วันอาทิตย์, กันยายน 27, 2569

โอ้โห เถื่อนมาก จัดฉายหนังเรื่องเถียนมี่มี่ ยังจะลากเข้าประเด็นความไม่สงบใน จชต.ได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในผลงานระดับขึ้นหิ้งของวงการหนังฮ่องกง (ออกฉายในปี 1996 กำกับโดย หลี่หมิงหยวน หรือ Peter Chan) ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำและค่านิยม (Hong Kong Dream): ในช่วงยุค 80s ถึง 90s


คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี - Communication Sciences PSU
10 hours ago ·

แถลงการณ์ข้อเท็จจริง
กรณีเพจสื่อสังคมออนไลน์บิดเบือนข้อมูลกิจกรรมวิชาการและการจัดฉายภาพยนตร์
ณ สมาคมฮกเกี้ยน จังหวัดปัตตานี
โดย คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
.
ตามที่ปรากฏข้อความและภาพบนสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงและให้ร้ายกิจกรรมฉายภาพยนตร์และการเสวนาทางวิชาการของคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ณ สมาคมฮกเกี้ยน จ.ปัตตานี โดยมีเนื้อหาที่มุ่งทำลายชื่อเสียงขององค์กรและภาคีที่เกี่ยวข้อง ทั้งการกล่าวอ้างอันเป็นเท็จว่าหลอกลวงผู้สูงอายุชาวไทยเชื้อสายจีนมาร่วมงาน ตลอดจนพยายามเชื่อมโยงในทางอ้อมว่ามีความเกี่ยวข้องกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน คณะวิทยาการสื่อสาร จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคมและสาธารณชน ดังต่อไปนี้
.
1. วัตถุประสงค์และสาระสำคัญของภาพยนตร์
กิจกรรมดังกล่าวเป็นการร่วมมือระหว่างคณะวิทยาการสื่อสาร โครงการคนใต้เท่าทันสื่อ สมาคมฮกเกี้ยน จ.ปัตตานี โดยใต้การสนับสนุนจากสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมภาพยนตร์ เพื่อจัดฉายภาพยนตร์คลาสสิกเรื่อง "Comrades: Almost a Love Story" (เถียนมีมี่ 3,650 วัน รักเธอคนเดียว) ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา มีเนื้อหาบอกเล่าวิถีชีวิตของชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่อพยพไปแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจในฮ่องกง การปรับตัวข้ามวัฒนธรรม และเรื่องราวความรักท่ามกลางอุปสรรคชีวิต ซึ่งไม่ได้มีบริบทหรือเนื้อหาใดที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความมั่นคงหรือความขัดแย้งทางการเมืองในจังหวัดชายแดนภาคใต้แม้แต่น้อย โดยการฉายภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม MicroCinema Training Lab 2026 จัดโดยสมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมภาพยนตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์ในประเทศไทย
.
2. เหตุผลการเลือกสถานที่และประเด็นการเสวนา
การเลือกจัดกิจกรรม ณ สมาคมฮกเกี้ยน จ.ปัตตานี มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงบริบทของภาพยนตร์เข้ากับประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมพหุวัฒนธรรมในจังหวัดปัตตานี และมีเวทีเสวนาหลังการฉายภาพยนตร์จากนักวิชาการและแกนนำชาวไทยเชื้อสายจีนใน จ.ปัตตานี การเสวนาดังกล่าวมุ่งเน้น 3 ประเด็นหลักในเชิงมานุษยวิทยา นิเทศศาสตร์ และภาพยนตร์ศึกษา ได้แก่
2.1) การอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน เปรียบเทียบการปรับตัวของชาวจีนรุ่นก่อนและรุ่นปัจจุบันเพื่อหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมใหม่
2.2) ประเด็นเชิงจริยธรรมและความสัมพันธ์ของปัจเจกบุคคล มีการตั้งคำถามเชิงศีลธรรมของความรักและความสัมพันธ์ท่ามกลางการพลัดถิ่น
2.3) สัญญะและความหมายในภาพยนตร์ การวิเคราะห์เทคนิคการเล่าเรื่องและการสื่อความหมายทางศิลปะภาพยนตร์
.
3. กลุ่มผู้เข้าร่วมกิจกรรมและบรรยากาศการเรียนรู้
ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีประมาณ 60 คน ประกอบด้วย สมาชิกสมาคมฮกเกี้ยน จ.ปัตตานี ที่เป็นการเชิญชวนและประชาสัมพันธ์กันภายในเครือข่ายของสมาคมฯ นักศึกษาชาวไทย และชาวจีนบางส่วน คณาจารย์ และประชาชนทั่วไปที่สนใจงานศิลปวัฒนธรรม ซึ่งผู้สูงอายุและผู้อาวุโสหลายท่านที่เข้าร่วมกิจกรรมเป็นอดีตข้าราชการและบุคคลที่ได้รับความเคารพนับถือในจังหวัดปัตตานี การจัดงานเปิดกว้างอย่างโปร่งใส บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น มีการแลกเปลี่ยนทางความคิดอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ในการส่งเสริมวัฒนธรรมการชมภาพยนตร์และการใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้ของชุมชน
.
คณะวิทยาการสื่อสาร ยืนยันว่าการจัดกิจกรรมดังกล่าวเป็นไปตามพันธกิจทางวิชาการ การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ดังนั้นการนำกิจกรรมทางศิลปะและวิชาการไปบิดเบือน ตีความให้เกิดความเข้าใจผิด ป้ายสี และสร้างความเกลียดชังในสังคม ถือเป็นการกระทำที่ขาดความรับผิดชอบและสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงขององค์กรและภาคีเครือข่าย
.
ทั้งนี้ คณะวิทยาการสื่อสาร อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานการบิดเบือนข้อมูลและการให้ร้ายต่อองค์กร ร่วมกับฝ่ายนิติกร เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อเพจและบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อไป พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือประชาชนและผู้ติดตามเพจดังกล่าวโปรดใช้วิจารณญาณในการเปิดรับข้อมูลข่าวสาร ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง และแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์และธำรงไว้ซึ่งพื้นที่การสื่อสารที่ประเทืองปัญญาและเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป
.
คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
26 กันยายน 2569
.
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรม
1. MicroCinema Training Lab 2026 คลิก https://www.facebook.com/share/p/1CPMMpFEr5/
2. ข้อมูลและภาพกิจกรรม คลิก https://www.facebook.com/share/p/19LQdAokvz/
.
ติดตามข่าวสารจากคณะวิทยาการสื่อสาร :
เว็บไซต์ : https://www.commsci.psu.ac.th/
เพจ : https://www.facebook.com/commsci.pn.psu
Instagram : @commscipsu
TikTok : @commsci.psu

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1682507173629523&set=a.665915301955387




หากเกิดน้ำท่วมขึ้น เราสามารถทำอย่างไรได้บ้างเพื่อปกป้องทรัพย์สินให้ดีที่สุด รวมทั้ง จะรักษาชีวิตอย่างไรให้ปลอดภัย



"เก็บของให้ลอยน้ำ ระวังกระแสไฟฟ้า" เราจะป้องกันชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างไรบ้างในช่วงเกิดน้ำท่วม ?

ประชาชนขนของหนีน้ำท่วมในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อ 23 พ.ย.

นงนภัส พัฒน์แช่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Published 25 พฤศจิกายน 2025

ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายจังหวัดภาคใต้ อาทิ สงขลา สตูล เผชิญกับเหตุน้ำท่วมฉับพลันจากฝนที่ตกหนักอย่างต่อเนื่อง โดยประกาศล่าสุดจากกรมอุตุนิยมวิทยาในวันนี้ (25 พ.ย.) ระบุว่าพื้นที่ภาคใต้จะยังมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ตรัง และสตูล จากอิทธิพลจากหย่อมความกดอากาศต่ำและมรสุม

ในขณะที่สถานการณ์ในหลายจังหวัดยังไม่คลี่คลาย บีบีซีไทยชวนสำรวจวิธีการว่าคนธรรมดาที่เป็นผู้ประสบภัย สามารถทำอย่างไรได้บ้างเพื่อปกป้องทรัพย์สินให้ดีที่สุด ผ่านการพูดคุยกับ นายเกรียงไกร ช่วยดำรงสกุล วิศวกรโยธา เจ้าของบริการให้คำปรึกษาด้านการก่อสร้าง "คุยกับลุงช่าง"

ต่อไปนี้คือคำแนะนำของเขา ถึงวิธีการปกป้องทรัพย์สินต่าง ๆ ภายในบ้านให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดเมื่อน้ำท่วมถึง

เก็บทรัพย์สินหนีน้ำอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด
  • ปลอดภัยที่สุดคือทำให้ลอยน้ำ
"อันแรกต้องเลือกก่อนว่า อะไรจำเป็นมากที่สุด อะไรจำเป็นน้อยที่สุด" นายเกรียงไกร บอกกับบีบีซีไทย เขาบอกว่าเมื่อเกิดเหตุน้ำท่วม มักจะเกิดเหตุขึ้นอย่างรวดเร็ว และคนไม่มีเวลาเตรียมตัวมากพอที่จะเก็บสิ่งของทุกชิ้นให้ปลอดภัย ดังนั้นจึงอาจต้องจัดลำดับความสำคัญว่าจะเก็บของชิ้นไหนก่อน

อย่างไรก็ดี วิธีที่นายเกรียงไกรแนะนำว่าจะทำให้ทรัพย์สินปลอดภัยได้มากที่สุด คือการ "ทำให้ลอย" และอุปกรณ์ที่จะช่วยได้คือถุงดำที่เรามักใช้ใส่ขยะ ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้

1. ซ้อนถุงสองชั้นก่อนเพื่อความแน่นหนา จากนั้นใส่ของลงไปในถุงตามปกติ



2. หากมีของแหลมคม ให้หาอะไรห่อไว้ก่อนใส่ลงไปในถุง โดยอาจใช้เสื้อผ้าที่เราต้องการจะเก็บลงถุงอยู่แล้วห่อคลุมไว้อีกชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ไปทิ่มข้างในถุงจนขาด



3. ตรวจดูของที่ใส่ในถุงไม่ให้แน่นจนเกินไป โดยจะต้องมีพื้นที่เหลือไว้กักเก็บอากาศด้วย เพราะจะเป็นสิ่งที่ทำให้ถุงสามารถลอยน้ำได้ จากนั้นปิดปากถุงโดยพับปากถุงลงมาก่อนสัก 2 ทบ ในลักษณะเดียวกันกับกระเป๋าลอยน้ำ แล้วค่อยมัดปากถุง โดยอาจใช้เชือก สายเคเบิ้ลไทร์ หรืออะไรก็ตามที่หาได้ แต่ขอให้มัดให้แน่นหนาไม่ให้อากาศออกได้ ซึ่งการพับปากถุงลงมาก่อนมัดนั้นจะสามารถป้องกันอากาศออกได้มากกว่าการมัดปากถุงทันทีโดยไม่พับปากถุงลงมาก่อน



4. ทดสอบว่าถุงที่มัดแล้วสามารถรับน้ำหนักของข้างในได้หรือไม่ ด้วยการลองนำไปลองลอยน้ำ หากลอยได้แสดงว่าปลอดภัย

5. หาที่ผูกถุงไว้ หรือตรวจสอบประตูหน้าต่างในห้องที่เก็บถุงไว้เพื่อให้มั่นใจว่าข้าวของที่ถูกเก็บใส่ถุงจะไม่ลอยตามกระแสน้ำออกไปนอกบ้าน


ถุงที่มัดปากปิดเรียบร้อยจะต้องมีลักษณะพอง ๆ แบบนี้ จากการที่มีอากาศถูกอัดอยู่ภายใน

หากไม่สามารถหาถุงขยะสีดำได้ นายเกรียงไกร ระบุว่า สามารถใช้ถุงพลาสติกอื่น ๆ ที่มีมาทดแทนโดยทำวิธีการเดียวกันได้ โดยสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ต้องให้มีอากาศข้างในถุง และต้องมัดปากถุงให้แน่นเพื่อไม่ให้อากาศรั่วไหลออกมา

เขาเน้นย้ำว่าวิธีการนี้จะช่วยปกป้องของมีค่าและของสำคัญ รวมถึงของขนาดพกพาบางอย่าง เช่น เสื้อผ้า หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก แต่วิธีการนี้มีข้อจำกัดตรงที่อาจไม่สามารถใส่ของชิ้นใหญ่ หรือมีน้ำหนักมากได้

โดยหากผู้ประสบภัยไม่สามารถหาถุงพลาสติกได้จริง ๆ ก็สามารถใช้อุปกรณ์อื่น ๆ ที่ลอยน้ำได้ อาทิ กะละมัง หรืออาจจะหาถังที่สามารถปิดฝาเก็บอากาศไว้ข้างในได้ ซึ่งจะทำให้ของข้างในลอยน้ำได้ด้วยหลักการเดียวกับการใช้ถุงพลาสติก


หากไม่สามารถหาถุงขยะสีดำได้ นายเกรียงไกร ระบุว่า สามารถใช้ถุงพลาสติกอื่น ๆ ที่มีมาทดแทนโดยทำวิธีการเดียวกันได้ สิ่งทำคัญคือต้องทำให้มีอากาศอยู่ภายใน
  • ถ้าลอยน้ำไม่ได้ พยายามให้ไม่เปียก
แล้วหากไม่มีถุงพลาสติกจะทำอย่างไร ?

นายเกรียงไกร แนะนำว่า หากทำให้ลอยไม่ได้ หรือของชิ้นนั้นมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะเก็บลงถุง อย่างน้อย ๆ ทำให้ไม่เปียกน้ำก็จะช่วยบรรเทาความเสียหายได้

"ถ้าคุณ wrap (ห่อ) มันได้ ต่อให้มันจมน้ำ มันก็ป้องกันน้ำ[เข้า]ได้ แม้กระทั่งรถ ถ้าคุณ wrap (ห่อ) มันได้นะ หมายถึงมีผ้าใบแล้วห่อ แล้วมัด หรืออะไรก็ตาม ต่อให้[รถ]จมน้ำ มันก็ช่วยได้" นายเกรียงไกร แนะนำ

เขาบอกว่าวิธีการห่อหุ้มสิ่งของต่าง ๆ ให้แน่นหนาใช้หลักการเดียวกันกับการปิดถุงพลาสติกข้างต้น คือพยายามปิดมันด้วยตัวของมันเองก่อนโดยพับส่วนปลายของพลาสติกหรือผ้าใบที่ใช้ห่อหุ้มเพื่อไม่ให้อากาศออกได้ จากนั้นจึงค่อยใช้เทปแปะทับอีกชั้น

อย่างไรก็ดี เขาตั้งข้อสังเกตว่า "ไม่มีใครมีอุปกรณ์ติดบ้านขนาดนั้น... นอกจะเตรียมไว้จริง ๆ" และเมื่อน้ำมาถึงแล้ว "ไม่มีเวลาขนาดนั้น"

แต่หากคุณยังพอมีเวลา และยังมีวัสดุกันน้ำได้ที่พอจะนำมาห่อป้องกันข้าวของสำคัญบางอย่าง วิธีนี้ก็อาจพอช่วยบรรเทาความเสียหายได้บ้าง

"ผมไม่เชื่อว่าในบ้านจะมีของที่เหมาะสม... เพียงแต่ว่ามันมีของที่เราจะพอใช้ถูไถ เช่น เทปใส เทปติดกล่อง เทปอะไรพวกนี้ ก็ต้องเอามาใช้" เจ้าของเพจ "คุยกับลุงช่าง" กล่าว

"วิธี wrap (ห่อ) ที่ดีที่สุดคือพับขอบ... เหมือนปากถุง ถ้าคุณมัด มันรั่วได้นะ แต่ถ้าคุณกดปากถุง แล้วก็พับมันสักสองทบ แล้วคุณ wrap (ห่อ) มันจะอยู่นะ มันอยู่ง่ายกว่าคุณพยายามจะเอาหนังยางมัดอีก"

"หลักการนี้มันจะใช้กับที่เวลาเราไปเที่ยวทะเลแล้วไปซื้อถุง[ลอยน้ำ]ทะเล ถ้าคุณนึกภาพออก ถุงทะเลมันใช้วิธีนั้นนะ ถุงทะเลมันไม่ใช่[การ]ติดเทป แต่น้ำไม่เข้า เพราะว่าพอจะปิดปุ๊บ มันจะม้วนสักสองรอบ แล้วก็ล็อกคลิก แค่นั้นก็อยู่แล้ว คือมันจะบีบตัวเอง แล้วน้ำก็จะเข้าไม่ได้" เขาอธิบาย

นายเกรียงไกรยังแนะนำอีกว่า ผู้ประสบภัยอาจประยุกต์ใช้สองวิธีเข้าด้วยกัน เช่น อาจหาอะไรห่อหุ้มสิ่งของสำคัญไม่ให้เปียกน้ำก่อน แล้วผูกไว้กับของที่ใช้ต่างทุ่นลอยน้ำได้ เช่นถังปิดฝาที่มีอากาศอยู่ภายใน ก็จะช่วยป้องกันความเสียหายได้อีกทางหนึ่ง
  • อย่าลืมถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้า
อีกประเด็นที่วิศวกรเจ้าของเพจให้คำปรึกษาด้านการก่อสร้างผู้นี้เน้นย้ำ คือผู้ประสบภัยควรถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดในพื้นที่ที่น้ำท่วมถึง เพราะเมื่อน้ำลดยังมีโอกาสที่ช่างจะสามารถซ่อมแซมได้ง่ายกว่าการเสียบปลั๊กทิ้งไว้

"มีโอกาส[ซ่อมได้]" นายเกรียงไกรยืนยัน "มีโอกาสที่เราเอามาตากแดด แล้วก็ให้ช่างเช็กดู มันมีโอกาสที่จะรอดได้สูง แต่ถ้าเสียบปลั๊กอยู่แล้วน้ำท่วม อันนี้เรียบร้อยครับ มันช็อต"


หากทำให้ลอยไม่ได้ หรือของชิ้นนั้นมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะเก็บลงถุง อย่างน้อย ๆ ห่อหุ้มและปิดผนึกให้แน่นหนา แม้จะจมน้ำแต่หากไม่เปียกก็จะช่วยบรรเทาความเสียหายได้

รักษาชีวิตอย่างไรให้ปลอดภัย
  • ระวังไฟฟ้า
"กรมอนามัย" และ "การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค" เคยเผยแพร่วิธีการจัดการกับอุปกรณ์และระบบไฟฟ้าขณะน้ำท่วม ซึ่งบีบีซีไทยรวบรวมและสรุปคำแนะนำของทั้งสองหน่วยงานได้ดังนี้

ก่อนน้ำท่วม ผู้ที่รู้ว่าบ้านกำลังจะถูกน้ำท่วมควรตัดเมนเบรกเกอร์ทันที ย้ายปลั๊กและเครื่องใช้ไฟฟ้าขึ้นที่สูง และตรวจสอบสายไฟให้อยู่ในสภาพดี

ระหว่างน้ำท่วม ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านชั้นเดียวควรหยุดใช้ไฟฟ้าทั้งหมดและย้ายออกชั่วคราว ส่วนบ้านสองชั้นควรแยกระบบไฟสำหรับแต่ละชั้น และปิดใช้ไฟฟ้าในชั้นที่ถูกน้ำท่วม โดยผู้ประสบภัยต้องไม่ใช้ใช้ปลั๊กและสวิตช์ไฟฟ้าที่น้ำท่วมถึง, ห้ามเข้าใกล้สายไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่แช่อยู่ในน้ำ, ห้ามเสียบปลั๊ก แตะปลั๊ก หรือเปิด-ปิดสวิตช์ไฟเมื่อยืนอยู่ในน้ำหรือตัวเปียกน้ำ โดยให้ยืนบนพื้นแห้งหรือใส่รองเท้ายางหากจำเป็นต้องใช้ไฟ

หลังน้ำลด ควรตรวจสอบระบบไฟทุกจุดและให้ช่างไฟที่มีใบอนุญาตตรวจสอบเครื่องใช้ไฟฟ้าก่อนใช้งาน

ประเด็นนี้ นายเกรียงไกร ย้ำเตือนผ่านบีบีซีไทยด้วยว่า บางพื้นที่ที่มีการตัดไฟ หากสถานการณ์คลี่คลายและการไฟฟ้าประกาศจะส่งไฟให้ตามเดิมแล้ว ก่อนจะสับคัทเอ้าท์ขึ้น ควรสับเบรกเกอร์ทั้งหมดในตู้ไฟฟ้าลงก่อน จากนั้นค่อยไล่เปิดทีละอันและตรวจเช็คการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าทีละส่วนว่าทำงานได้ปกติหรือไม่ โดยระหว่างตรวจเช็คควรใส่รองเท้า และไม่ควรให้ตัวเปียกน้ำ
  • หาทางรอด
ด้านสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แชร์ข้อมูลแนวทางเอาตัวรอดจากน้ำท่วมฉุกเฉินไว้หลายข้อสำหรับผู้ประสบภัย โดยอ้างอิงที่มาข้อมูลจากสภานักศึกษา ม.อ. หาดใหญ่ และ PAW PAW

โดยแนวทางดังกล่าวเสนอแนะให้ผู้ประสบภัยควรเตรียมมองหาเส้นทางหนีออกจากตัวบ้านในกรณีฉุกเฉิน และเตรียมอุปกรณ์ช่วยลอยตัวไว้ก่อน โดยอาจใช้ถังน้ำมีฝา, แกลลอนน้ำ, โฟม, กล่องพลาสติกแข็ง หรืออาจประยุกต์ใช้วัสดุอื่น ๆ

นอกจากนี้ ยังเสนอแนะว่าผู้ประสบภัยควรเตรียมอุปกรณ์ช่วยป้องกันสัตว์อันตรายจากสัตว์มิพิษ โดยหาอุปกรณ์ที่สามารถใช้กันระยะห่างจากสัตว์มีพิษที่อาจมากับน้ำ เช่น ไม้กวาดด้ามยาว, ไม้ถูพื้น ฯลฯ

และอีกสิ่งที่ควรเตรียมคือ "ชุดยังชีพฉุกเฉิน" ใส่ถุงกันน้ำเก็บไว้ในที่แห้งและหยิบง่าย ซึ่งควรประกอบด้วย ยาประจำตัว, โทรศัพท์และแบตสำรอง, บัตร/เงินสด, ขนมแห้ง, ไฟฉาย, ถุงดำ เผื่อไว้สำหรับกันน้ำและใช้ลอยตัว รวมถึงเสื้อผ้า 1 ชุด

โดยกรณีที่ติดอยู่บนชั้นบนของบ้าน ให้ส่งสัญญาณโดยใช้ผ้าสีแดง ไฟฉาย หรือเคาะสิ่งของโลหะ, อยู่รวมกันในจุดที่สูงที่สุด และรอการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่กู้ภัย

ส่วนสิ่งที่ "ไม่ควรทำ" คือการใช้ของมีคมในน้ำ, แตะเสาไฟ–ปลั๊ก–เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เปียก, ว่ายทวนกระแสน้ำ หรือปีนโครงสร้างที่ไม่มั่นคง

โดยหากสถานการณ์วิกฤตขั้นสุด คือน้ำท่วมมิดหลังคา ควรออกจากอาคาร และพยุงตัวลอยน้ำให้นานที่สุด โดยอาจใช้ของช่วยพยุงตัว เช่น ประตูไม้, โต๊ะไม้, โฟม, แกลลอน, กะละมัง, ถังน้ำ หรือวัสดุอื่น ๆ ที่สามารถเก็บอากาศไว้ภายใน เช่นถุงดำที่ใส่อากาศเข้าไปในถุงแล้วมัดปากถุงปิดไว้ จากนั้นควรเคลื่อนตัวไปยังอาคารสูงหรือพื้นที่ที่มีโครงสร้างแข็งแรงกว่า


https://www.bbc.com/thai/articles/c783939l6wgo



เตือนมากไปยังดีกว่าเตือนน้อยเกินไป หลังน้ำท่วมปี 2554 Jody Lanard และ Peter M. Sandman ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารความเสี่ยง ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐไทยมีแนวโน้มที่จะเตือนภัยน้อยเกินไป โดยมักใช้ภาษาเพื่อลดทอนความรุนแรงของปัญหา และแสดงความมั่นใจมากเกินกว่าที่ข้อมูลจะรองรับ


Wisanupong Potipiroon
19 hours ago ·

เตือนมากไปยังดีกว่าเตือนน้อยเกินไป
 
หลังน้ำท่วมปี 2554 Jody Lanard และ Peter M. Sandman ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารความเสี่ยง ได้เขียนบทความชื่อ “Over-Reassuring Thai Crisis Communication about the Great Flood: When ‘Restoring Trust’ Is Too Much to Expect”

ข้อสังเกตของทั้งสองคน คือ รัฐไทยมีแนวโน้มที่จะเตือนภัยน้อยเกินไป โดยมักใช้ภาษาเพื่อลดทอนความรุนแรงของปัญหา และแสดงความมั่นใจมากเกินกว่าที่ข้อมูลจะรองรับ
ที่น่าสนใจ คือ ตัวอย่างที่แย่ที่สุดจำนวนมากในแฟ้มกรณีศึกษาจากทั่วโลกเรื่องการ “ปลอบประชาชนมากเกินไป” มาจากประเทศไทย

ไม่ว่าจะเหตุการณ์ SARS, Tsunami หรือน้ำท่วมปี 2554

สิ่งที่สองคนนี้เขาตำหนิ คือ รัฐไทยมักแสดงความมั่นใจในสิ่งที่ยังไม่มีใครสามารถมั่นใจได้ และมักเลือกสื่อสารเพื่อทำให้ประชาชนสบายใจ แทนที่จะบอกทั้งสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น และสิ่งเลวร้ายที่มีความเป๋นไปได้
Sandman และ Lanard เสนอทางออกไว้หลายข้อ แต่มีบางข้อที่น่าสนใจ

ประการแรก หยุดปลอบใจประชาชนเกินกว่าที่ข้อมูลจะรองรับ
ทุกครั้งที่รัฐรับรองว่าสถานการณ์ “ไม่น่ากังวล” หรือ “เอาอยู่” ทั้งที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง รัฐจะยิ่งดูไม่น่าเชื่อถือ
ประการที่สอง ยอมรับตรง ๆ ว่า รัฐเองก็ไม่ได้รู้ไปทุกอย่าง
ความไม่แน่นอน คือ ธรรมชาติของการพยากรณ์ ไม่ใช่ความล้มเหลว
ประชาชนเขารับได้หากรัฐจะพูดตรง ๆ ว่า “ขณะนี้เรายังไม่แน่ใจ แต่สถานการณ์น่ากังวล ขอให้ติดตามอย่างใกล้ชิด”
รัฐไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้กลายเป็นความมั่นใจเกินเหตุเพื่อให้ประชาชนสบายใจ
ประการที่สาม เลิกบอกว่าประชาชน "ตื่นตระหนก"
การที่คนเขาย้ายรถ ย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง ซื้ออาหารสำรอง ไม่ได้แปลว่าเขาตื่นตระหนก แต่เขากำลังจัดการกับความเสี่ยงของตัวเอง
ประการที่สี่ ต้องยอมรับว่า มีโอกาสที่รัฐอาจจะเตือนมากเกินไป
ข้อนี้สำคัญที่สุด เมื่ออนาคตไม่แน่นอน เราไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดทั้งสองด้านพร้อมกัน

การเตือนแล้วเหตุการณ์ไม่เกิด คือ false positive ส่วนการไม่เตือนแล้วเหตุการณ์เกิด คือ false negative
ถ้ารัฐคิดแต่ว่า “เราห้ามเตือนผิดพลาดเด็ดขาด” ผลที่ตามมาก็คือ รัฐอาจจะเตือนน้อยเกินไปอย่างที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ ครั้ง

การสื่อสารภัยพิบัติควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง และต้องยอมรับว่า บางครั้งคำเตือนอาจจะรุนแรงกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

และหากเหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริง รัฐก็ต้องยอมถูกตำหนิว่า เตือนมากเกินไป (ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เราก็เห็นแล้วว่า การเตือนน้อยไป รัฐถูกกร่นด่าจากประชาชนมากแค่ไหน)

เพราะฉะนั้น เตือนให้มากไว้ก่อน อย่างน้อยประชาชนเขาจะได้เตรียมตัว
ผมลองค้นหาเพิ่มเติม พบงานวิจัยที่น่าสนใจ

Murphy (1977) ใช้โมเดล cost–loss ratio วิเคราะห์ว่า คุณค่าของการพยากรณ์ไม่ได้อยู่ที่การ “ทายถูก” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าข้อมูลจากการพยากรณ์นั้นสามารถช่วยให้ผู้ใช้ (user) สามารถตัดสินใจลดความเสียหายได้หรือไม่

ลองสมมติง่าย ๆ ว่า ร้านค้าแห่งหนึ่งต้องเสียเงิน 1,000 บาทในการเตรียมรับน้ำท่วม เช่น ซื้อกระสอบทราย ยกสินค้า หรือย้ายรถ

แต่หากน้ำท่วมโดยไม่ได้เตรียมตัว ความเสียหายอาจอยู่ที่ 50,000 บาท
(สมมติว่าการเตรียมตัวราคา 1,000 บาทนี้สามารถป้องกันความเสียหาย 50,000 บาทนั้นได้ทั้งหมด)
ตามกรอบของ Murphy จุดที่การป้องกันเริ่มคุ้มค่าในแง่ต้นทุนการคาดหมาย อยู่ที่สัดส่วนระหว่างต้นทุนในการป้องกัน (C) กับความเสียหายที่การป้องกันนั้นหลีกเลี่ยงได้ (L)
ในกรณีนี้

C/L = 1,000/50,000 = 0.02 หรือ 2%
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าการพยากรณ์บอกว่าโอกาสเกิดน้ำท่วมสูงกว่า 2% การเตรียมความพร้อมก็เริ่มคุ้มค่าแล้ว ภายใต้สมมติฐานข้างต้น

ผมเองก็เคยย้ายรถ “เก้อ” มาแล้วหลายครั้งตอนอยู่หาดใหญ่ แต่บอกเลยว่า สบายใจกว่ามากหากไม่ได้ย้ายรถ
และตอนอยู่ที่เรียนอยู่ที่อเมริกา เวลามีการเตือนภัย เขาจริงจังมาก แม้จะไม่ได้เกิดเหตุการณ์ตามที่พยากรณ์ไว้ทุกครั้ง แต่การเตรียมพร้อมก็ทำให้เราสบายใจขึ้นอย่างมาก

ดังนั้น เราจึงควร “err on the side of doing too much” หรือหากต้องพลาด ก็พลาดไปในทางที่ทำมากเกินไป
ทั้งนี้ การเตือนภัยแบบ false positive ก็ไม่ได้แปลว่าระบบเตือนภัยจะไม่มีประโยชน์

ถ้าต้นทุนของการป้องกันยังต่ำเมื่อเทียบกับความเสียหายที่หลีกเลี่ยงได้ ประชาชนเขารับได้กับ false positive
แต่ที่รับไม่ได้เลย คือ false negative เนี่ยล่ะ

ประการที่ห้า ประชาขนต้องช่วยตรวจสอบข้อมูลของรัฐได้
รัฐต้องเปิดเผยข้อมูล รวมถึงสิ่งที่ยังไม่รู้หรือไม่แน่ใจ แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และประชาชนช่วยกันตรวจสอบ ตีความข้อมูลเหล่านั้นด้วย

ที่สำคัญ ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่รัฐจะต้องรู้สึกน้อยอกน้อยใจหรือตีโพยตีพาย หากจะมี active citizen ออกมาช่วยแจ้งเตือนภัย
 
ประเด็นที่พูดมาทั้งหมดนี้พาเรากลับมายังสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้
สิ่งที่ประชาชนเขาต้องการไม่มีอะไรมากเลย
 
เขาอยากรู้เพียงแค่ว่า จากข้อมูลที่มีอยู่ตอนนี้ เขาควรจะย้ายรถหรือยกของหรือยัง พื้นที่ไหนเสี่ยงมาก เสี่ยงน้อย และเขาควรต้องทำตัวอย่างไร

เหตุการณ์ล่าสุดเท่าที่ตามดู live สดในช่องทางต่าง ๆ พบว่า มีน้ำท่วมรถและบ้านเรือนของประชาชนจำนวนมากในหลายเขตของกรุงเทพฯ ที่เป็นพื้นที่ต่ำ

ประชาชนหลายคนบ่นว่า “หนักกว่า ปี 2554” ด้วยซ้ำ

หลุมพรางของเหตุการณ์ในครั้งนี้ คือ รัฐดันไป anchor ตัวเองกับคำว่า “มหาอุทกภัย” แล้วก็เสียเวลาไปกับการพยายามบอกประชาชนว่า มันไม่ได้หนักขนาดนั้น
ใช่ครับ มันไม่ได้หนักขนาดนั้น

แต่สำหรับกรุงเทพฯ การเกิด “มหาอุทกภัย” มันไม่ใช่ประเด็นเสียทีเดียว
เพราะเพียงแค่ฝนตกแช่จนระบบระบายน้ำระบายไม่ทัน ก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดความเสียหายอย่างที่เห็นแล้วในเวลานี้

อ้างอิง
Lanard, J., & Sandman, P. M. (2011, December 8 ). Over-Reassuring Thai Crisis Communication about the Great Flood: When “Restoring Trust” Is Too Much to Expect. Peter M. Sandman Risk Communication Website.
Murphy, A. H. (1977). The value of climatological, categorical and probabilistic forecasts in the cost-loss ratio situation. Monthly Weather Review, 105(7), 803–816.


https://www.facebook.com/wisanupong.potipiroon/posts/10112297929881735
.....


ผลกระทบเมื่อรัฐ "Over-Reassure" (สร้างความมั่นใจเกินจริง)

ประชาชนไม่เตรียมพร้อม (Under-preparedness): เมื่อรัฐบอกว่า "ปลอดภัย" ประชาชนจึงไม่ยกของขึ้นที่สูง ไม่ขนย้ายยานพาหนะ หรือไม่กักตุนสิ่งของจำเป็น เมื่อน้ำมาจริง ความเสียหายจึงสูงกว่าที่ควรจะเป็น

การทำลายความน่าเชื่อถืออย่างถาวร (Erosion of Trust): เมื่อสิ่งที่รัฐสัญญาว่าจะไม่เกิด กลับเกิดขึ้นจริง ความน่าเชื่อถือของรัฐจะพังทลายลงทันที และเมื่อถึงจุดนั้น ต่อให้รัฐพูดความจริง ประชาชนก็จะไม่เชื่ออีกต่อไป

ความโกรธและความเคียดแค้น (Anger & Resentment): ประชาชนจะรู้สึกว่าถูกทรยศและถูกหลอกลวง ซึ่งรับมือได้ยากกว่าความเศร้าโศกจากภัยธรรมชาติบริสุทธิ์

3. หลักการสื่อสารความเสี่ยงที่ถูกต้องตามแนวคิดของ Sandman & Lanard

หากเกิดวิกฤต รัฐควรสื่อสารด้วยหลักการตรงกันข้ามกับที่ทำในปี 2554 ดังนี้:

อย่ากลัวที่จะเตือนภัยล่วงหน้า (Better Safe Than Sorry): การเตือนภัยเผื่อไว้แม้สุดท้ายน้ำจะไม่ท่วม ยังดีกว่าการไม่เตือนแล้วน้ำท่วมขัง เพราะประชาชนจะขอบคุณที่ได้เตรียมตัว

ยอมรับความไม่แน่นอน (Acknowledge Uncertainty): แทนที่จะพูดว่า "น้ำจะไม่ท่วมแน่นอน" ให้พูดว่า "ขณะนี้เรากำลังทำเต็มที่ แต่มีความเสี่ยงสูงที่น้ำอาจจะล้นคั้นกั้น ขอให้ทุกคนเตรียมพร้อมรับมือฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด"

แบ่งปันความกลัวและความกังวล (Share Dilemmas): รัฐควรอธิบายตรงๆ ถึงข้อจำกัดของตัวเอง เช่น ปริมาณน้ำเหนือมีมากเกินกว่าศักยภาพคันกั้นน้ำ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจความจริงและช่วยกันแก้ไขปัญหา

เน้นการให้ Action Steps: สื่อสารให้ชัดเจนว่าประชาชนต้องทำอะไร ณ วินาทีนี้ (เช่น ยกของขึ้นสูงกี่เมตร, เตรียมอพยพเมื่อไหร่) แทนการพูดคำหวานเพื่อ calming ประชาชนไปวันๆ

ข้อสังเกตของ Lanard และ Sandman ไม่เพียงแต่สะท้อนภาพน้ำท่วมปี 2554 เท่านั้น แต่ยังเป็นบทเรียนคลาสสิกที่มักจะเวียนกลับมาเกิดขึ้นซ้ำในวิกฤตภัยพิบัติและโรคระบาดของไทยอยู่เสมอ เมื่อผู้บริหารเน้นการ "บริหารภาพลักษณ์" มากกว่าการ "บริหารความเสี่ยงที่แท้จริง"




มีคนตั้งข้อสังเกตุน่าสนใจ ความขัดแย้งระหว่างเพจทางการกับเพจชาวบ้าน เรื่องเตือนภัยน้ำท่วม



nuuneoi.com
4 hours ago ·

เขียนบันทึกเคสไว้เรื่องความขัดแย้งระหว่างเพจทางการกับเพจชาวบ้านในเรื่องเตือนภัยน้ำท่วมในด้านการสื่อสารและหลาย ๆ แง่
.
ที่ต้องบอกว่าหลาย ๆ แง่เพราะมันซับซ้อนกว่าแค่ใครแม่นไม่แม่น แต่มันมีหลายเรื่องซ้อนทับกันแต่คนเหมาสั้น ๆ เป็นเรื่องเดียว เลยขอมา Breakdown ไว้ ณ ที่นี้
.
- ชาวบ้านไม่ได้ต้องการข้อมูลอะไรซับซ้อน ของ่าย ๆ น้ำจะท่วมนะ ขนของนะ ฝนตกนานนะ
.
- กรมอุตุ ฯ มีข้อมูลแล้ว แต่มองซับซ้อนเกินไปจนสื่อสารออกมาให้ผู้คนเข้าใจไม่ได้ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาในตอนแรก
.
- กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยไม่ Take Action อะไรเลย และนั่นคือปัญหาใหญ่ คนที่ต้องประกาศให้ชาวบ้านรับมือด้วยความเข้าใจง่าย ๆ คือหน่วยงานนี้ แล้วเค้าอยู่หนใด
.
- เพจชาวบ้านเอาข้อมูลที่ได้มาจากอะไรก็ว่าไปและประกาศเตือนว่ามันคือมหาอุทกภัย เกิดการถกเถียงกัน กรมอุตุ ฯ บอกมันไม่ใช่มหาอุทกภัย เพราะอิงวิชาการว่ามันเบากว่าปี 54 จนออกมาแถลงว่ามั่ว และโพสต์น้อยใจอีก แต่เพราะมันคือการมองคนละมุม คนละนิยาม รวมกับอีโก้ด้วย ผลคือแทนที่จะได้เตรียมตัวกัน ผู้คนกลับสับสนกว่าเดิม
.
- ผู้คนไม่สนใจนิยามอะไรทั้งนั้น อยากรู้แค่ว่าน้ำจะท่วมมั้ยจะได้ขนของ แต่คนที่ควรรับผิดชอบก็เถียงอะไรผิดจุดกันตลอดจนคนเดือดร้อนไปหมด
.
- ในแง่ของเพจชาวบ้านเพจนั้น ขอบอกว่าเค้ามั่ว ผิด ก็อปปี้คนอื่นแบบ Copy & Paste ประมาณ 97% ของโพสต์ที่มี แต่คนไม่เห็นกันนอกจากคนทำคอนเท้นต์ด้วยกันนี่แหละที่จะรู้ ไม่ใช่เพจที่น่าชื่นชมแต่อย่างใด
.
- สิ่งที่เค้าเตือนมาครั้งล่าสุดแล้วตรงคือหนึ่งในไม่กี่ครั้งที่ตรง แต่เป็นข้อมูลชุดเดียวกับที่กรมอุตุ ฯ มีนั่นแหละ แค่เพจชาวบ้านสามารถแสดงความ Dramatic ได้มากกว่าเพราะไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอะไร ยิ่งดราม่ายิ่งมีแสง แต่ก็เป็นแสงที่ตรงจุดที่ชาวบ้านต้องการ ของ่าย ๆ จะได้เตรียมตัวทัน
.
- ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะทำได้แม้ในกรอบที่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองประกาศก็เถอะ
.
- เลยบอกว่ามันมีอะไรหลายอย่างทับซ้อนกัน มันไม่ใช่ว่าใครเก่งกว่าใคร ใครแม่นกว่าใคร แต่หน่วยงานรัฐพูดให้คนเข้าใจไม่ได้และยังมีอีโก้ ส่วนเพจชาวบ้านจะพูดเว่อร์ยังไงก็ได้ ถูกสักครั้งก็พอแล้ว ความจริงก็โมเดลเดียวกับหมอดู
.
- หมอดูเลยรุ่งเรืองเพราะเราพึ่งพาคนที่ควรพึ่งพาได้ที่สุดไม่ได้เลย
.
- วิกฤตินี้คือหน่วยงานรัฐไม่สามารถตอบสิ่งที่ชาวบ้านต้องการได้ พอพึ่งพาไม่ได้แบบนี้ก็เละเทะแน่นอน ต่างคนต่างอยู่ต่างเอาตัวรอดกันเอง ไปหาข้อมูลอ่านกันเองนะ มีรัฐบาลไว้ทำไมหว่า อยากจะบอกว่าหน่วยงานรัฐต้องปรับปรุงหนักมาก แต่ก็ไม่อยากคาดหวังอะไรกับหน่วยงานรัฐไทยแล้ว
.
- และนี่คือจุดที่ต้องระวังไว้ ย้ำอีกทีว่าเพจชาวบ้านนั้นมั่วมากมาโดยตลอดและมีถูกบ้าง ที่แย่อีกคือก็อปโพสต์ชาวบ้านมาแปะดื้อ ๆ บ่อยมาก ดังนั้นถ้าเอาเรื่องราวรอบนี้มาอิงว่าทุกอย่างที่เพจนั้นทำจะถูกและเชื่อได้ ชีวิตอาจจะถึงคราววอดวายบรรลัยกัลป์ได้เลย
.
- แล้วถามว่างี้พึ่งพาใครดี
.
- ไม่มี ...
.
- และนี่แหละปัญหาหละ
.
จึงมาบอกกล่าวไว้ ณ ที่นี้


https://www.facebook.com/nuuneoicom/posts/1620815549399716


อ่านคอมเมนท์ด้วย น่าสนใจเหมือนกัน




เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมบ้านเราน้ำท่วมทุกปี ทั้งๆ ที่ข่าวก็บอกทุกปีว่ารัฐทุ่มงบแก้น้ำท่วมไปเยอะมาก



Max ธีระชาติ ก่อตระกูล - Max Kortrakul
4 hours ago ·

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมบ้านเราน้ำท่วมทุกปี ทั้งๆ ที่ข่าวก็บอกทุกปีว่ารัฐทุ่มงบแก้น้ำท่วมไปเยอะมาก

คืนวันเสาร์นี้เลยลองหาคำตอบดู แต่ขอออกตัวก่อนนะครับ รอบนี้ผม ใช้ AI ช่วยกวาดข้อมูล ผ่านตัวเชื่อมข้อมูลงบประมาณ (MCP) ที่ดึงข้อมูลเบิกจ่ายจริงจากระบบ GFMIS ปี 2558–2568 ตัวนี้ทำขึ้นในงาน hackathon "เพราะ AI ไม่ใช่แค่ Chatbot" ของ กมธ.ติดตามงบประมาณ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขอบคุณข้อมูลจาก กมธ และ PBO ฮะ

AI ทำงานเร็วมาก แต่ก็พลาดได้ ตัวเลขทั้งหมดในโพสต์นี้จึง ต้องรีเช็กก่อนนำไปใช้อ้างอิงทุกครั้ง ถือว่าเป็นแผนที่ชี้เป้าให้เราไปขุดต่อ ยังไม่ใช่ข้อสรุปครับ

วิธีที่ใช้คือให้ AI หารายการงบที่ชื่อมีคำว่า น้ำท่วม อุทกภัย ตลิ่ง ระบายน้ำ แก้มลิง คันกั้นน้ำ ผันน้ำ แล้วรวมดู 11 ปี

ผลคือ 5.38 แสนล้านบาท ครับ

เงินเยอะขนาดนี้ แต่น้ำก็ยังท่วม เลยต้องถามต่อว่าเงินไปไหน เจอ 4 เรื่องที่อยากชวนดู
1. ได้เงินมากขึ้น แต่ใช้ทันน้อยลง
ปี 2558 หน่วยงานใช้เงินน้ำท่วมได้ทันในปีราว 85% ปี 2568 ได้เงินเยอะที่สุดในรอบ 11 ปี คือ 8.2 หมื่นล้าน ทั้งๆ ที่เงินเยอะขึ้นแบบนี้ กลับใช้ทันแค่ราว 59%
เงินที่ใช้ไม่ทันต้องกันไว้ยกไปปีหน้า ปี 2568 มีเงินค้างแบบนี้ราว 2.6 หมื่นล้าน ส่วนปี 2558 มีราว 9.6 พันล้าน
หน่วยงานที่ถือเงินน้ำท่วมมากที่สุดปี 2568 คือกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ราว 2.5 หมื่นล้าน ส่วนใหญ่เป็นเขื่อนป้องกันตลิ่ง ใช้ได้ราว 44% และยังมีเงินค้างจากปีก่อนอีกราว 1.2 หมื่นล้าน เทียบกับกรมชลประทานที่ใช้ได้ราว 84%

2. เงินฉุกเฉินกลายเป็นเงินหลัก
ปี 2568 เงินน้ำท่วมราว 28% มาจากงบกลาง ส่วนที่เป็นเยียวยาผู้ประสบภัยจ่ายได้เร็ว อันนี้โอเค
แต่งบกลางอีกราว 7 พันล้านถูกเอาไปสร้างคลองและประตูระบายน้ำ ใช้ได้ทันในปีแค่ราว 5% เช่น
- ประตูระบายน้ำบึงบ้านโพธิ์ จ.สุพรรณบุรี 177 ล้าน ยังไม่ได้เบิกเลย
- คลองระบายน้ำคลองเปรม อ.ระโนด จ.สงขลา 250 ล้าน เบิกไปไม่ถึง 1 ล้าน
งานก่อสร้างต้องมีแบบ มีราคากลาง มีประกวดราคา แบบนี้แปลว่าตอนขอเงินฉุกเฉิน โครงการยังไม่พร้อมหรือเปล่าครับ?

3. ตำบลเดียว หลายหน่วยงานลงเงินซ้อน ← อันนี้อยากให้ดูที่สุด
AI อ่านชื่อตำบลได้ 2,387 ตำบล ในจำนวนนี้ 522 ตำบล (ราว 22%) ได้เงินน้ำท่วมจากตั้งแต่ 2 หน่วยงานขึ้นไปในปีเดียวกัน รวมราว 2 หมื่นล้านบาท
อีก 96 ตำบลได้จาก 3 หน่วยงานขึ้นไป บางตำบลอย่าง ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา มีถึง 5 กลุ่มหน่วยงานในปีเดียว
ใน 60 ตำบลที่เงินซ้อนมากที่สุด คู่ที่ซ้อนกันบ่อยสุดคือ
- งบกลาง + ชลประทาน 21 ตำบล
- โยธาฯ + ชลประทาน 18 ตำบล
- งบกลาง + โยธาฯ 16 ตำบล
ใน 40 ตำบลที่เงินซ้อนมากที่สุด มี 19 ตำบลที่งบกลางลงเพิ่ม รวมราว 1,900 ล้าน ใช้ได้ราว 5% ทั้งๆ ที่เงินของหน่วยงานปกติในจุดเดียวกันใช้ได้ราว 69%
หลายหน่วยงานในตำบลเดียวไม่ได้แปลว่าผิดเสมอไปนะครับ อาจเป็นงานที่เสริมกันจริงก็ได้ แต่คำถามคือ มีใครดูภาพรวมไหมว่างานของแต่ละหน่วยต่อกัน หรือทับกัน

4. คอนกรีตได้เยอะ เตือนภัยได้นิดเดียว
ปี 2568 รายการเขื่อนป้องกันตลิ่งได้ราว 2.2 หมื่นล้าน ส่วนระบบเตือนภัยกับสถานีวัดน้ำรวมกันได้ราว 323 ล้าน ห่างกันราว 67 เท่า
รายการที่พ่วงคำว่า "ปรับปรุงภูมิทัศน์" ยังได้มากกว่าเตือนภัยอีก คือราว 5 พันล้าน
ภาพรวมนี้เหมือนบ้านที่หลังคารั่วทุกปีครับ พ่อ แม่ ลุง ป้า ต่างคนต่างควักเงินซื้อกระเบื้องมาปะคนละจุด บางจุดปะซ้ำกันสามคน บางจุดไม่มีใครปะ
เงินที่ให้ไปก็ใช้ไม่หมด ต้องพักไว้ปีหน้า ส่วนเงินซื้อพยากรณ์อากาศให้รู้ก่อนฝนมาแทบไม่มีใครให้ ต่อให้เงินรวมเยอะแค่ไหน หลังคาก็ยังรั่ว

**ถ้าเป็นระบบที่ดี มันควรจะ
- มีพิกัดตั้งแต่วันขอเงิน ทุกโครงการต้องระบุรหัสตำบลและพิกัด แล้วมีหน่วยกลางอย่าง สทนช. เช็กซ้ำก่อนอนุมัติ ข้อมูลพวกนี้เปิดให้ประชาชนดูได้เป็นหลัก
- หนึ่งช่วงลำน้ำ หนึ่งเจ้าภาพ หน่วยอื่นลงเงินได้เมื่อมีแผนร่วมกัน
- ปิดงานเก่าก่อนขอเงินก้อนใหม่ ใช้เงินปีเก่าไม่หมด ก็ต้องปิดงานเก่าให้ได้ก่อนได้งานก่อสร้างใหม่
- แยกงบกลางออกจากงานก่อสร้าง เงินฉุกเฉินไว้เยียวยาและซ่อมด่วน งานก่อสร้างไปเข้างบปกติที่มีแบบพร้อม
- วัดผลที่คนพ้นน้ำ นับจากจำนวนบ้านที่พ้นน้ำท่วม ไม่ใช่ความยาวเขื่อนที่สร้างได้
ผมทำเป็นเว็บให้กดเล่นได้ มีแผนที่รายจังหวัด เรดาร์ตำบลที่เงินซ้อน และรายการงบก้อนใหญ่ ดูในเมนท์ฮะ
ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนใช้
- ข้อมูลปี 2562 ไม่มีกรมชลประทานเลย
- การค้นด้วยคำอาจเก็บงานชลประทานที่ไม่ใช่น้ำท่วมโดยตรงมาด้วย และตกหล่นงานที่ใช้ชื่ออื่น เช่น ขุดลอก
- งานหลายปีเห็นเฉพาะเงินงวดของปีนั้น
- การจับคู่ตำบลใช้ชื่อตำบล+อำเภอ อาจคลาดได้
ใครอยู่ในพื้นที่ที่ติดเรดาร์ ลองช่วยดูหน่อยครับว่าของจริงหน้างานเป็นยังไง งานต่อกันไหม หรือทับกัน สุดท้ายมันคือประสิทธิภาำการใช้งบเลยฮะ





https://www.facebook.com/maxteerachart/posts/122141158317183852




ท่านนายกกำลังเดินทางกลับ ส่งกำลังใจนำหน้าไปก่อน ข้าวผัดรอแป๊ปกำลังตามมา


นักกินเมือง
14 hours ago ·

EP. 3 : ท่านนายกกลับมาแล้ว








เมื่อวาน คุณ Te Neti ผู้ลี้ภัยคนหนึ่งในอังกฤษ นำเอกสาร รวบรวมข่าวเคส 112 เดินไปหา คุณอนุทิน ที่หน้าโรงแรม ในลอนดอน ฝากคุณอนุทิน (ในฐานะที่ใกล้ชิดในหลวง)ให้ช่วยบอกในหลวง ให้ปล่อยนักโทษ 112 บอกว่าอุตส่าห์มาถึงอังกฤษ ดูราชวงศ์อังกฤษ ราชวงศ์ยุโรปบ้าง เค้าไม่เอาคนที่วิพากษ์ วิจารณ์ ล้อเลียน เสียดสีกษัตริย์ไปขังด้วยกฎหมาย 112

https://www.facebook.com/reel/928772799917104
https://www.facebook.com/watch/?v=928772799917104

Te Neti
a day ago ·

วันนี้ เดินไปหาคุณ อนุทิน ที่หน้าโรงแรม ในลอนดอน
ฝากคุณอนุทิน (ในฐานะที่ใกล้ชิดในหลวง)ให้ช่วยบอกในหลวง ให้ปล่อยนักโทษ 112
บอกว่าอุตส่าห์มาถึงอังกฤษ
ดูราชวงศ์อังกฤษ ราชวงศ์ยุโรปบ้าง
เค้าไม่เอาคนที่วิพากษ์ วิจารณ์ ล้อเลียน เสียดสีกษัตริย์ไปขังด้วยกฎหมาย 112
แบบราชวงศ์ไทย

https://www.facebook.com/Neti.Wichian/posts/28557001137318595

Te Neti
8 hours ago ·

เมื่อวานปรินท์เอกสาร รวบรวมข่าวเคส 112 ที่ดูประหลาดพกไปด้วย เผื่อมีใครเถียง ใครสงสัย จะได้ยกตัวอย่างให้ดู ว่าประเทศไทยมันผิดปกติยังไง มี QR code ให้สแกนไปอ่านเพิ่มเติม
โดยรวบรวมจากข่าวภาษาอังกฤษ
ข่าวจำคุก อานนท์ 30 ปี
ข่าวจำคุก 50 ปี (ภายหลังศาลฎีกา ลดเหลือ 46 ปี ก็ยังเยอะมากอยู่ดี แต่ไม่มีสำนักข่าวภาษาอังกฤษไหนลงข่าวนี้ )
ข่าวคุณ ทิวากร ที่แค่ใส่เสื้อว่า เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว ก็โดนจำคุก
ปรากฎไม่มีใครเถียง เลยไม่ได้ใช้
จริงๆจะเอาพวงกุญแจ อานนท์ ไปให้ด้วย
แต่มือไม่พอ ลองซ้อมแล้ว
เพราะมือนึงถือกล้อง มือนึงถือโปสเตอร์
5555



https://www.facebook.com/Neti.Wichian/posts/28557234317295277




26 กันยายน 2566 – 26 กันยายน 2569 3 ปีของการคุมขัง เราอยากเห็นอานนท์เป็นพี่ เป็นน้องของทุกคน Unforgotten อานนท์ นำภา ครบรอบ 3 ปีที่อานนท์อยู่ในเรือนจำ


iLaw
8 hours ago ·

เราอยากเห็นอานนท์เป็นพี่ เป็นน้องของทุกคน: Unforgotten อานนท์ นำภา ครบรอบ 3 ปีที่อานนท์อยู่ในเรือนจำ
.
26 กันยายน 2569 ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw), พิพิธภัณฑ์สามัญชน Museum of Popular HistoryThumbRights, KINJAI CONTEMPORARY และ Freedom Bridge จัดงาน Unforgotten: 3 ปีที่อานนท์ นำภาอยู่ในเรือนจำ
.
ในงานดังกล่าวมีวงพูดคุย “Stories of Arnon” เล่าเรื่องอานนท์ มองเรื่องมาตรา 112 ซึ่งมีผู้ร่วมเล่าเรื่อง คือ ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล หรือหนุ่ม เรดนนท์ อดีตผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 และลูกความของอานนท์ นำภา คงสัจจา สุวรรณเพ็ชร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา กรรมการไอลอว์ ดำเนินรายการโดยจุฑารัตน์ กุลตัณกิจจา จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
.
อ่านต่อได้ที่: https://www.ilaw.or.th/articles/59482
.....

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
15 hours ago ·

3 ปีของการคุมขัง: บันทึกการถูกจองจำครั้งที่ 7 ที่ยาวนานที่สุดของ อานนท์ นำภา
.
26 กันยายน 2566 – 26 กันยายน 2569
.
นับเป็นเวลาครบ 3 ปีเต็มที่ถูกคุมขัง และการต่อสู้ของอานนท์ นำภา ต้องแปรผันจากท้องถนนมาอยู่ใน ‘ห้องพิจารณาคดี’ พร้อมกับทำหน้าที่ทนายความในชุดผู้ต้องขังมาแล้วอย่างน้อย 19 คดี
.
นับตั้งแต่อานนท์ นำภา เริ่มออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองช่วงยุค คสช. จนถึงปัจจุบัน เขาเคยเข้าออกเรือนจำมาแล้ว 6 ครั้ง แต่สำหรับการถูกขังเรือนจำครั้งล่าสุดเป็นครั้งที่ 7 ถือเป็นการคุมขังที่ยาวนานที่สุดเท่าที่อานนท์เคยเผชิญ แม้มีการยื่นคำร้องขอประกันตัวอานนท์อย่างต่อเนื่อง แต่ศาลก็ไม่เคยอนุญาตให้ประกันตัว แม้ทุกคดีที่ถูกขังจะอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาก็ตาม
.
ในแง่ของคดีความ ตั้งแต่ออกมาเคลื่อนไหว อานนท์ถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น 38 คดี โดยมีอยู่ 27 คดีที่ยังไม่สิ้นสุด ปัจจุบันเขามีโทษจำคุกในคดีมาตรา 112 และคดีอื่น ๆ รวมกันสูงถึง 31 ปี 9 เดือนเศษ และตลอดการต่อสู้คดีต่าง ๆ อานนท์เบิกความในศาลยืนยันเสมอว่า สิ่งที่เขาปราศรัยและแสดงออก เป็นการติชมโดยสุจริตภายใต้เจตนาที่ดีต่อสถาบันกษัตริย์ เพื่อให้ดำรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตยอย่างสง่างาม
.
ทั้งนี้ อานนท์ถูกพิพากษาคดีมาตรา 112 มาแล้วจำนวน 11 คดี และในวันที่ 30 ต.ค. 2569 ที่จะถึงนี้ ศาลจะมีคำพิพากษาอานนท์พร้อมกับจำเลยอีกหลายคน ในคดีมาตรา 112 จากการปราศรัยชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปSCB นับว่าเป็นคดีที่ 12 จากทั้งหมด 14 คดีที่ถูกกล่าวหาในข้อหานี้
.
.
สถิติการถูกคุมขังทั้ง 7 ครั้ง: อานนท์เคยถูกคุมขังในเรือนจำทั้งสิ้น 7 ครั้งจากการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ดังนี้
.
ครั้งที่ 1 วันที่ 25 เมษายน 2559 (รวม 1 วัน) เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ครั้งนั้น อานนท์ถูกสั่งฟ้องต่อศาลทหารกรุงเทพฯ จากกิจกรรม "นั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ส่องแสงหากลโกง" ในคดีขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ฐานร่วมกันชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไป โดยถูกนำตัวไปรอฟังคำสั่งในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และได้รับการประกันตัวในวันเดียวกัน
.
ครั้งที่ 2 วันที่ 3 - 7 กันยายน 2563 (รวม 5 วัน) – เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

อานนท์ถูกเพิกถอนประกันในคดี ม.116 จากการชุมนุม #เยาวชนปลดแอก เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 ศาลระบุว่ากระทำผิดเงื่อนไขประกันตัวชั้นสอบสวนจากการขึ้นปราศรัย #เชียงใหม่จะไม่ทน ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2563 และปราศรัยการชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2563
.
ภายหลังศาลไต่สวนคำร้องขอถอนประกันของพนักงานสอบสวน ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกัน และระบุว่าไม่ได้ตัดสิทธิผู้ต้องหาในการยื่นประกันตัวใหม่ได้ อานนท์แถลงต่อศาลว่า ตนตัดสินใจไม่ขอยื่นประกันตัว เนื่องจากการปราศรัยในการชุมนุมนั้นเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพ ไม่ใช่ความผิด จึงยินดีจะสละเสรีภาพส่วนตัว​ เพื่อรักษาอุดมการณ์ทางการเมือง และยืนยันว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับนักเรียนนักศึกษาเป็นสิ่งที่ผิด
.
จากนั้นอานนท์ได้โพสต์จดหมายเขียนข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ยินดีที่ได้ต่อสู้กับทุกคน เราเดินมาไกล จงเดินต่ออย่างกล้าหาญ หน้าที่นอกคุกผมจบแล้ว ขอเดิมพันทั้งหมดเพื่อการเปลี่ยนแปลง 19 กันยายนนี้ ช่วยยืนยันทีว่าเรามาถูกทาง เชื่อมั่นในทุกคน”
.
จากนั้นอานนท์ได้ปล่อยตัวเมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2563 พร้อมกับ “ไมค์” ภาณุพงศ์ หลังจากศาลอาญาออกหมายปล่อยผู้ต้องหา รวมระยะเวลาถูกคุมขังครั้งดังกล่าว 5 วัน ภายหลังพบว่าพนักงานสอบสวนไปยื่นขอถอนการฝากขัง ทำให้ศาลออกหมายปล่อย
.
ครั้งที่ 3 วันที่ 15 - 26 ตุลาคม 2563 (รวม 12 วัน) – เรือนจำกลางเชียงใหม่

อานนท์ถูกขังระหว่างสอบสวนหลังถูกจับกุมใน #ม็อบ14ตุลา63 เมื่อเวลา 05.00 น. ตามหมายจับในคดีมาตรา 116 จากการชุมนุมเมื่อวันที่ 9 ส.ค. 2563 กรณีปราศรัยที่ประตูท่าแพ #เชียงใหม่จะไม่ทน โดยในเช้าวันดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และมีการนำกำลังเจ้าหน้าที่จะเข้าสลายการชุมนุม ทำให้แกนนำประกาศยุติการชุมนุม
.
ภายหลังถูกจับกุม อานนท์ถูกนำตัวไปยังกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 (บก.ตชด. ภาค 1) เพื่อจัดทำบันทึกการจับกุม จากนั้นเจ้าหน้าที่หน่วยคอมมานโดติดอาวุธครบมือและกระสุนปืนจริง ได้ควบคุมตัวอานนท์ และประสิทธิ์ ครุธาโรจน์ (นักศึกษาผู้ถูกจับกุมอีกราย) ไปที่กองทัพอากาศดอนเมือง กองบินตำรวจ เพื่อนำตัวไปยังจังหวัดเชียงใหม่ โดยในตอนแรกจะไปโดยใช้เฮลิคอปเตอร์ แต่ภายหลังได้ใช้เครื่องบินตำรวจ และไม่อนุญาตให้ทนายความไปด้วย
.
อานนท์โพสต์แจ้งว่าถูกนำตัวถึงกองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเวลา 15.44 น. และเจ้าหน้าที่ตำรวจจะพาตัวไปขออำนาจศาลจังหวัดเชียงใหม่ในการฝากขังทันที แต่จากนั้น พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ทั้งสองคนถึงห้องรับรองกองบิน 41 อย่างรวดเร็ว โดยไม่มีการสอบปากคำ และเร่งรัดพาตัวทั้งสองไปที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่
.
ต่อมา ศาลอนุญาตให้ฝากขัง และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว เป็นเหตุให้ทั้งสองคนถูกนำตัวไปขังอยู่ที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 หลังยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวดังกล่าว
.
ครั้งที่ 4 วันที่ 27 ตุลาคม - 2 พฤศจิกายน 2563 (รวม 7 วัน) – เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

หลังถูกปล่อยตัว อานนท์ถูกอายัดตัวจากเรือนจำกลางเชียงใหม่ นำตัวไปยัง สน.ชนะสงคราม ตามหมายจับในคดีมาตรา 116 (ข้อหาในขณะนั้น ภายหลังถูกสั่งฟ้องในข้อหามาตรา 112 ร่วมด้วย) เหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร โดยมีตำรวจ สน.ชนะสงคราม ควบคุมตัวเดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยรถตู้และอนุญาตให้มีทนายความเดินทางไปด้วย 1 คน
.
ศาลอาญาอนุญาตให้ฝากขังระหว่างสอบสวนและไม่อนุญาตให้ประกันตัวในตอนแรก แต่ภายหลังจากที่พนักงานสอบสวนยื่นขอฝากขังผัดที่สอง และอานนท์ได้ยื่นคำร้องคัดค้านการฝากขัง ศาลได้ยกคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวน ระบุว่า “เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีความมั่นคง มีการตั้งพนักงานสอบสวนกว่า 50 นาย พยานที่เหลือที่ยังไม่ได้สอบปากคำเป็นเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งไม่ได้มีความยุ่งยาก ระยะเวลาฝากขัง 12 วัน จึงเพียงพอแล้ว กระบวนการตรวจสอบหลักฐานภายในอย่างเรื่องภาพเคลื่อนไหวและลายนิ้วมือเป็นกระบวนการตรวจสอบภายใน ไม่เกี่ยวกับผู้ต้องหา”
.
อานนท์จึงได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2563 ในเวลาประมาณ 00.00 น. หลังครบกำหนดเวลาของหมายขังการฝากขังครั้งที่หนึ่ง
.
ครั้งที่ 5 ตั้งแต่ 9 กุมภาพันธ์ - 1 มิถุนายน 2564 (รวม 113 วัน) – เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

อานนท์ถูกขังระหว่างพิจารณาคดีหลังมีคำสั่งฟ้องในข้อหาหลักตามมาตรา 112 จากการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เทวัญ รอดเจริญ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ระบุว่า “…การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำซ้ำ ๆ ต่างกรรมต่างวาระตามข้อกล่าวหาเดิมหลายครั้งหลายครา กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยอาจไปก่อเหตุลักษณะเดียวกันกับความผิดที่ถูกกล่าวหาอีก…” จึงเป็นเหตุให้อานนท์และแกนนำที่ถูกสั่งฟ้องร่วมกัน ถูกนำตัวไปขังที่เรือนจำ
.
ระหว่างถูกคุมขัง เมื่อช่วงปลายเดือนเมษายน 2564 มีข่าวการแพร่ระบาดโควิด-19 ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งพบว่าอานนท์และผู้ต้องขังการเมืองรายอื่น ๆ เช่น “จัสติน” ชูเกียรติ และ “ไมค์” ภาณุพงศ์ ติดโควิดในเรือนจำ ต่อมาหลังจากการยื่นประกันหลายครั้ง และมีผู้ต้องขังทางการเมืองหลายคนอดอาหารประท้วง รวมถึงกระแสเรียกร้องให้คืนสิทธิประกันตัว ศาลจึงทยอยให้ประกันตัวอย่างมีเงื่อนไข

จนอานนท์ได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2564 จากการยื่นครั้งที่ 8 ระหว่างการรักษาอาการป่วยโควิด-19 อยู่ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์
.
ครั้งที่ 6 วันที่ 11 สิงหาคม 2564 - 28 กุมภาพันธ์ 2565 (รวม 202 วัน) – เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

อานนท์ถูกขังระหว่างสอบสวนยาวจนถึงระหว่างพิจารณาคดี ในข้อหามาตรา 112 จากการชุมนุมวันที่ 3 ส.ค. 2564 "เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย" หรือ #ม็อบแฮร์รี่พอตเตอร์2 สืบเนื่องจากการเข้ามอบตัวในวันที่ 9 ส.ค. 2564 และถูกควบคุมตัวอยู่ที่ สน.ปทุมวัน จนถูกส่งตัวเข้าเรือนจำตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 2564 หลังศาลอาญากรุงเทพใต้อนุญาตให้ฝากขังตามที่พนักงานสอบสวนยื่นคำร้อง อีกทั้งศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวในตอนแรก แม้เขียนจดหมายยืนยันสิทธิในการต่อสู้คดีและยื่นคำร้องขอประกันตัวหลายครั้ง
.
กระทั่งศาลอาญากรุงเทพใต้อนุญาตให้ประกันตัวจากการยื่นครั้งที่ 11 และถูกปล่อยตัวเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2565 ภายใต้เงื่อนไข 7 ข้อ รวมถึงการติดกำไล EM และห้ามออกนอกเคหสถานในช่วงเวลา 19.00 – 06.00 น. ของวันใหม่ (ภายหลังศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอดกำไล EM และยกเลิกเงื่อนไขห้ามออกนอกเคหสถาน)
.
การถูกขังครั้งดังกล่าว นับว่าเป็นการขัง ‘ระหว่างพิจารณาคดี’ ที่ยาวนานเกือบหนึ่งปี ก่อนที่จะได้รับสิทธิประกันตัวออกมา
.
ครั้งที่ 7 ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2566 จนถึงปัจจุบัน – เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

อานนท์ถูกคุมขังระหว่างอุทธรณ์และฎีกา หลังศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุกในคดี ม.112 เหตุปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา63 ต่อมาถูกพิพากษาจำคุกคดี ม.112 อีกหลายคดี และคดีข้อหาอื่น ๆ รวมแล้วมีโทษจำคุกรวมกันประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ (ข้อมูล ณ วันที่ 26 ก.ย. 2569) โดยที่ปัจจุบันศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัว แม้จะมีความพยายามในการยื่นประกันตัวอย่างต่อเนื่อง รวมกันไม่น้อยกว่า 167 ฉบับ ขณะที่อานนท์ถูกขังมาสามปีเต็มแล้วและยังคงทำหน้าที่ทนายความให้กับจำเลยคดีทางการเมืองอีกหลายคน และต่อสู้กับคดีต่าง ๆ ที่ถูกกล่าวหาเรื่อยมา
.
.
อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/86871

https://www.facebook.com/photo?fbid=1502935578343574&set=a.656922399611567




https://www.facebook.com/iLawClub/posts/1528034229370191

iLaw
7 hours ago ·

ศิลปินกำลังทำงานศิลปะ เพื่อสื่อถึงอานนท์ นำภา
.
ภาพใบหน้าอานนท์ วาดโดย มะเดี่ยว-ธรรรักษ์ แสงสุวรรณ
เฟรมที่มีสีน้ำเงินเป็นพื้นหลัง สร้างสรรค์ผลงานโดย โจ้-วิทวัส ทองเขียว
เฟรมภาพสีโทนขาว-เทา โดยสะอาด
ส่วนภาพ collage ทำโดยเสฎฐวุฒิ โกมารกุล ณ คร กราฟิกดีไซน์เนอร์จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
.
นอกจากนี้ ยังมีงานศิลปะที่อยากชวนทุกคนมาวาดด้วยกันจาก MM.Kosum และเพลย์ลิสต์มิกซ์จากเพลงที่อานนท์ชื่นชอบโดย DJ MIC KI ลูกความของอานนท์ นำภา พร้อมทั้งดนตรีสดจาก น้ำ คีตาญชลี
.
ทั้งหมดนี้อยู่ในงาน UNFORGOTTEN: 3 ปีที่อานนท์ นำภา อยู่ในเรือนจำ ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ โดยในเวลา 18:00 น. ศิลปินจะนำเสนอผลงานที่สร้างสรรค์ด้วยแรงบันดาลใจจากอานนท์ นำภา




หัวใจทำด้วยอะไร เด็กพิการและเด็กแขนขาที่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของอิสราเอลในฉนวนกาซาไม่สามารถรับรถเข็นใหม่ได้ เนื่องจากอิสราเอลปฏิเสธที่จะอนุญาตให้เข้าประเทศ รถเข็นคนพิการกว่า 900 คันที่บริจาคโดยองค์กรการกุศลของออสเตรเลีย 2 แห่ง ถูกกีดขวางไม่ให้เข้าสู่ฉนวนกาซามานานกว่าหนึ่งปีแล้ว องค์การสหประชาชาติระบุว่าฉนวนกาซามีจำนวนเด็กพิการแขนขามากที่สุดในโลก








 

เตือนแล้วแต่ไม่สนใจ Abbas Kamel หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของอียิปต์ ได้เดินทางเยือนอิสราเอลอย่างลับๆ เพียง 11 วันก่อนเกิดเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม เพื่อแจ้งเตือนว่ากลุ่มฮามาสกำลังเตรียมการโจมตีครั้งใหญ่ (Benjamin Netanyahu ควรจะต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้หรือไม่?)







https://x.com/anneapplebaum/status/2103596734853329016
.....

Vivian Salama นักเขียนประจำนิตยสาร The Atlantic ได้รายงานถึงข้อมูลการแจ้งเตือนลับจากหน่วยข่าวกรองที่ส่งไปยังผู้นำอิสราเอลในช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ดังนี้:

การเยือนลับ: เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2023 ซึ่งเป็นเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ก่อนที่กลุ่มฮามาสจะเปิดฉากโจมตี Abbas Kamel หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของอียิปต์ ได้เดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวมายังสนามบิน Ben Gurion ในกรุงเทลอาวีฟ โดยการเยือนครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 67 นาทีเท่านั้น

คำเตือน: Kamel อาศัยเครือข่ายข่าวกรองภาคสนาม (human intelligence) ที่กว้างขวางของอียิปต์ในฉนวนกาซา เพื่อแจ้งเตือนอย่างเร่งด่วนว่ากลุ่มฮามาสดูเหมือนกำลังระดมกำลังเพื่อเตรียมโจมตีครั้งใหญ่ แม้ว่าเขาจะไม่มีข้อมูลระบุวันที่แน่ชัดหรือรายละเอียดทางยุทธวิธีเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับการบุกโจมตีแบบหลายทิศทาง แต่เขาก็เตือนว่าสถานการณ์ในฉนวนกาซากำลังจะระเบิดขึ้น และแนะนำให้รัฐบาลอิสราเอลมอบข้อผ่อนปรนทางเศรษฐกิจเพื่อลดความตึงเครียดและเตรียมพร้อมรับมือกับความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

การตอบสนองของอิสราเอล: รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี Benjamin Netanyahu และเจ้าหน้าที่ระดับสูงส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำเตือนจากอียิปต์เท่าที่ควร ในขณะนั้นผู้นำอิสราเอลยังคงมุ่งเน้นไปที่ภัยคุกคามในเขตเวสต์แบงก์ และเชื่อมั่นว่าเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการทูต—รวมถึงความเป็นไปได้ในการทำข้อตกลงเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ปกติกับซาอุดีอาระเบีย—จะสามารถรักษาไว้ได้โดยไม่เกิดสถานการณ์บานปลายครั้งใหญ่ในฉนวนกาซา ต่อมา รัฐบาลของ Netanyahu ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้รับคำเตือนล่วงหน้าจากกรุงไคโร

บริบทและผลสืบเนื่องในวงกว้าง: เจ้าหน้าที่จากหลายประเทศยืนยันว่า การเดินทางเยือนอย่างกะทันหันและรวดเร็วของบุคคลระดับสูงด้านความมั่นคงในภูมิภาคเช่นนี้ ควรจะเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ทำให้เกิดการตื่นตัวในทันที รายงานข่าวดังกล่าวเน้นย้ำถึงความล้มเหลวเชิงระบบของหน่วยข่าวกรองในช่วงเวลาก่อนวันที่ 7 ตุลาคม และกระตุ้นให้ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของอิสราเอลเรียกร้องให้มีการสอบสวนโดยคณะกรรมการอิสระของรัฐ เกี่ยวกับความพร้อมและการจัดการข้อมูลข่าวกรองที่ได้รับล่วงหน้าของรัฐบาล




น้ำท่วมแล้ว แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เลยว่า #ประกันสังคม ช่วยได้ ถ้าทำงานไม่ได้ มารับ "เงินว่างงานจากเหตุสุดวิสัย" ได้เลย ไฟไหม้ ฝุ่นpm2.5 โรคระบาด ยันสงคราม ก็รับได้ เรื่องนี้จริงมั้ย ?






https://x.com/psekk14/status/2103506810019910081
.....

เช็คเงื่อนไข

เบิกได้จริง แต่ไม่ใช่ “ทุกกรณี” หรือขอได้โดยอัตโนมัติ

สิทธิ "ประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย" ของกองทุนประกันสังคม (ผู้ประกันตนมาตรา 33) ออกแบบมาเพื่อเยียวยาลูกจ้างที่หยุดงานและไม่ได้รับค่าจ้างจากภัยพิบัติหรือเหตุการณ์รุนแรงจริง แต่มีข้อเท็จจริงและเงื่อนไขทางกฎหมายที่ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป

เงื่อนไขสำคัญที่ต้องเข้าเกณฑ์ก่อนยื่น

เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 และส่งเงินสมทบกรณีว่างงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนเกิดเหตุ

ไม่ได้รับค่าจ้าง จากนายจ้างในช่วงที่หยุดงาน (หากนายจ้างยังจ่ายเงินเดือน หรือใช้สิทธิวันลาพักร้อนโดยได้รับค่าจ้างตามปกติ จะยื่นเบิกไม่ได้)

นายจ้างต้องยื่นหนังสือรับรองเหตุสุดวิสัย ระบุชัดเจนว่าลูกจ้างไม่สามารถมาทำงานได้ หรือสถานประกอบการต้องหยุดกิจการชั่วคราวเพราะเหตุสุดวิสัยนั้น

แต่ละเหตุการณ์ยื่นได้จริงแค่ไหน?

น้ำท่วม / วาตภัย / ภัยธรรมชาติ 🟢 (ยื่นได้ชัดเจนที่สุด)

กรณีที่ได้: สถานประกอบการถูกน้ำท่วมจนต้องปิดชั่วคราว หรือเส้นทางถูกตัดขาดจนเดินทางไปทำงานไม่ได้ และนายจ้างรับรองว่าหยุดงานโดยไม่จ่ายค่าจ้าง

กรณีไม่ได้: แค่น้ำขังเล็กน้อย รถติด หรือเดินทางสาย แต่บริษัทยังเปิดปกติ และนายจ้างไม่ได้ออกหนังสือรับรองให้

โรคระบาด 🟢 (ยื่นได้)

เคยใช้อย่างแพร่หลายในช่วง COVID-19 กรณีที่รัฐสั่งปิดสถานที่ หรือลูกจ้างต้องกักตัวตามคำสั่งภาครัฐ/แพทย์ จนไม่ได้ค่าจ้าง

สงคราม / จลาจล / ก่อการร้าย 🟢 (ยื่นได้ตามข้อกฎหมาย)

กฎหมายประกันสังคมจัดว่า “ภัยอันเกิดจากวิกฤตการณ์หรือภัยพิบัติ” เข้าข่ายเหตุสุดวิสัย หากเกิดสถานการณ์สงครามหรือเหตุความไม่สงบจนสถานที่ทำงานถูกปิด หรือไม่สามารถไปทำงานได้

ฝุ่น PM2.5 / มลพิษทางอากาศ 🟡 (ยังไม่มีเกณฑ์จ่ายอัตโนมัติ)

ฝุ่น PM2.5 ทั่วไป ไม่เข้าเกณฑ์จ่ายเงินว่างงานทันที เว้นแต่จะมี "คำสั่งจากหน่วยงานรัฐบาล/จังหวัดสั่งปิดสถานประกอบการเป็นกรณีพิเศษ" หรือนายจ้างสั่งหยุดกิจการชั่วคราวเนื่องจากภัยมลพิษรุนแรงระดับวิกฤต และมีการออกหนังสือรับรองหยุดงานโดยไม่จ่ายค่าจ้าง
ได้รับเงินเยียวยาเท่าไหร่?

อัตราเงินทดแทน: รับเงิน 50% ของค่าจ้างรายวัน (คำนวณจากฐานค่าจ้างสูงสุดไม่เกินเพดานประกันสังคม)

ระยะเวลา: จ่ายตามจำนวนวันที่ไม่ได้ทำงานจริง (สูงสุดไม่เกิน 60–90 วัน แล้วแต่ประกาศของกระทรวงแรงงานในแต่ละช่วงวิกฤต)

ขั้นตอนการขอรับสิทธิ

ลูกจ้าง: กรอกแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (สปส. 2-01/7)

นายจ้าง: กรอกหนังสือรับรองการหยุดงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย (ระบุรายชื่อลูกจ้างและวันที่ไม่ได้รับค่าจ้าง)

ยื่นเรื่องผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคม หรือยื่นที่สำนักงานประกันสังคมพื้นที่/จังหวัด

สรุป: หากประสบเหตุน้ำท่วมจนไปทำงานไม่ได้และโดนตัดวิก หรือบริษัทต้องปิดชั่วคราว ให้รีบแจ้งฝ่าย HR หรือนายจ้างเพื่อทำเรื่องรับรองส่งประกันสังคม สามารถสอบถามรายละเอียดรายกรณีเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนประกันสังคม 1506




สื่อนอก รายงานข่าวน้ำท่วมกรุงเทพฯ กรุงเทพมหานครประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติหลังจากฝนตกต่อเนื่องนานกว่า 24 ชั่วโมงจนเกิดน้ำท่วม ส่งผลให้ประชาชนต้องเร่งกักตุนสิ่งของจำเป็นและเคลื่อนย้ายยานพาหนะไปไว้ในที่สูง (โปรดระวัง เรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าภายในบ้าน และการป้องกันไฟรั่วขณะเกิดน้ำท่วมขังด้วย)








https://x.com/Reuters/status/2103869707174789461
.....

การประกาศให้กรุงเทพมหานครเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย (อุทกภัย) ครอบคลุมทั้ง 50 เขต เป็นมาตรการสำคัญเพื่อยกระดับการบริหารจัดการวิกฤต โดยมีข้อควรรู้และแนวทางปฏิบัติสำหรับประชาชนดังนี้

1. ผลจากการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย

การเปิดใช้องค์กรและงบประมาณฉุกเฉิน: เปิดทางให้ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำงบประมาณและเครื่องมือบรรเทาสาธารณภัยออกมาช่วยเหลือ ประชาชนได้อย่างทันท่วงทีตาม พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

การช่วยเหลือและเยียวยา: เป็นฐานข้อมูลทางกฎหมายให้ผู้ประสบภัยสามารถลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือเยียวยา ค่าชดเชยความเสียหายของที่อยู่อาศัย หรือยื่นเรื่องเคลมประกันภัยได้ตามขั้นตอน

2. ข้อควรปฏิบัติเร่งด่วนสำหรับประชาชน

การเคลื่อนย้ายยานพาหนะ

หาจุดจอดที่ปลอดภัย: หากพื้นที่พักอาศัยมีความเสี่ยงน้ำท่วมสูง ให้ย้ายรถไปจอดบนอาคารจอดรถของห้างสรรพสินค้า จุดบริการจอดรถฉุกเฉินที่ กทม. หรือหน่วยงานรัฐจัดไว้ หรือบริเวณเนินสูง

ข้อควรระวัง: หลีกเลี่ยงการจอดรถบนไหล่ทางสะพานหรืออุโมงค์ข้ามแยก เพราะอาจขวางทางจราจรของรถ救ภัย และเกิดอันตรายจากอุบัติเหตุได้

การเตรียมความพร้อมในเคหสถาน

ตัดระบบไฟฟ้า: สับคัทเอาท์หรือตัดวงจรไฟฟ้าในชั้นล่างที่น้ำเริ่มท่วมขัง เพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่ว

ยกของขึ้นที่สูง: ขยับปลั๊กไฟ อุปกรณ์ไฟฟ้า และทรัพย์สินมีค่าขึ้นไปไว้ในชั้น upper level

เตรียมเสบียงและสิ่งจำเป็น: กักตุนน้ำดื่ม อาหารแห้ง ยารักษาโรคประจำตัว ไฟฉาย และแบตเตอรี่สำรอง ให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต 2–3 วัน โดยเน้นการจัดเตรียมอย่างพอดี ไม่กักตุนเกินความจำเป็นจนเกิดภาวะขาดแคลนในตลาด

3. ช่องทางติดต่อขอความช่วยเหลือและแจ้งเหตุ (กทม.)

สายด่วน กทม.: 1555
ศูนย์รับแจ้งเหตุ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.): สายด่วน 1784
แจ้งเหตุผ่านระบบออนไลน์: Traffy Fondue
กรณีฉุกเฉิน/เจ็บป่วยกะทันหัน: ศูนย์เอราวัณ สายด่วน 1669
.....

รายงานข่าวจาก Reuters ระบุว่า กรุงเทพมหานครได้รับการประกาศให้เป็นเขตพื้นที่ประสบอุทกภัย หลังจากเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องสะสมนานกว่า 24–48 ชั่วโมง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้างในหลายพื้นที่
รายละเอียดสำคัญจากรายงานข่าว

ปริมาณฝนสะสมสูง: บางพื้นที่ของกรุงเทพฯ มีปริมาณฝนตกสะสมเกินกว่า 150–300 มิลลิเมตร ส่งผลให้ระดับน้ำในคลองสายหลักเต็มความจุและเอ่อล้นเข้าท่วมถนนสายหลักและชุมชน

การประกาศเขตภัยพิบัติ: กรุงเทพมหานครประกาศให้พื้นที่ทั้ง 50 เขตเป็นเขตประสบสาธารณภัย (อุทกภัย) เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานท้องถิ่นและกองทัพ เร่งเบิกจ่ายงบประมาณฉุกเฉินและกระจายกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที


สถานการณ์ในพื้นที่:
ถนนสายหลักอย่างน้อย 13 สายมีน้ำท่วมขัง รถยนต์ไม่สามารถสัญจรได้ตามปกติ บางจุดมีน้ำท่วมสูงระดับเข่าถึงเอว

ประชาชนในหลายพื้นที่เริ่มกักตุนอาหาร เครื่องดื่ม และของใช้จำเป็นตามร้านสะดวกซื้อ จนเริ่มเกิดภาวะสินค้าขาดแคลนชั่วคราว

การจราจรติดขัดหนัก และมีการแจ้งเตือนให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ริมคลองเร่งขนย้ายสิ่งของและยานพาหนะขึ้นที่สูง

การช่วยเหลือของภาครัฐ: มีการจัดตั้งศูนย์พักพิงฉุกเฉินทั่วกรุงเทพฯ รวมทั้งเตรียมกระสอบทรายและเครื่องสูบน้ำระบายลงสู่อ่าวไทย แต่คาดว่าจะต้องใช้เวลา 2–3 วันในการระบายน้ำหากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติม
ข้อแนะนำเร่งด่วนสำหรับประชาชน

หลีกเลี่ยงการเดินทาง: งดการเดินทางที่ไม่จำเป็นในเส้นทางที่มีน้ำท่วมขังสูง

ระบบไฟฟ้า: ตรวจสอบและตัดระบบไฟฟ้าในส่วนที่น้ำเริ่มท่วมถึงเพื่อป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่ว

ติดตามข่าวสาร: ตรวจสอบการแจ้งเตือนภัยและเส้นทางจราจรผ่านช่องทางของ กทม. และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อย่างใกล้ชิด








 

น้ำท่วม ‘อนุทิน’ จะอ่วมเท่ากับท่วม ‘ยิ่งลักษณ์’ ไหม ผลกระทบทางการเมืองขนาดไหน ตอนนี้มี “หวังว่าอีก 4 ปีข้างหน้า มีโอกาสเลือกตั้ง จะไม่กาเหมือนเดิมแล้วนะ”


น้ำท่วม ‘อนุทิน’ จะอ่วมเท่ากับท่วม ‘ยิ่งลักษณ์’ ไหม เดี๋ยวก็รู้ ตอนนี้ ๒๗ กันยา ฟี้ดข่าวโซเชียลเต็มพรืดไปหมดสะท้อนความเดือดร้อนที่รองนายกฯ ทรงศักดิ์ ปากดี “ห้ามเทวดาไม่ได้” เลยเอาไม่อยู่ ส่วนนายกฯ อุตส่าต์อ่านโพยควบคุมสถานการณ์มาจากลันดั้นโน่นแน่ะ

ซ้ำพาดพิงผู้ว่าฯ กทม. ห้ามพูดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง (ในขอบข่าย) ของผู้ว่าฯ ชัชชาติ แต่ทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกัน “ขอให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้ความสำคัญกับการอัปเดตสถานการณ์ให้ประชาชน อย่าให้ขาดช่วง” ซึ่งที่จริงเขาอัปเดตกันเองอยู่แล้ว

ไม่มีอะไรมากไปกว่าสั่งงานออกอากาศ ให้ประชาชนรับรู้ว่าผมทำงานอยู่นะ ให้ ‘เอกนิติ’ รมว.คลังประสานเรื่องการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ ขอให้รัฐมนตรีทุกคนอยู่ในพื้นที่เพื่อให้สามารถสั่งการในฐานะคณะรัฐมนตรีได้อย่างทันท่วงที

ถึงอย่างนั้นชาวบ้านก็ด่ากรมอุตุนิยมวิทยาไปแล้วจมหู การแก้ไขสถานการณ์ก่อนเกิด หรือวิธีป้องกันไม่มี วิธีการของรองนายกฯ ทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นตัวอย่าง วันก่อนบอกรัฐบาลเอาอยู่ (เหมือนยิ่งลักษณ์แหละ) มาวันนี้โทษเทวดา อ้างทำเกินธรรมชาติไม่ได้

แต่ว่า เฮ้ มันต้องได้สิ เขาทำกันมาแล้วมากมาย หลักใหญ่ต้องเตรียมการล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้เกิดเหตุเสียก่อนแล้วจึงจะแก้ แต่ก็ทำไม่ทัน (สักที) เพจ ‘ตุ๊ดส์review’ เขาปรามาสปีนี้ยังขนาดนี้แล้ว “คุณไม่ต้องกลัวเลยว่า ปี ๒๕๗๐ จะรอด...


รัฐบาลที่ไม่เคยวางโครงสร้างเชิงรุกแก้ปัญหาน้ำท่วมยั่งยืน ก็ไม่ได้ลงทุนกับ Infrastructure แก้ปัญหาน้ำให้สำเร็จจริงๆ เดี๋ยวปีหน้าก็วน Loop แต่จะหนักกว่าเดิมแน่นอน” แล้วยังมีที่จะวนลู้ปอีกอย่างไม่พลาด คือผลกระทบทางการเมือง

‘ตุ๊ดส์review’ นี่เองแหละที่บอก “อยากให้คนไทยจดจำสิ่งที่รัฐบาลทำกับคุณ เราหวังว่าอีก 4 ปีข้างหน้า มีโอกาสเลือกตั้ง จะไม่กาเหมือนเดิมแล้วนะ” จำสภาพ “ชาวบ้านลุยน้ำระดับอก (และ) ปรับตัวสัญจรทางเรือ” บางกะปิ คลองจั่น ดูเหมือนจะหนักกว่าเพื่อน

การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมต้องเลื่อนไปอีก ๒ อาทิตย์ ขอบใจที่ พนัส ไทยล้วน ก็เอาด้วย ส่วนวุฒิสภา ที่ส่วนใหญ่โดนตราหน้า ‘นักฮั้วโกงเลือกตั้ง’ ก็ประกาศงดประชุมงวด ๒๘-๒๙ กันยา ถึงจะแค่สองวัน ก็ยังมีเสียงติงจาก สว.ด้วยกัน (ฝ่ายก้าวหน้า)

“กลับกัน มันยิ่งควรใช้กลไกสภาช่วยหาทางออกของปัญหาหรือเยียวยาประชาชน ไหม”

(https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/RNhFEqNGt, https://www.facebook.com/tootsyreview/posts/g1UYPyAgAs และ https://x.com/ThaiPBSNews/status/2103813859505238436)