วันพุธ, ธันวาคม 12, 2561

ปลดล็อคแต่ไม่ล้างคดี คือวิธีการเอาเปรียบของ คสช.

พ้นวันสิทธิมนุษยชนสากล (๑๐ ธันวา) ได้เวลา คสช.งัดมาตรา ๔๔ ออก คำสั่ง มาจัดระเบียบการเมืองรัวๆ นอกจากหลักใหญ่ ปลดล็อคเห็นควรให้พรรคการเมือง “สามารถรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เพื่อนำเสนอนโยบายที่ใช้ในการบริหารประเทศ”

แล้ว คสช.ยังเพิ่มหลักย่อยขนาดยักษ์ ยกเลิกประกาศ ปปช. ที่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงของรัฐ ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน หลังจากที่มีกรรมการสภามหาวิทยาลัยโวยวายและแห่ลาออกกันใหญ่ ทว่าคำสั่ง ๒๑/๒๕๖๑ อ้างเหตุเพียงว่าประกาศนั้น “ส่งผลให้การบริหารจัดการภายในหน่วยงานบางแห่งประสบปัญหา”

โดยให้ ปปช. ไปทำการวางระเบียบใหม่ คราวนี้ไม่เพียงพวกกรรมการสภามหาวิทยาลัยได้เฮกันแล้ว อาณิสงค์แผ่สร้านไปถึง “นิติบุคคลซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสำหรับข้าราชการพลเรือน และปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพสำหรับข้าราชการทหาร และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

และให้หมายความรวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดกรุงเทพมหานคร กรรมการและผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หัวหน้าหน่วยงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ” ด้วย


การปลดล็อคและยกเลิกคำสั่งหัวหน้ารัฐประหาร “เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินหรือการดำเนินการเกี่ยวแก่ทรัพย์สินของบุคคล” อาจทำให้นักการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐประหาร อย่าง จาตุรนต์ ฉายแสง พรรค ทษช. และ สมบัติ บุญงามอนงค์ พรรคเกียน ได้โล่งอกเสียที

แต่นักการเมืองรุ่นใหม่ อย่างปิยบุตร แสงกนกกุล พรรคอนาคตใหม่ กลับเห็นว่า ‘too little, too late’ เป็นการ “ปลดล็อคที่ไม่ปลดล็อค” อดีตอาจารย์สอนกฏหมายปกครองดีกรีสำนักฝรั่งเศส ตำหนิว่า

“ประชาชนผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย กลับยังคงถูกล็อกด้วย โซ่ตรวน ในนามของ คดีความ ต่อไป เนื่องจากในคำสั่งใหมของ คสช.นี้นั้น มีการ “ยกเว้นไว้ว่าคดีใดที่ดำเนินอยู่ก็ให้ดำเนินคดีต่อไป” เขาหมายถึงบรรดานักกิจกรรมจำนวนมากที่เคยประท้วงคณะรัฐประหาร เรียกร้องการเลือกตั้ง ถูกทหาร คสช. เอาคดี ม.๑๑๖ ปักหลังกันไว้ระนาว

เขาอ้างในหลักวิชาการว่า “เมื่อกฎหมายที่กำหนดฐานความผิดและโทษถูกยกเลิกไป การดำเนินคดีต่างๆ ตามกฎหมายนั้นก็ต้องสิ้นสุดลงด้วย ซึ่งนักกฎหมาย คสช.ย่อมทราบดี” ไม่ควรที่จะแสร้งทำเป็นตาบอดตาใส ไม่รู้ไม่ชี้กับการใช้เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน
“การเขียนยกเว้นไว้เช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติมองประชาชนผู้รักประชาธิปไตยที่ไม่เห็นด้วยกับ คสช.เป็นฝ่ายตรงข้าม ต้องดำเนินคดีให้หลาบจำ” ดร.ปิยบุตร เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์เฟชบุ๊คจี้จุดสำคัญในวิธีการเอารัดเอาเปรียบของ คสช.

นอกจากการเอาเปรียบเล็กน้อย เช่นเปิดเวทีปราศรัยหาเสียงตั้งแต่ยังไม่ปลดล็อค เช่นกรณีที่พยานเอกคดี ๖ ศพวัดปทุมฯ แหวนณัฏฐธิดา มีวังปลา ปูดเมื่อ ๙ ธันวาว่า ที่ขอนแก่นมีการตั้งเวทีปราศรัยหาเสียงให้แก่นายเจริญ แซ่เต็ง ผู้สมัคร สส.พรรคพลังประชารัฐเขต ๑๐ ในงานมีการว่าจ้างวงหมอลำ กับคณะดนตรีของ ต่าย อรทัย มาแสดงก่อนที่ผู้สมัครจะขึ้นปราศรัย

เล่ห์กลในการเอาเปรียบนักการเมืองอื่นๆ ของ คสช. อีกอย่างหนาก็คือ ทั้งที่มีเสียงวิพากษ์ขรมว่า ผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐ ได้แก่ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรค ล้วนดำรงตำแหน่งอยู่ในรัฐบาลปัจจุบัน

ควรที่จะลาออกเสียก่อนที่จะมีการปลดล็อคให้พรรคการเมืองหาเสียงได้ แต่ว่า “ผู้ใหญ่ใน พปชร. ได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ โดยไม่ให้ ๔ รัฐมนตรีลาออก” เสียฉิบ อ้างอย่างตรงฉินว่า “เพราะไม่มีกฎหมายบังคับ” แต่กลับเป็นความได้เปรียบในฐานะรัฐบาลผู้จัดการเลือกตั้ง

เนื่องเพราะ “การเลือกตั้ง ๒๔ ก.พ. ๖๒ คสช. ไม่ใช่ คนกลาง แต่เป็นคู่ขัดแย้ง เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในการเมืองไทย” ดังนั้น ดร.ปิยบุตรชักชวนให้ ช่วยกัน “ทำให้ประกาศคำสั่ง คสช.ที่อยุติธรรมเหล่านี้เป็นโมฆะ คืนความเป็นธรรมให้แก่ เหยื่อ ที่ถูกดำเนินคดีจากการต่อต้าน คสช.”

ด้วยการใช้การเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึงนี้ เป็นเดิมพันสำหรับการ “ยุติการสืบทอดอำนาจของ คสช.ให้จงได้”

(https://www.matichon.co.th/politics/news_1267614)

ทำไมต้องร่วมกันแก้รัฐธรรมนูญฉบับถ่วงความเจริญของประเทศ 2560 - 6 ตลกร้ายของรัฐธรรมนูญ 2560





รัฐธรรมนูญปี 2560 คือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของประเทศไทย เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ซึ่งจัดทำโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รัฐธรรมนูญฉบับนี้บังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2560 นับถือวันที่ 10 ธันวาคม 2561 เป็นเวลาประมาณหนึ่งปีเก้าเดือนที่รัฐธรรมนูญบังคับใช้ เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ ปี 2561 ไอลอว์รวบรวมเรื่องราวตลกร้ายที่อยากจะขำแต่ขำไม่ออกเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญปี 2560 มาให้ทราบกัน

https://ilaw.or.th/node/5060

...




1.รัฐธรรมนูญที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม

คสช. ใช้เวลาสามปีกว่าหมกมุ่นอยู่กับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ คสช. กำหนดกรอบการร่างไว้ในมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญ(ชั่วคราว) 2557 เช่น ต้องสร้างกลไกในการป้องกันและปราบปรามทุจริต ต้องมีกลไกในการป้องกันไม่ให้มีการทำลายหลักการสำคัญขอรัฐธรรมนูญ และต้องมีกลไกป้องกันไม่ให้ผู้ที่เคยถูกศาลตัดสินว่าทุจริตเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง การกำหนดกรอบเช่นนี้ชัดเจนว่า คสช. มีธงในการร่างรัฐธรรมนูญของตัวเอง

สามปีกว่า คสช. ตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญถึงสองชุด ชุดแรกนำโดยบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ร่างเสร็จเมื่อตุลาคม 2558 แต่ก็ถูกคว่ำไป ซึ่งบวรศักดิ์ กล่าวถึงเหตุผลที่ร่างรัฐธรรมนูญของเขาถูกคว่ำว่าเพราะ “เขาอยากอยู่ยาว” ต่อมา คสช. จึงตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดที่สอง นำโดยมีชัย ฤชุพันธ์ เขากล่าวว่าการร่างรัฐธรรมนูญครั้งใหม่นี้เป็นภารกิจที่สำคัญจึงจำเป็นต้องไถ่ถาม คสช. ว่ามีความคิดอย่างไร

มีชัยร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 ใช้เวลาเกือบ 6 เดือนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยให้ฉายาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกนำไปออกเสียงประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ซึ่งผลการออกเสียงประชามติประชาชนที่มาออกเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามการออกเสียงประชามติครั้งนี้ จัดทำภายใต้บรรยากาศที่ประชาชนถูกปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น และการรณรงค์เกิดขึ้นได้จากภาครัฐเท่านั้น ก่อนถึงวันออกเสียงประชามติ มีประชาชนอย่างน้อย 195 คน ต้องถูกดำเนินคดีจากการแสดงความคิดเห็น หรือการพยายามมีส่วนร่วมในด้านต่างๆ





2.รัฐธรรมนูญไม่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ

รัฐธรรมนูญปี 2560 พยายามสร้างนวัตกรรมใหม่โดยการโยกย้ายสิทธิบางประการ เช่น สิทธิในการศึกษาฟรี 12 ปี, สิทธิของผู้บริโภค, สิทธิการรับบริการสาธารณสุขโดยเสมอกัน ออกจากหมวดสิทธิเสรีภาพและไปอยู่ในหมวด 'หน้าที่ของรัฐ' ทำให้เรื่องสิทธิเสรีภาพที่มนุษย์พึงมีโดยธรรมชาติถูกทำให้พร่าเลือน กลายเป็นรัฐเป็นคนกำหนดสิทธิเสรีภาพให้ประชาชน นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญยังเพิ่มเงื่อนไขในการจำกัดเสรีภาพไว้อีกสองข้อ คือ การกระทบต่อความมั่นคง หรือ ความสงบเรียบร้อย ซึ่งเป็นคำที่ตีความได้กว้าง

แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะกำหนดให้กฎหมายที่จำกัดเสรีภาพต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่สร้างภาระหรือจำกัดสิทธิและเสรีภาพเกินสมควร แต่รัฐธรรมนูญ ก็ยังรับรองบรรดาประกาศและคำสั่ง คสช. หรือ คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนตามกติกาสากลอยู่อีกด้วย

ที่ผ่านมาภาคประชาชนพยายามอ้างรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เช่น ภาคประชาชนยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินกลับอ้างว่าคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายเพราะมีผลบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญ หรือ กรณีภาคประชาชนยื่นฟ้องต่อศาลปกครองให้ตรวจสอบคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 เรื่อง ยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองและกฎหมายผังเมือง ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิชุมชน แต่ศาลปกครองกลับยกฟ้องเนื่องจากรัฐธรรมนูญให้การคุ้มครองคำสั่งดังกล่าว





3.รัฐธรรมนูญ อ้างปราบโกง ยกเว้นพวกตัวเอง

มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เรียกรัฐธรรมนูญปี 2560 อย่างภาคภูมิใจว่า “ฉบับปราบโกง” โดยมีการสร้างกลไกใหม่ๆ เช่น การกำหนดให้มีมาตรฐานจริยธรรม, เพิ่มคุณสมบัติรัฐมนตรีว่า "ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์", ห้าม ส.ส. แปรญัตติกฎหมายให้ตัวเองมีส่วนร่วมในการใช้งบประมาณ ฯลฯ ทั้งนี้จุดมุ่งหมายเพื่อสร้างระบบคัดกรองนักการเมืองที่ “ซื่อสัตย์ สุจริต” และป้องกันนักการเมืองน้ำเน่าอันเป็นต้นเหตุของการคอรัปชั่นในประเทศไทย

กลไกปราบโกงถือเป็นหนึ่งในการปฏิรูปคอร์รัปชั่นก่อนการเลือกตั้ง ทั้งนี้นอกเหนือรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ตลอดระยะเวลาการปกครอง คสช. ยังแก้ไขกฎหมายและกลไกต่างๆโดยตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาปราบทุจริตโดยตรงสี่องค์กร ใช้อำนาจพิเศษออกประกาศ และคำสั่งของ คสช. ที่เกี่ยวข้องกับการปราบทุจริตไปแล้วอย่างน้อย 39 ฉบับ ใช้อำนาจผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ออก พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับการปราบทุจริตไปแล้วอย่างน้อยเก้าฉบับ ไม่นับรวมกฎหมายลูกเกี่ยวกับองค์กรอิสระอีกเจ็ดฉบับ

ท่ามกลางข่าวลือและข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตครั้งใหญ่ๆ มากมายในยุคของ คสช. เช่น การทุจริตโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์, การทุจริตโครงการจัดซื้อเรือเหาะ, การตั้งบริษัทในค่ายทหารของลูกชายพล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา, พฤติกรรมไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ฯลฯ เรากลับไม่เห็นกลไกปราบคอร์รัปชั่นทำงานอย่างจริงจังในส่วนนี้ ในทางตรงกันข้ามการปฏิรูปคอร์รัปชั่นในยุคนี้ กลายเป็นการเอาคนจากกองทัพเข้าไปนั่งในองค์กรปราบทุจริต ทั้ง คตร., คตช., ศอตช., คตง. และ ป.ป.ช. นอกจากนี้การแก้ไขกฎหมายกำหนดให้อัยการทหารเป็นผู้ดำเนินคดีทุจริตกับทหารเองเท่านั้น ยิ่งเป็นการปกป้องคนจากกองทัพที่ชัดเจนขึ้นไปอีก

ยิ่งในกรณีล่าสุดยิ่งสะท้อนว่ากลไกปราบโกงเป็นข้อยกเว้นของผู้บริหารยุค คสช. เพราะเมื่อ ป.ป.ช. ออกประกาศให้บรรดาผู้บริหารหน่วยงานรัฐระดับสูงยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินฯ ส่งผลให้บริหารหลายคนลาออกโดยเฉพาะ มีชัย ฤชุพันธุ์ เจ้าของรัฐธรรมนูญ “ปราบโกง” ที่ชิงลาออกจากนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ขณะที่วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ด้านกฎหมาย ประกาศว่ากรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และคนที่ คสช. แต่งตั้งเข้ามาทำหน้าที่ปฏิรูปด้านต่างๆ ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ และ ป.ป.ช. ก็ออกมากล่าวว่าอาจมีการแก้กฎหมายให้ตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์ฯ





4.รัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ คสช.

คสช. ออกแบบรัฐธรรมนูญปี 2560 เพื่อให้ตัวเองและคณะยังมีอำนาจต่อไปได้หลังการเลือกตั้ง โดยการสร้างกลไกอย่างสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดแรก จำนวน 250 คน ที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช. ผสมกับ ส.ว.โดยตำแหน่งหกที่นั่ง คือปลัดกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

นอกจากนี้ ยังให้อำนาจ ส.ว. ลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ ส.ส. 500 คน ซึ่งการเลือกนายกฯ ต้องใช้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของสองสภาหรือ 376 คะแนนเสียง เท่ากับว่า ส.ว. ชุดนี้ร่วมมือกับ ส.ส. อีกเพียง 126 คน ก็สามารถโหวตเลือกนายกฯ ได้แล้ว โดย ส.ว. คือตัวแปรหลักในการเลือกนายกฯ และถ้า ส.ว. ชุดนี้เกิดไม่พอใจรายชื่อนายกฯ ที่แต่ละพรรคการเมืองเสนอมา ก็สามารถร่วมลงคะแนนเสียงกับ ส.ส. อีก 250 คน หรือใช้คะแนนเสียง 2/3 ของสองสภา เลือก "นายกฯ คนนอก" ได้อีกด้วย

ขณะที่หลังเลือกตั้ง คสช. ยังไม่ได้หายไปทันทีและยังสามารถใช้อำนาจพิเศษมาตรา 44 ตามใจชอบไม่เรื่อยๆ จนกว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ และถึงแม้ คสช. จะสิ้นสุดลงหลังมี ครม.ชุดใหม่ แต่ คสช. ก็ได้เขียน “ยุทธศาสตร์ คสช.” หรือยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2561 - 2580 ไว้แล้ว ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติจะบังคับให้รัฐบาลหน้าต้องแถลงนโยบายและงบประมาณประจำปีให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ไม่เช่นนั้นรัฐบาลอาจพ้นจากตำแหน่งได้ โดยรัฐบาลหลังเลือกตั้งจะถูกกำกับโดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและ ส.ว. ซึ่งถูกแต่งตั้งจาก คสช.

ทั้งนี้ คสช. ยังทิ้งมรดกทางกฎหมาย คือ ประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. อย่างน้อย 540 ฉบับ ให้อยู่สืบต่อโดยรัฐธรรมูญให้การรับรองและบังคับใช้ได้ต่อไปได้จนกว่าจะมีกฎหมายมายกเลิก





5.รัฐธรรมนูญประชาชนแก้ยาก คสช. แก้ไขง่าย

การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้ประชาชนหลุดพ้นจากกลไกสืบทอดอำนาจของ คสช. ที่ถูกบรรจุเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดช่องทางแก้ไขให้ต้องยื่นต่อรัฐสภา โดยผู้มีสิทธิเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ ครม., ส.ส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวน ส.ส. ในสภา (100 เสียง), ส.ส. และ ส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด (150 คน) และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน

อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเมื่อร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาแล้วต้องผ่านขั้นตอนสุดหินที่ คสช. วางเอาไว้ คือ ในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ รัฐธรรมนูญกำหนด ส.ส. และ ส.ว. ต้องเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา และในจำนวนนี้ต้องมี ส.ว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ ส.ว. ซึ่งหากพิจารณาจากที่มาของ ส.ว. ที่ไม่ได้มาจากประชาชน แต่ถูกเลือกโดย คสช. ดังนั้น การจะได้เสียงสนับสนุนจาก ส.ว. เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก

และขั้นสุดท้ายในวาระที่ 3 ขั้นเห็นชอบเป็นกฎหมาย กำหนดให้ ส.ส. และ ส.ว. มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสองสภา โดยในจำนวนนี้ต้องมี ส.ส. จากพรรคการเมืองที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรคการเมืองดังกล่าวรวมกัน และ มี ส.ว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญยังสร้างกลไกป้องกันแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการกำหนดให้หาก ส.ส. หรือ ส.ว. หรือสมาชิกทั้งสองสภารวมกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา หรือของทั้งสองสภารวมกัน เห็นว่า มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ให้ ส.ส. และ ส.ว. รวมตัวกันยื่นความเห็นต่อประธานสภา เพื่อส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยชี้ขาดว่าสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นได้หรือไม่ได้ ทั้งนี้ระหว่างนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนายกฯ จะนำร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯ ไม่ได้

ในทางตรงกันข้ามนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2560 ยังไม่ผ่านประชามติ รัฐธรรมนูญฉบันี้ก็ถูก คสช. ใช้อำนาจพิเศษ ม.44 แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างง่ายดายเรื่อยมา เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังถูกวิจารณ์เรื่องเรียนฟรี 12 ปี โดยแก้ไขเป็น 15 ปีตามปกติ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องให้รัฐอุปถัมภ์พุทธศาสนานิกายเถรวาทเป็นให้เป็นอุปถัมภ์ทุกศาสนาเท่ากัน หรือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามข้อสังเกตพระราชทาน เป็นต้น





6.รัฐธรรมนูญฉบับไม่ไว้ใจประชาชน

รัฐธรรมนูญปี 2560 นับว่าเป็นความถดถอยของระบอบประชาธิปไตยไทย เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ในรัฐธรรมนูญแสดงออกถึงความไม่ไว้ใจประชาชน เช่น เรื่องการคุ้มครองเสรีภาพการชุมนุม จะเห็นได้ชัดว่ามีการขยายความเงื่อนไขในการจำกัดเสรีภาพการชุมนุมให้กว้างขึ้น จากรัฐธรรมนู
ญฉบับก่อนหน้าอย่างรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ที่มีการกำหนดเงื่อนไขด้วยคำที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง เช่น สภาวะสงครามหรือกฎอัยการศึก แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดให้จำกัดเสรีภาพได้ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ซึ่งการใช้คำที่คลุมเครือเช่นนี้เท่ากับเป็นการเปิดให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลพินิจได้อย่างกว้างขวาง

ขณะที่การตรวจสอบอำนาจรัฐโดยประชาชนกลับหายไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เช่น การตัดบทบัญญัติเกี่ยวกับการเข้าชื่อของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเสนอให้มีการริเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญ รวมทั้งบทบัญญัติที่กำหนดให้การต่อต้านโดยสันติซึ่งการเข้าสู่อำนาจที่ไม่ใช่วิถีทางตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 เคยรับรองไว้

ที่สำคัญที่มาของนายกรัฐมนตรีที่รัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 เคยกำหนดให้นายกฯ ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะเข้าสู่อำนาจได้ต่อเมื่อได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดแค่เพียงให้พรรคการเมืองเป็นผู้เสนอชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ต่อ กกต. ก่อนการเลือกตั้ง แต่บุคคลดังกล่าวไม่จำเป็นต้องลงสมัครรับเลือกตั้งจากประชาชน ทั้งยังมีการเขียนข้อยกเว้นด้วยว่า ส.ส. และ ส.ว. สามารถลงคะแนนเพื่อยกเว้นให้สามารถเสนอชื่อ “คนนอก” บัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอเป็นนายกฯ ได้ ซึ่งก็ดูจะยิ่งตอกย้ำว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความ "ไม่ไว้วางใจ" ประชาชน ไม่เชื่อว่าประชาชนจะสามารถเลือกสิ่งที่ดีให้กับประเทศได้


อ่านดูกัน ค่าโง่ของ จนท.รัฐ




กระทรวงเกษตรฯ เตรียมจ่ายซีพี 377 ล้านบาท หลังแพ้คดีกล้ายางพาราระหว่างปี 2547-2549 ตั้งกรรมการสอบข้าราชการฐานละเมิดทางแพ่ง ทำให้รัฐเสียหาย โดยจะต้องจ่ายเงินคืนแก่รัฐ





สำนักข่าวไทย รายงานเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2561 ที่ผ่านมาว่าคณะที่ปรึกษาทางกฎหมายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำลังเจรจาประนอมหนี้กับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด (ซีพี) กรณีศาลฎีกาตัดสินให้กระทรวงเกษตรฯ แพ้คดีการจัดซื้อกล้ายาง 1 ล้านไร่จากการฟ้องร้องของซีพี ซึ่งกรมวิชาการเกษตรทำสัญญารับซื้อกล้ายางจากบริษัทซีพีระหว่างปี 2547-2549 ต่อมากรมวิชาการเกษตรระงับการส่งมอบต้นกล้ายาง 16.4 ล้านตัน ทำให้ซีพีฟ้องเรียกค่าเสียหายทั้งจากต้นกล้ายางที่ไม่ได้ส่งมอบและภาพลักษณ์ของบริษัทมูลค่า 1,700 ล้านบาท ซึ่งศาลฎีกาได้ตัดสินเมื่อปลายเดือน ธ.ค. 2560 ให้กรมวิชาการเกษตรแพ้คดีต้องชดใช้ค่าเสียหาย 377 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2561

ทั้งนี้คดีดังกล่าวสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายของกระทรวงเกษตรฯ ล่าสุดคณะกรรมการประนอมหนี้ได้เจรจากับซีพี ซึ่งทางซีพีตกลงเรียกค่าชดเชยตามที่ศาลสั่ง 377 ล้านบาท แต่ยกเว้นดอกเบี้ย ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ต้องชำระทันที แต่คณะที่ปรึกษาทางกฎหมายระบุว่าการชำระค่าเสียหายต้องชำระต่อหน้าศาล จึงยังเป็นข้อขัดแย้งเกี่ยวกับขั้นตอนปฏิบัติ ทางกระทรวงเกษตรฯ กำลังเร่งทบทวนข้อกฎหมาย เพื่อให้ได้ผลสรุป ใน 1 เดือนว่าจะต้องชำระต่อหน้าศาลหรือชำระแก่ซีพีโดยตรง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ ได้เจรจากับบริษัทซีพีว่าจะขอแบ่งชำระเป็น 2 งวด โดยงวดแรกจะชำระ 250 ล้านบาท ส่วนที่เหลือ 127 ล้านบาทจะชำระภายในวันที่ 30 ก.ย. 2562 เนื่องจากการหาเงินมาชำระค่าชดเชยดังกล่าวจำเป็นต้องขออนุมัติงบประมาณ แต่ระหว่างดำเนินคดี ไม่ทราบว่าจะแพ้หรือชนะ จึงไม่ได้เสนอของบประมาณล่วงหน้า ขณะนี้ได้นำงบประมาณเหลือจ่ายของกระทรวงมาชำระงวดแรกก่อน ส่วนที่เหลือจะชำระก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2562

คดีดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนหน้ารัฐบาลชุดนี้หลายปีมาแล้ว แต่ศาลเพิ่งมีคำตัดสินเป็นที่สิ้นสุด ทำให้กระทรวงเกษตรฯ ต้องใช้งบประมาณนำมาจ่ายค่าเสียหาย จึงจำเป็นต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฐานละเมิดแก่บุคคลใดที่สร้างความเสียหายแก่รัฐ หากผลการสอบสวนปรากฏว่าบุคคลที่สร้างความเสียหายแก่รัฐนั้น ดำเนินการโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นกรณีทางแพ่งจะต้องจ่ายเงิน 377 ล้านบาทคืนแก่รัฐ ซึ่งจะเริ่มดำเนินการสอบสวนทันทีที่กระทรวงเกษตรฯ จ่ายเงินซีพี ซึ่งถือว่าความเสียหายของรัฐได้เกิดขึ้นแล้ว

สำหรับโครงการส่งเสริมการปลูกยางพารา 1 ล้านไร่ ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเกษตรกรร่วมโครงการประมาณ 142,000 ราย ต้องใช้กล้ายางถึง 90 ล้านต้น ระยะเวลาของโครงการ 3 ปี (2547-2549) กรมวิชาการเกษตรได้ว่าจ้างบริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัดเป็นผู้ผลิตและส่งมอบกล้ายาง โดยโครงการนี้ได้รับความช่วยเหลือเงินทุนจากโครงการช่วยเหลือเกษตรกร 1,440 ล้านบาท ชำระคืนภายใน 10 ปี นับจากยางให้ผลผลิตและวงเงินสินเชื่อเพื่อการดูแลรักษาระยะเวลา 6 ปี อีก 5,360 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 8

ทั้งนี้กระบวนการจัดหากล้าพันธุ์ยางนั้น หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2546 กรมวิชาการเกษตรได้ออกประกาศประกวดราคาให้บริษัทเอกชนยื่นประมูล ซึ่งปรากฏว่าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์ จำกัด ในเครือซีพีชนะการประมูล ต่อมากรมวิชาการเกษตรทำสัญญากับซีพีให้ผลิตต้นกล้าพันธุ์ยางพารา ซึ่งต้องใช้ 90 ล้านต้น วงเงิน 1,397 ล้านบาท เพื่อส่งมอบให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปลูกภายในระยะเวลา 3 ปี (2547-2549) โดยตามสัญญาว่าจ้างระบุว่าปีแรกซีพีต้องส่งมอบกล้าพันธุ์ยางให้ได้ 18 ล้านต้น หรือร้อยละ 20 ปี 2548 จำนวน 27 ล้านต้น หรือร้อยละ 30 และปี 2549 ซีพีต้องส่งมอบให้ได้ 45 ล้านต้น หรือคิดเป็นร้อยละ 50

สำหรับการยกเลิกสัญญาดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นจากการที่ก่อนสัญญาสิ้นสุดในวันที่ 31 ส.ค. 2549 ทางบริษัทไม่สามารถส่งมอบกล้ายางได้ตามสัญญาด้วยสาเหตุภัยธรรมชาติจนทำยางชำถุงไม่ได้ จึงแจ้งให้กรมวิชาการเกษตรรับทราบและขอต่อสัญญาการส่งมอบจากวันที่ 31 ส.ค. 2549 ออกไป กระทรวงเกษตรฯ จึงสั่งการให้ยกเลิกสัญญาการส่งมอบกล้ายางระหว่างกรมวิชาการเกษตรกับบริษัท สร้างความเสียหายทั้งแก่บริษัทและเกษตรกรที่รอรับกล้ายางจำนวนมาก เพราะช่วงก่อนที่สัญญาจะจบลงวันที่ 31 ส.ค. 2549 ทางบริษัทไม่สามารถส่งมอบกล้ายางได้ตามสัญญาด้วยสาเหตุภัยธรรมชาติ จนทำยางชำถุงไม่ได้ จึงแจ้งให้กรมวิชาการเกษตรรับทราบและขอต่อสัญญาการส่งมอบ จากวันที่ 31 ส.ค. 2549 เป็นวันที่ 15 เม.ย.-ก.ค. 2550 และพร้อมจะจ่ายค่าเสียหายตามสัญญา ซึ่งการขอต่อสัญญาครั้งนี้บริษัทระบุว่าสามารถทำได้ตามที่ปรากฎในสัญญากรณีเกิดเหตุสุดวิสัย

ต่อมาเมื่อกรมวิชาการเกษตรหารือกับกระทรวงเกษตรฯ ได้ทำหนังสือแจ้งให้บริษัท เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2549 ว่ายินดีจะต่อสัญญาให้บริษัท จึงเร่งผลิตยางชำถุงที่ต้องเริ่มจากการจ้างเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ชำถุงยางจนถึงการติดตา ใช้ระยะเวลาประมาณ 8 เดือน และบริษัทมีกล้ายางพร้อมจะส่งมอบ แต่กรมวิชาการเกษตรกลับมีหนังสือว่าขอยกเลิกโครงการนี้ และอ้างว่าไม่เคยมีหนังสือเพื่อขอต่อสัญญาจึงเป็นที่มาของการฟ้องร้องครั้งนี้

ที่มา ประชาไท


Time's Person of the Year Is Journalists Killed or Imprisoned in 2018


..



ทหารบุกอุ้มลูกเมียลุงสนามหลวง ยังไม่ทราบชะตากรรม 3 วันแล้ว - Kasian Tejapira ขอให้เลิกการคุมตัวผู้บริสุทธิ์โดยไม่ตั้งข้อหาซึ่งผิดหลักสิทธิเสรีภาพและหลักนิติธรรมได้แล้ว





ทหารบุกอุ้มลูกเมียลุงสนามหลวง ยังไม่ทราบชะตากรรม 3 วันแล้ว


2018-12-11
ที่มา ประชาไท


11 ธันวาคม 2561 เวลาประมาณ 15.45 น. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้่งจากนางจินดา สันติภราภพ ผู้เป็นพี่สาวของผู้ถูกจับกุมตัวว่า ในช่วงเช้าของวันที่ 8 ธันวาคม 2561 ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารไปจับกุมตัวนางลัดดาวัลย์ ชีวสุทธิ์ อายุ 62 ปี และนายสุทธวัช ชีวสุทธิ์ ผู้เป็นบุตรชาย วัย 31 ปี ที่บ้านแขวงบางเชือกหนัง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ และยังได้นำตัวนางลัดดาวัลย์และบุตรชายไปตรวจค้นยังที่ทำงานใกล้กลับ รพ.ศิริราช ในช่วงสายของวันเดียวกัน จากนั้นได้นำตัวคนทั้งสองไปควบคุมตัวไว้โดยไม่ได้แจ้งให้ญาติมิตรได้ทราบว่าได้นำตัวทั้งสองไปขังไว้ที่ไหน และจะมีการปล่อยตัวเมื่อไหร่ อย่างไร

นางลัดดาวัลย์ ชีวสุทธิ์ และนายสุทธวัช ชีวสุทธิ์ เป็นภรรยาและบุตรชายของนายชูชีพ ชีวสุทธิ์ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองและนักจัดรายการวิทยุใต้ดินในนาม "ลุงสนามหลวง" ซึ่งได้มีการรณรงค์ให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบสหพันธรัฐ (องค์กรสหพันธรัฐไท) ที่ได้มีการรณรงค์ใส่เสื้อที่มีแถบสีขาวแดงประดับในที่สาธารณะจนเป็นเหตุให้มีการจับกุมสมาชิกกลุ่มไปเป็นจำนวนกว่าสิบคนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา



ลัดดาวัลย์ ชีวสุทธิ์



สุทธวัช ชีวสุทธิ์

...

ขอให้เลิกการคุมตัวผู้บริสุทธิ์โดยไม่ตั้งข้อหาซึ่งผิดหลักสิทธิเสรีภาพและหลักนิติธรรมได้แล้ว
%%%%%
ไม่ว่า "ลุงสนามหลวง" สามีของคุณลัดดาวัลย์ ชีวสุทธิ์และคุณพ่อของคุณสุทธวัช ชีวสุทธิ์ จะทำผิดข้อหาร้ายแรงใด ความผิดนั้นก็เป็นความผิดของบุคคล ไม่ใช่ครอบครัว และการควบคุมตัวผู้ที่เป็นญาติของผู้ต้องหาว่ากระทำผิด ซึ่งต้องถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อนนั้น ไม่ชอบด้วยหลักสิทธิเสรีภาพและหลักนิติธรรมของอารยประเทศ

ผมขอเรียกร้องให้ปล่อยตัวคุณลัดดาวัลย์และบุตรชายโดยเร็วที่สุด หากจะตั้งข้อกล่าวหาดำเนินคดี ก็ทำโดยเปิดเผยตามขั้นตอนกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม หมดเวลาที่จะใช้ปฏิบัติการสงครามเย็น/เผด็จการทหารกับพลเมืองไทยด้วยกันแล้วเบื้องหน้าการเลือกตั้งกลับสู่โลกอารยะประชาธิปไตยที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้

https://prachatai.com/journal/2018/12/80026


Kasian Tejapira


การปกครองตาม "อำเภอใจ" : "พล.อ.ประยุทธ์" งัด ม.44 แก้กฎหมายปปช. เผยนิยาม "ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง" ใหม่









ooo





Andrew MacGregor Marshall ‏ทวีต เกิดเหตุการณ์ในงานไบค์อุ่นไอรัก มีคนพุ่งชาร์ตเข้าไปแต่ถูก พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ สกัดไว้ ตำรวจ​รักษาการณ์​ ถูกลงโทษ ประยุทธ์​ไม่ได้ร่วมปั่นจักรยาน​





...

ภาพที่ไทยอีนิวส์ได้รับ



ยังไม่มีรายละเอียดถึงชายที่จู่โจมเข้าไป


จักรยาน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา


ส่อ “โกงบัตรเลือกตั้ง” - ฟัง พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส




https://www.facebook.com/sereepisutht/videos/777764515889827/

...



วันอังคาร, ธันวาคม 11, 2561

ธีรยุทธ์มาช้า แต่ว่า 'ไม่สาย' บอกการเมืองไทยปกติแล้ว ไม่ต้องเรียกร้อง 'ปรองดอง'


ธีรยุทธ์ บุญมี เป็นอีกคนในฝ่าย เกลียดทักษิณที่ชักจะกล้าๆ ออกมาวิพากษ์รัฐบาล คสช. เหมือนกับ อาทิตย์ อุไรรัตน์ สมชัย ศรีสุทธิยากร หรือหงา คาราวาน เป็นอาทิ คนเหล่านี้เริ่มรู้สึกตัวว่าถูกทหารหลอก หรือมิฉะนั้นก็เพราะความผิดพลาดของตนเอง

เมื่อก่อนนั้นโมหะบังหน้าทำให้พากันกวักมือเรียกทหารเข้ามายึดอำนาจ โดยวาดหวังว่าจะทำให้คนที่ตนเกลียดมลายหายไป แต่ทหารที่ยึดอำนาจกลุ่มนี้มิได้เป็น ชายชาติ เหมือนฝัน ซ้ำยังปลิ้นปล้อนเต็มไปด้วยเหลี่ยมกลให้ตนเองลอยตัว แล้วคืบคลานเข้าไปกุมวัฏจักรทางปกครอง พร้อมกับผูกมัดกลุ่มทุนใหญ่ที่กำอำนาจทางเศรษฐกิจไว้

ต่อเมื่อเวลาล่วงเลยไปจะ ๕ ปี คนเหล่านี้รู้ตัวว่าเกือบจะสายเสียแล้ว เมื่อแน่นอนว่าทหารได้วางหมากและกับดักทุกอย่างให้พวกตนได้ครองอำนาจต่อไปอีกยาวนาน ๒๐ ปีนั่นแหละ บางคนจึงเริ่มขยับ ดังบทบาทในระยะหลังๆ ของสมชัย (อย่าไขว้เขวกับคนที่นามสกุล กตัญญุตานนท์ เข้าล่ะ ขานี้ยี่ห้อ ชัย ราชวัตร กปปส. ตัวพี่ ยากที่จะมองเห็นสัจจธรรมเหมือนคนอื่นๆ)
 
อดีต กกต. ผู้นี้พอเผยตนเป็น ปชป. เต็มเปี่ยมแล้ว ก็พยายามต่อต้านการเอารัดเอาเปรียบในการเลือกตั้งของพลพรรค คสช. โดยเฉพาะในกรณีที่พรรคพลังประชารัฐเตรียมจัดงานเลี้ยงโต๊ะจีนเพื่อระดมทุนเอิกเกริก โต๊ะละ ๓ ล้าน ๒๐๐ โต๊ะ ย่านเมืองทองธานี ในพื้นที่ จ.นนทบุรี


สำหรับธีรยุทธ์ถึงแม้จะมาช้า ก็ยังไม่ถึงขั้นถูกตราหน้าว่า มาสาย เกินไป หลังจากที่เขา เฉย ไปพักใหญ่ อาจจะเพราะวาทกรรมเป็นประจำของเขาชักเฝือและถูกปฏิเสธจากฝ่าย ไม่จำเป็นต้องเกลียดทักษิณอย่างแทบจะสิ้นเชิง

มาคราวนี้ดูเหมือนเขาจะเตรียมตัวมาดีพอควรเพื่อการ ไม่เอียงครั้นเมื่อแตะถึง การปรองดองว่าเป็นวาทกรรมที่ใช้เฉพาะภาวะบ้านเมืองร้อนเร่าเกิดปัญหา ถ้าใช้มากไปจะกลายเป็นเครื่องมือของผู้กุมอำนาจ (ตรงนี้ไม่รู้หมายถึงใคร ในเมื่อ คสช. ก็ไม่เห็นเรียกร้องปรองดอง แถมชอบยกตนข่มท่าน)

แต่ตอนนี้ “การเมืองไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะปกติ (normalization)” ธีรยุทธ์ว่า “ความขัดแย้งเหลือง-แดง กปปส. ในปัจจุบันถือเป็นภาวะปกติแล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้แต่ละฝ่ายเปลี่ยนจุดยืน อุดมการณ์...กระบวนการเลือกตั้งที่กำลังดำเนินอยู่จะช่วยสร้างภาวะความแตกต่างอย่างปกตินี้

ทั้งพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทยจะไม่มีใครใช้วาทกรรมหรือนโยบายสุดขั้วมาหาเสียง (ถ้าทำเช่นนั้นพรรคพลังประชารัฐจะเป็นฝ่ายโกยคะแนนเสียง) ต้องหาแง่มุมในการวิจารณ์ผลงานของพลเอกประยุทธ์หรือ คสช. และสิ่งใหม่ที่จะให้กับสังคมและประชาชน

จะเห็นว่าสำนวนอักขระภิวัฒน์ของเขายังคงอยู่ การวางน้ำหนักของเนื้อหาจัดว่า ‘well balanced’ สมดุลพอประมาณ เว้นแต่หลีกเลี่ยงประเด็นการเมือง หันไปเน้นที่ กลไกเศรษฐกิจ สังคมว่าเป็นปัญหามหึมา “ใหญ่กว่าวิกฤติทางการเมือง

เขาว่าถึงการผูกขาดทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนใหญ่ “คล้ายมีสถานะเกินรัฐบาลและกฎหมาย” ขยายตัวโดยไม่มีใครทักท้วง ชนิด “ชีวิตประจำวันของผู้คนก็ถูกควบคุมมากขึ้น ตื่นเช้า กลางวัน เย็น รับประทานอาหารจากร้านสะดวกซื้อ เพราะร้านแผงลอยเริ่มหายไป เรียกว่า คนไทยซีพี

เขาวิจารณ์โครงการประเทศไทย ๔.๐ ของ คสช. สำหรับธุรกิจ อุตสาหกรรม อย่างดีได้แค่ ๒.๐ เพราะ “ทักษะของคนไทยเองยังไม่พร้อม” แม้แต่โครงการ อีอีซีที่ดูใหญ่โต แท้จริง “กำลังทำนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ขายต่างชาติ

ธีรยุทธ์ยอมรับในสัจจธรรมประเทศไทยว่ามี คนรวยล้นฟ้า ๑ เปอร์เซ็นต์ ที่ครองทรัพย์สิน ๕๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ของทั้งประเทศจริง ซึ่ง “ทุนอิทธิพลเหล่านี้ ทำให้ไม่เกิดกฎหมายเข้าไปคุม จนเกิดเสรีนิยมแบบสุดขั้ว” ชนิดที่นักวิชาการชี้ว่ามันคือ Neoliberalism

และคราวนี้เขาปล่อยทีเด็ดทาง vocabulary ศัพท์แสงใหม่ออกมา ว่าไม่พียง รวยกระจุก จนกระจาย เท่านั้น ไตแลนเดียมี “กลางกระจ้อน” ด้วย เขาอ้างว่าเกิดโรคระบาดทางคุณธรรม ชนชั้นกลางพยายามปกป้องตนเอง

ในขณะที่ชนชั้นล่าง “ติดประชานิยม...เกิดความนิยมสร้างเครือข่ายในแนวราบ นำสู่การคอร์รัปชั่นแบบคอนเนคชั่น” ที่อาจจะเป็นปัญหาการเมืองใหญ่สุดของประเทศ เนื่องจาก “คนจนไทยจนอัตลักษณ์...

จนทั้งด้านความหวัง สังคม พื้นที่ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม” แล้วอย่างนี้จะให้พวกเขารักประเทศไทยได้อย่างไร ธีรยุทธ์ แนะว่า “รัฐบาลประยุทธ์หรือรัฐบาลหน้า ต้องปฎิรูปแบกะดิบ้าง และทำให้ครบทุกภาค

ถึงอย่างนั้นเขายอมรับว่า “คสช.ตั้งใจสืบทอดอำนาจมานานแล้ว และพลเอกประยุทธ์ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะระบบถูกออกแบบมาแบบนี้” แต่ว่า “ถ้าชนะการเลือกตั้งจะเจอปัญหารุมเร้า ความชอบธรรมจะต่ำ


ข้อควรสังเกตุ ธีรยุทธ์ไม่ได้พูดถึงการเอาเปรียบโดย ทุนใหญ่ มากนัก แต่ก็ใช้ อัตลักษณ์ มาอธิบายอย่างเนียนๆ ว่าคนจนเอาแต่แบมือขอ ถึงต้องให้ประยุทธ์ปฏิรูป แบกะดินส่วนเรื่องชนชั้นกลางเห็นแก่ตัวนั้นก็เป็นทฤษฎีเดิมที่ Frederico Ferrara เขียนไว้นานแล้ว

สัจธรรม ประเทศกูมี : "เราอยู่ในประเทศที่กฏหมายเป็นของเขาไม่ใช่ของเรา ซ้ำวิธีคิด.. ประชาชนคือภัยความมั่นคงและต้องขจัดให้ราบคาบ" (24 กุมภา จับปากกาฆ่าเผด็จการ)




ooo


แต่งเป็นยมทูตกวาดถนนหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยทวงยุติธรรมสลายชุมนุม 53 ก่อนถูกรวบ




คลิปจากประชาไท
...











ooo

10 ธันวาคม วันสิทธิมนุษยชน​ วันรัฐธรรมนูญ​และวันธรรมศาสตร์ ถึงวันนี้ แทบไม่มีความหมายต่อประเทศ​และประชาชนไทย

ประท้วงทหารไล่จับประชาชนผู้มีสัญลักษณ์​สหพันธ์รัฐไทย 9 คนแล้ว อันเป็นการละเมิดเสรีภาพ​ทางความเชื่อ ขอให้ปล่อยตัวทันที