วันอาทิตย์, ตุลาคม 25, 2569

หลังน้ำท่วมลด "ปลาหมอคางดำโผล่คลองราชบุรี" ชาวบ้านกังวลว่าน้ำท่วม จะยิ่งทำให้ปลาชนิดนี้แพร่กระจายเป็นวงกว้าง จนยากต่อการควบคุม






https://x.com/ThaiPBS/status/2113848825597383139


 



 

ขยะพิษข้ามชาติ ธุรกิจมูลค่าสูงที่ไทยจ่ายด้วยสิ่งแวดล้อม กากอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วมอาจทิ้งผลกระทบไว้มากกว่าที่มองเห็น ทั้งในแหล่งน้ำ ชั้นดิน และพื้นที่เกษตร เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ตั้งคำถามถึงช่องโหว่การจัดการของเสีย และธุรกิจขยะอิเล็กทรอนิกส์และพลาสติกข้ามชาติที่อาจมีผลประโยชน์มหาศาล






https://x.com/ThaiPBS/status/2113676508699181128



 

บันเทิงธิปไตยไหมละมึง !

https://www.facebook.com/kasian.tejapira/posts/10245231472264262

Kasian Tejapira 
7 hours ago
·
บันเทิงธิปไตย
%%%%%
จะร้องเพลงไหนดีล่ะพี่หนู
พิษซึมลึกลงสู่แหล่งอาหาร
กินตายวันตายพรุ่งยุ่งเอาการ
เล่นดนตรีเบิกบานนานเท่าใด
จะกินปลากลัวปลาเปืื้อนยาพิษ
จะกินข้าวกลัวติดสารหนูใส่
จะกินผักรดน้ำต้องทำใจ
รวยไม่ไหวแล้วจ้าน้ำตาริน
.....

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากกรณีที่ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ออกมาเปิดเผยและชี้แจงแก้ไขผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรี (ครอบคลุมพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี ศรีมหาโพธิ เมืองปราจีนบุรี และบ้านสร้าง) หลังจากเกิดเหตุการณ์ปลาตายในกระชังและปลาในบ่อดินน็อคน้ำตายเป็นจำนวนมาก รวมถึงมีความกังวลเรื่องสารพิษปนเปื้อนหลังสถานการณ์น้ำท่วม

ความเป็นมาและสาเหตุสำคัญมีดังนี้:

ความคลาดเคลื่อนในการรายงานผล: เดิมที คพ. ได้เผยแพร่ผลตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ แต่ปรากฏว่าเกิดความผิดพลาดในการสลับตัวเลขรายงานระหว่างค่าแอมโมเนียและค่าอะลูมิเนียม

ผลตรวจที่ถูกต้อง (พบอะลูมิเนียมสูง): เมื่อทำการตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลที่ถูกต้องแล้ว พบว่าค่าแอมโมเนียอยู่ในช่วง 0.22–0.48 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่ ค่าอะลูมิเนียม (ซึ่งจัดเป็นโลหะหนักชนิดหนึ่ง) กลับตรวจพบในปริมาณที่สูงมาก คืออยู่ในช่วง 0.559–3.547 มิลลิกรัมต่อลิตร ในน้ำผิวดิน

สาเหตุของการปนเปื้อน: นักวิชาการสิ่งแวดล้อมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า ปริมาณอะลูมิเนียมและตะกอนที่สูงขึ้นในน้ำผิวดินช่วงหลังน้ำท่วม เกิดจากกระแสน้ำหลากที่กัดเซาะและชะล้างหน้าดิน ตลอดจนการพัดพาตะกอนดิน ขยะ กากของเสีย หรือสารเคมีจากพื้นที่ต่างๆ รวมถึงสถานประกอบการและโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ไหลมารวมกันในแม่น้ำ

ผลกระทบ: สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความวิตกกังวลให้แก่เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากเกรงว่าความเป็นพิษจากโลหะหนักและสภาพน้ำดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทำลายสัตว์น้ำ (เช่น กัดทำลายเหงือกปลา) ตลอดจนตกค้างอยู่ในดินและสะสมในพืชผลทางการเกษตร
.....


ตุ๊ดส์review
October 20
·
Roadmap โรงงานจัดการขยะในไทย : จุดเริ่มต้น-ปัจจุบัน

1. จุดเริ่มต้นเชิงนโยบาย (ยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา):

- รากเหง้าของปัญหาเริ่มต้นจากคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 (ใช้อำนาจตาม ม.44) เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2559 ซึ่งประกาศยกเว้นข้อกำหนดผังเมืองรวมสำหรับกิจการบางประเภท รวมถึงโรงงานจัดการกากอุตสาหกรรม (ประเภท 105 และ 106) ทำให้สามารถตั้งโรงงานในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดเดิมได้ ส่งผลให้ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มีโรงงานจัดการกากอุตสาหกรรมกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดปราจีนบุรีรวมถึง 105 แห่ง (โดยเฉพาะ อ.กบินทร์บุรี และ อ.ศรีมหาโพธิ)

- แม้ในปี 2563 รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะเคยออกประกาศห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์เพื่อป้องกันความเสี่ยง แต่ปัญหาการลักลอบนำเข้า สำแดงสินค้าไม่ตรงความเป็นจริง และการปะปนของขยะพิษก็ยังคงเกิดขึ้นและสะสมมาอย่างต่อเนื่อง

2. เขตเศรษฐกิจพิเศษ ตัวกระตุ้นปัญหาขยะในไทย

- เขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC (พ.ศ. 2557–2561): ริเริ่มอย่างเป็นรูปธรรมในยุค รัฐบาล คสช. (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) โดยออกนโยบายจัดตั้ง "เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก" (EEC) ครอบคลุม ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา

- เมื่อมีการขยายฐานอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ปริมาณกากอุตสาหกรรมทั้งชนิดอันตรายและไม่อันตรายเพิ่มสูงขึ้นตามสัดส่วนการผลิต ส่งผลให้ธุรกิจรับกำจัด/รีไซเคิลขยะเติบโตอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับกากของเสียเหล่านี้

- ช่วงปี 2560–2562 หลังประเทศจีนประกาศห้ามนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการส่งออกขยะพิษจากต่างประเทศ โดยอาศัยสิทธิประโยชน์และการยกเว้นผังเมืองในเขตเศรษฐกิจ/โรงงานรีไซเคิล ก่อให้เกิดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ลักลอบนำเข้า และการสำแดงเท็จจำนวนมาก

- โรงงานจัดการกากอุตสาหกรรมหลายแห่งที่ขาดการกำกับดูแลที่เข้มงวด ลักลอบปล่อยน้ำเสีย สารเคมีรั่วไหล หรือนำกากพิษไปแอบฝังกลบในพื้นที่เกษตรกรรม ส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และสุขภาพของประชาชนในพื้นที่รอบข้างอย่างรุนแรง

3. สถานการณ์ปัจจุบันและผลกระทบที่ปราจีนบุรี:

- ปัญหาขยะพิษกลับมาเป็นวาระร้อนแรงอีกครั้ง หลังเกิดเหตุกากอุตสาหกรรมรั่วไหลใน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ซ้ำเติมปัญหาน้ำท่วม ส่งผลให้ประชาชนกังวลเรื่องสารพิษปนเปื้อนในน้ำและอาหาร

- แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (วราวุธ ศิลปอาชา) จะสั่งการใช้มาตรการตาม ม.39 สั่งปิดและระงับกิจการโรงงานที่ทำผิดกฎหมายไปแล้วบางส่วน แต่การแก้ปัญหาเพียงแค่สั่งปิดโรงงานเฉพาะหน้ายังไม่เพียงพอ

4. ปัญหาแบ่งออกเป็น 3 ระดับที่ต้องตรวจสอบ:

ระดับที่ 1: โรงงานที่ได้รับอนุญาตถูกต้องแต่ต้องคุมเข้มเรื่องมลพิษ

ระดับที่ 2: โรงงานที่ได้รับอนุญาตอย่างหนึ่ง แต่ลักลอบทำกิจการอื่นที่ไม่ได้รับอนุญาต (เช่น ขออนุญาตคัดแยก แต่แอบหลอมหรือแปรรูป)

ระดับที่ 3: โรงงานที่ไม่มีใบอนุญาตและลักลอบทำผิดกฎหมายอย่างถาวร ซึ่งต้องถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดและจัดการกากตกค้างอย่างจริงจัง

5. ข้อกังวลเรื่องการขยายตัวและการเอื้อประโยชน์:

- เราควรตั้งคำถามถึงกระบวนการอนุญาตและการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงข้อสงสัยเรื่องการทุจริตหรือการจ่ายใต้โต๊ะ

- ชาวบ้านในพื้นที่ปราจีนบุรีออกมาคัดค้านแนวทางขยายพื้นที่อุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เนื่องจากเกรงว่าจะต้องรับภาระกากอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น

บทสรุป: รัฐทุกยุคสมัยตั้งแต่ยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จนถึงปัจจุบัน เมื่ออนุญาตให้โรงงานเกิดขึ้นได้ ก็ต้องมีศักยภาพในการควบคุมและตรวจสอบ อย่าปล่อยให้ประชาชนต้องมารับเคราะห์ รับความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเพื่อแลกกับการพัฒนาอุตสาหกรรม ผลจากปัญหาข้างต้น ทำให้ "ปราจีนบุรีกลายเป็นถังขยะ" เช่นในปัจจุบัน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1706288871062070&set=a.808136554210644




#ยืนหยุดทรราชw180 24 ตุลาคม 2569 “ผมยินดีมากถ้าชีวิตผมเป็นเส้นเล็กๆที่ขีดเส้นใต้ร่วมกับอีกหลายๆเส้น ในการแบ่งยุคสมัยอย่างชัดเจน” —อานนท์ นำภา #นิรโทษกรรมผู้ต้องขังทางการเมือง #คืนสิทธิประกันตัว

https://www.facebook.com/watch/?v=1383404877202578


https://www.facebook.com/kanoknaithawonphanit/posts/28864282153188386

We, The People 
5 hours ago
·
#ยืนหยุดทรราชw180
24 ตุลาคม 2569
“ผมยินดีมากถ้าชีวิตผมเป็นเส้นเล็กๆที่ขีดเส้นใต้ร่วมกับอีกหลายๆเส้น ในการแบ่งยุคสมัยอย่างชัดเจน”
—อานนท์ นำภา
ขอบคุณผู้ขับขี่รถผ่านมาท่านหนึ่งที่เปิดกระจกชูสามนิ้วและตะโกนบอกว่า “เห็นด้วยๆ”
#นิรโทษกรรมผู้ต้องขังทางการเมือง
#คืนสิทธิประกันตัว
.....


อานนท์ นำภา
··
Author

จดหมายวันที่ 22 ก.ย. 69

21.30 น. ของวันที่ 22 กันยา 2569 คืนนี้อาการปวดขากำเริบเลยกินยาแก้ปวดกับยาแก้อักเสบไปสองเม็ด อาการดีขึ้นจึงลุกขึ้นเขียนจดหมายฉบับนี้ ตั้งใจว่าสืบพยานคดีชุมนุมทวงคืนสนามหลวงเสร็จสิ้นจะไปหาหมอเพื่อรักษาอย่างจริงจัง
.
วันนี้สืบพยานจำเลยไปหนึ่งปากคือ “ครูใหญ่” การสืบพยานออกมาค่อนข้างดีครูใหญ่เป็นคนที่หลักแหลมมากๆ คนหนึ่งในขบวน เข้าใจในประเด็นการต่อสู้ สามารถพูดเรื่องยากยากให้ย่อยง่ายได้ กระทั่งทำให้เป็นเรื่องตลกขบขันได้ สืบพยานเสร็จเรามีเวลากินมื้อกลางวันด้วยกันที่ใต้ถุนศาล ก่อนกลับเรือนจำและแยกย้ายไปคนละแดน
.
บรรดามิตรสหายยังมาเยี่ยมเยือนที่ห้องพิจารณาหนาแน่นเช่นเคย การมาเยี่ยมเช่นนี้สร้างพลังใจอย่างยิ่ง การพูดคุย โอบกอด แม้เพียงเวลาสั้นๆ ก็มีคุณค่า มีความหมายอย่างยิ่ง
.
ทราบข่าวว่าวันที่ 26 นี้ เพื่อนเพื่อนจะจัดงานครบรอบการถูกจองจำครบสามปีที่สถาบันปรีดี ใจฟูอย่างยิ่งที่เพื่อนเพื่อนยังคิดถึงกันและแม้เวลาจะร่วงเลยก็ยังไม่ลืมกัน การจัดงานเช่นนี้แม้จะดูเหมือนคิดถึงผมในฐานะบุคคลแต่ความจริงแล้ว ผมเชื่อเหลือเกินว่า “พวกเรา” เข้าใจตรงกันว่าบุคคลไม่ได้สำคัญเท่าอุดมการณ์ ไม่สำคัญเท่าความฝันอันแสนงาม
.
เป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตที่ผมเองมีส่วนในขบวนการต่อสู้ อยากให้งานนี้พูดถึงความฝัน อุดมการณ์ของพวกเราทุกคน และผมยินดีมากถ้าชีวิตผมเป็นเส้นเล็กๆที่ขีดเส้นใต้ร่วมกับอีกหลายๆเส้น ในการแบ่งยุคสมัยอย่างชัดเจน
.
คิดถึงทุกคนเช่นกัน
อานนท์ นำภา




ความล่มสลายของตระกูลแวนเดอร์บิลต์ (Vanderbilt) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยร่ำรวยที่สุดในสหรัฐอเมริกาจากธุรกิจเดินเรือและรถไฟ แต่กลับสูญเสียความมั่งคั่งมหาศาลภายในเวลาไม่กี่ชั่วคน เพราะอะไรนะ

 
https://www.facebook.com/reel/2089771328313170
.....

ความล่มสลายของตระกูลแวนเดอร์บิลต์ (Vanderbilt) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยร่ำรวยที่สุดในสหรัฐอเมริกาจากธุรกิจเดินเรือและรถไฟ แต่กลับสูญเสียความมั่งคั่งมหาศาลภายในเวลาไม่กี่ชั่วคน เกิดจากปัจจัยหลักๆ หลายประการดังนี้:

1. การใช้ชีวิตที่ฟุ่มเฟือยและหลงใหลในความหรูหรา (Conspicuous Consumption) ทายาทรุ่นลูกและรุ่นหลาน (โดยเฉพาะรุ่นที่ 3 และ 4) นิยมการสร้างคฤหาสน์หรูหราอลังการที่เรียกว่า "Gilded Age mansions" ทั้งในนิวยอร์ก นิวพอร์ต และที่อื่นๆ เพื่ออวดความมั่งคั่ง พวกเขาทุ่มเงินมหาศาลไปกับการจัดงานเลี้ยงที่ฟู่ฟ่า เสื้อผ้าแฟชั่นชั้นสูงจากยุโรป เรือยอชต์ส่วนตัว และการใช้ชีวิตแบบชนชั้นสูงที่ไม่มีวันสิ้นสุด จนเงินทุนเริ่มร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว

2. การขาดทักษะในการบริหารธุรกิจและการลงทุน Cornelius Vanderbilt ผู้ก่อตั้งอาณาจักร (The Commodore) เป็นนักธุรกิจที่เคี่ยวกรำและมีความสามารถสูง แต่เขาไม่ได้ถ่ายทอดหรือฝึกฝนให้ทายาทรุ่นต่อๆ มามีความเข้าใจเรื่องการบริหารจัดการความมั่งคั่ง ทายาทส่วนใหญ่เติบโตมาบนกองเงินกองทอง จึงมองว่าเงินเป็นสิ่งที่มีวันเพิ่มพูนได้เองโดยไม่ต้องลงมือทำอะไร เมื่อโลกเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคที่ธุรกิจรถไฟเริ่มซบเซาและถูกแทนที่ด้วยอุตสาหกรรมอื่น พวกเขาจึงปรับตัวไม่ทันและรักษาธุรกิจไว้ไม่ได้

3. การไม่มีกลยุทธ์การบริหารจัดการมั่งคั่งระยะยาว (Lack of Estate Planning) ในช่วงศตวรรษที่ 19 กฎหมายภาษีและเครื่องมือทางการเงินยังไม่ซับซ้อน ทรัพย์สินมหาศาลถูกกระจายผ่านพินัยกรรมที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อปกป้องความมั่งคั่งในระยะยาว เมื่อกองมรดกถูกแบ่งย่อยลงเรื่อยๆ ตามจำนวนทายาทที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการใช้จ่ายที่เกินตัว ทำให้มูลค่าของทรัพย์สินต่อหัวลดลงอย่างฮวบฮาบ

4. การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 อุตสาหกรรมรถไฟ ซึ่งเป็นรากฐานความมั่งคั่งของตระกูล เริ่มเสื่อมความนิยมลงเนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์และการบิน รวมถึงการกำกับดูแลจากภาครัฐที่เข้มงวดขึ้น แต่ตระกูลแวนเดอร์บิลต์ไม่ได้กระจายการลงทุน (Diversification) ไปยังอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่กำลังเติบโตในยุคนั้นอย่างเพียงพอ





สารคดีที่จะแฉเบื้องหลังเวทีประกวด มิสยูนิเวิร์ส ที่กำลังจะออกอาการผ่านทางช่อ HBO Crown of Deceit หรือแปลไทยว่า มงกุฎแห่งความหลอกลวงต้มตุ๋น สารคดีชุดนี้ จะสร้างความเสียหายแก่ไทยในมุมหนึ่งมุมใดหรือไม่

 
https://www.facebook.com/reel/1109590488634970
.....
18 hours ago
·
สารคดีที่จะแฉเบื้องหลังเวทีประกวด มิสยูนิเวิร์ส ที่กำลังจะออกอาการผ่านทางช่อ HBO Crown of Deceit หรือแปลไทยว่า มงกุฎแห่งความหลอกลวงต้มตุ๋น ซึ่งแน่นอนก็จะมีเรื่องราวของ คุณแอน จักรพันธุ์ อดีตเจ้าของมิสยูนิเวิร์สคนไทย ที่ตอนนี้กำลังหลบหนีคดีฉ้อโกงอยู่ในต่างประเทศ รวมอยู่ด้วย น่าติดตามว่า สารคดีชุดนี้ จะสร้างความเสียหายแก่ไทยในมุมหนึ่งมุมใดหรือไม่




อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) สนทนากับ ปิยบุตร แสงกนกกุล I จากปารีสถึงกรุงเทพ โลกยุค Hyperpolitics คนตื่นรู้แต่พรรค-ขบวนถูกทำลาย


ปิยบุตร แสงกนกกุล I จากปารีสถึงกรุงเทพ โลกยุค Hyperpolitics คนตื่นรู้แต่พรรค-ขบวนถูกทำลาย

matichon tv

Premiered 8 hours ago 

รายการประชาธิปไตยสองสี ตอนที่ 133 อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) สนทนากับ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ประเด็นว่าด้วย จากปารีสถึงกรุงเทพ โลกยุค Hyperpolitics คนตื่นรู้แต่พรรค-ขบวนถูกทำลาย เสาร์ 24 ต.ค.2569 เวลา 18.00 น.

https://www.youtube.com/watch?v=F4_Zr0oNs4k




แก้หายนะด่านขุนทดไม่ได้! อย่าหวังดัน ‘เหมืองโปแตชอีสาน’ จี้ รัฐคิดรอบด้าน วิกฤตสิ่งแวดล้อม-ชุมชน ไม่คุ้มเอื้อทุน



แก้หายนะด่านขุนทดไม่ได้! อย่าหวังดัน ‘เหมืองโปแตชอีสาน’ จี้ รัฐคิดรอบด้าน วิกฤตสิ่งแวดล้อม-ชุมชน ไม่คุ้มเอื้อทุน

24 ตุลาคม 2026
The Active Thai PBS

กังวลท่าที ‘รมต.อุตสาหกรรม’ จ้องเดินหน้าเหมืองโปแตช แต่เมินผลกระทบหนักหนาสาหัสที่ชาวบ้านเผชิญ ชี้ หวังเม็ดเงินส่งออกโปแตช ปุ๋ยเคมี โกยรายได้ 30,000 ล้าน คุ้มไหม ? แลกวิกฤตสิ่งแวดล้อม น้ำเค็มปนเปื้อน ชาวบ้านสูญเสียพื้นที่ทำกิน หวังรัฐบาลคิดคำนวณรอบด้าน ย้ำ บทเรียน ‘ด่านขุนทด’ ถ้าแก้ไม่จบ อย่าคิดขุดเหมืองเพิ่ม

จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ เปิดเผยกับ The Active ระบุถึงท่าทีของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณีที่ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ยืนยันผลักดัน เหมืองโปแตช ในหลายพื้นที่ภาคอีสาน พร้อมให้เหตุผลถึงการพัฒนาแหล่ง แร่โปแตช ในประเทศไทยเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้ภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ลดการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรแร่ภายในประเทศ


(ภาพจาก : เหมืองแร่โปแตชแอ่งโคราช)

โดยย้ำว่า ท่าทีของรัฐบาลตอนนี้ไม่ต่างจากการเพิกเฉยประเด็นปัญหาผลกระทบจากเหมืองอย่างสิ้นเชิง ซึ่งรัฐบาลเลือกที่จะไม่พูดถึงปัญหาที่ชาวบ้านกำลังเผชิญอยู่เลย ดังนั้นเครือข่ายฯ จึงพยายามแสดงออกถึงการคัดค้านเหมืองโปแตชอย่างถึงที่สุด
ที่ผ่านมารัฐมนตรีอุตสาหกรรม ต้องการจะผลักดันเหมืองอย่างเดียว โดยที่ไม่เคยลงมาดูปัญหาผลกระทบ

“รัฐมนตรีวราวุธ เข้าข้างเหมือง เข้าข้างเอกชนอย่างเดียว ไม่เคยมาสอบถามความเห็น ไม่ดูปัญหาผลกระทบเลย ตอนนี้ต้องบอกว่า เหมืองโปแตชไม่ใช่แค่ผลกระทบแต่ถูกนำไปอ้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะได้ ซึ่งรัฐบาลอาจลืมไปว่ามูลค่าเหล่านั้นได้คำนวณต้นทุนผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชุมชน สิ่งแวดล้อมดีพอแล้วหรือยัง”

จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ


จุฑามาส ยังมองว่า สิ่งที่รัฐบาลพยายามบอกว่าชาวบ้าน เกษตรกร จะได้ใช้ปุ๋ยถูกลง แต่ถามว่าถ้าชาวบ้านไม่มีที่ดิน ไม่มีที่ทำกินเพราะเหมืองก่อผลกระทบ ทำให้ดินเค็ม ทำมาหากิน เพาะปลูกไม่ได้ แล้วชาวบ้านจะเอาที่ดินตรงไหนมาใส่ปุ๋ย น้ำที่ปนเปื้อนความเค็มก็ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยถูกพูดถึง รัฐบาลไม่เคยแก้ไข ตอนนี้ไม่กระบวนการตรวจสอบใด ๆ เลย โดยเฉพาะในพื้นที่ด่านขุนทด เครือข่ายฯ จึงพยายามสะท้อนบทเรียนความเดือดร้อนจากเหมืองเพื่อให้สังคมเข้าใจว่าการมีเหมืองโปแตช จะมองแค่เรื่องมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่ได้ เพราะผลกระทบที่ตามมาจากเหมืองเป็นปัญหาที่หนักหนาสาหัสมากสำหรับผู้คนในพื้นที่ และสิ่งแวดล้อม

จุฑามาส ย้ำว่า พื้นที่ด่านขุนทด เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นกระบวนการเหมืองโปแตช ที่ชัดเจนมาก ๆ ตั้งแต่กระบวนการสำรวจ เมื่อหลุมสำรวจที่ขุดเจาะไว้ตั้งแต่ ปี 2553 จนถึงตอนนี้ แทบทุกหลุมก่อผลกระทบทั้งหมด แม้ไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีแต่สิ่งเหล่านี้เกิดผลกระทบตามมาในระยะยาวซึ่งไม่เคยถูกพูดถึง กลายเป็นชาวบ้านต้องแบกรับความเดือดร้อน


จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ (ภาพจาก : เหมืองแร่โปแตชแอ่งโคราช)

“ตอนสำรวจที่ดินชาวบ้าน 7-8 ไร่ ไร่ ความเค็มก็ออกมา พื้นที่ทำกินไม่ได้ เมื่อการทำเหมืองใต้ดินไม่ได้มาตรฐาน แต่กลับมาบีบให้ชาวบ้านนับหนึ่งใหม่ โดยที่ผลกระทบเดิมผ่านมาเป็นสิบ ๆ ปีไม่เคยพูดถึงเลย ไม่เคยรับผิดชอบ อยากให้ชาวบ้านลืม ๆ ไปเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น แม้มีกระบวนการตรวจพิสูจน์การปนเปื้อน หน่วยงานรัฐเองก็ไม่เคยยอมรับผลกระทบเลยว่าการปนเปื้อนความเค็มมาจากการขุดเจาะเหมืองแร่ ต้นทุนนี้ไม่เคยนำมาคิดเลย เรื่องผลกระทบจากเหมืองโปแตช ไม่ใช่ต้นทุนแค่เพียงปัจเจก แต่ต้องรวมแหล่งน้ำใต้ดิน แหล่งน้ำสาธารณะ น้ำใต้ดิน ซึ่งมีปัญหาความเค็มปนเปื้อนทั้งหมด สิ่งเหล่านี้ต้องนำมาคำนวณด้วย ว่ามันมากขนาดไหน คุ้มค่ากับเงินมูลค่า 30,000 กว่าล้าน ที่รัฐบาลอ้างว่าจะได้กลับคืนมาหรือไม่ หรือจริง ๆ แล้วประโยชน์จะตกอยู่กับทุนจีน”

จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ


เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ย้ำว่าจากนี้จะได้พูดคุยกับชาวบ้านในหลายพื้นที่เพื่อกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวคัดค้านการเดินหน้าเหมืองโปแตชอีกครั้ง และจะมีท่าทีที่ชัดเจนเร็ว ๆ นี้

อย่าลืม ‘ด่านขุนทด’ หายนะที่ยังรอการแก้ปัญหา

ขณะที่ ผศ.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้กับ The Active เช่นกัน โดยมองว่า สิ่งที่ต้องพยายามสื่อสารมากที่สุด ความวิตกกังวลของชาวบ้านในหลายพื้นที่ เช่น จ.อุดรธานี, อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ต้องย้ำให้เห็นว่าบทเรียนของผลกระทบจากเหมืองโปแตชที่เกิดขึ้นแล้วที่ บ.หนองไทร อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ชาวบ้านที่นั่นต้องเผชิญชีวิตอย่างไร ต้องเอาผลกระทบขึ้นมาอธิบายให้ชัด ให้สังคมได้เห็นตัวอย่างของเหมืองที่ทำไปแล้วว่าเป็นอย่างไร


ผศ.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

“ผู้คนในสังคมยังคิดว่าการทำเหมืองมันดี เหมืองทองสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เหมืองโปแตชก็ถูกอ้างว่าจะทำให้ได้ปุ๋ยถูก ลดการนำเข้า และไทยได้เม็ดเงินจากการส่งออกหลายหมื่นล้านบาท แต่มีคำถามว่าถ้าขุดโปแตชชึ้นมาจริง ๆ จะเอามาทำปุ๋ยจริงไหม หรือมีอะไรมากกว่านั้น แล้วกระบวนการทำเหมืองก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไร การรั่วไหลของน้ำที่มีความเค็มมหาศาลเมื่อมันซึมปนเปื้อนไปยังน้ำใต้ดิน แหล่งนำ้ในธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมโดยรอบจะเกิดอะไรขึ้น แล้วชาวบ้านต้องเจอกับอะไร สิ่งเหล่านี้คือภาพความจริงที่สังคมต้องได้ร่วมรับรู้ก่อนที่รัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันเหมือง”

ผศ.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ

แนะรัฐมองให้รอบด้าน ที่มากกว่าผลประโยชน์ ศก.-ทุน

ผศ.ไชยณรค์ ชวนตั้งคำถามถึงการเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ในเมืองไทย เมื่อต้องยอมรับความจริงว่า การประเมินการทำโครงการขนาดใหญ่ แทบทุกโครงการรัฐบาบจะพูดแต่เรื่องเศรษฐกิจ พูดแต่ผลดีอย่างเดียว ทั้งที่จริง ๆ แล้วการตัดสินใจใด ๆ ของรัฐบาลต้องพิจารณาเรื่องผลกระทบให้รอบด้านที่สุด ต้องมองรอบด้านให้มากกว่าแค่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การลงทุน แต่ต้องมองมิติสิทธิชุมชน สิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย

“รัฐบาลพูดแต่ผลดีไม่ได้ ต้องพูดให้รอบด้าน การตัดสินใจต้องใช้ข้อมูลที่รอบด้าน พอใช้ข้อมูลแค่ด้านใดด้านหนึ่ง ก็จะหนีไม่พ้นการเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายหนึ่งนั่นคือฝั่งนายทุน แม้หลายโครงการพยายามทำตามกระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม การรับฟังความเห็น แต่ก็ต้องยอมรับตามตรงว่ารัฐบาลไม่ว่ายุคไหนทำแต่เลวร้ายมาก อย่างกรณีเหมืองโปแตชด่านขุนทด ในการศึกษาเคยระบุชัดเจนว่า การขุดเจาะไม่ใช้ระเบิด แต่พอทำจริงกลับใช้ระเบิด สิ่งนี้คือผิดกฎหมาย ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ที่ผ่านมา ๆ รัฐบาลทำเหมือนลอยแพชาวบ้าน ปล่อยให้ชาวบ้านไปสู้กับเหมือง สู้กับนายทุนเองเพื่อเรียกร้องถามหาความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดจากเหมือง รัฐไม่ได้รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม ตรงนี้น่าเป็นห่วงมาก เพราะมันชัดเจนว่ารัฐรักษาแต่ผลประโยชน์นายทุน“

ผศ.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ


(ภาพจาก : เหมืองแร่โปแตชแอ่งโคราช)

รัฐ-ทุน ต้องรับผิดชอบหายนะสิ่งแวดล้อม ด่านขุนทด

นักวิชาการ ยังยอมรับว่า แม้กฎหมายสิ่งแวดล้อมบ้านเราจะก้าวหน้า แต่เมื่อการเมืองมีปัญหา ก็ทำให้การกำกับดูแลผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมแย่ตามไปด้วย เมื่อนักการเมือง ข้าราชการไม่มีความรับผิดชอบ กฎหมายจึงไม่ถูกนำมาบังคับใช้ โครงการพัฒนาทุกเรื่องรัฐบาล ราชการ ทำแค่อนุมัติ พอเกิดปัญหาเหมือง อุตสาหกรรม EEC มลพิษข้ามพรมแดน รัฐเคยรับผิดชอบบ้างไหม ที่ผ่านมามองไม่เห็นจริง ๆ ดังนั้นถ้าการเมืองไม่ดี อย่าหวังว่าสิ่งแวดล้อมจะดี

“ง่าย ๆ เลยสิ่งที่จะทำได้คืออยากให้มีการเผยแพร่ผลกระทบจากเหมืองโปแตชในวงกว้าง พร้อมขอเรียกร้องให้รัฐบาลมารับผิดชอบเรื่องเหมืองโปแตชที่ทำไปแล้ว อย่างที่ด่านขุนทด แก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ได้ก่อน แล้วค่อยไปว่ากันใหม่ ในเมื่อปัญหาเก่ายังแก้ไม่ได้ ก็ไม่ควรขุดที่ใหม่ ต้องเอาผิดคนสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน เหมืองต้องมารับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม ชีวิตชาวบ้าน และชุมชน”

ผศ.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ

https://theactive.thaipbs.or.th/news/pollution-20261024




บทวิจารณ์ทุนนิยมเกษตรอุตสาหกรรมและการผูกขาดอำนาจเหนือระบบอาหาร โดยชี้ให้เห็นว่ากลุ่มเสรีนิยม-ทุนนิยมใหม่มักมองเห็นและเชิดชูเพียง "ด้านบวก" ของเทคโนโลยีการเกษตร เช่น การเพิ่มผลผลิตและนวัตกรรมการปรับปรุงพันธุ์ แต่กลับ จงใจละเลยหรือปิดตาลงต่อโครงสร้างการผูกขาด ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ และผลกระทบเชิงระบบ ทั้งในมิติเศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม

https://www.facebook.com/sina.wittayawiroj/posts/10163448732331481

Sina Wittayawiroj 
13 hours ago
·
สิ่งที่เสรีนิยม-ทุนนิยมใหม่ไทยจำนวนมากมองไม่เห็น(ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม)จากข้อถกเถียงเรื่อง ”กะเพรา” คือการยกแต่ด้านดีของทุนนิยมเกษตรอุตสาหรกรรมขึ้นมาเชิดชู ซึ่งในที่นี้คือการปรับปรุงพันธุ์ และการจดทะเบียนสทธิบัตร ที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีปริมาณและคุณภาพแบบก้าวกระโดด โดยจงใจละเลยข้อถกเถียง ความกังวล ร่วมถึงจินตนาการทางเศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ออกไปอย่างสิ้นเชิง

การจะทำความเข้าใจเรื่องนี้ จึงไม่ใช่การเถียงกันที่ปลายทางของการพัฒนาและจดทะเบียนสายพันธุ์ใดหนึ่ง ๆ แต่คือการตั้งคำถามที่ยากว่า เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

ย้อนกลับไปในปี 1960 หรือช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชากรโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กอปรกับความกังวลว่าจะเกิดภาวะอดอาหารครั้งใหญ่ ทำให้นักวิทยาศาสตร์นำโดย Norman Borlaung ตัดสินใจพัฒนา ”พันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูง” หรือ ”High-Yielding Varieties (HYV)” จนสำเร็จ (อาทิ ต้นข้าวสาลีรวงใหญ่ที่ไม่ล้มง่าย)
 
ทว่าพันธุ์พืชแบบ HYV เหล่านี้ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยระบบการเพาะปลูกตามธรรมชาติ มันมาเป็น ”แพ็กเกจ” ที่ประกอบไปด้วย ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และการออกแบบระบบชลประทานขนาดใหญ่
 
เมื่อสิ่งนี้กลายเป็นนโยบายของหลายรัฐบาลในโลก นี่จึงกลายเป็นจุดกำเนิดของ ”การปฏิวัติเขียว (Green Revolution)” โดยมีบริษัทเคมีภัณฑ์ในระบบเกษตรแบบอุตสาหกรรมเข้ามาสร้างวงจรหนี้สินจากปัจจัยการผลิตที่ไม่รู้จบอันส่งผลถึงปัจจุบัน

ต่อมา ก่อนหน้าทศวรรษที่ 1980 กฎหมายในหลายประเทศทั่วโลกมีฉันทามติว่า ”สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ หรือถูกพัฒนาขึ้น ไม่สามารถนำมาจดสิทธิบัตรผูกขาดได้” จนกระทั่งเกิดคดี Diamond V. Chakrabarty ในปี 1980
โดย Ananda Chakrabarty นักวิศวกรรมพันธุกรรม ทำการตัดต่อยีนแบคทีเรียชนิดหนึ่งให้สามารถกินคราบน้ำมันได้ และนำไปขอจดสิทธิบัตร นำมาซึ่งการที่ศาลฎีกาของสหรัฐฯ ตัดสินด้วยคะแนน 5:4 ว่า ”สิ่งใด ๆ ภายใต้ดวงอาทิตย์ที่มนุษย์สร้างขึ้น (Anything under the sun that is made by man)” สามารถจดสิทธิบัตรได้

คำตัดสินดังกล่าวกลายเป็นการเปิดประตูบานใหญ่ให้บริษัทเคมีภัณฑ์ในระบบเกษตรแบบอุตสาหกรรมอย่าง Monsanto, DupPont, Syngenta เริ่มเล็งเห็นช่องทางในการแสวงหากำไรปริมาณมหาศาลจากการใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมพันธุกรรมและการจดสิทธิบัตร อันนำไปสู่การเริ่มการผูกขาด ”เมล็ดพันธุ์” ได้อย่างชอบธรรมตามกฎหมาย จึงเกิดการกว่านซื้อเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นทั่วโลกในอีกหลายปีต่อมา เพื่อรวบอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ

กระทั่งปีทศวรรษ 1990 คือช่วงเวลาที่โมเดลของบริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ในโลกเหล่านี้ทำงานอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากพวกเขาสามารถพัฒนาพืชตัดต่อพันธุกรรม หรือ GMOs (Genetically Modified Organisms) กว่า 80% ให้ทนต่อยาฆ่าแมลงของตัวเอง นำมาซึ่งบีบให้เกษตรกรต้องซื้อทั้งเมล็ดพันธุ์และยาฆ่าแมลงจากบริษัทเดียวกัน หากต้องการขายผลผลิตในปริมาณและคุณภาพที่บริษัทสร้างบรรทัดฐานใหม่เอาไว้ให้กับตลาด

จนเกิดเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืขใหม่ ฉบับปรับปรุง ค.ศ.1991 หรือเรียกสั้น ๆ ว่า UPOV 1991 (International Union for the Protection of New Varieties of Plants) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของ "นักปรับปรุงพันธุ์พืช" (Plant Breeders' Rights) ให้ได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการพัฒนาสายพันธุ์พืชใหม่ ๆ มากกว่าการพัฒนาสายพันธุ์แบบดั้งเดิม

ผนวกกับนวัตกรรมทางกฎหมานที่เรียกว่า ”สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Technology Agreement)” ที่ถือว่าไม่ใช่การขายขาด เช่น เมื่อเกษตรกรซื้อเมล็ดพันธุ์ตัดต่อพันธุกรรมเหล่านี้ไปปลูก พวกเขาไม่ได้ซื้อ "กรรมสิทธิ์" ในตัวพืช แต่เป็นการซื้อ "สิทธิในการใช้เทคโนโลยี (License)" คล้ายกับการซื้อซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ โดยมีเงื่อนไขผูกมัดชัดเจนว่า อนุญาตให้ปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตไปขายตามฤดูกาลหนึ่ง ๆ เท่านั้น ห้ามเก็บเมล็ดส่วนหนึ่งไว้ปลูกต่อในฤดูถัดไป ห้ามนำไปวิจัย และห้ามแบ่งปันให้เพื่อนบ้านเด็ดขาด
 
ในขณะที่หลายประเทศมีหน่วยงานและกลไกทางกฎหมายคล้าย ”ตำรวจเมล็ดพันธุ์” ที่จะคอยสุ่มตรวจและดำเนินคดีกับเกษตรกรที่ละเมิดสัญญา เหล่านี้ทำให้เกิดการทำลายธรรมเนียมปฏิบัติและการส่งต่อองค์ความรู้การเกษตรกรรมแบบพื้นบ้านที่ทำกันมานับพันปีอย่างเป็นระบบ การพัฒนาสายพันธุ์ด้วยการคัดเลือกพืชพันธุ์ด้วยวิธีการธรรมชาติจึงค่อย ๆ สูญหาย ถูกตัดตอน กระทั่งไม่สามารถเข้ามากินส่วนแบ่งและเติบโตในตลาดทุนนิยมเกษตรอุตสาหกรรมได้ โดยเฉพาะสิทธิในการเก็บเมล็ดพันธุ์ (Farmers' Privilege) ของเกษตรกร ที่ถูกแทนที่ด้วยระบบเมล็ดพันธุ์ภายใต้สิทธิบัตร ที่ทำงานพร้อมกับปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงและกำจัดศัตรูพืชจากบริษัทเพียงเท่านั้น กระทั่งเกษตรกรถูกทำให้เป็นผู้เช่าในที่ดินของตัวเองไปโดยปริยาย ด้วยการแบกต้นทุนค่าเพาะปลูก(ที่ไม่มีวันถูกลง)ให้กับบริษัทในทุกฤดูกาล

สิ่งที่ CP Group ทำตลอดมาจนถึงปัจจุบัน จึงไม่ใช่แค่กรณี ”กะเพรา”ของ CPRAM แต่รวมถึงการทำงานในนาม เจียไต๋, CP F และบริษัทลูกอีกมากมาย ซึ่งไม่ต่างจากสิ่งที่ Monsanto (ปัจจุบันคือ Bayer), DuPont (ปัจจุบันคือ Corteva) และ Syngenta ทำตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

ทั้งการเคยตั้งบริษัทร่วมทุนในชื่อ CP-DeKalb เพื่อทำวิจัยและพัฒนา (R&D) เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมสำหรับประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการร่วมทุนนี้ทำให้ CP จนได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์ระดับโลกเข้ามา ไปจนถึงการเข้าไปเป็นตัวแทนจำหน่ายกับพันธมิตรเหล่านี้ในการจัดจำหน่ายทั้งเมล็ดพันธุ์และสารเคมีทางการเกษตรในอินโดนีเซียและเวียดนาม

ในขณะที่บริษัท เจียไต๋ เอง ก็ใช้โมเดลทุนนิยมเกษตรอุตสาหกรรมเดียวกันกับบริษทยักษ์ใหญ่ในโลกอย่างชัดเจน ที่ผลักให้เกษตรต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากบริษัทตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ (เมล็ดพันธุ์ผสม/ปุ๋ยเคมี/สารกำจัดศัตรูพืช) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมล็ดพันธุ์ผสมบางชนิดถูกพัฒนาไปจนถึงระดับที่ว่า ไม่สามารถเก็บผลิตไปปลูกซ้ำได้ เพราะจะปริมาณและคุณภาพจะตกลง หรือกระทั่งกลายพันธุ์ ทำให้ต้องวนกลับมาซื้อ ”แพ็กเกจ” ซ้ำ ๆ ทุกฤดูกาล เกิดเป็นระบบ ”เกษตรพันธสัญญา (Contract Farming)” ที่เป็นภัยต่ออธิปไตยเมล็ดพันธุ์ ในการผลักดันให้เมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นและพื้นบ้านเข้าไปมีส่วนแบ่งในตลาดได้ไม่เต็มที่

นั่นทำให้บริษัทเหล่านี้ รวมถึง CP เอง มีแนวโน้มที่จะสนับสนุน UPOV 1991 ที่เกิดจากนักพัฒนาที่ถูกจ้างหรือให้ทุนมากกว่าส่งเสริมให้เกิดการแบ่งปันผลงานวิจัยสู่สาธารณะ ผ่านกลไกทางกฎหมายที่เอื้อให้บริษัทขนาดใหญ่หาประโยชน์จากการพัฒนาสายพันธุ์และการเป็นเจ้าตลาดที่ไร้การควบคุมมากขึ้นเรื่อย ๆ

และที่หนักไปกว่านั้น ปัจจุบัน (2026) CP เพิ่งประกาศความร่วมมือกับกว่า 30 องค์กร ภายใต้โปรเจกต์ CP COE มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง, หุ่นยนต์ทางการเกษตร, โดรน และ AI ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์เดียวกับที่ Bayer (Monsanto) และ Syngenta กำลังทำอยู่ ซึ่งก็คือการผูกขาด "ข้อมูล" ของเกษตรกรผ่านแอปพลิเคชันและเทคโนโลยีการเกษตรที่แม่นยำมากขึ้น ในระดับที่รายย่อยไม่สามารถต่อกรหรือเติบโตได้อีกต่อไป
 
เมื่อการเกษตรกลายเป็นการผลิตเพื่อตอบสนอง ”ระบบอาหารอุตสาหกรรม (Industrial Food System)” ขนาดมหึมา บรรษัทที่ลงทุนในนวัตกรรมเหล่านี้จึงต้องผลักดันกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้มงวด จนนักวิจัยรายเล็กและเกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้เพียงผู้ใช้งานเพียงเท่านั้น ซึ่งถูกริบสิทธิอื่น ๆ ไปจนหมด ท้ายที่สุด ในระบบแบบนี้ ผลผลิตจึงมีหน้าตาเหมือน ๆ กัน ผักท้องถิ่นที่หลากหลายถูกมองว่าไม่ได้มาตรฐานการค้า อาทิ แม้จะรสชาติดีกว่า แต่ช้ำง่าย หรือไม่สวย มักจะถูกปฏิเสธจากตลาดหลัก และไม่มีพื้นที่มากพอบนชั้นวาง
 
และสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นสภาพของระบบเกษตรทั่วโลกแบบถาวร ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย แม้กระทั่งตั้งคำถามยาก ๆ ไหลตามบริษัทขนาดใหญ่ไปหมด และพร่ำบอกกันและกันถึงด้านดีของทุนนิยมเกษตรอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจที่ถูกสร้างโดย/เพื่อคน 1% ข้างบน โดยจงใจละเลยข้อถกเถียง ความกังวล ร่วมถึงจินตนาการทางเศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ออกไปจนหมดสิ้น




#ขู่ฟ้อง วิถีของผู้มีอำนาจชอบใช้ เพื่อสร้างความกดดันและจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก ? กรณีกะเพราพันธุ์ใหม่ ซีพีขู่ฟ้องแล้ว


.....

แถลงการณ์เครือเจริญโภคภัณฑ์

เรื่อง ชี้แจงกรณีการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและการกล่าวหาพาดพิงเครือเจริญโภคภัณฑ์และประธานอาวุโสเกี่ยวกับการขอรับความคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่

ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อและสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการกล่าวหา บิดเบือนข้อเท็จจริง และพาดพิงถึง เครือเจริญโภคภัณฑ์ รวมถึง นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส กรณีบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) จดทะเบียนคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่จำนวน 4 สายพันธุ์ ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง ว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้จดคุ้มครองสิทธิใบกะเพราทั้งประเทศ จนทำให้เกษตรกรและชาวบ้านไม่สามารถที่จะปลูกกะเพราและซื้อขายได้เองโดยไม่ขออนุญาตจากซีพี ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง ทำให้เกิดความตื่นตระหนก และส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของเครือเจริญโภคภัณฑ์และบุคคลที่ถูกพาดพิงนั้น

เครือเจริญโภคภัณฑ์ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่าการริเริ่ม พิจารณา และตัดสินใจเกี่ยวกับการวิจัยพัฒนาและการขอรับความคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่ทั้ง 4 สายพันธุ์ รวมทั้งการยื่นคำขอหรือการเป็นผู้ทรงสิทธิในพันธุ์พืชดังกล่าวได้ดำเนินการภายใต้บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) และมิได้ดำเนินการโดยนายธนินท์ เจียรวนนท์ และ เครือเจริญโภคภัณฑ์แต่อย่างใด

บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) เป็นบริษัทในกลุ่มบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP ALL ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมีโครงสร้างการบริหาร การกำกับดูแล และกระบวนการตัดสินใจภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดีและถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ในฐานะผู้ถือหุ้น มิได้มีอำนาจสั่งการหรือตัดสินใจแทนคณะกรรมการและฝ่ายบริหารในการดำเนินธุรกิจประจำวันของ CP ALL และบริษัทย่อยแต่อย่างใด ตลอดจนมิได้เป็นผู้ทรงสิทธิในพันธุ์พืชดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เครือเจริญโภคภัณฑ์ให้ความสำคัญกับการวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเชื่อว่าการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับขีดความสามารถทางการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทย และสามารถสร้างประโยชน์ต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และสังคมโดยรวม และเชื่อว่า การพัฒนาสายพันธุ์พืชใหม่ๆ ถือเป็นการสร้างทางเลือกเพิ่มให้เกษตรกรในการเพาะปลูก และได้ผลผลิตที่ดีขึ้น ตลอดจนสร้างผลกำไรถึงมือเกษตรกร โดยมิได้เป็นการผูกขาด แต่เป็นการสร้างประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคเกษตรกรรม รวมถึงเกษตรกร และผู้บริโภค ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวต้องไม่กระทบต่อสิทธิอันชอบธรรมของเกษตรกรในการเพาะปลูก และใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชดั้งเดิม ซึ่งในกรณีของกะเพรามีมากกว่า 300 สายพันธุ์

เครือเจริญโภคภัณฑ์เคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการตรวจสอบโดยสุจริตของทุกภาคส่วน แต่อาจไม่อาจยอมรับการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ การบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือการกล่าวหาพาดพิงบุคคลและองค์กรโดยปราศจากข้อเท็จจริงรองรับ จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของสาธารณชน เครือเจริญโภคภัณฑ์จึงขอสงวนสิทธิในการดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่จงใจเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ บิดเบือน หรือกล่าวหาโดยมิชอบจนก่อให้เกิดความเสียหาย ทั้งนี้ เพื่อปกป้องสิทธิและชื่อเสียงอันชอบธรรมขององค์กรและบุคคลที่เกี่ยวข้อง

เครือเจริญโภคภัณฑ์
24 ตุลาคม 2569


.....


.....

Kanoknai Thawonphanit
4 hours ago
·
การวิจารณ์หรือแสดงความเห็นว่าบริษัทใดมีอำนาจผูกขาดรายเดียว (monopoly) หรือมีอำนาจผูกขาดในกลุ่มผู้ผูกขาดน้อยรายในตลาดที่กระจุกตัวสูง (oligopoly) หรือมีอำนาจเหนือตลาด (dominance) หรือมีอำนาจตลาดแบบอื่น ๆ (market power) เป็นการแสดงออกตามปกติของผู้เล่นในตลาด (ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่ง คู่ค้า หรือผู้บริโภค) เพื่อให้ผู้มีอำนาจตลาดปรับตัวและระมัดระวังการกระทำของตนเอง
 
ต้องไม่ลืมว่าผู้มีอำนาจตลาดมีความสามารถและโอกาสที่จะกระทำการให้กระทบผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาดได้มากกว่าผู้ที่ไม่มีอำนาจตลาดอยู่แล้ว

หากการส่งเสียงซึ่งเป็นการสร้างแรงกดดันทางการแข่งขันแบบหนึ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดยังไม่สามารถกระทำได้ ด้วยเหตุเพราะกลัวว่าจะถูกฟ้องดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาท เช่นนี้ จะให้ผู้เล่นแสดงความไม่พอใจหรือสร้างแรงกดดันทางการแข่งขันอย่างไร

ลำพังการถือครองอำนาจตลาดไม่เป็นความผิดอยู่แล้ว แต่ถ้าอำนาจตลาดที่แข็งแกร่งขึ้นนั้นมาจากการกระทำที่ขัดต่อการแข่งขัน ขัดต่อกฎหมาย หรือมาจากการควบรวมบางลักษณะที่โดยสภาพอาจก่อให้เกิดการจำกัดการแข่งขันได้ การได้อำนาจตลาดมาก็อาจขัดต่อกฎหมายแข่งขันทางการค้าได้
 
ดังนั้น การส่งเสียงเพื่อกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบที่มาของอำนาจ รวมถึงการใช้อำนาจนั้นเป็นสิ่งจำเป็น
ถ้าเรายอมรับเสรีภาพของประชาชนในการวิจารณ์การทำงานของรัฐได้ เราก็ต้องยอมรับเสรีภาพของผู้เล่นในตลาดในการวิจารณ์พฤติกรรมของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีอำนาจตลาดได้เช่นกัน
 
หลักพื้นฐานหนึ่งของกฎหมายแข่งขันทางการค้าคือ การจำลองภาพการปกครองระบอบประชาธิปไตยมาใส่ตลาด หากเราเคารพหลักการแบ่งแยกอำนาจเพื่อไม่ให้อำนาจกองในมือคนกลุ่มเดียว เราก็ต้องยอมรับให้มีการถ่วงดุลระหว่างผู้เล่นในตลาด และหนึ่งในเครื่องมือถ่วงดุลที่ใช้ง่ายที่สุดก็คือการวิจารณ์ (แนะนำหนังสือ Grundsätze der Wirtschaftspolitik --- https://www.mohrsiebeck.com/.../grundsaetze-der.../ ของ Walter Eucken นักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมันที่ความคิดของเขาเป็นรากฐานสำคัญของกฎหมายแข่งขันทางการค้าในเยอรมนีและสหภาพยุโรป ซึ่งถูกรับเป็นหนึ่งในต้นแบบของการร่างกฎหมายแข่งขันทางการค้าในหลายประเทศ)
ในต่างประเทศ มีบทความและหนังสือจำนวน "มหาศาล" ที่วิเคราะห์และแสดงความเห็นว่าบริษัทขนาดใหญ่มีอำนาจตลาดหรือกระทำการที่ขัดต่อการแข่งขันหรือไม่เพียงใด

การวิจารณ์เกี่ยวกับสถานะและการกระทำของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีข้อมูลจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทแต่อย่างใด

https://www.facebook.com/kanoknaithawonphanit/posts/28864282153188386
.....

การขู่ฟ้องดำเนินคดี (Legal Threats) หรือที่ในสังคมปัจจุบันมักเรียกว่าการฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) มักถูกหยิบยกมาใช้เป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาและการเมืองโดยผู้มีอำนาจหรือผู้มีทุนหนา เพื่อสร้างความกดดันและจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก

พฤติกรรมและวิถีการใช้เครื่องมือนี้มักมีลักษณะร่วมกันดังนี้:

สร้างความหวาดกลัว (Chilling Effect): เป้าหมายหลักไม่ใช่การชนะคดีในศาลเสมอไป แต่เป็นการทำให้คู่กรณี หรือประชาชนทั่วไปเกิดความหวาดกลัวต่อภาระค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย เวลา และความเครียด จนต้องยอมเงียบหรือถอนคำวิจารณ์

ความได้เปรียบเชิงทรัพยากร: ผู้มีอำนาจมักมีทรัพยากรทางการเงินและทีมกฎหมายที่พร้อมกว่า ทำให้สามารถยืดเยื้อคดี สร้างภาระทางศาลให้แก่ฝ่ายตรงข้ามที่มีทุนทรัพย์น้อยกว่าได้

เบี่ยงเบนประเด็นสังคม: บ่อยครั้งที่การขู่ฟ้องถูกใช้เพื่อกลบเกลื่อนข้อครหา หรือเปลี่ยนความสนใจของสาธารณชนจากประเด็นการตรวจสอบทุจริตหรือการใช้อำนาจมิชอบ ให้กลายเป็นเรื่องการฟ้องร้องหมิ่นประมาทส่วนตัว

การใช้กฎหมายเป็นเกราะกำบัง: มักเลือกใช้กฎหมายที่มีบทลงโทษทางอาญา (เช่น ความผิดฐานหมิ่นประมาท) แม้ว่าในหลายประเทศจะรณรงค์ให้ลดการใช้คดีอาญาในเรื่องเหล่านี้ เพื่อไม่ให้เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน

ในระบอบประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบถ่วงดุล การใช้การขู่ฟ้องมักถูกมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเสรีภาพในการแสดงออก และเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตเพื่อปิดปากเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภาคประชาชนหรือสื่อมวลชน



To WIN an election--- how LOW can you go !


Ohio governor's race turns ugly with attack ad featuring candidate's estranged mom

CBS Pittsburgh

Oct 21, 2026

A new attack ad from Republican Vivek Ramaswamy features the estranged mother of his opponent in the Ohio governor's race, Amy Acton, calling her a "liar." Acton's campaign and her brother denounced the ad as a "despicable low."

https://www.youtube.com/watch?v=2P1EV1r0U3A
.....

https://www.facebook.com/nutthapong/posts/10165198728040289

Nutthapong Chaiwanitphon
7 hours ago
·
"เอาแม่คู่แข่งมาออกโฆษณาด่าลูกตัวเอง"
อีกไม่กี่วันจะเลือกตั้งมิดเทอม อยากเขียนอะไรเยอะ แต่ไม่มีเวลา แต่บอกตรงๆ คือตามติดมาก เช็คข่าวทุกวัน แต่อันนี้ต้องเขียนหน่อย
คือ โฆษณาชิ้นเดียวอาจจะส่งผลให้เกิดการพลิกให้รัฐแดงแบบโอไฮโอ กลับมาเลือกเดโมแครตได้
เรื่องของเรื่อง โอไฮโอก็จะเลือกผู้ว่ารัฐในมิดเทอมรอบนี้ แล้วเป็นรัฐที่รีพับลิกันชนะง่ายอยู่แล้ว
แถมตัวแทนพรรคคือ Vivek Ramaswamy ที่ใครตามการเมืองคงจำได้จากการเสนอตัวลงสมัครเป็นตัวแทนพรรคในตำแหน่งประธานธิบดีปี 2024 แต่แพ้ไปแต่รอบแรกๆ
คือเป็นลูกอินเดียอพยพ จบไอวีลีก (น่าจะฮาร์วาร์ด เพื่อนร่วมชั้น Pablo Torre นักข่าวสายเจาะลึก) ทำบริษัทยาจนรวย
แล้วเป็นมือขวาของ Musk ตอนตั้ง DOGE แรกๆ แต่ถอนตัวไปก่อน คือจริงๆ ถูกกองเชียร์พรรคด่าบ่อย เพราะเป็นลูกคนอพยพ เขาไม่เอาด้วย ตอนปกป้องวีซ่า H1B พวกสายไอที ก็โดนพวกรากหญ้าในพรรคด่าว่าอีลีตข้ามชาติ ไปไกลๆ ตีน
แล้วนิสัยมันก็เป็นแบบ กูรวยอ่ะ มีไร ไม่แคร์
ส่วน Amy Acton นี่จบหมอ ผลงานจัดการโควิดในรัฐได้เร็ว แต่ก็นั่นแหละครับ อเมริกา ต้องฟรีดอม เลยไม่พอใจ สุดท้ายก็ลาออก
ดูเทรนด์คือปีก่อนนี่โอกาสของ Amy นี่ต่ำมาก
แต่พอเข้าปีนี้ก็เริ่มสูสีกัน แล้วมาช่วงสิงหา ดูเหมือนหลายๆ เรื่องทำให้คนไม่พอใจพรรค ฉุดกระแส Vivek ร่วงลงมาแทน กลายเป็น Amy มีโอกาสชนะสูง
แล้วเหมือน Vivek คงจะร้อนใจหนัก ปล่อยโฆษณาสุดโหดคือ
เอาแม่ของ Amy Acton ที่อายุมากแล้วมาบอกว่า Amy เป็นคนขี้โกหก โอไฮโอ ไม่ควรได้คนแบบนี้มาบริหาร
ป่าแตกสิครับ
คือจริงๆ แล้ว Amy แยกกับแม่ตั้งแต่อายุ 12 ปี
คือ แม่หย่ากับพ่อ แล้วแม่ชนะได้เลี้ยงดูลูก แล้วคบกับผู้ชายใหม่
Amy ถูกแฟนแม่ล่วงละเมิดทางเพศ เป็นเรื่องขึ้นศาล แต่ แม่กับแฟนก็หนีข้ามรัฐไปก่อน แล้วหายไปเลย
พูดง่ายๆ คือ แม่เลือกผู้ชายแล้วบอกว่าลูกตอแหล
แล้ว Vivek ไปเอาคนแก่แบบดูหมดสภาพแล้ว มาพูดแบบนี้
คือ ต้องเหี้ยแค่ไหนถึงจะทำแบบนี้ได้อ่ะ พวกคอมเมนเตเตอร์ยังบอกว่าเพิ่งเคยเห็นโฆษณาการเมืองที่ต่ำทรามขนาดนี้
คนในพรรคแบบผุ้ว่าคนปัจจุบัน เดอไวน์ก็ด่า อดีตแบบ คริส คริสตี้ ก็ด่า หลายคนในพรรคก็บอกให้ถอดออกซะ
แล้วพอเป็นเรื่อง เหมือนไม่ยอมถอย กลัวเสียหาย บอกว่าไม่รู้เรื่องพ่อเลี้ยงก่อน แต่ไม่ถอด ประชาชนควรรู้ความจริง (ขอโทษนะครับ ควย)
แวนซ์บอกว่า คนในพรรคควรเลิกวิจารณ์โฆษณา ส่วนทรีมป์บอกให้รันโฆษณาต่อไป ไม่สน
นั่นแหละครับ ความหยำหมา แบบ how low can you go
แต่ก็เหมือนช่วยเสิร์ฟให้ Amy ชนะสบาย เพราะตอนนี้ไปดูใน Kalshi แบบโอกาสชนะ 82% แล้ว
ก็ขอให้ชนะ แล้วส่ง Vivek ลงหลุมไป ไม่ต้องเสนอหน้ากลับมาเถอะ ต่ำตมเกิน


https://www.facebook.com/nutthapong/posts/10165198728040289?ref=embed_post




ในขณะที่การรณรงค์หาเสียงสหรัฐเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย พรรครีพับลิกันยังคงมีความได้เปรียบด้านเงินทุนโดยรวม แต่เงินก็ไม่ได้เป็นเครื่องมือที่สามารถแก้ไขความท้าทายต่าง ๆ ที่ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันกำลังเผชิญอยู่ได้เสมอไป - อย่างที่ John Lennon และชาว Beatles รู้ "Money can’t buy you love"



การเมืองอเมริกันเต็มไปด้วยเม็ดเงินมหาศาล และการเลือกตั้งแต่ละรอบดูเหมือนจะสร้างสถิติการใช้จ่ายครั้งใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ ทว่าในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งกลางเทอม ทั้งสองพรรคต่างก็ยังรู้สึกว่าตนมีเงินไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นความย้อนแย้งที่น่าสนใจไม่แพ้ความมั่งคั่งของบรรดาผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดเลยทีเดียว

ข้อมูลที่เปิดเผยในสัปดาห์นี้ระบุว่า มีการใช้จ่ายเงินไปแล้วถึง 1 พันล้านดอลลาร์สำหรับการรณรงค์หาเสียงในช่วงสองสัปดาห์แรกของเดือนตุลาคมเพียงช่วงเดียว คาดว่าการเลือกตั้งในปีนี้จะเป็นการเลือกตั้งกลางเทอมที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ โดยทำลายสถิติของปี 2022 ซึ่งก็เคยทำลายสถิติของปี 2018 และปี 2014 มาก่อนหน้านี้แล้ว เรื่องนี้คงไม่น่าแปลกใจสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในรัฐหรือเขตเลือกตั้งที่มีการแข่งขันดุเดือดในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ (ตัวผมเองยังจำโฆษณาของกลุ่ม Senate Leadership Fund ที่โจมตี รอย คูเปอร์ นักการเมืองพรรคเดโมแครตจากรัฐนอร์ทแคโรไลนาได้แม่นยำ แม้ว่าโฆษณาดังกล่าวจะหยุดออกอากาศไปหลายสัปดาห์แล้วก็ตาม) ปัจจุบัน ผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันอาจมีความเห็นไม่ตรงกันในหลายเรื่อง แต่พวกเขามีจุดยืนที่ตรงกันในประเด็นหนึ่ง นั่นคือ มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม หากลองสอบถามเจ้าหน้าที่และผู้สมัครจากทั้งสองพรรค คุณจะได้รับคำตอบว่าพวกเขายังมีเงินไม่เพียงพอ ฝ่ายเดโมแครตค่อนข้างมั่นใจว่าจะสามารถครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ และเริ่มมีความหวังมากขึ้นว่าจะคว้าชัยชนะในวุฒิสภา แต่บรรดาเจ้าหน้าที่พรรคกลับกังวลว่าพวกเขายังมีเงินทุนไม่มากพอ พรรคเดโมแครตได้รับแรงหนุนครั้งใหญ่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เมื่อ ไมเคิล บลูมเบิร์ก มหาเศรษฐีอดีตนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กและอดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ประกาศว่าจะทุ่มเงิน 80 ล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนพรรคเดโมแครตก่อนถึงวันเลือกตั้ง

ทางด้านพรรครีพับลิกันนั้นมีความได้เปรียบด้านเงินทุนอย่างมหาศาลตั้งแต่เริ่มต้นการเลือกตั้งรอบนี้ และยังคงมีเงินอีกหลายล้านดอลลาร์ที่สามารถนำมาใช้จ่ายได้ แต่ถึงกระนั้น องค์กรหลักของพรรครีพับลิกันกลับต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากลำบาก นั่นคือการยุติการใช้จ่ายในเขตเลือกตั้งที่ดูเหมือนว่าโอกาสชนะกำลังหลุดลอยไป ตัวอย่างเช่น Senate Leadership Fund ซึ่งเป็นกลุ่ม PAC หลักของพรรครีพับลิกันที่สนับสนุนการเลือกตั้งวุฒิสภา ไม่ได้ใช้เงินไปกับการโฆษณาทางโทรทัศน์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อสนับสนุน ไมค์ คอลลินส์ ผู้สมัครจากรัฐจอร์เจีย ซึ่งคาดว่าจะพ่ายแพ้ให้กับวุฒิสมาชิก จอน ออสซอฟฟ์ องค์กร SLF ได้ถอนตัวจากการช่วยเหลือไมเคิล วัตลีย์ ผู้สมัครวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันในรัฐนอร์ทแคโรไลนาแล้ว (ที่แย่ไปกว่านั้น ประธานาธิบดีทรัมป์ได้จัดงานชุมนุมกับวัตลีย์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาในเมืองกรีนวิลล์ โดยกล่าวว่าคูเปอร์ “กำลังจะกลายเป็นวุฒิสมาชิกของคุณ และมันบ้ามาก”)

เหตุผลหนึ่งที่ทั้งสองพรรคกำลังดิ้นรนหาเงินทุนก็คือ แผนที่การเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว เมื่อสถานะทางการเมืองของทรัมป์แย่ลงและเขาลากผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันไปด้วย การเลือกตั้งที่เคยดูเหมือนจะเป็นชัยชนะที่แน่นอนแล้ว ตอนนี้กลับกลายเป็นศึกหนัก พรรคเดโมแครตกังวลว่าพวกเขาไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะรองรับศักยภาพของตน ในทางตรงกันข้าม พรรครีพับลิกันต้องตั้งรับในที่นั่งที่พวกเขาคิดว่าปลอดภัย SLF ได้โยกย้ายเงินทุนจากนอร์ทแคโรไลนาไปยังแคนซัส ซึ่งเป็นรัฐที่พรรคเดโมแครตไม่เคยชนะการเลือกตั้งวุฒิสภามาตั้งแต่ปี 1932 แต่ในขณะนั้น อดัม แฮมิลตัน กำลังเป็นภัยคุกคามอย่างแท้จริงต่อวุฒิสมาชิกโรเจอร์ มาร์แชลล์ พรรครีพับลิกันกำลังพบว่าการตัดสินใจแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ในบางรัฐก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ส่งผลเสียอย่างมาก เขตเลือกตั้งที่พวกเขาคาดว่าจะได้ชัยชนะอย่างง่ายดายสำหรับพรรครีพับลิกันกลับกลายเป็นการแข่งขันที่ดุเดือด Punchbowl News รายงานเมื่อเร็วๆ นี้ว่า แม้ว่าพรรครีพับลิกันจะครอง 5 จาก 14 เขตเลือกตั้งใหม่แล้ว แต่ “ผู้สมัครของพรรครีพับลิกันและกลุ่มซูเปอร์ PAC ได้ใช้เงินเกือบ 100 ล้านดอลลาร์ไปกับการโฆษณาเพื่อพยายามพลิกสถานการณ์ในอีก 9 เขตที่เหลือ” ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน

อีกเหตุผลหนึ่งคือ เงินทุนไม่ได้มีค่าเท่ากันทั้งหมด ผู้สมัครของพรรคเดโมแครตบางคนได้รับการสนับสนุนทางการเงินอย่างดีเยี่ยม ตัวอย่างเช่น เจมส์ ทาลาริโก ผู้สมัครวุฒิสภาเท็กซัส ระดมทุนได้ 64 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่สามของปีเพียงไตรมาสเดียว ซึ่งเป็นยอดรวมสูงสุดสำหรับผู้สมัครคนใดในรอบระยะเวลาดังกล่าว (เนื่องจากเท็กซัสมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งและตลาดสื่อจำนวนมาก จึงเป็นสถานที่ที่มีค่าใช้จ่ายสูงในการหาเสียง) แต่คณะกรรมการของพรรคเดโมแครต รวมถึง PAC ชั้นนำ กลับมีงบประมาณจำกัดกว่ามาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพรรคของประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่มักได้เปรียบในการระดมทุน แต่ก็เป็นเพราะผู้บริจาคจำนวนมากเริ่มหมดศรัทธาในพรรคเดโมแครต ไม่พอใจกับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในการพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 การบริหารจัดการที่วุ่นวายของคณะกรรมการแห่งชาติของพรรคเดโมแครตนับตั้งแต่นั้นมา และความเป็นผู้นำที่ไม่สร้างแรงบันดาลใจของเจ้าหน้าที่ที่ได้รับเลือกตั้ง

ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน (เช่น เคน แพกซ์ตัน คู่แข่งของทาลาริโก) มีเงินทุนในมือค่อนข้างน้อย แต่บรรดาคณะกรรมการและกลุ่ม PAC ต่าง ๆ ยังคงมีเงินทุนเหลือเฟือ โดยเงินจำนวนมากมาจากกลุ่มที่ใช้จ่ายอิสระ (independent-expenditure groups) อย่างเช่น ซูเปอร์ PAC (super PACs) ผลการวิเคราะห์โดย Brennan Center for Justice พบว่ากลุ่มเหล่านี้ได้ใช้จ่ายเงินไปแล้วถึง 2 พันล้านดอลลาร์จนถึงสิ้นเดือนกันยายน โดยส่วนใหญ่เป็นการทุ่มงบสนับสนุนฝั่งรีพับลิกัน ผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดเพียงรายเดียวคือ อีลอน มัสก์ ซึ่งใช้เงินไปแล้วถึง 366 ล้านดอลลาร์ในการเลือกตั้งรอบนี้เพียงรอบเดียว อย่างไรก็ตาม ข้อเสียประการหนึ่งของกลุ่มที่ใช้จ่ายอิสระเหล่านี้คือ พวกเขาต้องจ่ายค่าโฆษณาในอัตราที่สูงกว่าตัวผู้สมัครเอง

นั่นอาจเป็นธีมหลักของการหาเสียงในช่วงท้าย: พรรครีพับลิกันมีเงินมากมาย แต่พวกเขาอาจไม่ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าเท่าที่ควร ในช่วงนี้ของการหาเสียง เวลาที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จริงจัง เช่น การลงพื้นที่หาเสียง ได้ผ่านไปแล้ว เงินสามารถซื้อโฆษณาได้มากมาย แต่เวลาออกอากาศทางทีวีนั้นถูกจองเต็มหรือมีราคาแพงขึ้น นอกจากนี้ พรรครีพับลิกันได้ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยไปแล้วเพื่อลงโฆษณาทางวิทยุ เว็บไซต์ และจดหมาย แต่จนถึงตอนนี้ พวกเขาดูเหมือนจะไม่เห็นผลกระทบมากนัก การแข่งขันยังคงสูสีหรือดูเหมือนจะเอนเอียงไปทางพรรคเดโมแครตมากขึ้น

การเข้าใจว่าทำไมผู้สมัครของพรรครีพับลิกันจึงหยุดชะงักนั้นไม่ใช่เรื่องยาก ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่พอใจกับราคาสินค้าที่สูง โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิง และพวกเขารู้สึกไม่พอใจกับประธานาธิบดีที่ไม่สนใจความกังวลเรื่องกำลังซื้อของพวกเขา หมกมุ่นอยู่กับโครงการฟุ่มเฟือย และติดอยู่กับสงครามที่ไม่เป็นที่นิยมและก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในอิหร่าน กลุ่มสนับสนุนทางการเมืองของทรัมป์ยังมีเงินเหลืออยู่ 164 ล้านดอลลาร์ แต่ดังที่ผู้ที่ยึดมั่นในหลักการของเลนนอนรู้ดี เงินซื้อความรักไม่ได้

ที่มา The Atlantic
The GOP’s Midterms-Money Advantage Has Its Limits

https://www.theatlantic.com/newsletters/2026/10/midterm-fundraising-republican-money-advantages/689136/
October 23, 2026




วันเสาร์, ตุลาคม 24, 2569

ประเด็น ‘ส้มปริ’ จากงานเลี้ยงวันเกิด ‘ปิยะบุตร’ ใช่แหละ ‘สื่อปั่น’ ครึ่งนึง ‘ไอ๊ซ์’ แรงตามเคยอีกครึ่งหนึ่ง น่าจะได้ช่อง ‘เอาคืน’ ส่วน ‘ธิษะณา’ นั้นหาแสงเต็มๆ

ประเด็น ‘ส้มปริ’ จากงานเลี้ยงวันเกิด ‘ปิยะบุตร’ ตามดูแต่ต้นแล้ว ใช่แหละ ‘สื่อปั่น’ ครึ่งนึง ‘ไอ๊ซ์’ แรงตามเคยอีกครึ่งหนึ่ง น่าจะได้ช่อง ‘เอาคืน’ ปิยะบุตร นั่นละ ส่วน ‘ธิษะณา’ นั้นหาแสงเต็มๆ สงสัยตั้งใจสร้างผลงาน ‘แบก’ ให้เห็น ฐานที่เข้าพรรคนั้นใหม่ๆ

ต่อการที่ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล แก้ตัวไม่ใช่เป็นคนจัดงานวันเกิดให้ ปิยะบุตร แสงกนกกุล กับชัยธวัช ตุลาธน “ดิฉันแค่ไปร่วมงานตามคำเชิญ...เป็นครั้งแรกที่จะได้เจอกันแบบหลายๆ คน หลังจากสนามหาเสียงผู้ว่า กทม.และสนามนายก อบจ.

...ยืนยันว่าไม่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอะไร...ความเห็นขัดแย้งกันบ้างมีอยู่แล้วเป็นเรื่องธรรมดา  วิพากษ์วิจารณ์กันเองก็ยังเป็นเรื่องควรทำ อาจจะมีหนักเบาหรือผิดพลาดผิดคาดไปบ้างก็ปรับตัวแก้ปัญหากันไป” ล้วนควรฟัง ถ้าเป็นกัลยาณมิตร

ย้อนไปที่ รักชนก ศรีนอก เมื่อสองวันก่อนข่าวว่าไปไล่สอบถามในกลุ่มไลน์ “คณะนำของพรรค จะมีใครออกมาชี้แจงหรือตอบโต้เรื่อง” ที่ปิยะบุตรเขียนถึง ‘บันเทิงธิปไตย’ หรือไม่ แล้วแซะใครไม่รู้ “ที่วันๆ ไม่ค่อยทำงาน แต่มักตั้งวงดื่มไวน์แพงๆ”

ลงท้ายโพล่งออกมาว่า “อย่างนึงที่เลิกได้แน่ๆ แล้วในชีวิตนี้ คือ การบูชาตัวบุคคล” ก่อให้เกิดการฮือฮาพอดู เลยไปถึงอดีต สส.ที่ไม่ได้ไปต่อกับก้าวไกลแล้วออกไปซัดพรรค ปชน.เป็นระยะ จนกระทั่งเพิ่งเข้าพรรคเพื่อไทย เกิดอาการเดือดร้อนแทนปิยะบุตร

‘แก้วตา’ ชุณหะวัน ว่าไอ๊ซ์เป็นคน “ไม่มีกระดูกสันหลังหรือหลักการของตนแต่อย่างใด” เป็น “วัวลืมตีน...เกาะแสงแกนนำพรรคไปวันๆ...หลังจากมีกระแสเรื่องประกันสังคม ซึ่งก็เป็นข้อมูลที่ได้มาจากคนอื่นไม่ใช่ผลงานตัวเอง ก็ยกหัวชูตัวสูงกว่าผู้ก่อตั้งพรรค”

ท่ามกลางความคุกรุ่นฝุ่นตลบ มีเสียงแทรกขึ้นมาน่าฟัง Yo Pongsathon Sonpechnarintr เอ่ยถึง ‘พรรคมวลชน’ ว่า “ปัจเจกโด่งดังขบวนการพังทลาย” เขาอ้างวาทะของ วีรยุทธ กาญจน์ชูฉัตร พูดไว้หลายเดือนก่อนว่า “กินความถึงการไม่ควรมีลัทธิบูชาตัวบุคคลตั้งแต่ต้น”

อีกทั้งบอกว่า “ผลการหยั่งเสียงสมาชิกทั่วประเทศให้น้ำหนักกับการ ปักธงทางความคิด” มากกว่าเอาชนะเลือกตั้ง หากต้อง “พึงลำดับความสำคัญ อันใดด้านหลักอันใดด้านรอง อันใดเปลือกอันใดกระพี้ อันใดคือแก่น” และ

“การทำงานของพรรคมวลชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องมีธงนำเป็นดั่งดาวเหนือบอกทิศทางไม่ให้หลงทิศ” พร้อมทั้ง “เราต้องเปิดกว้างโอบรับผู้คนที่หลากหลายมาร่วมทาง เมื่อผู้คนหลากหลายย่อมมีความขัดแย้งเป็นปกติวิสัย”

(https://www.facebook.com/psonpechnarintr/posts/BYGEfidqju, https://www.matichon.co.th/politics/news_5945778oj_2vAArVuKbg0gX5Q และ https://ch3plus.com/news/political/morning/473056?7vmBvKCf-IJMcQ)