วันพุธ, ตุลาคม 07, 2569

"พลังของจดหมาย ยุค 6 ตุลา" ในยุคนั้น แม้จะไม่ใช่รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ยังแคร์เสียงกดดันจากชาวโลก แต่ปัจจุบัน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกลับไม่ใยดีต่อเสียงเรียกร้องของนานาชาติ ผู้ต้องขังจากคดีการเมืองจึงยังคงอยู่ในเรือนจำต่อไปด้วยข้อหาที่ไม่ใช่อาชญากรรม เป็นแต่เพียงการแสดงออกทางการเมืองและแสดงความเห็นทางการเมืองเท่านั้น" (รัฐบาลเฮงซวย ประเทศเฮงซวย !)


.....

Pipob Udomittipong
9 hours ago ·

#มิตรสหายท่านหนึ่ง
"เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษา ประชาชน ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ระหว่างฟังไลฟ์สดงานที่จัดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงที่ อ.พวงทอง พูดถึงแรงกดดันจากเสียงเรียกร้องของนานาชาติที่ส่งผลให้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ยอมนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่มีส่วนร่วมในอาชญากรรมโดยรัฐครั้งนั้น
.
สิ่งที่ อ.พวงทอง พูดบนเวที ทำให้นึกถึงหลายปีก่อนที่มีโอกาสได้ถ่ายทำบทสัมภาษณ์ อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ให้แอนเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อ.วิโรจน์ เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกจับกุมจากการจัดละครล้อเหตุการณ์แขวนคอช่างไฟฟ้าที่นครปฐม โดยจัดที่ลานโพธิ์ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาเพียงเล็กน้อย
.
อ.วิโรจน์เล่าว่า ขณะอยู่ในเรือนจำบางขวาง ช่วงใกล้ถูกปล่อยตัว มีจดหมายและโปสการ์ดจากทั่วโลกเป็นกระสอบๆ ทยอยส่งเข้ามาอย่างต่อเนื่องหลายวัน หรืออาจจะเป็นสัปดาห์ ซึ่งผมจำไม่แม่นแล้ว โดยเป็นผลจากการรณรงค์ขององค์กรระหว่างประเทศ และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ให้ปล่อยตัวนักศึกษาที่ถูกจับกุม และอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ท้ายที่สุดรัฐบาลเกรียงศักดื์ตัดสินใจนิรโทษกรรม ทำให้นักศึกษาที่ถูกคุมขังได้รับอิสระ พร้อมกับการลอยนวลพ้นผิดของฝ่ายที่เข่นฆ่าประชาชน
.
ในยุคก่อน แม้จะไม่ใช่รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ยังแคร์เสียงกดดันจากชาวโลก แต่ปัจจุบัน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกลับไม่ใยดีต่อเสียงเรียกร้องของนานาชาติ ผู้ต้องขังจากคดีการเมืองจึงยังคงอยู่ในเรือนจำต่อไปด้วยข้อหาที่ไม่ใช่อาชญากรรม เป็นแต่เพียงการแสดงออกทางการเมืองและแสดงความเห็นทางการเมืองเท่านั้น"

https://www.facebook.com/pipob.udomittipong/posts/10164761173996649
.....

เป็นความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นถึง "พลังของจดหมาย" และการรณรงค์ระดับสากลได้อย่างชัดเจนยิ่ง

เหตุการณ์ที่คุณ อาจารย์วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ และเพื่อนๆ นักศึกษา/นักกิจกรรมร่วมกันจัดเล่นละครล้อเลียนการแขวนคอช่างไฟฟ้าที่นครปฐม ณ ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ถือเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ฝ่ายขวาและสื่อบางสำนักในยุคนั้นนำไปบิดเบือนเพื่อปลุกระดมความเกลียดชัง นำไปสู่การล้อมปราบและสังหารหมู่ที่โหดเหี้ยมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

ประเด็นที่อาจารย์วิโรจน์เล่าถึง "กระสอบจดหมายและโปสการ์ดจากทั่วโลก" ในเรือนจำบางขวาง มีจุดเน้นย้ำทางประวัติศาสตร์และบทบาทของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ดังนี้:

Urgent Action (ปฏิบัติการด่วน): หลังจากเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา และการจับกุมกลุ่มผู้ต้องหา "19 จำเลย 6 ตุลา" แอมเนสตี้ฯ ได้ออกแคมเปญกระตุ้นเตือนสมาชิกและเครือข่ายผู้รักสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ให้ส่งจดหมายตรงถึงรัฐบาลไทยในขณะนั้น เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักศึกษาและประชาชนที่ถูกคุมขังโดยไม่ยุติธรรม


ผลกระทบต่อทางการไทย: การที่จดหมายหลายพันหลายหมื่นฉบับทะลักเข้าสู่เรือนจำบางขวาง ไม่เพียงสร้างกำลังใจมหาศาลให้กับผู้ถูกคุมขัง แต่ยังสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภาพลักษณ์บนเวทีโลก


การพ้นผิดและความย้อนยอก: ท้ายที่สุด พรบ.นิรโทษกรรม ปี 2521 แม้จะทำให้นักศึกษาและจำเลยเหตุการณ์ 6 ตุลาได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ แต่ในทางกลับกันก็เป็นการ "ลอยนวลพ้นผิด" (Impunity) ให้แก่เจ้าหน้าที่และผู้สั่งการล้อมปราบประชาชน ทำให้ความจริงและความยุติธรรมของเหตุการณ์ 6 ตุลา ยังคงเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน

บทสัมภาษณ์นี้จึงเป็นประตูล้ำค่าที่เชื่อมโยงระหว่าง ประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในไทย กับ การรณรงค์สิทธิมนุษยชนระดับสากล ได้อย่างทรงพลัง

เหตุการณ์ 6 ตุลาในประเทศไทยสู่สายตาคนทั่วโลก

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 (ค.ศ. 1976) เป็นหนึ่งในบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่โหดเหี้ยมที่สุดของไทย แต่ในสายตาและหน้าประวัติศาสตร์โลก เหตุการณ์นี้ถือเป็น จุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนมโนธรรมของประชาคมโลก ทั้งในแง่การรายงานข่าว สงครามเย็น และการเติบโตของขบวนการสิทธิมนุษยชนสากล
1. การทะลักของข่าวสารและภาพถ่ายช็อกโลก

ต่างจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ที่เน้นไปที่ข่าวการล้มรัฐบาลเผด็จการ เหตุการณ์ 6 ตุลา ถูกบันทึกไว้ด้วยความอัปยศและความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ถูกถ่ายทอดออกไปทันที:

ภาพถ่ายรางวัลพูลิตเซอร์ (Pulitzer Prize): ภาพถ่ายของ Neal Ulevich ช่างภาพสำนักข่าว AP ที่บันทึกภาพร่างของนักศึกษาถูกแขวนคอตายกับต้นสนามหลวง โดยมีฝูงชนยิ้มและใช้เก้าอี้ฟาด กลายเป็นภาพจำระดับโลกที่สะท้อนถึงความเกลียดชังและมนุษยฆาต ภาพนี้ถูกตีพิมพ์บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทั่วโลก และส่งผลให้ Neal Ulevichได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ในปี ค.ศ. 1977

การสื่อสารในยุคสงครามเย็น: สื่อต่างชาติ เช่น BBC, Time, Newsweek, The New York Times และ Far Eastern Economic Review รายงานตรงกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การกระชับพื้นที่ แต่คือ "การสังหารหมู่" (Massacre) ที่ได้รับการสนับสนุนหรือปล่อยเกียร์ว่างจากฝ่ายรัฐและกลุ่มพลังขวาจัด

2. ปฏิกิริยาของนานาชาติและมิติสงครามเย็น

ในบริบทสงครามเย็น โลกสากลมองเหตุการณ์นี้ผ่านเลนส์การเมืองภูมิภาค:

มุมมองของรัฐบาลตะวันตก: มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ด้านหนึ่งพึ่งพาไทยในฐานะ "ปราการต่อต้านคอมมิวนิสต์" หลังเวียดนาม ลาว และกัมพูชาตกเป็นคอมมิวนิสต์ในปี 2518 แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกลางเมืองหลวงก็กระทบต่อภาพลักษณ์ประชาธิปไตยของฝ่ายตะวันตกอย่างรุนแรง

การอพยพและภัยลี้ภัย: นานาชาติได้รับรู้เรื่องราวความโหดร้ายโดยตรงจากปากของนักศึกษา นักวิชาการ และประชาชนที่ต้องหลบหนีออกนอกประเทศ ทั้งที่หนีเข้าป่าร่วมกับ พคท. และผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจนลี้ภัยไปตั้งหลักแหล่งในฝรั่งเศส สวีเดน สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย

3. จุดก่อตัวของขบวนการรณรงค์สิทธิมนุษยชนระดับสากล

เหตุการณ์ 6 ตุลา กลายเป็นกรณีศึกษาคลาสสิกขององค์กรระหว่างประเทศอย่าง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) และเครือข่ายนักกิจกรรมทั่วโลก:

แคมเปญส่งจดหมาย (Urgent Action): แอมเนสตี้ฯ ตื่นตัวกับเหตุการณ์นี้อย่างมาก ได้จัดทำแคมเปญสื่อสารระดับสากล เรียกร้องให้สมาชิกในยุโรป อเมริกา และเอเชีย ร่วมกันเขียนจดหมายและโปสการ์ดส่งตรงมายังรัฐบาลไทยและเรือนจำไทย เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับ "จำเลย 6 ตุลา"

แรงกดดันทางการเมือง: จดหมายนับหมื่นนับแสนฉบับที่ส่งมาจากทั่วโลก กลายเป็นแรงกดดันทางการทูตและภาพลักษณ์ระหว่างประเทศที่รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ไม่สามารถมองข้ามได้ จนนำไปสู่การตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมและปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังในเวลาต่อมา

4. บาดแผลทางประวัติศาสตร์และความจำในระดับสากล

ในขณะที่สังคมไทยในยุคต่อมาพยายาม "ทำให้ลืม" (Forgetting) เพื่อการประนีประนอมทางการเมือง แต่มุมมองจากภายนอกกลับบันทึกเหตุการณ์นี้ไว้อย่างแจ่มชัด:

เหตุการณ์ 6 ตุลา ถูกนำไปอ้างอิงและศึกษาในตำราประวัติศาสตร์การเมือง รัฐศาสตร์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั่วโลก

โลกสากลมองเหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ของ "โฆษณาชวนเชื่อและการสร้างความเกลียดชัง" (Hate Speech & Demonization) ที่นำไปสู่การสังหารหมู่คนชาติเดียวกัน เพียงเพราะมีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน

เหตุการณ์ 6 ตุลา จึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ภายในประเทศไทย แต่เป็นปมประวัติศาสตร์ที่ทำให้สายตาของคนทั่วโลกตื่นตัวต่อความโหดร้ายทางการเมืองไทย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคมสากลเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน

หัวใจสำคัญของการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนระดับสากล ในยุคทศวรรษที่ 1970 และเป็นบทเรียนสำคัญที่ยังคงถูกอ้างอิงถึงในปัจจุบัน โดยมีประเด็นที่น่าสนใจและลึกซึ้งขยายความได้ดังนี้:
1. กำเนิด "Urgent Action" และกรณี 6 ตุลา

เครื่องมือ Urgent Action (ปฏิบัติการด่วน) ของแอมเนสตี้ฯ เริ่มพัฒนาขึ้นในช่วงต้นยุค 70 เพื่อตอบโต้กรณีการทรมานและการจับกุมคุมขังนักโทษทางความคิดอย่างไม่เป็นธรรมแบบฉับพลัน แต่กรณี "จำเลย 6 ตุลา" (รวมถึง อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ และคุณสุธรรม แสงประทุม) ถือเป็นหนึ่งในแคมเปญที่ประสบความสำเร็จที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แอมเนสตี้ฯ ใช้เครือข่ายสมาชิก (Local Groups) ที่กระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ ในยุโรปและอเมริกาเหนือ ให้ช่วยกันกระจายข่าว

สมาชิกไม่ได้ทำแค่ลงชื่อ แต่เขียนจดหมายด้วยลายมือหรือพิมพ์การ์ด แล้วติดแสตมป์ส่งทางไปรษณีย์อากาศ (Air Mail) ข้ามโลกมายังสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย และเรือนจำบางขวางโดยตรง
2. ทำไมจดหมายกระสอบๆ ถึงเปลี่ยนใจรัฐบาลได้?

ในทางรัฐศาสตร์ การส่งจดหมายไม่ได้เป็นเพียงการส่งข้อความให้กำลังใจ แต่มันคือ "มาตรการกดดันทางจิตวิทยาและภาพลักษณ์" (Naming and Shaming):

ภาระของเจ้าหน้าที่รัฐ: การที่มีจดหมายภาษาต่างประเทศจำนวนนับแสนฉบับส่งเข้ามา ทำให้เจ้าหน้าที่เรือนจำและหน่วยงานความมั่นคงต้องรับรู้ว่า "โลกกำลังเฝ้ามองดูคนกลุ่มนี้อยู่" หากผู้ต้องขังเป็นอะไรไปในคุก สังคมโลกจะถือว่ารัฐบาลไทยต้องรับผิดชอบทันที

การทูตและเศรษฐกิจ: ยุค พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ประเทศไทยต้องการฟื้นฟูภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจ ความน่าเชื่อถือทางการค้า และการลงทุนจากชาติตะวันตก การถูกกดดันจากภาคประชาสังคมสากลส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการทูต รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหาทางลงทางการเมือง
3. ผลลัพธ์เชิงบวกและความย้อนยอกที่ตามมา

แคมเปญนี้ส่งผลให้เกิดการตรา พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม พ.ศ. 2521 ทำให้นักศึกษาและจำเลยได้รับอิสระ และกลายเป็นกรณีศึกษาที่แอมเนสตี้ฯ นำไปใช้อ้างอิงทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน เพื่อพิสูจน์ว่า "จดหมายหนึ่งฉบับของคนธรรมดา เมื่อรวมกันเป็นหมื่นเป็นแสนฉบับ สามารถสั่นสะเทือนอำนาจรัฐบาลที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้จริง"

อย่างไรก็ตาม ความย้อนยอกทางประวัติศาสตร์คือ การนิรโทษกรรมในครั้งนั้นรวมถึงผู้ก่อความรุนแรงด้วย ทำให้ผู้สั่งการและผู้ลงมือสังหารประชาชนไม่เคยต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งกลายเป็นวัฒนธรรม "การลอยนวลพ้นผิด" (Impunity) ที่สืบเนื่องมาในสังคมไทยจนถึงทุกวันนี้




“ทั้งคนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา ไปจนถึงคนแบบ ทิวากร วิถีตน มันคือการกำจัดคนเห็นต่าง"

https://www.facebook.com/watch/?v=2023126255047919

We, The People
a day ago ·

#ยืนหยุดทรราชw177
3 ตุลาคม 2569
“ทั้งคนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา ไปจนถึงคนแบบ ทิวากร วิถีตน มันคือการกำจัดคนเห็นต่าง ถึงแม้ว่าคนในปัจจุบันจะไม่โดนฆ่าแล้วเอามาแขวนคอใต้ต้นมะขามแล้ว เพราะทุกวันนี้ทำไม่ได้ มีคนมากมายที่คอยถ่ายรูปเก็บหลักฐาน สังคมโลกก็ไม่ยอมรับ แต่พวกเขาจะถูกฝังกลบด้วยกระบวนการทางกฎหมายที่ใช้เงินภาษีของประชาชน เรามองว่ารัฐไทยอยากให้คนในประเทศไม่ต้องทำอะไร เกิดมา ตั้งใจเรียนให้จบ ทำงานในระบบ ถ้าเห็นว่าสังคมมีความผิดปกติ ก็ไม่ต้องพูดอะไร ใช้ชีวิตไปแบบนั้นแหละ แล้วถึงวันหนึ่งก็ตายไป“
—ทนายความ กุณฑิกา นุตจรัส จากเพจ “มนุษย์กรุงเทพ”
#นิรโทษกรรมประชาชน




https://www.facebook.com/wetheequalcitizen/posts/1115003064215026

We, The People
a day ago ·

#ยืนหยุดทรราชw177
3 ตุลาคม 2569
“ทั้งคนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา ไปจนถึงคนแบบ ทิวากร วิถีตน มันคือการกำจัดคนเห็นต่าง ถึงแม้ว่าคนในปัจจุบันจะไม่โดนฆ่าแล้วเอามาแขวนคอใต้ต้นมะขามแล้ว เพราะทุกวันนี้ทำไม่ได้ มีคนมากมายที่คอยถ่ายรูปเก็บหลักฐาน สังคมโลกก็ไม่ยอมรับ แต่พวกเขาจะถูกฝังกลบด้วยกระบวนการทางกฎหมายที่ใช้เงินภาษีของประชาชน เรามองว่ารัฐไทยอยากให้คนในประเทศไม่ต้องทำอะไร เกิดมา ตั้งใจเรียนให้จบ ทำงานในระบบ ถ้าเห็นว่าสังคมมีความผิดปกติ ก็ไม่ต้องพูดอะไร ใช้ชีวิตไปแบบนั้นแหละ แล้วถึงวันหนึ่งก็ตายไป“
—ทนายความ กุณฑิกา นุตจรัส จากเพจ “มนุษย์กรุงเทพ”
#นิรโทษกรรมประชาชน





คุณคิดว่าผู้คนยังลืมอยู่ไหม? ค่ำคืนของวันที่ 6 ตุลา 2569 ผู้คนกว่า 60,562 รายชื่อ ได้ลงชื่อในแคมเปญ #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา คุณคิดว่าคนยังลืมอยู่ไหม? แม้ว่าวันที่ 6 ตุลากำลังจะจบลง แต่คุณยังสามารถร่วมบันทึกความทรงจำร่วมสมัยของคุณต่อการเมืองไทย ที่ memoirofpeopleresistance.amnesty.or.th

https://www.facebook.com/AmnestyThailand/posts/1546953874137022

Amnesty International Thailand
3 hours ago ·

คุณคิดว่าผู้คนยังลืมอยู่ไหม?
ค่ำคืนของวันที่ 6 ตุลา 2569 ผู้คนกว่า 60,562 รายชื่อ ได้ลงชื่อในแคมเปญ #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา
คุณคิดว่าคนยังลืมอยู่ไหม?
ตลอดเส้นหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เกิดการสลายการชุมนุมหลายครั้งที่นำมาสู่การสูญเสียชีวิตของผู้คน
ตั้งแต่เหตุการณ์ในช่วงรุ่งสางของวันที่ 6 ตุลา ที่สนามฟุตบอลธรรมศาสตร์
เหตุการณ์พฤษภา 35 ที่ชะตากรรมของผู้คนจำนวนมากยังคงถูกปกปิดว่าพวกเขา “หายไปไหน” และครอบครัวยังเฝ้ารอที่จะรับเขากลับบ้านอีกครั้ง
เหตุการณ์การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง นำมาสู่การเสียชีวิตของผู้คน 99 คน ที่อีกไม่ถึง 4 ปี จะครบ 20 ปี
เหตุการณ์ในปี 2565 ที่เกิดการสลายการชุมนุมด้วยกระสุนยาง แก๊สน้ำตา และเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง จน “พายุ บุญโสภณ” สูญเสียดวงตาข้างขวาถาวรระหว่างการชุมนุมเพื่อปกป้องทรัพยากร และปี 2564 ที่ “เด็กชายวาฤทธิ์” ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างร่วมชุมนุม ด้วยกระสุนจริงบริเวณหน้าสถานีตำรวจนครบาลดินแดง
คุณคิดว่าคนยังลืมอยู่ไหม?
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้คนได้ยืนหยัดต่อต้าน และชุมนุมประท้วงในหลากหลายประเด็น หลากหลายข้อเรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ทรัพยากร การเมือง เพศ สิทธิแรงงาน หรือเรื่องราวอีกหลากหลาย
หลายเรื่องราวที่เวลาผ่านไปหลายสิบปี แต่ผู้คนยังจดจำการปราบปรามอย่างเป็นระบบโดยรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสงครามข้อมูลข่าวสาร จากหนังสือพิมพ์และวิทยุ สู่กระบวนการข้อมูลข่าวสารในโลกอินเทอร์เน็ตที่โจมตีนักปกป้องสิทธิ ที่นำมาสู่การควบคุมเรื่องเล่าและเรื่องราวที่เกิดขึ้น
การสร้างความหวาดกลัว ผ่านกระบวนการการทรมานและย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับให้นอนคว่ำหน้าบนสนามฟุตบอลจนไม่สามารถหายใจได้ การจับผู้คนลงคุกหลุมดินในช่วงสงครามยาเสพติด ไปจนถึงการอุ้มหายผู้เห็นต่าง
การบ่มเพาะความแตกแยกและสร้างความเกลียดชัง ทั้งการแบ่งแยกว่า “พวกเขา” ไม่มีการศึกษา “พวกเขา” มีแนวคิดทางการเมืองที่แตกต่าง “พวกเขา” “พวกเขา” และ “พวกเรา”
การปราบปรามผู้เห็นต่าง และปิดปากเสียงต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นการสลายการชุมนุมที่เกิดขึ้น หรือการใช้กฎหมายอาญาดำเนินคดีในหลายมาตรา ตั้งแต่กฎหมายหมิ่นประมาท จนถึงกฎหมายความมั่นคง เมื่อการชุมนุมประท้วงถูกปิดกั้น นักกิจกรรมถูกล็อคเป้า และพื้นที่พลเมืองหดตัวลง
การสร้างความหวาดกลัว ที่รวมถึงการทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหาย ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เพียงคนหนึ่งคน หรือครอบครัวหนึ่งครอบครัว แต่รวมไปถึงสังคมทั้งสังคม
อำนาจนิยมจะยังแผ่ขยายอยู่อย่างนั้น ถ้าผู้คนหยุดเชื่อว่าพวกเขาจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้
แต่เสียงยืนหยัดเล่าเรื่องราวทุกการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้น ได้ตอกย้ำว่าผู้คนยังไม่ลืม
แม้ว่าวันที่ 6 ตุลากำลังจะจบลง แต่คุณยังสามารถร่วมบันทึกความทรงจำร่วมสมัยของคุณต่อการเมืองไทย ที่ memoirofpeopleresistance.amnesty.or.th
#ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา

 
https://www.facebook.com/watch/?v=28472467979113955

Amnesty International Thailand
6 hours ago ·

เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ได้เกิดการสลายการชุมนุมที่นำมาสู่การสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ก่อนที่เวลาประมาณ 18.00 น. ของวันเดียวกัน คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินจะทำรัฐประหาร ตามมาด้วยประกาศคำสั่งฉบับที่ 41 ที่นำมาสู่การเพิ่มโทษกฎหมายอาญาหลายมาตรา ที่ยังไม่เคยถูกยกเลิกจนถึงปัจจุบัน
.
เหตุการณ์วันนั้นเปลี่ยนชีวิตของผู้คนมากมาย รวมถึงเสียงเอ็ม 79 ในช่วงรุ่งสาง ทำให้เด็กวัย 8 ขวบต้องสะดุ้งตื่นตอนตีห้า มองออกไปเห็นท้องฟ้าสีแดงอมส้มเหนือธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ก่อนที่พี่ชายจะถูกจับตัวออกไปจากบ้าน
.
ผลกระทบวันนั้นยังทำให้นักหนังสือพิมพ์และกวีคนหนึ่งต้องทิ้งชีวิตการทำงานในฐานะบรรณาธิการข่าว ต้องลี้ภัยไปในต่างแดน ขณะที่หลายสิบปีต่อมา ลูกชายเพิ่งเข้าใจว่าการเดินทางของพ่อในวันนั้นไม่ใช่การไปเที่ยว แต่คือการหนีออกจากประเทศเพราะการที่บ้านเมืองไม่ยอมรับคนที่มีความคิดหัวก้าวหน้า
.
และเมื่อเวลาผ่านไปอีก 50 ปี เรื่องราวยังเดินทางมาถึงคนอีกรุ่น
.
“เพื่อนเราหลายคนก็โดนคดีเหล่านี้ บางคนยังถูกคุมขัง บางคนก็ลี้ภัยไปต่างประเทศ บางคนยังลำบากเทียวมาเทียวไปขึ้นศาล”
.
จากเช้า 6 ตุลาคม 2519 สู่ชีวิตของผู้คนหลายรุ่น บางคนเก็บวันนั้นไว้ในความทรงจำ บางคนกลับไปค้นหามันผ่านนิทรรศการ บางคนส่งต่อเรื่องราวผ่านบทกวีและเสียงเพลง ขณะที่คนอีกรุ่นกำลังพยายามจัดการกับมรดกทางการเมืองและกฎหมายที่ยังตกทอดมาถึงคนรุ่นปัจจุบัน
.
ชวนติดตามสารคดี “50 ปี หลังเช้าวันที่ 6 ตุลา” ที่จะชวนกลับไปฟังเสียงของผู้คนหลายรุ่น ตั้งแต่คนที่อยู่ในเช้าวันนั้น จนถึงคนที่เกิดหลังเหตุการณ์หลายสิบปี อะไรจบลงไปแล้ว และอะไรจาก 6 ตุลา ยังอยู่กับสังคมไทยจนถึงวันนี้
.
ติดตามสารคดีความยาว 40 นาทีได้ที่: https://youtu.be/rAJRX3BYE0Q
.
#ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา #AmnestyThailand




งงมั้ยกับกฎหมายไทย


.....

Te Neti
5 hours ago ·

กฎหมายไทยนี่มันงงๆมั้ย

ค้ายาติดคุกที่ต่างประเทศ ไม่ได้ทำที่ไทย เป็น สส เป็น รัฐมนตรี ได้เพราะไม่ได้ทำในประเทศไทย
ตัวอยู่ในประเทศไทย ทำเว็บการพนันที่ต่างประเทศ แม้กฎหมายไทยการพนันจะถือว่าผิดกฎหมาย แต่ไม่ได้ทำที่ไทย ไม่เป็นไร

แต่ด่าเจ้าไทยนี่ด่าที่ไหน บนฟ้า บนดิน ใต้น้ำ ในอวกาศ นอกประเทศไทย ก็ถือว่าผิดกฎหมายไทย ทั้งนั้น

https://www.facebook.com/Neti.Wichian/posts/28700171963001511
.....


The101.world
17 hours ago ·

กฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันเป็นมรดกจากการรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินแก้ไขบทลงโทษในการกระทำที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ให้เพิ่มมากขึ้น
.
สมชาย ปรีชาศิลปกุล จึงชวนมองเส้นทาง 50 ปีของมาตรา 112 ตั้งแต่คำสั่ง ปร. 41 หลังรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 จนถึงการดำเนินคดีอย่างกว้างขวางหลังรัฐประหาร 2557
.
อ่านได้ที่: https://www.the101.world/50-years-of-6-october-and.../
.
“กฎหมายมาตรา 112 ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ลอยพ้นจากกาละ/เทศะ หากเป็นกฎหมายที่สัมพันธ์กับการเมืองอย่างแนบแน่น การเพิ่มโทษโดยคณะรัฐประหารและการบังคับใช้กฎหมายที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาสะท้อนถึงความเป็น ‘การเมือง’ อย่างไม่อาจปฏิเสธ”
.
“กระบวนการยุติธรรมของไทยไม่ได้มีความเป็นอิสระและเป็นกลางอย่างที่รับรู้และเข้าใจกันโดยเฉพาะในประเด็นที่สัมพันธ์กับปัญหาทางการเมือง ความยุ่งยากของมาตรา 112 ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในการตัดสินในชั้นศาลเท่านั้น หากแผ่กว้างออกไปทั้งระบบไม่ว่าจะเป็นทางฝ่ายตำรวจ อัยการ ล้วนอยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่างกัน”
.
“การบังคับใช้กฎหมายมาตรา 112 ที่เกิดขึ้นราวกับไฟลามทุ่ง ได้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องเผชิญกับคำถามที่มากขึ้น ประกอบกับในช่วงทศวรรษ 2550 เป็นช่วงปลายรัชสมัยของรัชกาลที่ 9 อันนำมาซึ่งความกังวลต่อความมั่นคงของสถาบันตามจารีตในช่วงรอยต่อ จึงอาจทำให้มีการเลือกใช้มาตรา 112 มาเป็นเครื่องมือในการปกป้องสถาบันจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

“แต่การเลือกใช้มาตรา 112 อย่างเข้มข้นนี้จะช่วยสามารถทำให้เกิดความมั่นคงต่อสถาบันกษัตริย์หรือไม่ เป็นอีกเรื่องที่ต้องแยกพิจารณาต่างหากออกไป”
.
ภาพประกอบ: สุภัฏฐา วรวงค์
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1644587593702707&set=a.523964959098315



จุดเทียนแน่นมธ.-แถลงปิดจ็อบล่าชื่อ ‘ลบมรดก รปห.’ ทะลุเป้า! จ่อหอบชื่อยื่นสภา 21 ตุลาฯ นี้ จากนั้น ผู้ร่วมงานส่งเสียงเรียกร้องให้ ผู้ต้องหาการเมืองกลับบ้าน และปรบมือให้กำลังใจญาติผู้สูญเสียในเหตุการณ์ล้อมปราบ 6 ตุลาฯ



จุดเทียนแน่นมธ.-แถลงปิดจ็อบล่าชื่อ ‘ลบมรดก รปห.’ ทะลุเป้า! จ่อหอบชื่อยื่นสภา 21 ตุลาฯ นี้

6.10.26
มติชนออนไลน์

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ จัดงานรำลึกครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 ล้อมปราบนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยปีนี้มีกิจกรรมต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

โดยกิจกรรมในช่วงเย็น ตั้งแต่เวลา 16.30 น. บริเวณสวนประติมากรรมประวัติศาสตร์ ‘ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย’ มีกิจกรรม Walking Tour ก่อนต่อด้วยเวลา 18.40 น. การแสดงงิ้วล้อการเมือง โดย อุปรากรจีนล้อการเมือง

จากนั้นเวลา 19.00 น. เข้าสู่กิจกรรม ‘ทบทวนมรดก 6 ตุลา บอกลาคำสั่งคณะรัฐประหาร’ ร่วมส่งท้ายแคมเปญ ‘ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา’ โดยแบ่งออกเป็นหัวข้อ ดังนี้
  • คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 คืออะไร โดย บุณยนุช มัทธุจักร โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)
  • ทำไมเราต้องยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 โดย น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ หรือ ทนายเมย์ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
  • ปัญหาและผลกระทบ อันเนื่องมาจากคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 โดย น.ส.วรรณวลี หรือ ตี้ นักเคลื่อนไหวผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 และ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)
  • เมื่อคนไม่จำนน ความมืดมนจะหายไป’ โดย รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ถ้าเรายกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41… โดย นายธีรภพ เต็งประวัติ เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง (ThumbRights)
จากนั้นเวลา 20.20 น. เครือข่ายรณรงค์ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ อ่านแถลงการณ์ปิดแคมเปญ ’ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ’ นำโดยนายสุเทพ สุริยะมงคล อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ปี 2517 และประธานชมรมโดมรวมใจ โดยมีเนื้อหาส่วนหนึ่ง ดังนี้

“เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี 6 ตุลา เหตุการณ์ที่รัฐปราบปรามประชาชนที่ออกมาเรียกร้อง ทางการเมืองอย่างโหดเหี้ยม เป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่มีการรำลึกและกล่าวถึงมาตลอด หลายคน อาจคิดว่าเหตุการณ์นี้เป็นประวัติศาสตร์ซึ่งจบไปแล้ว เหลือเพียงแต่ความเจ็บปวดของผู้คนในอดีตที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่

วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ไม่ได้มีแต่การล้อมปราบประชาชน แต่เป็นวันที่มีการก่อรัฐประหาร โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ตามด้วยการออกคำสั่งมากมายหลายฉบับ หนึ่งในนั้นคือคำสั่ง ของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ที่เพิ่มอัตราโทษของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออก ของประชาชนจำนวน 12 มาตรา

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือกฎหมายที่ถูกแก้โดยคณะรัฐประหารฉบับนี้ ยังถูกใช้มาดำเนินคดีกับประชาชน ที่ออกมาเรียกร้องทางการเมืองจนถึงปัจจุบันและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยยังมีผู้ต้องขังทางการเมือง อยู่อย่างน้อย 49 คนในขณะนี้

6 ตุลาไม่ได้เป็นแต่เรื่องประวัติศาสตร์ที่ผ่านไปแล้ว แต่ยังส่งผลกระทบถึงปัจจุบัน ทุกรายชื่อที่ร่วมกันลบมรดกหกตุลาในวันนี้ ซึ่งมีความหมายเป็นการเดินทางต่อเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อ 50 ปีก่อน มีความหมายต่อผู้สูญเสีย และส่งความหมายถึงนักโทษการเมืองที่ยังถูกจองจำอีกหลายคน

วันนี้ครบรอบ 50 ปี 6 ตุลา การรณรงค์ ‘ลบมรดกรัฐประหารหกตุลา’ เดินมาถึงเป้าหมาย ปลายทางแล้วโดยได้จำนวนรายชื่อ ทะลุเป้า จากที่เคยคาดหวังไว้ เพราะกำลังของทุกคนที่ร่วมแรงกันตลอดสามเดือนที่ผ่านมา

โดยเราจะนำรายชื่อทั้งหมดของประชาชนที่มาร่วมเสนอกฎหมาย ไปขึ้นต่อสภาฯ ในวันพุธที่ 21 ตุลาคม 2569 อันเป็นวันครบรอบ 50 ปี ของคำสั่งฉบับที่ 41 ที่มาตรา 112 ถูกเพิ่มอัตราโทษ และใช้ดำเนินคดีมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นสัญลักษณ์การทวงคืนเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน และการดำเนินการ เพื่อให้มรดกบาปจากรัฐประหาร 6 ตุลา หมดไป

จากนั้นเวลา 20.15 น. ผู้ร่วมงานต่างจุดเทียน พร้อมขับขานบทเพลง ‘แสงดาวแห่งศรัทธา’ กึกก้อง ก่อนทยอยนำเทียนไปเรียงเบื้องหน้าลานประติมากรรมประวัติศาสตร์ ‘ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย’ เป็นข้อความว่า 50 ปี 6 ตุลาฯ โดย ‘วงสลึง’ ร่วมขันขานบทเพลงรำลึก

พร้อมอ่ายรายชื่อ ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สังหารหมู่ทีละราย รวมถึงบอกลักษณะการเสียชีวิต อาทิ ทั้งจากปืน หรือถูกเสก็ดระเบิด ถูกของแข็งแทง และรัดคอ ปืนยิงทะลุสมอง ซึ่งล้วนเป็นนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัย จำนวน 41 คน เป็นอย่างน้อย

จากนั้นเวลา 20.45 น. ผู้ร่วมงานส่งเสียงเรียกร้องให้ ผู้ต้องหาการเมืองกลับบ้าน และปรบมือให้กำลังใจญาติผู้สูญเสียในเหตุการณ์ล้อมปราบ 6 ตุลาฯ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 
https://www.matichon.co.th/politics/news_5921893




https://www.facebook.com/watch/?v=40210801961852007



https://www.facebook.com/iLawClub/posts/1538458974994383?ref=embed_post

iLaw
2 hours ago ·

ปิดแคมเปญลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ บอกลาคำสั่งคณะรัฐประหาร
.
6 ตุลาคม 2569 ครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ จัดงานเสวนาปิดแคมเปญลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ “ทบทวนมรดก 6 ตุลา บอกลาคำสั่งคณะรัฐประหาร” ที่หน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ อันเป็นกิจกรรมสุดท้ายก่อนปิดงานรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ
งานนี้มีผู้ร่วมเสวนา คือ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ บุณยนุช มัทธุจักร จากไอลอว์ พูนสุข พูนสุขเจริญ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตี้-วรรณวลี ธรรมสัตยา นักกิจกรรม รองศาสตราจารย์กนกรัตน์ เลิศชูสกุล จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธีรภพ เต็งประวัติ นักศึกษาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
โดยตั้งแต่เปิดแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลาฯ” เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นมา มีประชาชนร่วมกันเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 พ.ศ. …. จำนวนทั้งสิ้น 60,986 คน (ข้อมูลเวลา 23:01 น. วันที่ 6 ตุลาคม 2569)
.
อ่านต่อได้ที่: https://www.ilaw.or.th/articles/59571




ย้อนฟังการรายงานข่าวเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ผ่านสถานีวิทยุ BBC Radio 4 ผู้สื่อข่าวบีบีซีที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร ได้เล่าเหตุการณ์การเข่นฆ่าที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และย้อนฟังสัมภาษณ์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศไทยจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

https://www.facebook.com/reel/980591360969606


https://www.facebook.com/reel/2120029792234806




https://www.facebook.com/reel/2669308380153161




“ถ้าคุณบอกว่านักศึกษาต้องการการเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไปในสมัยนั้น ผมก็จะบอกกลับกันว่าฝ่ายขวากลัวการเปลี่ยนแปลงเกินไปในสมัยนั้น” The MATTER พูดคุยกับ ธงชัย วินิจจะกูล


The MATTER
@thematterco

“ถ้าคุณบอกว่านักศึกษาต้องการการเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไปในสมัยนั้น ผมก็จะบอกกลับกันว่าฝ่ายขวากลัวการเปลี่ยนแปลงเกินไปในสมัยนั้น” The MATTER พูดคุยกับ ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ และหนึ่งในผู้อยู่ในเหตุการณ์ล้อมปราบประชาชนเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519

https://x.com/thematterco/status/2107322354284249136

อ่านบทความเต็ม
อ่านบทความ ‘‘ภารกิจ (เกือบ) สุดท้าย’ ครึ่งศตวรรษสังหารหมู่ธรรมศาสตร์ ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา คุยกับ อ.ธงชัย วินิจจะกูล’ ได้ที่:
https://thematter.co/social/50-years-6-oct-thongchai-winichakul-interview/264857




จาก “ผนงรจตกม” มาสู่ "ผู้นำโง่เราอาจจะตาย ประชาชนโง่เราจะตายกันหมด"









https://x.com/P_23_10/status/2107456616522207358

ที่มา
https://www.tiktok.com/@justpeopletalk/video/7693063664999402759
.....


"ผู้นำโง่เราอาจจะตาย" 

แม้ผู้นำจะไร้ความสามารถหรือตัดสินใจผิดพลาด ซึ่งสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อประเทศได้ แต่ผลกระทบนั้นยังอาจมีขอบเขตจำกัด หรือยังมีทางรอด เพราะสังคมหรือประชาชนที่มีความรู้ ความเข้าใจ (ฉลาด) จะสามารถตรวจสอบ ถ่วงดุล คัดค้าน หรือรวมตัวกันเปลี่ยนตัวผู้นำผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น การเลือกตั้ง การประท้วง หรือระบบรัฐสภาได้

"ประชาชนโง่เราจะตายกันหมด" 

หากประชาชนขาดความรู้ ความเข้าใจ ขาดตรรกะเหตุผล หรือขาดความตระหนักรู้ต่อสิทธิและหน้าที่ของตนเอง ประชาชนจะกลายเป็นผู้เลือกหรือเกื้อหนุนให้ "ผู้นำที่ไร้ความสามารถ" ขึ้นมามีอำนาจซ้ำแล้วซ้ำเล่า นอกจากนี้ เมื่อเกิดวิกฤต ประชาชนจะไม่มีความสามารถในการรับมือ ไร้การตรวจสอบ และตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อ ส่งผลให้สังคมล่มสลายในที่สุด

2. ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง

ด้านการเมืองและระบอบประชาธิปไตย

ผู้นำโง่: หากผู้นำออกกฎหมายหรือนโยบายที่ไม่สมเหตุสมผล แต่ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจทางการเมือง ประชาชนจะรวมตัวกันคัดค้าน กดดันให้ถอนร่างกฎหมาย หรือลงมติไม่ไว้วางใจเพื่อเปลี่ยนตัวผู้นำ สังคมจึงยังรอดพ้นจากความเสียหายได้

ประชาชนโง่: หากประชาชนเลือกผู้บริหารประเทศเพียงเพราะคำนึงถึงประโยชน์ระยะสั้น การแจกเงิน หรือเชื่อคำหลอกลวงโดยไม่ตั้งคำถาม สังคมก็จะได้ผู้นำที่ไม่มีคุณภาพเข้ามาบริหารประเทศวนลูปไม่สิ้นสุด จนเศรษฐกิจและสังคมพังทลายลงทั้งหมด

ด้านสาธารณสุข (วิกฤตโรคระบาด)

ผู้นำโง่: รัฐบาลสั่งซื้อวัคซีนผิดประเภทหรือบริหารจัดการระบบสาธารณสุขผิดพลาด แต่ถ้าประชาชนมีความรู้ด้านสาธารณสุข ประชาชนจะดูแลรักษาสุขภาพตนเอง สวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง และช่วยเหลือกันเองในชุมชน ทำให้ยอดการเสียชีวิตยังคงถูกจำกัดไว้ได้

ประชาชนโง่: แม้รัฐบาลจะจัดหาวัคซีนที่ดีที่สุดหรือมีมาตรการป้องกันที่ดี แต่ถ้าประชาชนหลงเชื่อข่าวปลอม (Disinformation) ไม่ยอมฉีดวัคซีน ไม่ยอมกักตัว นำเชื้อไปแพร่ระบาด และปฏิเสธหลักวิทยาศาสตร์ ระบบสาธารณสุขจะล้มเหลว และเกิดการสูญเสียครั้งใหญ่ของทุกคน
บทสรุป

คำกล่าวนี้ไม่ได้ตั้งใจใช้คำว่า "โง่" เพื่อต่อว่าตัวบุคคลโดยตรง แต่มุ่งเน้นเตือนสติว่า "พลเมืองที่มีความตระหนักรู้ (Educated & Critical Citizens)" คือปราการด่านสุดท้ายของสังคม ผู้นำที่ไม่ดีเป็นเพียง "อาการ" ของปัญหา แต่คุณภาพของประชาชนคือ "ต้นเหตุ" ที่กำหนดทิศทางและความอยู่รอดของประเทศ




สารคดี #เช้านั้นวันพุธ 5 ทศวรรษหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สารคดีที่พาย้อนทวนความทรงจำ และสำรวจบาดแผล ในเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองครั้งสำคัญของชาติ เล่าเรื่องผ่านเสียงของผู้อยู่ในเหตุการณ์ ประจักษ์พยาน และผู้คนหลากหลายมุมมอง พร้อมตั้งคำถามต่อเราทุกคนว่า นั่นคือครั้งสุดท้ายหรือไม่ที่มีคนล้มตาย หายไป อย่างไรวี่แววของความยุติธรรม

https://www.facebook.com/watch/?v=2167823850813950



“คนตุลาที่ตายไปแล้ว อาจมีพลังทางการเมืองมากกว่าคนตุลาที่ยังมีชีวิตอยู่” คำพูดน่าคิด เพราะ คำพูดนี้ ไม่ได้เพียงแค่ตั้งคำถามถึงบทบาทของ "คนตุลา" ในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นว่า "อุดมคติที่ตายแล้วแต่คงอยู่" มักทรงพลังมากกว่า "ผู้ถืออุดมคติที่มีชีวิตแต่เปลี่ยนแปลงไป" เสมอ









https://x.com/trendforMFP/status/2107381847114076670
.....

@trendforMFP

ประโยคนี้แรง แต่ยิ่งคิดยิ่งน่าสนใจ

“คนตุลาที่ตายไปแล้ว อาจมีพลังทางการเมืองมากกว่าคนตุลาที่ยังมีชีวิตอยู่” #คนเดือนตุลา #6ตุลา

เพราะคนที่ตายไปในช่วงเวลานั้น เรื่องราวของเขาหยุดอยู่ตรงจุดที่กำลังต่อสู้กับอำนาจนิยม เขาไม่ต้องมีชีวิตต่อมาให้เราเห็นว่าเปลี่ยนความคิดไปทางไหน ประนีประนอมกับอะไร หรือเลือกยืนอยู่ข้างใครในความขัดแย้งรอบใหม่

แต่คนที่ยังมีชีวิตต้องเดินต่ออีกหลายสิบปี และชีวิตจริงของคนมันไม่เคยหยุดนิ่ง บางคนยังยืนอยู่ที่เดิม บางคนเปลี่ยน บางคนไปอยู่คนละฝั่งกับสิ่งที่ตัวเองเคยต่อสู้

ตรงนี้แหละที่ทำให้ “คนตุลาที่ตายไปแล้ว” อาจกลับมีพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนรุ่นหลังไม่จำเป็นต้องรับเอาชีวิตทั้งหมดของคนตุลามาเป็นแบบอย่าง เขาสามารถหยิบเอาเฉพาะความหมายของการต่อสู้ การเสียสละ และคำถามเรื่องอำนาจในช่วงเวลานั้นมาสร้างความหมายใหม่ได้เอง

สุดท้ายคนเป็นอาจมีวันหมดบทบาททางการเมือง

แต่คนตายที่กลายเป็นความทรงจำของสังคม บางครั้งกลับเพิ่งเริ่มมีชีวิตทางการเมืองอีกครั้ง









 

เครือข่ายรำลึก 6 ตุลาฯ แจกฟรี E-Book '50 ปี มรดก 6 ตุลา' (ลิงก์ดาวโหลดข้างล่าง)



เครือข่ายรำลึก 6 ตุลาฯ แจกฟรี E-Book '50 ปี มรดก 6 ตุลา'

6 ตุลาคม 2569
ประชาไท

ภาพปกจาก แฟรงค์ ลอมบาร์ด โครงการ “บันทึก 6 ตุลา”

เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ แจกไฟล์ฟรี E-Book "50 ปี 6 ตุลา - มรดกของ 6 ตุลา" เนื่องในวาระ 50 ปี 6 ตุลาฯ เหตุการณ์สังหารหมู่กลางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

6 ต.ค. 2569 เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ แจกไฟล์ฟรี E-Book "50 ปี 6 ตุลา - มรดกของ 6 ตุลา" สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ 50

50 ปี 6 ตุลาฯ เหตุการณ์สังหารหมู่กลางธรรมศาสตร์ ย้อนกลับไปในวันที่ 4 ต.ค. 2519 กลุ่มนักศึกษาใน มธ. รณรงค์ให้นักศึกษางดสอบแล้วมาร่วมประท้วงขับไล่ถนอม ในการรณรงค์มีการแสดงละครที่มีฉากแขวนคอสะท้อนถึงเหตุการณ์ 2 ช่างไฟฟ้าที่นครปฐม ฉากดังกล่าวถูกเผยแพร่ต่อครั้งแรกในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ซึ่งหน้าของผู้แสดง (อภินันท์ บัวหภักดี) บังเอิญไปคล้ายกับพระบรมโอรสาธิราช จากนั้นหนังสือพิมพ์ดาวสยามจึงได้เผยแพร่ภาพต่อ พร้อมมีข้อความโจมตีขบวนการนักศึกษาว่าจงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำลายสถาบันกษัตริย์ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการคอมมิวนิสต์ สถานีวิทยุทหารทุกแห่งขยายข้อความด้วยการปลุกระดมให้ทำลายพวกคอมมิวนิสต์ใน มธ. นำมาซึ่งการปิดล้อม มธ. โดยกลุ่มพลังฝ่ายขวา เช่น กลุ่มกระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน กลุ่มนวพล

ในตอนดึกวันที่ 5 ต.ค. ก่อนที่เช้าวันที่ 6 ต.ค. 2519 กลุ่มคนประมาณ 100 คนได้บุกเข้าไปเผาแผ่นโปสเตอร์หน้าประตู มธ. ฝั่งสนามหลวง ก่อนที่เสียงปืนนัดแรกจะดังขึ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจเริ่มใช้อาวุธสงครามกับผู้ชุมนุมใน มธ. ตามมาด้วยการปราบปรามใหญ่ด้วยน้ำมือของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่ถูกปลุกระดม

ข้อมูลจากเว็บไซต์บันทึก 6 ตุลา สรุปความเสียหายจากเหตุการณ์ 6 ตุลา ตามตัวเลขทางการระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 39 คน บาดเจ็บ 145 คน (ในจำนวนนี้เป็นตำรวจเสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 23 คน) นักศึกษาประชาชนถูกจับกุม 3,094 คน เป็นชาย 2,432 คน หญิง 662 คน ขณะที่แหล่งข่าวอ้างอิงจากการเก็บศพของเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ประมาณว่ามีนักศึกษาประชาชนเสียชีวิต 530 คน ส่วนทรัพย์สิน (จากการสำรวจของคณะกรรมการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) มีครุภัณฑ์และวัสดุของคณะต่างๆ เสียหายเป็นมูลค่า 50 กว่าล้านบาท ร้านสหกรณ์มีสินค้าและทรัพย์สินเสียหาย 1 ล้าน 3 แสนบาท สิ่งของมีค่าหายสาบสูญ อาทิ โทรทัศน์ เครื่องพิมพ์ดีด กล้องถ่ายรูป เทปบันทึกเสียง เครื่องเย็บกระดาษ เสื้อผ้า เงินสด รายงานแจ้งว่า “หน้าต่างถูกทุบและโดนลูกกระสุนเสียหาย โต๊ะเก้าอี้พัง ห้องพักอาจารย์ถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย”


ดาวน์โหลดได้ที่นี่
https://pr.tu.ac.th/journal_special/2569/6-oct-69/index.html
.....

https://prachatai.com/journal/2026/10/119013




คลิป สด! กล่าวปาฐกถา 50ปี6ตุลา ประจำปี 2569


🔴สด! กล่าวปาฐกถา 50ปี6ตุลา ประจำปี 2569

Friends Talk

Streamed live 10 hours ago 

โดย 
กนกรัตน์ เลิศชูสกุล 
กฤษฎางค์ นุตจรัส 
ชัยธวัช ตุลาธน 
ธงชัย วินิจจะกูล 
พวงทอง ภวัครพันธุ์ 



https://www.youtube.com/watch?v=x5lIOjE_4Rw


วิดีโอนี้บันทึกภาพกิจกรรมรำลึกวาระครบรอบ 50 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในประเทศไทย ภายในงานประกอบด้วยการบรรยายทางวิชาการ การเสวนา และการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สังคม และการเมืองของเหตุการณ์อันน่าสลดใจครั้งนี้

สาระสำคัญ:

มุมมองทางวิชาการ: ศาสตราจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ให้คงอยู่ เพื่อท้าทายโครงสร้างทางการเมืองที่เป็นอยู่และแสวงหาความยุติธรรมทางประวัติศาสตร์ (5:38 - 8:00, 2:41:19 - 2:48:30)

การวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์: รองศาสตราจารย์กนกรัตน์ เลิศชูสกุล อภิปรายถึงวิวัฒนาการของการบอกเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา จากยุคสมัยแห่งความเงียบงันไปสู่การเป็น "ประวัติศาสตร์ของประชาชน" (popular history) ที่เข้าถึงและสร้างความตระหนักรู้แก่คนรุ่นใหม่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์และการเคลื่อนไหวทางสังคม (44:49 - 52:05)

การเรียกร้องความยุติธรรม: วิทยากรเน้นย้ำถึงการต่อสู้เพื่อค้นหาความจริงที่ยังคงดำเนินอยู่ ความจำเป็นที่รัฐต้องยอมรับและกล่าวคำขอโทษต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น รวมถึงความสำคัญของการปฏิรูปสถาบันต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก (33:19 - 38:02)

บริบททางการเมือง: งานนี้มีการอภิปรายเปรียบเทียบบทบาทของระบบรัฐสภากับการเคลื่อนไหวของมวลชนในการจัดการกับ "มรดกของระบอบเผด็จการ" และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยในอนาคต (1:18:42 - 1:21:20, 2:44:27 - 2:47:33)





วันอังคาร, ตุลาคม 06, 2569

‘ปิยบุตร’ ออกมาผลักดันพรรคประชาชนอีกครั้ง อย่าหลงทางไปตามระบอบปัจจุบัน ที่เขาเรียกว่า “บันเทิงธิปไตย” ในยุคสมัยที่ ‘การเมืองล้นเกิน’ แต่กลับเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้

ใครที่ใส่ใจอ่านข้อเขียนวันที่ ๕ ตุลา ของ ปิยบุตร แสงกนกกุล ถึงระบอบการเมืองในปัจจุบัน ซึ่งก็หมายถึง ‘สีน้ำเงิน’ นั่นละ เขาพูดถึงตัวนักการเมือง พรรคการเมือง แล้วลงท้ายที่ ‘พรรคมวลชน’ ที่มียุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย

แน่ละ แม้จะไม่ยอมเอ่ยชื่อพรรค ย่อมตีความได้ไม่ยากว่าเขาเจาะจงไปที่พรรคประชาชน ว่าจะไปถึงจุดหมายดังกล่าวได้ ถ้ามวลชน “ถูกทำให้แตกแยก กระจัดกระจาย ไม่ได้ถูกจัดตั้งความคิดเป็นเอกภาพ กลายเป็นคนแต่ละคนหลายๆคน ที่เฮโรสาะพาไปตามกระแสในโลกออนไลน์”

“ไม่มีทางที่พรรคจะเดินไปสู่ยุทธศาสตร์นั้นได้ เพราะ มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องบันเทิง ดราม่ารายวัน แก้ไขปัญหารายวัน ตอบโต้ ด่ากันไปมา” แล้ว “ละทิ้งภาพใหญ่ ละทิ้งการนำเสนอภาพประเทศไทยในฝัน สังคมใหม่ในฝันไปเสียหมด”

นักวิชาการรุ่นราวคราวเดียวกันบางคน มองว่า อจ.ป็อก ออกมา ‘สุดโต่ง’ อีกครั้ง ต้องการผลักดันให้พรรคแกนนำพรรค และ สส.ของพรรค ไปสู่การเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่านี้ หนักแน่นกว่านี้  อย่าหลงทางไปตามระบอบปัจจุบัน ที่เขาเรียกว่า “บันเทิงธิปไตย”

เขาว่า “ณ วันนี้ เรากำลังอยู่ในยุคนี้ ยุคสมัยที่ ‘การเมืองล้นเกิน’ แต่กลับเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้” เพราะผู้บริโภคนิยมเรื่องดราม่า โต้เถียงกันไปมา ‘ปากแจ๋ว-ปากจัด’ พวกเขาก็เลยโต้กันออกอากาศ เหมือนช่วงชิงเรทติ้ง เพื่อปรับตัวให้เข้ากับตลาด

ว่ากันตามจริง ผู้ครองอำนาจรัฐชุดนี้ ก็มีส่วนอยู่มาก ทั้งๆ ที่ โกหก กะล่อน กอบโกย และโกงกิน กันอยู่เป็นล่ำเป็นสัน แต่ตัวผู้นำแม้จะดีแต่ผัดกับข้าวและเล่นดนตรี ก็จะทำหน้ายิ้มแหยะได้ทุกสถานการณ์ บางครั้งตอบโต้ด้วยคำส่อเสียดให้เกิดดราม่า จนคนลืมปัญหาใหญ่

ปิยบุตรอาจพูดถูกที่ว่าผู้นำเป็นนักแสดง ใช้อำนาจแบบ ‘Pouvoir grotesque’ หรือ “อำนาจแบบตลกขบขันหรือหลุดโลก...ใช้วิธีการบลัฟ ยั่วยุ ปั้นน้ำเป็นตัว ปล่อยเรื่องจริงบ้างเท็จบ้าง” ขืนฟังอย่างจดจ่อละก็ จะ “ถูกบังคับให้หันเหออกจากประเด็นเนื้อหาสาระ”

บางทีการปักหลักผลักดันการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดลิ่ม อาจทำให้ระบอบดึงดัน หน้าด้าน และเต็มไปด้วยเล่ห์กล แบบ ‘สีน้ำเงิน’ ไปได้ไม่คล่องแคล่วเหมือนที่เป็นอยู่ เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองสายก้าวหน้า ไปสู่เป้าหมายได้เร็วขึ้น และแรงขึ้น

(https://www.facebook.com/PiyabutrOfficial/posts/HZG2VR2LCw และ https://www.facebook.com/thestandardth/posts/Nn6e6xN7)