วันศุกร์, มิถุนายน 19, 2569

“Trump is CLUELESS” ลงนามยุติสงครามกับอิหร่านที่วังแวร์ซายล์ เหมือนเยอรมนีเซ็นสัญญาแวร์ซายล์ จ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม กรีนแลนด์อยากได้ ๓ แสนล้านดอลลาร์บ้าง

Trump is CLUELESS” จอห์น คูแซ็ค ดาราดังฮอลลีหวูดบอก นายทรั้มพ์นี่ไม่รู้สี่รู้แปดเอาเสียเลย ว่าที่ไปลงนามยุติสงครามกับอิหร่านที่วังแวร์ซายล์นั้นน่ะ เหมือนกับเมื่อเดือนมิถุนา ค.ศ.๑๙๑๙ ที่ประธานาธิบดีเยอรมนีไปเซ็นสัญญายอมแพ้ต่อฝ่ายพันธมิตร Entente

การเซ็นสัญญาครั้งนั้นที่เรียกว่า สนธิสัญญาแวร์ซายล์ประธานาธิบดีกุสต๊าฟ เบาเออร์ ลงนามยอมรับความพ่ายแพ้อย่างสิ้นศักดิ์ศรี หากเป็นการรับรองจะจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามเป็นทองมูลค่า ๓๓,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สมัยนั้น ซึ่งเท่ากับ ๖๐๕,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ.๒๐๒๕

ประธานาธิบดีทรั้มพ์ในเดือนมิถุนายน ๒๐๒๖ ก็เช่นกัน สิ่งที่เขาเรียกว่าสันติภาพคือความพ่ายแพ้ไม่เป็นท่าต่ออิหร่าน เพราะนอกจากจะต้องยุติการปิดกั้น (Blockade) อ่าวฮอร์มุซ เลิกแช่แข็งทรัพย์สินของอิหร่านแล้ว ยังต้องจ่ายค่า ฟื้นฟูให้อีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์

เพจ ‘Occupy Democrats’ ชี้ว่าการที่ทรั้มพ์ต้องไปลงนาม ยอมแพ้ ที่วังแวร์ซายล์ของฝรั่งเศส เป็นชั้นเชิงการทูตที่เหนือกว่าของ เอ็มมายวล มาครอง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่ทำให้ผู้นำอเมริกันต้องหงอในเวทีการเมืองโลก

เมื่อกลุ่มประเทศยุโรปพากันคัดค้านสงครามของทรั้มพ์ ทรั้มพ์ขู่ว่าจะถอนตัวออกจากนาโต้ ผู้นำประเทศยุโรปตอบว่าเอาเลย โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีหญิงของอิตาลี จอร์เจีย เมโลนี กลายเป็นคู่กัดกับทรั้มพ์ที่ได้รับเสียงเชียร์จากทั่วโลก

ในการประชุม G7 ที่ปารีส ทรั้มพ์ถูกโดดเดี่ยวไม่มีใครสังสรรค์นอกรอบด้วย ต้องเดินคอตกเลี่ยงออกจากวง มีภาพล้อเลียนเหตุการณ์แพร่หราบนโซเชียล การล้อเลียนเลยไปถึงบอกว่า “ตอนนี้กรีนแลนด์ร้องขอให้ทรั้มพ์ช่วยบุกยึดครองหน่อยสิ เผื่อจะได้ดีลดีๆ แบบอิหร่านบ้าง”

ไม่เพียงแต่ดอแนลด์ จอห์น ทรั้มพ์ เปิดฉากสงครามกับอิหร่านเพื่อเอาใจอิสรเอล มีข้ออ้างเพียงลอยๆ ว่า อิหร่านกำลังเตรียมบุก ทำให้ประเทศสูญเสียงบประมาณไปเปล่าๆ นับพันล้านดอลลาร์ เสียชีวิตกำลังทหารหลายร้อย นี่ยังจะต้องเสียค่าปฏิกรรมสงครามอีกหลายแสนล้าน

ส่วนตัวทรั้มพ์ยังต้องเสียเงินจำนวน ๑๐๐ ล้านดอลลาร์ จากการพ่ายแพ้คดีกับหลาน (ลูกสาวของลุง) แมรี่ ทรั้มพ์ เป็นค่ายอมความคดีที่ทรั้มพ์ฟ้องหลานว่าแอบรั่วข่าวสถานะการเงินของเขาให้ นสพ.นิวยอร์คไทมส์ หลานคนนี้วิจารณ์ทรั้มพ์สาดเสียมาตลอด

แมรี่ ทรั้มพ์ เป็นนักจิตวิทยามีชื่อ เขียนหนังสือหลายเล่ม และเป็นนักวิชาการซึ่งให้ความเห็นแก่เดอะนิวยอร์คไทมส์บ่อยครั้ง เคยวิจัยนิสัยของทรั้มพ์ว่าสติปัญญาไม่อยู่กับร่องกับรอย และวิพากษ์นโยบายของทรั้มพ์แหลกราญอยู่เสมอ

(https://www.newsweek.com/donald-trump-settles-tax-records-lawsuit=1781769585,  https://www.facebook.com/officialSincerelyAmerican/posts/NugZ9jd6fU และ https://www.facebook.com/OccupyDemocrats/posts/GuX5sAzK) 

เจ้าของบ่อกุ้งอัมพวา จ.สมุทรสงคราม ทุ่มทุนเลี้ยงกุ้งขาวบนพื้นที่กว่า 50 ไร่ หวังจับขายสร้างรายได้ แต่พอสูบน้ำเปิดบ่อกลับเจอ “ปลาหมอคางดำ” ยึดสัมปทานเกลี้ยง สูบกินกุ้งในบ่อเรียบวุธ


เปิดบ่อกุ้ง กลับเจอ “ปลาหมอคางดำ”กว่า 5 ตัน | เนชั่นทั่วไทย

Nation Online

Jun 18, 2026 

เจ้าของบ่อกุ้งอัมพวา จ.สมุทรสงคราม ทุ่มทุนเลี้ยงกุ้งขาวบนพื้นที่กว่า 50 ไร่ หวังจับขายสร้างรายได้ แต่พอสูบน้ำเปิดบ่อกลับเจอ “ปลาหมอคางดำ” ยึดสัมปทานเกลี้ยง สูบกินกุ้งในบ่อเรียบวุธ ตักขึ้นมาเจอแต่ฝูงปลาเอเลี่ยนสปีชีส์อัดแน่นกว่า 5 ตัน ซ้ำเติมวิกฤตราคาดิ่งเหว ขายได้แค่กิโลกรัมละ 8 บาท ขาดทุนย่อยยับ ลั่นทุกวันนี้แทบไม่ต่างจากทำบ่อเลี้ยงปลาหมอคางดำ วอนรัฐเร่งยื่นมือช่วยด่วน

Key Points

• ทุกข์ซ้ำกรรมซัดยึดบ่อกุ้ง 50 ไร่: จากเดิมที่เคยจับกุ้งขาวสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ปัจจุบันผ่านไปเพียงไม่กี่เดือน ปลาหมอคางดำขนาด 2-4 นิ้วลักลอบขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วจนยึดครองบ่อเลี้ยงกุ้งขนาด 50 ไร่ไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะปล่อยพันธุ์กุ้งหรือปลาเศรษฐกิจชนิดใดลงไป ก็จะถูกปลาหมอคางดำรุมกินตัวอ่อนจนหมดสิ้น ล่าสุดเปิดบ่อจับได้ปลาหมอคางดำล้วนๆ น้ำหนักรวมกว่า 5,000 กิโลกรัม (5 ตัน) โดยแทบไม่เหลือผลผลิตกุ้งเลย

• ราคาดิ่งเหวรายได้ไม่พอกลบทุน: ซ้ำร้ายกว่านั้นราคาพึ่งพิงตลาดต่ำมาก ปลาหมอคางดำปริมาณมหาศาลกว่า 5 ตัน ขายได้ในราคากิโลกรัมละ 8 บาท ทำเงินได้เพียง 40,000 บาท ซึ่งไม่เฉียดใกล้กับต้นทุนการลงพันธุ์กุ้ง ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าจัดการบ่อ ยิ่งไปกว่านั้น เกษตรกรยังต้องแบกรับค่าแรงงานคนงานลากจับต่อครั้งที่สูงถึงหลักหมื่นบาท ทำให้เผชิญภาวะขาดทุนสะสมทันที

• ตลาดเมินทำได้แค่เหยื่อดักปู-อาหารสัตว์: ด้าน นางเนตรชนก ผู้รับซื้อรายใหญ่ในพื้นที่สะท้อนกลไกตลาดว่า ปลาชนิดนี้ไม่เป็นที่นิยมบริโภคทำให้ตลาดตัน แพปลาส่วนใหญ่กดราคารับซื้อจากหน้าบ่อเพียงกิโลกรัมละ 5-6 บาท ก่อนส่งขายต่อกิโลกรัมละ 6-7 บาท เพื่อนำไปบดทำอาหารสัตว์หรือแปรรูปทำเป็นเหยื่อล่อลอบจับปูม้า วอนหน่วยงานภาครัฐเข้ามาควบคุมกลไกราคาและเยียวยาเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีศักยภาพในการล้างบ่อกำจัดพันธุ์ปลาด้วยตัวเอง

https://www.youtube.com/watch?v=ETI2LPieS-w








 

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เพ็ญโฉมใช้ชีวิตอยู่กับการตามหาคำตอบเหล่านั้น จากเหตุสารเคมีระเบิดที่คลองเตย สู่มาบตาพุด โรงงานเถื่อน กากอุตสาหกรรม และการผลักดันกฎหมายที่จะทำให้ประชาชนมีสิทธิ์รู้ว่าโรงงานปล่อยมลพิษอะไรออกมาบ้าง



Pipob Udomittipong 
20 hours ago
·
ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เพ็ญโฉมใช้ชีวิตอยู่กับการตามหาคำตอบเหล่านั้น จากเหตุสารเคมีระเบิดที่คลองเตย สู่มาบตาพุด โรงงานเถื่อน กากอุตสาหกรรม และการผลักดันกฎหมายที่จะทำให้ประชาชนมีสิทธิ์รู้ว่าโรงงานปล่อยมลพิษอะไรออกมาบ้าง
...


The Cloud
23 hours ago
·
“ในนั้นน่ะ โยนลงไปแล้วไม่มีใครหาเจอนะ” คือคำขู่ที่ทีมงานของ เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง เคยได้รับระหว่างลงพื้นที่เก็บตัวอย่างมลพิษ โดยคนพูดชี้ไปยังแท็งก์น้ำขนาดใหญ่กลางความมืด
หลายสิบปีที่ผ่านมา พวกเขาเดินทางไปยังสถานที่ที่ไม่มีใครอยากไป ชายหาดที่น้ำทะเลเปลี่ยนเป็นสีดำ สวนผลไม้ที่น้ำในร่องสวนกลายเป็นสีแดงส้ม ชุมชนที่ต้องทนกลิ่นสารเคมีจนเวียนหัว คลื่นไส้ และนอนไม่หลับ
บางครั้งเจ้าของที่ดินตื่นเช้ามาพบกากอุตสาหกรรมปริศนาในที่ของตัวเอง แต่กลับกลายเป็นฝ่ายถูกฟ้องร้องเสียเอง หนึ่งในเรื่องที่น่าตกใจที่สุดคือชาวบ้านมาบตาพุดเคยถามหน่วยงานรัฐมานานหลายปีว่า กลิ่นสารเคมีที่พวกเขาหายใจอยู่ทุกวันคืออะไรและอันตรายแค่ไหน แต่ไม่มีใครให้คำตอบได้ จนภาคประชาชนต้องส่งตัวอย่างอากาศไปตรวจในห้องปฏิบัติการต่างประเทศ และพบสารอินทรีย์ระเหยง่ายกว่า 40 ชนิด บางชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง
ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เพ็ญโฉมใช้ชีวิตอยู่กับการตามหาคำตอบเหล่านั้น จากเหตุสารเคมีระเบิดที่คลองเตย สู่มาบตาพุด โรงงานเถื่อน กากอุตสาหกรรม และการผลักดันกฎหมายที่จะทำให้ประชาชนมีสิทธิ์รู้ว่าโรงงานปล่อยมลพิษอะไรออกมาบ้าง
อ่านเรื่องราวของผู้หญิงที่ใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และความอดทน ต่อสู้กับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดชุดหนึ่งของประเทศไทย ในคอลัมน์ Little Big People https://readthecloud.com/.../little-big.../penchom-saetang/
พบกับเรื่องราวอื่น ๆ ของ The Cloud ที่น่าสนใจต่อได้ที่เว็บไซต์ readthecloud.com

#readthecloud #TheCloud #LittleBigPeople #มูลนิธิบูรณะนิเวศ #สิ่งแวดล้อม #กฎหมายสิ่งแวดล้อม #อากาศสะอาด

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1311990207771622&set=a.554020593568591

https://readthecloud.com/social/little-big-people/penchom-saetang/





ธนาคารไร้สาขาคืออะไร ต่างจากธนาคารแบบดั้งเดิมอย่างไร เราควรรู้อะไรบ้าง หลังจะเปิดใช้งานจริง 19 มิ.ย. นี้



ธนาคารไร้สาขาคืออะไร เราควรรู้อะไรบ้าง หลังจะเปิดใช้งานจริง 19 มิ.ย. นี้

ปณิศา เอมโอชา
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
18 มิถุนายน 2026

การเดินทางของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ที่เริ่มต้นอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่เดือน มี.ค. 2567 หลังกระทรวงการคลังมีประกาศ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจฯ กำลังจะถูกตัดริบบิ้นเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิ.ย. นี้

ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) จะกลายเป็นธนาคารไร้สาขาเจ้าแรกในไทยที่เริ่มเปิดให้คนไทยเข้ามาใช้บริการทางการเงินรูปแบบใหม่นี้

ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาแห่งแรกนี้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2568 ภายใต้การบริหารงานและถือหุ้นโดย บริษัท ไทย ทรินิตี้ โฮลดิ้ง จำกัด เกิดจากการรวมตัวกันของยักษ์ใหญ่ใน 3 แวดวงธุรกิจของไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB จากฝั่งธุรกิจการเงินดั้งเดิม บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS จากฝั่งธุรกิจโทรคมนาคม และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR จากกลุ่มพลังงาน

บทความนี้ บีบีซีไทยชวนผู้อ่านกลับมาตั้งต้นทำความรู้จักความหมายที่แท้จริงของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาว่าแตกต่างจากธนาคารดั้งเดิมอย่างไร พร้อมด้วยบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยงที่กำลังรออยู่ข้างหน้า

ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาคืออะไร



ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช หัวหน้าภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า โดยหลักแล้ว "การไร้สาขา" คือหัวใจที่สำคัญและเป็นหนึ่งในจุดแตกต่างที่สุดกับธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิม

เมื่อบีบีซีไทยสืบค้นคำนิยามของธนาคารกลางในหลายประเทศทั่วโลกรวมไปถึงกลุ่มสหภาพยุโรปพบว่า ธนาคารกลางของยุโรป ซึ่งใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษว่า "digital bank" [อาจแปลว่า "ธนาคารดิจิทัล"] ให้คำจำกัดความว่าคือ การดำเนินธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์โดยเฉพาะ โดยไม่มีการพัฒนาเครือข่ายสาขาที่เป็นรูปแบบตึกหรือสิ่งปลูกสร้าง (Bricks-and-mortar)

งานวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีในแวดวงการเงินและธนาคารผู้ท้าชิง (Challenger Banks) ในสหราชอาณาจักร จากมหาวิทยาลัยคิงคอลเลจลอนดอน ชี้ว่าความหมายที่แท้จริงของคำว่า "ธนาคารผู้ท้าชิง" นั้นค่อนข้างหลากหลาย ทว่าสำหรับกลุ่มที่เป็น "ธนาคารผู้ท้าชิงรูปแบบใหม่ที่พึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัล" (digital-aided challenger banks) ได้ถือกำเนิดขึ้น เพื่อให้บริการทางการเงินและผลิตภัณฑ์เฉพาะทางแก่ลูกค้าที่ถูกธนาคารดั้งเดิมมองข้าม ในฐานะผู้เล่นหน้าใหม่ในตลาด

นอกจากนี้ ผู้ให้กู้รายใหม่เหล่านี้ยังนำเอารูปแบบธุรกิจที่สร้างสรรค์และต้นทุนต่ำมาใช้ เนื่องจากดำเนินธุรกิจส่วนใหญ่ผ่านช่องทางออนไลน์แทนที่จะเป็นสาขาแบบดั้งเดิม โดยมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจที่ยังไม่ได้รับการเจาะตลาดอย่างเต็มที่ เช่น สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ประเภทซื้อเพื่อปล่อยเช่า สินเชื่อสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และสินเชื่อผู้บริโภค

ธนาคารกลางฮ่องกง ได้มาปรับแก้นิยามของ "virtual bank" ซึ่งเป็นศัพท์ภาษาอังกฤษคำเดียวกับที่ประเทศไทยเลือกใช้ ว่าคือ ธนาคารที่ให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้ารายย่อยผ่านทางอินเทอร์เน็ตหรือช่องทางอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบอื่น ๆ เป็นหลัก แทนการให้บริการผ่านสาขาที่มีสถานที่ตั้งจริง

โดยหลักแล้วนิยามของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขานั้นค่อนข้างคล้ายคลึงกันและอิงอยู่บนหลักการของการปราศจากสาขา ทว่าคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เลือกใช้อาจต่างกันออกไป เช่นเดียวกับรูปแบบการขอใบอนุญาตที่บางประเทศใช้มาตรฐานเดียวกันกับธนาคารแบบดั้งเดิม ขณะที่บางประเทศเลือกออกมาตรฐานใหม่แทน

ต่างจากธนาคารแบบดั้งเดิมอย่างไร ?



บริษัทแมคคินซี่ แอนด์ คอมพานี ชี้ว่า ในอดีตธนาคารพาณิชย์แบบดั้งเดิมต้องเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดที่สูงมาก ทั้งเรื่องต้นทุนคงที่และระยะเวลายาวนานกว่าจะเข้าสู่จุดคุ้มทุน ขณะที่ธนาคารพาณิชย์แบบไร้สาขานั้น ดำเนินธุรกิจภายใต้โครงสร้างต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก "ซึ่งโดยทั่วไปแล้วคิดเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของต้นทุนของธนาคารแบบดั้งเดิมเท่านั้น" ด้วยเหตุนี้ ธนาคารประเภทใหม่นี้จึงสามารถนำเสนอราคาที่ถูกกว่า และมีเงื่อนไขการตั้งราคาที่โปร่งใสกว่า โดยมีค่าธรรมเนียมแอบแฝงที่น้อยกว่าธนาคารแบบดั้งเดิม

อย่างไรก็ดี รายงานจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund - IMF) ในปี 2022 ชี้ว่า ธนาคารประเภทใหม่นี้จะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงกว่า และมีประสิทธิภาพทางด้านต้นทุนที่ต่ำกว่าธนาคารแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจขัดกับภาพจำของหลาย ๆ ฝ่าย

กองทุน IMF ชี้ว่าต้นทุนเหล่านี้มาจากค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เงินเดือนพนักงาน อาทิ การแสวงหาลูกค้าใหม่ และต้นทุนด้านความปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่สูงกว่า อย่างไรก็ดี กองทุน IMF สรุปว่า virtual bank จะเติบโตได้ดีในประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา

ทว่าสำหรับ ศ.ดร.อาณัติ เขาชี้ว่าธนาคารแบบใหม่เหล่านี้จะเข้ามาแก้ปัญหากลุ่มคนที่ถูกทิ้งไว้นอกระบบการเงินดั้งเดิมของไทย (financial inclusion)

"สังคมเราเวลาพูดว่ามีคนที่อยากไปเปิดบัญชีแล้วยังเปิดไม่ได้ด้วยเหรอ หลายคนนึกไม่ออก แต่เรายังมีคนเหล่านี้กระจายอยู่ในทุกหย่อมหญ้า… ปีที่แล้วผมไปสำรวจพวกชาวดอย เขาเป็นคนไทยนะ และไม่มีสาขาของแบงก์อยู่บนดอยแน่นอน" หัวหน้าภาควิชาการเงิน มธ.กล่าว

เขาชี้ว่าความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มคนเหล่านี้ถือเป็นจุดแข็งของกลุ่มผู้เล่นหน้าใหม่ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวิเคราะห์ว่ากลุ่มผู้เล่นเหล่านี้มักเลือกจับมืออยู่กับบริษัทที่ถือข้อมูลมหาศาลของผู้คนไว้อยู่แล้ว


"สังคมเราเวลาพูดว่ามีคนที่อยากไปเปิดบัญชีแล้วยังเปิดไม่ได้ด้วยเหรอ หลายคนนึกไม่ออก แต่เรายังมีคนเหล่านี้กระจายอยู่ในทุกหย่อมหญ้า… ปีที่แล้วผมไปสำรวจพวกชาวดอย เขาเป็นคนไทยนะ และไม่มีสาขาของแบงก์อยู่บนดอยแน่นอน" หัวหน้าภาควิชาการเงิน มธ.กล่าว

ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศว่ามีผู้ได้รับใบอนุญาตจัดตั้ง virtual bank ทั้งหมด 3 ราย
  • บริษัท ไทย ทรินิตี้ โฮลดิ้ง จำกัด ที่ดำเนินธุรกิจธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน)
  • บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด ที่ประกอบไปด้วย บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด (Ascend Money) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการทรูมันนี่ (TrueMoney) นับเป็นฝั่งฟินเทคในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) และแอนท์ กรุ๊ป (Ant Group) บริษัทลูกด้านการเงินของรายใหญ่อย่างอาณาจักรอาลีบาบาของจีน
  • ธนาคาร แบงก์เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ที่เกิดจากการรวมตัวของพันธมิตรใน 3 ประเทศ ได้แก่ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX จากฝั่งธุรกิจการเงินไทย ร่วมกับ วีแบงก์ เทคโนโลยี เซอร์วิสเซส ลิมิเต็ต (WeBank Technology Services Limited) หรือ WeBank จากฝั่งธนาคารดิจิทัลชั้นนำของจีน และคาเคาแบงก์ คอร์ป (KakaoBank Corp.) จากฝั่งธนาคารดิจิทัลชั้นนำของเกาหลีใต้
ศ.ดร.อาณัติ ยกตัวอย่างว่า สำหรับกรณีของ TrueMoney เมื่อเข้าสู่ระบบของ virtual bank ที่กำหนดว่าต้องมีการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (eKYC) โครงสร้างพื้นฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นต้นทุนเดิมอยู่แล้วก็สามารถนำมาปรับใช้ได้ทันที

หัวหน้าภาควิชาการเงินเสริมต่อไปว่า ข้อมูลมหาศาลที่ผู้เล่นหน้าใหม่เหล่านี้ถืออยู่ ทั้งกรณีของ TrueMoney หรือแม้แต่ AIS เอง ยังช่วยให้ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาของพวกเขาลงมาจับตลาดการปล่อยสินเชื่อขนาดเล็กได้อย่างคุ้มทุนกว่าธนาคารแบบดั้งเดิม

"ในอดีตคนตัวเล็กที่เคยจำเป็นต้องไปกู้แบงก์ แต่เพราะแบงก์มันต้นทุนสูง ฉะนั้นบางทีบอกให้ผมมานั่งพิจารณาสินเชื่อ 10,000 หรือ 15,000 บาท กับระบบธนาคารเนี่ย ผมไม่แน่ใจว่ามันจะคุ้มกับเงินเดือนพนักงานหรือเปล่า" ศ.ดร.อาณัติ กล่าว

เขาอธิบายว่าที่ผ่านมา ระบบการเงินของไทยก็มีสิ่งที่เรียกว่า ผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank) อาทิ สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ (Nano Finance) หรือ สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด (Pico Finance) ซึ่งในอดีตหากเป็นสินเชื่อที่มีวงเงินไม่มากธนาคารดั้งเดิมก็มักปัดลูกค้ามาให้กลุ่ม non-bank เหล่านี้

อย่างไรก็ดี เมื่อมี virtual bank ซึ่งได้เปรียบกว่า non-bank เพราะสามารถสามารถรับเงินฝากมาบริหารจัดการและต่อยอดได้ ตัวเลือกในการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชนจึงมีมากขึ้น อีกทั้งฝั่งผู้ให้สินเชื่อเองก็มีข้อมูลมหาศาลของลูกค้าอยู่แล้ว จึงช่วยให้ virtual bank สามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"ผมไม่ต้องถามเลยว่าคุณเคยทำอะไร เงินเดือนเท่าไหร่ ผมรู้ประวัติคุณมาหมดเรียบร้อยหมดแล้ว ผมพร้อมอนุมัติเงินให้คุณได้วันนี้เลย ในขณะที่ระบบแบงก์ไม่มีทางทำอย่างนั้นได้ เพราะเราไม่เคยมีข้อมูล

คุณเดินมาเป็นลูกค้าใหม่ของเรา เราไม่รู้จักคุณ แต่ AIS หรือเซเว่นฯ เขารู้จักคุณแล้ว ฉะนั้นวันนี้ยื่นคำขอกู้มา 15,000 บาท ผมเชื่อว่าเขาปล่อยได้เลยด้วยการดูจากประวัติของเรา" ศ.ดร.อาณัติ อธิบาย

แท้จริงแล้วมีกรณีตัวอย่างที่สะท้อนว่า virtual bank สามารถเข้าไปเจาะตลาดกลุ่มผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคารแบบดั้งเดิมได้จริงจากประเทศฟิลิปปินส์ที่เริ่มออกแนวทางปฏิบัติมาตั้งแต่ปี 2563

ตัวอย่างเช่น ธนาคารมายา (Maya Bank) ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาของฟิลิปปินส์ ระบุในรายงานประจำปี 2566 ว่า 59% ของผู้กู้เงินของธนาคาร ไม่เคยได้รับสินเชื่อจากสถาบันการเงินใดมาก่อน

เสี่ยงติดทั้งหล่มหนี้และการผูกขาดข้อมูล



ความง่ายและสะดวกสบายในการปล่อยกู้นี้เอง ที่ ศ.ดร.อาณัติ มองว่าเปรียบเสมือนเป็นเหรียญสองด้าน ในทางหนึ่ง นี่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้ผู้คนเข้าถึงสินเชื่อได้สะดวกยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี เขาวิเคราะห์ว่าประเภทสินเชื่อที่จะเติบโตนั้นก็จะอยู่ในหมวดสินเชื่อเพื่อการใช้จ่าย

สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ประจำไตรมาสที่ 3/2568 ของ ธปท. พบว่าคงที่เท่าเดิมเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าคือที่ 86.8% โดยประเภทหนี้หลัก ๆ แบ่งเป็น หนี้บ้าน 35% หนี้ส่วนบุคคล 27% หนี้เพื่อการประกอบอาชีพ 18% หนี้รถยนต์และบัตรเครดิต 8% และ 3% และหนี้อื่น ๆ

แม้ตัวเลขข้างต้นจะสะท้อนแนวโน้มที่ลดลงมาเรื่อย ๆ แต่ก็ยังสูงกว่าระดับที่ยั่งยืนที่ 80% ตามเกณฑ์ของธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ ซึ่ง ธปท.อ้างอิง

นอกจากนี้ ในช่วงเดือน ก.ย. 2568 ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังเปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2568 พบว่า ครัวเรือนไทยกว่า 95.1% มีภาระหนี้สิน โดยมีหนี้เฉลี่ยสูงถึง 740,596.94 บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้น 22% จากปีที่ผ่านมา ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่ภาระผ่อนชำระเฉลี่ยอยู่ที่ 22,022.08 บาทต่อเดือน

ศ.ดร.อาณัติ ชี้ว่า ปัจจุบันนี้โมเดลธุรกิจที่ผู้ปล่อยสินเชื่อต่างกรูกันเข้าไปหาคือรูปแบบ 'ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง' หรือการออกโปรโมชันผ่อนฟรี 0% 3 เดือน และเน้นไปที่สินเชื่อเพื่อการบริโภคเป็นหลัก "เหมือนกับทำหลุมพรางไว้ดักสัตว์ยังไงชอบกลเลยนะ… แต่ก็เพราะโมเดลเขาถูกพิสูจน์มาแล้วว่าสุดท้ายคนไม่มีตังค์จ่าย ครบสามเดือนแล้วก็จะเป็นหนี้ระยะยาวเขาต่อไป"

เขาวิเคราะห์ว่า ยิ่งต่อไปหากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่มีการปล่อยสินเชื่อลงมาเล่นในตลาด virtual bank ด้วยแล้ว หลุมพรางเหล่านี้จะยิ่งถูกขุดให้ทั้งกว้างขึ้นและลึกขึ้นไปอีก

"แพลตฟอร์มพวกนี้มันก็มีลักษณะที่เขาพยายามที่จะกระตุ้นการซื้ออยู่แล้ว ไม่รู้จะซื้อมาทำอะไรแต่มันถูกอ่ะ มันดีมันอย่างงู้นอย่างงี้… ถามว่าแล้วเขาได้อะไรในการที่เขามาขายของ ดอกเบี้ย 0% 3 เดือน คำตอบก็คือไม่ได้อะไรหรอก แต่วิธีการขายของแบบนี้มันเล่นกับความรู้สึกของคนไงว่า ผมเชื่อว่าอีก 3 เดือนคุณจะไม่สามารถจ่ายตังค์ผมได้หรอก เดี๋ยวคุณก็ต้องติดหนี้ผม"

ความเสี่ยงอีกข้อที่ ศ.ดร.อาณัติ เตือนคือ สำหรับประเทศไทย กฎเกณฑ์ที่ออกมาเอื้อให้ทุนใหญ่สามารถเข้ามาเล่นในตลาดนี้ได้ง่ายกว่าสตาร์ทอัพที่อาจจะมีแนวคิดดีแต่ปราศจากทรัพย์สินสำคัญอย่างข้อมูลผู้ใช้งาน และเมื่อรายเล็กไม่สามารถลงสนามได้ สุดท้ายสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ "Data Monopoly" หรือ "การผูกขาดข้อมูล"

เขาเสริมว่า หากมองในมิติของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ถามว่าหน่วยงานชอบหรือไม่ที่มีการผูกขาดข้อมูล เขาชี้ว่าก็ต้องบอกว่าชอบในแง่ของความมั่นคง แต่ถ้าพูดถึงเรื่องของการแข่งขัน ก็อาจจะไม่ตอบโจทย์

อาจารย์ภาคการเงินผู้นี้ยกตัวอย่างต่อไปว่า ในสหราชอาณาจักรเอง จุดเริ่มต้นของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขานั้นเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการผูกขาดข้อมูลโดยเฉพาะ ด้วยการตั้งธงว่าข้อมูลที่สถาบันการเงินได้มานั้นเป็นข้อลูกค้า ดังนั้นจึงต้องมีการสร้างระบบเอพีไอ (Application Programming Interface - API) ซึ่งเปรียบเสมือนสะพานให้แต่ละซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชันสามารถสื่อสารกันได้

ในปี 2561 สหราชอาณาจักรออกเกณฑ์ที่มีชื่อว่า "Open Banking Guidelines" ซึ่ง ศ.ดร.อาณัติ บอกว่าเป็นการเคลียร์ชัด ๆ เลยว่าข้อมูลพวกนี้เป็นของลูกค้าไม่ใช่ของเจ้าของแพลตฟอร์ม ซึ่งในทางปฏิบัติแปลว่า หากลูกค้าต้องการไปเปิดบัญชีกับธนาคารบี แต่มีข้อมูลอยู่กับธนาคารเอ ตามกฎนี้ หากลูกค้ากฎอนุญาตยินยอมเปิดเผยข้อมูล ธนาคารเอก็จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูล

"ผมเชื่อว่าประเทศไทย ต้องไปให้ถึงจุดนั้นเหมือนกัน ไม่ฉะนั้นมันก็จะเกิด Data Monopoly แล้วอย่าว่าแต่ Virtual Banking หรือว่ารายใหญ่ที่เราเห็นเลย ไม่ว่าจะเป็นอีคอมเมิร์ซหรืออะไรต่าง ๆ มันจะกลายเป็นการถูกผูกขาดไปโดยปริยาย แล้วในที่สุดการแข่งขันมันก็จะน้อยลง เพราะผมไม่จำเป็นต้องแข่งกับใคร ผมมีข้อมูลของคุณทุกอย่างอยู่ในมือแล้ว ไม่มีใครแข่งกับผมได้แน่นอน"

เขาเสริมว่าแท้จริงแล้ว guideline (แนวปฏิบัติ) แบบของอังกฤษนั้นยังช่วยย้อนกลับไปแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนได้เช่นกัน เนื่องจากต้องมีการเปิดเผยข้อมูลระหว่างธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา ข้อมูลสินเชื่อที่อยู่กับแต่ละธนาคาร ซึ่งปกติจะไม่มีการเปิดเผยจนกว่าจะเกิดภาวะหนี้เสีย จะถูกแชร์เพื่อใช้ในการพิจารณาสินเชื่อใหม่ด้วยเช่นกัน

"ลองนึกภาพดูนะ พอเขามี Virtual Banking เขามีบัตรเครดิตแข่งกันใช่ไหม ผมสมัครเขาทุกที่เลย แล้วผมก็กู้เงิน ใช้หมุนหนี้จ่ายนั่นอุตลุดเยอะแยะไปหมดใช่ไหม ทุกคนไม่มีใครรู้ว่าผมมีหนี้เสียจนกว่าผมจะเกิดหนี้เสียแล้วไปอยู่ในเครดิตบูโร ทีนี้พอมี Open Banking ใครจะมากู้ผม ผมบอกว่าเฮ้ยพี่ต้องเปิดให้ผมดูก่อนว่าพี่เป็นหนี้ที่ไหนบ้าง ต่อให้ยังไม่เป็นหนี้เสียก็ตาม เพราะพี่เล่นหมุนเงินจากหนี้นี้มาจ่ายหนี้นั้น ผมก็จะรู้แล้ว อ๋อของพี่นี่มันเยอะขนาดนี้นะ พี่อย่าเพิ่งเลย พี่เก็บเงินเองก่อนไหม"

อาจารย์รายนี้ทิ้งท้ายว่า แท้จริงแล้วประเด็น open banking นั้นเป็นตัวอย่างที่ดีจากประเทศอังกฤษ ซึ่งสามารถนำมันปรับใช้ได้เลย "จริง ๆ มันไม่จำเป็นต้องรอ Virtual Banking แล้วมาคุยกันมันเกิดขึ้นได้เลย มันคุยได้เลย มันเริ่มต้นได้เลย มันควรจะคุยกันตั้งนานแล้ว ฉะนั้นถ้าเขาไม่ทำเรื่องพวกนี้ โอ้โห มันก็เป็นความเสี่ยง"

บีบีซีไทยพบว่า ธปท. มีการพูดถึงประเด็นนี้อยู่บ้าง อาทิ ในคอลัมน์ แบงก์ชาติชวนคุย ซึ่งตีพิมพ์บนหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 23 มี.ค. 2567 ที่ระบุว่าข้อมูลเป็นของประชาชน และกลไก Open Banking Data จะช่วยผู้ขอกู้ให้สามารถยินยอมให้ข้อมูลจากที่ต่าง ๆ ถูกส่งไปให้สถาบันการเงินเพื่อรวบรวมและใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อได้

นอกจากนี้ ธปท.ยังมีการเปิดรับความความคิดเห็นเรื่อง แนวนโยบายการเปิดกว้างให้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลตามสิทธิของผู้ใช้บริการ (Open Data for Consumer Empowerment) โดยมีกำหนดการเปิดรับฟังตั้งแต่วันที่ 30 พ.ย. ถึง 31 ธ.ค. 2566

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีหลักการเรื่องเอพีไอหรือการบังคับใช้ open banking เพิ่มเติม


https://www.bbc.com/thai/articles/cr472glr3gqo




ความท้าทายในทางปฏิบัติ “เมือง 15 นาที” ของทีมชัชชาติ


ถาม Google Gemini ถึง ความท้าทายของ “เมือง 15 นาที”

ความท้าทายในทางปฏิบัติ

แม้ว่าแนวคิดนี้จะดีมากในเชิงทฤษฎี แต่ในบริบทของกรุงเทพฯ ทีมชัชชาติก็ต้องเจอกับความท้าทายสูง เนื่องจากผังเมืองเดิมของกรุงเทพฯ มีลักษณะเป็น "เมืองโตเดี่ยวและมีซอยลึก (Superblock)" ทำให้การกระจายโครงสร้างพื้นฐานให้ทั่วถึงในระยะ 15 นาทีทำได้ยากในบางเขต

เหตุผลที่ "เมืองโตเดี่ยว" และ "โครงสร้างซอยลึก (Superblock)" กลายเป็นโมเดลที่ย้อนแย้งและเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ต่อการทำ "เมือง 15 นาที" ของกรุงเทพฯ สามารถอธิบายให้เห็นภาพได้ดังนี้ครับ

1. ปัญหาของ "ซอยลึก" (Superblock)

ผังเมืองกรุงเทพฯ ไม่ได้ถูกวางผังเป็นบล็อกสี่เหลี่ยมตารางหมากรุก (Gridiron Plan) เหมือนนิวยอร์กหรือโตเกียว แต่เกิดจากการตัดถนนสายหลัก (เช่น สุขุมวิท, ลาดพร้าว, เพชรบุรี) แล้วปล่อยให้พื้นที่ด้านในเติบโตตามแนวคูคลองเดิม กลายเป็น "ซอยลึก ตัน และคดเคี้ยว"

ระยะทางจริงไกลกว่าระยะสายตา: ในเชิงทฤษฎี เมือง 15 นาทีคือการเดินในรัศมี 800 เมตร - 1 กิโลเมตร แต่ในระบบซอยกรุงเทพฯ ถ้าคุณอยู่ท้ายซอย ระยะทางเดินเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวากว่าจะถึงปากซอยอาจปาไป 2-3 กิโลเมตร ซึ่งเกินกว่าจะเดินไหวใน 15 นาที

ไม่เอื้อต่อการเดิน (Unwalkable): ซอยส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ ไม่มีทางเท้า หรือถ้ามีก็แคบและมีสิ่งกีดขวาง (เสาไฟ, ป้ายโฆษณา, ร้านค้า) แถมยังต้องเดินเบียดกับรถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ ทำให้การเดินเท้าไม่ปลอดภัยและไม่สะดวกสบาย

ข้อจำกัดเรื่องสภาพอากาศ: ด้วยโครงสร้างซอยที่ยาวและไม่มีร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ตลอดทาง ประกอบกับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย การเดินเท้าในซอยลึกเกิน 500 เมตรจึงเป็นเรื่องที่สร้างความลำบากในชีวิตจริง คนจึงเลือกนั่งพี่วินมอเตอร์ไซค์หรือขับรถส่วนตัวแทน

2. ปัญหาของ "เมืองโตเดี่ยว" (Primacy City)

คำว่าเมืองโตเดี่ยวในบริบทของผังเมืองกรุงเทพฯ หมายถึง "การรวมศูนย์ความเจริญและแหล่งงานไว้ที่ใจกลางเมือง" (เช่น สีลม, สาทร, อโศก, พระราม 9) ในขณะที่พื้นที่รอบนอก (เช่น มีนบุรี, หนองจอก, ทวีวัฒนา, บางบอน) เป็นเพียงเมืองนอน (Bedroom Community) ที่มีแต่หมู่บ้านจัดสรร

ฟังก์ชันของเมืองไม่ผสมผสาน (Lack of Mixed-Use): หัวใจของเมือง 15 นาทีคือ ทุกย่านต้องมีทั้งที่อยู่อาศัย แหล่งงาน และบริการรัฐ แต่กรุงเทพฯ แยกโซนชัดเจนเกินไป ย่านชานเมืองจะมีแต่บ้าน ไม่มีแหล่งงานระดับออฟฟิศขนาดใหญ่ ทำให้คนยังจำเป็นต้องเดินทางข้ามเมืองเพื่อไปทำงานอยู่ดี (ตอบโจทย์ได้แค่ Live แต่ไม่ตอบโจทย์ Work)

การกระจายบริการสาธารณะไม่ทั่วถึง: เมื่อเมืองขยายตัวแบบไร้ทิศทาง (Urban Sprawl) บริการพื้นฐาน เช่น โรงพยาบาลขนาดใหญ่, สวนสาธารณะระดับเมือง หรือศูนย์การเรียนรู้ จึงกระจุกตัวอยู่เฉพาะในเขตชั้นใน พอทีมชัชชาติจะกระจาย "สวน 15 นาที" หรือ "ศูนย์สาธารณสุข" ไปให้ถึงชานเมือง ก็ติดปัญหาเรื่องงบประมาณและการจัดซื้อ/หาที่ดินสาธารณะในจุดที่เหมาะสม

สรุปความท้าทายของทีมชัชชาติ

แนวคิดเมือง 15 นาทีของปารีสหรือยุโรปสำเร็จได้เพราะผังเมืองเดิมของเขาเป็นระบบ Grid และเป็นถนนที่เชื่อมต่อกัน (Connected Network) มีร้านค้าและบริการแทรกตัวอยู่ใต้ตึกแถวทุกบล็อก

แต่สำหรับกรุงเทพฯ ทีมชัชชาติกำลังเผชิญหน้ากับการ "แก้ผ้าเอาหน้ารอดทางกายภาพ" คือผังเมืองเปลี่ยนไม่ได้แล้ว สิ่งที่ทำได้ในทางปฏิบัติจึงไม่ใช่การเปลี่ยนกรุงเทพฯ ทั้งหมดให้เป็นเมือง 15 นาที แต่เป็นการ "เลือกทำเป็นจุดๆ" โดยเน้นไปที่:

การทะลวงซอยตัน พัฒนาทางลัด/ทางเดินเชื่อมต่อระหว่างซอย

การปรับปรุงทางเท้าในซอยนำร่องที่มีประชากรหนาแน่น

การพยายามยัดบริการของรัฐ (เช่น รถตรวจโรคเชิงรุก, ห้องสมุดเคลื่อนที่) เข้าไปหาชุมชนในซอยลึก แทนที่จะรอให้คนเดินออกมาครับ





เมือง 15 นาที (ความเห็นยาวมาก) ของ อาจารย์ Apiwat Ratanawaraha ที่จะนำมาใช้กับกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับปัญหา superblock ในเชิงโครงข่ายถนน ไม่อยากให้สับสนปนกัน ยิ่งแนวคิด superblock ของบาร์เซโลนา ยิ่งคนละเรื่องกัน ตัวอย่างที่น่าสนใจคือญี่ปุ่น


Apiwat Ratanawaraha
12 hours ago
·
เมือง 15 นาที (ความเห็นยาวมาก) เวอร์ชั่นแชร์ได้
ในฐานะคนสอนวิชาทฤษฎีเมืองและการวางแผน ผมขอแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับแนวคิด “เมือง 15 นาที” ในกรณีที่จะนำมาใช้กับกรุงเทพมหานคร (ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับปัญหา superblock ในเชิงโครงข่ายถนน ไม่อยากให้สับสนปนกัน ยิ่งแนวคิด superblock ของบาร์เซโลนา ยิ่งคนละเรื่องกัน)
ในมุมหนึ่ง ผมคิดว่าเป็นเรื่องดีที่กรุงเทพมหานครจะพยายามพัฒนาสาธารณูปการและบริการพื้นฐานในระดับชุมชนมากขึ้น เพราะในอดีตการพัฒนาเมืองมักมุ่งเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และระบบเครือข่ายในระดับมหานคร ขณะที่คุณภาพของพื้นที่ในชีวิตประจำวันกลับถูกมองข้ามอยู่บ่อยครั้ง การปรับปรุงทางเท้า พื้นที่สาธารณะ ความปลอดภัย การเข้าถึงบริการพื้นฐาน หรือการแก้ปัญหาเฉพาะจุดในระดับย่าน จึงเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน ผมจึงไม่ปฏิเสธแนวคิดว่าบางสิ่งควรอยู่ในระดับย่าน กรุงเทพฯ ยังขาดโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมในระดับชุมชนอีกมาก
ตัวอย่างที่น่าสนใจคือญี่ปุ่น ซึ่งแม้จะเป็นสังคมเมืองที่มีระบบรางขนาดใหญ่และการเดินทางข้ามเมืองอย่างเข้มข้น แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับสิ่งอำนวยความสะดวกระดับย่าน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ชุมชน ห้องสมุดขนาดเล็ก ศูนย์ผู้สูงอายุ สนามเด็กเล่น พื้นที่กิจกรรมของชุมชน หรือสถานที่สำหรับการประชุมและทำกิจกรรมร่วมกันของคนในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีความสำคัญเพราะทำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ทั้งหมด แต่เพราะช่วยสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม ลดความโดดเดี่ยว และสนับสนุนคุณภาพชีวิตในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในสังคมสูงวัย ทุกเมืองในประเทศไทยต้องการสิ่งเหล่านี้มากขึ้น ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ
แต่การยอมรับว่าบางสิ่งควรอยู่ในระดับย่านไม่ได้แปลว่าทุกสิ่งควรอยู่ในระดับย่าน การถกเถียงเรื่องเมือง 15 นาทีหลายครั้งมักสับสนและเอาปัญหาหลายระดับเข้ามาปนกัน บางกิจกรรมควรถูกจัดการในระดับย่าน แต่บางกิจกรรมทำงานได้ดีในระดับมหานคร เช่น มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลเฉพาะทาง ศูนย์กลางธุรกิจ ศูนย์วัฒนธรรม ระบบขนส่งมวลชน และตลาดแรงงาน มหานครสมัยใหม่เกิดขึ้นจากการที่กิจกรรมแต่ละประเภทดำรงอยู่ในระดับพื้นที่ที่เหมาะสมกับตัวมันเอง
ดังนั้นประเด็นจึงไม่ใช่ว่าเราควรเลือกระหว่าง “เมือง 15 นาที” หรือ “มหานคร” แต่คือการเข้าใจว่ากิจกรรมแต่ละประเภทควรอยู่ในสเกลใด ในแง่นี้ ความท้าทายของกรุงเทพฯ ไม่ใช่การทำให้ทุกบล็อกกลายเป็นหน่วยที่สมบูรณ์ในตัวเอง แต่เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างสองเป้าหมาย เป้าหมายแรกคือการทำให้ย่านต่างๆ น่าอยู่มากขึ้น มีพื้นที่สาธารณะและบริการพื้นฐานที่มีคุณภาพ เป้าหมายที่สองคือการทำให้คนจากทุกย่านสามารถเข้าถึงโอกาสของทั้งมหานครได้อย่างสะดวก เป็นธรรม และมีต้นทุนต่ำ
หากเราให้ความสำคัญเฉพาะระดับมหานคร เราอาจได้เมืองที่มีรถไฟฟ้าทันสมัยแต่ขาดคุณภาพชีวิตในชีวิตประจำวัน แต่หากเราให้ความสำคัญเฉพาะระดับย่าน เราอาจได้ย่านที่น่าอยู่ขึ้น ขณะที่ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงงาน การศึกษา และบริการระดับสูงยังคงอยู่เหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม นักพัฒนาเมืองก็ควรระมัดระวังกับการนำแนวคิดเมือง 15 นาทีมาใช้โดยไม่ตั้งคำถามกับบริบททางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ที่แนวคิดดังกล่าวถือกำเนิดขึ้น แนวคิดเมือง 15 นาทีเกิดขึ้นในยุโรป โดยเฉพาะในปารีส ภายใต้บริบทของเมืองที่มีความหนาแน่นสูง ระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุม และบริการสาธารณะที่กระจายตัวค่อนข้างทั่วถึงอยู่แล้ว เป้าหมายสำคัญจึงเป็นการลดการพึ่งพารถยนต์ ฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะ และยกระดับคุณภาพชีวิตในระดับย่าน (ซึ่งแนวคิด superblock ของบาร์เซโลนาก็มีเป้าหมายประมาณนี้ เพราะเขามีบล็อกย่อยอยู่แล้ว)
หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การวางผังเมือง จะพบว่าแนวคิดลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด เมื่อกว่าร้อยปีก่อน Clarence Perry ได้เสนอแนวคิด “Neighborhood Unit” หรือ “หน่วยชุมชน” ที่พยายามจัดวางโรงเรียน สวนสาธารณะ ร้านค้า และบริการพื้นฐานให้อยู่ในระยะเดินถึงได้ แนวคิดดังกล่าวมีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาเมืองและชานเมืองในอเมริกาเหนือ และกลายเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการวางแผนชุมชนในศตวรรษที่ 20
ปัญหาคือ ชีวิตคนจริงๆ ไม่ได้ดำเนินไปตามขอบเขตของหน่วยชุมชนเหล่านั้น โดยเฉพาะในเมืองขนาดใหญ่ ผู้คนเดินทางข้ามย่านเพื่อทำงาน เรียนหนังสือ จับจ่ายใช้สอย และใช้ชีวิตประจำวัน เศรษฐกิจเมืองยิ่งพัฒนา เครือข่ายชีวิตของผู้คนก็ยิ่งขยายออกไปเกินขอบเขตของชุมชนที่นักผังเมืองวางไว้ ประสบการณ์ของการวางแผนและพัฒนาเมืองตลอดศตวรรษที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า แนวคิดหน่วยชุมชนในฐานะหน่วยพึ่งพาตนเองนั้นประสบความสำเร็จเพียงส่วนน้อย และไม่เคยสามารถกลายเป็นหน่วยพื้นฐานของชีวิตเมืองได้อย่างแท้จริง ผมจึงคิดว่าเราควรตั้งคำถามเดียวกันกับแนวคิดเมือง 15 นาทีที่กำลังฮิตกันในปัจจุบัน เรากำลังพยายามทำให้ย่านต่างๆ พึ่งพาตนเองได้ หรือกำลังพยายามทำให้คนสามารถเข้าถึงโอกาสของทั้งมหานครได้ดีขึ้น
กรุงเทพมหานครเป็นมหานครที่เติบโตจากการรวมศูนย์ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โรงพยาบาลเฉพาะทาง มหาวิทยาลัยชั้นนำ สถาบันรัฐ และแหล่งงานที่หลากหลาย เมืองลักษณะนี้ไม่ได้ทำงานบนตรรกะที่ว่าทุกย่านต้องมีทุกอย่างเหมือนกัน แต่ทำงานบนตรรกะของการเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ที่มีบทบาทแตกต่างกัน มหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องมีทุกเขต โรงพยาบาลเฉพาะทางไม่จำเป็นต้องกระจายตัวอยู่ทุกย่าน และศูนย์กลางธุรกิจก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกแห่งพร้อมกัน มหานครเติบโตขึ้นมาได้เพราะกิจกรรมบางประเภทมีประสิทธิภาพสูงกว่าเมื่อกระจุกตัวอยู่ร่วมกัน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ทุกบล็อกมีทุกอย่างครบหรือไม่ (และไม่ใช่บล็อกเหลี่ยมๆ แบบ 1 ตร.กม. แบบในภาพที่สื่อเสนอมาแน่นอน หวังว่าทีมงานคงไม่ได้คิดตื้นๆ แบบนั้น) แต่เราควรถามว่า คนในทุกบล็อกสามารถเข้าถึงสิ่งที่เมืองมีอยู่ได้ดีเพียงใด ประเด็นนี้มีนัยสำคัญสำหรับการกำหนดมาตรการและเครื่องมือที่ใช้ เพราะการเข้าถึงบริการในระดับย่านกับการเข้าถึงโอกาสในระดับมหานครไม่เหมือนกัน และใช้เครื่องมือไม่เหมือนกัน
ยิ่งไปกว่านั้น แนวคิดเมือง 15 นาทีอาจสะท้อนความใฝ่ฝันของชนชั้นกลางมากกว่าความเป็นจริงของคนจำนวนมากในเมือง สำหรับชนชั้นกลางที่สามารถเลือกที่อยู่อาศัยได้ การมีร้านกาแฟ สวนสาธารณะ โรงเรียนดีๆ และพื้นที่ทำงานอยู่ใกล้บ้านเป็นคุณภาพชีวิตที่พึงปรารถนา แต่สำหรับคนรายได้น้อยจำนวนมาก เมืองไม่ได้มีทางเลือกเช่นนั้น และนักผังเมืองก็ไม่มีพลังอำนาจที่จะกำหนดกลไกตลาดให้เกิดขึ้นได้ตามต้องการ พนักงานรักษาความปลอดภัย แม่บ้าน คนขับรถส่งของ พนักงานร้านอาหาร คนงานก่อสร้าง หรือแรงงานบริการจำนวนมาก ไม่ได้มีอิสระในการเลือกอาศัยใกล้สถานที่ทำงาน พวกเขามักต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ค่าเช่าถูกกว่า และเดินทางข้ามเมืองทุกวันเพื่อเข้าถึงงานที่อยู่ห่างออกไป สำหรับคนกลุ่มนี้ ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมีสวนสาธารณะหรือศูนย์ชุมชนใกล้บ้าน แต่อยู่ที่การเดินทางวันละหลายชั่วโมง ค่าโดยสารที่สูงขึ้นเรื่อยๆ การเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่เอื้อมถึงได้ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่กระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ของเมือง (จริงๆ ผมถึงอยากเห็นนโยบายด้านที่อยู่อาศัยและการเดินทางมากกว่า)
ดังนั้น ต่อให้ย่านที่อยู่อาศัยดูเหมือนจะกลายเป็น “เมือง 15 นาที” ได้อย่างสมบูรณ์ ปัญหาหลักของคนจำนวนมากก็อาจยังไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่พวกเขาต้องการอาจไม่ใช่สวนใกล้บ้านหรือพื้นที่สร้างสรรค์ในระดับย่าน แต่เป็นระบบขนส่งสาธารณะที่รวดเร็ว ราคาที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และการเข้าถึงงานที่มีคุณภาพในระดับมหานคร (ซึ่งก็คงจะมีคนมาแย้งว่า นโยบายเหล่านี้บางพรรคก็ได้เสนอไปแล้ว)
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงคิดว่าเราควรมองข้อเสนอเรื่องการแบ่งกรุงเทพฯ ออกเป็นบล็อกผ่านกรอบคิดอีกแบบหนึ่ง คือ ประเด็นเรื่องการบริหารจัดการเมือง
ปัญหาของกรุงเทพฯ ไม่ได้มีเพียงเรื่องการเดินทางหรือการเข้าถึงบริการ แต่ยังมีปัญหาเรื่องระดับของการบริหารจัดการด้วย เมืองนี้มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครหรือสำนักงานเขตจะมองเห็นรายละเอียดทั้งหมด ขณะเดียวกัน ครัวเรือนหรือชุมชนขนาดเล็กก็ไม่มีอำนาจหรือทรัพยากรเพียงพอในการแก้ปัญหาสาธารณะ
สิ่งที่ขาดหายไปอาจเป็นหน่วยระดับกลางที่อยู่ระหว่างการรวมศูนย์การตัดสินใจในระดับมหานครที่ผู้ว่าฯ หรือแม้แต่ ผอ. เขต กับบ้านแต่ละหลัง หาก 425 บล็อกได้รับการออกแบบให้เป็นหน่วยการจัดการระดับย่าน คล้ายกลุ่มชมรมระดับชุมชน (chōnaikai/jichikai) ในกระบวนการ machizukuri ของญี่ปุ่น แนวคิดนี้จะมีความน่าสนใจขึ้นมาก เพราะไม่ใช่เรื่องการทำให้ทุกย่านพึ่งพาตนเองได้ในมุมมองการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นการสร้างกลไกให้คนในพื้นที่ร่วมกันจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นทางเท้า น้ำท่วมเฉพาะจุด พื้นที่สาธารณะ ความปลอดภัย การจัดการสิ่งแวดล้อม หรือการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (คือไปให้ไกลกว่า traffy fondue)
อย่างไรก็ตาม แม้ในมิตินี้ก็ยังมีข้อควรระวังเชิงทฤษฎีอยู่เช่นกัน ผมนึกถึง James C. Scott ที่ได้เสนอข้อวิจารณ์สำคัญในหนังสือ Seeing Like a State ว่า ความล้มเหลวของโครงการวางแผนขนาดใหญ่จำนวนมากในศตวรรษที่ 20 ไม่ได้เกิดจากการขาดข้อมูลหรือความตั้งใจที่ดี แต่เกิดจากความเชื่อแบบ high modernism ที่มองว่าสังคมสามารถถูกแบ่ง จัดหมวดหมู่ วัดผล และออกแบบจากส่วนกลางได้อย่างมีเหตุผล
รัฐสมัยใหม่มักพยายามทำให้สังคมที่ซับซ้อนกลายเป็นสิ่งที่มองเห็นและบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะผ่านแผนที่ ทะเบียนราษฎร การแบ่งเขต หรือหน่วยการวางแผนต่างๆ แต่ในกระบวนการดังกล่าว ความรู้ที่เกิดขึ้นจากชีวิตประจำวันของผู้คนมักถูกลดทอนหรือมองไม่เห็น Scott เรียกความรู้ประเภทนี้ว่า metis หรือความรู้เชิงปฏิบัติที่ฝังอยู่ในพื้นที่
ในแง่นี้ การแบ่งกรุงเทพฯ ออกเป็น 425 บล็อกก็มีความย้อนแย้งอยู่ในตัวเอง ด้านหนึ่ง อาจช่วยให้ผู้บริหารเมืองมองเห็นปัญหาระดับย่านที่เคยมองไม่เห็นมาก่อน แต่อีกด้านหนึ่ง ก็สะท้อนความเชื่อว่าหากเราแบ่งเมืองออกเป็นหน่วยที่เหมาะสม เก็บข้อมูลได้ละเอียดพอ และวางแผนได้ดีพอ เราจะสามารถจัดการความซับซ้อนของเมืองได้อย่างมีเหตุผล
ปัญหาคือ เมืองไม่ได้ทำงานตามหน่วยที่นักวางแผนกำหนดเสมอไป ชีวิตของคนกรุงเทพฯ ไม่ได้ถูกจัดระเบียบตามบล็อก คนอาจอาศัยอยู่มีนบุรี ทำงานอโศก ส่งลูกเรียนลาดพร้าว พาพ่อแม่ไปรักษาตัวศิริราช และค้าขายผ่านแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงลูกค้าทั่วประเทศ เครือข่ายชีวิตจริงทับซ้อนกันหลายระดับ ตั้งแต่ระดับซอย ระดับย่าน ระดับเมือง ระดับมหานคร ไปจนถึงระดับดิจิทัล
ดังนั้น คำถามสำคัญคือ เราจะทำอย่างไรให้แต่ละบล็อกกลายเป็นพื้นที่ที่ความรู้ของรัฐและความรู้ของคนในพื้นที่สามารถพบกันได้
หากบล็อกเหล่านี้เป็นเพียงหน่วยสำหรับเก็บข้อมูลและสั่งการจากส่วนกลาง หรือโครงการผ่าซอยตันและสร้างสวนสาธารณะ ก็อาจเผชิญข้อจำกัดแบบเดียวกับโครงการวางแผนขนาดใหญ่จำนวนมากในอดีต แต่หากบล็อกเหล่านี้กลายเป็นพื้นที่ที่ชุมชนมีส่วนร่วม มีอำนาจในการตัดสินใจ และสามารถสะท้อนความรู้ที่เกิดขึ้นจากชีวิตจริงของผู้คนได้ ก็อาจกลายเป็นนวัตกรรมด้านธรรมาภิบาลเมืองที่สำคัญ
ในมุมนี้ ผมคิดว่าความสำคัญของนโยบายอาจไม่ได้อยู่ที่คำว่า เมือง 15 นาทีในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่อยู่ที่การสร้างระดับการบริหารจัดการเมืองแบบใหม่ที่เชื่อมระหว่างเมืองทั้งเมืองกับชุมชนในแต่ละย่าน ดังนั้น คำถามที่น่าสนใจที่สุดน่าจะอยู่ที่ว่า ทุกบล็อกจะกลายเป็นหน่วยการจัดการเมืองที่มีความหมาย มีทรัพยากร และมีอำนาจเพียงพอในการแก้ปัญหาของพื้นที่ตนเองได้หรือไม่
หากทำได้สำเร็จ นโยบายนี้จะเป็นนวัตกรรมด้านธรรมาภิบาลเมืองที่สำคัญกว่านโยบายเมือง 15 นาทีเสียอีก เพราะกรุงเทพฯ ไม่จำเป็นต้องมี 425 ย่านที่พึ่งพาตนเองได้ทั้งหมด แต่ต้องการย่านที่น่าอยู่ จัดการตนเองได้ดี และเชื่อมโยงเข้ากับโอกาสของมหานครได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

https://www.facebook.com/rapiwat/posts/10164789375397421?ref=embed_post




ถึง ท่านรมต. DE ฝากท่านไปตรวจสอบตาม พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๙ ด้วยนะครับ ว่ามีคุณสมบัติข้อไหน ใกล้เคียงกับผู้ขายรายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ และมีผลต่อการให้คะแนนด้านคุณภาพไหม ถ้ามี ก็คือขัดต่อกฎหมายแล้วครับ

https://www.facebook.com/kapook/posts/10164883109261678

Poramate Minsiri is feeling thankful.Yesterday
Yesterday
·
เห็นภาพข่าว รมต. DE คุยกับ รักชนก ศรีนอก - Rukchanok Srinork แล้วท่านรมต.รับปากว่าขอตรวจสอบก่อน หากผิดกฎหมายยินดียกเลิกโครงการ
เลยขอฝากท่านไปตรวจสอบตาม พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๙ ด้วยนะครับ
"การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุที่จะทำการจัดซื้อจัดจ้าง ให้หน่วยงานของรัฐคำนึงถึงคุณภาพ เทคนิค และวัตถุประสงค์ของการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุนั้น และห้ามมิให้กำหนดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุให้ใกล้เคียงกับยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง หรือของผู้ขายรายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ เว้นแต่พัสดุที่จะทำการจัดซื้อจัดจ้างตามวัตถุประสงค์นั้นมียี่ห้อเดียวหรือจะต้องใช้อะไหล่ของยี่ห้อใด ก็ให้ระบุยี่ห้อนั้นได้"
.
ตรวจสอบว่ามีคุณสมบัติข้อไหน ใกล้เคียงกับผู้ขายรายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ และมีผลต่อการให้คะแนนด้านคุณภาพไหม

ถ้ามี ก็คือขัดต่อกฎหมายแล้วครับ





คำถาม: ทำไมต้องมีเรื่องจอร้านสะดวกซื้อในข้อกำหนดผู้เข้าเสนอราคา คำตอบจากฝั่งรัฐ: มันเป็นข้อเสนอ ไม่ใช่ข้อกำหนด (จะเอาแบบนี้จริงดิ มันคิดว่าคนไทยโง่เหรอวะ)

https://www.facebook.com/reel/1007584908586412

ท่านผู้นำฮาเฮ
16 hours ago
·
คำถาม: ทำไมต้องมีเรื่องจอร้านสะดวกซื้อในข้อกำหนดผู้เข้าเสนอราคา
คำตอบจากฝั่งรัฐ: มันเป็นข้อเสนอ ไม่ใช่ข้อกำหนด
อันนี้ใน TOR อยู่ในข้อ 4.4 มีเขียนไว้ว่า : "ผู้รับจ้างจะต้องดำเนินงานโดยมีรายละเอียดอย่างน้อยดังนี้"

Pipob Udomittipong 
14 hours ago
·
เงื่อนไขใน TOR บอก “กำหนดให้ผู้รับจ้างต้องประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ ไม่น้อยกว่า 1,500 สาขา (รวม 6,000 จุด) เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน” แต่ปลัด DE บอก “มันไม่ใช่คุณลักษณะ ไม่ใช่คุณสมบัติ เป็นข้อเสนอของบริษัทที่เข้าร่วมการประกวดราคา” แล้วมันคืออะไรกันแน่? เงินภาษีของประชาชน 1600 ล้านนะ ไม่ใช่เงินส่วนตัวของคุณ







https://x.com/webdevxp/status/2067476758836973814




 

แพทเทิร์น กลเกมการเมืองไทย same-same เมื่อรัฐบาลถูกถล่ม ในช่วง 2-3 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ เขาใช้เกือบครบทุกกลยุทธ์แล้วครับ


หนุ่มเมืองจันท์
Yesterday
·
ไม่ว่าจะนานแค่ไหน การเมืองไทยก็ยังเหมือนเดิม
สังเกตุไหมครับว่าเวลาฝ่ายหนึ่งโดนถล่มหนักๆจนเริ่มเพลี่ยงพล้ำ
วิธีการแก้ปัญหาทางการเมืองจะมีไม่กี่อย่าง

1.ถอยหรือยกเลิก เพื่อไม่ให้ถูกโจมตีต่อ
เรื่องการลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูบุพการีกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
..ชัดเจนที่สุด

2.สร้างประเด็นข่าวใหม่ขึ้นมาเพื่อดึงความสนใจ
จุด ”ไฟกองใหม่“ ให้ควันดำกลบควันจาก ”ไฟกองเก่า“
เพราะคนส่วนใหญ่มีเวลาไม่มาก
จะมาสนใจหลายๆเรื่องพร้อมกันไม่ไหว
“ข่าวใหญ่” หลายเรื่องจึงหายไป
อย่างเช่น คดีกักตุนน้ำมัน ,คดียิง ส.ส.กมลศักดิ์ ฯลฯ
เพราะมี “ข่าวใหม่” ที่น่าสนใจกว่า
ไม่แปลกที่หลายคนรู้สึกว่าเรื่อง “ภูเก็ต” นายกฯตั้งใจเล่นใหญ่ผิดปกติ
มันดูแปร่งๆ

3.เล่น “เรื่องเล็ก” ที่ผิดพลาดกลบ ”เรื่องใหญ่“ที่เพลี่ยงพล้ำ
เหมือนการแข่งขันโต้วาที
เมื่อเถียงประเด็นหลักไม่ได้ ก็จะหยิบประเด็นเล็กๆที่อีกฝ่ายพลาดมาขยายความ
ขยี้ไปเรื่อยๆ
จนคนดูลืมประเด็นหลัก
ความพยายามขยี้เรื่อง “โปร” ดีกว่า “ฟรี” เป็นตัวอย่างที่ดี

4.ทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้าม
ไม่เถียง “เรื่องหลัก”
แต่จะหารอยตำหนิของ “คู่ต่อสู้“ มาโจมตี
บางครั้งก็เป็น ”เรื่องจริง“
บางครั้งก็สร้างเรื่อง สร้างคดีขึ้นมา เพราะมีอำนาจรัฐ
กลยุทธ์นี้นอกจากต้องการทำลายเครดิตของอีกฝ่ายหนึ่ง
ยังสร้างความพะวักพะวนให้กับคู่ต่อสู้
ต้องเสียเวลาหาข้อมูลมาแก้ตัว
แทนที่จะเอาเวลาไปหาข้อมูลมาเล่นงานเรา

ช่วง 2-3 เดือนของรัฐบาลชุดนี้
เขาใช้เกือบครบทุกกลยุทธ์แล้วครับ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1587289299424195&set=a.211819566971182
.....


หนุ่มเมืองจันท์
9 hours ago
·
จำข่าวนี้ได้ไหมครับ
เปิดข่าว “10 ส.ส.เอี่ยวสแกมเมอร์” ขึ้นมาเมื่อต้นเดือนมกราคม ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง
แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้จับใครสักคน
ถามว่าทำไม
บางทีคำตอบอาจเป็นเพราะข่าวนี้มีภารกิจชัดเจนเพียงแค่เปิดประเด็นทำลายคะแนนเสียงของพรรคคู่แข่ง
เมื่อชนะเลือกตั้งแล้ว ก็ถือว่าบรรลุภารกิจ
ข่าวนี้ก็หมดความจำเป็น
เพราะเชื่อว่าไม่มีใครจำได้
แค่เล่าให้ฟังเฉยๆครับ555

https://www.facebook.com/boycitychanFC/posts/1588102716009520
.....
21 hours ago
·
วันนี้หน้าข่าวจะมีสองข่าวใหญ่คือ
เรื่องกมธ. ติดตามงบร่วมกับกมธ.กฎหมาย
ที่พรรคฝ่ายค้านคือพรรคประชาชนเป็นประธาน เรียกสอบโครงการ เอไอ พาสปอร์ต  ที่จะทุบเอากล่องดวงใจของเนวิน ชิดชอบคือลูกชาย ที่ดูแลกระทรวงดีอีอยู่ในตอนนี้
และดีเอสไอจัดแถลงข่าวนักการเมืองฝ่ายค้านที่เกี่ยวข้องกับคดี Forex
ดูหน้าข่าวแล้วคงเป็นส.ส. พรรคประชาชนที่ตรวจสอบโครงการนี้
https://www.facebook.com/share/p/1CmUY86ygS/?mibextid=wwXIfr
ซึ่งก็ต้องพิสูจน์ตัวเองกันต่อไปว่าจะเป็นเรื่องการ ดำเนินคดีปกติหรือการใช้กฎหมาย เป็นเครื่องมือทางการเมือง
ทำยังไงได้ตอนนี้ระบอบสีน้ำเงินคุมทุกองคาพยพของรัฐไว้หมดแล้ว
ยิ่งตรวจสอบมากเท่าไหร่ก็ยิ่งจะโดน โต้กลับ มากเท่านั้น
เพื่อความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
แนะนำให้อ่านข้อเขียนของหนุ่มเมืองจันท์ประกอบด้วย
https://www.facebook.com/share/p/1BiXJt4hos/?mibextid=wwXIfr

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/27551572064482938



Reuters เสนอคลิปข่าวเรื่อง โครงการ "แลนด์บริดจ์" มูลค่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่รัฐบาลไทยกำลังเสนอ แม้โครงการยี้จะเป็นโครงการที่น่าสนใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านพาณิชย์นาวีและนักวิเคราะห์นานาชาติต่างตั้งคำถามในหลายประเด็น







https://x.com/Reuters/status/2067687540878942280
.....

รัฐบาลไทยกำลังเสนอโครงการ "แลนด์บริดจ์" (Land Bridge) มูลค่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่เพื่อใช้ขนส่งสินค้าระหว่างท่าเรือ แทนการใช้เส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา

โครงการ "แลนด์บริดจ์" (Land Bridge) มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท (ประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ถือเป็นอภิมหาโปรเจกต์เชิงยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลไทยพยายามผลักดันอย่างเต็มที่ เพื่อพลิกโฉมให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งใหม่ของภูมิภาค และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

การเปลี่ยนจากการขุด "คอคอดกระ" (Kra Canal) ในอดีต มาเป็นการสร้างเส้นทางเชื่อมโยงทางบก ถือเป็นทางออกที่ลดแรงเสียดทานด้านความมั่นคง แต่ก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์ ดังนี้ครับ

🏗️ โครงสร้างและการทำงานของแลนด์บริดจ์

โครงการนี้ตั้งเป้าที่จะเชื่อมมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าด้วยกัน โดยมีระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร ระหว่างสองฝั่งทะเล:

ท่าเรือฝั่งอันดามัน (มหาสมุทรอินเดีย): อ.แหลมสน จ.ระนอง

ท่าเรือฝั่งอ่าวไทย (มหาสมุทรแปซิฟิก): อ.หลังสวน จ.ชุมพร

ระบบเชื่อมต่อ (Infrastructure Corridor): ประกอบด้วยทางหลวงพิเศษ (Motorway) รถไฟทางคู่ และท่อส่งพลังงาน (น้ำมันและก๊าซ) เพื่อยกขนตู้สินค้า (Container) จากเรือฝั่งหนึ่งข้ามไปลงเรืออีกฝั่งหนึ่ง

💡 จุดเด่นและข้อดีที่รัฐบาลนำเสนอ

ลดเวลาและระยะทาง: รัฐบาลประเมินว่าจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางผ่านช่องแคบมะละกาได้ประมาณ 4–5 วัน (สำหรับเส้นทางเฉพาะบางเส้นทาง) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งและลดความเสี่ยงจากความแออัดของช่องแคบมะละกาที่นับวันจะหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ

กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC): จะเกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ การจ้างงาน และการลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมแปรรูป อุตสาหกรรมไฮเทค และคลังสินค้า

ความมั่นคงทางพลังงาน: เป็นเส้นทางสำรองในการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังเอเชียตะวันออก (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) หากเกิดวิกฤตการณ์ในช่องแคบแคบสำคัญ ๆ ของโลก

⚠️ ความท้าทายและข้อกังวลที่สำคัญ

แม้จะเป็นโครงการที่น่าสนใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านพาณิชย์นาวีและนักวิเคราะห์นานาชาติต่างตั้งคำถามในหลายประเด็น:

ปัญหาต้นทุนการขนถ่ายซ้ำซ้อน (Double Handling Cost): สายการเดินเรือขนาดใหญ่ (Mega-container ships) ชื่นชอบการวิ่งยาวรวดเดียวผ่านช่องแคบมะละกา เพราะการต้องจอดเรือ ยกลงรถไฟ ขนข้ามฝั่ง 90 กม. แล้วยกขึ้นเรือลำใหม่ มีค่าใช้จ่ายและเวลาที่งอกขึ้นมา ซึ่งอาจไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับเวลาที่ประหยัดได้

การดึงดูดทุนต่างชาติ (PPP): รัฐบาลตั้งเป้าให้เอกชนต่างชาติร่วมลงทุน 100% ในรูปแบบ Public-Private Partnership แต่ปัจจุบันบริษัทยักษ์ใหญ่และกองทุนต่าง ๆ ยังคงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ เนื่องจากต้องการความชัดเจนด้านผลตอบแทน (ROI)

ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน: โครงการนี้เผชิญกับการคัดค้านจากภาคประชาสังคมในพื้นที่ ทั้งกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านและเกษตรกร (เช่น ชาวสวนทุเรียนและกาแฟ) รวมถึงประเด็นล่าสุดที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) มีมติให้ทบทวนและทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ใหม่ในบางส่วนเนื่องจากข้อมูลระบบนิเวศทางทะเลยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจทำให้กรอบเวลาของโครงการล่าช้าออกไป





Reza Pahlavi อดีตมกุฎราชกุมารอิหร่าน แสดงความคิดเห็นต่อข้อตกลงระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯว่า ข้อตกลงสันติภาพนั้นละเลยความต้องการของประชาชนชาวอิหร่าน "ชาวอิหร่านไม่ได้เสียชีวิตไปถึง 40,000 คนภายในเวลาเพียงสองวันเพื่อแลกกับข้อตกลงนิวเคลียร์ หรือเพื่อให้ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดใช้งานได้ตามปกติ"


Reza Pahlavi reacts to Iran-US deal

ITV News

Jun 17, 2026

Iran’s preliminary peace agreement with the United States ignores what the Iranian people want, exiled crown prince Reza Pahlavi has told ITV News.

"40,000 Iranians haven't died in the span of two days for a nuclear deal or for the Strait of Hormuz to remain open", Pahlavi exclaimed as he considered whether the impending signing of a preliminary peace deal was a positive development for the people of Iran.

He told ITV News: "They have died for the sake of liberty, and freedom, and democracy. And they've been oddly absent in any negotiations."

The son of Iran's last Shah, Reza Pahlavi, has lived in exile in America since his father was ousted in the revolution of 1979.

https://www.youtube.com/watch?v=UjXh8WzwFdQ




รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจ.ดี. แวนซ์ ออกมาโจมตีนักวิจารณ์ชาวอิสราเอลที่ออกมาวิจารณ์ข้อตกลงอิหร่าน โดยกล่าวว่าทรัมป์เป็นพันธมิตรที่เหลือเพียงหนึ่งเดียวของอิสราเอล ณ ขณะนี้ ใช้คำตำหนิที่รุนแรง และทวงบุญคุณเรื่อง "งบช่วยเหลือด้านกลาโหม"








https://x.com/Reuters/status/2067705157157007580

จากรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์และสื่อต่างประเทศ รายละเอียดเชิงลึกของประเด็นนี้สะท้อนถึงรอยร้าวและความตึงเครียดครั้งใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและรัฐบาลเทลอาวีฟ โดยสามารถขยายความเพิ่มเติมได้ใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
:
1. ชนวนเหตุ: "ข้อตกลงลับ" ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นหลังจากมีกระแสข่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นหรือบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมกับอิหร่าน เพื่อลดทอนความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ฝั่งอิสราเอล: โดยเฉพาะนักการเมืองและรัฐมนตรีปีกขวาจัด มองว่าข้อตกลงนี้คือการ "หักหลัง" และเป็นการเปิดโอกาสให้อิหร่านมีลมหายใจทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลให้อิหร่านกลับมาสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธที่เป็นศัตรูของอิสราเอล (เช่น ฮิซบอลเลาะห์ หรือ ฮามาส) ได้อีกครั้ง

ฝั่งสหรัฐฯ: เจดี แวนซ์ ยืนยันว่าข้อตกลงนี้มีเงื่อนไขที่รัดกุม โดยเน้นย้ำว่าอิหร่านจะไม่ได้รับผลประโยชน์ด้านงบครองหรือการผ่อนปรนใด ๆ จนกว่าจะมีการพิสูจน์ได้ว่าอิหร่านยุติการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายอย่างแท้จริง

2. วาทศิลป์ที่ดุเดือดของ "เจดี แวนซ์"

ถ้อยคำที่ เจดี แวนซ์ ใช้ตอบโต้ถือว่ามีความรุนแรงและตรงไปตรงมาเป็นพิเศษสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศพันธมิตร โดยมีจุดสำคัญคือ:

การตำหนิว่า "ตื่นตระหนกเกินเหตุ" (Weird Panic / Freakout): แวนซ์มองว่าท่าทีของอิสราเอลเป็นการแสดงออกแบบไร้เหตุผลและแสดงถึงความไม่ไว้วางใจในตัวโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งที่ทรัมป์พิสูจน์ตัวเองมาตลอดว่าเป็นผู้นำสหรัฐฯ ที่หนุนหลังอิสราเอลมากที่สุดในประวัติศาสตร์

การเตือนสติเรื่อง "ขนาดประเทศ": แวนซ์จงใจยกตัวอย่างว่า อิสราเอลเป็นประเทศขนาดเล็กที่มีประชากรเพียงประมาณ 9 ล้านคน ท่ามกลางวงล้อมของชาติศัตรู การออกมาวิจารณ์สหรัฐฯ อย่างรุนแรงเช่นนี้อาจไม่เป็นผลดีต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงระยะยาวของอิสราเอลเอง

3. ทวงบุญคุณเรื่อง "งบช่วยเหลือด้านกลาโหม"

สิ่งที่ทำให้ถ้อยแถลงนี้ดุเดือดที่สุด คือการที่แวนซ์หยิบยกประเด็น "ความช่วยเหลือมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์" ขึ้นมาพูดแบบตรง ๆ

ข้อสังเกต: โดยปกติแล้ว ผู้นำสหรัฐฯ มักจะเลี่ยงการพูดถึงงบประมาณช่วยเหลือทางทหารในเชิงทวงบุญคุณต่อสาธารณะ เพื่อรักษาเกียรติของพันธมิตร แต่การที่แวนซ์ส่งสัญญาณชี้ชัดว่า อิสราเอลสามารถยืนหยัดและระบบป้องกันภัยทางอากาศ (เช่น Iron Dome) ทำงานได้ก็เพราะเงินทุนและเทคโนโลยีของอเมริกา เป็นการส่งสัญญาณเตือนกลาย ๆ ว่า อิสราเอลไม่ควรล้ำเส้นกับผู้สนับสนุนหลักรายเดียวที่เหลืออยู่
บทวิเคราะห์สถานการณ์

ท่าทีของ เจดี แวนซ์ ในครั้งนี้สะท้อนถึงนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์ยุคนี้อย่างชัดเจน นั่นคือ "America First" (อเมริกาต้องมาก่อน) แม้สหรัฐฯ จะยังคงเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นกับอิสราเอล แต่สหรัฐฯ จะไม่ยอมให้อิสราเอลมาเป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศหรือลากสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามที่อเมริกาไม่ได้เลือกเองอีกต่อไป




เหตุใดอิสราเอลทุกสเปกตรัมทางการเมือง ถึงมองว่าข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน (ภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจ Versailles MOU) นี้เป็น "หายนะ"







https://x.com/France24_en/status/2067668910535573961
.....

สามารถสรุปออกเป็นมิติสำคัญได้ดังนี้:

1. การถูกบังคับให้ถอนทหารออกจากเลบานอนตอนใต้

หนึ่งในเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิงกำหนดให้มีการยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบ ซึ่งรวมถึงเลบานอนด้วย ส่งผลให้กลุ่ม Hezbollah ตีความว่าอิสราเอลจะต้องถอนกำลังทหารออกจาก "เขตกันชนความมั่นคงในเลบานอนตอนใต้" (Southern Lebanon Security Zone) ทันที

มุมมองของอิสราเอล: ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมองว่า การถอนทหารโดยที่ Hezbollah ยังไม่ถูกปลดอาวุธอย่างสิ้นเชิง จะเปิดโอกาสให้กลุ่มติดอาวุธกลับมาประชิดชายแดนทางเหนือ และส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพลเรือนอิสราเอลโดยตรง

2. อิหร่านยังคงรักษาสถานะ "นิวเคลียร์" ไว้ได้

ข้อตกลงชั่วคราวนี้นำแนวทางปฏิบัติ "ลดระดับความเข้มข้นของยูเรเนียม" (Down-blending) มาใช้ โดยยอมให้อิหร่านดำเนินการเจือจางแร่ยูเรเนียมสมรรถนะสูงภายใต้การตรวจสอบของ IAEA ภายในดินแดนของอิหร่านเอง แทนที่จะบังคับให้ส่งมอบแร่นิวเคลียร์ออกนอกประเทศ

มุมมองของอิสราเอล: หน่วยงานความมั่นคงของอิสราเอลมองว่านี่คือการทิ้ง "โครงสร้างพื้นฐานและองค์ความรู้" ไว้ในมือของอิหร่าน ซึ่งวันใดที่ข้อตกลงสิ้นสุดลง อิหร่านจะสามารถกลับมาเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้อย่างรวดเร็ว (Breakout time ที่สั้นเกินไป)

3. เงินทุนไหลกลับไปหล่อเลี้ยงกลุ่มตัวแทน (Proxies)

การที่สหรัฐฯ ยอมยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันและปลดล็อกระบบธนาคารให้อิหร่านทันที เพื่อแลกกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ 60 วัน ทำให้อิหร่านได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลในระยะสั้น

มุมมองของอิสราเอล: เงินรายได้จากการขายน้ำมันจำนวนมหาศาลนี้ จะถูกรัฐบาลเตหะรานนำไปใช้ฟื้นฟู สปอนเซอร์ และติดอาวุธให้แก่กลุ่มตัวแทนในภูมิภาคที่เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่ออิสราเอล เช่น Hezbollah ในเลบานอน, Hamas ในกาซา และกลุ่มฮูตีในเยเมน

4. สหรัฐฯ เทศัตรูแต่ทิ้งพันธมิตร (การถูกกันออกจากโต๊ะเจรจา)

นักการเมืองอิสราเอลมองว่ารัฐบาลสหรัฐฯ รีบร้อนทำข้อตกลงนี้เพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันโลกและวิกฤตเศรษฐกิจของตนเอง โดยยอมโอนอ่อนให้อิหร่านและมองข้ามผลประโยชน์ด้านความมั่นคงในระยะยาวของพันธมิตรหลักในตะวันออกกลางอย่างอิสราเอล

สรุป: สำหรับอิสราเอล ข้อตกลงนี้ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการทำลายศักยภาพนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างถาวร แต่ยังมอบเงินทุนก้อนโตให้เตหะราน พร้อมทั้งกดดันให้อิสราเอลต้องถอยร่นในแนวรบด้านเลบานอน จึงทำให้นักการเมืองทุกกลุ่มในประเทศเห็นตรงกันว่าเป็นข้อตกลงที่สร้างความเสี่ยงต่อการอยู่รอดของอิสราเอลอย่างสิ้นเชิง