วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 24, 2569

วิวัฒนาการถอยหลังของ กกต. – สัญญาณอันตรายประชาธิปไตยไทย



วิวัฒนาการถอยหลังของ กกต. – สัญญาณอันตรายประชาธิปไตยไทย

วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา 
22 Feb 2026
101

ในโลกที่ประชาธิปไตยกำลังถดถอยอยู่นี้มีเหตุปัจจัยอยู่หลายอย่าง และเหตุหนึ่งที่กำลังเห็นได้ชัดในหลายประเทศช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็คือ ‘การเลือกตั้งที่ถูกลดทอนคุณค่าลง’

การทำลายคุณค่าของการเลือกตั้งเกิดขึ้นในหลายแบบ มีทั้งที่เกิดจากฝั่งไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง จึงกล่าวหาว่าการเลือกตั้งถูกโกงโดยไม่มีมูล เช่นในสหรัฐฯ ค.ศ. 2020 และบราซิล ค.ศ. 2022 ที่ลุกลามเป็นการจลาจล และก็มีทั้งที่เกิดจากผู้มีอำนาจรัฐเองที่ปรับแก้ระบบกลไกการเลือกตั้งให้เอื้อฝ่ายตัวเอง หรือกระทั่งทำให้กลายเป็นเพียงตรายางสร้างความชอบธรรม เช่นที่เพิ่งเกิดในการเลือกตั้งเมียนมาต้นปีที่ผ่านมา

อีกตัวละครที่ก็มีผลต่อการตัดลดความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง ก็คือองค์กรที่รับผิดชอบจัดการเลือกตั้งเสียเอง โดยในบางกรณีนั้นก็เป็นเพราะการแต่งตั้งคณะกรรมการเลือกตั้งที่ทำให้คนสงสัยว่าไม่เป็นกลางและไม่เป็นอิสระจากอำนาจรัฐอย่างแท้จริง หรือไม่อย่างนั้นก็เกิดจากการทำงานที่พบข้อผิดพลาดหนักจนทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือ ซึ่งก็เคยมีตัวอย่างเกิดขึ้นเช่นในการเลือกตั้งไนจีเรีย

และอีกตัวอย่างที่อาจกำลังเป็นกรณีศึกษาที่ดี ก็คือการเลือกตั้ง 2569 ของไทยที่ผ่านมา!

ข้อผิดพลาดและข้อพิรุธของการเลือกตั้ง 2569 ของไทยที่ผ่านมานั้นแน่นอนว่าเยอะจนไม่อาจมาไล่เรียงได้หมด และทั้งหมดทั้งมวลก็นำไปสู่การตั้งทฤษฎีมากมายต่อ กกต. ของไทย บ้างมองว่าตั้งใจโกง บ้างมองว่าทำตามใบสั่งใคร บ้างมองว่าอาจจะแค่พลาดโดยไม่ตั้งใจ

ทฤษฎีไหนมีน้ำหนักสุด ยังต้องพิสูจน์กันต่อไปด้วยหลักฐานที่แข็งแรงกว่านี้ แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน ความจริงข้อหนึ่งที่หลีกหนีไม่ได้ก็คือว่า ความแปลกประหลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้นมานี้มีเหตุจาก ‘ความไร้ประสิทธิภาพ’ ของ กกต. แน่ๆ หนึ่งข้อ

ด้านหนึ่งอาจมีคนแย้งว่าข้อกล่าวหาต่อ กกต. เกิดขึ้นจากฝั่งพรรคและกองเชียร์พรรคที่แพ้การเลือกตั้งและพยายามจะล้มการเลือกตั้งที่ไม่ได้ผลดั่งใจ แต่กรณีของการเลือกตั้งไทยในครั้งนี้นั้นก็ต่างจากความพยายามล้มผลการเลือกตั้งในประเทศอย่างสหรัฐฯ หรือบราซิลที่ยกตัวอย่างไว้ก่อนหน้านี้ ตรงที่ว่าของไทยนั้นมีหลักฐานความผิดปกติที่เห็นประจักษ์อยู่ทนโท่เสียจนการไม่ถูกตั้งคำถามต่างหากที่เป็นเรื่องแปลก

และเมื่อมองว่า กกต. เอง ก็ใช่ว่าจะจัดการเลือกตั้งครั้งแรก ก็ยิ่งอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมองค์กรที่มีประสบการณ์จัดเลือกตั้งมาแล้วถึง 28 ปี ถึงได้มีประสิทธิภาพในการจัดเลือกตั้งที่ท้าทายทฤษฎีวิวัฒนาการขนาดนี้

และขณะที่โลกเราเกิดนวัตกรรมการเลือกตั้งมากมายที่ช่วยให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม และช่วยลดความผิดพลาด แต่เรากลับแทบไม่เห็นการหยิบนวัตกรรมเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ ทั้งที่ กกต. เองก็เคยใช้งบเดินทางไปดูงานมาแล้วหลายประเทศ

ในเมื่อการเลือกตั้งคือเครื่องสะท้อนเสียงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย แน่นอนว่าข้อผิดพลาดย่อมไม่ควรเกิดขึ้น แต่เมื่อมันเกิดขึ้น มาตรฐานที่พึงจะทำ ก็คือการแก้ไขอย่างรวดเร็วที่สุด และการให้คำชี้แจงที่ชัดเจนที่สุด ทว่าในการเลือกตั้งของไทยที่ผ่านมา เราก็ไม่ได้เห็น กกต. ทำสองสิ่งนี้ได้ดี

ต่อให้ความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะมาจากความผิดพลาดล้วน โดยอาจไม่มีการทุจริตก็ตาม แต่การที่ กกต. ไม่สามารถทำให้ประชาชนคลายความสงสัยคับข้องใจได้นั้น ก็เลี่ยงไม่ได้ที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของ กกต. ดิ่งลึกกว่าเดิม บวกกับพื้นฐานเดิมนั้น กกต. เองก็ถูกตั้งคำถามอยู่แล้วในเรื่องที่มาที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน

หนำซ้ำปัญหาที่เกิดขึ้นยังจะพาลส่งผลให้ความชอบธรรมของรัฐบาลชุดหน้าเป็นที่เคลือบแคลงไปด้วย ทั้งที่พรรคอันดับหนึ่งก็ชนะมาด้วยคะแนนค่อนข้างขาด

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความไม่เชื่อมั่นต่อ กกต. หรือรัฐบาล ก็ไม่น่ากลัวเท่ากับว่าประชาชนจะไม่เชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งไปด้วยหรือไม่

ในประเทศประชาธิปไตย การเลือกตั้งคือเครื่องมืออันทรงพลังที่สุดของประชาชนในการจะให้คุณหรือลงดาบสั่งสอนนักการเมือง และในบางประเทศ การเลือกตั้งอาจเป็น ‘ความหวังเดียว’ ของประชาชนเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะในประเทศที่ยังขาดระบบกลไกอื่นๆ ที่ให้อำนาจประชาชนในการตรวจสอบถ่วงดุลผู้มีอำนาจมากพอ ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยระยะหลังก็อยู่ในกลุ่มประเทศนี้

บางคนอาจจะบอกว่าการเลือกตั้งของไทยไม่อาจถูกมองเป็นความหวังของประชาชนมาตั้งแต่การเลือกตั้ง พ.ศ. 2562 และ 2566 แล้ว เพราะต่อให้เลือกมายังไง ก็ได้รัฐบาลไม่ตรงเจตจำนงของเสียงส่วนมากอยู่ดี แต่อย่างน้อยที่สุด การเลือกตั้งก็ยังทำงานในฐานะเครื่องส่งเสียงให้ผู้มีอำนาจรู้ว่าความต้องการจริงของประชาชนไทยส่วนใหญ่คืออะไร

สำหรับการเลือกตั้ง 2569 ปฏิเสธไม่ได้ว่าผลของมันก็สะท้อนให้เห็นความต้องการบางอย่างของประชาชนเช่นกัน เพราะต่อให้มีการแก้ข้อผิดพลาดจนไปสู่การปรับเปลี่ยนคะแนน ผลก็คงไม่ได้พลิกผันจากนี้นัก แต่เมื่อความอ่อนประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้งของ กกต. ทำให้ผลที่ออกมาเป็นที่เคลือบแคลงเสียแล้ว คนไทยจำนวนมากอาจเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าการเลือกตั้งยังคงสะท้อนเสียงพวกเขาได้ถูกต้องจริงไหม

หากที่สุดแล้ว เราไม่ได้เห็นใครต้องรับผิดชอบจากความผิดปกติที่เห็นกันตำตาในการเลือกตั้งครั้งนี้ ความศักดิ์สิทธิ์ของการเลือกตั้งไทยอาจดิ่งฮวบลงทันที จนอาจไม่ต้องแปลกใจถ้าจำนวนผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งต่อไปๆ จะไม่มากอย่างที่คาดหวัง ในเมื่อ ‘ความหวังเดียว’ ในประเทศประชาธิปไตยกระท่อนกระแท่นแห่งนี้ อาจไม่ถูกมองเป็นความหวังได้อีกต่อไป

เมื่อคนในประเทศหมดศรัทธาต่อการเลือกตั้ง นั่นย่อมหมายถึงประชาธิปไตยที่กำลังก้าวถอยหลัง และสำหรับประเทศไทย ชนวนเหตุของมันอาจเกิดเพียงเพราะความไม่มืออาชีพของ กกต. ไม่ว่าจะโดยไม่ตั้งใจหรือตั้งใจ

https://www.the101.world/thai-election-commission-and-democratic-setback/




เรื่องสำคัญที่โรงเรียนไม่เคยมีสอน การรับมือหลังโดน ‘ข่มขืน’ ไปกระทั่งวิธีการดำเนินคดีจนเอาไอ้เหี้ยนั่นเข้าคุกไป 4 ปี (ขอขอบคุณที่เขียนให้ความรู้อันเป็นประโยชน์ คุณเข้มแข็งมาก)



Hojicha Latte 
8 hours ago
·
การรับมือหลังโดน ‘ ข่มขืน ’ ไปกระทั่งวิธีการดำเนินคดีจนเอาไอ้เหี้ยนั่นเข้าคุกไป 4 ปี
เรื่องสำคัญที่โรงเรียนไม่เคยมีสอน แต่เนจะมาสอน อย่างละเอียดด้วย ! ยาวหน่อยแต่อยากให้อ่าน เพราะเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับใครตอนไหนก็ไม่ใครรู้
ตัดสินใจอยู่นานว่าจะเขียนในเฟสดีไหมแต่โอเคในเมื่อเรื่องมันจบแล้ว และศาลฏีกามีคำพิพากษาแล้วเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เนก็จะขอนำเรื่องตัวเองมาเป็นเคสตัวอย่างอธิบายให้หลายๆคนได้เห็นว่าเรื่องแบบนี้ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด
*** กรุณาไม่ทักมาถามไถ่พูดคุยให้กำลังใจมอบความหวังดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ทางแชท/ช่องทางส่วนตัว หรือต่อหน้านะคะ สามารถคอมเมนต์ในโพสต์นี้ได้ตามสบาย แต่ช่องทางส่วนตัวเนไม่ขอพูดคุย(ยกเว้นคนสนิท) เข้าใจว่าหวังดีค่ะแต่สภาพจิตใจไม่ได้ดีขนาดจะมาพร้อมคุยเรื่องนี้กับทุกคน เว้นแต่คนที่เป็นผู้เสียหายคดีทางเพศแล้วอยากจะมาปรึกษา อันนั้นเนยินดี ***
แชร์ได้ค่ะ ถึงจะเป็นเรื่องเซนซิทีฟแต่เนอยากให้ทุกๆคนได้รู้วิธีการรับมือมากกว่า กี่เคสแล้วที่เอาผิดคนเหี้ยๆไม่ได้ เพราะไม่รู้จะรับมือหรือเก็บหลักฐานยังไง
คดีนี้เนเป็นผู้เสียหาย ไม่ได้ดำเนินการเองในฐานะทนานความ (ตอนนั้นก็เป็นทนายแล้วนะแต่ให้อัยการช่วยดูแลให้เพราะจิตใจเราไม่ไหว)
เรื่องเริ่มมาจากเนไปเที่ยวกับเพื่อน 3 คนแถวข้าวสาร ปีหนึ่งไปร้านเหล้าไม่น่าถึง 3 ครั้งด้วยซ้ำก็ยังโดน สภาพโต๊ะเป็นโต๊ะรวมตัวใหญ่ๆ ที่แต่ละกลุ่มยืนห่างกันไม่ถึง 1 เมตร (ที่อื่นเต็มหมดแล้ว) เนไม่ใช่สายเที่ยวกลางคืน เพื่อนเนก็ไม่ใช่ แค่มันอกหักชวนกันมา การระมัดระวังในเรื่องพวกนี้เลยน้อย เพราะไม่คิดว่าจะเจอคนแย่ๆได้ขนาดนี้ ตอนนั้นก็ยังเด็กๆอยู่ด้วย
เหตุเกิดจากเพื่อน(A)เริ่มอาการไม่ดี ปวดหัว อยากอาเจียนหนัก ทั้งๆที่ไม่เคยเป็น เพื่อน(B)เลยพากลับไปพักที่โฮสเทลก่อน (ห่างจากร้านไม่ถึง 50 เมตร) แล้วจะรีบกลับมาหา ส่วนเนยืนเฝ้าโต๊ะรอ สติสัมปะชัญญะครบถ้วน ไม่ได้รู้สึกเมาหรืออะไรเลย ข้างๆมีคู่ชายหญิงมาชวนเต้นชวนตื่นมาพักๆ (ผญ เป็นคนเข้าหาเลยไม่อะไร ผช ไม่ได้เข้ามาใกล้เท่าไหร่)
แล้วนั่นแหละ รู้ตัวอีกทีก็ตอนเที่ยงของอีกวันที่บ้านผชคนนั้นแถวพระรามสอง
สรุปคือเนโดนวางยา
นี่คือเรื่องคราวๆ เนขอไม่ลงรายละเอียดว่าโดนทำอะไรบ้าง เพราะสาระสำคัญที่จะมาโพสต์คือวิธีการรีบมือ
*** เรื่องแรกที่ควรรู้สำหรับคนที่ไปเที่ยวแล้วอยู่ๆเพื่อนตัวเองหาย ! ***
• ถามคนในร้าน ถามการ์ดร้าน วิ่งหารอบๆพร้อม
• โทรหา พ่อ แม่ แฟน คนใกล้ตัว ไปเลยค่ะ ให้มาช่วยกันตามหา ไม่ต้องอาย ไม่ต้องกลัวใครรู้ คนหายสำคัญกว่า (อย่างน้อยก็ต้องตามพ่อ แม่ พี่น้อง ญาติ หรือสามีภรรยาของคนที่หายสักคนมาด้วยเพื่อให้เขาแจ้งความ (เพื่อนแจ้งไม่ได้เพราะไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย)
• ไปแจ้งความกับตำรวจว่ามีคนหาย (เพื่อนทำได้แค่ร้องทุกข์จะแจ้งความไม่ได้ ต้องให้ญาติแจ้ง สิ่งที่ทำได้ต่างกันเยอะ) แต่ว่าบางทีตำรวจอาจจะยังไม่ทำอะไรให้เพราะเขาจะอ้างว่าหายยังไม่ครบ 24 ชั่วโมง ตอนนี้มีอะไรกดดัน ใช้เส้นใช้สายอะไรก็รีบใช้เลยค่ะ ขู่มาตรา 157 ไปเลย (เจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่)
• หรืออย่างน้อยๆก็ขอใบนำจากตำรวจไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดของร้าน แต่ทางที่ดีที่สุดคือทำยังไงก็ได้พาตำรวจสักคนไปขอดูกล้องวงจรปิดที่ร้านให้เร็วที่สุด เราจะได้รู้ว่าเพื่อนเราอยู่ไหน ยังอยู่ในร้าน หรือโดนใครพาไป ( แต่ละร้านอาจจะไม่เหมือนกัน ปกติไปขอเฉยๆที่ร้านจะไม่ให้ ต้องพาตำรวจหรือไม่ก็มีใบนำไปขอด้วย คะยั้นคะยอยังไงก็ได้ให้ตำรวจไปขอกับเรา เพื่อความชัวร์ )
ถ้าเจอก็เก็บหลักฐานจากกล้องวงจรปิดเอาไว้เท่าที่ทำได้ในตอนนั้น (หลายร้านจะลบกล้องภายใน 7 วัน อย่าลืมกลับมาเอาไดร์ฟไปเซฟข้อมูลทั้งหมดด้วย ต้องใช้ในชั้นศาล) เอาหลักฐานหรือภาพถ่ายจากกล้องไปให้ตำรวจสายสืบ (ไม่ใช่ตำรวจเวรที่รับเรื่องลงบันทุกประจำวันนะ ต้องตำรวจสายสืบเท่านั้น ขอเข้าพบให้ได้ ตำรวจสายสืบจะสามารถตรวจสอบ เส้นทาง กล้องวงจรปิดกทม. ข้อมูล เบอร์โทร ทะเบียนราษฏร์ ที่อยู่ อะไรได้หมด )
เคสเน ง่ายขึ้นเพราะมันแอดไลน์เนมาด้วย แล้วมือถือเนอยู่ที่เพื่อนB แต่เนจำไม่ได้หรอกว่าบอกไอดีไลน์ให้ตอนไหนเพราะความทรงจำมันหายไปช่วงหนึ่ง เห็นว่าเพื่อนพยายามโทรติดต่อมาตลอด แต่ไอ้เหี้ยนั่นไม่ยอมรับสาย
เพื่อน B ด้วยความปกติก็ขี้เสือกอยู่แล้วรวมกับสกิลลูกผู้หญิง แม้จะมีเพียงไอดีไลน์ก็สามารถหาชื่อสกุลมันเจอได้โดยใช้เวลาเพียงไม่นาน ( กูเกิ้ลรู้ทุกสิ่ง ) คราวนี้ก็ส่งข้อมูลให้สายสืบหาที่อยู่มันต่อ แล้วก็พาตำรวจไปบุกบ้านมันสิคะ รออัลไล
แต่ไอ้เหี้ยนั่นให้แท๊กซี่มาส่งเราที่ห้างก่อน แล้วโทรบอกเพื่อนเรา เพื่อนเลยรีบมาหาเราที่ห้างแทน )
เคสเนโชคดีที่มีไลน์เลยตามตัวได้เร็ว แต่สำหรับเคสที่ไม่มีข้อมูลอะไรเลย แนะนำให้ลองหาจากกล้องวงจรปิดประสานงานกับตำรวจสายสืบ ตามหาเลขทะเบียนแท็กซี่แล้วไล่ไปทีละกล้องทีละเขต มันตามได้จริงๆนะ เคสโจรขโมยกล้องงานเจเอ็กที่ผ่านมาเนก็ให้น้องๆทำตามนี้
*** เรื่องที่ควรทำทันทีหลังจากได้สติ ***
• * ห้าม * อาบน้ำ หรือ เปลี่ยนเสื้อผ้าเด็ดขาด จะเข้าห้องน้ำก็ห้ามล้าง ห้ามเช็ดตรงนั้น มันสำคัญต่อการเก็บหลักฐานทางแพทย์ ถึงจะขยะแขยงแต่ก็ต้องทน
• ไป สน. ขอให้ตำรวจเขียนใบนำตัวส่งไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล แล้วรีบไปอย่างด่วนเลยก่อนที่หลักฐานจะหาย (ไม่ควรเกิน 24 ชม นับจากเรื่องเกิด)
• หมอจะตรวจร่างกาย พวกบาดแผลรอบตัวรวมไปถึงช่องคลอด ไม่ต้องอาย หมอเขาชินแล้วว
• * สำคัญมาก ! * ถ้ารู้สึกผิดปกติ เช่น มึนงง เวียนหัว คลื่นไส้ หรือความจำส่วนหนึ่งหายไป ให้รีบแจ้งหมอ หมอจะได้ตรวจเลือดเราด้วยว่าโดนยาอะไรเข้าไปหรือเปล่า บางทีเราไม่บอกหมอก็ไม่ได้ตรวจเลือดให้นะ ใครกลัวเข็มโปรดทำใจ เข็ม 5 กระบอกใหญ่ๆเลยจ้า เล่นทำเอาหน้ามืด ( ไม่ควรดื่นน้ำก่อน เพราะเดี๋ยวสารในเลือดมันจะจาง )
• ทานยาที่หมอสั่งให้ครบ มันสำคัญมาก โดยเฉพาะยาคุมฉุกเฉิน ยาต้านHIV หรือต้านไวรัสตับอักเสบ เพราะเราไม่รู้เลยว่าไอ้เหี้ยนั่นมีโรคอะไรติดตัวไหม ( ตรวจดูด้วยว่าหมอให้ยาถูกไหม ตอนนั้นมีให้ยาผิด ดีที่เพื่อนเราสังเกตเห็นทัน ) ผลข้างเคียงจากยาค่อนข้างเหี้ย โปรดทำใจ อาเจียนกันยาวๆไป
• เรื่องค่าใช่จ่ายในส่วนนี้ หากเป็นรพ.รัฐ ( เราไปรพ.วชิระ ) จะมีหน่วยงานสังคมสงเคราะห์ของ รพ.เข้ามาช่วยดูแลให้ ไม่เสียสักบาท และพี่เขาดูแลดีมากๆ มีพาไปหาจิตแพทย์ด้วย แต่เนมีพบจิตแพทย์ตามปกติเองอยู่แล้วเลยไม่รู้ว่าของทางรพ.เป็นยังไง
• ผลตรวจต้องรอเป็นอาทิตย์ แล้วทางโรงพยาบาลจะดีลส่งมอบให้กับตำรวจเอง (ในกรณีที่มีใบนำตัวจากตำรวจมาให้รพ.ตามขั้นตอนที่พิมพ์ไว้ข้างบน)
*** ด้านสุขภาพจิต ***
• อย่าอยู่คนเดียวค่ะ อยู่กับเพื่อน อยู่กับแฟน อยู่กับครอบครัว ฝืนตัวเองไปทำงานตามปกติให้ได้ ยิ่งอยู่กับตัวเองจะยิ่งคิดมาก จังหวะนี้คนรอบข้างสำคัญมากๆ
• ถ้าไม่ไหวไปหาจิตแพทย์ขอยาคลายเครียดมาทาน (มันมียาที่ทำให้หาเครียดแบบฉับพลันอยู่นะ ถ้าไม่ไหวจริงๆลองถามหมอดู เนหยุดร้องไห้แบบหนักๆได้ภายใน 10 นาที แต่แทนด้วยการเอ๋อไปเลยวันนึงเต็มๆ..)
***ด้านกฎหมาย***
• ให้ผู้เสียหายไปแจ้งความกับสถานีตำรวจในเขตที่เกิดเหตุ (เพราะคราวนี้มันคนละเคสกับที่แจ้งเรื่องคนหายละ) โดยบอกตำรวจไปเลยว่าต้องการจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด ไม่ใช่แค่แจ้งเพราะกลัวขาดอายุความ (อย่าลืมขอ copy บันทึกประจำวันไว้ด้วยนะ )
• ถ้าอยากจะฟ้องเองก็จ้างทนายความฟ้องได้เลย หรือถ้าอยากให้ตำรวจดำเนินการให้ก็ได้ พอตำรวจทำสำนวนเสร็จเขาจะส่งให้อัยการเป็นคนฟ้องให้ (แต่ช้าหน่อย)
• ระหว่างการสืบสวนของตำรวจ จะมีเรียกเรา+พยานที่อยู่ในเหตุการณ์ไปถามนู๊นถามนี่ ทำคำให้การ รวมถึงมีเรียกไอ้เหี้ยนั่นมาสอบปากคำ และนัดไกล่เกลี่ย ถ้าเราไม่อยากเจอ ไม่อยากเจรจาก็บอกตำรวจไปได้เลย
• ในความผิดเกี่ยวกับเพศ ถ้าต้องการตำรวจผญ.สามารถรีเควสได้นะ เป็นสิทธิของเราตามกฎหมาย
• ในขั้นตอนนี้ ระยะเวลาขึ้นกับตำรวจเจ้าของสำนวนเองด้วย เราอาจจะต้องตามจิกบ่อยๆหน่อย เนไปเฝ้าที่สน.บ่อยมาก.. แนะนำให้ขอเบอร์ตำรวจเจ้าของสำนวนเอาไว้ ก่อนจะไปหาก็โทรถาม จะเข้าเวรวันไหนอะไรยังไง จะได้ไม่เสียเที่ยว
• เห็นว่ามันมีเงินชดเชยจากรัฐในกรณีนี้ด้วย แต่เนไม่รับเลยไม่ค่อยรู้รายละเอียด
• เราสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่ง(ละเมิด)ได้ด้วยนะ (แต่เนไม่ได้เรียก ตอนนั้นจะเอาคุกอย่างเดียว)
• ตามๆดูว่าตำรวจเขาส่งสำนวนไปให้อัยการสั่งฟ้องหรือยัง
• ถ้าฟ้องแล้ว ขั้นตอนจะเริ่มเข้าสู่ชั้นศาล จะมีเจ้าหน้าที่ศาลโทรมาหาเรา ทางนั้นอาจจะขอไกล่เกลี่ย ถ้าเราไม่อยากไกล่เกลี่ยหรือไม่อยากเห็นหน้ามันก็แจ้งเจ้าหน้าที่ศาลไปได้เลย ศูนย์ไกล่เกลี่ยเขาจะหาทางเลี่ยงให้
• ขั้นตอนในชั้นศาลไม่มีอะไรมาก ปล่อยให้อัยการ หรือทนายเราจัดการไป แต่นัดที่สำคัญที่สุดและห้ามพลาด คือ นัดสืบพยาน
• ติดตามนัดสืบพยานของตัวเองให้ดี จะมีหมายศาลส่งมาบอก ถ้าจำไม่ได้ก็โทรถามเจ้าหน้าที่ศาลเลย
• นัดสืบพยานโจทก์ คือนัดที่เรา **จำเป็น** ต้องไปศาล เพื่อเล่าทุกอย่างให้ศาลฟัง
( แต่กว่าจะถึงนัดนี้ก็คงผ่านมาเป็นปีแล้ว เพราะงั้นควรรื้นฟื้นความทรงจำก่อนไปสืบพยานหน่อยนะ ทรมานแต่จำเป็น)
***สืบพยาน***
(สืบพยานโจทก์ก่อนสืบพยานจำเลยเสมอ)
( โจทก์ = ฝ่ายเรา / อัยการคือฝ่ายเรานะ / จำเลย = ไอ้เหี้ยนั่น )
• 1 . อัยการ/ทนายโจทก์ จะเป็นคนเริ่มซักถาม แต่เขาจะถามตรงๆแบบชี้ช่องมากไม่ได้ เราต้องพยายามตอบรายละเอียดให้ครบเอาเอง ไม่ต้องกลัวศาล ตอบไปเลย อยากเล่าอะไรก็เล่า ถ้ามันนอกประเด็นศาลจะเบรคให้เอง (และโดยทั่วไปถ้าทนายเป็นมืออาชีพพอ เขาจะลิสต์คำถามคำตอบที่เราควรจำไว้ให้อ่านล่วงหน้า ว่าง่ายๆคือมีนัดซ้อมก่อนที่จะสืบพยาน ส่วนอัยการนี่แล้วแต่ท่าน แต่เราก็สามารถขอท่านได้นะ ว่าช่วยลิสต์หรือแนะนำหน่อยว่าต้องตอบอะไรยังไงบ้าง)
• 2 . หลังจากการซักถามเสร็จแล้ว ทนายจำเลยก็จะถามค้าน ตอนนี้เราจะต้องตั้งสติให้ดีๆ เพราะการถามค้านคือการถามเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของเรา ทนายแต่ละคนจะมีลูกเล่นไม่เหมือนกัน อย่าหลงตอบอะไรที่เป็นผลเสียแก่ตัวเอง
ในตอนนี้ถ้าเราอยากอธิบายเหตุผลประกอบคำตอบเราก็แถลงต่อศาลไปเลย
ไม่ต้องสนว่าทนายจำเลยจะบอกให้เราหยุดหรือเปล่า อย่าไปกลัว คนที่บอกให้เราหยุดได้มีเพียงผู้พิพากษาเท่านั้น !! (กับอัยการ/หรือทนายโจทก์ หันไปสบตาบ่อยๆหน่อยก็ดี เพื่อเช็คว่าเราพูดเรื่องนี้ดีมั้ย)
• 3 . สุดท้ายคือถามติง ไม่มีอะไร แค่ ทนายโจทก์/อัยการ จะถามเก็บประเด็นเฉยๆ
• เพื่อนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็เอามาสืบพยานด้วย ขั้นตอนเหมือนกันหมด
• ก่อนนัดสืบ อย่าลืมเช็คกับอัยการหรือทนายว่าได้นำหมอที่ตรวจร่างกายมาสืบด้วยหรือเปล่า แนะนำว่าควรนำมาสืบด้วย หมอถือเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะเป็นพยานที่มีความน่าเชื่อถือสูงในรูปคดี
EX. ทางนั้นพยายามอ้างว่าผลยาที่ตรวจพบอาจเป็นยาที่รักษาโรคซึมเศร้า ( เป็นยาในกลุ่มเดียวกัน ) ซึ่งเนเองเป็นโรคซึมเศร้าอยู่แล้ว มันพยายามจะโจมตีเรื่องนี้ เนเลยเอาหมอที่ตรวจร่างกายมาเป็นพยานด้วย เพื่อถามว่ายากลุ่มนี้เป็นยาที่นิยมเอาไปทำยามอมสาวใช่มั้ย ผลมันเป็นยังไง แล้วตรงกับอาการของผู้เสียหายไหม คำพูดของหมอถือเป็นพยานผู้เชี่ยวชาญเป็นอะไรที่มีน้ำหนักมาก
• หลักๆ ขั้นตอนนี้อย่ากลัว มั่นใจ ฮึ้บสู้ ตั้งสติเยอะๆ ฟังแค่ผู้พิพากษากับอัยการ/ทนายฝั่งเราพอ
• ตอบตามความจริง อะไรจำได้ก็ตอบว่าจำได้ อะไรจำไม่ได้ก็ตอบว่าจำไม่ได้ ไม่ต้องไปแต่งเรื่องใหม่ ถ้าสืบออกมาขัดกับพยานตัวเอง ความน่าเชื่อถือในตัวเราจะหายไปทันที
• เวลาตอบเราสามารถอธิบายเหตุผลประกอบด้วยได้นะ ไม่จำเป็นต้องตอบแค่ใช่หรือไม่ เพื่อเพิ่มความน่าถือเชื่อในตัวเอง
EX. โดนถามว่า ได้ทานยาซึมเศร้าก่อนไปเที่ยวไหม เนตอบว่า ไม่ได้ทาน เพราะปกติหมอจะแจ้งเสมอว่ายาพวกนี้ไม่ควรทานกับแอลกอฮอล์รวมถึงเราตั้งใจจะไปเที่ยวกับเพื่อนอยู่แล้วมีการนัดกันล่วงหน้า จองโฮสเทลแถวนั้นไว้ด้วย เพราะฉะนั้นไม่มีความจำเป็นเลยที่จะต้องทานยานอนหลับก่อนออกไปเที่ยว
โอ๊ย ยาวมาก ใครอ่านอยู่ก็สู้ๆนะ จะจบแล้ว
***หลังสืบพยาน***
• สืบพยานโจทก์เสร็จ ก็เป็นคิวของสืบพยานจำเลย ตอนนี้เราจะฟังก็ได้ ไม่ฟังก็ได้ ให้อัยการ/ทนายเรา จัดการไป (ถ้าอยากเซฟใจตัวเองก็ไม่ต้องเข้าไปฟังหรอก)
• สืบพยานทั้งหมดเสร็จศาลจะกำหนดวันอ่านคำพิพากษา( อ่านคำตัดสินนั้นแหละ ) น่าจะประมาณเดือนสองเดือน เร็วช้าขึ้นอยู่กับความยากง่ายของคดีและงานของผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนด้วย
ในระหว่างนี้ถ้าเราอยากเขียนคำแถลงปิดคดีก็ลองปรึกษากับอัยการ/ทนายเราดู ( คือ เขียนสรุปคดีทั้งหมดและเขียนเหตุผลว่าทำไมศาลถึงควรพิพากษาให้เราชนะนั่นแหละ แต่เขียนก็ได้ ไม่เขียนก็ได้ ปกติควรยื่นภายใน 15 วัน )
เมื่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้นออกมาแล้ว ถ้าเราไม่พอใจเราสามารถใช้สิทธิ์อุทธรณ์ได้ โดยต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน หลังจากที่ศาลอ่านคำพิพากษา แต่ถ้าไม่ทันจริงๆ แนะนำว่าก่อนถึงวันครบกำหนดสัก 5 วัน ให้ไปยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์กับศาล ขยายรอบนึงจะได้ประมาณ 30 วัน (ไม่ควรขอขยายเกิน 3 ครั้ง และไม่ได้หมายความว่าขอขยายแล้วศาลจะให้ทุกครั้งนะ)
สรุปแล้ว
คดีนี้เนสู้มาประมาณ 7 ปี ส่วนหนึ่งที่ช้าเพราะเจอช่วงโควิด ศาลทำการไม่ได้ คดีเลยต้องเลื่อนออกไปเยอะ รวมถึงฝ่ายจำเลยมีการขอยื่นอุทธรณ์และฎีกา (และขอขยายระยะเวลายื่นบ่อยมาก) เลยทำให้คดีต้องใช้เวลานาน ระหว่างนั้นจำเลยสามารถใช้สิทธิยื่นขอประกันตัวได้ ไม่ใช่ว่าจะเข้าคุกเลยตั้งแต่ศาลชั้นต้นตัดสินว่าผิด นอกจากจะคดีจะถึงที่สุดแล้ว (คือไม่อุทธรณ์หรือฎีกากันต่อ) อันนั้นคือเข้าคุกไปเลย ประกันตัวไม่ได้ละ
(โดยทั่วไป ศาลชั้นต้นหลังสืบพยานเสร็จแล้วจะมีคำพิพากษาภายในไม่กี่เดือน / ศาลอุทธรณ์ยื่นแล้วรอ 1-2 ปี / ศาลฏีกายื่นแล้วรอ 1-3 ปี )
คือต้องเขาใจนิดนึงว่าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์กับศาลฏีกาในประเทศเรามีน้อยมาก และต้องตัดสินกันอย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยเฉพาะศาลฏีกา เพราะคำพิพากษาของศาลฏีกาจะเป็นบรรทัดฐานของสังคมและมีผลต่อการศึกษากฎหมาต่อไป
โอเค ขั้นตอนในศาลที่สำคัญหมดแล้ว !!
อ้อ เราในฐานะผู้เสียหายหรือโจทก์ไม่จำเป็นต้องไปศาลในนัดอ่านคำพิพากษาก็ได้นะ (แต่จำเลยต้องไป) เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะส่งสำเนาคำพิพากษามาให้ที่บ้านเอง แต่โทรไปสอบถามผลหน่อยก็ดี เผื่อจะต้องยื่นอุทธรณ์หรือฏีกา
***คำแนะนำเพิ่มเติม จิปาถะ****
• ระวังมันบุกมาที่บ้าน เนโดนมาแล้ว 2-3 ครั้ง มาถึงหน้าบ้านเลยจ้าาา มันจะมาขอขมา แต่เนทำเป็นไม่อยู่ พ่อแม่ก็ช่วยไล่มันกลับไป ถ้ารู้เลขทะเบียนรถก็แจ้งยามหน้าหมู่บ้านไว้เลยว่ารถทะเบียนนี้ห้ามเข้า
• เวลาไปศาลอย่าไปคนเดียว เอาเพื่อนหรือใครก็ได้ไปเป็นเกราะป้องกันด้วย ถ้ามีเรื่องจำเป็นต้องคุยเราเลือกที่จะคุยผ่านทนายของมันได้ หรือให้อัยการเราคุยให้
• ข่มขืนเป็นคดีอาญา ฟ้องผ่านอัยการไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ( เว้นแต่คนที่จ้างทนายเอง )
• เวลาไปร้านเหล้า สังเกตแก้วตัวเอง อย่าให้คลาดสายตา ยาพวกนี้ส่วนมากเป็นยาละลายกับน้ำ ไม่มีสีไม่มีกลิ่น
• เวลาไปขอดูกล้องวงจรปิด ขอcopyไฟล์ไว้ด้วย ต้องใช้ในชั้นศาล หรือจะมาขอทีหลังก็ได้แต่ยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะบางร้านเขาจะลบภาพทุก 7 วันไรงี้
• ยาที่เราโดน เป็นยามอมสาวชนิดหนึ่ง มันจะทำให้ง่วงและหลับภายใน 30นาที-2ชั่วโมง หลับนานแค่ไหนแล้วแต่ปริมาณยาที่โดน ตื่นมาจะมีอาการมึนงง ความจำหายไปบางส่วน แบบหายไปเลยอ่ะ ต่อให้ผ่านไปกี่ปีก็ไม่มีทางนึกออก แต่เนไม่ได้โดนมันทำแค่ตอนหลับไง ตื่นมาก็ยังโดนต่อ
ตอนนี้คิดออกแค่นี้ ถ้านึกออกจะมาอีดิทเพิ่ท เขียนแบบไม่ได้เรียบเรียงความสวยงามต้องขอโทษด้วย ไม่อยากอ่านซ้ำทวนความจำมันบ่อยๆ ผิดพลาดประการใดก็ขออภัย แถมคดีมันก็ผ่านมา 7 ปีแล้ว ก็มีลืมๆไปบ้าง แต่สารภาพว่ายังมีหลายเรื่องที่ยังแพนิคยังกลัวอยู่ เห็นหน้ามันไม่ได้ บางสถานที่ที่เกี่ยวข้องก็ไปไม่ได้ ไปแล้วหายใจไม่ออกใจสั่น ยังมีฝันร้ายถึงหรือจิตตกอยู่บ้าง
งั้นก็ขอจบแค่นี้ เอาเป็นว่าอย่าไปกลัว อย่าไปอาย เพราะคนที่อายมันต้องไม่ใช่เรา !!!!
สู้ๆค่ะผู้เสียหายทุกคน ทางนี้จะคอยเป็นกำลังใจให้ มีอะไรปรึกษาหลังไมค์ได้นะเออ (เฉพาะเคสปรึกษานะ!!)

https://www.facebook.com/HojichaLT/posts/1439203137560844



ขัอสงสัย มาตรา 112 และพระมหากษัตริย์ในอดีต ประมวลกฎหมายอาญาฉบับปัจจุบันประกาศใช้เมื่อปี 2500 ถ้ามองตามหลักกฎหมายเคร่งครัดคือคุ้มครองพระมหากษัตริย์นับแต่วันที่ประมวลกฎหมายอาญามีผลบังคับใช้ (พ.ศ.2500) ซึ่งจะตรงกับ ร.9 แต่ข้อ 5(1) ศาลฎีกาตีความย้อนกลับถึงพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีทุกพระองค์


Ronnakorn Bunmee
Yesterday
·
[มาตรา 112 และพระมหากษัตริย์ในอดีต]
ศาลฎีกาได้วินิจฉัยในคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 7755/2568 ว่า "พระมหากษัตริย์" ครอบคลุมถึงอดีตพระมหากษัตริย์ ด้วย ดังนั้นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้ายอดีตพระมหากษัตริย์ จึงเป็นความผิดตามมาตรา 112 ด้วย
คำพิพากษานี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ศาลฎีกาได้วางหลักเช่นนี้ ก่อนหน้านั้นได้เคยมีคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 6374/2556 ได้วางหลักเดียวกันไว้นี้ อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเอาคำพิพากษาสองฉบับนี้มาเทียบกัน เราจะเห็นความแตกต่างอยู่บ้าง ดังนี้
1. แนวคำอธิบายทางตำราแต่เดิม
ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ อดีตองคมนตรี อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา อดีตประธานวุฒิสภา และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้อธิบายว่าพระมหากษัตริย์ "หมายความถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันในขณะมีการกระทำผิด มิฉะนั้นจะกลายเป็นความผิดต่อในประวัติศาสตร์ด้วยโดยไม่มีขอบเขต"
เนื่องด้วยเป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผล และมีตรรกะทางกฎหมายที่ถูกต้อง ทำให้คำอธิบายลักษณะเดียวกันนี้ยังปรากฏต่อเนื่องมาในตำรากฎหมายหลาย ๆ เล่ม ไม่ว่าจะเป็นเล่มของ ศาสตราจารย์ ดร.คณิต ณ นคร (อดีตอัยการสูงสุด) ศาสตราจารย์ ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ (อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และอดีตศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์- โดยมีผมเป็นผู้เขียนร่วม) และศาสตราจารย์ ดร.คณพล จันทร์หอม (ศาสตราจารย์ประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เป็นต้น
2. ในอดีตกฎหมายลักษณะอาญา ที่ถูกยกเลิกไปเมื่อปี 2500 ได้เคยมีมาตรา 99 และมาตรา 100 ที่บัญญัติคุ้มครองอดีตพระราชโอรส พระราชธิดาของพระมหากษัตริย์ "ในอดีต" อย่างชัดเจน แต่บทบัญญัตินั้นถูกยกเลิกไปตั้งแต่ปี 2478 หรือ 22 ปีก่อนที่กฎหมายลักษณะอาญาจะถูกยกเลิก โดยเหตุผลที่ระบุไว้ในกฎหมายตอนที่มีการยกเลิก 2 มาตราดังกล่าวคือ "เพื่อให้เหมาะสมกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย" และแม้ภายหลังได้มีการตราประมวลกฎหมายอาญาขึ้นมาใหม่ บทบัญญัติในลักษณะดังกล่าวที่คุ้มครองพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่นนั้น ก็ไม่ได้กลับมาปรากฏอีก
การที่มาตรา 99 และมาตรา 100 ได้ถูกยกเลิกไป และไม่ได้นำกลับมาบัญญัติใหม่นั้น ถ้าอ่านจากคำอธิบายของศาสตราจารย์เอช เอกูต์ นักกฎหมายชาวฝรั่งเศส และผู้บรรยายกฎหมายลักษณะอาชญาเมื่อแรกตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ก็จะพบว่าแต่เดิมในสมัยที่ประเทศไทยยังอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การคุ้มครองพระบรมราชตระกูลนั้นเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล เพราะทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งมีลักษณะพาดพิงไปถึงพระราชตระกูลย่อมมีลักษณะพิเศษกว่าอย่างอื่น แต่เมื่อประเทศเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจจำกัดตามรัฐธรรมนูญ แม้เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่กฎหมายอาญาจะคุ้มครองพระมหากษัตริย์สูงกว่าประชาชน หรือเจ้าพนักงานอื่นทั่วไป เพราะการกระทำต่อพระองค์ หาใช่เป็นเพียงการกระทำต่อตัวพระองค์ในฐานะบุคคลเท่านั้นไม่ หากแต่ย่อมเป็นการกระทำกระเทือนต่อสภาพแห่งรัฐเอง ซึ่งหลักการดังกล่าวย่อมใช้อธิบายได้กับรัชทายาท ผู้ที่จะสืบสันตติวงศ์เป็นพระราชองค์ต่อไป และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่ถือเป็นผู้แทนทำหน้าที่ทางการแทนพระองค์ และยังอาจรวมถึงพระราชินีด้วย แต่หลักการดังกล่าวไม่สามารถขยายไปยังบุคคลอื่นใดไม่ว่าจะมีความใกล้ชิดทางสายเลือดกับพระมหากษัตริย์มากเพียงใดก็ตาม เพราะไม่ได้มีสถานะเป็นสภาพแห่งรัฐแต่ประการใด
จึงน่าคิดว่าแล้วพระมหากษัตริย์ในอดีตยังทรงมีสถานะแห่งรัฐที่ยังคงได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษด้วยหรือไม่
3. คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 6374/2556
คำพิพากษานี้ เป็นคำพิพากษาของศาลฎีกาฉบับแรกที่วินิจฉัยว่าการดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ไม่ว่าพระองค์ใด จะพระองค์ปัจจุบัน หรือพระองค์ก่อน ๆ ก็เป็นความผิดตามมาตรา 112 โดยศาลให้เหตุผลหลักสองประเด็น
3.1 มิติทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ศาลเห็นว่าพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่ปกครองประเทศมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ได้รับความเคารพสักการะทั้งในทางกฎหมายและความเป็นจริง ดังนั้นมาตรา 112 จึงคุ้มครองไปถึงกษัตริย์ทุกพระองค์แม้จะสวรรคตไปแล้ว เพราะไม่ว่าการกระทำต่อพระมหากษัตริย์พระองค์ใดก็เป็นการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ
3.2 ความสัมพันธ์ทางสายเลือด ศาลฎีกาในคดีนี้ยังชี้อีกว่า การดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีนั้นย่อมกระทบถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน หากตีความอย่างเคร่งครัดว่าคุ้มครองเฉพาะพระมหากษัตริย์ที่กำลังครองราชย์อยู่ จะก่อให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย เป็นช่องทางให้เกิดการล่วงละเมิดพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันผ่านการวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ในอดีตที่สืบสายพระโลหิตต่อกันขึ้นไป
จากคำพิพากษานี้ จึงไม่เป็นที่แน่ชัดว่าศาลใช้ทั้งสองเหตุผลประกอบกัน หรือเหตุผลใดเหตุผลหนึ่งโดยลำพังก็เพียงพอที่จะเอาผิดการดูหมิ่นอดีตพระมหากษัตริย์ เพราะถ้าใช้เหตุผล 3.1 เพียงลำพังก็จะย้อนไปถึงพระมหากษัตริย์ในอดีตก่อนราชวงศ์จักรีได้ ซึ่งน่าคิดต่อว่าจะหมายถึงพระมหากษัตริย์ในราชอาณาจักรโบราณใดบ้างที่รวมกันเป็นประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งก็จะมีปัญหาในการตีความมากพอสมควร โดยส่วนตัวผมจึงเห็นว่าต้องตีความว่าศาลใช้เหตุผลทั้ง 3.1 และ 3.2 อย่างประกอบกัน กล่าวคือในความเห็นของศาลฎีกาในคดีนี้มาตรา 112 คุ้มครองอดีตพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีที่มีการสืบสายพระโลหิตต่อเนื่องกันกับพระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบัน
4. คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 7755/2568
ในคำพิพากษานี้
4.1 ศาลฎีกาได้เดินตามรอยคำพิพากษาเมื่อปี 2556 โดยอธิบายแง่มุมทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เพื่อเชื่อมโยงให้เห็นว่าการกระทำต่อพระมหากษัตริย์ไม่ว่าพระองค์ใดเป็นการกระทำต่อความมั่นคงของรัฐ (เหตุผลเดียวกับ 3.1) อย่างไรก็ตามศาลฎีกาในคดี 7755/2568 กลับไม่ได้พูดถึงเรื่องการสืบสายโลหิตโดยตรงแบบที่ 3.2 ทำไว้แต่ประการใด แต่
4.2 ศาลกลับอธิบายเจาะจงถึงเรื่องคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของรัชกาลที่ 9 ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย และการที่รัฐกำหนดให้วันคล้ายวันสวรรคตเป็นวันหยุดราชการ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความผูกพันที่ยังมีอยู่อย่างแน่นแฟ้น ดังนั้นการดูหมิ่นพระองค์แม้เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตไปแล้ว จึงเป็นการกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชน นำไปสู่ความไม่พอใจ และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐได้
ผมเห็นด้วยกับข้อเท็จจริงดังกล่าวใน 4.2 และคิดว่าเป็นข้อเท็จจริงที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าประชาชนคนไทยรักและเคารพต่อรัชกาลที่ 9 เป็นอย่างยิ่ง แต่การที่ศาลฎีกาอธิบายเจาะจงลงไปที่รัชกาลที่ 9 จึงทำให้เกิดข้อสงสัยเช่นเดิมว่า ท่อน 4.2 ของคำพิพากษานี้เป็นเพียงถ้อยคำเสริมที่ไม่ได้เป็นเหตุผลหลัก (obiter dictum) โดยเหตุผลจริง ๆ (ratio decidendi) ที่นำไปสู่การตัดสินคือข้อ 4.1 ซึ่งเป็นเหตุผลเชิงประวัติศาสตร์-วัฒนธรรมว่าการที่พระมหากษัตริย์เป็นสภาพแห่งรัฐ การกระทำต่อพระองค์จึงเป็นการกระทำต่อความมั่นคง หรือไม่
ส่วนตัวผมเห็นว่าเหตุผล 4.2 เป็นเพียง obiter dictum เนื่องจากไม่ว่าศาลจะเห็นว่ารัชกาลที่ 9 ทรงมีคุณูปการพิเศษเพียงใด แต่หากศาลใช้ 4.2 เป็นเงื่อนไขจำกัด ก็ย่อมทำให้การคุ้มครองอดีตพระมหากษัตริย์องค์อื่นในราชวงศ์จักรีอ่อนค่าลง ซึ่งดูขัดกับโครงอธิบายของ 4.1 ที่พูดในเชิงสถาบันโดยรวม
5. บทวิเคราะห์
5.1 บทวิเคราะห์ทางปฏิบัติ
ผมคิดว่า เราต้องอ่านคำพิพากษา 6374/2556 และ คำพิพากษา 7755/2568 ร่วมกันไม่แยกส่วน โดยอธิบายว่าแม้ในทางตำรา นักกฎหมายจะเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่ามาตรา 112 คุ้มครองเฉพาะพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว
(1) ศาลฎีกาได้วินิจฉัยมาเป็นแนวทางอย่างน้อยสองคดีแล้วว่า มาตรา 112 คุ้มครองอดีตพระมหากษัตริย์ด้วย อย่างไรก็ตามอดีตพระมหากษัตริย์นี้ต้องเป็นอดีตพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีที่สืบสายพระโลหิตต่อเนื่องขึ้นไปกับพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน หาใช่รวมถึงอดีตพระมหากษัตริย์ในราชอาณาจักรอื่น ๆ เช่นอาณาจักรธนบุรี อาณาจักรอยุธยา หรืออาณาจักรอื่น ๆ แต่ประการใด และผมเห็นว่ายังไม่รวมถึงอดีตพระราชินีของอดีตพระมหากษัตริย์ ที่ไม่ได้เกี่ยวพันทางสายพระโลหิตกับพระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบัน
(2) เรื่องนี้เป็นเรื่องเฉพาะของมาตรา 107-112 เท่านั้น กล่าวคือการตีความว่าบุคคลตามมาตราเหล่านี้รวมถึงบุคคลเหล่านี้ในอดีตด้วยนั้นจำกัดเฉพาะพระบรมราชตระกูลของประเทศไทยเท่านั้น เพราะเป็นเหตุผลทางประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม จึงไม่อาจเอาเหตุผลนี้ไปขยายเพื่อคุ้มครอง “อดีต” ราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ตามมาตรา 130-133 ได้ เช่นมาตรา 133 ก็คุ้มครองเฉพาะประธานาธิบดี Donald Trump แต่ไม่ย้อนไปคุ้มครองอดีตประธานาธิบดี Joe Biden และด้วยตรรกะเดียวกันมาตรา 133 ก็จะคุ้มครองเฉพาะ King Charles III แต่ไม่ได้คุ้มครองย้อนไปถึง Queen Elizabeth II หรือQueen Victoria ของสหราชอาณาจักร แต่ประการใด
(3) ตัวบทมาตรา 112 แม้จะถูกตีความว่าคุ้มครอง “อดีต” พระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาทด้วย แต่ตามตัวอักษรแล้ว บุคคลที่ได้รับความคุ้มครองก็ต้องเคยดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท ดังนั้นผู้ที่เป็นบิดา มารดา คู่สมรส บุตร-ธิดา ของพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท แต่ตัวเองไม่เคยเป็นพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาทย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 112
5.2 บทวิเคราะห์ทางทฤษฎี
ผมเห็นว่าการที่ศาลฎีกาปรับใช้ทฤษฎีการตีความตามเจตนารมณ์ (teleological interpretation) เพื่อขยายความคุ้มครองของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไปถึงอดีตพระมหากษัตริย์ ได้สร้างแรงกระเพื่อมอย่างมีนัยสำคัญต่อรากฐานทางทฤษฎีกฎหมายอาญา โดยเฉพาะเมื่อนำมาทาบทับกับหลัก nullum crimen sine lege (ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยไม่มีกฎหมาย) ประเด็นทางวิชาการที่น่าวิเคราะห์มี 3 ประการหลัก ดังนี้
5.2.1 การปะทะกันระหว่าง "ความมั่นคง" และ "การตีความโดยเคร่งครัด" (strict construction)
หัวใจของหลัก nullum crimen sine lege คือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนผ่านการตีความกฎหมายอาญาโดยเคร่งครัด ห้ามมิให้มีการใช้กฎหมายใกล้เคียงอย่างยิ่ง (analogy) หรือตีความขยายความที่เป็นผลร้ายแก่จำเลย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเลือกที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดตามตัวอักษร โดยวางน้ำหนักไปที่ "ลักษณะความผิด" ซึ่งอยู่ในหมวดความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
ศาลมองว่าเจตนารมณ์ในการป้องปรามการบ่อนทำลายสถาบันฯ และการรักษาความมั่นคงของรัฐ มีน้ำหนักเหนือกว่าการจำกัดความหมายของ "พระมหากษัตริย์" ไว้เพียงองค์ปัจจุบัน ในมุมมองทางทฤษฎี สิ่งนี้ทำให้เกิดข้อกังวลว่า ศาลอาจกำลังทำหน้าที่สร้างหรือขยายฐานความผิดทางอาญาเสียเอง แม้ศาลจะยืนยันอย่างหนักแน่นว่าศาลไม่ได้ทำเช่นนั้น เพราะตัวบทเองก็ไม่ได้เขียนจำกัดไว้ว่าต้องเป็นพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันเท่านั้น ซึ่งเป็นประเด็นที่ท้าทายหลักการแบ่งแยกอำนาจและหลักความชอบด้วยกฎหมาย
5.2.2 การเปลี่ยนผ่านสถานะของ "ผู้เสียหาย" ในความผิดฐานหมิ่นประมาท
ในโครงสร้างความผิดฐานหมิ่นประมาททั่วไป ผู้เสียหายจะต้องเป็นบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อรับรู้ถึงการถูกละเมิดชื่อเสียง แต่ในบริบทของมาตรา 112 ศาลฎีกาได้เปลี่ยนผ่านธรรมชาติของความผิดนี้ จากการคุ้มครองเกียรติยศส่วนบุคคล ไปสู่การคุ้มครอง "ความรู้สึกของประชาชน" และ "สถาบันพระมหากษัตริย์" ในฐานะองค์กรของรัฐ
รัฐจึงเข้ามาสวมสิทธิเป็นเสมือนผู้เสียหายในมิติของความมั่นคง การหลอมรวมนี้ทำให้หลักการพื้นฐานขององค์ประกอบความผิดถูกผลักออกจากเจตนาดั้งเดิมของกฎหมายหมิ่นประมาท ไปสู่มิติของการคุ้มครองผลประโยชน์สูงสุดของรัฐ (State Interest) ซึ่งถ้าวิจารณ์ด้วยใจเป็นธรรมก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะต้องยอมรับว่าพระมหากษัตริย์ไม่ใช่เพียงบุคคลธรรมดา แต่มีสภาพแห่งรัฐอยู่ แต่ศาลควรจะต้องระมัดระวังและละเอียดรอบคอบในการให้คำอธิบายที่กระจ่างแจ้งว่าการตีความนี้ขยายไปถึงกรณีใดบ้าง
5.2.3 ความชัดเจนของกฎหมาย (legal Certainty) และการเตือนล่วงหน้าอย่างเป็นธรรม (fair warning)
เมื่อพิจารณาผ่านทฤษฎีกฎหมายอาญาในมุมมองแบบ common law ตามแนวคิดของ A.P. Simester กฎหมายอาญาที่ดีจะต้องทำหน้าที่เป็น "การเตือนล่วงหน้าอย่างเป็นธรรม" (fair warning) ประชาชนต้องสามารถคาดหมายได้ (predictability) ว่าพฤติการณ์ใดล้ำเส้นขอบเขตของกฎหมาย เมื่อคำว่า "พระมหากษัตริย์" ตามความเข้าใจทั่วไปดั้งเดิมหมายถึงกษัตริย์ที่ทรงครองราชย์อยู่ การขยายบรรทัดฐานครอบคลุมไปถึงอดีตกษัตริย์ย่อมทำให้ขอบเขตของความผิดพร่ามัว ขาดหลักประกันความแน่นอนทางกฎหมาย
อย่างไรก็ดี ตรรกะเบื้องหลังที่รัฐหรือศาลใช้รองรับการขยายความนี้ สามารถอธิบายได้ผ่าน Thin Ice Principle ซึ่งเคยวางหลักไว้ในคดีของอังกฤษ (เช่น Shaw v DPP) ว่าเมื่อจำเลยรู้อยู่แล้วว่ากำลังเหยียบจุดเปราะบาง ดังเช่นการที่จำเลยดูหมิ่นอดีตพระมหากษัตริย์ที่ประชาชนเคารพสักการะ เป็นพฤติกรรมที่จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าขัดต่อความรู้สึกและจารีตของสังคมอย่างรุนแรง หรือมองได้ว่าเป็นสิ่งที่ "ผิด" ในทางศีลธรรมดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าจำเลยได้สูญเสียความชอบธรรมที่จะอ้าง fair warning เมื่อจำเลยจงใจกระทำการที่หมิ่นเหม่ จำเลยย่อมรู้ตัวว่ากำลัง "สเก็ตอยู่บนน้ำแข็งที่บางมาก" ดังนั้น เมื่อศาลตีความกฎหมายครอบคลุมไปถึงการกระทำนั้น จำเลยจึงไม่อาจยกหลัก fair warning ขึ้นมาเป็นเกราะกำบังได้ เพราะพฤติการณ์ตั้งต้นไม่ได้กระทำไปโดยใสสะอาดปราศจากมลทิน (blameless)
อย่างไรก็ตาม แม้หลักดังกล่าวจะอธิบายเหตุผลของฝั่งรัฐได้ดี แต่การใช้ Thin Ice Principle เพื่อลดทอนน้ำหนักของ fair warning ถือเป็นอันตรายต่อกฎหมายอาญาสมัยใหม่ เพราะอาจนำไปสู่เส้นแบ่งที่พร่าเลือนระหว่าง "ศีลธรรม" กับ "กฎหมาย" เพราะหลักนิติรัฐเรียกร้องให้แยกแยะการกระทำที่ผิดจารีตสังคม ออกจากการกระทำที่เป็น "อาชญากรรม" กฎหมายอาญาที่มีโทษรุนแรงจำเป็นต้องมีเส้นขอบเขตที่ชัดเจน ไม่ใช่ลงโทษเพียงเพราะจำเลยประพฤติตัวไม่เหมาะสม อีกทั้งพึงระลึกว่า fair warning มีไว้เพื่อเป็นบรรทัดฐานให้ "สุจริตชน" ทราบขอบเขตเสรีภาพของตน หากอาณาบริเวณของกฎหมายถูกทำให้เป็นเพียงพื้นที่น้ำแข็งบางที่มองไม่เห็นรอยแยก การศึกษาประวัติศาสตร์หรือการแสดงความเห็นทางวิชาการโดยสุจริตย่อมถูกแช่แข็ง (chilled/chilling effect) ไปโดยปริยาย เพราะไม่มีใครมั่นใจได้ว่าตนเองกำลังเหยียบโดนจุดที่จะตกลงไปหรือไม่
6. ข้อเสนอแนะ
โพสต์นี้ของผมไม่ได้ชวนถกเถียงว่ารัฐควรขยายการคุ้มครองไปถึงอดีตพระมหากษัตริย์หรือไม่ เพราะผมเขียนมาหลายที่แล้วว่าไม่ควร แต่วันนี้ผมคิดว่าสายไปแล้ว รัฐโดยศาลฎีกาได้เลือกทางนี้แล้ว แต่ผมอยากชวนให้คิดว่าหากรัฐเห็นว่าควรต้องมีการคุ้มครองอดีตพระมหากษัตริย์ในลักษณะเดียวกับพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน รัฐชอบที่จะตรากฎหมายในเรื่องดังกล่าวให้มีความชัดเจน จะเขียนแบบมาตรา 99 และ มาตรา 100 ที่ยกเลิกไปแล้ว หรือจะเขียนแบบมาตรา 327 ในปัจจุบันก็ย่อมสามารถทำได้ แต่ควรต้องทำให้ชัดเจน เพื่อที่ประชาชนจะได้เข้าใจอย่างแจ้งชัดว่าต่อไปนี้ทำกรณีไหนได้ และกรณีไหนไม่ได้บ้าง
...

Krirk Choupunyanon
อ่านแล้วมีขัอสงสัยเหมือนกันครับอาจารย์
ประมวลกฎหมายอาญาฉบับปัจจุบันประกาศใช้เมื่อปี 2500
ส่วนนี้จะนำหลักที่ว่ากฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลังมาอธิบายยังไงได้บ้าง
ถ้ามองตามหลักกฎหมายเคร่งครัดคือคุ้มครองพระมหากษัตริย์นับแต่วันที่ประมวลกฎหมายอาญามีผลบังคับใช้ (พ.ศ.2500) ซึ่งจะตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ 9
แต่ข้อ 5(1) ศาลฎีกาตีความย้อนกลับถึงพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ ซึ่งหมายถึงพระมหากษัตริย์ ที่เสด็จสวรรคตก่อนวันที่ประมวลกฎหมายอาญามีผลบังคับใช้ด้วย
เห็นด้วยกับแนวคิดของอาจารย์ครับ ว่าควรกำหนดกฎหมายเฉพาะสำหรับอดีตพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีทุกพระองค์เป็นการเฉพาะเลย ซึ่งจะไม่ใช่การที่กฎหมายมีผลคุ้มครองย้อนหลังแต่จะเป็นการคุ้มครองในเชิงพระเกียรติยศ และในเชิงประวัติศาสตร์ ที่ไม่ให้มีการบิดเบือน ส่วนผู้ใดที่ต้องการเผยแพร่พระราชประวัติก็ต้องมาขออนุญาตกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็จะป้องกัน การนำชื่อเสียงพระเกียรติและพระนามไปแอบอ้างแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

https://www.facebook.com/RonnakornBunmee/posts/26010615888603817




ศิธามองปมบาร์โค้ด ‘บนบัตรเลือกตั้ง’ ถ้าไม่ผิด “พวกซื้อเสียงจะยิ่งขู่หนัก”





https://x.com/thestandardth/status/2025927433640149045


 

ธรรมนัส รวยมาจากไหน ?


https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/pfbid02kqFzvJmdMQADfGaFRY5mqbNC3rXEMB3JLWGFhSThxU6YLWsZfSEbhhR44ag2LdBjl
.....

Suvipan Pornawalai 
20 hours ago
·
เรื่องนี้เคยเล่าไว้นานแล้ว เอามาเล่าใหม่ก็ได้ เพราะจู่ๆกำลังเป็นประเด็นใหม่
ยุค 251X-253X โรงงานไทยเมล่อน ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมทอผ้า เคยเป็นโรงงานของไทย ที่มีขนาดใหญ่มากที่สุด ในเอเชียอาคเนย์ เนื้อที่ดินขนาดเกือบ 800ไร่ อยู่ติดถ.พหลโยธิน ช่วง กม.35 ขาออก ก่อนถึง ม.กรุงเทพ รังสิต
เป็นของเจ้าสัวสุกรี นักธุรกิจโด่งดังในยุคนั้น
ยุคนั้น อุตสาหกรรมสิ่งทอในไทย โชติช่วงชัชวาลมาก หลักฐานประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับเรื่องนี้ถูกฝังเป็น footprint ในบทเพลงลูกทุ่ง ที่โด่งดังมากๆ  และร้องเพลงนี้กันได้ทุกครัวเรือน
ชื่อเพลง ”ฉันทนาที่รัก” ร้องโดย รักชาติ ศิริชัย
ที่ขึ้นต้นคำร้อง ว่า
“ปิดไฟใส่กลอน จะเข้ามุ้งนอน คิดถึงใบหน้า
นั่งเขียนจดหมาย จะรีบทิ้งไปโรงงานทอผ้า
ถึงคนชื่อ #ฉันทนา….”
คำเรียก #ฉันทนา ยุคนั้นนิยมใช้เรียกแทนสรรพนาม บุคคลที่2และ3
ที่สังคมไทย จะหมายถึง สาวไทย ที่เริ่มผลัดเปลี่ยนผ่องถ่ายชีวิต จากภาคเกษตรกรรมในครัวเรือน
ไปเป็น อุตสาหกรรมใหม่ ที่สลัดผ้าถุงเดินเข้าไปทำงานในโรงงาน!
ยุคนั้นมีโรงงานผุดใหม่ขึ้นเต็มไปหมด
เป็นการเปลี่ยนแปลงในสังคมภาคครัวเรือนไทย แบบอพยพขนานใหญ่ ในยุคนึง
ที่อุตสาหกรรมหลายประเภท ผุดขึ้นเต็มไปหมด ตามความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ต่างชาติเริ่มย้ายถิ่นฐานการผลิตเข้ามาด้วย
หลังจากไทย เพิ่งจะมี #แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่1 (ในปีพ.ศ.2500-2505) ยุคจอมพลสฤษดิ์
โดยแผนพัฒนาฯนี้ จะถูกกำหนดไว้ช่วงฉบับละ 5 ปี
หลังจากที่สหรัฐ มีอิทธิพลแผ่ขยาย เข้ามาปกคลุมอยู่ในไทย ในช่วงสงครามเย็น
ระหว่างสหรัฐ และ โซเวียตรัสเซีย/จีนแดง
ที่2ค่าย แบ่งเป็นการสนับสนุนผ่านเวียตนามเหนือ และ เวียตนามใต้
และสหรัฐใช้ไทย ตั้งฐานทัพ 6 ฐาน ที่
ดอนเมือง-อู่ตะเภา-ตาคลี-โคราช-อุดร-หนองคาย
ขนเอาไข่จากไทย ไปหย่อนในเวียตนา
ใน ลาว นานหลายปี
ไทย เริ่มกู้เงิน จากธนาคารโลก ผ่านการชี้นำจากสหรัฐ จึงต้องเขียนแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ประกอบการกู้เงิน เพื่อสร้างความมั่นใจให้เจ้าหนี้
ฐานการผลิตอุตสาหกรรมทอผ้าในไทยเติบโต และขยายตัวอย่างรวดเร็ว เครื่องจักรขนาดใหญ่ และส่วนใหญ่ในยุคแรก เป็นของญี่ปุ่น
จน10ปีต่อมา เกิดการแข่งขัน อย่างสูงมากในวงการทอผ้า เป็นการแข่งขันในระดับภูมิภาคระหว่างประเทศ
ที่อีกค่ายหนึ่ง ที่แข่งขัน เป็นเรื่องการทอผ้า จากเครื่องจักรของจีน ในยุคแรก! ที่จีนยังจนอยู่! ยังไม่รวย!
แต่ตอนนั้น จีนแผ่นดินใหญ่ เริ่มปูพื้นฐานการเจริญเติบโตแล้ว
จนความรุ่งเรืองของอุตสาหกรรมทอผ้าในไทย มีวงจร ตั้งแต่เริ่ม จนเติบโตสูงสุด และดิ่งลง ในแค่ 2-3 ทศวรรษ
ไทยเมลล่อน ของเจ้าสัว ที่ใหญ่ที่สุด คือตัวอย่าง และ ตัวชี้วัดในจุดเริ่มต้น จนเติบโตสูงสุด และลงไปต่ำสุด ได้เป็นอย่างดี
ปิดฉากลงทั้งหมด อย่างสมบูรณ์แบบในยุคต้มยำกุ้ง!
แต่จริงๆแล้วมีปัญหามาก่อนวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง หลายปี
จะมีเจ้าหนี้รายใหญ่ในตอนนั้น คือธนาคารกรุงเทพ และไทยพาณิชย์
ที่ดินโรงงาน หลายร้อยไร่ จึงไปตกอยู่ที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ (บบส.)
ที่ตอนนั้น รัฐจัดตั้งบบส.แบบเฉพาะกิจขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้เสียให้ ธนาคารพาณิชย์ของไทย
โดย นำหนี้เสีย ของลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ในไทยแต่ละราย ที่มีหลักประกัน นำหนี้ไปขายให้ บบส.
และ บบส. ก็จะบริหารทรัพย์สิน ที่เป็นหลักประกัน เช่น ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง นำเอาไปขายให้ผู้สนใจ ในราคาที่จูงใจ เอาเงินมาหักกลบ! การซื้อหนี้มา
เพราะ บบส. ซื้อหนี้มาในราคาต่ำ
เงินที่ขายได้จากการซื้อหนี้ ธนาคารก็นำไปใช้เพื่อฟื้นตัวจากวิกฤติการณ์ หลังจากแก้ไขหนี้ และสำรองหนี้ จนพร้อมที่เดินหน้าต่อไป หลัง2540
ที่ดินโรงงานไทยเมล่อน ขนาด เกือบ 800 ไร่ จึงทะยอยถูกนำออกไปประมูล ให้แก่ผู้สนใจตั้งแต่ปี 254X
เนื่องจากเป็นที่ดินแปลงใหญ่มาก จึงขายได้ยากมากๆ นอนนิ่งอยู่อย่างนั้นเป็น 10 ปี
แม้จะเป็นที่ดินที่ติดถ.พหลโยธิน ขาออก ย่านรังสิต และมีความเจริญแล้ว
ที่ดินแปลง มีหน้าโฉนด ติดถนนใหญ่ ยาวมาก เกือบกิโล
เราขับผ่านหลังสุด เดือนที่แล้ว มีต้นก้ามปูสวยๆ ขึ้นเต็มไปหมดหลายร้อยต้น สุดลูกหูลูกตา
ที่ดิน โรงงานไทยเมลล่อน แบ่งเป็น 2 โฉนดใหญ่ๆ ขนาด 616ไร่ และ 145 ไร่
ถูกนำออกมาประมูล แบ่งเป็น 2ครั้ง ที่ไม่พร้อมกัน!
และ แปลงใหญ่ 616 ไร่ มีปัญหามากๆ
มีอยู่ช่วงนึง
โดยที่ดิน 616 ไร่ ถูกกลุ่มคนบุกรุก และแอบอ้าง เอาไปใช้ประโยชน์ โดยผู้มีอิทธิพลในเครื่องแบบ ยศสูง อยู่หลังฉากนี้
โดยหลอกลวงชาวบ้าน ให้เข้ามาจับจอง เพื่อทำกิน! มีการปลูกเป็นเพิงพัก ลักษณะเป็นแคร่ไม้ไผ่ นับร้อยหลัง
และใช้อิทธิพล เก็บเกี่ยว ค่าจับจอง ค่าแรกเข้า ค่าน้ำ ค่าไฟ ในราคาขูดรีด ทั้งๆ เป็นที่ดิน ของ บบส.
เพราะตอนนั้นไม่ได้ล้อมรั้ว ทุกด้าน หรือติดป้ายประกาศห้ามบุกรุก!
ผู้อิทธิพล เก็บเกี่ยวรายได้ส่วนนี้ อยู่นานหลายปี
บบส. ก็ไม่ได้ทำการขับไล่ แต่อย่างใด และเจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ ก็กลัวอิทธิพล
แต่ทราบดีว่า ผู้มีอิทธิพลแอบอ้างกรรมสิทธิ์ส่วนนี้
บบส. มีการเจรจากับชาวบ้าน ที่จับจอง หลายครั้ง เพื่อให้ย้ายออกไป! แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ
เพราะมีคนในเครื่องแบบ ที่ได้ประโยชน์ หนุนหลังชาวบ้าน!
กลายเป็นว่า การประมูลขาย ที่ดินแปลงนี้ ของบบส. ก็เดินหน้าไป ใครอยากได้ ก็ต้องรับสภาพ ในราคาที่ซื้อไปแล้ว #และไปฟ้องขับไล่เอง
3,200 ล้าน นับ1
3,200 ล้าน นับ2
3,200 ล้าน นับ3
ทุบค้อน! โป๊กๆ
ขายให้ รอ.ธรรมนัส พรมเผ่า คะ!
คือเสียงของผู้ประกาศในตอนนั้น! ช่วงปี2554
หลังจากจ่ายเงินไป และ ได้ที่ดินมา ไม่นาน
ให้ดูภาพข่าวดังประกอบ
ภาพประกอบ ในช่องเม้นท์ คือเหตุการณ์การขับไล่ของกลุ่มชายฉกรรจ์ นัดกันใส่เสื้อแจคเกตสีดำ ด้วยอาวุธปืน จุดไฟเผากระท่อมไม้ไผ่ หลายสิบหลัง จนเป็นข่าวขึ้นหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์
ชายฉกรรจ์ในภาพ ในข่าวที่ดังมาก เมื่อ 15 ปีที่แล้วตอนนั้น ข่าวบอกว่ามีประมาณ 200 คน
ตำนานสีเขียว ถูกจับจองด้วยผ้าพันคอสีเขียว ในภาพ มาตั้งแต่ยุคนั้นแล้ว
ท่ายิงปืนรอดรั้ว โรงงานไทยเมล่อน ภาพนี้!
ไม่ต่างจากท่ายิงของตำรวจ นายนึง ที่ปากคาบบุหรี่ และยิ่งสาดเข้าไป จากแนวรั้วของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฝั่งสนามหลวง ในเหตุการณ์6ตุลา2519
และภาพนี้กระจายออกไปทั่วโลก เพราะอยู่ในอัลบั้มเดียวกับ ภาพที่ได้รางวัลพูลิตเซอร์ คือ
ภาพต้นมะขามสนามหลวง ในวันนั้น ที่ถ่ายโดยนักข่าวฝรั่งคนนึง!
ที่ช่างภาพคนนั้น มาเล่าเหตุการณ์ภายหลังว่า
หลังจากตนเองกดชัตเตอร์ ก็ค่อยๆ รีบถอยหลัง ออกจากวงฝูงชน ตรงนั้นทันที
ที่กำลังบ้าคลั่ง! เพราะตนเองก็กลัวมาก!
จนต่อมา ชนรุ่นหลัง 6ตค.2519 และวันครบรอบแต่ละปี ที่ปีนี้จะครบ50ปี
พยายามติดตามหาชายในภาพ ที่ใช้2มือ ถือเก้าอี้เหล็กฟาด! ทุกวันนี้ยังหาชายคนนั้น ไม่เจอ!
แต่กลุ่มคนที่ตามหา เพื่อชำระประวัติศาสตร์บางช่วง จะเรียกเค้าว่า Chair Man
แชร์แมน ที่ไม่ใช่หมายถึง ท่านประธานฯ
การขึ้นโรงพักของผู้กอง ในครั้งนั้น!
เพราะถูกกล่าวหา! จากข่าวดังวันนั้น
ผู้คนในสังคม ส่วนใหญ่ ยังไม่ค่อยคุ้นชื่อผู้กองฯ
แต่ในตอนนั้น ผู้คนรู้จัก เสธฯไอซ์ ผู้กว้างขวางในวงการ ที่สื่อตั้งฉายาแกว่า ก็อดฟาเธอร์เมืองไทย แกยังมีชีวิตอยู่!
เสธฯไอซ์ เรียนเตรียมทหารรุ่น10 และดูแลน้องๆ ในเครือข่าย
หลังจาก พตอ.ดร. ทักษิณ ชินวัตร ที่จบ เตรียมทหารรุ่น 10 ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ในปี2544
เตรียมทหาร รุ่น 10 ก็ขึ้นมาโดดเด่น เป็นแผงหน้ากระดาน ขนานในกลุ่มอำนาจ
ยกตัวอย่าง พตอ. สุรสิทธิ์ สังขพงษ์ สลับย้ายจาก สตช. มานั่งเป็น ผอ.กองสลาก
และต่อมา ก็เกิด หวยบนดิน ที่เขียนเลขกันเองในสลาก อย่างสนุกสนาน ในยุคนายกฯทักษิณ
และหลังจากผู้กองเป็นข่าวบนหน้านสพ. จากนั้น ข่าวก็เงียบหายไป!
หลังจาก เจ้าของคนแรก จ่ายเงินซื้อที่ดินไป ในราคา 3,200ล้าน ประมาณ 1 ปี
เซ็นทรัล ก็มาขอซื้อต่อ! ในราคา 4,000 ล้าน
เซ็นทรัล น่าจะเพิ่งหาเงินได้ ก็เลยไม่ได้แข่งขันซื้อ 3,200 ล้านในตอนนั้น!
เราเข้าใจแบบนั้น เพราะเราคือ ติ่งเซ็นทรัล และผูกพันกับเซ็นทรัลมาตั้งแต่เด็ก555
หลังจากเซ็นทรัลได้ที่ดิน 616 ไร่ ไปในตอนนั้น ก็มีโปรเจคที่ออกข่าว ว่าจะพัฒนาที่ดินแปลงนี้ ชื่อ โครงการM
แต่ก็เงียบไป และไม่ได้เกิดโครงการขึ้น
เพราะที่ดินแปลงนี้เป็นเขต #สีม่วง
เขต อนุญาตโรงงาน
จะประกอบพาณิชยกรรมในแนวที่เซ็นทรัลถนัด ยังไม่ได้ ถ้าจะทำได้ ต้องรอปรับเป็นเป็นโซน #สีแดง
จากนั้นไม่นาน พอ บบส. เอาแปลง 145ไร่ ออกมาประมูล และเซ็นทรัลก็จ่าย 1,500ล้านคว้าไปอีก! ไม่มีใครมาซื้อตัดหน้า! และแปลงนี้ ไม่มีใครมาบุกรุก จับจอง
รวมที่ดินเป็น2แปลง รูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้าขนาดใหญ่ เกือบ 800 ไร่
ถามว่า ใหญ่แค่ไหน?
ถ้าเทียบกับ เมกะบางนา แปลงนั้น 400ไร่ครับ
และต่อมา 616 ไร่ แปลงนี้
เซ็นทรัล แบ่งบางส่วนตรงกลาง หลายสิบไร่ ปล่อยให้ ไทยวัสดุ ในเครือของเซ็นทรัล เช่าประกอบกิจการมาได้หลายปีแล้ว
ที่บอกว่ากำลังเป็นข่าวร้อนแรง
เพราะว่า มีหลายเพจ บอกว่า มีการแก้ไข ข้อกฎหมายบางมาตรา
ให้เจ้าของที่ดิน ใครก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ หรือชาวบ้านรายเล็ก
สามารถยื่นคำขอ ต่อผังเมือง ในการเปลี่ยนแปลงสีที่ดิน เฉพาะส่วนได้
เช่นเปลี่ยนจากสีม่วง เป็นสีแดง ในแบบข้างต้น
ไม่ต้องรอประกาศ แต่ละครั้ง ที่ต้องใช้เวลาหลายปี ในการสำรวจ แบบแต่ก่อน คล้ายการทำ eia
ตามความจำเป็นบนพื้นฐานของความเปลี่ยนแปลงของการเจริญเติบโต ทั้งของชุมชน และการขยายตัวของธุรกิจ ที่ในละแวกนั้นเปลี่ยนไป
ในอาณาเขตที่ดินภายใต้ การรักษาสภาพแวดล้อม และผลกระทบ ในระบบนิเวศน์
จนบางเพจเริ่มแซะ และบอกว่า การเปลี่ยนแปลงมาตรานี้ ในการเปลี่ยนโซนสี เพื่อเอื้อนายทุน!
หน่วยราชการ ที่ดูแลผังเมือง จึงต้องควรรีบออกมาชี้แจง และอธิบายให้ สื่อ และประชาชนเข้าใจ
ว่า การเปลี่ยนมาตรานี้ ไปจากเดิม มันมีผลดี ผลเสีย
ต่อชุมชน ต่อสังคม ต่อสภาพแวดล้อม และต่อภาคเศรษฐกิจ อย่างไร?
หรือบางทีการกำหนดโซนสี ที่ใช้มาหลาย 10 ปี อาจจะไม่เหมาะไม่สอดคล้อง กับสภาพเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน ที่อยู่ในช่วงชะลอตัว ถดถอย ติดลบ และ ต้มกบ
เจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องออกมาพูดชัดๆ
เพราะการลงทุนของเซ็นทรัล ก็จะเกิดการจ้างงานจำนวนมาก เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงิน และจะเกิดการเติบโตในละแวกใกล้เคียงตามมา
ส่วนผลกระทบด้านอื่น ในการเปลี่ยนโซนสี
รัฐ จะมีแนวทางป้องกันและแก้ไขอย่างไร เช่นร่างกฏหมายใหม่เพื่อเก็บภาษีในเคสแบบนี้เพื่อนำไปบริหารจัดการผลกระทบและสิ่งแวดล้อม ก็ออกมาพูดคุย ให้เคลียร์กัน
แปลงไทยเมลล่อนนี้ มีศักยภาพรองรับอย่างเพียบพร้อม
๏ด้านหลัง จะมีส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสีแดงมาถึง
๏ด้านหน้า จะมีส่วนต่อขยายของโทลล์เวย์มาถึง
๏ถัดไปไม่ไกล จะเป็นทางพิเศษ บางปะอิน-โคราช
เคยมีสื่อ ยื่นไมค์ถามผู้กองฯ ในเรื่องซื้อที่ดินแปลงไทยเมลล่อน แปลงนี้ และขายให้เซ็นทรัล
แกก็หัวเราะ แล้วบอกว่า กำไรแค่นิดหน่อย!
แกพูดเหมือนว่า ชาวบ้านบวกเลขไม่เป็น!555
ที่ควรตั้งคำถาม? คือแหล่งที่มาของเงินที่แกเอามาซื้อ
อีพี่ศรี มึงมาตรงนี้เลย! อย่าไปเลอะเทอะที่อื่น
แต่ก็อย่าไปถามแกเลย เพราะวันนี้มีคนออกมาแฉว่า
แจ๊คเก็ต ที่แกใส่โชว์เมื่อคืน ที่ฟินแลนด์แสงเหนือ ป๋าต๋อยไทยรัฐ ไปสืบมาบอกว่าตัวละ 1.2ล้าน
ถ้าเราเป็นเซ็นทรัล และอยากได้ที่ดินแปลงนี้
เซ็นทรัล คงไม่เกณฑ์พนักงานใส่ยูนิฟอร์มสวยๆ 200 คน ไปริมรั้ว ที่ดินแปลง ไทยเมลล่อน นี้หรอก! ถูกมั๊ย?
คนชอบเรียก อ.วิษณุ ว่า เนติบริกร
และแบบนี้คืออะไร?
ชูวิทย์ ก็ใช้บริกร ในปี2547 แต่ไม่รุนแรงเท่านี้ ที่มีสาดกระสุน และจุดไฟเผา
เพราะใช้แค่รถแบคโฮ มาไถ! แต่ที่มันดังมากเพราะมันอยู่กลางเมืองหลวง ไถบาร์เบียร์ตอนตีสาม
บ่ายโมง นายกทักษิณบุกเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุ ชี้นิ้วสั่งการหาตัวผู้อุกอาจ นักข่าวตามไปเป็นร้อย จนสุขุมวิท รถติด2ฝัง
จนต่อมาคดีสุดในศาลฏีกา ชูวิทย์ติดคุกปีกว่า
เสธฯหิมาลัย ก็โดนในเรื่องนี้ และ ถูกถอดยศ
วันที่คุณชูวิทย์ ตั้งโต๊ะริมถนนหน้าทำเนียบ เปิดโทรโข่งด่าคุณอนุทิน เรื่องเขากระโดง ในปลายรัฐบาลลุงตู่ ก่อนจะมีเลือกตั้ง2566
คุณประยุทธ นายกฯ เรียกให้ เสธฯหิ ที่ตอนนั้นอยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ
ไปหิ้วปีกคุณชูวิทย์พาเข้ามาตึกไทยคู่ฟ้าจะได้เงียบๆ555
จึงเป็นการเจอกันอีกครั้ง ระหว่าง2เสือ
ลืมเล่า เสธฯหิ เติบโตมาจากค่ายบูรพาพยัคฆ์ ร.21 รอ. ค่ายเดียวกับลุงตู่
พอลุงตู่ตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ เวลาออกต่างจังหวัดหาเสียง เจอบ้านใหญ่ คนในพรรคไม่มีใครกล้าแอ็คชั่น
ตอนหลังลุงตู่ถึงไปดึงตัว เสธฯหิ มาเข้าพรรคฯ
มีครั้งหนึ่ง เสธฯหิ พาทีมผู้สมัคร ไปหาเสียงพรรคลุงตู่ที่พะเยา ปี2566
ในข่าว 2คน ผู้กอง และ เสธ ทำเป็นกระฟัดกระเฟียดใส่กัน จะทะเลาะกัน!
ก็กลายเป็นเล่นละครให้ลุงตู่ดู 555
ปัจจุบัน เสธฯหิ ถูกผู้กอง ดึงมาทำงานในพรรคผู้กอง เพราะ2คน จบเตรียมทหาร และจปร.รุ่นเดียวกัน และไปใกล้ชิด กับเสธฯไอซ์ด้วยกัน ช่วงนึง
ยังไม่จบ!
วันที่ลุงตู่เปิดตัวพรรครวมไทยสร้างชาติที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติ
คุณชูวิทย์ เอาโต๊ะไปตั้งริมถนนหน้าศูนย์ประชุม แล้วก็ด่าคุณอนุทิน และด่าคุณเศรษฐา อีกรอบ
ทั้งๆที่ 2คน อยู่คนละพรรคกันกับลุงตู่555
จนเสธฯหิ ก็เดินออกมาหิ้วปีก ชูวิทย์ อีกรอบเป็นครั้งที่2
แต่คราวนี้ ข่าวบอก เสธฯหิ พาคุณชูวิทย์เข้าไปปิดห้องคุยกับผู้ทรงอำนาจข้างในเลย!
อีชูวิทย์ มึงด่าพรรคส้มแบบเลือกตั้ง2569 ดีแล้ว
เพราะไม่เคยมีใครในพรรคส้ม มาหิ้วปีกมึง!555
#จบ


https://www.facebook.com/suvipan.pornawalai.7/posts/pfbid02Zgqx6iVcL4zFYqYsFTGHMoRP6qfNpQjHcJ7GSmZmW1Hxqg9A7EfZg1W2JCQeaXzMl



“บารมีที่ประกอบเป็นธรรมนัส” ที่คนอื่นไม่รู้ แต่ “เนวิน” รู้ รู้ว่าการปฏิเสธ “ธรรมนัส” แม้ไม่ยุ่งยากในวันนี้ แต่ความยุ่งเหยิงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้านั้น บางทีอาจจะเยียวยากันไม่ไหว และจะทำให้แผนการ “อยู่ยาวอย่างยั่งยืน” สะดุดหยุดลงได้ไม่ยาก



เนวิน’ สบตา ‘ธรรมนัส’: ต่างกระจ่างในใจ

20.02.2026
มติชนสุดสัปดาห์

เมนูข้อมูล(ลับ) | สุชาติ ศรีสุวรรณ

ชัยชนะของเครือข่าย “รัฐพันลึก” ในผลการเลือกตั้งทั่วไป ที่เลือกใช้ “พรรคภูมิใจไทย” เป็นตัวแสดงนำ โดยทุ่มทุนมหาศาล และเสี่ยงที่ใช้ปฏิบัติการของคณะกรรมการการเลือก ตั้ง (กกต.) เข้ามาจัดการครั้งนี้

ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงยิ่ง

เพราะเป็นชัยชนะที่ค่อนข้างเชื่อมั่นได้ว่ามั่นคง ยั่งยืน สามารถยึดครองทั้ง “2 ใบอนุญาตแห่งอำนาจ” มาไว้ในมืออย่างเด็ดขาด ขณะที่คู่ต่อสู้ต้องถอยร่นในสภาพที่แสดงบทบาทได้ในพื้นที่จำกัด ให้ไม่สามารถสร้างผลสะเทือนใดๆ ได้

ปฏิบัติการของ “รัฐพันลึก” ที่วางแผน และสถาปนากลไกมายาวนานเพื่อความสำเร็จนี้ ผ่านฉลุยเป็นที่เบาใจไปเรียบร้อย

ทว่ากลับมีปรากฏการณ์ใหม่ก่อตัวขึ้น นั่นคือ “การมองไกล” ของ “เนวิน ชิดชอบ” ที่ปรารถนาให้ “พรรคภูมิใจไทย” ยืนอยู่ในอำนาจนี้อย่างมั่นคงและถาวร

ไม่ใช่ “พลพรรคเพื่อไทย” ซึ่งหมอบราบคาบแก้วให้ควบคุมอย่างว่าง่ายไปแล้ว หรือ “พรรคประชาชน” ที่ยังต้องหาวิธีอีกพักใหญ่เพื่อปลุกพลังให้พอสู้ใหม่ได้ ที่ถูกเหล่ตามอง

แต่ที่ถูกระแวงว่าจะเซาะกร่อนบ่อนทำลาย “พรรคภูมิใจไทย” และ “อนุทิน ชาญวีรกูล” กลับเป็น “พรรคกล้าธรรม” ที่มี “ธรรมนัส พรหมเผ่า” รำทวนถือธงนำอย่างองอาจ หาญกล้า ด้วยท่าทีพร้อมจะท้าทายอยู่ข้างแคร่

หากไม่ใช่สมอง และสายตายาวไกลระดับ “เซียนเหยียบเมฆทางการเมือง” อย่าง “ครูใหญ่เนวิน” เมื่อ “ภูมิใจไทย” ประสบความสำเร็จท่วมท้นขนาดนี้ “พรรคกล้าธรรม” จะต้องเป็น “พรรคแรกที่ได้สิทธิ์ร่วมรัฐบาล”อย่างได้รับ “การปูนบำเหน็จ” อย่างสาสม เพราะเมื่อ “แพทองธาร ชินวัตร” กระเด็นจากเก้าอี้ผู้นำประเทศ และ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค 70 กว่าเสียงเดินสายขอการสนับสนุนให้ได้รับการโหวตเป็นนายกรัฐมนตรี “ธรรมนัส” ประกาศนำ “พรรคกล้าธรรม” แยกตัวจาก “รัฐบาลเพื่อไทย” มาร่วมรัฐบาล “หนู 1” เป็นพรรคแรก

“น้ำใจเปี่ยมมิตรภาพ” ที่ส่งผลใหญ่หลวงด้วยเปิดทางให้ “ภูมิใจไทย” เดินเกมจนขยายจาก 70 กว่าเสียงมาเป็นเกือบ “200 เสียง” ควรได้รับการตอบแทนด้วย “น้ำใจที่เท่าเทียม”

แต่กลับไม่เลย “58 เสียง” ที่ผลการเลือกตั้งขยายฐานให้ “กล้าธรรม” กลับทำให้ “ครูใหญ่” เหล่ตามองด้วยเกิดความคิดบางอย่าง

พรรคที่อาศัยเจาะฐาน “เครือข่ายบ้านใหญ่อุปถัมภ์” เน้นเข้าถึงตรึงใจผู้มีบารมีในท้องถิ่น ไม่สนแนว “สร้างกระแส” เช่นเดียวกับ “ภูมิใจไทย”

มีบางเรื่องราวในความเป็นมาและจะเป็นไปของ “ธรรมนัส” ที่ใครไม่รู้ แต่ “เนวิน” รู้กระจ่างชัดในใจมากกว่าใคร

เป็นไปได้อย่างไร ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ใช้ “จริยธรรม” ควบคุมพฤติกรรมนักการเมืองเข้มข้น นักการเมืองที่สะสมชื่อเสียงมายาวนานหลายคนถูกเขี่ยให้ลงจากเวทีด้วยข้อกล่าวหาที่แม้ผู้ปฏิบัติธรรมยังไม่คิดว่าผิดศีล

แต่ “ธรรมนัส” ที่รับรู้กันทั้งโลกว่ามีอดีตที่อ่อนไหวต่อพฤติกรรมทาง “จริยธรรม” กลับยืนได้อย่างองอาจ แบบอยากได้อะไรต้องได้

“ธรรมนัส” เป็นนักการเมืองที่ผู้มีอำนาจแต่ละยุค เลือกที่จะเรียกตัวให้เป็น “ขุนพลข้างกายมาตลอด”

ตัดตอนมาเริ่มจาก “ทักษิณ ชินวัตร” วางตัวลงทุนให้เป็นแม่ทัพขยายเครือข่ายบ้านใหญ่ให้มาเป็นฐานเสียงของ “เพื่อไทย” โดยเฉพาะภาคเหนือ

ก่อนที่ “3 ป.แห่ง คสช.” จะใช้เงื่อนไขทางกฎหมายดึงตัวมาช่วยเป็น “แม่งานใหญ่” ในการสร้าง “พรรคพลังประชารัฐ” ส่ง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี

รับบทบาทสำคัญในการเดิมเกมช่วย “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” กดดัน “นายกฯ ตู่”

แล้ว “ทักษิณ” เรียกมาใช้งานสำคัญอีกครั้งด้วยการก่อกบฏสลาย “พรรคพลังประชารัฐ” แล้วสร้าง “พรรคกล้าธรรม” ขึ้นมารองรับ ส.ส.นำเข้าร่วมรัฐบาล สนับสนุน “เศรษฐา ทวีสิน” และ “แพทองธาร ชินวัตร” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

ก่อนที่จะหัก “ทักษิณ” ทิ้ง “เพื่อไทย” นำ “กล้าธรรม” มาเป็น “พรรคร่วมรัฐบาลพรรคแรก” หลังจากรับสายโทรศัพท์ลึกลับ ส่ง “อนุทิน” ขึ้นควบคุมอำนาจรัฐในนาม “นายกรัฐมนตรี”

“ธรรมนัส” เป็นขุนศึกที่ทุ่มเทเต็มที่กับภารกิจที่ได้รับมอบหมายจาก “ผู้เป็นนายทุกคน”

เป็นรองนายกฯ และรัฐมนตรีที่ “อนุทิน” เรียกหาทุกเช้าค่ำ ให้รับผิดชอบภารกิจหนักๆ มาตลอด

ในสำนึกของ “นักบริหารธุรกิจใหญ่” อย่าง “อนุทิน” การทำงานอย่าง “ธรรมนัส” สมควรต่อการปูนบำเหน็จ

แต่เมื่อเกมถูกกำหนดด้วย แผนการ “อยู่ยาวอย่างยั่งยืน” จากตัวจริงเสียงจริง “เนวิน ชิดชอบ” ย่อมเป็นสภาวะที่ “หนู” จะไปขัดอะไรได้

แต่กระนั้นก็ตาม “บารมีที่ประกอบเป็นธรรมนัส” ที่คนอื่นไม่รู้ แต่ “เนวิน” รู้

รู้ว่าการปฏิเสธ “ธรรมนัส” แม้ไม่ยุ่งยากในวันนี้

แต่ความยุ่งเหยิงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้านั้น บางทีอาจจะเยียวยากันไม่ไหว

และจะทำให้แผนการ “อยู่ยาวอย่างยั่งยืน” สะดุดหยุดลงได้ไม่ยาก

https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_883312






 

พิรุธหลายอย่าง พลทหาร เสียชีวิตหลังถูกสั่งขัง อึ้งหนักหลังเผาศพ เจอช้อนสั้น ปนอยู่ในเถ้ากระดูก ตรงกับสัปเหร่อสงสัย อะไรแข็งๆ อยู่ในปาก

https://www.facebook.com/reel/1177098014294235


น้ำ-นิชนันท์ วังคะฮาต-Nitchanan Wangkahat
9 hours ago
·
ขอเชิญรอดูมาออกรายการสด “มีเรื่องต้องคุย” ช่อง 7 เวลา 17:20 น. พร้อมญาติพลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง และ ฝ่ายกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี และ ทนักวิชาการฝ่ายกฎหมาย ดำเนินรายการโดย พิธีกร กายสวิตต์ ลีละพงศ์วัฒนา

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid02LEYBxeuu8cAeSUJc7bHiDoEo1Hu4tNrZJAmQPSRMR4mFSyT8qcJBuGbK3ZhHshpcl&id=100066760812874




ส้มเขียวหวาน ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ "น้ำเงิน เขียว" ร่วมกันจะเป็นคาถาป้องกันภัย ไม่มีเขียว "แดง" จะขี่คอ "น้ำเงิน"


https://www.facebook.com/reel/1495900159213472
https://www.facebook.com/reel/911939741560216




บัตรเลือกตั้งที่ไม่มีหมายเลขบัตรที่ต้นขั้ว เป็นบัตรที่ผิดระเบียบของ กกต. - สมชัย ศรีสุทธิยากร


ปั่นไปไหน - สมชัย ศรีสุทธิยากร 
15 hours ago
·
บัตรเลือกตั้งที่ไม่มีหมายเลขบัตรที่ต้นขั้ว เป็นบัตรที่ผิดระเบียบของ กกต.
ในระเบียบของ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ได้แสดงตัวอย่างบัตรเลือกตั้ง สส. ต้องมีหมายเลขของบัตรที่ต้นขั้ว เพื่อประโยชน์ในการตรวจนับจำนวนบัตรเลือกตั้งในแต่ละเล่ม ที่ต้องตรงกับจำนวนและหมายเลขที่ระบุในปกของแต่ละเล่ม
การไม่มีหมายเลขบัตรแต่ละใบ เป็นการเปิดช่องให้เกิดการทุจริต เช่น อาจพิมพ์เกินจำนวน 20 ใบต่อเล่ม หรือ อาจแจกจ่ายบัตรให้ผู้มีสิทธิแนบไปพร้อมกันครั้งละมากกว่า 1 ใบ ซึ่งเป็นสาเหตุของบัตรเขย่ง คือ จำนวนบัตรเกินกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ
1. หาก กกต.พิมพ์บัตรที่ไม่มีหมายเลขบัตรที่ต้นขั้ว เท่ากับ กกต. ทำผิดกฎหมาย ฝ่าฝืนระเบียบที่ตนวางไว้ สามารถฟ้องเอาผิด กกต. ทั้งคณะได้
2. หาก กกต. อ้างว่า มีการพิมพ์หมายเลขบัตรที่ต้นขั้ว แต่ซุกซ่อนไว้ด้วยวิธีพิเศษ เช่น ใช้หมึกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หรือ พิมพ์ในตำแหน่งด้านหลังต้นขั้ว ตอนนี้ หลักฐานทั้งหมดอยู่ในหีบบัตรที่ปิดผนึกแล้ว ประชาชนสามารถขอตรวจสอบได้โดยใช้คำสั่งศาลหลังจากการฟ้อง 157 กรณีที่ กกต.ส่อทำผิดระเบียบของตนเอง

https://www.facebook.com/somchaivision/posts/pfbid0hrbgjso1BvG8i6yJnJLaTJaajrvJqCxRnDVWWxoquSUk8PybTe9s7pkwPkxXm8X3l




รัฐสอนราษฎร์ให้ซื่อสุจริต แต่ การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 โกง 100 %


Thanapol Eawsakul
2 hours ago
·
เขียนแปะข้างฝาไว้เลย
การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 โกง 100 %
แต่ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการโกงรอดหมดทุกคน
ไม่ใช่เพราะกฎหมายเอาผิดพวกเขาไม่ได้
เป็นเพราะว่าถ้าไม่โกง และเกิดพรรคประชาชนชนะขึ้นมา
"อะไรที่ไม่เคยเห็นก็จะได้เห็น
ส่วนอะไรที่เคยเห็น ก็อาจจะไม่เห็นอีกต่อไป"
.....

·
รัฐสอนราษฎร์ให้ซื่อ สุจริต
เสมือนสิ่งให้ข้อคิด กลับข้าง
เทาดำทอดแผลงฤทธิ์ ระอุรัฐ
มุสิกเปลี่ยนเป็นช้าง เชือดแล้วเป็นหมู!

ขรรค์ชัย บุนปาน
หน้า 3 มติชนรายวัน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1381232330715067&set=a.10162705613982729




ใช้ Gemini สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาบัตรเลือกตั้ง "ประเทศที่เคยมี serial number บนบัตรเลือกตั้ง ที่สามารถสืบย้อนไปได้ว่า ใครเลือกใคร และ มีการยกเลิกไปแล้ว มีประเทศอะไรบ้าง ยกเลิกเมื่อใด ด้วยเหตุผลใด"


ปั่นไปไหน - สมชัย ศรีสุทธิยากร 
February 21
·
ใช้ gemini สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาบัตรเลือกตั้ง มีคำถาม และคำตอบดังนี้
คำถาม : ประเทศที่เคยมี serial number บนบัตรเลือกตั้ง ที่สามารถสืบย้อนไปได้ว่า ใครเลือกใคร และ มีการยกเลิกไปแล้ว มีประเทศอะไรบ้าง ยกเลิกเมื่อใด ด้วยเหตุผลใด
คำตอบ : การยกเลิกเลขลำดับ (Serial Number) บนบัตรเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงถึงตัวบุคคลได้ มักมีสาเหตุหลักมาจาก "การปกป้องความลับทางการลงคะแนน" (Right to Secret Ballot) เพื่อไม่ให้ผู้มีอิทธิพลหรือรัฐสามารถข่มขู่หรือตรวจสอบการลงคะแนนของประชาชนได้
นี่คือประเทศที่เคยใช้ระบบนี้และมีการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกไปครับ:
1. อิตาลี (Italy)
อิตาลีเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องนี้ครับ
• อดีต: เคยมีระบบที่เรียกว่า "Tagliando Antifrode" หรือรหัสกันการทุจริต ซึ่งเป็นเลขลำดับที่ติดอยู่กับบัตรเลือกตั้ง
• การยกเลิก/เปลี่ยนแปลง: อิตาลีพยายามปรับปรุงระบบนี้มาโดยตลอด โดยเฉพาะหลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มมาเฟียหรือพรรคการเมืองใช้วิธีสืบย้อนว่าใครเลือกใครเพื่อนำมาข่มขู่หรือให้รางวัล (Voter Intimidation/Buying)
• ปัจจุบัน: บัตรเลือกตั้งอิตาลียังมีเลขลำดับอยู่ แต่ เจ้าหน้าที่จะต้อง "ฉีกแถบรหัสนี้ออก" ก่อนที่จะนำบัตรที่ลงคะแนนแล้วหย่อนลงหีบ เพื่อให้บัตรในหีบไม่มีรหัสใดๆ หลงเหลืออยู่และไม่สามารถสืบย้อนกลับไปยังรายชื่อผู้มาใช้สิทธิได้
2. สหรัฐอเมริกา (United States - บางรัฐ)
สหรัฐฯ ไม่ได้มีกฎหมายเลือกตั้งฉบับเดียวทั้งประเทศ แต่ละรัฐมีกฎของตัวเอง
• อดีต: ในศตวรรษที่ 19 หลายรัฐใช้บัตรเลือกตั้งที่มีเลขลำดับติดอยู่กับตัวบัตรเพื่อป้องกันการยัดบัตร (Ballot Stuffing)
• การยกเลิก: ช่วงปลายปี 1880 ถึง 1890 รัฐต่างๆ เริ่มเปลี่ยนมาใช้ระบบ "Australian Ballot" (ระบบบัตรมาตรฐานที่รัฐจัดพิมพ์และเป็นความลับ)
• เหตุผล: เพื่อป้องกันการซื้อเสียงและการข่มขู่ลูกจ้างโดยนายจ้าง ปัจจุบันรัฐส่วนใหญ่ที่ยังใช้เลขลำดับจะใช้วิธี "Perforated Stub" (มีรอยปรุให้ฉีกเลขออก) ก่อนหย่อนบัตร เพื่อตัดความเชื่อมโยงทิ้งทันที
3. ออสเตรเลีย (Australia)
ออสเตรเลียเป็น "ผู้บุกเบิก" การลงคะแนนลับของโลก (จนถูกเรียกว่า Australian Ballot)
• การเปลี่ยนแปลง: ก่อนปี 1856 การลงคะแนนในอาณานิคมต่างๆ ของออสเตรเลียทำโดยการขานชื่อ หรือใช้บัตรที่ระบุตัวตนได้
• การยกเลิก: มีการผ่านกฎหมายลงคะแนนลับครั้งแรกในรัฐแทสเมเนียและวิกตอเรียในปี 1856
• เหตุผล: เพื่อขจัดปัญหาการติดสินบนและการใช้อิทธิพลมืดครอบงำผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยกำหนดให้บัตรต้องไม่มีเครื่องหมายใดๆ ที่ระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้
4. แคนาดา (Canada)
• อดีต: เคยใช้ระบบเลขลำดับบนบัตรที่เชื่อมโยงกับบัญชีรายชื่อ
• ปัจจุบัน: แคนาดาใช้ระบบ "Counterfoil with Serial Number" คือมีเลขลำดับที่ต้นขั้ว แต่เมื่อผู้ใช้สิทธิกากบาทเสร็จและพับบัตรมาส่งให้เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จะต้องฉีกต้นขั้วที่มีเลขลำดับทิ้ง ต่อหน้าผู้เลือกตั้งก่อนจะอนุญาตให้หย่อนบัตรลงหีบ
• เหตุผล: เพื่อยืนยันว่าบัตรที่หย่อนลงไปเป็น "ใบเดียวกับที่จ่ายให้" (ป้องกันการสลับบัตรผีจากข้างนอก) แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องทำลายเลขลำดับทิ้งเพื่อให้ในหีบไม่มีรหัสที่สืบย้อนได้
สรุปสาเหตุหลักที่ประเทศเหล่านี้ยกเลิกหรือปรับเปลี่ยน:
1. ป้องกันการซื้อเสียง (Vote Buying): หากสืบย้อนไม่ได้ ผู้ซื้อเสียงก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้รับเงินเลือกตามที่ตกลงไว้จริงหรือไม่
2. ป้องกันการข่มขู่ (Voter Intimidation): ในอดีต นายจ้างหรือผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นมักตรวจสอบเลขบัตรเพื่อกดดันให้เลือกฝ่ายตน
3. สร้างความมั่นใจ (Public Trust): รัฐต้องการให้ประชาชนกล้าแสดงออกทางเมืองอย่างอิสระโดยไม่ต้องกลัวการเช็คบิลภายหลัง
เกร็ดเพิ่มเติม: ปัจจุบันเหลือเพียงไม่กี่ประเทศ (เช่น อังกฤษ และ สิงคโปร์) ที่ยังคงเลขลำดับไว้บนตัวบัตรในหีบ แต่จะใช้กฎหมายที่เข้มงวดมาก (เช่น ต้องมีคำสั่งศาลสูงสุด) เพื่อสั่งเปิดดูรหัสนั้นในกรณีทุจริตเท่านั้นครับ

https://www.facebook.com/somchaivision/posts/1479901777035769



อ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล กางระเบียบเลือกตั้งเกี่ยวกับการทำลายบัตรเลือกตั้ง - บัตรเลือกตั้งที่เหลือทำลายหมดแล้ว จึงต้องพิมพ์ใหม่ ถูกระเบียบหรือไม่?


Prinya Thaewanarumitkul 
6 hours ago
·
[ กางระเบียบเลือกตั้งเกี่ยวกับการทำลายบัตรเลือกตั้ง: บัตรเลือกตั้งที่เหลือทำลายหมดแล้ว จึงต้องพิมพ์ใหม่ ถูกระเบียบหรือไม่? ]
ในการเลือกตั้งใหม่บางหน่วยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กกต. ได้ใช้บัตรเลือกตั้งที่ยังมีบาร์โค้ด แต่ต้นขั้วไม่มีเลขเล่มและเลขบัตร (จากภาพข่าว) โดยให้เหตุผลว่า บัตรเลือกตั้งที่เหลือทำลายหมดแล้ว จึงต้องใช้บัตรเลือกตั้งที่พิมพ์ใหม่
ผมสงสัยว่า บัตรเลือกตั้งทั้งสีชมพูและสีเขียวพิมพ์ทั้งหมดอย่างละ 56.1 ล้านใบ เพื่อใช้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าคนไปเลือกตั้ง 65% (หรืออย่างมาก 69% ถ้านับครบ 100% ซึ่งจนบัดนี้ยังไม่รู้ว่ามีคนไปเลือกตั้งกี่คน) จะมีบัตรเลือกตั้งเหลือ 20 ล้านใบ ทำไมไม่เอาบัตรเลือกตั้งที่เหลือเต็มเล่มมาใช้ อยู่ดีๆ จะทำลายหมด แล้วพิมพ์ใหม่ (แบบต้นขั้วไม่มีเลขเล่มและเลขบัตร) เลยได้หรือ?
ผมจึงไปเปิดดูระเบียบเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.2566 เรื่องการทำลายบัตรเลือกตั้ง ปรากฏว่า ข้อ 252 กำหนดว่า ทั้งบัตรเลือกตั้งที่ใช้แล้ว และ ”บัตรเลือกตั้งที่เหลือเต็มเล่ม“ จะทำลายได้ต้องเป็นไปตามที่หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในวรรคสอง คือ
“(1) เป็นบัตรเลือกตั้งที่คณะกรรมการได้ประกาศผลการเลือกตั้งแล้วและไม่มีเรื่องร้องคัดค้านเกี่ยวกับการนับคะแนน และ
(2) เป็นบัตรเลือกตั้งที่ไม่มีกรณีร้องคัดค้านในความผิดเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งหรือมีแต่เรื่องร้องคัดค้านนั้นคณะกรรมการหรือศาลฎีกา แล้วแต่กรณี วินิจฉัยแล้วเสร็จ และ
(3) เป็นบัตรเลือกตั้งที่ไม่มีกรณีการฟ้องคดีอาญา คดีแพ่ง หรือคดีปกครองในความผิดเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง การออกเสียงลงคะแนน หรือเอกสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง หรือการนับคะแนนเลือกตั้ง หรือมีกรณีการฟ้องคดีต่อศาลในความผิดดังกล่าวแต่คดีถึงที่สุดแล้ว”
การเลือกตั้งคราวนี้มีการร้องคัดค้านการนับคะแนน ร้องเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งมากมาย ถึงต้องมีการนับคะแนนใหม่ และเลือกตั้งใหม่เมื่อวานนี้ในหลายหน่วย ผลการเลือกตั้งก็ยังไม่ประกาศ (ที่ กกต. ประกาศคือ ใบคะแนนรายหน่วยเลือกตั้งที่เป็นลายมือถ่ายเป็น PDF ไม่ใช่การประกาศผลการเลือกตั้งนะครับ) ระยะเวลาในการคัดค้านการเลือกตั้งก็ยังไม่ผ่านไป (30 วันนับตั้งแต่ประกาศผลการเลือกตั้ง) ทั้งยังมีการฟ้องศาลหลายศาล ทำไม กกต. จึงทำลายบัตรเลือกตั้งที่เหลือเต็มเล่มทิ้งได้?
ที่สำคัญคือต่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามข้อ 252 วรรคสองแล้ว ข้อ 253 ก็ยังกำหนดไว้ว่า “ให้เลขาธิการแต่งตั้งคณะกรรมการทำลายบัตรเลือกตั้งส่วนกลาง ..“ เพื่อดำเนินการทำลายบัตรเลือกตั้ง ไม่ใช่นึกจะทำลายก็ทำลายได้เลย
ถ้ามีการทำลายบัตรเลือกตั้งที่เหลือไปแล้วจริงๆ ไม่ทราบท่านเลขาธิการได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการทำลายบัตรเลือกตั้งส่วนกลางแล้วหรือไม่? เรื่องนี้ กกต. ต้องแถลงต่อสาธารณชน รวมถึงชี้แจงด้วยว่าการทำลาย “บัตรเลือกตั้งที่เหลือเต็มเล่ม” ได้ทำตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามระเบียบเลือกตั้งข้อ 252 แล้วหรือไม่?
กกต. ต้องทำให้คนหายสงสัยในเรื่องไม่ชอบมาพากลทั้งหลาย หรืออย่างน้อยต้องทำให้คนสงสัยน้อยลง ไม่ใช่ทำให้คนสงสัยมากขึ้นแบบนี้ครับ!

https://www.facebook.com/prinya.thaewanarumitkul/posts/pfbid0SpZD3aEcAKdrxbWCq1mMZFF1rt6TNvzfbdFofmxd9Kyw6ATqjLZsVgD4eAeQjQnUl



อ.สฤณี อาชวานันทกุล จับโป๊ะ กกต. ความผิดปกติทั้งหลาย ตัวเลขเลือกตั้งทั่วประเทศ 100% น้อยกว่า ตัวเลข 94% ได้อย่างไร (อันนี้รวมทั้ง บัตรเขย่ง บัตรเสีย และอื่นๆ)


ภาพจาก
The Politics ข่าวบ้าน การเมือง
(https://www.facebook.com/photo/?fbid=1358151129686712&set=a.479371834231317)

Sarinee Achavanuntakul - สฤณี อาชวานันทกุล
16 hours ago
·
"ความผิดปกติ" ทั้งหลายในกรณีบัตรเขย่ง - ข้อคิดในการตรวจสอบข้อมูล 100% เทียบกับ 94%
ระหว่างที่รอนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลเก่งๆ หลายคน "อ่าน" และตรวจสอบไฟล์ PDF ต่างๆ นานาบนเว็บ กกต. ด้วยความยากลำบาก (ซึ่งยังไม่มีอะไร 100% เลย อย่างที่เคยบอกไปแล้ว) คิดว่าอยากมาไล่เรียง "ความผิดปกติ" ทั้งหลาย ที่เราน่าจะสามารถใช้ได้ในการตรวจสอบว่า ข้อมูล 94% ไม่เป็นทางการของ กกต. (ซึ่งใช้ในการประกาศผลการเลือกตั้ง จับขั้วรัฐบาล ฯลฯ ของสื่อมวลชนและพรรคการเมืองทุกพรรค) นั้น มันน่าจะเกิดจาก "การจัดการกับคะแนนดิบจากหน่วยเลือกตั้งอย่างเป็นระบบ" (ผิดกฎหมาย) หรือเป็นแค่ "การออกแบบระบบแบบแปลกประหลาด" ให้รายงานตัวเลขกล่องเขียว - กล่องชมพูแยกกันเท่านั้น (แย่มาก แต่อาจไม่ผิดกฎหมาย)
(ไฟล์ Excel 94% ไม่เป็นทางการ ที่เผยแพร่สาธารณะ ยังอยู่นี่นะคะ https://docs.google.com/.../1HGLcjL4sKWvpgWtXVk3e.../edit... จริงๆ เพิ่มอะไรไปพอสมควร แต่รอเทียบกับ 100% ทีเดียว)
*** สมมุติฐานที่ต้องเป็นความจริงเสมอ (ground truth) คือ คะแนนรายเขตจะต้องเป็นผลรวมของคะแนนดิบจากทุกหน่วยเลือกตั้งในเขตนั้นๆ และคะแนน 94% ไม่เป็นทางการ สะท้อนคะแนนจากหน่วยเลือกตั้ง 94% ของทั้งหมดจริงๆ ไม่ใช่ตัวเลขสมมุติ ***
ตัวอย่าง "ความผิดปกติ" ที่จะใช้ทดสอบ --
1. ตัวเลขอะไรก็ตามตอนนับ 100% น้อยกว่าตัวเลข 94% (เช่น จำนวนบัตรไม่เลือกผู้ใด, จำนวนบัตรเสีย ฯลฯ)
2. จำนวนผู้มาใช้สิทธิรวมของแต่ละเขต นับ 100% สูงกว่า จำนวนผู้มาใช้สิทธิ 94% อย่างผิดปกติ (ในไฟล์ Excel ด้านบน ชีท poll-stations มีรายชื่อหน่วยเลือกตั้งทุกหน่วยทั่วประเทศในเลือกตั้ง 2569 รวมถึงจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละหน่วย) --> "ผิดปกติ" เช่น ผลต่างระหว่าง จำนวนผู้มาใช้สิทธิ 100% กับ ผู้มาใช้สิทธิ 94% สูงกว่า 6% มาก
3. จำนวนบัตรเสีย 100% สูงกว่าหรือต่ำกว่าจำนวนบัตรเสีย 94% อย่างมีนัยสำคัญ
4. คะแนนของผู้ชนะ 100% สูงกว่าหรือต่ำกว่าคะแนน 94% อย่างมีนัยสำคัญ
5. จำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตและนอกราชฯ ของแต่ละเขต (ไม่รวมอยู่ในข้อมูล 94%) น้อยกว่าผู้ประสงค์ลงทะเบียนมาก (มีตัวเลขรายหน่วยในชีท poll-stations)
6. เขตที่มีการเปลี่ยนตัวผู้ชนะเลือกตั้ง ทั้ง ส.ส. เขต และ บัญชีรายชื่อ (ถ้ามี) (ผู้ชนะตอน 100% เป็นคนละคนกับตอน 94%)
สุดท้าย ปลายทางของการตรวจสอบทั้งหมดนี้ควรอธิบายได้ว่า เขตที่เคยเขย่ง โดยเฉพาะที่ > 1,000 ใบ (ไม่ว่า เขียว > ชมพู หรือ ชมพู < เขียว) ตอน 94% มันกลับมาไม่เขย่งตอน 100% ได้อย่างไร
ใครคิดแบบทดสอบอะไรออกอีก ชวนให้ความเห็นนะคะ
(จริงๆ ส่วนตัวคิดว่า การทำสิ่งนี้ใกล้เคียงกับหลักการพื้นฐานของ Forensic Accounting แล้ว 55 แขนงบัญชีนิติวิทยา / การบัญชีเชิงสืบสวนนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในบ้านเรา แต่สำคัญมากๆ ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ)
#กกตต้องติดคุก #ระบอบหน้าด้าน
.....


Sarinee Achavanuntakul - สฤณี อาชวานันทกุล
2 hours ago
·
"ความผิดปกติ" ระหว่างคะแนน 100% ไม่เป็นทางการ กับ 94% ไม่เป็นทางการ ข้อแรก : ตัวเลข 94% สูงกว่า ตัวเลข 100%
ส่งการบ้านต่อค่ะ ขอขอบคุณคุณ Nat Luengnaruemitchai สำหรับข้อมูล คะแนน 100% ไม่เป็นทางการ (เรียกว่า "ไม่เป็นทางการ" ไปก่อน เพราะ กกต. ยังไม่ประกาศคะแนน 100% แบบเข้าใจง่าย เป็นตารางรวมชัดๆ ที่เราไม่ต้องไปงมหาใน Google Drive 555)
ข้อมูล "100% ไม่เป็นทางการ" มาจาก ประกาศ กกต. เขต (แบบ 6/1) ของ กกต. ไฟล์ PDF ที่ OCR ให้เป็น machine readable โดยคุณ Nat Luengnaruemitchai (https://drive.google.com/.../1elYwd_ATWpm8q...)
ความผิดปกติแรกที่ตัวเองทดสอบ คือ ดูว่าตัวเลขไหนของคะแนนนับ 94% ไม่เป็นทางการ (จากเว็บ ECTReport ของ กกต. ซึ่งวันนี้ปิดไปแล้ว) ** สูงกว่า ** ตัวเลขนับ 100% ไม่เป็นทางการ บ้าง เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ตัวเลข นับ 94% จะต้อง ** น้อยกว่า ** ตัวเลขนับ 100% ในทุกกรณี
ผลปรากฎว่า ทั่วประเทศวันนี้มี 19 เขตนะคะ ที่ตัวเลข 94% ดันมากกว่าตัวเลข 100% ที่พบคือตัวเลข บัตรเสีย และ บัตรไม่เลือกผู้ใด --> ทำของ สกลนคร เขต 7 และ อุดรธานี เขต 9 มาให้ดูเป็นตัวอย่าง
ดูตารางรวม (รวบรวมโดย Claude Excel) ด้านล่างนี้ได้ค่ะว่า 19 เขต มีเขตไหนบ้าง (จริงๆ กำลังทดสอบความผิดปกติอื่นๆ ด้วย เช่น ตัวเลข 94% ต่ำกว่า 100% อย่างมีนัยสำคัญ (เช่น บัตรเสียนับ 94% ต่ำกว่าบัตรเสียนับ 100% มากกว่า 80% เป็นต้น) แต่จะขอเวลาเช็คและค่อยๆ ทยอยเล่านะคะ
กล่าวโดยสรุปก็คือ การที่ตัวเลขนับ 100% ไม่เป็นทางการ บางตัวบางเขตสามารถ ** ต่ำกว่า ** ตัวเลขนับ 94% ได้ เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า น่าจะมีการจัดการกับคะแนนในระบบ หรือพูดอีกอย่างก็คือ ตัวเลข 94% ที่สื่อและพรรคการเมืองใช้ในการประกาศตั้งรัฐบาล รายงานตัวเลข ส.ส. นั้น น่าจะไม่ตรงกับคะแนนดิบที่นับจริงหน้าหน่วย ในสาระสำคัญหลายเขตค่ะ
ไฟล์ Excel ที่ใช้ ดาวน์โหลดได้จาก Google Drive เช่นเคย โฟลเดอร์นี้รวมที่แคปหน้าจอทุกเขต คะแนน 94% ไม่เป็นทางการบนเว็บ ECTScore ด้วย (ยกเว้น กทม. ซึ่งแคปรายเขตไม่ทัน)
1. ไฟล์ OCR-100-District.xlsx --> https://docs.google.com/.../1yWd3e-bDvj.../edit...
ต้องเปิดคู่กับไฟล์
2. ไฟล์ ElectionData-Analysis-Public+Transfers.xlsx --> https://docs.google.com/.../11EUvq3je2V2tjfFajCCj.../edit... (ชื่อเดิม แต่มีเพิ่มคอลัมน์)
3. แคปหน้าจอ 94% ไม่เป็นทางการ ทุกเขตยกเว้น กทม. --> https://drive.google.com/.../12h8nwq2ktQZRqEuHaWbwBJDjytb...
#กกตต้องติดคุก #ระบอบหน้าด้าน

https://www.facebook.com/SarineeA/posts/pfbid0389QetJcdZhaf6CYVk7eCYUKDQs5ZaHtGPsxa6VLzUTRq71dVSyri6EEd59iFqD8Pl