วันอังคาร, สิงหาคม 25, 2569

ปัญหาความล้มเหลวของชายแดนใต้ไม่ได้อยู่ที่ว่าเรา “ไม่มีความรู้” ตรงกันข้าม เรารู้จักปัญหานี้ในรายละเอียดแทบเกือบทุกมุม คำถามที่สำคัญกว่าจึงไม่ใช่ว่าเรารู้อะไร แต่คือ ความรู้แบบใดมีอำนาจมากพอที่จะกำหนดนโยบายที่รัฐยอมรับ - อย่างน้อย สามชุดความคิดที่ควรเลิกคิดได้แล้ว


Ekkarin Tuansiri
Yesterday
·
ผู้ที่ติดตามและห่วงใยสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ย่อมมีคำอธิบาย ความเชื่อ ความเข้าใจต่อความรุนแรงแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ ข้อมูล และฐานคิดของแต่ละคน แต่หากลองรวบยอดคำอธิบายที่ใช้กันมาตลอดกว่าสองทศวรรษ จะเห็นว่ามีกรอบสำคัญอยู่ไม่กี่ชุด และหลายกรอบก็ซ้อนทับกันอยู่

ปัญหาของชายแดนใต้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเรา “ไม่มีความรู้” ตรงกันข้าม ตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา เรามีทั้งงานวิจัย งานวิชาการ และข้อเสนอเชิงนโยบายจำนวนมากจนแทบจะเรียกได้ว่า เรารู้จักปัญหานี้ในรายละเอียดแทบเกือบทุกมุม

คำถามที่สำคัญกว่าจึงไม่ใช่ว่าเรารู้อะไร แต่คือ ความรู้แบบใดมีอำนาจมากพอที่จะกำหนดนโยบาย ใครเป็นผู้กำหนดว่าอะไรคือคำอธิบายที่รัฐยอมรับ และความรู้แบบใดถูกกันออกจากวงการตัดสินใจ หรือถูกทำให้พูดได้ยากในพื้นที่สาธารณะ และมีความปลอดภัยต่อมีแสดงความเห็น

ผมคิดว่าหากจะทำความเข้าใจสถานการณ์อย่างเป็นระบบ อย่างน้อยมีสามชุดคำอธิบายสำคัญ และมีสามอย่างที่ควรเลิกคิดไปได้แล้ว

1. ความขัดแย้งทางการเมืองและ BRN

กรอบแรกมองว่า BRN เป็นตัวแสดงสำคัญของความรุนแรง มีทั้งโครงสร้าง เครือข่าย และเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง การอธิบายสถานการณ์ทั้งหมดว่าเป็นเพียงอาชญากรรม ยาเสพติด หรือปัญหาความสงบเรียบร้อย จึงไม่เพียงพอ

ความรู้ด้านความมั่นคงจำนวนมากพยายามอธิบายโครงสร้างของขบวนการ สมาชิก เครือข่ายปฏิบัติการ และแหล่งเงิน ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะรัฐจำเป็นต้องรู้จักคู่ขัดแย้งของตนเอง แต่ต้องแยกให้ชัดระหว่างข้อมูลข่าวกรอง ข้อกล่าวอ้างของรัฐ และข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้

เช่น หากรัฐระบุว่า BRN มีเงินปีละ 2,000 ล้านบาท คำถามก็ต้องตามมาว่า เงินมาจากไหน ผ่านช่องทางใด ใครเป็นผู้รับ มีเส้นทางการเงินที่ตรวจสอบได้หรือไม่ และมีหลักฐานทางกฎหมายรองรับเพียงใด ยิ่งรัฐบอกว่ารู้จักโครงสร้างของขบวนการมากเท่าไร สังคมก็ยิ่งมีสิทธิถามว่า ความรู้นั้นถูกนำไปใช้ป้องกันเหตุ ดำเนินคดี หรือจำกัดศักยภาพของขบวนการได้จริงเพียงใด

เมื่อความขัดแย้งมีมิติทางการเมือง มาตรการความมั่นคงก็มีขอบเขตของมันเอง อาจใช้ควบคุมสถานการณ์หรือป้องกันเหตุได้ในบางช่วง แต่ไม่สามารถตอบคำถามเรื่องความยุติธรรม การใช้อำนาจ การกระจายอำนาจ หรือความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนได้ทั้งหมด การพูดคุยทางการเมือง เจรจาเพื่อสันติภาพจึงยังมีความจำเป็น

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญของแนวทางนี้คือ การเมืองของการรับรู้ในสังคมไทย การเสนอเรื่องการพูดคุยยังถูกมองจากคนจำนวนไม่น้อยว่าเป็นการ “ไปคุยกับโจร” หรือเป็นการให้ความชอบธรรมกับผู้ใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ใหม่ขึ้น กระแสเรียกร้องให้ใช้มาตรการเด็ดขาดมักมีน้ำหนักมากกว่าการพูดถึงทางออกทางการเมือง

ขณะเดียวกัน หน่วยงานความมั่นคงยังคงเป็น “เจ้าเรือน” ของปัญหานี้มานาน ทั้งในด้านข้อมูล งบประมาณ บุคลากร และอำนาจในการนิยามสถานการณ์ เมื่อปัญหาถูกวางไว้ในกรอบความมั่นคงเป็นหลัก การพูดถึงข้อเรียกร้องทางการเมืองหรือการเจรจากับคู่ขัดแย้งจึงมักติดข้อจำกัดทางสถาบันอยู่เสมอ

2. มองกลับมาที่โครงสร้างความมั่นคงของรัฐเอง

ฐานคิดที่สองคือ การไม่มองเฉพาะผู้ก่อเหตุ แต่ต้องตรวจสอบประสิทธิภาพของรัฐด้วย ตลอดกว่า 22 ปีที่ผ่านมา จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษ หน่วยงานพิเศษ งบประมาณพิเศษ และโครงสร้างการบริหารด้านความมั่นคงที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง

คำถามจึงไม่ควรมีเพียงว่า BRN ยังมีศักยภาพเพียงใด แต่ควรถามด้วยว่า หลังจากรัฐใช้ทรัพยากรจำนวนมากและมีอำนาจพิเศษมายาวนาน ระบบความมั่นคงมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด มาตรการใดได้ผล มาตรการใดไม่ได้ผล และเมื่อเกิดความผิดพลาด ใครเป็นผู้รับผิดชอบ ?

ปัญหาสำคัญคือ โครงสร้างทางการเมืองของไทยยังเปิดพื้นที่ให้การตรวจสอบหน่วยงานความมั่นคงจากภายนอกค่อนข้างจำกัดหรือแทบไม่มีเลยก็ว่าได้ กองทัพและหน่วยงานความมั่นคงยังได้รับความนิยม กระแสสูงและความไว้วางใจจากประชาชนจำนวนหนึ่ง อีกทั้งยังมีสถานะพิเศษในระบบการเมือง การตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพของกองทัพจึงมักถูกมองว่าเป็นการลดทอนบทบาทหรือความน่าเชื่อถือของสถาบัน มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นกลไกปกติของการพัฒนาองค์กร หน่วยงานของรัฐ

แนวคิดเรื่องกลไกตรวจสอบจากภายนอก เช่น ผู้ตรวจการกองทัพ หรือองค์กรอิสระที่สามารถตรวจสอบงบประมาณ การใช้อำนาจ และผลของนโยบาย จึงยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ทั้งที่ในหลักการ กลไกเช่นนี้มีขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบของกองทัพต่อสาธารณะ

ตราบใดที่หน่วยงานเดียวกันมีบทบาททั้งในการกำหนดนโยบาย ปฏิบัตินโยบาย และประเมินผลของตนเอง การรู้ว่ามาตรการใดประสบความสำเร็จจริงก็ย่อมทำได้ยาก และการเพิ่มงบประมาณในแต่ละปีจะไม่สามารถใช้แทนคำตอบเรื่องประสิทธิภาพได้

3. ผลประโยชน์จากความขัดแย้ง

กรอบที่สามพูดยากที่สุด เพราะตรวจสอบยากและเสี่ยงต่อการกลายเป็นทฤษฎีสมคบคิด แต่ก็ไม่ควรปฏิเสธเสียทั้งหมด

ความขัดแย้งที่ดำรงอยู่นานกว่าสองทศวรรษย่อมสร้างหน่วยงาน ตำแหน่ง งบประมาณ โครงการ อำนาจ และเครือข่ายผลประโยชน์ขึ้นมารอบตัวมัน

การพูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่ามีบุคคลหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งนั่งกำกับเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เบื้องหลัง ข้อสรุปแบบนั้นต้องการหลักฐานมากกว่าความสงสัย แต่ในอีกด้านหนึ่ง การกล่าวว่าไม่มีใครได้รับประโยชน์จากการดำรงอยู่ของสถานการณ์พิเศษเลย ก็คงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของระบบราชการและการเมือง

คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครอยู่เบื้องหลัง” แต่ควรถามว่า ตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ใครมีอำนาจเพิ่มขึ้น หน่วยงานใดมีงบประมาณเพิ่มขึ้น ใครมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบาย และหากวันหนึ่งพื้นที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ใครจะสูญเสียบทบาทหรือทรัพยากร ประโยชน์โพดผลที่เคยได้รับมาโดยตลอดกว่าสองทศวรรษ

เรื่องนี้พิสูจน์ยาก แต่ความยากในการพิสูจน์ไม่ควรทำให้เราเลิกตั้งคำถาม เพียงแต่ต้องตั้งคำถามด้วยความระมัดระวังและยึดหลักฐานให้มากที่สุด

สามอย่างที่ควรเลิกคิดไปได้แล้ว

1. เลิกคิดว่าเพื่อนบ้านต้องการสามจังหวัด

มาเลเซียเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนใต้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งจากพรมแดน ภาษา ศาสนา เครือญาติ เศรษฐกิจ และบทบาทในกระบวนการพูดคุย แต่การมีบทบาทไม่ได้หมายความว่า มาเลเซียต้องการผนวกสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของตน

ความคิดเช่นนี้เป็นมรดกจากความหวาดระแวงด้านความมั่นคงและชาตินิยมในอดีต มากกว่าจะสอดคล้องกับผลประโยชน์ของมาเลเซียในปัจจุบัน หากจะศึกษาบทบาทของมาเลเซีย ก็ควรดูจากพฤติกรรม นโยบาย และผลประโยชน์ที่ตรวจสอบได้ มากกว่าตั้งต้นจากความกลัวเรื่องการเสียดินแดน

พูดให้ถึงที่สุด มาเลเซียกำลังเดินไปข้างหน้าด้วยโจทย์ของประเทศอีกชุดหนึ่ง ทั้งการยกระดับเศรษฐกิจ การศึกษา เทคโนโลยี และการก้าวไปสู่ประเทศรายได้สูง เศรษฐกิจมาเลเซียในไตรมาส 2 ปี 2026 ขยายตัวร้อยละ 6.0 ขณะที่ธนาคารโลกยังจัดมาเลเซียอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง และคาดว่าจะก้าวสู่สถานะประเทศรายได้สูงในช่วง 2028–2030

ดังนั้น แทนที่จะถามซ้ำ ๆ ว่า “มาเลเซียอยากได้สามจังหวัดหรือไม่” คำถามที่มีประโยชน์กว่าคือ มาเลเซียมีผลประโยชน์อะไรต่อความสงบหรือความไม่สงบของชายแดนใต้ และเราจะใช้ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านให้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างสันติภาพได้อย่างไร

2. เลิกโยงทุกอย่างกับก่อการร้ายสากล/อิสลามโมโฟเบีย

ตลอดกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา ความขัดแย้งในชายแดนใต้มีรากสำคัญอยู่ที่ประวัติศาสตร์ การเมือง อัตลักษณ์ และเครือข่ายของสังคมมลายูปาตานี การนำกรอบก่อการร้ายสากลมาอธิบายทุกเหตุการณ์จึงมักทำให้เราเข้าใจปัญหาคลาดเคลื่อนมากกว่าจะช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น

ข้อสังเกตง่าย ๆ คือ มุสลิมจากภูมิภาคอื่นของประเทศไทยไม่ได้กลายเป็นฐานกำลังของการต่อสู้ติดอาวุธอย่างกว้างขวาง นั่นหมายความว่า “ความเป็นมุสลิม” เพียงอย่างเดียวไม่สามารถอธิบายการเข้าสู่ขบวนการได้ การเหมารวมอิสลามเข้ากับความรุนแรง หรือปล่อยให้อิสลามโมโฟเบียกำหนดวิธีมองชายแดนใต้ จึงแทบไม่ช่วยให้เราเข้าใกล้ต้นเหตุของปัญหา

หากรัฐกังวลเรื่องภัยข้ามชาติ ก็ควรมองให้กว้างกว่าสามจังหวัด ทั้งเครือข่ายทุน อาชญากรรมข้ามชาติ การถือครองทรัพยากร และอิทธิพลจากต่างประเทศในพื้นที่ยุทธศาสตร์อื่น เช่น ฝั่งอันดามัน ซึ่งบางเครือข่ายมีทั้งทุน ทรัพยากร และอำนาจต่อรองสูงมาก จนในบางพื้นที่อาจเกิดสภาพที่คนท้องถิ่นเองเข้าถึงทรัพยากร ที่ดิน หรือพื้นที่เศรษฐกิจของตนได้ยากขึ้น

เพราะฉะนั้น หากต้องการเข้าใจความรุนแรงในสามจังหวัดจริง ๆ ต้องกลับไปมองประวัติศาสตร์ การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพื้นที่ มากกว่านำกรอบ “สงครามก่อการร้ายสากล” มาครอบทุกเหตุการณ์จนมองไม่เห็นปัญหาเฉพาะของชายแดนใต้เอง

3. เลิกคิดว่าทางออกคือทำให้คนมลายูเป็นไทยมากขึ้น

คนจำนวนมากในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นมลายู มีภาษา ประวัติศาสตร์ ศาสนา และความทรงจำของตนเอง อัตลักษณ์เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องขัดกับความเป็นพลเมือง คนคนหนึ่งสามารถเป็นพลเมืองของรัฐไทยและยังคงเป็นมลายูได้ในเวลาเดียวกัน

กรณีที่พี่ชายของผู้ถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อ เป็นตัวอย่างที่ควรทำให้สังคมไทยระมัดระวังในการตัดสินผู้อื่น ภาษาไทยคือภาษาที่สองของคนที่นี่จำนวนมาก การต้องถ่ายทอดความสูญเสีย ความโกรธ ความสับสน และรายละเอียดที่กระทบต่อน้องชายตัวเองต่อหน้าสื่อมวลชน ด้วยภาษาที่ตนเองไม่ได้ใช้เป็นหลัก ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

เขาอาจพูดไม่ราบรื่น สำเนียงอาจแตกต่าง หรือเลือกถ้อยคำไม่เหมือนคนส่วนกลาง แต่สิ่งที่ควรทำก่อนคือฟังว่าเขากำลังพยายามบอกอะไร การที่ญาติของผู้ได้รับผลกระทบตัดสินใจออกมาพูดต่อสาธารณะ ต้องใช้ความกล้าหาญไม่น้อย ภาษาไทยไม่ควรเป็นมาตรวัดว่าความเจ็บปวดของใครน่าเชื่อถือเพียงใด

หากเรายอมรับว่าความเป็นพลเมืองไม่จำเป็นต้องมาพร้อมอัตลักษณ์แบบเดียวกัน คำถามก็จะเปลี่ยนไป เราไม่จำเป็นต้องถามอีกว่า จะทำอย่างไรให้คนมลายูเป็นไทยมากขึ้น แต่ควรถามว่า รัฐไทยจะอยู่ร่วมกับพลเมืองที่มีภาษา ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ต่างจากคนส่วนใหญ่ได้อย่างไร โดยที่เขายังมีสิทธิ มีศักดิ์ศรี และรู้สึกว่ารัฐนี้เป็นของเขาด้วย

ทางที่ควรจะเป็นคือ การเมือง ความจริง และความรับผิดชอบ

การแก้ปัญหาชายแดนใต้ไม่ควรฝากไว้กับมาตรการความมั่นคงเพียงด้านเดียว งานการเมืองที่สร้างสรรค์ต้องได้รับน้ำหนักมากขึ้น การฟื้นความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนต้องเป็นงานหลัก

เมื่อเกิดเหตุรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นเหตุล่าสุดหรือเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ สิ่งที่รัฐต้องทำคือค้นหาความจริง ตรวจสอบข้อเท็จจริง และประเมินประสิทธิภาพของกองกำลังกับหน่วยข่าวกรองอย่างตรงไปตรงมา หากรัฐบอกว่ามีข้อมูลจำนวนมาก รู้โครงสร้าง รู้เครือข่าย และรู้แหล่งเงินของขบวนการ แต่ยังไม่สามารถป้องกันเหตุได้ คำถามเรื่องประสิทธิภาพของรัฐย่อมเป็นคำถามที่ชอบธรรม

และไม่ควรลืมกรณีลอบยิง กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.พรรคประชาชาติ เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งการสืบสวนพบประเด็นที่ต้องอธิบายอย่างจริงจัง ทั้งรถที่ใช้ก่อเหตุซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐ และผู้เกี่ยวข้องบางรายที่มีภูมิหลังเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะที่ กอ.รมน.เองระบุว่าต้องรอผลการสอบสวนของตำรวจและยืนยันว่าจะไม่ปกป้องผู้กระทำผิด

สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีกคือ ทุกครั้งที่มีความสูญเสีย เรากลับได้คำแถลงแบบเดิม มาตรการชุดใหม่ และงบประมาณก้อนใหม่ แต่ไม่มีใครตอบอย่างจริงจังว่า เหตุใดระบบเดิมจึงป้องกันเหตุไม่ได้ ใครต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวนั้น และบทเรียนจากความสูญเสียแต่ละครั้งได้เปลี่ยนวิธีทำงานของรัฐไปอย่างไรบ้าง

หากไม่มีคำตอบต่อคำถามเหล่านี้ ความสูญเสียก็จะถูกทำให้เป็นเพียงอีกหนึ่งเหตุการณ์ในสถิติ ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่วงจรเดิม และรอเหตุครั้งต่อไป

การตรวจสอบรัฐไม่ใช่การเข้าข้างผู้ก่อเหตุ การประณามความรุนแรงของขบวนการก็ไม่ใช่การปฏิเสธมูลฐานทางการเมืองของความขัดแย้ง และการเสนอทางออกทางการเมืองไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการยอมจำนน

ในพื้นที่ซึ่งผู้คนอยู่กับความสูญเสียมานานเกินพอแล้ว สิ่งที่สังคมไทยควรทำให้มากขึ้นคือการฟัง ฟังให้รอบด้าน และยอมรับว่าความจริงของชายแดนใต้ไม่ได้มีเพียงคำอธิบายเดียว

ดังนั้น พื้นที่ทางการเมืองที่สำคัญที่สุด คือพื้นที่ที่คนในพื้นที่สามารถพูดได้โดยไม่ถูกตีตรา ไล่ล่า หรือทำลายความน่าเชื่อถือเพียงเพราะคิดต่าง โดยเฉพาะปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของรัฐก็ควรถูกทบทวนอย่างจริงจัง หากสิ่งที่ทำลงไปไม่ได้ช่วยสร้างความเข้าใจ กลับเพิ่มความหวาดระแวง ลดทอนความน่าเชื่อถือของรัฐ และทำให้การถกเถียงสาธารณะตื้นเขินลง ก็ยากจะเห็นว่ามีประโยชน์อะไรต่อการแก้ปัญหา

ขณะเดียวกัน ไม่ควรปล่อยให้ความทุกข์ของผู้คนกลายเป็นวัตถุดิบของ การสร้างศัตรู หรือการปลุกความเกลียดชัง อย่างไร้ความรับผิดชอบ เพราะเมื่อกระแสข่าวผ่านไป คนที่ยังต้องอยู่กับด่านตรวจ เสียงปืน ความหวาดกลัว และความไม่แน่นอน ก็คือคนในพื้นที่ต้อง "อยู่กับความรุนแรง" ที่เลือกไม่ได้
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1580163100247970&set=a.103828557881439



เปิดใจ แม่ทัพภาค 4 ยอมรับจุดอ่อนของเจ้าหน้าที่คือการเข้าถึงมวลชน อาจมีลูกน้องพัวพันธุรกิจสีเทาวางยา ลั่นพร้อมทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง แม้ใกล้เกษียณ ยอมรับมีเหนื่อยบ้างบางเวลา


Nation Online

14 hours ago
·
CURRENT ISSUES : เปิดใจ แม่ทัพภาค 4 ยอมรับจุดอ่อนของเจ้าหน้าที่คือการเข้าถึงมวลชน อาจมีลูกน้องพัวพันธุรกิจสีเทาวางยา ลั่นพร้อมทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง แม้ใกล้เกษียณ ยอมรับมีเหนื่อยบ้างบางเวลา
.
.
24 สิงหาคม 2569 จากเหตุการณ์ความไม่สงบ 51 จุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส คืนวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 เวลา 20.00 -24.00 น. รายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand สัมภาษณ์เปิดใจ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในประเด็น รัฐแพ้ยับ ทั้งการทหาร การเมือง
.
โดย พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุว่า การข่าวได้รับมาเกือบ 2 เดือนที่จะมีการก่อเหตุตามสถานที่ราชการ เสาไฟฟ้าแรงสูง เซเว่นฯ ห้างใหญ่ เรามีการเชิญประชุมส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด มีการลาดตระเวน เฝ้าตรวจ เข้มงวดขึ้น
.
เมื่อถามว่า ทำไมยังเอาไม่อยู่ พล.ท.นรธิป กล่าวว่า การข่าวมันชี้ชัดไม่ได้ขนาดนั้น วันนี้เวลานี้จะปฏิบัติ เราเตรียมการ แต่พื้นที่มันกว้าง ห้าง เสาไฟฟ้า แต่เวลาเขาก่อเหตุเขาเลือกจุดที่เจ้าหน้าที่ไม่อยู่ หรือห้าง หรือร้านที่ปลอดคน
.
เมื่อถามว่า ต้องอาศัยมวลชน เราไม่ได้ข่าวจากมวลชนเลยใช่ไหม พล.ท.นรธิป กล่าวว่า “อันนี้คือปัญหาในพื้นที่เรื่องการไม่ได้รับการสนับสนุนจากมวลชน ต้องยอมรับว่าเรายังไม่ดี งานมวลชนยังไม่ดีพอ”

เมื่อถามต่อว่า แสดงว่าเราแพ้ทางการเมืองใช่ไหม พล.ท.นรธิป กล่าวว่า “ต้องยอมรับว่า มันมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับงานมวลชน ทำไมเราทำได้ไม่ดีพอ เช่น การเข้าถึงพื้นที่เราเข้าถึงทุกจุด แต่เรื่องการให้ความร่วมมือ ผมว่าส่วนหนึ่งชาวบ้านกลัวว่าใครให้ข่าวเจ้าหน้าที่ มีโอกาสถูกลอบทำร้าย กลายเป็นชาวบ้านกลัวโจร มากกว่าให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่

เมื่อถามว่า สรุปว่าเราคุ้มครองเขาไม่ได้ เขาจึงไม่ให้ข่าวใช่ไหม พล.ท.นรธิป กล่าวว่า “ก็ประมาณหนึ่ง”

เมื่อถามว่า นอกจากปัจจัยนี้ ยังมีปัจจัยแทรกซ้อนอย่างอื่นประกอบด้วยไหม พล.ท.นรธิป กล่าวว่า “เป็นการตอบโต้ห้วงเดือนกว่าๆ หลังเกิดเหตุที่บูเก๊ะซามี(คนร้ายยิงทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย) ผมได้สั่งทุกหน่วยปิดล้อมตรวจค้น เครือข่ายต่างๆ คือ แหล่งที่โจรหลบซ่อน เป็นเวลาเดือนกว่าๆ มีการออกหมายตรวจค้นเชิญเข้าสู่การซักถามเกือบ 30 คน คือ ถ้าเราทำแบบโจรมันคงไม่เป็นแบบนี้ แต่ว่าเราเป็นรัฐ เราจะทำแบบโจรไม่ได้ เราก็เชิญเข้าศูนย์ซักถามเพื่อสอบสวน อันนี้คือเรื่องหนึ่ง
.
จากนั้นเราก็เปิดมาตรการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด ยังไม่จบ จะจบประมาณเดือนหน้า เราตรวจจับขบวนการค้ายาเสพติดได้จำนวนมาก ทั้งผู้ก่อการ ปริมาณยาเสพติด อันนี้กระทบแหล่งเงินทุนของกลุ่มขบวนการ อีกเรื่องคือ จับการค้าสิ่งผิดกฎหมายแนวชายแดน เช่น บุหรี่เถื่อน เดือน ก.ค. จับได้ 100 กว่าล้านบาท และล่าสุดที่ถึงจุดพีค คือ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ที่ผ่านมา เราจับบุหรี่ 2 ล้านมวน และเงินสดอีก 18.7 ล้านบาท ก็มีการวิ่งเต้นล็อบบี้ ก็เลยเป็นหลายๆเรื่องรวมกัน และมาประกอบกับเหตุที่จะต้องทำพอดี กลุ่มขบวนการถ้าไม่มีเงินอยู่ไม่ได้อยู่แล้ว”
.
เมื่อถามว่า ทางการเมืองในพื้นที่เรามีปัญหาแน่ๆ เพราะเราไม่สามารถได้อะไรจากมวลชนในพื้นที่เลย ในทางการทหารเท่ากับเราแพ้ไปครึ่งหนึ่งถูกไหม พล.ท.นรธิป กล่าวว่า “เราก็ได้มวลชน ไม่ใช่ไม่ได้ เราทำอยู่แล้ว แต่ในกรอบจำกัด ไม่ได้เลยไม่ได้ มีแหล่งข่าวเครือข่ายมวลชนมีหลายกลุ่ม”
.
เมื่อถามว่า คืนวันที่ 22 สิงหาคม เวลา 20.00-24.00 น. 4 ชม.ก่อเหตุ 51 เหตุการณ์ แต่วันที่ 23 สิงหาคม วันรุ่งขึ้น คนร้ายยังแหวกการ์ดเข้าไปกระทำซ้ำทั้งจุดเดิมๆและจุดใหม่ เกิดอะไรขึ้น พล.ท.นรธิป กล่าวว่า “พอเกิดเหตุเราสั่งกำลังทุกหน่วย Alert ตั้งด่าน จุดตรวจ แต่คนที่ทำเป็นคนในชุมชน เขาใช้กลุ่มเครือข่ายมวลชนที่เขาจัดตั้งอยู่ในหมู่บ้าน บางทีเขาไม่ได้ใช้ถนน เขาเดินออกจากหลังหมู่บ้านมาก่อเหตุ แล้วเขาก็เลือก จุดสถานที่ราชการที่ไม่มีใครอยู่ เช่น อบต. กลางคืนอาจมียามคนหนึ่ง เขาก็แอบไปล็อกยามแล้วก็มัดและก่อเหตุ พื้นที่มันไม่ได้แคบ มันกว้าง เขาเลือกจุดอ่อนแอตรงไหนที่เขาทำได้เขาก็ทำ”
.
เมื่อถามว่า คนที่ลงมือเผา เผลอๆก็อยู่ในชุมชนตรงนั้น พล.ท.นรธิป กล่าวว่า “มีความเป็นไปได้มาก แบบนั้นแหละ”
.
เมื่อถามว่า เราจะแก้เกมอย่างไร ดูเหมือนเราจะเพลี่ยงพล้ำทั้งการเมืองและการทหารไปแล้ว พล.ท.นรธิป กล่าวว่า “ในเรื่องการทหาร เราต้องเปิดปฏิบัติการเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะลาดตระเวนการตรวจ เรื่องงานข่าว ตอนนี้ผมได้ปรับเปลี่ยนบางส่วนแล้ว ส่วนการดำเนินการต่อกลุ่มเป้าหมายมีอยู่แล้ว แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะทำยังไง”
.
เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้มีการสับเปลี่ยนกำลัง จาก ทภ.1 ไปทำหน้าที่ใน จ.นราธิวาส ค่อนข้างมาก ตั้งแต่ระดับ ผบ. ปรากฏว่าไม่ดีขึ้นเลย เผลอๆหนักกว่าเก่าด้วย มันเกิดอะไรขึ้น พล.ท.นรธิป กล่าวว่า “มันมีทั้งข้อดีข้อเสีย เอาหน่วยใหม่ไปมี Alert ลาดตระเวนเฝ้าตรวจ ปิดล้อมเครือข่าย แต่ต้องยอมรับว่า จ.นราธิวาส เป็นพื้นที่ที่มีการค้าขายแนวชายแดน มีสิ่งผิดกฎหมายเยอะมาก เพราะกลุ่มผู้มีอิทธิพล กลุ่มค้าขาย เขายังใช้กลุ่มขบวนการโจรในการก่อเหตุอยู่แล้ว เราไม่ได้ปราบมิติเดียว มันมีหลายมิติ”
.
เมื่อถามว่า แล้วทำไมพื้นที่สีเทาๆ ที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงบางส่วนของ BRN ทำไมเราจึงปราบไม่หมด เราก็รู้ว่าใครส่งส่วยระดับไหน ใคร เท่าไหร่ ทำไมปราบไม่หมดเสียที พล.ท.นรธิป กล่าวว่า “เราก็พยายามอยู่นะ เนี่ยพอผมไปแตะเขาเรื่องพวกนี้แหล่ะ เขาถึงเต้นกัน เฉพาะบุหรี่เถื่อนเดือนหนึ่งหลายร้อยล้านบาท น้ำมันเถื่อนยังมีอยู่ ค้าอาหารสัตว์ ถ้าทำถูกต้องก็ไม่มีปัญหา แต่ส่วนใหญ่ทำผิดกฎหมาย เราก็จับนะ ไม่ใช่ไม่จับ จับดำเนินการเนี่ยแหละ มันถึงหลายเรื่อง

อยากเรียนว่า ผมอยากให้เกิดรั้วชายแดนให้ได้ ฝากท่านด้วย ถ้ามีรั้วชายแดน การแก้ปัญหาการทำผิดเหล่านี้จะง่ายขึ้น ให้เข้าออกตามจุดผ่านแดนถาวรอย่างเดียว และแหล่งเงินทุนกลุ่มขบวนการจะถูกตัด การจัดการปัญหาจะง่ายขึ้น”
.
เมื่อถามว่า เคยรู้สึกไหมว่าลูกน้อง บางคน บางกลุ่มที่ไปพัวพันกับธุรกิจสีเทา วางยาท่านแม่ทัพเอง พล.ท.นรธิป กล่าวว่า “มันก็ต้องมีความรู้สึกบ้าง อาจมีส่วน เวลาผมไปตรวจเยี่ยมหน่วย ผมชี้แจงทุกครั้งว่าห้ามไปยุ่งเกี่ยวกับขบวนการ ถ้าตรวจเจอจับได้ ส่งกลับ ให้หน่วยตั้งกรรมการสอบสวน ถ้าผิดจริงปลดทันที ผมเน้นย้ำทุกรอบ เพราะเวลาปลดออกจากราชการ ลูกเมียก็มาร้องห่มร้องไห้ ผมเตือนทุกครั้งว่าอย่าไปเกี่ยวข้อง ทั้งทหาร ตำรวจ ตชด. ผมเตือนหมด”
.
ถามว่า แต่เชื่อว่ายังมีใช่ไหม แม่ทัพภาค 4 กล่าวว่า “คนไม่ใช่คนสองคน คนเป็นหมื่น จะมีคนดีบ้าง คนเลวบ้าง เราทำยังไงให้อยู่ในกรอบให้มากที่สุด”
.
ถามว่า แต่ปราบไม่หมดสักที ส่วนหนึ่งมาจากเกียร์ว่างในกลไกความมั่นคงบางระดับใช่ไหม ที่ทำให้ปัจจัยหล่อเลี้ยง BRN ยังอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ พล.ท.นรธิป กล่าวว่า “ผมเชื่อว่าน่าจะมี”
.
เมื่อถามว่า มีการเลี้ยงไข้ด้วยเหตุผลล้านเหตุผล ความเป็นแม่ทัพเหนื่อยใช่ไหมครับ พล.ท.นรธิป กล่าวว่า “เรื่องการทำงาน ผู้บังคับบัญชามอบหมายให้มาทำ ผมก็พร้อม มันก็มีบ้าง บางที บางเวลา ก็เหนื่อย แต่ว่าเพื่อบ้านเมือง ผมจะเกษียณอยู่แล้ว เรื่องพวกนี้ถ้าไม่มีเริ่มต้นมันก็ไปไม่ได้ ผมบอก เรื่องสิ่งผิดกฎหมาย เรื่องเหล่านี้มันต้องทำ จะทำได้มากน้อย ผมก็พยายามทำให้เต็มที่”

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1569823848523636&set=a.617861467053217


Nation Online

Author

เปิดใจ แม่ทัพภาค 4 ยอมรับจุดอ่อนของเจ้าหน้าที่คือมวลชน – อาจมีลูกน้องสีเทาวางยา

ผู้เชี่ยวชาญชี้ เหตุรุนแรง 51 จุดชายแดนใต้ สะท้อนศักยภาพของบีอาร์เอ็นว่า พวกเขาสามารถกระจายกำลังการปฏิบัติการจนสามารถเข้าถึงและควบคุมพื้นที่เป้าหมายได้แทบจะทุกอำเภอในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้แล้ว



"พวกเขามีศักยภาพลงมือก่อเหตุได้ตามใจชอบ" เหตุรุนแรง 51 จุดชายแดนใต้ สะท้อนศักยภาพของบีอาร์เอ็นอย่างไร

จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Publishedเมื่อ 7 ชั่วโมงที่แล้ว

เกิดเหตุความไม่สงบและเหตุก่อกวนอย่างน้อย 51 เหตุการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้เมื่อวันเสาร์ที่ 22 ส.ค. ซึ่งส่งผลให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 3 ราย

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เปิดเผยหลังประชุมติดตามสถานการณ์ชายแดนใต้วันนี้ (24 ส.ค.) ว่าฝ่ายความมั่นคงร่วมกับกองทัพภาคที่ 4 ได้เร่งสืบสวนหาผู้ก่อเหตุและอุดช่องโหว่ป้องกันเหตุซ้ำ โดยประเมินว่าการก่อเหตุล่าสุดเป็นการตอบโต้เชิงสัญลักษณ์ต่อภาครัฐ หลังเหตุทหารพรานเสียชีวิต 5 นายเมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา

เขาบอกว่าจนถึงตอนนี้ ยังไม่พบข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าเป็นฝีมือของแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือ บีอาร์เอ็น (Barisan Revolusi Nasional - BRN) เพียงกลุ่มเดียว เนื่องจากอาจมีกลุ่มภัยแทรกซ้อนอื่น ๆ เกี่ยวข้องด้วย แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าหมายถึงอะไร

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) ระบุว่าเป็นฝีมือของบีอาร์เอ็น

นายฉัตรชัยระบุว่า เป้าหมายส่วนใหญ่เป็นที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และไม่ได้มุ่งทำร้ายประชาชน จึงต้องเร่งวิเคราะห์แรงจูงใจและผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม พร้อมกับยอมรับว่าฝ่ายข่าวประเมินได้ว่าจะมีเหตุ แต่ไม่สามารถระบุวันเวลาได้อย่างแม่นยำ ทางนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย จึงกำชับเพิ่มความเข้มข้นด้านข่าวกรองและการบูรณาการกำลังของทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองให้มากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การต่างประเทศ เปิดเผยว่า จะหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี เลขา สมช., ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินสถานการณ์เหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้และกำหนดมาตรการรับมือในระยะต่อไป โดยยอมรับว่าฝ่ายการข่าวมีข้อมูลล่วงหน้าเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของผู้ก่อเหตุ แต่ยังไม่สามารถระบุวันเวลาและเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ จึงจำเป็นต้องทบทวนการป้องกันและยกระดับความพร้อมของทุกหน่วยงาน

เขากล่าวต่อว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบว่าใครอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์และผู้ก่อเหตุหลบหนีไปยังพื้นที่ใด พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ขณะที่การประสานงานกับมาเลเซียมีอยู่ต่อเนื่อง และอาจขอความร่วมมือเพิ่มในการเฝ้าระวังชายแดนเพื่อป้องกันการหลบหนีข้ามแดนของผู้ก่อเหตุ

ด้านนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการ (ผอ.) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ บอกว่า หน่วยงานความมั่นคงประเมินสาเหตุหลักของเหตุการณ์ไว้ 3 ประเด็น ได้แก่ การสร้างอำนาจต่อรองก่อนการพูดคุยสันติสุขที่คาดว่าจะเดินหน้าในช่วงปลายเดือน ต.ค. นี้, การฉวยจังหวะช่วงเปลี่ยนกำลังทหารเพื่อทดสอบศักยภาพฝ่ายรัฐ, และปัจจัยด้านสภาพอากาศในช่วงฤดูฝน

เขากล่าวต่อว่า การก่อเหตุส่วนหนึ่งอาจเชื่อมโยงกับการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ โดยเฉพาะใน จ.นราธิวาส และ จ.ปัตตานี แต่ยังต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อแยกแยะเครือข่ายและผู้เกี่ยวข้อง พร้อมยอมรับว่าเจ้าหน้าที่พอทราบลักษณะกลุ่มผู้ก่อเหตุจากรูปแบบการปฏิบัติการ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

ในเวลาเดียวกันนี้ นายฐนัตถ์บอกด้วยว่าได้เสนอให้ทางมาเลเซียเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลแนวชายแดน เพื่อสกัดการเคลื่อนไหวของผู้ก่อเหตุ และเตรียมนำสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาประเมินทั้งในมิติความมั่นคงและกระบวนการพูดคุยสันติสุขต่อไป

เหตุใดการก่อเหตุร้ายทั้ง 51 จุด เกิดขึ้นในตอนนี้ ?

นายดอน ปาทาน ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชายแดนใต้ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า หากพิจารณาดูเป้าหมายที่ถูกโจมตีทั้ง 51 แห่ง เห็นได้ว่าเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นพลเรือนหรือเป้าหมายที่อ่อนแอ แต่ผู้ก่อการร้ายไม่ได้มุ่งหวังจำนวนผู้เสียชีวิต ดังนั้นเขาจึงเห็นว่าเป้าหมายของผู้ก่อเหตุคือการทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย

เขากล่าวต่อว่า ขณะนี้การพูดคุยสันติสุขของไทยซึ่งนำโดยนายฐนัตถ์กำลังหารือกับบีอาร์เอ็น เพื่อกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ในการลดความรุนแรงเป็นการชั่วคราว (Terms of Reference on Temporary Reduction of Violence) ซึ่งฝ่ายไทยหวังว่าจะได้ลงนามในทีโออาร์ (TOR) ฉบับดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

นายดอนอธิบายสถานการณ์การเจรจาในตอนนี้ว่า "ทั้งสองฝ่ายกำลังแลกหนูแลกแมวอย่างหนัก" และเป็นไปด้วยดี ซึ่งเบื้องต้นมีการตกลงกันว่าจะเปิดพื้นที่อัตลักษณ์และทางวัฒนธรรมให้มากขึ้น เช่น เรื่องภาษามลายู

"ทางบี (หมายถึงบีอาร์เอ็น) ก็เรียกร้องมาด้วยว่าต้องปล่อยนักโทษบางคน ฝ่ายไทยตอนแรกก็โอเค รับข้อเสนอมา แต่พอคุยไปคุยมาก็เกิดเหตุทหารพราน 5 คน โดนยิงตาย" นายดอนหมายถึงเหตุยิงเมื่อวันที่ 22 ก.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งคนร้ายก่อเหตุยิงและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์ใส่จุดตรวจบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย ประชาชนบาดเจ็บอีก 6 ราย โดยเป็นเด็กหญิงวัย 3 ขวบ 1 คน และเด็กชายวัย 10 ขวบอีก 1 คน

"แล้วฝ่ายทหารก็โกรธมาก ฝ่ายไทยก็ช็อกมาก บอกว่ากำลังคุยกันได้ด้วยดีนะ เจอกันทั้งที่กรุงจากาตาร์ เจอกันที่กรุงเบอร์ลิน แล้วทำไมถึงแบบนี้ มันเกินไป น่าจะได้เซ็นกันแล้วนี่"

นายดอนบอกว่าฝ่ายปีกทหารของบีอาร์เอ็นในตอนนี้เป็นคนรุ่นใหม่ที่ "aggressive (ก้าวร้าว) และยังแค้นไทยมาก" และเท่าที่เขาพูดคุยกับคนในปีกนี้ของบีอาร์เอ็น พวกเขาอ้างว่า "ตราบใดที่ยังไม่มีการลงนามใน TOR ฉบับนี้ คุณไม่มีสิทธิบอกให้พวกเราลดความรุนแรงลง"

นายดอนอธิบายโดยใช้ข้อมูลที่เขาอ้างว่าได้มาจากการพูดคุยกับสมาชิกของกลุ่มบีอาร์เอ็น ที่ระบุว่าทางกลุ่มเรียกร้องให้ลดความรุนแรงมานานแล้ว และเห็นด้วยกับแนวทางนี้ แต่เงื่อนไขหนึ่งที่ทางไทยไม่ยอมรับเลยคือ การเปิดทางให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาติดตาม (monitoring) สถานการณ์ในช่วงที่ลดความรุนแรงลง ทำให้ทางกลุ่มมองว่า "ไทยอยากจะได้ แต่ไทยไม่ยอมให้อะไร ไทยอยากจะได้ reduction of violence เพื่อจะมาบอกกับประชาชนว่าเรากำลังมาถูกทาง แต่ไทยไม่ยอมให้มีองค์กรระหว่างประเทศมาอยู่ใน 3 จังหวัด"

ผู้เชี่ยวชาญอิสระรายนี้ชี้ให้เห็นว่า ความไม่ไว้วางใจต่อฝ่ายไทยและความต้องการให้มีฝ่ายที่สามเข้ามาติดตามว่าต่างฝ่ายต่างทำตามข้อตกลงหรือไม่ สามารถย้อนกลับไปถึงช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งฝ่ายบีอาร์เอ็นประกาศหยุดยิงฝ่ายเดียวตามคำขอขององค์การสหประชาชาติ ที่เรียกร้องให้กองกำลังที่ไม่ใช่รัฐ (non-state actor) และรัฐบาลต่าง ๆ ทั่วโลกหยุดยิงชั่วคราว เพื่อร่วมมือต่อสู้กับการระบาดใหญ่ และฝ่ายบีอาร์เอ็นก็ตอบรับข้อเรียกร้องนี้โดยมองว่าเป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างความชอบธรรม ขณะแสวงหาการยอมรับจากนานาชาติด้วย

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของฝ่ายบีอาร์เอ็นกลับมองว่าฝ่ายทหารและสภาความมั่นคง (สมช.) ของไทยไม่ตอบสนองต่อการหยุดยิงฝ่ายเดียวของทางกลุ่ม และเปิดปฏิบัติการปิดล้อมหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อจัดการกับสมาชิกของกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความโกรธแค้นและเจ็บปวดให้กับทางกลุ่มอย่างมาก เมื่อสถานการณ์ในตอนนี้เปลี่ยนไป และฝ่ายไทยต้องการบรรลุ TOR ว่าด้วยการลดความรุนแรง ฝ่ายบีอาร์เอ็นโดยเฉพาะปีกทหารจึงปฏิเสธที่จะยอมรับเงื่อนไขอย่างง่าย ๆ หากไทยไม่ยอมให้มีผู้สังเกตการณ์จากนานาชาติเข้ามาตรวจสอบ

นายดอนยังชี้ให้เห็นว่าช่วงเวลาที่เกิดเหตุร้ายทั้ง 51 จุด ยังตรงกับช่วงเดือนแห่งการเฉลิมฉลองเอกราช (Merdeka) ของกลุ่มประเทศโลกมลายู เช่น วันที่ 17 ส.ค. เป็นวันประกาศเอกราชของอินโดนีเซีย และวันที่ 31 ส.ค. เป็นวันประกาศเอกราชของมาเลเซีย เป็นต้น


สภาพความเสียหายจากเหตุลอบวางระเบิดภายในร้านสะดวกซื้อใน ต.บางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เมื่อคืนวันที่ 22 ส.ค.

ส่วนสาเหตุที่สถานประกอบการเอกชน เช่น ร้านสะดวกซื้อ โรงโม่ปูน โรงเลื่อยไม้ โกดังเก็บไม้ รถแบคโฮ และรถบรรทุก ถูกวางเพลิง ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ชี้ว่าเป็นการโจมตีสัญลักษณ์ที่สื่อถึง"การปฏิบัติทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมของสยามต่อท้องถิ่น" ซ้ำรอยเหตุลอบวางเพลิงปั๊มน้ำมัน 11 จุดในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ถึงแม้เจ้าของปั๊มจะขึ้นชื่อว่าเป็นชาวไทยมลายูที่มีจิตใจเอื้ออารีในสายตาผู้คนในท้องถิ่นก็ตาม

"แม้ไม่เห็นด้วยก็ตาม แต่ต้องเข้าใจว่าเลนส์ที่เขาใช้มองมา เขามองว่าฝ่ายไทยหรือสยามเป็น colonial (เจ้าอาณานิคม) เป็นพวกที่มายึดครองด้วยกำลัง และการยึดครองทางเศรษฐกิจเช่นนี้มันไม่ยึดโยงกับคนท้องถิ่นหรือชาวปาตานี ไม่เป็นธรรมกับคนท้องถิ่น และปั๊มน้ำมันอย่าง ปตท. ก็เป็นสัญลักษณ์นั้น" นายดอนกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้กล่าวเสริมว่า เหตุลอบวางเพลิงปั๊มน้ำมันทั้ง 11 แห่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมายังเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากฝ่ายไทยไปพูดคุยกับฝ่ายบีอาร์เอ็นเพื่อหาทางออกจากข้อขัดแย้ง และทางกลุ่มเสนอเงื่อนไขเรื่องการปกครองตนเอง (self-government) ซึ่งมี 3 หลักการใหญ่ ได้แก่ ให้มีการจัดตั้งสภาท้องถิ่นและสภาภูมิภาคในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้และ 4 อำเภอใน จ.สงขลา, มีกลไกแบ่งสันอำนาจระหว่างรัฐบาลกลางและภูมิภาค, และเปิดช่องให้แยกตัวเป็นเอกภาพได้หากฝ่ายไทยบิดพลิ้วหรือหักหลังข้อตกลงในภายหลัง

"แต่ผู้เจรจาของทีมนั้นกลับไปบอกกับบีอาร์เอ็นว่า the best you can get is เก้าอี้ที่ ศอ.บต. (สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณจะได้ คือเก้าอี้ที่ ศอ.บต.) ทางบีอาร์เอ็นจึงหมั่นไส้อย่างแรง และไปโจมตี 11 จุด" นายดอนเล่าให้บีบีซีไทยฟัง

ทั้งนี้ ศอ.บต. คือศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการพิเศษสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่พัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

หากมองว่าภายในกลุ่มบีอาร์เอ็นไม่มีความเป็นเอกภาพระหว่างปีกทหารที่คุมกองกำลังในพื้นที่และปีกการเมืองที่นั่งบนโต๊ะเจรจา นายดอนชี้ว่าทางฝ่ายไทยเองก็ไม่มีความเป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลพลเรือนและฝ่ายทหารของไทยเช่นกัน โดยจะเห็นได้ว่าล่าสุดฝ่ายทหารของไทยได้ถอนตัวออกจากการพูดคุยฯ อย่างเป็นทางการ แต่พยายามเคลื่อนไหวสร้างช่องทางพูดคุยใหม่ เช่น ส่งตัวแทนเดินทางไปพบกับนายยุซุฟ คัลลา อดีตรองประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่เคยมีบทบาทหลักในการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติความขัดแย้งและสงครามกลางเมืองในอาเจะห์มาก่อน

"ซึ่งเขาเข้าไม่ถึงกลุ่มบีอาร์เอ็นหรอก นาน ๆ จะแวะมาที่ปัตตานีสักทีหนึ่ง" เขากล่าว

ข้อแนะนำของผู้เชี่ยวชาญอิสระรายนี้คือ ฝ่ายไทยควรรักษาแนวทางการเจรจาเดิมและเดินหน้าตามกระบวนการต่อไป (stay the course, stay on track) โดยเน้นย้ำว่าฝ่ายไทยไม่จำเป็นต้องไปพยายามสร้างช่องทางพูดคุยหรือแทร็ก (track) ใหม่ ๆ ขึ้นมาเพิ่มอีก เพราะไม่ได้ส่งผลดีต่อความคืบหน้าของกระบวนการสันติภาพในภาพรวม และยิ่งสร้างบรรยากาศความไม่น่าไว้วางใจโดยไม่จำเป็น

พร้อมกันนี้ เขายังเสนอว่าหลักประกันการคุ้มครอง (immunity) ทางการเมืองและทางการทูตต่อคณะพูดคุยฯ ยังเป็นสิ่งจำเป็น และฝ่ายไทยควรเลิกมีอคติกับกลุ่มพัฒนาเอกชน (NGOs) หรือองค์กรระหว่างประเทศที่พร้อมเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในกระบวนการพูดคุย ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการสันติภาพในพื้นที่ขยับต่อไปได้บ้าง

ครบรอบ 1 เดือน เหตุคร่าทหารพราน 5 นาย ทางกลุ่มผู้ก่อเหตุยังคงแสดงศักยภาพ


22 ก.ค. เวลาประมาณ 18.45 น. เกิดเหตุคนร้ายจำนวน 6 คน แต่งกายชุดดำ ใช้รถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน แบบ 4 ประตู สีดำ เป็นพาหนะ ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์เข้าใส่จุดตรวจเทศบาลบูเก๊ะซามี อ.ระแงะ จ.นราธิวาส พื้นที่รับผิดชอบของกองร้อยทหารพรานที่ 4509

รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ จากคณะรัฐศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ (วิทยาเขตปัตตานี) ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่าวันที่ 22 ส.ค. เป็นวันครบรอบ 1 เดือนของความสูญเสียครั้งใหญ่ที่รัฐไทยยังไม่มีคำตอบว่าอะไรคือสาเหตุที่คร่าชีวิตทหารพรานไปถึง 5 นาย และจนถึงตอนนี้ยังไม่สามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้สักรายเดียว

สำหรับเขา เหตุการณ์วันที่ 22 ก.ค. เป็นความสูญเสียในเชิงคุณภาพ กล่าวคือมีจำนวนเจ้าหน้าที่เสียชีวิตมากที่สุดจากเหตุรุนแรงดังกล่าว ขณะที่ 51 เหตุร้ายที่ปะทุชั่วข้ามคืนของวันที่ 22 ส.ค. นั้น นำมาสู่เหตุรุนแรงในเชิงปริมาณซึ่งไม่ได้มุ่งคร่าชีวิตผู้คน แต่กลับยิ่งทำให้เห็นว่าฝ่ายความมั่นคงของไทยนั้นมีช่องโหว่และไร้ความเป็นเอกภาพมากเพียงใด

"คืนวันที่ 22 ส.ค. เป็นเหตุความรุนแรงที่ใหญ่ที่สุดของปีนี้" รศ.เอกรินทร์ กล่าว

เห็นได้ว่าเป้าหมายการก่อเหตุนั้นมีตั้งแต่สถานที่ราชการ เสาสัญญาณโทรศัพท์ การวางเพลิงสถานประกอบการของเอกชนในท้องถิ่น เช่น โรงเลื่อยไม้ โรงโม่ปูน เป็นต้น นักรัฐศาสตร์ผู้นี้จึงเห็นว่ากลุ่มผู้ก่อการต้องการแสดงให้เห็นว่า "พวกเขามีศักยภาพที่จะวางแผนและลงมือก่อเหตุ ณ จุดใดก็ได้ตามใจชอบ" ซึ่งหากนำจุดเกิดเหตุทั้งหมดมาวิเคราะห์ในเชิงภูมิศาสตร์ระดับ "อำเภอ" จะเห็นว่าพวกเขาสามารถกระจายกำลังการปฏิบัติการจนสามารถเข้าถึงและควบคุมพื้นที่เป้าหมายได้แทบจะทุกอำเภอในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้แล้ว

นักวิชาการผู้นี้โต้แย้งข้อกล่าวอ้างของฝ่ายความมั่นคงที่ระบุว่ารู้ล่วงหน้าทางการข่าวมา 2 เดือนแล้วว่าจะเกิดเหตุขึ้น แต่ไม่สามารถระบุวันและเวลาที่แม่นยำได้นั้นว่า "ยิ่งพูดยิ่งเข้าตัว"

"ผมคิดว่าเรื่องที่ต้องทำให้เห็นภาพตรงกัน คือประสิทธิภาพของหน่วยข่าวกรองและหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่อ่อนแอมาก ๆ แม้มีคำอธิบายเรื่องการโยกย้ายของหน่วยงานหรือการสับเปลี่ยนกำลัง แต่เราจะอ้างแบบนี้ต่อไปตลอดเวลาไม่ได้ และเมื่อพูดถึงประสิทธิภาพ เราต้องพูดถึงเรื่องความเป็นเอกภาพของหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งเห็นได้ว่ามันไม่มีเลย หากเทียบกับงบประมาณจำนวนมากที่ลงมาสู่จังหวัดชายแดนใต้"

นับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2547-2569 รัฐจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในชายแดนใต้ไปแล้วรวมกันกว่า 340,706.76 ล้านบาท โดยปี 2559 ใช้งบสูงสุดถึง 30,512.80 ล้านบาท และมีแนวโน้มลดลงมาในช่วงหลัง โดยปีงบประมาณ 2569 ได้รับการจัดสรรงบประมาณเหลือเพียง 1,473.43 ล้านบาท จากข้อมูลของคลังสารสนเทศรัฐสภา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

"สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในเชิงสามัญสำนึกและเชิงหลักเหตุผล ผมคิดว่าหน่วยงานความมั่นคงตอบไม่ได้เลยว่าใช้เงินภาษีประชาชนจำนวนมากขนาดนี้แล้วประสิทธิภาพอยู่ตรงไหน" รศ.เอกรินทร์ กล่าว

"มันทำให้หลายคน ประชาชนอย่างเราเช่นตัวผมที่อยู่ในพื้นที่ ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มคนที่ใช้ความรุนแรงและไม่เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐ"

เขามองว่าเหตุรุนแรงรอบล่าสุดอาจถูกใช้เป็นเหตุผลในการผลักดันงบประมาณลงสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพิ่มขึ้นภายใต้กรอบด้านความมั่นคง ทั้งที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนเกี่ยวกับประสิทธิผลของการใช้งบประมาณที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน การตรวจสอบและเอาผิดผู้รับผิดชอบต่อโครงการด้านความมั่นคงที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าในพื้นที่แทบไม่เคยเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดจีที 200 (GT 200) หรือโครงการเรือเหาะตรวจการณ์มูลค่า 350 ล้านบาท ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจนได้รับฉายาว่า "ราชินีโรงจอด"

ความสะเปะสะปะ และอาการลอยตัวของรัฐบาล



รศ.เอกรินทร์วิจารณ์ต่อว่า ความคลุมเครือเชิงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2 ส่งผลให้เกิด "ความสะเปะสะปะ" ทุกครั้งที่เกิดเหตุรุนแรงในพื้นที่ เพราะไม่มีใครทราบว่าต้องประสานงานหลักกับส่วนใด และใครเป็นผู้รับผิดชอบหลักที่แท้จริง

ปัจจุบัน นายกรัฐมนตรีอนุทินมอบหมายให้นายสีหศักดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การต่างประเทศ เข้ามาดูแลปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ โดยมีการแต่งตั้งให้นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้มีนายสีหศักดิ์นั่งเป็นประธาน ตามมาด้วยการแต่งตั้งนายฐนัตถ์ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าการพูดคุยฯ ขณะที่ในพื้นที่อยู่ภายใต้การดูแลของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4

"การแต่งตั้งมากมายขนาดนี้ สิ่งหนึ่งที่มันไม่ตอบคำถามเลยคือ แนวนโยบายภายใต้รัฐบาลอนุทินเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนใต้คืออะไร ธงนำคืออะไร เราจึงเห็นความสะเปะสะปะเวลาเกิดเหตุร้ายแรง ตอนนี้ทุกคนที่ถูกแต่งตั้งลอยตัวกันหมด แม้แต่แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ล้มเหลวในภารกิจของตัวเอง นั่นคือการปกป้องประชาชน"

รศ.เอกรินทร์ติงด้วยว่าแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งมีพื้นเพมาจากประสบการณ์การทำงานในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 (อีสาน) ซึ่งดูแลชายแดนไทย-กัมพูชา จำเป็นต้องเข้าใจว่าพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้นั้นเป็นความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองที่บานปลายไปสู่การใช้อาวุธ ต่างจากพื้นที่ชายแดนอีกฟากฝั่งหนึ่งที่ตัวแม่ทัพผู้นี้เคยทำงานมาก่อน

"ผมคิดว่าสิ่งที่คนไทยและแม่ทัพภาคที่ 4 ควรคิดว่านี่คือพลเมืองไทยเหมือนกัน เขาเป็นคนในแผ่นดินไทย จะทำอย่างไรให้เขารู้สึกถึง sense of belonging (ความเป็นส่วนหนึ่ง) กับรัฐไทย ดังนั้นแม่ทัพภาคที่ 4 ต้องเข้าใจการเมือง ต้องเปิดพื้นที่ทางการเมือง รับฟังประชาชนให้มากที่สุด"

เขาจึงเสนอว่ารัฐบาลอนุทินจำเป็นต้องสร้างสายบัญชาการที่ชัดเจน เพื่อแก้ปัญหาตำแหน่งมากมายแต่เกิดอาการ "ลอยตัว" โดยต้องจัดให้มีสายบังคับบัญชาทั้งหมดที่ขึ้นตรงกับคนใดหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบต่องานอย่างชัดเจน โดยผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งดังกล่าวต้องผ่านการคัดกรองมาอย่างเข้มข้นว่าเข้าใจสถานการณ์ในพื้นที่ และมีจุดยืนสนับสนุนแนวทางกระบวนการสันติภาพอย่างมีทิศทางร่วมกัน

"รัฐบาลสีน้ำเงินชุดนี้ได้รับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นสูงมากจากกลไกราชการและกองทัพ นี่จึงเป็นโอกาสดีที่สุดที่จะทำการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ โดยให้ฝ่ายการเมืองนำอย่างเป็นระบบจริง ๆ ไม่ใช่ปล่อยให้ทหารนำทางการเมืองในทางปฏิบัติ" รศ.เอกรินทร์ กล่าว

มากกว่าการสร้างพื้นที่ปลอดภัย คือการสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยทางความคิดในจังหวัดชายแดนใต้

ขณะเดียวกัน นักรัฐศาสตร์ผู้นี้ก็วิพากษ์ถึงแนวทางของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงด้วยเช่นกัน

รศ.เอกรินทร์บอกว่าแม้ปฏิบัติการความรุนแรงต่าง ๆ จะประสบความสำเร็จในลักษณะ "ตบหน้า" รัฐไทยและแสดงศักยภาพทับถมความไร้ประสิทธิภาพของรัฐไทยได้ ทว่าในระยะยาว ความรุนแรงเหล่านั้นไม่ได้ทำลายรัฐ แต่กลับทำลายชีวิตประชาชนในพื้นที่เอง โดยเฉพาะคนตัวเล็กตัวน้อยที่ต้องตกงานแทบจะทันทีเมื่อเกิดเหตุรุนแรงต่อธุรกิจของคนในท้องถิ่น

"คุณชนะในทางทหาร ทางการเมือง แต่คุณไม่ชนะใจประชาชน" เขากล่าว

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้สะท้อนต่อว่าข้อเรียกร้องต่าง ๆ ของบีอาร์เอ็นนั้น มีรายละเอียดปรากฏต่อสาธารณะน้อยมาก และเท่าที่ทราบก็เป็นข้อเสนอที่คิดจากกลุ่มของขบวนการที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของสังคม และเศรษฐกิจ รวมถึงวัฒนธรรมบางอย่างที่เปลี่ยนไป ดังนั้นแนวทางที่ดีที่สุดคือทางกลุ่มควรนำข้อเสนอเหล่านี้เปิดเผยสู่สาธารณะให้ประชาชนในพื้นที่ได้ถกเถียง หรือแสดงความเห็นได้อย่างเสรีและปลอดภัย

"สิ่งสำคัญคือต้องเปิดให้มีพื้นที่ความปลอดภัยทางความคิด ไม่ใช่ว่ากลุ่มคนที่อ้างว่ารู้จักบีอาร์เอ็น หรือบีอาร์เอ็นมาอ้างว่าคิดแบบนั้นแบบนี้ ผมคิดว่าไม่พอ มันเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คนของที่นี่ ฉะนั้นหลายคนก็อยากจะพูดและอยากจะคิด อยากแสดงความเห็น ผมคิดว่าทั้งรัฐไทยและบีอาร์เอ็นต้องตระหนักว่า 'อย่าคิดแทนประชาชนในพื้นที่' และเปิดพื้นที่ปลอดภัยทางความคิดให้เกิดขึ้นจริง" รศ.เอกรินทร์ กล่าวกับบีบีซีไทย

https://www.bbc.com/thai/articles/cdx0lnzne1eo




iLaw แจกสไลด์ที่ใช้เปิดในงาน "ชนกำแพงให้จบๆผ่าพิภพ สว." ข้อมูลเหล่านี้ นำไปใช้ต่อได้ ลิงก์ข้างล่าง

https://www.facebook.com/iLawClub/posts/1497834372390177

iLaw
Author

แจกสไลด์ ในนี้จ้า https://docs.google.com/.../1PN22dFOCHypY8gR5gZk7.../edit...


https://www.facebook.com/iLawClub/posts/1497544089085872




แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กำลังเผชิญข้อวิจารณ์หนัก หลังนิยามองค์ประกอบตามมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญ ไม่ตรงกับข้อกฎหมายและการตีความของนักวิชาการด้านกฎหมายในภาพรวม #ยิ่งชีพ ซัด “แสวง” ทำตัวเป็นศาล สอน กกต.คดีโกง สว. มีหลักฐานอันควรเชื่อ


🔥LIVE #ยิ่งชีพ ซัด “แสวง” ทำตัวเป็นศาล สอน กกต.คดีโกง สว. มีหลักฐานอันควรเชื่อ | NEWSROOM 24 ส.ค.69

Thairath News

Streamed live 11 hours ago

ร้อนฉ่าจนกว่าจะจบ! คดีฮั้ว สว. หรือ โกงการเลือก สว. ใกล้ถึงวันชี้ชะตาสิ้นเดือนสิงหานี้ แต่ยิ่งงวดเข้ามายิ่งปรากฏหลักฐานที่ชี้ให้เห็นเค้ามูลของขบวนการทุจริต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อข้อเท็จจริงบางส่วนปรากฏเพิ่มเติมในเวที เลกเชอร์สด "ชนกำแพงให้จบๆ ผ่าพิภพ สว." นำโดย 'เป๋า' ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw ที่ออกมา อธิบายลำดับกระบวนการเลือก สว. และกลไกที่เห็นว่าเป็นความผิดปกติ ซึ่งพาดพิงไปถึงสิ่งที่ถูกนิยามว่าเป็น “เครือข่าย สว. สีน้ำเงิน” และสะเทือนโดยตรงถึง “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลอยู่ในขณะนี้ จนแกนนำหลายคนนั่งไม่ติดต้องออกมาท้าเปิดหลักฐานที่จะชี้ชัด

ขณะที่ ด้าน แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. กำลังเผชิญข้อวิจารณ์หนัก หลังนิยามองค์ประกอบตามมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่ กกต.จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งภายหลังประกาศผลการเลือก สว. ซึ่งไม่ตรงกับข้อกฎหมายและการตีความของนักวิชาการด้านกฎหมายในภาพรวม

กาย พงศ์เกษม สัตยาประเสริฐ ชวนคุยกับ
 
รศ.ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา
รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

ผอ.หลักสูตรการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา นิด้า

แบบสดๆ ในไทยรัฐนิวส์รูม [THAIRATH NEWSROOM] ห้องข่าวการเมือง ตอน 🔥LIVE #ยิ่งชีพ ซัด “แสวง” ทำตัวเป็นศาล สอน กกต.คดีโกง สว. มีหลักฐานอันควรเชื่อ | NEWSROOM 24 ส.ค.69

รับชม Full Ep. • 🔥LIVE #ยิ่งชีพ ซัด “แสวง” ทำตัวเป็นศาล สอน...


https://www.youtube.com/watch?v=icxFrYENgV0




ตลกร้ายของ "ความเชื่อทางไสยศาสตร์" ประเทศเรามีผู้วิเศษมากมาย แต่ไม่ได้เป็นมหาอำนาจสักที


ประเทศมีผู้วิเศษมากมาย แต่ไม่ได้เป็นมหาอำนาจสักที

YOKRADA RINRADA

May 24, 2024

https://www.youtube.com/watch?v=s56IWh-Fv-U
.....

สมชาย แซ่จิว
9 hours ago
·
คนไทยเป็นคนตลก
เป็นร่างทรง เจ้าแม่ทับทิม
แต่พูดจีนไม่ได้ ทำได้แค่พูดไทยไม่ชัด
เป็นร่างทรงพญาครุฑ
แต่บินไม่ได้ ทำได้แค่ขยับแขนพั่บๆๆๆ
ผู้วิเศษในไทยเต็มไปหมด
แต่ไม่มีทางเป็นมหาอำนาจ
เพราะส่วนใหญ่ผู้วิเศษทำได้แค่ใบ้หวย
กับทำให้สามีกลับมาคืนดี
คนไทยเป็นคนตลก!




“ยืนหยุดขัง” สกายวอร์คปทุมวัน ครบรอบ 3 ปี เก็ท-โสภณ ถูกขังในเรือนจำด้วยคดีมาตรา 112 .

https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1374217131526505

ไข่แมวชีส added photos to the album: 24 ส.ค. 69 ยืนหยุดขัง 3 ปี เก็ท โสภณ 
5 hours ago
·
“ยืนหยุดขัง” สกายวอร์คปทุมวัน ครบรอบ 3 ปี เก็ท-โสภณ ถูกขังในเรือนจำด้วยคดีมาตรา 112
.
วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 17.00 น. ที่สกายวอร์คปทุมวัน เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง หรือ Thumb Rights จัดกิจกรรม “ยืนหยุดขัง” 1 ชั่วโมง 12 นาที เนื่องจากเป็นวันครบรอบสามปีที่ “เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง ผู้ต้องขังคดีทางการเมืองในคดีมาตรา 112 ซึ่งถูกพิพากษาลงโทษจำคุกและถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพตั้งแต่ 24 สิงหาคม 2566
.
“เก็ท” โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง เป็นนักศึกษาจากภาควิชารังสีเทคนิค คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราชและเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงปี 2563 ในหลากหลายบทบาทรวมถึงร่วมก่อตั้งกลุ่มโมกหลวงริมน้ำด้วยเช่นกัน
.
ปัจจุบัน เก็ทถูกขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังถูกพิพากษาจากคดีมาตรา 112 จำนวน 4 คดี ด้วยโทษจำคุกทั้ง 4 คดีรวมกันเป็นเวลา 10 ปี และในโอกาสครบสามปีที่เขาถูกคุมขัง เก็ทส่งข้อความมาถึง Thumb Rights ว่ามีความต้องการออกมาทำกิจกรรมยืนหยุดขังในพื้นที่สกายวอร์ค เพื่อให้เรื่องการมีอยู่ของผู้ต้องขังทางการเมือง สามารถเข้าถึงผู้คนมากมายที่เดินผ่านไปผ่านมาได้
.
บรรยากาศกิจกรรมในวันนี้ มีผู้มาร่วมกิจกรรมหลายสิบคน โดยมีแม่ของเก็ทมาร่วมยืนหยุดขังด้วย พร้อมกับถือรูปผู้ต้องขังทางการเมือง และป้ายข้อความ ‘ครบรอบ 3 ปี ในเรือนจำ เก็ท โสภณ ขอคืนความยุติธรรม’
.
ณัฐชนน ไพโรจน์ กล่าวว่า เมื่อวาน (23 สิงหาคม) เป็นวันที่ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ถูกประกาศบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว ส่งผลให้เกิดการนิรโทษกรรมทางการเมืองเกิดขึ้น แต่ว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ได้รวมคนทุกกลุ่มเอาไว้ มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ถูกทิ้งออกไป คือกลุ่มที่ถูกดำเนินคดี “มาตรา 112” และในวันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ครบรอบการเข้าเรือนจำสามปีของ “เก็ท” โสภณ หนึ่งในผู้ต้องหาคดีการเมืองคดีมาตรา 112
.
ณัฐชนนกล่าวต่อว่า ตอนนี้มีผู้ต้องขังทางการเมืองอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด 52 คน จำนวน 35 คน ซึ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นคนที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 และคดีมาตรา 110 ในวันนี้พวกเราจึงมาเชิญชวนให้ทุกคนมายืนหยุดขังร่วมกันเพื่อแสดงออกเป็นเชิงสัญลักษณ์ว่า พวกเราอยากเรียกร้องนิรโทษกรรมรวมคนทุกกลุ่ม ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
.
จากนั้น มีการอ่านจดหมายที่ส่งมาจาก “เก็ท” โสภณ เนื่องในโอกาสครบรอบคุมขัง 3 ปี มีเนื้อหาว่า “3 ปีที่ยังฝันอยู่
.
เมื่อคืนฉันฝัน ฝันว่าคนทุกคนเท่ากัน โอ้ในฝันมันช่างสวยงาม” เพลงความฝันยามรุ่งสาง เพลงนี้ผมเปิดฟังระหว่างนั่งรถไปฟังคำพิพากษาคดี 112 คดีแรก ในวันที่ 24 สิงหาคม 2566
.
ตอนอายุ 23 ผมถูกขังคุกครั้งแรก ระหว่างถูกขังมีเจ้าหน้าที่มาบอกว่า “‘เขา’ไม่คิดจะเล่นคุณถึงตายหรอก ‘เขา’ เห็นคุณเป็นเด็ก ก็แค่จะตีให้หลาบจำ” อาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้ที่ในการไต่สวนประกันตัวครั้งสุดท้าย ผู้พิพากษาถามผมว่า “สัญญาได้ไหมว่าเป็น ‘เด็กดี’”
.
หลังได้รับการประกันตัวในปี 2565 ศาลก็สั่งขังผมไว้ในบ้าน (house arrest) เป็นเวลาหกเดือน จากนั้นผมก็ถูกถอนประกันถูกศาลสั่งขังเป็นเวลา 45 วัน ช่วงต้นปี 2566 หลังประกันได้ ผมก็ยังเคลื่อนไหวต่อไป ไปทำงาน เป็นนักรังสีฟรีแลนซ์ คลินิกโรงพยาบาลไหนต้องการคน ผมก็จะไป ในวงการเค้าเรียกคนแบบผมด้วยชื่อเล่น พวกมือปืน นอกจากนั้นก็เตรียมเรียนต่อ มีอิสรภาพได้หกเดือนก็ถูกศาลพิพากษา รอบนี้ติดนานทีเดียว กำลังจะทะลุสามปีแล้ว
.
จากการถูกขังทั้งในคุกและในบ้านตัวเอง ตั้งแต่อายุ 23 ยันอายุ 27 ก็ต้องพูดตามตรงว่า การคุมขังไม่เพียงแต่นำพาเรื่องแย่ ๆ เข้ามาเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องขัดเกลาผมด้วย นับวันก็ยิ่งเห็นอะไรมากขึ้นและยิ่งชัดขึ้น สังคมประชาธิปไตยไม่ได้พิจารณาคำว่า “ประชาธิปไตย” ที่ประกอบไว้ในชื่อประเทศ หรือในรัฐธรรมนูญเท่านั้น ไม่งั้นเราก็คงสรุปกันว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยเกาหลีเหนือก็เป็นประชาธิปไตย
.
หากแต่สังคมประชาธิปไตยนั้น ต้องประกอบด้วยโครงสร้างสังคมที่คำนึงถึงสิทธิ เสรีภาพ และเสรีภาพของราษฎรเป็นหลัก วัฒนธรรมต้องเสริมสุขภาพประชาชนมีความเข้มแข็งและตระหนักถึงศักดิ์ศรีในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งหากใช้เกณฑ์ดังกล่าวมาก็จะพบว่าประเทศไทยยังไม่ใช่สังคมประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
.
บทบาทขององค์กรรัฐถูกครอบงำด้วยอิทธิพลของเครือข่ายชนชั้นนำ ส่วนประชาชนที่ควรเป็นศูนย์กลางของวงโคจรอำนาจทางการเมือง ก็ถูกผลักไสให้หลุดไปเป็นผู้มีสถานะรอง ประเด็นนี้เราพูดซ้ำกันมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว
.
ตลอดช่วงสามปีมานี้ หลายคนก็คงเห็นแล้วว่าถึงผมอยู่ในคุกก็ไม่ใช่ไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย ผมก็ว่าผมเป็นคนเซนส์แรงอยู่ นอกจากเหตุการณ์การบ้านการเมืองแล้ว ผมก็ยังสังเกตเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย เพื่อนคนไหนคบกับใคร เลิกกับใคร ใครทะเลาะกัน ผมก็รู้ และรู้ด้วยว่าคนที่ขับเคลื่อนเรื่องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย พวกคุณเหนื่อยล้าบาดเจ็บกันแค่ไหน นี่แหละความลำบากของการต่อสู้ระยะยาว
.
สภาพสังคมไทย เป็นเรื่องมือใครสาวได้ก็สาวเอา ชนชั้นนำสร้างเครือข่าย กลายเป็นชนชั้นปกครอง ซึ่งประกอบด้วยระบบข้าราชการและกลุ่มนายทุนใหญ่ พวกเขาร่างกฎกติกากันมาเอง ดำเนินนโยบายเพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์แก่พวกตนเอง เสวยสุขจากการฉกฉวยทรัพยากรสาธารณะ
.
ในขณะที่สามัญชนซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ใหญ่ที่สุดและเป็นเจ้าของอำนาจสูงสูงสุดในทางทฤษฎี กลับต้องกระเสือกกระสนเอาตัวรอด ใครมีต้นทุนชีวิตก็พอเอาตัวรอดได้ ใครพอมีโอกาสก็ย้ายประเทศไปหาความเจริญ แต่คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ไม่ได้มีต้นทุนพอที่จะเอาชีวิตรอดได้ขนาดนั้น ไม่มีกำลังพอที่จะหนีปัญหาไป หากปล่อยไว้ต่อไปประเทศนี้จะเหลืออะไรนอกจากประชาชนตาดำ ๆ ที่ถูกย่ำยีและลืมตาอ้าปากไม่ได้
.
ผมเข้าใจได้ หากทุกคนจะอยู่ในสภาวะสิ้นหวัง มิตรสหายที่สู้มาด้วยกันจะรู้สึก Burn out ผมเข้าใจพวกคุณดีและไม่ว่าอะไรเลย แต่สำหรับผม ผมยังไปต่อได้ด้วยเหตุผลว่า ผมรับไม่ได้กับสภาพการณ์เช่นนี้ รับไม่ได้ที่ในอนาคตสังคมเราจะเน่าเปื่อยเสื่อมทรามกันไปยิ่งกว่านี้ สำหรับผมแล้วการเคลื่อนไหวจึงจำเป็นต้องมีต่อ
.
ขอบคุณมาก ๆ สำหรับทุกคนที่เคยร่วมเดินทางมาด้วยกัน และขอบคุณมาก ๆ สำหรับผู้คนที่ยังอยู่ด้วยกัน และจะเดินหน้าต่อไปด้วยกันนับจากนี้
.
ในโอกาสที่ครบรอบการถูกคุมขัง และผมยังออกไปไม่ได้สักที ผมขอใช้โอกาสนี้ในการนำเสนอไอเดียคือ “มหการเมือง” (Meta Politic) การเมืองดังกล่าวนี้ คือการทำให้อำนาจการตัดสินใจในการเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ได้ผูกติดกับพรรคการเมือง รัฐสภา รัฐบาล แกนนำในขบวนการเคลื่อนไหว แต่องค์ประธานของการเคลื่อนไหวคือ “ประชาชน”
.
ประชาชนทุกคนจะสามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้โดยไม่ต้อง Follow การนำทางการเมืองจากใครเป็นหลัก แนวทางทางการเมืองเช่นนี้คงต้องใช้กำลังมากเข้าไปสื่อสารกับมวลชน ไป Empower ว่าเขามีศักดิ์และศรีในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน เรื่องของประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่สอดแทรกอยู่ในพฤติการณ์ของชีวิตแทบทุกพฤติการณ์ ในวันนี้ผมยังออกไปขับเคลื่อนเช่นนั้นไม่ได้ ก็เลยขอฝากไอเดียไว้กับมิตรสหายก่อน ใครพร้อมก็ไปต่อเลย
.
ถึงจุดนี้ การคุมขังขัดเกลาผมมากจริง ๆ คงเป็นไปตามคำที่ว่า “อะไรที่ฆ่าเราไม่ตาย มันจะทำให้เราแข็งแรงขึ้น” จุดยืนของผมยังคงเป็นเช่นเดิม อุดมการณ์ก่อนเข้ามาในนี้เป็นอย่างไร วันนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น จริง ๆ มีหลายเรื่องที่ตกผลึกได้ หนึ่งในนั้นก็คือ คงมีแต่ช่างตัดผมเท่านั้นแหละที่สั่งให้ผมก้มหัวได้
.
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ ส่วนผมนั้น วิ่งในกำแพงแรงยังเหลือ
.
โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง”




พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ได้นิรโทษ 9 ลุ้น 5 ไม่ได้นิรโทษกรรม 38


ThumbRights
3 hours ago
·
ได้นิรโทษ 9 ลุ้น 5 ไม่ได้นิรโทษกรรม 38: นิรโทษกรรมที่ไม่ทำให้ผู้ต้องขังทางการเมืองได้ออกจากคุกครบทุกคน

(1) วันที่ 23 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569

ใจความสำคัญของร่างกฎหมายนี้ คือการนิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม การแสดงออก และความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา โดยจะครอบคลุมคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม การแสดงออกทางการเมือง การฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่งของรัฐ รวมถึงความผิดตามกฎหมายหลายฉบับที่มักถูกใช้ดำเนินคดีกับประชาชนในช่วงความขัดแย้งทางการเมือง

โดยเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาในหลายหมวดสำคัญ เช่น ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ได้แก่ มาตรา 113, 114, 116, 117 และ 118 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร เช่น มาตรา 124 รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ตามมาตรา 135/1 (2) หรือ (3), มาตรา 135/2 และมาตรา 135/3 นอกจากนี้ ยังครอบคลุมความผิดต่อเจ้าพนักงาน ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน ความผิดต่อร่างกาย ความผิดต่อเสรีภาพ ความผิดฐานหมิ่นประมาท ทำให้เสียทรัพย์ บุกรุก และความผิดลหุโทษบางส่วน

นอกจากประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ร่างกฎหมายยังครอบคลุมความผิดตามกฎหมายอื่น ๆ เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ รวมถึงประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหาร

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังไม่ได้ครอบคลุมคดีทางการเมืองทั้งหมด เพราะยังยกเว้นคดีมาตรา 112 ไว้อย่างชัดเจน ทำให้ผู้ต้องขังและผู้ถูกดำเนินคดีในมาตรานี้ไม่ได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรม

โดยร่างกฎหมายฉบับที่ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสาระหลักในประเด็นใหญ่จากร่างที่ได้ผ่านจาก สส. มีเพียงแต่การแก้ไขที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นรายละเอียดประกอบ เช่น การเพิ่มถ้อยคำเกี่ยวกับการคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยระบุว่า

“การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขซึ่งได้กระทำโดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครอง”

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการของวุฒิสภายังได้เพิ่มความผิดอีก 2 ฐานเข้าไปในบัญชีแนบท้าย ได้แก่
ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2558 ตามข้อเสนอของทนายความผู้รับผิดชอบคดีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งให้ข้อมูลว่าจำเลยในคดีดังกล่าวถูกฟ้องตามกฎหมายนี้ ซึ่งยังมิได้รวมอยู่ในบัญชีแนบท้ายร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

(2) แค่ 9 คนได้ออกจากเรือนจำส่วนอีก 5 คนยังต้องรอการตีความ

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในปี 2569 ยังมีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำจากคดีการแสดงออกทางการเมือง หรือคดีที่มีมูลเหตุเกี่ยวข้องกับแรงจูงใจทางการเมือง อย่างน้อย 52 คน

ในจำนวนนี้ เป็นผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จำนวน 30 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน

เมื่อเทียบกับเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เพิ่งผ่านในชั้น สว. จะเห็นได้ว่าผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 30 คน จะไม่ได้รับประโยชน์จากร่างกฎหมายนี้อย่างแน่นอน เพราะร่างกฎหมายเขียนข้อยกเว้นไว้ชัดเจนว่าไม่นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112

ในอีกด้านหนึ่ง มีผู้ต้องขังอย่างน้อย 9 คน ที่มีแนวโน้มได้รับนิรโทษกรรมอย่างชัดเจน เนื่องจากข้อกล่าวหาในคดีของพวกเขาอยู่ในบัญชีแนบท้ายของร่างกฎหมาย และไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นตามมาตรา 3

ผู้ต้องขังกลุ่มนี้ประกอบด้วย
วิจิตร คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์ข้อความหลังรัฐประหาร 2557

ประวิตร คดีเผาป้อมตำรวจจราจรใต้ทางด่วนดินแดง

คเชนทร์และขจรศักดิ์ คดีปาระเบิดและวางเพลิงบริเวณ สน.พญาไท และแยกพญาไท

พีรพงศ์ คดีขว้างปาวัตถุระเบิดใส่ป้อมตำรวจบริเวณแยกอโศกมนตรีใน #ม็อบ11ตุลา64

พิชัย คดีพกพาวัตถุระเบิดในช่วงการชุมนุมทะลุแก๊ส

ยศวริศ หรือเจ๋ง ดอกจิก คดีชุมนุม นปช. ปี 2553

และกวี คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสถาบันกษัตริย์ในต่างประเทศ

ส่วนผู้ต้องขังคดีมาตรา 110 อีก 5 คน ได้แก่ เอกชัย, บุญเกื้อหนุน, สุรนาถ, ชนาธิป และภาณุภัทร์ ยังอยู่ในสถานะที่ต้องจับตา แม้มาตรา 110 จะไม่ได้อยู่ในบัญชีแนบท้าย แต่ร่างกฎหมายก็ไม่ได้เขียนยกเว้นมาตรา 110 ไว้โดยตรงเหมือนมาตรา 112 อีกทั้งคดีของทั้ง 5 คนยังมีข้อกล่าวหาตามกฎหมายอื่นที่อยู่ในบัญชีแนบท้ายประกอบอยู่ด้วย

จึงต้องรอดูว่า ถ้อยคำในมาตรา 6 เรื่อง “ฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน” จะถูกตีความกว้างพอให้พวกเขาได้รับนิรโทษกรรมด้วยหรือไม่

ดังนั้นจึงอยากทิ้งท้ายด้วยแถลงการณ์ของเครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนที่ว่า “การนิรโทษกรรมที่มีโอกาสสูงที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้ ถือการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองอย่างเลือกปฏิบัติ เพราะยังมีผู้ต้องขังอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ยังไม่นับรวม คดีจำนวนมากที่ยังดำเนินอยู่ในกระบวนการพิจารณาชั้นต่าง ๆ ในขณะที่ผู้ได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมนั้นไม่ได้ถูกจองจำเสียด้วยซ้ำ”

“การนิรโทษกรรมในครั้งนี้จึงไม่ใช่การเยียวยาหรือแก้ไขความขัดแย้งของสังคม ในทางตรงกันข้ามการนิรโทษกรรมครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และความขัดแย้งของสังคมไทยที่ยิ่งหยั่งลึก ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานะของสถาบันกษัตริย์ในใจของผู้คน”

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122278476524184830&set=a.122111574896184830




ประกาศแล้ว สหรัฐฯ จะทำสงครามทางเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนด้วย "วันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ" กับอิหร่าน ใครคือเครือข่ายคู่ค้าหลักของอิหร่านที่จะถูกหางเลขไปด้วย ?





https://x.com/Reuters/status/2091885739612987785



จีน
พันธมิตรทางเศรษฐกิจหลัก
รับซื้อน้ำมันดิบส่งออกจากอิหร่านในสัดส่วนประมาณ 80–90% (มักผ่านโรงกลั่นน้ำมันอิสระขนาดเล็กหรือที่เรียกว่าโรงกลั่นแบบ "teapot") และเป็นแหล่งนำเข้าหลักของอิหร่านสำหรับเครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และวัตถุดิบทางอุตสาหกรรม

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
ศูนย์กลางทางการเงินและการนำเข้าเพื่อส่งออกต่อ
ทำหน้าที่เป็นตัวกลางหลักของอิหร่านในด้านการค้า การชำระธุรกรรมทางการเงิน และการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่ติดมาตรการคว่ำบาตรเข้าสู่ประเทศ

ตุรกี
ประตูการค้าในภูมิภาค
เป็นตลาดหลักสำหรับก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเคมี และโลหะจากอิหร่าน ในขณะเดียวกันก็เป็นผู้จัดหาสินค้าประเภทอาหาร สิ่งทอ และสินค้าสำเร็จรูปให้อิหร่าน

อิรัก
ตลาดส่งออกหลักในภูมิภาค
เป็นผู้นำเข้าสินค้าที่ไม่ใช่น้ำมันจำนวนมากจากอิหร่าน ซึ่งรวมถึงไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ ผลผลิตทางการเกษตร และวัสดุก่อสร้าง

อินเดีย
พันธมิตรด้านสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์
นำเข้าปิโตรเคมีจากอิหร่านเป็นหลัก และส่งออกข้าวบาสมาติ เวชภัณฑ์ ชา และสินค้าเกษตรไปยังอิหร่าน

รัสเซีย
พันธมิตรด้านการป้องกันประเทศและการค้าเชิงยุทธศาสตร์
มีความสัมพันธ์ทางการเมืองและการทหารที่แน่นแฟ้นกับอิหร่าน แม้ว่ามูลค่าการค้าระหว่างกันโดยรวมจะยังคงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการค้าที่เน้นตลาดเอเชียก็ตาม




หน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารของจีนได้เริ่มการสอบสวนระดับชาติหลังจากคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ทางออนไลน์เผยให้เห็นผู้ซื้อในอำเภอคังเป่า มณฑลเหอเป่ย นำกะหล่ำปลีไปแช่ในสารละลายฟอร์มาลดีไฮด์ก่อนขนส่งเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา วิกฤตนี้กระทบไทย ?

https://www.youtube.com/shorts/h-_9cbCMY9w


https://www.facebook.com/watch/?v=3126262274233998







หน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารของจีนได้เริ่มการสอบสวนระดับชาติหลังจากคลิปวิดีโอที่เผยแพร่ทางออนไลน์เผยให้เห็นผู้ซื้อในอำเภอคังเป่า มณฑลเหอเป่ย นำกะหล่ำปลีไปแช่ในสารละลายฟอร์มาลดีไฮด์ก่อนขนส่งเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาได้สองถึงสามวัน

รายละเอียดสำคัญของการสอบสวน

ที่มา: วิดีโอที่ถ่ายโดยบล็อกเกอร์ออนไลน์แสดงให้เห็นผู้ซื้อสินค้าเกษตร ณ สถานที่ซื้อขายแห่งหนึ่งในเหอเป่ย นำโคนกะหล่ำปลีไปแช่ในอ่างบรรจุของเหลวที่มีฉลากว่า "สารละลายฟอร์มาลดีไฮด์" ก่อนบรรทุกขึ้นรถบรรทุก

การดำเนินการอย่างเป็นทางการ: สำนักงานความปลอดภัยอาหารแห่งรัฐ กระทรวงเกษตรและกิจการชนบท และสำนักงานบริหารตลาดแห่งรัฐของจีน สั่งให้ดำเนินการสอบสวนร่วมกัน ควบคุมตัวบุคคลและยึดยานพาหนะที่เกี่ยวข้องในอำเภอคังเป่า

การตรวจสอบทั่วประเทศ: ทางการได้เริ่มการตรวจสอบแบบสุ่มทั่วประเทศและการติดตามห่วงโซ่อุปทานในตลาดเกษตรที่สำคัญ รวมถึงตลาดค้าส่งซินฟาตี้ในกรุงปักกิ่ง เพื่อหยุดการจำหน่าย

ความเสี่ยงด้านสุขภาพและกฎหมาย: ฟอร์มาลดีไฮด์เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์กลุ่มที่ 1 ขององค์การอนามัยโลก และการใช้เป็นสารกันบูดหรือสารช่วยแปรรูปอาหารนั้นผิดกฎหมายอย่างเคร่งครัดภายใต้กฎหมายความปลอดภัยด้านอาหารของจีน

บริบท: การฉีดพ่นหรือจุ่มผลผลิตลงในฟอร์มาลดีไฮด์เป็นกลยุทธ์ที่ผิดกฎหมายที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในภูมิภาคที่ขาดการขนส่งแบบแช่เย็น ซึ่งเคยเป็นข่าวใหญ่ในมณฑลซานตง (ปี 2012) และศูนย์กลางการเกษตรอื่นๆ







 

ศาลยุติธรรมฉาว? ขรก.แฉส่อซูเอี๋อ China Railway ทิ้งงาน 782 ล้าน ไม่ปรับ-ไม่ทวงถาม


News1

Yesterday
·
ศาลยุติธรรมฉาว? ขรก.แฉส่อซูเอี๋อ China Railway ทิ้งงาน 782 ล้าน ไม่ปรับ-ไม่ทวงถาม

23 ส.ค. 69 เพจ CSI LA เปิดเผยหนังสือร้องเรียนที่ระบุว่ามาจากข้าราชการศาลยุติธรรม ขอให้ตรวจสอบโครงการก่อสร้างอาคารศาลแพ่งและศาลอาญามีนบุรี ถนนสุวินทวงศ์ มูลค่าสัญญาประมาณ 782 ล้านบาท หลังโครงการก่อสร้างหยุดชะงักและถูกปล่อยทิ้งร้าง

ตามข้อมูลที่เพจเผยแพร่ โครงการมีกรอบงบประมาณ 950 ล้านบาท ผู้รับจ้างเป็นกิจการร่วมค้าที่มีบริษัทไทยและ China Railway No.10 ร่วมดำเนินการ โดยผู้ร้องตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีความผิดปกติในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ถึงขั้นกล่าวอ้างว่ามีการเข้าพื้นที่ทำงานก่อนกระบวนการ e-Bidding สิ้นสุดประมาณ 4 เดือน รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ตอบแทน ซึ่งทั้งหมดนี้ยังต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริง

หนังสือร้องเรียนระบุอีกว่า สัญญาเริ่มปี 2565 กำหนดสิ้นสุดปี 2569 แต่งานคืบหน้าไม่ถึง 10% มีการเบิกจ่ายไปประมาณ 9.2% ก่อนหยุดงานและทิ้งร้างมากกว่า 1 ปี

ประเด็นที่ผู้ร้องตั้งคำถามคือ เหตุใดจึงไม่มีการส่งหนังสือเตือนผิดสัญญา ไม่มีการคิดค่าปรับล่าช้า และไม่มีการเร่งรัดติดตามผู้รับจ้าง ทั้งที่โครงการมูลค่ากว่า 782 ล้านบาทแทบไม่คืบหน้า

นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวอ้างว่ามีคำสั่งห้ามข้าราชการและผู้พิพากษาให้ข้อมูลแก่บุคคลภายนอก พร้อมขู่ลงโทษทางวินัย ขณะที่บุคคลซึ่งถูกพาดพิงกลับได้รับการเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทั้งหมดขณะนี้เป็นข้อกล่าวหาจากหนังสือร้องเรียนที่ CSI LA นำมาเผยแพร่ ยังไม่ใช่ข้อยุติ จึงต้องรอสำนักงานศาลยุติธรรม ตลอดจนบริษัทและบุคคลที่ถูกพาดพิงออกมาชี้แจง โดยเฉพาะคำถามสำคัญว่า โครงการ 782 ล้านบาทหยุดก่อสร้างเพราะอะไร มีการเรียกค่าปรับหรือทวงถามผู้รับจ้างแล้วหรือไม่ และข้อกล่าวหาเรื่องความผิดปกติในการประมูลมีข้อเท็จจริงอย่างไร

ที่มา: เพจ CSI LA

https://www.facebook.com/MGRNEWS1/posts/1582967383861220




https://www.facebook.com/CSILA90210/posts/1582611136581494




บทรำพึงโดย ชาบีน สเติร์ก (Sabine Sterk) ซีอีโอของกลุ่ม Time to stand up for Israel ที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์ The Times of Israel สะท้อนความสะเทือนใจ ขณะได้มาเที่ยวเมืองไทย ทำให้คิดถึงบ้าน แต่กลับไปใช้ชีวิตที่นั่นไม่ได้ "Israel Feels Like Home, Except I Cannot Live There")



อิสราเอลให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน... แต่ฉันกลับไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นได้

ฉันกำลังเขียนข้อความนี้จากประเทศไทย ในช่วงวันหยุดฤดูร้อนที่ฉันมาพักผ่อนกับครอบครัว ห่างไกลจากทั้งอิสราเอลและเนเธอร์แลนด์นับพันกิโลเมตร แต่ถึงกระนั้น อิสราเอลก็ดูเหมือนจะตามติดฉันไปทุกหนทุกแห่ง

เมื่อเรามาถึงกรุงเทพฯ สิ่งแรกๆ ที่สะดุดตาฉันคือความหลากหลายของผู้คนที่ผสมผสานกันอย่างน่าทึ่ง ประเทศไทยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก และกรุงเทพฯ ก็เปรียบเสมือนจุดนัดพบของนานาชาติอย่างแท้จริง

ท่ามกลางฝูงชน มีครอบครัวชาวอาหรับและชาวมุสลิมอยู่มากมาย ผู้หญิงบางคนสวมชุดคลุมมิดชิดคล้ายกับชุดบูร์กาที่พบเห็นได้ในอัฟกานิสถาน เดินมาพร้อมกับผู้ชายที่แต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองหรือชุดที่ดูอนุรักษนิยม ฉันพบว่าตัวเองเผลอมองผู้ชายเหล่านั้นผ่านมุมมองที่หล่อหลอมจากประสบการณ์และความคิดเดิมๆ ของตนเอง ด้วยความคิดที่ถูกกำหนดมาจากการติดตามข่าวสารเรื่องการก่อการร้าย กลุ่มอิสลามหัวรุนแรง และสถานการณ์ในตะวันออกกลางมานานหลายปี ทำให้บางคนดูน่าหวาดหวั่นในสายตาของฉันทันทีที่เห็น

แต่รูปลักษณ์ภายนอกไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ความจริง ผู้ชายคนหนึ่งไม่ได้กลายเป็นผู้ก่อการร้ายเพียงเพราะเขามีหนวดเครา การแต่งกาย สัญชาติ หรือแม้แต่การแต่งกายของภรรยา หากฉันเรียกร้องให้ผู้คนเลิกตัดสินชาวอิสราเอลและชาวยิวด้วยภาพจำเหมารวม ฉันก็จำเป็นต้องยอมรับและตระหนักถึงความคิดเหมารวมของตนเองด้วยเช่นกัน

และแล้วก็มีชาวอิสราเอลปรากฏตัวขึ้น

ชาวอิสราเอลมากมายเหลือเกิน

คุณไม่จำเป็นต้องมองเห็นตัวพวกเขาด้วยซ้ำ ก็รู้ได้ว่าพวกเขาอยู่ที่นั่น

เพราะคุณจะได้ยินเสียงของพวกเขา

“อิมาาาา!” (แม่จ๋า!)

“อับบาาาา!” (พ่อจ๋า!)

เสียงเด็กๆ ตะโกนหากันข้ามล็อบบี้โรงแรม เสียงพ่อแม่ถกเถียงกันว่าจะไปทานมื้อเย็นที่ไหน เสียงครอบครัวเจรจาต่อรองกันด้วยระดับเสียงที่ทำให้คำว่า "ความเป็นส่วนตัวในการสนทนา" กลายเป็นเรื่องไกลตัวไปเลย ภาษาฮีบรูแทรกซึมอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ชายหาด สนามบิน หรือห้องอาหารเช้าของโรงแรม

ฉันจำชาวอิสราเอลได้แทบจะทันทีที่เห็น

และฉันก็ชอบมันมาก

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับฉันไม่ใช่แค่จำนวนชาวอิสราเอลที่เดินทางมายังประเทศไทยเท่านั้น หากแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาเมื่อก้าวพ้นจากอิสราเอล

มีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป

เมื่ออยู่นอกอิสราเอล ชาวอิสราเอลดูเหมือนจะตระหนักขึ้นมาได้ทันทีว่า พวกเขาต่างเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่ง ซึ่งมีความซับซ้อนและบางครั้งก็ดูเหมือนจะเป็นครอบครัวที่อยู่ร่วมกันได้ยากเหลือเกิน

ในอิสราเอล การถกเถียงทางการเมืองอาจดุเดือดเผ็ดร้อน กลุ่มเคร่งศาสนากับกลุ่มฆราวาสถกเถียงกัน ฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาโต้แย้งกัน กลุ่มชุมชนต่างๆ ก็มีความเห็นขัดแย้งกัน ผู้คนถกเถียงกันเรื่องรัฐบาล สงคราม ระบบศาล กองทัพ ตัวประกัน ศาสนา ความมั่นคง และแทบทุกเรื่องเท่าที่จะจินตนาการได้ ลองพาคนกลุ่มเดียวกันนี้ไปอยู่ห่างจากสนามบินเบนกูเรียน (Ben Gurion Airport) สักหลายพันกิโลเมตร แล้วคุณจะสัมผัสได้ถึงสายใยความผูกพันที่ชัดเจนอย่างไม่ต้องสงสัย

พวกเขาจำกันและกันได้

พวกเขาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

พวกเขาพูดคุยกับคนแปลกหน้าได้อย่างเป็นกันเอง

และที่น่าทึ่งคือ พวกเขายังเปิดพื้นที่ให้ฉันได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งด้วย

ฉันเริ่มพูดคุยกับชาวอิสราเอล และเพียงไม่กี่นาทีฉันก็สามารถกลมกลืนไปกับวงสนทนาได้ ไม่มีใครสนใจจะขอดูหนังสือเดินทางของฉัน ไม่มีใครเรียกร้องให้ฉันพิสูจน์ว่าฉันห่วงใยอิสราเอลมากแค่ไหนก่อนจะยอมให้ฉันร่วมวงสนทนา

ฉันกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนเหล่านั้นไปโดยปริยาย

และนั่นก็ทำให้ฉันรู้สึกเศร้าใจอย่างประหลาด

เพราะเมื่ออยู่นอกอิสราเอล บางครั้งฉันกลับรู้สึกเป็นคนอิสราเอลมากกว่าตอนที่อยู่ในอิสราเอลเสียอีก

อิสราเอลมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตของฉันมานานหลายปี ฉันช่วยสนับสนุนและปกป้องประเทศนี้ ฉันศึกษาประวัติศาสตร์ ติดตามสถานการณ์การเมืองและความมั่นคง อีกทั้งยังไปเยือนที่นั่นอยู่บ่อยครั้งและมีเพื่อนฝูงอยู่ที่นั่นมากมาย เมื่ออิสราเอลถูกโจมตี ความรู้สึกของฉันไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับประเทศต่างแดนที่ห่างไกล

แต่ฉันรู้สึกเหมือนมันเป็นเรื่องของตัวเอง

ฉันรู้สึกเป็นคนอิสราเอลมากกว่าเป็นคนดัตช์เสียอีก

ทว่า การรู้สึกว่าเป็นคนอิสราเอลกับการมีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะใช้อิสราเอลเป็นบ้านของตนเองนั้น เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

ระบบราชการไม่เข้าใจเรื่องความรู้สึกผูกพันทางใจ

แบบฟอร์มของรัฐบาลไม่สามารถวัดสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของคนเราได้ กฎหมายคนเข้าเมืองไม่อาจคำนวณระดับความจงรักภักดี และฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถระบุเป็นตัวเลขได้ว่าใครใช้เวลาไปกี่ปีในการปกป้องประเทศ ห่วงใยผู้คน หรือบอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชาติ

มันมีทั้งกฎเกณฑ์ ขั้นตอน และเงื่อนไขคุณสมบัติต่างๆ กำกับอยู่

ฉันเข้าใจเหตุผลในเรื่องนี้ดี

อิสราเอลไม่ใช่แค่จุดหมายปลายทางสำหรับการย้ายถิ่นฐานแบบประเทศตะวันตกทั่วไป แต่มันคือรัฐของชาวยิว ซึ่งดำรงอยู่โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการเป็นบ้านและที่พักพิงของชาวยิวทั่วโลก และเจตนารมณ์นั้นจำเป็นต้องได้รับการปกป้องรักษาไว้

ถึงกระนั้น การเข้าใจหลักการก็ไม่ได้ช่วยขจัดความรู้สึกอึดอัดใจส่วนตัวให้หมดไปได้

มันมีความย้อนแย้งบางอย่างที่ลึกซึ้งเหลือเกิน กับการได้นั่งอยู่ท่ามกลางชาวอิสราเอลในประเทศไทยและรู้สึกอบอุ่นใจเหมือนอยู่บ้าน ทั้งที่รู้ดีว่าประเทศที่ฉันถือว่าเป็นบ้านทางใจนั้น ไม่สามารถกลายมาเป็นบ้านตามกฎหมายของฉันได้ง่ายๆ

บางทีเรื่องนี้อาจเป็นบทเรียนสำหรับอิสราเอลเองด้วยเช่นกัน

ลองมองดูชาวอิสราเอลที่ใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดน

ลองดูสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อการแบ่งขั้วแบ่งฝ่ายภายในประเทศลดความสำคัญลง

ไม่มีใครในประเทศไทยต้องถามชาวอิสราเอลอีกคนว่าเขาลงคะแนนเสียงเลือกพรรคไหนก่อนที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ เด็กที่ตะโกนเรียก "อิมา" (แม่) ข้ามร้านอาหารนั้น ไม่ได้ถูกจำกัดว่าเป็นฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวาแต่อย่างใด ครอบครัวชาวอิสราเอลที่กำลังพยายามหาโรงแรมของตน ไม่ได้มามัวตรวจสอบก่อนว่าคนที่เข้ามาช่วยเหลือมีความเห็นสอดคล้องกับฝ่ายรัฐบาลผสมหรือไม่

ในช่วงเวลาหนึ่ง ทุกคนต่างเป็นเพียงแค่ชาวอิสราเอลเท่านั้น

ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเช่นนี้ ไม่ควรต้องแลกมาด้วยการซื้อตั๋วเครื่องบิน

อิสราเอลมีศัตรูที่ไม่เคยแยกแยะความแตกต่างระหว่างชาวอิสราเอลฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา ระหว่างชาวยิวทางโลกหรือเคร่งศาสนา หรือระหว่างผู้สนับสนุนและผู้คัดค้านรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง ในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม เหล่าผู้ก่อการร้ายไม่ได้ถามเหยื่อของพวกเขาด้วยซ้ำว่าพวกเขาลงคะแนนเสียงเลือกใคร

ดังนั้น ชาวอิสราเอลจึงมีเหตุผลอันสมควรที่จะหันกลับมาสร้างความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันภายในประเทศ ให้เหมือนกับความสามัคคีที่พวกเขามักแสดงออกเมื่ออยู่ต่างแดน

ความเห็นต่างเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย ชาวอิสราเอลย่อมถกเถียงกันเพราะนั่นคือธรรมชาติของพวกเขา การคาดหวังให้พวกเขาหยุดถกเถียงกันคงต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงลักษณะนิสัยประจำชาติไปอย่างสิ้นเชิง

แต่ความเห็นต่างไม่จำเป็นต้องกลายเป็นความเกลียดชัง

จุดแข็งที่สุดของอิสราเอลไม่เคยใช่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในรูปแบบที่ทุกคนเหมือนกันหมด แต่คือความสามารถของผู้คนที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วในการทำความเข้าใจ—โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามสำคัญ—ว่าพวกเขามีสิ่งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวตนของแต่ละคนร่วมกันอยู่

ฉันสัมผัสได้ถึงสิ่งนี้ในหมู่ชาวอิสราเอลที่นี่ ในประเทศไทย

ฉันได้ยินมันทุกครั้งที่มีเสียงเด็กตะโกนเรียก "อับบา" (พ่อ) ดังมาจากด้านหลัง

ฉันเห็นมันเมื่อชาวอิสราเอลที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเริ่มพูดคุยกันราวกับเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมานานหลายปี

และในบางครั้ง พวกเขาก็เปิดรับผู้หญิงชาวดัตช์คนหนึ่งที่พกพาอิสราเอลไว้ในหัวใจ ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอันแสนอบอุ่นที่เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกและการถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมสถานการณ์นี้ถึงให้ความรู้สึกที่ทั้งสุขและเศร้าปะปนกัน

แม้จะอยู่ห่างจากอิสราเอลหลายพันกิโลเมตร แต่ฉันกลับรู้สึกเหมือนอยู่บ้านอย่างแท้จริงเมื่อได้อยู่ท่ามกลางชาวอิสราเอล

ฉันเพียงหวังว่าสักวันหนึ่ง ประเทศที่ฉันถือว่าเป็นบ้านในใจดวงนี้ จะกลายเป็นสถานที่ที่ฉันได้รับอนุญาตให้เรียกว่าบ้านได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเช่นกัน
.....

เกี่ยวกับผู้เขียน: ซีอีโอของ Time to Stand Up for Israel ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีพันธกิจอันยิ่งใหญ่ในการสนับสนุนอิสราเอลและเป็นกระบอกเสียงให้อิสราเอลในเวทีโลก ด้วยผู้ติดตามกว่า 200,000 คนบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ชุมชนของเราหลอมรวมเป็นหนึ่งด้วยความรักที่มีต่ออิสราเอลและความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าต่ออนาคตของประเทศนี้


ที่มา Blog Times of Israel
Israel Feels Like Home, Except I Cannot Live There

https://blogs.timesofisrael.com/israel-feels-like-home-except-i-cannot-live-there/
Jul 25, 2026,
.....

สาเหตุที่เธอไม่สามารถย้ายไปตั้งรกรากใช้ชีวิตในอิสราเอลได้ ทั้งที่รู้สึกว่าอิสราเอลคือ "บ้าน" ทางจิตวิญญาณ

ข้อจำกัดทางกฎหมายและการย้ายถิ่นฐาน (Legal & Bureaucratic Barriers): เหตุผลสำคัญที่สุดคือ เธอไม่ได้เป็นชาวยิวและไม่ได้เป็นคนศาสนายิว (เธอเป็นชาวเนเธอร์แลนด์) ทำให้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมายสัญชาติ (Law of Return) ของอิสราเอล ระบบราชการและกฎหมายคนเข้าเมืองไม่อนุญาตให้เธอได้รับสิทธิย้ายถิ่นฐานหรือถือสัญชาติได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แม้เธอจะมีความจงรักภักดีและผูกพันทางอารมณ์สูงเพียงใดก็ตาม

ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย: ขณะที่เธอเดินทางมาท่องเที่ยวในเมืองไทย เธอได้พบปะและพูดคุยกับนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลมากมาย ซึ่งทำให้เธอรู้สึกกลมกลืน เข้ากันได้ดี และรู้สึกเหมือนอยู่บ้านท่ามกลางคนอิสราเอล แต่มันกลับตอกย้ำความสะเทือนใจว่า เธอสามารถรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคนอิสราเอลในต่างแดนได้ แต่ไม่สามารถมีสิทธิอาศัยอยู่ในประเทศนั้นได้อย่างเป็นทางการบนหน้ากระดาษ




วันจันทร์, สิงหาคม 24, 2569

“แหวงๆ” อีกแล้ว ต้องให้ประชาชนเปิดกฎหมายสอน กกต. ที่ตีความเพี้ยนๆ เรื่องสั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. อ้างต้องมีปัจจัยร่วมกัน ๓ อย่าง ทั้งๆ ตัวบทไม่ได้ระบุเลยสักนิด

“แหวงๆ” อีกแล้วนะ คนสกุลบุญมี ต้องให้ สฤณี อาชวานันทกุล แจงใส่หน้าว่า “คณะกรรมการการเลือกตั้ง @Sawaeng Boonmee มาถ่างตาดูหน่อย ทำไมต้องให้ประชาชนเปิดกฎหมายสอน กกต.” กรณีของเธอเรื่องมาตรา ๖๒ ที่บอก

“ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครหรือผู้ใด กระทําการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทําของบุคคลอื่น อันทําให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการยื่นคําร้องต่อศาลฎีกา”

จะ “เพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น” ก็ตามแต่ คำว่า “หรือ” ในตัวบทกฎหมายรัฐธรรมนูญ ย่อมหมายความเพียง “อย่างใดอย่างหนึ่ง” ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง นั่นมันความหมายของคำว่า “และ”

ดังกรณีที่ หนุ่มเมืองจันท์สอนวิธีอ่านกฎหมายอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เมื่อทั่นเลขาฯ กกต.แจกแจงตะแบงมารเรื่องมาตรา ๒๒๖ ว่า “จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อเพิกถอนสิทธิผู้เลือก หลังประกาศผลการเลือก ส.ว.ไปแล้ว ต้องมีองค์ประกอบความผิด ๓ ประการ” นั่นละ

สรกล อดุลยานนท์ บอกว่ากลับไปอ่านรัฐธรรมนูญซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่เห็นมีตอนไหนที่บอกว่าต้องทำทั้ง ๓ อย่างประกอบกัน  “แล้ว ๓ องค์ประกอบนี้มาอย่างไร คุณแสวงท่านขุดมาจากบรรทัดไหน หรือตั้งกติกาขึ้นมาจากอะไร แล้วทำไมต้องมัดรวมกันด้วย”

จากที่แสวงอธิบายเมื่อมีเสียงกระหึ่มว่า กกต.ควรส่งคดีทุจริตเลือกตั้ง เพื่อได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ปี ๒๕๖๗ ให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาได้แล้ว อย่าได้เหนี่ยวรั้งต่อไปอีกเลย บ้างชี้ผลร้ายว่าจะทำให้ กกต.ทั้งคณะ เจอความผิด ม.๑๕๗ ติดคุกเสียเปล่า

แสวงอ้างเหตุผลที่ยังไม่ได้ส่งคดีให้ศาลฎีกาเพราะมีปัจจัย ต้อง รวมกัน ๓ ข้อ คือหนึ่งต้องเป็นผู้สมัครฯ กระทำเอง หรือผู้สมัครรู้เห็นการกระทำของผู้สมัครอื่น ข้อสองต้องเป็นการทุจริต เช่น จ้างลงสมัคร จ้างลงคะแนน สมยอม แลกคะแนน”

หรือให้ประโยชน์อื่นใดเพื่อให้เลือกตนเอง เป็นต้น และข้อสาม “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม” ข้อหลังนี่ใครที่ติดตามเรื่องย่อมเห็นจะแจ้งแล้วว่ามี หลักฐาน โผล่มาให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน

หนุ่มเมืองจันท์บอก มีบางคนตั้งข้อสังเกตุว่าอาการแหวงๆ ของ กกต.เนี่ย “เป็นกลยุทธ์สร้าง กติกาใหม่ ขึ้นมาให้สังคมเชื่อตามนี้ สร้างกรอบให้นักข่าวเดินตาม ต้องผิด ๑-๒ และ ๓ เท่านั้น ทั้งที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๖ ไม่ได้กำหนดแบบนี้”

เขาว่านี่เป็นเกม “ยกเมฆ” เพื่อจะตัดตอนไม่ยอมฟ้องผู้ต้องหาทั้ง ๒๒๙ คน เลือกฟ้องแต่ แพะ จำนวนหนึ่ง พวกคนสำคัญทางการเมือง โดยเฉพาะ สีน้ำเงิน จะหลุดหมด เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องจับตาอย่ากระพริบ สิ้นเดือนนี้รู้หมู่หรือจ่า

ถึงอย่างนั้นไพร่ฟ้าหน้าใสก็ยังไม่สิ้นไร้ เมื่อ ไอลอว์ ประกาศแล้วแม่นมั่นว่าถ้า กกต.ไม่ส่งฟ้องทั้งหมด เขาจะเปิดหลักฐานการทุจริตของผู้ต้องหาเหล่านั้น ที่ตอนนี้มีอยู่แล้วในมือ เพียบ

(https://www.facebook.com/boycitychanFC/posts/h4qGPXBay และ https://www.facebook.com/SarineeA/posts/WHphARCJ5)