วันศุกร์, พฤศจิกายน 06, 2569

กรณีประธานสภาฯ วางก้ามกับประธาน กมธ. มาถึงจุดที่ ทวี สอดส่อง ต้องออกมาชี้ช่อง ให้ ‘ทำโพล’ ดีกว่ามั้ย ด้านกรรมาธิการจากฝ่ายค้านโหวต ๗ ต่อ ๐ เรียก ‘อนุทิน’ ตอบในสภา

กรณีประธานสภาฯ วางก้ามกับประธาน กมธ. มาถึงจุดที่ ทวี สอดส่อง ต้องออกมาชี้ช่อง ให้ ‘ทำโพล’ ดีกว่ามั้ย ว่าประชาชนต้องการให้มีกรรมาธิการคอยตรวจสอบการทุจริตในวงรัฐบาล ด้านกรรมาธิการจากฝ่ายค้านโหวต ๗ ต่อ ๐ เรียก ‘อนุทิน’ ตอบในสภา

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ให้ความเห็นถึงประเด็นร้อนในสภาเวลานี้ ที่ประธาน โสภณ ซารัมย์ ส่งหนังสือเวียน จำกัดอำนาจของกรรมาธิการในสภา ๓๕ คณะ จะต้องประชุมลงมติทุกครั้งที่จะเรียกใครมาชี้แจง

“ว่า จริงๆ แล้วการทำหน้าที่ของกรรมาธิการ เป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบเรื่องทุจริตและเรื่องร้องเรียนต่างๆ ที่ผ่านมาก็มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ตั้งแต่เรื่องการโกงสอบท้องถิ่น...กระทั่งกรณีการลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส”

ซึ่งล้วนแล้วได้กรรมาธิการไต่สวน-ตรวจสอบจนกระจ่าง พ.ต.อ.ทวีชี้ว่า “ที่ควรถามก็คือ เรื่องการจำกัดอำนาจของ กมธ. หรือการตีตรวนอำนาจการตรวจสอบ มันมีประโยชน์อะไรกับประชาชนหรือสังคม” ข้อนี้เป็นการตีสวนจดหมายเปิดผนึกของประธานสภา โดยนัย

ในหนังสือเปิดผนึก ข้อ ๕ ของนายโสภณ ที่ว่า “ประธานสภาฯ มีหน้าที่ต่อสภาและประชาชน เพื่อรักษาความเป็นกลางและเกียรติภูมิของฝ่ายนิติบัญญัติ” และหัวใจประชาธิปไตยคือการหาข้อสรุปร่วมกัน เมื่อสรุปไม่ได้ ต้องใช้เสียงข้างมากมาตัดสิน

แต่การนี้ ไม่ว่าประธานฯ จะอ้างหลักเกณฑ์ กฏระเบียบเนี้ยบสักเพียงไร หากไม่มีการปฏิบัติให้เห็นเป็นประจักษ์ ย่อมไม่พ้นวิธีการฉ้อฉล หน้าไหว้หลังหลอก เท่านั้น การที่ประธานสภาและรัฐบาลพยายามปกป้อง สส.หญิง พรรครัฐบาล นั่นคือส่อเจตนา

ทั้งที่ รังสิมันต์ โรม และ ศิริโชค โสภา นำหลักฐานมาเปิดให้เห็นว่าสามีชาวจีนของ สส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ มีหุ้นในเว็บพนันออนไลน์ Shuffle.com อันเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินเกือบสองพันล้าน ครั้น กมธ.เชิญไปให้ปากคำ รัฐบาลกลับสั่งไม่ให้ไป

กมธ.ของรังสิมันต์จึงแก้เผ็ดด้วยการโหวตเอกฉันท์ เรียก อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้ารัฐบาลไปให้การแทน กลายเป็นดราม่าไร้สาระเมื่อ ศุภชัย ใจสมุทร และกรรมาธิการพรรคภูมิใจไทย ออกมายืนเรียงหน้าล้อมปรัมแถลงอีกว่าโหวตโดยพลการ

และว่าการโหวตของ กมธ.จากพรรคฝ่ายค้าน ๗ คน “ทำให้การทำงานของ กมธ.ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ เพราะตั้งเป้าเลือกเฉพาะสิ่งที่โจมตีรัฐบาล” ฮ้า นี่คือจริยธรรมแผนใหม่แบบภูมิใจเธอละสิ

(https://www.matichon.co.th/politics/news_5964005KmIzmMooQ, https://www.facebook.com/NationOnline/posts/0MmFcWpK และ https://www.facebook.com/thestandardth/posts/fJ7CNd2RpFg5) 

ดูเหมือนเมื่อเพจศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์เรื่องนักโทษการเมือง โดยเฉพาะ 112 ไม่ว่าเรื่องคดี หรือ การขอประกันตัว มักมีคนเข้ามาแซว เยาะเย้ย หรือพูดในทำนองถากถางสมแล้ว ถาม AI ว่า ใครคือคนพวกนี้ AI บอกมี 4 กลุ่ม



ปรากฏการณ์ที่มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในลักษณะแซว เยาะเย้ย หรือใช้ถ้อยคำสมน้ำหน้าในโพสต์เกี่ยวกับนักโทษการเมืองหรือคดีมาตรา 112 ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (Thai Lawyers for Human Rights - TLHR) สะท้อนถึงความขัดแย้งทางความคิดและการแบ่งขั้วทางการเมืองในสังคมไทยอย่างลึกซึ้ง

หากวิเคราะห์จากมุมมองของสังคมวิทยาการเมือง พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้มักประกอบด้วยกลุ่มบุคคลที่มีพื้นเพ ทัศนคติ และแรงจูงใจที่หลากหลาย ดังนี้:

1. กลุ่มที่มีความเชื่อชาตินิยมและอนุรักษ์นิยมเข้มข้น

มุมมองและทัศนคติ: มองว่าสถาบันหลักของชาติ (ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์) เป็นรากฐานสำคัญสูงสุดของความมั่นคงในสังคม การกระทำที่เข้าข่ายหรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือกฎหมายความมั่นคงอื่น ๆ จึงถูกมองว่าเป็นการทำลายคุณค่าที่พวกเขายึดถือ

ความรู้สึก: เกิดความรู้สึกโกรธหรือต่อต้านกลุ่มผู้ชุมนุมหรือนักกิจกรรมทางการเมือง เมื่อเห็นข่าวการดำเนินคดีหรือการถูกคุมขัง จึงมองว่าเป็น "ผลของการกระทำ" และแสดงออกด้วยความสะใจหรือเยาะเย้ยเพื่อเป็นการตอบโต้ทางจิตวิทยา

2. กลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลหรือฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง (Anti-Progressive / Anti-Activist)

มุมมองและทัศนคติ: มีจุดยืนทางการเมืองที่ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับกลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยหรือปฏิรูปสถาบันฯ มองว่ากลุ่มนักกิจกรรมและทนายความสิทธิมนุษยชนกำลังสร้างความวุ่นวายให้แก่บ้านเมือง

ความรู้สึก: ใช้พื้นที่คอมเมนต์ในการด้อยค่า (Discredit) ลดทอนความชอบธรรมของการเคลื่อนไหว และสร้างวาทกรรมว่า "ทำผิดกฎหมายก็ต้องรับโทษ" เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด

3. ขบวนการปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (Information Operations - IO) หรือบัญชีออร์แกนิกจัดตั้ง

ลักษณะ: ในทางโซเชียลมีเดีย มักจะมีบัญชีผู้ใช้งานปลอม (Fake Accounts) บัญชีอวตาร หรือเครือข่ายที่มีการจัดตั้งขึ้น เพื่อทำหน้าที่สร้างกระแส ปั่นคอมเมนต์ หรือปฏิบัติการทางจิตวิทยา (Psychological Warfare)

เป้าหมาย: เพื่อสร้างภาพลวงตาว่าเสียงส่วนใหญ่ในสังคมเห็นด้วยกับการลงโทษ หรือเพื่อกดดัน ข่มขวัญ และสร้างบรรยากาศที่เป็นพิษ (Toxic Environment) ในพื้นที่ออนไลน์ขององค์กรสิทธิมนุษยชน

4. กลุ่มผู้เสพสื่อด้านเดียวและเกิดอคติยืนยัน (Confirmation Bias)

ลักษณะ: บุคคลที่รับข้อมูลข่าวสารเฉพาะสื่อหรือเพจที่ผลิตเนื้อหาโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความเกลียดชัง (Polarization) และมองผู้เห็นต่างไม่ใช่ "เพื่อนร่วมสังคม" แต่เป็น "ศัตรู"

ความรู้สึก: ขาดความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) เมื่อเห็นความทุกข์ยาก การถูกจำกัดเสรีภาพ หรือปัญหาการเข้าถึงสิทธิประกันตัวของผู้ต้องหา จึงแสดงความไร้มนุษยธรรมหรือเยาะเย้ยออกมาโดยปราศจากความตระหนักรู้ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานตามหลักนิติธรรม

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า "พื้นที่ทางความคิด" ในโลกออนไลน์ไทยยังคงมีความเปราะบางและเต็มไปด้วยความเกลียดชังข้ามขั้ว ซึ่งการที่เพจองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนมักตกเป็นเป้าหมายของการเข้ามาแสดงความเห็นลักษณะดังกล่าว เป็นผลสะท้อนโดยตรงของความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่ได้รับการเยียวยาในระดับโครงสร้างและจิตวิทยาของสังคม




เปลี่ยนเรือนจำเป็นห้องเรียน และการยืนยันถึงการต่อสู้: ‘บอย’ พงศธรณ์ หลังถูกขังเข้าวันที่ 4 ในคดี ม.112


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
18 hours ago
·
เปลี่ยนเรือนจำเป็นห้องเรียน และการยืนยันถึงการต่อสู้: ‘บอย’ พงศธรณ์ หลังถูกขังเข้าวันที่ 4 ในคดี ม.112
.
.
เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2569 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทนายความเดินทางเข้าเยี่ยม “บอย” พงศธรณ์ ตันเจริญ ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่ถูกกล่าวหาจากกรณีชุมนุมและปราศรัยบริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 หรือชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB เขาถูกคุมขังพร้อมกับ “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา ตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค. 2569 หลังจากศาลอาญามีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวทั้งสองคน แม้คดีเพิ่งจะขยับไปสู่ชั้นอุทธรณ์
.
บอยเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวการถูกคุมขังเข้าวันที่ 4 หลังจากไม่ได้ประกันตัว โดยกำลังปรับตัวกับการใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ เขาฝากข้อความเป็นห่วงถึงครอบครัว และเพื่อนร่วมงานที่ The Isaan record ว่าเขาสบายดี และยังคงเข้มแข็ง ยังหวังว่าจะได้ประกันตัวและออกไปอยู่กับทุกคนอีกครั้ง

.
การเยี่ยมบอยในครั้งแรก เป็นการเยี่ยมผ่านจอภาพ เนื่องจากอยู่ในช่วงกักโรคของผู้ต้องขังเข้าใหม่ บอยถูกตัดผมเกรียนแล้ว เขาเล่าว่าปัจจุบันอยู่แดน 2 มีผู้ต้องขังร่วมห้อง 16 คน และเมื่อพ้นช่วงกักโรค จะค่อยถูกจำแนกไปยังแดนอื่น
.
“ผมปรับตัวได้ อยู่ข้างในผมสบายดี กินข้าวได้ เพื่อนร่วมห้องขังก็ดีครับ เราก็รับฟังการปรับทุกข์กันไป ตอนนี้ถ้ามีที่ขัดใจ ก็คือผมไม่ได้ดูข่าว”
.
เขายังฝากข้อความบอกกับเพื่อน ๆ และพี่ ๆ ที่ทำงานด้วยกันที่ The Isaan record ว่าไม่ต้องเป็นห่วง และเขายังสู้อยู่ ถ้าได้กลับไปเร็ว ๆ นี้ก็ดี แต่หากเลวร้ายที่สุดก็อีก 2 ปี 8 เดือนถึงจะได้เจอกัน
.
“จิตใจผมยังเข้มแข็งยังสู้อยู่ครับ อยากให้ครอบครัว พี่ ๆ ที่ทำงานสบายใจได้ อยากให้ทุกคนรอผมนะ เดี๋ยวผมกลับไป ในนี้ผมยังยืนยันว่าผมยังสู้อยู่” บอยบอกว่าการที่ต้องเข้ามาอยู่ในนี้ ก็เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้อย่างหนึ่งเหมือนกัน
.
“ผมเชื่อเรื่องการแสดงออกทางการเมืองว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทำได้ อยากให้การถูกคุมขังครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ ว่าหากคุณเชื่อว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้อง หากคุณทำอะไรได้ ก็อยากให้ทำอย่างมีความหวังครับ”
.
บอยกล่าวว่าการติดคุกครั้งนี้ ยืนยันว่ารัฐไม่ยอมรับความเห็นต่าง แต่เขาเชื่อว่าการแสดงออกการแสดงความคิดเห็นที่ทำมันไม่ได้ผิด แต่เป็นสิ่งที่รัฐตัดสินให้ต่างหาก ภายใต้สภาวะแบบนี้มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่การติดคุกติดตารางจะเกิดขึ้น และสุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะถูกคุมขังอยู่ที่ไหน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือความหวัง
.
บอยไม่ปฏิเสธว่า เมื่อต้องเข้ามาแบบนี้และไม่ได้ประกันตัว ก็มีความกังวลใจเป็นธรรมดา “ทุกคืนผมก็สวดภาวนากับพระเจ้าขอให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นไว ๆ สิ่งที่ยึดเหนี่ยวผมในตอนนี้ก็คือพระเจ้าและความหวัง”
.
นอกจากนี้ บอยได้เล่าว่าวันที่ต้องเข้ามาถูกขังอยู่ในเรือนจำ พวกเขาในฐานะผู้ต้องขังใหม่ไม่ได้รับสิ่งของจำเป็นขั้นพื้นฐานใด ๆ เลย แม้กระทั่งแปรงสีฟัน สบู่ ถ้าไม่ได้ของจากเพื่อนผู้ต้องขังด้วยกันช่วยเหลือก็คงลำบาก
.
เขาบอกว่าการรักษาพยาบาลคนในเรือนจำ เจ้าหน้าที่ตอบสนองช้ามาก ตอนเข้ามามีผู้ต้องขังที่แจ้งไปว่าป่วยจิตเวช กว่าเขาจะได้พบแพทย์ก็อีก 2-3 วัน ถึงได้ยามาก็ได้มาไม่ตรงกับอาการป่วยของตัวเอง บอยบอกว่าเขาเห็นผู้ต้องขังที่เป็นหวัดกว่าจะได้ตรวจก็สองวันไปแล้ว อีกคนยิ่งแล้วใหญ่ เขามีอาการเจ็บหน้าอกจากการตกจากที่สูงก่อนจะเข้าเรือนจำ แจ้งเจ้าหน้าที่ไปกว่าจะได้ไปตรวจก็ใช้เวลา 2 - 3 วันเช่นเดียวกัน ได้ยามาก็คือยาพาราฯ เขามองว่าถ้าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินยังไงก็ไม่รอด
.
เมื่อพูดถึงคดีที่ทำให้เขาต้องมาอยู่ในนี้ บอยบอกว่า “คดีนี้พาผมมาไกลมาก จากนักศึกษาปี 2 จนตอนนี้มาเป็นนักข่าวแล้ว ผมพยายามมองว่าเป็นห้องเรียนห้องหนึ่ง ผู้ต้องขังอื่น ๆ ก็เป็นเพื่อนนักเรียน มันมีอะไรหลายอย่างที่ทำให้ผมอยากเรียนรู้ ก็คิดว่าหากต้องอยู่ในเรือนจำยาว ก็ตั้งใจว่าจะศึกษาเรื่องภายในเรือนจำ และผู้คนให้ได้มากที่สุด”
.
“การเปลี่ยนเรือนจำเป็นห้องเรียนไม่ใช่แค่เปลี่ยนมิติชีวิตเท่านั้น การที่ผมถูกส่งเข้ามาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มันทำให้ผมเห็นถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคมมากมาย จุดประกายให้ผมอยากเรียนนิติศาสตร์อีกครั้ง”
.
บอยยังเล่าให้ฟังว่าวันแรกที่เข้ามาในเรือนจำ พัศดีได้มาพบเขาเป็นการส่วนตัว และสอบถามว่าไปทำอะไรมาทำไมถึงโดนคดี ม.112 สังเกตว่าเจ้าหน้าที่ดูสนใจคดีของเขากันมาก มีการถ่ายรูปเขา แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ่ายไปเพื่ออะไร
.
เมื่อพูดคุยถึงการยื่นประกันตัวอีกครั้ง บอยบอกว่าเขายังมีความหวังว่าศาลจะอนุญาตประกันตัวและปล่อยเขาออกไป “ถ้าหากความยุติธรรมมาเร็ว ผมก็น่าจะมีเรื่องราวสั้น ๆ มาสื่อสารว่าชีวิตครั้งหนึ่งของเด็กหนุ่มที่มาจากต่างจังหวัดคนนี้ต้องมาติดคุกที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพราะการแสดงออกทางการเมืองเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษาปี 2”
.
ทั้งนี้ พงศธรณ์เป็นบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยเขาเคยทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มแนวร่วมนิสิต มมส. เพื่อประชาธิปไตย ในช่วงการชุมนุมใหญ่ปี 2563-64 ทำให้ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมทั้งหมด 2 คดี โดยคดีแรกถูกกล่าวหาในข้อหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการชุมนุม #อีสานสิบ่ทน ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม คดีนี้ศาลจังหวัดมหาสารคามมีคำพิพากษายกฟ้อง และสิ้นสุดไปตั้งแต่ปี 2565 แล้ว แต่คดีที่สอง เขาถูกกล่าวหาในข้อหาหลักตามมาตรา 112 ด้วย จากการเข้าร่วมและขึ้นปราศรัยในการชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB ในกรุงเทพฯ และยังต้องต่อสู้คดีนี้อยู่จนถึงปัจจุบัน
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/87631

https://www.facebook.com/photo?fbid=1541744041129394&set=a.656922399611567




ศาลฮ่องกงสั่งจำคุก โจชัว หว่อง ผู้นำการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง เพิ่มอีก 10 ปี - สัญญาณเตือนถึงจุดสิ้นสุดของเสรีภาพในฮ่องกง และความความพยายาม ลบภาพจำ และ ประวัติศาสตร์ของคนรุ่นใหม่



โจชัว หว่อง วัย 30 ปี เป็นผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของฮ่องกง ซึ่งปัจจุบันถูกปราบปรามไปแล้วArticle อาเบล ยู บีบีซีแผนกภาษาจีน และ
เคลลี อึง บีบีซีนิวส์
Published 5 พฤศจิกายน 2026

ศาลฮ่องกงพิพากษาให้จำคุก โจชัว หว่อง อดีตผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยของฮ่องกง เป็นเวลา 10 ปี ในข้อหาสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติ ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกง

หว่องเป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวและชาวฮ่องกงทั่วไปหลายร้อยคนที่ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2020 หลังการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ซึ่งต่อต้านการควบคุมที่เพิ่มมากขึ้นของทางการจีน

นักวิจารณ์กล่าวว่า กฎหมายที่มีขอบเขตกว้างขวางนี้ได้ปิดกั้นเสียงผู้คัดค้าน แต่ทางการจีนโต้แย้งว่ากฎหมายนี้จำเป็นต่อการรักษาเสถียรภาพ และปฏิเสธว่ากฎหมายนี้ไม่ได้บั่นทอนความเป็นอิสระในการปกครองตนเองของฮ่องกงแต่อย่างใด

หว่องซึ่งถูกจำคุกมาแล้ว 6 ปี และมีกำหนดจะได้รับการปล่อยตัวในเดือน ม.ค. ที่จะถึงนี้ จะต้องใช้เวลาอีก 10 ปีในเรือนจำต่อไป

นักเคลื่อนไหวทางการเมืองผู้มีอายุครบ 30 ปีเมื่อเดือนที่แล้ว เคยถูกจองจำมาแล้วหลายครั้งจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขา ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น

วันนี้ (5 พ.ย.) หว่องมาถึงศาลในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีน้ำเงินเข้ม กางเกงขายาวสีกากี และแว่นตากรอบสีดำ เขาดูผอมลงเมื่อเทียบกับการปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งก่อน ๆ

เขาพยักหน้าทักทายผู้คนที่อยู่ในห้องพิจารณาคดีจนแน่นขนัด และคอยจดบันทึกเป็นระยะ ๆ ขณะที่ผู้พิพากษาอ่านเหตุผลในการตัดสินลงโทษ

ด้านนอกศาล มีฝูงชนมารวมตัวกัน โดยชาวฮ่องกงหลายสิบคนต่อแถวเป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อหวังจะได้เข้าไปนั่งฟังในห้องพิจารณาคดี นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากประจำการอยู่ด้วย

ปัจจุบันหว่องกำลังรับโทษจำคุกจากคดีบ่อนทำลายอำนาจรัฐและมีกำหนดจะได้รับการปล่อยตัวต้นปีหน้า แต่วันนี้เขาถูกพิพากษาให้จำคุกเพิ่มเติมในคดีที่เขายอมรับสารภาพผิดไปเมื่อต้นเดือน ก.ย.

ผู้พิพากษาระบุในวันนี้ว่า จากโทษจำคุก 10 ปีดังกล่าว การจำคุก 2 เดือนกับ 2 วันในช่วงแรกจะถูกนับไปพร้อมกับโทษจำคุกที่เขากำลังรับอยู่

อัยการกล่าวว่า หว่องสมคบคิดกับนักเคลื่อนไหวคนอื่น ๆ รวมถึง นาธาน ลอว์ นักเคลื่อนไหวที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ เพื่อล็อบบี้ให้ต่างประเทศคว่ำบาตรและปิดล้อมรัฐบาลกรุงปักกิ่ง

ศาลได้รับฟังข้อมูลว่ากิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นระหว่างเดือน ก.ค. ถึงปลายเดือน พ.ย. 2020

หว่องและลอว์เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคเดโมซิสโต (Demosisto) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่สนับสนุนประชาธิปไตย ทว่าปัจจุบันยุบพรรคไปแล้ว

ฟรานเซส ฮุย เพื่อนและนักเคลื่อนไหวร่วมอุดมการณ์ของหว่อง ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า เธอรู้สึก "ใจสลาย" และ "โกรธจัด" กับคำตัดสินนี้

"การตัดสินลงโทษในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของโจชัวเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามทางการเมืองในวงกว้าง ที่มุ่งจะเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่ของฮ่องกง และลบเลือนคุณูปการของคนรุ่นหนึ่งที่เชื่อว่าพวกเขาสามารถกำหนดอนาคตของเมืองตนเองได้" เธอกล่าวกับบีบีซี

องค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่า คำตัดสินดังกล่าว "โหดร้ายและไม่ยุติธรรม"

เอเลน เพียร์สัน ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียขององค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ กล่าวว่า "เพื่อควบคุมสังคมฮ่องกงให้อยู่หมัด และลดโอกาสที่จะเกิดเสียงคัดค้านจากนานาชาติ รัฐบาลฮ่องกงดูเหมือนจะใช้วิธีการตั้งข้อหาหลายกระทงต่อเหล่าผู้นำที่มีอิทธิพลของฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย"

ฟีล โรเบิร์ตสัน ผู้อำนวยการกลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิมนุษยชนและแรงงานในเอเชีย (AHRLA) กล่าวว่า "เป็นเรื่องที่ย้อนแย้งอย่างยิ่งที่จีน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่กดปราบผู้เห็นต่างที่อยู่นอกประเทศรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้ตัดสินลงโทษจำคุกโจชัว หว่อง เป็นเวลา 10 ปี เพียงเพราะเขาบังอาจแสวงหาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวจากนานาชาติเพื่อต่อต้านการกดปราบดังกล่าว การพบปะระหว่างนักกิจกรรมระหว่างประเทศและเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างชาติ การพูดคุยกับสื่อมวลชนทั่วโลก รวมถึงการรณรงค์ลงชื่อเรียกร้องต่าง ๆ ถือเป็นภารกิจประจำวันของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นความผิดทางอาญา คำพิพากษาในฮ่องกงครั้งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ในเมื่อจีนไม่ได้ใส่ใจต่อพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ตนมีอยู่แม้แต่น้อย จีนก็ควรถูกขับออกจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ จนกว่าจะยุติการคุมขังนักโทษการเมืองเพียงเพราะพวกเขาใช้สิทธิขั้นพื้นฐานทางพลเมืองและการเมืองของตน"

สำหรับโทษรุนแรงที่สุดภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Law - NSL) ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงในวงกว้างนั้น ถูกนำมาใช้กับอดีตเจ้าพ่อสื่ออย่าง จิมมี ไหล ซึ่งต้องโทษจำคุก 20 ปี ในข้อหาสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติเช่นกัน


หว่อง (ซ้าย) เริ่มเป็นนักกิจกรรมการเมืองตอนอายุเพียง 14 ปี

โจชัว หว่อง คือใคร ?

หว่องเกิดในเดือน ต.ค. 1996 โรเจอร์ พ่อของเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ส่วนเกรซ แม่ของเขาเป็นแม่บ้าน เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคดิสเล็กเซียตั้งแต่เด็ก ทำให้เขามีปัญหาในการเรียนที่โรงเรียน

อย่างไรก็ตาม เขามักตั้งคำถามต่อกฎเกณฑ์และบรรทัดฐานที่ไม่สมเหตุสมผลเสมอ ในช่วงเรียนมัธยมฯ เขาได้ร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นประท้วงเรื่องราคาอาหารกลางวันที่สูงเกินไปในโรงอาหารผ่านทางเฟซบุ๊ก

ในปี 2011 หว่องซึ่งมีอายุ 14 ปีในขณะนั้น ร่วมก่อตั้งกลุ่มนักกิจกรรมนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยชื่อ สกอลาริซึม (Scholarism) ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในด้านขนาดและอิทธิพล

ปีต่อมา กลุ่มดังกล่าวได้ระดมผู้คนกว่า 100,000 คนเพื่อประท้วงแผนการของฮ่องกงที่จะบังคับใช้ "การศึกษาเพื่อความรักชาติ" (patriotic education) ในโรงเรียน เป็นผลให้ทางการต้องยอมถอย


หว่องในวัย 30 ปี ถูกจำคุกมาแล้วหลายครั้ง เนื่องจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขา

เมื่อปี 2014 มาถึง หว่องซึ่งเป็นผู้นำของการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลที่รู้จักกันในชื่อ "ขบวนการร่ม" (Umbrella Movement) ได้กลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกง

ปี 2016 เขาได้ร่วมก่อตั้งเดโมซิสโต (Demosisto) กับนาธาน ลอว์ และแอกเนส โจว นักกิจกรรมที่ปัจจุบันลี้ภัยอยู่ต่างประเทศเช่นกัน

แต่เขามักแสดงความไม่สบายใจเมื่อถูกเรียกขานเป็น "ผู้นำการประท้วง"

"เรามีผู้ประสานงานมากมายในขบวนการนี้ และผมก็เป็นหนึ่งในนั้น... แทนที่จะมีคำสั่งจากบนลงล่าง ตอนนี้เรามีศูนย์บัญชาการจากล่างขึ้นบนแล้ว" หว่องกล่าวกับเดอะไฟแนนเชียลไทมส์ในเดือน พ.ย. 2019

พรรคเดโมซิสโตประกาศยุบพรรคในปี 2020 หลังจากรัฐบาลกรุงปักกิ่งนำกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติมาใช้ในฮ่องกง

ลอว์เดินทางไปสหราชอาณาจักรและทำงานรณรงค์ในต่างประเทศต่อไป ในขณะที่หว่องยังคงอยู่ในฮ่องกงและพยายามลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ แต่ถูกตัดสิทธิสมัคร โดยทางการอ้างว่าการต่อต้านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเป็นหนึ่งในเหตุผล

ในขณะเดียวกัน คดีความที่ฟ้องร้องหว่องก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2020 เขาได้สารภาพผิดในหลายข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมในการประท้วงนอกสำนักงานใหญ่ตำรวจฮ่องกงในปี 2019

จากนั้นก็มีการตั้งอีกหลายข้อหาภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ขณะยังอยู่ในเรือนจำในเดือน ก.พ. 2021 หว่องเป็นหนึ่งใน 47 คนที่ถูกตั้งข้อหา "สมคบคิดเพื่อบ่อนทำลายอำนาจรัฐ" กลุ่มนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ "กลุ่มฮ่องกง 47" และนี่ยังคงเป็นการดำเนินคดีครั้งใหญ่ที่สุดภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกงจนถึงปัจจุบัน

ขณะที่หว่องยังคงรับโทษจำคุก 56 เดือนจากความผิดฐานบ่อนทำลายอำนาจรัฐ เขาถูกตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิดภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเพิ่มเมื่อปีที่แล้ว

เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2020 ซึ่งเป็นวันก่อนที่เขาจะรับสารภาพในข้อหาประท้วง หว่องได้เขียนข้อความลงในอินสตาแกรมถึง "ประชาชนชาวฮ่องกง" ว่า "พูดตามตรง ผมไม่เคยเชื่อมั่นในการเมืองของฮ่องกงมากนัก แต่ผมมั่นใจในประชาชนชาวฮ่องกงอย่างเต็มเปี่ยม"

"แม้ว่าอำนาจทางการเมืองในขณะนี้จะเป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่อความเข้มแข็งของภาคประชาสังคมของเรา แต่ผมเชื่อว่าชาวฮ่องกงจะหาทางฝ่าฟันอุปสรรคไปได้เสมอ"

รายงานเพิ่มเติมโดย มาร์ติน ยิป

https://www.bbc.com/thai/articles/cm3wvj2zqqeqo
.....

ทำไม เพื่อนและนักเคลื่อนไหวร่วมอุดมการณ์ของหว่อง ถึงรู้สึก "ใจสลาย" และ "โกรธจัด" กับคำตัดสินนี้

ความรู้สึก "ใจสลาย" (Heartbroken) และ "โกรธจัด" (Furious) ของเพื่อนๆ รวมถึงนักเคลื่อนไหวร่วมอุดมการณ์ของ โจชัว หว่อง (Joshua Wong) เกิดจากเหตุผลสำคัญดังต่อไปนี้:

1. การถูกลงโทษที่หนักหน่วงและมองว่าไม่เป็นธรรม

จำคุกเป็นระยะเวลานาน: โจชัว หว่อง ถูกตัดสินจำคุกถึง 10 ปี ตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Law) ซึ่งถือว่าเป็นโทษที่สูงและรุนแรงมาก

ความรู้สึกสูญเสียวัยเยาว์: โจชัวเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่อายุเพียง 14–15 ปี และใช้ชีวิตเข้า-ออกจากคุกมาโดยตลอด การถูกพิพากษาจำคุกยาวนานในครั้งนี้ทำให้เพื่อนๆ สะเทือนใจอย่างมาก เพราะหมายความว่าวัยหนุ่มและช่วงชีวิตที่ดีที่สุดของเขาต้องหมดไปกับการถูกคุมขัง

2. การลงโทษการแสดงออกทางเมืองที่สันติ

เจตนารมณ์ดั้งเดิมเพื่อประชาธิปไตย: สำหรับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ การกระทำของโจชัว—ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องสิทธิการเลือกตั้ง การจัดตั้งการลงคะแนนเสียงเบื้องต้น (Primary Election) หรือการสื่อสารกับนานาชาติ—เป็นการใช้สิทธิ์ขั้นพื้นฐานตามหลักสากลอย่างสันติ

ความโกรธต่อการใช้กฎหมายเพื่อลบล้างฝ่ายตรงข้าม: การตัดสินคดีนี้ถูกมองว่าไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมธรรมดา แต่เป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกวาดล้างและปิดปากผู้นำขบวนการรุ่นใหม่ทั้งหมด

3. การลบภาพจำและประวัติศาสตร์ของคนรุ่นใหม่

พยายามกลบเสียงของรุ่นเรา: เพื่อนๆ เช่น เนธาน ลอว์ (Nathan Law) และ ฟรานเซส ฮุย (Frances Hui) สะท้อนว่า คำตัดสินนี้ไม่เพียงแต่กระทำต่อตัวโจชัว หว่อง เท่านั้น แต่เป็นความพยายามของอำนาจรัฐในการ "ลบประวัติศาสตร์" และลบล้างเจตนารมณ์ของคนรุ่นใหม่ในฮ่องกงที่เคยออกมาต่อสู้เพื่ออนาคตของเมืองตนเอง

4. สัญญาณเตือนถึงจุดสิ้นสุดของเสรีภาพในฮ่องกง

ความสิ้นหวังในระบบยุติธรรม: คำตัดสินที่เด็ดขาดและรุนแรงเช่นนี้ ตอกย้ำให้เห็นว่าเสรีภาพทางการเมืองและการแสดงความคิดเห็นในฮ่องกงได้ถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์ สร้างความโกรธแค้นและความเจ็บปวดให้กับกลุ่มผู้สนับสนุนทั้งในและนอกประเทศ

สรุป: ความรู้สึก "ใจสลาย" มาจากการเห็นเพื่อนรักที่ต่อสู้มาด้วยกันตั้งแต่เด็กต้องสูญเสียอิสรภาพและอนาคต ส่วนความ "โกรธจัด" เกิดจากการเห็นระบบและกฎหมายถูกนำมาใช้ทำลายขบวนการประชาธิปไตยอย่างอยุติธรรม
.....

สารคดี ประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อของคนรุ่นใหม่ ในฮ่องกง

การต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยของ "คนรุ่นใหม่ในฮ่องกง" (โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชน) ถือเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เข้มข้น รวดเร็ว และสะเทือนใจที่สุดแห่งยุคสมัย ซึ่งได้รับการบันทึก ถ่ายทอด และตีแผ่ผ่านภาพยนตร์สารคดีระดับโลกหลายเรื่อง

หากคุณสนใจศึกษาประวัติศาสตร์และเบื้องหลังการลุกฮือของคนรุ่นใหม่เหล่านี้ สารคดีสำคัญที่สะท้อนแง่มุมต่างๆ มีดังนี้:

1. Joshua: Teenager vs. Superpower (2017)

เรื่องย่อโดยสังเขป: สารคดีจาก Netflix ที่ติดตามชีวิตและการเคลื่อนไหวของ "โจชัว หว่อง" (Joshua Wong) และเพื่อนๆ เยาวชนกลุ่ม Scholarism (กลุ่มวิชาการ) ตั้งแต่ตอนที่พวกเขายังเป็นเพียงเด็กมัธยมปลายอายุสิบกว่าปี

ประเด็นสำคัญในเรื่อง: จุดเริ่มต้นของการลุกขึ้นสู้ต่อต้าน "แผนหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติ" (National Education) ในปี 2012 ที่รัฐบาลปักกิ่งพยายามผลักดันเข้าสู่ระบบการศึกษาของฮ่องกงเพื่อปลูกฝังความเป็นจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเยาวชนมองว่าเป็นการลดทอนเสรีภาพทางความคิด ก่อนที่การเคลื่อนไหวนี้จะขยายตัวกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญนำไปสู่ การปฏิวัติร่ม (Umbrella Movement) ในปี 2014 สารคดีเรื่องนี้แสดงให้เห็นพลังของเด็กหนุ่มธรรมดาๆ ที่กล้าลุกขึ้นท้าทายมหาอำนาจระดับโลก

ช่องทางการรับชม: มีให้บริการบน Netflix

2. Do Not Split / ไม่割席 (2020)

เรื่องย่อโดยสังเขป: สารคดีสั้นความยาวประมาณ 35 นาที ฝีมือของผู้กำกับชาวนอร์เวย์ Anders Hammer ที่ลงพื้นที่เกาะติดเหตุการณ์ความขัดแย้งและการประท้วงครั้งใหญ่ในปี 2019-2020 (การต่อต้านร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน หรือ Anti-ELAB)

ประเด็นสำคัญในเรื่อง: บันทึกภาพเหตุการณ์ความรุนแรงและการเผชิญหน้าระหว่างตำรวจกับกลุ่มผู้ประท้วงรุ่นใหม่ตามแนวหน้า เช่น เหตุการณ์ปิดล้อมมหาวิทยาลัยฮ่องกง (Chinese University of Hong Kong) และมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคฮ่องกง (Polytechnic University) สารคดีเรื่องนี้เจาะลึกมุมมองระดับถนน (Street-level) สะท้อนความสิ้นหวัง ความมุ่งมั่น และความกดดันที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญกระทั่งวันที่กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติถูกบังคับใช้

เกียรติประวัติ: ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์สารคดีสั้นยอดเยี่ยม (Best Documentary Short Subject) ในปี 2021

3. Hong Kong's Fight for Freedom / Faceless (2022)

เรื่องย่อโดยสังเขป: ซีรีส์สารคดี (หรือสารคดีขนาดสั้นความยาวประมาณ 1 ชั่วโมง) ที่ผลิตร่วมกับสื่ออย่าง BBC โดยเจาะลึกเรื่องราวผ่านสายตาของ "ผู้ประท้วงรุ่นใหม่ 4 คน" ที่อยู่เบื้องหน้าการเคลื่อนไหว

ประเด็นสำคัญในเรื่อง: เนื่องจากสถานการณ์ความปลอดภัยและความเข้มงวดของกฎหมาย สารคดีเรื่องนี้จึงใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการปกปิดอัตลักษณ์และใบหน้าของผู้ร่วมขบวนการ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวความกดดัน การตัดสินใจก้าวเข้าสู่ถนนสายประท้วง ความโกรธเกรี้ยวต่อความรุนแรงของรัฐ และการเผชิญหน้ากับบทสรุปที่เปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปตลอดกาล

ช่องทางการรับชม: Apple TV / แพลตฟอร์มสารคดีต่างประเทศ

4. Yellowing (2016)

เรื่องย่อโดยสังเขป: ผลงานสารคดีอิสระจากผู้กำกับชาวฮ่องกง Chan Tze-Woon ที่นำเสนอภาพอีกด้านของการปฏิวัติร่ม (Umbrella Movement)

ประเด็นสำคัญในเรื่อง: หาก Joshua: Teenager vs. Superpower โฟกัสที่แกนนำระดับแนวหน้า สารคดีเรื่อง Yellowing จะพาไปสำรวจกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มย่อยๆ ในระดับรากหญ้า ที่ต้องเผชิญกับความแตกแยกทางความคิดภายในครอบครัว โรงเรียน และสังคมฮ่องกง สะท้อนความเปราะบางของจิตใจวัยรุ่นในภาวะเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์

ภาพรวมประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ฮ่องกง

หากสรุปจากสารคดีและบันทึกประวัติศาสตร์ การต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ฮ่องกงแบ่งออกเป็นหมุดหมายสำคัญ ได้แก่:

ค.ศ. 2012 (Anti-National Education): การตื่นตัวครั้งแรกของนักเรียนมัธยมในการปกป้องเสรีภาพทางการศึกษา

ค.ศ. 2014 (Umbrella Movement): การเรียกร้องสิทธิการเลือกตั้งผู้บริหารสูงสุดแบบสากล (Universal Suffrage) นำโดยกลุ่มนักศึกษาและเยาวชนด้วยการปักหลักชุมนุมยืดเยื้อกลางเมือง

ค.ศ. 2019-2020 (Anti-ELAB / การประท้วงกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน): การลุกฮือครั้งใหญ่ที่สุดอย่างไร้แกนนำที่ชัดเจน (Leaderless movement) ของคนรุ่นใหม่ เพื่อปกป้องวิถีชีวิต เสรีภาพ และการปกครองแบบเดิมภายใต้แนวคิด "หนึ่งประเทศ Two Systems" ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติและการควบคุมที่เข้มงวดในเวลาต่อมา



ตำรวจสั่งแบนหนังสือที่มี 'ปวิน' เป็นบรรณาธิการ มีเนื้อหาอะไรที่ทำให้ถูกแบน

ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ กับหนังสือเล่มล่าสุดที่ถูกห้ามไม่ให้มีการสั่งเข้าหรือนำเข้ามาในประเทศไทย

จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Published เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมาว่า ห้ามสั่งเข้าหรือนำเข้าสิ่งพิมพ์ต่างประเทศที่ชื่อว่า Routledge Handbook of Contemporary Thailand Second Edition (อาจแปลไทยได้ว่า คู่มือว่าด้วยประเทศไทยร่วมสมัย โดยสำนักพิมพ์เราต์เลดจ์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2) ซึ่งมี ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้ลี้ภัยทางการเมืองเป็นบรรณาธิการ

เนื้อหาในคำสั่งระบุว่า หนังสือดังกล่าวมีบทความที่มีเนื้อหากระทบต่อความมั่นคงและอาจก่อความเดือดร้อน หรือสร้างแรงจูงใจให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองได้อันเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยโดยรวมของประเทศ หรือจะกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

อาศัยอำนาจตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 จึงห้ามสั่งเข้าหนังสือเล่มดังกล่าวเพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักร หากผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจริบและทำลายสิ่งพิมพ์ดังกล่าว

คำสั่งที่เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาลงนามโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่ผานมา

ถือว่าได้หนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งพิมพ์ฉบับที่ 2 ของ ศ.ดร.ปวิน ที่กลายเป็นหนังสือต้องห้ามของไทย

ในปี 2566 หนังสือชื่อว่า Rama X: The Thai Monarchy under King Vajiralongkorn (หรือแปลเป็นไทยได้ว่า รัชกาลที่ 10: สถาบันกษัตริย์ไทยในรัชสมัยของกษัตริย์วชิราลงกรณ์) ซึ่งมี ศ.ดร.ปวิน เป็นผู้เขียน ถูกห้ามสั่งเข้าหรือนำเข้าเพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักรไทยด้วยเช่นกัน และถูกสั่งแบนก่อนหนังสือเผยแพร่อย่างเป็นทางการ

ในคำสั่งดังกล่าวระบุว่า หนังสือเล่มนี้มีภาพปกและบทความที่นำเสนอสื่อถึงทัศนคติของผู้เขียนที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือจะกระทบต่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยแห่งราชอาณาจักร หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หากมีผู้นำหนังสือมาเผยแพร่ในราชอาณาจักรถือว่ามีความผิดเช่นกัน

ทั้งนี้ หนังสือ Rama X: The Thai Monarchy under King Vajiralongkorn มีเนื้อหาวิเคราะห์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงรัชสมัยช่วงหลังปี 2559 ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยเผชิญความท้าทายหลายด้านด้วยกัน

หนังสือต้องห้ามเล่มล่าสุดมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร

เว็บไซต์ของสำนักพิมพ์เราต์เลดจ์ สำนักพิมพ์วิชาการชั้นนำของสหราชอาณาจักร ระบุว่า Routledge Handbook of Contemporary Thailand ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 รวบรวมบทความจากนักวิชาการด้านไทยศึกษาชั้นนำจำนวน 37 บท แบ่งออกเป็น 4 ภาคหลัก ครอบคลุมประเด็นประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยร่วมสมัย โดยมีนักวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศเป็นผู้เขียนบทความเรื่องต่าง ๆ

ในช่วงแรกของเนื้อหาเริ่มต้นจากรากฐานประวัติศาสตร์ของไทย พัฒนาการรัฐไทย การเขียนประวัติศาสตร์ของไทย และการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ช่วงที่สองของหนังสือมุ่งวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจของไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประชาธิปไตย รัฐประหาร บทบาทของกองทัพ สถาบันกษัตริย์ ระบบตุลาการ ตำรวจ การเมืองมวลชน การพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ รวมถึงสำรวจปัญหากับดักรายได้ปานกลาง การค้า และการพัฒนาอุตสาหกรรม ภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยร่วมสมัย


หน้าปกหนังสือ Routledge Handbook of Contemporary Thailand ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2

เนื้อหาส่วนที่ 3 ของหนังสือเล่มนี้ เน้นเรื่องพัฒนาการของสังคมไทย ประกอบไปด้วย 12 บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับอัตลักษณ์ความเป็นไทย ชาตินิยม ศาสนาพุทธ การศึกษา สิทธิมนุษยชน ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้ ความหลากหลายทางเพศ สื่อสังคมออนไลน์ ขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และผลกระทบจากโควิด-19 ต่อประเทศไทย

ภาคสุดท้ายของหนังสือ เป็นบทความเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับโลกภายนอก ไม่ว่าจะเป็นนโยบายต่างประเทศ ความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ ประชาคมอาเซียน ประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนประเด็นร่วมสมัยเกี่ยวกับการใช้อิทธิพลของรัฐไทยในการกดปราบข้ามแดนผู้เห็นต่างข้ามชาติ

โดยรวมแล้ว หนังสือเล่มนี้รวบรวมบทความวิชาการสำคัญ ๆ ที่พยายามอธิบายความเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 อย่างครอบคลุม ทั้งด้านประวัติศาสตร์ การเมือง นิติสงคราม เศรษฐกิจ สังคม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจพลวัตและความขัดแย้งที่กำหนดทิศทางของประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน

ปวินชี้รัฐสั่งแบนตำราวิชาการ สร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว


ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ กับหนังสือ Routledge Handbook of Contemporary Thailand ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก ซึ่งเขาเป็นบรรณาธิการด้วยเช่นกัน

ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ประจำศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยเกียวโต ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้วิจัยร่วมที่วิทยาลัยบูรพคดีศึกษาและการศึกษาแอฟริกา (SOAS) มหาวิทยาลัยลอนดอน ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า รู้สึกแปลกใจที่ตำราวิชาการภาษาอังกฤษฉบับนี้ถูกแบนในไทย เนื่องจากหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือสำหรับสาธารณชนทั่วไป แต่เป็นหนังสืออ่านยาก มีราคาสูง ซึ่งกลุ่มเป้าหมายมักเป็นห้องสมุดมหาวิทยาลัยต่าง ๆ หรือนักศึกษาที่มีความสนใจเกี่ยวกับไทยศึกษา

เขากล่าวต่อว่า โดยข้อเท็จจริงแล้วหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ปรับปรุงเนื้อหาจากการตีพิมพ์ครั้งแรก ซึ่งตีพิมพ์ห่างกันราว 7 ปี และเนื้อหาโดยรวมของฉบับตีพิมพ์ครั้งที่ 2 นี้ก็ปรับปรุงจากฉบับแรกราว 25% เพื่อให้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 การชุมนุมของเยาวชน หรือการผลักดัน พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม โดยที่ผู้เขียนบทความส่วนใหญ่ยังคงเป็นนักวิชาการชุดเดิมจากฉบับแรกที่เคยตีพิมพ์ไปแล้ว จึงเกิดคำถามว่าเหตุใดเพิ่งมีคำสั่งแบนหนังสือฉบับตีพิมพ์ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุด

"ผมจึงแปลกใจที่โดนแบน เพราะเอาเข้าจริง ๆ แล้ว เนื้อหามันไม่ได้แตกต่างกันขนาดนั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นแบรนด์ของผู้เขียน เพราะเล่มที่แล้วที่ถูกแบน (หนังสือ RAMA X) นอกจากเป็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรงแล้วผู้เขียนก็คือผม ซึ่งหากคุณจำได้ มันถูกแบนตั้งแต่หนังสือยังไม่ออกด้วยซ้ำ คือเขายังไม่ได้อ่านเลย แล้วแบนได้อย่างไร ฉะนั้นก็ต้องยอมรับว่าชื่อผู้เขียน 'ปวิน' สามารถสร้างความชอบธรรมให้รัฐไทยจำกัดเสรีภาพทางวิชาการได้เลยทันที" ศ.ดร.ปวินกล่าว

เขาให้ความเห็นต่อว่าคำสั่งแบนหนังสือดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงตัวเขาและหนังสือเท่านั้น แต่ยังเกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ในแวดวงวิชาการไทยเป็นวงกว้าง ซึ่งมีปัญหาเรื่องเสรีภาพทางวิชาการอยู่แล้ว เพราะคำสั่งดังกล่าวไม่ต่างจากการประกาศทางตรงว่านักวิชาการทั้งไทยและต่างชาติที่ทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องไทยศึกษา ต้องมีความระมัดระวังในการผลิตงาน เพราะอาจเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายจนไม่สามารถเดินทางกลับไทยหรือเข้าถึงข้อมูลวิจัยในไทยต่อไปได้

"มันเป็นการบอกทางตรงว่าใครก็ตามที่ต้องการเขียนอะไรที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ คุณต้องระวังตัว"

ในอีกมุมมองหนึ่ง ศ.ดร.ปวิน เห็นว่าคำสั่งแบนหนังสือหรือสิ่งพิมพ์ที่ยังคงดำเนินอยู่ในไทย ยังสะท้อนให้เห็นว่ารัฐไทยยังคงติดกรอบความคิดในยุคสงครามเย็น ใช้วิธีการปิดกั้นการเข้าถึงสื่อโดยใช้ข้ออ้างเรื่องการทำลายจริยธรรมอันดี แทนที่จะปล่อยให้ประชาชนหรือผู้อ่านเป็นผู้ใช้วิจารณญาณด้วยตัวเอง ซึ่งนี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มในระดับภูมิภาคและระดับโลกที่เห็นได้ว่ากำลังเกิดการจำกัดเสรีภาพทางความคิดมากขึ้น จากกระแสการขยับสู่แนวคิดฝ่ายขวามากขึ้น

ศ.ดร.ปวิน เห็นว่าในอีกทางหนึ่งมาตรการแบนหนังสือที่เกิดขึ้นล่าสุด กลับส่งผลย้อนศรในทางตรงกันข้ามด้วยเช่นกัน จากเดิมที่หนังสือวิชาการภาษาอังกฤษเล่มนี้เป็นหนังสือเฉพาะทางที่มีผู้สนใจไม่มาก กลับจุดประกายให้สาธารณชนหันมาสนใจมากขึ้น โดยเขามองว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังปลุกความสนใจของคนทุกคน ไม่ใช่แค่เพียงกลุ่มหัวก้าวหน้าหรือเยาวชนคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกลุ่มอนุรักษนิยมหรือกษัตริย์นิยมที่ต้องการค้นหาว่าหนังสือดังกล่าวมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ อย่างไร

ที่มา บีบีซีไทย
ตำรวจสั่งแบนหนังสือที่มี 'ปวิน' เป็นบรรณาธิการ มีเนื้อหาอะไรที่ทำให้ถูกแบน

https://www.bbc.com/thai/articles/c6dxw082ne0qo





ย้อนดูหนังสือต้องห้ามเล่มอื่น ๆ


RAMA X: The Thai Monarchy under King Vajiralongkorn
Edited by Pavin Chachavalpongpun

เป็นหนังสือรวมบทความที่เรียบเรียงโดยนักวิชาการและนักวิเคราะห์การเมือง ปาวิน ชัชวาลพงศ์พันธุ์
หนังสือเล่มนี้นำเสนอการวิเคราะห์เชิงวิชาการอย่างมีวิจารณญาณเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสถาบัน การเมือง กฎหมาย และสังคมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยภายหลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) ในปี 2016 และการขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์ (รัชกาลที่ 10)

หัวข้อหลัก
จาก "ระบอบกษัตริย์แบบเครือข่าย" สู่อำนาจโดยตรง: ประเด็นวิเคราะห์หลักที่ดำเนินไปตลอดทั้งเล่มคือการเปรียบเทียบรัชสมัยของรัชกาลที่ 10 กับแบบจำลอง "ระบอบกษัตริย์แบบเครือข่าย" (แนวคิดที่ดันแคน แมคคาร์โกบัญญัติขึ้นเพื่ออธิบายว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงแผ่อิทธิพลทางอ้อมผ่านตัวแทนที่จงรักภักดีอย่างไร) ผู้เขียนบทความต่างเห็นพ้องต้องกันว่า พระบาทสมเด็จพระวชิราลงกรณ์ทรงเปลี่ยนจากกรอบการปกครองแบบทางอ้อมไปสู่การรวมอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่เป็นศูนย์กลาง มีความเป็นส่วนตัว และโดยตรงมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงทางสถาบันและกฎหมาย: หนังสือเล่มนี้ประเมินว่ากฎเกณฑ์ที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการที่ควบคุมสถาบันพระมหากษัตริย์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ซึ่งรวมถึงการพิจารณาการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย การบริหารจัดการและการปรับโครงสร้างของสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียง และพลวัตที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างพระราชวัง กองทัพ และศาลยุติธรรม

การปกครองเชิงอารมณ์และความทรงจำสาธารณะ: หลายบทสำรวจกลไกของการควบคุมทางสังคม พิธีกรรมสาธารณะ และการจัดการทางจิตวิทยา ตั้งแต่การที่รัฐจัดการกับความวิตกกังวลเกี่ยวกับการสืราชสมบัติและความทรงจำทางประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของภูมิทัศน์เมืองกรุงเทพฯ เพื่อสะท้อนถึงการจัดระเบียบอำนาจรูปแบบใหม่

มิติข้ามชาติ: หนังสือเล่มนี้ยังกล่าวถึงลักษณะเฉพาะของการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระวชิราลงกรณ์นอกประเทศไทย โดยพิจารณาถึงช่วงเวลาที่พระองค์ทรงประทับในต่างประเทศและผลกระทบของการปกครองสถาบันพระมหากษัตริย์สมัยใหม่จากมุมมองข้ามชาติ
.....

ข้อเขียนข้างล่างจาก บทความจาก บีบีซีไทย
ตำรวจสั่งแบนหนังสือที่มี 'ปวิน' เป็นบรรณาธิการ มีเนื้อหาอะไรที่ทำให้ถูกแบน

https://www.bbc.com/thai/articles/c6dxw082ne0qo



ย้อนดูหนังสือต้องห้ามเล่มอื่น ๆ

ปัจจุบัน พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 มีบทบัญญัติในมาตรา 10 ที่ระบุว่าให้ ผบ.ตร. มีอำนาจออกคำสั่งโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาห้ามสั่งเข้าหรือนำเข้ามาเพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักร ซึ่งสิ่งพิมพ์ใด ๆ ที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ศีลธรรมอันดีของประชาชน

กฎหมายฉบับดังกล่าว ยังรวมถึงห้ามมิให้นำข้อความที่มีลักษณะหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือข้อความที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อย ความมั่นคง และศีลธรรมอันดีของประชาชนด้วย

อย่างไรก็ดี การสั่งห้ามหนังสือในประวัติศาสตร์ไทยนั้นสืบย้อนไปได้ถึงรัชกาลที่ 3 จากบทความของ ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ที่เผยแพร่ในฐานข้อมูลของสถาบันพระปกเกล้า

บีบีซีไทยรวบรวมหนังสือต้องห้ามที่ถูกห้ามสั่งเข้าหรือนำเข้ามาเผยแพร่ในราชอาณาจักร ตามมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 ตามที่ประกาศไว้ในราชกิจจานุเบกษา นับตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน
  • หนังสือ THAILAND'S CRISIS & the Fight for Democracy
หนังสือ THAILAND'S CRISIS & the Fight for Democracy (อาจแปลไทยได้ว่า วิกฤตของไทยและการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย) เป็นบทวิเคราะห์การเมืองที่เขียนโดย รศ.ใจลส์ ใจ อึ๊งภากรณ์ และตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์แห่งหนึ่งในอังกฤษ ผู้เขียนเคยเป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ปัจจุบันอาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักรเพื่อลี้ภัยทางการเมืองจากคดี ม.112

หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองไทยหลังการรัฐประหารปี 2549 ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่าง "กลุ่มคนเสื้อแดง" และ "กลุ่มคนเสื้อเหลือง" บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม ไปจนถึงปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้

คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 18 ม.ค. 2554 ระบุว่า หนังสือเล่มนี้มีข้อความที่มีลักษณะหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ฯ ห้ามสั่งเข้าหรือนำเข้าเพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักร รวมทั้งให้ริบและทำลายสิ่งพิมพ์ดังกล่าวข้างต้น โดยมี พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ในขณะนั้นเป็นผู้ออกคำสั่ง


แอนดรู แมกเกรเกอร์ มาร์แชล ผู้เขียนหนังสือ A Kingdom in Crisis

  • หนังสือ A Kingdom in Crisis
หนังสือ A Kingdom in Crisis: Thailand's Struggle for Democracy in the Twenty-first Century (อาจแปลไทยได้ว่า ราชอาณาจักรในวิกฤต: การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของไทยในศตวรรษที่ 21) เขียนโดยนายแอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชล ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสืบราชสมบัติ และการต่อสู้ประชาธิปไตยในไทย

นักเขียนชาวอังกฤษผู้นี้ตกเป็นผู้ต้องหาคดี ม.112 ด้วย

วันที่ 12 พ.ย. 2557 ราชกิจจานุเบกษาประกาศคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ห้ามสั่งเข้าหรือนำเข้าหนังสือ A Kingdom in Crisis เพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักร รวมทั้งให้ริบและทำลายสิ่งพิมพ์ดังกล่าว

คำสั่งที่ลงนามโดย พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ในขณะนั้น ระบุว่าบทวิจารณ์หนังสือ A Kingdom in Crisis จำนวน 2 บทความที่เผยแพร่ผ่านทางหนังสือพิมพ์ออนไลน์เซาท์ไชนา มอนิง โพสต์ (South China Morning Post) และดิ อินดีเพนเดนท์ (The Independent) เป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นสิ่งพิมพ์ที่หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือจะกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
  • นิตยสารแมรี แคลร์ ฉบับภาษาฝรั่งเศส เดือน พ.ย. 2558
ราชกิจจานุเบกษาลงประกาศคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ห้ามสั่งเข้าหรือนำเข้านิตยสารแมรี แคลร์ (Marie Clare) ฉบับภาษาฝรั่งเศส เดือน พ.ย. 2558 โดยให้เหตุผลว่ามีบทความที่มีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือจะกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

คำสั่งดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 8 เม.ย. 2559 โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ในขณะนั้น
  • บทความ Thailand: Colossally Popular
ราชกิจจานุเบกษาประกาศวันที่ 22 เม.ย. 2559 ระบุว่าจากคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 196/2559 ห้ามสั่งเข้าหรือนำเข้า รวมทั้งให้ริบหรือทำลาย บทความเรื่อง Thailand: Colossally Popular (อาจแปลไทยได้ว่า ประเทศไทย: ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม) จากหนังสือชื่อว่า The New Age of the Kings: Modern Monarchies in Malaysia and the World (อาจแปลไทยได้ว่า ยุคใหม่แห่งองค์ราชา: สถาบันพระมหากษัตริย์ยุคใหม่ในมาเลเซียและทั่วโลก)

คำสั่งดังกล่าวระบุว่าบทความดังกล่าวมีลักษณะหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือจะกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

คำสั่งดังกล่าวประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 22 เม.ย. 2559 โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ในขณะนั้น

หนังสือต้องห้ามอื่น ๆ ในรอบกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

ในปี 2566 บีบีซีไทยมีรายงานเกี่ยวกับหนังสือต้องห้ามในไทย โดยพบว่าในห้วงเวลานั้นมีหนังสือต้องห้ามอย่างน้อย 7 เล่มด้วยกัน บางเล่มเป็นสิ่งพิมพ์ที่เข้าข่ายมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ฯ ดังที่นำเสนอไปแล้ว และต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของหนังสือต้องห้ามเล่มอื่น ๆ ที่บีบีซีไทยเคยรวบรวมไว้
  • 2544 - The Revolutionary King (อาจแปลไทยได้ว่า กษัตริย์นักปฏิบัติ)
หนังสือเล่มนี้เขียนโดย นายวิลเลียม สตีเวนสัน นักเขียนชาวแคนาดา หนังสือเล่มนี้ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาให้เผยแพร่ในประเทศไทยในปี 2544
  • 2549 - The King Never Smiles (อาจแปลไทยได้ว่า กษัตริย์ผู้ไม่เคยแย้มพระสรวล)
หนังสือเล่มนี้เขียนโดย นายพอล แฮนด์ลีย์ นักเขียนชาวอเมริกัน หนังสือว่าด้วยพระราชประวัติอย่างไม่เป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และราชวงศ์จักรี หนังสือเล่มนี้ถูกทางการไทยจัดให้เป็น หนังสือต้องห้ามอย่างไม่เป็นทางการ ตั้งแต่ก่อนตีพิมพ์ โดยมิได้มีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาตามหลักเกณฑ์และวิธีการในกฎหมายว่าด้วยการจดแจ้งการพิมพ์

อย่างไรก็ดี หนังสือกองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ ตช 0016.146/289 ลงวันที่ 18 ม.ค. 2551 อ้างว่าหนังสือเล่มนี้เป็น "หนังสือต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร" นอกจากนี้ ย้อนไปในเดือน ม.ค. 2549 ทางการไทยยังได้ปิดกั้นเว็บไซต์ที่โฆษณาหรือให้บริการสั่งซื้อหนังสือเล่มนี้ด้วย


ที่มาของภาพ,ฟ้าเดียวกัน
  • 2549 -วารสารฟ้าเดียวกันฉบับ "สถาบันกษัตริย์กับสังคมไทย"
วารสารฉบับนี้ถูกเจ้าพนักงานการพิมพ์สำหรับกรุงเทพมหานคร ลงนาม โดย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. ในขณะนั้น ห้ามการขายหรือจ่ายแจกและให้ยึดสิ่งพิมพ์ดังกล่าว โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.การพิมพ์ 2484 ด้วยสาเหตุว่าได้ลงโฆษณาอันอาจจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 12 เม.ย. 2549 ซึ่งในเวลาต่อมา ร้านนายอินทร์ก็เก็บวารสารฟ้าเดียวกันออกจากทุกสาขา
  • 2549 - หนังสือ "กงจักรปีศาจ" หรือ The Devil's Discus
หนังสือเล่มนี้เขียนโดยเรย์น ครูเกอร์ นักเขียนชาวอังกฤษ-แอฟริกาใต้ แปลโดยเรือเอกชลิต ชัยสิทธิเวช ถูกสั่งห้ามขาย จ่ายแจก ตามคำสั่งเจ้าพนักงานการพิมพ์ที่ 3/2549 ลงนามโดย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. ในฐานะเจ้าพนักงานการพิมพ์สำหรับกรุงเทพมหานคร ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2549

คำสั่งระบุว่า สิ่งพิมพ์ "กงจักรปีศาจ" ได้ลงโฆษณาข้อความอันอาจจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน" จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 ห้ามการขาย หรือแจกจ่ายและให้ยึดสิ่งพิมพ์ ดังกล่าวข้างต้น
  • 2551 - A Coup for the Rich (อาจแปลไทยได้ว่า การรัฐประหารสำหรับผู้ร่ำรวย)
หนังสือเล่มนี้เขียนโดย รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ เป็นหนังสือภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการรัฐประหารในปี 2549 หนังสือเล่มนี้ถูกระงับการขายที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ โดยอ้างว่าเนื่องจากหนังสือมีการอ้างอิงงานเขียนของพอล แฮนด์ลีย์ ซึ่งเป็นหนังสือที่ถูกห้ามเผยแพร่ในประเทศไทย




ชัยชนะของพรรคเดโมแครตในรัฐเท็กซัสเผยให้เห็นความไม่สบายใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกี่ยวกับศูนย์ข้อมูล และส่งสัญญาณถึงอุปสรรคใหม่สำหรับอุตสาหกรรมนี้ จนแม้แต่เอลอน มัสก์ ก็ดูเหมือนจะยอมรับถึงความรู้สึกที่ไม่ดีของประชาชนที่มีต่อศูนย์ข้อมูล เขาโพสต์ข้อความติดตลกเมื่อเช้าวันพุธหลังจากผลการสำรวจเริ่มชัดเจนขึ้นว่า "ศูนย์ข้อมูลในอวกาศดูน่าสนใจมากในตอนนี้"

จีนา ฮิโนโฮซา (Gina Hinojosa) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรัฐและผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐจากพรรคเดโมแครต กำลังกล่าวกับผู้สนับสนุนในงานติดตามผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ที่เมืองออสติน รัฐเท็กซัส (ภาพโดย Joel Angel Juarez/Getty Images)

ชัยชนะของพรรคเดโมแครตในรัฐเท็กซัสเผยให้เห็นความไม่สบายใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกี่ยวกับศูนย์ข้อมูล และส่งสัญญาณถึงอุปสรรคใหม่สำหรับอุตสาหกรรมนี้

การแสดงผลงานที่แข็งแกร่งของพรรคเดโมแครตในรัฐเท็กซัสส่งผลให้จีนา ฮิโนโฮซาขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐคนแรกของพรรคเดโมแครตนับตั้งแต่ปี 1990 ในการเลือกตั้งที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จับตามองอย่างใกล้ชิด

รัฐเท็กซัสถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญสำหรับข้อจำกัดของรัฐบาลต่อศูนย์ข้อมูล AI และเป็นเพียงหนึ่งในสถานที่ที่แสดงให้เห็นถึงความไม่สบายใจอย่างลึกซึ้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกี่ยวกับการสร้างศูนย์ข้อมูล ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศได้ผ่านร่างกฎหมายระดับท้องถิ่นหลายฉบับที่มุ่งเป้าไปที่การจำกัดการก่อสร้างในอีกหลายปีข้างหน้า

ฮิโนโฮซา ผู้ว่าการรัฐหญิงเชื้อสายลาตินคนแรกของรัฐเท็กซัส ได้ให้คำมั่นว่าจะระงับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลในรัฐเท็กซัส ซึ่งคิดเป็นมากกว่า 25% ของกำลังการผลิตที่วางแผนไว้ของสหรัฐฯ ภายในปี 2030

"ฉันอยากจะพูดอะไรบางอย่างกับผู้มีอำนาจที่รู้สึกสบายใจมากกับการบริหารรัฐนี้" เธอกล่าวกับผู้สนับสนุนในสุนทรพจน์แห่งชัยชนะของเธอ “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้มอบอำนาจให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และพวกเขาจะได้รับการเปลี่ยนแปลงนั้น”

ชัยชนะของเธอเป็นหนึ่งในชัยชนะหลายครั้งของพรรคเดโมแครตในรัฐเท็กซัส พรรคยังอยู่ในเส้นทางที่จะควบคุมสภาผู้แทนราษฎรของรัฐเท็กซัส ซึ่งจะทำให้ฮิโนโฮซามีอำนาจมากขึ้นในการบังคับใช้ข้อจำกัดต่างๆ แม้ว่าวุฒิสภาของรัฐดูเหมือนจะยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรครีพับลิกันก็ตาม

“เรามองว่าการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเท็กซัสมีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับขั้นตอนต่อไปของการค้า AI” เอ็ด มิลส์ จากเรย์มอนด์ เจมส์ เขียนไว้ในบันทึกก่อนการเลือกตั้ง โดยกล่าวว่าการแสดงผลงานที่ดีของพรรคเดโมแครตที่นั่น “อาจเป็นสัญญาณของกระแสการเลือกตั้งที่กว้างขึ้น ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการระงับศูนย์ข้อมูลและกฎระเบียบ AI ที่เข้มงวดมากขึ้นในการพัฒนาศูนย์ข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ”

ธนาคารแห่งอเมริกาเรียกการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า “หนึ่งในการเลือกตั้งที่มีผลกระทบสูงที่สุดสำหรับภาคส่วนสาธารณูปโภคทั้งหมด”

การเลือกตั้งที่ 'อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง'

ฮิโนโฮซาใช้การต่อต้านการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลเป็นประเด็นหลักในการหาเสียง โดยกล่าวหาในโฆษณาชิ้นหนึ่งว่า ผู้ว่าการรัฐเกร็ก แอ็บบอตต์ "ทำงานให้" อีลอน มัสก์

เธอวางแผนที่จะระงับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่ ออกกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้น้ำและไฟฟ้า และยกเลิกการลดหย่อนภาษี

แอ็บบอตต์ (Abbott) ซึ่งกำลังลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐสมัยที่สี่ เคยกล่าวไว้เมื่อปีที่แล้วว่าเขาต้องการให้รัฐเท็กซัสกลายเป็น "ศูนย์กลางของการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI)"

ต่อมา เขาได้ประกาศให้มีการระงับโครงการชั่วคราวด้วยตนเอง พร้อมระบุว่าจะสนับสนุนการกำหนดข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้นสำหรับการใช้พลังงานและน้ำ ฮิโนโฮซา (Hinojosa) ได้โต้กลับทันทีว่าข้อเสนอใหม่ของแอ็บบอตต์เป็นเพียง "การหยุดชั่วคราวในช่วงปีที่มีการเลือกตั้ง" เท่านั้น

โทบิน มาร์คัส (Tobin Marcus) จาก Wolfe Research กล่าวว่า รัฐเท็กซัส "เป็นรัฐที่มีขนาดใหญ่พอและมีความแตกต่างระหว่างผู้สมัครแต่ละคนอย่างชัดเจน จนอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้"


เกร็ก แอบบอตต์ (Greg Abbott) ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส กล่าวกับสื่อมวลชนหลังจากใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียงเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ที่เมืองเดล วัลเล (Del Valle) รัฐเท็กซัส (Sergio Flores/Getty Images) · Sergio Flores ผ่าน Getty Images

ผู้ลงคะแนนเสียงที่มองว่า 'AI จะสร้างผลเสียต่อสังคมมากกว่าผลดี'

การแข่งขันครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความรู้สึกของคนในระดับประเทศ ซึ่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาได้เปลี่ยนไปในทางต่อต้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) อย่างชัดเจน

ผลสำรวจหน้าคูหาเลือกตั้ง (Exit Poll) ของ NBC เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเผยให้เห็นว่า ผู้ลงคะแนนเสียง 57% มองว่า "AI จะสร้างผลเสียต่อสังคมมากกว่า" ในขณะที่มีเพียง 24% เท่านั้นที่มองว่ามันจะเป็นประโยชน์

นอกจากนี้ ผลสำรวจจาก UMass Amherst ในเดือนกันยายนยังพบว่า ชาวอเมริกันเกือบสองในสามคัดค้านการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล AI ในชุมชนของตน โดยมีผู้ลงคะแนนเสียงเพียง 11% เท่านั้นที่เห็นด้วย

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ผู้ลงคะแนนเสียงได้ร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับมาตรการที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูลในการเลือกตั้งที่จัดขึ้นใน 13 รัฐ ตั้งแต่รัฐอาร์คันซอไปจนถึงรัฐวิสคอนซิน

ข้อมูลจากการติดตามระบุว่า มีมาตรการจำกัดศูนย์ข้อมูลรวม 28 รายการที่ถูกนำเสนอต่อผู้ลงคะแนนเสียง และเมื่อถึงเช้าวันพุธ ในขณะที่การนับคะแนนยังคงดำเนินอยู่ มาตรการเกือบทั้งหมดก็มีแนวโน้มที่จะผ่านความเห็นชอบ โดยเฉพาะในรัฐโอไฮโอ ซึ่งผู้ลงคะแนนเสียงในเขตเทศบาลอย่างน้อย 14 แห่งได้ลงมติเห็นชอบให้มีการห้ามหรือกำหนดข้อจำกัดอื่นๆ ต่อศูนย์ข้อมูลเหล่านี้


เชอร์รอด บราวน์ อดีตวุฒิสมาชิกและผู้สมัครรับเลือกตั้งวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครตในรัฐโอไฮโอ กล่าวระหว่างงานติดตามผลการเลือกตั้งกลางเทอมที่เมืองโคลัมบัส เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน (ภาพโดย Michael M. Santiago/Getty Images) · Michael M. Santiago ผ่าน Getty Images

ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาของรัฐโอไฮโอ ผู้ลงคะแนนเสียงได้เลือก เชอร์รอด บราวน์ (Sherrod Brown) จากพรรคเดโมแครต ซึ่งเช่นเดียวกับฮิโนโฮซา เขาได้ใช้ประเด็นการคัดค้านการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญในการรณรงค์หาเสียง

"ผมไม่ได้ทำงานให้บริษัทสาธารณูปโภค และผมก็ไม่ได้ทำงานให้ศูนย์ข้อมูลต่างๆ" บราวน์กล่าวขณะประกาศชัยชนะเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา

แม้แต่อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ก็ดูจะรับรู้ถึงกระแสความไม่พอใจของสาธารณชนที่มีต่อศูนย์ข้อมูล โดยเขาได้โพสต์ข้อความในช่วงเช้าวันพุธเมื่อผลการเลือกตั้งเริ่มชัดเจนขึ้นว่า "ตอนนี้ศูนย์ข้อมูลบนอวกาศดูจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลย"

ที่มา Yahoo Finance
Democrats' victories in Texas laid bare voter unease over data centers — and signal new hurdles for the industry

https://finance.yahoo.com/economy/article/democrats-victories-in-texas-laid-bare-voter-unease-over-data-centers--and-signal-new-hurdles-for-the-industry-142918051.html
November 4, 2026




ข้อพึงสังวรของการมี Data Center เพราะ Data Center ต้องใช้น้ำมาก สูบจนหมดท่อ ชาวบ้านใกล้เคียงในอินโดนีเซียบางหมู่บ้านไม่มีน้ำประปาใช้ ต้องใช้น้ำทะเลอาบน้ำ เลยออกมาประท้วง










ในขณะที่ศูนย์ข้อมูลต่าง ๆ สูบน้ำไปใช้จนหมดท่อ ชาวอินโดนีเซียบางส่วนจึงต้องอาบน้ำด้วยน้ำทะเล

ชาวบ้านที่โกรธเคืองรวมตัวประท้วงบริเวณด้านนอก Nongsa Digital Park ซึ่งเป็นสถานที่ที่กำลังมีการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลต่าง ๆ อยู่ ในขณะที่บ้านเรือนของพวกเขาไม่มีน้ำประปาใช้ โดยชาวบ้านต่างโทษว่าเป็นเพราะโครงการก่อสร้างขนาดมหึมาเหล่านี้ ซึ่งในตอนแรกเคยได้รับการต้อนรับด้วยความหวังว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น




คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แจ้งแล้วว่า สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยจะได้รับการตรวจสอบเป็นครั้งที่ 4 โดยคณะทำงานภายใต้กลไกการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศสมาชิกสหประชาชาติ วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2026 🕝 14:30–18:00 น. (ตามเวลา GMT+1) 📍







ประเด็นที่จะมีการตรวจสอบ

การเข้ารับการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยภายใต้กลไก Universal Periodic Review (UPR) รอบที่ 4 ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) มีประเด็นสำคัญและข้อห่วงใยจากประชาคมโลกและองค์กรภาคประชาสังคมที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบและอภิปรายอย่างเข้มข้น ซึ่งแบ่งออกเป็นประเด็นหลัก ๆ ดังนี้:

1. เสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุม และกฎหมายความมั่นคง (โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112)

การบังคับใช้กฎหมายและคดีทางการเมือง: ประชาคมโลกและองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างจับตาดูการใช้กฎหมายจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ โดยเฉพาะการดำเนินคดีกับนักกิจกรรม นักศึกษา และประชาชนทั่วไป


ประเด็นมาตรา 112: การบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (มาตรา 112) ซึ่งถูกหยิบยกเป็นประเด็นความกังวลหลักจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (เช่น Amnesty International และ 112Watch) เกี่ยวกับความถี่และความรุนแรงในการตีความและดำเนินคดีที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

2. สิทธิของผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิง และกลุ่มชาติพันธุ์ (กรณีเมียนมาและการปราบปรามข้ามชาติ)

สถานการณ์ชายแดนและความขัดแย้งในเมียนมา: ผลกระทบจากการสู้รบในประเทศเมียนมาทำให้มีผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงจำนวนมากทะลักเข้าสู่ประเทศไทย

กลไกการคัดกรองแห่งชาติ (National Screening Mechanism - NSM): ถูกตรวจสอบในแง่ประสิทธิภาพ ช่องโหว่ทางกฎหมาย และข้อจำกัดที่อาจทำให้กลุ่มเปราะบางบางกลุ่ม (เช่น ชาวโรฮิงญาและผู้ลี้ภัยบางส่วน) ไม่สามารถเข้าถึงการคุ้มครองตามหลักการไม่ผลักดันกลับสู่อันตราย (Non-refoulement) ตามพันธกรณีระหว่างประเทศ รวมถึงการจับกุมและกักตัวผู้ลี้ภัยภายใต้พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง

3. สิทธิของเด็ก เยาวชน และกลุ่มเปราะบาง

สิทธิเด็กและการปกป้องคุ้มครอง: องค์กรด้านสิทธิเด็กได้ผลักดันประเด็นความคุ้มครองทางกฎหมาย ระบบสวัสดิการ และการคุ้มครองเด็กไร้สัญชาติหรือเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ที่มักตกอยู่ในภาวะเปราะบางต่อการถูกละเมิดสิทธิ

สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง: การเรียกร้องให้มีการรับรองสถานะและสิทธิที่ดินทำกินของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงความก้าวหน้าและการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

4. การทรมาน การอุ้มหาย และการบังคับสูญหาย

แม้ประเทศไทยจะมี พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พ.ร.บ. ป้องกันอุ้มหายฯ) บังคับใช้แล้ว แต่ในเวที UPR ประชาคมโลกยังคงติดตามตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวในทางปฏิบัติ ความโปร่งใสในการสืบสวนสอบสวนคดีละเมิดสิทธิในอดีต ตลอดจนมาตรการคุ้มครองพยานและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

5. สิทธิแรงงานและธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน

สิทธิแรงงานข้ามชาติ: การคุ้มครองสิทธิขั้นต่ำ สภาพการทำงาน การเข้าถึงระบบประกันสังคม และการป้องกันการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากขบวนการค้ามนุษย์หรือนายจ้าง


ความรับผิดชอบทางธุรกิจ: การผลักดันให้ภาคธุรกิจและบรรษัทข้ามชาติที่ดำเนินกิจการในไทยต้องปฏิบัติตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้ห่วงโซ่อุปทานไปละเมิดสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม

การตรวจสอบรอบนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากประเทศไทยเพิ่งเข้าไปดำรงตำแหน่งสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) ซึ่งทำให้ประชาคมโลกคาดหวังให้ไทยแสดงบทบาทนำและปฏิบัติตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในระดับสากลอย่างโปร่งใส




**ข้อความจาก ตี้ ในเรือนจำ** เธอเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวโดยการอดอาหาร เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 ที่ผ่านมา นับเป็นเวลา 3 วันแล้ว เพื่อขอสิทธิในการประกันตัวขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับ


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
·
Author

อ่านโพสต์จากเฟซบุ๊กตี้ https://www.facebook.com/share/p/19rEn8FcAB/
อ่านบทสัมภาษณ์เรื่องราวของตี้ https://tlhr2014.com/archives/87634
.....

ตี้ วรรณวลี - Tee Wanwalee
8 hours ago
·
**ข้อความจาก ตี้ ในเรือนจำ**

หนูตี้วรรณวลี หรือในนาม ตี้พะเยา ขอเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวโดยการอดอาหาร เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 ที่ผ่านมา นับเป็นเวลา 3 วันแล้วที่ได้อดอาหาร เพื่อขอสิทธิในการประกันตัวขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับ

โดยหนูขอสิทธิในการประกันตัวเพื่อไปดูแลน้าที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย จะขออดอาหารจนกว่าความหวังนั้นจะมาถึงหนู

หนูได้ฟังผลคำขอประกันตัวจากทนายแล้ว จับใจความได้ว่าที่ศาลไม่ให้ประกันตัว เพราะอัตราโทษที่สูงของคดีนี้ ที่ประชาชนไม่เคยเป็นคนเลือก ที่ผ่านมาประชาชนเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด หรือเห็นได้จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่ก็ถูกกีดกันไม่ให้แก้ไขอัตราโทษของมาตรานี้มาโดยตลอด

คดีนี้หนูโดนเพราะคำพูดของหนูไปทำร้ายจิตใจประชาชนคนไทย แต่หนูอยากให้พิจารณา เพราะมีเหตุการณ์ก่อนหน้า ที่มีคนใส่เสื้อสีเหลืองใช้ปืนจริงไล่ยิงเยาวชน หมายกะเอาถึงชีวิต ซึ่งมันไม่ควรเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นในสังคมไทย โดยวันนั้นหนูทำหน้าที่เป็นการ์ดอยู่ในเหตุการณ์ จึงรู้สึกโกรธแค้นอย่างมาก จึงได้พูดออกมาโดยทำให้กระทบกับประชาชนคนไทยเช่นกัน

#หนูจะทำตามสัญญาที่พูดไว้กับน้ากาญให้ได้ว่า
หนูจะรักษามะเร็งให้น้ากาญจนกว่าจะหาย น้าเหมือนพ่อคนที่ 2 ของหนู หนูจำการเลี้ยงดูที่ผ่านมาได้

#หนูขอโทษยายที่ยังนำใบปริญญามาไม่ได้ หนูสัญญาว่าถ้าได้ประกันตัวออกไปจะกลับไปเรียนให้จบ ป.ตรี เพียงแต่ตอนนี้อาจต้องหยุดไปก่อน

#ศาลเกรงกลัวว่าจะหลบหนี ที่ผ่านมาหนูไปตามนัดมาโดยตลอด หนูไม่เคยคิดจะหลบหนี หนูไปไม่ได้ น้าหนูก็ป่วยอยู่ที่ไทย ยายหนูก็แก่มากแล้ว

**หมายเหตุ:** อนุญาตให้ทุกคนนำข้อความไปยื่นกระทรวงยุติธรรม สถานทูต ศาลอุทธรณ์ ฯลฯ ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1813599917432807&set=a.183251550467660
13 hours ago
·
“ถ้าหนูต้องเข้าในเรือนจำ ไม่ต้องคิดว่าหนูจะฟูมฟาย คือหนูห่อเหี่ยวแน่นอนแหละ ไม่ได้จับโทรศัพท์ ไม่ได้กินเบียร์ ไม่ได้เฮฮาปาจิงโกะ ไม่ได้เล่นเกมส์ มันเรื่องปกติหนูว่า แต่ยังไงหนูก็อยู่ได้แน่นอน อยู่ได้แน่นอน อาจจะออกมาแล้วมีกล้ามก็ได้ เพราะถูกวิ่งทุกวัน”
.
นั่นคือประโยคสุดท้ายที่เครื่องบันทึกเสียงจดจำไว้ ในบทสนทนากับ “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 หรือตั้งแต่กว่า 1 ปีครึ่งก่อนหน้านี้ แต่ถ้าจะพูดให้ถูก หลังประโยคนั้น ยังมีเสียงหัวเราะขี้เล่นทิ้งท้าย ในแบบซึ่งคนที่รู้จักเธอน่าจะนึกออก
.
จากการถูกฟ้องคดี #มาตรา112 รวมถึง 4 คดี และท่ามกลางผลคำพิพากษาที่ทยอยปรากฏออกมา แม้จะยังได้รับการประกันตัวในคดีต่าง ๆ อยู่ แต่เธอก็เตรียมใจไว้เรื่อยมาว่า วันหนึ่งอาจต้องย่างเท้าเข้าไปใช้ชีวิตในเรือนจำอีกครั้ง หลังเคยต้องเข้าไปช่วงสั้น ๆ เมื่อช่วงปี 2564
.
กระทั่งวันที่ 30 ตุลาคม 2569 หลังศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน ในคดีมาตรา 112 จากการร่วมปราศรัยในการชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB ศาลมีคำสั่งส่งคำร้องขอประกันตัวไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ก่อนสองวันถัดมา ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่ให้ประกันตัววรรณวลี แม้ยังเป็นคำพิพาษาศาลชั้นต้น และในคดีมาตรา 112 ของเธอก่อนหน้านี้ ตี้ยังได้รับการประกันตัวเรื่อยมา และยังยืนยันที่จะสู้อยู่ตรงนี้
.
"การที่หนูออกมา หนูไม่ได้ออกมาทำเพื่อคนอื่น แต่หลัก ๆ มันคือตัวหนูเองด้วย เพราะหนูยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมบ้า ๆ นี้ด้วย ถ้าเราไม่ออกมาเพื่อจะทำอะไรสักอย่าง สุดท้ายเราก็ต้องยอมอดทนใช้ชีวิตอยู่ในสิ่งที่คนอื่นอยากจะให้เราเป็น หรือให้เราใช้ โดยที่เราไม่มีสิทธิมีเสียงเลย ดังนั้นการที่หนูออกมา มันก็ทำเพื่อตัวเองด้วย"
.
แม้ยังคาดคะเนได้ยากว่า การถูกคุมขังรอบนี้ของเธอจะเนิ่นยาวออกไปเพียงใด แต่เสียงเล่าของ “ตี้ วรรณวลี” ในวันนั้น ที่ไล่เรียงตั้งแต่วัยเด็กในเมืองหลวง ความเหลื่อมล้ำของชีวิตซึ่งพบที่ราชบุรี ความเบียวอยากเป็นทหาร การเรียนรู้เรื่องการเมือง จนกระทั่งเริ่มขึ้นปราศรัยในการชุมนุมของราษฎร 2563 ผลกระทบนานาจากการถูกดำเนินคดีกว่า 20 คดี ไปจนถึงเรื่องครอบครัวและการเตรียมใจต่อผลลัพธ์ต่าง ๆ จากการเคลื่อนไหว ยังเป็นเรื่องราวอันสะท้อนชีวิตของนักต่อสู้วัย 26 ปี คนหนึ่ง ที่อยากชวนทุกคนนั่งลงรับฟังมัน
.
อย่างน้อยพอให้ได้ยินว่าทำไมเธอถึงยอมแลกอิสรภาพของตัวเองเช่นนั้น
.
.
อ่านเสียงเล่าของ "ตี้ วรรณวลี" ทั้งหมดที่ https://tlhr2014.com/archives/87634



https://www.facebook.com/photo?fbid=1541857891118009&set=a.656922399611567



คำสั่งของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งที่ ยกคำร้องขอเลื่อนคดีของ กกต. และยืนยันเดินหน้าไต่สวนพยานตามกำหนดเดิม (วันที่ 21–22 ธันวาคม) มีนัยสำคัญ


ประชาไท Prachatai.com
6 hours ago
·
สื่อมวลชนหลายสำนัก เช่น ไทยโพสต์, เนชั่น, ผู้จัดการออนไลน์ และโพสต์ทูเดย์ รายงานตรงกันว่า ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องของ กกต. ที่ขอเลื่อนไต่สวนคดีคุณสมบัติ สว. โดยศาลฎีกายืนยันเดินหน้าไต่สวนพยาน 21 ธ.ค. ตามเดิม
.
กกต. ได้ยื่นคำร้อง ขอเลื่อนการพิจารณา โดยอ้างว่ามีมติให้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต. ว่า คำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัคร สว. ถือเป็นที่สุดตามกฎหมาย ไม่อาจมีการตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยได้ ซึ่งเป็นข้อกฎหมายสำคัญ และเพื่อให้การไต่สวนของศาลฎีกามีการพิจารณาข้อมูลที่ครบถ้วนทั้งในแง่กฎหมายและข้อเท็จจริง จึงขอเลื่อน การพิจารณาเพื่อรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะมีการตรวจพยานหลักฐานหรือไต่สวนต่อไป
.
ศาลพิเคราะห์แล้วว่าผู้ร้องมีเพียงมติให้ยื่นปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว แต่ยังไม่ปรากฏว่าได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญจริง ในชั้นนี้จึงไม่มีเหตุให้เลื่อนคดีตามที่กล่าวอ้าง
.
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ศาลฎีกา เดินหน้าไต่สวนพยาน วันนี้ ศาลฎีกา ออกบัลลังก์คดีดำ ลต.สว.8 /2569 คดี กกต. รับสมัคร สว. 3 ราย ในปัญหาเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ไม่สนใจว่า กกต. จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญเรื่องคัดค้านการทำหน้าที่ของศาลฎีกาหรือไม่ เพราะมีแค่ข่าวว่าจะยื่น ไม่มีเลขรับ ไม่ทราบว่าจะรับหรือไม่รับ และยังไม่รู้ว่าจะพิจารณาเสร็จเมื่อไร ดังนั้น กกต. จะมาอ้างว่ามีมติแล้ว ขอให้ศาลฎีกาเลื่อน ๆ ไปก่อน รอศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน มันจะเป็นการเกินเลยไปไหม ศาลฎีกา จึงขอเดินหน้า นัดไต่สวนพยานฝ่ายผู้ร้องในวันที่ 21 ธันวาคม 2569 และไต่สวนพยานฝ่ายคัดค้านคือ กกต. และ สว. 2 คน ในวันที่ 22 ธันวาคม 2569 ขอยืนขึ้นปรบมือยาว ๆ ให้กับศาลฎีกา””

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1592083422965959&set=a.643704854470492
....

คำสั่งของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งที่ ยกคำร้องขอเลื่อนคดีของ กกต. และยืนยันเดินหน้าไต่สวนพยานตามกำหนดเดิม (วันที่ 21–22 ธันวาคม) มีนัยสำคัญและผลกระทบ (Implications) หลายประการในทางกฎหมายและการเมือง ดังนี้:

1. นัยในทางกระบวนการยุติธรรม (Judicial & Legal Implications)

การใช้อำนาจเด็ดขาดของศาลฎีกา: สะท้อนว่าศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งยึดถือกรอบเวลาและกระบวนการพิจารณาของตนเองเป็นหลัก โดยไม่รอทิศทางหรือผลลัพธ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (กรณีที่ กกต. อ้างมติยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยอำนาจหน้าที่)

สกัดกั้นการ "ยื้อเวลา": คำสั่งนี้ทำให้ข้ออ้างเรื่องการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ (ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนเรื่องเลขรับคำร้องและกรอบเวลาการพิจารณา) ไม่สามารถนำมาใช้เป็นเหตุผลชะลอคดีในชั้นศาลฎีกาได้ คดีจึงเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการพิจารณาพยานหลักฐานได้อย่างรวดเร็ว

2. นัยต่อสถานะและอำนาจของ กกต. (Institutional Implications)

แรงกดดันต่อองค์กรอิสระ: การที่ศาลฎีกาเดินหน้าไต่สวนในคดีที่ผู้ร้องฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ กกต. (กรณีมีมติไม่รับคำร้องตรวจสอบคุณสมบัติ สว.) ทำให้ กกต. ต้องเตรียมพยานหลักฐานและชี้แจงต่อศาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความขัดแย้งเชิงอำนาจ (Jurisdiction Conflict): เหตุการณ์นี้ตอกย้ำความลักลั่นและช่องว่างทางกฎหมายเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจระหว่าง "ศาลฎีกา" กับ "กกต. / ศาลรัฐธรรมนูญ" ว่าคำวินิจฉัยหรือคำสั่งรับสมัคร สว. ของ กกต. ถือเป็นที่สุดจนศาลฎีกาตรวจสอบไม่ได้จริงหรือไม่ ซึ่งจะต้องรอคำพิพากษาชี้ขาดจากศาลฎีกาต่อไป

3. นัยทางการเมืองและอนาคตของ สว. (Political Implications)

ความเสี่ยงของสมาชิกวุฒิสภา: คดีนี้ (คดีหมายเลขดำ ลต สว. 8/2569) มีประเด็นเรื่องคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หรือการได้มาซึ่ง สว. การที่ศาลฎีกานัดไต่สวนพยานทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้คัดค้านอย่างชัดเจน (พยานผู้ร้อง 21 ธ.ค. และพยาน กกต./สว. 22 ธ.ค.) ทำให้ สว. ที่เกี่ยวข้องและอยู่ในกลุ่มเป้าหมายการตรวจสอบต้องเผชิญกับความเสี่ยงทางกฎหมายที่ใกล้เข้ามา

ความคาดหวังของภาคประชาชน: สังคมและกลุ่มผู้ร้องมองว่ากระบวนการของศาลฎีกาเป็นความหวังในการตรวจสอบความโปร่งใสของการได้มาซึ่ง สว. ชุดปัจจุบัน ทำให้ทุกสายตากامลังจับจ้องไปที่การไต่สวนในเดือนธันวาคมนี้ ว่าจะมีผลลัพธ์พลิกผันหรือสร้างบรรทัดฐานอย่างไรต่อการเมืองไทย

กรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งยกคำร้องขอเลื่อนการไต่สวนของ กกต. และเดินหน้าไต่สวนพยานตามนัดเดิม ปรากฏประเด็นทางกฎหมายสำคัญที่เป็นการปะทะกันทางความคิดระหว่าง "หลักอำนาจการบริหารการเลือกตั้งขององค์กรอิสระ" และ "หลักการตรวจสอบโดยอำนาจตุลาการ" ดังนี้

1. ความขัดแย้งเชิงอำนาจรัฐธรรมนูญ (Jurisdictional Conflict)

กรณีนี้เป็นการโต้แย้งขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน:

ฝั่ง กกต. (อ้าง รธน. ม.210 (2)): กกต. ยืนยันว่าตนเป็นองค์กรที่มีอำนาจจัดและควบคุมการเลือก สว. ตามรัฐธรรมนูญ เมื่อ กกต. มีคำวินิจฉัยยกคำร้องเรื่องคุณสมบัติ ตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 (ม.60 วรรคสอง และ ม.62) ให้ถือว่าคำสั่งหรือคำวินิจฉัยของ กกต. "เป็นที่สุด" ตุลาการหรือศาลฎีกาจึงไม่มีอำนาจเข้ามาทบทวนซ้ำ เว้นแต่จะเป็นการยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตาม ม.63


ฝั่ง ศาลฎีกา: การที่ศาลฎีกาไม่สั่งรอผลคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ และยกคำร้องขอเลื่อนคดี สะท้อนการยึดถืออำนาจตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งกำหนดให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งและคุณสมบัติของผู้สมัคร/สมาชิกวุฒิสภา ศาลถือว่าคำร้องของผู้ร้องเป็นคดีที่เข้าสู่กระบวนการของศาลฎีกาแล้ว จึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาโดยไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายให้ต้องหยุดชะลอ

2. สถานะความ "เป็นที่สุด" ของคำวินิจฉัย กกต.

ประเด็นข้อกฎหมายหลักคือคำว่า "คำวินิจฉัยของ กกต. ให้เป็นที่สุด" มีขอบเขตเพียงใด:

ฝ่ายเห็นว่าเบ็ดเสร็จ (กกต.): มองว่า "เป็นที่สุด" หมายถึงสิ้นสุดกระบวนการตรวจสอบ ไม่ว่าจะในทางปกครองหรือทางตุลาการ หากไม่ใช่กรณีที่ กกต. เป็นผู้ยื่นร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิเอง ผู้สมัครหรือบุคคลอื่นจะนำคำสั่งยกคำร้องของ กกต. มาฟ้องร้องต่อศาลฎีกาอีกไม่ได้

ฝ่ายเห็นว่าตรวจสอบได้ (ศาล/ผู้ร้อง): มองว่าคำว่า "เป็นที่สุด" หมายถึงเป็นที่สุดในชั้นบริหารการเลือกตั้งของ กกต. เท่านั้น แต่หากผู้ร้องเห็นว่ากระบวนการหรือการสั่งการของ กกต. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีข้อเท็จจริงเรื่องคุณสมบัติ/ลักษณะต้องห้ามที่ขัดต่อกฎหมาย ศาลฎีกายังคงมีอำนาจในฐานะองค์กรตุลาการตามที่กฎหมายมอบหมายในการคุ้มครองสิทธิและตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย

3. ผลกระทบหากเกิด "คำวินิจฉัยขัดกัน" (Conflicting Rulings)

การที่ศาลฎีกาเดินหน้าไต่สวนพยาน (21–22 ธันวาคม) โดยไม่รอศาลรัฐธรรมนูญ สร้างฉากทัศน์ข้อกฎหมายที่น่าจับตา 2 ทาง:

หากศาลฎีกามีคำพิพากษาก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่ง: คำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลฎีกาจะผูกพันคู่ความและมีผลบังคับทันทีในคดีนั้น

หากศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของ กกต. ไว้พิจารณาภายหลัง: หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าศาลฎีกาไม่มีอำนาจก้าวล่วงคำวินิจฉัยของ กกต. จะเกิดสุญญากาศหรือปัญหาผลบังคับย้อนหลังของคำสั่งศาลฎีกา ว่าจะกระทบต่อสถานะคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ออกไปแล้วอย่างไร ซึ่งถือเป็นวิกฤตทางกฎหมายระดับโครงสร้างองค์กรอิสระกับศาล

4. บรรทัดฐานคดีเลือกตั้งในอนาคต (Legal Precedent)

คำสั่งยกคำร้องขอเลื่อนคดีครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณทางกฎหมายที่สำคัญว่า:

การอ้างมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เหตุชะลอการพิจารณา (Stay of Proceedings): ศาลฎีกาถือว่าตราบใดที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำสั่งรับคำร้อง หรือยังไม่มีคำสั่งให้ชะลอการพิจารณา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตามกรอบเวลาเพื่อความยุติธรรมและรวดเร็ว

การดึงอำนาจไต่สวนพยานหลักฐานกลับสู่ศาล: ศาลฎีกายืนยันการใช้อำนาจไต่สวนพยานด้วยตนเองในการตรวจสอบคุณสมบัติ สว. ซึ่งอาจกลายเป็นบรรทัดฐานว่า การตรวจสอบคุณสมบัติและกระบวนการได้มาซึ่ง สว. ไม่ได้จบลงเพียงแค่คำสั่งของ กกต. เท่านั้น

(Gemini ช่วยรวบรวม)




คนงานในฝรั่งเศส สไตรก์ ผละงานและเดินขบวนเรียกร้อง 'ค่าจ้างที่สมศักดิ์ศรี'

\

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประท้วงได้เดินขบวนไปทั่วประเทศฝรั่งเศสเพื่อคัดค้านปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น โดยคาดว่าจะมีประชาชนหลายแสนคนเข้าร่วมการชุมนุมในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการยกระดับความเคลื่อนไหวครั้งใหม่หลังจากมีการประท้วงต่อเนื่องมานานหลายสัปดาห์

สหภาพแรงงานรายใหญ่ CGT ระบุว่า จนถึงช่วงบ่ายมีผู้เข้าร่วมการชุมนุมมากกว่า 250,000 คน ในเมืองต่างๆ รวม 73 แห่งทั่วประเทศ

การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของยูโรโซน กำลังเผชิญกับความท้าทายในการแก้ไขสถานะทางการเงิน อีกทั้งยังเหลือเวลาอีกเพียง 6 เดือนก่อนจะถึงการเลือกตั้งเพื่อหาผู้สืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดีสายกลางอย่าง เอ็มมานูเอล มาครง โดยในขณะนี้ผลสำรวจความคิดเห็นชี้ว่าพรรคฝ่ายขวาจัดกำลังมีคะแนนนิยมนำอยู่

ความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียนมัธยมปลาย ซึ่งเริ่มต้นจากการประท้วงเรื่องสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของกระแสความไม่พอใจในวงกว้างต่อปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นและความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้นจนนำไปสู่เหตุจลาจลครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบหลายปีของฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา

ซิลวี ลาร์เนอรี (Sylvie Larneury) วัย 61 ปี ผู้จัดการด้านสาธารณสุข พร้อมด้วยคู่ชีวิตวัย 61 ปีซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ได้ตัดสินใจหยุดงานในวันพฤหัสบดีนี้เพื่อเข้าร่วมการเดินขบวนในเมืองแกลร์มง-แฟร์็อง (Clermont-Ferrand) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศ

เธอกล่าวว่า "เราทนไม่ไหวแล้ว แม้เราจะไม่ได้อดอยาก แต่เราก็ยังต้องคอยช่วยเหลือลูกๆ ทั้งที่พวกเขาเรียนจบกันมาแล้ว"

เธอกล่าวเสริมว่า "เราเบื่อหน่ายกับความไม่เป็นธรรมในสังคม" พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าเป็น "รัฐบาลที่ใช้อำนาจกดขี่ โดยมุ่งปกป้องผลประโยชน์ของตนเองแทนที่จะเป็นผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่"

กลุ่มสหภาพแรงงานเรียกร้องให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างในทุกภาคส่วน ปฏิรูประบบภาษี และปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้สำหรับเยาวชน นอกจากนี้ยังแสดงความไม่พอใจต่อกรณีที่ตำรวจกำหนดข้อจำกัดในการชุมนุมบางประการ

มาร์แต็ง ติแบร์ฌ (Martin Thiberge) ผู้ปลูกองุ่นซึ่งเข้าร่วมการประท้วงในเมืองลียง กล่าวว่า เขาต้องการมีส่วนร่วมในการชุมนุมครั้งนี้ เพราะมองว่าเป็นการรวมตัวของผู้คนจากทุกภาคส่วนในสังคมฝรั่งเศส

เขากล่าวว่า "เราต้องการเลี้ยงชีพด้วยการทำงานของเรา และได้รับค่าตอบแทนที่สมศักดิ์ศรี"

ในกรุงปารีส คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมเดินขบวนมากถึง 80,000 คน โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 14.00 น. (13.00 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช)

ผู้ดูแลหอไอเฟลระบุผ่านเว็บไซต์ของสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ว่า การชุมนุมดังกล่าวส่งผลให้หอไอเฟลต้องปิดให้บริการตลอดทั้งวัน - การปิดกั้นโรงเรียน -

นักเรียนระดับมัธยมศึกษาจำนวนหลายสิบคนได้รวมตัวประท้วงในหลายเมือง โดยรัฐบาลรายงานว่ามีการปิดกั้นโรงเรียนมัธยมศึกษา 81 แห่ง จากทั้งหมด 3,700 แห่งทั่วประเทศ

สมาคมนักเรียนระดับมัธยมศึกษาระบุว่า การเรียนการสอนในโรงเรียนมัธยมศึกษา 1,000 แห่งต้องหยุดชะงักลง ซึ่งรวมถึงโรงเรียนที่ถูกปิดกั้นและโรงเรียนที่ปิดทำการเนื่องในวันนัดหยุดงานประท้วง

กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า ครูทั่วประเทศประมาณ 16 เปอร์เซ็นต์ได้เข้าร่วมการนัดหยุดงานประท้วงในครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) รายงานว่า ในกรุงปารีส ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสกัดกั้นไม่ให้นักเรียนปิดทางเข้าโรงเรียนมัธยมศึกษาเอเลน-บูเชร์ (Helene-Boucher)

สหภาพแรงงานในภาคการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนต่างเรียกร้องให้มีการนัดหยุดงานประท้วง เช่นเดียวกับสหภาพแรงงานในภาคส่วนอื่น ๆ ได้แก่ พนักงานรถไฟ โรงพยาบาลรัฐ และบริการไปรษณีย์

การเดินทางด้วยรถไฟได้รับผลกระทบบ้างในช่วงเช้าวันจันทร์

ที่สถานีรถไฟมงต์ปาร์นาส (Montparnasse) ในกรุงปารีส หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นนักจิตวิทยาและระบุชื่อว่า "ฌาน" (Jeanne) กล่าวว่าการเดินทางของเธอต้องล่าช้าออกไป

เธอกล่าวว่า "การต้องตื่นเช้ามารอแล้วพบว่ารถไฟถูกยกเลิกเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิด แต่ก็พอจะเข้าใจได้ว่ามีการนัดหยุดงานประท้วงเกิดขึ้น"

- ข้อกล่าวหาเรื่องความรุนแรงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ -

โลรองต์ นูเนซ (Laurent Nunez) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศเมื่อวันพุธว่าจะมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและกองกำลังความมั่นคงจำนวน 70,000 นายทั่วประเทศ พร้อมให้คำมั่นว่าจะ "ตอบโต้อย่างเด็ดขาดที่สุด" ต่อ "การกระทำที่รุนแรง" หรือความวุ่นวายใดๆ

การประท้วงส่วนใหญ่เป็นไปอย่างสงบ แม้ในบางเหตุการณ์จะบานปลายกลายเป็นการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งได้ใช้ทั้งแก๊สน้ำตาและปืนฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสลายกลุ่มผู้ชุมนุม

มีการเปิดการสอบสวนคดีพยายามฆ่า หลังจากมีการขว้างระเบิดเพลิงใส่กองกำลังความมั่นคงในกรุงปารีสเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

การตอบโต้ของเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ และขณะนี้กำลังมีการสอบสวนภายในสำนักงานตำรวจเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม

กลุ่มผู้ประท้วงที่เป็นเยาวชนจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส และมีผู้ถูกจับกุมหลายพันคน

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการประท้วงในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ ในยุโรปด้วย เช่น เดนมาร์ก เยอรมนี และอิตาลี

ที่มา AFP
France workers strike, march for 'dignified wage'

https://www.msn.com/en-us/news/other/france-workers-strike-march-for-dignified-wage/ar-AA2gNfCd
13 hours ago





https://www.facebook.com/watch/?v=1099316836430193



ทรัมป์อาจมีแรงจูงใจมากขึ้นที่จะยุติสงครามในตอนนี้ แหล่งข่าวรายหนึ่งตั้งข้อสังเกตอย่างเสียดสีว่า “อิหร่านประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอเมริกา” นักวิเคราะห์ในอ่าวเปอร์เซียหวังเช่นนั้น แต่พวกเขากังวลว่าความพ่ายแพ้ในประเทศอาจทำให้เขาประมาท


ทรัมป์อาจมีแรงจูงใจมากขึ้นที่จะยุติสงครามในตอนนี้ เนื่องจากแหล่งข่าวรายหนึ่งตั้งข้อสังเกตอย่างเสียดสีว่า “อิหร่านประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอเมริกา” นักวิเคราะห์ในอ่าวเปอร์เซียหวังเช่นนั้น แต่พวกเขากังวลว่าความพ่ายแพ้ในประเทศอาจทำให้เขาประมาท

ข้อความนี้มาจากบทวิเคราะห์ของรอยเตอร์โดยซาเมีย นาคูล ซึ่งตีพิมพ์หลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ปี 2026

(https://www.reuters.com/world/middle-east/beaten-home-trump-faces-stark-choice-iran-deal-or-escalation-2026-11-04/)

บริบทและความหมาย

“อิหร่านประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอเมริกา”: ประโยคนี้เป็นข้อสังเกตเชิงเสียดสีจากแหล่งข่าวในภูมิภาคที่อ้างถึงเป้าหมายที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศไว้ว่าจะแสวงหาการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือชัยชนะทางทหารในอิหร่าน แต่ผลกระทบภายในประเทศ—ที่เกิดจากความเบื่อหน่ายของประชาชนต่อสงครามและราคาน้ำมันและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น—ส่งผลให้พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ทำให้พรรคเดโมแครตได้ครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส

มุมมองของนักวิเคราะห์ในอ่าวเปอร์เซีย:

ความหวัง: ด้วยแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นและอำนาจในการออกกฎหมายของเขาที่ลดลง นักวิเคราะห์ในอ่าวเปอร์เซียหวังว่าขณะนี้ทรัมป์จะมีแรงจูงใจอย่างมากที่จะหาทางออกหรือเจรจาทางการทูตเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายทางการเมืองเพิ่มเติม

ความกังวล: นักวิเคราะห์ในภูมิภาคต่างกังวลว่าประธานาธิบดีสมัยที่สองที่บอบช้ำทางการเมืองและไม่มีการเลือกตั้งในอนาคตอาจมีปฏิกิริยาที่คาดเดาไม่ได้หรือตอบโต้รุนแรง ซึ่งอาจทำให้ความขัดแย้งบานปลายแทนที่จะยอมถอย

ในอดีต นโยบายต่างประเทศไม่ค่อยเป็นประเด็นหลักในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งมักถูกครอบงำด้วยสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่อการเข้าไปพัวพันกับต่างประเทศนำไปสู่ผลกระทบโดยตรงภายในประเทศ เช่น อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น จำนวนผู้เสียชีวิตจำนวนมาก หรือการรับรู้ถึงการใช้อำนาจเกินขอบเขตของฝ่ายบริหาร ความผิดพลาดด้านนโยบายต่างประเทศอาจเปลี่ยนการเลือกตั้งกลางเทอมให้กลายเป็นการลงประชามติระดับชาติที่เปลี่ยนแปลงการควบคุมรัฐสภาได้

กลไกสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ผลักดันให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ช่องทางการส่งผ่านผลกระทบทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

ความขัดแย้งด้านนโยบายต่างประเทศส่งผลกระทบต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งกลางเทอมโดยตรงที่สุด เมื่อความขัดแย้งนั้นลุกลามไปสู่ความตึงเครียดทางการเงินภายในประเทศ

การหยุดชะงักของพลังงาน วิกฤตห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และค่าใช้จ่ายทางทหาร มักส่งผลให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรู้สึกไม่พอใจกับภาวะเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นในวงกว้าง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมักจะโทษผลกระทบทางเศรษฐกิจเหล่านี้โดยตรงไปที่รัฐบาลของประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งอยู่

ความเหนื่อยล้าจากสงครามและการสูญเสียความไว้วางใจในฝ่ายบริหาร

ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อหรือการยกระดับความขัดแย้งที่ไม่คาดคิดซึ่งขัดแย้งกับคำสัญญาในการหาเสียง มักจะกัดเซาะคะแนนนิยมของประธานาธิบดี

เมื่อการสู้รบทางทหารยืดเยื้อโดยไม่มีทางออกที่ชัดเจน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสายกลางและผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังลังเล มักใช้การเลือกตั้งกลางเทอมของรัฐสภาเพื่อแสดงความไม่พอใจและเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์

ความต้องการการกำกับดูแลของรัฐสภา

การควบคุมโดยพรรคเดียวในช่วงวิกฤตการณ์ต่างประเทศที่ขัดแย้ง มักทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรู้สึกว่ารัฐสภาล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร

การเปลี่ยนการควบคุมสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาจึงกลายเป็นกลไกสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการบังคับให้มีการไต่สวนของรัฐสภา อำนาจในการออกหมายเรียก และการกำกับดูแลด้านนิติบัญญัติเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านกลาโหมและอำนาจในการทำสงคราม