วันเสาร์, ตุลาคม 03, 2569

สส.หญิง ภูมิใจไทยชัยภูมิ กำลังดังอีกคน หลังต่อคำเฟี้ยวๆ ใส่ ‘ไอ๊ซ์’ รักชนก ก็ปรากฏว่าข้อมูลสามีจีนรวยถูกค้นพบ โยงเป็นใยแมลงมุมกับหลายจีนเทาที่ต้องโทษ

กำลังดังอีกคน สส.หญิง ภูมิใจไทย จังหวัดชัยภูมิ ถูก ‘โรม’ พาดพิง ว่าสามีน่าสงสัยจะ ‘เทาจีน’ เพราะทำให้กระเป๋าเงิน สุชาดา แทนทรัพย์ ตุงกว่า ๑,๙๐๐ ล้านบาท ทั้งที่แจ้งในรายงานถึง ปปช.ว่านายไทหยาง ซาง มีรายได้เป็นศูนย์

แล้วส่วนใหญ่ของทรัพย์สิน สส.ไอเดีย ๑,๔๐๐ กว่าล้าน เป็นเงินหนี้ให้กู้ ซึ่งอดีต สส.ปชป.ศิริโชค โสภา ตั้งข้อสังเกตุว่า สิ่งที่สงสัยคือ ชายอายุประมาณ ๒๔ - ๒๕ ปี เอาเงิน ๑,๔๔๐ ล้านบาท มาจากไหนเพื่อปล่อยกู้ให้ 3AC (Three Arrows Capital LTD.)

เขาสืบประวัตินายไทหยางต่อจนพบว่า “เขาไม่ใช่โนเนมในโลกคริปโต แต่คือผู้ก่อตั้งบริษัท Ren Protocol ซึ่งมีประวัติเชื่อมโยงกับธุรกิจคริปโตอีกหลายแห่ง” แล้วยังร่วมก่อตั้ง Virgil Capital มี Stefan Qin เป็นหนึ่งในผู้ดูแล

ซึ่งต่อมา รับสารภาพในความผิดฐานฉ้อโกงหลักทรัพย์ในสหรัฐฯ และถูกศาลพิพากษาจำคุก ๗ ปีครึ่ง” แล้วเมื่อบริษัท 3AC ล้มละลาย Su Zhu ผู้ก่อตั้งบริษัท ก็ถูกจับที่สนามบินและถูกตัดสินจำคุก ๔ เดือน ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล

ทำให้สามารถมองเห็นว่านายไทหยางรายล้อมด้วยเพื่อนร่วมธุรกิจ ที่ถูกพิพากษาความผิดทางด้านการเงินทั้งนั้น ชวนให้ตั้งข้อสงสัยเช่นเดียวกับรังสิมันต์ โรม อภิปราย ว่าเขาเป็นทุนจีนเทา-สแกมเมอร์หรือเปล่านะ เป็นเหตุให้ สส.ไอเดียยื่นฟ้องโรมว่ากล่าวเท็จ

พร้อมทั้งเธอแก้ต่างแทนสามีว่า เขาเป็นคนดี “ถ้าไม่ใช่คนดี คงไม่แต่งงานด้วย” จากนั้นก็ไปขู่ศิริโชคว่า ข้อมูลที่เอามาเปิด มาจากไหนกัน “แต่หากตรวจสอบพบภายหลังว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ตนจะดำเนินการฟ้องร้องกลับอย่างแน่นอน”

อีกทั้ง ‘ไอเดีย’ ยังแสดงความเฟี้ยวเขียนโต้ รักชนก ศรีนอก ที่บอกว่าเธอมีสามีรวยผิดปกติ ซึ่งเป็นชาวจีนอายุยังน้อยด้วย ว่า ‘ไอ๊ซ์’ เองสรวมสร้อยหรู มีผู้ชายให้ เขาเป็นสามีหรือเปล่า เหมือนกับเอาเรื่องส่วนตัวมาชกใต้เข็มขัด

อาจจะเป็นเพราะเธอเหวี่ยงใส่ใครๆ ที่ตั้งข้อเกตุ แบบไม่ฟังอีร้าค่าอีรม เลยมีการค้นพบข้อมูล การรวยของสามีและเธออย่างค่อนข้างละเอียดอีกมากมาย ล้วนแต่โยงใยทุนจีนเทา หลายรายโดนคดีไปแล้ว บ้างเจอคุกสี่ซ้าห้าปี

ซ้ำยังมีข้อมูลการพัวพันกัน ตามออกมาอีกเรื่อยๆ

(https://www.facebook.com/sirichoksopha/posts/RHLz4Kxrqd7R, https://www.facebook.com/thestandardth/posts/5aTnUdZYt611 และ https://www.facebook.com/permalink.php100063493129264) 

รู้แล้วใช่ไหมว่าทำไมพรรคภูมิใจไทยถึงต้องขึ้นป้าย 44 เพราะถ้า สส.พรรคก้าวไกล 44 คน ถูกตัดสิทธิตลอดชีวิต ระบอบสีน้ำเงินก็จะกินรวบประเทศไทยง่ายขึ้น รวมทั้งจะตัดสินคนที่จะตัดสินคดีดังกล่าวด้วย

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/28853211914318940?

Thanapol Eawsakul
7 hours ago ·

รู้แล้วใช่ไหมว่าทำไมพรรคภูมิใจไทยถึงต้องขึ้นป้าย 44
เพราะถ้า สส.พรรคก้าวไกล 44 คน ถูกตัดสิทธิตลอดชีวิต
ระบอบสีน้ำเงินก็จะกินรวบประเทศไทยง่ายขึ้น
........
ถ้าจำกันได้ในการอภิปรายงบประมาณ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมามี “สงครามป้าย”
ที่มีผู้อธิบายว่าเป็น
สงครามสัญญะทางการเมือง เมื่อพรรคการเมืองไม่ต้องพูดเป็นประโยค แต่ใช้ตัวเลขเป็นอาวุธ !! #Semiotics
#พรรคประชาชน แสดงเลข 229 พร้อมพื้นหลังสีน้ำเงิน แสดงถึงคดีฮั้ว สว. ที่มีคนในฝ่ายรัฐบาลเกี่ยวข้อง 229 คน
#พรรคภูมิใจไทย สวนกลับด้วยเลข 44 พร้อมพื้นหลังสีส้ม สื่อถึง 44 สส.ก้าวไกลเสนอแก้ไข ม.112 ก่อนต่อด้วยเลข 143 ขอบคุณ 143 สส.พรรคประชาชน โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ สมัยแรก
#พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งป้ายเด่นชัด 7-157 หมายถึง 7 กกต. ที่อาจโดนคดี ม.157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หากไม่สั่งฟ้องในคดีฮั้ว สว. หลังนัดลงมติในสัปดาห์หน้า
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid024nhj3j4vJRJMmxhbEspqPGc9sN7FFfDfoy6t3Tf2cbaeSmctYsVejKnbphtBR8PBl&id=61578612737633
กล่าวเฉพาะป้ายสีน้ำเงิน 299 ของพรรคประชาชน นั้นจะหมายถึงคดีโกงสว 299 คนที่เดือดร้อนที่สุดคือพรรคภูมิใจไทยที่มีทั้ง ครูใหญ่ กรรมการบริหารพรรค สส.และ สว.สีน้ำเงินรวมอยู่ด้วยนับ 100 คน
ขณะที่พรรคภูมิใจไทยก็โต้กลับด้วยป้ายสีส้มพร้อมตัวเลข 44 อันจะหมายถึงคดี 44 สส. พรรคก้าวไกลที่ลงชื่อแก้มาตรา 112 ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ให้ยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคมารอบหนึ่งแล้ว
หลังจากนั้นก็มีการร้องไปยัง ปปช. ให้ยื่น ต่อศาลฎีกาเพื่อให้สิทธิ์ตลอดชีวิต 44 สส. ที่ลงชื่อแก้ไขมาตรา 112
เจตนาที่ชัดเจนของ ของพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ต้นก็คือลุ้นว่า ศาลฎีกาจะเป็นเครื่องมือในการประหารนักการเมืองพรรคประชาชนในเวลานี้ และแน่นอนว่า จะเป็นผลดีต่อ “ระบอบสีน้ำเงิน”
ถึงแม้ว่าปปช. จะส่งให้ศาลฎีกาไปแล้วแต่มติของศาลฎีกาเมื่อวันที่ 24 เมษายน2569 แม้จะรับคำร้อง
แต่ก็ยังไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ 10 สส. พรรคประชาชน
แต่คดีก็ยังดำเนินการต่อไปโดยคาดว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการภายในกลางปี 2570
ถ้าเราลองมาสำรวจ 10 รายชื่อ สส. พรรคประชาชนนั้นประกอบด้วย
1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
2.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล
3.นายรังสิมันต์ โรม
4.นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง
5.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล
6.นายณัฐวุฒิ บัวประทุม
7.นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
8.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์
9.นายธีรัจชัย พันธุมาศ
10.นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร
แน่นอนว่า ใน 10 คนน้นมีบทบาทต่างกันไป
ผมขอยก มา 2 ตัวอย่าง
ลองคิดดูสิครับว่าถ้าศิริกัญญา ตันสกุล ถูกยุติปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569
หรือถูกตัดสิทธิลงสมัคร สส.ตลอดชีวิตเราก็คงไม่เห็น ใครจะ “รู้ทัน” การคอรัปชั่นงบประมาณ ของระบอบสีน้ำเงิน
ตัวอย่างแต่การเปิดเอกสารใบเดียวในโครงการเงินกู้ 4 แสนล้าน รัฐบาลก็ร้อง “ถอยดีกว่า”
มท.เบรกด่วน! โครงการจากเงินกู้ 4 แสนล้าน หลังฝ่ายค้านแฉสอดไส้
https://www.nationtv.tv/news/politics/378980085
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1525444282961593&set=a.617861467053217
หรือถ้ารังสิมันต์ โรม ถูกยุติปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569
หรือถูกตัดสิทธิลงสมัคร สส.ตลอดชีวิต
เราก็คงไม่เห็น
บทบาทการตรวตสอบทุจริตต่าง ๆที่เป็นข่าวในตอนนี้
ไม่ว่าจะเป็น
ทุจริตสอบท้องถิ่น ที่โยงไปถึง “คนบนหัว” อนุทิน ชาญวีรกุล
ไทยเอไอ พาสปอต
ทุนเทาต่าง ๆ
สินบน 40 ลานของไชยชนก ชิดชอบ
ฯลฯ
รวมถึงฉากเมื่อวานที่เป็น “น้ำจิ้ม” ของการแฉขบวนการเครือข่ายสีเทาที่มีสามีของ สส .พรรคภูมิใจไทย เกี่ยวข้องด้วย
เรื่องนี้ร้ายแรงขนาดไหน
ร้ายแรงขนาดที่คนอย่างอนุทิน ชาญวีรกุลเมื่อได้ได้ยินชื่อ รังสิมันต์ โรม เพื่อจะสอบถามเรื่องดังกล่าวก็เดินหนีไปเรื่อยๆ
ยิ้มอ่อน! "นายกฯ อนุทิน" เดินหนีสื่อหลังนักข่าวถามเรื่อง "รังสิมันต์ โรม"
ขอให้ตรวจสอบ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย "อาจมีสามีเกี่ยวโยงสแกมเมอร์เป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศ"
https://www.facebook.com/reel/1784486616031740
การตัดสินคดี 44 สส. ไม่เพียงแต่จะเป็นการตัดสินอนาคตทางการเมืองของ 44 สส. พรรคก้าวไกลเท่านั้น
แต่จะตัดสินอนาคต ระบอบสีน้ำเงินด้วยเช่นกันว่าจะจะกินรวบประเทศไทยง่ายขึ้น
รวมทั้งจะตัดสินคนที่จะตัดสินคดีดังกล่าวด้วย




‘อดีตนายกฯ อานันท์’ ปลุกสติ ชี้สังคมตอนนี้น่าเศร้า ถึงเวลาปรับความคิด เริ่มจากแสวงหา ‘ธรรมาภิบาล’ เป็นศูนย์กลาง เชื่อ ประชาธิปไตยจะตามมาเอง


Matichon Online - มติชนออนไลน์

16 hours ago ·

"ชีวิตผมมีทั้งลงเหว และขึ้นสูงสุดยอดเขา แต่ผมเป็นคนไม่ยึดติดกับอะไร เป็นคนปล่อยวางได้ สิ่งอะไรที่ดีเกิดขึ้นในชีวิต ก็น้อมรับด้วยความขอบคุณ สิ่งที่ไม่เป็นธรรมในชีวิต ก็ยอมรับความจริง แต่การดำรงชีวิตนั้นเราอยู่กับปัจจุบัน เราไม่ได้อยู่กับสิ่งที่ดีงามหรือชั่วร้ายในอดีต เราอยู่กับความจริงในปัจจุบัน เพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต
.
แต่ถ้าสังคมไทย ฟังง่ายๆ ฟังไม่รู้เรื่อง และตัดสินใจเร็ว ที่ผมพูดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมกลายเป็นคนเข้าข้าง ให้ท้ายเด็ก หรือนำสังคมไทยไปในทางที่ผิด ต่อให้ทัวร์ลง ผมก็ไม่หวั่นไหวอะไร หากสังคมมองผมเป็นตัวร้าย เมื่อพูดความจริงของสังคมอย่างเปิดเผย ถ้าจะกลายเป็นตัวร้าย ตัวมาร ก็ช่วยไม่ได้
.
แต่ถึงวันหนึ่งก็อยากขอให้ท่านกลับมาฟังผมพูดอีกครั้ง มาช่วยพิจารณาใหม่ ว่าที่ผมพูดนั้นเป็น มันผิดหรือ มันไม่จริงหรือ มันทำให้ประเทศชาติดีขึ้นไหม ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องตื่นตัว ปรับความคิดใหม่ ไม่ใช่เพื่อเอาใจผม หรือเอาใจเด็ก จะต้องปรับความคิดในเรื่องสิทธิมนุษยชน ปรับความคิดในเรื่อง คุณค่าของการอยู่ร่วมกัน โดยไม่ประหัดประหาร คุณค่าของความสามัคคี และความเข้าใจอันดีซึ่งกันและกัน
.
หลายสิ่งที่สังคมพูด คนนั้นเป็นน้ำเงิน ฟ้า เหลือง มันกลายเป็นเรื่องตลกทั้งหมดเป็น 'อนุรักษนิยม' ตนฟังแล้วขำในใจ อนุรักษนิยมเมืองไทยไม่มี ที่มีคือ 'อำนาจนิยม' อย่าปนกัน
ดังนั้น เราต้องนั่งทบทวนตัวเอง สิ่งที่เราคิดและเชื่อถือในอดีตนั้นมันจริงไหม เราจะอาศัยใครเป็นตัวชี้นำ สื่อไม่ต้องพูดถึงแล้ว เพราะเป็นกระบอกเสียงให้นายทุน
.
ผมเคยอ่านหนังสือพิมพ์บางฉบับตลอดเวลาแต่ปรากฏว่า ผู้ผลิตหนังสือพิมพ์นั้นเกือบจะล่มจมแล้ว เพราะคนไม่อ่านหนังสือพิมพ์ คนดูแต่อินเตอร์เน็ต หนังสือก็ไม่ค่อยอ่านกันแล้ว คือดูแล้วภาพสังคมตอนนี้ มันน่าเศร้า ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะมีทางออกต่อไปอย่างไร
แต่อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่หมดความหวัง ผมอายุ 94 แล้ว ตั้งใจจะหยุดพูด แต่หากพูดแล้วทำให้คนตั้งสติได้ และมองประเทศตามความเป็นจริง ได้แค่นั้นผมก็พอใจแล้ว
.
อานันท์ ปันยารชุน
อดีตนายกรัฐมนตรี
กล่าวในงานเปิดตัวหนังสือ ‘หงส์ลายมังกร: อานันท์ ปันยารชุน‘
ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ
1 ตุลาคม 2569
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1585510846953880&set=a.362641849240792
อ่านต่อ - https://www.matichon.co.th/prachachuen/book/news_5915463

‘อดีตนายกฯ อานันท์’ ปลุกสติ ชี้สังคมตอนนี้น่าเศร้า ถึงเวลาปรับความคิด เริ่มจากแสวงหา ‘ธรรมาภิบาล’ เป็นศูนย์กลาง เชื่อ ประชาธิปไตยจะตามมาเอง

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ มีการเปิดตัวหนังสือ ‘หงส์ลายมังกร: อานันท์ ปันยารชุน’ หนังสือชีวประวัติของ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย เขียนโดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย นักเขียนและอดีตนักข่าวอาวุโส.

บรรยากาศเวลา 16.00 น. แขกผู้มีเกียรติตลอดจนบุคคลสำคัญในแวดวงการเมือง การทูต และภาคธุรกิจหลั่งไหลเข้าร่วมงานคับคั่ง อาทิ

นายอาสา สารสิน อดีตราชเลขาธิการ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ, รศ.ดร.โคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล, นายสมปรารถนา คล้ายวิเชียร รองกรรมการผู้จัดการสายเทคโนโลยีและดิจิทัลมีเดีย, น.ส.ดิษนีย์ นาคเจริญ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์คอนเทนต์และพัฒนาธุรกิจ, นายมณฑล ประภากรเกียรติ ผู้อำนวยการสำนักพิมพ์มติชน, นางสาวนรินี เรืองหนู นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ, น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.), นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการบริหารและผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน และ นายเมธา มาสขาว รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) เป็นต้น

โดยร่วมแสดงความยินดีแก่ นายอานันท์ อดีตนายกรัฐมนตรีไทยคนที่ 18 และอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ในโอกาสเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ ซึ่งสะท้อนภูมิหลังและสายเลือดที่หล่อหลอมบุคลิก วิธีคิด และเส้นทางชีวิต รวมถึงประสบการณ์อันทรงคุณค่าตลอดการทำงาน

สำหรับ ชื่อหนังสือ ‘หงส์’ มาจากหงสาวดี และ ‘มังกร’ จากแผ่นดินจีน ซึ่งประสานสายเลือดเป็นไทย ณ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทั้งนี้ นายอานันท์ ปันยารชุน ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘ผู้ดีรัตนโกสินทร์’ เนื่องจากพื้นฐานทางครอบครัว ที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลขุนนางที่มีบทบาทในราชสำนักตั้งแต่ยุคต้นและยุคกลางของกรุงรัตนโกสินทร์ ได้แก่ ตระกูล ‘ปันยารชุน’ และ ‘โชติกเสถียร’ อีกทั้งเครือญาติยังเชื่อมโยงกับกลุ่มตระกูลขุนนางและพ่อค้าอย่าง ‘จาติกวณิช’ และ ‘โปษยานนท์’ ซึ่งลูกหลานในสายสกุลเหล่านี้ต่างก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในสังคมไทย ในเวลาต่อมา

บรรยากาศเวลา 16.35 น. หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ

จากนั้นเวลา 16.50 น. มีการเสวนาเปิดตัวหนังสือ ‘หงส์ลายมังกร อานันท์ ปันยารชุน’ ร่วมเสวนาโดย น.ส.วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ผู้เขียน, ศาสตราจารย์ธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการ นักเขียนรางวัลศรีบูรพา และอดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, ดร.อาสา คำภา นักวิจัยชำนาญการ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมด้วย นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ดำเนินรายการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์

กระทั่งเวลา 17.35 น. นายอานันท์ ปันยารชุน กล่าวปาฐกถาปิดท้าย พร้อมถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก

นายอานันท์กล่าวว่า ผู้เขียนสามารถถ่ายทอดคุณลักษณะบางอย่างของตนได้เป็นอย่างดี ส่วนใหญ่ผู้ร่วมอภิปรายมีความรู้จักตนเป็นอย่างดี รวมถึงตนเคยได้ยินชื่อเสียงของ ดร.อาสา

“หลายสิ่งที่คุณปราปต์ พูดวันนี้ทำให้ผมนึกถึงคุณขรรค์ชัย บุนปาน เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ผมใกล้ชิด และชอบพอกันมาก ที่คุณปราปต์ (บุตรชายของ นายขรรค์ชัย บุนปาน) พูดตอนสุดท้าย เป็นคำพูดที่ผมบอกได้เลยว่า พูดเสร็จทัวร์ลงเต็มที่ ต้องขอบคุณที่ยกเรื่องนั้นขึ้นมาพูด เพราะนั่นบอกนิสัยโดยตรงของผม ว่านายอานันท์นั้นคือใคร มาจากไหน เดินมาไกลเท่าไหร่ มีความกระอักกระอ่วนใจมากน้อยแค่ไหนในชีวิต ไม่ใช่ในชีวิตส่วนตัว แต่ชีวิตที่เกี่ยวกับประเทศชาติ

“ที่ผมพูดวันนั้น ผมยังจำได้ อย่างที่ผมปฏิบัติตลอดมา ไม่มีการเตรียมล่วงหน้า เป็นการพูดปากเปล่า ซึ่งบอกอย่างหนึ่งว่า มันมาจากใจจริง เพราะคุณพูดแล้วคิดไปด้วย ความคิดนั้นมันถ่ายทอดความรู้สึกแท้จริงของเรา ว่าเราคือใคร มาจากไหน ถ่ายทอดว่าใครที่ยังไม่รู้จักนายอานันท์

มันบอกบางอย่างกับสังคมไทยว่าเป็นสังคมที่ ‘ฟังไม่ค่อยเป็น’ อาจจะพูดเก่ง มีความคิดทั้งที่ดีและไม่ดี แต่ฟังไม่ค่อยเป็น แล้วไม่ค่อยรับรู้ความเห็นที่แตกต่างกัน แต่กลับมองว่าความเห็นต่างนั้น เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน” นายอานันท์ชี้

นายอานันท์กล่าวต่อว่า สังคมนั้น มีความคิดเห็นตรงกันทั้งหมดไม่ได้ ถ้าเห็นตรงกันหมด นั่นก็เป็นสังคม Dictator สังคมที่มีความหลากหลายทางฐานทางความคิด จึงจะเป็นสังคมที่น่าอยู่ รู้สึกว่ายังมีความหวัง ยังเป็นสังคมที่คิดว่าถึงแม้จะไม่เพอร์เฟ็กต์ แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เรื่อยๆ ตามสถานการณ์และเวลา เพราะตามธรรมชาติแล้ว ไม่มีอะไรที่จะยืนยงคงกระพันตลอดเวลา

ตามหลักศาสนา การเปลี่ยนแปลง เป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด หากสังคมไหนไม่รู้จักรับฟังความเห็นที่แตกต่าง วิธีคิดของคนที่เปลี่ยนไป

“ผมเป็นคนที่รักเพื่อนมนุษย์ ให้ความสำคัญกับมนุษยชาติ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และความเชื่อถือทางการเมือง แต่เหนือสิ่งอื่นใดผมเป็นคนชอบฟัง ชอบเถียง ซึ่งผมถือว่าเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ผมเป็นคนที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น และมองหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต ว่ามันต้องเปลี่ยนแปลงไปอีกเสมอๆ” นายอานันท์ระบุ

นายอานันท์กล่าวต่อว่า เราไม่ติดยึดกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป ฉันใดฉันนั้น การปกครองประเทศไทย เราก็ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตย โดยถือว่าประเทศใดก็ตามที่มีการเลือกตั้ง มีรัฐธรรมนูญ และได้รัฐบาลที่ได้คะแนนสูงสุดจากการเลือกตั้ง ประเทศนั้นก็ถือว่า สมบูรณ์แล้ว มองแค่เฉพาะผลการเลือกตั้ง รู้แต่ว่าใครแพ้ชนะ จัดตั้งรัฐบาล แต่ไม่เคยคิดเป็นห่วงว่า เมื่อรัฐบาลนั้นดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ ถือว่า เกมนี้เสร็จสิ้นไปแล้ว ปล่อยให้รัฐบาลต้มยำตัวเองก็ได้ ในสายตาของตน

“ประชาธิปไตยสำคัญและมีขีดจำกัด มันไม่มีความสมบูรณ์ในตัวของมันเอง แต่ต้องมีสิ่งประกอบอื่นๆ ที่สำคัญคือ ‘ธรรมาภิบาล’ ซึ่งประกอบด้วย ความยุติธรรมทางสังคม ความยุติธรรมทางศาล อิสรภาพของหนังสือพิมพ์ ความโปร่งใส ความซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นธรรม ความถูกต้อง

ถ้าเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่มีหลักธรรมาภิบาลมาเกี่ยวข้อง ก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น สิ่งแรกที่เราต้องแสวงหา คือ ‘ธรรมาภิบาล’ เพราะถ้ามีการปกครองโดยใช้หลักนี้เป็นศูนย์กลางแล้ว ประชาธิปไตยมันมาเอง แต่ถ้าใช้ประชาธิปไตยเป็นศูนย์กลาง ‘ธรรมาภิบาล’ ไม่มา ผมใช้คำว่า Democratic Governance” นายอานันท์กล่าว และว่าโลกมุ่งไปสู่ ‘ขวาตกขอบ’ ดูแล้วในยุโรปขณะนี้ก็ยังไม่มีประชาธิปไตยในประเทศ

“ชีวิตผมมีทั้งลงเหว และขึ้นสูงสุดยอดเขา แต่ผมเป็นคนไม่ยึดติดกับอะไร เป็นคนปล่อยวางได้ สิ่งอะไรที่ดีเกิดขึ้นในชีวิต ก็น้อมรับด้วยความขอบคุณ สิ่งที่ไม่เป็นธรรมในชีวิต ก็ยอมรับความจริง แต่การดำรงชีวิตนั้นเราอยู่กับปัจจุบัน เราไม่ได้อยู่กับสิ่งที่ดีงามหรือชั่วร้ายในอดีต เราอยู่กับความจริงในปัจจุบัน เพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต

“แต่ถ้าสังคมไทย ฟังง่ายๆ ฟังไม่รู้เรื่อง และตัดสินใจเร็ว ที่พูดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมกลายเป็นคนเข้าข้าง ให้ท้ายเด็ก หรือนำสังคมไทยไปในทางที่ผิด ต่อให้ทัวร์ลง ผมก็ไม่หวั่นไหวอะไร หากสังคมมองผมเป็นตัวร้าย เมื่อพูดความจริงของสังคมอย่างเปิดเผย ถ้าจะกลายเป็นตัวร้าย ตัวมาร ก็ช่วยไม่ได้

“แต่ถึงวันหนึ่งก็อยากขอให้ท่านกลับมาฟังผมพูดอีกครั้ง มาช่วยพิจารณาใหม่ ว่าที่ผมพูดนั้นเป็น มันผิดหรือ มันไม่จริงหรือ มันทำให้ประเทศชาติดีขึ้นไหม มันถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องตื่นตัว ปรับความคิดใหม่ ไม่ใช่เพื่อเอาใจผม หรือเอาใจเด็ก จะต้องปรับความคิดในเรื่องสิทธิมนุษยชน ปรับความคิดในเรื่อง คุณค่าของการอยู่ร่วมกัน โดยไม่ประหัตประหาร คุณค่าของความสามัคคี และความเข้าใจอันดีซึ่งกันและกัน” นายอานันท์กล่าว

นายอานันท์กล่าวต่อว่า หลายสิ่งที่สังคมพูด คนนั้นเป็นน้ำเงิน ฟ้า เหลือง มันกลายเป็นเรื่องตลกทั้งหมดเป็น ‘อนุรักษนิยม’ ตนฟังแล้วขำในใจ อนุรักษนิยมเมืองไทยไม่มี ที่มีคือ ‘อำนาจนิยม’ อย่าปนกัน

ดังนั้น เราต้องนั่งทบทวนตัวเอง สิ่งที่เราคิดและเชื่อถือในอดีตนั้นมันจริงไหม เราจะอาศัยใครเป็นตัวชี้นำ สื่อไม่ต้องพูดถึงแล้ว เพราะเป็นกระบอกเสียงให้นายทุน

“ผมเคยอ่านหนังสือพิมพ์บางฉบับตลอดเวลา แต่ปรากฏว่า ผู้ผลิตหนังสือพิมพ์นั้นเกือบจะล่มจมแล้ว เพราะคนไม่อ่านหนังสือพิมพ์ คนดูแต่อินเทอร์เน็ต หนังสือก็ไม่ค่อยอ่านกันแล้ว คือดูแล้วภาพสังคมตอนนี้ มันน่าเศร้า ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะมีทางออกต่อไปอย่างไร

แต่อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่หมดความหวัง ผมอายุ 94 แล้ว ตั้งใจจะหยุดพูด แต่หากพูดแล้วทำให้คนตั้งสติได้ และมองประเทศตามความเป็นจริง ได้แค่นั้นผมก็พอใจแล้ว” นายอานันท์กล่าวทิ้งท้าย

https://www.matichon.co.th/prachachuen/book/news_5915463



ธีสิส 6 ตุลา ที่ถูกห้ามทำ กับการสร้าง ‘มรดกแห่งความกลัว’ ในสังคมไทย



ธีสิส 6 ตุลา ที่ถูกห้ามทำ กับการสร้าง ‘มรดกแห่งความกลัว’ ในสังคมไทย

ตุลาคม 1, 2026
Amnesty Thailand

ทหารพยายามจะเอาพี่สาวออกไปด้วย แม่เขาก็ไม่ยอม แต่ปรากฏว่าเขาไปเอาพี่ชายอีกคนหนึ่งที่ไม่เคยร่วมกิจกรรม ทางการเมืองอะไรเลย แต่อยู่ที่บ้านตอนนั้น เขาลากออกไป ทุกคนคิดว่าแย่แล้ว พี่ชายไม่น่าจะรอด

เด็กวัย 8 ขวบสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกในตึกแถวริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านท่าพระจันทร์ บ้านที่เคยอบอวลด้วยกลิ่นน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวของครอบครัวใหญ่ที่มีพี่น้องถึง 10 คน และคึกคักไปด้วยเสียงพูดคุยของนักศึกษาที่แวะเวียนเข้ามาหาอะไรกิน แต่ในเช้ามืดวันหนึ่งของเดือนตุลาคม 2519 บรรยากาศของบ้านริมน้ำที่อยู่ห่างจากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพียง 200 เมตรก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

เธอจำภาพพ่อกับแม่ที่ยืนคุยกันด้วยความหวาดหวั่น ประตูบ้านชั้นล่างและหน้าต่างชั้นสองถูกเปิดออกเพื่อรับนักศึกษานับร้อยที่กรูกันเข้ามาหลบภัยจากเสียงปืนและระเบิด จนบ้านทั้งหลังแน่นไปด้วยผู้คน ก่อนที่เจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธจะเข้ามาในบ้าน เดินขึ้นบันไดแคบๆ และพาตัวพี่ชายที่ไม่ได้ร่วมกิจกรรมทางการเมืองออกไปต่อหน้าต่อตา ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของคนในครอบครัวที่เธอบอกว่าไม่เคยได้ยินเสียงแบบนี้จากคนที่บ้านมาก่อน

เสียงระเบิดตูมแรกตอนตี 5 ในเช้ามืดวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ไม่ได้เพียงปลุกเด็กวัย 8 ขวบคนหนึ่งให้สะดุ้งตื่น แต่ยังกลายเป็นความทรงจำที่ติดอยู่กับ เบญจมาส วินิจจะกูล ผู้ออกแบบนิทรรศการ ‘โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา’ มาจนถึงวันนี้ หลายสิบปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ 6 ตุลา รวมถึงเหตุการณ์ทางการเมืองอีกหลายช่วงเวลาที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก กลายเป็นเรื่องที่สังคมไทยพูดถึงได้ไม่เต็มเสียง ความกลัวทำให้หลายเรื่องค่อยๆ เงียบลง ขณะที่ข้อเท็จจริงบางส่วนถูกปล่อยให้เลือนหายไปตามเวลา จนความรุนแรงทางการเมืองหลายครั้งถูกทำให้ดูคล้ายเป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วผ่านไป

เบญจมาสใช้คำว่า “Set Default” เพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยหลัง 6 ตุลา เมื่อความรุนแรงและความเงียบค่อยๆ กลายเป็นมาตรฐานที่ผู้คนคุ้นชิน หากย้อนกลับไปดูเส้นทางชีวิตของเธอ ตั้งแต่เด็กคนหนึ่งในย่านท่าพระจันทร์ที่เติบโตท่ามกลางเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นนักเรียนที่เห็นบอร์ดความรู้และชมรมกิจกรรมในโรงเรียนค่อยๆ ถูกทำลายและหายไป เป็นนิสิตสถาปัตย์ในมหาวิทยาลัยที่ถูกปฏิเสธไม่ให้ทำวิทยานิพนธ์เรื่องพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา จนหลายสิบปีต่อมาได้กลับมาทำงานกับความทรงจำนี้อีกครั้ง ผ่านการออกแบบนิทรรศการและการนำวัตถุพยานอย่าง ‘ประตูแดง’ มาจัดแสดงในรูปแบบ Onsite Museum ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชีวิตของเธอจึงเดินคู่มากับคำถามเดียวกันมาโดยตลอดว่า เราจะอยู่กับประวัติศาสตร์ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลายอย่างไร

ท่าพระจันทร์: บ้านริมน้ำ ความทรงจำยามตีห้า และกลิ่นอายความรุนแรง

ชีวิตวัยเด็กของเบญจมาสผูกพันกับย่านท่าพระจันทร์มาตั้งแต่เกิด บ้านตึกแถวริมแม่น้ำเจ้าพระยาเปิดเป็นร้านขายก๋วยเตี๋ยว มีสมาชิกครอบครัวใหญ่อาศัยอยู่ด้วยกันถึง 12 คน และอยู่ห่างจากรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้านหลังเพียงประมาณสองร้อยเมตร ย่านนี้จึงเต็มไปด้วยร้านอาหารและเสียงพูดคุยของผู้คน หนึ่งในนั้นคือบทสนทนาเรื่องบ้านเมืองของนักศึกษาจากหลายมหาวิทยาลัยที่แวะเวียนมากินข้าว ในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บรรยากาศทางการเมืองเต็มไปด้วยความตื่นตัว เบญจมาสจำได้ว่าคนในชุมชนริมน้ำช่วยเหลือกัน ชาวบ้านทำอาหารหม้อใหญ่ๆ ห่อส่งเข้าไปให้ผู้ชุมนุมในธรรมศาสตร์ แต่ความคึกคักและความอบอุ่นเหล่านั้นเปลี่ยนไปในเช้ามืดวันที่ 6 ตุลาคม 2519 วันที่ชีวิตของหลายคนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

จำได้ว่าสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนนั้นน่าจะตีห้า น่าจะเป็นระเบิดลูกแรกแต่เราไม่รู้หรอกว่ามันคือเสียงอะไร หลับอยู่ในห้องมืดๆ มองไปเห็นคุณพ่อคุณแม่ยืนคุยกันอยู่ บ้านตึกแถวริมแม่น้ำ พอมองจากด้านหลังจริงๆ สองร้อยเมตรมันคือธรรมศาสตร์ จำได้ว่าเห็นท้องฟ้ามืดเป็นสีแดงๆ แล้วก็ได้ยินเสียงแว่วๆ ฟังไม่รู้เรื่อง มารู้ทีหลังว่าคือเสียงพี่ชายในที่ชุมนุม

เด็กวัย 8 ขวบสะดุ้งตื่นขึ้นมาในความมืด ภาพแรกที่เห็นคือพ่อกับแม่กำลังยืนคุยกันด้วยความกังวล เมื่อมองออกไปทางหลังบ้านซึ่งห่างจากธรรมศาสตร์เพียงสองร้อยเมตร เธอได้ยินเสียงจากเครื่องขยายเสียง แม้ตอนนั้นจะยังฟังไม่ได้ความ แต่ภายหลังจึงรู้ว่าหนึ่งในเสียงเหล่านั้นคือเสียงของพี่ชาย และยังมีคนอีกจำนวนมากติดอยู่ในพื้นที่ชุมนุมท่ามกลางอันตราย

เมื่อเข้าสู่ช่วงสายของวันที่ 6 ตุลาคม สถานการณ์ภายนอกยิ่งรุนแรงขึ้น พี่สาวของเบญจมาสหนีออกจากพื้นที่ชุมนุมและกลับมาเคาะประตูบ้านที่ท่าพระจันทร์ ขณะเดียวกัน นักศึกษาคนอื่นที่กำลังหนีออกจากพื้นที่ก็พยายามหาที่หลบภัยเช่นกัน ทันทีที่ประตูบ้านเปิด คนจำนวนมากจึงกรูกันเข้ามาอาศัยอยู่ในตึกแถวแคบๆ หลังนี้ และเมื่อเสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้งในช่วงสาย นักศึกษาที่อยู่ด้านนอกพยายามเคาะหน้าต่างชั้นสองด้านหลังบ้านเพื่อขอเข้าไปหลบภัย เมื่อหน้าต่างถูกเปิดออก ผู้คนก็ทยอยปีนเข้ามาและเบียดเสียดกันจนเต็มพื้นที่ชั้นสอง

“ยามเช้า พี่สาวของเราที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมก็มาเคาะประตูบ้านเพื่อจะกลับเข้าบ้าน แต่ในเวลานั้นมีนักศึกษาที่อยู่ในที่ชุมนุมก็เลยกรูกันเข้ามาด้วย พอเปิดประตูเข้ามาก็กรูกันเข้ามาหลบเป็นร้อยคน พอลูกระเบิดดังช่วงแปดเก้าโมงเช้า หน้าต่างชั้นสองก็มีนักศึกษาเคาะขอความช่วยเหลือ พอเปิดเข้ามาก็มีคนไหลเข้ามาอีกเป็นร้อยคนจนเต็มชั้น 2 ของบ้านไปหมด”

ในวันนั้น บ้านตึกแถวที่เคยคึกคักไปด้วยเสียงพูดคุยและกลิ่นน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว กลายเป็นพื้นที่หลบภัยชั่วคราวของนักศึกษานับร้อยที่หนีออกมาจากธรรมศาสตร์ เสียงอาวุธจากภายนอกดังขึ้นเป็นระยะ ขณะที่คนจำนวนมากเบียดกันอยู่ภายในบ้านด้วยความหวาดกลัว สำหรับเบญจมาส ภาพเหล่านี้ไม่ได้หายไปพร้อมกับวันเวลา แต่กลายเป็นความทรงจำที่ติดตัวเธอมา และมีส่วนทำให้ในเวลาต่อมาเธอกลับมาทำงานกับประวัติศาสตร์ 6 ตุลาอีกครั้ง



พี่น้อง 10 คน และวันที่คนในบ้านถูกพาตัวไปต่อหน้าต่อตา

เบญจมาสเติบโตมาในครอบครัวใหญ่ มีพี่น้องรวมกัน 10 คน เมื่อรวมพ่อกับแม่ บ้านตึกแถวหลังนี้จึงมีสมาชิกทั้งหมด 12 คน พ่อกับแม่หาเลี้ยงครอบครัวด้วยการเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ทำงานหาเช้ากินค่ำเพื่อดูแลลูกๆ ทุกคน สำหรับครอบครัวธรรมดาครอบครัวหนึ่ง การเมืองอาจดูเหมือนเป็นเรื่องที่อยู่ไกลจากชีวิตประจำวัน แต่ในช่วงเวลานั้น ความขัดแย้งทางการเมืองค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้บ้านของพวกเขามากขึ้น จนเด็กวัย 8 ขวบคนหนึ่งต้องเติบโตขึ้นมาพร้อมกับเหตุการณ์ 6 ตุลา

เมื่อพี่ชาย 2 คนและพี่สาวอีกคนเริ่มเข้าร่วมกิจกรรมและการชุมนุมทางการเมืองที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยากาศในบ้านก็เปลี่ยนไป พื้นที่ส่วนกลางที่ทุกคนใช้นอนและทำงานร่วมกันเต็มไปด้วยเสียงเพลงเพื่อชีวิต ขณะที่โปสเตอร์และสัญลักษณ์ทางการเมืองปรากฏอยู่ตามผนังบ้าน รวมถึงโปสเตอร์ “อเมริกันจงพินาศ” รูปนกอินทรีที่เบญจมาสเห็นจนคุ้นตาตั้งแต่เด็ก

“ที่บ้านทำกิจกรรม แล้วบ้านเราเป็นตึกแถวใช่ไหม มันจะมีอยู่ชั้นเดียวที่เป็นเหมือนพื้นที่ใช้สอยร่วมกันหรือ Common Area ที่ใช้นอน ใช้ทำงานด้วยกัน เราก็จะได้ยินเพลงเพื่อชีวิตตลอดเวลา แล้วก็เห็นพวกโปสเตอร์ อเมริกันจงพินาศ ที่เป็นรูปนกอินทรี เห็นอยู่ที่บ้านตั้งแต่เด็ก คือบ้านเรามันเป็นแบบนั้นเลย”

ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ความตึงเครียดทางการเมืองเริ่มส่งสัญญาณเข้ามาถึงครอบครัว พ่อกับแมเป็นห่วงเมื่อได้ยินวิทยุยานเกราะประกาศชื่อพี่ชายของเธอ คือ ธงชัย วินิจจะกูล ขณะที่พี่สาวที่เรียนอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาก็เคยถูกจับและคุมตัวอยู่หนึ่งคืนพร้อมกับเพื่อนที่ทำกิจกรรมด้วยกัน หลังญาติของเพื่อนแจ้งตำรวจว่าเด็กๆ กำลังมั่วสุมทำกิจกรรม

“วิทยุยานเกราะมีประกาศชื่อพี่ชายออกมา แล้วเราก็ได้ยิน พ่อก็ได้ยิน ครอบครัวก็เป็นห่วง อีกอันหนึ่งที่จำได้ คือพี่สาวที่อยู่เตรียมอุดม โดนจับติดคุกไปคืนหนึ่งกับเพื่อนที่ทำกิจกรรมด้วยกัน ตั้งกลุ่มคุยกันแล้วทางญาติของเพื่อนเขาไม่พอใจ ตอนนั้นมันมีเรื่องฝ่ายซ้ายฝ่ายขวา เขาก็เลยแจ้งตำรวจว่าพวกนี้มั่วสุมนะ ติดคุกอยู่คืนนึงแล้วเขาก็ปล่อยออกมา คือตอนนั้นมันเป็นอะไรที่ไม่คิดว่าจะเกิดก็เกิดกับบ้านเรา”

แต่เหตุการณ์ที่กระทบความรู้สึกของเด็กหญิงเบญจมาสอย่างรุนแรงที่สุด เกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารประมาณ 6 – 7 คน พร้อมอาวุธปืนยาว เดินขึ้นบันไดแคบๆ เข้ามาในบ้าน เบญจมาสจำได้ว่า เจ้าหน้าที่ตรวจค้นทีละชั้นเพื่อตามหาพี่ชาย ไล่นักศึกษาที่เข้ามาหลบภัยให้ออกจากบ้าน ก่อนจะพาตัวคนในครอบครัวออกไปต่อหน้าทุกคน

“ทหารพยายามจะเอาพี่สาวออกไปด้วย แม่ก็ไม่ยอม เขาเลยไปเอาพี่ชายอีกคนไปแทน ซึ่งพี่ของเราคนนี้ไม่เคยร่วมกิจกรรมทางการเมืองอะไรเลย แต่อยู่ที่บ้านในเวลานั้น พี่เรากลับถูกเขาลากออกไป ทุกคนคิดว่าแย่แล้ว พี่ชายไม่น่าจะรอดกลับมา”

“เราอยู่ที่ชั้นบน ได้ยินเสียงกรีดร้องจากชั้นล่าง ไม่เคยได้ยินเสียงแบบนี้มาก่อนจากคนที่บ้านตัวเอง แล้วมารู้ทีหลัง คนที่น่าจะรู้สึกกระทบมากก็น่าจะเป็นพ่อกับแม่ เพราะมันเป็นเรื่องที่เขาไม่คิดมาก่อนว่ามันจะขนาดนี้จริงๆ จริงๆทุกคนที่รู้สึก ไม่ใช่แค่พ่อกับแม่ เราเองก็รู้สึก รู้สึกมาถึงทุกวันนี้ (เสียงสั่นเคลือ)”

เบญจมาสจำเสียงกรีดร้องของคนในบ้านในวินาทีที่พี่ชายถูกพาตัวออกไปได้ เธอเรียกมันว่า ‘เสียงแห่งความตกใจและหมดหวัง’ เพราะไม่มีใครคิดว่าเหตุการณ์ทางการเมืองจะเดินเข้ามาถึงครอบครัวธรรมดาที่ใช้ชีวิตด้วยการเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวอยู่ในย่านท่าพระจันทร์ได้ถึงเพียงนี้

“พอนึกถึงคดีของอากง มันสะเทือนใจมาก แล้วเราก็นึกย้อนกลับมาว่า จริงๆ แล้วพวกเขาก็เหมือนกับพ่อแม่เราเนี่ยแหละ เป็นคนธรรมดาที่หาเช้ากินค่ำ ขายก๋วยเตี๋ยว ทำมาหากินเก็บเงินซื้อบ้าน อยู่ดีๆ เรื่องคดีความพวกนี้มันหล่นลงมาใส่ชีวิตได้ยังไง หล่นลงมาหาตัวได้ยังไง”

“แต่ปัจจุบันมันก็มีคนธรรมดาแบบนี้ในทุกยุคทุกสมัย ที่สุดท้ายความอยุติธรรมพวกนี้มันบีบให้เขาต้องลุกขึ้นมาสู้กลับเพราะเจอความไม่ยุติธรรมจากสิ่งที่ตัวเขาไม่ได้รู้เรื่องหรือเกี่ยวข้องด้วยเลย แต่ดันกลับต้องมาถูกอำนาจรัฐกระทำ มันไม่มีใครยอมรับได้หรอกแบบนี้”

ผลจากเหตุการณ์วันนั้นทำให้พี่ชายของเบญจมาสที่อยู่ในพื้นที่ชุมนุมถูกจับกุม 2 คน รวมกับพี่ชายอีก 1 คนที่ถูกพาตัวออกจากบ้าน เป็นทั้งหมด 3 คน พี่สาวคนโตจึงต้องเป็นหลักในการติดต่อเรื่องคดีและหาทางช่วยเหลือ จนสามารถพาพี่ชายที่ไม่ได้ร่วมกิจกรรมกลับบ้านมาได้ก่อน ส่วนพี่ชายอีกคนคือ ชวลิต วินิจจะกูล ถูกคุมขังและเป็นหนึ่งใน “36 ผู้ต้องหา” ชุดแรก หลังถูกคุมขังอยู่เกือบหนึ่งปีจึงได้รับการปล่อยตัว ก่อนตัดสินใจเดินทางเข้าป่าเพื่อร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองในเวลาต่อมา



วัยประถม: บรรยากาศความกลัว ลูกเสือชาวบ้าน และการถูกตั้งคำถามหน้าห้องเรียน

ความตึงเครียดทางการเมืองเริ่มตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา เมื่อเรียนหนังสือในย่านบางลำพู เธอพบว่าบรรยากาศทางการเมืองในเวลานั้นเดินตามเข้ามาถึงในห้องเรียนด้วยครูประจำชั้นสวมผ้าพันคอลูกเสือชาวบ้านมาสอนหนังสือ เด็กๆ ถูกสั่งให้ท่องเนื้อร้องและฝึกร้องเพลงปลุกใจ ก่อนจะถูกเรียกออกมายืนร้องทีละคนหน้าชั้นเรียน สำหรับเบญจมาส ห้องเรียนไม่ได้เป็นแค่พื้นที่สำหรับเรียนหนังสือ เพราะนามสกุล “วินิจจะกูล” ทำให้ครูรู้ว่าเธอเป็นน้องสาวของนักศึกษาที่เคลื่อนไหวทางการเมือง

“เรามีพี่น้อง 10 คน ที่บ้านเรียนโรงเรียนนี้กันหมด ครูที่โรงเรียนเขาจะรู้จักพวกเด็กนามสกุลนี้ตลอด เขาก็คงพอรู้ว่าเราเป็นน้องของพี่ชาย เราก็จะโดนครูประจำชั้นจับตาหรือพูดกับเราบ่อยๆ พอเขาปล่อยให้คนอื่นนั่งทำการบ้าน เขาจะเรียกเราเหมือนมาสอนที่หน้าห้อง ให้เรายืน แล้วครูก็พูดเรื่องเกี่ยวกับพี่ชาย ทำไม ทำอะไร หรืออะไรอย่างนี้ แต่ว่าเราจำไม่ได้เลยว่าเขาพูดอะไร แต่เราจำได้ว่าเรายืนฟังครูเมื่อยมาก แบบครั้งละชั่วโมง ครั้งละครึ่งชั่วโมง อาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้งก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา อันนี้คือบรรยากาศที่โรงเรียนตอนนั้นที่เป็นเด็กประถม”

เบญจมาสจำเนื้อหาที่ครูพูดกับเธอไม่ได้แล้ว แต่สิ่งที่ยังจำได้คือความรู้สึกของการต้องยืนอยู่หน้าห้องเป็นเวลานาน ขณะที่เพื่อนคนอื่นกำลังนั่งทำการบ้านอยู่ตามปกติ ความเมื่อย ความอึดอัด และความรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกจับตามอง กลับเป็นสิ่งที่อยู่ในความทรงจำมาจนโต สิ่งที่น่าสนใจคือ หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม บรรยากาศเหล่านี้กลับหายไปอย่างรวดเร็ว

“พอหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา เราไม่เห็นครูใส่ผ้าพันคอลูกเสือชาวบ้านอีกเลยนะ ซึ่งเราเดาว่าพอเขาเห็นคนถูกทำร้าย ที่มันรุนแรงมากๆ ต่อให้เป็นฝ่ายขวาก็ตาม พอเขาเห็นอะไรแบบนั้นที่มันเกิดขึ้น เขาก็น่าตกใจอยู่เหมือนกัน เพราะมันมีภาพเหตุการณ์ในหนังสือพิมพ์อะไรให้เห็น เขาก็คงแบบกลัวหรือรู้สึกอะไรสักอย่าง”

“พอ 6 ตุลาผ่านไป ครูเขาไม่มายุ่งกับเราอีก ไม่เรียกเราไปคุยหน้าชั้น ไม่เรียกไปยืนนานๆ หรือว่าเรียกไปอบรมอะไรอีก ครูไม่สอนร้องเพลงปลุกใจอะไรอีกเลย ทุกอย่างมันเงียบไป อันนี้คือที่โรงเรียนของเรา แล้วเราก็โตมาแบบเหมือนกับต่างคนต่างเงียบตั้งแต่นั้นมา”

สำหรับเบญจมาส ความเงียบที่เกิดขึ้นหลัง 6 ตุลาไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งได้รับการคลี่คลาย ครูเลิกสวมผ้าพันคอลูกเสือชาวบ้าน เลิกเรียกเธอไปอบรม และเพลงปลุกใจก็หายไปจากห้องเรียน แต่ไม่มีใครพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแบบตรงๆ ว่าทำไมสิ่งเหล่านี้ค่อยๆ หายไป ทำให้เธอเติบโตมากับบรรยากาศแบบต่างคนต่างเงียบ ทั้งที่ในความเป็นจริงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นไม่ได้หายไป เพียงแต่ถูกเก็บเอาไว้โดยไม่มีใครพูดถึง และความรู้สึกเช่นนี้ก็ติดตามเธอต่อไปจนถึงช่วงมัธยมและมหาวิทยาลัย

วัยมัธยม: การปะทะทางอุดมการณ์ และบอร์ด ‘จิตร ภูมิศักดิ์’ ที่ถูกทำลาย

เมื่อเบญจมาสเข้าเรียนระดับมัธยม ความตึงเครียดทางการเมืองไม่ได้หายไป แต่บรรยากาศได้เปลี่ยนรูปแบบไปอยู่ภายใต้ชีวิตนักเรียนและกฎระเบียบของโรงเรียน ในช่วงเวลานี้ เธอมีเพื่อนอยู่สองกลุ่มที่มีความคิดและความสนใจทางการเมืองแตกต่างกันอย่างชัดเจน หรือที่เธอเรียกว่า “เพื่อนฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา”

กลุ่มแรกคือเพื่อนสนิทในชีวิตประจำวัน พวกเขาคุยเรื่องเรียน เล่นวอลเลย์บอล ร้องเพลง ติวหนังสือ หรือเดินกินขนมหลังเลิกเรียน เป็นเพื่อนที่ดีและช่วยเหลือกันเสมอ แต่ในแง่ความคิดทางการเมือง หลายคนเติบโตมากับค่านิยมเรื่องชาติและความเป็นไทยตามที่ระบบการศึกษาในเวลานั้นถ่ายทอดให้ อีกกลุ่มคือ ‘กลุ่มนักกิจกรรม’ งมีทั้งรุ่นพี่และเพื่อนที่สนใจสังคมและการเมือง หลายคนเป็นเพื่อนของพี่สาวเบญจมาสที่เข้าป่าไปแล้ว ที่รู้จักกันเพราะเขาทำกิจกรรมต่างโรงเรียนกัน

“วันแรกที่เข้าโรงเรียน เด็กนักเรียนไม่รู้จักกันเลย ห้องมันก็เงียบมาก สุดท้ายมีรุ่นพี่คนหนึ่งมาเรียกชื่อเราที่หน้าห้อง แล้วก็พาไปรู้จักกับพวกพี่ๆ ตอนนั้นยังมีชมรมกิจกรรมอยู่ในโรงเรียน แล้วพวกพี่ๆ พวกนี้คือเพื่อนของพี่สาวเราที่เข้าป่าไปแล้ว ทุกคนก็พาเราไปรู้จัก”

“สำหรับเรา เรารู้สึกว่านี่คือพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน ที่จะพูดเรื่องที่พูดไม่ได้อย่าง 6 ตุลาและชีวิตนักเรียนปกติของเรามันก็จะมีเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งที่เราคบธรรมดา กินข้าว เล่นวอลเลย์บอล อ่านหนังสือด้วยกัน พวกเขาก็เป็นเพื่อนที่ดีทุกคน แต่ในแง่อุดมการณ์ เขาก็จะมีความคิดแบบที่มีมาตรฐานความรักชาติความเป็นไทยเอาไว้ เราก็เลยเหมือนมีเพื่อนอยู่สองกลุ่มในเวลาเดียวกัน”

ในช่วงหลังปี 2519 ถึงต้นทศวรรษ 2520 พื้นที่กิจกรรมของนักเรียนเริ่มแคบลง ชมรมที่เคยเปิดพื้นที่ให้นักเรียนทำกิจกรรมและพูดคุยเรื่องสังคมถูกจับตามองมากขึ้น เหตุการณ์หนึ่งที่เบญจมาสยังจำได้คือ ตอนที่รุ่นพี่ในชมรมภาษาไทยจัดบอร์ดเกี่ยวกับบทกวีและชีวิตของ จิตร ภูมิศักดิ์ แต่เมื่อครูคนหนึ่งมาเห็น บอร์ดดังกล่าวกลับถูกฉีกทิ้งต่อหน้านักเรียน

“ตอน ม.1 พวกพี่ๆ เขาก็จะทำบอร์ด สมัยนั้นยังทำบอร์ดตั้งๆ วางกันอยู่ ปรากฏมีรุ่นพี่ทำเรื่อง จิตร ภูมิศักดิ์ มีบทกวี เล่าว่าจิตรคือใคร ปรากฏมีครูที่ขวาจัดมากๆ มาเห็น เข้ามาฉีกบอร์ดทิ้งเลย แล้วพี่คนที่เป็นคนทำก็ยืนร้องไห้ คนมุงดูเต็มไปหมด เราจำได้เลยว่านั่นคือการปะทะกันย่อยๆ ในโรงเรียนเรื่องอุดมการณ์ แล้วชมรมพวกนี้ก็ค่อยๆ ถูกปิดไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีอาจารย์สนับสนุนหรืออนุญาตให้ทำกิจกรรมอีก”

หลังจากนั้น ชมรมกิจกรรมที่เคยมีอยู่หลายชมรมและมีนักเรียนเข้าร่วมจำนวนมากค่อยๆ ลดลง เพราะอาจารย์ที่ปรึกษาไม่สนับสนุน และพื้นที่สำหรับการทำกิจกรรมภายในโรงเรียนก็ค่อยๆ หายไป

“ตอนเข้า ม.1 ชมรมกิจกรรมยังมีอยู่หลายชมรม มีคนเป็น 30 กว่าคนเลย แต่มันค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ แล้วก็โดนปิด เพราะเป็นช่วงที่บรรยากาศทางการเมืองฝ่ายขวาครองอำนาจ รัฐบาลทหารไม่ให้มีการทำกิจกรรมในโรงเรียน ไม่ให้อาจารย์สนับสนุน พอไม่มีอาจารย์ที่ปรึกษา ไม่ให้หาสมาชิกหรือประกาศพูดคุย มันก็เหมือนไม่ให้มีการชุมนุม ชมรมพวกนี้ก็ถูกปิดไป”

“พอชมรมในโรงเรียนโดนปิดจนหมด พวกเราที่อยากทำกิจกรรมก็ไม่มีพื้นที่ข้างใน เหลือแค่การแอบรวมตัวกันเอง พอไม่มีพื้นที่ในโรงเรียน มันเลยบีบให้พวกเราต้องออกไปหาเพื่อนข้างนอก”

เมื่อพื้นที่ในโรงเรียนค่อยๆ หายไป นักเรียนที่ยังอยากทำกิจกรรมจึงออกไปพบกับเพื่อนจากโรงเรียนอื่น เกิดเป็นเครือข่ายนักเรียนกิจกรรมนอกโรงเรียน พวกเขาจัดค่ายเล็กๆ พูดคุยเรื่องสังคมและประวัติศาสตร์ รวมถึงทำหนังสือและจุลสารด้วยตัวเอง สำหรับเบญจมาส พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นอีกช่องทางในการเรียนรู้เรื่องที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในห้องเรียน โดยเฉพาะประวัติศาสตร์การเมืองและเหตุการณ์ 6 ตุลา



ชีวิตมหาวิทยาลัย: สถาปัตย์ จุฬาฯ และธีสิส ‘พิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา’ ที่ถูกปฏิเสธ

เมื่อเข้าเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เบญจมาสไม่ได้เลือกเป็นนักกิจกรรมแถวหน้า เพราะส่วนตัวไม่มีความสนใจเรื่องการเมือง รู้สึกว่าบรรยากาศทางการเมืองในยุคนั้น เป็นเรื่องที่ไม่สามารถเข้าใจได้ มีความสนใจทางศิลปะมากกว่า แต่เหตุการณ์ 6 ตุลาที่เธอเห็นมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบยังคงอยู่ในความทรงจำ เมื่อถึงเวลาทำวิทยานิพนธ์จบการศึกษา เธอจึงเสนอหัวข้อ “พิพิธภัณฑ์ 6 ตุลา” โดยหวังจะใช้ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมกลับไปทำงานกับประวัติศาสตร์ที่อยู่กับเธอมาตลอดชีวิต แต่หัวข้อนี้กลับไม่ผ่านความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษา

“ตอนเรียนสถาปัตย์ ตอนทำธีสิส ตอนแรกเสนอหัวข้อทำเรื่องเกี่ยวกับ 6 ตุลา ปรากฏว่าอาจารย์ที่ปรึกษาสมัยนั้นมีความโน้มเอียงไปทางฝ่ายขวา เขาไม่ยอมให้หัวข้อนี้ผ่าน เขาไม่ตอบเหตุผลทางสถาปัตย์ แต่มาพูดว่าเรื่องการเมืองพูดไม่ได้ คุณจะทำไปทำไม จนต้องเปลี่ยนอาจารย์ และสุดท้ายธีสิสต้องเปลี่ยนหัวข้อเป็นเรื่องน่าเบื่อๆ อย่างพิพิธภัณฑ์การปกครอง”

สำหรับเบญจมาส คำปฏิเสธในวันนั้นไม่ได้เกิดจากข้อถกเถียงเรื่องสถาปัตยกรรม แต่สะท้อนบรรยากาศของช่วงเวลาที่เรื่อง 6 ตุลายังเป็นประเด็นที่หลายคนไม่ต้องการพูดถึง สุดท้ายแล้วเพื่อให้ตัวเองเรียนจบ เธอต้องเปลี่ยนหัวข้อวิทยานิพนธ์ไปเป็นพิพิธภัณฑ์การปกครอง แต่ความตั้งใจเดิมที่จะทำงานกับความทรงจำ 6 ตุลาไม่ได้หายไปในเวลานั้น และกลายเป็นเรื่องติดค้างที่เธอหวังว่าจะได้กลับมาทำอีกครั้งในอีกหลายสิบปีต่อมา

มรดกแห่งความกลัว: การคุกคามครอบครัว และการตั้งค่ามาตรฐานสังคม

เมื่อมองย้อนกลับไป เบญจมาสเห็นว่า ผลจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันนั้นในช่วงเวลานั้นอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อครอบครัวและชีวิตประจำวันของคนที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก สำหรับครอบครัวของเธอ การถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับฝ่ายซ้ายหรือคอมมิวนิสต์ถูกตามติดชีวิตของครอบครัว “วินิจจะกูล” ไปอีกนาน

พี่สาวต้องนัดพบเพื่อนและพูดคุยกันในโรงภาพยนตร์เพราะกังวลว่าจะถูกดักฟังโทรศัพท์ ขณะที่แม่ที่เปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวหาเลี้ยงครอบครัว ต้องเจอกับคำพูดจากคนรอบข้างว่าเป็นพวกรับเงินคอมมิวนิสต์ และต้องเดินทางไปรอรับลูกชายที่หน้าเรือนจำ ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เบญจมาสมองว่า ความรุนแรงทางการเมืองไม่ได้กระทบเฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่ชุมนุม แต่ยังเดินทางเข้าไปถึงชีวิตของคนในครอบครัวที่อยู่ข้างหลังด้วย

เธอใช้คำว่า Set Default หรือ “ตั้งค่ามาตรฐานเริ่มต้น” เพื่ออธิบายมรดกอีกด้านหนึ่งของ 6 ตุลา นั่นคือการที่สังคมค่อยๆ ถูกทำให้คุ้นชินกับความรุนแรงทางการเมือง การที่ผู้กระทำไม่ต้องรับผิด และการที่ความจริงไม่ถูกสืบค้นอย่างจริงจัง เมื่อเหตุการณ์รุนแรงถูกทำให้กลายเป็นเรื่องที่ควรลืมไป ความเงียบจึงไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในครอบครัวหรือโรงเรียนของเธอ แต่ความเงียบค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีที่สังคมไทยอยู่กับความขัดแย้งทางการเมือง

“มันคือสิ่งที่เซ็ตมาตรฐานให้คนทั่วไปรับรู้ว่าควรเชื่ออะไร ตัวอย่างเช่นเพื่อนกลุ่มแรกที่ไม่ใช่เด็กกิจกรรมเกือบ 100 เปอร์เซนต์กลายเป็นเสื้อเหลือง สิ่งนี้ใช้เวลาทำงาน 30 กว่าปีมันก็ยังคงอยู่ว่า อันนี้คือความรักชาติ มรดก 6 ตุลาลึกๆ มันคือการทำให้เกิดความกลัวในอำนาจที่เหนือกว่าเรา”

“ต่อให้้ให้มีความเข้าใจในภายหลังว่า ความรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลาจะเป็นเรื่องใส่ร้ายหรือเข้าใจผิด สังคมไทยก็ไม่เคยคลี่คลาย ไม่เคยมีรัฐบาลออกมาขอโทษเพื่อบอกว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง สิ่งนี้จึงเซ็ตมาตรฐานไว้ว่า ความรักชาติตามอุดมการณ์ฝ่ายขวายังไงก็ไม่ผิด”

เมื่อเวลาผ่านมาจนครบ 50 ปี 6 ตุลา คำถามเรื่องความรับผิดและความจริงของเหตุการณ์ยังคงอยู่ สำหรับเบญจมาส หนึ่งในสิ่งที่สะท้อนเรื่องนี้คือการที่ยังไม่เคยมีคำขอโทษอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทยต่อครอบครัวของผู้เสียหาย ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกก็ยังคงเป็นคำถามในสังคมไทย เมื่อเยาวชน คนรุ่นใหม่ และประชาชนที่ออกมาตั้งคำถามทางการเมืองหรือเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง ต้องเผชิญทั้งการถูกตีตรา การดำเนินคดี และข้อจำกัดในการแสดงความคิดเห็น ในมุมของเบญจมาส สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า ความกลัวที่เกิดขึ้นจาก 6 ตุลาไม่ได้หายไปพร้อมกับเหตุการณ์ แต่เปลี่ยนรูปแบบและยังส่งผลต่อวิธีที่สังคมไทยจัดการกับความเห็นต่างมาจนถึงปัจจุบัน

นิทรรศการรำลึก: ‘ประตูแดง’ Onsite Museum และการทลายเพดานของคนรุ่นใหม่

ต่อมาเรื่องวิทยานิพนธ์ 6 ตุลาที่เคยถูกปฏิเสธในช่วงที่เบญจมาสเป็นนิสิตสถาปัตย์ จุฬาฯ กลับมาเชื่อมต่อกับชีวิตของเธออีกครั้งในปี 2563 เมื่อได้รับการชักชวนให้นำความรู้ด้านการออกแบบและสถาปัตยกรรมมาร่วมจัดนิทรรศการรำลึก 44 ปี 6 ตุลา ในชื่อ “แขวน: 6 ตุลา” ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ครั้งนั้น ทีมงานใช้แนวคิด Onsite Museum หรือการทำพิพิธภัณฑ์บนพื้นที่เกิดเหตุจริง และนำวัตถุพยานสำคัญอย่าง ‘ประตูแดง’ จากจังหวัดนครปฐม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสังหารและแขวนคอ วิชัย เขดคำ และชุมพร ทุมไม มาจัดแสดงภายในหอประชุมใหญ่

นอกจากนี้ ยังนำเทคโนโลยี Augmented Reality หรือ AR มาใช้เพื่อเชื่อมภาพและข้อมูลในอดีตเข้ากับพื้นที่จริง โดยใช้ข้อมูลจากการทำงานของทีมบันทึก6 ตุลา ที่สืบค้นจากหลักฐานภาพถ่ายที่ทำให้เห็นว่า ผู้ที่ถูกแขวนคอในเหตุการณ์มีอย่างน้อย 5 ราย ไม่ใช่เพียงภาพของบุคคลเดียวที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย

“โครงการใช้โจทย์จากทางทีมบันทึก 6 ตุลา ที่เขาพบว่าคนที่ถูกแขวนคอจริงๆ มีมากกว่า 1 คน มีภาพเหตุการณ์ของคนถูกแขวนคอที่แต่งตัวไม่เหมือนกันถึง 5 คน เราก็เลยเอาเนื้อหานี้มาเล่าเรื่อง พร้อมกับนำวัตถุประตูแดงมาประกอบ เราใช้เทคโนโลยี AR ซ้อนเข้าไปในพื้นที่จริงของหอประชุมใหญ่ธรรมศาสตร์์ในจุดต่างๆ เช่นจุดที่มองจากชั้นลอยออกไป จะเห็นต้นไม้ที่เคยใช้แขวนคอ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นป้ายรถเมล์ ภาพในอดีตก็ซ้อนทับขึ้นมาตรงตำแหน่งนั้นเลย”

สำหรับเบญจมาส นิทรรศการครั้งนั้นไม่ได้มีความหมายเฉพาะในฐานะงานออกแบบ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้ผ่านเหตุการณ์ ครอบครัวของผู้เสียหาย และคนรุ่นใหม่ได้กลับมาเผชิญหน้ากับประวัติศาสตร์เดียวกันอีกครั้ง โดยเฉพาะการที่คนรุ่นใหม่สามารถเข้ามาพูดถึง 6 ตุลา ตั้งคำถาม และค้นหาข้อเท็จจริงได้มากกว่าคนรุ่นก่อน ทำให้เธอมองเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างจากสังคมที่ครั้งหนึ่งเคยเลือกจะเงียบ เมื่อผ่านชีวิตมานานกว่า 50 ปี ความหวังในความหมายของเบญจมาสคือการเชื่อและทำสิ่งที่ตัวเองทำได้ต่อไปในแต่ละวันอย่างอดทน

“ไปฟังอาจารย์เกษียร เตชะพีระ พูดไว้ สรุปจากความเข้าใจของตัวเองก็คือ คนรุ่นแกบางครั้งก็ไม่ได้ถามแล้ว ว่ามีความหวังหรือเปล่า แต่เขามีชีวิตอยู่กับสิ่งที่ตัวเองเชื่อและเป็นจริงๆแล้วก็ทำมันไปเรื่อยๆ ในทุกๆ วัน ทำเท่าที่ทำได้ในสิ่งที่ตัวเองเกี่ยวข้อง จะจัดนิทรรศการ เขียนหนังสือ หรือพูด ทุกอันก็เป็นส่วนหนึ่งของความหวัง ความหวังที่จะให้เรื่อง 6 ตุลาคลี่คลาย ความหวังที่สังคมไทยจะไม่ยอมอยู่กับมาตรฐานต่ำๆ แบบนี้อีกต่อไป”

สำหรับก้าวต่อไปในเรื่องสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก เบญจมาสมองว่าสิ่งพื้นฐานที่สุดคือการทำให้ผู้คนสามารถพูดและถกเถียงกันได้ แม้จะเห็นต่างกันก็ตาม

“เรื่องเสรีภาพในการแสดงออก อย่างแรกสุดคือ ต้องปล่อยนักโทษการเมืองก่อน เพราะนั่นคือสิ่งต่ำสุดที่ทำได้ เพื่อบอกว่าสิ่งนี้ทำได้ เขาเป็นนักโทษทางความคิด เขาไม่ได้ทำร้ายใคร ถ้าสิ่งที่เขาพูดไม่ถูกก็มาถกเถียงกัน ในการหาคำตอบบางครั้งไม่ได้มีแค่ 1 หรือ 2 ด้วยซ้ำ การเถียงกันทำให้ความคิดงอกเงย การปิดไม่ให้คิดก็คือไม่ยอมให้อะไรงอกเงยเกิดขึ้นมา ”


สุดท้ายแล้ว ถามว่ารัฐจะลบ 6 ตุลา ออกไปได้ไหม ลบไม่ได้ มรดก 6 ตุลามันมีทั้งส่วนที่ชั่วร้ายและส่วนที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้เราทำงานอยู่ เช่นที่มันติดค้างอยู่ในความรู้สึกเราว่าเรื่องนี้เราต้องทำ เมื่อโอกาสมาตอนไหน ถ้าทำได้ เราก็จะทำ

กว่า 50 ปีที่ผ่านมา เรื่อง 6 ตุลาอาจผ่านช่วงเวลาที่ผู้คนไม่อยากพูดถึง ถูกทำให้เงียบ หรือค่อยๆ เลือนออกจากความทรงจำของสังคม แต่สำหรับเบญจมาส วินิจจะกูล เหตุการณ์ในเช้ามืดวันนั้นยังเดินทางมากับชีวิตของเธอ ตั้งแต่เด็กวัย 8 ขวบในบ้านตึกแถวริมแม่น้ำเจ้าพระยา นักเรียนที่เติบโตมากับบรรยากาศทางการเมืองในโรงเรียน นิสิตสถาปัตย์ที่เคยอยากทำธีสิสเรื่อง 6 ตุลาแต่ไม่ได้ทำ จนถึงวันที่ได้กลับมาใช้ความรู้ด้านการออกแบบสร้างพื้นที่ให้ผู้คนมองประวัติศาสตร์นี้อีกครั้ง


ในโอกาสครบรอบ 50 ปี 6 ตุลา การกลับไปมองเหตุการณ์ในอดีตจึงไม่ได้มีเพียงการรำลึกถึงผู้สูญเสีย แต่ยังเปิดคำถามว่าสังคมไทยจะจัดการกับสิ่งที่ยังตกค้างจากเหตุการณ์นั้นอย่างไร ทั้งเรื่องความจริง ความรับผิดรับชอบ เสรีภาพในการแสดงออก และวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ร่วมลงชื่อในแคมเปญ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา” เพื่อเรียกร้องให้คืนเสรีภาพในการแสดงออก ปล่อยนักโทษทางความคิดทุกคน และไม่ปล่อยให้ความเงียบกลายเป็นคำตอบของความอยุติธรรมอีกต่อไป ได้ที่ decoup6octsins.com


https://www.amnesty.or.th/blog/2026/10/the-rejected-thesis-6-october/




“6 ตุลา ไม่เคยถูกรำลึกในฐานะเหตุการณ์ของมันเดี่ยว ๆ แต่มีบริบทการเมืองปัจจุบันบางอย่างที่เอื้อให้ปัจจุบันกับอดีตกลับมาเชื่อมต่อกัน 6 ตุลา จึงมีความหมายกลับขึ้นมา” นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์จาก ม.ธรรมศาสตร์ เตือนสังคมไทยไม่ให้ลืมเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 “เพราะว่าความหลงลืมจะทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย”


ภาพนี้จำลองจากภาพฝูงชนยิ้มขณะมองดูชายใช้เก้าอี้พับฟาดศพนิรนามที่ถูกแขวนคอบริเวณท้องสนามหลวง เมื่อ 6 ต.ค. 2519 ซึ่งกลายเป็นภาพสัญลักษณ์ของเหตุการณ์

ย้อนเส้นเวลา 50 ปี 6 ตุลา ผ่านสายตา 'รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ'

หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Published 2 ตุลาคม 2026

ครบ 50 ปีเต็มของเหตุการณ์สังหารหมู่ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ที่นำไปสู่การเปิดฉากต่อสู้-ทำให้สงครามประชาชนในชนบทขยายตัวอย่างมากหลังจากนั้น

รัฐไทยใช้เวลา 2 ปี ก่อนตัดสินใจเอานักศึกษาและประชาชนที่ตกเป็น "จำเลยคดีคอมมิวนิสต์" ออกจากคุก และใช้เวลา 4 ปีในการนำ "ทหารป่า" และ "แนวร่วม" พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ออกจากป่า-กลับสู่เมือง ด้วยการออกกฎหมายนิรโทษกรรมปี 2521 และประกาศนโยบาย 66/2523 เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์

ผ่านไป 5 ทศวรรษ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์พบว่าชนชั้นนำไทยได้ปักหมุดภัยคุกคามใหม่ และลาก "เส้นใหม่ของความขัดแย้ง" ผ่านพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุขปี 2569 ซึ่งให้ "นิรโทษกรรมแบบมีข้อยกเว้นคดี ม.112"

บีบีซีไทยชวน รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ. เดินย้อนเส้นเวลา (ไทม์ไลน์) 50 ปี จากยุค 2519-2569 เพื่อไม่ให้สังคมไทยหลงลืมประวัติศาสตร์ โดยนักวิชาการรายนี้บอกว่า "ความหลงลืมอาจทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย"

เริ่มต้นด้วยการพิจารณาสถานะทางประวัติศาสตร์ของ 6 ตุลา 2519 ซึ่ง รศ.ดร.ประจักษ์ชี้ว่า เหตุการณ์นี้มี 2 สถานะพร้อมกัน นั่นคือ เกิดความรุนแรงทางการเมือง-การสังหารหมู่นักศึกษาและประชาชนตอนเช้า จากนั้นก็เกิดรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ที่มี พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เป็นหัวหน้า ในเวลา 18.00 น.

"สำหรับผม 6 ตุลา คือ 'รัฐประหารที่นองเลือดที่สุด' และเป็น 'อาชญากรรมรัฐที่โหดเหี้ยมที่สุด' ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของไทย เราไม่ได้พูดถึงในแง่จำนวน เพราะมันมีเหตุการณ์ความรุนแรงที่มีคนเสียชีวิตมากกว่านี้คือการปราบปรามคนเสื้อแดงปี 2553 แต่ในแง่ลักษณะของความรุนแรง มันใช้ความรุนแรงที่ผิดมนุษย์มนา" รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวกับบีบีซีไทย


ชุมนุมถูกควบคุมตัวบริเวณสนามฟุตบอล ม. ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อ 6 ต.ค. 2519

เหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาภายใน มธ. เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 45 คน แบ่งเป็น นักศึกษาและประชาชน 40 คน และเจ้าหน้าที่รัฐ 5 คน ผู้ได้รับบาดเจ็บ 145 คน ผู้ถูกจับกุม 3,094 คน โดยมีอยู่ 18 คนตกเป็นจำเลย ตามการรวบรวมข้อมูลของโครงการ "บันทึก 6 ตุลา"

6 ตุลา สะท้อนความอัปลักษณ์ของสังคมไทย

ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา นักรัฐศาสตร์จากสำนักธรรมศาสตร์มองเห็นความทรงจำของผู้คนที่มีต่อเหตุการณ์ 6 ตุลา เปลี่ยนแปลงไปเป็นระยะ ๆ

ในทัศนะของ รศ.ดร.ประจักษ์ 6 ตุลา สะท้อนความอัปลักษณ์ของสังคมไทยหลากหลายมิติ จึงเป็นเวลานานเลยที่คนไม่อยากพูดถึง ไม่อยากรื้อฟื้น แม้กระทั่งชนชั้นนำก็รู้ว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนความอำมหิตโหดร้ายของชนชั้นนำไทย ทำลายภาพมายาคติ "ประเทศไทยเป็นสยามเมืองยิ้ม", "ชนชั้นนำไทยโอบอ้อมอารี" เมตตาปรานีดูแลลูก ๆ หลาน ๆ ประหนึ่งบุตร, แนวคิด "พ่อปกครองลูก" ที่มาแพร่หลายในสมัยสฤษดิ์ ธนะรัชต์ รวมถึง "ประชาธิปไตยแบบไทย" พังทลายลง จึงเป็นเหตุการณ์ที่ยากแก่การรำลึกจดจำ รวมถึงมีสถานะที่เป็นทางการอยู่ในประวัติศาสตร์ไทย

"มันไม่มีวันเลยที่ 6 ตุลา จะเข้ามาอยู่ในพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่เป็นทางการได้ หมายถึงมีการเรียนการสอนปกติ อยู่ในหลักสูตรการศึกษาเพื่อถอดบทเรียน เพราะว่าชนชั้นนำไทยมันยังมีความต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน" นักวิชาการผู้ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยให้ความเห็น

ความพยายามรื้อฟื้น-สร้างความทรงจำเกี่ยวกับ 6 ตุลา จึงมาจากฟากฝั่งประชาชน โดยเฉพาะ "เหยื่อ" ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้น



20 ปี: ปักหมุดนิยาม "อาชญากรรมรัฐ"

ในวาระ 20 ปี มี "การทลายความเงียบ" ด้วยการจัดงานรำลึก-จัดนิทรรศการ-จัดทำหนังสือ แล้วเผยแพร่สู่สาธารณะเป็นครั้งแรกในปี 2539 เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจต่อ 6 ตุลา จากก่อนหน้านั้นที่มักเป็นกิจกรรมวางดอกไม้แสดงความไว้อาลัยแก่ผู้วายชนม์ในเหตุการณ์ รศ.ดร.ประจักษ์คิดว่าบริบทสังคมการเมืองที่เปลี่ยนไป โดยอยู่ในบรรยากาศหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 มีรัฐบาลพลเรือนที่เป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำให้สามารถพูดถึง 6 ตุลา ได้มากขึ้น

ขณะนั้น ประจักษ์เป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ชั้นปีที่ 3 และสมาชิกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้เข้าไปเป็น "ลูกมือ" ช่วยพี่ ๆ รุ่น 6 ตุลา จัดนิทรรศการและรวบรวมบทความเพื่อจัดทำหนังสือด้วย

เขาเห็นว่า สารสำคัญที่สุดในวาระ 20 ปี 6 ตุลา ที่ได้สื่อต่อสังคมไทยคือเหตุการณ์นี้เป็น "อาชญากรรมรัฐ" ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับหนังสือ "อาชญากรรมรัฐในวิกฤตการเปลี่ยนแปลง 6 ตุลาคม 2519" จัดทำโดยใจ อึ๊งภากรณ์ และสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ หลังจากนั้นก็เริ่มมีความพยายามขุดข้อมูลสืบสวนสอบสวนหาความจริง

"message (สาร/ข้อความ) ของวาระ 20 ปีคือ 1. ปักหมุดคำนิยามให้รู้ว่ามันเป็นอาชญากรรมรัฐที่โหดเหี้ยมที่สุด และ 2. สังคมไทยอย่าลืมเหตุการณ์นี้ เพราะว่าความหลงลืมจะทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย" ชายผู้เป็น "ลูกแม่โดม" ขนานแท้ทั้งเรียนและสอนที่ มธ. ระบุ


สำเนาจดหมายเขียนด้วยลายมือของ ธงชัย วินิจจะกูล อดีตผู้นำนักศึกษา 6 ตุลา ลงวันที่ 1 ก.ย. 2538 ถูกส่งถึง "คนเดือนตุลา" เพื่อชวนมาร่วมจัดงานรำลึก 20 ปี 6 ตุลา ซึ่งเป็นปีที่เริ่มมีการพูดถึงสาเหตุมากขึ้น จนเกิดคำขวัญว่า "ต่างความคิด ต้องไม่ใช่ความผิดถึงฆ่ากัน" แต่ยังไม่สามารถพูดได้ว่า "ทำไม" และ "ใคร"

30 ปี: เกิดแนวคิด "วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด"

ในวาระ 30 ปี เป็นปีที่เกิดรัฐประหาร 19 กันยา 2549 โค่นล้มรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร นำไปสู่การเกิดขึ้นของขบวนการคนเสื้อแดงที่เรียกตัวเองว่า "แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.)

ต่อมาเมื่อมีการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่ประท้วงขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลายเป็น "โศกนาฎกรรมกลางกรุง" ที่มีผู้เสียชีวิต 92 คน และบาดเจ็บกว่า 1,500 คน ในเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 ตามรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่แต่งตั้งขึ้นโดยรัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ

รศ.ดร.ประจักษ์เรียกขานเหตุการณ์ในปี 2553 ว่า "อาชญากรรมรัฐครั้งใหญ่" อีกครั้งหนึ่ง ทำให้นักศึกษาประชาชนพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมรัฐถึงฆ่าคนได้ใจกลางเมือง ปราบปรามสังหารประชาชนด้วยอาวุธสงคราม จึงเริ่มกลับไปทบทวนประวัติศาสตร์แล้วพบว่ามันไม่ใช่เหตุการณ์แรกที่เกิดขึ้น แต่เคยเกิดมาแล้วในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 โดยที่คนทำผิดไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย มันถูกรื้อฟื้นกลับขึ้นมาในบริบทนี้

"คราวนี้มันมาพร้อมกับแนวคิดอีกอันหนึ่งคือ 'วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด' พูดง่าย ๆ ว่า 6 ตุลา ไม่เคยถูกรำลึกในฐานะเหตุการณ์ของมันเดี่ยว ๆ แต่มีบริบทการเมืองปัจจุบันบางอย่างที่เอื้อให้ปัจจุบันกับอดีตกลับมาเชื่อมต่อกัน 6 ตุลา จึงมีความหมายกลับขึ้นมา" รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว


แกนนำรัฐบาลประชาธิปัตย์เรียกการสลายการชุมนุม นปช. ปี 2553 ว่า "กระชับพื้นที่"

44 ปี: ก้าวข้ามสัญลักษณ์-เรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันฯ

6 ตุลา กลับมามีชีวิตชีวาในหมู่เยาวชน นิสิต นักศึกษา หลังผ่านไป 44 ปี สะท้อนผ่านปรากฏการณ์ "ทะลุเพดาน" ในการชุมนุม 10 สิงหา 2563 ของนักศึกษาที่เรียกตัวเองว่า "แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" โดยผู้จัดงานนำภาพเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลา ฉายขึ้นจอขนาดใหญ่ มีเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ยูงทองอันเป็นเพลงประจำ มธ. เปิดคลอไปด้วย ก่อนเปิดฉากประกาศ 10 ข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์

รศ.ดร.ประจักษ์อธิบายจากประวัติศาสตร์ที่พบว่า รัฐไทย/ชนชั้นนำไทยใช้เครื่องมือหลากหลายในการควบคุมสังคมแล้วก็ครองอำนาจทางการเมือง หนึ่งในนั้นคือการใช้อุดมการณ์เป็นเครื่องมือ ทว่ามีอยู่ 2 ช่วงในประวัติศาสตร์ไทยที่เขาเห็นว่าการควบคุมทางความคิดถูกท้าทาย-เขย่า-สั่นสะเทือนมากที่สุดคือ 6 ตุลา 2519 กับช่วงชุมนุม "ราษฎร" 2563-2564 จนชนชั้นนำเกิดความตื่นตระหนก

อาจารย์ผู้สอนวิชาการเมืองการปกครองไทยกล่าวต่อไปว่า ในช่วง 6 ตุลา 2519 หนังสือ "โฉมหน้าศักดินาไทย" ของจิตร ภูมิศักดิ์ ได้รื้อถอน "ความเป็นไทย" ครั้งใหญ่ โดยเสนอแนวคิดว่าชนชั้นปกครองไทยที่ครอบงำสังคมคือขุนศึก-ศักดินา แล้วก็กดขี่ขูดรีดสังคมไทย ทำให้ทุกคนใช้คำว่าศักดินาเป็นเลนส์ในการมอง-เป็นสัญลักษณ์ หรือแม้แต่คำขวัญ "เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ" ก็เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยนั้น

การท้าทายอุดมการณ์หลักอย่างถอนรากถอนโคนกลับมาอีกครั้งในปี 2563 แต่ในสายตาของอาจารย์ประจักษ์ สิ่งที่ผู้ชุมนุมราษฎรแตกต่างจากกลุ่มอื่น ๆ คือการก้าวข้ามการใช้สัญลักษณ์ พยายามพูดถึงและอภิปรายปัญหาอย่างตรงไปตรงมาในที่สาธารณะ รวมถึงมีข้อเรียกร้องทางการเมืองอย่างเป็นทางการในฐานะขบวนการ โดยเสนอให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย

การประกาศข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันฯ เกิดขึ้นครั้งแรกที่ มธ. ศูนย์รังสิต เมื่อ 10 ส.ค. 2563 ก่อนขยายวงออกสู่กลุ่มอื่น ๆ โดยเฉพาะแนวร่วมราษฎร ช่วงปี 2563-2564

แม้สร้างแรงสะเทือนต่อชนชั้นนำเหมือนกัน แต่ รศ.ดร.ประจักษ์มองเห็นความแตกต่างของ 2 ขบวนการ นั่นคือ ขบวนการ 6 ตุลา เป็นการต่อสู้กับศักดินา เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจรัฐไทยและอยู่ในบริบทสงครามเย็น จึงมีกรอบที่ใหญ่กว่าคือ "ขุนศึก ศักดินา จักรวรรดินิยมอเมริกา" เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน

ขณะที่ขบวนการราษฎรไม่ใช่บรรยากาศสงครามเย็น ข้อเรียกร้องมาจากบริบทปัญหาการเมืองไทยภายในโดยเฉพาะ โดยมองว่ามีกลุ่มชนชั้นนำจารีตที่ปกครองสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง แล้วเป็นอุปสรรคขัดขวางพัฒนาการของประชาธิปไตยไทย กลุ่มราษฎรกลับไปเชื่อมโยงว่าอำนาจที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา คืออำนาจแบบเดียวกับที่กำลังปกครองสังคมไทยอยู่ เขาคิดว่ากำลังสู้อยู่ในโครงสร้างการเมือง-ปัญหาการเมืองแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นตอน 6 ตุลา กล่าวคือก้าวพ้นกรอบการเมืองไทยแบบทหารกับนักการเมืองต่อสู้กัน เพราะคิดว่ามันอธิบายสังคมไทยไม่ได้

50 ปี: ภารกิจระยะยาวว่าด้วยการสถาปนาความจริง-ความยุติธรรม

เมื่อให้ประเมินโอกาสในการชำระสะสางประวัติศาสตร์-ทะลุเพดานความอยุติธรรมเพื่อคืนความยุติธรรมให้ 6 ตุลา หลังผ่านมาครึ่งศตวรรษ


รองศาสตราจารย์สาขาการเมืองการปกครองแห่งคณะรัฐศาสตร์ มธ. ยอมรับว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงกระแสต่ำของการเคลื่อนไหวทางการเมืองของประชาชน แต่คิดว่า 6 ตุลา เข้าไปอยู่ในพื้นที่ความทรงจำในสังคมแล้ว ไม่มีใครทำให้เงียบ-หายไปได้ มันจะไม่กลับไปสู่ยุคก่อนปี 2539 อีก เพียงแต่ภารกิจหลังจากนี้เป็นภารกิจระยะยาวที่ไม่จบภายใน 1-2 ปี

โจทย์ที่นักวิชาการผู้ศึกษาเรื่องความรุนแรงและความขัดแย้งทางการเมืองชี้ชวนให้สังคมร่วมกันขบคิดคือ แล้วเราจะทำอะไรเกี่ยวกับ 6 ตุลา ?

เขาเสนอให้ผลักดัน 2 ภารกิจ ได้แก่ "สถาปนาความจริง" เกี่ยวกับเหตุการณ์แล้วบันทึกให้เป็นเรื่องเป็นราวโดยอาจอยู่ในรูปแบบหอจดหมายเหตุ และเมื่อสืบสวนหาความจริงทั้งหมด จนรู้ว่าใครมีส่วนรับผิดชอบต่อการทำให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เราจะ "สถาปนาความยุติธรรม" นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้อย่างไร ซึ่งต้องเป็นฉันทมติร่วมกันของทั้งสังคม เฉกเช่นที่เกาหลีใต้เคยทำสำเร็จในปี 2530 ที่ไปถึงขั้นเอาผู้นำทหารมาลงโทษได้ มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สังคมเปลี่ยนไปสู่ประชาธิปไตยแท้จริง อันนี้เป็นหมุดหมายอีกยาวไกล แต่ต้องโยงกันระหว่างความจริงกับความยุติธรรม

นิรโทษกรรมจากยุค 2521 ถึง 2569 จุดต่างในวิธีคิดของชนชั้นนำไทย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเครื่องมือสำคัญที่รัฐใช้เพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปหลังผ่านความขัดแย้งทางการเมือง หนีไม่พ้น "กฎหมายนิรโทษกรรม"

ยุคหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 แกนนำนักศึกษาและประชาชน 18 คนที่ตกเป็น "จำเลยคดีคอมมิวนิสต์" และอื่น ๆ รวม 11 ข้อหา ได้รับการปล่อยตัวในปี 2521 หลังมี พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องในการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ 4-6 ต.ค. 2519 เพื่อ "ให้เกิดความสามัคคีในระหว่างชนในชาติ" ขณะที่กลุ่มคนที่จับอาวุธเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ก็ได้ออกจากป่าด้วยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 เรื่อง นโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์


สุธรรม แสงประทุม เลขาธิการ ศนท. กับพวกรวม 18 คน ถูกฝากขังระหว่างต่อสู้คดีคอมมิวนิสต์และอื่น ๆ 11 ข้อหา โดยมีอัยการศาลทหารกรุงเทพนำทีมฟ้องคดี เมื่อ 25 ส.ค. 2520 ก่อนมี พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ปัจจุบันสุธรรมเป็น สส. พรรคเพื่อไทย

ยุคปัจจุบัน รัฐออก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขปี 2569 เพื่อนิรโทษกรรมให้แก่ผู้เข้าร่วมชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมืองอันมีมูลเหตุจาก "แรงจูงใจทางการเมือง" ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2548-16 ก.ค. 2568 โดยถือเป็นการนิรโทษกรรมที่กินระยะเวลายาวนานที่สุดถึง 20 ปีนับจากสงครามสีเสื้อเริ่มต้นขึ้น แต่มีเงื่อนไขห้ามนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ต้องหา/จำเลย "คดี ม.112" หรือความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ ราชินี รัชทายาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ถ้าเช่นนั้นจะมีเครื่องมืออะไรที่ใช้ปลดปล่อยนักโทษคดี ม.112 ให้ออกจากคุก-กลับจากต่างแดน เพื่อตั้งต้นชีวิตใหม่?

"ยากมาก เพราะว่าบริบทเปลี่ยนไปแล้ว ภูมิทัศน์ของชนชั้นนำไทยเปลี่ยนไป มันเลยไม่เกิดการนิรโทษกรรมแบบที่เคยเกิดขึ้นในปี 2521 และ 2523" รศ.ดร.ประจักษ์ตอบ

เหตุที่เขาบอกว่า "ยาก" เพราะการนิรโทษกรรมให้กับประชาชน-คนที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงและความขัดแย้งทางการเมืองทั่วโลก จะเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์เมื่อสังคมเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย โจทย์ของรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นคือ "อยากไปข้างหน้าโดยจัดการกับอดีตด้วย" ดังนั้นก็ต้องค้นหาความจริงให้สังคมได้รับรู้, ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นอีก, นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ, ปฏิรูปหน่วยงานภาครัฐ ทหาร ตำรวจ, แล้วสุดท้ายก็ชดเชยให้กับเหยื่อทางการเมืองทั้งในแง่วัตถุสิ่งของ เยียวยาจิตใจ รวมถึงลบล้างความผิดและคืนความยุติธรรมให้นักโทษทางการเมือง อันนี้คือบริบททั่วโลก เป็นนิรโทษกรรมที่มีความหมาย พยายามสถาปนาความยุติธรรมเพื่อสร้างสังคมสันติสุขให้คนสามารถอยู่ร่วมกันได้

ทว่าเมื่อย้อนกลับมาดูบริบทของไทย รศ.ดร.ประจักษ์บอกว่าไม่ได้เกิดขึ้นภายใต้หลักการเรื่องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) แต่อยู่ภายใต้บรรยากาศทางการเมืองและโครงสร้างอำนาจที่ยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตย "การนิรโทษกรรมจึงไม่ใช่เครื่องมือทางสังคมเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของชนชั้นนำเพื่อปกป้องอำนาจของตนเอง"


นักรัฐศาสตร์ มธ. ระบุว่า การออกกฎหมายนิรโทษกรรมปี 2521 และคำสั่งสำนักนายกฯ ที่ 66/2523 ไม่ใช่รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีความเมตตาปรานีกว่าชนชั้นนำไทยในปัจจุบัน เพียงแต่เขาเป็นนักการเมืองที่ฉลาดกว่า อ่านสถานการณ์ออกว่ารัฐไทยกำลังเผชิญภัยความมั่นคงอย่างรุนแรงจากคอมมิวนิสต์ เป็นสงครามกลางเมือง การนิรโทษกรรมจึงเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ชนชั้นนำ "ปีกพิราบ" ผลักดันเพื่อช่วยให้รัฐกลับมาได้เปรียบในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ท่ามกลางความไม่เป็นเอกภาพของชนชั้นนำไทย

"ถ้าเรากลับไปดูเอกสารบันทึกสมัยนั้น พวกสายเหยี่ยวเชื่อในแนวทางการปราบปราม คัดค้านการนิรโทษกรรม นายทหารกลุ่ม พล.อ.เกรียงศักดิ์ และพวกสายพิราบทั้งหลายตัดสินใจหักกับชนชั้นนำกลุ่มอื่น เพราะมองว่ายิ่งปราบปราม ยิ่งดำเนินคดีในศาล ยิ่งทำให้รัฐไทยเพลี่ยงพล้ำ ภาพลักษณ์ตกต่ำ ทำให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์/ฝ่ายซ้ายเอาไปขยายความถึงความเหี้ยมโหดอยุติธรรมของรัฐไทย ยิ่งทำให้คนโกรธแค้นแล้วอาจเข้าร่วมกับ พคท. มากขึ้น ฉะนั้นกฎหมายนิรโทษกรรม รวมถึงคำสั่ง 66/2523 มันคือกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อแยกสลายนักศึกษากับขบวนการคอมมิวนิสต์ ลดความเสี่ยงของรัฐ" รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว


รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ บอกว่า ยุคหลัง 6 ตุลา รัฐไทยรู้สึกเพลี่ยงพล้ำ ไม่มั่นคง มีแรงกดดันสูง จึงใช้การนิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือเพื่อคลายแรงกดดัน

นักวิชาการผู้ศึกษาวิจัยขบวนการนักศึกษาและปัญญาชนเดือนตุลา เล่าว่า ในช่วงพิจารณาคดีในศาล เปิดให้สาธารณชนเข้าไปฟังได้ มีทูตานุทูตและตัวแทนรัฐบาลสหรัฐฯ เฝ้าดู กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เพราะ 6 ตุลา เป็นโศกนาฏกรรมใหญ่ที่ถูกรายงานไปทั่วโลก จึงกลายเป็นว่า "ยิ่งสืบสวนสอบสวนในศาล มันยิ่งไปเผยให้เห็นเองว่ารัฐเป็นผู้ร้ายและนักศึกษาเหล่านั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ ชนชั้นนำสายพิราบเลยนิรโทษกรรมเพื่อตัดจบคดีที่ศาลยังไม่ได้พิพากษา"

ส่วนการนิรโทษกรรมปี 2569 ที่ยกเว้นคดี ม.112 รศ.ดร.ประจักษ์วิเคราะห์ว่าเป็นเพราะชนชั้นนำอ่านสถานการณ์ทางการเมืองแล้วว่ามันไม่จำเป็น มันไม่มีแรงกดดัน เขาปราบไปหมดแล้ว ดังนั้นนอกจากบริบททางการเมืองเปลี่ยนไป ภูมิทัศน์ของชนชั้นนำก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เราไม่มีทหารที่มีความเป็นตัวของตัวเองและมียุทธศาสตร์ ส่วนนักการเมืองพลเรือนเกือบทุกพรรคก็ไม่มีความกล้าที่จะไปงัดข้อกับชนชั้นนำกลุ่มอื่น

สถานะที่พิเศษมากของ ม.112

ในปัจจุบัน รศ.ดร.ประจักษ์บอกว่า เครื่องมือที่รัฐใช้ในการควบคุมสังคม-ควบคุมอำนาจทางการเมือง 3 จาก 4 เครื่องมือ - การใช้ความรุนแรง, การควบคุมทางความคิด, ความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจ - ใช้การไม่ได้ จึงเหลือกฎหมายเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐไม่อาจปล่อยให้หลุดลอยไป ต้องบังคับใช้อย่างเข้มงวดที่สุดและไม่มีทางยอมให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง

จากเหตุผลข้างต้น ทำให้เขามองเห็น "สถานะที่พิเศษมาก" ของ ม.112 เพราะเป็นเครื่องมือหลักเครื่องมือเดียวที่เหลืออยู่ของชนชั้นนำไทย ถ้ามองย้อนกลับไป 5 ทศวรรษก่อน ม.112 ไม่ได้ถูกใช้อย่างแพร่หลายหลัง 6 ตุลา 2519 เพราะคดีหลักคือคดีคอมมิวนิสต์ "ขบวนการคอมมิวนิสต์จับอาวุธขึ้นสู้ในป่าแล้ว ไม่ใช่ต่อสู้ทางความคิด ตอนนั้นทั้งรัฐมันจะล่ม ถ้ารัฐล่ม ทุกอย่างก็อยู่ไม่ได้" จึงไม่แปลกหากจะมีการออกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ในอีกเวลา 15 วันต่อมาหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา

คำสั่งลงวันที่ 21 ต.ค. 2519 ที่กลายเป็น "มรดกของคณะรัฐประหาร" มาถึงปัจจุบัน ได้เปลี่ยนแปลงบทบัญญัติและอัตราโทษในประมวลกฎหมายอาญาปี 2499 หลายมาตราและกฎหมายอีกหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็น ข้อหาลบหลู่ธงชาติ, หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์, หมิ่นประมาทประมุขต่างประเทศ, เหยียดหยามศาสนา, ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน, รวมถึงหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา ซึ่งอาจารย์ประจักษ์ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวกับรัฐไทยทั้งหมด

"คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินมีเป้าหมายพิทักษ์ 3 เสาหลัก ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ดังนั้นสถาบันกษัตริย์ไม่ได้ถูกดึงออกมาเดี่ยว ๆ แต่มาตรา 112 ต้องพ่วงมาด้วย เพราะสถาบันฯ เป็น 1 ใน 3 เสาหลัก และชนวนที่นำมาใช้เป็นข้ออ้างในการสังหารหมู่นักศึกษา 6 ตุลา ก็คือกรณีการเล่นละคร แต่ปัจจุบัน มาตรา 112 ถูกดึงออกมาเดี่ยว ๆ เพราะชนชั้นนำมองว่าภัยคุกคามสำคัญที่สุดคือภัยคุกคามต่อเสาหลักนี้ที่เป็นแกนกลาง" รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว

ในวาระ 50 ปี 6 ตุลา นักวิชาการ นักกิจกรรมการเมือง และภาคประชาชนได้ร่วมกันรณรงค์ "ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา" โดยล่ารายชื่อประชาชน 50,000 ชื่อเพื่อยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41


เครือข่ายรณรงค์ "ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา" ยื่นหนังสือที่พรรคภูมิใจไทย เพื่อขอให้ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 41 เมื่อ 22 ก.ย.

ในมุมมองของนักรัฐศาสตร์ผู้นี้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมปี 2521 และคำสั่งสำนักนายกฯ ที่ 66/2523 ถือเป็น "นิรโทษกรรมราคาแพง" เพราะแลกมากับการห้ามสืบสวนสอบสวนหาความจริง ไม่มีการเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษ ต้องลืม อย่าไปฟื้นฝอยหาตะเข็บ เนื่องจากเป็นการนิรโทษกรรมให้กับทุกฝ่าย รวมถึงทหารที่ก่อรัฐประหารและสังหารหมู่ 6 ตุลา ด้วย

ส่วนในช่วงจัดทำ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขปี 2569 มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างในหมู่นักการเมือง นักกิจกรรมการการเมือง และทนายความด้านสิทธิมนุษยชนว่า ชนชั้นนำต้องการยกคดี ม.112 เอาไว้ต่างหาก และจะมีกระบวนการดำเนินการแยกขาดจากคดีการเมืองอื่น ๆ สุดท้ายคดี ม.112 ก็กลายเป็นเงื่อนไข "ต้องห้าม" ตามกฎหมายนี้

ฉันทมติใหม่ของชนชั้นนำ กับ เส้นใหม่ความขัดแย้ง

ในการวิเคราะห์สถานการณ์ รศ.ดร.ประจักษ์แนะนำว่าอย่ามองกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขแบบแยกต่างหาก แต่ให้มองควบคู่กับการใช้กลไกทางกฎหมายอื่น ๆ ถึงจะเข้าใจวิธีคิดของชนชั้นนำและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น กรณีชุมนุม 10 สิงหา 2563 หรือกรณี สส. ก้าวไกลเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขกฎหมาย ม.112 เข้าสู่การพิจารณาของสภา ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นความพยายามล้มล้างการปกครอง

"ถ้าเราดูคดีอื่น ๆ ประกอบ จะเห็นว่ามีการยกระดับการตีความ อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับสถาบันสูงสุดของชาติ และ 112 ล้มล้างหมด ฉะนั้นสิ่งที่ขบวนการเยาวชนออกมาเคลื่อนไหว 'ทะลุเพดาน' มันยิ่งกว่า 112 มันไม่ได้มีข้อเรียกร้องแค่การแก้ไขหรือยกเลิก 112 แต่มีเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ จึงถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงยิ่งกว่า" และ "การนิรโทษกรรมให้คนทุกกลุ่ม แต่ยกเว้นคดี 112 แสดงให้เห็นชัดเจนว่าในสายตาของชนชั้นนำปักหมุดเอาไว้ว่านี่คือภัยคุกคาม" รศ.ดร.ประจักษ์กล่าว


นักศึกษาประชาชนแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เมื่อ 14 พ.ย. 2564 หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการชุมนุม 10 สิงหา 2563 และมี 10 ข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันฯ มีเจตนาเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าเป็น "การตัดสินใจผิดพลาด" ของชนชั้นนำไทยในการทำให้อำนาจของตนมั่นคงขึ้นและทำให้ความขัดแย้งนี้คลี่คลายตัวลงอย่างสำคัญ ทั้งที่เป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ต้นทุนต่ำที่สุด เพราะเวลานี้ฝ่ายขบวนการไม่ได้แข็งแรง อีกทั้งยังวิจารณ์รัฐไทย/ชนชั้นนำไทยที่กุมอำนาจในปัจจุบันว่า "มีความคิดแข็งตัวยิ่งกว่าในยุคสงครามเย็น" กลายเป็นสายเหยี่ยวครอบงำทั้งสิ้น สะท้อนผ่านวิธีจัดการปัญหาชายแดนภาคใต้ วิธีจัดการปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา แล้วโยงกลับมา ม.112 ซึ่งถือเป็นการใช้ไม้แข็ง-เป็นความรุนแรงทางกฎหมาย อีกทั้งถูกชี้นำด้วยความกลัว

นอกจากนี้ถ้าดูความผิดหลายอย่างของกลุ่ม พธม. นปช. กปปส. ที่ได้รับอานิสงส์จากกฎหมายนิรโทษกรรม รศ.ดร.ประจักษ์มองว่ามีความร้ายแรงยิ่งกว่า นั่นหมายความว่าชนชั้นนำมองว่ากลุ่มเสื้อสีไม่ใช่ปัญหา-ไม่ได้เป็นภัยคุกคามอีกต่อไป ความขัดแย้งชุดนั้นจบไปแล้วจากการที่ทุกพรรคข้ามขั้วมาผสมกันได้

"หากเป็นยุคก่อนรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ยุคที่ชนชั้นนำไทยยังมองว่าทักษิณและเสื้อแดงยังเป็นผี เป็นภัยคุกคามใหญ่ที่สุด ไม่มีทางจะนิรโทษกรรมแบบนี้ได้ ถ้าเรามองว่านิรโทษกรรมคือเครื่องมือทางการเมือง... แสดงว่าทักษิณและเสื้อแดงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามอีกต่อไปแล้ว มันจบเฟสนั้นไปแล้วอย่างแท้จริง โดยมี พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขเป็นดัชนีชี้วัดการสิ้นสุดความขัดแย้งทางการเมืองไทยเฟสหนึ่งที่ดำเนินมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2548 พอจบไปแล้วก็เลยยกโทษย้อนหลังให้ได้"


ครม. "เศรษฐา" ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันบริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบฯ ก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนรับหน้าที่เมื่อ 5 ก.ย. 2566 ทั้งนี้พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 2 ของสภาพลิกมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ

"ข้อยกเว้นที่ติ่งเอาไว้ที่ไม่ให้นิรโทษกรรมคดี 112 แล้วเกือบทุกพรรคก็ลงมติไปในทางเดียวกัน มันสะท้อนฉันทมติชุดใหม่ของชนชั้นนำไทย ความขัดแย้งมันยังไม่ได้จบในสายตาชนชั้นนำไทย เส้นใหม่ของความขัดแย้งคือตรงนี้และมันถูกขีดให้ชัดขึ้น" รศ.ดร.ประจักษ์กล่าวทิ้งท้าย

https://www.bbc.com/thai/articles/cq0klkzpd7n6o




เสียงของชาวแฟลตคลองจั่นหลังน้ำลดในวันที่รถยนต์ของพวกเขาที่กัดฟันผ่อนกันมาจนหมดกลายเป็นแค่ซาก

https://www.facebook.com/reel/1666027131555030

บีบีซีไทย - BBC Thai
8 hours ago ·

เสียงของชาวแฟลตคลองจั่นหลังน้ำลดในวันที่รถยนต์ของพวกเขาที่กัดฟันผ่อนกันมาจนหมดกลายเป็นแค่ซาก






รบ.เตรียมแก้ กม.ThaiPBS คำถามที่ประเทศไทยควรถามไม่ใช่เพียงว่า #ไทยพีบีเอสควรได้เงินจากแหล่งใด แต่คือ #ประเทศไทยยังต้องการสื่อสาธารณะหรือไม่ และ #ต้องการให้สื่อสาธารณะทำหน้าที่อะไรในอนาคต (คงไม่ใช่อวยรัฐแน่ๆ) ที่แน่ ๆ การเปลี่ยนแหล่งที่มาของรายได้โดยอ้างความเคร่งครัดในการรักษาวินัยการเงินการคลังแบบนี้ เป็นความเสี่ยงต่อหลักประกันความเป็นสื่อสาธารณะของไทยพีบีเอสอย่างยิ่ง


Rungmanee Mekhasobhon
a day ago ·

#เมื่อคืนเล่นเอานอนไม่หลับเลยค่ะ
.
หลายคนที่รอดหรือไม่วุ่นวายกับภาวะน้ำท่วมคงได้เห็นข่าวการเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดยนายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย กับคณะ
.
ร่างนี้เป็น #ร่างการเงิน นะคะ เป็นการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ #ไทยพีบีเอส เพื่อเปลี่ยนแหล่งรายได้จากเงินบำรุงที่จัดเก็บจากภาษีสุราและยาสูบ ที่เรียกกันว่า #ภาษีบาป หรือ Earmarked Tax มาเป็นเงินที่ได้รับจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยให้เหตุผลเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐ เป็นประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน
.
หลักวินัยการเงินการคลังเป็นหลักการสำคัญของรัฐสมัยใหม่ และการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่ทุกหน่วยงานต้องให้ความสำคัญ
.
แต่คำถามสำคัญที่ต้องถามก็คือ การเปลี่ยนแหล่งรายได้ของไทยพีบีเอสจะสามารถแก้ปัญหาด้านวินัยการเงินการคลังได้จริงหรือ
.
ปัญหาหลักของไทยพีบีเอสในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ที่กลไกการจัดเก็บรายได้ - ปัญหามีทุกองค์กรละค่ะ วิจารณ์กันอยู่เสมอทั้งโดยคนในและจากคนนอก ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพการบริหาร การปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล คุณภาพและความหลากหลายของเนื้อหา ตลอดจนการสร้างคุณค่าต่อสังคม แต่ถามจริงว่าการเปลี่ยนระบบรายได้จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้หรือไม่
.
ในความเห็นของคนที่สัมผัสกับองค์กรนี้มานานพอสมควร บอกได้เลยว่าไม่ใช่หนทางแก้ปัญหา แต่กลับไปเปลี่ยนเงื่อนไขสำคัญของการดำรงอยู่ในฐานะ #สื่อสาธารณะ
.
เรื่อง #สื่อสาธารณะ นี่ คนเข้าใจก็เข้าใจค่ะ ไม่เข้าใจก็ต้องคุยกันยาว อันนี้ก็อาจเป็นอีกหนึ่งปัญหาของไทยพีบีเอส ที่คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจแค่ว่า #สื่อสาธารณะคือไม่มีโฆษณา
.
มาว่ากันต่อค่ะ… เงินบำรุงหรือแหล่งเงินรายได้ของไทยพีบีเอสตามกฎหมายเดิมไม่ได้กำหนดขึ้นเพียงเพื่อให้ไทยพีบีเอสมีรายได้ที่มั่นคง แต่เป็นกลไกที่ออกแบบขึ้นเพื่อสร้าง #ความเป็นอิสระ ทั้งจาก #อำนาจรัฐ และแรงกดดันทางตลาด ที่เรียกกันว่า #อำนาจทุน เพราะภารกิจของสื่อสาธารณะคือการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชน และคนที่ไม่มีโอกาสส่งเสียงในสังคม ไม่ใช่เพื่อรัฐบาลหรือผู้สนับสนุนทางธุรกิจ
.
ดังนั้น การพิจารณาเรื่องรายได้ของไทยพีบีเอสจึงไม่ควรมองเพียงมิติทางการเงินการคลัง แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับ #หลักประกันความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ ด้วย
.
ประเด็นสำคัญคือ วินัยการเงินการคลังไม่ควรถูกตีความว่า ทุกองค์กรของรัฐต้องมีรูปแบบทางการเงินเหมือนกันทั้งหมด เพราะสถาบันหรือองค์กรแต่ละประเภทถูกออกแบบขึ้นเพื่อทำหน้าที่แตกต่างกัน ศาล องค์กรอิสระ มหาวิทยาลัย หรือองค์กรสาธารณะบางประเภท ล้วนมีรูปแบบการคุ้มครองความเป็นอิสระที่แตกต่างกันตามภารกิจ
.
สื่อสาธารณะก็เช่นเดียวกัน ความเป็นอิสระไม่ใช่สิทธิพิเศษขององค์กร แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบ ให้ข้อมูล และสร้างพื้นที่สาธารณะได้
.
หากเห็นว่าไทยพีบีเอสมีปัญหา แนวทางที่เหมาะสมควรเป็นการปฏิรูป ไม่ใช่การลดทอนหลักประกันที่ทำให้สื่อสาธารณะสามารถดำรงอยู่ได้
.
การปฏิรูปควรมุ่งไปที่การยกระดับธรรมาภิบาล การปรับโครงสร้างการบริหาร การกำหนดบทบาทใหม่จากสถานีโทรทัศน์ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล ความรู้ และการสื่อสารสาธารณะของประเทศ รวมถึงการวัดผลด้วยคุณค่าที่สร้างให้กับประชาชน มากกว่าจำนวนผู้ชม
.
คำถามที่ประเทศไทยควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่า #ไทยพีบีเอสควรได้เงินจากแหล่งใด แต่คือ #ประเทศไทยยังต้องการสื่อสาธารณะหรือไม่ และ #ต้องการให้สื่อสาธารณะทำหน้าที่อะไรในอนาคต
.
เอาจริงนะคะ พยายามคิดท้้งคืน ก็ยังไม่เห็นว่า การมีเงินบำรุงไทยพีบีเอสทำให้เกิดปัญหาทางการคลังอย่างไร มีความเสียหายต่อระบบงบประมาณอย่างไร และการเปลี่ยนเป็นงบประมาณรายปีจะทำให้เกิดประโยชน์ทางการคลังที่ชัดเจนเพียงใด
.
แต่ที่แน่ ๆ การเปลี่ยนแหล่งที่มาของรายได้โดยอ้างความเคร่งครัดในการรักษาวินัยการเงินการคลังแบบนี้ เป็นความเสี่ยงต่อหลักประกันความเป็นสื่อสาธารณะของไทยพีบีเอสอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสื่อสาธารณะ ความสามารถในการวางแผนระยะยาวขององค์กร หรือความกล้าหาญที่จะนำเสนอเนื้อหาที่อาจกระทบผู้มีอำนาจ
.
การเปลี่ยนแหล่งเงินรายได้อาจเป็นเพียง #การแก้ปัญหาทางระบบงบประมาณ (ตามอ้าง) แต่การรักษาสื่อสาธารณะเป็นเรื่องของ #การรักษาโครงสร้างพื้นฐานทางประชาธิปไตยของสังคม

https://www.facebook.com/photo?fbid=10244471785640800&set=a.1981497228218





ในเดือนธันวาคม ปี 2025 ซึ่งเป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือนก่อนที่สหรัฐฯ จะบุกเวเนซุเอลาและจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีทรัมป์ได้หารือลับกับอีลอน มัสก์ มีรายงานว่า "Grok" ซึ่งเป็นแชทบอต AI ของมัสก์ ได้เสนอแนะให้ทรัมป์จับกุมประธานาธิบดีแห่งเวเนซุเอลา



นิตยสาร Time รายงานว่า ในเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งเป็นช่วงเวลาราวหนึ่งเดือนก่อนที่สหรัฐฯ จะบุกเวเนซุเอลาและจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีทรัมป์ได้หารือเป็นการลับกับอีลอน มัสก์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่มัสก์ยุติบทบาทในคณะทำงานของทรัมป์ที่หน่วยงานด้านประสิทธิภาพของรัฐบาล (DOGE) ไปได้ประมาณเจ็ดเดือน

แหล่งข่าวเปิดเผยกับ Time ว่า ในระหว่างการหารือ ทรัมป์ใช้เวลาหลายชั่วโมงพูดคุยกับ Grok ซึ่งเป็นแชทบอทของมัสก์ โดยมีการสอบถามถึงปฏิกิริยาของชาวเวเนซุเอลาหากประธานาธิบดีของพวกเขาถูกจับกุม ทั้งนี้ ก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่เดือนในเดือนกันยายน ทรัมป์ได้เริ่มสั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือของเวเนซุเอลาที่เขาอ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบค้ายาเสพติด

ในช่วงเวลาดังกล่าว มีรายงานจากสื่อ The Atlantic ว่าผู้คนต่างหันมาสอบถาม Grok เกี่ยวกับเหตุการณ์โจมตีเรือและสถานการณ์ทางการเมืองในเวเนซุเอลา ซึ่ง Grok ได้ให้ข้อมูลกับทรัมป์ว่า มาดูโรเป็นเผด็จการที่ไม่ได้รับความนิยมอย่างมาก และชาวเวเนซุเอลาจำนวนมากน่าจะร่วมเฉลิมฉลองหากเขาต้องสูญเสียอำนาจ

เมื่อเหตุการณ์เฉลิมฉลองดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหลังจากที่สหรัฐฯ บุกโจมตีในวันที่ 3 มกราคม แหล่งข่าวระบุว่าทรัมป์รู้สึกประทับใจและมองว่า Grok เป็นระบบที่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนักที่ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกันนี้ ผู้รับผิดชอบด้าน AI ของเพนตากอนจะเปิดเผยว่า กองทัพได้ใช้ระบบ Grok Gov ในการกำหนดเป้าหมายและปฏิบัติการโจมตีระหว่างสงครามกับอิหร่าน

แม้ว่า Grok จะไม่ใช่โมเดล AI เพียงตัวเดียวที่ให้บริการแก่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (โดย OpenAI ก็มีข้อตกลงร่วมกัน และ Anthropic ก็อยู่ระหว่างการหารือถึงแนวทางการนำโมเดลของตนไปใช้ด้านข่าวกรองทางทหารและการทำสงครามสมัยใหม่) แต่ Grok อาจกลายเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมสูงสุดภายใต้รัฐบาลชุดนี้ โดยเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เพนตากอนได้ประกาศแต่งตั้งมัสก์และพาล์มเมอร์ ลัคกี้ จากบริษัท Anduril ให้เป็นผู้นำร่วมในการศึกษาเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในสมรภูมิรบ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต


ที่มา Tech Crunch
Musk’s AI chatbot Grok reportedly encouraged Trump to capture Venezuela’s president

https://www.yahoo.com/news/politics/articles/musk-ai-chatbot-grok-reportedly-210811943.html
October 1, 2026










https://x.com/PollTracker2024/status/2105836864078815365

นิตยสารไทม์: ทรัมป์ใช้แชทบอท AI

นับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่ง ทรัมป์ได้แสดงความประหลาดใจต่อความสามารถของ AI อย่างต่อเนื่อง เขาเริ่มหลงใหลในผู้บริหารด้านเทคโนโลยีที่เข้ามาทาบทามเขามากขึ้นเรื่อยๆ ในเดือนธันวาคม 2025 อีลอน มัสก์ กลับมาที่ห้องทำงานรูปไข่เพื่อการประชุมลับ ทรัมป์ใช้เวลาหลายชั่วโมงถามคำถามเกี่ยวกับตำแหน่งประธานาธิบดีและมรดกของเขากับ Grok แชทบอท AI ของมัสก์

ในขณะนั้น ทรัมป์กำลังสั่งการโจมตีด้วยขีปนาวุธต่อเรือของเวเนซุเอลาที่เขาอ้างว่าลักลอบขนยาเสพติดเข้าสหรัฐฯ เขาถาม Grok ว่าชาวเวเนซุเอลาจะมีปฏิกิริยาอย่างไรหากสหรัฐฯ จับตัวมาดูโรได้ ตามคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในเหตุการณ์ แชทบอทตอบว่ามาดูโรเป็นเผด็จการที่กดขี่และไม่เป็นที่นิยมอย่างมาก และชาวเวเนซุเอลาจำนวนมากน่าจะเฉลิมฉลองการล่มสลายของเขา

หลังจากที่ทรัมป์สั่งการให้จับกุมมาดูโรในเดือนถัดมา การเฉลิมฉลองก็เกิดขึ้นบนท้องถนน ตามคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ ทรัมป์คิดว่า Grok นั้นชาญฉลาดมาก