วันอาทิตย์, พฤษภาคม 03, 2569

สองโพล (อีกแล้ว) ‘นิด้ากับดุสิต’ วันนี้มีแปลก ทั้งคู่สรุปผลออกมาไม่ค่อยจะสมเหตุสักเท่าไหร่ มีอย่างที่ไหน บอกคนใต้เห็นด้วย ‘แลนด์บริดจ์’ แต่ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจคืออะไร

สองโพล (อีกแล้ว) นิด้ากับดุสิต วันนี้มีแปลก แม้ว่ากันไปคนละทาง นิด้าถามคนใต้ว่าไง แลนด์บริดจ์ส่วนดุสิตยังเล่น ดัชนี การเมืองเดือนที่ผ่านมา แต่ทั้งคู่สรุปผลออกมาไม่ค่อยจะสมเหตุสักเท่าไหร่ มา มา ไปดูกัน

ที่เป็นข้อน่าสังเกตุหนนี้ โพลสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์สรุปรวบยอดว่า “คนใต้เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์” ของรัฐบาลอนุทิน สี่บวกสี่ เพราะ ๕๔.๔๓% “บอกว่าเคยได้ยินโครงการดังกล่าว” เพียงแต่ว่าได้ยินแล้ว “เข้าใจเพียงเล็กน้อย”

ไม่เท่านั้น อีก ๒๖.๖๗% “เคยได้ยินและพอจะเข้าใจ เกี่ยวกับโครงการฯ บ้าง” ก็น่าจะอยู่ในแถบเดียวกันใช่ไหมล่ะ เปิดพจนาณุกรมดูแล้วกัน เล็กน้อยกับ บ้าง ความหมายไม่ต่างกันเท่าไร แสดงว่าเกิน ๘๐% (๕๔+๒๗ ปัดเศษแล้ว)

ไม่ค่อยรู้สี่รู้แปดกับไอ้สะพานบนดินเนี่ย แล้วทำไมนิด้ายังบอกว่าคนใต้ “เห็นด้วย” ล่ะ อ๋อ มีท่อนติ่งตอนท้ายว่าถึง “ความคิดเห็นของคนใต้” เกี่ยวกับแลนด์บริดจ์นี้ หูย ๓๔.๒๑% “เห็นด้วยมาก” เลยเชียวละ “รองลงมา ร้อยละ ๓๓.๐๑ ค่อนข้างเห็นด้วย”

เอาละถ้าใช้สูตรเดียวกับเรื่องเคยได้ยิน เอา ๓๔ บวก ๓๓ ได้ ๖๗ ก็ยังน้อยกว่า ๘๑ ใช่ไหม อย่าหาว่าจู้จี้จุกจิกเลยนะ ทำโพลระดับชาติ จะซี้ซั้วตีความพาดหัวเอาใจรัฐบาล ชาวบ้านเขาเห็นนะ ความตอแหลน้ำลายเปรอะปากน่ะ

มาถึงโพลของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตบ้าง ตีพิมพ์วันเดียวกันจากผลการสำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม พบว่ากลุ่มตัวอย่างกว่า ๒,๒๐๐ คน “ให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนเมษายน เฉลี่ย ๓.๗๙ คะแนน” ลดลงจากเมื่อเดือนที่แล้วนิดเดียว

หัวใจสำคัญที่เขาอยากจะบอกอยู่ที่ผลงานของฝ่ายค้าน (โดยรวม) ได้คะแนนเฉลี่ย ๔.๓๑ ถ้าเป็นตัวบุคคล คะแนนมากที่สุด ๒๗.๘๒ ได้กับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ เฉือน สส.สาวพรรคประชาชนที่ อานนท์ ลูกบิด ติดตามชมภาพชุดอาบน้ำ

รักชนก ศรีนอก ได้ ๒๓.๒๕ คะแนนเท่านั้น คงต้อง “ชั่งหัวมัน” ตามอารมณ์ขันในวลีของในหลวง ร.๙ แม้นว่าโพลดุสิตมีแก่นสารมากกว่านี้เยอะ ทั้งเรื่องปัญหาปากท้อง ภาระค่าครองชีพ การตรวจสอบทุจริตการใช้งบประมาณรัฐ ต่างๆ นานา

อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถึงคะแนนนิยมนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล ดุสิตโพลเขาว่า “บทบาทโดดเด่น (ที่สุด) คืออนุทิน ชาญวีรกูล” มากกว่า ศุภจี มากกว่า ยศชนันท์รายแรกนั่นกำลังตกฮวบฮาบ พลอยให้ตะขิดใจนิดๆ ว่าก่อนหน้านี้ไม่นาน

ก็อนุทินนี่ไม่ใช่หรือที่ดึงเอา คนนอก เข้ามาเป็นรัฐมนตรีเชิดหน้าชูตารัฐบาลสี่บวกสี่ พอเดี๋ยวนี้รัฐมนตรีจากเอกชนสายอาชีพสิ้นมนต์ขลัง นายกฯ ก็ยังลอยฟ่องเหนือความล้มเหลว ในสายตาของ โพล

(https://www.dailynews.co.th/news/5831550/ และ https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/itbP4JiLR) 

โครงการ แลนด์บริดจ์ (ชุมพร-ระนอง) มูลค่าล้านล้านบาท ถูกวิเคราะห์ในวงการภูมิรัฐศาสตร์ว่าอาจดึงประเทศไทยเข้าสู่ความเสี่ยงด้านสงคราม หากเกิดการปะทะกันระหว่างมหาอำนาจ สหรัฐฯ และ จีน








https://x.com/ktnewsonline/status/2050538290252533984

โครงการ แลนด์บริดจ์ (ชุมพร-ระนอง) มูลค่าล้านล้านบาท ถูกวิเคราะห์ในวงการภูมิรัฐศาสตร์ว่าอาจดึงประเทศไทยเข้าสู่ความเสี่ยงด้านสงคราม หากเกิดการปะทะกันระหว่างมหาอำนาจ สหรัฐฯ และ จีน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
  • ทางออก "วิกฤตมะละกา" ของจีน: จีนต้องขนส่งน้ำมันและสินค้าผ่าน ช่องแคบมะละกา ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐฯ หากเกิดสงคราม สหรัฐฯ สามารถปิดช่องแคบนี้เพื่อตัดเส้นทางพลังงานของจีนได้ แลนด์บริดจ์จึงเปรียบเสมือน "ทางลัด" ใหม่ที่จีนจะใช้หลีกเลี่ยงจุดยุทธศาสตร์นี้
  • จุดยุทธศาสตร์แรกที่สหรัฐฯ จะทำลาย: หากแลนด์บริดจ์กลายเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและยุทธปัจจัยหลักของจีนสู่มหาสมุทรอินเดีย โครงการนี้จะกลายเป็น "เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์" ทันที หากเกิดข้อพิพาทรุนแรง สหรัฐฯ อาจจำต้องทำลายโครงสร้างพื้นฐานนี้เพื่อตัดกำลังจีน
  • ไทยตกอยู่ตรงกลางไฟสงคราม: การที่โครงการนี้เชื่อมโยงกับโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ของจีน ทำให้ไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเลือกข้าง และกลายเป็นพื้นที่การปะทะหรือจุดที่ถูกโจมตีในสมรภูมิโลก
ความเสี่ยงจากการแทรกแซง: สหรัฐฯ อาจมองว่าโครงการนี้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงในภูมิภาค ทำให้ประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบทั้งในแง่เศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศจากการกดดันของทั้งสองฝ่าย

แม้โครงการจะมีโอกาสทองทางเศรษฐกิจ แต่ความขัดแย้งของมหาอำนาจทำให้แลนด์บริดจ์เป็นทั้งโอกาสและภัยคุกคามในเวลาเดียวกัน




โครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจจริงๆ หรือผลประโยชน์ของใครกันแน่?

 
https://www.facebook.com/reel/4371321676445938

The Politics ข่าวบ้าน การเมือง
Yesterday
·
โครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจจริงๆ หรือผลประโยชน์ของใครกันแน่?




“อารีฟ” ผู้ต้องขังคดี ม.112 ยังรอคอยคดีสิ้นสุด ก่อนครบกำหนดโทษสามปี เดือน ก.ย. นี้ “ติดคุก 2-3 ปี บางคนบอกไม่นาน แต่มันไม่ได้เห็นอะไรเลย พระจันทร์ยังไม่เห็นเลย ผมเป็นคนชอบดูท้องฟ้า ชอบถ่ายรูปท้องฟ้า มันจะรู้สึกว่าโลกใบนี้แม่งกว้าง มีอะไรให้ทำอีกเยอะ ข้างในเจอแต่หลอดไฟกับลูกกรง” อารีฟสรุปถึงความรู้สึกของการถูกคุมขัง


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
13 hours ago
·
“อารีฟ” ผู้ต้องขังคดี ม.112 ยังรอคอยคดีสิ้นสุด ก่อนครบกำหนดโทษสามปี เดือน ก.ย. นี้
.
.
เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2569 ที่เรือนจำกลางบางขวาง ทนายความเข้าเยี่ยม “อารีฟ” วีรภาพ วงษ์สมาน พ่อค้าเสื้อผ้ามือสองวัย 23 ปี ผู้ถูกจำคุกในคดี #มาตรา112 จากการพ่นสีสเปรย์ข้อความเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ บริเวณแยกดินแดงระหว่างการชุมนุมเมื่อวันที่ 13 ก.ย. 2564
.
อารีฟถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2566 หลังจากนั้นเขาไม่ได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างอุทธรณ์เรื่อยมา และผ่านไปกว่า 2 ปี ก็ยังไม่มีคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ลงมา ทำให้อารีฟตัดสินใจยื่นขอถอนอุทธรณ์จากในเรือนจำตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ต.ค. 2568
.
จนถึงปัจจุบันผ่านไปราวครึ่งปีหลังยื่น อารีฟก็ยังรอการฟังคำสั่งอนุญาตให้ถอนอุทธรณ์ของศาล ทำให้คดีของเขายังไม่สิ้นสุดลง จนใกล้ครบกำหนดโทษจำคุกในช่วงเดือน ก.ย. 2569 นี้แล้ว โดยก่อนหน้านี้ทนายความได้ยื่นคำร้องติดตามคำสั่งต่อศาลไปแล้ว
.
.
ช่วงปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่นมา อารีฟเพิ่งได้ออกศาลไปฟังคำพิพาษาอุทธรณ์ในคดีชุมนุม #ม็อบ2พฤษภา64 หลังจากแทบไม่ได้ออกศาลเลยตั้งแต่ถูกคุมขัง เขาเล่าเรื่องนี้ด้วยรอยยิ้มว่า “ได้คุยกับเก็ทและเพื่อน ๆ มันเป็นความรู้สึกที่สุดยอดมาก อย่างน้อยเราก็ได้เห็นโลกข้างนอก ได้เปิดหูเปิดตา”
.
ก่อนหน้านี้ อารีฟเคยบอกถึงความสำคัญของการรับรู้ข่าวสาร โดยเฉพาะที่บางขวางซึ่งใช้คุมขังผู้ต้องขังที่มีโทษสูง ต้องติดนาน หลายคนที่ไม่มีญาติมาเยี่ยม แทบไม่ได้รู้ข่าวสารภายนอก
.
“เราเข้ามาก็เหมือนโดนฟรีซแล้ว บางคนรู้แค่ข่าวเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มันก็หยุดแค่นั้น คนที่มีญาติมาเยี่ยมจะรู้ข่าวเยอะหน่อย การรับรู้ข่าวสารมันสำคัญนะ คนเราถ้าอยู่โดยไม่รับรู้อะไรเลยก็จะโง่นะพี่ เราต้องฝึกสมอง ดูแลสมองด้วยการจำ ในนี้หนังสือก็ล้าหลัง มันก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ไม่ได้รับการศึกษา
.
“ผมอยากคุยกับ ผบ.เรือนจำ เรื่องหนังสือ แม้แต่หนังสือที่เคยบริจาคมาเป็นร้อยเล่ม ก็มาถึงเราประมาณ 10 เล่ม หนังสือมันไม่ได้ผิดอะไรขนาดนั้น ทุกวันนี้ผมอ่านหนังสือปี 35-36 นะพี่ มันไม่ทันโลก มีหนังสือหลายเล่มที่อยากอ่านเพื่อความรู้ใหม่ ๆ อย่างหนังสือการเมือง หนังสือบริหารธุรกิจ แต่ที่นี่ไม่มีเลย ผู้ต้องขังก็เหมือนหยุดอยู่ที่เดิม ค่าของคนคือการไม่หยุดพัฒนาตัวเองไม่ใช่เหรอครับ แต่ผู้ต้องขังเหมือนถูกฟรีซไว้”
.
.
ในครั้งนี้ อารีฟเล่าถึงตัวเองในช่วงระหว่างรอคอยคดีสิ้นสุดว่า อารมณ์ค่อนข้างแปรปรวน ไม่ค่อยเฮฮาหรืออยากคุยกับใคร เขารู้สึกดีใจที่ใกล้ถึงเวลาครบกำหนดโทษ แต่ก็กังวลถึงอาการซึมเศร้าของตนเอง กลัวว่าจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม โดยก่อนหน้านี้เขาหยุดยาจิตเวชตั้งแต่ถูกย้ายมาที่เรือนจำบางขวางนี้ และพยายามรักษาตัวเอง
.
“การเป็นซึมเศร้ามันแย่มากนะ เหมือนตอนนี้ใจผมมันตีกัน ทั้งอยากคุย ไม่อยากคุยกับเพื่อน อึดอัด อยู่ข้างในรู้สึกหงุดหงิดมาก หลาย ๆ อย่างมันขัดตาเราไปหมด แต่เราไม่แสดงออก สิ่งที่กลัวที่สุดคือมันจะกลับไปลูปเดิม เลยพยายามควบคุมตัวเอง พยายามจัดการความรู้สึกตัวเองให้ได้ ไม่งั้นจะรู้สึกเฟล” อารีฟเล่าถึงความพยายามของเขา
.
“ปกติผมชอบอ่านแฮร์รี่ พอตเตอร์มาก อ่านซ้ำกี่รอบก็ได้ จะจบภายใน 2-3 วัน มันเป็นของที่เราชอบ แต่รอบนี้ไม่รู้สึกว่ามีความสุขเหมือนเดิม อยากอยู่เงียบ ๆ ไม่อยากคิดอะไร ไม่อยากอาหารด้วย ทั้งที่บางทีมันก็หิวนะ แต่เราไม่อยาก กิจกรรมที่ยังพอทำได้ ก็คือออกกำลังกาย”
.
อารีฟยังเล่าว่าช่วงต้นเดือนเมษา เขามีอาการไมเกรนขึ้นอยู่เป็นอาทิตย์ อาจจะเพราะทั้งความเครียดและอากาศร้อนจัด แต่ตอนนี้ค่อยดีขึ้นแล้ว
.
เขายังบรรยายถึงสภาพอากาศร้อน ว่าทำให้คนต้องอาบน้ำกันมากขึ้น หรือพยายามซื้อน้ำแข็งมากิน แต่ทางเรือนจำไม่ได้มีแนวทางช่วยเหลือในเรื่องนี้
.
.
อารีฟยังบอกถึงกังวลที่เขาคิดและทำให้เกิดความเครียด คือเรื่องชีวิตภายนอก เพราะการมีประวัติจำคุกแบบนี้ ออกไปแล้ว อาจจะทำให้หางานทำลำบากขึ้น
.
“เมื่อ 3 ปีก่อน ผมก็พยายามสมัครงาน พอเห็นว่าเรามีประวัติเค้าก็ไม่รับแล้ว ไม่ได้สนใจหรอกว่าเป็นคดีอะไร ภาพจำล่าสุดของเราเป็นอย่างนั้น มันคงยาก แต่ผมคุยกับแฟนว่าออกไป 1-2 เดือนแรก อยากไปเที่ยว อยากพักผ่อนก่อน ฮีลตัวเอง อยากมีธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเอง แต่ก็ยังไม่มีทุนอีก”
.
นอกจากนั้นเขายังห่วงใยคนรักและลูก หากแฟนมาเยี่ยมเขาก็รู้สึกมีกำลังใจมาก และก็ทราบว่าแฟนก็ต้องมีภาระหลายอย่างต้องจัดการ
.
“ติดคุก 2-3 ปี บางคนบอกไม่นาน แต่มันไม่ได้เห็นอะไรเลย พระจันทร์ยังไม่เห็นเลย ผมเป็นคนชอบดูท้องฟ้า ชอบถ่ายรูปท้องฟ้า มันจะรู้สึกว่าโลกใบนี้แม่งกว้าง มีอะไรให้ทำอีกเยอะ ข้างในเจอแต่หลอดไฟกับลูกกรง” อารีฟสรุปถึงความรู้สึกของการถูกคุมขัง
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/83305
.
ร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงอารีฟ ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล https://freeratsadon.amnesty.or.th/list
.

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1378045687499231&set=a.656922399611567




ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ กำลังทำตัว “เหมือนโจรสลัด” ขณะที่เขาบรรยายถึงปฏิบัติการยึดเรือท่ามกลางการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน เหตุใดจึงเป็นที่ถกเถียง? ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่?



คำกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่เปรียบเทียบกองทัพเรือสหรัฐฯ กับ “โจรสลัด” ขณะบังคับใช้มาตรการปิดล้อม “กำแพงเหล็ก” ต่ออิหร่าน ได้จุดประกายการถกเถียงอย่างรุนแรง เนื่องจากคำกล่าวนี้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างปฏิบัติการทางทหารที่ได้รับอนุญาตและกิจกรรมทางทะเลที่ผิดกฎหมายนั้นคลุมเครือ

ความขัดแย้งเกิดจากการที่ประธานาธิบดีบรรยายการยึดเรือบรรทุกน้ำมันและสินค้าของอิหร่านว่าเป็น “ธุรกิจที่ทำกำไรได้มาก” ซึ่งบ่งชี้ถึงแรงจูงใจด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าความมั่นคงของชาติหรือยุทธศาสตร์ทางทหาร

เหตุใดการเปรียบเทียบกับ "โจรสลัด" จึงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกัน

ความคิดเห็นของเขาถูกมองว่าเป็นการเบี่ยงเบนจากภาษาทางการทูตและทางทหารแบบดั้งเดิมด้วยเหตุผลหลายประการ:

การกล่าวโทษตนเอง: กฎหมายระหว่างประเทศนิยามการโจรสลัดว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น การใช้ความรุนแรง การกักขัง หรือการปล้นสะดมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว การใช้คำว่า "โจรสลัด" และการกล่าวถึง "ผลกำไร" นักวิจารณ์โต้แย้งว่าประธานาธิบดีกำลังจัดประเภทการปฏิบัติการทางทะเลที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐว่าเป็นอาชญากรรมโดยไม่ได้ตั้งใจ

จริยธรรมทางทหาร: การเปรียบเทียบกองทัพเรือสหรัฐฯ กับโจรสลัดถูกมองโดยหลายคนว่าเป็นการดูหมิ่นจรรยาบรรณวิชาชีพของทหารเรือ ตามธรรมเนียมแล้ว การยึดทรัพย์ทางทะเลจะดำเนินการภายใต้ "กฎหมายว่าด้วยของกลาง" ซึ่งเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่มีการควบคุม ไม่ใช่ "การโจรสลัด"

มุมมองทางภูมิรัฐศาสตร์: ความคิดเห็นดังกล่าวได้มอบชัยชนะด้านการโฆษณาชวนเชื่อให้กับเตหะราน เจ้าหน้าที่อิหร่านได้ใช้คำกล่าวนี้เพื่อโต้แย้งว่า การปิดล้อมของสหรัฐฯ ไม่ได้เกี่ยวกับเสถียรภาพในภูมิภาคหรือการไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ แต่เป็นการ "ขโมยที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ"

การกระทำนี้ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่?

ความชอบด้วยกฎหมายของการยึดเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการจัดประเภทภายใต้กฎหมายทางทะเลและสถานะของความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ (ปฏิบัติการ Epic Fury)

สถานะ / การวิเคราะห์กรอบกฎหมาย

อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)
ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านไม่ได้เป็นภาคีเต็มรูปแบบของ UNCLOS แต่โดยทั่วไปแล้วทั้งสองประเทศปฏิบัติตาม "กฎหมายระหว่างประเทศตามประเพณี" ของ UNCLOS UNCLOS คุ้มครองการผ่านช่องแคบระหว่างประเทศ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ การปิดล้อมฝ่ายเดียวที่หยุดเรือที่เป็นกลางถือเป็นการละเมิดสิทธิเหล่านี้ในทางเทคนิค

คู่มือซานเรโม (San Remo Manual)
นี่คือแหล่งข้อมูลชั้นนำเกี่ยวกับกฎหมายการสงครามทางทะเล กฎหมายอนุญาตให้มีการปิดล้อมได้หากมีการประกาศอย่างเป็นทางการและดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม กฎหมายห้าม "การอดอยากของประชากรพลเรือน" และกำหนดให้การปิดล้อมต้องไม่ปิดกั้นการเข้าถึงท่าเรือที่เป็นกลาง

การโจรสลัดกับการปล้นเรือโดยรัฐ
ภายใต้ปฏิญญาปารีสปี 1856 การปล้นเรือโดยรัฐ (การโจรสลัดที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐเพื่อผลกำไร) ถูกยกเลิก หากสหรัฐฯ ยึดสินค้าโดยเฉพาะเพื่อ "หากำไร" ดังที่ประธานาธิบดีกล่าวอ้าง ก็อาจถูกโต้แย้งได้ว่าเป็นการละเมิดบรรทัดฐานระหว่างประเทศที่มีมายาวนานนี้

ปัญหา "สุดท้าย": แม้ว่าการปิดล้อมทางทะเลในระหว่างสงครามอาจถูกกฎหมาย แต่เจตนาสำคัญกว่า กฎหมายระหว่างประเทศโดยทั่วไปไม่ยอมรับ "ผลกำไร" เป็นพื้นฐานทางกฎหมายที่ถูกต้องสำหรับการยึดเรือในทะเลหลวง หากการกระทำนั้นเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ทางการเงินอย่างเดียว ก็จะเข้าใกล้คำจำกัดความทางกฎหมายของการโจรสลัดมากขึ้น หากเป็นการกระทำเพื่อความจำเป็นทางทหาร ก็จะยังคงอยู่ในขอบเขตของสงครามทางทะเล

(Google Gemini)







https://x.com/Megatron_ron/status/2050513221900267569


 

สถานีข่าว France TV ลอนดอน อ้างเผยโฉมหน้า Banksy ศิลปินท้าทายอำนาจชื่อก้องว่าตัวจริงคือ Robin Gunningham สตรีทอาร์ทิสต์ชาวอังกฤษ - ชัวร์ 100% ? ก็ยังไม่แน่นัก แม้จะหลักฐานหลายอย่างที่เป็นไปได้ !

https://www.facebook.com/kasian.tejapira/posts/pfbid032UHcqPmsBU6vRsuHgp8xgL9b5EzeoyETuCKPbyYfQDCtqTq5HmEkkT7bDNhvpNtfl



https://www.facebook.com/reel/3584340485053087

France TV Londres

The identity of the world's most famous stranger, Banksy, has just been revealed. Robin Gunningham, by his real name, is said to be the street artist with works that are overwhelming art galleries and the world. After years of rumors, how was it finally exposed?
.....

ในขณะที่แวดวงศิลปะกำลังฮือฮากับรายงานข่าวเหล่านี้ การเปิดเผยตัวตน "อย่างเป็นทางการ" นั้นยังคงเป็นเรื่องที่คลุมเครืออยู่บ้าง ณ ช่วงต้นปี 2026 แม้จะมีรายงานข่าวอย่างแพร่หลาย แต่ตัวศิลปินเองก็ยังไม่ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า Robin Gunningham คือชายผู้อยู่เบื้องหลังผลงานศิลปะแบบสเตนซิลเหล่านั้นจริงหรือไม่

ข่าวลือเรื่องนี้มีมาตั้งแต่มีการสืบสวนของหนังสือพิมพ์ *Mail on Sunday* ในปี 2008 แต่เหตุผลที่กระแสข่าวกลับมาปะทุอย่างรุนแรงอีกครั้งในช่วงหลังนี้ เป็นผลมาจากการสืบสวนเชิงลึกครั้งใหญ่ที่สำนักข่าว Reuters ได้เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2026

**เบื้องหลังการ "เปิดเผยตัวตน"**
กระแสความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้มีที่มาจาก "หลักฐานชิ้นสำคัญ" (Smoking guns) บางประการที่ถูกค้นพบระหว่างการสืบสวน ได้แก่:

**บันทึกการจับกุมปี 2000:** นักวิจัยได้ขุดค้นพบรายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจนครนิวยอร์กจากปี 2000 ซึ่งระบุว่ามีศิลปินรายหนึ่งถูกจับกุมในข้อหาทำลายป้ายโฆษณา โดยชื่อที่ปรากฏในคำสารภาพที่เขียนด้วยลายมือและเอกสารทางกฎหมายที่ยื่นต่อศาลนั้นคือ Robin Gunningham สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ ลายเซ็นที่ปรากฏบนเอกสารดังกล่าวถูกระบุว่ามีลักษณะตรงกับรูปแบบลายมือและตัวอักษรย่อ "RG" ซึ่งมักถูกเชื่อมโยงเข้ากับผลงานยุคแรกๆ ของ Banksy

**ร่องรอยของ "David Jones":** ผลการสืบสวนพบว่า Gunningham ได้ดำเนินการเปลี่ยนชื่อตามกฎหมายเป็น David Jones (ซึ่งเป็นหนึ่งในชื่อที่พบบ่อยที่สุดในสหราชอาณาจักร) ในปี 2008 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่หนังสือพิมพ์ *Mail on Sunday* ได้ระบุชื่อของเขาเป็นครั้งแรก

**ความเชื่อมโยงกับประเทศยูเครน:** ข้อมูลการเดินทางและบันทึกตรวจคนเข้าเมืองแสดงให้เห็นว่า บุคคลชื่อ "David Jones" ซึ่งมีวันเกิดตรงกับของ Gunningham ได้เดินทางเข้าสู่ประเทศยูเครนในช่วงปลายปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงเวลาและสถานที่เดียวกันกับที่ปรากฏผลงานภาพจิตรกรรมฝาผนังชิ้นใหม่ๆ ของ Banksy ขึ้นหลายชิ้นพอดี

**การหลุดปากเรียกชื่อ "Robbie":** ในบทสัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC เมื่อปี 2003 ซึ่งเพิ่งถูกค้นพบใหม่อีกครั้ง ศิลปินรายนี้ถูกถามว่าเขาชื่อ Robert Banks ใช่หรือไม่ ซึ่งเขาได้ตอบกลับมาว่า "ผมชื่อ Robbie"

**มีความแน่นอน 100% หรือไม่?**
ยังไม่ถึงขั้นนั้น แม้จะมีหลักฐานต่างๆ เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีประเด็นที่น่าพิจารณา ดังนี้:

**คำปฏิเสธ:** ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Gunningham ได้ปฏิเสธข้อกล่าวอ้างเหล่านี้มาโดยตลอด และทีมทนายความของ Banksy ก็ยังคงยืนกรานว่ารายละเอียดหลายประการที่ปรากฏในรายงานข่าวเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ "ไม่ถูกต้อง"

**ทฤษฎีเรื่อง "ทีมงาน":** นักประวัติศาสตร์ศิลปะจำนวนมากเชื่อว่า "Banksy" แท้จริงแล้วเป็นกลุ่มศิลปินที่ทำงานร่วมกัน (Collective) แม้ว่า Gunningham อาจจะเป็นเสมือน "ผู้กำกับ" หรือตัวแทนของกลุ่มในการปรากฏตัวต่อสาธารณะ แต่ก็ยังมีชื่อของบุคคลอื่นๆ เช่น Robert Del Naja (สมาชิกวงดนตรี Massive Attack) ที่ยังคงถูกเชื่อมโยงเข้ากับโครงการนี้ในฐานะผู้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานอยู่บ่อยครั้ง สำหรับในขณะนี้ จุดยืนอย่างเป็นทางการของ Banksy (ผ่านทางบริษัทของเขาที่ชื่อ Pest Control) ยังคงเป็นไปตามสไตล์คลาสสิกของเขา นั่นคือ: "เขาตัดสินใจที่จะไม่พูดอะไรเลย"

(Gemini รวบรวม)



เมื่อวาน Te Neti ไปดู ประติมากรรม Banksy แล้วนึกถึงบางอย่างเปรียบเทียบกับเมืองไทย


Te Neti
5 hours ago
·
เมื่อวานกลับจากไปดู ประติมากรรม Banksy แล้วนึกถึงบางอย่างเปรียบเทียบกับเมืองไทย

คิดถึงการอนุญาตให้งานศิลปะตีความใหม่ลงในพื้นที่ว่าง

การไปดูงานศิลปะ นอกจากดูความหมายเฉพาะตัวของงานแล้ว ถ้าลองสังเกตบริบทรอบข้าง ทำความเข้าใจพื้นที่ที่ตั้งงาน ยิ่งจะช่วยให้การตีความมีความหมายลึกซึ้งขึ้น และดูงานได้สนุกขึ้น

จากรายงานของ BBC บอกว่าที่ Banksy เลือกเอาประติมากรรมไปวางตรงนั้น เพราะว่า "There was a bit of a gap." (เพราะมันมีช่องว่าง/พื้นที่ว่างอยู่นิดหน่อย) ซึ่งก็ไม่รู้ว่านี่คือความหมายถึงพื้นที่ทางกายภาพจริงๆ หรือเป็นการเล่นคำที่บอกว่า งานศิลปะของเขาเข้ามาอุดช่องว่างเพื่อให้คนได้ตีความความหมายใหม่ๆ ลงไปในพื้นที่นั้น

หากไล่ดูอนุสาวรีย์ที่มีอยู่แถบนั้น ตามเส้นตรงที่ตั้งเรียงกัน ไล่จากปลายถนน Regent Street ผ่าน Waterloo Place ไปจนสุดทางลงบันได The Duke of York Steps เพื่อลงไปสู่ถนน The Mall ก็มีอนุสาวรีย์เรียงรายอยู่ดังนี้:

Guards Crimean War Memorial: อนุสรณ์สถานสงครามไครเมีย

Florence Nightingale and Lord Lea statue: อนุสาวรีย์ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล และลอร์ดลี (ผู้บุกเบิกด้านการพยาบาลและนักการเมืองที่สำคัญของอังกฤษ)

งานประติมากรรมของ Banksy เสียบตั้งตรงช่องว่างตรงนี้

ถัดไปเป็น:

Equestrian statue of Edward VII: อนุสาวรีย์พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 ทรงม้า

Duke of York Column: เสาอนุสาวรีย์ดยุกแห่งยอร์ก (จุดที่สูงตระหง่านที่สุดตรงนั้น)

นอกจากนี้ด้านข้างๆ แถบนั้น ยังเต็มไปด้วยอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญทางทหาร เช่น:

Statue of Lord Clyde: อนุสาวรีย์จอมพลลอร์ดไคลด์

Statue of Field Marshal Burgoyne: อนุสาวรีย์จอมพลลอร์ดเบอร์โกยน์

Statue of Lord Lawrence: อนุสาวรีย์ลอร์ดลอว์เรนซ์

Statue of Captain Scott: อนุสาวรีย์กัปตันสกอตต์ (นักสำรวจขั้วโลก)

Statue of King Edward VII: อนุสาวรีย์พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7

Statue of Air Chief Marshal Park: อนุสาวรีย์จอมพลอากาศคีธ พาร์ก

เรียกได้ว่าแถบนี้ เป็นถิ่นของอนุสรณ์ผู้มีคุณูปการต่อชาติในนิยามของรัฐชาติดั้งเดิม สิ่งก่อสร้างอนุสาวรีย์ล้วนขึ้นทะเบียนเป็น Grade II listed หมายความว่าต้องอนุรักษ์สภาพเดิมไว้ห้ามเปลี่ยนแปลง

จู่ๆ ดันมีประติมากรรมอันใหม่เลียนแบบรูปทรงอนุสาวรีย์มาเสียบโป๊ะลงไปตรงที่ว่างนั้น แถมแฝงความหมายว่า "อย่าเอาธงชาติมาคลุมหน้า เพราะจะพากันเดินตกอนุสาวรีย์" มันเลยดูแรงและกระตุกให้คิด

ยิ่งถ้าลงรายละเอียดไปอีก ตรง Waterloo Place ที่ตรงนั้นเป็นที่ดินของ The Crown Estate ของอังกฤษ ซึ่งเปรียบได้กับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ของไทย แต่หลักปฏิบัติและวิธีคิดในการบริหารความเป็นเจ้าของทรัพย์สินนี้ของไทยและอังกฤษต่างกันสุดกู่

ในขณะที่ The Crown Estate ของอังกฤษเป็นทรัพย์สินที่กษัตริย์ทรงถือครองในฐานะประมุขแห่งรัฐ โดยบริหารจัดการโดยคณะกรรมการอิสระและรายได้สุทธิทั้งหมดต้องส่งเข้าคลังของรัฐเพื่อใช้เป็นงบประมาณแผ่นดิน แต่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ของไทยที่เปลี่ยนชื่อกลับไปเป็น สำนักงานพระคลังข้างที่ ภายใต้โครงสร้างกฎหมายปัจจุบัน ถูกกำหนดให้เป็นทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้พระราชอำนาจในการจัดการโดยตรงของพระมหากษัตริย์ ซึ่งแตกต่างจากระบบบัญชีและการบริหารจัดการของอังกฤษอย่างสิ้นเชิง

สรุปคือ พื้นที่ที่ Banksy เอางานไปตั้งนี้เป็นพื้นที่ของรัฐ แต่เขากลับสามารถนำงานที่วิพากษ์ความหมายของรัฐชาติดั้งเดิมไปวางตั้งได้ แม้จะเป็นแค่การอะลุ่มอล่วย อนุญาตให้จัดวางชั่วคราว ให้คนดูสักพัก พอได้ส่งแมสเสจออกไป แล้วค่อยถูกเอาออก เหมือนงานของที่เขาเคยทำๆในที่อื่นๆ

แต่ผมก็นึกไม่ออกว่า เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นที่เมืองไทยได้อย่างไร

ถ้านึกภาพไม่ออก ลองนึกภาพว่าถ้ามีใครเอาประติมากรรมที่ล้อเลียนเสียดสีอำนาจในเมืองไทยไปวางที่สนามหลวง หรือลานพระรูปทรงม้า ท่านคงพอนึกภาพออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น

เอ๊ะ จริงๆ ไม่ต้องลองนึกภาพ เพราะมันเกิดเหตุการณ์จริงมาแล้ว การวางหมุดคณะราษฎรใหม่ของผู้ชุมนุมเมื่อเดือนกันยายน 2563 หลังจากหมุดคณะราษฎรอันดั้งเดิมถูกถอนออกไปจากลานพระรูป งานนั้นอธิบดีกรมศิลปากรไม่เก็ตเรื่องการตีความล้อเลียน จึงเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมที่เกี่ยวข้องโดยอ้างเหตุบุกรุกและทำลายโบราณสถานสนามหลวง

จะว่าผู้มีอำนาจไทยหวงแหนความดั้งเดิมของโบราณสถาน แม้พื้นดินพื้นหญ้าก็ไม่ให้ใครมาเปลี่ยน ก็คงไม่ใช่ เพราะอนุสาวรีย์ปราบกบฏอันเบ้อเร่อตรงหลักสี่ที่ใกล้สถานีตำรวจ ก็มีสถานะเป็นโบราณสถานเหมือนกัน แต่กลับถูกอุ้มหายไปแบบไม่ทราบชะตากรรมจนบัดนี้

หรือตึกแถวถนนราชดำเนิน ซึ่งมีสถาปัตยกรรมแบบคณะราษฎร ก็กำลังถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นรูปแบบอื่นให้ตรงรสนิยมและความชอบของผู้มีอำนาจสูงสุด แทนที่จะรักษารูปแบบดั้งเดิมไว้

สรุปในประเทศไทย ไม่ว่างานศิลปะ อนุเสาวรีย์หรือสถาปัตยกรรมจะตีความใหม่หรืออนุรักษ์ไว้แบบดั้งเดิม ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับรสนิยมและความพึงพอใจของผู้มีอำนาจสูงสุดเท่านั้น

———————————

มีเกร็ดเล็กๆ เรื่องพื้นที่ที่ดินแถวๆ ที่ Banksy ไปตั้งประติมากรรมของเขานี้ เผื่อใครเดินไปดูรูปปั้น แล้วจะเดินเลยไปดูด้วย

ถนน Pall Mall ที่พาดผ่าน Waterloo Place ตรงที่ตั้งประติมากรรมนี้ ตึกแถวนั้น The Crown Estate ของอังกฤษเป็นเจ้าของ ผู้อยู่อาศัยเป็นแค่ผู้เช่าระยะยาว (Leasehold) ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ขาด (Freehold) ยกเว้นบ้านหลังเดียว คือ บ้านเลขที่ 79 Pall Mall !

นี่คือบ้านของเนลล์ กวินน์ (Nell Gwyn) เมียน้อยของคิงชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษครับ

ในช่วงปี 1671 คิงชาร์ลส์ที่ 2 ได้ให้เนลล์ กวินน์ ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านเลขที่ 79 บนถนน Pall Mall ซึ่งในตอนแรกพื้นที่นี้เป็นทรัพย์สินของ Crown ทำให้ในตอนแรกเธอได้รับเพียง "สิทธิ์การเช่า" เท่านั้น ซึ่งเธอไม่พอใจ

มีเรื่องเล่าว่า เธอได้ประท้วงกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมาว่า เธอรับใช้กษัตริย์ด้วยร่างกายอย่าง "อิสระและไม่มีเงื่อนไข" มาโดยตลอด ดังนั้นเธอจึงไม่ยอมรับบ้านหลังนี้จนกว่าจะได้มาเป็น "กรรมสิทธิ์ขาด" (Freehold)

ในที่สุดคิงชาร์ลส์ที่ 2 เลยกระซิบบอก หัวหน้าคณะรัฐประหารให้ สนช ในสมัยรัฐประหาร แก้กฎหมายเรื่อง ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

ไม่ใช่ครับ ล้อเล่น

เรื่องจริงคือ

ในที่สุดคิงชาร์ลส์ที่ 2 ก็ยอมทำตามคำขอของเธอ โดยผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา ในปี 1676 เธอจึงได้ครอบครองบ้านหลังนั้นอย่างสมบูรณ์แบบตามกฎหมาย

ใครเดินไปดูบ้านเลขที่ 79 บนถนน Pall Mall จะเห็นป้ายสีฟ้า (Blue plaque) ระบุชื่อว่า เนลล์ กวินน์ เคยอาศัยอยู่ที่นี่ครับ ป้ายนี้มักจะติดไว้ตามบ้านในอังกฤษเพื่อบอกว่าบุคคลสำคัญคนไหนเคยอาศัยอยู่ในอดีต

ว่าจะเขียนเล่าแค่เรื่องประติมากรรม Banksy ทำไมถึงวกมาออกเรื่อง อดีตกษัตริย์อังกฤษ ยกกรรมสิทธิ์เอาบ้านที่ดินรัฐให้เมียน้อยได้ ยังไงก็ไม่รู้

สงสัยจะคิดถึงเมืองไทยในปัจจุบันมากไปหน่อยครับ
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=26597493346602727&set=a.696962643749152




ขอแสดงวามยินดีกับเนปาล ได้รับพระพุทธรูปอายุหลายศตวรรษจากนครนิวยอร์ก ที่ถูกขโมยไป



เนปาลเฉลิมฉลองการกลับมาของพระพุทธรูปอายุหลายศตวรรษที่ถูกขโมยไป

ประเทศในเทือกเขาหิมาลัยได้นำพระพุทธรูปอายุหลายศตวรรษที่ถูกขโมยไปในช่วงทศวรรษ 1980 กลับคืนสู่เทวสถานเดิมในกรุงกาฐมาณฑุ

พระพุทธรูปอายุหลายศตวรรษที่ถูกขโมยไปจากวัดในเนปาล ได้ถูกนำกลับคืนสู่ที่ตั้งเดิมแล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในโบราณวัตถุหลายชิ้นที่ถูกส่งคืนจากพิพิธภัณฑ์และนักสะสมต่างประเทศในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

พระพุทธรูปซึ่งมีอายุตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ถูกอัญเชิญกลับไปยังวัดทรงเจดีย์ในกรุงกาฐมาณฑุด้วยเกี้ยวในวันศุกร์ ท่ามกลางเสียงดนตรีพื้นเมือง

“ฉันรู้สึกมีความสุขมาก พวกเราทุกคนก็เช่นกัน เทพเจ้าของเรากำลังกลับมา” ซุนเกสารี ชากยา ผู้ไปวัดเป็นประจำ วัย 67 ปี กล่าวกับสำนักข่าวเอเอฟพี โดยระลึกถึงวันที่พระพุทธรูปถูกขโมยไป ซึ่งสร้าง “ความวุ่นวาย” ให้กับชุมชน

ในพิธีซึ่งมีทูตจากสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมด้วย พระพุทธรูปซึ่งกลับมาจากนิวยอร์กในปี 2022 ได้ถูกวางกลับลงบนฐานหินเดิม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นพร้อมกับเทศกาลพุทธชยันตี ซึ่งเป็นวันครบรอบวันเกิดของผู้ก่อตั้งศาสนาพุทธ



รูปปั้นจำลองที่ชาวบ้านเคยบูชาถูกย้ายไปยังอีกส่วนหนึ่งของวัด

รูปปั้นนี้ถูกนำออกจากวัดในช่วงทศวรรษ 1980 และต่อมาได้ปรากฏขึ้นที่ Tibet House US ซึ่งเป็นศูนย์วัฒนธรรมในนิวยอร์ก โดยได้รับมอบจากพระภิกษุที่ไม่เปิดเผยชื่อ ตามข้อมูลจากกรมโบราณคดีของเนปาล

เซอร์จิโอ กอร์ ทูตพิเศษของวอชิงตันประจำเอเชียใต้และเอเชียกลาง กล่าวกับ AFP ว่า “หนึ่งในสิ่งที่เราให้ความสำคัญคือการนำโบราณวัตถุอันน่าทึ่งเหล่านี้กลับคืนมา ซึ่งเมื่อหลายสิบปีก่อนตกไปอยู่ในมือของคนผิด”

“เรากำลังพยายามแก้ไขความผิดพลาดในอดีต” กอร์กล่าว ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนเนปาลเป็นเวลาสามวัน


ประชาชนจำนวนมากในประเทศแถบเทือกเขาหิมาลัยที่มีประชากร 30 ล้านคนนั้นมีความศรัทธาในศาสนาอย่างลึกซึ้ง และวัดฮินดูและพุทธของประเทศ ตลอดจนแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม เป็นส่วนสำคัญของชีวิตประจำวัน

แต่สถานที่หลายแห่งกลับปราศจากประติมากรรม ภาพวาด หน้าต่างประดับ และแม้แต่ประตูที่มีอายุหลายศตวรรษ ซึ่งมักถูกขโมยไปหลังจากประเทศเปิดรับโลกภายนอกในช่วงทศวรรษ 1950

โบราณวัตถุจำนวนมากถูกขโมยไปโดยความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ทุจริต เพื่อป้อนตลาดศิลปะในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และที่อื่นๆ แม้ว่าการส่งออกจะยังคงผิดกฎหมายก็ตาม

กรมโบราณคดีระบุว่า โบราณวัตถุประมาณ 200 ชิ้น ได้ถูกส่งคืนกลับมายังเนปาลแล้ว ซึ่งรวมถึงงานแกะสลักไม้และหิน ภาพวาด คัมภีร์ และรูปปั้นเทพเจ้าและเทพธิดา อย่างน้อย 41 ชิ้น ได้ถูกนำกลับไปวางไว้ในสถานที่เดิมแล้ว

“นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก รูปปั้นของเราไม่ใช่แค่เพียงงานศิลปะ แต่เป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต” ราบินดรา ปูรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์กล่าวกับเอเอฟพี

ปูรีกล่าวว่า มีแรงผลักดันเพิ่มมากขึ้นในการส่งคืนโบราณวัตถุที่ถูกขโมยไป มีโบราณวัตถุมากกว่า 400 ชิ้นที่ถูกระบุว่าสูญหายอย่างเป็นทางการ แต่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าจำนวนที่แท้จริงอาจมีเป็นพันๆ ชิ้น

ทางการกำลังพยายามอย่างยิ่งที่จะขอคืนโบราณวัตถุเพิ่มเติมจากสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร

ที่มา Al Jazeera
Nepal celebrates return of stolen 13th-century Buddha statue from New York

https://www.aljazeera.com/news/2026/5/2/nepal-celebrates-return-of-stolen-13th-century-buddha-statue-from-new-york

2 May 2026
(By AFP)




ประชามติชนะ 21 ล้านเสียง แต่การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่หยุดชะงัก แถมเป็น Dilemma ? รายการ ประชาธิปไตยสองสี I ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ I ทางแพร่งแก้ รธน. การเมืองน่าเบื่อ "ส้มแดง"ติดกับ


ประชาธิปไตยสองสี I ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ I ทางแพร่งแก้ รธน. การเมืองน่าเบื่อ "ส้มแดง"ติดกับ

matichon tv

Premiered 8 hours ago 

รายการประชาธิปไตยสองสี ตอนที่ 108 อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) สนทนากับ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ว่าด้วย ทางแพร่งแก้ รัฐธรรมนูญ การเมืองน่าเบื่อ “ส้มแดง”ติดกับ เผยแพร่ เสาร์ 2 พ.ค. 2569 เวลา 18.00 น.

https://www.youtube.com/watch?v=lLAQf_JF6X8&list=PLugpZ9d_PMwlBMr-bS135bS44Vy1enGeq


Atukkit Sawangsuk 
4 hours ago
·
Yingcheep Atchanont
ประชามติชนะ 21 ล้านเสียง
แต่การเขียนรัฐธรรมนูญใหม่หยุดชะงัก แถมเป็น Dilemma
รัฐบาลจะเอาร่างแก้ 256 ก่อนยุบสภากลับมาไหม ไม่เอากลับก็อยู่กันไปแบบเซ็งๆ
แต่ถ้าเอากลับมา แล้วออกมาเหมือนเดิม ใช้สูตร 20 หยิบ 1 แถมต้องใช้เสียง สว.1 ใน 3 แล้วเอาไปทำประชามติ คราวนี้เห็นจะต้องพลิก รณรงค์ Vote No
:
การเมืองหลังเลือกตั้งน่าเบื่อ ซบเซา
ว่าสำหรับพรรคส้ม การโหวตอนุทิน ยิ่งชีพใช้คำว่า "ลงเหว"
ว่าสำหรับพรรคแดง... เอาละ ไม่ต้องด่าเยอะ ถามแค่ว่าใครจะกลับมาได่ก่อนกัน ใครจะทำประเด็นอุดมการณ์ กล้าหาญ แสดงจุดยืน
:
อย่างไรก็ตาม มองไปข้างหน้า แม้ดูเหมือนไม่มีความหวัง
แต่การเมืองจะไม่ "นิ่ง" อย่างนี้ตลอดไป แบบภูมิใจไทยอยู่ยาว 4 ปี ชนะอีก 4 ปี ประเทศนี้มันจะเกิด "ความไม่สงบ" ทุก 10 ปี โดยไม่ต้องมีใครจงใจ




เจาะเวลาหาอดีต : ภาพนี้ต่อมาได้รับรางวัล World Press Photo of the Year และกลายเป็นหนึ่งในภาพที่ทรงพลังที่สุดของสงครามเวียดนาม มันไม่ได้เล่าถึงชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ แต่เล่าถึง “มนุษย์” ที่อยู่ท่ามกลางมัน เธอไม่ได้ตั้งใจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่เธอต้องการในวันนั้น…คือการมีชีวิตรอด


เจาะเวลาหาอดีต 
15 hours ago
·
เธอไม่ได้ตั้งใจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เลยแม้แต่น้อย
สิ่งเดียวที่เธอต้องการในวันนั้น…คือการมีชีวิตรอด
ค.ศ. 1966 ท่ามกลางไฟสงครามเวียดนาม หญิงชาวเวียดนามใต้คนหนึ่งก้าวลงสู่แม่น้ำใกล้เมืองกวีเญิน น้ำลึกไหลเอื่อย แต่ความหวาดกลัวกลับเชี่ยวกรากยิ่งกว่า เธออุ้มลูกน้อยไว้แนบอก และโอบลูกอีกสามคนไว้ข้างกาย ขณะพากันลุยน้ำข้ามไปยังอีกฝั่ง
เบื้องหลังของก้าวย่างนั้น คือหมู่บ้านที่พวกเขาจำต้องทิ้งไว้ หลังมีคำเตือนถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา ไม่มีใครรู้ว่าอีกฟากของแม่น้ำจะปลอดภัยเพียงใด แต่พวกเขารู้เพียงว่า การอยู่ที่เดิมไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป
ภาพของช่วงเวลานั้นถูกบันทึกไว้โดย ซาวาดะ เคียวอิจิ (Kyoichi Sawada) ช่างภาพสงครามผู้มองเห็นมากกว่า “เหตุการณ์” ตรงหน้า เขาเห็นครอบครัวหนึ่งที่กำลังประคองกันผ่านความไม่แน่นอน
ในภาพนั้น ไม่มีอาวุธ ไม่มีแนวรบ ไม่มีเสียงปืน มีเพียงแม่คนหนึ่งที่กำลังแบกโลกทั้งใบของเธอ ลูกทั้งสี่ ผ่านสายน้ำที่ไม่อาจคาดเดา
ภาพถ่ายนี้ต่อมาได้รับรางวัล World Press Photo of the Year และกลายเป็นหนึ่งในภาพที่ทรงพลังที่สุดของสงครามเวียดนาม มันไม่ได้เล่าถึงชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ แต่เล่าถึง “มนุษย์” ที่อยู่ท่ามกลางมัน
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น กลับสะท้อนตัวตนของช่างภาพผู้นี้ได้ลึกยิ่งกว่า
ซาวาดะไม่ได้เก็บเงินรางวัลไว้กับตัว เขาออกตามหาครอบครัวในภาพ จนในที่สุดก็พบ และมอบทุกอย่างให้พวกเขา ทั้งเงินรางวัล และภาพถ่ายที่เคยเผยแพร่ความทุกข์ของพวกเขาไปทั่วโลก
สำหรับเขา มันไม่ใช่เรื่องของชื่อเสียง
แต่คือการทำในสิ่งที่ “ควรทำ”
หลายปีต่อมา ในค.ศ. 1970 ซาวาดะเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวสงคราม เขายังคงอยู่ในแนวหน้า ยังคงบันทึกความจริง จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
เรื่องราวของเขาเตือนให้เรานึกถึงบางสิ่งที่มักถูกหลงลืม
เบื้องหลังภาพถ่ายที่โด่งดังทุกภาพ
คือชีวิตจริงของผู้คน ที่เต็มไปด้วยความกลัว ความรัก และความเข้มแข็ง
สิ่งที่ภาพหนึ่งภาพไม่อาจถ่ายทอดได้ทั้งหมด
และบางครั้ง…สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ก็อาจเป็นเพียงช่วงเวลาธรรมดา
ของคนคนหนึ่ง ที่พยายามพาครอบครัวให้รอดพ้นจากวันเลวร้ายที่สุดในชีวิตเท่านั้น

เจาะเวลาหาอดีต
Amazing Old History

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1556123365888949&id=100044739000097


อีกโพสต์เป็นภาษาอังกฤษ
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122231523374057723&set=a.122109953126057723



กรรมกรขุนนาง หรือ Fat Cat : กลุ่มที่ทำให้ขบวนการแรงงานล้าหลังและไม่ไปไหน



กรรมกรขุนนาง หรือ Fat Cat : กลุ่มที่ทำให้ขบวนการแรงงานล้าหลังและไม่ไปไหน

21.04.2025
มติชนสุดสัปดาห์

ฝนไม่ถึงดิน | ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี

ในประวัติศาสตร์ขบวนการแรงงานทั่วโลก มักจะมีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเกิดขึ้น นั่นคือการเกิดขึ้นของชนชั้นพิเศษในหมู่คนงาน ที่เรียกว่า “กรรมกรขุนนาง” (Labor Aristocracy) หรือ “Fat Cat”

อันหมายถึงผู้นำสหภาพแรงงานหรือตัวแทนแรงงานที่มีอภิสิทธิ์ มีอำนาจ และมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับนายทุน จนทำให้ขบวนการแรงงานไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บทความนี้จะอธิบายถึงคุณลักษณะของ “กรรมกรขุนนาง” และยกตัวอย่างกรณีศึกษาจากต่างประเทศ

คุณลักษณะของกรรมกรขุนนางหรือ Fat Cat

กรรมกรขุนนางมักจะแยกตัวออกจากฐานสมาชิกของตน พวกเขามีวิถีชีวิต รายได้ และผลประโยชน์ที่แตกต่างจากคนงานทั่วไป ทำให้ไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริงของสมาชิก การตัดสินใจต่างๆ จึงไม่สะท้อนความต้องการของคนส่วนใหญ่ในสหภาพ

นอกจากนี้ พวกเขามักมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับฝ่ายนายจ้างหรือรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการได้รับตำแหน่งในคณะกรรมการบริษัท การได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ

หรือแม้กระทั่งการได้รับเงินใต้โต๊ะ ทำให้การต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของสมาชิกถูกบิดเบือนไป

ผู้นำสหภาพแรงงานเหล่านี้มักจะอยู่ในตำแหน่งเป็นเวลานาน มีการสร้างระบบอุปถัมภ์ภายในองค์กร และไม่เปิดโอกาสให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำหรือแนวทางการทำงาน พวกเขากลัวการสูญเสียอำนาจและสถานะพิเศษที่ได้รับ

อีกทั้งยังมักจะเลือกวิธีการประนีประนอมกับนายจ้าง แทนที่จะต่อสู้เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของสมาชิก

พวกเขาหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าหรือการนัดหยุดงาน และยอมรับข้อเสนอที่ไม่ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสมาชิกส่วนใหญ่

ที่น่าสังเกตคือ เมื่อมีความเคลื่อนไหวแบบรากหญ้าเกิดขึ้นในหมู่สมาชิก กรรมกรขุนนางมักจะพยายามควบคุมหรือสกัดกั้น เพราะกลัวว่าจะทำให้พวกเขาสูญเสียอำนาจหรือกระทบต่อความสัมพันธ์กับนายจ้าง

การกระทำเช่นนี้ยิ่งทำให้เกิดช่องว่างระหว่างผู้นำกับสมาชิกสหภาพแรงงานมากขึ้น

กรณีศึกษาจากต่างประเทศ

ในประวัติศาสตร์สหภาพแรงงานอเมริกัน มีตัวอย่างชัดเจนของกรรมกรขุนนาง โดยเฉพาะในยุคของ American Federation of Labor (AFL) ภายใต้การนำของ Samuel Gompers และ George Meany ที่มุ่งเน้นนโยบายประนีประนอมกับนายจ้าง และปฏิเสธแนวคิดสังคมนิยมในขบวนการแรงงาน

Jimmy Hoffa อดีตประธานสหภาพ Teamsters เป็นตัวอย่างที่โด่งดังของ “Fat Cat” ในขบวนการแรงงานอเมริกัน เขามีความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรม มีรายได้และวิถีชีวิตหรูหรา และใช้อำนาจในการควบคุมสหภาพเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

แม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จในการยกระดับค่าแรงให้กับสมาชิก แต่วิธีการของเขาก็ทำให้สหภาพ Teamsters มีภาพลักษณ์ด่างพร้อยเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ ในช่วงทศวรรษ 1950-1960 สหภาพแรงงานใหญ่ๆ ในสหรัฐมักจะร่วมมือกับนายจ้างและรัฐบาลในการกำจัดสมาชิกที่มีแนวคิดซ้าย ซึ่งเป็นการทำลายพลังต่อรองของขบวนการแรงงานในระยะยาว

ในสหราชอาณาจักร มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในขบวนการแรงงาน หลังจากยุครุ่งเรืองของการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ในช่วงทศวรรษ 1970 และการต่อสู้กับรัฐบาลมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ผู้นำสหภาพแรงงานหลายคนได้กลายเป็นกรรมกรขุนนาง ได้รับตำแหน่งในคณะกรรมการองค์กรต่างๆ ทำให้พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ห่างไกลจากสมาชิกทั่วไป

ในยุค “นิวเลเบอร์” ของโทนี แบลร์ ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคแรงงานและสหภาพแรงงานเปลี่ยนไป ผู้นำสหภาพหลายคนยอมรับนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ และลดบทบาทการเป็นตัวแทนเพื่อต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของสมาชิก แลกกับการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลและการได้รับตำแหน่งในคณะกรรมการที่ปรึกษาต่างๆ

ในออสเตรเลีย มีกรณีที่น่าสนใจของข้อตกลงที่เรียกว่า “The Accord” ระหว่างสภาสหภาพแรงงานออสเตรเลีย (ACTU) และรัฐบาลพรรคแรงงานในช่วงปี 1983-1996 ซึ่งเป็นข้อตกลงที่สหภาพแรงงานยอมรับการจำกัดการเรียกร้องค่าแรง เพื่อแลกกับสวัสดิการสังคมและนโยบายเศรษฐกิจบางอย่าง

แม้ว่า The Accord จะมีเป้าหมายที่ดีในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่ในทางปฏิบัติ ผู้นำสหภาพแรงงานกลายเป็นกรรมกรขุนนางที่มีอภิสิทธิ์ มีตำแหน่งในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจและองค์กรต่างๆ

ขณะที่สมาชิกสหภาพได้รับผลกระทบจากการลดลงของค่าแรงที่แท้จริง (real wages) และการลดลงของอัตราการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานอย่างต่อเนื่อง

ผู้นำ ACTU ในยุคนั้น เช่น Bill Kelty ถูกวิจารณ์ว่ากลายเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นนำทางการเมือง มากกว่าจะเป็นตัวแทนที่แท้จริงของคนงาน

ในญี่ปุ่น มีรูปแบบพิเศษของสหภาพแรงงานที่เรียกว่า “สหภาพแรงงานบริษัท” ซึ่งเป็นสหภาพที่จัดตั้งขึ้นภายในบริษัทเดียว ไม่ได้รวมตัวกันตามประเภทอุตสาหกรรม ระบบนี้ทำให้ผู้นำสหภาพแรงงานมักจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฝ่ายบริหาร และหลายครั้งที่ผู้นำสหภาพได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นผู้บริหารบริษัทในภายหลัง

ปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิด “กรรมกรขุนนาง” ที่มีวิถีชีวิตและผลประโยชน์สอดคล้องกับฝ่ายบริหาร มากกว่าที่จะเป็นตัวแทนต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของพนักงานทั่วไป

ส่งผลให้สหภาพแรงงานญี่ปุ่นมักจะเลือกวิธีการประนีประนอมมากกว่าการเผชิญหน้า และมีบทบาทจำกัดในการปกป้องสิทธิของคนงานในภาพรวม

สําหรับประเทศไทย ปรากฏการณ์กรรมกรขุนนางมีลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจ

โดยเฉพาะในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อขบวนการแรงงานเริ่มมีการขยายตัวอย่างมาก

แต่กลับพบว่ามีการแทรกแซงจากกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองและธุรกิจ

ผู้นำสหภาพแรงงานหลายคนได้รับตำแหน่งในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ

โดยเฉพาะในช่วง 2543 ถึงปัจจุบัน ที่รัฐบาลหลายชุดได้ดึงผู้นำแรงงานเข้าร่วมในคณะกรรมการไตรภาคี และหน่วยงานด้านแรงงานต่างๆ

เกิดเป็น “กรรมกรขุนนาง” ที่มีเครือข่ายอุปถัมภ์กับนักการเมืองและข้าราชการระดับสูง

สหภาพแรงงานใหญ่ในรัฐวิสาหกิจหลายแห่งมีผู้นำที่ดำรงตำแหน่งยาวนาน และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างจากสมาชิกทั่วไปอย่างชัดเจน

ทำให้การเรียกร้องต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานในภาพรวมถูกละเลย เน้นเพียงการรักษาผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม

การขาดเอกภาพและการแบ่งแยกในขบวนการแรงงานไทยเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาขบวนการแรงงานให้เข้มแข็งในระยะยาว

กรรมกรขุนนางมีบทบาทต่อการลดทอนพลังต่อรอง – เมื่อผู้นำเลือกวิธีการประนีประนอมมากกว่าการเผชิญหน้า พลังต่อรองของขบวนการแรงงานก็ลดลง ทำให้ไม่สามารถบรรลุผลประโยชน์สูงสุดให้กับสมาชิก

สร้างความแตกแยกในขบวนการแรงงาน บ่อยครั้งที่กรรมกรทั่วไปไม่พอใจกับการนำของกรรมกรขุนนาง และแยกตัวออกไปตั้งกลุ่มใหม่ ทำให้ขบวนการแรงงานแตกแยกและอ่อนแอลง

ปรากฏการณ์กรรมกรขุนนางเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ขบวนการแรงงานล้าหลังและไร้ประสิทธิภาพ การศึกษาคุณลักษณะและกรณีศึกษาจากต่างประเทศจะช่วยให้เข้าใจปัญหาและพัฒนาทางออกที่เหมาะสม

ขบวนการแรงงานที่แท้จริงต้องเป็นองค์กรที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของคนงานทุกคน ไม่ใช่เพียงกลุ่มผู้นำที่มีอภิสิทธิ์ การปฏิรูปเพื่อสร้างโครงสร้างที่เป็นประชาธิปไตย โปร่งใส และกระจายอำนาจ จะทำให้ขบวนการแรงงานกลับมาเป็นพลังสำคัญในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมได้อีกครั้ง

ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นประโยชน์ต่อสมาชิกสหภาพเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างสังคมที่เป็นธรรมและยั่งยืนสำหรับทุกคน เมื่อขบวนการแรงงานเข้มแข็งและเป็นประชาธิปไตย ย่อมเป็นกลไกถ่วงดุลอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองในสังคม

นำไปสู่การพัฒนาที่เป็นธรรมและทั่วถึงมากขึ้น


https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_837592




นายกฯ สิงคโปร์หลั่งน้ำตา ระหว่างสุนทรพจน์วันแรงงาน ขณะอ่านข้อความจากชาวสิงคโปร์บนเที่ยวบินอพยพจากตะวันออกกลาง


THAI PRESS
13 hours ago
·
'ลอว์เรนซ์ หว่อง' หลั่งน้ำตากลางงานวันแรงงาน ย้ำสิงคโปร์เผชิญพายุใหญ่-ให้คำมั่นไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
.
.
นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ของสิงคโปร์ กลายเป็นจุดสนใจไปทั่วโลกหลังจากหลั่งน้ำตาขณะกล่าวสุนทรพจน์ในงานชุมนุมวันแรงงานประจำปี 2026 โดยในช่วงท้ายของคำปราศรัย ผู้นำสิงคโปร์ถึงกับเสียงสั่นเครือและไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ สะท้อนถึงความกดดันมหาศาลที่รัฐเกาะแห่งนี้กำลังเผชิญ ท่ามกลางมรสุมวิกฤตการณ์รอบด้านที่รุมเร้าทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงระหว่างประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายกรัฐมนตรีหว่องระบุว่าสิงคโปร์กำลังเผชิญ "พายุใหญ่" จาก 3 ปัจจัยหลัก เริ่มจากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ส่งผลกระทบถาวรต่อโครงสร้างการค้าโลก แม้เส้นทางเดินเรือจะเริ่มกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง แต่เขายอมรับว่าภาวะเศรษฐกิจโลกจะไม่กลับไปเหมือนเดิมอีกต่อไป ประการต่อมาคือความกังวลเรื่องการว่างงานจากเทคโนโลยี AI ที่รุดหน้าอย่างรวดเร็ว จนทำให้แรงงานจำนวนมากรู้สึกไม่มั่นคง ซึ่งเขายอมรับตามตรงว่ารัฐบาลอาจไม่สามารถรักษาทุกตำแหน่งงานเดิมไว้ได้ แต่ให้คำมั่นว่าจะดูแล "คนทำงานทุกคน" ให้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงนี้ไปได้โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

สำหรับความท้าทายประการที่สามคือสภาวะโลกที่แตกขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรุนแรง ผู้นำสิงคโปร์เตือนว่ายุคโลกาภิวัตน์ที่เคยราบรื่นได้สิ้นสุดลงแล้ว และถูกแทนที่ด้วยโลกที่มีการแข่งขันและเป็นปฏิปักษ์ต่อกันมากขึ้น ในบริบทนี้ความสามัคคีของคนในชาติจึงไม่ใช่เพียงแค่ค่านิยม แต่คืออาวุธสำคัญที่จะช่วยให้สิงคโปร์รอดพ้นจากวิกฤตการเมืองโลกที่ผันผวน โดยเขาย้ำว่าความกลมเกลียวของคนสิงคโปร์คือพลังหลักที่จะนำพาประเทศฝ่ามรสุมเศรษฐกิจและเทคโนโลยีครั้งนี้

ช่วงเวลาที่บีบคั้นหัวใจที่สุดคือตอนที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงพลเมืองสิงคโปร์ที่ติดค้างอยู่ในดูไบเนื่องจากไฟสงครามและการทิ้งระเบิด โดยเขาเน้นย้ำว่า "บ้าน" ไม่ใช่เพียงพิกัดบนแผนที่ แต่คือความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและความเชื่อมั่นว่าเมื่อเกิดปัญหา ประเทศจะไม่ทอดทิ้งกัน พร้อมทิ้งท้ายด้วยประโยคกินใจว่าคำว่า "ยินดีต้อนรับกลับบ้าน" คือคำสัญญาที่จะปกป้องชาวสิงคโปร์ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ซึ่งเป็นพันธกิจที่รัฐบาลจะรักษาไว้จากรุ่นสู่รุ่น เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกปัจจุบัน
.
.
[Thai Press | ไทยเพรส] - ข่าวคั่วเข้ม

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1545985973959257&set=a.572678567956674
.....


[FULL] PM Wong tears up reading Singaporean's 'welcome home' letter after repatriation flight

The Straights Times

Apr 30, 2026 
#straitstimes #mayday #singapore
Prime Minister Lawrence Wong was moved to tears at the May Day Rally on May 1, as he read out a forum letter published in The Straits Times in March, written by a Singaporean who was on a repatriation flight from the Middle East carried out by the Republic of Singapore Air Force. 

READ MORE: https://str.sg/6WLE


https://www.youtube.com/watch?v=-uNhx8xJwmc







แรงงานเชียงใหม่เดินขบวนวันแรงงาน เรียกร้องรัฐสวัสดิการ “ไม่มีประกันสังคม ไม่มีความมั่นคง”

https://www.facebook.com/thestandardth/posts/pfbid0qGGbrLVSxX4Ww3hHiLbGXcEFpW845Fi8DcEyJVAMxVsYSJe4iBhBKgJvHpyGg5Fel

THE STANDARD 
Yesterday
·
แรงงานเชียงใหม่เดินขบวนวันแรงงาน เรียกร้องรัฐสวัสดิการ “ไม่มีประกันสังคม ไม่มีความมั่นคง”
วันนี้ (1 พฤษภาคม) ช่างภาพทีมข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่บันทึกบรรยากาศกิจกรรมวันแรงงานสากลในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเครือข่ายแรงงานภาคเหนือจัดขึ้นในชื่อ ‘ไม่มีประกันสังคม ไม่มีความมั่นคง’ เพื่อสะท้อนปัญหาและเรียกร้องสวัสดิการของแรงงาน
กิจกรรมในครั้งนี้มีเครือข่ายแรงงานและองค์กรภาคประชาชนเข้าร่วมหลายกลุ่ม อาทิ สหภาพแรงงานบาริสต้า เชียงใหม่, มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา, Migrant Workers Federation, กลุ่มคนงานหญิงเพื่อความยุติธรรม Empower Foundation, MAP Foundation, MMN, สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, Young Pride Club, Shan Youth, Food Not Bombs CNX, BEAM Education Foundation, SWAN และศูนย์วัฒนธรรมศึกษาและเมืองร่วมสมัย
บรรยากาศการจัดกิจกรรมมีการเดินขบวนเริ่มต้นจากพุทธสถานเชียงใหม่ไปสิ้นสุดที่บริเวณสวนรถไฟ โดยมีประชาชนและกลุ่มผู้ใช้แรงงานเข้าร่วมเดินขบวนจำนวนมาก
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอื่นๆ เช่น การอ่านแถลงการณ์ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล, เวทีเสวนาวิชาการ, การจุดเทียนเชิงสัญลักษณ์เรียกร้องให้ยุติสงคราม, รวมถึงการแสดงดนตรีพร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้แสดงความคิดเห็น
ในปีนี้พบว่า ผู้ใช้แรงงานได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัจจัยเศรษฐกิจ ทั้งราคาพลังงานที่ปรับตัวสูง ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งอยู่ในสภาวะยังเสี่ยงต่อการตกงานอีกด้วย ขณะเดียวกัน ระบบประกันสังคมซึ่งควรเป็นหลักประกันสำคัญ กลับเผชิญข้อกังวลด้านประสิทธิภาพการบริหาร การลงทุน และระดับสวัสดิการที่ยังไม่เพียงพอ
โดยเฉพาะพื้นที่เชียงใหม่ซึ่งพึ่งพาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหลัก ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีแรงงานนอกระบบจำนวนมาก เช่น ฟรีแลนซ์ ไรเดอร์ และแรงงานอิสระ ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบสวัสดิการได้อย่างทั่วถึง
กลุ่มผู้จัดงานยังมีข้อกังวลต่อระบบประกันสังคมที่ควรเป็นหลักประกันพื้นฐานของแรงงาน แต่กลับมีปัญหาทั้งด้านความโปร่งใส ผลตอบแทนจากการลงทุน และสิทธิประโยชน์ที่ยังไม่เพียงพอ
เครือข่ายแรงงานจึงเสนอให้มี ‘ระบบประกันสังคมถ้วนหน้า’ ครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม พร้อมปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น การมีบำนาญพื้นฐานที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ การเพิ่มสิทธิประกันการว่างงานให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงการเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพและสวัสดิการครอบครัวอย่างเท่าเทียม
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเพิ่มเติม เช่น การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอย่างสม่ำเสมอ การส่งเสริมสิทธิในการรวมตัวของแรงงาน การผลักดันสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย และการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานในระยะยาวอีกด้วย
ภาพ: พงศ์มนัส ทาศิริ