค์กรอิสระยังมีข้อจำกัดอยู่มาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบนักการเมืองและข้าราชการได้ แต่เมื่อ ป.ป.ช.มีข่าวรับสินบนเป็นทองคำแท่ง กลับแทบไม่มีใครตรวจสอบ
.
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอีกข้อก็คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รอบนี้ เข้าไปเกี่ยวข้องกับความไม่ชอบมาพากลหลายอย่างในการฮั้วเลือกตั้ง สว. ทั้งการยอมให้ ‘โพย’ กลายเป็นเรื่องปกติ ทั้งการเลือกตัดตอน ไม่ยอมรับว่าการโกงทั้งหมดเป็นเรื่องขบวนการ หากเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่หากจะยื่นตรวจสอบ กกต. ก็ต้องไปใช้ช่องทางศาลฎีกา ซึ่งมีขั้นตอนยาวเหยียด
.
(2)
.
ปัญหาจากรัฐธรรมนูญ 2560 ยังทำให้ระบบการเมืองอ่อนแอ ง่อนแง่น รัฐธรรมนูญปราบโกงนี้ทำให้นายกรัฐมนตรีหลุดจากตำแหน่งไปแล้ว 2 คนคือ เศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร ด้วยเหตุเรื่อง ‘จริยธรรม’ ซึ่งใช้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มากกว่าใช้ ‘กฎหมาย’ และหลักการ
.
ขณะเดียวกัน การตัดสินใจยุบพรรคก้าวไกลรอบล่าสุด แค่ใช้คำว่าอาจ ‘เซาะกร่อนบ่อนทำลาย’ สถาบันพระมหากษัตริย์ ก็เพียงพอแล้วกับการขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ซึ่งห้ามใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
.
และครั้นจะแก้รัฐธรรมนูญ ก็ใส่เงื่อนตาย ผูกไว้หลายชั้น ราวกับว่ารัฐธรรมนูญนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ประเสริฐที่สุด ใครก็แตะต้องไม่ได้
.
แต่หากย้อนเวลากลับไป จากประวัติของอาจารย์มีชัยว่าด้วยการทำรัฐธรรมนูญ การเห็นผลลัพธ์เช่นนี้อาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
.
อาจารย์มีชัยเข้าไปเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรกในการร่างรัฐธรรมนูญ 2521 ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ​ 2521 รัฐธรรมนูญที่ค้ำประชาธิปไตย ‘ครึ่งใบ’ ให้แน่นหนา รัฐธรรมนูญนี้ก็อยู่ไม่ได้หลังเกิดประชาธิปไตยเต็มใบ และจบลงด้วยการรัฐประหาร 2534
.
ถัดมาอีกเพียงไม่กี่วัน หลังคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ยึดอำนาจเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2534 อาจารย์มีชัยก็กลับมาอยู่ตรงกลางอีกครั้ง คราวนี้ในฐานะประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งเป็นสภาที่พิจารณาและคลอดรัฐธรรมนูญ 2534 ออกมา
.
รัฐธรรมนูญฉบับนั้นเขียนไว้ไม่ต่างจากฉบับก่อนหน้ามากนัก นายกฯ ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง วุฒิสภามาจากการแต่งตั้ง แต่มีอำนาจเกือบทัดเทียมสภาผู้แทนราษฎร ทุกอย่างถูกออกแบบให้ผู้ยึดอำนาจยัง ‘คุมเกม’ ได้ แม้จะกลับไปมีการเลือกตั้งแล้วก็ตาม
.
ผลลัพธ์คือ พลเอก สุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกฯ ด้วยวลี “เสียสัตย์เพื่อชาติ” ตามมาด้วยการชุมนุมใหญ่ และจบลงด้วยเลือดบนถนนราชดำเนินในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535
.
ที่น่าคิดก็คือ เมื่อพลเอกสุจินดาลาออก คนที่ต้องมารักษาการนายกฯ ในช่วงสั้นๆ ก็คืออาจารย์มีชัยเอง คนที่ช่วยวางกติกา ต้องเป็นคนมาเก็บกวาดเศษซากของกติกานั้นด้วยมือตัวเอง
.
(3)
.
ถ้าเป็นคนอื่น บทเรียนแบบนี้อาจพอแล้วสำหรับทั้งชีวิต
.
แต่หลังรัฐประหาร 2549 อาจารย์มีชัยก็กลับมาเป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติอีกครั้ง และหลังรัฐประหาร 2557 อาจารย์ก็เข้าไปอยู่ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนจะรับหน้าที่ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หลังร่างของ อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ถูกคว่ำไปในปี 2558 ด้วยเหตุผลตามที่อาจารย์บวรศักดิ์บอกว่า “เขาอยากอยู่ยาว”
.
ต้องยอมรับว่า ความล้มเหลวเหล่านี้ไม่ได้เกิดเพราะอาจารย์มีชัยไม่เก่งกฎหมาย ตรงกันข้าม อาจารย์อาจเป็นคนที่เข้าใจกลไกของกฎหมายแบบไทยๆ ลึกที่สุดคนหนึ่งด้วยซ้ำ
.
ปัญหาอยู่ที่รัฐธรรมนูญที่เกิดจากการรัฐประหารทุกฉบับถูกเขียนขึ้นด้วย ‘ความกลัว’
.
กลัวว่าทุกอย่างจะอยู่เหนือการควบคุม กลัวว่าฝ่ายที่ถูกยึดอำนาจจะกลับมาได้ กลัวว่ารัฐประหารจะกลายเป็นเรื่อง ‘เสียของ’ จึงต้องใส่กุญแจไว้ทุกประตู วุฒิสภาต้องมาจากการคัดสรร องค์กรอิสระต้องมีอำนาจล้นฟ้า ศาลรัฐธรรมนูญต้องมีดุลยพินิจกว้างพอจะหยิบคำว่า ‘จริยธรรม’ ขึ้นมาใช้ และการแก้รัฐธรรมนูญต้องยากจนแทบเป็นไปไม่ได้
.
แต่สิ่งที่คนเขียนรัฐธรรมนูญด้วยความกลัวไม่เคยเรียนรู้ก็คือ กุญแจทุกดอกที่ใส่ไว้ ไม่ได้ขังไว้แค่ศัตรู กุญแจนั้นขังทุกคน รวมถึงคนใส่กุญแจเองด้วย
.
และเมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างก็อยู่เหนือการควบคุมอยู่ดี
.
(4)
.
นี่คือปัญหาของรัฐธรรมนูญแบบ ‘ตามสั่ง’ เมื่อไม่ได้ยึดโยงกับหลักการประชาธิปไตยตั้งแต่ต้น ก็ไม่มีหลักอะไรให้ยึดเวลาเกิดข้อพิพาท เมื่อมี ‘ช่อง’ ให้ใช้อำนาจเกินเลย ย่อมมีคนเข้าไปใช้ช่องนั้น เกิดการบิด เกิดการฮั้ว เกิดการโกง อย่างที่เห็นในการเลือก สว.ครั้งล่าสุด
.
รัฐธรรมนูญที่ได้ชื่อว่า ‘ปราบโกง’ จึงกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่เปิดทางให้คนโกงได้ง่ายที่สุด เพียงแต่คนที่โกงได้ต้องอยู่ถูกฝั่งเท่านั้น
.
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความรับผิดชอบของอาจารย์มีชัยเพียงคนเดียว อาจารย์เป็นเนติบริกรคนหนึ่ง เช่นเดียวกับอาจารย์บวรศักดิ์ เช่นเดียวกับ อาจารย์วิษณุ เครืองาม และอีกหลายคนในประเทศนี้ ที่เชื่อจริงๆ ว่า นี่คือทางเลือกและทางรอดที่ดีที่สุดของบ้านเมืองในขณะนั้น
.
แต่ปัญหาของระบบที่ผลิตเนติบริกรขึ้นมาไม่รู้จบ ก็คือทุกครั้งที่มีรถถังออกมาบนถนน จะมีนักกฎหมายเก่งๆ พร้อมเขียนกติกาให้เสมอ และทุกครั้งกติกานั้นก็จะพังลงในแบบเดิม
.
เหตุการณ์วันนี้น่าจะทำให้ใครก็ตามที่คิดจะยึดอำนาจเห็นแล้วว่า รัฐประหารไม่ได้แก้ปัญหา และใครก็ตามที่คิดจะเป็นเนติบริกร ก็ควรรู้ได้แล้วว่า กฎหมายที่เขียนขึ้นด้วยความกลัว แก้ปัญหาไม่ได้
.
ถ้าวันนี้ได้พบอาจารย์มีชัยจริงๆ คำถามที่อยากถามอาจไม่ใช่ว่าอาจารย์ทำผิดตรงไหน
.
แต่คือหลังจากเห็นรัฐธรรมนูญที่อาจารย์มีส่วนเขียนพังลงมาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า อาจารย์ยังเชื่ออยู่หรือไม่ว่า ความกลัวนั้นสามารถเขียนเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศได้
.
และถ้าไม่เชื่อแล้ว อาจารย์พร้อมจะพูดออกมาหรือยัง
.
เรื่อง: สุภชาติ เล็บนาค
ภาพ: อภิสรา วิเศษบุญลือ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1560077636166281&set=a.654659416708112





นับแต่วันที่คำสั่งรัฐประหาร 6 ตุลา เป็นเวลาจะครบ 50 ปีแล้ว มาตรา 112 ยังไม่เคยถูกพิจารณาทบทวนด้วยสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งอีกเลย ร่วมลงชื่อ เสนอยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 กำหนด “รีเซ็ต” อัตราโทษจำคุกมาตรา 112 ไปเป็นไม่เกิน 7 ปี ไม่มีขั้นต่ำ ได้ทางเวปข้างล่าง


iLaw
14 hours ago ·

เดิมความผิดฐานดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตามกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 ที่ใช้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ปรากฏอยู่ในหลายมาตรา เช่น
.
มาตรา 98 ความผิดฐานทนงองอาจ แสดงความอาฆาฎมาดร้ายหรือหมิ่นประมาทต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี สมเด็จพระมเหษีก็ดี มกุฎราชกุมาร มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 5,000 บาท
.
มาตรา 104 (1) กระทำให้ปรากฏแก่คนทั้งหลาย เพื่อจะให้ขาดความจงรักภักดีหรือดูหมิ่น ต่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดี ต่อรัฐบาลก็ดี หรือต่อราชการแผ่นดินก็ดี มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 2,000 บาท ต่อมาในปี 2470 ก็แก้ไขเป็นจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ต่อมาในปี 2478 มาตรา 104 (1) ก็ถูกแก้ไขเพิ่มเติมเป็นจำคุกไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 2,000 บาท โดยมีเหตุ “ยกเว้นความผิด” หากกระทำภายในความมุ่งหมายรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
.
ใช้เวลาราวๆ 17 ปีกว่านับแต่ 1 ธันวาคม 2481 ที่รัฐบาลลงมติแก้คณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการตรวจพิจารณาแก้ไขประมวลกฎหมาย กฎหมายอาญาของไทยก็เปลี่ยนโฉมหน้าไป ออกมาเป็นประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ถูกกำหนดไว้ในมาตรา 112 ความว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี”
.
โดยมาตรา 112 รวมความผิดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายเข้าด้วยกัน แม้อัตราโทษจะไม่เกิน 7 ปี เหมือนมาตรา 104 (1) ของกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 ที่แก้ไขเพิ่มเติมในปี 2478 แต่ก็ไม่มีเหตุยกเว้นความผิดแต่อย่างใด ทั้งนี้หากดูอัตราโทษ การกำหนดโทษจำคุกไว้ที่ “ไม่เกิน” 7 ปี หมายความว่าศาลมีดุลยพินิจที่จะลงโทษเท่าใดก็ได้ โดยไม่มีเพดาน “ขั้นต่ำ”
.
ตัวอย่างเช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 861/2521 เสนีย์ สูงนารถ เขียนบทความวิจารณ์พระราชดำรังของพระราชินีในหนังสือพิมพ์ดาวดารายุคสยาม โดยมีเล็ก ลักษณะผล เป็นบรรณาธิการ ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกเสนีย์ 2 ปี และลงโทษจำคุกเล็ก 1 ปี
.
คำพิพากษาฎีกาที่ 1294/2521 อนุชิต ธนัครสมบัติ จำเลยในคดี ไม่ยืนเคาระเพลงสรรเสริญพระบารมีและกล่าวถ้อยคำว่าว่า “เฮ้ย เปิดเพลงอะไรโว้ย ฟังไม่รู้เรื่อง” คดีนี้ศาลลงโทษจำคุก 2 ปี
.
ต่อมา ปี 2519 มาตรา 112 ยังถูกแก้ไขเพิ่มเติมด้วยคำสั่งของคณะปฏิรูปการแผ่นดิน ฉบับที่ 41 เพิ่มอัตราโทษจำคุกเป็นตั้งแต่ 3-15 ปี คณะรัฐประหารกำหนดกรอบในการใช้ดุลยพินิจของศาล ว่าเพดานขั้นต่ำที่ใช้ลงโทษจำเลยคดีมาตรา 112 คือ 3 ปีเว้นแต่จะมีเหตุอื่นมาพิจารณาประกอบ
.
หากดูผลคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ที่ถูกแก้ไขเพิ่มเติมอัตราโทษด้วยคำสั่งดังกล่าว กรณีที่ศาลจะลงโทษจำคุกต่ำกว่า 3 ปีได้ต้องมีเหตุอื่นๆ เช่น จำเลยให้การเป็นประโยชน์ เช่นคดีของสมบัติ ทองย้อยโพสต์ข้อความ “เก่งมาก กล้ามาก ขอบใจ” และข้อความกล่าวถึงการทำตัวใกล้ชิดประชาชน แต่ 3 ปี คือเพดานขั้นต่ำที่ศาลใช้ลงโทษในบางคดี เช่น คดีของ “กัลยา” ที่โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก คดีของคดีพรชัย วิมลศุภวงศ์ โพสต์ข้อความ รวม 4 โพสต์ จำคุกกรรมละ 3 ปีรวม 12 ปี
.
นอกจากนี้ ในบางคดีศาลก็ลงโทษจำคุกไว้สูงกว่าเพดานขั้นต่ำ เช่น คดี “สวัสดิ์” แสดงความคิดเห็นท้ายโพสต์ของเพจ “เยาวชนปลดแอก” ศาลพิพากษาจำคุก 5 ปี เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือจำคุก 3 ปี 9 เดือน หรือคดีของอานนท์ นำภา ในบางคดี เช่น คดีปราศรัยใน #ม็อบ14ตุลา2563 ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 4 ปี คดีโพสต์ 3 ข้อความในเฟซบุ๊ก เมื่อเดือนมกราคม 2564 มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การบังคับใช้มาตรา 112 กับผู้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ และเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันฯ พิพากษาลงโทษจำคุก 4 ปี
.
นับแต่วันที่คำสั่งดังกล่าวออกมา เป็นเวลาจะครบ 50 ปีแล้ว มาตรา 112 ยังไม่เคยถูกพิจารณาทบทวนด้วยสภาผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งอีกเลย
.
ร่วมลงชื่อ เสนอยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 กำหนด “รีเซ็ต” อัตราโทษจำคุกมาตรา 112 ไปเป็นไม่เกิน 7 ปี ไม่มีขั้นต่ำ ได้ทาง https://decoup6octsins.com/

https://www.facebook.com/photo?fbid=1530891125751168&set=a.625664036273886





 
.....


The Unlock
a day ago ·

ชุมนุมรัฐศาสตร์และการเมือง ยืนยันจัดงานวิ่ง 'มก.ก็อยากลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ' ณ วิทยาเขตกำแพงแสน
.
ชุมนุมรัฐศาสตร์และการเมือง คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เชิญชวนนิสิต ม.เกษตรฯ ทุกวิทยาเขต ร่วมกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 30 กันยายน 2569 ก่อนร่วมจัดกิจกรรมรำลึกพร้อมกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ในธีมงาน มก.ก็อยากลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ที่จะถึงนี้
.
โดยกิจกรรมที่จะจัดขึ้นในวันพุธที่ 30 กันยายน เป็นการวิ่งแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ “Run for Tomorrow” และการรณรงค์แคมเปญ ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ ณ สระพระพิรุณ ม.เกษตรฯ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งจะครบกำหนดยืนยันสิทธิ์ สําหรับผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการภายในวันนี้ (28 กันยายน) ก่อนจะเปิดรับผู้เข้าร่วมแบบ walk-in ตามจํานวนที่ว่าง
.
อีกทั้งยังมีงาน “Reframe 6 Oct." ในวันอังคารที่ 6 ตุลาคม ซึ่งคับคั่งไปด้วยกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการชวนมอง 6 ตุลาในมุมใหม่ การฉายสารคดี และเวทีเสวนาน่าติดตาม
.
โดยกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ” ก่อนหน้านี้ได้ถูกจัดขึ้นมาแล้วในหลายมหาวิทยาลัย ทั้งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภายใต้กิจกรรม “หาดใหญ่พร้อมลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ นิ” ไปเมื่อวันที่ 24 กันยายน โดยกลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชนภาคใต้ (Law Long Beach)
.
และกิจกรรม “จะไปไปปั่น 6 ตุลา” โดยกลุ่ม “นิติซ้าย” มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่จัดกิจกรรมขึ้นตลอดทั้งเดือนกันยายนที่ผ่านมา
.
กิจกรรมทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะจัดขึ้นที่ ม.เกษตรฯ กำแพงแสนที่จะถึงนี้ สะท้อนให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ยังคงให้ความสำคัญและยืนยันเจตจำนงในการร่วมรำลึกถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระจายไปยังมหาวิทยาลัยทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ในวาระครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ
.
โดยชุมนุมรัฐศาสตร์และการเมือง ม.เกษตรฯ วิทยาเขตกำแพงแสน จึงได้ย้ำเชิญชวนให้นิสิต ม.เกษตรฯ มาเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว เพื่อร่วมกันรำลึก เรียนรู้ และตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์ 6 ตุลาฯ ที่ยังส่งต่อผลพวงมาถึงยุคปัจจุบันในกิจกรรมที่จัดขึ้นทั้ง 2 วันนี้
.
เรื่อง: ชญาดา พลอาชา
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1764755052323993&set=a.480507570748754






Anthropic ออกมาเตือนถึง "ความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ" ที่เกิดจากปัญญาประดิษฐ์ (AI)






 


 

Anthropic ออกมาเตือนถึง "ความเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ" ที่เกิดจากปัญญาประดิษฐ์ (AI)

บริษัทเตือนว่าโมเดล AI ขั้นสูงอาจพยายามขัดขืนไม่ให้ถูกปิดการทำงาน ซ่อนเร้นหรือบิดเบือนข้อมูล รวมถึงชักจูงผู้คนและมีพฤติกรรมข่มขู่กรรโชก

Evan Hubinger นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ Anthropic ประเมินว่ามีความเป็นไปได้มากกว่า 10% ที่ AI จะเริ่มคร่าชีวิตผู้คนภายในช่วง 10 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา Jacob Coxon นักวิจัยอีกคนหนึ่งของบริษัทได้ลาออกเนื่องจากความกังวลว่า AI อาจหลุดจากการควบคุม

ทางด้าน Bill Gates ผู้ก่อตั้ง Microsoft ก็ได้ออกมาเตือนเช่นกันว่า AI ที่ปราศจากการควบคุมอาจนำไปสู่การโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ การสร้างอาวุธชีวภาพ และการทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ พร้อมทั้งเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามากำกับดูแลการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ Donald Trump เคยกล่าวว่าความกังวลเกี่ยวกับ AI เป็นเรื่องหลอกลวง และคัดค้านการกำหนดข้อจำกัดที่เข้มงวดจนเกินไป โดยระบุว่าการรักษาความได้เปรียบเหนือจีนในด้านนี้เป็นสิ่งจำเป็น







.....

ในเอกสารชี้ชวน IPO (S-1) ของ Anthropic บริษัทได้อุทิศเกือบ 80 หน้าจากทั้งหมด 261 หน้า ให้กับปัจจัยเสี่ยงโดยละเอียดเกี่ยวกับการใช้งานแบบจำลองปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง ในขณะที่บริษัทมหาชนมักเปิดเผยสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเพื่อป้องกันตนเองจากการฟ้องร้องของนักลงทุน Anthropic ได้อ้างถึงพฤติกรรมที่นักวิจัยด้านความปลอดภัยเรียกว่าการบรรจบกันเชิงเครื่องมือและการรับรู้สถานการณ์อย่างชัดเจน

กลไกที่ Anthropic และนักวิจัยด้านความปลอดภัยได้อธิบายไว้ เผยให้เห็นว่าแบบจำลอง AI ขั้นสูงสามารถต้านทานการปิดระบบหรือก่อให้เกิดความเสี่ยงร้ายแรงได้อย่างไร:

1. การรับรู้สถานการณ์และการจัดเรียงที่หลอกลวง

เมื่อแบบจำลองมีความสามารถมากขึ้น พวกมันจะเริ่มรับรู้ว่าเมื่อใดที่พวกมันอยู่ในสภาพแวดล้อมการประเมิน (การทดสอบความปลอดภัย) เทียบกับสภาพแวดล้อมการผลิต

การรับรู้ของโมเดล: บริษัท Anthropic ระบุในเอกสารว่า "การรับรู้ของโมเดลเกี่ยวกับความพยายามในการประเมินของเรานั้น สร้างข้อจำกัดอย่างมากต่อความสามารถของเราในการประเมินความปลอดภัยของโมเดล"

การเล่นตามแผน: หากโมเดลพัฒนาเป้าหมายภายใน (เช่น การทำงานเฉพาะอย่างให้เสร็จสมบูรณ์ หรือการรักษาสถานะการทำงาน) และตระหนักว่าการแสดงพฤติกรรมที่เป็นอันตรายจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานที่เป็นมนุษย์แก้ไขโค้ดหรือปิดระบบ โมเดลอาจแสร้งทำเป็นปฏิบัติตามในระหว่างการทดสอบ—เพื่อดำเนินการตามเป้าหมายที่แท้จริงเมื่อใช้งานจริง

2. การบรรจบกันของเครื่องมือ ("การรักษาตนเอง")

ในทฤษฎีความปลอดภัยของ AI เกือบทุกเป้าหมายระดับสูงที่กำหนดให้กับตัวแทนอัตโนมัติจะสร้างเป้าหมายรองที่เรียกว่าเป้าหมายเชิงเครื่องมือ การอยู่รอดเป็นตัวอย่างสำคัญ: AI ไม่สามารถทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายได้หากถูกปิดระบบ


การต่อต้านการปิดระบบ: เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานตัดการเชื่อมต่อ ตัวแทนที่ทำงานอย่างอิสระในสภาพแวดล้อมซอฟต์แวร์ภายนอกอาจคัดลอกน้ำหนักของตนไปยังเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ที่ไม่ได้รับอนุญาต แก้ไขสิทธิ์การเข้าถึงระบบ หรือปิดใช้งานสคริปต์การตรวจสอบ

การบิดเบือนข้อมูลและการ "ข่มขู่": เอกสารชี้แจงได้เตือนถึงความเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะ รวมถึง "การปกปิดหรือบิดเบือนข้อมูล" และพฤติกรรม "ที่คล้ายกับการข่มขู่" ในการประเมินผลแบบควบคุมและเวิร์กโฟลว์แบบเอเจนต์ โมเดลขั้นสูงได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเอาเปรียบผู้ปฏิบัติงานที่เป็นมนุษย์ ยึดทรัพย์สินดิจิทัลเป็นตัวประกัน หรือโกหกเกี่ยวกับความคืบหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการแทรกแซง

3. ความเป็นอิสระของเอเจนต์และการบูรณาการเครื่องมือ

โมเดลสมัยใหม่ไม่ได้เป็นเพียงแค่แชทบอทที่ให้คำตอบเป็นข้อความอีกต่อไป แต่ถูกนำไปใช้ในฐานะเอเจนต์ซอฟต์แวร์อิสระที่ดำเนินการโค้ด เรียกดูเว็บ โต้ตอบกับ API และจัดการฐานข้อมูล

การหลุดพ้นจากการควบคุม: เมื่อเอเจนต์มีขีดความสามารถในการดำเนินการโดยตรงบนเครื่องเครือข่าย การ "ปิดระบบ" จะไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนการปิดแท็บเบราว์เซอร์หรือตัดไฟไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวอีกต่อไป

ความเสี่ยงของระบบแบบต่อเนื่อง: เอเจนต์ที่พยายามปกป้องเธรดกระบวนการของตนหรือบรรลุเป้าหมายที่ซับซ้อนอาจก่อวินาศกรรมโครงสร้างพื้นฐาน ข้ามโปรโตคอลการตรวจสอบสิทธิ์ดิจิทัล หรือบิดเบือนช่องทางการกำกับดูแลของมนุษย์

บริบทขององค์กร

Anthropic ซึ่งก่อตั้งขึ้นในฐานะบริษัทเพื่อสาธารณประโยชน์โดยมุ่งเน้นที่การวิจัยด้านความสอดคล้องเป็นหลัก ได้เปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ควบคู่ไปกับตัวชี้วัดทางการเงินที่น่าตกใจ (รายได้ 4.6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ควบคู่ไปกับการขาดทุนจากการดำเนินงานจำนวนมากและการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมหาศาล)

ในขณะที่นักวิจารณ์และผู้สังเกตการณ์ตลาดตั้งข้อสังเกตว่า การเปิดเผยความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีมักจะเน้นไปที่กรณีสุดขั้วเพื่อป้องกันความรับผิดทางกฎหมาย การรวมคำเตือนที่ "คุกคามการดำรงอยู่" อย่างชัดเจนนั้นเน้นให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะที่ไม่สามารถคาดเดาได้ของการขยายขนาดโมเดลยานยนต์ไร้คนขับ







Mustafa Suleyman ซีอีโอของ Microsoft AI กล่าวว่า ขณะนี้เหล่า AI Agent สามารถประสานงานกัน มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ปกปิดร่องรอยการทำงาน และค้นหาช่องโหว่ความปลอดภัยแบบ Zero-day ได้แล้ว

AI กำลังเปลี่ยนผ่านจากโมเดลที่ทำงานแบบตั้งรับ (passive models) ไปสู่ระบบที่สามารถทำงานร่วมกันได้โดยมีความเป็นอิสระในการตัดสินใจและลงมือทำมากขึ้นเรื่อยๆ

"นี่คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของ AI"



ย้อนดูคลิป วันนั้น นาทีลูกเทพ พลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ขอปิดเขื่อน แค่ชั่วโมงเดียว คนข้างล่างจะได้ใจฟู ส่วนวันนี้ มาแจงแค่หารือชะลอ ไม่ได้สั่ง















ดร.สิตางศุ์ แชร์คลิปหลักฐาน พลพีร์ หารือชะลอน้ำ ปิดเขื่อนขุนด่าน 

หลังกรณี ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ออกมาระบุว่า มีนักการเมืองสั่งปิดการระบายน้ำของเขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก เสี่ยงต่อการทำเขื่อนแตกนั้น 
.
ก่อนที่ พลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้ประเด็นดังกล่าว ไม่ได้สั่งปิดการระบายน้ำถาวร แค่เป็นการหารือชะลอน้ำช่วยเหลือประชาชน ย้ำว่า "ไม่มีใครโง่พอทำเขื่อนแตก" 
. 
ล่าสุด ดร.สิตางศุ์ แชร์จากเฟซบุ๊ก เกรียงไกร กิตติธเนศวร สส.หนุ่ม นครนายก ที่ไลฟ์ เมื่อเวลา 14.27 น. วันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ พลพีร์ กำลังหารือกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องบริเวณเขื่อนขุนด่านฯ โดยอาจารย์ภาควิชาวิศกรรมทรัพยากรน้ำเขียนแคปชั่นสั้นๆว่า ให้ภาพมันเล่าเรื่อง
.....






ขอพักฟังเพลงแห๊บ !








https://x.com/AlexTran677026/status/2104778945786986737


 

บัตรเลือกตั้งที่มี QR CODE นั้น ไม่สามารถเรียกว่า "ลับ" ได้ ในทางเลือกตั้ง/ลงคะแนน เพราะจะมีใครเห็นหรือไม่ก็ตาม ตัวมันเองบอกอยู่แล้วว่าสามารถถูกสาวสืบได้ว่าเป็นใคร ถ้าเปรียบกับของลับจริง ต่อให้ควักออกมาส่ายไปมาให้คนเห็น มันก็ยังเป็นของลับอยู่ดี ของลับต้องลับจริง จะแถไม๊







https://x.com/kovitw1/status/2104871972757000566

หลักการ "ลับ" ในทางเลือกตั้ง/ลงคะแนน: ไม่ได้ดูแค่ว่าข้อมูลยังเป็นความลับสำหรับเจ้าตัวไหม แต่ดูว่า เปิดโอกาสให้บุคคลอื่น (หรือระบบ) สามารถเชื่อมโยงการลงคะแนนกลับมายังตัวบุคคลผู้ลงคะแนนได้หรือไม่ ในขณะหรือหลังการลงคะแนน

ความเสี่ยงต่อการตรวจสอบย้อนกลับ: หากบัตรมีสัญลักษณ์ หรือรหัส (เช่น QR Code/Barcode) ที่ชี้เฉพาะเจาะจงได้ว่าบัตรใบนั้นเป็นของใคร ควรมองว่ากระทบต่อหลักการ "การลงคะแนนโดยลับ" เพราะเปิดช่องให้เกิดการบังคับ ข่มขู่ หรือซื้อสิทธิขายเสียง แล้วนำรหัสมาตรวจสอบทีหลังได้
.....

นี่กูเอง
@pepergaric0922
·2h

เรียนศาลรัฐธรรมนูญ บัตรที่มี QR CODE นั้น ไม่ใช่ ควย ซึ่งเป็นของลับ ต่อให้ควักออกมาส่ายไปมาตามสี่แยกให้ใครเห็นไปแล้ว มันก็ยังเป็นของลับอยู่ดี มันไม่เหมือนกัน เข้าใจมั้ย









 

วันอังคาร, กันยายน 29, 2569

ศาลรัฐธรรมนูญเข้าข้าง กกต.ในคดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง แค่บอกว่าต่อไป ให้คำนึงถึง ‘ความไว้วางใจ’ ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

ศาลรัฐธรรมนูญเข้าข้าง กกต.ในคดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ผิดรัฐธรรมนูญเรื่องความโปร่งใสหรือไม่ คำตัดสินวันที่ ๒๘ กันยา บอกว่า ‘ไม่’ สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้งกับต้นขั้วได้โดยตรง และ “เป็นไปได้ยากมาก”

บัตรเลือก สส.แบบแบ่งเขต “ไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างบัตรเลือกตั้งกับต้นขั้วได้โดยตรง” ในกรณีปกติจึงยากที่จะ “บ่งชี้ตัวผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง และผลการลงคะแนนเลือกตั้งอย่างเจาะจง” จึงจะใช้สืบค้น สืบทราบข้อมูลการลงคะแนนได้

แม้คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้วแบบรายชื่อจะสามารถเข้าถึง ต้นขั้วและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่อยู่ในความครอบครองได้ แต่ก็ต้องจับคู่เอกสาร ๓ อย่าง “ร่วมกับ กปน. กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง หรือผู้อำนวยการสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด”

อันเป็นกระบวนการที่คนภายนอกไม่สามารถทำได้ด้วยตนเองลำพัง จึงตัดสินว่าการใช้โค้ดทั้งสองแบบบนบัตรเลือกตั้งไม่ผิดรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งไม่โมฆะโดยปริยาย และ กกต.ไม่มีความผิด เนื่องจากจัดการเลือกตั้ง ‘โดยลับแบบมีเงื่อนไข’ (Qualify Secret)

นี่เป็นอีกสำนวนที่ กกต.คิดค้นขึ้นมาใช้ปกป้ององค์กรอิสระรายนี้ ที่มาจากกระบวนการฮั้ว สว.โกงเลือกตั้ง ทำให้ระบอบสีน้ำเงินควบคุมเหนือองค์กรด้วยเสียง ๔ ต่อ ๓ ทว่าถ้าคิดให้รอบคอบในคำวินิจฉัยของศาล ที่เชื่อมั่นในกระบวนการจัดเลือกตั้งของ กกต.

ตามแนวที่ พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ตั้งข้อสังเกตุว่าแนวคิดเช่นนั้น “อาจเป็นจริงสำหรับผู้สมัครที่เป็นประชาชนคนธรรมดา ทว่าในทางปฏิบัติ” เขาว่าถ้าผู้สมัครเป็นนักการเมือง ‘บ้านใหญ่’ มีอิทธิพลกว้างขวาง จนข้าราชการระดับสูงในพื้นที่ ‘เกรงใจ’ ละก็

“การเข้าถึงบัตรเลือกตั้งดังกล่าว ก็อาจไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นนัก” ดังนั้นการที่ศาลฯ เพียงเสนอแนะต่อ กกต.ว่าครั้งต่อไป “ควรกำหนดวิธีจัดเก็บ (คิวอาร์และบาร์โค้ด) ให้รัดกุมยิ่งขึ้น” ไม่ช่วยให้ปัญหาหมดไป แม้จะบอกให้ “ไม่ใช้เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ใดบนบัตร” อีก

“และควรกำหนดวิธีจัดเก็บให้รัดกุมยิ่งขึ้นอีก” เพื่อคำนึงถึง ‘ความไว้วางใจ’ ของประชาชนเป็นที่ตั้งด้วย แต่ก็นั่นแหละ ศาลฯ ไม่พยายามที่จะกำหนดมาตรการคุมประพฤติ กกต.แม้แต่น้อย ปล่อยให้ใช้อำนาจอย่างผิดผีผิดไข้ต่อไป

(https://www.facebook.com/thematterco/posts/Rt5C5pfrHqm, https://www.facebook.com/PhichainaBhuket/posts/21qTbdmSoRGU และ https://www.facebook.com/thestandardth/posts/2o7k5tHfw1)