วันเสาร์, เมษายน 25, 2569

มุนินทร์ พงศาปาน ว่าที่รัฐมนตรีว่าการยุติธรรม ปชน. ว่า ศาลฎีกาจุดประกายความหวังกระบวนการยุติธรรม แต่แฟนคลับพรรคบางคน “ไม่ยักรู้สึก”

ต่อการที่ศาลฎีกาไม่สั่งให้ ๑๐ สส.พรรคประชาชนหยุดปฏิบัติหน้าที่ หลังรับคำร้องคดี ๔๔ สส.ก้าวไกลเสนอแก้ไข ม.๑๑๒ ผิดจริยธรรม มีปฏิกิริยาสาธารณะอย่างผสมผเส ทั้งประหลาดใจในส่วนของ ผู้คัดค้าน และไม่พอใจจากฝ่าย นักร้อง

เดอะรีพอร์ตเตอส์ รายงานว่า “ส่วนใหญ่บุคลากรของพรรคประชาชนมีความยินดีกับคำสั่งศาล โดยยอมรับว่ามีความประหลาดใจอยู่บ้าง แต่พรรคได้เตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าแล้ว” ถึง ๔ แนวทาง เมื่อศาลสั่งเช่นนี้ จะไม่มีการปรับเปลี่ยนหัวหน้าพรรค

ทางด้าน สนธิญา สวัสดี นักร้องเรียนตัวยง ประกาศใช้สิทธิคัดค้าน ในฐานะที่ตนเป็นหนึ่งใน ผู้ร้อง เอาผิด ๔๔ สส. เขาจะยื่นให้ศาลสั่ง ๑๐ สส.หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที จนกว่าคดีนี้จะถึงที่สุด สนธิญาอ้างว่าพรรคนี้มีพฤติกรรม “เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันฯ” มาตั้งแต่ครั้ง อนาคตใหม่

แต่นักวิชาการ กม.ท่านหนึ่งกลับเห็นว่าคำสั่งศาลเป็นการ “จุดประกายความหวังและความเชื่อมั่น ในกระบวนการยุติธรรมให้กลับมาอีกครั้ง” แม้ว่าจะค่อนข้างริบหรี่สักหน่อย เป็นความเห็นที่กระตุกความสนใจจากแฟนคลับพรรคประชาชนไม่น้อย

ในฐานะที่เมื่อต้นปีนี้ รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน ผู้ให้ความเห็น ได้ถูกจัดวางเป็น “ว่าที่รัฐมนตรีว่าการยุติธรรม” หากพรรคประชาชนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล Atukkit Sawangsuk ว่า “ไม่ยักรู้สึกจุดประกาย” แต่รู้สึกเหมือนตอน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ “หลุด

แต่สุดท้ายก็โดนยุบพรรค” อยู่ดี ซึ่ง อจ.มุนินทร์ก็สรุปทำนองเดียวกัน คือ “แม้ว่าสุดท้ายแล้ว สส. ที่ถูกร้องจะต้องพ้นตำแหน่งไปอย่างถาวร แต่การทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรอย่างสุดความสามารถเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก็เป็นคุณูปการอย่างอย่างใหญ่หลวง”

สำหรับ Tawan Ten (ประทีป คงสิบ) เขากลับนึกถึงคำสัมภาษณ์ที่ ‘ธนาธร’ ผู้ก่อตั้งพรรคส้มยุคอนาคตใหม่ เคยพูดไว้หลายวาระว่า “เวลาที่ฝ่ายอนุรักษนิยมคิดจะกระทำ หรือบดขยี้ฝ่ายประชาธิปไตยหรือฝ่ายก้าวหน้า เขาไม่เคยเกรงใจประชาชน

ดังนั้น นอกจากหล่อเลี้ยงความหวัง เราควรสั่งสมความโกรธให้มากพอ ไปพร้อมๆ กัน” โกรธที่ประชาชนโดน นิติสงคราม ต่อเนื่องมาไม่หยุดยั้ง ชนิดโงหัวไม่ขึ้น เสียจนกลายเป็นความเหน็บชาทางความคิด ที่การกดทับเสรีภาพเป็นเรื่องปกติ

ต่อเมื่อนานทีปีหน ได้รับความกรุณาปราณีเปิดม่านตาให้ได้เห็นเดือนเห็นตะวันบ้างบางครั้ง ก็จะกลายเป็นบุญคุณอันล้นพ้นไปเลยเชียวละ

(https://www.facebook.com/tawan.ten/posts/34Q7Z3Lay, https://www.facebook.com/munin.pongsapan/posts/oj9bfPLBac และ https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/33M4mVH) 

รายงานของหนังสือพิมพ์ฮาอาเร็ตซ์ของอิสราเอล เดือนนี้ ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวอย่างมากในด้านระเบียบวินัยและการกำกับดูแลทางทหารระหว่างปฏิบัติการในเลบานอนตอนใต้ ทหารอิสราเอล ปล้นบ้านเรือนทั่วภาคใต้ของ #เลบานอน "เป็นประจำ" ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ การยึดทรัพย์สินของพลเรือนโดยไม่ได้รับอนุญาต—ที่เรียกว่าการปล้นสะดม—จัดเป็นอาชญากรรมสงคราม


Pipob Udomittipong
18 hours ago
·
Haaretz.com (ฮาอาเร็ตซ์) สื่ออิสราเอลรายงานว่า ทหาร #อิสราเอล ปล้นบ้านเรือนทั่วภาคใต้ของ #เลบานอน ในระดับ “บ้าคลั่ง” ทั้งนี้ตามข้อมูลที่ทหารและผู้บัญชาการที่ประจำการอยู่ในเลบานอนเปิดเผยกับสำนักข่าว

“จากคำให้การ ทหาร IDF ขนของที่ขโมยมาขึ้นรถขณะเดินทางออกจากเลบานอนอย่างเปิดเผย ไม่พยายามปกปิดแต่อย่างใด ‘มันบ้าคลั่งมาก’ ทหารคนหนึ่งกล่าว ‘ทุกคนขนอะไรได้ก็ขนไปหมด ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ บุหรี่ เครื่องมือ หรืออะไรก็ตาม พวกเขาจะขนสิ่งของเหล่านีขึ้นรถทันที หรือเอาวางไว้ด้านนอก ไม่ยอมเอาเข้าไปในฐานทัพ แต่ก็ไม่ได้พยายามหลบซ่อน ทุกคนมองเห็นและเข้าใจได้ว่าเป็นของที่ขโมยมา’”

พยานเล่าว่า ทหารเอารถจักรยานยนต์ โทรทัศน์ เครื่องมือ ภาพวาด โซฟา และพรมไป และทำนอย่างโจ่งแจ้ง โดยไม่มีความพยายามจะปกปิดเลย

ด่านตรวจของตำรวจทหารที่ตั้งขึ้นเพื่อสกัดการปล้นสะดม ก็ถูกยกเลิกไปแล้ว ทหารนายหนึ่งให้เหตุผลว่า "ถ้าผมเอาไป มันจะสำคัญอะไร? ยังไงมันก็จะถูกทำลายอยู่ดี"

ทหารที่ให้สัมภาษณ์บอกว่า ผู้บังคับบัญชาบางคนก็เพิกเฉย บางคนประณามพฤติกรรมดังกล่าว แต่กลับไม่ลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้อง “ในหน่วยทหารของเรา พวกเขาไม่แม้แต่จะแสดงความคิดเห็นหรือแสดงความโกรธ ผู้บังคับกองพันและผู้บังคับกองพลรู้ทุกอย่าง” ทหารคนหนึ่งกล่าว

อีกคนหนึ่งเล่าถึงเหตุการณ์ที่ผู้บังคับบัญชาจับทหารที่กำลังขนของใส่รถจี๊ปออกไปว่า “เขาตะโกนใส่พวกเขาและบอกให้พวกเขาเอามันไปทิ้ง แต่เรื่องก็จบลงแค่นั้น ไม่มีการสอบสวนใด ๆ”

นั่นแหละครับ กองทัพอิสราเอล (IDF) มักอ้างเสมอว่าตนเองเป็น "กองทัพที่มีคุณธรรมมากที่สุดในโลก" the "most moral army in the world"

https://www.haaretz.com/.../0000019d-b999-d2d7-af9f...

https://www.facebook.com/photo?fbid=10164053040116649&set=a.10150096728651649
.....

รายงานระบุว่าทั้งทหารประจำการและทหารกองหนุนมีส่วนร่วมในการขนทรัพย์สินของพลเรือนออกจากบ้านและธุรกิจ รายละเอียดนั้นน่าตกใจ:

สิ่งของที่ถูกปล้น: ทรัพย์สินที่ถูกขโมยไป ได้แก่ โทรทัศน์รุ่นใหม่ รถจักรยานยนต์ พรมหรูหรา ภาพวาด เครื่องมือ และแม้แต่โซฟา

ความคิดแบบ "ของรางวัลจากสงคราม": ทหารบางคนให้เหตุผลในการกระทำของตนโดยอ้างถึงการทำลายโครงสร้างพื้นฐานอย่างกว้างขวาง และบอกกับตัวเองว่า "ถ้าฉันเอาไปมันจะต่างอะไรล่ะ? ยังไงมันก็ถูกทำลายอยู่ดี"

ขาดการปกปิด: มีรายงานว่าทหารบรรทุกสิ่งของเหล่านี้ลงในยานพาหนะทางทหารและรถยนต์ส่วนตัวอย่างโจ่งแจ้ง ข้ามพรมแดนโดยไม่พยายามซ่อนสินค้า

ความล้มเหลวในการบังคับบัญชาและการกำกับดูแลแง่มุมที่สำคัญที่สุดของรายงานคือการสมรู้ร่วมคิดหรือความเฉยเมยของผู้นำทางทหารที่ถูกกล่าวหา:

การรับรู้ของหน่วยบัญชาการ: คำให้การอ้างว่าผู้บัญชาการกองพันและกองพลรับทราบถึงการปล้นสะดมอย่างเต็มที่ ในขณะที่บางคนอาจตำหนิทหารด้วยวาจา แต่มีเพียงไม่กี่คนที่เริ่มการสอบสวนอย่างเป็นทางการหรือดำเนินการทางวินัย
\
การยกเลิกจุดตรวจ: การขยายตัวของการปล้นสะดมเป็นผลมาจากการยกเลิกจุดตรวจของตำรวจทหารที่ทางออกของเลบานอน มีรายงานว่าทางออกอื่นๆ ไม่เคยมีการควบคุมดูแลตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ความกังวลเกี่ยวกับการคงกำลังพล: มีรายงานว่าผู้บัญชาการบางคนลังเลที่จะลงโทษทหารกองหนุน—หลายคนรับราชการมาแล้วกว่า 500 วันนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023—เนื่องจากเกรงว่าการลงโทษอย่างเข้มงวดจะทำให้พวกเขาไม่กลับมาปฏิบัติหน้าที่ในอนาคต

การตอบสนองอย่างเป็นทางการและผลกระทบทางกฎหมายกองทัพอิสราเอลได้แถลงอย่างเป็นทางการว่าการปล้นสะดมเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาด และจะใช้มาตรการทางวินัยและทางอาญาเมื่อจำเป็น อย่างไรก็ตาม คำให้การต่างๆ ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างนโยบายอย่างเป็นทางการกับความเป็นจริงในพื้นที่

ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ การยึดทรัพย์สินของพลเรือนโดยไม่ได้รับอนุญาต—ที่เรียกว่าการปล้นสะดม—จัดเป็นอาชญากรรมสงคราม องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเลบานอน ได้เรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างอิสระ โดยระบุว่า "ความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชา" จะมีผลบังคับใช้หากผู้บังคับบัญชาทราบถึงอาชญากรรมและไม่สามารถป้องกันได้




เสียงจาก “ตัน สุรนาถ”:ชีวิตในอากาศร้อนจัด การเข้าถึงหนังสือ และการรักษาความเข้มเข็ง แม้ยังไม่ได้ประกัน


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
10 hours ago
·
เสียงจาก “ตัน สุรนาถ”:ชีวิตในอากาศร้อนจัด การเข้าถึงหนังสือ และการรักษาความเข้มเข็ง แม้ยังไม่ได้ประกัน
.
.
ช่วงปลายเดือนมีนาคมและต้นเดือนเมษายน 2569 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ทนายความเข้าเยี่ยม “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ นักพัฒนาชุมชนเมืองและเยาวชน ผู้ต้องขังในระหว่างฎีกาในคดีมาตรา 110 จากกรณีถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จในการชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 โดยเขาไม่ได้รับการประกันตัวมากว่า 7 เดือนแล้ว ท่ามกลางความพยายามเรียกร้องสิทธิการประกันตัวโดยเครือข่ายด้านการพัฒนาชุมชนหลายองค์กร
.
ทั้งนี้ในวันอาทิตย์ที่ 26 เม.ย. 2569 นี้ “เครือข่ายพื้นที่นี้…ดีจัง” และองค์กรเครือข่ายต่าง ๆ ยังร่วมกันจัดกิจกรรม #ตันต้องไม่ตัน ว่าด้วยคดีความตามมาตรา 110 และ 116 โดยมีกิจกรรมเสวนา ดนตรี ฉายภาพยนตร์ ตั้งแต่เวลา 14.00 น. ที่อาคาร AllRISE (iLaw) แยกลาดพร้าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ ‘Sentences of Sentenced คำต้องขัง’
.
.
สภาพอากาศร้อนจัด กระทบสุขภาวะในเรือนจำ
.
ประเด็นพูดคุยสำคัญในช่วงนี้ แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องอากาศร้อนจัด ซึ่งส่งผลต่อชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำ โดยทำให้ตันมีอาการป่วยในช่วงก่อนสงกรานต์ เขาบอกว่าตัวเองเป็นหวัดแดด มีอาการระคายคอ น้ำมูกไหล แต่ตัวไม่ร้อน เหมือนร่างกายปรับอุณหภูมิไม่ทัน
.
“ข้างในอากาศร้อนจัด นอนเหงื่อแตกยัน 5 ทุ่ม เหมือนนอนเบาะน้ำ ร้อนจนที่นอนเปียกเลย แออัดด้วย พัดลมก็เอาไม่อยู่ แดดมันเผาตึกทั้งวัน กว่าจะคลายความร้อนก็ดึกแล้ว” ตันเล่าถึงบรรยากาศในเรือนจำที่สัมพันธ์กับสภาพอากาศ
.
ตันบอกว่าสภาพอากาศแบบนี้ ยังทำให้มีความเสี่ยงเรื่องโรคผิวหนังในเรือนจำที่มีความแออัด มีคนที่เป็นกลากเกลื้อน แต่การได้รับยารักษาก็ต้องรอคิว ไม่ใช่ทุกคนจะได้รับยาทันที
.
เขาเล่าถึงการพยายามแก้ปัญหาของผู้ต้องขังว่า หลายคนก็พยายามอาบน้ำหลายครั้งในแต่ละวัน เพื่อระบายความร้อน โดยเวลาอยู่ข้างนอกก็จะอาบได้ช่วงอ่างเปิด คือประมาณ 6.30 น. ส่วนบนห้องขัง ก็มีการจัดคิวกันอาบ แต่ก็ทำไม่ได้มาก เพราะคนเยอะ อาบได้แค่เอาน้ำมาราด ๆ ตัว น้ำเองก็โดดแดดเผา กลายเป็นน้ำร้อนไปด้วย
.
“ขวดน้ำวางอยู่ในที่ร่ม ยังร้อนจนอุ่นเลย ยังดีที่เราสั่งน้ำแข็ง ในเรือนจำจะเป็นน้ำแข็งมือนะ ก้อนใหญ่ ๆ ก้อนละ 7 บาท แล้วก็ยืมถังจากโรงงาน ทุบให้ก้อนน้ำแข็งเล็กลงใส่แก้วได้ แล้วก็เอาผ้าห่อถังไว้อีกทีเพื่อให้มันละลายช้า จะได้น้ำแข็งตอนแปดโมงกว่า ๆ ต้องรักษาให้มันอยู่นานที่สุด เราสั่งน้ำแข็งวันละ 3 ก้อน เพื่อให้พอคนในบ้านด้วย” ตันเล่าถึงความพยายามในการจัดการกับความร้อนในแต่ละวัน
.
.
ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อผู้ต้องขัง กับการเข้าถึงหนังสือในห้องสมุด
.
ตันยังสนใจข่าวสารภายนอก โดยเฉพาะเรื่องวิกฤติพลังงานและค่าครองชีพ ที่เขาเห็นว่าข้างใน ข้าวของก็เริ่มราคาแพงขึ้น ผู้ต้องขังก็ต้องประหยัดมากขึ้น เช่น เขาเห็นว่าบ้านข้าง ๆ ที่เคยซื้อไอติมถังมาแบ่งกัน ก็ไม่ซื้อแล้ว เพราะพยายามเซฟเงินกัน สั่งของเท่าที่จำเป็น
.
“เดาว่าต่อไปน่าจะมีสินค้าขาดตลาด คนที่นี่จะกินน้ำตาล น้ำปลา ซอส พริกป่นเป็นหลัก ไว้ปรุงอาหารในโรงเลี้ยง ก็มีช่วงหนึ่งที่น้ำตาลขาด น่าจะเป็นเรื่องขนส่ง แต่ว่าเศรษฐกิจตกต่ำแบบนี้ เงินเทาจะถูกนำออกมาฟอกมากขึ้น ยิ่งช่วงนี้จะมีเลือกตั้งท้องถิ่น ก็อาจจะมีโอกาสที่เราจะเห็นการใช้เงินกับการเลือกตั้งท้องถิ่นมากขึ้น” ตันให้ความเห็น
.
ตันกล่าวถึงบรรยากาศสงกรานต์ในเรือนจำด้วยว่า ทางเรือนจำเปิดให้เยี่ยมญาติใกล้ชิด ทำให้มีเมนูพิเศษเกือบ 30 เมนู มาแปะตรงบอร์ด มีขาหมู ก๋วยเตี๋ยว เย็นตาโฟ ให้เลือกสั่งซื้อ แล้วก็มีงานรดน้ำดำหัวในเรือนจำ มีการทำฉากสำหรับจัดงาน
.
ตันยังเล่าถึงหนังสือที่เขาได้อ่านในช่วงหลัง คือหนังสือเกี่ยวกับการรัฐประหาร ปี 2490 ทำให้เขาได้ความรู้เรื่องใหม่ ๆ และสนใจบทบาทของอเมริกาต่อการเมืองไทยด้วย
.
“ตอนแรกก็ไม่อยากอ่านหรอก ไม่อยากย้อนไปไกลขนาดนั้น แต่พออ่านแล้วก็รู้สึกว่าเรามีความสัมพันธ์กับอเมริกามายาวนานจริง ๆ อันนี้เราได้มาจากเพื่อน ๆ ในวงแลกเปลี่ยนหนังสือ เหมือนพอเค้าเห็นว่าเราอ่านหนังสือแนวไหน เค้าก็จะเอาแนวนี้มาให้อีก”
.
ตันเล่าถึงหนังสือในเรือนจำนี้ว่า ถ้าอยากอ่านหนังสือวิชาการ หรือหนังสือกฎหมาย จะต้องไปอ่านที่ห้องสมุด ในแดนการศึกษา สามารถลงชื่อไปได้ 1 ชั่วโมง ยืมหนังสือได้ 1 เล่ม เป็นเวลา 7 วัน แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถไปได้เลย ต้องลงชื่อล่วงหน้า คนที่จะออกไปได้ ก็ต้องเป็นคนที่กำลังเรียนต่อ มสธ. เจ้าหน้าที่ห้องสมุด หรือคนที่แจ้งความประสงค์ไว้เท่านั้น และเดือนหนึ่งจะไปได้ครั้งหนึ่ง โดยประมาณ 20-30 คน
.
“คือไปลงชื่อไว้ก่อนแหละ จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะจัดคิว ได้ไปวันไหนก็ไม่รู้ ถ้าได้ไป ก็ออกแดนตอนสิบโมงกว่า ตรวจนู่นตรวจนี่ กว่าจะเดินไปห้องสมุดได้ กลับมาอีกทีตอนบ่ายโมง มันจะคาบเกี่ยวกับกินข้าวทันที เพื่อนที่บ้านก็เป็นห่วงว่าถ้าไปจะกลับมาทันกินข้าวไหม เราเลยไม่ได้ลงชื่อไปสักที” ตันเล่าถึงการเข้าวิธีการเข้าถึงหนังสือในเรือนจำ
.
.
สิ่งที่เรียนรู้ปัญหาจากเรือนจำ และความเข้มแข็งของตัน
.
จากนั้น ตันยังชวนกันพูดคุยถึงประสบการณ์ในเรือนจำที่เขาเจอ ทำให้ได้เรียนรู้หลาย ๆ อย่าง ถึงภาวะที่บอกว่าคนออกไปกระทำผิดซ้ำ เพราะสภาวะทางโครงสร้างหลายอย่างมันไม่เอื้อต่อการออกไปใช้ชีวิตของหลายคน
.
“คุกไทยเป็นพื้นที่ปิด สิ้นอิสระ ไม่ให้ผู้ต้องขังทำอะไรคนเดียวเพราะกังวลว่าจะเป็นอันตรายต่อคนอื่น ต้องนอนรวมกันเยอะ ๆ จะได้คอยสอดส่องดูแล พื้นที่ต้องเปิดโล่ง มองเห็นง่าย เจ้าหน้าที่ประเมินว่าถ้าผู้ต้องขังทำอะไรผิดกฎหมายหรือทำร้ายตัวเอง เขาจะซวย
.
“พอเข้ามาในเรือนจำก็ไม่มีกระบวนการบำบัดหรือกระบวนการให้ความรู้ว่าสิ่งที่เขาทำมันผิดยังไง อย่างบางคนเข้ามาเพราะเรื่องบัญชีม้า ก็ไม่มีการให้ความรู้ว่าการเปิดบัญชีม้ามันผิดยังไง ควรทำยังไง ซึ่งข้างในมีคนติดคุกเพราเปิดบัญชีม้าเยอะมาก ข้างในมีแต่การฝึกทักษะภาษาอังกฤษ ฝึกสวดมนต์ คอร์สศิลปะที่เกี่ยวกับชีวิตจิตใจ บางคอร์สที่เปิดอบรมมันไม่ได้เอื้อต่อการออกไปใช้ชีวิตมากนัก คนก็เลยทำผิดซ้ำเยอะ
.
“เราเคยพูดคุยกับเพื่อน ๆ ผู้ต้องขังว่าเราทำหน้าที่เป็นผู้ต้องขังแค่ตอนกลางวันได้ไหมว่ะ กลางคืนขอกลับไปดูแลครอบครัว งานที่ผู้ต้องขังออกไปทำได้ก็เป็นงานกวาดถนน ลอกท่อ เป็นงานที่เลือกไม่ได้ คนไทยจะคิดว่า ถ้าคนอยู่สบายก็จะกลับเข้ามาอีก แต่จริง ๆ ไม่ใช่ ผู้ต้องขังหลายคน เขาก็หวังแค่ว่าจะได้ออกไปดูแลครอบครัว ได้ออกไปใช้ชีวิต แค่นี้เลย” ตันบรรยายถึงประสบการณ์ของเขา
.
ในส่วนของตัวเอง ตันยังพยายามดูแลสภาพร่างกาย โดยพยายามออกกำลังกายเป็นหลัก น้ำหนักเขาลดลงไปพอสมควร รวมทั้งพยายามรักษาสภาพจิตใจ โดยเขาเตรียมใจสำหรับการถูกคุมขังยาวระดับหนึ่งไว้ หากไม่ได้ประกันตัวระหว่างฎีกา ก็ต้องรอจนมีคำพิพากษาฎีกาออกมา ซึ่งอาจใช้เวลาอีก 1-2 ปี แม้มีความกังวลอยู่ แต่ก็พยายามหาทางจัดการ ยังดีที่เขาได้กำลังใจจากครอบครัวและเพื่อน ๆ อยู่เรื่อยมา
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/83001
.
ดูรายละเอียดกิจกรรมในช่วงสุดสัปดาห์นี้ https://www.facebook.com/photo/?fbid=1371291514841315

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1371387698165030&set=a.656922399611567




🔸กลไกระงับข้อพิพาท UNCLOS” เป็นยังไง และโจทย์ของรัฐบาลไทยหลังจากนี้


prachatai
@prachatai

🔸กลไกระงับข้อพิพาท UNCLOS” เป็นยังไง และโจทย์ของรัฐบาลไทยหลังจากนี้

1. หลายคนคงได้ยิน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ให้สัมภาษณ์กับสื่อ เมื่อวานนี้แล้วว่า ที่ประชุม สมช. มีมติเห็นชอบ ยกเลิกข้อตกลงร่วม MOU44 แล้ว เหลือแต่เพียงเสนอเข้าที่ประชุม ครม. เท่านั้น ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะใช้ระยะเวลาเท่าใด แต่จะดำเนินการให้เร็วที่สุด

2. อนุทิน เผยว่า หลังจากนี้เรื่องเขตแดนจะไปดำเนินการโดยผ่านกลไกศาลและอนุญาโตตุลาการระหว่างต่างประเทศ ของอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ซึ่งทั้งไทย และกัมพูชา เป็นรัฐภาคี

3. กล่าวโดยย่อ UNCLOS หรือเรียกชื่อเล่นว่า “อันครอส” เปรียบเสมือนกติการะดับสากลที่อนุญาตให้รัฐชายฝั่งสามารถอ้างสิทธิ์ และใช้ทรัพยากรทางทะเลได้อย่างเหมาะสม ไปจนถึงการกำหนดกลไกการระงับข้อพิพาทเขตแดนทางทะเล

4. ภายใต้ “UNCLOS” จะมีกลไกการระงับข้อพิพาทหลัก ๆ 3 แนวทาง คือ
- ให้อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ เข้ามาตัดสิน
- ศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ
- ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ "ศาลโลก"

5. อาจารย์ภัทรพงษ์ แสงไกร จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยว่า ตัวอนุสัญญา UNCLOS ให้อำนาจแก่รัฐคู่กรณีในการฟ้องคดีในกลไกอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ (ยกตัวอย่าง กรณีของทะเลจีนใต้ ฟิลิปปินส์ ฟ้องจีน) หรือหากไม่อยากไปอนุญาโตตุลาการ ก็สามารถไปทำความตกลงที่ศาลโลก ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ หรือศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ซึ่งการระงับข้อพิพาทจะจบลงในกลไกใดกลไกหนึ่ง

6. อย่างไรก็ดี เนื่องด้วยประเทศไทยกังวลเรื่องการเข้ากระบวนการศาลโลกมาโดยตลอด เนื่องจากเคยมีบทเรียนเรื่องคดีดขาพระวิหาร ทำให้ประเทศไทยตั้งข้อสงวนไว้ว่าจะไม่ยอมรับขอบเขตอำนาจของศาลโลกในการแก้ไขพิพาทในการกำหนดเขตแดนทางทะเล

7. อ.ภัทรพงษ์ มองว่า ต่อให้มีการตั้งข้อสงวน แต่ในอนุสัญญายังบังคับให้รัฐภาคีระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอื่นๆ อย่างการให้รัฐคู่พิพาทตั้งคณะกรรมการระหว่างประเทศขึ้นมา หรือเราจะเรียกกระบวนการนี้ว่า “Compulsory Conciliation”

8. กระบวนการของ Compulsory Conciliation ที่ว่านี้คือการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิมาเป็นคนกลาง เพื่อรับฟังท่าทีของทั้ง 2 ฝ่าย และเสนอทางออกอย่างเป็นรูปธรรม

9. ก่อนหน้านี้ มีประเทศที่ใช้กระบวนการนี้ในการแก้ไขปัญหา คือ ติมอร์เลสเต และออสเตรเลีย ซึ่งมีข้อพิพาทเรื่องผลประโยชน์ทรัพยากรทางทะเล โดยเฉพาะแหล่งขุดน้ำมัน เหนือทะเลติมอร์ ตั้งแต่ปี 2545 และสิ้นสุดในปี 2561 โดยอาจารย์ภัทรพงษ์ อธิบายว่า ตอนที่ออสเตรเลีย เห็นว่าติมอร์ จะรับสัตยาบันในอนุสัญญา UNCLOS ทางออสเตรเลีย ก็ชิงประกาศไม่รับอำนาจอนุญาโตตุลาการ และศาล ในเรื่องเกี่ยวกับการกำหนดเขตแดนทางทะเล

10. ส่งผลให้เมื่อติมอร์ เข้าใน UNCLOS แล้ว ต้องไปใช้กระบวนการไกล่เกลี่ย - ‘Compulsory Conciliation’ เมื่อปี 2559 และได้มีการเซ็นสนธิสัญญาตกลงทั้ง 2 ประเทศ ทำให้ทางติมอร์ ได้ส่วนแบ่งรายได้จากแหล่งขุดน้ำมัน สูงถึง 70% โดยเฉพาะจากแหล่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุด ‘Greater Field Sunrise’ จากเดิมที่ต้องแบ่งเท่ากันทั้ง 2 ประเทศ และออสเตรเลียสูญเสียอำนาจทางกฎหมายและการจัดการในแหล่งขุดน้ำมัน

11. อย่างไรก็ดี ทางอาจารย์นิติศาสตร์ ให้ความเห็นด้วยว่า หากไทย-กัมพูชา เดินเข้าสู่กระบวนการเจรจานี้อาจจะมีข้อกังวลอย่างน้อย 2 ประการ 1. คำตัดสินในอย่างไรจึงจะเรียกว่า "ชนะ" ข้อนี้เป็นเรื่องการวางยุทธศาสตร์การสู้คดี และ 2. ไม่มีใครกล้าฟันธง 100% ว่าผลการตัดสินจะเป็นอย่างไร

12. ทำไมเรื่องคำตัดสินเป็นเรื่องที่คาดเดายาก อาจารย์ภัทรพงษ์ ให้ความเห็นว่า เพราะการตัดสินของ UNCLOS มีการระบุถึงหลักการแบ่งกันอย่างเที่ยงธรรม (Equitable Solution) อาจารย์เน้นย้ำว่า “ความเที่ยงธรรม” ไม่ใช่ตวามเท่าเทียม ไม่เหมือนกับการขีดเส้นตรงกลางแล้วแบ่งกัน 50 ต่อ 50 เพราะการขีดเส้นแบ่งตรงกลาง ซึ่งไม่ได้เที่ยงธรรมเสมอไป

13. โดยข้อต่อสู้ของกัมพูชา เขามองออกก็คือ กัมพูชาเป็นประเทศเล็ก เป็นประเทศกำลังพัฒนา ทางออกทะเลกับเวียดนามก็น้อย ประกอบกับประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนามากกว่ากัมพูชาด้วย เป็นไปได้ว่าหากตัดสินบนหลักการนี้กัมพูชาอาจจะได้ผลประโยชน์มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม หากทั้ง 2 ประเทศเจรจากันและตกลงกันได้ก่อน ก็ถือว่าทั้ง 2 ฝ่ายเห็นว่าผลของการเจรจานั้น "เที่ยงธรรม" แล้ว แต่หากตกลงกันไม่ได้ ก็อาจจะมีคนกลางมาชี้ว่าแบ่งอย่างไรจึงจะเที่ยงธรรม

14. อาจารย์ธรรมศาสตร์ มองว่า แนวทางระงับข้อพิพาทที่ดีที่สุด คือการพยายามเจรจากัน 2 ฝ่ายให้บรรลุข้อตกลงที่ยอมรับร่วมกันได้ หากฝ่ายไทยเห็นว่าการอ้างสิทธิของกัมพูชาไม่เป็นไปตาม UNCLOS ก็อาจจะแก้ไขแผนผังพื้นที่ทับซ้อนกันใหม่แล้วจึงเจรจา

15. แต่หากเจรจากันไม่ได้ ก็มีความจำเป็นต้องเตรียมตัวใช้กลไกไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาทต่อไป ไม่ควรกลัวจนเกินเหตุ รวมทั้งรัฐบาลควรทำความเข้าใจกับประชาชนในเรื่องกลไกเหล่านี้ด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจ อยากศึกษา และอ่านเรื่อง MOU44 และอนุสัญญา UNCLOS สามารถคลิกอ่านได้จากรายงานขนาดยาวของประชาไท 2 ชิ้น ใน Reply

prachatai
@prachatai
·12h
ควรยกเลิก MOU44 หรือไม่ เมื่อการระงับข้อพิพาททางทะเลภายใต้ UNCLOS ไม่อาจคาดผลได้ 100% อ่าน
https://prachatai.com/journal/2026/03/116625


prachatai
@prachatai
·
12h
รู้จัก MOU 44 แบบง่าย-ครอบคลุม กางเหตุผล ยกเลิก vs ไม่ยกเลิก อ่าน
https://prachatai.com/journal/2026/02/116500



https://x.com/prachatai/status/2047586722607996985




‘MOU 44’ ยกเลิกได้ทันทีโดยไม่ต้องถามกัมพูชา? ใช้ ‘UNCLOS’ แทนได้?

 
https://www.youtube.com/shorts/RiXIfRbU2jM

The101.world
20 hours ago
·
‘MOU 44’ ยกเลิกได้ทันทีโดยไม่ต้องถามกัมพูชา? ใช้ ‘UNCLOS’ แทนได้?
Chit-Chat กับ สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี สื่อมวลชนอาวุโส
(สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569)
#MOU44 #ไทยกัมพูชา #101ChitChat #The101world #วันโอวัน






การปรับเปลี่ยนคาแรคเตอร์ของการกดปราบในปัจจุบันของไทย คือเป็นการปราบปรามแบบทอดระยะ ที่รูปแบบการปราบราม ถูกซอยย่อยกระบวนการออกเป็นส่วน ๆ มีการกดและผ่อน ตัดเฉือนที่ละเล็ก จนสิ้นสุดกระบวนการ


เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ - Seksit Yaemsanguansak
7 hours ago
·
การปรับเปลี่ยนคาแรคเตอร์ของการกดปราบในปัจจุบัน
.
ในระยะหลายปีที่ผ่านมา คาแรคเตอร์ของการปราบปรามทางการเมืองในช่วงหลัง ๆ มีลักษณะที่เปลี่ยนไป คือแทนที่จะเป็นการกดขี่ปราบปรามแบบรวมเดียวจบในระยะเวลาอันสั้น กลายเป็น ‘การปราบปรามแบบทอดระยะ’ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใช้ได้ดีกับการปราบปรามโดยกฎหมาย
.
กล่าวคือ แต่เดิมการปราบปรามฝ่ายเห็นต่าง มักถูกพยายามทำให้เป็นกระบวนการที่จบลงอย่างรวดเร็ว จากจุดเริ่มต้น จนถึงบทสรุป มักใช้เวลาไม่นาน เป็นการกดบีบอย่างหนักหน่วงรวดเดียว และบ่อยครั้งมักเป็นกระบวนการที่มาพร้อมการความรุนแรงทางตรง อย่างในช่วงหลังปี 49 ทว่า ผลที่ตามมามักก่อให้เกิดแรงโต้กลับมหาศาลจากสังคม
.
ทว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คาแรคเตอร์ของการปราบปรามดูจะมีการปรับตัวของรูปแบบที่น่าสนใจ คือเป็นการปราบปรามแบบทอดระยะ ที่รูปแบบการปราบราม ถูกซอยย่อยกระบวนการออกเป็นส่วน ๆ มีการกดและผ่อน ตัดเฉือนที่ละเล็ก จนสิ้นสุดกระบวนการ ซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนต่อขยายของการปราบปรามแบบปรับระดับ (calibrated repression) ซึ่งเป็นหนี่งในการปรับตัวผ่านประสบการณ์ของฝ่ายอำนาจนิยมในหลายประเทศ
.
ลักษณะดังกล่าว ไม่ใช่แต่เฉพาะกรณี ตัดสิทธิ์ 44 สส. ที่เป็นกระบวนการต่อเนื่องมาตั้งแต่การตัดสินโดยศาลรัฐธรรมนูญ ว่าการเสนอแก้ไข 112 เป็นการล้มล้างการปกครอง ทว่ายังรวมไปถึงกรณีการจับปล่อย ๆ ของผู้ต้องหาคดีการเมืองนับจากการเคลื่อนไหว 2563 เป็นต้นมาด้วย
.
การปราบปรามแบบทอดระยะเป็นการใช้เวลาเป็นอาวุธ เป็นการทำให้อารมณ์ความรู้สึกไม่พอใจทางสังคมถูกหน่วงไว้ รวมถึงบางครั้งถูกระบายออกระหว่างทาง ทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายถูกอ่านได้ตั้งแต่ในช่วงแรก จนนำไปสู่ความชาชินเมื่อผลลัพธ์สุดท้ายมาถึง
.
ภายใต้รูปแบบการปราบปรามนี้ โจทย์ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ จะยังคงความรู้สึกอดรนทนไม่ได้ให้ดำรงอยู่ได้อย่างไร เมื่อต้องเผชิญกับรูปแบบของการกดขี่ปราบปรามทางการเมืองที่เปลี่ยนไปนี้

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122123649855177616&set=a.122097501951177616





กรณีศักดิ์สยาม ชิดชอบคือ บทพิสูจน์ว่า เนวิน/อนุทินและพรรคภูมิใจไทยก็คือพวกคนป่าได้ปืน

ภาพจาก youtube

Thanapol Eawsakul 
18 hours ago
·
กรณีศักดิ์สยาม ชิดชอบคือ บทพิสูจน์ว่า
เนวิน/อนุทินและพรรคภูมิใจไทยก็คือพวกคนป่าได้ปืน
.....
(1)
แม้ว่าในทางนิตินัย ตอนนี้ศักดิ์สยาม ชิดชอบจะสามารถกลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไปถึงนายกรัฐมนตรีได้ภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทย ในอนาคต
แต่ในทางพฤตินัย ศักดิ์สยาม ชิดชอบก็คือซอมบี้ทางการเมืองไปแล้ว
วันใดวันหนึ่งที่ศักดิ์สยาม ชิดชอบ come back เข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล
ก็คือวันเวลานับถอยหลัง อย่างรวดเร็วของรัฐบาลภูมิใจไทยนั่นแหละครับ
ความไม่พอใจศักดิ์สยามไม่ใช่เพียงแค่ประชาชนทั่วไปเท่านั้น แม้แต่ชนชั้นนำเองที่ อุ้มสม พรรคภูมิใจไทยขึ้นมา ก็ยังส่ายหน้าเลยครับ
( ลองสังเกตดูนะครับก่อนหน้านั้นประชาธิปัตย์เกียร์ว่างที่จะวิจารณ์เรื่องนี้ โดยหวังว่าจะร่วมรัฐบาลในอนาคต เพราะการไปแตะกล่องดวงใจของเนวินนั้นจะเป็นแผลใหญ่เกินไป แต่พอ โดนด่าเยอะๆแม้กระทั่งคนพวกเดียวกันก็ยังต้องออกมาวิจารณ์ศักดิ์สยามเลย)
(2)
การที่ปปช. ปล่อยผีศักดิ์สยาม ชิดชอบตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 ซึ่งทำโดย มุมิบไม่มีการแจ้งต่อสาธารณะชน
นั่นก็เป็นบทพิสูจน์แล้วว่า กรณีดังกล่าว จะนำ ความโกรธแค้นมาสู่ประชาชนอย่างแน่นอน
และก็จริงตามคาด และคนยิ่งโกรธแค้นมากขึ้น เมื่อรู้ว่า ทางเนวิน/อนุทิน ได้ปูทางให้ศักดิ์สยามกับมานั่งเก้าอี้ครม โดยเว้น ไว้ 1 ที่นั่ง
ขณะที่เนวิน/อนุทินถ้าฉลาดก็จะต้อง ให้ ศักดิ์สยาม ออกมา ประกาศว่าจะไม่รับตำแหน่งครม. เพื่อลดกระแสต่อต้าน
แต่ก็นั่นแหละครับเพราะคนคิดว่าตัวเอง ยึดประเทศไทยได้แล้ว ก็ไม่สนใจอะไรอีกเลย
(3)
การเข้าสู่อำนาจ ในประเทศไทยเป็นไปได้หลายวิธี แต่การบริหารอำนาจ สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือ การกินรวบไว้คนเดียว
ยิ่งถ้าผู้ที่กินรวบนั้น ไม่มีความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจ มันก็เหมือนกับ พวกคนป่าได้ปืนนั่นแหละครับ
ยิงไปยิงมา
ถ้าไม่ยิงพวกเดียวกันเอง
ก็จะหันปลายกระบอกปืนมาจ่อหัวตัวเอง

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/26868774089429409




ความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษและอเมริกาเริ่มสั่นคลอน วาทกรรมของโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ความสัมพันธ์พิเศษที่เคยมีมานานนั้นยากที่จะรักษาไว้ได้







https://x.com/TheEconomist/status/2047757486191444146

ความเชื่อมั่นของประชาชนชาวอังกฤษที่มีต่อสหรัฐอเมริกาลดลงอย่างมาก และความสัมพันธ์พิเศษนี้กำลังเผชิญกับความตึงเครียดครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

1. การเสื่อมถอยทางประวัติศาสตร์ (2003–ปัจจุบัน)

แม้ว่าความตึงเครียดในปัจจุบันจะรุนแรง แต่แนวโน้มขาลงเริ่มต้นขึ้นส่วนใหญ่จากสงครามอิรักในปี 2003 สำหรับชาวอังกฤษหลายคน ความขัดแย้งนั้นเป็นตัวแทนของช่วงเวลาที่นโยบายต่างประเทศของสหราชอาณาจักรดูเหมือนจะยอมจำนนต่อผลประโยชน์ของวอชิงตันมากเกินไป นำไปสู่การกัดเซาะความเชื่อมั่นในความเป็นผู้นำและการตัดสินใจของอเมริกาในระยะยาว

2. การลดลงอย่างรวดเร็วที่สุดในปัจจุบัน

การลดลงอย่างรวดเร็วที่สังเกตได้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 เกิดจากการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในโทนเสียงและนโยบายทางการทูต ภายใต้รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน วาทกรรมได้เปลี่ยนไปสู่แนวทางที่เน้นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์และ "อเมริกามาก่อน" มากขึ้น สิ่งนี้ได้สร้างความขัดแย้งในพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศเคยมีความร่วมมือกันมาโดยตลอด:

ความไม่แน่นอนทางการค้า: การพูดคุยเรื่องภาษีศุลกากรและการละทิ้งบรรทัดฐานทางการค้าแบบดั้งเดิมได้ทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรสั่นคลอน

พันธมิตรด้านความมั่นคง: คำถามเกี่ยวกับความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ต่อนาโตและความมั่นคงร่วมกันได้บังคับให้นักกำหนดนโยบายของอังกฤษต้องพิจารณาใหม่ถึงการพึ่งพา "ร่มเงาความมั่นคง" ของอเมริกา

3. ช่องว่างทางวัฒนธรรม

นอกเหนือจากเรื่องการเมืองระดับสูงแล้ว บรรณาธิการของ "Insider" ยังสังเกตเห็นช่องว่างทางวัฒนธรรมที่กว้างขึ้น นโยบายภายในประเทศของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคมที่สร้างความแตกแยกและการถกเถียงทางกฎหมาย มักถูกมองด้วยความสงสัยหรือความกังวลจากสาธารณชนชาวอังกฤษ ซึ่งยิ่งทำให้ประชากรทั้งสองประเทศห่างเหินกันมากขึ้น

เหตุใดจึงสำคัญในตอนนี้

"ความสัมพันธ์พิเศษ" นั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของค่านิยมร่วมกันและผลประโยชน์เชิงกลยุทธ์ร่วมกันมาโดยตลอด เมื่อความคิดเห็นของสาธารณชนชาวอังกฤษลดลงอย่างรวดเร็ว มันจะจำกัด "พื้นที่ในการดำเนินงาน" ทางการเมืองของรัฐบาลสหราชอาณาจักรในการสนับสนุนโครงการริเริ่มของสหรัฐฯ หากความสัมพันธ์ยังคงสั่นคลอนต่อไป อังกฤษอาจถูกบังคับให้หันไปพึ่งพาความร่วมมือกับยุโรปมากขึ้น หรือดำเนินกลยุทธ์ที่เป็นอิสระในฐานะมหาอำนาจระดับกลางในเวทีโลก




ว้าว นี่คือท่านผู้มีจริยธรรมสูงส่ง สูงกว่าใครๆ นับเป็นบุญตาที่ได้เห็น 😬 เปิดประวัติ ‘ฉัตรชัย ไทรโชต’ ตุลาการเจ้าของสำนวนคดีจริยธรรม ‘พิธาและพวก‘ รวม 44 คน’ ปมเข้าชื่อเสนอแก้ ม.112 เคยทำผลงานคดีบังคับโทษ ‘ทักษิณ’


สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว
8 hours agoo
·
เปิดประวัติ ‘ฉัตรชัย ไทรโชต’ ตุลาการเจ้าของสำนวนคดีจริยธรรม ‘พิธาและพวก‘ รวม 44 คน’ ปมเข้าชื่อเสนอแก้ ม.112 เคยทำผลงานคดีบังคับโทษ ‘ทักษิณ’

ความคืบหน้าเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ คมจ 1/2569 ซึ่งเป็นคดีสำคัญระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ป.ป.ช. ในฐานะ ’ผู้ร้อง‘ และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พร้อมพวกรวม 44 คน ในฐานะ ’ผู้คัดค้าน‘ กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ล่าสุด มีการเปิดเผย ว่า เจ้าของสำนวนคดีดังกล่าวคือ นายฉัตรชัย ไทรโชต ตุลาการผู้มากประสบการณ์ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา และยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) ในชั้นศาลฎีกาชุดปัจจุบันอีกด้วย

ประวัติการทำงานของนายฉัตรชัย ไทรโชต ถือเป็นผู้พิพากษาที่มีความเชี่ยวชาญและได้รับการยอมรับอย่างสูงในแวดวงตุลาการ และเคยได้รับเลือกให้เป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) มาอย่างต่อเนื่องในทุกชั้นศาล ตั้งแต่ศาลชั้นต้น , ศาลอุทธรณ์ จนถึงศาลฎีกา ซึ่งเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจที่ได้รับจากเพื่อนข้าราชการตุลาการอย่างเป็นเอกฉันท์

นอกจากนี้ นายฉัตรชัย ยังมีผลงานในคดีสำคัญระดับประเทศ โดยก่อนหน้านี้ได้ร่วมเป็นหนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษา และปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าของสำนวนคดีบังคับโทษชั้น 14 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งศาลฎีกาได้มีมติเอกฉันท์ 5-0 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 วินิจฉัยให้การบังคับโทษเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

การได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าของสำนวนคดีจริยธรรม 44 สส. ในครั้งนี้ จึงเป็นที่จับตาของสังคมถึงกระบวนการพิจารณาคดีที่จะดำเนินต่อไปด้วยความรอบคอบและเป็นธรรมตามหลักนิติธรรม
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1592552422231691&set=a.328293581990921




ทรัมป์ชอบการปิดล้อมทางทะเล เพื่อกดดันรัฐบาลเวเนซุเอลา คิวบา และอิหร่าน ให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของเขา แต่สถานการณ์ในอิหร่านแตกต่างจากเวเนซุเอลาและคิวบาอย่างมาก



ทรัมป์ชอบการปิดล้อมทางทะเล แต่สถานการณ์ในอิหร่านแตกต่างจากเวเนซุเอลาและคิวบาอย่างมาก

วอชิงตัน (เอพี) — ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หันมาใช้การปิดล้อมทางทะเลเพื่อกดดันรัฐบาลเวเนซุเอลา คิวบา และอิหร่าน ให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของเขา แต่กลยุทธ์ที่เขาชื่นชอบกำลังเผชิญกับความเป็นจริงที่แตกต่างกันมากในตะวันออกกลางเมื่อเทียบกับในทะเลแคริบเบียน

ต่างจากคิวบาหรือเวเนซุเอลา อิหร่านได้ปิดกั้นเส้นทางการค้าที่สำคัญสำหรับการขนส่งพลังงาน ซึ่งหมายความว่ายิ่งการเผชิญหน้ายืดเยื้อนานเท่าใด เศรษฐกิจโลกก็จะยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้นเท่านั้น เตหะรานยังเป็นภัยคุกคามทางทหารที่ยิ่งใหญ่กว่าสองประเทศคู่ปรับในซีกโลกของอเมริกาเอง และจำเป็นต้องมีการประจำการทางทหารอย่างต่อเนื่องห่างไกลจากชายฝั่งสหรัฐฯ

อำนาจต่อรองของอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซทำให้มีอำนาจในช่วงหยุดยิงที่ไม่มั่นคง เนื่องจากความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมันในสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นในปีเลือกตั้ง อาจบังคับให้ประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันต้องยุติการปิดล้อมท่าเรือและชายฝั่งของอิหร่าน ผู้เชี่ยวชาญกล่าว

“ตอนนี้คำถามที่แท้จริงคือ ประเทศไหนระหว่างสหรัฐฯ หรืออิหร่าน มีความอดทนต่อความเจ็บปวดมากกว่ากัน” แม็กซ์ บูท นักประวัติศาสตร์การทหารและนักวิจัยอาวุโสประจำด้านการศึกษาความมั่นคงแห่งชาติของสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกล่าว

อิหร่านมี ‘ความแตกต่างที่สำคัญ’ จากการปิดล้อมอื่นๆ

ประสิทธิภาพของการที่ทรัมป์ใช้กองทัพเรือที่ทรงพลังที่สุดในโลกเพื่อปิดกั้นการค้าขายน้ำมันและสินค้าอื่นๆ ของอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตรนั้น ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่มาก แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่สงครามดำเนินต่อไป

ทรัมป์ยังประกาศด้วยว่าเขาได้สั่งให้กองทัพสหรัฐฯ “ยิงและทำลาย” เรือเล็กของอิหร่านที่วางทุ่นระเบิดในช่องแคบ

แต่สถานการณ์ในอิหร่านนั้นไม่เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาและคิวบาเสียทีเดียว

ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่า ความสำเร็จของทรัมป์ในเวเนซุเอลาอาจเกี่ยวข้องกับการบุกโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ที่จับกุมผู้นำนิโคลัส มาดูโร มากกว่าการที่เรือรบอเมริกันยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรเพื่อบังคับใช้การควบคุมของสหรัฐฯ เหนือประเทศในอเมริกาใต้แห่งนี้

ในขณะเดียวกัน การคว่ำบาตรน้ำมันของสหรัฐฯ ต่อคิวบาได้ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษของเกาะแห่งนี้ แม้ว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และคิวบาจะพบกันเมื่อเร็วๆ นี้บนเกาะเพื่อเจรจาหารือกัน แต่การบีบคั้นทางการเงินก็ล้มเหลวที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่รัฐบาลทรัมป์ประกาศไว้คือการเปลี่ยนแปลงผู้นำ

“ผมคิดว่าความสำเร็จของภารกิจของมาดูโรในเวเนซุเอลาอาจทำให้ประธานาธิบดีมีความมั่นใจมากขึ้น” ท็อดด์ ฮันท์ลีย์ ผู้อำนวยการโครงการกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในเวเนซุเอลาและอิหร่านไม่ได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นในด้านภูมิศาสตร์ การทหาร หรือการเมือง “มีความแตกต่างที่สำคัญอยู่บ้าง” ฮันท์ลีย์ อดีตนาวิกโยธินและอัยการทหารกล่าว

ในขณะที่การปิดล้อมอิหร่านส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงการหยุดเรือบรรทุกสินค้าจากการนำเข้าสินค้าต่างๆ แต่บริษัทติดตามเรือระบุว่า อิหร่านยังคงสามารถขนส่งน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรได้บางส่วน

อิหร่านปฏิเสธข้อเรียกร้องของทรัมป์ให้เปิดช่องแคบอีกครั้ง ซึ่งเป็นเส้นทางที่น้ำมัน 20% ของโลกไหลผ่าน และได้ยิงใส่เรืออีกครั้งในสัปดาห์นี้ การขนส่งที่หยุดชะงักผ่านช่องแคบทำให้ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งสูงขึ้นไปไกลเกินกว่าภูมิภาค และทำให้ราคาอาหารและสินค้าอื่นๆ สูงขึ้น สร้างปัญหาทางการเมืองให้กับทรัมป์ก่อนการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน

“การปิดล้อมมักเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในกลไกที่ใช้ในความขัดแย้ง” ซัลวาตอเร เมอร์โคกลิอาโน ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ทางทะเลจากมหาวิทยาลัยแคมป์เบลล์ในนอร์ทแคโรไลนา กล่าว “มันอาจมีความสำคัญ แต่เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่ง และผมไม่คิดว่ามันเพียงพอที่จะโน้มน้าวใจชาวอิหร่านได้”

ประสิทธิภาพของการปิดล้อมของสหรัฐฯ ถูกตั้งคำถาม

พลเรือเอกแบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ อ้างเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า “ไม่มีเรือลำใดหลบเลี่ยงกองกำลังสหรัฐฯ ได้” กองบัญชาการที่ดูแลตะวันออกกลางกล่าวว่าได้สั่งให้เรือ 31 ลำหันกลับหรือกลับเข้าท่าเรือแล้วเมื่อวันพุธ

กลุ่มเรือสินค้าต่าง ๆ ยังคงไม่เชื่อมั่น

หน่วยข่าวกรองลอยด์ลิสต์กล่าวว่า “มีการจราจรของกองเรือลับอย่างต่อเนื่อง” ผ่านเข้าออกอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมัน 11 ลำที่บรรทุกสินค้าอิหร่านซึ่งออกจากอ่าวโอมานนอกช่องแคบตั้งแต่ 13 เมษายน

บริษัทข่าวกรองทางทะเลวินด์วาร์ดกล่าวในสัปดาห์นี้ว่า การจราจรของอิหร่านยังคงดำเนินต่อไป “โดยใช้กลอุบาย”

เมอร์โคกลิอาโนกล่าวว่า เรือของอิหร่านมีหลายวิธีที่จะหลบเลี่ยงการปิดล้อมได้ รวมถึงการปลอมแปลงข้อมูลการติดตามตำแหน่ง หรือการเดินทางผ่านน่านน้ำของปากีสถาน เขายังตั้งข้อสังเกตอีกว่า ปริมาณการจราจรทางเรือที่กองทัพต้องตรวจสอบนั้นเป็นงานที่ท้าทายมาก

การปิดล้อมต้องใช้ความอดทนจึงจะได้ผล

Huntley กล่าวว่า ครั้งสุดท้ายที่สหรัฐฯ ดำเนินการปิดล้อมทางทะเลในลักษณะที่คล้ายคลึงกับกรณีที่มุ่งเป้าไปที่เรือของอิหร่านนั้น เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดี Kennedy ช่วงต้นทศวรรษ 1960 โดยมีเป้าหมายคือประเทศคิวบา

“และในครั้งนั้น เราก็ไม่ได้เรียกปฏิบัติการดังกล่าวว่า ‘การปิดล้อม’ (blockade) ด้วยซ้ำ” เขากล่าว “แต่เราเรียกมันว่า ‘การกักกัน’ (quarantine)”

Boot นักประวัติศาสตร์การทหารระบุว่า การปิดล้อมทางทะเลบางกรณีที่เกิดขึ้นตลอดหน้าประวัติศาสตร์นั้นได้ส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม เช่น กรณีที่อังกฤษปิดล้อมเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง “ทว่าผลกระทบเหล่านั้นมักจะเป็นผลในระยะยาว ในขณะที่ Trump กำลังมุ่งหวังผลลัพธ์ที่รวดเร็วและเห็นผลในระยะสั้น”

เขากล่าวว่า Trump น่าจะมองว่าการปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรและมีความเชื่อมโยงกับเวเนซุเอลานั้น มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงผู้นำของประเทศดังกล่าว แต่ Boot กลับมองว่าปัจจัยสำคัญที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ความพยายามของสหรัฐฯ ในการโค่นล้ม Maduro และความร่วมมือที่ได้รับในเวลาต่อมาจาก Delcy Rodríguez รองประธานาธิบดีของเขา ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดี

“ในคิวบาหรืออิหร่านนั้น ไม่มีบุคคลอย่าง Delcy Rodríguez อยู่เลย” Boot กล่าว “ผมคิดว่าความสำเร็จที่เขาได้รับในเวเนซุเอลานั้นทำให้เขาเข้าใจผิดไปว่า รูปแบบการดำเนินงานนี้เป็นแม่แบบที่สามารถนำไปใช้ซ้ำในที่อื่นๆ ได้เช่นกัน เขาจึงมองว่านี่คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่แลกมาด้วยต้นทุนเพียงเล็กน้อย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว สถานการณ์ดังกล่าวกลับกลายเป็นเพียงชุดของเงื่อนไขและปัจจัยเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครเท่านั้น”

ที่มา AP
https://apnews.com/article/iran-blockade-strait-hormuz-trump-navy-f7af4e8f73dc75e158790db8c32296ac
April 23, 2026



สงครามอิหร่านกำลังผลักดันให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องถกเถียงกันในประเด็นที่ครั้งหนึ่งเคยคิดไม่ถึง นั่นคือ เรือจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการผ่านช่องแคบมะละกาหรือไม่




การตัดสินใจของอิหร่านที่จะเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และการสนับสนุนเบื้องต้นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กำลังส่งผลกระทบไปถึงเส้นทางเดินเรืออีกแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 4,000 ไมล์

เมื่อวันที่ 22 เมษายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอินโดนีเซีย ปูร์บายา ยูดี ซาเดวา ได้เสนอแนะว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจเริ่มเก็บภาษีจากเรือที่ผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ ช่องแคบนี้เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่พลุกพล่านที่สุดในโลก โดยมีการขนส่งสินค้าประมาณ 30% ของการค้าโลก เรือ 200 ลำแล่นผ่านมะละกาในแต่ละวัน ซึ่งเป็นสองเท่าของจำนวนเรือที่ผ่านฮอร์มุซ

“ขณะนี้อิหร่านกำลังวางแผนที่จะเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” ปูร์บายา กล่าวในระหว่างการประชุมสัมมนาในกรุงจาการ์ตา “ถ้าเราแบ่ง [รายได้จากค่าธรรมเนียม] สามส่วนเท่าๆ กัน—อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์—มันอาจจะมากมายมหาศาล” เขากล่าวเสริมว่าอินโดนีเซียจะได้ประโยชน์มากที่สุด เนื่องจากพื้นที่ของอินโดนีเซีย “ยาวและใหญ่ที่สุด”

ปูร์บายาถอนข้อเสนอของเขาอย่างรวดเร็ว โดยยอมรับว่าการตัดสินใจใดๆ จะต้องได้รับการสนับสนุนจากทั้งสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งก็อยู่ติดกับช่องแคบเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แนวคิดของปูร์บายา แม้จะเป็นเพียงการลองเชิงอย่างเร่งรีบ ก็แสดงให้เห็นว่าการสนทนาเกี่ยวกับเสรีภาพในการเดินเรือได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเพียงใดในช่วงสองเดือนนับตั้งแต่เกิดสงครามในอิหร่าน

ขณะนี้อิหร่านกำลังเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเปิดเผย (มักจ่ายเป็นเงินหยวนจีนหรือสกุลเงินดิจิทัล) และกำลังวางแผนที่จะจัดตั้งระบอบการควบคุมอย่างเป็นทางการแม้หลังจากสงครามสิ้นสุดลงแล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เคยส่งสัญญาณว่าเขายินดีกับการที่อิหร่านเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่แล่นผ่านช่องแคบ และยังเคยเสนอแนะว่าสหรัฐฯ และอิหร่านอาจร่วมกันบริหารจัดการเส้นทางน้ำนี้ในฐานะส่วนหนึ่งของข้อตกลงเพื่อยุติสงคราม

อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์

หมู่เกาะอินโดนีเซียตั้งอยู่บนเส้นทางน้ำหลายสายที่ควบคุมการเข้าถึงระหว่างมหาสมุทรอินเดียและส่วนอื่นๆ ของเอเชียตะวันออก ซึ่งเจ้าหน้าที่อินโดนีเซียก็ตระหนักถึงเรื่องนี้ดี ประธานาธิบดี Prabowo Subianto ได้ชี้ให้เห็นต่อสาธารณะว่า ร้อยละ 70 ของการค้าในภูมิภาคเอเชียต้องสัญจรผ่านช่องแคบต่างๆ ของอินโดนีเซีย ได้แก่ ช่องแคบลอมบอก ช่องแคบซุนดา และช่องแคบมะละกา

ประเทศเพื่อนบ้านของอินโดนีเซียต่างมีท่าทีตอบรับที่แตกต่างกันต่อแนวคิดเรื่องการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเดินเรือในช่องแคบมะละกา

"สิทธิในการเดินเรือผ่านช่องแคบนั้นได้รับการรับรองสำหรับทุกคน" นาย Vivian Balakrishnan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์กล่าวเมื่อวานนี้ระหว่างร่วมงานอีเวนต์ของ CNBC "เราจะไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในความพยายามใดๆ ที่จะปิดกั้น ขัดขวาง หรือเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการเดินเรือในพื้นที่เพื่อนบ้านของเรา"

ก่อนหน้านี้ สิงคโปร์เคยประกาศจุดยืนว่าจะไม่เจรจากับอิหร่านเพื่อให้เรือของตนสามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยระบุว่าการที่รัฐบาลเตหะรานปิดกั้นเส้นทางเดินเรือดังกล่าวถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ เรือต่างๆ มีสิทธิเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบต่างๆ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งไม่ได้ตั้งอยู่ในน่านน้ำอาณาเขตของประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ

ในขณะที่ประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ อาทิ อินเดีย ไทย และปากีสถาน สามารถเจรจาจนได้รับสิทธิในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยหลังจากที่ได้เจรจากับอิหร่านแล้ว

"ผมไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการเจรจาเพื่อขอสิทธิการเดินเรืออย่างปลอดภัย หรือเจรจาต่อรองเรื่องอัตราค่าธรรมเนียมได้" นาย Balakrishnan อธิบายระหว่างการอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา

เศรษฐกิจของสิงคโปร์นั้นพึ่งพาอาศัยเสรีภาพในการเดินเรือเป็นหลัก นครรัฐแห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางการขนถ่ายสินค้าและศูนย์กลางการเติมเชื้อเพลิงเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีเรือกว่า 130,000 ลำแวะเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือของสิงคโปร์ในแต่ละปี ด้วยเหตุนี้ ข้อจำกัดใดๆ ที่มีต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาจึงถือเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อระบบเศรษฐกิจของสิงคโปร์

ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียเองก็ได้แสดงท่าทีระมัดระวังต่อแผนการที่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในช่องแคบดังกล่าวเช่นกัน แม้ว่าจะไม่ได้ปฏิเสธแนวคิดนี้อย่างสิ้นเชิงก็ตาม

"ไม่ว่าสิ่งใดที่จะกระทำลงไปในช่องแคบมะละกานั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งสี่ประเทศ" นาย Mohamad Hasan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซียกล่าวเมื่อวันพุธ โดยหมายถึงประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และไทย "เรื่องนี้ไม่อาจกระทำได้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง"

อย่างไรก็ตาม มีบุคคลบางส่วนในมาเลเซียที่แสดงความไม่พอใจต่อถ้อยแถลงของสิงคโปร์เกี่ยวกับความขัดแย้งกับอิหร่าน โดยเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ภายหลังจากที่นาย Balakrishnan กล่าวว่าเขาจะไม่เจรจากับรัฐบาลเตหะรานเพื่อขอสิทธิในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นาง Nurul Izzah Anwar บุตรสาวของนาย Anwar Ibrahim นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก็ได้กล่าวแสดงความไม่พอใจว่า "มาเลเซียจะไม่ยอมให้ใครมาสั่งสอนหรือเทศนาถึงคุณประโยชน์ของการใช้แนวทางการเจรจาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ"

ไทยมองเห็นโอกาส

ประเทศไทย ซึ่งเป็นอีกเพียงประเทศเดียวที่มีพื้นที่ตั้งอยู่ติดกับช่องแคบมะละกา ก็มีแผนการในส่วนของตนเองเช่นกัน เมื่อวันที่ 20 เมษายน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศจะเร่งรัดแผนการก่อสร้างสะพานเชื่อมทางบก (Land Bridge) ระหว่างช่องแคบมะละกาและอ่าวไทย โดยสะพานดังกล่าวจะทำหน้าที่เชื่อมโยงท่าเรือทั้งสองฝั่งของประเทศเข้าด้วยกันผ่านเครือข่ายถนนและระบบราง ซึ่งอาจช่วยลดระยะเวลาในการขนส่งลงได้ถึง 4 วัน และช่วยลดต้นทุนการขนส่งลงได้ 15%

สะพานเชื่อมแผ่นดิน—ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณ 1 ล้านล้านบาท (31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)—เป็นแผนที่ลดความรุนแรงลงจากแผนที่รัฐบาลไทยบางชุดเคยเสนอให้สร้างคลองข้ามคอกระ ซึ่งเป็นส่วนที่แคบที่สุดของคาบสมุทรมาเลย์ หลายรัฐบาลได้เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ แต่ก็ต้องล้มเลิกไปเพราะค่าใช้จ่ายมหาศาล

อย่างไรก็ตาม ด้วยความเปราะบางของการค้าทางทะเลที่กำลังเป็นที่จับตามองอยู่ในขณะนี้ กรุงเทพฯ อาจกำลังมองหาโอกาส

“ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้แสดงให้เห็นถึงข้อได้เปรียบของการควบคุมเส้นทางการขนส่ง” พิพัฒน์กล่าว “ประเทศไทยจะมีข้อได้เปรียบอย่างมากจากการเชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย”

ที่มา Fortune
https://fortune.com/2026/04/23/iran-war-strait-malacca-singapore-malaysia-indonesia-thailand-hormuz-tolls/

April 23, 2026




ในการต่อสู้โฆษณาชวนเชื่อ วิดีโอและภาพปลอมของเหยื่อผู้หญิงจากการกระทำของรัฐบาลอิหร่านกำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว แม้แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ ก็ยังแชร์ อันตรายของการโฆษณาชวนเชื่อนี้คือ ทำให้การต่อสู้ที่ซับซ้อนกลายเป็น 2 ทางเลือก "เรียกร้องให้แทรกแซง หรอ เข้ากับระบอบ"





https://x.com/AJEnglish/status/2047610696758939912


 

คาดว่า Abbas Araghchi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน จะเดินทางถึงกรุงอิสลามาบัดในคืนนี้พร้อมด้วยคณะผู้แทนกลุ่มเล็ก ขณะที่ สหรัฐฯ ส่ง Witkoff และ Kushner มา หาก Araghchi นำเสนอข้อเสนอที่มีความเป็นไปได้ Vance ก็อาจเข้ามาเพื่อดำเนินการสรุปข้อตกลงให้เสร็จสิ้นต่อไป





https://x.com/cnnipr/status/2047678653509558694