ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน11 hours ago
·
“เราจะตามไปให้กำลังใจ ไม่ว่าอยู่ไหน”: ครบ 2 ปีคุมขัง “ทิวากร” กับภารกิจยืนหยุดขัง-ทวงคืนสิทธิประกันตัวและสิทธิเข้าเยี่ยม
.
.
เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2569 เนื่องในวาระครบรอบ 2 ปีที่ ทิวากร วิถีตน ถูกคุมขังจากคดีมาตรา 112 มีประชาชนจำนวนหนึ่งจากหลายจังหวัดทั่วประเทศเดินทางมารวมตัวกันที่หน้าทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น เพื่อบอกกับผู้ต้องขังทางการเมืองว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน พวกเขาจะตามไปให้กำลังใจเสมอ แม้ปัจจุบันคดีของทิวากรจะสิ้นสุดลงแล้ว หลังศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ลงโทษจำคุกรวม 6 ปี เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา
.
การรวมตัวครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้ชื่อกิจกรรม “ยืนหยุดขัง ยืนคืนสิทธิการประกันตัว และยืนเพื่อคืนสิทธิการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขัง” เป็นเวลา 112 นาที ตั้งแต่เวลา 11.00-12.52 น. เพื่อส่งเสียงเรียกร้องสิทธิการประกันตัวให้ผู้ต้องขังทางการเมืองทั่วประเทศ และสิทธิการเข้าเยี่ยมทิวากร พร้อมยื่นขอความอนุเคราะห์ให้สามารถเข้าเยี่ยมทิวากรได้เป็นกรณีพิเศษ ทิวากรดีใจและรู้สึกได้รับกำลังใจอย่างมาก และฝากขอบคุณทุกคนที่ยังคงยืนหยัดต่อสู้ และยืนยันว่าตัวเขาเองก็จะยืนหยัดต่อสู้จากข้างในเช่นกัน
.
ทั้งนี้ ปัจจุบันทิวากรถูกคุมขังในเรือนจำกลางขอนแก่น ซึ่งไม่สามารถรับการเยี่ยมจากบุคคลอื่นที่นอกเหนือจากรายชื่อญาติได้เลย เนื่องจากเรือนจำมีข้อจำกัดที่อนุญาตให้เฉพาะญาตินามสกุลเดียวกันเยี่ยมเท่านั้น ขณะที่พ่อและแม่ของเขาเองก็มีอายุมากแล้ว การเดินทางมาเยี่ยมจึงเป็นไปได้ยาก กลุ่มผู้จัดกิจกรรมเห็นว่าผู้ต้องขังควรมีสิทธิได้รับการเยี่ยมจากบุคคลที่ไว้วางใจได้อย่างน้อย 10 รายชื่อ ตามมาตรฐานการเยี่ยมทั่วไปที่ควรจะเป็น
.

“ไม่ใช่ญาติ แต่ไม่เคยทิ้งกัน”
.
จันทนา วรากรสกุลกิจ หรือ “ซี” อดีตผู้ต้องขังทางการเมืองยุค คสช. เล่าว่า ก่อนหน้านี้เคยให้เพื่อนคนหนึ่งที่มีรายชื่อไปติดต่อขอเข้าเยี่ยมทิวากรแทน แต่กลับไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้ เนื่องจากไม่ได้ใช้นามสกุลเดียวกัน เธอจึงตัดสินใจติดต่อขอพบผู้บริหารเรือนจำด้วยตนเอง และชี้แจงเหตุผลว่าครอบครัวของทิวากร โดยเฉพาะมารดาที่มีอายุมากแล้ว ไม่สามารถเดินทางมาเยี่ยมได้บ่อยครั้ง จึงขอเป็นตัวแทนเข้าเยี่ยมแทน แม้จะไม่ใช่ญาติแต่ก็เปรียบเสมือนญาติ สุดท้ายเจ้าหน้าที่จึงอนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้
.
ซีเล่าว่าเธอได้ใช้เวลาพูดคุยกับทิวากรพอสมควร และบอกกับเขาว่าคนข้างนอกยังคงยืนหยัดต่อสู้เพื่อทิวากรอยู่ ขอให้คนข้างในอดทนเช่นกัน ทิวากรถึงกับดีใจจนร้องไห้ และบอกว่าไม่เคยคิดว่าจะมีใครทำสิ่งนี้ให้ ทำให้เขารู้สึกได้รับกำลังใจอย่างมาก พร้อมฝากขอบคุณทุกคนที่ยังคงยืนหยัดต่อสู้ และยืนยันว่าตัวเขาเองก็จะยืนหยัดต่อสู้จากข้างในเช่นกัน
.
ซีเล่าย้อนถึงประสบการณ์ของตัวเองว่า เคยถูกคุมขังอยู่หลังกำแพงสูงนานถึง 7 ปี 3 เดือน 10 วัน (คดีอาวุธฯ ช่วงรัฐประหารปี 2557) ระหว่างนั้นก็รับรู้ว่าเพื่อน ๆ ข้างนอกจัดกิจกรรมยืนหยุดขังให้กำลังใจเช่นกัน ซึ่งเป็นแรงใจสำคัญที่ทำให้เธอรู้สึกว่าต้องสานต่อสิ่งนี้ให้กับคนที่ยังอยู่ข้างหลังกำแพง
.
เธอย้ำว่าคนเหล่านี้ไม่ได้ฆ่าใครตาย ไม่ได้ฉ้อโกง หรือค้ายา แต่ถูกดำเนินคดีเพียงเพราะการพูด ทั้งที่อยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่ควรมีเสรีภาพในการแสดงออก แต่กลับถูกมาตรา 112 ปิดปาก เธอสัญญากับตัวเองว่าไม่ว่าจะมีผู้ถูกคุมขังจากคดีการเมืองอยู่ที่ใด เธอจะติดตามไปให้กำลังใจ และเมื่อรู้ว่าทิวากรอยู่ที่ขอนแก่น เธอก็ตามมาถึงที่นี่
.
เธอยังเล่าถึงช่วงที่ตัวเองออกจากเรือนจำใหม่ ๆ เมื่อช่วงปี 2564 มีคนบอกเล่าว่าทิวากรออกมาแสดงความบริสุทธิ์ใจเพียงลำพัง ด้วยการพูดตรงไปตรงมาว่าตนเองหมดศรัทธา โดยไม่ได้กล่าวอาฆาตมาดร้ายหรือใช้คำหยาบคายใด ๆ เพียงต้องการสื่อสารไปถึงผู้มีอำนาจว่าเหตุใดจึงเกิดความเสื่อมศรัทธาขึ้น เพื่อให้เกิดการปรับปรุงแก้ไขและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ซีบอกว่าเธอศรัทธาในตัวทิวากร และมองว่าตัวเองเป็นเพียงประชาชนคนหนึ่งที่เป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ เธอเห็นว่าคนในสังคมจำนวนมากยังเข้าใจผิดว่าผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 เป็นคนเลวร้ายที่ต้องการล้มสถาบันฯ ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น
.
สิ่งที่เธอทำได้ในตอนนี้คือการให้กำลังใจผู้ต้องขังทางการเมือง และหากย้อนไปดูร่างนิรโทษกรรมประชาชนที่ไม่รวมมาตรา 112 เธอมองว่าเป็นการสะท้อนความสองมาตรฐาน และตั้งคำถามว่าสังคมจะสันติสุขได้อย่างไรในเมื่อยังมีความเหลื่อมล้ำเช่นนี้ พร้อมตั้งคำถามกลับไปว่าคนเหล่านี้เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศจริง หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของผู้มีอำนาจกันแน่
.
เธอกล่าวว่าไม่อาจหยุดต่อสู้ได้ เพราะยังเป็นห่วงผู้ต้องขังทุกคนไม่ว่าจะได้รับโทษมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับโทษสูงอย่าง บัสบาส หรือ อานนท์ นำภา รวมถึงกลุ่มผู้ถูกคุมขังในคดีมาตรา 110 โดยเฉพาะ เอกชัย หงส์กังวาน ที่ได้รับโทษสูงถึง 21 ปี 4 เดือน และยังต้องรักษาอาการป่วยฝีในตับ ซึ่งเธอเห็นว่าสิทธิการประกันตัวที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญควรได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง ไม่ควรปล่อยให้เป็นดุลพินิจของบุคคลใดบุคคลหนึ่งจนเกินขอบเขต
.
เธอย้ำถึงการเรียกร้องให้คืนสิทธิประกันตัวและปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมืองทุกราย พร้อมกล่าวทิ้งท้ายด้วยความมุ่งมั่นว่าจะยืนหยัดต่อสู้จนกว่าจะหมดลมหายใจ และอยากให้ผู้ต้องขังทางการเมืองทั้ง 61รายทั่วประเทศรับรู้ว่าคนตัวเล็ก ๆ อย่างพวกเธอจะไม่มีวันลืมพวกเขา เธอไม่ได้ต้องการให้นักโทษการเมืองมีอภิสิทธิ์เหนือใคร เพียงแต่ต้องการให้กฎระเบียบที่ใช้กับผู้ต้องขังคดีอื่นถูกนำมาใช้กับคดีการเมืองอย่างเท่าเทียมกันเท่านั้น
.

“แค่หมดศรัทธา ไม่ควรต้องติดคุก”
.
เกียรติ ลำปาง ตัวแทนประชาชนจากภาคเหนือ กล่าวว่าการที่ทิวากรถูกจำคุกถึง 6 ปีเพียงเพราะแสดงออกว่าหมดศรัทธาในบุคคลหรือสถาบันหนึ่งนั้นไม่เป็นธรรม วันนี้เขามีโอกาสเข้าเยี่ยมทิวากรและเห็นว่าทิวากรร้องไห้ด้วยความดีใจ จึงบอกกับเขาว่าคนจากลำปาง เชียงใหม่ และภาคเหนือมองเขาเป็นบุคคลที่น่ายกย่อง ในฐานะผู้ไม่สยบยอมต่อกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรม
.
นอกจากทิวากรแล้ว สิ่งที่เกียรติเป็นห่วงที่สุดเกี่ยวกับผู้ต้องขังทางการเมือง คือการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขังที่มีโรคประจำตัว ส่วนผู้มีอำนาจเขาไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก แต่พร้อมต่อสู้ต่อไปด้วยตนเอง และฝากบอกทิวากรว่าวันที่ออกมา ทุกคนจะรอต้อนรับอย่างสมเกียรติ
.
ด้าน “เพ็ญ” (นามสมมติ) ประชาชนที่เดินทางมาจาก จ.นครปฐม เห็นในทิศทางเดียวกันว่าการแสดงความคิดเห็นไม่ควรนำไปสู่การถูกดำเนินคดี เพียงเพราะหมดศรัทธาก็ไม่ควรถูกปิดปาก คนเราต้องมีเสรีภาพในการแสดงออก แม้เป็นเรื่องที่ไม่ดีก็ควรพูดได้เพื่อให้เกิดการแก้ไข ไม่ใช่นำมาตรา 112 มาใช้กับทุกเรื่อง เธอมาให้กำลังใจทิวากรพร้อมย้ำว่ายังไม่ลืมเพื่อนที่ถูกคุมขัง และแสดงความห่วงใยไปถึงผู้ต้องขังโทษสูงรายอื่น เช่น “ไผ่” จตุภัทร์ และ “ครูใหญ่” อรรถพล ซึ่งเธอเห็นว่าสมควรได้รับสิทธิประกันตัวเช่นกัน ทั้งเกียรติและเพ็ญต่างเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองและเปิดพื้นที่ให้สังคมได้พูดคุยรับฟังความเห็นต่างกันมากขึ้น
.

“สิทธิเข้าเยี่ยม ไม่ใช่ของขวัญ กฎต้องเท่ากันทุกคน”
.
“มะฟาง” ดวงทิพย์ ฆารฤทธิ์ ประชาชนใน จ.ขอนแก่น หนึ่งในผู้มีรายชื่อเข้าเยี่ยมทิวากร แต่ยังไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้เลยนับตั้งแต่ทิวากรถูกย้ายมายังเรือนจำกลางขอนแก่น กล่าวว่าเธอมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้เพื่อเรียกร้องให้ยุติการคุมขังนักโทษทางการเมืองตามอำเภอใจ พร้อมยืนยันหลักการว่าสิทธิการประกันตัวเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยซึ่งคดียังไม่สิ้นสุดพึงได้รับ เพราะต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และควรได้รับสิทธินี้อย่างเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญมาตรา 29 ดังนั้น การที่ศาลมีคำสั่งไม่ปล่อยตัวชั่วคราวจึงถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชน
.
นอกจากนี้ เธอยังมาเพื่อเรียกร้องให้คืนสิทธิการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขัง เนื่องจากปัจจุบันผู้ต้องขังทางการเมืองจำนวนมากถูกจำกัดสิทธิในการเยี่ยม โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำอ้างว่าอนุญาตให้เยี่ยมได้เฉพาะครอบครัว เช่น พ่อ แม่ ลูก เท่านั้น โดยกีดกันไม่ให้เพื่อน คนรักที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส หรือบุคคลที่ผู้ต้องขังไว้วางใจสามารถเข้าเยี่ยมได้
.
กรณีของทิวากร วิถีตน ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จากเหตุใส่เสื้อ “หมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์” ซึ่งถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางขอนแก่นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะพ่อแม่ของทิวากรมีอายุมากแล้ว การเดินทางเข้ามาเยี่ยมลูกถึงในเมืองจึงเป็นเรื่องยากลำบากอย่างยิ่ง ส่งผลให้ทิวากรขาดการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกเป็นเวลานาน พ่อแม่เองก็แทบไม่ได้รับรู้ข่าวคราวของลูก ขณะที่ทิวากรก็ไม่ได้รับรู้ข่าวของครอบครัวเช่นกัน มะฟางระบุว่าสถานการณ์เช่นนี้นอกจากจะเป็นการกีดกันสิทธิการเยี่ยมโดยตรงแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของทั้งตัวผู้ต้องขังและครอบครัวอีกด้วย
.
เธอยังกล่าวเสริมว่า แม้คดีของทิวากรจะสิ้นสุดแล้วและเขากำลังรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล แต่ไม่ได้หมายความว่ารัฐหรือเจ้าหน้าที่เรือนจำจะสามารถจำกัดสิทธิอื่น ๆ ได้ตามอำเภอใจ การจำกัดสิทธิต้องเป็นไปตามกฎหมายและต้องได้สัดส่วนเท่านั้น และไม่ถูกเลือกปฏิบัติ “สิทธิการเข้าเยี่ยมไม่ใช่ของขวัญที่จะมอบให้ใครเป็นรางวัล แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน” มะฟางกล่าว
.
สิ่งที่ทิวากรและนักโทษทางการเมืองอีกหลายคนกำลังเผชิญอยู่ ทั้งการถูกกีดกันการเข้าเยี่ยมนั้น เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการสิทธิมนุษยชนสากลว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR ในมาตรา 2 (1) และมาตรา 26 ซึ่งระบุว่า บุคคลต้องไม่ถูกเลือกปฏิบัติและต้องได้รับความเสมอภาคทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน โดยประเทศไทยเป็นภาคีในกติการะหว่างประเทศฉบับนี้ ดังนั้น รัฐไทยจึงมีพันธกรณีที่จะต้องออกแบบกระบวนการทางกฎหมายและทางสิทธิมนุษยชนให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว เพื่อยืนยันว่าประเทศไทยเคารพและส่งเสริมหลักสิทธิมนุษยชนที่ตนเองรับรองไว้
.
.

อ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์:
https://tlhr2014.com/archives/85579
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1466833068620492&set=a.656922399611567