วันพุธ, พฤษภาคม 27, 2569

สว.สีน้ำเงิน ๘๙ คน ที่ขึ้นแท่นแถลงประณามหัวหน้าพรรคประชาชน “ยุยง ปลุกปั่น บ่อนทำลาย” เป็นความเหิมเกริมของ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ โดยแท้

ความเหิมเกริมของ สว.สีน้ำเงิน ๘๙ คน ที่ขึ้นแท่นแถลงประณามหัวหน้าพรรคประชาชน “ยุยง ปลุกปั่น บ่อนทำลายการทำหน้าที่ของ สว.” ว่าเป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายที่สุด และเรียกร้องให้ขอโทษภายใน ๓ วัน ไม่เช่นนั้นจะดำเนินการตามกฎหมาย

เป็นท่าทีแบบ เครื่องหมายการค้าของกลุ่มการเมืองในเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะอยู่ในวุฒิสภา สภาผู้แทน หรือองค์กรอิสระต่างๆ นั่นคือปฏิเสธทุกอย่างที่ฝ่ายค้านแจ้งข้อกล่าวหา พร้อมกับมดเท็จ ใส่ความ หยามหมิ่น ย้อนกลับโดยไม่สมเหตุสมผล

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ วิป สว.นำแถลงโต้ตอบนายนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หน.ปชน.ว่า ตัวเขาเองมอง สีน้ำเงินคือสีธงชาติไทย ไตรรงค์ ฉะนั้น “สว. มาเพื่อปกป้องและอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ ที่เรามีหน้าที่ในการดำรงไว้ซึ่งระบอบของพระมหากษัตริย์”

ไม่เท่านั้นคำขู่จะดำเนินการตามกฎหมาย แสดงนัยว่าจะเป็นการฟ้องร้องข้อหา ม.๑๑๒ ตกลงกลุ่ม สว.ที่ฮั้วกันมาผ่านพรรคภูมิใจไทย เป็นคณะบุคคลในพระปรมาภิไธย เหมือนกลุ่มเจ้าจอมหม่อมห้าม และองคมนตรีแล้วหรือ

ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ถูกสรรเสริญเยินยออย่างผิดๆ ว่าได้รับการปกป้องจากกฏหมายห้ามหมิ่นกษัตริย์ และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ สมกับที่ ช่อ พรรณิการ์ วานิช แห่งคณะก้าวหน้าตอกกลับอย่างถึงขิงว่า “การพูดถึง ระบอบสีน้ำเงินและ

การวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของรัฐบาล ตอนนี้เท่ากับเสี่ยง ๑๑๒ แล้วหรือ ตกลงคุณกำลังยกตัวเองเทียบเท่าสถาบันหลักของชาติหรือคะ สีน้ำเงินทุกวันนี้เอาไปเทียบเท่าน้ำเงินธงไตรรงค์แล้วหรือคะ”

ทั้งที่เนื้อถ้อยที่หัวหน้าพรรคประชาชนพูดถึงในโอกาศครบรอบ ๑๒ ปี รัฐประหาร คสช. เมื่อ ๒๒ พฤษภา ว่า “ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชนในยุคสมัยนี้ไม่ได้เบาบางลง แต่กำลังหนักหน่วงและแนบเนียนขึ้น” ทำให้ สว.๘๙ คนเป็นเดือดเป็นแค้นนักหนา

หัวหน้าเท้ง บอกว่า “สังคมการเมืองไทยอยู่ภายใต้ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ๖๐” มรดกของการรัฐประหาร ในการเลือก (กันเองไขว้ไปไขว้มา) เมื่อปี ๒๕๖๗ พบว่า ผู้ได้รับเลือกเป็น สว.กลุ่มใหญ่ “เชื่อมโยงและมีสายสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทย”

บทความจาก ‘CALL – เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญชี้ให้เห็นว่านอกจากพรรค ภท.จะอยู่เบื้องหลังการได้ สว.เป็นกอบเป็นกำ โดยมี “มีหลักฐานเป็นพยานบุคคลและหลักฐานเส้นทางการเงินที่มาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)” แล้ว

พรรคภูมิใจไทยยังทำการ “วางบุคคลที่ไว้วางใจเข้าไปดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร” กับการที่ สว.สีน้ำเงิน “ให้ความเห็นชอบกรรมการองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อย่างน้อย ๓๓ ตำแหน่งจากทั้งหมด ๔๒ ตำแหน่ง”

คำกล่าวของหัวหน้าเท้ง ว่าภายใต้ ระบอบสีน้ำเงิน เป็นการกินรวบทั้งหมด ทั่วทุกองคาพยพของการเมืองไทย จึงไม่ใช่คำกล่าวลอยๆ “ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ” ตามที่วิป สว.กล่าวหาแต่อย่างใด

(https://www.facebook.com/BBCnewsThai/posts/VFADTjJEV, https://www.facebook.com/groups/196935563038068/?multi_permalinks และ https://www.facebook.com/CALLforDemocracy/posts/SRM3bR) 

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ทรงเป็นประธานเปิดงานนิทรรศการ ราชพัสตราสู่สากล ที่ฝรั่งเศส (อ.ปวิน เผย งบ)


.....

https://www.facebook.com/pavinchachavalpongpun/posts/26236594376015644
.....

เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี ทรงเป็นประธานเปิดงานนิทรรศการ ราชพัสตราสู่สากล ที่ฝรั่งเศส



26 พ.ค. 2569 20:29
ผู้จัดการออนไลน์

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเป็นประธานในงานเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-ฝรั่งเศส และทรงเปิดนิทรรศการ ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส

สำหรับการจัดนิทรรศการในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้พระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา จากความร่วมมือของ 4 องค์กรพันธมิตรสำคัญโดยความร่วมมือกับสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT หน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และพิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส เพื่อถ่ายทอดคุณค่าแห่งมรดกภูมิปัญญาไทยสู่สายตานานาชาติ ผ่านผลงานเครื่องแต่งกาย ผ้ายกโบราณ งานหัตถศิลป์ชั้นสูง และงานออกแบบร่วมสมัยของนักออกแบบไทย รวมกว่า 200 รายการ

โดยบรรยากาศภายในงาน เริ่มต้นโดย Ms. Bénédicte Gady ผู้อำนวยการใหญ่พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน จากนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระราชดำรัสเปิดงาน ก่อนเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต และแขกผู้มีเกียรติ เข้าชมนิทรรศการทั้ง 7 ห้องจัดแสดง ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราววิวัฒนาการของราชพัสตราไทยสู่เวทีสากล ผ่านงานศิลปะ สิ่งทอ และงานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่า

ภายหลังเสร็จสิ้นการชมนิทรรศการ คณะเจ้าภาพได้จัดงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่งได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อถ่ายทอดเอกลักษณ์ความเป็นไทย สร้างความประทับใจแก่แขกผู้มีเกียรติจากนานาประเทศได้อย่างงดงามและสมพระเกียรติ โดยเมนูอาหารค่ำรังสรรค์โดยทีมเชฟจาก CODA Bangkok ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งเจ้าของรางวัลมิชลิน 1 ดาว ที่นำเสนอแก่นแท้ของวัตถุดิบไทยท้องถิ่น ผ่านการผสมผสานเทคนิคการปรุงอาหารสมัยใหม่อย่างประณีต จนเกิดเป็นอัตลักษณ์ร่วมสมัยอันโดดเด่น ส่วนโต๊ะดินเนอร์ได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจงด้วยงานหัตถศิลป์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ อาทิ กล่องย่านลิเภาที่นำมาดัดแปลงเป็นแจกันประดับดอกกล้วยไม้ ตะกร้าสานเงินที่จัดวางเป็นแจกันดอกไม้ ตลอดจนประติมากรรมรูปกระต่าย ช้าง และกวาง ซึ่งรังสรรค์จากเครื่องเงินโดยช่างฝีมือชาวเขา สะท้อนความประณีตงดงามของภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยได้อย่างโดดเด่นและร่วมสมัย

ทั้งนี้ ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง ยังได้รับเกียรติจากคณะรัฐมนตรี บุคคลสำคัญจากหลากหลายวงการ ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและน.ส.ธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนางวราภรณ์ พวงเกตุแก้ว ภริยา, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนายอนันต์ ปาทาน คู่สมรส, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม,

ท่านผู้หญิงฉัตรแก้ว นันทาภิวัฒน์, ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ, ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์, นายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส และนางภูมิจิต พลางกูร ภริยา, Ms. Catherine Pégard รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส, ดร.เสรี นนทสูติ ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย, ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย, น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นายเศรษฐา และพญ.พักตร์พิไล ทวีสิน, นางนวลพรรณ ล่ำซำ, นางณัฐวรรณ ทีปสุวรรณ, นางชฎาทิพ และน.ส.ชญาภา จูตระกูล, น.ส.สุพรทิพย์ ช่วงรังษี, นายพลพัฒน์ อัศวะประภา, นายกุลวิทย์ เลาสุขศรี บรรณาธิการบริหาร โว้กไทยแลนด์, น.ส.เดียร์น่า ฟลีโป, Mr. Khaled El-Enany ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก (UNESCO), Mr. Jean-François Piège เชฟมิชลิน 2 ดาวชาวฝรั่งเศส, Mr. Ludovic de Saint Sernin ดีไซเนอร์ชื่อดัง, Ms. Aline Asmar d'Amman สถาปนิกชั้นนำ, Ms. Suzi de Givenchy นางแบบชื่อดังระดับโลก รวมถึงคณะทูตานุทูตจากสถานเอกอัครราชทูตต่าง ๆ ที่มาร่วมแสดงความยินดีในโอกาสสำคัญดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกัน

นิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 1 พ.ย.2569 ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส











https://mgronline.com/business/detail/9690000049954


รู้หรือไม่ว่ามหาเศรษฐีเกาหลีใต้กับมหาเศรษฐีไทย จ่ายภาษีต่างกันแค่ไหน ?

https://www.facebook.com/reel/1372084541402645



ความต่างระหว่าง 14 ตุลา กับ ควังจู 5.18 ชัยชนะ vs ความพ่ายแพ้ ความทรงจำเลือนลาง vs การรักษาความจริง

https://www.facebook.com/reel/2987221298134442
.....

ความต่างระหว่าง 14 ตุลา กับ ควังจู
เพิมเติมจาก Gemini

เหตุการณ์ 14 ตุลา (2516) ของไทย และ ขบวนการประชาธิปไตยควังจู (2523) ของเกาหลีใต้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเอเชีย ทั้งสองเหตุการณ์เป็นการลุกฮือของประชาชนเพื่อขับไล่รัฐบาลเผด็จการทหารเหมือนกัน แต่มี บริบท ปัจจัย และผลลัพธ์ ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้

1. ชนวนเหตุและเป้าหมายการเรียกร้อง

14 ตุลา (ไทย): เกิดจากการสะสมความไม่พอใจต่อเผด็จการทหารของ จอมพลถนอม กิตติขวาง ที่ยาวนาน ชนวนเหตุโดยตรงมาจากการจับกุมกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 13 คน เป้าหมายหลักคือ การเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และขับไล่ทรราชย์

ควังจู (เกาหลีใต้): เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีพัคจองฮีถูกลอบสังหาร และ นายพลชอนดูฮวาน ทำรัฐประหารยึดอำนาจซ้ำ พร้อมประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ ชนวนเหตุคือทหารใช้ความรุนแรงปราบปรามนักศึกษาในเมืองควังจูอย่างโหดเหี้ยม เป้าหมายจึงยกระดับเป็นการ ต่อต้านรัฐประหาร เรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึก และปล่อยตัวผู้นำฝ่ายค้าน (คิมแดจุง)

2. กลุ่มผู้มีส่วนร่วมและขอบเขตพื้นที่

14 ตุลา (ไทย): ขบวนการเริ่มต้นและนำโดย นิสิตนักศึกษา (ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ ศนท.) เป็นหลัก ก่อนที่ประชาชนเรือนแสนในกรุงเทพฯ จะเข้าร่วม พื้นที่ปะทะหลักจำกัดอยู่บริเวณถนนราชดำเนินและพื้นที่ใกล้เคียงในเมืองหลวง

ควังจู (เกาหลีใต้): แม้จะเริ่มจากนักศึกษา แต่เมื่อทหารเริ่มฆ่าประชาชนอย่างไม่เลือกหน้า ชาวเมืองควังจูทุกเพศทุกวัยและทุกอาชีพ (คนขับแท็กซี่ แม่ค้า คนงาน) ได้พร้อมใจกันจับอาวุธขึ้นสู้ กลายเป็นการลุกฮือระดับเมือง มีการตั้ง "กองกำลังพลเรือน" เพื่อปกป้องบ้านเกิด และตัดขาดจากส่วนกลางชั่วคราว

3. ระดับความรุนแรงและการตอบโต้จากภาคประชาชน

14 ตุลา (ไทย): ทหารใช้กระสุนจริงและแก๊สน้ำตาปราบปราม ผู้ชุมนุมมีการตอบโต้ด้วยการเผาอาคารสัญลักษณ์ของรัฐบาล (เช่น สำนักงานสลากกินแบ่ง, กรมประชาสัมพันธ์) แต่ผู้ชุมนุม ไม่ได้มีกองกำลังติดอาวุธ ที่จัดตั้งขึ้นมาสู้กับทหารโดยตรง

ควังจู (เกาหลีใต้): ทหารพลร่ม (Special Forces) ถูกส่งมาปราบปรามด้วยความโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ (ใช้ดาบปลายปืน แทง และยิงกราด) ทำให้ประชาชนทนไม่ไหว พากันไปบุกคลังอาวุธของตำรวจและทหาร นำปืนและระเบิดมาสู้รบกับกองทัพ จนสามารถขับไล่ทหารออกไปนอกเมืองได้ระยะหนึ่ง ก่อนที่กองทัพจะส่งกำลังขนาดใหญ่พร้อมรถถังกลับเข้ามาบดขยี้ในภายหลัง

4. ผลลัพธ์ในระยะสั้น

14 ตุลา (ไทย): จบลงด้วย ความสำเร็จในระยะสั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงแทรกแซง จอมพลถนอมและพวกต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ นำไปสู่ยุค "ฟ้าสีทองผ่องอำไพ" (ประชาธิปไตยเบ่งบานอยู่ 3 ปี ก่อนจะจบลงด้วยโศกนาฏกรรม 6 ตุลา 2519)

ควังจู (เกาหลีใต้): จบลงด้วย ความพ่ายแพ้อย่างราบคาบและโศกนาฏกรรม ในระยะสั้น รัฐบาลทหารของชอนดูฮวานสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ มีผู้เสียชีวิตและสูญหายหลักร้อยถึงหลักพันคน (ตัวเลขทางการกับภาคประชาชนยังต่างกันมาก) เผด็จการทหารครองอำนาจต่อไปอีกเกือบสิบปี
5. ผลกระทบในระยะยาวและกระบวนการยุติธรรม

การเอาผิดผู้กระทำผิด

14 ตุลา
ผู้นำทหาร (ถนอม-ประภาส-ณรงค์) ยอมลี้ภัย แต่ต่อมาเดินทางกลับประเทศได้ และ ไม่มีใครถูกลงโทษ ทางกฎหมายจากเหตุการณ์นั้น

ควังจู
นายพลชอนดูฮวาน และผู้เกี่ยวข้อง ถูกฟ้องร้องและขึ้นศาล ในข้อหากบฏและสังหารหมู่ ได้รับโทษประหารชีวิต/จำคุกตลอดชีวิต (แม้จะได้รับอภัยโทษในภายหลัง)

การบันทึกประวัติศาสตร์

14 ตุลา
ยังคงมีความพยายามบิดเบือนหรือละเลยในแบบเรียน รัฐไม่ได้ให้การยกย่องอย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบเมื่อเทียบกับสากล

ควังจู
เหตุการณ์ได้รับความยุติธรรม มีการจัดตั้งวันรำลึกแห่งชาติ สุสานผู้เสียชีวิตกลายเป็นอนุสรณ์สถานแห่งชาติ และเอกสารเกี่ยวกับควังจูได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกความทรงจำแห่งโลกของ UNESCO

ผลต่อประชาธิปไตยปัจจุบัน

14 ตุลา
วงจรการเมืองไทยยังคงติดอยู่ในลูปของ การเลือกตั้ง สลับกับการรัฐประหาร (กองทัพยังมีบทบาทสูงการเมือง)

ควังจู
กลายเป็นเชื้อไฟสำคัญที่นำไปสู่การประท้วงใหญ่ในปี 1987 ซึ่ง ยุติระบอบเผด็จการทหารของเกาหลีใต้อย่างถาวร ส่งผลให้เกาหลีใต้เป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็งจนถึงปัจจุบัน

สรุปสั้นๆ: >
14 ตุลา คือการตื่นรู้ของนักศึกษาไทยที่ชนะในยกแรกแต่แพ้ในเกมยาว เพราะไม่สามารถถอนรากถอนโคนระบอบทหารได้

ส่วน ควังจู คือความพ่ายแพ้และบาดแผลที่เจ็บปวดที่สุดของเกาหลีใต้ แต่ความแค้นและความสูญเสียในวันนั้น กลายเป็นรากฐานที่ทำให้คนเกาหลีใต้ไม่ยอมก้มหัวให้เผด็จการอีกเลยจนสร้างชาติสำเร็จ






 

ที่มา ระบอบการเมืองสีน้ำเงิน

https://www.facebook.com/reel/980180234708075

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ - Natthaphong Ruengpanyawut 
May 22
·
12 ปีผ่านไปหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 แม้วันนี้ประเทศไทยไม่อยู่ภายใต้รัฐบาล คสช. อีกแล้ว แต่สังคมการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นมรดกของการรัฐประหาร
.
มาช่วยกันแสดงพลังของคนส่วนใหญ่ เปิดประตูบานแรกนำพาสังคมไทยออกจาก “ระบอบสีน้ำเงิน” ด้วยการผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน เพื่อประเทศไทยที่มีอนาคตและเป็นของทุกคนเท่าเทียมกัน
.....


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ - Natthaphong Ruengpanyawut
May 22
·
[ จากรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สู่การเมือง “ระบอบสีน้ำเงิน” ]
.
วันนี้ (22 พฤษภาคม 2557) 12 ปี นับจากการรัฐประหาร ยึดอำนาจโดยกองทัพได้สำเร็จเป็นครั้งสุดท้าย
.
ถึงแม้เป็น 12 ปีที่เราไม่ได้เห็นภาพรถถังบนท้องถนน แต่ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชน ยังไม่หยุดลง แต่กำลังเกิดขึ้นทุกวัน มีการดำเนินคดีเพื่อปิดปากประชาชนไม่ต่ำกว่า 200 คดี มีการล้อมปราบประชาชนที่ชุมนุมอย่างสันติอย่างน้อย 74 ครั้ง และมีการยุบพรรคการเมืองสำคัญอย่างน้อย 7 พรรค
.
นี่คือหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชนในยุคสมัยนี้ ไม่ได้เบาบางลง แต่กำลังหนักหน่วง และแนบเนียนขึ้น
.
แม้ว่าวันนี้ประเทศไทยจะไม่อยู่ภายใต้รัฐบาล คสช. อีกแล้ว แต่สังคมการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งเป็นมรดกของการรัฐประหาร และระบอบนี้กำลังกัดกินอนาคตของสังคมไทย
.
ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมืองและระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อำนาจของชนชั้นนำที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน อยู่เหนือกว่าอำนาจที่มาจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ
.
พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายใหม่เพื่อทำให้ผลประโยชน์ของชนชั้นนำอยู่เหนือกว่าผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ
.
พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อนาคตของประเทศถูกกำหนดโดยกลุ่มชนชั้นนำส่วนน้อย ไม่ได้ถูกกำหนดโดยความต้องการของประชาชนคนส่วนใหญ่
.
ภายใต้ระบอบนี้ ใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจและผลประโยชน์ของพวกเขา จะถูกขัดขวาง ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา หรือกระบวนการยุติธรรม
.
ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา จึงไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่กำลังทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ทำลายหลักที่ยึดถือให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ทำลายหลักที่รัฐต้องเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง
.
ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา พร้อมจะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล บิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนพวกเขาไม่ได้
.
ผู้มีอำนาจใน “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เพราะพวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่พวกเขามีความมุ่งหมายในการ “กินรวบประเทศ” ทั้งในทางการเมืองและในทางเศรษฐกิจ
.
พวกเขากินรวบในทางการเมืองผ่านการแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ผู้นำกองทัพ ตำรวจ ผู้พิพากษา และข้าราชการ
.
พวกเขากินรวบในทางเศรษฐกิจด้วยการสนับสนุนกลุ่มทุน ที่เป็นเสาค้ำยันให้กับ “ระบอบสีน้ำเงิน” ผ่านการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณ และการดำเนินนโยบายรัฐโดยผลักภาระให้ประชาชน
.
การเมืองในระบอบนี้ จึงไม่มีเจตจำนง ไม่มีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการของประชาชน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างไม่เดินหน้า กระบวนการยุติธรรมไม่เป็นที่เชื่อมั่น การศึกษาและการพัฒนาคนในชาติล้าหลัง มีแต่การผูกขาดของกลุ่มทุนใหญ่ การทุจริตคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำ ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี
.
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้วันนี้ พวกเขาจะสามารถยึดกุมอำนาจรัฐ สถาบันการเมืองในระบบได้แทบทั้งหมด แต่นั่นคือสนามของพวกเขา
.
สนามของพวกเรา คือสนามการเมืองแห่งความหวังและสนามการเอาชนะใจประชาชน มีแต่สนามนี้ที่ไม่มีใครเป็นผู้ “ผูกขาด” กติกา เพราะไม่มีระบอบใดจะห้ามความคิดของประชาชนให้หวังถึงอนาคตที่ดีกว่าได้
.
ถึงเวลาที่เราต้องร่วมกันสร้าง “พลังของประชาชน” เพื่อนำพาสังคมไทยออกจาก “ระบอบสีน้ำเงิน” และประตูบานแรกคือการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง
.
มาช่วยกันแสดงพลังของคนส่วนใหญ่ ว่าเราต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย เราต้องการประเทศที่เป็นของประชาชน เราต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเท่าเทียม และมีอนาคตให้ลูกหลาน ให้พวกเราทุกคนครับ
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=1583227559828576&set=a.496140455203964




เท้ง ต้องขอโทษ สว. สีน้ำเงิน หรือไม่

https://www.facebook.com/reel/27676589408610025



ประเทศไทย จะเจริญกี่โมง..? ถนนบนแม่น้ำ แม่น้ำบนถนน กับความ "หฤโหด" ความทุกข์ประจำปีของคนชายขอบ


Paskorn Jumlongrach
Yesterday
·
ถนนบนแม่น้ำ
แม่น้ำบนถนน
กับความ "หฤโหด"
-------
ฝนตกต่อเนื่องมานานนับสัปดาห์
ทำให้ถนนสัญจรของชาวบ้าน
ในหลายหมู่บ้านบนเส้นทาง
อ.แม่สะเรียง-ด่านเสาหินเป็นไปด้วยความลำบาก

ถนนเส้นนี้บางช่วงต้องเป็นลำห้วย
บางช่วงแค่ตัดผ่านลำห้วย
ในฤดูแล้งรถก็ยังพอสัญจรได้
แต่พอถึงหน้าฝนปริมาณน้ำในลำห้วยเพิ่มขึ้น
ก็เป็นอย่างที่เห็นในภาพ
ทั้งมอเตอร์ไซค์และรถยนต์
ต้องลุยน้ำสูง
นี่ขนาดแค่เริ่มต้นฤดู
บางปีน้ำหลากขนาดพัดรถยนต์ไปเลยก็มี

พื้นที่บริเวณนี้ถูกประกาศทับ
ด้วยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
มีข่าวคึกโครมเสมือนมีถนนตัดใหม่โผล่ขึ้นมา
เพื่อเป็นเส้นทางลำเลียงของผิดกฏหมาย
พวกนักหิวแสงพยายามป้ายร้าย
ทั้งที่เป็นเส้นทางเดิมของชุมชน
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏ
การป้ายร้ายจึงค่อยๆหายไป

ชาวบ้านขุนแม่สองและอีกหลายหมู่บ้าน
พยายามเรียกร้องขอใช้ถนนนปรับปรุงใหม่
ซึ่งเป็นเส้นทางบนดอย
มีความปลอดภัยกว่าและย่นระยะทางด้วย

ชาวบ้านเสนอว่าถนนเส้นเดิมที่ผ่านลำห้วย
ยินดีจัดทำเป็นเขตอนุรักษ์สัตว์น้ำ
ซึ่งทั้ังถนนเส้นเก่าและเส้นใหม่
ต่างก็เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเหมือนกัน
แต่พื้นที่ลำห้วยลำธารน่าจะอ่อนไหวกว่า
แต่ดูเหมือนผู้บริหารอุทยานฯยังมึนๆงงๆอยู่
ข้อเรียกร้องของชาวบ้านจึงเงียบหายไป

วันนี้ความเดือดร้อนกลับมาในฤดูฝนเหมือนทุกปี
ถนนกลายเป็นความเสี่ยงของชุมชน
ข้าราชการทั้งที่ปฎิบัติภารกิจอยู่ในป่าลึก
ทั้งครู เจ้าหน้าที่สาธารณุสข อบต. ตชด.
ต่างก็ต้องการถนนเส้นปรับใหม่เหมือนกันหมด
แต่เสียงเล็กเสียงน้อยตะโกนไปไม่ถึง
ผู้ควบคุมอำนาจในส่วนกลาง

ในปีนี้หากมีผู้ป่วยจากดงลึกต้องเสียชีวิต
เพราะความหฤโหดของเส้นทาง
เชื่อได้ว่าเป็นข่าวใหญ่แน่
จะกลายเป็นว่าความหฤโหดเปลี่ยนจากเส้นทาง
เป็นความหฤโหดของผู้บริหารอำนาจแทน
(อ่านรายละเอียดข่่าวใน https://www.facebook.com/share/p/1Lo1ZSZA8F/ และดูภาพเพิ่มเติมในคอมเม้นต์)

 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=27155926857357242&set=a.139504616092832





บัดซบสมัย! ไทยพีบีเอสรายงาน 4 เดือนเหตุเครนถล่มที่สีคิ้ว และเครนถล่มที่พระราม 2 ผลสอบ พบระบบความปลอดภัยล้มเหลว จนคนเจ็บตายจำนวนมาก แต่ทั้งกรมทางหลวงและการรถไฟแห่งประเทศไทย ยัง "ไม่ยกเลิกสัญญา" หรือ "แบล็กลิสต์" กับบริษัท บริษัท อิตาเลียนไทยเลย อิตาเลียนไทย ยังประมูลงานภาครัฐได้ต่อไป !!!


Nattharavut Kunishe Muangsuk
7 hours ago
·
บัดซบสมัย!
ไทยพีบีเอสรายงาน 4 เดือนเหตุเครนถล่มที่สีคิ้ว และเครนถล่มที่พระราม 2 ผลสอบออกวันนี้ พบระบบความปลอดภัยล้มเหลว จนคนเจ็บตายจำนวนมาก แต่ทั้งกรมทางหลวงและการรถไฟแห่งประเทศไทย ยัง "ไม่ยกเลิกสัญญา" หรือ "แบล็กลิสต์" กับบริษัท บริษัท อิตาเลียนไทยเลย

ข้ออ้างคือโครงการเดินหน้าไปมากแล้ว หากบอกเลิกสัญญาจะเสียหายมากกว่า!

ที่น่าตกใจซ้ำ คือกรณีที่สีคิ้ว ยังไม่แจ้งความดำเนินคดีกับใคร ทั้งที่ผลสอบพบว่า ผู้รับจ้างไม่มีการขออนุญาตทำงาน หรือ Work Permit ไม่มีการปิดเส้นทางเดินรถระหว่างปฏิบัติงาน ไม่ตรวจสอบเครื่องจักรให้ครบถ้วน และไม่มีวิศวกรควบคุมความปลอดภัยอยู่หน้างานจริง ส่วนกรณีเครนถล่มที่พระราม 2 ตอนต้นปี ผลสอบพบว่าติดตั้งอุปกรณ์รองรับเครนผิดแบบ นำเครนจากโครงการอื่นมาดัดแปลง ฯลฯ

สรุปคือ อิตาเลียนไทย ยังประมูลงานภาครัฐได้ต่อไป !!!

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10165141234078582&set=a.336417008581






https://x.com/ThaiPBSNews/status/2059240123313590782



 

คริส โอลาห์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic เตือนว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในวงกว้าง และว่าการให้การสนับสนุนบุคคลเหล่านี้ "จะเป็นพันธะทางศีลธรรมที่มีความสำคัญระดับประวัติศาสตร์"

https://www.ndtvprofit.com/technology/anthropic-co-founder-warns-039-real-possibility-of-ai-replacing-human-labour-at-very-large-scale-11545381

ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic เตือน: 'มีความเป็นไปได้จริงที่ AI จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในวงกว้าง'

ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic กล่าวว่า การกำกับดูแล AI ไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบริษัทเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เนื่องจากความเสี่ยงจากระบบอัตโนมัติกำลังเพิ่มสูงขึ้น

คริส โอลาห์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic เตือนว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในวงกว้าง โดยให้เหตุผลว่า การพัฒนาเทคโนโลยีนี้ไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบริษัทเอกชนเพียงอย่างเดียว

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ในระหว่างการนำเสนอสารัตถะฉบับแรกของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่เน้นเรื่องปัญญาประดิษฐ์ โอลาห์กล่าวว่า มีความเป็นไปได้จริงที่ AI จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ในวงกว้าง

“หากสิ่งนั้นเกิดขึ้น การสนับสนุนผู้ที่ถูกแทนที่จะเป็นภาระหน้าที่ทางศีลธรรมครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์” เขากล่าวขณะปรากฏตัวเคียงข้างสมเด็จพระสันตะปาปา

โอลาห์กล่าวว่า การกำกับดูแลที่เข้มแข็งขึ้นจากรัฐบาล สถาบันศาสนา และกลุ่มภาคประชาสังคมเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากระบบ AI มีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ

“ห้องปฏิบัติการ AI ระดับแนวหน้าทุกแห่ง...ดำเนินงานภายใต้แรงจูงใจและข้อจำกัดต่างๆ ที่บางครั้งอาจขัดแย้งกับการทำสิ่งที่ถูกต้อง” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าแม้แต่นักวิจัยที่มีเจตนาดีก็ยังคงได้รับอิทธิพลจากแรงกดดันทางการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ และส่วนบุคคล

เขากล่าวว่าสิ่งนี้ทำให้การตรวจสอบจากภายนอกมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนา AI อย่างมีความรับผิดชอบ

บริษัท Anthropic ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกาและอยู่เบื้องหลังแบบจำลอง AI Claude เคยมีข้อขัดแย้งกับรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองการใช้งาน AI ในทางการทหาร บริษัทได้ผลักดันให้มีการจำกัดการใช้แบบจำลองของตนสำหรับการกำหนดเป้าหมายอาวุธแบบอัตโนมัติและการเฝ้าระวังภายในประเทศ

โอลาห์ยินดีกับการมีส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้นของคริสตจักรคาทอลิกกับ AI โดยกล่าวว่าความท้าทายทางจริยธรรมที่เกิดจากเทคโนโลยีนี้ขยายวงกว้างออกไปไกลกว่าชุมชนวิศวกรรม

“คำถามที่เกิดจาก AI นั้นใหญ่กว่าชุมชนวิจัย AI” เขากล่าว พร้อมเรียกร้องให้มี “นักวิจารณ์ที่จริงจังและรอบคอบ” ที่สามารถท้าทายบริษัทเทคโนโลยีและช่วยชี้นำการพัฒนา AI ขั้นสูงอย่างมีความรับผิดชอบ

เขาได้ระบุประเด็นสำคัญสามประการที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ได้แก่ ความเสี่ยงของการสูญเสียงานจำนวนมาก การรับประกันว่าผลประโยชน์จาก AI จะกระจายไปทั่วโลก และการปรับปรุงความเข้าใจเกี่ยวกับระบบ AI ที่ซับซ้อนและไม่โปร่งใสมากขึ้นเรื่อยๆ

“การพัฒนา AI กระจุกตัวอยู่ในประเทศร่ำรวยเพียงไม่กี่ประเทศ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าผลประโยชน์จาก AI จะกระจายไปทั่วโลก” โอลาห์กล่าว

เหตุการณ์ในวันจันทร์ถือเป็นการบรรจบกันที่หาได้ยากระหว่างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและคริสตจักรคาทอลิก ซึ่งพยายามวางตำแหน่งตัวเองให้เป็นกระบอกเสียงด้านศีลธรรมเกี่ยวกับผลกระทบทางสังคมจากความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์มากขึ้นเรื่อยๆ


FULL SPEECH: Anthropic Co-Founder Warns AI Could Replace Human Jobs “At Very Large Scale” | AI1G

DRN News

May 25, 2026 

Anthropic Co-Founder Chris Olah warned that artificial intelligence could displace human labor “at very large scale” as he addressed the Vatican during the presentation of Pope Leo’s first encyclical on AI. The Anthropic co-founder urged stronger oversight from governments, religious leaders, and civil society, while raising concerns about AI’s growing power, global inequality, and mysterious internal behaviors observed in advanced systems.

Anthropic Co-Founder Warns AI Could Replace Human Jobs “At Very Large Scale” Chris Olah Sounds Alarm Over AI Risks During Major Vatican Address “AI Could Displace Human Labour” — Anthropic Founder Issues Stark Warning

https://www.youtube.com/watch?v=PnIhpDMoL9Q





https://x.com/disclosetv/status/2058859889619763654



 

ฮั้ว+


ช่วงนี้
Yesterday
·
สัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ถึงอนาคตของประเทศไทย!
.
ประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในขณะนี้ คือการก่อตัวของสิ่งที่เรียกว่า **"ระบอบสีน้ำเงิน"** ซึ่งกำลังถูกตั้งคำถามว่า นี่คือการกลืนกินผลประโยชน์ของชาติแบบเบ็ดเสร็จหรือไม่?
.
จากข้อความอ้างอิงของ **สว.นันทนา นันทวโรภาส** ได้ชี้ให้เห็นถึงความน่ากลัวของระบบนี้ ที่ใช้วิธีการครอบงำในรูปแบบ **"ฮั้วพลัส"** ซึ่งประเมินกันว่าเป็นกลไกที่สร้างความเสียหายและเลวร้ายยิ่งกว่าทุกระบอบที่การเมืองไทยเคยเผชิญมา
.
หากสังคมยังคงนิ่งเฉยและปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ต้องแบกรับความสูญเสียสูงสุดอาจไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ "ประเทศชาติและประชาชน" ที่อาจจะไม่เหลืออะไรเลย
.
ถึงเวลาหรือยังที่เราทุกคนต้องหันมาจับตาและร่วมกันตรวจสอบทิศทางของบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด?

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122184035600827971&set=a.122127540614827971

.....

Dr.Nantana
@Dr_Nantana
·May 20

ร่างรธน.ของพรรคภูมิใจไทย ให้สสร.มาจากการเลือกกันเอง เหมือนการเลือกสว.

เห็นแบบนี้แล้ว ก็มั่นใจได้เลยว่า รธน.ใหม่ จะไม่มีประชาชนอยู่ในสมการ 21.6 ล้านเสียงจะสูญเปล่า

การ "กินรวบ" ประเทศไทย จะรุกคืบจากฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ องค์กรอิสระ มาถึงรัฐธรรมนูญ
 
ทั้งหมดจะกลายเป็นสีน้ำเงิน

ถ้าเราหยุดยั้ง "การกินรวบ" ไม่ได้ มันจะไม่มีอะไรเหลือให้คนไทยแล้ว

#สวนันทนา #รัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน #กินรวบประเทศไทย
.....

Dr.Nantana
@Dr_Nantana
·20h

ดิฉันเป็นสว. ที่ไม่ใช่สีน้ำเงิน และไม่มีวันที่จะเป็นสีน้ำเงิน ดิฉันไม่เห็นว่าสิ่งที่คุณเท้งพูด จะผิดจากข้อเท็จจริงตรงไหน เพราะตลอดเวลาที่ดิฉันทำหน้าที่เป็นสว.อยู่นั้น ดิฉันต้องต่อสู้กับความไม่ถูกต้องมากมายในสภาแห่งนี้

ทั้งเรื่องประโยชน์ทับซ้อน การกินรวบอำนาจ การคัดเลือกองค์กรอิสระ ฯลฯ

ดิฉันถูกกลั่นแกลงรังแกสารพัด ทั้งการกีดกันมิให้ได้เป็นกมธ.พิจารณากฎหมายใดๆ และถึงกับใช้พวกมากลากไป ลงมติให้ดิฉันมีความผิด ข้อหาฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพียงกล่าวคำว่า "คนขายหมู"

แต่ที่ดิฉันจะไม่ทน คือการฉุดรั้งการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเป็นฉันทามติจากประชาชน 21.6 ล้านคน

จึงขอส่งเสียงไปยังสว.สีน้ำเงินทั้งหลายว่า ไม่มีใครทำลายเกียรติภูมิของพวกคุณได้ นอกจากสิ่งที่พวกคุณทำตัวของคุณเอง

อย่าเที่ยวไปฟ้องปิดปาก (SLAPP) ใครต่อใคร อีกเลย แค่นี้ประชาชนก็เอือมระอาต่อพฤติกรรมของพวกคุณมากพอแล้ว

ถ้าอยากรู้ว่าประชาชนคิดยังไงกับสิ่งที่พวกคุณทำ ก็เพียงแค่ตั้งใจอ่านทุกคอมเม้นท์ ซึ่งเป็นเสียงสะท้อนจากผู้จ่ายเงินเดือนให้กับพวกคุณ

หยุดพฤติกรรมเหล่านี้ แล้วหันมาให้ความร่วมมือ ในการจัดทำรธน.ใหม่ตามประชามติ ก่อนที่ประชาชนจะออกมาบอกว่า พอแล้ว ทนไม่ไหวแล้ว(โว้ย) 

ทำไมเรียกสีน้ำเงิน? แจกแจงความสัมพันธ์สว. กลุ่มใหญ่กับพรรคภูมิใจไทย



ทำไมเรียกสีน้ำเงิน? แจกแจงความสัมพันธ์สว. กลุ่มใหญ่กับพรรคภูมิใจไทย

21/05/2025
iLaw

สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดแรกจากระบบ “แบ่งกลุ่ม-เลือกกันเอง” แสดงตัวให้เห็นทั้งจากผลคะแนนในการเลือก และการทำงานในช่วงเกือบหนึ่งปีแรกว่ามีการ “เกาะกลุ่ม” กันชัดเจน ด้วยเสียงส่วนใหญ่ประมาณ 120-140 เสียงที่มีลักษณะการทำงานร่วมกันและลงมติไปในทางเดียวกัน สว. กลุ่มนี้ถูกเรียกเป็นที่เข้าใจว่า “สว.สีน้ำเงิน”

สีน้ำเงิน เดิมหมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่อมากลายเป็นสีบนเสื้อเครื่องแบบของพรรคการเมืองชื่อ ภูมิใจไทย ที่ “รีแบรนด์” ในปี 2568 โดยใช้โลโก้เป็นสีน้ำเงินทั้งหมด

นอกจากอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2567 เป็นภาพที่พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา “พายเรือให้อนุทินนั่ง” เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่มีความหมายชัดเจนแล้ว ยังมีข้อเท็จจริงที่ปรากฏความเกี่ยวพันของกลุ่มสว. สีน้ำเงินและพรรคภูมิใจไทย ดังนี้

1. จังหวัดฐานเสียงสำคัญ ได้สว. เยอะโดยไม่ต้องเขียนแนะนำตัว

เนื่องจากการเลือกสว. แบ่งการเลือกเป็นสามระดับ คือ ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ผู้ที่จะไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสว. ได้ จึงมีความเกี่ยวพันกับพื้นที่ที่สมัครอย่างมากด้วย ซึ่งผลการเลือกสว. ที่ออกมาก็พบว่า จังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคภูมิใจไทย และพื้นที่อิทธิพลของ “นายใหญ่” เนวิน ชิดชอบ เป็นจังหวัดที่มีสว. มากที่สุด มากถึง 14 คน เหนือกว่าจังหวัดที่ได้สว. มากอันดับสองอย่างกรุงเทพมหานคร ที่ได้เพียงเก้าคน

นอกจากบุรีรัมย์จะครองแชมป์แบบทิ้งห่างเมืองหลวงไปไกลแล้ว จังหวัดที่ได้สว. มากเป็นจำนวนถัดๆ มาล้วนแต่เป็นจังหวัดที่เป็นฐานเสียงและมีสส. มาจากพรรคภูมิใจไทยอีกเช่นกัน ได้แก่ สุรินทร์เจ็ดคน พระนครศรีอยุธยาเจ็ดคน อ่างทองหกคน สตูลหกคน สงขลาหกคน และจังหวัดเลย ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ อุทัยธานี นครศรีธรรมราช ได้เท่ากันที่จังหวัดละห้าคน



ซึ่งในจังหวัดฐานเสียงพรรคภูมิใจไทยเหล่านี้นอกจากจะมีสว. จำนวนมากแล้ว ยังพบว่า สว. จากจังหวัดนี้จำนวนหนึ่งไม่ใช่คนที่มีชื่อเสียง หรือมีประวัติที่น่าจับตามองในฐานะ “ตัวเต็ง” เมื่อเทียบกับผู้สมัครคนอื่นๆ ในกลุ่มอาชีพเดียวกัน และยังเขียนประวัติการทำงานเพียงสั้นๆ ไม่ได้เน้นจูงใจให้ผู้สมัครคนอื่นต้องลงคะแนนให้ เช่น ปราณีต เกรัมย์ กลุ่ม 16 จากจังหวัดบุรีรัมย์ เขียนประวัติเพียงว่า เป็นนักฟุตบอลอาวุโส, ปวีณา สาระรัมย์ กลุ่ม 5 จากจังหวัดบุรีรัมย์ เขียนแนะนำตัวแค่ว่า “อาชีพของครอบครัวที่คุ้นเคยกัน คือ การทำนา โดยการเริ่มต้นการเรียนรู้จากพ่อแม่เคยพาทำนามา สมัยก่อนเราใช้แรงงานคนในการปักตำ สมัยนี้ใช้เครื่องจักร”, จตุพร เรียงเงิน กลุ่ม 7 จากจังหวัดบุรีรัมย์ เขียนแนะนำตัวว่า “วิ่งน้ำและรับจ้าง“ เป็นต้น

เมื่อพิจารณาจากสถิติจำนวนผู้สมัครสว. พบว่า ศรีษะเกษสร้างเซอร์ไพรส์เป็นจังหวัดที่มีคนสมัครเยอะสุด คือ 2,674 คน มากกว่าอันดับสองอย่างกรุงเทพมหานคร ที่มีผู้สมัคร 2,439 คน และตามมาด้วยอันดับสาม คือ เชียงใหม่ 1,902 คน ลำดับของจังหวัดที่มีจำนวนผู้สมัครมากต่อจากนั้นล้วนเป็นจังหวัดที่มีสส. มาจากพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ บุรีรัมย์ นครศรีธรรมราช พระนครศรีอยุธยา สงขลา

2. อดีตผู้สมัครสส. ภูมิใจไทย ตบเท้าเข้าเป็นสว. หกคน

จากผลการเลือกที่ออกมา พบว่า สว. ที่ได้รับเลือกจากระบบนี้ 200 คน ไม่ได้เป็น “อิสระ” ทางการเมือง เป็นตัวแทนของกลุ่มอาชีพและปราศจากความเกี่ยวข้องกับการเมืองภาพใหญ่ ในทางตรงกันข้ามเมื่อสืบค้นประวัติแล้วหลายคนมีความเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย หรือเคยร่วมทำงานทางการเมือง โดยมีประวัติเกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยหลายคน

มี สว. อย่างน้อยหกคนที่เคยเป็นผู้สมัครสส. ของพรรคภูมิใจไทยมาก่อน และลงสนามหาเสียงเลือกตั้งโดยใส่เสื้อสีน้ำเงินในปี 2566 แต่สอบตก จึงลาออกจากสมาชิกพรรคเพื่อมาสมัครเป็นสว. ได้แก่


3. คนสนิทสายตรงภูมิใจไทย ครองประธาน-รองประธาน สว.

นอกจากอดีตผู้สมัครสส. ของพรรคภูมิใจไทยแล้ว ยังพบว่า มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยอีกหลายคนที่ได้รับเลือกเป็น สว. ตัวอย่างเช่น
  • มงคล สุระสัจจะ กลุ่ม 1 ข้าราชการ จากจังหวัดบุรีรัมย์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้เป็นอธิบดีกรมการปกครองในสมัยที่ชวรัตน์ ชาญวีรกูล พ่อของอนุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจากพรรคภูมิใจไทย และถูกเสนอให้เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยแต่ต่อมาถอนตัวเพราะมีเรื่องร้องเรียนการทุจริต หลังจากได้รับเลือกเป็นสว. ก็ยังได้เป็นประธานวุฒิสภาด้วย
  • พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ กลุ่ม 1 ข้าราชการ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งเพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากอนุทิน ชาญวีรกูล ให้เป็นประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อเดือนธันวาคม 2567 ก่อนมาสมัคร สว. ไม่นาน หลังจากได้รับเลือกเป็นสว. ก็ยังได้เป็นรองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่งด้วย และมีภาพ “พายเรือให้อนุทินนั่ง” ในเวลาต่อมา
เท่ากับทั้งประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง มีสายสัมพันธ์ตรงกับพรรคภูมิใจไทย


  • นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล กลุ่ม 4 สาธารณสุข จากจังหวัดบุรีรัมย์ อดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในยุคสมัยที่อนุทิน ชาญวีรกูลเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งจากอนุทิน ให้เป็นคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในปี 2563 อนุทินยังเคยมอบหมายให้เป็นประธานคณะทำงานรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และเอกสารในการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ในปี 2564 อีกด้วย
  • พรเพิ่ม ทองศรี กลุ่ม 13 วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี จากจังหวัดบุรีรัมย์ พี่ชายของทรงศักดิ์ ทองศรี สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งพรเพิ่ม เคยเป็นหัวหน้าคณะทำงานของรัฐมนตรีพี่ชายตัวเองด้วย
  • อภิชาติ งามกมล กลุ่ม 1 ข้าราชการ จากจังหวัดบุรีรัมย์ พี่ชายของไตรเทพ งามกมล สส.เขต 8 จ.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย
  • กมล รอดคล้าย กลุ่ม 3 การศึกษา จากจังหวัดสงขลา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เคยเป็นคณะทำงานยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา พรรคภูมิใจไทย ในช่วงปี 2566 และยังเคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ทำงานให้กับกนกวรรณ วิลาวัลย์ สส.ปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย ได้รับการแต่งตั้งในปี 2564
  • โชคชัย กิตติธเนศวร กลุ่ม 19 อาชีพ “อิสระ” จากจังหวัดนครนายก เป็นทายาทของวุฒิชัย กิตติธเนศวร อดีต สส.นครนายก 5 สมัย พรรคภูมิใจไทย ถือเป็นตระกูลการเมืองใหญ่ของจังหวัดนี้ จากเฟซบุ๊กของโชคชัย ไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งในปี 2566 ยังเคยโพสต์แสดงการสนับสนุน “หลานอ๋อง” ปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร ผู้สมัครสส. จังหวัดนครนายกพรรคภูมิใจไทย แต่ในปี 2566 พรรคภูมิใจไทยแพ้การเลือกตั้งในจังหวัดนครนายก
  • พิบูลย์อัฑฒ์ หฤหรรษ์ปราการ กลุ่ม 16 กลุ่มศิลปะวัฒนธรรม จากจังหวัดสงขลา เคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระหว่างปี 2562-2566 ซึ่งก็คือที่ปรึกษาของพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย วันที่ 11 พฤษภาคม 2566 ไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งพิบูลย์อัทฒ์โพสต์เฟซบุ๊กเชิญชวนให้เลือกผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย โดยมีภาพของอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค และพิพัฒน์ รัชกิจประการอยู่ด้วย
4. ผลคะแนนของจังหวัดบ้านใหญ่ภูมิใจไทย “ผิดปกติ” อย่างโดดเด่น

ในการเลือกสว. ไม่มีการเปิดเผยผลคะแนนของผู้สมัครทุกคนในทุกระดับชั้น มีเพียงคะแนนที่ได้จากเจ้าหน้าที่ที่ไปสังเกตการณ์และจดบันทึกไว้ จากคะแนนที่ออกมาก็พบความ “ผิดปกติ” หลายประการกับสว. กลุ่มที่มาจากจังหวัดที่เป็นฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทย แสดงถึงการลงคะแนนที่อาจไม่เป็นอิสระของผู้สมัครในกลุ่มจังหวัดเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น
  • มีปรากฏการณ์ คะแนน “ล้นกระดาน” ที่ผู้สมัครสว. ได้คะแนนมากกว่ากระดานที่เจ้าหน้าที่เตรียมไว้ คือ มากกว่า 50 คะแนน จนเจ้าหน้าที่ต้องนำกระดานแผ่นใหม่มาต่อเพื่อการนับคะแนนให้เสร็จ ซึ่งคนที่ได้คะแนนลักษณะนี้จะมีจำนวนหกคนต่อกลุ่มเหมือนกันเกือบทั้งหมด โดยสว. จากจังหวัดฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทยก็ชัดเจนว่า ได้คะแนนเกาะกลุ่มที่สูงผิดปกติ เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นสว. คะแนนล้นกระดาน 12 จาก 14 คน จังหวัดสตูล เป็นสว. คะแนนล้นกระดานทั้งหกคน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นสว. คะแนนล้นกระดานทั้งเจ็ดคน จังหวัดอ่างทอง เป็นสว. คะแนนล้นกระดานห้าจากหกคน จังหวัดอุทัยธานี เป็นสว. คะแนนล้นกระดานสี่จากห้าคน
  • มีปรากฏการณ์ “ดาวค้างฟ้า นอนมาตั้งแต่ต้น” คือ ผู้สมัครสว. จำนวนหนึ่งที่ผ่านการเลือกหกรอบ ตั้งแต่การเลือกระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ได้คะแนนชนะคู่แข่งแบบถล่มทลายทุกรอบทั้งการเลือกกันเองในกลุ่มและการเลือกไขว้ ชนิดไม่ต้องลุ้นอะไรเลย เช่น อภิชาติ งามกมล จากกลุ่ม 1 จากจังหวัดบุรีรัมย์, อารีย์ บรรจงธุรการ กลุ่ม 18 จากจังหวัดสตูล, แดง กองมา กลุ่ม 10 จากจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นต้น
  • มีปรากฏการณ์ “บุรีรัมย์เสียงไม่แตก” โดยพบว่า ผลคะแนนการเลือกระดับจังหวัดของทุกกลุ่มจะมีผู้สมัครสองคนที่ได้คะแนนแบบ “ทิ้งโด่ง” จากผู้สมัครคนอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกันชนิดไม่มีลุ้นอะไรเลยทั้งรอบเลือกกันเองและรอบเลือกไขว้ โดยผลคะแนนทั้งสองรอบปรากฏออกมาชัดเจนทั้ง 20 กลุ่ม ที่อันดับสามไม่ต้องลุ้นอะไร จึงทำให้เห็นความไม่ปกติของการเลือกสว. ในจังหวัดนี้ได้ดี ตัวอย่างเช่น กลุ่ม 1 รอบเลือกกันเองมีผู้สมัครห้าคน มงคล สุระสัจจะ ได้รับคะแนน 34 คะแนน อภิชาติ งามสกล ได้รับคะแนน 26 คะแนน ส่วนลำดับต่อมาได้คะแนน 6-5-5 คะแนน ตามลำดับ ในรอบเลือกไขว้ มงคล สุระสัจจะ ได้รับคะแนน 9 คะแนน อภิชาติ งามกาล ได้รับคะแนน 9 คะแนน และผู้สมัครอีกคนหนึ่งที่ได้อีก 1 คะแนน โดยมีห้ากลุ่มที่รอบเลือกไขว้มีผู้สมัครกลุ่มละสองคนได้คะแนนลอยลำขณะที่ผู้สมัครคนอื่นๆ ไม่มีคะแนนเลย และผลสุดท้ายทั้งสองคนที่ได้คะแนนทิ้งโด่งมาในรอบแรก ก็เป็นสองคนที่ทิ้งโด่งในรอบสอง ผ่านระดับจังหวัดเข้าสู่ระดับประเทศอย่างไม่ต้องเหนื่อย

  • มีปรากฏการณ์ “ผู้สมัครพลีชีพ” โดยพบว่า ผู้สมัครจำนวนมากจากจังหวัดที่เป็นฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทย เมื่อเข้าสู่การเลือกระดับประเทศในรอบเลือกกันเอง ไม่มีคะแนนเลย หรือเข้าคูหาลงคะแนนโดยไม่แม้แต่จะลงคะแนนให้กับตัวเอง ทำให้ได้ศูนย์คะแนนและตกรอบกลับบ้าน และจังหวัดที่มีผู้สมัครคะแนนศูนย์จำนวนมากเหล่านี้ล้วนเป็นจังหวัดฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทย ได้แก่ จังหวัดระนอง มีผู้สมัครพลีชีพ 22 คน จังหวัดอุทัยธานี มีผู้สมัครพลีชีพ 18 คน จังหวัดพิจิตร มีผู้สมัครพลีชีพ 15 คน จังหวัดกระบี่ มีผู้สมัครพลีชีพ 13 คน เป็นต้น
  • มีปรากฏการณ์ “กลุ่มท็อปแปดจังหวัด” โดยพบว่า หลังมีผู้สมัครจากจังหวัดที่เป็นฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทยจำนวนหนึ่ง “พลีชีพ” ไปจำนวนมากแล้ว ส่งผลให้ผู้สมัครจากจังหวัดที่เป็นฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทยอีกจำนวนหนึ่งได้คะแนนมากจนผิดสังเกตและเข้าสู่รอบการเลือกไขว้ได้มากจนผิดสังเกต ซึ่งจังหวัดที่มีผู้สมัครเข้าสู่รอบเลือกไขว้ได้มากแปดอันดับแรกได้แค่ บุรีรัมย์ 38 คน สตูล 38 คน พระนครศรีอยุธยา 38 คน อ่างทอง 37 คน เลย 37 คน อำนาจเจริญ 36 คน ยโสธร 34 คน สุรินทร์ 28 คน จากจำนวนผู้สมัครจังหวัดละไม่เกิน 40 คน โดยเปรียบเทียบได้กับกรุงเทพมหานครที่มีผู้สมัครผ่านเข้าสู่รอบเลือกไขว้เพียง 14 คน
  • มีปรากฏการณ์ “คะแนนเกาะกลุ่มของจังหวัดท็อปแปด” โดยพบว่า ผลคะแนนรอบเลือกไขว้ในกลุ่มจังหวัดเหล่านี้ยังมีความผิดปกติ เพราะผู้สมัครจากจังหวัดเหล่านี้ส่วนใหญ่เข้ารอบมาด้วยคะแนนที่มาก แต่ในรอบเลือกไขว้ผู้สมัครจากจังหวัดเหล่านี้กลับได้คะแนนแยกเป็นสองกลุ่มชัดเจน คือ กลุ่มที่ชนะได้เป็นสว. จะได้คะแนนสูงผิดปกติจน “ล้นกระดาน” กับกลุ่มที่ไม่ได้เป็นสว. จะได้คะแนนน้อยผิดปกติหรือไม่ได้คะแนนเลย โดยไม่มีใครที่ได้คะแนนอยู่ระดับกลางๆ หรือเห็นได้ว่า ผู้สมัครจากจังหวัดเหล่านี้ไม่มีการแข่งขันกัน คนที่เป็นตัวจริงก็จะนอนมาตั้งแต่ต้นและได้เป็นสว. ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งคือมีหน้าที่มาลงคะแนนและไม่มีลุ้นที่จะได้รับเลือก ตัวอย่างเช่น ผลคะแนนของผู้สมัครจากจังหวัดอ่างทองในรอบเลือกไขว้ มีคนไม่ได้คะแนนเลย 14 คน ผลคะแนนของจังหวัดอยุธยาในรอบเลือกไขว้ มีคนไม่ได้คะแนนเลยเก้าคน ผลคะแนนของจังหวัดเลยในรอบเลือกไขว้มีคนไม่ได้คะแนนเลยเก้าคน เป็นต้น
5. แทงสวนแก้พ.ร.บ.ประชามติฯ ภูมิใจไทยรับแนวทาง “คล้ายกัน”

ในกระบวนการแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 (พ.ร.บ.ประชามติฯ) เพื่อปลดล็อกเกณฑ์เสียงข้างมากสองชั้น (Double Majority) ภูมิใจไทยเป็นอีกหนึ่งพรรคที่เสนอร่างของตัวเองเข้ามาประกบกับร่างของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และพรรคเพื่อไทยและก้าวไกล (ก่อนถูกยุบพรรค) เสนอเงื่อนไขให้ประชามติจะมีข้อยุติต่อเมื่อ 1) มีผู้มาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ 2) เสียงข้างมากของผู้ลงประชามติ ต้องสูงกว่าเสียงไม่แสดงความคิดเห็น โดยสภามีมติรับหลักการร่างดังกล่าวพิจารณาประกบกันสี่ฉบับ เมื่อผ่านถึงวาระสาม ก็ได้ข้อสรุปที่ตกผลึกร่วมกันในฝั่ง สส. ว่า จะปลดล็อกเงื่อนไขเสียงข้างมากสองชั้น ใช้เสียงข้างมากธรรมดา แต่เกมกลับพลิกล็อกเมื่อ สว. โหวต “แทงสวน”

โดยในชั้นกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประชามติฯ วุฒิสภา พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. กลุ่มที่ 11 นักลงทุนอสังหาริมทริมทรัพย์ และเจ้าของที่พักโฮมสเตย์อ่าวจากอำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นจังหวัดที่พรรคภูมิใจไทยครองพื้นที่ สส. และโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) เสนอแปรญัตติแก้ไขโดยให้การออกเสียงประชามติในเรื่องที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะมีข้อยุติ ต้องใช้เสียง “เกินกว่ากึ่งหนึ่ง” ของผู้มีสิทธิออกเสียงในเรื่องที่ทำประชามติ

หลังจากนั้น ก็มี สว. บางส่วนที่สนับสนุน เช่น สมบูรณ์ หนูนวล สว. จากกลุ่มที่ 4 อดีตสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ซึ่งสมัคร สว. จากอำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร และสมดุล บุญไชย สว. จากกลุ่มที่ 1 อดีตข้าราชการครูจากอำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดท็อปแปด

เมื่อถึงกระบวนการลงมติรายมาตรา วาระสอง ปรากฏว่าเสียงข้างมากของ สว. เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ใช้เสียงข้างมากสองชั้นกับกรณีประชามติแก้รัฐธรรมนูญตามมาตรา 256 (8) และประชามติที่ ครม. เห็นควรให้ทำประชามติ ในส่วนที่เกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ จากการลงมติ สว. รายบุคคล พบว่า สว. จากจังหวัดท็อปแปด เสียงแทบไม่แตก โหวต “เห็นด้วย
  • ”จังหวัดบุรีรัมย์ มี สว. 14 คน สว. เกือบทั้งหมด 13 คนโหวตเห็นด้วย ยกเว้น มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ซึ่งโหวตงดออกเสียงตามธรรมเนียมปฏิบัติ
  • จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและสุรินทร์ มี สว. เจ็ดคน สว. จากพระนครศรีอยุธยาหกคนที่มาลงมติล้วนเทโหวต “เห็นด้วย” เช่นเดียวกันกับ สว. สุรินทร์ เจ็ดคน โหวตเห็นด้วยเสียงไม่แตก
  • จังหวัดสตูลและอ่างทอง มีสว. จังหวัดละหกคน เสียงไม่แตกโหวตเห็นด้วย
  • จังหวัดเลยและอำนาจเจริญ มีสว. จังหวัดละห้าคน โหวตเห็นด้วย
  • จังหวัดยโสธร มี สว. สองคน โหวตเห็นด้วยทั้งคู่
นอกจาก สว. ที่มาจากจังหวัดท็อปแปด ก็มี สว. จากจังหวัดที่ภูมิใจไทยได้ สส. ยกทั้งจังหวัดหรือเกินครึ่งจากเขตเลือกตั้งในจังหวัดนั้นๆ ที่โหวตเห็นด้วยแก้ไขร่างพ.ร.บ.ประชามติฯ เช่น
  • จังหวัดกระบี่ : มี สว. สี่คน โหวตเห็นด้วยทั้งหมด
  • จังหวัดบึงกาฬ : มี สว. สองคน โหวตเห็นด้วยทั้งคู่
  • จังหวัดพิจิตร : มี สว. สามคน โหวตเห็นด้วยหมด
  • จังหวัดอุทัยธานี : มี สว. ห้าคน เสียงไม่แตกโหวตเห็นด้วย


หลังจาก สว. ลงมติแก้ร่างพ.ร.บ.ประชามติฯ ผ่าน สส. มาแล้ว จึงต้องส่งกลับไปให้ สส. พิจารณาอีกครั้งในวันที่ 9 ตุลาคม 2567 ฝั่งสส. พรรคภูมิใจไทย ก็อภิปรายยอมรับสนับสนุนแนวทางเดียวกันกับ สว. ให้ใช้เสียงข้างมากสองชั้นกับกรณีการแก้รัฐธรรมนูญ แตกต่างจากแนวทางของ สส. ส่วนมากในสภา ไม่ว่าจะพรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน จะเห็นได้จากคำอภิปรายของมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส. แบบแบ่งเขต จังหวัดลพบุรี ที่ระบุว่า การปรับมาใช้เกณฑ์เสียงข้างมากสองชั้น “คล้าย” กับร่างของพรรคภูมิใจไทยที่เคยเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในวาระหนึ่ง

แม้เสียงข้างมากของ สส. ในสภา จะลงมติ “ไม่เห็นด้วย” กับการแก้ไขของ สว. แต่สส. ส่วนใหญ่ในพรรคภูมิใจไทย กลับโหวต “งดออกเสียง” ยกเว้น ภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ที่ลงมติไม่ลงคะแนนเสียง

https://www.ilaw.or.th/articles/52651




ระบอบสีน้ำเงินมีอยู่จริง ‼️


CALL - เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ
7 hours ago
·
ระบอบสีน้ำเงินมีอยู่จริง
.
ก่อนที่พรรคภูมิใจไทยจะขึ้นสู่จุดสูงสุดทางอำนาจ พรรค "สีน้ำเงิน" เคยเป็นเพียงพรรคขนาดกลาง ที่มีจุดแข็งจากความเป็น 'ท้องถิ่นนิยม' หรือ ‘ภูมิภาคนิยม’ เนื่องจากเป็นการรวมตัวของกลุ่มการเมืองบ้านใหญ่ หรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการเมืองท้องถิ่น
.
ต่อมา เมื่อมีรัฐธรรมนูญ ปี 2560 พรรคภูมิใจไทยก็เติบโตขึ้นจากกติกาการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียว จนทำให้ภูมิใจไทยกลายเป็นพรรคตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาล และพรรคภูมิใจไทยก็พยายามปรับตัวจากพรรคบ้านใหญ่มาเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมหน้าใหม่ โดยหันมาชูเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองพร้อมกับมุ่งเน้นนโยบายของพรรคมากกว่าการชูตัวบุคคลในสนามการเลือกตั้ง
.
ในการเลือกตั้ง ปี 2562 หนึ่งในนโยบายที่เป็นที่จดจำของพรรคสีน้ำเงินคือ การปลดล็อคกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด แต่ต่อมาในช่วงการเลือกตั้ง ปี 2566 พรรคภูมิใจไทยเริ่มขายความเป็น ‘สีน้ำเงิน’ มากขึ้น ผ่านการชูประเด็นความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับในปี 2559 พรรคภูมิใจไทยยังพยายามหาเสียงผ่านอุดมการณ์ชาตินิยม เน้นท่าทีแข็งกร้าวกับปัญหาชายแดน รวมถึงชูเรื่องการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ จนได้รับเลือกเป็นพรรคอันดับหนึ่งท่ามกลางข้อครหาถึงความผิดปกติและความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้ง
.
อย่างไรก็ดี จุดเปลี่ยนสำคัญทางอำนาจของพรรคภูมิใจไทย คือ การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อปี 2567 ซึ่งพบข้อมูลว่า กลุ่มผู้ที่ได้รับเลือกเป็น สว. เกินครึ่งหนึ่ง มีความเชื่อมโยงในเชิงพื้นที่และสายสัมพันธ์กับพรรคภูมิใจไทย จนมีการตั้งฉายาให้ สว.กลุ่มนี้ว่า "สว.สีน้ำเงิน" และ สว.กลุ่มดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการถูกสอบสวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า มีการโกงการเลือกหรือไม่ เนื่องจากมีหลักฐานเป็นพยานบุคคลและหลักฐานเส้นทางการเงินที่มาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
.
การได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อปี 2569 ทำให้พรรคภูมิใจไทยเริ่มวางฐานอำนาจของตัวเองให้มั่นคง เริ่มตั้งแต่การวางบุคคลที่ไว้วางใจเข้าไปดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะทุกพรรคการเมืองรู้ดีว่า การไม่ได้ครองเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติจะส่งผลต่อการกำกับทิศทางการเมืองในสภาเป็นอย่างมาก เพราะผู้ที่จะกำราบฝ่ายค้านได้อยู่หมัดที่สุด คือ ตำแหน่งประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
.
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของการส่ง ‘โสภณ ซารัมย์’ สส.บุรีรัมย์ 7 สมัย และลูกน้องคนสนิทของ เนวิน ชิดชอบ ‘ครูใหญ่’ แห่งพรรคภูมิใจไทย มาดำรงตำแหน่งเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในขณะเดียวกัน ก็ส่ง มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี 4 สมัย ซึ่งมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับพรรคภูมิใจไทยและครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย มานั่งเก้าอี้รองประธานสภาฯ ซึ่ง มัลลิกา เป็นหนึ่งในมืออภิปรายในสภาของพรรคภูมิใจไทยมาก่อน
.
ภายหลังการครองเก้าอี้ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ พรรคภูมิใจไทยก็ก้าวไปคว้าเก้าอี้ประมุขฝ่ายบริหาร หรือ เก้าอี้นายกรัฐมนตรี ต่อทันที ภายใต้เสียงเห็นชอบจาก สส. ถึง 293 เสียง ทำให้ ‘อนุทิน ชาญวีรกุล’ กลับมาเป็นนายกฯ ของประเทศไทยอีกหนึ่งสมัยได้สำเร็จ และทำให้พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลชุดแรกของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่ครองเก้าอี้ทั้งประมุขฝ่ายบริหาร และประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติไม่ว่าจะเป็นสภาล่าง หรือ สภาบน ที่มี ‘มงคล สุระสัจจะ’ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ และอดีตอธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธาน
.
การได้รับเสียงสนับสนุนจาก สส. อย่างน้อย 293 เสียง ทำให้ฐานที่มั่นของรัฐบาลในสภาค่อนข้างมั่นคง ประกอบกับเสียงของพรรครัฐบาลในอันดับหนึ่งและอันดับสอง ก็มีมากกว่ากึ่งหนึ่งของสภา (250 เสียง) ทำให้โอกาสที่พรรคฝ่ายค้านจะใช้กลไกอย่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อหวังลงมติเป็นไปไม่ได้ในทางคณิตศาสตร์ทางการเมือง
.
ยิ่งไปกว่านั้น การที่พรรคสีน้ำเงินมีสายสัมพันธ์กับกลุ่ม สว.สีน้ำเงิน ทำให้กลุ่มสีน้ำเงินสามารถแผ่กิ่งก้านเข้าไปในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างง่ายดายด้วยระบบการคัดเลือกภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ทำให้ สว.กินรวบ ตำแหน่งในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญได้ง่ายยิ่งกว่ายุคใดทางการเมือง
.
ข้อมูลจาก iLaw ระบุว่า กลุ่ม สว.สีน้ำเงิน จะมีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2567 ถึง 2572 ซึ่งในระยะเวลานี้ สว.สีน้ำเงิน จะต้องให้ความเห็นชอบกรรมการองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อย่างน้อย 33 ตำแหน่ง จากทั้งหมด 42 ตำแหน่ง ได้แก่
.
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สว.สีน้ำเงิน จะเลือกได้ 7 จาก 9 คน และให้ความเห็นชอบไปแล้ว 1 ตำแหน่งในสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิด้านราชการ คือ สราวุธ ทรงศิวิไล อดีตอธิบดีกรมทางหลวงและอดีตประธานรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)
.
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สว. 67 เลือกได้ 5 จาก 9 คนและให้ความเห็นชอบไปแล้ว 4 ตำแหน่ง ได้แก่
ประภาศ คงเอียด อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์
เพียรศักดิ์ สมบัติทอง อดีตอธิบดีอัยการ ภาค 2
สุชาติ สุนทรีเกษม อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา
มนูภาณ ยศธแสนย์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกา
.
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สว. 67 เลือกได้ 5 จาก 7 ตำแหน่ง และให้ความเห็นชอบไปแล้ว 4 ตำแหน่งได้แก่
ณรงค์ กลั่นวารินทร์ อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา
ณรงค์ รักร้อย อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี
อนันต์ สุวรรณรัตน์ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
จิรุตม์ วิศาลจิตร อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก
.
คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) สว. 67 เลือกได้ 6 จาก 7 ตำแหน่ง และให้ความเห็นชอบไปแล้ว 4 ตำแหน่ง ได้แก่
เกล็ดนที มโนสันต์ อดีตรองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
พรพิมล นิลทจันทร์ อดีตรองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
ยุทธพงษ์ อภิรัตนรังสี ข้าราชการบำนาญสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
เฉลิมพล เพ็ญสูตร อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
.
ส่วนอีก 2 องค์กร ที่ สว.67 ยังไม่ได้ให้ความเห็นชอบ ได้แก่ ผู้ตรวจการแผ่นดินทั้ง 3 ตำแหน่ง และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ทั้ง 7 ตำแหน่ง
.
จะเห็นได้ว่า รัฐบาลสีน้ำเงินและรัฐสภาสีน้ำเงินที่มีเครือข่ายอยู่ในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ คือ รัฐบาลที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเคยมีภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 โดยรัฐบาลชุดนี้จะกลายเป็นรัฐบาลที่ตรวจสอบทางการเมืองได้ยาก เพราะกลไกที่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลล้วนอยู่ในกำมือของฝ่ายสีน้ำเงินไปเกือบหมด
.
อย่างไรก็ดี ความท้าทายสำคัญของกลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน คือ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะเป็นฉันทามติของประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติแล้วว่า ต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อแทนที่รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ซึ่งเป็นกติกาที่พรรคภูมิใจไทยเป็นฝ่ายได้ประโยชน์สูงสุด
.
ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยต้องทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ยังคงดำเนินไปในทิศทางที่พรรคจะได้ประโยชน์สูงสุดอยู่ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยมีอำนาจเพียงพอที่จะกำกับทิศทางได้ เนื่องจากครองเสียงข้างมากทั้งในสภาบนและสภาล่าง ทำให้พรรคที่จัดการกับเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ที่ต้องอาศัยเสียงข้างมากไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของรัฐสภา (350 เสียง) และเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของ สว. (67 เสียง) ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีพรรคภูมิใจไทยแค่เพียงพรรคเดียว
.
แต่การจะปูทางอำนาจให้ตัวเองผ่านการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสุดท้ายแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระสาม จะต้องฝ่าด่านเสียงเห็นชอบจากพรรคการเมืองที่ไม่มีสมาชิกเป็นคณะรัฐมนตรี ประธานสภา หรือ รองประธานสภา ให้ได้ ดังนั้น หากพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกล้าธรรม ยังคงจับมือกันแน่นไม่ปล่อยให้ฝ่ายสีน้ำเงินกินรวบแต่เพียงฝ่ายเดียว แผนของภูมิใจไทยก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ
.
ไม่นับรวมอีกว่า การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องผ่านเสียงเห็นชอบจากประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติด้วยเช่นกัน หากดึงดังเสนอจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่แบบที่ฝ่ายสีน้ำเงินกินรวบทางอำนาจ ประชาชนยังสามารถจะใช้คูหาประชามติสั่งสอนรัฐบาลจนสั่นคลอนความชอบธรรมทางการเมืองได้ในที่สุด
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1476994734470583&set=a.466938998809500






 

‘พรรคเพื่อไทย’ เปิดร่างแก้ รธน. ให้มี สสร.ให้ประชาชนคัดเลือกเบื้องต้น รัฐสภาเลือกขั้นสุดท้าย 152 คน -- ไร้เงื่อนไขพิเศษเสียง สว. เปิดรับการสนับสนุนจากทุกพรรค ไม่แบ่งฝ่ายค้าน–ฝ่ายรัฐบาล ทั้งกระบวนการต้องยึดโยงกับประชาชน ไม่ปล่อยให้เสียงข้างมากของรัฐสภากำหนดเอง


Chaturon Chaisang
10 hours ago
·

โมเดล สสร. พรรคเพื่อไทย 152 คน - เลือกตั้งจากประชาชนแต่ละจังหวัด 300 คน ให้รัฐสภาเลือกอีกครั้งเหลือ 100 คน และ สสร. จากองค์กรต่าง ๆ อีก 52 คน
- ไร้เงื่อนไขพิเศษเสียง สว.
- เปิดรับการสนับสนุนจากทุกพรรค ไม่แบ่งฝ่ายค้าน–ฝ่ายรัฐบาล
- ทั้งกระบวนการต้องยึดโยงกับประชาชน
- ไม่ปล่อยให้เสียงข้างมากของรัฐสภากำหนดเอง
.
วันนี้ผมพร้อมคณะของพรรคเพื่อไทย ได้แถลงความคืบหน้าการขับเคลื่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามเสียงประชามติกว่า 21 ล้านเสียงของพี่น้องประชาชน ผมขอเล่าให้ฟังว่าโมเดล สสร. ของเราเป็นอย่างไร
สสร. 152 คน มาจาก 2 ส่วน ส่วนแรก ให้ประชาชนในแต่ละจังหวัดเลือกตั้งกันเองก่อน รวมทั้งประเทศ 300 คน (จังหวัดละไม่น้อยกว่า 2 คน) แล้วจึงให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือ 100 คน
ส่วนที่สอง อีก 52 คน มาจากการเสนอชื่อโดยสภาผู้แทนฯ วุฒิสภา ครม. และผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรหลากหลาย ทั้งภาควิชาการ มหาวิทยาลัย สื่อมวลชน องค์กรสิทธิมนุษยชน องค์กรท้องถิ่น และองค์กรวิชาชีพ เพื่อให้ที่มาของ สสร. หลากหลายและรอบด้านที่สุด
ร่างเพื่อไทยให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ เราเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ โดยลดเกณฑ์อายุของตัวแทนสภานักศึกษาลงเหลือ 20 ปี (จากเกณฑ์ทั่วไป 25 ปี) เพราะอนาคตของประเทศคือเรื่องของพวกเขาด้วย
มีกรรมาธิการอีก 2 คณะมาช่วยทำงาน คือ คณะร่างรัฐธรรมนูญ และคณะรับฟังความเห็น–ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน
การลงมติเห็นชอบของรัฐสภาใช้เพียงเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ทุกเสียงเท่าเทียมกัน ไม่มีเงื่อนไขพิเศษว่าต้องใช้เสียง สว. เท่าไหร่
.
โมเดลนี้เกิดขึ้นเพราะหลายส่วนกังวลว่าหากปล่อยให้สมาชิกสภาเป็นผู้ดำเนินการจัดทำกันเอง จะเป็นการทำไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มสมาชิกสภาหรือพรรคการเมืองของตนเองเป็นหลัก พรรคเพื่อไทยจึงมีโครงสร้างองค์กรหลักอย่าง สสร. รวมถึงกรรมาธิการอีกสองคณะที่ยึดโยงและเชื่อมโยงกับประชาชนให้มากที่สุด พร้อมทั้งผสมผสานผู้ทรงคุณวุฒิ สภาวิชาชีพ และผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆ เข้ามาร่วมด้วย เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและมีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น
.
เพราะหลังการเลือกตั้งในครั้งนี้ ต้องยอมรับครับว่า เสียงข้างมากในรัฐสภามีความชัดเจนและมั่นคงไปทางกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง พรรคการเมืองต่างๆจึงต้องร่วมมือกันให้ในกระบวนการแก้มาตรา 256 รวมถึงการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับในอนาคตจำเป็นต้องเปิดทางให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด
หากปล่อยให้ร่างรัฐธรรมนูญอาจถูกชี้นำไปตามเสียงข้างมากทางการเมืองที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งจะไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนที่ต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย
.
แม้พรรคเพื่อไทยมีเสียง สส.จำนวน 74 ราย แต่มีการพูดคุยกับพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่จะมาร่วมลงชื่อให้ร่างของพรรคเพื่อไทย ที่จะได้เสียงครบ 100 เสียงได้โดยไม่ยาก ซึ่งโดยหลักการแล้วสส. แต่ละพรรคสามารถลงชื่อสนับสนุนร่างของพรรคอื่นได้โดยไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมาย ทางพรรคเพื่อไทยยินดีที่จะร่วมลงชื่อสนับสนุนให้พรรคอื่นๆ ด้วย โดยจะไม่นำเงื่อนไขเรื่องการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้านมาเป็นตัวตั้ง
ขอเพียงแค่มีเจตนารมณ์และความตั้งใจร่วมกันที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญครับ



https://www.facebook.com/photo/?fbid=1518588229631858&set=a.345566913600668


‘พรรคเพื่อไทย’ เปิดร่างแก้ รธน. ให้มี สสร.ให้ประชาชนคัดเลือกเบื้องต้น รัฐสภาเลือกขั้นสุดท้าย 152 คน

Voice TV

May 26, 2026 

‘พรรคเพื่อไทย’ เปิดร่างแก้ รธน. คงหลักการให้มี สสร. ให้ประชาชนคัดเลือกเบื้องต้น รัฐสภาเลือกขั้นสุดท้าย 152 คน ใช้เวลายกร่าง 300 วัน ก่อนส่งให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติ

https://www.youtube.com/watch?v=1aEVIA0W3As