วันจันทร์, มิถุนายน 22, 2569

ตลกร้ายและย้อนแย้ง เพิกถอนพื้นที่กว่า ๒ แสน ๖ หมื่นไร่ ออกจาก ‘อุทยานแห่งชาติ’ ทับลาน แก้ปัญหาพิพาทระหว่างที่ทำกินกับอนุรักษ์ธรรมชาติได้แน่หรือ

ทับลาน พื้นที่ดง/ป่าโปร่ง ๑.๔ ล้านไร่ ในเขตจังหวัดปราจีนบุรีและนครราชสีมา ซึ่งกำลังเป็นความขัดแย้งทางสังคม เนื่องจากมีประกาศเพิกถอนพื้นที่กว่า ๒ แสน ๖ หมื่นไร่ ออกจาก อุทยานแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาพิพาทระหว่างที่ทำกินกับอนุรักษ์ธรรมชาติ

ข้อขัดแย้งหลักใหญ่อยู่ที่ พื้นที่ถูกเพิกถอนราว ๑๕๕,๘๖๕ ไร่ คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติมอบให้ สนง.ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร นำไปจัดสรรให้ชาวบ้านที่อยู่อาศัยมาก่อนแล้วนมนาน อีกราวแสนกว่าไร่ ซึ่งอยู่นอกเขต สปก.จะพิสูจน์สิทธิ์มอบให้ประชาชน ๕,๒๐๐ ราย

เครือข่ายอนุรักษ์ นำโดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เห็นว่าการเพิกถอนนี้กระทำโดยวิธีการ เหมาเข่งจึงออกมารณรงค์คัดค้าน “เพราะกังวลว่ากระบวนการตรวจสอบสิทธิ์ อาจไม่รัดกุมพอจนเปิดช่องให้นายทุนสวมสิทธิ์ปะปนกับชาวบ้านจริง” ปราย พันแสง ให้ความเห็น

“ส่วนฝ่ายสิทธิชุมชน อย่างกลุ่ม Land Watch THAI และชาวบ้านในพื้นที่ มองว่าการกันแนวเขตออกคือการคืนความถูกต้อง ไม่ใช่การแจกป่าให้ใคร” เนื่องจากที่ดินซึ่งชาวบ้านอยู่อาศัยนั้น ส่วนใหญ่รัฐจัดสรรให้ใช้ทำกินมาก่อนการประกาศเป็นอุทยานทับพื้นที่

ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นมีทั้งสองทาง คือการจัดให้เป็นพื้นที่ สปก. เสี่ยงกับการที่นายทุนเข้าไปสวมรอยแล้วทำไร่ขนาดใหญ่ ยางพาราบ้าง ปาล์มบ้าง ดังที่เป็นอยู่มาตลอดกว่า ๔๐ ปี แม้ว่าที่ สปก.จะซื้อขายสิทธิ์ไม่ได้ นายทุนใช้วิธีให้กู้ยืมเท่าราคาที่ดินแทน

ด้านชุมชน “มองว่าการรอพิสูจน์สิทธิ์โดยไม่กันแนวเขตออกก่อน คือการปล่อยให้คนบริสุทธิ์ต้องแบกรับสถานะผู้บุกรุกป่าต่อไปโดยไม่จำเป็น” ตลอด ๔๐ ปีที่ผ่านมามีชาวบ้านถูกดำเนินคดีฐานบุกรุกอุทยานเป็นจำนวนมาก จำเพาะข้อหาทำรีสอร์ตกว่า ๔๐๐ คดี

ประเด็นอยู่ที่นายทุนเจ้าของสถานที่ไม่ใช่ชาวบ้านและอยู่ไกลหรือในกรุง ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากคดีเหมือนชาวบ้านที่รับจ้างดำเนินการบนพื้นที่จับจองของตน ซึ่ง จำนองผ่านการรับเงินกู้จากนายทุนมาใช้ ปรายบอกว่ากำลังฮิตเดี๋ยวนี้คือกิจการ พูลวิลล่า

ฝ่ายที่คัดค้านการรณรงค์ เซฟทับลาน” บอกว่าชาวบ้านที่อยู่อาศัยและทำกินกับพื้นที่มาแต่ไหนแต่ไร เป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการประกาศแนวเขตป่าทับที่ของตนมากกว่าใคร ตอนที่รัฐบาลไทยนำพื้นที่ทับลานไปขึ้นทะเบียนมรดกโลกเมื่อปี ๒๕๔๘ นั้น

“ทาง UNESCO ก็ได้เสนอแนะให้รัฐบาลไทยเร่งกันแนวเขตที่มีคนอยู่ ๒๗๓,๕๘๑ ไร่ ออก ซึ่งรัฐบาลไทยก็ได้รับปากว่าจะทำให้เสร็จภายในปี ๒๕๕๐ แต่กลับล่าช้ามาจนถึงปัจจุบัน...และที่สำคัญมติของคณะกรรมการให้เพิกถอนน้อยกว่าพื้นที่ทับซ้อนจริง”

ตลกร้ายเกิดขึ้นเมื่อปรากฏว่าในปี ๒๕๖๗ ระหว่าง ๒๘ มิถุนาถึง ๑๒ กรกฎา มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่องพื้นที่ทับลาน มีผู้แสดงความไม่เห็นด้วยกับการปรับปรุงแนวเขตอุทยานทับลาน ๙๕.๒% (๙๐๑,๘๙๒ ราย) เห็นด้วยเพียง ๔๕,๒๑๕ ราย หรือแค่ ๔.๘%

แต่นั่นเป็นการออกความเห็นทางออนไลน์เท่านั้น ส่วนการจัดรับฟังความเห็นในพื้นที่สองจังหวัด ๔-๕ กรกฎา ๒๕๖๗ กลับพบว่า “ความเห็นในพื้นที่ทั้งสองจังหวัด ‘เห็นด้วย’” ๔๙ ต่อ ๑๖ ที่โคราช และ ๓๒๔ ต่อ ๕๐ ที่ปราจีน

(https://www.facebook.com/northerndevelopmentfoundation/posts/21WWYQu, https://www.facebook.com/laofang.bundidterdsakul/posts/2iYXVJsf9d, https://ch3plus.com/news/social/morning/465380=IwY2xjaw และ https://www.facebook.com/prypansang/posts/HuWdsjK45B) 

ทำไมนายกรัฐมนตรีไทยถึงชอบ "ทำกับข้าว" โชว์ อะไรคือ เหตุผลเบื้องหลัง ?

 
https://www.facebook.com/reel/1319677946401111

การที่ผู้นำไทย โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีชอบ “โชว์ทำกับข้าว” ออกสื่อ (เช่น เหตุการณ์ล่าสุดที่นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ไปเดินงาน OTOP Midyear 2026 แล้วโชว์ฝีมือตำส้มตำเพื่อหนุนโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส") ถือเป็นเครื่องมือทางการเมืองระดับคลาสสิกของไทยครับ

ในทางรัฐศาสตร์ สังคมวิทยา และการสื่อสาร วัฒนธรรมและพฤติกรรมแบบนี้สามารถอธิบายได้ผ่านแนวคิดหลักๆ ดังนี้ครับ

1. วัฒนธรรมทางการเมืองนี้เรียกว่าอะไร?

ถ้ามองในเชิงกลยุทธ์การสร้างภาพลักษณ์ พฤติกรรมนี้เรียกว่า "การสร้างภาพลักษณ์แบบประชานิยม" (Populist Image-making) หรือในแง่การสื่อสารคือ "การเมืองเรื่องภาพลักษณ์" (Image Politics) แต่หากมองในมุมมองเชิงวัฒนธรรมไทยและการเข้าหาประชาชน มันคือ "วัฒนธรรมการเมืองแบบเป็นกันเอง/เข้าถึงง่าย" (Down-to-earth / Accessibility Politics) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวดังนี้ครับ:

วัฒนธรรม "กิน-ดี-อยู่-ดี": ในสังคมไทย อาหารคือสื่อกลางในการแสดงความผูกพัน ความเป็นมิตร และความห่วงใย การร่วมวงกินข้าวหรือทำอาหารให้กิน เป็นสัญลักษณ์ของการลดช่องว่างระหว่างชนชั้นชนนำกับประชาชนทั่วไป

การสร้าง "ความจับต้องได้" (Tangibility): อาหารเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นคนรวยหรือคนจน การเห็นผู้นำถือสากตำส้มตำ ถือตะหลิวผัดข้าวผัด (เหมือนตอนงาน THAIFEX ที่ผ่านมา) ทำให้ภาพลักษณ์ที่ดูห่างเหินและเป็นทางการของ "นายกรัฐมนตรี" กลายเป็น "คนธรรมดา" ในพริบตา
2. ทำไมผู้นำไทยถึงชอบ "ทำกับข้าว" โชว์?

เหตุผลเบื้องหลังที่นักการเมืองและผู้นำประเทศนิยมใช้สูตรนี้ มีอยู่ 3 ปัจจัยหลักครับ:

🎯 1. การดึงดูดความสนใจและความเป็นกันเอง (Soft & Approachable Image)

การเมืองในระบบรัฐสภาและการเลือกตั้งของไทย ผู้นำที่ดู "เข้าถึงง่าย" มักจะผูกใจประชาชนได้ดีกว่าผู้นำที่ดูแข็งกร้าวหรืออยู่บนหอคอยงาช้าง การสวมผ้ากันเปื้อน ลงมือทำอาหารโชว์ เป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่า “ฉันก็เป็นคนธรรมดาเหมือนพวกคุณ เข้าใจวิถีชีวิตและปากท้องของประชาชน”

📈 2. การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและ Soft Power

ในกรณีล่าสุด การตำส้มตำในงาน OTOP ไม่ใช่แค่การโชว์ทำอาหารขำๆ แต่เป็น "กุศโลบายทางการตลาด" (Marketing Gimmick) เพื่อดึงดูดสปอตไลท์ของสื่อมวลชนให้หันมาสนใจโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" และกระตุ้นให้คนออกมาจับจ่ายใช้สอย อาหารไทยเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่แข็งแกร่งที่สุด การที่ผู้นำลงมาโปรโมตด้วยตัวเองจึงช่วยสร้างความมั่นใจและเพิ่มมูลค่าให้สินค้าชุมชนได้เร็วที่สุด

📸 3. เป็น Content ที่ "สื่อรักและย่อยง่าย"

ในการสื่อสารยุคดิจิทัล ภาพข่าวนายกฯ นั่งประชุมเคร่งเครียดมักจะไม่ได้รับความสนใจจากคนทั่วไปเท่ากับภาพนายกฯ ยิ้มแย้มขณะกำลังตำส้มตำหรือย่างเนื้อ ภาพเหล่านี้กลายเป็น "คอนเทนต์" ที่แชร์ง่าย เข้าถึงคนทุกกลุ่ม และช่วยลดโทนความขัดแย้งทางการเมืองลงชั่วขณะ

เกร็ดประวัติศาสตร์: วัฒนธรรมผู้นำทำอาหารโชว์ในไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ หากย้อนไปในอดีต อดีตนายกฯ อย่าง สมัคร สุนทรเวช ก็เคยมีรายการอาหารชื่อดัง "ชิมไปบ่นไป" หรือแม้แต่อดีตนายกฯ หลายๆ ท่านในยุคหลัง ก็มักจะมีภาพลักษณ์การผัดหมี่ โชว์ทอดไข่เจียว หรือทำอาหารแจกผู้ประสบภัยเมื่อเกิดวิกฤตเสมอ มันจึงกลายเป็น "สูตรสำเร็จ" ในการบริหารเสน่ห์ทางการเมืองไทยที่ยังคงได้ผลอยู่เสมอครับ




คลิป ชาวแอลเบเนียได้รื้อถอนสิ่งกีดขวางที่หาด Kakome ทางตอนใต้ของประเทศ โดยประกาศกร้าวว่าชายหาดของประเทศเป็นสมบัติของประชาชน ไม่ใช่ของกลุ่มนายทุนผู้มีอิทธิพล (Oligarchs) "แอลเบเนียไม่ได้มีไว้ขาย"







https://x.com/YourAnonTV/status/2068745620802736255
.....

เหตุการณ์ที่หาด Kakome สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความไม่พอใจของสาธารณชนที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในแอลเบเนีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า "การปฏิวัติฟลามิงโก" (Flamingo Revolution) ความตึงเครียดกำลังปะทุขึ้นทั่วแนวชายฝั่งของประเทศ รวมถึงการประท้วงครั้งใหญ่ในพื้นที่ Zvërnec, Rrjoll และกรุง Tirana เมืองหลวงของประเทศ ในขณะที่ประชาชนต่างลุกขึ้นต่อต้านนโยบายของรัฐบาลที่เร่งแปรรูปที่ดินชายฝั่งและพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติให้กลายเป็นของเอกชน

อะไรคือชนวนเหตุของการประท้วง?

โครงการ Kushner-Trump: ความโกรธเคืองของสาธารณชนปะทุขึ้นอย่างหนักจากแผนโครงการรีสอร์ตหรูมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดย Jared Kushner และ Ivanka Trump โครงการพัฒนานี้มุ่งเป้าไปที่เกาะ Sazan (อดีตฐานทัพทหาร) และพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์อย่าง Narta Lagoon/Zvërnec ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความเปราะบางทางนิเวศวิทยาและเป็นถิ่นที่อยู่ของนกฟลามิงโกอพยพ เต่าทะเลหัวค้อน (Loggerhead sea turtles) และแมวน้ำพระ (Monk seals) ที่ใกล้สูญพันธุ์

จุดเดือดที่ Kakome: ที่หาด Kakome ชาวบ้านและเจ้าของที่ดินได้ตัดสินใจลงมือจัดการปัญหาด้วยตนเอง โดยการรื้อถอนสิ่งกีดขวางที่ปิดกั้นเส้นทางเข้าออกพื้นที่ดังกล่าวมานานถึง 22 ปี สำหรับหลายคนแล้ว นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ในการต่อสู้กับข้อพิพาทเรื่องสิทธิในที่ดินที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ

การยึดที่ดินและข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต: ชาวบ้านในพื้นที่ชายฝั่งเหล่านี้อ้างว่ารัฐบาลได้ยึดหรือโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดั้งเดิมของพวกเขาอย่างไม่เป็นธรรมไปให้กับนักลงทุนรายใหญ่ที่ได้รับ "สถานะพิเศษ" โดยปราศจากการหารือกับคนในท้องถิ่นหรือการจ่ายค่าชดเชยที่เหมาะสม

แม้ว่านายกรัฐมนตรี Edi Rama จะออกมาปกป้องโครงการพัฒนาหรูหราเหล่านี้ โดยมองว่าเป็นความสำเร็จทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของแอลเบเนียในเวทีโลก แต่ประชาชนจำนวนมากก็ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า "แอลเบเนียไม่ได้มีไว้ขาย"




มารู้จักความเป็นมาของศรีลังกา ประเทศพังเพราะตระกูลเดียว แม้ปัจจุบันศรีลังกาจะเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ ภายใต้การช่วยเหลือของ IMF และการปฏิรูปการเมืองใหม่ แต่ความเสียหายที่ตระกูลนี้ทิ้งไว้ก็ต้องใช้เวลาอีกเป็นทศวรรษกว่าจะเยียวยาได้หมด

 
https://www.facebook.com/reel/1540506267468393

ประเทศศรีลังกา ประเทศพังเพราะตระกูลเดียว

คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเลยครับ สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศศรีลังกาจนถึงจุดล่มสลายทางเศรษฐกิจในปี 2022 ถือเป็นหนึ่งในบทเรียนราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองโลก ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดย "ตระกูลราชปักษา" (Rajapaksa) ที่ผูกขาดอำนาจบริหารประเทศยาวนานนับทศวรรษ

นี่คือสรุปเส้นทางความพังพินาศที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของตระกูลเดียวครับ:

1. รวบอำนาจเบ็ดเสร็จแบบ "กงสี"

ในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด ตระกูลราชปักษาสามารถยึดเก้าอี้สำคัญในคณะรัฐมนตรีไว้ได้แทบทั้งหมด จนรัฐบาลศรีลังกาถูกล้อเลียนว่าเป็น "บริษัทครอบครัว"

โกตาบายา ราชปักษา: ประธานาธิบดี (กุมอำนาจสูงสุด)
มหินทา ราชปักษา: นายกรัฐมนตรี (อดีตประธานาธิบดีผู้ทรงอิทธิพล)
บาซิล ราชปักษา: รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง (คุมกระเป๋าเงินประเทศ)
ชามัล ราชปักษา: รัฐมนตรีกระทรวงชลประทานและความมั่นคงอาหาร

เมื่ออำนาจกระจุกตัวอยู่แต่ในสายเลือดเดียวกัน การตรวจสอบถ่วงดุลจึงไม่เกิดขึ้น การตัดสินใจเชิงนโยบายพึ่งพาเพียงความคิดของคนในตระกูล

2. 3 นโยบาย "ฆ่าตัวตาย" ทางเศรษฐกิจ

ความพังทลายของศรีลังกาไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน แต่มาจากนโยบายประชานิยมและการบริหารที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง 3 เรื่องหลัก:

ลดภาษีครั้งใหญ่เพื่อเอาใจฐานเสียง (2019): ทันทีที่โกตาบายาชนะเลือกตั้ง เขาประกาศลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 15% เหลือ 8% และยกเลิกภาษีอื่นๆ อีกหลายประเภท ส่งผลให้รายได้ของรัฐหายวับไปทันทีเกือบ 1 ใน 3 ก่อนจะโดนซ้ำเติมด้วยวิกฤตโควิด-19 ที่ทำลายรายได้จากการท่องเที่ยว

สั่งห้ามนำเข้าปุ๋ยเคมีแบบสายฟ้าแลบ (2021): รัฐบาลต้องการประหยัดเงินสำรองระหว่างประเทศและอยากผลักดัน "เกษตรอินทรีย์ 100%" จึงสั่งห้ามใช้ปุ๋ยเคมีทันที ผลคือผลผลิตทางการเกษตร (โดยเฉพาะข้าวและชาที่เป็นสินค้าส่งออกหลัก) ดิ่งเหว ศรีลังกาจากที่เคยพึ่งพาตัวเองได้ กลับต้องนำเข้าข้าวและสูญเสียรายได้หลักจากชา

กับดักหนี้และเมกะโปรเจกต์ "ช้างเผือก": ตระกูลนี้ชอบกู้เงินต่างประเทศ (โดยเฉพาะจีน) มาสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น ท่าเรือฮัมบันโตตา (Hambantota Port) สุดท้ายไม่มีเงินจ่ายหนี้ จนต้องยอมยกสิทธิ์เช่าท่าเรือให้จีนเป็นเวลา 99 ปี

3. จุดจบและการล่มสลาย

เมื่อรายได้เข้าประเทศไม่มี หนี้ท่วมหัว และเงินสำรองระหว่างประเทศลดลงจนเหลือศูนย์ ศรีลังกาก็เข้าสู่ภาวะ "ล้มละลาย" ในปี 2022 ไม่มีเงินซื้อน้ำมัน แก๊สหุงต้ม อาหาร และยารักษาโรค ไฟฟ้าดับวันละหลายชั่วโมง ค่าเงินรูปีศรีลังกาดิ่งเหว

ประชาชนทนไม่ไหวจนเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ที่เรียกว่า "Aragalaya" (การต่อสู้) บุกยึดทำเนียบประธานาธิบดี จนตระกูลราชปักษาต้องยอมลาออกและหลบหนีออกนอกประเทศไปในตอนนั้น

แม้ปัจจุบันศรีลังกาจะเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ ภายใต้การช่วยเหลือของ IMF และการปฏิรูปการเมืองใหม่ แต่ความเสียหายที่ตระกูลนี้ทิ้งไว้ก็ต้องใช้เวลาอีกเป็นทศวรรษกว่าจะเยียวยาได้หมดครับ

การประท้วงครั้งใหญ่ที่เรียกว่า "Aragalaya" 

"Aragalaya" (අරගලය) ในภาษาสิงหลแปลตรงตัวว่า "การต่อสู้" (The Struggle) เป็นชื่อเรียกของขบวนการประท้วงโดยประชาชนครั้งประวัติศาสตร์ของศรีลังกาในปี 2022 มันไม่ใช่แค่การชุมนุมทางการเมืองทั่วไป แต่คืออุบัติการณ์ที่คนทั้งประเทศ "หมดความอดทน" จนลุกขึ้นมาขับไล่ตระกูลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดพ้นจากอำนาจ

นี่คือเจาะลึกรายละเอียดของปรากฏการณ์ Aragalaya ที่เปลี่ยนโฉมหน้าศรีลังกาไปตลอดกาลครับ

1. ชนวนเหตุที่เปลี่ยน "ความกลัว" เป็น "ความโกรธ"

ก่อนหน้านี้ ตระกูลราชปักษาเปรียบเสมือนฮีโร่ของชาวสิงหลจากการจบสงครามกลางเมืองกับกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม ทำให้ประชาชนเกรงใจและกลัวอำนาจมืด แต่เมื่อเศรษฐกิจพังพินาศ ความกลัวก็หายไป:

ชีวิตที่จมดิ่ง: ประชาชนต้องต่อคิวรอซื้อน้ำมันและแก๊สหุงต้มยาวหลายกิโลเมตรท่ามกลางแดดร้อนจัด มีคนเป็นลมเสียชีวิตในคิว โรงพยาบาลไม่มีแม้กระทั่งยารักษาโรคพื้นฐาน อาหารราคาพุ่งสูงจนคนต้องลดมื้ออาหาร

ความมืดมิด: รัฐบาลสั่งตัดไฟวันละ 10-13 ชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อทั้งชีวิตประจำวันและธุรกิจขนาดเล็กจนทำมาหากินไม่ได้


ความอยุติธรมที่เห็นประจักษ์: ในขณะที่ประชาชนไม่มีข้าวกิน ข่าวคราวเรื่องการคอร์รัปชัน การใช้ชีวิตอย่างหรูหรา และการผันเงินออกนอกประเทศของคนในตระกูลราชปักษากลับกระจายไปทั่ว

2. "Gota Go Home" และหมู่บ้านแห่งการต่อสู้

การประท้วงเริ่มจากจุดเล็กๆ ในเดือนมีนาคม 2022 ก่อนจะขยายตัวเป็นคลื่นมนุษย์ในเดือนเมษายน โดยมีสโลแกนหลักที่เป็นเอกภาพคือ "Gota Go Home" (โกตาบายา ออกไปซะ)

Gota Go Gama (หมู่บ้านโกตาโก): > ผู้ประท้วงได้ปักหลักตั้งแคมป์ยาวนานหลายเดือนที่บริเวณหาด Galle Face Green ใจกลางกรุงโคลอมโบ หน้าทำเนียบประธานาธิบดี พวกเขาเปลี่ยนพื้นที่นี้ให้กลายเป็น "เมืองจำลอง" ที่มีระบบการจัดการน่าทึ่ง มีโรงครัวแจกอาหารฟรี มีหน่วยพยาบาล มีห้องสมุดประชาชน และมีการตั้งเวทีเสวนาทางวิชาการและศิลปะเพื่อขับเคลื่อนสังคม

3. การทำลายกำแพง "ชาติพันธุ์และชนชั้น"

ความน่าอัศจรรย์ที่สุดของ Aragalaya คือการทลายกำแพงความขัดแย้งในอดีต ศรีลังกาเป็นประเทศที่บอบช้ำจากสงครามกลางเมืองระหว่างชาวสิงหล (พุทธ) และชาวททิฬ (ฮินดู/คริสต์) รวมถึงความขัดแย้งกับชาวมุสลิม

แต่ในม็อบ Aragalaya ทุกกลุ่มหันมาจับมือกัน พระสงฆ์ โต๊ะอิหม่าม บาทหลวง และนักบวชฮินดู เดินขบวนร่วมกัน คนรวยขับรถหรูและคนจนที่ไม่มีเงินซื้อข้าว ต่างมานอนกลางดินกินกลางทรายด้วยเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการเปลี่ยนระบบการเมืองใหม่

4. วันเผด็จศึก: 9 กรกฎาคม 2022

นี่คือวันไคลแมกซ์ที่ภาพข่าวแพร่ไปทั่วโลก ประชาชนนับแสนนับล้านคนจากทั่วประเทศหลั่งไหลเข้าสู่กรุงโคลอมโบ พวกเขาฝ่าแก๊สน้ำตาและกระสุนยางของเจ้าหน้าที่ บุกยึดสถานที่สำคัญของรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ทำเนียบประธานาธิบดี, ที่ทำการสำนักนายกรัฐมนตรี และบ้านพักประจำตำแหน่งนายกฯ

ภาพประวัติศาสตร์ที่โลกต้องจารึกในวันนั้นคือ:

ประชาชนเข้าไปกระโดดว่ายน้ำในสระว่ายน้ำส่วนตัวของประธานาธิบดี
เข้าไปวิ่งบนลู่วิ่งในฟิตเนสส่วนตัว
นอนบนเตียงหรูหราและนั่งเก้าอี้ทำงานของผู้นำ
ทำอาหารกินกันในครัวของทำเนียบ

ภาพเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนถึงความป่าเถื่อน แต่สะท้อนถึงการยึดคืนอำนาจและทรัพย์สินที่มาจากภาษีของประชาชน กลับคืนสู่มือของประชาชนอย่างแท้จริง

5. ผลลัพธ์และมรดกของ Aragalaya

ภายในไม่กี่วันหลังการบุกยึด โกตาบายา ราชปักษา ต้องแอบหนีออกจากประเทศด้วยเครื่องบินทหารไปยังมัลดีฟส์และสิงคโปร์ ก่อนจะส่งอีเมลยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง นับเป็นการปิดฉากระบอบราชปักษาที่ครองเมืองมาอย่างยาวนาน

แม้ว่าในเวลาต่อมา รานิล วิกรามาสิงหะ (Ranil Wickremesinghe) จะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีแทนและใช้มาตรการเด็ดขาดในการสลายการชุมนุมเพื่อฟื้นฟูความสงบและเจรจากับ IMF แต่มรดกที่ Aragalaya ทิ้งไว้คือ "จิตสำนึกใหม่ของประชาชน" ที่รู้ว่าพวกเขามีอำนาจมากแค่ไหนในการตรวจสอบรัฐบาล และทำให้ตระกูลการเมืองเก่าแก่ตระหนักว่า หากบริหารประเทศจนพังพินาศ พวกเขาก็ไม่มีที่ซุกหัวนอนในประเทศนี้เช่นกัน

เหตุการณ์ระลึกถึง Aragalaya นี้มักถูกหยิบยกมาพูดถึงบ่อยๆ ในฐานะโมเดลการประท้วงที่ขับเคลื่อนโดยพลังบริสุทธิ์ของประชาชนครับ 




"ช่วยงานบ้านน้างสิ" ผู้หญิงญี่ปุ่นเรียกร้องผู้ชาย เมื่อเห็นข่าวแฟนบอลญี่ปุ่นช่วยเก็บขยะในสนามฟุตบอลโลก อยากให้ทำแบบเดียวกันที่บ้านด้วย









https://x.com/atsukotamada/status/2066828959585878110/
.....

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แฟนบอลชาวญี่ปุ่นได้รับคำชื่นชมจากการช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาดสนามหลังจบการแข่งขันฟุตบอลโลก แต่ในครั้งนี้พวกเขากลับถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากคนในประเทศ

เมื่อมีภาพถ่ายเผยแพร่ออกมาในสัปดาห์นี้ซึ่งแสดงให้เห็นแฟนบอลญี่ปุ่นเดินเก็บขยะตามอัฒจันทร์หลังจบเกม หลายคนมองว่านี่คือความย้อนแย้งหรือมาตรฐานสองมาตรฐาน เพราะผู้ชายกลุ่มนี้ยอมเก็บขยะของตัวเองในที่สาธารณะ แต่กลับทิ้งภาระงานบ้านไว้ให้ภรรยาจัดการที่บ้าน

ไม่นานหลังจากนั้น มีภาพโปสเตอร์หนึ่งกลายเป็นกระแสไวรัล โดยเปรียบเทียบภาพผู้ชายคนเดียวกันในสองสถานการณ์ ภาพหนึ่งคือตอนที่เขากำลังเก็บขยะในสนาม ส่วนอีกภาพคือตอนที่เขานอนเอกเขนกบนโซฟาที่บ้าน เล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ข้างตะกร้าผ้า ในขณะที่ภรรยากำลังล้างจาน

ข้อความในโปสเตอร์ระบุว่า ผู้ชายญี่ปุ่นควร "ช่วยแบ่งเบาภาระงานบ้านให้มากขึ้น" เนื่องจากเวลาที่พวกเขาใช้ไปกับงานบ้านนั้นถือว่าน้อยที่สุดในโลก

โพสต์ดังกล่าวได้รับยอดไลก์ถึง 60,000 ครั้งบนแพลตฟอร์ม X

"ใครๆ ก็อยากกอบกู้โลก แต่กลับไม่มีใครอยากช่วยแม่ล้างจานเลย" ผู้ใช้ X รายหนึ่งแสดงความคิดเห็น โดยอ้างถึงคำพูดของ P.J. O'Rourke นักเขียนชาวอเมริกัน

"ในกลุ่มคนที่ช่วยกันเก็บขยะพวกนี้ อาจจะมีผู้ชายที่มีลูกเล็กอยู่ที่บ้าน และทิ้งภาระการดูแลลูกไว้ให้ภรรยาเพื่อที่จะมาดูฟุตบอลโลกก็ได้" อีกคนหนึ่งเขียนแสดงความเห็น

เรื่องความสะอาดและการเก็บกวาดดูแลความเรียบร้อยของตนเองในที่สาธารณะนั้น เป็นสิ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ของเวลาที่ใช้ทำงานบ้าน ผู้ชายญี่ปุ่นกลับมีสถิติต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว

ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในปี 2021 ระบุว่า ผู้หญิงญี่ปุ่นใช้เวลามากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวันไปกับงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน (เช่น งานบ้านและงานดูแลครอบครัว) ซึ่งมากกว่าผู้ชายถึง 5 เท่า โดยผู้ชายใช้เวลาเพียง 47 นาทีต่อวันเท่านั้น

ความเหลื่อมล้ำนี้เห็นได้ชัดเจนเป็นพิเศษในครอบครัวคนรุ่นใหม่ ผลสำรวจของรัฐบาลในปี 2021 พบว่า ในครอบครัวที่มีรายได้สองทางและมีลูกอายุต่ำกว่า 6 ปี ผู้หญิงใช้เวลาทำงานบ้านมากกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน ในขณะที่ผู้ชายใช้เวลาน้อยกว่า 2 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ผู้ใช้โซเชียลมีเดียบางส่วนยังตั้งคำถามถึงความย้อนแย้งในพฤติกรรมดังกล่าว โดยมองว่าการเก็บขยะในต่างแดนดูจะเป็นเรื่องดี แต่ในความเป็นจริง พื้นที่สาธารณะในญี่ปุ่นเองกลับมักจะเต็มไปด้วยขยะหลังจบงานอีเวนต์ใหญ่ๆ อยู่เสมอ แต่ในขณะที่การถกเถียงเรื่องการแบ่งงานบ้านยังคงดำเนินต่อไป หลายคนแย้งว่าการทำความสะอาดสนามกีฬาที่เป็นเอกลักษณ์ของแฟนบอลญี่ปุ่นควรได้รับการสนับสนุน ไม่ใช่ถูกตำหนิ

"มันน่าอายตรงไหน?" ผู้ใช้ X คนหนึ่งเขียน "มันดีกว่ารายงานที่บอกว่า 'คนญี่ปุ่นทิ้งขยะในต่างแดน' เยอะ"

การทำความสะอาดเช่นนี้ดูเหมือนจะมีอิทธิพลต่อแฟนบอลจากประเทศอื่นๆ ด้วย

วิดีโอในโซเชียลมีเดียเมื่อเร็วๆ นี้แสดงให้เห็นแฟนบอลชาวโปรตุเกสกำลังเก็บขยะจากอัฒจันทร์ด้วยถุงพลาสติกขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน โดยผู้ใช้โซเชียลมีเดียหลายคนยกเครดิตให้แฟนบอลญี่ปุ่นว่าเป็นผู้เริ่มต้นเทรนด์นี้

https://www.bbc.com/news/articles/crel9xlp8r1o




สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรพระองค์แรกในยุคสมัยใหม่ที่ทรงเปิดเผยข้อมูลการชำระภาษีส่วนพระองค์ ตามความคาดหวังของประชาชนและนักการเมือง


สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนภาษีที่พระองค์ทรงจ่ายในสัปดาห์นี้

กษัตริย์ชาร์ลส์จะทรงเปิดเผยข้อมูลชำระภาษีส่วนพระองค์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ขึ้นครองราชย์

ฌอน คัฟลัน
ผู้สื่อข่าวราชสำนักบีบีซี
21 มิถุนายน 2026

สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรพระองค์แรกในยุคสมัยใหม่ที่ทรงเปิดเผยข้อมูลการชำระภาษีส่วนพระองค์

แหล่งข่าวจากพระราชวังระบุว่า สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ตัดสินพระทัยตามพระราชประสงค์ส่วนพระองค์ โดยที่ข้อมูลการชำระภาษีของพระองค์จะถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของบัญชีการเงินประจำปีของราชวงศ์ และจะมีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในวันพฤหัสบดีนี้ (25 มิ.ย.) นี้

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมระบุว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามปรับให้ทันสมัยเพื่อเพิ่มความโปร่งใส และเพื่อ "ส่งเสริมความเข้าใจในความรับผิดชอบของเราให้กว้างขึ้น"

การที่สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงเตรียมเปิดเผยการชำระภาษีในสัปดาห์นี้เกิดขึ้นภายหลังมีการเรียกร้องให้เพิ่มความโปร่งใสเกี่ยวกับการเงินของราชวงศ์ หลังเกิดเรื่องอื้อฉาวกรณีแอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ หรืออดีตเจ้าชายแอนดรูว์ พระอนุชาของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้มีการเปิดเผยข้อมูลการชำระภาษีของพระมหากษัตริย์ในปีที่ผ่านมาคือปี 2024-2025 ต่อสาธารณะ ทั้งยังรวมถึงภาษีจากรายได้ เช่น กำไรจากสำนักงานจัดการลงทุนทรัพย์สินส่วนพระองค์แห่งแลงคาสเตอร์ (Duchy of Lancaster) การลงทุนส่วนบุคคลใด ๆ และรายได้จากทรัพย์สินส่วนพระองค์ เช่น พระตำหนักซานดริงแฮม และพระตำหนักบัลมอรัล

โฆษกสำนักพระราชวังบักกิงแฮมกล่าวว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างที่จะเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะมากขึ้น

"กล่าวโดยสรุป เรากำลังดำเนินการปรับตัวให้มีความเป็นสมัยใหม่และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง" เขากล่าว พร้อมกับมีคำมั่นว่าจะเผยแพร่ข้อมูลภาษีของพระมหากษัตริย์เป็นประจำทุกปี

เมื่อครั้งยังทรงเป็นเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ องค์มกุฎราชกุมารซึ่งดำรงพระยศเจ้าชายแห่งเวลส์ พระองค์ก็เคยเปิดเผยจำนวนภาษีที่พระองค์ทรงชำระเช่นกัน

ตามหลักแล้ว พระเจ้าแผ่นดินไม่จำเป็นต้องชำระภาษีเงินได้ ภาษีมรดกสำหรับสิ่งที่ได้รับจากกษัตริย์พระองค์ก่อน หรือภาษีกำไรจากการขายทรัพย์สิน แต่กษัตริย์พระองค์นี้ทรงสมัครพระทัยชำระภาษีเงินได้และภาษีกำไรจากการขายสินทรัพย์ส่วนพระองค์

ในวันพฤหัสบดีนี้ จะมีการเปิดเผยยอดภาษีที่ทรงชำระโดยรวมเป็นครั้งแรก รวมถึงภาษีจากกำไรของสำนักงานจัดการลงทุนทรัพย์สินส่วนพระองค์แห่งแลงคาสเตอร์ (Duchy of Lancaster) ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 24 ล้านปอนด์ (ราว 1,056 ล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา


ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งรวมถึงที่ดินในภาคเหนือของอังกฤษและทรัพย์สินในใจกลางกรุงลอนดอน ถือเป็นแหล่งรายได้ส่วนพระองค์สำคัญขององค์กษัตริย์

การเปิดเผยข้อมูลมากขึ้นสอดคล้องกับความคาดหวังของประชาชน

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นกลุ่มหนึ่งที่เรียกร้องให้มีการเปิดเผยมากขึ้นเกี่ยวกับการดำเนินงานทางการเงินของราชวงศ์ภายหลังเกิดเรื่องอื้อฉาวของแอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์

เป็นที่คาดว่ารายงานการเงินในสัปดาห์หน้าจะให้ภาพรวมถึงการเงินของราชวงศ์ได้กว้างขึ้น

"เป้าหมายของเราคืออธิบายการเงินของราชวงศ์ทั้งหมดให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้มากขึ้น" โฆษกสำนักพระราชวังกล่าว

เอกสารเรียกเก็บภาษีของกษัตริย์จะถูกเผยแพร่ควบคู่ไปกับรายละเอียดของเงินปีส่วนพระมหากษัตริย์ (Sovereign Grant) ซึ่งเป็นเงินสนับสนุนจากรัฐบาลประจำปีที่ถวายให้กับราชสำนัก เงินปีพระมหากษัตริย์ครอบคลุมค่าใช้ต่าง ๆ เช่น ค่าจ้างพนักงาน การบำรุงรักษาอาคาร และการเดินทางเพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจ

เงินปีส่วนพระมหากษัตริย์เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 137.9 ล้านปอนด์ (ประมาณ 6,000 ล้านบาท) โดยมีการเพิ่มขึ้นชั่วคราวเพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงพระราชวังบักกิงแฮม

นับตั้งแต่มีการนำมาใช้ในปี 2012 เงินปีส่วนพระมหากษัตริย์ไม่เคยลดลง แต่คาดว่าจะมีการประกาศปรับลดเป็นครั้งแรกในเร็ว ๆ นี้ โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนทบทวนที่กระทรวงการคลัง สำนักนายกรัฐมนตรีหรือดาวนิงสตรีท และราชสำนักดำเนินการร่วมกัน

ทั้งนี้เมื่อกฎหมายถูกนำเสนอต่อรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษจะมีโอกาสอภิปรายถึงเงินปีส่วนพระมหากษัตริย์อีกด้วย

นอกจากนี้การตรวจสอบความโปร่งใสเกี่ยวกับการเงินของราชวงศ์ในปีนี้ยังจะเพิ่มขึ้น โดยคณะกรรมาธิการบัญชีสาธารณะเตรียมเปิดการไต่สวนเกี่ยวกับทรัพย์สินของราชวงศ์และสัญญาเช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (Crown Estate)

รายงานเบื้องต้นจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งสหราชอาณาจักร (National Audit Office) เปิดเผยว่าพระธิดาของแอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ ซึ่งได้แก่ เจ้าหญิงเบียทริซ และเจ้าหญิงยูเชนี ซึ่งไม่ใช่สมาชิกที่ปฏิบัติหน้าที่ของราชวงศ์ทรงมีที่พำนักในพระราชวังเซนต์เจมส์ และพระราชวังเคนซิงตัน

กษัตริย์ชาร์ลส์ใช้รายได้ส่วนพระองค์ชำระค่าเช่าพระราชวังของธิดาแอนดรูว์ เมานต์แบตเทน-วินด์เซอร์ ทั้งสองพระองค์

สำนักพระราชวังระบุว่า โดยปกติเงินปีส่วนพระมหากษัตริย์ถูกกำกับดูแลโดยรัฐสภาอยู่แล้ว แต่การเพิ่มข้อมูลภาษีส่วนบุคคลสามารถ "ช่วยเพิ่มความโปร่งใสนี้ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก" และเป็นไปในแนวทางที่ "สอดคล้องกับพันธกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของเรา"

https://www.bbc.com/thai/articles/cz75l8zp3ygo




(Wow ! บุกมาถึงนิวยอร์กแล้ว) ทำไมบริษัทเอไอถึงมาทำความสะอาดอะพาร์ตเมนต์ของผมในนิวยอร์กให้ฟรี


มีโฆษณารับทำความสะอาดให้ฟรีติดตั้งไปทั่วนครนิวยอร์ก โดยตัวโฆษณาเป็นภาพของพนักงานทำความสะอาดที่มีกล้องติดไว้บนหัวด้วย

"ทำไมบริษัทเอไอถึงมาทำความสะอาดอะพาร์ตเมนต์ของผมในนิวยอร์กให้ฟรี"

อาร์ชี มิทเชลล์
ผู้สื่อข่าวสายธุรกิจ
21 มิถุนายน 2026
บีบีซีไทย

นึกภาพดูว่า จู่ ๆ ทีมพนักงานทำความสะอาดที่มีกล้องติดไว้กับตัว และเชฟส่วนตัวมาปรากฏตัวที่หน้าบ้านของคุณ และทุกคนล้วนแต่ติดอุปกรณ์บันทึกข้อมูลไฮเทคครบชุด

คุณไม่ได้กำลังอยู่ในรายการเรียลลิตี้ทีวี และก็ไม่ได้ตื่นขึ้นมาในโลกนิยายของอัลดัส ฮักซ์ลีย์ หรือมาร์กาเร็ต แอตวูด

แต่คุณคือผู้อยู่อาศัยในนครนิวยอร์กที่บริษัทด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) กำลังส่งบริการทำอาหารและทำความสะอาดฟรีถึงหน้าประตูบ้าน

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้มีเงื่อนไข นั่นคือ บริษัทเอไอกำลังเก็บข้อมูลโดยบันทึกภาพทุกตารางนิ้วของอะพาร์ตเมนต์คุณ และข้อมูลนี้กำลังถูกเก็บเพื่อนำไปฝึกระบบหุ่นยนต์ทำอาหารและหุ่นยนต์แม่บ้านรุ่นใหม่

โครงการดังกล่าวมีชื่อว่า ชิฟต์ (Shift) ของบริษัทเอไอชื่อว่า ไมโครเอจีไอ (Micro AGI) บริการลักษณะนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสที่บริษัทเอไอจำนวนมากกำลังพัฒนาหุ่นยนต์อัตโนมัติรุ่นใหม่ โดยผู้บริหารด้านเทคโนโลยีคาดหวังว่า ในอนาคตหุ่นยนต์เหล่านี้จะสามารถทำได้ทุกอย่าง ตั้งแต่ล้างจานไปจนถึงเป็นผู้ดูแลส่วนตัวประจำบ้าน

นักข่าวบีบีซีต้อนรับจากบัณฑิตวัยยี่สิบต้น ๆ สองคนเข้ามาที่อะพาร์ตเมนต์ของนักข่าวในย่านอัปเปอร์อีสต์ไซด์ของนิวยอร์ก พวกเขาทั้งสองกำลังหางานทำใหม่หลังจากที่เคยโยกย้ายงานไปมาในสายสตาร์ตอัป

เนื่องจากบริการทำความสะอาดฟรีมีความต้องการสูงมาก พวกเขาจึงประจำอยู่ในนิวยอร์กแบบไม่มีกำหนด โดยทำงานทำความสะอาดราววันละ 5 ห้อง และทำ 5 วันต่อสัปดาห์

ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวจากคนรับจ้างทำความสะอาดทั่วไปคือ พวกเขามีกล้องติดอยู่ที่หมวก และกล้องนี้เชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ

เป้าหมายหลักของโครงการนี้คือการรวบรวมข้อมูลจากงานที่ต้องใช้ความคล่องแคล่วของการใช้มือ เพื่อนำไปฝึกให้หุ่นยนต์ในอนาคตสามารถใช้มือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้วยเหตุนี้ ระหว่างทำงานพนักงานจึงให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของมือเป็นพิเศษ

ข้อมูลปริมาณมหาศาล

เบร์คาน คิลิช ผู้ก่อตั้งโครงการชิฟต์ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า เป้าหมายของการเก็บข้อมูลนี้คือ "เพื่อพัฒนามวลมนุษยชาติ"

เขาชี้ว่า โมเดลเอไอที่มีอยู่แล้ว เช่น แชทจีพีที (ChatGPT) สามารถสร้างประโยคจากข้อความต่าง ๆ ที่มีอยู่บนอินเทอร์เน็ตได้ แต่ในโลกจริงนั้น ห้องครัว ห้องนั่งเล่น และอุปกรณ์ต่าง ๆ ล้วนมีความแตกต่างกัน หุ่นยนต์จึงจำเป็นต้องได้รับการฝึกให้ปรับตัวกับพื้นที่และสิ่งของที่หลากหลาย

คิลิชระบุว่า ความท้าทายสำคัญคือจำเป็นต้องรวบรวมข้อมูล "จำนวนมหาศาล" เพื่อทำให้ระบบทำงานได้

เขากล่าวว่า "ในโลกจริง วัตถุแต่ละชิ้นแตกต่างกัน แสงก็แตกต่าง และทุกอย่างเปลี่ยนไปจากไม่กี่ชั่วโมงก่อน โมเดลจำเป็นต้องเรียนรู้ว่ามือ กล้อง และสภาพแวดล้อมทำงานร่วมกันอย่างไร"

โมเดลธุรกิจของบริษัทนี้อาศัยการนำข้อมูลที่เก็บได้จากภายในบ้านของผู้คน ปิดตัวตนของเจ้าของข้อมูลเหล่านั้น แล้วจำหน่ายให้กับบริษัทหุ่นยนต์และเอไออื่น ๆ เพื่อนำไปใช้ฝึกพัฒนาหุ่นยนต์ต่อไป


กล้องที่ติดอยู่บนหมวกของพนักงานจะแสดงภาพการทำความสะอาดในครัวจากมุมมองของผู้ทำความสะอาด

ท้ายที่สุดแล้ว คิลิชกล่าวว่า โครงการชิฟต์อาจขยายไปสู่การให้บริการฟรีหรือในราคาที่ถูกลงครอบคลุม "ทักษะใด ๆ ที่มนุษย์สามารถทำได้" และเขายังบอกด้วยว่านอกจากการทำความสะอาดอะพาร์ตเมนต์ในนิวยอร์กแล้ว บริษัทยังมีช่างซ่อมรถในตุรกีด้วย
ขีดความสามารถของหุ่นยนต์ลักษณะคล้ายมนุษย์ในอนาคตดูเหมือนจะไร้ขีดจำกัด และบีบีซียังเคยรายงานถึงการพัฒนาหุ่นยนต์เพื่อช่วยเหลือทหารที่เป็นมนุษย์ในสนามรบอีกด้วย

ข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัว

ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลและความเป็นส่วนตัวเตือนผู้บริโภคให้ระมัดระวังในการแลกเปลี่ยนข้อมูลของตนเอง โดยเฉพาะการใช้บริการที่อ้างว่า "ฟรี" ที่เปิดทางให้บริษัทเข้าถึงบริเวณด้านในของบ้าน

รอรี เมียร์ ผู้อำนวยการด้านการเข้าถึงแบบเปิดและการมีส่วนร่วมของชุมชนทางเทคโนโลยีของมูลนิธิอิเล็กทรอนิก ฟรอนเทียร์ (Electronic Frontier Foundation) กล่าวว่า เขาพบว่า "แนวโน้มการแลกข้อมูลกับบริการหรือสิ่งตอบแทนจากบริษัทนั้นน่ากังวล"

เขากล่าวว่า "แม้คุณอาจได้รับเงินหรือบริการทันที แต่ข้อมูลที่คุณให้ไปอาจย้อนกลับมาสร้างปัญหาได้ แม้คุณจะเชื่อถือบริษัทที่เก็บข้อมูล แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่ข้อมูลนั้นจะถูกส่งต่อไปยังบริษัทอื่นหรือรัฐบาล"

"ที่ผ่านมาเราเห็นข้อมูลส่วนตัวถูกนำไปใช้เพื่อชักจูงผู้คนผ่านโฆษณา และการปฏิบัติที่เอาเปรียบ เช่น การตั้งราคาแบบเฝ้าติดตามพฤติกรรมผู้ใช้"

เมียร์เสริมว่า การแบ่งปันข้อมูลยังอาจสนับสนุน "ระบบที่ไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของคุณเป็นหลัก"

แคลลี ชโรเดอร์ ผู้อำนวยการโครงการเอไอและสิทธิมนุษยชนขององค์กรอิเล็กทรอนิก ไพรเวซี่ อินฟอร์เมชัน เซ็นเตอร์ (Electronic Privacy Information Center - EPIC) กล่าวว่า แนวทางของชิฟต์เป็น "วิธีการขายการละเมิดความเป็นส่วนตัวที่สร้างสรรค์และน่ากังวลในเวลาเดียวกัน"

เธอกล่าวว่า เทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาจากข้อมูลที่เก็บรวบรวมอาจทำให้พนักงานทำความสะอาดต้องตกงานในอนาคต พร้อมเตือนว่าแม้การทำความสะอาดฟรีจะดูเป็นประโยชน์ แต่ก็เป็น "สิ่งตอบแทนเพียงเล็กน้อย" เมื่อเทียบกับกำไรที่อาจเกิดขึ้นจากการรวบรวมและขายข้อมูลขนาดใหญ่

"ฉันคิดว่าผู้คนยังประเมินต่ำเกินไปว่าข้อมูลการบันทึกภาพภายในบ้านที่สามารถเก็บไปได้นั้นละเอียดอ่อนแค่ไหน" เธอกล่าว

"เราไม่ได้คาดหวังว่าทุกคนจะชอบสิ่งนี้"

อย่างไรก็ตาม คิลิชกล่าวว่า ชิฟต์เป็น "แพลตฟอร์มที่ตรงไปตรงมามากที่สุดในเรื่องการใช้ข้อมูลของคุณ เมื่อเทียบกับบริการอื่น ๆ "

เขากล่าวว่า "ในความเป็นจริง ข้อมูลของคุณถูกนำไปใช้ทุกวันอยู่แล้ว แต่คุณไม่รู้ว่าเอาไปทำอะไร และคุณก็ไม่ได้รับค่าตอบแทน" โดยเขาอ้างถึงข้อมูลที่เว็บไซต์และโซเชียลมีเดียเก็บจากผู้ใช้งาน

"แต่เราให้บริการฟรี หมายความว่าอย่างน้อยคุณก็ได้รับสิ่งตอบแทน และเป็นการแลกเปลี่ยนที่ตรงไปตรงมาแบบนั้น" เขากล่าวเสริม

เขายังระบุว่า "ถ้าคุณไม่ต้องการใช้บริการ คุณก็ไม่จำเป็นต้องทำ เราไม่ได้คาดหวังว่าทุกคนจะชอบ และนั่นก็ไม่เป็นไร"

แม้บางคนจะกังวลเรื่องผลกระทบด้านความเป็นส่วนตัวจากแผนของโครงการชิฟต์ แต่ก็มีอีกจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสในการมีส่วนร่วมกับการปฏิวัติด้านเอไอ

พนักงานทำความสะอาดของผมบอกว่า พวกเขาเชื่อว่าเอไอจะเปลี่ยนโลกการทำงานอย่างมาก แต่คนที่ปรับตัวได้เร็วจะไม่มีอะไรต้องกังวล หนึ่งในนั้นถึงกับส่งอุปกรณ์บันทึกภาพและติดตามกลับไปให้แม่ที่บ้าน เพื่อให้เธอบันทึกภาพขณะทำงานบ้านจากมุมมองของตัวเอง

แม้พวกเขาจะได้รับค่าจ้างในอัตราที่บริษัทระบุว่าสูงกว่ามาตรฐานของพนักงานทำความสะอาดในนิวยอร์ก แต่ทีมพนักงานรุ่นใหม่ของบริษัทยังคงดูตื่นเต้นที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสเอไอ แม้จะต้องลงมือทำความสะอาดอะพาร์ตเมนต์แล้วซ้ำเล่าในนิวยอร์กก็ตาม

https://www.bbc.com/thai/articles/cy8wg2v6y75o




จีนเทาซื้อบ้าน 60 ล้านในไทยได้ยังไง ทั้งๆ ที่ตามกฎหมายไทย คนต่างชาติไม่สามารถถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน (บ้านพร้อมที่ดิน) ในนามส่วนบุคคลได้

https://www.facebook.com/reel/3375262752638020



เมือง ‘ของ’ อนาคต โดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์


บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
มติชนสุดสัปดาห์
19.06.2026

แม้ครั้งนี้ผมจะไม่มีโอกาสกลับไปร่วมรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

แต่ก็ยังติดตามการแข่งขัน ข้อเสนอ และวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาเมืองของผู้สมัครแต่ละคนอย่างใกล้ชิดจากอีกฟากหนึ่งของโลก

อันที่จริงแล้ว ในช่วงหลังมานี้ ผมพบว่าตัวเองติดตามการเมืองระดับเมืองมากกว่าการเมืองระดับชาติเสียอีก ตั้งแต่กรุงเทพมหานคร นครนิวยอร์ก กรุงปารีส เมืองมิวนิก ไปจนถึงกรุงโซล

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะระหว่างที่อยู่ Harvard ผมมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมของ Bloomberg Center for Cities อยู่บ่อยครั้ง

ได้ฟังนายกเทศมนตรีและผู้นำเมืองจากหลากหลายประเทศมาแบ่งปันประสบการณ์ วิสัยทัศน์ และความท้าทายในการบริหารเมือง ทำให้ผมเริ่มสนใจคำถามเรื่องเมืองอย่างจริงจังมากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ แนวคิดและนโยบายส่วนใหญ่ที่ผมได้เห็นจากเมืองต่างๆ มักมุ่งไปที่ “เมืองแห่งอนาคต” ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่งมวลชนแห่งใหม่ การพัฒนาเมืองรอบสถานีรถไฟ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การจัดการน้ำและน้ำท่วม การพัฒนาที่อยู่อาศัย การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน หรือการออกแบบเมืองให้รองรับการเติบโตในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นความพยายามในการตอบคำถามว่า เมืองจะเติบโตอย่างไร จะเดินทางสะดวกขึ้นอย่างไร จะดึงดูดการลงทุนอย่างไร หรือจะรับมือกับความท้าทายในอนาคตอย่างไร

แต่ยิ่งติดตามเรื่องเมืองมากขึ้น ผมก็ยิ่งรู้สึกว่ามีอีกคำถามหนึ่งที่ถูกพูดถึงน้อยกว่า นั่นคือ เมืองแห่งนี้กำลังสร้างสภาพแวดล้อมแบบไหนให้กับคนรุ่นต่อไป

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ นอกจากคำถามว่าเราอยากอยู่ในเมืองแบบไหนแล้ว ผมเริ่มสนใจมากขึ้นว่าเราอยากให้ลูกเติบโตขึ้นมาในเมืองแบบใด เมืองของเด็กๆ เมือง “ของ” อนาคต

และนั่นคือจุดที่ทำให้ผมเริ่มสนใจการบริหารเมือง และมองอีกมุมว่าถ้าเราคิดแบบ “เมืองของอนาคต” แทนที่การมองแบบ “เมืองแห่งอนาคต” หน้าตา รูปแบบนั้นจะต่างไปอย่างไรบ้าง

ประจวบกับการมาใช้ชีวิตพ่อกับลูกสาว ช่วงตลอดภาคการศึกษาที่ผ่านมา ผมอยู่ที่เมือง Brookline รัฐแมสซาชูเซตส์ เมืองเล็กๆ ที่อยู่ติดกับนครบอสตัน และได้รับการจัดอันดับอย่างสม่ำเสมอให้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในการเลี้ยงดูบุตรหลานในสหรัฐอเมริกา เลยอยากมาเล่าให้ทุกท่านฟังไปในคราวเดียวกัน

สิ่งที่ค้นพบคือ หลายเหตุผลที่ทำให้ Brookline กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่เหมาะกับการเลี้ยงดูเด็กที่สุด เกิดจากนโยบายเล็กๆ จำนวนมากที่ถูกออกแบบโดยมีเด็กและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน และบางเรื่องอาจนำไปปรับใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เน้นสร้างคน สร้างอนาคตให้เด็ก มากกว่าสร้าง Mega project โครงสร้างใหญ่มหึมาที่ไม่มีคนใช้

ผมจึงอยากแบ่งปัน 3 สิ่งที่เมืองแห่งนี้มอบให้เด็กทุกคน นั่นคือ โอกาสในการเรียนรู้ โอกาสในการสำรวจโลก และโอกาสในการเติบโตอย่างเป็นอิสระ

1.เรียนรู้ได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับฐานะของครอบครัว

ลูกสาวของผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนชื่อ Driscoll School of Brookline ต้องบอกตามตรงว่าเรามีความสุขกับโรงเรียน

สิ่งแรกที่ผมสังเกตเห็นคือ โรงเรียนรัฐบาลที่นี่ไม่ได้ถูกมองเป็นทางเลือกสำรองสำหรับคนที่ไม่มีเงินเรียนโรงเรียนเอกชน

ตรงกันข้าม ครอบครัวจำนวนมากที่สามารถส่งลูกเข้าโรงเรียนเอกชนได้กลับเลือกโรงเรียนรัฐบาล เพราะพวกเขาเชื่อมั่นในคุณภาพของระบบ

เมื่อครอบครัวย้ายเข้ามาอยู่ในเขตการศึกษาใด เด็กก็มีสิทธิ์เข้าเรียนในโรงเรียนของชุมชนนั้นทันที หลักคิดจึงไม่ใช่การแข่งขันว่าใครจะสอบเข้าโรงเรียนที่ดีที่สุดได้ แต่เป็นการทำให้โรงเรียนของชุมชนดีพอสำหรับทุกคน

สิ่งที่ผมประทับใจคือ “ฟรี” ที่นี่หมายถึงฟรีจริงๆ

ไม่มีค่าเล่าเรียน ไม่มีค่าแรกเข้า ไม่มีเงินแป๊ะเจี๊ยะ ไม่มีค่าใช้จ่ายแฝงจำนวนมากที่ผู้ปกครองต้องคอยกังวล อาหารเช้าและอาหารกลางวันจัดให้นักเรียนทุกคน ห้องสมุด โรงยิม สนามกีฬา ดนตรี ศิลปะ กิจกรรมหลังเลิกเรียน รวมถึงบุคลากรสนับสนุนต่างๆ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษา

และหากครอบครัวใดกำลังเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจ ระบบก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในรั้วโรงเรียน ยังมีเครือข่ายสนับสนุนด้านอาหารและสวัสดิการที่ช่วยดูแลเด็กและครอบครัวต่อเนื่องไปถึงช่วงวันหยุดและปิดภาคเรียนด้วย ไม่ใช่เฉพาะวันที่มาเรียนอย่างเดียว

ผมชอบที่ห้องเรียนของลูกสะท้อนโลกแห่งความเป็นจริง เด็กๆ มาจากหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา และฐานะทางเศรษฐกิจ แต่ทุกคนเรียน เล่นกีฬา ทำกิจกรรม และเติบโตไปด้วยกันในโรงเรียนเดียวกัน

ทั้งนี้ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเอง โรงเรียนของ Brookline อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ School Committee ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในท้องถิ่น งบประมาณ นโยบาย และทิศทางของโรงเรียนจึงเชื่อมโยงกับคนในชุมชนโดยตรง การกระจายอำนาจ

ความยึดโยงกับประชาชนทางการศึกษาน่าจะเป็นหัวเรื่องของมิตินี้ของความเป็นเมือง

2.บัตรห้องสมุดใบเดียว เปิดประตูสู่โลกทั้งใบ

สิ่งที่ทำให้ผมทึ่งที่สุดอย่างหนึ่งคือบทบาทของห้องสมุดประชาชน ซึ่งเมืองใช้ห้องสมุด หรือ Public Library เป็นเส้นเลือดใหญ่ของความเป็นชุมชนที่นี่

ก่อนหน้านี้ผมคิดว่าห้องสมุดก็คือห้องสมุด เป็นสถานที่สำหรับยืมหนังสือและหามุมเงียบๆ สำหรับอ่านหนังสือ

แต่หลังจากใช้บริการห้องสมุดของ Brookline อยู่หลายเดือน ผมพบว่าที่นี่มองห้องสมุดแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

วันแรกที่ผมไปสมัครสมาชิก ผมคิดว่าจะได้เพียงบัตรยืมหนังสือ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคล้ายบัตรผ่านเข้าสู่ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ทั้งเมือง

ผ่าน Museum Pass ครอบครัวสามารถเข้าถึงพิพิธภัณฑ์เด็ก Boston Children’s Museum, พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Museum of Fine Arts, พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ Museum of Science, พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ New England Aquarium, สวนสัตว์ Franklin Park Zoo รวมถึงสถานที่ทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของ The Trustees ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิด Library of Things ที่เป็นห้องสมุด ให้ยืมตั้งแต่กล้องถ่ายรูป กล้องส่องดาว ชุดทดลองวิทยาศาสตร์ เครื่องมือช่าง ไปจนถึงอุปกรณ์ที่หลายคนอาจใช้เพียงปีละครั้ง เป็นพื้นที่ชุมชนจริงๆ ทำให้คนเห็นคุณค่าของห้องสมุดจริงๆ

ยังไม่รวมกิจกรรมสำหรับเด็กที่มีแทบทุกวัน ตั้งแต่เล่านิทาน ร้องเพลง งานศิลปะ LEGO ชมรมอ่านหนังสือ ไปจนถึงกิจกรรมวิทยาศาสตร์ ที่กลายๆ คล้าย สถานที่เด็กอ่อนนิดๆ และยังมีบริการดิจิทัลอย่าง Kanopy หนังสือเสียง และ e-books อีกจำนวนมาก

ไม่ต้องมี subscription กับ netflix ใดๆ เพราะหนัง ละคร สารคดี เยอะมากๆ

3.อิสระเริ่มต้นจากความปลอดภัย

ค่อนข้างชัดเจนว่า ที่นี่วางผังเมืองมาให้ปลอดภัย สะดวก คลอบคลุม ก่อนหน้านี้เวลาพูดถึงระบบคมนาคม ผมมักคิดถึง Mega project ลงทุนใหญ่ๆ รถไฟฟ้า ทางด่วน ความเร็วในการเดินทาง หรือการเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจระหว่างพื้นที่ต่างๆ

แต่เมื่อมองผ่านสายตาของพ่อ คำถามกลับเป็นว่า เด็กคนหนึ่งสามารถเดินไปโรงเรียนได้อย่างปลอดภัยหรือไม่

รอบโรงเรียนมีทางเท้า ทางม้าลาย ป้ายเตือน และเจ้าหน้าที่ช่วยข้ามถนนในช่วงเช้าและเย็น

สนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ ห้องสมุด และพื้นที่สาธารณะต่างๆ ถูกกระจายอยู่ตามย่านที่อยู่อาศัยจนสามารถเดินถึงได้

เด็กอายุต่ำกว่า 11 ปีสามารถใช้ระบบขนส่งสาธารณะได้ฟรีเมื่อเดินทางกับผู้ใหญ่ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

ทั้งหมดนี้คือ อิสรภาพและการพึ่งพาตนเอง (Mobility freedom and independence) ของเด็กให้ออกไปเรียนรู้ที่จะออกไปสำรวจโลกด้วยตัวเอง

เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดหลายเดือนที่อยู่ Brookline ผมเริ่มเข้าใจว่าทำไมเมืองแห่งนี้จึงได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในการเลี้ยงดูเด็กในอเมริกา

คำตอบอยู่ในวิธีคิดของเมืองที่ออกแบบสิ่งต่างๆ ให้เชื่อมโยงกัน ทั้งโรงเรียน ห้องสมุด สวนสาธารณะ พื้นที่สาธารณะ และระบบการเดินทาง ล้วนช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการเติบโต

เมืองแห่งนี้ดูเหมือนจะตั้งคำถามง่ายๆ กับตัวเองอยู่เสมอว่า หากเด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นมาที่นี่ เขาจะมีโอกาสเรียนรู้มากพอไหม เขาจะได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบหรือเปล่า และเขาจะใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยพอที่จะค่อยๆ เติบโตเป็นตัวของตัวเองได้หรือไม่

ยังไงก็ฝาก ผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไปให้ลองมองเมืองผ่านเลนส์ เมือง “ของ” อนาคต ไม่น้อยกว่า เลนส์ เมือง “แห่ง” อนาคต

https://www.matichon.co.th/weekly/exclusive/article_900637




ทำไมประเทศกู ที่ประกาศปราบโกงเสียงดังที่สุด เป็นประเทศที่มี การทุจริตคอร์รัปชั่น ระดับต้นๆของโลก


ทำไมประเทศที่มี องค์กร-หน่วยงาน ทั้งรัฐและเอกชน รวมถึงผู้นำทุกยุคทุกสมัย ที่ประกาศจะปราบคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง เป็นประเทศเดียวกันที่มี การทุจริตคอร์รัปชั่น ระดับต้นๆของโลก
 
อรุณ วัชระสวัสดิ์
19 hours ago
·
จากมติชนสุดสัปดาห์
.....

Gemini เธอว่าไง...

นี่คือหนึ่งในความย้อนแย้ง (Paradox) ที่เจ็บปวดที่สุดในโครงสร้างสังคมและระบอบการเมืองครับ เหตุผลที่ประเทศอย่างไทย หรืออีกหลายประเทศทั่วโลก มีแคมเปญปราบคอร์รัปชันดังกระหึ่มอยู่ตลอดเวลา แต่คะแนนดัชนีภาพลักษณ์การทุจริต (CPI) กลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง สามารถวิเคราะห์ออกเป็นมิติหลัก ๆ ได้ดังนี้ครับ

1. การปราบคอร์รัปชันถูกใช้เป็น "เครื่องมือทางการเมือง" (Political Weapon)

ในหลายประเทศ วาทกรรม "ปราบโกง" ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกวาดล้างทุจริตอย่างแท้จริง แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้ตนเองและทำลายฝั่งตรงข้าม

สร้างความชอบธรรม: ผู้นำมักใช้ประเด็นนี้เป็นข้ออ้างในการก้าวเข้าสู่อำนาจ หรือจัดตั้งรัฐบาล เพื่อแสดงตนว่าเป็น "คนดี" ที่มาแก้ไขวิกฤต

เลือกปฏิบัติ (Selective Enforcement): องค์กรตรวจสอบมักถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง การดำเนินคดีมักเกิดขึ้นอย่างเข้มงวดกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง แต่เมื่อเป็นฝ่ายเดียวกันกลับเกิดภาวะ "มองไม่เห็น" หรือกระบวนการเกิดความล่าช้า

2. โครงสร้างอำนาจนิยมและระบบอุปถัมภ์ (Clientelism & Patronage)

ลึกลงไปในวัฒนธรรมและโครงสร้างสังคม ระบบอุปถัมภ์แข็งแกร่งกว่าตัวบทกฎหมาย

ผลประโยชน์ต่างตอบแทน: การเข้าสู่อำนาจหรือการเติบโตในหน้าที่การงาน (ทั้งรัฐและเอกชน) หลายครั้งไม่ได้วัดกันที่ระบบคุณธรรม (Meritocracy) แต่วัดที่เครือข่ายความสัมพันธ์ (Connections)

เมื่อโครงสร้างสังคมขับเคลื่อนด้วยระบบ "สายสัมพันธ์" กฎหมายและการตรวจสอบจึงทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะมีเรื่องของบุญคุณ บารมี และผลประโยชน์ทับซ้อนค้ำคออยู่

3. ปัญหาที่ "ตัวระบบ" ไม่ใช่แค่ "ตัวบุคคล"

การรณรงค์ส่วนใหญ่มักเน้นไปที่การปลูกฝังศีลธรรม เช่น "โตไปไม่โกง" หรือการหา "คนดี" มาบริหาร ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ตัวบุคคล แต่ละเลยการปฏิรูป "ระบบ"

ระบบราชการที่เทอะทะและใช้ดุลยพินิจสูง: ยิ่งขั้นตอนราชการซับซ้อนและต้องใช้การอนุมัติผ่านดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่มากเท่าไหร่ ช่องว่างในการจ่าย "เงินใต้โต๊ะ" เพื่อซื้อความสะดวกก็ยิ่งมากเท่านั้น

การขาดความโปร่งใสแบบ Real-time: แม้จะมีหน่วยงานตรวจสอบมากมาย แต่กระบวนการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data) และการให้ภาคประชาชนเข้าถึงเพื่อร่วมตรวจสอบสัญญารัฐหรือสัมปทานต่าง ๆ ยังทำได้ยากและมีอุปสรรคทางกฎหมาย

4. ภาวะ "เกลียดปลาไหลแต่กินน้ำแกง" ในภาคเอกชนและภาคประชาชน

ความย้อนแย้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในระดับผู้นำ แต่ฝังอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน

เอกชน: องค์กรธุรกิจจำนวนมากประกาศนโยบายต้านโกง (Anti-Corruption) เพื่อภาพลักษณ์และการยอมรับในระดับสากล แต่ในความเป็นจริง หากระบบราชการยังไม่เอื้ออำนวย การจ่าย "ค่าผ่านทาง" เพื่อให้ธุรกิจขับเคลื่อนต่อไปได้ก็ยังคงเกิดขึ้น

ประชาชน: สังคมมักแสดงความเกลียดชังต่อการทุจริตเชิงนโยบายระดับพันล้าน แต่ในระดับชีวิตประจำวัน การจ่ายเงินเพื่อความสะดวก (เช่น ใบสั่ง, การฝากเข้าเรียน, การขออนุญาตต่าง ๆ) บางครั้งถูกมองว่าเป็นเรื่อง "เล็กน้อย" หรือเป็น "ค่าธรรมเนียมพิเศษ" ที่ยอมรับได้

5. องค์กรตรวจสอบขาด "ความเป็นอิสระ" ที่แท้จริง

แม้จะมีองค์กรอิสระหรือหน่วยงานเฉพาะทางตั้งขึ้นมามากมาย แต่หากที่มาของคณะกรรมการในองค์กรเหล่านั้นยังเชื่อมโยงหรือถูกแทรกแซงโดยฝ่ายบริหารหรือกลุ่มผู้มีอำนาจ หน่วยงานเหล่านี้ก็จะมีสภาพเป็นเพียง "เสือกระดาษ" หรือถูกใช้เป็นเกราะกำบังให้ผู้มีอำนาจแทนที่จะเป็นผู้จับผิด

บทสรุป: ประเทศที่ประกาศปราบโกงเสียงดังที่สุด มักเป็นประเทศที่ "กลไกปกติทางกฎหมายและการตรวจสอบตามระบบใช้การไม่ได้" จึงต้องอาศัยการตะโกนสร้างภาพลักษณ์อยู่บ่อย ๆ ตราบใดที่ยังแก้ปัญหาด้วยวาทกรรมเชิงศีลธรรม โดยไม่รื้อระบบอุปถัมภ์ ไม่ลดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และไม่เปิดกว้างให้ภาคประชาชนตรวจสอบได้อย่างแท้จริง คำประกาศเหล่านั้นก็เป็นเพียงแค่พิธีกรรมทางการเมืองครับ



พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ร่วมสนทนาซีรีย์ดัง ทนายปีศาจ น่าสนใจและคิดตาม

https://www.facebook.com/reel/1341334387967113



ในขณะที่คนในสังคมภายนอกกำลังอินและถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องราวของ "ทนายปีศาจ" แต่ตัวจริงของคนที่เป็นทนายความผู้ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงออกในชีวิตจริงอย่าง คุณอานนท์ นำภา กลับไม่มีโอกาสได้สัมผัสกระแสเหล่านี้เลย เพราะยังคงถูกคุมขังอยู่มาอย่างยาวนานทะลุ 1,000 วันแล้วจากคดี 112


iLaw
17 hours ago
·
ทนายอานนท์ นำภา ยังไม่เคยดูซีรีย์เรื่อง #ทนายปีศาจ เพราะเขาถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำด้วยคดีมาตรา 112 ในวันที่ "ทนายปีศาจ" กำลังโด่งดังและคนกำลังพูดถึงเต็มฟีด ทนายอานนท์อยู่ในเรือนจำมาแล้ว 1,000 วัน หรือสองปีกว่าๆ
.
อานนท์ นำภา หรือ "ทนายอานนท์" จบการศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา และเริ่มทำงานด้านสิทธิมนุษยชนหลังเรียนจบ
โดยช่วงแรกเป็นทนายความช่วยเหลือชาวบ้านด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชน ในช่วงปี 2553 มีคนถูกจับกุมจำนวนมากจากการชุมนุมของคนเสื้อแดง อานนท์รับช่วยเหลือคดีความให้คนที่ถูกจับกุมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ในนามสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ที่เขาก่อตั้งเอง

ต่อมาภายหลังการรัฐประหาร 2557 เขาเป็นหนึ่งในทีมทนายของ “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” ที่ว่าความให้กับจำเลยคดีการเมืองจากการชุมนุม การแสดงออกต่อต้านคณะรัฐประหาร รวมทั้งคดีมาตรา 112 บทบาทของทนายอานนท์จะคล้ายกับทนายความในภาพยนตร์อยู่บ้าง เมื่อมีคนถูกจับกุม ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเขาก็ต้องเข้าไปหาทั้งในห้องขังของสถานีตำรวจ ในค่ายทหาร และในเรือนจำ เพื่ออธิบายขั้นตอนทางกฎหมายว่า จะต่อสู้คดีได้อย่างไร และหากผู้ถูกจับกุมยินยอมก็ต้องแต่งตั้งเขาเป็นทนายความเพื่อยื่นเรื่องขอประกันตัว และเตรียมข้อมูลต่อสู้คดี

ในฐานะทนายความคดีที่เกี่ยวข้องกับการเมือง การต่อสู้คดีของเขาไม่เคยง่าย เมื่อจำเลยของเขาต่างมาศาลด้วยข้อหาที่ฝ่ายตรงข้ามนั้นมีบารมีมากมาย ทั้งนายตำรวจใหญ่ กองทัพ คณะรัฐประหาร นายทุนใหญ่ และอื่นๆ บรรยากาศทางการเมืองย่อมส่งผลกระทบต่อผลของคดี โดยเฉพาะในยุคที่คดีความต้องพิจารณาที่ศาลทหาร รวมถึงคดีที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน ซึ่งผู้พิพากษาเจ้าของคดีถูกคัดเลือกมาแล้วว่า จะเป็นใครมานั่งบนบัลลังก์

แนวทางการต่อสู้คดีของทนายอานนท์ ไม่ได้ใช้วิชาแบบ "ปีศาจ" ไม่ได้ข่มขู่ผู้พิพากษา ไม่ได้สร้างพยานหลักฐานเท็จ เขาใช้วิธีการซักค้าน ถามค้าน ด้วยทักษะการพูดและการจับประเด็นอันแหลมคมของเขา แต่ผลคดีของทนายอานนท์ไม่เหมือนในภาพยนตร์ เพราะคดีส่วนใหญ่ศาลไม่ได้พิพากษายกฟ้อง แม้หลักฐานะโจทก์จะมีข้อสงสัยตามสมควรก็ไม่ได้ยกฟ้องง่ายๆ

ระหว่างการทำหน้าที่ทนายความ อานนท์ก็ใช้สิทธิเสรีภาพในฐานะประชาชนเคลื่อนไหวทางการเมืองควบคู่กันไป โดยเริ่มจากทำกิจกรรมในนามกลุ่ม "พลเมืองโต้กลับ" ต่อมาเรียกร้องในนาม "กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง" กระทั่งวันที่ 3 สิงหาคม 2563 เขาได้ขึ้นเวทีและปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบแฮร์รี่พอตเตอร์ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นครั้งแรกที่ประชาชนพูดถึงบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา ทั้งมิติด้านงบประมาณ การประทับในต่างประเทศ การจัดการทรัพย์สินและข้าราชการส่วนพระองค์ รวมถึงวิจารณ์บทบาทของ คสช. และองคาพยพที่มีส่วนทำให้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เพิ่มขึ้นกว่าในอดีต

หลังจากนั้นอานนท์ ยังขึ้นปราศรัยอีกหลายเวที เป็นเหตุให้เขาถูกดำเนินคดีมาตรา 112 รวมถึง 14 คดี จากทั้งการปราศรัยและการโพสเฟซบุ๊กรณรงค์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดอันดับที่ 2 ระหว่างการต่อสู้คดีของตัวเอง เขาก็ยังคงทำหน้าที่ทนายความและว่าความให้กับคดีอื่นๆ ไปพร้อมกันด้วย ก่อนที่จะถูกศาลพิพากษาและไม่ให้ประกันตัว และเข้าเรือนจำตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2566 เรื่อยมา แต่บทบาททนายความของเขาก็ยังไม่สิ้นสุดลง เพราะในหลายคดีที่เขาถูกเบิกตัวมาศาลในฐานะจำเลย เขาก็ยังทำหน้าที่ถามค้านและว่าความต่อสู้คดีให้กับตัวเองและจำเลยคนอื่นๆ ด้วย

อานนท์ ถูกศาลพิพากษาในคดีมาตรา 112 แล้วอย่างน้อย 11 คดี จาก 14 ทุกคดีอานนท์ยื่นอุทธรณ์และคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด โทษจำคุกที่อานนท์ได้รับรวมทุกคดี 28 ปี 45 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ

รู้จักทนายอานนท์ และคดีของเขาเพิ่มขึ้นได้ทาง https://www.ilaw.or.th/articles/10239

ดูอัพเดทคดีทั้งหมดของอานนท์ ได้ทาง https://tlhr2014.com/archives/76892

https://www.facebook.com/photo?fbid=1439695334870748&set=a.625664036273886

.....


อานนท์ นำภา

10 hours ago
·
1,000 วันในเรือนจำ ตั้งแต่ปี กันยา 66 (ถ้านับรวมช่วง 63 เป็นต้นมาก็น่าจะราว 2,000 วัน) ขอบคุณทุกท่านที่ไปศาล ไปเยี่ยมเยือนกันเสมอๆ รวมถึงทุกกำลังใจผ่านข้อความหรือการสนับสนุนสินค้า สมาชิก ในทุกช่องทางตลอดหลายปี
.
ช่วงนี้อานนท์ปวดขามาเป็นเดือน หวังว่าจะได้รับการรักษา อาจจะเพราะการต้องอยู่ในท่าเดิมๆนานเกินไป ซึ่งเป็นเรื่องที่เพื่อนๆผู้ต้องขังหลายคนก็พบเจอเช่นเดียวกัน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=36572463415701603&set=a.163415147033223






#ยืนหยุดทรราชw167 20 มิถุนายน 2569 “จิรวัฒน์” แชร์โพสต์ในเฟสบุ๊ค 3 โพสต์ โดยไม่ได้แสดงความเห็นอะไร ถูกศาลลงโทษจำคุก 6 ปี การลงโทษได้สัดส่วนกับความผิดหรือไม่?

https://www.facebook.com/watch/?v=2298206664340328

https://www.facebook.com/wetheequalcitizen/posts/1026420173073316

We, The People
11 hours ago
·
#ยืนหยุดทรราชw167
20 มิถุนายน 2569
“จิรวัฒน์” แชร์โพสต์ในเฟสบุ๊ค 3 โพสต์ โดยไม่ได้แสดงความเห็นอะไร ถูกศาลลงโทษจำคุก 6 ปี การลงโทษได้สัดส่วนกับความผิดหรือไม่? ทำไมบางคนฆ่าคนตาย ค้ายาเสพติด บุกรุกป่า ค้ามนุษย์ ฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่กลับไม่ต้องรับโทษและมีตำแหน่งใหญ่โตในสังคม?
#นิรโทษกรรมประชาชน
#คืนสิทธิประกันตัว
#ปล่อยเพื่อนเรา