วันจันทร์, เมษายน 20, 2569

มีคนเจอแล้ว ต้นเหตุที่ทำให้ประเทศไทยล้าหลัง


Pavin Chachavalpongpun

9 hours ago ·

ขอบคุณที่ให้เกียรติค่ะ
.....






ชีวิตที่น่าเห็นใจ เปิดโลกคนหางานรายวัน : "ถ้าคุณมีงานประจำอยู่ กอดไว้แน่น ๆ เลย ... เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเราไปทำงานวันนี้ เราจะเจอสังคมยังไง … แล้วมันไม่ได้มีสวัสดิการอะไรมารองรับเลย"



"เราไม่มีทางรู้เลยว่าไปทำงานวันนี้จะเจอสังคมยังไง" เปิดโลกคนหางานรายวัน เมื่อนายจ้าง-ลูกจ้าง พบกันผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

วศินี พบูประภาพ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
19 เมษายน 2026

"[ชื่อร้านอาหาร] ต้องการรับพนักงานเสิร์ฟ"

นี่คือข้อความการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันหางานรายวันที่เด้งขึ้นในโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้บริการแอปพลิเคชันจัดหางาน "เทมป์" (Temp) วันละหลายเวลา

เมื่อกดเข้าดู ผู้ใช้จะพบกับรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับงานนั้น อย่างเช่น วัน, เวลา, และสถานที่ทำงาน ตลอดจนค่าจ้างที่จ่ายเป็น "เครดิต" ต่อชั่วโมง เมื่อมีการจ้างงาน รวมถึงค่าตอบแทนอื่น ๆ ขอบเขตการทำงาน และเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น ลักษณะการแต่งกาย

สำหรับผู้ที่สนใจทำงานนี้ จำเป็นต้องชมวิดีโออบรมสำหรับงานประเภทร้านอาหาร ทำแบบทดสอบจากแอปพลิเคชันเสียก่อน ค่อยกดปุ่มแจ้งความจำนงต้องการทำงานในวันและเวลาดังกล่าว เพื่อไปทำงานตามสถานที่ที่สมัคร

นอกจากงานในร้านอาหารแล้ว แอปพลิเคชันยังให้เลือกงานรับจ้างประเภทอื่น ๆ ได้ เช่นงานคลังสินค้า งานจัดเลี้ยง ร้านค้าปลีกหรืองานธุรการ

ในปัจจุบัน มีบริการในลักษณะเช่นนี้มากมายที่ปรากฏตามช่องทางออนไลน์ หนึ่งในนั้นคือแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่าเทมป์ โดยแอปฯ นี้ถือเป็น "แพลตฟอร์มหางานรายวัน" ซึ่งเริ่มให้บริการในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2562

นอกจากเทมป์แล้ว ยังมีแอปฯ อื่น ๆ ซึ่งให้บริการในลักษณะเดียวกัน โดยทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มจัดหางานพาร์ตไทม์ที่ตอบสนองการจ้างงานระยะสั้นเช่นที่พบโดยทั่วไป เช่น "เดย์เวิร์ก" (Daywork) และ "อิมแพค คีป มี" (Impact Keep Me)

อย่างไรก็ตาม แต่ละแอปฯ มีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกัน เช่น "อิมแพค คีป มี" เป็นแอปฯ จัดหางานสำหรับนายจ้างรายเดียวคือบริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด เท่านั้น ขณะที่แอปฯ "เดย์เวิร์ก" และ "เทมป์" ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ว่าจ้างและแรงงาน หน้าเว็บไซต์ของเทมป์ระบุว่ามี "ธุรกิจที่ใช้บริการ" แพลตฟอร์มของตนมากกว่า 3,000 กิจการ

ศศิวิมล เสียงแจ้ว ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มเดย์เวิร์กบอกกับบีบีซีไทยว่า บัญชีผู้หางานที่มีอยู่ในระบบมีอยู่กว่าล้านบัญชี ส่วนแอปฯ เทมป์ ระบุผ่านเว็บไซต์ "findTemp" ซึ่งเป็นช่องทางการให้บริการสำหรับนายจ้างว่าได้ "ส่งมอบพนักงานไปทำงาน" แล้ว "มากกว่า 1.5 ล้านครั้ง

"เวลาพูดถึงแรงงานที่มีสัญญาการจ้างสั้น ๆ แบบนี้ก็ถือว่าเป็น Gig Economy" อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ หัวหน้ากลุ่มวิจัยนวัตกรรมเพื่อสังคมสมานฉันท์และเศรษฐกิจถ้วนถึงแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวถึงลักษณะงานในแพลตฟอร์ม "จริง ๆ งานในลักษณะนี้เกิดขึ้นในต่างประเทศสักพักแล้ว ก่อนที่จะแพร่หลายมายังไทย"

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) อธิบายว่า Gig Economy คือระบบที่ผู้คนรับงานระยะสั้นหรือโปรเจกต์แบบครั้งคราวผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยคนทำงานมักถูกจัดวางให้อยู่ในสถานะเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือผู้รับเหมาอิสระ ไม่ใช่พนักงานประจำของบริษัท และได้รับค่าตอบแทนเป็นรายงานนั้น ๆ

จากการสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการให้บริการดังกล่าว มีหลายแง่มุมที่เป็นทั้งข้อกังวลเกี่ยวกับสวัสดิการของผู้ใช้บริการ รวมไปจนถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่บริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ดังกล่าวดูเหมือนจะเติบโตมากขึ้น เนื่องจากตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคนรุ่นใหม่

บีบีซีไทยพูดคุยกับนักวิชาการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อเปิดมุมมองใหม่ต่อนวัตกรรมที่กำลังเข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตคนเรา

ความยืดหยุ่นตอบโจทย์ชีวิตคนยุคใหม่อย่างไร

"แอปฯ ตอบโจทย์เรื่องเวลา" นี่คือคำตอบต่อคำถามข้างต้นของ หนึ่ง อดีตพนักงานประจำวัย 43 ปีรายหนึ่งที่เปิดเผยกับบีบีซีไทย ผู้ใช้งานที่เราพูดคุยด้วยขอใช้ชื่อเล่นในการสัมภาษณ์เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว

เธอเพิ่งกลับเข้าสู่โลกการทำงานอีกครั้ง หลังหยุดพักไปเพื่ออุทิศตัวสอนลูกที่บ้านแบบโฮมสกูล (Home school) มากว่า 10 ปี เธอเพิ่งพบว่างานส่วนใหญ่จำกัดอายุพนักงานไว้ที่ไม่เกิน 35 ปี แอปพลิเคชันหางานรายวันอย่างเทมป์จึงกลายเป็นทางออกเดียวที่ทำให้เธอจัดการชีวิตตนเองได้ง่าย

เหตุผลของ หนึ่ง ไม่ต่างจากเหตุผลของผู้ใช้บริการแอปพลิเคชันรายอื่น ๆ ที่บีบีซีไทยได้พูดคุย

แพรว (นามสมมติ) แม่ลูกอ่อนวัย 27 ปีระบุว่าการหางานรายชั่วโมงทำให้เธอสะดวกต่อการดูแลลูกน้อยวัยเกือบ 2 ขวบที่เพิ่งฟื้นตัวจากการผ่าตัด ทำให้เธอต้องออกจากงานประจำเพื่อมาแบ่งเบาภาระการเลี้ยงดูลูกกับสามี งานที่เธอชอบเลือกทำนั้นคือการเป็นพนักงานเชียร์ขายสินค้า (PC) แบบกะ 8 ชั่วโมง ซึ่งเธอสามารถทำรายได้ประมาณ 600-800 บาทต่อวัน รายได้นี้กลายมาเป็นแหล่งรายได้เสริมที่ช่วยจุนเจือค่าใช้จ่ายยิบย่อยในบ้าน เช่น ค่าผ้าอ้อมสำเร็จรู้สำหรับเด็ก และค่าอินเทอร์เน็ต

"ตอนเริ่มทำแรก ๆ เลย ส่วนใหญ่จะต้องกดงานด่วนที่พอเราสมัครร้านก็ต้องรับเลย ให้เราพอมีประวัติการทำงานก่อน พอเราเริ่มมีประสบการณ์ทำงานในเทมป์แล้ว ร้านอื่น ๆ เขาก็จะตัดสินใจในการรับเราเร็วขึ้น" แพรวเล่า

ขณะที่ ส้ม นักศึกษาจบใหม่ เผยกับบีบีซีไทยว่าเธอใช้แอปฯ เดย์เวิร์กในการหางานระหว่างเรียนจากความยืดหยุ่นในการกำหนดเวลา

ส้มได้งานระยะสั้นเป็นพนักงานขายของในงานมหกรรมหนังสือครั้งหนึ่งนานติดกันเป็นสัปดาห์ หลังจากนั้นก็ได้งานที่เธอเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ดีทำให้เธอ "กด" งานดังกล่าวติดต่อกันเป็นเดือน "ตอนนั้นเหมือนทำงานประจำเลย"

ประสบการณ์ของผู้ใช้แอปฯ หางานในประเทศไทยที่บีบีซีไทยได้สัมภาษณ์มานั้น สอดคล้องกับรายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่ระบุว่า Gig Economy ดึงดูดผู้คนเพราะตอบโจทย์วิถีชีวิตที่ยืดหยุ่น เป็นแหล่งรายได้เสริม และเป็นทางออกสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดแรงงานดั้งเดิม โดยระบุว่าแพลตฟอร์มดิจิทัลได้เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่มีข้อจำกัดด้านเวลาหรือคุณวุฒิ เช่น นักศึกษา ผู้ที่ต้องดูแลครอบครัว หรือผู้ที่เปลี่ยนสายอาชีพ สามารถเข้าถึงแหล่งรายได้โดยบริหารจัดการเวลาได้ด้วยตนเอง

แนวโน้มดังกล่าวสอดรับกับทิศทางตลาดแรงงานยุคใหม่ซึ่ง สิริวัน ร่มฉัตรทอง เลขาธิการสภาการนายจ้างแห่งประเทศไทยให้ความเห็นว่ารูปแบบการรับงานเป็นรายชิ้นงานนั้น "เป็นเทรนด์ของ คนในยุคนี้อยู่แล้ว" โดยเธอระบุว่าคนทำงานต้องการความยืดหยุ่นสูงและมุ่งเน้นความสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน (work-life balance) มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศนี้ ภาคธุรกิจและนักวิชาการกำลังร่วมกันพิจารณาแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจรูปแบบใหม่นี้ให้เกิดความยั่งยืนมากขึ้นในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านการสร้างความมั่นคงให้กับแรงงาน การขยายสวัสดิการให้คุ้มครองอย่างเป็นธรรม และการสร้างเสริมให้ตลาดแรงงานมีโครงสร้างที่ยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีการจ้างใหม่แบบใหม่นี้



ตอบโจทย์ด้านความมั่นคงหรือไม่

ท่ามกลางกระแสความนิยมของแพลตฟอร์มหางานรายวัน ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทยได้สำรวจในกลุ่มผู้ใช้เฟซบุ๊ก TEMP สอบถาม/รีวิวงาน ซึ่งมีสมาชิกราว 30,000 รายเพื่อสำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้งานแอปฯ ดังกล่าว เราพบผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งถามในห้องสนทนาโดยใช้นามแฝงออนไลน์ว่า "ถ้าลาออกจากงานประจำ แล้วมาทำงานเทมป์เลยดีไหมคะ งานประจำค่าแรงน้อยมาก"

เมื่อบีบีซีไทยถามคำถามเดียวกันนี้ต่อ หนึ่ง ซึ่งผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ผ่านทางโทรศัพท์ หนึ่งผู้มีประสบการณ์การทำงานผ่านแอปฯ รายวันก่อนผันตัวมาทำงานประจำในปัจจุบันกล่าวห้ามทันที "ถ้าคุณมีงานประจำอยู่ กอดไว้แน่น ๆ เลย แล้วเอางานนี้เป็นแค่งานเสริมพอ อย่าทำเป็นหลักเป็นแหล่ง... เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเราไปทำงานวันนี้ เราจะเจอสังคมยังไง เขาจะให้เงินเราตรงไหม จะหักดาวเราไหม แล้วมันไม่ได้มีสวัสดิการอะไรมารองรับเลย"

บีบีซีไทยได้นำความเห็นและข้อกังวลจากผู้ใช้งานแอปฯ ดังกล่าวมาสอบถาม รศ.ดร.ทศพล ทรรศนพรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ซึ่งเขาอธิบายว่า นี่เป็นปัญหา หรือ จุดที่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกเจ็บปวด (pain point) จากแพลตฟอร์มหางานเช่นนี้

"เวลาเราพูดเรื่องการจ้างงานเขาก็จะพูดหลายประเด็น หนึ่งคือความมั่นคงของสัญญาว่าทำกับใคร ผูกมัดกับใคร ใครต้องทำหน้าที่อะไร ใครมีสิทธิ์อะไร" นักกฎหมายแรงงานดิจิทัลรายนี้กล่าว "การจ้างงานผ่านแพลตฟอร์มยังมีความคลุมเครือ เพราะกฎหมายปัจจุบันไม่ชัดเจนต่อสถานะของแพลตฟอร์ม"

เขาอธิบายว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับมุมมองที่ผู้มีสิทธิในการตัดสินใจในการวางแนวกฎหมายจะเลือกใช้ หากมองว่าแพลตฟอร์มเป็นเพียงตัวกลาง แพลตฟอร์มก็ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายแรงงาน แต่หากมองว่าแพลตฟอร์มรวบรวมแรงงานและได้ประโยชน์จากการจับคู่งาน ก็อาจต้องรับผิดในฐานะนายจ้างโดยตรง หรือให้นิติบุคคลปลายทางเป็นนายจ้างที่แท้จริง

อย่างไรก็ดี นักนิติศาสตร์แรงงานจาก มช. ยังอธิบายต่อไปว่า ตราบเท่าที่สถานะนายจ้าง-ลูกจ้างยังคลุมเครือเช่นนี้ ผู้ได้ประโยชน์จากแรงงานก็สามารถหลีกเลี่ยงการกำหนดชั่วโมงทำงานขั้นต่ำรวมถึงการทำงานล่วงเวลาได้

ประเด็นนี้สอดคล้องกับมุมมองของ อรรคณัฐ วันทนะสมบัติ หัวหน้ากลุ่มวิจัยนวัตกรรมเพื่อสังคมสมานฉันท์และเศรษฐกิจถ้วนถึงแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอธิบายว่าแรงงานที่พึ่งพิงแพลตฟอร์มรายวันต้องใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยงและความไม่แน่นอนสูง เนื่องจาก "พรุ่งนี้จะมีงานหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตัวเองไม่สามารถกำหนดได้"

ส้มเองก็รู้สึกเช่นนั้น และบอกว่า แม้ปกติระบบของเดย์เวิร์กที่เธอใช้จะกำหนดให้รับงานล่วงหน้า แต่ตามธรรมชาติของงานประเภทนี้นั้นความเสี่ยงย่อมมีอยู่เสมอ บางทีเธอวางแผนตารางเรียนและการทำงานไว้แล้ว แต่จะ "กดงานได้" เป็นประจำสม่ำเสมอหรือไม่ก็ยังเป็นปัจจัยที่ไม่มีอะไรมารับประกัน และหากไม่ได้งานตามคาดเวลาที่วางแผนไว้ก็จะกลายเป็นช่วงว่างไป

"มันมีจริง ๆ นะที่งานกดยาก แบบอยากได้แต่ไม่ได้ ซึ่งบางทีเราไม่รู้เลยว่าเขาวัดจากอะไร" เธอเล่าประสบการณ์

ขณะเดียวกัน หนึ่ง ก็พบเช่นกันว่า ปัจจุบันปริมาณงานในแอปฯ เทมป์ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้มีตัวเลือกในการกดรับงานน้อยลงและกดงานได้ยากขึ้น

ในระดับสากล องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่างานประเภท "งานตามสั่ง (on-the-call)" หรืองานที่ไม่มีการรับรองจำนวนชั่วโมงการทำงานว่ามีความเปราะบางซึ่งขัดกับหลัก "งานที่มีคุณค่า" ที่ควรให้ความมั่นคงด้านรายได้และการคุ้มครองทางสังคม

แนวคิดนี้ถูกนำไปสู่การออกกฎหมายจริงในยุโรป โดยสหภาพยุโรปบังคับให้นายจ้างแจ้งงานล่วงหน้าและเปิดทางให้แรงงานปฏิเสธงานได้โดยไม่ถูกลงโทษ

อย่างในสหราชอาณาจักร ได้มีการแก้กฎหมายว่าด้วยการจ้างงาน (Employment Right Act) ผลักดันหลักการว่าต้องไม่มีการทำสัญญาที่ไม่มีการการันตีชั่วโมงการทำงานเมื่อเดือน ธ.ค. 2568 โดยเพิ่มเนื้อหา "สิทธิของลูกจ้างที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ในการได้รับข้อเสนอชั่วโมงทำงานที่แน่นอน (Right for qualifying workers to be offered guaranteed hours) เป็นมาตรา 27BA เป็นต้นไป



ความเป็นธรรม

นอกจากการรับประกันชั่วโมงการทำงานแล้ว นักวิชาการทั้งสองที่ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยยังเห็นตรงกันว่านิยามนายจ้าง-ลูกจ้างที่คลุมเครือยังทำให้อำนาจต่อรองของผู้ใช้บริการไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ในกรณีที่เกิดความไม่เป็นธรรม

ตัวอย่างการขาดอำนาจต่อรองนี้เกิดขึ้นกับแพรวซึ่งเล่าว่าครั้งหนึ่งเธอ "กดรับงาน" จัดออเดอร์สินค้า ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งแต่เมื่อไปถึงหน้างานกลับถูกผู้จัดการสั่งให้ไปทำแผนกปลาซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่เธอหวาดกลัวอย่างหนัก

เธอระบุว่าระบบแพลตฟอร์มพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่เมื่อคำนวนรายได้และต้นทุนที่เธอจ่ายไปแล้วทำให้เธอต้องจำยอมทำงานที่ไม่ได้เลือกในที่สุด

"เราทักไปหาแอดมิน (ของแอปฯ TEMP) เพื่อขอเปลี่ยนงาน แอดมินก็บอกนะว่าถ้ายกเลิกตอนนี้จะไม่โดนหักเครดิต แต่เราต้องเสียค่าเดินทางและเสียเวลาไปฟรี ๆ สุดท้ายจึงต้องฝืนทำจนจบงาน"

จากเหตุการณ์นั้นทำให้การทำงานครั้งต่อ ๆ มาเธอกังวลถึงความเสี่ยงอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น "ถ้าเจอร้านเอาเปรียบอีก สุดท้ายเราจะทำยังไง"

ขณะเดียวกันเธอก็ไม่ได้มีอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มในฐานะผู้ใช้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ครั้งหนึ่งเธอเคยถูก "หักเครดิต" จำนวน 200 คะแนน เนื่องจากส่งหลักฐานการลางานฉุกเฉินผิดประเภท โดยส่งใบเสร็จค่ายาของบุตรแทนใบรับรองแพทย์

ขณะเดียวกัน แม้ไม่ใช่นายจ้าง แต่แพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็ใช้ระบบการให้คุณให้โทษแรงงานในรูปแบบต่าง ๆ กัน

กรณีของแพรวซึ่งใช้แอปฯ Temp นั้นมีระบบ "เครดิต" ซึ่งข้อกำหนดและเงื่อนไขของแอปพลิเคชันนั้นระบุว่าเป็นรูปแบบการรับค่าจ้าง ในขณะเดียวกันระบบเครดิตนี้ก็ถูกใช้เป็นระบบประกันคุณภาพ โดยหากแรงงานยกเลิกกะงานกะทันหัน ขาดงาน หรือถูกผู้ประกอบการร้องเรียน ระบบอาจจะทำการหักเครดิตดังกล่าวโดยอัตโนมัติเพื่อเป็นค่าปรับหรือในขั้นรุนแรงคือการระงับบัญชีผู้ใช้งาน

ขณะที่ ศศิวิมล เสียงแจ้ว ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มเดย์เวิร์ก ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่าแพลตฟอร์มของเธอพัฒนาระบบการประเมินผลแบบสองทาง (two-way scoring) ซึ่งเธอเชื่อว่าจะทำให้การจ้างงานมีคุณภาพมากขึ้นทั้งฝั่งนายจ้างและฝั่งคนทำงาน

"เราให้มันมีระบบ two-way scoring ให้มีประวัติการทำงานและเรื่องของวินัย ขาด ลา มาสาย หรือ no show ระบบเราก็จะบันทึกอัตโนมัติทั้งหมดเลย... ในขณะเดียวกันฝั่งคนทำงานก็อยากให้มีการคัดกรองคุณภาพคน คนที่มีวินัยก็จะได้รับ benefit (ผลประโยชน์) อะไรบางอย่างตอบแทนคืนกลับไปเช่นกัน" เธอระบุ

"ของเราจะมีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ (human touch) ค่อนข้างเยอะ คือมีทีมสนับสนุนที่ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินจริง ๆ คุณสามารถแจ้งล่วงหน้าและส่งหลักฐานมาได้ แบบนี้ก็จะไม่ติดประวัติเสีย"

บีบีซีไทยติดต่อ บริษัท บีทูดับบลิว จำกัด ผู้พัฒนาแอปฯ TEMP เพื่อขอความเห็นในประเด็นต่าง ๆ ไปเช่นกัน แต่ได้รับการแจ้งความจำนงว่าไม่สะดวกให้สัมภาษณ์ด้วย "เหตุผลส่วนตัว"

อย่างไรก็ดี ผู้ใช้งานอย่างแพรวระบุว่า มีระบบอุทธรณ์ที่สามารถโต้แย้งเพื่อรับเครดิตคืนได้แม้จะต้องเผชิญกับการพูดคุยกับระบบอัตโนมัติก่อนก็ตาม

ขณะที่ยังไม่ปรากฏการใช้อัลกอริทีมในการกำหนดการมองเห็นงานหรือใช้ในเชิงการลงโทษในแอปฯ ประเภทนี้ ศศิวิมล เผยว่าเธอเชื่อว่าการได้เห็นการจ้างงานผ่านแพลตฟอร์มนั้นทำให้เกิดความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการจ้างงาน

"เปิดแอปฯ มาปุ๊บ ค่าจ้างรายวันรวมถึงสวัสดิการต่าง ๆ มันโปร่งใสหมดเลย เขาเห็นหมดแล้วเขาก็เลือกได้ว่าจะไปทำที่ไหน... ถ้าลูกค้า (ผู้ประกอบการ) ตั้งเรตต่ำกว่าตลาด แน่นอนว่าคุณก็หาคนไม่ได้ สุดท้ายกลไกตลาดมันขับเคลื่อนแบบตรงไปตรงมาบนแพลตฟอร์ม"

รศ.ดร.ทศพล วิเคราะห์ว่าความเคลื่อนไหวของกระทรวงพาณิชย์ของไทยพัฒนาไปในทางที่พยายามสร้างความโปร่งใสยิ่งขึ้น เห็นได้จากความพยายามในการออกกฎเกณฑ์ให้แพลตฟอร์มเปิดเผยเงื่อนไขในการให้บริการ

ยกตัวอย่างเช่น พระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 มาตรา 17 กำหนดให้ผู้ให้บริการเสิร์ชแพลตฟอร์มต้องเปิดเผยเงื่อนไขการให้บริการอย่างชัดเจน เพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและความเป็นธรรม โดยต้องแจ้งข้อมูลสำคัญ เช่น ปัจจัยหลักของอัลกอริทึมที่ใช้ในการจัดอันดับ แนะนำบริการ โฆษณา รวมถึงการประเมินความพึงพอใจและความคิดเห็นของผู้ใช้บริการ

"เขา (กระทรวงพาณิชย์) ก็ใช้วิธีออกกฎหมายมาก่อนเพื่อให้ทุกบริษัทต้องเปิดเผยสัญญาเปิดเผยอัลกอริทึม เพื่อให้เขาเห็นว่าจริง ๆ แล้วความสัมพันธ์ในการจ้างงานหรือการทำงานเนี่ยมันเป็นอย่างไรแล้วจึงจะขยับต่อได้" รศ.ดร.ทศพล กล่าว



ต้นทุนด้านสวัสดิการ

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร.ทศพลชี้ว่า อีกหนึ่งหน้าที่ของนายจ้างที่ยังไม่มีใครต้องรับผิดชอบในตลาดงานนี้คือหน้าที่ในการส่งเงินสมทบให้ลูกจ้าง ได้แก่ กองทุนประกันสังคม และ กองทุนเงินทดแทน

ในประเด็นเดียวกัน สิริวันจากสภาการนายจ้างอธิบายว่า หากอ้างอิงการจ้างงานแบบจ้างเหมาช่วงแบบดั้งเดิมนั้น นายจ้างที่ได้รับประโยชน์จากการทำงานของแรงงานจะเป็นผู้ต้องรับผิดชอบต่อแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเงินประกันสังคมหรือการดูแลสิทธิขั้นพื้นฐาน

นอกจากนี้ เธอชี้ต่อไปว่าการจ้างงานแบบกิ๊กในปัจจุบันนั้นยังขาดรายละเอียดเรื่องการคำนวณเงินสมทบกองทุนทดแทน ซึ่งตามหลักควรสะท้อนระดับความเสี่ยงของลักษณะงาน หากแรงงานถูกส่งไปทำงานในสถานที่ที่อันตรายมาก เงินสมทบก็ควรสูงขึ้นตามไปด้วย

"คนก็คือคน มันเกิดอะไรขึ้นได้เสมอ ถ้าเกิดเขารับงานแล้วเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตเขา ใครเป็นคนรับผิดชอบกันแน่ เราก็ต้องดูว่าแรงงานจะได้รับความคุ้มครองจากใคร" ผู้แทนองค์การนายจ้างระบุ

ด้านนักวิชาการด้านเศรษฐกิจแพลตฟอร์มอย่าง อรรคณัฐ ยังชี้อีกว่าเมื่อมีช่องว่างให้นายจ้างหรือผู้ได้รับประโยชน์จากการทำงานไม่ต้องร่วมจ่ายค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองสวัสดิการแรงงานเช่นนี้ ต้นทุนดังกล่าวจึงกลายเป็นต้นทุนที่สังคมต้องร่วมจ่ายไปโดยปริยาย

"นายจ้างเป็นคนที่ได้ประโยชน์จากการทำงานของเขา แต่นายจ้างไม่ต้องร่วมจ่าย ถ้าคนทำงานเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วย เขาต้องดูแลตัวเอง ถ้าดูแลตัวเองไม่ได้ก็ต้องพึ่งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือสวัสดิการอื่นของรัฐ ก็คือพวกเราที่จ่ายภาษีต้องรับหน้าที่เป็นตาข่ายทางสังคม นี่คือสิ่งที่คนไม่ค่อยพูดถึง"

ในระยะยาว นายจ้างอาจเสี่ยงขาดแรงงานมีฝีมือ

ในมุมมองของภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการร้านอาหารรายหนึ่งยอมรับกับบีบีซีไทยว่า แพลตฟอร์มดังกล่าวนั้นช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดหาบุคลากรได้อย่างมาก โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหารซึ่งต้องรับมือกับธรรมชาติของพนักงานพาร์ทไทม์ที่มีอัตราการลาออกสูง แม้จะมีค่าใช้จ่ายจากส่วนต่างที่แพลตฟอร์มหักไป แต่ก็ถือว่าตอบโจทย์ความยืดหยุ่นทางธุรกิจ

ในประเด็นนี้ อรรคณัฐเห็นสอดคล้องกันว่าเทคโนโลยีเข้ามาทำหน้าที่ในการจัดหาแรงงาน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถขยายกำลังคนได้ทันทีโดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนด้านทรัพยากรบุคคล

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านแรงงานมองว่า การขยายตัวของแอปฯ จัดหางานระยะสั้นยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะประเด็นที่รูปแบบการทำงานในปัจจุบันอาจยังไม่เปิดช่องทางให้แรงงานกลุ่มนี้ได้สะสมทักษะอย่างเป็นระบบเพื่อเปลี่ยนเป็นทุนทางสังคม

"ถ้าเป็นการจ้างงานแบบดั้งเดิม คนทำงานไปก็มีทักษะมากขึ้น นำไปสู่ค่าตอบแทนที่มากขึ้น มี career path (ความก้าวหน้าในสายอาชีพ) แต่งานลักษณะแบบนี้ไม่มีความก้าวหน้าใด ๆ ทำงาน 10 ปี 20 ปี ก็จะได้ค่าตอบแทนเท่านี้ โอกาส (ในการได้งานที่่ค่าตอบแทนสูงขึ้น) มีแต่น้อยลง" เขาชี้

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับข้อกังวลของ สิริวัน ที่ระบุว่า "แพลตฟอร์มบริหารแรงงานในลักษณะเดียวกับการจัดการสต็อกสินค้า แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่นำมาบริหารคือคน ไม่ใช่สินค้า"

ในฐานะตัวแทนองค์การนายจ้าง เธอชี้ว่าบทบาทของนายจ้างหายไปในการพัฒนาคนในตลาดงาน "ในเชิงโครงสร้างนี่เห็นชัดเจนว่าเราเปลี่ยนผ่านจากระบบการจ้างงานแบบเดิม มีการฝึกอบรม มีเส้นทางอาชีพ... เปลี่ยนไปแพลตฟอร์มที่เป็นชิ้นงาน ไม่มีการลงทุนพัฒนาทักษะ ไม่มีเส้นทางอาชีพ... ธุรกิจต่าง ๆ ก็จะไม่สามารถสร้างคนเก่งขึ้นมาในระบบของตนเองได้ เพราะแรงงานขาดความผูกพัน (loyalty) ต่อองค์กร"

เธอกล่าวเสริมว่าในระดับมหภาค หากระบบนิเวศนี้ไม่ได้รับการยกระดับในระยะยาวประเทศอาจเผชิญกับการขาดแคลนแรงงานทักษะระดับกลางถึงสูง และเกิดข้อจำกัดด้านความสามารถในการผลิตตามมา

"ดิฉันมองว่า Gig Economy ควรถูกเชื่อมโยงเข้ากับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างแยกไม่ออก แพลตฟอร์มควรมีการฝึกอบรมระยะสั้น (micro training) ให้แรงงานควบคู่ไปด้วย... ต้องมีระบบสะสมประวัติทักษะ เพื่อให้แรงงานเห็นพัฒนาการของตัวเองอย่างเป็นรูปธรรมและอาจตั้งระบบให้ได้ค่าจ้างสูงตามทักษะที่มี" เลขาธิการสภาการนายจ้างเสนอแนวคิดเพื่อป้องกันไม่ให้แรงงานที่ทำงานผ่านแพลตฟอร์มที่กำลังได้รับความนิยมเป็นแรงงานไร้ทักษะค่าตอบแทนต่ำเป็นเวลานานเกินไป

"ลูกจ้างเก่ง นายจ้างก็โชคดีแล้ว ทำงานกับคนเก่งความเสียหายก็น้อย งานก็เสร็จเร็ว" เธอกล่าว



จุดสมดุลและอนาคตของตลาดแรงงาน

ตอนหนึ่งของการสัมภาษณ์ ศศิวิมล เผยต่อบีบีซีไทยว่าจุดเริ่มต้นของแพลตฟอร์มเดย์เวิร์กนั้นเกิดจากความตั้งใจที่จะช่วยเหลือกลุ่มนักศึกษาให้เข้าถึงงานพาร์ทไทม์ได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องถูกผูกมัดด้วยตารางงานประจำที่อาจกระทบต่อการเรียน

อย่างไรก็ดี ศศิวิมลมองว่าเพื่อให้โครงสร้างการจ้างงานเป็นไปอย่างยั่งยืนมากขึ้น ประเทศไทยควรมีการผลักดันกฎหมายรองรับ "ค่าจ้างขั้นต่ำเป็นรายชั่วโมง" อย่างเป็นทางการ

ทั้งฝั่งนักวิจัยแรงงานอย่างอรรคณัฐ ฝั่งแพลตฟอร์มอย่างศศิวิมล และฝั่งตัวแทนนายจ้างอย่างสิริวัน ต่างเห็นพ้องต่อประเด็นนี้ โดยอรรคณัฐมีเงื่อนไขว่าต้องมีการเสริมเรื่องหลักประกันทางสังคมควบคู่ไปด้วย

ส่วนข้อกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ถึงจุดที่ทุกฝ่ายมีฉันทามติดี เช่นเรื่องที่ปัจจุบัน กระทรวงแรงงานกำลังอยู่ในระหว่างการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมแรงงานอิสระ

ในประเด็นนี้ สิริวันตัวแทนสภาองค์การนายจ้าง มองว่าร่างกฎหมายนี้จะช่วยอุดรอยรั่วของระบบนี้โดยจะทำให้แรงงานแพลตฟอร์มมีสถานะเป็น "แรงงานกึ่งอิสระ" ตามกฎหมายได้รับสิทธิขั้นพื้นฐาน การมีการจัดตั้งกองทุนสมทบเพื่อดูแลสวัสดิการของกลุ่มกิ๊กเวิร์กเกอร์ (Gig worker) และมีอำนาจการรวมกลุ่มต่อรองในระดับหนึ่งไม่ให้แพลตฟอร์มใช้อัลกอริทึมมาควบคุมคนทำงานเพียงฝ่ายเดียว

ขณะที่ รศ.ดร.ทศพล ชี้ว่าในภาคแรงงานยังมีมุมมองที่หลากหลาย โดยกลุ่มเครือข่ายไรเดอร์และภาคประชาสังคมบางส่วนได้สะท้อนความเห็นว่า การผลักดันให้คนทำงานแพลตฟอร์มได้รับสิทธิภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานและกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ตามปกติ เฉกเช่นแรงงานทั่วไป น่าจะครอบคลุมสิทธิประโยชน์พื้นฐานได้ดีกว่าการแยกประเภทแรงงานออกมาให้มีสถานะ "ก้ำกึ่ง" ตามที่ร่าง พ.ร.บ. ข้างต้นจัดไว้

สำหรับแรงงานที่พึ่งพิงเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ยังเต็มไปด้วยความคลุมเครืออย่างแพรว เธอยังต้องการงานเหล่าที่ช่วยให้เธอจัดการเวลาของตนได้ และในขณะเดียวกันก็สามารถจุนเจือรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ของครอบครัวได้

"จริง ๆ งานมันก็โอเคนะ ส่วนมากก็เจอสังคมโอเค สอนงานดี เพื่อนร่วมงานดีเป็นส่วนใหญ่" แพรวพูดถึงงานกว่า 10 ประเภทที่เธอทำผ่าน ฯ TEMP

อย่างไรก็ดีเมื่อถูกถามว่า ถ้าต้องเพิ่มอะไรสักอย่างให้งานที่เธอทำอยู่ทำให้เธอสบายใจมากขึ้น เธอหยุดนึกสักครู่ ก่อนตอบว่า "มันก็ต้องเป็นเรื่องความยุติธรรมหลาย ๆ อย่างนี่แหละค่ะ"

https://www.bbc.com/thai/articles/ce8lzpr797qo



ลองฟังทัศนะของ ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ เขียนในมุมมองของคนเชียงใหม่ ที่ดมฝุ่นมาทุกปีเหมือนชาวเชียงใหม่ทุกท่าน ไม่เอาธงพรรค(ประชาชน) มาเกี่ยว ขอชวนคิด 3 ประเด็นเกี่ยวข้อง "ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร"


พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ 
5 hours ago
·

ผมดมฝุ่นมาทุกปีเหมือนพี่น้องชาวเชียงใหม่ทุกท่าน ทั้ง 25 อำเภอ และในจังหวัดใกล้เคียง
ช่วง 2 วันที่ผ่านมา ดร.เชน และคณะจาก อว. ลงพื้นที่เยี่ยมชม มช. และ สดร. มีข่าว "ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร" ออกมา และมีการพูดถึง Deep tech ที่ รมว. อยากผลักดัน ดราม่าตามมาพอสมควรทั้งในเชิงการเมือง สิ่งแวดล้อม บทบาทหน่วยงานข้ามกระทรวง ต้นทุน และปริมาณที่ผลิตได้
ผมขอเขียนในมุมมองของคนเชียงใหม่คนหนึ่ง ไม่เอาธงพรรคมาเกี่ยว ขอชวนคิด 3 ประเด็นในข่าวนี้ครับ
ประเด็นที่ 1 | Positive Pressure Room: ทำได้เลย แต่ต้องทำทั้งเมืองและต่างอำเภอ และมันแค่ปลายเหตุ
เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 เชียงใหม่ขึ้นอันดับ 1 เมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลกอีกครั้ง และค่า PM2.5 ขณะนี้อยู่ที่เกิน15 เท่าของค่าแนะนำประจำปีขององค์การอนามัยโลก ห้อง Positive Pressure ราคาประหยัดต้องทำ ผมเห็นด้วย 100% และต้องทำเร็ว
แต่สิ่งที่มองไม่เห็นในข่าวคือ ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับต่างอำเภอ ระหว่างคนในพื้นราบกับคนบนดอย ห้องปลอดฝุ่นในตัวเมืองเชียงใหม่อาจพอเป็นไปได้ แต่ชาวบ้านที่อมก๋อย เชียงดาว ฝาง หรือแม่แจ่ม ซึ่งบางครั้งเจอค่าฝุ่นสูงกว่าตัวเมืองด้วยซ้ำ เขาจะเข้าถึงได้ไหม? นโยบาย subsidy ที่ดีต้องคิดถึงคนกลุ่มนี้ด้วย ไม่ใช่แค่อาคารใหม่ในเมือง
สิ่งที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นทั้ง อบจ เทศบาลนคร เทศบาลเมือง อบต สามารถ ทำได้เลยคือออกมาตรฐานอาคารใหม่บังคับติดตั้งระบบควบคุมอากาศ ส่วนหน่วยงานราชการส่วนกลาง และรัฐบาลสามารถออก policy sandbox ให้หน่วยงานรัฐอุดหนุนประชาชนซื้อได้ง่ายขึ้น เปิดกระบวนการจัดซื้อทุกขั้นตอนให้ประชาชนเห็น และสร้าง Climate tech market ในภาคเหนือ แต่ต้องไม่ลืมว่ามาตรการเหล่านี้ต้องออกแบบให้ครอบคลุมทั้ง 25 อำเภอ ไม่ใช่แค่เมือง
และต้องพูดตรงๆ ว่าทั้งหมดนี้มันแก้ปลายเหตุ เพราะสาเหตุส่วนหนึ่งของปัญหามาจากภูมิประเทศที่เป็นที่ราบในหุบเขาล้อมรอบด้วยภูเขา ลักษณะเหมือนแอ่งกระทะ ทำให้เกิดการสะสมหมอกควันมากกว่าพื้นที่ราบ ปัญหาที่ต้นเหตุจริงๆ ต้องแก้ในระดับนโยบายที่ใหญ่กว่า
ประเด็นที่ 2 | อว. ต้องเลิก Linear Model และคิดถึง "คนกับป่า" ที่ดราม่านี้ยังไปไม่ถึง
ข้อมูล ผลิตภาพมวลรวมระดับภูมิภาค (Gross Regional Productivity - GRP) ปี 2566 ของสภาพัฒน์ระบุว่าภาคเหนือทั้งภาคมี GRP อยู่ที่ราว 1.39 ล้านล้านบาท คิดเป็นเพียง 7.7% ของ GDP ทั้งประเทศ ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลครองสัดส่วนสูงถึง 47.7% และแม้เชียงใหม่จะเป็นแชมป์ภาคเหนือด้วย ผลิตภาพมวลรวมระดับจังหวัด (Gross Provincial Productivity -GPP) ราว 277,000 ล้านบาท แต่ตัวเลขนี้สะท้อนว่าภาคเหนือยังถูกทิ้งห่างในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจอยู่มาก Northern Economic Corridor ที่สภาพัฒน์เขียนมานานยังทำได้ไม่ครบ ถ้า Climate tech market เกิดขึ้นจริงในภาคเหนือ มันไม่ใช่แค่แก้ฝุ่น มันยังยกระดับ GPP ของภาคด้วย
แต่ประเด็นที่ ววน. และดราม่าในข่าวนี้ยังไปไม่ถึงคือ "คนกับป่า"
การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ซ้ำซากระหว่างปี 2553-2562 พบว่า จากพื้นที่เผาไหม้ซ้ำซาก 9.7 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ป่าถึง 65% และภาคเกษตร 32% แต่ปัญหาที่แท้จริงคือความไม่เข้าใจกันระหว่างชุมชนที่มีชีวิตอยู่ในป่ากับวิธีคิดแบบรัฐซึ่งใช้กฎหมายนำ มาตรการห้ามเผาที่ทำให้การเผาทั้งหมดเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทั้งที่ธรรมชาติของป่าผลัดใบต้องมีไฟเป็นธรรมดา และชุมชนบนดอยบางส่วนจำเป็นต้องเผาเพื่อทำไร่หมุนเวียนเพื่อการยังชีพ
ผลคือมีการแอบเผา แอบจุดไฟ บางครั้งชาวบ้านอยากจุดแค่เฉพาะไร่ตัวเองก็จุดไม่ได้ ต้องออกไปจุดจากที่ไกลๆ ให้ลามมาถึงไร่ของตัวเอง ยิ่งทำให้เกิดไฟป่าได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่างที่ดีมีอยู่จริง เช่น ชุมชนบ้านยางเปียง อมก๋อย ดูแลป่าชุมชนกว่าหมื่นไร่ มีการทำแนวกันไฟและแบ่งหน้าที่ลาดตระเวน หมู่บ้านกะเหรี่ยงที่ดอยช้างป่าแป๋ ลำพูน ตั้งถังน้ำในเขตต้นน้ำต่อกับสปริงเกอร์ นี่คือนวัตกรรมชาวบ้านที่ทำอยู่แล้ว แต่ไม่มี ววน. เข้าไปต่อยอดอย่างจริงจัง
เรามีหน่วยงานบริหารจัดการพัฒนาที่สูงที่เน้นการเกษตรและจัดการต้นน้ำมาอย่างยาวนาน แต่ยังขาดแนวทางตอบรับการขยายตัวของเมืองในพื้นที่สูงที่ไร้ทิศทาง พื้นที่ราบเชียงใหม่-ลำพูนกำลังเต็มไปด้วยวงแหวนและเมืองบริวาร โจทย์ที่ ววน. ควรช่วยตอบคือทำอย่างไรให้ "คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้" โดยไม่ต้องเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง GISTDA มีข้อมูล hotspot, GISTDA มีดาวเทียม, มช. แม่โจ้ ราชมงคลล้านนา ราชภัฎเชียงใหม่ หรือ NARIT (ในเชียงใหม่) มีงานวิจัยเรื่องป่าชุมชน เทคโนโลยีเชิงวิศวกรรม ทำงานเชื่อมกันได้เลย ไม่ต้องรอ
ห้องปลอดฝุ่นมันแค่จุดเล็กๆ ในปัญหาที่ใหญ่กว่ามากครับ
ประเด็นที่ 3 | Deep Tech: 3 มิติที่ อว. ต้องคิดให้ครบ
มิติที่ 1: Deep tech ต้องคิดให้ใหญ่กว่าห้องปลอดฝุ่น ปัญหาเชียงใหม่มีทั้งฝุ่น น้ำท่วม และหนาว คนลำบากกับภาวะโลกร้อนแทบตลอดปี Deep tech for climate change ทำเป็นระบบได้เลย เอา TRL กลาง (ระดับ 4-6 ที่ผ่านการพิสูจน์ในแล็บแล้ว) มาดำเนินการผลักดันให้ เป็น TRL ปลาย ๆ น้ำได้จริง สั่งการให้ สกสว. ปรับแนวทุนเชิงมุ่งเป้าได้เลย
มิติที่ 2: Deep tech จะขึ้นหิ้งถ้า อว. ไม่ส่งเสริม deep tech startup ในภาคเหนือจริงๆ และไม่ดึง VC กับเอกชนรายใหญ่เข้ามาลงทุน ลองดูโมเดลเหอเฟย รัฐบาลท้องถิ่นสวมหมวกเป็นนักลงทุนร่วม บริหารกองทุนกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์เพื่อเข้าถือหุ้นบริษัทเทคโนโลยีโดยตรง และมีสำนักงานเฉพาะเพื่อแปลงการค้นพบในแล็บให้กลายเป็นอุตสาหกรรม นักวิจัยมีช่องทางตรงถึงเจ้าหน้าที่ที่อนุมัติการใช้งานเชิงทดลองได้เลย ต้องให้ NIA, PMU-A, PMU-C มาสร้าง firm-based ecosystem ในภาคเหนือได้เลยตั้งแต่เดือนหน้า เพราะ deep tech startup ต้องใช้เวลา 3 ปีขึ้นไปกว่าจะใช้ได้จริง
มิติที่ 3: การสื่อสาร ววน. กับประชาชนต้องปรับ ให้คนในพื้นที่ไม่รู้ว่า ที่ผ่านมาก็แค่บินมาเยี่ยม มาดูงาน ถ่ายภาพ แล้วก็อ้างฟ้าอ้างฝน ไม่เห็นมีอะไรเป็นรูปธรรม อย่าให้ deep tech ที่คนรู้สึกว่าไกลตัว เป็นเรื่องของนักวิจัยสาย Nerd และเทคนิกศัพย์แสงไม่เข้าใจ อย่าให้ Deep Tech กลายเป็นแบบนั้นอีก ต้องทำให้คนในพื้นที่เห็นว่ามันแก้ปัญหาของพวกเราได้จริง
ผมเขียนทั้งหมดนี้ไม่ได้มีหน้าบ้านเปิดรับรถทัวร์นะครับ
อยากให้ ววน. แก้ปัญหาที่ซับซ้อนของ "พวกเรา คนเมือง คนดอย คนต่างอำเภอ" ได้จริงๆ
ปัญหาของเชียงใหม่มันใหญ่กว่าห้องปลอดฝุ่นมากครับ และ ววน. มีศักยภาพพอที่จะช่วยได้ ถ้าเลือกที่จะทำจริงๆ
คุณคิดว่า ววน. ควรเริ่มจากตรงไหนก่อน? แชร์กันมาหน่อยน่ะครับ ไม่เอา ดราม่ากองเชียร์ทุกสี

"หลวงพ่อป๋องเขียว" ไปซื้อเบียร์ในร้านชำเป็นประจำ ซ้ำยังโวยพนักงาน หาว่าแอบถ่ายรูปไปฟ้องผู้ใหญ่บ้าน อ้างแค่ซื้อไปให้ช่างที่วัด ไม่ได้เอาไปดื่มเอง ไปชมคลิปขณะหลวงพ่อไปซื้อเบียร์กันก่อนครับ


"หลวงพ่อป๋องเขียว" ฉุน! ถูกถ่ายซื้อเบียร์จากร้านชำ | 19 เม.ย. 69 | ข่าวเช้าหัวเขียว เสาร์-อาทิตย์

Thairath News

Apr 18, 2026 

"หลวงพ่อป๋องเขียว" ไปซื้อเบียร์ในร้านชำเป็นประจำ ซ้ำยังโวยพนักงาน หาว่าแอบถ่ายรูปไปฟ้องผู้ใหญ่บ้าน อ้างแค่ซื้อไปให้ช่างที่วัด ไม่ได้เอาไปดื่มเอง ไปชมคลิปขณะหลวงพ่อไปซื้อเบียร์กันก่อนครับ

https://www.youtube.com/watch?v=B2r-rotBy_4




การความหาความยุติธรรมไม่จำเป็นต้องแจ้งที่เกิดเหตุ อาชญากรรมสงครามก็ไม่จำเป็นต้องสวมเครื่องแบบจึงจะเป็นเรื่องจริง ศิลปินชาวฝรั่งเศสเชื้อสายเลบานอนได้ยื่นฟ้องร้องทางกฎหมายในฝรั่งเศสเพื่อขอให้มีการสอบสวนข้อหาอาชญากรรมสงครามเกี่ยวกับการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลที่ทำให้พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตในเบรุต







https://x.com/AJEnglish/status/2045841582134628499


ศิลปินชาวฝรั่งเศสเชื้อสายเลบานอนได้ยื่นฟ้องร้องทางกฎหมายในฝรั่งเศสเพื่อขอให้มีการสอบสวนข้อหาอาชญากรรมสงครามเกี่ยวกับการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลที่ทำให้พ่อแม่ของเขาเสียชีวิตในเบรุต อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิทธิมนุษยชนไม่พบเป้าหมายทางทหารใดๆ ใกล้กับอาคารดังกล่าว




มีคนเห็นฐปณีย์ เอียดศรีชัย ถูกกระทำ เลยทำให้นึกถึงสื่อมวลชนผู้หญิงอีกคน


Wara Chanmanee 
9 hours ago
·

เมื่อเห็นฐปณีย์ เอียดศรีชัย ถูกกระทำ แล้วทำให้นึกถึงสื่อมวลชนผู้หญิงอีกคน คือวาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหาร
เมื่อพิจารณาในบทบาทของสื่อมวลชน ฐปณีย์กับวาสนาแตกต่างกันคนละขั้ว ฐปณีย์ยืนอยู่กับประชาชน ผลประโยชน์สาธารณะ ส่วนวาสนายืนอยู่กับกลุ่มอำนาจและชนชั้นนำ หากใช้ทฤษฎีสื่อและอุดมการณ์วารสารศาสตร์ที่ยึดโยงกับผลประโยชน์สาธารณะ (Public Interest) มาจับ เราจะเห็นความแตกต่างในเชิงโครงสร้างและบทบาทชัดเจน กล่าวคือ
ฐปณีย์ มีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนในเชิง Watchdog Journalism คือการตรวจสอบอำนาจรัฐ โดยเฉพาะในประเด็นสิทธิมนุษยชน และผู้ถูกกดขี่ การทำงานของเธอมักจะอยู่นอกโครงสร้างอำนาจ (Outsider) เพื่อตั้งคำถามต่อความไม่ชอบมาพากลในสังคม ซึ่งตามทฤษฎีสื่อเสรีนิยม (Libertarian Theory) สื่อมีหน้าที่หลักเสมือนเป็นปฏิปักษ์กับความไม่ถูกต้องเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสาธารณะ ฐปณีย์เป็นสื่อที่แบกรับความคาดหวังของสังคม โดยเฉพาะคนไร้เสียง (The Voiceless) การทำงานของเธอคือการสนับสนุนความเป็นธรรม ดังเราจะเห็นว่าผลงานของเธอมักส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายหรือการบรรเทาเบาบางปัญหา ไปตลอดถึงการช่วยเหลือชีวิตคนจริงๆ ซึ่งผลงานเหล่านั้นสร้างคุณค่าทางใจ และเกิดความเชื่อมั่นต่อสาธารณชนว่า สื่อยังเป็นที่พึ่งได้
ส่วนวาสนา นาน่วม ไม่มีความคาดหวังว่าจะสร้างความเป็นธรรมในสังคม เธอดำรงบทบาทที่นักวิชาการสื่อเรียกว่า Access Journalism หรือการใช้อำนาจของ ความใกล้ชิดกับแหล่งข่าวระดับสูง (โดยเฉพาะกองทัพ) เพื่อให้ได้ข้อมูลวงใน การนำเสนอข้อมูลมักมีลักษณะเป็นกระบอกเสียงหรือการสร้างภาพลักษณ์ให้กับสถาบันความมั่นคง ซึ่งขัดแย้งกับหลักการตรวจสอบถ่วงดุล เพราะสื่อกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจเสียเอง การทำงานของวาสนาอาจทำให้มีงานทำ ตอบโจทย์ในวิชาชีพ (Professionalism) ในแง่ของการรายงานข้อเท็จจริง แต่ขาดมิติของการวิพากษ์หรือการท้าทายอำนาจเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ในเรื่องอุดมการณ์วิชาชีพและเป้าหมายของเนื้อหา ฐปณีย์มีความสอดคล้องกับเรื่อง Social Responsibility มากกว่า เพราะสื่อที่ดีควรมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคมและปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ส่วนวาสนาเป็นแค่สื่อรูทีน ติดอยู่ในกับดักชาตินิยมที่เน้นเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยตามอุดมการณ์รัฐ เป็นแค่กลไกหรือกระบอกเสียงของชนชั้นนำ
เมื่อจุดยืนต่างกันเช่นนี้ ฐปณีย์จึงมักถูกตอบโต้จากอำนาจรัฐ เช่น การฟ้องร้อง การถูกใส่ร้ายป้ายสี การถูกขู่ทำร้ายคุกคาม ซึ่งย่อมสะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินงานของฐปณีย์มีนัยยะสำคัญ
คงไม่ต้องให้บอกว่า สื่อแบบไหนที่จะช่วยนำพาประเทศให้ก้าวหน้า มีธรรมาภิบาล สื่อแบบไหนคืออนาคตของสังคม
ในฐานะสื่อที่มีจรรยาบรรณ มีอุดมการณ์เพื่อพิทักษ์ความเป็นธรรมและปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ เราจึงต้องร่วมกันให้กำลังใจฐปณีย์ เอียดศรีชัย ขอบคุณในความมุ่งมั่น และสนับสนุนการดำเนินงานของเธอ


https://www.facebook.com/sippapacha.fund/posts/pfbid0jxBSZcWWkh3PFTWamLnjYoT8UaHavkpMYMRKvdZaPeKjysV8tAvP3h2ijbNJA5dcl



ย้อนดูคำวินิจฉัยคดีศักดิ์สยาม: 'เส้นทางการเงิน' ที่ศาลรัฐธรรมนูญไล่จนสุดทาง ไม่ได้ดูแค่ชื่อผู้ถือหุ้น แต่ไล่ตรวจสอบธุรกรรมจริงในบัญชี แพ้ “ดุลพินิจ” ป.ป.ช. ได้อย่างไร ?


หมาเฝ้าบ้าน
15 hours ago 
·

ย้อนคำวินิจฉัยคดีศักดิ์สยาม: 'เส้นทางการเงิน' ของศาลรัฐธรรมนูญ พ่ายแพ้ “ดุลพินิจ” ป.ป.ช.?
.
จะเป็นอย่างไรเมื่อไม้บรรทัดของกระบวนการยุติธรรมไทยมีสเกลที่วัดออกมาแล้วไม่เท่ากัน?
.
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 1 ฟันฉับให้ความเป็นรัฐมนตรีของ "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" สิ้นสุดลง
.
จากพฤติการณ์ "ซุกหุ้น-ใช้นอมินี" ใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น วันนั้นสังคมได้เห็น "เส้นทางการเงิน" (Money Trail) ชนิดที่เรียกว่าดิ้นไม่หลุด
.
❏ เส้นเงินที่ศาลไล่จนสุดทาง
.
ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ดูแค่ชื่อผู้ถือหุ้น แต่ไล่ตรวจสอบธุรกรรมจริงในบัญชี และชี้ชัดว่าเงินค่าซื้อหุ้น 119.5 ล้านบาท ที่นายศุภวัฒน์ (นอมินี) อ้างว่าใช้ "เงินสด" มาซื้อกองทุนเพื่อจ่ายเป็นงวด ๆ นั้น ขัดแย้งกับหลักฐานทางบัญชีที่ปรากฏ
.
โดยเฉพาะ เงินงวดที่ 2 (จำนวน 35 ล้านบาท) ที่พบว่าถูกโอนมาจากบัญชีของ "บริษัท ศิลาชัยฯ" เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2560 มีลำดับเวลาที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง
.
• เวลา 15:36 น. เงิน 40 ล้านบาท ถูกโอนออกจากบัญชีของศักดิ์สยาม
• เวลา 15:40 น. เงินดังกล่าวเข้าไปยังบัญชีบริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด
• เวลา 15:42 น. บริษัทนี้โอนเงินออก
• เวลา 15:44 น. เงินไปถึงบัญชีของ “นายศุภวัฒน์” ผู้ถูกอ้างว่าเป็นผู้ซื้อหุ้น 35 ล้าน
(สรุปจากคำวินิจฉัยหน้า 37)
.
ภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที เงินไหลเป็นทอดจาก “เจ้าของเดิม” ไปถึง “ผู้ซื้อ”
.
ศาลจึงเห็นว่า เส้นทางเงินนี้ เชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ ไม่สอดคล้องกับข้ออ้างว่าเป็นเงินของผู้ซื้อเอง
.
❏ ไม่ใช่แค่ 35 ล้าน แต่รวมถึง 40 ล้านที่ไม่มีอยู่จริง
.
ส่วนข้ออ้างเรื่อง "ชำระหนี้เงินกู้เก่า 40 ล้านบาท" ศาลฯ ตรวจสอบพบว่า :
.
• ไม่พบรายการโอนเงิน 40 ล้านบาทตามอ้าง
• ตลอดปี 2558 บัญชีบริษัทไม่มีเงินถึงระดับดังกล่าว
• เอกสารกู้ยืมและคำชี้แจงมีความขัดแย้งกับงบการเงิน
(สรุปจากคำวินิจฉัยหน้า 38-39)

.
ศาลฯ จึงไม่รับฟังคำอธิบายในส่วนนี้ เพราะขาดความน่าเชื่อถือ
.
❏ เงินอีกส่วนที่โยงถึง “ศักดิ์สยาม”
.
ในงวดอื่นศาลฯ ยังพบว่า เงินบางส่วน เช่น 20 ล้าน มีที่มาจากบัญชีของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมี “ศักดิ์สยาม” เป็นผู้นำฝากเงินเข้าระบบ (สรุปจากคำวินิจฉัยหน้า 39)
.
เรียกว่า ข้ออ้างเงินกู้ถูกศาลจับได้ด้วยใบเสร็จการนำฝากว่า แหล่งเงินไม่ได้แยกขาดจากกัน วงจรที่แท้จริงคือ:
.
ศักดิ์สยาม (เอาเงินไปฝากเข้าบัญชีบริษัท) บริษัท (โอนเงินไปให้ศุภวัฒน์ โดยอ้างว่าคืนเงินกู้) 
ศุภวัฒน์ (เอาเงินนั้นไปซื้อกองทุนเพื่อนำมาจ่ายค่าหุ้นให้ศักดิ์สยาม)

.
ตอกย้ำว่าแหล่งเงินไม่ได้แยกขาดจากตัวศักดิ์สยาม
.
❏ ศาลรธน. ชี้ขาด “นิติกรรมอำพราง”
.
เมื่อรวมพยานหลักฐานทั้งหมดดังที่ไล่เรียงข้างต้น ศาลฯ จึงวินิจฉัยว่า การโอนหุ้นในคดีนี้ ไม่ใช่การซื้อขายจริงตามปกติแต่เป็น “นิติกรรมอำพราง” เพื่อให้บุคคลอื่นถือหุ้นแทน
.
❏ แล้วทำไมป.ป.ช. ตัดสินต่าง?
.
กลางเดือนมีนาคม 2569 สังคมเพิ่งมารับรู้ข่าวช็อกว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ ได้มีมติ "ยกคำร้อง" คดีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จของนายศักดิ์สยามไปเงียบ ๆ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 (หรือกว่าครึ่งปีที่แล้ว!)
.
คำถามตัวโต ๆ ที่คาใจคนไทยทั้งประเทศคือ "ป.ป.ช. ใช้น้ำหนักอะไรไปหักล้างเส้นทางการเงินที่ศาลฯ ได้วางข้อเท็จจริงเอาไว้อย่างชัดเจน
.
ป.ป.ช. เปลี่ยนจากการทำนิติกรรมอำพราง เป็นไม่มีเจตนาหรือจงใจแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จจน “เอาผิดไม่ได้” ได้อย่างไร?
.
❏ สมมติฐานที่ยังต้องรอคำชี้แจงจาก ป.ป.ช.
.
จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีคำชี้แจงจาก ป.ป.ช. อย่างเป็นทางการ เผยแพร่ออกมา สมมติฐานต่อไปนี้จึงเป็นเพียง “กรอบวิเคราะห์” ของผู้เขียนเท่านั้น ว่า ป.ป.ช.อาจจะ :
.
• ตีความเจตนาต่างจากศาล อ้างคดีอาญาจำเป็นต้องมีหลักฐานที่ปราศจากข้อสงสัย
• หรืออาจยึดหลักพิจารณาทรัพย์สิน ณ วันเข้ารับตำแหน่ง
• หรืออาจให้ความสำคัญกับ “รูปแบบนิติกรรม” มากกว่า “พฤติการณ์จริง”
• หรืออาจมีข้อมูลบางอย่างที่ปรากฏต่อป.ป.ช. เพิ่มเติม หักล้างสิ่งที่เคยพิจารณาในชั้นไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญ
.
ซึ่งทั้งหมดนี้ยังต้องรอคำอธิบายอย่างเป็นทางการจาก ป.ป.ช.
.
❏ บรรทัดฐานที่ต้องจับตา
.
ประเด็นสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่ผลของคดีนี้ช่วยฟอกขาวให้ใคร แต่คือผลสะเทือนในระยะยาว
.
ถ้า “เส้นทางการเงิน” ที่ศาลฯ ใช้เป็นหลักฐาน ไม่เพียงพอสำหรับ ป.ป.ช.
.
คำถามคือ มาตรฐานการตรวจสอบนักการเมืองไทย กำลังใช้ “ไม้บรรทัดคนละอัน” ใช่หรือไม่?
.
ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นคือ ต่อไปนี้นักการเมืองคนไหนอยากซุกหุ้น ทำธุรกิจรับเหมาของรัฐ ก็แค่หาคนขับรถ แม่บ้าน หรือเพื่อนสนิทมาเซ็นรับโอนหุ้นไปก่อนวันรับตำแหน่ง ทำสัญญากู้ยืมเงินปลอม ๆ ไว้สักฉบับ แล้วอ้างว่า "ขาดเจตนาปกปิดเพราะทำเอกสารโอนแล้ว"
.
เพียงเท่านี้ ดาบของ ป.ป.ช. ก็จะกลายเป็นเพียงไม้จิ้มฟันที่ไม่เพียงไม่สามารถเอาผิดใครได้อีกต่อไปเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นไม้จิ้มฟันช่วยเขี่ยสิ่งแปลกปลอมให้อีกด้วย
.
เราคงต้องจับตารอ "เอกสารคำชี้แจงฉบับเต็ม" จาก ป.ป.ช. อย่างใจจดใจจ่อ ว่าจะหาเหตุผลอะไรมาอธิบายหักล้างเส้นทางการเงินที่ศาลฯ ชี้ขาดว่า “ศักดิ์สยาม” ให้นอมินีถือหุ้นแทน จนต้องหลุดตำแหน่งรมว.คมนาคม
.
หรือสุดท้ายแล้ว องค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อปราบโกงไม่อาจได้รับความเชื่อถืออีกแล้ว เพราะถูกย้อมสีไปแล้ว?
.
อ้างอิงข้อมูลจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ: https://www.constitutionalcourt.or.th/.../article...

https://www.facebook.com/photo?fbid=953619887368052&set=a.146529724743743




บทความของวอลล์สตรีทเจอร์นัลเรื่อง "เบื้องหลังความกล้าหาญของทรัมป์ในสงคราม เขากำลังต่อสู้กับความกลัวของตัวเอง" เน้นให้เห็นภาพของผู้นำที่ถูกโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความสงสัยในตัวเอง แต่พยายามรักษาภาพลักษณ์ "ผู้นำที่แข็งแกร่ง" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอัตลักษณ์ทางการเมืองของเขา

https://www.wsj.com/politics/national-security/trump-public-bravado-private-fear-59814dca

บทความของวอลล์สตรีทเจอร์นัลเรื่อง "เบื้องหลังความกล้าหาญของทรัมป์ในสงคราม เขากำลังต่อสู้กับความกลัวของตัวเอง" (ตีพิมพ์ในเดือนเมษายน 2026) ให้มุมมองภายในเกี่ยวกับความวิตกกังวลส่วนตัวและกระบวนการตัดสินใจของประธานาธิบดีทรัมป์ ขณะที่เขากำลังเผชิญกับความขัดแย้งทางทหารที่ยากลำบากและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้ในตอนแรก

รายงานนี้ นำโดย จอช ดอว์ซีย์ และ แอนนี่ ลินสกี ได้แสดงให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกันอย่างมากระหว่างบุคลิกที่มั่นใจของประธานาธิบดีในที่สาธารณะกับความกระวนกระวายใจภายในของเขา ประเด็นสำคัญจากบทความได้แก่:

ความคาดหวังที่ผิดพลาด: 
มีรายงานว่าทรัมป์คาดหวังชัยชนะที่รวดเร็วและเด็ดขาด ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสถานะทางการเมืองของเขา แต่เมื่อสงครามยืดเยื้อและมีความซับซ้อนมากขึ้น เขาได้แสดงความไม่พอใจต่อผู้ช่วยของเขาว่าเขา "ถูกหลอก" เกี่ยวกับความง่ายของปฏิบัติการ

ความกลัวผลกระทบทางการเมือง: 
แม้จะแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อสาธารณะ บทความนี้บรรยายถึงประธานาธิบดีที่กังวลอย่างมากว่าสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียของชาวอเมริกันที่เพิ่มขึ้นและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ จะทำลายชื่อเสียงของเขาและผลงานของพรรคในการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมาถึง

การเบี่ยงเบนความสนใจและการจัดการแบบละเอียด: 
ในช่วงเวลาที่เครียดจัด มีรายงานว่าทรัมป์จะเบี่ยงเบนความสนใจไปที่เรื่องเล็กน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงภาระหนักของการตัดสินใจทางทหาร บทความระบุว่าเขาใช้เวลาหลายชั่วโมงในการถกเถียงรายละเอียดเกี่ยวกับงานต่างๆ ในทำเนียบขาวหรือการปรับปรุงห้องจัดเลี้ยง เพื่อเป็นการ "หลีกหนี" จากการบรรยายสรุปข่าวกรองที่น่าหดหู่

ความหุนหันพลันแล่นกับการแยกตัว: 
รายงานเน้นถึงความพยายามภายในทำเนียบขาวในการจัดการอารมณ์และความใจร้อนของประธานาธิบดี บางครั้งผู้ช่วยได้ระงับการอัปเดตทางยุทธวิธีแบบนาทีต่อนาที เนื่องจากเกรงว่าความหุนหันพลันแล่นของทรัมป์ที่จะ "ทำอะไรใหญ่ๆ" เพื่อยุติความขัดแย้งอย่างรวดเร็วอาจนำไปสู่การบานปลายที่อันตราย

กลยุทธ์ "คนบ้า": 
แม้ว่าทรัมป์ยังคงยึดมั่นใน "ทฤษฎีคนบ้า" ของเขาอยู่—แนวคิดที่ว่าการทำตัวคาดเดาไม่ได้จะทำให้ศัตรูเสียสมดุล—บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าในใจลึกๆ แล้วเขากังวลถึงความเป็นไปได้ที่การเดิมพันของเขาอาจล้มเหลว นำไปสู่ความยุ่งยากมากกว่า "ข้อตกลงที่ยอดเยี่ยม"

โดยรวมแล้ว บทความนี้วาดภาพผู้นำที่ถูกโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความสงสัยในตัวเอง พยายามรักษาภาพลักษณ์ "ผู้นำที่แข็งแกร่ง" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของอัตลักษณ์ทางการเมืองของเขา ในขณะที่เผชิญกับความเป็นจริงที่เขาควบคุมได้ยาก
.....

สไตล์การตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่นของทรัมป์ที่ไม่เคยถูกทดสอบมาก่อนใน ระหว่างความขัดแย้งทางทหารที่ยืดเยื้อ (ย้อนนึกถึงจิมมี คาร์เตอร์)

ความแตกต่างระหว่างคำพูดภายนอกที่แสดงถึง "ความโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่งใหญ่" ของประธานาธิบดีทรัมป์ กับความลังเลใจภายในใจของเขา เน้นให้เห็นถึงช่วงเวลาสำคัญในวาระที่สองของเขา ในขณะที่เขาแสดงออกถึงอำนาจเบ็ดเสร็จต่อสาธารณะ รายงานจากภายในรัฐบาลชี้ให้เห็นว่าเขากำลังถูกหลอกหลอนมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเงาของจิมมี คาร์เตอร์ในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพหลอนของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีที่ล้มเหลวซึ่งถูกกำหนดโดยความยุ่งยากในตะวันออกกลางและความล่มสลายทางเศรษฐกิจ

เงาของคาร์เตอร์: ความกลัวมรดก "วาระเดียว"

แม้จะเยาะเย้ยจิมมี คาร์เตอร์มาหลายปีว่า "ฉลาด" เพียงเพราะเปรียบเทียบกับบรรพบุรุษของเขาเท่านั้น แต่มีรายงานว่าทรัมป์มองว่าความล้มเหลวของคาร์เตอร์เป็นอุทาหรณ์สำหรับวาระที่สองของเขาเอง

ความคล้ายคลึงกับอิหร่าน: 
เช่นเดียวกับวิกฤตการณ์ตัวประกันอิหร่านปี 1979 และภารกิจช่วยเหลือที่ล้มเหลวในทะเลทรายที่ทำให้คาร์เตอร์อ่อนแอลง มีรายงานว่าทรัมป์ "เป็นอัมพาต" ด้วยความเป็นไปได้ที่ชาวอเมริกันจะสูญเสียกำลังพลจำนวนมาก มีรายงานว่าในการบรรยายสรุปแบบส่วนตัว เขาได้กล่าวถึงกองทัพสหรัฐฯ ว่าเป็น "เป้าหมายที่ง่ายต่อการโจมตี" ในจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ เช่น เกาะคาร์ก

ความเปราะบางทางเศรษฐกิจ: 
ทรัมป์ตระหนักดีว่าการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของคาร์เตอร์จบลงด้วยวิกฤตเงินเฟ้อและวิกฤตพลังงาน เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดปะทะสำคัญในขณะนี้ ความกลัวว่าราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นอาจ "ทำลาย MAGA" จึงเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในการพิจารณาหารือใน Oval Office

ความระมัดระวังส่วนตัวกับความกล้าหาญในที่สาธารณะ

มีช่องว่างที่กว้างขึ้นระหว่างบุคลิกสาธารณะของประธานาธิบดีกับการตัดสินใจเชิงยุทธวิธีของเขา:

ในที่สาธารณะ: 
เขาครุ่นคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อช่องแคบฮอร์มุซเป็น "ช่องแคบอเมริกา" และขู่ว่าจะ "ทำลาย" โครงสร้างพื้นฐานพลเรือนของอิหร่าน (โรงไฟฟ้าและสะพาน) หากพวกเขาปฏิเสธข้อเสนอสันติภาพ 10 ข้อของเขา

โดยส่วนตัวแล้ว: 
แหล่งข่าวระบุว่าเขามีความระมัดระวังความเสี่ยงมากกว่าผู้บังคับบัญชาทางทหารของเขา ในบางครั้งดูเหมือนว่าเขาถูกกระทรวงกลาโหมกีดกันออกไปในระหว่างการปฏิบัติการที่มีความเสี่ยงสูง ความระมัดระวังนี้เกิดจากความตระหนักว่า ต่างจากการโจมตีแบบ "เจาะจง" ต่อโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านในปี 2025 หรือการจับกุมนิโคลัส มาดูโรอย่างรวดเร็วในเดือนมกราคม 2026 ปฏิบัติการ Epic Fury เป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและไม่มี "ทางออก" ที่ง่ายดาย

ความแตกต่างเชิงกลยุทธ์จาก "หลักการของคาร์เตอร์"

แม้ว่าในทางปฏิบัติแล้วทรัมป์จะปฏิบัติตามหลักการของคาร์เตอร์—คือการใช้กำลังทหารเพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านพลังงานของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย—แต่แนวทางของเขานั้นแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด:

การพึ่งพาปฏิบัติการพิเศษ: 
ทรัมป์พึ่งพาปฏิบัติการพิเศษอย่างหนักในฐานะ "ยาวิเศษ" โดยหวังว่าจะได้รับชัยชนะแบบในภาพยนตร์ (เช่น การจับกุมมาดูโร) เพื่อหลีกเลี่ยงภาพลักษณ์ของ "สงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น" จากการบุกโจมตีทางบก

การทูตแบบแลกเปลี่ยน:
แตกต่างจากข้อตกลงแคมป์เดวิดปี 1978 ของคาร์เตอร์ ซึ่งมุ่งหวังสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการ กลยุทธ์ "การเจรจาด้วยระเบิด" ของทรัมป์มุ่งเป้าไปที่การล่มสลายของระบอบการปกครองโดยสิ้นเชิง หรือการแต่งตั้งผู้นำที่เน้นผลประโยชน์ในแบบ "เวเนซุเอลา"


(Google Gemini ช่วยสรุป)



"สงครามกลางเมืองซูดาน" เข้าปีที่ 4 เริ่มจาก การต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างกองทัพและกองกำลังกึ่งทหาร ที่เคยเป็นพันธมิตรกันในการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลพลเรือน ได้บานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมือง ที่สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง “ที่นี่คุณจะได้เห็นความเศร้าโศก ที่นี่คุณจะได้เห็นความหิวโหย”


ผู้ลี้ภัยชาวซูดานรอลงทะเบียนที่ค่าย Oure Cassoni ในประเทศชาด ภายหลังจากที่ต้องหลบหนีภัยความขัดแย้งเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2026 สงครามครั้งนี้ได้ทำให้ผู้คนต้องพลัดถิ่นราว 14 ล้านคน และก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมครั้งใหญ่

'ถูกดูหมิ่น ถูกทำลาย ไร้ซึ่งอำนาจ': ซูดานเข้าสู่ปีที่สี่ของสงคราม

NPR
April 15, 2026

ลากอส ประเทศไนจีเรีย — เมื่อหนึ่งปีก่อน คาร์ทูม เมืองหลวงของซูดาน เป็นเมืองร้างที่น่าขนลุก เต็มไปด้วยร้านค้า บ้านเรือน และอาคารที่ถูกทำลายด้วยกระสุนปืน แต่ในวันนี้ การจราจรเริ่มคึกคักบนถนนที่เคยมีชีวิตชีวา

หน่วยงานของรัฐได้กลับมาจากเมืองหลวงชั่วคราวในช่วงสงคราม พอร์ตซูดาน สนามบินได้เปิดทำการอีกครั้ง และสหประชาชาติกล่าวว่าประชาชนหลายแสนคน — ในจำนวนผู้พลัดถิ่นหลายล้านคน — ได้กลับมาในช่วงปีที่ผ่านมา

เป็นเวลาสามปีแล้วนับตั้งแต่การสู้รบปะทุขึ้นในเมืองหลวงของซูดาน ทำลายล้างสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเมืองสำคัญของแอฟริกา จากนั้นก็ลุกลามไปทั่วประเทศ วันนี้ในคาร์ทูม มีสัญญาณของการฟื้นตัวอย่างช้าๆ แต่ก็ยังคงเป็นเพียงเงาของอดีต

บริการของรัฐ เช่น ไฟฟ้าและน้ำประปายังคงขาดแคลน โรงเรียน โรงพยาบาล และมัสยิดได้รับการซ่อมแซมอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ส่วนใหญ่ของเมืองยังคงได้รับความเสียหายอย่างหนัก และถึงแม้สถานการณ์ในเขตเมืองหลวงที่อยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพจะค่อนข้างสงบ แต่ภัยคุกคามจากความรุนแรงจากการโจมตีด้วยโดรนที่เพิ่มมากขึ้นทั่วประเทศยังคงคุกคามผู้คนนับล้านที่กำลังพยายามสร้างชีวิตใหม่

แต่ในหลายพื้นที่นอกเขตเมืองหลวง แม้แต่สันติภาพที่เปราะบางก็ยังเอื้อมไม่ถึง และสงครามก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ การสู้รบระหว่างกองทัพซูดาน นำโดยพลเอก อับเดล ฟัตตาห์ อัล-บูร์ฮาน และอดีตพันธมิตรอย่างกองกำลังกึ่งทหาร (RSF) ที่บัญชาการโดยโมฮาเหม็ด ฮัมดัน ดากาโล ยังไม่จบลง


ควันไฟที่มองเห็นได้ลอยพวยพุ่งขึ้นมาจากย่านที่พักอาศัยแห่งหนึ่งในกรุงคาร์ทูม ประเทศซูดาน เมื่อวันเสาร์ที่ 15 เมษายน 2023

สิ่งที่เริ่มต้นจากการแย่งชิงอำนาจระหว่างกองทัพและกองกำลังกึ่งทหารที่ทรงอิทธิพล ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรกันในการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลพลเรือน ได้บานปลายกลายเป็นสงครามที่ทำลายล้าง ขณะนี้เข้าสู่ปีที่สี่แล้ว และกลายเป็นหายนะด้านมนุษยธรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ขนาดของวิกฤตนั้นน่าตกใจอย่างยิ่ง ตามรายงานของสหประชาชาติ มีผู้พลัดถิ่นเกือบ 14 ล้านคน และอีกหลายล้านคนกำลังเผชิญกับความอดอยากและภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง บางประมาณการระบุว่ามีผู้เสียชีวิตมากถึง 400,000 คน

หายนะที่ทวีความรุนแรงขึ้น

นอกกรุงคาร์ทูม สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่ามาก

ชุมชนทั้งหมดถูกถอนรากถอนโคน ผู้คนหลายล้านคนอาศัยอยู่ในค่ายพักพิงชั่วคราว ชีวิตของพวกเขาแตกสลายจากการพลัดถิ่นและความไม่แน่นอน

“ที่นี่คุณจะได้เห็นความเศร้าโศก ที่นี่คุณจะได้เห็นความหิวโหย” โมฮัมเหม็ด ทิจานี ผู้ทำงานกับองค์กรช่วยเหลือแคร์ในดาร์ฟูร์ ในภูมิภาคตะวันตกของซูดาน กล่าว


เด็กชาวซูดานคนหนึ่งซึ่งหลบหนีออกจากเมือง El-Fasher พร้อมกับครอบครัว ภายหลังจากที่กองกำลังกึ่งทหารของซูดานได้เข้าโจมตีภูมิภาคดาร์ฟูร์ทางตะวันตก กำลังเข้ารับการรักษาพยาบาลภายในค่ายพักพิงแห่งหนึ่งในเมือง Tawila ประเทศซูดาน เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2025

ในพื้นที่กว้างใหญ่และห่างไกลแห่งนี้ ประชาชนหลายแสนคนกำลังเผชิญกับภาวะอดอยาก ตามรายงานของสหประชาชาติ เนื่องจากผลกระทบจากสงครามทวีความรุนแรงขึ้น

การสู้รบในดาร์ฟูร์ในปัจจุบันสะท้อนถึงบาดแผลจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ความรุนแรงทางชาติพันธุ์ที่โหดร้ายปะทุขึ้นที่นั่นในปี 2546 เมื่อรัฐบาลส่งกองกำลังติดอาวุธชาวอาหรับจันจาวีด ซึ่งเป็นกลุ่มที่มาก่อนกองกำลัง RSF ในปัจจุบัน ไปปราบปรามการลุกฮือของกลุ่มที่ไม่ใช่ชาวอาหรับ ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายแสนคนในสิ่งที่สหประชาชาติเรียกว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ขณะนี้ เงาแห่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และภาวะอดอยากกำลังหลอกหลอนภูมิภาคนี้อีกครั้ง

ทิจานีบรรยายถึงภาพความทุกข์ทรมานอย่างสุดขีดในโรงพยาบาล “ผมได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งในเมืองนยาลา เธอเล่าว่า เธอขอตายดีกว่าเห็นลูกร้องไห้ขออาหาร” เขากล่าว “อีกคนหนึ่งบอกว่า เธอฝังลูกสองคนเพราะความหิวโหย”

เด็กชายและผู้ชายจำนวนมากเสียชีวิตในการสู้รบ ทั้งทหารและพลเรือน ผู้หญิงและเด็กหญิงที่รอดชีวิตจากการสู้รบมักเผชิญกับความรุนแรงทางเพศอย่างโหดร้าย จากรายงานล่าสุดของ MSF (องค์กรแพทย์ไร้พรมแดนของฝรั่งเศส) ระบุว่า การข่มขืนและการล่วงละเมิดทางเพศกลายเป็นเรื่องปกติ โดยกระทำโดยกองกำลัง RSF

“บนถนน พวกเขาค้นตัวคุณ” เด็กหญิงวัยรุ่นคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในค่ายผู้พลัดถิ่นที่ดำเนินการโดย Plan International องค์กรพัฒนาเอกชนที่ดำเนินงานในดาร์ฟูร์กล่าว

“พวกเขาค้นตัวคุณทั้งตัว และพวกเขาดูถูกเหยียดหยามเด็กผู้หญิง”

NPR ได้ปกปิดตัวตนของเธอเพื่อความปลอดภัย เธอหนีออกจากเอลฟาเชอร์ เมืองหลวงเก่าแก่ของดาร์ฟูร์เหนือ เมืองนี้ถูกกองกำลัง RSF ปิดล้อมนาน 18 เดือนก่อนจะตกอยู่ภายใต้การยึดครองเมื่อปีที่แล้ว มีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคนจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่องค์การสหประชาชาติระบุว่ามีลักษณะของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

เด็กสาววัยรุ่นเล่าถึงประสบการณ์การถูกทารุณกรรมที่น่าสะพรึงกลัว

“เด็กผู้หญิงคนหนึ่งถูกมัดไว้กับต้นไม้ต่อหน้าพวกเราเป็นเวลาสามวัน” เธอกล่าว “เพื่อนของเราถูกข่มขืนและพูดไม่ได้”

หลังจากหนีไปพร้อมกับผู้หญิงคนอื่นๆ เธอบอกว่าพวกเธอถูกนักรบ RSF ดักจับระหว่างทางบนถนนในทะเลทราย

“พวกเขาข่มขืนเด็กผู้หญิงสองคนที่อยู่กับฉันต่อหน้าฉัน” เธอกล่าว "จากนั้นพวกเขาก็เฆี่ยนพวกเราทุกคน แล้วถึงยอมปล่อยตัวเราไป"


ชายคนหนึ่งกำลังหิ้วภาชนะบรรจุน้ำเดินผ่านอาคารที่ได้รับความเสียหายจากสงครามกลางเมือง ณ จุดแจกจ่ายน้ำซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในกรุงคาร์ทูม ประเทศซูดาน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 พฤษภาคม 2025

สงครามที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องโดยปราศจากการควบคุม

จากข้อมูลของกลุ่มติดตามความขัดแย้ง Armed Conflict Location & Event Data พบว่า ในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้ มีพลเรือนเสียชีวิตจากการโจมตีด้วยโดรนมากกว่าช่วงใดๆ ในสงครามที่ผ่านมา

แนวหน้าได้ย้ายไปอยู่ที่ตอนกลางของรัฐคอร์โดฟานในใจกลางประเทศ และยังคงดึงประเทศอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ถูกกล่าวหาอย่างกว้างขวางว่าให้การสนับสนุนกองกำลัง RSF ในขณะที่อียิปต์และซาอุดีอาระเบียถูกมองว่ามีความใกล้ชิดกับกองทัพซูดานมากกว่า

พันธมิตรที่แข่งขันกันเหล่านี้ได้ทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้ความพยายามระหว่างประเทศในการยุติความขัดแย้งซับซ้อนขึ้น และก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อสงครามระดับภูมิภาคที่จะขยายวงกว้างออกไป เนื่องจากความรุนแรงได้ลุกลามข้ามพรมแดนไปยังรัฐเพื่อนบ้านที่อ่อนแออยู่แล้ว เช่น ชาด สาธารณรัฐแอฟริกากลาง ลิเบีย และซูดานใต้


Source: NPR
https://www.npr.org/2026/04/15/nx-s1-5781032/sudan-darfur-war-genocide-famine

(Google Translate ช่วยแปล)



ทรัมป์โพสต์ ระบุว่า คณะผู้เจรจาของสหรัฐฯ จะเดินทางถึงปากีสถานในวันจันทร์นี้ เพื่อเจรจารอบที่สองร่วมกับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ไม่ได้ระบุในโพสต์ว่า สหรัฐฯ จะส่งเจ้าหน้าที่คนไหนไปเข้าร่วมการเจรจาที่กรุงอิสลามาบัด


ผู้หญิงคนหนึ่งเดินผ่านป้ายโฆษณาขนาดยักษ์ที่มีข้อความว่า "ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดทำการ" ณ จัตุรัสแห่งการปฏิวัติในกรุงเตหะราน


อิหร่านและสหรัฐฯ ยัง “ห่างไกล” จากความคืบหน้าในการเจรจาเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ และเตหะราน “เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่” ที่จะกลับมาทำการสู้รบอีกครั้ง ตามคำกล่าวของโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน
19 เมษายน 2569

อิหร่านและสหรัฐฯ มีความคืบหน้าในการเจรจา แต่ยังคงห่างไกลจากข้อตกลง ตามคำกล่าวของประธานรัฐสภาและหัวหน้าผู้เจรจาของอิหร่าน ซึ่งเป็นการเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการกลับไปสู่สงครามที่อาจเกิดขึ้นเมื่อข้อตกลงหยุดยิงจะหมดอายุในวันพุธ

ในการแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ทั่วประเทศเมื่อคืนวันเสาร์ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ กล่าวว่า แม้จะมี “ความคืบหน้า” กับสหรัฐฯ แต่ “ยังมีช่องว่างและประเด็นพื้นฐานบางอย่างที่ยังคงอยู่… เรายังอยู่ห่างไกลจากการเจรจาขั้นสุดท้าย”

ในวันอาทิตย์ ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียน ของอิหร่าน กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ไม่สามารถให้เหตุผลในการลิดรอนสิ่งที่เขาเรียกว่า “สิทธิทางนิวเคลียร์” ของเตหะรานได้

“ทรัมป์บอกว่าอิหร่านไม่สามารถใช้สิทธิทางนิวเคลียร์ได้ แต่ไม่ได้บอกว่าเพราะความผิดอะไร เขาเป็นใครถึงได้ไปลิดรอนสิทธิของประเทศใดประเทศหนึ่ง” สำนักข่าวอิหร่านรายงานคำพูดของเปเซชเกียน

อนาคตของโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซเป็นประเด็นสำคัญที่ยังตกลงกันไม่ได้ในการเจรจา

ความเห็นล่าสุดจากผู้นำทางการเมืองเกิดขึ้นหลังจากกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) กลับมาบังคับใช้มาตรการจำกัดในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังจากเปิดช่องแคบได้ไม่ถึง 24 ชั่วโมง การกลับลำครั้งนี้ พวกเขากล่าวว่าเป็นเพราะการปิดล้อมทางทะเลอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ต่อท่าเรือของอิหร่าน

กาลิบาฟ หนึ่งในผู้เจรจาหลักของอิหร่าน เรียกการปิดล้อมของวอชิงตันว่า “โง่เขลา” และ “ไร้สาระ” โดยกล่าวว่าเตหะรานจะไม่ยอมให้ผู้อื่นผ่านช่องแคบหากเรือของตนเองถูกปิดกั้น

เขายังกล่าวอีกว่ากองกำลังอิหร่าน “เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่” สำหรับการที่สหรัฐฯ จะกลับมาเปิดฉากโจมตีอีกครั้งได้ทุกเมื่อ

โทฮิด อัสซาดี ผู้สื่อข่าวของอัลจาซีรา รายงานจากเตหะรานว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านกำลังใช้ช่องแคบ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่ปกติแล้วคิดเป็นร้อยละ 20 ของปริมาณการค้าน้ำมันทั่วโลก “เป็นจุดกดดัน” ในการเจรจา โดยเรียกมันว่าอาจเป็น “ไพ่ต่อรองที่สำคัญที่สุด”

‘เริ่มทิ้งระเบิดอีกครั้ง’

ผู้ไกล่เกลี่ยกำลังผลักดันให้มีการเจรจาสันติภาพรอบที่สองระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังจากรอบแรกที่กรุงอิสลามาบัดสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 12 เมษายนโดยไม่มีข้อตกลงใดๆ ทำเนียบขาวกล่าวว่าการเจรจารอบที่สองน่าจะจัดขึ้นที่กรุงอิสลามาบัด แต่รองรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่าไม่สามารถกำหนดวันที่ได้ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะตกลงกันใน “กรอบความเข้าใจ” โดยกล่าวหาว่าวอชิงตันยังคงยืนกรานในท่าที “สุดโต่ง”

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวถ้อยแถลงที่หลากหลายเมื่อวันเสาร์ โดยกล่าวว่าอิหร่าน “เล่นตลกไปหน่อย” ในช่องแคบฮอร์มุซ และสหรัฐฯ จะไม่ยอม “ถูกข่มขู่” ประธานาธิบดีกล่าวเสริมว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอิหร่านยังคงติดต่อกัน และการเจรจา “กำลังดำเนินไปด้วยดี”

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ทรัมป์กล่าวว่าสหรัฐฯ จะ “ต้องเริ่มทิ้งระเบิดอีกครั้ง” หากไม่มีข้อตกลงใดๆ เกิดขึ้นภายในวันพุธ ซึ่งเป็นวันที่การหยุดยิงจะสิ้นสุดลง

จอห์น โฮลแมน ผู้สื่อข่าวของอัลจาซีรา รายงานจากวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า ทรัมป์น่าจะพยายามทำให้ประเด็นล่าสุดในช่องแคบฮอร์มุซดูเหมือนเป็นเพียง “อุปสรรคเล็กน้อยมากกว่าจะเป็นข้อตกลงที่เด็ดขาด”

“สิ่งที่เรายังไม่รู้ก็คือ จะมีการเจรจารอบที่สองหรือไม่ ตามที่คาดการณ์ไว้เมื่อวันก่อน” โฮลแมนกล่าว

อับบาส อัสลานี นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์ศึกษาด้านยุทธศาสตร์ตะวันออกกลางในเตหะราน กล่าวว่า อิหร่านกำลังเผชิญกับ “สองทางเลือก” คือ การเจรจาและแรงกดดันจากสหรัฐฯ

“ทางเลือกแรกคือการเจรจา แต่ทางอิหร่านกล่าวว่า หากสหรัฐฯ ต้องการบรรลุข้อตกลงอย่างแท้จริง ทำไมจึงใช้การปิดล้อมทางทะเล ทำไมจึงเพิ่มมาตรการคว่ำบาตร และทำไมจึงเพิ่มกำลังทหารในภูมิภาค” เขากล่าวถาม

“ไม่มีสัญญาณของการขยายข้อตกลงเหล่านี้ และไม่มีใครพูดถึงการขยายเวลาหยุดยิง” เขากล่าวกับอัลจาซีรา

Source: Al Jazeera



มีการประท้วงรัฐบาลที่เยรูซาเลม ผู้ประท้วงรวมตัวกันในการชุมนุมทุกสัปดาห์ เพื่อต่อต้านนโยบายของรัฐบาลอิสราเอล และความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่ม settler เรียกร้องให้มีการตรวจสอบและยุติการยึดครอง







https://x.com/Reuters/status/2045637246016205201


เอาอีกแล้ว อิสราเอลได้กำหนด "เส้นสีเหลือง" ในเลบานอนตอนใต้ เป็นเขตห้ามเข้า มาตรการนี้คล้ายกับมาตรการในฉนวนกาซา ที่นำไปสู่การยึดครองดินแดน และการรื้อถอนบ้านเรือน




 



 

เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพฯ








https://x.com/prachatai/status/2045849905126650004

prachatai
@prachatai

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ ประภาภูมิ เอี่ยมสม และต่อศักดิ์ จินดาสุขศรี ชวนสำรวจชีวิตของ “ผู้ลี้ภัยในเขตเมือง” ผ่านวิทยานิพนธ์ “เส้นทางชีวิตของผู้ลี้ภัยที่ค้าบริการทางเพศในกรุงเทพมหานคร” (2567) ของ กวิสรา ทศพะรินทร์ ซึ่งศึกษาประสบการณ์ของผู้ลี้ภัยบางส่วนในกรุงเทพฯ ที่ต้องเข้าสู่อาชีพค้าบริการทางเพศท่ามกลางข้อจำกัดด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และสถานะการอยู่อาศัย

ประเทศไทยยังไม่ได้รับรองสถานะผู้ลี้ภัยตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ ทำให้ผู้ลี้ภัยจำนวนหนึ่ง แม้ได้รับการรับรองจาก UNHCR แต่ก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย และต้องเผชิญความไม่แน่นอนในการดำรงชีวิต ทั้งความเสี่ยงจากการจับกุม การเข้าไม่ถึงสวัสดิการพื้นฐาน และการรอไปประเทศที่สามโดยไม่มีกำหนดเวลา

ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ งานค้าบริการทางเพศจึงถูกมองโดยผู้ลี้ภัยจำนวนหนึ่งว่าเป็นเพียง “ทางเลือกเพื่อความอยู่รอด” มากกว่าจะเป็นอาชีพที่ตั้งใจเลือก รายการชวนทำความเข้าใจทั้งประสบการณ์ของผู้ลี้ภัยหญิงและชาย ตลอดจนมุมมองจากเจ้าหน้าที่รัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และนักวิชาการ ที่สะท้อนให้เห็นว่าปัญหานี้เกี่ยวข้องกับโครงสร้างทางกฎหมายและเศรษฐกิจ มากกว่าความล้มเหลวของปัจเจกบุคคล

ช่วงท้ายของรายการ ชวนคิดต่อถึงแนวทางเชิงนโยบาย ทั้งการเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย การเข้าถึงบริการสุขภาพและสวัสดิการ และการลดอคติทางสังคม เพื่อให้ผู้ลี้ภัยสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีมากขึ้น #หมายเหตุประเพทไทย




วันอาทิตย์, เมษายน 19, 2569

องค์กรภาคประชาชน ‘iTAX’ “ทวงสิทธิถอดถอนองค์กรอิสระ” ยื่น ๘๐,๔๑๒ รายชื่โดยตรงต่อรัฐสภา ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามที่นายกฯ อ้างศาลคำ ศาล รธน.

ปัญหาการใช้อำนาจไม่เที่ยงธรรมขององค์กรอิสระปัจจุบัน จะเป็นแบบศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการภิวัฒน์ หรือด้านได้แบบ กกต. และสองมาตรฐานอย่างเช่น ปปช. ล้วนมีที่มาจากรัฐธรรมนูญ ๖๐ ตามสั่งของ คสช. แทบทั้งสิ้น

องค์กรภาคประชาชน ‘iTAX’ จึง “ทวงสิทธิถอดถอนองค์กรอิสระ” ด้วยการนำรายชื่อประชาชน ๘๐,๔๑๒ คน ยื่นต่อประธานรัฐสภา (นายโสภณ ซารัมย์) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (๑๐ เมษา) ซึ่งสำนักเลขาฯ สภาผู้แทนฯ จะต้องตรวจรายชื่อให้แล้วเสร็จภายใน ๔๕ วัน

วิธีการก็คือเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วยหลักการ “เพื่อให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถเข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้ เพื่อเสริมสร้างกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจในระบอบประชาธิปไตย”

ทั้งนี้เนื่องจาก “รัฐรรมนูญ ๒๕๖๐ ซึ่งบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ให้สิทธิประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระเพียงองค์กรเดียว คือ ‘กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)โดยมีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งสนับสนุนไม่ต่ำกว่า ๒ หมื่นคน

แล้วประธานรัฐสภาจะตั้งคณะไต่สวนอิสระขึ้นมาพิจารณา “เพื่อให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาต่อไป” จะเห็นว่าเป็นกระบวนการที่จำกัดจำเขี่ย และยืดเยื้อพอประมาณ หลังจากรอตรวจรายชื่อแล้วเดือนครึ่ง

รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ ๒ ฉบับ คือ รธน.๒๕๔๐ ที่ว่าเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยกว่าฉบับใดๆ นั้น “ให้สิทธิประชาชนเข้าชื่อ ๕ หมื่นรายชื่อ เพื่อถอดถอนศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน รวมถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตำแหน่งอื่นๆ เช่น นายกฯ สส. สว.”

ฉะนี้ ผศ.ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้ง iTAX จึงได้ยื่นแก้ไข รธน.โดยตรง เพราะลำพังพรรคฝ่ายค้านยื่นจะติดเงื่อนงำ ที่ต้องให้คณะรัฐมนตรีตรวจตราเสียก่อน และมักเจอกับการยื้อ เตะถ่วง หรือไม่เล่นด้วย ดังพรรคร่วมรัฐบาลชุดนี้ประกาศกันออกมาแล้วว่า “ไม่แก้”

ผลประชามติเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ผู้ออกเสียงกว่า ๓๐ ล้าน ๕ แสนคน เห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นอัตราร้อยละ ๘๙ แต่ไม่ปรากฏในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล อนุทิน ๒.๐ แต่อย่างใด พอถูกตั้งคำถามทักท้วง ทั่นนายกฯ กระหวัดลิ้นตอบ

“นี่ไม่ใช่นโยบาย แต่เป็นคำสั่งของประชาชนที่เราต้องดำเนินการ แต่การดำเนินการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้เรียบร้อยแล้วว่า ต้องเริ่มต้นที่กระบวนการรัฐสภา”

หวังว่าคำพูดของนายกฯ เรื่องแก้ไข รธน.นี้ จะไม่โดนประธานรัฐสภาหักหน้า เหมือนที่พูดว่าจะจัดการเรื่อง ไอโอ คุกคามประชาชน แล้วไม่ถึง ๒๔ ชั่วโมง โดน กอ.รมน.ทำเป็นไม่เห็นหัว ออกเฟคนิวส์โจมตีสื่อเสียงั้นละ

(https://www.facebook.com/thematterco/posts/213cCpVYd3)