วันอาทิตย์, สิงหาคม 30, 2569

เรื่องฮั้วสว.เป็นเรื่องจริง เป็นวิกฤติจริง แต่คุณเคยสรุปบ้างไหมว่าทุกครั้งที่คนหน้าคุ้นๆแบบนี้ออกมาประสานงานอย่างพร้อมเพรียงกัน“โดยมิได้นัดหมาย”นับตั้งแต่ปี2549 มันจะตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระดับเปลี่ยนนายก แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือมันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่กลับแย่กว่าเดิมทุกครั้ง (ไอหยา !)

https://www.facebook.com/ponchai.ponkul/posts/1760408448331921

Ponchai Ponkul 
18 hours ago
·
เรื่องฮั้วสว.เป็นเรื่องจริง เป็นวิกฤติจริง
แต่คุณเคยสรุปบ้างไหมว่าทุกครั้งที่คนหน้าคุ้นๆแบบนี้ออกมาประสานงานอย่างพร้อมเพรียงกัน“โดยมิได้นัดหมาย”นับตั้งแต่ปี2549 มันจะตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระดับเปลี่ยนนายก แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือมันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่กลับแย่กว่าเดิมทุกครั้ง
คุณเกลียดอนุทิน อนุทินต้องไป เรื่องสว.ต้องถูกดำเนินการแบบตรงไปตรงมา รวมทั้งเรื่องทุจริตต่างๆ แต่ #คุณไว้ใจคนพวกนี้ได้แค่ไหน #เขาไม่ได้มาพร้อมกับวาระซ่อนเร้นทางการเมืองที่แย่กว่าเดิมแน่หรือ? บทเรียน20ปีบอกเราว่า พวกเขาไม่ใช่พลังการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของสังคม พวกเขาสันทัดในการฉวกฉวยโอกาสซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากวิกฤตที่พวกเขานั่นแหละสร้างขึ้นเอง
โพสต์นี้เขียนขึ้นเพื่อเตือนสติกันว่า กี่ครั้งเราแล้วที่เราช่วยกันหามเกี้ยวให้คนอื่นนั่ง พอกันเสียที ถ้าครั้งนี้เราไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้างก็ให้พวกเขาฉิบหายไปพร้อมกัน










ชวนอ่าน ถ้อยแถลงฉบับเต็มของ โจว ฮาง-ตุง (Chow Hang-tung) นักกิจกรรมผู้จัดงานรำลึกเหตุการณ์เทียนอันเหมิน ที่ศาลฮ่องกง ตัดบทไม่ให้อ่าน หลังอ่านได้ไม่กี่ประโยค เธออาจได้รับโทษจำคุกนานถึง 10 ปี


“การได้ค้นพบภารกิจที่ตนเองเชื่อมั่นและมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์เคียงบ่าเคียงไหล่ในการต่อสู้ ถือเป็นความสุขสูงสุดของชีวิต” โจว ฮาง-ตุง เขียนไว้ “ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงไม่รู้สึกเสียใจเลยกับเส้นทางที่ได้ก้าวเดินร่วมกับกลุ่ม Hong Kong Alliance และประชาชนชาวฮ่องกง”
...
Pipob Udomittipong
13 hours ago
·
แม้จะถูกศาล #ฮ่องกง พิพากษาว่าผิด และอาจได้รับโทษจำคุกนานถึง 10 ปี โจว ฮังตง แกนนำจัดงานจุดเทียนรำลึกเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมินมาหลายสิบปี ไม่ทรยศต่อมโนธรรมชองตนเอง และไม่ขอความปรานีจากศาล แม้จะติดคุกมามากกว่า 5 ปีแล้ว
.
วันศุกร์เมื่อวาน ศาลให้โอกาสจำเลยแถลงเพื่อขอลดหย่อนโทษ (Mitigation Statement) แต่ปรากฏว่า คำแถลงของโจว ฮังตง กลับเป็นการยืนยันว่า การกระทำของตนไม่เป็นความผิด และยังบอกด้วย “ดิฉันยินดีที่จะเป็นอาชญากร มากกว่าจะทรยศต่อมโนธรรมของตนเอง” “I would rather be a criminal than a person who betrays their conscience.”
.
ในคำแถลงต่อศาล อดีตนศ.ป.เอกด้านแผ่นดินไหวของเคมบริดจ์ ซึ่งผันตัวเองมาเรียนนิติศาสตร์จนสอบได้เนติบัณฑิต ยังยืนยันต่อไปถึงการต่อต้านสิ่งที่เธอเรียกว่า “ระบอบเผด็จการพรรคเดียว” “A one-party dictatorship” ซึ่งก็คือรบ.พรรคคอมมิวนิสต์ของจีนที่บังคับใช้ “กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ” จนนำไปสู้การปราบปราม จับกุม คุมชังและทำลายขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกงไปจนหมด
.
เธอกล้าพูดแบบนี้ แม้ว่าตัวเองจะถูกควบคุมตัวและจำคุกมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2021 หรือ 5 ปีมาแล้วที่เธออยู่ในคุก นับว่ากล้าหาญมาก
.
โจวยังบอกในคำแถลงต่อศาลด้วยว่า “ความเชื่อเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคำนวณเป็นตัวเลขหรือใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยนได้ การรับสารภาพหรือขอโทษกับทุกสิ่งที่คุณเชื่อ เป็นสิ่งที่เสแสร้งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และเป็นการดูถูกทุกคนที่เชื่อเช่นเดียวกันกับคุณ นั่นเป็นเหตุผลที่ดิฉันจะไม่ทำเช่นนั้น และไม่สามารรถทำเช่นนั้นได้”
.
ผมว่าโจว ฮังตง ไม่ต่างจากอานนท์ นำภา และนักโทษการเมืองอีกหลายคนบ้านเรา ที่ไม่ยอมบอกว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด เพราะมันทรยศต่ออุดมการณ์ของตัวเอง
.
ประวัติของโจว ฮังตงน่าสนใจมาก เพราะเธอเป็นคนที่เรียนเก่งมาก ได้เกรด A ทุกวิชา และเดิมทีเธอเข้าเรียนปริญญาเอกที่เคมบริดจ์ สาขาแผ่นดินไหววิทยา ในปี 2551 หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเสฉวน คร่าชีวิตผู้คนไป 70,000 คน โจวเดินทางไปเป็นอาสาสมัครกู้ภัย และต้องผิดหวังกับความล้มเหลวของรัฐบาลจีนในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น
.
เป็นแรงบันดาลใจให้เธอลาออกจากเคมบริดจ์ และเดินทางกลับฮ่องกง เพื่อฝึกอบรมเป็นทนายความแทน รวมทั้งทำงานด้านสิทธิมนุษยชนควบคู่ไปกับการเรียน ผมแปลคำแถลงต่อศาลบางส่วนของโจว ฮังตงให้อ่านครับ
.
16. ในอนาคต ไม่ว่าจะอยู่ในหรือนอกคุก ดิฉันยังคงมุ่งมั่นอย่างไม่ลดละที่จะให้มีการปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย พิสูจน์ความชอบธรรมของการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในปี 1989 (เหตุการณ์ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน) นำตัวผู้รับผิดชอบต่อการสังหารหมู่มาลงโทษ ยุติระบอบเผด็จการแบบพรรคเดียว และสถาปนาฮ่องกงและจีนที่เป็นประชาธิปไตย ดิฉันจะเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และลองทำทุกวิถีทาง จนกว่าวันที่ประชาธิปไตยจะมาถึง นี่คือคำสัญญาที่ดิฉันให้ไว้ต่อสาธารณะนับครั้งไม่ถ้วน เป็นคำปฏิญาณอันศักดิ์สิทธิ์ที่ดิฉันให้ไว้กับผู้ล่วงลับในทะเลเทียน และดิฉันไม่มีเจตนาที่จะทำต่างจากที่เคยพูดเอาไว้
.
17. หากการทำเช่นนั้นจะทำให้ดิฉันกลายเป็นอาชญากรตลอดชีวิต หากกฎหมายไม่สามารถยอมรับความเชื่อของเราได้อย่างแท้จริง ดิฉันยินดีที่จะเป็นอาชญากร มากกว่าจะทรยศต่อมโนธรรมของตนเอง ดิฉันจะยืนหยัดเคียงข้างประชาชนชาวฮ่องกงทุกคนที่ไม่ยอมแพ้ และเราจะเดินหน้าต่อไปบนเส้นทางที่ยังไม่สิ้นสุดสู่ประชาธิปไตย
.
18. บนทะเลแห่งแสงเทียน คลื่นแห่งหัวใจมนุษย์ที่พลุ่งพล่าน เราไม่ยอมจำนนและจะแพร่กระจายเป็นวงกว้าง ซัดกระหน่ำชายฝั่ง จนกว่ารุ่งอรุณแห่งความยุติธรรมจะตื่นขึ้นมา
.
อ่าน Mitigation Statement ทั้งหมดที่นี่
https://hongkongfp.com/.../in-full-tiananmen-vigil.../

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10164595927726649&set=a.10150096728651649
.....



โจว (Chow) ซึ่งเป็นทนายความ ได้ว่าความแก้ต่างให้ตนเองในระหว่างการพิจารณาคดี เธอมีโอกาสอ่านถ้อยแถลงเพื่อขอลดหย่อนผ่อนโทษได้เพียงไม่กี่ประโยคในวันศุกร์ ก่อนที่จะถูกผู้พิพากษาสั่งให้หยุดอ่าน ด้านล่างนี้คือเนื้อหาฉบับเต็มของถ้อยแถลงดังกล่าว ซึ่งเธอได้เผยแพร่ไว้ในหน้า Patreon ของเธอ

1. ท้ายที่สุดแล้ว คำพิพากษาความยาว 206 หน้านี้ สรุปใจความสำคัญได้ว่า การแสวงหาประชาธิปไตยถือเป็นความผิดทางอาญา

2. ข้าพเจ้ารู้สึกรับไม่ได้อย่างยิ่งที่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งจะสามารถนำอธิปไตยของชาติไปแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ อ้างว่าเป็นตัวแทนเจตจำนงของประชาชน สถาปนาตนเองเป็นผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเพียงผู้เดียว แล้วยังยืนกรานให้พลเมืองมีพันธะทางกฎหมายที่จะต้องเชิดชูอำนาจที่ตนสร้างขึ้นเอง กฎหมายที่มีลักษณะเช่นนี้ก็เป็นเพียงคำสวยหรูที่ใช้เรียกขานระบอบเผด็จการเท่านั้น

3. การเชื่อว่าระบอบเผด็จการเป็นสิ่งที่ผิดและประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หากสิ่งนี้ไม่ใช่ "ความเชื่อ" แล้วสิ่งใดเล่าคือความเชื่อ? แม้ศาลและรัฐบาลจะพยายามกล่าวอ้างซ้ำซากราวกับบทสวดมนต์ว่าพวกเขาไม่ได้ตัดสินที่ "ความเชื่อ" แต่พวกเขาก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่า ภายใต้คำพิพากษานี้ ผู้ที่เชื่อในหลักการ "ยุติระบอบเผด็จการพรรคเดียว" ย่อมไม่มีที่ยืนในสังคมอีกต่อไป ในสายตาของ "กฎหมาย" รูปแบบนี้ การมีความคิดเช่นนั้นถือเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยเนื้อแท้ ซึ่งทำให้การกระทำดังกล่าวกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายและเปรียบเสมือน "บาปกำเนิด" แม้แต่การกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายอย่างชัดแจ้ง เช่น การรำลึกถึงเหตุการณ์วันที่ 4 มิถุนายน ก็กลับกลายเป็นความผิดเพียงเพราะความคิดของเราถูกมองว่า "ไม่เหมาะสม"

4. ทว่ากฎหมายไม่อาจควบคุมความคิดของมนุษย์ได้ ไม่เพียงแต่กฎหมายจะไม่มีศักยภาพในการทำเช่นนั้นเท่านั้น แต่เมื่อกฎหมายขัดแย้งกับมโนธรรมสำนึกของมนุษย์อย่างชัดแจ้ง กฎหมายนั่นเองที่จะต้องสูญเสียความชอบธรรมไปในท้ายที่สุด

5. ผู้คนจำเป็นต้องขีดเส้นแบ่งบางอย่าง และกฎหมายก็ต้องทำเช่นเดียวกัน นี่คือหนึ่งในความแตกต่างขั้นพื้นฐานที่สุดระหว่างระบอบประชาธิปไตยและระบอบอำนาจนิยม เพราะหลักนิติธรรมที่แท้จริงย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้ภายใต้ระบอบเผด็จการ เมื่อศาลเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงและเส้นแบ่งระหว่างความถูกผิดอย่างสิ้นเชิงต่อข้อเรียกร้องให้ "ยุติระบอบเผด็จการพรรคเดียว" แล้วเลือกที่จะบังคับใช้เจตจำนงของระบอบอำนาจนิยมรวมถึงหน้าที่ในการเชื่อฟังอย่างหลับหูหลับตา การกระทำของศาลย่อมกลายเป็นเรื่องไร้เหตุผลพอๆ กับการอ้างหน้าที่ในการสังหารชาวยิวในเยอรมนีสมัยนาซี แนวทางเช่นนี้ได้พรากเป้าหมายสำคัญของกฎหมายในการแสวงหาความยุติธรรมไป และลดทอนสถานะของกฎหมายให้เหลือเพียงเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น 

6. การเชื่อฟังคำสั่งโดยปราศจากการไตร่ตรองและขาดการใช้วิจารณญาณแยกแยะผิดชอบชั่วดีนี่เอง ที่ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่าภายใต้การปกครองของนาซีและระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จอื่นๆ ในปัจจุบัน ทั้งฝ่ายตุลาการและรัฐต่างเสี่ยงที่จะเดินเข้าสู่เส้นทางอันตรายสายเดียวกันนี้ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วและการขยายอำนาจรัฐในขณะที่ประเทศกำลังสถาปนาตนเองเป็น "มหาอำนาจ" ที่ได้รับการยอมรับ ภัยคุกคามในปัจจุบันจึงยิ่งใหญ่และรุนแรงกว่าในอดีตเสียอีก

7. ในฐานะพลเมือง เรามีความรับผิดชอบที่จะต้องตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจรัฐภายใต้กรอบประชาธิปไตย โดยทำหน้าที่ในฐานะเจ้าของประเทศเพื่อตรวจสอบและยับยั้งการใช้อำนาจเกินขอบเขต สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เพียงแต่เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับความอยุติธรรมในอดีตเท่านั้น แต่ยังเพื่อป้องกันหายนะที่อาจเลวร้ายยิ่งกว่าในอนาคต การยอมมอบอำนาจเบ็ดเสร็จที่ปราศจากการตรวจสอบให้แก่กลไกรัฐโดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติ—โดยแลกกับความเป็นมนุษย์และมโนธรรมสำนึกขั้นพื้นฐาน—ย่อมนำไปสู่โศกนาฏกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

8. ดังนั้น การยุติระบอบเผด็จการพรรคเดียวจึงเป็นความรับผิดชอบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้สำหรับคนรุ่นเรา ทั้งชาวฮ่องกงและชาวจีนแผ่นดินใหญ่ นี่คือภารกิจที่เราต้องทำให้สำเร็จด้วยตนเอง เพราะเราเท่านั้นที่ทำได้ ไม่มีพลังภายนอกใดจะมาทำแทนเราได้

9. นี่คือความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจของข้าพเจ้า และไม่ใช่ความเชื่อของข้าพเจ้าเพียงลำพัง ดังที่เห็นได้จากการจุดเทียนรำลึกที่สวนสาธารณะวิกตอเรียพาร์คตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา "การยุติระบอบเผด็จการพรรคเดียว" คือจุดยืนขั้นพื้นฐานของประชาชน และเป็นข้อเรียกร้องสากล เมื่อกฎหมายพยายามท้าทายจุดยืนนี้ กฎหมายนั้นย่อมนำความอัปยศมาสู่ตนเองเท่านั้น

10. ศาลพยายามอ้างว่าประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่เป็นการ "ปลุกปั่นความเกลียดชัง" ทว่าความเชื่อเรื่อง "การยุติระบอบเผด็จการพรรคเดียว" ไม่เคยต้องอาศัยแนวคิดแบ่งแยก "เรากับเขา" หรือการยุยงให้เกิดความเกลียดชังเพื่อดำรงอยู่ เราเพียงแค่ต้องอาศัยเหตุผลและข้อเท็จจริง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะได้รับแรงสนับสนุนจากผู้คนที่มีเหตุมีผลทั้งหลาย

11. ระบอบเผด็จการพรรคเดียวคือความอยุติธรรมที่ชัดแจ้งที่สุด เพราะมันเพิกเฉยต่อความเสมอภาคและอิสระของปัจเจกบุคคล บังคับใช้ระบบการปกครองที่ขัดต่อตรรกะและเหตุผลทั้งปวง และลดทอนสถานะของพลเมืองที่มีเสรีภาพให้กลายเป็นเพียงผู้อยู่ใต้ปกครองที่ไร้ทางเลือก การยุติระบอบเผด็จการพรรคเดียวเป็นเพียงเรื่องของการทวงคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งเป็นสิทธิโดยกำเนิดของทุกคน เป็นหลักการที่ใครก็ตามหากไม่จงใจทำเป็นมองไม่เห็น ย่อมสามารถเข้าใจได้โดยง่าย

12. มีเพียงผู้ที่ปราศจากเหตุผลอันสมเหตุสมผลเท่านั้นที่ต้องอาศัยความเกลียดชังในการระดมพล ซึ่งเราปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้นโดยเด็ดขาด มีเพียงผู้ที่ขาดความมั่นคงทางจิตใจอย่างยิ่งเท่านั้นที่จะมองเห็นความเป็นศัตรูอยู่ทุกหนทุกแห่ง และเราก็ไม่ได้มองโลกในแง่มุมเช่นนั้นเลย เรามีความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ในสิ่งที่เรายึดถือและสิ่งที่เรายืนหยัดเพื่อมัน การที่ระบอบเผด็จการต้องพึ่งพาความเกลียดชังเพื่อรักษาอำนาจไว้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเต้นตามเกมของพวกเขา หรือหมายความว่าโลกนี้หมุนไปด้วยความเกลียดชัง ความเชื่อในเรื่องความเสมอภาคและความยุติธรรม ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพในความเป็นมนุษย์และความจริงนั้น เป็นพลังที่ทรงอานุภาพและยั่งยืนกว่าความเกลียดชังเสมอมา

13. ความเชื่อเป็นสิ่งที่ไม่อาจนำมาคำนวณหรือแลกเปลี่ยนซื้อขายกันได้ การต้องมาวิงวอนขอความเห็นใจหรือกล่าวคำขอโทษในสิ่งที่คุณเชื่อมั่นนั้น เป็นการกระทำที่แสดงถึงความหน้าซื่อใจคดอย่างที่สุด และถือเป็นการดูหมิ่นทุกคนที่มีความเชื่อเดียวกัน นั่นคือเหตุผลที่ข้าพเจ้าจะไม่ทำเช่นนั้น และไม่อาจทำได้ ผู้ลงมือสังหารผู้คนทั้งเมืองยังไม่เคยออกมากล่าวคำขอโทษเลย แล้วเมื่อไหร่กันเล่าจะเป็นคราวของเรา? แม้ในยามที่โลกพลิกผันกลับตาลปัตร เราก็ต้องไม่กล่าวคำขอโทษต่อความผิดที่ระบอบการปกครองได้ก่อขึ้น มิฉะนั้นเราเองก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความบิดเบี้ยวเหล่านั้นไปด้วย

14. สำหรับเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา ข้าพเจ้าปฏิเสธที่จะใช้ถ้อยคำและแนวคิดทางอาญามาตัดสินความร้ายแรง—หากจะมีอยู่จริง—ของการกระทำของเรา หากศาลต้องการบรรทัดฐานในการอ้างอิง ก็สามารถสอบถามไปยังสำนักงานเพื่อการปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ (Office for Safeguarding National Security) ซึ่งนำโดยพรรคคอมมิวนิสต์ได้ เพราะพวกเขารู้ดีที่สุดว่าจะมองความพยายามต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนผ่านเลนส์ของกฎหมายอาญาอย่างไร พวกเขายืนกรานอย่างต่อเนื่องและไม่อายเลยว่าคดีนี้มีลักษณะร้ายแรงและสมควรได้รับโทษหนัก โดยปราศจากความรู้สึกแม้แต่น้อยว่าตนกำลังแทรกแซงความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม หากท้ายที่สุดแล้วศาลตัดสินว่าคดีของเรามี ‘พฤติการณ์ร้ายแรง’ ข้าพเจ้าจะถือว่านั่นเป็นคำชมเชย เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเราได้สร้างความเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นมาจริงๆ

15. การได้พบภารกิจที่ตนเชื่อมั่นและมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์เคียงข้างในการต่อสู้ ถือเป็นความสุขสูงสุดของชีวิต ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่รู้สึกเสียใจกับเส้นทางที่ได้เดินร่วมกับกลุ่ม Hong Kong Alliance และประชาชนชาวฮ่องกง ข้าพเจ้ามีเพียงครอบครัวและผู้ที่รักข้าพเจ้าเท่านั้นที่ต้องขอบคุณสำหรับการอดทนฝ่าฟันความยากลำบากเหล่านี้ และมีเพียงการให้อภัยจากพวกเขาเท่านั้นที่ข้าพเจ้าปรารถนาจะได้รับ นี่เป็นฉบับแปล โดยให้ยึดถือเนื้อหาจากต้นฉบับภาษาจีนเป็นสำคัญ

16. สำหรับอนาคต ไม่ว่าจะอยู่ภายในหรือภายนอกเรือนจำ ข้าพเจ้าจะมุ่งมั่นพยายามอย่างไม่ลดละเพื่อเรียกร้องการปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย คืนความเป็นธรรมให้แก่ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยปี 1989 เอาผิดผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์สังหารหมู่ ยุติระบอบเผด็จการพรรคเดียว และสร้างฮ่องกงรวมถึงจีนที่เป็นประชาธิปไตย ข้าพเจ้าจะเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และทำทุกวิถีทางจนกว่าวันแห่งประชาธิปไตยจะมาถึง นี่คือคำมั่นสัญญาที่ข้าพเจ้าได้ประกาศต่อสาธารณชนมานับครั้งไม่ถ้วน เป็นคำปฏิญาณอันหนักแน่นที่ให้ไว้แก่ผู้ล่วงลับท่ามกลางทะเลแห่งแสงเทียน และข้าพเจ้าไม่มีเจตนาที่จะผิดคำพูดนั้น

17. หากการกระทำดังกล่าวทำให้ข้าพเจ้าต้องกลายเป็นอาชญากรไปตลอดชีวิต หรือหากกฎหมายไม่อาจรองรับความเชื่อมั่นของเราได้ ข้าพเจ้าก็ยอมเป็นอาชญากรดีกว่าต้องเป็นคนที่ทรยศต่อมโนธรรมสำนึกของตนเอง ข้าพเจ้าจะยืนหยัดเคียงข้างชาวฮ่องกงทุกคนที่ไม่ยอมแพ้ และเราจะก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางสู่ประชาธิปไตยที่ยังไม่สิ้นสุดนี้

18. ท่ามกลางทะเลแห่งแสงเทียน คลื่นแห่งหัวใจผู้คนโหมซัดสูง ไม่ยอมก้มหัวแม้แตกสลาย ซัดสาดเข้าสู่ฝั่ง จนกว่ารุ่งอรุณแห่งความยุติธรรมจะมาเยือน


https://hongkongfp.com/2026/08/28/in-full-tiananmen-vigil-activist-chow-hang-tungs-mitigation-after-guilty-verdict-in-national-security-trial/

(Google Translate ช่วยแปล)







ชวนอ่าน ความเห็นของคุณวิจิตร ที่ดีมาก “การนิรโทษกรรมควรที่จะได้รับอย่างเสมอหน้ากัน”


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
13 hours ago
·
“การนิรโทษกรรมควรที่จะได้รับอย่างเสมอหน้ากัน” : “วิจิตร”ลุ้นเข้าเกณฑ์ พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ ท่ามกลางความหวังและความกังวลถึงเพื่อนผู้ต้องขังที่จะไม่ได้รับสิทธิไปด้วยกัน
.
.
วันที่ 26 ส.ค. 2569 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ทนายความเข้าเยี่ยม “วิจิตร” ผู้ต้องขังในคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์ข้อความทางการเมืองรวม 10 ข้อความในช่วงหลังรัฐประหาร 2557 ซึ่งศาลอาญาพิพากษาจำคุก 10 ปี ไม่รอลงอาญา และขณะนี้อยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา
.
การเข้าเยี่ยมครั้งนี้ เป็นการพูดคุยเพียง 2 วันหลังจากพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2569 ซึ่งเป็นกฎหมายที่นิรโทษกรรมคดีทางการเมืองที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2548 ถึงวันที่ 16 ก.ค. 2568 โดยยกเว้นความผิดตามมาตรา 112
.
สำหรับคดีของวิจิตรซึ่งเป็นคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ยังต้องจับตาดูว่าจะเข้าเกณฑ์ได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ หลังจากทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัววิจิตร เนื่องจากเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม ศาลอาญาได้มีคำสั่งล่าสุดให้ส่งคำร้องให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง เนื่องจากเห็นว่าคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์
.
นาฬิกาชีวิตในเรือนจำของวิจิตรผ่านไปราว 1 ปี 6 เดือนแล้ว การเยี่ยมครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ ทั้งเรื่องสถานะคดีของผู้ต้องขังวัย 60 ปี ที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์ และความหวังว่าคดีของตัวเองจะเข้าเกณฑ์ได้รับประโยชน์จากกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับใหม่หรือไม่ รวมถึงเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรมที่เขาต้องเผชิญอยู่ทุกวัน

______________________

วิจิตรเดินมาพร้อมสีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม เขาสวมเสื้อสีฟ้าและกางเกงขาสั้นสีดำ ยืนก้มหัวทักทายก่อนจะนั่งลงพูดคุย สีหน้าและแววตาดูต่างออกไปจากการเยี่ยมครั้งก่อน ๆ
.
หลังสอบถามว่าทราบข่าวเรื่อง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ แล้วหรือยัง วิจิตรพยักหน้าและตอบว่า “ครับ” ก่อนที่ทนายความจะนำ พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวให้ดู พร้อมอธิบายเนื้อหา และกล่าวถึงสถานการณ์ที่ทราบเบื้องต้น
.
เมื่อถามถึงกิจวัตรประจำวัน วิจิตรเล่าว่าโดยปกติผู้ต้องขังต้องตื่นนอนและสวดมนต์ แต่ด้วยความที่เขาปฏิบัติอยู่แล้ว จึงตื่นนอนก่อน นั่งสมาธิ ภาวนา และสวดมนต์ และเมื่อลงจากเรือนนอนแล้ว เขารับหน้าที่เป็นผู้อาสาพาผู้ต้องขังออกกำลังกายพร้อมกัน ทั้งภายในจะมีอุปกรณ์ที่ช่วยออกกำลังกายได้ เขาก็จะปั่นจักรยานและยกดัมเบลบางครั้ง
.
“สำหรับผมนั้น ผมรับสภาพที่ตนเองจะต้องอยู่ในนี้ได้ตั้งแต่แรก ๆ แล้ว และหากยังจำได้แม้ตอนที่ผมเกือบจะตายนั้น ผมที่พักรักษาตัวอยู่ที่สถาบันทรวงอก ผมย้ำเสมอว่า โซ่ตรวนนั้นคือโซ่ตรวนแห่งเกียรติยศที่แสดงถึงการต่อสู้ของผม
.
“ฉะนั้นผมจะมานั่งอยู่ในลูกกรงนี้ แต่ผมก็มองว่าลูกกรงนี้ก็เหมือนสถานที่ที่แสดงออกให้เห็นถึงการต่อสู้ของผมเช่นกัน สถานที่แห่งนี้ไม่อาจลดทอนเจตนารมณ์การต่อสู้เพื่อประชาชนไปได้ และหวังว่าสักวันหนึ่งประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น”
.
วิจิตรบอกว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตในเรือนจำ คือได้ทบทวนชีวิตของตนเองค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะเรื่องของการต่อสู้ “ผมอาจจะมีการปรับเปลี่ยนการต่อสู้ในอนาคต ผมคงไม่ได้ออกหน้า แต่จะคอยให้การช่วยเหลือผ่านการสนับสนุนต่าง ๆ ผมเชื่อว่าตนเองมีความสามารถมากพอที่จะช่วยเหลือ และเป็นท่อน้ำเลี้ยงได้”
.
เขาบอกว่าตัวเองได้มีความคิดเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเกี่ยวกับภาพที่มีต่อคนในเรือนจำ “แต่ก่อนภาพจำของผมเกี่ยวกับคนในเรือนจำจะไปในทางที่ไม่ดีมากกว่า แต่เมื่อผมได้มาใช้ชีวิตในสถานที่แห่งนี้แล้ว ผมได้รับรู้สังคม อาชญากร บางคนอาจจะเป็นโดยสันดาน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นเช่นนั้น
.
“สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการลงโทษอย่างเดียว แต่ควรมีการแก้ไขในระดับนโยบายภาครัฐ เช่น การศึกษา ประชาชนทุกคนควรได้รับการศึกษา เพราะการศึกษาคือสิ่งที่เปลี่ยนชีวิต ทำให้คนกลุ่มนี้จะสามารถทำงานหาเงินได้ สิ่งสุดท้ายที่คนกลุ่มนี้จะเลือกทำคือไม่พ้นการขายยาเสพติด หรือเว็บพนัน คนนั้นก็จะอยู่ในวังวันนี้ตลอด” เขาให้ทัศนะไว้อีกตอน

.

นอกจากความคิดที่เปลี่ยนไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงเช่นกันคือเรื่องสุขภาพปอด ที่ก่อนหน้านี้มีประเด็นเรื่องฝ้าในปอดไม่ลดลงเลย วิจิตรเล่าว่าได้พบแพทย์ที่สถาบันทรวงอกล่าสุดเมื่อเดือน ก.ค. 2569 แพทย์ อ่านผล CT Scan ยังพบว่าฝ้าในปอดไม่ได้จางลง จึงให้ยาใหม่และนัดหมายวันที่ 6 ต.ค. 2569 เพื่อดูผล CT Scan อีกรอบ
.
นอกจากนี้ทางสถานพยาบาลยังเจาะเลือดตรวจค่าต่าง ๆ พบว่าไขมันในเส้นเลือดอยู่ที่ 157 จึงต้องกินยาวันละ 1 เม็ดก่อนนอนอีกด้วย
.
“ทุกวันนี้ผมยังคงรู้สึกหายใจไม่อิ่ม ผมพยายามออกกำลังกายเพื่อไม่ให้เกิดผลเสียกับปอด และพยายามดูแลสุขภาพร่างกายของตนเอง ทางเรือนจำ ผบ.แดน ค่อนข้างเมตตา ให้ความใส่ใจต่อผมเป็นอย่างมาก และสภาพจิตใจโดยรวมปกติดี” วิจิตรกล่าวถึงสภาพร่างกายตัวเองในช่วงเวลาที่ผ่านมา
.
ขณะที่ความสัมพันธ์กับครอบครัว วิจิตรบอกว่ายังคงเหมือนเดิม ได้รับความรักความห่วงใยจากครอบครัวมาตลอด มีการมาเยี่ยมญาติเสมอหากสะดวก “อย่างลูกสาวที่เรียนที่เชียงใหม่ แม้จะเดินทางมาเยี่ยมผมไม่สะดวก แต่ยังคงเขียนจดหมายบอกเล่า และถามไถ่เรื่องสุขภาพตลอด”
.
เมื่อถามถึงความรู้สึกเมื่อทราบข่าว พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ วิจิตรบอกว่า ดีใจที่มีแนวโน้มจะได้กลับไปใช้ชีวิตข้างนอก กลับไปดูแลครอบครัว และลูกน้องที่ทำงานได้อย่างเต็มที่ เขาทราบว่าทุกคนพยายามประคับประคองกิจการรับเหมาก่อสร้างที่ทำด้วยกันมาหลายเดือนมาก ๆ แล้ว

“ผมมีความหวังเป็นอย่างมากต่อกฎหมายฉบับนี้ เพราะเชื่อว่าสังคมเราจะไปต่อได้ ต้องได้รู้จักอภัยให้แก่กัน แต่ถึงอย่างนั้นการที่กฎหมายฉบับนี้ไม่ครอบคลุมถึงประเด็นมาตรา 110 และ 112 นั้น ผมมองว่าเป็นปัญหาอย่างมาก เพราะผมเชื่อว่าสภาพการเมืองไทยมีความคุกรุ่น และประชาชนออกมาเรียกร้องเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพียงเท่านั้น ผมเชื่อว่าไม่มีใครต้องการล้มล้างสถาบันฯ หรอก เพียงต้องการให้ปกเกล้าเท่านั้น ไม่ใช่ปกครอง” วิจิตรให้ความเห็น
.
ในส่วนของคดีมาตรา 110 วิจิตรยังเสริมว่า “การที่จะประทุษร้ายได้นั้นจะต้องมีการเตรียมการ วางแผน เพื่อกระทำการบางอย่าง แต่อย่างที่ทราบกันดี ไม่มีผู้ใดรู้ได้ว่าขบวนเสด็จจะไปในเส้นทางใด ฉะนั้นกรณีนี้ผมเห็นว่าไม่ใช่การประทุษร้ายอย่างแน่นอน อีกทั้งคดีนี้ในศาลชั้นต้นก็เคยยกฟ้องแล้วด้วย สิ่งนี้ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติ”
.
สำหรับความรู้สึกต่อเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่ไม่เข้าเกณฑ์ พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ วิจิตรบอกว่า “เสียใจ เศร้าใจ และห่วงใยพวกเขา พวกเขาควรที่จะได้รับเฉกเช่นเดียวกับผม โดยเฉพาะอานนท์ นำภา เขาทำเพื่อทุกคน แต่เขากลับไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตของตนเอง สิ่งนี้คือสิ่งที่เขาควรได้รับอย่างนั้นหรือ การนิรโทษกรรมควรที่จะได้รับอย่างเสมอหน้ากัน ไม่ใช่เพราะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลประโยชน์จากกรณีนี้ สังคมไทยควรให้อภัยแก่กันได้แล้ว”
.
เมื่อถามถึงสิ่งที่คิดถึงมากที่สุดในชีวิตข้างนอก วิจิตรหัวเราะเล็กน้อยก่อนตอบว่า “ผมคิดถึงคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำงาน เครื่องเสียงชั้นดีของผม และผมคิดถึงการทำบุญในทุกวันพระเสมอ ผมต้องการที่จะกลับไปทำงาน กลับไปดูแลธุรกิจของตนเอง ส่วนเครื่องเสียงนั้น ผมชอบฟังเพลงคลาสสิก เมื่อทำงานเสร็จแล้ว ผมชอบเปิดเพลงฟังและนั่งเฉย ๆ ช่วยผ่อนคลายอารมณ์ ส่วนการทำบุญ ผมอยู่ในนี้ผมไม่สามารถทำได้เลย ฉะนั้นเมื่อผมออกจากเรือนจำแล้ว ผมจะได้กลับไปทำบุญทุกวันพระได้แล้ว”
.
ในส่วนของความฝันหลังจากได้รับอิสรภาพ อดีตผู้รับเหมาก่อสร้างตอบว่ามีสามเรื่องหลัก อย่างแรกคือฟื้นฟูธุรกิจ อย่างที่สองทำบ้าน Smart Home Ver.2 ซึ่งเป็นบ้านโครงสร้างเหล็กกันสนิมใช้เหล็กไฮเทนไซด์ที่แตกต่างจากบ้านทั่ว ๆ ไป และวางแผนให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปีก่อนส่งต่อให้ลูก ๆ ดูแล และเมื่อลูกมาสานต่อกิจการแล้ว เขามีแผนที่จะไปใช้ชีวิตของตัวเอง ไปเที่ยวต่างประเทศและปฏิบัติธรรม
.
ส่วนความฝันลำดับที่สาม คือการส่งเสริมคนรุ่นใหม่เข้าสู่การเมือง เพื่อให้คนกลุ่มนี้พัฒนาประเทศและใช้ความรู้ความสามารถของตนในการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้
.
นอกจากนี้วิจิตรยังเล่าว่าระหว่างอยู่ในเรือนจำได้พูดคุยกับคนมากมาย หลายคนมีกำลังทรัพย์และศรัทธาในพุทธศาสนา และได้ขอให้เขาช่วยสร้างโบสถ์หรือบูรณะวัด “หากผมออกจากเรือนจำแล้ว คงจะได้รับการติดต่อให้ดำเนินการในเรื่องนี้ด้วย คงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคงจะได้ดำเนินการในอนาคต”
.
ก่อนจบการพูดคุย วิจิตรฝากข้อความถึงทุกคนว่า “ฝากกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ดูแล และคอยให้กำลังใจ สำหรับผู้ร่วมอุดมการณ์ทั้งหลาย ขอให้มีกำลังใจ ไม่ท้อแท้ ไม่สิ้นหวัง ต่อสู้ต่อไป ขอให้สุขภาพแข็งแรง หวังว่าคงมีโอกาสเจอกันไม่ช้าก็เร็ว ขอส่งแรงใจให้แก่ทุกคนมีความสุขความเจริญ”
.
.
อ่านเรื่องราวบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/85947
.....

แนวคิดที่ว่า “การนิรโทษกรรมควรได้รับอย่างเสมอหน้ากัน” นั้นดี เพราะมีรากฐานมาจากหลักการทางกฎหมาย จริยธรรม และการสร้างความปรองดองในสังคม โดยมีเหตุผลสำคัญ ดังนี้:

หลักความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย (Equality before the Law): กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมต้องปฏิบัติต่อบุคคลทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน หากมีการลบล้างความผิดหรือโทษจากการเมือง ย่อมไม่ควรมีข้อเว้นหรือการเลือกปฏิบัติตามฝักฝ่าย กลุ่มทุน หรือฝ่ายอำนาจใดอำนาจหนึ่ง

การลบล้างตราบาปและการคืนสิทธิ: เป้าหมายของการนิรโทษกรรมคือการหยุดยั้งการลงโทษคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง การครอบคลุมทุกกลุ่มช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบทุกฝ่ายกลับมามีสิทธิทางสังคมและการเมืองอย่างเท่าเทียม

ข้ามพ้นความขัดแย้งอย่างยั่งยืน: หากเลือกนิรโทษกรรมเฉพาะบางกลุ่มหรือยกเว้นบางฝ่าย จะเกิดข้อกังขาเรื่อง "สองมาตรฐาน" ซึ่งกลายเป็นชนวนสร้างความแค้นและความขัดแย้งรอบใหม่ แทนที่จะจบปัญหา

การเปิดพื้นที่เจรจาและการเยียวยาร่วมกัน: การให้ทุกฝ่ายเข้าสู่เกณฑ์เดียวกันถือเป็นจุดเริ่มต้นของการยอมรับความจริงและการให้อภัยซึ่งกันและกัน (Restorative Justice) มากกว่าการใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือเอาชนะทางการเมือง




คดีไลฟ์สดก่อนจะมีขบวนเสด็จผ่าน คุณคิดว่าการที่ตะวันไลฟ์สด เพื่อส่งเสียงให้ #ม็อบชาวนา ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการย้ายจุดปักหลัก เป็นอาชญากรรมหรือไม่? 31 ส.ค. 2569 ร่วมให้กำลังใจและฟังคำพิพากษา เวลา 9.00 น. ณ ศาลอาญา รัชดา บัลลังก์ 906


ทะลุแก๊ซ - Thalugaz
8 hours ago
·
คุณคิดว่าการที่ตะวันไลฟ์สด เพื่อส่งเสียงให้ #ม็อบชาวนา ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการย้ายจุดปักหลัก เป็นอาชญากรรมหรือไม่?

31 ส.ค. 2569 ร่วมให้กำลังใจและฟังคำพิพากษา คดีไลฟ์สดก่อนจะมีขบวนเสด็จผ่าน โดยเจ้าหน้าที่จับกุมอ้างว่าฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน (ข้อหาหลัก มาตรา 112, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ)

เวลา 9.00 น.
ณ ศาลอาญา รัชดา
บัลลังก์ 906

#saveตะวัน
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1080258444515685&set=a.179795714561967
.....


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
March 7, 2022
·
วันที่ 5 มี.ค. 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ #ตะวัน นักศึกษาและนักกิจกรรมวัย 20 ปี จากกลุ่ม มังกรปฏิวัติ Draconis Revolution ขณะไปยืนไลฟ์สดก่อนมีขบวนเสด็จบริเวณถนนราชดำเนินนอก ก่อนนำตัวตระเวนไป สน.พญาไท และสโมสรตำรวจ โดยไม่ให้ทนายความเข้าพบเกือบ 2 ชั่วโมง ก่อนมีการแจ้งข้อกล่าวหารวม 5 ข้อหา โดยมีข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามมาตรา 112 เป็นข้อหาหลัก อ้างว่าทานตะวันกล่าวไลฟ์สดขณะถูกจับกุม มีเนื้อหา “ด้อยค่า” พระมหากษัตริย์
.
หลังคุมตัวสองคืน ศาลอาญาให้ประกันตัวภายใต้เงื่อนไขห้ามการกระทำการในลักษณะที่ถูกกล่าวหาอีก และให้ติดกำไล EM ซ้ำยังมีตำรวจ สน.ปทุมวัน เข้าแจ้งข้อหา ม.112-116 เพิ่มเติมอีกคดีหนึ่ง เหตุทำกิจกรรมทำโพลล์สำรวจความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จที่บริเวณห้างสยามพารากอน ตำรวจนัดหมายไปขอฝากขังที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ในวันพรุ่งนี้ต่อไป
.
.
ตร.คุมตัวตระเวนไป สน.พญาไท–บช.ปส. ไม่ใช่ท้องที่เกิดเหตุ ปฏิเสธไม่ให้ทนายพบเกือบ 2 ชั่วโมง
.
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลาประมาณ 18.14 น. ทานตะวันได้ไลฟ์สดทางเฟซบุ๊กส่วนตัวอยู่บริเวณทางเท้าบนถนนราชดำเนินนอก ตรงข้ามกับสำนักงานอาคารสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (UN) ต่อมาได้มีเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบทยอยกันเข้ามาล้อมตัวเธอ โดยพยายามไม่ให้เธอไลฟ์สด อ้างว่าจะมีขบวนเสด็จผ่านบริเวณนี้ และพยายามเชิญเธอออกจากบริเวณดังกล่าว
.
เจ้าหน้าที่ที่เข้าพูดคุยนำโดย พ.ต.อ.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ ผู้กำกับ สน.นางเลิ้ง ในชุดเครื่องแบบตำรวจรับเสด็จ พร้อมมีการนำกำลังเจ้าหน้าที่กองร้อยน้ำหวาน เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบที่เป็นชายฉกรรจ์ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาล้อมกรอบ รวมกันมากกว่า 50 นาย ส่วนตะวันได้พยายามสอบถามตำรวจกรณีการให้ม็อบชาวนาย้ายออกจากพื้นที่ชุมนุม เพราะมีขบวนเสด็จ
.
ก่อนเวลาประมาณ 18.25 น. เจ้าหน้าที่กองร้อยน้ำหวานได้เข้าควบคุมตัวทานตะวันขึ้นรถตำรวจ โดยผู้กำกับ สน.นางเลิ้ง กล่าวอ้างว่าเธอขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน บนรถได้มีเจ้าหน้าที่หญิงขึ้นนั่งประกบเธอ และพาตัวไปยัง สน.พญาไท ซึ่งไม่ใช่ท้องที่เกิดเหตุ
.
เวลา 18.40 น. เมื่อถูกนำตัวมาถึง สน.พญาไท ทานตะวันปฏิเสธไม่ยินยอมลงจากรถของตำรวจ โดยยืนยันว่าตนไม่ได้กระทำความผิดใด แม้เจ้าหน้าที่พยายามเกลี่ยกล่อม ต่อมาได้มีประชาชนและผู้สื่อข่าวอิสระทยอยติดตามไปยังสถานีตำรวจ
.
จนเวลา 19.12 น. เมื่อทานตะวันยังไม่ยอมลงจากรถ เจ้าหน้าที่ชายนอกเครื่องแบบได้เข้าใช้กำลังเข้ากระชากโทรศัพท์มือถือของเธอซึ่งทำการไลฟ์สดอยู่ ก่อนมีเจ้าหน้าที่ขับรถพาตัวออกจาก สน.พญาไท ทันที โดยไม่มีการแจ้งว่าจะนำตัวไปที่ใด และทานตะวันไม่สามารถใช้เครื่องมือสื่อสารติดต่อใครได้ระหว่างถูกควบคุมออกไปนี้
.
เวลาประมาณ 19.45 น. หลังมีผู้สื่อข่าวอิสระเดินทางติดตามรถตำรวจไป จึงพบว่าทานตะวันถูกนำตัวไปยังกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ซึ่งอยู่ภายในสโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดี-รังสิต
.
แต่เมื่อทนายความเดินทางไปถึง บช.ปส. ในเวลาประมาณ 20.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไม่อนุญาตให้ทนายความพบกับทานตะวัน และไม่อนุญาตให้ติดต่อใดๆ อ้างว่าต้องรอคำสั่ง “นาย” ก่อน จึงจะให้เข้าไปได้ ทั้งที่เป็นสิทธิของผู้ถูกจับกุมในการได้พบและปรึกษาทนายความหรือผู้ไว้วางใจ
.
หลังการรอคอยเป็นเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง เวลา 21.48 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้อนุญาตให้ทนายความคนเดียวเข้าไปพบกับทานตะวัน แต่ไม่อนุญาตให้มีผู้ไว้วางใจหรือคนอื่นๆ ติดตามเข้าไป
.
.
ตร.แจ้งข้อหา “ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง–ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน” ส่วนตะวันมีรอยแผลฟกช้ำหลังถูกจับ
.
เมื่อทนายความติดตามเข้าไป พบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เริ่มจัดทำบันทึกจับกุมไปก่อนแล้ว โดยมีการแจ้งข้อกล่าวหา 2 ข้อหา ได้แก่ “ทราบคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 368 (อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท) และข้อหา “ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138 (อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท)
.
พฤติการณ์จับกุมอ้างว่าระหว่างเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยรัชกาลที่ 10 ซึ่งเสด็จปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่วัดเทพศิรินทร์ พบว่าผู้ถูกจับกุมได้ไฟล์สดทางสื่อโซเชียล โดยกระทำบริเวณที่เกิดเหตุใกล้กับเส้นทางเสด็จ เจ้าพนักงานเห็นว่าเป็นการกระทำไม่สมควรและอาจเกิดผลกระทบต่อการถวายความปลอดภัยและการถวายพระเกียรติ จึงได้สั่งให้ผู้ถูกจับกุมหยุดการกระทำดังกล่าว แต่ผู้ถูกจับกุมไม่ปฏิบัติตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร พ.ต.อ.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหญิง 3 นาย เข้าควบคุมตัว แต่ผู้ถูกจับกุมได้ขัดขืนโดยการใช้เท้าถีบเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ
.
เจ้าหน้าที่ตำรวจยังอ้างว่า การกระทำของทานตะวันอาจเข้าข่ายความผิดฐานอื่นด้วย จึงได้ทำการตรวจยึดโทรศัพท์มือถือจำนวน 1 เครื่อง เพื่อทำการตรวจสอบ และยังอ้างว่าการควบคุมตัวผู้ต้องหา อาจมีกลุ่มมวลชนที่สนับสนุนหรือคัดค้านช่วยเหลือหรือทำอันตรายผู้ถูกจับกุม จนเกิดเหตุวุ่นวายจนเป็นอุปสรรคขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ จึงได้นำตัวทานตะวันไปที่ บช.ปส.
.
ทานตะวันได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และไม่ลงลายมือชื่อในบันทึกจับกุม เนื่องจากเจ้าพนักงานได้ยึดโทรศัพท์มือถือโดยไม่มีเหตุอันควร และไม่แจ้งว่าจะพาตัวผู้ถูกจับกุมไปที่ใด
.
จากนั้น เวลาประมาณ 1.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่ายังไม่ได้ตรวจร่างกายของผู้ต้องหา และต้องตรวจสอบว่ายังมีการกระทำเข้าข่ายข้อหาอื่นๆ หรือไม่ จึงไม่ปล่อยตัวทานตะวันหลังแจ้งข้อกล่าวหา โดยเบื้องต้นพบว่าทานตะวันมีบาดแผลรอยช้ำบริเวณแขนข้างขวา อันเนื่องจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่ด้วย
.
นอกจากนั้น ยังมีรายงานว่าในช่วงกลางคืน ทานตะวันได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวไปคุมขังในห้องขังรวมกับผู้ต้องขังคดียาเสพติดรายอื่นๆ ภายใน บช.ปส. โดยไม่ได้มีอุปกรณ์ป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ภายในสถานที่ห้องขังที่มีความคับแคบ
.
.
แจ้งข้อหา ม.112-พ.ร.บ.คอมฯ เพิ่มอีก อ้างกล่าวถ้อยคำในไลฟ์มีเนื้อหาด้อยค่ากษัตริย์
.
วันที่ 6 มี.ค. 2565 เวลา 11.40 น. หลังทนายความเดินทางเข้าไปพบทานตะวันใน บช.ปส. อีกครั้ง ได้รับทราบจากเจ้าหน้าที่ว่าได้รับคำสั่งให้แจ้งข้อกล่าวหามาตรา 112 เพิ่มเติมกับทานตะวัน โดยให้รอพนักงานสอบสวนของ สน.นางเลิ้ง เดินทางมาแจ้งข้อกล่าวหาในช่วงบ่าย
.
ต่อมา พ.ต.ท.สำเนียง โสธร รองผู้กำกับสอบสวน สน.นางเลิ้ง ได้เข้าแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อทานตะวัน ภายใน บช.ปส. ใน 3 ข้อกล่าวหา ได้แก่ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (2) และ มาตรา 14 (3)
.
พฤติการณ์ข้อกล่าวหาระบุว่าทานตะวันได้ไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2565 ตั้งแต่เวลาประมาณ 18.14 น. โดยเปิดเป็นสาธารณะ เพื่อถ่ายทอดสดขบวนเสด็จ เจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นว่าไม่เหมาะสมจึงได้ตักเตือนให้หยุดการถ่ายทอดสด แต่ผู้ต้องหากลับฝ่าฝืน และไม่หยุดถ่ายทอด กลับใช้คำพูดอธิบายในขณะทำการถ่ายทอดสด ลักษณะเสียดสีว่าในขบวนเสด็จมีม้ามาด้วย ซึ่งข้อเท็จจริงเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจม้า มาทำหน้าที่ถวายความปลอดภัย ผู้ต้องหาได้ใช้คำพูดไม่เหมาะสม จนเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ห้าม และขอให้ออกจากพื้นที่ แต่ผู้ต้องหาก็ยังดื้อดึงที่จะฝ่าฝืนกระทำต่อไป
.
เจ้าหน้าที่ยังกล่าวหาอ้างว่าทานตะวันได้บรรยายถ้อยคำขณะไลฟ์สดที่อ้างว่าเป็น “การท้าทายและยั่วยุ” เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยผู้ต้องหาไม่ยอมหยุด เจ้าหน้าที่จึงได้จับกุมตัว นำตัวไปที่ทำการของพนักงานสอบสวน (โดยข้อเท็จจริงไม่ได้มีการนำตัวไปที่ สน.นางเลิ้ง ซึ่งเป็นที่ทำการของพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด) จากนั้นจึงนำตัวไป สน.พญาไท เจ้าหน้าที่กล่าวหาว่าระหว่างนั้นทานตะวันยังไม่หยุดไลฟ์สด แต่ได้บรรยายต่อว่า
.
“…เพียงแค่คนคนเดียวเสด็จต้องย้ายม็อบชาวนาที่เขามาเรียกร้อง เขาต้องการให้คนลงมาฟังปัญหาของเขา มาแก้ปัญหาของเขา แต่ไม่มีใครคิดได้สักคนว่า ต้องไปฟังปัญหาเขา แก้ปัญหาเขา แล้วก็ไปไล่เขาออก มันทำไมนักหรอคะ กะอีแค่ผ่านแล้วเห็นชาวบ้านเนี่ย เห็นชาวบ้านที่เขาเดือดร้อนเนี่ย คนที่เขาให้ภาษี คนที่เขาจ่ายภาษีให้พวกพี่เนี่ย คนที่เขาจ่ายภาษีที่พระมหากษัตริย์เขาใช้เนี่ย พี่รับใช้ใครอยู่คิดสิคิด หนูมาคนเดียว เมื่อกี้มากันกี่คน เป็น 50 คน 60 คน เลยมั้ง นั่นหน่ะ อารักขาความปลอดภัยอะไร ไปรักษาประชาชนนู่น ม็อบชาวบ้านเขาต้องย้าย เขามานานเท่าไหร่แล้ว เขามาร้อนๆ เนี่ย พระมหากษัตริย์พี่อ่ะอยู่ที่ไหน มาฟังความเดือดร้อนประชาชนไหม เขากลับมาไทยเนี่ย เขามาฟังบ้างไหม กะอีแค่เสด็จผ่านแล้วจะเห็นเข้าเนี่ย แทนที่จะไปคุยว่าปัญหามันคืออะไร จะช่วยแก้กันยังไง ให้ประเทศชาติมันเจริญ ไปไล่เขาออก ไปลากเขาออก คิดดิ คิดไม่ได้แล้วจะมาเป็นตำรวจทำไม ต้องเรียน เรียนมารับใช้ประชาชนไม่ใช่หรา หรือรับใช้องค์ราชัน แค่นี้ยังคิดไม่ได้เลย..”
.
ตำรวจกล่าวหาต่อไปว่า ผู้ต้องหาได้พูดว่า “…ก็จำเอาไว้ว่าม็อบชาวนาต้องย้ายแทนที่จะไปฟังปัญหาเขา แทนที่จะไปฟังปัญหาเขา แต่กลับไล่เขาออก เพียงเพราะมีคนคนเดียวเสด็จ ก็จำเอาไว้ละกัน ระหว่างประชาชนกับพระมหากษัตริย์อ่ะ ใครมันสำคัญกว่ากัน”
.
ผู้กล่าวหาอ้างว่าคำพูดดังกล่าว สื่อความหมายว่า ผู้พูดเห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมที่เป็นชาวนาซึ่งมีจำนวนหลายคน มีความสำคัญมากกว่าพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นบุคคลเพียงคนเดียว กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ควรจะต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นในขณะที่พระมหากษัตริย์เสด็จผ่านเส้นทางนั้น พระมหากษัตริย์ควรเข้าไปรับฟังปัญหาของกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นการแสดงความคิดเห็นในเชิงตัดพ้อ ทั้งยังเป็นการด้อยค่าพระมหากษัตริย์ ว่าพระมหากษัตริย์ไม่มีความสำคัญ
.
ตำรวจกล่าวหาต่อไปว่า ผู้ต้องหาได้พูดว่า “…กะอีแค่ผ่านแล้วเห็นชาวบ้านเนี่ย เห็นชาวบ้านที่เขาเดือดร้อนเนี่ย คนที่เขาให้ภาษี คนที่เขาจ่ายภาษีให้พวกพี่เนี่ย คนที่เขาจ่ายภาษีที่พระมหากษัตริย์เขาใช้เนี่ย พี่รับใช้ใครอยู่ คิดสิคิด…”
.
ผู้กล่าวหาอ้างว่าคำพูดดังกล่าว สื่อความหมายว่าตำรวจต้องรับใช้ชาวบ้าน เนื่องจากชาวบ้านเป็นผู้จ่ายเงิน (ภาษี) ให้กับตำรวจ ทั้งยังจ่ายเงิน (ภาษี) ให้พระมหากษัตริย์นำไปใช้อีกด้วย ซึ่งถ้อยคำดังกล่าว เป็นการพาดพิงถึงพระมหากษัตริย์ในทางเสื่อมเสีย กล่าวหาว่าพระมหากษัตริย์นำเงินของชาวบ้านไปใช้ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนทั่วไปที่ได้เข้าชมการเผยแพร่ภาพสดดังกล่าว เสื่อมศรัทธาต่อพระมหากษัตริย์ ทำให้พระมหากษัตริย์ทรงถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง ถือเป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และเป็นการกระทำที่มิบังควร จาบจ้วง ล่วงเกิน ทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท
.
ตำรวจกล่าวหาต่อไปว่า ผู้ต้องหาได้พูดว่า “…พระมหากษัตริย์พี่อ่ะอยู่ที่ไหน มาฟังความเดือดร้อนประชาชนไหม เขากลับมาไทยเนี่ย เขามาฟังบ้างไหม กะอีแค่เสด็จผ่านแล้วจะเห็นเข้าเนี่ย แทนที่จะไปคุยว่าปัญหามันคืออะไร จะช่วยแก้กันยังไงให้ประเทศชาติมันเจริญ…”
.
ผู้กล่าวหาอ้างว่าคำพูดดังกล่าว สื่อความหมายว่าพระมหากษัตริย์ไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งเป็นการพาดพิงถึงพระมหากษัตริย์ในทางเสื่อมเสีย อาจทำให้ประชาชนทั่วไปที่ได้เข้าชมการเผยแพร่ภาพสดดังกล่าว เสื่อมศรัทธาต่อพระมหากษัตริย์ ทำให้พระมหากษัตริย์ทรงถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง ถือเป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และเป็นการกระทำที่มิบังควร จาบจ้วง ล่วงเกิน ทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท
.
ผู้กล่าวหาอ้างว่าคำพูดทั้งหลายที่ผู้ต้องหามีการบรรยายประกอบในขณะถ่ายทอดสดสู่สาธารณะ ไปยังผู้ฟังทั้งหลาย โดยมีเจตนาพิเศษ เพื่อให้ผู้ที่รับฟังมีความคิดและเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เป็นการด้อยค่าต่อพระมหากษัตริย์ ว่าพระมหากษัตริย์เป็นปัญหาและเป็นเหตุให้กลุ่มม็อบชาวนาต้องเคลื่อนย้าย ทั้งความจริงไม่ถูกต้อง เนื่องจากกลุ่มม็อบชาวนาที่มาเรียกร้องบริเวณดังกล่าว ส่วนใหญ่มีความจงรักภักดี และพอทราบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะมีเส้นทางเสด็จ ทุกคนก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือขยับออกจากพื้นที่เส้นทาง แต่การที่ผู้ต้องหามีการบรรยายให้เกิดการเข้าใจผิด ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมต้องถูกไล่ออก หรือถูกลากออกเพราะขบวนเสด็จนั้นเป็นเรื่องเท็จ ที่ผู้ต้องหาได้พูดลงในการถ่ายทอดสดผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ. 2560 และการกระทำของผู้ต้องหามีเจตนาเล็งเห็นผล หรือประสงค์ต่อผล ว่าถ้อยคำในการบรรยายขณะถ่ายทอด มีลักษณะเป็นการด้อยค่าต่อพระมหากษัตริย์ และประชาชนทั่วไปที่รับฟังรับชมการถ่ายทอดสดของผู้ต้องหา ที่มีความรู้ความเข้าใจไม่เท่ากัน เกิดความเข้าใจผิดต่อพระมหากษัตริย์ มีความคิดด้อยค่าดูหมิ่นเกลียดชังต่อพระมหากษัตริย์ได้
.
หลังรับทราบข้อกล่าวหา ทานตะวันได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยจะให้การเป็นหนังสือเพิ่มเติมภายใน 30 วัน และปฏิเสธจะลงลายมือชื่อใดๆ ในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม
.
จากนั้น พนักงานสอบสวนไม่อนุญาตให้ประกันตัวทานตะวันในชั้นสอบสวน แต่จะยื่นขอฝากขังผู้ต้องหาต่อศาลอาญาในวันรุ่งขึ้น ทำให้เธอต้องถูกควบคุมตัวที่ บช.ปส. อีกหนึ่งคืน โดยมีรายงานว่าเธอถูกนำตัวไปควบคุมร่วมกับผู้ต้องหาในคดียาเสพติดอื่นๆ เช่นเดิมกับคืนก่อนหน้า
.
.
ศาลให้ประกันตัว กำหนดเงื่อนไขห้ามทำกิจกรรมเสื่อมเสียต่อสถาบันกษัตริย์ พร้อมให้ติดกำไล EM
.
วันที่ 7 มี.ค. 2565 พนักงานสอบสวนได้ยื่นขอฝากขังทานตะวันต่อศาลอาญา ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ศาลได้อนุญาตให้ฝากขัง ทนายความได้ยื่นขอประกันตัว
.
ต่อมาศาลอาญาได้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยให้วางหลักทรัพย์ 100,000 บาท จากกองทุนราษฎรประสงค์ พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามมิให้ผู้ต้องหากระทำในลักษณะแบบเดียวกันกับที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้ หรือเข้าร่วมกิจกรรมใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และกิจกรรมหรือการกระทำใดๆ ในอันที่จะทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมกับให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็คทรอนิกส์ (EM) โดยให้มาดำเนินการภายในวันที่ 8 มี.ค. ศกนี้
.
ผู้พิพากษาผู้สั่ง ได้แก่ นายชาญชัย ณ พิกุล
.
.
ตร.สน.ปทุมวัน เข้าแจ้งข้อหา ม.112-116 “ตะวัน” อีกคดี เหตุกิจกรรมทำโพลล์สำรวจความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จ
.
ขณะเดียวกันในช่วงสาย ระหว่างทานตะวันถูกควบคุมตัวอยู่ที่ บช.ปส. ได้มีพนักงานสอบสวนจาก สน.ปทุมวัน เข้าแจ้งข้อกล่าวหาในอีกคดีหนึ่ง จากกรณีกิจกรรมทำโพลล์สอบถามความคิดเห็นว่า “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” ที่บริเวณลานหน้าห้างสยามพารากอน เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565
.
จากการตรวจสอบพบว่าตำรวจเพิ่งมีการออกหมายเรียกทานตะวันให้ไปพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 10 มี.ค. 2565 โดยระบุว่าคดีมี พ.ต.ท.นพดล สินศิริ กับพวก เป็นผู้กล่าวหา ร.ต.ท.ปาณัสม์ กลิ่นขจร รองสารวัตรสอบสวน สน.ปทุมวัน ได้เดินทางเข้าแจ้งข้อกล่าวหาก่อนในวันนี้ทันที
.
คดีนี้ ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมด 4 ข้อหา ได้แก่ ข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116, ข้อหาขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138 และข้อหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 368
.
พฤติการณ์ข้อกล่าวหาระบุถึงกิจกรรม “คุณคิดว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่?” เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2565 โดยกลุ่มทะลุวัง ที่บริเวณห้างสยามพารากอน โดยกล่าวหาว่าทานตะวันพร้อมกับนักกิจกรรมคนอื่นๆ ได้ร่วมกันชูป้ายข้อความ และเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น ด้วยการนำสติกเกอร์สีเขียว ไปติดในช่องข้อความคำว่า “เดือดร้อน” และ “ไม่เดือดร้อน” โดยมีการเดินไปทำกิจกรรมยังที่ต่างๆ
.
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามปิดกั้นไม่ให้เดินไปทำกิจกรรมที่บริเวณด้านหน้าวังสระปทุม แต่ผู้ต้องหาได้ผลักดันแนวกันของตำรวจ โดยมี พ.ต.อ.พันษา อมราพิทักษ์ ผู้กำกับ สน.ปทุมวัน ได้ประกาศให้ผู้ต้องหาและพวกออกไปจากบริเวณนี้ แต่ผู้ต้องหายังฝ่าฝืนจัดกิจกรรมต่อไป โดยผู้เข้าร่วมที่ได้ด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนมีการแยกย้ายและออกจากบริเวณดังกล่าวไป ผู้กล่าวหาจึงได้มาร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา
.
ทั้งนี้พฤติการณ์ข้อกล่าวหา ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าส่วนใดของกิจกรรมดังกล่าวที่เป็นความผิดตามข้อหามาตรา 112 และมาตรา 116
.
ทานตะวันได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือต่อไป
.
จากนั้น พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ได้ลงบันทึกประจำวันไว้ และได้นัดหมายไปยื่นขอฝากขังผู้ต้องหาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ในวันพรุ่งนี้่ (8 มี.ค. 2565) ต่อไป เวลา 16.40 น. ทานตะวันจึงได้เดินทางกลับออกจาก บช.ปส.
.
การแจ้งข้อหามาตรา 112 ในอีกสองคดีดังกล่าว ทำให้สถิติคดีข้อหานี้นับตั้งแต่การชุมนุมเยาวชนปลดแอกเป็นต้นมา เพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่า 188 คดี และมีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 174 คน แล้ว
.
--------------------------------
อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/41057

https://www.facebook.com/photo?fbid=4861128793936936&set=a.656922399611567



อ.เกษียร เตชะพีระ วิเคราะห์ อนุรักษนิยมไทย กำลังตกอยู่ในวิกฤต

 https://www.facebook.com/kasian.tejapira/posts/10244240437529013

Kasian Tejapira
AI content ··
Yesterday

อนุรักษนิยมไทยกำลังตกอยู่ในวิกฤต
%%%%%%%%%
ด้านหนึ่งเพราะขาดไร้ผู้นำจิตวิญญาณทางศีลธรรมและความชอบธรรม
อีกด้านหนึ่งเพราะกลไกวิธีการสถาบันทางกฎหมายที่ใช้ต้านการเลือกตั้งของราษฎรกลับถูกพลังบ้านใหญ่-ทุนใหญ่แย่งยึดไปกุมไว้เอง
ขาดผู้นำ ไร้ราษฎร มีแต่เสนาธิการและกระบอกเสียงที่ระส่ำระสาย ขาดเอกภาพ ไม่เป็นขบวน
.....

ขยายความในมิติ วิกฤตทางอุดมการณ์และความชอบธรรม ตามบทวิเคราะห์ของ อ.ดร.เกษียร เตชะพีระ สามารถอธิบายโครงสร้างปัญหาและความเปลี่ยนแปลงของฝ่ายอนุรักษนิยมไทยได้ดังนี้

1. สภาวะสุญญากาศของ "ศูนย์รวมจิตใจ" ในอดีต ฝ่ายอนุรักษนิยมไทยขับเคลื่อนด้วยศูนย์รวมจิตใจที่มีบารมีทางศีลธรรมสูงสุด (Moral Authority) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเป้าหมายและหลักยึดทางจิตวิญญาณในการรวมมวลชน เมื่อศูนย์รวมจิตใจเดิมก้าวผ่านยุคสมัย อำนาจและบารมีเชิงบารมีส่วนบุคคล (Charismatic Authority) ที่เคยเข้มแข็งกลับไม่สามารถส่งผ่านหรือสร้างขึ้นใหม่ในระดับเดิมได้ ทำให้เกิด "สภาวะสุญญากาศ" ทางศีลธรรมที่ไม่มีใครมาทดแทนได้

2. การเสื่อมถอยของ "วาทกรรมคนดี" จุดแข็งเดิมของอนุรักษนิยมคือการอ้างอิง "ศีลธรรม ความดีงาม และความจงรักภักดี" เพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจเหนือระบบการเลือกตั้ง แต่เมื่อขาดแคลนผู้นำทางจิตวิญญาณที่มีบารมีแท้จริง วาทกรรมเรื่อง "การให้คนดีปกครองบ้านเมือง" จึงเริ่มหมดพลังและขาดความน่าเชื่อถือในสายตาของสาธารณชน

3. ผลกระทบต่อการดึงดูดมวลชน

สูญเสียมวลชนอุดมการณ์: กลุ่มคนที่เคยสนับสนุนฝ่ายอนุรักษนิยมด้วยความศรัทธาบริสุทธิ์เริ่มรู้สึกสับสน ขาดทิศทาง และระส่ำระสาย เนื่องจากไม่มีเป้าหมายร่วมทางจิตวิญญาณให้ยึดเหนี่ยว

การพ่ายแพ้ในศึกความคิดกับคนรุ่นใหม่: ขาดผู้นำที่สามารถสร้างกรอบความคิดหรือคุณค่าใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับยุคสมัย ส่งผลให้ฝ่ายอนุรักษนิยมไม่สามารถดึงดูดหรือสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ได้เลย

กลายเป็นอนุรักษนิยมที่เหลือแต่ "อำนาจเชิงโครงสร้าง": เมื่อไร้บารมีทางศีลธรรมในการนำ อนุรักษนิยมจึงต้องพึ่งพาเพียงกฎหมาย องค์กรอิสระ หรือกลไกอำนาจรัฐในการรักษาสถานะเดิม ซึ่งยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ความชอบธรรมลดน้อยถอยลงไปอีก

ความวิกฤตในมิตินี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการแพ้-ชนะทางการเมือง แต่คือการสูญเสีย "หัวใจ" หรืออุดมการณ์ยึดเหนี่ยวที่เคยทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมครองใจมวลชนจำนวนมากได้เหมือนในอดีต

ขยายความในมิติ การสูญเสียกลไกอำนาจให้กลุ่มทุน-บ้านใหญ่ ตามแนวคิดของ อ.ดร.เกษียร เตชะพีระ สะท้อนถึงปรากฏการณ์ "การพลิกกลับของกลไกอำนาจ" (Unintended Consequences) ที่ฝ่ายอนุรักษนิยมจงใจสร้างขึ้นเพื่อใช้นอกระบบการเลือกตั้ง แต่สุดท้ายกลับถูกกลุ่มอิทธิพลการเมืองท้องถิ่นและทุนเก็งกำไรยึดครองไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน

1. เจตนาเดิมของฝ่ายอนุรักษนิยม หลังการรัฐประหารหลายครั้ง ฝ่ายอนุรักษนิยมได้ออกแบบกฎหมาย รัฐธรรมนูญ และสถาบันอิสระต่างๆ ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็น "เบรกมือทางการเมือง" วัตถุประสงค์คือการใช้องค์กรที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง (เช่น วุฒิสภา, ศาลรัฐธรรมนูญ, องค์กรอิสระ, หรือยุทธศาสตร์ชาติ) คอยกำกับ ควบคุม และสกัดกั้นพรรคการเมืองมวลชนขนาดใหญ่ หรือพรรคการเมืองปฏิรูปที่เติบโตมาจากเสียงของราษฎร

2. การเข้ามายึดครองของ "บ้านใหญ่" และ "ทุนใหญ่" ในทางปฏิบัติ การรักษากลไกอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนจำเป็นต้องพึ่งพา "ทรัพยากรและหัวคะแนน" ในพื้นที่ ทำให้เกิดความสัมพันธ์แบบแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่มอำนาจเดิมกับนักการเมืองถิ่น (บ้านใหญ่) และนายทุนรายใหญ่:

ทุนใหญ่: สนับสนุนทุนเรือนหุ้นทางการเมือง คุมสื่อ และเข้าถึงทรัพยากรระดับชาติเพื่อสัมปทานหรือโอกาสทางธุรกิจ

บ้านใหญ่: คุมคะแนนเสียงระดับพื้นที่ จัดสรรผลประโยชน์ในท้องถิ่น และต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรี

เมื่อเวลาผ่านไป กลุ่มบ้านใหญ่และทุนใหญ่เรียนรู้กฎเกณฑ์ของกลไกเหล่านี้ จึงขยับจากการเป็นเพียง "เครื่องมือ" ไปสู่การเข้ายึดแทรกซึมในสถาบันอำนาจ (เช่น การส่งคนของตนเข้าสู่สภาสูง หรือการส่งต่อรองในองค์กรตรวจสอบ)

3. ผลกระทบ: อนุรักษนิยมกลายเป็น "ตัวประกัน" ของการเมืองแบบไร้อุดมการณ์

เครื่องมือเปลี่ยนมือ: กลไกกฎหมายและสถาบันที่เคยสร้างไว้เพื่อคุ้มครอง "ศีลธรรม-อุดมการณ์อนุรักษนิยม" กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองราคาทางการเมือง การปกป้องพวกพ้อง และการฟอกขาวความผิดของกลุ่มบ้านใหญ่และทุนใหญ่

การสูญเสียอำนาจนำที่แท้จริง: ฝ่ายอนุรักษนิยมแบบอุดมการณ์ (Ideological Conservatives) ไม่สามารถควบคุมกลไกที่ตัวเองสร้างขึ้นได้อีกต่อไป ทำได้เพียงยอมรับการจัดสรรอำนาจให้กลุ่มบ้านใหญ่เพื่อพยุงดุลอำนาจไว้

เสื่อมศรัทธาสองทาง: ฝ่ายราษฎรมองว่าสถาบันอำนาจเหล่านี้ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ขณะเดียวกันฝ่ายอนุรักษนิยมบริสุทธิ์ก็มองว่าสถาบันเหล่านี้กลายเป็นเรื่องของผลประโยชน์เชิงพาณิชย์และการเมืองเรื่องมุ้ง

ปรากฏการณ์นี้จึงทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมตกอยู่ในสภาวะ "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" เพราะกลไกที่เคยใช้ต้านอำนาจราษฎร ได้กลายเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและนักการเมืองถิ่นอย่างสมบูรณ์



รัฐจงหยุดใช้ IO ปิดปากหรือป้ายสี : ปกรณ์ พึ่งเนตร แฉยับ ไอโอรัฐ รัฐสร้างศัตรูเอง ผลักชาวบ้านเป็น "แนวร่วมโจร"

 
https://www.facebook.com/reel/1085851570600026


ทำให้เป็นข่าว
Yesterday
·
รัฐสร้างศัตรูเอง ผลักชาวบ้านเป็น "แนวร่วมโจร"
.....

ทำให้เป็นข่าว
a day ago
·
โอ๊ยยยย แรงงงง!
แฉหมดเปลือก! 'ปกรณ์ พึ่งเนตร'
- แฉยับไฟใต้ 20 ปี รัฐไร้น้ำยา
- ทำงานซ้ำซ้อน ไร้ทิศทาง เลี้ยงไข้ความรุนแรง

https://www.facebook.com/reel/1068143362806232




ระทึก! โกง สว.บิ๊ก น. หนาว เปิดพฤติกรรม หัวขบวนกิบรวบประเทศไทย มีข้อมูลที่น่าสนใจคือการที่ "มีสายลับ" พยานรหัส 16-26 ให้การว่า บิ๊ก น. ได้เข้าร่วมประชุมการนำเสนอแผนงานการจัดการเลือก สว. โดยมีกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยด้วย


ระทึก! โกง สว.บิ๊ก น. หนาว เปิดพฤติกรรม หัวขบวนกิบรวบประเทศไทย

เนชั่นสุดสัปดาห์ NationWeekend

Aug 29, 2026 

ระทึก! โกง สว.บิ๊ก น. หนาว เปิดพฤติกรรม หัวขบวนกิบรวบประเทศไทย 
https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/28402982762675193

Thanapol Eawsakul 
6 hours ago
·
ในที่สุดเราก็ได้รับรู้พฤติกรรของเนวิน ชิดชอบ
ในคดีทุจริตการเลือก สว. 2567
ที่ปรากฎใน คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ของ กกต.
.........
หลังจากวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ไอลอว์
เปิด 229 รายชื่อผู้ถูกกล่าวหาในคดี “โกงเลือกสว.”
พบ 138 สว. 13 รัฐมนตรี 17 สส.พรรคภูมิใจไทย
ttps://www.facebook.com/iLawClub/posts/pfbid0kZRMY7hDyfJPZbDtSGFVhg3YCoPAby8Rr8gU5Q8dTmJnPaQcpkj6bxLtxmBPuBaZl
ผมได้โพสต์
ตื่นเต้นแล้วครับ
จะได้รู้พฤติกรรมของเนวิน ชิดชอบ ในคดีทุจริตการเลือก สว. 2567
https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/pfbid0C1wb6AyF891oiyKEYn7UuCcntN9EQgrndipL8HtSKa4jy257EtEbPP3b2qCRWt8Ql
ไม่ต้องรอนานวันนี้ เนชั่น โดย 2 บก. บากบั่น บุญเลิศ และ วีระศักดิ์ พงศ์อักษร ได้เปิดพฤติกรรม "บิ๊ก น." โดยอ้างว่าเป็น
"ผู้ถูกร้องที่ 228" ซึ่งข้อมูลดังกล่าวก็เปิดเผยไปนานแล้วว่า
"ผู้ถูกร้องที่ 228" นั้นคือเนวิน ชิดชอบ
ระทึก! โกง สว.บิ๊ก น. หนาว เปิดพฤติกรรม หัวขบวนกิบรวบประเทศไทย
https://www.youtube.com/watch?v=jpntAe_1h_8
ถ้าใครดูในคลิปนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจคือการที่ "มีสายลับ"
พยานรหัส 16-26 ให้การว่า เนวิน ได้เข้าร่วมประชุมการนำเสนอแผนงานการจัดการเลือก สว. โดยมีกรรมการบริหารพรรคภูมิใตไทยด้วย ณ ที่ทำการพรรค
พยานรหัส 0074 ระบุว่า เนิวนได้ระบุเงื่อนไขต่าง ตอบแทนต่าง ๆ
และที่สำคัญ พยานรหัส MI-6 ไปเจาะข้อมูลของเนวิน ชิดชอบได้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ในวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 ที่โรงแรมพูลแมน ที่เรียกกันว่าเป็นวัน "ปฐมนิเทศ สว.สีน้ำเงิน"
ที่มีการเคาะรายชื่อ ประธานวุฒิ รองประธานวุฒิ และปรธานกมธ.ชุดต่าง ๆ
รวมทั้งการให้ บรรดา สว.สีน้ำเงินเขียนในลาออกล่วงหน้าไว้ด้วย
แน่นอนนว่าตอนนี้พยานดังกล่าวก็น่าจะอยู่ในอันตรายอย่างยิ่งเช่นกัน




บทเรียนประวัติศาสตร์จาก เม็กซิโกและอินโดนีเซีย เมื่อ กกต. ต้องติดคุก



 




เมื่อ กกต. เม็กซิโก-อินโดนีเซีย ดำดิ่งสู่ความอัปยศ - มีเรื่องเล่า podcast EP.27 : Matichon TV

Aug 28, 2026

การเลือกตั้งที่แสนอัปยศ และการติดคุกของ กกต. บทเรียนจากเม็กซิโก และอินโดนีเซีย 
Podcast มีเรื่องเล่า กับ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สัปดาห์นี้ ชวนทุกท่านย้อนมองบทเรียนครั้งประวัติศาสตร์ขององค์กรจัดการการเลือกตั้งในต่างประเทศ ทั้งกรณีของ ประเทศเม็กซิโก (CFE/IFE) และ ประเทศอินโดนีเซีย (KPU) ที่สะท้อนให้เห็นสัจธรรมข้อหนึ่งว่า 
สถานะของ "องค์กรอิสระ" แท้จริงแล้วคือ "องค์กรสาธารณะ" ที่ต้องมีความเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง แต่ "ต้องไม่อิสระจากการตรวจสอบ" และ "ต้องไม่อิสระจากประชาชน" เมื่อใดก็ตามที่ผู้คุมกฎสูญเสียความโปร่งใสและทรยศต่อเสียงของประชาชน จุดจบไม่ได้มีแค่ความล่มสลายขององค์กร แต่อาจนำมาซึ่งตราบาปและคำสาปแช่งที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชั่วกัปชั่วกัลป์ หวังว่าวิกฤตที่เคยเกิดขึ้นในเม็กซิโกและอินโดนีเซียจะเป็นอุทาหรณ์และข้อคิดที่ดี เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย 
#MatichonTV #มีเรื่องเล่า #วิโรจน์ลักขณาอดิศร #กกต

.....

ประวัติศาสตร์ทางการเมืองทั้งในไทยและต่างประเทศได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า "องค์กรจัด elections ที่ขาดความน่าเชื่อถือ คือจุดเริ่มต้นของวิกฤตความขัดแย้งทางสังคม" เมื่อใดก็ตามที่ กกต. (องค์กรบริหารการเลือกตั้ง) สูญเสียความชอบธรรมและการวางตัวเป็นกลาง การเลือกตั้งนอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่ยังกลายเป็นชนวนเหตุแห่งความตกต่ำและวิกฤตศรัทธา

บทเรียนจากประวัติศาสตร์: เมื่อ กกต. ต้องติดคุก และองค์กรอิสระล้มเหลว

บทเรียนจากไทย (คดี กกต. ติดคุก ปี 2549):

เหตุการณ์: ศาลอาญาพิพากษาจำคุก กกต. (นำโดย พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ) จากกรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และช่วยเหลือพรรคการเมืองในการเลือกตั้งปี 2549

ข้อคิด: ตำแหน่งองค์กรอิสระไม่ได้เป็นเกราะคุ้มกันตามกฎหมายหากปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การเลือกตั้งที่ถูกครหาว่า "เอื้อประโยชน์" นำไปสู่การบอยคอตจากฝ่ายค้าน การอภิปรายไม่ไว้วางใจจากสังคม และจบลงด้วยวิกฤตทางการเมืองที่เปิดทางให้เกิดการรัฐประหาร

บทเรียนจากเม็กซิโก (การเปลี่ยนผ่านจาก "ผูกขาด" สู่ระบบที่น่าเชื่อถือ):

บริบท: ในอดีต เม็กซิโกเผชิญกับการเลือกตั้งที่ถูกมองว่าไร้ความชอบธรรมภายใต้การครองอำนาจยาวนานของพรรค PRI จนกระทั่งการเลือกตั้งปี 1988 ถูกเรียกว่าเป็น "ความอัปยศ" จากเหตุระบบนับคะแนนล่ม

การปฏิรูป: เม็กซิโกแก้ปัญหาด้วยการปฏิรูปใหญ่ แยกองค์กรจัดเลือกตั้งออกจากรัฐบาลและสร้างองค์กรที่เป็นอิสระจริงอย่าง INE (National Electoral Institute) โดยเน้นความโปร่งใสในระดับสูง เช่น การเปิดเผยข้อมูลนับคะแนนแบบเรียลไทม์ และระบบตรวจบัตรประชาชนมีรูปถ่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาจากประชาชน

บทเรียนจากอินโดนีเซีย (การสร้างความโปร่งใสโดยพลังภาคประชาชน):

บริบท: หลังจากยุคเผด็จการซูฮาร์โต อินโดนีเซียพยายามสร้าง กกต. (KPU) ที่เป็นอิสระ แต่ก็ยังเผชิญกับความท้าทายเรื่องข้อครหาการทุจริตและการเอื้อประโยชน์ในบางระดับ

นวัตกรรมและความโปร่งใส: นอกเหนือจากการตรวจสอบตามกฎหมาย อินโดนีเซียใช้ประโยชน์จาก "การตรวจสอบโดยภาคประชาชน" (Crowdsourcing) เช่น โครงการ Kawal Pemilu ที่ให้ประชาชนถ่ายรูปใบสรุปคะแนน (Form C1) จากแต่ละหน่วยเลือกตั้งมาอัปโหลดขึ้นระบบออนไลน์เพื่อยืนยันคะแนนแข่งกับ กกต. ลดโอกาสการแก้ไขผลคะแนนและป้องกันการบิดเบือนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจัยสำคัญในการป้องกันไม่ให้การเลือกตั้งกลายเป็น "ความอัปยศ"

ความเป็นอิสระและตรวจสอบได้จริง: กกต. ต้องไม่ถูกครอบงำจากฝ่ายบริหารหรือขั้วอำนาจใดๆ และต้องมีระบบรับผิดชอบ (Accountability) ที่พร้อมถูกตรวจสอบทางกฎหมายหากปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

ความโปร่งใสในทุกขั้นตอน: กระบวนการนับคะแนนและรายงานผลต้องเปิดเผย รวดเร็ว และตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่นับที่หน่วยเลือกตั้งจนถึงผลรวมระดับประเทศ

การยอมรับกติการ่วมกัน: หากกระบวนการจัดเลือกตั้งเที่ยงธรรมและเป็นกลาง ผลการเลือกตั้งไม่ว่าจะออกมาอย่างไรก็จะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และช่วยให้ประเทศขับเคลื่อนต่อไปได้โดยไม่ต้องเผชิญวิกฤตการณ์บนท้องถนน




“อย่าดูถูกประชาชน” จับตามติคดีฮั้ว สว. คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง กกต. เสี่ยงติดคุก? - เอก-ออฟเผย คนเริ่มถามหาพรรคเพื่อไทยว่า จุดยืนคดี ฮั้ว สว. อยู่ตรงไหนกันแน่


“อย่าดูถูกประชาชน” จับตามติคดีฮั้ว สว. คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง กกต. เสี่ยงติดคุก? | END GAME #180

The Standard

Aug 29, 2026 
END GAME เกมที่แพ้ไม่ได้

นี่เป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการพิจารณาสำนวนกรณีนี้ของคณะกรรมการ กกต. ที่เริ่มประชุมพิจารณามาตั้งแต่เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ซึ่งเป็นคณะกรรมการชุดที่สองที่พิจารณาคดีนี้ มีมติออกมาเมื่อเดือน มี.ค. 2569 และส่งเรื่องให้ กกต. ชุดใหญ่

คดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ทำให้การเลือก สว. ปี 2567 มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม จำนวน 229 คน แบ่งเป็น สว. ชุดปัจจุบัน 138 คน, กลุ่มของรัฐมนตรี, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.), คณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และเครือข่ายของพรรคภูมิใจไทยรวม 41 คน และกลุ่ม สว. สำรองและผู้สมัคร สว. รวม 50 คน

ในเวลาเดียวกัน พรรคฝ่ายค้านคือพรรคประชาชน และภาคประชาชนโดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) ได้ออกมาเปิดเผยพฤติกรรม ขบวนการ และตัวละครที่เกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว. ต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ต่อเนื่องเดือน ส.ค.

ขณะเดียวกัน สำนวนคดีจำนวนกว่า 90,000 หน้าที่อยู่ในมือของ กกต. ชุดใหญ่ จะเป็นหลักฐานที่ชี้ขาดว่า คดีฮั้ว เลือก สว. จะถูกส่งฟ้องต่อศาลฎีกาหรือไม่ หลังมีการตั้งคณะกรรมการอย่างน้อย 2 ชุดขึ้นมาพิจารณาและกลั่นกรองคดีนี้
ท่ามกลางความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากไอลอว์ออกมาเปิดเผยหลักฐานล่าสุดที่อ้างว่าเป็นข้อมูลการโทรเข้า-ออกระหว่างผู้สมัคร สว. อ่างทอง กับสองนักการเมืองพี่น้องตระกูลปริศนานันทกุลของพรรคภูมิใจไทย ชวนติดตามและวิเคราะห์ไปพร้อมกันได้

#TheStandardEndGame

https://www.youtube.com/watch?v=hVOcVaKQPbA








https://x.com/thestandardth/status/2093610276603969977



 

การตั้งชื่อใหม่ให้ Lake Ontario เป็น Lake America เป็นความพยายามล่าสุดของทรัมป์ที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของเรา จากเรื่องสำคัญ เช่น เรื่องสงครามอิหร่านที่ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจ หรือเรื่องแฟ้มข้อมูลของเอปสไตน์ หรือนาตาลี ฮาร์ป



เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา Trump ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารให้หน่วยงานรัฐบาลกลางปรับเปลี่ยนชื่อทะเลสาบดังกล่าวบนแผนที่และเอกสารต่างๆ ของสหรัฐฯ ให้มีความเป็น "อเมริกัน" มากขึ้น ซึ่งนับเป็นการใช้เวลาและทรัพยากรที่คุ้มค่าเสียจริง อย่างน้อยเราก็คงต้องขอบคุณที่ประธานาธิบดีผู้พยายามจะแปะชื่อตัวเองลงบนทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่สนามบินไปจนถึงศูนย์ศิลปะ Kennedy Center ไม่ได้สั่งให้เรียกแหล่งน้ำแห่งนี้ว่าทะเลสาบ Trump

นี่ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายเพียงครั้งเดียวที่เกิดขึ้น เพราะการเปลี่ยนชื่อทะเลสาบ Ontario นี้ตามมาหลังจากที่ประธานาธิบดีเคยเปลี่ยนชื่ออ่าวเม็กซิโก (Gulf of Mexico) ให้เป็นอ่าวอเมริกา (Gulf of America) มาแล้วเมื่อปีที่แล้ว Trump กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "เรามีอ่าวและเรามีทะเลสาบแล้ว ตอนนี้สิ่งที่เราขาดก็คือมหาสมุทร บางทีเราอาจจะต้องเปลี่ยนชื่อมหาสมุทรแอตแลนติกและ/หรือมหาสมุทรแปซิฟิกบ้างแล้วล่ะ"

หากสงครามในอิหร่านที่กำลังดำเนินไปอย่างหายนะยังคงยืดเยื้อต่อไปอีกสักสองสามเดือน Trump ผู้ซึ่งกำลังบอบช้ำจากสถานการณ์ต่างๆ อาจจะทำตามคำขู่นั้นจริงๆ ก็เป็นได้ เพราะชายผู้นี้พร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความล้มเหลวของตนเอง

นอกเหนือจากการเบี่ยงเบนความสนใจแล้ว การกระทำอันน่าสมเพชนี้ยังเปรียบเสมือนการชูนิ้วกลางใส่แคนาดาอีกด้วย การเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาเพิ่งล่มลง โดยรัฐบาลของ Trump ได้กำหนดภาษีศุลกากรสูงถึง 50% สำหรับสินค้าบางรายการ ในขณะที่ Mark Carney นายกรัฐมนตรีของแคนาดาประกาศว่าจะตอบโต้ด้วยมาตรการที่รุนแรงเท่าเทียมกัน (dollar for dollar) เป็นที่น่าสงสัยว่า Trump คงคิดว่าชื่อทะเลสาบ Ontario นั้นตั้งตามชื่อรัฐของแคนาดาที่มีพื้นที่ติดกัน เขาจึงมองว่าการเปลี่ยนชื่อฝ่ายเดียวนั้นเป็นวิธีที่ดีในการแสดงให้เพื่อนบ้านทางตอนเหนือของสหรัฐฯ เห็นว่าใครกันแน่ที่เป็นเจ้านาย

อย่างไรก็ตาม ดังที่ Carney จำเป็นต้องชี้แจงผ่านโซเชียลมีเดีย ชื่อทะเลสาบ Ontario นั้นถูกใช้มานานกว่า 400 ปีแล้ว และมีที่มาจากคำว่า Ontari’io ในภาษาของชนพื้นเมืองเผ่า Wendat/Huron ซึ่งมีความหมายว่า "ทะเลสาบที่งดงาม ทะเลสาบที่ยิ่งใหญ่" เรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนทั้งการก่อตั้งสมาพันธรัฐแคนาดาและการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาเสียอีก

ในสถานการณ์ปกติ การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งเปลี่ยนชื่อทะเลสาบเกรตเลกส์เพื่อหาเรื่องทะเลาะกับพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดรายหนึ่งคงกลายเป็นข่าวใหญ่ครึกโครมไปนานหลายสัปดาห์ แต่วันนี้กลับกลายเป็นเพียงเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นในวันพฤหัสบดีวันหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่แค่การเล่นตลกไร้สาระที่ทั้งแคนาดาและผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กต่างยืนยันว่าจะไม่สนใจไยดี แต่มันคือเครื่องพิสูจน์ชัดเจนว่าทรัมป์กำลังตกอยู่ในสภาวะสิ้นหวัง โดดเดี่ยว และไร้หนทางแก้ไขปัญหา คะแนนนิยมของเขาลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ โดยร่วงลงถึง 14 จุด จากระดับ 47% ในช่วงเริ่มต้นวาระที่สองมาอยู่ที่ 33% ในปัจจุบัน ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น สงครามกับอิหร่านซึ่งเคยถูกนำเสนอว่าเป็นเพียง "ปฏิบัติการเล็กๆ" ที่จะกินเวลาแค่ไม่กี่สัปดาห์ กลับยืดเยื้อมานานถึงหกเดือนแล้วโดยยังมองไม่เห็นทางออกที่เหมาะสมเลยแม้แต่น้อย และแคนาดาก็ไม่ใช่พันธมิตรเก่าแก่เพียงรายเดียวที่โกรธเคืองสหรัฐฯ ในยุคของทรัมป์ เพราะชื่อเสียงของประเทศนี้ในเวทีโลกได้ดิ่งลงเหว ผลสำรวจใน 36 ประเทศโดยสถาบัน Pew เมื่อต้นปีที่ผ่านมาพบว่า ภาพลักษณ์โดยรวมของสหรัฐฯ นั้นเป็นไปในทางลบเสียส่วนใหญ่ โดยมีเพียง 7 ประเทศเท่านั้นที่มองสหรัฐฯ ในแง่บวก ซึ่งอิสราเอลเป็นประเทศที่ให้คะแนนนิยมสูงสุด ทรัมป์กำลังตกอยู่ในสภาวะอ่อนแอและไร้ทิศทาง เขาขาดทั้งสติปัญญาและทักษะทางการทูตที่จะปรับเปลี่ยนความเป็นจริงให้เป็นไปตามใจปรารถนา จึงหันมาใช้วิธีเปลี่ยน "ภาพลักษณ์" หรือชื่อเรียกแทน แต่ไม่ว่าเขาจะลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารไปกี่ฉบับก็ตาม ผู้คนก็จะยังคงเรียกทะเลสาบออนแทรีโอด้วยชื่อเดิมของมันต่อไปอีกนานแสนนาน หลังจากที่เราเลิกเรียกทรัมป์ว่า "ประธานาธิบดี" กันไปแล้ว


ที่มา The Guardian
The rebranding of ‘Lake America’ is Trump’s desperate attempt to distract us

https://www.theguardian.com/commentisfree/2026/aug/29/lake-america-trump-approval-ratings
29 August 2026


.....









ชื่อ "Lake Ontario" (ทะเลสาบออนแทรีโอ) มีที่มาจากคำว่า "Ontari’io" ในภาษาของชาวเวนดัต (Wendat) ซึ่งมีความหมายที่เหมาะสมอย่างยิ่งว่า "ทะเลสาบที่งดงาม" หรือ "ทะเลสาบขนาดใหญ่"

ชื่อนี้มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 400 ปี ซึ่งเก่าแก่กว่าทั้งการก่อตั้งสมาพันธรัฐแคนาดาและการประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา...

Mark Carney (@MarkJCarney)
นายกรัฐมนตรีแคนาดาและหัวหน้าพรรคเสรีนิยม (Liberal Party)
โต้กรณีทรัมป์เปลี่ยนชื่อทะเลสาบเป็น "Lake America" ​​ด้วยบทเรียนทางประวัติศาสตร์






 

สำนักข่าว TRT ทำสกู๊ปข่าว เกี่ยวกับความประพฤตินักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล กร่าง - ความวิตกว่าชาว #อิสราเอล หรือที่คนไทยหลายคนเรียกว่า #ยิวเทา จะยึดเมืองไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว และอาจบานปลายหากรัฐบาล สถานทูตอิสราเอล และสาธารณะไทยไม่ตั้งสติ แก้ปัญหาตรงจุด อย่างเร่งด่วน








https://x.com/trtworld/status/2093204353586766262

.....

 https://www.facebook.com/pravit.rojanaphruk.5/posts/4685561198338361


Pravit Rojanaphruk
12 hours ago
·
ความวิตกว่าชาว #อิสราเอล หรือที่คนไทยหลายคนเรียกว่า #ยิวเทา จะยึดเมืองไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว เหตุการณ์อาจบานปลายหากรัฐบาล สถานทูตอิสราเอล และสาธารณะไทยไม่ตั้งสติ แก้ปัญหาตรงจุด ตรงที่เป็นปัญหาอย่างเร่งด่วน #ป #Israel #IsraelinThailand
Concerns that #Israelis — whom some Thais have referred to as “grey Jews” (#ยิวเทา) — are seeking to take over parts of Thailand are spreading rapidly.
The situation could escalate if the Thai government, the Israeli Embassy and the Thai public fail to stay calm and address the underlying issues urgently and directly.
#Thailand #Israel #IsraelinThailand




ส่องความเคลื่อนไหวกลุ่ม "Moving to Thailand" เมื่อชาวอิสราเอลชวนเพื่อนร่วมชาติย้ายมาไทย



ส่องความเคลื่อนไหวกลุ่ม "Moving to Thailand"

27 ส.ค. 2569
สำนักข่าวไทย

Exclusive Report : เมื่อชาวอิสราเอลชวนเพื่อนร่วมชาติย้ายมาไทย ชูโบสถ์ยิว ร้านอาหารโคเชอร์ในคอนโดครบ



การทะลักเข้ามาของกลุ่มทุนและกลุ่มคนต่างชาติในเมืองท่องเที่ยวระดับโลกของไทย กำลังยกระดับความรุนแรงขึ้นอีกขั้น และไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของ “นักท่องเที่ยว” แต่กำลังกลายเป็นการ “ย้ายประเทศเพื่อตั้งรกรากถาวร” อย่างแยบยล

จากการเกาะติดสถานการณ์ของ “สำนักข่าวไทย” ล่าสุดพบเบาะแสสำคัญจากคอนโดหรูในกลุ่มโซเชียลมีเดียของชาวอิสราเอลที่มีสมาชิกรวมกว่า 30,000 คน มีการโพสต์เชิญชวนเพื่อนร่วมชาติให้ย้ายประเทศมาปักหลักในประเทศไทย โดยมุ่งเป้าไปที่เมืองท่องเที่ยวหลักอย่างพัทยาและภูเก็ต พร้อมชูจุดขายการสร้าง “สังคมเฉพาะกลุ่ม” ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันตามวิถีชีวิตเดิม ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารโคเชอร์ หรือการจัดตั้งโบสถ์ยิว (Chabad) ภายในโครงการ

โปรโมชันหรูหรา... บนความคลุมเครือทางกฎหมาย ในพื้นที่พัทยา มีการประกาศขายคอนโดมิเนียมหรูระดับ 6 ดาว อ้างมาตรฐานเดียวกับดูไบและไมอามี ขณะที่ย่านหาดราไวย์ จังหวัดภูเก็ต มีการเสนอขายคอนโดหรูวิวทะเล 48 ยูนิต ในราคาเริ่มต้น 410,000 เชเกล (ประมาณ 4–5 ล้านบาทไทย)



เมื่อทีมข่าวเจาะลึกไปยังเส้นทางการถือหุ้นนิติบุคคลของคอนโดมิเนียมบางแห่งในพื้นที่ราไวย์ ยิ่งพบข้อสงสัยน่าประหลาดใจ โดยในช่วงปี 2566–2568 โครงการดังกล่าวยังมีสัดส่วนการถือหุ้นปกติคือ ไทย 51% และต่างชาติ 49% แต่ล่าสุดกลับมีการปรับโครงสร้างให้คนไทยถือหุ้น 100% เบ็ดเสร็จในกระดาษ ทิ้งคำถามใหญ่ให้สังคมว่า นี่คือการลงทุนของคนไทยจริง หรือเป็นเพียงการใช้ “นอมินี” นั่งบังหน้า เพื่อเปิดทางให้ทุนอิสราเอลเข้ามาสวมสิทธิ์กินรวบอสังหาริมทรัพย์ไทย?



เม็ดเงินไม่ตกถึงท้องถิ่น พฤติกรรมข่มขู่ และความกังวล "รัฐซ้อนรัฐ"

ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด นักวิชาการด้านตะวันออกกลาง และกลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่ภูเก็ต สะท้อนภาพว่า ขบวนการนี้เข้ามาแบบ "กินรอบวง" ตั้งแต่บริการให้คำปรึกษาย้ายประเทศ การเดินเอกสาร การขายอสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงการเปิดธุรกิจบริการครบวงจร ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่เฉพาะในกลุ่มตนเอง โดยไม่ตกถึงมือคนท้องถิ่น

นอกจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว พฤติกรรมของต่างชาติบางกลุ่มที่ไม่เคารพกฎหมายและวัฒนธรรมไทย ยังสร้างความขัดแย้งในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทั้งการเหยียดหยามคนท้องถิ่น การเบี้ยวค่าบริการ ตลอดจนการข่มขู่คุกคามเจ้าของพื้นที่

"ถ้า เรายังปล่อยให้ต่างชาติเป็นเจ้าของกิจการแบบกินรวบ อีก 30ปีข้างหน้า ลูกหลานเราจะอยู่ยังไง แผ่นดินไทยจะยังเหลือหรือไม่ ?"


อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้คนในพื้นที่ คือการขยายตัวของ "ชาบัด" (ศูนย์ศาสนกิจของชาวอิสราเอล) กว่า 10 สาขาทั่วประเทศ ทั้งในป่าตอง ราไวย์ รวมถึงอาคารขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ที่พบว่ามีการสร้างชั้นใต้ดินลึกถึง 3 ชั้น จนนำมาสู่คำถามเรื่องความถูกต้องในการถือครองที่ดิน และความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ “รัฐซ้อนรัฐ” ในอนาคต



ชาวภูเก็ตนัดรวมตัว 28 ส.ค. ส่งสัญญาณถึงรัฐบาล

จากปัญหาเรื้อรังที่ไร้การจัดระเบียบ ทำให้เกิดการรวมตัวกันอย่างสันติของชาวไทยพุทธและมุสลิม ทั้งผู้นำชุมชน และผู้ประกอบการทุกภาคส่วน ในนาม “กลุ่มปกป้องผืนแผ่นดินภูเก็ต”

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญและคนท้องถิ่นได้นัดหมายรวมพลังครั้งสำคัญ ในวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 ณ สวนสาธารณะโลมา หาดป่าตอง ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้ามาตรวจสอบสิทธิ์การถือครองที่ดิน ตรวจสอบเส้นทางการเงินนอมินี และบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ก่อนที่ธุรกิจและผืนแผ่นดินของคนไทยจะถูกกินรวบไปมากกว่านี้

"เรายืนยันว่าการแสดงออกนี้ เป็นการแสดงออกอย่างสันติ เรายังยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกชาติ แต่ต้องเข้ามาแล้วเคารพกฏหมายไทย เคารพให้เกียรติคนท้องถิ่นด้วย แต่ทุกวันนี้ทั้งที่เป็นและไม่เป็นข่าวมีปัญหาเยอะมาก โดยเฉพาะกลุ่มอิสราเอลนี่แหละ คนขับตุ๊กๆถูกถมน้ำลายใส่หน้า ต่อราคาค่ารถแล้วไม่ลดก็ ไม่พอใจก็ขว้างปาก้อนหินใส่ บางครั้งกินแล้วเบี้ยวไม่จ่ายเงินก็มี และเยอะมากตอนนี้ " ตัวแทนกลุ่มปกป้องผืนแผ่นดินภูเก็ต เล่า

การรวมตัวครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่ความตื่นตระหนกของชาวบ้าน แต่คือการส่งสัญญาณเตือนตรงถึงรัฐบาลว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะเลือกปกป้องผลประโยชน์ของคนในชาติ... ก่อนที่จะปล่อยให้ผืนแผ่นดินไทยถูกยึดครองอย่างแยบยลจนสายเกินแก้.-สำนักข่าวไทย

https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/166521
.....


ชาวภูเก็ตนับร้อยลุกฮือ "Save Phuket" จี้รัฐจัดการต่างชาติกร่าง!

Nation Online

Aug 28, 2026 

ประชาชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวภูเก็ตก้าวออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่! รวมตัวกันกว่า 200-300 คน จัดเวที "Save Phuket Save ป่าตอง Respect Thai Law" ที่สวนสาธารณะโลมา หาดป่าตอง สะท้อนปัญหาหมักหมม ชาวต่างชาติบางกลุ่มไม่เคารพกฎหมาย ลักลอบประกอบอาชีพและทำธุรกิจแย่งคนไทย พร้อมยื่นข้อเสนอสุดแรง ให้พิจารณาจำกัดระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยวบางกลุ่มเหลือไม่เกิน 15 วัน! เสียงตะโกนจากเจ้าบ้านจะเขย่าฝ่ายรัฐให้ตื่นและเพิ่มความเข้มงวดคัดกรองได้แค่ไหน? ติดตามรายละเอียดในคลิปนี้! #SavePhuket #Saveป่าตอง #ต่างชาติ #ภูเก็ต #ทันข่าวค่ำ

https://www.youtube.com/watch?v=lghC2A9n59Q





วันเสาร์, สิงหาคม 29, 2569

รองเลขาธิการ กกต. เข้าแจ้งความตำรวจกองปราบฯ เอาผิดต่อ ‘ไอลอว์’ โทษฐานเผยแพร่ความเห็นของตน แสดงว่า กกต.เองก็ไม่มั่นใจการตรวจสอบข้อเท็จจริงของตัวเอง

หลักฐานสนับสนุนข้อเรียกร้องของ ไอลอว์ให้ กกต.สั่งฟ้องคดีโกงเลือกตั้ง สว. ต่อผู้ต้องหา ๒๒๙ คนต่อศาลฏีกา นอกจากคำวินิจฉัยของอนุกรรมการ กกต.ชุดที่ ๒๖ แล้ว ยังมีความเห็นของรองเลขาธิการ กกต. เมื่อครั้งปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาฯ

วานนี้ (๒๘ สิงหา) นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต.คนนั้น หวนมาเข้าแจ้งความต่อตำรวจกองปราบฯ เอาผิดต่อไอลอว์โทษฐานเผยแพร่ความเห็นของตน กรณีเห็นควรให้ส่งฟ้องคดีโกงเลือกตั้ง สว. โดยระบุในคำฟ้องว่า

“การดำเนินการดังกล่าว เป็นไปเพื่อให้ข้อเท็จจริงได้รับการตรวจสอบตามกระบวนการของกฎหมาย และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยยึดหลักความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมาย”

จำเพาะการฟ้องเพื่อแก้เกี้ยว ที่ถูกเปิดโปงการประพฤติผิด แบบเดียวกับที่ กกต.สั่งให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยื่นฟ้อง ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และไอลอว์ ที่นำสำนวนคดีฮั้ว สว.มาเปิดเผยนั้น เป็นการใช้กระบวนการศาลเพื่อกีดกั้นการตรวจสอบ อย่างน่าละอาย

รศ.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีนิติศาสตร์ มธ.เห็นว่า “ขนาดแจ้งความดำเนินคดีกับคนที่ออกมาเรียกร้องความโปร่งใส ก็ยังหาเหตุผลอธิบายให้ประชาชนเข้าใจไม่ได้ว่าทำไปเพื่ออะไร แล้วจะให้ประชาชนมั่นใจการทำหน้าที่ได้อย่างไร”

อจ.มุนินทร์ยังชี้ด้วยว่า “ตกลง คือ กกต. เองก็ไม่มั่นใจการตรวจสอบข้อเท็จจริงของตัวเอง เลยต้องให้ตำรวจมาช่วยตรวจสอบ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในการทำหน้าที่ของ กกต.” งั้นหรือ “งงกันไปหมด” เช่นเดียวกับกลุ่ม สว.สีน้ำเงิน

ที่พากันไปยืนเกาะโพเดี้ยมแถลงโต้ พริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาชน และ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ ว่า “เป็นการละเมิดข้อมูลในสำนวนคดี” และ “เหตุใดจึงไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย” หารู้ไม่ว่านั่นละคือกระบวนการกฎหมายแท้จริง

สว.สีน้ำเงินคนหนึ่งกล่าวหาอย่างผิดๆ และก้าวร้าว ด้วยว่า “แทรกแซงก้าวก่ายการทำงานของ กกต. หรือเป็นการสร้างความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ขอประชาชนเห็นดวงตาเป็นธรรม อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว”

ทั้งที่ การกล่าวหาเขาแบบนั้น เป็นการเหลิงอำนาจ ที่ไม่ได้มีความชอบธรรมตามครรลองของการใช้เหตุและผล รองรับ

(https://www.facebook.com/nationweekend/posts/MXnA6Yj8f, https://www.facebook.com/munin.pongsapan/posts/2LSL1XHF และ https://www.thairath.co.th/news/politic/2955907?=IwY2xjawT_7vALqR6)