วันพุธ, ตุลาคม 28, 2569

"บ้านเรา"ไม่เป็นถังขยะได้ไง? นำเข้ากันเละ "หลอมกันเลอะ"

https://www.facebook.com/reel/1460950792618024





การสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ไปๆมาๆ ต้องคืนที่เขมร 863 ไร่ สร้างรั้วชายแดน จันทบุรี!! เพราะปักปันเขตแดนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว พอสร้างรั้ว กั้นแดน ชาวบ้านเข้าไปทำสวนทำไร่ ในเขตเขมรไม่ได้อีกแล้ว!! ร้องรัฐ ช่วยเหลือเยียวยา 66 ราย 68 แปลง

https://www.facebook.com/reel/3238854882971738

WassanaDeepbluesea
a day ago
·
ไปๆมาๆ ต้องคืนที่เขมร 863ไร่
สร้างรั้วชายแดน จันทบุรี!!
เพราะปักปันเขตแดนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว พอสร้างรั้ว กั้นแดน ชาวบ้านเข้าไปทำสวนทำไร่ ในเขตเขมรไม่ได้อีกแล้ว!!
ร้องรัฐ ช่วยเหลือเยียวยา 66 ราย 68 แปลง
.
ทัพไทย เผย 66 ชาวบ้าน ร้องรัฐเยียวยา เหตุสร้างรั้วชายแดน
จันทบุรี ทำให้เข้าไปทำกิน ทำสวนทำไร่ เขตเขมร ไม่ได้แล้ว
จากที่เคยเข้าไปใช้ประโยชน์อยู่ในเขตแดนฝั่งกัมพูชา
รวม 68 แปลง เนื้อที่ 863 ไร่ 1 งาน 48 ตารางวา
ขอให้ภาครัฐ ช่วยเหลือตามความเหมาะสม
ยัน สร้างรั้ว ยึดหลักอธิปไตย
ความปลอดภัยส่วนรวม
ยัน นทพ. ลุยงานตามแนวเขตชัดเจน พร้อมจับมือมหาดไทย-คทช. เร่งเยียวยาชาวบ้านได้รับผลกระทบ
.
กองบัญชาการกองทัพไทย ชี้แจงกรณีการดำเนินโครงการสร้างรั้วชายแดนและถนนตรวจการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ตั้งแต่หลักเขตแดนที่ 52-59 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการในช่วงหลักเขตที่ 54-55 และมีกระแสความกังวลจากประชาชนในพื้นที่เนื่องจากเส้นทางตัดผ่านพื้นที่ทำการเกษตรที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์อยู่โดยไม่มีเอกสารสิทธิ์
พลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า กองทัพไทยมีความเข้าใจและห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวถือเป็นโครงการความมั่นคงระดับชาติที่มีความจำเป็นสูงสุด เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ สกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย การปราบปรามยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมายข้ามแดน ซึ่งจะช่วยสร้างความปลอดภัยอย่างยั่งยืนให้แก่ประเทศชาติและชุมชนตามแนวชายแดนในระยะยาว
สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยปฏิบัติด้านการก่อสร้างทางช่าง ร่วมกับกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยดำเนินการตามแนวหลักเขตแดนที่มีความถูกต้องและชัดเจนตามหลักฐานทางกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ จากข้อมูลศูนย์ดำรงธรรมอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจากประชาชนในพื้นที่ตำบลเทพนิมิต ซึ่งมีที่ดินทำกินบริเวณหลักเขตแดนที่ 52-59 โดยภายหลังการจัดทำหลักหมุดชั่วคราวระยะห่าง 50 เมตร ทำให้แนวเขตแดนมีความชัดเจนขึ้น และพบว่าพื้นที่ทำกินบางส่วนที่ประชาชนเคยใช้ประโยชน์อยู่ในเขตแดนฝั่งกัมพูชา ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าไปทำกินได้เช่นเดิม จึงมีประชาชนยื่นคำร้องขอความช่วยเหลือจำนวน 66 ราย รวม 68 แปลง เนื้อที่ตามคำร้อง 863 ไร่ 1 งาน 48 ตารางวา เพื่อขอให้ภาครัฐพิจารณาแนวทางช่วยเหลือตามความเหมาะสม
ในส่วนของผลกระทบต่อพื้นที่ทำกินของชาวบ้านนั้น กองทัพไทยได้ประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและฝ่ายปกครองในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยกระทรวงมหาดไทยจะเป็นหน่วยงานหลักในการลงพื้นที่พบปะพูดคุย สร้างความเข้าใจ และจัดทำข้อมูลรายละเอียดของผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ในการหาแนวทางช่วยเหลือ เยียวยา หรือจัดสรรที่ดินทำกินที่เหมาะสมตามระเบียบของทางราชการต่อไป
“กองทัพไทยยืนยันว่า การก่อสร้างรั้วชายแดนและถนนตรวจการณ์เป็นภารกิจสำคัญในการปกป้องอธิปไตยและเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ ขณะเดียวกัน เราตระหนักดีถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และจะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้ทุกปัญหาได้รับการพิจารณาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติและความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นสำคัญ” โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าว
#กองทัพไทย
#รั้วชายแดนจันทบุรี
#ทหารพัฒนา




ถ้ายอมรับตรงๆ ทุกคน เคยมีประสบการณ์แชร์ข่าวปลอมมาแล้วทั้งนั้นแหละ ตัวอนุทินเองก็เคยกดแชร์ข่าวอดีตนายกทักษิณช่วยปิดดีลปัญหากุ้งกับมาเลเซีย จนต้องมาขออภัยภายหลัง

https://www.instagram.com/p/Dao249xjGk1/
imp_roud 
15w ago

"นายกฯ" ขอโทษ เผลอกดแชร์โพสต์ข่าวลือ จากเพจ FC เพื่อไทย
.
วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อขอโทษประชาชน หลังเผลอกดแชร์โพสต์ข่าวลือเกี่ยวกับประเด็นการเจรจาส่งออกกุ้งไทยไปยังประเทศมาเลเซีย
.
ก่อนหน้านี้ เพจเฟซบุ๊กของนายอนุทินได้แชร์โพสต์จากเพจ “พรรคเพื่อไทย FC” ซึ่งมีเนื้อหาอ้างถึงบทบาทของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ในประเด็นการช่วยเจรจาแก้ไขปัญหาการส่งออกกุ้งไทยไปมาเลเซีย ก่อนที่นายอนุทินจะเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ
.
อย่างไรก็ตาม หลังได้รับการแจ้งเตือนว่าเนื้อหาดังกล่าวไม่ถูกต้อง นายกรัฐมนตรีได้ลบโพสต์ออกทันที พร้อมโพสต์ข้อความชี้แจงว่า “ขออภัยครับ เผลอกดแชร์ ไม่ได้ตั้งใจ ขอบคุณน้องผู้สื่อข่าวที่โทรแจ้ง”.....
.....

Atukkit Sawangsuk 
9 hours ago
·
ถ้ายอมรับตรงๆ ทุกคน เคยมีประสบการณ์แชร์ข่าวปลอมมาแล้วทั้งนั้นแหละ ตัวอนุทินเองก็เคยกดแชร์ข่าวอดีตนายกทักษิณช่วยปิดดีลปัญหากุ้งกับมาเลเซีย จนต้องมาขออภัยภายหลังShared post from Nattharavut Kunishe Muangsuk

Nattharavut Kunishe Muangsuk 
9 hours ago
·
โดยส่วนตัวผมรังเกียจ การเรียกร้องให้เอาผิดคนแชร์ข่าวอนุทินตอนนี้มาก การเรียกร้องให้แจ้งความดำเนินคดีคนแชร์ข่าวมันเลยเถิดไปมาก

ข้อแรก ข่าวปลอมหรือจริงไม่มีใครรู้ เพราะแค่การปฏิเสธ ยังไม่มีกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ประการที่สองสำคัญกว่า
 
คือไม่ว่าข่าวนั้นปลอมหรือข่าวจริง คนแชร์ข่าวไม่ใช่อาชญากร นี่คือมาตรฐานที่ควรขีดเส้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม

เพราะในประเทศนี้มันมีข่าวจริง ที่เพียงการแชร์ กลับถูกศาลตีความว่าผิดกฎหมาย เช่น กรณี บีบีซีไทย เสนอข่าวเกี่ยวกับว่าที่กษัตริย์ขณะนั้น ทำให้ไผ่ ดาวดิน ที่เพียงแค่คลิกแชร์ข่าว โดยไม่ได้เขียนแคปชั่นใดๆ ถูกจับขังคุกมาแล้ว

ไม่ว่ามองมาตรฐานไหน การแชร์ เป็นเพียงฟังก์ชั่นที่โซเชียลมีเดียตั้งมาให้เรากดไปเสนอต่อ ไม่ว่าจะด้วยความตรงใจ หรือแค่เพิ่งรู้มาแล้วอยากส่งต่อ แต่คนแชร์ไม่ได้เป็นผู้ผลิตข้อมูลชิ้นนั้น
 
ถ้ายอมรับตรงๆ ทุกคน เคยมีประสบการณ์แชร์ข่าวปลอมมาแล้วทั้งนั้นแหละ ตัวอนุทินเองก็เคยกดแชร์ข่าวอดีตนายกทักษิณช่วยปิดดีลปัญหากุ้งกับมาเลเซีย จนต้องมาขออภัยภายหลัง

การแชร์ไม่ใช่อาชญากร หากเป็นข่าวปลอม ควรสร้างความเข้าใจด้วยข้อเท็จจริงกับคนที่เชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลนั้นด้วยวิธี Debunk หรือ Verify มันผิดตรงไหน มันผิดอย่างไร ก็จบ หากมีผลกระทบกับบุคคล ก็ใช้สิทธิ์ดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำไป
 
เพราะหากเราจะใช้กฎหมายเล่นงานคนแชร์ข่าว ไม่ว่าข่าวปลอมหรือข่าวที่มุ่งเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง หากยอมรับบรรทัดฐานนี้ สังคมก็จะฟ้องร้องกันวุ่นวายมาก เพราะฝ่ายกองเชียร์รัฐบาลก็ไม่ใช่น้อยที่เชื่อข่าวปลอมและแชร์ไว้ตามกลุ่มต่างๆ

แค่แชร์แล้วติดคุก เราไม่ควรยอมรับมาตรฐานนั้นไม่ว่าเหตุผลใด

https://www.facebook.com/baitongpost/posts/28944331088555345




โพสต์ของ “หนุ่มเมืองจันท์” และมุมมองจาก “ชัยวัฒน์ โซลาร์เซลล์” สะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของนโยบายภาครัฐที่มักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อมาตรการที่ตั้งใจจะช่วยเหลือประชาชน (ลดค่าไฟ/ส่งเสริมพลังงานสะอาด) กลับสร้างอุปสรรคและภาระทางการเงินที่หนักหน่วงให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อย (SME) จนกลายเป็นข้อจำกัดในการแข่งขัน และอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามกับเจตนารมณ์

https://www.facebook.com/boycitychanFC/posts/1703911997761924

หนุ่มเมืองจันท์
2 hours ago
·
มิน่า…
ตอนแรกก็สงสัยว่าทำไมบริษัทติดตั้งโซลาร์เซลล์หลายรายประกาศถอนตัวไม่ร่วมโครงการของรัฐบาล
ทั้งที่น่าจะเป็นโอกาสทอง

แต่พออ่านรายละเอียดเงื่อนไขของภาครัฐแล้วเข้าใจเลยว่าผู้ประกอบการขนาดกลางคงรับภาระการเงินไม่ไหว
และตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทต่างๆที่ไปขึ้นทะเบียนกับ “กฟน.-กฟภ.” หลาย 100 ราย ไม่รู้เงื่อนไขดังกล่าวมาก่อน
เพิ่งรู้วันนี้
 
ถ้าดูจากจำนวนรายชื่อบริษัทที่ลงทะเบียน ภาพที่ออกมาจึงเหมือนกับมีการแข่งขันสูง
แต่ปัญหาก็คือ จะมีกี่รายที่รับงานได้จริง

มีข้อสังเกตหนึ่งที่น่าสนใจ

คนในวงการบอกว่าเงื่อนไขของรัฐบาลเอื้ออำนวยให้กับ “รายใหญ่” ที่มีความพร้อมเรื่องการเงิน
มีเงินสดจำนวนมากที่พร้อมจะวางเงินค้ำประกันกับ กฟน.-กฟภ.
ค้ำประกัน 50,000 บาทจาก 140,000 บาท
คือ ประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าติดตั้ง
และอีก 10,000 บาทหลังจบงาน
เป็นเงื่อนไขที่เหมือนจะดีสำหรับประชาชน
แต่ในมุมของผู้ประกอบการในภาวะที่เศรษฐกิจย่ำแย่ที่ “เงินสดหมุนเวียน“ สำคัญมาก
ยิ่งวงเงินค้ำประกันสูงมากเท่าไร
เงินก็จะจมเท่านั้น

ไม่แปลกที่จะมีคนตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีแต่ “รายใหญ่” รับงาน วางเงินค้ำประกัน และซับงานต่อให้รายกลาง-รายย่อย ติดตั้ง
กิน “ส่วนต่าง” สบายๆ

คล้ายธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่ประมูลก่อสร้างถนน แล้วซับงานให้ผู้รับเหมาขนาดกลาง-ขนาดย่อย
พอเห็นสำนักข่าวอิศราเปิดรายชื่อบริษัทที่ขึ้นทะเบียนกับ “กฟน.” และ “กฟภ.”
เห็นชื่อ “รายใหญ่” แล้ว
หลายคนคงรู้สึก “เอ๊ะ” เหมือนกัน

และนี่คือ โพสต์ของ “ชัยวัฒน์ โซลาร์เซลล์” ครับ อธิบายได้ชัดเจนดี
…โครงการ 50,000 บาท เปิดรับสมัครแล้ว แต่จะหาใครมาติดให้ได้หรือเปล่า อันนั้นอีกเรื่องครับ ถอนตัวกันหมดแล้ว เหลือแต่กลุ่มนายทุน กลุ่มนายทุนก็ต้องมาจ้างซัพติดให้อีกที และแน่นอนว่า ติดเสร็จทิ้งเลยแน่นอน คอนเฟิม
 
-50,000 ของผู้รับเหมา ต้องเป็นเงินค้ำประกัน จะได้คืนต่อเมื่อ ขออนุญาตการไฟฟ้าผ่าน และกว่าจะผ่าน 7-8 เดือน เท่ากับเงินค้างอยู่ในระบบ 8 เดือน

-10,000 ของผู้รับเหมา ต้องเป็นเงินค้ำประกันลูกค้า 7 ปีถึงจะได้คืน คิดว่าจะมีคนรอไหมครับ ? แน่นอนไม่มี
เพราะฉนั้นง่ายสุดคืออะไร ? ติดแล้วหายเลย ให้ลูกค้ายึดเงิน 10,000 นั้นไปหาคนอื่นแทน

#คิดเล่นๆ ติดวันละ 1 หลัง 1เดือน 30 หลัง เงินค้ำประกัน 1.5 ล้าน เดือนต่อไปก็ 1.5 ล้าน แล้วกว่าจะได้คืนโคตรนาน ไหนจะต้องลงทุนซื้อของต่อหลังอีก แบบนี้โครงการนี้เหมาะกับใครครับ
 
#ถามว่า จะลงทะเบียนกันทำไม สาเหตุ เพราะตอนแรกเปิดให้ลงทะเบียนไม่มีหน่วยงานไหนแจ้งข้อมูลเลยสักหน่วยงานเดียว แจ้งแค่ว่าถ้าจะเข้าร่วมโครงการจะต้องลงทะเบียนกับภาครัฐทุกคนเลยแห่ไปลง

#จุดพีคคืออะไรรู้ไหม เปิดไพ่ก่อนวันลงทะเบียนจริง 1 วันแล้วใครจะทำอะไรได้

#ความจริง มันต้องออกข้อมูลมาให้เราอ่านก่อนว่าผู้รับเหมาและลูกค้าถ้าจะลงทะเบียนโครงการนี้จะต้องเตรียมตัวอย่างไรและมีกฎหมายอย่างไรเพื่อให้ผู้รับเหมาและลูกค้าได้เตรียมตัวไม่ใช่บอกให้ลงทะเบียนก่อนแล้วค่อยรู้ข้อกฎหมายทีหลัง หัวจะปวด




ย้อนฟัง เบน สมิธ-ยิม เลียก คือใคร ? จากการอภิปนายของ รังสิมันต์ โรม เจ้าพ่อสแกมเมอร์ที่วันนี้ถูกยึดอายัดทรัพย์เป็นหลักหมื่นล้าน ซึ่งทั้ง 2 คนนี้ก็เคยเข้าหาใกล้ชิดบุคคลสำคัญในวงการเมืองไทยหลายต่อหลายคน

https://www.facebook.com/reel/2425029904691311




สรุปได้ดี discussion เรื่องกะเพรา

https://www.facebook.com/nitipat.pholchai/posts/10118130355000041

Nitipat Ong Pholchai 
17 hours ago
·
สรุป discussion เรื่องกะเพรา ลองรวบรวมดูอย่างคร่าวๆ
.....
การถกเถียงเรื่อง “กะเพรา 4N” ไม่ใช่การโต้แย้งเรื่องเทคนิคการเพิ่มโครโมโซมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเวทีที่ปะทะกันของอย่างน้อย 4 landscape: **พันธุศาสตร์และความเสี่ยงทางระบบนิเวศ**, **ทรัพย์สินทางปัญญาและการกำกับดูแล**, **สิทธิเกษตรกรและความเป็นธรรม**, และ **ทุนนิยมเกษตรอุตสาหกรรม** ประเด็นสำคัญคือ การจดคุ้มครองพันธุ์พืชไม่เท่ากับการจดสิทธิบัตร และการเป็น 4N ไม่ได้แปลว่าพืชหมันหรือเป็น GMO เสมอไป[1][2][3]

## Landscape ที่ 1: พันธุศาสตร์และสิ่งแวดล้อม
### ประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมา
- การชักนำโพลิพลอยด์ด้วยโคลชิซินเปลี่ยนจำนวนชุดโครโมโซม แต่ไม่จำเป็นต้องใส่ยีนจากสิ่งมีชีวิตอื่น
- กะเพรา *Ocimum basilicum* ทั่วไปถูกรายงานว่าเป็นเตตระพลอยด์ธรรมชาติ จึงไม่ควรกล่าวว่า 4N เป็นสิ่งผิดธรรมชาติโดยสิ้นเชิง
- การผสม 2x กับ 4x อาจให้ 3x ซึ่งมักมีภาวะหมันเมล็ด แต่ไม่ใช่ผลที่เกิดกับทุกพืชหรือทุกสายพันธุ์
- พืชที่หมันเมล็ดยังขยายพันธุ์ด้วยการปักชำหรือเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้
### ความกังวลที่สมเหตุสมผล
- การไหลของยีนจากพันธุ์ใหม่เข้าสู่พันธุ์พื้นเมืองอาจเปลี่ยนองค์ประกอบพันธุกรรมของประชากรธรรมชาติ
- พันธุ์ที่แข็งแรง โตเร็ว หรือทนโรคสูง อาจแข่งขันกับพันธุ์พื้นเมืองในบางระบบนิเวศ
- การใช้พันธุ์เดี่ยวหรือพันธุ์การค้าไม่กี่สายพันธุ์ อาจลดความหลากหลายทางพันธุกรรมและเพิ่มความเปราะบางต่อโรคระบาด
- ผลกระทบต่อแมลงผสมเกสร จุลินทรีย์ดิน และห่วงโซ่อาหาร ต้องประเมินระยะยาว ไม่ใช่ดูเฉพาะผลผลิตในแปลงทดลอง
### สิ่งที่ต้องระวังเข้าใจผิด
- **4N ไม่เท่ากับหมัน**: หมันมักเกี่ยวข้องกับ 3N หรือความไม่เข้ากันทางพันธุกรรม ไม่ใช่จำนวนชุดโครโมโซม 4 ชุดโดยตรง
- **4N ไม่เท่ากับ GMO**: โพลิพลอยด์ที่ชักนำด้วยโคลชิซินอาจไม่มีการใส่ DNA จากสิ่งมีชีวิตอื่น จึงไม่ใช่ transgenic ในความหมายทั่วไป
- **“แข็งแรงขึ้น” ไม่เท่ากับ “รุกรานได้”**: ความสามารถรุกรานขึ้นกับการแพร่กระจาย การผสมข้าม สภาพแวดล้อม และการจัดการภาคสนาม
- **เมล็ดหมันไม่ได้แปลว่าขยายพันธุ์ไม่ได้เลย**: ยังมีทางไม่อาศัยเพศ เช่น ปักชำ
## Landscape ที่ 2: สิทธิบัตร vs. สิทธิในพันธุ์พืช
### ประเด็นหลัก
คำว่า “จดสิทธิบัตรกะเพรา” มักถูกใช้ปนกันกับ “ขอคุ้มครองพันธุ์พืช” ซึ่งเป็นสองระบบที่ต่างกัน
| ประเด็น | สิทธิบัตร | สิทธิในพันธุ์พืช |
|---|---|---|
| วัตถุที่คุ้มครอง | สิ่งประดิษฐ์ กระบวนการ หรือสิ่งมีชีวิตที่มนุษย์สร้างขึ้นตามเงื่อนไขกฎหมาย | พันธุ์พืชใหม่ที่ผ่านเกณฑ์ความแตกต่าง ความสม่ำเสมอ และความคงตัว |
| ตัวอย่าง | กระบวนการชักนำโพลิพลอยด์ หรือสายพันธุ์ที่สร้างด้วยวิธีเทคนิคเฉพาะ | กะเพรา 4 สายพันธุ์ที่ CPRAM ขอขึ้นทะเบียนคุ้มครอง [3] |
| ผลต่อเกษตรกร | อาจจำกัดการใช้ วิจัย หรือขยายพันธุ์ตามขอบเขตสิทธิ | ยังมีข้อยกเว้นสิทธิเกษตรกรภายใต้กฎหมายไทย [1][2] |
| ความเสี่ยง | ขอบเขตกว้างและอาจครอบคลุมวิธีการ/วัสดุที่เกี่ยวข้อง | ขอบเขตเน้นพันธุ์และวัสดุขยายพันธุ์ แต่ขึ้นกับเงื่อนไขกฎหมาย |
### ความกังวลที่สมเหตุสมผล
- สิทธิในพันธุ์พืชอาจจำกัดการขายหรือจำหน่ายวัสดุขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต[1][4]
- หากขอบเขตสิทธิกว้างเกินไป อาจกระทบการคัดเลือก แลกเปลี่ยน หรือพัฒนาพันธุ์ต่อโดยเกษตรกรและนักวิจัยรายเล็ก
- การผสมผสานระหว่างสิทธิในพันธุ์พืช สัญญาอนุญาตใช้เทคโนโลยี และการควบคุมช่องทางตลาด อาจสร้างอำนาจเหนือห่วงโซ่อาหาร
### สิ่งที่ต้องระวังเข้าใจผิด
- **การจดคุ้มครองพันธุ์ไม่ได้หมายความว่าเกษตรกรปลูกไม่ได้ทันที**: กฎหมายไทยปัจจุบันให้เกษตรกรเก็บและใช้วัสดุขยายพันธุ์ที่ผลิตเองได้ภายใต้เงื่อนไข[1][2]
- **การจดคุ้มครองพันธุ์ไม่ได้แปลว่าบริษัทเป็นเจ้าของ “กะเพราทุกต้น”**: สิทธิคุ้มครองเฉพาะพันธุ์ที่จดทะเบียนและวัสดุขยายพันธุ์ที่เกี่ยวข้อง
- **การจดสิทธิบัตรไม่ได้เท่ากับการผูกขาดตลาดโดยอัตโนมัติ**: ผลจริงขึ้นกับขอบเขตสิทธิ ความสามารถในการบังคับใช้ และโครงสร้างตลาด
- **UPOV 1991 ไม่ได้ห้ามเกษตรกรเก็บเมล็ดทุกกรณี**: มาตรา 15(2) เปิดให้ประเทศสมาชิกกำหนดข้อยกเว้นให้เกษตรกรใช้เมล็ดที่เก็บไว้ในแปลงของตนเองได้ แต่ผลจริงขึ้นกับการออกกฎหมายภายใน[1]
## Landscape ที่ 3: Governance & Regulation
### โครงสร้างการกำกับดูแลของไทย
ระบบไทยมีทั้งจุดแข็งและช่องว่าง:
- **พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542** เป็นระบบ sui generis ที่แยกจาก UPOV 1991 และมีทั้งการคุ้มครองผู้ปรับปรุงพันธุ์ สิทธิเกษตรกร และกลไกแบ่งปันผลประโยชน์[2][5]
- **ประกาศกระทรวงสาธารณสุข 431/2565** ควบคุมอาหารจาก GMO แต่ยังไม่ครอบคลุมเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมด เช่น gene editing หรือ synthetic biology
- **ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ** มีคณะกรรมการและแนวปฏิบัติ แต่ยังไม่มีกฎหมาย biosafety ฉบับสมบูรณ์ที่ครอบคลุมการปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมและการรับผิดหลังวางตลาด
- **การเจรจา FTA กับ EU** ทำให้ประเด็น UPOV 1991 กลายเป็นข้อถกเถียงร้อนแรง เพราะอาจขยายสิทธิผู้ปรับปรุงพันธุ์และกระทบสิทธิเกษตรกร[1][2][6]
### ความกังวลที่สมเหตุสมผล
- การกำกับแบบกระจัดกระจายระหว่างกระทรวงเกษตร สาธารณสุข วิทยาศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม อาจทำให้เกิดช่องว่างเมื่อผลกระทบข้ามสาขา
- การประเมินความเสี่ยงอาจเน้นความปลอดภัยของอาหาร แต่ไม่ครอบคลุมผลกระทบระยะยาวต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางพันธุกรรม
- การติดตามหลังวางตลาดและกลไก liability ยังไม่ชัดเจนพอ
### สิ่งที่ต้องระวังเข้าใจผิด
- **“มีกฎหมาย” ไม่เท่ากับ “มีการกำกับดูแลที่ครบวงจร”**: การมี พ.ร.บ. หรือประกาศ ไม่ได้แปลว่ามีระบบติดตาม ตรวจสอบ และชดเชยความเสียหายที่แข็งแรง
- **“ปลอดภัยต่อผู้บริโภค” ไม่เท่ากับ “ปลอดภัยต่อระบบนิเวศ”**: สองเรื่องนี้ต้องประเมินแยกกัน
- **“ไม่ใช่ GMO” ไม่ได้แปลว่า “ไม่ต้องประเมินความเสี่ยง”**: พืชโพลิพลอยด์หรือพันธุ์ใหม่ก็อาจมีผลกระทบต่อระบบนิเวศได้
## Landscape ที่ 4: Justice & Fairness
### ประเด็นความเป็นธรรมที่ถูกหยิบขึ้น
- **สิทธิเกษตรกร**: เกษตรกรควรมีสิทธิเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน และปลูกเมล็ดพันธุ์ที่ตนเองผลิตได้ ภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม[1][2][5]
- **การแบ่งปันผลประโยชน์**: การใช้พันธุ์พื้นเมืองหรือภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการค้า ควรมีกลไก ABS ที่ชัดเจนและตรวจสอบได้
- **การป้องกัน biopiracy**: การใช้ทรัพยากรพันธุกรรมจากชุมชนโดยไม่มีการยินยอมหรือแบ่งปันผลประโยชน์ เป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง[2][5]
- **การเข้าถึงเทคโนโลยี**: เกษตรกรรายย่อยและนักวิจัยรายเล็กควรมีทางเข้าถึงพันธุ์พืชและเทคโนโลยีโดยไม่ถูกผูกขาด
### ความกังวลที่สมเหตุสมผล
- หากสิทธิในพันธุ์พืชหรือสิทธิบัตรถูกใช้เพื่อจำกัดการเก็บ แลกเปลี่ยน หรือขายเมล็ด เกษตรกรอาจต้องพึ่งพาบริษัทมากขึ้น
- การผูกขาดข้อมูลผ่าน AgriTech อาจทำให้เกษตรกรเสียอำนาจต่อรองแม้ไม่ได้เสียกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือเมล็ดพันธุ์โดยตรง
- การที่ผลผลิตต้องเข้ามาตรฐานการค้า เช่น สวย ทนขนส่ง สม่ำเสมอ อาจทำให้พันธุ์พื้นเมืองที่รสชาติดีแต่ช้ำง่ายถูกกีดกันออกจากตลาด
### สิ่งที่ต้องระวังเข้าใจผิด
- **“เกษตรกรเสียสิทธิทันที” ไม่ใช่ข้อเท็จจริงในระบบปัจจุบัน**: กฎหมายไทยยังคุ้มครองสิทธิเกษตรกรในการเก็บและใช้เมล็ดที่ผลิตเอง[1][2]
- **“บริษัทจดสิทธิ = บริษัทผูกขาดทั้งหมด”**: ต้องดูขอบเขตสิทธิ สัญญา และโครงสร้างตลาด ไม่ใช่ตัดสินจากการจดเพียงอย่างเดียว
- **“UPOV 1991 ห้ามเก็บเมล็ดทุกกรณี”**: ยังมีข้อยกเว้นที่ประเทศสมาชิกออกกฎหมายได้ แต่ความกังวลคือขอบเขตสิทธิผู้ปรับปรุงพันธุ์จะกว้างขึ้นและข้อยกเว้นอาจแคบลง[1][7][8]
## Landscape ที่ 5: ทุนนิยมเกษตรอุตสาหกรรม
### ประเด็นเชิงโครงสร้าง
- **Green Revolution**: การพัฒนา HYV มาพร้อมปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และระบบชลประทาน ทำให้เกิดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก
- **Diamond v. Chakrabarty (1980)**: ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสิน 5:4 ว่าจุลินทรีย์ที่มนุษย์สร้างขึ้นจดสิทธิบัตรได้ ซึ่งเปิดทางให้ biotechnology ถูกจัดเป็นทรัพย์สินทางปัญญา
- **UPOV 1991**: ขยายสิทธิผู้ปรับปรุงพันธุ์และจำกัดข้อยกเว้นเกษตรกรมากกว่าระบบก่อนหน้า[4][7][8]
- **Technology Agreement/License**: เกษตรกรที่ซื้อเมล็ด GMO บางกรณีไม่ได้ซื้อ “กรรมสิทธิ์” แต่ซื้อ “สิทธิใช้งาน” ภายใต้เงื่อนไขที่จำกัดการเก็บเมล็ด วิจัย และแบ่งปัน
- **AgriTech และข้อมูล**: แพลตฟอร์ม AI, โดรน, เซนเซอร์ และ precision farming อาจทำให้ข้อมูลแปลง ดิน น้ำ และผลผลิตถูกรวมศูนย์ในมือบริษัท
### ความกังวลที่สมเหตุสมผล
- การผสานเมล็ดพันธุ์ ปัจจัยการผลิต มาตรฐาน ช่องทางขาย และข้อมูล อาจสร้าง **vertical integration** ที่ลดอำนาจต่อรองของเกษตรกร
- การใช้พันธุ์เดี่ยวและมาตรฐานการค้าอาจลดความหลากหลายทางพันธุกรรมและวัฒนธรรม
- การที่เกษตรกรกลายเป็น “ผู้ใช้เทคโนโลยี” แทน “ผู้ปรับปรุงพันธุ์” อาจทำให้ความรู้ท้องถิ่นถูกละเลย
### สิ่งที่ต้องระวังเข้าใจผิด
- **“บริษัทใหญ่ = ผู้ร้ายเสมอ”**: ควรวิเคราะห์เชิงโครงสร้างว่าใครควบคุมอะไร ไม่ใช่ตัดสินจากชื่อบริษัทเพียงอย่างเดียว
- **“ทุกเมล็ดผสม F1 หมัน”**: เมล็ด F1 ไม่ได้หมันเสมอไป แต่รุ่นถัดไปมักไม่สม่ำเสมอ ทำให้เกษตรกรมีแรงจูงใจให้ซื้อใหม่
- **“GMO = อันตรายเสมอ”**: ความเสี่ยงต้องประเมินเป็นกรณีไป ทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างอำนาจ
## ประเด็นที่ควรเฝ้าระวังต่อไป
1. **ขอบเขตสิทธิในพันธุ์พืชของกะเพรา 4 สายพันธุ์**: ครอบคลุมแค่พันธุ์ที่จดหรือรวมถึงลูกผสม/สายพันธุ์ที่คล้ายกันหรือไม่
2. **เงื่อนไขการให้สิทธิเกษตรกร**: เกษตรกรเก็บเมล็ดได้แค่ไหน แลกเปลี่ยนได้หรือไม่ และขายได้หรือไม่
3. **ผลกระทบต่อพันธุ์พื้นเมือง**: มีการประเมินการไหลของยีนและผลต่อความหลากหลายหรือไม่
4. **ความโปร่งใสของข้อมูล**: เอกสารความเสี่ยง เงื่อนไขสัญญา และผลการติดตามเปิดเผยหรือไม่
5. **ผลของ UPOV 1991 ต่อระบบไทย**: การเข้าร่วมหรือปรับกฎหมายให้สอดคล้องจะกระทบสิทธิเกษตรกรและชุมชนอย่างไร[1][2][5][6]
## ข้อสรุปเชิงวิเคราะห์
การถกเถียงเรื่องกะเพรา 4N จึงไม่ควรลดทอนเป็นคำถามว่า “กะเพรา 4N ดีหรือไม่ดี” แต่ควรถามว่า:
- **ใครควบคุมพันธุ์พืชและวัสดุขยายพันธุ์**
- **ใครควบคุมข้อมูลการเพาะปลูก**
- **ใครแบกรับความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ**
- **ใครได้รับผลประโยชน์จากนวัตกรรม**
- **ระบบกฎหมายคุ้มครองใครและจำกัดใคร**
ประเด็นสำคัญคือ ต้องแยกให้ชัดระหว่าง **ข้อเท็จจริงทางพันธุศาสตร์**, **ขอบเขตสิทธิทางกฎหมาย**, **ผลกระทบเชิงระบบ**, และ **การตีความเชิงวิพากษ์** เพื่อไม่ให้การถกเถียงหลุดไปสู่การตัดสินจากความกลัวหรือการสนับสนุนเชิงพาณิชย์เพียงฝ่ายเดียว[1][2][3][5]
Citations:
[1] Thailand Says No Final Agreement Reached on UPOV 1991 in EU ... https://thailand.prd.go.th/.../detail/id/52/iid/543418
[2] [PDF] Permanent Delegation of the European Union to the United Nations ... https://spcommreports.ohchr.org/.../DownLoadPublicCommuni...
[3] ข่าวค่ำ https://www.thaipbs.or.th/.../EveningNews/watch/s3183kzx62c7
[4] Asian approaches to international law: focusing on plant protection issues https://academic.oup.com/jiplp/article/8/5/388/843908?guestAccessKey=
[5] House study warns of biopiracy risks as farmers in 27 Thai provinces oppose EU seed rules https://www.nationthailand.com/business/40071927
[6] ผ่าร่าง พ.ร.บ.พันธุ์พืชใหม่ ถกข้อดี-ข้อเสียอนุสัญญา UPOV 1991 https://www.thaipbs.or.th/news/content/571468
[7] AL ISL (1.2024) https://spcommreports.ohchr.org/.../DownLoadPublicCommuni...
[8] Mandate of the Special Rapporteur on the right to food https://spcommreports.ohchr.org/.../DownLoadPublicCommuni...
[9] Reinventing Thailand's Plant Protection Regime https://nopr.niscpr.res.in/.../1/JIPR%2020(5)%20320-329.pdf
[10] INTELLECTUAL PROPERTY IN PLANT MATERIAL IN THE ... https://www.swlaw.edu/.../files/2023-05/15%20-%20Antons.pdf
[11] The legal protection of breeder's rights for new plant ... https://onlinelibrary.wiley.com/doi/abs/10.1111/jwip.12149
[12] มาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองเกษตรกร กรณีศึ https://so04.tci-thaijo.org/.../download/177523/126417
[13] House study warns of biopiracy risks as farmers in 27 Thai provinces oppose EU seed rules https://www.nationthailand.com/business/trade/40071927


มีคนเขียนไว้





ตุ๊ดส์review
October 23
·
#ปลาหมอคางดำ & #พันธุ์กะเพรา : หนังฉายซ้ำ คนไทยไม่ควรงง

#คัดค้านUPOV1991 #UPOV1991

ตามที่สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงตาม พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ว่าเอกชนสามารถวิจัยและจดทะเบียนคุ้มครองได้ และยืนยันว่าจะไม่กระทบกับประชาชนทั่วไป ประชาชนยังสามารถปลูกและรับประทานเองได้ แต่จะไม่สามารถนำเอาพันธุ์พืชที่เอกชนขึ้นทะเบียนไปจำหน่ายในเชิงค้ากำไรได้

ลองคิดตามง่ายๆ
"ถ้าปลาหมอคางดำ ยังระบาดได้ พันธุ์ต้นไม้ ไม่แพร่กระจายง่ายกว่านั้นเหรอ?"

- เวลาแพร่ไปแล้ว แยกไม่ได้ ชาวบ้าน/เกษตรกรปลูก เอาไปขาย = ผิด
- นานวันเข้า กลายเป็น "กลายพันธุ์" จนไม่เหลือต้นฉบับจริง กลายเป็นทุกต้น ทุกเมล็ด เป็นพันธุ์ของนายทุนไปหมด = ต้องซื้อเมล็ดนายทุนตลอดไป

คนที่ไม่เข้าใจ จะคิดแค่ว่า "ทำไมไม่มองเห็นประโยชน์ของการพัฒนาสายพันธุ์พืช?"

จริงๆแล้ว คนไม่ได้มีปัญหากับการพัฒนา แต่คนที่เขาอ่านเกมออก เขามองปัญหา "กฎหมาย" ที่การพัฒนาพันธุ์ ไม่มีเกษตรกรในสมการเลย การพัฒนาไม่ได้อยู่ร่วมกับสังคม

เกษตรกรค้าขายไม่ได้ ครอบครองไม่ได้ ส่งต่อไม่ได้ พวกเขาไม่มี asset เป็นของตัวเองอีกต่อไป แม้กระทั่งจะปกป้องอาชีพของตัวเองยังทำไม่ได้เลย

อยากให้คน get เยอะๆ ประวัติศาสตร์จะได้ไม่ซ้ำรอยครับ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1710177727339851&set=a.808136554210644




3 ปีในเรือนจำของ “แม็กกี้” ที่อยากเล่าให้ทุกคนที่อยู่ข้างนอกฟัง



3 ปีในเรือนจำของ “แม็กกี้” ที่อยากเล่าให้ทุกคนที่อยู่ข้างนอกฟัง

27/10/2569
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยม “แม็กกี้” ผู้ต้องขังผู้มีความหลากหลายทางเพศ วัย 29 ปี ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ในโอกาสครบรอบ 3 ปีของการถูกคุมขังภายใต้มาตรา 112 นับตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค. 2566 เป็นต้นมา เธอยังมีโทษจำคุกเต็ม ๆ อยู่อีกถึง 22 ปี

ในวันครบรอบ 3 ปีที่ผ่านมา แม็กกี้ให้มุมมองถึงความรู้สึกหนักอึ้ง และเจ็บชาหลังฟังคำพิพากษาที่ลงทัณฑ์เธอถึง 25 ปี การก้าวขาและเปลือยเปล่าเนื้อตัวในวันแรกที่ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ การถูกจับจ้องเพราะเพียงภาพลักษณ์ที่ใคร ๆ ดูก็รู้ว่าเธอเป็นกะเทย ความเศร้าอาลัยที่ส่งผ่านถึงพ่อที่จากไป ได้แค่เพียงหน้าจอโทรศัพท์

ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ต้องใช้ชีวิตอยู่หลังกำแพงเรือนจำจากผลของมาตรา 112 แม็กกี้ในวันนี้ได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวและรับมือกับความพลัดพราก เธอเติบโตขึ้นโดยพยายามเข้มแข็ง ทั้งยังใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองอยู่เสมอ ที่สำคัญที่สุด กำลังใจจากมวลชนที่ผลัดเปลี่ยนเวียนมาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ คือพลังสำคัญที่ทำให้เธอยังคงตระหนักถึงการยืนหยัดสู้เพื่อสิทธิของตนเอง
.
วันนี้แม็กกี้ทาลิปสีชมพูพีชสวย เธอยิ้มทักทายแล้วบอกว่าเป็นสีลิปที่เข้ามาใหม่ เธอชอบมาก แต่ข้างในอากาศก็ร้อน แต่งหน้าออกมาแป๊บเดียวเหงื่อก็ออกเครื่องสำอางก็เลอะเทอะไปหมด

เมื่อถามถึงสุขภาพโดยรวม แม็กกี้บอกว่าสบายดี แต่เรื่องตรวจเลือดและการรับยาฮอร์โมนตอนนี้ล่าช้ามาก เธอไม่ได้รับยามาสักพักใหญ่ ๆ แล้ว และตั้งแต่วันที่ 8 ต.ค. จนถึงวันนี้ (22 ต.ค.) ยังไม่ได้ออกไปตรวจเลือดเลย กะเทยข้างในแดนเดียวกันเดือดร้อนไปหมด และทำให้หงุดหงิดมาก

วันนี้เนื่องในวันครบรอบ 3 ปีที่แม็กกี้อยู่ข้างใน เธอเอามือทาบอกตัวเอง บอกว่ารู้สึกเหมือนนางงามกำลังจะถูกถามคำถามเลย
.
คำพิพากษาที่หนักอึ้ง / วันแรกที่ถูกขัง / การก้าวผ่านจนถึงวันนี้

สิ่งที่จำได้ไม่ลืมคือตอนเข้ามาในเรือนจำครั้งแรก เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2566 เดินทางถึงเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดนเจ้าหน้าที่สั่งให้แก้ผ้าและก็แหกตูด ในบริเวณนั้น มีนักโทษคนอื่น ๆ อยู่ด้วย พอเหมือนเขารู้ว่าเราเป็นกะเทย ก็พากันมาชำเลืองดูเรา เหมือนอยากจะรู้ว่าเราเป็นยังไง ตอนนั้นเป็นความรู้สึกอับอายมากที่สุดในชีวิตแล้ว จำได้ไม่ลืมเลย

แล้วพอเข้ามา ก็เริ่มคิดแล้วว่าจะอยู่ยังไง ญาติก็ไม่มี ไม่มีใครเลยที่รู้จักหนู แต่โชคดีที่มีเพื่อนนักโทษด้วยกันบอกว่าหนูโดนคดีการเมือง ก็เข้ามาพูดคุย หนูเข้าไปช่วงแรกถูกกักตัวอยู่ 14 วัน พอลงจากกักตัวก็มีทนายเข้ามาเยี่ยม ตอนนั้นดีใจมากไม่คิดว่าเราจะมีทนาย ไม่คิดเลยว่าเราจะมีคนเยี่ยม

ส่วนเรื่องที่คิดในหัว หนูไม่ได้คิดถึงวันข้างหน้า คิดแค่ใช้ชีวิตให้วันนี้ผ่านไปได้ก็พอแล้ว ยิ่งตอนที่รู้คำพิพากษา ตอนนั้นหนูหูดับไปตั้งแต่ที่เขาตัดสินโทษ 50 ปี และลดลงเหลือ 25 ปี มันอธิบายความรู้สึกไม่ถูกเลย ไม่ได้ร้องไห้นะ ไม่ได้โวยวาย แต่มันอึ้ง มันชาไปหมด

ไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตยังไงต่อไป แต่พออยู่ข้างในมันมีคนอื่น ๆ ที่เข้ามาพูดคุย มันก็ทำให้เราได้ผ่อนคลาย ตอนนั้นหนูเลยโฟกัสแค่ความสุขปัจจุบัน เพราะสำหรับนักโทษที่คดียาวแบบหนู ยิ่งคิดถึงอนาคต มันยิ่งไม่มีทางออก หนูเลยพยายามอยู่กับปัจจุบัน มีความสุขกับปัจจุบันให้มากที่สุด ทำไปทำมาก็ปรากฏว่าเวลามันก็ผ่านไป เรื่องราวผ่านเข้ามาแล้วก็ผ่านไป
.
3 ปีผ่านไป สิ่งที่ก้าวผ่านและคิดว่าทำได้ดีที่สุด

ตอนที่รับยารักษาอาการจิตเวช รู้สึกตกใจว่านี่ตัวเราอาการหนักถึงต้องกินยาเลยหรือ แล้วจะได้หยุดยาไหม หรือต้องกินตลอดไป พอกินยาอาการมันดีขึ้น ยิ่งทำให้กังวลว่าต่อไปเราจะกลายเป็นคนที่ติดยาจิตเวชเลยหรือเปล่า แล้วตอนที่ใกล้จะหยุดยาร่างกายเราง่วงมาก ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่ต้อง ตอนนี้อาการก็ปกติแล้ว

ตอนนี้ เรารู้สึกว่าตัวเองนิ่งขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น การพลัดพรากในครั้งนี้ สอนให้เราเตรียมใจไว้บางเรื่อง เทียบกับเมื่อสามปีก่อน คิดว่าเราอยู่ได้

ส่วนเรื่องอารมณ์เรารู้สึกเฉย ๆ มากขึ้น แต่คำว่าเฉยไม่ได้หมายความว่าเราจะยอมเหมือนตอนแรกที่เราเข้ามา ถ้าใครเข้ามาหาเรื่องเราก็พร้อมที่จะสู้เพื่อสิทธิของเรา แต่ก่อนเราไม่อยากมีปัญหากับใคร เราก็ยอม แต่พออยู่นานขึ้นเหมือนทุกคนรู้ว่าเรามีทนายมาเยี่ยมเรื่อย ๆ ก็ไม่ค่อยมีใครอยากเข้ามายุ่งกับเรา

ส่วนตัวเราเองก็รู้สึกปลอดภัยเพราะเรารู้ว่ามีคนข้างนอกที่ติดตามเรื่องราวของเรา มีป้าสาคร (มวลชน) เข้ามาเยี่ยมด้วย การอยู่ในนี้ทำให้เราดูแลตัวเองมากขึ้น ดูแลมากกว่าตอนที่อยู่ข้างนอกเสียอีก อาจเพราะเวลาข้างในมันเยอะกว่าข้างนอกมั้ง (หัวเราะ)

มันไม่มีอย่างอื่นให้ทำ เราเลยมีเวลาสังเกตตัวเองมากขึ้น ออกกำลังกาย พวกลุกนั่งหรือกายบริหาร และเรื่องอาหารที่เราควบคุมมาก ๆ ซึ่งอยู่ในนี้ก็ทำให้ควบคุมอาหารได้เพราะอาหารมีเมนูจำกัดแม้จะมีเมนูใหม่ ๆ เข้ามา แต่ก็ไม่สามารถที่จะสรรหากินได้เหมือนตอนที่อยู่ข้างนอก

ตอนนี้ เรายังไม่ได้ออกไปตรวจเลือดเพื่อรับยาฮอร์โมน ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เราค่อนข้างหงุดหงิดเพราะรู้สึกได้ถึงสภาพอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เราหงุดหงิดมากขึ้น ขี้รำคาญมากขึ้น ฉุนเฉียว ทั้งที่ปกติไม่ค่อยเป็น หรือบางทีก็มีอารมณ์ล้น ๆ จากเดิมที่เป็นอยู่

ด้านร่างกายสังเกตได้ว่าผิวหน้ามันมากขึ้น ผิวไม่ค่อยเรียบเนียนแล้ว ขนขึ้นเร็ว เราได้พยายามฝากให้ อาสาสมัครเรือนจำ ไปตามกับพยาบาลแล้วว่าเมื่อไหร่จะให้ออกไปตรวจเลือด ซึ่งไม่รู้ว่าจะจัดการให้ได้มากน้อยแค่ไหน
.
วันหนึ่งวันธรรมดาของแม็กกี้ในตอนนี้ ตั้งแต่ตื่นจนนอน

เราจะตื่นประมาณตี 4 ครึ่ง หลังจากนั้นจะใช้เวลาพูดคุย กายบริหารเล็กน้อยก่อนไปอาบน้ำ และมานั่งตากพัดลม

ช่วงเวลาประมาณ 05.30 น. ในนี้จะมีการสวดมนต์ หนูก็สวดในใจ พอเวลา 06:15 น. เจ้าหน้าที่จะเปิดห้องขังให้ลงมาข้างล่าง หนูจะไปเปิดล็อกเกอร์เอากระเป๋า ผ้าปู จากนั้นหนูก็จะเอากระโจมอกมาสวม แล้วก็นั่งแต่งหน้า ทาครีม ใช้เวลาส่วนตัวในช่วงเช้า และจะพยายามไม่กินข้าวเช้า เพราะรู้สึกว่ามันเช้าเกินไป กระเพาะอาหารน่าจะยังไม่พร้อมทำงาน ยกเว้นจะหิวมาก ๆ ก็จะไปกินข้าวซัก 3-4 คำ

จากนั้นก็จะเป็นช่วงเวลาของการเข้าแถวนับยอด พอเข้าแถวเสร็จก็จะไปร้านค้าเพื่อกดกับข้าวมากินวันถัดไปด้วย จากนั้นก็หาที่นั่ง คุยกัน สิ่งที่พูดคุยเป็นเรื่องทั่วไป ละครที่ดู เรื่องอื่น ๆ ที่เห็น เราคุยไปเรื่อย

จากนั้นก็จะเป็นช่วงกินข้าวเที่ยง 10.00 น. บางทีก็กินกับข้าวหลวงเพราะบางวันกับข้าวก็หน้ากินอยู่ เช่น ข้าวต้มทรงเครื่อง ราดหน้า และก๋วยเตี๋ยว พอกินข้าวเที่ยงเสร็จ แล้วจะกินข้าวเย็นกันช่วงเที่ยงหรือบ่าย แต่ส่วนใหญ่จะกินกับข้าวที่ซื้อเอง หรือว่าทำอาหารกินกันเอง

ถ้าเป็นช่วงที่ต้องออกไปเรียนที่กองงานศึกษา ก็จะออกไปประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งไม่ได้มีบ่อย ส่วนใหญ่จะเป็นการแจกใบงานให้ทำกันในกลุ่มผู้ต้องขัง

หนูเพิ่งสอบชั้นมัธยมปลายไปเมื่อเดือนหรือเกือบสองเดือนที่ผ่านมา และจะเริ่มเทอมใหม่ในวันที่ 5 พ.ย. 2569 จากที่สอบถามผู้ช่วยงาน เขาแจ้งว่าวุฒิ ม.6 ใช้เวลาเรียนประมาณ 3 ปี หนูเพิ่งเริ่มเรียน เมื่อปีนี้ก็อาจจะประมาณ 2 ปีได้แล้ว

วิชาที่เรียนไม่ได้มีอะไรมากเป็นพวกเรียนภาษาไทย ภาษาด้านการสื่อสาร คนที่สอนบางทีก็เป็นคนจากข้างนอกเข้ามาสอน หรือเป็นผู้ต้องขังที่มีความรู้มาสอน เวลาสอบจะสอบบนห้องนอนที่เราใช้เป็นที่นอนกัน นั่งสอบกับพื้น ข้อสอบจะเป็นแบบให้ฝนด้วยดินสอ น้อยมากที่จะให้เป็นแบบกากบาท

สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้ใช้ชีวิตผ่านไปในแต่ละวันได้ คือการแต่งหน้า เป็นสิ่งที่เยียวยาจิตใจได้มากที่สุด ตอนนี้ข้างในมีผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาเป็นแป้งตลับรีฟิลของแบรนด์ชีเน่ (SHEENE) เนื้อแป้งเนียนมาก กะเทยข้างในนี้เห่อมาก พอทาออกมาแล้วหน้าออร่าเลย หนูก็ซื้อเก็บไว้ พอทาแล้วหนูส่องกระจกคุยกับตัวเองว่า “อุ๊ยทำไมใบหน้าฉันผ่องจัง” เวลาหนูเครียด หรือมีเรื่องหงุดหงิดหนูก็จะแต่งหน้า สิ่งนี้ทำให้หนูรู้สึกมีหวังกับตัวเองขึ้นมาได้
.
พ่อในความทรงจำ และแม่ที่ใช้ชีวิตรออยู่ข้างนอก ความคิดถึงบ้านที่จากมา

ครอบครัวจะมาเยี่ยมเฉพาะตอนเยี่ยมใกล้ชิดเท่านั้น ปกติจะไม่ได้มา แต่หนูก็เข้าใจได้เพราะทุกคนอยู่ต่างจังหวัดและแม่ก็คงเดินทางลำบากมาก สิ่งที่คิดถึงมากที่สุดคืออาหาร หนูชอบกินอาหารอีสาน ซุปบักมี่ แกงหน่อไม้ และแกงเห็ด หนูคิดถึงช่วงเวลาที่ต้องไปเก็บเห็ดกับแม่บนภูเขา และหนูก็ชอบก้อยกะปอมมาก ๆ ที่สับ ๆ เนื้อกิ้งก่าแล้วใส่มะม่วงเปรี้ยว หอมอร่อยรสชาติไม่เหมือนที่ไหน

หนูเล่าให้เพื่อนในเรือนจำฟัง ส่วนใหญ่แทบจะทุกคนเลยไม่เคยมีใครกิน หนูคิดถึงแจ่วบอง คิดถึงต้มกบอ้อมเขียด เมนูพวกนี้เป็นอาหารที่แม่จะทำให้กินประจำ คิดถึงกับข้าวที่บ้านมากที่สุดเลย

ส่วนพ่อ หนูรู้สึกคิดถึงพ่อมากนะ ยิ่งตอนท้ายของชีวิตพ่อ หนูไม่ได้พูดคุยหรือดูแลพ่อเลย มันยิ่งคิดถึงพ่อมาก ๆ หนูตั้งใจไว้ว่าหลังจากได้ออกไปหนูจะขยันมากขึ้น เพราะความขยันนี้เป็นสิ่งที่หนูเห็นในตัวพ่อมาตลอดชีวิตของหนู พ่อขยันทำมาหากิน ตื่นตั้งแต่ตี 4 ตี 5 ไปไถนา เสร็จก็จะเกี่ยวหญ้าเข้ามาให้วัวกิน พอเกี่ยวหญ้าให้วัวเสร็จ ก็ออกไปทำงานต่อ หรือไม่ก็ไปรับจ้างอื่น ๆ ชีวิตวนเวียนอยู่แต่เรื่องทำงาน ทำมาหากินเลี้ยงดูครอบครัว นี่เป็นสิ่งที่หนูจะเอาแบบอย่างพ่อ
.
ความหวังที่นิรโทษกรรมไม่โอบรับ

แน่นอนเราต้องรู้สึกผิดหวังและเสียใจมาก กับคดีที่เป็นคดีทางความคิดแท้ ๆ แต่กลับไม่มีโอกาสได้รับการนิรโทษกรรม รู้สึกผิดหวังจนบางทีก็ไม่อยากพูดถึงด้วยซ้ำ ยิ่งเรามาอยู่ด้วยโทษยาวแบบนี้เรายิ่งรู้สึกเศร้า แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ดีใจกับเพื่อนที่โดนคดีทางการเมืองแล้วได้นิรโทษกรรมนะ

เราดีใจกับคนที่ได้ออกจากที่นี่ ยังรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ไปลา “ใหญ่ พิชัย” เพราะตื่นขึ้นมาอีกทีผู้ต้องขังด้วยกันก็บอกว่าใหญ่ออกไปแล้ว เรื่องความหวังเกี่ยวกับอภัยโทษ หนูก็หวังว่าสักวันจะมีวันของคดี ม.112 และอยากให้อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถขอพักโทษได้

หนูอยากออกไปกินหมูกระทะ ชานมไข่มุก หนูคิดว่าจะกลับไปทำงานเหมือนเดิมพวกงานตามโรงแรม งานเซลล์ขายของ หนูชอบงานที่ไม่ต้องอยู่นิ่ง ๆ ชอบงานที่ได้เจอเพื่อนร่วมงานใหม่ ๆ เพราะหนูเป็นคนขี้เบื่อง่าย อยากทำงานที่สนุก และถ้าเป็นไปได้ก็จะเรียนเสริมสวย เรียนเป็นช่างแต่งหน้า เพราะคิดว่าสิ่งเหล่านี้ส่วนตัวเราชอบด้วย และเป็นงานที่จะอยู่ได้ยาวถ้ามีฝีมือจริง หนูอยากใช้ชีวิตให้มีความสุข
.
3 ปีจากคนข้างใน ถึงทุกคนที่อยู่ข้างนอก

ตอนได้รูปตัวเองที่ใส่ชุดรำในงานบุญบั้งไฟที่จังหวัดยโสธรมาดู ก็ดีใจมาก ไม่คิดว่ารูปเหล่านี้จะยังอยู่ หนูเอาให้เพื่อนผู้ต้องขังดูทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสวยและเหมือนผู้หญิงมาก หนูดีใจไปหลายวัน

จดหมายของทุกคน หนูยังได้รับตลอด บางทีก็มาในลักษณะเป็นโปสการ์ดที่ด้านหน้าเป็นรูปทนายอานนท์ หรือการ์ตูนผู้ต้องขังคนอื่น ๆ แล้วด้านหลังก็มีเขียนให้กำลังใจหนู บางคนไม่เขียน แต่ก็วาดภาพมาให้เป็นรูปท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ ซึ่งหนูได้ตลอด

ช่วงแรก ๆ ที่ได้มา คนในเรือนจำก็สงสัยว่าใครส่งให้ตลอด หนูก็อธิบายให้ฟังว่า พอหนูโดนคดีแบบนี้ แล้วก็มีคนข้างนอกที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ส่งกำลังใจมาให้ หนูรู้สึกดีใจมากที่มีจดหมายเข้ามาเรื่อย ๆ แม้หนูจะไม่เคยได้ตอบออกไป หนูก็ดีใจที่ยังมีคนไม่ลืมหนู มันทำให้รู้สึกมีกำลังใจในการอยู่ในนี้ว่ายังมีคนสนใจเรา เราไม่ได้ถูกลืมแม้จะเข้ามาอยู่ในนี้แล้วถึง 3 ปี ซึ่งมันถือว่านานมาก

ขอบคุณทุกคนที่เขียนจดหมายผ่านองค์กรต่าง ๆ มาให้ ดีใจมากที่ทุกคนไม่ลืม คอยถามไถ่เรื่องราวกันเสมอ ให้กำลังใจ และให้เราอยู่สู้ต่อไป มันรู้สึกดีมากที่มีคนคอยเชียร์ให้เรากลับสู่อิสรภาพนอกกำแพง เราไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยว

อยากฝากถึงผู้ต้องขังคดีทางการเมืองโดยเฉพาะคดี ม.112 ที่เรายังอยู่ด้วยกันในนี้ว่าขอให้ทุกคนสู้ ใช้ชีวิตให้มีความหวัง มีความสุข ดูแลตัวเองให้ดี รอวันจะได้ออกไป ต้องทำให้สุขภาพแข็งแรงเข้าไว้ รอวันออกไปข้างนอกด้วยกันนะ
.

"จนถึงปัจจุบัน (27 ต.ค.2569) แม็กกี้ถูกคุมขังมาแล้ว 1,101 วัน หรือ 3 ปี จากโทษตามคำพิพากษาคือจำคุกถึง 25 ปี จากเหตุที่ถูกกล่าวหาว่าทวีต 18 ข้อความเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ เธอยังเหลือโทษอีกถึงกว่า 22 ปี"

"ร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงแม็กกี้ และผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล"


https://tlhr2014.com/archives/87468



มรดก คสช. ที่ก็ยังไม่ถูกจัดการ ทำให้ไทยเป็นถังขยะของจีน เป็นถังขยะของโลก ไม่ใช่แค่ปราจีนบุรี แต่ทุกพื้นที่ในไทย จุดเปลี่ยนสำคัญ มาจากนโยบาย National Sword (ดาบแห่งชาติ) ของจีน ที่ประกาศห้ามนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ส่งผลให้กลุ่มทุนและพ่อค้าขยะโลกต้องหา "แหล่งรับซื้อและแปรรูปแห่งใหม่" ประเทศไทยและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงกลายเป็นเป้าหมายหลัก








https://x.com/aorwiki/status/2115025821689909283
.....

ประเด็นเรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะอุตสาหกรรมข้ามชาติที่ทะทะลักเข้ามาในประเทศไทย เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และภาคเกษตรกรรม ซึ่งตรงกับข้อสังเกตในหลายมิติ ดังนี้:

จุดเปลี่ยนทางกฎหมายและการผ่อนปรนผังเมือง: การปรับเปลี่ยนมาตรการและคำสั่งในช่วงปี 2559 (รวมถึงการใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ในบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการยกเว้นผังเมืองรวมสำหรับการตั้งโรงงานจำพวกที่ 3 บางประเภท เช่น โรงงานคัดแยกและรีไซเคิลขยะ) ทำให้กระบวนการขออนุญาตตั้งโรงงานรีไซเคิลในพื้นที่เกษตรกรรมหรือพื้นที่ที่ไม่เคยอนุญาตมาก่อนทำได้ง่ายขึ้น และเกิดช่องว่างในการควบคุม

ผลกระทบจากการแบนขยะของจีน (National Sword Policy): ในปี 2561 ประเทศจีนประกาศห้ามนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ส่งผลให้กลุ่มทุนและพ่อค้าขยะโลกต้องหา "แหล่งรับซื้อและแปรรูปแห่งใหม่" ประเทศไทยและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงกลายเป็นเป้าหมายหลัก เนื่องจากกฎระเบียบการนำเข้าและการตรวจสอบในขณะนั้นยังมีความหย่อนยาน

กระบวนการจัดการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย: ขยะที่หลั่งไหลเข้ามาจำนวนมากไม่ได้ผ่านกระบวนการรีไซเคิลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หลายแห่งเป็นการลักลอบตั้งโรงงานเถื่อน มีการหลอมพลาสติกหรือแผงวงจรอย่างไร้มาตรฐาน เกิดมลพิษทางอากาศและน้ำใต้ดิน รวมถึงปัญหาการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตราย หรือนำกากอุตสาหกรรมไปผสมกับวัสดุอื่นเพื่อนำไปใช้ในพื้นที่เกษตร ซึ่งสร้างความเสียหายระยะยาวต่อหน้าดินและสุขภาพของเกษตรกรในหลายจังหวัด เช่น ปراจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และสมุทรปราการ
.....

ผลกระทบเชิงลึกจากนโยบาย National Sword (ดาบแห่งชาติ) ของประเทศจีนในปี 2561 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในระดับมหภาคที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานขยะโลกและสร้างแรงกระแทกมหาศาลต่อประเทศไทย โดยมีรายละเอียดและกลไกที่เกิดขึ้นดังนี้:

การปิดตายตลาดรับซื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลก: ก่อนปี 2561 ประเทศจีนเป็น "ถังขยะรายใหญ่ที่สุดของโลก" โดยนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์มากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณขยะรีไซเคิลทั่วโลกเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบราคาถูกในภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ เมื่อรัฐบาลจีนประกาศแบนการนำเข้าขยะพลาสติก 24 ประเภทและขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเด็ดขาด ส่งผลให้กลุ่มทุน พ่อค้าคนกลาง และประเทศพัฒนาแล้วในตะวันตก (รวมถึงญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา) ประสบภาวะ "ล้นทะลัก" ของขยะที่เคยส่งออกไปจีน

การเบี่ยงเส้นทางขยะ (Diversion Effect) สู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: เมื่อเส้นทางไปจีนถูกปิด กลุ่มทุนค้าขยะจึงต้องเร่งระบายขยะมหาศาลไปยังประเทศสำรอง โดยมีกลุ่มประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะ ประเทศไทย มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย เป็นเป้าหมายหลัก เนื่องจากประเทศเหล่านี้ยังไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าที่เข้มงวดเท่าจีน ประกอบกับโครงสร้างการตรวจสอบของศุลกากรและช่องโหว่ทางกฎหมายภายในประเทศเอื้ออำนวย

ช่องว่างทางกฎหมายและการใช้ไทยเป็น "ฐานพักขยะ": ในขณะนั้น ประเทศไทยเพิ่งมีมาตรการปลดล็อกผังเมืองและผ่อนปรนกฎระเบียบการตั้งโรงงานรีไซเคิล ทำให้กลุ่มทุนต่างชาติ (บางส่วนร่วมมือกับทุนสีเทาในประเทศ) อาศัยช่องทางนี้จดทะเบียนจัดตั้ง "โรงงานบังหน้า" หรือใช้ใบอนุญาตนำเข้าขยะพลาสติก/เศษโลหะที่ไม่เป็นอันตรายเพื่อบังหน้า แต่กลับมีการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะมีพิษ และขยะปนเปื้อนที่ผ่านการคัดแยกยากเข้ามาด้วย

วงจรอุบาทว์ "คัดแยก-หลอม-ฝังกลบ/ลักลอบทิ้ง":

การคัดแยกและหลอมอย่างไร้มาตรฐาน: ขยะที่ทะลักเข้ามาจะถูกส่งไปยังโรงงานรีไซเคิลเถื่อน (ซึ่งผุดขึ้นราวกะಹಿบในหลายจังหวัด เช่น ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ปราจีนบุรี และชลบุรี) มีการคัดแยกและหลอมพลาสติกหรือแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ด้วยเตาหลอมพื้นบ้าน ปล่อยสารพิษ ควันโลหะหนัก และน้ำเสียลงสู่สิ่งแวดล้อมโดยตรง

การกำจัดกากส่วนเกินและการอำพราง: ส่วนที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลต่อได้ (Tailings) มักจะถูกกำจัดด้วยวิธีที่ผิดกฎหมาย เช่น การลักลอบเทกองตามที่ดินรกร้าง การเผากลางแจ้ง หรือนำกากอุตสาหกรรมผสมกับดิน ขี้ไก่ และวัสดุอินทรีย์เพื่อนำไปจำหน่ายหรือแจกจ่ายให้เกษตรกรอ้างว่าเป็นปุ๋ยหรือวัสดุปรับปรุงดิน สร้างความเสียหายระยะยาวต่อหน้าดิน แหล่งน้ำใต้ดิน และสุขภาพของประชาชนในพื้นที่

วิกฤตดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาปริมาณขยะล้นเมือง แต่เป็นผลพวงจากการผลักภาระต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม (Externalities) ของประเทศพัฒนาแล้ว มายังประเทศกำลังพัฒนาที่มีช่องโหว่ทางกฎหมายและการบังคับใช้ที่อ่อนแอ




คราบสีรุ้ง กลิ่นเหม็นคละคลุ้ง น้ำดำเข้มคลั่ก ปราจีนบุรีมี “ขยะพิษ” าวปราจีนบุรีเรียกร้องต่อเนื่องนานหลายปีแล้ว ให้รัฐบาลจัดการโรงงานผลิตสารพิษขยะพิษ แต่ผลประโยชน์ทับซ้อนในระบบราชการ จึงปล่อยชาวบ้าน “ตายผ่อนส่ง” ตามยถากรรม ทุกวันนี้ยังแก้ไขอะไรไม่ได้นอกจากดราม่าเป็นข่าว - 4 ปีไม่มีใครฟัง ขยะโรงงานรีไซเคิล



4 ปีไม่มีใครฟัง ธีระ ศรีมงคล ผู้ใหญ่หมู่ 1 บ้านสระมะเขือ ย้ำอีกที ‘โรงขยะคือบทเรียนแสนสาหัส’

26.10.2026
มติชนออนไลน์

รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร

4 ปีไม่มีใครฟัง
ธีระ ศรีมงคล
ผู้ใหญ่หมู่ 1 บ้านสระมะเขือ
ย้ำอีกที ‘โรงขยะคือบทเรียนแสนสาหัส’

อดรนทนทานมานานเฉียด 4 ปีเป็นอย่างต่ำ สำหรับชาวปราจีนบุรีที่วันนี้คนไทยได้รับรู้ถึงปมปัญหาบิ๊กเบิ้มโดยทั่วกัน

จากข่าวเล็กๆ ที่ถูกไถฟีดผ่านๆ สู่ข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์กระดาษ และเรื่องเด่นประเด็นร้อนออนไลน์

แน่นอนว่าจะหมายถึงสิ่งใดไปไม่ได้ นอกจากกรณี ‘โรงงานรีไซเคิลขยะ’ ที่วันนี้ไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไปว่าส่งผลกระทบจริงจัง ไม่ใช่เรื่องจกตา

คราบสีรุ้ง กลิ่นเหม็นคละคลุ้ง น้ำดำเข้มคลั่ก เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เห็นได้จากตาเนื้อ ยังไม่นับมลพิษที่สะสมระยะยาวเกินคาดเดาผลลัพธ์

18 ตุลาคมที่ผ่านมา ผู้คนนับพันรวมตัวฟังข้อมูลรอบด้านในเวที ‘รู้เท่าทันโทษพิษภัยโรงงานขยะ’ จัดโดย เครือข่ายแม่เพื่อสุขภาพทุ่งบางพลวง ณ โดมสวนสุขภาพ ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี พื้นที่ซึ่งแบกรับปัญหาหนักอึ้งแบบเต็มแรง

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เคยสั่งปิดโรงงานบางแห่งในตำบลดังกล่าวชั่วคราว ตามมาตรา 37 และ 39 แห่ง พ.ร.บ.โรงงาน หลังตรวจพบคราบสารเคมีสีรุ้งปนเปื้อนและรั่วไหลออกสู่พื้นที่เกษตรกรรมและแหล่งน้ำสาธารณะในช่วงน้ำท่วม ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง

เพียงวันรุ่งขึ้นหลังเวทีเสวนาข้างต้น รมว.อุตสาหกรรมลงพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ จังหวะนี้ชาวบ้านเฉียดร้อยจาก 3 อำเภอรุดถือป้ายจี้ปิดโรงงานและขนย้ายกองขยะออกไปให้ไว ด้าน รมว. อุตสาหกรรมรับลูก บุกโรงงาน 200 ไร่ในวันเดียวกัน เจอขยะอิเล็กทรอนิกส์ 1,220 ตัน จึงสั่งสอบที่ดิน จนถึงเส้นเงิน ชงโทษใหม่ปรับ 10 ล้าน แถมยึดทรัพย์ ขยายผลจ่อเช็กโรงงาน 3,000 แห่งทั่วประเทศ

หนึ่งในมวลชนคนปราจีนที่ร่วมต่อสู้แบบยิบตา คือ ธีระ ศรีมงคล วัย 59 ปี ผู้ใหญ่หมู่ 1 บ้านสระมะเขือ อ.ศรีมโหสถ อีกหนึ่งพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบ เนื่องด้วยเป็นเพื่อนบ้านแนบชิดกับ อ.ศรีมหาโพธิ

พื้นฐานชีวิตเกิดที่บ้านสระมะเขือ เป็นลูกหลานบรรพบุรุษชาวไทพวนที่อพยพมาจากเชียงขวางสืบทอดกันมาหลายชั่วโคตร จบประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดสระมะเขือ ก่อนเรียนต่อมัธยมศึกษาที่โรงเรียนศรีมหาโพธิ วันนี้ดูแลลูกบ้านเกือบ 800 คน จาก 300 ครัวเรือนตามทะเบียนราษฎร์ แต่อยู่อาศัยจริงราว 1,000 เศษ

ยืนยันว่า ชาวบ้านไม่ได้เพิ่งลุกขึ้นมาต้าน หากแต่ทั้งสะกิด แจ้งเตือน ไปจนถึงตะโกนดังๆ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แต่กลับได้คำตอบเดิมว่า ‘คิดไปเอง’ กระทั่งเมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ มลพิษมากมายจึงไม่อาจถูกกลบฝังในความเงียบงันได้อีกต่อไป

: ในฐานะคนพื้นที่ สถานการณ์จริงวันนี้เป็นอย่างไร ร้ายแรงแค่ไหนในแง่สิ่งแวดล้อม?

เฉพาะแค่ช่วงน้ำท่วมล่าสุด ภายในหนึ่งอาทิตย์เรียบร้อยเลย ตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยเห็นความเข้มของสี กลิ่น และคราบแบบนี้มาก่อน ไม่เคยเห็นพืชพันธุ์ธัญญาหารล้มตายขนาดนี้ มีคราบสีรุ้ง ปลาเราก็ไม่กล้าเอามากิน

ตอนนี้เป็นช่วงที่น้ำลดแล้ว แต่ยังเจอคราบสีดำ และเหม็นคาวมาก

กลิ่นพวกนี้เบาลงมาหน่อย ซอฟต์กว่าตอนที่ยังมีการประกอบกิจการอยู่

: ก่อนหน้านี้ แกนนำเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง โดนชายสวมโม่งปรี่พร้อมปะทะ แล้วชาวบ้านสระมะเขือโดนคุกคาม ข่มขู่บ้างไหม?

ในช่วงนี้ยังไม่มี แต่ชาวบ้านบอกว่าไม่กลัวตายแล้ว ถ้ามัวกลัวอยู่ เราก็จะตายกับสิ่งนี้ เพราะฉะนั้น เลยต้องหันมาสู้

ถ้าเราไม่สู้ จะยิ่งไปกันใหญ่ จะกลายเป็นมรดกตกทอดไปถึงลูกหลาน

เพราะฉะนั้น เลิกกลัวอิทธิพลใครแล้ว และเชื่อว่าต้องส่งเสียงออกไปให้คนได้รับฟัง

วันนี้ดีใจที่มีเวทีให้แสดงออก เห็นป้ายไหม เขาเอากล่องกระดาษมาแกะแล้วใช้ปากกามาร์กเกอร์เขียนด้วยภาษาแบบบ้านๆ นี่แหละ

: รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตอบรับการแก้ไขความเดือดร้อนช้าไปไหม?

เอาอย่างนี้ เหตุการณ์ย้อนหลังไปตั้งแต่ปี 2566 เราบอกก็ไม่มีใครฟัง โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐบางหน่วยที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวเหล่านี้เขาบอกว่าเราวิตกกังวลไปเอง

ฝั่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือแถบศรีมโหสถซึ่งเป็นรอยต่อ เหมือนบ้าน 2 หลังที่ใช้รั้วเดียวกัน รับกลิ่นมาตั้งกี่ปีจนร้องเรียนไปทางผู้นำหมู่บ้าน ซึ่งก็รายงานไปตามระเบียบขั้นตอน คือศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ก็มีการส่งตัวแทนเข้าไปพูดคุย เข้าไปซักฟอก เข้าไปตรวจสอบและเข้าไปเตือน

ซึ่งเราก็ได้รับคำตอบที่สวยหรูทุกครั้ง ว่าไม่มีปัญหา เครื่องไม้เครื่องมือเขาทันสมัย

ล่าสุด ฝั่งศรีมโหสถยังเข้าไปย้ำว่า ถ้าน้ำหลากมาปลายปีนี้จะเป็นอย่างไร ด้วยประสบการณ์แล้ว ตรงนี้เป็นทุ่งรับน้ำเป็นแก้มลิงของทุ่งบางพลวง เราคาดการณ์ไว้แล้ว เพราะเว้นมา 3 ปี 5 ปี น้ำจะหลากครั้งหนึ่ง และหลากอย่างแรง แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

ซึ่งตอนนั้นได้รับคำตอบว่า ในชั่วพริบตาเขาสามารถนำอุปกรณ์มาตั้งคันได้สูง ซึ่งเราก็ไปชี้แล้วว่าคันดินแบบนั้นมันไม่ใช่ เอาไม่อยู่แน่นอน มันเหมือนลักษณะคันนา

: คนตื่นตัวลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเกิดเยอะมาก ปัจจัยอะไรผลักดันจนเกิดปรากฏการณ์ขนาดนี้?

ชาวบ้านตื่นตัวแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ถูกกระตุ้นจากสื่อ จากเอ็นจีโอใดๆ แต่เกิดจากความที่ถูกกระทำ โดยที่เราเคยเตือนแล้วว่าหยุดเถอะ มันทำไม่ได้ ทำแล้วจะได้ผลกระทบแบบนี้ ด้วยความที่ภูมิประเทศไม่เหมาะ ตั้งแต่เริ่มเปิดในปี 2566 คนในพื้นที่เดินหน้าบอกตั้งแต่แรก มันเกี่ยวพันกับความกลัว ความหวาดระแวงการหลุดรั่ว และมลพิษต่างๆ

เขาก็ตอบมาว่าเราคิดไปเอง เพราะเขามีกระบวนการมีการคัดกรองมีขั้นตอนถูกต้องจึงได้รับใบอนุญาต

อย่างที่บอกว่าชาวบ้านถูกกระทำจากสิ่งที่เคยบอกแล้ว แต่เสียงของพวกเขาไม่เคยถูกรับฟัง

ตอนนี้พลุแตก อึดอัดมานาน พอมีเวทีให้ ชาวบ้านเลยหลั่งไหล เห็นแล้วยังขนลุกว่า โอ้โห! นี่คือแรงอัดอั้นที่ฝูงชนทนไม่ได้

: ความคาดหวังสูงสุดในการเรียกร้องครั้งนี้คืออะไร?

เป็นเวลาถึง 4 ปีที่เราท้วงติงมาตลอด แต่ไม่มีการแก้ไข คิดว่าเพียงพอแล้วกับการรอให้ปรับปรุงหรือลองผิดลองถูก เราพอแล้วกับ 4 ปีที่เกิดการหลุดรั่วอย่างถล่มทลายชนิดที่ไม่มีตำรับตำราในการป้องกันเลยแม้แต่นิดเดียว ล้มเหลวทุกระบบ

เพราะฉะนั้น ความคาดหวังคือปิดอย่างถาวรและออกไปจากพื้นที่ทุ่งรับน้ำแห่งนี้ เราตั้งธงไว้ว่าต้องเป็นบัญชีดำเพื่อไม่ให้เกิดเหตุขึ้นอีก

นี่คือความต้องการของชาวบ้าน

ถามว่าชาวบ้านเห็นแก่ตัวไหม เราไม่ได้เห็นแก่ตัว มันมีกี่บ่อ กี่จังหวัดแล้ว ก่อนที่จะมาเกิดกับปราจีนบุรี เราเห็นอยู่ว่าหน่วยงานภาครัฐล้มเหลวมาตลอดในการดูแลป้องกันและแก้ไข ปัจจุบันน่าจะเป็นบทเรียนที่แสนสาหัสแล้ว กับพี่น้องประชาชน กับห่วงโซ่อาหาร

ที่สำคัญที่สุด เราเป็นแอ่งรับน้ำและกระจายลงไปบ้านสร้าง ไปบางปะกง ก่อนจะไปลงแม่น้ำมันถูกแบ่งไปไหนต่อไหนตามสายน้ำ

เพราะฉะนั้น ไม่ใช่แค่คนในพื้นที่ที่รับเคราะห์ แต่กลับกลายเป็นเคราะห์กรรมระดับภาค

ภาพโดย นราธิป ทองถนอม


https://www.matichon.co.th/weekly/special/special-scoop/article_915773








https://x.com/MatichonOnline/status/2115074173118919106


 

ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ เรื่องราวการเดินทางที่ไม่เคยคิดฝัน ของ ดิเรก (เอก) ผู้กำกับภาพวัย 46 ผู้รักการเดินทางและการผจญภัย เพราะได้พบปะเรื่องราวใหม่ ๆ ไม่เว้นวัน แต่แล้วในปี 2567 การเดินทางที่เขาไม่เคยคิดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อดิเรกได้รับหมายเรียกจากการที่ใครก็ไม่รู้ซึ่งเขาไม่เคยพบหน้าไปแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองพัทลุง หนึ่งในข้อกล่าวหาที่ได้รับคือความความผิด 112










https://x.com/prachatai/status/2115065987938849141

prachatai
@prachatai

ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ | สารคดี

ดิเรก (เอก) ผู้กำกับภาพวัย 46 ผู้รักการเดินทางและการผจญภัย เพราะได้พบปะเรื่องราวใหม่ ๆ ไม่เว้นวัน แต่แล้วในปี 2567 การเดินทางที่เขาไม่เคยคิดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อดิเรกได้รับหมายเรียกจากการที่ใครก็ไม่รู้ซึ่งเขาไม่เคยพบหน้าไปแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองพัทลุง หนึ่งในข้อกล่าวหาที่ได้รับคือความความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

เขากลายเป็นหนึ่งในผู้ถูกแจ้งความทางไกลโดยกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน จากความเห็นสั้น ๆ ที่เคยคอมเมนต์ในโพสต์ของนักกิจกรรมคนหนึ่งตั้งแต่ปี 2565

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ดิเรกต้องเดินทางด้วยรถเมล์และรถไฟ ไป-กลับ ระหว่างบ้านที่กาญจนบุรีกับพัทลุงอยู่หลายครั้งตลอดเวลาเกือบ 3 ปี

ประชาไทนำเสนอ 'ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ' สารคดีบันทึกการเดินทางไปฟังคำพิพากษาคดี ม.112 ของเขา ณ ศาลจังหวัดพัทลุง เมื่อวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา

"การเดินทางด้วยรถไฟมันปลอดภัยที่สุดแล้วนะ แต่วัตถุประสงค์ที่เราเดินทางไป จะปลอดภัยกับอิสรภาพเราหรือเปล่า"




ก.ล.ต. CIB แถลง เปิดเส้นทางฟอกเงินข้ามโลก อายัดทรัพย์กว่า 26,000 ล้า เงินที่ได้จากการหลอกลวงประชาชน ถูกโอนข้ามประเทศ ผ่านบัญชีธนาคารและกองทุนหลายทอด ก่อนจะกลับมาอยู่ในรูปแบบที่ดูสะอาดที่สุดแบบหนึ่ง คือ หุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ไทย

https://www.facebook.com/watch/?v=1431932815087870








ลงทุนแมน
@longtunman

ด่วน ก.ล.ต. CIB แถลง เปิดเส้นทางฟอกเงินข้ามโลก อายัดทรัพย์กว่า 26,000 ล้าน /โดย ลงทุนแมน เงินที่ได้จากการหลอกลวงประชาชน ถูกโอนข้ามประเทศ ผ่านบัญชีธนาคารและกองทุนหลายทอด ก่อนจะกลับมาอยู่ในรูปแบบที่ดูสะอาดที่สุดแบบหนึ่ง คือ หุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ไทย..

วันนี้ ก.ล.ต. ได้ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ. หรือ CIB) และสำนักงาน ปปง. แถลงข่าวเปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายมหากาพย์ ฟอกเงินข้ามโลก ซ่อนเงินผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนแปรสภาพเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ไทย”

เพื่อเปิดเผยเส้นทางการเงิน โครงสร้างเครือข่ายนอมินี และรายชื่อหุ้นขนาดใหญ่ ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน

ซึ่งปปง. ยึดและอายัดทรัพย์สินของเครือข่ายนี้ไปแล้วรวมกว่า 26,000 ล้านบาท และในจำนวนนี้เป็นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ กว่า 16,000 ล้านบาท.. https://longtunman.com/73975




วันอังคาร, ตุลาคม 27, 2569

ได้ทีสีน้ำเงิน จากอาการพลาดท่าของ ‘ไอ๊ซ์’ ประเด็นสลิป ๗ ล้าน นอกจาก ‘กรวีร์’ ปริศนาฯ ที่ฉวยโอกาสใส่ “โง่-ห่วย-เลว” แล้ว พวกเพจสลิ่มไวถึงใจ ‘ก็อดด แดม’ เป็น “อดีตสมาชิกพรรคก้าวไกล”

ได้ทีสีน้ำเงิน จากอาการพลาดท่าของ ‘ไอ๊ซ์’ ประเด็นสลิป ๗ ล้าน รุมสกรัมกันใหญ่ ได้ ‘แบก’ ผสมโรง นอกจาก ‘กรวีร์’ ปริศนาฯ ที่ฉวยโอกาสใส่ “โง่-ห่วย-เลว” แล้ว พวกเพจสลิ่มจะไวถึงใจ พาดพิงทันใด ‘ก็อดด แดม’ เป็น “อดีตสมาชิกพรรคก้าวไกล”

ข่าวเช้านี้ (๒๗ ตุลา) “คดีเพจ ‘Godd Dam’ คืบหน้า ตำรวจเตรียมออกหมายจับเจ้าของเพจ ปมเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน” และท่อนฮุก “ตรวจสอบพบการเผยแพร่ข้อความในลักษณะที่อาจลดทอนความศรัทธาของประชาชนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์”

โห เตรียมยัด ๑๑๒ เอาไว้เลย คดีหมิ่นฯ นายกฯ เนี่ยนะ อ๋อ “หนึ่งในประเด็นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคือ การเผยแพร่ภาพสลิปการโอนเงินจำนวน ๗ ล้านบาท ไปยังบัญชีที่ระบุชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล” ซึ่งธนาคารกสิกรไทยที่ถูกอ้างอิง ได้ออกมาชี้แจง

ว่าในสารบบของแบ๊งค์ไม่มีบัญชีชื่อของนายกรัฐมนตรี และระเบียบโอนเงินให้ทำได้วันละ ๕ ล้านเท่านั้น ก็เป็นอันคดี ‘ค่าน้ำชา’ นี้ ยังอยู่ในขั้นตอน “เตรียม” สำหรับ สน.บางเขนเท่านั้น แต่ทั้งพวกองครักษ์พิทักษ์สีน้ำเงินและหน่วยแบก ซัลโวกันไปก่อน

แล้วข้อมูลที่รักชนก ศรีนอก บอกนายกฯ ตั้งแต่สองวันก่อนว่า “อย่าลืมแจ้งความเอาผิด Nakharin Phonsaka คนที่ทำสลิปปลอมนั้นออกเผยแพร่” ล่ะ พวกจ้องกัดไม่เห็นมีใครใส่ใจ รวมทั้งราย Wansao Sangmanee ไม่รู้ไปขุดหลักเกณฑ์ไหนมา

บอกว่า “ทำแบบนี้ ถือว่า ‘ไอซ์ รักชนก’ ไม่สมควรเป็น ส.ส.ครับ” รวมถึงกรณีมีฝูงหมาไนไปไล่ฟัด ศิริโชค โสภา อดีต สส.ปชป.ที่ขุดคุ้ยเปิดโปง สส.ฝ้าย ไอเดียร์ สุชาดา เจอเงินสีเทาเป็นกระบะ จนพวกผู้หลักและคนใหญ่ๆ ในภูมิใจไทย ออกมาปกป้องกันจ้าละหวั่น

ทำให้น่าสงสัยเข้าไปอีกว่า ฮ้า เส้นเงินไปพัวพันคนโตๆ ในพรรคด้วยไหมนี่ อย่างไรก็ดี ศิริโชคไม่เถียง ที่เคยชม “เพจ Godd Dam ว่ามีความเชี่ยวชาญเรื่องการแกะรอยธุรกรรมคริปโตและบล็อกเชน” แต่ครั้งนี้ผิดพลาดร้ายแรง ก็ต้องรับผิดชอบกันไป

“การทำผิดพลาดเพียงครั้งเดียว ไม่ได้หมายความว่าความดีหรือสิ่งที่เคยทำมาทั้งหมดจะสูญสลายกลายเป็นเรื่องไม่ดี เช่นเดียวกันกับการเคยทำดี ก็ไม่ได้เป็นใบเบิกทางให้ทำผิดได้”

ฉันใดก็ฉันนั้น สิ่งที่เขาตรวจสอบไว้มากมาย ย่อมไม่ถูกลบล้างด้วยการพลาดพลั้งครั้งเดียว

(https://www.facebook.com/NewsWorkpoint/posts/c6ShUom6, https://www.facebook.com/thestandardth/posts/WJd5Mbx7WA และ https://www.facebook.com/permalink.php=100063493129264)