วันอาทิตย์, สิงหาคม 02, 2569

ภาพสองตัวเอกของพรรคภูมิใจเธอว์ พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต โพสต์ว่า “เมื่อมีอำนาจ กฎเกณฑ์และธรรมเนียมของสังคม ก็ถูกยกเว้น สิ่งที่ไม่เคยเห็น ก็ได้เห็น”

พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต Aug.1 at 9:44 pm โพสต์ภาพสองตัวเอกของพรรคภูมิใจเธอว์ ว่า “เมื่อมีอำนาจ กฎเกณฑ์และธรรมเนียมของสังคม ก็ถูกยกเว้น สิ่งที่ไม่เคยเห็น ก็ได้เห็น”

เม้นต์กันมันส์ อาทิ Chaitat Wutthikhetkarn “ยังดีนะไม่มาแค่กางเกงใน 55” สุภโชค บ่าวเชียงราย ว่า“กระเบื้องเฟื่องฟูลอย” ส่วน Addy Pornthep บอก “งานแต่งลูกมันก้อแต่งแบบนี้ เอาให้เต็มที่เลยเพ่”

พิราบขาว บนก้อนเมฆ สะกิด “คุณไอซ์ติดบัตรตรงชายเสื้อ บอกไม่รู้กาลเทศะ” ด้าน ธนากูล บุปผะโพธิ์ แนะ “ไม่ใส่ผ้าขาวม้ามานั่งก็ถือว่าบุญแล้ว” ขณะ กิติ นวลอินทร์ เยอะ “ซอฟเพาเวอร์บุรีรัมย์ส่งเข้าประกวด”

คนเห็นด้วยก็มีนะ Anupong Panomsilp ว่าแก่แล้วเลยตามเลย “เดี๋ยวนี้ไปใหนมาใหนผมก็ใส่แต่กางเกงขาสั้นแบบนี้ แก่แล้วขี้เกียจแต่งตัว บางครั้งไปถึงงานแล้วนึกขึ้นได้ก็เลยตามเลย”

ส่วน Chakrit Chaoprayoon เห็นเป็นของธรรมดา “ปกตินะ ผมอายุ 44 ก็ใส่ขาสั้นไปงานแต่ง ในฐานะผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาว (เสียด้วย) มันแปลกหรอ !!!”

แต่รายนี้มีข้อมูลพิเศษ June Suphansa ชี้ “ถ้าจำไม่ผิดได้ไปอ่านข่าวเพจประชาสัมพันธ์จังหวัด จังหวัดเขาจัดพิธีบวงสรวงวันที่1สิงหาคมและมีประธานอีกชุด แต่ทีมนี้มาบวงสรวงตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม ตัดหน้าไปเลยค่ะ”

ยังมีอีกเยอะ ใครยังติดใจความบันเทิง ตามไปอ่านได้ที่ https://www.facebook.com/PhichainaBhuket/posts/GosAdWUz

ความ Sore มันคนละ Level กัน แม้นว่าต่างพูดถึง การละเมิดทางเพศภายในพรรคประชาชน ธัญวัจน์ ติงอย่าเงียบเกินไปนัก แต่ ‘แก้วตา’ ทวง คนทำผิดได้ไปต่อ เธอกลับไม่

เคสนี้น่าเปรียบเทียบ ความแตกต่างระหว่างการติติงและจิกกัด ที่มาจากคนที่เลิกไปต่อและไม่ได้ไปต่อ จะเห็นว่าความ Sore มันคนละ Level กันเลย แม้นว่าต่างพูดถึงกรณีเดียวกัน คือการละเมิดทางเพศภายในพรรคประชาชน (ก้าวไกล-อนาคตใหม่)

ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ อดีต สส.ก้าวไกล ออกมาตั้งคำถาม “พรรคประชาชนเงียบเกินไปไหมคะ” ต่อข้อกล่าวหาซึ่งปรากฏในหนังสือ ประชาชนที่ไม่ยอมจำนน เขียนโดยธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.พรรคก้าวไกลอีกคน

“เป็นการละเมิดทางเพศโดยอดีต สส.ท่านหนึ่ง เหตุเกิดระหว่างการไป Outing กับพรรค ที่สนามกอล์ฟแห่งหนึ่ง” ซึ่ง แก้วตา บอกว่าได้แจ้งให้ผู้บริหารพรรครับรู้ไปแล้ว แต่ต่อมา “คนที่กระทำผิด ได้รับโอกาสให้ไปต่อ” ส่วนเธอไม่ และชี้ว่า

“ปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในพื้นที่การเมือง ไม่ได้เกิดจาก คนไม่ดีคนเดียวเท่านั้น แต่เกิดจากวัฒนธรรมองค์กร ที่มักเลือกปกป้องภาพลักษณ์ มากกว่าปกป้องผู้ถูกกระทำ เกิดจากระบบอำนาจที่ทำให้ผู้หญิงต้องชั่งน้ำหนัก ระหว่างการพูดความจริงกับการถูกทำลายชื่อเสียง”

เป็นถ้อยความที่ถูกต้องด้วยหลักการทางสังคมและความยุติธรรม แม้นว่าผู้พูดจงใจเปิดประจานต่อพรรคการเมืองที่ตนเคยสังกัด แล้ว “ไม่ได้ไปต่อ” ก็ตาม แน่นอนว่าพรรคประชาชนจำเป็นต้องตอบข้อกล่าวหานี้ “เพราะความเงียบอาจทำให้เกิดคำถามมากกว่าคำตอบ”

ทั้งที่จำได้ว่าพวกเขาก็พยายามตอบแล้วโดยรวม ไม่ใช่ต่อตัวบุคคลผู้นี้รายเดียว คอมเม้นต์หนึ่งในเธรดจึงรับฟังได้ “ทำไมวันที่เกิดเรื่องไม่แจ้งความ พอผิดใจแล้วเล่าเรื่อง” ปฏิกิริยาจาก WATERMAN @piphan55 ที่ว่า “วันนี้พูดเพื่อ ให้พรรคดูเเย่” เท่านั้นหรือเปล่า

(https://x.com/kru_tun/status/2083364752550773187) 

ถึงขิงจะขึ้นรา แต่ข่าอย่าเล่นแรง ‘ไหม’ ศิริกัญญา ติงน้องร่วมพรรค “วัยรุ่นใจร้อน” และป้อง ‘ภาวุธ’ “คดีแรง ทำให้เสียสมาธิ” แต่แฟนคลับ ชี้ ถ้างั้นก็ถอยหลังออกมาสิ

ขิงขึ้นรา ข่าขึ้นแรง อีกเรื่องภายในพรรคส้มที่เป็นอาหารปาก ท้อปนิวส์ และไอโอ ประโคมว่าฟัดกันเอง บ้างเรียก กัด ถ้าจำกันได้ ไอ๊ซ์ เป็นคนแรกและคนเดียวที่ออกมาฟาด ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ อย่างหนักหน่วง ว่ายอมงอเพราะกลัวหัก

จากการตรวจสอบโครงการ ๖๐๐ ล้าน Th-Ai Passport กำลังจะเข้าด้ายเข้าเข็มใกล้เป้า ล้มดีล แล้วจู่ๆ ก็ถอยไปพูดถึงสรรพคุณของแอ็พแทนว่าใช้ได้ หลังจากที่ตนเองโดยใส่คดี Forex แล้วเป๋ จน รักชนก ศรีนอก เดือดปุด

แต่แล้วต่างฝ่ายต่างพยายามลดเสียง รักษาภาพลักษณ์และบรรยากาศได้พอสมควร แต่แล้ว สรยุทธสุทัศนะจินดา ก็มาฟื้นฝอยหาตะเข็บเอากับ ศิริกัญญา ตันสกุล ซึ่งกล้อมแกล้มไปว่า ถึงขิงจะขึ้นรา แต่ข่าอย่าเล่นแรง ว่างั้น

บอก ไอ๊ซ์ น่ะ “วัยรุ่นใจร้อน” และ “ย้ำนักการเมืองไม่มีบัญชีส่วนตัว” กันอยู่แล้ว ร้อนถึง Voranai Vanijaka @voranai สมาชิกชุมชน เอ็กซ์ ที่ active รายหนึ่ง ฟังแล้วอึดอัดขัดสน ถามว่า “คดีแรง ทำให้เสียสมาธิ” นี่นะ

“บางคนเจอ 112 ก็ไม่เสียสมาธิยังสู้ไม่ถอย บางคนเจอ Forex ก็เสียสมาธิ” แล้วว่าต่อ “ไม่เป็นไร หากพบว่าตนเป็นคนเสียสมาธิ ก็ถอยหลังมาเป็นประชาชนธรรมดาก็ได้ เลื่อนขั้นบัญชีรายชื่อให้กับคนที่จะไม่เสียสมาธิจะสู้ไม่ถอย” ดีกว่าไหม

“เพราะคาราคาซังแบบนี้ อาจรักษาความเป็นเพื่อนในพรรค แต่กระทบความนิยมของพรรค เพราะประชาชนจะตั้งคำถามว่า สรุปเขาจะต่อสู้เพื่อพวกเราจริงหรือ?” ไง

(https://x.com/voranai/status/2083404957634658538 และ https://x.com/MorningNewsTV3/status/2083105115549167779) 

วันเสาร์, สิงหาคม 01, 2569

“ไอโอปั่นข่าวปลอม เพื่อโจมตีทำลายทั้งนักสิทธิมนุษยชนและ สส.พรรคประชาชน เริ่มได้ผล” เห็นชุกในช่วงสองสามวันนี้เป็นการดิสเครดิต สว.นันทนา นันทวโรภาส


“ไอโอปั่นข่าวปลอม เพื่อโจมตีทำลายทั้งนักสิทธิมนุษยชนและ สส.พรรคประชาชน เริ่มได้ผล” ณรรธราวุธ เมืองสุข ยกกรณีการทำภาพปลอมโจมตี สส.รอมฎอน ปันจอร์ ดดยเอาภาพลูกชายคนเล็กของ สส.มาตัดต่อใส่ร้าย อ้างว่าเป็นหมายจับ

เขาว่า “บางคอมเม้นท์ที่เห็นถึงขั้นบอกว่า สะใจ นี่มันคือกระบวนการสร้างคนให้เป็นซอมบี้ของแท้ ทำให้คนพวกนี้ไม่มีชีวิตจิตใจ ไร้สำนึกความเป็นมนุษย์ การทำให้มนุษย์คิดน้อย เชื่อง่ายกับข้อมูลปลอม สร้างความคิดความเชื่อฝังแน่น คืองานหลักของไอโอ”

ที่เห็นชุกในช่วงวันสองวันนี้ เป็นการดิสเครดิต สว.นันทนา นันทวโรภาส ซึ่งรณรงค์เปิดโปงกรณี ฮั้ว สว.สีน้ำเงินอย่างมุ่งมั่นมาตลอด ไม่เพียง ศุภชัย ใจสมุทร ที่พยายามเกาะติดตอบโต้กับ สว.นันทนาไม่ยอมลดละ ยังมีเพจไอโออีกอย่างน้อย ๓ แห่ง ที่ช่วยกันกัด

‘INFO Thailand’ นี่ใช่แน่ๆ เขียนเรื่อง “ป้าแว่น กับหลักฐานมัดตัว” เก็บเอาข้อโจมตีของศุภชัยมาแตกหน่อโจมตีว่า “ไปคุยกับเดอะแก๊งงานจัดใหญ่ที่ Impact ใช้เงิน ใช้ทองกันทั้งนั้น” ด้าน ‘Ringsideการเมือง ตัดต่อคลิปจากงานที่เมืองทองธานีมายำ

แล้วเอาคำปราศรัยของ ปรียานุช เปรมชัยพร แห่งประชาไท มาตั้งกังขาสองแง่สองง่าม “อย่างที่บอกไปตั้งแต่ต้นว่า สู้ลําพังไม่ชนะ ถ้าเราคิดว่าเกมนี้มันคือเกมประชาธิปไตยที่ต้องชนะด้วยกันเนี่ย มันต้องสู้ด้วยกัน”

เอาการพูดถึงแผนงานมาแสดง ให้รู้สึกก้ำกึ่งระหว่างการพบปะแนะนำตัวต่อกันและกันของ สว.ประชาชน กับ สว.ฮั้วจัดตั้ง ๑๓๔ คน ซึ่งคดีทุจริตยังวางอยู่บนหิ้งของ กกต. แล้วยังมีเพจตัวการหลักชื่อ ข่าวกระสวยซึ่งแหลมคมทีเดียว

พาดหัวว่า “ฟ้าเดียวกันจ่ายจริง จิมทอมป์สันจัดเต็ม แล้วนันทนาไปอ้าง 'แชร์ค่าใช้จ่าย' กับใคร” โดยเอาข้อโต้แย้งต่างๆ ของศุภชัยมาทำซ้ำ ให้กระจายไปทั่วๆ บนสื่อสังคม ซึ่งจะได้ผลถ้ายิงใส่ผู้เสพหลายแหล่ง หลายเวลา ตามสูตร โฆษณาชวนเชื่อ โดยแท้

(https://www.facebook.com/permalink.php=100071632564183, https://www.facebook.com/watch/?v=1458604899620665, https://www.facebook.com/reel/1025354536769908 และhttps://www.facebook.com/nattharavutm/posts/9skeGpGc58)

สถานการณ์ผู้อพยพ จากมอร็อคโคเข้าสู่เขตปกครองของสเปน เข้าขั้นวิกฤต ซ้าย-ขวาในอเมริกาเถียงกันหนัก ฝ่ายหนึ่งว่าสหรัฐแกล้งสเปน อีกฝ่ายอ้างนายกฯ สเปนประกาศรับเอง

สถานการณ์ผู้อพยพ ชนเชื้อสายอาฟริกัน ข้ามแดนจากมอร็อคโคเข้าสู่เขตปกครองของสเปนบนฝั่งทะเลเมดิเตอเรเนียน เซอูตา กับ มาเลยา เข้าขั้นวิกฤต เมื่อจำนวนคนเกิน ๘ หมื่นภายในเวลาข้ามวัน

สำนักข่าวหลายแห่งรายงานว่า เป็นผลจากคำพิพากษาศาลสูงสเปนเมื่อเร็วๆ นี้ว่า “ผู้อพยพเข้าประเทศทางทะเล จะถูกผลักดันให้กลับออกไปทันทีเลยไม่ได้” ถูกฝ่ายขวาในสหรัฐเอาไปตีความว่าเป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ

@EricLDaugh เขียนบนแพลตฟอร์ม เอ็กซ์ ว่า “เปโดร ซานเชซเชื้อเชิญคนพวกนี้ โดยให้นิรโทษกรรมผู้อพยพ ๑ ล้านคน และเปิดเขตแดนรับเพิ่มขึ้น” ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงนัก แท้จริงคำพิพากษาศาลบอกว่า

“จะส่งตัวผู้อพยพกลับโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม (due process) ไม่ได้ ศาลไม่ได้มอบสิทธิตามกฎหมายให้ผู้อพยพเข้าประเทศ หรืออยู่ได้อย่างถาวร” อย่างไรก็ดี การถกเถียงทางการเมืองสองฝ่ายดูจะเป่าให้สถานการณ์วิกฤตในทางสื่อสังคม

ข่าวบางกระแสอ้างว่ามีการสกัดกั้นโดยกำลังทหารติดอาวุธ ยิงใส่ผู้อพยพที่กำลังพยายามปีนกำแพงสูง ร่วงเป็นเบือ คลิปนั้น อีลอน มัสค์โพสต์เองทาง เอ็กซ์ ของเขา อีกส่วนบอกว่าผู้อพยพว่ายน้ำข้ามทะเลกันสะบักสะบอม

แต่ก็มีคนมาแจงแย้งโดยทำภาพกร๊าฟฟิคประกอบว่า ผู้อพยพเพียงอ้อมกำแพงเขตแดน ลุยลงไปในน้ำหน่อยเดียว ฮวน มากูโฟ ชี้ว่า “พวกเขาไม่ได้ว่ายน้ำเป็นกิโล ๆ เสียหน่อย ไม่มีใครตาย นี่ไงเส้นทาง เบื่อหน่ายการโกหกของสื่อขายตัวเสียจริง”

ถึงกระนั้นข้อถกเถียงกล่าวหากันทางการเมืองดำเนินต่อไป ฝ่ายซ้ายบอกว่าสหรัฐเป็นผู้สร้างสถานการณ์เพราะสหรัฐใกล้ชิดมอร็อคโค เอกสารจากสภาคองเกรสเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมายืนยันว่า เซอูตาและมาเลยา ยังคงอยู่ในเขตแดนของมอร็อคโค

(https://x.com/wallyrashid/status/2083021437632156025, https://x.com/JuanMuncc/status/2083063524763308356,   https://x.com/EricLDaugh/status/2082898700431430112 และ https://x.com/YourAnonNews/status/2083192315619754262) 

‘โฉมใหม่’ ของสองฟากถนนราชดำเนินกลาง สะท้อนการเปลี่ยนประวัติศาสตร์จาก ‘อาร์ตเดโก’ ของคณะราษฎร ไปเป็นสถาปัตยกรรม ‘นีโอคลาสสิก’ ภาพแทนของรัชกาลที่ ๕

ช่วงสัปดาห์ของวันเฉลิมพระชนมพรรษาฯ รัชกาลที่ ๑๐ ที่ผ่านมา มีการพูดถึง โฉมใหม่ของสองฟากถนนราชดำเนินกลางกันเป็นพิเศษ ไม่เพียงการประดับแสง สี และเสียง สดุดีวันที่ ๒๘ กรกฎา

หากแต่กล่าวถึงการเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของถนนสายสำคัญแห่งชาติเส้นนี้ด้วย

“สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ได้มีโครงการปรับปรุงภายนอกอาคาร หรือที่เรียกว่า ‘ฟาสาด’ (façade) สองข้างทางถนนราชดำเนินกลาง เปลี่ยนสถาปัตยกรรม อาร์ตเดโกของคณะราษฎร ไปเป็นสถาปัตยกรรม นีโอคลาสสิก ภาพแทนของรัชกาลที่ ๕”

ประชาไทชวนทำความรู้จักศิลปะ ‘อาร์ตเดโก’ “ที่ผสมผสานเข้ากับแนวคิดหลัก ๖ ประการของคณะราษฎร” เอาไว้จากการสัมภาษณ์ ชาตรี ประกิตนนทการ แห่งคณะสถาปัตย์ฯ ม.ศิลปากร ว่าได้กลายเป็น “คาแรกเตอร์ประจำตัวคณะราษฎร”

จุดเด่นของสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโก “หลังคาตัด ตัวอาคารเรียบเกลี้ยง มีความเป็นทรงเรขาคณิต ปฏิเสธลวดลายฟุ่มเฟือย เพื่อสื่อสารถึงความเสมอภาค ความเท่าเทียม และระบอบใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ” มีอาคารอื่นในลักษณะเดียวกัน คือ

“ไปรษณีย์กลางบางรัก หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จ.ลพบุรี เป็นต้น” ความเปลี่ยนแปลงรูปแบบอาคารริมถนนราชดำเนิน เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ด้วยการรื้ออาคารโรงหนัง เฉลิมไทย เพื่อเปิดโล่งให้เห็น โลหะปราสาทวัดราชนัดดาฯ

มีความกังวลกันมาพักใหญ่แล้วว่า ไม่ช้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตรงสี่แยกตัดถนนดินสอ คงจะต้องอันตรธานหายไป ด้วยเจตนาลบล้างภาพจำของคณะราษฎร เฉกเช่นหมุดเหล็กที่ลานพระรูปฯ และอนุสาวรีย์ปราบกบฏ (บวรเดชฯ) ที่แยกบางเขน

ไอคอน ของการลบภาพคณะราษฎรบนถนนราชดำเนินเฟสแรก คืออาคาร สถิตไทยชโย ซึ่งถูกเปลี่ยนแมเป็นนีโอคล้าสสิคล้วนๆ มีการแสดงแสงสีเสียง immersive โยการจัดทำของบริษัทแพลนบีมีเดีย ระหว่างวันที่ ๒๗-๒๘ ก.ค. ต่อเนื่องด้วยโครงการหวังสูง

พยายามทำให้ถนนราชดำเนินกลางกลายเป็น “พื้นที่เศรษฐกิจแบบ High-end มีห้างหรู โรงแรมราคาแพง มีธุรกิจระดับบนเข้ามาเต็ม” เทียบเคียงกับถนนช็องเซลีเซ หรือ Avenue des Champs-Élysées ของนครปารีส

ในวันนี้มีคำถามกรุ่นอยู่ภายในว่า จิตสำนึกของประชาชนทั่วไปสอดรับกับแผนสร้างความเปลี่ยนแปลงแบบล้ำหน้าแต่ว่าย้อนยุคนี้เพียงไร การผุดขึ้นของศูนย์การค้าขนาดยักษ์ ไม่ว่าจะเป็น villes ต่างๆ ของเครือเซ็นทรัล เซ็นทรา เซ็นทาร่า

หรือว่า สยาม โน่น นั่น นี่ และ ไอค่อนเรามีกันไม่เพียงพอหรือไร

(https://www.facebook.com/thematterco/posts/WEruLezFytW, https://www.facebook.com/ThaiPBS/posts/24n1bLHXcX และ https://www.facebook.com/Prachatai/posts/y3nyQXz6b) 

วันศุกร์, กรกฎาคม 31, 2569

แดง กองมา เข้าแจ้งความ ‘ยิ่งชีพ’ ในข้อหา ‘หมิ่นประมาท’ อีกคน อ้างว่าเพราะ ผอ.ไอลอว์ ชี้ว่านางสมัคร สว.ผิดกลุ่ม ขาดคุณสมบัติ เจอ ‘ปวิน’ เม้นต์แสบ

ยิ่งชีพคงจะได้ไปอำนาจเจริญบ่อยละทีนี้ เมื่อ แดง กองมา เข้าแจ้งความในข้อหา หมิ่นประมาทอีกคน จากเหตุที่ ผอ.ไอลอว์ โพสต์เฟชบุ๊คว่านางขาดคุณสมบัติการสมัครเป็นวุฒิสมาชิกกลุ่ม ๑๐ เพราะ “สมัครผิดกลุ่ม”

‘แดง’ ระบุในคำฟ้องว่ายิ่งชีพ ใส่ความตัวนางทั้งๆ ที่ “กกต.วินิจฉัยแล้วว่า” นางมิใช่ผู้ขาดคุณสมบัติ อีกทั้งเขา “บิดเบือนข้อกฎหมาย” จากการที่เขียนข้อความว่า “กลุ่ม ๑๐ คือกลุ่มเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ ที่ใหญ่กว่า SMEs ตามนิยามของกฎหมาย”

เพื่อจับผิดนาง โดยกำหนดเงื่อนไขกฎหมายขึ้นมาเอง ด้วยคำว่า “แปลว่าต้องมีลูกจ้างมากกว่า ๒๐๐ คน” และยิ่งชีพซึ่งเป็นนักกฎหมาย “ต้องยึดหลักการที่ว่า ‘ไม่มีกฎหมายบัญญัติ ย่อมไม่เป็นความผิด’” ที่กล่าวมาเหล่านี้ถ้าเป็นข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้ว

ก็น่าจะไม่เข้าเป้าความผิดฐานหมิ่นประมาทอยู่ดี แต่แดงก็ยังตั้งข้อกล่าวหาต่อ เป๋า เพิ่มเข้าไปอีกว่าเขา “ชี้เป้าปลุกระดม และคุกคามสิทธิส่วนบุคคล โดยโพสต์ข้อความว่า ‘ฝากถ่ายรูปไว้ให้ดูกันบ้างนะครับ’” นัยว่า “ชักชวนกลุ่มเห็นต่างทางการเมือง”

มีการเผยแพร่ไปในสื่อออนไลน์ต่างๆ มีคนเข้าไปดูแล้ว “คอมเม้นต์ด่าทอ ส่งผลให้ตนและวงศ์ตระกูลได้รับความอับอายและถูกเกลียดชังในสังคมอย่างกว้างขวาง” อันนี้การพิสูจน์ในศาลอาจจะยากหน่อย ถ้าสิ่งที่เขาโพสต์ไม่ได้มีลักษณะอย่างที่แดงพล่ามต่อไปนี้

“ดิฉันเหมือนถูกด้อยค่าในอาชีพแม่ค้าขายหมูซึ่งเป็นอาชีพสุจริต ซ้ำแล้วซ้ำเล่า...ตั้งแต่วันแรกๆ ที่เข้าสภา ดิฉันก็ถูกเพื่อน สว.พูดกระทบ ผ่านมา ๒ ปีก็ยังถูกยิ่งชีพนำเอาเรื่องคุณสมบัติซึ่งจบไปแล้วมาดูหมิ่นดิฉันอีกครั้ง จนเกิดความเสียหายอย่างกว้างขวาง”

ท่อนสำคัญในคำฟ้องจึงอยู่ที่ถูกยิ่งชีพดูหมิ่นคุณสมบัติของนางอย่างไร เพื่อความสัตย์จริงที่เราก็ได้อ่านสิ่งที่ยิ่งชีพเขียน จึงขอยืมข้อความจากโพสต์ของ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล มาใช้หน่อย ว่า “ตั้งคำถามว่าหลายคนลงสมัคร สว.ผิดกลุ่มหรือเปล่า

และตั้งข้อสังเกตเรื่องใส่เสื้อเหลืองเหมือนกัน เขียนลำดับเลขที่เรียงลำดับตรงกันเป๊ะร้อยกว่าคน ซึ่งเรื่องนี้มีความเป็นไปได้เท่ากับคนถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ ติดต่อกัน ๗ งวด” นั้นไม่เกี่ยวกับเนื้อหาการฟ้องหมิ่นประมาทของนางแดงเลย

ถ้าจะบอกว่าข้อความเหล่านั้น ซึ่งมีการเปิดโปงกันหลายครั้งตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นการหมิ่นประมาทต่อนางแดงละก็ ฟันธงได้เลยว่าศาลต้องยกคำร้องตั้งแต่นัดแรก เผลอๆ ไม่รับฟ้องเสียด้วย เพราะรูปแบบการฟ้องค่อนข้างไร้สาระ

นางแดงต้องไปดูโพสต์ของ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ล่าสุดเช้าวันนี้ เอาแต่เนื้อๆ ได้ว่า “แม่ค้าขายหมูก็เป็น สว.ได้ค่ะ ถ้ามึงมาด้วยวิธีชอบธรรม...” นั่นละประเด็นหลัก

(https://www.facebook.com/pavinchachavalpongpun/posts/25AQ8F4https://www.facebook.com/permalink.100054162881442 และ https://www.facebook.com/thestandardth/posts/JB3SKxeSz) 

ศุภชัย ใจสมุทร ปากเปราะ แซะ สว.นันทนา นันทวโรภาส ว่าหน้าตาเหมือนตัวละครในหนังแฮรี่ย์ พอตเตอร์ เจอศอกกลับ “หมาหางด้วน ตัวเองชั่วแล้วลากคนอื่นชั่วตาม”

ศุภชัย ใจสมุทร ทำตัวเป็น เกราะ กำบังนายกฯ และคณะรัฐมนตรีที่ถูกเปิดชื่อมีเอี่ยวคดี โกงเลือก สว. รวม ๙ คน ก็เลยโดนศอกกลับ ตอกหน้าหนักหน่อยในตอนนี้ ไม่เพียงประเด็นกล่าวหาว่าพรรคประชาชนก็ ฮั้ว สว. เหมือนกัน

แต่เพราะความที่ปากเปราะ แซะ สว.นันทนา นันทวโรภาส ว่าหน้าตาเหมือนศาสตราจารย์ มิเนอร์ว่า มักกอนนากัล ในหนัง แฮรี่ย์ พอตเตอร์ท่าน สว.หญิงสายก้าวหน้าก็เลยซัดกลับแรงอยู่ ว่าเป็น “หมาหางด้วน ตัวเองชั่วแล้วลากคนอื่นชั่วตาม”

ศุภชัย ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทยแก้เก้อต่อการที่ช่วงนี้โดนปูดหนัก ว่ามีส่วนร่วมการโกงเลือกตั้งของกลุ่ม สว.สีน้ำเงิน (สีของพรรค ภท.) ขู่ว่าจะร้อง กกต.ให้ตรวจสอบกรณี สว.สายก้าวหน้านัดรวมตัวกับพรรคประชาชนที่เมืองทองธานี ๓๐๐ คน

สว.นันทนาระบุถึงการเลือก สว.ระดับประเทศเมื่อ ๒๗ มิถนา ๖๗ ว่ามีความผิดปกติเห็นได้ชัดเจน “คะแนนมาเป็นก้อนใหญ่ ๗๐-๘๐ คะแนน ทั้งที่มีหลักฐานเรื่องโพย การจ้างวาน จัดขบวนรถ เสื้อสีเดียวกัน หรือการถือแฟ้มดำ” เธอจึงฟาดว่า

“ดิฉันเริ่มเห็นแล้วว่า การออกมาทำเหมือนหมาหางด้วน ที่พยายามบอกว่าถ้าฉันชั่ว คนอื่นก็ชั่วเหมือนกัน ทำชั่วทั่วมุมแบบที่ฉันทำ ซึ่งดิฉันคิดว่าประชาชนเขามีตา และเห็นอยู่ว่าหลักฐานการฮั้วมันชัดเจนขนาดไหน” โดยเฉพาะจากการวิเคราะห์บัตรคะแนน

หลักฐานใหม่ที่ได้มาจากภาพกล้องวงจรปิดการขานบัตรคะแนน ว่า “การเลือกตัวเลขผู้สมัคร 10 ลำดับให้ตรงกันเป๊ะ ตั้งแต่บ็อกซ์ที่ ๑ ถึงบ็อกซ์ที่ ๑๐ จากผู้สมัคร ๑๕๐ คน มีโอกาสเกิดขึ้นได้เพียง ๑ ในหลายพันล้าน” แต่กลับพบว่า

มีผู้สมัครจำนวนราว ๖๐-๗๐ คน เลือกตรงกันได้อย่างผิดปกติ หมายเลขเรียงแบบเดียวกัน เหมือนกันหมด ชวนให้ชี้ได้ว่า “เข้าข่ายกระบวนการโกงยึดประเทศ” ส่วนการรวมตัวของผู้สมัคร สว.ที่เริ่มมาจากการแนะนำตัวผ่านเว็บไซ้ด์ Senate67 ของกลุ่มไอลอว์ (iLaw) นั้น

“พวกเราไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอก มาสมัคร สว.ต้องจ่ายค่าสมัคร ๒,๕๐๐ บาทด้วยเงินตัวเอง ค่าเช่าห้องประชุมเราก็รวมตัวลงขันช่วยกันจ่าย” ไม่ต้องให้ใครเอารถมารับส่ง ซื้อเสื้อสีเดียวกันให้ใส่ ซื้อแฟ้มให้ใช้ หรือพาไปพักโรงแรมไหน พวกเราจัดการตัวเอง”

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/hEsCFQWXg และ https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon/posts/b29QHEG37VZ) 

ตีความใบคะแนนเลือก สว.ที่มีคนแฮ็คเอามาเผยแพร่ แน่ๆ กว่าแช่แป้ง “สรุป ฮั้วชัดๆ ก๊อปปี๊มาเป็นบล็อคๆ เลย ลอกการบ้านกันมา”

มาแล้ว ตีความใบคะแนนเลือก สว.ที่มีคนแฮ็คเอามาเผยแพร่ ลอย ชุนพงษ์ทอง นักคณิตศาสตร์ แจงยิบ “สรุป ฮั้วชัดๆ ก๊อปปี๊มาเป็นบล็อคๆ เลย ลอกการบ้านกันมา”

อันเนื่องมาแต่โพสต์เฟชบุ๊คเรื่อง “ข่าวใหญ่! มือดีแฮ็คกล้อง CCTV ของ กกต. เปิดหีบเลือก ส.ว.ทุกใบได้แล้ว” มีรายชื่อผู้ลงคะแนนจำนวนมาก ที่คะแนนเหมือนกันอย่างมีนัยสำคัญ ตอนหนึ่งอธิบายว่า “ชื่อที่ระบายสีเหลือง อาจหมายถึง ใส่เสื้อเหลืองมาในวันนั้น”

ส่วนที่เป็นสีแดง น่าจะ “กามั่ว” เพราะกลุ่มหนึ่งมีเพียง ๑๕๔ คน แต่กาเลข ๑๕๖, ๑๕๘, ๑๘๔ ซึ่งไม่มีอยู่ในทะเบียน ตัวอย่างที่ ลอย นำมาแสดง ของกลุ่ม ๑ รอบเช้า เอามาทำเป็นตาราง ๑๕๔ บรรทัด ที่ตัวอักษรสีน้ำเงิน “น่าจะเป็นกลุ่มที่สื่อเรียกว่า กลุ่มฮั้วสีน้ำเงิน”

ด้านเพจสรยุทธ สุทัศนะจินดา กล่าวถึงรายชื่อที่ระบายสีเหลือง “คือคนใส่เสื้อเหลืองมาในวันเลือก ส.ว. (ให้) ลองถามพยานว่าจริงไหม”

(https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/hoxTEpCEy และ https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/Gg7QBQE) 

วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 30, 2569

มือดีแฮ็คกล้อง CCTV ของ กกต. เปิดหีบเลือก ส.ว.ทุกใบได้แล้ว ตานี้คดีฮั้วไม่ต้องเถียงกันมาก หลักฐานประจักษ์อยู่บนจอ

โอ๊ะ “มือดีแฮ็คกล้อง CCTV ของ กกต. เปิดหีบเลือก ส.ว.ทุกใบได้แล้ว รอ AI วิเคราะห์ว่าเป็นลายมือของใคร” Loy Chunpongtong แจ้งข่าวใหญ่ เป็นชามหลัก ‘main course’ ของคดีฮั้ว สว.ที่กำลังกระหึ่มอยู่ขณะนี้

เขาลงภาพเกือบ ๘๐ เฟรม ของการนับคะแนนรอบเช้า กลุ่มที่ ๑ “มาให้ดูเป็นน้ำจิ้ม ก๊อปปี๊ตามโพยต้นฉบับ ไม่แตกแถวตามที่พยานปากเอก ภ.ก.สมนึก สุชัยวาณิช แฉ เป๊ะ ๆ เลยครับ” พวกสีน้ำเงินที่ออกมาแถเฉไฉ หาว่าปั้นน้ำ คงสำลักน้ำลายกันละ

จำเพาะกรณี สว.อำนาจเจริญสองคน แดง กองมา อดีตแม่ค้าขายหมู กับ สมพาน พละศักดิ์ อดีตพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ ซึ่งถูก ไอลอว์ ตั้งข้อสงสัยว่าตอนสมัครเข้าไปร่วมเลือกตั้งนั้น คุณสมบัติตรงกับกลุ่มหรือเปล่า แล้ว กกต.ปล่อยผ่านได้อย่างไร

กลุ่มที่ทั้งสองได้รับเลือกเป็น สว.นั้นคือกลุ่ม ๑๐ ผู้ประกอบอาชีพกิจการอื่นนอกจากกิจการขนาดกลางและย่อม หรือพูดอีกอย่างก็ กิจการขนาดใหญ่ ที่มีพนักงานไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ คน จะค้าขายอะไรไม่สำคัญ เพียงต้องไม่ใช่ขนาดกลางและเล็ก

เถียงกันมาพักใหญ่ ในสุด กกต.ก็ยินยอมแถลงเรื่องการอนุมัติให้ทั้งสองผ่าน ด้วยการยกคำร้องคัดค้านคุณสมบัติของทั้งสองเมื่อต้นปีที่แล้ว เหตุผลหนึ่งซึ่งให้เหมือนกันทั้งสองคน ก็คือ “ให้ถ้อยคำยืนยันว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามในการสมัคร”

ใครฟังแล้วไม่รู้สึกว่ามันพิลึกบ้างหรือ ผู้ถูกตรวจสอบ ตอบอย่างไรก็ว่าตามนั้น ไม่น่าเชื่อว่าสติปัญญาคณะกรรมการเลือกตั้งจะ เบา ประมาณนั้น ข้อสำคัญมีผู้สื่อข่าวจากสำนักหนึ่งลงพื้นที่ถามหาเขียงหมูและร้านก๋วยเตี๋ยวดูว่ากิจการขนาดไหน

ก็ปรากฏว่าปิดกิจการไปหมดแล้วทั้งคู่ ก็เนอะงาน สว.รัดตัว ดีไม่ดีโดนจับโป๊ะแบบ หมอไห่ กสทช.บ้าง ยุ่งตายห่ อย่างไรก็ตาม กกต.ยืนยันว่าทั้งนางแดงและนายสมพานประกอบกิจการกันมานานเป้นล่ำเป็นสันก่อนเป็น สว.

โดยเฉพาะนางแดงเป็น “เป็นกรรมการพัฒนาตลาดสดน่าซื้อตั้งแต่ปี ๔๗ ถึงปัจจุบัน” ยิ่งน่าเชื่อถือเข้าไปใหญ่ แต่การตัดสินแบบนี้ของ กกต.มันไม่ค่อยน่าเชื่อถือละสิ เพราะลักษณะของการ สมัครผิดกลุ่ม มันเด่นชัดขึ้นมายิ่งนัก

อดีต กกต.อย่าง สมชัย ศรีสุทธิยากร ยังออกมาบอกว่า “คนสมัครผิดกลุ่ม ไม่ว่าพลั้งเผลอ หรือเจตนา ย่อมเป็นความผิดในเรื่องคุณสมบัติ ส.ว.ตั้งแต่ต้น ผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือ ๑.ตัวผู้สมัครเอง โทษจำคุก ๑-๑๐ ปี ปรับ ๒ หมื่นถึง ๒ แสน ตัดสิทธิเลือกตั้ง ๒๐ ปี

สำหรับ กกต.ที่วินิจฉัยยกคำร้องซึ่งท้วงคุณสมบัติผู้สมัครทั้งสองนั้น ถ้าพบว่าความจริงแล้วผิด “กกต.อาจถูกร้องว่าปฏิบัติหน้าที่มิชอบได้ หรือกระทำการโดยประมาทเลินเล่อ ทำให้เกิดผลเสียหายต่อรัฐ” ก็ได้นะ

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/0JJo7dsxFE, https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/hfDicbpG และ https://www.facebook.com/loy.chunpong/posts/0sDniVkMp) 

อ่านแล้วตกใจจริง ๆ เงินแสนล้านหายไปไหน ทำไมตัวเลข "แสนล้าน" ถึงหาหลักฐานที่มาที่ไปไม่ได้ ?

 
https://www.facebook.com/reel/3440498246130877

อีจัน 
7 hours ago
·
#ภาษีเราพูดเบาๆก็เจ็บ
อ่านแล้วตกใจจริง ๆ เงินแสนล้านหายไปไหน?
นางเพียงพนอ บุญกล่ำ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สงสัย สตง. แขวนงบ “กฟก.” เหตุหลักฐานการเงินหาย
แม้จะไม่ได้บอกว่าเป็นการทุจริต แต่การไม่สามารถหาหลักฐานงบการเงินได้ก็คือมีปัญหา
“พอไปอ่านก็ตกใจจริงๆ อันนี้เป็นงบการเงินซึ่งสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.2568 สตง.ไม่รับรองงบ เพราะว่ามีรายการที่เป็นรายการใหญ่ รวมตัวเลขเป็นยอดแสนล้าน ซึ่งไม่ได้บอกว่ามันเกิดการทุจริต เกิดการรั่วไหล แต่ว่างบการเงินที่ไม่สามารถหาหลักฐานที่มาที่ไปได้ อันนี้ก็คือมันมีปัญหาอยู่ในตัวเอง”
.....

เพื่อให้เข้าใจตรงกัน ขอขยายความคำว่า "สตง. ไม่รับรองงบการเงิน" ในกรณีนี้ให้เห็นภาพง่ายขึ้น

1. คำว่า "ไม่รับรองงบการเงิน" ในทางบัญชีหมายถึงอะไร?

เวลา สตง. (หรือผู้สอบบัญชี) เข้าไปตรวจงบการเงินของหน่วยงาน ผลการตรวจหลักๆ จะออกมาได้ไม่กี่แบบ:
  1. รับรองงบ: เอกสารครบ ตัวเลขถูกต้อง ถูกต้องตามมาตรฐาน
  2. รับรองแบบมีเงื่อนไข: ภาพรวมโอเค แต่มีบางจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่ยังไม่เรียบร้อย
  3. ไม่รับรอง / ไม่แสดงความเห็น: (กรณีนี้) ผู้สอบบัญชีปฏิเสธที่จะยืนยันว่าตัวเลขในงบนั้น "เชื่อถือได้" เพราะเอกสารสำคัญขาดหายไป หรือระบบบัญชีพังจนไม่สามารถตรวจสอบได้
2. ทำไมตัวเลข "แสนล้าน" ถึงตรวจสอบไม่ได้?

ในกรณีของ กฟก. (กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร) ตัวเลขแสนล้านไม่ใช่เงินสดก้อนเดียวที่จู่ๆ หายไปจากบัญชีธนาคารในข้ามคืน แต่ส่วนใหญ่มักเป็น "ยอดสะสมทางบัญชี" ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เช่น:
  • หนี้สินของเกษตรกรที่กองทุนเข้าไปรับซื้อ/จัดการแทน: มีการบันทึกว่าเกษตรกรเป็นหนี้กองทุนอยู่กี่บาท แต่พอ สตง. ขอสุ่มตรวจเอกสารสัญญาหนี้ สัญญาปรับโครงสร้างหนี้ หรือหลักฐานการชำระเงินย้อนหลัง กลับหาเอกสารประกอบมาสืบค้นไม่ได้
  • สินทรัพย์และการถือครอง: บันทึกว่ามีสินทรัพย์อยู่เท่านี้ แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ หรือสืบหาต้นตอไม่ได้ว่าตัวเลขนี้ตั้งต้นมาจากไหน
  • การลงบัญชีซ้ำซ้อนหรือผิดหมวดในอดีต: สมัยก่อนอาจใช้ระบบมือ (Manual) หรือระบบเก่า พอสะสมมาเป็นสิบๆ ปี ตัวเลขจึงยกยอดมาเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีเอกสารอ้างอิง (Supporting Documents) รองรับ
3. ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร? (ทำไมถึงเป็นเรื่องใหญ่)

ถึงแม้จะยังไม่ได้สรุปว่าเป็นการ "โกง" หรือ "เงินโดนยักยอก" แต่การหาหลักฐานไม่ได้สร้างปัญหาหลัก 3 ข้อ:
  • วิกฤตความน่าเชื่อถือ (Transparency Issue): เมื่อผู้สอบบัญชีระดับประเทศอย่าง สตง. ไม่การันตี เท่ากับว่างบการเงินนี้ "ใช้พึ่งพาทางกฎหมายหรือการวางแผนไม่ได้"
  • ช่องโหว่ของการทุจริต (Risk of Fraud): ในทางปฏิบัติ เมื่อเอกสารสืบหาที่มาไม่ได้ มันจะกลายเป็น "พื้นที่สีเทา" ทันที เพราะไม่มีใครรู้ว่าในยอดแสนล้านนั้น มีเงินที่ถูกแอบเนียนยักยอกไปจริงๆ ผสมอยู่ด้วยหรือไม่
  • กระทบงบประมาณใหม่: เมื่อตัวเลขเก่าดันเป็น "แดนสนธยา" การจะขออนุมัติงบประมาณแผ่นดินก้อนใหม่ปี 2570 เพิ่มเติมเข้าไป จึงถูกกรรมาธิการฯ ตั้งคำถามหนักมากว่า จะเติมเงินใหม่ลงไปได้อย่างไร ในเมื่อเงินเก่าก้อนมหึมายอดบัญชียังคลุมเครือ?
📌 สรุปสั้นๆ: ปัญหาไม่ใช่ว่า "เห็นโจรยกเงินแสนล้านออกไป" แต่เป็นปัญหาที่ว่า "ตัวเลขโชว์อยู่ในสมุดบัญชีแสนล้าน แต่พอถามหาใบเสร็จ/สัญญา/เอกสารยืนยัน กลับบอกว่า 'หาไม่เจอ / ไม่มีหลักฐาน'" ซึ่งในโลกการเงิน ถือเป็นความล้มเหลวร้ายแรงของการบริหารจัดการ



มีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่มีวันอาสาฬหบูชา ประเทศอื่นๆ แม้แต่ในฝ่ายเถรวาทด้วยกันก็ไม่มีวันนี้ มิไยต้องกล่าวถึงประเทศที่นับถือฝ่ายมหายาน เพราะตั้งขึ้นใหม่โดยคณะสงฆ์ไทย ?


Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์

15 hours ago
·
❝ มีเพียงประเทศไทยเท่านั้น
ที่มีวันอาสาฬหบูชา
จอมพลสฤษดิ์ ได้ประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ
เท่ากับได้รับการยอมรับโดยรัฐอย่างสมบูรณ์ ❞
.
ไทยเรานั้นมีวันสำคัญทางพุทธศาสนาในวันเดียวกับของอินเดียเขา คือวันอาสาฬหบูชา หรือการบูชาในเดือนอาสาฬหะ นับถือเป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 จนท่านอัญญาโกญธัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นคนแรก
.
พูดง่ายๆ ว่า เป็นวันแสดงธรรมครั้งแรกของพุทธองค์ บางท่านจึงถือว่าเป็น “วันพระธรรม”
.
วันนี้ศาสนิกชนจะพากันถืออุโบสถศีล ไปเวียนเทียนที่วัดไม่ต่างจากวันสำคัญอื่นๆ เช่น วิสาขบูชาหรือมาฆบูชา
.
แต่ที่น่าสนใจคือ มีเพียงประเทศไทยเท่านั้นที่มีวันอาสาฬหบูชา ประเทศอื่นๆ แม้แต่ในฝ่ายเถรวาทด้วยกันก็ไม่มีวันนี้ มิไยต้องกล่าวถึงประเทศที่นับถือฝ่ายมหายาน
.
ก็เพราะวันอาสาฬหบูชาเป็นวันที่คณะสงฆ์ไทยเราตั้งขึ้นมาเองไงครับ
.
◤ ในปี พ.ศ.2501 พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) สมณศักดิ์ในขณะนั้น ดำรงตำแหน่ง “สังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การศึกษา” (ในสมัยนั้นระบบการปกครองสงฆ์ไม่ได้มีมหาเถรสมาคม แต่ใช้ระบบเลียนแบบการปกครองทางโลก) เสนอสังฆมนตรีสภาให้มีการกำหนดวันสำคัญทางพุทธศาสนาเพิ่มเติมคือวันอาสาฬหบูชาหรือวันธรรมจักร
.
ต่อมาได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นประกาศสำนักสังฆนายก เรื่อง กำหนดพิธีอาสาฬหบูชา เล่ม 75 วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2501
.
ในประกาศนั้นกล่าวถึงพุทธประวัติ เนื่องด้วยวันเพ็ญอาสาฬหะ อย่างที่เรารับทราบกันในแบบเรียน และกล่าวว่า “ด้วยเป็นวันแรกที่พระบรมศาสดาทรงพระกรุณาประกาศพระพุทธศาสนา”
.
ข้อความถัดไปเป็นเรื่องการให้พระภิกษุสามเณรดำเนินการอย่างไร ซึ่งไม่ต่างจากวันสำคัญอื่นๆ แต่เน้นให้ประดับธง “ธรรมจักร” ให้มากเป็นพิเศษเท่าที่จะกระทำได้
.
ผมเข้าใจว่าท่านคงอยากเน้นความสำคัญของวันนี้ผ่านสัญลักษณ์ธรรมจักรเพื่อแสดงถึงการแสดงธรรมจักกัปปวัตนสูตรของพระพุทธะ ธงธรรมจักรนี้ภายหลังได้กลายมาเป็นธงสัญลักษณ์ของพุทธศาสนาที่บ้านเรายอมรับไปโดยกลายๆ ทั้งที่ในทางสากลก็มีธงพุทธศาสนาสากลอยู่แล้วคือธง “ฉัพพรรณรังสี”
.
ราวปี พ.ศ.2505 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันหยุดราชการ เท่ากับได้ทำให้วันอาสาฬหบูชาได้รับการยอมรับโดยรัฐอย่างสมบูรณ์
.
◤ ข้อสังเกตเล็กๆ ของผมบางประการคือ วันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางศาสนาที่ตั้งขึ้นใหม่ โดยน่าจะมีนัยทางความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา ภายใต้บรรยากาศที่มีความระแวงคริสต์ศาสนาในเวลานั้น
.
ผมเข้าใจว่า โดยระยะเวลาในปี 2501 ยังเป็นช่วงที่องค์กรพุทธศาสนิกชนมีความไม่ไว้วางใจคริสต์ศาสนิกชน ซึ่งกินเวลายาวนานตั้งแต่สงครามอินโดจีนเป็นต้นมา
.
พระธรรมโกศาจารย์ผู้ริเริ่มเสนอวันอาสาฬหบูชานี้ เป็นสังฆมนตรีรุ่นเดียวกับท่านพระพิมลธรรม (อาจ อาจสภะ) ซึ่งได้รับความนับถือว่าเป็นพระที่มีความก้าวหน้ามากในด้านการเสนอนโยบายใหม่ๆ ของคณะสงฆ์ เช่น การส่งพระไปเรียนต่างประเทศ หรือการเน้นงานด้านธรรมทูตเป็นพิเศษ
.
◤ผมเข้าใจว่า แนวทางของพระสังฆมนตรีรุ่นนั้นคือการสร้างพุทธศาสนาในประเทศไทยให้มีความก้าวหน้าไม่ด้อยไปกว่าคริสต์ศาสนา ซึ่งมีการจัดองค์กรที่ดีและมีการเผยแผ่ศาสนาอย่างเป็นระบบ
.
การกำหนดวันอาสาฬหบูชาจึงเป็นหนึ่งในความพยายามเช่นนั้นคือ มีวันที่มีนัยถึง “การประกาศพระศาสนา” หรือการ “เผยแผ่ศาสนา ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับที่คริสตชนมักเน้นถึง “การประกาศข่าวดี”
.
◤ และยังเน้นการแสดง “สัญลักษณ์ทางศาสนา” คือธงธรรมจักรเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับชาวคริสต์มีสัญลักษณ์ทางศาสนา (และการเผยแผ่ศาสนาด้วย) คือกางเขน
.
ถ้ามองจากประวัติศาสตร์ศาสนา พระพุทธะไม่ได้ประกาศ “ศาสนา” อย่างในความหมายที่เข้าใจกันในปัจจุบัน หรืออย่างในถ้อยคำของการกำหนดวันอาสาฬหบูชาในราชกิจจาฯ
.
ศาสนาในความหมายโบราณ โดยเฉพาะแนวคิดแบบอินเดียคือ “คำสอน” ไม่ใช่ตัวความเชื่อหรือองค์ประกอบอื่นๆ แยกขาดจากอีก “ศาสนา” หนึ่ง
.
ดังนั้น ศาสนาแบบที่เขียนในประกาศคือ แนวคิดศาสนาแบบตะวันตกที่มีแนวคิดแบบคริสต์ศาสนาเป็นฐาน
.
พระพุทธะจึงไม่ได้ประกาศศาสนาในแนวคิดแบบนั้นนะครับ ท่านประกาศคำสอนและวิถีชีวิตชุมชนของตนเองเท่านั้น โต้แย้งความคิดของศาสนาที่มีก่อนแต่ก็ไม่ทั้งหมด และรับเอาประเพณีเดิมมาอนุโลมใช้ด้วย
.
◤นอกจากนี้ ในปีเดียวกัน คือปี 2501 พระพิมลธรรม สังฆมนตรีปกครองได้จัดให้มีการตั้ง “โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์” ขึ้นมาด้วยนะครับ โดยมีเป้าหมายให้การศึกษาแก่นักเรียนในวันอาทิตย์
.
แม้ฝ่ายพระท่านว่า พระพิมลธรรมได้แบบอย่างมาจากการศึกษาทางศาสนาในพม่าซึ่งเอาจริงเอาจังมาก แต่การกำหนดให้เรียนใน “วันอาทิตย์” และเน้นกลุ่มเยาวชนนั้น ผมเห็นว่านี่คือการต่อสู้กับการเผยแผ่คริสต์ศาสนา โดยใช้เทคนิคและวิธีการที่คล้ายกันนั่นเอง
.
แน่นอนครับว่า วันอาสาฬหบูชาจะเก่าใหม่แค่ไหนไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เท่ากับว่าวันสำคัญทางศาสนานี้น่าจะมีนัยเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางศาสนาในสังคมไทยซึ่งเราควรจะได้เรียนรู้ด้วย ส่วนการบำเพ็ญกุศลกิจอันนี้ก็ตามแต่ศรัทธาครับ


พินิจพิเคราะห์ เรื่องวัน “อาสาฬหบูชา” โดยเสฐียรพงษ์ วรรณปก
https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_124493




อ.สุรชาติ ถอดรหัส "นก 4 ตัว" ในไฟใต้ 🦅รัฐบาลจะฝ่ากับดักทั้ง 4 และคลี่คลายไฟใต้ได้จริงหรือ ถ้าไม่มี Political Will ที่เข้มแข็งพอ ที่จะทุบหม้อข้าวของกลุ่มแสวงหาผลประโยชน์ (แร้ง/อีกา) และ ปรับสมดุลระหว่าง "เหยี่ยว" และ "พิราบ"?


Nation Online

11 hours ago
·
"สุรชาติ" ถอดรหัสปัญหาชายแดนใต้ผ่านแนวคิด 'นก 4 ตัว' ชี้ไม่ได้มีแค่ "เหยี่ยว-พิราบ" แต่ยังมี "แร้ง-อีกา" ที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์และสร้างอำนาจ จนการแก้ปัญหายิ่งซับซ้อน

รัฐบาลจะฝ่ากับดักทั้ง 4 และคลี่คลายไฟใต้ได้จริงหรือไม่?

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1543525311153490&set=a.617861460386551
.....

บทวิเคราะห์ของ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง ได้เปรียบเทียบตัวละครหรือกลุ่มอิทธิพลในสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ผ่านกรอบคิด "นก 4 ตัว" ซึ่งช่วยให้เรามองเห็นภาพความซับซ้อนของปัญหาได้ชัดเจนขึ้นมากกว่าแค่การมองแบบมิติเดียว (รัฐ vs ผู้ก่อความไม่สงบ)

🦅 ถอดรหัส "นก 4 ตัว" ในไฟใต้

แนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่า ตัวละครในพื้นที่ไม่ได้มีเพียงแค่กลุ่มที่ใช้ความรุนแรงหรือกลุ่มที่ต้องการสันติภาพ แต่ยังมีกลุ่มที่สูบฉีดและใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งอีกด้วย:

🦅 เหยี่ยว (Hawks): กลุ่มที่เน้นการใช้สายตาแข็งกร้าว มาตรการทางทหาร การปราบปราม และอำนาจบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เชื่อในการใช้กำลังแก้ไขปัญหา

🕊️ พิราบ (Doves): กลุ่มที่เน้นการเจรจา การพูดคุยสันติสุข กระบวนการทางสันติวิธี การเปิดพื้นที่ทางการเมือง และการสร้างความเข้าใจ

🦅 แร้ง (Vultures): กลุ่มที่ "แสวงหาผลประโยชน์" จากงบประมาณและสถานการณ์ความไม่สงบ ไม่ว่าจะเป็นงบด้านความมั่นคง งบพัฒนา หรือการค้าของผิดกฎหมาย กลุ่มนี้ไม่ต้องการให้ไฟใต้ดับเพราะจะเสียแหล่งรายได้

🐦‍⬛ อีกา (Crows): กลุ่มที่ "ใช้อำนาจและสร้างสถานการณ์" แทรกแซง สร้างความระส่ำระสาย หรือใช้ความขัดแย้งเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองและต่อรองอำนาจในระดับต่างๆ

🛑 กับดักสำคัญ: ทำไมไฟใต้ถึงยังไม่ดับ?

เหตุผลที่การแก้ไขปัญหายืดเยื้อมานาน ไม่ใช่แค่เพราะ "เหยี่ยว" กับ "พิราบ" เห็นไม่ตรงกัน แต่เป็นเพราะ "แร้ง" และ "อีกา" เข้ามาเกาะกินและขัดขวางกระบวนการแก้ปัญหา:

เศรษฐกิจสงคราม (War Economy): มีกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากงบประมาณดับไฟใต้หลักแสนล้านบาทตลอดหลายปีที่ผ่านมา

การเสียดทานทางอำนาจ: มีผู้เสียประโยชน์หากพื้นที่กลับคืนสู่สภาวะปกติ เช่น เครือข่ายธุรกิจสีเทา ชายแดน และกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น

💡 รัฐบาลจะฝ่ากับดักและคลี่คลายปัญหาได้จริงหรือ?

การจะก้าวข้ามกับดักนกทั้ง 4 ตัวนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากรัฐบาลต้องการคลี่คลายปัญหาอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนดังนี้:

1. จัดการ "แร้ง" และ "อีกา" อย่างเด็ดขาด

ปฏิรูปการใช้วัตถุประสงค์และตรวจสอบ งบประมาณดับไฟใต้ ให้มีความโปร่งใส ไม่ให้เกิดการรั่วไหลหรือกลายเป็นงบเลี้ยงไข้

ปราบปราม เครือข่ายสิ่งผิดกฎหมาย (น้ำมันเลื่อน, ยาเสพติด, สินค้าหนีภาษี) ซึ่งเป็นท่อน้ำเลี้ยงสำคัญของทั้งกลุ่มป่วนเมืองและกลุ่มอิทธิพล

2. ปรับสมดุลระหว่าง "เหยี่ยว" และ "พิราบ"

ย้ายศูนย์กลางการแก้ปัญหาจาก "งานความมั่นคงนำการเมือง" มาสู่ "งานการเมืองและการพัฒนาที่จริงใจนำการมั่นคง"

ยกระดับกระบวนการพูดคุยสันติสุขให้มีกรอบเวลาชัดเจน และเปิดให้ภาคประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

3. สร้างเอกภาพในนโยบายรัฐ

ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงานในพื้นที่ (กอ.รมน., ศอ.บต., ตำรวจ, ทหาร) ไม่ให้เกิดการแข่งกันสร้างผลงานหรือขัดขา กันเอง

สรุป: รัฐบาลจะฝ่ากับดักนี้ได้ ก็ต่อเมื่อมีความเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) ที่เข้มแข็งพอ ที่จะทุบหม้อข้าวของกลุ่มแสวงหาผลประโยชน์ (แร้ง/อีกา) และกล้าเปลี่ยนผ่านจากการใช้กำลังปราบปราม ไปสู่การใช้นโยบายทางการเมืองและสันติวิธีอย่างแท้จริง