วันเสาร์, ตุลาคม 10, 2569

เตรียมตัวไปเลือกตั้งประกันสังคม วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2569 กติกาเฉพาะที่ต้องรู้ ห้ามกากบาทในช่องลงคะแนน แต่ต้องเขียนเลขอารบิก


iLaw
13 hours ago
·

อย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้งประกันสังคมในวันอาทิตย์ 11 ตุลาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00 - 16.00 น. หลังวันเลือกตั้งเดิมคือวันที่ 27 กันยายน 2569 เกิดเหตุอุทกภัยในหลายพื้นที่

สำหรับผู้ประกันตนหรือลูกจ้าง ไม่ต้องลงทะเบียนก็สามารถใช้สิทธิเลือกตั้งประกันสังคมได้ เพียงแค่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 6 เดือน ก่อนเดือนที่ประกาศให้มีเลือกตั้งประกันสังคม หรือตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 - เมษายน 2569 และจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือนภายในช่วงเวลาดังกล่าว สามารถนำเอกสารแสดงตน เช่น บัตรประจำตัวประชาขน ไปสถานที่เลือกตั้งเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งได้

ส่วนนายจ้าง จะต้องเตรียมเอกสารแสดงตน เช่น บัตรประจำตัวประชาชน หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลที่มีอายุไม่เกิน 6 เดือน และในกรณีที่นิติบุคคลดังกล่าวมีผู้มีอำนาจลงนามตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จะต้องนำหนังสือมอบอำนาจที่ลงนามโดยผู้มีอำนาจลงนามทุกคนไปด้วย

ทั้งนี้ในส่วนของเอกสารฝั่งนายจ้างจากการติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ประกันสังคมในบางเขตพื้นที่ ระบุว่าในบางพื้นที่อาจไม่จำเป็นต้องนำเอกสารดังกล่าวไป เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้มีการจัดเตรียมเอกสารไว้แล้ว แต่ในบางเขตพื้นที่ยังจำเป็นต้องนำเอกสารดังกล่าวไปด้วย

สามารถตรวจสอบสถานที่ใช้สิทธิเลือกตั้งประกันสังคมได้ 2 ช่องทาง ได้แก่

1. เว็บไซต์ www.sso.go.th
2. แอพลิเคชัน SSO+

จากการติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมยืนยันว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมสามารถจดหมายเลขผู้สมัครใส่กระดาษและนำเข้าไปในคูหาลงคะแนนได้
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=1540841414756139&set=a.625664032940553




We Watch
Yesterday
·
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม: กติกาเฉพาะที่ต้องรู้ ห้ามกากบาทในช่องลงคะแนน แต่ต้องเขียนเลขอารบิก
.

การเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ในวันที่ 11 ตุลาคม 2569 มีกติกาและขั้นตอนการลงคะแนนที่แตกต่างจากการเลือกตั้งระดับชาติหรือระดับท้องถิ่นที่เราคุ้นเคยกัน สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้มาใช้สิทธิต้องพึงระวังก่อนเข้าคูหาคือ "วิธีการทำเครื่องหมาย" เพราะหากเผลอไปลงคะแนนด้วยความเคยชินแบบที่เคยทำในการเลือกตั้งอื่น ๆ บัตรใบนั้นอาจกลายเป็นบัตรเสียขึ้นมาทันที
.

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะได้รับบัตรเลือกตั้ง โดย ‘บัตรสีฟ้า’ ใช้สำหรับเลือกผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และ ‘บัตรสีชมพู’ ใช้สำหรับเลือกผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน

ส่วนวิธีลงคะแนนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม คือ ในช่องลงคะแนนเลือกผู้สมัคร ห้ามทำเครื่องหมายกากบาท (X) หรือทำสัญลักษณ์อื่นใดโดยเด็ดขาด ผู้ใช้สิทธิจะต้องลงคะแนนด้วยวิธีการ "เขียนตัวเลขอารบิก" เช่น 1, 2, 3 ลงในช่องว่างที่กำหนดไว้บนบัตรเลือกตั้งเท่านั้น โดย 1 ช่อง เขียนได้ 1 หมายเลข และผู้มีสิทธิ 1 คน สามารถเลือกผู้สมัครได้ตั้งแต่ 1 คน ไปจนถึงสูงสุดไม่เกิน 7 คน กรณีไม่ประสงค์ลงคะแนนให้ผู้สมัครรายใดเลย ให้ทำเครื่องหมายกากบาท (X) ในช่อง "ไม่ประสงค์ลงคะแนน" แทน
.

ระวัง! แบบไหนคือ "บัตรเสียทั้งฉบับ" ที่ไม่นับคะแนนเลย

ลักษณะความผิดพลาดที่พบบ่อยและควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ การไปกากบาท (X) หรือทำเครื่องหมายถูกในช่องลงคะแนนเลือกผู้สมัคร แทนการเขียนตัวเลขตามที่กำหนด การเขียนหมายเลขด้วยตัวเลขไทย เช่น ๑ ๒ ๓ แทนที่จะเป็นเลขอารบิก การเขียนหมายเลขผู้สมัครเกินกว่า 7 ช่องที่กติกากำหนดไว้ ตลอดจนการมีรอยขูดลบ ขีดฆ่า วาดรูป หรือทำเครื่องหมายอื่นใดที่เป็นที่สังเกตบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลให้บัตรทั้งใบเสียไปโดยไม่มีข้อยกเว้น
.

กติกาการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมไม่ได้มีเพียงแค่ "บัตรดี" กับ "บัตรเสียทั้งใบ" เท่านั้น แต่ยังมีแนวคิดเรื่อง "บัตรเสียบางส่วน" ด้วย กล่าวคือ หากผู้ลงคะแนนทำผิดกติกาเฉพาะในบางช่องของบัตร บัตรใบนั้นจะยังไม่ถูกตัดสินให้เสียทั้งใบ แต่ช่องที่เขียนตัวเลขถูกต้องตามกติกาจะยังคงถูกนำไปนับคะแนนตามปกติ ส่วนเฉพาะช่องที่ทำผิดกติกาเท่านั้นที่จะถูกปัดตกไป โดยไม่นับคะแนนเฉพาะในช่องนั้น ๆ

ลักษณะความผิดพลาดที่ทำให้เฉพาะบางช่องถูกปัดตกโดยไม่กระทบต่อช่องอื่น มีดังนี้

ประการแรก คือการเขียนหลายเบอร์ลงในช่องเดียวกัน เช่น เขียนเบอร์ 1 กับเบอร์ 2 เบียดกันอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมเดียวกัน ซึ่งทำให้ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าผู้ลงคะแนนต้องการเลือกหมายเลขใดกันแน่ในช่องนั้น

ประการที่สอง คือการเขียนเลขล้นออกนอกกรอบ กรณีที่ลายมือมีขนาดใหญ่จนล้นออกมานอกช่องเขียนหมายเลข ที่กำหนดไว้บนบัตร

ประการที่สาม คือการปล่อยช่องว่างไว้โดยไม่เขียนตัวเลขใด ๆ ลงไป ซึ่งกรณีนี้จะถือเป็นการสละสิทธิในโควตาของช่องนั้นไปโดยปริยาย
.

นอกเหนือจากกติกาพื้นฐานข้างต้นแล้ว ยังมีสถานการณ์การลงคะแนนบางลักษณะที่มักสร้างความสับสนให้กับผู้ใช้สิทธิ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วบัตรลักษณะนี้ยังคงนับคะแนนได้ตามปกติ โดยอ้างอิงตามระเบียบกระทรวงแรงงานและคู่มือการปฏิบัติงานของคณะกรรมการประจำที่เลือกตั้ง (กปต.) มีรายละเอียดดังนี้

กรณีแรก คือการเขียนเลขเดียวลงในช่องเดียว หากผู้มาใช้สิทธิมีผู้สมัครที่อยู่ในใจเพียงคนเดียว จึงเลือกเขียนตัวเลขอารบิกลงไปเพียง 1 ช่อง และปล่อยช่องที่เหลืออีก 6 ช่องว่างเอาไว้โดยไม่เขียนอะไรเพิ่ม บัตรลักษณะนี้ยังถือเป็น "บัตรดี" ที่สามารถนับคะแนนได้ตามปกติ โดยผู้สมัครหมายเลขที่ถูกเขียนลงไปจะได้รับ 1 คะแนนไป ส่วนอีก 6 ช่องที่เหลือซึ่งไม่ได้เขียนหมายเลขลงไปนั้น จะถูกถือว่าเป็นบัตรเสียบางส่วนเฉพาะในช่องเหล่านั้น ซึ่งเท่ากับเป็นการสละสิทธิในโควตาที่เหลือของตนเองนั่นเอง ไม่ได้ทำให้บัตรทั้งใบเสียไปแต่อย่างใด

กรณีที่สอง คือการเขียนหมายเลขเดียวกันซ้ำกันทั้ง 7 ช่อง หากผู้ลงคะแนนเขียนหมายเลขของผู้สมัครคนเดิมซ้ำ ๆ กันรวดเดียวจนครบทั้ง 7 ช่อง บัตรใบนี้ก็ยังคงถือว่าเป็น "บัตรดี" ไม่เข้าข่ายบัตรเสียแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนการขานคะแนนและนับคะแนนจริง ผู้สมัครท่านนั้นจะได้รับคะแนนไปเพียง "1 คะแนน" เท่านั้น ไม่ใช่ 7 คะแนนตามจำนวนช่องที่เขียน ทั้งนี้เนื่องจากกติกาการเลือกตั้งกำหนดให้ผู้ลงคะแนนเลือกผู้แทนจำนวน 7 คน ดังนั้นการเขียนหมายเลขเดิมซ้ำกันในทุกช่องจึงถูกตีความว่าผู้ลงคะแนนมีความประสงค์จะเลือกผู้สมัครคนดังกล่าวเพียงคนเดียวเท่านั้น
.

การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569 ในวันที่ 11 ตุลาคม 2569 ไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้แก่ นายจ้างที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคม และ ผู้ประกันตนมาตรา 33 มาตรา 39 มาตรา 40 ที่จ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายใน 6 เดือน ก่อนมีการประกาศให้มีการเลือกตั้ง
.

ดังนั้น หากต้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดว่าใครจะเข้าไปบริหารกองทุนนี้ อย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 11 ตุลาคม 2569 นี้
,

เงินของเรา สิทธิของเรา เราทุกคนจึงควรมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของกองทุน

ตรวจสอบสิทธิและสถานที่เลือกตั้งได้ที่เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม: www.sso.go.th
หรือแอปพลิเคชัน SSO Plus สำหรับผู้ประกันตน
สำนักงานประกันสังคม กทม. พื้นที่ จังหวัด หรือสาขา เปิดให้บริการเวลา 08.30–16.30 น. ทุกวัน เว้นวันหยุดราชการ

สำหรับผู้ที่อยากมีส่วนร่วมมากกว่าการออกไปใช้สิทธิ สามารถสมัครเป็นอาสาสมัคร We Watch เพื่อร่วมจับตาและสังเกตการณ์การเลือกตั้งประกันสังคมได้ผ่าน QR Code ในภาพ หรือคลิกลิงก์นี้ https://docs.google.com/.../1FAIpQLSejgbNAABH.../viewform...

อย่าลืมเช็กสิทธิ เตรียมตัว และออกไปใช้เสียงของเราในวันที่ 11 ตุลาคม 2569
.

อ้างอิง
ระเบียบกระทรวงแรงงาน ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ.2564

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1522292533266282&set=a.621001693395375





10 ปีหลังรัชกาลที่ 9 ย้อนอ่านฉันทมติภูมิพลกับเครือข่ายชนชั้นนำ - 10 ปี อะไรๆ เปลี่ยนไปมาก


10 ปีหลังรัชกาลที่ 9 ย้อนอ่านฉันทมติภูมิพลกับเครือข่ายชนชั้นนำ | 101 In Focus EP.349

101 World

Oct 9, 2026 

13 ตุลาคม 2569 ครบรอบ 10 ปีการสวรรคตของรัชกาลที่ 9 ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะการเมืองหลังปี 2563 ที่คนรุ่นใหม่ออกมาตั้งคำถามต่อสถาบันกษัตริย์ และเสนอให้เกิดการปฏิรูปสถาบันฯ

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ตลอดรัชสมัยรัชกาลที่ 9 ‘พระราชอำนาจนำ’ ก่อรูปขึ้นมาได้อย่างไร ใครคือผู้คนและเครือข่ายที่ช่วยสร้างและธำรงอำนาจนำดังกล่าว และเมื่อรัชสมัยสิ้นสุดลง เครือข่ายชนชั้นนำและ ‘ฉันทมติภูมิพล’ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

101 In Focus ทำความเข้าใจการเมืองไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน ตั้งแต่การก่อรูปของ ‘เครือข่ายสถาบันกษัตริย์’ (Network Monarchy) ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันฯ กับทหารและชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ การสร้างพระราชอำนาจนำผ่านแนวคิด ‘ราชประชาสมาสัย’ จนถึง ‘ฉันทมติภูมิพล’

🎙️ ดำเนินรายการโดย
ศุภวิชญ์ ศิริสวัสดิ์วัฒนา และ ภาวรรณ ธนาเลิศสมบูรณ์ กองบรรณาธิการ The101.world
— 
📒 อ่านบทความเพิ่มเติม • ‘เกษียร เตชะพีระ’ มองการเมืองไทยยุคหลังฉันทมติภูมิพล https://www.the101.world/kasian-tejap...

• ‘อาสา คำภา’ จาก 2495 ถึงข้อเสนอปฏิรูปสถาบันฯ เส้นทางอันผกผันของเครือข่ายในหลวง https://www.the101.world/asa-kumpha-i... —


https://www.youtube.com/watch?v=AF2h13tDy5M
.....

วิดีโอจากรายการ 101 In Focus (EP.349) นี้จัดทำขึ้นเพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ 10 ปีแห่งการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) โดยนำเสนอการวิเคราะห์เชิงวิชาการเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยและแนวคิด "เครือข่ายสถาบันกษัตริย์" (Network Monarchy) ในรัชสมัยของพระองค์ ผู้ดำเนินรายการได้อภิปรายถึงกระบวนการสร้างและรักษาอำนาจของสถาบันกษัตริย์ผ่านฉันทามติของกลุ่มชนชั้นนำและบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

ประเด็นสำคัญจากการอภิปรายมีดังนี้:

แนวคิด "เครือข่ายสถาบันกษัตริย์" (2:11 - 2:38): แนวคิดนี้อ้างอิงงานวิจัยของ Duncan McCargo โดยอธิบายอิทธิพลทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์ในลักษณะของเครือข่ายความสัมพันธ์มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของบุคคลเพียงคนเดียว ซึ่งเครือข่ายดังกล่าวมีวิวัฒนาการอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี ค.ศ. 1952 ถึง 1992

การก่อตัวของพระราชอำนาจ (2:45 - 5:27): ผู้ร่วมรายการชี้ให้เห็นว่าปี ค.ศ. 1952 เป็นปีสำคัญของการผนึกกำลังเครือข่ายฝ่ายนิยมกษัตริย์ ภายหลังการเสด็จนิวัตประเทศไทยอย่างถาวรของพระมหากษัตริย์ ช่วงเวลานี้เป็นจุดเริ่มต้นของอุดมการณ์ "ราชประชาสมาสัย" (ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างกษัตริย์และประชาชน) ซึ่งทำหน้าที่เป็นโครงการทางการเมืองเพื่อประกันความอยู่รอดของสถาบันฯ ในยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 (7:44 - 8:43)

วิวัฒนาการของอำนาจและฉันทามติ (14:46 - 15:33): ช่วงปี ค.ศ. 1992 ถึง 2006 ถูกนิยามด้วยแนวคิด "ฉันทามติภูมิพล" (Bhumibol Consensus) ซึ่งเป็นกรอบความสัมพันธ์ที่กลุ่มชนชั้นนำต่างๆ รวมถึงกองทัพและภาคธุรกิจ ดำเนินกิจกรรมภายใต้เสถียรภาพที่เกิดจากพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในยุคปัจจุบัน (16:33 - 17:15): รายการวิเคราะห์สถานการณ์ในยุคหลังการรัฐประหารปี ค.ศ. 2014 และการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในปี ค.ศ. 2020 โดยตั้งข้อสังเกตว่ากลไกแบบดั้งเดิมของฉันทามติชนชั้นนำ เช่น การแทรกแซงโดยกองทัพ ไม่สามารถทำงานได้ผลเหมือนในอดีตอีกต่อไป เมื่อเผชิญกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของมวลชนและข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบัน (20:31 - 21:05)

"ฉันทามติภูมิพล" (Bhumibol Consensus) คืออะไร?

วิดีโอระบุว่า "ฉันทามติภูมิพล" (Chanthamathi Bhumibol) คือกรอบแนวทางหรือ "ข้อตกลง" ทางการเมืองและสังคมในวงกว้าง ซึ่งก่อตัวและหยั่งรากลึกในสังคมไทยตลอดรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปี ค.ศ. 1992 ถึง 2006 (14:46 - 15:33)

องค์ประกอบและลักษณะสำคัญของฉันทามตินี้ได้แก่: การแบ่งปันอำนาจระหว่างกลุ่มชนชั้นนำ: เป็นระบบที่กลุ่มชนชั้นนำไทยหลากหลายกลุ่ม—อาทิ กองทัพ ผู้นำภาคธุรกิจ และกลุ่มขั้วอำนาจทางการเมือง—ตกลงที่จะแบ่งปันอำนาจและอิทธิพลกัน แทนที่จะผูกขาดอำนาจไว้เพียงฝ่ายเดียว (28:39 - 29:03)

สถาบันกษัตริย์ในฐานะผู้ชี้ขาด: พระราชอำนาจอันยิ่งใหญ่ของพระมหากษัตริย์ทำหน้าที่เป็นหลักประกันสำคัญของข้อตกลงการแบ่งปันอำนาจนี้ หากมีตัวแสดงทางการเมืองใด (เช่น ทักษิณ ชินวัตร) ถูกมองว่ากำลัง "ผูกขาด" หรือละเมิดฉันทามตินี้ ก็จะกลายเป็นเหตุผลชอบธรรมให้กลุ่มชนชั้นนำเข้ามาแทรกแซง ดังเช่นกรณีการรัฐประหารปี 2006 (15:28 - 15:33, 28:58 - 29:23)

ระเบียบทางการเมือง: โดยพื้นฐานแล้ว เป็นการวางกรอบสำหรับ "ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ซึ่งสร้างสมดุลระหว่างค่านิยมอนุรักษนิยมดั้งเดิมกับโครงสร้างทางการเมืองสมัยใหม่ โดยมีจุดสังเกตสำคัญคือการกีดกันอิทธิพลของฝ่ายซ้ายทางการเมืองออกไป (15:12 - 15:25, 30:57 - 31:08)

วิดีโอระบุว่าฉันทามตินี้เริ่มเสื่อมถอยลงภายหลังการรัฐประหารปี 2006 และการเกิดขึ้นของความแตกแยกทางการเมืองอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา จนนำไปสู่สภาวะที่ระบบ "นักบินอัตโนมัติ" (automatic pilot) แบบดั้งเดิมซึ่งอาศัยฉันทามติของชนชั้นนำนั้น ไม่สามารถใช้การได้อีกต่อไปในภูมิทัศน์ทางการเมืองปัจจุบัน (15:34 - 16:30, 29:56 - 30:08)

"ฉันทามติภูมิพล" เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในปัจจุบัน? "ฉันทามติภูมิพล" (Bhumibol Consensus) ซึ่งเคยเป็นข้อตกลงพื้นฐานในหมู่ชนชั้นนำไทยเกี่ยวกับการแบ่งปันอำนาจและบทบาทของสถาบันกษัตริย์ (14:46 - 15:33) ได้เสื่อมถอยลงอย่างมากในยุคหลังการสวรรคต จากการอภิปรายพบว่ามีปัจจัยสำคัญหลายประการที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงนี้:

การพังทลายของฉันทามติในหมู่ชนชั้นนำ: รูปแบบดั้งเดิมของการ "แบ่งปันอำนาจ" ระหว่างกองทัพ ผู้นำภาคธุรกิจ และชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยมได้สั่นคลอนลง (28:39 - 29:03) เมื่อปราศจากพระราชอำนาจเดิมที่เคยทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย ระบบจึงดำเนินไปในลักษณะ "อัตโนมัติ" (auto-pilot) คือขับเคลื่อนต่อไปตามความเคยชิน แม้ว่าภูมิทัศน์ทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงแล้วก็ตาม (29:56 - 30:08)

การแยกตัวของสถาบัน: พัฒนาการทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ยุค คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) ได้ทำให้สถาบันกษัตริย์ขยับห่างออกจากกรอบประชาธิปไตยที่เคยยึดโยงกันอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่สิ่งที่นักวิชาการบางกลุ่มเรียกว่าสภาวะ "สมบูรณาญาสิทธิราชย์ในทางปฏิบัติ" (virtual absolutism) (18:24 - 18:34)

การสูญเสียความชอบธรรมทางศีลธรรมในสายตาประชาชน: วิดีโอนี้ชี้ให้เห็นถึงวิกฤตการณ์ "ความล้มละลายทางศีลธรรมในสายตาประชาชน" โดยค่านิยมดั้งเดิมที่เน้นเรื่องคุณธรรมและการเสียสละนั้น ไม่สามารถสร้างความรู้สึกร่วมกับคนรุ่นใหม่ได้อีกต่อไป เนื่องจากคนรุ่นใหม่มีความกังขาต่อโครงสร้างอำนาจแบบเก่าและกำลังเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปอย่างจริงจัง (26:44 - 27:39, 33:14 - 33:38)

โดยสรุปแล้ว ฉันทามติดังกล่าวได้เปลี่ยนผ่านจากสัญญาประชาคมที่มั่นคงและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ไปสู่สภาวะที่แตกแยก ซึ่งกฎเกณฑ์แบบเดิมไม่สามารถจัดการหรือสร้างความชอบธรรมให้กับความขัดแย้งทางการเมืองในยุคปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป (16:08 - 16:30)

เหตุใดคนรุ่นใหม่จึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบัน?

วิดีโออธิบายว่าขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่เริ่มเรียกร้องการปฏิรูปเพราะพวกเขาได้รับผลกระทบจากการบริหารงานของ คสช. ในช่วงปี 2014 ถึง 2020 (23:07 - 23:14) ในช่วงเวลานี้ กลุ่มนักศึกษาได้สังเกตเห็นว่าระบบอำนาจและกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกันและกำลังล้มเหลว (23:14 - 23:32) การตระหนักถึงสิ่งนี้ทำให้พวกเขาลงความเห็นว่าปัญหาที่เผชิญอยู่ เช่น การทุจริตและการขาดสิทธิเสรีภาพ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาใหญ่ที่ฝังรากลึกและจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบเพื่อแก้ไข (23:01 - 23:34)

เหตุใดคนรุ่นใหม่จึงเลิกเชื่อมั่นในสิ่งนี้?

จากข้อมูลในวิดีโอ คนรุ่นใหม่เสื่อมศรัทธาในค่านิยมดั้งเดิมและกรอบแนวคิด "ฉันทามติแบบภูมิพล" (Bhumibol Consensus) โดยมีสาเหตุหลักมาจากประสบการณ์ภายใต้การปกครองของ คสช. (ปี 2014-2020) (23:07-23:14) ในช่วงเวลาดังกล่าว พวกเขาพบว่าระบบอำนาจและกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกันและกำลังล้มเหลว (23:14-23:32) สิ่งนี้นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าปัญหาต่างๆ เช่น การทุจริตและการขาดสิทธิเสรีภาพ เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ฝังรากลึก ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการแบบเดิมๆ (23:01-23:34)

นอกจากนี้ ผู้บรรยายยังระบุว่าคนรุ่นใหม่:

ไม่รู้สึกเชื่อมโยงหรือคล้อยตามแนวคิดเก่าๆ เช่น "พระมหากรุณาธิคุณ" หรือ "พระราชอำนาจ" ในรูปแบบดั้งเดิมที่คนรุ่นก่อนหน้ายอมรับ (33:26-33:36)

มองว่าสถาบันกษัตริย์เป็นส่วนสำคัญของปัญหาในระบบการเมือง มากกว่าที่จะเป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่เป็นกลางจากภายนอก ซึ่งขัดแย้งกับวาทกรรมแบบดั้งเดิม (33:14-33:19)

ใช้ชีวิตอยู่ในยุคของการสื่อสารที่หลากหลายทิศทาง ทำให้การสื่อสารทางเดียวแบบเก่าภายใต้ "ฉันทามติแบบภูมิพล" ไม่ได้ผล และนำไปสู่ความขัดแย้งโดยตรงกับกลุ่มอนุรักษนิยมดั้งเดิม (33:38-33:47)




ชาวเบลเยี่ยมคนหนึ่งเขียนบทความ อยากให้ประเทศไทยแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เขายกตัวอย่างประเทศเขาที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่การกระทำความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีโทษเพียงแค่การปรับเท่านั้น และไม่มีบทลงโทษจำคุกหรือการจำกัดเสรีภาพสำหรับผู้ที่กระทำการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์



ถึงเวลาแล้วที่ไทยควรแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เป็นประเด็นถกเถียง

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2023 อานนท์ นำภา เพื่อนทนายความด้านสิทธิมนุษยชนของข้าพเจ้า ถูกคุมขังในประเทศไทยเนื่องจากเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ไทย และเขาต้องถูกจองจำนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ข้าพเจ้ามีโอกาสได้พูดคุยกับเขาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาที่ศาลอาญากรุงเทพฯ ซึ่งเขาเดินทางมาขึ้นศาลในการพิจารณาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคดีหนึ่งจากทั้งหมดสามคดีที่ยังคงค้างอยู่ ภายใต้มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาของไทย บทบัญญัติที่เข้มงวดและรุนแรงนี้กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปีแก่ผู้ที่หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือข่มขู่กษัตริย์ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นอกจากนี้ อานนท์ยังถูกฟ้องในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีก 11 คดี ซึ่งส่งผลให้เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดและได้รับโทษจำคุกรวมกันนานกว่า 31 ปี

เมื่อข้าพเจ้าพบอานนท์ที่ศาล เขาอยู่ในชุดนักโทษและไม่ได้สวมรองเท้า ข้าพเจ้ารู้สึกตกใจที่เห็นเขาถูกล่ามโซ่ตรวนที่ข้อเท้าตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติที่เลวร้ายอย่างชัดเจน และเป็นการละเมิดสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรมและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้พูดคุยกับเขาเพียงสั้นๆ เกี่ยวกับการพิจารณาคดีและแสดงจุดยืนเคียงข้างเขาอย่างเต็มที่ เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องถูกคุมตัวออกจากห้องพิจารณาคดีเพื่อกลับเรือนจำ เขาหันมาหาข้าพเจ้า และด้วยความที่รู้ว่าข้าพเจ้ามาจากเบลเยียมซึ่งขึ้นชื่อเรื่องเบียร์ เขาจึงยิ้มและสัญญาว่า ครั้งหน้าเขาจะมาพบข้าพเจ้าที่กรุงบรัสเซลส์เพื่อดื่มเบียร์ด้วยกัน การนัดพบครั้งนี้คงต้องรออีกหลายปีทีเดียว

หนึ่งวันก่อนหน้านั้น ข้าพเจ้าอยู่ที่ศาลแห่งเดียวกันนี้เพื่อรับฟังการพิจารณาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีกคดีหนึ่ง คราวนี้จำเลยคือหญิงสาวนักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยชื่อ ตะวัน-ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ แม้จะดูเคร่งเครียดแต่เธอก็แสดงออกอย่างกล้าหาญ เธอทำให้ข้าพเจ้านึกถึงลูกสาวของตนเอง ทั้งในเรื่องอายุ การเรียน และบุคลิกท่าทาง วันนั้นเป็นวันอ่านคำพิพากษา ซึ่งผลก็ออกมาว่าเธอมีความผิดตามที่มักเกิดขึ้นในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพส่วนใหญ่ แล้วความผิดของเธอคืออะไรกัน? เธอได้ถ่ายทอดสดผ่าน Facebook ขณะที่มีการย้ายกลุ่มเกษตรกรที่กำลังชุมนุมประท้วงในกรุงเทพฯ เพื่อเปิดทางให้ขบวนเสด็จฯ ผ่าน เธอถูกจับกุมอย่างรุนแรงในที่เกิดเหตุและถูกตั้งข้อหาละเมิดมาตรา 112 ศาลอาญาพิพากษาจำคุกเธอเป็นเวลาสองปีโดยไม่รอลงอาญา ตะวันต้องใช้เวลาช่วงที่เหลือของวันอยู่ในห้องควบคุมตัวบริเวณชั้นใต้ดินของศาลระหว่างรอผลการยื่นขอประกันตัว ซึ่งในที่สุดก็เป็นผลสำเร็จและทำให้เธอได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างรอการอุทธรณ์ ฉันได้มีโอกาสพูดคุยกับเธอผ่านสายโทรศัพท์โดยมีฉากกั้นขวางอยู่ เพื่อแสดงความสนับสนุนและให้กำลังใจแก่เธอ

สิ่งที่สร้างความรู้สึกขัดแย้งอย่างน่าประหลาดใจและดูไม่สมจริงก็คือ ก่อนที่จะมีการอ่านคำพิพากษาคดีของตะวัน ผู้พิพากษาคนเดียวกันนี้เพิ่งอ่านคำพิพากษาอีกคดีหนึ่ง ซึ่งตัดสินจำคุกผู้กระทำความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็กเป็นเวลาหกปี แต่โทษจำคุกนั้นถูกสั่งรอลงอาญาไว้เป็นเวลาสองปี เพื่อให้เขามีอิสรภาพและมีโอกาสพิสูจน์ตนเองว่าเป็น "คนดี"

เช่นเดียวกับอานนท์และตะวัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาวไทยหลายร้อยคนต้องเผชิญกับการดำเนินคดีอาญาภายใต้มาตรา 112 ปัจจุบันมีผู้ถูกคุมขังอยู่ประมาณ 30 คน โดยในจำนวนนี้มี 19 คนที่ต้องรับโทษจำคุกซึ่งอาจยาวนานถึง 50 ปี ส่วนผู้ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีแทบไม่มีความหวังว่าจะรอดพ้นจากการถูกจำคุก ในการดำเนินการที่สะท้อนถึงการเลือกปฏิบัติ มาตรา 112 ถูกยกเว้นไม่อยู่ในข่ายความผิดที่จะได้รับการแก้ไขตามกฎหมายฉบับใหม่ที่มุ่งสร้าง "สังคมที่สงบสุข" ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อล้างประวัติอาชญากรรม ยกฟ้องคดีที่ค้างอยู่ และปล่อยตัวผู้ที่ถูกควบคุมตัวอันเนื่องมาจากความวุ่นวายทางการเมืองที่ประเทศไทยเผชิญมาตลอดสองทศวรรษ (ปี 2005-2025) นอกจากนี้ ทางการยังไม่มีความคืบหน้าในการนำมาตรการอื่นมาใช้แทนการคุมขัง (เช่น การกักบริเวณที่บ้าน) สำหรับผู้ต้องขังในความผิดบางประเภท ซึ่งควรจะรวมถึงความผิดที่ไม่ใช้ความรุนแรง เช่น ความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ด้วย

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา นักกิจกรรมทางการเมืองและประชาชนทั่วไปหลายร้อยคนต้องถูกดำเนินคดีอาญาภายใต้มาตรา 112

เช่นเดียวกับประเทศไทย ประเทศของฉันคือเบลเยียมก็ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2021 ศาลรัฐธรรมนูญของเบลเยียมมีคำวินิจฉัยว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของเบลเยียม ซึ่งตราขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1847 และแทบไม่มีการนำมาบังคับใช้จริงนั้น ขัดต่อเสรีภาพในการแสดงออก และกษัตริย์ไม่ควรได้รับความคุ้มครองจากการถูกหมิ่นประมาทในระดับที่เหนือกว่าประชาชนทั่วไป ด้วยเหตุนี้ ภายใต้ประมวลกฎหมายอาญาฉบับปัจจุบันของเบลเยียม การกระทำความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจึงมีเพียงโทษปรับเท่านั้น โดยไม่มีบทลงโทษจำคุกหรือการจำกัดเสรีภาพสำหรับผู้ที่กระทำการดูหมิ่นกษัตริย์

การปฏิรูปที่สมเหตุสมผลนี้อาจเป็นต้นแบบให้กับประเทศไทย และจะช่วยให้มาตรา 112 สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น อันที่จริงแล้ว ภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศนั้น โทษจำคุกถือเป็นบทลงโทษที่ไม่เหมาะสมสำหรับการดูหมิ่นหรือการหมิ่นประมาท ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่การดูหมิ่นนั้นพุ่งเป้าไปยังบุคคลสาธารณะ เช่น ประมุขแห่งรัฐก็ตาม

ภารกิจในการปฏิรูปมาตรา 112 เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับประชาชนชาวไทยโดยตรง อย่างไรก็ตาม นานาประเทศที่มีจุดยืนสอดคล้องกัน รวมถึงเบลเยียม จำเป็นต้องมีบทบาทเชิงบวกด้วยการสนับสนุนความพยายามภายในประเทศดังกล่าว ควบคู่ไปกับการเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 112 และการเคารพต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

เสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและเป็นสากลที่คุ้มครองความคิดเห็นทุกรูปแบบ รวมถึงความคิดเห็นที่อาจสร้างความตกใจ ความขุ่นเคือง หรือความเจ็บปวดแก่ผู้อื่น ไม่ต้องพูดถึงความคิดเห็นที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์หรือตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของขบวนเสด็จฯ ดังที่ประเทศไทยได้เรียนรู้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หากปราศจากเสรีภาพในการแสดงออกแล้ว ย่อมไม่อาจเกิด “สังคมที่สงบสุข” ขึ้นได้ เรื่องนี้เป็นความจริงที่เรียบง่ายและชัดเจน


ที่มา The Diplomat
It’s Time For Thailand to Amend Its Controversial Lese-Majeste Law

https://thediplomat.com/2026/10/its-time-for-thailand-to-amend-its-controversial-lese-majeste-law/
October 05, 2026




ทนายความเข้าเยี่ยม “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ระหว่างฎีกา ที่ถูกส่งตัวไปอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ หลังจากอดอาหารเรียกร้องสิทธิการประกันตัวมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 โดยฟ้าเริ่มเข้ากระบวนการ Refeeding แล้ว หลังอดอาหารต่อเนื่องมารวมกว่า 3 เดือน - เขาไม่ได้เรียกร้องในสิ่งยิ่งใหญ่ แค่ขอออกไปทำหน้าที่เสาหลักของครอบครัว


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
Yesterday
·

ไม่ได้เรียกร้องในสิ่งยิ่งใหญ่ แค่ขอออกไปทำหน้าที่เสาหลักของครอบครัว: “ฟ้า พรหมศร” ฝากข้อความเรื่องสิทธิประกันตัว หลังยุติอดอาหาร
.
.
เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยม “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ระหว่างฎีกา ที่ถูกส่งตัวไปอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ หลังจากอดอาหารเรียกร้องสิทธิการประกันตัวมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 โดยฟ้าเริ่มเข้ากระบวนการ Refeeding แล้ว หลังอดอาหารต่อเนื่องมารวมกว่า 3 เดือน
.
ฟ้านั่งคอยที่อีกฝั่งของห้องเยี่ยม และกำลังนั่งเขียนข้อความในสมุด เขายังคงสวมเสื้อกันหนาวสีกรมตัวเดิม โดยรวมสีหน้าของฟ้าค่อนข้างดีขึ้น ดูมีเรี่ยวแรงในการโต้ตอบ และอาการเบลอต่าง ๆ น้อยลง
.
ฟ้าแจ้งว่า เขาเริ่มกลับมาทานอาหารแล้ว โดยกินเป็นข้าวต้ม หลังจากเริ่มรับอาหารเสริมชนิดผง รวมทั้งได้รับนมที่เป็นอาหารทางการแพทย์ ก่อนเริ่มกินอาหารในวันที่ 4 ต.ค. ที่ผ่านมา รวมแล้วฟ้าอดอาหารเรียกร้องการประกันตัวไปได้ทั้งหมด 96 วัน
.
ฟ้าเล่าถึงอาการว่า ระบบขับถ่ายยังแย่อยู่ มีอาการท้องอืดอย่างมาก จนต้องรับยาบรรเทาอาการ และยังรู้สึกเหนื่อยล้าอยู่บ้าง ส่วนค่าความดันปกติ แต่มีค่าน้ำตาลที่ยังต่ำกว่าเกณฑ์อยู่ เขาทราบว่าแม้จะเข้าสู่กระบวนการ Refeeding แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าร่างกายจะกลับมาปกติทันที แต่ยังต้องค่อย ๆ ปรับร่างกายต่อไป
.
แต่ละวัน ฟ้าบอกว่าเขาพยายามวาดภาพ แต่งกลอน นั่งสมาธิ โดยเขานั่งได้นานสุดประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า เป็นการพยายามทำสติและจัดการจิตใจของตัวเอง
.
“การที่ฟ้าได้มาอยู่ในสถานที่นี้ ทำให้ได้เกิดการเรียนรู้หลาย ๆ อย่าง และเข้าใจถึงชีวิตมากขึ้น ฟ้าได้แลกเปลี่ยนความคิดต่าง ๆ กับผู้ต้องขังหลาย ๆ คน ได้พบเจอกับการดับสิ้น สิ้นอายุขัยของผู้ป่วยในห้อง สิ่งเหล่านี้ทำให้รู้สึกว่าหากได้ออกไปข้างนอกแล้วนั้น ฟ้าจะดำเนินการบางอย่างเพื่อผลักดันงานราชทัณฑ์ อย่างเช่นการจัดระดมทุนสำหรับโรงพยาบาลราชทัณฑ์”
.
ฟ้ายังบอกว่าการอดอาหาร ทำให้ตระหนักถึงเรื่องอาหารเสริม สิ่งที่สนใจประเด็นว่าทำไมผลิตภัณฑ์อาหารเสริมถึงราคาค่อนข้างสูง ทำยังไงถึงจะราคาถูกลงมา
.
ก่อนหน้านี้ ฟ้าได้อ่านข้อความที่ “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ โพสต์ถึงเขา ฟ้าร้องไห้ระหว่างอ่าน และได้ฝากข้อความออกไปถึงเพื่อนด้วยว่า “ฉันเชื่อว่าเวลาเป็นสิ่งที่เราต้องการด้วยกันทั้งคู่ ขอบคุณมาก ฉันคิดถึงเธอเสมอเลย ขอบคุณที่เป็นกำลังใจให้และเข้าใจ นึกถึงวันก่อน ๆ อยากอยู่ร่วมกันในวงเสวนาเหมือนเดิม ฉันอยากฟังเสียงสะล้อของเธอ นั่งโต้กลอนกัน คิดถึงจัง ขอพระธาตุเจ้าลำปางหลวง เจ้าพ่อหนานทิพย์ช้าง ปกปักรักษาเธอทุกเวลานะ”
.
สุดท้ายฟ้ายังฝากเนื้อหาที่เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อสื่อสารกับโลกภายนอก ถึงการพยายามต่อสู้ด้วยการอดอาหารในช่วงที่ผ่านมา
.
————————–
.
ข้าฯ ทรมานร่างกายเอาชีวิตเป็นเดิมพันด้วยการ “อดอาหาร” ครบ 96 วันในวันนี้ ข้าฯ ไม่ได้กู่ร้องในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่แค่ขอออกไปทำหน้าที่ “เสาหลัก” ของครอบครัว และดูแลคุณพ่อที่ป่วยด้วยโรครุมเร้าวัย 71 ปี เพียงแค่นั้น
.
ในทุกคราวที่ยื่นคำร้อง (บางครั้งก็ยกคำร้องเร็วจนเหมือนว่าไม่ได้พิจารณาเนื้อความด้านในเลย) ข้าฯ ก็ได้แต่เพียรกำชับให้ทางทนาย แนบเอกสารหลักฐานใบรับรองแพทย์ ซึ่งเนื้อความระบุอย่างชัดเจนว่า “คุณพ่อของข้าฯ ป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรัง ทางแพทย์มีวินิจฉัยให้ล้างไต 3 วันต่อสัปดาห์ โรคพาร์กินสัน และโรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ มีภาวะหลงทำร้ายตัวเอง” ซึ่งมีภาพและหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจน
.
ข้าฯ เอาร่างกายเป็นเครื่องพลีเพื่อแลกกับ “ความเมตตา” จากศาล ไม่ได้ร้องขอในสิ่งใดที่ใหญ่เกินตัว สิ่งที่ข้าฯ ร้องขอต่อศาลมีเพียงสิ่งนี้ สิ่งที่เรียบง่าย แต่ทรงพลัง และมีคุณค่ายิ่งสำหรับข้าฯ
.
ข้าฯ เพียงขอความเมตตาของท่านโปรดเห็นใจในครอบครัวของข้าฯ และตัวข้าฯ ข้าฯ ได้แต่หวังว่าความเมตตาจากศาลจะอุปมาดังฝนชโลมจิตใจตัวข้าฯ ผู้อ่อนล้า และครอบครัว
.
“ทัณฑ” เพียงกมลทุกข์ กมลมาน
“สถาน” แหล่งโรคมาพ้องพาน เบียดแท้
“โรงพยาบาล” ถิ่นที่ ช่วยนา
“ราชทัณฑ์” ภิบาล ภิรักษ์ อุ้มสม
.
“จิต” เฝ้าจิต กอบเกื้อ กรุณา
“ใจ” ก็ใจเมตตา ต่อท่าน
“หาญ” หักหาญโรคา ให้สูญ สิ้นเฮย
“กล้า” เพียรกล้าอาสา ตราบเช้า ค่ำเย็น
.
ข้าฯ ขอมอบโครงสี่สุภาพ 2 บทนี้ แด่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์เป็นกาลจำเพาะ และข้าฯ ขอขอบพระคุณเจ้าหน้าที่ทุก ๆ ท่าน ที่ทำงานภายใต้สังกัด “ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์” เป็นอย่างยิ่ง พวกท่านทุกคนต่างกระทำหน้าที่ของตนโดยเอา “จิตเมตตา” เป็นที่ตั้ง เอา “กรุณา” เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงอย่างเต็มความสามารถ ทั้งต่อตัวข้าฯ และต่อผู้ป่วยท่านอื่น
.
ท่านทั้งหลายล้วนทำให้คำว่า “จิตสาธารณะ” สำเร็จเป็นรูปธรรมได้อย่างถ่องแท้ ยิ่งให้สิ่งเหล่านี้สะท้อนมายังตัวข้าฯ และข้าฯ ก็ได้ดื่มด่ำอย่างอิ่มเอมจนเออล้นราวกับก้าวเข้าสู่งานฉลองที่พรั่งพรูไปด้วย “อาหาร” ที่หล่อเลี้ยงจิตอันอ่อนล้าให้ฟื้นคืนอย่างเต็มกำลัง ข้าฯ ขอคาราวะด้วยใจจริง
.
ข้าฯ ขอหวังด้วยใจบริสุทธิ์อย่างไมตรีจิตยิ่งที่หมายให้ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และบุคลากรได้รับ “งบประมาณ” อย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาศักยภาพต่อไป
.
4 ตุลาคม 2569
ครบ 96 วัน อดอาหาร
เขียน ณ ห้อง 6/3 ชั้น 6
แผนกผู้ป่วยอายุรกรรมชาย และ I.C.U.
ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/87118
.
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1514560197181112&set=a.656922399611567





แคมเปญ #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา ทะลุ 60,000 รายชื่อแล้ว ทาง เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ จะนำรายชื่อทั้งหมดของประชาชนที่มาร่วมเสนอกฎหมายไปยื่นต่อสภาในวันพุธ ที่ 21 ตุลาคม 2569 อันเป็นวันครบรอบ 50 ปีของคำสั่งฉบับที่ 41 ที่มาตรา 112 ถูกเพิ่มอัตราโทษ และใช้ดำเนินคดีมาจนถึงปัจจุบัน

https://www.facebook.com/reel/962818749596580





9 ตุลาคม 2510 เช เกวารา เสียชีวิต เช เกวารา มาอยู่ที่ท้ายรถบรรทุกได้อย่างไร ?






https://x.com/ThaiPBS/status/2108354380957360338
.....

Thai PBS
@ThaiPBS

9 ตุลาคม 2510 เช เกวารา เสียชีวิต 
.
เช เกวารา มาอยู่ที่ท้ายรถบรรทุกได้อย่างไร ?
.
เพราะอะไร ทำไมเมื่อภาพถ่ายของเช เกวารา ถึงได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากคิวบามาถึงท้องถนนในประเทศไทย ใครเป็นผู้เริ่มนำภาพนี้ไปติดไว้ท้ายรถบรรทุก คำตอบยังไม่มีความแน่ชัด แต่อาจเป็นเพราะความเท่ ตัวตนที่ไม่เหมือนใครของ เช เกวารา
.
ความหล่อเท่แบบดิบ ๆ ที่มาพร้อมหนวดเครา ผมยุ่ง และมาดเซอร์ ซึ่งเข้ากับภาพลักษณ์ของคนขับรถบรรทุกที่ต้องลุยไปได้ทุกที่ เจ้าของรถจึงต้องการตกแต่งรถให้สะท้อนตัวตน ภาพของ เช เกวารา ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านั้น
.
หรืออาจเป็นเพราะ เช เกวารา คือสัญลักษณ์ของชนชั้นแรงงาน การที่คนขับรถบรรทุกนิยมวาดใบหน้าของเขาไว้ที่ท้ายรถหรือบังโคลน อาจแสดงถึงการไม่ยอมจำนน ต่อผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าทั่วโลก มีเรื่องราวของ นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่แห่งละตินอเมริกา เป็นแรงบันดาลใจ
.
ส่วนมุมมองของนักวิจัยด้านการสื่อสารมองว่า ภาพของเช เกวารา เป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของกลุ่มผู้ขับรถบรรทุก เป็นพื้นที่ที่คนขับรถบรรทุกใช้ในการบอกว่าตนเองเป็นใครและยืนอยู่ตรงไหนในสังคม
.
ในปี 2540 ภาพของเช เกวารา ที่ท้ายรถบรรทุก ถูกตอกย้ำผ่านบทเพลงของวงคาราบาวที่มีชื่อว่า เช เกวารา ด้วยท่อนเปิดสุดติดหูที่ร้องว่า “เชยังไม่ตาย เขาอยู่ท้ายรถบรรทุก เขียนถ้อยคำสนุก ใครบ้างอยากรู้ที่มา” เพิ่มความสนิทสนม จาก เช เกวารา กลายเป็นน้าเช ของใครหลายคน
.
แต่ถึงอย่างไรก็ตามนอกจากน้าเชแล้วยังมีบุรุษสุดเท่ อีกมากมายปรากฏตัวบนท้ายรถบรรทุก เช่น อัล ปาชิโน นักแสดงชาวอเมริกัน จากภาพยนตร์เรื่อง เซอร์ปิโก้ ตำรวจอันตราย, ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน จากภาพยนตร์เรื่องแรมโบ้ รวมไปถึง บ๊อบ มาร์เลย์ คลินต์ อีสต์วูด หรือแม้กระทั่ง ฉัตรชัย เปล่งพานิช ในบทบาทตี๋ใหญ่ก็มีให้เห็นมาแล้ว
.
แม้อาจยังไม่ทราบว่าภาพของเชปรากฏบนรถบรรทุกไทยครั้งแรกเมื่อใด แต่ในเรื่องความหมายสามารถแตกออกไปได้หลายมุมมอง ทั้งความเท่ที่เข้ากับวิถีชีวิตบนท้องถนน สัญลักษณ์ของผู้ใช้แรงงาน และภาพจำจากบทเพลง ซึ่งความหมายเหล่านี้อาจซ้อนทับกันอยู่ในภาพเดียว เรื่องราวของภาพที่เดินทางมาจากคิวบา จนถึงบังโคลนรถบรรทุกจึงอาจเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างว่า ความหมายของสัญลักษณ์ไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้สร้าง แต่ถูกเติมต่อโดยผู้ใช้ในแต่ละยุคสมัยนั่นเอง
.
#เชเกวารา #เชยังไม่ตาย #รถบรรทุก #ThaiPBSOnThisDay #ThaiPBSDigitalMedia #ThaiPBS
.
คลิกชมอ่านบทความ: Che Guevara สัญลักษณ์แห่งการปฏิวัติ อุดมการณ์ และความรุนแรง https://thaipbs.or.th/now/content/3236
.
คลิกชมอ่านบทความ: “Che Guevara” นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่แห่งละตินอเมริกา

https://thaipbs.or.th/now/infographi








Afshin Rattansi
@afshinrattansi
·
8 ชม.

ในวันนี้เมื่อปี ค.ศ. 1967 เช เกวารา นักปฏิวัติชาวอาร์เจนตินา ถูกประหารชีวิตตามคำสั่งของ CIA หลังจากที่เขาถูกกองทัพโบลิเวียจับกุมตัวได้

เมื่อมาริโอ เตราน (Mario Terán) ทหารผู้ทำหน้าที่ประหารชีวิตเดินเข้ามาในห้อง มีรายงานว่าเกวาราได้กล่าวว่า "ฉันรู้ว่าแกมาเพื่อฆ่าฉัน ยิงสิ ไอ้ขี้ขลาด! แกก็แค่จะฆ่าคนคนหนึ่งเท่านั้นแหละ"

หลังจากการเสียชีวิต เช เกวารา ได้กลายเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของการพลีชีพเพื่อการปฏิวัติ เขาอุทิศชีวิตโดยปราศจากความกลัว เพื่ออุดมการณ์ในการต่อสู้กับการกดขี่และเพื่อปลดแอกผู้อื่น

ในสมัยที่เป็นนักศึกษาแพทย์หนุ่ม เขาได้เดินทางข้ามทวีปอเมริกาใต้ด้วยรถจักรยานยนต์ และรู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่งกับปัญหาโรคระบาด ความหิวโหย และความยากจนที่แพร่กระจายไปทั่วทั้งทวีป

เขาเริ่มมองว่าอเมริกาใต้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลและการขูดรีดของระบบทุนนิยมสหรัฐฯ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ฝังรากลึกยิ่งขึ้นหลังจากที่ CIA อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารโค่นล้มประธานาธิบดีฮาโคโบ อาร์เบนซ์ (Jacobo Arbenz) แห่งกัวเตมาลา ซึ่งส่งผลให้การปฏิรูปหลายอย่างที่อาร์เบนซ์ได้ริเริ่มไว้ต้องพังทลายลง

ที่กรุงเม็กซิโกซิตี้ เขาได้พบกับสองพี่น้องที่มีอุดมการณ์เดียวกัน คือ ฟิเดล และราอูล คาสโตร นับแต่นั้นมา เขาได้เข้าร่วมกับ "ขบวนการ 26 กรกฎาคม" (26th of July Movement) และมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จของการปฏิวัติคิวบา รวมถึงการโค่นล้มระบอบเผด็จการของบาติสตาที่ได้รับการหนุนหลังจากสหรัฐฯ

ในฐานะส่วนหนึ่งของรัฐบาลคิวบา เขาเป็นผู้นำในการรณรงค์เพื่อขจัดการไม่รู้หนังสืออย่างรวดเร็วและประสบความสำเร็จ ดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อจัดสรรที่ดินจากกลุ่มนายทุนเจ้าของที่ดินไปสู่เกษตรกรชาวคิวบา และมีบทบาทสำคัญในการเอาชนะปฏิบัติการบุกอ่าวหมู (Bay of Pigs Invasion) ของ CIA

หลังจากประสบความสำเร็จในคิวบา เกวาราได้เดินทางออกจากประเทศเพื่อไปสนับสนุนการต่อสู้เพื่อการปฏิวัติในดินแดนอื่น จนกระทั่งถูกกองกำลังโบลิเวียที่ได้รับการสนับสนุนจาก CIA จับกุมตัวได้ในที่สุด

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ภาพวาด และภาพถ่ายของเช เกวารา สามารถพบเห็นได้ทั่วโลกโดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยากจนที่สุด แม้เวลาจะล่วงเลยไป 59 ปีหลังจากการเสียชีวิตของเขา เชยังคงเป็นสัญลักษณ์ระดับโลกแห่งความหวัง การต่อต้าน และการต่อสู้กับการกดขี่

¡Hasta la victoria siempre! (มุ่งสู่ชัยชนะตลอดไป!)


https://x.com/afshinrattansi/status/2108514103253975387





‘ขวาไทย’ ในอีก 50 ปีต่อมา









‘ขวาไทย’ ในอีก 50 ปีต่อมา | ปราปต์ บุนปาน

09.10.2026
มติชนสุดสัปดาห์
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน

วาระ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นำไปสู่กิจกรรมการรำลึกความทรงจำที่หลากหลาย โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การไม่ลืมและไม่ยอมเงียบงันต่ออาชญากรรมที่รัฐไทยเคยก่อขึ้น

อย่างไรก็ดี อีกหนึ่งประเด็นที่น่าขบคิดอยู่ไม่น้อย คือ สถานภาพของ “ฝ่ายขวาไทย” หลังเวลาผ่านไปกึ่งศตวรรษ

ถ้าผลลัพธ์จากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ (ในการทำลายล้าง) ทางการเมืองที่สูงมากจนน่าสะพรึงกลัวของ “เครือข่ายฝ่ายขวา” แทบทุกกลุ่มก้อนที่รวมพลังกันเพื่อพิทักษ์ปกป้อง “หัวใจ” ของพวกตน

มีทั้งผู้ใช้อำนาจในนามรัฐ ผู้สนับสนุนในภาคสังคม เจ้าหน้าที่ที่ใช้อาวุธ พลเรือนที่ปลุกระดมผ่านสื่อ หรือพลเมืองที่ร่วมเชียร์-เฉลิมฉลองให้แก่การเข่นฆ่าพลเมืองด้วยกันเอง ซึ่งต่างออกปฏิบัติการทางการเมืองอย่างสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

คำถามใหม่ก็คือ 50 ผ่านไป เกิดอะไรขึ้นกับ “ฝ่ายขวาไทย” ณ ปัจจุบัน?



หลายท่านคงพอสังเกตได้ว่า ในช่วงไม่กี่เดือนไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ดูเหมือนจะมี “อาการแปลกๆ” บังเกิดขึ้นกับองคาพยพของฝ่ายขวาไทยทั้งระบบทั้งขบวน

อาการแรกที่พึงนำมาวินิจฉัย ก็คือ สุนทรพจน์ล่าสุดของอดีตนายกรัฐมนตรี “อานันท์ ปันยารชุน” ที่คนจำนวนไม่น้อยยกย่องให้เป็น “อนุรักษนิยมแท้ที่มีความเป็นเสรีนิยม” มากที่สุดคนหนึ่งของบ้านเมืองนี้

แต่เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม อดีตนายกฯ อานันท์ กลับเพิ่งออกมาแสดงความเห็นดังๆ ว่า สังคมไทยตอนนี้ไม่ได้มี “อนุรักษนิยม” ทว่า เรามีแค่พวก “อำนาจนิยม”

ถ้าตีความต่อจากคำกล่าวของคุณอานันท์ นั่นก็หมายความว่า กลุ่มผู้ครองอำนาจรัฐในระยะหลังที่มักถูกวิเคราะห์ วิจารณ์ ประทับตราว่าเป็น “ฝ่ายขวา-อนุรักษนิยม” นั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงคณะผู้ปกครองที่มีลักษณะ “อำนาจนิยม”

ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงอาจมิได้มีความสามารถสูงส่งพอที่จะอนุรักษ์รักษาสิ่งดีงามต่างๆ ที่ตกทอดมาจากอดีต ให้ยังทรงคุณค่าและดำรงอยู่อย่างสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันและอนาคต

อาการที่สองซึ่งเกิดมาได้พักใหญ่แล้ว ก็คือการเคลื่อนไหวของเครือข่ายบุคคลที่ถูกมองว่าเป็น “ฝ่ายอนุรักษนิยมดั้งเดิม” รวมทั้งองค์กรอย่าง “ราชบัณฑิตยสภา” ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการลงมติในคดีฮั้ว ส.ว. ของ กกต. เสียงส่วนใหญ่ และรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ออกแบบกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ อย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง เผ็ดร้อน จริงจัง



ในอีกด้านหนึ่ง อาการแปลกประหลาดข้อสุดท้ายที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน ก็คือ “รัฐบาล/ระบอบสีน้ำเงิน” ยังคงเดินหน้าฝ่าฟันภัยคุกคามทั้งหลายเหล่านั้นด้วยความมั่นอกมั่นใจจนน่าทึ่ง

พร้อมความฝันจะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกหลายสมัย, การรุกกลับใส่กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล โดยตัวแทน ส.ว.เสียงข้างมาก, การจัดทัพโยกย้ายข้าราชการระดับสูงได้ตามใจปรารถนา, การไม่หวั่นเกรงข้อครหา “สีเทา” ที่ลามมาถึงคนใกล้ตัวของ ส.ส. บางคนในพรรคแกนนำรัฐบาล

ตลอดจนการพยายามเข้าไปจัดการถอดรื้อรูปแบบงบประมาณของสถานีโทรทัศน์สาธารณะ และองค์กรในเครือข่าย “ตระกูล ส.” ซึ่งมีภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างเชื่อมร้อยอยู่กับกลุ่ม “คนดี-อนุรักษนิยม” มาอย่างแนบแน่นยาวนาน

นี่คือการเดินหน้าอย่างมั่นอกมั่นใจ โดยไม่จำเป็นต้องมีผลงานดีเด่น ทั้งในเรื่องการสร้างความชอบธรรมทางการเมือง การพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาอุทกภัย หรือไม่จำเป็นต้องมีเครือข่ายภาคประชาสังคม-ราษฎรอาวุโสมาคอยหนุนหลัง

เป็นความมั่นใจที่คล้ายจะถือกำเนิดขึ้นมาจากความเชื่อที่ว่า พวกตนสามารถยึดกุม “หัวใจ” ของฝ่ายขวาไทยเอาไว้ได้เรียบร้อยแล้ว





กระนั้นก็ตาม ความมั่นใจเช่นนั้นดูจะวางอยู่บนพื้นฐานที่สุ่มเสี่ยงมิใช่น้อย

เพราะการหลงคิดว่าตนเอง “เข้าใจ” ฝ่ายขวาไทยอย่างกระจ่างแจ้ง เนื่องจากสามารถเข้าถึง “หัวใจ” ขององคาพยพดังกล่าวได้ อาจจะทำให้เผลอละเลยจนลืมทำความเข้าใจความสัมพันธ์ทางอำนาจและพลวัตทางอำนาจของ “เครือข่ายฝ่ายขวาไทยทั้งระบบ” ที่ไม่เคยหยุดนิ่งตายตัว

ทำให้ลืมทำความเข้าใจไปว่า ณ ห้วงเวลาหนึ่งที่ “ฝ่ายขวา-อนุรักษนิยมไทย” เคยมีศักยภาพทางการเมืองขึ้นสู่จุดสูงสุด มีความชอบธรรมทางการเมืองสูงสุด ครองอำนาจนำสูงสุดนั้น

เป็นเพราะพวกเขาทำงานผ่านเครือข่ายอันไพศาลกว้างขวาง เชื่อมรัฐโยงภาคประชาสังคมเข้าหากันอย่างสลับซับซ้อน และสร้างพันธมิตรจำนวนมากมาย (มิใช่สร้างศัตรูไม่หยุดหย่อน)

ความมั่นใจจนเกินเลยและการลืมทำความเข้าใจในบางเรื่องราวข้างต้น จะนำไปสู่การมองเห็นสภาพการณ์เพียงแค่ส่วนเสี้ยวกระจุกเดียว แต่เห็นไม่ครบทุกองคาพยพ หรือการเห็นต้นไม้แค่ต้นเดียว แต่มองไม่เห็นป่าทั้งผืน

ใครก็ตามที่คำนึงถึงความสุ่มเสี่ยงนี้ ย่อมตระหนักได้เองว่า การเมืองของฝ่ายขวาไทยในปลายทศวรรษ 2560 ต่อทศวรรษ 2570 มิได้มีความสงบนิ่งและเปี่ยมไปด้วยเสถียรภาพอย่างที่เข้าใจกัน


https://www.matichon.co.th/weekly/exclusive/article_914367




ไม่จริงตรงไหน เอาปากกามาวง








https://x.com/jayjkkay/status/2108285074542313570

Jay Kay 🇺🇸
@jayjkkay

ถึงสมาชิกพรรครีพับลิกันที่มีสติสัมปชัญญะทุกคน:

เขาให้อภัยโทษอาชญากรคดีรุนแรงถึง 1,600 คน
พวกคุณไม่ปริปากพูดอะไรเลย

เขาสั่งรื้อถอนอาคาร East Wing
พวกคุณไม่ปริปากพูดอะไรเลย

เขาแทรกแซงการเปิดเผยเอกสารคดี Epstein
พวกคุณไม่ปริปากพูดอะไรเลย

เขายึดครองศูนย์ศิลปะ Kennedy Center แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อของตัวเอง
พวกคุณไม่ปริปากพูดอะไรเลย

เขารับเครื่องบินมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์เป็นของขวัญส่วนตัว
พวกคุณไม่ปริปากพูดอะไรเลย

เขาข่มขู่แคนาดา คิวบา เดนมาร์ก กรีนแลนด์ เวเนซุเอลา โคลอมเบีย และบราซิล
พวกคุณไม่ปริปากพูดอะไรเลย

เขาตั้งกำแพงภาษีใส่แทบทุกประเทศยกเว้นรัสเซีย ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและความไร้เสถียรภาพไปทั่วโลก
พวกคุณไม่ปริปากพูดอะไรเลย

เขาโจมตีอีกประเทศหนึ่งในระหว่างการเจรจาไกล่เกลี่ย
พวกคุณไม่ปริปากพูดอะไรเลย

สงครามที่ขาดการไตร่ตรองของเขาคร่าชีวิตเด็กไปถึง 175 คนตั้งแต่วันแรก
พวกคุณไม่ปริปากพูดอะไรเลย

เขาทำให้พันธมิตรของเราหมางเมินและถูกเขาดูหมิ่น
พวกคุณไม่ปริปากพูดอะไรเลย

กองกำลัง ICE ของเขาสร้างความหวาดกลัวและสังหาร
พลเมืองสหรัฐฯ
พวกคุณไม่ปริปากพูดอะไรเลย

เขาก่อเหตุฆาตกรรมกลางทะเลหลวง
พวกคุณไม่ปริปากพูดอะไรเลย

เขาเข้าควบคุมกระทรวงยุติธรรมและสั่งให้ดำเนินคดีกับศัตรูทางการเมืองของตน
พวกคุณไม่ปริปากพูดอะไรเลย


ถึงเวลาที่ต้องเริ่มพูดกันได้แล้ว!



เยี่ยม ! ขอบคุณมากครับ @NobelPrize







https://x.com/NobelPrize/status/2108483162795811087
.....

รางวัลโนเบล
@NobelPrize

ในการมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้ คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ต้องการย้ำเตือนให้โลกรู้ว่าหลักนิติธรรม – ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ – เป็นรากฐานของระบบที่เราได้จัดตั้งขึ้นเพื่อให้เกิดสันติภาพและแก้ไขความขัดแย้งโดยปราศจากความรุนแรง สันติภาพต้องอาศัยความยุติธรรม

ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่าโลกที่ดำเนินไปโดยปราศจากหลักนิติธรรมนั้นไม่ยุติธรรม ไม่ฉลาด และไร้มนุษยธรรม ดังนั้นผู้พิพากษา – ผู้ที่คอยปกป้องเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างความสงบเรียบร้อยและความวุ่นวาย – จึงสมควรได้รับการยกย่องอย่างยิ่ง แต่ในปัจจุบัน เมื่อผู้พิพากษาเหล่านี้ถูกลงโทษ และสถาบันของพวกเขากำลังถูกโจมตี เราจึงต้องการผู้ที่มีความกล้าหาญ วิสัยทัศน์ และความมุ่งมั่น – คุณสมบัติที่นาวี พิลเลย์ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2026 แสดงให้เห็นในการทำงานของเธอในฐานะผู้พิพากษา

#NobelPrize








ในวันที่คณะกรรมการรางวัลโนเบล ประกาศประรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพยกย่องนาวี พิลเลย์ ผู้พิพากษาระดับนานาชาติ สหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) นาวี พิลเลย์ เธอเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวแอฟริกาใต้ มีบทบาทสำคัญในศาลอาญาระหว่างประเทศ และองค์กรยุติธรรมระดับโลกหลายแห่ง







https://x.com/AgnesCallamard/status/2108583403494707428


Agnes Callamard
@AgnesCallamard

ในวันที่รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพยกย่อง Navi Pillay ผู้พิพากษาระดับนานาชาติ สหรัฐฯ กลับประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)

ดิฉันกำลังเขียนข้อความนี้จากเมืองนูเรมเบิร์ก สถานที่ซึ่งเมื่อ 80 ปีก่อน ผู้พิพากษาและนักกฎหมายชาวอเมริกันมีบทบาทสำคัญยิ่งในการดำเนินคดีกับผู้นำและผู้บัญชาการระดับสูงของนาซี รวมถึงการวางรากฐานหลักการของกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ

ทว่า 80 ปีต่อมา ช่างเป็นการทรยศต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง

การตัดสินใจของรัฐบาลทรัมป์เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง

แต่ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของพวกเขา แต่มันคือเรื่องของเรา การตัดสินใจอันเลวร้ายของสหรัฐฯ ถือเป็นบททดสอบสำหรับรัฐบาลยุโรปทุกประเทศ ที่ผ่านมาพวกเขาต่างระมัดระวังตัวและหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้าหรือตอบโต้การกระทำอันก้าวร้าวและคุกคามของรัฐบาลทรัมป์

ถึงเวลาแล้วที่พวกเขาต้องลุกขึ้นมาแสดงจุดยืน ประวัติศาสตร์เรียกร้องให้ยุโรปยืนหยัดเพื่อความยุติธรรมระหว่างประเทศและสถาบันที่ผดุงความยุติธรรมเหล่านั้น

มีเพียงหนทางเดียวในการตอบโต้ นั่นคือการประกาศใช้มาตรการระงับผลบังคับใช้ (blocking orders) โดยทันที มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ไม่สามารถและไม่ควรถูกนำมาบังคับใช้ในดินแดนของยุโรป

นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาของสหรัฐอเมริกา แต่นี่คือช่วงเวลาของ "พวกเรา" มาร่วมกันลุกขึ้นยืนหยัดเถิด

เพราะมนุษยธรรมจะต้องเป็นฝ่ายชนะ
.....

นาวี พิลเลย์ (Navi Pillay) หรือ นาวาเนเธม พิลเลย์ นิติกรและนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวแอฟริกาใต้ มีบทบาทสำคัญในศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court - ICC) และองค์กรยุติธรรมระดับโลกหลายแห่ง ดังนี้:
  • ผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC Judge): ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาของ ICC ในแผนกอุทธรณ์ (Appeals Division) ณ กรุงเฮก ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2003 ถึง 2008 มีส่วนร่วมในการวางรากฐานทางกฎหมายและกลไกการดำเนินคดีอาญาตามสนธิสัญญากรุงโรม (Rome Statute) ในช่วงแรกของการก่อตั้งศาล
  • การตัดสินคดีประวัติศาสตร์ก่อนเข้าร่วม ICC: ก่อนมาดำรงตำแหน่งที่ ICC เธอเคยเป็นผู้พิพากษาและประธานศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดา (ICTR) ซึ่งเป็นศาลชั่วคราวของ UN โดยเธอมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างบรรทัดฐานกฎหมายระหว่างประเทศที่ระบุว่า "การข่มขืนและการรุนแรงทางเพศในสงครามถือเป็นอาชญากรรมสูญพันธุ์ชนชาติ (Genocide)"
  • บทบาทอื่นๆ ในเวทีระหว่างประเทศ: หลังพ้นตำแหน่งจาก ICC ในปี 2008 เธอได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN High Commissioner for Human Rights) ระหว่างปี 2008–2014 รวมถึงทำหน้าที่ผู้พิพากษาชั่วคราว (Ad hoc judge) ในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)
ด้วยผลงานและความมุ่งมั่นในการส่งเสริมกฎหมายระหว่างประเทศ สิทธิมนุษยชน และความยุติธรรมตลอดชีวิต นาวี พิลเลย์ ได้รับการยกย่องให้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2026






 

Navi Pillay ผู้พิพากษาและนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนชาวแอฟริกาใต้ ได้รับรางวัล โนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2026 จากผลงานและความพยายามในการส่งเสริมสันติภาพ กฎหมายระหว่างประเทศ และการดำเนินคดีต่ออาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ หลังทราบข่าวเธอพูดติดตลกเรื่องการ "แบ่งรางวัลนี้กับทรัมป์" (ถ้าคุณปรบมือมากกว่านี้อีกสักนิด ฉันอาจจะแบ่งรางวัลนี้กับทรัมป์นะ)








ผู้พิพากษานานาชาติ นาวี พิลเลย์ ได้รับเสียงปรบมือจากเพื่อนร่วมงานขณะที่เธอแสดงปฏิกิริยาต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกหลังจากการได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และเธอยังพูดติดตลกเกี่ยวกับการ "แบ่งปันรางวัลกับทรัมป์" ด้วย

พิลเลย์เพิ่งทราบข่าวหลังจากมีการประกาศผลแล้ว เนื่องจากคณะกรรมการโนเบลไม่สามารถติดต่อเธอได้
.....

“If you clap a little bit more, I may share this prize with Trump” (ถ้าคุณปรบมือมากกว่านี้อีกสักนิด ฉันอาจจะแบ่งรางวัลนี้กับทรัมป์นะ)










ประกาศ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2026

9 ตุลาคม 2026

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2026 มอบให้แก่บุคคลผู้มีความกล้าหาญและคุณธรรมเป็นเลิศ ซึ่งเป็นผู้นำในการสร้างระเบียบกฎหมายโลกที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ผู้ได้รับรางวัลในปีนี้มีบทบาทสำคัญในการทำให้มั่นใจว่าอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จะถูกดำเนินคดี

คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ได้ตัดสินใจมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2026 ให้แก่ นาวาเนเทม “นาวี” พิลเลย์ สำหรับความพยายามของเธอในการส่งเสริมสันติภาพและกฎหมายระหว่างประเทศ

ความมุ่งมั่นของนาวี พิลเลย์ ต่อหลักการทางกฎหมายสากลและเข็มทิศทางศีลธรรมที่มั่นคงของเธอเป็นสิ่งที่คงที่ตลอดอาชีพการงานอันยาวนาน เธอเกิดในครอบครัวเชื้อสายทมิฬอินเดียภายใต้ระบอบการแบ่งแยกสีผิวในเมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ พิลเลย์ได้เป็นทนายความและผู้บุกเบิกด้านกฎหมาย โดยเผชิญหน้ากับการเลือกปฏิบัติ การแบ่งแยก และการกีดกันเชิงโครงสร้างอย่างลึกซึ้ง สิ่งที่เชื่อมโยงกันคือการทำงานในช่วงแรกของเธอในการปกป้องเนลสัน แมนเดลาและบุคคลอื่นๆ ที่ลุกขึ้นต่อต้านการแบ่งแยกสีผิว ไปจนถึงการทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาในคดีสำคัญๆ ของศาลระหว่างประเทศในยุคของเรา

ผู้ได้รับรางวัลโนเบลในปีนี้ได้ขยายขอบเขตและผลกระทบของกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เธอเคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงในแอฟริกาใต้ ศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดา และศาลอาญาระหว่างประเทศ เธอเคยดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และจนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ เธอเป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนอิสระระหว่างประเทศของสหประชาชาติเกี่ยวกับดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง ปัจจุบัน นาวี พิลเลย์ ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีที่เมียนมาร์ถูกกล่าวหาว่าก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ในคดีสำคัญระดับนานาชาติ เธอได้แสดงให้เห็นว่ามาตรการทางกฎหมายสามารถช่วยป้องกันการกระทำที่เป็นสงครามและความรุนแรงได้ นาวี พิลเลย์ ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศ ความเป็นอิสระ ความเชี่ยวชาญ และความแน่วแน่ของเธอทำให้เธอเป็นหนึ่งในนักกฎหมายระหว่างประเทศที่ได้รับการเคารพนับถือมากที่สุดในยุคของเรา

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพครั้งแรกได้รับการมอบเมื่อ 125 ปีที่แล้ว ในเวลานั้น คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขความขัดแย้งผ่านกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหัวข้อที่ยังคงโดดเด่นตลอดประวัติศาสตร์ของรางวัลสันติภาพ ขอบเขตของกฎหมายระหว่างประเทศขยายตัวมากขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการก่อตั้งสถาบันสหประชาชาติ หัวใจสำคัญคือการตระหนักว่าสันติภาพที่ยั่งยืนต้องสร้างขึ้นบนหลักการทางกฎหมาย มิใช่บนเจตจำนงของผู้มีอำนาจเหนือกว่าหรือดุลยภาพแห่งอำนาจที่เปราะบาง มีการนำกลไกทางกฎหมายเพิ่มเติมมาใช้ในช่วงหลายทศวรรษหลังสงคราม และกระบวนการดังกล่าวก็มีความคืบหน้ามากยิ่งขึ้นภายหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็น

อย่างไรก็ตาม ระเบียบระหว่างประเทศที่ยึดถือหลักกฎหมายนั้นไม่เคยสมบูรณ์แบบ ประเทศมหาอำนาจมักหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบอยู่บ่อยครั้ง ในทางปฏิบัติ คดีความภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศมักให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้กระทำผิดและใครเป็นผู้เสียหาย

ถึงกระนั้น เราก็ได้เห็นแล้วว่าความขัดแย้งจำนวนมากได้รับการแก้ไขผ่านทางการทูต สนธิสัญญา และกลไกทางกฎหมาย มากกว่าการใช้การข่มขู่ ความรุนแรง และสงคราม ทั้งผู้นำและประชาชนต่างมีข้อสรุปตรงกันว่า กฎหมายระหว่างประเทศคือรากฐานสำคัญสู่โลกที่เปี่ยมด้วยสันติภาพ

ในห้วงเวลาที่โลกเผชิญกับความท้าทายขั้นวิกฤต ซึ่งรวมถึงสงครามและความขัดแย้งที่มีจำนวนมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ กฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้เป็นเพียงส่วนเสริมของสันติภาพและความมั่นคงอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด

ทว่าระบบกฎหมายระหว่างประเทศกลับกำลังเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล และสถาบันต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็กำลังถูกโจมตี เราเห็นแนวโน้มการหันไปใช้นโยบายที่เน้นอำนาจนิยม (power politics) โดยลดทอนความสำคัญของกรอบกฎหมายและการเคารพต่อกฎหมายและความยุติธรรมในระดับสากล เมื่อใดก็ตามที่อำนาจเหนือกว่าความถูกต้อง สิ่งนั้นย่อมบั่นทอนเสถียรภาพ ความไว้วางใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ในการมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้ คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ต้องการย้ำเตือนชาวโลกให้ตระหนักว่า หลักนิติธรรม—ทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศ—คือรากฐานของระบบที่เราสร้างขึ้นเพื่อประกันสันติภาพและแก้ไขความขัดแย้งโดยปราศจากความรุนแรง เพราะสันติภาพนั้นต้องมาคู่กับความยุติธรรม

ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า โลกที่ปราศจากหลักนิติธรรมนั้นเป็นโลกที่ขาดความยุติธรรม ขาดความชาญฉลาด และไร้ซึ่งมนุษยธรรม ดังนั้น ผู้พิพากษา—ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องเส้นแบ่งอันเปราะบางระหว่างความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความโกลาหล—จึงสมควรได้รับการยกย่องอย่างยิ่ง ทว่าในปัจจุบัน เมื่อผู้พิพากษาเหล่านี้ถูกคว่ำบาตรและสถาบันของพวกเขาถูกโจมตี เราจึงต้องการบุคคลที่มีความกล้าหาญ มีวิสัยทัศน์ และมีความมุ่งมั่น ซึ่งล้วนเป็นคุณสมบัติที่ Navi Pillay ได้แสดงให้เห็นประจักษ์ชัดผ่านการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้พิพากษา

นาวี พิลเลย์ ได้เรียกร้องให้รัฐและผู้นำประเทศรับผิดชอบ และนำความหวังมาสู่เหยื่อของความรุนแรงและความขัดแย้ง ในทุกตำแหน่งที่เธอเคยดำรง เธอเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบของบุคคลและรัฐในการปฏิบัติตามหลักนิติธรรม เธอยังช่วยกำหนดบรรทัดฐานและหลักการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เมื่อศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดาตัดสินว่าการข่มขืนและความรุนแรงทางเพศอาจเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เช่นเดียวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อิทธิพลของเธอเป็นปัจจัยสำคัญ ในคดีเดียวกันนี้ นางพิลเลย์มีบทบาทสำคัญในความก้าวหน้าทางกฎหมายอีกประการหนึ่ง คือ เป็นครั้งแรกที่จำเลยถูกตั้งข้อหาปลุกปั่นให้กระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยอาศัยเพียงการเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อ

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2026 มาจากพินัยกรรมของอัลเฟรด โนเบลโดยตรง นาวี พิลเลย์ เสริมสร้างความเป็นพี่น้องระหว่างประเทศ และด้วยการส่งเสริมการใช้ศาลเพื่อสันติภาพและความยุติธรรมอย่างเป็นระบบ เธอได้ให้สาระสำคัญ ทิศทาง และแรงจูงใจสำหรับการประชุมสันติภาพในรูปแบบสมัยใหม่

นาวี พิลเลย์ คือหนึ่งในผู้พิทักษ์หลักการทางกฎหมายระหว่างประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคของเรา เส้นทางอาชีพอันโดดเด่นของเธอเตือนใจเราถึงความจำเป็นในการสนับสนุน เสริมสร้าง และขยายหลักนิติธรรมระดับโลก ความมุ่งมั่นของนาวี พิลเลย์ ต่อความยุติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นแหล่งแห่งความหวังและแรงบันดาลใจสำหรับทุกคนที่ปรารถนาจะสร้างโลกที่สงบสุขยิ่งขึ้น


https://www.nobelprize.org/prizes/peace/2026/press-release/






 

ปมวาทกรรม ‘บันเทิงธิปไตย’ ความขัดแย้งระหว่าง “ทีมเก่า”และ“ทีมใหม่” เข้าทางกลยุทธ์ “แบ่งแยกและปกครอง” ของฝ่ายปกครอง






https://x.com/kandainthai/status/2108546874269708741.....


บทวิเคราะห์จากข้อความของ กานดา นาคน้อย

ข้อความจากโพสต์ของคุณกานดา สะท้อนมุมมองเชิงโครงสร้างการเมืองว่า:

  1. ผลลัพธ์ของนิติสงคราม: ความขัดแย้งระหว่างทีมเก่ากับทีมใหม่ไม่ได้เกิดจากตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลผลิตจากกลยุทธ์ “ยุบพรรค” และ “ตัดสิทธิ์ทางการเมือง” ของกลไกอำนาจเดิม
  2. ภาวะอารมณ์และเป้าหมายที่ต่างกัน:
    • ทีมเก่า: ถูกตัดสิทธิ์ขณะที่ภารกิจยังไม่เสร็จสิ้นตามแผน ทำให้เกิดความอึดอัด คับข้องใจ และต้องถอยออกมาในลักษณะที่ยังมีอารมณ์ค้าง
    • ทีมใหม่: ต้องรับช่วงต่อภายใต้บริบทใหม่ จึงพยายามสร้างจุดยืนหรือแนวทางที่แตกต่างจากทีมเก่าเพื่อความอยู่รอดทางการเมือง
  1. เข้าทางกลยุทธ์ “แบ่งแยกและปกครอง” (Divide and Rule): ความร้าวฉานหรือการวิพากษ์วิจารณ์กันเองระหว่างฝ่ายเดียวกัน จึงกลายเป็นผลสำเร็จของกลุ่มอำนาจเก่าที่ต้องการบั่นทอนความแข็งแกร่งของฝ่ายต่อต้านให้เกิดความแตกแยกจากภายใน
  2. .....
สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว
@sorrayuth9111

‘หนุ่มเมืองจันท์’ กับ ‘ปิยบุตร’ ปมประดิษฐ์วาทกรรม ‘บันเทิงธิปไตย’
 
วันที่ 9 ต.ค.69 ‘หนุ่มเมืองจันท์’ นายสรกล อดุลยานนท์ คอลัมนิสต์ นักเขียน นักสื่อสารมวลชน โพสต์ 

“นึกแล้วว่าต้องโดน
นี่คือ “รายจ่าย” ที่ต้องจ่าย ของ “ปิยบุตร แสงกนกกุล”
กับการประดิษฐ์วาทกรรมเพื่อเชือดเฉือนพวกเดียวกัน
ต่อไป “ไอซ์-โรม” พูดอะไร
ฝ่ายรัฐบาลก็จะแขวนป้าย “บันเทิงธิปไตย” ทันที
และไม่ใช่แค่นี้ ในสภาฯตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ คำนี้ก็จะถูกนำมาใช้เชือดเฉือนส.ส.พรรคประชาชนที่ขึ้นอภิปรายแน่นอน
โดยเฉพาะ “ไอซ์” กับ “โรม”
อาวุธที่ทรงประสิทธิภาพรูปแบบหนึ่งของพรรคประชาชนในวันนี้จะถูกด้อยค่าลง
เพียงเพราะการประดิษฐ์คำแบบนักวิชาการ
โดยไม่มองผลสะเทือนที่จะตามมา

เห็นต่างได้
ท้วงติงได้
และเรื่องที่ “ปิยบุตร” เตือนเป็นเรื่องที่ดีมาก
คนในพรรคประชาชนต้องคิดว่าเราเล่นกับกระแสมากเกินไปจนกลบ “เรื่องใหญ่” ที่ต้องทำหรือเปล่า
หรือมีเรื่องอะไรที่เราหลงลืมไปบ้าง

แต่การสะกิดเตือนมิตรสหาย
โดยเฉพาะคนที่ทำงานหนักเหมือนเป็นวันสุดท้ายของชีวิต
ท่วงทำนองเป็นเรื่องสำคัญ
ไม่มีคำว่า “บันเทิงธิปไตย”
ความหมายก็ยังเหมือนเดิม
เพียงแต่ “ไม่เท่” เท่านั้นเอง“

ต่อมา นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เข้ามาเขียนตอบว่า

“ผมพูดเรื่องบันเทิงธิปไตยนี้ มาตั้งแต่หลังเลือกตั้งปี 66 แล้วครับ ตอนนั้นไม่ได้ระบุคำนี้ลงไป แต่บรรยายความ เป็นการสัมภาษณ์ของสำนักข่าว The Room 44

หลังจากนั้น มีโอกาสพบปะสื่อมวลชน หรือไปออกรายการใด ก็จะแทรกเรื่องนี้ไปตลอด ในข้อเขียนลงเพจของผม ก็เคยยกคำนี้มาใช้หลายครั้ง

ช่วงไม่นานมานี้ ผมไปออกรายการที่คุยกันยาวๆ 3 รายการ ก็พูดเรื่องบันเทิงธิปไตย ได้แก่ รายการตอบโจทย์ รายการของคุณใบตองแห้ง รายการ Matitalk

เวลาพรรคเขาเชิญผมไปบรรยายให้กับเครือข่ายและคณะทำงานจังหวัด หรือในที่ประชุม ส.ส. ผมก็พูดเรื่องนี้เสมอ

มีโอกาสเจอคณะนำ ผู้บริหารพรรค ผมก็ทัดทานเรื่องนี้ไปเสมอ

มีโอกาสได้พูดคุยกับพนักงานที่ทำหน้าที่ในกองสื่อสาร และอดีตพนักงานที่ลาออกไปแล้ว ก็เสนอเรื่องนี้ไป ซึ่งก็ตรงกับที่พวกเขาหลายๆคนคิด

ผมเรียบเรียงความคิดเหล่านี้เป็นข้อเขียน และทยอยเผยแพร่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมทำเป็นประจำ

หากการที่ผมเคยร่วมก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ แล้วต้องทำให้ผมไม่สามารถแสดงความคิดเห็นในฐานะนักวิชาการได้เลย หรือต้องมากังวลกับเรื่องพรรคเสมอ ผมคิดว่า ก็ไม่แฟร์สำหรับผมเหมือนกัน

ผมถูกฝึกฝนมาทางวิชาการ ณ เวลานี้ ก็ต้องการใช้ความรู้ที่ศึกษามา มาเผยแพร่ และทำงานทางความคิด ให้คนได้ฉุกคิด คนจะเปลี่ยนหรือเชื่อที่ผมเสนอหรือไม่ ก็ไม่เป็นไร ผมทำหน้าที่เสนอต่อไป ด้วยหวังว่าวันหนึ่งคนจะเข้าใจ

ช่วงปี 65 66 ผมก็เคยบอกในที่สาธารณะไปแล้วว่า ต้องแยกแยะตัวผมออกจากพรรคเสียที ผมไม่สามารถอยู่ในแวดวงการเมืองได้เพราะผลทางกฎหมาย นั่นก็ทำให้ผมทำงานการเมืองแบบเดิมไม่ได้ แต่ถ้าจะมาทำให้ผมไม่สามารถใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็นได้อีก หรือต้องใช้อย่างระแวดระวัง ผมว่าคงลงโทษผมเกินไปกระมัง

ผมเคยสัมภาษณ์ในรายการ ป๋าเต็ดทอล์ค ว่า ชีวิตผม มันเหมือน “กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง“ กลับไปงานวิชาการ คนก็หาว่าไม่เป็นกลาง ไปการเมืองต่อ ก็ถูกตัดสิทธิอยู่ ในขณะที่สิ่งที่คิดไว้เรื่องพรรคการเมือง ก็ทำไปได้แค่ 2 ปี ก็ยังไม่ออกดอกออกผมเหมือนดังที่คิด แต่ก็ไม่สามารถทำได้แล้ว แต่ให้นั่งๆนอนๆเฉยๆ ก็เสียดายสิ่งที่ศึกษามา ผมก็มาทำงานความคิด เผยแพร่ลงเพจบ้าง ไปออกรายการตามที่เขาเชิญบ้าง ไม่้เคยไปยุ่งกับใคร ไม่ไประรานใคร ก็แสดงความเห็นในพื้นที่ที่ผมมี

หากจะบอกว่า ผมมา “ประดิษฐ์วาทกรรมเพื่อเชือดเฉือนพวกเดียวกัน” หรือจะบอกว่า “ไม่ต้องใช้คำนี้ก็ได้ แค่ไม่เท่เท่านั้นเอง” ผมไม่เห็นด้วย ผมเห็นว่าไม่ถูกต้อง และผมยืนยันปฏิเสธ เพราะ ผมพูดเรื่องนี้มาแล้ว ใช้คำนี้มานานแล้ว พูดในสื่อหลายรายการแล้ว และเห็นว่า นี่คือข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรมกับผม ผมจึงจำเป็นต้องชี้แจงครับ
ก่อนที่ ‘หนุ่มเมืองจันท์’ จะเข้ามาตอบว่า

“ขอบคุณครับ อาจารย์ เคารพมุมมองและความเห็นที่แตกต่างครับ”


https://x.com/sorrayuth9111/status/2108507784241357308



วันศุกร์, ตุลาคม 09, 2569

ไหมล่ะ ‘อนุทิน’ ชอบฟ้องตบปาก เจอ ‘เป๋า’ ไอลอว์ จอมฮึดตบสวนเข้าบ้างแล้วไง คดีหาว่าหมิ่นนายกฯ เอี่ยวโกงเลือก สว. เขาขอศาลเปิดเอกสารข้องเกี่ยวคดี ซึ่งแสดงว่าไม่ได้มีความผิดใดๆ เลย

ไหมล่ะ ‘อนุทิน’ กับก๊วนสีน้ำเงิน ชอบใช้วิธีฟ้องตบปากพวก ‘Whistle blowers’ เจอ ‘เป๋า’ ไอลอว์ จอมฮึดตบสวนเข้าบ้างแล้วไง เขารับคำฟ้องพร้อมแจ้งแนวทางสู้คดี ให้โจทก์เตรียมรับมือไว้แต่เนิ่นๆ เสียด้วย เมื่อถึงศาลหลักฐานจะถูกเปิดหมด

อย่างที่ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ พูดไว้แล้วหลายครั้ง ว่าเขามีข้อมูลฮั้ว สว.เต็มมือ ๔-๕ พันหน้า (ไม่ใช่หลายหมื่นตามที่เอาไปปั่นกัน) คราวนี้ได้เปิดในนามของศาล ตั้งโต๊ะแถลงอึกทึกล่วงหน้าพร้อมทนายขนาบข้าง เมื่อ ๘ ตุลา เวลาบ่ายสอง ไล่เรียงเป็นจะจะ

คดีนี้นายกฯ ฟ้องเองเป็นส่วนตัวตามคำท้า มอบหมายให้ศุภชัย ใจสมุทร ทนายประจำรัฐบาลดำเนินการ ข้อหาหมิ่นประมาทจากการแถลงข่าวกล่าวโทษว่า อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นส่วนของกระบวนการโกงเลือกตั้ง สว. ความผิดเกิดตั้งแต่ก่อนได้เป็นนายกฯ

เนื่องจากเป๋าและทีมไอลอว์ไปยื่นหนังสือต่อฝ่ายค้าน ให้ตรวจสอบกรณีมีบุคคลในรัฐบาลอนุทิน “อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการโกงการเลือก สว. ปี ๒๕๖๗” ทนาย อนุสราวดี มฤคศิรมาส แจ้งว่าฝ่ายผู้ถูกร้องมีพยานบุคคล เป็นอดีตผู้สมัคร สว.

พยานรายนี้บอกว่าเคยไปขอให้อนุทินช่วยเหลือ ในกระบวนการเลือกตั้ง สว. และได้รับหมายเลขโทรศัพท์จากอนุทินไว้ใช้ทำการติดต่อ อดีตผู้สมัครคนนี้ยังให้ข้อมูลด้วยว่าเห็น “ไปนั่งพูดคุยกับ สว.ที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ ก่อนการเลือกตั้ง”

ยิ่งชีพแถลงเรียกร้องให้อนุทินไปเบิกความต่อศาลด้วยตนเอง ในการไต่สวนนัดแรก วันที่ ๑๔ ธันวาเพื่อพิสูจน์ต่อกันและกันว่าคำฟ้องและข้อต่อสู้ระหว่างโจทก์กับจำเลย เป็นความจริงหรือไม่จริงอย่างไร ถ้าทั่นมาอธิบายข้อเท็จจริงต่อศาลไม่ได้ ก็ “ควรถอนฟ้องไปเสียเลย”

พร้อมกันนี้ขอใช้สิทธิให้ศาลออกหมายเรียกเอกสารเกี่ยวพันในคดี ได้แก่ ความเห็น กมธ.สืบสวนของ กกต. ชุดที่ ๒๖ เอกสารความเห็น กกต.เสียงข้างน้อย ๒ คน ภาพกล้องวงจรปิดโรงแรมพูลแมน ซอยรางน้ำ เมื่อ ๒๑ กรกฎา และภาพฯ ในที่ทำการพรรค ภท.ชั้น ๔

ที่นั่นเป็นห้องทำเรื่องธุรกรรมการเงิน ในช่วงเลือก สว.เมื่อปี ๖๗ และเอกสารข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ ของนายกฯ อนุทิน พร้อมคำให้การของพยานปากสำคัญ “ทั้ง กุสุมาวตี ศิริโกมุท และพยานหมายเลข 25/26 และพยานปากอื่นๆ

กับขอเรียกบุคคลต่อไปนี้มาเป็นพยานฝ่ายจำเลย มี กกต.เสียงข้างน้อยสองคน คือ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ กับ ชาย นครชัย พร้อมด้วย ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก อดีตประธานคณะสืบสวนฯ ชุดที่ ๒๖ และ พริษฐ์ วัชรสินธุ์ ปชน.ผู้รับหนังสือร้องเรียน

เอกสารเหล่านี้เมื่อเปิดออกมาจะกระเทือนซางรัฐบาลอนุทินเป็นอันมาก เพราะมันแสดงว่าเขา ‘เป๋า’ ไม่ได้มีความผิดสถานใดเลย

(https://x.com/prachatai/status/2108144252207411584 และ https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/Q4agMMHueY)