วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 28, 2569

ชวนสังเกตการณ์คดี ไลฟ์สดวัคซีนพระราชทาน วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ห้องพิจารณาที่ 814 ศาลอาญา เวลา 9:00 น. มีนัดฟังคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และประธานคณะก้าวหน้า จากกรณีไลฟ์สด “วัคซีนพระราชทาน ใครได้ใครเสีย?






https://x.com/ThumbRights/status/2059609136204279916
.....

ThumbRights - ทำไรท์
@ThumbRights

ชวนสังเกตการณ์คดี: ไลฟ์สดวัคซีนพระราชทาน

วันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ห้องพิจารณาที่ 814 ศาลอาญา เวลา 9:00 น. มีนัดฟังคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่และประธานคณะก้าวหน้า จากกรณีไลฟ์สด “วัคซีนพระราชทาน ใครได้ใครเสีย?”

ต้นปี 2564 เป็นช่วงเวลาที่มีการระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 จนมีการประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ประกอบกับมีสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่ต่อเนื่องมาจากปี 2563 และมีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคและการจัดหาวัคซีนของรัฐบาล รวมถึงมีการเรียกร้องเรื่องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์จากปีก่อนหน้า

เรื่องของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 เวลาประมาณ 21:00 น. เมื่อได้มีการถ่ายทอดสดวิดีโอลงในช่อง “Tanathorn Juangroongruangkit-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” โดยมีชื่อว่า “วัคซีนพระราชทาน ใครได้ใครเสีย?” โดยมีธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นผู้ดำเนินรายการดังกล่าว

เนื้อหาของการถ่ายทอดสด กล่าวถึงกรณีการจัดการวัคซีน ความเกี่ยวข้องของรัฐบาล การเข้ามามีบทบาทของบริษัทสยามไบโอไซน์และความเกี่ยวข้องกันกับบริษัทสยามไบโอไซน์กับสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้มีการกล่าวถึงสถาบันกษัตริย์ในบางช่วงถึงความเกี่ยวข้องกัน

จากการถ่ายทอดสดดังกล่าว ทำให้มีการแจ้งความดำเนินคดีมาตรา 112 กับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในวันที่ 20 มกราคม 2564 และดำเนินตามกระบวนการเรื่อยมาจนถึงเวลาที่กำลังจะพิพากษาในปัจจุบัน

ร่วมสังเกตการณ์คดีมาตรา 112 เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังจะเข้าฟังคำพิพากษาและเป็นหูเป็นตาร่วมตรวจสอบกระบวนการยุติธรรม คำพิพากษา ความได้สัดส่วนและสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกได้ด้วยกันที่วันเวลาสถานที่ดังกล่าว 





ม.112 : เปิดข้อกล่าวหาและคำให้การของธนาธร กรณีเฟซบุ๊กไลฟ์ "วัคซีนพระราชทาน"


ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ร่วมขบวนผู้ต้องหามาตรา 112 จากการวิจารณ์การจัดหาวัคซีนของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทรโอชา ซึ่งมีการพูดถึง บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด

ม.112 : เปิดข้อกล่าวหาและคำให้การของธนาธร กรณีเฟซบุ๊กไลฟ์ "วัคซีนพระราชทาน"

4 มิถุนายน 2021
บีบีซีไทย

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ตกเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ จากการที่เขาออกมาวิจารณ์เรื่องการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของรัฐบาลทางเฟซบุ๊กไลฟ์ในหัวข้อ "วัคซีนพระราชทาน: ใครได้ใครเสีย?" เมื่อ 18 ม.ค. 2564 ซึ่งขณะนี้พนักงานสอบสวนใกล้สรุปสำนวนการสอบสวนและเสนอความเห็นส่งอัยการเพื่อมีคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องในคดีแล้ว

เดิมที พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง นัดส่งตัวนายธนาธรพร้อมสำนวนการสอบสวนส่งให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องในวันที่ 2 มิ.ย. แต่ พ.ต.อ.ภูมิยศ เหล็กกล้า ผู้กำกับสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาลซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี และนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของนายธนาธร ให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยตรงกันว่า ตำรวจได้เลื่อนการส่งตัวผู้ต้องหาให้อัยการออกไปก่อน เพื่อสอบพยานเพิ่มอีก 2 คนในวันที่ 9 มิ.ย.

คลิปที่ทำให้นายธนาธรถูกแจ้งข้อหา ม.112 เป็นคดีแรกนี้มีความยาวประมาณ 20 นาที เขาวิจารณ์นโยบายการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า "ล่าช้า" และตั้งคำถามถึงแนวทางจัดหาวัคซีนแบบ "แทงม้าตัวเดียว" จาก แอสตร้าเซนเนก้า และแสดงความกังวลต่อการที่ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ถือหุ้นโดยตรงเข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาดวัคซีน

วันรุ่งขึ้นหลังการเผยแพร่คลิปดังกล่าว พล.อ.ประยุทธ์และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงของ สธ. ได้ประสานเสียงกันตอบโต้นายธนาธร โดยกล่าวหาว่าประธานคณะก้าวหน้า "บิดเบือน" "ไม่รู้จักสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ" ของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อการสาธารณสุขไทย พร้อมทั้งยืนยันว่าการจัดซื้อวัคซีนจาก บ.แอสตร้าเซนเนก้า และสัญญาการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนให้ บ.สยามไบโอไซเอนซ์มีความโปร่งใสและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน


โรงงานผลิตวัคซีนของ บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด

หลังจากตอบโต้ด้วยวาจาผ่านสื่อแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ก็ได้มอบหมายให้นายอภิวัฒน์ ขันทอง ประธานคณะกรรมการตรวจสอบและดำเนินคดีแก่ผู้เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จในการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี และการฝ่าฝืนหรือการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค (คตส.) เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้งเมื่อวันที่ 20 ม.ค.

นายธนาธรเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกเมื่อวันที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา ทำให้เขามีสถานะเป็น "ผู้ต้องหา" คดีหมิ่นสถาบันกษัตริย์อย่างเป็นทางการ

ข้อกล่าวหาในคดีนี้มีว่าอย่างไร และนายธนาธรให้การว่าอย่างไร บีบีซีไทยนำเนื้อหาบางส่วนของเอกสารบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาของตำรวจ และคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรของนายธนาธรมานำเสนอ

เปิดบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาของตำรวจ

พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหานายธนาธรฐาน "หมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย" ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(3) จากการโพสต์การไลฟ์สดทางเฟซบุ๊ก "Tanathorn Juangroongruangkit-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" พร้อมข้อความว่า "วัคซีนพระราชทาน: ใครได้ใครเสีย?" เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2564 เวลา ประมาณ 21.30 น.

บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหามีข้อความบางตอน ดังนี้
  • "ถ้อยคำวาจาที่นายธนาธรฯ กล่าวออกมาล้วนแต่มีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยการใช้สิทธิที่ไม่สุจริต ทั้งยังมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 6 โดยมีเจตนาเพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์เสื่อมค่า ด้อยค่า เสื่อมพระเกียรติ และมุ่งหมายให้ประชาชนที่ได้ยินและได้เห็นการพูดดังกล่าวล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ด้วยการแสดงความคิดเห็นอันเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หมิ่นประมาท ดูหมิ่นต่อพระมหากษัตริย์"
  • "ในเนื้อหาที่นายธนาธรฯ พูดนั้นได้กล่าวหาว่าในหลวงรัชกาลที่ 10 ถือหุ้นของบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ 100% และบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ได้ทำสัญญากับบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า จำกัด ในการผลิตวัคซีนโรคโควิด-19 แล้วขายให้กับรัฐบาลไทยนำไปฉีดให้กับประชาชนฟรี ซึ่งเป็นการใส่ความโดยกล่าวหาว่าในหลวงรัชกาลที่ 10 ได้ประโยชน์จากการขายวัคซีนแต่ประชาชนเสียประโยชน์ ซึ่งบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์เป็นบริษัทที่ทำสัญญาผูกขาดแต่เพียงบริษัทเดียว ไม่มีการเปิดประมูลให้บริษัทอื่นมีสิทธิเข้าทำการประมูลเพื่อที่จะได้วัคซีนที่ดีกว่า และบริษัทสยามไอโอไซเอนซ์ทำธุรกิจขาดทุนตลอดมา ทำให้ประชาชนเสียสิทธิในการใช้วัคซีนและได้รับวัคซีนล่าช้า ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง"
  • "เขียนข้อความในแผนผังโครงสร้างวัคซีนด้วยถ้อยคำว่า 'กษัตริย์วชิราลงกรณ์' อันเป็นการใช้ข้อความที่มีลักษณะเป็นการนำมาเทียบเท่าเสมอตน จึงเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์"
  • "เป็นการกระทำที่จาบจ้วงล่วงเกิน ใช้ถ้อยคำอันเป็นการเหยียบย่ำหัวใจพสกนิกรชาวไทยทั้งประเทศ ด้วยการใส่ร้ายดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 อย่างไร้ซึ่งความเคารพเทิดทูน...การใช้สิทธิและเสรีภาพของนายธนาธรฯ เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะหน้าที่ของพลเมืองต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"

บันทึกแจ้งข้อกล่าวหา ม.112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีที่นายธนาธรเฟซบุ๊กไลฟ์วิจารณ์รัฐบาลเรื่องการจัดหาวัคซีนโควิด-19

เปิดคำให้การของนายธนาธร

หลังจากรับทราบข้อกล่าวหา นายธนาธรได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนไทย พร้อมทั้งอ้างพยานบุคคล พยานหลักฐานเพิ่มเติม และยื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งมีเนื้อหาบางช่วง ดังนี้
  • "ขอยืนยันให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวนทุกประการ มิได้กระทำความผิดใด ๆ อันมีโทษทางอาญาดังที่ถูกกล่าวหา"
  • คดีนี้เป็นการดำเนินคดีซ้ำกับคดีที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญากล่าวหานายธนาธรว่ากระทำความผิดตาม ม. 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวในระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งศาลอาญาได้ไต่สวนและสืบพยานของทั้งฝ่ายผู้กล่าวหาและของนายธนาธรก่อนจะมีคำสั่งเมื่อ 29 ม.ค. ยกคำร้องของดีอีเอสและไม่ห้ามเผยแพร่คำพูดของนายธนาธรในระบบคอมพิวเตอร์ โดยคำสั่งศาลมีเนื้อหาโดยสรุปว่าคำกล่าวของนายธนาธรไม่อาจถือได้ว่าเป็นความผิดตาม ม.112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ ดังนั้นการที่พนักงานสอบสวนมาแจ้งข้อกล่าวหาและดำเนินคดีต่อนายธนาธรในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินคดีซ้ำในความผิด เดียวกันกับที่ศาลได้พิจารณาแล้ว จึงเป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย ดังนั้น "ขอให้พนักงานสอบสวนยุติการดำเนินคดีและมีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้เสีย"
  • ถ้อยคำที่นายธนาธรกล่าวในคลิปซึ่งพนักงานสอบสวนหยิบยกมาไว้ในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหานั้น "เป็นความจริงทุกประการและมิได้เป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด การกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด นั้นก็เป็นความจริง ดังปรากฏตามบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวที่ปรากฎอยู่ที่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครทุกประการ"
  • ถ้อยคำที่นายธนาธรตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลหากเกิดปัญหาใด ๆ เกี่ยวกับวัคซีนโควิดนั้น "เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ ในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการจัดการวัคซีนป้องกันโรคไวรัสโคโรนา 2019" และ "เป็นการวิจารณ์การกระทำของรัฐบาลว่าจะกระทบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้คนฟังรู้สึกว่าความบกพร่องขอรัฐบาลเป็นเรื่องร้ายแรง การนำพระมหากษัตริย์มาอ้างของรัฐบาลนั้นอาจทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้รับความเสื่อมเสีย จึงไม่ควรดึงบริษัทที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถือหุ้นดังกล่าวมาเกี่ยวข้องกับการจัดการที่มีความเสี่ยงเช่นนี้ ซึ่งรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ ข้อความไม่มีลักษณะชักชวนให้ประชาชนกล่าวโทษพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแต่อย่างใด แต่เป็นการกล่าววิจารณ์รัฐบาลว่าการจัดการและการดำเนินการของรัฐบาลนั้นจะกระทบและทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่างหาก"
https://www.bbc.com/thai/thailand-57312017




จับตา ฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์คดี ม.112 ของ “เก็ท โสภณ” กรณีปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว ในวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญา


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
8 hours ago
·
จับตา ฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์คดี ม.112 ของ “เก็ท โสภณ” กรณีปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว
.
.
ในวันที่ 28 พ.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ในคดีของ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ที่ถูกฟ้องในข้อกล่าวหาในคดีมาตรา 112 และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต จากกรณีปราศรัยในกิจกรรม #ทัวร์มูล่าผัว ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2565
.
เก็ท โสภณ ถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี 8 เดือนเศษ โดยเขาถูกดำเนินคดีในข้อหาตามมาตรา 112 ทั้งหมด 4 คดี ในแต่ละคดีเขาถูกพิพากษาจำคุกรวมโทษ 10 ปี 6 เดือน
.
สำหรับคดี #ทัวร์มูล่าผัว นี้ ในศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษในข้อหาใช้เครื่องขยายเสียงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด คือลงโทษจำคุกถึง 6 เดือน ทั้งที่กฎหมายกำหนดโทษปรับไม่เกิน 200 บาท คดีใช้เวลาเกือบ 3 ปี จึงจะมีนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
.
.
ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 3 ปี 6 เดือน พิพากษาข้อหาใช้เครื่องเสียงเกินกว่ากฎหมายกำหนด
.
คดีนี้ อานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบันฯ (ศปปส.) เป็นผู้แจ้งความไว้ที่ สน.สำราญราษฎร์ ทำให้เก็ทถูกจับกุมตัวในระหว่างเข้าร่วมกิจกรรมวันแรงงาน #ม็อบ1พฤษภา65 เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2565

ภายหลังการแจ้งข้อกล่าวหา เก็ทได้ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ ได้ขอฝากขังต่อศาลอาญา และศาลได้มีคำสั่งอนุญาตฝากขังและไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้ขณะนั้น เก็ทต้องถูกฝากขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เป็นระยะเวลากว่า 30 วัน ก่อนได้รับการประกันตัว เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2565
.
ต่อมาวันที่ 17 มิ.ย. 2565 อัยการสั่งฟ้องคดีใน 2 ข้อกล่าวหา ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต
.
ข้อกล่าวหาระบุว่า จำเลยได้กล่าวปราศรัยโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต และได้กล่าวต่อประชาชาชนที่มารวมกลุ่มชุมนุมทํากิจกรรมทัวร์เส้นทางสายประวัติศาสตร์ (ฝ่ายซ้าย) ภายใต้ชื่อกิจกรรม “ทัวร์มูล่าผัว” ด้วยข้อความที่ทําให้เข้าใจความหมายว่า รัชกาลที่ 10 และพระราชินี เป็นคนไม่ดี โดยประการที่น่าจะทําให้ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ทรงถูกดูหมิ่น หรือทรงถูกเกลียดชัง

ต่อมาหลังการต่อสู้คดี วันที่ 24 ส.ค. 2566 เก็ทถูกศาลอาญาพิพากษาลงโทษในทั้งสองข้อหา โดยเห็นว่าข้อความที่จำเลยกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นการใส่ความโดยประการที่น่าจะทำให้รัชกาลที่ 10 และพระราชินีทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่น หรือเกลียดชัง ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป
ข้อหาตามมาตรา 112 ลงโทษจำคุก 3 ปี และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ มาตรา 4 ประกอบมาตรา 9 ลงโทษจำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน ทั้งที่ข้อหาหลังนี้ กฎหมายกำหนดโทษปรับไม่เกิน 200 บาทเท่านั้น หลังคำพิพากษาดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัวเก็ท ทำให้เขาถูกคุมขังมานับแต่นั้น
.
ยื่นอุทธรณ์ ปราศรัยด่าทอตำรวจ ไม่ใช่กษัตริย์-ราชินี ทั้งศาลลงโทษเกินกฎหมายกำหนด
.
24 ต.ค. 2566 ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีนี้ ในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย 6 ประเด็น โดยสรุปยืนยันว่าคำปราศรัยของจำเลยเป็นการด่าทอตำรวจ ไม่ใช่พระมหากษัตริย์หรือพระราชินี, ผู้กล่าวหาในคดีนี้ไม่ชอบและมีความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับจำเลยและบุคคลที่เห็นต่างตลอดมา นอกจากนี้ คำเบิกความของผู้กล่าวหาก็มีพิรุธอยู่หลายประการ เนื่องจากผู้กล่าวหาทราบดีว่า เห็นจำเลยใช้โทรโข่งปราศรัยด่าทอไปทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นคำเบิกความตอบอัยการโจทก์เอง
.
รวมทั้งเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้ตรวจสอบอย่างชัดแจ้ง ไม่ได้ค้นหาความจริงเพื่อพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลยแต่อย่างใด เพียงแต่เลือกนำเอาหลักฐานพยานมาประกอบกันเพื่อให้เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดเท่านั้น โดยเรียกพยานซี่งเป็นพวกเดียวกันกับผู้กล่าวหาและเรียกพยานผู้เชี่ยวชาญที่มาเบิกความในคดีมาตรา 112 เพื่อเอาผิดกับจำเลยรายอื่นเป็นประจำ มาทำการสืบสวนสอบสวนประกอบเป็นพยานในคดีนี้ เพื่อทำสำนวนพิสูจน์ทางเดียวว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด
.
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้สืบสวนสอบสวนเอาไว้เลยว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเป็นการกล่าวอ้างถึงบุคคลอื่น ทั้ง ๆ ที่โดยสถานการณ์และสภาพแวดล้อม พัฒนาการของเหตุการณ์แต่ละอย่างมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จำเลยจะด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นพิรุธอยู่มาก รวมถึงการรวบรวมสำนวนพยานหลักฐานในคดีก็ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้อธิบายสภาพแวดล้อมและเหตุการณ์ของวันดังกล่าวเลย
.
นอกจากนั้น โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ เนื่องจากจำเลยใช้เพียงโทรโข่งซึ่งไม่ได้เป็นของจำเลย และการลงโทษจำคุก 6 เดือน เป็นการลงโทษเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/83778


https://www.facebook.com/photo?fbid=1398814812088985&set=a.656922399611567



เนื่องจากตอนนี้การฟ้องปิดปากผู้บริโภค (SLAPP) กำลังถูกพูดถึงกันมาก ลูกบ้านที่ถูก Developer เจ้าดังฟ้องหมิ่นประมาท แชร์ประสบการณ์ผลกระทบ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

https://www.facebook.com/salisa.yuktanan/posts/27489761280608742

Salisa Yuktanan 
7 hours ago
·
เนื่องจากตอนนี้การฟ้องปิดปากผู้บริโภค (SLAPP) กำลังถูกพูดถึงกันมาก เราขออนุญาตแชร์ประสบการณ์ ในฐานะลูกบ้านที่ถูก Developer เจ้าดังฟ้องหมิ่นประมาท ขอให้ศาลมีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาทนะคะ
.
ถ้าเพื่อนๆ ยังจำกันได้ เมื่อประมาณปลายเดือนกันยายนปีที่แล้ว เราได้โพสต์เรื่องราวที่เรามาซื้อบ้านโครงการแห่งหนึ่งย่านแฟชันฯ ซึ่งมีจุดเด่นคือถนนอุโมงค์ต้นไม้ที่สวยงามร่มรื่น แต่พออยู่มาหลายปีถึงเพิ่งรู้ว่าถนนสวยๆ เส้นนี้ซึ่งเป็นหลักกลางหมู่บ้านเป็นภาระจำยอมที่มีรถบรรทุกจำนวนมากเข้ามาใช้สัญจรร่วมกับลูกบ้าน แถมเจ้าของโครงการเอาแคมป์คนงานขนาดเป็นพันๆ คนและโรงงานพรีแคสต์ขนาดใหญ่ของตัวเองไปตั้งไว้หลังหมู่บ้าน ใช้ถนนสายหลักของหมู่บ้านสัญจรเข้าออก ขนของ-ขนคนงานไปไซต์ก่อสร้างทั่วกทม.ตลอดทั้งวันทั้งคืน
.
หลังจากเรื่องกลายเป็นไวรัล เราได้ไปออกรายการที่ ThaiPBS พูดคุยถึงเรื่องนี้ โดยฝ่าย Developer ไม่ยอมไปออกรายการ และไม่ยอมเจรจาใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ พอจบรายการไม่นาน ปรากฏว่า Developer ได้ฟ้องลูกบ้านซึ่งเป็นแฟนของเราเอง (จำเลยที่ 2) ด้วยข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา จากการ "แชร์" โพสต์ที่มีลิงค์รายการ ThaiPBS ค่ะ
.
ทั้งนี้ ผู้ที่แชร์โพสต์ดังกล่าวมีจำนวน 52 คน แต่ทาง Developer เลือกฟ้องเฉพาะแฟนเราเพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งในคำฟ้องกล่าวเท็จว่าปฏิเสธว่าโครงการในรายการไม่ใช่โครงการของตัวเอง
.
แม้ฟังดูแล้วเหมือนกับเป็นคดีที่ผู้บริโภครู้สึกว่า ยังไงก็ชนะแน่ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ เวลา สุขภาพจิต และค่าใช้จ่ายนะคะ เพื่อนๆ เชื่อไหมคะว่าหมายศาลใบนี้ มีราคา 200,000 บาท นั่นคือค่าทนายที่เราต้องจ่ายค่ะ
.
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมไม่ใช้ทนายอาสา ทนายฟรี ทนายหน่วยงาน อันนี้บอกตรงๆ เลยค่ะว่าจากประสบการณ์กับ Developer รายนี้ ที่เราร้องเรียนหน่วยงานไหนทุกอย่างเงียบกริบ หรือได้รับคำอธิบายแบบพิศดาร รวมทั้งโทษที่จำคุกถึง 2 ปี และค่าเสียหาย 50 ล้านบาท เราบอกตรงๆ ค่ะว่าไม่กล้าเสี่ยงประหยัดค่าทนาย แต่ไปพลาดในศาล เรายอมจ่ายเพื่อทนายที่เชื่อถือได้ดีกว่า
.
และหลังจากที่มีลูกบ้านโดนฟ้อง แน่นอนว่าทำให้ลูกบ้านที่เหลือเริ่มระส่ำระสายไม่กล้าร้องเรียน ไม่กล้าวิจารณ์ Developer ต่อไป ได้แต่เก็บความไม่พอใจเอาไว้กับตัว และนี่คือผลที่ Developer รายนี้คาดการณ์ไว้แล้วค่ะ ฟ้องเพื่อปิดปากแกนนำ ให้ลูกบ้านเงียบ พอกระแสข่าวซาลงก็ขายบ้านขายคอนโด ขายหุ้นกู้ต่อไป
.
สำหรับการขึ้นศาลในคดีนี้และคดีอื่นๆ กับ Developer รายนี้คิดว่าคงอีกยาวค่ะ แต่อย่างน้อยเราก็อยากให้สังคมได้ทราบกันว่า มันจะมี Developer รายหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะ "หลอก" ขายของ ทำกับลูกค้าที่ซื้อบ้านในโครงการของตัวเองแบบนี้แล้ว ยังขาดความจริงใจในการแก้ปัญหา แต่ใช้วิธีฟ้องปิดปาก รอให้กระแสเงียบ และในอนาคตอาจกลับมาทำแบบเดิมกับลูกค้ารายใหม่ต่อๆ ไปค่ะ
.
ปล.สำหรับคดีนี้ Developer ยืนยันไม่ไกล่เกลี่ยใดๆ ทั้งสิ้นนะคะ เดิมศาลกำหนดวันไต่สวนมูลฟ้องเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แต่มีการเลื่อนไต่สวนมูลฟ้องเป็นวันที่ 22 มิถุนายนที่จะถึงนี้ค่ะ



ตุ๊ดส์review เล่า "ผมกำลังถูกฟ้องปิดปาก... ผม post แสดงความเห็นว่า "MV งบประมาณหลักล้าน แต่คุณภาพของชิ้นงาน ที่ได้รับนั้น ยังไม่สมกับเงินที่ กกต. ใช้ไปเท่าไหร่ ถือว่าใช้งบสูงมาก เมื่อเทียบกับลักษณะของ Production ที่ออกมา"


ตุ๊ดส์review
19 hours ago
·
"ผมกำลังถูกฟ้องปิดปาก SLAPP"

ผมกำลังถูกฟ้อง SLAPP จากการวิจารณ์การใช้งบประมาณของรัฐ ผลิต Music Video เชิญชวนเลือกตั้ง ของ กกต. ถึงคุณภาพของผลงานที่ออกมา ผมรู้สึกไม่เป็นธรรม มองว่า เป็นการสร้างความหวาดกลัวต่อประชาชน

เช้าวันหนึ่ง ต้นเดือนเมษายน ผมอยู่ที่ปูซาน คุณแม่ส่ง Message มาหาผม บอกว่า "มีหมายศาลมาส่งที่บ้านนะ" ตอนนั้น ผมตกใจมากเลยครับ ก็เลยปรึกษาทนาย พี่ทนายบอกว่า 'สิ่งที่บอยได้รับ เป็นการฟ้อง SLAPP หรือ ฟ้องปิดปากประชาชนนะ'

สาเหตุของ post ที่ถูกฟ้อง คือ ผม post แสดงความเห็นว่า "MV งบประมาณหลักล้าน แต่คุณภาพของชิ้นงาน ที่ได้รับนั้น ยังไม่สมกับเงินที่ กกต. ใช้ไปเท่าไหร่ ถือว่าใช้งบสูงมาก เมื่อเทียบกับลักษณะของ Production ที่ออกมา" ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว มีผู้ที่แสดงความเห็นในเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก แต่มา Jackpot ที่ผม ... ผมถูกฟ้องครับ

ในข้อความแสดงความเห็นนั้น ไม่มีแม้แต่คำหยาบคาย ด่าทอ หรือให้ร้าย เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นจากคนที่มีประสบการณ์เคยทำ Music Video มาก่อน และมองว่า เป็นเรื่องปกติที่ประชาชนควรแสดงความเห็นโดยสุจริตได้

ข้อความของผม คือ การกล่าวถึงการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในประเด็นการบริหารงานและการจัดซื้อจัดจ้างนั้น มีลักษณะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ผลงานและคุณลักษณะทางการบริหารในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐ มิได้มุ่งหมายที่จะทำลายชื่อเสียงส่วนตัวของบุคคลของโจทก์ ข้อความดังกล่าว จึงขาดองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาท ไม่เข้าข่ายเป็นความผิด

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ประชาชนร่วมกันตรวจสอบและแสดงความคิดเห็นต่อการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินของหน่วยงานรัฐ โดยอ้างอิงจากข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างที่ปรากฏต่อสาธารณะ ถือเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และเป็นการติชมด้วยความธรรมดาอันเป็นวิสัยของประชาชนที่พึงกระทำเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ซึ่งได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

โดยสรุป การโพสต์ข้อความดังกล่าวจึงอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย เป็นการใช้สิทธิโดยชอบธรรมเพื่อการตรวจสอบความโปร่งใสในสังคมประชาธิปไตย มิใช่การหมิ่นประมาท

บอยมาเขียนเรื่องนี้ไว้ เพื่อที่จะบอกกับหลายๆคนว่า "มีความน่ากลัวบางอย่างเกิดขึ้นในสังคมตอนนี้ ที่พยายามจะทำให้ผู้คนในสังคมรู้สึกกลัวที่จะแสดงความเห็น ทั้งๆที่เป็นการวิจารณ์โดยสุจริต"

ทั้งนี้ ผมอยากผลักดัน Anti-SLAPP หรือ กฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อป้องกันการฟ้องปิดปาก (ย่อมาจาก Strategic Lawsuit Against Public Participation) โดยคุ้มครองประชาชน นักกิจกรรม สื่อมวลชน หรือผู้เปิดโปงเบาะแส ที่ถูกผู้มีอิทธิพลหรือองค์กรธุรกิจฟ้องร้องดำเนินคดี (เช่น ข้อหาหมิ่นประมาท) โดยมีเจตนาแท้จริงเพื่อข่มขู่ กลั่นแกล้ง หรือยับยั้งการตรวจสอบเรื่องที่เป็นประโยชน์สาธารณะ และผมคาดหวังว่ากฎหมายนี้จะคุ้มครองความถูกต้องให้เกิดขึ้นกับผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐครับ

โพสต์นี้จึงไม่ใช่การขอกำลังใจจากใคร และไม่ใช่ความหวาดกลัว หรือโพสต์เพราะเราต้องรู้สึกผิด เพราะผมมั่นใจมากๆว่า เราวิจารณ์บนพื้นฐานของความสุจริตจริงๆ

ไม่ว่าคุณจะชอบ หรือเกลียดผม ผมอยากให้รู้ว่า นี่เป็นสภาพสังคมที่อันตราย และผมไม่อยากให้เกิดขึ้นกับใครทั้งนั้น การฟ้องปิดปากประชาชน ไม่ใช่เรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องที่เราควรยอมรับ และไม่ใช่เรื่องที่ควรสนับสนุน แต่ทุกคนควรยืนกรานที่จะส่งเสียงของประชาชนได้โดยสุจริตใจ

ระหว่างที่คุณกำลังอ่านโพสต์ของผม ตัวคุณ คนที่คุณรัก หรือคนรอบตัวคุณ ก็อาจสุ่มเสี่ยงต่อเสียงวิจารณ์รัฐ และมัน "ไม่ปกติ" ราวกับเราในฐานะประชาชนไม่สามารถแตะต้องรัฐได้

ผมยืนหยัด และเชื่อเสมอว่า "ประชาชนสามารถพูดถึงการทำงานของรัฐได้ โดยปราศจากความหวาดกลัว และผมจะต่อสู้เพื่อความถูกต้องต่อไปครับ"
https://www.facebook.com/photo?fbid=1570537644637194&set=a.808136554210644
.....


ตุ๊ดส์review
7 hours ago
·
สวัสดีเพื่อนๆทุกคนเลยครับ

ก่อนอื่น ผมอยากขอบคุณทุกคนมากๆ ที่ส่งกำลังใจให้ผม จากทุกช่องทางในประเด็นคดีฟ้องปิดปาก SLAPP ที่ผมโพสต์เมื่อเช้าตรู่ของวันนี้ และขอโทษที่ไม่ได้พิมพ์ตอบกลับทุกคนครับ

ก่อนหน้านี้ ผมใช้เวลาเกือบ 2 เดือน ตั้งแต่เมษายน ที่รู้ว่าตัวเองถูกดำเนินคดี เกี่ยวกับการวิจารณ์รัฐ ว่าเราควร take action อย่างไร ควรจะเล่าเรื่องนี้สู่สังคมออนไลน์หรือไม่? ผมกลัวว่าเสียงของผมจะทำให้สังคมหวาดกลัว จนไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐ

แต่หลังจากปรึกษาทนายแล้ว ผมคิดเปลี่ยนไปเลยว่า case ของผม ควรจะเป็นประโยชน์กับประชาชนคนอื่น ให้เห็นถึงความไม่ปกติของรัฐ ณ เวลานี้ ที่กำลังมุ่งเป้าไปที่ประชาชน ที่ตรวจสอบ วิจารณ์ หรือเห็นต่าง กลายเป็นศัตรู

ผมเองคิดว่าสิ่งที่เราต้องร่วมกันขับเคลื่อนและเชื่อมั่นคือ "การวิจารณ์การทำงานของรัฐ โดยสุจริต นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อปรับปรุงพัฒนาการทำงานของรัฐ ให้ตอบโจทย์ประชาชนผู้เสียภาษี"

และผมคิดว่าจริงๆ ที่รัฐเริ่มพุ่งเป้าดำเนินคดีฟ้องประชาชน เพราะรัฐกำลังพยายามสร้างความหวาดกลัวต่อการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และลึกๆแล้ว ผมว่า 'รัฐกำลังกลัวอำนาจของประชาชน' อยู่ครับ และผมอาจจะเป็นเป้าหมายหนึ่ง ที่สร้างความไม่สบายใจต่อผู้มีอำนาจก็ได้ครับ

วิธีเดียวที่จะหยุดอำนาจของประชาชน คือ "ทำอย่างไรดี ที่จะหยุดเสียงของประชาชนลงได้?"

และคำตอบคือ ก็ทำให้พวกมันเงียบ ด้วยการใช้ความกลัวสิ

ผมคิดว่านี่คือ 'กลยุทธ์ของรัฐ'

และอยากให้เรายืนหยัดกันต่อไปว่า การวิพากษ์วิจารณ์บนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย ต่อรัฐ ควรเป็นสิ่งปกติที่เราพึงกระทำได้ครับ

หากในอนาคตเสียงของผมเงียบลง ผมฝากทุกๆท่าน ร่วมกันเป็นเสียงเล็กๆรวมพลังกันไว้ จนกายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ขับเคลื่อนสังคมนี้ต่อไปครับ

จงเชื่อในเสียงของประชาชน และขับเคลื่อนสิ่งที่ถูกต้องร่วมกัน ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐครับ

ผมเชื่อว่า หากสิ้นเสียงของประชาชนขับเคลื่อนแล้ว ... พลวัตทางสังคมจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าสังคมอยู่ในความหวาดกลัว

และเมื่อใดก็ตามที่ประชาชนหวาดกลัว โง่เขลา หดหู่สิ้นหวัง และสุขภาพไม่ดี ... นั้นปกครองง่าย

ขอบคุณอีกครั้งกับทุกๆการแสดงความเห็นบนเพจ ไม่ว่าจะถูกผิด เกลียดชอบต่อตัวผม ผมขอน้อมรับไว้ และสัญญาว่าจะไม่ฟ้อง SLAPP ครับ

"เพราะคำวิจารณ์ที่มีประโยชน์ ทำให้เรายังคงพัฒนาตัวเองได้อีกไกล แต่เมื่อใดก็ตามที่วิจารณ์ไม่ได้ สิ่งนั้นย่อมไม่มีวันพัฒนา"

https://www.facebook.com/photo?fbid=1570974487926843&set=a.808136554210644



โผล่อีก ปลาหมอคางดำ สมุทรปราการ






https://x.com/ThaiPBS/status/2059677385109442620
.....

https://www.facebook.com/reel/874555055666319

The101.world
Yesterday
·
ภาครัฐยังไม่จริงจังในการแก้ปัญหา ‘ปลาหมอคางดำ’ ?
วันโอวัน ชวนฟังเสียงเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ต้องเผชิญผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ในวันที่ภาครัฐส่งสัญญาณว่าให้ต้องปรับตัว
ชมคลิปเต็ม: https://youtu.be/rURaPU17eAs




"เท้ง ณัฐพงษ์" ไม่ขอโทษ สว. ปมกล่าวหา "ระบอบสีน้ำเงิน" ยันพูดตามข้อเท็จจริง ไม่หวั่นถูกดำเนินคดี


“เท้ง”ไม่ขอโทษปมกล่าวหาระบอบสีน้ำเงิน ไม่หวั่นถูกดำเนิคดี “สว.พิสิทธิ์”ยันไม่คาดหวัง: Matichon TV

matichon tv

May 27, 2026 

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสว.ได้มีการแถลงให้ขอโทษและอาจจะมีการปรึกษาฝ่ายกฎหมายเพื่อดำเนินคดีว่าไม่คิดว่าจะต้องขอโทษอะไร เพราะยืนยันว่าสิ่งที่พูดไปทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงและไม่ได้พาดพิงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพียงแต่ว่าบางกลุ่มบุคคลอาจจะพร้อมออกมาแสดงตัว เรื่องนั้น ตนห้ามไม่ได้ และผลกระทบทางด้านคดีที่จะเกิดขึ้นกับตน ก็ไม่มีข้อกังวลใด เพราะพร้อมที่จะถูกฟ้องและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมชี้แจงทุกอย่าง ขณะที่นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา ไม่ได้คาดหวังให้นายณัฐพงศ์ออกมาขอโทษ#MatichonTV

https://www.youtube.com/watch?v=Edvi4TU8xvY




พริษฐ์ วัชรสินธุ (ไอติม) โพสต์ว่า พรรคประชาชนได้เข้าร่วมลงชื่อให้ร่าง รธน. ของพรรคเพื่อไทย เพื่อให้มีรายชื่อเพียงพอต่อการเสนอร่างเข้าสู่รัฐสภาในวาระที่ 1 เพราะ ร่าง รธน. ของพรรคเพื่อไทย มีเนื้อหาที่สอดคล้องกับร่างของพรรคประชาชนในหลักการสำคัญ (เช่น ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่าง / ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว.)

https://www.facebook.com/paritw/posts/1546171680210945
พรรคเพื่อไทย 
Yesterday
·
‘พรรคเพื่อไทย’ เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการให้มี สสร. ให้ประชาชนคัดเลือกเบื้องต้น รัฐสภาเลือกขั้นสุดท้าย 152 คน ใช้เวลายกร่าง 300 วัน ก่อนส่งให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติ
.
วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ที่พรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ, นายมนพร เจริญศรี สส.นครพนม, นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ, นายเอกพร รักความสุข อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และนายวิโชติ วัณโณ ฝ่ายกฎหมาย พรรคเพื่อไทย ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนายชูศักดิ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้ตั้งคณะทำงานยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เสร็จเรียบร้อยแล้ว และเตรียมนำเข้าสู่ที่ประชุมพรรคเพื่อให้ สส.ร่วมลงชื่อเสนอร่างต่อรัฐสภา โดยสาระสำคัญคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ ‘ยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด’ และไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568
.
ทั้งนี้ พรรคยังคงหลักการให้มี สสร. โดยมาจากการคัดเลือกเบื้องต้นของประชาชนในแต่ละจังหวัด ก่อนให้รัฐสภาคัดเลือกจาก 300 คน เหลือ 100 คน พร้อมเปิดให้ภาคส่วนต่าง ๆ เสนอชื่อบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็น สสร. เพิ่มอีก 52 คน รวมเป็น 152 คน เพื่อสะท้อนความหลากหลายทางความคิดของสังคม
.
นายชูศักดิ์ ย้ำว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะต้องไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมกำหนดหลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การปราบปรามทุจริต หลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
.
สำหรับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยเสนอให้ สสร. ใช้เวลายกร่าง 300 วัน ก่อนส่งให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติในขั้นสุดท้าย โดยรัฐสภาสามารถเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมได้ และหาก สสร. ยืนยันร่างเดิม ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 เพื่อยืนยัน
.
นายชูศักดิ์ ยังระบุว่า การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องใช้เสียงสมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือประมาณ 100 เสียงจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีเสียงอยู่ 74 เสียง จึงต้องประสานขอความร่วมมือจากพรรคการเมืองอื่นร่วมลงชื่อ โดยย้ำว่าเป็นเรื่องของประเทศชาติ ไม่ควรแบ่งฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านซึ่งเชื่อมั่นว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกพรรคการเมืองอย่างดียิ่งเพราะเป็นประโยชน์ของประเทศชาติแท้จริง
.
ด้านนายจาตุรนต์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยตระหนักถึงข้อกังวลของสังคมที่เกรงว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่อาจถูกกำหนดโดยนักการเมืองหรือพรรคการเมืองเพียงฝ่ายเดียว จึงออกแบบกระบวนการให้มีองค์กรอิสระอย่าง สสร. และกรรมาธิการอีก 2 คณะ เข้ามามีบทบาทสำคัญ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด
.
นายจาตุรนต์ ระบุว่า หลังการเลือกตั้ง เสียงข้างมากในรัฐสภามีความชัดเจนมากขึ้น จึงยิ่งจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือระหว่างพรรคการเมืองต่าง ๆ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนแก้ไขมาตรา 256 ไปจนถึงการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้เป็น ‘รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน’ อย่างแท้จริง
.
ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยคาดว่าจะสามารถรวบรวมรายชื่อ สส. ครบตามเกณฑ์และยื่นร่างต่อรัฐสภาได้ภายในต้นสัปดาห์หน้า



ท่ามกลางกระแสความกังวลของชาวไทย ต่อกรณีที่ข้อมูลจากกล้องวงจรปิดในประเทศ อาจถูกเก็บไว้ในคลาวด์ของบริษัทต่างชาติ คุณสุขสดชื่น สุขสมจิตร (Thai PBS) สำรวจระบบของจีนในการติดตามและสอดแนมชาวต่างชาติจนทำให้การหลบซ่อนตัวแทบเป็นไปไม่ได้







https://x.com/ThaiPBS/status/2059670059212324963

ประเด็นที่คุณสุขสดชื่น สุขสมจิตร ได้สำรวจและรายงานผ่านรายการ ทันโลก กับ Thai PBS ได้ชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าของระบบสอดแนมในประเทศจีน ซึ่งทำให้การติดตามและหลบซ่อนตัวในปัจจุบันแทบจะเป็นไปไม่ได้ [1]
สรุปประเด็นหลักของระบบการติดตามและสอดแนมในจีนมีดังนี้:

  • เครือข่ายกล้องวงจรปิดครอบคลุม (Mass Surveillance): จีนมีเครือข่ายกล้องวงจรปิดและเทคโนโลยีจดจำใบหน้าที่หนาแน่นที่สุดในโลก ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวถูกบันทึกและวิเคราะห์แบบเรียลไทม์
  • การเชื่อมโยงข้อมูลแบบเบ็ดเสร็จ (Data Integration): ข้อมูลใบหน้า พฤติกรรมการใช้จ่าย ประวัติการเดินทาง และข้อมูลโทรศัพท์มือถือ จะถูกรวบรวมเข้าสู่ศูนย์กลางและผูกติดกับตัวบุคคล
  • การตรวจสอบชาวต่างชาติ: ระบบไม่ได้จำกัดแค่คนในประเทศ แต่ยังใช้ติดตามนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ หรือชาวต่างชาติที่เดินทางเข้า-ออกตั้งแต่จุดตรวจคนเข้าเมือง ไปจนถึงการเดินทางภายในประเทศด้วยระบบ AI ที่แม่นยำ
  • การควบคุมเบ็ดเสร็จ: การใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์พฤติกรรม ทำให้การหลบเลี่ยงสายตาของทางการจีนทำได้ยากมากในปัจจุบัน
การสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล และความกังวลของสังคมไทยที่ว่า หากข้อมูลจากกล้องวงจรปิดในประเทศไทยถูกส่งต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ (Cloud) ของบริษัทต่างชาติ อาจมีความเสี่ยงที่ข้อมูลจะถูกนำไปใช้ในลักษณะเดียวกันหรือนำไปสู่การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในอนาคต
.....

ระบอบสอดแนมจีน (ข้อมูลเพิ่มเติม)

ระบอบสอดแนมของจีน เป็นหนึ่งในเครือข่ายการควบคุมและติดตามประชากรที่ใหญ่ที่สุดและล้ำสมัยที่สุดในโลก โดยรัฐบาลปักกิ่งได้ผสมผสานอำนาจทางการเมืองเข้ากับเทคโนโลยีล้ำยุคเพื่อสร้างระบบที่สามารถจับตา ควบคุม และวิเคราะห์พฤติกรรมของพลเมืองได้อย่างเบ็ดเสร็จ

หากสรุปโครงสร้างและกลไกสำคัญของระบบนี้ จะแบ่งออกเป็นแกนหลัก ๆ ดังนี้:

1. โครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายกล้องวงจรปิด

จีนสร้างเครือข่ายสอดแนมทางกายภาพที่หนาแน่นที่สุดในโลกผ่านโครงการหลักสองโครงการ:

  • โครงการ Skynet (天网): เครือข่ายกล้องวงจรปิดในเขตเมืองที่เชื่อมต่อกับระบบ AI ปัจจุบันมีกล้องหลายร้อยล้านตัวทั่วประเทศ สามารถระบุอัตลักษณ์บุคคล ยานพาหนะ และพฤติกรรมได้แบบเรียลไทม์
  • โครงการ Sharp Eyes (雪亮工程): การขยายระบบสอดแนมเข้าสู่พื้นที่ชนบท โดยการเชื่อมต่อกล้องในหมู่บ้านเข้ากับศูนย์ควบคุมส่วนกลาง และอนุญาตให้เจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครในท้องถิ่นร่วมสอดส่องผ่านโทรทัศน์หรือสมาร์ทโฟนของตนเอง
2. เทคโนโลยีที่ใช้ในการควบคุม (Deep Tech Surveillance)

เทคโนโลยีที่จีนใช้ไม่ได้มีเพียงแค่การบันทึกภาพธรรมดา แต่ทำงานร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data):
  • ระบบจดจำใบหน้าและท่าทาง (Facial & Gait Recognition): สามารถระบุตัวตนบุคคลได้แม้จะสวมหน้ากากอนามัย หรือเดินหันหลัง โดยวิเคราะห์จากลักษณะการเดินและโครงสร้างร่างกาย
  • การเก็บข้อมูลทางชีวมิติ (Biometric Data): มีการเก็บรวบรวมข้อมูล DNA, ลายนิ้วมือ, ม่านตา และตัวอย่างเสียงของประชากรในวงกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และศาสนา เช่น ซินเจียง (Xinjiang) และทิเบต
  • ระบบตรวจสอบข้อมูลดิจิทัล (Integrated Joint Operations Platform - IJOP): ในบางพื้นที่ เช่น ซินเจียง มีการใช้ระบบ AI รวบรวมข้อมูลจากทุกมิติ ทั้งประวัติการเงิน การใช้แอปพลิเคชัน การใช้พลังงานไฟฟ้า และความสัมพันธ์ทางสังคม เพื่อประเมินความจงรักภักดีและ "ความเสี่ยง" ของบุคคลต่อความมั่นคงของรัฐ
3. กำแพงเมืองจีนกฎหมายและการควบคุมโลกไซเบอร์
  • The Great Firewall: ระบบเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ตที่ปิดกั้นแพลตฟอร์มต่างชาติ (เช่น Google, YouTube, Meta, X) และควบคุมเนื้อหาภายในประเทศอย่างเข้มงวด
  • แอปพลิเคชันสารพัดประโยชน์ (Super Apps): แอปอย่าง WeChat และ Alipay กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่ในขณะเดียวกัน ข้อมูลการแชท การจับจ่ายซื้อของ และพิกัด GPS ทั้งหมดก็ถูกเชื่อมโยงและพร้อมที่จะถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานรัฐบาลหากจำเป็น
4. ระบบสินเชื่อสังคม (Social Credit System)

แม้ว่าในทางปฏิบัติระบบนี้จะยังไม่ได้ถูกรวมศูนย์เป็นคะแนนเดียวสำหรับทุกคนทั่วประเทศอย่างที่ภาพยนตร์ไซไฟมักนำเสนอ แต่รัฐบาลจีนได้ใช้กลไกการ "ให้รางวัลและลงโทษ" นี้ในหลายภาคส่วน:
  • บุคคลที่กระทำความผิด (รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือแม้แต่การเดินข้ามถนนในที่ห้ามข้าม) อาจถูกขึ้น "บัญชีดำ" (Blacklist)
  • ผลกระทบของการติดบัญชีดำรวมถึง การถูกห้ามซื้อตั๋วรถไฟความเร็วสูงหรือตั๋วเครื่องบิน, การจำกัดสิทธิ์ไม่ให้บุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนชั้นนำ หรือการถูกจำกัดโอกาสในการทำงานในหน่วยงานรัฐ
เป้าหมายสูงสุดของระบอบนี้คืออะไร?

นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และสิทธิมนุษยชนมองว่า ระบอบสอดแนมของจีนไม่ได้มีไว้เพื่อ "ปราบปรามอาชญากรรมทั่วไป" เท่านั้น แต่มีเป้าหมายหลัก 3 ประการ:

  1. ความมั่นคงของพรรคคอมมิวนิสต์ (Regime Survival): สกัดกั้นการรวมกลุ่ม การประท้วง หรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองก่อนที่จะเกิดขึ้น (Preventive Policing)
  2. วิศวกรรมสังคม (Social Engineering): หล่อหลอมพฤติกรรมของประชาชนให้เป็นไปในทิศทางที่รัฐต้องการผ่านการควบคุมและกดดันทางสังคม
  3. การส่งออกเทคโนโลยี (Digital Authoritarianism): ปัจจุบันจีนเริ่มส่งออกโมเดลและเทคโนโลยีสอดแนมเหล่านี้ให้กับรัฐบาลอำนาจนิยมอื่น ๆ ทั่วโลก ซึ่งกลายเป็นประเด็นขัดแย้งหลักในเวทีการเมืองระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชนในปัจจุบัน


AI ทำพัง บทเรียนที่แสนแพง เมื่อ Starbucks ในเกาหลีใต้ให้ "AI ช่วยคิดคอนเทนต์" จนกลายเป็นดราม่าระดับชาติ แบรนด์พัง CEO ต้องลาออก







https://x.com/khajochi/status/2059599450184818935
.....

khajochi@khajochi

🔥  เมื่อ Starbucks ในเกาหลีใต้ให้ "AI ช่วยคิดคอนเทนต์" จนกลายเป็นดราม่าระดับชาติ แบรนด์พังจน CEO ต้องลาออก

 📍 Case Study สำหรับแบรนด์และเอเจนซี่ที่จะเอา AI มาใช้ในการช่วยคิดแคมเปญ

- เรื่องเกิดช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา Starbucks ก็ออกแคมเปญเปิดตัวแก้วชุดใหม่ในเกาหลีใต้
- ความดราม่าคือ แคมเปญเปิดตัวในวันที่ 18 พ.ค. ซึ่งเป็นวันครบรอบเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เมืองควังจู ทหารกวาดล้างการประท้วงของประชาชน
- เทียบกับไทยก็ประมาณเหตุการณ์ 6, 14 ตุลาคม ซึ่งเป็นแผลใจของคนทั้งประเทศ 
.
- ความพีกคือ Starbucks ใช้ชื่อแคมเปญว่า Tank Day(탱크데이)
- แถมแก้วที่วางขายเป็นทรงกระบอกยาว เหมือนปืนรถถัง
- ชาวเกาหลีใต้คือโกรธจัดๆ เอาเรื่องแบบนี้มาทำเป็นแคมเปญขายของได้ยังไง
- คนออกมาไล่ด่าพนักงานในร้านตาบั๊ก เอาแก้วที่มีออกมาทุบทิ้ง ในโซเชียลคือรณรงค์แบนทั้งประเทศ
.
 - อีกหนึ่งในแจ็คพ็อต คือในแคมเปญมีการใช้คำในหน้าโปรโมชั่น บอกว่า ให้วางบนโต๊ะจนเสียงดังตั้ก! (탁)
- ซึ่งคำว่าตั๊กนี้ เป็นประโยคที่ตำรวจออกมาแถลงข่าวหลังทรมานนศ.จนเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ว่า "อยู่ดีๆ ก็มีเสียงดังตั๊ก ! แล้วเขาก็ขาดใจตายเลย"
- คือมันเป็นคำที่คนเกาหลีทั้งชาติจำได้ดี และโกรธมากทุกครั้งที่พูดถึง
- เรื่องน่าสนใจกว่า คือพอมีการสอบสวนเรื่องนี้ภายในบริษัท พบว่าพนักงานที่คิดแคมเปญ บอกว่าใช้ AI ช่วยคิดเนื้อหาต่างๆ
- ซึ่ง AI ก็ดันไปโยงวันที่ กับความเป็นเกาหลี ออกมาเป็น Tank Day
- แล้วอีพนักงาน ดันไม่ทันคิดอะไร ก็ใช้ไอเดียนี้เลย
- น้องพนักงานก็ส่งอีเมล์ Approve ตาม loop ปกติ ปรากฏในทีมที่ Approve บางคนก็บอกโอเคโดยยังไม่เปิดไฟล์ดูด้วยซ้ำ
- ฝ่ายกฏหมายที่ปกติต้อง Approve ก็ไม่ได้เข้ามาอยู่ใน loop ด้วย
- พนักงานบอกไม่รู้เลยว่า Tank Day ไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ 18 พ.ค.ได้ จนเห็นกองทัพคอมเม้นหลังโพสต์ไปแล้ว
- คือด้วยความที่ AI ไม่ได้มีความคิดด้านศีลธรรมหรือเข้าใจวัฒนธรรมดีพอ มันเลยเชื่อมโยงแบบไม่ได้คิดอะไร
- แล้วยิ่งคนทำดันไม่ได้คิดอะไรตาม ทำงานแบบผ่านๆ อะไรที่ AI แนะนำก็เชื่อเลย
- บวกกับการทำงานแบบไม่ละเอียด ส่งต่อกันแบบไม่ตรวจ
- ดราม่าเลยบังเกิด
.
ตามข่าวไม่ได้ระบุว่าใช้ AI เจ้าไหน แต่ถือเป็นเคสดังระดับประเทศแรกๆ ที่มีการเอา AI มาช่วยคิดคอนเทนต์ คิดแคมเปญ

ส่วนตัวคิดว่าการเอา AI มาช่วยงานไม่ผิด แต่ควรคิดไว้เสมอว่า ยิ่งเอา AI มาใช้ยิ่งต้องทำการบ้านตรวจสอบมากขึ้นกว่าเดิม

ไม่ใช่การใช้ AI เพื่อลด cost ลดเวลา เอางานง่ายๆ มาให้ AI ทำแบบไม่ตรวจละเอียด

ผลที่ตามมาอาจจะน่ากลัวกว่าที่คิดก็ได้







Pipob
@pipob69

กรณี ยอดขาย #สตาร์บัคส์ #เกาหลีใต้ ร่วงหนัก หลังแคมเปญขายแก้ว ถูกโยงเข้าหาเหตุสังหารหมู่ควังจู จนเกิดการคว่ำบาตร อาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

แม้ว่า จอง ยงจิน ประธานกรรมการ ชินเซเก กรุ๊ป จะโค้งคำนับสามครั้งต่อหน้าสาธารณชน เพื่อขออภัยต่อครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ 18 พ.ค. แต่ก็ยังไม่อาจลบความสงสัยในตัวเขาไปได้ และเขาและ CEO ที่ถูกไล่ออกไปแล้ว จะต้องเข้าสู่การสอบสวนอาญา ฐานปล่อยข่าวบิดเบือนสร้างความเสียหายให้กับวีรชนเดือนพฤษภา ซึ่งมีกม.คุ้มครองเป็นการเฉพาะ

@KoreaTimes รายงานว่า จอง ยงจิน ประธานแชโบลกลุ่มธุรกิจค้าปลีกใหญ่สุดของเกาหลีใต้ ที่มีรายได้มากกว่า 28 พันล้านเหรียญ ได้เคยแสดงทัศนคิตที่รังเกียจฝ่ายซ้าย และต้องการกำจัดคอมมิวนิสต์มาก่อนหน้านี้แล้ว

เขาเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนอย่างมาก โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2021 เพราะเขามักโพสต์ในโซเชียล โดยใช้คำว่า "มยอลกง" ในภาษาเกาหลี ซึ่งหมายถึง "กำจัดคอมมิวนิสต์" และยังโพสต์ข้อความประณามลัทธิคอมมิวนิสต์ พร้อมแฮชแท็ก “myeolgong” ทั้งยังเยาะเย้ยนักข่าวที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับการโพสต์โซเชียลมีเดียของเขา ด้วยการแสดงความคิดเห็นเสียดสีในบทความข่าวออนไลน์ของพวกเขา

แสดงว่า จอง ยงจิน เป็นนายทุนที่น่าจะขวาจัดไม่เบา แต่บังเอิญรัฐบาลเกาหลีตอนนี้เป็นฝ่ายซ้ายซะด้วย ทำให้ตำรวจแถลงจะเรียกสอบสวนอดีต CEO และประธานกลุ่มซินเซแก จากที่มีประชาชนไปร้องทุกข์กล่าวโทษว่าพวกเขาละเมิด Special Act on the May 18 Democratization Movement

กม.นี้ถูกประกาศใช้ในยุคที่ก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ เมื่อปี 2538 นอกจากเป็นกม.ที่กำหนดฐานความผิดและวิธีพิจารณาคดีกับอดีตเผด็จการและพรรคพวกแล้ว ยังมีข้อบทเพื่อต่อต้านการปล่อยข้อมูลบิดเบือน และการปฏิเสธประวัติศาสตร์ รวมทั้งการเผยแพร่ข้อกล่าวอ้างเท็จเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของประชาชนวันที่ 18 พฤษภาคม (เช่น การกล่าวหาว่าเป็น “การจลาจลที่ถูกจัดฉากโดยสายลับต่างชาติ”) และทำให้เกิดความผิดทางอาญา

ในแคมเปญของสตาร์บัคส์ เกาหลีใต้ มีการใช้สโลแกน “ฟาดลงบนโต๊ะ!” ซึ่งหลายคนตีความว่าตรงกับเหตุการณ์ที่ปาร์ค จง-ชอล แกนนำนักศึกษาที่เสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวของตำรวจเมื่อปี 1987 ซึ่งในตอนนั้นตำรวจแถลงว่า แค่ตำรวจ “ฟาดลงบนโต๊ะอย่างแรง” ปาร์คก็ตกใจตายไปเอง ทั้งที่ประชาชนเชื่อว่า เขาเป็นเหยื่อของการทรมานจนเสียชีวิตโดยตำรวจ

ประเทศเขาเมื่อเข้าสู่ยุคประชาธิปไตย มีการสร้างพิพิธภัณฑ์ จัดงานรำลึกอย่างสมเกียรติ มีการออกกม.เอาผิดกับผู้ละเมิดสิทธิ และปกป้องเกียรติภูมิของผู้วายชนม์จากการต่อสู่กับเผด็จการ แต่ประเทศไทยยังไม่เคยมีอะไรแบบนี้ หมุดคณะราษฎร์ก็หายถูกแทนที่ด้วยหมุดหน้าใส จึงไม่อาจเรียกได้ว่าเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยแล้ว จริงมั้ย?

https://koreatimes.co.kr/business/companies/20260526/beleaguered-shinsegae-chairman-apologizes-for-starbucks-crisis




.....
Puangthong Pawakapan 
14 hours ago
·
เมื่อโลกธุรกิจขาดความละเอียดอ่อน ไม่เข้าใจความรู้สึกของประชาชนต่อประเด็นหนึ่งๆ ก็ต้องเจอกับการประท้วงแบบนี้
 
สตาร์บักส์เกาหลีใต้ทำแคมเปญขายแก้วเก็บอุณหภูมิ ชื่อรุ่น "Tank" หรือ "รถถัง" โดยตั้งใจเปิดขายวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา และยังเรียกวันที่ 18 พฤษภาคมว่า "Tank Day" ทั้งๆ ที่มันคือวันที่คนเกาหลีรำลึกเหตุการณ์ทหารสังหารหมู่ชาวควังจู เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของเกาหลีใต้ รัฐบาลไม่ว่าซ้ายหรือขวาต่างต้องเข้าร่วมรำลึกเหตุการณ์นี้
 
การขายแก้ว "รถถัง" เปรียบเสมือนการ romanticize ความเป็นทหาร-ความรุนแรง มองข้ามโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้น ย่อมทำให้ชาวเกาหลีรับไม่ได้ พวกเขาจึงจัดประท้วงหน้าสตาร์บักส์ โดยรัฐบาลก็สนับสนุนการประท้วงนี้ด้วย โดยบอกว่าต่อไปนี้จะไม่ใช้คูปองของบริษัท มาใช้เป็นของแจกอีก
 
ประธานาธิบดีลี แจ มุง โพสใน X ว่าตนรู้สึกโกรธมากกับพฤติกรรมที่ไร้ความเป็นมนุษย์และน่าอับอายเช่นนี้ ที่ไม่เคารพต่อคุณค่าประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนที่ชาวเกาหลีใต้ให้ความสำคัญ
ผู้บริหารสตาร์บักส์ต้องจัดแถลงข่าวใหญ่ขอโทษประชาชนเกาหลีใต้โดยพลัน สตาร์บักส์ที่อเมริกาก็ต้องออกแถลงการณ์ขอโทษเช่นกัน

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าขายผิดที่ ก็ต้องเจอสวนกลับ
 
มาขายเมืองไทยค่ะ รับรองไม่มีปัญหา ขายดีๆ



Wow! หญิงชาวซานฟรานซิสโก เล่าถึงกลโกงอันใหม่ของ สแกมเมอร์ ที่ใช้ AI ปลอมเสียงลูกสาว หลังจากที่เธอสูญเสียเงินไปหลายพันดอลลาร์ให้กับบุคคลที่อ้างว่าได้ลักพาตัวลูกสาวของเธอไป





https://x.com/ABC/status/2059281532817166518
.....

นี่เป็นตัวอย่างที่น่าหดหู่ใจอย่างยิ่ง แต่เป็นเรื่องจริงที่น่าเสียดาย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยเรียกว่า "การระบาดของมิจฉาชีพ" (scamdemic) คือการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการฉ้อโกงโดยการปลอมแปลงตัวตนที่ซับซ้อนสูงโดยใช้ AI

กรณีของเดโบราห์ เดล มาสโทร เน้นให้เห็นถึงวิวัฒนาการที่น่ากลัวของอาชญากรรมไซเบอร์ มิจฉาชีพไม่พึ่งพาสคริปต์ทั่วไปอีกต่อไป แต่พวกเขาใช้ประโยชน์จากฝันร้ายที่สุดของผู้ปกครองโดยใช้การโคลนเสียงที่มีความแม่นยำสูง

วิธีการทำงานของมิจฉาชีพ

การเก็บเกี่ยวเสียง: โดยทั่วไปแล้วมิจฉาชีพจะดึงเสียงเพียง 3 ถึง 15 วินาทีจากวิดีโอโซเชียลมีเดียสาธารณะของเป้าหมาย (TikTok, Instagram, YouTube) หรือข้อความเสียงส่วนตัว

การโคลนเสียง: ซอฟต์แวร์ AI ราคาไม่แพงและเข้าถึงได้ง่ายจะสังเคราะห์ส่วนของเสียงนั้นเพื่อสร้างเสียงพูดใหม่ทั้งหมด โดยให้ตรงกับระดับเสียง น้ำเสียง และอารมณ์ความรู้สึกของบุคคลนั้น

การปลอมแปลงหมายเลขผู้โทร: เพื่อให้การหลอกลวงดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น มิจฉาชีพจะปลอมแปลงหมายเลขโทรศัพท์จริงของตน เพื่อให้สายเรียกเข้าปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์ของเหยื่อภายใต้ชื่อจริงของบุตรหลานหรือคนที่คุณรัก

ความเร่งด่วนและความตื่นตระหนก: ด้วยการสร้างสถานการณ์ที่วุ่นวาย (เช่น การลักพาตัวหรืออุบัติเหตุร้ายแรง) และเรียกร้องให้โอนเงินหรือชำระเงินดิจิทัลอย่างรวดเร็ว พวกเขาอาศัยความตื่นตระหนกเพื่อหลีกเลี่ยงการคิดอย่างรอบคอบของเหยื่อ

การป้องกันที่สำคัญต่อการหลอกลวงด้วยเสียง AI

หากคุณหรือคนที่คุณรู้จักได้รับสายฉุกเฉินที่มีความเสี่ยงสูงจากคนที่คุณรักที่เรียกร้องเงินทันที ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยแนะนำให้ดำเนินการตามขั้นตอนเหล่านี้ทันที:

ตั้งรหัสผ่านสำหรับครอบครัว: สร้างคำหรือวลีที่ไม่ซ้ำกันและจำได้ง่าย ซึ่งมีเพียงสมาชิกในครอบครัวของคุณเท่านั้นที่รู้ หากมีคนโทรมาอ้างว่าตกอยู่ในอันตราย ให้ขอรหัสผ่านจากพวกเขา หากพวกเขาไม่สามารถหรือไม่ยอมให้รหัสผ่าน ให้วางสายทันที

วางสายและโทรกลับโดยตรง: หากคุณได้รับสายที่น่ากลัว พยายามรักษาความสงบ วางสายแล้วโทรกลับหาคนที่คุณรักทันทีด้วยเบอร์โทรศัพท์ที่เขารู้จัก หรือติดต่อเพื่อน/เพื่อนร่วมงานที่อาจอยู่กับเขาเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย

ปิดประตูโซเชียลมีเดีย: ตั้งค่าโปรไฟล์โซเชียลมีเดียเป็นส่วนตัวเพื่อจำกัดผู้ที่สามารถเข้าถึงวิดีโอที่มีเสียงของคุณหรือครอบครัวของคุณ

ระวังตัวอยู่เสมอ: จงสงสัยเป็นอย่างยิ่งหากมีใครเรียกร้องให้ชำระเงินทันทีด้วยวิธีการที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ เช่น การโอนเงินผ่านธนาคาร สกุลเงินดิจิทัล หรือบัตรของขวัญ




บริษัทต่าง ๆ กำลังใช้ระบบ AI เข้ามาแทนที่คนงาน Mallory McMorrow ผู้สมัครรับเลือกตั้งวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต รัฐมิชิแกน มีแผนการที่น่าสนใจ (ถึงเวลาแล้วที่ต้องเก็บภาษี AI และลงทุนในผู้คน)





https://x.com/MalloryMcMorrow/status/2059656784990593488

.....



ข้อเสนอของเธอ

เมื่อดิฉันได้พูดคุยกับชาวมิชิแกนเกี่ยวกับเรื่อง AI คำถามเดิมๆ มักจะผุดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสมอ:

แล้วงานของฉันจะเป็นอย่างไร? แล้วงานของลูกหลานฉันล่ะ?

ชาวอเมริกันกำลังถูกเขย่าขวัญจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้แล้ว บริษัทกฎหมายต่างหันมาใช้ AI ในการตรวจสอบเอกสาร ซึ่งเป็นงานที่เคยเป็นหน้าที่ของทนายความฝึกหัดปีแรก คลังสินค้าต่างๆ ใช้หุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติในการขนย้ายพาเลทสินค้าที่มีน้ำหนักมาก วาณิชธนกิจใช้ AI ในการสร้างแบบจำลองทางการเงิน ซึ่งเดิมเป็นงานของนักวิเคราะห์ บริษัทที่ปรึกษา บริษัทบัญชี บริษัทเทคโนโลยี หรือแม้แต่ภาคเกษตรกรรม ต่างก็ใช้ AI เข้ามาทำงานแทนมนุษย์ในตำแหน่งงานระดับเริ่มต้น เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี้เอง Acrisure ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยที่มีฐานอยู่ในเมือง Grand Rapids ได้ประกาศแผนที่จะเลิกจ้างพนักงานจำนวน 2,250 คนภายในปีหน้า โดยมีสาเหตุหลักมาจากเทคโนโลยี AI

ในขณะเดียวกัน การตอบสนองของรัฐบาลกลางกลับยังห่างไกลจากคำว่าเพียงพอ... หรือที่แย่ไปกว่านั้นคือ มันกลับยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้เลวร้ายลงไปอีก ผู้ที่กำลังร่างนโยบายด้าน AI ของรัฐบาลกลางในขณะนี้ กลับกลายเป็นกลุ่มผู้บริหารระดับสูงในวงการเทคโนโลยีที่เป็นมหาเศรษฐีกลุ่มเดียวกับผู้ที่จะกอบโกยผลประโยชน์มหาศาลจากการเข้ามาแย่งงานของแรงงานชาวอเมริกัน ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลทรัมป์ แทบไม่มีใครในห้องประชุมเลยที่ลุกขึ้นมาพูดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นแรงงาน

ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือ ไม่ว่าจะจากพรรคการเมืองฝ่ายใดก็ตาม มีสมาชิกสภานิติบัญญัติหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งจำนวนมากเกินไปที่ปฏิเสธจะลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับกระแส AI และกลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (Big Tech) ด้วยความหวาดกลัวว่ากลุ่มทุนเหล่านี้จะทุ่มเงินมหาศาลเพื่อโจมตีและทำลายแคมเปญหาเสียงของพวกเขา

ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมกำลังได้ดั่งใจปรารถนา ประชาชนคนธรรมดากลับต้องเป็นฝ่ายทนทุกข์

เป็นเวลานานเกินไปแล้ว ก่อนที่จะเกิดผลกระทบจาก AI เสียอีก ที่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ได้พุ่งสูงขึ้นในขณะที่ชนชั้นกลางกลับหดตัวลง นับตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา รายได้ของประชากรกลุ่มฐานราก 50% แรก เติบโตขึ้นเพียงประมาณ 20% เท่านั้น ในทางกลับกัน ประชากรกลุ่ม 10% แรกกลับมีรายได้เติบโตสูงถึง 145% โดยที่ระบบสวัสดิการและตาข่ายรองรับทางสังคมกลับไม่ได้ถูกพัฒนาให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เลย หากเราไม่ลงมือทำอะไรสักอย่างตั้งแต่วันนี้ เทคโนโลยี AI จะยิ่งเข้ามาซ้ำเติมและขยายความท้าทายทางเศรษฐกิจเหล่านี้ให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

AI จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ระดับพลิกโฉมหน้าในแทบทุกอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้กลับมอบโอกาสให้แก่เรา ในการที่จะปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของเราเสียใหม่ เพื่อให้เราสามารถยึดถือ "ผู้คน" เป็นศูนย์กลางและให้ความสำคัญกับพวกเขาเป็นอันดับแรกได้อย่างแท้จริง... แต่เงื่อนไขเดียวที่จะทำเช่นนั้นได้ คือเราต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้

ดังนั้น ในวันนี้ ดิฉันจึงขอเปิดเผยแผนการระยะแรกของดิฉัน ซึ่งมีเป้าหมายที่จะกำหนดทิศทางของ AI ให้สอดคล้องกับเงื่อนไขและความต้องการของชนชั้นแรงงาน ผู้ซึ่งจะต้องเป็นฝ่ายแบกรับผลกระทบหนักที่สุดจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีในครั้งนี้ 1. จัดตั้งกองทุนเพื่อการลงทุนด้านกำลังคน AI ใหม่

แผนนี้จะสร้างกองทุนเพื่อการลงทุนด้านกำลังคน AI ใหม่ ซึ่งจะกำหนดให้บริษัทที่ใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่งานบางส่วน ต้องร่วมกันจัดสรรทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะให้กับแรงงานชาวอเมริกันที่กำลังดิ้นรนหางานหรือรักษางานไว้ได้เนื่องจาก AI ตั้งแต่คนหนุ่มสาวที่พยายามหาที่ยืนในอุตสาหกรรมที่ตนเองสนใจ เนื่องจากงานระดับเริ่มต้นกำลังถูกกำจัด ไปจนถึงแรงงานอาวุโสที่อุทิศตนให้กับงานมาหลายปี ซึ่งงานเหล่านั้นกำลังจะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติก่อนที่พวกเขาจะเก็บเงินได้เพียงพอสำหรับการเกษียณ

2. สร้างโครงการฝึกงานระดับรัฐบาลกลางและให้ทุนสนับสนุนการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะ

กองทุนเพื่อการลงทุนด้านกำลังคน AI ใหม่นี้ จะรวมถึงโครงการฝึกงานระดับรัฐบาลกลางที่ไม่เคยมีมาก่อน – สร้างขึ้นสำหรับเศรษฐกิจความรู้และเศรษฐกิจสำนักงาน ซึ่งงานในกลุ่มนี้มีความเสี่ยงมากที่สุดที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโดย AI พนักงานระดับล่างที่ถูกแทนที่ด้วย AI จะได้รับการฝึกฝนเพื่อทำงานระดับสูงตั้งแต่วันแรก — ตัวอย่างเช่น การสังเกตการณ์การเจรจา การทำงานร่วมกับและบริหารจัดการผู้อื่น การเข้าร่วมการนำเสนอต่อลูกค้า การเรียนรู้การตัดสินใจและกลยุทธ์ที่ AI ทำได้ไม่ดีและน่าจะยังคงทำได้ไม่ดีไปอีกนาน สิ่งนี้จะช่วยสร้างบันไดอาชีพใหม่ให้กับคนรุ่นที่ถูกกีดกันจากงานระดับเริ่มต้น และเป็นประโยชน์ต่อบริษัทที่ต้องการสร้างบุคลากรที่มีความสามารถสำหรับงานระดับสูง (โดยบริษัทเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย)

ท้ายที่สุดแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะได้ตำแหน่งผู้บริหารระดับกลางโดยปราศจากประสบการณ์การทำงานจริงในบทบาทระดับเริ่มต้นเสียก่อน

กองทุนนี้จะรวมถึงการฝึกอบรมใหม่ในวงกว้างในอุตสาหกรรมทุกประเภทผ่านสถาบันแรงงานภาครัฐ เช่น เครือข่าย American Job Center และ Michigan Works! เนื่องจากเครื่องมือ AI ส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งตั้งแต่การผลิต การเกษตร ไปจนถึงการก่อสร้าง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไม่เพียงแต่ให้เงินเดือน แต่ต้องมั่นใจว่าพนักงานทุกคนสามารถเข้าถึงงานที่มีความหมายได้

3. เสริมสร้างเครือข่ายความปลอดภัยสำหรับการเปลี่ยนผ่าน

เราอาจทำทุกอย่างถูกต้องแล้วในเรื่องการฝึกงานและการฝึกอบรมใหม่ แต่ก็ยังมีคนที่ไม่ได้รับความช่วยเหลืออยู่ดี นั่นคือเหตุผลที่ต้องมีระบบความปลอดภัย และเราต้องแน่ใจว่าระบบนี้เพียงพอสำหรับทุกคนที่ต้องการความช่วยเหลือ

แผนของดิฉันจะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบประกันการว่างงาน, TANF, SNAP และ Medicaid สำหรับคนงานทุกคน ไม่มีครอบครัวชาวอเมริกันครอบครัวใดควรสูญเสียการดูแลสุขภาพ อาหาร หรือที่อยู่อาศัย เพียงเพราะบริษัทที่พวกเขาทำงานอยู่ตัดสินใจว่าแชทบอทสามารถทำงานแทนพวกเขาได้

4. จัดตั้ง “ภาษี Token”

แผนการของดิฉันจะนำระบบ “ภาษีโทเคน” (Token Tax) มาใช้ ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมในอัตราที่ไม่สูงนักสำหรับการใช้งาน AI ในเชิงพาณิชย์ โดยพื้นฐานแล้ว “โทเคน” คือหน่วยวัดปริมาณการใช้งาน AI (โดยปกติแล้ว 1 โทเคนจะเทียบเท่ากับคำประมาณ ¾ คำ ในโมเดล AI อย่าง ChatGPT หรือ Claude ที่ท่านใช้งานผ่านโทรศัพท์มือถือ) เมื่อการใช้งาน AI ขยายตัวขึ้นจนมีปริมาณการสอบถามข้อมูลนับพันล้านครั้ง (หรือคิดเป็นจำนวนโทเคนนับล้านล้านหน่วย) ต่อวัน ภาษีส่วนนี้จะกลายเป็นแหล่งเงินทุนที่ยั่งยืนสำหรับโครงการต่างๆ ของรัฐบาล—รวมถึงโครงการที่ได้กล่าวถึงไปข้างต้น—โดยที่ไม่จำเป็นต้องขึ้นภาษีกับแรงงานชาวอเมริกันแม้แต่คนเดียว

เราเคยเผชิญกับความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่มาก่อนแล้ว บางครั้งนักกำหนดนโยบายก็ตอบสนองได้ดี เช่น กฎหมาย GI Bill การส่งเสริมอุตสาหกรรมช่างฝีมือ การขยายวิทยาลัยชุมชน แต่บางครั้งก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทำลายอุตสาหกรรมการผลิตของอเมริกาและทำลายเมืองเล็กๆ ในมิชิแกนและทั่วประเทศ

ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ว่าเทคโนโลยีที่นำไปสู่ความปั่นป่วนนั้นดีหรือไม่ดี แต่ขึ้นอยู่กับว่านักกำหนดนโยบายได้ให้ความช่วยเหลือแก่คนงานหรือไม่ หรือว่าพวกเขาได้มอบอำนาจมากเกินไปให้แก่บริษัทต่างๆ ในการตัดสินใจขั้นสุดท้าย

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นเร็วกว่าความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจครั้งใดๆ ที่ผ่านมา โอกาสในการป้องกันหายนะจึงน้อยลงมาก ผู้ที่สร้างเทคโนโลยีนี้กำลังบอกเราอย่างเปิดเผยว่าพวกเขาคาดว่าจะมีงานนับล้านตำแหน่งถูกยกเลิกในทศวรรษหน้า

ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เราต้องตัดสินใจว่าเราจะควบคุมการเปลี่ยนแปลงนี้หรือปล่อยให้มันกลืนกินเราไป เราต้องให้ความสำคัญกับครอบครัวและคนงานเป็นอันดับแรก ไม่ใช่เศรษฐีพันล้าน


– มัลลอรี




 

วันพุธ, พฤษภาคม 27, 2569

สว.สีน้ำเงิน ๘๙ คน ที่ขึ้นแท่นแถลงประณามหัวหน้าพรรคประชาชน “ยุยง ปลุกปั่น บ่อนทำลาย” เป็นความเหิมเกริมของ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ โดยแท้

ความเหิมเกริมของ สว.สีน้ำเงิน ๘๙ คน ที่ขึ้นแท่นแถลงประณามหัวหน้าพรรคประชาชน “ยุยง ปลุกปั่น บ่อนทำลายการทำหน้าที่ของ สว.” ว่าเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายที่สุด และเรียกร้องให้ขอโทษภายใน ๓ วัน ไม่เช่นนั้นจะดำเนินการตามกฎหมาย

เป็นท่าทีแบบ เครื่องหมายการค้าของกลุ่มการเมืองในเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะอยู่ในวุฒิสภา สภาผู้แทน หรือองค์กรอิสระต่างๆ นั่นคือปฏิเสธทุกอย่างที่ฝ่ายค้านแจ้งข้อกล่าวหา พร้อมกับมดเท็จ ใส่ความ หยามหมิ่น ย้อนกลับโดยไม่สมเหตุสมผล

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ วิป สว.นำแถลงโต้ตอบนายนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หน.ปชน.ว่า ตัวเขาเองมอง สีน้ำเงินคือสีธงชาติไทย ไตรรงค์ ฉะนั้น “สว. มาเพื่อปกป้องและอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ ที่เรามีหน้าที่ในการดำรงไว้ซึ่งระบอบของพระมหากษัตริย์”

ไม่เท่านั้นคำขู่จะดำเนินการตามกฎหมาย แสดงนัยว่าจะเป็นการฟ้องร้องข้อหา ม.๑๑๒ ตกลงกลุ่ม สว.ที่ฮั้วกันมาผ่านพรรคภูมิใจไทย เป็นคณะบุคคลในพระปรมาภิไธย เหมือนกลุ่มเจ้าจอมหม่อมห้าม และองคมนตรีแล้วหรือ

ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ถูกสรรเสริญเยินยออย่างผิดๆ ว่าได้รับการปกป้องจากกฏหมายห้ามหมิ่นกษัตริย์ และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ สมกับที่ ช่อ พรรณิการ์ วานิช แห่งคณะก้าวหน้าตอกกลับอย่างถึงขิงว่า “การพูดถึง ระบอบสีน้ำเงินและ

การวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของรัฐบาล ตอนนี้เท่ากับเสี่ยง ๑๑๒ แล้วหรือ ตกลงคุณกำลังยกตัวเองเทียบเท่าสถาบันหลักของชาติหรือคะ สีน้ำเงินทุกวันนี้เอาไปเทียบเท่าน้ำเงินธงไตรรงค์แล้วหรือคะ”

ทั้งที่เนื้อถ้อยที่หัวหน้าพรรคประชาชนพูดถึงในโอกาศครบรอบ ๑๒ ปี รัฐประหาร คสช. เมื่อ ๒๒ พฤษภา ว่า “ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชนในยุคสมัยนี้ไม่ได้เบาบางลง แต่กำลังหนักหน่วงและแนบเนียนขึ้น” ทำให้ สว.๘๙ คนเป็นเดือดเป็นแค้นนักหนา

หัวหน้าเท้ง บอกว่า “สังคมการเมืองไทยอยู่ภายใต้ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ๖๐” มรดกของการรัฐประหาร ในการเลือก (กันเองไขว้ไปไขว้มา) เมื่อปี ๒๕๖๗ พบว่า ผู้ได้รับเลือกเป็น สว.กลุ่มใหญ่ “เชื่อมโยงและมีสายสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทย”

บทความจาก ‘CALL – เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญชี้ให้เห็นว่านอกจากพรรค ภท.จะอยู่เบื้องหลังการได้ สว.เป็นกอบเป็นกำ โดยมี “มีหลักฐานเป็นพยานบุคคลและหลักฐานเส้นทางการเงินที่มาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)” แล้ว

พรรคภูมิใจไทยยังทำการ “วางบุคคลที่ไว้วางใจเข้าไปดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร” กับการที่ สว.สีน้ำเงิน “ให้ความเห็นชอบกรรมการองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อย่างน้อย ๓๓ ตำแหน่งจากทั้งหมด ๔๒ ตำแหน่ง”

คำกล่าวของหัวหน้าเท้ง ว่าภายใต้ ระบอบสีน้ำเงิน เป็นการกินรวบทั้งหมด ทั่วทุกองคาพยพของการเมืองไทย จึงไม่ใช่คำกล่าวลอยๆ “ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ” ตามที่วิป สว.กล่าวหาแต่อย่างใด

(https://www.facebook.com/BBCnewsThai/posts/VFADTjJEV, https://www.facebook.com/groups/196935563038068/?multi_permalinks และ https://www.facebook.com/CALLforDemocracy/posts/SRM3bR)