วันเสาร์, ตุลาคม 17, 2569

ไม่ต้องถามเอไอ เรื่องว่าทำไมเกษตรกรมาประท้วงไอเอ็มเอฟ/ธนาคารโลก อ่านโพสต์ข้างล่างแล้วจะเข้าใจ


ข่าวCrown
15 hours ago
·
ผู้เขียนพยายามเขียนโพสต์นี้ด้วยภาษาที่ง่ายที่สุด และจำนวนคำที่ไม่ยาวเกินไปเท่าที่พอจะทำได้ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจสถานการณ์ ม๊อบ imf -wb มากที่สุด

ประท้วงทำไม ขายหน้าคนทั่วโลก เราเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับชาตินะ
ต้องบอกว่าไม่ว่า imf -wb ไปประชุมที่ไหน ก็มีม๊อบต้านแทบทุกครั้ง แทบทุกประเทศ สเกลเล็กหรือใหญ่ต่างกันออกไป โดยเฉพาะโซนยุโรปและอเมริกา เช่นในกรุงวอชิงตันหรืออิสตันบลู ตุรกี ที่มีคนเข้าร่วมจำนวนมากเพราะประเทศเขามีเสรีภาพในการแสดงออก และรัฐไม่ใช้อำนาจปิดกั้น แต่ก็มีบางประเทศที่ดูเหมือนไม่มีเช่นสิงคโปร์ หรืออินโดนิเซีย นั่นเพราะรัฐจำกัดเสรีภาพประชาชนอย่างสูง จึงมีภาพออกมาน้อยว่าประท้วง แต่ไม่ใช่ว่าไม่มี
__________________________________

แล้ว imf -wb ผิดอะไร ?
ในมุมมองของผู้ที่ได้รับผลกระทบทั่วโลกตอนนี้ imf คือกองทุนที่ปล่อยกู้ ภายใต้การกำหนดเงื่อนไข แทรกแซงการเงิน การเมืองของประเทศผู้กู้ จนมีผลกระทบต่อประชาชนในระยะยาว เช่นภาระหนี้สิน เศรษฐกิจ หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อม อย่างของประเทศไทยยกตัวอย่างกรณีเขื่อนปากมูล และมันกระทบแบบนี้กันทั่วโลก
__________________________________

แต่วันนี้เขาประชุมกันเรื่องพัฒนานะ !
ตรงนี้อาจยากหน่อย อยากให้ตั้งใจอ่านและใช้เวลาทำความเข้าใจกับมัน

หากเรามองแค่คำว่า “พัฒนา” ฟังแล้วมันก็ดูดีหมดนั่นแหละ แต่เราลืมดูวิธีการของมัน
การพัฒนาที่เกิดขึ้นเป็นการเจรจาร่วมกัน 2 ฝ่าย คือระหว่างรัฐ กับทุน โดยไม่มีประชาชนอยู่ในสมการนั้นเลย
การพัฒนาสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่มั้ย
การพัฒนามาจากความต้องการของชุมชนหรือเปล่า
การพัฒนาจะกระทบชีวิตประจำอะไรของชุมชนบ้าง
และหลังจากการพัฒนานั้นๆ มันส่งผลระยะยาวต่อประชาชามากแค่ไหน

ซึ่งชีวิตทั้งชีวิตของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ อยู่บนโต๊ะเจรจาของผู้มีอำนาจนั่นคือรัฐและทุน วิธีการของมันคือ up to down ซึ่งประชาชนไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ หรือแม้แต่ส่วนร่วมก็ไม่มี ทั้งที่เขาคือผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

มองง่ายๆ เลยคือ ใครเป็นคนตัดสินใจว่าจะต้องแก้ไขอย่างไร คำตอบคือรัฐกับทุน
และใครต้องเป็นผู้รับภาระของการแก้ไขวิกฤตนั้น คำตอบคือประชาชน

ในมุมของ IMF การลดรายจ่ายภาครัฐ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ หรือปฏิรูประบบภาษีอาจมีความจำเป็นเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและทำให้ประเทศกลับมาชำระหนี้ได้

แต่ในมุมของแรงงาน เกษตรกร และประชาชนรายได้น้อย มาตรการเหล่านี้อาจหมายถึงค่าครองชีพสูงขึ้น การจ้างงานลดลง บริการสาธารณะถูกจำกัด และสวัสดิการที่เคยได้รับถูกตัดทอน
.
ดังนั้นเครื่องมีที่เขามี อำนาจที่เขามี คือการรวมตัวกันเพื่อแสดงออกต่อเจตจำนงค์ของตัวเอง เขาไม่มีอาวุธ ไม่มีอำนาจ ไม่มีกฎหมาย และไม่มีทรัพยากรใด “ม๊อบ” คือเครื่องมือเดียวที่เขามี
________________________________
แต่ไทยไม่ได้เป็นลูกหนี้ imf เราจะประท้วงกันทำไม ?

ไทยไม่ได้เป็นในตอนนี้ แต่ไทย “เคยเป็น” ในปี 2540 ที่กู้โดยสมัยคุณชวลิต ยงใจยุทธ และปลดหนี้ได้ในปี 2546 โดยรัฐบาลที่บริหารโดยคุณทักษิณ ชินวัตร

โดยการกู้ยืมในครั้งนั้น ส่งผลกระทบต่อประชาชนต่างมากในตอนนั้นและยังส่งผลถึงตอนนี้ ดังนั้นคนไทยควรรู้ดี ว่ามันแย่อย่างไรกับเรื่องนี้

ประชาชนในประเทศต่างๆ หลายประเทศทั่วโลกกำลังประสบปัญหาแบบเดียวกันกับเราในปี 2540 ดังนั้นการบอกว่าก็ไทยไม่ได้เป็นลูกหนี้สักหน่อย จะประท้วงทำไม มันก็เหมือนกับการบอกว่า อาชญากรรมไม่ได้กำลังเกิดขึ้นกับเรา เราอย่าไปยุ่งกับมันเลย

ฟังแล้วมันทุเรศไปหน่อย
__________________________________
ผู้ชุมนุมรับจ้างมามั้ย เข้าใจ imf หรือเปล่า ป้ายภาษาอังกฤษ อ่านออกหรอ ?

ผู้ชุมนุมเป็นชาวบ้านจริง ที่ได้รับผลกระทบและมีการรวมตัวเรื่องต่างๆ เช่นสิทธิทำกิน เหมืองแร่ เขื่อนปากมูล ฉโนดชุมชน ที่รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องกับแล้วอยู่ก่อนแล้วก่อนหน้าไม่กี่วัน จึงรวมตัวกันอยู่และมารวมตัวกันอีกครั้ง
รวมไปถึงหลายคนเข้ามาเองเพราะเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงและยังกระทบอยู่

เขาเข้าใจปัญหาและ Agenda ดี แม้ว่าป้ายจะเป็นภาษาอังกฤษ แล้วจะอ่านออกหรือไม่ ไม่ได้สำคัญ เพราะป้ายเป็นเพียงอุปกรณ์สื่อสาร ที่ต้องเขียนภาษาอังกฤษเพราะผู้มาประชุมเป็นต่างชาติ

แต่หัวใจของการชุมนุมคือเจตจำนง คือสำนึกในเรื่องนั้นๆ ไม่ใช่ป้ายที่เป็นเพียงแค่อุปกรณ์

และนอกจากนั้น ในกลุ่มผู้ชุมนุม มีชาวต่างชาติจำนวนมากเข้าร่วมชุมนุมด้วย เพราะมันคือปัญหาระดับโลก
_________________________________
มีหลายประเด็นไปหมด เรียกร้องอะไรกันแน่

ประเด็นหลักคือการสื่อสารถึงผู้นำของประเทศตัวเอง ต่อการเข้าร่วมกับ imf นั่นแหละ และผลกระทบที่มาจาก imf ก็มีหลายประ้ด็นในตัวมันเองอยู่แล้ว
แต่ม๊อบทุกม๊อบ ไม่ได้สื่อสารประเด็นเดียวอยู่แล้ว ใครมีอะไรก็สามารถมาแสดงออกได้ เป็นปกติ

โดยเฉพาะการชุมนุมต่อผู้นำทั่วโลก ที่มีนักจ่าวจากทั่วโลกมา ภาพจะฉายสู่คนทั่วโลก ดังนั้นนี่เป็นเครื่องมือนึง ที่จะฉายภาพปัญหาที่คนในประเทศกำลังเจอ ให้ชาวโลกได้เห็น และร่วมกันจับตา การปฎิบัติของรัฐที่มีต่อประชาชนประเทศตัวเอง
_________________________________
หวังว่าผู้อ่าน จะอ่านด้วยใจที่มีความเห็นอกเห็นใจต่อชาวบ้าน ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองที่ได้รับผลกระทบอย่างสาหัส เพราะนั่นคือชีวิต มากกว่าเห็นแก่หัวโขนความเป็นเจ้าภาพที่จับต้องไม่ได้

และหากใครกังวลว่าการมีม๊อบจะขายหน้า อยากให้รู้ว่า การเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนเพื่อนร่วมโลกนั่นแหละ ขายหน้ากว่า

และที่ขายหน้าจริงๆ คือการที่เจ้าหน้าที่รัฐ ริดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน ทำร้ายประชาชนเพียงเพราะเขามาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ยังไม่มีความวุ่นวายใด หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่เข้ามา

และนั่นแหละภาพที่ขายหน้าอย่างแท้จริง
ผู้เขียนเป็นกำลังใจให้ผู้อ่านและขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้นะคะ
ขอบคุณภาพจาก @ไข่แมวชีส

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122144444859142633&set=a.122094231249142633


https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1420432153571669

ไข่แมวชีส added photos to the album: 16 ต.ค. 69 สมัชชาคนจน เดินขบวนทวงคืนอธิปไตยทางอาหาร ไม่เอา World
16 hours ago
·
สมัชชาคนจน–ชาวนา 60 ประเทศ เดินขบวนถึงแยกอโศก ทวงคืนอธิปไตยทางอาหาร ประกาศ “ไม่เอา World Bank–IMF” ตำรวจตรึงกำลังวางตู้คอนเทนเนอร์
.
วันที่ 16 ต.ค. 2569 สมัชชาคนจนร่วมกับขบวนการชาวนาสากล ลาเวียคัมเปซินา (La Via Campesina) จาก 60 ประเทศทั่วโลก จัดขบวนเดินเท้าจากประตู 1 สวนลุมพินี มุ่งหน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เนื่องในวันปฏิบัติการสากลเพื่ออธิปไตยทางอาหารและต่อต้านบรรษัทข้ามชาติ โดยผู้ชุมนุมประกาศจุดยืนไม่เอา World Bank–IMF เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญที่บั่นทอนประชาธิปไตยและอธิปไตยทางอาหาร รวมถึงส่งเสริมโครงสร้างแบบลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ที่กดขี่และครอบงำประชาชนรากหญ้า
.
ผู้ชุมนุมทยอยเดินทางถึงจุดนัดหมายตั้งแต่เวลาประมาณ 08.00 น. ก่อนเคลื่อนขบวนมีการขับสรภัญญะเพลง “เฮาบ่เอาทุนนิยมเสรี” ระหว่างทางมีการเล่นดนตรี รำวงกลองยาว และร้องเพลง “ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม” เพื่อสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายจากส่วนกลางกับการพัฒนาชนบทไทย ตั้งแต่แนวทางการพัฒนาของธนาคารโลกจนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 นอกจากนี้ ผู้ชุมนุมยังนำผลผลิตทางเกษตรและอุปกรณ์ทำมาหากิน มาเป็นสัญลักษณ์ของการเดินขบวน
.
ขบวนเดินเท้ารวมระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ผ่านถนนสุขุมวิท สถานีบีทีเอสเพลินจิต นานา และอโศก ก่อนเลี้ยวเข้าสู่บริเวณแยกอโศก โดยหลังการเจรจากับตำรวจ ขบวนสามารถเคลื่อนต่อเลยแยกอโศกเข้ามาบนถนนรัชดาภิเษกได้เพียงระยะสั้น ๆ และปักหลักชุมนุมและทำกิจกรรมในบริเวณดังกล่าว เนื่องจากถูกปิดกั้นและไม่สามารถเคลื่อนขบวนไปยังศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ได้
.
ขณะเดียวกันนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมโล่ได้วางกำลังตลอดแนวถนนรัชดาภิเษก พร้อมนำแผงเหล็กมากั้นพื้นที่ ติดป้ายประกาศขั้นตอนการชุมนุมสาธารณะ รวมถึงนำรถควบคุมตัวผู้ต้องหา และตู้คอนเทนเนอร์ไว้บริเวณแนวปิดกั้นถนน
.
ตัวแทนสมัชชาคนจนระบุว่า สำหรับการเคลื่อนไหวของวันนี้ (16 ตุลาคม) เป็นวันต่อต้านระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ที่ทำลายความหลากหลายของพืชพันธุ์อาหารและเปิดทางให้เกิดการผูกขาด โดยย้ำว่าอธิปไตยทางอาหารหมายถึงสิทธิของเกษตรกรรายย่อยในการกำหนดวิธีผลิตอาหาร ตั้งแต่การเข้าถึงที่ดินและเมล็ดพันธุ์ ไปจนถึงวิถีการผลิตของตนเอง พร้อมระบุว่านโยบายและโครงการพัฒนาที่ได้รับอิทธิพลจากธนาคารโลกและ IMF ว่าส่งผลกระทบต่อที่ดินทำกิน วิถีชีวิตของชุมชน และทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนี้สิน
.
ผู้ชุมนุมยังร่วมกันย้ำข้อเรียกร้อง 6 ประการต่อธนาคารโลกและ IMF ได้แก่ ยกเลิกหนี้ เปิดให้ประชาชนตรวจสอบหนี้ต่างประเทศ ยุติการอุดหนุนบรรษัทและนำงบประมาณมาสนับสนุนเกษตรนิเวศ เพิ่มรายได้รัฐผ่านภาษีบรรษัทและภาษีความมั่งคั่ง ทำให้ธนาคารกลางเป็นประชาธิปไตย และให้ประชาชนกับโลกเป็นหัวใจของนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อสร้างอธิปไตยทางการเงินและหลักประกันด้านอธิปไตยทางอาหารให้แก่ประชาชน
.
สำหรับกิจกรรมช่วงบ่าย จะมีการแสดงดนตรี การแสดงศิลปวัฒนธรรม และการปราศรัยจากเครือข่ายประชาชน ก่อนปิดท้ายด้วยการอ่านแถลงการณ์ โดยกำหนดสิ้นสุดกิจกรรมในเวลาประมาณ 16.30 น.



https://www.facebook.com/thai.udd.news/posts/1748507666642890

ยูดีดีนิวส์ - UDD news 
16 hours ago
·
สมัชชาคนจน–ขบวนชาวนาสากล เดินขบวนถึงแยกอโศก ยื่น 6 ข้อ ทวงคืนอธิปไตยทางอาหาร ประกาศ “ไม่เอา World Bank–IMF” ตำรวจตรึงกำลังวางตู้คอนเทนเนอร์
.
วันที่ 16 ต.ค. 2569 สมัชชาคนจนร่วมกับขบวนการชาวนาสากล ลาเวียคัมเปซินา (La Via Campesina) จาก 60 ประเทศทั่วโลก จัดขบวนเดินเท้าจากประตู 1 สวนลุมพินี มุ่งหน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เนื่องในวันปฏิบัติการสากลเพื่ออธิปไตยทางอาหารและต่อต้านบรรษัทข้ามชาติ โดยผู้ชุมนุมประกาศจุดยืนไม่เอา World Bank–IMF เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญที่บั่นทอนประชาธิปไตยและอธิปไตยทางอาหาร รวมถึงส่งเสริมโครงสร้างแบบลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ที่กดขี่และครอบงำประชาชนรากหญ้า
.
ผู้ชุมนุมทยอยเดินทางถึงจุดนัดหมายตั้งแต่เวลาประมาณ 08.00 น. ก่อนเคลื่อนขบวนมีการขับสรภัญญะเพลง “เฮาบ่เอาทุนนิยมเสรี” ระหว่างทางมีการเล่นดนตรี รำวงกลองยาว และร้องเพลง “ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม” เพื่อสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายจากส่วนกลางกับการพัฒนาชนบทไทย ตั้งแต่แนวทางการพัฒนาของธนาคารโลกจนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 นอกจากนี้ ผู้ชุมนุมยังนำผลผลิตทางเกษตรและอุปกรณ์ทำมาหากิน มาเป็นสัญลักษณ์ของการเดินขบวน
.
ขบวนเดินเท้ารวมระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ผ่านถนนสุขุมวิท สถานีบีทีเอสเพลินจิต นานา และอโศก ก่อนเลี้ยวเข้าสู่บริเวณแยกอโศก โดยหลังการเจรจากับตำรวจ ขบวนสามารถเคลื่อนต่อเลยแยกอโศกเข้ามาบนถนนรัชดาภิเษกได้เพียงระยะสั้น ๆ และปักหลักชุมนุมและทำกิจกรรมในบริเวณดังกล่าว เนื่องจากถูกปิดกั้นและไม่สามารถเคลื่อนขบวนไปยังศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ได้
.
ขณะเดียวกันนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมโล่ได้วางกำลังตลอดแนวถนนรัชดาภิเษก พร้อมนำแผงเหล็กมากั้นพื้นที่ ติดป้ายประกาศขั้นตอนการชุมนุมสาธารณะ รวมถึงนำรถควบคุมตัวผู้ต้องหา และตู้คอนเทนเนอร์ไว้บริเวณแนวปิดกั้นถนน
.
ตัวแทนสมัชชาคนจนระบุว่า สำหรับการเคลื่อนไหวของวันนี้ (16 ตุลาคม) เป็นวันต่อต้านระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ที่ทำลายความหลากหลายของพืชพันธุ์อาหารและเปิดทางให้เกิดการผูกขาด โดยย้ำว่าอธิปไตยทางอาหารหมายถึงสิทธิของเกษตรกรรายย่อยในการกำหนดวิธีผลิตอาหาร ตั้งแต่การเข้าถึงที่ดินและเมล็ดพันธุ์ ไปจนถึงวิถีการผลิตของตนเอง พร้อมระบุว่านโยบายและโครงการพัฒนาที่ได้รับอิทธิพลจากธนาคารโลกและ IMF ว่าส่งผลกระทบต่อที่ดินทำกิน วิถีชีวิตของชุมชน และทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนี้สิน
.
ผู้ชุมนุมยังร่วมกันย้ำข้อเรียกร้อง 6 ประการต่อธนาคารโลกและ IMF ได้แก่ ยกเลิกหนี้ เปิดให้ประชาชนตรวจสอบหนี้ต่างประเทศ ยุติการอุดหนุนบรรษัทและนำงบประมาณมาสนับสนุนเกษตรนิเวศ เพิ่มรายได้รัฐผ่านภาษีบรรษัทและภาษีความมั่งคั่ง ทำให้ธนาคารกลางเป็นประชาธิปไตย และให้ประชาชนกับโลกเป็นหัวใจของนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อสร้างอธิปไตยทางการเงินและหลักประกันด้านอธิปไตยทางอาหารให้แก่ประชาชน
.
สำหรับกิจกรรมช่วงบ่าย จะมีการแสดงดนตรี การแสดงศิลปวัฒนธรรม และการปราศรัยจากเครือข่ายประชาชน ก่อนปิดท้ายด้วยการอ่านแถลงการณ์ โดยกำหนดสิ้นสุดกิจกรรมในเวลาประมาณ 16.30 น.




“ธนาคารโลกคือตัวสร้างปัญหา ยังคงลอยนวล ไม่ยอมรับผิดชอบตรงนี้ วันนี้เมื่อท่านเดินทางมาประเทศไทย เราอยากบอกให้ท่านรับรู้ว่า การลงทุนของท่านได้สร้างความเดือดร้อนให้กับคนปากมูลมาตั้งแต่ปี 2536 ท่านต้องรับผิดชอบต่อชีวิตและความสูญเสียของพวกเรา เพราะจนถึงวันนี้ คนปากมูลยังคงรอความเป็นธรรมและรอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องออกมารับผิดชอบ


Greenpeace Thailand

14 hours ago
·
“เราเป็นคนหาปลา เรารู้ดีว่าถ้ามีเขื่อน ปลาไม่สามารถข้ามขึ้นมาได้เหมือนเดิม เราพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนแล้วว่าการสร้างเขื่อนเป็นปัญหาระดับนโยบาย และอาชีพหาปลาของเรามีคุณค่าและสร้างรายได้มากกว่าการผลิตไฟฟ้า
.
“ตลอด 36 ปีที่ผ่านมา เราต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความเดือดร้อน จากชุมชนกว่า 6,000 ครอบครัว มีมากกว่า 1,000 ครอบครัวที่ประกอบอาชีพหาปลา แต่จนถึงวันนี้ รัฐบาลและธนาคารโลกที่เข้ามาลงทุนกลับยังไม่ยอมรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น ขณะที่เราต้องใช้เวลาถึง 29 ปีในการพิสูจน์สิทธิและยืนยันว่าเราเป็นคนหาปลาที่ได้รับผลกระทบจริง เรายังคงเรียกร้องให้เปิดเขื่อน เพราะวันนี้ปลาไม่มี เกาะแก่งที่เคยเป็นแหล่งทำมาหากินจมหายไป และอุบลราชธานีก็เผชิญปัญหาน้ำท่วมจากผลกระทบของเขื่อน
.
“ธนาคารโลกคือตัวสร้างปัญหา ยังคงลอยนวล ไม่ยอมรับผิดชอบตรงนี้ วันนี้เมื่อท่านเดินทางมาประเทศไทย เราอยากบอกให้ท่านรับรู้ว่า การลงทุนของท่านได้สร้างความเดือดร้อนให้กับคนปากมูลมาตั้งแต่ปี 2536 ท่านต้องรับผิดชอบต่อชีวิตและความสูญเสียของพวกเรา เพราะจนถึงวันนี้ คนปากมูลยังคงรอความเป็นธรรมและรอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องออกมารับผิดชอบ
.
“ที่เราประท้วงมา 36 ปี ไม่มีใครจ้างเราเลยสักบาทเดียว ถ้าไฟจะไหม้บ้านคุณ คุณจะทำอย่างไร การที่คุณอ้างว่าผลิตพลังงานสะอาดแต่กำลังทำลายชีวิตประชาชน ธนาคารโลกต้องหยุดเถอะค่ะ หยุดทำลายทรัพยากร เราไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน แต่อาศัยทรัพยากรในการดำรงชีวิต น้ำที่สะอาดคือชีวิต คือแม่ของเรา เราเคารพพระแม่คงคา ถ้าคุณคิดว่าเขื่อนคือตัวผลิตไฟและเป็นพลังงานสะอาด เราจะเถียง หยุดสร้างเขื่อนที่จะเป็นผลกระทบต่อพวกเรา
.
“เขื่อนปากมูลเกิดขึ้นโดยธนาคารโลก ถูกนำเสนอว่าจะเป็นโครงการที่สร้างเศรษฐกิจ แต่เสียงคัดค้านของประชาชนกลับไม่ได้รับการยอมรับ เขื่อนนี้สร้างผลประโยชน์ทางพลังงานจำกัด แต่ความเสียหายสูง สร้างความสูญเสียตั้งแต่ผลกระทบในการอพยพของปลา จนถึงวิถึชึวิตของชุมชน แม้แต่ธนาคารโลกเองก็ยอมรับว่าเขื่อนปากมูลให้บทเรียนสำคัญที่ต้องติดตามผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เมื่อธนาคารโลกยอมรับว่ามีผลกระทบ แล้วเหตุใดประชาชนที่ต้องจ่ายบทเรียนนั้นกลับไม่ได้รับความเป็นธรรม
.
“นี่คือความไม่รับผิดชอบต่อผู้ที่ต้องรับผลกระทบ คนหาปลา แหล่งทำกินที่ชุมชนพึ่งพามาหลายชั่วอายุคน สำหรับคนที่มองแม่น้ำผ่านตัวเลข ปลาอาจเป็นทรัพยากรที่ตีเป็นเงิน แต่สำหรับพวกเราเป็นความรุ้และความสัมพันธ์ของคนกับธรรมชาติ และเป็นอิสระภาพในการดำรงชีวิต สิ่งที่สูญเสียไม่ใช่แค่รายได้ แต่ความสามารถของชุมชนในการเลี้ยงชีวิตตนเอง”
.
แม่สมปอง เวียงจันทร์ ตัวแทนชุมชนต่อสู้เขื่อนปากมูลตั้งแต่ปี 2532 ก่อนที่ธนาคารโลกจะปล่อยกู้ในปี 2536 ใช้เวลาสร้าง 4 ปี แต่ก่อผลกระทบยาวนานจนถึงปัจจุบัน ทุกวันนี้แม่สมปอง และคนปากมูลยังคงเรียกร้องและรอคอยความรับผิดชอบจากธนาคารโลก กระทรวงพลังงาน และกฟผ.

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1522072169967548&set=a.632113192296788
.....

เรื่องราวการต่อสู้ของ แม่สมปอง เวียงจันทร์ และพี่น้องสมัชชาคนจนแห่งลุ่มน้ำปากมูล สะท้อนภาพความขัดแย้งเรื่องการพัฒนาขนาดใหญ่กับวิถีชีวิตชุมชน โดยมีลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้:

1. จุดเริ่มต้นและการคัดค้านก่อนสร้างเขื่อน (พ.ศ. 2532 - 2536)

โครงการเขื่อนปากมูล เป็นเขื่อนประเภทน้ำไหลผ่านตลอดปี (Run-of-the-river) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก่อสร้างบริเวณปากแม่น้ำมูล อำดัชนีโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อผลิตไฟฟ้าและสนับสนุนการเกษตร

ปี 2532: ชาวบ้านเริ่มรับรู้ข้อมูลและรวมตัวกันคัดค้าน เนื่องจากประเมินได้ว่าเขื่อนจะทำลายระบบนิเวศน์ แหล่งอาหาร และวิถีชีวิตการหาปลาในแม่น้ำมูล ซึ่งเป็น "อู่ข้าวอู่น้ำ" ที่สำคัญของคนอีสานใต้

ปี 2536: แม้จะมีการคัดค้านอย่างหนักจากภาคประชาชน แต่ ธนาคารโลก (World Bank) ได้อนุมัติเงินกู้ 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่ประเทศไทยเพื่อใช้ในการก่อสร้างเขื่อนปากมูล ส่งผลให้โครงการเดินหน้าต่อท่ามกลางเสียงคัดค้านที่ทวีความรุนแรงขึ้น

2. ผลกระทบหลังการสร้างเขื่อน (พ.ศ. 2537 เป็นต้นมา)

เขื่อนปากมูลเริ่มก่อสร้างในปี 2537 และแล้วเสร็จเปิดใช้งานในปี 2540 แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงตรงข้ามกับที่รัฐเคยศึกษาไว้:

วิกฤตประมวลและรายได้สูญหาย: ปลาในแม่น้ำมูลกว่า 150 ชนิดลดจำนวนลงอย่างฮวบฮาบ เพราะเขื่อนปิดกั้นเส้นทางอพยพของปลาจากแม่น้ำโขง ทำให้ชาวบ้านที่เคยมีอาชีพหาปลาสูญเสียรายได้และวิถีชีวิต

การสูญเสียที่ดินทำกิน: ชาวบ้านนับพันครัวเรือนต้องสูญเสียที่ดินริมน้ำและบ้านเรือนจากการถูกน้ำท่วมอ่างเก็บน้ำ

การเยียวยาในระยะแรกไม่ทั่วถึงและไม่สอดคล้องกับความเสียหายที่แท้จริง

3. การลุกขึ้นสู้ของแม่สมปองและสมัชชาคนจน

แม่สมปอง เวียงจันทร์ กลายมาเป็นหนึ่งในแกนนำคนสำคัญที่ลุกขึ้นสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเครือข่ายสมัชชาคนจน เธอและชาวบ้านได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อชุมนุมเรียกร้องสิทธิหลายต่อหลายครั้ง (เช่น การชุมนุมยาวนานที่หน้าทำเนียบรัฐบาลในช่วงปี 2540) เพื่อกดดันให้รัฐบาลรับผิดชอบ

จุดยืนของชาวบ้านไม่ใช่เพียงการเรียกร้องเงินชดเชย แต่รวมถึงการ "เปิดประตูเขื่อน" เพื่อฟื้นฟูธรรมชาติและระบบนิเวศแม่น้ำมูลให้กลับคืนมาดังเดิม

4. สถานการณ์ปัจจุบันและการรอคอยความรับผิดชอบ

แม้ว่าในบางช่วงเวลา รัฐบาลเคยมีมติให้ทดลองเปิดประตูเขื่อนเพื่อศึกษาผลกระทบ ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าระบบนิเวศและปลาเริ่มฟื้นตัว แต่ปัญหาโครงสร้างการบริหารจัดการและการชดเชยเยียวยาก็ยังไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

จนถึงปัจจุบัน แม้เวลาจะผ่านมานานกว่า 3 ทศวรรษ แม่สมปอง เวียงจันทร์ และเครือข่ายชาวบ้านปากมูล ยังคงยืนหยัดทวงถามความรับผิดชอบจาก 3 หน่วยงานหลัก คือ ธนาคารโลก (ในฐานะผู้ให้ทุนสนับสนุนหลักตั้งแต่ต้นน้ำ), กระทรวงพลังงาน และ กฟผ. เพื่อให้มีการเยียวยาความเสียหายที่ยาวนาน และคืนความสมบูรณ์ให้กับลุ่มน้ำมูลอย่างยั่งยืน





คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน-กป.อพช.
13 hours ago
·
ปิดฉาก 2 วันชุมนุมต้าน World Bank - IMF! ของเครือข่ายประชาขนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ มวลชนร่วมวางดอกไม้จันทน์สาปส่งทุนข้ามชาติ ประกาศ "ปฏิญญาคลองเตย" ลั่นพร้อมสร้างเมืองด้วยสองมือสองตีนประชาชนปลุกมวลชนรื้อโครงสร้างอำนาจรัฐ ลุยร่าง รธน.ใหม่ด้วยสองมือประชาชน
.
กรุงเทพฯ, (16 ตุลาคม 2569 ) ปิดฉากลงแล้วอย่างเป็นทางการ สำหรับการชุมนุมใหญ่ของ "เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ที่ปักหลักขับเคลื่อนข้อเรียกร้องตลอด 2 วันเต็ม ท่ามกลางสถานการณ์ที่เข้มข้น ทั้งการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่รัฐ การสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านตัวแทนชุมชน และการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ทรงพลัง ณ บริเวณแยกพระราม 4
.
ย้อนรอยวันแรกการสกัดกั้นและหยาดเหงื่อกลางแยกพระราม 4
การชุมนุมเริ่มต้นขึ้นอย่างดุเดือดตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม เมื่อมวลชนเคลื่อนขบวนจากห้าแยก ณ ระนอง มุ่งหน้าสู่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แต่กลับถูกสกัดกั้นอย่างแน่นหนาจากแนวเจ้าหน้าที่ตำรวจบริเวณแยกพระราม 4 นำไปสู่การยื้อยุดฉุดกระชากและใช้กำลังเกินกว่าเหตุจนมีประชาชนได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เครือข่ายฯ ต้องออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของผู้สั่งการ พร้อมยืนยันว่าสถาบันการเงินโลกไม่มีสิทธิมาจำกัดเสรีภาพของประชาชนในประเทศนี้
.
วันที่สองเสียงจากเครือข่ายประชาชน และละครผลกระทบธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ
แม้จะเผชิญการสกัดกั้น แต่มวลชนยังคงปักหลักสู้อย่างเหนียวแน่นในวันที่ 16 ตุลาคม เวทีปราศรัยถูกเปิดขึ้นเพื่อตีแผ่ผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาที่ไร้หัวใจ ไฮไลต์สำคัญคือเสียงสะท้อนจาก "สภาริมรางรถไฟ" นำโดยตัวแทนจากขอนแก่นและกรุงเทพฯ ที่ขึ้นมาเปลือยความจริงของ พ.ร.บ. TOD (การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน ซึ่งอ้างการสร้างเมืองสีเขียว แต่กลับไล่รื้อและพรากที่ดินทำกินของคนจนไปประเคนให้นายทุน ภายใต้คำสั่งและเงื่อนไขของธนาคารโลก นำมาสู่วาทะเดือดที่ว่า "ที่ดินกระจุก คนจนกระจาย" และ "พวกเราคือผู้บุกเบิก ไม่ใช่ผู้บุกรุก" นอกจากนี้ยังมีอีกหลากหลายเครือข่ายที่ได้ขึ้นปราศรัยอาทิ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน
.
นอกจากนี้ ยังมีการแสดงละครเวทีเชิงสัญลักษณ์ชุด “สำรับหรู คู่ยาพิษ” ที่เปลือยต้นทุนชีวิตคนจนบนโต๊ะอาหารคนรวย ชี้ให้เห็นว่าทรัพยากร ทั้งข้าว ปลา ผัก และน้ำ ล้วนแลกมาด้วยการยึดที่ดิน สร้างเขื่อน ก่อหนี้ และปล่อยมลพิษจากเหมืองแร่ พร้อมทั้งทวงถามสวัสดิการให้ฟันเฟืองที่สังคมมองข้าม อย่างแรงงานหญิงแม่และคนทำงานดูแล (Care Income)
.
นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม’ส่งลมหายใจ ยืนยันเจตจำนงประชาชนกำหนดอนาคต’ ที่เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟต้องการส่งต่อเจตจำนงและสื่อสารผ่านลูกโป่งที่มีข้อความว่า ‘We are 99%’ และ ‘No World Bank No IMF’ ไปยังที่ประชุม World Bank ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย
.
เดือดสู้แดด! วางดอกไม้จันทน์ - เคลื่อนลูกโลกที่ประชาชนโอบอุ้ม
เมื่อเข้าสู่ช่วงบ่าย อุณหภูมิการชุมนุมทวีความร้อนแรงขึ้น มวลชนได้ร่วมกันทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ นำ "ดอกไม้จันทน์" ไปวางทับบนภาพใบหน้าของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล, นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และอาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก (World Bank) และเนวิน ชิดชอบ เพื่อเป็นการไว้อาลัยและสาปส่งนโยบายระดับชาติและระดับโลกที่เอื้อประโยชน์ให้นายทุน แต่ทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน
.
ตามด้วยกิจกรรม "เคลื่อนลูกโลก" ขนาดใหญ่ ส่งต่อผ่านมือพี่น้องประชาชนไปรอบๆ พื้นที่ชุมนุม เพื่อแสดงพลังแห่งความสามัคคี พร้อมตะโกนคำขวัญดังกึกก้องแยกพระราม 4 ว่า "หยุดทุนล้างโลก ประชาชนกำหนดอนาคตตนเอง!"
บทสรุปการต่อสู้ประกาศ "ปฏิญญาคลองเตย"
ในช่วงท้ายของการชุมนุมวิศรุต ศรีจันทน์ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนฯ ได้อ่านแถลงการณ์ปิดท้าย ภายใต้ชื่อ "ปฏิญญาคลองเตยสร้างบ้านเมืองจากสองมือสองตีนของประชาชน"
.
ปฏิญญาฉบับนี้ระบุอย่างชัดเจนว่า นโยบายหรือกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะมาจากรัฐบาลไทยหรือธนาคารโลก ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือการนำทรัพยากรและสวัสดิการของรัฐไปเป็นสินค้าของนายทุน เครือข่ายฯ ชี้ว่า แม้ไทยจะไม่ได้เป็นหนี้ก้อนโตเหมือนวิกฤตปี 2540 แต่การตกอยู่ภายใต้ "อาณานิคมทางความคิด" ขององค์กรโลกบาลเหล่านี้ กลับมีอิทธิพลทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติยิ่งกว่ากระสุนปืน
.
แถลงการณ์เน้นย้ำว่า ประเทศไทยไม่อาจก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้ หากไม่รื้อถอนโครงสร้างคอร์รัปชันและอำนาจศักดินา การชุมนุมต่อต้านธนาคารโลกจึงเป็นเพียงจุดแวะพักระหว่างทาง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดคือ "การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่" ที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง
.
ก่อนยุติการชุมนุม เครือข่ายประชาชนฯ ได้ให้คำมั่นสัญญาร่วมกันว่าจะเกาะเกี่ยวร้อยเรียงขบวนการภาคประชาชนเข้าด้วยกัน เพื่อทำภารกิจแห่งอนาคต เปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ก้าวหน้าด้วย "สองมือสองตีนของประชาชน" จากนั้นมวลชนจึงทยอยแยกย้ายเดินทางกลับด้วยความสงบ ปิดฉากการชุมนุม 2 วันที่เต็มไปด้วยพลังและข้อเรียกร้องแห่งยุคสมัยอย่างสมบูรณ์
อ่านปฏิญญาฉบับเต็มได้ที่ลิงค์นี้
https://www.facebook.com/share/p/1CdL6Vv6Jn/?mibextid=wwXIfr




World Bank และ IMF 101 - จากองค์กรที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อแก้โจทย์เฉพาะหน้าของสงครามโลก ทั้ง IMF และ World Bank ได้กลายมาเป็นกลไกหลักของสถาปัตยกรรมการเงินโลกยุคใหม่ ที่ทรงอิทธิพลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน



ธนาคารโลก (World Bank) และ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF - International Monetary Fund) เป็นสององค์กรการเงินระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดในโลก ซึ่งก่อตั้งขึ้นพร้อมกันในที่ประชุมเมืองเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods Conference) ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1944 (พ.ศ. 2487) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

แม้จะเกิดจากเวทีเดียวกันและมักถูกกล่าวถึงคู่กัน แต่ทั้งสององค์กรมีบทบาท วัตถุประสงค์ และโครงสร้างที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้

1. กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

เป้าหมายหลัก: รักษาเสถียรภาพของระบบการเงินโลก ป้องกันวิกฤตเศรษฐกิจระดับมหภาค และส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินระหว่างประเทศ

หน้าที่หลัก:
ปล่อยกู้ยืมฉุกเฉิน: ช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่กำลังประสบวิกฤตการณ์ชำระเงินระหว่างประเทศ (Balance of Payments crisis) หรือใกล้ล้มละลาย เช่น ประเทศที่เงินสำรองระหว่างประเทศหมดลงและไม่สามารถชำระหนี้ต่างประเทศได้

ให้คำแนะนำและกำกับดูแล: ตรวจสอบและประเมินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกเป็นประจำ (การทำพันธกิจตาม Article IV) เพื่อเตือนภัยความเสี่ยงล่วงหน้า

ให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค: สนับสนุนความรู้ในการบริหารจัดการนโยบายการเงิน การคลัง และระบบภาษี

เงื่อนไขการกู้เงิน: การกู้เงินจาก IMF มักมาพร้อมกับ "มาตรการรัดเข็มขัด" (Structural Adjustment/Austerity measures) เช่น การขึ้นภาษี การตัดลดงบประมาณรายจ่ายภาครัฐ หรือการลอยตัวค่าเงิน เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศลูกหนี้จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจนสามารถชำระคืนหนี้ได้

แหล่งเงินทุน: มาจากเงินกําหนดโควตา (Quotas) ที่ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศต้องจ่ายตามขนาดเศรษฐกิจของตนเอง

2. ธนาคารโลก (World Bank)

เป้าหมายหลัก: ขจัดความยากจนขั้น極 และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาวและการเติบโตอย่างทั่วถึงในประเทศกำลังพัฒนา

หน้าที่หลัก:

ให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำหรือเงินช่วยเหลือ: สนับสนุนเงินทุนให้กับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว เช่น การสร้างถนน เขื่อน โรงไฟฟ้า โรงเรียน และโรงพยาบาล

สนับสนุนการปฏิรูป: ให้ทุนและคำปรึกษาเพื่อยกระดับธรรมาภิบาล การศึกษา สาธารณสุข และการเกษตร

โครงสร้างภายใน (กลุ่มธนาคารโลก - World Bank Group): ประกอบด้วยหน่วยงานย่อย 5 แห่ง โดยสองแห่งหลักคือ:

IBRD (International Bank for Reconstruction and Development): เน้นปล่อยกู้ให้ประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายปานกลางถึงสูง

IDA (International Development Association): เน้นให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมากหรือให้เปล่าแก่ประเทศยากจนที่สุดในโลก

แหล่งเงินทุน: ระดมทุนจากการออกพันธบัตรในตลาดทุนโลก รวมถึงเงินสนับสนุนจากประเทศสมาชิกที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี

ทำไม World Bank และ IMF ถูกวิจารณ์

แม้ว่า World Bank และ IMF จะมีบทบาทสำคัญในการประคับประคองเศรษฐกิจโลก แต่ทั้งสององค์กรก็เผชิญกับการวิจารณ์อย่างหนักหน่วงมาโดยตลอดจากนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประเทศกำลังพัฒนา โดยประเด็นการวิจารณ์หลักๆ แบ่งออกเป็นดังนี้

1. วิจารณ์ IMF: "แพทย์สนามที่จ่ายยาแรงเกินไป"

การวิจารณ์ IMF ส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่เงื่อนไขการกู้เงินหรือมาตรการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (Structural Adjustment Programs) ที่มักสร้างความเจ็บปวดในระยะสั้นให้กับประชาชน

มาตรการรัดเข็มขัดที่รุนแรงเกินไป (Austerity): เงื่อนไขของ IMF มักบังคับให้รัฐบาลประเทศลูกหนี้ต้องลดงบประมาณรายจ่ายอย่างเฉียบพลัน ตัดลดเงินอุดหนุนสินค้าจำเป็น (เช่น อาหาร พลังงาน) และขึ้นภาษี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนยากจนและชนชั้นกลาง ทำให้เกิดการตกงาน ค่าครองชีพพุ่งสูง และคุณภาพชีวิตแย่ลง

ทำลายรัฐสวัสดิการและบริการสาธารณะ: การบังคับให้ลดค่าใช้จ่ายภาครัฐมักทำให้งบประมาณด้านสาธารณสุข การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมถูกตัดทอนลง ซึ่งขัดแย้งกับเป้าหมายการพัฒนาในระยะยาว

กรณีศึกษาในอดีต: วิกฤตต้มยำกุ้งในประเทศไทยปี 2540 หรือวิกฤตหนี้สาธารณะในกรีซและละตินอเมริกา หลายฝ่ายมองว่ายาแก้ขัดของ IMF ในขณะนั้นทำให้วิกฤตลุกลามและใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัว

2. วิจารณ์ World Bank: "โครงการใหญ่ที่สร้างปัญหาตามมา"

การวิจารณ์ World Bank มักเกี่ยวข้องกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และสิทธิมนุษยชนจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่

ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน: โครงการเงินกู้เพื่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ เหมืองแร่ หรือถนนในป่าลึก มักนำไปสู่การทำลายระบบนิเวศ ตัดไม้ทำลายป่า และบังคับให้ชุมชนท้องถิ่นหรือชนพื้นเมืองต้องย้ายถิ่นฐานโดยไม่เต็มใจ

สนับสนุนทุนนิยมสายสตรอง/บรรษัทข้ามชาติ: นักวิจารณ์สายวิพากษ์มองว่า บางโครงการของธนาคารโลกเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนใหญ่หรือบริษัทข้ามชาติ มากกว่าจะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่นอย่างแท้จริง

กับดักหนี้สินระยะยาว: แม้จะเป็นดอกเบี้ยต่ำ แต่การกู้เงินมหาศาลเพื่อทำโครงการโครงสร้างพื้นฐานบางโครงการไม่สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมากพอที่จะนำมาใช้หนี้ ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาบางแห่งแบกรับภาระหนี้ระยะยาว

3. วิจารณ์โครงสร้างอำนาจและการเมืองภายใน (ทั้งสององค์กร)

การครอบงำโดยประเทศมหาอำนาจ: สิทธิออกเสียง (Voting Power) ในทั้งสององค์กรผูกติดอยู่กับขนาดเงินลงทุนหรือโควตาที่ประเทศสมาชิกจ่าย ทำให้สหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจ ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเป็นผู้รับความช่วยเหลือกลับมีเสียงน้อยมาก

ธรรมเนียมปฏิบัติที่ไร้ความเท่าเทียม (The Unwritten Rule): มีข้อตกลงโดยปริยายมาอย่างยาวนานว่า ประธานธนาคารโลกจะต้องเป็นชาวอเมริกัน และกรรมการผู้จัดการ IMF จะต้องเป็นชาวยุโรปเสมอ ทำให้ขาดความหลากหลายและความเป็นตัวแทนของประชาคมโลกอย่างแท้จริง

ขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้: กระบวนการตัดสินใจเบื้องหลังของบอร์ดบริหารมักปิดเป็นความลับ ทำให้ยากที่ภาคประชาสังคมจะเข้าไปมีส่วนร่วมหรือตรวจสอบความโปร่งใสได้อย่างเต็มที่

ประวัติความเป็นมาของ World Bank และ IMF

จุดเริ่มต้นของ World Bank (ธนาคารโลก) และ IMF (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ) ย้อนกลับไปในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตรตระหนักว่า ความล่มสลายทางเศรษฐกิจและความยากจนสุดขีดหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 คือหนึ่งในชนวนสำคัญที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2

เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย พวกเขาจึงต้องการสร้าง "ระบบการเงินโลกใหม่" ที่มีเสถียรภาพและป้องกันไม่ให้ประเทศต่างๆ หันไปใช้มาตรการกีดกันทางการค้าแบบทำลายล้าง (เช่น การลดค่าเงินเพื่อแข่งกันส่งออก) เหมือนในอดีต

1. การประชุมเบรตตันวูดส์ (Bretton Woods Conference, 1944)

ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1944 ผู้แทนจาก 44 ประเทศทั่วโลกได้มาประชุมร่วมกันที่โรงแรมเบรตตันวูดส์ รัฐนิวแฮมป์เชียร์ สหรัฐอเมริกา การประชุมครั้งนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า United Nations Monetary and Financial Conference

สถาปัตยกรรมหลักที่ออกแบบในที่ประชุมนี้มีชื่อเรียกรวมกันว่า "ระบบเบรตตันวูดส์" (Bretton Woods System) ซึ่งมีเสาหลัก 3 ต้น ได้แก่:

IMF (กองทุนการเงินระหว่างประเทศ): ทำหน้าที่ดูแลเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนและระบบการเงินระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันวิกฤตดุลการชำระเงิน

IBRD (ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและการพัฒนา - ปัจจุบันคือเสาหลักของ World Bank): ทำหน้าที่ปล่อยกู้เพื่อฟื้นฟูประเทศที่เสียหายจากสงคราม

ITO (องค์การการค้าโลกในยุคแรก): แม้จะเกือบเกิดขบวนการจัดตั้งขึ้นมา แต่ในท้ายที่สุดสนธิสัญญาไม่ผ่านสภาสหรัฐฯ ทำให้ต้องรอจนกระทั่งพัฒนามาเป็นองค์การการค้าโลก (WTO) ในเวลาต่อมา

บุคคลสำคัญที่มีบทบาทอย่างมากในการออกแบบระบบนี้คือ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ (John Maynard Keynes) นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังชาวอังกฤษ และ แฮร์รี เดกซ์เตอร์ ไวต์ (Harry Dexter White) ตัวแทนจากกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกา โดยข้อเสนอของฝั่งสหรัฐฯ เป็นผู้กุมชัยชนะหลัก ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐกลายเป็นสกุลเงินหลักของโลกที่ผูกติดกับทองคำ และผูกค่าเงินอื่นๆ ไว้กับดอลลาร์อีกที

2. วิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา)

หลังจากการก่อตั้ง ทั้งสององค์กรปรับเปลี่ยนบทบาทและกลุ่มเป้าหมายไปตามบริบทของโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว:

การสิ้นสุดของระบบทองคำ (1971): สหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสกัน ประกาศยกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกับทองคำ (Nixon Shock) ส่งผลให้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนของโลกเปลี่ยนเป็น "ระบบลอยตัว" (Floating Exchange Rates) IMF จึงต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ มาเป็นการเฝ้าระวังวิกฤตเศรษฐกิจมหภาคและการช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาหนี้สินแทน

การเปลี่ยนผ่านของ World Bank: เมื่อประเทศในยุโรปฟื้นตัวจากสงครามได้แล้วในช่วงทศวรรษ 1950-1960 ธนาคารโลกจึงเบนเข็มจากการ "บูรณะ" (Reconstruction) มาสู่การ "พัฒนา" (Development) โดยหันมาให้ความช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา พร้อมทั้งแตกแขนงหน่วยงานย่อยออกมา เช่น IDA (สำหรับประเทศยากจน) และ IFC (สำหรับสนับสนุนภาคเอกชน) เพื่อตอบโจทย์ความยากจนที่ซับซ้อนขึ้น

จากองค์กรที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อแก้โจทย์เฉพาะหน้าของสงครามโลก ทั้ง IMF และ World Bank ได้กลายมาเป็นกลไกหลักของสถาปัตยกรรมการเงินโลกยุคใหม่ ที่ทรงอิทธิพลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน

(Gemini รวบรวม)



เพจและเครือข่ายสากลของ La Via Campesina (องค์กรพันธมิตรชาวนาและเกษตร-เกษตรกรรายย่อยระดับโลก) ได้เกาะติดและนำเสนอข่าวการเคลื่อนไหวประท้วงการประชุมประจำปีของธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ - มี album ภาพ Let's feed the people, not the debts!

https://www.facebook.com/viacampesinaOFFICIAL/posts/1548343457326895




16 ตุลาคม 6 ปีหลังการสลายการชุมนุมแยกปทุมวัน วันโอวันชวนฟังเสียงของรุ้งกับความฝันที่ไม่เคยสิ้นสุด และสิ่งที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

https://www.facebook.com/reel/938345312369551

The101.world
15 hours ago
·

● 6 ปี ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ กับความฝันที่ยังไม่(เคย)สิ้นสุด
“ตอนนี้เราไม่อยากพูดว่ามันแพ้ แต่เราจะพูดว่ามันยังไม่เสร็จ มันยังไม่สำเร็จ ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ”

16 ตุลาคม 2563 วันที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมบริเวณแยกปทุมวัน สืบเนื่องจากการเคลื่อนไหวของคณะราษฎร 2563 ขณะนั้นมีข้อเรียกร้องหลัก 3 ประการ ได้แก่ ให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในกรุงเทพฯ ในเช้ามืดวันที่ 15 ตุลาคม พร้อมจับกุมแกนนำหลายคน แต่การจับกุมไม่ได้ทำให้การเคลื่อนไหวยุติลง ประชาชนยังนัดหมายชุมนุมต่อเนื่อง ทั้งที่สี่แยกราชประสงค์ในวันที่ 15 ตุลาคม และแยกปทุมวันในวันที่ 16 ตุลาคม ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าสลายการชุมนุม

หลังจากนั้นยังมีการนัดหมายชุมนุมต่อเนื่องในหลายพื้นที่ กระทั่งต่อมากระแสการชุมนุมค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขทางการเมือง และข้อเรียกร้องหลายประการยังไม่ได้รับการตอบสนองตามที่ผู้ชุมนุมคาดหวัง

6 ปีผ่านไปสำหรับ ‘รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล’ หนึ่งในแกนนำการเคลื่อนไหวของคณะราษฎร 2563 ผู้เคยขึ้นปราศรัยถึงเหตุผลที่จำเป็นต้องเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เธอมองว่าทุกการเคลื่อนไหวในวันนั้นยังไม่สามารถตัดสินได้ด้วยคำว่า ‘แพ้’ หรือ ‘ชนะ’

“เป้าหมายระยะสั้นตอนนั้นเราคิดไว้ 5-10 ปี คนต้องพูดถึงเรื่องสถาบันกษัตริย์ในที่สาธารณะได้…เผอิญว่ามันดันประสบความสำเร็จภายในปีนั้นเลย”

“ความกลัวที่เขาสร้าง คือการที่ไม่อยากให้เราออกมาเรียกร้องบนถนน แต่ความต้องการ ความกระหายในการเปลี่ยนแปลง ความกลัวไม่สามารถมากดทับตรงนี้ได้”

6 ปีหลังการสลายการชุมนุมแยกปทุมวัน วันโอวันชวนฟังเสียงของรุ้งกับความฝันที่ไม่เคยสิ้นสุด และสิ่งที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

#ม็อบ63 #คณะราษฎร2563 #รุ้งปนัสยา #BiteSized #The101world #วันโอวัน

https://www.facebook.com/watch/?v=938345312369551
.....

ข้อเรียกร้อง 10 ประการเพื่อการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งประกาศโดยแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม บนเวที "ธรรมศาสตร์จะไม่ทน" เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ประกอบด้วย:
  1. ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมถึงเปิดให้ผู้ต้องคดีมาตรา 112 พ้นจากมลทินและได้รับการปล่อยตัว ตลอดจนยุติการดำเนินคดีกับประชาชนผู้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์
  2. แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยตัดอำนาจในการยับยั้งกฎหมายและการยุบสภาในยามวิกฤต รวมถึงห้ามมิให้พระมหากษัตริย์พระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องหาคดีทุจริต
  3. ลดงบประมาณแผ่นดิน ที่จัดสรรให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศและความจำเป็นจริง
  4. ยุบเลิกหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่น หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ให้โอนย้ายงบประมาณและกำลังพลไปสังกัดหน่วยงานอื่นที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
  5. ยกเลิกทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และทรัพย์สินส่วนพระองค์ โดยให้แบ่งแยกออกเป็นทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงการคลัง (ทรัพย์สินแผ่นดิน) และทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่สามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้
  6. ยกเลิกการแสดงความเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ ของพระมหากษัตริย์ รวมถึงยกเลิกการประชาสัมพันธ์และการโฆษณาชวนเชื่ออันเป็นเกียรติประวัติเกินจริงที่ปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์
  7. ยกเลิกพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 และกลับไปใช้พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2479 แทน เพื่อให้ทรัพย์สินตกเป็นของรัฐ
  8. ห้ามมิให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยรับรองการรัฐประหาร ที่เกิดขึ้นในอนาคต
  9. ห้ามมิให้พระมหากษัตริย์แทรกแซงทางการเมือง และการบริหารราชการแผ่นดิน
  10. ยกเลิกพระราชพฤษฎีกาและกฎหมายอื่น ๆ ที่ทำให้พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจเหนือการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินทั้งหมด


ผู้ต้องขังทางการเมืองกลับมาแตะ 50 คนอีกครั้ง


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
Yesterday
·
ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก “ไจโกะ” 2 ปี คดี ม.112 เหตุทวีตรูป ร.9 เห็นว่า การกระทำต่ออดีตกษัตริย์ส่งผลถึงกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ ทำให้คดีสิ้นสุดลง-ต้องเข้าเรือนจำทันที
.
.
วันที่ 15 ต.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 609 ศาลอาญา รัชดา นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีของ “ไจโกะ” (สงวนชื่อและนามสกุล) หรือเดิมที่ใช้นามสมมติว่า “ใจ” อดีตนักศึกษาวัย 25 ปี ในข้อหามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีทวีตรูปและพระราชดำรัส “ไม่ต้องจำว่าฉันคือใคร แต่จำว่าฉันทำอะไรก็พอ” ของรัชกาลที่ 9 พร้อมข้อความแสดงความเห็น เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563
.
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา โดยเห็นว่า มาตรา 112 ต้องตีความมุ่งคุ้มครองเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ อีกทั้งตัวบทไม่ได้ระบุว่ากษัตริย์ต้องเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ แม้จะสวรรคตไปแล้วการกระทำของจำเลยก็กระทบต่อกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่
.
คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเป็นผลให้คดีสิ้นสุดและเธอถูกนำไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางเพื่อรับโทษตามคำพิพากษาทันที ทำให้ปัจจุบันมีผู้ต้องขังทางการเมืองจำนวนอย่างน้อย 50 คน ในจำนวนดังกล่าวมีผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดตามมาตรา 112 จำนวนอย่างน้อย 21 คน
.
.
คดีนี้มี อารีย์ จิวรรักษ์ รับมอบอำนาจจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นผู้กล่าวหา ไว้ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท) ไจโกะให้การปฏิเสธและมีข้อต่อสู้ว่าองค์ประกอบของมาตรา 112 คุ้มครองเฉพาะกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ไม่ได้คุ้มครองกษัตริย์ในอดีต
.
ในปี 2564 คดีถูกสั่งฟ้อง และในปี 2566 ได้มีการสืบพยานโจทก์และจำเลยทั้งสิ้น 10 ปาก ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา โดยระบุว่า บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้คุ้มครองเฉพาะกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่เท่านั้น แม้รัชกาลที่ 9 จะสวรรคตไปแล้ว การกระทำของจำเลยก็ยังเป็นความผิดอยู่ เนื่องจากเป็นการกระทำที่กระทบต่อรัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นพระราชโอรสและทรงครองราชย์ในปัจจุบัน ทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ซึ่งต่อมา วันที่ 21 ม.ค. 2568 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืน ทั้งนี้ เธอได้รับการประกันตัวมาตลอดกระบวนพิจารณาคดี
.
ไจโกะสู้คดีจนถึงชั้นฎีกาโดยมีข้อต่อสู้หลักว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่ยืนยันได้แน่ชัดว่าจำเลยเป็นผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์และเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้อง อีกทั้งบทบัญญัติในมาตรา 112 ต้องตีความอย่างเคร่งครัดตามตัวอักษร ซึ่งคุ้มครองเฉพาะพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์อยู่ และหากศาลเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดก็ขอให้รอการลงโทษเพื่อเน้นไปที่การฟื้นฟูมากกว่าการลงโทษอย่างรุนแรง
.
ต่อมาได้มีหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาเป็นวันนี้ (15 ต.ค. 2569)
.
.
ศาลฎีกาเห็นว่ามาตรา 112 สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ต้องตีความมุ่งประสงค์คุ้มครองเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ พิพากษายืนจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา
.
วันนี้ (15 ต.ค. 2569) ตั้งแต่ก่อนเวลานัด ที่หน้าห้องพิจารณาคดี 609 ไจโกะเดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมครอบครัวและกลุ่มเพื่อน รวมถึงประชาชนที่สนใจในคดีและภาคประชาสังคม ได้แก่ Thumbrights รวมกันราว 20 คน
.
เวลา 09.03 น. เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ขานชื่อจำเลยแต่ละคดี โดยขานชื่อไจโกะเป็นคนแรก เธอได้เดินเข้าห้องพิจารณาคดีกับบิดาและมารดา ส่วนกลุ่มเพื่อนและญาติที่เดินทางมาร่วมให้กำลังใจวันนี้รออยู่ด้านนอก เนื่องจากภายในห้องพิจารณามีขนาดเล็กและมีคู่ความคดีอื่นจำนวนหลายคดี
.
เวลา 09.16 น. ผู้พิพากษาชายสวมชุดครุยมีแถบสีแดงออกนั่งพิจารณาและเรียกคดีไจโกะเป็นคดีแรก หลังจากนั้นศาลได้ให้นั่งรอและเปิดซองคำพิพากษาศาลฎีกา สรุปสาระสำคัญได้ว่า คดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมศึกษาแล้ว คดีมีปัญหาว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่สองศาลได้พิพากษาหรือไม่
.
ในประเด็นแรก จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์และโพสต์ข้อความตามฟ้อง
.
โจทก์มี พ.ต.ต.ประยุทธ สอนสวาท เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนจากกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ผู้สืบสวนเข้าเบิกความว่า ในช่วงปลายปี 2563 - ก.พ. 2564 มีผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ จากการนำชื่อไปค้นพบว่าเป็นผู้ใช้บัญชี Instagram และเฟซบุ๊ก
.
เมื่อเข้าไปดูในเฟซบุ๊กพบภาพหญิงคล้ายภาพในบัญชีทวิตเตอร์ และพบภาพสวมชุดนักเรียนและชุดพละโดยมีชื่อและนามสกุลปักอยู่บนอก จึงได้ค้นในทะเบียนราษฎรและพบว่าภาพในทะเบียนราษฎรมีความคล้ายกัน 98% บางภาพในเฟซบุ๊กเป็นภาพส่วนตัวที่มีเพียงเจ้าตัวสามารถโพสต์ได้
.
เห็นว่า พ.ต.ต.ประยุทธ ทำตามหน้าที่ ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองจะกลั่นแกล้งหรือให้จำเลยรับความผิดตามอาญา การกระทำตามหน้าที่ของเจ้าพนักงานอีกทั้งการโพสต์ภาพในเฟซบุ๊ก ใกล้เคียงกับช่วงเวลาเกิดเหตุในการโพสต์ทวิตเตอร์และทะเบียนราษฎรมีภาพที่คล้ายคลึงกับจำเลยถึง 98% จึงเชื่อว่าเป็นบุคคลเดียวกัน
.
นอกจากนี้หลังรับทราบข้อกล่าวหา ภาพและโพสต์ถูกลบในเวลาที่สอดคล้องกัน และจำเลยไม่ได้นำสืบว่าไม่ใช่ภาพของจำเลย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
.
ประเด็นที่สอง จำเลยฎีกาว่าข้อความที่โพสต์ถึงรัชกาลที่ 9 ไม่ใช่รัชกาลที่ 10 การตีความมาตรา 112 ขยายไปถึงอดีตกษัตริย์เป็นการตีความเกินตัวบท
.
เห็นว่า มาตรา 112 บัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา ภาค 2 ลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หมวด 1 ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นความผิดต่อความมั่นคง ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”
.
สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หมวด 2 พระมหากษัตริย์ มาตรา 6 ซึ่งบัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้”
.
เห็นได้ว่า กฎหมายมุ่งประสงค์คุ้มครองเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคง พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะของคนไทย การตีความจึงต้องมุ่งคุ้มครองพระเกียรติยศ อีกทั้งมาตรา 112 ไม่ได้ระบุว่า พระมหากษัตริย์ต้องเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่
.
หากตีความเช่นนั้น อาจเกิดการละเมิดให้กระทบกับกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ กระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความเชื่อ ความศรัทธา แม้จะสวรรคตไปแล้วก็กระทบต่อกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ ซึ่งสืบสันติวงศ์และผูกพันตามสายโลหิต ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ได้วินิจฉัยเกินตัวบท ไม่ได้เป็นการจำกัดสิทธิในการแสดงความเห็นเกินสมควร ไม่ได้มีผลต่อการติชมทางวิชาการและการติชมโดยสุจริต
.
ประเด็นที่สาม จำเลยฎีกาว่าไม่ได้ผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3)
.
เมื่อมีความผิดตามมาตรา 112 แล้ว จำเลยเป็นผู้นำเข้าความเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยตั้งค่าเป็นสาธารณะ หากมีคนหลงเชื่อจำนวนมาก อาจก่อให้เกิดการรวมตัวและก่อให้เกิดความไม่สงบได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับสองศาลล่างว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3)
.
ประเด็นสุดท้าย จำเลยขอให้รอการลงโทษหรือให้พิพากษาในโทษที่ต่ำที่สุด
.
เห็นว่า โทษของมาตรา 112 ระวางโทษ 3-15 ปี ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 19 ปีเศษ ศาลชั้นต้นลดโทษ 1 ใน 3 ตามมาตรา 76 ลงโทษจำคุก 2 ปี ซึ่งเป็นโทษที่ต่ำที่สุดแล้ว ไม่อาจลงโทษให้ต่ำกว่านี้ได้ การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ร้ายแรงกระทบต่อพระเกียรติยศ กระทบต่อความเชื่อความศรัทธา ไม่สมควรรอการลงโทษ
.
ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา
.
หลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำเอกสารมาให้ไจโกะลงลายมือชื่อ เธอได้หันไปหาบิดาและมารดาที่นั่งอยู่ด้านหลังและจับมือมารดาไว้แน่นพร้อมกับฝืนยิ้มและกลั้นน้ำตาไว้ ก่อนที่จะถูกนำตัวไปยังห้องคุมขังที่ใต้ถุนศาลเพื่อรอส่งตัวไปคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางภายในวันนี้ทันที เนื่องจากคดีสิ้นสุดลง โดยมีครอบครัวและเพื่อน ๆ ราว 20 คน เดินไปส่งเธอ
.
.
อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/87271

https://www.facebook.com/photo?fbid=1521247203179078&set=a.656922399611567





เสียดายบ้านเมืองนี้ No Free Speech No Free Peoples

Free Speech Make Free Peoples

ทำไม  No Free Speech No Free Peoples

วลี "No Free Speech, No Free Peoples" (ไร้ซึ่งเสรีภาพในการแสดงออก ย่อมไร้ซึ่งเสรีภาพของประชาชน) คือมุมมองด้านกลับที่สะท้อนให้เห็นว่า หากปราศจากสิทธิในการพูดและการแสดงออกแล้ว เสรีภาพในมิติอื่นๆ ของความเป็นมนุษย์ก็จะพลอยพังทลายและดำรงอยู่ไม่ได้ เหตุผลสนับสนุนแนวคิดนี้ประกอบด้วยประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. การตกเป็นทาสทางความคิดและการถูกครอบงำเบ็ดเสร็จ

เมื่อไม่มีเสรีภาพในการแสดงออก รัฐหรือผู้มีอำนาจสามารถผูกขาดการให้ข้อมูล ความจริง และชุดความคิดได้แต่เพียงฝ่ายเดียว ประชาชนจะถูกป้อนข้อมูลด้านเดียวโดยไม่มีสิทธิโต้แย้ง ตั้งคำถาม หรือเสนอทางเลือกอื่น การถูกจำกัดการรับรู้และการแสดงออกเช่นนี้ทำให้ปัจเจกบุคคลสูญเสียอิสระในการคิดวิเคราะห์ ค่อยๆ ถูกกล่อมเกลาให้จำนนต่ออำนาจ และสูญเสียความเป็นไททางจิตวิญญาณในที่สุด

2. การสูญเสียกลไกคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานอื่นๆ

เสรีภาพในการแสดงออกเปรียบเสมือน "แม่กุญแจ" ที่ไขไปสู่สิทธิและเสรีภาพด้านอื่นๆ หากปราศจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการเปิดโปงปัญหา ประชาชนจะไม่สามารถปกป้องสิทธิในทรัพย์สิน เสรีภาพในการเดินทาง สิทธิแรงงาน หรือแม้แต่ความปลอดภัยในชีวิตและร่างกายจากการใช้อำนาจรัฐได้เลย การไม่มีเสียงพูดหมายความว่าเสียงร้องทุกข์และการเรียกร้องความยุติธรรมจะถูกทำให้ไร้ตัวตน

3. รัฐเผด็จการและการใช้อำนาจตามอำเภอใจโดยไร้การตรวจสอบ

ประวัติศาสตร์การเมืองโลกแสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า จุดเริ่มต้นของระบอบเผด็จการและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง มักมาจากการปิดกั้นเสรีภาพในการสื่อสารและการวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำ เมื่อไม่มีใครกล้าพูดความจริงหรือชี้ให้เห็นความผิดพลาด ผู้มีอำนาจจะสามารถใช้อำนาจบาทใหญ่ คอร์รัปชัน หรือก่ออาชญากรรมทางอำนาจได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวผลลัพธ์ใดๆ เพราะเสียงที่คอยเตือนสติถูกทำให้เงียบลงไปหมดแล้ว

4. การลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์

การห้ามไม่ให้มนุษย์แสดงความคิด ความรู้สึก ความเชื่อ หรืออัตลักษณ์ของตนเองออกทางคำพูดและการกระทำ เท่ากับการปฏิเสธศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Human Dignity) มนุษย์จะกลายเป็นเพียงวัตถุหรือเครื่องมือใต้สังกัดของผู้ปกครอง ที่มีหน้าที่ทำตามคำสั่งโดยปราศจากสิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง

การไม่มีเสรีภาพในการแสดงออกจึงไม่ใช่แค่การจำกัดสิทธิในการพูดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่เป็นการ "พรากสถานะความเป็นพลเมือง" ไปจากผู้คน ทำให้สังคมเต็มไปด้วยความหวาดกลัว การจำยอม และความอยุติธรรม จนไม่เหลือเค้าโครงของเสรีภาพที่แท้จริงหลงเหลืออยู่เลย
.....


.....

อานนท์ นำภา
October 14
·
ถึงเจ้าปราณและขาล ลูกรักทั้งสอง
.
แม่ของพวกเธอส่งรูปบ้านที่โดนน้ำท่วมมาให้พ่อดูแล้ว บ้านเราต้องเผชิญวิกฤตอีกครั้ง และคงเป็นอีกหลายๆ บ้าน ที่ต้องเผชิญชะตากรรมเช่นกัน ที่เรือนจำก็หนัก หนักในข้อจำกัดอีกหลายๆเรื่อง ตอนนี้ก็กำลังเตรียมรับมือน้ำระลอกหลังที่กำลังมา หวังว่าจะผ่านไปได้ด้วยดี
.
ยังไม่เห็นภาพงานสามปี การจองจำของพ่อที่สถาบันปรีดี แต่ทราบจากแม่ว่าแม้จะฉุกละหุกกับเรื่องน้ำท่วม แต่ก็มีมิตรสหายไปร่วมงานพอสมควร เสียดายที่พวกเธอติดน้ำท่วมไม่ได้ไปงานนี้ ฝากขอบคุณมิตรสหายที่ช่วยกันจัดงานและไปร่วมงานรวมทั้งที่เป็นกำลังใจให้พ่อตลอดมา การยืนระยะเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งในการต่อสู้ทางการเมือง “เวลา” จะทำให้หลายหลายอย่างกระจ่างขึ้น “เวลา” จะเดินไปข้างๆพวกเรา
.
เรื่องสุขภาพตอนนี้ดีขึ้นมาบ้างแล้ว อาการปวดเกร็งที่ต้นขาอาจต้องใช้การทำกายภาพ มันไม่ค่อยปวดแค่ตึงตึงบ้างตอนเช้าๆ ตื่นนอน ทำให้การเข้าบล็อก (ห้องน้ำ) ลำบากนิดหน่อย แต่แต่พอยืดเส้นยืดสายก็ทุเลา ไปหาคุณหมอมาแล้ว ได้ยามากินพอสมควรสำคัญคือการใช้ชีวิตในนี้เพราะสถานที่มันแคบ ไม่เอื้ออำนวยในการเดินไปนู่นมานี่ ในข้อจำกัดเช่นนี้ก็ยังโชคดีที่ยังมีเพื่อน มีญาติมิตร มีผู้คุม มีคุณหมอที่ให้ความช่วยเหลือที่สำคัญคือมีความฝันที่แสนงาม
.
ขอบคุณทุกคน
คิดถึงลูกทั้งสองและแม่ของพวกเธอ
อานนท์ นำภา
7 ต.ค. 69



https://www.facebook.com/photo/?fbid=39265620573052527&set=a.163415147033223




นายกฯหนู แจงสื่อ มีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้นในประเทศไทย ไปฟังแต่เรื่องไม่ดี ปัดโธ่เอ๊ย พอแล้ว ไปแล้ว พร้อมเย้ยศิริโชค โสภา ปมเงินบริจาค ไอเดียร์ กลัวจะเป็นความแค้นส่วนตัว เพราะแพ้เลือกตั้งให้กับคนของพรรคภูมิใจไทย








 

"สุชาดา" ชี้แจงกลางวงผู้นำท้องถิ่น จ.ชัยภูมิ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยันไม่เกี่ยวสแกมเมอร์ สามีไม่ใช่เจ้าของเว็บพนัน แค่ถือหุ้น 1% ลั่นไม่เคยบอกจะตั้งโต๊ะแถลง เผยโทรคุยกับนายกฯ เมื่อวาน มั่นใจพรรคไม่ลอยแพ








https://x.com/MorningNewsTV3/status/2111018440790311316
.....

1. ความเป็นมาของประเด็น

ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย (และอดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) ซึ่งตกเป็นเป้าทางการเมืองและการตรวจสอบ หลังถูกพรรคการเมืองฝ่ายค้าน (โดยเฉพาะ รังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน) หยิบยกขึ้นมาอภิปรายและเชื่อมโยงว่าสามีของเธอ (นายไทหยาง ซาง นักธุรกิจที่มีการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพหลายแห่ง) มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนสีเทา เว็บไซต์การพนันออนไลน์ (เช่น เว็บไซต์ Shuffle.com) และขบวนการแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

ล่าสุด น.ส.สุชาดา ได้ใช้โอกาสลงพื้นที่ประชุมท้องถิ่นที่ จ.ชัยภูมิ ในการเปิดใจปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด พร้อมระบุว่าสามีถือหุ้นในเว็บพนันต่างประเทศที่ถูกกฎหมายเพียง 1% เท่านั้น และยืนยันความบริสุทธิ์พร้อมให้ความร่วมมือกับ ป.ป.ช.

2. ประเด็นการถกเถียง (Controversies)

ประเด็นเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นและการยอมรับ: การที่ น.ส.สุชาดา ระบุว่าสามีถือหุ้นเว็บพนันต่างประเทศเพียง 1% กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ฝ่ายการเมือง (เช่น ศิริโชค โสภา และรังสิมันต์ โรม) นำมาขยายผล โดยตั้งคำถามว่า การอ้างว่าถูกกฎหมายในต่างประเทศนั้นสามารถนำมาหักล้างกฎหมายในประเทศไทยได้หรือไม่ และแม้จะเป็นสัดส่วนเพียง 1% แต่หากมีเส้นทางการเงินหรือรายได้ไหลกลับเข้ามาในประเทศ ย่อมหนีไม่พ้นความรับผิดชอบตามกฎหมายไทย

ความโปร่งใสและทรัพย์สินระดับพันล้าน: ก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของ น.ส.สุชาดา ต่อ ป.ป.ช. ที่มีมูลค่าสูงถึงราว 1,900 ล้านบาท พร้อมประเด็นตั้งข้อสังเกตเรื่องเงินกู้และที่มาของรายได้ ทำให้สังคมจับตาเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจกับตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง

จุดยืนของพรรคการเมืองและความกังวลเรื่องการลอยแพ: มีกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับการกดดันทางการเมืองและการเดินทางออกนอกประเทศของบุคคลใกล้ชิด ทำให้ น.ส.สุชาดาต้องออกมายืนยันว่า ทางหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและนายกรัฐมนตรีได้โทรศัพท์มาพูดคุยให้กำลังใจและแนะนำให้ออกมาชี้แจง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าพรรคไม่ได้ "ลอยแพ"

3. ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (Legal Implications)

ความผิดฐานจัดให้มีการเล่นการพนันออนไลน์ (พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง): แม้เว็บไซต์พนันดังกล่าวจะอ้างว่าจดทะเบียนหรือดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายในต่างประเทศ แต่หากพบว่ามีการเปิดให้บริการ, มีฐานลูกค้า, หรือมีการจัดสรรผลประโยชน์และเส้นทางการเงินเข้ามายังประเทศไทย การกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาของไทย

ความผิดฐานฟอกเงิน (พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542): หากพิสูจน์ได้ว่ารายได้หรือเงินปันผลที่ได้จากการถือหุ้นเว็บพนันเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน (เช่น การพนันออนไลน์หรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยี) ผู้เกี่ยวข้องอาจถูกดำเนินคดีข้อหาฟอกเงินและการสมคบกันฟอกเงิน

กฎหมายการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน (พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561): ฝ่ายตรวจสอบกำลังจับตาดูว่า การลงทุนและหุ้นในบริษัทต่างประเทศหรือกิจการต่างๆ ได้ถูกแจ้งแสดงรายการต่อ ป.ป.ช. อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และโปร่งใสตามกฎหมาย ป.ป.ช. หรือไม่ หากพบว่ามีการปกปิดหรือแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ อาจเข้าข่ายมีความผิดทางกฎหมายการเมืองและนำไปสู่การพ้นจากตำแหน่งได้





เหตุใดคนหนุ่มสาวชาวอินเดียจึงออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนน? Reuters ได้ติดตาม Rubby Singh นักกิจกรรมสาวขณะที่เธอเตรียมตัวเข้าร่วมการประท้วงครั้งใหญ่ในกรุงเดลี เพื่อพาไปสัมผัสกับความเคลื่อนไหวที่กำลังพิสูจน์พลังเสียงของตนภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี Narendra Modi


สถานการณ์ลำบากของโมดี: คนรุ่น Gen Z แห่ลงถนนในอินเดียท่ามกลางกระแสความไม่พอใจที่พุ่งสูงขึ้น

บทสรุป
  • การประท้วงที่นำโดยคนหนุ่มสาวสร้างความท้าทายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนต่อรัฐบาลของโมดี
  • ผู้ชุมนุมฝ่าด่านกำลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงจำนวนมหาศาลในกรุงเดลี
  • ความโกรธเคืองครอบคลุมประเด็นเรื่องงาน การศึกษา เสรีภาพพลเมือง และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
นักวิเคราะห์ชี้ว่าความกลัวที่จะท้าทายโมดีกำลังลดน้อยลง

นิวเดลี 16 ต.ค. (รอยเตอร์) - แม้จะมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงหลายหมื่นนายเพื่อสกัดกั้น แต่กลุ่มผู้ประท้วงที่เป็นคนหนุ่มสาวในอินเดียต่างปีนข้ามสิ่งกีดขวาง ตะโกนคำขวัญต่อต้านรัฐบาล และปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พยายามลากตัวพวกเขาออกไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

"ขอให้การปฏิวัติจงเจริญ" ชายหนุ่มคนหนึ่งตะโกนขึ้น ก่อนที่ตำรวจจะควบคุมตัวเขาขึ้นรถบัส

โครงการ Armed Conflict Location and Event Data (ACLED) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระระบุว่า การประท้วงบนท้องถนนในอินเดียปีนี้น่าจะมีจำนวนสูงที่สุดในรอบทศวรรษ ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นต่อรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี และการที่นักเคลื่อนไหวรุ่น Gen Z ต่างพากันออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนน

นักวิเคราะห์มองว่าการประท้วงของคนหนุ่มสาวและการสนับสนุนพรรคฝ่ายค้านที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดสำหรับโมดีนับตั้งแต่เขาขึ้นสู่อำนาจในปี 2014 โดยประชากรที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปีคิดเป็นสัดส่วนเกือบหนึ่งในสี่ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 1 พันล้านคนในประเทศ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของเขายังคงมีความมั่นคงและยังไม่มีกำหนดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไปจนกว่าจะถึงปี 2029

"จู่ๆ คนในชาติก็เริ่มส่งเสียงของตนออกมา" โยเกนดรา ยาดาฟ นักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลซึ่งมีบทบาทสำคัญในการชุมนุมกล่าว "ผมคงไม่พูดว่านี่คือจุดเริ่มต้นของจุดจบของรัฐบาลโมดี แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของขาลงอย่างแน่นอน"

ทั้งรัฐบาลและพรรคภารติยะ ชนตา (BJP) ของโมดีปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อรายงานข่าวนี้

การประท้วงที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ทั้งในกรุงเดลีและพื้นที่อื่นๆ มุ่งเน้นไปที่ข้อเรียกร้องให้นายกยานิช กุมาร (Gyanesh Kumar) ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งลาออกจากตำแหน่ง สืบเนื่องจากการปรับปรุงบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งนักเคลื่อนไหวและพรรคฝ่ายค้านมองว่าเอื้อประโยชน์ต่อพรรค BJP และมีส่วนช่วยให้พรรคชนะการเลือกตั้งระดับรัฐหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

ทั้งนี้ พรรค BJP ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล รวมถึงรัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้ง ต่างปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว พรรค BJP ระบุว่าชัยชนะของพรรคเป็นผลมาจากความนิยมในตัวนายโมดีและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง

ทว่าการประท้วงเหล่านี้ยังสะท้อนถึงประเด็นที่ใหญ่กว่า นั่นคือความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้นต่อนายโมดี กรณีที่เขาล้มเหลวในการสร้างงานให้แก่คนหนุ่มสาวนับล้านที่ว่างงานตลอดระยะเวลา 12 ปีที่อยู่ในอำนาจ แม้ว่าตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมจะพุ่งสูงขึ้นก็ตาม

ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่กระตุ้นกระแสต่อต้านอำนาจรัฐ เช่น เหตุการณ์ข้อสอบรั่วไหลในการสอบคัดเลือกเข้าทำงานและศึกษาต่อ ปัญหาอาชญากรรมต่อผู้หญิงที่มีจำนวนมาก และการผงาดขึ้นของนักธุรกิจระดับมหาเศรษฐีที่ถูกมองว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายโมดี

นายโมดีมีภาพลักษณ์ผู้นำที่เด็ดขาดและแข็งกร้าว รัฐบาลของเขาเคยปราบปรามกลุ่มผู้เห็นต่างอย่างรุนแรงมาก่อน แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทำให้คนหนุ่มสาวที่ออกมารวมตัวตามท้องถนนรู้สึกหวาดหวั่นแต่อย่างใด

"ความกลัวในใจเราหมดไปแล้ว" อนันยา ราทูรี นักศึกษาวัย 21 ปีจากมหาวิทยาลัยเดลี ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมการประท้วงครั้งใหญ่ในเมืองหลวงเมื่อวันเสาร์ กล่าว

ราทูรีกล่าวถ้อยคำนี้หลังจากที่เธอเกาะติดอยู่กับที่ปัดน้ำฝนของรถบัสที่ตำรวจใช้ควบคุมตัวผู้ประท้วง โดยระบุว่า "เราไม่กลัวที่จะถูกจับกุมหรือถูกตำรวจทำร้าย คนรุ่นนี้มองว่าเป็นเรื่องสนุกเสียด้วยซ้ำ"

ทางด้านตำรวจปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการทำร้ายผู้ชุมนุม โดยยืนยันว่าการจัดการกับผู้ประท้วงเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้




การผงาดขึ้นของกลุ่ม "แมลงสาบ" (Cockroaches)

การประท้วงครั้งนี้ได้รับแรงขับเคลื่อนจากการเกิดขึ้นของขบวนการเคลื่อนไหวโดยคนหนุ่มสาวกลุ่มแรกในยุคของนายโมดีที่สร้างกระแสไปทั่วประเทศ นั่นคือกลุ่ม "Cockroach Janta Party" (CJP) ซึ่งเติบโตจากการล้อเลียนเสียดสีในโลกออนไลน์จนกลายเป็นการรณรงค์ระดับชาติเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากที่ประธานศาลสูงสุดของอินเดียเปรียบเทียบคนว่างงานว่าเป็นเหมือน "แมลงสาบ"

นักวิจารณ์มองว่าสื่อกระแสหลักของอินเดียส่วนใหญ่ฝักใฝ่รัฐบาลและนำเสนอข่าวการประท้วงเพียงเล็กน้อย แต่กลุ่มผู้ประท้วงนับพันที่ใช้โทรศัพท์มือถือบันทึกภาพเหตุการณ์ รวมถึงช่องข่าวอิสระบน YouTube ได้ช่วยขยายกระแสความไม่พอใจนี้ให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง และทำให้แกนนำกลุ่มกลายเป็นคนดังในโลกอินเทอร์เน็ต เช่น อภิจีต ดิปเก (Abhijeet Dipke) ผู้ก่อตั้งกลุ่ม CJP และเนฮา โบรา (Neha Bora) นักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายที่มีแนวคิดดุดันและกล้าแสดงออก



พรรคฝ่ายค้านที่เคยถูกกดทับภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จของนายโมดีเริ่มกลับมามีความคึกคักอีกครั้ง โดยราหุล คานธี ผู้นำพรรคคองเกรส พร้อมด้วยผู้สนับสนุนหลายหมื่นคน ต่างก็ออกมาร่วมเคลื่อนไหวบนท้องถนนเช่นกัน ความไม่สงบนี้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างบังคลาเทศและเนปาล ซึ่งการเคลื่อนไหวประท้วงที่นำโดยเยาวชนได้โค่นล้มรัฐบาลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แม้ว่านักวิเคราะห์จะเตือนว่าภูมิทัศน์ทางการเมืองของอินเดียและความนิยมของโมดีทำให้การเปรียบเทียบเช่นนั้นไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม

เยาวชนผู้ประท้วงจำนวนมากเติบโตขึ้นมาในช่วงที่โมดีกำลังก้าวขึ้นสู่อำนาจ โดยได้รับแรงหนุนจากคำสัญญาเรื่องงาน โอกาส และการปกครองที่โปร่งใสมากขึ้น สิบปีต่อมา หลายคนกล่าวว่าความปรารถนาเหล่านั้นยังคงไม่เป็นจริง และพวกเขากล่าวว่ารัฐบาลชาตินิยมฮินดูดูเหมือนจะมุ่งเน้นไปที่ประเด็นทางศาสนาและการเมืองที่แบ่งแยกชนกลุ่มน้อย โดยเฉพาะชาวมุสลิม มากกว่า



รัฐบาลเคยระบุว่าเศรษฐกิจได้สร้างงานใหม่ถึง 168.3 ล้านตำแหน่งในช่วง 6 ปีจนถึงปี 2024 ทั้งนี้ นายโมดีได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องความลำเอียงมาโดยตลอด โดยยืนยันว่ารัฐบาลของเขาทำงานเพื่อชาวอินเดียทุกคน

Gauri Seth นักศึกษาแพทย์วัย 30 ปีจากเมืองโกลกาตา เริ่มมีสิทธิ์เลือกตั้งในปี 2014 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่รัฐบาลของนายโมดีก้าวขึ้นสู่อำนาจ

Seth กล่าวว่ารัฐบาลของนายโมดีให้คำมั่นสัญญาไว้ "มากมาย แต่กลับไม่สามารถทำตามที่พูดได้จริง"

"พวกเขากลับไปให้ความสำคัญกับเรื่องต่างๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานทางศาสนา มีเหตุการณ์ความรุนแรงต่อชนกลุ่มน้อยเกิดขึ้น และเมื่อมีใครวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล คนเหล่านั้นก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏหรือผู้ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวาย"

ประเด็นหลักคือเรื่องการจ้างงาน

เมื่อนายโมดีขึ้นสู่อำนาจ เขาให้คำมั่นว่าจะสร้างงานหลายล้านตำแหน่งในแต่ละปี ทว่าแม้เศรษฐกิจอินเดียจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งนับแต่นั้นมา แต่อัตราการว่างงานยังคงอยู่ที่ระดับสูงกว่า 5% เล็กน้อยตามข้อมูลของรัฐบาล

ผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อปีที่แล้วระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวอาจบดบังความรุนแรงของปัญหาการว่างงาน โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาว ข้อมูลระบุว่าอัตราการว่างงานในกลุ่มประชากรช่วงอายุ 15-29 ปี ซึ่งมีจำนวน 367 ล้านคนทั่วประเทศ อยู่ที่ 9.9% ในปี 2025

งานวิจัยในรายงาน "State of Working India 2026" ของมหาวิทยาลัย Azim Premji พบว่าอัตราการว่างงานในกลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาที่มีอายุ 15-25 ปี สูงเกือบ 40% ในขณะที่ผู้สำเร็จการศึกษาอายุ 25-29 ปี ประมาณ 1 ใน 5 คนยังคงไม่มีงานทำ

เมื่อเดือนพฤษภาคม เกิดความไม่สงบขึ้นทั่วประเทศหลังจากรัฐบาลสั่งยกเลิกผลการสอบเข้าวิทยาลัยแพทย์แห่งชาติ ซึ่งถือเป็นหนทางสู่การมีงานทำสำหรับคนยากจนและชนชั้นกลาง เนื่องจากมีการรั่วไหลของข้อสอบ

Rubby Singh นักกิจกรรมทางสังคมวัย 30 ปีในกรุงเดลี กล่าวว่าเหตุการณ์ข้อสอบรั่วไหลซ้ำซากทำให้คนหนุ่มสาวชาวอินเดียรู้สึกว่าระบบกำลังปิดกั้นโอกาสของพวกเขา แม้ว่าจะทุ่มเทเรียนหนังสือมานานหลายปีก็ตาม

"คนรุ่นนี้ต้องแบกรับผลกระทบจากการขาดโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถคว้าโอกาสดีๆ ในชีวิตได้" เธอกล่าว



แม้การเลือกตั้งระดับชาติจะยังไม่เกิดขึ้นในอีกเกือบ 3 ปีข้างหน้า แต่รัฐอุตตรประเทศซึ่งเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดของอินเดียกำลังจะจัดการเลือกตั้งขึ้นในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งอาจเป็นบทพิสูจน์ความนิยมในตัวนายโมดี

อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์ยังคงมีความเห็นที่ระมัดระวังเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่จะตามมา

ราหุล เวอร์มา นักวิชาการจากศูนย์วิจัยนโยบาย (Centre for Policy Research) ในกรุงนิวเดลี กล่าวว่า พรรค BJP อาจไม่ได้มีความแข็งแกร่งเท่ากับเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ "แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งอย่างไร"

ที่มา Reuters
Modi's predicament: Gen Z pours out on India's streets as dissent surges

https://www.reuters.com/world/asia-pacific/modis-predicament-gen-z-pours-out-indias-streets-dissent-surges-2026-10-16/
October 15, 2026







 

“ผู้หญิง” กับอนาคตที่กำหนดเอง ก่อนธนาคารโลกจะมองเห็น ผู้หญิงในพื้นที่การต่อสู้เห็นก่อนแล้ว



“ผู้หญิง” กับอนาคตที่กำหนดเอง ก่อนธนาคารโลกจะมองเห็น ผู้หญิงในพื้นที่การต่อสู้เห็นก่อนแล้ว

(ความคิดเห็น)
ปรานม สมวงศ์
16 กันยายน 2026
Isaan Record


เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ธนาคารโลกเปิดตัวรายงาน Building Thailand’s Future Today ก่อนการประชุมประจำปีธนาคารโลกและ International Monetary Fund (IMF) ที่กรุงเทพฯ โดยเสนอฉากทัศน์ว่า หากประเทศไทยเร่งการเติบโตผ่าน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตควบคู่กับการปฏิรูปเศรษฐกิจ ประเทศอาจก้าวเข้าสู่กลุ่มรายได้สูงเร็วขึ้น แต่ตอนนี้เศรษฐกิจยังเติบโตเฉลี่ยเพียงร้อยละ 2.2 สิ่งที่คาดหวังอาจต้องรอถึงปี 2599

ตัวเลขเหล่านี้ทำให้อนาคตกลายเป็นการแข่งขันกับเวลา และทำให้คำว่า “ปฏิรูปตอนนี้” ดูราวกับเป็นทางเลือกที่รอไม่ได้ แต่สำหรับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน คำถามไม่ใช่เพียงว่า ประเทศไทยจะรออีก 30 ปีไหวไหม แต่ต้องถามกลับว่า 30 ปีข้าวหน้า ในวันที่ธนาคารโลกว่า ประเทศไทยควรเดินไปสู่อนาคตแบบใด แล้วใครจะเป็นคนจ่ายราคาของอนาคตนั้น

จนถึงวันนี้ ธนาคารโลกยอมรับและรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผู้หญิง ชุมชน แม่น้ำและผืนดินมากน้อยเพียงใด

เมื่อธนาคารโลกมองเห็นอนาคต ผู้หญิงจากเขื่อนปากมูลก็มองเห็นอนาคตเช่นกัน

มีความบังเอิญที่น่าสนใจ คือ เมื่อปี 2534 ธนาคารโลกเริ่มต้นย้อนมองการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยตลอด 35 ปี และเล่าเรื่องการเปลี่ยนผ่านจากประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง ผ่านการลงทุนจากต่างประเทศ โครงสร้างพื้นฐานและภาคการผลิตจนเป็นประเทศไทยอย่างที่เราเห็นในวันนี้

แต่ปี 2534 มีประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่ง โดยในปีเดียวกันนั้น ธนาคารโลกอนุมัติเงินกู้ 54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,796 ล้านบาท แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ภายใต้โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าระยะที่ 3 ซึ่งรวมเขื่อนปากมูลด้วย สำหรับธนาคารโลกและรัฐแล้ว เขื่อน คือ โครงสร้างพื้นฐานของอนาคต เพราะเป็นไฟฟ้าสำหรับการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งผู้หญิงจากปากมูลก็มองเห็นอนาคตเช่นกัน

อนาคตของพวกเธอไม่ได้อยู่ในกราฟความต้องการไฟฟ้าหรือแบบจำลองการเติบโต แต่อยู่ในความรู้จากการใช้ชีวิตกับแม่น้ำ พวกเธอรู้ว่า เมื่อแม่น้ำถูกปิด ปลา อาหาร รายได้ อาชีพ และความสัมพันธ์ของชุมชนกับแม่น้ำจะเปลี่ยนไป พวกเธอต่อต้านเพราะรู้ดีว่า การตัดสินใจสร้างเขื่อนไม่ได้ตัดสินเพียงเรื่องพลังงาน แต่กำลังตัดสินอนาคตของครอบครัว ชีวิต และชุมชนไปพร้อมกัน

เมื่อสมปอง เวียงจันทร์ นำผู้หญิงและเด็กกว่า 60 คน ไปนอนขวางพื้นที่ก่อสร้าง พวกเธอได้ยืนยันหลักการสำคัญว่า คนที่มีชีวิตผูกพันและดูแลแม่น้ำมาโดยตลอด ต้องมีสิทธิกำหนดอนาคตของสายน้ำและชีวิตของตนเองด้วย

สิ่งที่พวกเธอเตือนไม่ได้เกินจริง เพราะหลังการสร้างเขื่อน พันธุ์ปลา และการทำประมงลดลงอย่างรุนแรง ชาวบ้านหลายพันครอบครัวได้รับผลกระทบ การต่อสู้เพื่อฟื้นฟูแม่น้ำและวิถีชีวิตจึงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 3 ทศวรรษ

ประวัติศาสตร์เขื่อนปากมูลจึงทิ้งคำถามที่ใหญ่กว่าเรื่องความแม่นยำของการประเมินผลกระทบไว้ว่า เหตุใดความรู้ของคนที่อยู่กับแม่น้ำจึงมีอำนาจน้อยกว่าความรู้ของคนที่มองแม่น้ำผ่านหน่วยไฟฟ้า เงินลงทุน และการเติบโต

เหตุใดความรู้ของชุมชนจึงมักได้รับการยอมรับว่า “ถูกต้อง” หลังจากความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว

การมองเห็นอนาคตไม่ใช่ความสามารถเฉพาะของนักเศรษฐศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือธนาคารโลก ผู้หญิงจากเขื่อนปากมูลก็มองเห็นอนาคต เพียงแต่มองจากคนละฐาน พวกเธอมองจากปลา อาหาร รายได้ การดูแล ครอบครัว และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับแม่น้ำ

ความรู้ทั้งสองแบบต่างพูดถึงอนาคต แต่มีเพียงแบบหนึ่งที่ได้รับอำนาจให้กำหนดอนาคตของคนอื่นตลอด 35 ปี คำถามจึงอยู่ที่ว่า เมื่อธนาคารโลกเห็นอนาคตของประชาชนแล้ว หรือเพียงสร้างแบบจำลองอนาคตชุดใหม่ขึ้นมาให้ประชาชนเดินตามอีกครั้งเท่านั้น
 
ปากมูลไม่ใช่ครั้งแรก และไม่ใช่ชุมชนเดียว

ก่อนการสร้างเขื่อนปากมูลกว่า 10 ปี ธนาคารโลกให้เงินกู้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 99 ล้านดอลลาร์ หรือ 3,300 ล้านบาท เพื่อสร้างเขื่อนเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี หลังเขื่อนมาพื้นที่ทำกิน ป่า หมู่บ้าน และพื้นที่ชีวิตของชาวมอญและกะเหรี่ยงกว่า 3,000 คน ต้องจมอยู่ใต้น้ำ ร่องรอยชุมชนเดิมที่โผล่ขึ้นมา เมื่อน้ำลดกลายเป็นสิ่งที่รู้จักกันในชื่อ “เมืองบาดาล”

ก่อนหน้านั้น เมื่อปี 2520 ธนาคารโลกให้เงินกู้ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 1,663 ล้านบาท เพื่อสร้างเขื่อนบางลางบนแม่น้ำปัตตานี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาลุ่มน้ำที่วางแผนมาตั้งแต่ปี 2510

ผ่านมากว่า 5 ทศวรรษ แนวคิดการพัฒนาลุ่มน้ำชุดเดิมยังคงกลับมากำหนดอนาคตของผู้คนริมแม่น้ำ ผ่านโครงการประตูระบายน้ำกรงปินัง ซึ่งเครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานีและชุมชนริมแม่น้ำกำลังคัดค้าน เพราะพวกเขามองเห็นว่า โครงการอาจเปลี่ยนระบบแม่น้ำ กระทบพื้นที่ทำกิน สัตว์น้ำ อาหาร รายได้ และวิถีชีวิตที่พึ่งพาแม่น้ำ

สำหรับรัฐ แม่น้ำอาจเป็นพื้นที่สำหรับสร้างเขื่อนและโครงสร้างพื้นฐาน แต่สำหรับคนที่อยู่และดูแลแม่น้ำ แม่น้ำ คือ อาหาร อาชีพ ความทรงจำ ประวัติศาสตร์ และอนาคตของครอบครัว

เขาแหลม บางลาง และเขื่อนปากมูล จึงไม่ใช่เรื่องของเขื่อน 3 แห่งเท่านั้น แต่สะท้อนวิธีคิดเรื่องการพัฒนาที่มองแม่น้ำ ที่ดิน และป่า ผ่านศักยภาพในการผลิตไฟฟ้า การลงทุน และการเติบโต

จนถึงปี 2534 ธนาคารโลกให้เงินกู้สะสมแก่ กฟผ. แล้วกว่า 700 ล้านดอลลาร์ หรือ 23,300 ล้านบาท สำหรับการสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้า บางโครงการถูกออกแบบและเจรจาเงินกู้ก่อนที่รัฐบาลไทยจะอนุมัติโครงการอย่างสมบูรณ์เสียอีก

คำถามจึงอยู่ที่ว่า เหตุใดอนาคตของแม่น้ำ ที่ดิน และชุมชนจึงถูกเจรจากันระหว่างรัฐ สถาบันการเงิน และผู้เชี่ยวชาญ ก่อนที่คน ซึ่งต้องอยู่กับผลกระทบจะตัดสินใจว่า พวกเขาต้องการอนาคตแบบนั้นหรือไม่

เมื่อธนาคารโลกกลับมาพูดถึง “อนาคตประเทศไทย” ในปี 2569 ประวัติศาสตร์เหล่านี้จึงไม่ใช่อดีต หากแต่เป็นคำถามว่า ใครยังมีอำนาจกำหนดอนาคตของใครอยู่จนถึงวันนี้

ไม่ใช่เพียงแม่น้ำ ผืนดินอีสานก็เคยถูกกำหนดอนาคตมาแล้ว

เขื่อนไม่ใช่อนาคตแบบเดียวที่ธนาคารโลกเคยมองเห็นในภาคอีสาน ตามข้อมูลของเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ปี 2522 ธนาคารโลกอนุมัติเงินกู้ให้รัฐบาลไทยราว 89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2,963 ล้านบาท เพื่อสำรวจแร่โปแตชที่อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ รัฐไทยเป็นผู้กู้และรับภาระดอกเบี้ย ขณะที่การสำรวจดำเนินการโดยเอกชน

ระหว่างขุดอุโมงค์เข้าสู่ชั้นแร่ ได้เกิดน้ำทะลักเข้าอุโมงค์อย่างรุนแรง และเครือข่ายฯ ให้ข้อมูลว่า เกิดการระเบิดของก๊าซใต้ดินด้วย แม้ธนาคารโลกจะยุติการให้กู้ต่อในเวลาต่อมา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นใต้ผืนดินไม่ได้จบลงพร้อมเงินกู้ ซึ่งคนในพื้นที่ไม่ได้รับรู้ข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสว่า เกิดอะไรขึ้นกับอุโมงค์ ขณะที่ปัญหาน้ำเค็มที่ชุมชนเผชิญต่อมากลับถูกอธิบายว่า เป็นความเค็มตามธรรมชาติของดิน

เมื่อปี 2528 โครงการถูกพัก เมื่อราคาโปแตชในตลาดโลกตกต่ำจนไม่คุ้มทุน ทว่าโครงการไม่ได้หยุด เพราะเสียงของประชาชน หรือเพราะคำถามว่า ความเสียหายใต้ผืนดินจะเกิดอะไรขึ้น แต่หยุดเพราะตลาดบอกว่า แร่ที่อยู่ใต้ดินยังทำกำไรไม่พอ

สี่ทศวรรษต่อมา แร่ใต้ผืนดินอีสานกลับถูกขุดเจาะอีกครั้ง พร้อมกับการละเมิดสิทธิในที่ดิน ฐานชีวิต และสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน แต่ครั้งนี้การขุดแร่กลับมาพร้อมภาษาใหม่ของ “เหมืองสีเขียว” พลังงานสะอาด คาร์บอนต่ำ และวัตถุดิบสำหรับเทคโนโลยีพลังงานใหม่ สิ่งที่ตลาดมองว่า ไม่คุ้มค่า วันนี้กลับมีราคาเมื่อเศรษฐกิจโลกต้องการอีกครั้ง ตลาดจึงมองเห็นอนาคตของแร่ตามราคาที่เปลี่ยนไป แต่คนที่อยู่บนผืนดินนั้นต้องอยู่กับผลกระทบ ไม่ว่าราคาตลาดจะขึ้นหรือลง

ที่เขื่อนปากมูล แม่น้ำถูกมองเห็นผ่านหน่วยไฟฟ้า ที่บำเหน็จณรงค์ ผืนดินถูกมองเห็นผ่านมูลค่าของแร่ ทั้ง 2 แห่งจึงทิ้งคำถามเดียวกันว่า เหตุใดสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านจึงถูกตัดสินคุณค่าจากสิ่งที่สามารถผลิตให้เศรษฐกิจได้

เรื่องในอำเภดอบำเหน็จณรงค์ จึงไม่ใช่เพียงประวัติศาสตร์ของการสำรวจแร่ที่ล้มเหลว แต่เป็นประวัติศาสตร์ของคำถามที่ยังไม่มีใครรับผิดชอบแบบหมดจดว่า ใครจะรับหนี้ ใครได้ประโยชน์ ใครอยู่กับความเสียหาย และใครมีอำนาจตัดสินใจว่า แร่ใต้ผืนดินควรถูกขุดขึ้นมาหรือไม่

เมื่อธนาคารโลกกลับมาพูดถึงอนาคตประเทศไทยอีกครั้ง ชาวบำเหน็จณรงค์ จึงม่คำถามว่า ธนาคารโลกได้เรียนรู้อะไรจากอนาคตที่เคยออกแบบไว้ เมื่อเงินกู้สิ้นสุด โครงการหยุดลง แต่ประชาชนยังต้องอยู่กับสิ่งที่ถูกทิ้งไว้ใต้ผืนดิน

รายงาน 132 หน้า กับคนที่หายไปจากอนาคต

ธนาคารโลกระบุว่า Building Thailand’s Future Today หรือ การสร้างอนาคตของประเทศไทยในวันนี้ ผ่านการปรึกษาหารือกว่า 30 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน แต่จำนวนคนที่ถูกเชิญมาพูดไม่ได้บอกว่า พวกเขามีอำนาจตัดสินใจมากเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อกรอบใหญ่ถูกวางไว้แล้วว่า อนาคตที่ดี คือ การเติบโต เพิ่มผลิตภาพ ดึงการลงทุน และพาประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูง

หากลองเปิดรายงานทั้ง 132 หน้า แล้วถามง่ายๆ ว่า ในอนาคตนี้มีใครอยู่บ้าง ผู้หญิงและเพศสภาพปรากฏในรายการประมาณ 15 ครั้ง ส่วนใหญ่ในฐานะแรงงานที่ต้องเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับสังคมสูงวัยและการเติบโต คำว่า “ชุมชน” มีประมาณ 5 ครั้ง ขณะที่ “ชนพื้นเมือง” และ “การอพยพโยกย้าย” ไม่ปรากฏเลย

ปัญหาไม่ใช่จำนวนคำ แต่คือคนที่ต้องอยู่กับผลของการพัฒนาแทบไม่ปรากฏในฐานะคนที่มีอำนาจกำหนด การมีส่วนร่วมจึงวัดไม่ได้จากจำนวนเก้าอี้ในห้องประชุม แต่อยู่ที่ประชาชนผู้มีอำนาจเปลี่ยน ปฏิเสธ และกำหนดทิศทางได้หรือไม่ เพราะถ้าคำถามถูกตั้งไว้แล้วว่า “ทำอย่างไรให้ GDP โตเร็วขึ้น” ต่อให้เชิญคนมาหนึ่งพันคน พวกเขาก็ยังถูกเชิญมาอยู่ในอนาคตที่คนอื่นเขียนให้

จาก “วิกฤต” สู่ “ความเร่งด่วนของเวลา”

รายงานไม่ได้วินิจฉัยปัญหาผิด เศรษฐกิจไทยมีทั้งหนี้ครัวเรือน ค่าแรงโตช้า การบริโภคอ่อนแอ และหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ปัญหาเหล่านี้เร่งด่วนจริง แต่ประวัติศาสตร์สอนให้เราระวังทุกครั้งที่ “ความเร่งด่วน” ถูกใช้ทำให้ทางเลือกบางอย่างดูเหมือนไม่มีทางเลือกอื่น

เมื่อปี 2540 เราถูกบอกว่า วิกฤตรอไม่ได้ จึงต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ วันนี้เราไม่ได้ถูกเร่งด้วยวิกฤตแบบเดิม แต่ด้วยเวลา หากไม่มีการปฏิรูปวันนี้ ประเทศไทยอาจต้องรอถึงปี 2599 จึงจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูง

จากการ “ช็อกของวิกฤต” จึงกลายเป็นการ “ช็อกของเวลา” นาฬิกาถูกตั้งขึ้นเพื่อบอกว่า ถ้าไม่รีบเดินตามเส้นทางที่เสนอ เราจะเสียอนาคตไปอีก 3 ทศวรรษ เมื่อร้อยละ 5.4 ถูกตั้งเป็นจุดหมาย การเมืองก็ถูกทำให้เหลือเพียงเรื่องเทคนิคว่า จะเปิดตลาดอย่างไร ดึงทุนอย่างไร เพิ่มผลิตภาพอย่างไร ทั้งที่ประชาชนควรมีสิทธิถามก่อนว่า เราต้องการให้อะไรเติบโต ใครได้ประโยชน์ และมีอะไรที่เราไม่ยอมแลก แม้สิ่งนั้นจะทำให้ GDP สูงขึ้น

ก่อนถามว่า จะโตเร็วแค่ไหน จึงต้องถามว่า เศรษฐกิจจะเติบโตเพื่อใคร และรับใช้ชีวิตแบบไหน

ตัวเลขที่ไม่เคยนับ

GDP ดูเหมือนจะเป็นตัวเลขที่เป็นกลาง แต่เบื้องหลังตัวเลขนั้นมีการเลือกเสมอว่า อะไรจะถูกนับว่า มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และอะไรจะถูกปล่อยให้หายไป โดยสิ่งที่หายไปจากบัญชีเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน คือ งานมหาศาลที่ทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้ ผู้หญิงและเด็กหญิงทั่วโลกทำงานดูแลโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนกว่า 12,500 ล้านชั่วโมงต่อวัน ตั้งแต่การเลี้ยงเด็ก ทำอาหาร ดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ไปจนถึงงานประจำวันที่ทำให้คนอื่นสามารถออกไปเรียน ทำงาน และผลิตสิ่งที่ถูกนับว่า มีมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

เศรษฐกิจที่ถูกนับจึงดำรงอยู่ได้ เพราะมีงานอีกมหาศาลที่ไม่ถูกนับ นี่คือความย้อนแย้งสำคัญของตลาดแบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ งานที่เข้าสู่ตลาด มีราคา และสร้างกำไรให้ทุนถูกทำให้มองเห็น ขณะที่งานซึ่งผลิต หล่อเลี้ยง และรักษาชีวิตมนุษย์จำนวนมหาศาลกลับถูกทำให้เป็นเรื่องส่วนตัวของครอบครัว เป็นหน้าที่ที่ผู้หญิงควรทำ และหายไปจากบัญชีเศรษฐกิจ หากไม่มีงานเหล่านี้ แรงงาน การผลิต และตลาดเองก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้

เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนแรงงานลดลง ผู้หญิงจึงถูก “มองเห็น” ขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะระบบเศรษฐกิจเพิ่งเห็นคุณค่าของงานที่พวกเธอทำมาโดยตลอด หากเป็นเพราะตลาดกำลังต้องการแรงงานของผู้หญิงเพิ่มขึ้น เพื่อรักษาการผลิต เพิ่มผลิตภาพ และสร้างการเติบโตต่อไป

ผู้หญิงจึงถูกมองเห็นเมื่อระบบต้องการแรงงานของพวกเธอในตลาด แต่แรงงานที่พวกเธอทำอยู่แล้วทุกวันเพื่อผลิตและหล่อเลี้ยงชีวิตกลับถูกทำให้มองไม่เห็น

ผู้หญิงไม่ใช่แรงงานสำรองของเศรษฐกิจ

รายงานยังได้เสนอทั้งศูนย์เด็กเล็ก การทำงานยืดหยุ่น การลาสำหรับพ่อ และการพัฒนาเศรษฐกิจการดูแล หลายข้อมีประโยชน์และควรสนับสนุน แต่สิ่งที่ต้องตั้งคำถาม คือ ข้อเสนอเหล่านี้ถูกวางอยู่ภายใต้เป้าหมาย “Boost female labor force participation” หรือการเพิ่มผู้หญิงเข้าสู่กำลังแรงงาน เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตรงนี้เองที่ต้องถาม

คนที่เลี้ยงเด็ก ดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ทำอาหาร ดูแลบ้าน และประคองชีวิตของครอบครัวและชุมชนอยู่ทุกวัน ทำงานอยู่แล้ว เพียงแต่งานจำนวนมหาศาลนี้เกิดขึ้นนอกตลาด จึงไม่มีค่าจ้าง ไม่ถูกนับในตัวเลข GDP และแทบไม่มีตัวตนในบัญชีเศรษฐกิจ

คำถามจึงไม่ควรเริ่มว่า จะจัดการงานดูแลอย่างไรเพื่อดึงผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานให้มากขึ้น แต่ควรถามกลับว่า เหตุใดระบบเศรษฐกิจจึงมองเห็นแรงงานของผู้หญิงเมื่อทุนต้องการในตลาด แต่กลับไม่ยอมรับคุณค่าและไม่จ่ายค่าตอบแทนให้กับงานที่ผู้หญิงทำเพื่อผลิต หล่อเลี้ยง และรักษาชีวิต

ผู้หญิงจึงไม่ใช่แรงงานสำรองที่รอวันถูกเรียกเข้าสู่ตลาดเมื่อเศรษฐกิจขาดแรงงาน และงานดูแลก็ไม่ใช่งานที่ต้องถูกจัดการให้พ้นไปจากชีวิตของผู้หญิงเพื่อให้พวกเธอสามารถเข้าไปเป็นแรงงานในตลาดได้มากขึ้น ตรงกันข้าม งานดูแล คือ รากฐานที่ทำให้มนุษย์ แรงงาน ครอบครัว ชุมชน และเศรษฐกิจทั้งหมดดำรงอยู่ได้

นี่คือความหมายทางการเมืองของ Care Income หรือค่าตอบแทนแม่และคนทำงานดูแล งานดูแลไม่ได้มีคุณค่า เพราะช่วย “ปลดล็อก” ผู้หญิงให้เข้าสู่ตลาดแรงงานได้มากขึ้น ไม่ได้มีคุณค่า เพราะช่วยเพิ่มผลิตภาพหรือทำให้ตัวเลข GDP เติบโต แต่มีคุณค่าเพราะ ผลิต หล่อเลี้ยง และรักษาชีวิต คนที่ทำงานนี้จึงควรได้รับรายได้ สิทธิ ความมั่นคง เวลาพัก และอำนาจในการกำหนดเงื่อนไขของชีวิต ไม่ว่าตลาดกำลังต้องการแรงงานของพวกเธอเพิ่มขึ้นหรือไม่

เมื่อมองเช่นนี้ คำถามเรื่องงานดูแลจึงเป็นคำถามเรื่องอำนาจทางเศรษฐกิจด้วย เพราะตลาดแบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ ไม่ได้เพียงกำหนดว่า อะไรซื้อขายได้ แต่ยังมีอำนาจกำหนดว่า งานแบบใดถูกนับว่า มีมูลค่า งานของใครสมควรได้รับค่าตอบแทน และงานกับชีวิตของใครถูกทำให้มองไม่เห็น ขณะที่การสะสมทุนและความมั่งคั่งของระบบทุนนิยมยังดำรงอยู่ได้บนงานที่ไม่ถูกนับเหล่านั้น

ความไม่เป็นธรรมจึงไม่ได้อยู่ที่งานดูแล เพราะงานดูแล คือ สิ่งที่ทำให้ชีวิตและสังคมดำรงอยู่ได้ ความไม่เป็นธรรมอยู่ที่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ที่พึ่งพางานนี้เป็นฐานอยู่ทุกวัน แต่กลับไม่ยอมนับ ไม่ยอมจ่าย และไม่ยอมแบ่งอำนาจให้คนที่ทำ

คำถามเรื่องผู้หญิงในรายงานธนาคารโลกจึงใหญ่กว่าคำถามว่า จะทำอย่างไรให้มีผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น แต่ต้องถามว่า เรากำลังสร้างเศรษฐกิจแบบไหน งานของใครถูกนับ งานของใครถูกทำให้หายไป ใครเป็นผู้กำหนดว่า อะไรมีมูลค่า และเหตุใดการเติบโตทางเศรษฐกิจจึงยังต้องอาศัยงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนของผู้หญิงและคนทำงานดูแลเป็นฐานรองรับต่อไป

“5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” แล้วอนาคตของใคร

ธนาคารโลกเสนอ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตั้งแต่การผลิตขั้นสูง ดิจิทัล เกษตรอาหาร ไปจนถึงการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ แต่คำว่า “อนาคต” ไม่ควรทำให้คำถามเรื่องอำนาจหายไป

ศูนย์ข้อมูลเป็นตัวอย่างชัดเจน แม้รายงานเสนอให้ลดสิทธิประโยชน์แก่ศูนย์ข้อมูลใหม่และหันไปสนับสนุน AI startups มากขึ้น แต่สำหรับประชาชน คำถามยังต้องไปไกลกว่านั้นว่า ใครเป็นเจ้าของ ใครได้กำไร ใครได้งาน น้ำมาจากไหน ใช้ไฟเท่าไร ใช้ที่ดินของใคร และใครมีสิทธิตัดสินใจ

ความมั่งคั่งไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากการดึงแรงงาน ที่ดิน น้ำ และพลังงานจากที่หนึ่งไปสร้างกำไรให้อีกที่หนึ่ง เมื่อกำไรไหลไปหาบริษัทและนักลงทุน ขณะที่ต้นทุนตกอยู่กับชุมชน นี่จึงไม่ใช่แค่การแบ่งผลประโยชน์ไม่เท่ากัน แต่คือการสะสมความมั่งคั่งด้วยการผลักต้นทุนให้คนอื่น

เมื่อก่อนอาจมาในชื่อเขื่อน เหมือง โรงไฟฟ้า หรือเขตอุตสาหกรรม วันนี้อาจเรียกว่าเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต แต่ถ้าประชาชนยังไม่มีอำนาจเหนือที่ดิน น้ำ และอนาคตของตนเอง สิ่งที่เปลี่ยนอาจมีเพียงเทคโนโลยี ส่วนโครงสร้างอำนาจยังเหมือนเดิม


การประชุมของขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิแห่งประเทศไทย (Protection International หรือ PI)

ก่อนจะมีรายงานฉบับนี้ ผู้หญิงไทยสร้างอนาคตของตัวเองมาแล้ว

จากเขื่อนปากมูลถึงเขื่อนเขาแหลม จากเครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานีถึงชุมชนที่ต่อสู้กับเหมืองอย่างเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ รวมถึงประชาชนที่ต่อต้านโรงไฟฟ้า เขตอุตสาหกรรม การแย่งยึดที่ดิน และโครงการพลังงาน ผู้หญิงไม่ได้รอให้ผู้เชี่ยวชาญ รัฐ หรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศมาบอกว่า อนาคตควรเป็นอย่างไร พวกเธอมองเห็นอนาคตจากชีวิตที่ผูกพันกับแม่น้ำ ผืนดิน ป่า อาหาร ครอบครัว และชุมชน สร้างผ่านการต่อสู้ การดูแล และปกป้องอนาคตของตนเองมาโดยตลอด

อนาคตของพวกเธอไม่ได้เริ่มจาก GDP แต่เริ่มจากชีวิต ถ้าน้ำหายไปจะกินอะไร ถ้าที่ดินถูกเอาไป ลูกหลานจะอยู่ที่ไหน ถ้ารัฐตัดบริการสาธารณะใครจะดูแลคนป่วย และถ้าพลังงานสะอาดต้องแลกด้วยที่ดิน ป่า และน้ำของชุมชน ใครมีสิทธิตัดสินใจ

การต่อต้านของพวกเธอจึงเป็นการสร้างอนาคตอีกแบบหนึ่ง อนาคตที่ไม่ต้องทำลายแม่น้ำเพื่อผลิตไฟฟ้า ไม่ต้องผลักคนออกจากที่ดินเพื่อสร้างการเติบโต ไม่ต้องตีราคาป่าก่อนจึงยอมรับว่า ป่ามีคุณค่า และไม่ต้องอาศัยงานดูแลที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนของผู้หญิงเพื่อทำให้ตัวเลขผลิตภาพสูงขึ้น

พวกเธอไม่ได้ทำหน้าที่เพียงปกป้องชีวิตจากอนาคตที่คนอื่นกำหนด แต่กำลังยืนยันว่า ประเทศนี้มีอนาคตแบบอื่นให้เลือก และไม่ว่าภาษาของการพัฒนาจะเปลี่ยนจากเขื่อนและเหมือง มาเป็นเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต คำถามเรื่องอำนาจยังเหมือนเดิมว่า ใครกำหนด ใครได้ ใครจ่าย และใครมีสิทธิพูดว่า “ไม่”

ต้นทุนที่รัฐและตลาดผลักออกไป ไม่ได้หายไปไหน แต่กลับมาอยู่ในชีวิตของประชาชน ในน้ำและอาหารที่หายากขึ้น รายได้ที่ลดลง เวลาที่ต้องใช้ดูแลเด็ก ผู้ป่วยและผู้สูงอายุ รวมถึงแรงงานที่ต้องใช้ฟื้นฟูสิ่งที่ถูกทำลาย โดยเฉพาะผู้หญิง แม่ และคนทำงานดูแล ซึ่งมักเป็นคนที่ต้องนำเวลา แรงงาน และรายได้ของตนเองเข้ามาประคองชีวิต เมื่อสิ่งที่เคยเป็นฐานของการดำรงชีวิตถูกทำลายหรือเมื่อรัฐถอนตัวออกจากการดูแล

และเพราะอยู่ตรงนั้น ผู้หญิงจึงมองเห็นสิ่งที่ตัวเลขมหภาคมองไม่เห็น พวกเธอรู้ว่าเมื่อแม่น้ำเปลี่ยน ปลาและอาหารเปลี่ยนอย่างไร เมื่อที่ดินหาย ครอบครัวจะอยู่ต่ออย่างไร เมื่อรายได้หาย ใครต้องหารายได้ทางอื่นมาทดแทน และเมื่อรัฐตัดบริการสาธารณะ ใครต้องเอาเวลา แรงงาน และรายได้ของตนเองเข้าไปดูแลเด็ก ผู้ป่วย และผู้สูงอายุแทน

นี่คือความรู้ทางเศรษฐกิจที่เริ่มต้นจากชีวิต ไม่ใช่เพียง “ประสบการณ์ของผู้ได้รับผลกระทบ” ที่ถูกเรียกมาประกอบรายงาน หลังจากนโยบายถูกออกแบบแล้ว แต่เป็นความรู้เกี่ยวกับว่า เศรษฐกิจทำงานอย่างไร ต้นทุนถูกย้ายไปอยู่ที่ไหน ใครเป็นคนรับต้นทุนนั้น และชีวิตของผู้คนดำรงอยู่ได้ด้วยอะไร

ความรู้นี้ทำให้ผู้หญิงถามในสิ่งที่ตัวเลขการเติบโตไม่ค่อยถามว่า เศรษฐกิจจะมีความหมายอะไร หากเติบโตขึ้นพร้อมกับทำลายสิ่งที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ และหากการเติบโตของคนกลุ่มหนึ่งต้องอาศัยแม่น้ำ ที่ดิน ป่า เวลา แรงงาน และงานดูแลของคนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นราคาที่ไม่เคยถูกนับ

นี่จึงไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่าง “ความรู้ของผู้เชี่ยวชาญ” กับ “ความรู้ของชุมชน” แต่เป็นคำถามเรื่องอำนาจว่า ความรู้ของใครได้รับการยอมรับให้กำหนดนโยบาย ความรู้ของใครถูกทำให้เป็นเพียงความคิดเห็น และใครต้องใช้ชีวิตอยู่กับผลของการตัดสินใจนั้น

อนาคตต้องเริ่มจากอำนาจในการกำหนดอนาคต

เมื่อธนาคารโลกและ IMF กลับมาประชุมที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคมนี้ ข้อเรียกร้องของขบวนผู้หญิงจึงไม่ใช่ให้รายงานมีคำว่า “ผู้หญิง” “ชุมชน” หรือ “เพศสภาพ” มากขึ้น แต่คือผู้หญิงและประชาชนต้องมีอำนาจตัดสินใจจริง

งานดูแลต้องได้รับการยอมรับและตอบแทนในฐานะงานที่ค้ำจุนชีวิตและเศรษฐกิจ คนทำงานดูแลต้องมีรายได้ สิทธิ ความมั่นคง เวลาพัก และอำนาจในการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเอง สวัสดิการถ้วนหน้าต้องได้รับการปกป้องและขยายให้เพียงพอ เพราะการตัดบริการสาธารณะไม่ได้ทำให้เด็ก ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ หรือคนพิการหมดความต้องการการดูแล แต่เพียงย้ายต้นทุนจากรัฐกลับไปสู่ครัวเรือน และย้ายเวลา แรงงาน รวมถึงความรับผิดชอบจำนวนมหาศาลกลับไปให้ผู้หญิงและคนทำงานดูแล

ผู้หญิงและชุมชนต้องมีอำนาจตั้งแต่แรกในการตัดสินใจเรื่องที่ดิน น้ำ ป่า พลังงาน เหมือง และโครงการพัฒนา ไม่ใช่ถูกเรียกเข้ามารับฟังหลังจากทิศทางสำคัญถูกกำหนดไปแล้ว การมีส่วนร่วมต้องหมายถึงอำนาจในการตั้งคำถาม เปลี่ยนแปลงทางเลือก เสนออนาคตแบบอื่น และรวมถึงสิทธิที่จะปฏิเสธโครงการที่พวกเขาเห็นว่าจะทำลายฐานชีวิตของตนเอง

การเปลี่ยนผ่านสีเขียวก็เช่นเดียวกัน หากเปลี่ยนเพียงแหล่งพลังงานหรือเทคโนโลยี แต่ยังปล่อยให้บริษัท รัฐ และสถาบันการเงินเป็นผู้กำหนดว่า จะใช้ที่ดินของใคร ขุดแร่ที่ไหน ใช้น้ำเท่าไร สร้างพลังงานเพื่อใคร และให้ใครเป็นผู้ได้รับผลกระทบ การเปลี่ยนผ่านนั้นก็ยังไม่ได้เปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เพียงนำการแย่งยึดที่ดิน ป่า น้ำ และแรงงานแบบเดิมกลับมาภายใต้ชื่อใหม่

ธนาคารโลกใช้เวลาหนึ่งปี ปรึกษาหารือ 30 ครั้งกับคนกว่าหนึ่งพันคน ก่อนเขียนรายงาน 132 หน้าเพื่อเสนอว่า ประเทศไทยควรสร้างอนาคตอย่างไร แต่ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและผู้หญิงในขบวนประชาชนใช้เวลาหลายสิบปีอยู่กับผลของ “อนาคต” ที่รัฐ สถาบันการเงิน และทุนเคยออกแบบให้พวกเธอมาแล้ว

พวกเธอไม่ได้รอให้ใครมาสร้างอนาคตให้ พวกเธอต่อสู้ สร้าง ดูแล และปกป้องมาตลอด จากการปกป้องแม่น้ำและผืนดิน การรักษาอาหารและวิถีชีวิต การต่อสู้เพื่อบริการสาธารณะและสวัสดิการ ไปจนถึงการทำงานดูแลที่ทำให้ครอบครัว ชุมชน และสังคมดำรงอยู่ สิ่งที่พวกเธอยังคงต่อสู้เพื่อให้ได้มา คือ อำนาจที่จะทำให้ความรู้ ประสบการณ์ และอนาคตที่พวกเธอเลือก มีน้ำหนักในการตัดสินใจไม่แพ้แบบจำลองทางเศรษฐกิจ ตัวเลขการเติบโต เงินลงทุน และการตัดสินใจในห้องประชุม

ก่อนจะถามว่า จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจโตถึงร้อยละ 5.4 เราจึงควรถามคำถามที่ผู้หญิงปากมูล ผู้หญิงที่ต่อต้านเหมืองทองและเหมืองแร่โปแตช ผู้หญิงที่ปกป้องที่ดิน อากาศที่สะอาด ป่าและแม่น้ำ คนทำงานดูแล และผู้หญิงในขบวนประชาชนถามผ่านการต่อสู้มาหลายสิบปีแล้วว่า

“อนาคตนี้เป็นของใคร ใครมีสิทธิกำหนด ใครได้ประโยชน์ ใครเป็นคนจ่ายราคาด้วยที่ดิน แม่น้ำ ป่า แรงงาน งานดูแล และชีวิตของตนเอง และเหตุใดคนที่ต้องจ่ายราคาของอนาคตนั้นจึงไม่มีอำนาจตัดสินใจตั้งแต่แรก”

เพราะท้ายที่สุด ปัญหาไม่ใช่ว่า ธนาคารโลกมองอนาคตแม่นยำเพียงใด แต่คือ การทำให้อนาคตแบบหนึ่ง อนาคตของการเติบโต การลงทุน และตลาด กลายเป็นอนาคตที่ทุกคนต้องเดินตาม ทั้งที่ผู้หญิงและประชาชนซึ่งต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจนั้นแทบไม่มีอำนาจกำหนด การต่อสู้ของผู้หญิงและประชาชนจึงไม่ใช่การขอมีที่ยืนในอนาคตที่คนอื่นออกแบบ แต่คือ การเอาอำนาจกลับมากำหนดอนาคตของตนเอง


https://theisaanrecord.co/2026/09/16/world-bank-building-thailands-future-today/




ปิดฉากชุมนุมต้านธนาคารโลก-IMF เครือข่ายประชาชนประกาศ ‘ปฏิญญาคลองเตย’ จี้รื้อโครงสร้างอำนาจ-เขียนรัฐธรรมนูญใหม่








https://x.com/thestandardth/status/2111025172694102079

THE STANDARD
@thestandardth

ปิดฉากชุมนุมต้านธนาคารโลก-IMF เครือข่ายประชาชนประกาศ ‘ปฏิญญาคลองเตย’ จี้รื้อโครงสร้างอำนาจ-เขียนรัฐธรรมนูญใหม่

วันนี้ (16 ตุลาคม) เวลา 15.12 น. บริเวณแยกถนนพระรามที่ 4 เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลก-ไอเอ็มเอฟ (People’s Network Against World Bank-IMF) ได้ประกาศยุติการชุมนุมในวันที่สอง ภายใต้กิจกรรม ‘ฉีกบิลทุนล้างโลกต้านระบอบสีน้ำเงิน ประชาชนกำหนดอนาคต’ พร้อมอ่านแถลงการณ์ ‘ปฏิญญาคลองเตย’ เพื่อแสดงจุดยืนเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

บรรยากาศก่อนการยุติการชุมนุม ผู้เข้าร่วมได้ร่วมกันแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า ‘ทุนล้างโลกและระบอบสีน้ำเงิน’ โดยมีการวางดอกไม้จันทน์เพื่อเป็นสักขีพยาน และการทาสีแดงลงบนตัวหมูสีชมพู เพื่อสะท้อนเสียงเรียกร้องจากประชาชนหลากหลายกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐ ขณะที่ตัวแทนเครือข่ายแต่ละกลุ่มได้ผลัดเปลี่ยนกันตอกย้ำจุดยืน โดยระบุข้อความสำคัญ เช่น “ที่ดินเป็นป่าไม่ใช่ทรัพย์สิน” และ “เราไม่ได้ขอความเมตตา แต่วันนี้เราออกมาปกป้องที่อยู่อาศัย” พร้อมย้ำว่าธนาคารโลกไม่ใช่ผู้กำหนดชะตาชีวิต แต่อำนาจที่แท้จริงต้องเป็นของประชาชน

ไฮไลต์สำคัญของการชุมนุมคือการอ่านแถลงการณ์ ‘ปฏิญญาคลองเตย สร้างบ้านเมืองจากสองมือสองตีนของประชาชน’ เนื้อหาหลักชี้ให้เห็นว่า นโยบาย โครงการพัฒนา และกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะมาจากรัฐบาลไทย ธนาคารโลก หรือไอเอ็มเอฟ (IMF) ล้วนมีแนวคิดที่ส่งเสริมกันในการเปลี่ยนประโยชน์สาธารณะและสวัสดิการที่รัฐพึงมีหน้าที่ดูแลคุ้มครอง ให้กลายเป็นสินค้าของกลุ่มทุน


แถลงการณ์ระบุว่า แม้ปัจจุบันประเทศไทยอาจไม่ได้มีภาระหนี้สินมหาศาลกับสถาบันการเงินทั้งสองแห่งเหมือนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ทว่าสิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ ‘อิทธิพลทางความคิด’ ซึ่งเครือข่ายมองว่ามีพลังมากกว่ากระสุนปืน การแทรกซึมทางความคิดเหล่านี้ทำให้รัฐและระบบราชการนำพาสังคมไทยตกอยู่ภายใต้อาณานิคมทางเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของประชาชน ตั้งแต่อากาศ แหล่งน้ำ ไปจนถึงผืนป่าทำกิน

เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลก-ไอเอ็มเอฟ ประเมินว่า การที่ประเทศไทยจะหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและก้าวสู่ประเทศรายได้สูงตามที่ประชุมวาดหวังไว้ ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ หากยังไม่มีการรื้อถอนโครงสร้างคอร์รัปชันและอำนาจศักดินาในสังคมไทยให้สิ้นซาก

ในช่วงท้าย แกนนำได้ย้ำว่า การชุมนุมต่อต้านธนาคารโลกในครั้งนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการต่อสู้ระหว่างทาง โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ ‘การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่’ เพื่อให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ถึง ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ว่าเป็นผู้ควบคุมกลไกทั้ง สส. สว. องค์กรอิสระ และสถาบันเหนือรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการขัดขวางการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ เครือข่ายฯ ได้ให้คำมั่นผ่านปฏิญญาคลองเตยว่าจะเดินหน้าเกาะเกี่ยวขบวนการประชาชนกลุ่มต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อสานต่อภารกิจในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ก้าวหน้าด้วยพลังของประชาชน ก่อนประกาศยุติการชุมนุมอย่างเป็นทางการในเวลา 15.12 น.

แฟ้มภาพ: ฐานิส สุดโต







ม็อบต้าน World Bank-IMF! จี้รัฐบาล หยุดปล่อยทุนต่างชาติ กัดกินประเทศ | 15 ต.ค. 69 | ไทยรัฐขยี้ข่าว

Oct 15, 2026 

ม็อบต้าน World Bank-IMF เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าศูนย์ประชุมสิริกิติ์ฯ จี้รัฐบาลหยุดทำลายสิ่งแวดล้อม ปล่อยทุนต่างชาติกัดกินประเทศ หยุดนผลักภาระให้ประชาชน

https://www.youtube.com/watch?v=3rxQIkFfFb8