วันพฤหัสบดี, เมษายน 09, 2569

น่าจะเป็นการอภิปรายในสภาฯ ครั้งสุดท้าย ของ สส.แกนนำพรรคประชาชน ๑๐ คน ‘เท่า’ และ ‘เท้ง’ จัดเต็ม ไม่ลดราวาศอกแต่อย่างใด

น่าจะเป็นการอภิปรายในสภาฯ ครั้งสุดท้าย ของ สส.แกนนำพรรคประชาชน ๑๐ คน ช่วงสองสามวันนี้ ก่อนที่ศาลฎีกาฯ จะแถลงรับคำร้องยุบพรรค จาก ปปช. อันเป็นเงื่อนบังคับให้ศาลฯ สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เนื่องแต่ข้อหาความผิดจากการหาเสียงเสนอแก้ ม.๑๑๒

กระนั้นไม่ได้ทำให้การอภิปรายลดราวาศอกแต่อย่างใด ในวันที่ ๘ เมษา ก่อนที่ ปปช.จะไปยื่นคำร้องวันนี้ (๙ เมษา) เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ขึ้นอภิปรายถึงความเดือดร้อนของประชาชนจากวิกฤตราคาน้ำมัน ว่ามันเป็นระเบิดเวลาใกล้จะกระหึ่มอยู่รอมร่อ

เขาฝากถึงประธานสภาฯ และสมาชิกทุกคนว่า “เรายังพอมีเวลาที่จะปลดชนวนระเบิดเวลาลูกนี้ ก่อนที่มันจะสายไป ผมเองแม้จะไม่ได้อยู่ในที่แห่งนี้ก็จะทำหน้าที่นั้นเช่นเดียวกัน” รุ่งขึ้น เลขาฯ ปปช.ก็หอบเอกสารขึ้นรถตู้ไปยื่นต่อศาลฎีกาตามที่สัญญาไว้กับ นักร้อง

ซึ่งบังเอิญเป็นวันเดียวกับการประชุมร่วม ๒ สภา เพื่อฟังคณะรัฐมนตรีใหม่แถลงนโยบาย ๒๓ ข้อ  แถลงเสร็จผู้นำฝ่ายค้านขึ้นแถลงต่อ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จัดเต็ม ‘Rebuttal’ วิพากษ์ตามสไตล์ประเทศประชาธิปไตยเต็มใบ

เขาสรุปแผนงาน ๕ คลัสเตอร์ของฝ่ายรัฐบาลในสายตาฝ่ายค้านว่า คลัสเตอร์แรก คือการกวาดรวมมุ้งการเมืองต่างๆ ตั้งแต่ บ้านสงขลา ถึงชลบุรี และสุพรรณบุรี ทำให้แม้พรรคภูมิใจไทยไม่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด แต่ก็ได้ สส.ย้ายพรรคมาเข้าร่วมมากที่สุด

คลัสเตอร์ที่สองเป็นพรรคการเมืองอันดับสองที่ขายวิญญานเพื่อจะได้เข้าร่วมรัฐบาล แล้วสยบสงบเสงี่ยมต่อศูนย์นำราบคาบ เนื่องเพราะเมื่อใดที่หือ หัวหน้ารัฐบาลก็พร้อมที่จะไปดึงบางพรรคฝ่ายค้านที่รอเขากวักมือเรียกไปเป็น ‘Concubine’ ทันที

คลัสเตอร์ที่สามเป็นปลาซิวปลาสร้อยพรรคจิ๊บจ๊อย ๒๐ เสียงคอยจ้อง “ทำลายล้างอำนาจต่อรองพรรคการเมืองอันดับ ๒” เช่นกันกับคลัสเตอร์ที่ห้าที่ เท้ง เรียกว่า “กลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศที่ต้องการรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป”

ย้อนไปคลัสเตอร์ที่สี่นี่สำมะคัญยิ่งนัก เป็น “บรรดาสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือองค์กรอิสระอื่น ๆ ที่ได้รับการแต่งตั้ง” สีน้ำเงินโร่ คือพวก ฮั้ว เข้ามา แล้วขนแต่งตั้งองคาพยพเข้าไปกุมองค์กรอิสระต่างๆ เกิดวลีที่ว่า “กกต.เป็นเสียเอง”

รวมความว่ารัฐบาล อนุทิน ๒.๐ นี้ มีเสถียรภาพมากที่สุดอย่างไม่เคยปรากฏในรอบหลายทศวรรษ กลับกลายเป็นหมอนรองรับ “กลุ่มคนผู้มีอำนาจในประเทศ (ซึ่ง) พยายามจะทำทุกวิถีทาง เพื่อรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป”

กาลข้างหน้าเราคงไม่ได้ฟังอภิปรายกินใจเช่นนี้อีกว่า “พอได้แล้วกับระบบพวกพ้อง การแสวงหาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกตน ไม่ไหวแล้วกับวิกฤตรอบด้านที่ประชาชนต้องแบกรับ เริ่มได้แล้วกับการเมืองของประชาชนของพวกเราทุกคน”

(https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/EskbCiwK7, https://x.com/sorrayuth9111/status/2041848143688638498 และ https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/aFXJnxG4c)

ที่มาที่ไปเบื้องหลังการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านของทรัมป์

https://www.nytimes.com/2026/04/07/us/politics/trump-iran-war.html

https://www.facebook.com/kasian.tejapira/posts/pfbid02aR2P6avTNs2yNn3o1agnEYEMQEYKVeTJcofBnQtGhuUu2mjSTS2EfWRa27HywSMGl

การตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่านของทรัมป์

บทความในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์เรื่อง "How Trump Took the U.S. to War With Iran" โดย Maggie Haberman และ Jonathan Swan นำเสนอการวิเคราะห์อย่างละเอียดเกี่ยวกับการหารือภายในที่นำไปสู่การโจมตีร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 รายงานนี้เน้นย้ำถึงการบริหารประเทศของประธานาธิบดีแบบ "jazz improvisation" ที่พึ่งพาความรู้สึกมากกว่าข้อมูลข่าวกรองอย่างเป็นทางการ


ประเด็นสำคัญจากบทความ ได้แก่:

1. ข้อเสนอของเนทันยาฮูเรื่อง "การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง"

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการนำเสนอด้วยตนเองของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู เขาให้เหตุผลว่าอิหร่านอ่อนแอและพร้อมสำหรับการ "เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง" ผ่านการรณรงค์ทางทหารที่รวดเร็วและเด็ดขาด มีรายงานว่าเนทันยาฮูได้นำเสนอผู้นำหลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง และรับรองกับทรัมป์ว่าสงครามจะสั้น ต้นทุนต่ำ และจะกระตุ้นให้เกิดการลุกฮือของประชาชน มีรายงานว่าทรัมป์ตอบทันทีว่า "ฟังดูดี"

2. ช่องว่างทางข่าวกรอง

หน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐฯ นำโดยผู้อำนวยการซีไอเอ จอห์น แรตคลิฟฟ์ มีความเห็นที่แตกต่างอย่างมากกับการประเมินของอิสราเอล มีรายงานว่าแรตคลิฟฟ์อธิบายสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองว่าเป็น "เรื่องตลก" และ "ไร้สาระ" พร้อมเตือนว่าแม้การโจมตีทางทหารอาจสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน แต่ก็ไม่น่าจะทำให้รัฐบาลล่มสลายหรือสถาปนาประชาธิปไตยที่มั่นคงได้ ทรัมป์ปฏิเสธข้อกังวลเหล่านี้ โดยส่งสัญญาณว่าเขาสนใจเป้าหมายทางทหารในระยะสั้นมากกว่า—โดยเฉพาะการสังหารผู้นำสูงสุด อาลี คาเมเนอี และการทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่าน—มากกว่าการสร้างชาติในระยะยาว

3. การต่อต้านภายใน "Lone Critic"

บทความนี้เผยให้เห็น "คณะรัฐมนตรีสงคราม" ที่แตกแยก:

เจดี แวนซ์: รองประธานาธิบดีเป็นผู้คัดค้านที่แสดงออกอย่างชัดเจนที่สุด โดยเตือนถึงความไม่มั่นคงในภูมิภาค ราคาแก๊สที่พุ่งสูงขึ้นก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม และความเสี่ยงของการสู้รบที่ยืดเยื้อและ "หายนะ" แม้จะคัดค้านอย่างหนักแน่น แต่ในที่สุดแวนซ์ก็ยอมอ่อนข้อเมื่อรู้ว่าทรัมป์ตัดสินใจแล้ว พร้อมทั้งสัญญาว่าจะสนับสนุนการตัดสินใจนั้นอย่างเปิดเผย

พีท เฮกเซธ: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้สนับสนุนหลักของการโจมตี โดยผลักดันให้มีการดำเนินการทางทหารอย่างทันทีและรุนแรง

มาร์โค รูบิโอ: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศถูกอธิบายว่า "ลังเล" โดยเลือกใช้กลยุทธ์ "กดดันสูงสุด" มากกว่าสงครามเปิดเผย แต่ในที่สุดเขาก็ไม่ได้ท้าทายทรัมป์โดยตรง

Susie Wiles: หัวหน้าคณะทำงานของทรัมป์ ในตอนแรกมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทางการเมืองที่จะตามมาหากเกิดสงคราม แต่ท้ายที่สุดเธอก็เลือกที่จะยืนเคียงข้างประธานาธิบดี

4. กลยุทธ์ "การเบี่ยงเบนความสนใจ"

รายงานฉบับนี้ให้รายละเอียดว่าทรัมป์ใช้ถ้อยแถลงต่อสาธารณะเพื่อปกปิดภารกิจดังกล่าวอย่างไร ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการวางแผนโจมตี ทรัมป์ได้บอกกับผู้สื่อข่าวว่าเขาจะตัดสินใจภายใน "10 หรือ 15 วัน" เพื่อสร้างเกราะกำบังทางความลับขึ้นมา นอกจากนี้ มีรายงานว่าเขารู้สึกหงุดหงิดอย่างมากกับจำนวนผู้คนที่เกี่ยวข้องในการวางแผน จนถึงขั้นเคยตวาดออกมาว่าปฏิบัติการนี้ถูก "ยกเลิก" แล้ว ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่เกรงว่าจะเกิดการรั่วไหลของข้อมูล ก่อนที่ท้ายที่สุดเขาจะลงนามอนุมัติคำสั่งขั้นสุดท้าย

5. ผลสืบเนื่องจากการตัดสินใจ

บทความนี้มองว่าการตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากนโยบาย "กดดันขั้นสูงสุด" (Maximum Pressure) ในสมัยแรกของการดำรงตำแหน่งของทรัมป์ ไปสู่รูปแบบของ "การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง" (Regime Change) ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นตามมานำไปสู่การลอบสังหารคาเมเนอี การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ และวิกฤตพลังงานระดับโลก ซึ่งในตอนแรกคณะบริหารของเขามั่นใจว่าจะสามารถหลีกเลี่ยงเหตุการณ์เหล่านี้ได้ด้วยเพียงแค่การแสดงแสนยานุภาพทางทหารที่เหนือชั้นเท่านั้น

ท้ายที่สุดแล้ว บทความชิ้นนี้ได้ฉายภาพของประธานาธิบดีผู้หนึ่ง ซึ่งรู้สึกว่าสัญชาตญาณของตนนั้นเหนือกว่าการประเมินสถานการณ์ด้านข่าวกรองของกลุ่ม "Deep State" (อำนาจรัฐซ้อนรัฐ) และผู้ซึ่งได้รับความฮึกเหิมจากเหล่าที่ปรึกษาที่—ต่างจากในช่วงสมัยแรกของการดำรงตำแหน่ง—มีความเต็มใจน้อยลงที่จะลุกขึ้นมาขัดขวางการตัดสินใจของเขา

(Google Gemini ช่วยสรุปประเด็นสำคัญ)






https://x.com/BabakTaghvaee1/status/2041648829120815254

แหล่งข่าวจากฝั่งอิสราเอล ซึ่งรวมถึงบุคคลสำคัญภายในพรรคฝ่ายค้าน ระบุว่า นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูมีความเห็นคัดค้านอย่างรุนแรงต่อข้อตกลงหยุดยิงใดๆ ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และกำลังดำเนินการเพื่อขัดขวางมิให้ข้อตกลงดังกล่าวเดินหน้าต่อไปได้

มีรายงานว่าเขามีความกังวลว่าการหยุดยิงในห้วงเวลานี้จะก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ และกำลังผลักดัน(ทรัมป์)ให้มีการใช้แรงกดดันทางทหารต่อไป แทนที่จะยินยอมให้มีการพักรบเกิดขึ้น




"ฉันไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวเท่ากับวันนี้มาก่อนเลย" Rania Khalek นักข่าวจาก BT รายงานสดจากประเทศเลบานอน ในขณะที่อิสราเอลระดมทิ้งระเบิดปูพรมถล่มทั่วประเทศ โดยเปิดฉากโจมตีกว่า 100 ครั้งภายในเวลาเพียง 10 นาที






https://x.com/BTnewsroom/status/2041969356297429320


เมื่อหลายวันก่อน


 



อิสราเอลยังคงถล่มเลบานอน เกิดระเบิดขึ้นในกรุงเบรุต แม้ว่ากลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านจะระงับการโจมตีทางตอนเหนือของอิสราเอลและกองกำลังอิสราเอลในเลบานอนภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านก็ตาม ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ประณามอิสราเอล และเรียกร้องให้ยุติการโจมตีเลบานอน





 

เจาะพิรุธเลือกตั้งชลบุรี เขต 1 : เปิดชื่อ กกต.เขต โยง ‘สุชาติ-สว.สีน้ำเงิน’ กับหลักฐานบัตรหาย-คะแนนงอก”


CALL - เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ
10 hours ago
·
เจาะพิรุธเลือกตั้งชลบุรี เขต 1 : เปิดชื่อ กกต.เขต โยง ‘สุชาติ-สว.สีน้ำเงิน’ กับหลักฐานบัตรหาย-คะแนนงอก”

จากปรากฏการณ์ #นับใหม่ทั้งประเทศ สะท้อนถึงวิกฤติความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และมีหลายคนมองว่า นี่อาจจะเป็นหนึ่งในการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

โดยหนึ่งในเขตที่พบความผิดปกติอย่างเด่นชัด คือ เขตเลือกตั้งที่หนึ่งของจังหวัดชลบุรี ที่มีการรายงานคะแนนที่ผิดปกติ เช่น จำนวนบัตรมีมากกว่าหรือน้อยกว่าผู้มาใช้สิทธิ (บัตรหาย-บัตรเขย่ง) และยังพบการปรับลดคะแนนภายหลังการปิดหีบ รวมถึงยังพบว่า มีการเก็บรวบรวมหีบและบัตรเลือกตั้งที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบ

แม้สุดท้าย กกต. จะออกมาชี้แจงว่า ‘ไม่มีความผิดปกติ’ ในเขตเลือกตั้งดังกล่าว แต่ความคลางแคลงใจของประชาชนกลับไม่ได้เสื่อมคลายหายไป

ซ้ำร้าย มันกลับยิ่งน่าสงสัยมากขึ้น เพราะจากการตรวจสอบรายชื่อ “ผู้ดูแลการเลือกตั้ง” ทำให้เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) พบว่า ผู้ที่มาทำหน้าที่ดังกล่าวเป็นข้าราชการและอดีตข้าราชการภายใต้สังกัดกระทรวงมหาดไทยที่ ‘อนุทิน ชาญวีรกุล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด

อีกทั้ง ยังพบด้วยว่า บางคนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดผู้สมัคร สส. ที่ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งสังกัดพรรคภูมิใจไทย รวมถึงบางคนยังทำงานให้กับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่อยู่ในกลุ่ม “สว.สีน้ำเงิน” ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย

เปิดรายชื่อ ‘กกต. ชลบุรี เขต 1’ ใกล้ชิด “สุชาติ-สว.สีน้ำเงิน”

ในการเลือกตั้งระดับเขต ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในเขตเลือกตั้งจะมีสองส่วน ได้แก่ ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขต (ผอ.กกต.เขต) จำนวน 1 คน และคณะกรรมการเลือกตั้งประจำเขต (กกต.เขต) จำนวน 3 คน

โดยผู้ดูแลการเลือกตั้งทั้ง 4 คน จะมาจากกระบวนการเปิดรับสมัครและคัดเลือกจากผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (ผอ.กต.จว.) จากนั้นจะส่งรายชื่อให้ กกต. ชุดใหญ่ ทั้ง 7 คน เป็นคนดำเนินการแต่งตั้ง ซึ่งข้อมูล กกต.เขต และ ผอ.กกต.เขต ของจังหวัดชลบุรี เขต 1 มีดังนี้

หนึ่ง ‘ประยูร วัฒนศิริบรรจง’ ปลัดอำเภอเมืองชลบุรี ทำหน้าที่เป็น ‘ผอ.กกต.เขต’

ประยูร วัฒนศิริบรรจง เป็นปลัดอำเภอที่จังหวัดชลบุรีมาไม่น้อยกว่า 10 ปี ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา เขาเป็นผู้ที่เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรีเพื่อดำเนินคดีกับประชาชนที่มาตรวจสอบความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้งของเขตหนึ่งชลบุรี

สอง ‘วรจักร สถาพรภิญโญ’ นายอำเภอเมืองชลบุรี ทำหน้าที่เป็น ‘กกต.เขต’

วรจักร สถาพรภิญโญ เคยดำรงตำแหน่งเป็นนายอำเภอ ที่อำเภอศรีราชา และมีรายงานข่าวว่า เขาเป็นคนสนิทของ สุชาติ ชมกลิ่น ผู้สมัคร สส. จังหวัดชลบุรี เขต 1 พรรคภูมิใจไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน [1] และยังปรากฎรายงานข่าวการร่วมกิจกรรมกับ สุชาติ ชมกลิ่น ในหลายวาระ [2] [3] และยังเคยได้รับมอบมายให้เป็นตัวแทนของ สุชาติ ชมกลิ่น [4] ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี โดยไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับงานตามสายบังคับบัญชา

ในการเลือกตั้ง ปี 2569 เขาเป็นคนที่เข้ามาเจรจากับประชาชนที่มาร่วมตรวจสอบหีบบัตรเลือกตั้งตั้งแต่คืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และเป็นผู้ดำเนินการขนย้ายหีบบัตรเลือกตั้งไปเก็บหลังประชาชนยุติการชุมนุม

โดยเขามีความพยายามในการแก้ต่างกรณีหีบบัตรเลือกตั้งไม่ถูกปิดผนึกตามระเบียบ กกต. และเขายังพยายามเจรจากับตัวแทนประชาชนเพื่อขอให้มีการปิดผนึกหีบบัตรเลือกตั้งก่อนจะมีการขนย้ายไปเก็บ ซึ่งตัวแทนประชาชนไม่ยินยอม เนื่องจากเกรงว่า จะเป็นการพยายามปลอมแปลงหลักฐานว่า กกต.ได้ดำเนินการปิดผนึกหีบบัตรเลือกตั้งแล้ว

สาม ‘สุพร บัวทอง’ อดีตปลัดอำเภอเมืองชลบุรี ทำหน้าที่เป็น ‘กกต.เขต’

สุพร บัวทอง เคยดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอเมืองชลบุรี จนเกษียณอายุราชการในปี 2567 เธอเคยดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการประจำการเลือกตั้งเทศบาลเมืองแสนสุขมาก่อน และยังได้รับเลือกให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล (ก.อบต.) จังหวัดชลบุรี

สี่ ‘สุพิชฌาย์ ปิยะพุทธิชัย’ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สว.กฤษณุ เหลืองพิบูลกิจ ทำหน้าที่เป็น ‘กกต.เขต’

สุพิชฌาย์ ปิยะพุทธิชัย เคยเป็นหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสระแก้วเมื่อปี 2565 ก่อนจะมารับตำแหน่งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวของ ‘กฤษณุ เหลืองพิบูลกิจ’ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่อยู่ในกลุ่ม สว.เสียงข้างมาก หรือ ที่ถูกเรียกกันว่า กลุ่ม สว.สีน้ำเงิน ซึ่งถูกมองว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพรรคภูมิใจไทย

โดย สว.กฤษณุ เป็นหนึ่งใน สว.ที่ถูก กกต. ออกหมายเรียกเพื่อสอบสวนกรณี “การโกงการเลือก สว.” หรือ คดีฮั้วเลือก สว. โดยพบว่า เขาเป็นผู้ได้รับเลือกเป็นอันดับที่หนึ่งของกลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มอัตลักษณ์อื่นๆ ด้วยคะแนน 61 คะแนน และเขายังได้รับมอบหมายให้เป็นคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติของผู้ได้รับเลือกเป็นองค์กรอิสระหรือศาลรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 1 คณะอีกด้วย

เปิดอำนาจ กกต.เขต ‘ตั้ง กปน.-จัดการเลือกตั้ง-จัดการคะแนน’

สำหรับอำนาจหน้าที่ของ ผอ.กกต.เขต และ กกต. เขต พอจะสรุปได้ดังนี้

อำนวยการและรับผิดชอบการจัดการเลือกตั้ง
กำหนดหน่วยเลือกตั้ง สถานที่เลือกตั้ง และสถานที่นับคะแนน
จัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
รับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. รวมถึงตรวจสอบคุณสมบัติ
กำกับดูแลการออกเสียงลงคะแนน การนับคะแนน รวมถึงการประกาศผล
สรรหาและแต่งตั้งคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.)

ทั้งนี้ หนึ่งในอำนาจหน้าที่สำคัญของ กกต.เขต คือ การดูแลรักษาเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ได้แก่ ถุงใส่บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง รายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ประกาศจำนวนบัตรเลือกตั้ง รายงานเหตุการณ์ประจำที่เลือกตั้ง รายงานผลการนับคะแนนเลือกตั้ง แบบขีดคะแนนการเลือกตั้ง แบบข้อมูลจำนวนบัตรเลือกตั้ง และรายงานส่งหีบบัตรเลือกตั้งและวัสดุอุปกรณ์ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้จะต้องถูกจัดเก็บและปิดผนึกอย่างดี เพื่อไม่ให้มีใครเข้าไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งได้

นอกจากนี้ ตามข้อมูลที่เพจสำนักงาน กกต. เผยแพร่ ยังระบุถึงหน้าที่ของ กกต. เขต ด้วยว่า ภายหลังปิดหีบเลือกตั้ง กปน. จะทำการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการ โดย กปน. จะบันทึกผลและอัปโหลดข้อมูลเข้าสู่ระบบ ECT Report 69 ได้แก่ ข้อมูลภาพถ่ายเอกสารผลการเลือกตั้ง ข้อมูลตัวเลข เช่น จำนวนผู้มีสิทธิ จำนวนบัตร คะแนนที่ผู้สมัครหรือพรรคได้รับ จากนั้นจะถูกตรวจสอบความถูกต้องโดยศูนย์รวมคะแนนอำเภอ หรือ อนุกรรมประจำอำเภอ เป็นผู้ยืนยันและตรวจสอบความถูกต้อง

กล่าวโดยสรุปคือ ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นด่านสุดท้ายก่อนที่จะมีการแสดงผลคะแนนสู่สายตายของประชาชน คือ กกต.เขต ซึ่งเป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับหน่วยการเลือกตั้ง และเป็นผู้ยืนยันข้อมูลที่เผยแพร่ทางออนไลน์อย่างไม่เป็นทางการ ดังนั้น กกต.เขต จึงเป็นกลไกที่มีความสำคัญอย่างมากต่อความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง หากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะส่งผลต่อผลการเลือกตั้ง ก็สามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้กระบวนการดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเอกสารหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่แสดงผลต่อสาธารณะ

เปิด 4 ความผิดปกติในการเลือกตั้ง ที่อยู่ในหน้าที่ กกต.เขต

จากการตรวจสอบความผิดปกติที่เกิดขึ้นในเขตเลือกตั้งที่หนึ่งของจังหวัดชลบุรี จะพบว่า มีความปกติ อย่างน้อย 4 อย่าง ซึ่งความปกติทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในความรับผิดชอบของ กกต.เขต และ ผอ.กกต.เขต แทบทั้งสิ้น ได้แก่

1) การรายงานคะแนนผิดปกติ (บัตรหาย-บัตรเขย่ง-คะแนนถูกปรับลด)

จากการตรวจสอบข้อมูลที่อาสาสมัครสังเกตการณ์การเลือกตั้ง Vote62 ส่งมา พบว่า มีอย่างน้อย 4 หน่วยเลือกตั้งที่มีความผิดปกติ ได้แก่

๐ หน่วยที่ 32 ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี มีการรายงานคะแนนที่ผิดพลาด เนื่องจากในแบบขีดคะแนน หรือ ใบ สส. 5/11 มีการรวมคะแนนของ สุชาติ ชมกลิ่น ผู้สมัคร สส. ของพรรคภูมิใจไทย ไว้ 273 คะแนน แต่แบบรวมคะแนน ใบ สส.5/18 กับระบุคะแนนเป็น 274 คะแนน อีกทั้ง ยังมีจำนวนบัตรมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ 1 ใบ (บัตรเขย่ง)

๐ หน่วยที่ 23 บริเวณอาคารอเนกประสงค์ ฝั่งประถมศึกษา (โดม) โรงเรียนสาธิตพิบูลบำเพ็ญ ตำบลแสนสุข อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี มีการระบุจำนวนบัตรผิดพลาด ซึ่งพบว่า มีผู้มาใช้สิทธิ 585 คน แต่ใช้บัตรเลือกตั้งไปเพียง 584 ใบ มีบัตรหายไปจำนวน 1 ใบ

๐ หน่วย 7 บริเวณสนามฟุตบอล โรงเรียนวัดตาลล้อม ไม่มีการระบุจำนวนบัตรดี

๐ หน่วย 12 บริเวณอาคารองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี โรงเรียนวอนนภาศัพท์ อำเภอเมือง ตำบลแสนสุข มียอดผู้มาใช้สิทธิกับบัตรที่ใช้ก็ไม่ตรงกัน พบว่า มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 844 แต่มีการใช้บัตร 845 เกินมา 1 ใบ

นอกจากนี้ เมื่อนำข้อมูลการรายงานผลการเลือกตั้งจาก ECT Report ในแต่ละช่วงเวลามาเปรียบเทียบ จะพบว่า จำนวนบัตรดีถูกปรับเพิ่มขึ้น จาก 88,123 ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็น 92,439 ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ในขณะที่จำนวนบัตรเสียและบัตรไม่ประสงค์เลือกผู้ใดถูกปรับลดลงจาก 4,161 เหลือ 2,127 และ 6,599 เหลือ 4,328 ตามลำดับ หรือหมายความว่า แม้จะมีการปิดหีบการเลือกตั้ง แต่ก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงของคะแนนอยู่ตลอดหลายวันและมีการเปลี่ยนแปลงคะแนนจำนวนหลักพันคะแนนเกิดขึ้นอย่างไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง

2) พบหีบรวมบัตรเลือกตั้งไม่ถูกปิดผนึกให้ถูกต้องตามระเบียบ

ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ข้อ 183 กกต.ประจำเขตจะต้องยุบรวมหีบโดยเปิดหีบแล้วนำถุงใส่บัตรเลือกตั้งรวมไว้ในหีบใดหีบหนึ่งจนเต็ม แล้วปิดหีบด้วยสายรัดหรืออุปกรณ์อื่นแทนสายรัดพร้อมลงลายมือชื่อไว้ จนครบทุกถุง แล้วทำบัญชีข้อมูลว่ามีบัตรเลือกตั้งใดบ้างอยู่ในหีบไว้จำนวนสามชุด เพื่อปิดไว้ที่หีบ เก็บไว้เป็นหลักฐานและส่งมอบให้กกต.ประจำเขต จากนั้นนำหีบไปเก็บรักษาไว้ตามสถานที่ที่ กกต. ประจำเขตกำหนด จากนั้นจัดทำรายงานการส่งหีบบัตร เอกสาร และวัสดุต่างๆ เพื่อส่งมอบให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด แต่กรณีชลบุรี เขต 1 กลับพบว่า หีบที่มีการยุบรวมไม่มีการปิดหีบด้วยสายรัดหรืออุปกรณ์อื่นแทนสายรัดพร้อมลงลายมือชื่อไว้

3) พบแบบขีดคะแนน สส.5/11 และ สส. 5/11 (บช) ที่กองขยะ

ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2566 ข้อ 179 ระบุว่าทั้งใบขีดคะแนน ตามแบบ สส.5/11 และ สส. 5/11 (บช) กปน.จะต้องถูกบรรจุไว้ในถุงใส (ถุงชั้นนอก) ก่อนจะมัดถุงชั้นนอกด้วยสายรัดและนำไปบรรจุไว้ในหีบบัตรเลือกตั้ง จากนั้น กปน. จะต้องนำหีบบัตรเลือกตั้งที่บรรจุ สส.5/11 และ สส. 5/11 (บช) ไว้ด้วย ส่งมอบให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขต ซึ่งตามข้อ 182 คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตมีหน้าที่ต้องตรวจรับหีบบัตรเลือกตั้ง คูหาออกเสียง สิ่งของและวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เพื่อนำไปเก็บรักษาไว้ในที่ปลอดภัยตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตกำหนด แต่กรณีชลบุรี เขต 1 กลับพบว่า เอกสารดังกล่าวอยู่ภายนอกถุงและกองอยู่บริเวณถังขยะตามที่ประชาชนพบเห็น

4) กกต. ดำเนินคดีกับประชาชนที่มาตรวจสอบความโปร่งใส

ภายหลังมีการเข้าตรวจสอบความผิดปกติของการเลือกตั้งในเขตที่หนึ่งจังหวัดชลบุรี ทาง ผอ.กกต.เขต ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนที่มาตรวจสอบเรื่องดังกล่าว โดยแจ้งความในข้อหาบุกรุก, ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงาน และเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยกล่าวหาว่าเข้าไปยังสถานที่รวมคะแนนการเลือกตั้ง และร่วมกดดันเอาใบรวมคะแนนดิบของหน่วยเลือกตั้งที่ 15 ไปจากครอบครอง ทำให้ผู้แจ้งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่

การแจ้งความดังกล่าวมีข้อสังเกตว่า มีความพยายามปกปิดความผิดพลาดในการทำหน้าที่ของ กกต.เขต โดยอ้างว่า การที่หีบยุบรวมบัตรไม่ได้ถูกปิดผนึกหีบ เนื่องจากกระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น แต่ถูกขัดขวางโดยประชาชน ทั้งที่ในความเป็นจริง พบว่า หีบยุบรวมบัตรได้ถูกขนย้ายไว้หลังรถบรรทุกเพื่อพร้อมเคลื่อนย้ายแล้ว แต่ประชาชนมาพบเสียก่อน หรือ กรณีการแจ้งความว่า เอาใบรวมคะแนนดิบของหน่วยเลือกตั้งที่ 15 ไปจากครอบครอง ก็ตรงกันข้ามกับภาพคลิปวิดีโอที่ประชาชนพบเจอในจุดทิ้งขยะ และเอกสารดังกล่าวต้องถูกปิดผนึกในถุงเป็นอย่างดี ไม่มีทางที่ประชาชนจะดำเนินการเอาออกมาจากถุงได้

อ้างอิง

[1] https://www.khaochononline.com/archives/7134
[2] https://www.dailynews.co.th/news/4738103/
[3] https://archive.siamrath.co.th/n/440122
[4] https://shorturl.asia/gG6uE

#นับใหม่ทั้งประเทศ #ชลบุรีเขต1 #เลือกตั้ง69


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1435625415274182&set=a.466938978809502




“อากาศคืออาหารที่สำคัญที่สุดของชีวิต คนตายเพราะฝุ่นมากกว่าอุบัติเหตุตามท้องถนนถึง 4 เท่า รัฐไม่ได้ใส่ใจเพราะมันนับศพยาก" ชวนอ่าน ‘ฝุ่นพิษภาคเหนือ : เมื่อเกษตรกรคือแพะรับบาป แต่หลังม่านกลับพบทุนผูกขาดยักษ์ใหญ่?’ และร่วมรณรงค์แก้ไขปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือ


Greenpeace Thailand

April 1
·
“อากาศคืออาหารที่สำคัญที่สุดของชีวิต คนตายเพราะฝุ่นมากกว่าอุบัติเหตุตามท้องถนนถึง 4 เท่า รัฐไม่ได้ใส่ใจเพราะมันนับศพยาก มันต้องผ่านการวิเคราะห์วิจัย” ศาสตราจารย์ นายแพทย์ชายชาญ โพธิรัตน์ อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบการหายใจ เวชบำบัดวิกฤตและภูมิแพ้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าว
.
“10 ปีแรกที่ผมทำงาน ใครเป็นมะเร็งปอด สูบบุหรี่ทั้งนั้น 20 ปีหลัง 4 ใน 10 คนเป็นมะเร็งปอดโดยไม่ได้สูบบุหรี่ เราจะรักษาแต่มนุษย์ไม่ได้ เราต้องรักษาระบบนิเวศของดาวเคราะห์ด้วย” คุณหมอกล่าวจากประสบการณ์การทำงานมาเกือบ 40 ปีพบว่าในภาคเหนือตอนบนมีผู้ป่วยมะเร็งปอดเป็น 2 เท่าของภาคอื่นของประเทศแม้จะสูบบุหรี่น้อยกว่าก็ตาม
.
ทำอย่างไรเราจึงจะแก้ปัญหาฝุ่นพิษภาคเหนือได้สักที?
.
อ่าน ‘ฝุ่นพิษภาคเหนือ : เมื่อเกษตรกรคือแพะรับบาป แต่หลังม่านกลับพบทุนผูกขาดยักษ์ใหญ่?’ ได้ที่ >> https://act.gp/food-agriculture-behind-the-transboundary...
.
ร่วมรณรงค์แก้ไขปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือ >> https://act.seasia.greenpeace.org/th/food-revolution

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1345467444294689&set=a.632113198963454




ประเทศไหนกัน โกงจนเข้ากระดูกดำ ดัชนีคอรัปชั่นพุ่งติดอันดับโลก









https://x.com/Dr_Nantana/status/2041756322706907646

Dr.Nantana
@Dr_Nantana

ประเทศที่โกงจนเข้ากระดูกดำ ดัชนีคอรัปชั่นพุ่งติดอันดับโลก

ดัชนีการรับรู้การทุจริต (corruption perception index) หรือ CPI ปี 2568 ประกาศออกมา ก็ช็อคกันทั้งประเทศ

กลุ่มคนที่เคยเชื่อว่ารธน.ฉบับคสช. "ปราบโกง" ช็อคหนักกว่าใคร

เพราะใช้มา 9 ปี อันดับคอรัปชั่นสูงขึ้นกว่าเดิม 20 อันดับ !!

ชัดเจนว่า รธน."ฉบับปราบโกง" เป็นนิทานหลอกเด็ก มันไม่มีอยู่จริง

ลองนึกดูว่า จะมีคนชาติไหน ที่อยากมาลงทุนกับประเทศที่โกงกันทุกหย่อมหญ้า เช่นนี้

นอกจากพวกสแกมเมอร์ เท่านั้นแหล่ะ




นายกรัฐมนตรีสเปน Sanchez วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทรัมป์ โดยไม่ได้เอ่ยชื่อโดยตรง เขากล่าวว่า “การหยุดยิงถือเป็นข่าวดีเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนำไปสู่สันติภาพที่ยุติธรรมและยั่งยืน รัฐบาลสเปนจะไม่ปรบมือให้กับผู้ที่จุดไฟเผาโลกเพียงเพราะพวกเขาปรากฏตัวพร้อมถังน้ำ”


https://www.cnbc.com/2026/04/08/spain-pm-sanchez-trump-iran-war-ceasefire-middle-east-crisis.html

“การหยุดยิงเป็นข่าวดีเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากนำไปสู่สันติภาพที่ยุติธรรมและยั่งยืน แต่ความโล่งใจชั่วคราวนี้ไม่สามารถทำให้เราลืมความวุ่นวาย การทำลายล้าง และชีวิตที่สูญเสียไปได้” ซานเชซกล่าวในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย ตามคำแปล

“รัฐบาลสเปนจะไม่ปรบมือให้กับผู้ที่จุดไฟเผาโลกเพียงเพราะพวกเขาปรากฏตัวพร้อมถังน้ำ”

ซานเชซ ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างหนักในสหภาพยุโรป เรียกร้องให้ “การทูต กฎหมายระหว่างประเทศ และสันติภาพ” มีชัย

ความคิดเห็นของเขาเกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าเขาตกลงที่จะระงับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านเป็นเวลาสองสัปดาห์ ซึ่งจุดประกายให้เกิดการระดมทุนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในวงกว้างในสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยขู่ว่า “อารยธรรมทั้งมวลจะล่มสลายในคืนนี้ และจะไม่มีวันกลับมาอีก” หากไม่มีข้อตกลงใดๆ เกิดขึ้นภายในกำหนดเส้นตายวันอังคารของเขา

เจ้าหน้าที่อิหร่านกล่าวว่า การหยุดยิงชั่วคราวหมายความว่า การผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์นั้น “เป็นไปได้” โดยขึ้นอยู่กับการประสานงานกับกองกำลังติดอาวุธและ “ข้อจำกัดทางเทคนิค” ซึ่งเป็นข้อแม้ที่อาจทำให้เตหะรานมีพื้นที่ในการกำหนดการปฏิบัติตามข้อตกลงตามเงื่อนไขของตนเอง

ผู้นำโลกต่างยินดีกับการหยุดยิง แม้ว่านักวิเคราะห์จะมองว่าข้อตกลงนี้เปราะบางและเตือนว่า การขาดความไว้วางใจอย่างมากจากทั้งสองฝ่ายอาจทำให้เส้นทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืนซับซ้อนยิ่งขึ้น







https://x.com/sanchezcastejon/status/2041782467946840255

Translated from Spanish
Ceasefires are always good news. Especially if they lead to a just and lasting peace. But this momentary relief cannot make us forget the chaos, the destruction, and the lives lost. The Government of Spain will not applaud those who set the world on fire just because they show up with a bucket.

What’s needed now: diplomacy, international legality, and PEACE.





 

ส่องคำแถลงนโยบายอนุทิน 2 ไร้ประเด็น “รัฐธรรมนูญใหม่” เขียนเพียงเป็นผลงานที่ผ่านมา



ส่องคำแถลงนโยบายอนุทิน 2 ไร้ประเด็น “รัฐธรรมนูญใหม่” เขียนเพียงเป็นผลงานที่ผ่านมา

07/04/2026
iLaw

9 เมษายน 2569 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดที่ 66 นำโดยอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาหลังจากเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ และครม. ได้มีมติเห็นชอบคำแถลงนโยบายดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569

การแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เป็นกลไกในการแสดงจุดยืนต่อประชาชนผ่านรัฐสภาว่า รัฐบาลจะมีนโยบายเร่งด่วนกับเรื่องใด มุ่งแก้ปัญหาอะไรไปตลอดวาระ โดยคำแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2 ไม่พบสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือการสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เลย นับเป็นครั้งแรกหลังสิ้นสุดรัฐบาลพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชาเมื่อปี 2566 ที่คำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไม่บรรจุนโยบายเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้เลย และแตกต่างจากรัฐบาลอนุทิน 1 ที่เขียนประเด็นดังกล่าวไว้เพียงสั้นๆ 

รัฐบาลอนุทิน 2 เขียน “ประชามติรัฐธรรมนูญ” เป็นเพียงการทำงานของรัฐบาลอนุทิน 1

ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2 มีการแบ่งเนื้อหาออกเป็นส่วนย้อนทบทวนผลงาน และส่วนนโยบายที่จะดำเนินการต่อไป เมื่อพิจารณาในส่วนของการกล่าวถึงการบริหารราชการของรัฐบาลชุดก่อนหน้า (รัฐบาลอนุทิน 1) ในช่วงปลายปี 2568 พบว่ามีการระบุถึงการดำเนินนโยบายเร่งด่วน (Quick Big Win) ที่มุ่งเน้นปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง สแกมเมอร์และยาเสพติด โดยในส่วนของการทบทวนผลงานนี้ มีข้อความที่กล่าวถึงการจัดทำประชามติสอดแทรกอยู่เพียง 1 ประโยค ความว่า “…รวมทั้งการจัดทำประชามติรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนที่ถูกต้อง…” ซึ่งเป็นเพียงการอธิบายถึงสิ่งที่ได้ริเริ่มหรือดำเนินการไปแล้วในสมัยรัฐบาลอนุทิน 1

แม้ว่าในการหาเสียงเลือกตั้ง สส. ตัวแทนพรรคภูมิใจไทยจะเคยแสดงจุดยืนสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และแม้คำแถลงนโยบายฉบับนี้จะมีการกล่าวถึงประชามติอยู่หนึ่งประโยคในส่วนของการทบทวนผลงานดังที่กล่าวไปข้างต้น แต่เมื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายผ่านกลุ่มยุทธศาสตร์ต่างๆ แล้วก็ไม่พบการบรรจุเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือการสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้เป็นวาระสำคัญที่จะต้องดำเนินการในรัฐบาลอนุทิน 2 เลย

เมื่อเปรียบเทียบกับคำแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ครั้งที่ 1 (รัฐบาลอนุทิน 1) เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ซึ่งสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เนื่องจากได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชน คำแถลงครั้งนั้นปรากฏสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้ว่า “…รัฐบาลนี้จะสนับสนุนการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนและสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและเพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

ความแตกต่างของคำแถลงนโยบายทั้ง 2 ครั้งดังกล่าวอาจสะท้อนให้เห็นว่า การจัดทำประชามติเพื่อเปิดทางเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ใช่นโยบายที่สำคัญของพรรคภูมิใจไทย หากแต่เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจำต้องทำเพื่อแลกเปลี่ยนกับเสียงสนับสนุนให้อนุทิน ชาญวีรกูล ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยแรกเท่านั้น
 
3 รัฐบาลล่าสุด มีวาระ “รัฐธรรมนูญใหม่” แต่ไปไม่ถึงปลายทาง

หลังจากการเลือกตั้ง สส. เมื่อปี 2566 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถือเป็นวาระสำคัญในสนามการเมืองไทย พรรคการเมืองต่างๆ ชูนโยบายการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อผลการเลือกตั้งครั้งดังกล่าวเป็นที่ปรากฏว่า พรรคการเมืองที่มีจุดยืนในแก้ไขรัฐธรรมนูญกำชัยชนะและถือเสียงส่วนใหญ่ไว้ได้ จึงนำมาซึ่งความหวังในจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเร็ว

การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายหลังการเลือกตั้งปี 2566 จึงมีลักษณะที่เห็นได้ว่า มีประเด็นเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ก็มีอุปสรรคเรื่อยมา

รัฐบาลชุดแรกสุดภายหลังการเลือกตั้งดังกล่าว คือ รัฐบาลที่นำโดยเศรษฐา ทวีสิน ที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2566 คำแถลงนโยบายของเศรษฐาวางประเด็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นนโยบายเร่งด่วน ที่มีจุดยืนไม่แก้ไขหมวด 2 พระมหากษัตริย์ และหาแนวทางการจัดทำประชามติโดยมีเนื้อความว่า

“…และนโยบายเร่งด่วนสุดท้ายคือการแก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 เพื่อให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและไม่แก้ไขในหมวดพระมหากษัตริย์โดยรัฐบาลจะหารือแนวทางในการทำประชามติที่ให้ความสำคัญกับการทำให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมออกแบบกฎกติกาที่เป็นประชาธิปไตยทันสมัยและเป็นที่ยอมรับร่วมกันรวมถึงการหารือแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญในรัฐสภาเพื่อให้ประเทศสามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง…”

แต่หลังจากนั้น ก็ปรากฏว่ามีกลไก “เตะถ่วง” ที่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามคำแถลงนโยบายดังกล่าวไม่อาจเดินหน้าได้ จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เศรษฐาพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 ทำให้กระบวนการเดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญใหม่ชะงักลง

เหตุการณ์ดังกล่าว นำไปสู่การเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือ แพทองธาร ชินวัตร โดยการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 ได้วางนโยบายการจัดทำ “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ไว้เป็นนโยบายแรกสุด มีใจความสำคัญคือการเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เร็วที่สุด ดังคำแถลงนโยบายว่า

“รัฐบาลจะเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็วที่สุดโดยยึดโยงกับประชาชนและหลักการของประชาธิปไตยสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากลเคารพพหุวัฒนธรรมเพื่อเป็นบันไดสู่การพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนโดยมีเสถียรภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยเร่งที่สำคัญรวมถึงการสร้างสันติภาพและสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน”

ต่อมาเมื่อมีผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณา รัฐบาลกลับเลี่ยงการลงมติ และถ่วงเวลาออกไป กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้แพทองธารพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 เป็นเหตุให้เส้นทางเดินหน้าสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชะงักลงอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากนั้น ก็เกิด “ภาวะฝุ่นตลบ” จากความพยายามรวมเสียง สนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ด้านพรรคภูมิใจไทยส่ง อนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเข้าชิงเสียงในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนพรรคเพื่อไทยส่ง ชัยเกษม นิติสิริเข้าชิงเสียงเช่นกัน บนเงื่อนไขว่าจะต้องได้รับเสียงเห็นชอบอย่างน้อย 247 เสียง ซึ่งเป็นจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน สส. เท่าที่มีอยู่ในขณะนั้น ทว่าทั้งสองพรรคมีเสียงในมือไม่ถึงจำนวนดังกล่าว ทำให้พรรคประชาชนที่มีเสียงอยู่ 143 เสียงกลายมาเป็นตัวแปรสำคัญ และพรรคประชาชนวางเงื่อนไขโหวตนายกฯ 3 ข้อ ได้แก่
  1. ยุบสภาฯ ภายใน 4 เดือน
  2. คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ จะต้องจัดให้มีการทำประชามติเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดย สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง
  3. พรรคประชาชนยืนยันไม่ร่วมรัฐบาลและทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป
ต่อมา พรรคภูมิใจไทยประกาศตัวรับเงื่อนไขทั้งสามข้อเป็นพรรคแรก นำไปสู่การจัดทำบันทึกข้อตกลงระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ก่อนสภาผู้แทนราษฎรจะมีมติเลือกอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้แถลงนโยบายว่าจะสนับสนุนการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

หลังแถลงนโยบายเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ไม่นาน รัฐสภาก็ได้พิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพิ่มหมวดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อวันที่ 14-15 ตุลาคม 2568 โดยรับหลักการร่างจากพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย แต่เมื่อเข้าสู่วาระสอง (การพิจารณารายมาตรา) เกิดข้อโต้แย้งในร่างมาตรา 256/28 ว่าด้วยอำนาจสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อันเป็นชนวนให้อนุทินยุบสภาในคืนวันที่ 11 ธันวาคม 2568 และพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรก็มีผลใช้บังคับในวันรุ่งขึ้น เป็นครั้งที่สามที่วาระการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ชะงักลง

อย่างไรก็ดี รัฐบาลอนุทิน 2 สามารถร้องขอให้นำร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ดังกล่าวกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้งได้ ตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญ 2560 จนถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 อันเป็นกำหนด 60 วันที่คณะรัฐมนตรีจะร้องขอต่อรัฐสภาให้นำร่างกฎหมายที่ค้างพิจารณาและตกไปกลับมาพิจารณาใหม่

https://www.ilaw.or.th/articles/57522




ก่อนฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ชวนอ่านรายงานโครงการ Trial Watch ชี้ปัญหาคดี ม.116 ของ ‘ป่าน กตัญญู’ ขัดต่อหลักการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
13 hours ago
·
ก่อนฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ชวนอ่านรายงานโครงการ Trial Watch ชี้ปัญหาคดี ม.116 ของ ‘ป่าน กตัญญู’ ขัดต่อหลักการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม
.
.
ในวันที่ 9 เม.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 609 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีของ “ป่าน” กตัญญู หมื่นคำเรือง นักกิจกรรมกลุ่มทะลุฟ้า ที่ถูกฟ้องในข้อหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากกรณีถูกกล่าวหาว่าเป็นแอดมินเพจ “ทะลุฟ้า” โพสต์เชิญชวนไปร่วมชุมนุม 2 โพสต์ ในช่วงเดือนสิงหาคมปี 2564
.
คดีนี้มีแน่งน้อย อัศวกิตติกร ซึ่งขณะนั้นเคลื่อนไหวในนามกลุ่มศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิด bully ทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) เป็นผู้กล่าวหา โดยศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ก่อนได้รับการประกันตัวในชั้นอุทธรณ์
.
ก่อนฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ ชวนอ่านรายงานของโครงการ Trial Watch ภายใต้มูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม ซึ่งทำงานติดตามสถานการณ์ในกระบวนการยุติธรรมที่ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพการแสดงออกในระดับนานาชาติ และสนใจติดตามปัญหาของการใช้ข้อกล่าวหาในลักษณะ “ยุยงปลุกปั่นฯ” (Sedition Law) ที่มีในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งในประเทศไทย
.
หนึ่งในคดีที่ Trial Watch ติดตามสังเกตการณ์ในประเทศไทย คือคดีของกตัญญูคดีนี้ พร้อมได้จัดทำรายงานการวิเคราะห์เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 โดยชี้ว่าการดำเนินคดีนี้เป็นการละเมิดมาตรฐานการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมและพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และเห็นว่าศาลอุทธรณ์ควรจะพิพากษากลับเป็นยกฟ้อง
.
.
Trial Watch เห็นว่าการดำเนินคดี ‘ป่าน’ เป็นตัวอย่างปัญหาการใช้ข้อหายุยงปลุกปั่นฯ ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน
.
รายงานฉบับนี้ Trial Watch ร่วมกับ Andrew Khoo ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนและกฎหมายรัฐธรรมนูญจากมาเลเซีย ได้ให้ข้อสังเกตการณ์เกี่ยวกับสภาวะทางการเมืองของประเทศไทย มีลักษณะเด่นคือ การปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างเป็นระบบผ่านข้อกฎหมายต่าง ๆ เช่น การใช้ข้อหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
.
รายงานระบุว่า กฎหมายเหล่านี้ถูกร่างขึ้นด้วยถ้อยคำที่คลุมเครือและกว้างขวางจนเกินไป ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถมุ่งเป้าไปที่การพูดและการกระทำที่ถูกมองว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล และส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้สื่อข่าว และบุคคลฝ่ายค้าน ที่ถูกดำเนินคดีภายใต้บทบัญญัติเหล่านี้ ซึ่งส่งผลเป็นการจำกัดเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
.
กรณีของกตัญญูเป็นตัวอย่างของการใช้กฎหมายเหล่านี้ไปในทางที่ผิด สะท้อนให้เห็นถึงการใช้กฎหมายแบบหว่านแห สกัดกั้นฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ปัญหานี้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อ ศาลยอมรับพยานหลักฐานที่ยังคงมีข้อน่าสงสัยและเพิกเฉยต่อข้อมูลที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ สิ่งนี้สร้างสภาวะที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวในการแสดงออกและบั่นทอนความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมของไทย
.
รายงานฉบับนี้ เห็นว่าคำพิพากษาในคดีนี้เป็นบรรทัดฐานที่อันตรายแสดงให้เห็นถึงการปราบปรามการแสดงออกภายใต้ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย ทั้งเป็นการตอกย้ำว่า การปฏิรูปกฎหมายในข้อหายุยงปลุกปั่นฯ และกฎหมายว่าด้วยอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ เป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน การกลับคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์จะเป็นการยืนยันสิทธิขั้นพื้นฐานและคืนความยุติธรรมให้กลับมาอีกครั้ง
.
.
การพิจารณาคดีไม่เป็นธรรมและละเมิดต่อกติการะหว่างประเทศหลายข้อ ทั้งคำพิพากษายังล้มเหลวในการหาข้อเท็จจริงและไม่ได้พิจารณาถึงสิทธิในการเสรีภาพในการแสดงออก
.
ผู้จัดทำรายงานฉบับนี้ ได้ศึกษาเอกสารในคดีและคำพิพากษา รวมทั้งเข้าร่วมสังเกตการณ์การพิจารณาคดี จนมีความเห็นว่าการดำเนินคดีอาญาต่อกตัญญูแสดงให้เห็นถึง การละเลยอย่างร้ายแรงต่อมาตรฐานสากลว่าด้วยการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม รวมถึงละเลยสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก และการชุมนุมโดยสงบ
.
โดยสรุปรายงานเห็นว่าการกระบวนการนั้นไม่เป็นธรรม และมีการละเมิดกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ดังนี้
.
สิทธิในการได้รับสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ (Right to the Presumption of Innocence)
การสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ เป็นองค์ประกอบสำคัญของสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม หลักการนี้ไม่สามารถเพิกเฉยหรือละเว้นได้ โดยกำหนดให้ภาระการพิสูจน์ความผิดเป็นหน้าที่ของฝ่ายโจทก์ในการนำเสนอพยานหลักฐาน เพื่อพิสูจน์ความผิดตามมาตรฐานทางกฎหมาย
.
รายงานของ Trial Watch เห็นว่าในคดีนี้ ศาลไม่ได้กำหนดให้ฝ่ายโจทก์ต้องแบกรับภาระการพิสูจน์ในสองประเด็น ได้แก่ กตัญญูเป็นผู้รับผิดชอบต่อโพสต์ที่เป็นประเด็นจริงหรือไม่ และโพสต์ดังกล่าวนั้นมีความเชื่อมโยงกับความไม่สงบหรือความแตกแยกตามที่กฎหมายว่าด้วยการยุยงปลุกปั่นฯ ของไทยกำหนดไว้หรือไม่
.
ศาลยอมรับว่าแม้ฝ่ายโจทก์จะไม่สามารถพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเพจทะลุฟ้าด้วยตนเอง แต่การที่ “รู้เห็นเกี่ยวกับการโพสต์” เพียงแค่การรับทราบถึงข้อความ ประกอบกับการสันนิษฐาน ก็ถือเป็นเหตุผลเพียงพอให้ศาลพิพากษาว่ามีความผิด เป็นการผลักภาระการพิสูจน์ให้ฝ่ายจำเลยต้องแสดงให้เห็นว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แทนที่จะบังคับให้ฝ่ายโจทก์ต้องพิสูจน์ความผิดของให้สิ้นสงสัยตามสมควร
.
แม้ในการสืบพยานจะปรากฏว่ากตัญญูเข้าร่วมการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2564 แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าเธอเป็นผู้โพสต์ข้อความ การที่ศาลสรุปว่า การรับรู้ถึงข้อความของเธอเป็นการพิสูจน์ถึงความผิด ถือเป็นการสรุปข้อเท็จจริงที่เกินขอบเขตของการอนุมานตามเหตุผล เป็นการละเลยข้อกำหนดด้านพยานหลักฐาน และบั่นทอนสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม
.
สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาโดยศาลที่มีความสามารถ มีความเป็นอิสระ และเป็นกลาง ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย (The Right to a Competent, Independent and Impartial Tribunal Established by Law)
.
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระบุว่า ความเป็นกลางประกอบด้วยสองส่วนสำคัญ ประการแรก ผู้พิพากษาต้องปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากอคติหรือความลำเอียงส่วนตัว ประการที่สอง ศาลต้องแสดงให้เห็นถึงความเป็นกลางในสายตาของผู้สังเกตการณ์ที่ใช้เหตุผลด้วย นอกจากนี้ การแยกหน้าที่และอำนาจระหว่างฝ่ายตุลาการและฝ่ายบริหารอย่างชัดเจน ฝ่ายตุลาการต้องไม่ถูกแทรกแซงโดยการควบคุมหรืออิทธิพลจากฝ่ายบริหาร
.
รายงานโดย Trial Watch เห็นว่า ในคดีนี้ ศาลยอมรับข้อเท็จจริงของพยานโจทก์ปากเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายปากว่า กตัญญูคือผู้ถ่ายทอดสดการชุมนุมโดยไม่มีข้อสงสัย ทั้งยังไม่พิจารณาข้อโต้แย้งของฝ่ายจำเลยที่คัดค้านว่า พยานหลักฐานภาพถ่ายและวิดีโอของโจทก์ปรากฏเพียงภาพบุคคลสวมหน้ากากจากระยะไกล ไม่สามารถระบุตัวตนที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดสดได้อย่างชัดแจ้ง
.
ศาลยังเพิกเฉยต่อพยานหลักฐานสำคัญที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลยในปากผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งระบุว่า IP addresses ของผู้ดูแลเพจเฟซบุ๊กกลุ่มทะลุฟ้าไม่ตรงกับของกตัญญู การที่ศาลยอมรับผลการสืบสวนของตำรวจโดยไม่ตั้งข้อสงสัย และการที่ดูเหมือนจะไม่ได้นำพยานหลักฐานที่เป็นคุณแก่จำเลยมาพิจารณา การกระทำนี้ได้อาจส่งผลต่อความเป็นกลางของศาลในการพิจารณาคดี
.
สิทธิในคำพิพากษาที่เป็นเหตุเป็นผล (The Right to a Reasoned Judgment)
การให้เหตุผลในคำพิพากษานั้นเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่แค่เพื่อความน่าเชื่อถือและเพื่อสิทธิในการตรวจสอบอุทธรณ์คำพิพากษาต่อ แต่ยังเพื่อให้มั่นใจว่าบุคคลถูกตัดสินบนพื้นฐานทางกฎหมาย ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องตอบโต้ทุกข้อโต้แย้งของคู่ความ แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าข้อโต้แย้งได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและพยานหลักฐานได้รับการประเมินอย่างเพียงพอเหมาะสมแล้ว
.
รายงานของ Trial Watch เห็นว่าในคดีนี้ ศาลไม่ได้อธิบายว่าพยานหลักฐานที่นำเสนอพิสูจน์ความผิดให้สิ้นสงสัยตามที่มาตรา 227 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้กำหนดไว้ ศาลยอมรับการประเมินของตำรวจโดยไม่วิพากษ์วิจารณ์ และไม่ได้นำพยานหลักฐานที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลยมาวินิจฉัยคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำให้การของผู้เชี่ยวชาญที่ระบุว่า IP addresses ที่ระบุผ่านเทคนิค “ฟิชชิ่ง” (การพยายามหลอกผู้ใช้งานเพื่อดักข้อมูลโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต) นั้นตรงกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่จำเลย
.
นอกจากนี้ ศาลยังไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าการกระทำของกตัญญูเข้าข่ายองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 116 อย่างไร โดยเฉพาะในส่วนของ “เจตนา” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิด ความผิดฐานยุยงปลุกปั่นต้องมีเจตนาเพื่อปลุกระดมให้มีการใช้กำลัง ก่อความไม่สงบ หรือสนับสนุนให้มีการละเมิดกฎหมาย
.
ศาลไม่ได้ชี้แจงว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏแสดงถึงเจตนาเหล่านี้อย่างไร เช่น ไม่มีการอธิบายว่าการที่กตัญญูถูกกล่าวหาว่า ถ่ายทอดสดการชุมนุม หรือโพสต์ต่าง ๆ ได้สนับสนุนให้ผู้อื่นใช้กำลังหรือยุยงให้เกิดความไม่สงบได้อย่างไร
.
นอกจากนี้ ศาลยังไม่สามารถพิสูจน์ว่าโพสต์เหล่านั้นเกินขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงออกที่ได้รับการคุ้มครองหรือการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตอย่างไร ซึ่งยิ่งทำให้คำพิพากษาขาดเหตุผลที่เพียงพอในการลงโทษในความผิดฐานยุยงปลุกปั่น
.
รายงานยังสรุปโดยการให้เกรด “D” ต่อการใช้กฎหมายและการพิจารณาคดีนี้ ซึ่งเป็นเกรดในระดับที่เห็นว่ามีปัญหาด้านมาตรฐานการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมอย่างร้ายแรง (a serious breach of fair trial standards)
.
.
อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/?p=82746

https://www.facebook.com/photo?fbid=1358789576091509&set=a.656922399611567





โดนัลด์ ทรัมป์ โกรธมากหลัง @CNN เผยแพร่แถลงการณ์ของสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของ #อิหร่าน ซึ่งประกาศชัยชนะและการยับยั้งภัยคุกคามของประธานาธิบดีที่จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน โดยระบุว่าอิหร่านได้รับ "ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่" และสามารถบีบให้สหรัฐฯ ยอมรับแผน 10 ข้อของอิหร่านได้สำเร็จ

Pipob Udomittipong
10 hours ago
·
โดนัลด์ ทรัมป์ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟหลัง @CNN เผยแพร่แถลงการณ์ของสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของ #อิหร่าน ซึ่งประกาศชัยชนะและการยับยั้งภัยคุกคามของประธานาธิบดีที่จะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน โดยระบุว่าอิหร่านได้รับ "ชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่" และสามารถบีบให้สหรัฐฯ ยอมรับแผน 10 ข้อของอิหร่านได้สำเร็จ

ทรัมป์ตอบโต้ด้วยการโพสต์ด่าแหลก และเรียกการรายงานข่าวของ CNN ว่าเป็น "การหลอกลวง" และเรียกร้องให้lสื่อถอดรายงานข่าวชิ้นนี้ออกไป ทั้งบอกว่า "เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่ามีการกระทำผิดทางอาญาหรือไม่" ทั้งที่ CNN เพียงแต่เผยแพร่แถลงการณ์อย่างเป็นทางการของอิหร่านเท่านั้น

ทรัมป์ยังบอกในโพสต์ว่า “แถลงการณ์เท็จดังกล่าวน่าจะมาจากเว็บไซต์ข่าวปลอม (จากไนจีเรีย) และแน่นอนว่า CNN ก็งับข่าวเอามารายงานทันควัน” และบอกอีกว่า “CNN ได้รับคำสั่งให้ถอนแถลงการณ์นี้โดยทันที พร้อมกับต้องขอโทษอย่างสุดซึ้งต่อการ ‘รายงานข่าว’ ที่แย่เหมือนเคย ผลการสอบสวนจะประกาศในเร็ว ๆ นี้”

ความจริงสื่อใหญ่อย่าง The New York Times, PBS ก็เอาแถลงการณ์ของอิหร่านมาลงเช่นกัน

ก็ถือเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะมาสั่งให้สื่อมวลชนถอนรายงานข่าว โดยอ้างว่าเป็น “fake news” และยังขู่จะดำเนินคดีอาญาด้วย ถือว่าเป็นการแหกธรรนมเนียมปฏิบัติอย่างรุนแรง และทรัมป์อาจจะไม่รู้ด้วยว่า FCC หน่วยงานกำกับดูแลสื่อของรัฐ ไม่มีอำนาจควบคุม CNN เนื่องจากเป็นช่องข่าวเคเบิล ไม่ใช่สถานีโทรทัศน์ (broadcast station)

ที่ทรัมป์กลัวมากที่สุดคือการเสียหน้าเนี่ยแหละ ไม่มีอย่างอื่นในหัวเลย
https://www.thedailybeast.com/trump-targets-cnn-in.../

https://www.facebook.com/photo?fbid=10163987945846649&set=a.10150096728651649

Pipob Udomittipong
เพียงเพราะอิหร่านประกาศชัยชนะ และสื่ออเมริกันก็เอาข่าวนี้มาลง ทรัมป์ก็รับไม่ได้แล้ว สิ่งที่ทรัมป์กลัวมากที่สุดคือการเสียหน้าเนี่ยแหละ ไม่มีอย่างอื่นในหัวเลย









https://x.com/pipob69/status/2041795263266959588



 

แม้รัฐบาลอิหร่านจะพยายามสร้างภาพการหยุดยิงกับสหรัฐฯ และอิสราเอลในปัจจุบันว่าเป็น "ชัยชนะเชิงยุทธศาสตร์" แต่รากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศกลับถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง อำนาจต่อรองทางภูมิศาสตร์การเมืองหรือทางทหารใดๆ ที่อิหร่านได้รับระหว่างความขัดแย้ง ถูกบั่นทอนอย่างมากจากการบอมม์โดยสหรัฐและอิสราเอล


https://www.reuters.com/world/middle-east/irans-shattered-economy-means-any-success-war-may-be-fleeting-2026-04-08/

รายงานล่าสุดจากรอยเตอร์เน้นย้ำว่า แม้รัฐบาลอิหร่านจะพยายามสร้างภาพการหยุดยิงกับสหรัฐฯ และอิสราเอลในปัจจุบันว่าเป็น "ชัยชนะเชิงยุทธศาสตร์" แต่รากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศกลับถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง การวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าอำนาจต่อรองทางภูมิศาสตร์การเมืองหรือทางทหารใดๆ ที่อิหร่านได้รับระหว่างความขัดแย้งกำลังถูกบั่นทอนอย่างรวดเร็วจากการล่มสลายภายในประเทศ

ข้อค้นพบสำคัญจากรายงานและสถานการณ์ปัจจุบัน:

โครงสร้างพื้นฐานพังทลาย: การโจมตีทางอากาศหลายสัปดาห์ได้ทำลายหรือสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเป้าหมายทางอุตสาหกรรมที่สำคัญ รวมถึงโรงงานเหล็กในคูเซสถานและอิสฟาฮาน โรงไฟฟ้า ทางรถไฟ และสะพาน การซ่อมแซมสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้คาดว่าจะใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี

การหดตัวทางเศรษฐกิจ: นักวิเคราะห์ประเมินว่าสงครามอาจทำให้เศรษฐกิจของอิหร่านหดตัวมากถึง 10% ในปีนี้ ในขณะที่หน่วยงานที่เชื่อมโยงกับรัฐอาจได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงหรือเครือข่ายการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ประชาชนส่วนใหญ่กำลังเผชิญกับ "หายนะ"

ภาวะเงินเฟ้อรุนแรงและการว่างงาน: ราคาสินค้าพื้นฐานพุ่งสูงขึ้นประมาณ 40% นับตั้งแต่เริ่มสงคราม ชาวอิหร่านหลายล้านคนต้องตกงานหรือปิดกิจการ โดยภาคค้าปลีกและภาคที่ไม่จำเป็น (เช่น หอศิลป์ในเตหะราน) ถูกอธิบายว่า "แทบจะตายไปแล้ว"

ความไม่สงบภายในประเทศ: ความกังวลหลักของผู้นำอิหร่านคือ "เศรษฐกิจที่พังทลาย" จะจุดชนวนให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ระลอกใหม่ ผู้คนภายในอธิบายว่าเศรษฐกิจเป็น "จุดอ่อน" ของระบอบการปกครอง โดยสังเกตว่าประชาชนรู้สึกขมขื่นมากขึ้นเรื่อยๆ จากค่าใช้จ่ายของความขัดแย้ง

การค้าที่ถูกตัดขาด: สงครามได้ตัดความสัมพันธ์ทางการค้าที่สำคัญกับประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าอาจจะไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ทำให้อิหร่านโดดเดี่ยวมากขึ้นแม้ว่าการหยุดยิงจะยังคงอยู่

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่า แม้ว่าอิหร่านจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการก่อกวนระบบพลังงานโลกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ต้นทุนภายในประเทศนั้นสูงมากจนรัฐบาลอาจขาดทรัพยากรที่จะรักษาอิทธิพลในภูมิภาคหรือป้องกันความไม่มั่นคงภายในประเทศในอนาคตอันใกล้นี้







 

การล่มสลายของอเมริกา บทวิเคราะห์ว่าด้วย ปฏิบัติการของโดนัลด์ ทรัมป์ในอิหร่าน เป็นจุดเริ่มต้นของการถอยกลับของอเมริกาในฐานะมหาอำนาจโลก







https://x.com/NewStatesman/status/2041760900017791290

การล่มสลาย โดย จอห์น เกรย์

ปฏิบัติการ "เล็กๆ น้อยๆ" ของโดนัลด์ ทรัมป์ในอิหร่าน กลับกลายเป็นการเดินทัพสู่หายนะ ปฏิบัติการรบครั้งใหญ่ของเขาเปลี่ยนเป้าหมายจากการสกัดกั้นอิหร่านไม่ให้มีขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ถูก "ทำลายล้าง" ไปเมื่อเดือนมิถุนายน ไปเป็นการเปิดช่องแคบฮอร์มุซและฟื้นฟูสถานการณ์ให้กลับไปเป็นเหมือนก่อนเริ่มปฏิบัติการ ไม่ว่าเป้าหมายจะเป็นอะไรก็ตาม สถานการณ์ก่อนสงครามนั้นไม่อาจเรียกคืนได้ ทรัมป์ไม่สามารถประกาศชัยชนะและเดินจากไปโดยไม่ยอมเสียเส้นทางการขนส่งที่สำคัญไปยังอิหร่าน ด้วยศักยภาพที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกได้ ระบอบเผด็จการทหาร-ศาสนาที่ถูกทำลายล้างได้เริ่มต้นการล่มสลายครั้งสุดท้ายของอำนาจจักรวรรดินิยมสหรัฐฯ แล้ว

ในตะวันออกกลาง สงครามได้บ่อนทำลายรากฐานทางการเงินของอำนาจครอบงำของสหรัฐฯ ไม่ว่าสงครามจะจบลงอย่างไร ผลลัพธ์ก็คือการกลับมาของอิหร่านในฐานะมหาอำนาจ ในฐานะผู้กำหนดเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านได้กลายเป็นพลังสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจน้ำมันโลก หากทรัมป์เลือกที่จะ "ปิดฉาก" และเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดิน สหรัฐฯ จะถูกลากเข้าไปสู่หายนะที่ใหญ่กว่าเวียดนาม อัฟกานิสถาน และอิรักรวมกัน

แม้ว่านาโตอาจยังคงอยู่เพียงชื่อ แต่พันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกนั้นล้มเหลวในเชิงปฏิบัติการ อเมริกากำลังกลับไปสู่เส้นทางก่อนปี 1914 ในฐานะอารยธรรมที่แยกตัวออกจากยุโรป ในสหราชอาณาจักร ท่าทีเริ่มต้นคือการรอให้พายุสงบลงจนกว่าวอชิงตันจะกลับสู่สภาวะปกติ เหตุใดปูตินหรือสี จิ้นผิงจึงควรแสดงความอดทนเช่นเดียวกันนั้นยังไม่มีคำอธิบาย นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพวกเขาที่จะลงมือทำหรือไม่? การเพิ่มกำลังรบแบบผสมผสานในยุโรปที่อ่อนแอจะทำให้ปูตินมีอำนาจต่อรองในข้อตกลงสันติภาพใดๆ ในยูเครน ด้วยการที่ทรัมป์ได้โยกย้ายสินทรัพย์ทางทหารจากเอเชียแปซิฟิกไปยังตะวันออกกลางและลดปริมาณกระสุน สี จิ้นผิงอาจสามารถผนวกไต้หวันได้โดยไม่ต้องยิงแม้แต่กระสุนเดียว

นี่ไม่ใช่เพียงแค่กรณีที่บทเรียนจากประวัติศาสตร์ถูกเพิกเฉย สงครามของทรัมป์ดูเหมือนจะเป็นตัวอย่างของสิ่งที่ซิกมุนด์ ฟรอยด์ อธิบายว่าเป็น "การบังคับให้ทำซ้ำ" ซึ่งเป็นกระบวนการทางจิตใต้สำนึกที่จิตใจแสดงออกถึงสิ่งที่จำไม่ได้อย่างถูกต้อง ถึงแม้เขาจะเป็นคนที่อยู่กับปัจจุบัน แต่ทรัมป์ดูเหมือนจะถูกขับเคลื่อนด้วยแรงกระตุ้นที่จะจินตนาการถึงอดีตใหม่และยืนยันความยิ่งใหญ่ของอเมริกาและของตัวเขาเอง เมื่อจินตนาการแบบเด็กๆ เกี่ยวกับอำนาจสูงสุดมาเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ การตอบสนองจึงเป็นความโกรธแค้นที่ไร้เหตุผล

จิตพยาธิวิทยา (Psychopathology) ทรัมป์ไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไร การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเขาเป็นจุดเริ่มต้นของการถอยกลับของอเมริกาในฐานะมหาอำนาจโลก