วันอังคาร, มิถุนายน 02, 2569

แฟนคลับร้องยี้ “ไม่รู้พรรคส้มคิดอะไร” ที่ตั้ง สุรพล นิติไกรพจน์ เป็นประธานที่ปรึกษาทีมผู้ว่า กทม.พรรคประชาชน

แฟนคลับร้องยี้กันเป็นแถว เมื่อพรรคประชาชนเปิดตัวประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้ว่า กทม.ถ้าเกิด ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร พลิกล็อคชนะ ชัชชาติ สิทธิพันธ์ ขึ้นมา แต่การดึง สุรพล นิติไกรพจน์ เข้ามาร่วมกระบวนการ เปลี่ยนแปลงประเทศไม่ไหวนะ

“ไม่รู้พรรคส้มคิดอะไร แต่หลายคนรวมทั้งผม บอกตรงๆยังคลางแคลงใจกับท่าที+จุดยืนต่อหลักการประชาธิปไตยของอ.สุรพล อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะช่วงรัฐประหาร ๒๕๕๗” ติงตรงๆ จาก Tawan Ten เช่นกันกับ Atukkit Sawangsuk

“ยังไงก็ไม่ชนะ ไปดึงสุรพล ม.๗ มาให้คนไขว้เขวเรื่องจุดยืนอีก รู้ละว่าหลายปีมานี้ สุรพลมีท่าทีกลับใจ ‘บ้าง’ วิพากษ์นิติสงครามยุบพรรคตัดสิทธิ แต่ก็ยังไม่เคลียร์หมด ถ้ามองง่ายๆ ในแง่เพิ่มเครดิตคะแนนเสียงก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย”

กระทั่ง Pavin Chachavalpongpun ที่เพิ่งเขียนเชียร์ โจชัยวัฒน์มาหมาดๆ ยังร้อง “เอิ่ม Sayonara!” ต่อประเด็นเบื้องหลังเกี่ยวกับการที่อดีตอธิการบดี มธ.ท่านนี้ เคยชิดเชิ้อกับคณะรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นการลู่ลมไปกับ คมช. หรือรับอาณิสงค์ได้เป็น สนช.

ข้อดีที่ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค ยกยอกลายเป็น ‘irrelevant’ ไร้ความหมาย ฟังไม่ขึ้นไปเสียแล้ว แม้ “มีส่วนให้คำปรึกษากฎหมายหลายฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจและการจัดระเบียบบริหารราชการ กทม.”

ทั้งที่อ้างได้ว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของการจัดตั้งทีมงาน กทม.ของพรรคประชาชนที่หลากหลาย ครอบคลุมสาขาอาชีพต่างๆ ถ้วนทั่ว ดัง เลขาฯ พรรคยกตัวอย่างการเปิดตัวทีมบริหารไปแล้ว ๗ คน รวมถึง ศ.อมร พิมานมาศ ด้านวิศวกรรม และ ไพโรจน์ บุญสิริคำไชย ด้านแพทย์

หรือที่ สหัสชัย อนันตเมฆ เอ่ยถึงไว้บนเพจของนายแบกเพื่อไทยรายหนึ่ง ว่า “ถ้าจำไม่ผิด เคยเป็นประธานบอร์ดกรุงเทพธนาคม ที่คุมงบประมาณจัดซื้อจัดจ้างของ กทม.ทั้งหมดหลายพันล้าน กรุงเทพธนาคมเคยมีประเด็นเรื่อง ไม่สามารถตรวจสอบสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างได้”

แต่ปัญหาก่อกวนให้เกิดความยี้ มันไปไกลกว่าการตั้งคนโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ อย่างที่ Valve Marasri คุ้ยขึ้นมาอีก “พรรคประชาชนไม่เคยสอบถามสมาชิกหรือแม้แต่ผู้สมัครในกระบวนการเลือกตั้ง...ที่ผ่านมาก็เป็นอย่างนี้มาโดยตลอด

คำกล่าวว่า 'คนใหญ่กว่าพรรค' มันถูกพิสูจน์ให้เห็นมาหลายครั้งหลายคราว่า อาจจะยังนะ” ข้อกล่าวหา “โปลิสบิวโร” จึงได้หวนมาใหม่ แล้วเสียงรบกวนจาก ‘Sore looser’ อย่าง แก้วตา ก็กลับมาเป็น ‘relevant’ ฟังขึ้นจนได้

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/dnYLDPAwy, https://www.facebook.com/valve.marasri/posts/GUwQdczy และ https://www.facebook.com/baitongpost/posts/33xacfETc)

ใครเขียนนะ คงมีคนของขึ้น งบไม่พอ ทำไมไม่มีใครบอกให้ รัฐบาลเพิ่มงบ ?

เรื่องเล่าจากโรงพยาบาล
Yesterday
·
เวลาพูดถึง งบฯ ไม่เพียงพอ

คาถาที่ถูกยกขึ้นมาอันดับต้น ๆ คือ "ร่วมจ่าย"

คนที่สนับสนุนแนวคิดนี้
ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
มักจะพูดโดยไม่ครอบคลุมบางอย่าง

เช่น พูดราวกับว่า ตอนนี้
คนไข้ บัตรทอง ไม่ต้องร่วมจ่าย "อะไรเลย"
ซึ่งไม่จริง ค่าอุปกรณ์การแพทย์บางรายการ
มีกรณีที่ต้องจ่าย , มีกรณีที่เลือกจ่ายหรือไม่
(เช่น ค่าเลนส์ตา)

เช่น พูดราวกับว่า
การเก็บ ค่าร่วมจ่าย บางเงื่อนไขนั้น
จะแก้ปัญหาเรื่องงบประมาณได้
(ทั้งที่ ความจริง ถ้าจะเอาถึงขั้นนั้น
ต้องเก็บในสัดส่วนที่สูงพอสมควร
ยิ่งบอกว่า จะไม่เก็บกับเด็ก คนสูงอายุ คนยากไร้
คนที่ อยู่ในเงื่อนไขต้องจ่าย คงต้องจ่าย
ในสัดส่วนที่สูง ตีเป็น 30% ของค่าใช้จ่ายจริง
คิดว่า จะมีผลกระทบขนาดไหน)

ในขณะเดียวกัน
กลุ่มที่คัดค้าน เรื่องการ ร่วมจ่าย
ก็มุ่งคัดค้านหัวชนฝา
จนเหมือนปิดตาข้างเดียวว่า
จริง ๆ มันก็มีกรณีที่ มีการร่วมจ่าย อยู่

และมันยังลดโอกาสการเข้าถึงยา
ของคนไข้ที่มีกำลังทรัพย์
จนไม่ได้ใช้ยาที่อาจจะมีประโยชน์ไป
.
.
แต่ วันนี้ ไม่ได้จะถกประเด็นนั้น

ที่ผมอยากพูดถึงก็คือ

เวลาพูดถึงเรื่องพวกนี้
มีเพียงผม เพจเดียวเลยมั้ง
ที่พูดตรงว่า ๆ พวกคุณมรึง ทั้งหลาย
งบไม่พอ ทำไมไม่มีใครบอกให้ รัฐบาลเพิ่มงบ
เขียนเพจมาหลายปี ยังพูดอยู่ทุกที
ยืนยันว่า ไม่ใช่การเสนอแบบ โง่ ๆ
แบบกำปั้นทุบดิน แต่อย่างใด

พวกคุณครับ ทุกคนต้องการมาตรฐาน
และคุณภาพการรักษา ระดับอเมริกา , ยุโรป
เทียบเท่าประเทศที่พัฒนาแล้ว
แต่ พวกผม ได้งบมาครึ่งเดียวของประเทศเหล่านั้น

ขอให้ผู้ชายที่ให้กำเนิดคุณหมดสัญญาณชีพ

ผมสงสัยเรื่องนี้มานาน

ทำไม บรรดาครูบาอาจารย์
ในโรงเรียนแพทย์ ในกระทรวง
ที่สอนพวกผมมา ต่างเงียบเป็นเตมีย์ใบ้
สอน Guidelines (แนวทางการรักษา) ล่าสุด
ตรวจนู่นนั่นนี่ แปดแสน
ให้ยาไฮโซ แปดล้าน
แต่งบมีให้มา สองแสน ล้อเล่นไหมครับ

บรรดาอาจารย์หมอ เท่ ๆ เก่ง ๆ เทพ ๆ
ด่านักศึกษาแพทย์

"คุณเป็นหมอภาษาอะไร ปล่อยคนไข้ไว้แบบนี้"

"หมอต้องกล้ายืนยันสิ่งที่ถูกต้อง
สิ่งที่มีประโยชน์กับคนไข้
สักแต่ทำตามเขาไป ก็ไม่ต้องเป็นหมอหรอก"

ผมเพิ่งเข้าใจเมื่อไม่นานนี่เองว่า
จริง ๆ เรา บรรดาหมอ ๆ นี่
ไม่ใช่ทั้งหมด แต่ก็ไม่น้อย
ที่เก่งแต่กับ คนที่ตัวเล็กกว่าเรา
อาจารย์ก็ ด่านักศึกษาฉ่ำ ถ้าเตรียมข้อมูลไม่ครบ
(ภายใต้ คำว่า ต้องการสอนให้จดจำ, หวังดี)
แต่ถ้าเป็นอาจารย์อาวุโสมาปรึกษา
จะไม่มี คำบ่นสักแอะ

บรรดา หมอ ๆ ก็ไม่กล้าจะพูดตรง ๆ ว่า
งบไม่พอ รัฐบาล เอาเงินไป
สร้างคณะแพทย์ใหม่ทำไม
โครงการบ้าๆ บอๆ มากมาย
แจกเงินรอบที่ 88 ก็เลิกบ่นแล้ว
(บ่นแต่สมัยทักษิณ นอกนั้นเงียบบบบบ )

ไม่กล้า ทวง กับ ผู้มีอำนาจ
สงบเสงี่ยมเจียมตัว
แล้วก็หันมา เอากับประชาชนนี่แหละ
พวกคุณไม่ดูแลตัวเอง ต้องจ่าย
รับรองหันไปดูแลตัวเอง
พวกคุณเอะอะ ก็มา รพ. มาเอายาฟรี
อย่างนี้ต้องจ่าย
พวกคุณเป็นความดัน เบาหวาน อ้วน
พวกนี้ป้องกันได้ เพราะรักษาฟรี นี่แหละ
เพราะฉะนั้นจ่ายมา

ที่น่าหัวเราะคือ พอเจอหมออ้วนเสียเอง
เราอาจออกมาปกป้องกันเองว่า
เอ้ย เพราะงานมันเครียด พักผ่อนไม่พอ

ก็นั่นแหละครับ
ทั้งหมดที่อยากบ่น ในวันนี้

https://www.facebook.com/photo?fbid=1311616704503473&set=a.415379120793907



วิกฤตใหม่วัยทำงาน ทำไมคนยุคนี้ต้องเตรียมทำงานต่อ แม้เข้าใกล้วัยเกษียณ ?

https://www.facebook.com/reel/1019370813799171

Business Tomorrow
May 30
·
วิกฤตใหม่วัยทำงาน ทำไมคนยุคนี้ต้องเตรียมทำงานต่อ แม้เข้าใกล้วัยเกษียณ ?
คำแนะนำสำหรับ Gen X
คำแนะนำสำหรับ Gen baby boomer
Business Tomorrow On Ground
สัมภาษณ์พิเศษ : คุณจักรพงษ์ เมษพันธุ์
(โค้ชหนุ่ม Money Coach) ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์และเพจ The Money Coach
ดำเนินรายการโดย กีตาร์ - วรินท์มาศ ปัญญาดี
Chief Executive Editor - Business Tomorrow
บันทึกเทปวันที่ 28/04/2026



ยูเอ็นขึ้นบัญชีดำอิสราเอลและรัสเซียเป็นครั้งแรก ในฐานะประเทศที่ก่อความรุนแรงทางเพศในเขตสงคราม


ผู้คุมชาวอิสราเอลถูกกล้องวงจรปิดจับภาพไว้ได้ขณะดูเหมือนว่ากำลังล่วงละเมิดทางเพศผู้ถูกคุมขังจากกาซา ที่สถานกักกัน สเด เทย์แมน (Sde Teiman)

ยูเอ็นขึ้นบัญชีดำอิสราเอลและรัสเซียเป็นครั้งแรก ในฐานะประเทศที่ก่อความรุนแรงทางเพศในเขตสงคราม

เอมีร์ นาเดอร์
31 พฤษภาคม 2026
บีบีซีไทย

อิสราเอลถูกขึ้นบัญชีดำของสหประชาชาติ สำหรับกลุ่มประเทศที่ก่อความรุนแรงทางเพศในเขตสงครามเป็นครั้งแรก

รายงานโดยสำนักงานของเลขาธิการ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส ระบุว่า เมื่อปีที่แล้วสหประชาชาติได้ตรวจสอบและยืนยันกรณีความรุนแรงทางเพศจำนวน 31 กรณี ที่กระทำโดยกองกำลังอิสราเอลต่อชาวปาเลสไตน์จากฉนวนกาซาและเวสต์แบงก์

รายงานระบุว่า 13 กรณีเกิดขึ้นในปี 2025 และอีก 18 กรณีเกิดขึ้นในช่วงสองปีก่อนหน้านั้น

สหประชาชาติกล่าวว่า รายงานนี้ควรถูกมองว่าเป็น "ตัวบ่งชี้ถึงเหตุการณ์และรูปแบบ" มากกว่าที่จะเป็นข้อมูลที่ครอบคลุมทั้งหมด

อิสราเอลกล่าวว่า ประเทศปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ และมีความจำนงที่จะตัดความสัมพันธ์กับสำนักงานของเลขาธิการสหประชาชาติ

แดนนี ดานอน ทูตอิสราเอลประจำสหประชาชาติ กล่าวหากูเตอร์เรสเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า เผยแพร่คำโกหกที่ต่อต้านชาวยิว คณะทูตอิสราเอลประจำสหประชาชาติกล่าวว่าจะปฏิเสธการติดต่อกับสำนักงานของเขาตราบเท่าที่เขาดำรงตำแหน่งหัวหน้าองค์กรระหว่างประเทศแห่งนี้

รายงานระบุว่ากรณีที่สหประชาชาติได้ตรวจสอบและยืนยันแล้วนั้น เป็นการกระทำต่อชาย 14 คน หญิง 7 คน เด็กชาย 9 คน และเด็กหญิง 1 คน การละเมิดดังกล่าวรวมถึงการข่มขืน การรุมโทรม การบังคับให้เปลือยกาย และการใช้ความรุนแรงต่ออวัยวะเพศ ซึ่งกระทำโดยเจ้าหน้าที่จากกองทัพ ตำรวจ และกรมราชทัณฑ์ของอิสราเอล

สหประชาชาติกล่าวว่าความพยายามในการสืบสวนปัญหานี้อย่างเต็มรูปแบบถูกขัดขวางโดยรัฐบาลอิสราเอล และมีการข่มขู่ผู้ถูกคุมขังเพื่อป้องกันไม่ให้มีการรายงานถึงเรื่องการล่วงละเมิด

เมื่อปีที่แล้ว ฮามาสถูกเพิ่มรายชื่อเข้าไปในรายงาน "ความรุนแรงทางเพศที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง" ฉบับก่อนหน้านี้

สหประชาชาติกล่าวว่า อดีตตัวประกัน 12 คนที่ได้รับการปล่อยตัวจากฉนวนกาซาได้ตั้งข้อกล่าวหาเรื่องความรุนแรงทางเพศต่อผู้คุมขังกลุ่มฮามาส พร้อมกล่าวเสริมว่าสหประชาชาติไม่สามารถตรวจสอบรายงานดังกล่าวได้ เนื่องจากรัฐบาลอิสราเอลปฏิเสธไม่ให้หน่วยงานของสหประชาชาติเข้าถึงเพื่อทำการสืบสวน

ในขณะนั้น กูเตอร์เรสกล่าวว่าเขากำลัง "แจ้งเตือน" อิสราเอล โดยเรียกร้องให้ดำเนินการสืบสวนข้อกล่าวหามากมาย และปรับปรุงสภาพการคุมขังสำหรับชาวปาเลสไตน์

นับตั้งแต่นั้นมา คดีสำคัญหลายคดีได้ชี้ให้เห็นถึงรูปแบบของการล่วงละเมิดทางเพศที่ถูกนำมาใช้กับผู้ถูกคุมขังชาวปาเลสไตน์

คดีหนึ่งที่อื้อฉาวในขณะนี้ คือกรณีที่ผู้คุมชาวอิสราเอล 5 คนถูกภาพจากกล้องวงจรปิดที่หลุดออกมาจับภาพไว้ได้ขณะดูเหมือนว่ากำลังล่วงละเมิดทางเพศผู้ถูกคุมขังจากฉนวนกาซาที่สถานกักกัน สเด เทย์แมน (Sde Teiman)

จากนั้น แพทย์ผู้ทำการตรวจชายคนดังกล่าวก็พบร่องรอยบาดแผลที่สอดคล้องกันบริเวณทวารหนักของเขา แม้จะมีการตรวจสอบคดีนี้จากนานาชาติ แต่ทนายความทหารสูงสุดของอิสราเอลได้ยกเลิกข้อกล่าวหาต่อผู้คุมเหล่านั้นในเดือน มี.ค. ของปีนี้

เมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว ชายชาวปาเลสไตน์ 2 คนบอกกับบีบีซีว่าพวกเขาประสบกับการล่วงละเมิดทางเพศซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทรมานที่พวกเขาได้รับในฐานะนักโทษในสถานที่กักกันของอิสราเอล

กรมราชทัณฑ์ของอิสราเอลบอกกับบีบีซีในเวลานั้นว่า ได้ปฏิบัติงาน "สอดคล้องตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์" และไม่รับรู้ถึงคำกล่าวอ้างที่ถูกระบุ

คณะกรรมการต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติกล่าวในเดือน พ.ย. ว่า มีความกังวลอย่างยิ่งต่อรายงานที่ระบุถึง "นโยบายของรัฐในทางปฏิบัติที่มีการจัดการและเผยแพร่การทรมานและการปฏิบัติที่เลวร้ายอย่างกว้างขวาง" ต่อผู้ถูกคุมขังชาวปาเลสไตน์ในเรือนจำของอิสราเอล

คณะกรรมการระบุว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว "ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก" หลังจากการโจมตีอิสราเอลที่นำโดยกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023

เมื่อไม่นานมานี้ รายงานของหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ที่อ้างอิงจากคำให้การของผู้รอดชีวิตจากการล่วงละเมิดทางเพศชาวปาเลสไตน์จำนวน 14 คน ทำให้เกิดปฏิกิริยาโกรธเคืองจากรัฐบาลอิสราเอล

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และกิเดียน ซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล กล่าวในแถลงการณ์ร่วมว่า พวกเขากำลังฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทกับหนังสือพิมพ์ดังกล่าว โดยเรียกรายงานนี้ว่าเป็น "หนึ่งในคำโกหกที่น่าเกลียดและบิดเบือนที่สุดเท่าที่เคยถูกตีพิมพ์เพื่อต่อต้านรัฐอิสราเอลในสื่อยุคใหม่"

ตลอดช่วงสงครามในฉนวนกาซา องค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงการขาดความรับผิดชอบและการปล่อยให้คนผิดลอยนวลพ้นผิดอย่างเห็นได้ชัดเจนสำหรับการล่วงละเมิดที่กระทำโดยกองทหารอิสราเอล

เมื่อปีที่แล้ว องค์กรวิจัย Action on Armed Violence กล่าวว่าการสืบสวนของอิสราเอลเกือบ 9 ใน 10 ครั้งเกี่ยวกับอาชญากรรมที่กระทำโดยทหารนับตั้งแต่เริ่มสงครามกาซา ถูกปิดคดีลงโดยไม่พบความผิดหรือไม่มีข้อยุติ จาก 52 คดีที่ทำการศึกษา องค์กรระบุว่ามีเพียงคดีเดียวเท่านั้นที่ส่งผลให้มีการตัดสินโทษจำคุก

กองทัพอิสราเอลตอบสนองต่อรายงานดังกล่าวโดยระบุว่า "ได้ดำเนินการตามขั้นตอนการตรวจสอบและสืบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติการ ซึ่งมีข้อสงสัยว่าอาจมีการละเมิดกฎหมาย"

และกล่าวเสริมว่า ได้เปิดการสืบสวนทางอาญาเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยเกี่ยวกับการกระทำความผิด "ตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายอิสราเอลและกฎหมายระหว่างประเทศ"

กองกำลังรัสเซียก็ถูกขึ้นบัญชีดำเช่นกัน

ในขณะเดียวกัน กองกำลังติดอาวุธและหน่วยความมั่นคงของรัสเซียก็ถูกขึ้นบัญชีดำเป็นครั้งแรกเช่นกัน หลังได้รับการเตือนจากกูเตอร์เรสเมื่อปีที่แล้ว เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศต่อเชลยศึกและผู้ถูกคุมขังพลเรือนในระหว่างสงครามกับยูเครน

ในรัสเซียและดินแดนของยูเครนที่ถูกรัสเซียยึดครอง รายงานระบุว่าได้ตรวจพบเหตุความรุนแรงทางเพศที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งจำนวน 310 กรณี รวมถึงการข่มขืนและการทำลายอวัยวะเพศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชาย 280 คน หญิง 26 คน และเด็กหญิง 4 คน

สงครามเริ่มต้นขึ้นในเดือน ก.พ. 2022 หลังจากวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดฉากการรุกรานเต็มรูปแบบ

อันดรี ซิบิกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของยูเครน ยินดีกับรายงานดังกล่าว โดยกล่าวว่ามันเป็น "ก้าวสำคัญบนเส้นทางที่เจ็บปวดสู่ความจริงและความรับผิดชอบ" ด้านรัสเซียยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ต่อสาธารณะ

https://www.bbc.com/thai/articles/cjepjq87pxpo





https://x.com/MiddleEastEye/status/2060489746732712437



 

ภาคประชาชนโต้โฆษกสถานทูตจีนชี้สารพิษสะสมในแม่น้ำโขงแล้ว “ครูตี๋”จวกอย่าปัดความรับผิดชอบ-นักวิจัยชาวบราซิลแฉการลงทุนของจีนทำลายชุมชนในลาตินอเมริกาเช่นเดียวกับที่กำลังเกิดในลุ่มน้ำกก-สาย-รวก-โขง-สาละวิน


สำนักข่าวชายขอบ
12 hours ago
·
ภาคประชาชนโต้โฆษกสถานทูตจีนชี้สารพิษสะสมในแม่น้ำโขงแล้ว “ครูตี๋”จวกอย่าปัดความรับผิดชอบ-นักวิจัยชาวบราซิลแฉการลงทุนของจีนทำลายชุมชนในลาตินอเมริกาเช่นเดียวกับที่กำลังเกิดในลุ่มน้ำกก-สาย-รวก-โขง-สาละวิน
---------
วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ภายหลังจากที่โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้เผยแพร่ข่าวกรณีการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำข้ามแดนโดยเฉพาะแม่น้ำโขงว่าไม่มีคุณภาพไม่เกินมาตรฐานและพร้อมให้ความร่วมมือแก้ไขด้วยท่าทีที่เป็นกลางตามหลักวิทยาศาสตร์นั้น ได้ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเครือข่ายภาคประชาชนที่ปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขงและสาละวิน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเดินธรรมยาตราเพื่อปกป้องแม่น้ำข้ามแดนเป็นวันที่สอง โดยนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือครูตี๋ ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า การที่สถานทูตจีนออกข่าวตรวจวัดคุณภาพน้ำผิวดินว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานในช่วงนี้ เป็นการเลือกจังหวะเวลาและโอกาสที่ประจวบเหมาะกับการครบรอบ 1 ปีที่ประชาชนออกมารวมตัวเรียกร้องให้แก้ไขปัญหา และเป็นช่วงที่กำลังเกิดกิจกรรมเคลื่อนไหวในพื้นที่พอดี ทีมสถานทูตจึงใช้สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าจีนเองก็ให้ความสนใจ แต่เป็นการพูดและใช้ข้อมูลในเชิงการทูตเพื่อลดทอนความรุนแรงของสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นลักษณะที่หน่วยงานรัฐมักจะปฏิบัติเช่นนี้เสมอ แม้กระทั่งรัฐบาลไทยเองก็เหมือนกัน

“สิ่งที่ผมเน้นย้ำมาตลอดคือรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานแร่เหล่านี้ พยายามจะลดทอนความรุนแรงของปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ ทั้งที่ในความเป็นจริง เรื่องนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมกันรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา จีน หรือประเทศใดก็ตามที่ เพราะตอนนี้สารพิษมันเกิดการสะสมแล้ว ทั้งรัฐบาลไทย รัฐบาลจีน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างรู้ดีว่ามันมีสิ่งปนเปื้อนอยู่ในแม่น้ำแถบนี้และกำลังสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เรื่องใหญ่ที่ยังไม่ถูกจัดการคือเหมืองแร่ ซึ่งเป็นต้นเหตุของปัญหา”นายนิวัฒน์ กล่าว

ครูตี๋กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องยกระดับมาพูดคุยถึงมาตรฐานการได้มาซึ่งแร่ธาตุ จะต้องไม่ใช่แร่ที่มาจากเหมืองเถื่อน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทำให้เห็นว่าทั้งรัฐไทยและกลุ่มทุนต่าง ๆ ก็คิดแบบเดียวกัน คือพยายามลดทอนข้อเท็จจริงของปัญหา และเลือกใช้จังหวะเวลาที่ข้อมูลออกมาเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายตนเพื่อลดกระแสสังคม
สิ่งที่ต้องยอมรับคือสารพิษมันสะสมแล้ว ต่อให้สถานทูตจีนจะพูดอย่างไรก็ปฏิเสธความจริงเรื่องการสะสมไม่ได้ เพราะตราบใดที่เหมืองยังไม่หยุดดำเนินการ การสะสมก็ยิ่งเพิ่มขึ้น นี่คือปัญหาใหญ่

“การที่ยังพูดจาในลักษณะนี้ มันคือการปัดความรับผิดชอบ หยิบยกข้อมูลเพียงบางส่วนไม่ครบถ้วนมาอ้าง และเป็นการผลักภาระให้คนในพื้นที่ที่เดือดร้อน ต้องหาทางเอาชีวิตรอดกันเอง ทั้งที่จริง ๆ แล้ว มันเป็นหน้าที่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากแร่ยุทธศาสตร์ รวมถึงแร่แรร์เอิร์ท (Rare Earth) เหล่านี้ที่จะต้องออกมารับผิดชอบ กระบวนการแบบนี้ต้องยุติลงได้แล้ว ไม่ว่าในประเทศไทยหรือในระดับโลก พวกคุณได้ประโยชน์ แต่กลับผลักภาระความทุกข์ยากที่ทำลายทั้งสุขภาพร่างกายและทุกสิ่งทุกอย่าง สร้างความเหลื่อมล้ำและโยนบาปให้ประชากรของโลกที่ไม่มีสิทธิ์มีเสียง แล้วพวกคุณก็ป่าวประกาศว่านี่คืออนาคตของโลก ท่ามกลางสิ่งที่คุณเรียกว่าอนาคตของโลก คุณกำลังทำลายโลกใบนี้ ทำลายสิ่งที่คนเล็กคนน้อยใช้พึ่งพาอาศัย มันเป็นวิธีคิดที่ผิดมหันต์ มันจะเป็นพลังงานสีเขียวได้อย่างไร ในเมื่อคุณกำลังทำลายโลกแล้วเอาคำนี้มาอ้าง ต้องเลิกได้แล้ว” ครูตี๋กล่าว

ขณะที่ Lai Barboda นักวิชาการสังคมมานุษยวิทยาจากบราซิล มหาวิทยาลัย Universidade Estadual do Ceara หนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรมธรรมยาตราจากต่างประเทศ กล่าวว่าขณะนี้ตนมาทำวิจัยที่สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับระเบียงเศรษฐกิจในละตินอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรื่องผลกระทบของการลงทุนที่มีต่อการจัดการที่ดิน ชุมชนดั้งเดิม ชนเผ่าพื้นเมือง ชาวนาและเกษตรกร ซึ่งเห็นปัญหาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันในทั้งสองภูมิภาคของโลก

“โดยเฉพาะการลงทุนจากจีน เห็นชัดเจนว่าเหมือนกันมาก การลุกขึ้นมาเรียกร้องความรับผิดชอบของชุมชนท้องถิ่น ที่ต้องสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ พันธุ์ปลาและการประมง เกษตรกรรม ที่ละตินอเมริกาก็มีปัญหาแบบนี้เหมือนที่ลุ่มน้ำกก-โขง บางแห่งสถานการณ์ยิ่งแย่กว่า ที่บราซิล ทุนจีนมาลงทุนโครงการเหมืองแร่ขนาดใหญ่ (ยูเรเนียม และแร่สำคัญ แร่หายาก) อยู่ทางเหนือของประเทศบราซิล มีการต่อต้านโดยชุมชนประมงและเกษตรกร เพราะผลกระทบจากเหมืองของบริษัท ดิฉันมาร่วมเดินธรรมยาตราตั้งแต่วันแรก และจะเดินไปจนถึงเมืองเชียงราย ตั้งใจจะมาเรียนรู้ว่าที่นี่เผชิญปัญหาจากการทำเหมืองของจีนอย่างไรบ้าง”นักวิจัยรายนี้ กล่าว

ด้าน นายมนตรี จันทรวงศ์ จากกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง กล่าวว่า ฝ่ายจีนเลือกที่จะพูดกว้าง ๆ โดยไม่ได้ระบุตัวเลขใหม่ เพียงแต่อ้างว่าได้รับรายงานจากฝั่งไทยว่าคุณภาพน้ำไม่เกินมาตรฐานแล้ว ซึ่งนี่คือการหยิบตัวเลขบางตัวมาใช้เพื่อตกแต่งภาพลักษณ์ของจีนให้ดูดีในสายตาประชาชน ว่ากำลังพยายามเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา แต่ในข้อเท็จจริง น้ำในบางจุดที่ตรวจวัดไม่ได้ผ่านมาตรฐานด้วยตัวเอง หากแต่ยอมรับกลาย ๆ ว่าอาศัยมวลน้ำที่สะอาดจากลำน้ำสาขาอย่างแม่น้ำกกมาช่วยเจือจาง

นายมนตรีกล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ในแง่ของการควบคุมและป้องกันจากแหล่งกำเนิด เหมืองแร่เหล่านั้นยังไม่มีระบบป้องกันหรือบำบัดใด ๆ เลย ทำเพียงแค่อาศัยธรรมชาติมาช่วยเจือจาง และกระบวนการตามธรรมชาตินั้นก็ได้ทิ้งร่องรอยการปนเปื้อนเอาไว้ โดยผลตรวจตะกอนดินท้องน้ำพบว่าค่าตัวเลข "แดงเถือก" เกินมาตรฐานทั้งหมด เมื่อตะกอนพิษเหล่านี้เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารและกระแสน้ำ ยามที่น้ำหลากมันก็นำพาตะกอนไหลเข้าท่วมซัดแปลงเกษตรกรรมของชาวบ้าน จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีหน่วยงานใดตอบได้ว่า สารพิษที่มากับตะกอนดินเหล่านี้จะสลายไปเมื่อไหร่

“หากจีนมีความสำนึกในความเป็นประเทศมหาอำนาจ มีนักลงทุนที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากแรร์เอิร์ทหรือแร่สำคัญต่าง ๆ ก็ควรจะผลักดันให้นักลงทุนเหล่านั้น ไม่ว่ารายเล็กหรือรายใหญ่ที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ต้องจัดให้มีระบบควบคุมและบำบัดมลพิษที่ได้มาตรฐาน หากท้ายที่สุดแล้วไม่สามารถสืบสวนย้อนกลับ (Traceability) ไปถึงต้นตอทั้งหมดในห่วงโซ่อุปทานได้ จีนก็จำเป็นต้องสั่งระงับการนำเข้าแร่เหล่านั้น แต่ที่ผ่านมา เรายังไม่เคยเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย”นายมนตรีกล่าว
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1652409463556522&set=a.504230311707782
.....



Phattarapong Leelaphat - ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์
Yesterday
·
จากคำแถลงของโฆษกสถานเอกอัครราชทูต​จีนถึงเรื่องมลพิษแม่น้ำกก-สาย-รวก-โขง​ ที่บอกว่าทางจีนให้การสนับสนุนประเทศลุ่มน้ำโขงมาโดยตลอด​ และจะเสริมสร้างความร่วมมือเพิ่มขึ้นเพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อม​ในพื้นที่ลุ่มน้ำโขง

ผมขอให้ความเห็นสั้นๆว่า​ หากทางจีนต้องการเสริมสร้างสิทธิในสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศในลุ่มน้ำโขง​ ช่วยกันแก้ปัญหาที่ประชาชนต้องใช้น้ำเป็นพิษ #ที่คุณภาพน้ำไม่ได้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานปลอดภัยตามที่จีนอ้าง สิ่งแรกที่ทางจีนสามารถทำได้เลย​ คือ​ เปิดเผยข้อมูลของการนำเข้า​ Rare earth จากเหมืองในแต่ละประเทศเข้ามายังประเทศจีนครับ​ ที่ตามกฎหมายจีนต้องมีข้อมูลเหล่านี้อยู่แล้ว​ ตาม​ Rare Earth Management Regulations (June 22, 2024)

เปิดเผย​ (1) ข้อมูลและจำนวนเหมืองในพื้นที่ประเทศลุ่มน้ำโขง​-สาละวิน​-กระบุรี​ ที่มีการทำเหมืองและส่ง​ Rare​ Earth​ ให้กับประเทศจีน​
เปิดเผย​ (2) ข้อมูลการตรวจสอบ​ ตาม​ Article 12 ที่ระบุในกฎหมายนี้ว่า​ ผู้ประกอบการต้องไม่กระทำการใดๆให้กระทบกับสิ่งแวดล้อม​ และก่อให้เกิดมลพิษ​ รวมถึงต้องจัดทำมาตรการควบคุมมลพิษ​ จากทุกกระบวนการการทำ​ Rare Earth
เปิดเผย​ (3) ข้อมูลการตรวจสอบตาม​ Article 13 ที่ระบุว่าห้ามผู้ใดรับซื้อ​ แต่งแร่​ ขาย​ หรือส่งออกแร่ที่มาจากเหมืองเถื่อนหรือเหมืองผิดกฎหมาย​ ซึ่งแม้ว่าใน​ Article 2 ระบุว่ากฎหมายนี้บังคับใช้ในจีน​ แต่ก็ไม่สามารถละเว้นการตรวจสอบการนำเข้าได้
เปิดเผย​ (4) ข้อมูลห่วงโซ่อุปทาน​ (The​ Rare​ Earth​ Product Traceability Information System) ตาม Article 14

ทั้ง​ 4 ข้อนี้คือการเปิดเผยเพื่อให้ทางประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขงสามารถพิสูจน์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นถึงแหล่งที่มาของมลพิษ​ และสามารถนำมาปรับกับกฎหมายของแต่ละประเทศ​ให้ครอบคลุมกับแร่ที่สำคัญทุกชนิดไม่เพียงแต่​ Rare​ Earth เพื่อให้แนวคิด​ Green​ Supply Chain ของทุกประเทศเกิดขึ้นได้จริง​ ไม่เป็นเพียงแค่คำพูดที่ไร้การตรวจสอบ

ผมจะผลักดันให้รัฐบาลไทยเร่งเจรจาและใช้กลไกพหุภาคี​เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอ​ พร้อมศึกษาและติดตามการดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย​ Rare Earth Management Regulations ที่ทางจีน​เป็นผู้ตรากฎหมายนี้ออกมาเองอย่างใกล้ชิดต่อไป

https://www.facebook.com/photo/?fbid=995619972843763&set=a.157622316643537




อย่าลืมลงทะเบียน 'เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม' ลงทะเบียนวันที่ 1 มิถุนายน – 15 กรกฎาคม 2569 เลือกตั้งวันที่ 27 กันยายน 2569 (มีคนสงสัย "มึงจะให้ลงทะเบียนทำซากอะไรในเมื่อเป็นผู้ประกันตนกันอยู่แล้ว ทำไมไม่ทำให้ง่ายเหมือนตอนมึงหักเงินว่ะ?"


Buttersugar104
13 hours ago
·
อย่าลืมลงทะเบียน 'เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม'

ลงทะเบียนวันที่ 1 มิถุนายน – 15 กรกฎาคม 2569

เลือกตั้งวันที่ 27 กันยายน 2569

ลงทะเบียนได้ 3 ช่องทาง
1.เว็บ sso go th สำหรับผู้ประกอบการและผู้ประกันตน
2.แอปพลิเคชัน SSO Plus สำหรับผู้ประกันตน
3.สำนักงานประกันสังคมทุกแห่งทั่วประเทศ

เอกสารที่ต้องเตรียม:
-บัตรประจำตัวประชาชน

-หนังสือรับรองนิติบุคคล (นายจ้าง)

ที่สงสัยคือมึงจะให้ลงทะเบียนทำซากอะไรในเมื่อเป็นผู้ประกันตนกันอยู่แล้ว ทำไมไม่ทำให้ง่ายเหมือนตอนมึงหักเงินว่ะ?

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1537215737963740&set=a.180018670350127
.....


บัส เทวฤทธิ์
19 hours ago
·
[ ปลุกพลังผู้ประกันตน! วันแรกลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเราทุกคน ]
.
เงินที่เราถูกหักเข้ากองทุนประกันสังคมในทุกๆ เดือน คือเงินออมแะสวัสดิการที่หล่อเลี้ยงชีวิตของเรา ทั้งในยามเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ว่างงาน หรือแม้กระทั่งยามเกษียณอายุ กองทุนนี้จึงเป็นของเราทุกคน และถึงเวลาแล้วที่เราต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่ในฐานะ "เจ้าของกองทุน" อย่างแท้จริง ผ่านการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตน
.
[ทำไมเราต้องไปลงทะเบียนและใช้สิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) ประกันสังคม?]
.
- กำหนดอนาคตตัวเอง: เลือกตัวแทนฝั่งลูกจ้างและผู้ประกันตนที่มีวิสัยทัศน์ เข้าไปผลักดันนโยบาย ยกระดับสิทธิประโยชน์ สวัสดิการ และคุณภาพการรักษาพยาบาลให้ตอบโจทย์ชีวิตคนทำงานอย่างแท้จริง
.
- กำหนดอนาคตกองทุนที่คุณเป็นเจ้าของ: เม็ดเงินมหาศาลในกองทุนจำเป็นต้องมีผู้บริหารที่ซื่อสัตย์และมีความสามารถ เข้าไปกำดูแลการลงทุนให้งอกเงยอย่างมั่นคง เพื่อความยั่งยืนของกองทุนในระยะยาว ไม่ให้เสี่ยงต่อการล้มละลายในอนาคต
.
- ยืนยันสิทธิที่จะตรวจสอบ: นี่คือโอกาสสำคัญในการส่งตัวแทนของเราเข้าไปเป็นหูเป็นตา ตรวจสอบความโปร่งใสในการบริหารงาน และสะท้อนเสียงความเดือดร้อนของคนทำงานสู่โครงสร้างระดับนโยบาย
.
[ขั้นตอนสำคัญห้ามพลาด! ต้องลงทะเบียนก่อนจึงจะเลือกตั้งได้]
.
การเลือกตั้งครั้งนี้จะสำเร็จไม่ได้เลยหากขาดขั้นตอนแรก นั่นคือ "การลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง"
.
ช่วงเวลาลงทะเบียน: ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 15 กรกฎาคม 2569
ช่องทางการลงทะเบียน:
.
ออนไลน์: ผ่านเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม (www.sso.go.th) หรือ แอปพลิเคชัน SSO Plus ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
.
ออนไซต์: ณ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา ตามวันและเวลาที่กำหนด
.
วันลงคะแนนเลือกตั้ง: วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569 โดยจะใช้การเข้าคูหาและใช้บัตรเลือกตั้ง
.
มาร่วมส่งเสียงเพื่อกำหนดอนาคตการบริหารเงินของคุณบริหารเงินของคุณ มาร่วมกันแสดงพลัง ลงทะเบียนรักษาสิทธิ์ และเตรียมตัวไปเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม เพื่อสร้างระบบสวัสดิการที่มั่นคงและโปร่งใสไปด้วยกัน

.https://www.facebook.com/photo/?fbid=122193782156437811&set=a.122097843074437811




[เล่าเรื่องตึ๋๋งหนืด] ประสบการณ์รับทุนรัฐบาลไทย ก่อนเซ็นสัญญาคิดดีๆ ปรึกษาคนเยอะๆ เขาติดใช้ทุน 22 ปี ใช้ไปแล้ว 3 ปี เหลืออีก 19 ปี หากจ่ายค่าปรับแทนการทำงาน ต้องจ่ายประมาณ 45 ล้านบาท รับทุนอายุ 18 ปี ปัจจุบันอายุ 33 ปี จะใช้ทุนหมดอายุ 52 ปี



Jom Petchpradab
18 hours ago
·
ตัวอย่างกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่ง สำหรับน้องคนนี้ เรียกได้ว่าเป็น เยาวชนยอดหัวกะทิคนไทย ที่เคยคว้าเหรียญเงินฟิสิกส์โอลิมปิกระดับโลก เหรียญทองแดงฟิสิกส์ระดับเอเชีย เหรียญทองฟิสิกส์โอลิมปกระดับชาติ รวมทั้งยังสำเร็จปริญญาตรีด้านฟิสิกส์วิศวกรรมจาก Brown University สหรัฐฯ จบ ป.โท-เอก วิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ จาก Cornell University สหรัฐฯ ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาระดับ ซุปเปอร์ท้อปของโลกทั้งสิ้น อีกทั้งยังเขียน บทความวารสารวิชาการ ประชุมวิชาการ รวมกว่า 20 เรื่อง ประสบการณ์สอน ในสหรัฐฯ และไทย รวมกว่า 14 ปี

แต่สุดท้ายชีวิตของน้องคนนี้ เด็กไทย ที่มีความรู้ด้านฟิสิกส์ระดับสุดยอดคนหนึ่ง กลับต้องเอาชีวิตมาติดอยู่กับกับดักที่เรียกว่า ทุนรัฐบาลไทย นั่นก็คือทุน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของกระทรวงวิทย์ฯ ซึ่งสัญญาการรับทุน ( เขายอมรับว่าไม่ได้ศึกษาให้ละเอียด ) เขาจะต้องทำงานใช้ทุนให้หมดภายใน 22 ปีคือ สามเท่ากับเงินทุน โดยเริ่มรับทุนตั้งแต่ปี 2551 บัดนี้ได้ใช้ไปแล้ว 3 ปี เหลืออีก 19 ปี และหากจ่ายค่าปรับแทนการทำงาน ต้องจ่ายประมาณ 45 ล้านบาท รับทุนอายุ 18 ปี ปัจจุบันอายุ 33 ปี จะใช้ทุนหมดอายุ 52 ปี

น้องเขายังเล่าให้ฟังว่า ตอนแรกเมื่อเขาได้อ่านเงื่อนไขการรับทุน รวมทั้งเงินเดือน สวัสดิการต่าง ๆ หลังจากเรียนจบกลับมาใช้ทุนก็ยอมรับว่าพอใจ แต่ในความเป็นจริงเมื่อกลับมาใช้ทุนแล้ว ทั้งค่าตอบแทน สวัสดิการต่าง ๆ ที่หลายทั้งปวงกลับไม่ตรงตามที่ระบุไว้ตั้งแต่แรก

อยากให้ทุกคนได้ลองฟัง สิ่งที่น้องเขาระบายความรู้สึกไว้ เป็นความรู้สึกเหมือนจะยอมจำนนกับกรงขังของระบบราชการไทย รวมทั้งวิธีคิดของรัฐราชการไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับเยาวชนไทยที่ต้องการขอรับทุนรัฐบาล และประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักวิเคราะห์วางแผนในการสร้างประเทศ หรือพัฒนาประเทศไทยในอนาคต


[เล่าเรื่องตึ๋๋งหนืด] ประสบการณ์รับทุนรัฐบาลไทย

ห้องทดลองตึ๋งหนืด

Sep 25, 2023

วิศรุต ปิ่นรอด
ม.ปลาย โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
เหรียญเงิน ฟิสิกส์โอลิมปิกระดับโลก IPhO
เหรียญทองแดง ฟิสิกส์โอลิมปิกระดับเอเชีย APhO
เหรียญทอง ฟิสิกส์โอลิมปิกระดับชาติ TPhO
ป.ตรี ฟิสิกส์วิศวกรรม Brown University สหรัฐฯ
ป.โท-เอก วิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ Cornell University สหรัฐฯ
ประสบการณ์ทำวิจัยโครงการจาก DARPA (สำนักงานโครงการวิจัยขั้นสูงด้านกลาโหม สหรัฐฯ องค์กรที่คิดค้นอินเทอร์เน็ต) สิทธิบัตรสหรัฐฯ บทความวารสารวิชาการ ประชุมวิชาการ รวมกว่า 20 เรื่อง
ประสบการณ์สอน ในสหรัฐฯ และไทย รวมกว่า 14 ปี

-----------------------------------------------------------
สวัสดีครับ ขอแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัว เพื่อประกอบการตัดสินใจให้ผู้สนใจรับทุนครับ ผมรับทุนกระทรวงวิทย์ฯ ปี 2551 ปัจจุบันทุนนี้คือทุนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในประกาศ ข้อ 2

https://www.facebook.com/photo/?fbid=...

ผมติดใช้ทุน 22 ปี ใช้ไปแล้ว 3 ปี เหลืออีก 19 ปี หากจ่ายค่าปรับแทนการทำงาน ต้องจ่ายประมาณ 45 ล้านบาท รับทุนอายุ 18 ปี ปัจจุบันอายุ 33 ปี จะใช้ทุนหมดอายุ 52 ปีครับ

ผมใช้ชีวิตแบบประหยัด มื้อเที่ยงกินโรงอาหาร ทำอาหารสัปดาห์ละครั้ง ต้มผัก ต้มถั่ว อบไก่ แช่แข็งไว้ ละลายมากินมื้อเช้ากับเย็น อยู่หอใกล้ห้องแล็บเพื่อประหยัดค่าเดินทาง ไม่ใช้แอร์ ไม่ใช้เครื่องทำน้ำอุ่น ตัดผมเอง ชงชา กาแฟเอง ถึงจะมีเงินเดือนน้อยสุดในห้องเมื่อเทียบกับเพื่อน ม.ปลาย โดยน้อยกว่าหลายเท่า แต่ถ้าอยู่อย่างประหยัดก็มีเงินเหลือเก็บทุกเดือนครับ

สำหรับพ่อแม่ โชคดีประเทศไทยมีโครงการ 30 บาท รอนานหน่อย แต่แม่ก็ได้รับการรักษาจนรอดมาได้หลายรอบ ต้องขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ที่เสียสละอย่างตั้งใจด้วยครับ

สุดท้ายขอแนะนำว่าก่อนเซ็นสัญญาคิดดีๆ ปรึกษาคนเยอะๆ มาปรึกษาผมก็ได้ครับ ยินดีให้คำปรึกษาฟรี อัดวิดีโอมาเล่ารายละเอียดเพิ่มเติมด้วยครับ


https://www.youtube.com/watch?v=Hhxz0pZq-6k




🧑‍🎓 สำหรับลูกหลานคนอีสาน ใบปริญญาไม่ใช่วุฒิการศึกษา แต่มันคือความหวัง คือหน้าตา คือศักดิ์ศรี และคือเครื่องมือเลื่อนชนชั้นทางสังคมที่แลกมาด้วยการทุ่มเทหมดหน้าตักของพ่อแม่ . ​แต่ทำไม... ปลายทางของความทุ่มเทนั้น กลับลงเอยด้วยความหวังลม ๆ แล้ง ๆ?


ร.ต.ต.สุรินทร์ ภูงามทอง
9 hours ago
·
​เมื่อปริญญา... คือใบอนุญาตเนรเทศจากแผ่นดินเกิด
​สำหรับลูกหลานคนอีสาน ใบปริญญาไม่ใช่วุฒิการศึกษา
แต่มันคือความหวัง คือหน้าตา คือศักดิ์ศรี และคือเครื่องมือเลื่อนชนชั้นทางสังคมที่แลกมาด้วยการทุ่มเทหมดหน้าตักของพ่อแม่
.
​แต่ทำไม... ปลายทางของความทุ่มเทนั้น กลับลงเอยด้วยความหวังลม ๆ แล้ง ๆ?
.
เพราะเราถูกสอนให้เดินตามค่านิยมมักง่ายที่ว่า “เรียน ๆ ไปเถอะ เดี๋ยวก็สิได้ดีเอง” โดยไม่มีใครเคยตั้งคำถามถึงเป้าหมายที่แท้จริง
.
​ใบปริญญาใบนี้จึงกลายเป็นดาบสองคม ด้านหนึ่งมันคือความสำเร็จและความภูมิใจอันสูงสุดของครอบครัว
แต่ในอีกด้านหนึ่ง... มันคือ “ใบอนุญาตเนรเทศตัวเองให้ไปตายเอาดาบหน้าในเมืองใหญ่”
​.
​ความจริงที่โหดร้ายเชิงทัศนคติคือ เมื่อคุณรับปริญญามาแล้ว คุณจะไม่มีสิทธิ์กลับไปทำมาหากินที่บ้านเกิดด้วยอาชีพเดิมของพ่อแม่
​ต่อให้คุณอยากกลับไปทำนา ไปกรีดยาง หรือไปช่วยครอบครัวค้าขายในชุมชน สังคมรายล้อมจะตีตราและพิพากษาทันทีว่านั่นคือ “ความล้มเหลวอันสูงสุด”
​“เรียนจบตั้งสูง สุดท้ายก็กลับมาทำนาเดินตามก้นพ่อแม่”—ประโยคแทงใจดำเหล่านี้กลายเป็นกำแพงล่องหนที่กักขังคนจบปริญญาไว้ในโรงงานหรือออฟฟิศห้องแอร์ในเมืองกรุง ยอมทนแบกค่าครองชีพและตื่นเช้ามาเบียดเสียดในรถเมล์ ดีกว่าต้องกลับไปถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่เอาไหนที่บ้านเกิด
​.
​คำถามเชิงโครงสร้างที่แผ่นดินที่ราบสูงต้องช่วยกันคิดในเย็นนี้คือ: เราจะยอมให้อำนาจของกระดาษแผ่นเดียว มาตัดสินคุณค่าและความสุขในชีวิตเราไปถึงเมื่อไหร่?
​ระบบการศึกษาแบบเดิมกำลังผลิตแรงงานป้อนเข้าสู่ระบบทุนนิยมในเมืองใหญ่ โดยการพรากคนหนุ่มสาวและมันสมองที่มีศักยภาพออกไปจากชุมชน แล้วทิ้งให้ชนบทเหลือเพียงคนแก่และเด็ก
​ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องทบทวนเป้าหมายในการเรียน และเปลี่ยนทัศนคติใหม่ต่อใบปริญญา
​.
​ความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ตำแหน่งงานในตึกสูง หรือการมีหน้ามีตาในขี้ปากคนรอบข้าง
แต่หากมันคือการกล้าถอดหัวโขนใบปริญญา แล้วนำปัญญาที่มีกลับไปพัฒนาบ้านเกิด ไปสร้างโอกาสใหม่ ๆ บนผืนดินของตัวเอง โดยไม่แคร์คำตัดสินจอมปลอมของสังคม
​การกลับบ้านไปสร้างชีวิต... ไม่ใช่ความล้มเหลว
แต่คือการทวงคืนสิทธิ์ความเป็นมนุษย์ เพื่อสลัดตั๋วเนรเทศใบนั้นทิ้งไป แล้วกลับมาเป็นนายตัวเองอย่างภาคภูมิใจบนแผ่นดินเกิด
​.
​━━━━━━━━━━━━━━━━━━
​─── หมวดริน | คนธรรมดาที่ไม่ยอมอยู่ที่เดิม ───
​━━━━━━━━━━━━━━━━━


https://www.facebook.com/photo/?fbid=4460713704245502&set=a.1884686891848209




พฤษภาคม 2026 Forbes จัดให้เชียงใหม่เป็นหนึ่งใน 8 เมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับ Digital Nomad และ Creator ข่าวนี้วนในโซเชียลไทยสองสามวัน มีคนแชร์ มีคนภูมิใจ แล้วก็จบ - จะมีใครถามมั้ยว่า แล้วประเทศไทยหรือ เชียงใหม่ จะได้อะไรจากสิ่งที่ Forbes เห็นบ้าง


Pun-Arj Chairatana
Yesterday
·
เชียงใหม่: เมื่อเมืองหลวงของ Digital Nomad ไทยไม่ผลิต Startup และทำไม Sense of Community คืออาวุธที่รัฐยังไม่รู้จะใช้มันอย่างไร
.
พฤษภาคม 2026 Forbes จัดให้เชียงใหม่เป็นหนึ่งใน 8 เมืองที่ดีที่สุดในโลกสำหรับ Digital Nomad และ Creator ร่วมกับ Medellín, Cape Town, Lisbon, Bali, Mexico City, Tokyo และ Berlin ข่าวนี้วนในโซเชียลไทยสองสามวัน มีคนแชร์ มีคนภูมิใจ แล้วก็จบครับ
.
ไม่มีใครถามว่า แล้วประเทศไทยหรือ เชียงใหม่ จะได้อะไรจากสิ่งที่ Forbes เห็นบ้าง
.
นั่นคือปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่การติดอันดับ
.
1) สิ่งที่ Forbes สะท้อน กับสิ่งที่รัฐไทยเห็น ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
.
Forbes ระบุชัดว่าโปรไฟล์ของ Digital Nomad ในปี 2026 เปลี่ยนไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Digital Entrepreneur คนกลุ่มนี้ไม่ได้ต้องการแค่ค่าครองชีพถูก แต่ต้องการระบบนิเวศเมืองที่รองรับการเติบโตทางธุรกิจ การสร้างรายได้ และการสร้างเครือข่ายมืออาชีพ
.
รัฐไทยเห็นอะไร? เห็น Tourist คุณภาพสูงที่ต้องอำนวยความสะดวกด้านการพำนัก หรือ
ช่องว่างระหว่างสองมุมมองนี้คือแกนของทุกปัญหาที่จะพูดถึงต่อจากนี้
.
2) ก่อนอื่น ต้องเข้าใจให้ถูกว่า DN คืออะไรในเชิงเศรษฐกิจ
.
บทสนทนาเรื่อง DN ในไทยมักเริ่มจาก บางฝ่ายมองพวกเขาเป็นกลุ่มทุนที่บุกเข้ามาแย่งพื้นที่คนท้องถิ่น บางฝ่ายมองเป็นนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่พกแลปท็อปแทนกล้องถ่ายรูป ทั้งสองไม่ถูกนักหรอก
.
DN คือแรงงาน แค่เป็นแรงงานที่รับค่าจ้างเป็นดอลลาร์จากบริษัทนอกประเทศแล้วนำมาใช้ชีวิตในเมืองที่ถูกกว่า รายได้เฉลี่ยของ DN อยู่ที่ 120,000 ดอลลาร์ต่อปีขึ้นไป ทุนที่แท้จริงอยู่ที่บริษัทต้นสังกัด ไม่ได้อยู่ในเชียงใหม่ ไม่ได้จ่ายภาษีในไทย และไม่ได้สนใจว่าค่าเช่าในนิมมานฯ หรือ Hostel รอบเวียงเชียงใหม่จะไปถึงไหน
.
ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในพื้นที่จึงไม่ใช่เรื่องเจตนาของเขาเหล่านั้นให้มันเป็น แต่เป็นผลของความไม่สมมาตรของอำนาจซื้อระหว่างแรงงานสองกลุ่มที่ใช้เมืองเดียวกัน กลุ่มหนึ่งได้รายได้จากตลาดโลก อีกกลุ่มได้จากตลาดท้องถิ่น ผลที่จับต้องได้คือราคาอสังหาริมทรัพย์ในย่านที่ DN กระจุกตัวอย่างสันติธรรม ช้างเผือก และวัดเกต ขยับขึ้น 8-15% ในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมา โดยไม่มีนโยบายใดรองรับผลกระทบนี้อย่างเป็นระบบ
.
3) ประเด็นที่หนึ่ง: DN กับ Startup Ecosystem ไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่ก็ไม่ได้เชื่อมกันเองโดยอัตโนมัติ
.
เชียงใหม่เป็นเมืองหลวงของ DN มานานกว่า 2 ทศวรรษ แต่ตลอดช่วงเวลานั้น Startup Ecosystem ของเมืองกลับไม่ได้เติบโตตามสัดส่วน ในปี 2025 สิงคโปร์กวาดเงินทุน Startup ในภูมิภาคไปถึง 92% ของยอดรวม SEA ทั้งหมด เชียงใหม่แทบไม่ปรากฏในตัวเลขนั้น
.
หลายคนสรุปว่านี่คือความล้มเหลว แต่จริงๆ มันคือผลลัพธ์ที่คาดเดาได้จากโครงสร้าง เพราะแรงจูงใจที่พา DN มาเชียงใหม่ต่างจากแรงจูงใจที่พา Startup ไปสิงคโปร์โดยสิ้นเชิง
.
DN มาเพราะ Lifestyle Arbitrage ดอลลาร์หนึ่งใบซื้อได้มากกว่าในเมืองที่ถูกกว่า เป้าหมายคือคุณภาพชีวิตส่วนตัว ไม่ใช่การสร้างธุรกิจที่ Scale ได้ ธุรกิจของ DN ส่วนใหญ่จึงเป็น Freelance, Remote Work หรือ Solopreneur ทำกำไรได้ดีระดับบุคคล แต่ไม่ตรงกับ Thesis ของ VC ที่ต้องการ Hyper-growth ตั้งแต่ต้น
.
Startup Ecosystem ยังต้องการสิ่งที่ DN ให้ไม่ได้โดยโครงสร้าง นั่นคือความผูกพันระยะยาว การสะสมความรู้ในพื้นที่ข้ามเวลา และ Talent Density ที่อยู่กับที่มากพอให้เกิด Serendipity และการสร้างทีมได้จริง
.
แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองโลกต้องอยู่แยกกันตลอดไป
.
4) ประเด็นที่สอง: Slowmading เปลี่ยนสมการ แต่ไม่มีใครจับสัญญาณการเปลี่ยนแปลงนั้น
.
ปี 2026 เกิดแนวโน้มที่เรียกว่า Slowmading ชัดขึ้นมาก DN จำนวนมากเลือกอยู่ในเมืองใดเมืองหนึ่งนานขึ้น เพราะพบว่าการย้ายทุกสามเดือนไม่ได้ทำให้ชีวิตหรืองานดีขึ้น ความเหงา ความล้า และค่าใช้จ่ายที่บานปลายผลักให้คนจำนวนมากเลิกเป็น DN แบบเดิมและหาเมืองที่อยู่ได้จริงในระยะยาว กรณีของเชียงใหม่ พบว่า มี DN หลายส่วนอพยพออกจาก เชียงใหม่ ช่่วง Pm2.5 หรือ ฤดูฝุ่น ไป ดานัง ไปบาหลี หรือ เกาะพงันบ้าง แต่จะกลับมา เชียงใหม่ หลัง ฤดูนี้มากขึ้น
.
เมื่อ DN อยู่นานขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนตามคือพฤติกรรม คนที่อยู่สี่ถึงหกเดือนเริ่มสนใจเรื่องที่ Nomad ระยะสั้นไม่คิด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเครือข่ายในพื้นที่ การหาพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ หรือการทดลองตลาดท้องถิ่น โปรไฟล์นี้ใกล้เคียงกับ Early-stage Founder มากกว่า Tourist มาก ก็ดันไปติดข้อจำกัดใน DTV อีก ที่ทำธุรกิจไม่ได้ หากจะไปขอ Smart Visa ต้นทุนที่ต้องจ่ายก็ไม่ ดึงดูดเช่นกัน สรุปก็คือ ระบบนิเวศน์ไปเจออีกกำแพง
.
เชียงใหม่มีเงื่อนไขพร้อมสำหรับกลุ่มนี้ทุกอย่าง ทั้งระบบนิเวศ Co-working Space ที่หนาแน่น คาเฟ่ที่รองรับการทำงาน และ Long-stay Accommodation ที่ทำให้การสร้างกิจวัตรรู้สึกง่าย แต่ไม่มีกลไกใดที่จะเปลี่ยน Slowmad ที่กำลังคิดเรื่องธุรกิจให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเศรษฐกิจของเมืองได้จริง
.
5) ประเด็นที่สาม: โครงสร้างสถาบันวิ่งคนละ Logic ไม่มีใครได้ Mandate เชื่อมสองโลก
.
DTV ที่ออกมาปี 2024 แก้ปัญหาจริงข้อหนึ่ง คือทำให้ DN ที่อยู่มานานในพื้นที่สีเทาสามารถอยู่อย่างถูกกฎหมายได้ ปีแรกมีผู้สมัครมากกว่า 35,000 คน แต่โครงสร้างของ DTV บอกเจตนาตั้งแต่ต้นว่ารัฐมองพวกเขาเป็นอะไร เพราะผู้ถือ DTV ไม่สามารถรับใบอนุญาตทำงานสำหรับบริษัทในไทยได้ กรอบกฎหมายนี้ปิดประตูการมีรากทางเศรษฐกิจในพื้นที่ไว้ทุกทาง
.
Smart Visa ที่ออกแบบมาสำหรับ Startup Founder ก็ติดปัญหาอีกด้านหนึ่ง ขั้นตอน Endorsement คือจุดที่ใบสมัครส่วนใหญ่หยุดอยู่ เพราะต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานรัฐอย่าง NIA หรือ DEPA ซึ่งไม่ใช่กระบวนการที่รับรองตัวเองได้ และตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นมา Smart Visa ประเภท S ใช้ได้เฉพาะกับบริษัทที่จดทะเบียนและได้รับการรับรองแล้วเท่านั้น ไม่เปิดสำหรับธุรกิจที่วางแผนจะก่อตั้งในอนาคต
.
พูดให้ตรงคือ DTV เปิดทางให้อยู่ได้ แต่ห้ามสร้าง Smart Visa เปิดทางให้สร้างได้ แต่ต้องสร้างก่อนแล้วจึงจะขอได้ ช่องว่างระหว่างสองวีซ่านี้คือพื้นที่ที่ Slowmad ผู้มีไอเดียแต่ยังไม่มีบริษัทตกหล่นอยู่ และไม่มีกลไกใดออกแบบมาเพื่อรับพวกเขาโดยเฉพาะ
.
The Brick Startup Space ของ CMU STeP ในย่านนิมมานฯ คือภาพที่เห็นได้ชัดที่สุดของปัญหานี้ ตั้งอยู่กลางพื้นที่ที่ DN หนาแน่นที่สุดในเมือง แต่ขับเคลื่อนโดย Logic ของการบ่มเพาะสตาร์ทอัพไทยที่อยู่ในระบบสถาบัน ซึ่งเป็น mandate ที่ถูกต้องในตัวเอง แต่ไม่ได้ออกแบบมาให้ DN มีส่วนร่วม DN ที่นั่งทำงานอยู่รอบๆ นั้น 91% จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย 34% มีปริญญาโท มีทักษะ Global Marketing, Product Design และเข้าถึงตลาดตะวันตกโดยตรง แต่ความรู้เหล่านั้นถูกส่งออกไปรับใช้ลูกค้าในอเมริกาและยุโรปทุกวัน แล้วก็หายไปพร้อมกับเจ้าของเมื่อย้ายเมืองครั้งถัดไป โดยไม่มีกลไกใดในเมืองออกแบบมาเพื่อให้ความรู้นั้นซึมลงมาสู่คนในพื้นที่
.
6) ประเด็นที่สี่: อปท. ไทยยังไม่ถึงขั้นพัฒนาเศรษฐกิจ
.
เทศบาลนครเชียงใหม่และ อบจ.เชียงใหม่ไม่ได้ไม่มีความสามารถ แต่บทบาทของ อปท. ไทยยังจำกัดอยู่ที่การบริหารพื้นที่และบริการสาธารณะพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐาน ไฟถนน ขยะ สวนสาธารณะ และเทศกาลประจำปี
.
ต่างจากฟุกุโอกะที่ตั้งแต่ปี 2015 รัฐบาลเมืองออกแบบและบริหาร Startup Visa ของตัวเองโดยตรงในฐานะ National Strategic Special Zone ระบบนี้อนุญาตให้ผู้ประกอบการต่างชาติได้รับ Business Manager Visa หกเดือนโดยเพียงแค่ยื่น Business Plan ต่อรัฐบาลเมืองฟุกุโอกะ โดยไม่ต้องผ่านข้อกำหนดพื้นฐานเดิมอย่างการมีสำนักงานและพนักงานประจำก่อน และยังมี Startup Café ที่ทำหน้าที่เป็น Hub ให้ผู้ประกอบการมาพบปะและรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญของเมืองโดยตรง
.
ฟุกุโอกะทำได้เพราะได้รับสถานะพิเศษจากรัฐบาลกลางที่เปิดให้เมืองมีอำนาจออกแบบกฎระเบียบด้านวีซ่าและภาษีได้ในระดับหนึ่ง เชียงใหม่ไม่มีกลไกแบบนั้น และไม่มีทีท่าว่าจะได้ในเร็วๆ นี้ ในสภาพปัจจุบัน เทศบาลนครเชียงใหม่จึงทำได้แค่จัดงาน ประสานเครือข่าย และพูดถึงวิสัยทัศน์ในเวทีต่างๆ ซึ่งก็มีคุณค่าในตัวเอง แต่ไม่ใช่การพัฒนาเศรษฐกิจในแบบที่ฟุกุโอกะหรือปารีสทำ
.
เชียงใหม่ กับฟุกุโอกะ ก็มีความเป็นเมืองพี่ เมือง น้องกัน เราไปเรียนรู้จากเขาได้น่ะครับ นายกเทศมนตรีเมืองฟูกูโอกะคนปัจจุบันคือ โซอิจิโร่ ทาคาชิมะ เป็นมาตั้งแต่ ปี 2010 แล้ว ผมเคยไปลงนามความร่วมมือด้วย เพราะตอนนั้น ผู้บริหาร อปท ไทย ยังไม่สนใจเลย ส่วนผู้บริหารเขาชอบเรื่องนี้มานาน และทำเรื่องนี้จริงจังในระดับท้องถิ่นเลย
.
7) เชียงใหม่ต้องการ DN แบบไหนกันแน่
.
คำถามที่ไม่ค่อยถูกถามอย่างตรงไปตรงมาคือ ถ้าเราจะออกแบบความสัมพันธ์ระหว่าง DN กับระบบนิเวศเมืองเชียงใหม่ใหม่ เราต้องการ DN แบบไหนกันแน่ และต้องการให้พวกเขาทำอะไรในบริบทของเมือง
คำตอบที่ชัดที่สุดคือเราไม่ได้ต้องการ DN ทุกคนในแบบเดิม สิ่งที่น่าสนใจสำหรับระบบนิเวศของเชียงใหม่คือกลุ่มที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ได้แก่ Slowmad ที่กำลังคิดจะสร้างธุรกิจ, Remote Worker ที่มีทักษะเฉพาะทางและต้องการ Mentor คนท้องถิ่น และ Solopreneur ที่กำลังทดสอบ Product-Market Fit ในตลาดเอเชีย คนกลุ่มนี้มีทั้งแรงจูงใจที่จะสร้างรากและมีทรัพยากรที่จะทำให้มันเกิดขึ้น ถ้ามีระบบที่ถูกต้องรองรับ
.
เพื่อให้ถึงจุดนั้น มีสามสิ่งที่ต้องเปลี่ยนพร้อมกัน ไม่ใช่ทีละอย่าง
.
7.1) ปิดช่องว่างระหว่าง DTV กับ Smart Visa
.
ต้องมี Pathway ที่ชัดเจนสำหรับ DN ที่ถือ DTV และต้องการทดลองก่อตั้งธุรกิจในไทย โดยไม่ต้องมีบริษัทที่จดทะเบียนแล้วก่อนจึงจะขอ Smart Visa ได้ รูปแบบที่ใกล้เคียงที่สุดคือการสร้าง
.
Pre-incorporation Track ที่รับ Business Plan โดยตรง ให้ระยะเวลาทดลอง 12 เดือน แล้วค่อยประเมินว่าจะผ่านเกณฑ์ Smart Visa หรือไม่ ซึ่งคล้ายกับโมเดลฟุกุโอกะแต่ต้องปรับให้เข้ากับบริบทไทย เงื่อนไขที่ควรกำหนดควบคู่คือการมี Co-founder ที่เป็นคนไทยหรือหลักฐานว่ามีการจ้างงานคนไทย เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดความรู้อย่างเป็นโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ให้ชาวต่างชาติมาตั้งบริษัทคนเดียว
.
7.2) ให้ NIA ภาคเหนือและ DEPA มี KPI ชุดใหม่
.
ปัจจุบัน NIA ภาคเหนือและ DEPA เชียงใหม่วัดผลงานจากจำนวนสตาร์ทอัพไทยที่บ่มเพาะ จำนวนทุนที่ให้ และจำนวนงานวิจัยที่นำออกสู่เชิงพาณิชย์ ถ้าเพิ่ม KPI ที่วัดผลการเชื่อมระหว่าง DN กับ Tech Talent ไทยเข้าไปด้วย เช่น จำนวนโปรเจกต์ร่วม จำนวน Mentoring Session ที่ DN เป็นผู้ให้ และจำนวนบริษัทที่จดทะเบียนโดย DN ร่วมกับคนไทย สองหน่วยงานนี้จะมีแรงจูงใจที่จะสร้างสะพานเชื่อมที่ไม่มีอยู่ตอนนี้ สิ่งนี้ไม่ต้องรอการกระจายอำนาจ เพราะ NIA และ DEPA อยู่ใน อว. ซึ่งสั่งการได้จากส่วนกลาง และฝ่ายปกครองไม่สนธิกำลังไปจับเขาเหมือนที่เคยเกิดที่ Co working space ในเชียงใหม่ หลายปีก่อน จะดีมาก
.
7.3) มหาวิทยาลัยในเชียงใหม่ต้องเปิด Practitioner Track ที่ไม่ติดระบบราชการ
.
CMU และอีกหลายมหาวิทยาลัยในเชียงใหม่ มีนักศึกษา Tech หลายพันคนที่ต้องการทักษะตลาดโลก ขณะที่ DN ที่นั่งอยู่ในเมืองนี้มีทักษะเหล่านั้นพร้อมแชร์ แต่ไม่มีกลไกเชื่อมที่ไม่ซับซ้อน การเปิด Adjunct Practitioner Program ที่ให้ DN สามารถสอน Workshop หรือ Studio Course ระยะสั้นได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการแต่งตั้งอาจารย์เต็มรูปแบบ จะเปิดช่องให้ความรู้ระดับโลกที่ตอนนี้ไหลออกไปนอกประเทศทุกวัน ได้ซึมลงมาสู่คนในพื้นที่บ้าง โมเดลนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎี Harbour.Space ที่ทำสำเร็จแล้วทั้งในบาร์เซโลนาและกรุงเทพฯ โดยดึง Practitioner จากอุตสาหกรรมมาสอนแบบ Intensive และผลิต Talent ที่ตลาดต้องการได้จริง
.
ประโยคที่ได้ยินจาก Workshop เมื่อวาน
.
เมื่อวานนี้ผมจัด Workshop เรื่อง Cultural Tech ที่เชียงใหม่ ดึง Digital Nomad หลายสัญชาติมานั่งด้วยกัน ทั้งอเมริกัน ลิทัวเนีย ออสเตรเลีย โจทย์คือลองใช้ความเชี่ยวชาญของพวกเขามา Hack การสร้างนวัตกรรมจากวัฒนธรรมเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสะพานแบบที่บทความนี้พูดถึงตลอด แต่ทำในระดับห้องเล็กๆ ก่อน
.
มี DN จากอินเดียพูดประโยคหนึ่งออกมาระหว่างเซสชัน
.
"Chiang Mai has a sense of community, others have sense of commercialization."
.
ผมนั่งคิดต่อจากประโยคนั้นอยู่นาน เพราะมันพูดถึงสิ่งที่ตัวเลขและนโยบายพูดไม่ได้ Sense of Community คือเหตุผลที่ Slowmad เลือกอยู่ที่นี่นานกว่าที่อื่น คือเหตุผลที่คนจากลิทัวเนียกับออสเตรเลียนั่งคิดเรื่องนวัตกรรมวัฒนธรรมเชียงใหม่ด้วยกันได้โดยไม่รู้สึกแปลก และคือสิ่งที่เมืองอื่นในภูมิภาคนี้พยายามซื้อด้วยโครงสร้างพื้นฐานและ Incentive ทางการเงิน แต่ยังสร้างไม่ได้
.
ความย้อนแย้งคือสิ่งที่ทรงพลังที่สุดของเชียงใหม่กลับเป็นสิ่งที่รัฐมองไม่เห็น วัดไม่ได้ และยังไม่มีนโยบายใดออกแบบมาเพื่อรักษาหรือขยายมัน ในวันที่รัฐยังคงวัดความสำเร็จจากจำนวนผู้สมัคร DTV และเม็ดเงินในภาคบริการ Sense of Community ที่ DN อินเดียคนนั้นพูดถึงก็จะยังคงเป็นของขวัญที่เมืองมอบให้โลกโดยไม่ได้อะไรกลับคืนอย่างเป็นระบบ
.
เชียงใหม่ไม่ได้ขาดศักยภาพ และ DN ที่มาอยู่ก็ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือไม่มีหน่วยงานใดในโครงสร้างรัฐไทยปัจจุบันรู้สึกว่าการแปลง Sense of Community นั้นให้เป็นมูลค่าท้องถิ่นคือหน้าที่ของตัวเอง
Forbes เห็นแล้วว่าเชียงใหม่มีอะไรบางอย่างที่เมืองอื่นไม่มี คำถามคือไทยจะเห็นด้วยหรือเปล่า และถ้าเห็น จะเริ่มทำอะไรนอกจากแชร์ข่าวนั้นต่อกัน

https://www.facebook.com/photo?fbid=2865446830461857&set=a.102068710133030





 

หนังสือนี้พูดถึงความเจริญของยุโรปไว้น่าสนใจ - ยุโรปไม่ได้เพียงแค่ไม่พัฒนาแอฟริกาเพียงอย่างเดียว แต่ยุโรปยังได้พัฒนาตนเองขึ้นมาด้วยการทำให้แอฟริกาด้อยพัฒนาลง - มองต่อ "มหาอำนาจ" สมัยใหม่: แล้วทฤษฎีของเขาจะยังคงใช้ได้อยู่หรือไม่ในปัจจุบัน?

https://www.facebook.com/photo?fbid=122190601166797603&set=a.122110176374797603

ในหนังสือ How Europe Underdeveloped Africa (1972) วอลเตอร์ ร็อดนีย์ โต้แย้งว่าความยากจนและการด้อยพัฒนาของแอฟริกาไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือโดยบังเอิญ แต่ถูกสร้างขึ้นอย่างตั้งใจผ่านการค้าทาส การล่าอาณานิคม และการแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยมหาอำนาจยุโรปมานานหลายศตวรรษ ร็อดนีย์ตั้งคำถามต่อแนวคิดที่ว่ายุโรปพัฒนาอย่างอิสระในขณะที่แอฟริกายังคง "ล้าหลัง" เขาแสดงให้เห็นว่าความมั่งคั่งและการพัฒนาอุตสาหกรรมของยุโรปนั้นสร้างขึ้นส่วนหนึ่งจากการดึงเอาแรงงาน ทรัพยากร และตลาดของแอฟริกาไปใช้ หนังสือเล่มนี้กลายเป็นตำราพื้นฐานในทฤษฎีการพึ่งพา การศึกษาหลังยุคอาณานิคม และการวิพากษ์วิจารณ์ความไม่เท่าเทียมกันทั่วโลก

ยุโรปไม่ได้พัฒนาแอฟริกาอย่างย่ำแย่เพียงอย่างเดียว แต่ยุโรปพัฒนาโดยการทำให้แอฟริกาด้อยพัฒนา
.....

หนังสือ How Europe Underdeveloped Africa (1972) ของ Walter Rodney เป็นผลงานชิ้นเอกของเศรษฐศาสตร์การเมืองและทฤษฎีหลังอาณานิคม คำพูดสุดท้ายที่คุณยกมา—"ยุโรปไม่ได้พัฒนาแอฟริกาอย่างย่ำแย่เพียงอย่างเดียว แต่ยุโรปพัฒนาโดยการทำให้แอฟริกาด้อยพัฒนา"—สะท้อนถึงวิทยานิพนธ์หลักของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ

Rodney พลิกกลับแนวคิดดั้งเดิมที่เน้นยุโรปเป็นศูนย์กลางเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างสิ้นเชิง นี่คือรายละเอียดของทฤษฎีรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์หลักๆ ที่เกี่ยวข้องในข้อโต้แย้งของเขา:

1. การด้อยพัฒนาในฐานะกระบวนการที่เกิดขึ้นเอง

ก่อนหน้า Rodney (และนักทฤษฎีการพึ่งพาอื่นๆ) นักเศรษฐศาสตร์ตะวันตกกระแสหลักมักมอง "การด้อยพัฒนา" ว่าเป็นสภาวะพื้นฐานตามธรรมชาติของมนุษย์—เป็นจุดเริ่มต้นที่แอฟริกายังไม่ก้าวหน้าไป

ข้อโต้แย้งของ Rodney: การด้อยพัฒนาไม่ใช่การขาดการพัฒนา แต่เป็นสภาวะเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นเองจากการเอารัดเอาเปรียบ แอฟริกากำลังก้าวหน้าไปตามเส้นทางการพัฒนาของตนเองก่อนที่การแทรกแซงของยุโรปจะเข้ามาขัดขวางและเปลี่ยนแปลงสังคมของแอฟริกา

2. ทฤษฎีการพึ่งพาและมหาอำนาจโลก

งานของร็อดนีย์เป็นตำราพื้นฐานในทฤษฎีการพึ่งพา ทฤษฎีนี้กล่าวว่าเศรษฐกิจทุนนิยมโลกแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก:

แกนกลาง (หรือมหาอำนาจ): ประเทศที่ร่ำรวยและพัฒนาแล้ว (เช่น ยุโรปตะวันตก)

รอบนอก (หรือดาวบริวาร): ประเทศที่กำลังพัฒนา (เช่น แอฟริกาและละตินอเมริกา)

ความสัมพันธ์นี้เป็นแบบปรสิตโดยเนื้อแท้ ความมั่งคั่ง วัตถุดิบ และแรงงานส่วนเกินถูกดึงออกมาจากรอบนอกอย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้แกนกลางมั่งคั่ง ดังนั้น การพัฒนาของยุโรปและการด้อยพัฒนาของแอฟริกาจึงเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน ด้านหนึ่งไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากปราศจากอีกด้านหนึ่ง

3. กลไกของการแสวงหาประโยชน์

ร็อดนีย์อธิบายอย่างละเอียดว่าการแสวงหาประโยชน์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไรตลอดหลายศตวรรษ:

การค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก: สิ่งนี้ไม่ได้เพียงแค่ขโมยแรงงานมนุษย์เท่านั้น; มันทำให้แอฟริกาสูญเสียประชากรวัยหนุ่มสาวที่มีสุขภาพดีและมีความสามารถมากที่สุด ส่งผลให้เกิดความซบเซาทางประชากรและสังคมอย่างมหาศาล

เศรษฐกิจในยุคอาณานิคม: มหาอำนาจยุโรปจงใจขัดขวางการพัฒนาอุตสาหกรรมของแอฟริกา พวกเขาบังคับให้เศรษฐกิจของแอฟริกาพึ่งพาการปลูกพืชเชิงเดี่ยว (ปลูกพืชเศรษฐกิจเพียงชนิดเดียว เช่น โกโก้หรือยางพารา) และการสกัดแร่ แอฟริกาต้องส่งออกวัตถุดิบราคาถูกและถูกบังคับให้นำเข้าสินค้าสำเร็จรูปราคาแพงจากยุโรป

โครงสร้างพื้นฐานเพื่อการสกัด: ถนนและทางรถไฟที่สร้างโดยผู้ล่าอาณานิคมไม่ได้ออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อชุมชนในแอฟริกาหรือส่งเสริมการค้าภายใน สิ่งก่อสร้างเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อขนส่งทรัพยากรจากภายในประเทศไปยังท่าเรือเพื่อส่งต่อไปยังยุโรปโดยเฉพาะ

ข้อสรุปสำคัญ: งานของร็อดนีย์ชี้ให้เห็นว่า ความไม่เท่าเทียมกันระดับโลกในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องบังเอิญทางภูมิศาสตร์หรือวัฒนธรรม แต่เป็นลักษณะโครงสร้างของระบบทุนนิยมโลกที่ถูกออกแบบมาโดยเจตนาเพื่อสร้างความร่ำรวยให้กับส่วนหนึ่งของโลกโดยแลกกับการเบียดเบียนอีกส่วนหนึ่ง
.....

แล้วทฤษฎีของเขาจะยังคงใช้ได้อยู่หรือไม่เมื่อพิจารณาถึงลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ในปัจจุบัน?

เพื่อดูว่าทฤษฎีของวอลเตอร์ ร็อดนีย์ยังคงใช้ได้อยู่ในปัจจุบันหรือไม่ เราต้องพิจารณาถึงลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ ซึ่งเป็นคำที่ได้รับความนิยมจากควาเม นครูมาห์ ประธานาธิบดีคนแรกของกานา นครูมาห์นิยามว่ามันคือรัฐที่มีลักษณะภายนอกของอธิปไตยระหว่างประเทศ แต่ระบบเศรษฐกิจและนโยบายทางการเมืองถูกควบคุมจากภายนอก

หากร็อดนีย์ยังมีชีวิตอยู่ เขาคงจะโต้แย้งว่า แม้ว่าวิธีการจะทันสมัยขึ้น แต่กลไกของการด้อยพัฒนาคงคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาดใจ ต่อไปนี้คือวิธีที่ข้อโต้แย้งหลักของเขาประยุกต์ใช้กับเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 21:

1.   หนี้สินและการปรับโครงสร้าง

ร็อดนีย์แย้งว่ายุโรปควบคุมแอฟริกาผ่านการครอบงำทางการเมืองโดยตรง ปัจจุบัน การครอบงำนั้นส่วนใหญ่เป็นทางการเงิน ขับเคลื่อนโดยสถาบันการเงินระหว่างประเทศ เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก

กับดักหนี้: หลายประเทศในแอฟริกาใช้รายได้ของประเทศจำนวนมากไปกับการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ต่างประเทศ ทำให้เหลือพื้นที่น้อยมากสำหรับการลงทุนด้านการดูแลสุขภาพ การศึกษา หรือโครงสร้างพื้นฐาน

โครงการปรับโครงสร้าง (SAPs): เพื่อให้มีคุณสมบัติในการกู้ยืม ประเทศกำลังพัฒนาถูกบังคับให้ใช้มาตรการ "รัดเข็มขัด" มาโดยตลอด เช่น การแปรรูปอุตสาหกรรมของรัฐ การลดการใช้จ่ายทางสังคม และการเปิดตลาดให้กับบริษัทต่างชาติ ร็อดนีย์มองว่านี่เป็นการต่อเนื่องของมหาอำนาจยุโรปที่บงการนโยบายเศรษฐกิจของแอฟริกาเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ทุนตะวันตก

2. "การแย่งชิงครั้งใหม่" สำหรับแอฟริกา: ลัทธิการสกัดทรัพยากรแบบใหม่

ร็อดนีย์ได้อธิบายรายละเอียดว่ายุโรปขัดขวางการพัฒนาของแอฟริกาโดยการปฏิบัติต่อแอฟริกาเสมือนเป็นฟาร์มทรัพยากร ปัจจุบันเราเห็นการสกัดทรัพยากรในรูปแบบที่ทันสมัยขึ้น ซึ่งมักเรียกว่า ลัทธิการสกัดทรัพยากรแบบใหม่ (neo-extractivism)

พลังงานสีเขียวและแร่ธาตุ: การเปลี่ยนแปลงระดับโลกไปสู่พลังงานสีเขียวได้จุดประกายการแย่งชิงแร่ธาตุสำคัญของแอฟริกา เช่น โคบอลต์จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ซึ่งจำเป็นสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า) หรือลิเธียม

ความไม่สมดุลทางมูลค่า: เช่นเดียวกับในยุคอาณานิคม แร่ธาตุดิบจะถูกสกัดออกมาในราคาถูก ส่งออก และนำไปแปรรูปในต่างประเทศ โดยกระบวนการผลิตที่สร้างมูลค่าสูงนั้นเกิดขึ้นในกลุ่มประเทศซีกโลกเหนือหรือประเทศจีน ซึ่งหมายความว่าผลกำไรมหาศาลเหล่านั้นจะไม่ได้ตกถึงมือของชุมชนที่เป็นต้นกำเนิดของทรัพยากรเหล่านั้นเลย

3. การกระจายตัวของ "แกนหลัก" (เข้าสู่จีน)

ในขณะที่ร็อดนีย์เน้นเฉพาะยุโรปตะวันตก ทฤษฎีการพึ่งพาในปัจจุบันต้องคำนึงถึงโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ การผลักดันโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของจีนในแอฟริกาผ่านโครงการริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) เป็นตัวอย่างสำคัญ

นักวิจารณ์โต้แย้งว่าจีนกำลังใช้ "การทูตกับดักหนี้" โดยการควบคุมสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ของแอฟริกา (เช่น ท่าเรือและสิทธิในการทำเหมือง) ในระยะยาวเมื่อไม่สามารถชำระคืนเงินกู้ได้

คนอื่นๆ โต้แย้งว่านี่เป็นความสัมพันธ์แบบต่างตอบแทนมากกว่าการล่าอาณานิคมของตะวันตก เพราะจีนสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้จริง (ทางรถไฟ สนามกีฬา โรงพยาบาล) อย่างไรก็ตาม จากมุมมองแบบร็อดนีย์ หากเป้าหมายสูงสุดยังคงเป็นการสกัดวัตถุดิบเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางอุตสาหกรรมของมหาอำนาจต่างชาติ พลวัตเชิงโครงสร้างพื้นฐานก็ยังคงเป็นการพึ่งพาอยู่

4. การสูญเสียสมอง: การขโมยแรงงานในยุคปัจจุบัน

ร็อดนีย์เน้นย้ำว่าการค้าทาสได้ปล้นทุนมนุษย์ของแอฟริกาไป ในยุคปัจจุบัน สิ่งนี้เกิดขึ้นผ่าน "การสูญเสียสมอง"

ผู้เชี่ยวชาญชาวแอฟริกันที่มีการศึกษาสูง—แพทย์ วิศวกร พนักงานด้านเทคโนโลยี และนักวิชาการ—มักอพยพไปยังยุโรป อเมริกาเหนือ หรือกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย เนื่องจากค่าตอบแทนที่ดีกว่าและความมั่นคงกว่า

ประเทศในซีกโลกเหนือได้รับประโยชน์จากแรงงานที่มีทักษะสูงโดยไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ในขณะที่ประเทศในแอฟริกาต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคส่วนที่สำคัญ

บทสรุป
ทฤษฎีของร็อดนีย์ยังคงใช้ได้ดีอย่างน่าทึ่ง แต่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญประการหนึ่งคือ บทบาทของชนชั้นนำในท้องถิ่น ในหนังสือ How Europe Underdeveloped Africa ร็อดนีย์ตั้งข้อสังเกตว่าลัทธิล่าอาณานิคมต้องการผู้ร่วมมือในท้องถิ่น ในยุคลัทธิล่าอาณานิคมใหม่สมัยใหม่ ทฤษฎีการพึ่งพาได้วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อ "ชนชั้นนายทุนคอมปราดอร์"—ชนชั้นนำทางการเมืองและธุรกิจในท้องถิ่นในซีกโลกใต้ที่ร่ำรวยจากการอำนวยความสะดวกในการแสวงหาประโยชน์จากต่างชาติ โดยทำหน้าที่เป็นผู้จัดการของส่วนรอบนอกเพื่อผลประโยชน์ของแกนกลางโลก

ท้ายที่สุดแล้ว ข้อเสนอหลักของร็อดนีย์ที่ว่าความมั่งคั่งและความยากจนทั่วโลกมีความเชื่อมโยงกันในเชิงโครงสร้าง ยังคงเป็นหนึ่งในกรอบแนวคิดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทางเหนือและทางใต้ในปัจจุบัน



สักวันหนึ่งพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับ Holocaust ทุกแห่งจะต้องจัดแสดงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในกาซาในตอนนี้ มันเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น Dr. Nick Maynard จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด พยานรู้เห็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ กล่าวไว้ในรายการของ Tucker Carlson

 
https://www.facebook.com/reel/1001476832289277

Tucker Carlson 
Yesterday
·
At some point every Holocaust museum will be forced to include an exhibit on what’s happening in Gaza right now. It’s only a matter of time. Dr. Nick Maynard of Oxford University medical school has been a witness to the genocide.






https://x.com/TuckerCarlson/status/2059790599461490805



 

เหตุใดอิสราเอลถึงขยายปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนตอนใต้ต่อไปเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการยึดครองพื้นที่สูงเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ปราสาทโบฟอร์ตอันเก่าแก่


Israel Deepens Lebanon Offensive, Captures Strategic Beaufort Castle

Al Jazeera English

May 31, 2026 

Israel has intensified its military offensive in Lebanon, with Prime Minister Benjamin Netanyahu ordering troops to push deeper into the country.

Heavy air strikes have hit residential neighborhoods in the southern city of Tyre, while Lebanon's Health Ministry says an attack near a hospital injured medical staff. New displacement orders have also been issued across parts of southern Lebanon.

Israeli forces have captured Beaufort Castle, a strategic hilltop fortress overlooking the Litani River Valley. The UNESCO-protected site was previously occupied by Israel until its withdrawal from southern Lebanon in 2000.

Lebanese officials say hundreds of square kilometres of territory are now under Israeli control, marking the deepest Israeli advance into Lebanon in more than 25 years.

As fighting intensifies, concerns are growing over civilian casualties, mass displacement and the possibility of a prolonged Israeli presence inside Lebanon.

https://www.youtube.com/watch?v=CYiMUAJRyCY
.....

การขยายปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนตอนใต้เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการยึดครองพื้นที่สูงเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ปราสาทโบฟอร์ตอันเก่าแก่ เกิดจากความจำเป็นทางยุทธวิธีในระยะสั้น เป้าหมายในการสร้างเขตกันชนเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว และท่าทีทางการทูต

นักวิเคราะห์ทางทหารระบุว่า มีหลายปัจจัยสำคัญที่อธิบายว่าทำไมกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) จึงเข้ายึดครองพื้นที่:

1. ผลักดันภัยคุกคามจากขีปนาวุธให้พ้นพรมแดน

เป้าหมายทางยุทธวิธีหลักคือการสร้างเขตกันชนทางกายภาพเพื่อผลักดันขีดความสามารถด้านจรวดระยะสั้นและขีปนาวุธต่อต้านรถถังของฮิซบอลลาห์ให้ห่างจากชุมชนทางตอนเหนือของอิสราเอล โดยการรุกคืบเข้าไปในดินแดนเลบานอน (เลยแม่น้ำลิทานีไปทางแม่น้ำซาห์รานี) อิสราเอลตั้งเป้าที่จะขยายเขตกันชนให้มีระยะทาง 25 ถึง 40 กิโลเมตร ทำให้ฮิซบอลลาห์โจมตีเมืองชายแดนของอิสราเอลด้วยขีปนาวุธที่บินต่ำและพุ่งชนเร็วได้ยากขึ้นอย่างมาก

2. การควบคุมพื้นที่สูงเชิงยุทธศาสตร์
ภูมิประเทศเช่นปราสาทโบฟอร์ตตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 700 เมตร การรักษาตำแหน่งที่สูงเหล่านี้ทำให้กองทัพอิสราเอลสามารถควบคุมทัศนวิสัยและการยิงได้อย่างกว้างขวางเหนือ:


ที่ราบมาร์เจยูนและภูมิภาคนาบาติเยห์

เส้นทางขนส่งและเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมต่อเลบานอนตอนใต้กับหุบเขาเบกา (เส้นทางลำเลียงเสบียงหลักของฮิซบอลลาห์)

แม่น้ำลิทานี ทำให้สามารถเฝ้าระวังอย่างครอบคลุมเพื่อป้องกันการแทรกซึมของกลุ่มติดอาวุธ

3. อำนาจต่อรองทางการทูตก่อนการเจรจาสันติภาพ

ช่วงเวลาของการขยายดินแดนสอดคล้องกับช่วงเวลาของการเจรจาทางการทูตที่สหรัฐฯ สนับสนุนอยู่ การขยายฐานที่มั่นบนพื้นดินอย่างแข็งขันทำให้อิสราเอลสร้าง "ตำแหน่งที่ได้เปรียบ" ก่อนการเจรจาทวิภาคี การยึดครองดินแดนทำหน้าที่เป็นเครื่องต่อรองที่สำคัญเพื่อกดดันทั้งรัฐบาลเลบานอนและผู้สนับสนุนระหว่างประเทศให้ยอมรับเงื่อนไขด้านความมั่นคงที่เข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปลดอาวุธและย้ายกำลังของฮิซบอลลาห์ออกจากชายแดนอย่างเป็นภาคบังคับ

4. การบังคับใช้เงื่อนไขการหยุดยิงเชิงรุก

หลังจากการหยุดยิงที่เป็นเพียงชื่อเรียกถูกละเมิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการแลกเปลี่ยนจรวด/โดรนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลอิสราเอลได้เปลี่ยนจากนโยบายการควบคุมไปเป็นการบังคับใช้เชิงรุก จากมุมมองของผู้นำอิสราเอล การพึ่งพากองกำลังรักษาสันติภาพระหว่างประเทศหรือกองทัพเลบานอนในการกวาดล้างฮิซบอลลาห์นั้นพิสูจน์แล้วว่าไม่เพียงพอ นำไปสู่การตัดสินใจใช้การยึดครองทางทหารโดยตรงเพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่ม




 

สื่อที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า อิหร่านกำลังยุติการเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อประท้วงการโจมตีกลุ่มฮิซบอลลาห์ในเลบานอนของอิสราเอล - กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านกล่าวว่า การหยุดยิงในเลบานอนยังคงเป็น "เงื่อนไขที่จำเป็น" สำหรับข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกา





https://x.com/FoxNews/status/2061475501512724630
.....

สำนักข่าวทัสนิมของอิหร่าน ซึ่งเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน รายงานว่าเตหะรานตัดขาดการเจรจาเนื่องจาก "อาชญากรรมอย่างต่อเนื่องของระบอบไซออนิสต์ในเลบานอน"

รายงานนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อาราคชี โพสต์ลงโซเชียลมีเดียว่าเลบานอนต้องรวมอยู่ในข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านด้วย

"สหรัฐฯ และอิสราเอลต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาจากการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง" อาราคชีเขียน

@TreyYingst
รายงานข่าวล่าสุด
.....

พัฒนาการนี้ถือเป็นรอยร้าวครั้งสำคัญที่มีความเสี่ยงสูงในความสัมพันธ์ทางการทูตระดับภูมิภาคที่เปราะบางซึ่งดำเนินมาในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

การถอนตัวจากการเจรจาทางอ้อมกับวอชิงตันนั้น เตหะรานกำลังพยายามสร้างความเชื่อมโยงเชิงกลยุทธ์ระหว่างเส้นทางการเจรจาทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และปฏิบัติการแนวหน้าของอิสราเอลต่อกลุ่มฮิซบอลลาห์ คำแถลงของรัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาส อาราคชี เน้นย้ำจุดยืนอย่างเป็นทางการของอิหร่าน: การหยุดยิงเมื่อวันที่ 8 เมษายน ไม่สามารถถือเป็นการสงบศึกเฉพาะพื้นที่ได้ ในขณะที่ตัวแทนหลักในภูมิภาคของอิหร่านกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในเลบานอน

ต่อไปนี้คือรายละเอียดของผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจในทันทีจากการหยุดชะงักนี้:

1. อำนาจต่อรองจุดยุทธศาสตร์: ช่องแคบฮอร์มุซและบาบ อัล-มันเดบ

รายละเอียดที่น่าตกใจที่สุดที่ปรากฏในรายงานของทัสนิมไม่ใช่แค่การหยุดชะงักทางการทูต แต่เป็นการคุกคามทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนที่แนบมาด้วย เตหะรานระบุว่าอิหร่านและ "แกนต่อต้าน" ได้นำการปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์และการเปิดใช้งานจุดกดดันในช่องแคบบับอัลมันเดบกลับมาอยู่ในวาระสำคัญอีกครั้ง

ตลาดพลังงาน: ราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นมากกว่า 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันทีหลังจากการประกาศ แสดงให้เห็นว่าตลาดพลังงานยังคงอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อสถานะของเส้นทางเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย

ความตึงเครียดในห่วงโซ่อุปทาน: การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์เป็นเวลานานควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มฮูตีในทะเลแดงอีกครั้ง คุกคามที่จะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทั่วโลกรุนแรงขึ้นและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานทางทะเลอย่างรุนแรง

2. ผลกระทบต่อกลยุทธ์ทางการทูตของสหรัฐฯ

การหยุดชะงักนี้ทำให้ความพยายามทางการทูตของรัฐบาลทรัมป์ซับซ้อนขึ้น ซึ่งได้ผลักดันกลยุทธ์คู่ขนานของการควบคุมและการเจรจา ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกร้องให้ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ "นั่งลงและผ่อนคลาย" โดยยืนยันว่าเตหะรานต้องการข้อตกลงในท้ายที่สุด ความเป็นจริงทางการเมืองภายในประเทศในอิหร่านดูเหมือนจะเปลี่ยนไปสู่การยกระดับความขัดแย้ง

หลักการ "ทุกแนวรบ": การยืนกรานของอาราคชีที่ว่าการละเมิดในแนวรบหนึ่งคือการละเมิดในทุกแนวรบนั้น ขัดขวางความพยายามของรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โค รูบิโอ ในการเจรจากรอบการลดความตึงเครียดแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยเฉพาะสำหรับเลบานอน

การป้องปรามที่อ่อนแอลง: ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้โจมตีศูนย์บัญชาการเรดาร์และโดรนของอิหร่าน หลังจากที่อิหร่านทำการซ้อมรบที่ก้าวร้าวในน่านน้ำสากล ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพอากาศที่สหรัฐฯ ใช้ การปะทะโดยตรงนี้ทำให้การกลับมาส่งข้อความผ่านตัวกลางอย่างโอมานหรือกาตาร์เป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง

3. แรงกดดันที่อิสราเอลวางแผนไว้

คำสั่งของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ที่ให้รุกเข้าไปในเลบานอนและโจมตีเป้าหมายของฮิซบอลลาห์ในเมืองดะฮิเยห์ บ่งชี้ว่าอิสราเอลไม่ได้ผูกมัดตัวเองกับกรอบเวลาทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน อิสราเอลดูเหมือนจะมุ่งมั่นที่จะทำลายโครงสร้างพื้นฐานของฮิซบอลลาห์โดยไม่คำนึงถึงความมั่นคงของข้อตกลงหยุดยิงระหว่างวอชิงตันและเตหะราน โดยคำนวณว่าความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ในการกำจัดภัยคุกคามจากทางเหนือมีน้ำหนักมากกว่าการรักษาการเจรจาทางอ้อมที่เปราะบางระหว่างพันธมิตรมหาอำนาจกับศัตรูหลัก

เนื่องจากอิหร่านเรียกร้องให้อิสราเอลถอนกำลังออกจากดินแดนเลบานอนที่ถูกยึดครองทั้งหมด และยุติปฏิบัติการในฉนวนกาซาโดยสิ้นเชิงเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อความในอนาคต ช่องทางการทูตจึงหยุดชะงักลงอย่างมีประสิทธิภาพ จุดสนใจในขณะนี้จึงเปลี่ยนไปอยู่ที่ว่าการแลกเปลี่ยนขีปนาวุธและโดรนในพื้นที่ในช่วงสุดสัปดาห์จะขยายวงกว้างไปสู่การยกระดับความขัดแย้งในระดับภูมิภาคหรือไม่