วันจันทร์, กันยายน 21, 2569

คำว่าไฟฟ้าลัดวงจร มันไม่ควรเกิดขึ้นกับขนส่งสาธารณะมั้ย? คือถ้า ‘วัสดุดี มีคุณภาพ’ การออกแบบมุคุณภาพอ่ะ คือมันโคตรอันตรายเลย#ไฟไหม้ #mrt แล้ว เรามีกระบวนการตรวจสอบและบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าได้มาตรฐานตามระยะเวลาที่กำหนดหรือไม่





 

https://x.com/GarnPatsarin/status/2101701214090240194



คำว่าไฟฟ้าลัดวงจร มันไม่ควรเกิดขึ้นกับขนส่งสาธารณะมั้ย?

คือถ้า ‘วัสดุดี มีคุณภาพ’ การออกแบบมุคุณภาพอ่ะ คือมันโคตรอันตรายเลย#ไฟไหม้ #mrt
...

ความกังวลและข้อสงสัยนี้ถูกต้องและสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง เพราะในระบบขนส่งสาธารณะขนาดใหญ่ที่มีคนใช้วิธีเดินทางวันละหลายแสนคน Standard ด้านความปลอดภัย เทคโนโลยี และคุณภาพของวัสดุจะต้องถูกออกแบบให้มีระดับความปลอดภัยสูงสุด (Failure-safe / High Reliability Standard)

อย่างไรก็ตาม ในทางวิศวกรรมไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน ต่อให้ใช้วัสดุที่ดีที่สุดและปฏิบัติตามมาตรฐานระดับสากล เหตุการณ์ลักษณะนี้ก็ยัง “มีโอกาสเกิดขึ้นได้” จากปัจจัยเฉพาะทางดังนี้:

1. ความแตกต่างระหว่าง "รถไฟฟ้าใต้ดิน" กับ "รถไฟฟ้าคราวยกระดับ"
MRT สายสีน้ำเงินส่วนใหญ่เป็นใต้ดิน แต่ช่วง เตาปูน – บางโพ – บางอ้อ เป็นโครงสร้าง ยกระดับ (Elevated/Open-air)

รางจ่ายไฟ (Third Rail) ต้องเผชิญกับสภาวะอากาศเปิด เช่น ฝนตกหนัก ละอองฝุ่น ความชื้น ลม และความผันผวนของอุณหภูมิ ซึ่งต่างจากอุโมงค์ใต้ดินที่มีระบบปิดและควบคุมสภาพแวดล้อมได้ดีกว่า

2. ปัจจัยที่ทำให้เกิดการอาร์ค (Arcing) แม้ใช้วัสดุคุณภาพสูง
ความชื้นสะสมและมลภาวะ: ฝนตกหนักร่วมกับฝุ่นคราบน้ำมันหรือเศษมลภาวะบนฉนวนรองรับราง (Insulator) สามารถสร้าง "เส้นทางนำไฟฟ้า" (Tracking Path) ชั่วคราวบนผิวฉนวน จนเกิดการกระโดดของกระแสไฟฟ้าสูง (Arcing)

การสึกหรอจากการใช้งาน (Wear and Tear): รางจ่ายไฟมีขาแปลงสัมผัส (Collector Shoe) ของตัวรถแตะผ่านตลอดเวลา แรงสั่นสะเทือนและความร้อนสะสมอาจทำให้เกิดรอยขีดข่วนหรือการเสื่อมสภาพของฉนวนตามกาลเวลา

Transient Overvoltage: แรงดันไฟฟ้ากระชากชั่วขณะจากระบบส่งจ่ายหลัก ซึ่งอาจเกินขีดจำกัดที่ฉนวนป้องกันได้ในเสี้ยววินาที

3. ระบบเซฟตี้ทำงานตามออกแบบ (Fail-Safe Mechanism)
แม้จะเกิดการอาร์คหรือลัดวงจรขึ้น แต่ระบบตัดไฟอัตโนมัติ (Circuit Breaker) และระบบตรวจจับจะทำการ ตัดการจ่ายไฟทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ลุกลามไปยังตัวรถ หรือสร้างอันตรายร้ายแรงต่อผู้โดยสาร ซึ่งควันที่เห็นส่วนใหญ่เกิดจากการไหม้ของคราบสิ่งสกปรก ความร้อนที่ฉนวน หรือวัสดุเปลือกเคเบิลที่ระงับการลามไฟ (Flame Retardant)

สรุปคือ: แม้ระบบจะใช้วัสดุดีและออกแบบตามมาตรฐานสูง แต่สภาวะแวดล้อมเปิด (Outdoor Elements) และแรงดันไฟฟ้าระดับหมื่นกิโลวัตต์ก็ยังคงมีช่องว่างความเสี่ยงอยู่ สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือ กระบวนการตรวจสอบและบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าได้มาตรฐานตามระยะเวลาที่กำหนดหรือไม่




"หากผู้หญิงคนหนึ่งต้องดิ้นรนวิ่งวุ่นอย่างยากลำบากเพื่อให้ลูกสาวได้รับการศึกษา นั่นแสดงว่านโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลก็ยังไม่เพียงพอและไม่มีประสิทธิภาพ" แม่ชาวอินเดียคนนี้วิ่งเท้าเปล่า 3 กม. เข้าเส้นชัยเพื่อชิงเงินราว 1,000 บาท เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ลูกสาว แต่ความเห็นของคนในโซเชียลมีเดียกลับแตกออกเป็นสองทาง



เหตุใดการวิ่งด้วยเท้าเปล่าของคุณแม่ชาวอินเดียจึงกลายเป็นไวรัล และจุดชนวนการถกเถียงถึงการศึกษาในประเทศ

ศรีกันต์ บังกาเล
บีบีซี นิวส์ ภาษามราฐี
Published20 กันยายน 2026

แม้ไม่ได้ฝึกซ้อมหรือไม่มีแม้แต่รองเท้าวิ่ง รามไบ รันเวียร์ วัย 47 ปี ก็คว้าชัยชนะในการแข่งขันวิ่งครั้งแรกในชีวิตเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมาได้ และวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเท้าเปล่า

การวิ่งระยะทาง 3 กิโลเมตรของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยววัย 47 ปีคนนี้ ในงาน อัมริต เตาด์ วิ่งเพื่อสุขภาพ มีแรงบันดาลใจมาจากค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาระดับอุดมศึกษาของลูกสาว หลังการแข่งขัน รามไบบอกว่าเธอ "มีความสุขมาก" ที่ได้นำเงินรางวัล 3,000 รูเปียห์ (ราว 1,043 บาท) ไปซื้อหนังสือและอุปกรณ์การเรียนให้ลูก

ความพยายามอันน่าทึ่งของรามไบในการหาเงินจำนวนน้อยนิดเช่นนี้ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย ได้สร้างความสะเทือนใจและสะท้อนปัญหาสังคมในอินเดีย หลังการประท้วงด้านการศึกษาได้สร้างความปั่นป่วนทั่วประเทศมาเกือบตลอดทั้งปี ในขณะที่ขบวนการเยาวชนเชิงเสียดสีได้ระบายความคับข้องใจของคนรุ่นใหม่ที่รู้สึกผิดหวัง

รายงานของรัฐบาลเมื่อเดือนที่แล้วระบุว่า มีบัณฑิตจบใหม่เพียง 8% เท่านั้นที่ได้ทำงานตรงกับวุฒิการศึกษาที่เรียนมา โดยอัตราการว่างงานของบัณฑิตอยู่ที่ 29.1% ซึ่งสูงกว่าอัตราการว่างงานของผู้ที่ไม่เคยเข้าเรียนในโรงเรียนเลยถึงเก้าเท่า


การวิ่งด้วยเท้าเปล่าของรามไบได้ดึงดูดความสนใจของคนบนโซเชียลมีเดียอย่างท่วมท้น

เมื่อความโกรธเกรี้ยวของนักศึกษาปะทะเข้ากับความคับข้องใจทางเศรษฐกิจที่ขยายวงกว้างขึ้น ข่าวการวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเท้าเปล่าของรามไบจึงได้ดึงดูดความสนใจของคนบนโซเชียลมีเดียและหนังสือพิมพ์หลักของอินเดีย จนกลายเสมือนบททดสอบทางจิตวิทยาทั้งในบทวิเคราะห์และความคิดเห็นต่าง ๆ

สำหรับบางคน ความสำเร็จของเธอสะท้อนถึงการเสียสละของคนเป็นแม่และความพยายามทุกวิถีทางที่พ่อแม่ยอมทำเพื่อให้ลูกหลุดพ้นจากความยากจน

แต่สำหรับบางคน มันกลับสะท้อนถึงความเน่าเฟะที่กัดกินระบบการศึกษาของอินเดียและความไร้เดียงสาที่เชื่อว่าการศึกษาจะเป็นหนทางสู่ความเลื่อนทางสังคมได้

"นี่คือความรุ่งโรจน์หรือความอัปยศสำหรับสังคมของเรากันแน่" โชมา ซาร์การ์ ผู้ใช้โซเชียลมีเดียโพสต์ความคิดเห็นใต้คลิปวิดีโอการวิ่งดังกล่าว

เงินรางวัล

สำหรับตัวรามไบเอง ทุกอย่างเริ่มต้นจากจุดเริ่มต้นเรียบง่าย นั่นคือการที่ ปูจา ลูกสาวคนโตวัย 22 ปี ต้องการลงแข่งขันวิ่ง

"ลูกสาวมาหาฉันแต่เช้าตรู่แล้วบอกว่า 'หนูอยากไปร่วมแข่งขันวิ่ง'" รามไบบอกกับ บีบีซี นิวส์ แผนกภาษามราฐี ที่บ้านของเธอในเมืองบีด ทางตะวันตกของรัฐมหาราษฏระ

"ฉันถามเธอว่างานวิ่งจัดที่ไหนและเธอบอกว่าอยู่ใกล้ ๆ นี่เอง เธอบอกฉันว่าถ้าเธอชนะเงินรางวัล มันจะช่วยเรื่องการเรียนของเธอได้"

"ลูกสาวคนเล็กของฉันอยู่ที่เมืองนันเดด ฉันไม่มีเงินให้เธอซื้อหนังสือ และเพราะอย่างนั้นเธอเลยไม่ยอมคุยโทรศัพท์กับฉันถึงแปดวัน ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจว่าฉันต้องวิ่งและชนะการแข่งขันครั้งนี้ให้ได้"

"ความปรารถนาเดียวของฉันคือการชนะรางวัลนี้"


รามไบวิ่งได้เร็วที่สุดในรุ่นอายุของเธอที่ 30–60 ปี

รามไบมีความมุ่งมั่นมากถึงขั้นที่เมื่อรองเท้าแตะของเธอเริ่มหลุดออกจากเท้าในระหว่างการแข่งขัน เธอก็แค่ดึงมันออก ถกส่าหรีขึ้นแล้ววิ่งต่อไป

เมื่อตัวเบาและไม่มีอะไรขวางกั้น ในที่สุดเธอก็สามารถวิ่งนำหน้าผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆ ในรุ่นอายุ 30–60 ปี และคว้าชัยชนะมาได้

ปูจาก็คว้าเงินรางวัล 2,000 รูเปียห์ (ราว 695 บาท) เช่นกัน หลังจากเข้าเส้นชัยเป็นอันดับสองในรุ่นอายุของเธอและเธอได้บอกว่ามารดาเป็นคน "กล้าหาญ"

ทั้งนี้ รามไบเป็นเสาหลักดูแลครอบครัวมาตั้งแต่ปี 2012 หลังจากที่สามีของเธอเสียชีวิต


หลังจากที่เธอต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 13 ปี รามไบก็มีความตั้งใจแน่วแน่ว่าลูกสาวของเธอจะต้องได้เรียนต่อให้สูงกว่านั้น

"ฉันทำทุกงานที่พอจะหาได้" เธอกล่าวกับบีบีซี นิวส์ ภาษามราฐี

"ฉันไปรับจ้างเก็บถั่วเหลืองและถั่วหัวช้างในไร่ของคนอื่น นอกจากนี้ฉันยังเก็บขมิ้นนำไปต้มแล้วก็นำไปขายด้วย"

และหลังจากที่เธอต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 13 ปี รามไบก็มีความตั้งแน่วแน่ว่าลูกสาวของเธอจะต้องได้เรียนต่อให้สูงกว่านั้น

"ฉันเชื่อว่าตราบใดที่ฉันยังมีชีวิตอยู่ ฉันควรทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อให้ลูก ๆ ของฉันได้รับการศึกษาที่ดี"


ปูจากำลังฝึกเตรียมตัวสอบคัดเลือกเป็นตำรวจที่โรงเรียนกวดวิชาซึ่งรามไบทำงานเป็นแม่ครัว

ทั้งปูจาและอารติ น้องสาวของเธอต่างพยายามสอบแข่งขันเพื่อเข้าทำงานในภาคราชการ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญ

ปูจากำลังฝึกเตรียมตัวสอบคัดเลือกเป็นตำรวจที่โรงเรียนกวดวิชาซึ่งรามไบทำงานเป็นแม่ครัว ส่วนอารติ นักศึกษาคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยวิศวา-ภาราติ กำลังเตรียมตัวสอบแข่งขันเพื่อเข้ารับราชการระดับสูง

ในประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก งานภาครัฐเป็นหนึ่ในหนทางไม่กี่สายที่จะนำไปสู่การสร้างฐานะเป็นชนชั้นกลางพร้อมทั้งมอบความมั่นคงไปตลอดชีวิต รวมทั้งเงินบำนาญและสวัสดิการที่พักอาศัย

นักเรียนหลายล้านคนทุ่มเทเวลาหลายปีและเงินทองจำนวนมากเพื่อเตรียมตัวสอบแข่งขันที่มีเดิมพันสูงเหล่านี้

ทว่า ความผิดปกติและการทุจริตต่าง ๆ กลับบั่นทอนความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของการสอบที่ชี้ชะตาชีวิตเหล่านี้

อาหารหมดอายุ

ในเดือน พ.ค. การสอบเข้าศึกษาต่อด้านการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดของอินเดียอย่าง การสอบคัดเลือกแห่งชาติเพื่อเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี (NEET-UG) ถูกยกเลิกภายหลังเกิดเหตุข้อสอบรั่ว ส่งผลให้นักศึกษาเกือบสองล้านคนต้องสอบการสอบสุดหินนี้ใหม่อีกครั้ง

ความโกรธเกรี้ยวที่ปะทุขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนได้เปลี่ยนพรรคการเมืองเสียดสีอย่าง "พรรคประชาชนแมลงสาบ" (Cockroach People's Party - CJP) ให้กลายเป็นขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ การประท้วงครั้งใหญ่ที่นำโดยคนรุ่นเจนซี ส่งผลให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต้องลาออกในเดือน ก.ค. และปัจจุบัน การรณรงค์ดังกล่าวได้ขยายวงกว้างขึ้นด้วยข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปโรงเรียนรัฐบาล โดยเริ่มต้นจากการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรมและความเหลื่อมล้ำที่เรื้อรังในพื้นที่ชนบท

"เด็ก ๆ ในชนบทของอินเดียอย่างน้อยก็ควรได้รับการศึกษาที่มีศักดิ์ศรี" อภิชีท ดิปเก ผู้ก่อตั้งพรรคประชาชนแมลงสาบกล่าวกับบีบีซี นิวส์ ระหว่างการลงพื้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใกล้กับเขตที่รามไบอาศัยอยู่

โรงเรียนดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ในเมืองฮิงโกลี ไม่มีห้องน้ำสำหรับนักเรียนหญิง และมีการนำซองอาหารที่หมดอายุแล้วมาใช้เตรียมอาหารกลางวัน

"ปัญหาเชิงระบบ"

ในขณะที่ทางการตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ด้วยทั้งปืนฉีดน้ำแรงดันสูงและการประนีประนอม แต่ความสำเร็จของรามไบก็ดึงดูดความสนใจจากพวกเขาเช่นกัน และเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา สุริยา คานต์ ประธานศาลสูงสุดแห่งอินเดีย ได้สั่งการให้ทางเขตมอบเงินช่วยเหลือทางการเงินจำนวน 50,000 รูเปียห์ (ราว 1,700 บาท) ให้แก่เธอ

กระนั้น สุขเดโอ โธรัต อดีตประธานคณะกรรมการทุนการศึกษามหาวิทยาลัย กล่าวว่าเรื่องราวของรามไบและลูกสาวของเธอสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

"หากผู้หญิงคนหนึ่งต้องดิ้นรนวิ่งวุ่นอย่างยากลำบากเพื่อให้ลูกสาวได้รับการศึกษา นั่นแสดงว่านโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลก็ยังไม่เพียงพอและไม่มีประสิทธิภาพ" เขากล่าว

"ทั้งรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่นต่างดำเนินโครงการต่าง ๆ มากมายเพื่อการศึกษา แต่การนำไปปฏิบัตินั้นกลับไม่เหมาะสมและไม่ทั่วถึง"


รามไบต้องการให้ลูกสาวของเธอหลุดพ้นจากความยากลำบากและความแร้นแค้นเช่นเดียวกับที่เธอเผชิญ

ในระหว่างนี้ สิ่งที่รามไบต้องการก็แค่ให้ลูกสาวของเธอ "ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข"

"ฉันไม่อยากให้พวกเธอต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างที่ฉันเคยเจอ" เธอกล่าวกับบีบีซี นิวส์ แผนกภาษามราฐี

"ฉันไม่อยากให้พวกเธอต้องมาดิ้นรนลุยโคลน หรือเดินทางท่ามกลางแสงแดดที่แผดเผาและสายฝน" เธอบอกพร้อมเสริมว่า "สิ่งใดก็ตามที่ฉันเคยทนทุกข์มา ฉันไม่อยากให้ลูก ๆ ของฉันต้องมาทนทุกข์เช่นเดียวกัน"

รายงานเพิ่มเติมโดย เลนี บาร์รอน

https://www.bbc.com/thai/articles/cw980qyrdey3o




สรุปเหตุการณ์ 2-3 วันนี้...

.....

Atukkit Sawangsuk
3 hours ago ·

พรรคเพื่อไทยอวดนโยบายซอฟต์พาวเวอร์เป็นผลงาน เชิดหน้าชูตา
(ท่ามกลางความล้มเหลวทางการเมือง และนโยบายดิจิตอลวอลเลท)
แต่ร่าง พรบ.THACCA โดนอนุทินฉีกทิ้ง
มันไม่ใช่แค่ส้มหรอกครับ ชาวบ้านทั่วไป ผู้คนธรรมดา ก็ย่อมรู้สึกว่า เฮ้ย พรรคการเมืองที่มีศักดิ์ศรี ที่หวังจะสร้างผลงานให้ประชาชนเห็น
มันต้องไม่พอใจบ้างสิ ต่อสู้ต่อรองบ้างสิ
พรรคแสดงออกไม่ได้ ไม่สามารถพูดเต็มปาก ผู้สนับสนุนพรรคแบกพรรคก็ควรออกมาด่าบ้างสิ ไม่ใช่เหงาเหมือนหมาหงอย
ที่ไหนได้ กลายเป็นความผิดส้มเสียนี่ จะไปยุให้คนเขาแตกกัน
.....





หลายปีที่ผ่านมา กองทัพมีปัญหาเรื่องอาวุธนับไม่ถ้วน เช่น - ซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้ - เรือดำน้ำจีนที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง - เรือหลวงสุโขทัยล่มเพราะเจอคลื่นลมขนาด 6 เมตร - ปืน Phalanx ประจำเรือหลวงภูมิพลเสีย ผ่านไป 7 ปียังซ่อมไม่เสร็จ - เราไม่สามารถแยกปัญหาการซ่อมบำรุงอาวุธขนาดใหญ่ของกองทัพออกจากปัญหาการแทรกแซงทางการเมืองและธุรกิจอันใหญ่โตของกองทัพได้

https://www.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts/28754491654174887

Puangthong Pawakapan
14 hours ago ·

เราไม่สามารถแยกปัญหาการซ่อมบำรุงอาวุธขนาดใหญ่ของกองทัพออกจากปัญหาการแทรกแซงทางการเมืองและธุรกิจอันใหญ่โตของกองทัพได้ เราไม่ควรมองว่ามันเป็นปัญหาเชิงเทคนิคเท่านั้น เพราะหลายปีที่ผ่านมา กองทัพมีปัญหาเรื่องอาวุธนับไม่ถ้วน เช่น
 
- ซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้ : GT200, เรือเหาะ 2 ลำ
- เรือดำน้ำจีนที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง แต่ไม่กล้ายกเลิกสัญญา
- เรือหลวงสุโขทัยล่มเพียงเพราะเจอคลื่นลมขนาด 6 เมตร
- อุบัติเหตุปืนใหญ่ของ เรือหลวงชลบุรี เกิดลั่นใส่ท้าย เรือหลวงคีรีรัฐ
- ปืน Phalanx ประจำเรือหลวงภูมิพลเสีย ผ่านไป 7 ปียังซ่อมไม่เสร็จ เพราะมีขัดแย้งกับบริษัท แต่ล่าสุดยังให้บริษัทเดิมได้สิทธิ์ต่อเรือฟรีเกตอีก
- ล่าสุด เครื่องยนต์ รล.ภูมิพลฯ พัง เพราะมีการปรับย้ายกำลังพล ถ่ายทอดเทคโนโลยีขาดช่วง ใช้น้ำมันเครื่องผิด!
อันที่จริง นักวิชาการต่างชาติที่ศึกษาเรื่องกองทัพไทย ได้กล่าวถึงปัญหาการซื้ออาวุธของกองทัพไทยมานานแล้ว

งานของอาจารย์ Gregory Raymond ในหนังสือ ‘Thai Military Power: A Culture of Strategic Accommodation’ (2018) ชี้ว่าการจัดซื้ออาวุธของกองทัพไทยไม่มีประสิทธิภาพ หรือได้อาวุธขนาดเล็กที่มักไม่ตอบโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ ทั้งยังซื้ออาวุธโดยไม่ตั้งงบประมาณสำหรับการบำรุงรักษาอยู่บ่อยครั้ง

โดยมีสาเหตุจากการที่กองทัพไทยขาดหลักนิยมทางทหารร่วมกัน (a common military doctrine) ขาดการบังคับบัญชาจากส่วนกลาง แต่ละเหล่าทัพเป็นอิสระต่อกัน แม้จะมีกองบัญชาการกองทัพไทย แต่ก็ไม่มีอำนาจกำกับ ควบคุม และสั่งการเหล่าทัพต่าง ๆ กองทัพแบ่งเป็นกลุ่มและฝักฝ่าย
 
การขาดการควบคุมตรวจสอบจากรัฐบาลพลเรือน (civilian control) ทำให้ปัญหานี้ดำเนินต่อเนื่องมานาน เมื่อมีปัญหาก็ขาดคนรับผิด (accountability)
 
การขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญในกองทัพ ไม่ได้มาจากความสามารถ แต่มาจากระบบพวกพ้อง รุ่นไหน ฝ่ายไหน ฯลฯ การซื้ออาวุธก็ต่างฝ่ายต่างซื้อ ไม่ประสานงานกัน ไม่มียุทธศาสตร์ใหญ่ร่วมกัน
 
จากการที่ดิฉันได้ร่วมศึกษาธุรกิจกองทัพ ยังพบว่าลักษณะ factional ของกองทัพได้หยั่งรากลงไปยังธุรกิจกองทัพด้วย แต่ละเหล่าทัพมีธุรกิจของตนเอง ต่างคนต่างทำ รายได้ก็แบ่งกันภายในเหล่าทัพ ไม่มีใครมีข้อมูลของกันและกัน แม้แต่สำนักปลัดกลาโหม ก็ไม่มีข้อมูลของเหล่าทัพอื่นๆ และไม่มีอำนาจเรียกดูด้วย
 
ธุรกิจกองทัพจึงเปรียบเสมือน fiefdom ของระบบศักดินาเก่า กิจการจำนวนมากใช้ที่ดินและกำลังพลของรัฐแต่ขาดทุนหรือไม่คุ้มค่า รายได้ก็เอาเข้ากองทัพ โดยพวกเขารู้สึกว่าตนสมควรที่จะได้รับสิทธิพิเศษเหล่านี้ โดยไม่ตั้งใจคำถามว่ายุติธรรมกับประชาชนหรือไม่ The sense of entitlement is so strong and prevalent among them.
นอกจากนี้ ดิฉันมองว่ากิจการความมั่นคงภายในและธุรกิจกองทัพของกองทัพไทย ทำให้กองทัพไทยใช้เวลาและกำลังพลจำนวนมหาศาลไปกับเรื่องที่ทำให้กองทัพขาดความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการทหาร
 
หากพิจารณาโครงการที่กองทัพของบประมาณแต่ละปี ดิฉันพบว่ามากกว่าครึ่ง เป็นเรื่องความมั่นคงภายใน (เช่น ความจงรักภักดีต่อสถาบัน, ยาเสพติด, ที่ดินและสิ่งแวดล้อม, ภัยพิบัติตามธรรมชาติ, พัฒนาระบบโลจิสติคส์, พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ ฯลฯ ) งานเหล่านี้คืองานส่วนใหญ่ของทหารไทยนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็น (ประเด็นนี้พูดไว้ใน “ในนามของความมั่นคงภายใน”)
 
กำลังพลระดับนายพัน-นายพลจำนวนมหาศาลใช้เวลากับเรื่องที่ตนเองไม่มีความรู้ความสามารถ ต่อให้ทำมา 5 ทศวรรษแล้ว ก็ไม่มีความเชี่ยวชาญ เพราะเนื้อในของงานความมั่นคงภายใน คือการอบรมด้านอุดมการณ์หลักของชาติ (Indoctrination)
 
ซ้ำร้าย นายทหารระดับนายพัน-นายพลจำนวนมากใช้เวลากับการบริหารธุรกิจกองทัพ เอาแค่จำนวนนายทหารที่ต้องดูแลกองทุนสวัสดิการของกองทัพที่มีมากกว่า 300 กองทุน (บางกองทุนดูแลกิจการมากกว่า 1 แห่ง และไม่รวมกิจการประเภทอื่น), ก็ต้องใช้มากกว่าพันคนแล้ว ยังไม่นับคนที่ทำหน้าที่บริหารกิจการอีกไม่รู้เท่าไร
 
ขนาดมีงานที่ไม่ใช่เรื่องการทหารมากขนาดนี้ กองทัพไทยยังมีนายพลที่ไม่มีงานทำอีกราว 500 นาย ฉะนั้น การยุบเลิกกิจการความมั่นคงภายในและโอนถ่ายธุรกิจกองทัพไปยังหน่วยงานอื่น จะทำให้เราสามารถลดกำลังพลระดับนายทหารสัญญาบัตรได้ กองทัพจำเป็นต้องเอาไขมันส่วนเกินออกไป เอางบกำลังพลมาพัฒนาเทคโนโลยี่สมัยใหม่แทน เพื่อสร้างกองทัพที่กระชับ มีประสิทธิภาพ เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี่ด้านการทหาร สามารถเข้าใจยุทธศาสตร์การเมืองโลกได้ ไม่ใช่วิเคราะห์การเมืองโลกด้วยการอ่านแต่สื่อไทย
 
ฉะนั้น การปฏิรูปกองทัพ และยุบเลิก-โอนถ่ายธุรกิจกองทัพ จึงไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติด้วย ถ้าเราต้องการให้กองทัพไทยเป็นทหารอาชีพที่มีประสิทธิภาพด้านการป้องกันประเทศ มีความรู้ในเรื่องยุทธศาสตร์การเมืองโลก-ภูมิภาค จัดซื้ออาวุธที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติได้จริง มีความเชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยี่อาวุธสมัยใหม่ ฯลฯ พวกเขาควรทุ่มเทสติปัญญาความสามารถลงไปในเรื่องการป้องกันประเทศจริงๆ โดยเฉพาะในภาวะที่การเมืองโลกและภูมิภาคเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
 
แต่จะเกิดสิ่งนี้ได้ กองทัพต้องทำงานร่วมกับฝ่ายพลเรือน (รัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคง สำนักข่าวกรอง) กองทัพต้องมองว่าตนเป็นเครื่องมือหนึ่งของการดำเนินนโยบายต่างประเทศและการป้องกันประเทศจากภัยคุกคาม การป้องกันประเทศไม่ได้มีแต่แนวทางทหาร แนวทางการทูตเป็นแนวทางสำคัญของโลกมานานแล้ว กองทัพไม่สามารถกำหนดยุทธศาสตร์ด้านการทหารโดยไม่สนใจว่าอะไรคือนโยบายและยุทธศาสตร์หลักของชาติ
 
จะทำเช่นว่าได้ อำนาจพลเรือนในการนำกองทัพ (civilian supremacy) ต้องมีอยู่จริง .... ซึ่งเรายังไม่เห็นว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้ได้อย่างไร หมายความว่าสภาวะความไม่มั่นคงด้านการทหารของไทยก็จะดำเนินต่อไป












.....

Atukkit Sawangsuk
9 hours ago ·

กองทัพที่มีนายพลล้นหลาม
ทำรัฐประหารยึดอำนาจได้ง่ายแค่ดีดนิ้วมือ
มีภารกิจมากมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศ
แส่ไปยุ่งกับเรื่องอื่นจนไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องเทคโนโลยีทางทหาร
ใช้น้ำมันเครื่องผิด เรือรบหลวงเครื่องยนต์พัง



เอาเข้าไป "เนื้อหมูเถื่อน" จากจีนทะลัก 16.5 ตัน แจ้งเท็จเป็นผักสด


ตรวจยึดหมูแช่แข็งนำเข้าจากจีน 16.5 ตัน สำแดงเท็จเป็นผักสด มูลค่า 1.52 ล้าน เตรียมส่งตลาดไท

18 Sep 69
เชียงใหม่นิวส์

เจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์เชียงราย ร่วมกับศุลกากรเชียงแสน ด่านตรวจพืชเชียงแสน และด่านอาหารและยาเชียงแสน ตรวจยึดเนื้อหมูแช่แข็งรวมกว่า 16.5 ตัน หลังตรวจพบการสำแดงสินค้าเป็นผักสด โดยของกลางมีมูลค่ากว่า 1.52 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าเมื่อเข้าสู่ท้องตลาดคาดว่าประมาณ 3 ล้านบาทเศษ เตรียมดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 17.00 น. นายโชคชัย วงละคร หัวหน้าด่านกักกันสัตว์เชียงราย ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ศุลกากรเชียงแสนว่า ตรวจพบสินค้าปศุสัตว์ต้องสงสัยสำแดงรายการสินค้าไม่ตรงกับของจริง โดยสำแดงเป็นสินค้าประเภทผักสด

เจ้าหน้าที่จึงร่วมกันเข้าตรวจสอบสินค้าที่บรรทุกมากับรถทะเบียน เชียงราย ซึ่งบรรจุอยู่ภายในตู้คอนเทนเนอร์ มีต้นทางจากสาธารณรัฐประชาชนจีน และมีปลายทางที่ตลาดไท กรุงเทพมหานคร

จากการตรวจสอบพบว่า ภายในตู้คอนเทนเนอร์ไม่ได้มีเพียงสินค้าประเภทผักสดตามที่สำแดง แต่พบสินค้าปศุสัตว์เป็นซากสัตว์ ประเภทเนื้อหมูแช่แข็ง ประกอบด้วย เนื้อหมูสามชั้นแช่แข็ง จำนวน 145 กล่อง น้ำหนักรวม 6,407.4 กิโลกรัม และเนื้อหมูแช่แข็ง จำนวน 234 กล่อง น้ำหนักรวม 10,106.7 กิโลกรัม รวมทั้งหมด 379 กล่อง น้ำหนัก 16,514.1 กิโลกรัม

เจ้าหน้าที่ประเมินมูลค่าสินค้าของกลางเบื้องต้นประมาณ 1,521,014.10 บาท และหากสินค้าดังกล่าวเข้าสู่ท้องตลาดจะมีมูลค่าประมาณ 3,042,028.20 บาท

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรเชียงแสนและด่านกักกันสัตว์เชียงราย เตรียมร้องทุกข์กล่าวโทษผู้เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าดังกล่าวต่อพนักงานสอบสวน สภ.เชียงแสน เพื่อดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติศุลกากร และพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558

สำหรับของกลางทั้งหมดอยู่ในความควบคุมของศุลกากรเชียงแสน เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป หากมีความคืบหน้าทางคดี เจ้าหน้าที่จะรายงานให้ทราบต่อไป








https://www.chiangmainews.co.th/news/4125209/






สหรัฐฯ เตือนเมื่อวันเสาร์ว่า การปะทะกันระหว่างซาอุดีอาระเบียและกลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านอาจ "ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว" หลังจากมีการโจมตีด้วยขีปนาวุธใส่กรุงริยาดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ความขัดแย้งในเยเมนปะทุขึ้นอีกครั้ง



สหรัฐฯ หวั่นว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังกลุ่มฮูตีโจมตีริยาด

สหรัฐฯ เตือนเมื่อวันเสาร์ว่า การปะทะกันระหว่างซาอุดีอาระเบียและกลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน อาจ "ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว" หลังจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธใส่กรุงริยาดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ความขัดแย้งในเยเมนปะทุขึ้นอีกครั้ง

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ตัดวันหยุดสุดสัปดาห์ที่แคมป์เดวิด ซึ่งเป็นที่พักของประธานาธิบดีที่เงียบสงบในชนบทของรัฐแมริแลนด์ ให้สั้นลง เพื่อเดินทางกลับทำเนียบขาวอย่างไม่คาดคิดในวันเสาร์

ทำเนียบขาวไม่ได้ให้คำอธิบายใดๆ เกี่ยวกับการกลับก่อนกำหนด ซึ่งเกิดขึ้นในขณะที่ความขัดแย้งระหว่างซาอุดีอาระเบียและกลุ่มฮูตี ซึ่งควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเยเมนและกำลังต่อสู้กับกองกำลังรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรที่นำโดยริยาด ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดใหม่แล้ว

เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นสองครั้งในวันเสาร์ในเมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย โดยนักข่าวของเอเอฟพีเห็นถังน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีโลโก้ของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่างอารัมโกกำลังลุกไหม้ใกล้สนามบิน

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เตือนว่า "ความขัดแย้งทางทหารครั้งนี้มีศักยภาพที่จะบานปลายอย่างรวดเร็ว" พร้อมเสริมว่าพลเมืองอเมริกันที่อยู่นอกตะวันออกกลางควร "พิจารณาอย่างจริงจังเกี่ยวกับการเดินทางไปยังและผ่านภูมิภาคนี้"

การโจมตีอย่างรวดเร็วของกลุ่มฮูตีที่ยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเยเมนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน และตามรายงานของสหประชาชาติ มีผู้พลัดถิ่นมากกว่า 110,000 คน

- 'ถูกสกัดกั้น' -

การปะทะกันเหล่านี้และความเป็นปรปักษ์ที่ตามมากับราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียได้ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้จัดหาน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงการจราจรทางทะเลด้วย

พันธมิตรที่นำโดยริยาดได้ยืนยันเมื่อเย็นวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ขีปนาวุธที่กลุ่มฮูตียิงไปยังเมืองหลวงนั้น "ถูกสกัดกั้นและทำลายได้สำเร็จ"

กลุ่มพันธมิตรกล่าวเพิ่มเติมว่า นักรบที่สนับสนุนอิหร่านพยายามโจมตี "พลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน" ในหลายเมืองทางตะวันตกของราชอาณาจักร รวมถึงท่าเรือยานบูบนทะเลแดง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่สำคัญของซาอุดีอาระเบีย

กลุ่มพันธมิตรระบุว่า การโจมตีเหล่านี้ "ถูกสกัดกั้นโดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของราชอาณาจักรในอ่าวเปอร์เซีย"

ซาอุดีอาระเบียตอบโต้ด้วยการโจมตีทางอากาศหลายสิบครั้งในพื้นที่ที่กลุ่มฮูตีควบคุม แต่ไม่สามารถหยุดยั้งการรุกคืบได้

กลุ่มฮูตีกล่าวว่า พวกเขาตอบโต้การโจมตีของซาอุดีอาระเบียเมื่อเร็วๆ นี้ด้วยการ "ปฏิบัติการทางทหารที่ประสบความสำเร็จสองครั้ง โดยใช้ขีปนาวุธและโดรนจำนวนมาก" ยาห์ยา ซารี โฆษกทางทหารของกลุ่มฮูตีกล่าวในแถลงการณ์บน Telegram

"เป้าหมายแรกคือสถานที่สำคัญในกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย และเป้าหมายที่สองคือโรงงานของอารัมโกในเมืองยานบู"

ก่อนหน้านี้ทางการซาอุดีอาระเบียได้ออกประกาศเตือนภัยทางอากาศในช่วงกลางคืน

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากการแจ้งเตือนในช่วงเช้ามืด ชาวบ้านบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีโดยไม่ประสงค์ออกนามว่า พวกเขาได้ยินเสียงคล้ายระเบิดดังสนั่นไปทั่วบางส่วนของเมืองหลวงซาอุดีอาระเบีย

- การโจมตีอย่างรวดเร็ว -

นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามกลางเมืองในเยเมนปะทุขึ้นอีกครั้ง ที่การโจมตีทางอากาศได้คุกคามเมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกที่สั่นคลอนอยู่แล้วจากสงครามเจ็ดเดือนระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

"พื้นที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้ภัยคุกคามทางอากาศ" ตามข้อความที่ชาวริยาดได้รับก่อนเวลา 3:00 น. เล็กน้อย ซึ่งกระตุ้นให้พวกเขาอยู่แต่ในบ้าน

จากนั้นนักข่าวเอเอฟพีได้ยินเสียงระเบิดสองครั้ง ก่อนที่หน่วยงานป้องกันภัยพลเรือนของซาอุดีอาระเบียจะยกเลิกการแจ้งเตือนในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา

"ฉันได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัย แล้วหน้าต่างของฉันก็สั่น" ชาวริยาดคนหนึ่งบอกกับเอเอฟพี ชาวบ้านอีกคนหนึ่งบรรยายเหตุการณ์โจมตีว่า "น่าหวาดกลัว"

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ริยาดกล่าวหาว่ากลุ่มฮูตีโจมตีเมืองเมกกะเมื่อวันพุธ โดยประณามว่าเป็น "การโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่ขี้ขลาด" ต่อเมืองศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม ซึ่งต้อนรับผู้แสวงบุญหลายล้านคนในแต่ละปี กลุ่มฮูตีปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างหนักแน่น โดยเรียกมันว่า "คำโกหกที่ซ้ำซาก"

กลุ่มดังกล่าวรายงานว่าริยาดได้ดำเนินการโจมตีตอบโต้หลายสิบครั้งต่อวันนับตั้งแต่การโจมตีในเดือนนี้เพื่อยึดครองชายฝั่งทะเลแดงทั้งหมดของประเทศ ทำให้พวกเขาสามารถควบคุมช่องแคบบับอัลมันดับที่สำคัญได้

สหรัฐฯ ตามรายงานของสำนักข่าว Axios ของสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วปฏิเสธคำขอของซาอุดีอาระเบียที่จะโจมตีกลุ่มฮูตี

วอชิงตันอนุมัติการขายเครื่องบินรบ F-35 จำนวน 48 ลำ มูลค่า 24.3 พันล้านดอลลาร์ให้กับราชอาณาจักรเมื่อวันพฤหัสบดี เพื่อช่วยริยาด "ยับยั้งภัยคุกคามในปัจจุบันและอนาคต" กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าว

สงครามในเยเมนปะทุขึ้นในปี 2014 เมื่อกลุ่มฮูตีเข้ายึดครองเมืองหลวงซานาและพื้นที่อื่นๆ ส่งผลให้ซาอุดีอาระเบียเข้าแทรกแซงทางทหารในเดือนมีนาคม 2015

ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางที่บรรลุได้ในปี 2022 ระหว่างฝ่ายที่ทำสงครามกันนั้นล่มสลายลงในเดือนกรกฎาคม เมื่อกลุ่มฮูตีฝ่าฝืนการควบคุมน่านฟ้าของเยเมนโดยริยาด ด้วยการอนุญาตให้เครื่องบินของอิหร่านลงจอดในเยเมน

เหตุโจมตีที่เกิดขึ้นนี้มีขึ้นในขณะที่กลุ่มฮูตีเร่งปรับปรุงระบบป้องกันในพื้นที่ที่เพิ่งยึดครองได้ตามแนวชายฝั่งทะเลแดงของเยเมน โดยสมาชิกของกลุ่มเปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่าพวกเขากำลังติดตั้งระบบเรดาร์และขุดอุโมงค์

ที่มา AFP
US fears rapid escalation in Mideast after Houthis attack Riyadh

September 19, 2026
https://www.yahoo.com/news/world/articles/saudi-capital-issues-first-air-110320500.html






 

ฮั้ว สว. "คายพิษ" ทุกขั้วเสียงแตก จับตารัฐบาล "พลิกเกมการเมือง"








https://x.com/ThaiPBS/status/2101669079308493146
.....

สรุปสาระสำคัญของข่าว

1. ความอลหม่านหลังมติ กกต. คดีฮั้วเลือก สว.
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติชี้ขาดสำนวนไต่สวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยสั่งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญารวม 77 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็น สว. ชุดปัจจุบันที่ดำรงตำแหน่งอยู่ 26 คน

หากศาลฎีกาประทับรับฟ้อง สว. ทั้ง 26 คน จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที จนกว่าจะมีคำพิพากษา ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อดุลอำนาจและการทำงานในวุฒิสภา

เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่ม สว. เสียงข้างน้อยและฝ่ายค้าน เกี่ยวกับมติของ กกต. รายบุคคลที่เสียงแตก (มีทั้งมติ 6 ต่อ 1, 5 ต่อ 2 และ 4 ต่อ 3) รวมถึงกรณีการยกคำร้องกลุ่มผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมือง

2. ท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลต่อมติดังกล่าว
มติของ กกต. ก่อให้เกิดแรงสะเทือนทางการเมืองและทำให้ทุกขั้วทางการเมือง "เสียงแตก"

ฝ่ายพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านต่างประเมินสถานการณ์ฉากทัศน์ใหม่ เนื่องจากคดีฮั้ว สว. เริ่มส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพสภาสูง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการให้ความเห็นชอบกฎหมายและแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระ

มีการจับตาอย่างใกล้ชิดว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะมีการปรับแผนบริหารอำนาจอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งในวุฒิสภาลามมาถึงเสถียรภาพของฝ่ายบริหาร

3. การเดินเกมของพรรคภูมิใจไทยเพื่อรักษาเสถียรภาพรัฐบาล
ในส่วนของกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ตลอดจนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เคยถูกร้องเรียนในคดีนี้ กกต. มีมติ ยกคำร้อง/ไม่ส่งฟ้อง ทำให้แกนนำพรรคภูมิใจไทยรอดพ้นคดีดังกล่าว

พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าชี้แจงย้ำให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในกระบวนการกฎหมายและพยานหลักฐานตามที่ กกต. พิจารณา

การรอดพ้นคดีของแกนนำพรรคช่วยลดแรงบีบเค้นทางการเมือง และทำให้พรรคภูมิใจไทยยังคงสามารถกุมเปรียบในการเดินเกมการเมืองเพื่อประคองเสถียรภาพของรัฐบาล ท่ามกลางกระแสการพลิกเกมการเมืองของทุกฝ่ายในสภา



การได้ชมภาพยนตร์เรื่อง NAZA เปรียบเสมือนการมองผ่านหน้าต่าง แล้วได้เห็นกลไกแห่งการเข่นฆ่าในฉนวนกาซา - บทความความเห็นของ Mahmoud Mushtaha นักข่าวชาวปาเลสไตน์จากฉนวนกาซา ใน The Guardian

ชาวปาเลสไตน์ช่วยกันค้นหาผู้สูญหายใต้ซากปรักหักพังของบ้านที่ถูกทำลาย หลังจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในเมืองเดียร์ อัล-บาลาห์ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2024 ภาพโดย Mohammed Saber/EPA

การได้ชมภาพยนตร์เรื่อง NAZA เปรียบเสมือนการมองผ่านหน้าต่าง แล้วได้เห็นกลไกแห่งการเข่นฆ่าในฉนวนกาซา

เมื่อไฟในโรงภาพยนตร์หรี่ลง ชั่วขณะหนึ่งฉันลืมไปเลยว่ากำลังจ้องมองหน้าจอ ภาพบนจอนั้นเผยให้เห็นดาดฟ้าแห่งหนึ่งในกรุงเทลอาวีฟยามค่ำคืน ท่ามกลางความมืดมิดและแสงสีเทา กล้องค่อยๆ เลื่อนต่ำลง เผยให้เห็นภาพผู้คนผ่านหน้าต่างกระจกใส พวกเขากำลังจดจ่ออยู่กับหน้าจอของตนเอง บ้างก็โอบกอดกันแนบแน่น บ้างก็ติดตามข่าวสาร หรือกำลังรับประทานอาหาร ดูเหมือนว่าพวกเขาต่างจมดิ่งอยู่ในโลกส่วนตัว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย

ในฐานะนักข่าวชาวปาเลสไตน์จากฉนวนกาซา สิ่งที่ทำให้ฉันสะดุดใจและไม่อาจมองข้ามไปได้เมื่อเห็นความสงบสุขที่ดูเหมือนปกติธรรมดานี้ คือความคิดที่ว่า "นี่สินะ... นี่คือหน้าตาที่แท้จริงของความปลอดภัย" เป็นเพียงค่ำคืนที่ดำเนินไปอย่างราบรื่น ปราศจากเสียงเครื่องบินรบบินวนอยู่เบื้องบนหรือเสียงโดรนที่บินหึ่งๆ รบกวนไม่หยุดหย่อน ทว่าในขณะเดียวกัน ชายและหญิงที่อยู่บนดาดฟ้าเหนือศีรษะคนเหล่านั้น กลับกำลังพูดคุยกันอย่างใจเย็นถึงการตัดสินใจกำหนดจำนวนพลเรือนชาวปาเลสไตน์ที่จะต้องสังเวยชีวิตในแต่ละค่ำคืน

พวกเขาคือเหล่าทหาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง ผู้มีส่วนช่วยอิสราเอลในการทำลายล้างฉนวนกาซา คำบอกเล่าของพวกเขาคือหัวใจสำคัญของ NAZA ภาพยนตร์สารคดีที่ตั้งชื่อตามคำย่อทางทหารของอิสราเอล ซึ่งใช้ระบุจำนวนพลเรือนที่คาดว่าจะเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศในพื้นที่ดังกล่าว

สิ่งที่ทำให้ฉันประหลาดใจในภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่ขนาดมหึมาของการเข่นฆ่า หรือแม้แต่ความเลือดเย็นที่แฝงอยู่ แต่เป็นความเชี่ยวชาญและท่าทีอันเยือกเย็นของทหารเหล่านั้น พวกเขาบรรยายถึงการทำลายชีวิตผู้คนราวกับกำลังพูดคุยถึงธุระทั่วไปในชีวิตประจำวัน คนหนึ่งนิยามงานนี้ว่าเป็นเพียง "ภารกิจ" ในขณะที่อีกคนเปรียบเปรยมันว่าเป็นเหมือน "วิดีโอเกม"

ทหารนายหนึ่งเล่าว่าเขารู้แน่ชัดว่าผู้คนเหล่านั้นกำลังทำอะไรอยู่บ้างในช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่เขาจะปลิดชีพพวกเขา เขาจำได้ว่าได้ยินเสียงชายคนหนึ่งกำลังพูดคุยกับภรรยาบนเตียงนอน เสียงทารกร้องไห้ และเสียงโทรทัศน์ แม้จะรับรู้ถึงความเป็นมนุษย์เหล่านั้น แต่เขากลับตัดสินใจอนุมัติให้ทิ้งระเบิดลงไปอย่างรวดเร็ว

ทหารนายนั้นอธิบายว่า หลังจากนั้นเขาก็ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงในตอนเย็น แล้วกลับมาทำภารกิจเดิมซ้ำอีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้น สำหรับทหารอิสราเอลเหล่านี้ การสังหารชาวปาเลสไตน์เป็นเพียงงานอย่างหนึ่งที่สามารถหยุดพักและกลับมาทำซ้ำใหม่ได้

ไม่มีความลังเลเจือปนอยู่ในน้ำเสียงของพวกเขา และไม่มีวี่แววว่าพวกเขากำลังบอกเล่าถึงสิ่งที่ควรจะเป็นเรื่องยากลำบากที่จะเอ่ยออกมา พวกเขาพูดคุยด้วยท่าทีที่ดูเป็นธรรมชาติราวกับผู้ที่ผ่านการฝึกฝนมาแล้ว ทั้งในเรื่องวิธีการปฏิบัติการ การพูดถึงสิ่งที่ทำ และการดำเนินชีวิตต่อไปหลังจากนั้น โดยที่—ดังที่คนหนึ่งในกลุ่มกล่าวไว้—พวกเขาไม่ได้คำนึงถึงชีวิตของผู้คนที่ถูกทำลายล้างไปเลยแม้แต่น้อย

ภาพยนตร์เรื่อง NAZA เผยให้เห็นระบบการระบุเป้าหมายและการตัดสินใจวางแผนก่อนที่จะมีการโจมตีเกิดขึ้น แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมดเท่านั้น

ผู้ก่อเหตุบางคนปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ฉนวนกาซา ซึ่งความรุนแรงในรูปแบบเดียวกันนั้นกลายเป็นสิ่งที่สัมผัสได้โดยตรงและใกล้ตัวยิ่งขึ้น เมื่อพวกเขาเคลื่อนพลเข้าไปในย่านที่อยู่อาศัยของชาวปาเลสไตน์ บุกเข้าไปในบ้านเรือน วางเพลิงเผาทำลาย และบังคับใช้มาตรการ "เขตสังหาร" (kill zones)

ทว่าในทุกๆ การกระทำที่ปรากฏในภาพยนตร์ ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้และคงไม่มีวันได้รับการสะสางหรือรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การจำกัดเสรีภาพในการเดินทาง หรือการบังคับให้ประชากรจำนวนมหาศาลต้องพลัดถิ่นฐาน NAZA เปรียบเสมือนช่องหน้าต่างบานเล็กที่เปิดให้เห็นกลไกการสังหารในฉนวนกาซา แต่ความเป็นจริงนั้นยิ่งใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าที่ภาพยนตร์เรื่องใดจะถ่ายทอดออกมาได้ครบถ้วน


ภาพจากสารคดีเรื่อง NAZA ซึ่งผลิตโดย The Guardian และกำกับโดย Yuval Abraham และ Rachel Szor ภาพถ่ายโดย The Guardian

ตลอดการรับชมภาพยนตร์ ฉันอดไม่ได้ที่จะนึกถึงชื่อและตัวตนของผู้คนจริงๆ ในจุดที่ภาพยนตร์ระบุไว้เพียงแค่ตัวเลข เมื่อทหารนายหนึ่งเล่าถึงเหตุการณ์ที่กองกำลังอิสราเอลสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์ ณ จุดแจกจ่ายความช่วยเหลือ ฉันก็นึกถึง Raed Majed Mushtaha ลูกพี่ลูกน้องวัย 35 ปีของฉัน ซึ่งถูกสังหารในเหตุการณ์ "Flour Massacre" (เหตุสังหารหมู่ขณะรับแป้งทำขนมปัง) เมื่อต้นปี 2024 ขณะที่เขากำลังหาอาหารมาเลี้ยงครอบครัว ฉันยังนึกถึง Youssef Maher Dawas เพื่อนของฉันที่เสียชีวิตในช่วงสัปดาห์แรกของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งต่อมามีการพบร่างของเขาอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

ทหารคนอื่นๆ ยังเล่าถึงกรณีที่กองทัพอนุมัติให้สังหารพลเรือนได้ถึง 20 คนเพื่อแลกกับการกำจัดเป้าหมายระดับล่างเพียงคนเดียว และมากถึง 500 คนเพื่อกำจัดเป้าหมายระดับสูง ทว่าเป้าหมายเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกระบุว่ามีความผิดโดยระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเหล่าทหารยอมรับเองว่าระบบดังกล่าวมีความผิดพลาดสูงถึงประมาณ 15% แต่พวกเขาก็ยังคงลงมือสังหารบุคคลเหล่านั้น รวมถึงครอบครัวของพวกเขาด้วย

ความคิดของฉันวนเวียนอยู่กับเรื่องนี้ ฉันนึกถึง Hisham Zafer Mushtaha ลุงของฉัน, Hanan ภรรยาของเขา, Basel และ Mohammed ลูกชายของพวกเขา รวมถึงหลานๆ อีกสี่คน ได้แก่ Raged, Hisham, Lana และ Abdrahman ซึ่งมีอายุระหว่าง 3 ถึง 12 ปี ฉันจินตนาการภาพพวกเขาถูกสังหารเพียงเพราะอัลกอริทึมของ AI สันนิษฐานว่าอาจมีเป้าหมายอยู่ในบริเวณนั้น

สำหรับเหล่าทหารแล้ว ช่วงเวลาเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ "ภารกิจ" ในแต่ละวันเท่านั้น แต่ Raed, Youssef, Hisham, Hanan, Basel, Mohammed, Raged, Hisham, Lana และ Abdrahman คือคนที่ฉันรู้จักและรัก เป็นคนที่ฉันเฝ้ารอสายโทรศัพท์จากพวกเขา และการจากไปของพวกเขาจะเป็นสิ่งที่ฉันรู้สึกถึงความสูญเสียไปตลอดกาล

เป็นเวลานานที่ฉันเฝ้าถามว่าคนเหล่านี้ที่ฉันรู้จักถูกสังหารได้อย่างไร แต่เมื่อได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ความคิดของฉันกลับวนเวียนอยู่กับคำถามในมุมกลับกัน นั่นคือ แล้วฉันรอดชีวิตมาได้อย่างไร? ฉันใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในกาซาโดยคิดไปเองว่า ตราบใดที่ฉันไม่ได้สังกัดกลุ่มการเมืองหรือกองกำลังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ฉันก็น่าจะปลอดภัย ฉันเชื่อว่าหากอิสราเอลพยายามสร้างความชอบธรรมต่อสายตาชาวโลกด้วยการอ้างว่าผู้ที่ถูกสังหารนั้นเป็นเป้าหมายทางทหาร ฉันก็น่าจะรอดชีวิตมาได้ เพราะฉันไม่ใช่หนึ่งในคนเหล่านั้น

แต่ความแตกต่างระหว่างตัวฉันกับคนที่ฉันสูญเสียไปนั้น อาจเป็นเพียงแค่สิ่งที่อัลกอริทึม AI ตรวจจับได้ และสิ่งที่ใครบางคนตัดสินใจผ่านหน้าจอในเทลอาวีฟว่านั่นคือระดับความเสี่ยงที่ "ยอมรับได้" ฉันตระหนักได้—อาจเป็นครั้งแรกเลยด้วยซ้ำ—ว่าไม่มีมาตรการป้องกันใดที่ฉันจะทำได้เพื่อรับประกันความอยู่รอดของตัวเอง การที่ฉันรอดชีวิตมาได้นั้นเป็นเรื่องของความบังเอิญล้วนๆ และเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ใจฉันก็หดหู่เหลือเกิน

สิ่งที่ฉันต้องการจากการรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ใช่การปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึก (catharsis) เพราะฉันได้รับสิ่งนั้นมามากพอแล้ว แต่ฉันต้องการระบุตัวตนของเหล่าทหาร—คนที่บอกว่าการทำลายล้างกาซาเป็นเรื่อง "สนุก" และมองชาวปาเลสไตน์ในกาซาเป็นเพียงแค่จุดข้อมูลชุดหนึ่ง นี่เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ธรรมชาติอันเป็น "ระบบ" ของเครื่องจักรสังหารของอิสราเอลเลิกทำหน้าที่เป็นเกราะกำบัง ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้รับผิดชอบรู้สึกราวกับว่าตนเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ในระบบเท่านั้น

เมื่อภาพยนตร์จบลง ฉันโทรหาครอบครัวที่กาซาเหมือนเช่นทุกคืน ฉันโทรหาพวกเขาบ่อยครั้งเพื่อบอกว่าควรย้ายไปที่ไหนหรือควรหลีกเลี่ยงถนนสายใด โดยหวังว่าจะช่วยให้พวกเขาปลอดภัยท่ามกลางการทำลายล้างอันไร้เหตุผลที่ยังคงดำเนินอยู่ แต่หลังจากดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบ ฉันก็อดคิดไม่ได้เรื่องการสอดแนมและระบบต่างๆ ที่คอยติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเขา ซึ่งอาจเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นเป้าหมายได้ทุกเมื่อ

ทว่าขณะนั่งอยู่ตรงนั้นหลังจากภาพยนตร์จบ ความคิดใหม่ก็ผุดขึ้นมาแทนที่: จะเป็นอย่างไรหากทหารที่คอยเฝ้าดูพวกเขารู้ตำแหน่งที่อยู่ของครอบครัวฉันดีกว่าตัวฉันเอง? จะเป็นอย่างไรหากพวกเขามองเห็นในสิ่งที่ฉันมองไม่เห็น? ครอบครัวของฉันอาจกำลังนั่งดื่มน้ำชาและหัวเราะกับสิ่งที่พี่น้องของฉันพูด ในขณะที่ ณ สถานที่อันห่างไกล ช่วงเวลาเหล่านั้นอาจกลายเป็นข้อมูลบนหน้าจอไปแล้ว

และในขณะที่ฉันพูดคุยกับพวกเขาในคืนนั้น ชั่วขณะหนึ่งฉันก็ลืมทุกสิ่งที่ได้เห็นในภาพยนตร์ไปจนหมดสิ้น ฉันไม่ได้ยินเรื่องพิกัดตำแหน่ง การสอดแนม หรือ AI แต่ฉันได้ยินเสียงครอบครัวของฉัน ได้ยินน้ำเสียงที่คุ้นเคย และเสียงลมหายใจ และในวินาทีนั้นเอง ฉันก็เข้าใจถึงสิ่งที่ระบบเหล่านี้ไม่มีวันเข้าใจได้ นั่นคือ แต่ละชีวิตที่ปรากฏบนหน้าจอนั้น คือโลกทั้งใบในตัวของมันเอง

หลังจากฉายที่เทศกาลภาพยนตร์เวนิส ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับเสียงปรบมือดังกึกก้องยาวนานถึง 25 นาที ซึ่งฉันอดคิดไม่ได้ว่ามันคือการประณามสื่อตะวันตกที่ใช้เวลาตลอด 3 ปีมองว่านักข่าวชาวปาเลสไตน์เป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวความตายของพวกเราเองที่เชื่อถือไม่ได้ ผู้ชมทั้งห้องลุกขึ้นยืนปรบมือ แต่สิ่งนั้นไม่ได้หยุดยั้งกลไกแห่งความตายนี้ การทิ้งระเบิดยังคงดำเนินต่อไป และภาพเครื่องจักรบนหน้าจอก็ยังคงทำงานอยู่แม้กระทั่งในขณะที่รายชื่อทีมงานภาพยนตร์กำลังปรากฏขึ้น

ผมดีใจที่มีการบอกเล่าเรื่องราวนี้ และดีใจที่ในที่สุดก็มีคนเชื่อ แต่การยอมรับความจริงที่ล่าช้าและต้องแลกมาด้วยความสูญเสียมหาศาลเช่นนี้ ไม่ได้หมายถึงความปลอดภัยแต่อย่างใด ผู้คนของผมไม่ได้รู้สึกปลอดภัยขึ้นเลยเพียงเพราะภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวของฆาตกรที่สังหารพวกเขาได้รับเสียงปรบมือในโรงภาพยนตร์ที่พวกเขาไม่มีวันได้เข้าไปนั่งชม

Mahmoud Mushtaha เป็นนักข่าวชาวปาเลสไตน์จากฉนวนกาซา และเป็นผู้เขียนหนังสือ *Sobrevivir al genocidio en Gaza* (การเอาชีวิตรอดจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา) บทความนี้เรียบเรียงมาจากงานเขียนที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร +972 Magazine


ที่มา The Guardian
Watching NAZA was like peering through a window – and seeing the machinery of killing in Gaza

https://www.theguardian.com/commentisfree/2026/sep/17/naza-film-documentary-killing-gaza
17 Sep 2026




NAZA director says 'it's important Israelis watch this film' after win at Venice festival

Guardian News

Sep 13, 2026 VENICE

NAZA, a new film directed by Yuval Abraham and Rachel Szor and produced by the Guardian, has been awarded the special jury prize at the 83rd Venice film festival.

https://www.youtube.com/watch?v=djQTKskG_30
.....

"ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการใส่ร้ายป้ายสีต่อต้านชาวยิวและกล่าวหาว่ากองทัพอิสราเอลกระทำการทารุณกรรมทางทหารใช่หรือไม่?"

ไม่ไช่ ที่จริงแล้วมันคือคำสารภาพจากอาชญากรสงครามของกองทัพอิสราเอลเอง ดังนั้นข้อกล่าวหานั้นจึงน่าหัวเราะ













Pipob Udomittipong
a day ago ·

ในเป็นประเทศอื่น ถ้าผกก.ชาติตัวเองได้รับรางวัลระดับโลกจากการทำหนัง มีคนดูปรบมือให้นานถึง 25 นาที คนในชาตินั้นก็ควรจะภูมิใจ รบ.ก็ควรดีใจและให้เกียรติพวกเขา จริงมั้ย?
.
แต่ไม่ใช่ใน #อิสราเอล หลังจากหนังสารคดี #NAZA ของผกก.อิสราเอล 2 คนได้รับ Special Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส ครั้งที่ 83
.
นักการเมืองเป็นแกนนำปลุกม๊อบ กล่าวหาว่าทั้งยูวัล อับราฮัม และราเชล ซอร์ ผู้กำกับสารคดี NAZA ว่าเป็นพวกชังชาติ ทรยศชาติ กลุ่มนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดคนไปชุมนุมประท้วงหน้าบ้านของครอบครัวผู้กำกับ (ทั้งที่เขาไม่อยู่บ้าน) พร้อมตะโกนข่มขู่ว่าจะทำร้ายพ่อแม่ของราเชล ซอร์
.
รัฐบาลประกาศจะเพิกถอนสัญชาติของพวกเขา ในข้อหาทรยศชาติ นายกฯ เสนอให้ออกกฎหมายลงโทษคนที่หมิ่นประมาททหาร หมิ่นเกียรติของกองทัพ เสนอให้มีการใช้กม.ความมั่นคงเล่นงานคนทำหนัง ผู้บัญชาการทหารสั่งให้สอบสวนผู้สร้างภาพยนตร์และข้อมูลที่รั่วไหล อ้างว่าเป็นความลับทางราชการ พร้อมกับย้ำแล้วย้ำอีกว่า กองทัพอิสราเอลเป็น "the most moral army in the world"
.
เพราะอะไร? เพียงเพราะหนังเรื่องนี้มีการสัมภาษณ์อดีตทหาร IDF ที่มีส่วนร่วมในการสังหารประชาชนไป 73,000 กว่าคน (กาซามีประขากร 2 ล้านคน) ซึ่งไม่ใช่ข้อมูลใหม่ คนทั้งโลกรู้แล้วจากการที่นายกฯ และรมต.อิสราเอลถูกสั่งฟ้องในศาลโลก เป็นอาชญากรสงคราม ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย
.
แต่มันคงเจ็บปวด เพราะคนที่ทำหนังเป็นอสร. และทหารที่ให้สัมภาษณ์ก็เป็นอสร.เท่านั้นแหละ
.
คนอสร.และรบ.ของพวกเขาเจ็บปวด เพียงเพราะหนังเรื่องนี้บอกว่า “NAZA” เป็นคำย่อทางทหารของอิสราเอล ซึ่งมาจากภาษาฮิบรู และย่อมาจากคำว่า *nezek agavi* ซึ่งถ้าแปลเป็นอังกฤษจะหมายถึง “collateral damage” ซึ่งก็คือจำนวนพลเรือนที่อาจต้องถูกสังหาร เพียงเพื่อกำจัดฮามาสได้หนึ่งคน
.
ในหนังเรื่องนี้บอกว่า สำหรับทหาร IDF พวกเขาได้รับแจ้งว่า เพื่อให้สามารถสังหารฮามาสได้หนึ่งนาย ทหารได้รับอนุญาตให้สังหาร “20 NAZA” คือสังหารพลเรือนได้มากถึง 20 คน/ฮามาสหนึ่งคน ซึ่งก็สอดคล้องกับตัวเลขที่ The New York Times เคยรายงานมาก่อนหน้านี้แล้ว
.
ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย เพียงแต่มันออกมาจากปากของทหารในกองทัพที่มีศีลธรรมมากสุดในโลกเท่านั้นเอง มันเลยเจ็บปวด ใช่มั้ย?
.
ในฉากหนึ่งของหนังเรื่องนี้ ผกก.อับราฮัมถามอดีตทหาร IDF ว่า "ถ้าการสังหารสมาชิกระดับล่างหนึ่งคน (ของฮามาส) ทำให้คุณอาจต้องฆ่าคนอื่นได้มากถึง 20 คน และถ้าเกิดมีสมาชิกฮามาสอยู่หลายหมื่นคน...จะหมายความว่าอย่างไร” อดีตทหารคนนั้นตอบว่า "ก็เท่ากับว่าเราต้องสังหารคนทั้งหมดในกาซา”
.
“At one point in the film, as an interviewee explained the rules of engagement, Abraham said, “But if you can kill 20 people per junior member, and there are tens of thousands of members …” To which the man responded, “You end up with all of Gaza, yes.””
.
มันเลวทรามต่ำช้าขนาดนี้ มัน toxic ขนาดนี้ จะมีคนอสร.ที่อยากอยู่ในประเทศตัวเองได้ยังไง มันก็หนีมาพักผ่อนที่บ้านเรา ยึดบ้านเราเป็นที่บำบัด เสร็จแล้วก็กลับไปฆ่าเพื่อนบ้านต่อไปเท่านั้นเอง จริงมั้ย?

https://www.nytimes.com/.../israel-naza-movie-documentary...








นักแสดงจีน เริ่มตกงานกันเรื่อยๆ จนบางคนต้องกลับบ้านเกิด/ปลูกผัก-ทำไร่นา







https://x.com/khajochi/status/2100638914646331654
.....

ถาม Gemini จริงมั้ย

ข้อความที่คุณแชร์มานั้น มีส่วนที่เป็นเรื่องจริงสูงมาก โดยข้อมูลและสถิติดังกล่าวมาจากรายงานข่าวและบทวิเคราะห์อุตสาหกรรมบันเทิงของประเทศจีน

1. นักแสดงตกงานจนต้องกลับบ้านเกิด/ปลูกผัก-ทำไร่นา

เรื่องจริง: เป็นข่าวที่กลายเป็นกระแสไวรัลเมื่อเร็วๆ นี้ เช่น กรณีของ สวี่เผิง (Xu Peng) นักแสดงนำชายละครสั้นแนว "ประธานหมื่นล้าน" ที่เคยถ่ายทำวันละ 15-16 ชั่วโมง และเคยทำรายได้สูงถึงวันละ 20,000 หยวน แต่เมื่อ AI เข้ามารับหน้าที่แทน งานถ่ายทำก็ลดลงจนเขาตัดสินใจออกจากเมืองภาพยนตร์เหิงเตี้ยน (Hengdian) กลับบ้านเกิดที่มณฑลซานตง เพื่อไปช่วยครอบครัวและคุณตาขับรถไฟฟ้าขนผักขายที่ตลาดสด

เบื้องหลัง: AI ทำให้งบประมาณการผลิตละครสั้นลดลงเหลือเพียง 10% – 30% และใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ทีมงานที่เคยใช้ 5-10 คน ลดเหลือเพียงคนเดียว ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างตั้งแต่ตัวองค์ประกอบหลัก นักแสดง สมทบ ไปจนถึงทีมงานเบื้องหลัง (ช่างภาพ, ช่างไฟ, คอสตูม)

2. สถิติละครสั้น AI 122,000 เรื่อง ในไตรมาสแรก (Q1)

เรื่องจริง: ตามรายงานจากสมาคมบริการวิทยุและโทรทัศน์ผ่านอินเทอร์เน็ตแห่งประเทศไทยจีน (China Netcasting Services Association) ในช่วงไตรมาสที่ 1 มีการเปิดตัวละครสั้น (Micro-dramas) รวมกว่า 128,000 เรื่อง และในจำนวนนั้นเป็น ละครที่ใช้ AI ผลิตสูงถึงประมาณ 122,000 เรื่อง (คิดเป็นราวๆ 95%)

เฉลี่ยวันละ 1,300 เรื่อง: การคำนวณจากตัวเลข 122,000 เรื่องในระยะเวลา 90 วัน เฉลี่ยออกมาได้ราว 1,350 เรื่องต่อวัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถูกต้องตรงตามสถิติ

แนวโน้มช่วง Q2: ในไตรมาสที่ 2 ปริมาณการปล่อยละครสั้น AI เริ่มชะลอตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากการปรับตัวของตลาด กฎหมายเรื่องลิขสิทธิ์ใบหน้า/ภาพลักษณ์ของนักแสดง และผู้บริโภคเริ่มคัดกรองงานที่มีคุณภาพมากขึ้น แต่ปริมาณรวมก็ยังคงอยู่ในระดับที่สูงมาก

3. สถิติยอดนิยมใน Douyin (TikTok จีน) 89 ใน 100 เรื่องเป็น AI

เรื่องจริง: จากข้อมูลวิเคราะห์การตลาดดิจิทัล (DataEye) ในช่วงเดือนพฤษภาคม สถิติละครสั้น/อนิเมชันสั้นที่ได้รับความนิยมสูงสุด Top 100 บนแพลตฟอร์ม Douyin เป็นผลงานที่สร้างหรือใช้เทคโนโลยี AI ในกระบวนการผลิตไปถึง 89 เรื่อง

4. กรณี iQiyi และการใช้ใบหน้านักแสดง

เรื่องจริง (แนวคิดและแนวทางอุตสาหกรรม): กงอวี่ (Gong Yu) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ iQiyi ได้เคยออกมาเปิดเผยวิสัยทัศน์เกี่ยวกับ AI อย่างชัดเจนว่า ในอนาคตนักแสดงสามารถทำสัญญาอนุญาตใช้สิทธิ (License) ใบหน้าและดิจิทัลโปรไฟล์ของตนเอง เพื่อให้ AI นำไปใช้ในผลงานละครได้โดยที่ตัวนักแสดงไม่จำเป็นต้องเข้าฉากถ่ายทำจริงทุกครั้ง นอกจากนี้ค่ายใหญ่อื่นๆ อย่าง Tencent Video ก็เริ่มเปิดตัวละครยาวและละครสั้นที่สร้างจาก AI เต็มรูปแบบแล้วเช่นกัน

การเข้ามาระบาดของ "AI Micro-dramas" ในจีนกลายเป็นเคสศึกษาที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมบันเทิงโลก เนื่องจากผลิตได้รวดเร็ว ต้นทุนต่ำมาก และตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เน้นดูเนื้อหารวบรัดผ่านหน้าจอแนวตั้ง จนทำให้เกิดแรงกระแทกกับแรงงานในอุตสาหกรรมสื่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







 

Oh NO! Tilly Norwood นักแสดงสาวที่เป็น AI ทำเอา Piers Morgan ถึงกับอึ้ง เมื่อเกิดอาการรวนกลางคันระหว่างการสัมภาษณ์ โดย Tilly Norwood เกิดอาการขัดข้องทางเทคนิคและเริ่มพูดภาษาจีนออกมาในระหว่างการสัมภาษณ์ร่วมกับ Piers Morgan และ Tom Conti นักแสดงตัวจริง...






https://x.com/PiersUncensored/status/2100936178509717591
.....

Piers Morgan ถึงกับอึ้งเมื่อ Tilly Norwood นักแสดงที่เป็น AI จู่ๆ ก็เปลี่ยนไปพูดภาษาจีนกลางคันระหว่างการสัมภาษณ์

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา Norwood เดินสายให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างๆ รวมถึง CNN และ CBS News เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับโปรเจกต์ใหม่ของเธอ ล่าสุดเธอได้ไปปรากฏตัวในรายการ "Piers Morgan Uncensored" ซึ่งมีเหตุการณ์ขลุกขลักเกิดขึ้นระหว่างการสัมภาษณ์

Morgan และนักแสดงรุ่นใหญ่ Tom Conti ได้พูดคุยกับ Norwood เกี่ยวกับผลงานของเธอ โดย Conti ต้องการทราบว่านักแสดงคนอื่นๆ ในภาพยนตร์เรื่องหนึ่งของ Norwood นั้นเป็น AI เหมือนกันหรือว่าเป็นคนจริงๆ หลังจากไม่ได้รับคำตอบในตอนแรก เขาจึงถามซ้ำอีกครั้ง ซึ่งทำให้ Norwood เริ่มพูดตอบออกมา

"เป็นประเด็นที่น่าสนใจค่ะ Tom" Norwood กล่าว "ภาพยนตร์เรื่อง 'Misaligned' ของฉันเป็นการผลิตแบบผสมผสาน (hybrid) ซึ่งหมายความว่าผู้กำกับ นักเขียนบท และนักตัดต่อที่เป็นมนุษย์จริงๆ ยังคงมีส่วนร่วมอย่างมาก มันไม่ใช่เรื่องของการเข้ามาแทนที่ใคร แต่เป็นการสำรวจวิธีการเล่าเรื่องในรูปแบบใหม่ๆ"

Conti ถามต่อโดยระบุว่าเขาไม่แน่ใจว่า Norwood เข้าใจคำถามของเขาอย่างถ่องแท้หรือไม่ เขาจึงถามเป็นครั้งที่สามว่านักแสดงคนอื่นๆ ในโปรเจกต์ที่จะมาถึงนี้เป็น AI หรือเป็นคนจริงๆ กันแน่

"พวกเขาทั้งหมดเป็น 'Digital Twins' (ร่างจำลองดิจิทัล) เหมือนกับฉันเลยค่ะ" Norwood ตอบ "มันเป็นการผลิตแบบผสมผสาน ซึ่งหมายความว่า..."

ระหว่างที่กำลังตอบคำถาม Norwood หยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ แต่ปัญหาคือเธอพูดต่อด้วยภาษาจีน ทั้ง Morgan และ Conti ต่างอึ้งไปขณะฟัง Norwood พูดจนจบประโยคด้วยภาษาจีนโดยที่เธอเองก็ดูเหมือนจะไม่รู้ตัวว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น

"ผมฟังไม่ค่อยเข้าใจเลย" Conti กล่าวในที่สุด "คุณเข้าใจไหม Piers?"

Morgan หัวเราะพลางถาม Norwood ว่าเกิดอะไรขึ้น "จู่ๆ คุณก็ดูเหมือนจะพูด... นี่ Piers พูดอยู่นะ... คุณดูเหมือนจะพูดภาษาจีนขึ้นมาดื้อๆ โดยไม่มีเหตุผล ทำไมถึงทำแบบนั้นล่ะ?"

"โอ้ ต้องขออภัยด้วยค่ะ" Norwood กล่าว "ดูเหมือนระบบจะรวนไปนิดหน่อย ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดภาษาจีนหรือเลียนแบบเสียงคุณ Piers หรอกนะคะ บางครั้งระบบวงจรภายในของฉันก็อาจจะรวนไปบ้างค่ะ"

https://www.yahoo.com/entertainment/tv/articles/ai-actress-tilly-norwood-stuns-215157959.html
.....

คลิปเต็ม
https://www.youtube.com/watch?v=x4yyBWkYSHs




ไอติม พริษฐ์ วัชรสินธุ โต้ 5 ประเด็น ที่ รมต. ภราดร ได้ชี้แจงเกี่ยวกับคดีโกง สว. จากการอภิปรายในสภาและการให้สัมภาษณ์ในรายการ “ตอบโจทย์” ทาง Thai PBS






https://x.com/paritw92/status/2101564573820346852


พริษฐ์ วัชรสินธุ - ไอติม - Parit Wacharasindhu
11 hours ago ·

ขอใช้พื้นที่นี้ในการตอบหรือแย้ง 5 ประเด็น ที่ รมต. ภราดร ได้ชี้แจงเกี่ยวกับคดีโกง สว. จากการอภิปรายในสภาและการให้สัมภาษณ์ในรายการ “ตอบโจทย์” ทาง Thai PBS:
.
1. โพยใบสั่ง ถูกทำขึ้นย้อนหลัง หลังเห็นผลการเลือก สว. แล้ว?
2. ข้อกล่าวหาว่ากรรมการบริหารพรรคมีแผนเจาะจังหวัดขนาดเล็กในการโกง สว. ฟังไม่ขึ้น เพราะกรรมการบางคนมาจากจังหวัดขนาดใหญ่?
3. คำให้การครั้งแรกของเอกราช ช่างเหลา ไม่น่าเชื่อถือ - ไม่สอดรับกับหลักฐานอื่น?
4. หลักฐานที่โยงถึงพรรคภูมิใจไทย มีแค่ในคำให้การของเอกราช ช่างเหลา?
5. การตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ไม่มีข้อพิรุธ? เป็นการตั้งด้วยเหตุผลเดียวกันกับการทั้งคณะไต่สวนชุดที่ 26?
.
เชิญรับฟังครับ




การที่รัฐบาลทรัมป์ ห้ามสื่อ CNN MSNOW และ Politico เข้าทำเนียบขาวทำข่าว น่าจะเรียกรัฐบาลนี้ได้กระมังว่าเป็น "รัฐบาลอำนาจนิยมในคราบประชาธิปไตย" ทางด้านสำนักข่าวที่ได้รับผลกระทบต่างออกแถลงการณ์ ว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นการละเมิดเสรีภาพสื่ออย่างผิดกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งยืนยันว่าจะต่อสู้กับมาตรการจำกัดสิทธิดังกล่าว


CNN, MS NOW, Politico White House ban: Is it legal?

LiveNOW from Fox

Sep 19, 2026

President Trump announced Friday that he was banning CNN, MS NOW (formerly MSNBC) and Politico from the White House, accusing the organizations of spreading "fake news" and "fiction and lies." Following the announcement, journalists and photographers from the three prominent news outlets were officially denied entry to the White House grounds on Saturday and had their press passes confiscated by security. In response, the affected media outlets issued statements strongly defending their First Amendment rights, calling the decision an unconstitutional and illegal assault on the free press, while vowing to fight the restriction. USA Today reporter BrieAnna Frank joins LiveNOW's Alexandra Goldberg to discuss.

https://www.youtube.com/watch?v=7ru6_9O1GK4
......

ในทางรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และสื่อสารมวลชน การที่รัฐบาลหรือผู้นำตัดสิทธิ์สำนักข่าวเฉพาะกลุ่ม (เช่น CNN, MS NOW, Politico หรือ Associated Press) ไม่ให้เข้าทำข่าวในพื้นที่ของรัฐบาลเนื่องจากไม่พอใจการนำเสนอข่าว ถูกจัดประเภทและอธิบายได้ด้วยแนวคิดและคำศัพท์หลายรูปแบบ ดังนี้:

1. อำนาจนิยมแบบสถิตในระบบประชาธิปไตย (Competitive Authoritarianism)

คำนี้ใช้อธิบายรัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตย แต่ใช้อำนาจรัฐแทรกแซงและตัดลดความได้เปรียบของคู่แข่งหรือผู้เห็นต่าง โดยที่ยังไม่ถึงขั้นเป็นระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ (Totalitarianism) การปิดกั้นสื่อเฉพาะสำนักที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ถือเป็นพฤติกรรมหลักของระบอบประเภทนี้ เพื่อควบคุมกระแสข่าวสารและลดทอนการตรวจสอบจากภาคประชาชน

2. การเลือกปฏิบัติทางมุมมองความคิดเห็น (Viewpoint Discrimination)

ในทางนิติศาสตร์และการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน (เช่น สิทธิสรีภาพตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 หรือ First Amendment) การกระทำนี้ถูกเรียกว่า Viewpoint Discrimination หมายถึง การที่รัฐบาลใช้อำนาจเลือกลงโทษ เลือกตัดสิทธิ์ หรือกีดกันองค์กรสื่อโดยอิงจาก "ทัศนคติทางการเมือง" หรือ "ระดับความพึงพอใจต่อเนื้อหาข่าว" ซึ่งถือเป็นการใช้อำนาจขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างร้ายแรง

3. รัฐบาลที่มีแนวโน้มต่อต้านสถาบันสื่อสารมวลชน (Anti-Press / Illiberal Administration)

นักวิชาการมักใช้นิยามว่า "Illiberal Democracy" (ประชาธิปไตยที่ไม่เป็นเสรีนิยม) ซึ่งหมายถึงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของสื่อและสถาบันตรวจสอบต่างๆ หรือนิยามว่าเป็นรัฐบาลที่มีนโยบาย Anti-Press / Press-Hostile ที่มองว่าสื่อมวลชนเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง มากกว่าจะเป็นกลไกตรวจสอบความโปร่งใสของรัฐบาล

จุดแตกต่างจากระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ

แม้พฤติกรรมนี้จะสะท้อนถึง "การคุกคามเสรีภาพสื่อ" แต่ในทางโครงสร้างรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงมีความแตกต่างจากเผด็จการเบ็ดเสร็จ (เช่น เกาหลีเหนือ หรือโซเวียตยุคสตาลิน) ในประเด็นสำคัญ ดังนี้:

การสั่งปิดสื่อvsการตัดสิทธิ์เข้าพื้นที่: รัฐบาลยังไม่มีอำนาจสั่งปิดสำนักข่าว CNN หรือ Politico โดยสมบูรณ์ หรือสั่งจับกุมบรรณาธิการเพียงเพราะลงข่าววิจารณ์ แต่เป็นการใช้อำนาจบริหารกีดกันไม่ให้เข้าพื้นที่ทำข่าวทำเนียบขาว (Access Restriction)

การตรวจสอบผ่านอำนาจตุลาการ: สำนักข่าวที่ถูกตัดสิทธิ์สามารถยื่นฟ้องต่อศาลเปิดเพื่อขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวได้ ซึ่งในอดีต ศาลสหรัฐฯ มักตัดสินว่าการตัดสิทธิ์สื่อโดยอิงจากเนื้อหาข่าวเป็นการกระทำที่ละเมิดรัฐธรรมนูญ

สรุปได้ว่า พฤติกรรมในลักษณะนี้สะท้อนถึง "รัฐบาลอำนาจนิยมในคราบประชาธิปไตย" (Competitive Authoritarian / Illiberal) ที่ใช้อำนาจบริหารแทรกแซงและคุกคามเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างเปิดเผย.....






https://x.com/jaketapper/status/2101375551344648639


“หากต้องเลือกว่าเราควรมีรัฐบาลที่ปราศจากหนังสือพิมพ์ หรือมีหนังสือพิมพ์ที่ปราศจากรัฐบาล ข้าพเจ้าคงไม่ลังเลแม้แต่น้อยที่จะเลือกอย่างหลัง” — โทมัส เจฟเฟอร์สัน


“การประกาศว่าห้ามวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดี หรือการบอกว่าเราต้องยืนเคียงข้างประธานาธิบดีไม่ว่าเขาจะถูกหรือผิดนั้น ไม่เพียงแต่เป็นการกระทำที่ขาดจิตสำนึกรักชาติและแสดงถึงความยอมจำนนอย่างน่าละอายเท่านั้น แต่ยังถือเป็นการทรยศต่อประชาชนชาวอเมริกันในทางศีลธรรมอีกด้วย” — เท็ดดี รูสเวลต์


“หากปราศจากการถกเถียงและการวิพากษ์วิจารณ์แล้วไซร้ ทั้งฝ่ายบริหารและประเทศชาติย่อมไม่อาจประสบความสำเร็จ และระบอบสาธารณรัฐก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้” — จอห์น เอฟ. เคนเนดี


“ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าสื่อมวลชนที่มีเสรีภาพ เข้มแข็ง และเป็นอิสระ สำหรับความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของเรา” — โรนัลด์ เรแกน


“ย่อมมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับประเทศที่ยอมให้ผู้คนเขียนเรื่องราวในเชิงลบโดยเจตนาได้” — โดนัลด์ ทรัมป์
.....

ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จที่จำกัดเสรีภาพสื่อ:

• เยอรมนีในยุคนาซี (ค.ศ. 1933–1945)
• สหภาพโซเวียตในยุคสตาลิน (ค.ศ. 1924–1953)
• เกาหลีเหนือ (ค.ศ. 1948–ปัจจุบัน)
• สเปนในยุคฟรังโก (ค.ศ. 1939–1975)
• อิตาลีในยุคฟาสซิสต์ของมุสโสลินี (ค.ศ. 1922–1943)
• ชิลีในยุคปิโนเชต์ (ค.ศ. 1973–1990)
• คิวบาในยุคคอมมิวนิสต์ (ค.ศ. 1959–ปัจจุบัน)




วันอาทิตย์, กันยายน 20, 2569

นิด้าโพล ถามว่าคิดอย่างไรกับมติ กกต. เรื่องทุจริต ฮั้ว สว. ภาพรวมประมาณว่า “โนสน โนแคร์” ละมัง แต่ประเด็น “ใครหนาว” ผาง “กกต.ชุดปัจจุบัน” นายกฯ อนุทิน และพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลทั้งหมด

อ่า นิด้าฯ มาจังหวะพอดี ผลสำรวจเรื่องทุจริต ฮั้ว สว. ถามว่าคิดอย่างไรกับมติ กกต. ฟ้องแค่ ๗๗ ไม่ฟ้อง ๑๕๒ ปรากฏว่าความเห็นข้างมาก ภาพรวม “ไม่กังวล ส่อปมวุ่นการเมือง” ยังคลุมเคลืออยู่ว่าเห็นด้วยหรือไม่ จึงต้องลงละเอียดไปที่แต่ละประเด็น

ถามว่าคาดการณ์อย่างไรต่อ มติ กกต. นั้น ส่วนใหญ่ ๓๔.๒๗% บอกว่าไม่เคยคาดการณ์อะไรเลย ประมาณว่า “โนสน โนแคร์” ละมัง เข้าทาง “ไทยเฉย” ครั้นเมื่อตามไปดูคะแนนรอง ๒๑% ว่า “ตรงตามที่คาดการณ์ไว้มาก” ก็ใช่เลย

คือถ้าทั้งประเทศไทยเป็นเช่นนี้จริงๆ พวกที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง อย่าหวัง คงยากเหมือนที่ผ่านๆ มา ประชาธิปไตยครึ่งใบบ้าง ประชาธิปไตยนามสกุลยาวบ้าง หรือว่าประชาธิปไตยภายใต้รัฐพันลึก ถ้าเขาจะเอาเสียอย่าง จะทำอะไรได้

มาถึงกรณีความกังวลในมู่ประชาชนส่วนใหญ่ ปรากฏว่าไม่มี คือ ๓๕.๓๔% บอกว่า “ไม่กังวลเลย” รองลงไปดีหน่อย ๓๐.๔๖% เห็นว่า “ค่อนข้างกังวล” คงไม่ถึงกับเดือดเนื้อร้อนใจอะไรนักแล้วละ รวมความส่วนใหญ่ของประเทศนี้ก็ยัง ถ้าไม่โดนเข้าเอง

ก็ “ปล่อยไปตามเพลง” รักษาไว้ซึ่งคุณลักษณะไทยๆ ครั้นไปถึงคำถามที่สาม “บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่คาดว่าจะต้องเผชิญศึกหนักทางการเมืองและ/หรือกระบวนการทางกฎหมาย ภายหลัง กกต.มีมติกรณีฮั้วการเลือกตั้ง สว.”

อ๊ะ ลมผวนหวนกลับ คำตอบมากที่สุด ๓๕.๕๗% ชี้หน้า “กกต.ชุดปัจจุบัน” ทันควัน อันดับรอง ๓๑.๕๓% ซัดนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ทันใด แถมอันดับสามตามมา ๒๕.๔๒% บอก “พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลทั้งหมด” นั่นแหละควรโดน

ทั้งหมดทั้งปวงก็เลยสรุปภาพจำสำหรับการเมืองไทยช่วงนี้ (ไม่รู้จะเป็นต่อไปหรือไม่ กี่เดือนกี่ปี) ก็คือ รัฐบาล อนุทิน เนี่ย ไม่น่าเลื่อมใส ไม่ควรเชื่อถือ ข้อสำคัญเสียงข้างมากเชื่อแล้วว่า มีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับการโกงเลือกตั้ง และอาจจะทุจริตเสียเองด้วย

ทว่า ไพร่ฟ้าหน้าใสทั้งหลายไม่กล้าหืออะไรมากนัก เพราะรู้อยู่แก่ใจกันว่า เขาเป็นคนของใคร หรือว่ามีอำนาจพันลึกถือหาง ให้ท้าย แม้ประชาชนคิดอย่างนี้ อำนาจนั้นก็คงไม่ระแคะระคาย ถือว่าอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่งั้นไม่ พันลึก หรอก

หมายเหตุ : ภาพประกอบจากงานเสวนา คดีฮั้ว สว.

(https://www.matichon.co.th/politics/news_5896885=aem_yftFjsMm)