‘ทับลาน’ พื้นที่ดง/ป่าโปร่ง ๑.๔ ล้านไร่ ในเขตจังหวัดปราจีนบุรีและนครราชสีมา ซึ่งกำลังเป็นความขัดแย้งทางสังคม เนื่องจากมีประกาศเพิกถอนพื้นที่กว่า ๒ แสน ๖ หมื่นไร่ ออกจาก ‘อุทยานแห่งชาติ’ เพื่อแก้ปัญหาพิพาทระหว่างที่ทำกินกับอนุรักษ์ธรรมชาติ
ข้อขัดแย้งหลักใหญ่อยู่ที่ พื้นที่ถูกเพิกถอนราว ๑๕๕,๘๖๕ ไร่ คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติมอบให้ สนง.ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร นำไปจัดสรรให้ชาวบ้านที่อยู่อาศัยมาก่อนแล้วนมนาน อีกราวแสนกว่าไร่ ซึ่งอยู่นอกเขต สปก.จะพิสูจน์สิทธิ์มอบให้ประชาชน ๕,๒๐๐ ราย
เครือข่ายอนุรักษ์ นำโดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เห็นว่าการเพิกถอนนี้กระทำโดยวิธีการ ‘เหมาเข่ง’ จึงออกมารณรงค์คัดค้าน “เพราะกังวลว่ากระบวนการตรวจสอบสิทธิ์ อาจไม่รัดกุมพอจนเปิดช่องให้นายทุนสวมสิทธิ์ปะปนกับชาวบ้านจริง” ปราย พันแสง ให้ความเห็น
“ส่วนฝ่ายสิทธิชุมชน อย่างกลุ่ม Land Watch THAI และชาวบ้านในพื้นที่ มองว่าการกันแนวเขตออกคือการคืนความถูกต้อง ไม่ใช่การแจกป่าให้ใคร” เนื่องจากที่ดินซึ่งชาวบ้านอยู่อาศัยนั้น ส่วนใหญ่รัฐจัดสรรให้ใช้ทำกินมาก่อนการประกาศเป็นอุทยานทับพื้นที่
ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นมีทั้งสองทาง คือการจัดให้เป็นพื้นที่ สปก. เสี่ยงกับการที่นายทุนเข้าไปสวมรอยแล้วทำไร่ขนาดใหญ่ ยางพาราบ้าง ปาล์มบ้าง ดังที่เป็นอยู่มาตลอดกว่า ๔๐ ปี แม้ว่าที่ สปก.จะซื้อขายสิทธิ์ไม่ได้ นายทุนใช้วิธีให้กู้ยืมเท่าราคาที่ดินแทน
ด้านชุมชน “มองว่าการรอพิสูจน์สิทธิ์โดยไม่กันแนวเขตออกก่อน คือการปล่อยให้คนบริสุทธิ์ต้องแบกรับสถานะผู้บุกรุกป่าต่อไปโดยไม่จำเป็น” ตลอด ๔๐ ปีที่ผ่านมามีชาวบ้านถูกดำเนินคดีฐานบุกรุกอุทยานเป็นจำนวนมาก จำเพาะข้อหาทำรีสอร์ตกว่า ๔๐๐ คดี
ประเด็นอยู่ที่นายทุนเจ้าของสถานที่ไม่ใช่ชาวบ้านและอยู่ไกลหรือในกรุง ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคดีเหมือนชาวบ้านที่รับจ้างดำเนินการบนพื้นที่จับจองของตน ซึ่ง ‘จำนอง’ ผ่านการรับเงินกู้จากนายทุนมาใช้ ปรายบอกว่ากำลังฮิตเดี๋ยวนี้คือกิจการ ‘พูลวิลล่า’
ฝ่ายที่คัดค้านการรณรงค์ “เซฟทับลาน” บอกว่าชาวบ้านที่อยู่อาศัยและทำกินกับพื้นที่มาแต่ไหนแต่ไร เป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการประกาศแนวเขตป่าทับที่ของตนมากกว่าใคร ตอนที่รัฐบาลไทยนำพื้นที่ทับลานไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกเมื่อปี ๒๕๔๘ นั้น
“ทาง UNESCO ก็ได้เสนอแนะให้รัฐบาลไทยเร่งกันแนวเขตที่มีคนอยู่ ๒๗๓,๕๘๑ ไร่ ออก ซึ่งรัฐบาลไทยก็ได้รับปากว่าจะทำให้เสร็จภายในปี ๒๕๕๐ แต่กลับล่าช้ามาจนถึงปัจจุบัน...และที่สำคัญมติของคณะกรรมการให้เพิกถอนน้อยกว่าพื้นที่ทับซ้อนจริง”
ตลกร้ายเกิดขึ้นเมื่อปรากฏว่าในปี ๒๕๖๗ ระหว่าง ๒๘ มิถุนาถึง ๑๒ กรกฎา มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่องพื้นที่ทับลาน มีผู้แสดงความไม่เห็นด้วยกับการปรับปรุงแนวเขตอุทยานทับลาน ๙๕.๒% (๙๐๑,๘๙๒ ราย) เห็นด้วยเพียง ๔๕,๒๑๕ ราย หรือแค่ ๔.๘%
แต่นั่นเป็นการออกความเห็นทางออนไลน์เท่านั้น ส่วนการจัดรับฟังความเห็นในพื้นที่สองจังหวัด ๔-๕ กรกฎา ๒๕๖๗ กลับพบว่า “ความเห็นในพื้นที่ทั้งสองจังหวัด ‘เห็นด้วย’” ๔๙ ต่อ ๑๖ ที่โคราช และ ๓๒๔ ต่อ ๕๐ ที่ปราจีน
(https://www.facebook.com/northerndevelopmentfoundation/posts/21WWYQu, https://www.facebook.com/laofang.bundidterdsakul/posts/2iYXVJsf9d, https://ch3plus.com/news/social/morning/465380=IwY2xjaw และ https://www.facebook.com/prypansang/posts/HuWdsjK45B)



.webp)





