วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 21, 2569

"🤣🤣🤣 เกิดมา 60 ปีแล้ว ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้" - "ผลงานขององคมนตรีเกี่ยวกับภัยแล้งที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมมีอะไรบ้าง จงอภิปรายพร้อมยกเหตุผลประกอบ 10 คะแนน" (ชวนอ่านคอมเมนท์)


ติ่งข่าว เวิร์คพอยท์
Yesterday
·
9 องคมนตรี ร่วมประชุมฯแนะรัฐบาลรับมือภัยแล้ง 69
.
(19พ.ค.69) เวลา 13.55 น. ณ ห้องประชุม 1 อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย คณะองคมนตรี ประกอบด้วย นายพลากร สุวรรณรัฐ , พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข , พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา , พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ , พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา , พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ , พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท , พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง และนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ร่วมสังเกตการณ์ ให้คำแนะนำ และข้อห่วงใย ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2569 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม โดยเป็นการประชุมผ่านระบบ Video Conference ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด
.
ในการนี้ คณะองคมนตรีได้ให้คำแนะนำและข้อห่วงใยในการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นกรอบในการวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาว พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการบูรณาการข้อมูลสารสนเทศ เพื่อชี้เป้าหมายและการสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจถึงสถานการณ์อย่างชัดเจนและทันท่วงที ทั้งยังได้กำชับการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรกลและอากาศยานในการทำฝนหลวง การหารือร่วมกับหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ป่าไม้เพื่อแก้ปัญหาเส้นทางในการจัดทำแหล่งกักเก็บน้ำบนพื้นที่สูง ตลอดจนการจัดสรรน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในทุกภาคส่วน โดยคำนึงถึงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนเป็นลำดับแรก ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลของน้ำเพื่อรองรับการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง
.
นอกจากมิติด้านการบริหารจัดการน้ำแล้ว ในด้านการเยียวยาและบรรเทาทุกข์ประชาชน คณะองคมนตรีได้ชื่นชมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นกำลังหลักด่านหน้าในการเข้าถึงพื้นที่ พร้อมกำชับให้ดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด และขยายผลการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ให้ครอบคลุมถึงทายาท พร้อมทั้งได้น้อมนำพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่พัทลุงและนครศรีธรรมราชว่า "อย่าให้ลูกหลานประชาชนของเราอดข้าวแม้แต่มื้อเดียว" ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโรงครัวพระราชทาน มาเป็นหลักยึดในการปฏิบัติงาน เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือ จัดเตรียมอาหาร ชดเชยค่าเสียหาย และดูแลทั้งร่างกายและจิตใจของพี่น้องประชาชนในทุกวิกฤตภัยได้อย่างรวดเร็วและไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง
.
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติในวันนี้ ได้รับเกียรติอย่างสูงยิ่งจากคณะองคมนตรี ซึ่งรัฐบาลได้มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีความรุนแรงและมีความถี่มากขึ้น และปัจจุบันประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว แต่จากการคาดการณ์พบว่าปีนี้จะมีปริมาณฝนน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากแนวโน้มการเผชิญกับสภาวะเอลนีโญ ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2569 และอาจจะต่อเนื่องจนถึงปลายปี ซึ่งจะทำให้หลายจังหวัดมีพื้นที่เสี่ยงและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง
.
“ในการนี้ ทุกหน่วยงานของรัฐบาลได้น้อมนำพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานผ่านคณะองคมนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2560 ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการเตรียมความพร้อมสถานการณ์จากภัยต่าง ๆ รวมถึงภัยแล้ง ได้แก่ 1) ติดตามสถานการณ์และเตรียมพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง 2) ปรับแผนเผชิญเหตุเป็นประจำให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ รวมถึงสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน และ 3) บูรณาการให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างรวดเร็วทันท่วงที เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด” นายกรัฐมนตรี กล่าว
.
ที่มา : รัฐบาลไทย
#ข่าวเวิร์คพอยท์23

ชวนอ่านคอมเมนท์
https://www.facebook.com/photo?fbid=1608311534630631&set=a.534390525356076




สันดานเปลี่ยนยากกว่าสถานที่ : เมื่อตัวตลกเข้าไปอยู่ในวัง เขาไม่ได้กลายเป็นกษัตริย์ แต่วังต่างหากที่กลายเป็นคณะละครสัตว์ - สุภาษิตตุรกีนี้ คมคายและสะท้อนความจริงได้อย่างเจ็บแสบมาก ความหมายลึกๆ ของประโยคนี้ไม่ได้โจมตีที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่พูดถึง "ระบบ" และ "สถานที่" ด้วย


Suchart Sawadsri
12 hours ago
·
เมื่อตัวตลกเข้าไปอยู่ในวัง เขาไม่ได้กลายเป็นกษัตริย์
แต่วังต่างหากที่กลายเป็นคณะละครสัตว์

สุภาษิตตุรกี

https://www.facebook.com/photo?fbid=4606283956314746&set=a.1385633111713196
.....

Gemini อธิบายเพิ่มเติม

“เมื่อตัวตลกย้ายเข้าไปอยู่ในวัง เขาไม่ได้กลายเป็นพระราชา แต่วังต่างหากที่กลายเป็นคณะละครสัตว์” > (สุภาษิตตุรกี)

เป็นสุภาษิตที่คมคายและสะท้อนความจริงได้อย่างเจ็บแสบมากครับ ความหมายลึกๆ ของประโยคนี้ไม่ได้โจมตีที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่พูดถึง "ระบบ" และ "สถานที่" ด้วย ซึ่งสามารถตีความได้หลายแง่คิดครับ:

สันดานเปลี่ยนยากกว่าสถานที่: การเปลี่ยนปลอกลอกนอก หรือการย้ายคนไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงส่ง (วัง) ไม่ได้ช่วยยกระดับจิตใจ ความรู้ หรือพฤติกรรมของคนคนนั้นให้สูงตามขึ้นมาได้

การทำลายคุณค่าขององค์กร: คนที่ไม่เหมาะสมกับอำนาจ เมื่อได้อำนาจไปครอง แทนที่เขาจะปรับตัวให้เข้ากับความศักดิ์สิทธิ์ของตำแหน่ง เขากลับจะลากให้มาตรฐานของสถานที่หรือองค์กรนั้นๆ ตกต่ำลงมาจนกลายเป็นเรื่องตลกขบขัน

ผู้นำกับบริบท: ความสง่างามไม่ได้เกิดจากเก้าอี้ที่นั่ง แต่เกิดจากตัวคนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ต่างหาก




จีน จากประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก... สู่การเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับสอง ภายในเวลาเพียง 40 ปี 🐉 การผงาดขึ้นของจีน — ปาฏิหาริย์ที่พลิกโฉมทุกสิ่งที่คุณจับจ่ายใช้สอย เป็นพรชัยหรือภัยคุกคามต่อโลกกันแน่?

https://www.facebook.com/reel/973168245423036
.....

ในปี ค.ศ. 1978 จีนเป็นสังคมที่ยากจนข้นแค้นอย่างยิ่ง โดดเดี่ยวจากโลกภายนอก และมีพื้นฐานเป็นสังคมเกษตรกรรมเป็นหลัก ประชากรเกือบ 90% มีชีวิตอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน ทว่าเมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 2010 และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จีนได้พลิกโฉมตนเองกลายเป็น "โรงงานของโลก" และก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับสองของโลกเมื่อวัดด้วยมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แบบราคาตลาด — และเป็นอันดับหนึ่งของโลกเมื่อวัดด้วยอำนาจซื้อที่แท้จริง (PPP)

การพิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์นี้ถือเป็นพรชัยหรือภัยคุกคามนั้น จำเป็นต้องพิจารณาทั้งสองด้านของเหรียญที่มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง

"พรชัย": การเติบโตของโลกและการขจัดความยากจน
ในมุมมองด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจโลก การผงาดขึ้นของจีนได้ก่อให้เกิดคุณประโยชน์อย่างมหาศาล ดังนี้:

การลดความยากจนขนานใหญ่: "ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ" ของจีนได้ช่วยดึงผู้คนกว่า 800 ล้านคนให้หลุดพ้นจากความยากจนขั้นรุนแรงภายในเวลาเพียงสี่ทศวรรษ ซึ่งถือเป็นการขจัดความยากจนในหมู่มวลชนที่รวดเร็วและยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

กลไกขับเคลื่อนการเติบโตของโลก: ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จีนทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก โดยมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของ GDP ทั่วโลก และในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2008 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ของจีนยังช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดการเงินทั่วโลกอีกด้วย

สินค้าอุปโภคบริโภคในราคาที่จับต้องได้: ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานขนาดมหึมา การใช้ประโยชน์จากกองทัพแรงงานจำนวนมหาศาล และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก จีนสามารถลดต้นทุนการผลิตสินค้าต่างๆ ลงได้อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้า เครื่องมือแพทย์ และเทคโนโลยีสีเขียว (เช่น แผงโซลาร์เซลล์และรถยนต์ไฟฟ้า) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ช่วยเพิ่มอำนาจซื้อของผู้บริโภคทั่วโลกได้อย่างก้าวกระโดด

"ภัยคุกคาม": ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความท้าทายเชิงระบบ
ในทางกลับกัน ชาติตะวันตกและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคหลายแห่งต่างมองว่าการผงาดขึ้นอย่างรวดเร็วของจีนและรูปแบบการพัฒนาของประเทศนี้ เป็นความท้าทายเชิงระบบที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น:

การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์: แสนยานุภาพทางเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นของจีนช่วยให้ประเทศสามารถยกระดับกองทัพให้มีความทันสมัยได้อย่างก้าวกระโดด และขยายอิทธิพลในพื้นที่ทะเลจีนใต้ โครงการต่างๆ อาทิ "ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง" (Belt and Road Initiative) ได้มอบอำนาจต่อรองมหาศาลแก่รัฐบาลปักกิ่งเหนือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ผ่านการปล่อยสินเชื่อเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งกับสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตร

ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจและสงครามการค้า: รูปแบบทางเศรษฐกิจของจีนนั้นวางอยู่บนพื้นฐานของระบบทุนนิยมที่ถูกกำกับดูแลโดยรัฐ ประเทศตะวันตกวิพากษ์วิจารณ์ปักกิ่งอยู่บ่อยครั้งในเรื่องการอุดหนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศอย่างหนัก การบิดเบือนค่าเงิน และการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งพวกเขาอ้างว่าเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมกันสำหรับบริษัทต่างชาติ

ความแตกต่างทางอุดมการณ์: ต่างจากคำทำนายในอดีตที่ว่าการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจจะนำไปสู่การเปิดเสรีทางการเมืองโดยธรรมชาติ จีนกลับรักษาระบบพรรคเดียวแบบรวมศูนย์อย่างเข้มงวด ซึ่งก่อให้เกิดความแตกแยกทางอุดมการณ์อย่างชัดเจนระหว่างแบบจำลองประชาธิปไตยแบบตะวันตกกับแบบจำลองการปกครองแบบเผด็จการของจีน

บทต่อไป: อุปสรรคภายใน
เมื่อ "ปาฏิหาริย์" นี้เติบโตขึ้น การถกเถียงก็เปลี่ยนจากว่าจีนเป็นภัยคุกคามหรือไม่ ไปเป็นว่าแบบจำลองปัจจุบันของจีนนั้นยั่งยืนหรือไม่ จีนกำลังเผชิญกับอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่รุนแรง:

"แรดสีเทา" ทางประชากรศาสตร์: ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากนโยบายลูกคนเดียว ประชากรของจีนกำลังสูงวัยขึ้นอย่างรวดเร็วและลดลง ซึ่งหมายความว่าจะมีแรงงานน้อยลงที่จะต้องดูแลประชากรสูงอายุจำนวนมาก

กับดักรายได้ปานกลาง: ปักกิ่งกำลังพยายามเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจของตนจากภาคการผลิตราคาถูกและการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก ไปสู่การนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีขั้นสูงและการบริโภคภายในประเทศ (กลยุทธ์ที่เรียกว่า "การหมุนเวียนแบบคู่") การก้าวข้ามขีดจำกัดนี้เป็นเรื่องยากอย่างยิ่งสำหรับมหาอำนาจที่กำลังพัฒนา

ท้ายที่สุดแล้ว การลุกขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจของจีนไม่สามารถจัดประเภทได้อย่างชัดเจนว่าเป็นเพียงพรหรือภัยคุกคาม มันเป็นการเขียนระเบียบโลกใหม่ขั้นพื้นฐาน ซึ่งเชื่อมโยงเศรษฐกิจของโลกเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง จนอนาคตของตลาดโลกขึ้นอยู่กับว่าพลวัตของมหาอำนาจนี้ได้รับการจัดการอย่างปลอดภัยเพียงใด



บทความของโรเบิร์ต เอ. แมนนิง ใน Foreign Policy นำเสนอแนวคิดที่เฉียบคม "วอชิงตันอาจพร้อมที่จะเจรจาต่อรองกับปักกิ่งแล้ว และอาจกำลังยอมรับความเป็นจริงของอำนาจจีน"


https://foreignpolicy.com/2026/05/19/trump-xi-summit-china-relationship-trade-strategy/

บทความของโรเบิร์ต เอ. แมนนิง ใน Foreign Policy นำเสนอแนวคิดที่เฉียบคมสำหรับการทำความเข้าใจทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ที่ปักกิ่งในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2026

แมนนิง นักพยากรณ์เชิงกลยุทธ์ผู้มากประสบการณ์ ตั้งข้อสังเกตว่าความสัมพันธ์ทวิภาคีกำลังเคลื่อนผ่านวัฏจักรทางจิตวิทยาที่คล้ายกับห้าขั้นตอนของความโศกเศร้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนผ่านจากความโกรธไปสู่ขั้นตอนการต่อรองที่ยุ่งยากและเป็นไปในเชิงธุรกรรม

สาระสำคัญคือ วอชิงตันกำลังค่อยๆ ถอยห่างจากภาพลวงตาที่ว่าตนสามารถลดทอนหรือทำลายอิทธิพลทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ของจีนได้อย่างสิ้นเชิง และกำลังยอมรับความเป็นจริงของอำนาจจีนอย่างไม่เต็มใจ แทนที่จะมุ่งเป้าไปที่การแยกตัวอย่างสิ้นเชิงหรือ "ชัยชนะ" เชิงกลยุทธ์ที่เด็ดขาด แนวทางของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปสู่การจัดการการแข่งขันและการซื้อเสถียรภาพ

ต่อไปนี้คือรายละเอียดของพลวัตสำคัญที่แมนนิงเน้นย้ำเกี่ยวกับช่วงใหม่ของ "เสถียรภาพเชิงกลยุทธ์ที่สร้างสรรค์":

1. จิตวิทยาของการ "ต่อรอง"

แมนนิงได้วางกรอบประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์เพื่อกำหนดบริบทของการเปลี่ยนแปลงนี้:

การปฏิเสธ (ทศวรรษ 1990–2008): ความเชื่อของชาตะวันตกที่ว่าการบูรณาการเข้าสู่เศรษฐกิจโลกจะนำไปสู่การเปิดเสรีทางการเมืองในปักกิ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความโกรธ (2016–2025): ยุคของสงครามภาษีที่รุนแรง การควบคุมการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์อย่างกว้างขวาง และวาทกรรมแบบผลรวมเป็นศูนย์ที่รุนแรง

การต่อรอง (2026): การตระหนักรู้ของทั้งสองเมืองหลวงว่าการแยกตัวออกจากกันโดยสิ้นเชิงนั้นจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรงเกินไป นำไปสู่การเน้นความสามารถในการคาดการณ์ได้ ทรัมป์ต้องการการเข้าถึงตลาด การปรับภาษี และการจัดซื้อจัดจ้างแบบจัดการ ในขณะที่สีจิ้นผิงต้องการหยุดยั้งความเสียหายทางเศรษฐกิจของจีนและสร้างสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้เพื่อรับมือกับแรงกดดันภายในประเทศ

2. "สันติภาพเย็นชา" เหนือการบูรณาการ

แม้ว่าถ้อยคำจะอ่อนโยนลงและการจัดตั้งคณะทำงานทวิภาคีต่างๆ ในระหว่างการประชุมสุดยอด แต่แมนนิงเตือนว่าอย่ามองว่านี่เป็นการกลับไปสู่สถานะโลกาภิวัตน์แบบเดิม

ทั้งสองมหาอำนาจยังคงปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานและลดการพึ่งพาซึ่งกันและกันอย่างแข็งขัน

เป้าหมายของการเจรจาต่อรองนี้ไม่ใช่ความร่วมมือที่อบอุ่น แต่เป็น "สันติภาพเย็น" ที่เปราะบางและมีโครงสร้าง—เพื่อทดสอบกลไกการควบคุมในประเด็นที่อ่อนไหว เช่น ไต้หวัน การกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ และความมั่นคงทางทะเล เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ

3. ความไม่เชื่อมั่นของกลุ่มเหยี่ยว

ในขณะที่ทรัมป์ยกย่อง "ข้อตกลงทางการค้าที่ยอดเยี่ยม" และสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับสี จิ้นผิงระหว่างการเยือนอย่างเป็นทางการ นักวิจารณ์และกลุ่มเหยี่ยวแบบดั้งเดิมมองแนวทางการแลกเปลี่ยนนี้ด้วยความสงสัยอย่างมาก ความกังวลในแวดวงความมั่นคงแห่งชาติคือ การให้ความสำคัญกับสัมปทานทางเศรษฐกิจระยะสั้นและตัวเลขการค้าที่คาดการณ์ได้ วอชิงตันอาจทำให้ปักกิ่งมีพื้นที่หายใจที่จำเป็นในการรวมอำนาจเหนือภูมิภาคในเอเชียและตามทันภาคเทคโนโลยีพื้นฐานที่ปัจจุบันถูกจำกัดโดยการควบคุมการส่งออก

ท้ายที่สุด แมนนิงมองว่าช่วงเวลานี้ไม่ใช่การยุติการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน แต่เป็นการเปลี่ยนไปสู่รูปแบบการแข่งขันที่มีการคำนวณและจัดการมากขึ้น



ข่าวร้ายสำหรับ $NVDA (เกมหมากรุก Nvidia's RTX 5090D chip ที่ออกใหม่ ระหว่างจีนกับสหรัฐ) คำเตือนของเจนเซ่น หวง เมื่อหลายปีก่อน กลับเป็นจริงแล้ว









https://x.com/cryptogoos/status/2057018219261780399
.....

จังหวะเวลาของการกระทำนี้ช่างน่าเหลือเชื่อ การแบน RTX 5090D V2 ในวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม ในขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์และคณะผู้แทนของเขา—รวมถึงเจนเซ่น หวง ที่ขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันจากอลาสก้าเพื่อไปที่นั่น—กำลังเสร็จสิ้นการเจรจาระดับสูงในปักกิ่ง ถือเป็นการแสดงออกที่สำคัญอย่างยิ่ง

ความเปลี่ยนแปลงพื้นฐาน ทำไมพวกเขาถึงแบนชิปตัวนี้โดยเฉพาะ แสดงให้เห็นว่าเกมหมากรุกนี้ซับซ้อนแค่ไหน

วิธีการแก้ปัญหาแบบ "ใช้งานได้สองทาง"

RTX 5090D V2 ถูกออกแบบมาอย่างแม่นยำเพื่อหลีกเลี่ยงการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ โดยการลดแบนด์วิดท์หน่วยความจำและพลังการประมวลผล AI เมื่อเทียบกับสถาปัตยกรรม Blackwell ระดับสูงสุดมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม ปักกิ่งไม่ได้เข้ามาแทรกแซงเพียงเพื่อการแสดงทางการเมือง นักพัฒนา AI ชาวจีนตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าพวกเขาสามารถนำการ์ดเกมสำหรับผู้บริโภคที่ "ลดทอนประสิทธิภาพ" เหล่านี้มาต่อกันเพื่อฝึกฝนโมเดล AI ได้ การที่รัฐบาลจีนมองว่าชิปเหล่านี้เป็นทางลัดสำหรับชิป AI ระดับองค์กรของ Blackwell นั้น เป็นการบ่อนทำลายความพยายามผลักดันอุตสาหกรรมในวงกว้างของปักกิ่ง

ทำไมปักกิ่งจึงตัดการเชื่อมต่อ

นี่ไม่ใช่แค่การตอบโต้สหรัฐฯ เท่านั้น แต่เป็นการเคลื่อนไหวเชิงรุกเพื่อบังคับให้เกิดการพึ่งพาตนเองภายในประเทศ

การบังคับให้เปลี่ยนทิศทาง: ตราบใดที่บริษัทเทคโนโลยีของจีนยังสามารถซื้อฮาร์ดแวร์ Nvidia ที่ "ลดประสิทธิภาพ" ได้ พวกเขาก็ยังมีทางออก การตัดการเข้าถึง 5090D V2 และในขณะเดียวกันก็ชะลอการอนุมัติชิป H200 ของ Nvidia ภายในประเทศ (ซึ่งสหรัฐฯ อนุมัติให้ขายแก่บริษัทต่างๆ เช่น Alibaba และ Tencent แล้ว) ปักกิ่งกำลังบังคับให้ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของตนซื้อสินค้าภายในประเทศ

ผู้ชนะภายในประเทศ: นี่เป็นของขวัญชิ้นใหญ่สำหรับบริษัทชั้นนำในประเทศ เช่น Huawei (ด้วยผลิตภัณฑ์ Ascend) และ Cambricon

ความกังวลระยะยาวของเจนเซ่น หวง

นี่คือสิ่งที่เจนเซ่น หวง เตือนวอชิงตันมาหลายปีแล้ว: หากคุณตัดขาดจีนอย่างสิ้นเชิง คุณจะไม่สามารถหยุดยั้งการพัฒนา AI ของพวกเขาได้ แต่คุณจะบังคับให้พวกเขาต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีแบบครบวงจรด้วยตนเอง

เมื่อพวกเขาสร้างโครงสร้างพื้นฐานนั้นเสร็จแล้ว บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ จะสูญเสียอำนาจต่อรองไปโดยสิ้นเชิง และ Nvidia ก็จะสูญเสียรายได้ระยะยาวจำนวนมหาศาลไปอย่างช้าๆ

กลายเป็นว่า การออกแบบชิปให้เป็นที่พอใจของหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ นั้นแทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย หากประเทศปลายทางตัดสินใจว่าตนเบื่อหน่ายที่จะต้องคอยซื้อชิปเวอร์ชันที่ถูกลดทอนประสิทธิภาพลงอยู่ดี





 

สัญญาณ (อีกครั้ง) ของการลบความทรงจำราชดำเนิน


Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์

7 hours ago
·
❝ สัญญาณ (อีกครั้ง) ของการลบความทรงจำราชดำเนิน ❞
.
ในช่วงเดือนกว่าที่ผ่านมา มีข่าวเล็กๆ สองเรื่องเกี่ยวข้องกับโครงการปรับปรุงถนนราชดำเนินกลางครั้งใหญ่ที่กำลังดำเนินการอยู่ในช่วงนี้
.
ทั้งหมดดูเสมือนว่าไม่มีความสัมพันธ์กัน แต่ผมอยากชี้ให้เรามองนัยแฝงที่แอบพ่วงอยู่เบื้องหลังกรอบความคิดใหญ่ของโครงการเหล่านี้
.
นั่นก็คือ สัญญาณ (อีกครั้ง) ของความพยายามที่จะลบความทรงจำเกี่ยวกับถนนราชดำเนินในฐานะพื้นที่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กับเรื่องราวเกี่ยวกับ "คณะราษฎร" ที่เคยปรากฏบนถนนเส้นนี้
.
ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และโครงการที่ดำเนินการอยู่ ณ ปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยน façade กลุ่มอาคารสองข้างถนนราชดำเนินกลางจาก Art Deco แบบ "สถาปัตยกรรมคณะราษฎร" ไปสู่ Thai-style Neoclassical Revival เป็นสิ่งยืนยันเป้าหมายในเชิงอุดมการณ์ทางการเมืองนี้อย่างชัดเจนมานานแล้ว
.
เพียงแต่สิ่งที่ปรากฏในสองข่าวล่าสุด เป็นเสมือนหลักฐานที่เข้ามาย้ำให้เห็นอีกครั้งว่า นัยแฝงทางการเมืองเบื้องหลังการปรับปรุงถนนราชดำเนินกลางที่ผมเสนอมาโดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา (แต่หลายคนยังมองว่าเป็นการตีความเกินไป) คือเรื่องจริง
.

◤ ข่าวชิ้นแรกเกิดขึ้นในราวต้นเดือนมีนาคม พ.ศ.2569 เมื่อ "ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์" ได้สัมภาษณ์ คุณกิตติ เอกวัลลภ ผู้ช่วยผู้ว่าการ รักษาการรองผู้ว่าการ (การเงิน) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในฐานะผู้อำนวยการโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (ใต้) ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) ว่าด้วยแนวคิดการออกแบบตกแต่งภายในสถานีรถไฟฟ้าสายสีม่วง 17 สถานี
.
ในข่าว ท่านกล่าวว่า "...รฟม. คำนึงถึงอัตลักษณ์ของพื้นที่ จึงออกแบบสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ทันสมัย และสอดคล้องกลมกลืนกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของพื้นที่ตั้งสถานี เพื่อให้เป็นแลนด์มาร์กที่โดดเด่น และประทับใจแก่ผู้ใช้บริการ โดยสร้างสรรค์ตกแต่งสถานีใต้ดินเป็นพิเศษ 10 สถานี..."
.
◤ น่าสังเกตว่า ทุกสถานีมีการออกแบบที่เชื่อมโยงเข้ากับเอกลักษณ์ ประวัติศาสตร์ หรือองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญของพื้นที่ เช่น "สถานีรัฐสภา" ออกแบบให้สอดคล้องกับแนวคิดสัปปายะสภาสถาน ของรัฐสภาแห่งใหม่,
.
"สถานีวชิรพยาบาล" ได้แรงบันดาลใจจากบ้านหิมพานต์ (ตึกเหลือง) อาคารพยาบาลหลังแรกของวชิรพยาบาล,
.
"สถานีหอสมุดแห่งชาติ" ดึงรูปแบบของห้องสมุด ชั้นหนังสือ หน้ากระดาษเขียนหนังสือ และอักษรไทยโบราณมาประกอบการออกแบบ,
.
"สถานีบางขุนพรหม" ได้แรงบันดาลใจจากวังบางขุนพรหม เป็นสถาปัตยกรรมแบบเรอเนสซองส์ ผสมผสานลวดลายศิลปะแบบนีโอ-บาโรก,
.
และ "สถานีวงเวียนใหญ่" เพื่อเทิดพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี จึงนำองค์ประกอบของพระราชวังเดิม รวมถึงฝ้าเพดานของพระราชวังมาออกแบบสถานี เป็นต้น
.

◤ แต่น่าแปลกที่มีข้อยกเว้นอยู่ 1 สถานี คือ "สถานีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย" ซึ่งถูกระบุแนวคิดไว้ว่า
.
"...ออกแบบแสดงความรุ่งเรืองของกรุงรัตนโกสินทร์ ผ่านลวดลายที่วิจิตรซับซ้อน และสีสันลายรดน้ำงานประณีตศิลป์ไทยชั้นสูง บนพื้นสีดำ-ทอง..."
.
ไม่มีการอ้างถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่เหนือทางออกสถานีเพียงไม่กี่ก้าวเดิน แม้เพียงเล็กน้อย ไร้ซึ่งการพูดถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหลายต่อหลายครั้งบนถนนเส้นนี้ ไม่มีการใช้องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมที่ก่อสร้างมายาวนานมากกว่า 80 ปีและเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์บนถนนราชดำเนินเลยแม้แต่นิดเดียว
.
การตกแต่งที่ถูกเลือกคือการใช้รูปแบบศิลปกรรมลายรดน้ำที่ปราศจากความเชื่อมต่อใดๆ ทั้งสิ้นกับพื้นที่นี้
.
การอ้างถึงสถานีนี้ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์อย่างกว้างๆ เป็นวิธีการที่แปลก หากมองเทียบกับแนวคิดการตกแต่งของสถานีอื่นซึ่งมักให้ความสำคัญกับบริบทที่เฉพาะเจาะจงมากของแต่ละพื้นที่
.
อีกทั้งสถานีนี้ก็มิใช่สถานีเดียวที่ตั้งอยู่ใน "เกาะรัตนโกสินทร์" ทั้งสถานีสะพานพุทธ และสถานีสามยอด ก็ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แต่กลับถูกออกแบบโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของตำแหน่งที่ตั้งสถานีอย่างมาก ในขณะที่สถานีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่มีบริบทแวดล้อมสำคัญทั้งนั้น ผู้ออกแบบกลับทำเสมือนว่าตนเองถูกลบความทรงจำออกไปจนหมด จนลืมไปแล้วว่าด้านบนสถานีมีประวัติศาสตร์อะไรบ้าง
.

◤ ข่าวชิ้นที่สองถูกเผยแพร่ผ่านเพจ propholic เมื่อปลายเดือนเมษายน 2569 โดยมีการนำเสนอผ่านแบบจำลองมุมสูงของถนนราชดำเนินกลางที่มีการปรับปรุงไม่ใช่แค่เพียงเปลี่ยนหน้าตาอาคารสองข้างถนนเท่านั้น แต่ยังมีการรื้อเกาะกลางถนนเปลี่ยนเป็นการทำเกาะกลางถนนแบบเดิมในสมัยรัชกาลที่ 5 แทน
.
ที่สำคัญคือ ในภาพแสดงว่าจะมีการรื้อเสาไฟเดิมที่ออกแบบอย่างสวยงามเป็นรูปกินนรและกินรีหล่อด้วยคอนกรีต ที่มีอายุมากกว่า 80 ปี (สร้างขึ้นไล่เลี่ยกับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย) ออกไปด้วย
.
ซึ่งนอกจากความสวยงามและคุณค่าทางศิลปกรรมที่สะท้อนการออกแบบของยุคสมัยแล้ว สิ่งนี้ยังมิใช่เป็นเพียงแค่เสาไฟปกติ แต่คือจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมการสร้างเสาไฟสองข้างถนนที่ต้องมีปลายยอดเสาออกแบบเป็นรูปสัญลักษณ์ต่างๆ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งลวดลายสัญลักษณ์ประจำจังหวัดต่างๆ) จนกลายเป็นกระแสนิยมไปทั่วประเทศถึงปัจจุบัน
.
แม้ยังไม่มีการให้เหตุผลที่ชัดเจนของการปรับเปลี่ยนนี้ แต่น่าเชื่อว่าจะมีการอธิบายอย่างเป็นทางการ (หากมีการตั้งประเด็นคำถามนี้อย่างจริงจังในสังคม) ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งต่อไปนี้หรือทั้งสองทางพร้อมกันเลยว่า
.
#หนึ่ง เป็นการย้อนกลับไปเพื่อรักษาประวัติศาสตร์และคุณค่าของถนนราชดำเนินในสมัยรัชกาลที่ 5
.
และ #สอง เพื่อเป็นการออกแบบระบบทางจราจรใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงยังเป็นการเพิ่มความสวยงามร่มรื่น (ต้นไม้) ให้แก่ถนนสายนี้
.
ส่วนเหตุผลพ่วงแฝงอย่างไม่เป็นทางการ แต่น่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักของแนวคิดการปรับระบบทางจราจรครั้งนี้ นั่นก็คือ เป้าหมายในการลบมรดกทุกอย่างของคณะราษฎรที่ปรากฏอยู่บนถนนราชดำเนิน
.
สองโครงการทางสถาปัตยกรรมที่ดูเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นี้ ผมอยากชวนให้เราตั้งข้อสังเกตและมองอย่างระแวดระวังว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้อาจไม่ได้เป็นเพียงความบังเอิญหรือเป็นแค่การปรับปรุงเพื่อประโยชน์ใช้สอยและความสวยงามทั่วไป

แต่มันอาจเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ ที่กำลังปูทางและสร้างความคุ้นชินใหม่ให้กับภูมิทัศน์ของพื้นที่


สัญญาณ (อีกครั้ง) ของการลบความทรงจำราชดำเนิน
คอลัมน์พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_895141

https://www.facebook.com/photo?fbid=1373909148104614&set=a.627369302758606





นี่คือหน้าที่ขององคมนตรีหรอ


Pavin Chachavalpongpun

16 hours ago
·
นี่คือหน้าที่ขององคมนตรีหรอ องคมนตรีมีหน้าที่ให้คำปรึกษาพระมหากษัตริย์ ไม่ได้มีหน้าที่แย่งงานรัฐบาล นี่คือการแทรกแซงการเมือง นี่ไม่ใช่เป็นความรับผิดชอบที่ติดอยู่บนฉลาก แต่เป็นการแสดงตัวว่ามีอำนาจเหนือรัฐบาลปัจจุบัน นอกเหนือจากความเสือกแล้ว พวกอีแก่ที่นั่งอยู่บนนั้นไม่มีใครมีความรู้เรื่องภัยแล้งเลย สาระแนที่สุด

https://www.facebook.com/pavinchachavalpongpun/posts/26167930159548733

Pavin Chachavalpongpun 
5 hours ago
·
อำนาจขององคมนตรีและหลักการ “ต้องไม่แทรกแซงการเมือง” เป็นประเด็นสำคัญในระบอบประชาธิปไตยมีกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เพราะองคมนตรีถูกออกแบบให้เป็นสถาบันที่ให้คำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ มิใช่ผู้ใช้อำนาจทางการเมืองโดยตรง ในทางหลักการ องคมนตรีจึงควรวางตนเป็นกลางทางการเมือง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความเป็นสถาบันเหนือความขัดแย้งทางการเมือง หากองคมนตรีเข้าไปมีบทบาทในการสนับสนุนฝ่ายการเมือง ไม่ว่าชมหรือวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หรือมีส่วนในการจัดสมดุลอำนาจทางการเมือง ย่อมทำให้เกิดคำถามถึงความเหมาะสมและขอบเขตของอำนาจที่แท้จริง
รัฐธรรมนูญไทยในหลายฉบับกำหนดชัดว่า องคมนตรีต้องไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง หลักการนี้สะท้อนเจตนารมณ์ว่า ผู้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีต้องรักษาระยะห่างจากการแข่งขันทางการเมือง เพื่อไม่ให้สถาบันที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ถูกดึงเข้าไปอยู่ในความขัดแย้งของฝ่ายต่างๆ อย่างไรก็ตาม ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มักมีข้อถกเถียงอยู่เสมอว่า บทบาทขององคมนตรีบางช่วงเวลาอาจก้าวล้ำจาก “ที่ปรึกษา” ไปสู่ “ผู้มีอิทธิพลทางการเมือง” ไม่ว่าจะผ่านเครือข่ายอำนาจ ความสัมพันธ์กับกองทัพ หรือการส่งสัญญาณทางการเมืองในช่วงวิกฤต ดังที่เราเห็นจากบทบาทความสาระแนวันนี้เรื่องน้ำแล้ง
ปัญหาสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าองคมนตรีมีอำนาจตามกฎหมายมากน้อยเพียงใด แต่คืออำนาจเชิงสัญลักษณ์และอำนาจทางวัฒนธรรมทางการเมืองที่สามารถส่งผลต่อทิศทางประเทศได้ แม้ไม่ได้ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร การตีความบทบาทขององคมนตรีจึงสัมพันธ์โดยตรงกับพัฒนาการประชาธิปไตยไทย เพราะในระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคง สถาบันที่อยู่เหนือการเมืองจำเป็นต้องได้รับการปกป้องจากการถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และในขณะเดียวกัน บุคคลในสถาบันนั้นเองก็ต้องสำรวมบทบาท เพื่อไม่ให้เกิดความคลุมเครือระหว่างการให้คำปรึกษา กับการกำหนดทิศทางทางการเมือง
ท้ายที่สุด หลัก “ไม่แทรกแซงการเมือง” มิได้มีไว้เพื่อลดทอนเกียรติหรือบทบาทขององคมนตรี แต่กลับเป็นหลักการที่ช่วยคุ้มครองทั้งสถาบันและระบบประชาธิปไตยในระยะยาว เพราะยิ่งสถาบันใดถูกมองว่าอยู่เหนือความขัดแย้งและไม่เลือกข้างมากเท่าใด สถาบันนั้นก็ยิ่งดำรงความชอบธรรมและความไว้วางใจจากสังคมได้มากขึ้นเท่านั้น
เอิ่ม นี่ไม่นับว่า องคมนตรีหลายคนแม่งเคยทำรัฐประหารล้มรัฐบาลประชาธิปไตยมาก่อน

https://www.facebook.com/pavinchachavalpongpun/posts/26173863848955364





ทิชา ณ นคร : ✍🏾 เรียนองคมนตรี การแสดงออกเช่นในภาพ ในข่าว แม้ไม่ผิดกฎหมายก็ผิดจังหวะ ผิดคิว ผิดกาละเทศะ ผิดธรรมเนียมปฏิบัติ ผิดและผิดและผิด

https://www.facebook.com/thicha.nanakorn.2025/posts/35882487254731552



พรรคประชาชน ออกแถลงการณ์ เตือนรัฐบาลกำลังกระทำมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลัก ปชต.อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ชี้ องคมนตรีมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญคือให้คำปรึกษาสถาบันฯ ต้องวางตัวเป็นกลาง ต้องไม่มีบทบาททางการเมืองเด่นชัดต่อสาธารณะให้เสี่ยงถูกตีความแทรกแซงฝ่ายบริหาร


พรรคประชาชน - People's Party
10 hours ago
·
[ รัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ]
.
ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งปี 2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นกลไกปกติของรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายและมาตรการรับมือวิกฤตตามฤดูกาล
.
แต่สิ่งที่ไม่ปกติและแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือการปรากฏตัวของคณะองคมนตรีหลายท่าน ได้แก่ พลากร สุวรรณรัฐ, พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา, พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ, พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท, พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง และเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อ “ให้กำลังใจและคำแนะนำ” ในการรับมือภัยแล้งครั้งนี้
.
มองเผินๆ นี่อาจดูเหมือนความห่วงใยต่อประชาชนในยามวิกฤต แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่องคมนตรีเข้า "คลุกวงใน" กับการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญถึงความเหมาะสมในทางหลักการ
.
ตามหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง เพื่อรักษาความเป็นกลางและเสถียรภาพของสถาบันโดยไม่ทรงเข้ามาข้องเกี่ยวโดยตรงกับอำนาจบริหาร
.
ขณะที่องคมนตรี ซึ่งมีขอบเขตหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าเป็นผู้ถวายคำปรึกษาต่อพระมหากษัตริย์ ย่อมต้องวางตัวเป็นกลางเพื่อรักษาดุลยภาพนั้น และต้องไม่มีบทบาททางการเมืองเด่นชัดต่อสาธารณะอันอาจถูกตีความได้ว่าเป็นการแทรกแซงฝ่ายบริหาร
.
ในความเป็นจริง เส้นแบ่งระหว่างการ “ให้คำแนะนำ” กับ “การมีอิทธิพลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน” นั้นบางเบาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทสังคมไทย “คำแนะนำ” จากผู้สวมหัวโขนที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ย่อมถูกปฏิเสธได้ยาก และมักได้รับน้ำหนักเหนือกว่าข้อสั่งการหรือแนวนโยบายของผู้ปฏิบัติงานจริงที่หน้างาน
.
คำถามสำคัญคือ รัฐบาลและข้าราชการในที่ประชุม บกปภ.ช. จะสามารถปฏิเสธหรือตั้งคำถามต่อ “คำแนะนำ” เหล่านั้นได้จริงหรือ? ในทางปฏิบัติคงเป็นไปได้ยากยิ่ง และนี่คือเหตุผลว่าทำไมองคมนตรีจึงไม่ควรเข้าร่วมประชุมสำคัญของฝ่ายบริหาร เพราะหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องรับคำแนะนำเหล่านั้นแทบทั้งหมดไปปฏิบัติโดยอัตโนมัติ
.
และที่สำคัญที่สุดคือหลักความรับผิดรับชอบ (Accountability) ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลคือฝ่ายที่ประชาชนเลือกเข้ามา มีหน้าที่ใช้อำนาจบริหารและต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวผ่านกลไกตรวจสอบของรัฐสภา ต่างจากองคมนตรีที่มีที่มาจากการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย และไม่มีกลไกที่จะต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือกฎหมายต่อสาธารณะ
.
หาก “คำแนะนำ” เหล่านั้นถูกนำไปปฏิบัติแล้วเกิดความล้มเหลว สังคมจะสามารถเรียกหาความรับผิดชอบจากผู้ให้คำแนะนำได้หรือไม่? หรือสุดท้ายรัฐบาลต้องเป็นผู้แบกรับแทน?
.
พรรคประชาชนเห็นว่ารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การปล่อยให้เกิดสภาวะเช่นนี้รังแต่จะสร้างความสับสนว่า ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง ระหว่างผู้ที่ประชาชนเลือกเข้ามา หรือผู้ที่ไม่มีสถานะทางการเมืองโดยตรงแต่มีบทบาทในกระบวนการบริหารอย่างต่อเนื่อง
.
ไม่มีใครปฏิเสธความปรารถนาดีต่อประชาชน แต่ในระบอบประชาธิปไตย “ความหวังดี” ต้องอยู่บนฐานของความถูกต้องตามหลักการ
.
องคมนตรีจึงต้องวางตัวอย่างระมัดระวังที่สุด ไม่ให้ “คำแนะนำ” กลายสภาพเป็น “ข้อสั่งการ” โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประชาชนนับล้าน ซึ่งสมควรเป็นหน้าที่และการตัดสินใจของฝ่ายบริหารที่จะต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=122196802298480817&set=a.122093105408480817







https://x.com/PPLEThai/status/2057004349113704558



 

ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับองคมนตรีจากอินเตอร์เน็ต


Wara Chanmanee
8 hours ago
·
มีผู้สอบถามมาว่า องคมนตรีมีกี่คน และรับเงินค่าตอบแทนจากที่ใด ?

จึงได้สืบค้นข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับองคมนตรีจากอินเตอร์เน็ต พบว่า

ในปัจจุบัน (พฤษภาคม 2569) คณะองคมนตรีไทยมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 19 คน เต็มอัตรา (รัฐธรรมนูญกำหนดให้คณะองคมนตรีมีจำนวนรวมกันไม่เกิน 19 คน ประกอบด้วย ประธาน 1 คน และคณะองคมนตรีไม่เกิน 18 คน) โดยมีรายนาม ดังนี้

ประธานองคมนตรี
พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ / ทหาร 1

องคมนตรี
นายเกษม วัฒนชัย /
นายพลากร สุวรรณรัฐ /
นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ /
นายศุภชัย ภู่งาม /
พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข / ทหาร 2
พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ / ทหาร 3
พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา / ทหาร 4
นายอำพน กิตติอำพน /
พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ / ทหาร 5
นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา /
พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท / ทหาร 6
พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง / ทหาร 7
พลเอกบัณฑิต มลายอดิศูนย์ / ทหาร 8
นายเกษม จันทร์แก้ว /
นายนุรักษ์ มาประณีต /
พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ / ทหาร 9
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา / ทหาร 10
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ /
(ทหาร 10 คน ทหารบก 7 ทหารอากาศ 2 ทหารเรือ 1)

หน้าที่ขององคมนตรีตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มี 3 ประการ คือ
1. ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่พระมหากษัตริย์ทรงปรึกษา (มาตราที่ 10 วรรค 2)
2. กรณีเกี่ยวกับการสำเร็จราชการแทนพระองค์ (มาตรา17-18)
3. กรณีเกี่ยวกับการสืบสันตติวงศ์ (มาตรา 20-23)

สิ่งใดที่องคมนตรีทำไม่ได้
รัฐธรรมนูญ มาตรา 12 องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง หรือข้าราชการเว้นแต่การเป็นข้าราชการในพระองค์ในตำแหน่งองคมนตรี และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใด ๆ

องคมนตรีเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ ?
ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คณะองคมนตรีไม่มีหน้าที่และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน หน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี (รัฐบาล) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ซึ่งต้องคานอำนาจกับนิติบัญญัติ (สภาผู้แทนราษฎร) โดยองคมนตรีไม่มีบทบาท/อำนาจเกี่ยวข้องใด ๆ

องคมนตรีรับเงินค่าตอบแทนจากที่ใด ?
เงินค่าตอบแทนหรือเงินประจำตำแหน่งของคณะองคมนตรี จ่ายมาจากเงินงบประมาณแผ่นดิน ที่มาจาก "ภาษีประชาชน" โดยเบิกจ่ายผ่านระบบงบประมาณของหน่วยราชการในพระองค์

อัตราเงินประจำตำแหน่ง (ต่อเดือน)
ประธานองคมนตรี ได้รับเดือนละ 121,990 บาท
องคมนตรีอื่น ได้รับเดือนละ 112,250 บาท

แม้ว่าองคมนตรีจะเป็นตำแหน่งที่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย แต่ในฐานะองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ระบบสำนักงานและงบประมาณทั้งหมด รวมถึงเงินเดือนของคณะองคมนตรีและเจ้าหน้าที่สำนักงานองคมนตรี จะได้รับจัดสรรผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ในส่วนของ "หน่วยราชการในพระองค์" ซึ่งมีสำนักงานองคมนตรีเป็นหน่วยงานภายในที่ทำหน้าที่บริหารงานธุรการและการคลัง

องคมนตรีที่เป็นอดีตข้าราชการ ยังได้รับบำนาญในส่วนของข้าราชการหรือไม่ ?
องคมนตรีที่เป็นอดีตข้าราชการยังคงได้รับเงินบำนาญในส่วนของข้าราชการตามสิทธิ์เดิม ควบคู่ไปกับเงินประจำตำแหน่งองคมนตรี

เมื่อองคมนตรีเดินทางลงพื้นที่ต่างจังหวัดเพื่อปฏิบัติภารกิจ ใครจ่ายเงิน ?
เมื่อองคมนตรีเดินทางลงพื้นที่ต่างจังหวัดเพื่อปฏิบัติภารกิจ ค่าใช้จ่ายและงบประมาณที่ใช้จะมาจาก งบประมาณแผ่นดิน (ภาษีประชาชน) โดยเบิกจ่ายผ่านระบบราชการตามประเภทของภารกิจนั้น ๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ

1. งบประมาณของสำนักงานองคมนตรี ซึ่งจัดเป็นหน่วยราชการในพระองค์ ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีจากรัฐบาลโดยตรง ค่าใช้จ่ายส่วนตัวขั้นพื้นฐานของคณะองคมนตรีในการเดินทาง เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ค่าที่พัก และค่าพาหนะหลัก จะเบิกจ่ายจากงบประมาณในส่วนนี้ตามระเบียบกระทรวงการคลัง

2. งบประมาณจากหน่วยงานเจ้าของเรื่อง หรือหน่วยงานร่วมจัด
บ่อยครั้งที่องคมนตรีลงพื้นที่เพื่อติดตามงานเฉพาะด้าน งบประมาณในการดำเนินโครงการและการลงพื้นที่ตรวจสอบจะถูกรับผิดชอบโดยหน่วยงานนั้น ๆ เช่น

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จะใช้สะพานงบประมาณของ สำนักงาน กปร. (สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี

ภารกิจติดตามงานภัยแล้ง น้ำท่วม หรือความมั่นคง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ (ซึ่งได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ) หรือ ศอ.บต. (ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดงานและการประสานงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจนั้น

3. งบประมาณของจังหวัดและท้องถิ่น (งบผู้ว่าราชการจังหวัด)
เมื่อองคมนตรีลงพื้นที่ จังหวัดปลายทางจะมีหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการต้อนรับ ดูแลความเรียบร้อย และอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น

การรักษาความปลอดภัยและยานพาหนะในพื้นที่: ใช้กำลังพลและงบประมาณของกองบัญชาการตำรวจภูธรจังหวัด หรือกองทัพภาคในพื้นที่นั้น ๆ

การจัดสถานที่และการต้อนรับ: จังหวัดจะใช้วิธีบริหารจัดการงบประมาณดำเนินงานของสำนักงานจังหวัด หรืองบส่วนกลางที่ตั้งไว้สำหรับภารกิจรับรองบุคคลสำคัญและงานพิธีการ

สรุปคือ เงินทั้งหมดที่ใช้จ่ายในการลงพื้นที่ขององคมนตรี มาจากงบประมาณแผ่นดิน (ภาษีประชาชน) ที่รัฐบาลจัดสรรให้แก่หน่วยราชการในพระองค์ (สำนักงานองคมนตรี) ร่วมกับงบประมาณของกระทรวง ทบวง กรม และจังหวัดเจ้าของพื้นที่

* หากมีข้อมูลเพิ่มเติม หรือข้อมูลผิดพลาดคลาดเคลื่อน ขอความกรุณาช่วยแจ้ง

https://www.facebook.com/photo/?fbid=26871011455890800&set=a.362066027212037




🤔 เปิดรธน. 2560 ระบุหน้าที่หลักขององคมนตรี คือถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ในพระราชกรณียกิจทั้งปวงที่ทรงปรึกษา และมีหน้าที่อื่นๆ ตามที่รธน. กำหนด แต่รธน. ไม่ได้เขียนหน้าที่เกี่ยวกับราชการแผ่นดินอื่นๆ ไว้






 https://x.com/iLawclub/status/2057105098279678400




มีคนถาม การที่องค์มนตรีทั้ง 9 มาร่วมประชุม ซึ่งไม่เคยเจอมาก่อน คำถาม/ข้อใดถูกต้องที่สุด 1. อนุทินและรมต. ไม่มีความสามารถ ไม่ได้รับการไว้วางใจ 2. องค์มนตรี มาแทรกแซงการทำงานของรัฐบาล 3. ผู้บริหารประเทศตัวจริงคือองค์มนตรี 4. ถูกทุกข้อ


อีกหนึ่ง ทัศนคติ
@paichewee65779

การที่องค์มนตรีทั้ง 9 มาร่วมประชุม ซึ่งไม่เคยเจอมาก่อน
คำถาม/ข้อใดถูกต้องที่สุด
1. อนุทินและรมต. ไม่มีความสามารถ ไม่ได้รับการไว้วางใจ 
2. องค์มนตรี มาแทรกแซงการทำงานของรัฐบาล 
3. ผู้บริหารประเทศตัวจริงคือองค์มนตรี 
4. ถูกทุกข้อ

https://x.com/paichewee65779/status/2056841874082537801/




วันพุธ, พฤษภาคม 20, 2569

อนุทิน ชาญวีรกูล ไปยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาด้วยตนเอง มี สสร.ที่สภาเป็นผู้เลือก เสร็จแล้วให้ต้องมี สว.๕๐ คนเห็นชอบด้วย ไม่งั้นไม่ผ่าน

“อย่าว่าเขาไม่เอาจริง อย่าว่าเขาเตะถ่วง เขาถ่วงไม่กลัวแล้วตอนนี้ กลัวแต่จะเร่งปิดเกมเร็ว” ยิ่งชีพ (เป๋า) @yingcheep ทวี้ตไว้เมื่อเช้านี้ (๒๐ พ.ค.) ต่อการที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ไปยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.๒๕๖ ที่รัฐสภาด้วยตนเอง

แล้วยังปราศรัยกำกับอย่าง นักเลือกตั้งประชาธิปไตยจ๋าด้วยว่า ยื่นในฐานะพรรคการเมืองไม่ใช่ในนาม ครม. เพราะพรรคการเมืองมาจากประชาชน ส่วนรัฐบาลมาจากพรรคการเมือง อีกทั้งเป็นการทำตามเสียงประชามติ “ที่มีผลเอกฉันท์...

ทำตามขั้นตอน และถูกต้องตามทำนองคลองธรรม” โดยเนื้อหาของร่างฯ ภราดร ปริศนานันทกุล และ นิกร จำนง ให้ข้อมูลไว้คร่าวๆ เมื่อวานแล้วว่า “จะมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จำนวน ๑๐๐ คน มาจากการเลือกของรัฐสภา และมี สสร.สำรองอีก ๓๐๐ คน”

หน้าตาของสภาร่าง รธน.ของภูมิใจไทยนี้ ตีสองหน้า ด้านหนึ่งเป็นกรรมาธิการยกร่าง อีกด้านเป็นกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น โดย “ให้กรรมาธิการทั้งสองชุดจะมีสัดส่วนของ สสร.สำรอง ด้วย ๑ ใน ๓” และเมื่อ ยกร่างเสร็จให้เสนอรัฐสภาเห็นชอบ

คราวนี้มาถึงท่อนฮุกไฮไล้ท์ ที่การเห็นชอบของรัฐสภานั้นต้องมีเสียงจากวุฒิสภาอย่างน้อย ๑ ใน ๔ ของ สว.๒๐๐ คน หรือเท่ากับ ๕๐ คน เป็นไปตามข้อเรียกร้องจากภาคประชาชนตอนรณรงค์ประชามติ ว่าไม่เอาประเด็นเหล่านี้ อนุทินก็เลยจัดให้

ประธานรัฐสภา โสภณ ซารัมย์ กล่าวตอบรับร่างฯ ที่อนุทินเสนออย่างกระตือรือร้น บอกว่าจะนำเข้าบรรจุในวาระการประชุมทันที เนื่องจากว่าร่างนี้เป็นร่างแรกที่เสนอเข้ามา ส่วนพรรคอื่นๆ จะเสนอบ้างหรือไม่ก็ช่าง ท่าทางประธานฯ อยากดันร่างนี้เต็มฟัด

ไทม์ไลน์ของร่างน่าจะพิจารณาวาระแรกเดือนมิถุนานี้ และเสร็จวาระสามในเดือนตุลา “หากรัฐสภาเห็นชอบก็ส่งให้คณะรัฐมนตรีเคาะคำถามประชามติ และนิกรคาดว่าจะมีประชามติครั้งที่ ๒ ในเดือนมกราคม ๒๕๗๐” เรียกว่าเข้าฟ้าสแทร็คด่วนจี๋

สำหรับพรรคประชาชนซึ่งเตรียมการเรื่องนี้มานานทีเดียว พริษฐ์ วัชรสินธุ หัวหน้าวิปฝ่ายค้านแถลงวันเดียวกันว่าร่างของพรรคประชาชนจะเสร็จสมบูรณ์อาทิตย์หน้า ที่แน่ๆ เนื้อในจะมีการเลือก สสร.โดยตรงจากประชาชน เพราะไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาล รธน.

“เรามองคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญว่าขัดต่อพื้นฐานหลักการประชาธิปไตย และขัดคำวินิจฉัยฉบับก่อนของศาลรัฐธรรมนูญเองด้วยซ้ำ ในการระบุไม่ให้รัฐสภาเลือกผู้ร่างโดยตรง” ส่วนเงื่อนไขต้องให้มีเสียงจาก สว.จำนวนหนึ่งจึงถือว่าผ่านนั้น

“เราไม่มีแนวคิดในการไปเพิ่มอำนาจให้กับ สว. แต่เราปฏิบัติกับ สส. และ สว. เท่าเทียมกัน คราวที่แล้วเรากำหนดแค่กึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา” ถ้าจำกันได้ พรรค ปชน.เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้แล้วเมื่อปลายปี ๖๘ เนื้อหาแบบเดียวกัน สว.ยังให้ผ่าน

ครั้งนี้ “ไม่เห็นเหตุผลอันใดที่ สว. จะลงมติแตกต่างจากคราวก่อน”

(https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/D6cgpn1ybP8, https://x.com/iLawclub/status/2056952946118754368 และ https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/0oxVFCRGw)