วันอาทิตย์, เมษายน 26, 2569

หนึ่งใน ๒ เรื่องหลักๆ ที่เป็นนิมิตหมายการเป็น ‘ฝ่ายค้านเชิงรุก’ ของพรรคประชาชน คือการตั้ง ครม.เงา เสนอในสิ่งที่ดีกว่า ให้ประชาชนเห็นเป็นรายสัปดาห์

การประชุมใหญ่ของพรรคประชาชนช่วงเช้าวันนี้ (๒๖ เมษา) นับว่าเป็นหมุดหมายใหม่ทางการเมืองไทย โดยผลที่ออกมาที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ บอกว่า “ตกผลึก” ในการจัดตั้ง ครม.เงา เสนอแนวคิดให้ประชาชนทราบเป็นรายสัปดาห์

สรุปรวบรัด ๒ เรื่องหลักๆ ที่เราเห็นว่าเป็นนิมิตหมายในการทำหน้าที่ ฝ่ายค้านเชิงรุก ของพรรคประชาชน ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป ๑-๒ ปี ก่อนคดีที่ ปปช.ยื่นฟ้องศาลฎีกาฯ เพื่อตัดสิทธิการเมือง ๔๔ สส.ก้าวไกล อันมี ๑๐ สส.ปชน.ระดับแกนนำรวมอยู่ในนั้น จะสิ้นสุด

เรื่องแรกคือ การคัดสรรผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งของพรรค ต่อนี้ไปจะเร่งรัดให้รวดเร็วขึ้น ให้แล้วเสร็จในราวเดือนกรกฎาคม เพื่อที่พวกเขาจะได้ลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ระยะหนึ่งก่อนถึงวันเลือกตั้ง เป็นการเรียนรู้และฝึกฝนเอาไว้ก่อน พร้อมทั้งให้ชาวบ้านคัดกรองไปในตัว

“๓.การทำงานยุทธศาสตร์พื้นที่ พรรคได้ตั้งทีมทำงานขึ้นมา...เราเตรียมพร้อมจะเคาะผู้สมัครให้เร็ว ให้ลงไปทำงานในพื้นที่ ให้มีเวลาในการเข้าไปนำเสนอนโยบาย และปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ทางความคิดให้กับประชาชน” โดยเฉพาะในเรื่องปัญหาของผู้สมัคร

“ยิ่งเราเคาะผู้สมัครได้เร็ว ประชาชนก็ยิ่งมีโอกาสเข้ามาตรวจสอบผู้สมัครของเราได้เร็ว” รวมไปถึงในระดับท้องถิ่น ภายในต้นเดือนกรกฎานี้ น่าจะประกาศเปิดตัวผู้สมัครของพรรค ทั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. (เพื่อให้เห็นว่า สายสะพายหรือจะจะสู้ฐานรากประชาชน)

อีกเรื่อง จากคำพูดของ รองหัวหน้าพรรค วีรยุทธ์ กาญจนชูฉัตร ที่ว่า “สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือปัจเจกกำลังโด่งดังแต่กระบวนการกำลังพังทลาย” พรรค ปชน.จะปักหลักทำงานมวลชนอย่างหัวหกก้นขวิดกันทุกระดับ ตั้งแต่แกนนำลงไปถึงเครือข่ายระดับหมู่บ้าน

ผ่านทาง ครม.เงา ซึ่งจะเปิดเผยรายชื่อเร็วๆ นี้ นอกจาก “เป็นกลไกหัวหอกทั้งตรวจสอบรัฐบาล และเสนอในสิ่งที่ดีกว่า ให้ประชาชนเห็น ได้รู้สึกว่าประเทศไทยมันดีกว่านี้ได้ ไม่อยากให้คนหมดความคาดหวังกับการเมือง เศรษฐกิจไทย”

ครม.เงานี้จะมีการประชุมกันทุกสัปดาห์ “เพื่อเสนอให้ประชาชนเห็นในสิ่งที่ดีกว่า” ครม.นี้ไม่ใช่ตั้งคู่ขนานกับกระทรวงต่างๆ แต่จะ “แบ่งงานเป็นสี่ด้าน มีฝั่งที่ดูแลเรื่องความมั่นคง ดูแลเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องคุณภาพชีวิต และการปฏิรูปรัฐ กฎหมาย

จะเป็นการทำงานเชื่อมต่อทุกองคาพยพของพรรค ตั้งแต่ระดับแกนนำและ สส. ไปถึงเครือข่ายตัวแทนพรรคในพื้นที่” ตั้งแต่แกนนำลงไป นอกจากสี่โครงใหญ่แล้วจะยังมีทีมย่อย เช่น ด้านดิจิตอล ด้านเอสเอ็มอี  ด้านเศรษฐกิจใหม่” อจ.ต้นเผย

(https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/n1fBMzQbg9 และ https://www.facebook.com/thestandardth/posts/KMnmmE8k)

War is Peace now ? ลองฟังคำตอบของ Pete Hegseth หัวหน้าเพนตากอน เมื่อถูกถามว่า เขาจะพิจารณาเปลี่ยนชื่อ "กระทรวงการสงคราม" ให้กลายเป็น "กระทรวงสันติภาพ" หรือไม่







 https://x.com/TirthRajSharma5/status/2047940030363308069







Pete Hegseth ตอบคำถามจาก TMZ เมื่อถูกถามว่า เขาจะพิจารณาเปลี่ยนชื่อ "กระทรวงการสงคราม" (Department of War) ให้กลายเป็น "กระทรวงสันติภาพ" (Department of Peace) หรือไม่

“สถาบันเพียงแห่งเดียวที่สมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในทุกๆ ปี คือกองทัพสหรัฐฯ”

บทสนทนานี้สะท้อนให้เห็นถึงแก่นสารสำคัญในปรัชญาของ Pete Hegseth ที่มีต่อความมั่นคงแห่งชาติและบทบาทของกองทัพ

ความคิดเห็นที่ Hegseth มีต่อ TMZ นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเขา หากแต่สะท้อนถึงข้อโต้แย้งที่เขายึดถือและผลักดันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิดีโอของ PragerU ที่มียอดผู้เข้าชมจำนวนมาก ซึ่งมีชื่อเรื่องว่า "ใครควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ?" ### ปรัชญา: "สันติภาพผ่านความเข้มแข็ง" (Peace Through Strength)

ข้อโต้แย้งของ Hegseth ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า กองทัพสหรัฐฯ คือ "ผู้ค้ำประกันสันติภาพ" หลักของโลก ตรรกะของเขาประกอบด้วยประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้:

การป้องปรามคือการสร้างสันติภาพ: เขาให้เหตุผลว่า เสถียรภาพของโลกไม่ได้เกิดขึ้นจากสนธิสัญญาหรือองค์กรทางการทูตต่างๆ เช่น สหประชาชาติ (UN) หากแต่เป็นเพราะกองทัพสหรัฐฯ คอยควบคุมดูแล "พวกคนร้าย" (the bad guys) เอาไว้

"ตำรวจโลก" (Global Sheriff): Hegseth มักเปรียบเปรยกองทัพสหรัฐฯ ว่าเสมือนกองกำลังตำรวจระดับโลกที่คอยออกตรวจตราดูแลความสงบเรียบร้อย เขาโต้แย้งว่า หากสหรัฐฯ ปลดอาวุธลง ภูมิภาคต่างๆ เช่น ยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออก จะต้องตกอยู่ในความโกลาหลและสงครามในทันที

แบบอย่างทางประวัติศาสตร์: เขาอ้างถึงสงครามโลกทั้งสองครั้งและสงครามเย็นว่าเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า การเข้าแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ (หรือการขู่ว่าจะเข้าแทรกแซง) ได้ช่วยยุติความรุนแรงในระดับโครงสร้างและช่วยรักษาไว้ซึ่ง "โลกเสรี"

บริบทของ "กระทรวงการสงคราม"

การกล่าวถึง "กระทรวงการสงคราม" นั้นมีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษในปี ค.ศ. 2026 เนื่องจากหลังจากเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน รัฐบาลของทรัมป์ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (เมื่อเดือนกันยายน 2025) เพื่ออนุญาตให้ใช้ตำแหน่ง "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสงคราม" (Secretary of War) เป็นชื่อตำแหน่งรองสำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้

Hegseth เป็นผู้ที่สนับสนุนการปรับเปลี่ยนชื่อเรียกนี้อย่างแข็งขัน โดยให้เหตุผลว่า:

1. ความชัดเจนในวัตถุประสงค์: ชื่อ "กลาโหม" (Defense) นั้นสื่อถึงการตั้งรับ ในขณะที่ชื่อ "การสงคราม" (War) มีความตรงไปตรงมาเกี่ยวกับขีดความสามารถสูงสุดของกระทรวงนี้ นั่นคือ "อำนาจในการทำลายล้าง" (lethality)

2. ความได้เปรียบทางจิตวิทยา: เขาเชื่อว่าการหวนกลับไปใช้ธรรมเนียมการตั้งชื่อแบบก่อนปี 1947 จะช่วยส่งสารที่ทรงพลังยิ่งขึ้นในเรื่อง "สันติภาพผ่านความเข้มแข็ง" ไปยังฝ่ายตรงข้าม




อาชญากรรมไซเบอร์กลายเป็นอุตสาหกรรมชั้นนำใน 'สแคมโบเดีย' ได้อย่างไร


Reporter Journey
April 22
·
หลังจากที่สื่อใหญ่ด้านเศรษฐกิจและการเงินระดับโลกของสหรัฐฯ อย่าง The Wall Street Journal (WSJ) ได้เผยแพร่รายงานเชิงลึกที่ตีแผ่ความจริงอันมืดมนเบื้องหลังการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกัมพูชา โดยระบุว่าขบวนการหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ทำรายได้สูงสุดของประเทศ ส่งผลให้กัมพูชาถูกประชาคมโลกเรียกชื่อใหม่ว่าเป็น "Scambodia"
.
ชื่อนี้เป็นการรวมคำ 2 คำระหว่างคำว่า "Scam" และ "Cambodia" ได้อย่างลงตัวเสมือนเป็นคำที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกันและกัน ที่บรรพบุรุษของเขมรเหมือนมองเห็นอนาคตล่วงหน้าเอาไว้แล้วว่า กัมพูชาจะกลายเป็นฐานใหญ่ของพวกบรรดาสแกมเมอร์ แก๊งคลอเซนเตอร์ หรืออาชญกรไซเบอร์ของโลก นำมาซึ่งความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ที่สร้างตัวตนขึ้นมาเองโดยไม่ต้องไปเคลมของชาติใด
.
ในบทความนี้ผู้เขียนจะถอดความแบบชัดๆ ให้อ่านว่า WSJ กล่าวถึงเขมรในฐานะประเทศ Scambodia ว่าอย่างไร แล้วจุดไหนที่ทำให้ชาวเขมรถึงกับร้องระงมกันทั้งประเทศ
.
อนุสาวรีย์แห่ง "เงินบาป" กลางเมืองหลวง
.
รายงานของ WSJ เริ่มต้นด้วยการฉายภาพตึกระฟ้าสีทองอร่ามที่กำลังก่อสร้างในกรุงพนมเปญ ซึ่งตั้งตระหง่านเป็นอาคารที่สูงที่สุดของประเทศ อาคารแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการพัฒนาทางอสังหาริมทรัพย์ แต่สื่อต่างชาติมองว่ามันคือ "อนุสาวรีย์" ของความมั่งคั่งที่สร้างขึ้นจากหยาดเหงื่อและน้ำตาของเหยื่อทั่วโลก
.
บริษัทผู้อยู่เบื้องหลังการก่อสร้างอาคารแห่งนี้ มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจที่เพิ่งถูกกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาประกาศคว่ำบาตร เนื่องจากพบหลักฐานว่ามีส่วนพัวพันกับการฟอกเงินและเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ระดับโลก
.
ตัวเลขที่ WSJ นำเสนอสร้างความตกตะลึงให้กับแวดวงเศรษฐกิจโลก มีการประเมินว่าอุตสาหกรรมการหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชา สามารถสร้างเม็ดเงินได้สูงถึง 12,500 - 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 4.02 - 6.11 แสนล้านบาท
.
มูลค่าดังกล่าวพุ่งสูงจนแซงหน้าอุตสาหกรรมผลิตเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ ซึ่งเคยเป็นภาคส่วนเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดและถูกกฎหมายของประเทศไปแล้ว
.
เมื่อนำตัวเลขนี้ไปเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของกัมพูชา จะพบว่ามูลค่าของธุรกิจสีเทานี้อาจเทียบเท่ากับเกือบ 60% ของ GDP ทั้งประเทศ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า อาชญากรรมไซเบอร์ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาอาชญากรรมทั่วไป แต่ได้แทรกซึมกลายเป็นกลไกหลักที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ไปแล้ว
.
"ทาสยุคใหม่" เบื้องหลังความมั่งคั่งใต้ร่มทุนจีนเทาและผู้มีอำนาจ
.
ความโหดร้ายที่ซ่อนอยู่หลังเม็ดเงินมหาศาลคือ "วิกฤตมนุษยธรรม" องค์การสหประชาชาติ (UN) ประเมินว่ามีชาวต่างชาติมากกว่า 100,000 คน ถูกหลอกลวงผ่านหน้าฉากที่เป็นประกาศรับสมัครงานรายได้ดี เมื่อคนเหล่านี้เดินทางมาถึงกัมพูชา พวกเขาจะถูกยึดหนังสือเดินทางและถูกกักขังใน "นิคมสแกมเมอร์" ซึ่งมีสภาพไม่ต่างจากเมืองขนาดย่อมที่มีรั้วลวดหนามและกองกำลังติดอาวุธคอยควบคุม
.
เหยื่อเหล่านี้ถูกบีบบังคับให้ทำงานเป็นสแกมเมอร์วันละ 12-16 ชั่วโมง เพื่อหลอกลวงผู้คนทั่วโลกผ่านกลวิธีต่างๆ เช่น การหลอกให้รักแล้วชวนลงทุน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการหลอกลวงด้วยคริปโตเคอร์เรนซี หากใครทำยอดไม่ได้ตามเป้าหมาย หรือพยายามหลบหนี จะถูกลงโทษด้วยการทำร้ายร่างกาย ช็อตไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งถูกขายต่อไปยังนิคมฯ อื่นราวกับเป็นสิ่งของ
.
WSJ ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังอุตสาหกรรมนี้คือกลุ่มอาชญากรข้ามชาติชาวจีนที่ย้ายฐานปฏิบัติการมาตั้งหลักในกัมพูชา คำถามสำคัญคือ ทำไมต้องเป็นกัมพูชา ?
.
คำตอบอยู่ที่ช่องโหว่ทางกฎหมายและการทุจริตเชิงระบบ รายงานระบุว่าแก๊งเหล่านี้ใช้เงินทุนมหาศาลในการติดสินบนและสร้างสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับผู้มีอิทธิพลและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ทำให้พวกเขาสามารถกว้านซื้อที่ดิน สร้างนิคมอาชญากรรม และดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายได้อย่างเปิดเผยโดยปราศจากการตรวจสอบจากการบังคับใช้กฎหมายในท้องถิ่น
.
ขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ได้สร้างความเสียหายไปทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ
.
ข้อมูลจากทางการระบุว่า ในปี 2024 เพียงปีเดียว ชาวอเมริกันสูญเสียเงินให้กับกลุ่มสแกมเมอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแล้วกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.2 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
.
และแม้ทางการกัมพูชาจะทำทีทำท่าว่ามีพยายามแสดงออกถึงการปราบปราม แต่ด้วยขนาดของเม็ดเงินมหาศาลเกือบครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจประเทศ ทำให้ความท้าทายนี้ยังคงเป็นประเด็นใหญ่ที่โลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด
.
รัฐบาลเขมรกรี๊ด พวกเราโดนใส่ร้ายให้เสียเกียรติ
.
หลังจากการเผยแพร่บทความนี้ กระทรวงสารสนเทศของกัมพูชาได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รายงานฉบับล่าสุดของ WSJ อย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่ามีการใช้ภาษาที่ดูหมิ่นและไม่เป็นมืออาชีพ ซึ่งบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความพยายามของกัมพูชาในการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ และส่งผลเสียต่อศักดิ์ศรีของประเทศ
.
นายเทพ อัสนาริธ (Tep Asnarith) โฆษกกระทรวงสารสนเทศ ระบุว่าการที่ WSJ เชื่อมโยงชื่อของกัมพูชาเข้ากับขบวนการต้มตุ๋นระดับโลก ถือเป็นการโจมตีชื่อเสียงและอัตลักษณ์ของชาติ และสะท้อนถึงเจตนาที่ต้องการยุยงให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเกียรติยศของชาวกัมพูชาในเวทีสากล
.
กระทรวงฯ ได้ทำหนังสือถึงบรรณาธิการบริหารของ WSJ เพื่อให้แก้ไขเนื้อหา โดยเฉพาะประเด็นที่รายงานพรรณนาถึงตึกระฟ้าสีทองในกรุงพนมเปญว่าเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ
.
โฆษกกระทรวงฯ ย้ำว่า สื่อมีหน้าที่นำเสนอข้อมูลและส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ไม่ใช่บิดเบือนความจริงหรือทำลายเกียรติภูมิของชาติ พร้อมขู่ว่าการใช้ถ้อยคำที่ลดทอนคุณค่าซ้ำๆ อาจกลายเป็นเชื้อไฟให้เกิดการเหยียดเชื้อชาติและถือเป็นรูปแบบหนึ่งของสงครามจิตวิทยา
.
แม้รัฐบาลจะปฏิเสธการถูกตราหน้าในเชิงลบ แต่ยอมรับว่าอาชญากรรมไซเบอร์เป็นความท้าทายระดับโลกที่ต้องอาศัยการประสานงานร่วมกัน โดยกัมพูชายังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหานี้ผ่านการบังคับใช้กฎหมายและความร่วมมือระหว่างประเทศ
.
นายอัสนาริธระบุทิ้งท้ายว่า กัมพูชายินดีรับฟังการรายงานถึงความท้าทายต่างๆ ในเชิงสร้างสรรค์เพื่อร่วมกันหาทางออก แต่ไม่สามารถยอมรับการใช้ภาษาที่รุนแรงและดูหมิ่นอธิปไตยของชาติได้ โดยเฉพาะเมื่อมันสร้างความไม่เป็นธรรมต่อกัมพูชาในขณะที่กำลังพยายามจัดการกับอาชญากรรมระดับโลก
.
อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ตึกระฟ้าสีทองยังคงตั้งตระหง่าน และเครือข่ายอิทธิพลท้องถิ่นยังคงได้รับผลประโยชน์จากเม็ดเงินสีเทา การล้างบาง "Scambodia" ให้หมดไปจากหน้าประวัติศาสตร์โลก ก็ยังคงเป็นความท้าทายที่ยากจะบรรลุผลสำเร็จในระยะเวลาอันใกล้นี้

Source
- https://www.wsj.com/.../cambodia-cybercrime-rise-why...
- https://phnompenhpost.com/.../ministry-demands-wsj.../


https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1520959562720187&set=a.226668178816005&id=100044184738486
.....

การเปลี่ยนแปลงของกัมพูชาไปสู่ศูนย์กลางระดับโลกสำหรับอาชญากรรมไซเบอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งมักเรียกกันว่า "สแคมโบเดีย" เป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างรวมกัน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การทุจริตอย่างเป็นระบบ และผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 สิ่งที่เริ่มต้นจากการพนันในท้องถิ่นได้พัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการหลอกลวงแบบ "ฆ่าหมู" และการค้ามนุษย์

1. การเปลี่ยนผ่านจากการพนันไปสู่การหลอกลวง
รากฐานของอุตสาหกรรมนี้ถูกวางไว้ในช่วงกลางทศวรรษ 2010 โดยเฉพาะในเมืองชายฝั่งสีหนุวิลล์ ภายใต้โครงการริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน เมืองนี้ได้เห็นการไหลเข้าของเงินทุนจากจีนอย่างมหาศาล ทำให้กลายเป็นศูนย์กลางคาสิโน

อย่างไรก็ตาม ในปี 2019 รัฐบาลกัมพูชา (ภายใต้แรงกดดันจากปักกิ่ง) ได้สั่งห้ามการพนันออนไลน์ ส่งผลให้มีอสังหาริมทรัพย์ไฮเทคจำนวนมาก เช่น สำนักงาน โรงแรม และอพาร์ตเมนต์ เหลืออยู่ และเกิดช่องว่างของรายได้ กลุ่มอาชญากรได้ปรับเปลี่ยนสถานที่เหล่านี้อย่างรวดเร็วให้กลายเป็นศูนย์กลางการหลอกลวง โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีอยู่เพื่อกำหนดเป้าหมายเหยื่อทั่วโลก

2. กลไกของ "การฆ่าหมู" (Sha Zhu Pan)
"ผลิตภัณฑ์" หลักของกลุ่มเหล่านี้คือการหลอกลวงแบบฆ่าหมู นี่คือปฏิบัติการทางจิตวิทยาแบบระยะยาวที่ผู้หลอกลวงสร้างความไว้วางใจกับเหยื่อเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน (การ "เลี้ยงให้โต") ก่อนที่จะโน้มน้าวให้พวกเขาลงทุนในแพลตฟอร์มสกุลเงินดิจิทัลที่ฉ้อโกง (การ "ฆ่า")

3. แรงงานทาสและการค้ามนุษย์
แตกต่างจากธุรกิจแบบดั้งเดิม "โรงงานหลอกลวง" เหล่านี้ดำเนินการโดยใช้แรงงานบังคับ ผู้คนหลายพันคนจากทั่วเอเชีย (และเพิ่มมากขึ้นในแอฟริกาและยุโรป) ถูกล่อลวงด้วย "งานด้านเทคโนโลยีที่มีรายได้สูง" ที่โฆษณาบนโซเชียลมีเดีย

การกักขัง: เมื่อมาถึง หนังสือเดินทางของเหยื่อจะถูกยึด พวกเขาถูกกักขังอยู่ในสถานที่ที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เช่น สถานที่ฉาวโฉ่อย่าง O'Smach หรือ Chinatown ซึ่งล้อมรอบด้วยลวดหนามและมีทหารยามติดอาวุธคอยเฝ้า

การบีบบังคับ: คนงานถูกบังคับให้ทำตามโควต้าการหลอกลวงที่เข้มงวด หากทำไม่สำเร็จ พวกเขาจะถูกทำร้ายร่างกาย ถูกช็อตด้วยไฟฟ้า หรือถูก "ขายต่อ" ไปยังสถานที่อื่นๆ

วงจรเรียกค่าไถ่: ครอบครัวมักถูกเรียกเก็บเงินหลายพันดอลลาร์เป็น "ค่าปล่อยตัว" เพื่อแลกกับการปล่อยตัวคนที่พวกเขารัก ซึ่งเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับแก๊งอาชญากร

4. การสมรู้ร่วมคิดและการคุ้มครองจากสถาบัน
การอยู่รอดของอุตสาหกรรมนี้ขึ้นอยู่กับการ "ครอบงำโดยชนชั้นนำ" เจ้าหน้าที่ระดับสูงและมหาเศรษฐีที่มีเส้นสายมักเป็นเจ้าของที่ดินหรือสถานที่ที่การดำเนินงานเหล่านี้ตั้งอยู่

เงินค่าคุ้มครอง: กลุ่มอาชญากรจ่าย "ค่าที่ปรึกษา" หรือสินบนให้กับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและนักการเมืองท้องถิ่นเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองจากการบุกค้น

การทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย: สถานที่เหล่านี้หลายแห่งดำเนินการภายใต้หน้ากากของ "เขตเศรษฐกิจพิเศษ" (SEZs) ซึ่งให้ความคุ้มครองทางกฎหมายและจำกัดความสามารถของผู้สืบสวนภายนอกในการแทรกแซง

5. ผลกระทบทางเศรษฐกิจระดับโลก
ขนาดของอุตสาหกรรมนี้น่าตกใจมาก ประมาณการระบุว่าเงินหลายพันล้านดอลลาร์ถูกดูดออกจากเหยื่อในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีนทุกปี เงินเหล่านี้มักถูกฟอกผ่านสกุลเงินดิจิทัลหรือระบบ "ธนาคารใต้ดิน" ในภูมิภาค ทำให้หน่วยงานระหว่างประเทศแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะกู้คืนได้

สถานะปัจจุบัน
แม้ว่าแรงกดดันจากนานาชาติจะนำไปสู่การบุกจับกุมและการ "ส่งตัวกลับประเทศ" เป็นครั้งคราว แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมนี้ปรับตัวได้สูง เมื่อสถานการณ์ในกัมพูชาร้อนระอุขึ้น กลุ่มอาชญากรมักจะย้ายปฏิบัติการข้ามพรมแดนไปยังพื้นที่ไร้กฎหมายของเมียนมาร์ (เช่น เมียวดี) หรือลาว ทำให้เกิดภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางไซเบอร์ทั่วโลกแบบเคลื่อนที่และไร้พรมแดน




ทำไม 'ชาตินิยม-รักชาติ' จึงขายได้ตลอดกาล ?!?

https://www.facebook.com/reel/1617862982668892



PEACETALK : วงพูดคุย สันติภาพชายแดนใต้ จะเดินไปทางไหน ท่ามกลางกระแส IO รุกหนัก


PEACETALK:วงพูดคุย :สันติภาพชายแดนใต้ จะเดินไปทางไหน ท่ามกลางกระแส IO รุกหนัก

The Reporters TV

Streamed live 12 hours ago #TheReporters #เดอะรีพอร์ตเตอร์ #สันติภาพชายแดนใต้

PEACETALK:วงพูดคุย :สันติภาพชายแดนใต้ จะเดินไปทางไหน ท่ามกลางกระแส IO รุกหนัก
ร่วมพูดคุยกับภาคประชาสังคมชายแดนใต้ นักวิชาการ และผู้เสียหายจากกรณีปฏิบัติการข่าวสาร ต่อประเด็นสันติภาพชายแดนใต้
-ลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้
-ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผอ.สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
-รักชาติ สุวรรณ เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ
-ดร.สมัชชา นิลปัทม์ อาจารย์คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
-ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว รายการข่าว 3 มิติ,The Reporters
-มูฮัมหมัด อลาดี เด็งนิ ที่ปรึกษาสมัชชาสันติภาพชายแดนใต้-CAP
ดำเนินรายการโดย : ติชิลา พุทธสาระพันธ์ ผู้สื่อข่าว ThaiPbs
วันที่ 25 เม.ย.69 เวลา 13.00 น.

https://www.youtube.com/watch?v=_d9clIfYHWA




การไปยิงตัวแทนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นฝีมือของใครก็ตาม มันเป็นสัญญาณที่บอกว่าเราไม่เอาสันติภาพ เราไม่เอาการเจรจา มันโยงไปถึงหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งรัฐก็ควรทำให้ทุกอย่างมันโปร่งใส และจัดการให้


Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์
15 hours ago
·
❝ สัญญาณที่บอกว่าเราไม่เอาสันติภาพ ❞
.
แม้ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาค 4 ในฐานะ ผอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันว่ากองทัพไม่มีส่วนข้อง คดีนี้เป็นการกระทำในลักษณะส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ที่ฝ่าฝืนระเบียบและกฎหมายอย่างชัดเจน มิได้เป็นนโยบาย คำสั่ง หรือการดำเนินการใดๆ ของหน่วยงาน และไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ กอ.รมน.
.
จากนั้นปิดไมค์แล้วกล่าวว่า "ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ"
.
คำพูดดังกล่าวทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง สร้างแรงสั่นสะเทือนไปยังหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม กระตุ้นความหวาดระแวงและความรู้สึกเกลียดชัง ขณะเดียวกัน ชาวบ้านบางส่วนเรียกร้องให้ย้ายแม่ทัพภาค 4 ออกจากพื้นที่อีกด้วย
.
รศ.ดร.บัณฑิตอธิบายว่า ในฝั่งของนักวิชาการอย่าง ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรืองานของนักวิชาการหลายๆ ท่าน ต่างตั้งคำถามว่าถึงวันนี้ กอ.รมน. ควรจะมีบทบาทที่เปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน
.
“การไปยิงตัวแทนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นฝีมือของใครก็ตาม มันเป็นสัญญาณที่บอกว่าเราไม่เอาสันติภาพ เราไม่เอาการเจรจา มันโยงไปถึงหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งรัฐก็ควรทำให้ทุกอย่างมันโปร่งใส และจัดการให้

ดราม่า แม่ทัพภาค 4 ‘ไม่ปล่อยให้รอด’ ไฟใต้ไม่เคยดับ ความขัดแย้งลุกโชน
https://www.matichon.co.th/weekly/deep/article_892656

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1352469373581925&set=a.627369302758606




‘ปิยบุตร’ วิพากษ์ชัดๆ ซัดตรงๆ คดี ‘จริยธรรมนักการเมือง’



‘ปิยบุตร’ วิพากษ์ชัดๆ ซัดตรงๆ คดี ‘จริยธรรมนักการเมือง’

25.04.2026
มติชนสุดสัปดาห์

เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี

หมายเหตุ : เนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ในรายการ “ประชาธิปไตยสองสี” โดย “อธึกกิต แสวงสุข” (ใบตองแห้ง) ทางช่องยูทูบมติชนทีวี เมื่อต้นเดือนเมษายน

“ตอนนี้ มันกลายเป็นว่า (การผิด) มาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ที่ผลิตขึ้นมาในรัฐธรรมนูญ 2560 จากสิ่งที่โฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นมาตรการปราบโกง กลายเป็นอาวุธทรงพลังอานุภาพของ ‘ผู้ถือใบอนุญาตที่สอง’ ในการคัดเลือกว่าใครควรจะมาเป็นนักการเมือง เป็นผู้แทนฯ เป็นรัฐมนตรีในระบอบนี้”

นี่คือคำอธิบายสั้นกระชับได้ใจความที่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่และนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ มีต่อประเด็นเรื่อง “การผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง” ซึ่งกลายมาเป็น “เครื่องมือสอยนักการเมือง” ชนิดใหม่ ในรัฐธรรมนูญ 2560

ก่อนที่นักการเมือง-นักนิติศาสตร์ผู้นี้จะลงรายละเอียดเพิ่มเติมว่า

“ตอนศาลฎีกามาตัดสินนักการเมืองสมัยก่อน ปัจจุบันก็ยังมีอยู่ มีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แล้วก็มีศาลอุทธรณ์แผนกคดีเลือกตั้ง ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง อันนั้นไปจัดการเรื่องคุณสมบัติผู้สมัคร ใบเหลือง ใบแดง หลังจาก กกต.ประกาศผลเลือกตั้งไปแล้ว

“ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองคือจัดการคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เขาจะมีองค์คณะเฉพาะของเขาเลย

“แต่ (รัฐธรรมนูญ) 2560 เพิ่มมาอีกอันหนึ่งคือ มาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ก็คือให้ ป.ป.ช.ชี้ แล้วก็ส่งคำร้องไปที่ศาลฎีกา ซึ่งศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เขาก็จะเลือกองค์คณะมา

“รอบนี้มันเลยเป็นรอบแปลก อย่างเมื่อก่อนมีกฎหมายวิธีพิจารณาความเขียนเอาไว้ว่า ผู้พิพากษาแต่ละท่านต้องมีคำวินิจฉัยส่วนตน ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องมีความเห็นส่วนตน แต่อันนี้เป็นศาลฎีกาที่ถ้าพูดกันตามตรง กฎหมายวิธีพิจารณายังไม่มีออกเลย อาจจะมีการใช้ระเบียบในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาออกมาเป็นวิธีพิจารณาอะไรก็ว่าไป

“ผมพูดด้วยความเคารพกับบรรดาท่านผู้พิพากษาศาลฎีกา ผมเชื่อว่าท่านผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวนมากก็ไม่ได้อยากมาตัดสินคดีแบบนี้ แต่รัฐธรรมนูญมันบังคับให้เขาตัดสิน

“วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมว่าศาลฎีกายังงงเลยนะ ว่าตกลงแล้ว คดีนี้มันอะไร อย่างพอเป็นคดีอาญานักการเมืองมันยังชัด ผิด 157 ผิดฐานทุจริตคอร์รัปชั่น ผิดฐานรับสินบาทคาดสินบน มีกฎหมายอาญาเขียนอยู่ แต่ไอ้นี่ ‘(ผิด) มาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง’ องค์ประกอบความผิดเป็นอะไร?

“บรรดานักกฎหมายที่เรียนหนังสือมาทุกคน สำคัญที่สุดคือ เวลาคุณจะตัดสินใครและลงโทษใคร มันต้องมีองค์ประกอบความผิด แต่ ณ วันนี้ ยังไม่รู้เลยว่าองค์ประกอบความผิดของ ‘มาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง’ คืออะไร?”

ก่อนที่ปิยบุตรจะฉายภาพให้เห็นแบบชัดๆ ว่า ในระยะยาว เครื่องมือสอยนักการเมืองประเภทนี้ จะเซาะกร่อนบ่อนทำลายสังคมการเมืองไทยอย่างไร

“จริงๆ ผมก็อยากจะเห็นสักครั้ง ผมไม่เห็นด้วยกับที่มีมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงอย่างนี้หรอกนะ แต่ดูสิครับ (กฎหมายบังคับ) ใช้กับทุกองค์กร แต่มีแต่นักการเมืองโดนสอย นักการเมืองจากการเลือกตั้งด้วยที่โดนสอย ผมอยากดูว่ามีผู้พิพากษา ศาล อัยการ มีองค์กรอิสระไหม? หรือแม้กระทั่ง ส.ว.แต่งตั้งชุดที่แล้ว มันมีไหม? ไม่มีเลย

“ปัญหาคือระบบตรวจสอบเป็นสิ่งที่ต้องมี ในประเทศที่ปกครองแบบเสรีประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าหมายถึงเสียงข้างมากทำอะไรก็ได้ มันต้องมีระบบการตรวจสอบ ถูกต้อง แต่การตรวจสอบ เขามีเอาไว้ตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่น มันไม่ใช่มีเอาไว้จัดการนักการเมืองที่คุณไม่ชอบ ทุกวันนี้มันเป็นการจัดการนักการเมืองที่พวกคุณไม่ชอบ

“ในขณะเดียวกัน เวลาพวกคุณรณรงค์โฆษณาชวนเชื่อ คุณก็ง่าย ประเทศนี้ใครด่านักการเมือง ใครตำหนินักการเมือง ถูกเสมอ เพราะนักการเมืองมีพฤติกรรมที่ไม่ดี ก็จริง แต่เวลาพูดจาวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองนี่ มันง่ายที่สุดกว่าการวิจารณ์องค์กรอื่น

“แล้วเวลาบอกว่า (ควร) ยกเลิกมาตรฐานจริยธรรม คนก็โวยวาย เฮ้ย จะให้นักการเมืองไม่มีจริยธรรมเหรอ? คือเทียบกันโดยที่ไม่ได้ดูเนื้อหารายละเอียดเลย ว่ามันถูกเอาไปใช้เป็นเครื่องมือในการคัดเลือกนักการเมืองที่ ‘เจ้าของใบอนุญาตที่สอง’ ให้ความเห็นชอบว่าคุณเหมาะสมควรเป็นหรือไม่ควรเป็น

“ไม่ต้องอื่นใด กรณีพวกผม ผมถูกตัดสิทธิ์ 21 กุมภาพันธ์ 2563 มีเสียงพี่น้องประชาชนคนสนับสนุนเราจำนวนมากก็พูด ตอนนี้ปี 2569 แล้ว อีก 4 ปีเอง รอวันกลับมา เดี๋ยวมันก็หาเรื่องจริยธรรมได้อีกครับ ถ้ามันยังอยู่แบบนี้

“สมมุติผม คุณธนาธร (จึงรุ่งเรืองกิจ) หรือวันหน้าคุณพิธา (ลิ้มเจริญรัตน์) คุณชัยธวัช (ตุลาธน) พ้นโทษ 10 ปี เกิดมาลงสมัครรับเลือกตั้ง เดี๋ยวมันก็จะต้องมี ‘นักร้อง’ ไปร้องอีกว่า การกระทำในอดีตที่ผ่านมาของคุณฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

“เพราะฉะนั้น วันข้างหน้านักการเมืองไทยที่มาจากการเลือกตั้งก็จะถูกบีบให้วงมันแคบลงเรื่อยๆ แล้วเราลองดูประวัติศาสตร์ถอยหลังกลับไป เอาปี 2550 หลังรัฐประหาร 2549 เราไล่มาเรื่อยๆ วงมันค่อยๆ เล็กลง เล็กลง เล็กลง

“จากเมื่อก่อนเข้าชื่อเสนอกฎหมายแก้ไข 112 ได้ แล้วสะดุดโดยประธานสภาฯ ไม่บรรจุ จำได้ไหมตอนปี 2555 ประธานสภาฯ ตีตก บอกไม่เข้าเกณฑ์หมวด 3 เรื่องสิทธิเสรีภาพ ร่างนี้ก็ไปไม่ถึงฝั่ง

“แต่ตอนนี้มันพัฒนาการขึ้นมาเรื่อยๆ ถึงขนาดที่ว่า อ๋อ เอ็งมี ส.ส.เหรอ แล้วเอ็งเสนอได้เหรอ เอ็งกล้าเสนอเหรอ ดังนั้น ถ้าเอ็งเสนอออกมา ก็ไม่บรรจุ ประธานก็ดึงไปดึงมา

“อย่ากระนั้นเลย ระแวดระวังว่าในอนาคตเกิดพวกมันชนะเลือกตั้งอีก แล้วพวกมันเป็นประธานสภาฯ ด้วย มันก็บรรจุวาระแก้ 112 เข้าสภาได้สิ ตัดไฟมันแต่ต้นลมดีไหม ก็เอาไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคตัดสิทธิ์ เพื่อให้เกิดแนวบรรทัดฐาน แล้วหลังจากนั้น เกิดอะไรขึ้นอีก ก็จะเล่นจริยธรรม ซึ่งกำลังโดนอยู่นี่ ถูกตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต

“ทั้งหมดเพื่อจะบอกว่า กฎหมายแบบนี้ห้ามเสนอ โดยที่ไม่มีมาตราอะไรห้ามในรัฐธรรมนูญ แต่ทุกคนจะเกิดความรู้สึกแล้วว่า อย่าไปยุ่ง ยุ่งแล้วจะซวย

“แล้วต่อไป นักการเมืองไทยก็จะแคบลง แคบลง แคบลง แคบลง จากนักการเมืองผู้มาจากการเลือกตั้งที่รับอาณัติจากประชาชน มาคิดมาอ่านทำอะไรต่างๆ ทั้งในทางเศรษฐกิจในทางการเมือง ก็จะถูกบีบบังคับให้นักการเมืองกลายเป็น ‘เจว็ด’ ทำแต่เรื่องปัดกวาดเช็ดถู และเอาตัวรอดไปวันๆ เพื่อหาเศษหาเลยกับงบประมาณแผ่นดิน

“แล้วคนไทยก็จะเกลียดนักการเมืองต่อไป”

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_892263


ประชาธิปไตย2สี Iปิยบุตร แสงกนกกุล I 2 น้อยไป 2 มากไปDilemma พรรคส้ม Vs จริยธรรม “ผิดปกติใหม่”

https://www.youtube.com/watch?v=vTJ-SVdml9k



กอ. รมน. นี่แหละบักตัวร้ายกว่าคอมมิวนิสต์ งาบเงินฝรั่งจนลืมตัวมาเข่นฆ่าคนไทยด้วยกัน... นอกจากนี้ แผนใหญ่ที่สุดที่เขาเตรียมไว้คือปฏิวัติ - อ่านจดหมายจาก ผู้ปกครองนักศึกษาวิทยาลัยครูอุดรธานี ถึง บ.ก. หนังสือพิมพ์อธิปัตย์


บันทึก 6 ตุลา - Documentation of Oct 6
April 20
·
“นาย อนันต์ รักธรรม นักศึกษาวิทยาลัยครูอุดรก็ถูกเก็บมาแล้วตอนต่อต้านหมูแพง ตำรวจอุดรคุมบาร์ คุมซ่องโสเภณี คุมหวยเถื่อน คุมคิวรถสองแถว ร่วมกับนักเลงลักรถไปขายลาว สิ้นเดือนมาพวกนี้ก็ต้องนำเงินมาแบ่งกัน นอกจากนั้นยังร่วมค้าอาวุธเถื่อนกับพ่อค้า จับได้ครั้งไหนไม่เคยติดตะรางเลย
.
ส่วนหน่วย กอ.รมน. ปีที่แล้ว ๒๕๑๗ ได้ส่งนายทหารไปจากเมืองหลวง ไปเปิดอบรมข้าราชการชั้นหัวหน้าแผนกขึ้นที่ศูนย์การศึกษาภาค ๙ อุดร เขาอธิบายว่าให้ตั้งแกนขึ้นในหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งที่เห็นว่าเหมาะดี แล้วรายงานไปว่าหมู่บ้านนั้นเป็นคอมมิวนิสต์ หน่วย กอ.รมน. นี้แหละร่วมกับผู้ว่าอุดร พากันไปตั้งหมู่บ้านไทยอาสาขึ้นที่กิ่งอำเภอสุวรรณคูหา โดยแบ่งแยกญาติพี่น้องของประชาชนออกจากกันโดยกล่าวหาหมู่นั้นเป็นคอมมิวนิสต์ แล้วจัดตั้งหมู่บ้านใกล้ๆ กันเป็นหมู่บ้านใกล้ๆ กันเป็นหมู่บ้านไทยอาสา จัดหาซื้อปืนจากเมืองลาวมาขายให้ประชาชนซื้อถูกๆ ขายๆ เงิน รถ คนซื้อเป็นของ กอ.รมน. อุดรทั้งนั้น ครั้งหนึ่งเคยถูกจับ แต่เงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเท่าทุกวันนี้
.
กอ. รมน. นี่แหละบักตัวร้ายกว่าคอมมิวนิสต์ งาบเงินฝรั่งจนลืมตัวมาเข่นฆ่าคนไทยด้วยกัน คนที่เข้ามาทำงานในหน่วย กอ.รมน. นี้ มีแต่พรรคพวกและญาติพี่น้องเขาทั้งนั้น บรรดาข้าราชการทรราชทั้งหลายวิ่งเต้นกันเป็นเกรียวอยากไปอยู่ เพราะมันได้อภิสิทธิ์คือเบี้ยเลี้ยง และเวลาราชการพิเศษ
.
นอกจากนี้ แผนใหญ่ที่สุดที่เขาเตรียมไว้คือปฏิวัติ.........”
———
อ่านจดหมายจาก ผู้ปกครองนักศึกษาวิทยาลัยครูอุดรธานี ถึง บ.ก. หนังสือพิมพ์อธิปัตย์ ที่จัดทำโดยศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ฉบับวันที่ 11-14 เมษายน 2518 ได้ที่: https://doct6.com/archives/16919

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1418145253686520&set=a.647133050787748




โศกนาฏกรรมที่วนเวียนซ้ำรอยเดิม : ออกไปรับใช้ชาติ แต่ไม่ได้กลับบ้านอีกต่อไป ทหารเกณฑ์ถูกทรมาณจะจบลงเมื่อไร ?


Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส
Yesterday
·
“แม่ต้องลางานมารับหนูนะ แม่อย่าทิ้งหนูนะ แม่มารับหนูแล้วเราไปกินชาบูกัน”
.
นี่คือประโยคสุดท้ายที่ พลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล พูดกับแม่ในวันเยี่ยมญาติ ด้วยความหวังที่จะได้ลากลับบ้านไปหาครอบครัว แต่คำขอนั้นกลับไม่มีวันเป็นจริง เมื่อทหารเกณฑ์สมัครใจวัย 18 ปีคนนี้ ต้องจบชีวิตลงอย่างมีเงื่อนงำหลังกำแพงค่าย เหมือนทหารเกณฑ์อีกหลายกรณีตลอดหลายปีที่ผ่านมา
.
โศกนาฏกรรมของพลทหารวรปรัชญ์ เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของปัญหาการทรมาน ซึ่งเป็นวิกฤตด้านสิทธิมนุษยชนที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน
.
แม้บางกรณีจะกลายเป็นคดีใหญ่ที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีอีกหลายเรื่องราวที่ตกอยู่ในความเงียบ โดยเฉพาะในพื้นที่รักษาความปลอดภัยสูง ควบคุมอย่างเข้มงวด และยากต่อการเข้าไปตรวจสอบโดยหน่วยงานภายนอก
.
หลายครั้งความสูญเสียจะปรากฏให้สังคมรับรู้ได้ ก็ต่อเมื่อครอบครัวของผู้สูญเสียลุกขึ้นมาร้องเรียนจนกลายเป็นข่าว ทำให้เราไม่อาจทราบได้ว่ายังมีกรณีคล้ายคลึงกันนี้เกิดขึ้นอยู่อีกเท่าไร
.
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคู่กรณีส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ยิ่งทำให้กระบวนการค้นหาความจริงมีอุปสรรค ทั้งในแง่ของพยานบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งมักเป็นเจ้าหน้าที่ด้วยกันเอง ไปจนถึงพยานหลักฐานสำคัญที่ล้วนตกอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมของหน่วยงานรัฐ
.
ล่าสุด แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เผยแพร่รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกประจำปี 2568/2569 หยิบยกประเด็นการทรมานในประเทศไทยขึ้นมาเป็นกรณีสำคัญ โดยระบุถึงความคืบหน้าทางกฎหมายเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 จังหวัดระยอง มีคำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งถือเป็นคำตัดสินแรกภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565
.
ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกครูฝึกทหาร 2 นาย และทหารเกณฑ์รุ่นพี่อีก 11 นาย เป็นระยะเวลาตั้งแต่ 10 ถึง 20 ปี ในความผิดฐานร่วมกันทรมานพลทหารวรปรัชญ์จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตลง ซึ่งคำตัดสินนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการทวงคืนความยุติธรรมที่สังคมไทยรอคอยมาอย่างเนิ่นนาน
.
คำพิพากษาคดีทรมานครั้งประวัติศาสตร์ของไทย
.
จุดเริ่มต้นของคดีพลทหารวรปรัชญ์ หรือ "น้องเน" ชายหนุ่มวัย 18 ปีที่สมัครใจเข้าเป็นทหารเกณฑ์ผลัดที่ 1/67 สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ค่ายนวมินทราชินี จังหวัดชลบุรี
.
เวลาผ่านไปไม่ถึง 3 เดือน ชีวิตของพลทหารวรปรัชญ์จบลงด้วยข้ออ้างของการธำรงวินัย หรือที่เรียกกันในแวดวงว่าการ "ซ่อม"
.
แพทย์ระบุว่าสภาพอวัยวะภายในบอบช้ำอย่างหนักตั้งแต่สมองบวม ไหปลาร้าหัก ซี่โครงหักทั้งสองข้าง กระดูกสันหลังหัก ไปจนถึงภาวะปอดฉีกและปอดรั่ว
.
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตรวจสอบพบว่า พลทหารวรปรัชญ์ถูกเตะ ต่อย กระทืบ ถูกบังคับให้เข้าเวรยามต่อเนื่องยาวนานถึง 24 ชั่วโมง และถึงขั้นถูกบังคับให้ดื่มปัสสาวะของตนเอง เมื่อร่างกายทนรับไม่ไหวจนเกิดอาการป่วย ทางหน่วยต้นสังกัดกลับละเลยที่จะส่งตัวไปรักษาในทันที จนกระทั่งอาการทรุดหนักจึงมีการส่งตัวไปยังโรงพยาบาลค่าย และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าในท้ายที่สุดก่อนที่จะเสียชีวิตลง
.
เมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม คำพิพากษาของศาลระบุว่า จำเลยที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นครูฝึกทหารใหม่ ร่วมกับจำเลยที่ 3 ถึง 13 ซึ่งเป็นทหารเกณฑ์รุ่นพี่และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยครูฝึก ได้ร่วมกันทำร้ายพลทหารวรปรัชญ์หลายครั้ง ต่างกรรมต่างวาระ อย่างทารุณจนเสียชีวิต
.
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของคดีนี้คือ ศาลให้น้ำหนักกับคำให้การของพยานฝ่ายโจทก์อย่างมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหารใหม่ที่ฝึกอยู่ในค่ายเดียวกันและเป็นประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์มาโดยตลอด ศาลมองว่าหากเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง พยานเหล่านี้คงไม่กล้าเสี่ยงให้การใส่ร้ายผู้บังคับบัญชาและรุ่นพี่ ทั้งที่ไม่ได้มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน
.
ในทางตรงกันข้าม คำให้การของกลุ่มจำเลยทั้ง 13 นายกลับมีพิรุธน่าสงสัย ในชั้นต้นเมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา "ทำร้ายร่างกายให้ได้รับอันตราย" ทั้งหมดให้การรับสารภาพแต่ปฏิเสธที่จะให้รายละเอียด แต่เมื่อพลทหารวรปรัชญ์เสียชีวิตและข้อหาถูกยกระดับเป็น "ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย" จำเลยทั้งหมดกลับให้การปฏิเสธลอยๆ โดยไม่มีข้อเท็จจริงหักล้าง
.
จากพยานหลักฐานทั้งหมด ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยทั้ง 13 นายมีส่วนร่วมในการกระทำผิดจริงตามฟ้อง แม้จะต่างคนต่างลงมือ แต่พยานหลักฐานชี้ชัดว่าสาเหตุการเสียชีวิตที่รุนแรงที่สุดเกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นครูฝึกที่ใช้ไม้ทุบตีพลทหารวรปรัชญ์จนนำไปสู่ความตาย
.
ศาลจึงพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยทั้งหมดมีความผิดตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 5 และมาตรา 35 วรรค 3 โดยตัดสินจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 15 ปี และจำคุกจำเลยที่ 3 ถึง 13 คนละ 10 ปี ถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ส่งสัญญาณเตือนอย่างจริงจังต่อการใช้อำนาจที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนในค่ายทหาร
.
ก้าวแรกของการลงโทษครูฝึก แต่สาวไม่ถึงผู้บังคับบัญชา
.
คำพิพากษาจำคุกสถานหนักในคดีของพลทหารวรปรัชญ์ สร้างแรงกระเพื่อมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ เริ่มตั้งแต่ต้นทางอย่างกองทัพบกที่ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ ไม่ควรเกิดขึ้นอีกในยุคปัจจุบัน และกองทัพมุ่งมั่นที่จะดำเนินการทุกอย่างด้วยความรับผิดชอบสูงสุดต่อสังคม
.
ในระดับนานาชาติ คดีนี้ได้รับความสนใจจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights) ออกแถลงการณ์แสดงความยินดีต่อทิศทางของกระบวนการยุติธรรมไทย แต่ยังได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐของไทยเดินหน้าขจัดการทรมานในทุกรูปแบบและธำรงไว้ซึ่งสิทธิของผู้เสียหายอย่างต่อเนื่องต่อไปด้วย
.
ด้านภาคประชาสังคมที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้มาอย่างยาวนานอย่างมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ยังมีข้อสังเกตว่า ความสำเร็จในการลงโทษครูฝึกและผู้ช่วยครูฝึกในครั้งนี้ยังคงเป็นเพียงก้าวแรกของการบังคับใช้กฎหมาย เพราะในความเป็นจริง พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังได้กำหนดครอบคลุมไปถึงการลงโทษผู้บังคับบัญชาที่ปล่อยปละละเลย ไม่กำกับดูแลเจ้าหน้าที่ใต้บังคับบัญชาจนก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิ
.
แต่กระบวนการที่ผ่านมายังไม่สามารถนำไปสู่การดำเนินคดีกับผู้บังคับบัญชาตามสายงานของกลุ่มครูฝึกเหล่านี้ได้ ซึ่งนี่คือความท้าทายสำคัญของกระบวนการยุติธรรมที่เรายังต้องติดตามกันต่อไป
.
ความสูญเสียที่ยังดำเนินต่อไป
.
เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า ภายหลังจากการบังคับใช้ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ ทางกองทัพและกระทรวงกลาโหมได้ตื่นตัวและพยายามออกมาตรการควบคุมเพื่อป้องกันการลงทัณฑ์ที่ไม่เป็นไปตามกฎหมายและแบบธรรมเนียมทหาร
.
โดยมีการกำหนดแนวทางอย่างชัดเจน ห้ามมิให้มีการทำร้ายหรือทรมานร่างกายในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการทุบตี เตะ ต่อย การใช้ของแข็งกระแทกตัว การใช้ไฟฟ้าจี้ หรือการคลุมศีรษะเพื่อให้ขาดอากาศหายใจ โดยให้ปรับเปลี่ยนไปใช้วิธีการพัฒนาสมรรถภาพร่างกายหรือการออกกำลังกายแทน
.
แต่ถึงกระนั้น โศกนาฏกรรมของพลทหารวรปรัชญ์ไม่ใช่กรณีสุดท้ายที่เกิดขึ้น แต่ยังมีข่าวการสูญเสียบุคลากรในค่ายทหารอยู่เป็นระยะ
.
ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ พลทหารพฤษภา วิมุตติธรรมชัย ที่เสียชีวิตจากอาการสมองตายเนื่องจากภาวะฝีในสมองเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 หลังจากมีอาการป่วยเรื้อรังระหว่างการฝึกแต่กลับไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม ต่อมาในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 พลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย แต่กลับพบช้อนสั้นปริศนาตกอยู่ในเตาเผา และล่าสุดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา 14 มกราคม 2569 ก็เกิดกรณีของพลทหารกฤตานน พลจันทึก ที่เสียชีวิตจากการถูกรุมทำร้ายอีกครั้ง
.
โศกนาฏกรรมที่วนเวียนซ้ำรอยเดิม คือสัญญาณเตือนว่าสังคมไม่อาจวางใจและละสายตาจากประเด็นนี้ได้โดย ลำพังเพียงแค่มีตัวบทกฎหมายฉบับใหม่ การจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่ากฎหมายจะถูกบังคับใช้อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ คือกลไกสำคัญที่จะผลักดันให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องตระหนัก และไม่อาจละทิ้งหลักการสิทธิมนุษยชนตามที่ได้ให้คำมั่นไว้
.
ประเทศชาติไม่สมควรต้องสูญเสียคนหนุ่มผู้เป็นอนาคตและเรี่ยวแรงสำคัญในการพัฒนาสังคม ไปกับระบบที่บกพร่องและขาดความโปร่งใส การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความจริง ยอมรับข้อผิดพลาด และเปิดพื้นที่ให้เกิดการตรวจสอบอย่างโปร่งใส เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีแม่คนไหน ต้องรอคอยลูกชายที่ไม่มีโอกาสได้กลับบ้านอีกต่อไป

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1295090946089098&set=a.318232183774984

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ 

แถลงการณ์ร่วม ภาคประชาสังคมและนักวิชาการ เรื่อง เรียกร้องยุติปฏิบัติการข้อมูลบิดเบือน (Information Operation: IO) และการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความเกลียดชังในสังคม


CIVIC WOMEN
18 hours ago
·
แถลงการณ์ร่วม ภาคประชาสังคมและนักวิชาการ
เรื่อง เรียกร้องยุติปฏิบัติการข้อมูลบิดเบือน (Information Operation: IO) และการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความเกลียดชังในสังคม

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เผชิญกับปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร (Information Operation: IO) อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ภายหลังเหตุการณ์ลอบสังหารนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รวมถึงปฏิกิริยาทางสังคมต่อกรณีการสื่อสารของแม่ทัพภาคที่สี่ ได้ปรากฏแนวโน้มการใช้ IO และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการผลิตและเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ข้อมูลบิดเบือน และเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชัง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน และระหว่างประชาชนด้วยกันเอง

การสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ดังกล่าว ไม่เพียงทำให้สถานการณ์ในพื้นที่มีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อบรรยากาศของสังคมไทยโดยรวม โดยเฉพาะการแสดงออกที่มุ่งโจมตี สร้างความเกลียดชัง และลดทอนความน่าเชื่อถือของผู้มีบทบาทสำคัญในการสื่อสารข้อเท็จจริง อาทิ ผู้สื่อข่าว นักวิชาการ นักกิจกรรมในพื้นที่ รวมถึงสมาชิกรัฐสภา ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสะท้อนสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้และส่งเสริมกระบวนการสันติภาพมาอย่างต่อเนื่อง

ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลให้พื้นที่กลางในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ ถูกจำกัดและแคบลงอย่างน่ากังวล หากประเด็นเกี่ยวกับสันติภาพและข้อเรียกร้องเพื่อยุติความรุนแรงถูกปิดกั้นหรือบิดเบือนผ่านปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร ย่อมเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างความเข้าใจร่วม การสร้างความไว้วางใจ และการเดินหน้าสู่สันติภาพอย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ เครือข่ายภาคประชาสังคมและภาควิชาการ ขอแสดงจุดยืนร่วมกันในการปกป้องเสรีภาพในการสื่อสารโดยสุจริต และยืนหยัดเคียงข้างสื่อมวลชน นักวิชาการ และนักกิจกรรมที่ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีและการสร้างความเกลียดชังในโลกออนไลน์ที่พร้อมจะนำไปสู่ความรุนแรงทางกายภาพ

ข้อเรียกร้อง

เรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคง ยุติการดำเนินปฏิบัติการ Information Operation (IO) ที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ การบิดเบือนข้อเท็จจริง และการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความเกลียดชังในสังคม พร้อมทั้งยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเคารพสิทธิมนุษยชนในการสื่อสารสาธารณะ

เรียกร้องให้มีการสืบสวนสอบสวนอย่างเป็นอิสระและโปร่งใส ต่อการใช้สื่อออนไลน์และแพลตฟอร์มดิจิทัลในการโจมตี ใส่ร้าย หรือคุกคามผู้สื่อข่าว นักวิชาการ นักกิจกรรม และบุคคลสาธารณะ พร้อมทั้งดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นธรรม

เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนในสังคมร่วมกันปกป้องและรักษาพื้นที่ปลอดภัยในการสื่อสาร เพื่อให้ประชาชน สื่อมวลชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็น และข้อเสนอเกี่ยวกับสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างเสรี ปลอดภัย และสร้างสรรค์ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของกระบวนการสันติภาพ

เครือข่ายภาคประชาสังคมและภาควิชาการตามรายนามด้านล่างนี้ ขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันยืนหยัดบนหลักการของความจริง ความรับผิดชอบ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมพหุวัฒนธรรม เพื่อสร้างสังคมที่เคารพความแตกต่างและมุ่งสู่สันติภาพอย่างยั่งยืน

องค์กรร่วมลงนาม
เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพชายแดนใต้
เครือข่ายบัณฑิตอาสาปาตานี (INSOUTH)
เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล
เครือข่ายปกป้องสิ่งแวดล้อมสงขลา - สตูล
เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้
เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ JASAD
เครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้
เครือข่ายครูตาดีกาจังหวัดชายแดนใต้ (JARUM)
บุหงารายาเพื่อการศึกษา
ผดุงธรรมเพื่อสันติ (JOP)
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาการสื่อสารสันติภาพ
ศูนย์อัลกุรอานและภาษา QLCC
สภาประชาสังคมชายแดนใต้
สภาประชาชนภาคใต้
สมาคมการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลา
สมาคมด้วยใจเพื่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
สมาคมฟ้าใสส่งเสริมสุขภาวะเด็กและเยาวชนชายแดนใต้
สมาคมเพื่อสันติภาพและการพัฒนา
สมาคมเพื่อสันติภาพภาคประชาชน (APP)
สมาคมลู่มน้ำสายบุรี
สมาคมวาดิลไนล์ ประเทศไทย
สมาคมโรงเรียนเอกชนจังหวัดปัตตานี
สมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จังหวัดยะลา
สมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดนราธิวาส
สมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามสตูล
สภาประชาสังคมชายแดนใต้
มูลนิธิดารุลอินฟาก
มูลนิธิดารุนนาอีม
มูลนิธิดิจิทัลเพื่อสันติภาพ
มูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
องค์กรผู้หญิงปาตานี PERWANI
องค์กรเครือข่ายสิทธิมนุษยชนปาตานี(HAP)

บุคคลร่วมลงนาม
งามศุกร์ รัตนเสถียร สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา
ซาฮารี เจ๊ะหลง นักศึกษาปริญญาโท สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ดร.ธนพัชญ์ จันทร์ดิษวงษ์ มหาวิทยาลัยริวกิว
ธรรมศาสตร์ โสตถิพันธุ์ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ นักกฎหมาย/ทนายความสิทธิมนุษยชน
ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ผศ.ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผศ.ดร.ตรีพล เกิดนาค หลักสูตรสื่อและการสื่อสาร วิทยาลัยนานาชาติมหิดล
ตูแวดานียา มือรีงิง สำนักข่าวอามาน
ผศ.ดร.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ผศ.ดร. พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
ผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ผศ.ดร.สมัชชา นิลปัทม์ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
ผศ.ดร.อลิสา หะสาเมาะ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ผศ.ดร.อัมพร หมาดเด็น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผศ.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ผศ.อสมา มังกรชัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
ฟารีดา ปันจอร์ สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
รศ.ดร.บัณฑิต ไกรวิจิตร คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
รศ.ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
รักชาติ สุวรรณ์ นักศึกษาปริญญาโท สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ลม้าย มานะการ นายกสมาคมสภาประชาสังคมชายแดนใต้
อิมรอน ซาเหาะ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=963960006019333&set=a.262686819479992





ไม่ใช่แค่รัฐซ้อนรัฐ แต่มันเป็นรัฐเหนือรัฐ สุณัยตั้งข้อสังเกตว่าการลอบฆ่า สส.กมลศักดิ์ มีประเด็นให้เอ๊ะ? หลายอย่าง


Atukkit Sawangsuk
7 hours ago
·
1800 น.
ไม่ใช่แค่รัฐซ้อนรัฐ แต่มันเป็นรัฐเหนือรัฐ
:
สุณัยตั้งข้อสังเกตว่าการลอบฆ่า สส.กมลศักดิ์ มีประเด็นให้เอ๊ะ? หลายอย่าง
ไม่ใช่แค่การที่ชายฉกรรจ์ 4 คน ผ่านด่านตรวจที่มีถี่ยิบในนราธิวาส ทั้งตอนมายิง ทั้งยิงแล้วกลับ
แต่ไปถึงขนาดที่ ตัวหัวหน้าทีม เดินทางจากนราธิวาสขึ้นมากาญจนบุรี แล้วไปหลบอยู่กับกะเหรี่ยง DKBA
ซึ่งแสดงว่ามีคนเคลียร์ทางให้ ฝากฝัง DKBA ให้ดูแล แล้วพลิกอีกตลบ โทรสั่งยกเลิกความคุ้มกัน ให้ทหาร DKBA หิ้วตัวมาส่งตำรวจไทยที่ชายแดน
:
สัมภาษณ์กันก่อนผู้ต้องหาจะพูดว่า "แผ่นดินไทยเป็นแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์อย่าให้ใครมาคิดแบ่งแยกดินแดน"
สุณัยบอกว่า วิธีคิดแบบ "เด็ดหัว" คนที่ฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่าเป็นแกนนำ BRN มีมานานแล้ว คิดว่าทำแล้วจะจบ แต่ยิ่งลุกลาม ยิ่งผลักดันให้เกิด BRN รุ่นใหม่ที่แรงขึ้นๆ คุยด้วยยาก ไม่เหมือนพวกรุ่นเก่าที่ข้ามไปอยู่ในมาเลเซีย ซึ่งยังคุยได้มากกว่า
ตัวอย่างสำคัญ เช่นการสังหารอุสตาซรอนิง เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งทำให้เกิดการล้างแค้น ยิงพระยิงเณรยิงชาวบ้าน
อุสตาซรอนิงเป็นที่รักนับถืออย่างกว้างขวาง เป็น "สายสันติ" เป็น "สะพานเชื่อม" ที่ฝ่ายทหารเองก็ใช้ ในการติดต่อเจรจา
แต่สายเหยี่ยวกลับมองว่า ต้องเชือดไก่ให้ลิงดู แล้ว BRN จะฝ่อ ซึ่งตรงกันข้าม
แม่ทัพภาคที่ 4 คนที่แล้ว ซึ่งเข้าใจปัญหา เป็นที่ยอมรับ พยายามกดดันให้คลี่คลายคดี หาตัวคนทำ แต่ไม่สำเร็จ จับใครไม่ได้
"รัฐซ้อนรัฐในภาคใต้เหนือกว่าแม่ทัพภาคที่ 4"
:
ทหารสายเหยี่ยวจึงเป็นรัฐซ้อนรัฐ หรืออาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ
ซ้อนอยู่ในโครงสร้างปกติ โดยมีสายสั่งการของพวกเขาเอง
เช่นที่ตั้งข้อสังเกต ทำไมผู้ต้องหาสามารถข้ามไปพม่า ได้รับการดูแลจาก DKBA แต่พอเป็นเรื่องใหญ่บานปลาย มีการกดดันจากระดับสูง ก็สามารถเอาตัวกลับมาได้
:
กลไก IO ที่โจมตีฐปนีย์ และรอมฎอน อยู่ตอนนี้ ยิ่งซับซ้อน
IO เริ่มต้นมาจากปฏิบัติการของฝ่ายความมั่นคง ชี้เป้า ปลุกเกลียดชัง
แต่ปัจจุบัน มีความทับซ้อน ทั้งกลไกของฝ่ายความมั่นคง ของอำนาจพันลึกที่อยู่เหนือรัฐ และมวลชนขวาจัด
ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบัน แรงขับเคลื่อนของพวกขวาจัดที่โหมกระพือมาจากช่วงปัญหาชายแดน กลายเป็นหยุดไม่อยู่ สั่งหยุดไม่ได้ เกินความควบคุม
https://www.facebook.com/photo/?fbid=26648426731479137&set=a.117209745027530





ประชาธิปไตยสองสี : สุณัย ผาสุข : รัฐเหนือรัฐ 3 จังหวัดใต้ IO พันลึกหยุดไม่อยู่

matichon tv

7 hours ago 

รายการประชาธิปไตยสองสี ตอนที่ 107 อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) สนทนากับ สุณัย ผาสุข นักวิชาการอาวุโสจากองค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) จากคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ โดยใช้ รถหลวง กอ.รมน. และ อดีตทหารรับจ้าง เป็นทีมสังหาร ในหัวข้อ “รัฐเหนือรัฐ 3 จังหวัดใต้ IO พันลึกหยุดไม่อยู่”เผยแพร่ เสาร์ 25 เมษายน 2569 เวลา 18.00 น

https://www.youtube.com/watch?v=6RFBWkIbiGU



เห็นกระแสขวาสุดโต่งเชียร์ผู้ต้องหายิง สส. "แผ่นดินไทยเป็นแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์อย่าให้ใครมาคิดแบ่งแยกดินแดน" แล้วทุเรศ สมเพชสมองน้อยนิด


Atukkit Sawangsuk
4 hours ago
·
เห็นกระแสขวาสุดโต่งเชียร์ผู้ต้องหายิง สส.
"แผ่นดินไทยเป็นแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์อย่าให้ใครมาคิดแบ่งแยกดินแดน"
แล้วทุเรศ สมเพชสมองน้อยนิด
:
อันดับแรก สส.กมลศักดิ์เป็นพวกแบ่งแยกดินแดน?
เอามาจากไหน
เขาเป็น 1 ใน 4 ทนายความ "อันเป็นสัญลักษณ์ของมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือจำเลยคดีความมั่นคงและผู้ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ชายแดนใต้" (ประชาไท)
ผู้สานต่อทนายสมชาย นีละไพจิตร
ใน 4 คนนี้ มีทนายสิทธิพงษ์ จันทรวิโรจน์ ล่วงลับไปแล้ว
ซึ่งหลังรัฐประหาร ในการเลือกตั้งปี 62 ทนาย 3 คนก็ลงเลือกตั้งใน 3 จังหวัดแบบแยกกัน 3 พรรค
กมลศักดิ์ ประชาชาติ นราธิวาส ชนะปี 62,66,69
อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ พลังประชารัฐ ยะลา ชนะปี 62 (ล่าสุดลงกล้าธรรม)
อับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ ภูมิใจไทย ปัตตานี สอบตก
:
อ้อ BRN แทรกแซงเข้าพรรคการเมือง?
คนมันโง่ อคติ ก็คิดอย่างนั้น
เขาเป็นทนายช่วยเหลือคนที่ถูกตั้งข้อหาอย่างอยุติธรรมใน 3 จังหวัด ภายใต้กฎอัยการศึก พรก.ฉุกเฉิน กฎหมายความมั่นคง แบบเอาตัวเข้าค่ายทหารก่อน ตั้งข้อหาทีหลัง
เขาจึงพยายามเข้าไปทุกพรรคการเมือง แม้แต่พรรคทหาร เพื่อเจรจาต่อรองทำความเข้าใจ อาศัยเครือข่ายของพรรคการเมืองของรัฐบาล ช่วยคนในพื้นที่ที่ไม่ได้รับความยุติธรรม
นี่คือการต่อสู้ในวิถีรัฐสภา
เหมือนที่อีกส่วนหนึ่งก็สนับสนุนพรรคส้ม แต่มาทางปาร์ตี้ลิสต์ รอมฎอน ปันจอร์ (โดนข้อหา BRN สายใหม่)
:
ที่กมลศักดิ์ผลักดันอย่างหนักในช่วงหลัง ร่วมกับพรรคส้ม
คือเอาทหารที่ทำผิดกับพลเรือน ขึ้นศาลพลเรือน
นั่นน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทหารสายเหยี่ยวเห็นเป็นภัย
:
ประเด็นถัดมา ที่สำคัญ
พวกคลั่งเชียร์มือสังหาร คงคิดว่าฆ่าคนมุสลิมมลายูหมด 3 จังหวัดภาคใต้ก็ไม่เป็นไร ยิ่งดี จะได้ปกป้องรักษาแผ่นดินไทย
:
สมัยอยู่ไทยโพสต์ ปี 48 ผมเคยสัมภาษณ์ทหารระดับผู้บังคับบัญชา ที่เราคิดว่าน่าจะเข้าใจปัญหาสามจังหวัด
พอปิดเทป ช็อกเลย บอกว่า คนไหนที่มันไปไกลแล้วดึงกลับมาไม่ได้ก็เหลือทางเดียว คือต้องเก็บ
เห็นเลยว่าแก้ปัญหาไม่ได้
คิดเหมือนสมัยปราบ พคท.ยุคถีบลงเขาเผาลงถังแดง ตั้งหน่วยล่าสังหาร ไปลอบสังหารคนที่กาหัวไว้
:
คนมุสลิมมลายู 3 จังหวัดนั้น โดยส่วนใหญ่ เขามีปัญหากับรัฐไทย ในเรื่องที่เขาต้องการรักษาอัตลักษณ์ ภาษา การแสดงออก แต่รัฐไทยต้องการให้ "คนไทย" เป็นบล็อกเดียวกันหมด ตั้งแต่เหนืออีสานจดใต้
คนมุสลิมมลายู 3 จังหวัด โดยส่วนใหญ่ มีปัญหากับการใช้อำนาจปราบปรามของตำรวจทหาร ตั้งแต่ปี 47 แบบสงสัยใครก็อุ้มไปเข้าค่าย (อุ้มหายก็มี)
คนเป็น BRN มีไหม มีสิ แต่เป็นคนส่วนน้อย ที่อิงอยู่กับความไม่พอใจของคนส่วนใหญ่
แล้วก็มีหลายเฉด มีทั้งพวกสุดโต่งรุนแรง พวกแสวงทางสันติเจรจา
(แม้แต่ตอนจะเจรจา ก็มีอีกกลุ่มไปก่อเหตุ เพราะไม่ต้องการเจรจา)
มันมีด้านที่เป็น cell ที่กระจัดกระจายไม่ได้เป็นองค์กรจัดตั้งฟังคำบัญชาจากศูนย์กลางแบบพรรคคอมมิวนิสต์
BRN ในพื้นที่ยังมีญาติพี่น้อง มีสายสัมพันธ์ รวมทั้งกดคนด้วยความกลัว มีทุกรูปแบบ
:
วิธีการกดปราบ หรือกาหัว แล้วอุ้มฆ่า
จึงเป็นการผลักไสคนให้เป็น BRN ให้ความคิดสุดโต่งมีอิทธิพลเหนือกว่า
เป็นวิธีคิดที่ไม่เข้าใจการเมืองนำการทหารแม้แต่น้อยนิด
ไม่เข้าใจหลักการพื้นฐานการทำสงครามมวลชน ที่ต้องดึงคนส่วนใหญ่มาเป็นพวก โดดเดี่ยว BRN ให้อ่อนแอ
แต่นั่นแหละวิธีคิดทหาร วิธีคิดขวาจัด ปลุกเกลียดชังเขมร เกลียดมุสลิมสามจังหวัด เกลียดแรงงานข้ามชาติ เกลียดคนชาติพันธุ์ เกลียดเสื้อแดง เกลียดสามนิ้ว เกลียดส้ม
แล้วเขาคิดว่าทำสำเร็จ ยังสำเร็จอยู่

https://www.facebook.com/baitongpost/posts/26650304264624717




ชีวิตของทิวากร วิถีตน เริ่มต้นได้สวยงามตามพิมพ์นิยมของชนชั้นกลางไทย เรียนดี สอบติดโรงเรียนชั้นนำในขอนแก่น ทุกอย่างไปได้ดี จนกระทั่งเขาเริ่ม “ใช้สมอง” เกินกว่าที่ระบบออกแบบไว้ เมื่อความรู้สึกกลายเป็นคดี (ปัจจุบันเขาถูกคุมขังมา 600 วันเศษแล้ว เพราะประโยคนี้ “หมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว”


Jim Bandon
April 23
·
ชีวิตของทิวากร วิถีตน เริ่มต้นได้สวยงามตามพิมพ์นิยมของชนชั้นกลางไทย
เรียนดี สอบติดโรงเรียนชั้นนำในขอนแก่น (จบที่เดียวกันกับ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ นักวิชาการฝ่ายขวาสุดโต่ง)
เขาต่อวิศวะที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
จบมาได้งานสายไอทีในกรุงเทพฯ

ถ้าจะเขียนเป็นโบรชัวร์ชีวิต ก็คงอยู่ในหมวด “ตัวอย่างเยาวชนคุณภาพ”
เหลือแค่ผ่อนคอนโด ดาวน์รถ แล้วก็รอโปรโมชันขึ้นเงินเดือนปีละครั้ง
ชีวิตก็จะสมบูรณ์แบบในแบบที่ระบบต้องการ

ทุกอย่างไปได้ดี
จนกระทั่งเขาเริ่ม “ใช้สมอง” เกินกว่าที่ระบบออกแบบไว้
------

“หมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว”

ประโยคนี้สั้นมาก
สั้นจนไม่ต้องตีความซับซ้อน
สั้นจนไม่มีที่ให้หลบ

และบางที
มันอาจสั้นเกินไปสำหรับระบบที่คุ้นเคยกับความคลุมเครือ

เพราะถ้ามันยาวกว่านี้หน่อย
อาจจะยังเถียงกันได้
อาจจะยังบิดความหมายได้
อาจจะยังแกล้งเข้าใจผิดได้

แต่พอมันสั้น ตรง และชัด
สิ่งที่เหลืออยู่มีอย่างเดียวคือ—จะจัดการยังไง
-----------

**เมื่อความรู้สึกกลายเป็นคดี**

ในหลายประเทศ
“ความศรัทธา” เป็นเรื่องส่วนบุคคล

คุณจะศรัทธา หรือไม่ศรัทธา
มันควรจบอยู่ที่ตัวคุณ

แต่ในบางประเทศ
ความศรัทธาเป็นเรื่องของรัฐ

และการ “ไม่มีศรัทธา”
อาจกลายเป็นสิ่งที่ต้องถูกจัดระเบียบ

ทิวากรจึงได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญ
ว่าในประเทศนี้
แม้แต่ “ความรู้สึก” ก็อาจต้องมีใบอนุญาต
---------
**ศรัทธาที่ต้องมีคนคุม**

ศรัทธาโดยธรรมชาติ
ควรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเอง

มันควรจะอยู่ได้
โดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ
ไม่ต้องมีใครมาปกป้องด้วยกฎหมาย

แต่เมื่อไหร่ที่ศรัทธาต้องพึ่งการควบคุม
มันก็เริ่มมีคำถามว่า
สิ่งนั้นยังเป็นศรัทธาอยู่หรือเปล่า
หรือมันกลายเป็น “ข้อบังคับ” ไปแล้ว

เรื่องของทิวากรไม่ได้พิเศษ
ตรงกันข้าม มันธรรมดามาก

ธรรมดาในแง่ที่ว่า
มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับใครก็ได้
ถ้าเลือกจะก้าวข้ามเส้นที่ไม่มีใครวาดไว้ให้ดู

สุดท้ายแล้ว
ประเทศนี้ไม่ได้ห้ามคุณคิด

มันแค่มีวิธีทำให้คุณ..

..ไม่กล้าที่จะพูดมันออกมาเอง ..มันก็เท่านั้น

(**ปัจจุบันเขาถูกคุมขังมา 600 วันเศษแล้ว)
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122166511916935231&set=a.122166230408935231