วันเสาร์, เมษายน 04, 2569

‘ทนายแจม’ ไม่เห็นด้วยที่ ปปช.เตรียมยื่นคำร้องศาลฎีกา ในข้อหา “ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ที่เข้าชื่อกันเสนอแก้ ป.อาญา มาตรา ๑๑๒ เพราะนั่นเป็นหน้าที่โดยตรง สส.

ต่อกรณีที่ ปปช.เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา (แผนกคดีอาญานักการเมือง) ให้พิจารณาเอาผิดอดีต สส.พรรคก้าวไกล ๔๔ คน ใข้อหา “ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง” จากการที่เข้าชื่อกันเสนอแก้ไข ป.อาญา มาตรา ๑๑๒ นั้น

กล่าวได้ว่า จริงๆ แล้วเป็นเพียงการหาเหตุกำจัดพรรคการเมืองที่สมาทานการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองไทย ให้เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ มากกว่าราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ หรือ Constitutional Monarchy

“หลายคนเข้าใจว่า ‘แก้ ม.112 = ล้มล้างสถาบัน’ แต่ความจริงคือการเสนอแก้ เป็นการเสนอ ‘ปรับ (ปรุง) กฎหมาย’ เช่น ลดโทษ ปรับวิธีแจ้งความ แยกการวิจารณ์ออกจากความผิด” Chanatsit Aod เขียนอธิบายเจตนาการขอแก้ ม.๑๑๒ ไว้น่าฟัง

“ไม่ใช่การยกเลิกกฎหมาย และไม่ใช่การล้มล้างสถาบัน สรุปง่ายๆ คือ อยากให้กฎหมายชัดและเป็นธรรมขึ้น ไม่ใช่ยกเลิกหรือทำลาย” เขาขานรับแนวคิดของ สส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ พรรคประชาชน ที่แสดงความ “ไม่เห็นด้วย” กับการดำเนินคดีดังกล่าว

“เพราะการเสนอแก้ไขกฎหมาย คือหน้าที่โดยตรงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่ากฎหมายนั้นจะอ่อนไหวเพียงใด การทำหน้าที่ในสภาเพื่อผลักดันวาระทางสังคมที่ได้สื่อสารไว้กับประชาชน”  

ทนายแจมชี้แจงด้วยเหตุผลต้องตรงกับข้อเท็จจริงว่า “ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นความผิดจริยธรรมร้ายแรง” มิฉะนั้น “การทำงานในสภาจะเต็มไปด้วย ‘ความกลัว’ เพราะ สส.ไม่กล้าเสนอแก้กฎหมาย เสียงของประชาชนที่เลือกผู้แทนมาจะถูกจำกัดโดยอ้อม”

เธอว่านี่ละจะนำไปสู่ “ผลกระทบที่อันตรายอย่างยิ่งต่อระบบการเมืองไทย...และจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่สามารถใช้เล่นงานทางการเมืองในอนาคต” นั่นคือ เมื่อศาลฎีการับคำร้องของ ปปช. และมีคำสั่งให้ สส. หยุดปฏิบัติหน้าที่

เท่ากับศาลไล่ออก สส. ฝ่ายตุลาการสามารถเข้าไปแทรกแซงกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติได้ “ดุลอำนาจทางการเมืองจะเปลี่ยนไปโดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง” ทนายแจมยังชี้ด้วยว่า การตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต “ยิ่งสะท้อนถึงความไม่สมส่วนอย่างชัดเจน”

การแบ่งแยกอำนาจ “หลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย” สภาฯ ไม่ควรที่จะต้องคอยหวาดระแวงต่อแขนงอำนาจอธิปไตยอื่นๆ แล้ว “คอยเซ็นเซอร์ตัวเอง” จนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ทางนิติบัญญัติได้เต็มที่ 

(https://www.facebook.com/sasinanjam/posts/kPQ9Hj4SR หมายเหตุ :ข้อความในภาพไม่ใช่ถ้อยคำของทนายแจม)

การเมืองแบบภูมิใจไทย ไม่ใข่แค่การเมืองบ้านใหญ่ แต่การเมืองทุนใหญ่ด้วย คือเมื่อได้อำนาจรัฐแล้ว ก็ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/pfbid0QUPmK5Lt8z7rDzLZT2AeHZ2SQp48TtPTnuCFdd3GRpgJRJpzGAb8MghtdgrNVV2sl

Thanapol Eawsakul
20 hours ago
·
การเมืองแบบภูมิใจไทย
ไม่ใข่แค่การเมืองบ้านใหญ๋ แต่คือการเมืองทุนใหญ่
เมื่อได้อำนาจรัฐแล้วก็ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น
.......
ท่ามกลางปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่คร่าทั้งชีวิตผุ้คน และฉุดรั้งเศรษฐกิจ โดยฌแพาะการท่องเที่ยว การที่มี พ.ร.บ. อากาศสะอาด น่าจะเป็นฉันทมติของคนทั้งสังคม (แน่นอนว่าแต่ละกฎหมายมีรายละเอียดให้ถกเถียงกัน)
แต่มีเสียงที่คัดค้านอย่างแข็งขันคือ กรณีกฎหมายอากาศสะอาด ดังที่ปรากฎว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย แถลงจุดยืนคัดค้านต่อร่างกฎหมาย 3 ฉบับ
ได้แก่ กฎหมายคุ้มครองแรงงาน, โรงงาน และอากาศสะอาด
โดยชี้ว่าจะ
ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
เพิ่มภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการ
และลดความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ด้วยเหตุผลดังนี้
ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานถูกคัดค้านในประเด็นการบังคับปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทุกปี ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจจริงและเพิ่มต้นทุนการจ้างงาน
สำหรับร่างกฎหมายอากาศสะอาด กกร. เห็นว่ามีเนื้อหาซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิมและกำหนดบทลงโทษที่สูงเกินไป ควรเน้นมาตรการจูงใจและเพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน
ร่างกฎหมายโรงงานมีข้อกังวลหลายประเด็น เช่น การรื้อฟื้นใบอนุญาตแบบมีอายุ และการเพิ่มโทษ ซึ่งขัดต่อหลักการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business)
กกร. ค้าน 3 ร่างกฎหมาย แรงงาน–โรงงาน–อากาศสะอาด ทุบภาคธุรกิจอ่วม
https://www.thansettakij.com/economy/643853
โต้จุดยืน กกร. ปม ‘กฎหมายอากาศสะอาด’ จี้ถาม กลัวทุนใหญ่ผู้ก่อมลพิษ เสียประโยชน์ ?
https://theactive.thaipbs.or.th/news/pollution-20251113-2
เมื่อเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ เสียงของ สส.แทบเป็นเอกฉันท์ที่สนับสนุนกฎหมายอากาศสะอาด แต่กลับมี สว.สำน้ำเงินที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการคัดค้าน
ตั้งข้อสังเกต เกมอำนาจ สว. – เอกชน ขวาง ‘อากาศสะอาด’
https://theactive.thaipbs.or.th/news/law-rights-20251107
มาถึงนาทีนี้ไม่ต้อวสงสัยเลยว่า สส. ภูมิใจไทยในปัจจุบันจะมีท่าทีเช่นไร
ดูได้จากคำอภิปรายของ ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในการประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569
"ศุภชัย" ยก 8 เหตุผล ไม่ควรเร่งใช้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด
https://www.facebook.com/ThaiPBSNews/posts/%E0%B8%A8%E0%B8%B8%E0%B8%A0%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2-%E0%B8%A2%E0%B8%81-8-%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%9C%E0%B8%A5-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%8A-%E0%B9%89%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%94-%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89-1-%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A269-%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A8%E0%B8%B8%E0%B8%A0%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2-%E0%B9%83%E0%B8%88%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%A3-/1450701030419684/
เอาเข้าจริง 8 ข้อของศุภชัย ใจสมุทร
ก็คือการลอกการบ้านของ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทยที่คัดค้านกฎหมายอากาศสะอาดนั่นแหละครับ
การเมืองแบบภูมิใจไทย
จึงไม่ใข่แค่การเมืองบ้านใหญ๋ แต่คือการเมืองทุนใหญ่ไปพร้อมกันด้วย
เมื่อได้อำนาจรัฐแล้วพวกเขาก็เหมือนคนป่าได้ปืน ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น


https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/26647224534917700



“รอประชาชน ตายก่อนใช่ไหม” - “ภัทรพงษ์” จี้นายกฯ ตอบให้ชัดเอายังไงต่อกับ พ.ร.บ.อากาศสะอาด หลังมีข่าว ครม. จะถ่วงเวลา ไม่ดันร่างฯ พิจารณาต่อ ขอถามอีกครั้ง จะยืนข้างกลุ่มทุนหรือจะปกป้องลมหายใจของประชาชน



https://www.facebook.com/sirote.klampaiboon/posts/pfbid02KCiLopae3Kq4aKywmczmek9Ea3CxX7Y8omg7N9SZAbepJokaJTCLkrG9eFhiN4UVl

Sirote Klampaiboon (ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์)
added photos to the album: พรรคประชาชน เลือกตั้ง 69
Yesterday
·
“ภัทรพงษ์” จี้นายกฯ ตอบให้ชัดเอายังไงต่อกับ พ.ร.บ.อากาศสะอาด หลังมีข่าว ครม. จะถ่วงเวลา ไม่ดันร่างฯ พิจารณาต่อ ขอถามอีกครั้ง จะยืนข้างกลุ่มทุนหรือจะปกป้องลมหายใจของประชาชน
วันที่ 2 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน แถลงข่าวเรียกร้องรัฐบาลให้แสดงจุดยืนต่อการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด หลังจากที่เมื่อวานนี้มีการยื่นญัตติด่วนเรื่องปัญหาฝุ่นพิษ pm 2.5 กำลังรุนแรงมากในพื้นที่ภาคเหนือและกำลังส่งผลกระทบต่อทั้งประเทศ
.
โดยภัทรพงษ์ระบุว่า ตนได้ทราบมาว่าได้มีพูดคุยถึง ที่จะไม่หยิบร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด มาพิจารณาต่อ ซึ่งเมื่อวานนี้ตนได้อภิปรายขอให้ สุชาติ ชมกลิ่น ซึ่งเป็นตัวแทนของคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีฯทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาตอบในสภา แต่สุชาติก็ไม่ได้มาตอบและยังเลือกที่จะให้สัมภาษณ์ในเรื่องของการหลีกเลี่ยงการประกาศเขตภัยพิบัติ ว่าหากประกาศเขตภัยพิบัติแล้วจะกระทบกับการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเรื่องไร้สาระมาก เพราะไม่ว่าประกาศหรือไม่ก็กระทบกับการท่องเที่ยวหนักมากอยู่แล้ว
.
ก่อนยุบสภาฯ สถานะของ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด อยู่ในชั้นกรรมาธิการของ สว. เมื่อมีการยุบสภาร่างฯ ฉบับนี้จึงตกไป แต่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่สามารถหยิบขึ้นมาพิจารณาได้ภายใน 60 วันหลังจากการประชุมรัฐสภานัดแรก ซึ่งเริ่มต้นในวันที่ 14 มีนาคม 2569, วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 คือเส้นตายของร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ตนจึงขอเรียกร้องรัฐบาลอย่าถ่วงร่างฯ และออกมาพูดให้ชัดเจนเลยว่าจะเอาอย่างไรต่อกับร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด
.
ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่าทั้งนี้ คนที่ควรต้องออกมาแสดงจุดยืนมากที่สุดคือนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่จาก สส.พรรคภูมิใจไทย คือ ศุภชัย ใจสมุทร ที่ออกมาพูดแล้วใช้เทคนิคทางการเมือง ที่สุดท้ายสามารถอ้างทีหลังได้ว่าพูดในนามของ สส. ไม่ได้พูดในนามของคณะรัฐมนตรี อีกทั้งสิ่งที่ศุภชัยพูดออกมาทั้งหมดเป็นการพูดที่น่าผิดหวังมาก เพราะศุภชัยเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ตั้งแต่ช่วงปี 2567 และยังเป็นอนุกรรมาธิการที่เป็นคณะร่าง พ.ร.บ. ฉบับที่พิจารณากันอยู่นี้ด้วย
.
และในเวลาที่ศุภชัยอยู่ในคณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการ ตนกลับไม่เห็นข้อขัดแย้งเหล่านี้ เช่น เรื่องอีมิชชั่นเทรดดิ้ง ที่ศุภชัยบอกว่าทำจริงไม่ได้ แต่ศุภชัยไม่รู้หรือว่าในร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ มติคณะรัฐมนตรีก็มีเรื่องอีมิชชั่นเทรดดิ้งอยู่เช่นกัน เรื่องง่ายๆ แบบนี้ถ้าศุภชัยเข้าประชุมและเอาข้อกังวลนี้พูดในที่ประชุมก็จะจบตั้งแต่ในที่ประชุมแล้ว หรือมีใครพยายามที่จะถ่วงร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดหรือไม่ เพื่อให้ไม่ทันกำหนดเส้นตายในวันที่ 13 พฤษภาคม นี้
.
ภัทรพงษ์กล่าวต่อไปว่าลมหายใจของประชาชนไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาเล่นการเมือง รัฐบาลต้องพูดให้ชัดชัดตรงไปตรงมากับประชาชนว่าจะเอาอย่างไรกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพื่อให้ประชาชนที่ต้องเผชิญกับฝุ่นพิษ PM2.5 ได้เห็นทิศทางในการแก้ปัญหานี้อย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา



หรือลมหายใจของชาวเชียงใหม่ไม่มีค่าพอที่จะอยู่ในวาระเร่งด่วนของรัฐบาลชุดนี้เลย? อย่าปล่อยให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่ถูกลืมในกองฝุ่น!!


Phuthita Chaianun - พุธิตา ชัยอนันต์
10 hours ago
·
[ หรือลมหายใจของชาวเชียงใหม่ไม่มีค่าพอที่จะอยู่ในวาระเร่งด่วนของรัฐบาลชุดนี้เลย? อย่าปล่อยให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่ถูกลืมในกองฝุ่น!! ]
.
เวลาผ่านพ้นไปกว่า 50 ชั่วโมงแล้ว หลังจากที่พวกเราพยายามอภิปรายและนำเสนอญัตติด่วนในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อสะท้อนความตายที่ผ่อนส่งผ่านอากาศที่พวกเราหายใจ แต่ดูเหมือนว่า "ลมหายใจของชาวเชียงใหม่" จะไม่มีค่าเพียงพอที่จะถูกบรรจุอยู่ในวาระเร่งด่วนของรัฐบาลชุดนี้
.
ถึงท่านนายกรัฐมนตรี และท่านอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชาชนจ้างพวกท่านมาเพื่อเป็นที่พึ่งในยามวิกฤต ไม่ใช่ให้มาทอดทิ้งให้พวกเราต้องสู้กันเองตามยถากรรมในทะเลฝุ่นเช่นนี้ เลิกแก้ปัญหาแบบ "ผักชีโรยหน้า" ในฐานะ สส. เชียงใหม่ ดิฉันขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนยุทธศาสตร์การทำงานโดยด่วน ต้องประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยพิบัติฝุ่นทั้งจังหวัด และทุกจังหวัดที่ประสบวิกฤตฝุ่นพิษในตอนนี้ รัฐบาลต้องหยุดวิธีประกาศเขตภัยพิบัติไฟป่าแบบ "แยกส่วน" หรือประกาศทีละอำเภอเหมือนที่เป็นอยู่
.
เพื่อให้ท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเบิกจ่ายงบประมาณฉุกเฉิน จัดซื้ออุปกรณ์ป้องกันที่มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงทรัพยากรส่วนกลางได้ทันที ไม่ต้องรอขั้นตอนธุรการที่ล่าช้าท่ามกลางวิกฤตชีวิต
.
มาตรการเร่งด่วนขณะนี้ คนเชียงใหม่เราต้องการอากาศหายใจที่ปลอดภัยในพื้นที่สาธารณะ ห้องปลอดฝุ่นให้กับเด็กเล็กและกลุ่มเปราะบางหน้ากาก N95 ที่ทั่วถึง และแผนปฏิบัติการดับไฟป่าที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย พร้อมทั้งดูแลสวัสดิภาพของคนที่อยู่หน้างานดับไฟป่า
.
รัฐบาลต้องตอบคำถามชาวเชียงใหม่ให้ชัดว่า ท่านจะรอให้สถิติผู้ป่วยมะเร็งปอดพุ่งสูงขึ้นกว่านี้ หรือจะใช้อำนาจที่มีในมือช่วยรักษาชีวิตประชาชนเดี๋ยวนี้?
อย่าปล่อยให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองที่ถูกลืมในกองฝุ่น
.
พุธิตา ชัยอนันต์
ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ เขต 4
พรรคประชาชน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=965484472669086&set=a.121146613769547


กลุ่มเพื่อนร้องกระทรวงยุติธรรมส่งตัว 'เอกชัย' กลับ รพ.ราชวิถี หวั่นราชทัณฑ์ขาดเครื่องมือรองรับจนเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต ซ้ำรอยโศกนาฏกรรม


THE STANDARD

10 hours ago
·
UPDATE : กลุ่มเพื่อนร้องกระทรวงยุติธรรมส่งตัว 'เอกชัย' กลับ รพ.ราชวิถี หวั่นราชทัณฑ์ขาดเครื่องมือรองรับจนเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต ซ้ำรอยโศกนาฏกรรม

วันนี้ (3 เมษายน) ที่ กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กลุ่มเพื่อนเอกชัย นำโดย ณัฎฐธิดา มีวังปลา หรือ แหวน และ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ เอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังทางการเมือง ถูกส่งตัวกลับเข้าแดนคุมขังในเรือนจำกลางคลองเปรม ทั้งที่กระบวนการรักษาอาการโรคฝีในตับที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ยังไม่เสร็จสิ้น โดยมี ธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีและโฆษกกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือ

ณัฎฐธิดา ในฐานะผู้ดูแลเอกชัย เปิดเผยถึงสถานการณ์ด้านสุขภาพของผู้ต้องขังว่า ทุกครั้งที่เอกชัยถูกฝากขังมักจะมีปัญหาสุขภาพตามมาเสมอ โดยย้อนไปในปี 2566 เอกชัยมีอาการไข้สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส จนต้องถูกส่งตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครไปยังโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และพบว่าเป็นโรคฝีในตับ ก่อนจะถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลราชวิถีในสภาพที่ต้องล่ามโซ่ติดกับเตียงผู้ป่วยจนเกือบเสียชีวิต

สำหรับสถานการณ์ในปีนี้ ณัฎฐธิดา ระบุว่า เอกชัยมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงขึ้น ทั้งอาการต่อมลูกหมากโต กระบังลมอักเสบ และโรคฝีในตับที่ยังไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันได้รับเพียงยารักษาอาการต่อมลูกหมากโต แต่ยังไม่มีการวินิจฉัยโรคอื่นเพิ่มเติม ประกอบกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดในขณะนี้ ทำให้สภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังที่เจ็บป่วย ไม่ว่าจะอยู่ในโรงพยาบาลราชทัณฑ์หรือในแดนคุมขัง มีความยากลำบากไม่ต่างกัน

"วันนี้สิ่งที่เราอยากร้องขอกระทรวงยุติธรรม คือขอสิทธิขั้นพื้นฐานในการประกันตัวให้กับผู้ต้องขังทางการเมืองทุกคน เพื่อให้ออกมาสู้คดีด้านนอกให้ถึงที่สุด เราอยากวิงวอนให้กระทรวงยุติธรรมเห็นในความเป็นคนโดยเท่าเทียม" ณัฎฐธิดา กล่าว

ด้าน สมยศ ได้แสดงความกังวลต่อความพร้อมของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ โดยระบุว่าโรงพยาบาลมีขีดความสามารถรองรับคนไข้ได้เพียง 200 คน และขาดแคลนอุปกรณ์ช่วยชีวิตในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งตนไม่อยากให้เอกชัยต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกับกรณีของ เนติพร เสน่ห์สังคม หรือ บุ้ง ที่เสียชีวิตในเวลาต่อมาหลังจากถูกนำตัวกลับมารักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์

สมยศเน้นย้ำว่า การเรียกร้องครั้งนี้ไม่ได้ต้องการอภิสิทธิ์ในการส่งตัวเอกชัยไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ หรือโรงพยาบาลเอกชนแต่อย่างใด แต่ต้องการเพียงให้ส่งตัวกลับไปรักษายังโรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งเป็นสถานพยาบาลที่เคยทำการรักษาอาการป่วยของเอกชัยมาก่อนหน้านี้ พร้อมระบุว่าหากเอกชัยมีอาการทรุดลงหรือได้รับอันตรายถึงชีวิต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวภายหลังการรับหนังสือว่า ทางกระทรวงไม่ได้นิ่งนอนใจและให้ความสำคัญกับชีวิตของทุกคน หลังจากนี้จะรับเรื่องเพื่อไปพิจารณาในรายละเอียด พร้อมเร่งประสานงานไปยังกรมราชทัณฑ์เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินอาการป่วยของเอกชัยโดยเร็วที่สุด

ปัจจุบันเอกชัยถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรมมาเป็นระยะเวลาเกือบ 7 เดือนแล้ว ภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 21 ปี 4 เดือน ในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 จากกรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมกันขัดขวางขบวนเสด็จเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 โดยไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างรอผลฎีกา

ทั้งนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้รายงานความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับการยื่นขอประกันตัวเอกชัยว่า ศาลฎีกาได้มีคำสั่งยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่า กรณียังไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนประเด็นที่อ้างถึงอาการเจ็บป่วยนั้น ศาลพิเคราะห์ว่าจำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1303156871943653&set=a.586524703606877




"รุทธพล" พบพิรุธขนส่งสุราษฎร์ฯ น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร ยันโรงกลั่นน้ำมันไม่เกี่ยว DSI จ่อรับเป็นคดีพิเศษ


Thai PBS News

10 hours ago
·
วันนี้ (3 เม.ย.69) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม แถลงถึงการตรวจสอบการกักตุนน้ำมันในช่วงที่เกิดวิกฤตพลังงาน ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น โดยเฉพาะกรณี จ.สุราษฎร์ธานี พบว่า จากการตรวจสอบต้นทาง มีเรือบรรทุกนํ้ามันออกจากคลังน้ำมัน เดินทางไปยังคลังนํ้ามัน 6 แห่งใน จ.สุราษฎร์ธานี ทั้งหมด 96 เที่ยว มีน้ำมันออกจากคลังน้ำมันทั้งสิ้น 217 ล้านลิตร ระหว่างเดินทางมีน้ำมันหายไปบางส่วน มีนํ้ามันไปถึงปลายทาง 160 ล้านลิตร เท่ากับหายไป 57 ล้านลิตร

รมว.ยุติธรรม พบพิรุธปมน้ำมันหาย 57 ล้านลิตร ระหว่างขนส่งไปคลังน้ำมัน จ.สุราษฎร์ธานี ยัน โรงกลั่นน้ำมันไม่เกี่ยว สั่ง ดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษแล้ว ด้าน "ยุทธนา" ชี้ จงใจประวิงเวลาขนส่ง ความผิดร้ายแรง

วันนี้ (3 เม.ย.2569) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม แถลงข่าวศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า กระทรวงยุติธรรมตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน โดยดำเนินการ 2 ส่วน คือ การจับปลายทางปั๊มน้ำมัน โดยมอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการปกครอง ตรวจสอบต่อเนื่องไปจนถึงต้นทางคลังน้ำมัน และอีกส่วนได้มอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบต้นทางตั้งแต่โรงกลั่นน้ำมันมายังปั๊มน้ำมัน ซึ่งที่ผ่านมาตรวจพบการกระทำความผิด และจับกุมหลายราย เช่น กรณีที่ จ.อ่างทอง จ.ตาก และ จ.นครสวรรค์ และยังตรวจพบการกักตุนของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรา 10

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า กรณีที่ จ.สุราษฎร์ธานี จากการตรวจสอบต้นทาง พบว่ามีเรือบรรทุกน้ำมันออกจากคลังน้ำมัน เดินทางไปยังคลังน้ำมัน 6 แห่งใน จ.สุราษฎร์ธานี ทั้งหมด 96 เที่ยว มีน้ำมันออกจากคลังน้ำมันทั้งสิ้น 217 ล้านลิตร ระหว่างเดินทางมีน้ำมันหายไปบางส่วน โดยมีน้ำมันไปถึงปลายทาง 160 ล้านลิตร เท่ากับหายไป 57 ล้านลิตร

รมว.ยุติธรรม กล่าวต่อว่า เราจะดำเนินการเรื่องดังกล่าวเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยจะนำกรณีของจ.สุราษฎร์ธานี มาตรวจสอบการขนถ่ายทางทะเล ซึ่งเราได้รับการสนับสนุนเอกสารต่าง ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว โดยจะดูทั้งปริมาณคงคลัง และการเดินทางที่ใช้เวลาเกินความจำเป็น โดยจะให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ และดำเนินการต่อไป

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า จะตั้งวอร์รูมที่ดีเอสไอและจะรายงานข้อมูลปริมาณน้ำมันทุกระบบทุกขั้นตอน ตั้งแต่กรมศุลกากร ว่าการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศมีปริมาณเท่าใด โดยจะรายงานตัวเลขต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ในส่วนโรงกลั่นน้ำมันได้ตรวจสอบระบบเอกสาร และพิสูจน์ทราบภายในถังน้ำมันแล้ว ยืนยันว่าโรงกลั่นน้ำมันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกักตุนน้ำมัน โดยมีน้ำมันคงเหลือในถังเพียงส่วนที่ไม่สามารถนำออกมาจำหน่ายได้

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรคำ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า พฤติการณ์การกระทำผิดมีหลายลักษณะ ทั้งน้ำมันหายกลางทะเลหรือลักลอบส่งออก ซึ่งต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ แต่สิ่งที่มีมูลความผิดชัดเจน คือการกักตุนน้ำมัน เพราะกฎหมายห้ามผู้ประกอบการปฏิเสธการจำหน่าย ชะลอ หรือประวิงการขนส่ง โดยการพบความผิดปกติของระยะเวลาเดินทาง เข้าข่ายการประวิงเวลาการขนส่ง ถือเป็นพฤติการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี และเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งเข้าเงื่อนไขในการรับเป็นคดีพิเศษได้ และส่วนอื่นจะขยายผลต่อไป เมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้ว สามารถตั้งหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาร่วมบูรณาการ ยืนยันว่าจะทำเต็มที่

https://www.thaipbs.or.th/news/content/504225



ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศในสหรัฐฯ กว่า 100 คน ได้ลงนามในจดหมายเปิดผนึกประณามการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านว่าเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ และอาจเข้าข่าย “อาชญากรรมสงคราม”


ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของสหรัฐฯ กว่า 100 คน ประณามการโจมตีอิหร่านว่าอาจเป็น “อาชญากรรมสงคราม”

นักวิชาการในสหรัฐฯ ร่วมลงนามในจดหมายเปิดผนึกแสดงความกังวลเกี่ยวกับการกระทำและถ้อยคำในระหว่างสงครามร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศในสหรัฐฯ กว่า 100 คน ได้ลงนามในจดหมายเปิดผนึกประณามการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านว่าเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ และอาจเข้าข่าย “อาชญากรรมสงคราม”

จดหมายดังกล่าวซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี ระบุว่าการกระทำของกองกำลังสหรัฐฯ และคำแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ “ก่อให้เกิดความกังวลอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ”

นักวิชาการเตือนว่าปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์นั้น ดำเนินการโดยปราศจากอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับภัยคุกคามจากอิหร่านที่ใกล้เข้ามา

จดหมายดังกล่าวระบุว่า “การใช้กำลังต่อรัฐอื่นได้รับอนุญาตเฉพาะในกรณีป้องกันตนเองจากการโจมตีด้วยอาวุธที่เกิดขึ้นจริงหรือกำลังจะเกิดขึ้น หรือเมื่อได้รับอนุญาตจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ คณะมนตรีความมั่นคงไม่ได้อนุมัติการโจมตี อิหร่านไม่ได้โจมตีอิสราเอลหรือสหรัฐอเมริกา”

ความกังวลของผู้เชี่ยวชาญแบ่งออกเป็นสี่ด้าน ได้แก่ ความชอบด้วยกฎหมายของการตัดสินใจทำสงคราม การดำเนินสงคราม คำพูดข่มขู่จากเจ้าหน้าที่ระดับสูง และสิ่งที่พวกเขาอธิบายว่าเป็นการทำลายโครงสร้างการคุ้มครองพลเรือนภายในรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้แนวทาง “ไม่ยั้งมือ” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ

นักวิชาการเน้นย้ำถึงการโจมตีโรงเรียนประถมศึกษาในเมืองมินาบ ประเทศอิหร่าน ในวันแรกของสงคราม ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 175 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก รวมถึงการโจมตีโรงพยาบาล โรงสีน้ำ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน

จดหมายระบุว่า “เรามีความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับการโจมตีที่กระทบโรงเรียน สถานพยาบาล และบ้านเรือน”
.....


Pipob Udomittipong
16 hours ago
·
อดีตผอ. @HRW โพสต์ว่า “ตามรายงานข่าว กองทัพสหรัฐฯ ได้โจมตีแบบ "double tap" ใน #อิหร่าน เป็น "การโจมตีสองครั้งเพื่อทำลายสะพาน ห่างกันประมาณหนึ่งชั่วโมง การโจมตีครั้งที่สองเกิดขึ้นขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ" แม้ว่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยจะเป็นพลเรือนที่ได้รับการคุ้มครองก็ตาม

“การโจมตีสองครั้ง” เพื่อเพิ่มจำนวนผู้สูญเสียแบบนี้ เกิดขึ้นตอนต้นเดือนมี.ค.ตอนที่กองทัพสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดโรงเรียนประถมทางใต้ของอิหร่านสองลูกเช่นกัน ยุทธวิธีนี้ถือว่าเป็น #อาชญากรรมสงคราม #อิสราเอล ก็มักใช้ยุทธวิธีนี้ใน #ฉนวนกาซา คือก่อเหตุครั้งแรก แล้วรอให้จนท.กู้ภัยมาในที่เกิดเหตุ จากนั้นก็บึ้มซ้ำ

เหตุการณ์ในอิหร่าน เป็นการระเบิดสะพาน B1 สะพานแขวนใหญ่สุดของประเทศ มูลค่า 400 ล้านเหรียญ สูง 136 เมตร ที่เพิ่งสร้างเสร็จ เชื่อมระหว่างเตหะรานและคาราจ แต่ยังไม่เปิดใช้งาน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแปดคน บาดเจ็บเกือบร้อยคน ตามข้อมูลของทางการอิหร่าน ซึ่งบอกด้วยว่า “ไม่มีกิจกรรมทางทหารใดๆ บนสะพาน B1 อย่างแน่นอน”

ผู้เสียชีวิตเป็นชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียงที่กำลังปิกนิกอยู่กลางแจ้ง เพื่อเฉลิมฉลองวันสุดท้ายของเทศกาลนอว์รูซ วันปีใหม่ของชาวเปอร์เซีย ทางการอิหร่านบอก

ในขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศความรับผิดชอบต่อการทำลายสะพานใหญ่สุดของอิหร่าน ก่อนหน้านี้เขาขู่ว่าจะทิ้งระเบิดประเทศนี้ “ให้กลับไปสู่ยุคหิน” หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงยุติสงครามที่ยืดเยื้อมาห้าสัปดาห์ ซึ่งเขาเป็นผู้เริ่มต้นได้

ทรัมป์ยังได้โพสต์ภาพวิดีโอของสะพานแขวน B1 ที่ถูกทำลายด้วยความภูมิใจด้วย ทั้งยังขู่ว่า จะมี “อะไรมากกว่านี้ตามมาอีก” ‘More to Follow’ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้

เข้าใจยังว่าทำไมคนทั้งโลกจึงเกลียดอเมริกามากขึ้นโดยเฉพาะในยุคทรัมป์?
https://www.nytimes.com/.../trump-iran-bridge-strike.html

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10163965527351649&set=a.10150096728651649





 

"ฉันไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาหลายวันแล้ว" ชาวอิหร่านเผยชีวิตที่ดูสิ้นหวัง หลังสงครามผ่านพ้นหนึ่งเดือน



เฟอร์กัล คีน
Role,ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซี
3 เมษายน 2026

คำเตือน: บทความนี้มีรายละเอียดอาจทำให้ผู้อ่านบางท่านรู้สึกสะเทือนใจ

ก่อนหน้านั้น สงครามยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่อื่น ๆ ของกรุงเตหะราน แต่มันยังไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของ "เซตาเรห์" และเพื่อนร่วมงานของเธอ จนกระทั่งเธอได้ยินเสียงก้องกัมปนาทดังขึ้นส่งแรงสั่นสะเทือนที่แผ่เข้ามาถึงภายในสำนักงาน

เธอร้องบอกเพื่อนร่วมงานว่า "ฉันคิดว่านั่นคือระเบิด" ทุกคนลุกออกจากโต๊ะทำงาน และวิ่งขึ้นบันไดไปยังดาดฟ้าของอาคาร

"พวกเราเห็นควันลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นสถานที่ใดที่ตกเป็นเป้าหมาย" เธอเล่าย้อนถึงเหตุการณ์ในวันนั้น

"หลังจากนั้น ทุกคนในบริษัทตกอยู่ในความตื่นตระหนก มีทั้งเสียงตะโกน กรีดร้องแล้วก็วิ่งหนีกันวุ่นวาย สถานการณ์เช่นนั้นดำเนินอยู่นานหนึ่งถึงสองชั่วโมง เป็นความโกลาหลอย่างสิ้นเชิง" ในวันเดียวกันนั้นเอง เจ้านายของเธอสั่งปิดกิจการ และเลิกจ้างพนักงานทั้งหมด

แม้จะมีการเซ็นเซอร์ของรัฐอย่างเข้มงวด แต่บีบีซียังสามารถใช้แหล่งข่าวภาคสนามที่เชื่อถือได้ มารวบรวมคำบอกเล่าจากชาวอิหร่านหลากหลายกลุ่มในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ

เราไม่สามารถเปิดเผยชื่อจริงของเซตาเรห์ หรือระบุลักษณะงานที่เธอทำได้ รวมถึงรายละเอียดใด ๆ ที่อาจนำไปสู่การระบุตัวตนของเธอโดยตำรวจลับของรัฐบาล แต่สิ่งที่สามารถบอกได้คือ เธอเป็นหญิงสาวจากกรุงเตหะราน ผู้เคยรักการไปทำงานเพราะเธอได้พบปะเพื่อน ๆ ได้แบ่งปันเรื่องราวชีวิต และแน่นอน งานทำให้เธอยังมีรายได้ประจำรายสัปดาห์เป็นหลักประกันชีวิต

ทว่าขณะนี้ การทิ้งระเบิดยามค่ำคืนทำให้เธอไม่สามารถนอนหลับตามปกติสุขได้อีกต่อไป ยามกลางคืนเธอนอนไม่หลับครุ่นคิดถึงทั้งปัจจุบันและอนาคต

"ฉันพูดตรง ๆ นะว่า ฉันไม่ได้นอนติดต่อกันหลายวันหลายคืนแล้ว ฉันพยายามผ่อนคลายด้วยการกินยาแก้ปวดชนิดแรง ๆ เพื่อให้หลับได้ แต่ความวิตกกังวลนั้นรุนแรงมากจนส่งผลกระทบต่อร่างกายของฉัน เมื่อฉันนึกถึงอนาคต และจินตนาการถึงสภาพแบบนั้น ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าควรจะทำอย่างไร"

เมื่อกล่าวถึง "สภาพแบบนั้น" เธอหมายถึงความยากลำบากทางเศรษฐกิจ และความหวาดกลัวต่อการสู้รบระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายต่อต้านตามท้องถนนในอนาคต สงครามครั้งนี้ยังทำให้เซตาเรห์ตกงาน และเงินที่มีอยู่ก็ใกล้จะหมดลงทุกที

ชาวอิหร่านอีกหลายล้านคนก็กำลังเผชิญสถานการณ์เดียวกัน แม้ก่อนเกิดสงครามเศรษฐกิจของประเทศก็อยู่ในภาวะวิกฤตอย่างรุนแรงอยู่แล้ว โดยราคาอาหารเพิ่มขึ้นถึง 60% ในช่วงหนึ่งปีก่อนหน้า เซตาเรห์อธิบายถึงความสิ้นหวังที่ทวีขึ้น เมื่อผู้คนเริ่มหมดหนทางในการยังชีพ

"เราไม่มีเงินพอแม้กระทั่งจะซื้ออาหารพื้นฐาน เงินในกระเป๋าของเราไม่สอดคล้องกับราคาสินค้าในตลาดเลย อิหร่านยังอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรมาหลายปี และปัญหาที่สาธารณรัฐอิสลามสร้างขึ้นทำให้ตลอดเวลานั้นเราไม่สามารถสะสมเงินเก็บได้เลย อย่างน้อยก็ไม่พอที่จะอยู่รอดในตอนนี้ หรือพึ่งพาอะไรได้ พูดง่าย ๆ ก็คือ คนที่ฉันคิดว่าน่าจะพอมีเงินให้หยิบยืม เขาเองก็ไม่มีอะไรเลยเช่นกัน"

ความยากลำบากทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่จุดชนวนให้เกิดการการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศในช่วงปลายปี 2025 และต้นปี 2026 และเซตาเรห์เชื่อว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นอีกครั้ง

"ฉันไม่รู้เลยว่าเราจะรับมือกับคลื่นการว่างงานขนาดมหาศาลขนาดนี้กันอย่างไร ไม่มีระบบช่วยเหลือ และรัฐบาลจะไม่มีมาตรการอะไรช่วยคนตกงานทั้งสิ้น หากสงครามครั้งนี้ยุติลงโดยไม่มีผลลัพธ์ใด ๆ ฉันก็เชื่อว่าสงครามที่แท้จริงจะเริ่มต้นขึ้นแน่นอน" ผลลัพธ์ที่เธอต้องการ คือให้การปกครองนี้ล่มสลายลง

บีบีซีได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวภาคสนามในเมืองหกแห่ง โดยได้พูดคุยกับบุคคลจากหลายกลุ่มในสังคม ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า คนขับแท็กซี่ เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และอาชีพต่าง ๆ

ทุกคนล้วนบรรยายถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น และคนส่วนใหญ่พูดถึงความหวังว่า สงครามอาจทำให้รัฐบาลล่มสลาย


ราคาสินค้าอาหารพื้นฐานของชาวอิหร่านปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนที่สงครามจะเริ่มต้นขึ้น

"ทีนา" เป็นพยาบาลในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งนอกกรุงเตหะราน เธอกังวลว่ายาจะขาดแคลน

"ตอนนี้ยังไม่ขาดแคลนเกิดในวงกว้าง แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณแล้ว" เธอกล่าว

"ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ สงครามนี้ต้องไม่ลุกลามมาถึงโรงพยาบาล หากความขัดแย้งยังดำเนินต่อไป มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและไม่สามารถนำเข้ายาได้ เราจะเผชิญปัญหาที่รุนแรงมาก"

เธอยังคงถูกตามหลอกหลอนด้วยภาพของสงครามที่ได้พบเห็นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังเหตุระเบิด มีศพถูกส่งเข้ามายังโรงพยาบาล "ในสภาพที่ไม่อาจระบุตัวตนได้… บางคนไม่มีมือ บางคนไม่มีขา มันน่ากลัวอย่างยิ่ง"

หนึ่งในความทรงจำที่ผุดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเธอคือมีหญิงสาวตั้งครรภ์มาโรงพยาบาลเพราะถูกโจมตีทางอากาศในช่วงต้นของสงคราม

"มีการทิ้งระเบิดในพื้นที่ของเธอ บ้านของเธออยู่ใกล้ศูนย์กลางทางทหาร ตัวบ้านจึงได้รับความเสียหาย เมื่อพวกเขานำตัวเธอมาถึงโรงพยาบาล ทั้งแม่และทารกในครรภ์ก็ไม่มีชีวิตแล้ว"

"ทั้งสองเสียชีวิต เธอเหลือเวลาอีกเพียงสองเดือนก็จะคลอดแล้ว แต่สุดท้าย ทั้งเธอและลูกก็ไม่รอดชีวิต มันเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างมาก"

เมื่อเชื่อมโยงกับเรื่องราวในวัยเด็กของทีนาภาพเหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งสะเทือนใจมากขึ้น

แม่ของเธอตั้งครรภ์เธอในช่วงสงครามอิหร่าน-อิรักในทศวรรษที่ 1980 และเคยเล่าให้ฟังว่าต้องหนีลงไปยังหลุมหลบภัย ขณะที่ขีปนาวุธจากอิรักถล่มเมืองที่พวกเธออาศัยอยู่

มีการประเมินว่า ความขัดแย้งครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบหนึ่งล้านคน ทั้งชาวอิหร่านและอิรัก ทั้งทหารและพลเรือน โดยอิหร่านเป็นฝ่ายที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด

มรดกของสงครามครั้งนั้น เป็นแรงผลักดันให้ทีนาเลือกทำงานเป็นพยาบาล

"ขณะได้ยินเรื่องราวเหล่านั้น ฉันต้องฉุกคิดอยู่เสมอ พยายามจินตนาการว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น และลองนึกภาพตัวเองอยู่ในสถานการณ์เดียวกับแม่ แต่ตอนนี้ ฉันกลับพบว่าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกับที่แม่เคยเผชิญ ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่า ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยได้เร็วเพียงนี้"


กองกำลังด้านความมั่นคงยังคงประจำการตามท้องถนนในพื้นที่ใจกลางกรุงเตหะราน

การแสดงออกถึงการต่อต้านรัฐบาลในที่สาธารณะในอิหร่านเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่ง รัฐบาลได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงภายในและกลุ่มผู้สนับสนุนเพื่อลาดตระเวนตามท้องถนน มีการจับกุม การทรมาน และการประหารชีวิต ชาวอิหร่านไม่เคยสงสัยเลยถึงอันตรายที่พวกเขาต้องเผชิญ หากเลือกจะออกมาพูด

ระหว่างการประท้วงต่อต้านรัฐบาลเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลได้สังหารประชาชนของตนเองไปหลายพันคน

"เบห์นาม" อดีตนักโทษการเมืองบอกกับบีบีซีโดยเชื่อว่ารัฐบาลย่อมไม่ลังเลที่จะทำเช่นนั้นอีกครั้ง

เขาเก็บยาปฏิชีวนะและยาแก้ปวดไว้ในห้องพักเผื่อเกิดเหตุความรุนแรงบนท้องถนนขึ้นอีก ขณะนี้เขายังคงหลบซ่อนตัว หลังจากถูกยิงในระหว่างการประท้วงครั้งก่อน เบห์นามยกภาพเอกซเรย์ลำตัวขึ้นมาให้ดู แสดงภาพเศษโลหะที่ยังฝังอยู่ในร่างกายของเขา

"พวกเขาซุ่มโจมตีเราที่ตรอกแห่งหนึ่ง เป็นตรอกที่มุ่งหน้าไปยังจัตุรัส พวกเขายิงกระสุนจริงและแก๊สน้ำตาใส่เรา" เขากล่าว

"เมื่อคุณได้เห็นว่าชีวิตของตัวเองสามารถถูกคุกคามได้ง่ายเพียงใด ว่าเหตุการณ์เล็ก ๆ น้อย ๆหรือเพียงโชคชะตาที่พลิกผัน อาจหมายถึงความเป็นหรือความตาย หลังจากนั้น ชีวิตของคุณก็จะไม่ให้คุณค่าในแบบเดิมอีกต่อไป และประสบการณ์เช่นนั้น ทำให้คุณใส่ใจตัวเองน้อยลง"

ในวัยเด็ก เขาเติบโตมาพร้อมกับเรื่องเล่าที่พ่อแม่พูดว่ารัฐบาลนั้นรุนแรงเพียงใด ความหวาดกลัวคือปัจจัยหลักที่กำหนดชีวิตของพวกเขา มีเรื่องเล่าถึงญาติที่ถูกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติดึงเล็บออก เขาได้ยินถึงความอับอายและความทรมานของญาติชายคนหนึ่งที่ถูกมัดของหนักไว้กับอัณฑะระหว่างการทรมาน

"พวกเราทุกคนเติบโตมาด้วยการรู้จักใครสักคนในครอบครัว ลูกพี่ลูกน้อง ลุง ป้า หรืออา ที่มีความสามารถ แต่อนาคตของพวกเขากลับถูกทำลาย เพียงเพราะมีญาติคนอื่นเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกห้าม" เขากล่าว

"ผมจะไม่มีวันเยียวยาได้เลยจนกว่าจะถึงวันที่เราเป็นอิสระ และโลกเสรีสามารถหันกลับมามองความทุกข์ทรมานที่เราต้องเผชิญในโลกที่ไร้อิสรภาพและหัวเราะกับมันได้ในที่สุด ผมมั่นใจว่าวันนั้นจะมาถึง"

หนึ่งเดือนหลังสงคราม ท่ามกลางคำขู่ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะถล่มอิหร่าน "ให้กลับไปสู่ยุคหิน" และการปราบปรามของรัฐบาลที่เข้มงวดขึ้น ช่วงเวลาแห่งเสียงหัวเราะนั้นดูเหมือนจะยังห่างไกลออกไปเหลือเกิน

รายงานเพิ่มเติมโดย อลิซ โดยาร์ด

https://www.bbc.com/thai/articles/cg54zgg57q6o



ยืนยันแล้วว่าเครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯ ถูกอิหร่านยิงตก 1 ใน 2 นักบินได้รับการช่วยเหลือจาก การปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย นาวาเอก สตีฟ แกนยาร์ด (Steve Ganyard) นายทหารเกษียณอายุจากนาวิกโยธินสหรัฐฯ จะพูดถึงรูปแบบของการปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยดังกล่าว








 

"มีนับล้านสิ่งที่อาจผิดพลาดได้" เหตุใดทางเลือกการเข้ายึดยูเรเนียมของอิหร่าน จึงมีความเสี่ยงสูงมากสำหรับสหรัฐฯ




"มีนับล้านสิ่งที่อาจผิดพลาดได้" เหตุใดทางเลือกการเข้ายึดยูเรเนียมของอิหร่าน จึงมีความเสี่ยงสูงมากสำหรับสหรัฐฯ


เป็นที่เชื่อกันว่ายูเรเนียมส่วนใหญ่ของอิหร่านที่สามารถนำไปแปรรูปเป็นสารตั้งต้นเพื่อผลิตอาวุธนั้นถูกเก็บไว้ที่เมืองอิสฟาฮาน ซึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อปีที่

ดาเนียล บุช,
ผู้สื่อข่าว กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และ
เบิร์นด์ เดอบุสมันน์ จูเนียร์,
ผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว
2 เมษายน 2026

แนวคิดที่ว่ากองทัพสหรัฐฯ จะบุกโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ลับใต้ดินของอิหร่านเพื่อยึดคลังยูเรเนียมอาจฟังดูเกินจริง แต่ก็มีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาทางเลือกนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหลักในสงคราม นั่นคือการป้องกันไม่ให้ระบอบการปกครองของอิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารและอดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีกล่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าวจะมีความท้าทายขั้นสุดและเต็มไปด้วยอันตราย พวกเขาบอกว่าเพื่อเดินหน้าปฏิบัติการดังกล่าว จำเป็นต้องมีการส่งกำลังทหารภาคพื้นดินเข้าไป และอาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์กว่าภารกิจจะลุล่วง

มิก มัลรอย อดีตรองผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ฝ่ายตะวันออกกลาง กล่าวว่า การกำจัดคลังยูเรเนียมของอิหร่านจะเป็นหนึ่งใน "ปฏิบัติการพิเศษที่ซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์"

ฉากทัศน์นี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายปฏิบัติการทางทหารที่ทรัมป์อาจดำเนินการในอิหร่าน

ส่วนปฏิบัติการทางเลือกอื่น ๆ ก็เช่น การที่สหรัฐฯ เข้าควบคุมเกาะคาร์กเพื่อกดดันอิหร่านให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ อาจใช้การข่มขู่ด้วยปฏิบัติการทางทหารครั้งใหม่เพื่อกดดันให้อิหร่านเข้าสู่โต๊ะเจรจาด้วย

ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับซีบีเอสนิวส์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของบีบีซีในสหรัฐฯ เมื่อวันอังคาร (31 มี.ค.) ประธานาธิบดีทรัมป์ปฏิเสธจะพูดว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะประกาศชัยชนะในสงครามโดยไม่ต้องกำจัดหรือทำลายยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่าน

แต่ดูเหมือนว่าเขาจะลดความสำคัญของคลังยูเรเนียมดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการโจมตีร่วมกันของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อเดือน มิ.ย. 2025 "มันถูกฝังไว้ลึกมาก มันจะเป็นเรื่องยากมากสำหรับใครก็ตาม" ทรัมป์กล่าว และว่า "มันอยู่ลึกมาก ดังนั้น… มันค่อนข้างปลอดภัย แต่คุณรู้ไหม เราจะหาข้อสรุปในที่สุด"

คำกล่าวของเขาเกิดขึ้นหลังจากที่วอลล์สตรีทเจอร์นัลรายงานว่าสหรัฐฯ กำลังพิจารณาปฏิบัติการเพื่อยึดแร่ดังกล่าว ด้านทำเนียบขาวระบุว่าทรัมป์ยังไม่ได้ตัดสินใจในขั้นสุดท้าย


ในแผนที่นี้ จุดต่าง ๆ แสดงถึงประเภทของสถานที่ที่เกี่ยวกับนิวเคลียร์ในอิหร่าน อาทิ สถานนีวิจัย เหมืองแร่ยูเรเนียม โรงงานแปรสภาพ รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียม

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ปฏิบัติการที่มุ่งเป้าไปที่คลังยูเรเนียมของอิหร่านจะเผชิญกับความท้าทายด้านการขนส่งที่สำคัญหลายประการ

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ระบุว่า ในช่วงเริ่มต้นสงคราม อิหร่านครอบครองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 60% ประมาณ 440 กิโลกรัม วัตถุดิบนี้สามารถถูกเสริมสมรรถนะได้อย่างรวดเร็วจนถึงระดับ 90% ซึ่งเป็นระดับที่จำเป็นสำหรับยูเรเนียมที่จะใช้ในการผลิตอาวุธ

นอกจากนี้ อิหร่านยังมียูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 20% ประมาณ 1,000 กิโลกรัม และยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 3.6% อีก 8,500 กิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับที่ยอมรับได้สำหรับการวิจัยทางการแพทย์

เชื่อกันว่ายูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงส่วนใหญ่ที่สามารถนำไปแปรรูปเป็นวัตถุดิบสำหรับระเบิดหรือขีปนาวุธได้อย่างง่ายดายนั้นถูกเก็บไว้ที่เมืองอิสฟาฮาน ซึ่งเป็น 1 ใน 3 โรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินในอิหร่านที่ถูกโจมตีทางอากาศโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อปีที่แล้ว

ทว่ายังไม่ชัดเจนว่ามียูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงปริมาณเท่าใดที่ถูกเก็บไว้ในสถานที่อื่น ๆ

เจสัน แคมป์เบล อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านกลาโหมของสหรัฐฯ ในสมัยรัฐบาลโอบามาและทรัมป์ กล่าวว่า ปฏิบัติการทางทหารเพื่อยึดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะดังกล่าวมาจะง่ายขึ้นหากสหรัฐฯ รู้แน่ชัดว่าคลังเก็บยูเรเนียมอยู่ที่ไหน

"ฉากทัศน์ในอุดมคติคือคุณรู้อย่างชัดเจนว่ามันอยู่ที่ไหน" แคมป์เบลล์กล่าว และว่า "[แต่]ถ้ามันกระจายไปอยู่ในสถานที่ 4 แห่งที่แตกต่างกัน นั่นหมายถึงระดับความซับซ้อนที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง"


ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงทางเข้าอุโมงค์ที่ฐานยิงขีปนาวุธในเมืองอิสฟาฮาน หลังจากการโจมตีทางอากาศครั้งล่าสุด

นอกจากที่เมืองอิสฟาฮานแล้ว ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงบางส่วนยังอาจถูกเก็บไว้ที่ฟอร์โดว์และนาตันซ์ ซึ่งเป็นโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอีก 2 แห่งที่ตกเป็นเป้าหมายในปฏิบัติการมิดไนท์แฮมเมอร์เมื่อปีที่แล้ว

ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency – IAEA) กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่า ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงส่วนใหญ่ของอิหร่านถูกเก็บไว้ที่อิสฟาฮาน โดยมียูเรเนียมเพิ่มเติมบางส่วนอยู่ที่นาตันซ์ แต่กรอสซีก็บอกด้วยว่า ข้อมูลที่ละเอียดกว่านี้นั้นไม่มี เนื่องจากผู้ตรวจสอบไม่ได้เดินทางไปตรวจสอบสถานที่เหล่านั้นอีกเลยนับตั้งแต่ถูกขับออกจากอิหร่านหลังเกิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ-อิสราเอลในปี 2025

"มีคำถามมากมายที่เราจะชี้แจงได้ ก็ต่อเมื่อเราสามารถกลับไปได้" กรอสซีกล่าวกับผู้สื่อข่าว

การเข้าถึงยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่านนั้นยังมีความท้าทายอีกชุดหนึ่ง ภายใต้สมมติฐานว่าสหรัฐฯ รู้ว่ายูเรเนียมดังกล่าวอยู่ที่ไหน

มีสัญญาณบ่งชี้ว่าอิหร่านได้เสริมกำลังป้องกันในอุโมงค์ใต้ดินใกล้กับโรงงานนิวเคลียร์แห่งหนึ่งก่อนการโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล เช่น ที่อิสฟาฮาน ภาพถ่ายดาวเทียมจากเดือน ก.พ. แสดงให้เห็นว่ามีดินถมปิดปากทางเข้าของอุโมงค์ทั้งหมด นี่จะทำให้ปฏิบัติการใด ๆ ทำได้ยากขึ้น

นับตั้งแต่เริ่มสงคราม สหรัฐฯ และอิสราเอลสามารถใช้การโจมตีทางอากาศเพียงอย่างเดียวเพื่อทำลายกองทัพเรือของอิหร่าน ลดประสิทธิภาพของขีปนาวุธ และสร้างความเสียหายให้กับศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การเข้ายึดแร่ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านไม่สามารถทำได้หากไม่ใช้กำลังภาคพื้นดิน ซึ่งนี่แตกต่างจากเป้าหมายทางทหารอื่น ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังภาคพื้นดิน

สหรัฐฯ อาจใช้กำลังพลจากกองพลร่มที่ 82 (82nd Airborne Division) ซึ่งถูกส่งไปประจำการในตะวันออกกลางแล้ว เพื่อเข้ายึดพื้นที่โดยรอบอิสฟาฮานและนาตันซ์ จากนั้นกำลังปฏิบัติการพิเศษที่ได้รับการฝึกฝนให้จัดการกับวัตถุนิวเคลียร์จะถูกส่งเข้าไปเพื่อนำยูเรเนียมเสริมสมรรถนะออกมา เป็นที่เชื่อกันว่ายูเรเนียมเหล่านั้นอยู่ในรูปก๊าซและถูกเก็บไว้ในถังโลหะขนาดใหญ่

ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าทางเข้าฐานนิวเคลียร์ที่อิสฟาฮานและนาตันซ์ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ กองกำลังสหรัฐฯ อาจต้องใช้เครื่องจักรหนักในการขุดซากปรักหักพังเพื่อค้นหายูเรเนียมเสริมสมรรถนะเหล่านั้น ซึ่งเชื่อกันว่าถูกเก็บไว้ในอุโมงค์ที่ฝังอยู่ใต้ดินลึก ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับการโจมตีตอบโต้จากอิหร่านด้วย

"คุณต้องขุดค้นพื้นที่และตรวจหา [ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ] ก่อน ในระหว่างที่ตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามเกือบตลอดเวลา" แคมป์เบลกล่าว


ภาพถ่ายดาวเทียมของโรงงานเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์นาตันซ์ ก่อนถูกโจมตีเมื่อปี 2025

อีกคำถามคือ แล้วอิหร่านจะตอบโต้อย่างไร รวมถึงอิหร่านจะสร้างภัยคุกคามต่อกองกำลังภาคพื้นดินของสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าไปที่โรงงานนิวเคลียร์หลักของประเทศได้มากน้อยเพียงใด

อเล็กซ์ พลิตซาส อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และนักวิจัยอาวุโสประจำสถาบัน Scowcroft Middle East Security Initiative กล่าวว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลได้ลดทอน "ขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศของอิหร่าน เพื่อให้สามารถปฏิบัติการประเภทนี้ได้หากจำเป็น" อย่างไรก็ตาม เขามองว่าปฏิบัติการนี้ยังคงเป็นปฏิบัติการที่มี "ความเสี่ยงสูง"

กองกำลังภาคพื้นดินของสหรัฐฯ จะต้องปฏิบัติการโดยลำพังที่อิสฟาฮาน ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอิหร่านไปทางบกประมาณ 482 กิโลเมตร "ระยะทางอันห่างไกลทำให้การอพยพทหารที่บาดเจ็บทำได้ยาก นอกจากนี้ยังทำให้ทหารสหรัฐฯ เสี่ยงต่อการถูกยิงจากปืนต่อต้านอากาศยานทั้งขาเข้าและขาออก รวมถึงการถูกโจมตีขณะที่พวกเขาอยู่ที่โรงงานนิวเคลียร์" พลิตซาส กล่าว

ถึงแม้ปฏิบัติการอาจเกิดได้ในหลายรูปแบบ แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่ามันน่าจะต้องมีการยึดสนามบินหรือพื้นที่ลงจอดเครื่องบินที่กองกำลังสหรัฐฯ สามารถใช้ปฏิบัติการได้ จากนั้นจึงนำยูเรเนียมเสริมสมรรถนะออกจากอิหร่านเมื่อได้มาแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารกล่าวว่า กองพลร่มที่ 82 ซึ่งได้รับการฝึกฝนให้เข้ายึดสนามบินและโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ สามารถปฏิบัติการร่วมกับกองกำลังอื่น ๆ ของสหรัฐฯ เพื่อจัดตั้งฐานปฏิบัติการสำหรับภารกิจนี้ได้ และเมื่อยูเรเนียมเหล่านั้นถูกยึดได้แล้ว สหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับคำถามว่าจะนำมันออกจากประเทศอิหร่านหรือจะทำให้มันมีความบริสุทธิ์ลดลงในสถานที่นั้น ๆ เลย

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวในช่วงเริ่มต้นของสงครามว่า สหรัฐฯ อาจพิจารณาเจือจางยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่านในสถานที่นั้น ๆ เลย แทนที่จะนำมันออกจากประเทศ แต่โจนาธาน รูห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่าน จากโครงการนิวเคลียร์ของสถาบันยิวเพื่อความมั่นคงแห่งชาติของอเมริกา (Jewish Institute for National Security of America) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเชิงอนุรักษนิยมในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวว่า นั่นจะเป็นปฏิบัติการขนาดใหญ่ ซับซ้อน และใช้เวลานาน

รูห์ชี้ว่า การยึดและนำยูเรเนียมออกจากอิหร่านนั้นเร็วกว่า และจะทำให้สหรัฐฯ สามารถเจือจางยูเรเนียมดังกล่าวในสหรัฐฯ ได้ และเสริมด้วยว่า ปฏิบัติการนี้มีความเสี่ยงสูงมากไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตาม

"โดยพื้นฐานแล้ว คุณมียูเรเนียมเกรดอาวุธอยู่ครึ่งตันที่คุณต้องนำออกมา และมีนับล้านสิ่งที่อาจผิดพลาดได้" " รูห์กล่าว

https://www.bbc.com/thai/articles/cq8wzx29j27o




มีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพิจารณาส่งหน่วยรบพิเศษของสหรัฐฯ ไปยังอิหร่านเพื่อยึดคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของประเทศ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าจะเป็นปฏิบัติการทางทหารที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง



สหรัฐฯ สามารถยึดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านได้หรือไม่ และมีความเสี่ยงอะไรบ้าง?

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ปฏิบัติการทางทหารจะก่อให้เกิดอุปสรรคทางด้านเคมี โลจิสติกส์ และยุทธวิธี

มีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กำลังพิจารณาส่งหน่วยรบพิเศษของสหรัฐฯ ไปยังอิหร่านเพื่อยึดคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของประเทศ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าจะเป็นปฏิบัติการทางทหารที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง

การรับประกันว่าอิหร่านไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ หรือความสามารถในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์โดยใช้ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ เป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องหลักของสหรัฐฯ ในระหว่างการเจรจากับเจ้าหน้าที่อิหร่านตลอดปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังเป็นเหตุผลหลักที่วอชิงตันใช้ในการทิ้งระเบิดโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในช่วงสงคราม 12 วันระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลเมื่อปีที่แล้ว และเป็นเหตุผลในการเริ่มต้นความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในเดือนกุมภาพันธ์ แม้ว่าในขณะนั้นจะมีการเจรจากับอิหร่านอย่างแข็งขันก็ตาม

อิหร่านยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์ของตนมีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านพลังงานพลเรือนเท่านั้น แม้ว่าจะมีปริมาณยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้มากแล้วก็ตาม เจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่า พวกเขายินดีที่จะหารือเกี่ยวกับการลดระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในการเจรจาครั้งก่อนๆ แต่ปฏิเสธที่จะยุบโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านทั้งหมด โดยอ้างว่าเป็นเรื่องของอธิปไตยของชาติ

ในปี 2558 รัฐบาลโอบามาได้เจรจาข้อตกลงแผนปฏิบัติการร่วมฉบับสมบูรณ์ (JCPOA) กับอิหร่านและประเทศอื่นๆ ภายใต้ข้อตกลงนั้น อิหร่านตกลงที่จะไม่เสริมสมรรถนะยูเรเนียมในระดับสูง และจะอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงนี้ในระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกของเขา

นี่คือสิ่งที่เราทราบเกี่ยวกับยูเรเนียมของอิหร่าน

อิหร่านมียูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับใด และอยู่ที่ไหน?

ปัจจุบัน เชื่อกันว่าอิหร่านมียูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับ 60 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 440 กิโลกรัม (970 ปอนด์) ซึ่งเป็นระดับที่จะทำให้การเพิ่มสมรรถนะไปถึงระดับ 90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับที่จำเป็นในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์นั้นเร็วขึ้นมาก ราฟาเอล กรอสซี หัวหน้าสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) กล่าวกับอัลจาซีราเมื่อต้นเดือนมีนาคมว่า ปริมาณดังกล่าวเพียงพอที่จะผลิตหัวรบนิวเคลียร์ได้มากกว่า 10 ลูกในทางทฤษฎี

ในขณะนั้น กรอสซีกล่าวว่า ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 60 เปอร์เซ็นต์เกือบครึ่งหนึ่งน่าจะยังคงถูกเก็บไว้ในอุโมงค์ที่โรงงานนิวเคลียร์อิสฟาฮานของอิหร่าน และเชื่อว่ายังมีปริมาณที่ไม่ทราบแน่ชัดเก็บไว้ที่โรงงานนาตันซ์ด้วย โรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินสองแห่งนี้ รวมถึงแห่งที่สามที่ฟอร์โดว์ ถูกทำลายหรือเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีทางอากาศร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในสงคราม 12 วันเมื่อปีที่แล้ว และตกเป็นเป้าหมายในความขัดแย้งปัจจุบันด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า แม้ว่าสหรัฐฯ จะรู้ว่ายูเรเนียมเสริมสมรรถนะอยู่ที่ไหน แต่ปฏิบัติการภาคพื้นดินทางทหารเพื่อสกัดยูเรเนียมนั้นจะต้องเผชิญกับอุปสรรคทางเคมี โลจิสติกส์ และยุทธวิธีอย่างมาก



กองกำลังสหรัฐฯ จะเข้าถึงยูเรเนียมได้อย่างไร?

ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารบอกกับอัลจาซีราว่า เป็นเรื่องยากมาก

อิสฟาฮาน ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นที่เก็บยูเรเนียมเสริมสมรรถนะประมาณครึ่งหนึ่ง อยู่ห่างจากชายฝั่งมากกว่า 480 กิโลเมตร (ประมาณ 300 ไมล์) และอยู่ห่างจากเรือรบของสหรัฐฯ ที่ใกล้ที่สุดหลายร้อยกิโลเมตร

นั่นหมายความว่ากองกำลังสหรัฐฯ อาจจะร่วมกับกองกำลังอิสราเอล จะต้องถูกขนส่งเป็นระยะทางไกลมากผ่านเขตสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ พวกเขาจะต้องนำอุปกรณ์หนักเข้ามาด้วย รวมถึงรถขุด เนื่องจากเชื่อว่าทางเข้าอุโมงค์ถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล

เมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว กองกำลังภาคพื้นดินจะต้องรักษาแนวป้องกันรอบพื้นที่อย่างกว้างขวาง และยึดครองพื้นที่นั้นตราบเท่าที่การปฏิบัติการขุดเอาวัสดุนิวเคลียร์ออกจากสิ่งอำนวยความสะดวกใต้ดินอาจใช้เวลานาน

“การส่งหน่วยล่วงหน้าไปปิดล้อมพื้นที่ เพื่อเริ่มโครงการขุดเจาะ ซึ่งไม่สามารถระบุระยะเวลาได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาความปลอดภัยจากการยิงอย่างต่อเนื่องจากอิหร่าน นี่เป็นเรื่องเสี่ยงและไม่สามารถทำได้” เจสัน แคมป์เบล นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันตะวันออกกลางกล่าว “ผมไม่เห็นว่าเจ้าหน้าที่วางแผนทางทหารระดับสูงคนใดจะดำเนินการเรื่องนี้” แคมป์เบล ซึ่งเคยเป็นเจ้าหน้าที่กลาโหมระดับสูงของสหรัฐฯ ในสมัยรัฐบาลโอบามาและทรัมป์กล่าวเสริม

หากกองกำลังสหรัฐฯ สามารถสกัดยูเรเนียมออกมาได้ พวกเขาจะทำอย่างไรกับมัน?

เชอริล โรเฟอร์ อดีตนักเคมีรังสีวิทยาประจำห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอสอะลามอส ประเมินว่ายูเรเนียมน่าจะถูกเก็บไว้ในรูปของก๊าซเฮกซาฟลูออไรด์ ก๊าซนี้จัดการได้ยากและทำปฏิกิริยากับน้ำก่อให้เกิดสารเคมีที่เป็นพิษและกัดกร่อนอย่างรุนแรง

ยูเรเนียมเฮกซาฟลูออไรด์ต้องถูกเก็บไว้ในภาชนะขนาดเล็กที่แยกจากกัน เพื่อป้องกันไม่ให้นิวตรอนเพิ่มจำนวนอย่างควบคุมไม่ได้และก่อให้เกิดการระเบิดของรังสีอย่างรุนแรง ฟรองซัวส์ ดิอาซ-โมริน บรรณาธิการด้านกิจการนิวเคลียร์ของวารสาร *Bulletin of the Atomic Scientists* ได้อธิบายไว้ในบทความฉบับหนึ่งเมื่อช่วงต้นเดือนนี้ว่า สถานการณ์ดังกล่าวหมายความว่าถังบรรจุเหล่านี้จำเป็นต้องถูกจัดวางให้ห่างจากกัน และหากเกิดความเสียหายใดๆ ขึ้นกับถังบรรจุอันเป็นผลมาจากการโจมตีทางอากาศ หรืออุบัติเหตุระหว่างการขนย้ายอย่างเร่งรีบ ความเสียหายนั้นอาจก่อให้เกิดการรั่วไหลของสารเคมีที่เป็นพิษ ซึ่งจะสร้างอันตรายทางรังสีต่อบุคลากรที่ปฏิบัติงานอยู่ในบริเวณใกล้เคียง

นอกจากนี้ยังมีทางเลือกในการทำลายถังบรรจุสารเคมีเหล่านั้น ณ จุดเกิดเหตุ แทนที่จะขนย้าย กองทัพสหรัฐฯ มีหน่วยพิเศษ 3 หน่วยที่เรียกว่า ทีมทำลายอาวุธนิวเคลียร์ของกองทัพ (Army Nuclear Disablement Teams) ซึ่งได้รับการฝึกฝนให้รื้อถอนและทำลายอุปกรณ์และวัสดุนิวเคลียร์

“แต่การระเบิดคลังเก็บสารเคมีจะทำให้บริเวณโดยรอบปนเปื้อนทางเคมีด้วยยูเรนิลฟลูออไรด์ที่เป็นพิษ ก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว” ดิอาซ-มอรีนอธิบาย

ยิ่งไปกว่านั้น การตรวจสอบว่าถังบรรจุสารเคมีทั้งหมดถูกทำลายไปแล้วหรือไม่นั้นเป็นเรื่องยาก ทำให้มีความเสี่ยงที่อิหร่านจะสามารถเก็บกู้สารเคมีได้มากพอที่จะนำไปผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้

“นี่ไม่ใช่เรื่องของเฮลิคอปเตอร์ไม่กี่ลำและการปฏิบัติงานเพียงไม่กี่ชั่วโมง – มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก” เอียน เลสเซอร์ นักวิจัยอาวุโสจาก German Marshall Fund of the United States กล่าวกับอัลจาซีรา “และคุณจะต้องมีความมั่นใจอย่างยิ่งว่าคุณจะสามารถนำสารเคมีทั้งหมดออกมาได้ มิฉะนั้นคุณจะให้แรงจูงใจอย่างมหาศาลแก่ทางการอิหร่านในการดำเนินการโครงการนิวเคลียร์ต่อไปในเดือนหน้าหรือปีหน้า เพื่อสร้างเครื่องมือป้องปรามการรุกรานเพิ่มเติม”

แนวทางที่เสี่ยงน้อยกว่ามากคือ สหรัฐฯ ควรเจรจากับอิหร่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เจรจากำลังพยายามทำเมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีเตหะรานครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ข้อตกลงอาจส่งผลให้คลังอาวุธนิวเคลียร์ยังคงอยู่ แต่ภายใต้การดูแลขององค์กรระหว่างประเทศ หรืออาจลดระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม หรืออาจถูกนำออกไป แต่โดยความเห็นชอบจากทางการอิหร่าน นายเลสเซอร์กล่าว

เคยมีการดำเนินการเช่นนี้มาก่อนหรือไม่?

ใช่

ในปี 1994 กองกำลังสหรัฐฯ ได้ขนส่งยูเรเนียมเกรดอาวุธประมาณ 600 กิโลกรัม (1,323 ปอนด์) จากคาซัคสถานไปยังสหรัฐฯ ในปฏิบัติการที่เรียกว่าโครงการแซฟไฟร์ ปฏิบัติการนี้ดำเนินการอย่างลับๆ แต่ประสานงานกับทางการคาซัคสถานและ IAEA เพื่อกำจัดวัสดุนิวเคลียร์ที่เหลือจากสหภาพโซเวียต

จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมอาวุธและการไม่แพร่กระจายอาวุธ ทีมงานที่เกี่ยวข้องทำงานกะละ 12 ชั่วโมง 6 วันต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 4 สัปดาห์ เพียงเพื่อขนย้ายวัสดุอย่างลับๆ จากโรงงานโลหะวิทยาไปยังสนามบินในพื้นที่

กรอสซีกล่าวกับซีบีเอส นิวส์เมื่อปลายเดือนมีนาคมว่า IAEA กำลังพิจารณาทางเลือกที่คล้ายกันสำหรับอิหร่าน แต่เขากล่าวว่า “มันเป็นเรื่องของสามัญสำนึก ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ในขณะที่ระเบิดกำลังตก”

ถอดความจาก
Can the US seize Iran’s enriched uranium – and what are the risks?

https://www.aljazeera.com/news/2026/4/2/can-the-us-seize-irans-enriched-uranium-and-what-are-the-risks



ผลที่ตามมาจากการที่ทรัมป์ล้อมรอบตัวเองด้วย "Yes Man" (ผู้ภักดีเป็นหลัก) ที่ช่างประจบสอพลอ



การเปลี่ยนแปลงไปสู่คณะรัฐมนตรีและคณะทำงานที่ประกอบด้วยผู้ภักดีเป็นหลัก—ซึ่งมักถูกเรียกว่า "คนประจบสอพลอ"—ได้เปลี่ยนแปลงกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลแบบดั้งเดิมภายในฝ่ายบริหารอย่างมีนัยสำคัญในช่วงวาระที่สองนี้ โดยการให้ความสำคัญกับความภักดีส่วนบุคคลมากกว่าความเชี่ยวชาญที่เป็นอิสระ ฝ่ายบริหารจึงสามารถดำเนินนโยบายที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่สิ่งนี้ก็ส่งผลให้เกิดผลที่ตามมาหลายประการเช่นกัน

1. การดำเนินการสงคราม อย่างรวดเร็ว
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของพลวัตนี้คือปฏิบัติการ Epic Fury ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านในเดือนกุมภาพันธ์ 2026

ความขัดแย้งน้อยที่สุด: แตกต่างจากวาระแรกที่ "ผู้ใหญ่ในห้อง" (เช่น อดีตนายพลหรือนักการทูตอาชีพ) อาจชะลอหรือเตือนไม่ให้มีการยกระดับความขัดแย้งครั้งใหญ่เช่นนี้ ผู้นำในปัจจุบัน—รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม พีท เฮกเซธ—ได้ "มุ่งเน้นอย่างแน่วแน่" ไปที่คำสั่งของประธานาธิบดีในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและการทำลายโครงสร้างพื้นฐาน

การกัดเซาะทางกฎหมายและจริยธรรม: นักวิจารณ์ชี้ให้เห็นว่าวาทศิลป์ของเฮกเซธ เช่น คำพูด "ไม่ปรานี ไม่เมตตา" เป็นผลพวงจากทีมงานที่สะท้อนแรงกระตุ้นของประธานาธิบดีมากกว่าการวางกรอบทางกฎหมาย ซึ่งนำไปสู่ความกังวลเกี่ยวกับการละเมิดพระราชบัญญัติอาชญากรรมสงครามปี 1966

2. การทำลายความเป็นอิสระของสถาบัน
การ "กวาดล้าง" ข้าราชการพลเรือนที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดได้ขจัดความขัดแย้งภายในที่มักทำหน้าที่เป็นตัวตรวจสอบความเป็นจริงสำหรับความเป็นไปได้ของนโยบาย

การจัดระเบียบกระทรวงยุติธรรม: อัยการสูงสุด แพม บอนดี ได้ดำเนินการเพื่อกำจัดการกำกับดูแลภายในโดยการไล่ที่ปรึกษาด้านจริยธรรมระดับสูงออกและปล่อยให้ตำแหน่งเหล่านั้นว่างลง ซึ่งส่งผลให้กระทรวงยุติธรรมกลายเป็น "สถานที่ทำงานที่ปราศจากจริยธรรม" โดยมุ่งเน้นไปที่วาระส่วนตัวของประธานาธิบดีมากกว่าแบบอย่างทางกฎหมายดั้งเดิม

การรวมอำนาจ: การแต่งตั้งมาร์โค รูบิโอ ให้ดำรงตำแหน่งทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติควบคู่กันอย่างผิดปกติ ได้รวมศูนย์นโยบายต่างประเทศและการกำกับดูแลด้านข่าวกรองไว้ในช่องทางเดียวที่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ภักดี ลดทอน "มุมมองที่แตกต่างกัน" ที่มักเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของประธานาธิบดี

3. ความผันผวนของนโยบายและการต่อต้านจากสาธารณชน
เนื่องจากไม่มีบุคคลสำคัญคอยตรวจสอบการแต่งตั้งหรือกลยุทธ์ต่างๆ รัฐบาลจึงเผชิญกับความล้มเหลวอย่างมากทั้งในด้านโลจิสติกส์และการประชาสัมพันธ์

เรื่องอื้อฉาวของผู้ได้รับการแต่งตั้ง: ผู้ภักดีที่มีชื่อเสียงหลายคนประสบปัญหาในการบริหารงานขั้นพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น Kristi Noem ถูกไล่ออกจาก DHS ในเดือนมีนาคม 2026 หลังจากที่เธอออกกฎหมายเกี่ยวกับการเข้าเมืองที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญหลายฉบับ และลดบทบาทของ FEMA จนนำไปสู่การต่อต้านจากทั้งสองพรรคการเมือง

ปัญหา "ขาดข้อมูลความเป็นกลาง": นักจิตวิทยาและนักวิเคราะห์ทางการเมืองตั้งข้อสังเกตว่า เนื่องจากประธานาธิบดีได้เลือกคนรอบข้างที่เขาต้องการ "คำตอบว่า 'ใช่' มากกว่าคำแนะนำ" ทำให้ฝ่ายบริหารมักตัดสินใจโดยอิงจากความภักดีที่รับรู้ได้มากกว่าข้อมูลที่เป็นกลาง สิ่งนี้เห็นได้จากการบริหารจัดการ "เงินปันผลสำหรับนักรบ" และการปฏิรูปที่อยู่อาศัยที่รุนแรงซึ่งยังไม่แสดงผลกระทบทางเศรษฐกิจตามที่สัญญาไว้

4. ความท้าทายทางรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
การถอดกลไกควบคุมภายในออกไป ทำให้ภาระในการ "ตรวจสอบ" ประธานาธิบดีตกอยู่กับฝ่ายอื่นๆ ของรัฐบาลทั้งหมด

การแทรกแซงของศาล: ศาลได้กลายเป็นสนามรบหลักในการหยุดยั้งคำสั่งบริหาร เช่น คำสั่งในเดือนมีนาคม 2025 เกี่ยวกับหลักฐานการเป็นพลเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ความขัดแย้งภายในสภาคองเกรส: ในขณะที่ผู้ภักดีต่อฝ่ายบริหารพยายามทำให้ฝ่ายบริหารเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน แต่ก็ทำให้เกิดความแตกแยกมากขึ้นกับสภาคองเกรส แม้แต่พรรครีพับลิกันบางคนก็ยังเตือนว่า การขาด "ความช่วยเหลือ" และการวางแผนอย่างเป็นระบบจากฝ่ายบริหาร อาจทำให้การเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 ตกอยู่ในความเสี่ยง

สภาพแวดล้อมในปัจจุบันบ่งชี้ว่า แม้กลยุทธ์ "คนเห็นด้วย" จะช่วยให้การดำเนินการของผู้บริหารรวดเร็ว "เหนือมนุษย์" แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดพลาดเชิงกลยุทธ์และการละเมิดกฎหมายที่ก่อนหน้านี้สามารถตรวจสอบได้โดยการตรวจสอบภายใน


(Google Gemini)



ช่างเป็นเรื่องที่น่าขัน พลเอกจอร์จ ผู้บัญชาการกองทัพบกสหรัฐฯ ไต่เต้าจากพลทหารธรรมดาขึ้นสู่ยศนายพล 4 ดาวผู้ทรงเกียรติ ผ่านโรงเรียนนายทหารเวสต์พอยต์ แต่กลับถูกปลดออกจากตำแหน่งโดยอดีตพิธีกรรายการสุดสัปดาห์ของ Fox News ที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารระดับสูงมาก่อน 14 เดือนนายทหารคนไหนถูกออกบ้าง







นายพลและพลเรือเอก 26 นายถูกปลดออกจากตำแหน่งภายใน 14 เดือน โดยไม่มีการกล่าวหาว่าประพฤติมิชอบแม้แต่คนเดียว

อดีตพิธีกรรายการสุดสัปดาห์ของ Fox News ที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารระดับสูงมาก่อน ได้ปลดประธานคณะเสนาธิการร่วม ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการกองกำลังปฏิรูปและฝึกอบรมกองทัพบก หัวหน้าฝ่ายศาสนกิจ และนายทหารระดับสูงอีกอย่างน้อย 22 นายออกจากกองทัพที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก เขายังขัดขวางการเลื่อนตำแหน่งของนายทหารกองทัพบก 4 นาย เป็นพลตรี ซึ่งเป็นชายผิวดำ 2 คน และหญิง 2 คน โดยการตัดชื่อพวกเขาออกจากรายชื่อ 36 คนโดยพลการ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ แดน ดริสคอล ปฏิเสธที่จะปลดพวกเขา เฮกเซธจึงลงมือทำเองโดยไม่มีการไต่สวน ไม่มีคณะกรรมการตรวจสอบ ไม่มีวุฒิสภาปรึกษาหารือ ชื่อของพวกเขาถูกตัดออกเพราะคนที่อ่านรายชื่อตัดสินใจว่าพวกเขาไม่ควรอยู่ในรายชื่อนั้น

รูปแบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันเป็นโครงสร้าง การปลดทุกครั้งมีหน้าที่เดียวกันคือ การลดระยะห่างระหว่างการตัดสินใจของประธานาธิบดีกับการดำเนินการ นายทหารที่ยังคงอยู่คือผู้ที่ไม่ขัดขืน ส่วนนายทหารที่ขัดขืนก็หายไปแล้ว ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งแทนเสนาธิการทหารบกคือ พลโท คริสโตเฟอร์ ลาเนฟ ซึ่งเคยเป็นผู้ช่วยทางทหารส่วนตัวของเฮกเซธ คนที่เคยถือกระเป๋าเอกสาร ตอนนี้เป็นผู้ลงนามในคำสั่ง สายการบังคับบัญชาได้ถูกปรับโครงสร้างใหม่เพื่อให้ทุกระดับขึ้นตรงต่อคนที่ปลดออกจากตำแหน่งก่อนหน้า

พลเอก แรนดี จอร์จ เคยเป็นผู้บัญชาการกองกำลังภาคพื้นดินของกองทัพสหรัฐฯ ตำแหน่งนี้มีความสำคัญในตอนนี้มากกว่าเมื่อหกสัปดาห์ก่อน ก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ กองกำลังภาคพื้นดินในอิหร่านเป็นเพียงการฝึกซ้อมทางทฤษฎีที่พูดคุยกันในวิทยาลัยการสงครามและสถาบันวิจัย หลังจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเป็นเวลาห้าสัปดาห์ โดยกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้เผยแพร่รายชื่อเป้าหมายสะพานข้ามสี่ประเทศพันธมิตร โดยประธานาธิบดีกล่าวว่ากองทัพ “ยังไม่ได้เริ่ม” ทำลายสิ่งที่เหลืออยู่ โดยมีหน่วยนาวิกโยธินประจำการอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย และกองพลทหารราบที่ 82 กำลังถูกส่งไปประจำการ รวมถึงหน่วยปฏิบัติการร่วม (JSOC) ประจำการอยู่ที่ฐานทัพหน้าในสี่ประเทศ ตัวเลือกการปฏิบัติการภาคพื้นดินจึงไม่ใช่เพียงทฤษฎีอีกต่อไป มันคือแพ็คเกจด้านโลจิสติกส์ และชายผู้มีหน้าที่ประเมินว่าควรเปิดพัสดุนั้นหรือไม่ ได้รับคำสั่งให้เกษียณในวันเดียวกับที่ประธานาธิบดีโพสต์ข้อความว่า “จะมีรายละเอียดเพิ่มเติมตามมา”

พลโทฮอดเนเป็นผู้บัญชาการหน่วยฝึกทหารทุกนายที่จะปฏิบัติการภาคพื้นดิน พลตรี กรีนเป็นผู้นำหน่วยบาทหลวงที่จะดูแลทหารทุกนายที่เสียชีวิตในปฏิบัติการเหล่านั้น จอร์จตัดสินใจว่าควรดำเนินการหรือไม่ ฮอดเนเตรียมทหารให้พร้อมสำหรับการดำเนินการ กรีนเตรียมพวกเขาให้พร้อมรับมือกับผลที่ตามมา ทั้งสามคนถูกปลดออกจากตำแหน่งในบ่ายวันเดียวกัน

สภาคองเกรสยังไม่ได้จัดการไต่สวน ไม่มีหมายเรียกใดๆ ออกมา อำนาจทางกฎหมายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในการยกเลิกรายชื่อการเลื่อนตำแหน่งและบังคับให้เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการรับรองจากวุฒิสภาเกษียณอายุราชการทันทีในช่วงสงครามยังไม่เคยถูกทดสอบ เพราะไม่มีใครที่มีอำนาจในการตั้งคำถามเลือกที่จะทำเช่นนั้น

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) กล่าวว่าการโจมตีจะ “ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่สัปดาห์หน้า” เรือบรรทุกเครื่องบินฟอร์ดกำลังมุ่งหน้ากลับ การประเมินข่าวกรองของซีเอ็นเอ็นยืนยันว่าครึ่งหนึ่งของเครื่องยิงขีปนาวุธและโดรนหลายพันลำของอิหร่านยังคงอยู่ ประธานาธิบดีได้ระบุเป้าหมายต่อไปแล้ว ได้แก่ โรงไฟฟ้า โรงงานผลิตน้ำจืด บ่อน้ำมัน และเกาะคาร์ก และนายพลทุกคนที่อาจจะพูดว่า “นี่มันเกินไปแล้ว” ก็จากไปแล้ว

เจ้าหน้าที่ 26 นาย ไม่พบการประพฤติมิชอบใดๆ คำถามหนึ่งที่นายพลทุกคนที่ยังคงรับราชการอยู่ถามกันลับหลังคือ ใครจะเหลืออยู่ที่จะพูดว่า “ไม่” และจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคำตอบคือไม่มีใคร?

https://open.substack.com/pub/shanakaanslemperera/p/the-last-molecule-standing?r=6p7b5o&utm_medium=ios