วันอังคาร, มีนาคม 17, 2569

การเปลี่ยมโฉมอาคารสไตล์ Art Deco บนสองฝั่งถนนราชดำเนินกลางไปเป็น Neo Classical ก่อความหวาดหวั่นต่อชะตากรรมของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

สิ่งที่วิจารณ์กันในแวดวงผู้สนใจสถาปัตยกรรมเมื่อสองปีที่แล้ว ว่าจะมีการเปลี่ยมโฉมอาคารสไตล์ Art Deco บนสองฝั่งถนนราชดำเนินกลางไปจากเดิมทั้งถนน ปรากฏเป็นจริงอย่างชัดเจนแล้วในปี สีน้ำเงินนี้ หลังจากทะยอยทำในช่วงปีที่ผ่านมา

พร้อมไปกับการปิดบางส่วนเพื่อก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ก็มีการเปลี่ยนรูปพรรณของอาคารบางแห่ง โดยเฉพาะตึกธนาคารกรุงเทพฯ และมีรั้วสูงปิดหน้าอาคารตลอดแนวทั้งสองฝั่ง พร้อมกับการย้ายกองสลากฯ รวมทั้งผู้เช่าใช้ในทุกๆ อาคาร

@khajochi ผู้ใช้สื่อโซเชียล เอ็กซ์รายหนึ่งเขียนถึงโครงการ OKMD บนถนนราชดำเนิน งบประมาณ ๙๗๐ ล้านบาท ว่า “เรากำลังจะมีศูนย์การเรียนรู้ National Knowledge Center ขนาดใหญ่ถึง ๒๐,๐๐๐ ตร.ม....มีทั้งห้องสมุดขนาดใหญ่มาก,

สตูดิโอฝึกทำอาหาร, แล็บผ้าไทย, ศูนย์ Art & Craft” แล้ว @oonginlavender เอาไปต่อยอดว่า “ นอกเรื่องนิดนึง ตึกย่านนี้กำลัง  Facade Renovation ครั้งใหญ่ เปลี่ยนจาก Art Deco ให้กลายเป็น Thai Style Neo Classical

ก็สวยดี แต่อดคิดทุกครั้งไม่ได้เลยว่า นี่คือการทุบทำลายสถาปัตยกรรมยุคคณะราษฎร์ที่ท้ายๆ อย่างแนบเนียนรึเปล่า” ก็เลยหวนนึกไปถึงข้อถกเถียงเมื่อสองปีที่แล้ว ที่ว่าเจ้าของที่ต้องการลบภาพ คณะราษฎร ออกไปจากเกาะรัตนโกสินทร์

จะว่าอย่างนั้นก็คงไม่ใช่ ไม่จำเพาะในกรุงเทพฯ เพราะการลบล้างภาพจำของคณะราษฎร ผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี ๒๔๗๕ มันเกิดขึ้นเรื่อยมา “ทั่วประเทศ” ค่ายทหาร สะพาน หลายแห่งถูกเปลี่ยนชื่อไปจากผู้นำคณะราษฎร

การรื้อทิ้งโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย เพื่อเปิดให้เห็นโลหะปราสาทที่อยู่ข้างหลัง มีเสียงวิจารณ์อยู่บ้างแต่ไม่ปรากฏว่ามีใครกังขา แต่การอันตรธานหายไปของอนุสาวรีย์ปราบกบฏ (บวรเดช) ที่สี่แยกบางเขน นั่นสิสร้างความตลึงงันในหมู่ประชาชน

ที่ยังหวั่นๆ กันเรื่อยมาจนถึงเวลานี้ อยู่ที่ชะตากรรมของอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จะเป็นอย่างไรต่อไป

ก็นั่นละ ว่าไปทำไรมี กระทั่งประธานาธิบดีประเทศซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นต้นแบบประชาธิปไตยแห่งใหญ่ของโลก ก็ยังทำหักหาญ เปลี่ยนชื่ออาคารที่ตั้งโรงละครโด่งดังของอเมริกา เอาชื่อตัวเองใส่นำหน้า Kennedy Center ซะงั้น

แล้วยัง ตกแต่งภายในทำเนียบขาวเสียใหม่เป็นสไตล์หลุยส์ จัดสวนใหม่รื้อทิ้งสวนกุหลาบที่แจ็คเกอรีน เค็นเนดี้ทำไว้ และรื้อปีกตะวันออกของอาคารทำเนียบ โดยไม่ไถ่ถามความเห็นใคร จนมีเสียงก่นนินทานัยว่าเขาทำตัวเป็น คิง

สุดจะพิเคราะห์ละว่า คนอเมริกันไม่ชอบการเอาแต่ใจตัวของผู้นำ ฤๅไม่ชอบการทำตัวเป็นคิงกันแน่

(https://x.com/oonginlavender/status/2033489516347195591) 

รวยเกินรวยไม่ไหวแล้วววรวยจนขนลุก 😱😱 คลิปแฉรวมตึกร้างทั่วประเทศที่สร้างขึ้นมาเพื่อแดกงบโดยเฉพาะ

https://www.facebook.com/reel/2467310513727924



โมเดลน้ำมันนอร์เวย์ นอร์เวย์ผลิตน้ำมันได้อันดับ13ของโลก และเก็บภาษีน้ำมันถึง 78% แต่ก็ยังสามารถดึงดูดบริษัทระดับโลกเข้าไปลงทุน แถมนอร์เวย์ยังถือหุ้นบริษัทเหล่านั้นแค่ 67% แต่ยังสามารถทำกำไรให้ชาติได้อย่างมหาศาล

https://www.facebook.com/reel/1454514576690467




ดัชนีเสรีภาพโลก! ไทยถูกลดชั้นเป็น “ประเทศไม่มีเสรีภาพ” จากเดิม “มีเสรีภาพบางส่วน” Freedom House จัดไทยให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศ กัมพูชา และ เมียนมา


Status Change
Thailand’s status declined from Partly Free to Not Free because the leading opposition party was dissolved by the Constitutional Court, and authorities repatriated activists, refugees, and asylum seekers to countries where they faced ill-treatment.

สังคมศึกษา ศน.เป้ 
4 hours ago
·
ช็อกดัชนีเสรีภาพโลก!
ไทยถูกลดชั้นเป็น “ประเทศไม่มีเสรีภาพ”
รายงานล่าสุดจาก Freedom House เปิดเผยว่า
ประเทศไทยถูก ลดระดับเสรีภาพทางการเมือง
จากเดิม
“มีเสรีภาพบางส่วน (Partly Free)”

“ไม่มีเสรีภาพ (Not Free)”
ไทยได้คะแนนเพียง 34 / 100 คะแนน
ลดลงจากปีก่อนที่ 36 คะแนน
ผลคือประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศที่มีข้อจำกัดด้านเสรีภาพ เช่น
- Cambodia
- Myanmar
รายงานนี้ประเมินจากหลายปัจจัย เช่น
• เสรีภาพสื่อ
• สิทธิทางการเมือง
• เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
• ความเป็นอิสระของระบบยุติธรรม
หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า
เหตุใดประเทศไทยจึงถูกลดระดับลงอีกครั้ง?
ขณะที่บางคนมองว่า
ดัชนีขององค์กรต่างประเทศ
อาจสะท้อนมุมมองทางการเมืองบางด้านเท่านั้น
แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ
วันนี้ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “Not Free” บนเวทีโลก
คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้?
ประเทศไทยควรถูกจัดอยู่ระดับนี้จริงหรือไม่

https://www.facebook.com/krupaeronnajuk/posts/1420052686823638



พรุ่งนี้ (17 มี.ค. 2569) "ฟ้า" พรหมศร วีระธรรมจารี, "แอมป์" ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา และอานนท์ นำภา จะถูกเบิกตัวจากเรือนจำมาที่ศาลอาญา เพื่อเข้าร่วมในนัดสืบพยานคดี #มาตรา112 จากเหตุชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปscb หน้าธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 ขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจเข้าร่วมฟังการพิจารณา


ไข่แมวชีส
17 hours ago
·
พรุ่งนี้ (17 มี.ค. 2569) "ฟ้า" พรหมศร วีระธรรมจารี, "แอมป์" ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา และอานนท์ นำภา จะถูกเบิกตัวจากเรือนจำมาที่ศาลอาญา เพื่อเข้าร่วมในนัดสืบพยานคดี #มาตรา112 จากเหตุชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปscb หน้าธนาคารไทยพาณิชย์สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563

ขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจเข้าร่วมฟังการพิจารณา

อ่านฐานข้อมูลคดีนี้ : database.tlhr2014.com/public/case/18

ข้อมูลศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

https://www.facebook.com/photo?fbid=1242895944658625&set=a.416239387324289




God's Chosen people แต่ทำตัวเหมือน Satanic สังคมโลกเลยเริ่มรับรู้ว่าอิสราเอลคิดอย่างไรและทำอย่างไรเพื่อขยายอาณาเขตไปสู่ Greater Israel ทั้งๆ ที่เคยมีแต้มต่อ ในวันนี้คะแนนติดลบไปหลายขุม


The Jamia Times
19 hours ago
·
American journalist Ana Kasparian strongly criticised Israel’s actions during a recent commentary, saying the country is facing widespread international backlash.

In remarks shared on social media, Kasparian said many people around the world were “disgusted” by Israel’s conduct and accused the country of acting in ways she described as “satanic”.

The comments have circulated widely online amid continuing global debate over Israel’s policies and the war in Gaza.







https://x.com/newsandcountry/status/2033428750642417876
.....

Saranarat Oy Kanjanavanit
10 hours ago
·
ตอนเรียนปอตรีปี 1 ที่มหาลัยลอนดอนในยุค 80 essay แรกที่อาจารย์ให้เขียนคือ “เห็นด้วยหรือไม่ว่าการศึกษาโบราณคดีควรรับใช้วาระของรัฐชาติในปัจจุบัน จงอภิปราย“
ในคลาสมีชาวอิสราเอล เขาตอบว่าเห็นด้วย ตามด้วย propaganda อิสราเอล บลาๆๆ เป็นอะไรที่เบิกเนตรมาก
พอดีมีรุ่นพี่ปี 2 เป็นชาวซีเรีย แถมทำงานเป็น paramedic รู้เรื่องเข้าก็เกิดเหตุปะทะคารมรุนแรงใน canteen โรงเรียน
เราจึงเริ่มรับรู้ปัญหาความขัดแย้ง ถึงช่วงปอเอกย้ายไปเรียนที่ SOAS ยิ่งได้รับข้อมูลมากขึ้น
แต่ในสังคมโลกกว้าง ผู้คนเห็นใจอิสราเอลพ่วงมาจากสิ่งที่ชาวยิวประสบในสงครามโลกครั้งที่ 2
จนกระทั่งไม่กี่ปีมานี้ สังคมโลกเริ่มรับรู้ว่าอิสราเอลคิดอย่างไรและทำอย่างไรเพื่อขยายอาณาเขตไปสู่ Greater Israel
ทั้งๆ ที่เคยมีแต้มต่อ ในวันนี้คะแนนติดลบไปหลายขุม
ทั้งหมดนี้มาจากพฤติกรรมของทั้งรัฐบาลและชาวอิสราเอลจำนวนมากที่สะสมเป็น pattern ให้เกิดการเหมารวม
เราจึงรู้สึก grateful กับชาวยิวในประเทศใดก็ตาม ที่ออกมาคัดค้านการกระทำของอิสราเอล

https://www.facebook.com/oy.kanjanavanit/posts/10165387670467214






 

เรื่องราวการเดินทางของ Digital vs. กระดาษ ประชาชนผู้ล่ารายชื่อเสนอแก้ รธน. เผย รัฐสภาตีกลับ 8 หมื่นรายชื่อไฟล์ดิจิทัล ก่อนขอให้ส่งมาเป็นกระดาษร่วม 2 หมื่นแผ่น (ปริ้นต์ใส่กระดาษเพื่อให้เจ้าหน้าที่เอาไปคีย์ข้อมูลอีกรอบ ?)


Mickey Yutthana Srisavat
12 hours ago
·
Digital vs. กระดาษ

มีคนถามผมเยอะมากว่า หลังจากที่แคมเปญเข้าชื่อแก้รัฐธรรมนูญรายมาตราเพื่อทวงคืนสิทธิ์ประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ ได้รายชื่อครบตามเป้าแล้ว ขั้นตอนต่อไปคืออะไร

คำตอบคือ ผมต้องนำรายชื่อไปส่งที่รัฐสภา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรายชื่อก่อนนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภา

จำนวนที่เราได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ 50,000 ชื่อ แต่ได้มาประมาณ 80,000 ชื่อ

ทั้งหมดเกิดขึ้นผ่านระบบดิจิทัล ตามกระบวนการที่ พ.ร.บ.เข้าชื่อเสนอกฎหมายอนุญาตให้ทำได้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และเพื่อลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น

พูดง่ายๆ คือ ประชาชนสามารถเข้าชื่อได้จากที่ไหนก็ได้ด้วยมือถือเครื่องเดียว ซึ่งผมเชื่อว่าการที่กฎหมายเปิดช่องทางนี้ที่ทำให้เรารวบรวมรายชื่อได้เร็วกว่าที่คาดไว้มาก



หลังจากได้รายชื่อครบแล้ว ผมจึงติดต่อไปที่รัฐสภา

“ผมได้รายชื่อครบแล้วครับ จะให้ผมส่งไฟล์รายชื่อให้ช่องทางไหนดีครับ?
ส่งผ่าน Google Drive ได้ไหม?
หรือจะให้ผมเซฟใส่ USB drive ดี?
หรือถ้าจำเป็นจริงๆ ผม write CD ให้ก็ได้นะครับ"

คำตอบที่ได้รับคือ เนื่องจากแคมเปญนี้ไม่ได้ดำเนินการเข้าชื่อผ่านเว็บไซต์ของทางรัฐสภา จึงไม่สามารถรับไฟล์ดิจิทัลได้ ต้องส่งในรูปแบบ "กระดาษเท่านั้น"



ผมลองไปถามร้าน print แถวบ้าน เขาคิดค่าปริ้นแผ่นละ 1 บาท

ตอนนี้เรามี 80,000 รายชื่อ แปลว่าผมกำลังจะเจอค่า print 80,000 บาท...



ค่าใช้จ่ายยังไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ผมช็อคที่สุด เพราะสิ่งที่ผมช็อคกว่าคือ เราต้อง print กระดาษ 80,000 แผ่น เพื่อการใช้งานเพียงครั้งเดียว

กระดาษ 1 รีม = 500 แผ่น
80,000 แผ่น = 160 รีม!

และหลังจากนั้นกระดาษเหล่านี้จะเอาไปใช้งานเป็นกระดาษ resue ก็ไม่ได้ เพราะมีข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนอยู่ในนั้น

ผมเลยลองเจรจาว่า เราพอจะมีวิธีประหยัดกระดาษกว่านี้ได้มั้ย?

ผมเสนอว่าพิมพ์หน้า–หลังได้ไหม คำตอบคือไม่แนะนำ เพราะตอนเจ้าหน้าที่คีย์ข้อมูลอาจเผลอเช็กแค่ด้านเดียว

ผมเลยลองตื๊อต่อรองอีกรอบ

ถ้างั้น หน้านึงมีซัก 4 ฟอร์มได้มั้ย?

คำตอบคือ ถ้าตัวหนังสือออกคมชัดก็โอเค

สุดท้ายเราจึงลดจำนวนกระดาษจาก 80,000 แผ่น เหลือประมาณ 20,000 แผ่น ประหยัดไปได้ 4 เท่า ค่อยยังชั่ว



แต่ผมก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า เราสามารถรวบรวมรายชื่อของประชาชนผ่านระบบดิจิทัลได้

แต่เมื่อจะส่งรายชื่อเหล่านั้นให้รัฐตรวจสอบ เรายังต้องใช้กระดาษ 20,000 แผ่นอยู่ดี

เราอยู่ในยุคที่ทุกองค์กรพูดถึง Digital Transformation, ESG และความยั่งยืน พร้อมกับการได้เห็นการใช้กระดาษปริมาณมหาศาลกับกระบวนการเข้าชื่อเสนอกฎหมายภาคประชาชนไปพร้อมๆ กัน

เรารวบรวมรายชื่อกันได้แบบดิจิทัล แต่สุดท้ายประเทศนี้ยังต้องใช้กระดาษเพื่อพิสูจน์ว่ามันมีอยู่จริง ถ้าตรวจ ESG จริงๆ รัฐสภาคงสอบตกอ่ะ



อยากบันทึกเรื่องนี้ไว้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งนี้

เราเพิ่งได้ประธานรัฐสภาคนใหม่ ผมตั้งใจว่าจะดำเนินการส่งมอบรายชื่อทั้งหมดให้เรียบร้อยภายในเดือนนี้เลย

เราเหลืออีกแค่ไม่กี่ขั้นตอน รายชื่อของประชาชน 80,000 คนก็จะไปถึงรัฐสภาแล้ว จะไม่ทำให้ความตั้งใจของทุกคนสูญเปล่าแน่นอนครับ

งัดกันอีกซักตั้ง ไม่เสร็จ ไม่เลิก
#อาจารย์มิกเป็นคนซีเรียส

ปล. ถ้าท่านใดมีร้าน print แนะนำในราคาประหยัดกว่านี้ แนะนำมาได้เลยนะครับ อยากได้ลายแทงมากๆ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10241615677111756&set=a.1667671134646
.....

Nat Phattananugoon
เราให้ลงชื่อใหม่ ผ่าน web ของรัฐสภาได้มั้ย น่าจะง่ายกว่า และเหตุผลในการถ่วงเวลาน่าจะน้อยกว่า
เดี๋ยวก็จะบอกว่า รายชื่อกว่า 8 หมื่นรายชื่อ ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ และ คีย์เข้าระบบใหม่ ต้องใช้เวลาอยางน้อย 3 ชั่วโคตร อะไรแบบนี้



คุยเรื่องหนัง One Battle After Another (2025) ความยาว 170 นาที หรือแปลเป็นไทยว่า “การปฎิวัติจงเจริญ” มีนัยเกี่ยวข้องกับการ “ปฏิวัติคิวบา” หนังเรื่องนี้เรียกว่าเป็นหนังจิกกัดฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ก็ไม่เชิงนัก


Kanat Naktanomsub
14 hours ago
·
Viva la revolución!

หนัง One Battle After Another (2025) ความยาว 170 นาที มีคนพูดถึงกันไปมากพอสมควร ส่วนตัวมีประเด็นที่อยากชวนคุยอยู่บ้าง โดยเฉพาะประโยคภาษาสเปน ที่ขึ้นต้นไว้ Viva la revolución! คือประโยคที่ตัวละคร บ๊อบ (เลโอนาร์โด ดิคาร์ปริโอ) ตะโกนเสียงดัง พร้อมกับชูกำปั้นด้วยมือขวา ก่อนจะจากลาจาก “เซ็นเซ” (เดล โตโร) ที่เพิ่งมอบปืนไรเฟิลคู่ใจให้กับเขา ในขณะที่ ”เซ็นเซ“ ก็ยกกำปั้นขวาตอบ ก่อนจะลงบันไดไป

Viva la revolución! หรือแปลเป็นไทยว่า “การปฎิวัติจงเจริญ” มีนัยเกี่ยวข้องกับการ “ปฏิวัติคิวบา” (Revolución cubana) โดยตรง และในเรื่องหากใครจำตอนเริ่มเรื่องได้ หลังจากเข้ายึดค่ายกักกันสำเร็จพาผู้อพยพขึ้นรถบรรทุก คุณบ๊อบ (ตอนต้นเรื่องยังชื่อแพท) พระเอกของเราหลังจากไปจุดระเบิดสำเร็จตามแผนก็คึกจัด โยนระเบิดแก๊สใส่กลุ่มตำรวจที่ถูดมัดมืออยู่พร้อมๆกับตระโกนโจมตี “จักรวรรดิ” (ซึ่งหมายถึงจักรวรรดินิยมแบบอเมริกัน) ก็ทำให้นึกถึงการต่อต้าน American imperialism ในกระบวนการต่อสู้ของนักปฏิวัติในคิวบาเช่นกัน

หนังเรื่องนี้เรียกว่าเป็นหนังจิกกัดฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ก็ไม่เชิงนัก สำหรับผมผู้กำกับ Thomas Anderson ดูจะเลือกข้างฝ่ายซ้ายอย่างชัดเจน เพียงแต่ความโดดเด่นของหนังเรื่องนี้คือการถ่ายทอดการต่อสู้ของฝ่ายซ้ายอย่างมีชีวิตชีวาต่างหาก ทำให้เห็นว่านักปฏิวัติแม้ปากจะพร่ำพูดเรื่องการต่อสู้ แต่ในชีวิตของนักต่อสู้นักต่อต้านเหล่านั้นยังมีแง่มุมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นรสนิยมทางเพศ ลูก เพื่อน ครอบครัว วัย ที่พร้อมจะทำให้นักต่อต้านอาจจะต้องทรยศต่อเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เมื่อเจอพลังของอำนาจรัฐ ที่มาพร้อมกับปากกระบอกปืน และพร้อมจะทำให้ “หายไปในทะเลทราย หรือแม้กระทั่งจมอยู่ใต้แม่น้ำสักแห่งพร้อมแท่งปูนในท้อง” โดยไม่ลังเล ยิ่งเมื่ออำนาจรัฐถูกคนแอบอ้าง (โดยพวกฝ่ายขวาจัด) นำไปเป็นข้ออ้างในนามความมั่นคงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวด้วยแล้ว ก็ยิ่งอันตราย เพราะใช้อำนาจทั้งในกฏหมายและนอกกฏหมายทำสิ่งที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ตน

ตัวละครที่ผมชอบที่สุดในเรื่องคือ บ๊อบ นักต่อต้านฝ่ายซ้ายอกหัก ที่ต้องหลบซ่อนตัวเลี้ยงลูกสาว ภาวะอกหักจากการต่อสู้สะท้อนออกมาจากที่เขาบอกว่าใช้เวลากว่า 30 ปี ในการเสพยาและเหล้า ในขณะเดียวกันเขาก็ยังไม่ลืมภารกิจและอุดมการณ์การปฏิวัติแบบฝ่ายซ้ายที่เชื่อในอิสระภาพ ดังในฉากที่ลูกสาวเดินมาบ่นเขา เรื่องเมาแล้วขับกลับบ้านตอนตี 3 ด้วยคำพูดที่ค่อนข้างรุนแรง บ๊อบของเราพูดว่า “พูดกับพ่อแบบนี้….” (แล้วเขาก็เงียบไป) และพูดต่อว่า “ดีแล้วที่ลูกพูดตรงๆ” คือในเบื้องต้นหากเขาจะใช้อำนาจความเป็นพ่อ ในการดุลูกสาว แต่แล้วสำนึกของนักปฏิวัติในใจก็ห้ามเขาไว้ และสะท้อนในฉากต่อมาที่แม้ไม่อยากให้ออกไปกับเพื่อนๆ (มีหนุ่มๆ อยู่ด้วย) เขาก็เดินไปขู่พ่อหนุ่มที่มาเคาะประตูแทน คือภาวะความสับสนของพ่อเลี้ยงเดี่ยว ที่อยากจะใช้อำนาจดิบๆ ในนามของการหวงลูกสาว แต่อุดมการณ์ฝ่ายซ้ายในใจก็แขกกะโหลกเขาไว้ทุกครั้ง ซึ่งนี่คือแง่มุมที่ เลโอนาร์โด แสดงได้อย่างน่าเหลือเชื่อ บ๊อบรักลูกสาวตามแบบที่พ่อทั่วไปเป็นในขณะเดียวกันเขาก็รักการปฏิวัติไปพร้อมๆ กัน

หากจะมีใครแย่งซีนพระเอกของเราจริงๆ ได้ แน่นอนเขาคนนั้นคือ Lockjaw (ณอน แพนน์) ชายผิวขาวตัวแทนของกลุ่มขวาจัด ที่ภาพลักษณ์ภายนอก ดูเป็นคนขาวฝ่ายขวาในอุดมคติทุกประการ ยกเว้นการชอบสาวผิวสี ที่ในที่สุดรสนิยมนี้ก็ฆ่าเขาในตอนท้าย การแสดงของ แพนน์ นั้นเรียกว่า ทั้งสีหน้า แววตา สำเนียงการพูด ท่าเดิน เขากลายเป็นตัวละคร Lockjaw ไปจริงๆ การไม่แยแสลูกตัวเองและพร้อมจะกำจัดทิ้ง (แต่ก็ไม่กล้าลงมือเอง) ความคิดเรื่องการห้ามชายผิวขาวมีสัมพันธ์ทางเพศกับ “คนอื่น” ย้อนไปได้ถึงช่วง ค.ศ.1830 เป็นอย่างน้อย ที่มีคำเตือนให้ชายชาวอังกฤษที่ไปยังดินแดนอาณานิคม ห้ามมีเพศสัมพันธ์กับหญิงพื้นเมืองเป็นอันขาด โดยแก้ปัญหาให้ผู้ชายชั้นสูงพาภรรยาและลูกไปยังดินแดนอาณานิคมด้วย

ตัวละครที่มีเวลาอยู่ในหนังไม่นานนัก แต่สร้างปมให้ทั้งเรื่อง คือแม่สาว Perfidia Beverly Hills (เทยานา เทย์เลอร์) เธอเป็นนักปฏิวัติสาวพราวสเน่ห์ แบบตะโกนมาตั้งแต่เริ่มเรื่อง บทพูดของเธอ โดยเฉพาะตอนหลังคลอดลูกสาวออกมา หากใช้มาตราฐานจริยธรรมความเป็นแม่แบบปรกติ เธอคงเป็นแม่ที่แย่ และความเป็นแม่นั้นเอง ก็ฉุดรั้งการออกไปทำภารกิจของนักปฏิวัติ เหมือนที่เธอพูดกับบ๊อบที่อุ้มลูกสาวอยู่ว่า “นี่คือการตื่นรู้ครั้งใหม่ เธอไม่ใช่เครื่องผลิตน้ำนม” ก่อนที่เธอจะโดนจับในการปล้นธนาคาร และทรยศเพื่อนนักต่อต้าน ด้วยการบอกชื่อ ที่อยู่ จนสมาชิก French 75 หลายคนถูกจับถูกฆ่า สาวนักปฏิวัติแกนนำทรยศเพื่อนร่วมอุดมการณ์เพื่อแลกกับการไม่ต้องติดคุก 30-40 ปี (จากข้อหาฆาตกรรมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของธนาคาร) โดยการล่อลวงกึ่งบังคับของ Lockjaw ผู้ที่ใช้เส้นสายให้เธอไม่ต้องติดคุก และกึ่งกักขังไว้เป็นทาสสวาท (แต่บนเตียง Mr. Lockjaw รับบททาส) หนังสื่อให้เห็นว่า Perfidia Beverly Hills ของเรามีรสนิยมชอบหนุ่มผิวขาว และน่าจะมีแฟนตาซีชอบกิจกรรมทางเพศกับ Lockjaw พอสมควร ถ้าใครจำตอนเริ่มได้ อยู่ๆ เธอก็สั่งให้ Lockjaw ทำให้น้องชายผงาดแข็ง ด้วยการใช้ปืนบังคับ…แล้ววันนึงเธอก็ทิ้งทุกอย่างหนีไปดื้อๆ อีกครั้ง ความสับสนเปลี่ยนไปมาของตัวละครนี้ที่สร้างปมให้ทั้ง Bob และ Lockjaw คือแกนสำคัญของการดำเนินเรื่องที่เหลือเกือบทั้งหมด

Ps.หนังยังอยู่ในโรงภาพยนต์ มีโอกาสลองไปชมกันครับ ฉากไล่ล่าบนถนนนั้น เหมาะกับการดูในโรงอย่างยิ่ง รวมถึงความยาว 170 นาที การดูในโรงจะทำให้อินกับตัวละคร เนื้อเรื่องมากกว่ารอดูสตรีมมิ่งที่บ้านแน่นอนครับ

(Repost จากตอนที่ดูจบใหม่ ๆ)
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10165391860067269&set=a.478517477268





ช่องแคบจุดคอขวดน้ำมันโลก: ความเสี่ยงและการค้า



#Datafy | เส้นทางเดินเรือที่คับแคบ 8 แห่งทำหน้าที่ลำเลียงน้ำมันทางการค้าระหว่างประเทศทางทะเลคิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของปริมาณการค้าทั้งหมด แผนที่นี้แสดงจุดคอขวดด้านน้ำมันที่สำคัญของโลก ซึ่งรวมถึงช่องแคบฮอร์มุซ คลองสุเอซ และช่องแคบมะละกา พร้อมทั้งระบุสัดส่วนปริมาณการไหลเวียนของน้ำมันในแต่ละวันของเส้นทางเหล่านี้

รายงานที่คุณอ้างถึงได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเปราะบางที่สำคัญในระบบพลังงานโลก นั่นคือการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือทางทะเลเพียงไม่กี่เส้นทางซึ่งมีความคับแคบและเสี่ยงต่อการหยุดชะงักได้โดยง่าย จุดยุทธศาสตร์สำคัญเหล่านี้เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจโลก และการที่เส้นทางเหล่านี้กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่จำกัดได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และทางเศรษฐกิจในระดับสูง

จากข้อมูลในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ต่อไปนี้คือรายละเอียดของเส้นทางเดินเรืออัน vital เหล่านี้ พร้อมด้วยปริมาณน้ำมันที่ลำเลียงผ่านเส้นทางดังกล่าวในแต่ละวัน (หน่วยเป็นล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ mb/d)
จุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทะเลสำหรับการขนส่งน้ำมัน (ข้อมูลครึ่งแรกของปี 2025)

Strait of Hormuz 20.9 mb/d (million barrels per day)
The most critical oil chokepoint; it channels about one-fifth of global oil consumption.

Cape of Good Hope 9.1 mb/d (million barrels per day)
A vital alternative route that sees increased traffic when other channels (like Suez/Bab el-Mandeb) are risky or blocked.

Suez Canal & SUMED Pipeline 4.9 mb/d (million barrels per day)
Links the Red Sea to the Mediterranean; a primary corridor for oil moving between the Middle East and Europe.

Danish Straits 4.9 mb/d (million barrels per day)
Crucial for Russian and Caspian oil exports exiting the Baltic Sea.

Bab el-Mandeb 4.2 mb/d (million barrels per day)
Connects the Red Sea to the Gulf of Aden; a gateway to the Suez Canal often impacted by regional instability.

Turkish Straits 3.7 mb/d (million barrels per day)
Connects the Black Sea to the Mediterranean; critical for Caspian and Russian oil exports.

Panama Canal 2.3 mb/d (million barrels per day)
Connects the Pacific and Atlantic oceans; essential for regional refined product and LNG trade.






Update สถานะปัจจุบันของการตอบสนองจากประเทศสำคัญอื่นๆต่อ คำขอของทรัมป์ให้ช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ณ วันที่ 16 มีนาคม 2026 ยังไม่มีชาติใดประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะส่งเรือรบไปร่วม






https://x.com/KingKong9888/status/2033388751884620142
.....

ณ กลางเดือนมีนาคม 2026 การตอบสนองของนานาชาติต่อคำขอของประธานาธิบดีทรัมป์ในการจัดตั้งพันธมิตรทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซนั้น ส่วนใหญ่มีลักษณะลังเลและเลือกใช้มาตรการป้องกันหรือทางการทูตมากกว่าการแทรกแซงทางทหารโดยตรง

ต่อไปนี้คือสถานะปัจจุบันของการตอบสนองจากประเทศสำคัญอื่นๆ:

การตอบสนองของยุโรป

สหราชอาณาจักร: นายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ปฏิเสธคำเรียกร้องให้ส่งเรือรบ โดยระบุว่าสหราชอาณาจักรจะไม่ "ถูกดึงเข้าไปสู่สงครามที่กว้างขึ้น" อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เอ็ด มิลลิแบนด์ กล่าวว่าสหราชอาณาจักรกำลังพิจารณาส่งโดรนค้นหาทุ่นระเบิดและระบบไร้คนขับเพื่อช่วยเคลียร์เส้นทางน้ำโดยไม่ต้องเพิ่มกำลังทางเรือ

ฝรั่งเศส: กระทรวงกลาโหมฝรั่งเศสปฏิเสธการส่งเรืออย่างเด็ดขาด โดยคงท่าที "ป้องกันอย่างเดียว" ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ประธานาธิบดีมาครงกล่าวว่าภารกิจอาจเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ "ช่วงที่รุนแรงที่สุด" ของความขัดแย้งสิ้นสุดลงแล้ว

เยอรมนี: นายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมอร์ซ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บอริส ปิสโตริอุส ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า "นี่ไม่ใช่สงครามของเรา" เยอรมนีได้ปฏิเสธการมีส่วนร่วมทางทหารในช่องแคบอย่างชัดเจน

อิตาลีและสเปน: ทั้งสองประเทศปฏิเสธคำขอ อิตาลีเน้นย้ำว่า "การทูตต้องมีชัย" ขณะที่สเปนยืนยันว่า "ไม่แน่นอน" ที่จะพิจารณาการมีส่วนร่วมทางทหาร

กลุ่มประเทศบอลติกและสแกนดิเนเวีย: ประเทศต่างๆ เช่น เดนมาร์ก ลิทัวเนีย และเอสโตเนีย เปิดกว้างต่อแนวคิดนี้มากกว่า โดยแนะนำว่าพันธมิตรนาโตควรพิจารณาคำขออย่างน้อยเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับสหรัฐฯ แม้ว่าจะยังไม่มีการให้คำมั่นว่าจะส่งเรือเข้าร่วมก็ตาม

การตอบสนองจากเอเชียและอื่นๆ

จีน: ปักกิ่งหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงการแทรกแซงทางทหารใดๆ แต่มีรายงานว่ากำลังเจรจากับรัฐบาลอิหร่านเพื่อให้เรือบรรทุกน้ำมันที่เชื่อมโยงกับจีนสามารถผ่านได้อย่างปลอดภัย จีนเรียกร้องให้ยุติปฏิบัติการทางทหารโดยทันทีเพื่อฟื้นฟูสันติภาพ

อินเดีย: กระทรวงการต่างประเทศของอินเดียชี้แจงในวันนี้ว่า อินเดียไม่ได้เจรจาแบบทวิภาคีกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับการส่งเรือรบ แม้ว่าอินเดียจะติดตามสถานการณ์และสื่อสารกับเตหะรานเพื่อความปลอดภัยของเรือของตนเอง แต่ก็ให้ความสำคัญกับการลดความตึงเครียดและการเจรจาทางการทูตเป็นอันดับแรก

สหภาพยุโรป (ปฏิบัติการแอสพิเดส): มีการหารือในบรัสเซลส์เกี่ยวกับการขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ของภารกิจทะเลแดง (แอสพิเดส) ที่มีอยู่เดิมให้ครอบคลุมช่องแคบฮอร์มุซด้วย แต่ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์จากประเทศสมาชิก



สงครามกับอิหร่านได้เข้าสู่สัปดาห์ที่สามแล้ว และอิสราเอลระบุว่าสงครามจะยืดเยื้อออกไปอีกอย่างน้อยสามสัปดาห์ กลยุทธ์ของผู้นำชุดใหม่ของอิหร่านคืออะไร?





https://x.com/FareedZakaria/status/2033249517076635824


 

บทความความคิดเห็นจาก The Guardian "นี่คือข่าวจากอิหร่าน — โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังทำให้สหรัฐฯ พ่ายแพ้สงครามอีกครั้ง"


https://www.theguardian.com/commentisfree/2026/mar/15/us-iran-war-donald-trump-failure

พาดหัวข่าวนี้สะท้อนถึงการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อสถานการณ์ทางทหารและเศรษฐกิจในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการ Epic Fury ซึ่งเริ่มต้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 บทความจาก The Guardian โต้แย้งว่า แม้ฝ่ายบริหารจะอ้างว่าเป็นการรณรงค์ที่ "แม่นยำ" แต่ความเป็นจริงในพื้นที่และราคาน้ำมันบ่งชี้ถึงความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์

แก่นของการโต้แย้งเรื่อง "ความพ่ายแพ้" ในแวดวงนี้มุ่งเน้นไปที่สามประเด็นหลัก:

1. "กับดักฮอร์มุซ" และภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก
คำวิจารณ์หลักคือ ฝ่ายบริหารล้มเหลวในการรักษาความปลอดภัยช่องแคบฮอร์มุซก่อนที่จะเริ่มการโจมตี

2. วิกฤตพลังงาน: อิหร่านประสบความสำเร็จในการวางทุ่นระเบิดหรือปิดกั้นช่องแคบ ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น

3. ความขัดแย้งทางการทูต: ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกร้องให้มีการจัดตั้ง "พันธมิตรฮอร์มุซ" โดยเรียกร้องให้พันธมิตรส่งเรือรบของตนเองเพื่อเปิดเส้นทางน้ำอีกครั้ง จนถึงขณะนี้ พันธมิตรหลายประเทศยังลังเลใจ โดยมองว่าสงครามครั้งนี้เป็นวิกฤตที่วอชิงตันก่อขึ้นเอง

ต้นทุนทางเศรษฐกิจ: ในประเทศ การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงกำลังบั่นทอนคำมั่นสัญญาของรัฐบาลในการแก้ปัญหาวิกฤตค่าครองชีพ ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงทางการเมืองอย่างมากก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026

2. ความไม่สอดคล้องกันทางยุทธศาสตร์
นักวิจารณ์โต้แย้งว่าวัตถุประสงค์ของสงครามกำลังเปลี่ยนแปลงและขัดแย้งกัน:

การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองกับการปลดอาวุธ: ในขณะที่แถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ มุ่งเน้นไปที่การ "ทำลายล้าง" กองทัพเรือและโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ของอิหร่าน วาทกรรมของประธานาธิบดีกลับผันผวนระหว่างการเรียกร้อง "การยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข" และการแนะนำว่าเขากำลังโจมตีเป้าหมายเช่นเกาะคาร์ก "เพื่อความสนุก"

สุญญากาศทางอำนาจ: การลอบสังหารผู้นำสูงสุด อาลี คาเมเนอี ในช่วงเริ่มต้นของปฏิบัติการไม่ได้นำไปสู่การลุกฮือที่สนับสนุนตะวันตกอย่างที่บางคนหวังไว้ แต่กลับสร้างสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่วุ่นวาย ซึ่งนักวิจารณ์เกรงว่าจะกลายเป็น "สงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น" โดยไม่มีทางออกที่ชัดเจน

3. การตอบโต้แบบไม่สมมาตร
แม้ว่าเพนตากอนจะรายงานว่า 80% ของขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่านถูก "ทำลาย" ไปแล้ว แต่ภูมิภาคนี้ยังคงตกอยู่ภายใต้การโจมตี:

สงครามตัวแทน: อิหร่านได้เปิดใช้งาน "อำนาจตอบโต้ที่ได้รับมอบหมายล่วงหน้า" ซึ่งนำไปสู่การโจมตีที่ไม่ประสานงานกันแต่ร้ายแรงโดยกลุ่มตัวแทนในอิรัก เลบานอน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ความสูญเสียของสหรัฐฯ: เพนตากอนเพิ่งระบุว่ามีทหารสหรัฐฯ หลายนายเสียชีวิตในความขัดแย้ง ซึ่งเป็นความจริงที่บทความนำมาใช้เปรียบเทียบกับแนวคิด "สันติภาพผ่านความแข็งแกร่ง"

เปรียบเทียบมุมมองการเล่าเรื่อง

สถานะทางทหาร 

มุมมองฝ่ายบริหาร (ทำเนียบขาว/Fox)
กองทัพของอิหร่านถูก "ทำลายย่อยยับ" และกองทัพเรือถูก "กวาดล้างจนสิ้นซาก"

มุมมองฝ่ายวิพากษ์ (Guardian/Al Jazeera)
อิหร่านกำลังใช้ยุทธวิธีแบบอสมมาตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ และกำลังวางทุ่นระเบิดในช่องแคบ

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ

มุมมองฝ่ายบริหาร (ทำเนียบขาว/Fox)
ความเจ็บปวดในระยะสั้นที่จำเป็น เพื่อยุติภัยคุกคามที่ดำเนินมายาวนานถึง 47 ปี
 
มุมมองฝ่ายวิพากษ์ (Guardian/Al Jazeera)
วิกฤตพลังงานที่เกิดจากความ "ประมาทเลินเล่อ" ซึ่งกำลังสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ยากไร้ทั่วโลก

สถานะทางกฎหมาย

มุมมองฝ่ายบริหาร (ทำเนียบขาว/Fox)
อำนาจตามมาตรา 2 ในการขับไล่ภัยคุกคามนิวเคลียร์ที่ใกล้เข้ามา

มุมมองฝ่ายวิพากษ์ (Guardian/Al Jazeera)
รัฐธรรมนูญที่เริ่มขึ้นโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา

(Google Gemini สรุป)



เริ่มมีรายงานแล้ว เน้นย้ำถึงความรู้สึกผิดหวังที่เพิ่มมากขึ้นในหมู่ชาวอิหร่านที่ในตอนแรกสนับสนุนการโจมตีทางทหาร ต่อสาธารณรัฐอิสลาม พวกเขารู้สึกเหมือนว่าได้รับคำสัญญาว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง แต่ตอนนี้ชาวอิหร่านจำนวนมากรู้สึกเหมือนกับถูกทรยศ


https://www.wsj.com/world/middle-east/they-were-promised-regime-change-now-many-iranians-feel-betrayed-96302a4d

พวกเขาได้รับคำสัญญาว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ตอนนี้ชาวอิหร่านจำนวนมากรู้สึกถูกทรยศ — วอลล์สตรีทเจอร์นัล

รายงานล่าสุดจากวอลล์สตรีทเจอร์นัลเน้นย้ำถึงความรู้สึกผิดหวังที่เพิ่มมากขึ้นในหมู่ชาวอิหร่านที่ในตอนแรกสนับสนุนการโจมตีทางทหารในปี 2026 ต่อสาธารณรัฐอิสลาม

ตามรายงาน ในช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้ง ชาวอิหร่านจำนวนมากมองว่าการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่อาจนำไปสู่การล่มสลายของระบอบการปกครอง ซึ่งเป็น "ทางเลือกสุดท้าย" หลังจากการปราบปรามผู้ประท้วงภายในประเทศอย่างรุนแรงในเดือนมกราคม อย่างไรก็ตาม เมื่อการรณรงค์ดำเนินไป ความรู้สึกของประชาชนได้เปลี่ยนจากความหวังไปสู่การถูกทรยศด้วยเหตุผลหลายประการ:

ความเป็นจริงที่ "กลัวเกินกว่าจะเคลื่อนไหว": ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ สนับสนุนการลุกฮือของประชาชน ความรุนแรงของการทิ้งระเบิดทำให้พลเรือนจำนวนมาก "กลัวเกินกว่าจะเคลื่อนไหว" แทนที่จะเป็นการก่อกบฏที่ประสานงานกัน ความเป็นจริงในชีวิตประจำวันคือการเอาชีวิตรอดและความกลัวที่จะถูกจับได้ในระหว่างการสู้รบ

วัตถุประสงค์ที่ขัดแย้งกัน: มีความรู้สึกว่าคำพูดเรื่อง "การปลดปล่อย" กับปฏิบัติการทางทหารเชิงกลยุทธ์ที่กำลังดำเนินการอยู่นั้นไม่สอดคล้องกัน ตัวอย่างเช่น ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น การโจมตีโรงงานน้ำมันบนเกาะคาร์กเมื่อเร็วๆ นี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ กลับระบุว่าการโจมตีเหล่านั้นไม่ใช่ "สงครามเปลี่ยนระบอบการปกครอง" อย่างแท้จริง แม้ว่าฝ่ายบริหารจะเรียกร้องให้ประชาชนอิหร่านโค่นล้มผู้นำของตนก็ตาม

การเสริมอำนาจให้กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC): นักวิจารณ์ที่อ้างถึงในรายงานโต้แย้งว่าการรณรงค์นี้อาจส่งผลเสียโดยทำให้กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) สามารถกระชับอำนาจรัฐภายใต้ข้ออ้างเรื่องการป้องกันประเทศได้มากขึ้น ซึ่งเป็นการกีดกันประชาชนพลเรือนที่คาดว่าจะลุกขึ้นต่อต้าน

ผลกระทบด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจ: การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานพลังงานและภัยคุกคามจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อได้ทำให้ความสนใจหันเหจากการปฏิรูปทางการเมืองไปสู่วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่รุนแรงขึ้น ส่งผลให้หลายคนรู้สึกว่าตนเองถูกใช้เป็นหมากในเกมการเมืองระดับโลกที่กว้างขวางขึ้น

ท้ายที่สุด รายงานชี้ให้เห็นว่า แม้ชาวอิหร่านจำนวนมากยังคงปรารถนาการเปลี่ยนแปลงผู้นำ แต่กลยุทธ์ทางทหารในปัจจุบันล้มเหลวในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยหรือเส้นทางที่ชัดเจนสู่การปกครองที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านภายในประเทศที่ประสบความสำเร็จ
.....

https://www.theguardian.com/world/2026/mar/14/anti-regime-iranians-turn-on-trump-us

บทความของเดอะการ์เดียน เรื่อง “‘พวกคุณเลวร้ายยิ่งกว่ากันหมด’: ชาวอิหร่านต่อต้านรัฐบาลหันมาต่อว่าทรัมป์” (ตีพิมพ์ 14 มีนาคม 2026) รายงานถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในความรู้สึกของประชาชนภายในอิหร่าน หลังจากการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงของสหรัฐฯ และอิสราเอลเป็นเวลาสองสัปดาห์

รายงานฉบับนี้ได้อธิบายรายละเอียดว่า “ความโกรธแค้นอย่างรุนแรง” ต่อรัฐบาลอิหร่านในตอนแรก ซึ่งทำให้หลายคนหวังว่าสหรัฐฯ จะเข้ามาแทรกแซง ได้เปลี่ยนไปเป็นความผิดหวังและความโกรธแค้น เมื่อโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนและแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมถูกทำลาย

ประเด็นสำคัญจากบทความ:
ความผิดหวังกับคำสัญญาของสหรัฐฯ: ชาวอิหร่านต่อต้านรัฐบาลจำนวนมากในตอนแรกเชื่อคำสัญญาของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่าสหรัฐฯ จะ “มาช่วยเหลือพวกเขา” อย่างไรก็ตาม เมื่อการโจมตีทางอากาศได้พุ่งเป้าไปที่อาคารที่พักอาศัย โรงเรียน และคลังน้ำมัน ความหวังนั้นก็กลายเป็นความผิดหวัง นักเรียนคนหนึ่งที่ถูกอ้างถึงในบทความสรุปความรู้สึกได้ว่า “พวกเขาก็โกหก! เหมือนกับที่รัฐบาลโกหกพวกเรา... พวกคุณเลวร้ายยิ่งกว่ากันหมด”

การทำลายโครงสร้างพื้นฐาน: การโจมตีมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนที่สำคัญ เช่น คลังน้ำมันชาห์ราน ซึ่งส่งผลให้ฝนน้ำมันปนเปื้อนพิษตกลงมาในกรุงเตหะราน ผู้ประท้วงแสดงความกังวลว่าสหรัฐฯ ไม่มีแผนรับมือในวันรุ่งขึ้น และกังวลว่าอิหร่านกำลังจะกลายเป็น "อิรักอีกแห่ง"

ความเสียหายต่อมรดกทางวัฒนธรรม: บทความเน้นย้ำถึง "ความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุด" ต่อสถานที่ทางประวัติศาสตร์ รวมถึงพระราชวังโกเลสถานในกรุงเตหะรานสมัยศตวรรษที่ 14 และพระราชวังเชเฮลโซตูนในเมืองอิสฟาฮานสมัยศตวรรษที่ 17 สำหรับชาวอิหร่านจำนวนมาก การโจมตีสถานที่เหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายในการ "ลบวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์"

ความเข้มแข็งของระบอบการปกครอง: แม้จะมีการลอบสังหารผู้นำสูงสุดในวันแรกของสงคราม บทความระบุว่าระบอบการปกครองไม่ได้ล่มสลาย แต่กลับแต่งตั้งบุตรชายของผู้นำผู้ล่วงลับเป็นผู้แทนอย่างรวดเร็ว ในขณะที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกองกำลังบาซิชยังคงลาดตระเวนตามท้องถนน

ความสูญเสียด้านมนุษยธรรม: รายงานเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือน รวมถึงทารกแรกเกิด ทำให้หลายคนในขบวนการต่อต้านรัฐบาลสรุปว่า ขณะนี้พวกเขาถูกสังหารโดยรัฐบาลสามแห่ง (รัฐบาลของตนเอง สหรัฐฯ และอิสราเอล) แทนที่จะเป็นเพียงรัฐบาลเดียว

บริบทของความขัดแย้ง:
บทความนี้ได้วางมุมมองข้างต้นไว้ท่ามกลางบริบทที่กว้างกว่าของ "ช่วงเวลาแห่งสงครามสองสัปดาห์" ซึ่งริเริ่มขึ้นโดยรัฐบาลของนายทรัมป์และประเทศอิสราเอล แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะอ้างว่าการโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ "บดขยี้" อำนาจของระบอบการปกครองนั้นให้ย่อยยับ แต่รายงานข่าวของสำนัก The Guardian กลับชี้ให้เห็นว่าปฏิบัติการทางทหารนี้กำลังสร้างความเหินห่างให้กับกลุ่มประชาชนกลุ่มเดียวกับที่สหรัฐฯ เคยอ้างว่าต้องการจะปลดปล่อย ซึ่งอาจก่อให้เกิดปรากฏการณ์ "การรวมใจเป็นหนึ่งเดียวเพื่อปกป้องชาติ" (Rally around the flag) ขึ้นมาได้ แม้กระทั่งในหมู่ผู้คนที่เคยมีความเกลียดชังต่อรัฐบาลชุดปัจจุบันก็ตาม

(สรุปโดย Google Gemini)