วันเสาร์, พฤศจิกายน 07, 2569

6 พ.ย.69 : 9.45 น. ห้อง 811 ศาลอาญารัชดา กทม. วันนี้มีการสืบพยานจำเลยปากสุดท้ายของคดี อ.287/2564 #คดีทวงคืนสนามหลวง19กันยา63 ทนายอานนท์ อานนท์ นำภา ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 และเป็นพยานตัวเอง เริ่มจากสาบานตนว่าจะกล่าวแต่ความจริงต่อศาลและขอให้ประสบแต่ความสุข ความเจริญ ในชีวิต


Manus Klaeovigkit
15 hours ago
·
6 พ.ย.69 : 9.45 น.
ห้อง 811 ศาลอาญารัชดา กทม.

วันนี้มีการสืบพยานจำเลยปากสุดท้ายของคดี อ.287/2564 #คดีทวงคืนสนามหลวง19กันยา63 ทนายอานนท์ อานนท์ นำภา ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 และเป็นพยานตัวเอง เริ่มจากสาบานตนว่าจะกล่าวแต่ความจริงต่อศาลและขอให้ประสบแต่ความสุข ความเจริญ ในชีวิต

ทนายซักถามถึงเรื่องราวก่อนที่จะตกเป็นจำเลยในคดีนี้
พยานตอบว่าตนเองเคยศึกษาที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1 ปีเข้าร่วมกับกลุ่มวัชพืชทำกิจกรรม ต่อมาได้ลาออกไปศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และสำเร็จการศึกษาในปี 2546 และรับว่าความให้แก่ผู้ที่เดือดร้อนทั่วไป แต่จะไม่รับว่าความให้แก่เจ้าของกิจการ

ที่ทนายถามว่ามีเหตุจูงใจอะไรที่ต้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ตนตั้งข้อสงสัยว่าสถาบันกษัตริย์นั้นวางตัวอยู่เหนือการเมืองจริงหรือไม่ ก็กลับไปหากลุ่มกิจกรรมเก่าที่ชื่อว่ากลุ่มวัชพืช ปรึกษา ศึกษาค้นคว้าว่าสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองจริงหรือไม่ ก็ได้คำตอบมาว่า ในช่วงปี 2476 ที่เกิดกบฏบวรเดช มีการเซ็นเช็คเงินสดสั่งจ่ายเพื่อช่วยเหลือกลุ่มกบฏ โดยในหลวงรัชกาลที่ 7 อันนี้สืบทราบมาจากการจดบันทึกของสภาผู้แทนราษฎร โดยผู้อภิปรายคือ พันโท พโยม จุลานนท์(พ่อขององค์มนตรีสรยุทธ จุลานนท์)และตนเองก็เคยถามอาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์เกี่ยวกับเรื่องนี้
นอกจากนี้ยังมีการพูดถึงกรณีเจ้าของคอกม้ากับจ๊อกกี้ของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พูดถึงราชินีร.9 เสด็จไปงานศพน้องโบว์ ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ทรงเครื่องแต่งการเป็นสีธงชาติเพื่อเลือกข้างฝ่ายกปปส ในขณะที่สังคมไทยเกิดความขัดแย้ง

ต่อมามีการชุมนุมเหลืองแดง ตนร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่เกิดปัญหาขอพระราชทานนายกฯ(ม.7) ตนไม่เห็นด้วย จนเกิดรัฐประหาร 2549 ตนจึงจัดตั้งกลุ่ม 19 กันยาเพื่อต่อต้านการรัฐประหารขึ้นร่วมกับเพื่อนๆ

ต่อมาปี 2553 ก็รับว่าความให้แก่คนเสื้อแดง ต่อมาก็สอบเนติบัณฑิตได้ก็ปวรณาตัวว่าจะทำงานเป็นทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ต่อมาก็เกิดการรัฐประหารในปี 2557 ตนเองก็จัดตั้งกลุ่มพลเมืองโต้กลับกับเพื่อนเพื่อต่อต้านการทำรัฐประหาร ตอนนี้ก็รับทำคดีในศาลทหารด้วย

ต่อมาก็รับทำคดีกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ในปี 2560 และในช่วง 2563 ก็เกิดขบวนการของเยาวชนคนรุ่นใหม่ เกิดการเรียกร้องให้ประยุทธลาออก ยุบสภาฯ และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เกิดม็อบเยาชนปลดแอก(ม็อบแฮมทาโร่ วิ่งกันนะแฮมทาโร่ เกิดขึ้นเมื่อ วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย) กลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุมฯ วันที่ 3 สิงหาคม ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่นำไปสู่การชุมนุมใหญ่ในวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในชื่อกิจกรรม ธรรมศาสตร์จะไม่ทน โดยกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ซึ่งนำโดย รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ได้ประกาศ ข้อเรียกร้อง 10 ประการ เพื่อปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ในเวลาต่อ

การเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เป็นรูปธรรมแจ่มชัดมากขึ้น จนมีการชุมนุมประท้วงในวันที่ 19 กันยายน 63 คือคดีในวันนี้ มีตนเองปราศรัยด้วย

ต่อจากนั้นทนายอานนท์ก็ได้อ่านข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อพร้อมทั้งให้อัถาธิบายถึงเจตนาของข้เรียกร้องดังกล่าว
1. ยกเลิกมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ และเปิดทางให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาความผิดของกษัตริย์ได้
2. ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพื่อเปิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและนิรโทษกรรมผู้ถูกดำเนินคดี
3. ยกเลิก พ.ร.บ. จัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 เพื่อแบ่งทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และทรัพย์สินส่วนพระองค์ให้ชัดเจน
4. ตัดลดงบประมาณแผ่นดิน ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ
5. ยกเลิกส่วนราชการในพระองค์และหน่วยงานที่ไม่จำเป็น เช่น คณะองคมนตรี และปรับย้ายหน่วยงานอื่นไปสังกัดหน่วยงานปกติ
6. ยกเลิกการบริจาคและรับบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศล เพื่อให้การเงินอยู่ภายใต้การตรวจสอบ
7. ยกเลิกพระราชอำนาจในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในที่สาธารณะ
8. ยุติการประชาสัมพันธ์หรือการศึกษาที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์แต่เพียงด้านเดียว
9. สืบหาความจริงเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงกับราษฎร ที่เกี่ยวข้องกับการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์
10. ห้ามพระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยรับรองการรัฐประหาร

จากการปราศรัยในครั้งนั้นก็เพื่ออยากเห็นสถาบันฯเป็นที่น่าเคารพ เชื่อถือต่อสังคมไทย ไม่ได้มีอคติลบหลู่ไปในทางเสียหาย อย่างประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย พร้อมยกตัวอย่าง เช่น ประเทศญี่ปุ่น ดูเขาจะมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เป็นที่น่าเคารพ อย่างนี้เป็นต้น

คำถามสุดท้ายของทนายว่า พยานมีอาชีพทนายความ ไม่รู้สีกเกรงกลัวต่อโทษที่ได้รับมาแล้ว(20-30ปี) พยานมีเหตุผลอย่างไรที่มีการกระทำเช่นนี้
พยานตอบว่ารู้สึกกลัวกับการถูกลงโทษ แต่มันมีความสุขที่ได้พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ได้ให้สังคมได้รับรู้ และมีความคาดหวังว่าสังคม(สถาบันฯ)จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าหากสถาบันฯจะเสื่อมชำรุดเสียหายก็ย่อมเกิดจากตัวสถาบันเอง ไม่ใช่เกิดจากคำปราศรัยของพยาน

หลังจากจบคำให้การต่อศาลแล้ว ศาลนัดมาฟังคำพิพากษาวันที่ 16 ธันวาคม ปีนี้

https://www.facebook.com/photo/?fbid=3641974382646769&set=a.1248854171958814




https://www.facebook.com/reel/2209094049961362








 

ตะลึง! ขยะพิษแบตเตอรีลิเธียม-กากอุตสาหกรรม ซุกโกดังฉะเชิงเทราเกือบหมื่นตัน - นี่ยังไม่นับ "ตรวจเจอแล้วครับ! บ่อขยะมะเร็ง หนองปรือ ชลบุรี เกือบ 50 ไร่ ของเสียปนเปื้อนกว่า 100,000 ตัน ดินปนเปลือกสายไฟ ถมในบ่อลูกรังร้าง กลิ่นเหม็นชัด


ตะลึง! พบแบตเตอรีลิเธียม-กากอุตสาหกรรม ขยะพิษซุกโกดังฉะเชิงเทราเกือบ 1 หมื่นตัน พร้อมตรวจสอบแหล่งน้ำ เตรียมดำเนินคดีกลุ่มคนไทยเป็นนอมินีทุนจีน

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 6 พ.ย.69 น.ส.อรุณรัตน์ พุ่มเจริญ นายอำเภอบางปะกง พร้อมนางสมจิตร์ พันธ์สุวรรณ นายกเทศมนตรีตำบลท่าข้าม ได้รับการประสานจากอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา ให้เข้าร่วมตรวจสอบ โรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ในพื้นที่ตำบลท่าข้าม นางสาวอรุณรัตน์ พุ่มเจริญ นายอำเภอบางปะกง จึงได้สั่งการให้นางสาวสุกัญญา แต่งเจริญ ปลัดอาวุโสอำเภอบางปะกง พร้อมด้วย ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง ปลัดอำเภอ ฝ่ายอำนวยความเป็นธรรม เทศบาลตำบลท่าข้าม เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปะกง และฝ่ายปกครองในพื้นที่ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบ จากการตรวจสอบพบว่า มีการลักลอบประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาตและประกอบกิจการผิดประเภทที่ขออนุญาต มีรายละเอียดดังนี้

คณะเข้าตรวจสอบบริษัทแห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่พื้นที่ ม.3 ต.ท่าข้าม อ.บางปะกง จ.เชิงเทรา พบแบตเตอรีลิเธียม อยู่ในชั้นไม้วางของภายในอาคารโรงงานดังกล่าว จึงได้ตรวจสอบใบอนุญาตเกี่ยวกับการประกอบกิจการ ปรากฏว่ามีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) แต่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (อภ.2) คณะฯ ได้สอบถามนางกวิตตราภา (สงวนนามสกุล) ผู้แสดงตนเป็นเจ้าของกิจการ จึงทราบว่า บริษัทฯ ไม่ได้ดำเนินการขออนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จากเจ้าพนักงานท้องถิ่น พร้อมที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นได้สุ่มลงพื้นที่

ตรวจสอบโรงงานดังกล่าว เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 พร้อมได้แจ้งให้บริษัทฯ ขนย้ายแบตเตอรีลิเธียมออกจากพื้นที่ให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน และดำเนินการขออนุญาตให้ถูกต้อง แต่ปรากฏว่าบริษัทไม่ได้ดำเนินการตามที่เจ้าพนักงานท้องถิ่นแจ้ง ประกอบกับเทศบาลตำบลท่าข้าม และฝ่ายปกครองในพื้นที่ ได้รับแจ้งจากสายข่าว ว่ามีการแอบลักลอบขนย้ายแบตเตอรีลิเธียม และผลิตภัณฑ์กากอุตสาหกรรม ไปยังอาคารโรงงานอื่นในบริเวณใกล้เคียง คณะฯ จึงได้ขอเข้าตรวจสอบตามที่ได้รับแจ้ง ปรากฏว่าพบแบตเตอรีลิเธียม และผลิตภัณฑ์กากอุตสาหกรรม ตามที่ได้รับแจ้งจริง ในอาคารโรงงาน W5 และ W 2-2 ห้อง 1


จากการตรวจสอบอาคารโรงงานข้างต้น คณะได้เข้าตรวจสอบเพิ่มเติม ในอาคารโรงงาน W 2-2 ห้อง 2 ซึ่งขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานโดยบริษัทแห่งหนึ่ง พบเครื่องจักรขนาดใหญ่ จำนวน 2 เครื่อง และมีการคัดแยกกากอุตสาหกรรมจากแบตเตอรีลิเธียม จึงได้ขอตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการ ปรากฏว่าเป็นการขออนุญาตประกอบกิจการผลิตแบตเตอรีตามใบอนุญาต (รง.4) ซึ่งมีลักษณะเข้าข่ายเป็นการประกอบกิจการผิดประเภท ไม่ตรงตามที่ได้รับอนุญาต อนึ่งนั้น บริษัทดังกล่าวได้ยื่นขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 106 จากอุตสาหกรรมจังหวัดแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการอนุญาต

นางสาวอรุณรัตน์ พุ่มเจริญ นายอำเภอบางปะกง เผยว่ามีการอายัดของกลางทั้งหมดเอาไว้ทั้ง 5 โกดัง น้ำหนักเกือบ 1 หมื่นตัน โดยหลังจากนี้ได้ให้ทางเทศบาลตำบลท่าข้ามตรวจสอบแหล่งน้ำ คู คลอง สาธารณะที่เชื่อมต่อกับทางโกดังและไหลลงแม่น้ำบางปะกงเป็นการด่วน แต่เตรียมดำเนินคดีกับกลุ่มคนไทยที่เป็นนอมินีกับกลุ่มคนจีนที่ประกอบกิจการดังกล่าว

https://ch3plus.com/news/social/morning/474064









https://x.com/sirotek/status/2118625276515221994

Sirote Klampaiboon
@sirotek

ขยะมะเร็ง 50 ไร่ ของเสียปนเปื้อนกว่าหมื่นตัน บ่อขยะมะเร็งชลบุรี

เพจพยูนดำ ระยอง โพสท์

"ตรวจเจอแล้วครับ! บ่อขยะมะเร็ง หนองปรือ ชลบุรี เกือบ 50 ไร่ ของเสียปนเปื้อนกว่า 100,000 ตัน ดินปนเปลือกสายไฟ ถมในบ่อลูกรังร้าง กลิ่นเหม็นชัด

ผลกระทบ : ดินเสีย น้ำเสีย อากาศเสีย ชาวบ้านป่วย
ฝากถึงกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพย์ฯ

อย่าปล่อยให้เจ้าของบ่อลอยนวล ต้องเอาผิดถึงที่สุด และต้องสั่งขนออก กำจัดให้ถูกต้อง "รายงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ 


นัยสำคัญและผลกระทบสำคัญ ของคดีไอโอที่ อังคณา นีละไพจิตร และอัญชนา หีมมิหน๊ะ ได้ยื่นฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรี และกองทัพบก จากกรณีถูกโจมตีผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) บนเว็บไซต์

 https://www.facebook.com/iLawClub/posts/1568412231999057

iLaw
a day ago
·
"อังคณา" พร้อมทนาย ยื่นค้านคำร้องขอฎีกาของสำนักนายกฯ คดีไอโอ ระบุข้ออ้างกระทบความมั่นคงฟังไม่ขึ้น
5 พฤศจิกายน 2569 อังคณา นีละไพจิตร ในฐานะโจทก์ที่ 1 พร้อมด้วยสัญญา เอียดจงดี ทนายความยื่นคำคัดค้านคำร้องขออนุญาตฎีกาของสำนักนายกรัฐมนตรีต่อศาลแพ่ง สืบเนื่องจากกรณีที่โจทก์ที่ 1 และอัญชนา หีมมิหน๊ะ โจทก์ที่ 2 ได้ยื่นฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 และกองทัพบก จากกรณีถูกโจมตีผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) บนเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com ในเดือนมิถุนายน 2569 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 คือ สำนักนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 ที่กำกับดูแลกอ.รมน. กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองด้วยการทำไอโอผ่านเว็บไซต์ pulony.blogspot.com จริง ให้จำเลยที่ 1 ลบหรือนำข้อความและภาพถ่ายที่ละเมิดต่อโจทก์ออกจากเว็บไซต์ pulony.blogspot.com ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด และให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้อังคณา จำนวน 120,000 บาท และอัญชนา จำนวน 90,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายกำหนดนับจากวันฟ้อง
:
ต่อมาสำนักนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา โดยอ้างเหตุผลว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์นั้นยังไม่ถูกต้องและคลาดเคลื่อนจากหลักกฎหมาย ซึ่งก่อนหน้านี้ ศาลอุทธรณ์ได้เคยวินิจฉัยว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2559-2562 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) อันเป็นหน่วยงานของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของจำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ด้วยการปฏิบัติการข่าวสารเผยแพร่บทความใส่ร้ายโจทก์ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ดูหมิ่น และเกลียดชังโจทก์ทั้งสอง ศาลอุทธรณ์จึงมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ลบข้อความหรือภาพถ่ายตามฟ้องออกจากเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com ภายใน 7 วันนับแต่คดีมีคำพิพากษาถึงที่สุด พร้อมทั้งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2
จำเลยที่ 1 ยกข้อต่อสู้ว่า คดีนี้ไม่ใช่เพียงคดีละเมิดหมิ่นประมาททั่วไป แต่ผลของคำพิพากษาจะทำให้หน่วยงานความมั่นคงของรัฐถูกลดทอนความน่าเชื่อถือ กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย และอาจส่งผลให้เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความรุนแรงยิ่งขึ้นจนนำไปสู่การเรียกร้องให้มีการปกครองตนเอง นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังอ้างว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยพยานหลักฐานขัดต่อบรรทัดฐานการรับฟังพยานผู้เชี่ยวชาญและมาตรฐานการพิสูจน์ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จำเลยที่ 1 จึงเห็นว่าประเด็นเหล่านี้เป็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวพันกับความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกาควรพิจารณาวินิจฉัย
:
อย่างไรก็ตาม โจทก์ทั้งสองได้ยื่นคัดค้านคำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยที่ 1 โดยให้เหตุผลโต้แย้ง เช่น
:
ประเด็นแรก: โจทก์เห็นว่าคำร้องของจำเลยที่ 1 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากการกล่าวอ้างของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการอ้างลอย ๆ โดยไม่มีข้อเท็จจริงหรือเหตุผลประกอบอย่างชัดแจ้งว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาสำคัญที่ขออนุญาตฎีกาอย่างไร อีกทั้งปัญหาที่จำเลยที่ 1 บรรยายมานั้น ไม่เคยถูกยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่เพิ่งมายกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นขออนุญาตฎีกาเป็นครั้งแรก คำร้องของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และศาลฎีกาควรยกคำร้องเสีย
ประเด็นที่สอง: โจทก์แย้งว่าข้ออ้างในการขออนุญาตฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นสาระสำคัญและไม่ใช่ปัญหาที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย โจทก์ชี้แจงว่าข้อพิพาทในคดีนี้เป็นเพียงปัญหาการละเมิดอันเกี่ยวกับสิทธิเฉพาะตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 1 อ้างถึงการลดทอนความน่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐ การกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ หรือความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้นั้น เป็นเพียงการกล่าวอ้างประเด็นปัญหาเฉพาะในคดีนี้คดีเดียวเท่านั้น ไม่อาจขยายความไปเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อยของประชาชนในภาพรวมได้ ประกอบกับข้อพิพาทเรื่องการละเมิดในคดีนี้เกิดจากการใช้กระบวนการที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ กรณีนี้จึงไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐที่ศาลฎีกาจะต้องพิจารณาวินิจฉัย
ประเด็นที่สาม: ข้ออ้างที่ว่าผลของคดีจะทำให้หน่วยงานความมั่นคงของรัฐถูกลดทอนความน่าเชื่อถือ การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายด้านความมั่นคงถูกกระทบกระเทือนส่งผลให้เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มีความรุนแรงยิ่งขึ้นจนนำไปสู่การเรียกร้องให้มีการปกครองตนเองนั้น ไม่สามารถรับฟังได้ตรงกันข้ามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ทำให้ประชาชนโดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนใต้เห็นว่าศาลยุติธรรมสามารถเป็นที่พึ่งของประชาชน
.....

นัยสำคัญและผลกระทบ (Implications) ของคดีนี้

คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องส่วนบุคคลระหว่างผู้เสียหายกับหน่วยงานรัฐเท่านั้น แต่มีนัยสำคัญในเชิงโครงสร้างและสังคมหลายประการ:

บรรทัดฐานการตรวจสอบหน่วยงานรัฐ (Accountability): นี่เป็นหนึ่งในคดีตัวชี้วัดสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ของหน่วยงานรัฐหรือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สามารถถูกตรวจสอบและฟ้องร้องดำเนินคดีทางกฎหมายได้ หากการกระทำนั้นเข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพและชื่อเสียงของประชาชน

การจำกัดขอบเขตข้ออ้างเรื่อง "ความมั่นคง": ฝั่งรัฐมักใช้ข้ออ้างเรื่อง "ความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อย และความน่าเชื่อถือของเจ้าหน้าที่" เป็นเกราะป้องกันในการดำเนินคดี แต่ทางฝั่งผู้เสียหายได้โต้แย้งอย่างแหลมคมว่า การกระทำละเมิดต่อสิทธิส่วนบุคคลไม่อาจนำคำว่าความมั่นคงมาฟอกขาวหรือยกเว้นความรับผิดได้

ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม: ดังที่ทนายและโจทก์ได้ชี้แจงในประเด็นคัดค้าน การที่ศาลยุติธรรมพิพากษาให้หน่วยงานรัฐมีความผิดในคดี IO ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ประชาชน (โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้) เห็นว่า ศาลยุติธรรมยังคงเป็นที่พึ่งในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และสร้างความสมดุลระหว่างอำนาจรัฐกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้
.....

การท้าทายทางกฎหมายต่อปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับภูมิทัศน์ประชาธิปไตยของประเทศไทย เป็นเวลาหลายปีที่หน่วยงานของรัฐและหน่วยงานด้านความมั่นคง เช่น กองบัญชาการปฏิบัติการความมั่นคงภายใน (ISOC) ใช้เครือข่ายดิจิทัลในการดำเนินการรณรงค์ใส่ร้ายป้ายสีอย่างลับๆ ติดตามนักเคลื่อนไหว และสร้างเรื่องราวสาธารณะโดยแทบไม่มีการลงโทษ

เมื่อศาลเริ่มตัดสินให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดชอบทางกฎหมายต่อการดำเนินการทางดิจิทัลเหล่านี้ มันจะสร้างผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทั้งเสรีภาพในการแสดงออกและความรับผิดชอบของรัฐ

1. ผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิทางดิจิทัล
การต่อสู้กับ "ผลกระทบที่ทำให้หวาดกลัว" ต่อภาคประชาสังคม: ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของรัฐนั้นแทบจะไม่ใช่แค่การโต้แย้งเท่านั้น แต่ได้รับการออกแบบมาเพื่อข่มขู่ โดยการเผยแพร่เรื่องราวเท็จ การกล่าวหาว่านักวิจารณ์เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักข่าว หน่วยงานของรัฐได้กระตุ้นให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเองมาโดยตลอด การฟ้องร้องทางกฎหมายที่ประสบความสำเร็จได้ต่อต้านผลกระทบที่น่าหวาดกลัวนี้ ส่งสัญญาณไปยังประชาชน นักกิจกรรม และนักวิชาการว่า การพูดความจริงต่อผู้มีอำนาจได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย

การกำหนดขอบเขตใหม่ของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นออนไลน์:
เมื่อศาลประเมินคดีด้านข่าวกรอง พวกเขาจะกำหนดเส้นแบ่งทางกฎหมายที่เข้มงวดระหว่างการสื่อสารของรัฐที่ชอบด้วยกฎหมายและการบิดเบือนข้อมูลที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ซึ่งเป็นการกำหนดว่าหน่วยงานของรัฐไม่สามารถใช้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงแห่งชาติเพื่อหลีกเลี่ยงการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ใส่ร้ายป้ายสีประชาชน หรือปิดปากผู้ที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้

การเปิดโปงการคุกคามทางดิจิทัลที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ:
การฟ้องร้องบังคับให้เอกสารภายใน ร่องรอยดิจิทัล และวิธีการปฏิบัติงานเข้าสู่บันทึกสาธารณะ (เช่น หลักฐานที่เชื่อมโยงหน่วยงานไซเบอร์ของรัฐกับการคุกคามที่มุ่งเป้าหมาย) ความโปร่งใสนี้จะขจัดข้ออ้างที่ทางการมักใช้เพื่อปกปิดการข่มขู่ทางดิจิทัล

2. ผลกระทบต่อความรับผิดชอบของสถาบันและหลักนิติธรรม
การท้าทายการไม่ต้องรับผิดของรัฐ: ในประเทศไทย หน่วยงานด้านความมั่นคงมักปฏิบัติการภายใต้เกราะป้องกันทางกฎหมายหรือการไม่ต้องรับผิดเชิงโครงสร้าง การดำเนินคดีกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานนายกรัฐมนตรีหรือ ISOC สำหรับความผิดทางแพ่ง (เช่น การหมิ่นประมาทและการละเมิดความเป็นส่วนตัว) ถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่สำคัญ: รัฐไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย

การทำลายกลยุทธ์การป้องกัน "ความมั่นคงแห่งชาติ": กลยุทธ์ทั่วไปของจำเลยที่เป็นรัฐคือการมองว่าการวิพากษ์วิจารณ์หรือการคัดค้านเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของชาติ เมื่อศาลปฏิเสธข้อโต้แย้งเหล่านี้ โดยวินิจฉัยว่าการปกป้องสิทธิของบุคคลจากการคุกคามที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐนั้นสำคัญกว่าข้ออ้างทางปกครองหรือความมั่นคงที่ไม่ชัดเจน นั่นจะช่วยยับยั้งการขยายอำนาจของฝ่ายบริหารและกองทัพอย่างไม่หยุดยั้ง

การฟื้นฟูความเชื่อมั่นในศาลยุติธรรม:
ดังที่ภาคประชาสังคมและนักวิเคราะห์ด้านกฎหมายได้เน้นย้ำ เมื่อศาลตัดสินอย่างเป็นอิสระต่อต้านหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ทรงอำนาจ นั่นจะเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนว่าฝ่ายตุลาการสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐได้อย่างเป็นกลาง และให้ประชาชนทั่วไปมีช่องทางในการร้องเรียนต่อการใช้อำนาจเกินขอบเขตของรัฐ

ความสำคัญในวงกว้าง
การฟ้องร้องปฏิบัติการด้านข่าวกรองระหว่างประเทศของรัฐได้เปลี่ยนสนามรบจากโลกดิจิทัลที่รัฐมีทรัพยากรและการเข้าถึงที่ได้เปรียบอย่างไม่สมมาตร ไปสู่ศาลที่ซึ่งหลักฐานและมาตรฐานทางกฎหมายมีผลบังคับใช้ แม้ว่าการต่อต้านจากหน่วยงานของรัฐยังคงรุนแรง (ดังที่เห็นได้จากการอุทธรณ์ที่กำลังดำเนินอยู่) แต่การต่อสู้ทางกฎหมายเหล่านี้ค่อยๆ ทำลายโครงสร้างของเผด็จการดิจิทัลในประเทศไทย

(Gemini ช่วยรวบรวม)





"โรม" ฟาด "ศุภชัย" โต้ทุกเม็ดภูมิใจไทยโกหกรัวๆ ซัดอย่าหวังกินรวบเปลี่ยนสภาผู้แทนราษฎร เป็นสภาสีน้ำเงิน มันไม่ง่ายเหมือน สว. พราะพวกเราไม่มีวันยอม อยากปกป้องรัฐบาลก็ปกป้องด้วยหลักฐาน อย่าตีรวน ข้าราชการอย่าพายเรือให้โจรนั่งไปเป็นมือเป็นตีน









https://x.com/sirotek/status/2118659947106021883

Sirote Klampaiboon
@sirotek

"โรม" ฟาด "ศุภชัย" โต้ทุกเม็ดภูมิใจไทยโกหกรัวๆ ซัดอย่าหวังกินรวบเปลี่ยนสภาผู้แทนราษฎร เป็นสภาสีน้ำเงิน มันไม่ง่ายเหมือน สว. พราะพวกเราไม่มีวันยอม อยากปกป้องรัฐบาลก็ปกป้องด้วยหลักฐาน อย่าตีรวน ข้าราชการอย่าพายเรือให้โจรนั่งไปเป็นมือเป็นตีน

"รังสิมันต์ โรม" โพสท์ล่าสุด

จากการที่นายศุภชัย ใจสมุทร และพวก ได้ร่วมกันแถลงข่าวเมื่อช่วงก่อนเที่ยงที่ผ่านมา

กรณี กมธ.กฎหมายฯ ลงมติเอกฉันท์ 7 เสียง เมื่อวันที่ 5 พ.ย. เรียกให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มาชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ หลังจากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอำนาจเรียก เหตุไม่สั่งการให้ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เข้าชี้แจงต่อกมธ.กฎหมายฯ ที่ตรวจสอบกรณีทุจริตโกงสอบท้องถิ่น นั้น

ผมยืนยันว่าการลงมติของกรรมาธิการกฎหมายฯ เมื่อวานนี้ (5 พ.ย.69 เวลา 16.15 น.) เรื่อง เรียกให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มาชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ หลังจากไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอำนาจเรียก เหตุไม่สั่งการให้ นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เข้าชี้แจงต่อกมธ.กฎหมายฯ ที่ตรวจสอบกรณีทุจริตโกงสอบท้องถิ่น เป็มติที่ถูกต้องและชอบด้วยข้อบังคับ

เนื่องจาก ณ เวลานั้นกรรมาธิการมี 14 คน เนื่องจากก่อนหน้านี้มีกรรมาธิการจากพรรคเพื่อไทย ได้ยื่นหนังสือออกไป การลงมติที่ต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง คือ 7 คน ดังนั้นมติที่ออกมา 7-0 จึงถูกต้องตามข้อบังคับ

ถ้ามีการอ้างว่ามีการเสนอชื่อกรรมาธิการคนใหม่ฯ ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก่อนหน้าการลงมติของกรรมาธิการกฎหมายนั้น ต้องบอกว่าผมในฐานะประธานกรรมาธิการฯ ซึ่งกำลังนั่งปฏิบัติหน้าที่ ประธานในที่ประชุมกรรมาธิการกฎหมายอยู่ฯ ไม่เคยได้รับแจ้งทางหนังสือว่าสภาได้มีมติแต่งตั้งให้ใครเป็นกรรมาธิการการฎหมายฯแทนที่ตำแหน่งที่ว่าง จากประธานสภาหรือเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

นอกจากนี้ผมได้ทราบในภายหลังว่า มีการแก้ไขชื่อของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งกรรมาธิการกฎหมาย แทนตำแหน่งที่ว่าง หลังเวลา 17.00 น ในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากการลงมติ ของกรรมาธิการกฎหมาย เสร็จสิ้นไปแล้ว ก็ย่อมเป็นที่ชัดเจนว่า ขณะลงมติ กรรมาธิการมีจำนวน 14 คน ดังนั้นเกินกึ่งหนึ่งก็คือ 7 คน

ส่วนเรื่องมุบมิบ ลักหลับ ก็เป็นการกล่าวร้ายที่ไม่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง การพิจารณาเรื่องนี้อยู่ในวาระเรื่องอื่นๆ ซึ่งเป็นวาระ ที่เปิดให้มีการหารือและดำเนินกระบวนการอื่นใดที่เกี่ยวข้องได้ โดยเฉพาะเรื่องค้างกรณีไม่ปฏิบัติตามอำนาจเรียกของนายกรัฐมนตรีและอธิบดีนฤชาซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทุกคนในกรรมาธิการล้วนทราบดี

การที่ สส.พรรคภูมิใจไทยบางท่าน ไม่อยู่ให้จนจบ การประชุม แล้วจึงไม่มีโอกาสลงมติ ก็มาจากความหย่อนยานของท่านเอง ท่านต้องเลิกชี้นิ้วด่าคนอื่น แล้วรู้จักโทษตัวเองบ้าง

ดังนั้นก็ ผมขอยืนยันว่า การลงมติดังกล่าว เกิดขึ้นโดยชอบ ตามข้อบังคับ ตามกฎหมายทุกประการ ในประเด็นคุณศุภชัยจะไปร้องเรียนผม ก็ยินดีที่จะไปชี้แจงทุกหน่วยงานขององค์กร แต่อยากจะสอบถามคุณศุภชัยกลับไปว่า ใครกันแน่ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ส่วนเรื่องชวเลข ผมยินดีนะครับเปิดได้เลย ไหนๆจะเปิดแล้วก็เปิดให้หมดด้วย จะได้เห็นกันไปเลย

การประชุมกรรมาธิการฯ ทุกครั้งมีการออกหนังสือเชิญหนังสือแจ้ง ล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ เมื่อมีการประชุมกรรมาธิการก็ต้องเข้ามาทำหน้าที่ในห้องประชุม ท่านจะใช้เทคนิคเล่นการเมือง ส่งหนังสือลา ทั้งๆตัวก็อยู่ที่สภา แต่ไม่เข้าประชุม พอลงมติแพ้ ก็มาแถลงข่าวประชดน้อยใจ กล่าวหาเรื่องต่างๆทั้งที่ไม่มีมูลความจริง

ถ้าท่านอยากปกป้องรัฐบาลของท่านจากข้อกล่าวหาทุจริตใดๆ จงปกป้องด้วยความจริงและพยานหลักฐาน มิใช่การตีรวนทำลายระบบประชาธิปไตยหรือระบบตรวจสอบของสภา และคงต้องเตือนไปถึงข้าราชการทุกคน ว่าอย่าไปเป็นมือเป็นไม้หรือพายเรือให้โจรสีน้ำเงินนั่ง อำนาจแบบนี้ไม่มีวันที่จะจีรังยั่งยืนหรอกครับ เพราะเมื่อระบอบนี้ใช้คนแบบพวกคุณจนหมดประโยชน์แล้ว หรือเห็นว่าจวนตัวก็พร้อมถีบข้าราชการที่รับใช้ เพื่อเอาตัวรอดอย่างแน่นอน

อย่าหวังที่จะกินรวบเปลี่ยนสภาผู้แทนราษฎร เป็นสภาสีน้ำเงิน มันไม่ง่ายเหมือนวุฒิสภาหรอกครับ เพราะพวกเราไม่มีวันยอม

https://x.com/sirotek/status/2118659947106021883






ในขณะที่ประธานาธิบดีอิสราเอล ไอแซก เฮอร์โซก กำลังหารือเพื่อจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ฝ่ายขวาจัดกำลังเร่งสร้างข้อเท็จจริงให้เกิดขึ้นในพื้นที่ผ่านกิจกรรมการตั้งถิ่นฐาน โดยมีการยึดบ้านเรือน 8 หลังบริเวณชานเมืองเยริโค ในขณะเดียวกัน องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) รายงานว่าชาวเบดูอินกำลังถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ อันเป็นผลมาจากการเร่งดำเนินโครงการ E1 อย่าง “ขนานใหญ่”

 
https://www.facebook.com/reel/2515942462228885
.....



ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลยังคงเดินหน้าเข้ายึดครองที่อยู่อาศัยแห่งใหม่ แม้กระทั่งในเมืองเยริโค

ในขณะที่ประธานาธิบดีอิสราเอล ไอแซก เฮอร์ซอก (Isaac Herzog) กำลังดำเนินการหารือเพื่อจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ กลุ่มการเมืองฝ่ายขวาจัดกำลังเร่งสร้างข้อเท็จจริงให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ผ่านกิจกรรมการตั้งถิ่นฐาน โดยมีการเข้ายึดบ้านเรือนอย่างน้อย 8 หลังบริเวณชานเมืองเยริโค ในขณะเดียวกัน องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) รายงานว่าชาวเบดูอินกำลังถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ อันเป็นผลมาจากการเร่งดำเนินโครงการ E1 อย่าง “จริงจัง”

เยรูซาเล็ม (AsiaNews) – ภายหลังการเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้โดนัลด์ ทรัมป์ พ่ายแพ้ ผู้สังเกตการณ์จำนวนมากต่างคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ในขณะที่อิสราเอลเองก็กำลังอยู่ในช่วงการหารือหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ซึ่งผลคะแนนยังไม่มีความชัดเจนว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล

ท่ามกลางมุมมอง การวิเคราะห์ และการแสดงกำลังทางการเมืองที่หลากหลาย คำถามสำคัญที่ยังคงค้างคาใจคือ นายกรัฐมนตรีที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่งอย่าง เบนจามิน เนทันยาฮู (Binyamin Netanyahu) จะสามารถรักษาอำนาจในการบริหารอิสราเอลต่อไปได้หรือไม่ หรือเขาจะถูกแทนที่โดย กาดิ ไอเซนคอต (Gadi Eisenkot) ผู้นำฝ่ายค้านหลัก โดยมีปัจจัยสำคัญคือความเป็นไปได้ในการได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองของชาวอาหรับ ซึ่งทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในการเลือกตั้งครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการเคลื่อนไหวทางการเมืองและการแย่งชิงอำนาจตั้งแต่ในวอชิงตันไปจนถึงอิสราเอล และท่ามกลางความเพิกเฉยจากหลายฝ่าย ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวกลับยังคงเดินหน้ายึดครองบ้านเรือนและที่ดินของชาวปาเลสไตน์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ในเยรูซาเล็มไปจนถึงเมืองเยริโค

กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานและกองทัพ

เมื่อวานนี้ ในเมืองสำคัญแห่งหนึ่งในเขตเวสต์แบงก์ กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลได้เข้ายึดบ้านเรือนของชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 8 หลัง

สำนักข่าววาฟา (Wafa) ของปาเลสไตน์รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านอัล-ดุยุก อัล-ตาห์ตา (Al-Duyuk al-Tahta) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมืองเยริโค โดยกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานได้เดินทางมาพร้อมกับครอบครัว พังประตูเข้าไป และเข้ายึดครองบ้านเรือนเหล่านั้นในขณะที่เจ้าของไม่อยู่ ในทางกลับกัน แหล่งข่าวฝ่ายอิสราเอลอ้างว่าอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวถูกซื้อผ่านการทำธุรกรรมลับ

กองกำลังอิสราเอลได้เคลื่อนพลเข้าสู่เมืองและค่ายผู้ลี้ภัยในบริเวณใกล้เคียง เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายยานพาหนะทางทหารไปตามเส้นทางต่างๆ

ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวได้บุกรุกและเข้ายึดครองบ้านเรือนในหมู่บ้านอัล-ดุยุก อัล-ตาห์ตา มาแล้วหลายครั้ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขยายพื้นที่ตั้งถิ่นฐาน (ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ) ในบริเวณดังกล่าว ทางด้านคณะกรรมการต่อต้านกำแพงและนิคมของปาเลสไตน์ (CWRC) รายงานว่าอิสราเอลได้ยึดที่ดินจำนวน 2,536.44 ดูนัม (ประมาณ 253 เฮกตาร์) ซึ่งเป็นของสามหมู่บ้านทางตะวันตกเฉียงเหนือของรามัลลาห์ และกำหนดให้เป็น “ที่ดินของรัฐ” ซึ่งหมายความว่าที่ดินนั้นอยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์ของรัฐ

CWRC ระบุว่าคำสั่งดังกล่าวซึ่งออกเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เกี่ยวข้องกับที่ดินของหมู่บ้านเบติลลู อัล-มาซรา อัล-กิบลียา และเดียร์ อัมมาร์ ใกล้กับนิคมชาวยิวเคเรม เรอิม

ด้วยวิธีการเช่นนี้ ทางการอิสราเอลสามารถจัดสรรที่ดินเพื่อขยายนิคม ทำให้ที่ดินเกษตรกรรมตกอยู่ในความเสี่ยง และจำกัดศักยภาพในการพัฒนาของหมู่บ้านปาเลสไตน์

เมื่อวานนี้ ทหารอิสราเอลได้บุกเข้าพื้นที่รอบโรงพยาบาลรัฐบาลทาเบต ทาเบต ในเมืองทุลคาร์ม เขตเวสต์แบงก์ และตรวจค้นบ้านของโมฮัมเหม็ด อิบราฮิม ชาฮาดา เลขาธิการพรรคฟาตาห์ ในค่ายผู้ลี้ภัยทุลคาร์ม

ความประหลาดใจของกองทัพ

กองทัพอิสราเอลกล่าวถึงการเคลื่อนไหวล่าสุดของผู้ตั้งถิ่นฐานในเมืองเจริโคว่า พวกเขาถูกบังคับให้โยกย้ายกำลังรบจากภารกิจรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดนจอร์แดน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ตั้งถิ่นฐานเข้ามา

ในแถลงการณ์ กองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) วิพากษ์วิจารณ์การเข้ามาอย่างไม่ประสานงาน โดยยอมรับว่าพวกเขาถูกโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว

ตามรายงานของ Ynet ครอบครัวชาวยิวได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านแปดหลังในพื้นที่ C ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของพลเรือนและทหารอิสราเอลอย่างเต็มที่ หลังจากการปฏิบัติการลับเพื่อซื้อที่ดินเหล่านั้น

โครงการนี้ริเริ่มโดยขบวนการนาชาลาที่สนับสนุนการตั้งถิ่นฐาน โดยได้รับการสนับสนุนจากสภาภูมิภาคบินยามิน ทีมรักษาความปลอดภัยเตรียมการปฏิบัติการ โดยเก็บเป็นความลับจนกระทั่งถึงช่วงเวลาที่ครอบครัวเหล่านั้นเข้าครอบครองบ้าน

อย่างไรก็ตาม ที่ดินเหล่านั้นตั้งอยู่ติดกับพื้นที่ A ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมด้านพลเรือนและความมั่นคงขององค์การบริหารปาเลสไตน์ ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัยใหม่

ด้วยเหตุนี้ กองทัพจึงได้ส่งกำลังทหารไปยังพื้นที่ดังกล่าว โดยยึดหลักว่าต้องปกป้องผู้อยู่อาศัยใหม่ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า กองทัพอิสราเอลมีแผนที่จะสร้างแนวป้องกันรอบบ้านที่ถูกยึดครอง

จากข้อมูลอย่างเป็นทางการของปาเลสไตน์ มีผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลประมาณ 750,000 คนอาศัยอยู่ในนิคมที่ผิดกฎหมาย 194 แห่งและด่านหน้า 400 แห่งที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง รวมถึงเยรูซาเลมตะวันออก

ขณะเดียวกัน ในนครศักดิ์สิทธิ์ ทางการอิสราเอลได้เริ่มรื้อถอนชุมชนชาวเบดูอินปาเลสไตน์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการประกาศแผนพัฒนาใหม่สำหรับพื้นที่ E1

เกือบครึ่งหนึ่งของสิ่งปลูกสร้างในบีร์ อัล-มาสคูบ ชุมชนชาวเบดูอินปาเลสไตน์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดไว้สำหรับนิคม E1 ทางตะวันออกของเยรูซาเลม ถูกทำลายลงจนราบเป็นหน้าดิน ส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยประมาณ 20 คนต้องพลัดถิ่น

นอกจากนี้ คำสั่งรื้อถอนอาคารทั้งหมดที่ยังหลงเหลืออยู่ได้รับการต่ออายุอีกครั้ง ทำให้เกิดความกังวลว่าชุมชนทั้งแห่งอาจถูกทำลายลง ในขณะที่อิสราเอลกำลังผลักดันโครงการที่เป็นประเด็นถกเถียงมากที่สุดโครงการหนึ่งในเขตเวสต์แบงก์

ชาวเบดูอินในเยรูซาเล็ม

การรื้อถอนครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อกลุ่มที่อยู่อาศัย 4 แห่ง ซึ่งรวมถึงบ้านเรือน ห้องครัว และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขอนามัย

องค์กร Bimkom-Planning and Human Rights, Ir Amim และ Peace Now ระบุว่า นี่เป็นกรณีแรกที่มีการทำลายสิ่งปลูกสร้างของชุมชนชาวเบดูอินในพื้นที่ E1 นับตั้งแต่มีการเร่งดำเนินแผนงานดังกล่าวเมื่อเร็วๆ นี้

องค์กรพัฒนาเอกชนเหล่านี้ระบุในบันทึกว่า การรื้อถอนดังกล่าวถือเป็น “การยกระดับความรุนแรงครั้งสำคัญในความพยายามของอิสราเอลที่จะผลักดันโครงการ E1 ซึ่งเป็นโครงการตั้งถิ่นฐานที่ประกอบด้วยที่อยู่อาศัยจำนวน 3,401 ยูนิต ทางตะวันออกของเยรูซาเล็ม”

การต่ออายุคำสั่งรื้อถอน (ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2008) สำหรับสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดที่ยังคงตั้งอยู่ในพื้นที่ Bir al-Maskub ทำให้เกิด “ความกังวลว่าชุมชนทั้งแห่งอาจถูกทำลายลง”

ชุมชนชาวเบดูอินแห่งอื่นๆ ในพื้นที่นี้ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวปาเลสไตน์หลายร้อยคน อาจต้องเผชิญกับ “มาตรการในลักษณะเดียวกัน” ด้วยเช่นกัน

Guy Yifrah นายกเทศมนตรีของนิคมอิสราเอล Ma'ale Adumim ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียง กล่าวว่า การรื้อถอนดังกล่าวเกิดขึ้นตามความคิดริเริ่มของเทศบาล โดยมีการยื่นคำร้องไปยังหน่วยงานประสานงานกิจกรรมของรัฐบาลในดินแดนต่างๆ (COGAT) ซึ่งเป็นหน่วยงานของอิสราเอลที่ทำหน้าที่ประสานงานกิจกรรมของรัฐบาลในดินแดนเหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งปลูกสร้างที่ถูกรื้อถอนตั้งอยู่ห่างจากบ้านเรือนที่ใกล้ที่สุดในนิคม Ma'ale Adumim มากกว่าหนึ่งกิโลเมตร องค์กรพัฒนาเอกชนทั้ง 3 แห่งระบุว่า การรื้อถอนนี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากความจำเป็นในการวางผังเมืองในท้องถิ่น แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “ความพยายามที่จะขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากที่ดินที่ถูกกำหนดไว้สำหรับการสร้างนิคมอิสราเอลแห่งใหม่”

ยิ่งไปกว่านั้น การรื้อถอนยังเกิดขึ้นในขณะที่แผนงานสำหรับพื้นที่ E1 กำลังเผชิญกับการคัดค้านทางกฎหมายในศาลของอิสราเอล ซึ่งยังไม่มีข้อสรุป

โครงการ E1 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างนิคมขนาดใหญ่ระหว่างเยรูซาเล็มและนิคม Ma'ale Adumim ได้รับการคัดค้านจากประชาคมระหว่างประเทศ เนื่องจากโครงการนี้อาจนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนของชาวปาเลสไตน์ และบั่นทอนโอกาสในการจัดตั้งรัฐที่เป็นอิสระ

ชะตากรรมของชุมชนชาวเบดูอินปาเลสไตน์ในพื้นที่ดังกล่าวยังคงเป็นประเด็นที่อยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมายอีกด้วย เพื่อตอบโต้การฟ้องร้องทางกฎหมาย รัฐบาลอิสราเอลโต้แย้งว่าวิถีชีวิตของชาวเบดูอิน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือการเคลื่อนย้ายและการเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่กว้างใหญ่ และการไม่มีการวางแผนอย่างเป็นทางการหรือระบอบกรรมสิทธิ์ที่ชัดเจน ไม่สามารถเป็นอุปสรรคได้

ตามที่องค์กรพัฒนาเอกชนระบุ นี่สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายที่มองชุมชนชาวปาเลสไตน์เป็นอุปสรรคต่อการตั้งถิ่นฐาน

“อิสราเอลได้เปลี่ยนจากการวางแผนการตั้งถิ่นฐานไปสู่การขับไล่ผู้คนออกจากพื้นที่ การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเกือบครึ่งหนึ่งในบีร์ อัล-มาสคูบ พร้อมกับคำสั่งรื้อถอนใหม่สำหรับส่วนที่เหลือ เป็นจุดเริ่มต้นของความพยายามที่จะลบชุมชนชาวปาเลสไตน์ทั้งหมด”

“โครงการ E1 ไม่ใช่แค่การสร้างบ้านหลายพันหลังสำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการขับไล่ชุมชนชาวปาเลสไตน์ออกจากบ้านและที่ดินของพวกเขาเพื่อสร้างที่ตั้งถิ่นฐานใหม่

“สิ่งที่เริ่มต้นในบีร์ อัล-มาสคูบ อาจลุกลามไปยังชุมชนอื่นๆ ที่มีชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่หลายร้อยคน” การกระทำเหล่านี้ก่อให้เกิดความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการโยกย้ายประชากรที่ได้รับการคุ้มครองโดยบังคับ ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ”

นี่เป็นการสานต่อนโยบายการเวนคืนที่ดิน ซึ่งเช่นเดียวกับในอดีต ส่งผลให้เกิดการยึดครองอย่างถาวร โดยที่ดินและบ้านเรือนจะไม่ถูกส่งคืนอีกเลย

ที่มา Asia News
Amid political uncertainty, settlers move into new homes, even in Jericho

https://www.asianews.it/en/middle-east/israel/amid-political-uncertainty-settlers-move-into-new-homes-even-in-jericho
November 5, 2026





Gentrification ในอีกรูปแบบหนึ่ง ? เมื่อนักลงทุนชาวอิสราเอลมีส่วนกระหน่ำวิกฤตที่อยู่อาศัยในใจกลางกรุงเอเธนส์










https://x.com/AJEnglish/status/2118644573522231629

ผู้สื่อข่าวของอัลจาซีรา รายงานจากเอ็กซาร์เคียในกรุงเอเธนส์ ที่ซึ่งชาวบ้านกล่าวว่า ที่พักให้เช่าระยะสั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของชาวอิสราเอล กำลังทำให้ค่าเช่าสูงขึ้นและทำลายเอกลักษณ์ของพื้นที่
....

รายงานฉบับนี้เน้นย้ำถึงแหล่งที่มาของความตึงเครียดทางสังคมและการเมืองที่เพิ่มขึ้นในย่านเอ็กซาร์เคีย ซึ่งเป็นย่านใจกลางกรุงเอเธนส์ที่ขึ้นชื่อในด้านการเมืองฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง วัฒนธรรมต่อต้านกระแสหลัก และความสามัคคีกับชาวปาเลสไตน์อย่างลึกซึ้ง

องค์ประกอบสำคัญที่ขับเคลื่อนปัญหานี้ ได้แก่:

การเปลี่ยนไปสู่การเช่าระยะสั้น: หลังจากการระบาดของโควิด-19 บริษัทลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์และผู้ซื้อส่วนตัวเริ่มซื้ออาคารอพาร์ตเมนต์ทั้งหลังในเอ็กซาร์เคียเพื่อเปลี่ยนเป็นที่พักให้เช่าระยะสั้นสำหรับนักท่องเที่ยว (เช่น Airbnb)

การลงทุนจากต่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงทางประชากร: ผู้อยู่อาศัยในท้องถิ่นและสมาคมอสังหาริมทรัพย์ระบุว่าผู้ซื้อจำนวนมากเป็นนักลงทุนชาวอิสราเอลที่ดึงดูดใจด้วยราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่แพง ความใกล้ชิดกับมหาวิทยาลัย และข้อจำกัดในการก่อสร้างที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ ของใจกลางกรุงเอเธนส์

การพลัดถิ่นและการพัฒนาพื้นที่: ผู้เช่าระยะยาว ครอบครัวที่มีรายได้น้อย และชุมชนผู้อพยพกำลังถูกผลักดันออกไปหรือถูกขับไล่ออกจากที่อยู่อาศัยแบบดั้งเดิม เนื่องจากอาคารที่พักอาศัยแบบดั้งเดิมว่างเปล่า ธุรกิจท้องถิ่นแบบดั้งเดิม (เช่น ร้านหนังสือเก่าและร้านขายของชำ) กำลังหายไปเพื่อเปิดทางให้กับสิ่งอำนวยความสะดวกที่มุ่งเน้นนักท่องเที่ยว

ความตึงเครียดทางการเมือง: เนื่องจากเอ็กซาร์เคียเป็นศูนย์กลางสำคัญของการเคลื่อนไหวต่อต้านระบอบเก่าและสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ การหลั่งไหลเข้ามาของบริษัทต่างชาติและอสังหาริมทรัพย์ส่วนตัว—รวมถึงการปรากฏตัวของตำรวจที่มากขึ้น—ได้ทำให้ความไม่พอใจของคนในท้องถิ่นทวีความรุนแรงขึ้น นักเคลื่อนไหวได้กำหนดเป้าหมายไปที่อาคารที่ดัดแปลงแล้ว แผงปุ่มกด และหน้าร้านค้าด้วยสีและสโลแกนทางการเมือง เน้นย้ำถึงความขัดแย้งระหว่างการท่องเที่ยว/การเก็งกำไรที่มากเกินไปกับอัตลักษณ์การเคลื่อนไหวเพื่อสังคมของย่านนี้

หากติดตามปฏิกิริยาลูกโซ่ไปถึงรากเหง้า ความขัดแย้งหลักคือความขัดแย้งระหว่างที่อยู่อาศัยในฐานะบ้าน/พื้นที่ชุมชนของมนุษย์ กับที่อยู่อาศัยในฐานะสินค้าทางการเงินระดับโลก การเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกและเศรษฐกิจการเช่าระยะสั้นกำลังทำให้ราคาที่อยู่อาศัยสูงขึ้นและทำให้ชุมชนที่กำหนดตัวเองอย่างแม่นยำผ่านการต่อต้านทุนนิยมของบริษัทและการท่องเที่ยวจำนวนมากต้องถูกขับไล่ออกไป





"Deep State" ในอินโดนีเซีย เมื่อตำรวจอินโดนีเซียแอบดักฟังประธานาธิบดี

 






เมื่อตำรวจอินโดนีเซียแอบดักฟังประธานาธิบดี

การเปิดโปงแผนการดักฟังครั้งใหญ่ในอินโดนีเซีย ซึ่งรวมถึงการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแอบดักฟังประธานาธิบดีของตนเอง สะท้อนให้เห็นถึงการแย่งชิงอำนาจเบื้องหลัง และก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับอำนาจของตำรวจที่ไม่มีการตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน กรุงจาการ์ตาต้องตกตะลึงกับข่าวการจับกุมนายตำรวจระดับสูง 3 นาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับเครือข่ายการดักฟังโทรศัพท์อย่างผิดกฎหมายครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง นักข่าว นักธุรกิจ ตลอดจนผู้นำองค์กรภาคประชาชนและกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO)

ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ หนึ่งในบุคคลที่ถูกดักฟังมีประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต รวมถึงอดีตประธานาธิบดีอีก 2 ท่านรวมอยู่ด้วย

นายตำรวจระดับสูงที่ถูกควบคุมตัวซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ ลิสติโย ซิกิต ปราโบโว (Listyo Sigit Prabowo) อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานคณะทำงานประธานาธิบดี (KSP) นอกจากนี้ยังมีพลตำรวจโท อารี ซอนตา นาซูชัน (Ahrie Sonta Nasution) หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพลตำรวจโท เอโก ฮาดี ซันโตโซ (Eko Hadi Santoso) อาจารย์อาวุโสประจำวิทยาลัยเสนาธิการตำรวจ โดยทั้งสามคนถูกคุมขังอยู่ที่ศูนย์กักตัวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

การที่นายตำรวจระดับสูงเหล่านี้เข้ามาเกี่ยวข้องทำให้เกิดคำถามถึงแรงจูงใจและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการเมืองอินโดนีเซียในอนาคตอันใกล้ การค้นหาแรงจูงใจดังกล่าวจำเป็นต้องพิจารณาบริบทของการแย่งชิงอำนาจเบื้องหลังระหว่างอดีตประธานาธิบดี โจโก วิโดโด (โจโกวี) กับปราโบโว

ทั้งสองเคยแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกันถึงสองครั้ง คือในปี 2014 และ 2019 ก่อนจะหันมาร่วมมือกันหลังการเลือกตั้งปี 2019 โดยปราโบโวได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลของโจโกวี ต่อมาในปี 2024 โจโกวีได้ร่วมมือกับปราโบโวอีกครั้ง โดยผลักดันให้ กิบราน รากาบูมิง รากา (Gibran Rakabuming Raka) บุตรชายของเขา ลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งรองประธานาธิบดีคู่กับปราโบโว อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือนี้เปรียบเสมือน "การแต่งงานเพื่อผลประโยชน์" (marriage of convenience) มากกว่าจะเป็นพันธมิตรทางการเมืองที่แท้จริง โดยต่างฝ่ายต่างมุ่งหวังที่จะบรรลุความทะเยอทะยานของตนเองเท่านั้น จุดเปลี่ยนสำคัญครั้งแรกเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2025 เมื่อการประท้วงในกรุงจาการ์ตาทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากรถปฏิบัติการของตำรวจคันหนึ่งพุ่งชนและคร่าชีวิตนายอัฟฟาน เคอร์เนียวาน (Affan Kurniawan) พนักงานขับรถจักรยานยนต์รับส่งสินค้าออนไลน์ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ต่อมาในวันที่ 31 สิงหาคม ปราโบโวได้ปรากฏตัวพร้อมกับบรรดาหัวหน้าพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อพยายามคลี่คลายสถานการณ์ให้สงบลง

บุคคลที่ยืนเคียงข้างเขาคือ เมกาวาตี ซูการ์โนบุตรี (Megawati Soekarnoputri) ซึ่งพรรค PDI-P ของเธอได้ขับโจโกวี (Jokowi) และกิบราน (Gibran) ออกจากพรรคไปเมื่อ 8 เดือนก่อนหน้านั้น สิ่งที่น่าสังเกตคือการไม่ปรากฏตัวของโจโกวี, กิบราน และไคซัง ปังกาเรป (Kaesang Pangarep) บุตรชายคนเล็กของโจโกวี ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานพรรคความสามัคคีอินโดนีเซีย (PSI) จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายฝ่ายจะเชื่อมโยงพฤติกรรมที่ถูกกล่าวหาของลิสต์โย (Listyo) เข้ากับบริบทนี้ ในยามที่โจโกวีหมดอำนาจและไม่มีช่องทางอย่างเป็นทางการในการคัดค้านปราโบโว การเข้าถึงข้อมูลการสื่อสารของปราโบโวจึงถือเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ต้องกล่าวด้วยความเป็นธรรมว่า การสอบสวนยังไม่ได้ข้อสรุปถึงวัตถุประสงค์ของการดักฟังดังกล่าว และยังไม่ทราบแน่ชัดว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลัง

กระนั้น ช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์นี้กลับเป็นผลดีต่อปราโบโว โดยกิบรานกำลังเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับประเด็นที่ว่าเขาสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจริงหรือไม่ ในเดือนตุลาคม ศาลรัฐธรรมนูญได้ยกคำร้องที่ขอให้ตัดสิทธิ์กิบราน โดยระบุว่าผู้ร้องไม่มีสถานะเพียงพอที่จะยื่นคำร้องดังกล่าว แม้ศาลจะกล่าวว่าไม่พบหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่าเขามีวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากต่างประเทศก็ตาม ต่อมาในวันที่ 30 ตุลาคม ฝ่ายผู้ร้องระบุว่าศาลฎีกาได้เพิกถอนใบรับรองเทียบวุฒิการศึกษาที่กิบรานใช้สำหรับลงทะเบียนสมัครรับเลือกตั้งในปี 2024 ส่งผลให้เกิดกระแสเรียกร้องให้เขาลาออกจากตำแหน่ง

นอกจากนี้ เมื่อไม่นานมานี้ ปราโบโวยังได้ปรับเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำระดับสูงของตำรวจและปลดลิสต์โยออกจากตำแหน่งในที่สุด มาห์ฟุด เอ็มดี (Mahfud MD) อดีตรัฐมนตรีประสานงานด้านการเมือง กฎหมาย และความมั่นคง ตั้งข้อสังเกตว่านี่ไม่ใช่ความพยายามครั้งแรกของปราโบโว โดยเขามีความพยายามที่จะเปลี่ยนตัวลิสต์โยมาแล้วอย่างน้อย 4 ครั้ง แต่แผนการดังกล่าวกลับต้องหยุดชะงักลงทุกครั้ง ครั้งหนึ่งความพยายามดังกล่าวได้เงียบหายไปหลังจากที่โจโกวีและอิเรียนา (Iriana) ภริยา ได้เดินทางไปเยือนบ้านพักของปราโบโวในเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งมาห์ฟุดกล่าวว่ามีการตีความกันว่าโจโกวีได้คัดค้านเรื่องนี้ หลังจากนั้นปราโบโวจึงพยายามเก็บแผนการของเขาไว้เป็นความลับ

และเมื่อถึงเวลาที่ดำเนินการจริง การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก็เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ในเช้าวันที่ 1 ตุลาคม ลิสติโยยืนอยู่เบื้องหลังปราโบโวในพิธีรำลึกประจำปีเพื่อสดุดีนายพลกองทัพบก 6 นายที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความพยายามรัฐประหารเมื่อปี ค.ศ. 1965 ในเช้าวันเดียวกันนั้น รัฐสภาได้รับหนังสือจากประธานาธิบดีซึ่งลงวันที่หนึ่งวันก่อนหน้า โดยมีเนื้อหาขอให้ปลดลิสติโยออกจากตำแหน่ง และเสนอชื่อซูยูดี อาริโอ เซโต หัวหน้าสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ ให้เข้ามารับตำแหน่งแทน

ซูยูดีเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเพียงคนเดียว การทดสอบความเหมาะสมของเขาใช้เวลาประมาณ 30 นาที และจบลงด้วยการอนุมัติผ่านมติเห็นชอบโดยไม่มีการคัดค้าน จากนั้นปราโบโวก็ได้ประกอบพิธีสาบานตนให้แก่เขาในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ลิสติโยก็ได้เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานเสนาธิการประธานาธิบดี (KSP) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อำนาจทั้งหมดขึ้นตรงต่อประธานาธิบดีเพียงผู้เดียว เปรียบเสมือน "กรงทอง" ก่อนเริ่มพิธีไม่นาน ลิสติโยได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าเขาได้รับแจ้งว่าจะต้องไปดำรงตำแหน่งหัวหน้า KSP และหวังว่า "นั่นคงไม่ใช่เรื่องผิดพลาดอะไร" ภายในเวลาไม่เกิน 24 ชั่วโมง ซูยูดีได้ดำเนินการปรับย้ายนายพล 78 นาย และนายทหารระดับกลางอีก 10 นาย

การสืบสวนกรณีการดักฟังเริ่มต้นขึ้นโดยบังเอิญ ตำรวจระบุว่าเหตุการณ์นี้ปรากฏขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม หลังจากมีเจ้าหน้าที่รายหนึ่งรายงานว่ากลุ่มผู้ต้องสงสัยได้สั่งให้ลบบันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์ออกจากระบบดักฟังของตำรวจ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นในเดือนเดียวกัน ซูยูดี (Suyudi) ได้รายงานเรื่องนี้ต่อปราโบโว (Prabowo) ก่อนที่จะมีการระบุตัวผู้ต้องสงสัย โดยประธานาธิบดีได้กำชับให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ต่อมาปราโบโวได้กล่าวในแถลงการณ์ว่าการกระทำดังกล่าว “เข้าข่ายการทรยศต่อชาติ” ด้านทนายความของอาห์รี (Ahrie) ซึ่งเป็นอดีตผู้ช่วยของทั้งลิสตโย (Listyo) และปราโบโว ระบุว่าลูกความของเขาเพียงแค่วิเคราะห์หมายเลขโทรศัพท์ที่ได้รับมาจากผู้บังคับบัญชาและหน่วยงานตำรวจอื่น ๆ เท่านั้น พร้อมทั้งปฏิเสธว่าไม่ได้มีการดักฟังบุคคลใดในทำเนียบประธานาธิบดี

ไม่ว่าผลการสืบสวนจะพบแรงจูงใจอย่างไร แต่กรณีนี้ก็ถือเป็นการช่วยให้ปราโบโวสามารถกระชับอำนาจเหนือสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นมา ซูยูดีได้ดำเนินการโยกย้ายนายตำรวจครั้งใหญ่ถึง 5 รอบ โดยรอบล่าสุดซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน (หนึ่งวันก่อนมีการระบุตัวผู้ต้องสงสัย) เป็นการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 264 นาย ตั้งแต่ระดับหัวหน้าสถานีตำรวจท้องที่ไปจนถึงรองผู้บัญชาการตำรวจระดับจังหวัด

นอกจากนี้ การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป โดยยูสริล (Yusril) กล่าวว่าอาจมีผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติมอีก และขณะนี้กำลังมีการสอบปากคำนายพลอีกหนึ่งนายในฐานะพยาน สำหรับเจ้าหน้าที่ที่เคยเติบโตในยุคของลิสตโย ตอนนี้คงมีเหตุผลเพียงพอที่จะต้องเก็บตัวให้เงียบที่สุด เอเดรียนัส เมลิอาลา (Adrianus Meliala) อดีตกรรมการคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ ตั้งข้อสังเกตว่าการดักฟังครั้งนี้ “ไม่ได้ทำเพื่อรัฐหรือเพื่อสำนักงานตำรวจ แต่ทำเพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายอื่น” ในมุมมองของเขา ตำรวจในยุคของลิสตโยได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเกมการเมือง ซึ่ง “ใครก็ตามที่เล่นเกมการเมือง ก็ต้องพร้อมรับผลกระทบทางการเมืองที่จะตามมา”

ทางด้านกองทัพก็ได้มีความเคลื่อนไหวเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน กองทัพยืนยันว่ามีการส่งกำลังพลนาวิกโยธินประมาณ 20,000 นายเข้ามายังกรุงจาการ์ตา โฆษกกองทัพระบุว่าเป็นเพียงมาตรการเตรียมความพร้อมตามปกติและปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดีที่กำลังเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ตามเอกสารที่สื่อรายงาน หน่วยแรก ๆ ได้เริ่มเคลื่อนกำลังพลตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นหนึ่งวันก่อนที่จะมีการระบุตัวผู้ต้องสงสัย

ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นอาจยังคงอยู่ต่อไปแม้การเผชิญหน้าครั้งนี้จะสิ้นสุดลง ตำรวจระบุว่ากลุ่มผู้ต้องสงสัยได้ป้อนหมายเลขโทรศัพท์เข้าสู่ระบบดักฟังโดยไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องมานานถึงสองปี และไม่มีใครขัดขวางการกระทำดังกล่าว จนกระทั่งมีเจ้าหน้าที่รายหนึ่งรายงานเรื่องการลบข้อมูลนั้นออกมา ตามกฎของตำรวจ การดักฟังต้องได้รับอนุญาตจากศาล และสามารถทำได้ไม่เกิน 30 วันโดยไม่ขออนุญาตใหม่ สำนักงานตรวจสอบของตำรวจกล่าวว่ากรณีนี้เป็นฝีมือของบุคคลที่กระทำผิด ไม่ใช่นโยบายของหน่วยงาน

ระบบที่อนุญาตให้ผู้บัญชาการตำรวจดักฟังประธานาธิบดี นักข่าว และนักกิจกรรมจากองค์กรพัฒนาเอกชน ตอนนี้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้สืบทอดตำแหน่งของเขาแล้ว

การดำเนินคดีกับลิสเตียเป็นการลงโทษการใช้ระบบในทางที่ผิดเพียงครั้งเดียว แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงว่าใครจะสามารถใช้ระบบนี้ได้ต่อไป

หากปราศจากการกำกับดูแลที่เป็นอิสระเกี่ยวกับการดักฟังของตำรวจ อำนาจเดียวกันนี้ก็ยังคงมีอยู่สำหรับผู้ที่ควบคุมตำรวจ ไม่ว่าเป้าหมายจะเป็นประธานาธิบดีหรือผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์เขา


ที่่มา Asia Link
When Indonesia’s police bugged the President

https://asialink.unimelb.edu.au/diplomacy/insights/when-indonesias-police-bugged-president/
5 November 2026



ทรัมป์ประกาศแต่งตั้งสตีเฟน มิลเลอร์เป็นหัวหน้าคณะทำงานคนใหม่ของเขา สตีเฟน มิลเลอร์ เป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มหลักของขบวนการ "อเมริกามาก่อน" และเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญด้านนโยบายที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสมัยการบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ทั้งสองสมัย



ทรัมป์ประกาศแต่งตั้งสตีเฟน มิลเลอร์เป็นหัวหน้าคณะทำงานคนใหม่ของเขา

นัยสำคัญของเรื่องนี้

การประกาศแต่งตั้งสตีเฟน มิลเลอร์เป็นหัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แทนที่ซูซี ไวลส์ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในพลวัตภายในและทิศทางนโยบายของรัฐบาล

ไวลส์ได้รับการมองว่าเป็นผู้ปฏิบัติงานเชิงสถาบันที่ได้รับมอบหมายให้สร้างระเบียบวินัย โครงสร้างเชิงกลยุทธ์ และการบริหารจัดการที่มั่นคงให้กับทำเนียบขาว ในทางตรงกันข้าม มิลเลอร์เป็นสถาปนิกทางอุดมการณ์ของขบวนการหลักของทรัมป์ การแต่งตั้งมิลเลอร์เป็นหัวหน้าคณะทำงานมีนัยสำคัญทางการเมืองและนโยบายหลายประการ:

นัยสำคัญที่สำคัญ

1. การเปลี่ยนจากการบริหารจัดการไปสู่การดำเนินการตามอุดมการณ์

บทบาทของซูซี ไวลส์: บริหารจัดการการดำเนินงานภายในทำเนียบขาว รักษาความสัมพันธ์กับรัฐสภา และควบคุมการเข้าถึงประธานาธิบดี

บทบาทของสตีเฟน มิลเลอร์: สถาปนิกคนสำคัญของวาระ "อเมริกามาก่อน" การเลื่อนตำแหน่งของเขาบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงจากการบริหารจัดการเชิงปฏิบัติการแบบดั้งเดิมไปสู่การดำเนินการโดยตรงและเชิงรุกตามคำมั่นสัญญานโยบายหลักของทรัมป์

2. การเข้มงวดและเร่งรัดนโยบายการเข้าเมือง

การเข้าเมืองเป็นประเด็นสำคัญที่มิลเลอร์ให้ความสนใจมาตลอดทั้งสองสมัยของทรัมป์

การแต่งตั้งมิลเลอร์เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ทำให้ผู้ที่แสดงจุดยืนแข็งกร้าวที่สุดในเรื่องการเข้าเมืองเข้ามาอยู่ในศูนย์กลางอำนาจบริหาร

คาดว่าจะมีการเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายการเข้าเมือง คำสั่งด้านความมั่นคงชายแดน การเนรเทศอย่างรวดเร็ว และข้อจำกัดที่เข้มงวดมากขึ้นทั้งการเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย

3. การกระชับวงใน

มิลเลอร์เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาที่รับใช้ทรัมป์มายาวนานและภักดีที่สุด โดยอยู่กับเขามาตั้งแต่การหาเสียงเลือกตั้งปี 2016

การแต่งตั้งมิลเลอร์เป็นการเสริมสร้างความภักดีและการสอดคล้องทางอุดมการณ์ในระดับสูงสุดของทำเนียบขาว ลดความขัดแย้งระหว่างผู้กำหนดนโยบายและฝ่ายบริหาร

4. การดำเนินการโดยตรงของฝ่ายบริหารและกลยุทธ์ทางกฎหมาย

มิลเลอร์มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้ง America First Legal และสนับสนุนการใช้อำนาจบริหารเพื่อดำเนินนโยบายมาโดยตลอด

เมื่อมิลเลอร์เป็นหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของทำเนียบขาว รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะพึ่งพาคำสั่งบริหาร การออกกฎระเบียบของหน่วยงาน และอำนาจของประธานาธิบดีแต่เพียงฝ่ายเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงความติดขัดในรัฐสภา

5. การเพิ่มขึ้นของความขัดแย้งทางการเมืองและการออกกฎหมาย

พลวัตของรัฐสภา: ท่าทีที่แข็งกร้าวของมิลเลอร์เกี่ยวกับนโยบายภายในประเทศและสังคม มีแนวโน้มที่จะทำให้ความแตกแยกภายในพรรคทวีความรุนแรงขึ้น พรรคเดโมแครตและสมาชิกพรรครีพับลิกันสายกลางอาจแสดงท่าทีต่อต้านข้อริเริ่มต่างๆ ของทำเนียบขาวอย่างแข็งกร้าวมากขึ้น

การจับตาจากสาธารณชนและสื่อมวลชน: การเลื่อนตำแหน่งของมิลเลอร์จะทำให้วาทกรรมทางการเมืองเกิดความแตกแยกยิ่งขึ้น เนื่องจากเขามีชื่อเสียงในฐานะบุคคลที่สร้างความเห็นต่างสุดขั้วมากที่สุดคนหนึ่งในรัฐบาลชุดนี้

ภาพรวมประวัติการทำงานด้านนโยบาย ภูมิหลังที่สำคัญ และข้อริเริ่มทางการเมืองครั้งสำคัญของสตีเฟน มิลเลอร์

สตีเฟน มิลเลอร์ ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มหลักของขบวนการ "อเมริกามาก่อน" และเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญด้านนโยบายที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสมัยการบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ทั้งสองสมัย

1. ประวัติความเป็นมาและการก้าวสู่ความโดดเด่น

การเคลื่อนไหวในช่วงแรกและการเป็นผู้ช่วยในสภาคองเกรส

การเคลื่อนไหวในฐานะนักศึกษา: ขณะศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยดุ๊ก (สำเร็จการศึกษาในปี 2007) มิลเลอร์สร้างชื่อเสียงในที่สาธารณะผ่านการแสดงความคิดเห็นเชิงอนุรักษ์นิยม การต่อต้านโครงการริเริ่มด้านพหุวัฒนธรรม และการได้รับความสนใจจากสื่อระดับชาติจากการออกมาปกป้องผู้เล่นที่ถูกกล่าวหาในคดีลาครอสของมหาวิทยาลัยดุ๊ก

ประสบการณ์ในรัฐสภา: หลังเรียนจบมหาวิทยาลัย มิลเลอร์ทำงานเป็นเลขานุการฝ่ายสื่อสารมวลชนให้กับ ส.ส. มิเชล บาคแมนน์ และ ส.ส. จอห์น แชดเดก ก่อนที่จะเข้าร่วมทีมงานของวุฒิสมาชิกเจฟฟ์ เซสชันส์ (พรรครีพับลิกัน รัฐแอละแบมา) ในปี 2552

การต่อต้านการปฏิรูปการเข้าเมือง: ในฐานะหัวหน้าฝ่ายสื่อสารของวุฒิสมาชิกเซสชันส์ มิลเลอร์มีบทบาทสำคัญในการขัดขวางร่างกฎหมายปฏิรูปการเข้าเมืองปี 2556 ที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองพรรค (ร่างกฎหมาย "แก๊งแปด") เขาเป็นผู้เขียนคู่มือกลยุทธ์ที่มีอิทธิพลสำหรับสมาชิกสภานิติบัญญัติฝ่ายอนุรักษ์นิยม โดยให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อโต้แย้งและข้อความต่อต้านช่องทางทางกฎหมายสำหรับผู้อพยพที่ไม่มีเอกสาร

แคมเปญหาเสียงของทรัมป์ ปี 2559

บทบาทสำคัญ: เข้าร่วมแคมเปญของโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงต้นปี 2559 ในฐานะที่ปรึกษานโยบายอาวุโส ผู้เขียนสุนทรพจน์ และผู้กล่าวปราศรัยเปิดงานหาเสียงบ่อยครั้ง

สไตล์การพูด: ร่างสุนทรพจน์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีที่สำคัญหลายฉบับ รวมถึงสุนทรพจน์รับตำแหน่งของทรัมป์ในการประชุมพรรครีพับลิกันปี 2016 และสุนทรพจน์ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2017 (ซึ่งมักถูกกล่าวถึงในประเด็น "ความหายนะของอเมริกา")

2. โครงการริเริ่มที่สำคัญในรัฐบาลทรัมป์

โครงสร้างนโยบายการเข้าเมืองที่เข้มงวด

การบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองเป็นหัวใจหลักของนโยบายของมิลเลอร์ตลอดอาชีพการทำงานในที่สาธารณะของเขา:

ข้อจำกัดการเดินทาง ("การห้ามชาวมุสลิม"): ผู้ร่างหลักของคำสั่งบริหารหมายเลข 13769 ซึ่งจำกัดการเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาสำหรับชาวต่างชาติจากหลายประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม

"นโยบายไม่ยอมรับความผิดใดๆ" และการแยกครอบครัว: ผู้สนับสนุนหลักและผู้ร่างนโยบายการบังคับใช้กฎหมายปี 2018 ที่ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก ซึ่งส่งผลให้เด็กผู้อพยพถูกแยกจากพ่อแม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อยับยั้งการข้ามแดนโดยไม่ได้รับอนุญาต

ข้อจำกัดด้านภาระสาธารณะและสวัสดิการ: สนับสนุนระเบียบของกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติที่ออกแบบมาเพื่อปฏิเสธการออกกรีนการ์ดหรือสถานะผู้พำนักถาวรอย่างถูกกฎหมายแก่ผู้อพยพที่ใช้ประโยชน์จากโครงการช่วยเหลือสาธารณะ (เช่น SNAP หรือ Medicaid)

การลดจำนวนผู้ลี้ภัยและการขอลี้ภัย: ผลักดันความพยายามที่จะลดโควตาการรับผู้ลี้ภัยประจำปีของสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ และจำกัดนิยามคุณสมบัติการขอลี้ภัยให้แคบลง

คำสั่งในวาระที่สอง: ในการบริหารงานสมัยที่สองของโดนัลด์ ทรัมป์ ในฐานะรองหัวหน้าคณะทำงานด้านนโยบายและที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ (และต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว) มิลเลอร์เป็นผู้นำมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ผลักดันการเนรเทศอย่างกว้างขวางโดยใช้อำนาจตามประวัติศาสตร์ เช่น กฎหมายว่าด้วยศัตรูต่างชาติ จำกัดการตีความสิทธิการเป็นพลเมืองโดยกำเนิด และส่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางไปปฏิบัติการตามแนวชายแดน

มูลนิธิ America First Legal (2021–2025)

ระหว่างวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ มิลเลอร์ได้ก่อตั้งและบริหาร America First Legal ซึ่งเป็นองค์กรด้านกฎหมายอนุรักษ์นิยมที่ออกแบบมาเพื่อถ่วงดุลกลุ่มสนับสนุนฝ่ายซ้าย

องค์กรได้เริ่มดำเนินคดีกับโครงการส่งเสริมความหลากหลายขององค์กร กฎระเบียบของรัฐ และขั้นตอนการลงคะแนนเสียงในระดับท้องถิ่น พร้อมทั้งวางกรอบทางกฎหมายสำหรับการดำเนินการของฝ่ายบริหารในวาระที่สอง

การใช้อำนาจบริหารอย่างกว้างขวาง

อำนาจฝ่ายเดียว: แนวทางการดำเนินงานของมิลเลอร์พึ่งพาการใช้คำสั่งบริหารของประธานาธิบดี การออกกฎระเบียบของหน่วยงาน และการประกาศภาวะฉุกเฉินอย่างเต็มที่ เพื่อหลีกเลี่ยงความติดขัดในการออกกฎหมายของรัฐสภา

การปรับโครงสร้างราชการพลเรือน: สนับสนุนความพยายามในการปรับปรุงระบบราชการของรัฐบาลกลาง เพื่อเพิ่มความสอดคล้องระหว่างบุคลากรประจำการของหน่วยงานรัฐบาลกลางและลำดับความสำคัญของนโยบายฝ่ายบริหาร
.....






 

บรรดาผู้บริหารในซิลิคอนแวลลีย์ที่ใช้เวลาสองปีในการประจบประแจงทรัมป์ ตอนนี้กำลังเผชิญหน้ากับสภาคองเกรสที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก ซึ่งกำลังขู่ว่าจะออกหมายเรียกแล้ว วุฒิสมาชิกเอ็ด มาร์คีย์ กล่าวว่า ผู้บริหารด้านเทคโนโลยีจะต้อง "ปลูกป่าใหม่เพื่อรองรับหมายเรียกทั้งหมดที่เราจะพิมพ์ออกมา"

https://www.facebook.com/FoxNewsPolitics/posts/1522414136421167
.....

กลุ่มหัวก้าวหน้าจัดทำแผนงาน 182 หน้า ระบุถึงการสอบสวนที่อาจเกิดขึ้นโดยพรรคเดโมแครตต่อทรัมป์และพันธมิตรทางธุรกิจ

แผนงานดังกล่าวระบุชื่อ Tesla, Apple, Amazon, OpenAI, Meta, Google และบริษัทอื่นๆ เป็นเป้าหมายของการไต่สวนในรัฐสภา

องค์กรนโยบายหัวก้าวหน้าซึ่งนำโดยอดีตผู้ช่วยของประธานาธิบดีโจ ไบเดน และอดีตผู้ช่วยของวุฒิสมาชิกหัวก้าวหน้า เบอร์นี แซนเดอร์ส (พรรคอิสระ รัฐเวอร์มอนต์) และเอลิซาเบธ วอร์เรน (พรรคเดโมแครต รัฐแมสซาชูเซตส์) ได้รวบรวมแผนงานโดยละเอียดสำหรับการสอบสวนของรัฐสภาจากพรรคเดโมแครตที่อาจเกิดขึ้นเพื่อเป้าหมายประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และพันธมิตรของเขานอกทำเนียบขาว ซึ่งอาจเป็นลางบอกเหตุถึงเป้าหมายของรัฐสภาชุดที่ 120

เอกสารของ Groundwork Collaborative ซึ่งได้รับและวิเคราะห์โดย Fox News Digital ระบุรายชื่อผู้บริจาคเงินให้ทรัมป์และพันธมิตรทางธุรกิจสำหรับการสอบสวนของรัฐสภาจากพรรคเดโมแครตที่อาจเกิดขึ้น ผู้นำในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และซีอีโอของบริษัทขนาดใหญ่มีแนวโน้มที่จะอยู่ในกลุ่มเป้าหมายของการรณรงค์ต่อต้านทรัมป์

เจ้าหน้าที่พรรคเดโมแครตในวุฒิสภาที่คุ้นเคยกับกระบวนการนี้มานาน เปิดเผยกับ Fox News Digital ว่า พรรคเดโมแครตที่ครองเสียงข้างมากในคณะกรรมการเหล่านี้ วางแผนที่จะมุ่งเป้าไปที่พันธมิตรและผู้บริจาคของประธานาธิบดีโดยเฉพาะ โดยอาจถึงขั้นกำหนดเป้าหมายไปที่ผู้ที่บริจาคให้กับห้องจัดเลี้ยงใหม่ของทำเนียบขาว เมื่อพวกเขากลายเป็นเสียงข้างมากแล้ว

พรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎรเปิดตัวแผนป้องกันเพื่อปกป้องทรัมป์จากการสอบสวนของพรรคเดโมแครตที่กำลังจะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวไม่ได้เห็นเอกสารฉบับนั้น ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่าให้กำหนดเป้าหมายไปที่ผู้ที่บริจาคให้กับห้องจัดเลี้ยง ห้องสมุด พิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของทรัมป์ และการหาเสียงเลือกตั้ง

มีรายงานว่าคณะกรรมการของสภาผู้แทนราษฎรก็ได้รับเอกสารฉบับนี้เช่นกัน แต่ผู้ช่วยของคณะกรรมการตุลาการสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตบอกกับเซมาฟอร์ว่ามันเป็น "หนึ่งในหลายๆ ฉบับ" และปฏิเสธ โดยกล่าวว่า "พวกเราทุกคนได้รับอีเมลจำนวนมาก"

แต่ถึงกระนั้น มันก็อาจแสดงให้เห็นถึงทิศทางที่ผู้คนทางฝ่ายซ้ายต้องการให้พรรคเดโมแครตที่ครองเสียงข้างมากชุดใหม่ดำเนินไป

แผนการอื่นๆ ที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นรวมถึงการกำหนดเป้าหมายไปยังบริษัทที่สนับสนุนทรัมป์ เช่น เทสลา แอปเปิล อเมซอน ออราเคิล ทรัมป์ มีเดีย และเวิลด์ ลิเบอร์ตี้ ไฟแนนเชียล จดหมายฉบับนี้ยังกล่าวถึงชื่อของอเล็กซ์ คาร์ป จากพาแลนทีร์ และไบรอัน อาร์มสตรอง จากคอยน์เบส โดยอาจมีการไต่สวนที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารจากโอเพนไอ เมตา กูเกิล ไมโครซอฟต์ ออราเคิล และบริษัทอื่นๆ ด้วย

มาตรการลดหย่อนภาษีที่สนับสนุนความเคลื่อนไหวด้านเทคโนโลยีล่าสุดของทรัมป์ กำลังตกเป็นเป้าหมายการตรวจสอบจากพรรคเดโมแครต

ประเด็นสำคัญอื่นๆ ได้แก่ การตรวจสอบสถานะทางการเงินส่วนบุคคลของทรัมป์ การเสนอให้รัฐสภาเข้ามาตรวจสอบการจัดการด้านภาษีของทรัมป์ ธุรกิจสกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอร์เรนซี) รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการให้สิทธิพิเศษแก่กลุ่มบริษัทที่บริจาคเงินให้แก่เขา

เอกสารดังกล่าวยังเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการต่างๆ ขยายขอบเขตการกำกับดูแลของรัฐบาลกลางในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเสนอให้มีการสอบสวนบริษัทด้าน AI รวมถึงเสนอมาตรการจำกัดการใช้อัลกอริทึมในการกำหนดราคา การเฝ้าระวังในสถานที่ทำงาน และเทคโนโลยี AI แบบอัตโนมัติบางประเภท

ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบโครงการ AI ในระบบ Medicare ของรัฐบาลทรัมป์ ที่ใช้แบบจำลอง WISeR ซึ่งเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์สำหรับคัดกรองคำร้องขออนุมัติล่วงหน้า (prior authorization) ในระบบ Medicare แบบดั้งเดิม เพื่อประเมินว่าหัตถการทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยนอกบางรายการมีความจำเป็นทางการแพทย์หรือไม่

เอกสารระบุเพิ่มเติมว่า คณะกรรมาธิการควรเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบภาคธุรกิจเอกชน ผ่านการจัดไต่สวน การเรียกดูเอกสาร และการผลักดันกฎหมายที่มุ่งเป้าไปยังนายจ้างรายใหญ่ เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ บริษัทประกันภัย และบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ

ข้อเสนอของรัฐบาลทรัมป์เกี่ยวกับ Medicare ซึ่งเชื่อมโยงกับกฎหมายกำหนดราคายาในยุคไบเดน กำลังเผชิญกับแรงต้านจากทั้งสองพรรคการเมือง

ภารัต รามามูร์ติ (Bharat Ramamurti) อดีตรองผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ (National Economic Council) ผู้ซึ่งประสานงานกับองค์กร Groundwork ในการจัดทำเอกสารฉบับนี้ กล่าวกับ Fox News Digital ว่า "ในการเลือกตั้งกลางเทอมที่ผ่านมา ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตทั่วประเทศต่างชี้ให้เห็นว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมากลุ่มบริษัทขนาดใหญ่มีผลประกอบการที่ดีมาก ในขณะที่ครอบครัวทั่วไปกลับต้องเผชิญกับภาวะบีบคั้นจากราคาสินค้าที่สูงขึ้นและการบริการที่แย่ลง"

รามามูร์ติกล่าวเสริมว่า "วาระการตรวจสอบนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำความเข้าใจว่าบริษัทเหล่านี้กำลังดำเนินการอย่างไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อการตัดสินใจเหล่านั้น และในฐานะผู้กำหนดนโยบาย สมาชิกสภาคองเกรสจะสามารถดำเนินการอย่างไรกับเรื่องนี้ได้บ้าง"

ในส่วนถัดมาของเอกสารยังมีการกล่าวถึงแผนการจำกัดความเป็นเจ้าของขององค์กรธุรกิจและแนวปฏิบัติในการกำหนดราคา โดยมีการหารือถึงมาตรการที่มุ่งเป้าไปยังนักลงทุนสถาบันในตลาดที่อยู่อาศัย การใช้อัลกอริทึมกำหนดค่าเช่า และระบบการกำหนดราคาขององค์กรธุรกิจต่างๆ

นอกจากนี้ เอกสารยังเสนอให้มีการตรวจสอบกรณีที่มีรายงานเกี่ยวกับการตกลงยุติปัญหาในการตรวจสอบภาษีของทรัมป์ ซึ่งรวมถึงการขอข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจสอบภาษีอาคารในชิคาโก และการตั้งคำถามต่อเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการคลังอีกด้วย

ที่มา Fox News
Progressive group's 182-page blueprint maps out potential Dem investigations into Trump, corporate allies

https://www.foxnews.com/politics/progressive-groups-182-page-blueprint-maps-potential-dem-investigations-trump-corporate-allies
November 6, 2026








บรรดาผู้บริหารในซิลิคอนแวลลีย์ที่ใช้เวลาสองปีในการประจบประแจงทรัมป์ ตอนนี้กำลังเผชิญหน้ากับสภาคองเกรสที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก ซึ่งกำลังขู่ว่าจะออกหมายเรียกแล้ว

วุฒิสมาชิกเอ็ด มาร์คีย์ กล่าวว่า ผู้บริหารด้านเทคโนโลยีจะต้อง "ปลูกป่าใหม่เพื่อรองรับหมายเรียกทั้งหมดที่เราจะพิมพ์ออกมา"



ประธานสภาสั่ง “ไม่รับ” ร่าง “ลบมรดก 6 ตุลาฯ” ปัดตกรายชื่อประชาชนเกือบ 60,000 อ้างไม่ใช่กฎหมายหมวดสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย เลยมีเสียงวิจารณ์ว่า "ไร้หัวใจ" หรือ เหมือนดั่งข้อกล่าวหาว่า "ทำตัวเป็นขี้ข้า" ?


06/11/2026
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

กรณีการรวบรวมรายชื่อของภาคประชาชนในนาม “เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ” เพื่อเสนอให้ยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ที่ออกภายหลังเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2519 เพื่อปรับอัตราโทษในความผิดเกี่ยวกับการแสดงออกของประชาชน เช่น ความผิดฐานหมิ่นประมาท ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ให้กลับไปเป็นอัตราโทษก่อนคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ซึ่งรวบรวมรายชื่อของประชาชนจนถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ได้เกือบ 60,000 รายชื่อแล้ว

หลังเครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ นำร่างพระราชบัญญัติ รวมทั้งหลักการและเหตุผล ยื่นริเริ่มการเข้าชื่อเสนอกฎหมายต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ออกหนังสือฉบับลงวันที่ 27 ตุลาคม 2569 แจ้งผลการวินิจฉัยว่า ประชาชนไม่อาจใช้สิทธิริเริ่มเสนอกฎหมายได้ เพราะมีหลักการไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย และหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ โดยให้เหตุผล ดังนี้

“เนื่องจากหลักการยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 41 และแก้ไขบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา เพื่อลดโทษจำคุกในการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา โดยการกำหนดโทษในอัตราเดียวกันกับบทบัญญัติเดิมตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 นั้น เป็นการแก้ไขอัตราโทษของความผิดในประมวลกฎหมายอาญาซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตลอดจนเพื่อประโยชน์สาธารณะ การกำหนดโทษทางอาญาจึงเป็นอำนาจของรัฐโดยตรง เข้าลักษณะเสนอกฎหมายที่มีหลักการเกี่ยวกับการดำเนินการตามกฎหมายและกำหนดนโยบายในกระบวนการยุติธรรม ตามหมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 64 และ 68 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น จึงไม่อาจใช้สิทธิริเริ่มเสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 41 ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาได้”

คำสั่งฉบับนี้อ้างหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 ที่บัญญัติว่า ร่างพระราชบัญญัติให้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรก่อน และจะเสนอได้ก็แต่โดย (3) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ตามหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย หรือหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ และมาตรา 8 ของพ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ.2564 ให้อำนาจประธานสภาเป็นผู้วินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับใดมีหลักการเข้าข่ายหมวด 3 หรือหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่

คำสั่งฉบับนี้จึงเป็นคำสั่งของประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งปัจจุบัน คือ โสภณ ซารัมย์ จากพรรคภูมิใจไทย แต่หนังสือที่ส่งมาลงนามโดยศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร


เสนอลดอัตราโทษในการแสดงความเห็น เป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพประชาชนโดยตรง

ร่างพระบัญญัติยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งเครือข่ายภาคประชาชนจัดทำขึ้นนั้น ระบุไว้ในบรรทัดแรกของหลักการของร่างกฎหมายนี้ว่า เพื่อยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2519 อันเป็นกฎหมายที่ไม่มีความชอบธรรมด้านที่มา และเนื้อหาเป็นการจำกัดเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร… จึงเห็นชัดเจนว่า ผู้ยกร่างตั้งใจเสนอกฎหมายฉบับนี้เพื่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยมีหลักการเป็นไปตามหมวด 3 ของรัฐธรรมนูญ

โดยเนื้อหาแล้วเป็นการแก้ไขอัตราโทษของฐานความผิดในประมวลกฎหมายอาญา ทั้งหมด 12 ฐานความผิด ที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกของประชาชนทั้งหมด ได้แก่ ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามาตรา 112, ความผิดฐานการกระทำต่อธง ตามมาตรา 118, ความผิดฐานหมิ่นประมาทประมุขต่างชาติ ตามมาตรา 133, ความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้แทนรัฐต่างประเทศ ตามมาตรา 134, ความผิดฐานกระทำต่อธงของรัฐต่างประเทศ ตามมาตรา 135, ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136, ความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานตามมาตรา 138, ความผิดฐานดูหมิ่นศาล ตามมาตรา 198, ความผิดฐานดูหมิ่นศาสนา ตามมาตรา 206, ความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา ตามมาตรา 326, ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามมาตรา 328 และความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ตามมาตรา 393

จึงเห็นได้ว่า เนื้อหาของร่างกฎหมายนี้เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนโดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 25, 26, 34, 35 ที่เกี่ยวข้องโดยตรงที่สุด คือ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามมาตรา 34 ซึ่งอยู่ในหมวด 3 สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ตามรัฐธรรมนูญ จึงควรจะเป็นกฎหมายที่ประชาชนมีสิทธิเข้าเชื่อเสนอตามมาตรา 133 ได้

มาตรา 34 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน

เสรีภาพทางวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครอง แต่การใช้เสรีภาพนั้นต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และต้องเคารพและไม่ปิดกั้นความเห็นต่างของบุคคลอื่น

ประธานสภาผู้แทนราษฎร อ้างว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีหลักการเกี่ยวกับการดำเนินการตามกฎหมายและกำหนดนโยบายในกระบวนการยุติธรรม ตามหมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 64 และ 68 แต่เนื้อหาของมาตรา 64 และ 68 ของรัฐธรรมนูญ2560 ไม่เกี่ยวข้องกับหลักการและจุดมุ่งหมายของการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เลย

มาตรา 64 บทบัญญัติในหมวดนี้เป็นแนวทางให้รัฐดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน

มาตรา 68 รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกด้านให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินสมควร

รัฐพึงมีมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยเคร่งครัด ปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำใด ๆ

รัฐพึงให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่จำเป็นและเหมาะสมแก่ผู้ยากไร้หรือผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม รวมตลอดถึงการจัดหาทนายความให้

https://www.ilaw.or.th/articles/59790

Chamnan Chanruang
การตีความกฎหมายอยู่ที่ว่าจะตีความให้เข้ามาตรา 25 หมวดสิทธิเสรีภาพก็ได้ หรือตีความให้ตกเหมือนกฎหมายหลายฉบับที่ผ่านๆมาก็ได้ อยู่ที่ผู้ตีความว่าจะมีจิตใจกว้างขวางหรือคับแคบแค่ไหนอย่างไร

ช่างอัปยศเสียจริง

ชำนาญ จันทร์เรือง
6 พฤศจิกายน 2026
...
ก็สมแล้วที่เค้าว่าเป็น ขข
อีกความเห็นหนึ่ง
.....

เสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง "ทำตัวเป็นขี้ข้า" หรือ "ไร้หัวใจ"

ข้อกล่าวหาจาก สส. พรรคประชาชน หรือนักวิชาการอย่างคุณชำนาญ จันทร์เรือง เกิดจากการมองว่า:

"กฎหมายไม่ใช่เรื่องของตัวอักษรบริสุทธิ์ แต่ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกและดุลยพินิจของผู้ใช้อำนาจ"

เมื่อฝ่ายสภาเลือกใช้วิธี "ตีความแบบแคบที่สุดเท่าที่จะทำได้" เพื่อปัดตกร่างกฎหมายของประชาชนเกือบ 60,000 คน จึงถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจนิติบัญญัติเพื่อรับใช้และปกป้องโครงสร้างอำนาจเดิม (ที่กระทำความรุนแรงหรือละเมิดสิทธิ) มากกว่าทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนในการค้นหาความยุติธรรมนั่นเอง








 

“วิธูร คลองมีคุณ” ประธานศาลอุทธรณ์คนปัจจุบัน วินิจฉัยชี้ขาดว่า คดี สว.สำรองยื่นฟ้อง 8 กกต. ปมทุจริตเลือกตั้ง สว. อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมยืนยันว่าประชาชนสามารถยื่นฟ้อง กกต. ได้โดยตรง ซึ่งเป็นการกลับแนวคำวินิจฉัยเดิมของ “มัณฑรี” อดีตประธานศาลอุทธรณ์


06 พ.ย. 69
ฐานเศรษฐกิจ

KEY POINT
  • ประธานศาลอุทธรณ์คนใหม่วินิจฉัยให้ประชาชนสามารถยื่นฟ้องเลขาธิการ และ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวม 8 คน ได้โดยตรงต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
  • คดีดังกล่าวเกิดจากการที่ กกต. ถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ตรวจสอบการทุจริตหรือ "ฮั้ว" ในการเลือกตั้ง สว.
  • ศาลเห็นพ้องว่า การฮั้วเลือกตั้งถือเป็นการ "พรากอำนาจอธิปไตย" ของปวงชนชาวไทย ทำให้ประชาชนทุกคนเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีได้โดยตรง
เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2569 นายวิธูร คลองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์ มีคำวินิจฉัยที่ วท. 27/2569 เป็นคดีของ ของศาลจังหวัดนนทบุรี หมายเลขดำที่ อ 1018/2569 หมายเลขแดงที่ อ 1444/2569 ที่นายพงศกรณ์ ตั้งกิตติตระกูล ยื่นฟ้อง นานายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมคณะกรรมการ กกต. รวม 8 คน ในความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561

โดยมีชนวนเหตุมาจากข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่และการลงมติ 4 ต่อ 3 ของ กกต. ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและดำเนินคดีกรณีการทุจริต หรือ ฮั้วเลือก สว. ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 72, 75, 77

ศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีมีปัญหาคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือไม่ จึงมีคำสั่งให้เสนอศาลอุทธรณ์เพื่อให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 11

ประธานศาลอุทธรณ์ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า สิทธิและเสรีภาพทางการเมืองเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ตามที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติกาสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามรับรองและให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2540 แล้วอนุวัติการให้เป็นไปตามกฎบัตรและกติกาดังกล่าวด้วย

การบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540, 2550 และ 2560 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง ความว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ”

ฉะนั้น หากมีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดกระทำการทุจริตประพฤติมิชอบเพื่อให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม (หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าฮั้ว หรือ โกงเลือก สว. ) อันเป็นความผิดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 32,58,69 ตามฟ้อง

ย่อมเป็นการพรากอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย ประชาชนทุกคนย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นต่อศาลชั้นต้น ที่มีเขตอำนาจได้โดยตรง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และ 28 (2) คณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 หมวด 12 ส่วนที่ 2 มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการให้การเลือกสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

โดยจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยที่ 2 - 8 ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยทั้ง 8 จึงเป็นผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งแปดหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติหน้าที่ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำการใดเพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทณแก่ผู้สมัครเพื่อให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

อันเป็นการร่วมกัน ส่งเสริม หรือสนับสนุนให้การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และพรากอำนาจอธิปไตยไปจากปวงชนชาวไทย ประชาชนทุกคนย่อมเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องบุคคลหรือกลุ่มบุคคลนั้นต่อศาลชั้นต้น ที่มีเขตอำนาจได้โดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และ 28 (2) เช่นกัน

เยี่ยงนี้ย่อมถือได้ว่า การกระทำตามคำบรรยายฟ้อง จำเลยทั้ง 8 จงใจเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 32,58,69 และ พรป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 21 ประกอบมาตรา 22 และมาตรา 38

เป็นกรณีที่มูลความแห่งคดีเป็นการกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทุจริตต่อหน้าที่ หรือ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ซึ่งอาจใช้ช่องทางพิเศษฟ้องคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ตามบทบัญญัติแห่ง พ.รป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 23 ซึ่งกำหนดผู้มีอำนาจฟ้องคดี ได้แก่ อัยการสูงสุด และ คณะกรรมการ ป.ป.ช.

ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตกำหนด ซึ่งใช้บังคับในกรณีที่อัยการสูงสุด และคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ฟ้องคดี แต่คดีนี้ ผู้ฟ้องคดี คือ โจทก์เป็นราษฎรที่สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งอัยการสูงสุด หรือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมไม่อยู่ภายใต้บังคับของบทกฎหมายดังกล่าว

ในเมื่อโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้ง 8 โดยจำเลยที่ 1 เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง จำเลยที่ 2- 8 เป็นกรรมการการเลือกตั้งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วย พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา32,58,69 , 88 ซึ่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 38 กำหนดว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้ง 8 ให้ถือว่า เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และเจ้าพนักงานของรัฐตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4

ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 3 วรรคหนึ่ง (1)

วินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ กลุ่มผู้สมัคร สว.สำรอง ได้เคยยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบโดยตรง พร้อมทั้งขอให้พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย นางมัณฑรี อุชชิน ประธานศาลอุทธรณ์ เนื่องจากมองว่า มีพฤติการณ์อันอาจเข้าข่ายเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

เนื่องจาก นางมัณฑรี อุชชิน อดีตประธานศาลอุทธรณ์ ได้เคยมีคำวินิจฉัย คดีที่ราษฎรยื่นฟ้อง กกต.ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

โดยจะต้องส่งเรื่องผ่านคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปยังอัยการสูงสุด เพื่อฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คำวินิจฉัยของ นายวิธูร คลองมีคุณ ประธานศาลอุทธรณ์คนปัจจุบัน จึงถือเป็นการกลับแนวคำวินิจฉัยเดิมของ นางมัณฑรี อุชชิน อดีตประธานศาลอุทธรณ์

https://www.thansettakij.com/politics/673165








 

💡 เกร็ดน่ารู้ เกี่ยวกับ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ที่คุณอาจยังไม่ทราบ




ผมเป็นคนญี่ปุ่นที่
อาศัยอยู่ในประเทศไทย และขอพูดจากใจเลยว่า ผมไม่เคยเห็นเรือลำไหนงดงามได้ถึงขนาดนี้มาก่อน ทั้งความสง่างามของหัวเรือรูปหงส์ งานแกะสลักปิดทอง และรายละเอียดอันประณีตทุกส่วน ยิ่งได้รู้ว่าประวัติของเรือสุพรรณหงส์สืบย้อนไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 2091 ส่วนเรือลำปัจจุบันสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2454 ก็ยิ่งรู้สึกทึ่ง แม้แต่พู่สีขาวที่ห้อยจากปากหงส์ก็ทำจากขนจามรี สำหรับผม นี่ไม่ใช่แค่เรือ แต่คือผลงานศิลปะและมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของไทย ผมชื่นชมคนไทยที่ร่วมกันรักษาความงดงามนี้ไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็น และหวังว่าสักวันหนึ่งจะได้ชมเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ด้วยตาตัวเองจริง ๆ

เครดิตภาพ : ความรัก คือ การเดินทางไกล
.....

ในอดีตมีชาวต่างชาติหลายท่านในประวัติศาสตร์ที่เคยบันทึกและเขียนถึงความงดงามของเรือพระที่นั่งและกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคของไทยไว้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะในยุคกรุงศรีอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ซึ่งบันทึกเหล่านี้กลายมาเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่ามาก

ตัวอย่างบันทึกจากชาวต่างชาติที่สำคัญ เช่น:

1. ลาลูแบร์ (Simon de La Loubère) - ราชทูตฝรั่งเศส (สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช)

ในสมัยอยุธยา ฝรั่งเศสได้ส่งราชทูตชื่อ ลาลูแบร์ เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรี เขาได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับราชสำนักสยามไว้อย่างละเอียดในหนังสือพิมพ์ชื่อดัง Du Royaume de Siam (ราช quốc สยาม)

สิ่งที่เขาบันทึกไว้: ลาลูแบร์ได้บรรยายถึงความยิ่งใหญ่และระเบียบวินยาทหารเรือในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค รวมถึงความประณีตงดงามของเรือหลวงที่มีการแกะสลักและลงรักปิดทองอย่างวิจิตรตระการตา ซึ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับชาวตะวันตกในยุคนั้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากในยุโรปไม่มีกระบวนเรือที่จัดแสดงแสนยานุภาพและมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยในแม่น้ำกว้างใหญ่ขนาดนี้

2. บาทหลวงโจเซฟ ฟาเซา (Father Joseph Fascio) และบันทึกของพ่อค้าชาวตะวันตก

นอกจากลาลูแบร์แล้ว ยังมีพ่อค้า กลาโหม หรือบาทหลวงชาวยุโรปอีกหลายท่านที่เดินทางมาค้าขายหรือเผยแผ่ศาสนาในอยุธยา ต่างก็พากันเขียนบันทึกประจำวัน (Diaries) และจดหมายเหตุเล่าถึงความโอ่อ่าของเรือพระที่นั่ง โดยมักจะเปรียบเทียบว่าเรือพระที่นั่งของสยามมีความประณีตงดงามราวกับงานศิลปะลอยน้ำที่หาชมไม่ได้จากที่อื่นในโลก

3. แขกบ้านแขกเมืองและนักท่องเที่ยวในยุคหลัง (รัตนโกสินทร์)

เมื่อเข้าสู่ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6 - ยุคที่สร้างเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ลำปัจจุบันเสร็จสมบูรณ์) ได้มีชาวต่างชาติ ทั้งทูตานุทูต ผู้แทนพระองค์ และนักเขียนชาวต่างประเทศ เดินทางมาเฝ้าฯ และมีโอกาสได้เห็นขบวนเรือพระที่นั่ง

การบันทึกภาพและเรื่องราว: หลายคนได้เขียนลงในหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ บันทึกการเดินทางส่วนตัว (Travel Memoirs) หรือถ่ายภาพเก็บไว้ พร้อมกับชื่นชมว่า เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ (ซึ่งมีหัวเรือเป็นรูปหงส์ทองคำและพู่ขนจามรีแท้) คือหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่แปลกตา สง่างาม และรักษารูปแบบประเพณีโบราณเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

💡 เกร็ดน่ารู้: ความประทับใจของชาวต่างชาติตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ไม่เพียงแต่เป็นเรือของพระมหากษัตริย์ไทยเท่านั้น แต่ยังเคยได้รับรางวัลยกย่องจากองค์กรระดับโลกอย่าง องค์การมาริไทม์โลก (IMO) ที่มอบใบประกาศเกียรติคุณให้เป็น มรดกเรือไทย (Maritime Heritage Award) ในฐานะเรือโบราณที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย

สำหรับ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ที่ถูกต้องตามข้อมูลทางการของ กองทัพเรือ และสำนักพระราชวัง มีรายละเอียดกำลังพลดังนี้:

จำนวนฝีพาย: 50 คน
กำลังพลรวมทั้งหมด: 75 - 82 นาย (ขึ้นอยู่กับการจัดกำลังพลและเจ้าหน้าที่ในแต่ละพระราชพิธี)

แหล่งข้อมูลอ้างอิงหลัก (Source)
กองทัพเรือ และ ข้อมูลจากสำนักข่าว Thai PBS / PPTVHD36:

บันทึกรายละเอียดเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ใช้กำลังพลรวม 82 นาย แยกเป็นกำลังพลประจำเรือ 75 นาย ประกอบด้วย นายเรือ 2 นาย, นายท้าย 2 นาย, ฝีพาย 50 นาย, คนถือธงท้าย 1 นาย, พลสัญญาณ 1 นาย, คนถือฉัตร 7 นาย, คนขานยาว 1 นาย และเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง 7 นาย

สารานุกรมและข้อมูลสถาบันทางประวัติศาสตร์ (เช่น วิกิพีเดีย และพิพิธภัณฑ์เรือพระราชพิธี):

ระบุจำนวนกำลังพลหลักของเรือสุพรรณหงส์ว่าประกอบด้วย ฝีพาย 50 คน, นายเรือ 2 คน, นายท้าย 2 คน, คนถือธง 1 คน, พลสัญญาณ 1 คน และคนขานยาว/คนเห่เรือ 1 คน

(Gemini ช่วยรวบรวม)










https://x.com/yuuuuuu_1123/status/2118582445822132352











วันศุกร์, พฤศจิกายน 06, 2569

กรณีประธานสภาฯ วางก้ามกับประธาน กมธ. มาถึงจุดที่ ทวี สอดส่อง ต้องออกมาชี้ช่อง ให้ ‘ทำโพล’ ดีกว่ามั้ย ด้านกรรมาธิการจากฝ่ายค้านโหวต ๗ ต่อ ๐ เรียก ‘อนุทิน’ ตอบในสภา

กรณีประธานสภาฯ วางก้ามกับประธาน กมธ. มาถึงจุดที่ ทวี สอดส่อง ต้องออกมาชี้ช่อง ให้ ‘ทำโพล’ ดีกว่ามั้ย ว่าประชาชนต้องการให้มีกรรมาธิการคอยตรวจสอบการทุจริตในวงรัฐบาล ด้านกรรมาธิการจากฝ่ายค้านโหวต ๗ ต่อ ๐ เรียก ‘อนุทิน’ ตอบในสภา

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ให้ความเห็นถึงประเด็นร้อนในสภาเวลานี้ ที่ประธาน โสภณ ซารัมย์ ส่งหนังสือเวียน จำกัดอำนาจของกรรมาธิการในสภา ๓๕ คณะ จะต้องประชุมลงมติทุกครั้งที่จะเรียกใครมาชี้แจง

“ว่า จริงๆ แล้วการทำหน้าที่ของกรรมาธิการ เป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบเรื่องทุจริตและเรื่องร้องเรียนต่างๆ ที่ผ่านมาก็มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ตั้งแต่เรื่องการโกงสอบท้องถิ่น...กระทั่งกรณีการลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส”

ซึ่งล้วนแล้วได้กรรมาธิการไต่สวน-ตรวจสอบจนกระจ่าง พ.ต.อ.ทวีชี้ว่า “ที่ควรถามก็คือ เรื่องการจำกัดอำนาจของ กมธ. หรือการตีตรวนอำนาจการตรวจสอบ มันมีประโยชน์อะไรกับประชาชนหรือสังคม” ข้อนี้เป็นการตีสวนจดหมายเปิดผนึกของประธานสภา โดยนัย

ในหนังสือเปิดผนึก ข้อ ๕ ของนายโสภณ ที่ว่า “ประธานสภาฯ มีหน้าที่ต่อสภาและประชาชน เพื่อรักษาความเป็นกลางและเกียรติภูมิของฝ่ายนิติบัญญัติ” และหัวใจประชาธิปไตยคือการหาข้อสรุปร่วมกัน เมื่อสรุปไม่ได้ ต้องใช้เสียงข้างมากมาตัดสิน

แต่การนี้ ไม่ว่าประธานฯ จะอ้างหลักเกณฑ์ กฏระเบียบเนี้ยบสักเพียงไร หากไม่มีการปฏิบัติให้เห็นเป็นประจักษ์ ย่อมไม่พ้นวิธีการฉ้อฉล หน้าไหว้หลังหลอก เท่านั้น การที่ประธานสภาและรัฐบาลพยายามปกป้อง สส.หญิง พรรครัฐบาล นั่นคือส่อเจตนา

ทั้งที่ รังสิมันต์ โรม และ ศิริโชค โสภา นำหลักฐานมาเปิดให้เห็นว่าสามีชาวจีนของ สส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ มีหุ้นในเว็บพนันออนไลน์ Shuffle.com อันเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินเกือบสองพันล้าน ครั้น กมธ.เชิญไปให้ปากคำ รัฐบาลกลับสั่งไม่ให้ไป

กมธ.ของรังสิมันต์จึงแก้เผ็ดด้วยการโหวตเอกฉันท์ เรียก อนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้ารัฐบาลไปให้การแทน กลายเป็นดราม่าไร้สาระเมื่อ ศุภชัย ใจสมุทร และกรรมาธิการพรรคภูมิใจไทย ออกมายืนเรียงหน้าล้อมปรัมแถลงอีกว่าโหวตโดยพลการ

และว่าการโหวตของ กมธ.จากพรรคฝ่ายค้าน ๗ คน “ทำให้การทำงานของ กมธ.ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ เพราะตั้งเป้าเลือกเฉพาะสิ่งที่โจมตีรัฐบาล” ฮ้า นี่คือจริยธรรมแผนใหม่แบบภูมิใจเธอละสิ

(https://www.matichon.co.th/politics/news_5964005KmIzmMooQ, https://www.facebook.com/NationOnline/posts/0MmFcWpK และ https://www.facebook.com/thestandardth/posts/fJ7CNd2RpFg5)