ประชาไท Prachatai.com8 hours ago
·
‘เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ’ วิจารณ์ร่างแก้ รธน.สีน้ำเงิน ปมไม่เลือกตั้ง สสร. โดยตรง -สว. 1 ใน 4 ต้องไฟเขียว
.
เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา กลุ่มภาคประชาชนที่ใช้ชื่อว่า “เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ” ได้โพสต์ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสูตรแก้รัฐธรรมนูญฉบับ ‘ภูมิใจไทย’ ว่า “เสี่ยงพาการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไปสู่ทางตัน” จากที่ผู้ร่าง รธน.จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน รวมถึงการที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยต้องมีเงื่อนพิเศษว่า ต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4
.
โพสต์ดังกล่าวมีเนื้อหาระบุว่า จากกรณีที่ ภราดร ปริศนานันทกุล สส. และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมกับ นิกร จำนง สส.พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแถลงข่าวถึงทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรคภูมิใจไทยทั้ง 190 คน จะร่วมกันลงชื่อและเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยจะเสนอให้มีการเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569
.
โดยข้อเสนอของร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับ ‘ภูมิใจไทย’ (เท่าที่มีการเปิดเผยออกมา) มีดังนี้
.
(1) กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จำนวน 100 คน แบ่งเป็นตัวแทนจากจังหวัด จังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิชาการจากกลุ่มต่างๆ อีก 23 คน
.
(2) ให้สมาชิกรัฐสภา (สส.-สว.) เป็นผู้คัดเลือกจากรายชื่อผู้สมัครให้เหลือ 100 คน และมีรายชื่อ สสร.สำรอง อีก 300 คน โดยใช้วิธีคัดเลือกตามสัดส่วนสมาชิกรัฐสภา
.
(3) ให้ สสร. ตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 45 คน และกรรมาธิการรับฟังความคิดจำนวน 45 คน โดยให้ กมธ.รับฟังความคิดเห็นมาจากรายชื่อ สสร.สำรอง 300 คน
.
(4) ร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยต้องมีเงื่อนพิเศษว่า ต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4
.
จากข้อเสนอดังกล่าว เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (Constitutional Advocacy Alliance - CALL) มีความเห็นว่า มีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องเจอทางตัน เนื่องจากไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน โดยมีเหตุผลประกอบ ดังนี้
.
หนึ่ง การให้รัฐสภาเป็นคนเลือก สสร. แต่เพียงลำพัง เป็นการลดทอนการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ต้นน้ำ
.
การที่พรรคภูมิใจไทย เสนอให้สมาชิกรัฐสภาเป็นคนคัดเลือก สสร. ทั้งหมด จะทำให้ สสร.ดังกล่าวขาดความยึดโยงของประชาชน และสุ่มเสี่ยงจะถูกครอบงำหรือกลายเป็นตัวแทนของพรรคการเมืองในรัฐสภามากกว่าจะเป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนในเชิงประเด็น (ความเป็นธรรม, สิ่งแวดล้อม, การกระจายอำนาจ ฯลฯ) หรือ ตัวแทนในเชิงกลุ่มประชากร (เพศ วัย อาชีพ) หรือตัวแทนในเชิงพื้นที่ (เขต-จังหวัด-ภูมิภาค) ตัวแทนในเชิงอุดมการณ์ทางการเมือง
.
CALL ขอยืนยันว่า การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้นน้ำ คือ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดตัวผู้ร่างรัฐธรรมนูญ โดยเราเรียกร้องให้มี ‘คูหาเลือกตั้ง’ เพื่อให้ผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็น สสร. จะต้องนำเสนอความคิด จุดยืน หรือ ข้อเสนอในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและตัดสินใจทั้งในตัวของผู้ร่างรัฐธรรมนูญและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
ทั้งนี้ จากงานศึกษาการออกแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญของ 101 Public Policy Think Tank ระบุด้วยว่า ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อความสำเร็จของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอย่างมากคือ ‘ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน' โดยเฉพาะในสังคมที่มีประสบการณ์ความขัดแย้งในสังคมและอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
.
อย่างไรก็ดี การกำหนดให้มี “คูหาเลือกตั้ง” เป็นข้อเสนอที่อยู่ในร่างของพรรคประชาชนมาก่อน และรัฐสภาเคยมีมติรับหลักการดังกล่าวในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ซึ่งไม่ได้มีปัญหาว่า การมีคูหาให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
.
ประกอบกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ไม่มีการให้เหตุผลในประเด็นว่า ทำไมรัฐสภาถึงไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง และคำวินิจฉัยดังกล่าวยังขัดกับหลักการในคำวินิจฉัยที่ผ่านมาซึ่งยืนยันว่า ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ดังนั้น การอ้างอิงคำวินิจฉัยในท่อนดังกล่าวจึงเป็นรับรองอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ
.
สอง การกำหนดหลักเกณฑ์การให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ว่า ต้องใช้เสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 เป็นหลักเกณฑ์ที่ไม่จำเป็นและไม่เป็นธรรม
.
การที่ข้อเสนอของภูมิใจไทย ระบุว่า การให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากรัฐสภา และต้องมีเสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของสมาชิกเท่าที่มีอยู่นั้น เป็นการ “เพิ่มอำนาจพิเศษ” ให้กับ สว. ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ไม่จำเป็นและไม่เป็นธรรม รวมถึงขัดต่อหลักการประชาธิปไตย
.
โดยการวางหลักเกณฑ์ว่า ต้องได้เสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 จะทำให้ สว. มีอำนาจยับยั้งเสียงมากได้ เช่น ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้รับเสียงเห็นชอบจากรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่ง (376 เสียง) แต่หากไม่มีเสียงเห็นชอบจาก สว. ถึง 50 เสียง ก็จะกลายเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา
.
ในขณะเดียวกัน การกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว ยังทำให้ สว. มีอำนาจต่อรองพิเศษในการกำหนดเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะนอกจาก สสร. จะต้องร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ยังต้องคำนึงถึงเสียงของ สว. เป็นพิเศษ ดังนั้น การมีหลักเกณฑ์ดังกล่าวจึงยิ่งเป็นการเปิดช่องให้ สว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแทรกแซงเนื้อหาของการร่างรัฐธรรมนูญใหม่
.
ทั้งนี้ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ศาสตราจารย์ของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยให้ความเห็นต่อข้อเสนอดังกล่าวว่า เป็น “เผด็จการเสียงข้างน้อย” เพราะเสียงข้างน้อยกลับมีอำนาจยับยั้งเสียงข้างมากได้
.
โดยหลักการที่ควรจะเป็นในการเคารพเสียงข้างน้อย คือ การกำหนดหลักเกณฑ์ให้เสียงข้างมากแบบพิเศษ เช่น สหรัฐอเมริกา การแก้รัฐธรรมนูญต้องเสนอโดย 2/3 ของสภาคองเกรส (super majority) และให้สัตยาบรรณโดย 3/4 ( super-super majority) หรือ 38 จาก 50 ของมลรัฐ
.
หรือ กรณีของสวิตเซอร์แลนด์ ที่กำหนดให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ด้วยวิธีเดียวคือ ให้ประชาชนทำประชามติ ที่ใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก 2 ระดับ (double majority) คือ เสียงข้างมากของประชาชน และจำนวนข้างมากของมลรัฐที่มีอยู่ 24 cantons เพื่อป้องกันการผูกขาดของมลรัฐที่มีประชากรจำนวนมาก
.
โดยหลักคิดของการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว คือ เพื่อให้เกิดการโน้มน้าวให้คนเห็นพ้องต้องกันมากที่สุด ใกล้เคียงกับเสียงฉันทามติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น การให้เสียงข้างน้อยมีอำนาจขัดขวางความเห็นของคนส่วนใหญ่จึงเป็นตรรกะที่บิดเบี้ยว
.
จากเหตุผลที่ได้ระบุไว้ทั้งสองข้อ ทาง CALL เห็นว่า กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวจะทำให้ประชาชนไม่ได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง และการดึงดันและเร่งรัดเพื่อให้ประเทศเดินหน้าตามแนวทางดังกล่าว จะนำไปสู่ความขัดแย้ง จนทำให้กระบวนการออกเสียงประชามติไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนอย่างเพียงพอ จนทำให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องล้มเหลว ซึ่งจะเป็นการสูญเสียทั้งเงินงบประมาณแผ่นดินและระยะเวลาเป็นอย่างมาก
.
สุดท้ายนี้ ทางเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) ขอยืนยันว่า ‘หลักการพื้นฐาน’ ของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามสิ่งที่ภาคประชาชนได้หารือกับพรรคประชาชนในการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 3 ดังนี้
.
1. การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้อง ‘ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน’ โดยสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุดในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งรวมถึงการมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สภาร่างรัฐธรรมนูญ
.
2. การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้อง ‘ป้องกันการผูกขาด’ ไม่ให้ฝ่ายใดหรือกลุ่มความคิดใด “ผูกขาด” กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการได้มาซึ่งกติกาสูงสุดของประเทศ ที่เป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ภายใต้ความหลากหลายทางความคิดในสังคม
.
3. การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้อง ‘ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้สมาชิกวุฒิสภา’ โดยให้สมาชิกรัฐสภาทุกคน มีสิทธิเท่ากัน ในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนจะนำเสนอต่อประชาชนในการออกเสียงประชามติ โดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ที่ให้สิทธิพิเศษกับสมาชิกวุฒิสภาซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (เช่น การเพิ่มเงื่อนไขว่าจะต้องได้ความเห็นชอบจาก 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 5 ของสมาชิกวุฒิสภา)
https://www.facebook.com/photo?fbid=1434160095424960&set=a.643704854470492
https://prachatai.com/journal/2026/05/117448