วันอาทิตย์, พฤษภาคม 31, 2569

เกิดอะไรขึ้น กลุ่มแรงงาน ปชน.พากันลาออกไปร่วมงานกับรัฐบาล ประจวบเหมาะอดีตแกนนำรุ่นเก๋า ด่าทีมก้าวหน้าเละ เรียกร้องเอาของแจกฟรี ปฏิทิน หมวก เสื้อ กลับมา

เกิดอะไรขึ้น พรรคประชาชนเลือดไหลอีก สมาชิกพรรคกลุ่มแรงงานพากันลาออกไปอยู่กับรัฐบาล ร่วมงานกับ จุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย แกนนำแรงงานเก่าบางคน เช่น จิตรา คชเดช ตำหนิว่าพวกนี้ไม่เหนียวแน่นในอุดมการณ์

ก็น่าจะมีส่วนละนะ เมื่ออดีตผู้นำแรงงานคนหนึ่ง ตอนนี้ก็วัย ๘๐ แล้ว ออกมากวนกระแสให้เหนียวปึกเข้มข้นทวงถามหาปฏิทิน ของชำร่วย เสื้อกับหมวก “พวกมันลงมติ” ไม่ให้แจกฟรีกันอีกต่อไป พวกเรา (กก.สร.) “จะยืนนิ่งไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนสองปีที่แล้วไม่ได้”

อาการอย่างนี้ รักชนก ศรีนอก สส.ปชน.อ่านออก ที่ผ่านมาเราได้ชี้ประเด็นมาตลอดว่าความพยายามในการทำของต่างๆ หมวก เสื้อ ปฏิทิน มันมีคน ๒ กลุ่มได้ประโยชน์ กลุ่มแรกก็ผู้รับจ้างทำก็ฟาดโครงการไปเหนาะๆ ได้นับเงิ

กลุ่มที่สองคือคนที่เอาของพวกนี้ไปแจกพวกพ้องกลุ่มก้อนของตัวเอง ไม่ได้แจกโดยขยายเป็นวงกว้าง ผู้ประกันตนจำนวนมากจึงไม่เคยได้ ที่ผ่านมายังไม่เคยเอ่ยชื่อว่าใคร แต่วันนี้มีคนเฉลยเอง” นั่นละ พนัส ไทยล้วน ก็ต้องรับไป

“ปฏิทิน เขาแจกให้ลูกจ้างมาตรา ๓๓ ในโรงงานทุกปี มันงดแล้วเสือกดีใจ เงินสนับสนุนวันแรงงานมันตัดเหลือคนละ ๓๐ บาท” ยุทธศาสตร์ก็คือเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่จะมาถึง กก.สร.ของเราทั้ง ๒๘๖ สร.ออกมาช่วยกันให้ถึงแสน

น้อยกว่านั้นถือว่าสอบตก ต้องยอมปล่อยให้กลุ่มก้าวหน้ายึดครองต่อไปอีกสมัย คอยตัดของชำร่วย ของฟรี ที่ทำให้คนแจกอูฟูอย่าง ไอ๊ซ์ ว่าใช้เงินมือเติบสุรุ่ยสุร่าย แถมสูตร แคร์ คำนวณสวัสดิการแล้วทำให้กลุ่มเปราะบางได้เพิ่มมากกว่าเดิม

เรื่องพวกนี้จะให้ถึงรายละเอียดต้องฟัง ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี แกนนำกรรมการกลุ่มก้าวหน้าอธิบาย เขาว่างบบริหารระบบประกันสังคมมาจากการหักเงินเก็บสมทบ ซึ่งหักได้สูงสุด ๑๐% หรือ ๒ หมื่นล้านบาท “ทุกวันนี้ประกันสังคมใช้แค่ ๒-๓%

คือประมาณ ๕ พันล้านบาท “ที่ไม่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร คำถามคือ ถ้างบพวกนี้ไม่ใช้แล้วไปไหน? คำตอบง่ายๆ คือ เอาไปใช้เป็นสิทธิประโยชน์ ทั้งปัจจุบันและอนาคต” ที่ทีมก้าวหน้าบอกว่าเมื่อตัดงบของแจกสุรุ่ยสุร่ายออกไปแล้ว

จะได้เงินเพิ่มสำหรับสิทธิประโยชน์ อีกปีละ ๗๐ ล้านบาทสำหรับปฏิทิน และเงินสะสม ๕ ปีอีก ๔๐๐ ล้านบาทสำหรับของแจกวันแรงงาน ซึ่งเท่ากับวงเงินที่ใช้ในโครงการผ่าฟันคุดทั้งประเทศ หรือเกือบเท่าเงินให้เด็ก ๑ แสนคน คนท้องอีก ๕ หมื่น

ษัษฐรัมย์ลงท้าย “แม้ท่านโพสต์ ดุดัน แต่ท่านไม่ได้เกลียดพวกผมหรอกท่านแค่เกลียดชังความยุติธรรม”

(https://x.com/sustarumT/status/2060700404816789917, https://x.com/MorningNewsTV3/status/2060677607989854409 และ https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/seDZQLzEAQu) 

ภาพยนตร์เรื่อง “Dreams of Violets” ซึ่งสร้างขึ้นด้วย AI ทั้งเรื่อง เตรียมที่จะเปิดฉายรอบปฐมทัศน์ในเดือนหน้า สร้างความกังวลเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ให้ทวีความรุนแรงขึ้นในวงการฮอลลีวูด ผู้กำกับภาพยนตร์ เผยเหตุผลที่เขาเลือกใช้ AI แทนการใช้นักแสดง - เสน่ห์มนต์ขลังของฮอลีวูด จะถูกสั่นคลอนลงไปมากแค่ไหนจากเทรนนี้ ?

https://www.facebook.com/reel/1318331160241112


AI-generated movie "Dreams of Violets" director on why he used AI instead of actors

CBS News

May 28, 2026
"Dreams of Violets" is the first movie created entirely by artificial intelligence to debut at the Tribeca Film Festival. It's a fictional drama about five strangers who witnessed something very real, the massacre of Iranian civilians back in January. Ash Koosha, the film's director and producer, joins "The Daily Report" to discuss.

https://www.youtube.com/watch?v=-RNVRy99Mk4
.....

Jom Petchpradab
1 hour ago
·
วงการบันเทิง ฮอลีวูด มาถึงปลายทางที่จะต้องปฎิวัติ หรือ การปฎิรูปแล้ว ด้วยพลังของ AI จะปรับเปลี่ยน และเป็นพลังทำลายความเป็นฮอลีวูดที่มีมาเป็นร้อยปีให้แหลกละเอียดนับจากนี้ไป หรือจะเปลี่ยนแปลงปรับตัวได้หรือไม่อย่างไร ต้องคอยติดตาม แต่ที่แน่ ๆ เสน่ห์ของ ออสก้า หรือโลกมายาฮอลีวูด ที่ถูกปั้นแต่งด้วยความคิดความเชื่อแบบอเมริกันชน จะถูกสั่นคลอน ลดทอนเสน่ห์มนต์ขลังและพลังลงไปอย่างมากมายทีเดียว นับจากนี้ไป



ยุติธรรมไทยไม่ยึด Fair Trial ทุน รัฐ นักการเมืองใช้ กม. เป็นเครื่อง SLAPP - อ.สาวตรี


ประชาธิปไตย2สี Iสาวตรี สุขศรี Iยุติธรรมไทยไม่ยึดFair Trial ทุน รัฐ นักการเมืองใช้กม.เป็นเครื่องSLAPP

matichon tv

Premiered 7 hours ago 

รายการประชาธิปไตยสองสี อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) ตอนที่ 112 สนทนากับ อาจารย์ สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ประเด็น “ยุติธรรมไทยไม่ยึด Fair Trial ทุน รัฐ นักการเมือง ใช้ กม.เป็นเครื่อง SLAPP” เผยแพร่ เสาร์ 30 พ.ค.2569 เวลา 18.00 น.
 
https://www.youtube.com/watch?v=NEWDIm3shMw


Atukkit Sawangsuk
9 hours ago
·
SLAPP

คำแนะนำของประธานศาลฎีกา
เป็นนิมิตหมายที่ดี ว่าศาลเห็นปัญหา
แต่ไม่มีสภาพบังคับ รับประกันไม่ได้ว่าศาลจะปฏิบัติตาม
ที่ผ่านมา มีการเพิ่ม ป.วิอาญา 161/1 165/2 ให้กลั่นกรองในชั้นตรวจคำฟ้อง ไต่สวนมูลฟ้อง ศาลก็ยังใช้กันน้อย
ทั้งไม่ครอบคลุมคดีแพ่ง และคดีที่อัยการสั่งฟ้อง
:
ส่วนที่ใหม่และที่ชื่นชม คือประธานศาลฎีกาชี้ปัญหาการฟ้องทางไกล
ถ้ามีการฟ้องในท้องถิ่นห่างไกลต้องเอามาคิดด้วยว่า เป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่ ควรกลั่นกรองเป็นพิเศษ
:
อาจารย์สาวตรีแบ่ง SLAPP เป็น 3 แบบ
Classic SLAPP ทุนยักษ์ฟ้องปิดปากสื่อ นักอนุรักษ์ นักสิทธิมนุษยชน
Political SLAPP โดยเฉพาะเมืองไทยหลังรัฐประหาร ใช้การแจ้งข้อหา 112,116 เพื่อกดปราบผู้ชุมนุม คนวิพากษ์วิจารณ์ ให้มีภาระทางคดี ให้คนที่ยังไม่โดนคดีไม่กล้าเคลื่อนไหว
Political Figures SLAPP แบบที่นักการเมือง ผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ฟ้องคนวิพากษ์วิจารณ์
โดยบางครั้งก็ไม่ได้หวังให้คนถูกฟ้องโดนลงโทษ
แต่สร้างภาระให้ระหว่างสู้คดี ก็รู้สึกว่าชนะแล้ว
ไม่ใช่ตั้งใจใช้กฎหมายเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม
แต่ตั้งใจใช้กระบวนการทางกฎหมายลงโทษผู้ถูกฟ้อง ให้ต้องหาทุนสู้คดี ต้องจ้างทนาย ต้องเดินทาง เสียเวลา เสียสุขภาพจิต
Punishment by Process
:
บางคดีมองจากดาวอังคารก็รู้ว่าฟ้องปิดปาก
แต่ระบบกฎหมายยังไม่มีเครื่องมือสกัดกั้นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ
ถึงเวลาที่จะต้องมีกฎหมาย Anti-SLAPP
ให้จำเลยเสนอศาล พิจารณาว่าเป็นคดี SLAPP หรือไม่ โดยนิยามคือคดีที่เป็นประโยชน์สาธารณะ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน การแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ราชการหรือนักการเมือง
โดยกระบวนการ คือหยุดคดีที่ฟ้องไว้ก่อน แล้วพิจารณาว่าเป็น SLAPP หรือไม่ ถ้าเป็น ไม่ใช่แค่ยกฟ้อง แต่ต้องมีบทลงโทษโจทก์ด้วย
สส. พรรคการเมือง ควรช่วยกันเสนอกฎหมายนี้
:
อย่างไรก็ดี Anti-SLAPP ไม่สามารถป้องกันการฟ้องทางไกล
ซึ่งเป็นปัญหาใหม่ทั่วโลก ยุคโลกออนไลน์
จากเดิมที่ให้ฟ้องคดี ณ สถานที่เกิดเหตุ หรือภูมิลำเนาจำเลย หรือที่จำเลยถูกจับ
สถานที่เกิดเหตุในศตวรรษที่ 21 เปลี่ยนไปในความผิดออนไลน์
กลายเป็นเปิดคอมพ์หรือเปิดมือถือเห็นข้อความที่ไหน ก็ถือว่าที่นั่นเป็นสถานที่เกิดเหตุ
นักการเมืองที่มีบ้านอยู่กรุงเทพ มาสภาเป็นประจำ ก็อ้างว่าไปเปิดเห็นที่พะเยา บุรีรัมย์ ชลบุรี
นี่เป็นปัญหาที่จะต้องถกกันอีกเยอะ เพื่อหาทางแก้กฎหมาย แม้แต่ EU ยังปวดหัวกับคดี Forum Shopping
:
ประเด็นสำคัญ คืออันที่จริง หากมีการอำนวยความสะดวกเช่นใช้วีดิโอคอนเฟอเรนซ์ ก็ทำได้ แต่ขึ้นกับดุลพินิจ
คดีเหล่านี้ อยู่ที่ดุลพินิจของผู้พิพากษาของอัยการแต่ละคน
ภายใต้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กระบวนการยุติธรรมไทยยังไม่เคร่งครัดจริงจังกับหลักการ Fair Trial
มีหลักการแต่ไม่เคร่งครัดจริงจัง บทบัญญัติบางส่วนก็กำหนดไว้ แต่บางส่วนก็เอาความสะดวกของรัฐ ของศาล ของโจทก์ เป็นที่ตั้ง
:
แถมท้ายคุยถึงคดีหมิ่นประมาทระหว่างบุคคลธรรมดาในโลกออนไลน์ ที่เยอะเหลือเกิน แถมชอบฟ้องทางไกล
อาจารย์สาวตรีตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นพฤติกรรมเลียนแบบการแจ้งความ 112 ที่ไปแจ้งเหนือสุดใต้สุด คนธรรมดาที่ฟ้องกันก็เลยเอาบ้าง สร้างภาระให้คู่ความ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=27070098575978615&set=a.1744875672260921




อวสาน "มัลดีฟส์เมืองไทย" ? แลกโปรเจกต์ล้านล้าน Land Bridge ! คุ้มไหมที่จะแลก ?

https://www.facebook.com/reel/1452720243271711



แลนด์บริดจ์กำลังเดินหน้าอย่างเงียบๆ พร้อมๆกับ การผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. SEC


Beach For Life Thailand
Yesterday
·
แลนด์บริดจ์กำลังเดินหน้าอย่างเงียบๆ
พร้อมๆกับ การผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. SEC

.

ไพ่ปีศาจนี้คือ ร่าง พระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC
ร่างกฎหมายนี้ ถูกเสนอครั้งเเรกโดยพรรคภูมิใจไทย 2 ฉบับ ตามด้วยร่างของสำนักงานนโยบายเเละเเผนการขนส่งเเละจราจร (สนข.) ซึ่งเนื้อหาร่าง พ.ร.บ. SEC ที่เสนอในเวลานี้ เหมือนกันราวกับเเกะ

เเละในร่างกฎหมายนี้ซุกซ้อนสาระสำคัญบางอย่างไว้ที่จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า ”รัฐซ้อนรัฐ“ “เอื้อประโยชน์ทุนต่างชาติ” เเละทำลายทรัพยากรของไทย“

ไพ่ใบสำคัญที่ถ้ากฎหมาย SEC ประกาศใช้ได้จะกลายเป็นหายนะของภาคใต้ อาทิ
- ให้ต่างเช่าที่ดินได้ 99 ปี
- สามารถเอาที่ดิน สปก. เเละที่ราชพัสดุ ไปใช้ทำอุตสาหกรรมได้
- สามารถยกเลิกผังเมือง เพื่อสนับสนุนการทำอุตสาหกรรมได้
- เร่งรัดการพิจารณา EIA/EHIA ให้เสร็จภายใน 120 วัน
- ยกเลิกอาชีพสงวนไว้ซึ่งคนไทย ให้ต่างชาติทำได้ เช่น ตัดผม บัญชี นำเที่ยว เป็นต้น
- ให้ต่างชาติทำรายงาน EIA/EHIA ได้
- ในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สามารถใช้เงินต่างประเทศเเลกเปลี่ยนได้
- ต่างชาติสามารถพำนักในไทยได้ระยะยาว
- ละเว้นกฎหมายปกติ 16 ฉบับ เช่น กฎหมายขุดดินถมดิน เป็นต้น

ฯลฯ

ทั้งหมดคือไพ่ลับ ที่รัฐบาลอนุทิน พยายามผลักดันอย่างเงียบ
หากกฎหมาย SEC ประกาศใช้ได้ ไม่ต่างอะไรกับการตีเช็คเปล่าให้นายทุน ทุนต่างชาติยึดเเผ่นดินภาคใต้

อ่านเพิ่มเติม : https://beachforlife.org/blog/18

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122349695054003325&set=a.122099491418003325






ฟังเสียงประมงพื้นบ้าน จ.ระนอง กับโครงการแลนด์บริดจ์


Greenpeace Thailand

15 hours ago
·
ฟังเสียงประมงพื้นบ้าน จ.ระนอง กับโครงการแลนด์บริดจ์
.
“เราประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ส่วนมากออกหาปลา กุ้ง หอย เวลาออกเรือก็จะไปหาแหล่งที่มีสัตว์เหล่านี้ อย่างดอนตาแพ้วก็ไปบ่อย ๆ ที่นี่มีสัตว์ทะเลหลากหลายชนิด สารพัดปลามาอยู่ที่จุดนั้น เหมือนเป็นจุดศูนย์รวมของ จ.ระนอง”
.
“เราออกเรือเวลาไหนก็ได้ ออกไปแป๊บเดียวก็ได้แล้ว 400-500 พันกว่าบาท สองพันกว่าบาท ถ้าวันไหนได้กุ้งเยอะเราก็ได้รายได้เยอะถึงหมื่น อย่างกุ้งแชบ๊วยที่นี่ก็มีเยอะ”
.
“ถ้าเขาจะมาถมทะเลตรงนี้หมด ผมว่าก็คงหากินไม่ได้แล้วอาชีพประมงก็คงจะไม่ได้ทำแล้ว ดอนตาแพ้วจะถูกถมทั้งหมดทั้งที่มีสัตว์ทะเลมากมีแพลงก์ตอนเยอะ เวลาน้ำลงพวกปลาก็มาตะกุยกินแพลงก์ตอนเล็ก ๆ คิดว่าอยากให้พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ต่อไปดีกว่า ทรัพยากรทางทะเลจะได้มีอยู่ไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน” - สมเกียรติ หมานจิตร หรืออาลีฟ ชาวประมงพื้นบ้าน จ.ระนอง
.
ร่วมหยุดแลนด์บริดจ์ก่อนแหล่งอาหารของไทยจะถูกทำลาย
>> https://stop-sec.com/

#NoLandbridge #คืนสิทธิ์ดูแลทะเลให้ชุมชนชายฝั่ง #บ้านเราให้เราดูแล

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1393685282806238&set=a.632113198963454




'ยกเครื่อง' ประเทศไทยในคลิปเดียว (คลิปเก่า แต่ยังสมสมัย)


'ยกเครื่อง' ประเทศไทยในคลิปเดียว

Banyong Pongpanich
.....

Banyong Pongpanich
May 24, 2020
·
จุดตายของรัฐวิสาหกิจไทย
.
รัฐวิสาหกิจไทยมีปัญหามากมาย ที่มีกำไร ก็ล้วนมาจากการผูกขาด (Monopoly) หรือมีส่วนจากการผูกขาด ไม่ก็มีคู่แข่งน้อยราย (Oligopoly) แต่รายไหนที่ต้องแข่งกับเอกชน มีแต่ขาดทุนยับเยิน เช่น องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารที่เคยผูกขาด เคยทำกำไรได้สบายๆ แต่ประชาชนต้องใช้บริการที่ราคาแพง คุณภาพต่ำเตี้ยเมื่อเทียบกับนานาประเทศ แถมอัตคัตขาดแคลน ประชาชนคิดจะมีโทรศัพท์สักเครื่องต้องรอเป็นหลายปี จ่ายใต้โต๊ะวุ่นวาย แม้ต่อมาถึงยุคแบ่งสัมปทานไปให้เอกชนเข้ามาให้บริการด้วย (ซึ่งแท้ที่จริงก็คือการเอา ‘อำนาจผูกขาด’ ไปทะยอยแบ่งให้เช่าแก่เอกชน) ตัวเองที่ลงแข่งกับเอกชนผู้รับสัมปทานด้วยก็ขาดทุนมากมาย ในขณะที่เอกชนกำไรมหาศาลรวยเอารวยเอา
.
หรือจะยกตัวอย่างกิจการด้านการขนส่ง ไม่ว่ารถไฟ รถเมล์ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หรือบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ที่ผิวเผินดูเหมือนเป็นธุรกิจผูกขาด แต่แท้จริงต้องแข่งกับทางเลือกอื่นๆ เช่น รถไฟต้องแข่งกับสายการบินต้นทุนต่ำ (low-cost carriers) รถทัวร์ และรถบรรทุก รถเมล์ต้องแข่งกับรถร่วม รถแท็กซี่ ไปจนถึงวินมอเตอร์ไซด์ ผลปรากฏก็เลยล้วนขาดทุนบักโกรกเป็นหลักหมื่นล้านแสนล้านกันทั้งนั้น
.
อย่าง ‘การบินไทย’ รักคุณเท่าฟ้าก็เหมือนกัน เคยเป็นสายการบินชั้นนำของโลก มีกำไรต่อเนื่องมาช้านาน แต่พอถูกเปิดน่านฟ้าเสรี เปิดให้มีการแข่งขัน ซึ่งประชาชนอิ่มเอม ค่าเดินทางลดต่ำลง จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มพรวดจาก 10 ล้านคนเป็น 40 ล้านคน ชาวบ้านตาสีตาสามีทางเลือกเดินทางมากขึ้นในต้นทุนที่ต่ำลง ไฉน ‘ป้าม่วง’ ที่เคยยิ่งยงกลับกลายเป็นร่อแร่ ขาดทุนแทบทุกปีจนใกล้จะล้มละลาย
.
หลายคนชี้นิ้วไปที่นักการเมือง โดยเฉพาะการส่งกรรมการที่ ‘ไม่เก่ง’ (ไม่มีทักษะ) ‘ไม่ดี’ (โกง) ‘ไม่เกี่ยว’(ไม่มีประสบการณ์) มาบริหาร ทำให้รัฐวิสาหกิจร่อแร่
.
แต่มันเป็นแค่นั้นจริงหรือ...
.
ยกตัวอย่างการบินไทยที่กำลังโด่งดัง ถ้าไปดูรายชื่อกรรมการตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ล้วนแต่เป็นคนดี-คนเก่งจำนวนมากมาย เช่น นักวิชาการชั้นนำอย่างศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ดร.วีรพงษ์ รามางกูร หรือข้าราชการชั้นยอดอย่าง ดร.เสนาะ อูนากูล ดร.พิสิฐ ภัคเกษม ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล คุณบัณฑิต บุณยะปาณะ ดร.อำพน กิตติอำพน ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ หรือนักธุรกิจนักการเงินระดับเหยียบเมฆ เช่น ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย คุณชาติศิริ โสภณพณิช ฯลฯ
.
ท่านเหล่านี้ล้วนได้รับการยอมรับในความเก่ง ความดี ความซื่อสัตย์ มีความสามารถครอบคลุมทุกๆ ด้านอย่างยากที่จะหาคณะใดในประเทศมาเทียบ แต่ถามว่าทำไมการบินไทยยังมีสภาพอย่างที่เป็นอยู่ ขาดทุนต่อเนื่องยาวนานยิ่งกว่าสายการบินระดับเดียวกันทั่วโลก สรุปได้ว่าปัญหากรรมการ ‘ไม่เก่ง-ไม่ดี-ไม่เกี่ยว’ ไม่น่าจะใช่สาเหตุหลัก หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่สาเหตุเดียว
.
เมื่อ 6 ปีก่อนตอนที่มีรัฐประหารใหม่ๆ รัฐบาลคสช. ได้จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่เรียกกันเท่ๆ ว่า ‘ซูเปอร์บอร์ด’ และประกาศจะปฏิรูปขนานใหญ่ เริ่มตั้งแต่การศึกษาวิเคราะห์ปัญหาอย่างรอบด้าน ปรึกษาผู้รู้ทั่วโลก เช่น World Bank OECD ADB จนได้ข้อสรุปว่าจะต้อง ‘ยกเครื่อง’ ระบบบรรษัทภิบาล (Governance)ที่ ใช้บริหารรัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่ง โดยคนร. ได้ทำข้อเสนอชัดเจน เป็นรูปธรรมออกมาเป็นร่างกฎหมายที่ผ่านการอนุมัติทั้งจากคนร. ครม. ผ่านการกลั่นกรองจากกฤษฎีกา และส่งเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ได้ตั้งแต่ปี 2559
.
หัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของแผนปฏิรูปตามร่างกฎหมายนี้ ก็คือการจัดตั้ง ‘บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ’ ที่เรียกกันว่า Super Holding Company ขึ้นมาทำหน้าที่เป็น ‘องค์กรเจ้าของ’ คอยกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ 13 แห่ง โดยมุ่งเน้นให้มีการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ปริมาณเพียงพอ ต้นทุนต่ำ โปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่มีการรั่วไหล และรักษากิจการให้ทวีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ สมกับที่เป็นสมบัติชาติ โดยแนวทางและหลักการของบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาตินี้ ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากองค์กรที่ประสบความสำเร็จ และมีข้อพิสูจน์เรื่องประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมาแล้วหลายๆ แห่งของโลก เช่น Temasek ของสิงคโปร์ Khazanah Nasional ของมาเลย์เซีย SCIC (The State Capital Investment Corporation) ของเวียตนาม หรือ SASAC (The State-owned Assets Supervision and Administration Commission of the State Council ) ของจีน
.
น่าเสียดาย ที่พอส่งร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่สภาคนดี เหล่าสมาชิกส่วนใหญ่ของสนช. ดูจะไม่เห็นด้วยที่จะมีการริดรอนอำนาจการบริหารจัดการที่เดิมอยู่ในมือของนักการเมืองและเหล่าข้าราชการลงไป ประกอบกับมีการประกาศต่อต้านจากกลุ่มเอ็นจีโอขาประจำที่อ้างความรักชาติ-สมบัติชาติเป็นเหตุผลไม้ตายเสมอมา ร่างกฎหมายก็เลยถูกตัดทอนสาระสำคัญออกไปเกือบทั้งหมด พอร่างกฎหมายนี้ผ่านเป็นพรบ.ออกมา ก็เลยกลายเป็นว่าแทบไม่มีการปฏิรูปใดๆ การควบคุมการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจทั้งหลายยังตกอยู่ภายใต้อำนาจของนักการเมืองและข้าราชการประจำดังเดิม
.
การปฏิรูปใหญ่ที่คสช. เคยประกาศประโคมว่าเป็นวาระสำคัญแห่งชาติ ที่เพิ่มประสิทธิภาพและลดการรั่วไหลในการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ 56 แห่งที่ถือครองทรัพย์สินของประเทศอยู่กว่า 16 ล้านล้านบาท สุดท้ายก็เลยเป็นแค่ ‘ปะ-ติ-ลูบ’เหมือนการปฏิรูปอื่นๆ ในประเทศนี้ ที่พอไปแตะต้องกลุ่มอำนาจผลประโยชน์เดิมก็ล้วนแต่ดำเนินต่อไปไม่ได้
.
อย่างไรก็ตาม ก่อนผลจะออกมาน่าผิดหวัง ย้อนไปในช่วงปี 2559ซึ่งทางผู้มีอำนาจยังแสดงเจตจำนงที่จะผลักดันให้การปฏิรูปให้เกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง ผมและท่านอื่นๆที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันร่างกฎหมาย (ขออนุญาตไม่เอ่ยนามท่านเหล่านั้น เพราะในวันนี้ไม่แน่ใจว่าท่านต้องการให้เอ่ยถึงหรือไม่) ได้ตระหนักถึงโอกาสที่จะเกิดกระแสต่อต้านตั้งแต่แรก จึงพยายามที่จะเดินสายชี้แจงเหตุผล ความจำเป็น และประโยชน์ของการปฏิรูปนี้ให้แก่สื่อมวลชน สถาบันวิชาการ และแม้แต่พรรคการเมืองหลักทั้งสองฝ่าย ซึ่งปรากฎว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
.
น่าเสียดายพอเอาเข้าจริงเมื่อถึงเวลาแตกหักของการผลักดันระยะสุดท้าย ผู้นำที่ไม่ได้มีความมุ่งมั่นทางการเมือง (Political Will) ที่แข็งแรง และไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งเพียงพอเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการจะทำ พอถูกทักโน่นทักนี่ก็เลยล้มเลิกความตั้งใจที่จะทำเรื่องยากเอาง่ายๆ ทำแต่สิ่งเล็กน้อยเป็นเพียงลูบหน้าปะจมูกไป
.
จะอย่างไรก็แล้วแต่ ในช่วงเวลาของการเดินสายนั้นเอง ผมได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ มีหน้าที่เตรียมการด้านต่างๆ ในการจัดตั้งองค์กร เช่น การทาบทามกรรมการและบุคลากรหลักเพื่อที่จะมาเริ่มบริหารองค์กรได้ในทันทีที่ผ่านกฎหมายออกมาได้สำเร็จ รวมถึงการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนเข้าใจในแนวคิดการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยได้ไปขอความร่วมมือจากโปรดิวเซอร์และผู้กำกับระดับมือรางวัลที่ชำนาญการสื่อสารเรื่องยากให้เข้าใจง่าย มาจัดทำคลิปเพื่อเผยแพร่โดยเขากรุณาไม่คิดค่าตัว คิดแต่เพียงค่าใช้จ่ายต้นทุนในการจัดทำ
.
เชื่อไหมครับ คลิปหนังดูสนุกเข้าใจง่าย ที่ทำแล้วเสร็จพร้อมที่จะใช้ประชาสัมพันธ์ทั้งในสื่อหลัก และโซเชียลมีเดียนี้ ได้มีโอกาสฉายเพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือในการประชุมคนร. เพราะพอฉายเสร็จ ท่านผู้นำหัวโต๊ะซึ่งวันนั้นบังเอิญอารมณ์บ่จอย ไม่รู้หงุดหงิดอะไรมา ตบโต๊ะประกาศเลยว่า “ไม่เอาๆ ไม่ได้เรื่องเลย ทำไมไปตำหนิคนเขาเยอะแยะ เนื้อหาไม่สร้างสรรค์อะไรเลย โยนทิ้งไปเลย เดี๋ยวผมคิดผมเขียนให้ใหม่เองก็ได้ เอาแบบให้มันสร้างสรรค์ๆ” ซึ่งท่านคงกำลังนึกถึงเพลงของท่าน แล้วพอท่านว่าดังนั้นก็มีพลเอกท่านหนึ่งในที่ประชุมเสริมขึ้นมาเลย “ใช่ๆ ที่พวกคุณทำมานี่ ผิดพระราชบัญญัติธงชาติไทยด้วย รู้หรือเปล่า” “ผิดพระราชบัญญัติการจราจรด้วยรู้ไหม” พลเอกอีกท่านเสริมต่อ
.
นี่แหละครับประวัติน่าเวทนาของคลิปประชาสัมพันธ์ที่ไม่ได้เคยถูกฉายอีกเลย และสุดท้ายท่านผู้นำสุดครีเอทีฟก็ไม่เคยคิดการประชาสัมพันธ์อะไรออกมา ซึ่งก็ดีไปอย่าง เพราะการปฏิรูปที่จบลงว่า “เราจะทำเหมือนเดิม” ย่อมไม่ต้องการการชี้แจงประชาสัมพันธ์ใดๆ
.
ในวันนี้ วันที่การบินไทยทำให้ทุกคนหันกลับมาสนใจการทำให้รัฐวิสาหกิจของเราแข่งขันได้ และรุ่งเรืองอีกครั้ง ผมในฐานะส่วนหนึ่งของคณะทำงานที่เคยทุ่มเทอย่างมากเพื่อให้เกิดการปฏิรูป และในฐานะประชาชนไทยที่ยังหวังว่าจะมีการปฏิรูปการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจอย่าง ‘แท้จริง’ ในวันหนึ่งข้างหน้า และในฐานะที่เป็นเจ้าของคลิปนี้ เพราะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการจัดทำ โดยไม่เคยไปเบิกเลยแม้แต่บาทเดียว จึงขอถือโอกาสนี้เอาคลิปเก่านี้มาเผยแพร่ เพื่อปลูกฝังความเข้าใจให้ท่านที่สนใจพอทราบหลักว่ารัฐวิสาหกิจที่ดีๆ นั้นเขาบริหารจัดการกันอย่างไร
.
ขอเชิญทัศนาครับ…

(https://www.facebook.com/banyong.pongpanich/videos/1406025692934059)



บทเรียนจากศตวรรษที่ 17 ของอังกฤษ : 'สภาองคมนตรี' อำนาจล้น นำไปสู่ความพินาศของ 'พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1'


SUM UP
May 26
·
'สภาองคมนตรี' อำนาจล้น นำไปสู่ความพินาศของ 'พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1'
.
ประวัติศาสตร์การเมืองโลกมักมอบบทเรียนให้แก่ผู้ปกครองที่หลงระเริงในอำนาจเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ปกครองคนนั้น เชื่อว่าตนเองได้รับสิทธิ์ขาดจากสวรรค์ให้ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ เรื่องราวของ 'พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1' แห่งอังกฤษ คือตัวอย่างอันยอดเยี่ยมของกษัตริย์ผู้ยึดมั่นใน 'ระบอบเทวสิทธิ์' จนมองข้ามรัฐสภาอันเป็นตัวแทนของประชาชน เมื่อความขัดแย้งเรื่องการคลังและการต่างประเทศทวีความรุนแรงขึ้น พระองค์จึงทรงตัดสินใจยุบสภา และประกาศปกครองประเทศด้วยพระองค์เองเป็นเวลาถึง 11 ปี ซึ่งประวัติศาสตร์ขนานนามว่า "การปกครองส่วนพระองค์" หรือที่ฝ่ายตรงข้ามเรียกอย่างขมขื่นว่า "ยุคทมิฬสิบเอ็ดปี"
.

ทว่าในความเป็นจริงแล้ว กษัตริย์เพียงพระองค์เดียวไม่สามารถทำงานทุกอย่างได้ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 จึงทรงเลือกที่จะมอบหมายอำนาจบริหารประเทศให้แก่ 'สภาองคมนตรี' และศาลพิเศษทำงานแทนพระองค์ การปล่อยมือให้กลุ่มข้ารับใช้และองค์กรที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนเหล่านี้ใช้อำนาจอย่างไร้ขอบเขตตรวจสอบ ได้กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่สร้างความเดือดร้อนรวดร้าวไปทุกหย่อมหญ้า จนท้ายที่สุดก็นำไปสู่สงครามกลางเมืองอังกฤษ การประหารชีวิตกษัตริย์ และการล่มสลายของระบบกษัตริย์สู่ระบอบสาธารณรัฐชั่วคราวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
สภาองคมนตรีและศาลพิเศษ เมื่อ "ตัวแทน" กลายเป็น "ผู้ใช้อำนาจล้นฟ้า"
.
ในทางรัฐศาสตร์ มีแนวคิดหนึ่งที่อธิบายความสัมพันธ์เชิงอำนาจนี้ได้อย่างดี นั่นคือ 'ทฤษฎีตัวแทน' ซึ่งอธิบายว่าเมื่อผู้มีอำนาจ มอบหมายภารกิจให้แก่ตัวแทน ปัญหาใหญ่ที่จะตามมาเสมอคือ "ความสูญเสียจากตัวแทน" สิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อตัวแทนเริ่มใช้อำนาจตามอำเภอใจเพื่อสนองความต้องการของตนเอง หรือขยายขอบเขตอำนาจจนเกินกว่าที่ผู้มอบหมายสั่งการไว้
.
พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ทรงตกอยู่ในหล่มพรางนี้อย่างเต็มเปี่ยม เมื่อทรงยุบสภา พระองค์ได้มอบอำนาจเด็ดขาดในการบริหารและตุลาการให้แก่สภาองคมนตรี ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ใกล้ชิดและได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยที่แต่งตั้งขึ้นมาเองภายใต้กลไกนี้ มีสถาบันและตัวละครหลักสองคนที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่แผ่นดินอย่างรุนแรง
.
ไม่ว่าจะเป็น 'วิลเลียม ลอด' อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี เป็นผู้คลั่งศาสนาและการรวมศูนย์อำนาจ เขาพยายามบังคับให้คริสตจักรแองกลิกันเปลี่ยนไปใช้พิธีกรรมที่หรูหราอลังการคล้ายกับนิกายคาทอลิก ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่กลุ่มพิวริตันและผู้นับถือโปรเตสแตนต์สายเคร่งครัด ที่มองว่านี่คือการสมคบคิดนำอังกฤษกลับไปสยบแทบเท้าพระสันตะปาปาแห่งโรม
.
หรือ 'โธมัส เวนต์เวิร์ธ เอิร์ลแห่งสแตรฟฟอร์ด' ได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลแคว้นทางเหนือ และต่อมาก็เป็นผู้สำเร็จราชการในไอร์แลนด์ เวนต์เวิร์ธใช้นโยบายที่เรียกว่า "นโยบายเบ็ดเสร็จ" ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ขจัดความไร้ประสิทธิภาพ และกวาดล้างผู้เห็นต่างทางการเมืองและศาสนาอย่างไร้ความปรานี การรวมศูนย์อำนาจนี้ถูกบังคับใช้ผ่าน "ศาลสตาร์แชมเบอร์" เป็นศาลพิเศษภายใต้สภาองคมนตรีที่ไม่มีคณะลูกขุน ไม่มีกระบวนการไต่สวนที่เป็นธรรม และใช้การลงทัณฑ์ที่โหดเหี้ยมป่าเถื่อน ต่อผู้ที่กล้าตั้งคำถามต่อนโยบายของกษัตริย์
.
ตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มพิวริตันสามคน ได้แก่ วิลเลียม พรินน์ นักกฎหมาย, เฮนรี เบอร์ตัน นักบวช และ จอห์น บาสต์วิก แพทย์ ถูกนำตัวขึ้นศาลสตาร์แชมเบอร์เพียงเพราะเขียนแผ่นพับวิจารณ์การเปลี่ยนแปลงทางศาสนาของอาร์ชบิชอป ลอด ศาลสตาร์แชมเบอร์ลงทัณฑ์พวกเขาด้วยการสั่งปรับเงินเป็นจำนวนมหาศาล จำคุกตลอดชีวิต และให้นายเพชฌฆาตตัดใบหูทิ้งทั้งสองข้างในที่สาธารณะ โดยการตัดหูในครั้งนั้นดำเนินไปอย่างทารุณโหดร้าย เพชฌฆาตตัดหูของเบอร์ตันลึกจนไปโดนเข้าเส้นเลือดใหญ่
.
ส่วนพรินน์ที่นอกจากจะโดนตัดหูจนแหว่งแล้ว ก็ยังโดนเหล็กแดงร้อน ๆ นาบแก้มทั้งสองข้างเป็นตัวอักษร "S.L." (Seditious Libeler - ผู้ใส่ร้ายป้ายสีที่ก่อความกระด้างกระเดื่อง) การลงโทษที่ป่าเถื่อนของศาลที่เป็น "ตัวแทน" ของกษัตริย์นี้แทนที่จะทำให้ประชาชนหวาดกลัว กลับยิ่งโหมกระพือความโกรธแค้นของประชาชนต่อราชสำนักและสภาองคมนตรีจนถึงขีดสุด
.
วิกฤตการณ์สกอตแลนด์นับถอยหลังระบอบ ชาร์ลส์ที่ 1
.
หายนะที่แท้จริงมาเยือน เมื่ออาร์ชบิชอป ลอดและพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 พยายามขยายอิทธิพลทางศาสนาไปยังสกอตแลนด์ในปี 1637 โดยการบังคับใช้ "หนังสือสวดมนต์ร่วม" เล่มใหม่ ซึ่งชาวสกอตแลนด์ผู้รักในนิกายพรีสไบทีเรียนดั้งเดิมมองว่า นี่คือการเหยียดหยามความเชื่อของพวกตน จึงได้ร่วมกันลงนามใน 'พันธสัญญาแห่งชาติ' ปี 1638 และจัดตั้งกองกำลังลุกฮือขึ้นต่อต้านกษัตริย์ใน 'สงครามบิชอป'
.
ด้วยความที่ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ไม่มีเงินทุนในการจัดจ้างกองทัพที่มีประสิทธิภาพ กองทัพของพระองค์จึงพ่ายแพ้อย่างหมดรูป กองทัพสกอตแลนด์ยาตราทัพเข้ามายึดเมืองนิวคาสเซิล และบีบให้พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ต้องยอมจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามเป็นเงินมหาศาลถึงวันละ 850 ปอนด์ จนกว่าจะถอนทัพออกไป สถานการณ์ที่บีบคั้นทางการเงินนี้ ทำให้ "การปกครองส่วนพระองค์" เดินทางมาถึงทางตัน พระองค์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเองและเรียกประชุมรัฐสภาอีกครั้ง เพื่อขออนุมัติงบประมาณ
.
แต่รัฐสภาใหม่ที่กลับมารวมตัวกันไม่ได้มาเพื่อช่วยกษัตริย์ แต่มาเพื่อชำระแค้น เป้าหมายแรกของสภา คือการกำจัดขุนนางผู้ทรงอิทธิพลที่คอยให้ท้ายกษัตริย์ โดยเฉพาะ โธมัส เวนต์เวิร์ธ (เอิร์ลแห่งสแตรฟฟอร์ด) ซึ่งสมาชิกรัฐสภาตระหนักดีว่า เวนต์เวิร์ธเป็นคนที่ฉลาดและอันตรายที่สุด จึงได้ดำเนินการฟ้องร้องเขาในข้อหากบฏต่อแผ่นดิน และเมื่อกระบวนการยุติธรรมแบบปกติไม่สามารถเอาผิดได้ รัฐสภาจึงหันไปใช้ช่องทางพิเศษโดยการผ่าน 'ร่างพระราชบัญญัติลงโทษโดยสภา' เป็นกฎหมายสั่งประหารชีวิตโดยตรงแบบที่ไม่ต้องอาศัยคำตัดสินของศาล
.
เหตุการณ์ดำเนินไปถึงจุดที่บีบคั้นหัวใจที่สุด เมื่อเวนต์เวิร์ธตระหนักดีว่า สถานการณ์ของกษัตริย์กำลังวิกฤต เขาจึงเขียนจดหมายยอมสละชีวิตของตนเองเพื่อให้กษัตริย์สามารถประนีประนอมกับรัฐสภาเพื่อความสงบของบ้านเมือง ทว่าเมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ยอมลงพระปรมาภิไธยในใบสั่งประหารชีวิตของเขาจริง ๆ เวนต์เวิร์ธถูกนำตัวไปตัดศีรษะที่ทาวเวอร์ฮิลล์ การสูญเสียเวนต์เวิร์ธข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ที่สุดของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ไม่เพียงแต่จะทำให้พระองค์สูญเสียมันสมองหลักในการบริหารประเทศไปเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นตราบาปในใจที่พระองค์ทรงเสียใจไปจนวาระสุดท้ายของชีวิตอีกด้วย
.
สู่สงครามกลางเมืองและการชำระแค้นกษัตริย์
.
การประหารชีวิตสแตรฟฟอร์ดไม่ได้ทำให้วิกฤตการณ์ยุติลง แต่กลับยิ่งทำให้รัฐสภาได้ใจและรุกคืบเรียกร้องอำนาจควบคุมกองทัพจากกษัตริย์ ความขัดแย้งที่ไม่อาจประสานกันได้นี้นำไปสู่การปะทุของสงครามกลางเมืองอังกฤษในปี 1642 ระหว่าง "ฝ่ายกษัตริย์" และ "ฝ่ายรัฐสภา"
.
ภายหลังการสู้รบอันยาวนานและนองเลือด กองทัพรูปแบบใหม่ภายใต้แกนนำของ 'โอลิเวอร์ ครอมเวลล์' สามารถปราบปรามฝ่ายกษัตริย์ลงได้อย่างราบคาบ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ถูกจับกุมตัวและถูกส่งตัวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีประวัติศาสตร์โดย "รัฐสภา" ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการทำ "การกวาดล้างของไพรด์" โดยกองทัพขจัดสมาชิกสภาสายกลางและผู้สนับสนุนกษัตริย์ออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสมาชิกรัฐสภาหัวรุนแรงไม่ถึงสองร้อยคน
.
ในระหว่างการพิจารณาคดี พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ทรงแสดงความเด็ดเดี่ยวโดยปฏิเสธที่จะยอมรับอำนาจของศาล โดยทรงโต้แย้งว่าไม่มีอำนาจใดบนโลกที่สามารถตัดสินกษัตริย์ได้ และพระองค์กำลังยืนหยัดเพื่อเสรีภาพของราษฎรจากการใช้อำนาจเถื่อนของรัฐสภา จนกระทั่งในวันที่ 30 มกราคม 1649 พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ถูกนำตัวขึ้นสู่แท่นประหาร ณ พระราชวังไวต์ฮอลล์ พระองค์ทรงประกาศว่าตนเองคือ "มรณสักขีของประชาชน" และยอมรับความตาย โดยระบุว่านี่คือโทษทัณฑ์จากสวรรค์ที่พระองค์เคยลงนามยอมให้ประหารชีวิตสแตรฟฟอร์ดอย่างไร้ความยุติธรรม
.
เมื่อขวานของเพชฌฆาตสับลง ศีรษะของกษัตริย์อังกฤษก็หลุดออกจากบ่า นับเป็นกษัตริย์พระองค์แรกและพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์อังกฤษที่ถูกประหารชีวิตโดยคำสั่งของรัฐสภา
.
หลังจากการดับสูญของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 รัฐสภาได้ประกาศยุบระบอบกษัตริย์และสภาองคมนตรี และสถาปนา "เครือจักรภพแห่งอังกฤษ" ขึ้นมาแทน ในเวลาต่อมมา ครอมเวลล์ได้ตั้งตนขึ้นเป็น "เจ้าผู้พิทักษ์" ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของอังกฤษ และสถาปนาระบอบเผด็จการทหาร โดยแบ่งพื้นที่การปกครองให้อยู่ภายใต้การควบคุมของเหล่านายพล
.
ประวัติศาสตร์ในรัชสมัยของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ชี้ให้เห็นว่า หายนะทางการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดชั่วครั้งชั่วคราว แต่เกิดขึ้นจากการออกแบบสถาบันทางการเมืองที่บกพร่อง การที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ทรงเลือกที่จะปกครองโดยไม่มีระบบตรวจสอบและถ่วงดุลของรัฐสภา และหันไปพึ่งพิงอำนาจบริหารที่ไม่มีเสถียรภาพของสภาองคมนตรีและศาลพิเศษ ได้นำมาซึ่งการขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ของข้าราชการและที่ปรึกษาอย่างเป็นระบบ
.
สภาองคมนตรีและศาลสตาร์แชมเบอร์ ในฐานะ "ตัวแทน" ของกษัตริย์ ได้ดำเนินนโยบายที่สุดโต่งเพื่อแสวงหารายได้และสร้างความเป็นเอกภาพทางศาสนา เพื่อตอบสนองความต้องการระยะสั้นของราชสำนัก แต่ผลลัพธ์ระยะยาวที่ตามมาคือ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ความเดือดร้อนในชีวิตประจำวันของประชาชน และความแค้นฝังลึกของชนชั้นนำทางการเมือง ที่รู้สึกว่าสิทธิพื้นฐานของตนถูกละเมิด ความโกรธแค้นเหล่านี้สะสมและขยายตัวจนกลายเป็นวิกฤตการณ์รัฐธรรมนูญและสงครามกลางเมืองที่กลืนกินราชบัลลังก์ไปในที่สุด
.
บทเรียนจากศตวรรษที่ 17 นี้ นับเป็นข้อเตือนใจชิ้นสำคัญในยุคปัจจุบัน เรื่องราวนี้ยืนยันว่า การมอบอำนาจเด็ดขาดให้แก่กลไกข้าราชการ หรือหน่วยงานที่ไม่มีการเชื่อมโยงกับประชาชนและไม่มีระบบตรวจสอบ ย่อมสร้างความเสียหายในวงกว้างและย้อนกลับมาทำลายล้างผู้ปกครองเองเสมอ เพราะอำนาจที่ปราศจากความรับผิดชอบและความยืดโยงกับประชาชน ย่อมไม่อาจตั้งอยู่ได้อย่างยั่งยืนในโลกความเป็นจริง
.
เรื่อง : กองบรรณาธิการ
ภาพ : มณฑล ชลสุข

----------
อย่าลืมกด 'FOLLOW' เพื่อติดตาม SUM UP
จะได้ไม่พลาด 'ความรู้' และ 'ข่าวสาร' ที่สนุกและเป็นประโยชน์
อ่านทุกเรื่องบนเว็บไซต์ https://www.sumupth.com/
...
SUM UP
อ้างอิง
ดูใน คอมเมนต์

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122248752692122738&set=a.122115182090122738



รำลึก “บุ้ง“ เนติพร เสียชีวิตครบ 2 ปี วงเสวนาทบทวนสิทธิผู้ต้องขังการเมือง และบทบาทผู้หญิงในขบวนการเคลื่อนไหว

🔴LIVE : 2 ปีการจากไปของบุ้ง–เนติพร สำรวจสิทธิผู้หญิงในฐานะนักเคลื่อนไหวผ่านชีวิตและการต่อสู้ของบุ้ง

UDD News Thailand

Streamed live 10 hours ago

https://www.youtube.com/watch?v=Rx4ZH5-iqEw



🔴LIVE : #2ปีบุ้งเนติพรจากไป วงThe woman in you ถอดบทเรียนเรื่องราวการต่อสู้ทางการเมืองของผู้หหญิง

UDD News Thailand

Streamed live 9 hours ago

https://www.youtube.com/watch?v=ktbS9HyxfLk
.....



UDD news Thailand
2 hours ago

รำลึก “บุ้ง“ เนติพร เสียชีวิตครบ 2 ปี วงเสวนาทบทวนสิทธิผู้ต้องขังการเมือง และบทบาทผู้หญิงในขบวนการเคลื่อนไหว ชวนจับตา 15 ก.ค. 69 ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำสั่งแสดงรายละเอียดสาเหตุการเสียชีวิตของบุ้ง เนติพร
.
30 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 น. มีการจัดงานเสวนา “Her Movement, We Move(ing)” เนื่องในวาระครบรอบ 2 ปีการเสียชีวิตของ “บุ้ง” เนติพร เสน่ห์สังคมกิจ เพื่อร่วมรำลึกถึงชีวิต การต่อสู้ และยืนหยัดสานต่อเจตนารมณ์สุดท้ายของเธอ โดยกิจกรรมจัดขึ้น ณ ห้อง 102 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
.
กิจกรรมในวันนี้เริ่มต้นขึ้นในเวลา 14.00 น. ด้วยการรับชมวิดีโอสั้นรำลึกการต่อสู้ของบุ้ง โดยวันนี้มีผู้เดินทางมาร่วมงาน อาทิ ธงชัย วินิจจะกูล, กฤษฎางค์ นุตจรัส, กุณฑิกา นุตจรัส, พูนสุข พูนสุขเจริญ
.
ในเวลา 14.15 น. เริ่มวงเสวนาวงแรกในหัวข้อ “การรักษาสุขภาพของผู้ต้องขังทางการเมือง” จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมพูดคุยโดย ปฐมพร แก้วหนู, สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ และคุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ดำเนินรายการโดย จุฑารัตน์ กุลตัณกิจจา ซึ่งเป็นการพูดคุยในประเด็นการรักษาพยาบาลผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกคุมขังในเรือนจำ รวมไปถึงกรณีของบุ้งที่ถูกคุมขัง และอัปเดตคดีไต่สวนการตายของเนติพร ซึ่งศาลจังหวัดธัญบุรีมีนัดฟังคำสั่งในวันที่ 15 ก.ค. 2569 นี้
.
วงเสวนาที่สองเริ่มต้นขึ้นในเวลาประมาณ 15.00 น. ในหัวข้อ “Her Movement, We Move(ing)” โดย “แจม“ ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์, ”นุ่น“ ธารารัตน์ ปัญญา, “มายด์” ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล ดำเนินรายการโดย ”ใบปอ“ ณัฐนิช ดวงมุสิทธิ์ ชวนพูดคุยในประเด็นผู้หญิงที่เผชิญอคติทางเพศจากการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งในโลกออนไลน์และชีวิตจริง รวมถึงสัดส่วนของผู้หญิงในเวทีทางการเมือง
.
จากนั้นมีการปาฐกถา “รำลึกถึง..บุ้ง ทะลุวัง กระบวนการยุติธรรมภายใต้ระบบอำนาจนิยม ความเคลื่อนไหวที่ยังไม่มีป้ายหยุดเดินทาง” โดย ทิชา ณ นคร
.
เวลาประมาณ 17.00 น. ร่วมวางดอกไม้ พร้อมรับฟังดนตรีจาก ”น้ำ“ คีตาญชลี จากนั้นร่วมกันจุดเทียนรำลึก พร้อมกับอ่านจดหมายจากคนในเรือนจำ โดย อันนา อันนานนท์ ปิดท้ายด้วยดนตรีจาก อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์ และหนวด ริมทาง
.
ขณะเดียวกันที่งานยังมีบูธจากเครือข่ายภาคประชาสังคม อาทิ Amnesty Thailand, Thumb Rights และพิพิธภัณฑ์สามัญชน ให้ร่วมกิจกรรมและพูดคุยแลกเปลี่ยนตลอดทั้งงาน
.
”บุ้ง“ เนติพร ในฐานะนักกิจกรรมและผู้ต้องขังคดีการเมือง ต้องเผชิญทั้งการคุกคามสิทธิเสรีภาพจากรัฐ และอคติต่อวิธีการต่อสู้ที่เธอเลือกใช้ ขณะเดียวกันยังมีผู้หญิงและผู้คนอีกจำนวนมากที่เผชิญอคติทางเพศจากการออกมาเคลื่อนไหว และยังมีผู้ถูกพรากสิทธิขั้นพื้นฐานภายในเรือนจำ งานเสวนาเนื่องในวาระครบรอบ 2 ปีการเสียชีวิตของ “บุ้ง” เนติพร จึงเป็นอีกพื้นที่หนึ่งในการสำรวจสิทธิผู้หญิงในฐานะนักเคลื่อนไหว ผ่านชีวิตและการต่อสู้ของเธอ
.
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ชวนจับตา วันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำสั่งไต่สวนการตาย “บุ้ง” เนติพร นักกิจกรรมทางการเมืองกลุ่มทะลุวัง กรณีเสียชีวิตระหว่างอยู่ในความควบคุมของกรมราชทัณฑ์ โดยศาลไต่สวนเสร็จสิ้นแล้ว โดยศาลจะมีคำสั่งแสดงว่า “ผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด เหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้าย ให้กล่าวว่าใครเป็นผู้กระทำร้ายเท่าที่จะทราบได้”




https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1302990521982500



รวย รวยจน ทนไม่ไหวแล้ว : CNN รายงานข่าว อ้างอิง The New York Times (NYT) ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และครอบครัว profited อย่างน้อย 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงระยะเวลาเพียงปีแรกหลังจากที่เขากลับเข้ามารับตำแหน่งในทำเนียบขาว






https://x.com/allenanalysis/status/2060743601865306516
.....

รายงานข่าวที่ CNN อ้างอิงมาจากกองบรรณาธิการของ The New York Times (NYT) นั้นเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาอย่างมาก โดยระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และครอบครัว ทำรายได้หรือกำไรไปอย่างน้อย 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.408 พันล้านดอลลาร์) ในช่วงระยะเวลาเพียงปีแรกหลังจากที่เขากลับเข้ามารับตำแหน่งในทำเนียบขาว

รายละเอียดของแหล่งที่มาของรายได้มหาศาลตามรายงานดังกล่าว สามารถสรุปแยกเป็นส่วนสำคัญได้ดังนี้:

1. รายได้หลักจากธุรกิจคริปโทเคอร์เรนซี (ประมาณ 867 ล้านดอลลาร์)

นี่คือแหล่งทำเงินที่ใหญ่ที่สุดของครอบครัวทรัมป์ โดยมาจากการเปิดตัวแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลและคริปโทฯ ต่างๆ (เช่น World Liberty Financial) ซึ่งทำรายได้อย่างมหาศาล รายงานของ NYT ชี้ให้เห็นว่าช่องทางนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างรุนแรง เนื่องจากคริปโทฯ มีความโปร่งใสน้อยและอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการเอื้อประโยชน์จากกลุ่มทุนหรือต่างชาติ

2. เงินยอมความจากคดีความกับบริษัทเทคโนโลยีและสื่อ (ประมาณ 90.5 ล้านดอลลาร์)

มีบริษัทสื่อและเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายแห่งยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อจบบทเรียนทางกฎหมายหรือคดีความที่เกี่ยวข้องกับทรัมป์ เช่น:

Meta: ยอมความที่มูลค่า 25 ล้านดอลลาร์

YouTube: ยอมความที่มูลค่า 25.4 ล้านดอลลาร์

ABC News: ยอมความที่มูลค่า 16 ล้านดอลลาร์

Paramount: ยอมความที่มูลค่า 16 ล้านดอลลาร์ (กรณีข้อพิพาทเรื่องการตัดต่อบทสัมภาษณ์ของกมลา แฮร์ริส)

3. ของขวัญและดีลธุรกิจจากต่างประเทศ

เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว: มีรายงานว่าประเทศกาตาร์ได้มอบเครื่องบินเจ็ตมูลค่ากว่า 400 ล้านดอลลาร์ให้เป็นของขวัญแก่ทรัมป์

ค่าลิขสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์: ธุรกิจของ Trump Organization ทำรายได้กว่า 23 ล้านดอลลาร์จากค่าลิขสิทธิ์โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงโครงการในเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีความเกี่ยวพันไปถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างทรัมป์และมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน

4. ดีลสื่อและสารคดีอื่นๆ

Amazon: จ่ายเงินสูงถึง 28 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อสิทธิ์ในโครงการภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับเมลาเนีย ทรัมป์ (Melania) ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นตัวเลขที่สูงเกินกว่าปกติมากสำหรับโปรเจกต์ประเภทนี้
มุมมองและการวิพากษ์วิจารณ์

ข้อวิจารณ์ด้านจริยธรรม: กองบรรณาธิการและนักข่าวสืบสวนของ NYT (เช่น Russ Buettner) ระบุว่า รายได้ในระยะเวลาเพียงปีเดียวนี้นับว่าสูงกว่ารายได้รวมทั้งชีวิตของทรัมป์ที่ผ่านมาเสียอีก (รวมถึงมรดก, รายได้จากรายการ The Apprentice และดีลลิขสิทธิ์ในอดีตทั้งหมดรวมกัน) ทำให้นักวิจารณ์แสดงความกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับเส้นแบ่งที่เลือนลางระหว่างอำนาจทางการเมืองและผลประโยชน์ส่วนตัว

มุมมองจากฝั่งสนับสนุน: ในทางกลับกัน ฝ่ายสนับสนุนของทรัมป์และกลุ่มนักวิเคราะห์ฝั่งอนุรักษนิยมมองว่า รายงานชิ้นนี้เป็นการโจมตีทางการเมือง และมักหยิบยกกรณีของอดีตประธานาธิบดีคนอื่นๆ เช่น บิล คลินตัน หรือ บารัค โอบามา ที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังจากดำรงตำแหน่งเช่นกัน เพื่อชี้ให้เห็นว่าสื่อมีอคติต่อตัวทรัมป์เป็นพิเศษ




ถาม Google AI ว่า รู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ TH-AI Passport และประเด็นข้อถกเถียงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ขอข้อสรุปของผลกระทบของโปรเจคนี้ ?

ภาพจาก The Nation

ถาม Google Gemini:

คุณรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ TH-AI Passport และประเด็นข้อถกเถียงที่เกี่ยวข้อง?

TH-AI Passport เป็นโครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่เพิ่งเปิดตัวและกำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างเข้มข้นในขณะนี้ (พฤษภาคม 2026)

เป้าหมายหลักของโครงการคือการแจกสิทธิ์ใช้งานโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลกในเวอร์ชันเสียเงิน (Pro/Premium) ให้แก่คนไทยจำนวน 5 ล้านสิทธิ์ (เน้นกลุ่มนักศึกษา แรงงานจบใหม่ และผู้ที่จำเป็นต้องอัปสกิล) โดยใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุน DE) สูงถึงประมาณ 1,600 ล้านบาท ในเฟสแรก

รายละเอียดของโครงการ (กลไกการทำงาน)

รวบรวม 12 โมเดลชั้นนำ: โครงการนี้ไม่ใช่การแจกเงินไปซื้อ Subscription แยกของแต่ละค่าย แต่รัฐบาลจะสร้างแพลตฟอร์มกลาง (ที่อาจพัฒนาไปสู่ National Super App ในอนาคต) เพื่อเชื่อมต่อ API กับโมเดล AI ระดับโลก 12 ตัว เช่น ChatGPT, Gemini และ Claude ในเวอร์ชัน Pro ให้ประชาชนใช้ฟรีเป็นเวลา 1 ปี

เงื่อนไข "เรียนก่อนใช้": ผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ไม่ใช่ว่าลงทะเบียนแล้วใช้ได้เลย แต่จะต้องเรียนหลักสูตรพัฒนาทักษะ AI (AI Skill Development) บนแพลตฟอร์มให้ผ่านเกณฑ์ก่อน จึงจะเปิดใช้งานได้

มาตรการยึดสิทธิ์คืน: เพื่อป้องกันการสิ้นเปลืองงบประมาณ หากระบบตรวจพบว่าผู้ได้รับสิทธิ์ปล่อยบัญชีทิ้งร้าง (Inactive) ไม่ใช้งานตามเงื่อนไข สิทธิ์นั้นจะถูกดึงกลับเข้าระบบเพื่อส่งต่อให้คนอื่นทันที

ประเด็นข้อถกเถียงและเสียงวิพากษ์วิจารณ์

แม้กระทรวงดีอี โดยรัฐมนตรี "ไชยชนก ชิดชอบ" จะเน้นย้ำว่าโครงการนี้คือการสร้าง "สาธารณูปโภคดิจิทัล" เพื่อทลายกำแพงราคาและลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี (Digital Divide) แต่โครงการนี้ก็ถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากสังคมและผู้เชี่ยวชาญในหลายมิติ:

1. ความคุ้มค่าของเม็ดเงิน 1,600 ล้านบาท

ฝ่ายคัดค้าน: มองว่าเป็นการใช้งบประมาณที่สูงมาก และตั้งคำถามว่าคุ้มค่าจริงหรือไม่กับการนำเงินภาษีไปจ่ายค่า API หรือค่าลิขสิทธิ์ให้กับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในต่างประเทศ (Big Tech) แทนที่จะนำงบนี้ไปสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ของไทยเอง หรือโมเดลภาษาไทย (Thai LLM) เพื่อสร้างอำนาจอธิปไตยทางเทคโนโลยี (Technological Sovereignty)

ฝ่ายสนับสนุน: แย้งว่านี่คือวิธีที่เร็วที่สุดในการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskilling) ของประเทศในวงกว้าง เพราะหากรอพัฒนาเองอาจไม่ทันการณ์ในสมรภูมิเศรษฐกิจยุค AI และการให้สิทธิ์ตัว Pro จะช่วยให้แรงงานไทยทำงานที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้จริง

2. ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement)

ประเด็นนี้กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะข้อสงสัยเกี่ยวกับการคัดเลือกบริษัทผู้ชนะการประมูลระบบแพลตฟอร์มกลาง ซึ่งมีกระแสข่าวเชื่อมโยงว่าอาจมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฝ่ายการเมืองในรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ทางตัวแทนคณะกรรมการ (เช่น รักษาการเลขาธิการกองทุน DE) ได้ออกมาปฏิเสธและชี้แจงว่า กระบวนการคัดเลือกเน้นที่ข้อเสนอทางเทคนิค (Technical Base) และเกณฑ์ประสิทธิภาพต่อราคา (Price Performance) รวมถึงประสบการณ์ในการทำระบบให้รัฐเป็นหลัก

3. ประสิทธิภาพของการใช้งานจริงและการวัดผล

หลายฝ่ายกังวลว่ายอดผู้ใช้งาน 5 ล้านคนอาจเป็นเพียงตัวเลขที่สวยงามในเชิงนโยบาย (KPI) แต่ในความเป็นจริง การบังคับให้เรียนหลักสูตรก่อนอาจกลายเป็นอุปสรรค หรือหากระบบการสอนไม่ดึงดูดพอ อาจทำให้ได้สิทธิ์ไปแล้วไม่ได้นำไปต่อยอดในภาคการทำงานหรือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง ๆ

4. ความเสี่ยงด้านจดจำข้อมูลและความเป็นส่วนตัว (Data Privacy)

การที่รัฐบาลสร้างแพลตฟอร์มกลางเพื่อเชื่อมต่อโครงข่าย AI ทำให้นักวิชาการด้านความปลอดภัยไซเบอร์ตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ว่า ข้อมูล (Prompt) ที่ประชาชนพิมพ์โต้ตอบกับ AI ซึ่งอาจมีทั้งข้อมูลธุรกิจ ข้อมูลราชการ หรือข้อมูลส่วนตัว จะถูกจัดเก็บหรือรั่วไหลไปสู่ภายนอกอย่างไร
สถานะปัจจุบัน

แม้ว่าเฟสแรกจะเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนาหูเกี่ยวกับความโปร่งใสและรูปแบบโครงการ แต่กระทรวงดีอีได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะเดินหน้าโครงการต่อ โดยระบุว่าโครงการนี้มีความโปร่งใส และล่าสุดกำลังเตรียมการวางแผนสำหรับ เฟสที่ 2 ต่อเนื่องทันที เพื่อขยายผลทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

คุณกำลังสนใจเข้าร่วมโครงการนี้ในฐานะผู้ใช้งาน หรือกำลังศึกษาในแง่มุมนโยบายและผลกระทบเชิงโครงสร้างอยู่ครับ?
....

ผลกระทบของนโยบายนี้

หากมองผ่านเลนส์ "นโยบายสาธารณะและผลกระทบเชิงโครงสร้าง" (Policy and Structural Impact) โครงการ TH-AI Passport ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาก เพราะมันคือความพยายามของรัฐในการทำหน้าที่เป็น "ผู้จัดหาและกระจายทรัพยากรเทคโนโลยีขั้นสูง" (Technology Distributer) ให้กับประชาชนในระดับมหภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงทางเทคโนโลยีของประเทศอย่างลึกซึ้ง

เราสามารถถอดรหัสผลกระทบเชิงโครงสร้างออกเป็น 4 มิติหลัก ๆ ได้ดังนี้:

1. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทุนมนุษย์ (Human Capital Transformation)

นโยบายนี้พยายามแก้ปัญหา "ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล" (Digital Divide) โดยเปลี่ยนมันให้เป็น "ความเหลื่อมล้ำทาง AI" (AI Divide) รัฐบาลมองว่าเครื่องมือ AI เวอร์ชัน Pro มีราคาเฉลี่ยเดือนละ 700-800 บาท ($20 USD) ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงเกินไปสำหรับนักศึกษาหรือแรงงานจบใหม่

ผลกระทบเชิงบวก: หากทำสำเร็จ จะเป็นการยกระดับทักษะ (Upskilling) แรงงานไทย 5 ล้านคนพร้อมกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ งานสร้างสรรค์ และงานเอกสารในพริบตา ทำให้แรงงานไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลสูงขึ้น

ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง: ปัญหาคือระบบการศึกษาและโครงสร้างการทำงานของไทยพร้อมจะรองรับ "แรงงานที่ใช้ AI เป็น" หรือยัง? หากภาคธุรกิจไทยยังไม่ปรับตัวเป็น Digital-First หรือยังทำงานแบบดั้งเดิม แรงงานที่มีทักษะเหล่านี้ก็อาจจะไม่ได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ หรือเกิดภาวะสมองไหล (Brain Drain) ในที่สุด

2. อธิปไตยทางเทคโนโลยี vs. การพึ่งพาต่างชาติ (Technological Sovereignty)

นี่คือประเด็นทางนโยบายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักที่สุด การอัดฉีดงบประมาณ 1,600 ล้านบาทในเฟสแรก และอาจจะมากกว่านั้นในเฟสต่อ ๆ ไป ส่งผลต่อโครงสร้างเทคโนโลยีในประเทศ 2 ด้านที่สวนทางกัน:

การสร้างพฤติกรรมเสพติดเทคโนโลยีต่างชาติ (Lock-in Effect): เงินภาษีจำนวนมหาศาลไหลออกไปสู่ Big Tech ของสหรัฐฯ หรือจีน การแจกสิทธิ์ใช้งานฟรี 1 ปี เท่ากับรัฐบาลกำลังทำหน้าที่ "ทำการตลาดและสร้างฐานผู้ใช้" ให้กับโมเดลต่างชาติ เมื่อครบกำหนด 1 ปี ประชาชนจะเกิดความเคยชิน และหากรัฐบาลไม่มีงบต่อ แรงงานและธุรกิจไทยก็ต้องจำใจจ่ายเงินเองเพื่อใช้งานต่อ เท่ากับเราต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของต่างชาติอย่างสมบูรณ์

การแช่แข็ง Local Ecosystem: นักพัฒนาซอฟต์แวร์และนักวิจัย AI ในไทย รวมถึงโครงการพัฒนาภาษาไทย (Thai LLM) เช่น Sea-LLM หรือโมเดลของสถาบันต่าง ๆ อาจสูญเสียโอกาสในการเติบโต เพราะงบประมาณรัฐแทนที่จะนำมาอุดหนุนและพัฒนาขีดความสามารถของคนในประเทศ กลับถูกนำไปซื้อลิขสิทธิ์ของต่างประเทศแทน

3. ความมั่นคงของข้อมูลในระดับชาติ (National Data Security & Governance)

เมื่อรัฐบาลสร้างแพลตฟอร์มกลาง (Middleman) เพื่อทำหน้าที่กระจายสิทธิ์และส่งต่อข้อมูล (Prompt) ไปยัง AI ของค่ายต่าง ๆ มันสร้างโครงสร้างความเสี่ยงใหม่ขึ้นมาทันที:

คอขวดของข้อมูลและความเป็นส่วนตัว: ข้อมูลการทำงาน ความคิดสร้างสรรค์ โค้ดโปรแกรมมิ่ง หรือแม้กระทั่งข้อมูลความลับทางการค้าและราชการของคน 5 ล้านคน จะวิ่งผ่านแพลตฟอร์มนี้ รัฐบาลมีมาตรการอย่างไรในการป้องกันไม่ให้ข้อมูลเหล่านี้รั่วไหล? และที่สำคัญ จะมั่นใจได้อย่างไรว่าข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกนำไปใช้สอดส่อง

พฤติกรรมประชาชน (Surveillance)?

ข้อตกลงการใช้ข้อมูล (Data Sharing Agreements): ภายใต้โครงการนี้ รัฐบาลไทยได้ทำข้อตกลงกับ Big Tech อย่างไรบ้าง? ข้อมูลที่คนไทยพิมพ์ลงไปจะถูกนำไปใช้ "เทรนโมเดล" ของบริษัทเหล่านั้นต่อหรือไม่ ซึ่งถ้าใช่ เท่ากับเรากำลังส่งวัตถุดิบ (Data) ไปให้ต่างชาติฟรี ๆ โดยที่เราไม่ได้ผลประโยชน์ระยะยาว

4. ประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณรัฐ (Fiscal Efficiency)

ในเชิงนโยบายสาธารณะ มีคำถามสำคัญว่า "นี่คือวิธีจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพที่สุดจริงหรือ?"

การแจกสิทธิ์แบบปูพรม (Universal/Mass Distribution) มักเจอปัญหาเรื่อง Wastage (ความสูญเปล่า) แม้จะมีระบบยึดสิทธิ์คืนหากไม่มีการใช้งาน แต่ต้นทุนในการบริหารจัดการแพลตฟอร์มกลางและการตรวจสอบก็สูงมาก


ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเสนอว่า หากเปลี่ยนงบ 1,600 ล้านบาท ไปเป็น "ทุนอุดหนุนโครงสร้างพื้นฐาน" (Infrastructure Subsidy) เช่น การสร้าง Data Center การซื้อระบบประมวลผล (GPU/Compute Power) ให้มหาวิทยาลัยและสตาร์ทอัปไทยเช่าใช้ในราคาถูก หรือการให้ทุนวิจัย AI เพื่อสร้างทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง อาจจะสร้างผลกระทบเชิงโครงสร้างในระยะยาว (Long-term Multiplier Effect) ที่ยั่งยืนกว่าการซื้อสิทธิ์แบบปีต่อปี

บทสรุปในเชิงนโยบาย

TH-AI Passport ถือเป็นนโยบายแบบ "Fast-Track" ที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้น (Quick Win) เพื่อผลักดันให้ประเทศก้าวทันกระแส AI โกลบอล แต่อาจขาดการมองภาพรวมในเชิงยั่งยืน (Sustainability)

มันสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลเลือกที่จะเป็น "ผู้บริโภคที่ชาญฉลาด" (Smart Consumer) มากกว่าการเป็น "ผู้สร้างเทคโนโลยี" (Technology Creator) ซึ่งในอนาคต หากระเบียบโลกและภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เปลี่ยนแปลง การพึ่งพาเทคโนโลยีหลักจากต่างประเทศทั้งหมดเช่นนี้ อาจกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ย้อนกลับมาแก้ได้ยาก




โปรเจค TH-AI Passport หวานหมู Big Tech! โปรเจค TH-AI Passport กำลังเอาเงินภาษี 1.6 พันล้านบาท ไปประเคนให้ Google, Microsoft และ OpenAI ทำไมเหรอคะ


Pornthip Kongchun
18 hours ago
·
โปรเจค TH-AI Passport
หวานหมู Big Tech!

โปรเจค TH-AI Passport กำลังเอาเงินภาษี 1.6 พันล้านบาท ไปประเคนให้ Google, Microsoft และ OpenAI

ทำไมเหรอคะ 

เพราะเรากำลังเอา Users คนไทย 5 ล้านคน
ไปมอบให้แพลตฟอร์มต่างชาติฟรีๆ แถมตังค์ให้อีก

เอาจริงๆ นะ แค่เอา Users ไปให้ เค้าก็ไม่เอาเงินแล้ว!
เพราะเค้าอยากให้ Users เหล่านี้จะมาเป็นทาสของ platform เค้าในอนาคต หมดโปร 1 ปีแล้ว ก็ต้องควักกระเป๋ามาซื้อเองอยู่ดี เค้าคำนวณมาแล้ว

พูดแบบนี้ได้ เพราะเป็นวงใน เคยทำงานให้ 2 ใน 3 บริษัทเหล่านี้ค่ะ

รัฐบาลมาเอาคนไทย (Users) มาประเคนและให้เงินด้วยแบบนี้ “หวานหมู” เลยซิคะ!

โปรเจค TH-AI Passport ช่วยประเทศอย่างไร
รัฐบาลบอกว่าอยากขยายอัตราการเข้าถึง AI (AI Diffusion) ที่ตอนนี้มี 10.7% อยากยกระดับไปที่ 23% มากกว่าเพื่อนบ้าน ไม่ตกขบวนเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก

เอาจริงๆ คิดว่าหลงทางกันอยู่ค่ะ

เพราะ AI Diffusion มันแค่จุดเริ่มต้นค่ะ
เราวัดแค่คนไทยใช้งาน AI กันเยอะและแพร่หลายแค่ไหน ไม่ได้

แต่เราต้องไปดูเป้าหมายสูงสุด
ที่เราต้องการคือ Actual AI adoption rate หรือนำไปใช้จริง เป็นเท่าไหร่
และเราใช้ AI ขับเคลื่อนศรษฐกิจของประเทศ (GDP)ได้ขนาดไหน

อยากให้กระทรวง DE แชร์ KPI ด้านนี้ด้วยค่ะ

โปรเจค TH-AI Passport ช่วยคนไทยอย่างไร

กระทรวง DE บอกว่า...
อัปสกิลนำไปสู่การสร้างรายได้ (Learn to Earn)
ต้องการให้คนไทยใช้ AI เป็นจริงๆ
นำไปต่อยอดอาชีพและสร้างรายได้

How? อย่างไรนะคะ

เพราะคนที่สอนคือ Google, Microsoft และ OpenAI
เป็นคนออกแบบหลักสูตร "Up Skill"

Up Skill ในอาชีพ
หรือ Up Skill บน Platform เพื่อ Up-Sell?

สิ่งที่กังวลที่สุดคือ
สุดท้ายเราจะได้คนใช้งานในแบบ User Loser
คือใช้แค่ถาม-ตอบ เหมือนใช้ Google
และวันที่คนไทยจะเข้ามาใช้ AI เยอะสุดคือ
วันที่ 1 และ 16 ของเดือน!


เมื่อไหร่บริษัท Tech ไทยจะอยู่ในสายตาเธอสักที

คนไทยที่พัฒนาสร้างระบบด้วย AI platform เจ๋งๆ มีเยอะค่ะ
มาช่วยสนับสนุน AI สายเลือดไทย กันดีกว่าไหม

ที่ผ่านมามีแต่แรง PR ว่าจะช่วย
ให้คนไทยได้สร้างนวัตกรรม ก้าวไปสู่ระดับโลก
เอาจริงนะ ตอนนี้ startup ไทย
มาถึงจุดที่ต้องเอาตัวรอดกันไปวันๆ แล้ว

ถ้าจะ Learn to Earn อย่างยั่งยืน
อยากให้เจียดเงินมาอุดหนุนและสนับสนุน
ให้คนไทยได้ใช้เครื่องมือ AI ที่พัฒนาโดยคนไทยด้วย

ขอนำเสนอท่านรัฐมนตรี คุณไชยชนก ชิดชอบ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

สร้างทักษะงานระดับสูงและเกิดการจ้างงานได้จริง
เงินหลักพันล้านนำไปจ้าง Data Scientist, AI Engineer ชาวไทยได้เป็นพันคน เด็กรุ่นใหม่จะมีพื้นที่ให้ปล่อยของ สร้างเทคโนโลยี AI ที่ส่งต่อให้ SME และ Users คนไทยต่อไป

มีโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ
Startup ไทยสามารถนำเงินทุนนี้ไปลงทุนซื้อการ์ดจอ (GPU) หรือเช่า Data Center ในไทย เกิดการขยายตัวของธุรกิจฮาร์ดแวร์และคลาวด์ภายในประเทศตามมาเป็นโดมิโน่

เงินหมุนเวียนในประเทศ:
* เงินทุกบาทที่จ่ายให้ Startup ไทย จะถูกหักภาษีต่างๆ กลับคืนไปพัฒนาประเทศต่อ
* SME และ Users ซื้อและใช้งานโปรแกรมของคนไทย สร้างยอดขาย ธุรกิจเติบโต เศรษฐกิจไทยไปต่อ
* ต่างจากการจ่ายให้ Big Tech ต่างชาติที่เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศแทบจะ 100%

ต่อยอดนวัตกรรมของไทย
เมื่อ Startup ไทยได้งานสเกลระดับ 5 ล้านคน ทั้ง Data และ Use cases มหาศาลนี้ จะเทรน AI ให้เก่งขึ้น ต่อยอดไปขายในระดับภูมิภาค หรือฝันเฟื่องหน่อยก็ไปถึง Global เลย

============

การซื้อของต่างชาติมาแจก
อาจทำให้เราได้ใช้ของดีแบบ "สำเร็จรูป"

แต่การสนับสนุน AI ของคนไทย
คือการสร้าง “Digital Economy” อย่างแท้จริง

ที่จะทำให้ประเทศยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง
ไม่ต้องเป็นทาสเทคโนโลยีต่างชาติอย่างทุกวันนี้

============

เสนอโดย พรทิพย์ กองชุน
อดีตพนักงาน Microsoft และ Google
ปัจจุบัน Startup ไทย - Jitta (AI for Investment)

หมายเหตุ 1. หวังว่าท่านจะจำได้ ได้พบท่านต้นเดือนพฤษภาคม ในงาน เดลินิวส์ ทอล์ก 2026 “AICONOMIC DISRUPTION: เมื่อ AI กำหนดอนาคตเศรษฐกิจ” ค่ะ

หมายเหตุ 2. ตั้งใจใช้ภาพประกอบ gen จาก Gemini 3.1 Pro (แบบเสียเงิน) ที่มีจุดผิดพลาดหลายจุด โดยเฉพาะภาษาไทย เพราะอยากให้เห็นว่า AI ฝรั่งก็ไม่ได้เทพ

หมายเหตุ 3. คำว่า "หวานหมู" ได้มาจาก ChatGPT Plus (แบบเสียเงิน) หลังจากถามความเห็นเกี่ยวกับโปรเจค TH-AI Passport

https://www.facebook.com/photo?fbid=10167135112837119&set=a.57999857118




กูรูติง TH-AI Passport ประเคนเงินภาษี 1.6 พันล้านให้ต่างชาติ มองโฟกัสผิดจุด แนะหนุนเอไอสายเลือดไทย


กูรูติง TH-AI Passport ประเคนเงินภาษี 1.6 พันล้านให้ต่างชาติ มองโฟกัสผิดจุด แนะหนุนเอไอสายเลือดไทย

เรื่องเล่าเช้านี้

May 29, 2026 

“ธีระชาติ อดีต อนุไอที” สุดงง! ดีอี ไร้รายละเอียด Token ใน TOR โครงการ TH-AI Passport เปรียบเหมืนการทำถนนบอกหมดว่าสเปกถนนต้องเกรดดีอย่างไร แต่ไม่ยอมบอกทำกี่กิโลเมตร ชี้ เป็นส่วนสำคัญ หวั่นถูกย้อมแมว / แปลกใจประกาศเฟส 2 งบ 900 ล้านมาแน่ เผย ควรรอดูก่อนเฟสแรกผ่านไปด้วยดีหรือไม่ - ด้าน “พรทิพย์ กองชุน” อดีตพนักงาน Microsoft และ Google ชี้ โครงการ TH-AI Passport เป็นการประเคนเงินภาษี 1.6 พันล้านให้ 3 บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลก ส่งไทยเป็นทาสต่างชาติ มองโฟกัสผิดจุด แนะสนับสนุนเอไอสายเลือดไทยหากอยากอัปสกิลนำไปสู่การสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ( Learn to Earn)

https://www.youtube.com/watch?v=uB4Eaxaz31U







https://x.com/MorningNewsTV3/status/2060628505990418476