"ไม่พอ แล้วก็ไม่เป็นระบบ" วิเคราะห์การช่วยเหลือน้ำท่วม กทม. เหตุใดชาวบ้านรู้สึกว่ายังต้องพึ่งตัวเองปณิศา เอมโอชา
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Published เมื่อ 6 ชั่วโมงที่แล้ว
"หนูเป็นผู้จัดการแฟลต หนูก็จะติดต่อไปทางเพจต่าง ๆ ไปแนบขอความช่วยเหลือ หรือไลฟ์ติ๊กตอกตัวเองเพื่อขอความช่วยเหลือ ได้ข้าวกล่องมาบ้าง คือแล้วแต่ดวงเลยว่าใครช่วย"ชัญญ์วัลย์ หล้าโคตร ผู้จัดการแฟลตเคหะร่มเกล้า อาคาร 15 กล่าวกับบีบีซีไทย ในช่วงเช้าของวันที่ 28 ก.ย. ซึ่งเป็นวันที่ 4 แล้ว นับตั้งแต่เกิดเหตุฝนตกหนักทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งเริ่มต้นมาตั้งแต่วันศุกร์ที่ 25 ก.ย.
เธอบอกกับเราว่า ตอนนี้ความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมที่สุด ที่ลูกบ้านราว 200 คนจากห้องพักกว่า 180 ห้องในอาคารที่เธอดูแลได้รับ คือการช่วยกันเองของทุกคน ผ่านการรวบรวมและเรี่ยไรเงินเพื่อสมทบทุนซื้ออาหารและสิ่งของจำเป็นมาใช้กันภายในอาคาร
"เป็นผู้ประสบภัยทั้งหมดบริจาคกันเอง เพื่อเอามาเลี้ยงชาวแฟลตกัน แล้วทางนิติฯ ก็ออกเงินเพื่อที่จะซื้อของข้าวของอื่น ๆ มาช่วย" ชัญญ์วัลย์ เสริม ก่อนกล่าวต่อไปว่า ความช่วยเหลือจากภาครัฐ "ยังไม่ได้เข้ามา"
เธอบอกว่าปริมาณน้ำล่าสุด ณ ช่วงเช้าวันนี้ยังสูงประมาณอกของเธอ
ด้านทัศนีย์ ไสยลาม ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้อยู่อาศัยในอาคาร 15 ของแฟลตเคหะร่มเกล้าเสริมว่า ความช่วยเหลือที่เข้ามานั้นมีทั้งฝั่งเอกชนและจิตอาสา แต่ "สส. คือพวกนี้เราติดต่อไม่ได้อยู่แล้ว คือโทรไปก็ไม่มีคนรับ เราก็ได้แต่โพสต์ไปว่า เราเดือดร้อนอย่างงั้นอย่างงี้… กทม. เราไม่เห็นนะ คุณชัชชาติ เราก็เห็นแต่ในข่าว นายกฯ เราก็เห็นแต่ในข่าว แต่ฝั่งนี้ไม่มีมา"
อย่างไรก็ดี ทัศนีย์ยอมรับว่าความช่วยเหลือบางส่วนอาจเข้ามาในช่วงกลางดึก ทำให้ชาวแฟลตบางส่วนไม่เห็น

"เป็นผู้ประสบภัยทั้งหมดบริจาคกันเอง เพื่อเอามาเลี้ยงชาวแฟลตกัน แล้วทางนิติฯ ก็ออกเงินเพื่อที่จะซื้อข้าวของอื่น ๆ มาช่วย" ผู้จัดการแฟลตเคหะร่มเกล้า อาคาร 15 กล่าว
บีบีซีไทยยังได้พูดคุยกับ คุณากร ดวงแก้ว ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนเคหะร่มเกล้า โซน 10 ซึ่งเป็นชุมชนแนวราบ ที่มีประชากรราว 356 หลังคาเรือนด้วย
เขาอธิบายกับบีบีซีไทยว่า โดยปกติแล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือภัยพิบัติต่าง ๆ ชาวบ้านก็จะติดต่อมายังผู้นำชุมชนอย่างเขา จากนั้นเขาจะประสานต่อไปยังสำนักงานเขต พร้อม ๆ กับการประสานไปตามมูลนิธิ หรือนักการเมืองท้องถิ่นเพื่อขอความช่วยเหลือ
"เราประสานเขตครับ ประสานมูลนิธิ แล้วก็ประสานนักการเมืองท้องถิ่น ก็ได้แค่นี้ พอมัน[ต้องการความช่วยเหลือ]พร้อมกันเยอะ ๆ มันก็กว่าจะถึงคิวเราเนาะ แต่ถ้าไม่มีอะไรเขาก็มาไว แต่นี่มันคนต้องการความช่วยเหลือเยอะ" คุณากร กล่าว

"[ความช่วยเหลือ]ไม่พอแล้วก็ไม่เป็นระบบ พวกที่อยู่ข้างหน้าก็จะได้ พอแจกไปถึงกลาง ๆ ซอยก็หมด" ผู้นำชุมชนเคหะร่มเกล้า โซน 10 กล่าว
เขาเล่าว่า สถานการณ์ในช่วงสี่วันมานี้ ความช่วยเหลือแรกที่เข้ามาจากสำนักงานเขตคือการเข้ามาอพยพผู้ป่วยติดเตียงออกไปจากพื้นที่ อย่างไรก็ดี คนในชุมชนยังคงต้องการความช่วยเหลือเรื่องการอยู่การกินอีกมาก โดยเฉพาะชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบ้านชั้นเดียว ซึ่งตอนนี้ส่วนมากต้องมาอาศัยอยู่กับเพื่อนบ้านที่มีบ้านสองชั้น
"[ความช่วยเหลือ]ไม่พอแล้วก็ไม่เป็นระบบ พวกที่อยู่ข้างหน้าก็จะได้ พอแจกไปถึงกลาง ๆ ซอยก็หมด" คุณากร กล่าว
เสียงสะท้อนเหล่านี้นำไปสู่คำถามว่า ใครคือผู้รับผิดชอบสั่งการในภัยพิบัติครั้งนี้ และเหตุใดความช่วยเหลือจึงยังเข้าไม่ถึงผู้ประสบภัยอีกจำนวนมาก แม้เหตุการณ์จะผ่านมาเป็นวันที่สี่แล้ว
ใครเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ?
"วันนี้มันก็ย้ำชัดว่าที่นายกฯ ไป นายกฯ ไม่ใช่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์นะ นายกฯ เข้าไปเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็แน่นอน กทม. ก็ทำตามระเบียบป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แล้วก็แผนมานานแล้ว" ผศ.ดร.กานต์รวี วิชัยปะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองและการจัดการภัยพิบัติ กล่าว
ผศ.ดร.กานต์รวี วิชัยปะ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองและการจัดการภัยพิบัติ บอกกับบีบีซีไทยว่า ตาม
แผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564–2570 เมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการพื้นที่ ใต้หลักการ "หนึ่งเหตุการณ์ หนึ่งผู้บัญชาการ"
สำหรับกรุงเทพมหานคร ในช่วงตั้งแต่ที่ฝนเริ่มตกหนัก จนก่อนถึงวันที่
26 ก.ย. ราว 10.16 น. ที่มีการประกาศขยายพื้นที่ประสบสาธารณภัยครอบคลุมทั้ง 50 เขต ความดูแลในการให้ความช่วยเหลือประชาชนอยู่ภายใต้ผู้อำนวยการเขต เพราะถือว่าเป็นภัยระดับที่ 1
อย่างไรก็ดี หลังจากที่มีการประกาศให้ กทม. เป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัยทั้ง 50 เขต จึงเท่ากับเป็นการยกระดับเหตุภัยพิบัติเข้าสู่การจัดการระดับที่ 2 อำนาจจึงย้ายจากผู้อำนวยการเขต มาอยู่ที่ "ผู้อำนวยการกรุงเทพมหานคร" ตาม
พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2550 ซึ่งหมายถึงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ปัจจุบันคือนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ล่าสุด เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 28 ก.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังได้
ตั้งให้ผู้ว่าฯ กทม. เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์หลักในพื้นที่
ผศ.ดร.กานต์รวี อธิบายว่า การออกมาแต่งตั้งครั้งนี้ของรัฐบาล เธอไม่ได้มองว่าเป็นการกระทำที่ล่าช้า เพราะ กทม. ก็ปฏิบัติตามแนวทางมาตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่การแต่งตั้งครั้งนี้เป็น "ในเชิงการทำความเข้าใจของประชาชนมากกว่า เพราะว่าถ้าเป็นหน่วยงานภาครัฐ เขาทราบเรื่องนี้ดี แล้วเขาก็บริหารจัดการแบบนี้มาตั้งแต่แรก ๆ ตั้งแต่วันพฤหัสฯ วันศุกร์แล้ว"
"วันนี้มันก็ย้ำชัดว่าที่นายกฯ ไป นายกฯ ไม่ใช่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์นะ นายกฯ เข้าไปเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็แน่นอน กทม. ก็ทำตามระเบียบป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แล้วก็แผนมานานแล้ว" ผศ.ดร.กานต์รวี กล่าว

ตามการแถลงล่าสุดวันนี้ (28 ก.ย.) เวลา 08.00 น. ณ ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพมหานคร นายชัชชาติชี้ว่า สถานการณ์ฝนในกรุงเทพฯ เริ่มผ่อนคลายลง หลังหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนออกจากพื้นที่แล้ว ทำให้ฝนไม่รุนแรงเท่าช่วง 2–3 วันที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ยังคงมีฝนจากอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เป็นระยะ
สำหรับตัวเลขผู้ที่ได้รับผลกระทบ ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ข้อมูลจากศูนย์บัญชาการฯ ระบุว่า ตั้งแต่เริ่มสถานการณ์มีประชาชนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทั้งระดับน้อยและมากประมาณ 329,000 ครัวเรือน หรือราว 700,000 คน โดยพื้นที่ที่มีน้ำท่วมลึกและมีประชาชนได้รับผลกระทบจำนวนมาก ได้แก่ เขตลาดกระบังประมาณ 30,000–40,000 คน, เขตบางกะปิประมาณ 20,000 คน และเขตคันนายาวประมาณ 30,000–40,000 คน
รองผู้ว่าฯ กทม. แถลงเสริมว่า ด้านเขตสะพานสูง, สวนหลวง และหลักสี่ ยังมีประชาชนในพื้นที่น้ำท่วมและชุมชนริมคลองได้รับผลกระทบ โดยหลักสี่มีประมาณ 10,000 คน ภารกิจสำคัญที่สุดในขณะนี้ นอกจากการเร่งระบายน้ำแล้ว คือการดูแลประชาชนที่ยังอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนที่ขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม หรือไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้
"วันนี้ต้องพยายามเอาน้ำลงให้ได้มากที่สุด เมื่อน้ำในคลองลดลง ก็จะสามารถดึงน้ำจากด้านนอก จากถนน และจากชุมชนเข้ามาระบายได้มากขึ้น บางพื้นที่อาจลดช้าหน่อย เพราะต้องเป็นไปตามลำดับ เริ่มจากลดระดับน้ำในคลอง จากนั้นน้ำบนถนนจึงจะลด และจึงทยอยดึงน้ำออกจากชุมชนต่อไป" ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว
น้ำท่วมหนักกว่าปกติจริง แต่ขาดการช่วยเหลือเป็นภาพเดียว
จากแถลงการณ์ในวันนี้ของ กทม. ไปจนถึงการลงพื้นที่ของผู้ว่าฯ และเจ้าหน้าที่ กทม. ที่เกี่ยวข้อง ต่างดูมีความเข้าใจอย่างดีว่าควรต้องปฏิบัติการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างไร ทว่าเสียงสะท้อนจากประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบที่บีบีซีไทยได้รับนั้นกลับชี้ว่าความช่วยเหลือยังเข้าไปไม่ถึงพวกเขา
ต่อประเด็นนี้ ผศ.ดร.กานต์รวี ชี้ว่า ปัญหาสำคัญประการแรกคือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นในรอบนี้มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงเกินกว่าที่ศักยภาพของเมืองจะรับไหว
"มันคือผลกระทบจาก Climate Change ภัยมันเยอะมาก ๆ มันมาอย่างรุนแรงและมีขนาดใหญ่จนเราไม่สามารถรับได้ หรือว่าศักยภาพของเมืองรับไม่ได้ มวลน้ำมาเยอะมาก แล้วศักยภาพในการสูบน้ำต่อชั่วโมงของเราก็เต็มศักยภาพทั้งหมดแล้ว ดังนั้นภัยก็เกิดขึ้นเร็วและแรง"
แม้จะให้ความเห็นว่าปัญหารอบนี้เกิดจากสภาพภูมิอากาศที่เกินศักยภาพของเมือง ทว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองและการจัดการภัยพิบัติจาก มศว ก็แสดงทัศนะกับบีบีซีไทยด้วยว่า สิ่งที่ยังไม่เห็นไม่ใช่ผู้บัญชาการ แต่คือแผนที่ความต้องการและบัญชีทรัพยากรที่ทุกฝ่ายใช้ร่วมกัน ทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน และจิตอาสาต่าง ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือไปทั่วถึงจริง ๆ

ผู้เชี่ยวชาญชี้ แก้วิกฤตรอบนี้สิ่งที่ยังไม่เห็นไม่ใช่ผู้บัญชาการ แต่คือแผนที่ความต้องการและบัญชีทรัพยากรที่ทุกฝ่ายใช้ร่วมกัน
"ความช่วยเหลือยังไม่เห็นภาพเดียวกัน ตอนนี้ที่เห็นอินฟลูฯ ต่าง ๆ ที่เข้าไปช่วยเหลือ มีบริจาคเรือ มีบริจาคอาหาร แล้วก็หน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปส่งถุงยังชีพ ส่งข้าวส่งน้ำ บริษัทเอกชนก็ช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ไม่เห็นคือการทำบัญชี ทำแผนที่ว่าที่ไหนต้องการอะไรแล้วใครจะไป" ผศ.ดร.กานต์รวี กล่าว
เธอเสริมว่า เมื่อไม่มีการทำบัญชีหรือการทำแผนที่ที่เป็นระบบก็จะเกิดปัญหา สอดคล้องกับที่ชุมชนร่มเกล้าได้บอกบีบีซีไทยก่อนหน้านี้ว่า บางทีความช่วยเหลือมาถึงแค่พื้นที่ต้น ๆ ที่ได้รับผลกระทบ แต่กลุ่มคนที่อยู่ลึกเข้าไปกลับไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเพียงพอ
"สิ่งสำคัญตอนนี้คือเราต้องทำ mapping ให้ได้ว่าใครอยู่ที่ไหนบ้างและต้องการความช่วยเหลืออะไร" เธอย้ำ พร้อมประเมินว่า ปัญหาตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ทรัพยากรไม่เพียงพอ แต่ขาดความเป็นภาพเดียวกันทั้งเรื่องการบริหารจัดการหลังบ้าน รวมไปถึงการสื่อสารกับประชาชน
"สุดท้ายมันอยู่ที่การสื่อสารแล้วก็ข้อมูลว่ามันยังเก็บไม่มากพอหรือว่ามันยังกระจายไม่มากพอที่ทำให้จะสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ" ผศ.ดร.กานต์รวี กล่าว
ความช่วยเหลือแนวตั้ง-แนวราบ ที่ไม่เหมือนกันผศ.ดร.กานต์รวี อธิบายต่อว่า กลุ่มประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือกลุ่มที่อาศัยอยู่ในแนวราบ และกลุ่มที่อาศัยอยู่ตามตึกสูงหรือที่เรียกว่าแนวตั้ง
เธอบอกว่าสถานการณ์ปัจจุบัน ปริมาณฝนใน กทม. เริ่มลดลงแล้ว แต่การช่วยเหลือประชากรราวเจ็ดแสนคนที่ได้รับผลกระทบต้องแยกกัน
สำหรับกลุ่มแรกคือชุมชนแนวราบ ฝั่งตะวันออกของ กทม. อาทิ เขตลาดกระบัง หนองจอก มีนบุรี ซึ่งเป็นบริเวณแอ่งรับน้ำ โจทย์คือน้ำมันจะมาช้าแล้วก็ไปช้าเพราะฝั่งตะวันออกเป็นพื้นที่ต่ำ แล้วน้ำจากเมืองก็จะไหลมารวมตรงนั้นหมด ดังนั้นโจทย์ในระยะสั้นตอนนี้ ต้องเร่งสูบน้ำออกให้ไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อให้ระบายลงอ่าวไทย
นอกจากนี้ยังต้องพยายามสร้างเส้นทางเพื่อเข้าไปรับกลุ่มผู้เปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียงที่กระจายอยู่ตามบ้าน ซึ่งอาจต้องใช้อาสาสมัครหรือหาคนชี้เป้า อาทิ ผู้นำชุมชน หรือ อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.)
"คนที่ต้องออกจริง ๆ จากบ้านชั้นเดียวก็คือคนที่มีน้ำระดับเอวอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเป็นแนวราบ ออกต้องออก" เธอย้ำ

สำหรับชุมชนที่อยู่ตามตึกสูงนั้น ผศ.ดร.กานต์รวี กล่าวว่า หลักการสำคัญคือการ 'เคาะ ส่ง ต่อ แยก'
ขณะที่ชุมชนที่อยู่ตามตึกสูงนั้น ผศ.ดร.กานต์รวี กล่าวว่า หลักการสำคัญคือการ 'เคาะ ส่ง ต่อ แยก'
โดยการเคาะคือเคาะประตูทุกห้องเพื่อทำบัญชีอาคาร โดยหลักแล้ว เจ้าของโครงการหรือผู้บริหารสามารถทำเรื่องนี้ได้ เพื่อให้รู้ว่าใครเป็นผู้ป่วยหรือเป็นเด็กหรือไม่
ข้อที่สองคือ การส่งสิ่งของจำเป็นหรือของที่ได้รับการบริจาคมาขึ้นไปผ่านจุดขอรับประจำตึก
ขณะที่ข้อที่สามคือ การต่อ ซึ่งในที่นี้เธอหมายถึงการต่อไฟเฉพาะจุดด้วยเครื่องปั่นไฟเข้าไป
ข้อสุดท้ายเป็น การแยก ซึ่งหมายถึงการแยกเฉพาะคนที่อยู่ไม่ได้ให้ออกไปสถานพยาบาล
เธอเสริมว่า "จริง ๆ มันก็เป็นหลักการที่มีมาตั้งนานแล้ว" และยกตัวอย่างว่า ตอนเกิดพายุเฮอริเคนแซนดี้ (Hurricane Sandy) ที่พัดถล่มสหรัฐอเมริกาใน เดือน ต.ค. 2012 มีกรณีที่การเคหะในนิวยอร์กตอนนั้นไม่ได้ใช้วิธีนี้ จนมีผู้ที่ติดอยู่ตามอาคาร
กว่า 60,000 ราย "ก็ต้องอยู่กันแบบไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่มีลิฟต์"
สำหรับประชาชน เธอแนะนำว่า คนที่พอช่วยเหลือตัวเองได้อาจจะต้องช่วยเหลือตัวเองก่อน ตามหลักการช่วยเหลือตัวเอง (Self Help) ที่เป็นสากล เพราะรัฐจะเลือกไปช่วยเหลือคนที่เปราะบางและคนที่เข้าไม่ถึงความช่วยเหลือก่อน "ซึ่งรัฐก็ทำอย่างนี้มาโดยตลอด คือเอาผู้ป่วยติดเตียง เด็ก คนชราออกไปก่อน" โดยเธอย้ำว่านี่ไม่ใช่การผลักภาระให้ประชาชน
https://www.bbc.com/thai/articles/cq14d6mk5d84o