วันพฤหัสบดี, มีนาคม 19, 2569

พอเกิดเหตุการณ์อิหร่าน สิ่งที่ประหลาดที่สุดก็คือการที่ 'รัฐไทย' เลือกสื่อสารเรื่องการประหยัดพลังงานออกมาในลักษณะของการ 'ประหยัดไฟส่วนบุคคล' เสียเป็นส่วนใหญ่ โดยส่วนตัว มองว่านี่เป็น 'ชั้น' ที่ 'ตื้นเขิน' ที่สุด คือใครๆ ก็คิดได้ นี่คือเรื่องใหญ่ เป็นสถานการณ์ระดับ 'ภูมิรัฐศาสตร์' คิดอะไร"ลึก"กว่านี้ได้มั้ย ?

 


 



Tomorn Sookprecha
15 hours ago
·
พอเกิดเหตุการณ์อิหร่าน สิ่งที่ประหลาดที่สุดก็คือการที่ 'รัฐไทย' เลือกสื่อสารเรื่องการประหยัดพลังงานออกมาในลักษณะของการ 'ประหยัดไฟส่วนบุคคล' เสียเป็นส่วนใหญ่
.
โดยส่วนตัว มองว่านี่เป็น 'ชั้น' ที่ 'ตื้นเขิน' ที่สุด คือใครๆ ก็คิดได้ว่าถ้าเกิดวิกฤตพลังงาน ก็ต้องประหยัดพลังงาน ประมาณว่าต้องปิดไฟ ปิดแอร์ ใช้รถให้น้อยลง WFH หรืออะไรทำนองนั้น
.
แต่คำถามก็คือ - เมื่อเกิด 'สถานการณ์' นี้ขึ้นมา, ไม่จริงหรอกหรือที่เราควรถือโอกาสใช้ 'วิกฤต' นี้ เพื่อหันย้อนกลับมาพิจารณาใคร่ครวญถึง 'โครงสร้าง' การใช้พลังงานทั้งหมดของเรา ว่ามันมีข้ออ่อนตรงไหนบ้าง ทำไมพอเกิดวิกฤตแบบนี้ขึ้นแล้วเราถึงดู 'อ่อนแอ' และ 'เปราะบาง' เสียเหลือเกิน เหมือนถ้าแตะโดนจุดเล็กๆ ก็ทำท่าจะร่วงเอาเสียแล้ว
.
เราควรใช้สถานการณ์นี้เป็น Policy Window สำหรับการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ไม่ใช่พยายาม 'ผลัก' ทุกภาระให้ไปอยู่ใน 'ระดับปัจเจก' เสียหมด
.
ด้วยเหตุนี้ คำถามที่น่าสนใจอีกชั้นหนึ่งก็คือ - ก็แล้วทำไม 'รัฐไทย' ถึงได้มี 'สำนึก' แบบนี้ออกมาอย่างฉับพลันทันทีเป็นอันดับแรก ทำไม 'รัฐไทย' ถึงมีสำนึกแก้ปัญหาด้วยการผลักทุกอย่างไปอยู่ในระดับปัจเจก
.
นี่คือเรื่องใหญ่ เป็นสถานการณ์ระดับ 'ภูมิรัฐศาสตร์' (ซึ่งเป็นคำที่พูดกันจนน่าเอียนอ้วก แต่ไม่รู้ว่าตระหนักถึง 'ความหมาย' ของคำนี้กันมากแค่ไหน) มันจึงเป็นสถานการณ์ที่เปิดโอกาสให้เราได้ 'เห็น' อย่างถ่องแท้ เป็นการ 'เทสต์ระบบ' ที่เราอยู่ ให้เห็นว่าทั้งระบบมันเปราะบางตรงไหนบ้าง
.
แน่นอน เครื่องมือแรกๆ ที่รัฐต่างๆ น่าจะพอทำได้เวลาเกิดสถานการณ์แบบนี้ขึ้นมา ก็คือการ 'ขอความร่วมมือ' จากประชาชนให้ประหยัดพลังงาน แต่ถ้าผ่านมาแล้วเป็นสัปดาห์ แล้วเรายัง 'ไม่เห็น' ว่ารัฐมี 'เครื่องมืออื่น' อีกหรือไม่ที่จะทยอยตามมาหากเหตุการณ์เลวร้ายลง - ก็อาจถือได้ว่ารัฐนั้นล้มเหลวต่อการจัดการ
.
การขอให้ประชาชนประหยัดนั้น พูดได้เลยว่าเป็นแค่การ 'กันแรงกระแทก' ทางการเมือง แต่ไม่ใช่การถือโอกาส 'รื้อระบบ' แค่ขอให้ประชาชนประหยัด คือเครื่องมือที่ 'เร็ว' และ 'ราคาถูก' ที่สุด ทั้งในแง่ของเงินและปัญญา เพราะมันไม่สร้างแรงเสียดทานทางการเมืองในทันที
.
แต่ปัญหาก็คือ - เครื่องมือแบบนี้เป็นแค่เปลือกผิว ที่จะไม่แก้ปัญหาอะไรเลยในระยะยาว
.
ผมไม่ได้รู้เรื่องพลังงานมาก แต่ชอบเล่นเกมแบบ Cities Skylines หรือ SimCity ก็เลยพอจะเห็นอยู่ว่าเราพึ่งพาโรงไฟฟ้าแบบที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ไม่ใช่พลังงานที่ยั่งยืนกว่านั้น คือไม่ได้ 'ไปไกล' (ในเกม) ถึงระดับที่จะช่วยให้เมืองยั่งยืน
.
ที่สำคัญก็คือ โรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติพวกนี้ ยังมีสัญญาระยะยาวที่ผูกพันทั้งการจัดหาก๊าซและการรับซื้อไฟฟ้า (จากเอกชน) ด้วย โครงสร้างเช่นนี้ทำให้ 'การเปลี่ยนผ่านไม่ได้' ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
.
แน่นอน การเปลี่ยนไปใช้พลังงานที่มีอยู่เหลือเฟืออย่างพลังงานแสงอาทิตย์ ยังไม่ใช่ตัวเลือกที่แทนได้ทั้งหมด เรื่องนี้ก็พูดกันมาตลอดโน่นนั่นนี่ ประมาณว่าเทคโนโลยียังไม่พร้อม เช่นว่าพลังงานแสงอาทิตย์ไม่เสถียร ผลิตได้เฉพาะช่วงกลางวัน แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูงในช่วงเย็น จึงต้องมีระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่และโครงข่ายไฟฟ้าแบบใหม่ บลา บลา บลา
.
คำถามก็คือ - แล้วเห็นการ 'ขยับ' ในเรื่องนี้มากแค่ไหน และถ้าการขยับยังไม่แรงพอ, มันเกิดจากอะไร?
.
ผมคิดว่า เรื่องนี้ต้องกลับมาดู 'เศรษฐศาสตร์การเมือง' ของเรื่องพลังงาน คือเรื่องพลังงานไม่ได้ตั้งอยู่บนหิ้งโดดๆ แต่มันเกี่ยวพันกับหลายมิติในสังคม
.
ต้องยอมรับว่า โครงสร้างพลังงานของไทยก็เหมือนเรื่องเชิงอำนาจอื่นๆ ในสังคมไทยนั่นแหละ คือมันถูกออกแบบมาแบบ 'รวมศูนย์' มีผู้เล่นหลักๆ ไม่กี่ตัว
.
โรงไฟฟ้าประเภทใช้ถ่านหิน ใช้ก๊าซธรรมชาติ หรือใช้น้ำมัน (หรือแม้กระทั่งใช้พลังงาน้ำอย่างเขื่อน) มัน 'เอื้อ' กับโครงสร้างพวกนี้มาก เพราะมันต้องอาศัยการลงทุนสูง ซึ่งเท่ากับต้องอาศัยอำนาจแบบ 'รวมศูนย์' มาก มันจึงสอดคล้องและไปกันได้ดีมาตลอดประวัติศาสตร์ จนทุกคนอาจ 'คุ้นชิน' ว่าเออ...มันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละ
.
แต่พลังงานแบบใหม่ พลังงานหมุนเวียน พลังงานยั่งยืน พลังงานสีเขียว อะไรพวกนี้ มันคือพลังงานแบบ 'แตกตัว' หรือ 'กระจายตัว' ไม่จำเป็นต้องรวมศูนย์ (คือรวมศูนย์ก็ได้นั่นแหละ แต่มันจะไม่ยั่งยืนเท่าไหร่) ซึ่งถ้ามองในภาพใหญ่แล้ว นี่คือ 'เรื่องเดียวกัน' กับการกระจายอำนาจเลย
.
การเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานแบบใหม่นี้ จะทำให้ 'ผู้บริโภค' มีส่วนเป็น 'ผู้ผลิต' ได้ด้วย เหมือนกับที่การกระจายอำนาจจะทำให้ประชาชนตาดำๆ ไม่ได้เป็นแค่ผู้ 'รับเศษอำนาจ' มาจุนเจือตัวเอง แต่เป็นผู้ที่สามารถ 'ใช้อำนาจ' ของตัวเองได้ด้วย เช่นการออกเสียงเรื่องต่างๆ ในท้องถิ่น
.
แต่เรื่องนี้ยาก เพราะสังคมไทยคุ้นกับการรวมศูนย์ และ 'ถูกออกแบบ' ให้ฝังหัวอยู่กับการรวมศูนย์มาตลอด การเปลี่ยนผ่านจึงไม่ใช่เรื่องพลังงานเรื่องวิศวกรรมเท่านั้น แต่คือเรื่องของ 'แรงต้านเชิงสถาบัน' (Institutional Resistance) ด้วย
.
ดังนั้น การที่เราเห็นว่า รัฐสื่อสารแต่เรื่องประหยัดพลังงานระดับปัจเจก จึงไม่ใช่เพราะรัฐไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่อาจเพราะรัฐ 'รู้ดี' ว่านี่คือการเลือกพูดถึงมาตรการที่ไม่ไป 'กระทบ' กับโครงสร้างผลประโยชน์ดั้งเดิมที่เป็นแบบรวมศูนย์นั่นแหละ
.
เพียงแต่มันไม่ได้มองไปในอนาคต ไม่ได้วางรากฐานที่แข็งแรงให้กับอนาคตของสังคมไทย โดยเฉพาะในภาวะที่ต้องเจอกับสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
.
ที่จริงแล้ว สถานการณ์แบบนี้ควรเป็น 'จังหวะ' ที่เปิดโอกาสให้เกิดการ 'ปรับโครงสร้าง' ได้จริง เช่น ปลดล็อกการผลิตไฟฟ้าภาคประชาชน ลงทุนในระบบเก็บพลังงานและโครงข่ายแบบใหม่ ปรับกฎเกณฑ์ให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น หรือแม้แต่การตั้งราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งรวมไปถึงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมด้วย
.
แต่สิ่งที่เราเห็น ก็คือ 'แรงเฉื่อย' ของระบบที่ฝังรากลึก และมัน 'เอื่อย' แบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ เสียเหลือเกิน
.
นี่จึงไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคเท่านั้น แต่เป็นเรื่องทาง 'วัฒนธรรมความคิด' ของสังคมที่เกี่ยวพันกับอำนาจ - ด้วย!

https://www.facebook.com/tomornsookprecha/posts/26118660001116854








 

ปัญหาหลักของพยาบาลตอนนี้ คือ ภาวะสมองไหล ประเด็นมันไม่ใช่ว่า มีการออกคำสั่ง “บังคับให้พยาบาลอยู่เวร 12 ชั่วโมง” แต่ปัญหามันคือ ในสภาพความเป็นจริง โรงพยาบาลขาดบุคลากร ขาดพยาบาลจำนวนมาก เลยต้องอยู่เวรถี่ขึ้น


แม่น้อง ลุ้งบิ้ง
17 hours ago
·
ว่าจะไม่วิจารณ์อะไรเพราะพูดไปหลายล้านรอบกับหลายองค์กรและหลายสื่อแล้วแต่อดไม่ได้
ปัญหาหลักของพยาบาลตอนนี้ ที่สาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบดี คือ ภาวะสมองไหล เราผลิตพยาบาลทั้งประเทศปีละราว ๆ 10,000 คน สูญเสียออกจากระบบปีละกี่คน องค์กรสาธารณสุขรู้หมด รู้แม้กระทั่งว่า ใน 1-2 ปีแรก พยาบาลจบใหม่มีโอกาสลาออกกี่% ซึ่งสาเหตุหลักมันมีอยู่ไม่กี่ประเด็น เราจะไม่พูดถึงเรื่องความก้าวหน้า/การบรรจุในบริบทนี้นะ เพราะถือว่ายังไม่ใช่ปัจจัยที่มันส่งผลกระทบค่อนข้างเยอะ และจะขอเรียกมันว่า “วงจรอุบาทว์” ละกัน คือ อัตรากำลังคนไม่เพียงพอ ค่าตอบแทนไม่สมเหตุสมผล และ ไม่มีการกำหนดภาระงาน
1.อัตรากำลังคนไม่เพียงพอ
แน่นอนแหละว่าพอพยาบาลหลุดออกจากระบบไป คนในระบบก็น้อยลงอยู่แล้ว ซึ่งทุกวันนี้ระบบเราไม่ได้ผลิตพยาบาลออกมาให้แค่กับโรงพยาบาลเอกชน แต่ตอนนี้คนมองหาทางเลือกใหม่อย่างการ “ย้ายประเทศ” มากขึ้น ทำให้แนวโน้มการเสียบุคลากรออกไปมันมีมากขึ้นอีกแน่นอนในอนาคต พอบุคลากรไม่เพียงพอ คนที่ยังอยู่ในระบบก็ต้องแบกรับภาระงานที่มันมากขึ้น ซึ่งคนปกติจะทำงานอยู่ที่ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในขณะที่พยาบาลทำงาน 60-90 ชั่วโมง/สัปดาห์ และบางคนทำถึง >100 ชั่วโมง/สัปดาห์ ซึ่งแน่นอนว่าคุณแทบไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธได้เลย เพราะอำนาจการจัดตารางเวรมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณ
2.ค่าตอบแทนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
หลังการต่อสู้อันยาวนานเรื่องค่าตอบแทนมี่ไม่เคยมีการปรับเลยตั้งแต่ปี 2551 จนเราได้ประกาศการปรับค่าตอบแทนใหม่ในปี 2566 มา เรายังเจอปัญหาเดิม ๆ คือ การจ่าย OT ของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง ไม่เท่าเทียมกัน เพราะเราใช้ระบบโรงพยาบาลไหนมีมากจ่ายมาก โรงพยาบาลไหนมีน้อยก็จ่ายน้อยกว่า ซึ่งมันเกิดความเหลื่อมล้ำในแต่ละโรงพยาบาล ทั้งที่ภาระงานไม่ต่างกัน แต่ค่าตอบแทนดันต่างกัน และคุณเชื่อไหมว่าทุกวันนี้ ค่า OT ของโรงพยาบาลสาธารสุข ยังไม่แตะ 1,000 ด้วยซ้ำ ในขณะที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย/โรงพยาบาลสังกัดกทม. เขาได้ 1,200 บาทไปนานแล้ว ยอมรับกันตามตรง ว่าคนที่มาเรียนพยาบาลส่วนใหญ่ ไม่ใช่ลูกท่านหลานเธอ เป็นคนชนชั้นกลางทั่วไปจนถึงชนชั้นล่างด้วยซ้ำ ซึ่งในเมื่อค่าตอบแทนด้วยการทำงานแบบมนุษย์แรงงานสายอื่น ๆ มันไม่เพียงพอให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ เขาจึงยอมเอาตัวเข้าแลก ขายแรงงาน ขายสุขภาพกาย สุขภาพจิต ด้วยการขึ้นเวรให้มากขึ้น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้พยาบาลขึ้นเวรเกิน 48 ชั่วโมง/สัปดาห์ และเมื่อมองที่การคำนวนค่าตอบแทนแบบเวร 12 ชั่วโมงที่ได้เสนอมาแล้ว ขอใช้คำว่าทุเรศสิ้นดีได้เลย เพราะ 4 ชั่วโมงที่เกินมาจากเวร 8 ชั่วโมงนั้น ค่าแรงคุณต่อชั่วโมงคือ 45 บาท/ชั่วโมง ใช่ พูดไปใครจะเชื่อ ค่าแรงรายชั่วโมงน้อยกว่าเป็นพนักงานร้านกาแฟนางเงือกอีก ยิ่งเมื่อเอามาเปรียบเทียบกับกรณีที่ว่า ถ้า 1 วันนั้นคุณพยาบาลขึ้นเวร OTเช้า/OTดึก จากเดิมที่ค่าตอบแทนเขาอยู่ที่ ~1500-1600/16 ชั่วโมง เมื่อถูกลดลงเหลือเป็นเวร Day หรือ Night (12ชั่วโมง) ค่าตอบแทนมันจะลดลงเหลือแค่ 900-1,000 บาทเท่านั้น ไม่แปลกใจใช่ไหมล่ะ ที่คนจะลาออกไปรับ OT 1.5 เท่าที่โรงพยาบาลเอกชน
แน่นอนว่ามีประเด็นใหม่เข้ามาอีก อย่างเช่น เรื่องของการปรับลดค่า OT เนื่องจากสภาพคล่องทางการเงิน หลายโรงพยาบาล หลังจากที่มีการกระกาศเพิ่มค่าตอบแทน OT ไปแล้ว ภายหลังพบว่ามีการปรับลดค่าตอบแทน OT ลง เนื่องจากเงินไม่พอจ่าย สิ่งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากที่แรงงานคนหนึ่งต้องเจอ คนทำงานไม่มีสิทธิ์แม้จะปฏิเสธ คัดค้าน หรือต่อรองเรื่องค่าจ้างที่ลดลงด้วยซ้ำเพราะเขาไม่อนุญาตให้เกิดการรวมกลุ่มขึ้น
3.การกำหนดภาระงาน
ในอเมริกา มีการประกาศเป็นกฎหมายบังคับใช้ ย้ำว่าเป็น “กฎหมาย” ว่าพยาบาล 1 คน สามารถดูแลคนไข้ได้กี่คน แตกต่างกันไปตามแผนก เช่น ICU พยาบาล 1 คนต่อคนไข้ไม่เกิน 2 คน หรือแผนกสามัญ พยาบาล 1 คน ต่อ คนไข้ 4-5 คน ซึ่งสิ่งนี้เราเรียกว่า Nurse to Patient Ratio มีงานวิจัยสนับสนุนด้วยซ้ำว่าการที่พยาบาลต้องดูแลคนไข้มากเกินไป ส่งผลให้คนไข้เกิดการติดเชื้อและแผลกดทับมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในไทยเราไม่สามารถทำได้เลย ในแผนกสามัญ มีพยาบาล 1 คน ที่ดูคนไข้ 10 คนจริง ๆ แล้วคุณคิดว่าคุณภาพบริการมันจะได้แค่ไหนล่ะ ในเมื่อคนทำงานถูกบีบให้ทำงานจนเกินความสามารถความเป็นมนุษย์ขนาดนี้ สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์มันก็ไปตกอยู่ที่พ่อแม่หรือลูกของใครสักคนในสังคม ที่เขาไม่มีทางเลือกมากพอที่จะไปรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน แล้วคิดว่าภาระงานแบบนี้ การดูแลคนไข้ 10 คน แลกเงินไม่ถึง 1,000 บาทน่ะ ใครเขาจะอยู่ล่ะ
นี่คือพูดถึงแค่ปัญหาหลัก ๆ 3 ประเด็น ที่มันควรแก้ไขพร้อมกันนะ ยังไม่ได้พูดถึงประเด็นยิบย่อยอีกมากมายอย่างเรื่องของความก้าวหน้า, สัญญาการจ้างงาน, การบรรจุราชการ, ประชาธิปไตยในที่ทำงาน, สวัสดิการ อีกแปดพันล้านที่ระบบกำลัง abuse คนทำงานอยู่
จะบอกว่าที่พล่ามมา ส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาในเรื่องของการปรับเป็นเวร 12 ชั่วโมง (เพราะไม่ได้เป็นคนขึ้นเวรอยู่แล้ว) แล้วก็ยอมรับว่าการปรับเวร 12 ชั่วโมงมันมีข้อดีเช่นกัน ทั้งเรื่องลดความผิดพลาดการสื่อสารตอนส่งเวร และแน่นอนว่ามันลดความเหนื่อยล้าของเวร 16 ชั่วโมงได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในสภาพการทำงานที่ไม่มีการกำหนดภาระงานและค่าตอบแทนแบบนี้ การปรับเวรเป็น 12 ชั่วโมงมันแทบไม่ได้ลด burnout ในพยาบาลลงเลย มีวิจัยยืนยันก็จริง แต่อย่าลืมว่าบริบทระบบการทำงานของไทย มันไม่ได้ดีเท่าระบบของประเทศที่มีการทำวิจัยเรื่องนี้ หนำซ้ำในประเทศที่พัฒนาแล้ว ยังเจอว่าในช่วงเวรที่เกิน 8 ชั่วโมงไป มีโอกาสเกิด error จากความเหนื่อยล้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะใน ICU ด้วย
นี่ก็ไม่ใช่ policy maker เป็นแค่คนคนนึงที่คอยรับเรื่องพวกนี้จากคนในระบบมาตีแผ่เท่านั้น ก็คงจะทำอะไรมากไปกว่ากระทุ้งในสาธารณสุขและองค์กรต่อไป ให้หาแนวทางแก้ปัญหา 3 ประเด็นข้างต้นไปพร้อมกัน หยุดวงจรอุบาทว์นี่ แล้วดึงคนนอกระบบให้กลับเข้าไปอยู่ในระบบให้ได้มากและเร็วที่สุด ก่อนที่ระบบสุขภาพไทยจะพังไปกว่านี้
ปล.สุดท้ายนี้ขอชื่นชมพยาบาลที่กล้าหาญที่จะรวมกลุ่มกันขึ้นมาเพื่อพูดถึงประเด็นนี้ มันคือสิ่งที่ล้ำค่ามาก เรามีจำนวนเยอะที่สุดในระบบ เสียงของเราแสนกว่าเสียงมันดังมากนะ และมันจะสามารถดังได้กว่านี้อีก ถ้าเราสามารถมีสหภาพพยาบาลของเราได้







Atukkit Sawangsuk 
6 hours ago
·
ชวนอ่านทำความเข้าใจ
สังคมไทยอ่านพาดหัวข่าวไม่ถึง 8 บรรทัดแล้วก็ดราม่า
ประเด็นมันไม่ใช่ว่า มีการออกคำสั่ง “บังคับให้พยาบาลอยู่เวร 12 ชั่วโมง”
แต่เป็นประกาศของสภาพยาบาล “ห้ามใช้พยาบาลอยู่เวรเกิน 12 ชั่วโมง เมื่อรวมโอที”
แต่ปัญหามันคือ ในสภาพความเป็นจริง
โรงพยาบาลขาดบุคลากร ขาดพยาบาลจำนวนมาก
ที่ผ่านมาเคยให้พยาบาลอยู่เวร 8 ชั่วโมง กับ 16 ชั่วโมง
พอต้องปรับเป็น 12 ชั่วโมง มันก็มีปัญหา
กลายเป็นต้องอยู่เวรถี่ขึ้น รวมถึงค่าโอที ที่จำเป็นสำหรับรายได้
มันจึงเป็นเรื่องใหญ่ เกี่ยวพันทั้งเรื่องพยาบาลขาดแคลน ไหลไปเอกชน ย้ายประเทศ และค่าตอบแทน
ไม่ใช่จะพูดได้ง่ายๆว่า “ให้ยกเลิกการบังคับพยาบาลอยู่เวร 12 ชั่วโมง”

https://www.facebook.com/m.nxng.lung.bing/posts/1484260309994304




ส่องรายงานกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ดันแบรนด์ 'Sirivannavari' ที่มิลาน 3 ปีซ้อน

https://www.facebook.com/Neti.Wichian/posts/pfbid0C2BFFfD4MsDsEsg5VUcAFnafcT12TPoy18bJKZggj2jdZ9hb3K6cEVtrVAtM9kZbl

https://www.facebook.com/Neti.Wichian/posts/26061336053551795

https://www.facebook.com/Neti.Wichian/posts/pfbid02Br27Bb7rbF6A5XiKXLGmYXWWrnYyuEPoZeEaxycWGjEVDM8YM6G2QZHhqokfaWQJl


🕊️ครบรอบ 9 ปี การจากไปของ ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมเยาวชนชาติพันธุ์ลาหู่จากกลุ่ม "รักษ์ลาหู่" ผู้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงเสียชีวิต เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นความสูญเสียของครอบครัว แต่ยังเป็นบททดสอบของสังคมและกระบวนการยุติธรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอคติทางชาติพันธุ์และการใช้ความรุนแรงโดยรัฐในสภาวะปกติทั่วไป



โดย gorgarn buppawath
17 มีนาคม, 2026
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

ครบรอบ 9 ปี การจากไปของ ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมเยาวชนชาติพันธุ์ลาหู่จากกลุ่ม “รักษ์ลาหู่” ผู้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงเสียชีวิต ณ ด่านบ้านรินหลวง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นความสูญเสียของครอบครัวป่าแส แต่ยังเป็นบททดสอบของสังคมและกระบวนการยุติธรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอคติทางชาติพันธุ์และการใช้ความรุนแรงโดยรัฐในสภาวะปกติทั่วไป โดยเฉพาะต่อกลุ่มคนที่มักถูกตีตราโดยอคติของสังคมเพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง

ร่องรอยของความจริงและการต่อสู้ปรากฏผ่านพยานหลักฐานและการต่อสู้ในศาลทั้งสามชั้น กรณีของชัยภูมิเป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนว่าความยุติธรรมในสังคมไทยไม่เคยได้มาโดยง่าย และกำลังย้ำเตือนว่ามันไม่ควรเป็นเช่นนั้น ในทางกลับกันการเข้าถึงความยุติธรรมไม่ควรเป็นเรื่องของโชคชะตาหรือการต่อสู้ที่ยากลำบาก แต่ต้องเป็นสิทธิที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

ในโอกาสครบรอบ 9 ปี CrCF จึงได้รวบรวม 9 ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในกรณีความตายของชัยภูมิ ป่าแส ที่สะท้อนให้เห็นเส้นทางการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม รวมถึงความพยายามและความท้าทายในการยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ความรุนแรงเช่นนี้เกิดขึ้นกับใครอีกในอนาคต


ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมเยาวชนชาติพันธุ์ลาหู่จากกลุ่ม “รักษ์ลาหู่”

เหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ: เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 ชัยภูมิ ป่าแส เยาวชนนักกิจกรรมชาติพันธุ์ลาหู่ จากกลุ่ม “รักษ์ลาหู่” ที่ทำงานรณรงค์เรื่องสิทธิของคนชาติพันธุ์และคนไร้สัญชาติในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ถูกเจ้าหน้าที่ทหารประจำด่านตรวจบ้านรินหลวง ต. เมืองนะ อ. เชียงดาว จ. เชียงใหม่ ยิงจนเสียชีวิต ขณะเจ้าหน้าที่ทำการตรวจค้นรถยนต์ที่เขาขับมาพร้อมเพื่อน

ข้อกล่าวหาจากฝั่งรัฐ: เจ้าหน้าที่ทหารอ้างว่าชัยภูมิพยายามขัดขืนและจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ด้วยอาวุธมีดและระเบิดขว้าง รวมถึงอ้างว่าพบยาบ้าจำนวน 2,800 เม็ดซ่อนอยู่ในหม้อกรองอากาศรถยนต์ เพื่อใช้เป็นเหตุผลในการยิงโดยอ้างว่าเป็นการป้องกันตัว

ปริศนากล้องวงจรปิด: แม้ในที่เกิดเหตุจะมีกล้องวงจรปิดถึง 9 ตัว และใช้งานได้ 6 ตัว แต่เจ้าหน้าที่ทหารกลับไม่ส่งมอบภาพบันทึกเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุให้พนักงานสอบสวนในทันที และภายหลังพบว่าไม่มีภาพเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุอยู่ในเครื่องบันทึกข้อมูล

หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ขัดแย้ง: ผลการตรวจพิสูจน์ด้ามจับวัตถุระเบิด พบดีเอ็นของบุคคลในปริมาณที่น้อยจนไม่สามารถเปรียบเทียบหรือยืนยันตัวบุคคลได้ การไม่พบลายนิ้วมือและดีเอ็นเอของชัยภูมิที่ด้ามจับของระเบิดของกลางในปริมาณที่มากพอจะตรวจพบได้ และระเบิดนั้นยังไม่ถูกเปิดฝาเกลียวเพื่อใช้งาน ขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างที่ว่าชัยภูมิถือวัตถุระเบิดของกลางวิ่งหนีเป็นระยะทางถึง 50 เมตร และกำลังจะขว้างระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ ซึ่งน่าจะทำให้มีลายนิ้วมือและดีเอ็นเอของชัยภูมิติดอยู่ที่ด้ามระเบิดในปริมาณที่มากพอจะตรวจพบได้ และหากชัยภูมิทำท่าจะขว้างวัตถุระเบิดจริงตามที่อ้าง ชัยภูมิก็น่าที่จะต้องเปิดฝาเกลียวออกและใช้นิ้วมือคล้องห่วงเหล็กเพื่อใช้งาน

การต่อสู้ยาวนานกว่า 6 ปี: ในคดีแพ่งที่ครอบครัวชัยภูมิฟ้องกองทัพบกให้ชดใช้เยียวยาใช้เวลาในการต่อสู้ถึง 6 ปี นับแต่ชัยภูมิเสียชีวิต จากคำพิพากษายกฟ้องทั้งในชั้นต้นและอุทธรณ์สู่การพลิกคำพิพากษาในชั้นฎีกาที่สั่งให้หน่วยงานชดใช้เยียวยา โดยในเดือนสิงหาคม 2566 ศาลฎีกาตัดสินให้กองทัพบกแพ้คดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่พลทหารยิงชัยภูมิเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออันเป็นการละเมิด ไม่ใช่การป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากพยานหลักฐานของจำเลย (กองทัพ) มีข้อน่าสงสัยและพิรุธหลายประการทำให้ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีน้ำหนักจะรับฟัง และข้อเท็จจริงที่ไม่สอดคล้องกันหลายประเด็น จากคำพิพากษาศาลฎีกา กองทัพบกต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางนาปอย ป่าแส มารดาของชัยภูมิ เป็นเงินจำนวน 2,072,400 บาท ประกอบด้วยค่าปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะ

การเยียวยายังไม่นำไปสู่การรับผิดทางอาญา: อัยการสูงสุดมีความเห็น “สั่งไม่ฟ้อง” ทหารที่ยิงชัยภูมิในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2564 แต่ครอบครัวและทนายความเพิ่งได้รับหนังสือแจ้งผลคดีดังกล่าวอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม 2567 หรือหลังมีคำสั่งเกือบ 3 ปี

การต่อสู้เพื่อให้เปิดเผยสำนวนคดีอาญา: ในปี 2568 คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารมีคำสั่งให้สถานีตำรวจภูธรนาหวายเปิดเผยสำนวนคดีอาญาและคำสั่งไม่ฟ้องเจ้าหน้าที่ทหารของสำนักงานอัยการสูงสุดให้แก่ครอบครัวชัยภูมิ โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่าครอบครัวควรได้รับทราบข้อมูลเพื่อปกป้องสิทธิของตนตามกฎหมาย อีกทั้งการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารย่อมแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดี จึงเห็นสมควรเปิดเผยข้อมูลข่าวสารดังกล่าวให้แก่ผู้อุทธรณ์ทราบได้ โดนก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567 ทนายความครอบครัวชัยภูมิได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งขอคัดถ่ายสำนวนคดีของ สภ. นาหวาย โดยผู้กำกับฯ สภ. นาหวาย เดิมมีคำสั่งไม่ให้คัดถ่าย เนื่องจากเห็นว่าหากเปิดเผยสำนวนคดีอาญานี้แล้วจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคลหนึ่งบุคคลใด และเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร ตามหนังสือจาก สภ. นาหวาย ฉบับลงวันที่ 1 เมษายน 2567

“วิสามัญมรณะ”: คดีของชัยภูมิถูกยกเป็นตัวอย่างของ “วิสามัญมรณะ” หรือความตายที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐในสภาวะปกติ ซึ่งแตกต่างจากความรุนแรงใน “สถานการณ์พิเศษ” เช่น การสลายการชุมนุมทางการเมือง หรือความขัดแย้งทางการเมืองขนาดใหญ่ที่มีการจดบันทึกและระลึกถึงเป็นประจำแต่วิสามัญมรณะมักเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น การตั้งด่านตรวจหรือการเข้าจับกุมทั่วไป กรณีเหล่านี้มักจะสร้างความสะเทือนใจและได้รับความสนใจจากสังคมอย่างมากในช่วงแรกที่เกิดเหตุ แต่หลังจากนั้นเรื่องที่เชื่อมโยงกับกระบวนการยุติธรรมมักจะเงียบหายไป ภายในงานเสวนาครบรอบ 7 ปี ชัยภูมิ ป่าแส ศาสตราจารย์สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิเคราะห์ว่าในกรณีของชัยภูมิ เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ

1. ความยากในการเอาผิดรัฐ: โดยปกติเจ้าหน้าที่รัฐมักจะหลุดพ้นจากการรับผิดชอบเมื่อมีการใช้กำลังจนถึงแก่ความตาย

2. อคติทางชาติพันธุ์: มีการนำมายาคติเรื่องคนชาติพันธุ์กับยาเสพติดมาสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง

3. บริบททางการเมือง: เหตุการณ์เกิดในช่วงหลังรัฐประหารปี 2557 ซึ่งส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมทำงานได้ไม่เป็นปกติเท่าที่ควร
ความหวังในการยุติวงจรความรุนแรงโดยรัฐ: คดีชัยภูมิเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เห็นถึงความจำเป็นของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยกฎหมายดังกล่าวถูกตั้งความหวังว่าจะสามารถช่วยแก้ปัญหาเช่นกรณีชัยภูมิได้ เช่น มาตรา 22 ที่กำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องบันทึกภาพและเสียงตลอดการจับกุม ซึ่งจะช่วยตรวจสอบการอ้างเหตุผลของเจ้าหน้าที่ ที่มักอ้างว่ามีการต่อสู้ขัดขืนหรือพยายามทำร้ายเจ้าหน้าที่ก่อนถูกยิง เพื่อคุ้มครองผู้เสียหายหรือผู้ตายตลอดจนปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้อง รวมถึงการเปลี่ยนมาขึ้นศาลพลเรือนแทนศาลทหารในกรณีที่ผู้กระทำเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ทำให้ญาติสามารถดำเนินการเป็นโจทก์ได้ โดยไม่ต้องรออัยการทหารสั่งฟ้อง

https://crcfthailand.org/2026/03/17/62552/

 
https://www.facebook.com/watch/?v=1255151839386650

Lanner
Yesterday
·
ทำความจริงให้ปรากฏ หรือจะทำความเท็จให้เป็นจริง? 9 ปี วิสามัญมรณะ “ชัยภูมิ ป่าแส” กล้องวงจรปิดตาย 6 ปีในศาล 3 ชั้น กับคำขอโทษที่ไม่เคยขอโทษ

17 มีนาคม 2569 ครบรอบ 9 ปีการจากไปของ “ชัยภูมิ ป่าแส” หรือ “จะอุ๊” เยาวชนกลุ่มรักษ์ลาหู่จากบ้านกองผักปิ้ง อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารยิงเสียชีวิตที่ด่านตรวจบ้านรินหลวง เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 พร้อมกับคำอธิบายของรัฐที่ระบุว่าเขาครอบครองยาเสพติดกว่า 2,800 เม็ด

แต่ก่อนหน้าวันนั้น ชัยภูมิไม่ใช่เพียงผู้ต้องสงสัยในแฟ้มคดี หากคือคนทำหนัง นักดนตรี และนักกิจกรรมเยาวชนชาติพันธุ์ ที่พยายามบอกเล่าเรื่องราวของชุมชนลาหู่ ผ่านภาพยนตร์สั้น เสียงเพลง และการทำงานกับเยาวชนในพื้นที่ชายแดน พื้นที่ซึ่งเสียงของพวกเขาแทบไม่เคยถูกได้ยินในสังคมไทย

หลังเสียงปืนในวันนั้นดังขึ้น คำอธิบายของรัฐเกิดขึ้นทันที ยาเสพติด การขัดขืน การป้องกันตัวของเจ้าหน้าที่ แต่ในขณะเดียวกัน คำถามก็เกิดขึ้นพร้อมกันเช่นกัน โดยเฉพาะคำถามถึงกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่บริเวณด่านตรวจ กล้องที่ควรบันทึกเหตุการณ์ แต่ไม่เคยมีภาพช่วงเวลาสำคัญปรากฏต่อสาธารณะ

ตลอด 6 ปีของการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม คดีนี้เดินทางผ่านศาล 3 ชั้น ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฏีกา ผ่านคำร้อง การไต่สวน และแรงผลักจากครอบครัวของชัยภูมิ รวมถึงเครือข่ายภาคประชาชนที่ไม่ยอมปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไป

ท้ายที่สุด ศาลมีคำพิพากษาให้หน่วยงานรัฐชดใช้ค่าเสียหายแก่ครอบครัว จากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่

แต่คำถามสำคัญกลับไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมคำพิพากษา
ความจริงของเหตุการณ์ในวันนั้นคืออะไร?
ภาพจากกล้องวงจรปิดหายไปไหน?
และเหตุใด ความรับผิดจึงหยุดอยู่เพียงตัวเลขค่าเยียวยา โดยไม่เคยมี “คำขอโทษ”

9 ปีผ่านไป คดีของชัยภูมิ ป่าแส จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการเสียชีวิตของคนคนหนึ่ง แต่เป็นคำถามต่อโครงสร้างของความยุติธรรม ต่ออำนาจของรัฐในการนิยามความจริง

ขณะเดียวกัน การมีอยู่ของชัยภูมิ ก็ยังคงทิ้งคำถามอีกแบบหนึ่งไว้เช่นกัน ว่าการที่เยาวชนลาหู่คนหนึ่งลุกขึ้นเล่าเรื่องของชุมชนตัวเอง ในสังคมที่ไม่เคยฟังพวกเขา หมายความว่าอะไรในวันนี้
9 ปีผ่านไป

ความจริงยังไม่ปรากฏ
ความยุติธรรมยังไม่สมบูรณ์
และศักดิ์ศรีของชีวิต ยังคงเป็นคำถามที่สังคมไทยต้องตอบ




สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ไม่ได้ยั้งปาก ทรงเรียกโดนัลด์ ทรัมป์อย่างตรงไปตรงมาว่า “นักแสดงที่เห็นแก่ตัว” พร้อมทั้งทรงออกคำเตือนอย่างรุนแรงต่ออเมริกาว่า: “ตื่นตัวก่อนที่จะสายเกินไป”


martin_zubix
4 วันที่แล้ว

ตูม! สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 เพิ่งจุดไฟบนอินเทอร์เน็ต — และวอชิงตันกำลังสั่นสะเทือน!

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ไม่ได้ยั้งปากเลย พระองค์ทรงละทิ้งภาพลักษณ์ที่คุ้นเคยของผู้นำทางศาสนา และทรงเรียกโดนัลด์ ทรัมป์อย่างตรงไปตรงมาว่า “นักแสดงที่เห็นแก่ตัว” พร้อมทั้งทรงออกคำเตือนอย่างรุนแรงต่ออเมริกาว่า:

“ตื่นตัวก่อนที่จะสายเกินไป”

ด้วยความตรงไปตรงมาที่ปรากฏในคำพูดของพระองค์ พระองค์ทรงกล่าวตรงประเด็นว่า:

“เขาคือเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมจึงมีมาตรการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและความรับผิดชอบ”

👉อ่านเพิ่มเติม: https://quantro.blog/posts/boom-pope-leo-xiv-just-set-internet-fire-washington-shaking-ny-ynhu123-team-bao-botg

ภายในไม่กี่นาที อินเทอร์เน็ตก็ระเบิด ผู้สนับสนุนโห่ร้องยินดี ผู้คัดค้านตกตะลึง และวอชิงตันก็ตกอยู่ในความโกลาหล เมื่อคำกล่าวของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ท่วมท้นพาดหัวข่าว ฟีดโซเชียลมีเดีย และเวทีเสวนาทางการเมือง

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงทำให้เรื่องหนึ่งชัดเจนอย่างยิ่ง:

“เราไม่ต้องการกษัตริย์ เราต้องการผู้นำที่ใส่ใจในความจริงและผู้คนที่พวกเขารับใช้ รวมถึงอนาคตของโลกใบนี้”

ไม่ว่าคุณจะรักหรือเกลียดพระองค์ สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงตรัสสิ่งที่คนนับล้านคิดอยู่ และพระองค์ก็ไม่หวั่นไหว 🌍

martin_zubix 4d

BOOM! Pope Leo XIV has just set the Internet on fire — and Washington is shaking!

Pope Leo XIV didn’t hold back. Setting aside the familiar image of a religious leader, he bluntly called D.o.n.a.l.d T.r.u.m.p “a self-serving showman,” while issuing a stark warning to America:
“Wake up before it’s too late.”

With the directness that marked his remarks, he went straight to the point:

“He is exactly why constitutional safeguards and accountability exist.”
👉𝑭𝒖𝒍𝒍 𝒂𝒓𝒕𝒊𝒄𝒍𝒆: https://quantro.blog/posts/boom-pope-leo-xiv-just-set-internet-fire-washington-shaking-ny-ynhu123-team-bao-botg

Within minutes, the Internet erupted. Supporters cheered, critics were stunned — and Washington descended into chaos as Pope Leo XIV’s remarks flooded headlines, social media feeds, and political roundtables.

Pope Leo XIV made one thing crystal clear:

“We don’t need kings. We need leaders who care about the truth and the people they serve — as well as the future of this planet.”

Love him or hate him, Pope Leo XIV just said what millions have been thinking — and he didn’t blink. 🌍


https://www.instagram.com/p/DV3GFjliZiR/



ชาวกรุงเตะรานบอกกับบีบีซีว่าพวกเขาถูกบีบคั้นจากทั้งลูกระเบิดของสหรัฐฯ-อิสราเอล ขณะเดียวกันระบอบการปกครองของอิหร่านก็ใช้หวนกลับมาใช้อำนาจกดปราบ กรุงเตะรานในเวลานี้ "ไม่ต่างอะไรกับเมืองแห่งความตาย"


ชาวกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน มองดูไฟที่ลุกท่วมคลังเก็บน้ำมันชาห์รานเมื่อวันที่ 8 มี.ค. ระหว่างที่อิสราเอลโจมตีศูนย์กลางโครงสร้างด้านน้ำมันใกล้เขตเมือง

"ไม่ต่างอะไรกับเมืองแห่งความตาย" ชาวอิหร่านเผชิญทั้งอำนาจกดปราบจากรัฐและการโจมตีจากภายนอกอย่างไม่ลดละ

เฟอร์กัล คีน
ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซี
เมื่อ 9 ชั่วโมงที่แล้ว

หญิงคนหนึ่งยืนบนดาดฟ้าขณะสดับตรับฟังเสียงของมหานครเบื้องล่าง ค่ำคืนนั้นมีเพียงเสียงงึมงัมไม่ได้ศัพท์จากการจราจร แต่เธอทราบดีว่าสถานการณ์เช่นนี้พลิกให้กลับตาลปัตรได้ง่ายดายเพียงใด โดยทั่วไปแล้วสุนัขมักเป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้ยินเสียงแรกก่อนใคร เมื่อได้ยินแล้วก็จะเห่าอย่างบ้าคลั่ง เสียงเครื่องบินนำมาก่อน จากนั้นจึงเป็นเสียงระรัวดังของแรงระเบิดกังวาลหลายครั้งไปทั่ว จากนั้นแสงสีส้มก็จะแผ่ออกมาจากย่านที่อยู่อาศัยที่ชาวเมืองต่างคุ้นเคย

ภาพและถ้อยคำสัมภาษณ์จากกรุงเตหะรานที่บีบีซีได้ประมวลมา ชวนให้จินตนาการถึงนครใหญ่ที่ผู้คนตกอยู่ในอาการตึงเครียด คอยเฝ้ารอว่าเสียงระเบิดจะดังขึ้นอีกเมื่อใด ทั้งยังต้องหวาดผวาต่อแขนขาของเจ้าหน้าที่รัฐโดยไม่รู้จบ

หญิงนักธุรกิจวัย 30 ปีเศษรายหนึ่งซึ่งใช้นามสมมติว่า 'บาราน' เล่าว่าเธอกลัวจนไม่กล้าออกไปทำงาน "นับแต่เริ่มมีการใช้โดรนเข้าโจมตี ก็ไม่มีใครกล้าออกไปข้างนอกอีกเลย ถ้าฉันเปิดประตูแล้วก้าวออกไปก็คงไม่ต่างอะไรกับการเอาชีวิตไปเดิมพัน"

บารานอยู่ตัวคนเดียว แต่ก็คอยไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกับเพื่อน ๆ อยู่เสมอ เธอกล่าวอีกว่า "ฉันกับเพื่อนต้องคอยถามกันอยู่เนือง ๆ ว่าอยู่ที่ไหนกันบ้าง... และแม้ไม่มีเสียงระเบิดใด ๆ ความเงียบก็ยังชวนให้เป็นกังวลอยู่ดี ฉันกำลังดิ้นรนทุกทางเพื่อรักษาชีวิตตัวเองไว้ จะได้อยู่ดูให้เห็นว่าจะมีอะไรจะเกิดขึ้นอีกในวันข้างหน้า"

เฉกเช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวชาวอิหร่านอีกหลายชีวิต บารานต้องทนเห็นความหวังที่จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงต้องมาพังทลายลงไปในเวลาเพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลังจากที่มีการลุกฮือขึ้นประท้วงเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงกันไปทั่วประเทศเมื่อเดือน ม.ค. กองกำลังฝ่ายรัฐบาลก็ปราบปรามผู้คนนับพันด้วยการสังหารจนเสียชีวิต


พื้นที่ของพลเรือนในอิหร่านต่างถูกถล่มโจมตี หลังสหรัฐฯ และอิสราเอล เริ่มโจมตีทางอากาศ

"ฉันแทบจะนึกถึงชีวิตในอดีตโดยไม่ต้องหวนนึกถึงบุคคลอันเป็นที่รักที่ต้องมาจากไปในการประท้วงนั้นไม่ได้แล้ว" เธอกล่าว "ฉันกลัวว่าวันพรุ่งนี้จะมาถึง กลัวว่าตัวเองในวันรุ่งขึ้นจะเปลี่ยนไปเช่นไร วันนี้ฉันอาจกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดมาได้ แต่พรุ่งนี้ล่ะ ฉันจะสู้ทนไปได้อย่างไร นั่นต่างหากคือคำถามที่แท้จริง ฉันจะมีชีวิตรอดพ้นวันพรุ่งนี้ไปได้ด้วยซ้ำไหม ?"

บัดนี้ การใช้อำนาจกดปราบเป็นไปอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด รัฐอิหร่านมีหูตาอยู่ทุกหย่อมหญ้าเสียจนเป็นไปไม่ได้เลยที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างเปิดเผย บีบีซีได้ภาพฟุตเทจคลิปหนึ่งมา เนื้อหาแสดงภาพเหตุการณ์ขบวนรถของบรรดาผู้ฝักใฝ่รัฐบาลขับรถตระเวนร่อนธงโบกไสวไปทั่วเมืองหลวงในยามค่ำคืน เปรียบดั่งเป็นข้อความข่มขู่ไปยังผู้ใดก็ตามคิดจะกำเริบเสิบสานลุกขึ้นมาประท้วง

เรื่องราวที่ทางการอิหร่านสื่อสารออกมานั้นมีแต่เรื่องราวที่ผ่านการอนุญาตแล้ว โทรทัศน์ของรัฐแพร่ภาพกระจายเสียงภาพการเดินขบวนและงานศพหลายครั้ง ส่วนบทสัมภาษณ์บรรดาข้าราชการและฝูงชนที่จงรักภักดีต่อระบอบการปกครองก็สะท้อนเสียงก่นด่าสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่โฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลก็โหมคำสรรเสริญว่าชาวอิหร่านยินดีจะสละชีพตนเป็นมรณสักขี

ฝ่ายผู้สื่อข่าวอิสระก็ยังเพียรรวบรวมถ้อยคำพยานเพื่อหยิบยกมุมมองอีกด้านหนึ่งอันพอจะเชื่อถือได้ขึ้นมานำเสนอ ทว่าพวกเขาต้องเผชิญกับความเสี่ยงว่าจะถูกจับกุมคุมขัง ถูกทรมานหรืออาจจะเลวร้ายไปกว่านั้นเสียอีก ดังที่นักข่าวคนหนึ่งได้กล่าวกับบีบีซีว่า "ในสภาวะสงครามเช่นนี้ เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าพวกเขานั้นจะลงมือไปถึงไหนได้บ้าง"


รัฐบาลอิหร่านไม่เคยมีขันติธรรมต่อผู้ต่อต้านรัฐบาล เมื่อสงครามเริ่มขึ้นสถานการณ์การปราบปรามก็ยิ่งดิ่งลงเหว

มีเพียงแต่ในเคหสถานของตัวเองเท่านั้นที่ชาวกรุงเตหะรานบางส่วนจะรู้สึกว่าสามารถแสดงความรู้สึกออกมาได้ เฉกเช่นกรณีของ "อาลี" ชายวัย 40 เศษ เขาเป็นชนชั้นกลางผู้มีการศึกษาซึ่งเคยตั้งความหวังไว้ว่าการสังหารอยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี ในวันเริ่มเปิดศึกสงครามนั้นจะนำพาความเปลี่ยนแปลงมาสู่บ้านเมือง

ทว่าบัดนี้เขากลับเห็นกองกำลังรักษาความมั่นคงเนืองแน่นบนท้องถนนรอบบ้าน ชายฉกรรจ์สวมหมวกโม่งปิดบังใบหน้าพร้อมอาวุธครบมือต่างพากันตั้งด่านตรวจสกัด

"ผมออกไปเดินตามท้องถนนเมื่อไรก็ปวดใจ เมืองนี้ดูไปก็ไม่ต่างอะไรกับเมืองแห่งความตาย" เขากล่าวว่าเขาต้องพึ่งพายาระงับประสาทเพื่อที่จะ "พยุงสติตัวเองให้เป็นปกติอยู่ได้"

"ผมเห็นกลุ่มคนตามท้องถนน ดูอย่างไรก็ไม่ใช่คนท้องที่ พวกเขาคือมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาล ซึ่งว่ากันตามจริงแล้วก็คือผู้ที่มาชิงท้องถนนไปจากพวกเรานั่นเอง"

ชาวอิหร่านอีกหลายรายที่ได้พูดคุยกับบีบีซี ต่างพรรณนาถึงความรู้สึกที่ย้อนแย้งอยู่ภายใน ใจหนึ่งก็อยากจะขับไล่ระบอบการปกครองนี้ แต่ขณะเดียวกันบ้านเมืองของพวกเขาเองก็กำลังถูกรุกราน

"สถานการณ์นั้นแสนน่ากลัว..." อาลีกล่าว "น่านฟ้าของชาติเรากำลังอยู่ใต้การควบคุมของชาติศัตรู แต่ในขณะเดียวกันในใจผู้คนก็ยังมีไว้ซึ่งความหวังเสมอ ไม่ใช่ว่าพวกเราจะไปถือหางอเมริกาหรืออิสราเอล แต่เรานึกหวังอยู่ลึก ๆ ว่าขอเพียงสักชั่วขณะหนึ่ง ขอให้มีอะไรสักอย่างเกิดขึ้นมาแล้วล้มล้างระบอบการปกครองของอิหร่านในปัจจุบันนี้ลงเสียที เพื่อที่ว่าประชาชนจะได้ลุกมาสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เสียที"

กลับมาที่ห้องพักของบาราน เธอยังคงเงี่ยหูฟังเสียงระเบิด พลางส่งข้อความไต่ถามเพื่อนฝูงในละแวกอื่น "คุณรู้ไหมว่าท้องฟ้าของเรากับท้องฟ้าของที่อื่น ๆ ในโลกนั้นต่างกันอย่างไร ?" เธอตั้งคำถาม "ตอนกลางคืน ผู้คนในที่อื่นเขานอนกันใต้แสงดาว แต่พวกเรากลับต้องหลับนอนอยู่ใต้ฝูงจรวด ฟ้าทั้งสองสว่างเหมือนกัน แต่สว่างจากคนละสาเหตุ"

บารานคิดว่าสงครามนี้อาจยืดเยื้อไปอีกหลายปี และบาดแผลทางจิตใจก็คงจะฝังรากลึกไปอีกนานแสนนาน "สงครามนี้คงจะไม่จบสิ้นลงง่าย ๆ เพราะมันลุกลามเข้ามาถึงในบ้านเรา ในครอบครัวเรา... สงครามได้ซึมเข้าไปในสายเลือด และสิงสู่เข้าไปในชีวิตของเราเสียแล้ว"

พลเมืองในนครโบราณ 6,000 ปีแห่งนี้ต่างดำรงชีพอยู่ท่ามกลางความหวาดหวั่นต่อลูกระเบิดสัญชาติอเมริกันและอิสราเอล ขณะเดียวกันก็หวาดผวาต่อระบอบการปกครองและการซ้อมทรมาน เป็นความหวาดกลัวในใจอยู่ทุกวันไม่ว่างเว้น โดยไม่เห็นวี่แววของหนทางรอดเลยแม้แต่น้อย

รายงานเพิ่มเติมโดย อลิซ ดอยอาร์ด

https://www.bbc.com/thai/articles/cm2r268l1yvo




🔥 "คนโง่เขลาอย่างทรัมป์ คือต้นเหตุของหายนะสงครามอิหร่าน"🇺🇸 นี่ไม่ใช่คำกล่าวของนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม แต่นี่คือเสียงเตือนจาก "แมรี่ ทรัมป์" หลานสาวแท้ๆ ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาแฉพฤติกรรมเบื้องลึกของอาตัวเองอย่างดุเดือด!


Tayo S Pasri
March 15
·
นี่ไม่ใช่คำกล่าวของนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม แต่นี่คือเสียงเตือนจาก "แมรี่ ทรัมป์" หลานสาวแท้ๆ ของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาแฉพฤติกรรมเบื้องลึกของอาตัวเองอย่างดุเดือด!
​สถานการณ์ในอิหร่านตอนนี้กำลังตึงเครียดหนัก จนแมรี่ถึงกับออกมาประกาศก้องว่า นี่คือ!
"ฝันร้ายที่สหรัฐฯ สร้างขึ้นเอง" และเป็นผลงานของผู้นำที่ ไร้ความสามารถ โลภมากและคอร์รัปชั่นเป็นนิสัย"
​เธอย้ำชัดๆ ว่า!
"เมื่อคนโง่เขลาอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวขึ้นสู่อำนาจ หายนะคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเขาไม่เคยเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ และที่สำคัญ... เขาไม่เคยคิดจะศึกษาประวัติศาสตร์เลยด้วยซ้ำ!"

​แมรี่ ทรัมป์ คือใคร?
เธอไม่ใช่แค่หลานสาว แต่เป็นนักจิตวิทยาที่โตมาพร้อมกับ "บาดแผล" จากคนในตระกูลนี้
-เธอเคยฟ้องโดนัลด์ ทรัมป์ ในคดีโกงมรดกมูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์ หลังจากพ่อของเธอเสียชีวิตไปอย่างโดดเดี่ยว
-เธอเขียนหนังสือขายดีระดับโลก “Too Much and Never Enough” วิเคราะห์ความอันตรายของโดนัลด์ ทรัมป์ ด้วยหลักจิตวิทยา
-เธอมองว่าโดนัลด์คือ "ผลิตภัณฑ์" จากครอบครัวที่บิดเบี้ยว ซึ่งพอมาอยู่ในตำแหน่งผู้นำโลก เขาก็ใช้สัญชาตญาณความเห็นแก่ตัวแบบเดิมมาตัดสินชะตากรรมของทหารและเศรษฐกิจโลก

​วันนี้โลกกำลังจับตาดูว่า สงครามอิหร่านครั้งนี้จะลงเอยอย่างไร แต่สำหรับแมรี่ ทรัมป์ เธอเชื่อว่าตราบใดที่คนแบบนี้ยังมีอำนาจ หายนะก็พร้อมจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ!

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10215014985803418&set=gm.1246905714264453&idorvanity=849053944049634
.....

มีคนมาช่วยแจม

แมรี่เตือนมาตั้งแต่ก่อนทรัมป์1นะคะ หลานทรัมป์คนนี้เป็นนักจิตเวชศาสตร์ด้วยนะคะมีข้อมูลเวชศาสตร์หนุนทุกอาการจิตเวชน์ของทรัมป์ ลูกสาวของพี่ชายคนโตของครอบครัวแต่ไม่เดินตามรอยพ่อเป็นนักบินพาณิชย์ถูกพ่อและน้องตัดออกจากวงศ์ตระกูลอย่างไม่เป็นธรรม ใครไม่มีประโยชน์กับธุรกิจเขาตัดหมดค่ะ

คนเช่นทรัมป์มีแต่จะลุอำนาจเมื่อได้มา ไม่ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยมนต์
 
เป็นที่รู้กันว่าทรัมป์ฉลาดแกมโกงมาช้านาน ใช้สื่อรายการโทรทัศน์เป็นทางผ่านสาธารณชนให้เป็นที่รู้จัก หนังสือประวัติเขาเต็มไปด้วยการกระทำหลอกลวง ด้วยเล่ห์กลโกงมากมาย ทั้งในที่สาธารณะและภายในครอบครัว ทรัมป์เอง ไร้จิตสำนึกสาธารณะ เอาตนเป็นตัวตั้งมาตลอด สหรัฐอเมริกามีคนเช่นนี้มากแต่เขาคือคนที่พิเศษสุดในทุกเรื่องแย่ๆ แต่ยังรอดจนมาเป็นความหวังของกลุ่มอนุรักษ์นิยมขวาจัดของอเมริกา ทุกวันนี้ เบสเขายังเชื่อมั่นทรัมป์ ทั้งที่สถาบันในประเทศ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง กำลังถูกทรัมป์ มัสค์ทำลายล้ม ระบบที่เกือบสองร้อยปีที่ปท สร้างขึ้นมา มีคนบางคนตั้งข้อสังเกตุว่าทรัมป์ ทำการทั้งหลายทั้งปวง ภายใต้จิตที่ฝักใฝ่ ระบอบอำนาจนิยมเบ็ดเสร็จเช่นปูติน



ไฟฟ้าในคิวบากำลังเริ่มทยอยกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ประธานาธิบดีดิอาซ-กาเนลของคิวบากล่าวตอบโต้คำประกาศของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการ "ยึดครอง" และ "ปลดปล่อย" เกาะแห่งนี้ โดยกล่าวว่า พร้อมต่อต้าน และจีนกำลังช่วยเหลือคิวบาด้าน พลังงานแสงอาทิตย์หมุนเวียน






https://x.com/AJEnglish/status/2034196863281136113


"Unbreakable Resistance": Cuba's defiant response to Trump's threat

Bio Bio

Mar 18, 2026

"Any external aggressor will encounter an indomitable resistance." With these words, Cuban President Díaz-Canel responded to Donald Trump's declared intention to "take" and "liberate" the island, amidst an oil embargo and an economy weakened by six decades.

https://www.youtube.com/watch?v=aAeEFOXP2eI







 

ประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร แห่งโคลอมเบีย กล่าวเตือนว่าโลกกำลังตกอยู่ใน “ความป่าเถื่อน” สงครามในฉนวนกาซาเป็น “การทดลอง” ที่ออกแบบมาเพื่อข่มขู่ประเทศในซีกโลกใต้ (Global South) และกำลังลุกลามออกไป






https://x.com/AJEnglish/status/2034209240147964349

คำว่า “Global South” หมายถึงประเทศต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกา เอเชีย ลาตินอเมริกา และแคริบเบียน โดยภูมิภาคเหล่านี้มีประวัติศาสตร์ร่วมกันในด้านการตกเป็นอาณานิคม การพึ่งพาทางเศรษฐกิจ และการต่อสู้ดิ้นรนทางสังคมและการเมือง



UN ออกมาพูดแล้ว "วันนี้ในกรุงเบรุต ย่านชุมชนที่ผู้คนได้พากันหลบหนีเข้าไปเพื่อแสวงหาความปลอดภัย กลับถูกโจมตีทางอากาศ พลเรือนไม่ใช่เป้าหมาย และต้องได้รับการคุ้มครองตลอดเวลา"






 

บทความจาก The Economist : ข้อจำกัดของ "Bully" Model






บทความจาก The Economist สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึก "งงงวย" ที่เพิ่มมากขึ้นภายในรัฐบาลทรัมป์ เนื่องจากกลยุทธ์หลักของรัฐบาล—การใช้การข่มขู่ขั้นรุนแรงและการแสดงแสนยานุภาพอย่างฉับพลัน—กลับพบกับการต่อต้านที่ไม่คาดคิดหรือส่งผลให้ต้องถอยร่นทางยุทธวิธีอยู่เสมอ

ภายในเดือนมีนาคม 2026 ตัวอย่างที่โดดเด่นหลายประการได้แสดงให้เห็นถึงรูปแบบนี้ ซึ่งการ "เขย่าโต๊ะ" ของรัฐบาลนำไปสู่ภาวะชะงักงันทางการทูตและเศรษฐกิจ แทนที่จะเป็นชัยชนะอย่างรวดเร็วตามที่สัญญาไว้ในตอนแรก

ความ "งงงวย" ของการใช้กำลัง: ตัวอย่างสำคัญ

ปฏิบัติการ Epic Fury และอิหร่าน: การโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ของรัฐบาลต่อโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์และทางทหารของอิหร่านมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ระบอบการปกครองล่มสลายหรือบังคับให้ยอมจำนนโดยสิ้นเชิง แต่กลับนำไปสู่ "หมอกแห่งสงคราม" ที่ดึงพันธมิตรในภูมิภาคเข้ามาเกี่ยวข้องและคุกคามอุปทานน้ำมันทั่วโลกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ต่างงุนงงที่แม้จะมีกำลังทางทหารเหนือกว่าอย่างมาก แต่กลับไม่สามารถ "ปลุกระดมการก่อจลาจล" หรือบังคับให้เรือสินค้าเพิกเฉยต่อภัยคุกคามจากโดรนของอิหร่านได้

ความขัดแย้งเรื่องกรีนแลนด์: ในช่วงต้นปี 2026 ข้อเรียกร้องเรื่อง "สิทธิ กรรมสิทธิ์ และความเป็นเจ้าของ" ในกรีนแลนด์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการข่มขู่เรื่องภาษีและการแตกแยกในพันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก จบลงด้วยสิ่งที่ The Economist อธิบายว่าเป็น "การถอยอย่างประนีประนอม" ที่ดาวอส ความงงงวยในที่นี้เกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่าเดนมาร์กและพันธมิตรยุโรปไม่ได้ยอมจำนนต่อแรงกดดัน แต่กลับท้าทายรัฐบาล ทำให้เกิด "การถอยทางยุทธวิธี" ไปสู่กรอบการเจรจาที่ไม่ชัดเจน

ทฤษฎี "TACO": ตลาดและนักวิเคราะห์ระหว่างประเทศได้นำคำย่อ TACO (Trump Always Chickens Out) มาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ คำนี้ได้รับความนิยมหลังจากที่ภาษีและการข่มขู่ต่อ 14 ประเทศใน "วันปลดปล่อย" ถูกเลื่อนออกไปหรือถอนกลับซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อความผันผวนของตลาดพุ่งสูงขึ้น ความคับข้องใจภายในของฝ่ายบริหารนั้นเห็นได้ชัดเจน ขณะที่พวกเขากำลังดิ้นรนเพื่อรักษา "ทฤษฎีคนบ้า" ทางการทูตเอาไว้ ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามเริ่มคำนวณจุดที่สหรัฐฯ จะเปลี่ยนท่าทีได้อย่างแม่นยำแล้ว

ข้อจำกัดของแบบจำลอง "นักเลง"

นิตยสาร The Economist โต้แย้งว่า การที่ฝ่ายบริหารพึ่งพาการบีบบังคับของรัฐเหนือหลักเกณฑ์ของตลาดนั้น กำลังชนเข้ากับกำแพงแห่งการพึ่งพาซึ่งกันและกัน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: ผู้ผลิตในประเทศ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นฐานสนับสนุนของสงครามการค้า กำลังฟ้องร้องรัฐบาลเพื่อขอคืนภาษีศุลกากรมากกว่า 130 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากต้นทุนเหล็กและชิ้นส่วนที่เพิ่มสูงขึ้นบีบกำไรของพวกเขา

อุปสรรคทางกฎหมาย: คำตัดสินของศาลฎีกาในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่ระบุว่าภาษี "ฉุกเฉิน" บางประเภทขัดต่อรัฐธรรมนูญ ได้ทำให้รัฐบาลสูญเสียเครื่องมือสำคัญในการดำเนินการฝ่ายเดียว ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องดิ้นรนหาเหตุผลทางกฎหมายใหม่เพื่อสนับสนุนนโยบายการค้าของตน

หมายเหตุ: "ความสับสน" ที่กล่าวถึงในบทความ หมายถึง ความไม่สอดคล้องกันระหว่างความเชื่อของรัฐบาลที่ว่าอเมริกากุมอำนาจทั้งหมดไว้ กับความเป็นจริงที่ว่าทั้งพันธมิตรและคู่แข่งต่างก็หาวิธีที่จะ "กำหนดราคา" ให้กับการยกระดับความขัดแย้งของอเมริกาได้




ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังทวีความรุนแรงขึ้น เมื่ออิสราเอลได้เข้าโจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะยานขึ้นไปอยู่ที่ 108 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล! ขณะนี้มีรายงานว่าอิหร่านกำลังระบุแหล่งพลังงานในอ่าวเปอร์เซียว่าเป็น "เป้าหมายที่ถูกต้องตามกฎหมาย"





 

วันพุธ, มีนาคม 18, 2569

ตรรกะของ รมว.พลังงาน ต่อสถานการณ์ขาดตกน้ำมันตามปั๊ม ถ้าอยากให้น้ำมันลดราคาสัก ๑๐% ประชาชนก็ต้องลดการใช้สัก ๑๐% เงินก็ออกจากกระเป๋าท่านน้อยลงไง

สืบเนื่องจากพระราชดำรัสของเจ้าฟ้า ราชธิดาของเจ้าแผ่นดิน “คุณพ่อก็สอนมาให้ประหยัด” จับพลัดจับผลูเอาไปต่อติดกับคำคมของ รมว.พลังงาน ต่อสถานการณ์ขาดตกน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์ตามปั๊ม ด้วยสูตรสำเร็จของคณิตศาสตร์มัธยม

กับสภาวะต้องควักกระเป๋าซื้อน้ำมันในราคาที่สูงขึ้น แก้ไขอย่างไร “อยากให้ราคาน้ำมันลดลงสัก ๓ บาท ทำได้ด้วยตัวท่านเอง ๓ บาทคือ ๑๐%...ถ้าท่านลดการใช้สัก ๑๐% นั่นแหละท่านทำให้มันถูกแล้ว เพราะเงินจะออกจากกระเป๋าท่านน้อยลงอยู่ดี”

นี่คือตรรกะในการบริหารจัดการรัฐกิจ ในยุคที่ สีน้ำเงิน ครองหมดทั้งลงกา จะแก้ไฃปัญหาปากท้องได้อย่างไร ขึ้นอยู่กับพวกท่าน ไพร่ฟ้าหน้าใสทั้งหลาย เจ้าของปากเจ้าของท้องที่ต้องกินต้องใช้รายวันนั่นละ รัฐบาลช่วยได้แค่สั่งการแนะนำ

ร้องโอดกันจมหูมาตั้งแต่เมื่อวาน ที่ราคาน้ำมันดีเซลและแก๊สโซฮอลจะพิ่มในวันนี้อีกลิตรละ ๕๐ สตางค์ กับ ๑ บาทตามลำดับ คือแทนที่จะปล่อยสต็อกน้ำมันออกมาเพื่อตรึงราคา ไหนคุยว่ามีสำรองพอใช้ได้ตั้ง ๑๐๑ วันไง กลับดันเกิดปัญหาหน้าปั๊ม

“น้ำมันหมดทุกตัว...อยู่ในระหว่าง (รอ) จัดส่ง” ตามรายงานข่าวของ เดอะ รีพอร์ตเตอร์ บอก “จากลงพื้นที่พบว่า สถานีเติมน้ำมันหลายแห่งขึ้นป้ายประกาศน้ำมันหมด ดีเซล และแก๊สโซฮอลล์ 95 หมด และบางสถานีเติมน้ำมันขึ้นป้ายน้ำมันหมดทุกชนิด”

ผู้บริหารระดับรองลงไปดีหน่อย แค่บอกว่าสต็อกน้ำมันสำรองมีเยอะ ขอประชาชนอย่าตื่นตูม ซื้อน้ำมันกันมากกว่าปกติเพื่อกักตุน นั่นสิ กระแสวิกฤตเกิดตั้งแต่สองอาทิตย์ที่แล้ว ไม่มีหน้าไหนในรัฐบาลสามารถให้ความมั่นใจแก่ประชาชนได้ ก็ตระหนกอกสั่นกันดิ

“แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังยังยืนยันว่า ในการช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล รัฐบาลจะเลือกปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นทางเลือกท้ายๆ โดยจะใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ‘เป็นหลัก’ ก่อน” เพราะอะไรรู้ไหม แหล่งข่าวเดียวกันเผยว่า

“หากลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง ๑ บาทต่อลิตร ไม่ว่าจะน้ำมันดีเซล หรือน้ำมันเบนซิน ก็จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ราว ๒,๘๐๐ ล้านบาทต่อเดือน” นอกจากรัฐกำไรหดไม่ได้แล้ว ยังมีข้อจำกัดทางตัวบทกฎหมายอีกด้วย อันนี้ รมว.คมนาคมเป็นคนแจ้ง

“กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่สามารถติดลบเกิน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทได้” ตามมาตรา ๒๖ ของ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๖๒ กำหนดให้กองทุนต้องมีสภาพคล่อง ซึ่งก็คือสามารถกู้ได้ทั้งสิ้น ๔ หมื่นล้านบาท แต่ตอนนี้กู้ไปแล้ว ๒ หมื่นล้าน

“ล่าสุด ณ วันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๙ กองทุนมีสถานะติดลบแล้ว ๑๒,๖๐๕ ล้านบาท” แต่ “เป็นการติดลบทางบัญชี” รอการเคลียร์ (สะสาง) บัญชีประจำเดือนครั้งต่อไป สัปดาห์ที่สามของเดือนเมษา ไขว้นิ้วภาวนากันไว้ว่า “อาจมีการพลิกกลับเป็นบวกได้”

นี่ละเขาบริหารกันตามโชคชะตา

(https://www.facebook.com/thestandardwealth/posts/QQtSaxach, https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/0R7JCZe1b และ https://www.facebook.com/thairath/posts/FcL9QiqL)