วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 07, 2569

กรณี สส.ปชน.อภิปรายกระทบกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เรื่องยาเสพติด ลามไปถึงชุมชนคลองเตยรุมยำกันใหญ่ ซ้ำ รมช.ภูมิใจไทย ร่วมมือ สส.กล้าธรรม เสนอ “ตรวจสอบจริยธรรม”

บทลงโทษจากพรรคประชาชนต่อ สส.คลองเตย กรณีอภิปรายในสภาพาดพิงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านโดยรวม มีส่วนรู้เห็นกับการแผ่ขยายของยาเสพติดในท้องที่ จะขนาดไหน แม้นว่าเจ้าตัวยกมือไหว้ขอโทษต่อสาธารณะแล้วว่า “สื่อสารผิดพลาดไป”

คิดว่าไม่น่าจะต้องถึงขั้นขับออกจากพรรค จากการที่พูดความจริงแล้วไม่ถูกจริตทางการเมืองในบรรยากาศปัจจุบัน “เหมือนไปพัทยา แล้วไม่เจอค้าประเวณี” ดังที่ Jessada Denduangboripant ว่า เมื่อเหตุลามปามไปถึงการระดมสับแหลก สส.ภัณฑิล น่วมเจิม

จน Pavin Chachavalpongpun สัพยอก “พัทยาไม่มีกะหรี่ คลองเตยไม่มียาเสพติด จบนะ” เห็นแล้วมันน่าสลดดัง Voranai Vanijaka @voranai ชี้ “พูดความจริงต้องไหว้ขอโทษ เพราะความจริงมันยํ่ายีจิตใจอันบอบบางของกลุ่มคนที่ไร้วุฒิภาวะ” น่ะหรือ

ลองดูข้อโจมตีของเหล่าบุคคลที่ระบุตนว่าเป็นผู้นำชุมชนคลองเตย คุณป้า ประธานชุมชนเทพประทาน บอกว่า ตั้งแต่ ภัณฑิลมาเป็น สส.เคยเห็นหน้าครั้งเดียว ตอนที่ชุมชนเกิดไฟไหม้ “มาก็ไม่ได้ช่วยอะไรนะคะ มาดู แล้วก็ทำคอนเท้นต์”

ถ้าไม่ทราบว่าคุณป้าแกเป็นหัวคะแนนพรรคภูมิใจไทย คงขนลุกซู่ น้ำเสียงต่อไปของแม่คุณช่างส่อเสียดก้าวร้าว “อยากจะบอกว่าถ้าเป็นไปได้อย่าเหยียบในชุมชนฯ เทพประทานไม่ต้อนรับ สส.คนนี้” อีกนาง น่าจะประมาณ อาอี๊เธอว่า

“อยากให้ท่าน สส.พิจารณาตัวเอง ว่าคุณอยู่มาคุณไม่เคยทำประโยชน์ให้ชาวคลองเตย สลึงนึงก็ไม่เคยกระเด็น” บอกด้วยว่าชุมชนไม่เคยเชิญ “แต่ก็เสนอหน้ามากินของฟรี” คุณป้าประธานเลยเสริม “แม้แต่งานศพ งานบวช เขาก็ไม่เคยช่วย”

โถ จงเกลียดจงชังอะไรนักหนา กับที่ภัณฑิลเล่าว่าเจตนาดี หวังตีแผ่ปัญหายาเสพติด เป็นปากเสียงให้คนในพื้นที่ เพราะ “มีร้องเรียนผ่านทีมงานผมทุกสองสามวัน...เดินเข้าไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงจะเห็นมีคนดมกาว ห่อฟอย มีเทียนไข สูบยาไอ๊ซ์”

ด้านประธานชุมชน แฟลต ๑๙-๒๒ ออกมาตอบโต้ทันใด ประธาน สมพิศ ผอบเพชร บอกไม่จิ๊ง ไม่จริง “ยาเสพติดปัจจุบันไม่ใช่ ๑๐-๒๐ บาท แพง หาซื้อไม่ง่าย ไม่ใช่ราคาถูก เป็นร้อยขึ้นไปก็ยังหาซื้อยาก” ระดับบน รมช.ของพรรคภูมิใจไทยสองคนเข้าประสาน

ร่วมกับ สส.พรรคกล้าธรรม เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบจริยธรรม สส.ภัณฑิล จน “หลายคนแซว ลืมว่าเป็นฝ่ายค้านด้วยกัน” แล้วหรือ

(https://x.com/MorningNewsTV3/status/2052220515457355816, https://x.com/alexandiary3/status/2052160253152932218 และ https://www.facebook.com/watch/?v=1533905781485662)


ประเด็นที่คนไทยกำลังพูดถึงกันมากในขณะนี้ ไม่ใช่แค่เรื่อง "Nomad" หรือ "Expat" ทั่วไป แต่คือการที่ชาวต่างชาติกลุ่มใหม่ไม่ได้มองไทยเป็นแค่สถานตากอากาศ แต่ใช้ไทยเป็น "Sandbox" ในการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจและสังคมของตัวเองขึ้นมา ในขณะที่โครงสร้างรัฐและกฎหมายไทยอาจจะยังปรับตัวไม่ทัน


SpringNews
12 hours ago
·
เมื่อต่างชาติไม่ได้มาแค่ 'เที่ยวไทย' แต่มาเพื่อ 'สร้างโลกใหม่' ที่รัฐไทยยังเดินตามหลัง?
.
การที่ต่างชาติเข้ามาปักหลักในหลายพื้นที่ของไทย อาจจะดูเหมือนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหรือดึงรายได้เข้าประเทศ แต่ในอีกมุมหนึ่ง เราพบว่าพวกเขากำลังสร้าง 'โลกใหม่' ที่มีภาษา วัฒนธรรม โบสถ์ และสถานรับเลี้ยงเด็กของตัวเอง จนบางพื้นที่กลายเป็น 'Safe Zone นอกระบบ' ที่กฎหมายไทยเข้าไม่ถึงหรือเข้าถึงช้ามาก
.
[ กางแผนที่ 'ไทยแลนด์' ต่างชาติขอจอง? ]
.
• เกาะพะงัน (สุราษฎร์ฯ): บุกจับเนิร์สเซอรีเถื่อน พบเด็กอิสราเอลอายุ 2-12 ปี มากถึง 89 คน พร้อมครูเถื่อนนานาชาติ 9 ราย ทั้งไทย อิหร่าน อเมริกา แอฟริกาใต้ และฝรั่งเศส
.
• อ.ปาย (แม่ฮ่องสอน): หมุดหมายยอดฮิตของชาวยิวอิสราเอลและทหารเกณฑ์ปลดประจำการที่มาพักใจจากสงคราม มีการสร้างโบสถ์ยิวและรวมกลุ่มเป็นชุมชน
.
• ภูเก็ต: ชาวรัสเซียเข้ามายึดพื้นที่หนาแน่นหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครน จนเกิดปัญหาแย่งงานคนในพื้นที่
.
• พัทยา & ศรีราชา: จากเดิมที่มีแต่ยุโรปเกษียณ ตอนนี้มี 'อินเดีย' เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนศรีราชากลายเป็น 'ลิตเติ้ลโอซาก้า' เพราะชาวญี่ปุ่นอยู่กันเป็นครอบครัวหนาแน่น
.
• จันทบุรี: ชุมชนแอฟริกัน (มาลี, กานา, โซมาเลีย) กว่า 1,000 คน ปักหลักทำธุรกิจเพชรพลอยและสร้างครอบครัว
.
• กรุงเทพฯ: จีน (ห้วยขวาง), อาหรับ (นานา), อินเดีย (พาหุรัด), แอฟริกัน (บางรัก) และเมียนมา (บางแค-สมุทรสาคร) อยู่มายาวนานจนแทบจะกลายเป็นเมืองย่อมๆ บางรายทำธุรกิจจะขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีไปแล้ว
.
เมื่อ 'ต่างชาติ' เข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนใหญ่ นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐไทยว่า จะจัดการอย่างไร ไม่ให้พื้นที่เหล่านี้กลายเป็นปัญหาสั่นคลอนความมั่นคงของชาติในระยะยาว
.
#SPRiNG #SPRiNGInfographic #คนต่างชาติอพยพ #เกาะพะงัน #อิสราเอล
.
ติดตามข่าวสารที่จะจุดประกายความคิด ให้ความหวังกับผู้คนและสังคม ได้ที่สำนักข่าว SPRiNG
...  

SpringNews
คนต่างชาติอยู่พื้นที่ไหนในไทยบ้าง >> https://www.springnews.co.th/news/infographic/856178

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1429049165922965&set=a.352652053562687

.....

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Gemini

ประเด็นที่คนไทยกำลังพูดถึงกันมากในขณะนี้ ไม่ใช่แค่เรื่อง "Nomad" หรือ "Expat" ทั่วไป แต่คือการที่ชาวต่างชาติกลุ่มใหม่ไม่ได้มองไทยเป็นแค่สถานตากอากาศ แต่ใช้ไทยเป็น "Sandbox" ในการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจและสังคมของตัวเองขึ้นมา ในขณะที่โครงสร้างรัฐและกฎหมายไทยอาจจะยังปรับตัวไม่ทัน

นี่คือภาพสะท้อนของปรากฏการณ์ "สร้างโลกใหม่" ที่กำลังเกิดขึ้นครับ:

1. จากนักท่องเที่ยวสู่ "Digital State"

เราเห็นการรวมตัวของกลุ่ม Tech Nomad และผู้ประกอบการด้าน AI หรือ Web3 ที่เข้ามาปักหลักในย่านอย่างเชียงใหม่หรือเกาะพะงัน พวกเขาไม่ได้แค่มาเช่าที่พัก แต่กำลังสร้าง Co-living/Co-working Space ที่มีระบบจัดการตัวเอง มีเครือข่ายธุรกิจระดับโลก และใช้สกุลเงินดิจิทัลในการแลกเปลี่ยนภายในกลุ่ม

ความเหลื่อมล้ำของกฎหมาย: ในขณะที่รัฐยังพยายามทำความเข้าใจเรื่องภาษีคริปโตหรือวีซ่าทำงานที่ซับซ้อน แต่กลุ่มคนเหล่านี้ข้ามผ่านพรมแดนทางกายภาพไปสู่การทำงานบน Cloud 100% แล้ว

2. "Capital Invasion" ในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม

กรณีที่เห็นได้ชัดคือ "ทุนจีน" ในอุตสาหกรรมเกษตร (เช่น ล้งมะพร้าวน้ำหอม หรือทุเรียน) ที่ไม่ได้เข้ามาแค่ซื้อขาย แต่เข้ามาควบคุม Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

รัฐเดินตามหลัง: กฎหมายนอมินีหรือการควบคุมการถือครองที่ดินยังมีความลักลั่น ทำให้ทุนต่างชาติสามารถ "สร้างโลก" ของการค้าที่เบ็ดเสร็จ จนเกษตรกรไทยอาจกลายเป็นเพียง "แรงงานในที่ดินตัวเอง"

3. การเกิด "Enclave Economy" (เศรษฐกิจพื้นที่ปิด)

ในบางพื้นที่ เราเห็นการเติบโตของชุมชนต่างชาติที่เข้มแข็งมากจนแทบไม่ต้องพึ่งพาบริการจากรัฐไทย หรือแม้แต่การปฏิสัมพันธ์กับท้องถิ่น

มีระบบโรงเรียนนานาชาติเฉพาะกลุ่ม

มีบริการทางการแพทย์ระดับ Hi-end ที่รองรับเฉพาะชาวต่างชาติ

มีการใช้ App Platform ต่างประเทศในการสั่งอาหารหรือเรียกรถที่เงินไหลออกไปต่างประเทศทันที

4. ความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics)

ไทยกลายเป็นสมรภูมิของ "Soft Power" และ "Hard Infrastructure" ระหว่างขั้วอำนาจใหญ่ ทั้งทุนจากจีนที่รุกคืบผ่านเส้นทางสายไหม (BRI) และกลุ่มตะวันตกที่เข้ามาในคราบของ Tech Company

จุดที่รัฐไทยยังช้า: คือการนิยาม "ความมั่นคง" แบบใหม่ รัฐยังติดอยู่กับการรักษาอำนาจในระบบเดิม แต่ความมั่นคงยุคใหม่คือเรื่องของ Data Sovereignty (อธิปไตยข้อมูล) และ Energy Security ซึ่งทุนต่างชาติเข้ามายึดหัวหาดไปล่วงหน้าแล้ว

บทสรุป: รัฐไทยต้องเปลี่ยนบทบาท?

หากรัฐไทยยังมองชาวต่างชาติผ่านเลนส์ของ "รายได้จากการท่องเที่ยว" เพียงอย่างเดียว เราจะพลาดการรับมือกับ "โครงสร้างสังคมคู่ขนาน" ที่กำลังเกิดขึ้น

สิ่งที่รัฐต้องเร่งทำคือ:

Regulatory Guillotine: ตัดกฎหมายที่ล้าสมัย เพื่อดึงกิจกรรมใต้ดิน (ที่ต่างชาติทำอยู่แล้ว) ขึ้นมาบนดินให้ตรวจสอบได้

Infrastructure Branding: ไม่ใช่แค่สร้างถนน แต่ต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาดที่ทันโลก

Local Protectionism 2.0: ไม่ใช่การปิดกั้น แต่คือการเพิ่มแต้มต่อให้คนไทยสามารถแข่งขันหรือ "ร่วมสร้าง" ไปกับโลกใหม่นั้นได้



 

ถอดรหัสจีนเทา เหตุใดซื้อ "ใบเกิดทิพย์" และอภิสิทธิ์ "คุก VIP" ในไทยได้ ?



ถอดรหัสจีนเทา เหตุใดซื้อ "ใบเกิดทิพย์" และอภิสิทธิ์ "คุก VIP" ในไทยได้ ?

จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว

ความเคลื่อนไหวของหน่วยงานไทยในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ยืนยันว่ามีชาวจีนกลุ่มหนึ่งสามารถใช้เงินทำอะไรก็ได้เพื่อให้เข้าถึงอภิสิทธิ์ในเรือนจำ ไปจนถึงแจ้งเกิดลูกของตนเองด้วยข้อมูลเท็จ ซึ่งหากทำสำเร็จและไม่มีใครจับได้ เด็กคนนั้นจะกลายเป็นผู้ถือสัญชาติไทยอย่างสมบูรณ์

กรณีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการใช้เงินซื้ออภิสิทธิ์หรือให้ได้มาซึ่งสัญชาติไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่แทรกซึมเข้าไปในหลายส่วนของระบบรัฐ จนนำไปสู่คำถามสำคัญว่าอะไรคือสิ่งที่เปิดทางให้คนกลุ่มนี้สามารถใช้เงินซื้อได้แทบจะทุกอย่าง พวกเขาเก่งกว่ากลุ่มอาชญากรรมชนชาติอื่น ๆ หรือระบบของไทยต่างหากที่มีปัญหา

"ใบเกิดทิพย์"

นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่กรมการปกครองเปิดปฏิบัติการ "ย้อนเกล็ดมังกร" เพื่อเอาผิดกับขบวนการแจ้งเกิดให้ลูกชาวจีนด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยสามารถจับกุมนายนพรัตน์ ด้วงพรหม อดีตปลัดอำเภอห้วยแถลง จ.นครราชสีมา น.ส.จินดา เกล็ดงูเหลือม เจ้าพนักงานทะเบียนชำนาญงานเทศบาล ต.โพธิ์กลาง อ.เมือง จ.นครราชสีมา และ น.ส.นันทิดา แก้วคูนอก ลูกจ้างสำนักทะเบียนที่ว่าการอำเภอห้วยแถลง หลังตรวจสอบพบว่าทั้งสามคนร่วมกันออกใบเกิดให้กับเด็กชาวจีนหลายสิบคนมานานหลายปี ซึ่งในตอนนี้ถูกเรียกว่า "ใบเกิดทิพย์"

อย่างไรก็ดี นายนพรัตน์ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขณะที่เจ้าหน้าที่อีก 2 คนให้การยอมรับสารภาพและซัดทอดไปยังนายนพรัตน์ โดยบอกว่าได้ค่าตอบแทนครั้งละ 10,000-30,000 บาท

นายบัณฑิต นามเครือ ผู้อำนวยการส่วนสัญชาติและการทะเบียน และบัตรประจำตัวบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย (ผอ.สสบ.) กรมการปกครอง บอกกับบีบีซีไทยว่าในตอนนี้พบ "ใบเกิดทิพย์" เด็กชาวจีนแล้ว 66 ราย ซึ่งถูกระงับความเคลื่อนไหวทางทะเบียนทั้งหมดแล้ว

รูปแบบการกระทำความผิดของขบวนการนี้มี 2 รูปแบบ รูปแบบแรก ทางเจ้าหน้าที่ทุจริตหาชื่อชายไทยมาสวมว่าเป็นพ่อเด็ก โดยที่ชายไทยคนดังกล่าวไม่รู้เรื่องและไม่ได้ถูกว่าจ้างให้รับเป็นพ่อเด็ก เพื่อให้เด็กมีชื่อเป็นพ่อคนไทย ซึ่งเด็กกลุ่มนี้จะได้สัญชาติไทยตามบิดาคนไทยทันทีเมื่อเกิดมาและได้สิทธิตามกฎหมายไทยทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมทางการเงิน การดำเนินธุรกิจ หรือถือครองทรัพย์สินใด ๆ

รูปแบบที่สอง คือ เจ้าหน้าที่ระบุในระบบทะเบียนราษฎรตามจริงว่าเด็กมีพ่อแม่เป็นคนสัญชาติจีน แต่ปลอมแปลงข้อมูลว่าเด็กเกิดที่โรงพยาบาลค่ายสุรนารี ทั้งที่เด็กไม่ได้เกิดในโรงพยาบาลนั้นจริง ลักษณะนี้จะเกิดกับกรณีที่เด็กเกิดมาได้หลายปีแล้ว และพ่อแม่ต้องการแจ้งเกิดในไทย เพื่อให้มีชื่อในทะเบียนบ้าน และสามารถนำสถานะทางทะเบียนไปใช้เปิดบัญชีธนาคารหรือทำหนังสือเดินทางในอีกตัวตนหนึ่งได้ แต่ในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของไทยจะระบุว่า "ไม่มีสัญชาติไทย"

"เราพบว่ามีการใช้ใบรับรองการเกิดของโรงพยาบาลฯ ของเด็กคนอื่นมาใส่ในฐานข้อมูลว่าเป็นเอกสารรับรองจากโรงพยาบาลฯ ของเด็กจีน เหมือนเวียนซ้ำใบรับรองของเด็กที่แจ้งเกิดไปแล้ว ไม่ต่างจากการรียูส (reuse) หรือใช้เอกสารเดิมแต่กรอกในระบบเป็นเลขใหม่ที่ไม่ตรงกัน" เจ้าหน้าที่จากกรมการปกครองกล่าว

นายบัณฑิตอธิบายต่อว่าเด็กที่ได้ใบแจ้งเกิดหรือใบสูติบัตรจากทั้งสองรูปแบบ จำเป็นต้องถูกนำชื่อเข้าทะเบียนบ้านเพื่อให้ครบขั้นตอนทางกฎหมาย ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการนำชื่อเด็กไปไว้ใน "บ้านผี" ซึ่งหมายถึงทะเบียนบ้านที่ไม่มีผู้อยู่อาศัยจริง หรือบ้านที่ถูกทุบทิ้งไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ลบชื่อออกจากทะเบียนทำให้เด็กมีสถานะในฐานข้อมูลทะเบียน

"เขาแบ่งกันทำในขบวนการ ตอนแรกเลยก็คือจะแจ้งเกิดกับนายทะเบียนที่เทศบาล ต.โพธิ์กลางกับเทศบาล ต.ไผ่ล้อม ซึ่งอยู่ อ.เมือง จ.นครราชสีมา แต่ที่นั่นไม่มีบ้านผีให้เด็กอยู่ เลยต้องติดต่อไปเอาเข้าบ้านผีที่ อ.ห้วยแถลง" นายบัณฑิตกล่าว และเสริมว่าตอนนี้พบ "บ้านผี" ทั้งหมด 4 แห่ง โดยแห่งหนึ่งเพิ่งถูกสร้างเลขที่บ้านขึ้นมาในระบบเมื่อปีที่แล้ว ทั้งที่ไม่มีตัวบ้านจริง

อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนของเทศบาล ต.ไผ่ล้อม ยังไม่ถูกออกหมายจับ และให้การปฏิเสธ โดยบอกว่าตนเองถูกขโมยรหัสเข้าระบบทะเบียนราษฎร

ผอ.ส่วนสัญชาติและการทะเบียนฯ กล่าวต่อว่า จากข้อมูลของชุดสอบสวนพบว่าพ่อแม่ของเด็กจีนเหล่านี้แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่พัวพันกับสแกมเมอร์ข้ามชาติ และกลุ่มที่ทำธุรกิจในไทยผ่านนอมินี จึงเป็นไปได้ว่าต้องการให้ลูกได้สัญชาติไทยหรือสถานะทางทะเบียน เพื่อเอื้อให้ตนเองจัดการทรัพย์สินและดำเนินธุรกิจต่าง ๆ ในไทยผ่านลูกได้ โดยไม่ต้องพึ่งพานอมินีอีกต่อไป

นายบัณฑิตกล่าวด้วยว่าขบวนการลักษณะนี้ไม่สามารถดำเนินการได้เลย หากขาดนายหน้าชาวไทย ซึ่งเป็นผู้เดินเรื่องประสานงานกับเจ้าหน้าที่ทะเบียนของเทศบาลและอดีตปลัดอำเภอที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา โดยในตอนนี้ทราบชื่อแล้ว และอยู่ระหว่างการติดตามตัว

ขณะเดียวกัน ในตอนนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่พบตัวเด็กที่ถูกออก "ใบแจ้งเกิดทิพย์" เนื่องจากเมื่อเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบตามที่อยู่ที่ระบุในทะเบียนบ้าน พบว่าเป็น "บ้านผี" ทำให้ยังไม่สามารถเข้าถึงตัวเด็กหรือพ่อแม่ได้ นอกจากนี้ยังพบว่ามีเด็กอีกจำนวนหนึ่งที่ถูกย้ายชื่อออกไปอยู่ในจังหวัดอื่น ๆ รวม 13 จังหวัด

ด้านนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง สั่งการให้นายทะเบียนทั่วประเทศตรวจสอบว่ามี "ใบเกิดทิพย์" เช่นนี้อีกหรือไม่ เพื่อจัดการเอาผิดกับผู้มีส่วนร่วมในขบวนการดังกล่าว


หนึ่งใน "บ้านผี" ที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วว่าไม่มีบ้านจริง แต่มีการนำเลขที่บ้านดังกล่าวมาใช้ในขบวนการแจ้งเกิด

พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธร (ผบก.ภ.) จ.นครราชสีมา บอกกับบีบีซีไทยว่านี่เป็นกรณีแรก ๆ ที่เกิดขบวนการลักษณะนี้ขึ้นในพื้นที่ตอนในของประเทศไทย เนื่องจากที่ผ่านมามักพบเห็นพฤติการณ์เช่นนี้ในจังหวัดชายแดนเป็นส่วนใหญ่

ในเบื้องต้น ทางพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมือง จ.นครราชสีมา ได้ทำสำนวนส่งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภาค 3 เพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 รายแล้วเมื่อวันที่ 5 พ.ค. ต่อจากนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ ป.ป.ช. ภาค 3 ว่าจะดำเนินการเอง หรือส่งกลับมาให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อ หรือส่งต่อให้หน่วยงานอื่น ๆ ดำเนินการต่อไป

ขณะเดียวกัน นายวิฑูรย์ ศิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครองให้สัมภาษณ์กับสื่อต่าง ๆ ขณะลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ว่า อดีตปลัดอำเภอรายนี้เคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันมาขณะดำรงตำแหน่งใน 4 อำเภอของ จ.นครราชสีมามาโดยตลอด ทำให้มี "ใบเกิดทิพย์" และการแก้ไขทะเบียนราษฎรหลายรายการในทั้ง 4 อำเภอ ได้แก่ อ.ห้วยแถลง อ.เมือง อ.สีคิว และ อ.ประทาย

นายวิฑูรย์คาดว่าจะจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้อีกหลายคน รวมถึงรวมถึงขยายผลให้ถึงเครือข่ายจีนเทาแก๊งสแกมเมอร์ รายงานของสำนักข่าวรีพอร์ตเตอร์ ระบุ

ด้านคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียนกรมการปกครอง (DOPA N.I.C.E.) ระบุว่า ตอนนี้ขยายผลพบ "ใบเกิดทิพย์" เพิ่มเติมอีก 53 ราย ซึ่งทั้งหมดถูกระงับความเคลื่อนไหวทางทะเบียนแล้ว

"ห้องวีไอพี" รับรองผู้ต้องขังจีนในเรือนจำ

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยผลการตรวจสอบกรณีพบ "ห้องลับ" ถูกดัดแปลงเป็นห้องรับรองพิเศษหรือห้องวีไอพี (VIP) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มผู้ต้องขังชาวจีนที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งห้องรับรองวีไอพีดังกล่าวอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

ทาง กสม. ระบุว่ากรณีดังกล่าวถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เนื่องจากเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่เกี่ยวข้องมีพฤติการณ์เอื้อประโยชน์โดยมิชอบต่อผู้ต้องขังชาวจีนบางราย ส่งผลให้ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ได้รับการปฏิบัติในสาระสำคัญเดียวกันแตกต่างกันออกไป ไม่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนที่รัฐธรรมนูญของไทยและกติการะหว่างประเทศให้การรับรองและคุ้มครองไว้

กรณีนี้ไล่ย้อนไปถึงเหตุการณ์วันที่ 16 พ.ย. 2568 เมื่อชุดปฏิบัติการพิเศษของกรมราชทัณฑ์บุกเข้าตรวจค้นเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และพบทั้งพฤติกรรมและสิ่งของต้องห้ามหลายประการ ซึ่งนำไปสู่คำสั่งย้ายนายมานพ ชมชื่น ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปเป็นผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ ซึ่งในตอนนี้อยู่ระหว่างให้ออกจากราชการไว้ก่อน และถูกสอบสวนทางวินัยร้ายแรง

กรณีนี้ยังส่งผลให้เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกลางอีก 5 ราย ได้แก่ เลขานุการส่วนตัวของผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 1 ราย ผู้อำนวยการส่วนควบคุมผู้ต้องขัง 1 ราย และเจ้าหน้าที่เรือนจำอีก 3 ราย ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ขณะถูกสอบสวนการกระทำผิดวินัยร้ายแรง

นายวสันต์ ภัยหลักลี้ กรรมการสิทธิมนุษชน กล่าวกับบีบีซีไทยว่าจากการที่ทาง กสม. ได้เข้าไปตรวจเยี่ยมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และรับฟังข้อเท็จจริงจากกรมราชทัณฑ์และกระทรวงยุติธรรม เขาถือว่าการเปิดโปงครั้งนี้ต้องให้เครดิตกับทางกรมราชทัณฑ์ที่กล้า "กวาดบ้านตัวเอง" เมื่อทราบเบาะแสว่ามีการกระทำความผิดในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ขึ้น

"ข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติในเรือนจำมีเข้ามาไม่มาก แต่เกี่ยวกับห้องวีไอพีในคุกนั้น ถือว่าเป็นครั้งแรก" นายวสันต์ กล่าว

จากการชี้แจงข้อเท็จจริงของผู้แทนกรมราชทัณฑ์และเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อ กสม. ระบุว่าในวันที่ชุดปฏิบัติการพิเศษเข้าจู่โจมตรวจค้นเรือนจำ พวกเขาพบว่ามีผู้ต้องขังชาวจีนรายหนึ่งกำลังใช้บริการทางเพศกับหญิงชาวจีนรายหนึ่งภายในห้องวีไอพี ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างประตูเรือนจำชั้นที่ 1 และชั้นที่ 2 โดยมีนายหน้าซึ่งเป็นผู้ชายและหญิงชาวจีนอีกคนหนึ่งนั่งรออยู่ข้างห้องผู้บัญชาการเรือนจำ ซึ่งอยู่ชั้นบน



เดิมทีห้องนี้เคยใช้เป็นห้องสำหรับให้ผู้ต้องขังเข้าพบทนายความ แต่ภายหลังมีการแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนและมีห้องน้ำในตัว ที่น่าสนใจคือสามารถเข้าถึงห้องวีไอพีนี้ได้ผ่านทางเชื่อมต่อพิเศษระหว่างห้องทำงานของผู้บัญชาการเรือนจำที่อยู่ชั้นบน ทำให้นายหน้าสามารถนำผู้หญิงเข้ามาโดยไม่ต้องผ่านประตูเรือนจำชั้นที่ 1 ตามปกติ แต่สามารถขึ้นไปที่ห้องทำงานของผู้บัญชาการเรือนจำ แล้วใช้บันไดที่เชื่อมกับถึงห้องวีไอพีดังกล่าวได้เลย โดยมีเจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องขังออกมาโดยไม่ลงบันทึกตามแนวปฏิบัติที่กำหนดไว้ด้วย

นอกจากนี้ยังพบว่า ทางผู้บัญชาการเรือนจำยังอนุญาตให้ครอบครัวผู้ต้องขังทั้งชาวไทยและชาวจีนมาพบผู้ต้องขังที่ห้องวีไอพี ทั้งที่เป็นวันหยุดราชการ ซึ่งห้ามมิให้บุคคลภายนอกพบผู้ต้องขัง

นายวสันต์เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าจากข้อเท็จจริงที่ทาง กสม. รวบรวมจากฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องยังพบว่ากรณีนี้เกิดขึ้นได้เพราะผู้ต้องขังที่ต้องการใช้ห้องวีไอพีดังกล่าวยอมจ่าย "เงินค่าแรกเข้า" หลักล้านบาท รวมถึงเงินรายเดือนหลักแสนบาท

"ส่วนเรื่องการจัดหาดาราหรือนางแบบจากต่างประเทศเข้ามา เป็นการจัดการกันเองของฝั่งคนจีน ซึ่งมีนายหน้าเป็นคนทำธุรกรรมคอยวิ่งเรื่องให้" นายวสันต์ กล่าว

ทั้งนี้ ทางกรมราชทัณฑ์ระบุว่าพวกเขายังตรวจสอบพบว่ามีกลุ่มเจ้าหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์จากผู้ต้องขังที่ต้องการถือครองโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้าม รวมถึงพบสิ่งของเกินความจำเป็นหลายรายการ เช่น ตู้เย็น ไมโครเวฟ แอร์เคลื่อนที่ นอกจากนี้ผู้ต้องขังบางรายยังครอบครองสิ่งของแบรนด์เนม และตรวจพบกาแฟซองจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ใช้แทนการพนันของผู้ต้องขังชาวจีนบางรายในเรือนจำอีกด้วย

นายวสันต์กล่าวกับบีบีซีไทยด้วยว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงยุติธรรมหรือ ป.ป.ช. ต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วนที่สุด เพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้มีใครนำไปเป็นเยี่ยงอย่าง โดยทาง กสม. จะติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

"ไม่เช่นนั้นแล้วกระบวนการยุติธรรมของไทยจะเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ลง เพราะอาจทำให้คนคิดว่าถ้ามีเงินก็ซื้อได้ทุกอย่าง" นายวสันต์กล่าวกับบีบีซีไทย

เหตุใดอาชญากรชาวจีนถึง "ถอดรหัส" หาช่องโหว่ในระบบราชการไทยได้อย่างลื่นไหล ?

รศ.ดร.ทศพล ทรรศนพรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมข้ามชาติ จากคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ช่วงหลังปี 2540 เป็นต้นมา ประเทศไทยอยู่ในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นจนกระทั่งเกิดรัฐประหารในช่วงปี 2557 ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้ทุนจากญี่ปุ่นและชาติตะวันตกที่เข้ามาลงทุนในไทยชะลอตัวลง เงินลงทุนจากต่างชาติจำนวนมากหายไป

"ตอนนั้นแต่ละประเทศเริ่มปรับหัวเรือแล้วว่ารัฐบาลไหนคบกับรัฐบาลเผด็จการได้ ซึ่งมันก็เหลืออยู่ไม่กี่แห่ง และหนึ่งในนั้นก็คือจีน" เขากล่าว

รศ.ดร.ทศพล กล่าวต่อไปว่า ในห้วงเวลาเดียวกันกระแสลงทุนนอกประเทศของจีนภายใต้นโยบายเรือธงชื่อว่าโครงการแถบและทาง หรือ บีอาร์ไอ (Belt and Road Initiative – BRI) ก็ดึงกลุ่มนักธุรกิจชาวจีนหลากสีเข้ามายังไทย โดยที่ในตอนนั้นผู้นำรัฐบาลทหารของไทยก็โอบรับและยังไม่ตระหนักถึง "กลุ่มทุนจีนสีเทา" ที่อาศัยจังหวะนี้เพื่อหลบเลี่ยงการปราบปรามอย่างหนักของทางการจีน

ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในไทยนั้นเป็นภาพใหญ่ที่เกิดขึ้นทั้งภูมิภาค ทาง รศ.ดร.ทศพลมองว่าในช่วงสิบปีให้หลัง มีอาชญากรชาวจีนทะลักเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น โดยกลุ่มอาชญากรเหล่านี้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายหลากหลาย ตั้งแต่การพนันออนไลน์ สแกมเมอร์หรือการหลอกลวงออนไลน์ การฟอกเงิน การค้ามนุษย์ เป็นต้น

"ผมคิดว่าคนกลุ่มนี้จ่ายมาตลอดทางที่เขาอพยพ สรุปคือเขาเรียนรู้ที่จะจ่ายให้กับรัฐที่มันไม่ค่อย function (ทำงาน) มาตลอดทางอยู่แล้ว ทำให้บางประเทศโดน state captured (ยึดรัฐ) ไปเลยอย่างเช่นกัมพูชา" นักวิชาการจาก ม.เชียงใหม่กล่าว

รศ.ดร.ทศพล ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มคนแรก ๆ ที่ชี้ให้เห็นการทะลักของกลุ่มจีนเทาเหล่านี้ในไทยไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คลังสินค้า ร้านอาหาร และบริการ ซึ่งได้รับกระทบจากการเข้ามาของกลุ่มนี้ที่มักแสวงหาทรัพย์สินและธุรกิจเพื่อฟอกเงิน หรือเปิดกิจการอำพรางอาชญากรรมที่อยู่เบื้องหลัง แต่กลายเป็นว่าการเข้ามาทุ่มตลาดของเงินสีเทากลับทำร้ายธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกัน ซึ่งส่วนหนึ่งมีเจ้าของเป็นคนไทยเชื้อสายจีน

"หากใช้คำให้เห็นภาพก็คือ 'ทำธุรกิจกระจอกเกินไปสำหรับคนมีเงินเยอะขนาดนั้น' คนที่อยู่เดิมมันก็เลยแตกตื่นไง เพราะคุณมีเงินเปิดร้าน คุณก็เปิดร้านอาหารแข่งกับชาวบ้าน คุณมาทุ่มตลาด ขายตัดราคา มันก็ทำให้ร้านอื่น ๆ แถวนั้นเดือดร้อน และชี้เบาะแส" รศ.ดร.ทศพลระบุ



รศ.ดร.ทศพลกล่าวต่อว่า หากมองในภาพรวมแล้วกลุ่มอาชญากรจีนไม่ได้มีเทคนิค "ถอดรหัส" หาช่องโหว่ในระบบราชการไทยได้ดีกว่าอาชญากรชนชาติอื่น ๆ ที่แฝงตัวอยู่ในไทย แต่เดิมทีข้าราชการไทยก็คุ้นชินกับการถูก "เลี้ยงดูปูเสื่อ" โดยกลุ่มนักธุรกิจไทยเชื้อสายจีนบางกลุ่มอยู่แล้ว ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันที่มีมายาวนานจนเกิดคำเรียกพฤติกรรมเช่นนี้ว่า "ซูเอี๋ย" หรือ "แป๊ะเจี๊ยะ" ในสังคมไทย และกลุ่มจีนเทาที่เข้ามาใหม่ก็ไม่ได้ทำอะไรต่างไปจากเดิม พวกเขาเรียนรู้เรื่องนี้อย่างรวดเร็วและพร้อมที่จ่ายหนักกว่า

ทว่า ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องพึ่งพาตัวช่วยสำคัญ นั่นคือกลุ่มนักกฎหมายจากสำนักงานทนายความและนายหน้าในวงการต่าง ๆ ที่ช่วยทำหน้าที่เป็น "โซ่ข้อกลาง" ในฐานะนักล็อบบียิสต์ (lobbyist) ช่วยประสานงานกับข้าราชการ ทำให้กลุ่มทุนจีนเทายิ่งมั่นใจว่าการจ่ายเงินจะเห็นผลและได้ในสิ่งที่พวกเขาต้องการ

"หากมองทุกองคาอพยพขององค์กรอาชญากรรม ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกหรือตัวองค์กรเอง ในทุกขั้นตอนเข้ามีความพยายามเข้าไปครอบ [ระบบราชการ] ถ้าเป็นไปได้ก็คือยึดเลย แต่ถ้าหากยึดไม่ได้ก็เข้าครอบงำ หากครอบงำไม่ได้ก็เป็นมิตรที่ดี พยายามมีช่องทางสื่อสารเพื่อให้ได้ประโยชน์บางอย่าง หากรัฐเข้มงวดก็สงบลงไปเพื่อให้รัฐสบายใจ ผมคิดว่าภาวะเช่นนี้ พวกเขาทำกันตลอดขบวนการ"

รศ.ดร.ทศพล กล่าวต่อว่าอีกสิ่งหนึ่งที่ประเทศไทยต้องยอมรับว่า คือ ตลอดเส้นทางของกระบวนการยุติธรรมของไทยนั้นยังมีสิ่งที่เรียกว่า "แดนสนธยา" ซึ่งเป็นปัญหาจากการออกแบบระบบที่ไม่เอื้อให้เกิดกลไกการตรวจสอบจากภายนอก โดยเฉพาะในส่วนของการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจและกรมราชทัณฑ์

ขณะเดียวกันในส่วนของอัยการและศาลก็มีความเป็นอิสระที่ประชาชนหรือฝ่ายนิติบัญญัติเข้าไปตรวจสอบได้น้อยมาก จนทำให้เกิดคำถามถึงเรื่องความโปร่งใส

"เรารู้กันดีว่ามันมีธุรกิจรับวิ่งคดี ไม่ว่าจะวิ่งให้ได้รับการประกันตัวหรือไม่ก็ให้หลุดคดี หากหลุดไม่ได้ก็ให้ลงโทษน้อย ๆ หลายคนรู้ว่าในกระบวนการนี้มันอยู่ที่ดุลพินิจของเจ้าพนักงานไม่ใช่น้อย" รศ.ดร.ทศพล ระบุ

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญจาก ม.เชียงใหม่มองว่า แม้กลุ่มอาชญากรพยายามแทรกซึมเข้าสู่ระบบราชการไทย แต่อย่างน้อยในระบบของไทยก็ยังมีการสู้กับเรื่องนี้ ซึ่งเขามองว่าเป็น "นิมิตหมายที่ดี" เพราะอย่างน้อยก็ทำให้กลุ่มอาชญากรไม่สามารถดำเนินการต่าง ๆ ตามประสงค์ได้สำเร็จเสมอไป รวมถึงในห้วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงที่เกิดความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อปีที่แล้ว รศ.ดร.ทศพล สังเกตเห็นถึงความความเปลี่ยนแปลงในระดับชนชั้นนำของไทยที่เริ่มตระหนักถึงอิทธิพลของกลุ่มจีนสีเทาในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น และกังวลว่าประเทศจะถูกกลุ่มทุนเหล่านี้ครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จ

ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา องค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) เปิดเผยว่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยในปี 2568 อยู่ที่ 33/100 คะแนน ลดลงจากเดิม 1 คะแนนจากปีก่อนหน้า ส่งผลให้ไทยอยู่อันดับ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก รั้งท้ายอาเซียน และอันดับร่วงเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้การประเมินของไทยไม่ดีขึ้นมาจากปัญหาการทุจริตเชิงโครงสร้าง การบังคับใช้กฎหมาย และวัฒนธรรมอุปถัมป์ที่ยังแก้ไขไม่ได้

https://www.bbc.com/thai/articles/cgrpnrwwjwqo




ทั่วโลกเริ่มปฏิเสธที่ตั้ง Data Center สูบทรัพยากรสูง ไม่สร้างงานจริงในท้องถิ่น


Environman

Yesterday
·
◉ POLICY: ทั่วโลกเริ่มปฏิเสธที่ตั้ง Data Center สูบทรัพยากรสูง ไม่สร้างงานจริงในท้องถิ่น
.
ในขณะที่ประเทศไทยตื่นเต้นกับการเข้ามาลงทุนสร้าง "ศูนย์ข้อมูล" (Data Centers) ที่หลายบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลก เข้ามาปักหลักใช้ไทยเป็นฐานที่มั่นสำคัญในภูมิภาค ด้วยงบประมาณการลงทุนนับแสนล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยี Generative AI ที่นับวันจะยิ่งมีความสำคัญต่อโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
ด้วยอาคารที่มีลักษณะคล้ายโกดังเหล่านี้อัดแน่นไปด้วยเซิร์ฟเวอร์นับหมื่นแสนตัวที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระบบทำความเย็นที่ซับซ้อนเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องจักรโอเวอร์ฮีต และแน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้แลกมาด้วยต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมที่สูงลิ่ว
.
ในหลายประเทศกลับเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความคุ้มค่าในการเข้ามาตั้ง Data Centers เพราะเทคโนโลยีเหล่านี้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติสูงทั้งน้ำที่ต้องใช้เพื่อหล่อเย็นระบบ การใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาลเพื่อทำให้ระบบทั้งหมดทำงานอย่างราบรื่น ยิ่งปัจจุบัน ระบบ AI เช่น แชตบอต ChatGPT หรือโปรแกรมสร้างรูปภาพต่างๆ บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างเร่งสร้างศูนย์ข้อมูลระดับ "ไฮเปอร์สเกลเลอร์" (Hyperscalers) เพื่อรองรับการประมวลผลที่หนักหน่วง สิ่งที่ตามมาคือการบริโภคพลังงานในระดับที่น่าตกใจ ศูนย์ข้อมูลเพียงแห่งเดียวอาจสูบพลังงานไฟฟ้าเทียบเท่ากับเมืองเล็กๆ ทั้งเมืองได้เลย
.
องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ออกมาเตือนว่า ภายในปี 2030 พลังงานที่ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกต้องการ อาจมีปริมาณสูงกว่าการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศของญี่ปุ่นเสียอีก เพื่อเอาชนะในสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "การแข่งขันทางอาวุธ AI" บรรดาบิ๊กเทคต่างเดินหน้ากว้านซื้อที่ดิน สิทธิในแหล่งน้ำ และทำข้อตกลงด้านพลังงานอย่างรุนแรง
.
การขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้มักเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบและขาดการตรวจสอบ บริษัทเทคโนโลยีมักทำข้อตกลงลับหลังกับรัฐบาลระดับประเทศหรือระดับภูมิภาค โดยยื่นข้อเสนอที่คลุมเครือเกี่ยวกับการสร้างงานและนวัตกรรม เพื่อแลกกับสิทธิพิเศษทางภาษี ที่ดินสาธารณะ และการเข้าถึงแหล่งน้ำ
.
ผลลัพธ์ที่ได้คือข้อตกลงที่มักข้ามหัวชุมชน เช่น ในพื้นที่ ออโรรา โกเมซ นักเคลื่อนไหวจากกลุ่ม Tu Nube Seca Mi Río ในสเปน ชี้ให้เห็นถึงความเจ็บปวดนี้ว่า บ่อยครั้งที่ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ถูกนำไปตั้งในพื้นที่ชนบทที่ยากจน มีอัตราการว่างงานสูง และมีปัญหาขาดแคลนน้ำอยู่แล้ว ชาวบ้านและแม้แต่นายกเทศมนตรีในท้องถิ่นกลับเพิ่งทราบเรื่องจากหน้าหนังสือพิมพ์ เมื่อสัญญาถูกเซ็นอนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่คำสัญญาเรื่องการสร้างงานหลายพันตำแหน่งในหลายประเทศอย่างโรมาเนียหรือเนเธอร์แลนด์ กลับเกิดขึ้นจริง 1 หนึ่งใน 4 เท่านั้น
.
ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนเหล่านี้มักได้รับการอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งเป็นเงินภาษีที่ควรถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างโรงเรียน หรือปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มากกว่าการนำไปประเคนให้กับบริษัทเทคโนโลยีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก
.
อย่างไรก็ตาม ประชาชนไม่ได้ไร้หนทางต่อสู้ ทั่วโลกเริ่มเกิดกระแสการเรียกร้องความโปร่งใสและสิทธิในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของชุมชนตนเอง การรับมือกับการคุกคามทางสิ่งแวดล้อมจากศูนย์ข้อมูลสามารถทำได้ผ่านหลายแนวทาง
.
การต่อสู้เริ่มได้จากการตรวจสอบผังเมืองและใบอนุญาตการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) การใช้สิทธิเรียกร้องข้อมูลข่าวสารของราชการ (FOI) สามารถเปิดโปงขนาดที่แท้จริงของการใช้น้ำและพลังงานที่บริษัทอาจปิดบังไว้ ดังเช่นที่เกษตรกรในเนเธอร์แลนด์เคยใช้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมล้มโครงการขนาดใหญ่ของ Meta มาแล้ว
.
ภาคประชาชนเดินหน้าทำงานร่วมกับนักอุทกวิทยา วิศวกร และนักวิเคราะห์พลังงาน สามารถนำคำกล่าวอ้างของบริษัทมาตรวจสอบกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้ เช่นในเยอรมนีและสวีเดน ที่ผู้เชี่ยวชาญช่วยชี้ให้เห็นถึงต้นทุนแฝง และเสนอแนวทางนำความร้อนทิ้ง (Waste heat) กลับมาใช้ประโยชน์
.
ในยุโรปที่ประชาชนตื่นรู้ในเรื่องกังกล่าว และมีส่วนร่วมเดียวกันของชุมชนสามารถรวมพลังกดดันให้เกิดการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% บังคับใช้ขีดจำกัดการใช้น้ำ และกำหนดให้บริษัทต้องรายงานดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส
.
ทั้งนี้การตั้งคำถามถึงศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าเป็นการ "ต่อต้านเทคโนโลยี" เสมอไป ทว่าประชาชนกำลังตั้งคำถามถึงความยั่งยืนนวัตกรรม AI สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยสเกลที่เล็กลงและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดขนาดของศูนย์ข้อมูลลงตามไปด้วย
.
ยกตัวอย่างของโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่าให้เห็นแล้ว เช่น ในเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ มีการดึงความร้อนทิ้งจากเซิร์ฟเวอร์มาใช้ในระบบทำความร้อนของเมือง หรือในสเปนที่โมเดลสหกรณ์ Guifi.net พิสูจน์ให้เห็นว่า โครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตสามารถถูกบริหารจัดการโดยชุมชนอย่างเป็นประชาธิปไตยได้
.
ปัจจุบันมีองค์กรมากมายทั่วยุโรปที่กำลังขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม La Quadrature du Net ในฝรั่งเศส, Not Here Not Anywhere ในไอร์แลนด์, หรือ Beyond Fossil Fuels ที่ทำงานครอบคลุมหลายประเทศ พวกเขามีเป้าหมายเดียวกันคือการรับประกันว่า โครงการเทคโนโลยีใดๆ ก็ตาม ต้องทำงานอยู่ภายใต้ข้อจำกัดทางนิเวศวิทยา ไม่เบียดเบียนแหล่งน้ำของชุมชน และต้องไม่บ่อนทำลายเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของโลก
.
แม้โลกดิจิทัลอาจมอบความสะดวกสบายที่ไร้ขีดจำกัด แต่ทรัพยากรธรรมชาติบนโลกใบนี้มีขีดจำกัด การพัฒนาเทคโนโลยีในยุคต่อไปจึงต้องไม่ใช่การเติบโตแบบกอบโกย แต่ต้องเป็นการเติบโตที่เคารพต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างแท้จริง
Environman

อ้างอิง:
https://algorithmwatch-org.translate.goog/.../a-guide-to.../


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1280641030944855&set=a.521543393521293




เจ้าของโรงงานปลากระป๋อง ชี้แจงปลานิลในกระป๋อง ยืนยันเป็นแค่ชุดทดลองผลิต ยังไม่มีวางจำหน่าย เร่งตรวจสอบหลุดถึงมือผู้บริโภคได้อย่างไร ส่วน Biothai อ้างแหล่งข่าวงในบอก ที่ยืนยันว่าเป็นปลานิล ไม่มีการตรวจดีเอ็นเอหรอกนะ ส่งแล็บเอกชนเลยครับ !


.....

https://www.facebook.com/reel/1049224297687312


พรรคประชาชน ชวนสังคม เปลี่ยนกรอบคิดใหม่ เปลี่ยนเรือนจำจาก “พื้นที่ลงโทษ” เป็น “พื้นที่ฟื้นฟู” เพื่อคืนคนปกติกลับสู่สังคม


พรรคประชาชน - People's Party
8 hours ago
·
[ เปลี่ยนเรือนจำจาก “พื้นที่ลงโทษ” เป็น “พื้นที่ฟื้นฟู” เพื่อคืนคนปกติกลับสู่สังคม ]
.
เป้าหมายของเรือนจำไม่ควรเป็นเพียงการ “จองจำ” เพื่อลงโทษให้หวาดกลัว แต่ต้องเป็นกระบวนการ “ฟื้นฟู” เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ที่ก้าวพลาดสามารถกลับมาใช้ชีวิตและยืนได้ด้วยตัวเองอีกครั้ง เพราะหากระบบราชทัณฑ์ล้มเหลวในการคืนคนสู่สังคม สุดท้ายภาระทั้งหมดจะตกอยู่กับประชาชนและสวัสดิภาพของสังคมในระยะยาว
.
นี่คือข้อเสนอสำคัญจาก ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในการเสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาเรื่องคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังและการกลับคืนสู่สังคม เพื่อชี้ให้เห็นถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างในเรือนจำไทยที่หมักหมมมานาน
.
ศศินันท์ระบุว่า ปัญหานักโทษล้นเรือนจำคือวิกฤตที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทุกปี ปัจจุบันมีผู้ต้องขังจริงกว่า 300,000 คน ในขณะที่เรือนจำรองรับได้เพียง 200,000 คน นอกจากความแออัดแล้ว เรือนจำหลายแห่งยังมีอายุกว่า 100 ปี ขาดการปรับปรุงจนมาตรฐานต่ำกว่าสากล และที่สำคัญที่สุดคือระบบสิทธิสุขภาพที่เป็น “คอขวด” จนนำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่ควรเกิด
.
อย่างกรณีที่เกิดขึ้นกับนักโทษการเมืองหลายคน เช่น “บุ้ง เนติพร” ซึ่งสะท้อนช่องโหว่ร้ายแรงเมื่อเรือนจำไม่มีแพทย์เวรดึก และปัญหาการจัดการกุญแจห้องขังในยามฉุกเฉินที่ล่าช้าจนรักษาชีวิตไว้ไม่ทัน หรือกรณี “เอกชัย หงส์กังวาน” ซึ่งสะท้อนมาตรฐานการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมต่อผู้ต้องขังการเมืองในการเข้าถึงการรักษานอกเรือนจำ
.
อีกหนึ่งตัวเลขที่น่าตกใจคือ “สถิติการกระทำความผิดซ้ำ” ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมาซึ่งสูงถึง 33.87% สิ่งนี้สะท้อนว่าโครงการฟื้นฟูของกรมราชทัณฑ์ในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์โลกความเป็นจริง เช่น การฝึกอบรมโคกหนองนาซึ่งผู้ต้องขังส่วนใหญ่ไม่มีพื้นที่รองรับเมื่อพ้นโทษ หรือการเน้นฝึกระเบียบวินัยและเรียนภาษาบาลี ซึ่งไม่ได้ช่วยให้พวกเขามีทักษะวิชาชีพพอที่จะประกอบอาชีพในภาคเอกชนได้
.
พรรคประชาชนเสนอว่า ภายใต้สภาวะสังคมสูงวัยและแรงงานลดลง เราไม่ควรทอดทิ้งใครไว้เบื้องหลัง แต่ควรเปลี่ยนวิธีคิดในการจัดการเรือนจำใหม่ ได้แก่
.
สิทธิสุขภาพต้องเท่าเทียม: ระบบส่งต่อผู้ป่วยต้องรวดเร็วและไม่มีคอขวด เพราะสิทธิในการรักษาพยาบาลคือสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน

เปลี่ยนห้องขังเป็นโอกาส: ทำ MOU กับภาคอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัย เพื่อให้มีการฝึกงานจริง มีการเรียนออนไลน์ และจัดสอบในเรือนจำ เพื่อให้พ้นโทษออกมาพร้อมวุฒิการศึกษาและทักษะที่ตลาดต้องการ
.
ลดการเข้าสู่เรือนจำ: ใช้มาตรการขังนอกเรือนจำและการให้สิทธิประกันตัว เพื่อลดความแออัดและลดงบประมาณที่รัฐต้องแบกรับ
.
ศศินันท์เน้นย้ำว่า การแก้ปัญหานี้ไม่ได้อยู่ที่กระทรวงยุติธรรมเพียงหน่วยงานเดียว แต่ต้องบูรณาการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงกระทรวงการอุดมศึกษาฯ เพื่อร่วมกันออกแบบระบบที่สร้างคน ไม่ใช่แค่คุมขัง
.
พรรคประชาชนเชื่อว่า หากเราปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการเน้นลงโทษให้เข็ดหลาบ มาเป็นการสร้างระบบฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพ เราจะไม่ใช่เพียงแค่คืน “คนดี” แต่สามารถคืน “คนปกติ” ที่มีศักยภาพกลับสู่ระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยได้อย่างสง่างาม ปลอดภัย และยั่งยืนสำหรับทุกคน
See less
— with ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ - ทนายแจม - Sasinan Thamnithinan.

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122195511746480817&set=a.122093105408480817




 
11 hours ago
·
[ คลิป อภิปรายญัตติคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง : ปฏิรูประบบราชทัณฑ์ไทย คืนคนคุณภาพสู่สังคม ]
วันนี้ ( 6 พ.ค.2569 ) แจมได้อภิปรายเปิดญัตติ “การเข้าถึงคุณภาพการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขังในเรือนจำ และกระบวนการกลับคืนสู่สังคมของผู้ต้องขัง ” เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอในเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ
ในปัจจุบันเรามีผู้ต้องขังกว่า3แสนคนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นจำนวนที่มากเกินกว่าพื้นที่ที่มีอยู่ ส่งผลให้เกิดสภาพแวดล้อมที่แออัด ทำลายความพยายามในการฟื้นฟูพฤตินิสัยและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งระบบสาธารณสุขในเรือนจำ ซึ่งผู้ต้องขังเข้าไม่ถึงการรักษา และระบบส่งต่อที่ล่าช้า นำไปสู่การเสียชีวิต
เมื่อพ้นโทษออกมาเกิดวงจรการกระทำความผิดซ้ำ เพราะเรือนจำไม่ได้ทำหน้าที่เยียวยา แต่กลายเป็นสถานที่พักรอก่อนกลับมากระทำความผิดใหม่ กลายเป็นว่า ยิ่งขัง ยิ่งสร้างอาชญากร โดยเพื่อน สส.จากพรรคประชาชน จะช่วยขยายความในประเด็นที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขัง และสิทธิในการประกันตัว การคุมขังนอกเรือนจำ การดูแลกลุ่มเปราะบาง แม่และเด็กในเรือนจำ เพื่อเปลี่ยนจาก “การลงโทษ” สู่ “การฟื้นฟู” อย่างแท้จริง เปลี่ยนห้องขังเป็นโอกาส ตัดวงจรกระทำความผิดซ้ำ สร้างทักษะในชีวิต และคืนคนคุณภาพสู่สังคมค่ะ




กลยุทธ์ "เงียบ" วิธีแก้ปัญหา แบบไม่เคยแก้ปัญหา ใน "รัฐล้มเหลว" นี่คือประเทศไทย ที่มีปัญหามากแค่ไหน รัฐก็แค่นิ่งๆไว้ แล้วเพิกเฉยกับมันต่อไป

https://www.facebook.com/tootsyreview/posts/1552671869757105

ตุ๊ดส์review 
12 hours ago
·
กลยุทธ์ "เงียบ" วิธีแก้ปัญหา แบบไม่เคยแก้ปัญหา ใน "รัฐล้มเหลว"
"เงียบ ที่ไม่ได้แปลว่าสงบจริงๆ"
ผมเคยไปอ่านวิธีคิดผู้นำแบบ Trump เขาใช้วิธีการกลบข่าวเสียๆของตัวเอง ด้วยการ Flood ข่าวใหม่ ให้คนลืมข่าวเก่าๆแย่ๆของเขา เขาเชื่อว่า "ข่าววันนี้ พรุ่งนี้คนก็ลืมแล้ว" เพราะเขาจะทำสิ่งใหม่ขึ้นมาเสมอ เพื่อกลบข่าวเก่า
วิธีการปล่อยเบลอ หรือรอให้เงียบๆซาๆไป แล้วก็เอาข่าวใหม่ กระแสใหม่มากลบ ถูกนำมาใช้เพื่อหวังผลปลายทางให้สร้างความคุ้นเคยกับผู้คนได้สำเร็จ จากการเห็นข้อมูลเยอะๆจนตั้งรับไม่ทัน และลืม focus กับปัญหาเดิม ทำให้ผู้รับสารเกิดภาวะ "สมองล้า" (Cognitive Overload) จากข้อมูลปริมาณมากที่เข้ามาปะทะ ทำให้ผู้รับสารรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และยอมรับมันได้ง่ายขึ้น ตั้งรับกับปัญหาเหล่านั้นไม่ทัน สุดท้ายปัญหานั้นไม่ได้ถูกใส่ใจ และลืมมันไป ทำให้อยู่กับมันจนกลายเป็นความเคยชิน
ประธานาธิบดี Trump ถูกวิเคราะห์ทางการข่าวว่า ที่เขาทรงอำนาจ เพราะกลยุทธ์การข่าวแบบนี้
"Muzzle velocity" เป็นคำศัพท์ที่ Steve Bannon ซึ่งเคยเป็นนักกลยุทธ์ของทรัมป์ พูดถึง ความหมายของมันคือ 'ความเร็วของกระสุนปืน ตอนถูกยิงออกจากปืน' ถ้าให้พูดในทางการข่าวก็คือ Trump เลือกปล่อยข่าวตัวเองทุกๆวันไปเรื่อยๆ สุดท้าย คนจะตำหนิด่าเขาในข่าวที่เลวร้ายไม่ทัน เพราะมันมีเรื่องใหม่ๆ มากลบ สุดท้ายคนก็ลืม เพราะเกิดสภาวะข้อมูลล้น (Cognitive Load) เป็นการเน้น Flood ข่าวด้วยความถี่สูงๆ จนทำให้คน Outfocus ในตัวเขา และไม่ได้มองว่าเขาเป็นปัญหามาก กระแสของเขาจึงไม่เป็นปัญหาจากข่าวฉาวต่างๆ ที่เกิดขึ้นรายวัน เพราะเดี๋ยวก็มีข่าวใหม่มากลบ ด้วยความเร็วแสง
พอย้อนกลับมามองประเทศไทย ภาวะของการทำให้ถูกลืม โดยที่ไม่แก้ปัญหา ก็อาจจะเห็นได้ชัดว่า มันเกิดขึ้นจริง รัฐบาลไทย อาจจะใช้วิธีแบบนั้น เพื่อแก้ปัญหาที่ไม่เคยแก้เลย แค่ทำให้ "เงียบซะ" รอว่าเมื่อไหร่คนจะลืม แล้วมันก็แค่จะผ่านไป เป็นเพียงวันปกติอีกวันที่ฟ้าสว่างสดใส แต่ปัญหายังคงอยู่ตลอดไป
ผมไม่ได้พูดถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน ผมพูดถึงทุกรัฐบาลที่ทำงานต่อเนื่องกันมา เขาก็คงใช้กลยุทธ์นี้กลบความเน่าของตัวเองไปวันๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นแหละครับ
นี่คือประเทศไทย ภาวะรัฐล้มเหลว ที่มีปัญหามากแค่ไหน รัฐก็แค่นิ่งๆไว้ แล้วเพิกเฉยกับมันต่อไป
เพราะการไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย มันทำงานง่ายมาก ง่ายๆชุ่ยๆ สบายที่สุดแล้วจริงๆ ก็แค่รับเงินเดือนจากภาษี กินส่วนต่างใต้โต๊ะ ชีวิตสบายใจ ส่วนคนที่เผชิญปัญหาทุกวัน ก็คือ ประชาชนตาดำๆที่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากก้มหน้ารับกรรม จากรัฐที่ไม่ปกป้องดูแลพวกเขาเลย




“ลิซ่า” แฉ 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการกว้านซื้อที่ดินไปแล้วประมาณ 500ไร่ จาก บ.นอมินี ที่คนในพื้นที่รู้จักกันในนามของอาม่า รอรับโครงการ “แลนด์บริดจ์”


“ลิซ่า” แฉ กว้านซื้อที่ดิน 500 ไร่จากบริษัทนอมินี อาม่า รอรับโครงการ “แลนด์บริดจ์”

6 พ.ค. 2569
ไทยรัฐออนไลน์

“ลิซ่า” แฉ กว้านซื้อที่ดิน 500 ไร่จากบริษัทนอมินี อาม่า รอรับโครงการ “แลนด์บริดจ์” แนะ “พิพัฒน์” ลงพื้นที่รับฟังประชาชนแถวอ่าวเคย จ.ระนอง

วันที่ 6 พ.ค. 2569 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชนกล่าวว่า การเอา “แลนด์บริดจ์” มาโฆษณาโดยไม่พูดถึงว่าแลนด์บริดจ์มีที่มาที่ไปอย่างไร มีอะไรจะเกิดขึ้นก่อนแลนด์บริดจ์ เป็นการขายฝันและฉวยโอกาสมากเกินไป แล้วถ้าจะใช้โมเดลอีอีซี จะมีใครการันตีได้ว่า บทเรียนที่เกิดขึ้นกับอีอีซีจะไม่เกิดขึ้นซ้ำในภาคใต้อีก และน่าเสียดายที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม ยกเลิกภารกิจลงพื้นที่ภาคใต้ ตนก็อยากให้ท่านลงไปรับฟังเสียงประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ประชาชนจัดตั้ง หากไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ตนขอแนะนำให้ไปที่อ่าวเคย จ.ระนอง ประชาชนพร้อมให้ข้อมูล และทราบว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการกว้านซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ จากบริษัทนอมินีที่คนในพื้นที่รู้จักดีในนามอาม่า ซึ่งท่านเป็นรัฐมนตรี เชี่ยวชาญภาคใต้ ท่านต้องรู้แน่นอนถ้าจะไปจริงๆ

“เรื่องนี้รัฐบาลไม่มีความจริงใจ ไม่มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ทุกอย่างดูเร่งรีบ เร่งรัดไปหมด และเมื่อสื่อมวลชนถามนายกฯ ล่าสุดว่าท่านจะการันตีได้อย่างไรว่า โครงการนี้จะไม่เป็นการเอื้อให้ทุนต่างชาติมาเช่าที่ดิน นายกฯ กลับตอบว่าให้ดูหน้าท่าน ว่า 7-8 ปีที่ผ่านมาไม่เคยเอื้อประโยชน์ให้กับใคร ดิฉันคิดว่า การตอบแบบนี้มักง่ายไปหน่อย ท่านเอาแค่หน้าท่านมาการันตีว่าจะไม่ทำเพื่อใคร แต่วันนี้ที่เราพูดกันคือผลประโยชน์ของประชาชน ต้นทุนคือทรัพยากรของประเทศ มันต้องมีการยืนยันด้วยข้อเท็จจริงมากกว่าการบอกว่าตนเป็นคนดี ให้เชื่อฉันสิ เรื่องนี้ทำให้ดิฉันคิดว่า รัฐบาลไม่มีความจริงใจตั้งแต่แรก” นางสาวภคมนกล่าว

https://www.thairath.co.th/news/politic/2930975






 

ตอนนี้เส้นทางอำนาจของรัฐบาล มี”หนาม”มากมายโผล่ทิ่มแทงให้เจ็บปวดเร็วเหนือคาดหมาย เสี่ยงติดเชื้อ จนน่าอันตราย ทั้งที่ทำงานมาไม่กี่เพลาเท่านั้น


https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_893974

”แหลม | สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

02.05.2026
มติชนสุดสัปดาห์

สถานีคิดเลขที่12 | สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล บริหารบ้านเมือง ยังไม่ถึง 3เดือน

“วิมานฉิมพลี” พลิกผันไปสู่”วิมานหนาม”อย่างรวดเร็ว

หนักหน่วงกว่าคนอื่น ก็คือนางศุภจี สุธรรมพันธ์ ที่เจอ”หนามทุเรียน”ตำ จนแผลอักเสบ ติดเชื้ออาการน่าห่วง

แม้จะมี”ดราม่า”มาเจือสม ให้ภาวะอักเสบ รุนแรงเกิน”เบอร์ไปอยู่บ้าง

แต่นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ก็คงปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าที่ผ่านมาได้ทำให้ภาพของนางศุภจี พลัส 2 รัฐมนตรีคนนอก ใหญ่ เกินตัวอยู่เช่นกัน

นางศุภจี กลายเป็น”ซูเปอร์จี”ที่จะแก้ปัญหาอะไรก็ได้ให้กับรัฐบาลนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเผชิญปัญหาปุ๋ย มะพร้าว ปาล์ม มะม่วง ทุเรียน ก็เกิดสภาพ”หลุด”อย่างที่แลเห็น

สะท้อนว่าปัญหาที่แลดูพื้นๆนั้น เอาเข้าจริงกลับสลับซับซ้อน

จะฝากความหวังเอาไว้กับ”บุคคล”เพียงคนเดียวคงไม่ได้

จำเป็นต้องมีทีมหรือองคาพยพในรัฐบาลเข้ามาเกื้อหนุนอย่างมียุทธศาสตร์ มียุทธวิธี ไม่เช่นนั้นเหนื่อย

ด้วยปัญหามันหนักหน่วงทั้งภายใน ภายนอก ทั้งที่ควบคุมได้ ควบคุมไม่ได้ จำต้องมีทีมเวิร์คช่วยกัน

ลำพัง 3 รัฐมนตรีคนนอกคงเอาไม่อยู่

รัฐมนตรีลูกเทพ รัฐมนตรีบ้านใหญ่ รัฐมนตรีตามโควต้า จะลอยตัวเฉยๆไม่ได้ คงต้องเข้ามา”ช่วยแบก”มากกว่านี้บ้าง

เพราะจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลตอนนี้ บ่งชี้ว่า “วิมานหนาม”ไม่ได้มีไว้สำหรับนางศุภจี เท่านั้น

หากแต่ดูเหมือนจะเปิดอ้ารับ รัฐมนตรีของรัฐบาลนายอนุทิน โดยถ้วนหน้า

มีหนามแหลมๆอีกหลายหนาม ที่คอยทิ่มแทง ให้เจ็บปวด และพร้อมจะติดเชื้อ ให้เป็นแผลอักเสบ

อย่างเรื่อง”แลนด์บริดจ์” ที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่อวด”วิชั้น”ของรัฐบาลได้

แต่เอาเข้าจริงกระบวนการผลักดันก็ดู”หลวมๆ” ขาดความพร้อมอย่างเห็นได้ชัด

การจะผลักดันโครงการระดับล้านล้านบาท และมีผลกระทบไปทั้งโลก

มีคำถามโตๆ รัฐบาลควรทำการบ้านดีกว่านี้หรือไม่ นั้นคือสิ่งที่คนสงสัยมาก

อีกนโยบายหนึ่งที่ดูขึงขัง คือการยกเลิกเอ็มโอยู44 ที่มากมายด้วยเทคนิค และแท๊กติก

แต่หลายฝ่ายก็ดูจะไม่วางใจและมีคำถาม กับเรื่องนี้อยู่มากเช่นกัน

แม้แต่กองทัพเรือ ซึ่งคงต้องมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นกับปัญหาทางทะเล

แต่ตอนนี้ กระซิบกระซาบกันกระหึ่ม เรื่องการจัดเรือฟริเกต ลำที่ 2 มูลค่ากว่าหมื่นล้าน ที่รัฐบาลนายอนุทินประกาศจะสนับสนุน”กองทัพ”เต็มที่นั้น

ตอนนี้ ด้วยภาวะรัฐบาลกระเป๋าแฟบ โครงการนี้ถูก”เลื่อน”ออกไปแล้ว

ทำเอากองทัพเรือที่มั่นอกมั่นใจก่อนหน้านี้ว่า”ฉลุย”แน่ เงื้อค้าง

แถมยังมีคำถามลอยลมเกี่ยวกับการประมูลเรือฟริเกต ที่มหาอำนาจอย่างจีน และรัสเซีย เหล่ตามองแบบไม่พอใจด้วย

กรณี คำชี้ขาดของป.ป.ช. กรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ

กรณี คำสั่งโยกย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง

ที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลโดยตรง และนายอนุทิน โยนเป็นเรื่องขององค์กรอิสระ เป็นเรื่องของพรรคร่วม

แต่ต้องไม่ลืมว่า ปัจจัยเหล่านี้ ไปเพิ่มความแหลมคม ให้กับ”หนาม”ที่จะมาทิ่งแทง รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินทั้งสิ้น

เพราะมันไปเชื่อมโยงเรื่องผลประโยชน์ ความโปร่งใส ที่คนวิจารณ์กันแซ่ด”ทำกันขนาดนี้เชียวหรือ”

และต้องไม่ลืมว่าอีกเรื่อง คือ”ไอ้โม่ง”น้ำมัน ที่หัวหน้าพรรคประชาชน ตั้งกระทู้สดในสภา ที่นายอนุทิน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ไม่มาตอบ ก็เป็นอีกหนามอันแหลมคมด้วย

พูดง่ายๆตอนนี้เส้นทางอำนาจของรัฐบาล มี”หนาม”มากมายโผล่ทิ่มแทงให้เจ็บปวดเร็วเหนือคาดหมาย

เสี่ยงติดเชื้อ จนน่าอันตราย ทั้งที่ทำงานมาไม่กี่เพลาเท่านั้น



บทเรียนเซาเทิร์นซีบอร์ด กับแลนด์บริดจ์ใหม่: ความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้นซ้ำใน Mega-Project ไทย "แค่ความฝันอันทะเยอทะยาน หรือ ความต้องการของชาติจริง ???


Kharim Kharim
April 30
·
บทเรียนเซาเทิร์นซีบอร์ด กับแลนด์บริดจ์ใหม่: ความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้นซ้ำใน Mega-Project ไทย
"แค่ความฝันอันทะเยอทะยาน หรือ ความต้องการของชาติจริง ???

โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Southern Seaboard) ในอดีต ได้ทิ้งบทเรียนสำคัญชิ้นหนึ่งไว้นั่นคือ เซาเทิร์นซีบอร์ดหรือถนนสายกระบี่-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 133 กิโลเมตร สร้างด้วยงบประมาณกว่า 3,500 ล้านบาท เปิดใช้เมื่อปี 2546 ด้วยวิสัยทัศน์อันทะเยอทะยาน: เชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย ลดระยะทางขนส่งสินค้าที่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา
แต่ผลลัพธ์กลับเป็นเพียงถนนสวยเกลี้ยงที่รถวิ่งบางตา เกาะกลางถนนกว้าง 200 เมตรที่ออกแบบไว้สำหรับวางท่อน้ำมันและรางรถไฟ กลับถูกจราจรบนถนนเยาะเย้ยด้วยความว่างเปล่า ส่วนนิคมอุตสาหกรรมและธุรกิจต่อเนื่องก็ไม่เกิดขึ้นตามแผน

ลองมาเปรียบเทียบแบบเคียงข้าง เซาเทิร์นซีบอร์ด (อดีต) แลนด์บริดจ์ใหม่ (อนาคต)
ของเก่างบประมาณ 3,500-4,000 ล้าน ของใหม่ 1 ล้านล้าน
ระยะทางเชื่อม 133 กม. (กระบี่-สุราษฎร์) 90 กม. (ชุมพร-ระนอง)
สิ่งที่สร้างสำเร็จ ถนน 4 เลน เกาะกลาง 200 ม. ท่าเรือ 2 ฝั่ง+ถนน+ราง (ตามแผน)
ผลที่เกิดขึ้นจริง ถนนสวย รถวิ่งน้อย ไม่มีท่อ/ราง ยังไม่เกิด (คาด cargo ไม่พอ)
ปัญหาชุมชน มีการต่อต้าน แต่สร้างผ่าน ค้านหนักขึ้น ส่อแววสะดุด

วันนี้ โครงการแลนด์บริดจ์ใหม่ วงเงิน 1 ล้านล้านบาท กำลังถูกผลักดันโดยใช้ตรรกะเดิม คือ เชื่อมท่าเรือชุมพร-ระนอง ระยะทาง 90 กิโลเมตร ด้วยถนนและรางคู่ขนาน หวังตัดสินค้าจากอ่าวไทยสู่ทะเลอันดามัน โดยไม่ต้องอ้อมสิงคโปร์ แต่เมื่อเทียบเคียงเคสเก่า-ใหม่ จะพบ "ความเสี่ยงซ้ำรอย" อย่างน้อย 3 ประการ:

1. โครงสร้างมาก่อน ระบบนิเวศเศรษฐกิจมาไม่ทัน – เซาเทิร์นซีบอร์ดสร้างเสร็จแต่ไม่มีสินค้าให้ขน ไม่มีอุตสาหกรรมรองรับ แลนด์บริดจ์ใหม่ก็เหมือนกัน แม้จะมีแผนท่าเรือน้ำลึก แต่จะมั่นใจได้อย่างไรว่าสินค้าจะไหลมาเทียบเรืองาน? หากสิงคโปร์และมาเลเซียยังแข่งขันด้านประสิทธิภาพและเครือข่ายได้ดีกว่า

2. ความคุ้มค่าที่เป็นเพียงมายาคติ – เมกะโปรเจกต์ไทยมักคำนวณผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงเกินจริง แต่เมื่อสร้างเสร็จกลับพบว่าต้นทุนที่แท้จริงสูงกว่า และประโยชน์ที่แท้จริงต่ำกว่า ถนนสายเซาเทิร์นซีบอร์ด เป็นตัวอย่างชั้นดี ขณะที่แลนด์บริดจ์ใหม่ก็มีแนวโน้มจะเจอปัญหาแบบเดียวกัน เพราะเอกชนอาจไม่ขนสินค้ามาพอทำให้โครงสร้างพื้นฐานขนาดมหึมากลายเป็นภาระทางการคลัง

3. ผลกระทบชุมชนถูกมองข้าม – สมัยเซาเทิร์นซีบอร์ด ปัญหาชุมชน มีการต่อต้าน แต่สร้างผ่าน ค้านหนักขึ้น ส่อแววสะดุด ชุมชนท้องถิ่นออกมาต่อต้านเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่รัฐเดินหน้าสร้างจนเสร็จ ปัจจุบันชาวบ้านชุมพร-ระนองลุกฮือค้านหนักกว่าเดิม ทั้งเรื่องสิทธิชุมชน ระบบนิเวศประมง และการเวนคืนที่ดินโดยไร้การมีส่วนร่วม หากรัฐยังยืนกรานด้วยโมเดล "สร้างก่อน แก้ทีหลัง" ก็มีสิทธิ์ได้รับแรงต้านที่รุนแรงจนโครงการสะดุดกลางคัน

ถนนสายเซาเทิร์นซีบอร์ด ไม่ใช่โครงการที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะมันยังใช้เป็นทางหลวงสัญจรได้ดี แต่ในแง่ "การเป็นตัวเปลี่ยนเกมทางเศรษฐกิจตามที่โฆษณา" มันคือความล้มเหลวที่ชัดเจน

แลนด์บริดจ์ใหม่ หากไม่เรียนรู้จากอดีต ไม่สร้างผู้ประกอบการและสินค้ารอไว้ก่อน หรือไม่เปิดให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ก็มีสิทธิ์จบแบบ "สร้างเสร็จ สวยงาม แต่ไร้สินค้า" และกลายเป็นบทเรียนที่ต้องมานั่งเล่าให้กันฟังอีกในอีก 20 ปีข้างหน้า

บทเรียนสำคัญ เมกะโปรเจกต์ต้องมีความต้องการของตลาดนำ ไม่ใช่ความฝันของรัฐนำ

1) เซาเทิร์นซีบอร์ด ยุคเก่า ไม่มีท่าเรือ ทำให้ขาดจุดเริ่มต้น-ปลายทางที่เป็นโครงสร้างหลัก

2) แลนด์บริดจ์ใหม่ มีแผนท่าเรือ แต่ความเสี่ยงคือ "ของจะมาเทียบเรือจริงหรือไม่" ถ้าไม่มี cargo มา ถนน-รางก็ร้างเหมือนเซาเทิร์นซีบอร์ด

3) ทั้งคู่เป็น Mega-project ที่เกิดจากความฝันของรัฐ มากกว่าความต้องการของตลาดจริง

สรุปว่าโครงสร้างพื้นฐานถ้าไม่เชื่อมต่อระบบนิเวศทางเศรษฐกิจและสังคมตั้งแต่ต้น ก็จะกลายเป็นแค่ "ถนนสวย...ที่ทอดไปสู่อะไรไม่รู้"
เซาเทิร์นซีบอร์ด คือตัวอย่างชัดเจนของความฝัน Mega-Project ที่เป็นจริงแค่ครึ่งเดียว และถ้าแลนด์บริดจ์ใหม่ไม่เรียนรู้จากตรงนี้ ก็มีสิทธิ์จบแบบ...ต้องมานั่งคุยกันอีกในอีก 20 ปีข้างหน้าว่า "เหมือนเดิมเป๊ะ"

บทความ : จาโก้ยจุ่มนม

ภาพ : ปั่นโปร
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=27316204231297127&set=a.553732094637704





"5 พฤษภาคม: วันที่รัฐอยากให้คุณ ‘ลืม’ แต่ประวัติศาสตร์ประชาชนจะทำให้คุณ ‘ตื่น’" - 5 พฤษภาคม 2569 60ปี วันรำลึกถึงวีรชนผู้กล้า นาม จิตร ภูมิศักดิ์

https://www.facebook.com/reel/967919299321677


 
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid093eqhjJh7RJJEctPnMCPBGL3EeyUhedHgExe1RvC8PDHSLAL3U6t3UrKwQF67N1Vl&id=61586367205662

Heat Story 
May4
·
"5 พฤษภาคม: วันที่รัฐอยากให้คุณ ‘ลืม’ แต่ประวัติศาสตร์ประชาชนจะทำให้คุณ ‘ตื่น’"
.
เบื่อไหม? กับความรู้สึกที่ว่า "สู้ไปก็แพ้" ในสังคมที่วนเวียนอยู่กับผลประโยชน์และลาภยศ ในวันที่การเมืองทำให้คุณสิ้นหวัง จนอยากจะเลิกรับรู้ความเจ็บปวดของประเทศนี้
.
เราอยากให้คุณหยุดอ่านข้อความจาก 'ลุงอุดมศักดิ์' ชายวัย 78 ปี ผู้เฝ้าอนุสรณ์สถานจิตร ภูมิศักดิ์ มานานกว่า 20 ปี... ชายผู้พิสูจน์ว่า "อุดมการณ์กินไม่ได้ แต่ทำให้เรามีชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี"
.
ทำไม 5 พฤษภาคม ถึงเป็นวันที่น่ากลัวสำหรับบางคน? เพราะมันคือวันที่กระสุนปืนหยุดลมหายใจของ 'จิตร ภูมิศักดิ์' นักปราชญ์ที่รัฐไทยพยายามตราหน้าว่าเป็นปีศาจ แต่สำหรับประชาชน... เขาคือทุกอย่างที่เราโหยหาในตอนนึ้
.
ลุงอุดมศักดิ์สรุป 5 บทบาทของจิตร ที่โรงเรียนไม่เคยสอนไว้ให้เราอย่างเห็นภาพ:
.
1️. ในฐานะครู: สอนให้เรารู้จักวิชาที่สำคัญที่สุด คือวิชา 'เสียสละ' และ 'แบ่งปัน'
2.ในฐานะนักประวัติศาสตร์: ขุดลึกถึงรากเหง้าที่รัฐอยากปิดบัง เพื่อให้เรารู้ว่า "ใครคือเจ้าของประเทศที่แท้จริง"
3.ในฐานะนักประพันธ์: แปลความจริงให้กลายเป็นอาวุธทางปัญญา แม้แต่คนที่เหลือเงิน 30 บาท ก็ต้องได้อ่าน!
4.ในฐานะนักต่อสู้: คนที่ติดคุก 7 ปี แต่ออกมาแล้วยังสู้ต่อ เพราะ "ความเด็ดเดี่ยว" มันอยู่ในสายเลือด
5.ในฐานะนักเสียสละ: คนที่ตายเพียงเพราะอาสาลงจากเขาไป "ขอข้าวให้เพื่อน" ในวันที่ทุกคนหิวโหย
.
"การเมืองไทยมันมีแต่ผลประโยชน์... แต่จิตรทำงานเพื่อประชาชน" ลุงอุดมศักดิ์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังเปี่ยมด้วยศรัทธา
“วันนี้เราไม่ชนะ แต่เรากล้ายืนหยัด สู้อย่างมีสติ สักวันนึงเราก็อาจจะชนะ"
.
ทำไมเราต้องช่วยกันแชร์โพสต์นี้?
เพราะ 'ประวัติศาสตร์ประชาชน' คือสิ่งที่เขาไม่อยากให้เราจำ เขาอยากให้เราเชื่อว่าเราไม่มีอำนาจ เขาอยากให้เราสิ้นหวัง... เพื่อที่เขาจะได้ปกครองเราตลอดไป
.
แต่เราคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ "ประชาชนสำคัญที่สุดในประเทศนี้" ด้วยการไม่ยอมแพ้ ด้วยการส่งต่อไฟแห่งการตื่นรู้ และด้วยการพิสูจน์ว่า 'จิตร ภูมิศักดิ์' ไม่เคยตายไปจากหัวใจของคนที่รักความยุติธรรม
.
ร่วมคอมเมนต์ "ยืนหยัด" หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ยังเชื่อในพลังของการเปลี่ยนแปลง กดแชร์ เพื่อส่งต่อประวัติศาสตร์ที่รัฐไทยไม่อยากให้จำ
.
อย่าปล่อยให้ความหวังของคุณตายไปพร้อมกับกาลเวลา
กด [Like] เพื่อยืนยันว่าอุดมการณ์ยังอยู่
กด [Share] เพื่อส่งต่อความหวังให้เพื่อนที่กำลังท้อ และ
กด [Follow] เพจของเรา... เพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ฉบับ 'ประชาชน' ที่ไม่มีใครยอมให้คุณอ่านในโรงเรียน





Heat Story 
Yesterday
·
หากวันนี้รู้สึกคนปกติที่ไหนจะปั่นจักรยานจากสงขลาไปสกลนครทุกปี... เพียงเพื่อไปหาคนที่ตายไปแล้ว?
.
วัชระยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า "ผมมันบ้า... คนปกติที่ไหนเขาทำกัน" ระยะทางกว่าพันกิโลเมตรจากแดนใต้สุดสู่ อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร ไม่ใช่ทริปปั่นจักรยานเพื่อพักผ่อน แต่มันคือการ "จาริกบุญทางอุดมการณ์" ที่แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและความเหนื่อยล้าสายตัวแทบขาด เขาปั่นมาที่นี่ทุกปี ไม่ใช่เพื่อมาขอหวย หรือบนบานศาลกล่าว...
.
แต่เพื่อมาเยี่ยม "จิตร ภูมิศักดิ์"
.
ชายผู้เป็นทั้ง... เพื่อนที่คบยาก แต่ไม่เคยแคร์น้ำลายใครนอกจากความจริง ครูผู้สอน บทเรียนราคาแพงผ่านการถูกจับโยนบกจนร้าวระบม ฮีโร่เดินดิน ที่ตอนหิวก็แค่ลงจากเขามาขอข้าวชาวบ้านกิน ไอดอล ผู้มองปืนที่จ่อตรงหน้าเป็นแค่หนังสติ๊ก และ นักปรัชญา ผู้มอบความจริงให้คนถูกกดขี่ โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน
.
เมื่อหันกลับมามองการเมืองไทยในวันนี้... มันช่างมั่วซั่วและบัดซบจนน่าสิ้นหวัง ระบบยุติธรรมพังทลายล้มเหลวไม่เป็นท่า คนที่กล้าลุกขึ้นมาสู้ กล้าตั้งคำถาม กลับถูกจับยัดคุกอย่างหน้าตาเฉย ส่วนในอดีต คนที่ต่อสู้ก็ถูกเด็ดหัวทิ้งให้ตายกลางป่าแบบจิตร ภูมิศักดิ์
.
ความอยุติธรรมที่ซ้ำซากและโจ่งแจ้งนี้ กำลังทำร้ายสังคมไทยอย่างเลือดเย็น มันบีบคั้นให้คนจำนวนมากเลือกที่จะ "นิ่งเฉย" ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม เพราะรู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้ ในขณะที่ชนชั้นปกครองนั่งยิ้มเยาะอยู่บนหอคอยงาช้าง มองลงมาดูพวกเราดิ้นรนอย่างเริงร่า
.
แต่ความ "บ้า" ของวัชระ... กำลังตบหน้าเราอย่างจัง เพื่อปลุกให้ตื่นจากความตลกร้ายนี้!
ลองคิดดูสิ... ถ้าผู้ชายคนหนึ่ง ยังยอมเหนื่อยล้า ปั่นจักรยานข้ามประเทศทุกปี เพียงเพื่อรักษาระยะทางของ "ความทรงจำ" และยืนยันว่าอุดมการณ์ของจิตรยังไม่ตาย...
.
แล้วเราล่ะ? เราที่ยังมีลมหายใจ จะยอมแพ้ ยอมก้มหัว และปล่อยให้สิทธิของมวลชนถูกเหยียบย่ำต่อไปอย่างนั้นหรือ?
.
วันที่ 5 พฤษภาคม ไม่ใช่แค่วันรำลึกถึงความตายของจิตร ภูมิศักดิ์ แต่มันคือคำถามที่พุ่งตรงมายังหัวใจของเราทุกคนว่า... "เรายังมีไฟอยู่ไหม?"
.
ตราบใดที่ยังมีคนบ้าอย่างวัชระที่ยอมเหนื่อยเพื่อสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ตราบนั้นความหวังก็ยังไม่ตาย อย่าให้ความเงียบและการยอมจำนนของเรา กลายเป็นเสียงหัวเราะและปุ๋ยชั้นดีให้ผู้ปกครอง
.
ลุกขึ้นมาส่งเสียง ลุกขึ้นมาสู้ ในแบบที่ทำได้ เพราะอุดมการณ์ ไม่ได้ต้องการคนตายเพื่อเป็นเครื่องสังเวย... แต่มันต้องการ "คนเป็น" ที่พร้อมจะสู้ และไม่ยอมก้มหัวให้ความอยุติธรรมอีกต่อไป!



Heat Story is feeling loved at สถานที่เสียชีวิต จิตร ภูมิศักดิ์.
11 hours ago
·
5 พฤษภาคม2569 60ปี วันรำลึกถึงวีรชนผู้กล้า นาม จิตร ภูมิศักดิ์
วันที่ประวัติศาสตร์หมุนกลับมาบรรจบอีกครั้ง ณ สถานที่ที่เต็มไปด้วยมวลความทรงจำอันเข้มข้น ท่ามกลางบรรยากาศที่แสนพิเศษ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเรานั้นไม่ใช่เพียงแค่อนุสรณ์สถานที่ตั้งตระหง่าน
แต่คือ "ภาพชีวิต" ของเหล่าสหายและผู้คนหลากรุ่นที่เดินทางมารวมตัวกันด้วยใจที่ยังระลึกถึง จิตร ภูมิศักดิ์ วีรชนปัญญาชนผู้ยิ่งใหญ่
.
การได้มายืนอยู่ในวงล้อมของเหล่าสหายในวันนี้ ทำให้เราเห็นภาพที่สะท้อนถึงการส่งต่ออุดมการณ์อย่างชัดเจนที่สุด แววตาของบุคคลที่ตั้งใจมาบอกเล่าเรื่องราว เห็นความมุ่งมั่นของคนที่อยากให้ประวัติศาสตร์ของจิตรยังคงโลดแล่นอยู่ในใจคนรุ่นใหม่
.
ความแข็งแกร่ง เป็นแรงขับเคลื่อนที่ทำให้ชื่อของจิตรไม่เคยถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา
.
จิตร ภูมิศักดิ์ เขาไม่ได้เป็นเพียงนักประวัติศาสตร์ที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง แต่เขาคือสหายผู้สำคัญและวีรชนผู้กล้าหาญที่อุทิศทุกอณูของลมหายใจเพื่อ "ทำความรู้ให้เป็นของประชาชน"
ความยิ่งใหญ่ของเขาอยู่ที่ความทุ่มเทในการทลายกำแพงความไม่รู้ผ่านหยดหมึกและบทประพันธ์ ทุกตัวอักษรที่เขากลั่นออกมา ไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงามทางวรรณศิลป์ แต่คืออาวุธทางปัญญาที่เขาตั้งใจมอบไว้ให้คนไทยทุกคนได้ใช้เป็นเครื่องมือนำทางสู่เสรีภาพ
.
การได้เรียนรู้เรื่องราวของจิตรผ่านปากคำของพยานแห่งกาลเวลาในวันนี้ มันไม่ใช่แค่การมารำลึกถึงคนที่จากไป แต่คือการรับพลังจาก "ผู้ให้" ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย
ภาพของเหล่าสหายที่มาร่วมงานในวันนี้เป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่า แม้ร่างของเขาจะลับลาไป แต่เจตนารมณ์ที่อยากให้สังคมไทยเข้าถึงแสงสว่างทางปัญญานั้นยังคงมีลมหายใจและถูกส่งต่อผ่านหัวใจของพวกเราทุกคน
.
ขอบคุณที่ทำให้วันนี้เป็นมากกว่าแค่วันรำลึก แต่เป็นวันที่เราได้กลับมาสำรวจเปลวไฟในใจตัวเองอีกครั้ง ว่าเราจะสืบสานมรดกทางความคิดที่วีรชนท่านนี้เหลือทิ้งไว้ได้อย่างไรต่อไปในวันพรุ่งนี้
.
"เพราะความตายไม่อาจกักขังความคิด และกาลเวลาไม่อาจลบเลือนความจริง"




อยากให้เรากลับไปดูประโยคเด็ดที่ทรัมป์ใช้ปรามาส Zelenskyy เมื่อตอนเจอกันปี 2025 ครับ "ฟังนะ เวลานายจะก่อสงครามเนี่ย นายต้องมั่นใจว่านายจะชนะ นายอย่าก่อสงครามกับคนที่ตัวใหญ่กว่านาย 20 เท่า แล้วหวังว่าคนอื่นจะส่งจรวดมาช่วยเหลือ" แล้ววันนี้ละ ทรัมป์ก่อสงครามกับประเทศระดับสาม แล้วขอให้คนโน้นคนนี้มาช่วย


Don Plooksawasdi
17 hours ago
·
อยากให้เรากลับไปดูประโยคเด็ดที่ทรัมป์ใช้ปรามาส Zelenskyy เมื่อตอนเจอกันปี 2025 ครับ
.
"ฟังนะ เวลานายจะก่อสงครามเนี่ย นายต้องมั่นใจว่านายจะชนะ นายอย่าก่อสงครามกับคนที่ตัวใหญ่กว่านาย 20 เท่า แล้วหวังว่าคนอื่นจะส่งจรวดมาช่วยเหลือ"
.
ในวันนั้นทรัมป์โกหก เพราะยูเครนไม่ได้เริ่มสงครามกับรัสเซีย และการช่วยเหลือยูเครนคือการช่วยสกัดกั้นรัสเซียไม่ให้ช่วยเหลือจีนและอิหร่านได้ แต่ทรัมป์หลงใหลความขวาสุดโต่งแบบปูตินเกินกว่าจะเข้าใจความจริงนี้ และมั่นใจตัวเองเกินไปว่าอำนาจของสหรัฐไม่มีข้อจำกัด
.
มาวันนี้ทรัมป์ต่างหากที่เป็นคนก่อสงครามกับประเทศระดับสามก่อนและก็ยังไม่อาจเอาชนะได้ ซ้ำยังโหวกเหวกโวยวายให้คนอื่นส่งจรวด ส่งกองเรือมาช่วยตัวเอง ไม่ต่างจากที่ด่าเซเลนสกี้ในวันนั้น
.
ซ้ำร้ายทรัมป์ยังเป็นคนไม่สำนึกบุญคุณคน ยูเครนส่งระบบต้านโดรนมาช่วย ก็ยังส่งของที่สั่งช้าและไม่ใส่งบช่วยเหลือยูเครนมาในงบประมาณกลาโหมปีล่าสุด ฝรั่งเศสช่วยบินสกัดกั้นโดรนก็ด่า, อังกฤษช่วยสกัดกั้นโดรน ให้ใช้ฐานทัพก็เหยีดหยาม, ฐาน Rammstein ในเยอรมันเป็นส่วนสำคัญในการช่วยปฐมพยาบาลทหารที่ได้รับบาดเจ็บก็ไปตีโพยตีพาย
.
วันนึงก็บอกว่านาโต้ทำไมเมินไม่มาช่วย อีกวันก็บอกว่าดูแลตัวเองให้ดีเหอะ คนกลับกลอกแบบนี้ไม่มีใครอยากช่วย เพราะไม่รู้ว่าช่วยแล้วจะเปลืองตัวแค่ไหน
.
วันนึงก็บอกว่า ต้องล้ม IRGC, อีกวันบอกดีลก็ได้แค่ไม่ทำนิวเคลียร์, วันโน้นบอกว่าต้องไม่มีขีปนาวุธ, วันต่อมาบอกว่าต้องสนับสนุนพวกก่อการร้าย Hez,Ham พอไม่มีความชัดเจนแบบนี้ คนมาช่วยมึนพอดี เพราะ objective ทั้งหมด มันต้องการกำลังทหาร หรือการทูตที่ต่างกันมาก
.
นิสียเสียลิ้นพันกัน ยิ่งทำให้ไม่มีใครลงนามสนธิสัญญาด้วยหรอก เพราะเดี๋ยววันรุ่งขึ้นตื่นมาถ่ายไม่ออกก็กลับลำอีก แบบในหลวงชาร์ลมาถูกใจก็ยกเลิกภาษีเหล้าซะงั้น เท่ากับว่าสนธิสัญญาคือกระดาษไร้ค่า
.
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ก็ยังหงอต่อบีบี้ทั้งที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สหรัฐต้องมาทำสงครามบ้าบอครั้งนี้ เลวร้ายกว่านั้นคือยังชื่นชมปูตินอยู่นั่น ทั้งที่เทคโนโลยีทหารและการสอดแนมของรัสเซียมีส่วนทำให้ทหารสหรัฐบาดเจ็บ เสียชีวิต
.
ไม่เคยมีประธานาธิบดีที่จิตใจอ่อนแอและ "Cuck" ขนาดนี้มาก่อนในประวัติศาสตร์สหรัฐ แต่ส่วนใหญ่เบื้องหลังพวกขวาจัดมักเป็นแบบนี้กันทุกคน คืออ่อนแอ,ปวกเปียก แต่ฉากหน้าทำตัวกร่าง ฮึกเหิม แล้วก็ดึงดูดคนที่มีปมด้อยคล้ายๆ กัน เพราะพวกเขาเห็นคนอย่างทรัมป์เป็นตัวอย่างของตัวเองที่ Failing Upward จนประสบความสำเร็จ
.
อาการนี้ผมขอเรียกว่า Homelander Syndrome ละกัน ชายอ่อนแอที่หวังได้รับการบูชาและถูกเรียกว่าเป็น Savior
.
ตอนนี้บาร์ต่ำสุด ที่ทรัมป์ต้องทำให้ได้ถึงจะพออ้าง Success เข้าสู่เลือกตั้ง midterm ได้ก็คือให้ช่องแคบกลับไปเหมือนสภาพก่อนสงคราม (Rubio เพิ่งแถลงวันนี้)
.
ซึ่งถ้าเรามาไล่ดูองค์ประกอบกัน จะพบว่ามีสองทางเท่านั้น ยังไงก็ต้องเจรจากับ IRGC ไม่ก็ทำสงครามแบบสมัยอีรักเพื่อล้ม IRGC ให้ได้ การประกาศปั่นราคาน้ำมันหรือ ทำลายเรือแมงเม่าอิหร่าน 10 ลำไม่ช่วยอะไร
.
ถ้าเจรจากับ IRGC ก็เท่ากับว่าการบอกจะช่วยปลดปล่อยคนอิหร่านเป็นเรื่องโกหกแต่แรก ที่เราเห็นเพื่อนคนอิหร่านโพสต์กันในนี้ว่ามาช่วยเราเถอะ สหรัฐคือความหวังเดียว (รวมทั้งเพื่อนอิหร่านผมด้วย) พวกเขาก็คือโดนหลอกนั่นเอง แต่ไม่น่าแปลกใจเพราะนายทรัมป์คือจอมทรยศหักหลังอยู่แล้ว ไม่เชื่อถามยูเครนได้
.
ถ้าจะล้ม IRGC ให้ได้ ก็ต้องย้อนกลับไปที่ทรัมป์เคยปรามาสเซเลนสกี้นั่นแหละว่า "เวลานายจะก่อสงครามเนี่ย นายต้องมั่นใจว่านายจะชนะ" ซึ่งผมเชื่อว่าสหรัฐชนะได้ ไม่เหมือนรัสเซีย แต่ก็ต้องยอมจ่ายเป็นชีวิตและทรัพย์สินเหมือนที่ตอนทำสมัยอีรัก
.
การจะปิดอิหร่านเอาไว้ให้อดตายนั้นทำได้ แต่อิหร่านมันเละเทะมานานแล้ว. IRGC ยังกดหัวผู้คนได้อีกสักพัก ในขณะที่เศรษฐกิจโลกและสหรัฐไม่พร้อมราคาน้ำมัน 60-70 บาทยาวๆ ไปถึงเลือกตั้ง Midterm หรอกครับ
.
IRGC น่ะเป็นมะเร็งโลก ถ้าเราสนับสนุน Rule-Based Order การสิ้นสุดของรัฐบาลศาสนาอิหร่านเป็นเรื่องดีแน่นอน แต่การทำสงครามโง่ๆ เพราะโดนอิสราเอลหลอกให้รีบเปิด ทั้งที่รัสเซียยังมีความสามารถสนับสนุนอิหร่านอยู่และสร้างความวุ่นวายในยุโรปมากเกินกว่าจะช่วยได้ อีกทั้งตัวเองก็ทำตัวไม่เห็นหัวเพื่อนเก่าแก่ ขู่จะเอากรีนแลนด์ ผมรักปูติน มันไม่มีทางสำเร็จได้เลย
.
เพราะสหรัฐเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งได้ ไม่ใช่เพราะ Hard Power อย่างเดียว แต่เพราะ Network of alliance ที่กว้างขวาง ไม่ใช่อิงแต่อิสราเอลประเทศเดียวเท่านั้น ดูเอซียก็ได้ จีนเหมือนเรือรบเยอะ แต่ด้วย alliance network ทร สหรัฐจึงมีเรือ ญี่ปุ่น,ออส,SK ให้พึ่งพา
.
ทางเดียวที่สงครามนี้จะจบได้โดยโลกไม่พัง คือทุกฝ่ายต้องยอม Win-Win แบบ Lose-Lose เท่านั้น คือทุกคนพอมีอะไรประกาศชัยชนะกลับบ้าน เอา ศก แม้เเท้จริงทั้งสองข้างจะไม่ได้สิ่งที่ต้องการ จากนั้นทรัมป์ก็แพ้ Mid-Term ไปเสียจะได้ทำอะไรบุ่มบ่ามไมได้ ถ้ากลัวว่าจะ woke น่ารำคาญก็ไม่เป็นไร woke ไปเดี๋ยว 2028 democrat ก็ไม่ชนะที่นั่ง ปธน เองแหละ ป่านนั้นถ้า Rubio ชนะก็ต้องเดินสายซ่อมสัมพันธ์รัวๆ
.
คนที่เชียร์สงครามอยู่ไทย ถามตัวเองดูละกันว่า ถ้าเราต้องทนน้ำมันหน้าปั๊ม 60-70 บาทไปอีก 6-7 เดือน ราคาอาหารแพงขึ้น 10-20%, ราคาของทำจากพลาสติกเเพงขึ้น 20%, ท่องเที่ยวร่วงระนาวเพราะค่าน้ำมันเครื่องบินแพงหยุดไม่อยู่ เพื่อให้ทรัมป์ทำสงครามแบบมวยวัดไหวไหม?
.
คนไม่น้อยมองเรื่องโลกว่าเป็น culture war ระหว่างขวาซ้าย ยุโรปเมินซวยแล้วเพราะไม่ช่วยพ่อใหญ่ ความจริงคือน้ำมันยุโรปผ่านช่องแคบแค่ 2-3% นะครับ มีก๊าสเยอะหน่อย แต่ไทยนี่สิ พึ่งช่องแคบนี้มากกว่ายุโรปมากทั้งก๊าส,ทั้งน้ำมัน
.
ไปอินกับ MAGA อินกับสงครามวัฒนธรรมฝั่งโน้น เราเองเจ็บเร็วกว่าเยอะครับ เวลาสะใจอะไร สำนึกความจริงนี้กันด้วยเน้อ
.
พอสงครามจบเมื่อไหร่ ทรัมป์มันมาเรียกบุญคุณกับไทยแน่นอน เตรียมเจอเรียกเจรจาการค้ารอบใหม่ที่โหดกว่าได้เลย ดูสิถึงตอนนั้นจะยังเชียร์อยู่ไหม?
.
บ่นมาทั้งหมดนี้ ผมอยากบอกอะไร? สรุปคือ เราจะบอกว่าสหรัฐสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อเรือมันออกจากช่องแคบ Hormuz มาส่ง Gas และน้ำมันไทยได้เหมือนเดิมเท่านั้นครับ ที่เหลือเป็น Rhetoric และการปั่นประแสไปวันๆ ของคนที่ไม่มีทางออก เริ่มสงครามโดยไม่มีใจพร้อมจะชนะเท่านั้นเอง
.
ถ้าตัวเลขการค้าเดือนเมษาแสดงให้เห็นว่าตัวเลขนำเข้าเชื้อเพลิงเราลดฮวบๆ ละก็ จะสะใจกับคลิป Airstrike ไปก็เท่านั้นครับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10237768771732163&set=a.1389093721022



Trump News | Trump Blames Zelensky, Says You Don't Start A War Against Someone 20 Times Your Size...

NDTV World

Premiered Apr 15, 2025 

Trump News | Trump Blames Zelensky, Says You Don't Start A War Against Someone 20 Times Your Size... Donald Trump says Ukrainian President Zelensky shares responsibility for war casualties, claiming, "You don't start a war against someone 20 times your size.

https://www.youtube.com/watch?v=F4T8uWz3nW8




รายงานข่าวพิเศษ : สหรัฐฯ และอิหร่านใกล้บรรลุข้อตกลงบันทึกความเข้าใจฉบับหน้าเดียวเพื่อยุติสงคราม เจ้าหน้าที่กล่าว



ข่าวพิเศษ: สหรัฐฯ และอิหร่านใกล้บรรลุข้อตกลงบันทึกความเข้าใจฉบับหน้าเดียวเพื่อยุติสงคราม เจ้าหน้าที่กล่าว

ทำเนียบขาวเชื่อว่ากำลังใกล้บรรลุข้อตกลงกับอิหร่านเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจฉบับหน้าเดียวเพื่อยุติสงครามและวางกรอบสำหรับการเจรจานิวเคลียร์ที่ละเอียดขึ้น ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สองคนและแหล่งข่าวอีกสองแหล่งที่ได้รับทราบเรื่องนี้

ภาพรวม: สหรัฐฯ คาดหวังการตอบกลับจากอิหร่านในประเด็นสำคัญหลายประเด็นภายใน 48 ชั่วโมงข้างหน้า ยังไม่มีข้อตกลงใดๆ แต่แหล่งข่าวกล่าวว่านี่เป็นความใกล้ชิดที่สุดของทั้งสองฝ่ายนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น

ข้อตกลงนี้รวมถึงข้อกำหนดอื่นๆ เช่น อิหร่านต้องระงับการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ สหรัฐฯ ตกลงที่จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรและปล่อยเงินทุนอิหร่านที่ถูกอายัดไว้หลายพันล้านดอลลาร์ และทั้งสองฝ่ายยกเลิกข้อจำกัดเกี่ยวกับการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

เงื่อนไขหลายข้อที่ระบุไว้ในบันทึกข้อความนั้นขึ้นอยู่กับการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามครั้งใหม่หรือภาวะชะงักงันที่ยืดเยื้อ โดยที่สงครามร้อนระอุได้หยุดลงแล้ว แต่ยังไม่มีอะไรได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง

ตรวจสอบความเป็นจริง: ทำเนียบขาวเชื่อว่าผู้นำอิหร่านแตกแยก และอาจเป็นเรื่องยากที่จะสร้างฉันทามติระหว่างกลุ่มต่างๆ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บางคนยังคงไม่แน่ใจว่าจะบรรลุข้อตกลงเบื้องต้นได้หรือไม่

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เคยแสดงความมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับการบรรลุข้อตกลงหลายครั้งในระหว่างการเจรจารอบก่อนๆ และในระหว่างสงครามปัจจุบัน แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้

แต่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สองคนกล่าวว่า การตัดสินใจของประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะถอนปฏิบัติการที่เพิ่งประกาศไปในช่องแคบฮอร์มุซ และหลีกเลี่ยงการล่มสลายของข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางนั้น มาจากความคืบหน้าในการเจรจา

เบื้องหลัง: บันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับหนึ่งหน้ากระดาษ 14 ข้อ กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาระหว่างผู้แทนของทรัมป์ สตีฟ วิทคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ กับเจ้าหน้าที่อิหร่านหลายคน ทั้งโดยตรงและผ่านตัวกลาง

ในรูปแบบปัจจุบัน บันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะประกาศยุติสงครามในภูมิภาค และเริ่มต้นช่วงเวลาการเจรจา 30 วัน เพื่อทำข้อตกลงโดยละเอียดเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบ จำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

แหล่งข่าวสองแหล่งระบุว่า การเจรจาเหล่านั้นอาจเกิดขึ้นในกรุงอิสลามาบัดหรือเจนีวา

ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ข้อจำกัดของอิหร่านเกี่ยวกับการเดินเรือผ่านช่องแคบ รวมถึงมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ จะถูกทยอยยกเลิกในช่วงระยะเวลา 30 วันดังกล่าว

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า หากการเจรจาต้องล้มเหลวลง กองกำลังสหรัฐฯ จะสามารถกลับมาใช้มาตรการปิดล้อม หรือกลับมาปฏิบัติการทางทหารได้อีกครั้ง

เจาะลึกประเด็น: ขณะนี้กำลังมีการเจรจาอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับระยะเวลาของการระงับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม โดยแหล่งข่าว 3 รายระบุว่าระยะเวลาดังกล่าวจะอยู่ที่อย่างน้อย 12 ปี ส่วนอีกหนึ่งแหล่งข่าวประเมินว่าตัวเลขที่น่าจะเป็นข้อยุติคือ 15 ปี ทั้งนี้ ฝ่ายอิหร่านได้เสนอให้ระงับการเสริมสมรรถนะเป็นเวลา 5 ปี ในขณะที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้ระงับเป็นเวลา 20 ปี

แหล่งข่าวระบุว่า สหรัฐฯ ต้องการแทรกเงื่อนไขที่ระบุว่า หากอิหร่านละเมิดข้อตกลงเกี่ยวกับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ระยะเวลาของการระงับกิจกรรมดังกล่าวจะต้องถูกขยายออกไปอีก โดยหลังจากที่ระยะเวลาการระงับสิ้นสุดลง อิหร่านจะได้รับอนุญาตให้เสริมสมรรถนะยูเรเนียมได้ในระดับต่ำที่ความเข้มข้น 3.67%

อิหร่านจะให้คำมั่นในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าจะไม่พยายามครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ หรือดำเนินกิจกรรมใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ทั้งสองฝ่ายกำลังหารือกันถึงเงื่อนไขที่กำหนดให้อิหร่านต้องให้คำมั่นว่าจะไม่เดินเครื่องโรงงานนิวเคลียร์ที่ตั้งอยู่ใต้ดิน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังระบุด้วยว่า อิหร่านจะให้คำมั่นที่จะยอมรับระบบการตรวจสอบที่เข้มงวดยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบแบบกะทันหันโดยผู้ตรวจสอบจากสหประชาชาติ

ในส่วนของสหรัฐฯ จะให้คำมั่นตามกรอบของ MOU ว่าจะทยอยยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่บังคับใช้กับอิหร่าน และทยอยปลดล็อกเงินทุนของอิหร่านมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่ถูกอายัดไว้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ประเด็นที่น่าจับตามอง: แหล่งข่าว 2 รายที่มีข้อมูลเชิงลึกยังระบุด้วยว่า อิหร่านน่าจะตกลงที่จะขนย้ายยูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับสูงออกจากประเทศ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญลำดับต้นๆ ของสหรัฐฯ ที่รัฐบาลเตหะรานเคยปฏิเสธมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

แหล่งข่าวรายหนึ่งเปิดเผยว่า หนึ่งในทางเลือกที่กำลังมีการหารือกันคือ การขนย้ายวัสดุดังกล่าวไปยังสหรัฐอเมริกา

มุมมองจากผู้เกี่ยวข้อง: นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอังคารว่า "เราไม่จำเป็นต้องเร่งร่างตัวบทข้อตกลงฉบับจริงให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียว"

"เรื่องนี้มีความซับซ้อนและมีรายละเอียดทางเทคนิคสูง แต่เราจำเป็นต้องมีทางออกทางการทูตที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ฝ่ายอิหร่านเต็มใจที่จะเจรจาในประเด็นใดบ้าง และเต็มใจที่จะยอมผ่อนปรนให้ในระดับใดตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้การเจรจานี้มีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง" เขากล่าวเสริม

อย่างไรก็ตาม นายรูบิโอยังได้กล่าวถึงผู้นำระดับสูงบางคนของอิหร่านว่าเป็นพวกที่มี "สติไม่สมประกอบ" (insane in the brain) และตั้งข้อสังเกตว่ายังไม่มีความชัดเจนว่าพวกเขาจะยอมทำข้อตกลงหรือไม่

ที่มา Axios
Exclusive: U.S. and Iran closing in on one-page memo to end war, officials say

https://www.axios.com/2026/05/06/iran-us-deal-one-page-memo
9 hours ago