วันศุกร์, พฤษภาคม 15, 2569

ทึ่งในความแปลกประหลาดของระบอบประชาธิปไตย ตรงที่ว่า “มันขัดกับสัญชาตญาณการรักษาอำนาจของมนุษย์” #นิ้วกลม ถอดความปาฐกถาของ แอนน์ แอ็ปเปิ้ลเบิม

ดูบันทึก #นิ้วกลม เกี่ยวกับความแปลกประหลาด ของระบอบประชาธิปไตย (ไม่มีสร้อยห้อยท้าย ไม่ว่าจะ #ของชนชั้นกรรมาชีพ หรือ #อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) แล้วทึ่ง ตรงที่ว่า “มันขัดกับสัญชาตญาณการรักษาอำนาจของมนุษย์”

เช่นถ้า “เมื่อคุณชนะเลือกตั้งและได้เข้าสู่อำนาจแล้ว คุณมีหน้าที่ต้องรักษากฎกติกาเดิมเอาไว้ เพื่อให้แน่ใจว่าอีกสี่ปีข้างหน้า ศัตรูหรือคู่อริของคุณจะสามารถกลับมาลงแข่งขันและอาจเอาชนะคุณได้” ในทางกลับกันหากคุณแพ้

“คุณต้องยอมให้คู่แข่งขึ้นครองอำนาจ โดยอาศัยความไว้วางใจว่าระบบจะยังคงยุติธรรมอยู่ คือพวกเขาจะยังรักษาระบบที่เป็นธรรมไว้ให้คุณกลับมาแข่งเพื่อเอาชนะพวกเขาได้” ใช่สิ “ใครมันจะยอมทำแบบนั้นเล่า” อันนี้นึกถึง ไอ๊ซ์ รักชนก ทันที

ตรงที่เธอบอกว่า “ถึงที่สุดคือก็ต้องเป็นรัฐบาลให้ได้ ถึงจะมีอำนาจในการคุมงบประมาณ แล้วเลือกให้เงินสนับสนุนกับสิ่งที่ส่งเสริม สิ่งที่เล่าเรื่องเพื่อพาสังคมไปข้างหน้า อะไรที่จะพาสังคมย้อนอดีต ถอยหลัง ก็อย่าสนับสนุน แค่นั้นเอง”

จุดน่าสนใจในการถอดความคำปาฐกถาของ แอนน์ แอ็ปเปิ้ลเบิม นักประวัติศาสตร์รางวัลพูลิเซอร์ ตรงที่ว่า “ในโลกสมัยใหม่ ประชาธิปไตยไม่ได้ถูกทำลายจากการยึดอำนาจโดยรถถัง มันถูกทำลายจากคนที่ได้รับการเลือกตั้งมานี่แหละ”

คือ “พอได้อำนาจก็ไปรื้อถอนระบบตรวจสอบและทำลายสถาบันที่เป็นกลาง ยิ่งในสังคมที่มีความแตกแยกแบ่งขั้วกันรุนแรง คนจะมองฝ่ายตรงข้ามว่าต้องกำจัดให้หมดสิ้นไป ย่อมเอื้อต่อผู้ที่ขึ้นมามีอำนาจแล้วใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลในการเล่นงานอีกฝ่าย”

อันนี้ตัวอย่างโจ่งแจ้งก็นาย ดอนัลด์ ทรั้มพ์ ที่กำลังไปจุมพิต Arsh ของสีจิ้นผิงถึงปักกิ่งอยู่ขณะนี้ละ สาวกขบวนการ MAGA ของเขาในสภาแห่งรัฐหลุยเซียน่า ทำการถอดสมาชิกกรรมาธิการที่เป็นชนผิวดำและสังกัดพรรคเดโมแครทออกหมด เพื่อจัดเขตเลือกตั้งใหม่ให้รีพับลิกันได้เปรียบ

Atukkit Sawangsuk ขานรับข้อเขียนของ Sarawut Hengsawad นี้อย่างถึงแก่น เมื่อเปรียบเทียบกับประชาธิปไตยแบบไทยๆ ว่า “มันไม่มีที่ไหนในโลก ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ปปช. กกต. ยุบพรรคตัดสิทธิบิดเบือนการเลือกตั้งได้โดยไม่แยแสใคร

มัน Thailand Only (อ้อๆ มีฮุนเซนยืมไปใช้ ศาลยุบพรรคฝ่ายค้าน)” เขาว่า “เราไม่ได้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยปกติ อย่าโทษประชาธิปไตย เราอาจหงุดหงิดกับสถานการณ์เฉพาะหน้าแต่ต้องระวังไม่ให้สวิงไปอีกด้าน”

(https://www.facebook.com/baitongpost/posts/sfX3rqcQf และ https://www.facebook.com/roundfinger/posts/ZXVsLXWV)

[ หลง (ไม่) หาย ในกาลเวลา ] ถึง ‘บุ้ง’ ในความทรงจำ เปิดบันทึกความทรงจำของ ‘หยก’ ถึง ‘บุ้ง’ ในวาระครบรอบสองปีของการจากไป


The People
9 hours ago
·
[ หลง (ไม่) หาย ในกาลเวลา ] ถึง ‘บุ้ง’ ในความทรงจำ
เปิดบันทึกความทรงจำของ ‘หยก’ ถึง ‘บุ้ง’
ในวาระครบรอบสองปีของการจากไป
.
ย้อนกลับไปในเดือนตุลาคมปี 2025 The People ได้เปิดรับต้นฉบับงานเขียนในหัวข้อ ‘หลง (ไม่) หาย ในกาลเวลา’ เพื่อชวนผู้คนมา ‘เขียน’ เพื่อ ‘จดจำ’ เรื่องราวของใครบางคนที่เคยต่อสู้ คิดค้น สร้างสรรค์ หรืออุทิศตนเองเพื่อการเปลี่ยนแปลงและสร้างแรงสั่นสะเทือนมาถึงทุกวันนี้ เพื่อไม่ให้ใครสักคนต้องหลงหายไปตามกาลเวลา
.
ท่ามกลางเรื่องราวของผู้คนที่ส่งมานั้นมีหนึ่งบทความที่เลือกเขียนถึง ‘บุ้ง - เนติพร เสน่ห์สังคม’ และผู้ที่เป็นคนเขียนบทความดังกล่าวนั้นคือ ‘หยก - ธนลภย์ ผลัญชัย’ ถ้าจะมีใครสักคนที่เขียนถึงบุ้งได้ หยกน่าจะเป็นหนึ่งในบุคคลที่น่าจะสะท้อนเรื่องราวของบุ้งออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุดคนหนึ่ง
.
ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นับเป็นการครบรอบ 2 ปีสำหรับการจากไปของ ‘บุ้ง - เนติพร เสน่ห์สังคม’ เสียชีวิตจากการอดอาหารประท้วงขณะถูกคุมขังในเรือนจำจากคดีมาตรา 112 ไม่ว่าใครหลายคนเลือกจะจดจำบุ้งแบบไหน แต่เราเชื่อว่าเรื่องราวของบุ้งได้สะท้อนให้เราเห็นอะไรบางอย่าง หรือชวนให้เราได้คิดถึงคำถามบางแง่
.
แต่ไม่ว่าเราจะจำเขาอย่างไร การจดจำ ก็เป็นสิ่งที่ดีกว่าใครสักคนจะหลงหายไปตามกาลเวลา
.
ลำดับต่อไปนี้คือเนื้อความที่เขียนโดย ‘หยก - ธนลภย์ ผลัญชัย’
.
หลง (ไม่) หาย ในกาลเวลา : ความทรงจำกับ บุ้ง เนติพร
.
“ถ้าหนูตายพี่จะเลิกเคลื่อนไหวจริงๆเหรอ? หนูตายเลยนะ”
.
นี่คือคำที่เรา (หยก ธนลภย์ ผลัญชัย) แหย่เขาหลังจากสัมภาษณ์ BBC แล้วมีคำถามถึงการหยุดเคลื่อนไหว
.
แล้วพี่บุ้ง ตอบประมาณว่า คงเป็นถ้าหยกตาย แต่พอมาเป็นเขาที่ตาย… มันยังคงเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดเสมอเมื่อนึกถึงเขา
.
ภาพจำของเธอ
.
หลาย ๆ คนมักเห็นพี่บุ้ง ในลักษณะท่าทางที่ ดูเคร่งครึ้ม ไม่ยิ้มแย้ม หรือ ดูโกรธ หรือ ก้าวร้าว พี่บุ้งเป็นคนที่มีเกราะป้องกัน เหมือนเขาตั้งการด์ตลอดเวลา ภาพลักษณ์หรือภายนอกเขาเลยอาจดูก้าวร้าว หรือ สีหน้าเขาแสดงออกชัดเมื่อสงสัยหรือไม่พอใจอะไร
.
หรือในหลายๆเหตุการณ์ที่มันมีภาพที่หลาย ๆ คนโกรธจริง ๆ แล้วมันก็มีที่มาที่ไปก่อนจะเป็นภาพ ๆ นั้นออกมา
.
สิ่งที่เขาชอบ
.
จริง ๆ แล้วเขาก็คือคนๆนึงเหมือนพวกเรา เขามีสิ่งที่ชอบและสิ่งที่ไม่ชอบ พี่บุ้งเป็นคนรักสัตว์มาก ๆ เขารักแมวมาก และ แมวของเขา โชก้าก็น่ารักมาก ๆเช่นกัน จากที่เรารู้จักเขา เขาเป็นคนที่หวังดีและรักคนรอบตัวมากๆ
เขาเป็นคนไม่ชอบกินกล้วยเลยไม่ชอบแม้กระทั่งกลิ่น เขาชอบฟังเพลง ชอบหาของกินอร่อย ๆ ดูหนังสนุก ๆ
.
พี่บุ้งชอบจักรวาล The Conjuring ชอบ Harry Potter มาก ๆ เรารู้จักจักรวาล The Conjuring เพราะเขาชวนดู ทุกวันนี้เราติดตามข่าวซีรีย์ Harry Potter ยังมีบ้างที่เรานึกถึงเขา หรือ The Conjuring ที่เพิ่งปิดตำนานไปก็ตาม
.
เราเคยคุยกันเล่นๆถึงเรื่องราวใน Harry Potter ด้วย เราคุยกันว่า ในตอนที่ซิเรียสมีชีวิตอยู่เขาไม่มีโอกาสได้แก้ต่างเรื่องที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดเขาเลยนะ เขาตายแบบไม่ทันคาดคิดเลย เราย้อนคิดแล้วยังตลกร้ายกับตัวเองอยู่เลย เราไม่คิดว่า การสูญเสียแบบกระทันหันจะเกิดขึ้นกับเราในชีวิตจริง
.
ข้อครหา
.
การจากไปของเขามันกระทันหันและไม่คาดคิด สิ่งต่างๆที่คนครหาเขาเขายังไม่ทันได้แก้ต่างด้วยซ้ำ
.
เราไม่ค่อยได้สนใจข้อพิพาทของเขาสักเท่าไหร่ ถ้าหากไม่ได้มีการกล่าวถึงพาดพิงเรา เพราะกับเรา เขาเป็นพี่สาวที่น่ารักกับเรา เราคุยกันด้วยเหตุผลได้ จริงๆแล้วถ้าเขาจะแก้ต่างเราเชื่อว่าเขาจะทำได้เราเคยถามถึงเหตุผลที่เขาไม่แก้ต่างชี้แจงในช่วงหนึ่ง
.
เขาเคยบอกเราว่า ถ้าเขาทำแล้วมันอาจ ‘กระทบคนที่เดือดร้อนและต้องการลี้ภัยจริง ๆ’ สิ่งที่ทำให้เราไม่เชื่อในคำครหา เรารู้จัก เคยคุยกับ คนที่มีข้อพิพาทกับเขาก่อนที่เราจะรู้จักพี่บุ้งด้วยซ้ำ
.
เรื่องลี้ภัยแต่ภายหลังอยู่ ๆ เขาพูดข้อพิพาทที่มีกับพี่บุ้งใน X โดยที่เขาพาดพิงชื่อเรา โดยปกติตามวิสัยคนคุยเคยคุยกัน หากเป็นห่วงกันจริง ๆ ก็คงจะทักมาถามไถ่กันก่อน เราเลยตอบโต้ในส่วนที่เราถูกพาดพิง
.
ส่วนในของที่พี่บุ้งโดนกล่าวถึงนั้น เราไม่ได้อยู่ในระยะเวลาที่พวกเขารู้จักกัน แต่เราไม่ชอบที่จะตัดสินคนจากภาพจำ ภาพสื่อหรือตัวอักษร จนถึงทุกวันนี้และตลอดระยะเวลา 300 เกือบ 400 กว่าวันที่เราได้รู้จักเขา เราไม่เคยเสียดายเลยที่เราเลือกที่จะไม่เชื่อในตัวอักษรของคนที่เรา รู้จักเคยปรึกษาเรื่องลี้ภัยเมื่อโดนหมายคดี 112 แต่อยู่ ๆ เลือกจะใช้ชื่อเราโจมตีเขาและส่งคำขอเป็นเพื่อนมายัง Facebook ในภายหลังที่เขาเสียชีวิต
.
การอดอาหารประท้วง
.
พี่บุ้งอดอาหารด้วยการเอาร่างกายเป็นเดิมพันเพราะอยากได้อิสรภาพ ทั้งที่จริง ๆ เขาไม่ควรต้องอยู่ในนั้น
.
ไม่ว่าเขาจะอดอาหารจริงหรือไม่ ได้พยายามกินหรือดื่มเพื่อรักษาชีวิตหรือไม่ สุดท้ายแล้วเขาก็ออกมาจากเรือนจำด้วยร่างที่ไร้วิญญาณ ด้วยอุดมการณ์ที่ต้องการปฎิรูปกระบวนการยุติธรรมและคืนอิสภาพให้ผู้เห็นต่าง
.
สิ่งที่เขาให้เราจริงๆก่อนที่เขาจะจากไป คือ คำพูดที่เขาบอกเราตลอดว่า ให้ดูแลตัวเองดี ๆ
.
แต่ถึงแม้เขาจะหมดลมหายใจ เขาไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว แต่เขายังอยู่ในหัวใจและความทรงจำของเราและผู้ที่รักเขาเสมอ
.
เราเป็นคนไม่ค่อยเชื่อในโชคลางเท่าไหร่ แต่ก่อนที่จะมีสายโทรศัพท์โทรมาบอกเราว่าเขาต้องส่งตัวไปอีกโรงพยาบาล เราฝันว่า ลงไปเจอโครงกระดูกกับคนที่เคยเป็นเพื่อนแล้วฝันตัดไปที่ไปเดินเล่นกับเขาตัดไปที่เทียนดับและตัดไป จนมีสายโทรศัพท์โทรเข้ามาแจ้งข่าว มันอาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้
.
เราไม่รู้ว่าโลกหลังความตายมีจริงไหม แต่การตายของเขาก็เป็นอีกครั้งที่ได้ประจานกระบวนการยุติธรรมและการดูแลผู้ป่วยจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ สุดท้ายแล้วคนที่อยู่ต่อไปก็ต้องยอมรับใช้ชีวิตต่อไปถึงแม้จะไม่ง่ายเลย
.
จุดสิ้นสุด
.
สุดท้ายแล้วการเดินทางครั้งนี้ของพี่บุ้งก็ได้จบลงแล้ว ไม่ว่าจะสรรเสริญหรือสาปแช่ง มันก็ไม่สามารถเรียกเขาคืนมาหรือทำร้ายเขาได้แล้ว สิ่งที่น่าละอายและน่าสมเพชที่สุด คือหากยังต้องตื่นมาพร้อมกับความเกลียดชังที่ยังคงกัดกินในใจและหมกมุ่นกล่าวโทษหรือเยาะเย้ยอยู่กับการทำลายคนที่ไม่มีลมหายใจแล้ว​ ก็ไม่ต่างกับการขังตัวเองในคุกแห่งความอาฆาต ที่ไม่มีวันเติมเต็ม ​
.
และนั่นคือสิ่งที่น่าอับอายยิ่งกว่าการจากไปของเขา
.
หยก - ธนลภย์ ผลัญชัย


The People
Support The People by subscribing at this link https://www.facebook.com/thepeoplecoofficial/subscribenow...



https://www.facebook.com/photo/?fbid=1406473288178369&set=a.633364228822616





"ทำไมคนเรียนเก่งถึงไม่ค่อยเปลี่ยนสังคม?"

 
https://www.facebook.com/reel/1679315823197958

The People
20 hours ago
·
"ทำไมคนเรียนเก่งถึงไม่ค่อยเปลี่ยนสังคม?"
.
ส่วนหนึ่งของวิดิโอ เพราะเราเป็นมนุษย์เราจึงโหยหาชัยชนะ และกลัวความพ่ายแพ้ | บั๊กKetlist EP.4
.
โดยใน EP.4 ได้ชวนพี่หนุ่ม-โตมร มาพูดคุยในเรื่องของ ‘ชัยชนะ ความพ่ายแพ้ และความต้องการเป็นที่หนึ่งในมนุษย์’ โดยเปิดมุมมองถึงคุณค่าของชัยชนะ หรือแม้กระทั่งความน่ากลัวของความพ่ายแพ้ว่าสัมพันธ์กับการยืนยันคุณค่าของตัวตนอย่างไร
.
รวมถึงวิเคราะห์อิทธิพลของโครงสร้างสังคมร่วมสมัยที่หล่อหลอมวิธีที่มนุษย์มองเห็นตนเองผ่านสายตาของผู้อื่น
.
“คนแพ้มีเยอะกว่าคนชนะทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายความว่าคนแพ้ไม่ต้องมีที่ทางในสังคมนี้ คนแพ้ก็เป็นส่วนหนึ่งของระบบด้วยเช่นกัน”
.
ปิดท้ายด้วยการชวนคิดเรื่องการสร้างระบบนิเวศให้กับผู้แพ้อย่างไร เพื่อไม่ให้ทุกความพยายามที่ไม่ประสบผลจมหายไปจากสังคม และเราจะอยู่ร่วมกับความพ่ายแพ้อย่างไร เพื่อให้ยังคงความภูมิใจในตัวเอง แม้จะไม่ได้เป็นผู้ชนะก็ตาม

คลิปเต็ม
https://www.youtube.com/watch?v=tNiL-XWvtPU
เพราะเราเป็นมนุษย์เราจึงโหยหาชัยชนะ และกลัวความพ่ายแพ้ | บั๊กKetlist EP.4




“สัญญาณเตือนภัยเงียบ” ว่าเวลาของมนุษย์ไม่ได้เดินหน้าอย่างเดียว แต่มันกำลัง “นับถอยหลัง” อย่างมีวินัยยิ่งกว่านาฬิกาสวิสเสียอีก


น้าเตี้ย คนบ้านสวน
April 17
·
เมื่อเพื่อนร่วมรุ่นในวัยเดียวกันทยอย “เช็คเอาท์” ออกจากโลกใบนี้ไปทีละคนสองคน เสียงหัวเราะที่เคยดังในวงสนทนากลับค่อยๆ แผ่วเบาลง เหลือเพียงเสียงถอนหายใจที่ดังชัดขึ้นทุกวัน ราวกับเป็น “สัญญาณเตือนภัยเงียบ” ว่าเวลาของมนุษย์ไม่ได้เดินหน้าอย่างเดียว แต่มันกำลัง “นับถอยหลัง” อย่างมีวินัยยิ่งกว่านาฬิกาสวิสเสียอีก
ในมุมเศรษฐกิจ ชีวิตวัยชรา กลายเป็น “สินทรัพย์ที่ไม่มีวันเพิ่มมูลค่า” แต่เต็มไปด้วย “ต้นทุนแฝง” ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าดูแล และค่าใช้จ่ายที่ไม่เคยอยู่ในแผนการเงินเมื่อวัยหนุ่มสาว หลายคนเคยวางแผนเกษียณไว้อย่างสวยงาม แต่ลืมคำนวณ “ค่าใช้จ่ายของความเหงา” ซึ่งแพงกว่าค่าหมอเสียอีก เพราะมันกัดกินทั้งใจโดยไม่ต้องมีใบเสร็จ
ในมุมการเมือง ผู้สูงวัยคือ “ฐานเสียงที่มั่นคง” แต่กลับเป็น “ฐานชีวิตที่เปราะบาง” นโยบายสวยหรูถูกประกาศบนเวทีหาเสียง แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริง กลับเหลือเพียงเบี้ยยังชีพที่พอซื้อข้าวได้ไม่กี่มื้อ เหมือนรัฐกำลังบอกเป็นนัยว่า “อยู่ก็ได้ ตายก็ไม่เป็นไร” ขอเพียงอย่าลืมไปเลือกตั้งก็พอ
ในมุมสังคม การจากไปของเพื่อนร่วมรุ่นไม่ใช่แค่การสูญเสีย “คนรู้จัก” แต่คือการสูญเสีย “กระจกสะท้อนตัวตน” เพราะเพื่อนคือคนที่จำเราได้ตั้งแต่วันที่เรายังไม่ต้องใส่ฟันปลอม และยังเดินได้โดยไม่ต้องพึ่งไม้เท้า เมื่อเขาหายไป เราจึงไม่ได้เสียแค่เขา…แต่เสีย “ตัวเราในอดีต” ไปพร้อมกัน
ความประชดประชันของชีวิตคือ ตอนหนุ่มเราแข่งกันว่าใครจะรวย ใครจะมีอำนาจ ใครจะประสบความสำเร็จมากกว่า แต่พอถึงวัยนี้ กลับกลายเป็นการแข่งขันเงียบๆ ว่า “ใครจะอยู่รอดได้นานกว่า” และรางวัลที่ได้ก็ไม่ใช่ถ้วยเกียรติยศ…แต่เป็น “วันเวลาเพิ่มอีกเล็กน้อย” ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะใช้ไปทำอะไรดี
สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่จำนวนผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้น แต่คือ “คุณภาพของการใช้ชีวิตในบั้นปลาย” ที่สังคมไทยยังไม่กล้าพูดกันตรงๆ เราสร้างคอนเทนต์ให้คนอยากมีชีวิตยืนยาว แต่ไม่เคยสอนให้เขา “อยู่กับความแก่” อย่างมีศักดิ์ศรี เราเฉลิมฉลองวันเกิด แต่ไม่เคยเตรียมใจสำหรับ “วันสุดท้าย” อย่างจริงจัง
บางที การเห็นเพื่อนทยอยจากไป อาจไม่ใช่เรื่องเศร้าเพียงอย่างเดียว แต่มันคือ “ของขวัญชิ้นสุดท้าย” ที่เตือนให้เราหันกลับมามองชีวิตตัวเอง ว่ายังมีเรื่องอะไรที่ควรทำ ยังมีใครที่ควรบอกความในใจ และยังมีความสุขเล็กๆ อะไรที่เรามองข้ามไปเพราะมัวแต่คิดว่า “ยังมีเวลา”
ท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตก็ไม่ต่างจากบทละครที่ไม่มีการซ้อมใหญ่ เพื่อนบางคนลงเวทีไปก่อนโดยที่เราไม่ได้ทันกล่าวลา และวันหนึ่ง…เราก็จะเป็นคนนั้นเช่นกัน คำถามจึงไม่ใช่ว่า “จะอยู่ได้นานแค่ไหน” แต่คือ “ระหว่างที่ยังอยู่ เราได้ใช้ชีวิตคุ้มค่าหรือยัง” เพราะในโลกที่ทุกอย่างไม่แน่นอน มีเพียงความตายเท่านั้น…ที่ตรงต่อเวลาเสมอ
เมื่อเพื่อนร่วมรุ่นในวัยเดียวกันทยอย “เช็คเอาท์” ออกจากโลกใบนี้ไปทีละคนสองคน เสียงหัวเราะที่เคยดังในวงสนทนากลับค่อยๆ แผ่วเบาลง เหลือเพียงเสียงถอนหายใจที่ดังชัดขึ้นทุกวัน ราวกับเป็น “สัญญาณเตือนภัยเงียบ” ว่าเวลาของมนุษย์ไม่ได้เดินหน้าอย่างเดียว แต่มันกำลัง “นับถอยหลัง” อย่างมีวินัยยิ่งกว่านาฬิกาสวิสเสียอีก
ในมุมเศรษฐกิจ ชีวิตวัยชรา กลายเป็น “สินทรัพย์ที่ไม่มีวันเพิ่มมูลค่า” แต่เต็มไปด้วย “ต้นทุนแฝง” ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าดูแล และค่าใช้จ่ายที่ไม่เคยอยู่ในแผนการเงินเมื่อวัยหนุ่มสาว หลายคนเคยวางแผนเกษียณไว้อย่างสวยงาม แต่ลืมคำนวณ “ค่าใช้จ่ายของความเหงา” ซึ่งแพงกว่าค่าหมอเสียอีก เพราะมันกัดกินทั้งใจโดยไม่ต้องมีใบเสร็จ
ในมุมการเมือง ผู้สูงวัยคือ “ฐานเสียงที่มั่นคง” แต่กลับเป็น “ฐานชีวิตที่เปราะบาง” นโยบายสวยหรูถูกประกาศบนเวทีหาเสียง แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริง กลับเหลือเพียงเบี้ยยังชีพที่พอซื้อข้าวได้ไม่กี่มื้อ เหมือนรัฐกำลังบอกเป็นนัยว่า “อยู่ก็ได้ ตายก็ไม่เป็นไร” ขอเพียงอย่าลืมไปเลือกตั้งก็พอ
ในมุมสังคม การจากไปของเพื่อนร่วมรุ่นไม่ใช่แค่การสูญเสีย “คนรู้จัก” แต่คือการสูญเสีย “กระจกสะท้อนตัวตน” เพราะเพื่อนคือคนที่จำเราได้ตั้งแต่วันที่เรายังไม่ต้องใส่ฟันปลอม และยังเดินได้โดยไม่ต้องพึ่งไม้เท้า เมื่อเขาหายไป เราจึงไม่ได้เสียแค่เขา…แต่เสีย “ตัวเราในอดีต” ไปพร้อมกัน
ความประชดประชันของชีวิตคือ ตอนหนุ่มเราแข่งกันว่าใครจะรวย ใครจะมีอำนาจ ใครจะประสบความสำเร็จมากกว่า แต่พอถึงวัยนี้ กลับกลายเป็นการแข่งขันเงียบๆ ว่า “ใครจะอยู่รอดได้นานกว่า” และรางวัลที่ได้ก็ไม่ใช่ถ้วยเกียรติยศ…แต่เป็น “วันเวลาเพิ่มอีกเล็กน้อย” ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะใช้ไปทำอะไรดี
สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่จำนวนผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้น แต่คือ “คุณภาพของการใช้ชีวิตในบั้นปลาย” ที่สังคมไทยยังไม่กล้าพูดกันตรงๆ เราสร้างคอนเทนต์ให้คนอยากมีชีวิตยืนยาว แต่ไม่เคยสอนให้เขา “อยู่กับความแก่” อย่างมีศักดิ์ศรี เราเฉลิมฉลองวันเกิด แต่ไม่เคยเตรียมใจสำหรับ “วันสุดท้าย” อย่างจริงจัง
บางที การเห็นเพื่อนทยอยจากไป อาจไม่ใช่เรื่องเศร้าเพียงอย่างเดียว แต่มันคือ “ของขวัญชิ้นสุดท้าย” ที่เตือนให้เราหันกลับมามองชีวิตตัวเอง ว่ายังมีเรื่องอะไรที่ควรทำ ยังมีใครที่ควรบอกความในใจ และยังมีความสุขเล็กๆ อะไรที่เรามองข้ามไปเพราะมัวแต่คิดว่า “ยังมีเวลา”
ท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตก็ไม่ต่างจากบทละครที่ไม่มีการซ้อมใหญ่ เพื่อนบางคนลงเวทีไปก่อนโดยที่เราไม่ได้ทันกล่าวลา และวันหนึ่ง…เราก็จะเป็นคนนั้นเช่นกัน คำถามจึงไม่ใช่ว่า “จะอยู่ได้นานแค่ไหน” แต่คือ “ระหว่างที่ยังอยู่ เราได้ใช้ชีวิตคุ้มค่าหรือยัง” เพราะในโลกที่ทุกอย่างไม่แน่นอน มีเพียงความตายเท่านั้น…ที่ตรงต่อเวลาเสมอ
Cr. จากเพื่อน
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=35515395718076353&set=a.666731893369513




วันนี้ 14 พ.ค. 2567 คือวันครบรอบ 2 ปี ที่บุ้ง-เนติพร เสียชีวิต


ประชาไท Prachatai.com

19 hours ago
·
เช้าวันที่ 14 พ.ค. 2567 ‘บุ้ง เนติพร’ ผู้ต้องขังในคดี ม.112 วัย 28 ปี จากไปด้วยอาการสภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน ขณะอดอาหารเรียกร้องสิทธิประกันตัวแก่นักโทษการเมือง โรงพยาบาลราชทัณฑ์พยายามยื้อชีวิตด้วยการส่งตัวบุ้งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ แต่ไม่ทัน บุ้งเสียชีวิตในเวลา 11.22 น. ของวันนั้น หลังอดอาหารมากว่า 110 วัน การอดอาหารประท้วงของบุ้งเป็นไปเพื่อข้อเรียกร้อง 2 ประการ คือ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และยุติการคุมขังนักโทษคดีการเมือง
.
เนติพร เสน่ห์สังคม หรือที่เรียกกันตามชื่อกลุ่มว่า บุ้ง ทะลุวัง เป็นนักกิจกรรมทางการเมือง หลังช่วงที่ขบวนการคนรุ่นใหม่เบ่งบานเมื่อปี 2563 กลุ่มทะลุวังปรากฏตัวขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2565 จากการทำโพลสำรวจความเห็นประชาชนที่สยามพารากอนเกี่ยวกับขบวนเสด็จ “คุณคิดว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” จนถูกจับตาจากเจ้าหน้าที่อย่างหนัก ผลจากการทำโพลนี้ทำให้บุ้งและเพื่อนๆ ในกลุ่มทะลุวังถูกดำเนินตาม ม.112 และ ม.116
.
บุ้งถูกจับจ้องจากสังคมอีกครั้งในช่วงที่เธอพยายามหาหนทางให้ หยก - ธนลภย์ ผลัญชัย ได้เข้าเรียนในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ และเข้าร่วมทำกิจกรรมทางการเมืองกับทะลุวัง ด้วยท่าทีที่ดูแข็งกร้าวทำให้หลายครั้งบุ้งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถูกมองข้ามเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมทางการศึกษาที่เธอพยายามเรียกร้อง ครั้งหนึ่งบุ้งเคยถูกเจ้าหน้าที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ใช้กระบองฟาดแขน ขณะที่เธอและเพื่อนๆ กลุ่มทะลุวังไปสังเกตการณ์และฟังคำพิพากษาคดี ม.112 ของอดีตสามเณรโฟล์ค โดยบุ้งได้เข้าไปกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ศาลแตะตัวหยกขณะโต้เถียงกัน ผลคือเจ้าหน้าที่ใช้ไม้กระบองตีเข้าไปที่แขนบุ้งจนเธอได้รับบาดเจ็บเลือดอาบ
.
ก่อนเสียชีวิตบุ้งถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกทางการเมืองรวม 7 คดี เธอเคยถูกจับกุมคุมขังและอดอาหารประท้วงเรียกร้องสิทธิประกันตัวมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2565 บุ้งและใบปอถูกถอนประกันตัวในคดีทำโพลขบวนเสด็จของกลุ่มทะลุวัง ทั้งคู่ถูกคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง และอดอาหารเรียกร้องสิทธิประกันตัวอยู่นานถึง 64 วันก่อนได้รับการประกันตัว
.
ต่อมาในเดือนมกราคม ปี 2567 บุ้งต้องเข้าคุกอีกครั้ง หลังศาลอาญากรุงเทพใต้สั่งจำคุกคดีละเมิดอำนาจศาล 1 เดือน และให้ถอนประกันคดี ม.112 ครั้งนี้บุ้งเริ่มอดอาหารทันทีหลังเข้าเรือนจำ ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา
.
ไม่มีใครคาดคิดว่าเธอจะเสียชีวิตภายใต้การดูแลของกระบวนการยุติธรรม แต่ความผิดปกติของระบบทำให้บุ้งทำหนังสือบริจาคร่างกายขณะถูกคุมขังในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยแสดงเจตนาปฏิเสธการรักษาไม่ประสงค์ให้ยื้อชีวิต และภายหลังจากที่เสียชีวิตแล้ว เธอขออุทิศร่างให้กับคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อการศึกษาและวิจัยต่อไป
.
ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 พ.ค.2569 ศาลจังหวัดธัญบุรีเพิ่งสืบพยานในคดีไต่สวนการตายของบุ้งเสร็จ และจะฟังคำสั่งอีกครั้งในวันที่ 15 ก.ค. 2569
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=1427585879415715&set=a.643704854470492





"คอร์รัปชันภาครัฐ" ฉุดต้นทุนธุรกิจพุ่ง 58% เปิด 10 หน่วยงาน รับสินบนสูงสุด


Thai PBS News

11 hours ago
·
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผย ผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ จัดทำภายใต้โครงการ คนไทยไม่ทนคอร์รัปชัน สำรวจภาคธุรกิจ 401 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 26 มี.ค-10 เม.ย. 2569

พบว่า ภาคธุรกิจยังมองปัญหาคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ผู้ตอบแบบสอบถาม 30.8% ระบุว่าเป็นอุปสรรคมาก และ 28.0% ระบุว่าเป็นอุปสรรคอย่างมาก รวมเป็น 58.8% ขณะที่อีก 30.3% มองว่าเป็นอุปสรรคปานกลาง

“การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อโจมตีหรือประณามหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องการตีแผ่ข้อเท็จจริงให้สังคม หน่วยงานภาครัฐ และรัฐบาลรับรู้ร่วมกัน เพื่อพุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น และลดอุปสรรคในการทำธุรกิจของประเทศ”

ประเด็นสำคัญคือ รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่าจะลดปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างไร เพื่อสร้างการยอมรับและความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ทั้งนักลงทุนไทยและต่างประเทศ เพราะปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภายในประเทศ แต่ต่างชาติก็รับรู้เช่นเดียวกัน และสะท้อนผ่านดัชนีการรับรู้การทุจริต หรือ CPI รวมถึงผลสำรวจสถานการณ์คอร์รัปชั่นต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง 
#ThaiPBSnews

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1489521213204332&set=a.365200502303081

อ่านต่อ
https://www.thaipbs.or.th/news/content/505893





คุณฐปณีย์ เอียดศรีไชย เจอภาพจากเพจ Truth of the day เลว ต่ำทรามที่สุด ที่แสดงให้เห็นถึงความเลวร้ายของขบวนการ IO ! พร้อมสู้ เพราะ เชื่อว่า ถ้าไม่สู้ จะมีคนตกเป็นเหยื่อ แบบเธออีกไม่รู้จบ


Thapanee Eadsrichai

Yesterday
·
จากที่เจอมา ภาพนี้เลวทราม ต่ำช้าที่สุด
โพสต์นี้ เพจ Truth of the day โพสต์เมื่อ 5 ชม.ที่แล้ว
หรือเมื่อประมาณ 18.00 น.วันที่ 13 พ.ค.69
หลัวจบเวทีเสวนา IO
แล้วเด้งมาตอนเราเปิดเฟสบุ๊ก 23.00 น.
เราเห็นก็ตกใจมากๆ ทำใจอยู่พักใหญ่
คิดว่าจะแชร์ดีไหม ถ้าแชร์มันยิ่งได้ใจ
แต่รับไม่ได้มากๆกับการกระทำแบบนี้
เราเห็นภาพนี้แล้วรับไม่ได้

ถ้าเราทำข่าวไม่ดี เราก็ทบทวนแก้ไขทำให้ดี
แต่การคุกคาม เหยียดเพศแบบนี้ เลวทรามจริง
นี่คือความเลวร้ายของขบวนการ IO

สำหรับ เพจ Truth of the day
เป็นหนึ่งใน 10 เพจ ที่เราฟ้องเมื่อ 18 เม.ย.69
ผ่านมาเกือบ 1 เดือน ตำรวจไซเบอร์ตรวจสอบแล้วว่าไม่มีตัวตน และ เฟสบุ๊ก กำลังตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของบัญชี แต่เฟสบุ๊กยังไม่ดำเนินการใดๆ
ปล่อยให้มีการผลิตซ้ำ

ขอเถอะ ใครเห็นอย่าแชร์ แล้วช่วยรีพอร์ตด้วย
และแพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบ
กับการปล่อยให้มีการทำเพจใส่ร้ายแบบนี้
เราเอาภาพมาลงแบบที่เขาทำจริง
เพื่อแสดงให้เห็น ว่า เขาทำอะไรกับเราบ้าง

และเราคงไม่ยอมถูกกระทำอีกต่อไป
เราจะสู้จริงๆ และไม่ยอมแพ้
แม้จะถูกโจมตี ซ้ำๆเรื่อย ๆ เราจะสู้
เพราะ เราเชื่อว่า ถ้าไม่สู้
จะมีคนตกเป็นเหยื่อ แบบเราอีกไม่รู้จบ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=27432613512998533&set=a.442646002421983
.....


The Reporters
Yesterday
·
SEMINARS: ‘ฐปณีย์’ เปิดใจตกเป็นเหยื่อ IO ชี้วิวัฒนาการน่ากลัว หวัง ‘ฆ่าทางวิชาชีพ’ ห่วงป้ายสีหนุนแบ่งแยกดินแดนซ้ำเติมไฟใต้ จี้หยุดใช้รัฐสร้างความเกลียดชัง อย่าปล่อยให้คนทำลอยนวลพ้นผิด
วันนี้ (13 พ.ค. 69) แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดงานเสวนา “IO ความจริง ผลกระทบ ความรับผิดชอบ และมาตรการแก้ไข เมื่อข้อมูลถูกใช้เป็นอาวุธ และสิทธิมนุษยชนกลายเป็นเป้าหมายของการโจมตี” ร่วมเสวนาโดยนางสาวฐปณีย์ เอียดศรีไชย, นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการด้านธุรกิจและการเงิน, นางสาวนารีลักษณ์ แพไชยภูมิ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม, นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และนายชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
นางสาวฐปณีย์กล่าวว่าวันนี้ตนเองคงมาในฐานะผู้เสียหาย โดยตั้งแต่การทำงานเรื่องคดีของนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส. พรรคประชาชาติ ที่ถูกลอบยิง มาจนถึงการสัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4 จนกลายเป็นข้อความที่ด่าทอมากมาย จึงตั้งคำถามแรกว่าทำไมถึงเชื่อว่าการถูกด่าด้วยเพจเหล่านี้เป็นไอโอ ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ตั้งแต่การทำข่าวโรฮิงญา เรายังไม่รู้ว่าคือไอโอ แต่มาศึกษาจากข้อความที่ระบุว่าโรฮิงแยมที่มีหลายเพจ หลายข้อความที่ถูกส่งต่อไปมา จนเพิ่งมาทราบว่าเป็นไอโอหรือปฏิบัติการข่าวสารที่ถูกทำจากรัฐ จนมาถึงการทำรัฐประหารจึงทราบว่าหากทำข่าวด้านความมั่นคงก็จะโดนอะไรแบบนี้ จนมาถึงปี 2563 ในการชุมนุมก็จะโดนหาว่าล้มเจ้า นักข่าวสามกีบ หรือ 2 ปีที่แล้วจากการหมดอายุความของคดีตากใบเราก็โดนอีก เรื่องอุยกูร์ก็โดน ซึ่งมีจากทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายกองทัพ จึงเชื่อว่าครั้งนี้ก็มาจากปฏิบัติการไอโอ ทำให้เรามีผลกระทบทางด้านจิตใจมาก และวิวัฒนาการของไอโอถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยย้อนไปตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน ที่สัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4 ทุกอย่างกลับมาถูกโจมตีที่เราว่าเราเป็นสาเหตุ และขยายไปกระทบถึงปัญหาในสามจังหวัดชายแดนใต้ การกล่าวหาว่าเราเป็นนักข่าวบีอาร์เอ็น เป็นโจรใต้ และไม่ใช่เราที่โดนคนเดียว แต่คนที่เคยทำกิจกรรมร่วมกับเรา นายมูฮำหมัดอาลาดี เด็งนิ ก็โดนกล่าวหาว่าเป็นเจ้าเมืองปาตานี เจ้าชายบูดู ใครที่เชื่อมโยงกับตนเองก็ถูกกล่าวหา และยังมีการกล่าวหาว่าเราสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน ข้อความเหล่านั้นถูกขยายไปมากจนขยับไปถึงว่าเราสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน เราทำข่าวสามจังหวัดมาต่อเนื่องโดนไอโอมาตลอด เราจะรู้และเราจะมีลิสต์ของตัวเองเพจไหนบ้างที่เป็นไอโอที่เราคุ้นเคย แต่ครั้งนี้มีไอโอจากเพจอื่นด้วย และถูกพัฒนาไปเป็นเรื่องของคนที่อยู่นอกพื้นที่ มีอินฟลูเอนเซอร์ที่มีตัวตนนำไปขยาย มีสื่อสำนักข่าวไปออกข่าวต่อ ทำให้พัฒนาการของข่าวปลอมหรือข่าวที่บิดเบือนใส่ร้ายเราเป็นเรื่องจริง
นางสาวฐปณีย์ยังกล่าวขอบคุณสมาคมนักข่าวที่ออกแถลงการณ์ออกมา ส่วนตัวเราไม่อยากปล่อยผ่านก็มีการยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กเพราะกระทบสันติภาพชายแดนใต้แต่กลับกลายเป็นว่าหลังยื่นหนังสือข้อความไอโอเพิ่มมากขึ้น จนวันที่ 18 เมษายน จึงปรึกษาตำรวจไซเบอร์ ได้คำแนะนำให้แจ้งความหมิ่นประมาท จะได้มีกระบวนการต่อไป และตนเองส่งอีเมลไปยังเฟซบุ๊ก ได้รับการติดต่อกลับมา เราก็ส่งข้อมูลที่ให้ตรวจสอบ และผ่านมา 1 เดือน เขายืนยันกลับมาได้ว่า 1 เพจที่มีตัวตน แต่อีก 9 เพจไม่มีตัวตน ต้องรอเฟซบุ๊กตรวจสอบ และเพจเหล่านั้นก็ยังโจมตีเราอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดก็เอาเราไปแขวนเรื่องสภาพจิตใจอีก ทั้งนี้ยังได้มีการยื่นไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนด้วย
นางสาวฐปณีย์ยังกล่าวถึงเรื่องสภาพจิตใจว่ารอบนี้เราค่อนข้างกังวล เพราะเรื่องที่ถูกกระจายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เราถูกลดความน่าเชื่อถือของการเป็นนักข่าว ถูกดิสเครดิต กลัวว่าจะไม่ได้ทำข่าวแบบที่เราเคยทำ ให้เราเกิดความไม่น่าเชื่อถือ คุณค่าของเราหายไป กังวลว่าเราจะเป็นนักข่าวต่อได้ไหม และยังกระทบในส่วนอื่น ๆ ด้วย เรามีสำนักข่าว กระทบความเชื่อมั่นของสำนักข่าวและกระทบด้านจิตใจตนเอง เมื่อเห็นปริมาณเยอะขึ้นไปกระทบคนอื่นด้วย จนกลายเป็นว่าเราไปพบนักจิตวิทยา เรามีคนที่มีตัวตนจริง ๆ มาถามเราว่าเราสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนเหรอ เราก็ตอบไปว่าเราทำข่าว ไม่ได้มีอะไร แต่เขากลับตอบว่าอย่าไปสนับสนุนเชียวนะ ไม่งั้นจะไม่เอาไว้ จึงรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตัวเองแล้ว แต่เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าตัวเราแล้ว จึงต้องไปพบนักจิตวิทยาเพื่อหาทางจัดการตัวเอง เพราะกระทบร้ายแรงและรุนแรงในครั้งนี้ เราไม่ควรปล่อยผ่านปฏิบัติการไอโอให้เกิดขึ้นและไปเกิดกับคนอื่น ๆ ด้วย
เมื่อถามถึงพัฒนาการของไอโอตั้งแต่ 10 ปีที่แล้วมาถึงตอนนี้ถือว่าก้าวกระโดดมาหรือไม่ นางสาวฐปณีย์กล่าวว่าปัจจุบันมีการใช้เอไอทำเป็นบทสนทนา บทสัมภาษณ์ ทำให้คนเชื่อได้ง่าย ทั้งการแสดงละคร บทละคร ไม่ใช่แค่ไอโอพุ่งเป้าที่ดิสเครดิตอย่างเดียว แต่คือการทำลายหรือฆ่าเราในทางวิชาชีพ เพราะมุ่งเป้าโจมตีชัดเจน มันร้ายแรงมาก เราเห็นโครงสร้างที่ทำแบบสมบูรณ์แบบขึ้นในระบบ จึงอยากให้มีการศึกษาจริงจัง เปิดออกมาให้เห็นชัดเจนว่ามีปฏิบัติการนี้ โดยมีตัวละครชัดเจนมาก อยากให้ไปศึกษาดู เริ่มต้นจากเพจไม่มีตัวตนจนไปถึงเพจที่มีตัวตน
สำหรับการพูดคุยครั้งนี้ ตนเองอยากให้สังคมได้เห็นว่าไอโอมีจริง และถูกใช้มาตั้งแต่สมัยสงครามเย็น และตั้งแต่เหตุการณ์ไทย-กัมพูชา ทำให้เห็นว่ารัฐอาจประสบความสำเร็จในการไอโอเรื่องสงคราม แต่กรณีของตนเอง อยากย้ำว่าไม่ใช่แค่กรณีของตัวเอง แต่อาจเกิดขึ้นกับทุกคน การสร้างความเกลียดชัง ทำร้ายป้ายสี ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อาจเกิดกับทุกคน ทำให้เกิดความขัดแย้งแตกแยก ตนเองก็ห่วงที่สุดคือเรื่องสามจังหวัดชายแดนใต้ ไม่อยากให้เรื่องนี้ถูกขยับไปเรื่องการแตกแยกอีก ไม่อยากให้ปล่อยผ่านกรณีการใช้ไอโอจนเกิดการลอยนวลพ้นผิด หรือยอมรับว่ากระบวนการนี้ถูกต้องจากค่านิยมเรื่องชาติจนกลายเป็นวิธีการที่รัฐนำมาใช้กับประชาชน
ส่วนคนที่มาแสดงความคิดเห็นจริง ๆ นั้น เราต้องกลับมาทบทวนว่าจะทำหน้าที่ของตัวเองอย่างไร คงต้องเริ่มทำอะไรใหม่ ๆ เริ่มนับหนึ่งใหม่ และพิสูจน์ว่าเรื่องที่ทำเป็นอย่างไร และสิ่งที่ตนเองแม้จิตใจจะแย่แต่จะยังเป็นนักข่าว ไม่เป็นอย่างอื่น จะพยายามกลับมาทำหน้าที่ของตัวเองให้ได้เร็วที่สุด ดีที่สุด แต่อย่างไรก็ตามต้องหยุดยั้งกระบวนการเหล่านี้ให้ได้ ควรมีการตรวจสอบ ทำรายงานออกมาและไปคุยกับแพลตฟอร์ม เพื่อเรียกร้องให้มีความรับผิดชอบด้วย
ภาพ: ธนทิพย์ เล้าสุทธิพงศ์

https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/1362048509450514




นักตกปลาหมึกอึ้ง ทอดแหริมหาดพัทยา ได้ปลาหมอคางดำมาอื้อ! หวั่นระบบนิเวศชายฝั่งภาคตะวันออกถูกทำลาย


ติ่งข่าว เวิร์คพอยท์
18 hours ago
·
นักตกปลาหมึกอึ้ง ทอดแหริมหาดพัทยา ได้ปลาหมอคางดำมาอื้อ! หวั่นระบบนิเวศชายฝั่งภาคตะวันออกถูกทำลาย
.
(14 พ.ค. 69) ผู้สื่อข่าว จ.ชลบุรีรายงาน ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “ตาร์ท ชาแนล” ซึ่งมียอดผู้ติดตามกว่า 2 หมื่นคน ได้โพสต์ข้อความพร้อมคลิปวิดีโอ หลังพบปลาหมอคางดำจำนวนมากบริเวณชายหาดพัทยา สร้างความแตกตื่นให้กับนักตกปลา นักตกหมึก รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มายืนมุงดูเหตุการณ์จำนวนมาก
.
โดยนายสตาร์ท อายุ 40 ปี เจ้าของคลิป เปิดเผยว่า ตนทำช่องคอนเทนต์เกี่ยวกับการตกปลาตามสถานที่ต่าง ๆ และมักมาตกหมึกบริเวณชายหาดพัทยาเป็นประจำ จนมีผู้ติดตามหลักหมื่นคน ล่าสุดได้รับแจ้งจากกลุ่มนักตกปลาด้วยกันว่า พบฝูงปลาหมอคางดำจำนวนมากบริเวณชายหาดพัทยา จึงทดลองทอดแหดู หวังช่วยกำจัดปลาหมอคางดำฝูงดังกล่าว
.
ปรากฏว่าในการทอดแหครั้งนี้ สามารถจับปลาหมอคางดำได้เป็นจำนวนมาก ทำให้ตนรู้สึกกังวลเกี่ยวกับระบบนิเวศทางทะเลของชายหาดพัทยา พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า ปลาชนิดดังกล่าวสามารถเข้ามาอาศัยอยู่ในน้ำทะเลได้อย่างไร
.
ทั้งนี้ยังอยากฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งลงพื้นตรวจสอบและหาแนวทางป้องกันอย่างจริงจัง เนื่องจากเกรงว่าปลาหมอคางดำอาจส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำท้องถิ่น ทั้งลูกปลาและลูกหมึก หากปล่อยให้แพร่พันธุ์จำนวนมาก อาจสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและอาชีพประมงชายฝั่งในอนาคต

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1603321195129665&set=a.534390525356076






https://x.com/Js_live2/status/2054729157062627575


 

บทความแสดงความคิดเห็นในหนังสือพิมพ์ New York Times ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การที่อิสราเอลใช้การข่มขืนและความรุนแรงทางเพศต่อชาวปาเลสไตน์ กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ แม้ว่าจะมีรายงานในลักษณะดังกล่าวเผยแพร่อยู่ทั่วไปมาก่อนที่บทความนี้จะถูกตีพิมพ์



Pipob Udomittipong
10 hours ago
·
Nicholas Kristof นักข่าวซึ่งได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ถึงสองครั้ง เขียนบทความที่เกิดจากการสัมภาษณ์ชายและหญิง รวมทั้งเด็ก 14 คนที่มีประสบการณ์ถูกละเมิดทางเพศ ระหว่างถูกคุมขังใน #อิสราเอล ลงพิมพ์ใน The New York Times ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค. 2569

เขาเขียนว่า “ในการสัมภาษณ์ที่สะเทือนใจ ชาวปาเลสไตน์ได้เล่าให้ผมฟังถึงรูปแบบความรุนแรงทางเพศที่แพร่หลายที่คนอิสราเอลกระทำต่อผู้ชาย ผู้หญิง และแม้แต่เด็ก (ชาวปาเลสไตน์) โดยผู้ก่อเหตุมีทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร ผู้ตั้งถิ่นฐาน พนักงานสอบสวนในหน่วยงานความมั่นคงภายในชินเบท และเหนือสิ่งอื่นใดคือผู้คุมเรือนจำ

ชายคนหนึ่งเล่าว่าถูกข่มขืนสามครั้งในวันเดียวในเรือนจำอิสราเอล ครั้งที่สามเกิดขึ้นหลังจากที่เขาพยายามประท้วง หญิงสาวคนหนึ่งเล่าว่า พัศดีเรือนจำจะเข้ามาในห้องขังช่วงเปลี่ยนกะ และถอดเสื้อผ้าของเธอจนเปลือยเปล่าแล้วทำร้ายเธอ

ผู้หญิงอีกคนหนึ่งบอกว่า เจ้าหน้าที่อิสราเอลเอารูปขณะที่เธอถูกข่มขืนมาให้ดู และเตือนว่าจะมีการเผยแพร่ภาพเหล่านี้ หากเธอไม่ให้ความร่วมมือกับหน่วยข่าวกรองอิสราเอล เด็กสามคนที่ถูกควบคุมตัวเล่าให้นิโคลัส คริสตอฟังว่า พวกเขาถูกล่วงละเมิดทางเพศเช่นกัน

การข่มขืนหลายครั้งเกิดขึ้นด้วยการใช้อุปกรณ์ รวมทั้งกระบองยาง นักข่าวอิสระคนหนึ่งเล่าว่า พัศดีเรือนจำจับเขาเปลื้องผ้า ถอดบ๊อกเซอร์ออก จากนั้นก็พยายามสอดกระบองยาง ซึ่งปรกติเอาไว้ทุบตีนักโทษ เข้าไปในทวารหนักของเขา “มันเจ็บมาก” เขาบอก จากนั้นพัศดีก็พากันหัวเราะเยาะเขา

“จากนั้นผมได้ยินใครบางคนพูดว่า ‘เอาแครอทมาให้หน่อยสิ’” ต่อมาพวกเขาก็ใช้แครอทแทนกระบองยาง “มันเจ็บปวดมาก” เขากล่าว “ผมสวดภาวนาขอให้ตายไปซะ” ระหว่างการทารุณทางเพศบางครั้ง มีการใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพไว้ด้วย

อิสราเอลควบคุมตัวชาวปาเลสไตน์กว่า 20,000 คนเฉพาะในเขตเวสต์แบงก์ นับตั้งแต่เหตุการณ์ 7 ตุลาคม และจนถึงเดือนนี้ยังมีชาวปาเลสไตน์กว่า 9,000 คนที่ยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ โดยไม่ถูกตั้งข้อหา แต่ถูกควบคุมตัวภายใต้เหตุผลด้านความมั่นคงที่ไม่ชัดเจน และส่วนใหญ่จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเหยี่ยมทั้งจากครอบครัว จนท.สภากาชาด และทนายความ ถูกขังลืม

บทความของนักเขียนใหญ่อย่างนิโคลัส คริสตอฟ ทำให้ “ไอโอยิว” ทำงานอย่างหนัก เพื่อตอบโต้เขา เริ่มจากการปล่อยข่าวว่า กองบก. NYT เตรียมจะถอดบทความของเขา เพราะมีข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ

ทำให้โฆษกของ NYT ต้องออกมาแถลงปฏิเสธข่าว และยืนยันว่า “นิโคลัส คริสตอฟ เป็นนักข่าวที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ถึงสองครั้ง และรายงานความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นมามานานหลายทศวรรษ และได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในนักข่าวภาคสนามที่ดีที่สุดในโลกที่บันทึกและเป็นพยานถึงการล่วงละเมิดทางเพศที่ผู้หญิงและผู้ชายในเขตสงครามและความขัดแย้ง”

เมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล ทางการอิสราเอลก็เปิดตัวรายงาน คราวนี้เป็นการเปิดโปงการละเมิดทางเพศของกลุ่มฮามาสที่กระทำต่อตัวประกันชาวอิสราเอลหลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคมบ้าง โดยอ้างว่าจัดทำขึ้นมาจาก “การสัมภาษณ์มากกว่า 400 ครั้ง ภาพถ่ายและวิดีโอมากกว่า 10,000 ชิ้น และการวิเคราะห์ภาพประมาณ 2,000 ชั่วโมง”

แต่ระบุว่าข้อมูลทั้งหมดต้องถูกปิดเป็นความลับ ไม่ให้สาธารณชนตรวจสอบได้ พูดง่าย ๆ สำนักข่าว AP, BBC, CNN และ NYT ที่ต่างรายงานข่าวรายงานของอิสราเอลอย่างกว้างขวาง ไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลการสัมภาษณ์เหล่านั้นได้เลย อิสราเอลเขียนมายังไง ก็รายงานไปอย่างนั้น

ที่สำคัญเมื่อปีที่แล้ว ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยความรุนแรงทางเพศที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ได้ขออนุญาตจากทางการอิสราเอล เพื่อเข้าไปสอบสวนข้อกล่าวหาอาชญากรรมของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม และการทำร้ายตัวประกัน แต่ทางอิสราเอลปฏิเสธคำขอของเธอ และไม่ยอมให้เข้าถึงเรือนจำในอิสราเอล เพราะกลัวว่า UN จะเข้าไปสอบสวนการละเมิดโดยกองทัพอิสราเอลด้วย
https://www.nytimes.com/.../israel-palestinians-sexual...
.....

Pipob Udomittipong
อย่าว่าแต่คนปาเลสไตน์เลย คนงานไทยที่ทำงานภาคเกษตรกรรมในอิสราเอล เคยให้สัมภาษณ์ว่าถูกละเมิดทางเพศทุกคน ในรายงานที่ถูกนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภาด้านแรงงานต่างชาติของอิสราเอล เมื่อไม่กี่ปีก่อน
https://www.middleeastmonitor.com/20211020-every-thai.../

https://www.facebook.com/photo?fbid=10164136527931649&set=a.10150096728651649




https://www.instagram.com/reel/DYUc9UQgi9J/



กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานอิสรเอลบุกเข้าไปในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง เพื่อไปปล้นแกะของชาวปาเลสไตน์ไปหลายร้อยตัว และยังทำร้ายชาวบ้านด้วย ทหารอิสราเอลเข้าไปพร้อมกับกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานเหล่านี้ แต่แทนที่จะห้ามปราม กลับให้ความคุ้มครองกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานให้ปล้นสะดมได้ตามอำเภอใจ และยังยิงปืนใส่วัยรุ่นชาวปาเลสไตน์คนหนึ่งจนเสียชีวิต 😡

 
https://www.facebook.com/reel/1534951991668980
.....

ตามรายงานของนายกเทศมนตรีเมืองและกลุ่มสิทธิมนุษยชนอิสราเอล บีทีเซเลม วัยรุ่นชาวปาเลสไตน์คนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิตโดยผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง ต่อหน้ากองทัพอิสราเอลเมื่อเช้าวันพุธ พยานผู้เห็นเหตุการณ์บอกกับซีเอ็นเอ็นว่า กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานขับรถเข้าไปในเมืองจิลิยาและซินจิลเมื่อเช้าวันพุธ ขโมยแกะไปหลายร้อยตัว พร้อมทั้งทำร้ายชาวบ้าน


กองทัพอิสราเอลกล่าวว่ากำลังตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว และรับทราบรายงานเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "ผู้ต้องสงสัย" ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่กล่าวอ้างว่าเป็นชาวปาเลสไตน์ที่ขโมยปศุสัตว์จากด่านหน้าผิดกฎหมายนั้น เจเรมี ไดมอนด์ ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็นรายงาน
.....

Pipob Udomittipong
17 hours ago
·
กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานอิสรเอลบุกเข้าไปในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง เพื่อไปปล้นแกะของชาวปาเลสไตน์ไปหลายร้อยตัว และยังทำร้ายชาวบ้านด้วย ทหารอิสราเอลเข้าไปพร้อมกับกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานเหล่านี้ แต่แทนที่จะห้ามปราม กลับให้ความคุ้มครองกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานให้ปล้นสะดมได้ตามอำเภอใจ และยังยิงปืนใส่วัยรุ่นชาวปาเลสไตน์คนหนึ่งจนเสียชีวิต





https://x.com/AJEnglish/status/2054983398209544420



HRW เรียกร้องให้มีมาตรการคุ้มครองแรงงาน “Gig workers” เพราะในช่วงระหว่างปี 2016 ถึง 2020 การทำงานผ่าน “แพลตฟอร์ม” มีการเติบโตสูงถึงร้อยละ 90 ทว่ามาตรการคุ้มครองแรงงานสำหรับคนทำงานกลุ่มนี้กลับยังก้าวตามไม่ทัน







https://x.com/hrw/status/2054665091878941039

มีการประเมินว่างานแบบ “งานชั่วคราว” หรือ “งานบนแพลตฟอร์ม” เติบโตขึ้นถึง 90 เปอร์เซ็นต์ระหว่างปี 2016 ถึง 2020 แต่การคุ้มครองแรงงานสำหรับคนทำงานเหล่านี้กลับไม่ทันการณ์

ในรายงานฉบับใหม่ องค์กรสิทธิมนุษยชนฮิวแมนไรท์วอทช์ (HRW) ได้บันทึกประสบการณ์ของคนทำงานบนแพลฟอร์มใน 9 ประเทศ และเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ นำมาตรฐานที่เข้มแข็งมาใช้เพื่อคุ้มครองแรงงาน ⤵️

รายงานนี้มีชื่อว่า “Algorithms of Exploitation: Rights Abuses in the Gig Economy and the Global Fight for Change” ซึ่งเผยแพร่โดย HRW เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2026

รายงานฉบับนี้เน้นย้ำถึงช่องว่างที่สำคัญ: ในขณะที่เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม—ซึ่งขับเคลื่อนโดยแอปพลิเคชันสำหรับการจัดส่ง การเรียกรถ และงานฟรีแลนซ์—เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว กรอบกฎหมายที่ควบคุมเศรษฐกิจนี้ยังคงยึดติดอยู่กับแบบจำลองแรงงานในศตวรรษที่ 20 เป็นส่วนใหญ่

ข้อค้นพบสำคัญจาก 9 ประเทศ

งานวิจัยของ HRW มุ่งเน้นไปที่แรงงานในอินเดีย เคนยา คูเวต เลบานอน เม็กซิโก ปากีสถาน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และสหราชอาณาจักร ในตลาดที่หลากหลายเหล่านี้ มีการบันทึกการละเมิดที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอหลายประการ ได้แก่:

ความไม่มั่นคงทางการเงิน: แรงงานจำนวนมากรายงานว่าค่าจ้างลดลงและไม่แน่นอน แม้จะทำงานเป็นเวลานาน รายได้มักต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำในท้องถิ่นหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษายานพาหนะ และค่าข้อมูล

การจัดการด้วยอัลกอริทึม: แพลตฟอร์มใช้ "กล่องดำ" อัลกอริทึมในการมอบหมายงานและกำหนดค่าจ้าง แรงงานมักไม่มีความโปร่งใสเกี่ยวกับวิธีการตัดสินใจเหล่านี้ หรือวิธีการโต้แย้ง "การปิดใช้งาน" โดยอัตโนมัติ (เทียบเท่ากับการถูกไล่ออกในงานจ้างชั่วคราว)

การโยกย้ายความเสี่ยง: บริษัทต่างๆ มักจัดประเภทแรงงานเป็น "ผู้รับเหมาอิสระ" ซึ่งทำให้แพลตฟอร์มหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าประกันสังคม ประกันสุขภาพ หรือค่าอุปกรณ์ ซึ่งเป็นการโยกย้ายต้นทุนทั้งหมดของธุรกิจไปยังตัวบุคคล

ความปลอดภัยทางกายภาพ: ในประเทศต่างๆ เช่น สหราชอาณาจักรและเม็กซิโก พนักงานส่งของรายงานว่าตกเป็นเหยื่อของการถูกทำร้ายหรืออุบัติเหตุทางถนนขณะปฏิบัติงาน และพบว่าแพลตฟอร์มต่างๆ ให้การสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลหรือรายได้ที่สูญเสียไปน้อยมากหรือไม่มีเลย

การเติบโตทั่วโลกเทียบกับการคุ้มครอง

รายงานฉบับนี้เน้นย้ำถึงความเหลื่อมล้ำอย่างมากระหว่างขนาดของแรงงานกลุ่มนี้กับการคุ้มครองที่พวกเขาได้รับ:

ข้อเรียกร้องให้ดำเนินการ

HRW เรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนสนธิสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่มีผลผูกพันเกี่ยวกับการทำงานบนแพลตฟอร์ม โดยกำหนดการเจรจาไว้ในเดือนมิถุนายน 2026 ข้อเสนอแนะหลักของพวกเขารวมถึง:

การสันนิษฐานว่าเป็นลูกจ้าง: แรงงานควรได้รับการพิจารณาว่าเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย เว้นแต่บริษัทจะพิสูจน์ได้ว่าพวกเขาเป็นอิสระอย่างแท้จริง

ความโปร่งใสของอัลกอริทึม: แพลตฟอร์มต้องอธิบายวิธีการคำนวณค่าจ้างและอนุญาตให้แรงงานอุทธรณ์การตัดสินใจอัตโนมัติ

การคุ้มครองทางสังคมอย่างทั่วถึง: การรับรองว่าแรงงานทุกคนสามารถเข้าถึงการลาป่วย ค่าชดเชยการบาดเจ็บ และสิทธิประโยชน์การเกษียณอายุ โดยไม่คำนึงถึงสถานะของพวกเขา

การเจรจาต่อรองร่วม: การปกป้องสิทธิของแรงงานอิสระในการรวมตัวเป็นสหภาพและเจรจาต่อรองโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกแอปปิดกั้น

"บริษัทแพลตฟอร์มได้สร้างโมเดลธุรกิจที่หลีกเลี่ยงการคุ้มครองแรงงานและผลักภาระความเสี่ยงและต้นทุนไปให้คนงาน การตัดสินใจของรัฐบาลในตอนนี้จะกำหนดอนาคตของการทำงานของคนนับล้าน"

— เลนา ซิเมต ที่ปรึกษาอาวุโสด้านความยุติธรรมทางเศรษฐกิจของ HRW




ศึกดวลการจับมือ ระหว่างทรัมป์ กับ สี "แรงดึงของทรัมป์" ปะทะ "แรงบีบของสี" ใครชนะ ?







https://x.com/RT_com/status/2054755951853420872

ศึกดวลการจับมือ

ทรัมป์งัดท่าไม้ตายประจำตัวอย่าง "การดึงมือเข้าหาตัว" ออกมาใช้ ทว่ากลับถูก "สี" ต้านทานไว้ได้

และผู้ชนะก็คือ...
.....

"การดึงสไตล์ทรัมป์" ปะทะ "การจับสไตล์สี"

ฟังดูราวกับฉากหนึ่งที่หลุดออกมาจากศึกมวยรุ่นยักษ์แห่งเวทีภูมิรัฐศาสตร์เลยทีเดียว! ภาพการปะทะกันระหว่าง "การดึงสไตล์ทรัมป์" (Trump Tug) กับ "การจับสไตล์สี" (Xi Grip) นั้น ถือเป็นช่วงเวลาที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านภาษากายต่างเฝ้ารอที่จะได้วิเคราะห์กันมานานหลายปี

แม้ว่าจะยังไม่มีการ "ตัดสินอย่างเป็นทางการ" ถึงผลแพ้ชนะของการดวลจับมือครั้งล่าสุดในปี 2026 แต่เราสามารถวิเคราะห์ "ข้อมูลเชิงลึก" (Tale of the Tape) โดยอ้างอิงจากสไตล์การจับมือในอดีตของทั้งคู่ได้ดังนี้:


สไตล์ "ดึงแล้วตบ" ของทรัมป์

เป็นการดึงมือคู่สนทนาเข้าหาตัวอย่างกะทันหัน ซึ่งมักตามมาด้วยการตบเบาๆ แต่หนักแน่นสองสามครั้งลงบนหลังมือของอีกฝ่าย

มีจุดประสงค์เพื่อแสดงออกถึงความเหนือกว่าทางร่างกาย และเพื่อเข้าควบคุม "พื้นที่" ในการเผชิญหน้ากัน

สไตล์ "สมอเรือผู้มั่นคง" ของสี

เป็นการจับมือที่ทำขึ้นอย่างจงใจและสมดุลกันทั้งสองฝ่าย โดยมาพร้อมกับสีหน้าท่าทางที่เป็นกลาง และมีการขยับแขนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เป็นการแสดงออกถึงความมั่นคงไม่สั่นคลอน ความสุขุมเยือกเย็น และการมี "สถานะที่ทัดเทียมกัน" ผ่านความนิ่งสงบ

เมื่อทั้งสองสไตล์นี้มาปะทะกัน โดยปกติแล้ว "ผู้ชนะ" จะถูกตัดสินด้วยเกณฑ์ดังต่อไปนี้:

ระยะชิงความได้เปรียบ (The Leverage Phase): หากการ "ดึง" ประสบความสำเร็จจนทำให้อีกฝ่ายเสียการทรงตัว นั่นจะส่งสัญญาณให้เห็นถึงการเปลี่ยนขั้วอำนาจ อย่างไรก็ตาม ผู้นำระดับโลกในยุคปัจจุบันต่างได้รับข้อมูลเตรียมพร้อมรับมือกับท่าไม้ตายนี้มาเป็นอย่างดีแล้ว

การต้านทานกลับ (The Counter-Resistance): โดยปกติแล้ว สี จิ้นผิง จะใช้เทคนิคการ "ยันตัวรับ" (Bracing) ด้วยการยืนหยัดอย่างมั่นคงและล็อกข้อศอกไว้ที่มุม 90 องศา เพื่อป้องกันไม่ให้แรง "กระชาก" นั้นส่งผลให้ร่างกายส่วนลำตัวของเขาขยับตามไปได้

บทสรุปทางภาพลักษณ์ (The Optical Finish): โดยทั่วไปแล้ว "ผู้ชนะ" มักจะเป็นฝ่ายที่ดูผ่อนคลายและสบายตัวที่สุด หากทรัมป์ออกแรงดึงแต่อีกฝ่ายกลับไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย นั่นจะทำให้การดึงของทรัมป์ดูเหมือนเป็นความพยายามที่สูญเปล่า และหาก สี จิ้นผิง ยังคงทำสีหน้าเรียบเฉยดุจหินผาในขณะที่ถูกดึงตัว เขาจะถือเป็นผู้ชนะในแง่ของ "ความนิ่งสงบ" หรือความเท่เหนือชั้น

บทสรุปคำตัดสิน?

ในโลกของการทูตที่มีเดิมพันสูงลิ่ว ผลเสมอหรือการเสมอกัน มักถูกมองว่าเป็นชัยชนะของฝ่ายที่ถูก "ดึง" เข้าหาตัวเสียมากกว่า เพราะหากท่าไม้ตายประจำตัวถูกรับมือและทำให้ไร้ผลลงได้แล้วล่ะก็ "ท่าแสดงอำนาจ" นั้นก็จะสูญเสียความขลังและพลังอำนาจของมันไปในทันที

เคล็ดลับระดับมือโปร: ให้สังเกตที่หัวไหล่ของทั้งคู่ คนแรกที่หัวไหล่เริ่มเอียงต่ำลงหรือโน้มตัวไปข้างหน้า คือผู้ที่ถือว่า "พ่ายแพ้" ในศึกชักเย่อทางร่างกายครั้งนี้ในทางเทคนิค



ชาวภูเก็ตสุดงง! เด็กต่างชาติพยายามปีนปลดธงชาติไทย? คาดกันว่าเป็นเด็กชาวอิสราเอล (สังเกตจากการสวมหมวก "คิปปา" ตามธรรมเนียมยิว) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีกระแสความกังวลเกี่ยวกับชาวอิสราเอลที่เข้ามาพำนักในไทย รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดการตั้งคำถามในเชิงลบจากชาวเน็ตบางส่วนเกี่ยวกับพฤติกรรมดังกล่าว


ชาวภูเก็ตสุดงง! เด็กต่างชาติพยายามปีนปลดธงชาติไทย? | เข้มข่าวค่ำ | 11 พ.ค. 69

PPTV HD 36

May 11, 2026 #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #ภูเก็ต #PPTVHD36

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย ได้ออกประกาศเตือนชาวอิสราเอลในจังหวัดภูเก็ต ให้ “เคารพกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด” หลังจากที่พบการฝ่าฝืนการพำนักอยู่ในประเทศไทยเกินกว่ากำหนด การทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีพฤติกรรมหลายๆที่ไม่เหมาะสม ล่าสุด ได้เกิดอีกประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ หลังหนุ่มภูเก็ตโพสต์คลิปวิดีโอ ขณะที่เด็กชาวต่างชาติ 2 คน พยายามจะขึ้นเก้าอี้ ปีนเสาไปทำอะไรบางอย่างกับธงชาติไทย ไปชมคลิป

https://www.youtube.com/watch?v=jf3vyirHwqE