วันจันทร์, พฤษภาคม 04, 2569

เลือกผู้ว่าฯ กทม. ที่จริงทีม ‘ชัชชาติ’ นี่ก็นอนมาอยู่แล้ว แต่ผู้ชำนัญการเมืองกรุงเทพฯ บอกว่า “มันจำเป็นต้องส่ง” เพราะฐานเสียงเยอะ อย่างน้อยช่วยทีม สก.เข้าทั้งแผง

เลือกผู้ว่าฯ กทม. ที่จริงทีม ชัชชาติ นี่ก็นอนมาอยู่แล้วละ แต่ก็ดันมีคนขี้สงสัยไปถามว่า แล้วพรรคส้มจะส่งผู้สมัครของตัวไปลงทำไม นี่ไงมันทำให้เกิดแรงกระเพื่อมขึ้นสิ ถ้าฟังการวิเคราะห์ผู้ชำนัญการเมือง กทม.อย่าง บก.ลายจุด

เขาบอกว่า “มันจำเป็นต้องส่ง...เพราะมันเป็นโอกาสทางการเมืองที่จะได้สื่อสารความคิดของพรรค และไม่มีสิทธิ์ที่จะหลบการแข่งขันในครั้งนี้” ได้ ในเมื่อฐานเสียงพรรคส้มใน กทม.เยอะอยู่ ไม่งั้นคงไม่กวาดเรียบ สส.ทุกเขต

อย่างไรเสียต้องยืนหยัดแสดงอุดมการณ์หลัก “เลือกพรรค ไม่ใช่เลือกคน” เห็นมีด้อม ปชน.ว่าไว้ออนไลน์ไม่กี่วันมานี้ “ทีมของพรรคประชาชน ปึ้กกว่าทีมชัชชาติหลายขุม” คงต้องรอดูการเปิดตัว ทั้งผู้ชิงนายกฯ และ สก.วันพรุ่งนี้ (๕ พฤษา)

ทั้งที่ระดับผู้นำทางอุดมการณ์ของพรรค อย่าง พรรณิการ์ วานิช แห่งคณะก้าวหน้า ยังบอกว่า “โอ๊ยย ยังไงอาจารย์ชัชชาติก็ชนะอยู่แล้ว นอนมา” ปล่อยให้มันจบๆ ไป จะไม่เข้าท่า “มันจะกลายเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ค่อยมีความหมาย”

ช่อบอกอย่าทำให้การเลือกตั้ง ๔ ปีครั้ง มันจืดชืดเสียเลย “ทุกการเลือกตั้งคือโอกาสของการเปลี่ยนแปลง” การมีผู้สมัครแข่งขันกันผลักดันของตนเอง มันจะทำให้การเลือกตั้งมีความหมาย มากกว่าปล่อยมันไปตามเพลง

สมบัติ บุญงามอนงค์ ก็ว่างั้น หากฐานเสียงเหนียวแน่นพอ “แต่จะอธิบายยังไงให้คนที่เลือก สส.ส้ม ไปเลือกผู้ว่าส้มด้วยเหตุผลของพรรค” เท่าที่มีข่าวขุดคุ้ยออกมาแล้ว ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่แคนดิเดทชิงผู้ว่าฯ ของ ปชน.ก็ไม่เลวหรอกนะ

เสียแต่ว่าตอนนี้ทางฝ่ายชัชชาติล้ำหน้าไปขุมหนึ่งแล้ว ไม่ต้องหาเสียง เพียงแค่โฆษณาผ่านทางราชกิจจานุเบกษา ก็เต็มไปด้วยเสียงมหาชนอูมอา ฮือฮา หาได้ที่ไหนในประเทศนี้ คณะผู้บริหารมหานคร ทำกำไรให้กรุงเทพฯ ตั้ง ๕ พันกว่าล้าน เมื่อปีที่แล้ว

“ดุลของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ มีรายรับสูงกว่ารายจ่ายตามงบประมาณ เป็นจำนวนเงินรวม ๕,๓๙๕,๕๖๙,๐๘๙.๔๔ บาท” แน่ะ เนื่องเพราะนอกจากมีการจัดเก็บรายได้สูงกว่าประมาณการ แล้วยังใช้จ่ายงบประมาณต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

นั่นหลังจากมี “ยอดเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปี” กว่า ๑๕,๕๐๑ ล้านบาท เอาไปรวมกับรายจ่ายประจำ ๘๗,๑๒๘ ล้านบาทแล้วด้วย ผลออกมายังคงกำไรสุทธิอยู่ที่ ๑,๘๘๙ ล้านบาท

(https://www.facebook.com/thestandardth/posts/TYkRNDWiK, https://www.facebook.com/MatichonOnline/posts/DDLEe55No และ https://x.com/nuling/status/2050916494490702063)

คนดีชอบแก้ไข คนอะไรน๊า ชอบแก้ตัว ? รัฐบาลวอนสังคมเห็นใจ บอกสโลแกน: "รวยไม่ไหวแล้ว" เกิดก่อนสงคราม...

https://www.facebook.com/PPTVHD36/videos/1630672094837429/
.....

Pravit Rojanaphruk
11 hours ago
·
(English below)
รัฐบาลวอนสังคมเห็นใจ บอกสโลแกน: "รวยไม่ไหวแล้ว" เกิดก่อนสงคราม...
ใช่ครับ เปลี่ยนเป็น: จนจนไม่ไหวแล้ว พอเถอะ! พอแล้วอนุทิน!
#ป #อนุทิน
A government spokesperson urged the public to understand that Anutin's elections slogan: “[We are becoming] so rich we can’t take it anymore.” (which is now a bad joke) — was made before the war against Iran.
My suggestion is it should now be: “We are becoming so poor we can’t take it anymore. Enough! That’s enough Anutin!”





ชาวเชียงใหม่รวมตัวเรียกร้องแก้ปัญหาฝุ่น ผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

https://www.facebook.com/kowitb007/posts/pfbid02dErTE7VcoFwkiL1r1E8oc9AeXpnZGnh1uVyAgQDLvzbFAqiXwTNGVgwoDMyxqkL4l

Kowit Boondham 
14 hours ago
·
ชาวเชียงใหม่รวมตัวเรียกร้องแก้ปัญหาฝุ่น ผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด
---
วันนี้ (3 พ.ค.69) ที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
กลุ่มประชาชน ชาว จ.เชียงใหม่ นัดรวมตัวทำกิจกรรมเพื่อ “สนับสนุน พ.ร.บ.อากาศ สะอาด”
ช่วงเวลา 9.00 น.มีกิจกรรมพูดคุยแลกเปลี่ยน ความสำคัญ พ.ร.บ.อากาศสะอาด มี อ.ไพสิฐ พาณิชย์กุล และ ครูเบลล่า นลี อินทรนันท์ ร่วมแลกเปลี่ยน ทำไมต้องมีกฎหมายฉบับนี้
เวลา 9.30 น. มีขบวนรณรงค์ปั่นจักรยาน และรถไฟฟ้า รณรงค์รอบคูเมืองเชียงใหม่
นลี อินทรนันท์ ชาว จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ มีความจำเป็นที่จะปกป้องเศรษฐกิจ และสุขภาพของประชาชน ที่ผ่านมาชาวเชียงใหม่และคนในภาคเหนือประสบปัญหาฝุ่นมานาน จนเรียกว่าฤดูฝุ่น อยากให้รัฐบาล และ สมาชิกวุฒิสภาเร่งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด คืนอากาศที่ดีให้กับประชาชน
“เราไม่ต้องการฤดูฝุ่น ปัญหามีมานาน ต้องการคือทางออก มองว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาดจะแก้ปัญหาระยะยาว ให้อากาศหายใจดีกลับมา เป็นห่วงเยาวชนที่ต้องโตในสภาพอากาศไม่ดี”
ผศ. ดร.อรอร ภู่เจริญ นักวิชาการอิสระด้านนโยบายสาธารณะ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด มีความสำคัญ เพราะเจตจำนงร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ เรื่องอากาศสะอาดเป็นสิทธิของประชาชน ที่จะเข้าถึง และร่างกฎหมายฉบับนี้มีกลไกต่างๆรองรับการแก้ปัญหา เช่น กองทุน และโครงสร้างภาคส่วนต่างๆ โดยอยากให้รัฐคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
วันนี้อากาศเชียงใหม่ดีขึ้น...แต่เมื่อเดือนที่แล้ว ...ปีที่แล้ว 10 ปีที่แล้ว อากาศยังเป็นแบบนี้ “ฤดูฝุ่น” ....รัฐบาลแก้ปัญหาไม่ได้สักที นับวันจะรุนแรงมากขึ้น
พ.ร.บ.อากาศอากาศสะอาด...อาจเป็นคำตอบ การแก้ปัญหาเรื่องนี้....ภาคประชาชน สภาลมหายใจเชียงใหม่ที่มาร่วมกิจกรรมกล่าวย้ำ?
ตอนนี้ก็ขึ้นอยู่กับเจตจำนงรัฐบาล สว.
ผศ. ดร.อรอร กล่าวว่า
“ คนที่ได้รับผลกระทบระยะเวลา 10 ปี มองเป็นเรื่องเร่งด่วน เพราะเป็นปัญหาที่สะสมมานาน เป็นสิ่งที่รัฐต้องเอาขึ้นมาพิจารณา”
“ สิ่งที่รัฐบาล สส.สว. คำนึงมากที่สุดคือเรื่องอากาศสะอาดเป็นผลประโยชน์ของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่ผลประโยชน์ระยะสั้นทางการเมือง หรือกำไรบางธุรกิจ ต้องมองผลประโยชน์ระยะยาวของประชาชน ใน พ.ร.บ.อากาศสะอาด”


https://www.facebook.com/breathcouncil.org/posts/pfbid02GfJ8Z9zieS93meEHf89nGc2Dm9qex2AXjjo8TA2exbWWzUqCK4czTLTHzkk7jtE8l

สภาลมหายใจเชียงใหม่ 
14 hours ago
·
“เชียงใหม่ขอ พ.ร.บ.อากาศสะอาด” คนเชียงใหม่รวมตัวปั่นรถถีบ-รถไฟฟ้า ดันร่างกฎหมาย หวังกระจายอำนาจจัดการฝุ่นควัน
.
วันนี้ (3 พฤษภาคม) กลุ่มจิตอาสารักษ์ดี เชียงใหม่ เครือข่ายจักรยานวันอาทิตย์ นักวิชาการ กลุ่มรถไฟฟ้าเขียวชมเมือง สภาลมหายใจเชียงใหม่ และกลุ่มพลเมืองเชียงใหม่ที่มีทั้งผู้สูงอายุ และคนรุ่นใหม่มีการจัดกิจกรรมรณรงค์ส่งเสียงเรียกร้องไปยังรัฐสภาเพื่อผลักดันร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการอากาศสะอาด ณ บริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยในเวทีได้มีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์การปั่นจักรยาน และใช้รถไฟฟ้ารอบคูเมือง
.
นลี อินทรนันท์ ตัวแทนจากกลุ่มจิตอาสารักษ์ดี จ.เชียงใหม่ กล่าวว่าการจัดกิจกรรมวันนี้เพื่อเป็นการส่งเสียงให้รัฐบาล หลังจากที่ชาวเชียงใหม่อดทนกับฝุ่นมายาวนาน การมีพ.ร.บ.อากาศสะอาดจะเป็นทางออกทำให้เรากลับมามีอากาศที่สดชื่นได้ เพราะเราเป็นห่วงเยาวชน ผู้สูงอายุอย่างมาก อยากให้รัฐบาลอย่าประมาทกับเรื่องนี้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนทุกคน เป็นเรื่องที่กระทบกับร่างกาย และสภพจิตใจ และส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไปด้วย เรื่องของมลหายใจเป็นสิ่งที่สุดท้ายที่สำคัญสำหรับชีวิตเรา แต่ละจังหวัดสามารถที่จะวางแผน และบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง ดังนั้น พ.ร.บ.อากาศสะอาดจะเป็นทางออกทำให้เรามีส่วนร่วมในการจัดการแก้ปัญหาฝุ่นด้วยตัวเราเอง
.
รังสรรค์ จันทร์ต๊ะ ตัวแทนจากกลุ่มจักรยานเชียงใหม่ และจักรยานเสือสันทรายกล่าวว่าที่ตนเองมาร่วมกิจกรรมในวันนี้เพราะเราอยู่ภายใต้รัฐบาลที่ล้มเหลว ไม่เคยสนใจเรื่องของดินฟ้า อากาศ และและป่าไม้ เราโดนรมควันเป็นโรคทางเดินหายใจ และฝุ่นนี้กำลังคุกคามเรา อยากให้มีพ.ร.บ.อากาศสะอาด ช่วยทำให้ประชาชนมีสิทธิ ได้รับการปกป้องคุ้มครอง สามารถมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการอากศในพื้นที่ของเรา และยังมีบทลงโทษกลุ่มทุนใหญ่ที่ปลูกข้าวโพดได้ด้วย
.
ไพสิฐ พาณิชยกุล นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ติดตามเรื่อง พ.ร.บ.บริหารจัดการอากาศสะอาดให้ความเห็นว่าการผลักดัน พ.ร.บ.บริหารจัดการอากาศสะอาดมาจากสถานการณ์มลพิษที่รุนแรง พื้นที่กว้างขึ้นและเป็นเวลานานขึ้นทั่วประเทศ ภาคเหนือเผชิญปัญหารุนแรง 2-3 เดือน และยังภาคอื่น ๆ ที่เผชิญกับปัญหามลพิษยาวนานเช่นกัน เช่น ภาคอีสานที่เผชิญปัญหามลพิษยาวนานถึง 8 เดือน กรุงเทพ และภาคใต้ก็เผชิญปัญหาเช่นเดียวกัน แต่ระบบการจัดการของภาครัฐในปัจจุบันไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการผลักดันร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการอากาศสะอาด
.
หลักการและกลไกสำคัญในร่างกฎหมาย:ร่างกฎหมายนี้มีหลักการสำคัญ 5 ประการได้แก่ 1. อากาศสะอาดเป็นสิทธิของประชาชน เป็นการรับรองสิทธิพื้นฐานครั้งแรก 2. รัฐมีหน้าที่ต้องจัดหา และประชาชนสามารถฟ้องร้องรัฐได้หากรัฐไม่ดำเนินการ 3. ปฏิรูประบบราชการที่เกี่ยวข้อง มีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติและระดับจังหวัด
.
4. การจัดการที่แหล่งกำเนิดมลพิษ (Point Source) แต่ละประเภท ซึ่งมีลักษณะเฉพาะในแต่ละภูมิภาค (เช่น ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง) ระบุแหล่งกำเนิดมลพิษ 6 ประเภท ได้แก่ ภาคป่าไม้ ภาคเกษตร ภาคเมือง ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และมลพิษข้ามแดน โดยแต่ละประเภทต้องมีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน
.
5. มีการจัดกองทุนอากาศสะอาด เป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนงบประมาณแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต แทนที่จะเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ เช่น แจกหน้ากากอนามัย
.
อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลว่ากระทรวงการคลังพยายามที่จะถอดกองทุนนี้ออกจากร่างกฎหมาย สถานะปัจจุบันของร่างกฎหมายและความท้าทาย คือร่างกฎหมายผ่านสภาผู้แทนราษฎรในวาระแรกของรัฐบาลชุดที่แล้ว และค้างอยู่ในรัฐสภา ต้องให้รัฐบาลปัจจุบันยืนยันร่างกฎหมายนี้กลับไปยังรัฐสภาภายในวันที่ 13 พฤษภาคม เพื่อพิจารณาต่อแต่มีข้อโต้แย้งจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) คือมีข้อคัดค้านประมาณ 10 ประเด็น โดย 5 ประเด็นหลักที่ถูกเปิดเผย ได้แก่
.
1. ประธานคณะกรรมการอากาศสะอาดระดับจังหวัด สว. ต้องการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน แต่ร่างกฎหมายเสนอให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) ซึ่ง สว. มองว่าเป็นการให้นายก อบจ. มีอำนาจมากเกินไป
2. กองทุนอากาศสะอาด สว. ต้องการให้ตัดออกโดยสิ้นเชิง
3. กฎหมายไม่สามารถปฏิบัติได้จริง สว. อ้างว่ากฎหมายนี้ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริง
4. อำนาจเจ้าพนักงานอากาศสะอาดมากเกินไป: เช่น อำนาจในการเข้าตรวจค้นแหล่งกำเนิดมลพิษโดยไม่ต้องมีหมาย
5. บทลงโทษรุนแรงเกินไป เช่น ค่าปรับเป็นแสนเป็นล้านบาท ซึ่งภาคเอกชนไม่เห็นด้วย
.
นอกจากนี้ ยังมีความพยายามล้มทั้งฉบับหรือยืดเวลาการพิจารณา เพื่อให้ร่างกฎหมายตกไปอีกด้วย.
.
.
#เชียงใหม่ขอพรบอากาศสะอาด
#จับตากฎหมายอากาศสะอาด
#สภาลมหายใจเชียงใหม่

https://www.facebook.com/reel/2497112747378370'




ในช่วงที่ผ่านมา ลูกสาวของคิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ถูกถ่ายภาพขณะสวมใส่เสื้อผ้ายี่ห้อจากชาติตะวันตกที่หรูหรามากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่ของเหล่านี้ถูกห้ามในเกาหลีเหนือ แต่เหตุใดมันจึงเป็นข้อยกเว้นสำหรับตระกูลนี้เพียงตระกูลเดียว

https://www.facebook.com/reel/26921995684103706

คิม จูแอ บุตรสาวของคิม จองอึน ปรากฏตัวต่อสาธารณชนบ่อยครั้งขึ้น โดยสวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์หรูจากดีไซเนอร์ตะวันตก ซึ่งเป็นสินค้าที่ถูกสั่งห้ามในเกาหลีเหนือเนื่องจากถูกมองว่าเป็นสิ่งต่อต้านระบอบสังคมนิยม

ทางเลือกด้านแฟชั่นของคิม จูแอชี้ให้เห็นว่า เธอได้รับ การเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้ความเห็นในวันนี้ ต่อกรณีที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะได้รับการพักโทษจำคุกในวันที่ 11 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ โดยยอมรับว่า ทักษิณเคยตกเป็นเหยื่อของการดำเนินคดีทางการเมืองในอดีต แต่อยากจะย้ำว่า ไม่ใช่ทักษิณคนเดียวที่ตกเป็นเหยื่อของการดำเนินคดีทางการเมืองในประเทศไทย


THE STANDARD

15 hours ago
·
UPDATE: ณัฐพงษ์ชี้ต้องปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่แค่ทักษิณ แต่เพื่อนักโทษการเมืองคนอื่นด้วย

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้ความเห็นในวันนี้ (3 พฤษภาคม) ต่อกรณีที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะได้รับการพักโทษจำคุกในวันที่ 11 พฤษภาคม ที่จะถึงนี้ โดยยอมรับว่า ทักษิณเคยตกเป็นเหยื่อของการดำเนินคดีทางการเมืองในอดีต แต่อยากจะย้ำว่า ไม่ใช่ทักษิณคนเดียวที่ตกเป็นเหยื่อของการดำเนินคดีทางการเมืองในประเทศไทย

ดังนั้น เมื่อทักษิณได้รับการพักโทษออกมา และมีเงื่อนไขในการติดกำไล EM ส่วนตึวจึงอยากให้ตั้งคำถามถึงบุคคลอื่นๆ ที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองในลักษณะเดียวกันด้วย

ณัฐพงษ์ได้หยิบยกการขับเคลื่อนของ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้ยื่นหนังสือถึง 5 พรรคการเมือง ให้เสนอแก้กฎหมายอาญามาตรา 29 ยกเลิกการกักขังแทนการจ่ายค่าประกันตัวเปลี่ยนเป็นการบริหารสังคม ซึ่งพรรคการเมืองได้ตอบรับ

ณัฐพงษ์ชี้ว่า ปัจจุบันยังมีผู้ต้องขังที่ศาลยังไม่ได้ตัดสินว่าถูกหรือผิด แต่กลับต้องไปอยู่ในคุกหรือเรือนจำ เพราะไม่มีเงินไปประกันตัวออกมา ดังนั้นการผลักดันการแก้ไขกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เราอยากให้ทุกพรรคการเมืองเห็นด้วย และผลักดันให้ผ่านสภาฯ เพื่อคืนสิทธิของประชาชนทุกคน ตราบใดที่ศาลยังไม่ตัดสิน ต้องสมมุติไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์

อย่างไรก็ตาม ณัฐพงษ์ไม่ได้ตอบคำถามว่า หากทักษิณกลับมามีบทบาทฟื้นฟูพรรคเพื่อไทยจะสร้างคะแนนนิยมทางการเมืองได้หรือไม่ โดยระบุว่า ไม่ขอตอบแทนแต่ละพรรคการเมือง

⚈ ใช้กลไก กมธ. เกาะติดปมโยกย้ายอธิบดีฝนหลวง

สำหรับกรณี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งโยกย้ายอดีตอธิบดีกรมฝนหลวงนั้น ณัฐพงษ์มองว่า โดยหลักการ การแต่งตั้งโยกย้ายทุกอย่างต้องทำไปด้วยความเป็นธรรม หากมีประเด็นการทุจริตคอรัปชั่นอยู่เบื้องหลัง ก็คิดว่าเป็นความชอบธรรมที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้อง แต่หากเป็นการดำเนินการทางการเมืองก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

“เรื่องนี้ผมยังไม่อยากให้ไปมองที่ตัวบุคคล โดยสิ่งที่พวกเราจะทำหลังกรรมาธิการสามัญทั้ง 9 คณะ มีการแต่งตั้งประธานเสร็จแล้ว กรณีนี้จะเป็นเรื่องที่พรรคประชาชนติดตามอย่างแน่นอน เราจะใช้กลไกในกรรมาธิการตรวจสอบเบื้องหลังว่า การแต่งตั้งโยกย้ายต่างๆ มีที่มาที่ไปอย่างไร” ณัฐพงษ์ระบุ

⚈ เชื่อคนไทยยังเทใจพรรคประชาชนสูงสุด แม้ผลโพลชี้ ‘อภิสิทธิ์’ ขึ้นนำ

ส่วนกรณีสวนดุสิตโพลความนิยมของนักการเมืองฝ่ายค้าน ที่คะแนนของณัฐพงษ์ตกลงไป และความนิยมของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แซงหน้าขึ้นมานั้น ณัฐพงษ์เชื่อว่า ความเข้มแข็งของพรรคประชาชนคือเราไม่ได้ยึดติดที่ตัวบุคคล เราทำงานเป็นทีม ทั้ง สส. และ ส.ก. รวมถึงหลายภาคส่วนที่ช่วยกันขับเคลื่อนการทำงาน

“หากดูผลจากสวนดุสิตโพลล่าสุด ไม่ใช่มีแค่ตัวแทนของพรรคประชาชนคนเดียวที่อยู่ในโพล แต่ยังมี รักชนก ศรีนอก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ดังนั้น หากดูภาพรวมผลคะแนนความนิยมของพรรค ส่วนตัวยังเชื่อว่า พรรคประชาชนเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเวลานี้” ณัฐพงษ์กล่าว

ส่วนจะทำให้ฝ่ายค้านต้องแข่งขันกันเองหรือไม่นั้น ณัฐพงษ์กล่าวว่า ยิ่งแข่งขันกันเอง แต่สุดท้ายมองผลประโยชน์ของประชาชนและนำการตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาเป็นตัวตั้ง สุดท้ายผู้ที่ได้ประโยชน์คือประชาชน

ภาพ: ฐานิส สุดโต

https://www.facebook.com/photo?fbid=1327376806188326&set=a.586524703606877






#ยืนหยุดทรราชw161 2 พฤษภาคม 2569 คณะทำงานของสหประชาชาติว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการมีความเห็นว่ากรณี #ทนายอานนท์ เข้าข่ายการควบคุมตัวโดยพลการ

https://www.facebook.com/watch/?v=1001340418992290

https://www.facebook.com/wetheequalcitizen/posts/985982803783720

We, The People 
14 hours ago
·
#ยืนหยุดทรราชw161
2 พฤษภาคม 2569
คณะทำงานของสหประชาชาติว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการมีความเห็นว่ากรณี #ทนายอานนท์ เข้าข่ายการควบคุมตัวโดยพลการดังนี้
ประเภทที่ 1: การควบคุมตัวขาดฐานทางกฎหมายมารองรับ
ประเภทที่ 2: การควบคุมตัวบุคคลสืบเนื่องมาจากการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
ประเภทที่ 3: เกิดการละเมิดสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมที่นำไปสู่การควบคุมตัว
ประเภทที่ 5: การควบคุมตัวสืบเนื่องมาจากการเลือกปฏิบัติโดยมิชอบด้วยเหตุแห่งความเห็นทางการเมือง
(อ่านรายละเอียด https://www.ohchr.org/.../a-hrc-wgad-2024-28-thailand...)
#คืนสิทธิประกันตัว
#นิรโทษกรรมประชาชน
#ปล่อยเพื่อนเรา
.....


Sunai Phasuk
Yesterday
·
คณะทำงานของสหประชาชาติว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการมีความเห็นว่ากรณี #ทนายอานนท์ เข้าข่ายการควบคุมตัวโดยพลการดังนี้
ประเภทที่ 1: การควบคุมตัวขาดฐานทางกฎหมายมารองรับ
ประเภทที่ 2: การควบคุมตัวบุคคลสืบเนื่องมาจากการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
ประเภทที่ 3: เกิดการละเมิดสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมที่นำไปสู่การควบคุมตัว
ประเภทที่ 5: การควบคุมตัวสืบเนื่องมาจากการเลือกปฏิบัติโดยมิชอบด้วยเหตุแห่งความเห็นทางการเมือง
(อ่านรายละเอียด https://www.ohchr.org/.../a-hrc-wgad-2024-28-thailand...)
.....

เอกสารฉบับนี้ ซึ่งคือความเห็นที่ 28/2024 ได้รับการรับรองโดยคณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการคุมขังโดยพลการ (United Nations Working Group on Arbitrary Detention) ในระหว่างการประชุมสมัยที่ 100 เมื่อเดือนสิงหาคม 2024 เนื้อหาของเอกสารเกี่ยวข้องกับการคุมขังนายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชาวไทยที่มีชื่อเสียง

ภาพรวมของคดี

นายอานนท์ถูกตัดสินว่ามีความผิดและถูกลงโทษจำคุกในคดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ (Lèse-majesté) จำนวนสองคดีโดยเฉพาะ (คดีหมายเลขดำที่ อ. 2495/2564 และคดีหมายเลขดำที่ อ. 2804/2564)

คดีที่ 1: เกี่ยวข้องกับคำปราศรัยที่นายอานนท์กล่าวระหว่างการชุมนุมประท้วงโดยสันติเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2020 ซึ่งเขาได้เรียกร้องให้มีการปฏิรูปประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์

คดีที่ 2: เกี่ยวข้องกับโพสต์บนเฟซบุ๊กจำนวนสามโพสต์เมื่อเดือนมกราคม 2021 ซึ่งเขาได้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์และบทลงโทษที่รุนแรงตามมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา (กฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์)

ณ วันที่จัดทำรายงานฉบับนี้ นายอานนท์ได้รับโทษจำคุกต่อเนื่องกันเป็นเวลาสี่ปีสำหรับแต่ละคดีดังกล่าว รวมระยะเวลาจำคุกทั้งสิ้นแปดปี ต่อมามีข้อมูลอัปเดตเพิ่มเติมระบุว่าเขาได้รับโทษจำคุกเพิ่มอีกสี่ปีจากคำพิพากษาลงโทษในคดีที่สี่ ส่งผลให้โทษจำคุกรวมทั้งหมดของเขาเพิ่มขึ้นเป็น 14 ปี

การวิเคราะห์ทางกฎหมายและข้อค้นพบ

คณะทำงานได้พิจารณาประเมินการคุมขังนายอานนท์โดยเทียบเคียงกับเกณฑ์การจำกัดเสรีภาพโดยพลการในหลายหมวดหมู่ ดังนี้:

หมวดหมู่ที่ 1 (ขาดหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย): คณะทำงานมีความเห็นว่ามาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญานั้นมีความคลุมเครือและกว้างขวางเกินขอบเขต จึงไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม เนื่องจากมิได้นิยามไว้อย่างชัดเจนว่าสิ่งใดบ้างที่ถือเป็นการ "ดูหมิ่น" หรือ "ข่มขู่" ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

หมวดหมู่ที่ 2 (การใช้สิทธิที่ได้รับการคุ้มครอง): คณะทำงานวินิจฉัยว่าการคุมขังดังกล่าวเป็นผลโดยตรงจากการที่นายอานนท์ได้ใช้สิทธิในเสรีภาพในการแสดงออกของตน โดยคณะทำงานได้เน้นย้ำว่ากฎหมายระหว่างประเทศให้ความคุ้มครองแก่การถกเถียงทางการเมืองและการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะ ซึ่งรวมถึงประมุขของรัฐด้วย

หมวดหมู่ที่ 3 (การละเมิดสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม): คณะทำงานได้ระบุถึงข้อบกพร่องทางกระบวนการยุติธรรมหลายประการ ดังนี้:

การคุมขังระหว่างพิจารณาคดี: นายอานนท์ถูกควบคุมตัวเป็นเวลาหลายร้อยวันก่อนเริ่มการพิจารณาคดี โดยปราศจากการพิจารณาเป็นรายกรณีอย่างเหมาะสมว่ามีความจำเป็นที่จะต้องคุมขังเขาไว้จริงหรือไม่ ความล่าช้าอันมิชอบ: การพิจารณาคดีในคดีที่ 1 มิได้เริ่มต้นขึ้นจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปถึง 916 วันหลังจากที่เขาถูกตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นความล่าช้าที่เกินสมควร

หมวดที่ V (การเลือกปฏิบัติ): คณะทำงานมีข้อสรุปว่า นายอานนท์ นำภา ตกเป็นเป้าหมายของการกระทำโดยมีมูลเหตุมาจากความคิดเห็นทางการเมืองและสถานะของเขาในฐานะนักปกป้องสิทธิมนุษยชน

บทสรุป: คณะทำงานวินิจฉัยว่า การถูกลิดรอนเสรีภาพของนายอานนท์ นำภา นั้นเป็นการกระทำโดยพลการ และได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อเยียวยาสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งรวมถึงการปล่อยตัวนายอานนท์โดยทันที ตลอดจนการมอบสิทธิในการได้รับค่าชดเชยและการเยียวยาความเสียหายรูปแบบอื่น ๆ ที่สามารถบังคับใช้ได้ตามกฎหมายให้แก่เขา



นักวิเคราะห์ เตือนรัฐจับตา “โรงเรียนลับพะงัน” ชี้สัญญาณ “สังคมขนาน” ต่างชาติฝังรากนอกระบบ


The Daily Thailand
11 hours ago
·
เตือนรัฐจับตา “โรงเรียนลับพะงัน” นักวิเคราะห์ชี้สัญญาณ “สังคมขนาน” ต่างชาติฝังรากนอกระบบ
.
ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์สังคมเตือนกรณีตรวจพบ “โรงเรียนเถื่อน” บนเกาะพะงัน ไม่ใช่เพียงการกระทำผิดกฎหมายด้านการศึกษา แต่สะท้อนแนวโน้มการก่อตัวของ “สังคมขนาน” ของชาวต่างชาติในประเทศไทย เสี่ยงกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างประชากร และความมั่นคงในระยะยาว
.
นายณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลยุทธศาสตร์สังคม ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ “ถอดรหัสโรงเรียนลับเกาะพะงัน: เมื่อโลกใบที่สองกำลังก่อตัวในแผ่นดินไทย” โดยระบุถึงกรณีการเข้าตรวจค้นโรงเรียนเถื่อนบนเกาะพะงัน ซึ่งมีครูเป็นชาวอิหร่านและนักเรียนเป็นเด็กชาวอิสราเอล ว่าเป็นมากกว่าการกระทำผิดกฎหมายทั่วไป แต่เป็น “สัญญาณเตือนเชิงโครงสร้าง” ที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการพำนักของชาวต่างชาติในประเทศไทย
.
นายณัฏฐ์ ระบุว่า ในเชิงยุทธศาสตร์ “โรงเรียน” ถือเป็นศูนย์กลางของการก่อรูปชุมชน การที่ชาวต่างชาติสามารถจัดตั้งสถานศึกษาเองได้ สะท้อนความพยายามในการสร้างระบบนิเวศทางสังคมของตนเองโดยแยกออกจากการกำกับดูแลของรัฐไทย หรือที่เรียกว่า “การฝังรากลึก” (Deep Integration)
.
จากข้อมูลที่มีการขยายผล พบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจนอกระบบ เช่น การใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็นตัวแทนถือครองธุรกิจ (นอมินี) การจ้างงานภายในกลุ่ม และการใช้ระบบการเงินแบบปิด เช่น สกุลเงินดิจิทัล หรือการโอนเงินผ่านบัญชีต่างประเทศ
.
นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึง “ช่องว่างเชิงนโยบาย” ระหว่างมาตรการดึงดูดการลงทุนของภาครัฐ กับกลไกการตรวจสอบในระดับพื้นที่ที่ยังไม่สามารถติดตามพฤติกรรมรูปแบบใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
ในบทวิเคราะห์ดังกล่าว ยังได้แบ่งกลุ่มชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศไทยออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

1. กลุ่มชุมชนพื้นที่สีเทา (Grey-Zone Enclaves) ซึ่งมักดำเนินกิจกรรมอยู่นอกการควบคุมของรัฐ

2. กลุ่มผู้ทำงานระยะไกล (Digital Nomads) ที่มีบทบาทต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่มีความคลุมเครือด้านภาษี

3. เครือข่ายนอมินี (Nominee Ecosystem) ที่ส่งผลกระทบต่อการถือครองทรัพยากรของคนไทย

4. กลุ่มผู้พำนักศักยภาพสูง (LTR Visa) ซึ่งเป็นกลุ่มที่รัฐต้องการส่งเสริม แต่มีสัดส่วนค่อนข้างน้อย

นายณัฏฐ์ ยังเตือนว่า หากภาครัฐยังคงมองกรณีดังกล่าวเป็นเพียงปัญหาเฉพาะพื้นที่ อาจทำให้ประเทศไทยเผชิญภาวะ “สูญเสียอำนาจการจัดการ” (Loss of Governance) ในระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิด “สังคมขนาน” หรือแม้แต่ “รัฐซ้อนรัฐ” ได้

ในด้านผลกระทบ ยังมีความเสี่ยงต่อการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพและราคาที่อยู่อาศัย จากกำลังซื้อของชาวต่างชาติ จนทำให้ประชาชนในพื้นที่ถูกเบียดออกจากระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น
.
สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย นายณัฏฐ์ เสนอให้ภาครัฐปรับแนวทางจากการ “บังคับใช้กฎหมายเชิงจับกุม” ไปสู่การ “ดึงเข้าสู่ระบบ” โดยเพิ่มบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการกำกับดูแล พร้อมทั้งบูรณาการฐานข้อมูลด้านวีซ่า การจดทะเบียนธุรกิจ และระบบการเงิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบ
.
ทั้งนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเกาะพะงัน ถือเป็น “บทเรียนสำคัญ” ที่สะท้อนว่าการพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผู้พำนักให้อยู่ภายใต้ระบบอย่างมีประสิทธิภาพ มิฉะนั้น อาจนำไปสู่ปัญหาเชิงโครงสร้างในอนาคต

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1640850704361932&set=a.543703307410016
.....

ประเด็นเรื่อง “โรงเรียนลับพะงัน” หรือการจัดตั้งสถานศึกษาเถื่อนของชาวต่างชาติบนเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลไทยต้องเร่งจัดการ เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำผิดกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง (Immigration) เท่านั้น แต่ในมุมมองของนักวิเคราะห์ความมั่นคงและสังคมศาสตร์ สิ่งนี้คือสัญญาณของ “สังคมขนาน” (Parallel Society) ที่อาจส่งผลกระทบในระยะยาว

สรุปประเด็นสำคัญและวิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้ได้ดังนี้:

1. ปรากฏการณ์ “สังคมขนาน” (Parallel Society) คืออะไร?

ในทางรัฐศาสตร์ สังคมขนานหมายถึงกลุ่มคน (มักเป็นชาวต่างชาติ) ที่เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศหนึ่ง แต่แยกตัวออกไปสร้างระบบระเบียบของตนเองโดยไม่พยายามปรับตัวเข้ากับโครงสร้างหลักของรัฐเจ้าบ้าน ซึ่งในกรณีเกาะพะงันสะท้อนออกมาผ่าน:

การศึกษาแยกส่วน: มีการสอนหลักสูตรต่างประเทศโดยไม่ผ่านกระทรวงศึกษาธิการไทย


เศรษฐกิจหมุนเวียนเฉพาะกลุ่ม: การจ้างงานครูต่างชาติผิดกฎหมาย การจ่ายเงินผ่านระบบที่รัฐตรวจสอบไม่ได้


ความแปลกแยกทางวัฒนธรรม: การสร้างคอมมูนิตี้ที่ไม่ยึดโยงกับกฎระเบียบหรือวิถีชีวิตท้องถิ่น
2. ทำไมถึงเลือก “เกาะพะงัน”?

เกาะพะงันมีลักษณะเฉพาะที่เอื้อต่อการเกิดชุมชนลักษณะนี้:

Digital Nomad & Expat Hub: มีชาวต่างชาติกลุ่ม "คนทำงานทางไกล" และกลุ่มที่สนใจวิถีชีวิตทางเลือก (Alternative Lifestyle) อยู่หนาแน่น

ภูมิศาสตร์: พื้นที่เป็นเกาะและมีโซนห่างไกล (เช่น โซนศรีธนู) ทำให้การตรวจตราของเจ้าหน้าที่ทำได้ยากกว่าพื้นที่ในเมือง

ความต้องการของผู้ปกครอง: พ่อแม่ชาวต่างชาติที่มาอยู่ระยะยาวต้องการให้ลูกเรียนหลักสูตรอินเตอร์ในราคาที่ถูกกว่าโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ หรือภูเก็ต จึงเกิดการรวมกลุ่มจัดตั้งสถานศึกษาเถื่อนขึ้นมา
3. ผลกระทบและข้อกังวลของภาครัฐ

หน่วยงานความมั่นคงจับตามองเรื่องนี้ใน 3 มิติหลัก:

มิติ - ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ความมั่นคง
การเข้ามาของต่างชาติในคราบนักท่องเที่ยวแต่แฝงตัวทำงาน (ครู/เจ้าของกิจการ) โดยไม่มีใบอนุญาต

ความปลอดภัย
มาตรฐานความปลอดภัยในโรงเรียนเถื่อน การตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของครูต่างชาติที่ไม่ผ่านระบบคัดกรองของรัฐ

กฎหมายและภาษี
การประกอบธุรกิจโดยไม่จดทะเบียน ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ และเกิดการเอารัดเอาเปรียบแรงงานท้องถิ่น

4. มุมมองนักวิเคราะห์: “การฝังรากนอกระบบ”

นักวิเคราะห์ชี้ว่าหากรัฐยังปล่อยให้มีสถานศึกษาหรือชุมชนนอกกฎหมายลักษณะนี้เติบโตต่อไป จะเกิดภาวะ “รัฐซ้อนรัฐ” ขนาดเล็ก ซึ่งในอนาคตจะจัดการได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้จะเริ่มมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจในพื้นที่ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งกับคนท้องถิ่น (Gentrifcation) ที่ถูกเบียดขับออกจากพื้นที่จากการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพที่ขับเคลื่อนโดยกลุ่มทุนต่างชาติผิดกฎหมาย




สภาพัฒน์ ไม่เคยศึกษาความเหมาะสมเเละความคุ้มค่า เเลนด์บริดจ์จริงหรือ ? Beach for life จับโป๊ะ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจเเละสังคม พบว่า สภาพัฒน์ เคยศึกษาความเป็นไปได้ของการเชื่อมโยงคมนาคมฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งมีแลนด์บริดจ์อยู่ในนั้นด้วย

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid057cxfcrsKGWjiKMNpXnZww6CeWcf2YxeGZFiiuUxjNrWotZUHKwYaapMeWB1Qnqgl&id=61550099754739

Beach For Life Thailand
April 29
·
สภาพัฒน์ ไม่เคยศึกษาความเหมาะสมเเละความคุ้มค่า
เเลนด์บริดจ์จริงหรือ ?
.
คุณดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจเเละสังคมเเห่งชาติ(สศช.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวาน ยันว่า สภาพัฒน์​ไม่เคยศึกษาความเหมาะสมเเละความคุ้มค่าเเลนด์บริดจ์แต่สิ่งที่สำนักงานทำในสมัยพลเอกประยุทธ์ เป็นเรื่องคลองไทย
ทำให้เกิดคำถามว่า เอ๊ะ เเล้วที่ TDRI หรือ สังคมออกมาสื่อสารว่า สภาพัฒน์เคยประเมินอะไรไว้กันเเน่
.
Beach for life ชวนค้นหาคำตอบ เราได้ค้นเอกสารโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยเเละอันดามันของไทย โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจเเละสังคมได้ว่าจ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษา 4 เเนวทางเลือกเปรียบเทียบ
- ทางเลือกที่ 1 : การพัฒนาพื้นที่ตามแนวเส้นทางฝั่งอ่าวไทยและอันดามันตาม
แผนพัฒนาพื้นที่ทางด้านต่างๆ (Thailand Only: (Hinterland Development & Minor Investment)
- ทางเลือกที่ 2 : การพัฒนาสะพานเศรษฐกิจทางบกเส้นทางใหม่เชื่อมโยง 2 ฝั่งทะเล (Thai Only + Very Small Non-Thai Traffic: Land Bridge) เป็นการพัฒนาเพิ่มเติมจากทางเลือกที่ 1 ซึ่งเป็นกรณีฐานโดยแนวเส้นทางที่เลือกใช้ในที่นี้เป็นการเชื่อมด้วยระบบรางและถนนระหว่างจังหวัดชุมพรกับจังหวัดระนอง อ้างอิงข้อมูลการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้และ
เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (แนวเส้นทาง Land Bridge ชุมพร-ระนอง) ตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม
- ทางเลือกที่ 3 : การพัฒนาขุดคลองลัดเชื่อมโยง 2 ฝั่งทะเล (Thai Only + Non Thai Traffic:Thai Canal) การขุดคลองเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดสงขลา จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัด พัทลุง จังหวัดตรัง และจังหวัดกระบี่ อ้างอิงแนว 9A
- ทางเลือกที่ 4 : การพัฒนาเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ตามกรอบอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS)(Thai Only + Very small Non Thai Traffic: GMS Southern Economic Corridor)
.
การวิเคราะห์ด้านเศรษฐศาสตร์ สามารถสรุปได้ว่า ทางเลือกที่ 2 (เเลนด์บริดจ์)และทางเลือกที่ 3(คลองไทย A9) ไม่มีความเป็นไปได้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ (โดยการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์บนฐานการที่รัฐลงทุนการดำเนินการ) เเต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณา อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน(B/C) ของทั้งสองทางเลือก(ทางเลือกที่ 2เเละ3) ก็ได้อัตราส่วนผลประโยชน์ที่ต่ำมาก
.
โดยสรุป คือ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจเเละสังคมเเห่งชาติ เคยศึกษาความเป็นไปได้เเละความคุ้มค่าในการเชื่อมสองฝั่งทะเล โดยวิเคราะห์เเลนด์บริดจ์ตามเเนวคิดที่ใช้ในปัจจุบันเป็นฐานในการวิเคราะห์ ถึงเเม้จะวิเคราะห์บนการลงทุนที่รัฐดำเนินการโครงสร้างพื้นฐานเองทั้งหมด เเต่สภาพัฒน์ก็เคยศึกษาเรื่องนี้ไว้
คุณดนุชา จะปฏิเสธไม่เคยศึกษาไม่ได้ เเละจริงๆควรนำข้อมูลนี้เสนอต่อรัฐบาล เพื่อให้พิจารณาทบทวนโครงการอย่างรอบคอบก่อนที่จะเร่งดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลคุณอนุทิน เพราะมีข้อมูลสำคัญหลายจุดที่มีความขัดเเย้งกัน
อ่านรายงานฉบับเต็มที่ https://sea.nesdc.go.th/.../%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0.../2.pdf
#แลนด์บริดจ์ #Landbridge #รัฐบาลอนุทิน #stoplandbridge



















ทิ้งเเสนล้านต่อปี เเละมรดกโลก เเลกเเลนด์บริดจ์ที่ไม่รู้ใครได้ประโยชน์ ?

 
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=pfbid029riiUv8zSrqscbAmnKsgv14Wy5h2SxPTTqPri8ipPetw8ynVZbQtkX9aLB1xDs3Gl&id=61550099754739

Beach For Life Thailand 
Yesterday
·
ทิ้งเเสนล้านต่อปี
เเละมรดกโลก
เเลกเเลนด์บริดจ์ที่ไม่รู้ใครได้ประโยชน์ ?
.
Beach for life ได้เปิดเส้นทางเดินเรือภายใต้โครงการเเลนด์บริดจ์ที่จะผ่านจุดดำน้ำสำคัญระดับโลกอย่าง หมู่เกาะสุรินทร์ ริเชริวร็อค เกาะตาชัย เเละเกาะสิมิลัน รวมถึง ฝั่งชุมพร ที่หากวิ่งตรงๆจากท่าเรือเเหลมริ่วภายใต้โครงการเเลนด์บริดจ์จะต้องผ่านเกาะเต่า หินใบ เเละกองหินชุมพร ซึ่งถือเป็นจุดดำน้ำสำคัญฝั่งอ่าวไทย ที่เรียกได้ว่าเป็นโรงเรียนของเหล่านักดำน้ำ
เพื่อเจาะลึกเเละทำให้เห็นภาพมากขึ้น ว่าถ้าเราเลือกสร้างเเลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง มูลค่า 1 ล้านล้านบาท เราต้องสูญเสีย หรือเเลกทรัพยากรอะไรไป
ภาพทั้งหมดนี้ได้มาจากคุณชิน Shin Sirachai Arunrugstichai ช่างภาพเเละนักดำน้ำ ที่ถ่ายภาพความงดงามของพื้นที่ภายใต้เส้นทางเดินเรือในโครงการเเลนด์บริดจ์
.
ริเชริวร็อค จุดดำน้ำที่ดีที่สุด 1 ใน 5 ของโลก
หมู่เกาะสุรินทร์ เกาะสิมิลัน เกาะตาชัย ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนเส้นทางเดินเรือในโครงการเเลนด์บริดจ์ บริเวณนี้ถือเป็นจุดดำน้ำที่สวยที่สุดของประเทศไทย เเละถูกเสนอให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกรวมกับอีก 6 อุทยานเเห่งชาติ ภายหลังการเสนอไม่นาน พื้นที่อันดามันเหนือได้อยู่ใน Tantative list ของยูเนสโก ซึ่งสะท้อนให้เห็นโอกาสเเละความเป็นไปได้ในการเป็นมรดกโลก เเต่การเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกก็ถูกชะงักไปเพราะโครงการเเลนด์บริดจ์
พื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันของไทย คือ พื้นที่ทำรายได้มหาศาลจากการท่องเที่ยวให้เเก่ประเทศไทย มูลค่าการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดอันดามันเหนือ เป็นคลัสเตอร์ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของไทย โดยในปี 2565 มีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนรวม 29 ล้านคนครั้ง สร้างรายได้หมุนเวียนสูงถึง 600,000 ล้านบาทต่อปี
ในเเง่ความสำคัญทางระบบนิเวศ เเนวปะการังเเละเเนวภูเขาใต้น้ำของชายฝั่งทะเลอันดามัน คือ พื้นที่อนุบาลสัตว์น้ำของเหล่าปลาเเละสัตว์น้ำนานาชนิด
.
ในส่วนฝั่งอ่าวไทย หากท่าเรือเเหลมริ่ว ภายใต้โครงการเเลนด์บริดจ์เกิดขึ้น จะต้องวิ่งผ่านเกาะเต่า หินใบ กองหินชุมพร ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นเเหล่งอยู่อาศัยของฉลาม วาฬ เเละกระเบน
กองหินชุมพร เเละหินใบ ถือเป็นจุดที่จะพบเจอฉลามวาฬ ได้ง่ายที่สุด
เเละเกาะเต่า จึงกลายเป็นโรงเรียนของเหล่านักดำน้ำ ที่จะมาฝึกเเละรับใบรับรองการดำน้ำ มูลค่าจากธุรกิจดำน้ำในพื้นที่เกาะเต่า เกาะเดียวประมาณหมื่นล้านต่อปี รวมถึงเกาะเต่ายังมีกลุ่มผู้ประกอบการที่เอาใจใส่เเละทำงานอนุรักษ์ทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง
เมื่อนำมูลค่าจากการท่องเที่ยว เเบบเเค่เก็บรักษาทรัพยากรไว้เฉยๆ ประเทศไทยของเราก็มีรายได้กว่าเเสนล้านบาทต่อปี
คำถามสำคัญ จึงเกิดขึ้่นว่า ถ้าเราลงทุนเเลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านบาท ไม่ว่าเงินนั้นจะมาจากไหน เเต่ความเสี่ยงต่อทรัพยากรทางทะเลเราเกิดขึ้นเเน่ ความเสื่อมโทรมของเเนวปะการัง เเหล่งดำน้ำจะเกิดขึ้นอย่างเเน่นอน เเละไม่อาจจะกู้คืนกลับมาได้ เท่ากับว่าเราจะสูญเสียมูลค่าเเสนล้านบาทไป โดยที่ไม่ได้รับอะไรเลยหรือไม่
เรื่องนี้คือความกังวลที่รัฐบาลต้องทบทวนเเละชั่งน้ำหนักการผลักดันเเลนด์บริดจ์ที่จะทำลายทุกอย่างของทะเลไทย กับ การรักษาทะเลไว้ เเล้วพัฒนาในทิศทางที่เหมาะสมกับทรัพยากร
ชวนดู Photo Album “ทิ้งเเสนล้านเเละมรดกโลก เเลกเเลนด์บริดจ์ที่ใครไม่รู้ได้ประโยชน์”
เรื่องราว : Beach for life Thailand
ภาพใต้น้ำ : Shin Sirachai Arunrugstichai
#ริเชริว #แลนด์บริดจ์ #Landbridge #มรดกโลก #อันดามันเหนือ #เกาะเต่า #หินใบ
























“Land bridge Effect ผลกระทบโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ชุมพร ระนอง” เปิดข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและภัยคุกคามต่อชุมชนชายฝั่ง



“Land bridge Effect ผลกระทบโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ชุมพร ระนอง” เปิดข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและภัยคุกคามต่อชุมชนชายฝั่ง


Supang Chatuchinda
6 มีนาคม 2025
Green Peace  

อภิศักดิ์ ทัศนี จาก Beach for Life ผู้นำเสนอผลจากรายงาน เล่าที่มาที่ไปเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ที่เชื่อมสองฝั่งทะเลเข้าด้วยกัน โดยมีทั้งท่าเรือน้ำลึกตั้งอยู่ที่ บริเวณอ่าวไทย อ.แหลมริ่ว จ.ชุมพรและบริเวณฝั่งอันดามัน ที่แหลมอ่าวอ่าง จ.ระนอง โดยเชื่อมแผ่นดินตรงกลางด้วยเส้นทางรถไฟและเส้นทางมอเตอร์เวย์

อภิศักดิ์เล่าว่าแนวคิดในการเชื่อม 2 ฝั่งทะเลมีมานานมาก มาชัดเจนมากขึ้นในสมัย พลเอก เปรม และพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ภายใต้นโยบาย Southern Seaboard ซึ่งในยุคนั้นมีความพยายามเปลี่ยนโฉมภาคใต้ด้วยการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ มาจนถึงยุคต้มยำกุ้งที่รัฐบาลทักษิณพยายามฟื้นโครงการกลับมาเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่เน้นหนักไปที่การออกแบบสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบาราและท่าเรือน้ำลึกสงขลา เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกที่แนวคิดนี้ได้รับการศึกษาความเป็นไปได้อย่างจริงจัง ตามมาด้วยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา (1) ที่มีความพยายามจัดเวทีรับฟังเกี่ยวกับโครงการท่าเรือน้ำลึกปากบาราและที่สงขลา อย่างไรก็ตามเพราะชุมชนคัดค้านจำทำให้โครงการต้องถูกพับเก็บ

อย่างไรก็ตามในปี 2561 มีมติเห็นชอบจากคณะรัฐบาลให้เปลี่ยนสถานที่จากเดิมมาเป็นที่ชุมพร – ระนอง จนมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน ที่พยายามฟื้นโครงการ Land Bridge อีกครั้ง แต่จ.ชุมพร – ระนอง เหมาะสมที่จะเป็นจังหวัดรองรับโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แบบนี้จริงหรือไม่ ?



ปัจจุบันโครงการดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามกฎหมาย (EIA) ซึ่งกำลังอยู่ในการทบทวนร่างรายงาน และกำลังจะเกิดการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 3 ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงสิงหาคม 2568

อย่างไรก็ตาม โครงการนี้เสนอเข้ามาพร้อมกับร่างพ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) หากโครงการนี้เกิดขึ้นไปพร้อมกับการผ่านร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็จะเร่งให้โครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์เกิดเร็วขึ้น
ระนอง ชุมพร มีอะไร โครงการแลนด์บริดจ์จะเข้ามาแทนที่ทรัพยากรใดบ้าง

คณะผู้ทำรายงานร่วมทำงานกับชุมชนเพื่อศึกษาต้นทุนและศักยภาพชายฝั่งทะเลในจังหวัดชุมพร-ระนอง ร่วมทำกระบวนการวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองเล็ก ๆ และรวบรวมข้อมูลมาเป็นภาพกราฟฟิกแสดงถึงแหล่งทรัพยากรและความอุดมสมบูรณ์ของบริเวณโครงการท่าเรือน้ำลึกและบริเวณรอบ ๆ ในทั้งสองจังหวัด


ภาพกราฟฟิกของอ่าวระนองและ อ.หลังสวนชุมพร ที่คณะผู้จัดทำรายงานสำรวจทรัพยากรร่วมกับชุมชน รวบรวมออกมาเป็นแผนที่ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายของโครงการแลนด์บริดจ์ ที่มา : รายงาน Land Bridge Effect ผลกระทบโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ชุมพร – ระนอง

ความสมบูรณ์ของดอนตาแพ้ว อ่าวอ่าง จ.ระนอง หนึ่งในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการแลนด์บริดจ์

สำหรับพื้นที่ตั้งโครงการที่ อ่าวอ่าง จ.ระนอง เรามองว่าจะมีชุมชนใน อ.เมือง และอ.กะเปอร์ ราว 36,913 คน ที่อาจได้รับผลกระทบเพราะพวกเขาต่างพึ่งพาทรัพยากรในอ่าวอ่าง ส่วนในรัศมี 5 กิโลเมตรก็ยังมีชุมชนตั้งอยู่ถึง 7 ชุมชน อย่างไรก็ตามดอนตาแพ้วและชุมชนอีก 2 แห่งไม่ได้ถูกนับรวมไปในการทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

จากการสำรวจ พื้นที่โครงการท่าเรือน้ำลึกจะตั้งอยู่บนพื้นที่สำคัญทางทะเลได้แก่ พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบุรี ถึงปากคลองกะเปอร์ พื้นที่สงวนชีวมณฑลระนอง อุทยานแห่งชาติแหลมสน อีกทั้งยังมีลุ่มน้ำชั้น 1A ขนาด 240 เมตร

การศึกษาข้อมูลกับชุมชนชาวประมงพื้นบ้านฝั่งระนองพบว่า ระนองมีรายได้จากการประมงสูง โดยมีรายได้จากครัวเรือนประมงพื้นบ้านเฉลี่ย 559.80 ล้านบาทต่อปี ซึ่งรายได้จำนวนนี้อาจหายไปเพราะโครงการสร้างทับพื้นที่ทำกินของชุมชนพอดี

ส่วน ดอนตาแพ้ว เป็นพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงว่าอาจได้รับผลกระทบจากโครงการแลนด์บริดจ์ ฝั่ง จ.ระนอง โดยพื้นที่เป็นดอนขนาดใหญ่ราว 2000-3000 ไร่ ตั้งอยู่ด้านหลังของเกาะพยาม ที่นี่เป็นที่ที่ชุมชนเรียกว่า ‘ขุมทรัพย์กลางทะเลระนอง’ เพราะมีสัตว์น้ำอาศัยอยู่เยอะมากและมีความหลากหลายอุดมสมบูรณ์ ชุมชนประมงพื้นบ้าน และชุมชนชาติพันธุ์ ชาวไทยพลัดถิ่น ชาวมอแกนอีกกว่า 400 คนที่พึ่งพาทรัพยากรบริเวณนี้เป็นหลัก ทั้งในการดำรงชีวิตและเพื่อเลี้ยงชีพ แม้ว่าจะอาศัยอยู่นอกรัศมี 5 กิโลเมตรก็ตาม

นอกจากนี้ โครงการที่แม้จะไกลกว่ารัศมีที่ตั้งโครงการมากกว่า 5 กิโลเมตร ยังมีแนวปะการังจำนวนมาก จึงไม่ได้ถูกนับไปอยู่ในรายงานประเมินผลกระทบของบริษัทที่ปรึกษา

ชุมชนชายฝั่งระนอง โดยเฉพาะประมงพื้นบ้านและกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ที่มีที่ทำกินที่นี่ ไม่สามารถไปที่อื่นได้ เพราะหากเดินเรือออกไปไกลกว่านี้ก็จะเป็นทะเลน้ำลึกซึ่งอันตรายต่อการทำประมงพื้นบ้าน

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าโครงการอาจส่งผลกระทบกับชุมชนในพื้นที่ นักวิชาการที่ทำงานร่วมกันกับชุมชนลองติด GPS ที่เรือประมง 26 ลำเพื่อแสดงให้เห็นเส้นทางการเดินเรือทำมาหากินของชาวบ้าน โดยเส้นทางการเดินเรือทำมาหากินของชุมชนซ้อนทับกับโครงการพอดี หมายความว่าโครงการจะส่งผลกระทบต่อชุมชนที่พึ่งพาทรัพยากรในดอนตาแพ้วแน่นอน


ภาพเส้นทางการเดินเรือจับสัตว์น้ำของชุมชนประมงพื้นบ้านรอบ ๆ โครงการท่าเรือน้ำลึกฝั่ง จ.ระนองและจำลองที่ตั้งของโครงการท่าเรือน้ำลึก ที่มา : รายงาน Land Bridge Effect ผลกระทบโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ชุมพร – ระนอง

แหลมริ่ว จ.ชุมพร พื้นที่วางไข่ของปลาทูไทย เป้าหมายโครงการท่าเรือน้ำลึก

ทางด้านพื้นที่แหลมริ่ว ของ จ.ชุมพร ก็มีทรัพยากรมากมายหลากหลายและมีชุมชนที่ตั้งรกราก มีวิถีชีวิตที่พึ่งพาทะเลอยู่เช่นกัน คณะผู้จัดทำรายงานได้ลงพื้นที่สำรวจทรัพยากรและศักยภาพชายฝั่งทะเลเช่นกัน ที่นี่มีชุมชนกว่า 2,510 ครัวเรือนที่อยู่ในรัศมีของโครงการและอาจได้รับผลกระทบ อีกทั้งยังมีพื้นที่อ่อนไหวต่อโครงการไม่ว่าจะเป็น สถานพยาบาล โรงเรียน เป็นต้น อีก 16 แห่ง

ข้าง ๆ พื้นที่โครงการยังมีสุสานหอยล้านปี ยาวตามแนวชายฝั่งลงมากว่า 300 เมตร มีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเลนคลองริ่วและป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ลุ่มน้ำคุณภาพ 1B ซึ่งพื้นที่เหล่านี้อยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตรในที่ตั้งโครงการท่าเรือน้ำลึก

ที่แหลมริ่วนี้ เรามองว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดและยังเป็นผู้ที่พึ่งพาทรัพยากรทางทะเลอย่างแนบแน่นที่สุดคือกลุ่มประมงพื้นบ้าน โดยมีชุมชนชายฝั่งที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านมีรายได้ต่อครัวเรือนอยู่ที่เดือนละ 29,450.75 บาทต่อเดือน หากพิจารณาข้อมูลจากการทำแบบสอบถามเฉพาะกลุ่มประมงพื้นบ้านใน อ.หลังสวน จะมีมูลค่าจากการทำอาชีพดังกล่าวถึง 79.91 ล้านบาทต่อปี

นั่นหมายความว่าทะเลฝั่ง จ.ชุมพรนั้นไม่ได้เป็นทะเลร้างซึ่งการถมทะเลเพื่อสร้างท่าเรือกน้ำลึกอาจส่งผลต่อสัตว์ทะเลที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นมากกว่า 100 ชนิด โดยเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจเช่น กุ้งแชบ๊วย หมึก ปลาทู ปลาอินทรีย์ ปลาเก๋า และยังเป็นแหล่งวางไข่ปลาทูไทยทำให้มีปลาทูชุกชุม เป็นต้น แต่สัตว์ทะเลอื่น ๆ เช่นสัตว์ที่รักษาระบบนิเวศก็มีเช่นกัน เช่น ฉลามวาฬ ฉลามตระกูลต่าง ๆ เต่า จั๊กจั่นทะเลและยังมีแนวปะการังอีกด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าที่นี่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ดังนั้นการขุดลอกทะเลและถมทะเลกว่า 6,000 ไร่ เพื่อโครงการ แหล่งอาหารของคนไทยอีกแหล่งหนึ่งก็อาจหายไปพร้อมกับสัตว์น้ำอื่น ๆ ด้วย

อย่างไรก็ตามผลกระทบที่ชุมชนห่วงกังวลจะไม่ได้เกิดกับแค่ชุมชนประมงพื้นบ้าน แต่การสร้างโครงการท่าเรือน้ำลึก 1 โครงการจะกระทบต่อชุมชนและผู้คนในอาชีพอื่น ๆ ต่อกันเป็นลูกโซ่ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวชุมชนที่จะต้องพึ่งพาแหล่งอาหารสดอร่อยจากกลุ่มประมงพื้นบ้าน กลุ่มอาชีพแปรรูปอาหารทะเลเพื่อการส่งออกก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย

ทะเลไม่ได้เป็นเพียงแค่แหล่งอาหารและทรัพยากรของมนุษย์เราเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนเพื่อปกป้องรักษาสภาพภูมิอากาศโลก อย่างพื้นที่สงวนชีวมณฑลที่ระนองนั้นก็สามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากถึง 7,518 ล้านตัน และยังเป็นแหล่งผลิตออกซิเจนให้พวกเรายังมีอากาศสะอาดเพื่อหายใจอีกด้วย การแลกทะเลกับโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เช่นนี้คุ้มค่าแล้วจริงหรือ ?

ดร.อาภา หวังเกียรติ จากมหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่าได้ติดตามสถานการณ์ของการทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) มาตลอดหลายปี มองว่ากระบวนการดังกล่าวตามไม่ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป การกำหนดการศึกษาผลกระทบของ EIA นั้นถือเป็นปัญหาใหญ่ของการทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เนื่องจากมีการกำหนดขอบเขตที่อาจได้รับผลกระทบที่ 5 กิโลเมตรจากตัวโครงการ ทำให้ไม่ครอบคลุมถึงชุมชนใกล้ ๆ และทรัพยากรทางธรรมชาติที่แม้ไม่ได้อยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตร แต่ก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน ดังนั้น โครงการท่าเรือน้ำลึกทั้ง 2 แห่งนี้ใช้เพียงแค่การประเมิน EIA คงไม่พอ



ร่าง พ.ร.บ. SEC กับการผลักดันโครงการ Landbridge

อธิวัฒน์ เส้งคุ้ย เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนภาคใต้ กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) ที่จะกำหนดให้ภาคใต้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะกำหนดให้มีโครงการแลนด์บริดจ์ ท่าเรือน้ำลึก 2 แห่ง และการทำเส้นทางขนส่งทางบกเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ และจะมีเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่อื่น ๆ ตามมาอีก โดยระยะแรกมีพื้นที่เป้าหมาย 4 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฏ์ธานี และนครศรีธรรมราช ซึ่งในอนาคตอาจขยายถึง 10 จังหวัดภาคใต้

ปัญหาของร่าง พ.ร.บ.นี้ คือการรวมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คือรวบอำนาจตัดสินใจไว้ที่คณะกรรมการกำหนดนโยบาย ซึ่งก็มีอำนาจในการอนุมัติ โดยคณะกรรมการคือนายกรัฐมนตรี ประเด็นต่อไปคือ ระบบการยกเว้น ซึ่งจะมีการสร้างระบบยกเว้นในกฎหมาย หากร่าง พ.ร.บ.นี้ผ่าน การกระทำหลายอย่างจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องดำเนินตามกฎหมาย เช่น หากต้องการเปลี่ยนแปลงผังเมืองก็ไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายผังเมือง การเวนคืนที่ดินก็สามารถประกาศได้โดยไม่ต้องผ่านกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ การได้รับยกเว้นภาษี กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง หรือกฎหมายเกี่ยวกับควบคุมการประกอบอาชีพ เป็นต้น เปรียบได้ว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะทำให้กฎหมายอื่น ๆ ที่เป็นอุปสรรค ได้รับการขจัดออกในการดำเนินเขตเศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งจะทำให้การตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐยากขึ้นอีกด้วย

จากการนำเสนอของ อธิวัฒน์ นั้น ทำให้เราเห็นภาพโดยสรุปได้ว่า ร่าง พ.ร.บ. SEC นี้เปรียบได้กับทางลัดในการไปยกเว้นกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเกิดโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อีกทั้งยังเป็นตัวเร่งให้โครงการเหล่านี้ดำเนินการได้เร็วขึ้นอีกด้วย แน่นอนว่าการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย



ท้ายที่สุดแล้ว การพัฒนาใด ๆ ก็ตามควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนและการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ รายงานฉบับนี้ฉายภาพอย่างชัดเจนแล้วว่าชุมพร – ระนอง มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์เกินกว่าจะนำไปแลกกับโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อีกทั้งรัฐควรจะต้องนำข้อมูลนี้ไปทบทวนอย่างละเอียดรอบด้านและฟังเสียงว่าชุมชนต้องการต่อยอดทรัพยากรในพื้นที่และร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตไปพร้อมกับการปกป้องความหลายทางชีวภาพที่อุดมสมบูรณ์อย่างไร

รายงาน Land bridge Effect ผลกระทบโครงการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ชุมพร – ระนอง ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับ ผลกระทบของท่าเรือน้ำลึกในเชิงวิศวกรรม โดย ผศ.ดร.สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์หากเกิดโครงการแลนด์บริดจ์

https://www.greenpeace.org/thailand/story/54821/land-bridge-effect-review-local-resources/




SEC Watch เรียกร้อง สส.ภาคใต้พรรคภูมิใจไทย ค้านร่าง กม.ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้



SEC Watch เรียกร้อง สส.ภาคใต้พรรคภูมิใจไทย ค้านร่าง กม.ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้

3 พฤษภาคม 2569
ประชาไท

กลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) ออกจดหมายเปิดผนึกถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้ทุกจังหวัด เรียกร้องให้ทบทวนการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ โดยแสดงความกังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและทรัพยากรในพื้นที่

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 กลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) ออกจดหมายเปิดผนึกถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้ทุกจังหวัด เรียกร้องให้ทบทวนการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ โดยแสดงความกังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและทรัพยากรในพื้นที่

เนื้อหาในจดหมายระบุว่า ภาคใต้กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากนโยบายดังกล่าว ซึ่งมีเป้าหมายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษและนิคมอุตสาหกรรม โดยกลุ่มผู้ยื่นจดหมายกังวลว่าบทบัญญัติของกฎหมายอาจเปิดช่องให้มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในวงกว้าง และอาจส่งผลต่อสิทธิการถือครองที่ดินของประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้

กลุ่มดังกล่าวยังตั้งข้อสังเกตว่า แนวทางการพัฒนาในรูปแบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาจไม่สอดคล้องกับศักยภาพของภาคใต้ที่มีความโดดเด่นด้านเกษตรกรรม อาหาร และการท่องเที่ยว พร้อมแสดงความกังวลว่าการพัฒนาในลักษณะดังกล่าวอาจกระทบต่อวิถีชีวิตและอาชีพของประชาชนในระยะยาว

นอกจากนี้ จดหมายยังเรียกร้องให้ผู้แทนราษฎรในพื้นที่คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน และพิจารณาบทบาทของตนในการกำหนดทิศทางนโยบายที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรและการพัฒนาในภูมิภาค

กลุ่มผู้ยื่นจดหมายย้ำว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าวควรคำนึงถึงสิทธิของประชาชนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมเรียกร้องให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้านก่อนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
สส.พรรคประชาชนชี้แลนด์บริดจ์เสี่ยงทุจริตเชิงนโยบาย หน่วยงานรัฐขัดแย้งกันเอง เรียกร้องศึกษาอิสระและทำประชาพิจารณ์ก่อนเดินหน้า

รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ให้ความเห็นว่าผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ระหว่างหน่วยงานรัฐมีความขัดแย้งกันอย่างชัดเจน โดยรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ระบุว่าโครงการมีความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ โดยประเมินอัตราผลตอบแทน (EIRR) ที่ร้อยละ 17.43 และจะสร้างงานในภาคใต้กว่า 280,000 อัตรา ขณะที่รายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ศึกษาร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปตรงกันข้ามว่าโครงการ "ไม่มีความเป็นไปได้เชิงเศรษฐศาสตร์" เนื่องจากใช้เงินลงทุนเริ่มต้นกว่า 1 ล้านล้านบาท ทำให้มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ติดลบ และรายได้จากค่าธรรมเนียมไม่เพียงพอ เพราะต้องแข่งขันด้านราคากับเส้นทางช่องแคบมะละกา

รศ.ดร.อนุสรณ์ ยังแสดงความกังวลว่า หากโครงการไม่สามารถดึงดูดทุนข้ามชาติได้ด้วยตัวเอง รัฐบาลอาจต้องเสนอสิทธิพิเศษเพิ่มเติมจนอาจทำให้พื้นที่แลนด์บริดจ์กลายเป็น "กึ่งอาณานิคมทางเศรษฐกิจ" โดยเฉพาะการให้สิทธิถือครองที่ดิน 99 ปีแก่ต่างชาติ และสิทธิพิเศษต่างๆ ที่อาจกระทบอำนาจอธิปไตยของประเทศ

ด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม รายงานระบุว่าโครงการจะกระทบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ พร้อมเตือนว่าการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมาทำเป็นรายโครงการ (EIA) โดยขาดการมองภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) ซึ่งอาจเปิดทางให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมหนักเข้ามาตามหลัง สร้างมลพิษเกินขีดความสามารถของระบบนิเวศภาคใต้

รศ.ดร.อนุสรณ์ เสนอให้มีการศึกษาโดยหน่วยงานอิสระที่เป็นกลาง ครอบคลุมมิติภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง โดยชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลต่อสถานะยุทธศาสตร์ของไทย และยืนกรานว่าต้องจัดทำประชาพิจารณ์ผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจฐานเดิมก่อนเดินหน้าโครงการ พร้อมตั้งคณะกรรมการร่วมที่มีภาควิชาการและภาคประชาสังคมร่วมด้วย

"หากมีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการเอื้อประโยชน์กันโดยไม่ถูกต้อง โครงการนี้จะกลายเป็นโครงการทุจริตเชิงนโยบายสำคัญในรอบหลายทศวรรษและทำลายอนาคตของลูกหลานไทยได้" รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว พร้อมเน้นว่าหากดำเนินการอย่างรอบคอบโปร่งใส โครงการนี้ก็อาจสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับสถานะของไทยบนเวทีโลกได้เช่นกัน


https://prachatai.com/journal/2026/05/117265




วันที่ 3 พฤษภาคม เป็นวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก ปี 2025 เป็นปีที่อันตรายที่สุดสำหรับผู้สื่อข่าว มีบุคลากรด้านสื่อเสียชีวิตทั่วโลกจำนวน 129 ราย "อันตราย" ของสื่อ ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่การเอาชีวิตรอดเท่านั้น หากไม่มีสื่อความจริงก็ตายตามไปด้วย








https://x.com/UNGeneva/status/2050987555726741789

คำเตือนของคลาริสซา วอร์ด จาก CNN สะท้อนความรู้สึกที่น่าหดหู่เป็นพิเศษในปีนี้ ในขณะที่เรากำลังเฉลิมฉลองวันเสรีภาพสื่อโลกปี 2026 ข้อสังเกตของเธอที่ว่านักข่าวได้กลายเป็น "เป้าหมายที่ง่ายต่อการโจมตี" นั้นได้รับการสนับสนุนจากข้อมูลที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดที่วงการนี้เคยเห็นมาในรอบหลายทศวรรษ

ความรู้สึกที่ว่าตรา "สื่อ" ได้เปลี่ยนจากโล่ป้องกันไปเป็นเป้าหมายนั้นไม่ใช่แค่ความกลัวอีกต่อไปแล้ว—แต่เป็นความจริงที่ได้รับการบันทึกไว้แล้ว

ตัวเลขเบื้องหลังอันตราย

สภาพแวดล้อมสำหรับผู้ทำงานด้านสื่อได้เสื่อมโทรมลงอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา ตามรายงานล่าสุดจากคณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว (CPJ) และยูเนสโก:

ปีที่อันตรายที่สุดเป็นประวัติการณ์: ปี 2025 ได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการว่าเป็นปีที่อันตรายที่สุดสำหรับนักข่าวตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลในปี 1992 โดยมีผู้ทำงานด้านสื่อ 129 คนถูกฆ่าทั่วโลก

ความรุนแรงที่มุ่งเป้า: เกือบ 40% ของการเสียชีวิตเหล่านี้ถูกจัดประเภทเป็นการฆาตกรรมที่มุ่งเป้า ซึ่งมักมีจุดประสงค์เพื่อปิดปากการสืบสวนเกี่ยวกับการทุจริต อาชญากรรม organised crime หรือการใช้อำนาจเกินขอบเขตของรัฐบาล

ยุคโดรน: แนวโน้มใหม่ที่น่าหวาดหวั่นในปี 2025 และต้นปี 2026 คือการใช้โดรนติดอาวุธเพิ่มมากขึ้นเพื่อโจมตีนักข่าวในเขตความขัดแย้ง เช่น กาซา ซูดาน และยูเครน

"การเสื่อมถอยทั่วโลก": เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลกถูกจัดอันดับอยู่ในหมวดหมู่ "ยาก" หรือ "ร้ายแรงมาก" สำหรับเสรีภาพสื่อ

ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญในตอนนี้

หัวข้อของวันเสรีภาพสื่อโลกปี 2026 คือ "การสร้างอนาคตที่สงบสุข" ซึ่งเน้นย้ำถึงความขัดแย้งที่น่าเศร้า: เราไม่สามารถมีสันติภาพได้หากปราศจากสื่อเสรี แต่การแสวงหาสันติภาพนี่เองที่ทำให้นักข่าวตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างมาก

เมื่อวอร์ดพูดถึง "ความเฉยเมย" เธอเน้นย้ำถึงวัฒนธรรมของการไม่ต้องรับผิด เมื่อนักข่าวถูกฆ่าและไม่มีผลทางกฎหมายหรือทางการทูตใดๆ มันเป็นการส่งสัญญาณไฟเขียวให้กับระบอบเผด็จการและกลุ่มอาชญากรว่า "เสาหลักที่สี่" สามารถถูกทำลายได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ

"การโจมตีสื่อมวลชนเป็นตัวบ่งชี้สำคัญของการโจมตีเสรีภาพด้านอื่นๆ... เราทุกคนตกอยู่ในความเสี่ยงเมื่อนักข่าวถูกฆ่าตายเพราะรายงานข่าว" — Jodie Ginsberg, ซีอีโอ CPJ (ก.พ. 2026)

ระเบียบโลกที่กำลังผันผวน

การรายงานข่าวของ Ward จากแนวหน้า—รวมถึงผลงานล่าสุดของเธอในตะวันออกกลางและยูเครน—สะท้อนให้เห็นถึงโลกที่บรรทัดฐานระหว่างประเทศกำลังสั่นคลอนและเสื่อมถอยลง "อันตราย" ที่เธอเอ่ยถึงนั้น ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการเอาชีวิตรอดทางร่างกายเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงการที่ "ความจริง" กำลังจะสูญสิ้นไป หากเหล่านักข่าวต่างหวาดกลัวเกินกว่าที่จะก้าวเข้าไปยังแนวหน้า โลกใบนี้ก็จะเหลือไว้เพียงแค่โฆษณาชวนเชื่อและ "พื้นที่แห่งความเงียบงัน" เท่านั้น

นี่คือเครื่องเตือนใจอันหนักแน่นว่า เสรีภาพสื่อไม่ใช่เพียงแค่ "ประเด็นของวงการสื่อ" หากแต่เปรียบเสมือนชีพจรหล่อเลี้ยงของระบอบประชาธิปไตยที่ยังคงทำงานได้อย่างสมบูรณ์ และเมื่อใดที่ชีพจรเส้นนั้นอ่อนแรงลง ส่วนอื่นๆ ของ "ร่างกายทางการเมือง" ก็มักจะทรุดโทรมตามไปด้วยเช่นกัน




กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านระบุว่า ทางกระทรวงได้รับและกำลังพิจารณาคำตอบจากสหรัฐฯ ต่อแผนข้อเสนอ 14 ข้อของตน และมีข่าวจากทรัมป์ว่า ตัวแทนสหรัฐกำลังหารือกับอิหร่านในลักษณะที่เป็น "บวกอย่างยิ่ง" และว่าเรื่องนี้ "อาจนำไปสู่สิ่งที่เป็นบวกอย่างมากสำหรับทุกคน"







https://x.com/AJEnglish/status/2051017699166236816

กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านระบุว่า ตนได้รับและกำลังพิจารณาคำตอบจากสหรัฐฯ ต่อแผนข้อเสนอ 14 ข้อของตน ซึ่งส่งผ่านตัวกลางคือประเทศปากีสถาน

แผนดังกล่าวเรียกร้องให้มีการยุติสงครามอย่างถาวร การผ่อนปรนมาตรการปิดล้อมของสหรัฐฯ และการสร้างความไว้วางใจระหว่างกันก่อนที่จะเริ่มการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์

รายงานโดย
@AlMigdadAruhaid
ผู้สื่อข่าวของ Al Jazeera
.....

การแลกเปลี่ยนทางการทูตครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะยุติสงครามอิหหร่านปี 2026 โดย ณ วันที่ 3 พฤษภาคม 2026 สถานการณ์ได้ก้าวเข้าสู่ระยะ "การพิจารณาตรวจสอบ" แล้ว แม้ว่าถ้อยแถลงสาธารณะของทั้งสองฝ่ายจะยังคงมีความดุเดือดเข้มข้นอยู่ก็ตาม

แผน 14 ข้อ: ข้อเรียกร้องจากเตหะราน

เอสมาอิล บากาอี (Esmail Baqaei) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหหร่าน ยืนยันว่ารัฐบาลเตหะรานกำลังประเมินคำตอบที่ได้รับจากรัฐบาลวอชิงตัน ซึ่งถูกส่งผ่านตัวกลางจากประเทศปากีสถาน ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่อิหหร่านได้ยื่นข้อเสนอสวนกลับจำนวน 14 ข้อ ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนจุดเน้นจากเพียงแค่การหยุดยิงชั่วคราว ไปสู่การแสวงหาข้อยุติอย่างถาวร โดยเสาหลักสำคัญของข้อเสนอประกอบด้วย:

การยุติการสู้รบอย่างถาวร: อิหหร่านปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่ให้มีการหยุดยิงเป็นเวลาสองเดือน โดยยืนกรานในกรอบเวลา 30 วัน เพื่อ "ยุติสงครามในทุกแนวรบ" อย่างถาวร ซึ่งรวมถึงพื้นที่ในประเทศเลบานอนด้วย

ความมั่นคงและอธิปไตย: เรียกร้องให้มีการถอนกองกำลังของสหรัฐฯ ออกจาก "พื้นที่โดยรอบ" ของอิหหร่าน พร้อมทั้งขอหลักประกันว่าจะไม่มีการรุกรานทางทหารเกิดขึ้นอีกในอนาคต

การบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ: เรียกร้องให้มีการยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางทะเล การปลดล็อกสินทรัพย์ของอิหหร่านที่ถูกอายัดไว้ การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด และการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น

การควบคุมเส้นทางเดินเรือ: เรียกร้องให้มีการจัดตั้งกลไกการกำกับดูแลใหม่สำหรับช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อสร้างหลักประกันด้านเสถียรภาพและการไหลเวียนของน้ำมัน

จุดยืนของสหรัฐฯ: 
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงความกังขาอย่างยิ่งต่อแผนข้อเสนอดังกล่าว หลังจากได้รับข้อเสนอดังกล่าวได้ไม่นาน เขาได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวและโพสต์ข้อความลงบนสื่อสังคมออนไลน์ว่า ข้อเสนอนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ "ไม่อาจยอมรับได้" โดยระบุว่า:

"ผมไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าข้อเสนอนี้จะเป็นที่ยอมรับได้ ในเมื่อพวกเขา [อิหร่าน] ยังไม่ได้ชดใช้ด้วยราคาที่สาสมเพียงพอต่อสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้ต่อมนุษยชาติ... ตลอดระยะเวลา 47 ปีที่ผ่านมา"

อย่างไรก็ตาม นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ได้ยืนยันว่ารัฐบาลวอชิงตันยังคง "อยู่ระหว่างการหารือ" กับรัฐบาลเตหะราน ซึ่งบ่งชี้ว่าแม้แผนการ 14 ข้ออาจจะถูกปฏิเสธในรูปแบบปัจจุบัน แต่ช่องทางการทูตที่ดำเนินผ่านกรุงอิสลามาบัดนั้นยังคงเปิดกว้างอยู่

สถานะปัจจุบัน

สถานที่เจรจา: เอกสารที่เป็นทางการทั้งหมดกำลังถูกส่งผ่านประเทศปากีสถาน โดยมีการกำหนดแผนสำหรับการเจรจาติดตามผลในลำดับถัดไปไว้ที่กรุงอิสลามาบัด

จุดติดขัดในการเจรจา: สหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับแนวทางแบบแบ่งเป็นระยะ (โดยเริ่มต้นด้วยการหยุดยิงเป็นเวลาสองเดือนและการจำกัดกิจกรรมทางนิวเคลียร์) ในขณะที่อิหร่านกำลังผลักดันให้เกิดการยุติปัญหาแบบ "ได้ทั้งหมดหรือไม่ได้อะไรเลย" ภายในระยะเวลา 30 วัน ซึ่งไม่รวมประเด็นการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ไว้ในขั้นเริ่มต้นนี้

ปัจจุบัน สถานการณ์สงครามยังคงอยู่ในสภาวะของการ "ขยายเวลาออกไปอย่างไม่มีกำหนด" จากข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนเมษายน แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะมีการรายงานถึงการละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ในขณะที่พวกเขากำลังต่อรองเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับเงื่อนไขสุดท้ายของข้อตกลงสันติภาพ