วันศุกร์, สิงหาคม 21, 2569

คนน่านโต้เดือด! ปมเขาหัวโล้น ชี้ปัญหาป่าหายกว่า 1.2 ล้านไร่ ไม่ได้เกิดจากชาวบ้านเพียงฝ่ายเดียว แต่สะสมจากสัมปทานป่า นโยบายรัฐ ปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดิน และเกษตรเชิงเดี่ยว #ไม่รู้4รู้8 #โทษแต่ชาวบ้าน


Djrun Himping
4 hours ago
·
#คนจังหวัดน่าน
#ขอพูดมั่ง?
#โต้เดือด
#ไม่รู้4รู้8
#โทษแต่ชาวบ้าน
คนน่านโต้เดือด! ปมเขาหัวโล้น เปิดเหตุป่าหาย 1.2 ล้านไร่ ถามใครจ่าย “ค่ารักษาป่า” , เจ้าของโพสต์วัย 45 ปี ระบายความอัดอั้นหลังน้ำป่าถล่ม อ.ปัว จ.น่าน เจอกระแสซ้ำเติมเรื่อง “เขาหัวโล้น” ชี้ปัญหาป่าหายกว่า 1.2 ล้านไร่ ไม่ได้เกิดจากชาวบ้านเพียงฝ่ายเดียว แต่สะสมจากสัมปทานป่า นโยบายรัฐ ปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดิน และเกษตรเชิงเดี่ยว พร้อมถามกลับ หากอยากให้ชาวบ้านรักษาป่า สังคมพร้อมช่วยจ่าย “ค่ารักษาป่า” ผ่านการสนับสนุนสินค้าชุมชนและราคาที่สะท้อนต้นทุนจริงหรือไม่
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1720242632426267&set=a.111333899983823

Djrun Himping
·

·
Author

กระแสดราม่า หลังเจ้าของผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวน่านออกมาโพสต์ระบายความอัดอั้นในถึงปัญหาน้ำท่วมหนักในพื้นที่อำเภอปัว จังหวัดน่าน จากปริมาณฝนสะสมสูงถึง 339.6 มิลลิเมตร พร้อมตอบกลับกระแสวิพากษ์วิจารณ์เชิงซ้ำเติมอย่าง "ปล่อยให้น่านจมน้ำไปเถอะ ตัดป่าทำเขาหัวโล้นเอง"
.
โดยชี้แจงว่าภาพภูเขาหัวโล้นเป็นเพียงปลายเหตุของปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่ยุคสัมปทานป่าไม้ นโยบายรัฐ ปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดิน และระบบเกษตรเชิงเดี่ยวที่บีบให้คนมีต้นทุนชีวิตติดลบต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด พร้อมตั้งคำถามกลับถึงคนเมืองว่ายอมจ่าย "ราคาของการรักษาป่า" ผ่านการสนับสนุนสินค้าชุมชนหรือไม่ ทั้งยังยืนยันว่าคนในพื้นที่พยายามฟื้นฟูและปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชยั่งยืนอย่างกาแฟดอยมณีพฤกษ์แล้ว แต่ต้นไม้โตไม่ทันกับวิกฤตสภาพอากาศเปลี่ยน ซึ่งได้รับเสียงตอบรับและเห็นอกเห็นใจจากชาวเน็ตจำนวนมาก
.
คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >>
https://mgronline.com/onlinesection/detail/9690000082130




ด้วยความเคารพและเห็นใจพี่น้องที่ประสบอุทกภัยทุกท่านข้าพเจ้าอยากจะบอกว่า มีคนว่า #ชาวหาดใหญ่น้ำท่วมตั้งแต่ปี68ยังไม่ได้เงินเยียวยาครบเลยค่ะ


Bunyawi Burgaq
ใครไม่ส้ม Kru🍊ส้ม
4 hours ago ·

ด้วยความเคารพและเห็นใจพี่น้องที่ประสบอุทกภัยทุกท่านข้าพเจ้าอยากจะบอกว่า
#ชาวหาดใหญ่น้ำท่วมตั้งแต่ปี68ยังไม่ได้เงินเยียวยาครบเลยค่ะ
ด้วยรักและเคารพพี่น้องประชาชน
ด้วยจิตอันคารวะและเห็นอกเห็นใจ
#น้ำท่วมน่าน #อำเภอปัว #น้ำท่วม 69— feeling thoughtful.

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10246754345778453&set=gm.4542753512640780&idorvanity=2018170688432421
.....




#ความขัดแย้ งระหว่าง #ผู้ประกอบการไทย กับ #นักท่องเที่ยวและผู้พำนักชาวอิสราเอล บน #เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ร้อนอีกรอบ


ThaiTribune
16 hours ago
·
เดือดเกาะพะงัน “รีวิว 1 ดาว – พฤติกรรมก่อกวน” ร้อนอีกระลอก จี้รัฐตรวจสอบธุรกิจต่างชาติ ย้ำอย่าเหมารวมทั้งชาติ

20 สิงหาคม 2569 #ความขัดแย้ งระหว่าง #ผู้ประกอบการไทย กับ #นักท่องเที่ยวและผู้พำนักชาวอิสราเอล บน #เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ยังเป็นที่สนใจ ล่าสุดมีการเผยแพร่ข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์กล่าวหาว่า #กลุ่มชาวอิสราเอล บางรายมีพฤติกรรมเดินถ่ายภาพหน้าร้านของคนไทย แสดงท่าทางไม่เหมาะสม และชักชวนกันเข้าไปให้คะแนนร้านใน Google Maps หรือเขียนรีวิวเชิงลบ เพื่อกดดันผู้ประกอบการ
.
จากภาพถ่ายภาพ กลุ่มชายชูนิ้วกลาง และตะโกนร้องให้การระดมกด 1 ดาว เป็นประเด็นการใช้ #รีวิวออนไลน์ เป็น #เครื่องมือกดดันธุรกิจ เคยเกิดขึ้นบนเกาะพะงันมาก่อน โดย Arab News เคยรายงานเมื่อ 2 พฤศจิกายน 2568 ว่าเจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่ง เคยบอกว่า หลังมีปัญหากับ ๒ลูกค้าชาวอิสราเอล ร้านได้รับรีวิวเชิงลบมากกว่า 4,000 รีวิว จนคะแนนลดจาก 4.8 เหลือ 2.2 ดาว ก่อนที่ระบบจะปรับแก้คะแนนในเวลาต่อมา
.
กรณีดังกล่าวทำให้เรื่องรีวิวออนไลน์ กลายเป็นอีกหนึ่งชนวนความขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบการไทยกับนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม
.
ความขัดแย้งใหญ่กว่าการทะเลาะหน้าร้าน...สิ่งที่ทำให้เรื่องบนเกาะพะงันถูกจับตา คือ #ข้อร้องเรียน สะสมเกี่ยวกับ #ธุรกิจของคนต่างชาติ #การทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต #การใช้บริษัทหรือนอมินีไทย และ #การใช้ที่ดิน ซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยเคยลงตรวจสอบจริง
.
เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 มีรายงานว่าหน่วยงานรัฐขยายการตรวจสอบเครือข่ายธุรกิจต้องสงสัยบนเกาะพะงัน โดยตรวจเป้าหมาย 24 แห่ง รวมถึงพูลวิลล่าริมทะเล 6 แห่ง และตรวจสอบโครงสร้างการถือครองที่ดิน บริษัท และเส้นทางเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ
.
ก่อนหน้านั้นในเดือนตุลาคม 2568 เจ้าหน้าที่เคยจับกุมแรงงานเมียนมาและตรวจสอบธุรกิจก่อสร้างที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับนักลงทุนชาวอิสราเอล โดยมีประเด็นเรื่องโครงสร้างบริษัทและการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ ซึ่งยังต้องดำเนินการตามกระบวนการสอบสวนและกฎหมายเป็นรายกรณี
.
“เกาะพะงัน” เผชิญปัญหา ความกังวลของคนท้องถิ่นมีหลายชั้น ตั้งแต่ #การแข่งขันทางธุรกิจ #ราคาที่ดิน และ #ค่าเช่าที่สูงขึ้น ไปจนถึงข้อกล่าวหาเรื่องธุรกิจต่างชาติที่มุ่งให้บริการลูกค้าชาติเดียวกัน
.
รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า เจ้าหน้าที่ได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับธุรกิจของชาวต่างชาติบนเกาะ และมีการตรวจสอบทั้งเรื่องใบอนุญาต การจ้างงาน และโครงสร้างบริษัท ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นย้ำว่า การเดินทางมาพักอาศัยหรือท่องเที่ยวไม่ใช่ปัญหา แต่การประกอบธุรกิจต้องเป็นไปตามกฎหมายไทย
.
นอกจากนี้ ยังมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับ #ศูนย์ชุมชน และ #ศาสนสถานของชาวยิว บนเกาะ โดยเฉพาะ #พื้นที่ศรีธนู ซึ่งมีรายงานตั้งคำถามถึงบทบาทของ #Chabad ศูนย์ศาสนาและวัฒนธรรม มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจปิดของชาวต่างชาติ
.
อย่าให้ปัญหาธุรกิจกลายเป็นปัญหา “เกลียดชาติพันธุ์”...สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้เรื่องธุรกิจ คือกระแสออนไลน์ที่เริ่มใช้ถ้อยคำเหมารวมว่า “ชาวอิสราเอลทั้งหมด” เป็นปัญหา หรือ #เรียกร้องให้ขับไล่ คนสัญชาติหนึ่งออกจากประเทศไทย
.
การตรวจสอบ #นอมินี #ธุรกิจผิดกฎหมาย #แรงงานต่างชาติ วีซ่า การใช้ที่ดิน เป็นเรื่องที่ทำได้และควรทำอย่างจริงจัง มีหลักฐานและกฎหมาย ให้ปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง ไม่เหลื่อมล้ำ เปิดช่องให้เอาเปรียบคน หรือผู้ประกอบการในท้องถิ่น
.
เช่นเดียวกัน หากมีหลักฐานว่ามีการระดมบัญชีปลอมเพื่อกดคะแนนร้าน หรือจงใจสร้างรีวิวเท็จเพื่อทำลายธุรกิจ ก็ควรตรวจสอบในฐานะ การกระทำของบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ไม่ควรเหมารวมคนทั้งชาติ
.
เกาะพะงันจึงไม่ได้มีเพียงปัญหา “นักท่องเที่ยวทะเลาะกับคนไทย” แต่เป็นโจทย์ใหญ่เรื่อง การท่องเที่ยวที่เติบโตเร็ว การแข่งขันทางธุรกิจ การถือครองทรัพย์สินของต่างชาติ การบังคับใช้กฎหมาย และความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับคนต่างชาติ
.
ทางออกที่ตรงจุดที่สุดคือ ตรวจให้หมด ผิดจับจริง ถูกก็ต้องคุ้มครอง และใช้กฎหมายเดียวกันกับทุกคน เพราะเกาะพะงันเป็นพื้นที่ของประเทศไทย การรักษาผลประโยชน์ของคนไทยทำได้โดยไม่จำเป็นต้องสร้างความเกลียดชังต่อคนต่างชาติทั้งประเทศ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1642213334589371&set=a.454661883344528
.....





https://www.facebook.com/watch/?v=1602325604853304




ปีนี้ไม่มีพายุเข้าเหมือนปีก่อน แต่เหตุใดน้ำท่วม จ.น่าน อ่วมหนักอีกปี ตอนนี้มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย



ปีนี้ไม่มีพายุเข้าเหมือนปีก่อน แต่เหตุใดน้ำท่วม จ.น่าน อ่วมหนักอีกปี

จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
7 ชั่วโมงที่แล้ว

สภาพของหมู่บ้านใน อ.ปัว จ.น่าน เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือภายในชั่วข้ามคืน หลังเกิดฝนตกลงมาอย่างหนักจนทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำเอ่อล้นตลิ่ง

ในตอนนี้แม้ระดับน้ำลดลงบ้างแล้ว แต่ในหมู่บ้านในพื้นที่ อ.ปัว ยังเต็มไปด้วยรากไม้และซากไม้ที่น้ำพัดลงมาจากเขา เกิดตะกอนดินหนาและโคลนถมทั่วบริเวณ ส่วนบ้านเรือนที่เป็นชั้นเดียวยังคงมีน้ำท่วมขัง

กิตตินันท์ ลือยศ ครูจากโรงเรียนบ้านผาเวียง ซึ่งเป็นผู้ประสบภัยในหมู่บ้านบ้านเฮี้ย ต.ศิลาแลง อ.ปัว บอกกับผู้สื่อข่าวพิเศษของบีบีซีไทยว่าจากฝนที่ตกหนักในปีนี้ทำให้ระดับน้ำขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนชาวบ้านตั้งตัวไม่ทัน

"ด้วยปริมาณน้ำที่เยอะมาก ไม่สามารถเอาอะไรอยู่สักอย่าง นอกจากเอาชีวิตรอด" เขากล่าว

กิตตินันท์ประเมินว่าความเสียหายอยู่ที่หลักหลายแสนบาท ไม่ว่าจะเป็นตัวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รถยนต์ที่จมอยู่ในน้ำ รวมถึงรถจักรยานยนต์ พาหนะคู่ใจที่ใช้ขี่ไปสอนเด็กนักเรียนทุกวัน

"ผมเป็นครูโรงเรียนบนยอดดอย ตอนนี้มอเตอร์ไซค์ก็ใช้ไม่ได้ ข้าวของเครื่องใช้ที่บ้านใช้การไม่ได้สักอย่าง" กิตตินันท์ กล่าว

อีกหมู่บ้านหนึ่งอยู่ในสภาพไม่ต่างกัน อรณิชชา มูลคำ บอกว่าบ้านสองชั้นของพ่อแม่ที่อยู่ในหมู่บ้านบ้านตึด ต.วรนคร อ.ปัว เสียหายอย่างหนักจากน้ำท่วมฉับพลัน

เธอบอกด้วยว่าจากที่เคยอาศัยอยู่ในชุมชนนี้มา 47 ปี ไม่เคยประสบเหตุภัยพิบัติร้ายแรงเช่นนี้มาก่อน ขนาดปีที่แล้วที่พายุวิภาส่งผลกระทบต่อ จ.น่าน และทำให้เกิดอุทกภัยขนาดใหญ่ พื้นที่นี้ก็ไม่ได้รับผลกระทบ

"จากรุ่นปู่ย่าตายายอายุเกือบ 100 ปี ที่นี่ไม่เคยมีประวัติน้ำท่วมแบบนี้เลย เราเลยไม่ทันได้ตั้งตัวเลยค่ะ น้ำมาไวมาก" อรณิชา กล่าว

เธอประเมินความเสียหายเบื้องต้นไว้ที่หลักล้านบ้าน จากมูลค่าบ้านของพ่อแม่ที่ลงทุนสร้างไปเมื่อราว 4 ปีก่อน นอกจากนี้ยังมีทรัพย์สินอื่น ๆ ได้รับความเสียหายด้วย อาทิ รถจักรยานยนต์ 2 คัน

ด้านณัฐชยากานต์ จิณะเสน ผู้ประกอบการผ้าทอไทลื้อในพื้นที่เดียวกัน บอกว่าน้ำมาเร็วมากจนน่าตกใจและทำอะไรไม่ถูก เนื่องจากที่บ้านมีผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงด้วย

"ตื่นมาตอนเช้าน้ำก็ท่วมบ้านหมดแล้ว เพราะมันเป็นน้ำป่าไหลหลาก และน้ำแม่น้ำหนุน" เธอกล่าว


อรณิชชา มูลคำ ยืนปลอบใจผู้เป็นแม่ โดยฉากหลังคือบ้านและรั้วที่เสียหายอย่างหนักจากอุทกภัย

ในตอนนี้มีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย เป็นผู้ป่วยติดเตียงเพศชายใน อ.ปัว 1 ราย และชายวัย 45 ปี ใน อ.ท่าวังผา 1 ราย

วันเดียวกันนี้ (20 ส.ค.) นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ที่วัดบ้านปง ต.เจดีย์ชัย อ.ปัว จ.น่าน และกำชับให้กรมชลประทานเร่งบรรเทาความเดือดร้อนให้เร็วที่สุด โดยนายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน บอกว่ากำลังระดมเครื่องสูบน้ำเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่โดยเร็ว

ด้านนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน ระบุว่าสถานีตรวจวัดน้ำที่ อ.ปัว มีแนวโน้มลดลง ขณะที่ลำน้ำยาวที่จะมาเติมน้ำในแม่น้ำน่าน ก่อนไหลมา อ.เมืองน่าน ระดับน้ำลดลงเช่นกัน แต่ยังต้องระวังฝนตกซ้ำในพื้นที่เดิม เช่น อ.ท่าวังผา และ อ.ปัว

"หลังจากน้ำผ่านอำเภอเมืองน่าน อีก 6 ชั่วโมงน้ำจะลงไปที่ อ.เวียงสา ซึ่งปัจจุบัน อ.เวียงสา ก็มีน้ำล้นตลิ่งแล้วประมาณ 1 เมตร เพราะเป็นพื้นที่รับน้ำจุดสุดท้ายของ จ.น่าน ทั้งแม่น้ำน่าน แม่น้ำว้า แม่น้ำ 3 สายรวมกันที่ อ.เวียงสา" นายชัยนรงค์ กล่าว

จากนั้นในเวลาประมาณเที่ยงวันของวันนี้ ศูนย์ประชาสัมพันธ์ร่วม จ.น่าน ออกประกาศเตือนภัยด่วนที่สุดให้ระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำท่วมล้นตลิ่งใน อ.เวียงสา เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำน่านที่สถานี N.13A (บ้านบุญนาค) อ.เวียงสา เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและล้นตลิ่งแล้ว คาดการณ์ว่าระดับน้ำจะขึ้นสูงสุดที่ 8.55 เมตร (สูงกว่าตลิ่ง 2.05 เมตร) ในเวลาประมาณ 12.00 ของวันนี้ (20 ส.ค.) พื้นที่เสี่ยงภัยสูง ได้แก่ ต.กลางเวียง, ต.ไหล่น่าน, ต.ขึ่ง, และ ต.ส้าน

ทาง จ.น่าน จึงขอให้ประชาชนยกของขึ้นที่สูงทันที ขนย้ายทรัพย์สินและเครื่องใช้ไฟฟ้าพ้นระดับน้ำ เคลื่อนย้ายยานพาหนะ รถยนต์และรถจักรยานยนต์ไปจอดในจุดที่ปลอดภัย รวมถึงอพยพกลุ่มเปราะบาง เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และคนพิการ ออกนอกพื้นที่เสี่ยงภัยทันที

ประกาศจาก จ.น่าน แจ้งข้อมูลด้วยว่าหากต้องการความช่วยเหลือหรือประสงค์จะอพยพ ให้ติดต่อแจ้ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่โดยด่วนที่สุด

ขณะเดียวกันสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ประกาศเฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง และดินโคลนถล่มช่วงวันที่ 19 - 21 ส.ค. นี้ ในพื้นที่จังหวัดน่าน รวมถึงแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ ตาก หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร จันทบุรี ตราด และกาญจนบุรี

เหตุใดปีนี้เกิดอุทกภัยที่น่าน แม้ไม่มีพายุเข้าเหมือนปีก่อน

รถยนต์ถูกกระแสน้ำอัดเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งของ อ.ปัว จ.น่าน หลังเผชิญน้ำป่าไหลหลากเมื่อวันที่ 19 ส.ค.

ผศ.ดร.ณัฐ มาแจ้ง ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ บอกกับบีบีซีไทยว่าน้ำท่วมในหลายพื้นที่ที่ จ.น่าน ตอนนี้ ไม่ได้เกิดจากพายุเหมือนกับปีก่อน แต่เป็นเพราะลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงกว่าปกติ ทำให้อากาศหอบความชื้นจากทะเลอันดามันเข้ามาปะทะแนวเทือกเขาหลวงพระบางซึ่งกั้นพรมแดนระหว่างไทย-ลาว ทำให้เกิดฝนตกหนักในบริเวณลุ่มน้ำทางตอนเหนือของไทยในพื้นที่ จ.น่าน ประกอบกับมีร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณภาคเหนือของไทยในบริเวณดังกล่าวด้วย

"หากดูจากเลขการตรวจวัดแถว อ.บ่อเกลือ มีฝนตกสะสม 330 มิลลิเมตร (มม.) ภายในเวลาเพียง 6 ชั่วโมง ส่วนที่ อ.ปัว มีฝนตกสะสมประมาณ 246 มม. ภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง ประมาณช่วงตีสามถึงหกโมงเช้าของวันที่ 19 ส.ค. ซึ่งถือว่าเยอะมาก จึงทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือ flash flood" เขากล่าว

อย่างไรก็ดี ผศ.ดร.ณัฐประเมินว่าจะยังมีฝนตกต่อเนื่องไปอีก 1-2 วันนี้ แต่ไม่หนักมาก และหลังจากนั้นฝนจะน้อยลงในช่วง 3-7 วันข้างหน้า

ผศ.ดร.ณัฐกล่าวต่อว่าอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ จ.น่าน เผชิญอุทกภัยทุกปี ไม่ได้เป็นเพราะสภาพอากาศเท่านั้น แต่สภาพภูมิประเทศก็มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ด้วย

เขาบอกว่า จ.น่าน มีสภาพพื้นที่เป็นภูเขาที่ค่อนข้างชัน ดังนั้นเมื่อฝนตกลงมาจึงทำให้มวลน้ำมารวมกันในพื้นที่ร่องลำน้ำต่าง ๆ "และเมื่อมวลน้ำมารวมกันเป็นก้อนใหญ่ในพื้นที่แคบ ๆ จึงทำให้เกิดความเสียหายขึ้น"

"แต่ว่าน้ำลักษณะนี้จะมาเร็วไปเร็ว เพราะฉะนั้นเมื่อฝนตกมาไม่กี่ชั่วโมง เดี๋ยวน้ำก็จะยุบไปโดยใช้เวลาไม่เกินวัน แต่ว่าความเสียหายจะค่อนข้างมาก เพราะกระแสน้ำรุนแรง ไม่เหมือนน้ำท่วมขังเหมือนพื้นที่ตอนล่าง" ผศ.ดร.ณัฐ กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำจาก ม.เกษตรศาสตร์ บอกว่า เมื่อพิจารณาสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินใน จ.น่าน ยังเห็นได้ว่า 1 ใน 3 ของพื้นที่ป่าดั้งเดิมถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่เกษตรกรรมบนเขาสูงชันจำนวนมาก ทำให้เมื่อไม่มีต้นไม้และพืชพรรณช่วยดูดซับหรือชะลอฝนที่ตกลงมา จึงเกิดน้ำป่าไหลหลากหรือน้ำท่วมฉับพลันในเวลาต่อมา

"เห็นได้ว่าน้ำที่ไหลมาจะเป็นสีโคลน ซึ่งเป็นน้ำที่ชะล้างหน้าดิน นำเอาตะกอนดินโคลนสีแดงขุ่นไหลทะลักลงมาด้วย ปัญหาน้ำท่วมฉับพลันจึงเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นและรุนแรงกว่าในอดีต" ผศ.ดร.ณัฐ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่าการมีป่าไม่ได้หมายความว่าน้ำจะไม่ท่วม เพียงแต่ว่าระดับความรุนแรงจะน้อยลงกว่าภัยพิบัติที่เผชิญเช่นในปัจจุบัน ดังนั้นการบริหารจัดการภัยพิบัติจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอย่างไรก็ดี ไม่ว่าพื้นที่ไหนก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำท่วมได้

ผศ.ดร.ณัฐ มองว่าแม้ว่าประเทศไทยตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กระแสอากาศและการเคลื่อนตัวของสภาพอากาศมีความผันผวนและไม่แน่นอนสูงมาก ส่งผลให้แบบจำลองพยากรณ์อากาศมีความแม่นยำน้อยกว่าเมื่อเทียบกับประเทศในแถบยุโรปหรืออเมริกา ทำให้การคาดการณ์เพื่อเตรียมรับมือล่วงหน้าทำได้ยากขึ้น แต่ในตอนนี้ระบบพยากรณ์อากาศของประเทศก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ และปัญหาที่เห็นในตอนนี้ก็คือการนำข้อมูลการพยากรณ์ "มาใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่เท่าไร" สำหรับงานเตือนภัยล่วงหน้า

"ในตอนนี้ข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยามีการพยากรณ์ล่วงหน้า 15 นาที และ 3 ชั่วโมง ไปจนถึง 3-7 วัน ถ้าเอาข้อมูลตรงนี้มาใช้ประโยชน์ก็สามารถรับรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้ แต่ด้วยระยะเวลาที่สั้นมาก มันก็ยังเป็นการบ้านให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาคิดกันต่อว่าจะทำอย่างไรต่อไป" เขากล่าว

แบบจำลองชี้ จ.น่าน เสี่ยงน้ำท่วมหนักขึ้น

งานศึกษาของนักวิจัยจาก ม.เกษตรศาสตร์ชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Sustainability ปี 2566 ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) มีแนวโน้มทำให้ลุ่มน้ำน่านตอนบนเผชิญฝนตกมากขึ้นและมีความเสี่ยงน้ำท่วมสูงขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.เมืองน่าน และ อ.เวียงสา ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มริมแม่น้ำน่านที่เกิดน้ำท่วมเป็นประจำ

นักวิจัยใช้ข้อมูลสภาพอากาศและข้อมูลน้ำท่าระหว่างปี 2523-2563 ร่วมกับแบบจำลองประเมินดินและน้ำ (SWAT) และระบบวิเคราะห์การไหลของแม่น้ำ (HEC-RAS) เพื่อประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้ฉากทัศน์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับปานกลาง (RCP4.5) และระดับสูง (RCP8.5) ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ต่อปริมาณฝน ปริมาณน้ำไหล และพื้นที่น้ำท่วมในอนาคต

ผลการศึกษาพบว่าปริมาณฝนเฉลี่ยรายปีในลุ่มน้ำน่านตอนบนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 18-19% เมื่อเทียบกับอดีต และจะมีความผันผวนมากขึ้น ทำให้พื้นที่มีสภาพชุ่มน้ำเพิ่มขึ้นทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ขณะที่ปริมาณน้ำไหลในแม่น้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นราว 0.3-5.1% โดยยอดน้ำหลาก (peak discharge) สูงสุดอาจเกิดช้ากว่าเดิมประมาณ 1 เดือน

แม้การเพิ่มขึ้นของน้ำไหลจะไม่มากเท่าปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น แต่แบบจำลองชี้ว่าความเสี่ยงน้ำท่วมจะสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยพื้นที่น้ำท่วมใน อ.เมืองน่าน อาจเพิ่มขึ้น 12.5-37.3% ส่วน อ.เวียงสาอาจเพิ่มขึ้น 2.7-10% เมื่อเทียบกับสภาพในอดีต

ทั้งนี้สถานการณ์ RCP8.5 ซึ่งเป็นกรณีที่โลกปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง มีแนวโน้มก่อให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงกว่าสถานการณ์ RCP4.5 ซึ่งเป็นสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับปานกลาง



เมื่อพิจารณาตามช่วงเวลา งานวิจัยแบ่งการคาดการณ์อนาคตออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะใกล้ (พ.ศ. 2568-2583) ระยะกลาง (พ.ศ. 2584-2603) และระยะไกล (พ.ศ. 2604-2623) ผลการศึกษาพบว่าช่วงที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด คือ ระยะกลาง หรือระหว่าง พ.ศ. 2584-2603 ซึ่งแบบจำลองคาดการณ์ว่าความรุนแรงของน้ำท่วมในพื้นที่ อ.เมืองน่าน และ อ.เวียงสา อาจมีขนาดใกล้เคียงกับน้ำท่วมระดับ 100 ปี หรือเหตุการณ์น้ำท่วมที่มีโอกาสเกิดขึ้นโดยเฉลี่ยเพียงครั้งเดียวในรอบ 100 ปี ส่วนในช่วง พ.ศ. 2568-2583 ระดับความรุนแรงของน้ำท่วมมีแนวโน้มใกล้เคียงกับน้ำท่วมระดับ 50 ปี

นอกจากนี้ งานวิจัยยังวิเคราะห์ผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์ที่ดิน และพบว่านาข้าวเป็นพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากที่สุด รองลงมาคือพื้นที่ชุมชน พื้นที่สิ่งปลูกสร้าง และพื้นที่เกษตรไม้ยืนต้น โดยเฉพาะในเขต อ.เมืองน่าน และ อ.เวียงสา ซึ่งเป็นบริเวณที่มีประชากรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำ

โดยสรุปนักวิจัยชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ลุ่มน้ำน่านตอนบนมีฝนมากขึ้น น้ำมากขึ้น และมีพื้นที่น้ำท่วมขยายตัวในอนาคต จึงควรมีการติดตามสถานการณ์และวางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมในจังหวัด

https://www.bbc.com/thai/articles/c1e1x51945no



เดิมทีภาพยนตร์เรื่อง *Niu Lai* (Here Comes The Cow) เคยถูกล้อเลียนบนโลกออนไลน์จากงานภาพแอนิเมชันที่ดูไม่เนี้ยบและเนื้อเรื่องที่แปลกประหลาด แต่ดูเหมือนว่าเสียงวิจารณ์ขำขันเหล่านั้นกลับกลายเป็นปัจจัยที่ส่งให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึง 🐮🎬 (เป็นไปได้ใหม หลายคนกระหายงาน Real & Raw ในยุค AI)

 
https://www.facebook.com/reel/1691790265227567/
.....

ความกระหายงาน Real & Raw ในยุค AI

เดิมทีภาพยนตร์เรื่อง *Niu Lai* (Here Comes The Cow) เคยถูกล้อเลียนบนโลกออนไลน์จากงานภาพแอนิเมชันที่ดูไม่เนี้ยบและเนื้อเรื่องที่แปลกประหลาด แต่ดูเหมือนว่าเสียงวิจารณ์ขำขันเหล่านั้นกลับกลายเป็นปัจจัยที่ส่งให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึงบนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศ 🐮🎬

หลังจากทำรายได้เพียงราว 10,000 หยวนในช่วง 10 วันแรก ปัจจุบันภาพยนตร์เรื่องนี้กวาดรายได้ในจีนไปแล้วกว่า 17 ล้านหยวน (ประมาณ 2.1 ล้านยูโร) จนโรงภาพยนตร์ต้องเพิ่มรอบฉายเพื่อรองรับความต้องการของผู้ชม

ผู้ชมเริ่มเปิดใจและชื่นชอบเสน่ห์ของงานภาพที่ดูดิบและมีความเป็นงานทำมือ (handmade) ซึ่งเปรียบเสมือนสิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจท่ามกลางกระแสคอนเทนต์ออนไลน์จำนวนมหาศาลที่ผ่านการปรุงแต่งมาอย่างสมบูรณ์แบบหรือสร้างขึ้นด้วย AI

มีรายงานว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้เวลาสร้างนานถึง 5 ปีโดยทีมงานที่เป็นแม่ลูกกัน ซึ่งรับหน้าที่ทั้งเขียนบท พากย์เสียง และดูแลงานสร้างส่วนใหญ่ด้วยตนเอง และในตอนนี้ ภาพยนตร์เกี่ยวกับวัวตัวน้อยเรื่องนี้กำลังก้าวขึ้นมาแข่งขันกับ...




ข้อกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของ AiPASS


iMoD

15 hours ago
·
มีข้อกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของ AiPASS

หลังจากที่เปิดให้ลงทะเบียน AiPASS ไปเพียง 1 วันก็มีรายงานเรื่องความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของ AiPASS โดยมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการเก็บ และนำข้อมูลผู้ใช้ไปดำเนินการ พร้อมแนะนำให้หลีกเลี่ยงการกรอกข้อมูลอ่อนไหวระหว่างใช้งาน

ประเด็นที่ถูกตั้งข้อสังเกต (โดยสรุป) มี 5 เรื่อง ได้แก่

⋅ การเก็บประวัติแชทไว้นาน 1 ปี และการเชื่อมโยงบัญชีกับข้อมูลยืนยันตัวตน
⋅ การเก็บข้อมูลแชท พฤติกรรม และตัวตน เพื่อวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงหรือความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
⋅ โหมด Temporary Chat ที่ผู้โพสต์อ้างว่ายังคงเก็บข้อมูลเป็นเวลา 1 ปี
⋅ ความเป็นไปได้ในการนำบทสนทนาไปพัฒนา National LLM หลังผ่านกระบวนการ Anonymization หรือ Pseudonymization (ปรับข้อมูลไม่ให้ระบุตัวตนได้)
⋅ สิทธิตาม PDPA เช่น การคัดค้าน ลบ และโอนย้ายข้อมูล ซึ่งอาจมีข้อยกเว้นด้วยเหตุผลด้านประโยชน์สาธารณะ

นอกจากนั้น ดร.การดี เลียวไพโรจน์ (สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) ก็ได้ตั้งข้อสังเกต AiPASS ส่งข้อมูลไปต่างประเทศ อาจขัด TOR

โดย ดร.การดี ระบุว่า การใช้งานจำเป็นต้องส่งข้อมูลไปประมวลผลกับโมเดล AI ต่างประเทศ หากผู้ใช้ไม่ยินยอมจะไม่สามารถใช้งานระบบได้

ดร.การดี เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ และชี้แจงอย่างโปร่งใส พร้อมเสนอ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

⋅ ชะลอการเบิกจ่ายงบประมาณไว้ก่อนจนกว่าจะมีความชัดเจน และเปิดเผยเอกสารสัญญาการเบิกจ่ายฉบับใหม่ให้ฝ่ายนิติบัญญัติ และประชาชนตรวจสอบ
⋅ ชี้แจงการตรวจรับงานงวดที่ 1 หลังเรื่องดังกล่าวยังมีความคลุมเครือ พร้อมเตือนคณะกรรมการตรวจรับให้คำนึงถึงผลประโยชน์และทรัพย์สินของชาติ
⋅ ไม่ควรนำจำนวนผู้ลงทะเบียนมาใช้สร้างความชอบธรรมเพื่อเดินหน้าโครงการโดยหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

ดร.การดียังระบุว่ากำลังรอเอกสารชี้แจงจากกระทรวงในประเด็นที่เคยตั้งคำถาม พร้อมยืนยันว่าการตรวจสอบมีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศพัฒนาไปพร้อมกับการปกป้องงบประมาณและผลประโยชน์ของประชาชน

ดังนั้น ผู้สนใจสมัคร AiPASS ควรอ่านเอกสารฉบับจริง โดยเฉพาะระยะเวลาเก็บข้อมูล วัตถุประสงค์การใช้งาน ข้อยกเว้น และวิธีใช้สิทธิตาม PDPA ก่อนสมัคร

ที่มา: mgronline, บันทึกนักเรียนแปล
เต้นท์ iMoD

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1498001562359228&set=a.594262216066505




ย้อนอ่านข่าว ผู้จัดการ : หมอหยอง อ้างเบื้องสูงตบทรัพย์ เสียดาย หมอหยอง และพวก ไม่ได้แก้ช้อกล่างหา "อ้างเบื้องบน" หาประโยชน์ให้ตัวเอง

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/28289238360716301
.....

Thanapol Eawsakul 
2 hours ago
·
เสียดาย "หมอหยอง" นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ และพวก
ไม่ได้แก้ช้อกล่างหา "อ้างเบื้องบน" หาประโยชน์ให้ตัวเอง
อ้างเบื้องสูงตบทรัพย์ "หยอง-เอี๊ยด"ผิด13คดี ขนของกลางโชว์เพียบ
https://mgronline.com/daily/detail/9580000120564
นายกฯวิทยา เคลียร์คลิป ปัดฮั้วส.ว. ชี้ ‘ข้างบน’ คือกกต. แจงยิบข้อสงสัย ‘ไอติม’
https://www.matichon.co.th/politics/news_5850705
.....

อ้างเบื้องสูงตบทรัพย์ "หยอง-เอี๊ยด"ผิด13คดี ขนของกลางโชว์เพียบ



28 ต.ค. 2558
โดย: MGR Online

ASTVผู้จัดการรายวัน-"จักรทิพย์"ตั้งโต๊ะแถลงแจงรายละเอียดคดีหมิ่น พร้อมนำทรัพย์ของกลางมาโชว์ เผย "หมอหยอง-สว.เอี๊ยด" มีความผิดรวม 13 คดี มีพฤติการณ์แอบอ้างสถาบันฯ เรียกรับผลประโยชน์จากเอกชน ตั้งแต่ 1 แสนถึง 4.7 ล้านบาท และขอเลขสวยจาก กสทช. เหตุเกิดตั้งแต่มิ.ย.-ต.ค.ที่ผ่านมา ระบุยักยอกทรัพย์สินจากคดี "พงศ์พัฒน์" บางส่วนถูกถ่ายโอนไปให้ญาติ ยัน "ประวุฒิ" ยังอยู่ในราชการ และเบื้องต้นไม่พบหลักฐานเกี่ยวข้องคดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลาประมาณ 14.00 น. วานนี้ (28 ต.ค.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษก ตร. พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพรามณกุล รรท. รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. ร่วมแถลงความคืบคดีกลุ่มบุคคลแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ อันเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ทั้งนี้ ได้มีการนำของกลางที่ตรวจยึดได้จากบ้านพักผู้ต้องหามาแสดง อาทิ อาวุธปืนของทางราชการ วิทยุสื่อสาร ชุดพระเครื่อง อัญมณี และอื่นๆ อีกหลายรายการ ซึ่งบางส่วนเกี่ยวข้องกับ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. หลังจากมีการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบสวนจากผู้ต้องหา 3 ราย ทั้งนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือหมอหยอง นายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ และพ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา หรือสว.เอี๊ยด อดีตสารวัตร ปอท. ซึ่งเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัว

***เผย"ประวุฒิ"ยังไม่ยื่นใบลาออก

พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวว่า ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สืบทราบมีกลุ่มบุคคลแอบอ้างสถาบันกระทำความผิดเพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าใกล้ชิดกับเบื้องสูง รวมทั้งการกระทำความผิดสร้างความเสียหายต่อสถาบันและเป็นวงกว้าง ต่อมามีการตั้งคณะกรรมการคดีหมิ่นเบื้องสูง นำโดย พล.ต.ท.ศรีวราห์ เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน พล.ต.ท.ฐิติราช เป็นรองหัวหน้าชุดทำงานสืบสวน ซึ่งของกลางส่วนใหญ่ตรวจยึดมาได้จากห้องพักของ พ.ต.ต.ปรากรม

ส่วนกระแสข่าวที่ว่า พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ที่ปรึกษา สบ 10 ลาออกจากราชการนั้น ยืนยันว่า พล.ต.อ.ประวุฒิ ยังอยู่ในราชการและตนไม่ได้รับใบลาใดๆ ทั้งสิ้น

***เผยผู้ต้องหาทำผิดทั้งหมด 13 คดี

ต่อมา พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช ผบก.น.6 ได้แถลงถึงพฤติการณ์การกระทำผิดของผู้ต้องหาทั้งหมด 13 คดี โดยมี พ.อ.วิจารณ์ จดแตง นายทหารพระธรรมนูญ ในฐานะหัวหน้าส่วนปฏิบัติการ คณะทำงานกฎหมายส่วนรักษาความสงบ คสช. เป็นผู้ร้องทุกข์ในนามกองทัพ และมีผู้ต้องหาทั้ง 3 รายเป็นผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งนายสุริยัน และนายจิรวงศ์ ถูกตั้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ต.ต.ปรากรม ถูกตั้งข้อหา “มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองมี และใช้วิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต ตั้งวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต ปลอมเอกสารราชการ และใช้เอกสารราชการปลอม และข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ฯ”

"พฤติการณ์การกระทำผิดทั้ง 13 คดี เป็นการแอบอ้างสถาบันเบื้องสูง เพื่อขอรับการสนับสนุนการทำสิ่งของจากบริษัทเอกชนในกรุงเทพฯ สมุทรปราการ พระนครศรีอยุธยา และนนทบุรี แล้วเรียกรับผลประโยชน์ ซึ่งทำให้ได้รับผลประโยชน์เป็นเงินรายละตั้งแต่ 1 แสน ถึง 4.7 ล้านบาท รวมถึงการแอบอ้างสถาบันเบื้องสูงเพื่อขอหมายเลขโทรศัพท์เลขสวยจาก กสทช. และคดีการครอบครองอาวุธปืน มีวิทยุสื่อสารโดยไม่ได้รับยอนุญาต ปลอม และใช้เอกสารราชการปลอม เหตุเกิดช่วงเดือน มิ.ย.-ต.ค.2558"

***ยังไม่พบหลักฐาน"ประวุฒิ"เกี่ยวข้อง

พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวต่อว่า คดีนี้มีความคล้ายคลังกับคดีหมิ่นเบื้องสูงของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีต ผบช.ก. ซึ่งของกลางทั้งหมดที่ยึดได้จาก นายสุริยัน ผู้ต้องหาครั้งนี้ได้ถูกยักยอกมา และมีถ่ายโอนทรัพย์สินบางส่วนให้กับญาติ ขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานว่า พล.ต.อ.ประวุฒิ ถาวรศิริ ที่ปรึกษา สบ 10 เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีนี้ ยืนยันว่า การเปลี่ยนตัว ทีมโฆษก ตร. เป็นเรื่องการบริหารภายใน เมื่อครบวงรอบก็เปลี่ยน ส่วนการลาไปต่างประเทศก็เป็นสิทธิของ พล.ต.อ.ประวุฒิ อาจจะเป็นการลาไว้ตั้งแต่สมัย พล.ต.อ.สมยุศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็น ผบ.ตร. เพื่อไปพักผ่อน

***แย้มเตรียมออกหมายจับเพิ่มอีก

พล.ต.ท.ศรีวราห์ ยืนยันว่า มีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องในคดีหมิ่นเบื้องสูง แต่อยู่ระหว่างรอศาลอนุมัติหมายจับ ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าเป็นใคร เพราะอยู่ในสำนวนคดี ซึ่งหากพยานหลักฐานพาดพิงถึงใครต้องดำเนินคดีทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นข้าราชการสังกัดไหน

พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับ 8 นายตำรวจที่ถูกคำสั่งโยกย้ายไปก่อนหน้านี้ มีความเกี่ยวข้องกับ พ.ต.ต.ปรากรม ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงซ่อนเร้นทรัพย์สิน

ล้อมกรอบ

เปิดรายละเอียด13คดี

สำหรับรายละเอียดที่คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนได้มีการดำเนินคดี จนถึง ณ ปัจจุบันนี้ มีทั้งสิ้น 13 คดี ดังนี้

คดีที่ 1 เลขคดีที่ 96/2558 ประจำวัน ข้อ 4 เวลา 17.00 น. วันที่ 16 ต.ค.2558 ผู้กล่าวหา คือ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง ผู้ต้องหา คือนายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือหมอหยอง พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา นายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ ข้อหาที่ถูกดำเนินคดี ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย สถานที่เกิดเหตุ หมู่ 17 ต.บางพลีใหญ่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เป็นบริษัทเอกชน พฤติการณ์ คือ เมื่อวันที่ 25 ส.ค.2558 และวันที่ 3 ก.ย.2558 ผู้ต้องหาดังกล่าวทั้ง 3 คน ได้ร่วมกันแอบอ้างเป็นผู้แทนพระองค์ นำการ์ดขอบคุณไปมอบให้กับบริษัทเอกชน

คดีที่ 2 เลขคดีที่ 97/2558 ประจำวัน ข้อ 6 เวลา 18.00 น. วันที่ 19 ต.ค.2558 ที่กองปราบปราม ผู้กล่าวหา คือ พ.ต.ท.มนต์ชัย วงษ์ชาตรี พ.ต.ท.สหภูมิ สง่าเมือง พ.ต.ต.นฤทธิ์ ผูกจิตร ผู้ต้องหา คือ พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา กับพวก ข้อหาคือ มีอาวุธปืน ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกให้ได้ไว้ในความครอบครอง ตั้งสถานี มีและใช้วิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม สถานที่เกิดเหตุ คอนโดฯ ลาเมซอง แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร พฤติการณ์ทางคดี เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2558 เจ้าหน้าที่ทหารได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตำรวจทำการค้นคอนโดลาเมอซอง พบอาวุธ วิทยุ และรถยนต์ และสิ่งที่ผิดกฎหมาย อยู่ภายในห้องผู้ต้องหา

คดีที่ 3 คดีที่ 99/2558. ประจำวันข้อ 3 เวลา 14.00 น. วันที่ 27 ต.ค.2558 ที่กองปราบปราม ผู้กล่าวหา คือ พ.ต.ท.ปรเมษฐ์ แก้วนาค และบริษัท สามารถเทเลคอม กับพวก ข้อหา มีและตั้งวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต สถานที่เกิดเหตุ อาคารใบหยก 2 แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร พฤติการณ์ คือ เมื่อวันที่ 22 ต.ค.2558 ได้มีการตรวจพบเครื่องรับ-ส่งวิทยุแบบรบกวนสัญญาณ ย่านความถี่ UHF ยี่ห้อโมโตโรลา รุ่นแควนตาร์ ของ พ.ต.ต.ปรากรม ติดตั้งอยู่บนชั้นที่ 84 ของอาคารใบหยก 2

คดีที่ 4 เลขคดีที่ 100/2558 ประจำวัน ข้อ 4 เวลา 15.00 น. วันที่ 27 ต.ค.2558 ที่กองปราบปราม ผู้กล่าวหา คือ พ.ต.ท.มนต์ชัย วงษ์ชาตรี ผู้ต้องหาคือ พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา ข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกให้ได้ไว้ในความครอบครอง สถานที่เกิดเหตุ กองบังคับการปราบปราม ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร พฤติการณ์ เมื่อวันที่ 21 ต.ค.2558 ได้มีการตรวจค้นรถโตโยต้า เวนจูรี่ ที่ยึดมาจากคอนโดฯ ลาเมซอง พบอาวุธปืน เอชเค 53 จำนวน 1 กระบอก พร้อมด้วยกระสุน 80 นัด

คดีที่ 5 คดีอาญาที่ 101/2558 ประจำวัน ข้อ 6 เวลา 16.00 น. วันที่ 27 ต.ค.2558 ที่กองปราบปราม ผู้กล่าวหา พ.ต.ท.มนต์ชัย วงษ์ชาตรี ผู้ต้องหา คือ นายศุกร์โข ตามเสรี ข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุเกิดที่แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพมหานคร พฤติการณ์ในทางคดี เมื่อวันที่ 23 ต.ค.2558 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจรถ พบอาวุธปืนขนาด .38 ที่บ้านพักของผู้ต้องหาดังกล่าว

คดีที่ 6 คดีที่ 102/2558 ประจำวัน ข้อ 7 เวลา 16.30 น. วันที่ 27 ต.ค.2558 ที่กองปราบปราม ผู้กล่าวหา คือ พ.ต.ท.มนต์ชัย วงษ์ชาตรี ผู้ต้องหาคือ พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา กับพวก ข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย สถานที่เกิดเหตุ บ้านเลขที่ 89/364 หมู่ 3 ต.บางแม่นาง อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี พฤติการณ์ เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2558 ผู้ต้องหา กับพวก ได้แอบอ้างสถาบันเบื้องสูงเรียกและรับผลประโยชน์จากภาคเอกชน

คดีที่ 7 เลขคดีที่ 103/2558 ประจำวัน ข้อ 8 เวลา 17.00 น. วันที่ 27 ต.ค.2558 ที่กองบังคับการปราบปราม ผู้กล่าวหา คือ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง ผู้ต้องหา คือ นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา นายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ ข้อหาคือ ร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย สถานที่ สถานที่เกิดเหตุ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ พฤติการณ์คือ ผู้ต้องหา กับพวก แอบอ้างสถาบันเบื้องสูง ขอรับการสนับสนุนจัดทำสิ่งของและได้รับผลประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าว เป็นเงินจำนวน 300,000 บาท

คดีที่ 8 คดีที่ 104/2558 ประจำวัน ข้อ 9 เวลา 17.30 น. วันที่ 27 ต.ค.2558 ที่กองปราบปราม ผู้กล่าวหา คือ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง ผู้ต้องหาคือ นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ นายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ ข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย สถานที่เกิดเหตุเป็นบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร พฤติการณ์ในทางคดี เมื่อเดือนมิ.ย.2558 ผู้ต้องหา กับพวก แอบอ้างสถาบันเบื้องสูง ขอรับการสนับสนุนจัดทำสิ่งของและได้นรับผลประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท

คดีที่ 9 คดีที่ 105/2558 ประจำวันข้อ 10 เวลา 18.00 น. วันที่ 27 ต.ค.2558 ที่กองบังคับการปราบปราม ผู้กล่าวหา คือ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง ผู้ต้องหาคือ นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ นายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ ข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย สถานที่เกิดเหตุเป็นบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา พฤติการณ์ในทางคดี เมื่อเดือนมิ.ย.2558 ผู้ต้องหา กับพวก แอบอ้างสถาบันเบื้องสูง ขอรับการสนับสนุนจัดทำสิ่งของและได้นรับผลประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท

คดีที่ 10 คดีที่ 106/2558 ประจำวันข้อ 11 เวลา 18.00 น. วันที่ 27 ต.ค.2558 ที่กองบังคับการปราบปราม ผู้กล่าวหา คือ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง ผู้ต้องหาคือ นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ นายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ ข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย สถานที่เกิดเหตุเป็นบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ พฤติการณ์ในทางคดี เมื่อเดือนมิ.ย.2558 ผู้ต้องหา กับพวก แอบอ้างสถาบันเบื้องสูง ขอรับการสนับสนุนจัดทำสิ่งของและได้รับผลประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 300,000 บาท

คดีที่ 11 คดีที่ 107/2558 ประจำวันข้อ 12 เวลา 18.00 น. วันที่ 27 ต.ค.2558 ที่กองบังคับการปราบปราม ผู้กล่าวหาคือ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง ผู้ต้องหาคือ นายสุริยัน สุจริตพลวงศ์ นายจิรวงศ์ วัฒนเทวาศิลป์ ข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย สถานที่เกิดเหตุเป็นบริษัทเอกชน จ.สมุทรปราการ พฤติการณ์คือ เมื่อเดือนมิ.ย.2558 ผู้ต้องหา กับพวก แอบอ้างสถาบันเบื้องสูง ขอรับการสนับสนุนจัดทำสิ่งของและเรียกรับผลประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท

คดีที่ 12 คดีอาญาที่ 108/2558 ประจำวันข้อ 13 เวลา 19.30 น. วันที่ 27 ต.ค.2558 ที่กองบังคับการปราบปราม ผู้กล่าวหา คือ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง ผู้ต้องหาคือ พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา กับพวก ข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย สถานที่เกิดเหตุ บริษัทเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร พฤติการณ์ในทางคดี กล่าวคือ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ถึงวันที่ 18 ต.ค.2558 ผู้ต้องหากับพวก แอบอ้างสถาบันเบื้องสูง ขอรับการสนับสนุนจัดทำสิ่งของและได้รับผลประโยชน์จากการดำเนินการดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 4,700,000 บาท

คดีที่ 13 คดีที่ 109/2558 ประจำวันข้อ 14 เวลา 20.00 น. วันที่ 27 ต.ค.2558 กองบังคับการตำรวจปราบปราม ผู้กล่าวหาคือ พล.ต.วิจารณ์ จดแตง ผู้ต้องหาคือ พ.ต.ต.ปรากรม วารุณประภา กับพวก ข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย สถานที่เกิดเหตุ สำนักงาน กสทช. แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร พฤติการณ์ในทางคดี ระหว่างเดือนก.ย.2558 ถึงเดือนต.ค.2558 ผู้ต้องหา กับพวก ได้แอบอ้างสถาบันเบื้องสูงขอรับการสนับสนุนหมายเลขโทรศัพท์เลขสวยจาก กสทช.


https://mgronline.com/daily/detail/9580000120564?




กองไฟและสายลมจากต่างแดน: ภารกิจระดมทุนสนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวของ ‘ลูกไม้’ ผู้ต้องลี้ภัยทางการเมือง


กองไฟและสายลมจากต่างแดน: ภารกิจระดมทุนสนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวของ ‘ลูกไม้’ ผู้ต้องลี้ภัยทางการเมือง

20 Aug 2026
101 World

เรื่อง : นันทวัฒน์ ศักดิ์สกุลคุณากร

กองไฟสุมควายตามคอก คงยังไม่มอดดับดอก จันทร์เอยช่วยบอกให้ลมช่วยเป่า โหมไฟให้แรงเข้า พัดไล่ความเยือกเย็นหนาว ให้พี่น้องเฮานอนหลับอุ่นสบาย

ท่อนเพลงข้างบนนี้มาจากเพลงคิดถึงบ้าน (ที่ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น ‘เดือนเพ็ญ’) แต่งโดย ‘นายผี’ อัศนี พลจันทร์ อดีตอัยการจังหวัดชายแดนใต้ผู้รักความยุติธรรม ที่กลายเป็นนักคิดนักเขียน และผู้ต้องลี้ภัยจากการปราบปรามแนวร่วมคอมมิวนิสต์ของรัฐไทย เพลงนี้จึงเป็นเสียงของความคิดถึงถิ่นฐานที่จากมาของ ‘ผู้ลี้ภัยทางการเมือง’

แต่ในด้านหนึ่งคำร้องดังกล่าวก็สะท้อนถึงความหวังของนายผีที่อยากให้ ‘กองไฟ’ หรือความปรารถนาที่จะต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม ยังพัดพา ‘ความหนาว’ หรือความทุกข์ทนของผู้คนในสังคมให้หายไป เพื่อทำให้สังคมน่าอยู่ “ให้พี่น้องเรานอนหลับอุ่นสบาย”

ในปี 2024 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า มีคนไทยที่ต้องลี้ภัยทางการเมืองประมาณ 104 คน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ลี้ภัยคดีมาตรา 112 ถึง 67 คน แม้วันนี้ยังไม่มีจำนวนผู้ลี้ภัยที่แน่ชัด แต่ก็ยังมีนักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว ประชาชนที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 เลือกลี้ภัยออกไปอย่างต่อเนื่อง แม้ฟังดูแล้วอาจคิดตามได้ว่าชีวิตการเคลื่อนไหวของพวกเขาคล้ายถึงจุดสิ้นสุดเพราะการอยู่ห่างจากบ้านเกิดไกลแสนไกล แต่เราก็ยังพบว่า เพื่อนๆ ผู้ลี้ภัยไม่น้อยยังคงพยายามสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ว่าในทางใดก็ทางหนึ่ง

บทความนี้จะพาผู้อ่านสำรวจเรื่องราวของหนึ่งในผู้ลี้ภัยที่ยังคงร่วมสนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวในไทย นั่นคือ ลูกไม้ – ญาณิศา วรารักษพงศ์ นักศึกษาจบใหม่จากมหาวิทยาลัยระดับ Ivy League ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้ดูแลด้านการมีส่วนร่วม (Engagement Lead) ของ Engage Thailand องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐอเมริกาเพื่อเสริมสร้างการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนไทยจากต่างประเทศ องค์กรดังกล่าวมีเป้าหมายหลัก 3 เรื่อง คือการพัฒนาความรับรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยไทยในระดับนานาชาติ การระดมแรงสนับสนุนคนไทยในต่างแดน และการสร้างความสัมพันธ์กับองค์กรนานาชาติเพื่อหาทรัพยากรส่งต่อให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในไทย

ลูกไม้ – ญาณิศา วรารักษพงศ์ จาก Engage Thailand

จากนักเรียนนักเคลื่อนไหว สู่ผู้ต้องลี้ภัยคดี 112

การเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองของลูกไม้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อเธอยังเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาราวปี 2020 ช่วงเวลานั้นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่นำโดยนักเรียนนักศึกษากำลังเบ่งบานและกระจายตัวไปตามสถานศึกษาต่างๆ เธอเองก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ‘เกียมอุดมไม่ก้มหัวให้เผด็จการ’ ก่อนที่จะค่อยๆ เข้ามาร่วมเคลื่อนไหวนอกโรงเรียน ผ่านการชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นแทบทุกวันในปีนั้น

ระหว่างที่การชุมนุมดำเนินไป ลูกไม้ก็เริ่มพบเจอและรู้จักผู้ที่ออกมาร่วมเคลื่อนไหวที่มาจาก NGOs หรือภาคประชาสังคม ซึ่งทำงานในประเด็นต่างๆ มาอย่างยาวนาน เช่นประเด็นเกี่ยวกับชาติพันธุ์ โดยเฉพาะการได้เข้าไปร่วมการชุมนุมกับเครือข่าย Save บางกลอย และกลุ่ม P-move

เมื่อได้เข้าศึกษาชั้นปีที่ 1 ในคณะรัฐศาสตร์ เธอก็มีโอกาสไปศึกษาดูงานองค์กร NGOs ที่ทำงานเกี่ยวกับผู้ให้บริการทางเพศ (sex worker) รวมถึงการอ่านหนังสือ ‘โลกของคนไร้บ้าน’ โดยบุญเลิศ วิเศษปรีชา ที่ได้เปิดขอบฟ้าในประเด็นคนจนเมืองและคนไร้บ้านให้เธอ ทั้งหมดนี้ได้ทำให้เห็นลูกไม้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสังคม-การเมืองสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง

“เรารู้สึกว่ามัน (การเคลื่อนไหวทางการเมือง) มีมากกว่าแค่การจัดประท้วง มากกว่าแค่ทำข้อเรียกร้องกับรัฐบาล แต่มันคือการไปทำความเข้าใจกับคนที่เจอปัญหาในด้านต่างๆ แล้วพัฒนาความเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งระยะยาว เรารู้สึกว่าคนเขาสามารถทำแบบนี้ได้ทั้งชีวิตของเขาเลย ทำให้อยากจะเรียนรู้เพิ่มเติม”

อย่างไรก็ดี ในปี 2021 ลูกไม้ได้รับหมายเรียกจากการถูกกล่าวโทษว่าทำผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้ถูกดำเนินคดีมักไม่ได้รับการประกันตัว เธอเองก็ตระหนักว่าการเข้าไปในเรือนจำอาจส่งผลให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจนไม่สามารถดำเนินชีวิตอย่างปกติได้ รวมถึงการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ต่อผู้ต้องขังหลายคนที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก เธอจึงเลือกลี้ภัยออกไป

แน่นอนว่าในเวลานั้น ความฝันที่อยากจะทำงานกับภาคประชาสังคมก็ถึงจุดที่ต้องสะดุดหยุดลง และทำให้เธอรู้สึกเสียใจที่จะไม่ได้มีส่วนสนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเทศไทยอย่างที่ฝันไว้ เธออธิบายความรู้สึกเอาไว้ว่า

“ถ้าเราออกมาจากประเทศไทยแล้ว ไม่ได้อยู่ใกล้ประเด็นปัญหา ไม่ได้เจอคนที่เผชิญปัญหา ไม่ได้เจอปัญหาเหมือนกับคนอื่น ไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เราได้เข้าใจปัญหานั้นอย่างลึกซึ้งและทำงานตรงนั้นร่วมกับคนอื่นๆ เราก็รู้สึกเสียใจและเสียดายมาก ไม่รู้จะทำยังไงให้เรายังเชื่อมโยงกับประเด็นเหล่านี้ได้ถ้าออกมาจากประเทศแล้ว”

ไม่ทิ้งเพื่อน: สัญญาใจของคน (ต้อง) ไกลบ้าน

แม้ว่าลูกไม้จะเสียใจที่ต้องจากเพื่อนๆ ไปต่างแดน แต่เธอยังคงมีความหวังในใจว่า ในวันที่ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ทั้งการเดินทางถึงประเทศที่สาม และได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย เธอคงจะหาโอกาสสนับสนุนการเคลื่อนไหวและงานภาคประชาสังคมในประเทศไทยให้ได้ แม้ว่าตัวเธอจะไม่ได้อยู่ในประเทศบ้านเกิดก็ตาม

เธอไม่คิดจะทิ้งบ้านเกิด ทิ้งขบวนการเคลื่อนไหว หรือทิ้งความฝันที่อยากเห็นสังคมดีขึ้น เธอสัญญากับตัวเองว่าจะหาทางสนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเทศไทยให้ได้ในสักทางหนึ่ง

“เราสัญญากับตัวเองไปว่า ไม่อยากแค่หนีออกมาแล้วก็บ๊ายบายประเทศไทย บ๊ายบายเพื่อนที่ทำกิจกรรมกันมา บ๊ายบาย โชคดีนะคะ แต่เมื่อเราสามารถเอาตัวเองมาอยู่ในจุดที่ปลอดภัยระดับหนึ่งหากเทียบกับคนที่ต้องอยู่ในคุก เรารู้สึกว่าต้องมีส่วนรับผิดชอบทำให้สถานการณ์ในไทยดีขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

เมื่อลูกไม้เข้าเรียนต่อในสาขารัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Ivy League แห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เธอก็ได้เข้าร่วมกิจกรรมหลายอย่าง โดยเล่าถึงภาพรวมเอาไว้ว่ากิจกรรมนักศึกษาที่นั่นค่อนข้างคึกคักและมีการรวมตัวหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักศึกษาผู้สนับสนุนพรรคการเมืองหลักอย่างเดโมเครตหรือรีพับบลิกัน องค์กร NGO ภายนอกจำนวนมากก็เข้ามาตั้งสาขาในมหาวิทยาลัย รวมถึงการรวมกลุ่มของนักศึกษาตามอัตลักษณ์และชาติพันธุ์อย่างหลากหลาย

อีกส่วนที่สำคัญต่อความหวังในภารกิจช่วยเหลือการเคลื่อนไหวที่ประเทศไทยของลูกไม้ คือการพบเจอเพื่อนผู้ลี้ภัยจากประเทศต่างๆ เช่นเมียนมา อัฟกานิสถาน ทำให้เธอและเพื่อนผู้ลี้ภัยมีโอกาสได้แชร์ประสบการณ์ รวมถึงการได้เข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มนักศึกษาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAs) กลุ่มนักศึกษาดังกล่าวรวมตัวกันค่อนข้างเหนียวแน่นและทำกิจกรรมกันตลอด เพื่อหาหนทางสนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเทศที่พวกเขาต้องจากมา และเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลที่ใช้อำนาจ กำลัง และกฎหมายปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง

ภาพที่เชื่อมโยงกันในระดับภูมิภาคยิ่งช่วยการันตีว่า สัญญาที่เธอเคยให้กับตัวเองไว้นั้นมีโอกาสที่จะทำได้จริง เธอไม่ได้อยู่อย่างลำพัง เพราะยังมีเพื่อนๆ อีกหลายคนที่ยังฝันใฝ่เหมือนกับเธอ

วันหนึ่งโอกาสนั้นก็มาถึง เมื่อ ‘ทนายจูน’ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ทนายความสิทธิมนุษยชน มีความคิดที่อยากจะตั้งองค์กรระดมทุนเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเทศไทยจากทั้งคนไทยและคนอเมริกัน ภารกิจนี้ต้องการคนที่จะตั้งหลักปักฐานในอเมริกาเป็นหลัก รวมถึงเข้าใจความเป็นไปของการเคลื่อนไหวและภาคประชาสังคมในประเทศไทยจนพอที่จะนำเสนอหรือเป็นกระบอกเสียงได้ จึงได้มาชวนลูกไม้ให้ร่วมภารกิจนี้ด้วยกัน เมื่อได้พูดคุย ลูกไม้ยอมรับว่าไอเดียนี้ค่อนข้างใหม่มากในตอนนั้น แต่เธอก็ยินดีที่จะร่วมภารกิจ จนกลายเป็น Engage Thailand ในที่สุด

“เราไม่เคยนึกงานประเภทนี้มาก่อน (ว่าจะได้ทำ Engage Thailand) เพราะก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาอยู่อเมริกามาก่อน อีกส่วนหนึ่งคือองค์กรระดมทุนเป็นอะไรใหม่ๆ ที่เราไม่เคยคิดมาก่อน แต่พอคิดไปคิดมาแล้วก็ตอบโจทย์กับสิ่งที่เราอยากทำ แค่ไม่เคยจินตนาการถึงมันในรูปแบบนี้”

จาก Grant Funding สู่ Fundraising

สำหรับลูกไม้แล้ว การร่วมงานกับ Engage Thailand ทำให้เธอเห็นความท้าทายที่ดำเนินอยู่ในขบวนการเคลื่อนไหวในไทย โดยเฉพาะมิติด้านทรัพยากรเงินทุน เธอแสดงความเห็นว่า คนไทยมักคุ้นเคยกับการระดมเป็นครั้งๆ ตามโอกาสสำคัญ เช่น การทอดผ้าป่าหรือทอดกฐิน การขอรับบริจาคเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเรื่องหนึ่ง หรือการนำเงินเป็นก้อนใหญ่ ๆ มามอบให้กับองค์กร NGOs หรือองค์กรการกุศลสาธารณะเป็นครั้งคราว ไม่ได้มาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ในทางกลับกัน เธอก็ทราบดีว่าคนไทยไม่ได้มีพลังทางเศรษฐกิจมากพอที่จะปันส่วนรายได้มาสนับสนุนให้กับภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่องรายเดือน แม้เม็ดเงินที่ได้จะมีปริมาณมาก แต่ไม่สามารถประกันความยั่งยืนและต่อเนื่องให้กับคนทำงานว่าจะมีทรัพยากรมาขับเคลื่อนการทำงานได้

ลูกไม้อธิบายต่อเนื่องว่า เมื่อไม่สามารถพึ่งพาเงินบริจาคของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง NGOs จึงเลือกใช้การเขียนโครงการเพื่อขอทุนจากแหล่งทุนต่างประเทศ (Grant Funding) แม้ว่าวิธีนี้พอที่จะแสวงหาความมั่นคงให้กับองค์กรได้อยู่บ้าง แต่เธอก็มองว่า Grant Funding ยังมีความท้าทายอย่างน้อย 2 เรื่อง

เรื่องแรก เงื่อนไขของการขอทุน เธอมองว่าการจะขอรับการสนับสนุนจากแหล่งทุนใด ก็จำเป็นต้องเข้าใจว่าแหล่งทุนที่เรากำลังจะไปขอการสนับสนุนนั้นมีเป้าหมายหรือกำลังโฟกัสไปที่เรื่องใด เข้าใจระเบียบหรือขั้นตอนในการดำเนินการต่างๆ ในการขอทุน ใช้ทุน และชี้แจงแก่แหล่งทุน หลายครั้งก็นำมาสู่ความไม่ยืดหยุ่นในการขอรับการสนับสนุนและการทำงาน นอกจากนี้ กำแพงภาษาที่ต้องใช้ในการสื่อสาร ทำเอกสาร และชี้แจงกับแหล่งทุนก็เป็นหนึ่งอีกเงื่อนไขที่เป็นต้นทุนแก่คนทำงานด้วยเช่นกัน

ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง คืออัตราการแข่งขันที่สูง ลูกไม้เล่าว่าบรรดาแหล่งทุนต่างๆ มักยินดีให้การสนับสนุนในระดับโลก หรือภูมิภาค จึงทำให้ข้อเสนอจาก NGOs ประเทศต่างๆ หลั่งไหลเข้าไปยังแหล่งทุนนั้น ทำให้อัตราการแข่งขันค่อนข้างสูง ในขณะเดียวกัน ประเด็นที่เป็นเรื่องเด่นๆ ที่แหล่งทุนให้ความสำคัญก็มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ทำให้บางช่วงแหล่งทุนอาจเน้นให้ทุนแก่ประเทศที่สถานการณ์มีความร้ายแรงหรือภูมิภาคที่เผชิญประเด็นปัญหาร่วมกัน เธอเล่าตัวอย่างว่าบางจังหวะประเทศไทยอาจเคยได้รับการสนับสนุนมาก แต่ต่อมาก็อาจถูกปรับส่วนลงเพื่อไปสนับสนุนประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ

ลูกไม้ต้องการนำเสนอว่าการขอรับการสนับสนุนจากแหล่งทุนผ่าน Grant Funding แม้จะเป็นวิธีที่ NGOs มักนึกถึงและใช้อยู่โดยตลอด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า Grant Funding ก็ส่งผลต่อการยืนระยะอย่างยั่งยืนของ NGOs เนื่องมาจากความไม่แน่ไม่นอน โอกาสที่มีอย่างจำกัด และกำแพงอุปสรรคบางประการที่ส่งผลต่อคนทำงานภาคประชาสังคมที่ทุ่มเทแรงกายและใจต่อการแก้ปัญหาที่พวกเขาคลุกคลีด้วย ดังนั้น เธอจึงมองว่าต้องหา ‘ทางเลือก’ เพื่อให้ได้ทรัพยากรเงินทุนมาขับเคลื่อนการทำงานของภาคประชาสังคม

สำหรับลูกไม้ การระดมทุน (Fundraising) เป็นวิธีการที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาความไม่แน่ไม่นอนของการเข้าถึงเงินทุน และลดการเผชิญกับอัตราการแข่งขันสูงของ Grant Funding หัวใจสำคัญของ Fundraising ที่ Engage Thailand เลือกใช้คือการสร้างระบบการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง (Subscription) เป็นรายเดือน แล้ว Engage Thailand จะส่งต่อเงินทุนมายังองค์กรต่างๆ ต่อไป ซึ่งทำให้การได้เงินสนับสนุนมีความต่อเนื่อง คาดการณ์ได้ และจะเป็นผลดีกับการวางแผนทำงานของ NGOs เช่น การจ้างบุคลากร การออกแบบโครงการ หรือการทำกิจกรรมต่างๆ

“เราคาดการณ์ได้ว่าปีนี้เราจะมีเงินสำหรับการทำงานเท่าไร เราสามารถวางแผนได้ว่า เดี๋ยวเราจะจ้างพนักงาน 1 คน เราจะมีเงินแบ่งไปพรินต์เอกสาร เอามาทำรีเสิร์ชลงพื้นที่ หรือเอามาเป็นเงินที่จะไปสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ เช่น ซื้อข้าวของให้นักโทษทางการเมือง Fundraising ทำให้คนสามารถวางแผนระยะยาวได้แทนที่จะต้องไปลุ้นกับแหล่งทุนทีละแห่งๆ” ลูกไม้กล่าว

ลูกไม้ยังมองว่า Fundraising มุ่งการสื่อสารไปที่ ‘คนธรรมดา’ มากกว่า ‘มหาเศรษฐี’ เธอมองว่าคนธรรมดาเหล่านี้อาจเป็นผู้คนซึ่ง “เคยมาประท้วงกับเรา คนที่ตามอ่านข่าวเกี่ยวกับเมืองไทย และเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องที่เราทำอยู่ (การเคลื่อนไหวทางการเมือง)” ซึ่งหมายความว่า การสนับสนุนมาจากผู้คนที่เข้าใจและตั้งใจอยากจะสนับสนุนการเคลื่อนไหวหรือภาคประสังคมไทยจริงๆ เหล่านี้จึงสะท้อนการสนับสนุนจากนอกประเทศมายังภาคประชาสังคมในประเทศได้อย่างน่าสนใจและทรงพลัง

สถานะ ความเชื่อมั่น และการมีส่วนร่วม: 3 ปัจจัยที่ทำให้ได้รับการสนับสนุน

ในปี 2025 Engage Thailand สามารถระดมทุนได้ถึง $130,299 หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 4.3 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ เดือนกรกฎาคม 2026) ในจำนวนนี้ มีผู้บริจาคผ่านเว็บไซต์ของ Engage Thailand โดยตรง 41 คน และมี 20 คนที่สนับสนุนอย่างต่อเนื่องเป็นรายเดือน ด้วยระบบเชื่อมการสนับสนุนไปยังองค์กรเครือข่ายโดยตรง เช่น ให้ความช่วยเหลือนักโทษการเมืองผ่าน Freedom Bridge รวมถึงการกระจายงบประมาณไปยังองค์กร NGOs ต่างๆ และสนับสนุนกิจกรรมช่วงการรณรงค์ทางการเมือง เช่น การรณรงค์ประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา

เมื่อเราสอบถามถึงปัจจัยที่ทำให้ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริจาคที่ก็มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ลูกไม้อธิบายเอาไว้ 3 เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก สถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนขององค์กร Engage Thailand มีสถานะเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรประเภท 501(C)(3) ทำให้ผู้บริจาคซึ่งเป็นผู้ที่เสียภาษีในอเมริกาสามารถนำไปไปลดหย่อนภาษีได้ กลไกนี้มีส่วนช่วยให้ผู้ที่ต้องการสนับสนุนนำเงินมาบริจาคกับองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี สถานะทางกฎหมายนี้ไม่ได้มาโดยง่าย ต้องมีการเตรียมเอกสาร ข้อมูล และต้องมีคนคอยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ บทบาทข้างต้นนี้ลูกไม้ก็เป็นผู้คอยติดตามและดูแลเป็นหลัก

เรื่องที่สอง การสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้สนับสนุน ลูกไม้กล่าวไว้ว่าการได้รับการสนับสนุนส่วนหนึ่งมาจากความไว้วางใจต่อผู้ที่มีบทบาทในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นทนายจูนที่ทำงานใกล้ชิดกับขบวนการเคลื่อนไหวมาโดยตลอด ทำให้ผู้บริจาคเองก็ทราบว่า.เงินที่พวกเขาสนับสนุนให้กับเรานั้นจะถูกไปใช้ทำอะไรและใช้กับใครบ้างในประเทศ เธอเองก็มีบทบาทนำเสนอความเป็นไปในประเทศไทยทั้งโดยการจัดวงคุยออนไลน์ในชื่อ The Deep Dive ที่ชวนผู้เชี่ยวชาญหรือนักเคลื่อนไหวมาบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ในไทย ทั้งสรุปข่าวการเมือง อัปเดตทางอีเมลและโซเชียลมีเดีย รวมถึงการออกรายงานประจำปี (Impact Report) เพื่อสื่อสารกับผู้สนับสนุนว่าเงินที่พวกเขาสนับสนุนนั้นไปถึงองค์กรใด กลุ่มใด หรือประเด็นใดบ้างในทุกๆ ปี

เรื่องที่สาม การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนคนไทยในอเมริกา ลูกไม้ยืนยันว่าความสัมพันธ์กับคนไทยที่ใช้ชีวิตในอเมริกาเป็นปัจจัยที่ขาดไปไม่ได้ เธอพยายามทำให้เกิดการรวมตัวกันของคนไทยในอเมริกาตามเมืองต่างๆ เช่น นิวยอร์ก วอชิงตัน ดี.ซี. ซานฟรานซิสโก เธอเล่าต่ออีกว่า คนไทยที่เธอได้พบเจอก็มีความหลากหลาย ทั้งคนที่มาทำงาน มาเรียน และคนที่ลี้ภัยมา หลายคนเคยมีประสบการณ์การหรือมีส่วนร่วมทางการเมืองในช่วงการชุมนุมปี 2563 – 2564 เช่น เคยจัดกลุ่มชุมนุมประท้วงที่อเมริกามาก่อน เธอจึงมองว่าพวกเขาเป็นคนที่ ‘แอคทีฟ’ อยู่แล้ว ดังนั้นเป้าหมายที่เธอและ Engage Thailand ตั้งใจจะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนไทยในอเมริกากับขบวนการเคลื่อนไหวในไทยก็สามารถเกิดขึ้นได้

รูปธรรมของภารกิจนี้ คือการเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้รวมตัวกันต่อได้ง่ายขึ้น เมื่อเกิดการรวมตัวก็จะเกิดการทำกิจกรรมขยายวงออกไป ลูกไม้เล่าถึงวงคุยของคนไทยในซานฟรานซิสโกที่เธอตั้งใจจะไปชวนคนไทยในพื้นที่นั้นมาร่วมสนับสนุนการเคลื่อนไหวช่วงเลือกตั้งและการประชามติรัฐธรรมนูญ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือคนไทยรายหนึ่งเสนอให้ใช้พื้นที่ร้านค้าที่เขาเป็นเจ้าของในการพูดคุยกัน แล้วโทรชวนคนรู้จักต่อๆ กันให้มาร่วมวง เมื่อวันนัดพบปะกันมาถึง บรรยากาศเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น เธอตั้งประเด็นและออกไอเดียก่อนที่ผู้เข้าร่วมวงคนอื่นจะช่วยเสริม ก่อนที่จะจบลงด้วยการซื้ออาหารมาแบ่งปันกันรับประทาน

ตัวอย่างดังกล่าวทำให้ลูกไม้บอกกับเราว่า การติดต่อกันภายในไม่กี่วัน การร่วมกันออกไอเดีย และแบ่งปันอาหารร่วมกัน ทั้งหมดได้สร้าง ‘พื้นที่แลกเปลี่ยนทางการเมืองไทยในอเมริกา’ ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีคนไทยที่อยู่ในอเมริกา ผู้กระตือรือร้นที่จะสนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเทศไทย และนำไปสู่ ‘การมีส่วนร่วม’ จากต่างแดนที่จะเป็นพลังหนุนเสริมการเคลื่อนไหวในไทยต่อไปได้


การรวมกลุ่มของคนไทยในซานฟรานซิสโก ที่ลูกไม้เข้าไปร่วมชวนคนไทยที่นั่นทำกิจกรรมสนับสนุนการเคลื่อนไหวช่วงการเลือกตั้ง-ประชามติ (ที่มา: Engage Thailand)

ทั้งสามปัจจัยทำให้เห็นว่า ภารกิจของ Engage Thailand ไม่ใช่แค่เพื่อระดมเงินทุนให้ได้มากที่สุด แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมร้อยผู้คนที่มีเป้าหมายเดียวกันให้เข้ามารวมกัน ผ่านการสร้างเครือข่ายของผู้คนที่อยากจะร่วมขับเคลื่อนไปพร้อมกับภาคประชาสังคมในไทย

เธอเชื่อว่ายังมีคนไทยในต่างแดนอีกไม่น้อยที่อยากจะมีส่วนร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่บ้านเกิดของพวกเขา Engage Thailand จึงเป็น ‘จิ๊กซอว์อีกชิ้น’ ที่มาเติมเต็มให้แก่ขบวนการเคลื่อนไหว ยิ่งมีผู้สนับสนุนมากเท่าใด ก็ยิ่งช่วยสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ประชาธิปไตยให้เดินหน้าได้มากเท่านั้น

ลมเอยช่วยเป็นสื่อให้: ความหวังของลูกไม้ต่อเพื่อน ๆ ที่ยังคงต่อสู้ ผลักดัน และเดินหน้าต่อ

กลับมาที่ลูกไม้ในฐานะ ‘ผู้ลี้ภัยทางการเมือง’ การได้เข้าร่วมภารกิจกับ Engage Thailand นับว่าเป็น ‘การทำตามสัญญาใจ’ ที่ตั้งไว้กับตัวเอง ณ วันที่ต้องเดินทางออกจากประเทศ การทำสิ่งนี้มีส่วนเติมเต็มความหมายในชีวิตของนักเรียนนักเคลื่อนไหว ของมนุษย์คนหนึ่งที่มีความฝันจะทำงานในภาคประชาสังคมเพื่อทำให้ประเทศเป็นไปในทิศทางที่เธอคิดว่าควรจะเป็น และยังได้สนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเทศจากทางไกล

ภารกิจของลูกไม้เป็นเสมือน ‘กองไฟ’ ที่หวังจะส่งไออุ่นมา ‘พัดไล่ความเยือกเย็นหนาว’ แก่เพื่อนๆ ที่ยังคงมุ่งมั่นทำงานในประเด็นของตนเองอย่างขะมักเขม้น

ในเส้นทางข้างหน้าของลูกไม้ เธอตั้งใจที่จะทำให้ Engage Thailand เป็นสื่อกลาง ‘เชื่อมไทยไปสู่โลก’ ไม่ว่าเชื่อมกับคนไทยในอเมริกาก็ดี เชื่อมกับนักศึกษาหรือผู้ลี้ภัยจากชาติต่างๆ ที่มาอยู่ในอเมริกาก็ดี เชื่อมกับคนอเมริกันที่สนใจประเด็นของไทยก็ดี เธอสะท้อนว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ได้ดำเนินไปเพียงลำพัง แต่มีความเชื่อมโยงถึงกัน ยิ่งสามารถเชื่อมผู้คนจากที่ต่างๆ เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยน ร่วมแชร์ความคิด และส่งต่อพลังของการเคลื่อนไหวแก่กัน ก็จะยิ่งเสริมสร้างพลังของการเคลื่อนไหวไปพร้อมกันด้วย

“การเคลื่อนไหวที่ไทยไม่ได้เกิดโดดๆ เราอยู่เคียงข้างกับองค์กรเคลื่อนไหวในประเทศอื่นๆ ด้วย เมื่อไปอยู่ต่างประเทศแล้วเจอเพื่อนจากประเทศอื่นทำให้เกิดการเคลื่อนไหวไปด้วยกัน แชร์ประสบการณ์การเรียนรู้ระหว่างกัน ก็ทำให้คิดว่าเราสามารถสู้ด้วยกันได้”

ในฐานะผู้ขยับออกมาจากขบวนการเคลื่อนไหวในประเทศ ลูกไม้ได้แสดงความเห็นถึงทิศทางการเดินหน้าของขบวนการเคลื่อนไหวในไทยอยู่ 3 เรื่อง

เรื่องแรก อย่าลืมความสำคัญของภาคประชาสังคม ลูกไม้ยอมรับว่าเมื่อพ้นรัฐบาลที่นำโดยประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหาร และเกิดการเลือกตั้งแล้ว ผู้คนจะหันไปสนใจที่การเมืองในรัฐสภาเป็นหลัก แต่เธอก็ยืนยันว่าบทบาทของภาคประชาสังคมมีส่วนสำคัญไม่น้อยต่อการเมืองในรัฐสภาเช่นกัน เพราะภาคประชาสังคมเป็นผู้ทำงานใกล้ชิดกับปัญหา สามารถเติมประเด็นที่นักการเมืองอาจตกหล่นให้ครบขึ้น หรือริเริ่มสิ่งใหม่ๆ เสนอไปยังสภา เธอมองว่าการเมืองในรัฐสภาจำเป็นต้องทำงานสอดประสานไปกับภาคประชาสังคม

เรื่องที่สอง ขบวนการเคลื่อนไหวไทยต้องเติบโตย่างยืนระยะได้ เธอยอมรับว่า ณ วันที่เริ่มต้นเคลื่อนไหวซึ่งมีการชุมนุมเป็นเครื่องมือหลัก ทุกอย่างดูเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่ได้ยั่งยืนพอจะยืนระยะ ขณะเดียวกันก็ไม่อาจปฏิเสธความสำคัญของภาคประชาสังคมได้ ดังนั้นหากจะทำให้ยืนระยะได้ เรื่องสำคัญคือที่ควรคิดถึงอาจเป็นการมีทรัพยากรที่เพียงพอ ระบบหลังบ้านที่แข็งแรง และสภาพแวดล้อมที่เอื้อแก่คนทำงาน ลูกไม้เองในฐานะผู้มีบทบาทในการระดมทุนก็จะพยายามทำสิ่งนี้ต่อไป เพื่อให้ได้ทรัพยากรเงินทุนมาอย่างต่อเนื่อง และสร้างระบบการจัดการที่พร้อมสนับสนุนคนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เรื่องที่สาม การดูแลกันและกัน นอกจากดูแลด้านร่างกายและจิตใจซึ่งกันและกัน ลูกไม้เห็นว่าในวันนี้ขบวนการเคลื่อนไหวเริ่มมีเพื่อนๆ ซึ่งมีความหลากหลายเข้ามาร่วมกัน ทั้งอายุ ประสบการณ์ อัตลักษณ์ เพศสภาพ แน่นอนว่าทุกคนเป็นมนุษย์จึงมีผิดพลาดหรือไม่เข้าใจกันไปบ้าง ในบรรดาคนทำงานจึงควรค่อยๆ ปรับความเข้าใจกัน รับฟังความเห็น และยอมรับในสิ่งที่ผิดพลาด ประเด็นเคลื่อนไหวหรือจุดยืนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องไม่หลงลืมว่าคนทำงานด้วยกันก็สำคัญไม่แพ้กัน

ท้ายที่สุดแล้ว ‘กองไฟ’ ที่สุมโดยคนไกลบ้านก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งในการส่งความอบอุ่น เช่นเดียวกับ ‘สายลม’ ที่นำเอากำลังใจมาโอบอุ้มเพื่อนๆ ผู้ยังคงต่อสู้และหวังอยากจะเห็นสังคมที่เป็นประชาธิปไตย

ลูกไม้อยากจะเห็นขบวนการเคลื่อนไหวแข็งแรง อยากเห็นประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจยังเข้มแข็ง เรื่องราวของเธอจึงเป็นส่วนหนึ่งของกองไฟและสายลมที่มีความหวัง — คงจะดีไม่ใช่น้อย หากลูกไม้ได้กลับมาบ้านอีกครั้ง เหมือนดังท่อนสุดท้ายในเพลงคิดถึงบ้านที่ ‘นายผี’ เขียนไว้ว่า

‘ไม่นานลูกที่จากมา จะไปซบหน้าแทบอกแม่เอย’

https://www.the101.world/lookmai-yanisa-engage-thailand/




เพิ่งรู้ว่านอมินี 1 บริษัท ไม่ได้มีประโยชน์แค่ “ซื้อที่ดินแทนต่างชาติ” ข่าว 3 มิติไล่เคสนอมินีที่สมุยแล้วเห็นภาพเลยว่า พอสร้างบริษัทไทยบังหน้าขึ้นมาได้หนึ่งตัว มันเอาไปต่อได้อีกหลายอย่าง







https://x.com/trendforMFP/status/2090169816397296102
.....

ท่าน PG46 ตัวจริง
@trendforMFP

เพิ่งรู้ว่านอมินี 1 บริษัท ไม่ได้มีประโยชน์แค่ “ซื้อที่ดินแทนต่างชาติ”

ข่าว 3 มิติไล่เคสนอมินีที่สมุยแล้วเห็นภาพเลยว่า พอสร้างบริษัทไทยบังหน้าขึ้นมาได้หนึ่งตัว มันเอาไปต่อได้อีกหลายอย่าง

ซื้อและถือที่ดิน

ทำพูลวิลล่า/อสังหาฯ

ขอ Work Permit

เปลี่ยนเป็น Business Visa

เปลี่ยนผู้ถือหุ้นเพื่อขายทรัพย์

ไปจนถึงโครงสร้างที่ถูกกล่าวหาว่าใช้หลีกเลี่ยงภาษี

รอบนี้เจ้าหน้าที่ตรวจบริษัทบนสมุยกว่า 12,900 บริษัท ก่อนคัดเหลือ 59 บริษัทต้องสงสัย เชื่อมกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมูลค่าราว 1,200 ล้านบาท.

ฟังแล้วเลยรู้สึกว่า ปัญหานอมินีมันไม่ใช่แค่

“ต่างชาติคนไหนแอบซื้อที่ดิน”

แล้วอะ

คำถามที่ใหญ่กว่าคือ

ใครเป็นคนสร้าง Infrastructure พวกนี้ให้

ใครตั้งบริษัท
ใครหาคนไทยถือหุ้น
ใครเดินเอกสาร
ใครทำบัญชี
ใครจัดวีซ่า
ใครออกแบบโครงสร้างซื้อขาย
เพราะถ้ามีคนขายบริการแบบนี้เป็นระบบ

จับบริษัทปลายทางไปกี่แห่ง เดี๋ยวมันก็สร้างบริษัทใหม่ขึ้นมาได้อีก




รองผอ. โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ประกาศจะไม่ให้ข่าว ไม่ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับอาการของเอกชัย หงส์กังวาน อีกต่อไป และยังข่มขู่พยาบาลแหวน และคนที่เรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูล ให้ปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรม รวมทั้งการส่งตัวเอกชัยไปสแกน MRI เพื่อให้ทราบอาการภายใน ซึ่งอาจกำลังพัฒนาเป็นมะเร็งหรือโรคร้ายอื่น ๆ อยู่แล้ว






https://x.com/pipob69/status/2090262462121890117
.....

Pipob
@pipob69

รองผอ. โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ประกาศจะไม่ให้ข่าว ไม่ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับอาการของเอกชัย หงส์กังวาน อีกต่อไป และยังข่มขู่พยาบาลแหวน และคนที่เรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูล ให้ปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรม รวมทั้งการส่งตัวเอกชัยไปสแกน MRI เพื่อให้ทราบอาการภายใน ซึ่งอาจกำลังพัฒนาเป็นมะเร็งหรือโรคร้ายอื่น ๆ อยู่แล้ว

ผอ.ยังบอกว่าหลักการสากลต่าง ๆ (คงหมายถึงข้อกำหนดเนลสัน แมนเดลา และอื่น ๆ) ไม่สามารถนำมาใช้กับคุกไทยได้ และขู่จะเพิกถอนใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพพยาบาลด้วย ผมเห็นว่าหน่วยงานต่าง ๆ ต้องเข้าไปตรวจสอบการใช้อำนาจตามอำเภอใจของผอ.คนนี้นะครับ อย่าให้มี “บุ้งคนที่สอง” ในเร็ววันนี้ครับ

“วันที่ 19/8/69 เราเดินทางไปยื่นหนังสือที่กรมราชทัณฑ์ เพื่อติดตาม การรักษา ในโรงพยาบาลที่สอง หรือ ( second opinion ) เพื่อวินิจฉัยโรคโดยละเอียด ด้วยการทำ MRI แต่เป็นที่น่าเสียใจ ที่เราไม่มีโอกาสได้พูดและอธิบายใด ๆ นอกจากนั่งฟังการด้อยค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงการไม่ให้สิทธิ์ในการขอหนังสือรับรองการรักษาตัวเอกชัยจากทาง รอง ผอ.กรมราชทัณฑ์ ถ้าความเมตตา และเจตนาดีที่ท่านมีอย่างที่ท่านพูด เราเชื่อว่าความโปร่งใสเที่ยงธรรม ที่ท่านมี จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อีกหลายพันคนในเรือนจำทั่วประเทศอย่างทันถ่วงทีทุก ๆ คดีค่ะ” https://facebook.com/reel/100281189
.....

ณัฎฐธิดา แหวน แหวน มีวังปลา
17 hours ago
·
เข้าบ้านท่านไม่เคยกลัวตาย ท่านด่าเป็นควาย ก็ต้องนั่งฟัง
-ถูกข่มขู่
-ถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นคน
-ถูกผู้ชายรังแก เพียงแค่ติดตามอาการป่วยของเพื่อน ล่าสุดการรักษาของเพื่อนเราก็ไม่มีสิทธิ์รับรู้ใดๆ
-ถูดบังคับให้ขอโทษที่ออกมาโพสต์อาการป่วยของเอกชัย ( แหวนไม่ขอโทษค่ะ )
ผู้ต้องขัง ฝากขังระหว่างพิจารณาคดี มีหลายคดี ทั้งคดีทั่วไป คดียาเสพติด คดีการเมือง การหาทางออกร่วมกันเมื่อมีผู้ต้องขังเจ็บป่วย ต้องการเข้าถึงสิทธิ์การรักษา นั้นยังเป็นสิ่งที่สังคม องค์สิทธิ์ และญาติ ต้องช่วยกันติดตาม เอกชัย หงส์กังวาน เป็นอีกหนึ่งผู้ถูกฝากขัง ที่ไร้สิทธิ์ ในการประกันตัว และมีอาการป่วย ยื่นขอประกันตัว 5 ครั้ง ยกคำร้องทั้งหมด
วันที่ 19/8/69 เราเดินทางไปยื่นหนังสือที่กรมราชทัณฑ์ เพื่อติดตาม การรักษา ในโรงพยาบาลที่สอง หรือ ( second opinion ) เพื่อวินืจฉัยโรคโดยละเอียด ด้วยการทำ MRI แต่เป็นที่น่าเสียใจ ที่เราไม่มีโอกาศได้พูดและอธิบายใดๆ นอกจากนั่งฟังการด้อยค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงการไม่ให้สิทธิ์ในการขอหนังสือรับรองการรักษาตัวเอกชัยจากทาง รอง ผอ.กรมราชทัณฑ์ ถ้าความเมตตา และเจตนาดีที่ท่านมีอย่างที่ท่านพูด เราเชื่อว่าความโปร่งใสเที่ยงธรรม ที่ท่านมี จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อีกหลายพันคนในเรือนจำทั่วประเทศอย่างทันถ่วงทีทุกๆคดีค่ะ.



หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ ทรัมป์ (ปี 2016): เรียกตัวเองว่าเป็น "ราชาแห่งหนี้ ไม่มีใครรู้เรื่องหนี้ดีไปกว่าผมอีกแล้ว" - หนี้รัฐบาลกลางที่สูงลิ่วส่งผลกระทบต่อคนอเมริกันอย่างไรบ้าง





https://x.com/HQNewsNow/status/2089799425619005661/

.....

หนี้สาธารณะสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์: หนี้รัฐบาลกลางที่สูงลิ่วส่งผลกระทบต่อคุณอย่างไรบ้าง

ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า หนี้ของรัฐบาลกลางได้พุ่งทะลุระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นจำนวนมหาศาลจนยากจะจินตนาการถึง โดยคิดเป็นภาระหนี้รัฐบาลกลางเฉลี่ยกว่า 359,000 ดอลลาร์ต่อผู้เสียภาษีชาวอเมริกันหนึ่งคน

Michael Hartnett หัวหน้านักกลยุทธ์ด้านหุ้นของ Bank of America คาดการณ์ว่าตัวเลขหนี้สินนี้จะขยับขึ้นไปแตะระดับ 50 ล้านล้านดอลลาร์ภายในเวลาไม่ถึง 3 ปี

"ปัญหาของตัวเลข 40 ล้านล้านดอลลาร์นั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเอง" Stephen Innes นักวิเคราะห์ตลาดการเงินและอดีตเทรดเดอร์ของวาณิชธนกิจระบุไว้ในบทวิเคราะห์ "ตลาดต่างเฝ้ามองตัวเลขหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ มานานหลายปี และตลอดเวลาส่วนใหญ่นั้น ปฏิกิริยาตอบสนองของตลาดก็เป็นเพียงแค่การไม่ใส่ใจหรือมองว่าเป็นเรื่องปกติ รัฐบาลกลางใช้จ่าย กระทรวงการคลังออกพันธบัตร นักลงทุนก็รับซื้อไป และกลไกต่างๆ ก็ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดิม"

รายการค่าใช้จ่ายหลักของงบประมาณรัฐบาลกลางประกอบด้วย โครงการ Medicare และ Medicaid รวมกัน (เกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์), ประกันสังคมหรือ Social Security (กว่า 1.6 ล้านล้านดอลลาร์), งบประมาณด้านกลาโหม (9.46 แสนล้านดอลลาร์) และดอกเบี้ยจ่ายสำหรับหนี้สิน (กว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์)

Innes เชื่อว่าต้นทุนดอกเบี้ยจะเริ่ม "กัดกินงบประมาณอย่างหนัก" ในเร็วๆ นี้ โดยแนวโน้มหนี้สินรัฐบาลที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจะทำให้ค่าใช้จ่ายด้านดอกเบี้ยกลายเป็น "หนึ่งในรายการค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดของรัฐบาล"

สถานการณ์นี้ส่งผลอย่างไรต่อตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และค่าครองชีพ?

รายรับ 1 ดอลลาร์ ต่อรายจ่าย 1.33 ดอลลาร์

สำนักงานงบประมาณแห่งรัฐสภา (CBO) คาดการณ์ว่า ในปีงบประมาณ 2026 รัฐบาลกลางจะมีรายรับอยู่ที่ 5.6 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่จะมีการใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 7.4 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งส่งผลให้เกิดการขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ราว 1.9 ล้านล้านดอลลาร์

"กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ รัฐบาลใช้จ่ายเงินประมาณ 1.33 ดอลลาร์ สำหรับทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่จัดเก็บรายรับได้" Colin Slabach ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำ School of Professional Studies ของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU) กล่าวกับ Yahoo Finance ผ่านทางอีเมล

"ข่าวดีก็คือ ยังคงมีความต้องการซื้อตราสารหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่เป็นจำนวนมาก" เขากล่าวเสริม "ปัญหาคือหากสถานการณ์นี้เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต — เช่น กรณีที่ประเทศอย่างญี่ปุ่นจำเป็นต้องขายตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่ถือครองอยู่เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับค่าเงินของตนเอง — ก็อาจนำไปสู่ภาวะอุปทานล้นตลาดได้"

Slabach กล่าวว่า นั่นคือจุดที่กระทรวงการคลังจะต้องเสนออัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

ผลกระทบของหนี้สาธารณะต่ออัตราดอกเบี้ย

เมื่อหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้นดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (bond yields) ปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมสำหรับผู้บริโภคก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

Peter G. Peterson Foundation ซึ่งเป็นองค์กรคลังสมองด้านเศรษฐกิจที่เป็นกลางทางการเมือง ได้ระบุในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจว่า "เมื่อรัฐบาลกลางมียอดขาดดุลงบประมาณ รัฐบาลจำเป็นต้องกู้ยืมเงินมาชดเชยส่วนต่างดังกล่าวด้วยการออกตราสารหนี้ของกระทรวงการคลัง (Treasury securities) ปริมาณตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้นจะผลักดันให้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุน และอัตราผลตอบแทนเหล่านี้จะกลายเป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับอัตราดอกเบี้ยในระบบเศรษฐกิจโดยรวม"

เมื่ออัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ค่าครองชีพก็จะยิ่งบีบคั้นงบประมาณของครัวเรือนให้ตึงตัวมากยิ่งขึ้น

รายงานระบุว่า "ต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้นหมายถึงภาระการผ่อนชำระที่สูงขึ้น ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อเพื่อการศึกษา สินเชื่อธุรกิจ และหนี้บัตรเครดิต"

อย่างไรก็ตาม Ethan White ผู้ร่วมก่อตั้ง White Sands Tax Services ในเมืองลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวกับ Yahoo Finance ว่า ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ยอดผ่อนชำระค่าบ้านรายเดือนที่สูงขึ้นเท่านั้น

เมื่อต้นทุนการกู้ยืมยังคงอยู่ในระดับสูง "อิสระในการตัดสินใจซื้อ ย้ายที่อยู่อาศัย ย้ายไปอยู่ในบ้านที่เล็กลง หรือการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อรองรับงานใหม่หรือภาระหน้าที่ในการดูแลผู้อื่น" ก็จะลดน้อยลง

White กล่าวว่า "หนี้สินจะกลายเป็นสิ่งที่สัมผัสได้จริง ไม่ใช่ตอนที่ยอดหนี้ของรัฐบาลกลางพุ่งทะลุหลักล้านล้านดอลลาร์ครั้งใหม่ แต่เป็นตอนที่การตัดสินใจใช้ชีวิตซึ่งปกติแล้วสมเหตุสมผล กลับไม่สามารถทำได้ภายใต้งบประมาณของครอบครัวอีกต่อไป"

หนี้สาธารณะของรัฐบาลกลางอาจ 'ลดทอนมาตรฐานการครองชีพของชาวอเมริกันทุกคน'

ในเดือนมิถุนายน สำนักงานตรวจสอบบัญชีกลางของสหรัฐฯ (GAO) ได้ข้อสรุปที่น่าตกใจว่า หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่ระดับ 31.3 ล้านล้านดอลลาร์นั้น มีขนาดใหญ่พอๆ กับขนาดเศรษฐกิจของประเทศ และเพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ยอดหนี้ดังกล่าวก็พุ่งสูงเกินกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสหรัฐฯ ไปอย่างรวดเร็ว

รายงานของ GAO ระบุว่า "เมื่อรัฐบาลกลางใช้จ่ายเงินมากกว่ารายได้ที่จัดเก็บได้ รัฐบาลจะกู้ยืมเงินมาชดเชยส่วนที่ขาดดุลนั้น" พร้อมทั้งเสริมว่า แม้โดยปกติแล้วหนี้สาธารณะของรัฐบาลกลางมักจะพุ่งสูงขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย แต่ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ยอดขาดดุลงบประมาณกลับเพิ่มสูงขึ้นแม้ในยามที่เศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่งก็ตาม

ผลที่ตามมาประการหนึ่งคือ ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น GAO รายงานว่า เมื่อมีเงินทุนสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานน้อยลง ค่าจ้างก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย ซึ่ง "ส่งผลให้อัตราการเติบโตของค่าจ้างชะลอตัวลง"

"หากไม่มีการดำเนินการใดๆ เพื่อลดการขาดดุลในแต่ละปี เราคาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจถึงสองเท่าในช่วง 10 ปีข้างหน้า และในอีก 30 ปีข้างหน้า หนี้ดังกล่าวอาจพุ่งสูงขึ้นจนมีมูลค่าคิดเป็น 2.5 เท่าของขนาดเศรษฐกิจ" GAO ระบุ "สิ่งนี้หมายความว่าสำหรับคุณและคนรุ่นหลัง การขาดดุลในปัจจุบันอาจก่อให้เกิดผลกระทบทางการเงินที่ยืดเยื้อหากไม่มีการแก้ไขจัดการ หนี้ของรัฐบาลกลางอาจส่งผลให้มาตรฐานการครองชีพของชาวอเมริกันทุกคนลดต่ำลงในท้ายที่สุด"

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับภาษี การลงทุน และหนี้สิน

การขาดดุลที่เพิ่มขึ้นอาจสร้างปัญหาหนักใจอีกประการหนึ่งให้กับผู้เสียภาษี โดย Slabach กล่าวว่า "สถานการณ์นี้อาจหมายถึงภาระภาษีที่สูงขึ้นโดยที่ประชาชนไม่ได้รับบริการสาธารณะเพิ่มเติมแต่อย่างใด เนื่องจากเงินภาษีจะต้องถูกนำไปใช้ชำระดอกเบี้ยหนี้สินแทน"

และนักลงทุนมีแนวโน้มที่จะได้เห็นความผันผวนในตลาดอย่างต่อเนื่อง

"อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอาจส่งผลกดดันต่อราคาหุ้น เนื่องจากทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของบริษัทต่างๆ เพิ่มสูงขึ้น" Robert Brokamp นักวางแผนทางการเงิน (CFP) จาก The Motley Fool กล่าวกับ Yahoo Finance "เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ราคาของพันธบัตรที่มีอยู่เดิมจะลดลง เพราะพันธบัตรเหล่านั้นมีความน่าสนใจน้อยกว่าพันธบัตรออกใหม่ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ด้วยเหตุที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวขึ้นในปี 2026 ตลาดพันธบัตรโดยรวมจึงปรับตัวลดลงประมาณ 2.5% แล้วในปีนี้ แม้จะไม่ใช่การขาดทุนที่หนักหนาสาหัส แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่นักลงทุนจำนวนมากคาดหวังจากการลงทุนในพันธบัตรที่ถือว่า 'ปลอดภัย'"

Brokamp แนะนำให้นำเงินที่คาดว่าจะต้องใช้จ่ายในช่วง 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า ไปพักไว้ในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากทั่วไป เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน (money market funds), เงินฝากประจำพิเศษ (CDs) หรือพันธบัตรระยะสั้น ซึ่งสินทรัพย์เหล่านี้มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่า

นอกจากนี้ ผู้ที่มียอดหนี้สินควรเฝ้าระวังระดับหนี้ของตนเองด้วยเช่นกัน

"หากอัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับสูง การมียอดหนี้บัตรเครดิตแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (variable-rate) สูงถึง 25,000 ดอลลาร์ หรือการขอสินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์ใหม่ทุกๆ สองสามปี จะกลายเป็นเรื่องที่มีผลกระทบทางการเงินอย่างมาก" Zachary Sahar นักบัญชี (CPA) และกรรมการผู้จัดการของ Capital Tax ในเมือง Walnut Creek รัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวผ่านทางอีเมล "ผมแนะนำให้ลดความสำคัญกับการคาดเดาการตัดสินใจของภาครัฐ (Washington) แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการลดภาระหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวและมีต้นทุนสูง การรักษาสภาพคล่องทางการเงิน และการหลีกเลี่ยงภาระค่าใช้จ่ายคงที่ก้อนใหม่ที่ต้องพึ่งพาเงื่อนไขว่าอัตราดอกเบี้ยหรือสภาวะเศรษฐกิจจะต้องปรับตัวดีขึ้นเท่านั้นจึงจะคุ้มค่า"



ที่มา Yahoo Finance
U.S. debt tops $40 trillion. How soaring federal debt affects you personally.

https://finance.yahoo.com/personal-finance/investing/article/us-debt-tops-40-trillion-how-soaring-federal-debt-affects-you-personally-155000383.html

August 19, 2026








 

เลว ! เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ICE ได้ให้ความสำคัญกับการจัดเที่ยวบินเพื่อเนรเทศและส่งตัวผู้ขอลี้ภัยรวมถึงผู้อพยพชาวอิหร่านกลับประเทศ ในช่วงที่คุณกำลังเตรียมจะทิ้งระเบิดใส่






https://x.com/nowthisimpact/status/2090456407342555642

ข้อกล่าวหานี้มีที่มาจากรายงานข่าวเกี่ยวกับนโยบายการเนรเทศของสหรัฐฯ และปฏิบัติการทางทหารที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน

บริบทและที่มาของข้อกล่าวหา

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2026 สำนักข่าวต่างๆ (รวมถึงรายงานจาก CTV News และ Associated Press) ได้เผยแพร่อีเมลภายในของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ที่เพิ่งได้รับการเปิดเผย โดยทาง National Iranian American Council (NIAC) เป็นผู้ได้มาซึ่งเอกสารเหล่านี้

เอกสารดังกล่าวเปิดเผยว่า:

ในช่วงที่มีการยกระดับความตึงเครียดทางทหารและเกิดความขัดแย้งนาน 12 วัน ซึ่งสหรัฐฯ และอิสราเอลได้มีการโจมตีโต้ตอบกับอิหร่านนั้น เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ICE ได้ให้ความสำคัญกับการจัดเที่ยวบินเพื่อเนรเทศและส่งตัวผู้ขอลี้ภัยรวมถึงผู้อพยพชาวอิหร่านกลับประเทศ

อีเมลภายในแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารของ ICE กดดันให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามรายชื่อผู้ที่ต้องถูกเนรเทศ แม้ว่าในขณะนั้นสหรัฐฯ จะได้ออกคำเตือนให้พลเรือนอพยพออกจากกรุงเตหะราน และน่านฟ้าของอิหร่านถูกจำกัดการใช้งานชั่วคราวเนื่องจากการปฏิบัติการทิ้งระเบิดก็ตาม

นักวิจารณ์ องค์กรด้านสิทธิพลเมือง และสื่อต่างๆ (เช่น NowThis) ต่างวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ดำเนินการเนรเทศบุคคลกลับไปยังประเทศหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็กำลังเตรียมการหรือปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่อประเทศนั้นอยู่ด้วย




วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 20, 2569

ความ ‘งั่ง’ ในระบบราชการไทย เชื่อไหมรถอีวีจีนที่ทะลักเข้าไทยเพราะภาษี ‘ศูนย์’ เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากเข้าใจผิดว่ารถไฟฟ้าคือรถกอล์ฟ ส่วนเรือรบหลวงภูมิพล ปืนใช้การไม่ได้ตั้งแต่ซื้อมาแล้ว

สองเรื่องในความ งั่ง ของการปฏิบัติในระบบราชการไทย เรื่องแรก เชื่อไหมรถอีวีจีนที่ทะลักเข้าไทยเพราะภาษี ศูนย์เปอร์เซ็นต์ อ้างว่าเข้าใจผิดว่ารถไฟฟ้าคือรถกอล์ฟเท่านั้น อีกเรื่องเรือรบขนาดเล็ก ฟรีเกตซึ่งมีใช้อยู่ลำเดียวขณะนี้ กำลังจะพัง

โดยเครื่องยนต์สองเครื่องใช้การไม่ได้ เหลือแต่เครื่องยนต์สำรอง เครื่องเทอร์ไบน์ที่ไว้ใช้ในยามฉุกเฉินเท่านั้น กองทัพเรือจึงต้องเร่งซ่อมเครื่องยนต์ที่เสียทั้งสองโดยเร็ว ซึ่ง วิโรจน์ ลักขณาอดิสร สส.พรรคประชาชน ออกโรงเชียร์เต็มที่

มิหนำซ้ำยังหนุนสุดลิ่มให้ต่อเรือรบเกรดเดียวกันอีกลำไว้เป็นคู่ เขาว่านี่เป็นวิธีการที่ประเทศไหนๆ ก็ทำ เวลาต่อเรือรบต้องมาเป็นกอง หรืออย่างน้อยที่สุดต้อง ๒ ลำ เพื่อที่เมื่อลำหนึ่งลำใดเกิดปัญหา ยังมีอีกลำไว้ค้ำยันปฏิบัติการ

เรือฟรีเกตนี่เดิมทีมีด้วยกันทั้งหมด ๕ ลำ ได้แก่ เรือตากสิน, เรือนเรศวร, เรือกระบุรี, เรือสายบุรี, และเรือภูมิพล เรือภูมิพลนี่ใหม่สุดเพิ่งใช้งานมาได้ ๗ ปีครึ่ง ลำอื่นๆ ปลดระวางไปหมดแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ ทำให้เรือรบหลวงภูมิพลถูกใช้งาน overloaded

จึงได้พังเร็ว อายุงานยังไม่ถึง ๑๐ ปี และเป็นเรือรบที่ทั่วโลกนิยมใช้กัน เนื่องจาก “สามารถปฏิบัติการรบได้ทั้ง ๓ มิติ คือบนผิวน้ำ ใต้น้ำ และ (ต่อสู้) อากาศ (ยาน)...สามารถทนทะเลได้ในระดับ ๘ ความสูงคลื่นประมาณ ๑๒ เมตร ทำความเร็วสูงสุดได้ ๓๐ นอต”

มีระยะปฏิบัติการไกลถึง ๔ พันไมล์ทะเล ปฏิบัติการต่อเนื่องได้ ๒๑ วัน มีระบบปล่อยอาวุธนำวิถี ปืนต่อสู้อากาศยาน ระบบเป้าลวงอีเล็คโทรนิค ท้ายเรือมีดาดฟ้าเฮลิค้อปเตอร์ จอดได้ถึง ๑๐ ลำ จึงใช้เนื้อที่สำหรับพักผู้ประสบภัยได้ชั่วคราว ราว ๑๐๐ คน

สมัย สุทิน คลังแสง คุมกลาโหม ได้มีการเจรจากับจีนจะขอซื้อมาแก้หน้าค่าโง่ เรือดำน้ำไร้เครื่องยนต์ (จำกันได้ไหม จีนไม่สามารถส่งเครื่องให้ได้เพราะใช้เครื่องเยอรมนี แต่ถูกระงับขายเนื่องจากเป็นสัญญาให้ใช้งานกิจการพลเรือนเท่านั้น

ย้อนไปเรื่องรถอีวีจีน ขนาดประธานสภาพัฒฯออกมาเผยว่า ผู้เจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทย คิดว่ารถไฟฟ้าคือรถกอล์ฟถึงได้ไม่เก็บภาษี ปัญหาเกิดตามมาเมื่อรถสันดาปของบริษัทผู้ผลิตญี่ปุ่นในไทย เตรียมจะย้ายฐานผลิตไปอินโดนีเซีย

เพราะขณะที่รถอีวีจีนเสียภาษีสรรพสามิตเพียง ๒% รถสันดาปญี่ปุ่นต้องจ่าย ๑๕-๓๐% เชื่อว่านี่คือสาเหตุหลักนอกเหนือจากดีลและ Incentives แสนหวานที่ทางอินโดฯ ยื่นให้ ย้อนอีกทีกลับไปที่เรือฟรีเกต เพจ Army Armed Forces เพิ่งเปิดงั่งทางการไทย

หารู้ไม่กันว่า “ปืน Phalanx รล.ภูมิพลฯ ไม่ได้เสียเพราะใช้งาน แต่ใช้งานไม่ได้ตั้งแต่แรก” เท่ากับซื้อมาไม่เป็นไปตามสัญญา เขมร รู้เข้า ขำกลิ้ง เรือคอร์เวตของเขาที่ซื้อจากจีน ติดอาวุธครบเต็มพิกัด

(https://www.facebook.com/permalink.61563832545141, https://www.sanook.com/news/9080834/ และ https://www.facebook.com/wirojlak/posts/qecKAdndby2q)