วันศุกร์, พฤษภาคม 08, 2569

งบจัดการทำประชามติ ๘ กุมภา ๘,๙๐๐ ล้าน ละลายน้ำไปทันใด “ทำซากศพร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และอยู่กับซากผุ ๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันต่อไป”

ค่อนข้างแน่ว่ารัฐบาล อนุทิน ๑๐.๒ จะไม่ดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตามอาณัติประชามติ ๒๑.๖ ล้านเสียง เมื่อวันที่ ๘ กุมภา งบจัดการ ๘,๙๐๐ ล้าน ละลายน้ำไปทันใด ตามที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร กระทุ้ง

“ไม่ต้องถามว่า ประชามติทำซากอะไร เพราะมีคำตอบในตัวแล้วว่า ทำซากศพร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และอยู่กับซากผุ ๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันต่อไป”

ระยะเวลา ๖๐ วันที่ ครม.ต้องนำเอาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ค้างในวาระ ๒-๓ ของรัฐสภา มาพิจารณาต่อ ตามอาณัติของประชามตินั้น จะครบกำหนดวันที่ ๑๓ พฤษภา คงจะผ่านแล้วผ่านเลย หลังจากนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเริ่มต้นใหม่

เทวฤทธิ์ มณีฉาย หนึ่งใน สว.สายก้าวหน้าที่เป็นเสียงส่วนน้อย พยายามเร่งเร้าให้คณะรัฐมนตรีเร่งรัดจัดการ คงเป็นได้เพียงเสียงน้ำซัดหาดทราย ในเมื่อการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งที่ ๒ ในเรื่องด่วน พิจารณาร่างต่างๆ ที่ค้างอยู่ และยกยอดมาสภาชุดนี้

แต่รายการที่รัฐบาลเลือกเอาเรื่องที่ค้างมาพิจารณาในวันที่ ๑๕ พฤษภานี้เพียง ๓๑ ร่าง (เป็นร่างของ ครม. ๒๑ เรื่อง ของ สส.อีก ๑๐ เรื่อง) ไม่มีการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ม.๒๕๖ และ หมวด ๑๕/๑ เนื้อหา รธน.ใหม่ พร้อมเรื่องสำคัญอื่นๆ อีก ๔-๕ ร่าง

เหตุที่ “รัฐบาลสีน้ำเงินไม่ยืนยันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ค้างการพิจารณา เพราะเนื้อหาที่ถูกปรับแก้ ทั้งในชั้นกรรมาธิการและในรัฐสภา เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความมั่นคงทางการเมือง” บทความ เนชั่นสุดสัปดาห์กระซวก

เนื่องจาก “การกำหนดคุณสมบัติแบบเข้ม เพื่อคัดกรองคนที่เข้ามาทำหน้าที่ยกร่างเนื้อหารัฐธรรมนูญ มีกลไกที่เอื้อให้กับ ‘บางพรรค-บางสี’ ที่กระแสดี ติดลมบนทางการเมือง ในช่วงก่อนเลือกตั้ง ๖๙ ได้ตัวแทนเข้าไปนั่งทำหน้าที่ สสร.”

อีกทั้ง กรณี “การตัดอำนาจ สว.ให้ความเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกรณีห้ามแก้ไขหมวด ๑ บททั่วไป และหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ที่ไม่เขียนไว้ชัดเจน” จนอ้างได้ว่าจะ “เสี่ยงทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม” จึงต้องทำเนียนปัดตกซะงั้น

แต่มีบางเสียงทำให้ทึ่งตลึงงัน เมื่อ สศจ. Somsak Jeamteerasakul เอามาโพสต์ “มีข่าว” อนุทินไม่ไปต่อแก้ รธน.เพราะ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชดำรัสว่า “รัฐธรรมนูญก็ดีอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องแก้”

Nah ไม่น่าจะใช่อย่างนั้น พระองค์ไม่ทรงดำรัสอะไรที่ทำลายเจตนารมณ์ประชาชนหรอก

(https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/ibgy2vNY7, https://www.facebook.com/nationweekend/posts/33DsA492k, https://www.facebook.com/bus.tewarit/posts/27GT3nh6ot และ https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/MgEcRhM6) 

อิหยังวะ #แก้รัฐธรรมนูญ ยังไม่เกิดขึ้น เพราะรัฐบาลอนุทินตีตก


ตุ๊ดส์review
7 hours ago
·
#แก้รัฐธรรมนูญ ยังไม่เกิดขึ้น เพราะรัฐบาลอนุทินตีตก

รัฐบาลอนุทินตีตก “ร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” แล้วเรียบร้อย เป็นผลให้ต้องเริ่มกระบวนการในสภา ตั้งแต่ต้น ขณะที่ประเทศไทยเสียงบประมาณ เลือกตั้ง + ลงประชามติ 69 สูงถึงเกือบ 9,000 ล้านบาท “คนไทยทำประชามติ เพื่ออะไร?” นี่คือภาพสะท้อนว่า รัฐบาลเคารพเสียงของประชาชนหรือไม่?

การทำประชามติพร้อมการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงเกิดขึ้นอย่างทุลักทุเล ด้วยงบจัดการรวม 8,900 ล้านบาท (อ้างจากมติ ครม.ที่อนุมัติ เมื่อ 23 ธันวาคม 2568) แพงกว่า การเลือกตั้งอย่างเดียวเมื่อปี 2566 ถึง 3,000 ล้านบาท

กระบวนการจัดทำใหม่ทั้งฉบับที่ทำได้เร็ว คือ การนำเอาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ค้างในวาระ 2-3 ของรัฐสภา มาพิจารณาต่อ ซึ่ง ครม. ต้องเป็นฝ่ายหยิบยกเสนอต่อรัฐสภาใหม่ ภายใน 60 วันนับแต่การประชุมครั้งแรกของรัฐสภาชุดใหม่

13 พฤษภาคม 2569 คือ วันครบ 60 วัน ซึ่งรัฐบาลแสดงท่าทีแล้วว่า จะปล่อยให้ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ทำมาเป็นปีตกไป แล้วค่อยไปนับหนึ่งใหม่ คาดว่าจะใช้เวลาอีก 2 ปี

กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ได้ยืนยันข้อเท็จจริง "ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบให้ร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายต่างๆ ที่ค้างอยู่จากสภาฯ ชุดที่แล้ว จำนวน 31 ฉบับ แต่ในจำนวนนั้น ไม่มีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกสู่รัฐธรรมนูญใหม่"

นิกร จำนง สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ฐานะรองประธานวิปรัฐบาล คนที่ 2 กล่าวถึงกรณีนี้ว่า

"ตามความเข้าใจ เป็นเพราะรัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาที่มีความเร่งด่วนก่อน คือ ปัญหาวิกฤติพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชน

รัฐบาลยังมีเวลาที่จะดำเนินการได้ แม้จะไม่ยืนยันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในการพิจารณาของสภาชุดก่อนหน้านี้ และมีเหตุผลเพียงพอที่รัฐบาลจะเดินหน้าเรื่องอื่นเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่มีความจำเป็น"

ขณะที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ยืนยันว่า ครม. จะร้องขอให้มีการนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างไว้กลับมาพิจารณาต่อหรือไม่ เพียงแต่ย้ำว่า กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมายนั้นต้องเริ่มต้นที่รัฐสภา โดย ครม. มีหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกเท่านั้น

คำถาม คือ รัฐบาลล้มเหลวในการเคารพเสียงของประชาชนหรือไม่? จงตรองดู

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1553687262988899&set=a.808136554210644







https://x.com/thestandardth/status/2052328397892653126/

THE STANDARD
@thestandardth

จากเริ่มต้นสู่จุดจบ เส้นทางรัฐธรรมนูญใหม่

ย้อนเส้นทางกระบวนการสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตั้งแต่การริเริ่มเสนอร่างแก้ไขมาตรา 256 ไปสู่การผลักดันให้มีประชามติ ผ่านจุดเปลี่ยนและเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองมากมาย จนกระทั่งผลประชามติสะท้อนเจตจำนงของประชาชนว่ากว่า 60% ของผู้มาใช้สิทธิ ‘เห็นชอบ’ ให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

แต่ล่าสุดมีแนวโน้มว่ากระบวนการอาจต้องกลับไปสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง เมื่อคณะรัฐมนตรีไม่ต่ออายุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเดิมที่ค้างอยู่ในชั้นการพิจารณาของรัฐสภา เป็นเหตุให้ต้องมีการเสนอร่างแก้ไขใหม่เข้ามาอีกครั้ง โดยวิปรัฐบาลประเมินว่ามีเวลาอีกประมาณ 2 ปี ในการแก้ไข




“นายกฯ อนุทิน” หารือ “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ย้ำ ไทยเดินหน้าสันติภาพบนพื้นฐานความไว้วางใจ บอกทำค่อยเป็นค่อยไป สื่อสารตรงไปตรงมา



“อนุทิน” หารือ “ฮุน มาเนต” ย้ำไทยเดินหน้าสันติภาพบนพื้นฐานความไว้วางใจ

7 พ.ค. 2569
ไทยรัฐออนไลน์

“นายกฯ อนุทิน” หารือ “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ย้ำ ไทยเดินหน้าสันติภาพบนพื้นฐานความไว้วางใจ บอกทำค่อยเป็นค่อยไป สื่อสารตรงไปตรงมา

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 18.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ โรงแรม Shangri-La Mactan เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมหารือสามฝ่าย ร่วมกับ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เพื่อหารือสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยฝ่ายฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนเป็นผู้ริเริ่มจัดการประชุมครั้งนี้ ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายอนุทิน ได้แถลงข่าวเรียงตามลำดับตัวอักษร เริ่มจากประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียน ต่อด้วยนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายกรัฐมนตรีไทย

นายอนุทิน กล่าวขอบคุณประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ที่ริเริ่มจัดการประชุมครั้งสำคัญนี้ พร้อมเปิดเผยว่า ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาอย่างสร้างสรรค์และมุ่งมองไปข้างหน้า โดยการหารือเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา และมีความหมาย ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยืนยันร่วมกันถึงความมุ่งมั่นต่อการเจรจาและการรักษาสันติภาพ ไทยและกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในหลายมิติ ความขัดแย้งนำมาซึ่งความสูญเสียและความทุกข์ยากแก่ทุกฝ่าย และยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของสันติภาพ ดังนั้น จึงถึงเวลาที่ทั้งสองประเทศจะร่วมกันมองไปข้างหน้าและเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์ ซึ่งต้องอาศัยความจริงใจ ความสุจริตใจ และความมุ่งมั่นร่วมกันในการก้าวข้ามความท้าทาย



โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า ในโอกาสนี้ ไทยและกัมพูชาเห็นพ้องร่วมกันที่จะมอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศทำงานร่วมกัน เพื่อจัดทำรายการมาตรการสร้างความเชื่อมั่นในทางปฏิบัติ โดยเริ่มจากประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายมีจุดร่วมและสามารถดำเนินการได้ทันที ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูความไว้วางใจ และค่อยๆ สร้างความสัมพันธ์ทวิภาคีให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง โดยนายอนุทิน ย้ำว่าไทยและกัมพูชาจำเป็นต้องเดินหน้าไปด้วยกันอย่างค่อยเป็นค่อยไปในทิศทางเดียวกัน ในระหว่างการดำเนินการ ทั้งสองฝ่ายควรสื่อสารกันโดยตรงมากขึ้นในทุกระดับ เพื่อช่วยลดช่องว่างของความเข้าใจ และร่วมกันแสวงหาแนวทางขยายความร่วมมือในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

ส่วนประเด็นเรื่องเขตแดนทางบกและทางทะเล นายอนุทิน ได้เสนอแนวทางในการหารือ เพื่อเดินหน้าจัดการกับประเด็นดังกล่าว บนพื้นฐานของความเป็นเพื่อนบ้านที่ดี การหารือในวันนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อสันติภาพและความร่วมมือในภูมิภาค ยืนยันว่าไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์ บนพื้นฐานของความเข้าใจที่ดี ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม.

https://www.thairath.co.th/news/politic/2931309



คันฉ่อง ส่องราชการไทย ใครสูงสุด…ใครถูกมองข้าม ? (แล้ว มีใครใหญ่กว่าโลงศพไหมครับ)


คันฉ่อง ส่องราชการไทย
May 3
·
จัดอันดับ “ศักดิ์ข้าราชการไทย”
ใครสูงสุด…ใครถูกมองข้าม?

เคยสงสัยไหมว่า
ในระบบราชการไทย “ใครยืนอยู่จุดไหน” ของโครงสร้างอำนาจ?

คำตอบ…อาจไม่ใช่แค่ “ตำแหน่ง”
แต่คือ ศักดิ์ + อำนาจตามกฎหมาย + ธรรมเนียมที่สั่งสมมา

ลองดูการเรียงลำดับ “จากสูง → ต่ำ” แบบที่หลายคนมอง
ตุลาการ (ผู้พิพากษา)
ถืออำนาจตัดสินชี้ขาดตามรัฐธรรมนูญ
ศักดิ์สูงสุดในเชิง “อำนาจอธิปไตย”

อัยการ
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
บทบาทคุมเกมคดี ไม่แพ้ตุลาการ

องค์กรอิสระ (ป.ป.ช. / สตง.)
ผู้ตรวจสอบ “คนใช้อำนาจ” อีกที

ทหาร
ยศชัด ลำดับเข้ม เกียรติในพิธีระดับชาติ

ตำรวจ
ยศเหมือนทหาร แต่ทำงานแนวหน้า “บังคับใช้กฎหมาย”

ข้าราชการพลเรือน (รวมแพทย์)
ฟันเฟืองหลักของประเทศ
แต่คำถามคือ… “ศักดิ์สู้ใครได้?”

ข้าราชการรัฐสภา
ทำงานในฝ่ายนิติบัญญัติ
แต่ภาพลักษณ์ยังไม่โดดเด่นในสายตาคนทั่วไป

ครูและบุคลากรการศึกษา
สร้างคน แต่กลับถูกจัดไว้ท้าย ๆ ?

ข้าราชการท้องถิ่น (อบจ./เทศบาล/อบต.)
ใกล้ชิดประชาชนที่สุด
แต่กลับถูกมองว่า “ศักดิ์ต่ำสุด?”



คำถามแรง ๆ คือ…
นี่คือ “ลำดับศักดิ์” จริง?
หรือแค่ “ภาพจำของสังคม”?

คนที่ใกล้ประชาชนที่สุด
ควรอยู่ล่างสุดจริงหรือ?

หรือจริง ๆ แล้ว…
เรากำลังวัดค่าคนผิดมาตลอด?



คอมเมนต์มาเลย:
คุณอยู่สายไหน? และ “เห็นด้วยหรือไม่” กับลำดับนี้?

แชร์ให้เพื่อนข้าราชการอ่าน
แล้วมาดูกันว่า… “ใครจะไม่เห็นด้วย!”

#คันฉ่องส่องราชการไทย

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122213532692352964&set=a.122099742524352964




ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 6 ปี ‘ทิวากร’ คดี ม.112 เหตุโพสต์เสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” สั่งริบเสื้อ-จำเลยไม่รู้ล่วงหน้ามีฟังคำพิพากษา ศาลชั้นต้นยกฟ้อง เขาพูดถึง “Monarchy” ไม่ใช่ “Monarch” เด็กยังเข้าใจความแตกต่าง


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
5 hours ago
·
ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 6 ปี ‘ทิวากร’ คดี ม.112 เหตุโพสต์เสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” สั่งริบเสื้อ-จำเลยไม่รู้ล่วงหน้ามีฟังคำพิพากษา
.
.
วันที่ 7 พ.ค. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับแจ้งว่า “ทิวากร วิถีตน” อดีตวิศวกรและเกษตรกรชาวขอนแก่น วัย 50 ปี ถูกเบิกตัวจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ไปยังศาลจังหวัดขอนแก่น เพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กรณีโพสต์ภาพสวมเสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” รวมถึงโพสต์เรียกร้องให้สถาบันกษัตริย์ยุติการใช้มาตรา 112 และปล่อย 4 แกนนำราษฎร ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 โดยทั้งตัวจำเลยและทนายความไม่ทราบนัดฟังคำพิพากษานี้มาก่อน
.
ต่อมา พบว่าศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ให้จำคุก 6 ปี และพิพากษาแก้ให้ริบเสื้อยืดของกลางทั้งสามตัว ถือเป็นการสิ้นสุดคดีที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี โดยปัจจุบันทิวากรถูกคุมขังมาแล้ว 632 วัน และยังเหลือโทษที่ต้องคุมขังอีกกว่า 4 ปี
.

ถูกเบิกตัวฟังคำพิพากษา ทิวากร-ทนายความ ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า

สิ่งที่น่าสังเกตสำหรับการอ่านคำพิพากษาในวันนี้คือ ทั้งทิวากรและทนายความไม่ได้รับการแจ้งล่วงหน้าว่ามีนัดฟังคำพิพากษาในวันนี้ ทิวากรเข้าใจเพียงว่าเขาถูกเบิกตัวออกมาในเรื่องการพิจารณาขอประกันตัวเท่านั้น เนื่องจากอาทิตย์ที่ผ่านมา เพิ่งมีการยื่นขอประกันตัวระหว่างฎีกาเป็นครั้งที่ 14
.
เมื่อมาถึงห้องพิจารณาคดีที่ 1 ศาลสอบถามทิวากรว่าต้องการให้ทนายความเข้าร่วมรับฟังการพิพากษาด้วยหรือไม่ เมื่อทิวากรแจ้งความประสงค์ว่าต้องการให้ทนายความอยู่ด้วย จึงมีการติดต่อให้ทนายความทราบอย่างกะทันหัน จนเมื่อเวลา 10.30 น. ผู้พิพากษาจึงได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา
.

ศาลฎีกาพิพากษายืน เห็นว่าข้อความมุ่งถึง ร.10 – เป็นการใส่ความและดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ – สั่งริบเสื้อของกลาง
.
ก่อนหน้านี้ คู่ความทั้งสองฝ่ายได้ยื่นฎีกา ฎีกาของโจทก์ลงวันที่ 8 ม.ค. 2568 เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ลงโทษจำคุกจำเลย 6 ปี ตามมาตรา 112 แต่คัดค้านในประเด็นเดียวคือ ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้มีคำสั่งริบเสื้อยืดของกลางด้วย
.
ขณะที่ฎีกาของฝ่ายจำเลยลงวันที่ 13 ก.พ. 2568 โต้แย้งใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ประเด็นแรก คำว่า สถาบันกษัตริย์ฯ ที่จำเลยใช้นั้นหมายถึงสถาบันในฐานะองค์กร ไม่ได้มุ่งถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันโดยเฉพาะ เพราะหากประสงค์จะกล่าวถึงพระมหากษัตริย์องค์ใดโดยตรง จำเลยจะระบุชื่อโดยตรงเสมอ และพยานโจทก์บางปากก็เบิกความทำนองเดียวกันว่าข้อความดังกล่าวหมายถึงสถาบันกษัตริย์ ไม่ใช่รัชกาลที่ 10
.
ในประเด็นการตีความองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 จำเลยโต้แย้งว่ามาตรา 112 คุ้มครองเฉพาะพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เท่านั้น กฎหมายไม่ได้ระบุถึง "สถาบันพระมหากษัตริย์" เป็นองค์ประกอบความผิด ซึ่งในกฎหมายอาญาจะต้องตีความโดยเคร่งครัด
.
ประการสุดท้าย ข้อความทั้งสามโพสต์เป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาและไม่มีถ้อยคำหยาบคาย เสนอแนะความคิดเห็นถึงสถาบันกษัตริย์ด้วยเจตนาหวังดี

อย่างไรก็ตามคำพิพากษาศาลฎีกามีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้
.
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ และมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า สมควรต้องริบเสื้อยืดของกลางหรือไม่
.
ศาลฎีกา เห็นว่า แม้คำว่า “สถาบันพระมหากษัตริย์” จะมีความหมายรวมถึงอดีตพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ แต่ย่อมหมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ปัจจุบันด้วย จำเลยเบิกความรับเองว่าคำว่า “สถาบันกษัตริย์ฯ” ที่พูดถึงหมายถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน พระบรมวงศานุวงศ์องค์ปัจจุบัน องคมนตรี ประธานองคมนตรี ราชเลขานุการ และราชองครักษ์ระดับสูง นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาโพสต์วันที่ 11 และ 18 ก.พ. 2564 ก็แสดงให้เห็นชัดว่าจำเลยมุ่งถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10
.
สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทและดูหมิ่นพระมหากษัตริย์นั้น เห็นว่า ข้อความ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” มีความหมายว่าหมดความเชื่อ และสิ้นศรัทธาในพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยองค์ปัจจุบันและสถาบันกษัตริย์ เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยไม่ดี ทำให้จำเลยหมดความเลื่อมใสศรัทธาในองค์พระมหากษัตริย์และสถาบันกษัตริย์ การลงรูปภาพและข้อความของจำเลย จึงทำให้พสกนิกรของพระมหากษัตริย์ในประเทศไทย ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปที่พบเห็น เชื่อหรือเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ประพฤติปฏิบัติไม่ดี จนทำให้สถาบันกษัตริย์เสื่อมเสียและพสกนิกรเสื่อมศรัทธา และทำให้รู้สึกต่อพระมหากษัตริย์และสถาบันกษัตริย์ในทางที่ไม่ดี
.
ส่วนข้อความที่เรียกร้องให้ระงับใช้มาตรา 112 และให้ปล่อยแกนนำทั้ง 4 คน เห็นว่าเป็นการใส่ความเท็จว่าพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจสั่งการดังกล่าวได้ เพราะความจริงแล้วพระมหากษัตริย์มิได้ทรงมีพระราชอำนาจตามกฎหมายที่จะสั่งให้ใช้หรือระงับการใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 และไม่มีพระราชอำนาจตามกฎหมายที่จะสั่งให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีใด ๆ ได้ การลงรูปภาพและข้อความของจำเลยจึงเป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้รัชกาลที่ 10 เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง และเสื่อมเสียพระเกียรติยศ
.
การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (3) ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
.
ส่วนประเด็นเสื้อยืดของกลาง เห็นว่าเสื้อยืดทั้งสามตัวที่ยึดได้จากจำเลย ซึ่งมีข้อความสกรีนว่า “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” เป็นทรัพย์ที่บุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) สมควรริบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำวินิจฉัยให้ริบ แต่ไม่ได้พิพากษาให้ริบนั้นไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
.
พิพากษาแก้ให้ริบเสื้อยืดของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้แก่ พรชัย พุ่มกำพล, ทินกร ก่อเพียรเจริญ และอำนาจ เย็นยิ่ง
.

632 วันในเรือนจำ – คดีสิ้นสุด เหลือโทษอีกกว่า 4 ปี
.
สำหรับคดีนี้มี พ.ต.ท.สุรัตน์ วันทะมาตย์ รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.ท่าพระ เป็นผู้กล่าวหา เมื่อเดือนกันยายน 2565 ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษายกฟ้องทิวากรทุกข้อหา โดยวินิจฉัยว่าข้อความที่จำเลยโพสต์กล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ในฐานะองค์กร ไม่ได้ระบุถึงพระมหากษัตริย์องค์ใดโดยเฉพาะ ทั้งคำว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ไม่ใช่องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 และให้คืนเสื้อยืดของกลางแก่จำเลย
.
อย่างไรก็ตามฝ่ายโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา จนเมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2567 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กลับคำพิพากษา โดยเห็นว่ามีความผิดในทั้งสามข้อความ วินิจฉัยว่าข้อความดังกล่าวมุ่งถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน และมีลักษณะลดคุณค่า ใส่ความ อันเป็นการดูหมิ่นหมิ่นประมาท โดยลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 9 ปี เห็นว่าจำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษหนึ่งในสาม เหลือจำคุก 6 ปี โดยไม่รอลงอาญา
.
จากนั้น ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวทิวากรระหว่างฎีกาเรื่อยมา แม้จะมีการยื่นขอประกันตัวทั้งหมดรวม 14 ครั้ง ก่อนที่สุดท้ายในวันนี้ศาลฎีกาก็มีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 4
.
หลังจากรับฟังคำพิพากษา ทิวากรกล่าวว่าตนไม่ทราบมาก่อนว่าวันนี้จะเป็นนัดฟังคำพิพากษา และรู้สึกว่าคำพิพากษาที่ออกมาไม่เป็นธรรม แต่ก็ไม่รู้สึกประหลาดใจนัก เพียงแต่รู้สึกตื่นเต้นเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ส่วนตัวขณะนี้ยังคิดไม่ออกว่าจะสื่อสารเรื่องราวอะไรบ้าง เพราะคำพิพากษาฎีกาและสิ่งที่ได้รับในกระบวนการยุติธรรมก็น่าจะสะท้อนได้มากพอแล้ว
.
ปัจจุบันทิวากรถูกคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่นมาแล้ว 632 วัน หรือ 1 ปี 8 เดือน 22 วัน และยังเหลือโทษคุมขังอีกกว่า 4 ปีจากโทษดังกล่าว
.
.
อ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/83383

https://www.facebook.com/photo?fbid=1382315720405561&set=a.656922399611567

..... 

ไทม์ไลน์ จาก The Standard

สำหรับคดีนี้สืบเนื่องมาจากช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งเป็นช่วงที่แกนนำราษฎร 2563 ถูกคุมขังในเรือนจำ ทิวากร เกษตรกรชาวขอนแก่น วัย 48 ปี ได้ตกเป็นจำเลยจากกรณีโพสต์ภาพสวมเสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” รวมถึงโพสต์เรียกร้องให้สถาบันกษัตริย์ยุติการใช้มาตรา 112 และปล่อย 4 แกนนำราษฎร ในช่วงเวลาดังกล่าว
.
29 กันยายน 2565 ศาลจังหวัดขอนแก่นมีคำพิพากษา ‘ยกฟ้อง’ คดีนี้ โดยให้เหตุผลว่า ภาพและข้อความที่ทิวากรโพสต์ไม่ได้ระบุถึงบุคคลที่ถูกดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทให้รู้ได้แน่นอนว่าเป็นองค์พระมหากษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่งโดยเฉพาะ การเข้าใจข้อความดังกล่าวขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละบุคคล ข้อความดังกล่าวจึงมิใช่การยืนยันข้อเท็จจริง
.
อีกทั้ง ‘สถาบันพระมหากษัตริย์’ ไม่ใช่องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 การที่จำเลยลงข้อความและรูปภาพดังกล่าวในเพจเฟซบุ๊กจึงไม่เข้าข่ายความผิด ศาลชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้องและให้คืนเสื้อแก่เจ้าของ แต่ต่อมาอัยการศาลสูงจังหวัดขอนแก่นยื่นอุทธรณ์
.
14 สิงหาคม 2567 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้พิพากษาแก้ว่าทิวากรมีความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ โดยพิจารณาจากพฤติการณ์ประกอบกันแล้ว เห็นว่าจำเลย ‘มุ่งหมายถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน’ จึงให้จำคุกรวม 3 กระทง กระทงละ 3 ปี แต่ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 คงจําคุกกระทงละ 2 ปี รวมจําคุก 6 ปี และให้ริบเสื้อ
.
วันนี้ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามชั้นอุทธรณ์ ให้จำคุก 6 ปี และให้ริบเสื้อยืดของกลาง เป็นผลให้คดีสิ้นสุดลง โดยก่อนหน้านี้ทิวากรได้ถูกคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่นมาแล้ว 632 วัน หรือ 1 ปี 8 เดือน 22 วัน จากจำนวนโทษทั้งหมด ทำให้ทิวากรเหลือโทษคุมขังอีกกว่า 4 ปี
.




พรรคประชาชน เผย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน อ้างเยียวยาประชาชน แต่สอดไส้โครงการไม่เร่งด่วน-ไม่มีรายละเอียด


พรรคประชาชน - People's Party

8 hours ago
·
[ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน อ้างเยียวยาประชาชน แต่สอดไส้โครงการไม่เร่งด่วน-ไม่มีรายละเอียด ]
.
กรณีที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ วงเงิน 4 แสนล้านบาทนั้น
.
พรรคประชาชนเห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลพยายามทำคือการสอดไส้การตีเช็คเปล่ากู้เงิน 2 แสนล้านบาท ในเรื่องการผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยเอาเงินเยียวยาของประชาชนมาเป็นตัวประกัน
.
แม้อำนาจในการตรา พ.ร.ก. เป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องว่าเป็นอำนาจของฝ่ายบริหารในกรณีที่มีปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ข้อกังวลของพรรคประชาชนต่อการกู้เงิน 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานนั้น คือเรื่องนี้ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน รัฐมนตรียอมรับเองว่ายังไม่มีโครงการ ต้องรอให้หน่วยราชการเสนอเรื่องเข้ามาและผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองอีกครั้ง รวมถึงยอมรับว่าการเยียวยาประชาชนจะเป็นการกู้ปีนี้ ส่วนการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเป็นการกู้ในปีหน้า ยิ่งเน้นย้ำว่าโครงการนี้ไม่ได้มีความเร่งด่วนแต่อย่างใด
.
จึงตั้งคำถามได้ว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงิน ดังกล่าว ไม่เข้าเงื่อนไขการเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ตามบทบัญญัติหรือเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ถือเป็นความลุแก่อำนาจของรัฐบาลหรือไม่
.
ด้วยเหตุนี้ พรรคประชาชนจึงพร้อมที่จะใช้อำนาจที่มีในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ เข้าชื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ศาลวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่งหรือไม่ โดยยินดีที่จะให้พรรคร่วมฝ่ายค้านมาลงชื่อด้วยกัน
.
การเดินหน้าครั้งนี้ พรรคประชาชนได้ใช้เวลาพิจารณาอย่างรอบคอบมากที่สุด ระมัดระวังไม่ให้การใช้สิทธิเสนอความเห็นตามช่องทางนี้ เป็นการเปิดช่องให้ศาลรัฐธรรมนูญขยายขอบเขตอำนาจของตนเอง ดังนั้นในส่วนของคำร้อง พรรคประชาชนจะเป็นแกนหลักในการร่างเอง
.
พรรคประชาชนยืนยันว่าเราเห็นด้วยกับการเยียวยาประชาชน โดยรัฐบาลต้องเลือกเครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสม การรักษาวินัยทางการเงินกลางคลัง ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องเพดานหนี้ แต่รวมถึงการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่า ตรงเป้า ตรงวัตถุประสงค์ เพื่อให้เงินภาษีทุกบาทของพี่น้องประชาชนถูกใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122195601818480817&set=a.122093105408480817








https://x.com/PPLEThai/status/2052346647913611718


พ.ร.ก. กู้ด่วน 4 แสนล้าน แต่รัฐบาลยัดไส้โครงการไม่ด่วนไปแล้ว 2 แสนล้านบาท!?
ศิริกัญญาระบุว่าด้วยความเป็นวาระลับ ณ ปัจจุบันนี้ก็ยังคงไม่มีใครเห็นเนื้อหาในร่าง พ.ร.ก.เงินกู้ฯ แต่อย่างใด โดยหลักการตนเห็นด้วยว่าจำเป็นที่จะต้องมีเม็ดเงินมาเยียวยาประชาชน 
.
แต่ที่น่าติดใจคือเรื่องของวงเงินและรายละเอียดการนำไปใช้ คือโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ให้กลุ่มเป้าหมายถึง 30 ล้านคน ใช้งบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท และการเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 52,800 ล้านบาท รวมวงเงินที่จะใช้ใน 4 เดือนแรก 1.7 แสนล้านบาท เรียกได้ว่ากู้มาแล้วแจกหมดหน้าตักภายใน 4 เดือนเลย
แผนการเยียวยาที่จะใช้เงินหมดหน้าตักใน 4 เดือนแรก โดยที่ไม่ได้มีการมุ่งเป้าแต่อย่างใดตามที่รัฐบาลได้แถลง แถมยังเป็นการแจกแบบสุ่มโดยที่คนเดือดร้อนอาจจะไม่ได้ คนที่ได้อาจจะไม่ได้เดือดร้อน ขอถามว่าแผนการเยียวยานี้มีวัตถุประสงค์อันใดกันแน่
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนที่สองยัดไส้เข้ามาอีก 2 แสนล้านบาท คือแผนการปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยมีเจตนาที่จะสอดไส้โครงการที่ไม่ได้เร่งด่วนมาอยู่ใน พ.ร.ก. กู้ด่วนฉบับนี้ด้วย สำหรับแผนที่ 2 นี้ หากไม่ทำทันที ก็ไม่ได้กระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจจนมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อีกทั้งแผนนี้ยังไม่ได้มีรายละเอียดโครงการที่จะเอามาใช้แต่อย่างใด เท่ากับเป็นการตีเช็คเปล่า
ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่าถ้ารัฐบาลบอกว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงานให้ได้ภายในปีเดียว จึงต้องกู้ให้เสร็จภายในเดือนกันยายน 2570 ก็ต้องตั้งคำถามว่าภายในปีเดียวจะเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสะอาดได้กี่ % จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ แล้วจะทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดไหน ถ้ารออีก 3 เดือนให้ไปอยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ก็ไม่ได้กระทบกับความมั่นคงอะไรเลย สถานการณ์ก็ยังคงเหมือนเดิม
ถ้าอยากจะกู้เงินมาทำโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานจริง ๆ รัฐบาลควรเงินกู้ของทั้ง 2 แผนออกจากกัน โดยก้อนหนึ่งอาจออกเป็น พ.ร.ก.เงินกู้ฯ เพื่อเยียวยา อีกก้อนหนึ่งออกเป็น พ.ร.บ. เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยมีรายละเอียดโครงการชัดเจนมาเลย ก็จะถูกต้องตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ในมาตรา 172 จึงต้องถามว่าเหตุผลใดรัฐบาลจึงเจตนาสอดใส้โครงการไม่เร่งด่วนเข้ามาใน พ.ร.ก. กู้ด่วน จนทำให้ต้องกู้เงินสูงถึง 4 แสนล้านบาท โดยที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 172 ด้วย
ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ถามกระทู้สดด้วยวาจาต่อนายกรัฐมนตรี ถึงกรณีการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ (พ.ร.ก.เงินกู้ฯ) วงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาเป็นผู้ตอบกระทู้แทน
.

ศิริกัญญา ตันสกุล
@SirikanyaTansa1

สส. บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน
7 พฤษภาคม 2569








https://x.com/captainnerd23/status/2052358826977116556



กัปตันคนเนิร์ด
@captainnerd23

รัฐบาลภูมิใจไทยกู้เงิน 400,000 ล้าน พรรคส้มและฟ้าเตรียมยื่นศาลคว่ำ คือถ้ารัฐบาลจะกู้เงินเพิ่ม จะมี 2 กลไกหลักๆ

1. พระราชบัญญัติ - ช้ากว่า แต่โปร่งใสกว่า เพราะต้องผ่าน สส. และ สว.

2. พระราชกำหนด - เร็ว ออกปุ๊บกู้ได้ปั๊บ แล้วค่อยไปผ่าน สส. และ สว. ทีหลัง แต่ต้องใช้เฉพาะมีเหตุฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งรัฐบาลภูมิใจไทยเลือกใช้กลไกพระราชกำหนด แต่ฝ่านค้านมองว่าเหตุผลที่จะกู้ไม่ใช่กรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน

เพราะเงินกู้นั้นแบ่งเป็น 2 ก้อน ก้อนแรกใช้เพื่อเยียวยาประชาชน และอีกก้อนใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ซึ่งทั้ง 2 ก้อนดูจะไม่เกี่ยวกันแต่ภูมิใจไทยเอามามัดรวมกัน

ฝ่ายค้านเลยมองว่าอยากให้ก้อนพลังงานผ่านรึเปล่า เลยเอามามัดกับปากท้องประชาชน เหมือนให้ปากท้องประชาชนเป็นตัวประกัน

แล้วเงินเปลี่ยนผ่านพลังงานภูมิใจไทยก็บอกว่าจะกู้ปีหน้า มันก็เลยดูไม่ได้จำเป็นเร่งด่วนถึงขนาดต้องออกเป็นพระราชกำหนด

ก็ต้องรอดูว่าถ้าฝ่ายค้านยื่นศาลแล้วศาลจะว่ายังไง แล้วสุดท้ายจะได้กู้เงินก้อนนี้หรือไม่




ดร.ปิติ ศรีแสงนาม แห่งจุฬาฯ วิเคราะห์แลนด์บริดจ์ คือทางลัดมหาวิบัติหลายด้าน ที่พร้อมจะทำลายโครงสร้างทางวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม อธิปไตย และเศรษฐกิจฐานราก


Mars Online
Yesterday
·
ดร.ปิติ ศรีแสงนาม แห่งจุฬาฯ วิเคราะห์แลนด์บริดจ์ คือทางลัดมหาวิบัติ ที่พร้อมจะทำลายโครงสร้างทางวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม อธิปไตย และเศรษฐกิจฐานราก

ศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม
ผู้อำนวยการบริหาร มูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation)
และอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง 'แลนด์บริดจ์' อภิมหาโปรเจ็คที่บางกลุ่มมองว่าจะทำมห้ไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจ แต่หลายคนเริ่มออกมาทักท้วงแล้วว่าอาจไม่เป็นดั่งฝัน

โดยเฉพาะ ดร.ปิติ มองว่า โครงการนี้ไม่ใช่ทางลัดทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด

แต่คือ ทางลัดมหาวิบัติ ในหลายๆ ด้าน

โดยให้รายละเอียดไว้ดังนี้
.
แนวคิดการขุด "คลองไทย" (Thai Canal) หรือที่ในอดีตเรียกว่า "คลองคอคอดกระ" เพื่อตัดผ่านแหลมมลายูและเชื่อมมหาสมุทรอินเดีย (ทะเลอันดามัน) เข้ากับมหาสมุทรแปซิฟิก (อ่าวไทย) เป็นความฝันที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงในสังคมไทยมาอย่างยาวนานกว่าสามศตวรรษ นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา

ที่ทรงให้วิศวกรชาวฝรั่งเศสอย่าง เดอ ลามาร์ (De Lamar) สำรวจความเป็นไปได้ จนถึงยุคอาณานิคมที่อังกฤษทำสนธิสัญญาเพื่อป้องกันไม่ให้สยามขุดคลองแข่งกับท่าเรือสิงคโปร์และปีนัง

วาทกรรมหลักที่หล่อเลี้ยงความฝันนี้คือความเชื่อที่ว่า คลองไทยจะเป็น "ทางลัด" (Shortcut) ที่จะเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการเดินเรือของโลก ทลายการผูกขาดของช่องแคบมะละกา และนำมาซึ่งความมั่งคั่งมหาศาล อย่างไรก็ตาม ความฝันในอดีตนั้นตั้งอยู่บนฐานคิดของการเดินเรือสำเภาหรือเรือกลไฟขนาดเล็ก

เมื่อเราก้าวออกจากแผนที่บนหน้ากระดาษและเผชิญหน้ากับความเป็นจริงของอุตสาหกรรมการเดินเรือพาณิชย์ยุคใหม่ (Modern Maritime Industry) ตลอดจนความเปราะบางของระบบนิเวศ และพลวัตของการแข่งขันทางอำนาจโลก (Great Power Competition)

โครงการคลองไทยไม่ได้เป็นเพียงความท้าทาย แต่คือ "มหาวิบัติ" (Catastrophe) ที่พร้อมจะทำลายโครงสร้างทางวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจฐานราก และลิดรอนอำนาจอธิปไตยของชาติ

บทวิเคราะห์นี้ จะอธิบายให้เห็นถึงต้นทุนแฝง (Hidden Costs) และความจริงเชิงประจักษ์ในทุกมิติ

ส่วนที่ 1: ฝันร้ายทางวิศวกรรม (The Engineering Nightmare)

การขุดคลองในศตวรรษที่ 21 เพื่อเชื่อมสองมหาสมุทรเข้าด้วยกัน ต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางฟิสิกส์และวิศวกรรมที่รุนแรง การตั้งเป้าหมายเพื่อดึงดูดสายการเดินเรือหลัก (Mainline) หมายความว่าคลองไทยจะต้องสามารถรองรับเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่พิเศษ (Ultra Large Container Vessel - ULCV) ซึ่งมีความจุระดับ 24,000 TEU

เรือเหล่านี้มีความยาวกว่า 400 เมตร กว้างกว่า 60 เมตร และมีระยะกินน้ำลึก (Draft) ถึง 16-17 เมตร ความต้องการระดับนี้ได้สร้างโจทย์ทางวิศวกรรมที่ล้มเหลวในแง่ความคุ้มค่าตั้งแต่ยังไม่เริ่มสร้าง

1.1 เขื่อนกันคลื่นขนาดยักษ์ (The Mega-Breakwaters) และปัญหาทางธรณีสัณฐาน

ภูมิประเทศใต้น้ำของสองฝั่งทะเลไทยมีความแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ฝั่งทะเลอันดามันมีความลาดชันสูง (Steep Slope) ทำให้ระดับน้ำลึกอย่างรวดเร็วเมื่อห่างจากฝั่ง แต่ในทางกลับกัน ฝั่งอ่าวไทยเป็นทะเลเปิดที่ตื้นเขินและมีความลาดชันต่ำมาก (Shallow Slope)

ความจำเป็นของร่องน้ำลึก: เพื่อให้เรือ ULCV แล่นผ่านได้โดยไม่เกิดปรากฏการณ์ Squat Effect (แรงดูดพลศาสตร์ที่ทำให้ท้ายเรือจมลึกลงไปอีกเมื่อวิ่งในน้ำตื้น ซึ่งอาจทำให้เรือกระแทกพื้นทราย) ร่องน้ำทางเดินเรือจะต้องขุดให้ลึกอย่างน้อย 20-25 เมตร

อภิมหาโครงสร้างในอ่าวไทย: การจะรักษาความลึก 25 เมตรในอ่าวไทย วิศวกรจะต้องขุดลอกพื้นทะเลออกไปเป็นระยะทางไกลมาก และเพื่อป้องกันไม่ให้กระแสน้ำและคลื่นพัดพาทรายกลับมาถมร่องน้ำที่ขุดไว้ จะต้องมีการสร้าง "เขื่อนกันคลื่น" (Breakwaters) เป็นกำแพงคอนกรีตขนาบข้างร่องน้ำยื่นออกไปในทะเลอ่าวไทยยาวถึง 20 ถึง 30 กิโลเมตร โครงสร้างแข็งขนาดยักษ์ที่ยาวขนาดนี้ถือเป็นสิ่งปลูกสร้างทางทะเลที่ใหญ่และเสี่ยงที่สุดในโลก และต้องใช้งบประมาณบำรุงรักษามหาศาลในทุกๆ ปี

1.2 ความขัดแย้งของระดับน้ำและกระแสน้ำ (Tidal Range & Hydrodynamic Chaos)

แม้ระดับน้ำทะเลปานกลาง (Mean Sea Level) ของทั้งสองฝั่งจะใกล้เคียงกัน แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ "พิสัยน้ำขึ้นน้ำลง" (Tidal Range)
• ทะเลอันดามันมีช่วงน้ำขึ้นน้ำลงแตกต่างกันสูงถึง 3-4 เมตร
• อ่าวไทยมีความแตกต่างเพียง 1-1.5 เมตร
• วงรอบเวลา (Tidal Cycle) ของการขึ้นลงก็ไม่พร้อมกัน

หากใช้วิธีขุดคลองเจาะทะลุภูเขาให้เป็น คลองระดับน้ำทะเล (Sea-level Canal) แบบคลองสุเอซ ความแตกต่างของระดับน้ำนี้จะสร้าง "กระแสน้ำเชี่ยวจัด" (Tidal Currents) ที่ไหลกระแทกไปมาภายในคลองด้วยความเร็วอาจสูงถึง 5-7 นอต (Knots) กระแสน้ำที่เชี่ยวและผันผวนเช่นนี้จะทำให้เรือยักษ์ที่มีมวลมหาศาลสูญเสียการควบคุมทิศทาง (Steering Control) และพุ่งชนตลิ่งหรือชนกันเองได้ง่ายดาย

1.3 ทางตันของระบบประตูน้ำ (The Lock System Dead-end)

เพื่อแก้ปัญหากระแสน้ำเชี่ยว วิธีเดียวในทางวิศวกรรมคือการสร้าง ระบบประตูควบคุมน้ำ (Lock Systems) ขนาดยักษ์ที่ปากคลองทั้งสองฝั่ง (คล้ายคลองปานามา) แต่การทำเช่นนี้จะทำลายจุดเด่นเรื่อง "ทางลัด" ทันที เพราะ:

ข้อจำกัดด้านเวลา (Transit Time): เรือ ULCV จะต้องเสียเวลาจอดรอคิวหน้าปากคลอง และใช้เวลาหลายชั่วโมงในการค่อยๆ ปรับระดับน้ำเพื่อผ่านประตูน้ำแต่ละชั้น กระบวนการนี้อาจทำให้เรือเสียเวลาผ่านคลองรวม 1-2 วัน ซึ่งเมื่อหักลบกับระยะทางที่ประหยัดได้ 1,200 กิโลเมตร (เทียบกับการอ้อมมะละกาที่เรือวิ่งฉิวต่อเนื่อง) จะพบว่าแทบไม่ได้ประหยัดเวลาเลย

ต้นทุนมหาศาล: การสร้างและบำรุงรักษาประตูกั้นน้ำขนาด ULCV สองฝั่งมหาสมุทร จะดึงให้ต้นทุนการก่อสร้างทะลุ 2-3 ล้านล้านบาท นำไปสู่การต้องตั้ง "ค่าผ่านคลอง" ในอัตราที่แพงลิ่วจนไม่สามารถแข่งขันกับค่าผ่านช่องแคบมะละกา (ซึ่งแล่นผ่านฟรี) ได้เลย

ส่วนที่ 2: มหาวิบัติทางระบบนิเวศ (Ecological Catastrophe)

การใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมดัดแปลงธรรมชาติขั้นรุนแรง เพื่อเชื่อมสองมหาสมุทรที่มีนิเวศวิทยาต่างกัน จะสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างไม่อาจฟื้นคืนได้ (Irreversible Damage)

2.1 การพังทลายของชายฝั่งแบบโดมิโน (Catastrophic Coastal Erosion)

อ่าวไทยมีระบบ "กระแสน้ำเลียบชายฝั่ง" (Longshore Current) ที่ทำหน้าที่พัดพาทรายตามธรรมชาติจากทิศหนึ่งไปสู่อีกทิศหนึ่ง การสร้างเขื่อนกันคลื่นยาว 30 กิโลเมตรเพื่อปกป้องร่องน้ำ จะทำหน้าที่เป็น "กำแพงดักทราย" ขนาดมหึมา
• ฝั่งหัวน้ำ (Updrift): ทรายจะทับถมจนตื้นเขิน
• ฝั่งท้ายน้ำ (Downdrift): ชายหาดจะขาดแคลนทรายมาเติมเต็ม และถูกคลื่นกัดเซาะอย่างรุนแรง
ชายหาดที่สวยงามของภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยและอันดามันจะถูกน้ำตีกินลึกเข้ามาในแผ่นดินเป็นระยะทางหลายสิบหรืออาจจะหลายร้อยกิโลเมตร (หากคิดระยะทั้งทั้งสองฟากฝั่งมหาสมุทร)

รัฐจะต้องทุ่มงบประมาณนับแสนล้านเพื่อสร้างกำแพงกันคลื่นคอนกรีตที่น่าเกลียดตลอดแนวชายฝั่ง ซึ่งเป็นการทำลายทัศนียภาพทางธรรมชาติอย่างถาวร

2.2 พายุตะกอนและสุสานปะการัง (Sediment Plumes and Mass Coral Mortality)

การขุดลอกพื้นทะเลปริมาณหลายร้อยล้านลูกบาศก์เมตร จะทำให้เกิดตะกอนแขวนลอยในน้ำ (Sediment Plumes) ที่หนาแน่นและแผ่ขยายครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง

ตะกอนเหล่านี้จะทำให้น้ำทะเลขุ่นมัว บดบังแสงแดดที่ใช้ในการสังเคราะห์แสงของสาหร่ายเซลล์เดียวในเนื้อเยื่อปะการัง (Zooxanthellae)

เมื่อตะกอนตกตะกอน มันจะทับถมและอุดตันอวัยวะกรองกินอาหารของสิ่งมีชีวิตหน้าดิน ทำให้ปะการังน้ำตื้นและหญ้าทะเลตายลงอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การพังทลายของระบบนิเวศทั้งหมด

2.3 การรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Marine Bio-Invasion)

วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตในอ่าวไทย (มหาสมุทรแปซิฟิก) และทะเลอันดามัน (มหาสมุทรอินเดีย) ถูกแยกออกจากกันด้วยแผ่นดินมานานหลายล้านปี การเปิดช่องทางเชื่อมต่อจะก่อให้เกิด การอพยพข้ามถิ่น (Lessepsian Migration) ดังที่คลองสุเอซเคยประสบปัญหาที่ปลาจากทะเลแดงอพยพไปทำลายระบบนิเวศในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สายพันธุ์ที่แข็งแกร่งกว่าจากฝั่งหนึ่งจะเข้าไปล่าหรือแย่งอาหารสายพันธุ์ท้องถิ่นอีกฝั่งจนสูญพันธุ์ ทำลายความสมดุลของสายใยอาหาร (Food Web) อย่างรุนแรง

2.4 หายนะของน้ำจืดและภาคการเกษตร (Saline Intrusion)

การขุดคลองที่ลึกถึง 25 เมตร ตัดผ่านใจกลางแผ่นดิน จะตัดผ่านชั้นหินอุ้มน้ำ (Aquifers) และระบบน้ำบาดาลของภาคใต้ ทำให้น้ำทะเลที่มีความเค็มสูงซึมแทรกเข้าสู่แหล่งน้ำจืดใต้ดิน รวมถึงแม่น้ำลำคลองสาขาที่เชื่อมต่อ แหล่งน้ำอุปโภคบริโภคและพื้นที่เกษตรกรรมนับล้านไร่จะปนเปื้อนความเค็มจนไม่สามารถใช้เพาะปลูกหรือดำรงชีวิตได้ นำไปสู่ภาวะล่มสลายของชุมชนสองฝั่งคลอง

ส่วนที่ 3: เสียงสะท้อนจาก 4 ทศวรรษแห่งความว่างเปล่า เมื่อ "โครงการเท่าช้าง แต่ข้อมูลเท่ามด"

ความน่าสะพรึงกลัวที่สุดของการผลักดันเมกะโปรเจกต์เหล่านี้ ไม่ใช่แค่มูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่คือ "ความตื้นเขินของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์" ที่ภาครัฐใช้ประกอบการตัดสินใจ

หากพิจารณาจากประสบการณ์เชิงประจักษ์ตลอด 40 ปีของ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงค์นาวาสวัสดิ์ Thon Thamrongnawasawat ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศวิทยาทางทะเลระดับประเทศ ที่ได้เฝ้าสังเกตและลงพื้นที่สำรวจวิกฤตโครงการข้ามคาบสมุทรมาถึง 5 ยุค จะพบความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA, Environmental and Health Impact Assessment: EHIA) ของไทย:

วิบากกรรม 5 โครงการข้ามคาบสมุทร:

1. ยุคแลนด์บริดจ์ กระบี่-ขนอม (Southern Seaboard): โครงการแรกเริ่มที่ทิ้งไว้เพียงมรดกตกทอดอย่างถนนเซาท์เทิร์นซีบอร์ด โดยที่ยังไม่ทันได้ลงลึกถึงการประเมินผลกระทบทางทะเลอย่างจริงจัง ทะเลฝั่งกระบี่และนครศรีธรรมราชเกือบต้องเผชิญหน้ากับอุตสาหกรรมหนัก

1. แนวเชื่อมข้ามพังงา (โคกกลอย): จากการลงพื้นที่ของนักวิชาการตามคำร้องขอของสมาคมท่องเที่ยว ได้ค้นพบแนวปะการังนอกชายฝั่งซึ่งเป็นเขตสำรวจพบใหม่ และพบ "ปลานกแก้วชนิดใหม่ของไทย" ที่หายากยิ่ง สะท้อนให้เห็นว่าทะเลบริเวณนั้นมีความอุดมสมบูรณ์เกินกว่าจะสร้างท่าเรือน้ำลึก โครงการจึงค่อยๆ เงียบหายไป

1. ท่าเรือน้ำลึกปากบารา (สตูล): โครงการที่สร้างแรงกระเพื่อมและความขัดแย้งมหาศาล ทีมวิจัยคณะประมงต้องระดมทุนส่วนตัวลงพื้นที่สำรวจล่วงหน้า จนนำไปสู่การค้นพบ "ปูทหารชนิดใหม่ของโลก"

ข่าวการค้นพบนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าทะเลไทยยังมีความหลากหลายทางชีวภาพซ่อนอยู่อีกมาก ที่การทำ EIA ของโครงการมัก "มองไม่เห็น" หรือ "จงใจมองข้าม"

1. โครงการคลองไทย (แนว 9A ตัดผ่านตรัง): ทีมนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลได้ปูพรมสำรวจทั้งจังหวัดตรัง และค้นพบแนวปะการังน้ำตื้นแห่งใหม่หลายจุด ทั้งบริเวณเกาะไหงและเกาะลันตา ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในรายงานของภาครัฐ การขุดคลองย่อมทำลายพื้นที่อนุบาลสัตว์น้ำและแนวปะการังเหล่านี้โดยตรง

1. แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร (โครงการปัจจุบัน): ตำแหน่งที่ตั้งท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน (ระนอง) อยู่ประชิดกับ "สถานีวิจัยอันดามัน" และเส้นทางเดินเรือต้องพาดผ่าน "หมู่เกาะกำ" ซึ่งเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีแนวปะการังที่สมบูรณ์และเปราะบางที่สุดแห่งหนึ่ง การสร้างร่องน้ำและท่าเรือที่นี่หมายถึงการนำพามหาวิบัติมาสู่หน้าประตูของธรรมชาติ

ข้อสรุปเชิงวิจารณ์: "โครงการเท่าช้าง แต่ข้อมูลเท่ามด" คือวาทกรรมที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ดีที่สุด

ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่เคยมีโครงการใดเลยที่มีการลงทุนสำรวจทางทะเลอย่างจริงจัง ครอบคลุม และเที่ยงตรง สมกับมูลค่าการลงทุนระดับล้านล้านบาท นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการไม่ได้เป็นผู้ขัดขวางการพัฒนา (Anti-development) แต่การพยายามผลักดันโครงการที่สามารถทำลายทะเลอย่างถาวร โดยอาศัยชุดข้อมูลที่ผิวเผิน เร่งรีบ และรายงาน EHIA ที่ยังเต็มไปด้วยข้อกังขา #ถือเป็นการทรยศต่อฐานทรัพยากรของชาติและอนาคตของลูกหลาน

รัฐต้องหยุดทำงานบนฐานของ "ความเชื่อ" และลงทุนลงแรงทำฐานข้อมูล (Baseline Data) ให้สมบูรณ์ที่สุดเพื่อใช้ในการตัดสินใจอย่างมีสติ

ส่วนที่ 4: ความพังทลายทางเศรษฐกิจและสังคม (Socioeconomic Devastation)

เมื่อรากฐานทางนิเวศวิทยาพังทลาย ผลกระทบย่อมสะท้อนกลับมาสู่เศรษฐกิจฐานรากและวิถีชีวิตของผู้คนอย่างรุนแรง มูลค่าความสูญเสียเหล่านี้มักถูก "ประเมินต่ำกว่าจริง" (Underestimated) ในรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Studies) ที่มองเห็นแต่ตัวเลขผลตอบแทนจากการขนส่ง

4.1 จุดจบของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระดับโลก (The End of World-Class Tourism)

โครงสร้างเศรษฐกิจของภาคใต้และของประเทศไทย พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวทางทะเลปีละหลายแสนล้านบาท หากชายหาดถูกกัดเซาะหายไป แนวปะการังเสื่อมโทรม น้ำทะเลขุ่นมัวตลอดปีจากการขุดลอกและการสัญจรของเรือน้ำมันและเรือสินค้า จุดขายของการเป็นสวรรค์เขตร้อน (Tropical Paradise) จะมลายหายไป ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร บริการดำน้ำ และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง จะเผชิญภาวะล้มละลาย นำไปสู่การเลิกจ้างงานมหาศาล

4.2 หายนะของความมั่นคงทางอาหารและอุตสาหกรรมประมง (Collapse of Food Security)

ป่าชายเลน หญ้าทะเล และแนวปะการัง คือ "แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ" (Nursery Grounds) ที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค เมื่อระบบนิเวศหน้าดินถูกทำลายจากการตีตะกอน

ปริมาณสัตว์น้ำตามธรรมชาติจะลดลงอย่างฮวบฮาบ กระทบโดยตรงต่อชาวประมงพื้นบ้านหลายหมื่นครัวเรือน ไปจนถึงอุตสาหกรรมประมงพาณิชย์และโรงงานแปรรูปอาหารทะเล ห่วงโซ่อุปทานอาหารของประเทศจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก

4.3 การสูญเสียที่ดินทำกินและการถูกแช่แข็งทางสังคม (Displacement and Social Division)

การเวนคืนที่ดินเพื่อขุดคลองขนาดกว้างกว่า 1 กิโลเมตรยาวนับร้อยกิโลเมตร รวมถึงพื้นที่ทิ้งดิน (Spoil Grounds) และเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ จะทำให้ประชาชนนับหมื่นครัวเรือนต้องถูกบังคับย้ายถิ่นฐาน (Forced Displacement) สูญเสียที่ดินทำกินและรากเหง้าทางวัฒนธรรม
นอกจากนี้

การมี "รอยแยกขนาดยักษ์" ผ่ากลางประเทศ จะสร้างอุปสรรคในการเดินทางไปมาหาสู่กัน การสร้างสะพานข้ามคลองเพื่อให้เรือ ULCV ลอดผ่านได้ ต้องมีความสูงสุทธิถึง 70-80 เมตรเหนือระดับน้ำ ซึ่งต้องใช้โครงสร้างทางลาดเชื่อมต่อที่ยาวและมีราคาแพงมหาศาล

รัฐจะสร้างสะพานข้ามได้เพียงไม่กี่แห่ง ทำให้แผ่นดินภาคใต้ตอนล่างถูก "ตัดขาด" ออกจากตอนบนโดยพฤตินัย สร้างความเหลื่อมล้ำและปัญหาทางสังคมที่ซับซ้อนตามมา

ส่วนที่ 5: ภาพลวงตาทางภูมิรัฐศาสตร์และหลุมพรางทางยุทธศาสตร์โลก (Geopolitical and Supply Chain Illusion)

หากพิจารณาผ่านแว่นตาของเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ (International Political Economy) และภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) โครงการคลองไทยไม่ได้ตอบโจทย์การเป็นศูนย์กลางการค้า แต่กลับเป็น "จุดอ่อนทางยุทธศาสตร์" ที่พร้อมจะลากประเทศไทยเข้าสู่หลุมพรางของมหาอำนาจ

5.1 หนี้สินสาธารณะและกับดักการลงทุน (The Debt Trap and White Elephant Project)

ด้วยความซับซ้อนทางวิศวกรรม งบประมาณการสร้างคลองไทยอาจบานปลายไปถึง 2.5 - 3 ล้านล้านบาท ยังไม่รวมค่าดอกเบี้ยและค่าบำรุงรักษาระบบประตูน้ำและเขื่อนกันคลื่นในแต่ละปีที่มหาศาล (อาจสูงกว่านี้และบานปลาย หากควบคุมโดยภาครัฐที่คอรัปชั่นอย่างเป็นระบบในทุกระดับ)

เพื่อให้คุ้มทุน คลองไทยจะต้องเก็บ "ค่าผ่านคลอง" (Toll Fee) ในอัตราที่สูงมาก

แต่หากตั้งราคาแพงเกินไป สายการเดินเรือระดับโลกก็จะเลือกเดินเรือผ่าน ช่องแคบมะละกา (Malacca Strait) ตามเดิม เนื่องจากเป็นเส้นทางธรรมชาติที่ใช้ฟรีและมีศูนย์กลางลอจิสติกส์อย่างสิงคโปร์รองรับอยู่แล้ว
ความเสี่ยงที่คลองไทยจะกลายเป็น "Mega White Elephant" (โครงสร้างพื้นฐานขนาดยักษ์ที่ไร้ประโยชน์และขาดทุนย่อยยับ) จึงมีสูงมาก นำประเทศไปสู่สภาวะล้มละลายและติดกับดักหนี้ต่างประเทศ

5.2 การทำลายความเป็นแกนกลางของอาเซียน (Disrupting ASEAN Centrality)

การวางตำแหน่งคลองไทยเพื่อแข่งขันแบบ "Zero-sum Game" หรือหมายมั่นจะ "ฆ่า" ท่าเรือของสิงคโปร์และมาเลเซีย เป็นแนวคิดที่ขัดต่อหลักการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน การกระทำเช่นนี้จะสร้างความบาดหมาง แข่งขันกันหั่นราคา และทำลายความร่วมมือระดับภูมิภาค

ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องสำหรับประเทศไทย คือการพัฒนาให้ภาคใต้เป็น "ประตูเชื่อมต่อพื้นที่ตอนใน" (Gateway of the Mainland) โดยใช้ระบบราง (Railways) และศูนย์กระจายสินค้าเชื่อมโยง ลาว กัมพูชา เมียนมา และภาคใต้ของจีน ออกสู่สองมหาสมุทร ซึ่งเป็นการเชื่อมโยง (Complement) ห่วงโซ่อุปทาน มากกว่าการแย่งชิงปริมาณเรือผ่านแดน (อ่านเพิ่มเติม https://www.facebook.com/share/p/1DbWGCDYCB/ )

5.3 ศูนย์กลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการสูญเสียอธิปไตย (The Epicenter of Geopolitical Conflict & Erosion of Sovereignty)

นี่คือวิกฤตขั้นสูงสุดและอันตรายที่สุด หากคลองไทยถูกขุดขึ้นสำเร็จ โครงสร้างนี้จะยกระดับสถานะของแหลมมลายูให้กลายเป็น "จุดยุทธศาสตร์คอขวด" (Strategic Maritime Choke Point) แห่งใหม่ของโลกทันที แทนที่สิ่งนี้จะนำมาซึ่งอำนาจต่อรอง กลับจะนำพาประเทศไทยไปยืนอยู่เป็นเป้านิ่งใจกลางสมรภูมิสงครามเย็นยุคใหม่ (New Cold War)

ความขัดแย้งของมหาอำนาจ: สหรัฐอเมริกาภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก (Indo-Pacific Strategy) และจีนภายใต้แนวคิดริเริ่มแถบและเส้นทาง (BRI) รวมถึงการแก้ปัญหา Malacca Dilemma ย่อมเล็งเห็นถึงความจำเป็นขั้นเด็ดขาดในการขอเข้ามาตั้งฐานทัพ จุดส่งกำลังบำรุง หรือจุดสดับตรับฟังทางทหาร เพื่อควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์นี้

สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก (Strategic Dilemma):

• หากไทย "ไม่อนุญาต": ไทยย่อมเผชิญกับความกดดันทางการทูต การถูกแทรกแซงทางการเมืองภายใน หรือแม้แต่มาตรการคว่ำบาตรกีดกันทางเศรษฐกิจจากมหาอำนาจที่ไม่พอใจ

• หากไทย "อนุญาต": ประเทศไทยจะก่อให้เกิดวิกฤตความมั่นคงขั้นวิกฤตกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ มาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งไม่มีทางยอมรับการมีอยู่ของกองเรือรบและฐานทัพของมหาอำนาจที่เข้ามาประชิดน่านน้ำและจ่อคอหอยประเทศของตน การกระทำเช่นนี้จะทำลายเสถียรภาพและระเบียบของอาเซียนจนย่อยยับ

การสูญเสียเอกราช: เมื่อคลองไทยถูกทวีความสำคัญจนเป็นเรื่องระดับโลก ผลกระทบจะลุกลามเมื่อชาติมหาอำนาจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น หรืออินเดีย (ซึ่งมีกองบัญชาการอันดามัน-นิโคบาร์ดักอยู่ปากทาง) ต่างก็จะอ้างความชอบธรรมในการส่งกองเรือรบเข้ามาลาดตระเวนเพื่อรักษาสมดุลอำนาจ (Balance of Power)

เมื่อถึงจุดนั้น อำนาจอธิปไตยของไทย (Thai Sovereignty) เหนืออาณาบริเวณคลองจะถูกลิดรอนโดยพฤตินัย ประเทศไทยจะสูญเสียความสามารถในการดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบยืดหยุ่น และตกเป็นรัฐกันชน (Buffer State) ในความขัดแย้งของมหาอำนาจอย่างสมบูรณ์แบบ

บทสรุป: ก้าวข้ามภาพลวงตา คืนสติสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

โครงการขุดคลองไทย หรือเมกะโปรเจกต์ข้ามคาบสมุทรที่ขาดการไตร่ตรองรอบด้าน คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการยึดติดกับภาพฝันในอดีต และความพยายามในการใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมเพื่อฝืนธรรมชาติอย่างรุนแรง สิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับจากโครงการนี้ไม่ใช่การเป็นศูนย์กลางการเดินเรือที่มั่งคั่งมหาศาล แต่คือการแลกมาด้วยความพังทลายของระบบนิเวศทางทะเลที่ไม่อาจฟื้นฟูได้ การล่มสลายของเศรษฐกิจฐานรากที่หล่อเลี้ยงคนนับล้าน และการนำพาบ้านเมืองไปเป็นตัวประกันในสงครามภูมิรัฐศาสตร์โลก

ดังที่เสียงสะท้อนจากบุคลากรในวงการวิทยาศาสตร์ทางทะเลได้เตือนสติสังคมไทยมาโดยตลอดว่า "เรายังมีเวลา แทนที่จะดันทุรังหรือเผชิญหน้ากัน

เราสามารถทบทวนสิ่งที่เราทำ ลงทุนทำข้อมูลพื้นฐานและสำรวจให้ดีพอ เพื่อประกอบการตัดสินใจอย่างแท้จริง"

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องก้าวข้ามวาทกรรมและภาพลวงตาทางการเมือง หันมาเคารพข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ และมุ่งเน้นการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การยกระดับโครงข่ายระบบรางคู่ การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจที่เชื่อมต่อกับพื้นที่ตอนใน (Hinterland Connection) และการบริหารจัดการท่าเรืออย่างชาญฉลาด การยอมรับความจริงทางวิศวกรรม รักษาสมดุลทางความมั่นคง และเคารพขีดจำกัดของธรรมชาติ คือหนทางเดียวที่จะช่วยปกป้องแผ่นดินไทยจากมหาวิบัติที่เรากำลังจะสร้างขึ้นมาด้วยมือของเราเอง

อ่านเพิ่มเติมประเด็น Land Bridge และ Navigable Aqueduct ได้ที่

บทวิเคราะห์ ภาพลวงตาบนผิวน้ำ: ทำไมยุทธศาสตร์ "Land Bridge เชื่อมหลังทวีป" จึงน่าสนใจกว่า "สะพานน้ำข้ามคาบสมุทร "https://www.facebook.com/share/p/1E122Amrvk/

บทวิเคราะห์ อย่าสร้าง Land Bridge เพื่อเชื่อมอันดามันสู่อ่าวไทย แต่จงสร้าง Land Bridge เพื่อเชื่อมจีนและอาเซียนภาคพื้นทวีป สู่มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก https://www.facebook.com/share/p/19ntCNA5e1/

อ่านเพิ่มเติม บทวิเคราะห์แบบมีเอกสารอ้างอิงทางวิชาการ ได้ที่ หนังสือ “Amidst the Global Sea Power: ไทยในสมรภูมิมหาสมุทรโลก" โดย ปิติ ศรีแสงนาม และ จักรี ไชยพินิจ Matichon Book - สำนักพิมพ์มติชน https://bit.ly/3VHPwb2

...
ฃอบคุณภาพ
Piti Srisangnam

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1441043418068113&set=a.652798293559300




ชาวบ้านร้องเรียน ทีมงาน See True โรงงานเถื่อน เย้ยกฏหมาย ? เจ้าของเป็นคนจีน สร้างอยู่กลางชุมชนใน ต.บ่อกวางทอง อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี เพราะตั้งแต่มีการก่อสร้างชาวบ้านเดือดร้อนเหลือเกิน ที่สำคัญมีประกาศจากทางเทศบาลให้ระงับการก่อสร้างทันที แต่ผ่านมาแล้วปีกว่า โรงงานนี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดสร้างตามคำสั่ง

https://www.facebook.com/reel/969113872192130

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์
Yesterday
·
ทีมงาน See True ข่าวแสบเฉพาะกิจ ได้รับแจ้งจากชาวบ้าน ให้เข้าตรวจสอบโรงงานแห่งหนึ่ง พื้นที่ประมาณ 70 กว่าไร่ มีเจ้าของเป็นคนจีน สร้างอยู่กลางชุมชนใน ต.บ่อกวางทอง อ.บ่อทอง จ.ชลบุรี เพราะตั้งแต่มีการก่อสร้างชาวบ้านเดือดร้อนเหลือเกิน ทั้งเรื่องเสียงรบกวน ปัญหาน้ำบาดาลที่โรงงานนี้ขุดไปใช้ จนแทบไม่เหลือน้ำให้ชาวบ้าน อีกทั้งยังกังวลเรื่องมลพิษ ถึงขั้นติดป้ายประท้วง ต่อสู้เรียกร้องกันมานานนับปี ที่สำคัญมีประกาศจากทางเทศบาลให้ระงับการก่อสร้างทันที แต่ผ่านมาแล้วปีกว่า โรงงานนี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดสร้างตามคำสั่ง จนกลายเป็นคำถามว่า คำสั่งทางปกครองของเทศบาล มีความหมายหรือไม่? หรือมีอะไรอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้
#ข่าวแสบเฉพาะกิจ #ไทยรัฐออนไลน์ #SeeTrue





ดูเหมือน Land Bridge ทำเล้วไม่คุ้ม เรือที่ใหนจะมาใช้บริการ งานศึกษาของจุฬาฯที่ทำให้สภาพัฒน์ ตรงกับของเนเธอร์แลนด์ที่ทำให้ดูไบเวิร์ลด์ ที่พบว่าเสียเงินขนลง ขนข้าม ขนขึ้น ประมาณลำละ 30 ล้านบาท

https://www.facebook.com/biothai.net/posts/pfbid02L4CpMycyXt6qYUUyd7G6kT47e6dU46Z2uNzHa1XcsQVs6LjiZiqQbL9Z52KDtZEKl

BIOTHAI
"เมื่อพิจารณาด้านระยะเวลาในการขนส่ง ก็พบว่า การขนส่งผ่านสะพานเศรษฐกิจทางบกไม่ได้ช่วยประหยัดเวลารวมของการเดินเรือเลย เพราะถึงแม้การขนส่งผ่านสะพานเศรษฐกิจทางบกจะใช้ระยะทางการเดินเรือในทะเลที่สั้นกว่าและอาจประหยัดเวลาของเรือไปได้สูงสุดประมาณ 2 วัน
แต่การใช้สะพานเศรษฐกิจทางบกจะต้องมีเรือมาเสียเวลาเทียบท่าขนถ่ายสินค้าฝั่งละประมาณ 1 วัน เท่ากับเสียเวลารวมทั้งหมดในการเทียบท่าไม่น้อยกว่า 2 วัน การเสียเวลาของเรือในการเทียบท่าขนถ่ายสินค้าและการเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจำนวนมากจากการขนถ่ายซ้ำซ้อน (Double Handling) จะเกิดกับเรือทุกประเภท ไม่ได้เป็นเฉพาะกับสินค้าตู้คอนเทนเนอร์เท่านั้น
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากทั้งค่าใช้จ่ายและระยะเวลาจะเห็นว่า เรือที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกาที่ไม่มีความจำเป็นต้องแวะเทียบท่า จะไม่มาเดินเรือผ่านโครงการสะพานเศรษฐกิจทางบกเลย"
โครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามันของประเทศไทย (รายงานฉบับสมบูรณ์) โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่เมื่อเดือน เม.ย.2568

BIOTHAI
ดาวน์โหลดผลการศึกษาได้ที่
https://sea.nesdc.go.th/.../%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0.../1.pdf

BIOTHAI
ไม่อยากอ่าน ฟังตรงนี้
https://www.youtube.com/watch?v=tHiinpyDdbQ&t=796s



BIOTHAI
งานศึกษาของจุฬาฯที่ทำให้สภาพัฒน์ ตรงกับของเนเธอร์แลนด์ที่ทำให้ดูไบเวิร์ลด์ ที่พบว่าเสียเงินขนลง ขนข้าม ขนขึ้น ประมาณลำละ 30 ล้านบาท







"สุรชาติ" มอง "#แลนด์บริดจ์" ทดแทน "มะละกา" ไม่ได้ อย่าเอาไปแขวนไว้ด้วยกัน - “จีนคิดอะไรอยู่ ?” แลนด์บริดจ์ ในสายตา“จีน” และสมมุติฐาน ถ้าช่องแคบมะละกาถูกปิด






https://x.com/ThaiPBSNews/status/2052392323057893674


 


 



4 ข้อกังวล "#แลนด์บริดจ์" วงเสวนามองการขนส่งโลกสุดซับซ้อน ต้องมีคำตอบให้ชัดเจนว่า โครงการ "แลนด์บริดจ์" ดึงดูดคนมาใช้ขนส่งได้จริงหรือไม่ นอกจากนี้ แลนด์บริดจ์ ยังมีคำถามเชิงยุทธศาสตร์ว่า ไทยวางตำแหน่งตัวเองในภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างไร





https://x.com/ThaiPBSNews/status/2052360536688394689


 

ทหารอิสราเอลเอาอีก ภาพถ่ายเริ่มเผยแพร่อย่างกว้างขวางเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2026 แสดงให้เห็นทหารอิสราเอลคนหนึ่งโอบแขนรอบรูปปั้นพระแม่มารีในหมู่บ้านคริสเตียนเดเบล ทางตอนใต้ของเลบานอน ในภาพ ทหารคนนั้นกำลังเอาบุหรี่ที่จุดไฟแล้วเสียบเข้าไปในปากของรูปปั้น






https://x.com/AJEnglish/status/2052231950224503093

ความไม่พอใจกำลังทวีความรุนแรงขึ้นจากภาพถ่ายของทหารอิสราเอลคนหนึ่งที่กำลังเอาบุหรี่เสียบเข้าไปในปากของรูปปั้นพระแม่มารีในเลบานอนตอนใต้

เจ้าหน้าที่กองทัพอิสราเอลกล่าวว่า “เรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ” ล่าสุด กองทัพอิสราเอล (IDF) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ยืนยันว่าทหารคนดังกล่าวได้รับการระบุตัวแล้ว และจะถูกลงโทษทางวินัย

เหตุการณ์ที่ล่าวถึงได้ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างมากทั้งในด้านการทูตและสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ที่คล้ายกันในหมู่บ้านเดียวกันเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน

เหตุการณ์ในเดเบล

ภาพถ่ายซึ่งเริ่มเผยแพร่อย่างกว้างขวางเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2026 แสดงให้เห็นทหารอิสราเอลคนหนึ่งโอบแขนรอบรูปปั้นพระแม่มารีในหมู่บ้านคริสเตียนเดเบล ทางตอนใต้ของเลบานอน ในภาพ ทหารคนนั้นกำลังเอาบุหรี่ที่จุดไฟแล้วเสียบเข้าไปในปากของรูปปั้น

สถานที่: รอยเตอร์และผู้ตรวจสอบแหล่งข้อมูลเปิดอื่นๆ ได้ตรวจสอบสถานที่แล้วว่าเป็นเดเบล โดยการเปรียบเทียบอาคารและเนินเขาในฉากหลังกับภาพถ่ายดาวเทียม

บริบท: เดเบลเป็นหนึ่งในเมืองที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นคริสเตียนหลายแห่งในเลบานอนตอนใต้ แตกต่างจากหลายพื้นที่โดยรอบ ที่นี่ไม่ได้รับคำสั่งให้อพยพระหว่างความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่กับฮิซบอลลาห์

การตอบสนองอย่างเป็นทางการ

กองทัพอิสราเอล (IDF) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ยืนยันว่าทหารคนดังกล่าวได้รับการระบุตัวแล้ว และจะถูกลงโทษทางวินัย

"IDF มองเหตุการณ์นี้ด้วยความร้ายแรงอย่างยิ่ง และเน้นย้ำว่าพฤติกรรมของทหารคนดังกล่าวเบี่ยงเบนไปจากค่านิยมที่คาดหวังจากบุคลากรของตนอย่างสิ้นเชิง"

เจ้าหน้าที่อิสราเอลเสริมว่ากองทัพ "เคารพเสรีภาพทางศาสนาและการบูชา" และจะมีการดำเนินการตามคำสั่งหลังจากสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบ

รูปแบบของการทำลายล้าง

เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ลบหลู่ศาสนาอย่างร้ายแรงครั้งที่สองในเดเบลในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน:

เมษายน 2569: วิดีโอที่แสดงให้เห็นทหารอิสราเอลใช้ค้อนทุบศีรษะรูปปั้นพระเยซูคริสต์ได้แพร่กระจายไปทั่ว

ผลที่ตามมา: ในเหตุการณ์เดือนเมษายน ทหารสองนายถูกปลดจากหน้าที่รบและถูกคุมขังในค่ายทหารเป็นเวลา 30 วัน

ผลกระทบในวงกว้าง: เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับชุมชนคริสเตียนทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับนานาชาติตึงเครียดขึ้น ส่งผลให้เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรี และกิเดียน ซาอาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ต้องออกมาขอโทษต่อสาธารณะสำหรับการทำลายทรัพย์สินในครั้งก่อนๆ เพื่อพยายามควบคุมความเสียหาย

ลักษณะการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ เหล่านี้ นำไปสู่การตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับระเบียบวินัยของทหารที่ประจำการอยู่ในสถานที่พลเรือนและศาสนาของเลบานอน




NBC เผย เหตุที่ทรัมป์ต้องระงับปฏิบัติการของสหรัฐฯ "Project Freedom" ในช่องแคบฮอร์มุซ เพราะได้รับการต่อต้านจาก ซาอุดีอาระเบีย พันธมิตรสำคัญในอ่าวเปอร์เซีย โดยไม่อนุญาตกองทัพสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพและน่านฟ้าของตนเพื่อดำเนินการดังกล่าว


President Trump to pause 'Project Freedom' in Strait of Hormuz

NBC News

1 day ago 
NBC Nightly News with Tom Llamas


President Trump announced that he will be pausing "Project Freedom," the military mission to escort ships through the Strait of Hormuz. Trump says the effort will be halted due to progress being made with Iran in hopes that a deal can be reached.
 
https://www.youtube.com/watch?v=UW5NYVJRIWc
.....

ทรัมป์ระงับปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซ คำอธิบายเกี่ยวกับสาเหตุได้ปรากฏขึ้นแล้ว

การกลับลำอย่างกะทันหันของทรัมป์เกี่ยวกับแผนการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เกิดขึ้นหลังจากได้รับการต่อต้านจากพันธมิตร

แหล่งข่าวระบุว่า ซาอุดีอาระเบีย พันธมิตรสำคัญในอ่าวเปอร์เซีย ได้ระงับความสามารถของกองทัพสหรัฐฯ ในการใช้ฐานทัพและน่านฟ้าของตนเพื่อดำเนินการดังกล่าว

วอชิงตัน — การกลับลำอย่างกะทันหันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับแผนการช่วยเหลือเรือให้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เกิดขึ้นหลังจากพันธมิตรสำคัญในอ่าวเปอร์เซียระงับความสามารถของกองทัพสหรัฐฯ ในการใช้ฐานทัพและน่านฟ้าของตนเพื่อดำเนินการดังกล่าว ตามที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สองคนกล่าว

ทรัมป์สร้างความประหลาดใจให้กับพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซียด้วยการประกาศ "โครงการเสรีภาพ" บนโซเชียลมีเดียเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ เจ้าหน้าที่กล่าว ซึ่งทำให้ผู้นำในซาอุดีอาระเบียไม่พอใจ เจ้าหน้าที่ระบุว่า เพื่อตอบโต้ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียได้แจ้งให้สหรัฐฯ ทราบว่า จะไม่อนุญาตให้กองทัพสหรัฐฯ บินเครื่องบินจากฐานทัพอากาศปรินซ์สุลตานทางตะวันออกเฉียงใต้ของริยาด หรือบินผ่านน่านฟ้าซาอุดีอาระเบียเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการดังกล่าว

การสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์และมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ไม่ได้แก้ไขปัญหาดังกล่าว เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สองคนกล่าว ทำให้ประธานาธิบดีต้องระงับโครงการเสรีภาพ (Project Freedom) ชั่วคราว เพื่อฟื้นฟูการเข้าถึงน่านฟ้าที่สำคัญของกองทัพสหรัฐฯ

พันธมิตรใกล้ชิดในอ่าวเปอร์เซียอื่นๆ ก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเช่นกัน ประธานาธิบดีได้พูดคุยกับผู้นำในกาตาร์หลังจากที่ปฏิบัติการได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

แหล่งข่าวจากซาอุดีอาระเบียบอกกับ NBC News ว่า ทรัมป์และมกุฎราชกุมาร “ได้ติดต่อกันเป็นประจำ” เจ้าหน้าที่ซาอุดีอาระเบียยังได้ติดต่อกับทรัมป์ รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ ด้วย แหล่งข่าวกล่าวเสริม

เมื่อถามว่าการประกาศโครงการเสรีภาพทำให้ผู้นำซาอุดีอาระเบียประหลาดใจหรือไม่ แหล่งข่าวจากซาอุดีอาระเบียกล่าวว่า “ปัญหาของสมมติฐานนั้นคือ สิ่งต่างๆ กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาจริง” แหล่งข่าวระบุว่า ซาอุดีอาระเบีย “ให้การสนับสนุนอย่างมากต่อความพยายามทางการทูต” ของปากีสถานในการเป็นตัวกลางเจรจาข้อตกลงระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ เพื่อยุติสงคราม

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกล่าวในแถลงการณ์เมื่อถูกถามเกี่ยวกับผู้นำรัฐในอ่าวบางประเทศที่ไม่ทันตั้งตัวกับการประกาศความพยายามของสหรัฐฯ ในการช่วยเหลือเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซว่า “พันธมิตรในภูมิภาคได้รับแจ้งล่วงหน้าแล้ว”

นักการทูตจากตะวันออกกลางกล่าวว่า สหรัฐฯ ไม่ได้ประสานงานโครงการเสรีภาพ (Project Freedom) กับโอมานจนกระทั่งหลังจากที่ทรัมป์ประกาศเรื่องนี้แล้ว “สหรัฐฯ ประกาศเรื่องนี้ก่อน แล้วจึงประสานงานกับเรา” นักการทูตกล่าวเสริมว่า “เราไม่ได้รู้สึกไม่พอใจหรือโกรธเคือง”

ทรัมป์ประกาศปฏิบัติการนี้ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเป็นวิธีการทำลายการปิดล้อมของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ และผู้นำด้านความมั่นคงแห่งชาติระดับสูงของเขาก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ในวันอังคารพูดถึงความพยายามนี้ในการแถลงข่าวต่อสาธารณะที่เพนตากอนและทำเนียบขาว ก่อนที่ประธานาธิบดีจะสั่งยุติปฏิบัติการอย่างกะทันหันประมาณ 36 ชั่วโมงหลังจากเริ่มปฏิบัติการ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเตรียมเรือเพิ่มเติมอีกหลายลำในอ่าวเปอร์เซียเพื่อผ่านช่องแคบเมื่อปฏิบัติการถูกระงับ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้ประกาศก่อนหน้านี้ว่า เรือที่ติดธงสหรัฐฯ สองลำได้ผ่านช่องแคบไปแล้วในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการเสรีภาพ

ในโพสต์ของเขา ทรัมป์กล่าวว่าโครงการเสรีภาพจะถูก “ระงับชั่วคราวเพื่อดูว่า” ข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม “จะสามารถสรุปและลงนามได้หรือไม่”

กองทัพสหรัฐฯ มีเครื่องบินรบ เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง และระบบป้องกันภัยทางอากาศประจำการอยู่ที่ฐานทัพอากาศเจ้าชายสุลต่านในซาอุดีอาระเบีย ซาอุดีอาระเบียอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้เครื่องบินจากที่นั่นเพื่อสนับสนุนสงครามในอิหร่าน รวมถึงอนุญาตให้เครื่องบินที่ประจำการอยู่ในประเทศใกล้เคียงบินผ่านได้ด้วย

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ คนหนึ่งกล่าวว่า “เนื่องจากสภาพทางภูมิศาสตร์ คุณจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อใช้พื้นที่ทางอากาศตามแนวชายแดนของพวกเขา” ในบางกรณีไม่มีทางเลือกอื่น เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวอธิบาย เครื่องบินทหารมีความสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องเรือระหว่างโครงการเสรีภาพ โดยทำหน้าที่เป็นเหมือนร่มป้องกัน

กองทัพสหรัฐฯ เรียกการอนุญาตให้ใช้ดินแดนของประเทศอื่นว่า ABO ซึ่งย่อมาจาก Access, Baseing และ Overflight (การเข้าถึง การตั้งฐาน และการบินผ่าน) เครื่องบินรบ เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง และเครื่องบินสนับสนุนทั้งหมดจำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากพันธมิตรสำคัญในภูมิภาคก่อนทำการบิน ซาอุดีอาระเบียและจอร์แดนมีความสำคัญอย่างยิ่งในการอนุญาตให้เครื่องบินลงจอดที่นั่น คูเวตมีความสำคัญในด้านการบินผ่าน และโอมานมีความสำคัญทั้งในด้านการบินผ่านและการขนส่งทางเรือ

ทรัมป์โทรศัพท์หาเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์หลังจากโครงการเสรีภาพเริ่มต้นขึ้น และเจ้าหน้าที่กาตาร์กล่าวในแถลงการณ์ว่า พวกเขาได้หารือเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิงและ “ผลกระทบต่อความมั่นคงทางทะเลและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก” ถ้อยแถลงระบุว่า องค์เอมีร์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการลดระดับความตึงเครียด



กองทัพสหรัฐฯ ยังคงรักษาการประจำการอยู่ในพื้นที่อ่าวและบริเวณโดยรอบ โดยมีขอบเขตการปฏิบัติการในภูมิภาคนี้ที่กว้างขวางยิ่งขึ้นกว่าเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่สงครามเริ่มต้นขึ้น ปัจจุบันมีกองเรือบรรทุกเครื่องบินรบจำนวน 2 กองเรือประจำการอยู่ในภูมิภาคดังกล่าว อีกทั้งกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังได้ส่งกำลังด้านโลจิสติกส์และการสนับสนุนเพิ่มเติมเข้ามา พร้อมทั้งได้ทำการเติมเต็มคลังยุทโธปกรณ์สำรองให้เต็มอัตราอีกด้วย

ปฏิบัติการฟรีดอม (Project Freedom) ของสหรัฐฯ ได้ให้การสนับสนุนด้านการเฝ้าระวัง การยิง และกำลังพลบนเรือ เพื่อให้เรือเหล่านั้นสามารถแล่นออกจากอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ในขณะที่กองกำลังอิหร่านยังคงคุกคามและโจมตีเรือที่แล่นผ่านเส้นทางน้ำสำคัญนี้ เจ้าหน้าที่เพนตากอนกล่าวว่าปฏิบัติการนี้แยกต่างหากจากการโจมตีทางอากาศที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และถูกขนานนามว่า “เอปิก ฟิวรี (Epic Fury)”

ฝ่ายบริหารของทรัมป์พยายามผลักดันข้อตกลงเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง อิหร่านกำลังพิจารณาข้อเสนอสันติภาพอีกฉบับหนึ่งกับสหรัฐฯ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เอสมาอิล บาเกอี กล่าวในการสัมภาษณ์กับสำนักข่าว ISNA ของอิหร่าน เขากล่าวว่าเมื่อรัฐบาลอิหร่านประเมินข้อเสนอนี้แล้ว จะหารือกับปากีสถานซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย สำนักข่าว Axios เป็นผู้รายงานรายละเอียดของข้อเสนอนี้เป็นครั้งแรก

ในโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อเช้าวันพุธ ทรัมป์ไม่ได้ให้รายละเอียดของข้อเสนอ แต่กล่าวว่าสงครามอาจยุติลงได้หาก “อิหร่านตกลงที่จะให้ในสิ่งที่ตกลงกันไว้”

“พวกเขาต้องการทำข้อตกลง” ทรัมป์กล่าวจากห้องทำงานรูปไข่ในวันพุธ เขาบอกว่ามีการ “เจรจาที่ดีมากในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา”

แรงกดดันทางการเมืองกำลังเพิ่มขึ้นต่อทรัมป์ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งพรรครีพับลิกันจะต่อสู้เพื่อรักษาเสียงข้างมากเพียงเล็กน้อยในสภาผู้แทนราษฎรและเสียงข้างมากในวุฒิสภา ในการให้สัมภาษณ์กับ PBS เมื่อวันพุธ ประธานาธิบดีกล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่ผู้เจรจาของสหรัฐฯ อาจบรรลุข้อตกลงกับระบอบอิหร่านก่อนที่เขาจะเดินทางไปปักกิ่งในสัปดาห์หน้าเพื่อพบกับสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน

“ผมคิดว่ามันมีโอกาสสูงมากที่จะจบลง และถ้ามันไม่จบ เราก็ต้องกลับไปทิ้งระเบิดใส่พวกเขาอีกครั้ง” ทรัมป์กล่าวกับ PBS

แหล่งข่าวใกล้ชิดของทรัมป์หลายคนสนับสนุนให้ประธานาธิบดี “จบงาน” ในอิหร่านโดยการทำลายกำลังทหารแบบดั้งเดิมที่เหลืออยู่ของระบอบการปกครอง โดยยืนยันว่าการโจมตีอาจเสร็จสิ้นก่อนการเดินทางไปจีนที่สำคัญ ตามคำกล่าวของอดีตเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ หลายคน

หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของจีน พบกับผู้นำอิหร่านเมื่อวันพุธ และกล่าวว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องยุติสงครามโดยเร็วที่สุด

“เราเชื่อว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องมีข้อตกลงหยุดยิงอย่างครอบคลุม และการกลับมาปะทะกันด้วยกำลังอีกครั้งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ อีกทั้งยังมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องยึดมั่นในแนวทางการเจรจาและการหารือระหว่างกันต่อไป” นายหวังกล่าวไว้ในคลิปวิดีโอการประชุมที่สำนักข่าว Associated Press ได้รับชม

ในโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐสภาอิหร่านรายหนึ่งได้เรียกข้อเสนอฉบับล่าสุดนี้ว่าเป็นเพียง “รายการความปรารถนาที่ยังไม่กลายเป็นความจริง”

“ชาวอเมริกันจะไม่มีวันได้มาซึ่งสิ่งที่พวกเขาพลาดโอกาสที่จะได้รับจากการเจรจาแบบเผชิญหน้า ผ่านสงครามที่ล้มเหลวเช่นนี้ได้หรอก” นายอิบราฮิม เรซาอี กล่าวผ่านทางแพลตฟอร์ม X “อิหร่านพร้อมเหนี่ยวไกและเตรียมการไว้แล้ว หากพวกเขาไม่ยอมจำนนและมอบข้อเสนอผ่อนปรนตามที่จำเป็นให้ หรือหากพวกเขา—รวมถึงเหล่าพันธมิตรสมุนปีศาจของพวกเขา—พยายามที่จะก่อเรื่องสร้างความปั่นป่วน เราจะตอบโต้กลับไปอย่างรุนแรงและสร้างความเจ็บปวดจนต้องรู้สึกเสียใจอย่างแน่นอน”

ทว่า เจ้าหน้าที่รายหนึ่งของจอร์แดนได้เปิดเผยกับสำนักข่าว NBC News ว่า ความพยายามทางการทูตในครั้งนี้เป็นเรื่องที่จริงจังอย่างยิ่ง

“ฝ่ายอิหร่านไม่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจเพียงพอที่จะแบกรับสถานการณ์นี้ต่อไปได้อีกแล้ว” เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวระบุ “เศรษฐกิจของพวกเขากำลังพังทลายลง และพวกเขาไม่มีเงินพอที่จะจ่ายเงินเดือนให้กับเจ้าหน้าที่ได้ด้วยซ้ำ”

ที่มา NBC News
Trump’s abrupt U-turn on a plan to reopen the Strait of Hormuz came after backlash from allies

https://www.nbcnews.com/politics/white-house/trumps-abrupt-u-turn-plan-re-open-strait-hormuz-came-backlash-allies-rcna343845
May 6, 2026