วันศุกร์, เมษายน 03, 2569

สภาผู้แทนฯ เจ้าระเบียบ จะเป็นจะตายกับความเนี้ยบของพิธีกรรมในการอภิปราย ไม่สนใจว่าเนื้อหาจะอย่างไร ส่วนอีกราย อ้างระเบียบเอาเปรียบคู่แค้น

ฤๅว่าบ้านเรานี้กำลังจะเป็นประเทศเจ้าระเบียบ ดูจากพฤติกรรมในสภาผู้แทนฯ จะเป็นจะตายกับความเนี้ยบของพิธีกรรมในการอภิปราย ไม่สนใจว่าเนื้อหาจะอย่างไร กรณีแรกที่นำมาเป็นตัวอย่างเห็นชัด ส่วนกรณีหลังนั่นอ้างระเบียบเอาเปรียบคู่แค้น

ในการอภิปรายวาระเร่งด่วนเรื่องไฟป่าและฝุ่นควันเมื่อวานนี้ ทั่นรองประธานคนที่สอง ทำหน้าที่ประธานของที่ประชุม สั่งให้ สส.พรรคประชาชนยุติการอภิปรายที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ว่าควรมีมาตรการปกป้องชีวิตประชาชนกันอย่างไรต่อกรณีไฟป่าและฝุ่นพิษ

เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สั่งให้ ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล ยุติการอภิปรายเพราะใช้เวลาเกินกำหนด ๗ นาทีไปแล้ว ๒๙ วินาที พวกคอการเมืองมองว่า นี่มันบี้กันแบบ “ไม้เบื่อไม้เมา” หรือเปล่า ในเมื่อเลิศศักดิ์น่ะ สส.จังหวัดเลย ๓ สมัย พรรคเพื่อไทย

นักวิชาการบางท่าน เช่น ปวิน ณ เกียวโต ซัดเละว่า “แสดงออกถึงการขาดวุฒิภาวะและความเข้าใจในลำดับความสำคัญของปัญหาอย่างรุนแรง...ไอ้วินัยที่พวกคุณพยายามรักษานั้น มีค่ามากกว่าเนื้อหาการแก้ไขปัญหาลมหายใจของคนทั้งประเทศเชียวหรอ”

และใช่ละ “ สภาผู้แทนราษฎรควรเป็นพื้นที่แห่งการปรึกษาหารือเพื่อบรรเทาทุกข์ ไม่ใช่สนามที่เต็มไปด้วยกฎหยุมหยิมเพื่อเอาชนะคะคานกันทางการเมือง” โดยเฉพาะพรรคประชาชนเขาเปิดสมัยประชุมด้วยการเสนอกฎหมายสำคัญ ๙ ฉบับ

เนื่องเพราะมีข้อเสนอ กม.สำคัญต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนค้างคามาจากสภาสมัยที่แล้วมากมาย หนึ่งในนั้นคือร่าง พรบ.ฝุ่นพิษนี่ละ ประเทศไทยไม่เคยมี กม.ควบคุมเรื่องนี้อย่างชัดเจน ยากต่อการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเรื่องการก่อมลพิษข้ามพรมแดน

รัฐบาลให้ความสำคัญยิ่งยวดต่อครอบครัวไทยที่อยู่อาศัยชายแดนติดเขมร แต่กับชาวบ้านพื้นที่ป่าเขาที่กำลังประสบปัญหาไฟป่า และฝุ่นพีเอ็ม ๒.๕ มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากระแสชาตินิยม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กล่าวในการอภิปรายของเขาตอนหนึ่ง

และมี สส.พรรค ปชน.อีกคนต้องมาตอบความข้องใจของ สส.สองสามคนพรรคเล็กๆ พรรคหนึ่ง ที่ปักหลักประท้วง คัดค้านการอภิปรายของพรรคประชาชนบ่อยๆ เขาจึงเดินไปยังที่นั่ง สส.กลุ่มนี้เพื่อปรับความเข้าใจ กลับกลายเป็นดราม่า มี สส.ต่างพรรคมาไกล่เกลี่ย

ประเด็นอยู่ที่ สส.คริส โปตระนันทน์ พรรคเศรษฐกิจ ซึ่งหัวหน้าพรรคเป็นทหารนายพลแต่ไม่ได้รับเลือกเข้าสภา “ลุกขึ้นประท้วง ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน ที่นำเอกสารขึ้นมาอ่าน โดยให้เหตุผลว่าการอ่านสคริปต์จะทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย”

ก่อนหน้านี้เมื่อ ๑ เมษา คริสอภิปรายสาดใส่ สส.พรรคประชาชนอีกคน “สงสัยว่าเป็น สส.แค่สมัยเดียว แค่ปีเดียว แค่สองปี บางคนเป็นสามล้อถูกหวยเกาะพรรคเข้ามา ไม่ได้มีความเก่ง ไม่ได้มีความเป็นตัวเอง แต่ท่านดันได้เข้ามายืนในสภาแห่งนี้”

ก็น่าที่จะตั้งข้อสันนิษฐานได้ว่า นายคริสคนนี้แค้นฝังหุ่นอยู่กับพรรคประชาชน เขาเคยอยู่ในกลุ่มร่วมก่อตั้งพรรคอนคตใหม่ แต่ไม่ได้ไปต่อกับพรรคก้าวไกล และกลายเป็นฝ่ายตรงข้าม และคู่กัดยุคพรรคประชาชน เขาหาความต่อ

“โร่แถลง เตรียมเอาผิด ‘ปกรณ์วุฒิ’ ฝ่าฝืนจริยธรรมหรือไม่” ผู้ถูกกล่าวหาบอกว่า ก็ผมเป็นวิปฝ่ายค้าน การเดินไปปรึกษากับต่างพรรคถึงที่นั่งเพื่อปรับความเข้าใจ เป็นวิธีการที่ทำกันอยู่เป็นปกติ เพื่อไม่ให้เสียเวลามาอภิปรายกลางสภากับเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งน่ะ

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/rahWNox, https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/tEuz6anCxz, https://www.facebook.com/thestandardth/posts/co4ex6gwYs และ https://x.com/PPLEThai/status/2039256145660145814) 

ภาวะผู้นำนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ลอว์เรนซ์ หว่อง ออกรายการพูดถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และผลกระทบแม้สงครามจะสงบลงทันที เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนัก


In full: PM Lawrence Wong's message on the situation in the Middle East

Mothership

Apr 2, 2026 
#sgnews #singapore

https://www.youtube.com/watch?v=opxSU0GNnEU
6 hours ago
·
ชั่วโมงที่ผ่านมา Lawrence Wong เพิ่งออกรายการสดทั่วสิงคโปร์ ย้ำเตือนสิ่งที่กำลังเกิดบนโลกใบนี้, สิ่งที่จะเป็นผลกระทบทั้งที่สงครามสงบทันที, สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปหากสถานการณ์ยังรุนแรง, และมาถึงสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญรวมสามเรื่อง (ซึ่งลงมือทำไปแล้ว) ... ผมเข้าใจว่าการออกอากาศครั้งนี้ก็เพื่อให้ทุกคนยังอยู่ในโหมดระวังตัวอยู่
.
นายกรัฐมนตรีประเมินสถานการณ์ให้เห็นว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าหากเหตุการณ์สงบทันทีในวันพรุ่งนี้ อะไรจะยังแพงอยู่ต่อไปเพราะมันยังจะขาดแคลนไปอีกจากความเสียหายซึ่งต้องใช้เวลาอีกเป็นปีกว่าที่การผลิตจะกลับคืนสู่สภาพปกติ, แล้วถ้ายืดเยื้อและรุนแรงต่อไปอะไรจะเกิดขึ้นอีก ... เรื่องพวกนี้อ่านในสื่อได้ แต่รัฐบาลสิงคโปร์น่าจะต้องการความชัวร์ว่าประชาชนได้ยินจากผู้นำเองว่า "เราเข้าใจตรงกันนะว่าวิกฤติมันยังอยู่และจะอยู่ต่อไปอีกระยะ" อันนี้ผมว่าเซ็ตโทนมาดีเลย ไม่มีการโชว์เก๋าว่าไม่ต้องห่วง ลอว์เรนซ์จงใจเปิดด้วยโทนนี้ให้ยอมรับว่าต่อให้สงครามจบวันนี้พรุ่งนี้สถานการณ์ก็จะยังไม่ปกติไปอีกนาน
.
พูดต่อเนื่องไปยังสิ่งที่รัฐบาลทำไปแล้ว ยกตัวอย่างคณะกรรมการหลายชุด มีรัฐมนตรีท่านไหนบ้างในคณะกรรมการบางชุด พวกเขาไปศึกษา, จัดการ, และเตรียมความพร้อมมาให้นายกอย่างไร (เหมือนจะบอกว่าพวกเขาทำนะ ผมแค่มารายงานให้ประชาชนทราบ)
.
เช่น เรื่องที่รัฐบาลมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการจัดการกับความต่อเนื่องของซัพพลายของชาติทั้งพลังงานและอาหาร คณะกรรมการของเขาไปเจรจากับออสเตรเลียมาจนได้การันตีมาอย่างไร (พูดรายละเอียดในเรื่อง LNG เลยว่าสิงคโปร์ไปเจรจาว่าขอซื้อเพิ่มขึ้นอีกจากเดิมที่เคยซื้อประมาณหนึ่งในสามของแต่ละปี ซึ่งออสเตรเลียก็ตอบตกลงยินดีที่จะขายให้มากขึ้นและเริ่มจัดส่งทันที) อีกคณะนึงคือใครบ้าง ที่ไปเจรจากับนิวซีแลนด์เรื่องความมั่นคงของอาหารมาอย่างไร ได้การันตีมาและเริ่มจัดส่งทันทีเหมือนกัน ... เขายกเรื่องนี้มาเพื่อย้ำว่ารัฐบาลลงมือไปแล้ว ได้สัญญามาแล้วนะ ไม่ต้องห่วง เรามีซัพพลายมาแน่นอน
.
ลำดับต่อมาเน้นว่า "เรามีใช้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะขายให้เราถูกเหมือนเดิมนะ จากนี้ไปจะยังคงแพงอยู่อีกระยะนึงแน่นอน" ดังนั้นเขารู้ว่าแรงกดดันของต้นทุนที่สูงขึ้นจะไปเกิดขึ้นที่ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน ... ผู้นำเลยยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ มาตรการช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ สำหรับภาคธุรกิจกำลังจะนำเสนอในสภาภายในวันสองวันนี้เพื่อให้พิจารณาอนุมัติแล้วนำไปใช้กันทันที
.
อันนี้ผมคิดว่าสิงคโปร์จะไม่ใช้วิธีแทรกแซงราคาเพื่อให้ดูไม่แพง แต่พวกเขาจะปล่อยให้แพงต่อไปตามกลไกตลาดเหมือนหลายประเทศแล้วรัฐจะไปหาวิธีใช้ส่วนลดด้านอื่นอย่างเต็มที่เพื่อให้ธุรกิจยังเดินต่อไปแบบรัดกุม (เพราะทุกคนยังต้องจ่ายแพงตามราคาตลาด+ถูกควบคุมราคาขาย แล้วธุรกิจไปได้ส่วนลดเรื่องอื่น ๆ ที่รัฐบาลจะช่วยเหลือพิเศษเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในขณะที่รัฐก็ยังพอจะคุมได้หลายทาง) ... Sense of Control เลยครับในเรื่องนี้ ... ภาคครัวเรือนก็เช่นกัน ยังต้องจ่ายแพงกันอยู่ ประหยัดได้ก็ประหยัด แต่จะได้รับการลดหย่อนในด้านอื่นที่รัฐช่วยได้
.
เรื่องสุดท้าย เขาบอกว่ารัฐจะรู้ดีแค่ไหนจะช่วยเท่าไหร่ก็ไม่เท่าคนในชาติร่วมมือกันทั้งหมดเท่าที่ตัวเองจะทำได้ จะทำให้ความพยายามทั้งหมดได้ผลในที่สุด ... เมื่อเห็นวิกฤติกันขนาดนี้แล้วภาคธุรกิจจะออกนโยบายมาจัดการกับต้นทุนของตัวเองอย่างไร, ช่วยลดอะไรได้บ้าง, ช่วยงดอะไรได้บ้าง ... ภาคครัวเรือนก็เช่นกัน จะให้ความร่วมมือกันอย่างไรหรือจะช่วยเหลืออะไรกับใครได้บ้าง, จะงดอะไรได้บ้างเพื่อทำในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุดในยามปั่นป่วนนี้เพื่อให้ผลรวมของทั้งประเทศยังดำรงต่อไปได้ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่
.
“For businesses, this means reviewing operations and improving energy efficiency. For households, it means being mindful of daily energy use,” ท่านอาจจะรู้สึกว่าดูเหมือนมันเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่รัฐบาลมองเห็นว่าทุกสิ่งที่ท่านทำจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประเทศชาติอย่างแท้จริงในช่วงเวลาแบบนี้ ... ลอว์เรนซ์ ย้ำอย่างหนักแน่นในช่วงนี้
.
"สิงคโปร์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความสะเทือนอย่างรุนแรงจากการขยับตัวครั้งใหญ่ของโลกในครั้งนี้ได้ เรามีแผนรับมือ, เรามีการจัดการที่ดี, เราสร้างพื้นฐานที่ดีมาตลอดเพื่อรับมือกับเหตุเหล่านี้ทั้งวินัยของคน, วินัยของสังคม, และของธุรกิจ ... ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะใช้อย่างเต็มกำลังเพื่อฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้
So let us stay disciplined and focused, and keep faith with one another.
Whatever comes our way, we will face it, as one people, one nation. And we will get through this – together.”
.
จบไปสั้น ๆ ฟีลเหมือนถ่ายในออฟฟิศ (แต่อยู่ในสตูดิโอแหละ)
เสื้อเชิ๊ต ปลดกระดุม หน้ามันเล็กน้อย
ประมาณจะบอกว่า "กูก็เหนื่อย"
เรียบง่าย แต่ทรงพลัง
.
ปล. หลายประโยคในสปีชนี้ผมเดาว่าแกอ่านหนังสือของ Jared Diamond มาไม่น้อยเลย


https://www.facebook.com/shakrit/posts/10242906174167850



🔴 พรุ่งนี้! ศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569 เวลา 14.00 ณ กระทรวงยุติธรรม ถ.แจ้งวัฒนะ แหวน - ณัฎฐธิดา มีวังปลา เชิญชวนพ่อแม่พี่น้อง สื่อมวลชน ร่วมจับตาการยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบกรณี เอกชัย หงส์กังวาน ถูกส่งยุติการรักษา และคืนสิทธิประกันตัวนักโทษการเมือง

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1789489872008072&set=a.109772776646465'




วันที่ น้ำมันหมด อาทิตย์ดับ ถ้าเราปล่อยให้บ้านเมืองเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ชนชั้นไหนก็อย่าคิดว่าจะอยู่ได้


WAY
8 hours ago
·
นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ส่งต้นฉบับชิ้นนี้มาให้ ในวันที่เชียงรายจมฝุ่น เหมือนเชียงใหม่ เหมือนแม่ฮ่องสอน และหลายจังหวัดทางภาคเหนือ

ส่วนกรุงเทพฯเผชิญกับค่า UV index ระดับ 11 ซึ่งเป็นค่าวิกฤต อันตรายมาก

และทุกคนบนโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง

นายแพทย์ประเสริฐ บอกกล่าวแต่ต้นว่า ข้อเขียนนี้เขียนออกมาจากใจรวดเดียวโดยไม่ปรับแก้ เพื่อทำหน้าที่บอกเล่าแบ่งปันทุกข์สุขอย่างซื่อตรงในฐานะผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน

ภายใต้ท่วงทำนองคุณหมอใจดี บทความชิ้นนี้มีข้อความหนัก แรง แต่วินิจฉัยอย่างตรงไปตรงมาหลายจุด

อ่านบทความ
https://waymagazine.org/prasert-oil-crisis-pm25/

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1271313005202524&set=a.529975026002996
.....

น้ำมันหมด อาทิตย์ดับ



นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
2 Apr 2026'
Way Magazine

เมื่อมีข่าวลือว่าน้ำมันจะขึ้นราคาครั้งแรกเมื่อสิบกว่าวันก่อน ภรรยาเป็นคนบอกให้เคลื่อนรถออกไปเติมน้ำมันเดี๋ยวนี้ ตัวเองไม่คิดว่าราคาน้ำมันจะขึ้นมากมาย รถเราสองคันน้ำมันมิได้พร่องมาก แต่ภรรยาว่ามิใช่เรื่องราคา จะเป็นเรื่องไม่มีน้ำมันให้เติม

ผมไม่ได้เปิดเฟซบุ๊คทุกวัน ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการอ่าน ‘หนังสือเล่ม’ เสียมากกว่า ด้วยงานวิจัยระยะหลังยืนยันค่อนข้างแน่ชัดว่า คนเราสูญเสียความสามารถในการอ่านจับใจความไปมากตั้งแต่โลกมีสมาร์ทโฟน ระยะเวลาที่โลกมีสมาร์ทโฟนถึงวันนี้ นานพอที่จะสรุปข้อค้นพบได้ว่าโซเชียลมีเดียเป็นอันตรายต่อสมองเด็กและวัยรุ่น

ผมมีข้อแนะนำต่อวัยรุ่นทุกคนที่มาพบว่า อย่างน้อยที่สุดให้หยุดเขี่ยมือถือก่อนนอน และหยิบนวนิยายสักเล่มขึ้นมาอ่านก่อนนอนแทน

เมื่อภรรยามีบัญชาเราก็ชวนกันขึ้นรถออกไปปั๊ม ปตท. ใกล้ๆ เพื่อเติมเบนซิน อดแปลกใจมิได้ว่าน้ำมัน E20 หมด จึงขอเติม N95 แทนก็ได้ หมดไป 360 บาท ก็บอกแล้วว่าน้ำมันพร่องไม่มาก เธอก็ตื่นเต้น ทรัมป์ไม่มีเงินทำสงครามได้นานหรอก ยุโรปกับญี่ปุ่นไม่เล่นด้วยแน่ๆ จีนกับรัสเซียก็ยังไม่พร้อม สถานการณ์ไม่ควรจะนาน อันนี้ปลอบเธอตามที่อ่าน ‘หนังสือพิมพ์’ มา

เสร็จภารกิจก็กลับบ้านทำงานบ้านกันต่อ เราสองคนตายายไม่มีแม่บ้านทำกันเองเสมอมา ช่วงนั้นฝุ่นควันเริ่มก่อตัว บ้านเกาะฝุ่น มุ้งลวดขุ่นมัว ผมจึงซักผ้าม่านเช็ดมุ้งลวดรอรับปีใหม่เมืองไปเสียเลย หารู้ไม่ว่าฝุ่น PM2.5 จะปกคลุมทั้งจังหวัดถึงระดับสีม่วงคือ AQI เกิน 200 และอาทิตย์ดับตอนกลางวันในอีกไม่กี่วันต่อมา


ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 โดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

วันนั้นเราสองคนทำงานบ้านจนฟ้ามืด ถามภรรยาว่าจะออกไปเติมดีเซลรถอีกคันมั้ย ภรรยาซึ่งเวลานั้นเหนื่อยพอๆ กับผมว่าไปๆ ต้องไป เราก็เคลื่อนรถไปเติมที่ปั๊มบางจากอีกทิศหนึ่งให้เต็มถัง สถานการณ์ปั๊มน้ำมันยังปกติ เติมเต็มถังพันกว่าบาท ภรรยาว่าไหนว่าพร่องไม่มาก

แล้วคืนนั้นเธอก็หลับฝันดี

เช้าวันรุ่งขึ้นปั๊ม ปตท. แรกปิด ปั๊มบางจากคิวรถยนตร์ยาวเหยียดไปตามถนนไม่เคยพบเห็น ปั๊ม PT ในตัวเมืองแห่งหนึ่งคิวยาวหางเลี้ยวหักมุมไปตามสี่แยก ปั๊ม ปตท. อีกที่คิวยาวและแตกเป็นสองหางสร้างปัญหาการจราจร ร้านสะดวกซื้อหลายแห่งถูกคิวรถยนต์ปิดทางเข้าไม่สามารถขายของได้อีก สถานการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ตลอดสัปดาห์

พี่ชายพยายามเดินทางไกลแต่หาน้ำมันไม่ได้เลยจึงเลี้ยวกลับบ้านเมื่อไปได้ไกลที่สุด 400 กิโลเมตรแล้วไม่ไปต่อ ในประดาคนรู้จักที่บ้านมีรถคันเดียวต่างไปเข้าคิวรอเติมน้ำมัน 1-3 ปั๊มจึงจะได้ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเติมได้ 500 บาท แต่ทุกคนก็อดทนเหมือนที่เคยอดทนมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ทุกคนอยากได้น้ำมัน


ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 โดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

ได้แล้วก็ดีใจจนลืมด่าเรื่องราคาไปเลย

แล้วฝุ่น PM2.5 ก็ลอยลงมาระดับสีม่วงอย่างรวดเร็วแล้วหนาขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน คุณครูบางโรงเรียนจัดแข่งขันกีฬานักเรียน นายแพทย์และพยาบาลบางโรงพยาบาลจัดวิ่งเพื่อสุขภาพ

เวลาแนะนำใครให้ดูแลตัวเองคำตอบที่พบมากที่สุดคือบ้านติดมุ้งลวดแล้ว คำตอบรองลงมาคือไม่ได้ออกบ้านไปไหน เรื่องฝุ่น PM2.5 นี้พูดกันมากจนป่วยการพูดว่าใครเผา ไปถามชาวบ้านชาวดอยคำตอบที่ได้มักจะเป็น “หึ หึ” เป็นที่รู้กัน

คนที่ทนทานฝุ่นเขาก็ทนทานจริง ไม่ใส่หน้ากาก ไม่เปิดเครื่องฟอก จำนวนมากที่สุดไม่มีเงินจะซื้อแต่จำนวนมากมีเงินก็ไม่ซื้อ สำหรับกลุ่มอ่อนไหว หลักๆ ก็คือเด็ก คนชรา และผู้ป่วยโรคหัวใจ สามกลุ่มนี้มิใช่จะเป็นแค่น้ำมูกเลือดกำเดาไหล แต่ตายได้เลย

ปัญหาวันนี้คือคนส่วนใหญ่ก็มิได้คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ รัฐก็ไม่เคยแก้ไขระบบเอาแต่ประชาสัมพันธ์ ‘ห้ามเผา’ กับ ‘หลีกเลี่ยงออกกำลังกายกลางแจ้ง’ ส่วนวิธีแก้ปัญหาน่าจะชาติหน้า อันนี้พูดแบบประชด


ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 โดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

ในความเป็นจริง เรามีหน้าที่แก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วเลือกตั้งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้รัฐบาลที่มีความสามารถมากพอที่จะปฏิรูประบบราชการ และกระจายอำนาจแท้จริง

ไม่ทำสองเรื่องนี้จะไม่มีเรื่องอื่น รัฐบาลทรัมป์มีวาระ รัฐบาลบ้านเราก็เช่นกัน อย่าทำรัฐประหารอีกเท่านั้นแหละ

วันนี้เครื่องฟอก 4 ตัวในบ้านเอาค่าฝุ่นไม่ลง เหตุเพราะเราอยู่บ้านเก่ารอยรั่วมาก สุขภาพของคนรักทรุดลงอย่างเห็นได้ชัด ผมขอให้เธอออกจากพื้นที่ก็ต้องอ้อนวอนกันอยู่นาน เพราะเราตัวติดกันเสียเป็นส่วนมาก เมื่อส่งเธอขึ้นเครื่องบินไปแล้วตัวเองขับรถวนรอบเมืองเชียงราย


ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 โดย นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

ภาพที่ส่งมาให้ดูคือภาพถ่ายวันที่ 1 เมษายน มิใช่วันคนโง่ และมิใช่เรื่องตลก

คนชั้นกลางจะอย่างไรก็พอมีวิธีแก้ปัญหา แต่ถ้าเราปล่อยให้บ้านเมืองเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ชนชั้นไหนก็อย่าคิดว่าจะอยู่ได้

https://waymagazine.org/prasert-oil-crisis-pm25/





มีปัญหาอะไร ไม่คิดหาทางแก้ คนเช่นนี้ เอามันไปนั่ง "ดมกลิ่นอากาศ" ที่มีปัญหากลางเมืองเชียงใหม่สัก "29 วินาที" ดีหรือไม่


Suchart Sawadsri
10 hours ago
·
เอามันไปนั่ง "ดมกลิ่นอากาศ" ที่กลางเมืองเชียงใหม่สัก "29 วินาที" ดีหรือไม่

https://www.facebook.com/photo?fbid=4555914658018343&set=a.1385633111713196
.....

มีปัญหาอะไร ก็คิดหาทางแก้ซิครับ
ไม่ใช่แค่อ้างว่า ไม่เห็นด้วย
Tanet Charoenmuang
.....


สมบัติ บุญงามอนงค์
·
10 hours ago

แอบแปลกใจตัวเลขนี้พอสมควรว่าฐานสถิตินี้มาจากไหน ถ้าเปรียบเทียบปี 69 (ปีนี้) กับปีที่ผ่านมา ต้องเข้าใจก่อนว่าปีนี้ฤดูไฟยังไม่จบ และมีแนวโน้มสูงมากที่พื้นที่เผาใหม้อาจจะมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา จึงทำให้สงสัยว่า สส ท่านนี้อ้างอิงข้อมูลตรงไหนมาพูดว่าลดลง 22 %

ในขณะที่จำนวน Hotsopt และคุณภาพอากาศที่เกิดขึ้นใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ น่าจะทุบสถิติไปแล้ว นี่เลยแอบงง
.....

ผมอยู่บนดอยรอยต่อระหว่างลำพูนเชียงใหม่เห็นไฟไหม้หนักกว่าทุกปีมันจะลดได้ยังไง
Deepunu กะเหรี่ยงฅนต้นน้ำ 
.....


Thanapol Eawsakul
14 hours ago
·
การเมืองแบบเนวิน ชิดชอบและพรรคภูมิใจไทย มี ความสามารถในการ ยึดประเทศผ่านการเลือกตั้ง (ที่เต็มไปด้วยข้อกังขา)
แต่ไม่มีปัญญาในการบริหารประเทศ
.....

ใครที่บอกว่าเนวิน ชิดชอบ ฉลาดในทางการเมือง

ถ้ามองในแง่ของการยึดอำนาจรัฐ เฉพาะหน้าในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569

ก็ต้องบอกว่าเก่งจริง

แต่ถ้ามองในแง่ของการบริหารประเทศ เนวิน ชิดชอบ อนุทิน ชาญวีรกุล และพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่ต่างจากคนป่าได้ปืนนั่นแหละครับ

มี ความสามารถ ยึดประเทศผ่านการเลือกตั้ง ที่เต็มไปด้วยข้อสงสัย

แต่ไม่มีปัญญาในการบริหารประเทศ

คิดดูง่ายๆท่ามกลางปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ปกคลุมภาคเหนือจนติดอันดับโลก

พรรคภูมิใจไทย ยังแสดงความฉลาดหลักแหลมออกมาขวาง พ.ร.บ.อากาศสะอาด

แต่ด้านหนึ่งก็อยากเห็น ปฏิกิริยาของพรรคร่วมรัฐบาลเช่นพรรคเพื่อไทยด้วยเช่นกัน ว่าจะลงไปคลุกฝุ่นกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่

https://www.facebook.com/share/p/1DVDxWU4Ao/

https://www.facebook.com/photo?fbid=26634494332857387&set=a.640340859366090





เมื่อวันที่ 19 มีนาคม มีข่าวว่า อิหร่านโจมตีเครื่องบินรบ F-35 stealth jet ของสหรัฐฯ เป็นไปได้อย่างไร ? ขณะนี้ กำลังเป็นข้อถกเถียงกันอย่างดุเดือด ทำไมขีปนาวุธของอิหร่านถึงสามารถล็อกเป้าได้ ซึ่งแม้แต่ระบบเรดาร์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ของรัสเซียก็ยังไม่อาจตรวจจับได้"





https://x.com/7signxx/status/2039624224755573035

.....

AI ว่า

ใช้วิธีการโจมตี: การตรวจจับแบบ "Passive" Detection

นักวิเคราะห์และรายงานทางทหารระบุว่า เครื่องบิน F-35 ซึ่งออกแบบมาให้แทบมองไม่เห็นด้วยเรดาร์แบบดั้งเดิม น่าจะถูกโจมตีโดยใช้เซ็นเซอร์อินฟราเรด (IR) แบบพาสซีฟ แทนที่จะใช้เรดาร์แบบแอคทีฟ

ความร้อนเทียบกับเรดาร์: แม้ว่าโครงสร้างลำตัวของ F-35 จะถูกออกแบบมาเพื่อเบี่ยงเบนคลื่นเรดาร์ แต่เครื่องยนต์ก็ยังคงสร้างสัญญาณความร้อนที่สำคัญอยู่

แบบอย่างจากเยเมน: ยุทธวิธีนี้เลียนแบบวิธีการที่กลุ่มกบฏฮูตีใช้ในปี 2025 ซึ่งระบบอิเล็กโทรออปติคอล/อินฟราเรด (EO/IR) ที่อิหร่านจัดหาให้ถูกนำมาใช้เพื่อยิงโดรน MQ-9 Reaper ตกหลายลำ การที่ระบบป้องกันเหล่านี้ไม่ปล่อยสัญญาณเรดาร์ ทำให้ระบบรับสัญญาณเตือนภัยเรดาร์ (RWR) ของเครื่องบินไม่แจ้งเตือน ทำให้การโจมตีเป็นการโจมตีแบบ "เซอร์ไพรส์" ที่นักบินไม่รู้ตัว

ประเภทขีปนาวุธ: แม้ว่ากระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังไม่ได้ยืนยันชนิดของขีปนาวุธอย่างแน่ชัด แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ไปที่ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน (SAM) ขั้นสูงของอิหร่าน ซึ่งสามารถติดตามเป้าหมายด้วยอินฟราเรดได้









https://x.com/7signxx/status/2039739200853909602
.....

ถาม Google Gemini
จริงหรือไม่ที่เครื่องบินรบมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ถูกทำลายภายใน 4 สัปดาห์

Gemini ตอบว่า

ไม่ใช่แค่ "จริง" เท่านั้น แต่ค่าใช้จ่ายโดยประมาณของทรัพย์สินทางทหารที่สูญหายหรือเสียหายตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการ Epic Fury (ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026) นั้นสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์อย่างมาก

รายงานจากปลายเดือนมีนาคม 2026 ระบุว่า สหรัฐฯ และพันธมิตรสูญเสียยุทโธปกรณ์ทางทหารมูลค่าระหว่าง 1.4 พันล้านถึง 2.9 พันล้านดอลลาร์ในช่วงไม่กี่สัปดาห์แรกของความขัดแย้งกับอิหร่าน

การสูญเสียเครื่องบินและทรัพย์สินที่สำคัญ

สาเหตุหลักของค่าใช้จ่ายที่น่าตกใจเหล่านี้ ได้แก่ การถูกยิงตก อุบัติเหตุ และการโจมตีด้วยขีปนาวุธหลายครั้ง:

F-15E Strike Eagle: เครื่องบินรบ 3 ลำสูญหายในเหตุการณ์ "ยิงพวกเดียวกันเอง" ที่เป็นข่าวใหญ่เหนือคูเวตในวันที่ 1-2 มีนาคม มูลค่าประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ต่อลำ เหตุการณ์เดียวนี้คิดเป็นมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์

เครื่องบินเรดาร์ E-3 Sentry (AWACS): เครื่องบินเรดาร์สำคัญลำนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนัก (อาจซ่อมแซมไม่ได้) จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธของอิหร่านที่ฐานทัพอากาศเจ้าชายสุลต่านในซาอุดีอาระเบียเมื่อวันที่ 27 มีนาคม เครื่องบินเฉพาะทางเหล่านี้เลิกผลิตแล้ว ทำให้ "มูลค่าทดแทน" ผ่านแพลตฟอร์มใหม่กว่า เช่น E-7 Wedgetail มีมูลค่าเกิน 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135 Stratotanker: เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงหลายลำสูญหายหรือได้รับความเสียหาย รวมถึงสองลำที่ประสบอุบัติเหตุชนกันกลางอากาศเหนืออิรักเมื่อวันที่ 12 มีนาคม และอีกห้าลำที่ถูกโจมตีบนพื้นดินระหว่างการโจมตีด้วยขีปนาวุธ

โดรน MQ-9 Reaper: โดรนเหล่านี้มากกว่าสิบสองลำถูกยิงตกโดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่านหรือถูกทำลายบนพื้นดิน โดยแต่ละลำมีราคาประมาณ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ระบบเรดาร์: หนึ่งในรายการที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดคือเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้า AN/FPS-132 มูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในกาตาร์ ซึ่งได้รับความเสียหายจากขีปนาวุธของอิหร่านในช่วงเริ่มต้นของสงคราม

แม้ว่าอิหร่านจะได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานที่สูงกว่ามาก (ซึ่งคาดการณ์ว่ามีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์) แต่ความแม่นยำและปริมาณของการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านนั้น ประสบความสำเร็จในการพุ่งเป้าทำลายสินทรัพย์ "จุดยุทธศาสตร์สำคัญ" (Chokepoint) ที่มีมูลค่าสูงของสหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่ตัวเลขค่าเสียหายที่พุ่งสูงเกินกว่าหนึ่งพันล้านดอลลาร์ตามที่คุณได้รับทราบมา




เนื้อความของประธานาธิบดีอิหร่านจดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนอเมริกัน









https://x.com/business/status/2039432691481768093


(จาก Line)

ประธานาธิบดีอิหร่านออกจดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนอเมริกัน

ประธานาธิบดีอิหร่าน มาซูด เปเซชเคียน ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนสหรัฐอเมริกา โดยตั้งคำถามว่าวอชิงตันกำลังยึดหลัก “America First” อย่างแท้จริง หรือเพียงทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนของอิสราเอล” ที่พร้อมจะสู้ “จนถึงทหารอเมริกันคนสุดท้าย”

ในข้อความเมื่อวันพุธ ซึ่งย้อนรากเหง้าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่านไปถึงเหตุรัฐประหารในปี 1953 พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์การทิ้งระเบิดโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านในช่วงที่ผ่านมา เปเซชเคียนระบุว่า เตหะรานไม่ได้มีความเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาชนอเมริกันทั่วไป

ในทางกลับกัน เขาเรียกร้องให้ประชาชนสหรัฐมองข้าม “เรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้น” โดยให้เหตุผลว่าภาพของอิหร่านในฐานะภัยคุกคามนั้น เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มอุตสาหกรรมการทหารและผลประโยชน์ทางการเมืองของอิสราเอล

ต่อไปนี้เป็นเนื้อความของจดหมายเปิดผนึก:

ด้วยพระนามของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณา

ถึงประชาชนแห่งสหรัฐอเมริกา และถึงทุกผู้คนที่ท่ามกลางกระแสข้อมูลบิดเบือนและเรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้น ยังคงแสวงหาความจริงและปรารถนาชีวิตที่ดีกว่า:

อิหร่าน—ด้วยชื่อ เอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ของตน—เป็นหนึ่งในอารยธรรมที่เก่าแก่และดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แม้ในช่วงเวลาต่าง ๆ จะมีข้อได้เปรียบทั้งทางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ แต่อิหร่านไม่เคยเลือกเส้นทางแห่งการรุกราน การขยายอำนาจ ลัทธิล่าอาณานิคม หรือการครอบงำในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ แม้จะต้องเผชิญกับการยึดครอง การรุกราน และแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากมหาอำนาจโลก—และแม้จะมีศักยภาพทางทหารเหนือกว่าหลายประเทศเพื่อนบ้าน—อิหร่านก็ไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มต้นสงคราม แต่กลับยืนหยัดปกป้องตนเองอย่างเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญต่อผู้ที่เข้ามาโจมตี

ประชาชนชาวอิหร่านไม่ได้มีความเป็นปฏิปักษ์ต่อชนชาติอื่น รวมถึงประชาชนของอเมริกา ยุโรป หรือประเทศเพื่อนบ้าน แม้ต้องเผชิญกับการแทรกแซงและแรงกดดันจากต่างชาติซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดประวัติศาสตร์อันภาคภูมิใจ ชาวอิหร่านยังคงแยกแยะอย่างชัดเจนระหว่าง “รัฐบาล” กับ “ประชาชน” ซึ่งเป็นหลักการที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมและจิตสำนึกร่วม ไม่ใช่เพียงท่าทีทางการเมืองชั่วคราว

ด้วยเหตุนี้ การนำเสนอให้อิหร่านเป็นภัยคุกคาม จึงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์หรือความเป็นจริงในปัจจุบัน ภาพลักษณ์ดังกล่าวเป็นผลผลิตของแรงจูงใจทางการเมืองและเศรษฐกิจของผู้มีอำนาจ—ความจำเป็นในการ “สร้างศัตรู” เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการกดดัน รักษาความเหนือกว่าทางทหาร สนับสนุนอุตสาหกรรมอาวุธ และควบคุมตลาดเชิงยุทธศาสตร์ ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ หากไม่มีภัยคุกคาม ก็ย่อมถูกสร้างขึ้น

ภายใต้กรอบความคิดเดียวกันนี้ สหรัฐอเมริกาได้กระจายกำลังทหาร ฐานทัพ และศักยภาพทางทหารจำนวนมากที่สุดไว้รอบอิหร่าน—ประเทศที่อย่างน้อยนับตั้งแต่การก่อตั้งสหรัฐ ไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มสงคราม การโจมตีล่าสุดของสหรัฐที่เริ่มต้นจากฐานเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าการมีอยู่ของกำลังทหารดังกล่าวเป็นภัยคุกคามเพียงใด โดยธรรมชาติแล้ว ไม่มีประเทศใดที่เผชิญสถานการณ์เช่นนี้จะละเลยการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันตนเอง สิ่งที่อิหร่านได้ทำ—และยังคงทำอยู่—คือการตอบสนองอย่างมีสัดส่วนบนพื้นฐานของการป้องกันตนเองที่ชอบธรรม มิใช่การเริ่มต้นสงครามหรือการรุกรานแต่อย่างใด

ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาในช่วงแรกมิได้เป็นศัตรูกัน และการติดต่อระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศก็ไม่ได้เต็มไปด้วยความตึงเครียด อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญคือเหตุรัฐประหารในปี 1953 ซึ่งเป็นการแทรกแซงที่ผิดกฎหมายของสหรัฐ เพื่อขัดขวางการทำให้ทรัพยากรของอิหร่านเป็นของชาติ เหตุการณ์ดังกล่าวได้บ่อนทำลายกระบวนการประชาธิปไตยของอิหร่าน นำไปสู่การฟื้นคืนของระบอบเผด็จการ และสร้างความไม่ไว้วางใจอย่างลึกซึ้งต่อแนวทางนโยบายของสหรัฐ ความไม่ไว้วางใจนี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจากการสนับสนุนระบอบชาห์ การหนุนหลังซัดดัม ฮุสเซนในสงครามทศวรรษ 1980 การคว่ำบาตรที่ยาวนานและครอบคลุมที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ และท้ายที่สุดคือการโจมตีทางทหารโดยปราศจากการยั่วยุ—ถึงสองครั้ง—ในระหว่างกระบวนการเจรจา

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันทั้งหมดนี้ไม่สามารถทำให้อิหร่านอ่อนแอลงได้ ตรงกันข้าม ประเทศกลับพัฒนาแข็งแกร่งขึ้นในหลายด้าน: อัตราการรู้หนังสือเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า จากประมาณ 30% ก่อนการปฏิวัติอิสลาม เป็นมากกว่า 90% ในปัจจุบัน การศึกษาระดับอุดมศึกษาขยายตัวอย่างมาก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสมัยใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ระบบสาธารณสุขดีขึ้น และโครงสร้างพื้นฐานพัฒนาอย่างรวดเร็วในระดับที่ไม่อาจเทียบกับอดีตได้ สิ่งเหล่านี้คือข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ไม่ขึ้นอยู่กับเรื่องเล่าที่ถูกสร้างขึ้น

ขณะเดียวกัน ผลกระทบที่ทำลายล้างและไร้มนุษยธรรมจากการคว่ำบาตร สงคราม และการรุกราน ต่อชีวิตของประชาชนชาวอิหร่านผู้เข้มแข็ง ก็ไม่ควรถูกมองข้าม การดำเนินการทางทหารและการทิ้งระเบิดล่าสุดส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อชีวิต ทัศนคติ และมุมมองของผู้คน ซึ่งสะท้อนความจริงพื้นฐานของมนุษย์ว่า เมื่อสงครามสร้างความเสียหายอย่างไม่อาจแก้ไขต่อชีวิต บ้าน เมือง และอนาคต ผู้คนย่อมไม่อาจนิ่งเฉยต่อผู้ที่รับผิดชอบได้


สิ่งนี้นำไปสู่คำถามสำคัญ: ผลประโยชน์ของประชาชนอเมริกันส่วนใดกันแน่ที่ได้รับจากสงครามครั้งนี้? มีภัยคุกคามจากอิหร่านอย่างแท้จริงหรือไม่ที่สามารถใช้เป็นเหตุผลรองรับพฤติกรรมดังกล่าว? การสังหารเด็กผู้บริสุทธิ์ การทำลายโรงงานผลิตยารักษามะเร็ง หรือการโอ้อวดว่าจะ “ทิ้งระเบิดให้ประเทศหนึ่งย้อนกลับไปสู่ยุคหิน” มีเป้าหมายใดนอกจากการบั่นทอนสถานะของสหรัฐในเวทีโลกให้ยิ่งเลวร้ายลง?

อิหร่านได้เข้าร่วมการเจรจา บรรลุข้อตกลง และปฏิบัติตามพันธกรณีทั้งหมด การตัดสินใจถอนตัวจากข้อตกลง ยกระดับความขัดแย้ง และเปิดฉากการโจมตีถึงสองครั้งในระหว่างการเจรจา เป็นการตัดสินใจที่สร้างความเสียหายโดยรัฐบาลสหรัฐ—การตัดสินใจที่ตอบสนองต่อภาพลวงตาของผู้รุกรานจากต่างชาติ

การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่าน—รวมถึงภาคพลังงานและอุตสาหกรรม—คือการโจมตีประชาชนอิหร่านโดยตรง นอกจากจะถือเป็นอาชญากรรมสงครามแล้ว การกระทำดังกล่าวยังส่งผลกระทบไกลเกินพรมแดนของอิหร่าน ก่อให้เกิดความไม่มั่นคง เพิ่มต้นทุนทั้งด้านมนุษย์และเศรษฐกิจ และทำให้วงจรความตึงเครียดดำเนินต่อไป พร้อมทั้งหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความไม่พอใจที่จะคงอยู่ไปอีกยาวนาน สิ่งนี้ไม่ใช่การแสดงถึงความแข็งแกร่ง หากแต่สะท้อนถึงความสับสนเชิงยุทธศาสตร์และความล้มเหลวในการหาทางออกที่ยั่งยืน

ยังไม่ใช่ความจริงอีกหรือว่าสหรัฐได้เข้าสู่ความขัดแย้งนี้ในฐานะตัวแทนของอิสราเอล ภายใต้อิทธิพลและการชี้นำของระบอบดังกล่าว? และไม่เป็นความจริงหรือว่าอิสราเอลพยายามสร้างภาพภัยคุกคามจากอิหร่าน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของโลกจากการกระทำของตนต่อชาวปาเลสไตน์? และไม่ชัดเจนหรือว่าอิสราเอลกำลังมุ่งหมายให้เกิดสงครามกับอิหร่าน “จนถึงทหารอเมริกันคนสุดท้าย และเงินภาษีดอลลาร์สุดท้าย” โดยผลักภาระของภาพลวงตาของตนไปยังอิหร่าน ภูมิภาค และแม้แต่สหรัฐเอง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่ชอบธรรม?



This man got it : "There cannot be an American solution to every world problem" - In a speech to the University of Washington, President John F. Kennedy describes his approach to foreign policy









https://x.com/MonikaWiesak/status/2039373214095397195




ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี อธิบายแนวทางของเขาเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศว่า:

"...โดยสรุปแล้ว เราต้องเผชิญกับปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ง่าย รวดเร็ว หรือถาวร และเราต้องยอมรับความจริงที่ว่า สหรัฐอเมริกาไม่ได้ทรงอำนาจหรือรอบรู้ไปเสียทุกอย่าง เราเป็นเพียงร้อยละหกของประชากรโลก เราไม่สามารถบังคับเจตจำนงของเราต่อมนุษยชาติอีกร้อยละเก้าสิบสี่ เราไม่สามารถแก้ไขความผิดทุกอย่างหรือพลิกผันความทุกข์ยากทุกอย่างได้ และด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีทางออกของอเมริกาสำหรับทุกปัญหาของโลก"

There cannot be an American solution to every world problem

November 16, 1961

In a speech to the University of Washington, President John F. Kennedy describes his approach to foreign policy:

"…In short, we must face problems which do not lend themselves to easy or quick or permanent solutions. And we must face the fact that the United States is neither omnipotent nor omniscient-that we are only six percent of the world's population-that we cannot impose our will upon the other ninety-four percent of mankind-that we cannot right every wrong or reverse each adversity-and that therefore there cannot be an American solution to every world problem."


https://www.facebook.com/photo/?fbid=6622373861224545&set=gm.2463626684029950&idorvanity=285444471848193






ประธานาธิบดีสองคน สารที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง Al Jazeera วิเคราะห์เจาะลึกสุนทรพจน์อันสับสนของ Donald Trump และจดหมายที่ Masoud Pezeshkian ประธานาธิบดีอิหร่าน ส่งถึงชาวอเมริกัน






https://x.com/AJEnglish/status/2039677999868457018



การที่ทรัมป์พูดถึงทิ้งระเบิดอิหร่าน “ให้กลับไปสู่ยุคหินที่พวกเขาสมควรอยู่” สร้างความโกรธแค้นให้กับชาวอิหร่านผู้ภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ 2,500 ปีของตนอย่างยิ่ง และการที่สหรัฐฯ พุ่งเป้าไปที่รัฐมนตรีต่างประเทศในยุคปฏิรูปอย่างคามาล คาราซี จะทำให้ทางออกทางการทูตอยู่ตรงไหน หรือว่าสหรัฐฯ กำลังมุ่งหน้าสู่ภาวะสงครามอย่างต่อเนื่อง?







https://x.com/amanpour/status/2039696728799039878


 

อย่าลืม โศกนาฏกรรมเลบานอน ปารีสแห่งตะวันออกกลาง







เลบานอน โศกนาฏกรรมของปารีสแห่งตะวันออกกลาง 1 | FLASHPOINT จุดร้อนโลก

Thai PBS

Premiered Apr 1, 2026 

1 มีนาคม 2026 ระหว่างที่กรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่านกำลังลุกเป็นไฟจากขีปนาวุธและระเบิดอันทรงพลังที่ถูกปล่อยมาจากฐานและเครื่องบินรบของสหรัฐและอิสราเอลระหว่างที่คูเวต บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตต์ ซาอุดิอารเบีย จนถึงการตาร์ซึ่งตั้งอยู่อีกฝั่งของอ่าวเปอร์เซียตกเป็นเป้าหมายของโดรนและขีปนาวุธจากอิหร่านที่ตอบโต้การกระทำของสหรัฐนและอิสราเอล ห่างออกไปกว่า 1,000 กิโลเมตร กรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอนก็ตกเป็นเป้าโจมตีอย่างหนักจากอิสราเอลเช่นเดียวกัน เหตุผลที่อิสราเอลใช้ในการโจมตีเลบานอนคือ เพื่อตามกำจัดศัตรูคู่แค้นอย่างเฮซบอลเลาะห์ และการกระทำของอิสราเอลกำลังลากให้เลบานอนเข้าสู่วิกฤตใหญ่อีกครั้ง

https://www.youtube.com/watch?v=qjx6POdhilg




"หนักถึงขั้นมองไม่เห็นดอย" ชาวเชียงใหม่ชูป้ายเรียกร้อง 'อากาศสะอาด' ทำไมสถานการณ์ ไฟป่า-ฝุ่น PM2.5 เชียงใหม่ กลับมารุนแรงอีกครั้งในปีนี้






https://x.com/prachatai/status/2039681242313154888
prachatai
@prachatai

ชาวเชียงใหม่ชูป้ายเรียกร้อง 'อากาศสะอาด' รัฐรวมศูนย์การันตีฝุ่นพิษ 
.
ชาวเชียงใหม่จำนวน 6 คน ชูป้ายเรียกร้อง “อากาศสะอาด” ที่บริเวณแยกเมญ่า, ลานท่าแพ และอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ หลังเชียงใหม่จมอยู่กับฝุ่น PM2.5 นานนับสัปดาห์ ป้ายข้อความระบุ “อากาศสะอาดสร้างไม่ได้ด้วยรัฐรวมแบบศูนย์ คืนอำนาจชุมชนท้องถิ่นจัดการไฟป่า” “รัฐแบบรวมศูนย์ = การันตีฝุ่นพิษ” “ดมฝุ่นกันมาเป็น 10 ปี หยุดด่ากันเอง แล้วตั้งคำถามกับรัฐแบบรวมศูนย์” “เดี๋ยวนักเท่ว มะมา นายสุราษฎ์ ดมกลิ่น” “แล้วนายจะอยู่ ยะงายย นายศุภาลัย ใจละมุด” #กระจายอำนาจทั่วประเทศ #อำนาจประชาชน 
.
สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่เชียงใหม่ ยังน่าเป็นห่วง ค่าฝุ่นสูงติดอันดับโลกมานานหลายวัน โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตรส่งเครื่องบินวิจัย SUPER KINGAIR ขึ้นตรวจวัดคุณภาพอากาศโดยตรงบนชั้นบรรยากาศ ผลตรวจวัดช่วงเวลาประมาณ 11.00 น. ที่ระดับความสูง 2,000–3,400 ฟุต พบว่าฝุ่น PM2.5 สะสมตัวหนาแน่นอย่างมากใกล้ผิวพื้น โดยมีค่าความเข้มข้นสูงถึงประมาณ 6,500 – 11,700 อนุภาคต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ก่อนจะค่อยๆ ลดลงตามระดับความสูง 
.
สรุปภาพรวมขณะนี้เชียงใหม่กำลังเผชิญสภาวะ “อากาศนิ่ง ระบายฝุ่นยาก” อย่างชัดเจน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ค่าฝุ่นยังคงสูง และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่
 .
อ่านเพิ่มเติม https://prachatai.com/journal/2026/04/116936
.....

"หนักถึงขั้นมองไม่เห็นดอย" ทำไมสถานการณ์ ไฟป่า-ฝุ่น PM2.5 เชียงใหม่ กลับมารุนแรงอีกครั้งในปีนี้

เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา ภายในตัวเมือง จ.เชียงใหม่ มีฝุ่นละอองปกคลุมหนา ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเกิดจากการเผาป่าและการเผาในที่โล่ง

ปวีณา นิลบุตร
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว

ตั้งแต่เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา จ.เชียงใหม่ กลายเป็นอันดับหนึ่งของโลกอยู่หลายครั้ง ในฐานะเมืองที่คุณภาพอากาศแย่ที่สุด ตามข้อมูลจากเว็บไซต์ IQAir อีกทั้งค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศของประเทศไทยกำหนดค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ภายใน 24 ชั่วโมง ไว้ที่ไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม. แต่เมื่อช่วงบ่ายวันนี้ (2 เม.ย.) ค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ใน จ.เชียงใหม่ ยังเกิน 100 มคก./ลบ.ม.

รศ.ดร.สมพร จันทระ อาจารย์ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม บอกกับบีบีซีไทยว่าตัวเลขมาตรฐานค่าเฉลี่ยฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ของไทย ซึ่งตั้งไว้ไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม. เป็นตัวเลขที่ "ต่ำมาก ๆ เป็นไปไม่ได้เลย ในสถานการณ์แบบนี้" แต่ค่า PM2.5 ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ก็เลยจุดที่ทนได้ไปแล้ว

"เรา[ชาวเชียงใหม่]อยู่กับค่า PM2.5 ที่ 100 มคก./ลบ.ม. มาหลายวันแล้ว เราเรียกว่ามันเกินค่ามาตรฐานมาสามเท่าหรือสี่เท่าในทุก ๆ วัน ก็เรียกว่ามันเกินค่าปลอดภัยมาแล้ว" รศ.ดร.สมพร ระบุ

ขณะที่ชาวบ้านใน จ.เชียงใหม่ ที่บีบีซีไทยพูดคุยด้วยขณะลงพื้นที่บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า สถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ปีนี้หนักหนากว่าปีก่อน ๆ ส่งผลต่อสุขภาพพวกเขาชัดเจน

ด้าน นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ บอกกับบีบีซีไทยว่าสถานการณ์มลพิษในจังหวัดตอนนี้เกิดจากไฟป่าที่ "แน่นอน[ว่า]มีการลักลอบเผา"

ทำไมเหตุการณ์ไฟป่าและมลพิษ PM2.5 ใน จ.เชียงใหม่ ปีนี้จึงรุนแรง และหน่วยงานในจังหวัดมีมาตรการเตรียมความพร้อม-รับมือ กับปัญหานี้อย่างไร ?

ทำไม "ไฟป่า-ฝุ่นพิษ PM2.5" ในเชียงใหม่ปีนี้จึงรุนแรง


ท้องฟ้าเหนือพื้นที่ อ.เมือง จ. เชียงใหม่ ถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นจนทำให้มองเห็นท้องฟ้าเป็นสีเหลืองหม่น

รศ.ดร.สมพร อธิบายว่าปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เกิดฝุ่นพิษ PM2.5 ใน จ.เชียงใหม่ มีอยู่สามประการ คือ
  • ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม: ลักษณะภูมิศาสตร์ของ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ ตั้งอยู่ในแอ่งเชียงใหม่-ลำพูน มีภูเขาสูงล้อมรอบ ส่งผลให้การสะสมตัวของมลพิษอยู่ได้ยาวนาน
  • ปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา: ความเร็วลม ความชื้น ปริมาณฝน เป็นปัจจัยเสริมที่สามารถส่งผลต่อคุณภาพของอากาศ
  • ปัจจัยที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์: การเผาป่า การเผาในที่โล่ง การจราจรคมนาคม และโรงงานอุตสาหกรรม
นักวิชาการรายนี้เสริมว่าสำหรับพื้นที่ภาคเหนือ "ชัดเจนอยู่แล้วว่าการเผาในที่โล่งหรือการเผาเชื้อมวลเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศในช่วงหน้าแล้ง"

เธออธิบายด้วยว่า ในช่วงหน้าแล้งพื้นที่ป่าของไทยจะมีใบไม้ร่วงเยอะ เนื่องจากเป็นป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง นั่นจึงทำให้ "เชื้อเพลิงมีความพร้อมสูง" และถ้ามีการจุดไฟขึ้นแล้วจะเกิดการลุกลามเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

"ตัวแปรปีนี้ที่สำคัญเลยคือ ลมค่อนข้างแรง เพราะฉะนั้นจากไฟกองเล็กถ้ามีเชื้อเพลิงรออยู่เยอะก็จะกลายเป็นไฟกองใหญ่ได้ง่าย และลุกลามได้เร็วทำให้ไม่สามารถดับได้ ตัวนี้เป็นปัจจัยว่าทำไมปีนี้ไฟมันดับไม่หมดสักที เพราะว่าไฟมันถูกกระพือด้วยลมกลายเป็นไฟกองใหญ่ กำลังคน[ดับไฟ]ไม่พอแน่นอน"

เธอบอกด้วยว่า อีกปัจจัยอาจเป็นเพราะฝนเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมาทำให้เป็นอุปสรรคต่อผู้เกี่ยวข้อง ไม่สามารถบริหารจัดการเชื้อเพลิงได้ทันท่วงที "เหมือนกับอั้นมาช่วงปลายเดือน"

"เรียกว่าอาจจะไม่มีการบริหารจัดการด้วยเพราะมันมีการลักลอบจุดเผา เราไม่สามารถบอกได้ว่าใครเป็นคนจุด แต่ถ้าดูจากข้อมูลจุดความร้อน (hot spot) ที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นหลายพื้นที่พร้อมกัน เหมือนกับว่าคนหนึ่งจุดอีกคนก็อยากจะจุด มันเป็นเหมือนเทศกาลไฟตอนนี้ เอาไม่อยู่แล้ว คุมก็คงไม่ได้จนกว่าเชื้อเพลิงจะหมด" นักวิชาการรายนี้อธิบายถึงสาเหตุของที่ทำให้การจัดการกับไฟป่าปีนี้ไม่เป็นผล


รศ.ดร.สมพร จันทระ ผู้ทำวิจัยเรื่องละอองฝุ่นพิษ PM2.5 ในพื้นที่มาเกือบ 20 ปี บอกว่าการเผาในที่โล่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศในช่วงหน้าแล้ง

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 มี.ค. เชียงใหม่มีการตรวจพบจุดความร้อนพุ่งสูงกว่า 1,000 จุด ก่อนที่จะลดลงในวันนี้ เหลือ 184 จุด จากทั้งหมด 1,971 จุดทั่วประเทศ

ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่บอกกับบีบีซีไทยวานนี้ (1 เม.ย.) ว่า สาเหตุหลักของปัญหามลพิษทางอากาศปีนี้เกิดจากจุดความร้อน (hotspot) ที่มีจำนวนมาก

"พอมาถึงวันที่ 23 มี.ค. จุดความร้อนใน จ.เชียงใหม่ มีอัตราการเพิ่มสูงขึ้นอย่างทวีคูณ จนถึงสูงสุดในวันที่ 29 มี.ค. [มาก]ถึง 1,020 จุด" ผู้ว่าราชการ จ.เชียงใหม่ ระบุ

เขาเสริมด้วยว่าตัวเลขนี้ยืนยันว่า "มีการลักลอบเผาป่า"

รศ.ดร.สมพร เสริมด้วยว่าปัญหามลพิษจะยิ่งรุนแรงหากทิศทางลมพัดนำพามลพิษจากประเทศเพื่อนบ้านมายังประเทศไทยเพิ่มเติม

"การเคลื่อนที่ของมวลอากาศก็จะเป็นตัวแปรด้วยว่าตรงไหนที่จะเป็นตัวรับมลพิษ... สมมติว่าการเผาในประเทศเมียนมามีมาก แล้วลมพัดจากทางเมียนมามาประเทศไทย เราก็จะเป็นตัวรับมลพิษจากทางเมียนมา" รศ.ดร.สมพร อธิบาย

ด้วยปัญหาเหล่านี้ในปัจจุบัน ฝุ่นพิษ PM2.5 ในพื้นที่เชียงใหม่จึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ในช่วงปลายเดือน มี.ค. 2568 ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงของฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ราวสูงกว่า 50 มคก./ลบ.ม. ไม่มาก แต่ในช่วงเวลาเดียวกันปีนี้ ค่าเฉลี่ย PM 2.5 กลับสูงถึง 100 มคก./ลบ.ม. หรือมากกว่านั้นในบางวัน จากการติดตามสถานการณ์ของศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและศูนย์วิชาการเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควันภาคเหนือ


ความเข้มข้นของละอองฝุ่น PM2.5 รายวันใน จ.เชียงใหม่ ย้อนหลังหกปีพบว่า ปี 2026 ค่าละอองฝุ่น PM2.5 อยู่ที่เกิน 100 มคก./ลบ.ม ซึ่งสูงกว่าเมื่อปี 2025 ที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 100 มคก./ลบ.ม อย่างไรก็ตาม สถิติของปีนี้ยังต่ำกว่าเมื่อปี 2023 และ 2024 ที่มีค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 สูงเกิน 150 มคก./ลบ.ม

"ชินต่อสภาพแบบนี้...ยังไงก็ต้องทน" ชาวเชียงใหม่รับมือกันอย่างไร

"ตอนกลางคืนเราอยู่แบบนี้มันมีกลิ่น กลิ่นไฟไหม้ป่ามาถึงที่นี่เลยนะ เวลากลับบ้านควันมันเหมือนจะเผาใกล้เรามาก" นางเดือนเพ็ญ ยศคำ วัย 53 ปี ชาว อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ บอกกับบีบีซีไทย

เธอกล่าวเสริมว่าสถานการณ์มลพิษทางอากาศปีนี้หนักหนากว่าปีที่ผ่านมา เพราะ "ไปที่ไหนมันก็มืดมัว มันหม่นมืดไปหมดเลย" นางเดือนเพ็ญ บอกกับบีบีซีไทย

ร้านอาหารที่ลูกชายเธอเป็นเจ้าของ ตั้งอยู่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยมะนาว ไม่ไกลจากจุดที่มีการเผาในที่โล่งมากนัก

นั่นทำให้จากที่เมื่อก่อนจะสามารถเห็นวิวภูเขาได้จากร้านอาหารของเธอ แต่ตอนนี้กลับ "[มอง]ไม่เห็นอะไรเลย" เพราะมีควันฝุ่นสีเทามาปกคลุมบรรยากาศไว้เกินครึ่งเดือนแล้ว


ร้านอาหารของลูกชายของนางเดือนเพ็ญถูกปกคลุมไปด้วยละอองฝุ่นจนท้องฟ้ามีสีเทา

นางเดือนเพ็ญบอกด้วยว่า เดือนนี้ถือเป็นช่วงที่มีลูกค้าน้อยที่สุดตั้งแต่ร้านอาหารเปิดมาได้สองปี

"ปกติก่อนหน้านี้ ถ้าไม่มีอากาศ[ฝุ่นหนา]แบบนี้ ลูกค้าจะผลัดกันมานั่ง คนนั้นยังไม่ทันออกเลย คนนี้จะจองเข้าแล้ว แทบทุกวันเลยนะเสาร์อาทิตย์ วันธรรมดาก็จะมีคนเข้ามาเรื่อย ๆ... แต่เดี๋ยวนี้ไม่มี[ลูกค้า]เลย รายได้แทบไม่พอที่ว่าจะจ้างพนักงานแม่ครัวมา แย่หมดเลย" เธอเล่า

ขณะที่บีบีซีไทยพูดคุยกับเธอเมื่อวานนี้ (1 เม.ย.) ร้านอาหารกลางแจ้งร้านนี้มีลูกค้านั่งทานอาหารอยู่เพียงโต๊ะเดียว

นอกจากนี้ นางเดือนเพ็ญยังมีอาการ "เจ็บตาแล้วก็ไอจนถึงขั้นว่าเจ็บหน้าท้องหมดเลย หายใจขัด ๆ" และแม้เธอจะ "กลัว" แต่เธอก็ "ชินต่อสภาพแบบนี้ มันก็เลยต้องทนยังไงก็ต้องทน"


นางเดือนเพ็ญบอกว่า ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ส่งผลกระทบทั้งต่อสุขภาพและธุรกิจของครอบครัวเธอ

เช่นเดียวกัน นายธนากร สุวรรณเทวากุล ไรเดอร์ชาวเชียงใหม่ บอกกับบีบีซีไทยว่า "แม้คนเชียงใหม่เริ่มชิน[กับปัญหาฝุ่น]แล้ว แต่ปีนี้รู้สึกว่ามันจะหนักกว่าทุกปี... หนักถึงขั้นมองไม่เห็นดอย"

ด้วยอาชีพที่ต้องอยู่ในที่โล่งเกือบทั้งวันอย่างน้อยวันละเจ็ดชั่วโมง ไรเดอร์วัย 28 ปีรายนี้พบว่าตนมีอาการ "แสบจมูก บางทีก็เหมือนหายใจไม่ค่อยออก"

อย่างไรก็ตาม เขายังไม่มีความคิดจะเปลี่ยนอาชีพหรือหยุดพักจากงานที่ทำอยู่

"ต้องทน มันทำอะไรไม่ได้... ถ้าหยุด[ขับ]มันก็ไม่มีอะไรประทังชีวิต มันก็ต้องสู้กันต่อไป" เขาบอก

ด้าน นายณรงค์ฤทธิ สุทธิเจค ชาวเชียงใหม่อีกรายซึ่งรับจ้างขับรถสามล้อเล่าว่า ฝุ่น PM2.5 ซ้ำเติมปัญหาการท่องเที่ยว เนื่องจากทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดน้อยลง

"ตอนนี้ไปไหนมาไหนนักท่องเที่ยวก็น้อยลงอยู่แล้ว แล้วก็ยังมี PM2.5 ด้วย ฝุ่นควันด้วย มันก็เลยทำให้นักท่องเที่ยวหายไปเยอะเลย" ชายวัย 41 ปี รายนี้เล่า

เขาบอกด้วยว่า บางวันใน จ.เชียงใหม่ จะมีกลิ่นควันไหม้คุ้งอยู่ในอากาศและนั่นส่งผลต่อสุขภาพของเขาด้วย

"บางครั้งก็[รู้สึก]จุกอก บางครั้งขับรถไปก็แสบตา แต่มันก็เป็นเรื่องปกติเพราะว่ามันก็เป็นมานานแล้ว PM2.5 มันก็แก้ไม่หายสักที" นายณรงค์ฤทธิ บอก

นอกจากนี้ ผู้ปกครองเด็กเล็กใน จ.เชียงใหม่ บางรายก็ออกมาเล่าถึงปัญหาสุขภาพลูกของตน ที่ตอนนี้บางรายมีเลือดกำเดาไหล


ไรเดอร์ชาวเชียงใหม่ วัย 28 ปี คนนี้บอกว่า แม้ละอองฝุ่นจะส่งผลต่อสุขภาพแต่ก็ต้องทนทำงานต่อไปเพราะไร้ทางเลือก

รัฐรับมือกับปัญหาฝุ่นพิษอย่างไร

ด้าน ผู้ว่าฯ จ.เชียงใหม่ บอกกับบีบีซีไทยว่า จากกรณีพบชาวเชียงใหม่มีอาการแพ้ฝุ่น เกิดอาการไอแห้ง หรือเลือดกำเดาไหลนั้น ทางจังหวัดได้สั่งให้ทางสาธารณสุขจังหวัดเปิดศูนย์ช่วยเหลือชาวบ้านแล้ว แต่จำนวนผู้ป่วยยังมีไม่มาก

"ทางสาธารณสุขเขาตั้งศูนย์ควบคุมคอยดูอยู่ตลอดว่า มีผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร แต่ขณะนี้ก็ยังมี[จำนวนผู้ป่วย]เล็กน้อย" ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ระบุ

ปัจจุบันทางจังหวัดได้เริ่มแจกหน้ากากอนามัยแก่ประชาชน พร้อมเปิด "ห้องพักปอด" ซึ่งให้หน่วยงานภาครัฐ สถานพยาบาล ภาคเอกชน เช่น ร้านค้า ร้านกาแฟ ที่มีเครื่องฟอกอากาศ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการให้บริการพื้นที่ปลอดฝุ่นแก่ประชาชน

นอกจากนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ระบุด้วยว่ามีการนำเครื่องบินฝนหลวง 5 ลำ ปฏิบัติภารกิจบรรเทาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยได้เริ่มปฏิบัติการบินบรรเทาฝุ่นในพื้นที่ภาคเหนือครอบคลุมพื้นที่ อ.แม่ออน อ.ดอยสะเก็ด อ.แม่แจ่ม ใน จ.เชียงใหม่ รวมถึง อ.ปาย ใน จ.แม่ฮ่องสอน ด้วย


นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ลงพื้นที่แจกหน้ากากอนามัยในพื้นที่ อ.เมือง เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา

ด้านกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน (ส่วนหน้า ภาคเหนือ) พ.ศ. 2569 ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง "สั่งการ–ประสาน–ปฏิบัติ" เชื่อมโยงทุกหน่วยงานให้ทำงานเป็นหนึ่งเดียว เพิ่มความรวดเร็วและแม่นยำในการควบคุมสถานการณ์

กระทรวงฯ ยังได้สั่งการให้ ศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลและอากาศยาน (ศทอ.) เสริมกำลังเฮลิคอปเตอร์ สนับสนุนภารกิจในพื้นที่เสี่ยงด้วย

ขณะที่นางเดือนเพ็ญบอกกับบีบีซีไทยโดยตั้งข้อสังเกตว่า จากสิ่งที่เธอเห็นจากร้านอาหารที่ติดกับดอยซึ่งเกิดไฟป่า การปล่อยน้ำจากเฮลิคอปเตอร์ก็อาจช่วยไม่ได้มากเท่ากับน้ำฝน

"วันนั้นมีเฮลิคอปเตอร์ลงมาตักน้ำ [จากอ่างเก็บน้ำห้วยมะนาว] มันก็ช่วยไม่ได้เยอะ แต่ก็ยังดี เพราะว่าไฟมันลุกลามไว เอาน้ำไปดับมันคงไม่ถึงที่" นางเดือนเพ็ญบอก

แก้ปัญหาไฟป่าอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 แสดงให้เห็นว่าแม้ขณะที่เชียงใหม่ถูกปกคลุมไปด้วยละอองฝุ่น การเผาในที่โล่งยังคงเกิดขึ้น

เมื่อปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา นายมานพ คีรีภูวดล อดีต สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์บนเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นเรื่องสาเหตุการเกิดไฟป่าในภาคเหนือว่าอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องการจัดสรรงบประมาณของรัฐ "ไม่ได้เกิดจากชาวบ้านหรือการทำไร่หมุนเวียน"

"[งบประมาณ]ตั้งไว้ปี[ละ]เท่าไหร่ก็ควรจัดสรรมาให้เขาตามนั้น หรือปีไหนไม่มีไฟป่าก็ลดลงมาบ้าง ไม่ใช่ไฟไม่มี[ก็]ไม่สามารถจัดสรรงบมาลงได้" เพราะนั่นจะทำให้ "เกิดคำว่าไฟไม่มีงบไม่มา" และอาจเกิด "การว่าจ้างให้ไปเผา เผา[เพื่อ]ที่จะดึงงบมา"

ด้าน รศ.ดร.สมพร อธิบายว่าจำนวนเจ้าหน้าที่กับพื้นที่ผืนป่าที่ไม่สอดคล้องกันก็ทำให้การควบคุมการเผาป่าเป็นไปได้ยาก จึงควรเน้นเรื่องการทำความเข้าใจกับชุมชนและเปลี่ยนยุทธศาสตร์การใช้งบประมาณ

"พื้นที่ป่ามันใหญ่มากเราไม่สามารถควบคุมดูแลได้หมด กำลังเจ้าหน้าที่มีน้อยมากถ้าเทียบกับผืนป่าที่เรามี เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้เราต้องเอาชุมชนมามีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด ให้ชุมชนดูแลรักษาป่าของเขาเอง" รศ.ดร.สมพร ระบุ



"ถ้าชุมชนดูแลป่าของตัวเองได้ เขาก็[ควร]ได้รางวัลในส่วนที่เขาทำ คืองบประมาณมันต้องไม่มา[จากการเกิด]จุดเผา มันต้องมาถึงคนที่ดูแลป่าได้ดี" เธอเสริม


ป้ายรณรงค์ไม่เผาป่าถูกพบเห็นได้ทั่วทั้งในและนอกเขต อ.เมือง จ.เชียงใหม่

แม้ รศ.ดร.สมพร จะบอกว่าการทำงานร่วมกับภาครัฐในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ภาครัฐทำได้ดีขึ้นในการหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูล และทำงานร่วมกับภาคประชาชนมากขึ้น แต่ก็ยังมีข้อท้าทายอยู่บ้าง

"ผู้ว่าราชการ[มัก]จะอยู่ไม่นาน ก็จะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามการบริหาร" จึงอาจทำให้การทำงานร่วมกันขาดความต่อเนื่องไปบ้าง

นอกจากนี้ มลพิษทางอากาศจากประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกพัดเข้ามาก็ควรถูกแก้อย่างจริงจัง ด้วยการยกระดับจากปัญหาระดับชาติเป็นระดับภูมิภาค

"[ปัญหาที่เกิด]ไม่ใช่มาจากแค่เฉพาะตัวเราหรือประเทศเรา ทำยังไงถึงจะมีการพูดคุยระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำยังไงให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันมากขึ้น" เธอเสนอ

โดยเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ที่ผ่านมา นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เผยว่า กรมควบคุมมลพิษ ได้มีหนังสือส่งถึงเลขาธิการอาเซียนแล้ว 3 ครั้ง เพื่อขอความร่วมมือในการลดจุดความร้อนในภูมิภาค

กรมควบคุมมลพิษ เผยด้วยว่าได้มีการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด ผ่านช่องทางวอตส์แอป ฮอตไลน์ (WhatsApp hotline) ไปยังอธิบดีของเมียนมา และ สปป.ลาว อย่างต่อเนื่องเพื่อขอความร่วมมือลดจุดความร้อนโดยด่วน

โดยทั้งเมียนมา และสปป.ลาว รายงานว่ามีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงสร้างความตระหนักแก่ประชาชนให้งดการเผา

กรมควบคุมมลพิษ เผยด้วยว่า ภายหลังการประสานงานจุดความร้อนมีแนวโน้มลดลง ในเมียนมาจาก 10,834 จุด ลดลงเหลือ 5,505 จุด และใน สปป.ลาว จาก 4,157 จุด ลดลงเหลือ 2,704 จุด จากข้อมูลเมื่อวันที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา

https://www.bbc.com/thai/articles/c70dxjjqqqqo



พอเหอะ อย่าเอาเรื่อง “สถาบันการศึกษา“ มาบูลลี่เพื่อลดคุณค่าความน่าเชื่อถือของคนทำงาน ดู บิล เกตส์ สตีฟ จ็อบส์ สิเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย แล้วไง ?


หนุ่มเมืองจันท์

13 hours ago
·
ไม่น่าเชื่อว่าในยุคสมัยนี้ ยังมีเอาเรื่อง “สถาบันการศึกษา“ มาบูลลี่เพื่อลดความน่าเชื่อถือของคนทำงาน
ทั้งที่ความสำเร็จของคนไม่ได้วัดกันว่าจบจากมหาวิทยาลัยอะไร
แต่การใช้คำว่า ”มหาวิทยาลัยห้องแถว“ เพราะมหาวิทยาลัยนี้ปิดกิจการไปหลังจาก ”แต๋ม“ ศุภจี เรียนจบ
ในทางข่าว คือ พยายามจะสื่อว่า”แต๋ม“ ซื้อปริญญามาหรือเปล่า?

”แต๋ม“ เป็นเพื่อนผมที่เรียนจบคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รุ่นเดียวกัน
เป็นเพื่อนที่อายุน้อยที่สุด เพราะเธอสอบเทียบเข้ามา
การ ”สอบเทียบ“ แล้วเอ็นทรานซ์ติดมหาวิทยาลัย น่าจะบอกได้ว่า ”แต๋ม“ เรียนเก่งทีเดียว
สมัยนั้นคณะสังคมวิทยาฯ มีทั้งนักเรียนม.ปลายสายวิทย์และศิลป์
”สายวิทย์“ จะสอบแบบเดียวกับคณะวิศวะฯ คือ สอบ 4 วิชา ไม่มีวิชาชีววิทยา
อย่างผมก็เรียนสายวิทย์ ชอบฟิสิกส์-คณิตศาสตร์
”แต๋ม“ น่าจะเหมือนกัน เพราะไปลงเรียนวิชาอื่นที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีด้วย
จบจากธรรมศาสตร์ก็รู้ว่าไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ
มาเจอกันอีกทีตอนที่ “แต๋ม” ทำงานที่ “ไอบีเอ็ม” ในเมืองไทยแล้ว
“ไอบีเอ็ม” ในยุคนั้น คือ บริษัทด้านไอทีที่ใหญ่ที่สุด 1 ใน 5 ของโลก
ถ้าเทียบกับยุคนี้ก็ประมาณ “ไมโครซอฟท์-แอปเปิล”
ใครเข้า “ไอบีเอ็ม“ ได้ถือว่าเก่งมาก
สมัยผมใครได้งานที่ ”ไอบีเอ็ม-ปูนซิเมนต์ไทย“ ถือว่าสุดยอด
เพราะกระบวนการสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์โหดมาก
แค่ดูเกรด ผมก็ไม่ผ่านแล้ว 55

สิ่งที่น่าจะ ”เอ๊ะ“ กับเรื่องนี้ก็คือ
1.“ไอบีเอ็ม” เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เขาจะไม่รู้เลยหรือว่าใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยไหนในสหรัฐอเมริกาที่น่าเชื่อถือหรือไม่น่าเชื่อถือ
2.”แต๋ม“ เข้าไปทำงานในฝ่ายการเงิน
ถ้า ”ซื้อปริญญา“ ไม่มีความรู้จริงในเรื่องไฟแนนซ์ทำไม่ได้หรอกครับ
ไม่เหมือนฝ่ายขายที่ยังใช้ความสามารถส่วนตัวช่วยได้
3.ถ้าใครเคยอ่านบทสัมภาษณ์ในอดีต ”แต๋ม“ ทำงานที่ ”ไอบีเอ็ม“ แค่ปีครึ่งได้โปรโมทเป็นหัวหน้า จากนั้นก็ย้ายไปดูแลฝ่ายต่างๆ
ก่อนขึ้นเป็น ”กรรมการผู้จัดการ“ ของ ”ไอบีเอ็ม“ ประเทศไทยตอนอายุ 38 ปี
เป็นผู้หญิงคนแรกที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนี้
และยังเป็น “กรรมการผู้จัดการ” ที่อายุน้อยที่สุดด้วย
แค่นี้ก็น่าจะบ่งบอกอะไรบางอย่างแล้ว
เพื่อนผมคนหนึ่งที่ทำงาน “ไอบีเอ็ม” รุ่นเดียวกับ “แต๋ม” เคยเล่าถึงความลุยของเพื่อนคนนี้ว่าทำงานตั้งแต่ 7 โมงถึงเที่ยงคืนเป็นประจำ
บางวันเอาถุงนอน-เต้นท์ มานอนที่บริษัท
จากนั้น “แต๋ม” ก็โลดแล่นไปทำงาน “ไอบีเอ็ม” ที่ต่างประเทศ มาไทยคม-ดุสิตธานี
ก่อนจะเลือกลงสู่เส้นทางการเมืองในวันนี้

ในภาคเอกชน “แต๋ม” ได้รับการยอมรับว่าเป็น “มืออาชีพ” ที่เก่งมาก
แต่พอเข้าสู่แวดวงการเมือง เธอก็ต้องพิสูจน์ฝีมือในสนามใหม่ที่ไม่คุ้นชิน
และด้วยความเป็นบุคคลสาธารณะ “แต๋ม” ต้องเจอการตรวจสอบ เจอกระแสวิพากษ์วิจารณ์และการตั้งคำถามที่หนักหน่วงกว่าตอนทำภาคเอกชน
เป็น “รายจ่าย” ที่ต้องจ่าย
ในฐานะ “เพื่อน” ก็เตือนแล้วก่อนที่จะตัดสินใจลงสนามการเมืองว่าจะเจออะไรบ้าง
แต่เมื่อ “แต๋ม“ ตัดสินใจลุย
ผมก็ได้แต่ให้กำลังใจ
แม้จะมีเรื่องที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยก็ตาม

ผมเขียนเรื่องนี้ในฐานะ “เพื่อน”
เมื่อรู้สึกว่า “เพื่อน” ไม่ได้รับความเป็นธรรมก็คงต้องช่วยชี้แจง
เพราะถ้าไม่เขียน คงรู้สึกผิดในใจ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1524239819062477&set=a.211819566971182