คนนี้ไงเล่าที่เราเลือกเอง (แต่ไม่ใช่กู) pic.twitter.com/iHLOJSvUy5
— บอล ธนวัฒน์ วงค์ไชย (@tanawatofficial) March 18, 2026
Tomorn Sookprecha
15 hours ago
·
พอเกิดเหตุการณ์อิหร่าน สิ่งที่ประหลาดที่สุดก็คือการที่ 'รัฐไทย' เลือกสื่อสารเรื่องการประหยัดพลังงานออกมาในลักษณะของการ 'ประหยัดไฟส่วนบุคคล' เสียเป็นส่วนใหญ่
.
โดยส่วนตัว มองว่านี่เป็น 'ชั้น' ที่ 'ตื้นเขิน' ที่สุด คือใครๆ ก็คิดได้ว่าถ้าเกิดวิกฤตพลังงาน ก็ต้องประหยัดพลังงาน ประมาณว่าต้องปิดไฟ ปิดแอร์ ใช้รถให้น้อยลง WFH หรืออะไรทำนองนั้น
.
แต่คำถามก็คือ - เมื่อเกิด 'สถานการณ์' นี้ขึ้นมา, ไม่จริงหรอกหรือที่เราควรถือโอกาสใช้ 'วิกฤต' นี้ เพื่อหันย้อนกลับมาพิจารณาใคร่ครวญถึง 'โครงสร้าง' การใช้พลังงานทั้งหมดของเรา ว่ามันมีข้ออ่อนตรงไหนบ้าง ทำไมพอเกิดวิกฤตแบบนี้ขึ้นแล้วเราถึงดู 'อ่อนแอ' และ 'เปราะบาง' เสียเหลือเกิน เหมือนถ้าแตะโดนจุดเล็กๆ ก็ทำท่าจะร่วงเอาเสียแล้ว
.
เราควรใช้สถานการณ์นี้เป็น Policy Window สำหรับการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ไม่ใช่พยายาม 'ผลัก' ทุกภาระให้ไปอยู่ใน 'ระดับปัจเจก' เสียหมด
.
ด้วยเหตุนี้ คำถามที่น่าสนใจอีกชั้นหนึ่งก็คือ - ก็แล้วทำไม 'รัฐไทย' ถึงได้มี 'สำนึก' แบบนี้ออกมาอย่างฉับพลันทันทีเป็นอันดับแรก ทำไม 'รัฐไทย' ถึงมีสำนึกแก้ปัญหาด้วยการผลักทุกอย่างไปอยู่ในระดับปัจเจก
.
นี่คือเรื่องใหญ่ เป็นสถานการณ์ระดับ 'ภูมิรัฐศาสตร์' (ซึ่งเป็นคำที่พูดกันจนน่าเอียนอ้วก แต่ไม่รู้ว่าตระหนักถึง 'ความหมาย' ของคำนี้กันมากแค่ไหน) มันจึงเป็นสถานการณ์ที่เปิดโอกาสให้เราได้ 'เห็น' อย่างถ่องแท้ เป็นการ 'เทสต์ระบบ' ที่เราอยู่ ให้เห็นว่าทั้งระบบมันเปราะบางตรงไหนบ้าง
.
แน่นอน เครื่องมือแรกๆ ที่รัฐต่างๆ น่าจะพอทำได้เวลาเกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้นมา ก็คือการ 'ขอความร่วมมือ' จากประชาชนให้ประหยัดพลังงาน แต่ถ้าผ่านมาแล้วเป็นสัปดาห์ แล้วเรายัง 'ไม่เห็น' ว่ารัฐมี 'เครื่องมืออื่น' อีกหรือไม่ที่จะทยอยตามมาหากเหตุการณ์เลวร้ายลง - ก็อาจถือได้ว่ารัฐนั้นล้มเหลวต่อการจัดการ
.
การขอให้ประชาชนประหยัดนั้น พูดได้เลยว่าเป็นแค่การ 'กันแรงกระแทก' ทางการเมือง แต่ไม่ใช่การถือโอกาส 'รื้อระบบ' แค่ขอให้ประชาชนประหยัด คือเครื่องมือที่ 'เร็ว' และ 'ราคาถูก' ที่สุด ทั้งในแง่ของเงินและปัญญา เพราะมันไม่สร้างแรงเสียดทานทางการเมืองในทันที
.
แต่ปัญหาก็คือ - เครื่องมือแบบนี้เป็นแค่เปลือกผิว ที่จะไม่แก้ปัญหาอะไรเลยในระยะยาว
.
ผมไม่ได้รู้เรื่องพลังงานมาก แต่ชอบเล่นเกมแบบ Cities Skylines หรือ SimCity ก็เลยพอจะเห็นอยู่ว่าเราพึ่งพาโรงไฟฟ้าแบบที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ไม่ใช่พลังงานที่ยั่งยืนกว่านั้น คือไม่ได้ 'ไปไกล' (ในเกม) ถึงระดับที่จะช่วยให้เมืองยั่งยืน
.
ที่สำคัญก็คือ โรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติพวกนี้ ยังมีสัญญาระยะยาวที่ผูกพันทั้งการจัดหาก๊าซและการรับซื้อไฟฟ้า (จากเอกชน) ด้วย โครงสร้างเช่นนี้ทำให้ 'การเปลี่ยนผ่านไม่ได้' ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
.
แน่นอน การเปลี่ยนไปใช้พลังงานที่มีอยู่เหลือเฟืออย่างพลังงานแสงอาทิตย์ ยังไม่ใช่ตัวเลือกที่แทนได้ทั้งหมด เรื่องนี้ก็พูดกันมาตลอดโน่นนั่นนี่ ประมาณว่าเทคโนโลยียังไม่พร้อม เช่นว่าพลังงานแสงอาทิตย์ไม่เสถียร ผลิตได้เฉพาะช่วงกลางวัน แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงในช่วงเย็น จึงต้องมีระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่และโครงข่ายไฟฟ้าแบบใหม่ บลา บลา บลา
.
คำถามก็คือ - แล้วเห็นการ 'ขยับ' ในเรื่องนี้มากแค่ไหน และถ้าการขยับยังไม่แรงพอ, มันเกิดจากอะไร?
.
ผมคิดว่า เรื่องนี้ต้องกลับมาดู 'เศรษฐศาสตร์การเมือง' ของเรื่องพลังงาน คือเรื่องพลังงานไม่ได้ตั้งอยู่บนหิ้งโดดๆ แต่มันเกี่ยวพันกับหลายมิติในสังคม
.
ต้องยอมรับว่า โครงสร้างพลังงานของไทยก็เหมือนเรื่องเชิงอำนาจอื่นๆ ในสังคมไทยนั่นแหละ คือมันถูกออกแบบมาแบบ 'รวมศูนย์' มีผู้เล่นหลักๆ ไม่กี่ตัว
.
โรงไฟฟ้าประเภทใช้ถ่านหิน ใช้ก๊าซธรรมชาติ หรือใช้น้ำมัน (หรือแม้กระทั่งใช้พลังงาน้ำอย่างเขื่อน) มัน 'เอื้อ' กับโครงสร้างพวกนี้มาก เพราะมันต้องอาศัยการลงทุนสูง ซึ่งเท่ากับต้องอาศัยอำนาจแบบ 'รวมศูนย์' มาก มันจึงสอดคล้องและไปกันได้ดีมาตลอดประวัติศาสตร์ จนทุกคนอาจ 'คุ้นชิน' ว่าเออ...มันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ
.
แต่พลังงานแบบใหม่ พลังงานหมุนเวียน พลังงานยั่งยืน พลังงานสีเขียว อะไรพวกนี้ มันคือพลังงานแบบ 'แตกตัว' หรือ 'กระจายตัว' ไม่จำเป็นต้องรวมศูนย์ (คือรวมศูนย์ก็ได้นั่นแหละ แต่มันจะไม่ยั่งยืนเท่าไหร่) ซึ่งถ้ามองในภาพใหญ่แล้ว นี่คือ 'เรื่องเดียวกัน' กับการกระจายอำนาจเลย
.
การเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานแบบใหม่นี้ จะทำให้ 'ผู้บริโภค' มีส่วนเป็น 'ผู้ผลิต' ได้ด้วย เหมือนกับที่การกระจายอำนาจจะทำให้ประชาชนตาดำๆ ไม่ได้เป็นแค่ผู้ 'รับเศษอำนาจ' มาจุนเจือตัวเอง แต่เป็นผู้ที่สามารถ 'ใช้อำนาจ' ของตัวเองได้ด้วย เช่นการออกเสียงเรื่องต่างๆ ในท้องถิ่น
.
แต่เรื่องนี้ยาก เพราะสังคมไทยคุ้นกับการรวมศูนย์ และ 'ถูกออกแบบ' ให้ฝังหัวอยู่กับการรวมศูนย์มาตลอด การเปลี่ยนผ่านจึงไม่ใช่เรื่องพลังงานเรื่องวิศวกรรมเท่านั้น แต่คือเรื่องของ 'แรงต้านเชิงสถาบัน' (Institutional Resistance) ด้วย
.
ดังนั้น การที่เราเห็นว่า รัฐสื่อสารแต่เรื่องประหยัดพลังงานระดับปัจเจก จึงไม่ใช่เพราะรัฐไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่อาจเพราะรัฐ 'รู้ดี' ว่านี่คือการเลือกพูดถึงมาตรการที่ไม่ไป 'กระทบ' กับโครงสร้างผลประโยชน์ดั้งเดิมที่เป็นแบบรวมศูนย์นั่นแหละ
.
เพียงแต่มันไม่ได้มองไปในอนาคต ไม่ได้วางรากฐานที่แข็งแรงให้กับอนาคตของสังคมไทย โดยเฉพาะในภาวะที่ต้องเจอกับสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
.
ที่จริงแล้ว สถานการณ์แบบนี้ควรเป็น 'จังหวะ' ที่เปิดโอกาสให้เกิดการ 'ปรับโครงสร้าง' ได้จริง เช่น ปลดล็อกการผลิตไฟฟ้าภาคประชาชน ลงทุนในระบบเก็บพลังงานและโครงข่ายแบบใหม่ ปรับกฎเกณฑ์ให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น หรือแม้แต่การตั้งราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งรวมไปถึงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมด้วย
.
แต่สิ่งที่เราเห็น ก็คือ 'แรงเฉื่อย' ของระบบที่ฝังรากลึก และมัน 'เอื่อย' แบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ เสียเหลือเกิน
.
นี่จึงไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคเท่านั้น แต่เป็นเรื่องทาง 'วัฒนธรรมความคิด' ของสังคมที่เกี่ยวพันกับอำนาจ - ด้วย!

.jpg)
.jpg)
.jpg)







แมรี่ ทรัมป์ คือใคร?
