วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 02, 2569

งบประมาณ ๗๐ ผ่านแล้วฉลุย หลังถูกอภิปราย ๓ วัน อ่วม มีคนอ่านเจอ “เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายส่วนราชการในพระองค์” ซื้อเครื่องบินแอร์บัส ๕,๖๔๖ ล้านบาท

งบประมาณ ๗๐ ผ่านแล้วฉลุย ตามแนวของฝักฝ่ายในการเมือง รัฐบาลได้ ๒๘๘ เสียง ฝ่ายค้าน ๑๑๙ งดออกเสียง ๘๖ ส่วนใหญ่จากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ส่วนพรรคประชาชนมีงูเห่า ๑ ราย คือ สุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรที่เคยโหวตเสนอชื่ออนุทินเป็นนายกฯ

แต่จากการอภิปรายสามวัน งบประมาณฉบับนี้ถูกทึ้งถูกถอง อ่วมไปเหมือนกัน โดยเฉพาะที่ สส.ปากน้ำ พรรคประชาชน พนิดา มงคลสวัสดิ์ ไล่เบี้ยงบประมาณขององค์กรอิสระ ๓ แห่งกว่าหมื่นล้าน ที่ ๗๐% ใช้ไปกับเงินเดือนเจ้าหน้าที่

อีก ๑๐% เอาไปสร้างตึก เหลือเงินไว้ทำงานจริงแค่ ๒๐% จน สส.พนิดาบอกพวกองค์กรอิสระกำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาขนาดหนัก จน “แถลงอะไรออกมา อมพระมาพูดประชาชนก็ไม่เชื่อ” แล้วละ จำเพาะสำนักงาน ปปช.นี่สงสัยงานหลักเป็นการสร้างตึก

พนิดาว่า ปปช.มีงบผูกพันเดิมขอสร้างตึก ๑๙ หลัง “ปีนี้ตั้งงบผูกพันสร้างใหม่อีก ๕ ตึก ปีก่อนขอสร้างตึกอบรมบุคลากรใหม่ ๑๒ ชั้น เรียกได้ว่าเป็น Sport complex  มีสระว่ายน้ำมาตรฐาน Olympic มีห้องฟิตเนส มียิม มูลค่า ๗๗๗ ล้านบาท”

ด้าน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านว่า “สิ่งที่เราเห็น กลับไม่ใช่งบที่สร้างอนาคตให้ประเทศ ไม่ใช่งบที่สร้างความมั่นคงให้ประชาชน และไม่ใช่งบที่ทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเข้มแข็ง” แต่กลับเป็นเสาช่วยค้ำยันรัฐบาลชุดนี้ของ อนุทิน ชาญวีรกูล

นอกจากงบฯ ของกระทวงดีอี ลูกเทพ ที่ออกจะพิเศษสักหน่อยปีนี้ เพราะมีงบฯ ส่วนเกินไหลไปกระจุกรวมที่นั่น ก็มีงบฯ ของส่วนราชการในพระองค์ที่เพิ่มขึ้นพิเศษอีกแห่ง หัวหน้าเท้ง อภิปรายถึงงบฯ วังไว้ว่า “รัฐบาลมีเอกสารชี้แจงต่อสภาเพียงไม่กี่หน้า”

Te Neti เขาก็เลยไปลองเข้าไปสำรวจตรวจดู จาก “ที่พรรคประชาชนเค้าเอามาทำเป็นเว็บไซต์ให้ประชาชนเข้าไปดูได้ง่ายๆ” พบงบประมาณก้อนหนึ่งซึ่งโยงถึงการเสด็จประเทศฝรั่งเศสของในหลวงและราชินี มีหมายกำหนดการสำคัญแห่งหนึ่ง

ซึ่งเพจ ติดตามการปฏิรูปประเทศกับหมอชูชัยว่าเป็น “ไฮไลต์ที่คนสายธุรกิจตาเป็นประกายสุด ๆ หนีไม่พ้นการเสด็จฯ เยือนโรงงาน Airbus ที่เมืองตูลูส” ที่เต้ เนติ พบว่าเป็น “เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายส่วนราชการในพระองค์” ได้แก่

เครื่องบินลำเลียงแบบที่ ๑๙ หนึ่งเครื่อง พร้อมอุปกรณ์ อะไหล่ การฝึกอบรม และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ที่จำเป็น ๒,๙๖๘ ล้านบาทกว่า กับเครื่องบินพระราชพาหนะทดแทน แพ็ตเกจเดียวกัน ๑,๕๒๓ ล้านกว่า และยังมีเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง อีก ๑,๑๕๕ ล้านกว่า

รวมงบประมาณเกี่ยวกับเครื่องบินและเฮลิค้อปเตอร์ ที่ทั้งสองพระองค์เสด็จประทับทดสอบที่โรงงานแอร์บัสในตูลูส ทั้งสิ้น “ห้าพันหกร้อยสี่สิบหกล้าน ห้าแสนเก้าหมื่นหนึ่งพันหนึ่งร้อยบาท” คุณเต้เขาเขียนให้อ่านง่ายๆ ไม่ต้องนับนิ้ว

(https://www.facebook.com/Neti.Wichian/posts/RfuAepo2RR, https://www.facebook.com/natthaphong.ruengpanyawut/posts/g2dLYAeZ, https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/JgBhZuDM83 และ https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/6sLUXWa) 

‘เท้ง’ ปิดฉากงบ 70 กังขาจัดสรรเอื้อใคร “ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีฉบับนี้ ที่มาจากเงินภาษีของพ่อแม่พี่น้องคนไทยทุกคน ไม่ได้กำลังจะช่วยไทย แต่มันกำลังจะช่วยใครบางคนที่เป็นเสาค้ำยันอำนาจให้กับรัฐบาลสีน้ำเงินนี้อยู่”

 
พรรคประชาชน - People's Party
2 hours ago
 ·
“ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีฉบับนี้ ที่มาจากเงินภาษีของพ่อแม่พี่น้องคนไทยทุกคน ไม่ได้กำลังจะช่วยไทย แต่มันกำลังจะช่วยใครบางคนที่เป็นเสาค้ำยันอำนาจให้กับรัฐบาลสีน้ำเงินนี้อยู่”
.
วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 โดยในช่วงสุดท้ายก่อนการลงมติในวาระที่หนึ่ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เป็นผู้อภิปรายสรุปในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ถึงภาพรวมของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ว่า ตลอด 3 วันที่ผ่านมา รัฐบาลไม่สามารถฉายภาพทิศทางและอนาคตของประเทศให้ประชาชนเห็นได้ การจัดงบประมาณครั้งนี้เต็มไปด้วยความซับซ้อนและผิดฝาผิดตัว รัฐบาลอ้างว่าต้องการรักษาวินัยการเงินการคลังโดยการตัดงบลงทุนออกไปจำนวนมาก แต่กลับมีแผนจะออก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ซึ่งชวนให้ตั้งข้อสังเกตว่านี่คือการจงใจหลีกเลี่ยงกฎหมายวินัยการเงินการคลังมากกว่าการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง
.
นอกจากนี้ การจัดสรรงบประมาณยังสะท้อนถึงการละทิ้งการลงทุนเพื่ออนาคตของชาติ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างยานยนต์ EV, เทคโนโลยี AI หรือการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้งบประมาณไม่ถึง 1% แต่รัฐบาลกลับเลือกนำงบที่ตัดไปเพิ่มให้กระทรวง DE สูงถึง 30% และยังคงจัดสรรงบให้กับองค์กรอิสระที่รัฐบาลไม่กล้าแตะต้อง เช่น การอนุมัติงบให้ ป.ป.ช. สร้างสปอร์ตคอมเพล็กซ์มูลค่า 747 ล้านบาท ในขณะที่กลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ SME กลับได้งบแบบเบี้ยหัวแตกที่ไม่พอแก้ปัญหา อีกทั้งยังผิดสัญญาเรื่องสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า
.
“วันนี้รัฐบาลกำลังจะจัดงบสวัสดิการให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางแบบคนละครึ่ง ‘คนละครึ่ง’ ในที่นี้ไม่ได้เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขคนละครึ่งกับประชาชน แต่ตัดงบเขาออกไปครึ่งหนึ่ง จากสิทธิที่เขาควรจะได้รับต่อหัวเต็มจำนวน”
.
ณัฐพงษ์สรุปรวบว่า งบประมาณฉบับนี้ไม่ได้ตอบโจทย์วิกฤตของประเทศ และไม่ได้ให้ความสำคัญกับประชาชนส่วนใหญ่ แต่มุ่งส่งเม็ดเงินไปยังโครงการของผู้รับเหมาบางกลุ่ม หรือจัดสรรไปเพื่อองค์กรที่รัฐบาลไม่อยากขัดใจ 

https://www.facebook.com/reel/2186767101897123



“เอกราช พรรคประชาชน” อภิปรายกรีดงบกลาโหมปี 70 ลากไส้ “ปีศาจกองทัพ” แฉทหารผี ที่ไม่ได้ปฏิบัติงานจริง แต่ใส่ชื่อมารับเงิน! (มีสไลด์บางส่วนที่โดนเซนเซอร์ในการอภิปรายงบประมาณกระทรวงกลาโหม ปีงบประมาณ 2570)

 
https://www.facebook.com/reel/3390209621179657
.....


PPTV HD 36
8 hours ago
·
“เอกราช พรรคประชาชน” อภิปรายกรีดงบกลาโหมปี 70 ลากไส้ “ปีศาจกองทัพ” แฉทหารผีชุบมือเปิบเบี้ยเลี้ยง-บำเหน็จชายแดน สวนทางผู้ปฏิบัติงานจริงไร้ชื่อ ซัดปมอมบัตร ATM พลทหารเข้ากระเป๋าผู้ใหญ่ ทำโครงการทหารอาสาส่อล่ม ยันงบวิจัย 625 ล้านเหลวแหลก จบที่โรงงานร้างกลายเป็นพิพิธภัณฑ์เศษเหล็กหมื่นล้าน เหน็บเจ็บ “รมว.กลาโหม” รัฐมนตรีปีศาจ ไม่ยอมเซ็นซื้อเรือฟริเกตลำที่สองเพราะอุ้มสเปกเอเจ้นท์เด็กชายจากฟากฟ้า เอื้อทุนสีน้ำเงิน ทำลายศักยภาพทัพเรือ
.
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นวันที่ 3 มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานการประชุม (สลับหน้าทีมาจาก นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช ที่สั่งเบรกสไลด์ในช่วงแรก) นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายชำแหละงบประมาณของกระทรวงกลาโหม ภายใต้หัวข้อ “ปีศาจกลาโหม” ที่ตอกย้ำว่ากำลังกัดกินงบประมาณและกองทัพอย่างรุนแรง
นายเอกราช ได้จำแนกปีศาจในกองทัพออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ดังนี้
.
"ทหารผี–ทหารปีศาจ" ชุบมือเปิบเบี้ยเลี้ยงชายแดน โกงบัตร ATM พลทหาร นายเอกราช แฉว่ามีการใช้เงินกว่า 1,500 ล้านบาท ขึ้นเงินเดือนและบำเหน็จความชอบให้บุคลากร แต่เงินกลับตกไม่ถึงมือผู้ปฏิบัติงานจริง โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตรวจพบ “ทหารผี” 11 นาย ตัวอยู่จังหวัดหนึ่ง แต่มีชื่อรับเงินรับบำเหน็จความชอบพุ่งรบอยู่ชายแดน สวนทางกับทหารที่อยู่หน้างานจริงกลับไม่มีชื่อ พร้อมเปิดคลิปเสียงพลทหารยันยันว่าเป็นเรื่องจริง นอกจากนี้ยังลากไส้ปมพลทหารที่ จ.ปราจีนบุรี ถูกผู้บังคับบัญชายึดบัตร ATM ไปกดเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงอ้างว่า “กลัวหายจึงเก็บบัตรไว้อำนวยความสะดวก” ซึ่งผลสอบสวนลงทัณฑ์แค่จ่ากับผู้กอง แต่ผู้คุมค่ายลอยตัว พฤติกรรมสูบเลือดสูบเนื้อเช่นนี้จะทำให้นโยบาย “พลทหารอาสา” ที่รัฐบาลปั๊มงบเพิ่มปีละ 1,455 ล้านบาทต้องล่มสลาย เพราะไม่มีใครยอมมาเป็นเหยื่อ จนทหารดี ๆ อยากลาออก สะท้อนจากตัวเลข 10 ปีมีกำลังพลลาออกสะสมกว่า 6,000 นาย และรัฐต้องจ่ายงบเบี้ยหวัดในปี 2568 สูงถึง 630 ล้านบาท
.
"ผีวิจัย" ผลาญงบ 625 ล้าน จบที่โรงงานร้าง-พิพิธภัณฑ์เศษเหล็กหมื่นล้าน นายเอกราช ชี้ให้เห็นความล้มเหลวของการตั้งงบวิจัยของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ 560 ล้านบาท กองทัพเรือ 21 ล้านบาท และสำนักงานปลัดกลาโหม 44 ล้านบาท รวมกว่า 625 ล้านบาท ซึ่งไส้ในไม่ใช่การวิจัยแต่เป็นเพียงการซื้อเทคโนโลยีต่างประเทศมาแปะป้าย เมื่อผลิตออกมาแล้วกองทัพก็ไม่ซื้อ ไม่อุดหนุนกันเอง จนสายการผลิตต้องหยุดชะงัก กลายเป็นโรงงานร้าง เครื่องจักรบางตัวแก่กว่ารัฐมนตรี มูลค่าความเสียหายของโรงงานและสายการผลิตที่ถูกทิ้งร้างสูงถึงเกือบ 20,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลกลับต้องมาตั้งงบประมาณอุดหนุนปรับปรุงซ่อมแซมโรงงานผีเหล่านี้อีก 339 ล้านบาทในปีงบ 2570 จึงจี้ให้รัฐบาลรวมโครงการเป็นเรือธง วิจัยแล้วต้องนำไปใช้จริง ไม่ใช่ปล่อยทิ้งเป็นภาระภาษี
.
"รัฐมนตรีปีศาจ" หั่นงบเรือฟริเกตทัพเรือ อุ้มเอเจ้นท์ทุนสีน้ำเงิน ปีศาจตัวสุดท้าย นายเอกราชอภิปรายพุ่งเป้าไปที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยเหน็บแนมว่าเป็นทหารบกที่ไม่เข้าใจบริบทความมั่นคงทางทะเล พยายามดึงเช็งไม่ยอมลงนามอนุมัติจัดหาเรือฟริเกตลำที่สองให้กองทัพเรือ เนื่องจากกองทัพเรือต้องการสเปกมาตรฐาน NATO แต่รัฐมนตรีกลับพยายามเปิดกว้างเพื่อเอื้อประโยชน์ให้พ่อค้าอาวุธและเอเจ้นท์บางราย ซึ่งในแวดวงนินทากันว่าเป็น “เด็กชายจากฟากฟ้า” จนถูกตั้งคำถามว่ารัฐบาลกำลังถูกแทรกซึมจาก AI สีน้ำเงิน และพยายามจะเอา “เรือฟริเกตสีน้ำเงิน” ใช่หรือไม่ การตัดงบประมาณจัดซื้อเรือฟริเกตในภาวะที่ไทยจำเป็นต้องใช้เพิ่มศักยภาพในการต่อรองผลประโยชน์ทางทะเล จากกรณีการยกเลิก MOU 2544 และการเจรจา UNCLOS จึงส่อเจตนาทำลายขีดความสามารถของกองทัพเรือ จนถูกคนในกองทัพสาปส่งลงทะเลอ่าวไทย

และในช่วงแรกของการอภิปราย นายเอกราชได้ตั้งคำถามกลางสภาฯ ถึงกรณีที่สไลด์ PowerPoint ประกอบการอภิปรายและภาพโรงงานร้างถูกประธานเบรกไม่ให้ขึ้นจอ โดยอ้างเหตุผลเรื่องคำว่า "ปีศาจ" ที่หมิ่นเหม่และโหนกระแสสังคม แต่หลังจากมีการประท้วงและเปลี่ยนตัวประธานทำหน้าที่ นายเลิศศักดิ์ รองประธานคนที่ 2 ได้อนุญาตให้ใช้สไลด์บางส่วน ทำให้นายเอกราชสามารถอภิปรายลากไส้งบกลาโหมได้จนจบ(เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2569)
.
PPTV PHOTO #สมศักดิ์เนตรทอง
#PPTVPHOTO #PPTVHD36 #เอกราชอุดมอำนวย #พรรคประชาชน #ปีศาจกลาโหม #อมเงินพลทหาร #โรงงานร้างกลาโหม #เรือฟริเกต
.....


เอกราช อุดมอำนวย - Ekkarach Udomumnuay - จอจาน
6 hours ago
·
งบกลาโหมไม่ได้น้อย…แต่ใช้ผิดที่

หลายคนอาจคิดว่า เมื่อกระทรวงกลาโหมได้รับงบประมาณกว่า 2 แสนล้านบาท กองทัพน่าจะมีงบเพียงพอในการพัฒนายุทโธปกรณ์และเสริมสร้างศักยภาพการป้องกันประเทศ

แต่เมื่อดูรายละเอียดของงบประมาณปี 2570 กลับพบว่า งบบุคลากรเพิ่มขึ้น แต่งบลงทุนกลับลดลง

ทุก ๆ 100 บาท ที่จัดสรรให้กระทรวงกลาโหม

กว่า 74 บาท เป็นงบบุคลากรและค่าใช้จ่ายประจำ

เหลือเพียงประมาณ 20 บาท สำหรับการจัดหาและพัฒนายุทโธปกรณ์ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพ

ที่สำคัญ งบในแผนงานบุคลากรปี 2570 ยังเพิ่มขึ้นอีก 3,173 ล้านบาท ขณะที่ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา กระทรวงกลาโหมใช้งบด้านกำลังพล มากกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปีอย่างต่อเนื่อง

คำถามคือ… หากงบประมาณส่วนใหญ่ยังเป็นค่าใช้จ่ายประจำ แล้วกองทัพจะเหลืองบมากเพียงใดสำหรับการพัฒนาศักยภาพและเตรียมความพร้อมรับภัยคุกคามในอนาคต

ผมเห็นว่า การปฏิรูปกองทัพ ต้องเริ่มจากการปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณ ให้สอดคล้องกับภารกิจจริง ใช้เงินภาษีประชาชนอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และสร้างกองทัพที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1569046055026361&set=a.551377320126578



https://www.facebook.com/jawjarntalk/posts/1568961545034812



ยุโรปมีมาตรการใหม่ เก็บค่าธรรมเนียม 3 ยูโร สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำจากจีนที่เคยได้รับยกเว้นภาษีมาก่อน โดยมุ่งเป้าไปที่ร้านค้าออนไลน์อย่าง Shein, Temu และ AliExpress ท่ามกลางความกังวลเรื่องการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม






https://x.com/Reuters/status/2072267721081823536
.....

มาตรการใหม่ของสหภาพยุโรป (EU) เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เป็นต้นไป โดยกำหนดเก็บค่าธรรมเนียมภาษีศุลกากร (customs duty) อัตราคงที่ 3 ยูโร (ประมาณ 120 บาท) ต่อหนึ่งประเภทสินค้า (customs category) สำหรับสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าต่ำ

รายละเอียดและสาเหตุสำคัญของมาตรการนี้ มีดังนี้:

อุดช่องโหว่ภาษี: เดิมที EU เคยยกเว้นภาษีศุลกากรให้กับพัสดุที่มีมูลค่าไม่เกิน 150 ยูโร (แต่ยังต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT) ทำให้แพลตฟอร์ม E-commerce ยักษ์ใหญ่จากจีนอย่าง Shein, Temu และ AliExpress สามารถส่งสินค้าชิ้นเล็กราคาถูกตรงจากโรงงานในจีนถึงมือผู้บริโภคในยุโรปได้โดยไม่ต้องเสียภาษีนำเข้าเลย

แก้ปัญหาการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม: ร้านค้าและผู้ประกอบการท้องถิ่นในยุโรปต่างร้องเรียนว่า แพลตฟอร์มจีนเหล่านี้ได้เปรียบทางการค้าอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น ปริมาณพัสดุมูลค่าต่ำที่ทะลักเข้าสู่ยุโรปได้เติบโตอย่างก้าวกระโดด จาก 1.4 พันล้านชิ้นในปี 2022 พุ่งสูงถึงกว่า 5.8 พันล้านชิ้นในปี 2025 จนเจ้าหน้าที่ศุลกากรไม่สามารถตรวจสอบความปลอดภัยของสินค้าได้อย่างทั่วถึง

วิธีคิดค่าธรรมเนียม: จะคิดตามประเภทหมวดหมู่สินค้าในพัสดุนั้นๆ หากในหนึ่งกล่องมีสินค้าที่อยู่ในหมวดหมู่เดียวกันทั้งหมด (เช่น เดรสหลายตัว หรือของเล่นหลายชิ้น) จะเสียค่าธรรมเนียม 3 ยูโร แต่ถ้าหากในกล่องมีสินค้าที่แยกย่อยต่างหมวดหมู่กัน 3 ประเภท ก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมรวมเป็น 9 ยูโร

มาตรการชั่วคราว: อัตราคงที่ 3 ยูโรนี้ถือเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อควบคุมสถานการณ์ในเบื้องต้น โดยในอนาคต (กำหนดไว้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2028) เมื่อหน่วยงานศุลกากรใหม่ของ EU เริ่มดำเนินงานเต็มรูปแบบ การยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าราคาต่ำกว่า 150 ยูโรจะถูกยกเลิกไปโดยสิ้นเชิง และจะเปลี่ยนไปเก็บภาษีตามพิกัดอัตราศุลกากรแยกตามประเภทสินค้าจริงแทน

มาตรการนี้ส่งผลให้ผู้บริโภคในยุโรปต้องซื้อของออนไลน์จากแพลตฟอร์มจีนเหล่านี้ในราคาที่แพงขึ้น เนื่องจากทางแพลตฟอร์มมักจะผลักภาระค่าธรรมเนียมดังกล่าวไปรวมในราคาขายหรือค่าจัดส่งที่หน้าชำระเงิน




ทำความรู้จัก “ประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41” ที่ออกโดย คณะทหารที่เรียกตัวเองว่า “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ที่ได้เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช หลัง “การสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” 6 ตุลาฯ


ThumbRights
June 29
·
ทำความรู้จัก “ประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41”

เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มมวลชนฝ่ายขวาหลากหลายหลายกลุ่ม ได้ร่วมกันก่อเหตุสังหารหมู่นักศึกษาประชาชนที่รวมตัวกันชุมนุมอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนทำให้มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตอย่างน้อย 41 ราย และบาดเจ็บ 145 ราย เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ” หรือ “การสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” โดยเป็นที่กล่าวขานถึงความโหดร้ายทารุณของการประชาทัณฑ์ที่เกิดขึ้น ทั้งภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และท้องสนามหลวง

เย็นวันเดียวกัน ได้เกิดการรัฐประหารขึ้น โดยคณะทหารที่เรียกตัวเองว่า “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ได้เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช โดยอ้างว่ารัฐบาลไม่อาจควบคุมสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบเรียบร้อยได้ โดยผู้นำของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้แก่ พล.ร.อ.สงัด ชะลออยู่ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ พล.อ.บุญชัย บำรุงพงศ์ และ พล.อ.อ.กมล เดชะตุงคะ

การรัฐประหารนำไปสู่การสิ้นสุดลงของรัฐธรรมนูญ รัฐสภา และรัฐบาล คณะรัฐประหารได้แต่งตั้งสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน และแต่งตั้งธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี และหลังจากนั้น 2 สัปดาห์ ในวันที่ 21 ตุลาคม 2519 พล.ร.อ.สงัด ชะลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ได้ลงนามในคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 โดยเป็นคำสั่งให้แก้ไขอัตราโทษในประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินให้เหตุผลว่า อัตราโทษดังกล่าวไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในเวลานั้น สมควรแก้ไขอัตราโทษเหล่านั้นให้สูงขึ้น

เนื้อความโดยสังเขปของคำสั่งฉบับดังกล่าวได้แก่

“โดยที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินพิจารณาเห็นว่า อัตราโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ เจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ ศาลหรือผู้พิพากษา และประชาชนทั่วไป ตลอดจนการกระทำอื่นเพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ รัฐต่างประเทศซึ่งมีสัมพันธไมตรี หรือการกระทำอันเป็นการเหยียดหยามศาสนา และความผิดเกี่ยวกับต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือขัดขวางการพิจารณา หรือพิพากษาของศาล ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันสมควรแก้ไขอัตราโทษเหล่านั้นให้สูงขึ้น”

ส่วนเนื้อหาโดยละเอียดของคำสั่งฉบับดังกล่าว เป็นการแก้ไขอัตราโทษของประมวลกฎหมายอาญา จำนวน 12 ฐานความผิด ได้แก่

ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา 112 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี

ความผิดฐานกระทำการใด ๆ ต่อธงหรือเครื่องหมายอื่นใดอันมีความหมายถึงรัฐ เพื่อเหยียดหยามประเทศชาติ ตามมาตรา 118 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ตามมาตรา 133 แก้ไขอัตราดทษจากจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-14,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายผู้แทนรัฐต่างประเทศซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาสู่พระราชสำนัก ตามมาตรา 134 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน -5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดฐานกระทำการใด ๆ ต่อธงหรือเครื่องหมายอื่นใดอันมีความหมายถึงรัฐต่างประเทศซึ่งมีสัมพันธไมตรี เพื่อเหยียดหยามรัฐนั้น ตามมาตรา 135 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ ตามมาตรา 136 แก้ไขอัตราดทษจากจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ตามมาตรา 138 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดฐานดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี หรือกระทำการขัดขวางการพิจารณาหรือพิพากษาของศาล ตามมาตรา 198 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-14,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ แก่วัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด อันเป็นการเหยียดหยามศาสนานั้น ตามมาตรา 206 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-14,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดฐานหมิ่นประมาท อันได้แก่การใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ตามมาตรา 326 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น ได้กระทำโดยการโฆษณา ด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏด้วยวิธีใด แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียงอย่างอื่น กระทำโดยการกระจายเสียง หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่นใด ตามมาตรา 328 แก้ไขอัตราโทษจากจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณา ตามมาตรา 393 แก้ไขอัตราโทษจากปรับไม่เกิน 500 บาท เป็น จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จะเห็นได้ว่า เนื้อหาของคำสั่งดังกล่าว เป็นการแก้ไขเพิ่มอัตราโทษของฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาททั้งระบบ ซึ่งการแก้ไขดังกล่าว ส่งผลต่อเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ในหลายกรณี ได้แก่

กรณีมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาซึ่งการแก้ไขโทษจากไม่เกิน 7 ปี เป็นจำคุกไม่เกิน 3-15 ปี ส่งผลให้คดี 112 ทุกคดีที่ศาลลงโทษ จะต้องลงโทษที่โทษขั้นต่ำ 3 ปี เท่านั้น และต่อให้มีการลดโทษ ก็สามารถลดได้แค่เหลือ 1 ปี 6 เดือนเท่านั้น ตามมาตรา 78 ของประมวลกฎหมายอาญา ที่ให้อำนาจศาลในการลดโทษแก่ผู้กระทำความผิดไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษ

และการเพิ่มอัตราโทษตามคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ทำให้การลงโทษสูงสุดของคดีมาตรา 112 ในกรณีที่มีการทำผิดหลายกรรม พุ่งสูงทะลุเพดาน เนื่องจากมาตรา 91 ของประมวลกฎหมายอาญา ระบุว่าในกรณีที่ความผิดหลายกรรม ถ้าความผิดนั้นโทษสูงสุดไม่เกิน 10 ปี จะสามารถลงโทษสูงสุดได้เพียง 20 ปีเท่านั้น แต่กรณีที่มีโทษสูงสุดตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ศาลสามารถลงโทษสูงสุดได้ถึง 50 ปี

นอกเหนือจากมาตรา 112 แล้ว มาตราอื่น ๆ ที่ถูกแก้ไขจากคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและเล่นงานผู้เห็นต่างทางการเมืองเช่นเดียวกัน ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นหลากหลายกรณี เช่น

เช่นกรณีของพิมชนก จิระไทยานนท์ และเบนจา อะปัญ นักศึกษาและนักกิจกรรมทางการเมืองจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 118 (ลบหลู่ธงชาติ) จากการนำผ้าสีแดงมีตัวเลข “112” ชักขึ้นไปบนยอดเสาธงแทนธงชาติ บริเวณหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2564 ซึ่งสุดท้ายศาลยกฟ้องคดีนี้

หรือเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้พิพากษาลงโทษรามิล ศิวัญชลี วิธญเสรีวัฒน์ ในข้อหาดูหมิ่นศาล ตามมาตรา 198 จากการอ่านบทกวีระหว่างกิจกรรม "รามาตุลาการ" แสดงความไม่เห็นด้วยต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดี 8 ปี การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่บริเวณอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2565 โดยศาลลงโทษจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา แต่ลดโทษเหลือจำคุก 8 เดือน เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์

กล่าวโดยสรุป อัตราโทษในข้อหาต่าง ๆ ที่คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 เพิ่มโทษมานั้น ล้วนแต่ก่อปัญหาต่อเสรีภาพในการแสดงออกทั้งสิ้น

อ้างอิง
https://www.parliament.go.th/.../file_20170817114308_0.pdf
https://th.wikisource.org/wiki/คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน_ฉบับที่_41
https://tlhr2014.com/archives/68203
https://tlhr2014.com/archives/84120

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122271564302184830&set=a.122110046162184830





ย้อนประวัติศาสตร์ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ มรดกจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถึงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ


iLaw
8 hours ago
·
ย้อนประวัติศาสตร์ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ มรดกจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถึงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ
.
หากย้อนไปสำรวจประวัติศาสตร์ชาติไทย ตั้งแต่ยุคก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 1 ความผิดฐานหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ ถูกกำหนดกฎหมายลายลักษณ์อักษรครั้งแรกใน 'กฎหมายตราสามดวง' ก่อนจะมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขตามบริบทและพลวัตรทางสังคมและการเมืองเรื่อยมา โดยในสมัยรัชกาลที่ 4 ปรากฎในพระราชกำหนดลักษณะหมิ่นประมาทด้วยการพูดฤาเขียนถ้อยคำเท็จออกโฆษณาการ ร.ศ.118 ต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดทำแล้วตรา ‘กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127’ ขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นประมวลกฎหมายฉบับแรกของสยาม กำหนดความผิดดังกล่าวไว้ในมาตรา 98 และมาตรา 100
.
หลัง ‘อภิวัฒน์สยาม’ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบประชาธิปไตย สภาผู้แทนราษฎรแก้ไขกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 ยกเลิกมาตรา 100 ที่กำหนดความผิดฐานแสดงความอาฆาฎมาดร้ายหรือหมิ่นประมาทต่อพระราชโอรส พระราชธิดา ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ว่ารัชกาลหนึ่งรัชกาลใด และแก้ไขมาตรา 104 (1) เป็น “ผู้ใดกระทำการให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษร หรือเอกสารตีพิมพ์ หรือด้วยอุบายอย่างใดๆ ดังต่อไปนี้ ก) ให้เกิดความดูหมิ่นต่อพระมหากษัตริย์ หรือรัฐบาล หรือข้าราชการแผ่นดินในหมู่ประชาชนก็ดี… ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกว่า 7 ปี และให้ปรับไม่เกินกว่าสองพันบาทด้วยอีกโสดหนึ่ง
.
ต่อมาช่วงปลายปี 2481 รัฐบาลลงมติเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2481 ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการตรวจพิจารณาแก้ไขประมวลกฎหมายรวมถึงประมวลกฎหมายลักษณะอาญาด้วย ใช้เวลาอยู่ร่วม 13 ปีกว่าๆ 4 กันยายน 2495 รัฐบาลภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติประกาศใช้ประมวลกฎหมายอาญาและร่างประมวลกฎหมายอาญาต่อสภาผู้แทนราษฎร ผ่านการพิจารณาออกมาเป็นประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2499 ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ถูกกำหนดไว้ในมาตรา 112 ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี”
.
อย่างไรก็ตาม ในการรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 คณะรัฐประหารในนามว่าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ออกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 เพื่อแก้ไขแก้ประมวลกฎหมายอาญา เพิ่มอัตราโทษความผิดฐาน "หมิ่น" ทั้งระบบ ซึ่งรวมถึงมาตรา 112 โดยอัตราโทษความผิดมาตรา 112 ไม่เคยถูกแก้ไขด้วยฝ่ายนิติบัญญัติเลย และคำสั่งที่ 41 ก็มีผลใช้บังคับมาจะครบ 50 ปี
.
อ่านทั้งหมดได้ที่ https://www.ilaw.or.th/articles/9933

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1449168753923406&set=a.625664036273886





วิพากษ์ ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 2570 ดูเหมือน จะไม่ช่วยวางรากฐานให้ไทยยกระดับสู่ประเทศรายได้สูง (High-Income Country) ในอีก 12 ปีข้างหน้า (ตามเป้าหมายปี 2582)

https://www.facebook.com/photo?fbid=1635327798627378&set=a.627743042719197
.....

เพิ่มเติม

การวิพากษ์ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท (ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรเพิ่งมีมติรับหลักการในวาระแรกไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569) ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ต้องนำมาส่องกล้องมองอนาคตว่า "จะช่วยวางรากฐานให้ไทยยกระดับสู่ประเทศรายได้สูง (High-Income Country) ในอีก 12 ปีข้างหน้า (ตามเป้าหมายปี 2582) ได้จริงหรือไม่?" หากวิเคราะห์ตามโครงสร้างเนื้อหา ข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจ และดัชนีชี้วัดต่าง ๆ สามารถแบ่งมุมมองออกเป็นทั้งมุมบวก (โอกาส) และมุมลบ (ข้อจำกัด) ได้ดังนี้ครับ

⚖️ วิเคราะห์โครงสร้างงบประมาณปี 2570

เมื่อดูจากไส้ในของงบประมาณปี 2570 มีตัวเลขสำคัญที่สะท้อนทิศทางการคลัง ดังนี้:

วงเงินรวม: 3.788 ล้านล้านบาท (ขาดดุลงบประมาณ 788,000 ล้านบาท หรือต้องกู้มาชดเชยเพิ่มขึ้น)

รายจ่ายประจำ: สูงถึง 2.78 ล้านล้านบาท (คิดเป็น 73.6%) ของงบทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 จากปีก่อนหน้า

รายจ่ายลงทุน: อยู่ที่ประมาณ 7.89 แสนล้านบาท ซึ่งลดลงประมาณร้อยละ 8.4 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

🚀 ฝั่งที่มองว่าเป็น "โอกาส" (สนับสนุนเป้าหมาย)

รัฐบาลและผู้สนับสนุนมองว่า งบประมาณปี 2570 มีการปรับเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อตอบรับโลกยุคใหม่ ซึ่งเป็นรากฐานสู่ประเทศรายได้สูง:

เน้นการสร้าง "ทุนมนุษย์" และเทคโนโลยีแห่งอนาคต: มีการจัดสรรและเพิ่มงบประมาณให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล นวัตกรรม และ AI เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ที่ได้งบเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 33.6 เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากรับจ้างผลิต ไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง (High Value-Added)

การปรับแนวทางแบบมุ่งเป้า (Targeting): ลดการหว่านแห และหันมาใช้วิธีดึงเงินนอกงบประมาณเข้ามาสมทบในการลงทุนร่วมกับเอกชน (PPP) เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลัง

ความพยายามดัน GDP ให้พ้นจากกับดัก: มีการตั้งงบพิเศษ 12,000 ล้านบาท สำหรับ "ค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤติความผันผวน" เพื่อประคองเศรษฐกิจให้โตตามเป้าหมาย (ร้อยละ 1.7 - 2.7 ในระยะสั้น) และเร่งสปีดในระยะยาว

⚠️ ฝั่งที่เป็น "ข้อจำกัดและความท้าทาย" (เสียงสะท้อนและข้อกังวล)

เมื่อมองในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ ฝ่ายค้าน และรายงานจากสำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO) จะพบสัญญาณเตือนว่า งบปี 2570 อาจยัง "ไม่เพียงพอ" หรือ "เดินไม่ถูกจุด" ที่จะพาไปสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี ด้วยเหตุผลดังนี้:

1. โครงสร้างงบประมาณติดหล่ม "รายจ่ายประจำ"

การที่รายจ่ายประจำสูงถึงร้อยละ 73.6 (ส่วนใหญ่เป็นเงินเดือนข้าราชการ สวัสดิการ และภาระผูกพันที่สูงสุดในรอบ 10 ปี) ในขณะที่ งบลงทุนลดลงร้อยละ 8.4 ถือเป็นสัญญาณอันตราย เพราะการจะก้าวเป็นประเทศรายได้สูง จำเป็นต้องใช้ "งบลงทุน" ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน นวัตกรรม และการวิจัยและพัฒนา (R&D) ในสัดส่วนที่สูงกว่านี้

2. เป้าหมาย GDP 12 ปี กับความเป็นจริงที่สวนทาง

ตามเกณฑ์ของธนาคารโลก (World Bank) การที่ไทยจะเลื่อนระดับเป็นประเทศรายได้สูงใน 12 ปีได้ เศรษฐกิจไทย (GDP) จำเป็นต้องเติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 4.5 - 5.0 ต่อปีอย่างต่อเนื่อง แต่งบประมาณปี 2570 จัดทำขึ้นบนสมมติฐานการเติบโตที่ร้อยละ 1.7 - 2.7 เท่านั้น ซึ่งหากเศรษฐกิจยังโตในระดับต่ำแบบนี้ เป้าหมาย 12 ปีจะกลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ

3. วิกฤตโครงสร้างประชากร (Aging Society)

งบประมาณกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กลับถูกปรับลดลงร้อยละ 5.4 แม้รัฐบาลจะชี้แจงว่ามีการใช้เงินส่วนอื่นมาอุดหนุนเบี้ยผู้สูงอายุและเด็กแรกเกิด แต่ในภาพรวม ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด ซึ่งจะฉุดรั้งผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) หากงบประมาณไม่สามารถเปลี่ยนผ่านโครงสร้างแรงงานให้เป็นแรงงานทักษะสูงได้ทัน สัดส่วนรายได้ต่อหัวก็จะไม่เพิ่มขึ้น

📌 บทสรุป: งบปี 2570 เพียงพอหรือไม่?

"ร่าง พ.ร.บ.งบฯ 2570 เริ่มแสดงให้เห็นความพยายามในการปักหมุดเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลและทุนมนุษย์ แต่อาจยัง 'ไม่แรงพอ' ที่จะเป็นรากฐานพยุงให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูงใน 12 ปีได้จริง"

หากรัฐบาลยังไม่สามารถปฏิรูประบบราชการเพื่อลดรายจ่ายประจำ เพิ่มสัดส่วนงบลงทุนให้มากกว่านี้ และกระตุ้นให้เกิดการเบิกจ่ายงบประมาณที่รวดเร็ว (เปลี่ยนตัวเลขบนกระดาษให้เป็นเม็ดเงินหมุนเวียนจริง) ประเทศไทยก็มีความเสี่ยงสูงที่จะติดอยู่กับ "กับดักประเทศรายได้ปานกลาง" ต่อไปอีกนาน

คุณคิดว่ารัฐบาลควรโยกงบประมาณจากส่วนไหนมาเพิ่มในด้านการศึกษาหรือเทคโนโลยีเพิ่มเติม เพื่อให้เป้าหมายประเทศรายได้สูงเป็นจริงได้มากขึ้นครับ?




เส้นทางสร้างรายได้ของทรัมป์: ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ การที่ประธานาธิบดีเดินหน้าเปิดธุรกิจใหม่แทนที่จะขจัดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น ถือเป็นการฉีกธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาอย่างยาวนาน







.....

การผสมผสานระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจส่วนตัวกับการบริหารประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ ถือเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงต่อบรรทัดฐานทางการเมืองและจริยธรรมของสหรัฐฯ มากที่สุดในยุคโมเดิร์น

แม้ว่าในทางกฎหมาย ประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีจะได้รับข้อยกเว้นจากกฎหมายความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict-of-Interest Laws) ที่บังคับใช้กับเจ้าหน้าที่รัฐระดับล่าง แต่โดยธรรมเนียมปฏิบัติที่ยึดถือกันมานับตั้งแต่ยุคหลังคดีวอเตอร์เกต (Post-Watergate) ผู้นำสหรัฐฯ มักจะเลือกใช้วิธี "ตัดขาด" จากสินทรัพย์เดิม เช่น การขายหุ้น หรือการตั้ง Blind Trust (กองทุนที่ให้บุคคลภายนอกเป็นผู้บริหารจัดการโดยที่เจ้าของไม่มีสิทธิ์รับรู้หรือสั่งการ) เพื่อความโปร่งใส

แต่สำหรับทรัมป์ เส้นทางรายได้และการทำธุรกิจในช่วงที่ดำรงตำแหน่งมีความแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงผ่าน 3 ปรากฏการณ์สำคัญ:

1. การขยายโมเดลธุรกิจเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัล (Crypto & Web3)

สิ่งที่ทำให้การดำเนินธุรกิจในยุคนี้แตกต่างจากอดีต คือการที่ทรัมป์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบเดิม แต่ขยายตัวอย่างรวดเร็วเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัล

เม็ดเงินมหาศาลจาก Crypto: รายงานบัญชีทรัพย์สินแสดงให้เห็นว่า เขามีรายได้จำนวนมากจากโครงการเหรียญดิจิทัลและการร่วมมือกับแพลตฟอร์มอย่าง World Liberty Financial รวมถึงการออกคอลเลกชัน NFT

จุดตัดทางนโยบาย: รายได้มหาศาลนี้เกิดขึ้นขนานไปกับการผลักดันนโยบายผ่อนปรนกฎระเบียบและสนับสนุนอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีจากทำเนียบขาว ซึ่งทำให้นักวิจารณ์ตั้งคำถามอย่างหนักเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน

2. การซื้อขายหุ้นและการเคลื่อนไหวในตลาดทุน

ความเคลื่อนไหวในพอร์ตการลงทุนส่วนตัวของเขาเป็นอีกหนึ่งจุดที่ถูกจับตามอง

การซื้อขายที่ถี่ขึ้น: มีรายงานการทำธุรกรรมในพอร์ตหุ้นส่วนตัวจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีและพลังงานรายใหญ่

การเข้าถึงของกลุ่มทุน: หลายบริษัทที่มีการซื้อขายหุ้นเหล่านั้น มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มนักธุรกิจหรือผู้บริจาคที่มีโอกาสเข้าพบและหารือนโยบายกับรัฐบาลโดยตรง

3. ความเกี่ยวพันกับต่างประเทศและภูมิรัฐศาสตร์

เนื่องจากแบรนด์และธุรกิจของตระกูลทรัมป์ (The Trump Organization) มีลักษณะเป็นสากล นโยบายต่างประเทศจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกนำไปเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ส่วนตัว

ทุนตะวันออกกลาง: โครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับหรู ข้อตกลงสิทธิ์การใช้งานแบรนด์ (Licensing Deals) และการลงทุนในดาต้าเซนเตอร์ในภูมิภาคอ่าวอาหรับ (เช่น ยูเออี, ซาอุดีอาระเบีย และกาตาร์) มักดำเนินไปพร้อมๆ กับการเจรจาทางการทูตและการค้าอาวุธระดับประเทศ

บทสรุปของความท้าทายทางจริยธรรม การที่ประธานาธิบดียังคงเป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจอย่างเหนียวแน่น และยังเดินหน้าเปิดแนวรบทางธุรกิจใหม่ๆ ทำให้สถาบันการเมืองและสาธารณชนอเมริกันต้องเผชิญกับคำถามใหม่ที่ประวัติศาสตร์ไม่เคยมีมาก่อน: เราจะแยกแยะระหว่าง "ผลประโยชน์ของชาติ" กับ "ผลประโยชน์ของผู้นำ" ออกจากกันได้อย่างไร ในเมื่อทั้งสองสิ่งขับเคลื่อนไปพร้อมกันในเวทีโลก?



กลุ่มนักวิชาการอาวุโส เหลือทน ออกแถลงการณ์เตือนภัย ไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และประชาชนชาวไทย เรื่อง วิกฤตศรัทธาต่อกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา


เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
Yesterday
·
แถลงการณ์กลุ่มนักวิชาการอาวุโส

เรื่อง วิกฤตศรัทธาต่อกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา: กกต. ต้องเร่งส่งศาลฎีกาพิจารณาหลักฐานเชิงประจักษ์ ก่อนระบบนิติบัญญัติจะล่มสลาย
เรียน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพี่น้องประชาชนชาวไทยผู้รักความยุติธรรม

ตามที่ได้มีการจัดให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งควรจะเป็นหลักประกันในการปฏิรูปการเมืองและการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ ทว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระบวนการดังกล่าวกลับเต็มไปด้วยข้อกังขา พฤติการณ์ และหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า เกิดการสมยอม ทุจริต และบล็อกโหวตอย่างเป็นระบบกว้างขวางทั่วประเทศ หรือที่สังคมประณามว่า "กระบวนการฮั้วเลือก สว."

ในฐานะ "กลุ่มนักวิชาการอาวุโส" จากหลากหลายสาขาวิชา ผู้ได้เฝ้าติดตามความเป็นไปและโครงสร้างปัญหาของประเทศมาโดยตลอด มีความห่วงอย่างยิ่งต่อทิศทางของบ้านเมือง เราไม่อาจนิ่งเฉยต่อความฟอนเฟะของระบบการเมือง และการทำหน้าที่อันน่ากังขาขององค์กรอิสระได้อีกต่อไป

จึงจำเป็นต้องออกแถลงการณ์ร่วมกันเพื่อส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤตไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และประชาชนชาวไทย ดังต่อไปนี้:

1. สองปีแห่งความเพิกเฉย: หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ไม่อาจปฏิเสธ
นับจากวันที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ลงนามรับรองผลการเลือกและปล่อยให้บุคคลเหล่านั้นเข้าปฏิบัติหน้าที่ในสภาสูง บัดนี้เวลาได้ล่วงเลยมานานถึงสองปีเต็ม

ตลอดระยะเวลาดังกล่าว ข้อเท็จจริง ข้อมูลเชิงสถิติ และพยานหลักฐานเชิงประจักษ์ (Empirical Evidence) ได้ปรากฏเด่นชัดต่อสายตาประชาคมแล้วว่า สมาชิกวุฒิสภาจำนวนมากมิได้เป็นตัวแทนของผู้ทรงคุณวุฒิอย่างแท้จริง หากแต่เป็นผลผลิตของขบวนการจัดตั้งและกลฉ้อฉลทางการเมือง
การที่ กกต. ปล่อยปละละเลยให้เวลาทอดยาวมาถึงสองปี ยิ่งตอกย้ำภาพจำของสังคมว่า กกต. กำลังทำหน้าที่เป็นเพียง "ตรายาง" หรือไปรษณีย์ส่งผ่านรายชื่อ โดยละเลยต่อเจตนารมณ์แห่งความสุจริตและเที่ยงธรรม

2. มหันตภัยการแทรกแซงเบ็ดเสร็จ และวิกฤตรัฐธรรมนูญ
กลุ่มนักวิชาการอาวุโสขอเตือนด้วยความห่วงใยว่า วุฒิสภาคือ "ต้นน้ำ" ของกระบวนการนิติบัญญัติและเป็นผู้มีอำนาจชี้ชะตาในการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ หากเราปล่อยให้สภาสูงแห่งนี้ถูกยึดครองโดยกลุ่มทุน กลุ่มอิทธิพล หรือนอมินีของพรรคการเมือง กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลทั้งหมดของประเทศจะถูกแทรกแซงอย่างเบ็ดเสร็จ (Captive State) องค์กรอิสระจะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งจะนำพาประเทศชาติไปสู่วิกฤตรัฐธรรมนูญขั้นรุนแรงที่ยากจะเยียวยา และอาจบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งครั้งใหญ่ในสังคม

3. ข้อเรียกร้องขั้นเด็ดขาดต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
เพื่อป้องกันมิให้บ้านเมืองต้องเผชิญกับทางตันและรักษาระบบนิติรัฐให้คงอยู่ เราขอเรียกร้องให้ กกต. ใช้อำนาจและสำนึกทางจริยธรรม ดำเนินการดังต่อไปนี้โดยทันที:

ยุติการเพิกเฉย และเร่งส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา: ในเมื่อบัดนี้พยานหลักฐานและข้อเท็จจริงมีความชัดเจนเป็นที่ประจักษ์แล้ว กกต. ต้องหยุดประวิงเวลา และรีบจัดส่งสำนวนคดีพร้อมหลักฐานทั้งหมดไปยังศาลฎีกา เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาพิพากษาถอดถอนและลงโทษผู้กระทำผิดกฎหมายโดยเร็วที่สุด

ดำเนินคดีอาญาอย่างถึงที่สุดโดยไม่มีข้อยกเว้น: ต้องสาวให้ถึงต้นตอ ตัดวงจรผู้สมัครรับจ้าง และผู้อยู่เบื้องหลังขบวนการฮั้วทั้งหมด เพื่อคืนความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่กฎหมายบ้านเมือง

บทสรุป
บ้านเมืองจะระส่ำระสายหากผู้ใช้กฎหมายไร้ซึ่งความกล้าหาญ การที่บ้านเมืองมีปัญหาในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเกิดจากการที่องค์กรที่ควรจะทำหน้าที่ตรวจสอบ กลับเลือกที่จะนิ่งเฉยและปล่อยผ่าน
พวกเราในฐานะนักวิชาการอาวุโส ขอเรียกร้องให้ กกต. ตระหนักถึงเกียรติภูมิและหน้าที่ต่อแผ่นดิน บังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาดและส่งเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยพลัน ก่อนที่ระบบขบวนการยุติธรรมและระบบรัฐสภาของไทยจะพังทลายลงจนเกินเยียวยา และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันจับตาและกดดันให้เกิดการตรวจสอบอย่างถึงที่สุด
"ธำรงไว้ซึ่งหลักนิติรัฐ ปกป้องระบบรัฐสภา เพื่อประชาธิปไตยที่สุจริตและเที่ยงธรรม"

กลุ่มนักวิชาการอาวุโส

1.รศ.ดร.สิริลักษณา คอมันตร์ 2.ดร. อาทิตย์ อุไรรัตน์
3. ศ.ดร.ปราณี ทินกร 4.รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร
5. รศ.ดร.อัจนา ไวความดี 6. ศ.ดร. อภิชัย พันธเสน
7. รศ.วันรักษ์ มิ่งมณีนาคิน 8.รศ. ดร. สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
9. รศ.ดร. ภาวดี ทองอุไทย 10. รศ.จุมพล รอดคำดี
11. อ.สุพรรณ นพสุวรรณชัย 12.รศ.ดร. โกวิท ชาญวิทยาพงศ์
13.ผศ. จินตนา เชิญสิริ 14.รศ.ดร.ไชยวัฒน์ เผือกคง
15.รศ.ดร. เพลินพิศ สัตย์สงวน 16. ผศ.ดิเรก เต็งจำรูญ
17.อ.วณี จีระแพทย์ 18. รศ.สุขุม อัตวาวุฒิชัย
19.รศ.ดร. ธีรภัทร สงวนกชกร 20.รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
21. ศ.(เกียรติคุณ)ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์

ประกาศ ณ วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=1535787701253425&set=a.359740105524863



ทำไมอเมริกาต้องมีสงครามตลอดเวลา

https://www.facebook.com/reel/2707188336323837


รัฐสภาสหรัฐ อาจจะมีนักสังคมนิยมประชาธิปไตยเพิ่มอีก 1 คน Melat Kiros นักสังคมนิยมผู้เพิ่งเอาชนะนักการเมืองพรรคเดโมแครตเจ้าของตำแหน่งเดิมที่ครองเก้าอี้มานานถึง 15 สมัยในรัฐโคโลราโด เธอเป็น immigrant จาก Ethiopia หากเธอชนะ เธอจะเป็น สส. หญิง Gen-Z คนแรกในสภาคองเกรส


Pipob Udomittipong
13 hours ago
·
โคโลราโด แคนดิเดต สส.ฝ่ายซ้ายอีกคนหนึ่ง สามารถโค่นส.ส.หญิงที่ดำรงตำแหน่งมา 15 สมัยได้ ในเขตเลือกตั้งที่พรรคเดโมแครตเป็นเสียงส่วนใหญ่

Melat Kiros น่าจะได้เป็นสส.ในการเลือกตั้งเดือนพ.ย. นับเป็นชัยชนะของแนวร่วมฝ่ายซ้าย Democratic Socialists of America หลังประสบความสำเร็จอย่างมากในไพรแมรี่ที่นิวยอร์ก อะไรก็เกิดขึ้นได้

เมลัต คิรอส ทนายความ นักศึกษาป.เอก และบาริสต้า เอาชนะไดอานา เดอเก็ตต์ ในการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรคเดโมแครต ได้เป็นตัวแทนเขตเดนเวอร์เมื่อวันอังคาร เป็นกระแสฝ่ายซ้ายต่อเนื่องจากนิวยอร์กเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

คิรอส เป็นผู้อพยพที่เกิดในเอธิโอเปีย และเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ นโยบายแก้ไขวิกฤตค่าครองชีพสูง (affordability) เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอได้รับชัยชนะเหนือคู่แข่งจากพรรคเดียวกันที่อาวุโสกว่ามากมาย

คิรอส ยังเป็นคนที่ต่อต้านการให้ความสนับสนุนของสหรัฐฯ ต่ออิสราเอล และใช้เป็นนโยบายหาเสียงของเธอด้วย

เธอเคยทำงานเป็นทนายความในสำนักงานกฎหมายที่นิวยอร์ก แต่ถูกไล่เธอออกในปี 2023 เพราะเธอเขียนและโพสต์จดหมายเชิญขวนให้สำนักงานกฎหมายต่าง ๆ สนับสนุนการรณรงค์เพื่อปาเลสไตน์ และตั้งคำถามเกี่ยวกับความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์ของอิสราเอล

เธอเรียกร้องให้ปกป้องนศ.ที่ปักหลักประท้วงในมหาวิทยาลัยเพื่อสนับสนุนปาเลสไตน์ เพราะเธอไม่ยอมลบจดหมาย เลยถูกไล่ออก

จดหมายคิรอสเขียนสมัยทำงานเป็นทนายความในนิวยอร์ก จนทำให้เธอถูกไล่ออก https://medium.com/@melata.../dear-us-law-firms-77ec63e838af


https://www.facebook.com/photo/?fbid=10164338505761649&set=a.10150096728651649
.....





https://x.com/america/status/2072348892486598697
.....

ชัยชนะของ Melat Kiros ในการเลือกตั้งขั้นต้น (Primary) ของพรรคเดโมแครตในเขตเลือกตั้งที่ 1 ของรัฐโคโลราโด (เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา) ถือเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางการเมืองที่น่าจับตามองที่สุดของปีนี้

การที่ผู้สมัครหน้าใหม่วัย 29 ปี สามารถล้มแชมป์เก่าอย่าง Diana DeGette สส. หญิงที่ครองเก้าอี้ตัวนี้มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1997 (รวม 15 สมัย หรือเกือบ 30 ปี) สะท้อนถึงกระแสคนรุ่นใหม่และปีกก้าวหน้า (Progressive) ที่กำลังขยับขยายอิทธิพลภายในพรรคเดโมแครตอย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับตัวเธอและคำแถลงนี้ มีดังนี้ครับ:

1. อัตลักษณ์ที่หลากหลาย (The Intersection of Identities)

คำกล่าวของ Kiros สะท้อนตัวตนที่ทลายกรอบนักการเมืองแบบดั้งเดิมในสภาคองเกรสอย่างสิ้นเชิง:

ผู้อพยพ: เธอเกิดที่กรุงแอดดิสอาบาบา ประเทศเอธิโอเปีย ก่อนที่ครอบครัวจะย้ายมาตั้งรกรากในโคโลราโดตั้งแต่เธอยังเป็นทารกผ่านระบบ Diversity Visa

อดีตทนายความและบาริสต้า: เธอจบกฎหมายจาก Notre Dame Law School และเคยทำงานในสำนักงานกฎหมายรายใหญ่ แต่เส้นทางอาชีพต้องเปลี่ยนผันหลังจากเธอแสดงจุดยืนปกป้องการประท้วงของนักศึกษา และหันมาทำงานพาร์ตไทม์เป็นบาริสต้าควบคู่ไปกับการเรียนต่อปริญญาเอก

คนรุ่นใหม่ (Gen Z): หากเธอชนะการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤศจิกายนนี้ เธอจะสร้างประวัติศาสตร์เป็น สส. หญิงจากกลุ่ม Generation Z คนแรกในสภาคองเกรส

2. ชัยชนะเหนือนักการเมืองระดับ Establishment

Diana DeGette ถือเป็นนักการเมืองรุ่นใหญ่ที่เป็นเสาหลักของเดโมแครตในโคโลราโด การล้มแชมป์เก่าครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด ซึ่ง Kiros ต้องเผชิญกับเม็ดเงินจากกลุ่ม Super PAC ภายนอกที่ทุ่มทุนกว่า 1 ล้านดอลลาร์เพื่อโจมตีเธอในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนการลงคะแนน แต่เธอก็สามารถเอาชนะมาได้ด้วยคะแนนประมาณ 49% ต่อ 43%

3. นโยบายและจุดยืนแบบ "สังคมนิยมประชาธิปไตย" (Democratic Socialist)

เธอได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม Democratic Socialists of America (DSA) และนักการเมืองปีกซ้ายชื่อดังอย่าง Bernie Sanders โดยมีนโยบายหลักที่ค่อนข้างเฉียบขาด เช่น:

การผลักดันระบบรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า (Medicare for All) และนโยบายที่อยู่อาศัย (Housing First)

การปฏิเสธเงินบริจาคจากกลุ่มทุนหรือบริษัทใหญ่ (Corporate PACs)

จุดยืนด้านต่างประเทศที่แข็งกร้าว โดยเฉพาะการเรียกร้องให้ระงับการส่งอาวุธให้แก่อิสราเอล (Arms Embargo)

นโยบายสิ่งแวดล้อม Green New Deal รวมถึงข้อเสนอแปลกใหม่อย่างการประกาศพักชำระ/ระงับการสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center Moratorium) ในพื้นที่

เนื่องจากเขตเลือกตั้งที่ 1 ของโคโลราโด (ครอบคลุมพื้นที่เมืองเดนเวอร์) เป็นพื้นที่ฐานเสียงที่เหนียวแน่นของพรรคเดโมแครต (Safely Democratic Seat) ชัยชนะในรอบ Primary ครั้งนี้จึงแทบจะเป็นการการันตีว่า Melat Kiros จะได้เข้าไปนั่งในสภาคองเกรสอย่างเป็นทางการในการเลือกตั้งทั่วไปเดือนพฤศจิกายน 2026 นี้อย่างแน่นอน




เหตุที่เราต้องจับตาการจับขั้วของ ส.ก. และการได้ตำแหน่งประธานสภา ในสภากรุงเทพกันดีๆ


'ปราย พันแสง
14 hours ago
·
ทำไมส้มจับขั้วกับคนอื่นยาก นี่เป็นเหตุให้เราต้องจับตาการจับขั้วของ ส.ก. ในสภากรุงเทพกันดีๆ

การเลือกตั้ง ส.ก. ครั้งนี้ไม่ได้แค่เลือกตัวแทนเขตเท่านั้น แต่เป็นการเลือก “ผู้ตรวจสอบ” ที่จะมีอำนาจสำคัญต่อชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพทั้ง 50 เขต

ส.ก. มีหน้าที่พิจารณาและอนุมัติงบประมาณมหาศาลของ กทม. เกือบแสนล้านบาทต่อปี รวมถึงตรวจสอบการทำงานของผู้ว่าด้วย



บทบาท scrutiny ในบริบทการเมือง กทม. คือหน้าที่ตรวจสอบ ไต่สวน และเฝ้าระวัง ของ ส.ก. (สภา กทม.) ต่อผู้ว่าและฝ่ายบริหาร

พูดง่าย ๆ คือ ส.ก. ทำหน้าที่เป็น “ผู้เฝ้าดู” ไม่ใช่ผู้สั่งการโดยตรง แต่มีอำนาจสำคัญคือตรวจงบประมาณ พิจารณา อนุมัติ หรือตัดงบโครงการต่าง ๆ (เช่น งบติดแอร์ห้องเรียน งบซื้อเครื่องตรวจแผ่นดินไหว) ถ้างบส่อทุจริต ราคาแพงเกิน หรือไม่จำเป็น ส.ก. สามารถระงับหรือปรับได้

ไต่สวนผู้ว่าและข้าราชการ สามารถตั้งกระทู้ ถามผู้ว่า เรียกเอกสาร ตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้าย หรือโครงการที่ผิดปกติ

กำกับดูแล ทำให้ฝ่ายบริหาร (ผู้ว่า) ทำงานโปร่งใส ไม่ลอยนวล และรับผิดชอบผลงาน

ถ้า ส.ก. ทำ scrutiny ดี ประชาชนจะได้ประโยชน์ เช่น งบไม่รั่วไหล โครงการมีคุณภาพจริง แต่ถ้า ส.ก. ขวางทุกอย่างเพื่อการเมือง หรือจับขั้วกันแน่นเกินไป อาจทำให้โครงการดี ๆ ล่าช้า (อย่างกรณีงบห้องเรียนปลอดฝุ่นที่ถูกตัด)

ในสภา กทม. บทบาทนี้คือระบบถ่วงดุลอำนาจ ระหว่างผู้ว่า (บริหาร) กับ ส.ก. (นิติบัญญัติ+ตรวจสอบ) เพื่อไม่ให้ใครมีอำนาจเดี่ยวเดี่ยว scrutiny คือ กลไกสำคัญที่ทำให้การเมืองท้องถิ่นไม่บิดเบี้ยว และผลกระทบสุดท้ายตกกับประชาชนอย่างเรา ๆ นั่นเอง



ถ้า ส.ก. จับขั้วกันแน่นแฟ้น โดยเฉพาะการได้ตำแหน่งประธานสภา ก็จะกำหนดวาระการประชุม ควบคุมการอภิปราย และมีน้ำหนักมากในการตัดสินใจเรื่องงบต่าง ๆ ได้เลย

พรรคประชาชนที่ได้ ส.ก. มา 22 ที่นั่ง เสนอตัวอยากเป็นประธานสภา เพราะจะช่วยให้สามารถกำหนด agenda ได้ชัดเจน ผลักดันเรื่องที่ประชาชนต้องการ เช่น ความโปร่งใส ตรวจสอบทุจริต และโครงการที่ตรงใจคนเมือง ถ้าขั้วอื่น (เช่น กลุ่มคนทำงานที่ได้ 11 ที่นั่ง หรือกลุ่มเก่า) ครองสภา เรื่องต่างๆ อาจโดนถ่วง เดินช้าหรือถูกบล็อกเหมือนเทอมที่แล้ว

ยกตัวอย่างที่เห็นชัดในเทอมก่อน ส.ก. บางคนเคยระงับงบสำคัญที่กระทบประชาชนโดยตรง เช่น งบติดแอร์ห้องเรียนปลอดฝุ่น 219 ล้านบาท ที่สภา กทม. มีมติตัดออกไป

ส.ก. ที่นำเรื่องนี้คือ สุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา (เขตลาดกระบัง เพื่อไทย) กนกนุช กลิ่นสังข์ (ดอนเมือง เพื่อไทย) รัตติกาล แก้วเกิดมี (สายไหม ไทยสร้างไทย) และวิรัช คงคาเขตร (บางกอกใหญ่ ประชาธิปัตย์)

ดร.จอห์น สุรจิตต์ รอบนี้ กลับมาเลือกตั้งใหม่และสอบติดกับกลุ่ม Better Bangkok อีกครั้ง รวมถึงออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนคุณเนอสจากพรรคประชาชนให้เป็นประธานด้วยแสดงให้เห็นความลื่นไหลของการเมืองท้องถิ่น ซึ่งต้องคอยดูวันโหวตจริงอีกที ว่าจะยกมือให้จริงมั้ย

นอกจากนี้ยังมีกรณีระงับงบซื้ออุปกรณ์ตรวจจับแผ่นดินไหว (มูลค่า 9 ล้านบาท) และโครงการอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะหรือสวัสดิการประชาชน

ส.ก. บางคนมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้รับเหมาในท้องที่ สอบติดทุกรอบยิ่งต้องตามดูหนักๆ บางคนถูกเรียกติดปากว่า “ส.ก. ขยะ” เพราะมองว่าขวางผลประโยชน์ของคนกรุงเทพเพื่อเหตุผลทางการเมืองหรือผลประโยชน์ส่วนตัว



กทม.มีเงินงบประมาณก้อนใหญ่และอำนาจกระจายไปตามเขต ส.ก.อิสระ ที่ได้ตำแหน่งมาในรอบนี้ด้วยบารมีส่วนตัว จึงอาจจะไม่อยากจับมือกับพรรคประชาชน เพราะคงดึงงบไปลงเขตตัวเองยาก ยังมีเรื่องการดีลกับผู้รับเหมาในเขตอีก ซึ่งทุกคนรู้ดีว่ามันมีช่องให้โกงได้

ทั้งหมดนี้เป็นแก่นแท้ของการเมืองท้องถิ่นทุกที่ในโลก ไม่ใช่แค่ กทม. งบประมาณ กทม. อยู่ที่หลักหมื่นล้านต่อปี และกระจายผ่านเขตในรูปแบบโครงการปรับปรุงถนน ทางเท้า ระบบระบายน้ำ สวนสาธารณะ ซึ่งล้วนผ่านมือผู้รับเหมาในพื้นที่ ส.ก. ที่อยู่ในเขตนั้นมาหลายปีรู้ว่าใครเป็นใคร เครือข่ายผู้รับเหมาคือฐานอำนาจที่จับต้องได้จริงกว่าคะแนนเสียงเสียอีก

พรรคประชาชนจึงเป็นภัยคุกคามโดยโครงสร้าง ไม่ใช่เพราะนโยบายขัดกัน แต่เพราะพรรคมีโครงสร้างชัดเจนว่าจะตรวจสอบการใช้งบรายเขตอย่างจริงจังกว่า มี ส.ก. พรรคประชาชนในเขตข้างเคียงที่คอยดูอยู่ด้วย เส้นทางที่เคยเดินได้สะดวกก็แคบลงทันที

มันจึงอธิบายได้ว่าทำไม ส.ก.ที่ได้เก้าอี้น้อยกว่าจึงไม่อยากจับมือส้มแม้จะมีอุดมการณ์ใกล้กัน ทำไมอดีต ส.ก. บางคนถึงเปิดการเจรจาต่อรองผลประโยชน์กับชัชชาติก่อนเลือกตั้ง และอธิบายว่าทำไมชัชชาติถึงน่าจะเลือกจับมือกับกลุ่มที่ควบคุมได้ง่ายกว่าพรรคที่มีระบบตรวจสอบภายใน

สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือคนที่เลือก ส.ก. อิสระเพราะคิดว่าได้ตัวแทนเขตที่แท้จริง จริงๆ อาจได้ตัวแทนที่ทำงานเพื่อเขตจริง แต่ ‘เขต‘ ในที่นี้อาจหมายถึงเครือข่ายผู้รับเหมาและพันธมิตรทางธุรกิจในพื้นที่

ไม่ใช่ประชาชนที่หย่อนบัตรให้



การจับขั้วในสภาใหม่จึงสำคัญมาก เพราะถ้า ส.ก. ที่เคยขวางงบสำคัญยังมีอิทธิพลสูง หรือขั้วใดขั้วหนึ่งครองเสียงข้างมาก งบที่ควรลงไปช่วยเด็กนักเรียน แก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 หรือป้องกันภัยพิบัติ อาจถูกตัดหรือชะลออีก

ส.ก. เก่าที่สอบตกบางคนอาจหายไป แต่คนที่สอบติดและมีประวัติขวางงบ ยังต้องจับตามอง

สุดท้าย คนกรุงเทพต้องจับตาว่า ส.ก. ที่เราเลือกจะทำงานตรวจสอบเพื่อประชาชนจริง หรือจะกลายเป็นเครื่องมือการเมืองที่ทำให้โครงการดี ๆ ล่าช้า

เราต้องการสภาที่สมดุล มีเสียงตรวจสอบที่แรงพอ แต่ไม่ขวางทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

เพราะสุดท้าย
ผลกระทบก็ตกอยู่กับเราๆ ทั้งนั้น

https://www.facebook.com/prypansang/posts/1593739508777772
.....

เพิ่มเติม

ปรากฏการณ์ที่ “พรรคสีส้ม” (พรรคก้าวไกลเดิม สู่พรรคประชาชนในปัจจุบัน) จับขั้วหรือร่วมงานกับพรรคการเมืองอื่นได้ยากนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากดีเอ็นเอทางความคิดและโครงสร้างของพรรคที่ต่างจากพรรคการเมืองแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง ซึ่งนี่คือเหตุผลสำคัญว่าทำไมเราถึงต้องจับตา "สภากรุงเทพมหานคร" (สภา กทม.) และการทำหน้าที่ของ ส.ก. (สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร) อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ

1. ทำไม "ส้ม" ถึงจับขั้วกับคนอื่นยาก?

เหตุผลหลักๆ มาจาก 3 ปัจจัยค้ำคอ ที่ทำให้ค่ายสีส้มร่วมหอลงโรงกับใครได้ยากในระบบการเมืองไทย:

วัฒนธรรม "นโยบายนำ การมุ้งตาม": พรรคการเมืองดั้งเดิมมักใช้โมเดล "ต่างคนต่างแบ่งกระทรวง/แบ่งเค้ก" แล้วไปบริหารกันเอง แต่ฝั่งสีส้มยึดหลักเกณฑ์ที่ต้องเอานโยบายและอุดมการณ์เป็นตัวตั้ง หากพรรคอื่นไม่ยอมรับเงื่อนไขการปฏิรูปโครงสร้าง ก็ยากที่จะคุยกันจบ

กระแส "สูตรสกัดส้ม" จากกลุ่มอนุรักษ์นิยมและขั้วอำนาจเดิม: พรรคการเมืองใหญ่หลายพรรคมีฐานทุนและเครือข่ายอุปถัมภ์ที่ผูกโยงกับโครงสร้างรัฐแบบเดิม เมื่อฝั่งส้มชูเรื่องการทลายทุนผูกขาด ปฏิรูประบบราชการ และกระจายอำนาจ จึงเกิดภาพการ "รุมสกัด" หรือโดดเดี่ยวพรรคส้มจากทั้งขั้วตรงข้ามและอดีตมิตร

ความกดดันจาก "ด้อมส้ม" (ฐานเสียง): มวลชนของพรรคสีส้มมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงมาก และคาดหวังความตรงไปตรงมา หากพรรคไปจับมือหรือประนีประนอมกับขั้วอำนาจเดิมโดยไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นพอ จะเกิดกระแสต่อต้านจากแฟนคลับตัวเองทันที พรรคจึงขยับตัวทำดีลการเมืองใต้โต๊ะได้ยาก

2. ทำไมต้องจับตาการจับขั้วของ "ส.ก." ในสภา กทม. ให้ดี?

สนาม กทม. คือภาพสะท้อนของการเมืองระดับประเทศในย่อส่วน และสภา กทม. มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งด้วยเหตุผลเหล่านี้:

🗳️ เกมคานอำนาจและงบประมาณแสนล้าน

สภา กทม. มีหน้าที่อนุมัติและตรวจสอบการใช้ งบประมาณรายปีของกรุงเทพมหานครที่สูงเฉียด 80,000 - 90,000 ล้านบาท การจับขั้วของ ส.ก. จะเป็นตัวชี้วัดว่า นโยบายของผู้ว่าฯ กทม. จะขับเคลื่อนได้ราบรื่นหรือไม่ หากฝั่งส้มจับขั้วไม่ได้และกลายเป็นเสียงข้างน้อยในสภา กทม. โครงการต่างๆ ที่ส้มพยายามผลักดัน (เช่น การเปิดเผยข้อมูลโปร่งใส Open Bangkok หรืองบประมาณแบบกระจายอำนาจลงเขต) ก็อาจถูกคว่ำหรือถูกดองโดย ส.ก. ขั้วใหญ่ได้ง่ายๆ

🤝 สูตรสกัดส้มในระดับท้องถิ่น

เรามักจะเห็นปรากฏการณ์ "โหวตสวน" หรือการจับมือกันข้ามขั้วของพรรคดั้งเดิม (เช่น เพื่อไทย พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ หรือประชาธิปัตย์) เพื่อสกัดไม่ให้ ส.ก. ฝั่งส้มขึ้นมามีตำแหน่งสำคัญในสภา กทม. เช่น ประธานสภา กทม. หรือประธานคณะกรรมการสามัญชุดสำคัญๆ การจับตาดูว่าใครจับมือกับใครในสภาเมือง จึงทำให้เราเห็น "หน้ากาก" และ "พันธมิตรที่แท้จริง" ของพรรคการเมืองต่างๆ ได้ชัดเจนกว่าการดูสภาใหญ่ด้วยซ้ำ

🚀 สนามทดลองและ "สะพานเชื่อม" สู่การเลือกตั้งใหญ่

ส.ก. คือกลุ่มคนที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่มากที่สุด การขยับตัวจับขั้วในสภา กทม. จะส่งสัญญาณตรงไปถึงการเลือกตั้งใหญ่ครั้งถัดไป หากพรรคส้มโดนโดดเดี่ยวในสภาเมือง พวกเขาจะใช้ยุทธศาสตร์ "ฝ่ายค้านเชิงรุก" แฉความไม่โปร่งใสเพื่อซื้อใจคนกรุงในการเลือกตั้งระดับชาติ แต่ถ้าพวกเขาสามารถดีลกับ ส.ก. กลุ่มอื่นได้สำเร็จ นั่นอาจหมายถึงโมเดลใหม่ๆ ในการทำงานร่วมกันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สรุปก็คือ การที่พรรคสีส้มจับขั้วยาก ไม่ใช่แค่เรื่องของความ "ดื้อ" หรือ "เข้าเมืองตาหลิ่วไม่หลิ่วตาตาม" แต่เป็นเพราะพวกเขาเลือกที่จะไม่เล่นตามกติกาอุปถัมภ์เดิม ซึ่งการต่อสู้ใน สภา กทม. รอบนี้ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ยุทธศาสตร์ "ทุบหม้อข้าว-ไม่ประนีประนอม" ของฝั่งส้ม จะสามารถเจาะทะลวงและคุมเกมงบประมาณเมืองกรุงได้จริง หรือจะถูกระบบรัฐส่วนท้องถิ่นโดดเดี่ยวจนทำงานลำบาก!




ปล่อยอดีต ขังอนาคต : นิรโทษกรรมทุกคดีในรอบ 20 ปี รัฐประหาร ยึดทำเนียบ ยิงคนเสื้อแดง ฯลฯ (ยกเว้นทุกคดีเกี่ยวกับ 112) เป็นนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ


TODAY
12 hours ago
·
เครือข่าย 'นิรโทษกรรมประชาชน'
ชี้ไม่รวมคดี ม.112
เป็นนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ
.
เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ซึ่งเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวและติดตามกระบวนการนิรโทษกรรม ออกแถลงการณ์ถึงกรณีที่เมื่อวานนี้ (30 มิ.ย.) วุฒิสภาได้ประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ… ในวาระสอง และวาระสาม และมีมติเห็นชอบร่างดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญของการอภิปรายในประเด็นหนึ่งว่า ควรนิรโทษกรรมให้กับเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ในคดีตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ แต่ผลสรุปคือ การไม่นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ในทุกกรณี รวมถึงเยาวชน
.
แถลงการณ์ระบุว่า เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ซึ่งเคยเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมประชาชน พ.ศ… ต่อสภาผู้แทนราษฎร โดยให้รวมถึงการนิรโทษกรรมในคดีตามมาตรา 112 แต่สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่รับหลักการของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ขอยืนยันว่า
.
1. คดีมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญานั้น เป็น “คดีการเมือง” และเป็นหนึ่งในใจกลางของความขัดแย้งทางการเมือง ในห้วงเวลาเดียวกับที่กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ทั้งในแง่เป็นคดีที่ใช้ทำลายบุคคลที่เห็นต่างทางการเมือง เป็นหนึ่งในประเภทคดีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติกำหนดให้ต้องถูกพิจารณาพิพากษาโดยศาลทหาร เป็นคดีที่เกิดจากการปราศรัยในที่ชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง และยังเป็นมาตราที่มีการบังคับใช้อย่างผันผวน โอกาสในการต่อสู้คดี การแสวงหาพยานหลักฐานและการได้รับการสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวเข้าถึงได้ยากกว่าคดีปกติ อันเป็นการขัดต่อสิทธิมนุษยชนในสังคมประชาธิปไตย
.
2. นอกจากนี้การดำเนินคดีมาตรา 112 ยังขัดต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามกติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งกลไกสิทธิมนุษยชนหลายภาคส่วนของสหประชาชาติมีความเห็นอย่างต่อเนื่องว่าการควบคุมตัวบุคคลในคดีดังกล่าวเป็นการควบคุมตัวโดยไม่ชอบ (Arbitrary Detention) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินคดีต่อเยาวชนที่ออกมาใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ย่อมขัดกับความคุ้มครองเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Child Rights Convention)
.
3. จากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่าจากผู้ต้องขังคดีการเมือง 61 รายในปัจจุบัน จะมีผู้ต้องขังที่อาจได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมเพียง 13 ราย ซึ่งจะเห็นได้ว่า “ผู้ต้องขังทางการเมือง” ในคดีมาตรา 112 จะยังอยู่ในเรือนจำต่อไป ยังไม่นับคดีจำนวนมากที่ยังดำเนินอยู่ในกระบวนการพิจารณาชั้นต่าง ๆ ในขณะที่ผู้ได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมนั้นไม่ได้ถูกจองจำเสียด้วยซ้ำ
.
เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนชี้ว่า การนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองอย่างเลือกปฏิบัติ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาครั้งนี้ จึงไม่ใช่การเยียวยาหรือแก้ไขความขัดแย้งของสังคม ในทางตรงกันข้ามการนิรโทษกรรมครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และความขัดแย้งของสังคมไทยที่ยิ่งหยั่งลึก ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานะของสถาบันกษัตริย์ในใจของผู้คน
.
เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ขอเรียกร้องให้รัฐสภาดำเนินการใด ๆ เพื่อปล่อยตัวบุคคลที่ถูกดำเนินคดีที่ใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ มิใช่การใช้อำนาจของประชาชน เพื่อละทิ้งประชาชน
.
โดยกระบวนการต่อจากนี้ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวยังต้องส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรว่าจะเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขหรือยืนยันตามร่างเดิม หรือต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างสองสภาพิจารณาต่อ ก่อนที่จะส่งให้พระมหากษัตริย์ลงนามต่อไป
.
สำนักข่าว TODAY
สำนักข่าวออนไลน์ เปิดความรู้ ดูทูเดย์

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1416635960288348&set=a.661952892423329

.....

.....





ยูดีดีนิวส์ - UDD news
Yesterday
·

ทนายแจม โพส “กฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข” จะสร้างสันติสุขได้อย่างไร หากเริ่มต้นจากการเลือกว่าจะให้อภัยใคร และไม่ให้อภัยใคร
.
ภายหลัง ที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข ด้วยคะแนนเสียง 103 ต่อ 3 เสียง งดออกเสียง 22 เสียง โดยคงหลักการเดิมไม่ให้นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ทุกกรณี แม้ผู้ถูกกล่าวหา/ผู้ต้องหา/จำเลย จะเป็นเยาวชนก็ตาม
.
ต่อมา น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หรือ ทนายแจม สส.กทม. พรรคประชาชน โพสข้อความระบุว่า วันนี้ (30 มิถุนายน 69) วุฒิสภามีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข แต่มีการแก้ไขสาระสำคัญหลายประการ ทั้งการเพิ่มข้อยกเว้นไม่ให้เยาวชนที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ได้รับมาตรการตามกฎหมาย และยืนยันว่าคดี “ฮั้ว สว.” ไม่อยู่ในขอบเขตของการนิรโทษกรรม
.
เมื่อร่างกฎหมายถูกแก้ไข ก็จะต้องส่งกลับไปให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้ง
.
สิ่งที่น่าเสียดายที่สุด ไม่ใช่เพียงการแก้ไขรายมาตรา แต่คือ หลักคิดของการนิรโทษกรรม
.
การนิรโทษกรรมมีไว้เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง เปิดทางให้สังคมก้าวข้ามอดีต และลดความแตกแยกที่สะสมมายาวนาน
.
แต่หากเริ่มต้นด้วยการกำหนดว่า คนกลุ่มนี้ได้รับการให้อภัย ส่วนคนอีกกลุ่มไม่มีวันได้รับการให้อภัย กฎหมายก็ยากจะทำหน้าที่สร้างความสมานฉันท์ได้จริง
.
เมื่อกฎหมายเลือกปฏิบัติต่อผู้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งเดียวกัน ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า นี่คือ “กฎหมายนิรโทษกรรม” หรือเป็นเพียง “กฎหมายคัดเลือกผู้ที่จะได้รับการนิรโทษกรรม”
.
ยิ่งไปกว่านั้น ประเด็นเรื่องเยาวชนตามมาตรา 112 ยังมีข้อสังเกตจากนักกฎหมายหลายฝ่ายว่า การแก้ไขครั้งนี้แทบไม่เปลี่ยนผลทางกฎหมายในทางปฏิบัติ เพราะกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนมีกฎหมายเฉพาะรองรับอยู่แล้ว
.
หากไม่มีผลทางกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่เหลืออยู่จึงเป็นเพียง การส่งสัญญาณทางการเมือง ว่า บางกลุ่มจะถูกกันออกจากกระบวนการสร้างความปรองดอง
.
กฎหมายที่ตั้งชื่อว่า “สร้างเสริมสังคมสันติสุข” จึงควรถูกตั้งคำถามว่า กำลังสร้างสันติสุข หรือกำลังตอกย้ำเส้นแบ่งของความขัดแย้งให้ชัดเจนขึ้น
.
สันติสุขไม่อาจเกิดขึ้นจากการเลือกใช้ความเมตตากับบางคน และปฏิเสธความเมตตาต่ออีกบางคน
.
เพราะความปรองดองที่แท้จริง
ไม่ได้เกิดจากการที่ทุกฝ่าย “ชนะ”
.
แต่เกิดจากการที่ทุกฝ่ายได้รับการปฏิบัติบนหลักการเดียวกัน ด้วยความเป็นธรรม และด้วยความกล้าที่จะมองไปข้างหน้า มากกว่าการตอกย้ำความขัดแย้งในอดีต
.
หากกฎหมายนิรโทษกรรมยังแบ่งคนออกเป็นฝ่ายที่สมควรได้รับการอภัยกับฝ่ายที่ไม่สมควรได้รับ สุดท้ายสิ่งที่สร้างขึ้นก็ไม่ใช่สังคมสันติสุข แต่คือความขัดแย้งที่ถูกเขียนรับรองไว้ในตัวบทกฎหมายเอง

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1653081136185544&set=a.523881972438805