บัส เทวฤทธิ์ Yesterday
·
[ เผยกลยุทธ์ “ไอโอ” มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือสื่อและนักสิทธิฯ พบหลักฐานโยงรัฐ แต่ศาลผลักภาระพิสูจน์ให้เหยื่อ]
.
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (FCCT) มีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “การโจมตีและลดทอนความน่าเชื่อถือสื่อมวลชนไทย” ซึ่งได้เปิดเผยพฤติกรรมและการปรับตัวของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ที่มุ่งเป้าโจมตีสื่อมวลชน นักสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมทางการเมืองอย่างเป็นระบบ โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว The Reporters อังคณา นีละไพจิตร นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสมาชิกวุฒิสภา ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้ก่อตั้งองค์กร Stop Online Harm มูฮัมหมัดอาลาดี เด็งนิ ประธานมูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ดำเนินรายการโดย ภาณุ วงศ์ชะอุ่ม ประธาน FCCT และผู้สื่อข่าวอาวุโสของรอยเตอร์
.
[เผยขบวนการขุดปม 11 ปียัดข้อหา “นักข่าวสายโจร BRN” หลังตั้งคำถามแม่ทัพภาค 4]
.
ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว The Reporters เปิดเผยว่าตนถูก IO โจมตีครั้งล่าสุดอย่างหนักมานานกว่า 1 เดือน โดยถูกขุดคำเหยียดหยามอย่าง “โรฮิงแยม” ที่เคยใช้โจมตีตนตั้งแต่ปี 2558 กลับมาใช้ใหม่ใน 11 ปีให้หลัง ทั้งที่เรื่องโรฮิงญาจบไปแล้วและตนได้สร้างความเข้าใจในเรื่องนี้มาตลอด
.
ฐปณีย์พบความเชื่อมโยงว่าการใส่ร้ายบนเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์เกิดขึ้นทันทีหลังจากที่ตนไปตั้งคำถามกับ พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 เกี่ยวกับเหตุลอบยิง สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ พรรคประชาชาติ โดยเฉพาะเพจที่ชื่อ “Truth of the Day” ซึ่งตนไม่ได้ติดตามแต่ระบบกลับฟีดขึ้นมาให้เห็นตลอดเวลา เพจนี้อ้างตัวเป็นเพจข่าวแต่คอยใส่ร้ายตน มุ่งโจมตีตั้งแต่ตอนทำข่าวเรื่องตากใบและอุยกูร์ และล่าสุดได้ยกระดับจากการวิจารณ์การทำงานไปสู่การกล่าวหาว่าตนเป็น “นักข่าวสายโจร BRN” ที่ถามคำถามชี้นำให้เจ้าหน้าที่รัฐกลายเป็นคนผิดทั้งที่ตนถามตามหน้าที่สื่อ
.
นอกจากนี้เพจดังกล่าวยังมีการจัดทำประวัติการทำงานของตนตั้งแต่ปี 2563 ในประเด็นภาคใต้และสิทธิมนุษยชนซึ่งสะท้อนว่ามีชุดข้อมูลเชิงลึกและติดตามตนมานาน อีกทั้งยังใช้เทคโนโลยี AI สร้างภาพโจมตีและหาว่าตนเป็นสุนัขรับใช้ของ สส. รอมฎอน ปันจอร์ ซึ่งถือเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรง ที่น่าสังเกตคือตอนที่ตนไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้เรียก กอ.รมน. มาชี้แจงเพจ IO นี้กลับรู้ข้อมูลและหนังสือเชิญ ทั้งๆ ที่ตนและ กมธ. ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ
.
ฐปณีย์ระบุว่าสิ่งร้ายแรงที่สุดคือการถูกโจมตีว่า “แบ่งแยกดินแดน” จนทำให้คนในชีวิตจริงหลงเชื่อ มีคนมาข่มขู่ตนต่อหน้า ทำให้ตนเครียดจนแทบทำหน้าที่สื่อตามปกติไม่ได้ถึงขั้นต้องไปพบนักจิตวิทยา เมื่อไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ก็กลับมีโพสต์โจมตีเด้งขึ้นมาให้เห็นอีกกว่า 30 โพสต์ทั้งที่ไม่ได้ติดตามเพจ แสดงให้เห็นถึงการซื้อโฆษณาอย่างเป็นระบบ ตนจึงต้องการให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะก่อนหน้านี้เฟซบุ๊กเคยลบเพจ IO ชายแดนใต้ที่มีชื่อคล้ายกันไปกว่า 70 เพจ ปฏิบัติการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำลายผู้ตกเป็นเหยื่อแต่ยังกระทบต่อกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ด้วย
.
[แฉถูกไอโอคุกคามกว่า 20 ปี ชี้ศาลไทยไม่มีกฎหมายเยียวยาเหยื่ออาชญากรรมโดยรัฐ]
.
อังคณา นีละไพจิตร นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เผยว่าตนถูกโจมตีมานานกว่า 20 ปีในฐานะเหยื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ตั้งคำถามกับรัฐ ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่ง กสม. ในปี 2558 - 2562 เวลาลงพื้นที่ภาคใต้ตนจะถูกถ่ายรูป ซึ่งตนรู้ดีว่าใครถ่าย รูปเหล่านั้นจะไปปรากฏบนเพจ IO เช่น เพจ “Pulony” ก่อนที่ตนจะเดินทางกลับถึงบ้านเสียอีก
.
ต่อมาในปี 2563 มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจและพบภาพจากเพจ Pulony ไปอยู่ในเอกสารงบประมาณของกองทัพ เมื่อตนตั้งคำถามต่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในขณะนั้น พล.อ. ประยุทธ์กลับเดินหนีทันที วันรุ่งขึ้น กอ.รมน. ออกมายอมรับว่าเอกสารเป็นของจริง แต่หลังจากนั้นกลับปฏิเสธว่าเพจดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน
.
อังคณาบอกว่าตนได้ฟ้องศาลในปี 2564 หลังพบว่าเพจนี้ลงข้อมูลของตนละเอียดถึง 20 เรื่องระหว่างปี 2561-2563 เพื่อรายงานนาย แม้ในปีเดียวกันเฟซบุ๊กจะลบ 185 บัญชีที่เชื่อว่าดำเนินการโดยทหาร แต่สุดท้ายศาลยกฟ้อง โดยศาลยอมรับว่าตนเป็นนักสิทธิฯ ที่ถูกคุกคามจริงและควรได้รับการเยียวยา แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่มีกฎหมายรองรับเรื่องการเยียวยาในลักษณะนี้จึงไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหาย
.
หลังตนได้รับแต่งตั้งเป็นคณะทำงานด้านการบังคับสูญหายฯ ของสหประชาชาติ (UN) ในปี 2565 บ้านก็เคยถูกปาด้วยกรรไกร แต่เมื่อตำรวจจับได้กลับระบุว่าเป็นเพียงคนติดยาและไม่ทราบคนบงการ จนกระทั่งเมื่อมาเป็น สว. การคุกคามก็ยังไม่หมด ตนถูกโจมตีว่าเข้าข้างกัมพูชาหลังวิจารณ์ผู้มีอิทธิพลทางความคิด ขณะที่หลายสื่อยังคงโจมตีตนจนถึงปัจจุบัน และมีการเข้าไปแก้ข้อมูลในวิกิพีเดียใส่ร้ายว่าตนเกิดที่พนมเปญจนเพื่อนต้องไปแก้กลับให้
.
อังคณาชี้ว่าเหตุที่ตนตกเป็นเป้าเพราะตนเป็นทั้งเหยื่ออาชญากรรมโดยรัฐ เป็นคนกลุ่มน้อยในศาสนากลุ่มน้อย และคอยรายงานเรื่องสิทธิมนุษยชนส่งให้ UN เสมอ การคุกคามที่ยาวนานทำให้เกิดความทุกข์ทรมานทางจิตใจจนตนแทบทำงานต่อไม่ได้ และคุกคามไปถึงครอบครัวตนทั้งพ่อและลูก
.
อังคณายังได้อ้างอิงรายงานล่าสุดของอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ที่ระบุว่าปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ทำร้ายจิตใจคนอาจถือเป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ พร้อมเรียกร้องให้รัฐเก็บหลักฐานดิจิทัลอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ผลักภาระให้เหยื่อหาหลักฐานเองอย่างที่ตนเจอในศาล อีกทั้งตำหนิ กสม. ที่ตรวจสอบกรณีของฐปณีย์และสุณัย ผาสุขแต่กลับเพิกเฉยไม่ตรวจสอบกรณีของตน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ กสม. กลัวจะถูกโจมตีเองด้วยหรือไม่
[iLaw เผยคำพิพากษาศาลชี้ไอโอทหารมีจริงและผิดกฎหมาย แต่ยกฟ้องเพราะหาตัวคนโพสต์ไม่ได้]
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw กล่าวถึงความคืบหน้าทางคดีขบวนการ IO โดยระบุว่าจุดเริ่มต้นมาจากทหารที่ทนไม่ได้นำข้อมูลหลักฐานมามอบให้ สส. อดีตพรรคก้าวไกล (ปัจจุบันคือพรรคประชาชน - ปชน.) นำไปอภิปราย ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นยุทธศาสตร์ฝ่ายทหาร มีการรวบรวมรายชื่อเพจและบัญชี IO ซึ่งมักโพสต์คลิปจากแหล่งเดียวกัน และโพสต์ในเวลาราชการอย่างพร้อมเพรียงกัน รวมถึงการกดไลก์กันเองในกลุ่ม เมื่อ iLaw เคลื่อนไหวเรื่องนิรโทษกรรมประชาชนหรือประเด็นตากใบเพจเหล่านี้ก็จะนำไปล้อเลียนและโจมตี
.
ในคดีที่ iLaw ร่วมฟ้องมีโจทก์ 3 คน คือ ตน สฤณี อาชวานันทกุล และวิญญู วงศ์สุรวัฒน์ ซึ่งพบว่าสฤณีและนักสิทธิมนุษยชนหญิงอย่างฐปณีย์และอังคณาจะโดนโจมตีหนักที่สุด รวมถึงมีความพยายามแฮ็กระบบด้วยการเดารหัสผ่านของสฤณีด้วย เครือข่าย IO นี้เมื่อโพสต์เสร็จจะถ่ายภาพหน้าจอโดยตัดชื่อเพจออกเพื่อส่งรายงานผลให้นาย แต่เมื่อนำข้อความที่เขียนไปค้นหาก็จะพบชื่อเพจเด่นชัด เช่น “เจ๊จุก คลองสาม” เป็นต้น
.
คดีนี้ใช้เวลาต่อสู้กว่า 4 ปีครึ่งจนกระทั่งศาลปกครองมีคำพิพากษาในปี 2568 ยิ่งชีพชี้ว่าศาลยอมรับว่าเอกสารทางการทหารที่มีทั้งชื่อหน่วยงาน แผนก และลายเซ็นทหารผู้รับผิดชอบที่ตนส่งไป 5 ใบจากทั้งหมดกว่า 10 ใบเป็นของจริง และวินิจฉัยว่าการทำปฏิบัติการ IO เป็นเรื่องผิดและกระทำไม่ได้ ทว่าศาลกลับมีคำสั่งยกฟ้องเนื่องจากบัญชีของโจทก์ผู้ถูกโจมตีทั้ง 3 เป็นบัญชีเปิดสาธารณะ ทำให้ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าผู้โพสต์ข้อความโจมตีเหล่านั้นเป็นเจ้าหน้าที่ทหารคนใด ซึ่งยิ่งชีพมองว่าศาลผลักภาระการพิสูจน์ให้ประชาชนมากเกินไปทั้งที่เป็นหน้าที่ของรัฐซึ่งมีความสามารถมากกว่า อย่างไรก็ดีคดีนี้ได้มีการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาอีกราว 3 ปีจึงจะทราบบทสรุป
.
[เผยชีวิตถูกคุกคามหนักจนไม่กล้าเข้ากรุงฯ ลูกโดนครูถามเหตุพ่อถูกตีตราเป็น BRN]
.
มูฮัมหมัดอาลาดี เด็งนิ ประธานมูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ระบุว่าตนโดน IO โจมตีมานานพอ ๆ กับอังคณา เนื่องจากมูลนิธิฯ ทำหน้าที่ดูแลทายาทของผู้ที่ถูกรัฐสังหารจึงถูกตีตราว่าเป็นแนวร่วม BRN มาตลอด ล่าสุดตนถูกขู่ฆ่าและลามไปโจมตีภรรยา รวมถึงมีการนำภาพ AI มาใส่ร้ายว่าตนเป็น “รัชทายาทปัตตานี” ซึ่งบิดเบือนมาจากคำที่ตนนิยามตัวเองว่า “บุตรชายแห่งเทือกเขาบูโด” แต่ IO นำไปแปลผิด ๆ เป็น “เจ้าชายปัตตานี” หรือ “เจ้าชายบูดู” ส่งผลกระทบให้ลูกของตนถูกครูที่โรงเรียนตั้งคำถาม จนต้องใช้เวลาอธิบายให้ลูกเข้าใจเรื่อง IO
.
มูฮัมหมัดอาลาดียอมรับว่าปัจจุบันตนเกิดความหวาดกลัวและหวาดระแวงอย่างมาก ไม่กล้าเดินทางมาร่วมเสวนาร่วมที่กรุงเทพฯ และเวลาอยู่ในพื้นที่ก็ไม่กล้าให้ลูกนั่งรถไปด้วยเพราะกลัวถูกลอบทำร้าย ตนเคยถามเพื่อนที่เป็นทหารว่าทำไมรอบนี้ตนถึงโดนหนัก เพื่อนทหารตอบว่ารอบนี้เป้าหมายหลักคือฐปณีย์และ สส. รอมฎอน ปันจอร์ เนื่องจากฐปณีย์ไปจี้ถามจนแม่ทัพภาค 4 พูดผิดพลาด แต่การจะเล่นงานสองคนนั้น IO จำเป็นต้องหาจุดเชื่อมโยงกับกลุ่ม BRN ตนซึ่งทำกิจกรรมสวนทางกับรัฐอยู่ในพื้นที่จึงถูกดึงเข้าไปร่วมวงโจมตีด้วย จนปัจจุบันตนมีความเครียดสะสมจนไม่อยากดูสื่อสังคมออนไลน์และไม่อยากเจอใคร
.
[แนวโน้มเทคโนโลยี IO และเสียงเรียกร้องต่อ "แพลตฟอร์ม-สังคม"]
.
สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้ก่อตั้ง Stop Online Harm ซึ่งเป็นองค์กรที่มีจุดเริ่มต้นจากการช่วยเหลือผู้ถูกเผด็จการทหารคุกคามในพม่า ได้เปิดเผยว่าแนวโน้มของปฏิบัติการ IO ในปัจจุบันมีรูปแบบทั้งการใช้แกนหลักสร้างเนื้อหาแล้วใช้ผู้มีอิทธิพลทางสื่อหลากหลายวงการกระจายต่อ โดยเลือกโพสต์ในเว็บที่มีเนื้อหาทั่วไปที่ไม่ใช่เว็บการเมืองเพื่อลวงให้คนทั่วไปส่งต่อ รวมถึงการใช้ AI สร้างภาพปลอมโดยใช้เวลาเพียง 2 นาทีในการทำลายชื่อเสียง และการปล่อยข้อมูลเท็จปริมาณมหาศาลท่วมท้นเพื่อให้คนหลงเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
.
สายใจย้ำว่าแพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบ ในสหภาพยุโรปหรือฝรั่งเศสมีกฎหมายบังคับให้แพลตฟอร์มต้องลบภาพหรือข่าวปลอมที่คุกคามภายใน 48 ชั่วโมง แต่ในประเทศไทยกลับไม่มีมาตรการดังกล่าวทำให้สิทธิของคนไทยไม่เท่ากับคนยุโรป ปัจจุบันแพลตฟอร์มใช้ AI ตรวจจับข้อความซึ่งไม่เข้าใจบริบททางวัฒนธรรมว่าคำธรรมดา ๆ ก็สามารถใช้คุกคามได้ นอกจากนี้สายใจยังยกตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น มาเลเซียที่เคยปิดกั้นการเข้าถึงระบบ AI Grok ของทวิตเตอร์หลังปล่อยให้มีการสร้างภาพโป๊เปลือยจากภาพคนจริง รวมถึงมีการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อช่วยปิดกั้นข้อความรุนแรงเหล่านี้
.
(ทีมงาน)
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122193437654437811&set=a.122097843074437811
VIDEO เวทีเสวนา “ปฏิบัติการไอโอฤดูร้อน 2026”: การโจมตีและลดทอนความน่าเชื่อถือสื่อมวลชนไทย
iLaw
May 28, 2026
ท่ามกลางภูมิทัศน์การสื่อสารการเมืองที่เต็มไปด้วยข้อมูลบิดเบือน ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) และการโจมตีบนโลกดิจิทัล สื่อมวลชนไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรูปแบบใหม่ ทั้งการสร้างความเกลียดชัง การคุกคามออนไลน์ และความพยายามบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของสื่อในพื้นที่สาธารณะ
ขอเชิญร่วมรับฟังการเปิดตัวรายงาน “ปฏิบัติการไอโอฤดูร้อน 2026” พร้อมวงเสวนาที่จะชวนสำรวจพลวัตของสงครามข้อมูลข่าวสาร ผลกระทบต่อเสรีภาพสื่อ และความท้าทายของสังคมประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล
https://www.youtube.com/watch?v=B7x_kSCtofk