วันศุกร์, มิถุนายน 12, 2569

นานาคอมเม้นต์จากสื่อสังคม เมื่อ ‘พระองค์ภา’ ทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย (หรือนัยหนึ่งได้ฤกษ์ถอดสาย)

ทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย (หรือนัยหนึ่งได้ฤกษ์ถอดสาย) ค่ำวันที่ ๑๑ มิถุนา และแถลงทางการเช้าวันที่ ๑๒ จึงขอนำโพสต์ต่างๆ ของผู้เขียนสื่อสังคมบางรายที่คุ้นๆ หน้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เริ่มจาก ‘ฟ้ารุ่ง ศรีขาว’ ซึ่งบอกว่า “รู้สึกใจหาย

ตั้งแต่วันที่ได้ทราบข่าวพระองค์ท่านทรงพระประชวร (คือคืนวันที่ ๑๔ ธันวา ๒๕๖๕) จนถึงวันนี้ (๑๒ มิถุนา ๒๕๖๙)” ฟ้ารุ่งเล่าประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้พบเห็นในระยะใกล้ ระหว่างเรียนอยู่ที่ มธ.ท่าพระจันทร์ กับที่ไปวิ่งออกกำลังกายในสวนลุมพินี

หากจะตีความเรื่องเล่าของฟ้ารุ่งเกี่ยวกับเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอองค์โตที่สุดของในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ คงจะได้ว่าความประทับใจของเธออยู่ที่ความเป็นธรรมชาติ คนธรรมดาพอมีโอกาสสัมผัสได้ ชนิดเสด็จพระราชดำเนินเฉียดเธอไปในร้านหนังสือ

เนื่องจากพระองค์ทรงศึกษากฎหมายอยู่ที่ คณะนิติศาสตร์ธรรมศาสตร์ จึงเสด็จส่วนพระองค์แถวท่าพระจันทร์เป็นครั้งคราว กรณีนี้ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ เล่าว่าพระองค์ “โดยเฉพาะปัญหาของหญิงผู้ต้องขัง”

ปวินยังกล่าวถึง พระองค์ภา อีกแง่มุมว่า “ชีวิตของพระองค์ไม่ได้มีเพียงบทบาททางสาธารณะเท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยแรงกดดันและภาระหน้าที่ที่มาพร้อมกับการเป็นสมาชิกของสถาบันที่อยู่ภายใต้สายตาของสังคมตลอดเวลา” สะท้อนถึงความย้อนแย้งในสถานะของพระองค์

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เป็นอีกคนที่กล่าวถึงการเสด็จสูสวรรคาลัยของพระองค์ภาในประเด็นอันเป็นหัวใจของข่าวใหญ่ครั้งนี้ ก็คือ “การถอดสาย” เครื่องเอ็คโม่ ดังที่ ธนาพล อิ๋วสกุล ทบทวนความหลังเรื่อง “ข่าวลือที่เชื่อถือได้ที่สุดของแอนดรูร์ แมกเกรเกอร์” มาร์แชล

ธนาพลเขียนว่า คืนวันที่ ๑๔ ธันวา ๒๕๖๕ “ประมาณสองถึงสามทุ่มแอนดรู แมดเกรเกอร์ ได้โพสต์โดยอ้างแหล่งข่าวระดับสูงถึงอาการป่วยขององค์ภาที่เกิดขึ้น ณ จังหวัดนครราชสีมา พร้อมกับรายงานการเดินทางเข้ามารักษาตัวที่กรุงเทพที่โรงพยาบาลจุฬา”

จนมาถึงประกาศสำนักพระราชวัง วันที่ ๑๒ มิถุนา ๖๙ เป็นเวลาร่วมสี่ปี ตลอดเวลาเหล่านี้ “มีแถลงการณ์พระราชสำนักออกมาเรื่อย ๆ เกี่ยวกับอาการป่วยขององค์ภา” ซึ่ง สศจ.บอกว่าช่วงใกล้ๆ กับการประชวรขององค์ภานี่แหละมีอีกข่าวของชาวบ้านธรรมดา

“แม่คนหนึ่ง ลูกชายเป็นนักกีฬาหรือยังไงนี่แหละ แล้วป่วยล้มลง แม่ให้ใช้เครื่องเอ็คโม่อยู่ ๒-๓ วัน สุดท้ายก็ดึงเครื่องออก ปล่อยให้ลูกจากไปอย่างสงบ” เพราะนอกจากมีค่าใช้จ่ายมหาศาล และ “ใช้เครื่องช่วยไปก็ไม่มีประโยชน์ ลูกตายแแล้ว ยังไงก็ไม่ฟื้น”

กรณีขององค์ภาอาจไม่ต่างกันที่พระอาการ เมื่อมีการนำพระองค์ขึ้นเฮลิค้อปเตอร์สู่โรงพยาบาลจุฬาฯ นั้น แพทย์พบว่า “อ๊อกซิเจ็นไม่มีเลี้ยงสมองอยู่หลายนาที เรียกว่า เบรนเดดแน่นอนแล้ว” แต่ก็ได้ทรงเครื่องเอ็คโม่ติดต่อมาถึงเกือบสี่ปี

(https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/zs9sNJkCys, https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/Pv76bp1W, https://www.facebook.com/pavinchachavalpongpun/posts/anuKeS6h และ https://www.facebook.com/FahroongS/posts/BkAwb13Ro)

เสวนาพิเศษหลังคำพิพากษาคดี IO ประวัติศาสตร์ ศาลอุทธรณ์สั่ง กอ.รมน.ชดใช้ค่าเสียหาย-ลบโพสต์ ปมใช้ IO โจมตีใส่ร้ายนักปกป้องสิทธิฯ


เสวนาพิเศษหลังคำพิพากษาคดี IO ประวัติศาสตร์

The Reporters TV

Streamed live 7 hours ago

เสวนาพิเศษหลังคำพิพากษาคดี IO ประวัติศาสตร์

https://www.youtube.com/watch?v=CHlF_C7XDsg
.....


ประชาไท Prachatai.com
14 hours ago
·
ศาลอุทธรณ์แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น สั่ง กอ.รมน. ชดใช้ 2.1 แสนบาท แก่อังคณา นีละไพจิตร และ อัญชนา หีมมิหน๊ะ นักปกป้องสิทธิฯ ชายแดนใต้ และสั่งลบข้อมูลใน 7 วัน โดยศาลรับฟังว่า กอ.รมน. เป็นผู้ควบคุมเว็บไซต์ Pulony.blogspot ใช้ปฏิบัติการทางข้อมูลข่าวสารใส่ร้าย โจมตีคุกคาม

อ่านรายละเอียดที่





ถาม AI ว่า IO ของ กอ.รมน. มีอยู่จริงมั้ย Gemini เปิดข้อมูลให้ดู


ภาพจาก
จริงไหม!? กอ.รมน. ทำ IO ทหาร (2 พ.ค. 68) | เจาะลึกทั่วไทย

https://www.youtube.com/watch?v=L3AwjWLxT0c
.....

หลักฐาน IO ของกอ.รมน. มีอยู่จริง

ข้อกล่าวหาเรื่องปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร หรือ IO (Information Operation) ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และกองทัพ เป็นประเด็นถกเถียงในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งในปัจจุบัน มีหลักฐานสำคัญทั้งในทางกฎหมายและเอกสารราชการ ที่ชี้ให้เห็นถึงการมีอยู่จริงของปฏิบัติการในลักษณะนี้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหมุดหมายสำคัญดังนี้ครับ

1. หลักฐานเชิงประจักษ์ทางกฎหมาย (คำพิพากษาของศาล)

หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นจากคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ซึ่งถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่ระบุถึงความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานรัฐกับปฏิบัติการ IO โจมตีประชาชน:

คดีสองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (อังคณา นีละไพจิตร และ อัญชนา หีมมิหน๊ะ): ทั้งสองท่านได้ยื่นฟ้อง กอ.รมน. และกองทัพบก จากกรณีที่ถูกเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน ด้อยค่า และโจมตีคุกคามเกี่ยวกับการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

คำวินิจฉัยของศาล: ศาลเชื่อตามพยานหลักฐาน (รวมถึงข้อมูลรายงานผลการปฏิบัติการข่าวสารของเว็บไซต์ดังกล่าวที่เคยส่งต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ) ว่า กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า มีความเชื่อมโยงและเป็นผู้ควบคุมปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารทางเว็บไซต์นี้จริง ศาลจึงสั่งให้ กอ.รมน. ชดใช้ค่าเสียหายและสั่งให้ลบข้อมูลดังกล่าวออกจากระบบ

2. เอกสารหลุดและการยอมรับในชั้นกรรมาธิการ

นอกเหนือจากชั้นศาลแล้ว ในฝ่ายนิติบัญญัติผ่านการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สภาผู้แทนราษฎร มีหลักฐานและเอกสารราชการหลายชิ้นที่หลุดรอดหรือถูกยื่นตรวจสอบ:

การยอมรับเรื่องเอกสารจัดหมวดหมู่บุคคล: กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ เคยจี้ให้ กอ.รมน. ดำเนินการเอาผิดหลังจากที่ กอ.รมน. ออกมายอมรับว่ามีความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ในการทำ "เอกสารจัดหมวดหมู่กลุ่มและบุคคลทางการเมือง" ซึ่งถูกมองว่าเป็นฐานข้อมูลในการเลือกปฏิบัติการข่าวสาร

เอกสารงบประมาณและแอปพลิเคชัน: ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจหลายครั้งที่ผ่านมา มีการเปิดเผยเอกสารงบประมาณ ผังองค์กร (เช่น ศูนย์ปฏิบัติการสารสนเทศ) รวมถึงการใช้แอปพลิเคชันเฉพาะกลุ่มในการประสานงานสั่งการให้บัญชีอวตาร (Avatar) เข้าไปกดไลก์ กดแชร์ หรือคอมเมนต์โจมตีนักวิชาการ นักการเมืองฝ่ายตรงข้าม และผู้เห็นต่างจากรัฐ

3. หลักฐานทางเทคโนโลยีจากแพลตฟอร์มระดับโลก

ในอดีต แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่เคยสั่งปิดบัญชีที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพไทย:

Twitter (X) และ Facebook: เคยมีการแถลงการณ์สั่งระงับบัญชีผู้ใช้จำนวนมากในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เนื่องจากตรวจสอบพบพฤติกรรม Coordinated Inauthentic Behavior (CIB) หรือการประสานงานร่วมกันอย่างไม่เป็นธรรมชาติเพื่อบิดเบือนข้อมูล โดยเครือข่ายเหล่านั้นระบุพิกัดและมีความเชื่อมโยงชัดเจนกับหน่วยงานความมั่นคงและกองทัพ

มุมมองของ กอ.รมน. และฝ่ายความมั่นคง ที่ผ่านมา กอ.รมน. มักจะชี้แจงว่า หน่วยงานดำเนินงานตามกรอบกฎหมายเพื่อดูแลความมั่นคงของชาติ และการทำหน้าที่ด้านข้อมูลข่าวสารนั้นเป็นการ "สร้างความตระหนักรู้และแก้ไขข้อบังคับบิดเบือน" เพื่อปกป้องสถาบันหลักและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน ไม่ใช่การมุ่งโจมตีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

สรุปได้ว่า จากเดิมที่เรื่อง IO ถูกมองว่าเป็นเพียงข่าวลือหรือข้อกล่าวหาทางการเมือง แต่ในปัจจุบัน มีพยานหลักฐานทั้งเอกสารงบประมาณ บัญชีเครือข่ายที่ถูกแพลตฟอร์มสากลแบน และล่าสุดคือ "คำพิพากษาของศาล" ที่ยืนยันว่าปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารในลักษณะด้อยค่าและโจมตีผู้เห็นต่างโดยหน่วยงานความมั่นคงนั้น มีอยู่จริงครับ
17 hours ago
·
วันนี้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เห็นว่า

กอ.รมน. ทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารต่อคุณอังคณา และ คุณอัญชนา จริง เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายสร้างความเสียหาย ต้องชดใช้ค่าเสียหาย

ปลายปีที่แล้วศาลปกครองชั้นต้นอ่านคำพิพากษา เชื่อว่า
 
กองทัพบกทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารต่อ สฤณี วิญญุ ยิ่งชีพ จริง เชื่อว่าหลักฐานทั้งหมดเป็นเอกสารจริง ที่กองทัพออกเป็นเอกสารปลอมนั้นศาลไม่เชื่อ และยืนยันว่าปฏิบัติการแบบนี้ของรัฐเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย
วันก่อน กอ.รมน. ท่านหนึ่ง มาบอกว่าไม่เคยทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารขณะที่เพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ ให้การว่าเคยทำแต่เลิกไปแล้ว เพราะโดนตัดงบประมาณ 

ก่อนหน้านี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้เชี่ยวชาญพิเศษแห่งสหประชาชาติตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วก็มีความเห็นทำนองเดียวกัน ว่ารัฐไทยไม่อาจปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารต่อประชาชนได้ 
...

Yingcheep Atchanont 
5 hours ago
·
ที่แปลก คือ กอ.รมน. ออกแถลงการณ์มาฉบับนึงทันทีในวันนี้ บอกว่า "น้อมรับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์" และกอ.รมน. จะปฏิบัติตามกฎหมาย ... แปลว่าอะไรนะ???

ถ้าเรามั่นใจว่า เราไม่ได้ทำแน่ๆ สิ่งที่จะทำคือ ยืนยันว่าชั้นไม่ผิดชั้นจะยื่นฎีกา ส่วนเรื่องความเคารพต่อศาลก็ต้องมี ไม่เห็นด้วยก็ต้องพูดได้ ก็ยังอธิบายต่อสาธารณะได้ แต่ศาลพิพากษาอย่างไรแล้วก็เป็นไปตามนั้น ที่ออกมาบอกว่า น้อมรับ คือ รับสารภาพแล้วเหรอว่าทำไอโอใส่ประชาชนจริง ...




ขณะที่ชาวอัลบาเนียประท้วงเป็นวันที่สิบแล้ว และมีแนวโน้มจะขยายตัวขึ้น เพื่อต่อต้านโครงการพัฒนาที่พักตากอากาศหรูในเมืองซเวร์เนค และโครงการพัฒนาที่วางแผนไว้บนเกาะซาซาน คลิปข้างล่าง อธิบายว่า: การปฏิวัติฟลามิงโกคืออะไร และทำไมผู้ประท้วงถึงโกรธแค้นจาเร็ด คุชเนอร์ และอิวานกา ทรัมป์?


 



https://x.com/MiddleEastEye/status/2065110907122798660
.....

ขณะที่ชาวอัลบาเนียประท้วงเป็นวันที่สิบแล้ว เพื่อต่อต้านโครงการพัฒนาที่พักตากอากาศหรูในเมืองซเวร์เนค และโครงการพัฒนาที่วางแผนไว้บนเกาะซาซาน Middle East Eye อธิบายว่า: การปฏิวัติฟลามิงโกคืออะไร และทำไมผู้ประท้วงถึงโกรธแค้นจาเร็ด คุชเนอร์ และอิวานกา ทรัมป์?

นับตั้งแต่มีการประกาศข้อตกลงในปี 2024 นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมได้เตือนถึงผลกระทบที่ร้ายแรงจากการก่อสร้างในพื้นที่คุ้มครองเหล่านี้ ซึ่งมีความสำคัญต่อฝูงนกอพยพ แมวน้ำพระ และสัตว์ป่าอื่นๆ อีกมากมาย

เมื่อคลิปวิดีโอของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจากบริษัทเอกชนลากผู้ประท้วงที่ปฏิเสธการก่อสร้างที่พักตากอากาศในซเวร์เนคแพร่กระจายไปทั่ว การประท้วงก็ปะทุขึ้น โดยใช้สัญลักษณ์ของนกฟลามิงโก ซึ่งเป็นหนึ่งในนกอพยพที่มาเยือนทะเลสาบแห่งนี้เป็นประจำ



ประชาไทชวน 'นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช' อดีตเลขาธิการนายกฯ มาถอดบทเรียนว่า 'นโยบายแก้ปัญหาสัญชาติ สถานะบุคคล' เกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมถึงสำคัญกว่าที่หลายคนคิด


ถอดหลักคิด 'นโยบายแก้ปัญหาสัญชาติ สถานะบุคคล' | พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช

Prachatai

Jun 11, 2026

เกือบ 5 แสนคนที่อยู่ในไทยมาหลายสิบปี ยังรอสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับ หลายคนยังทำงานไม่ได้ เดินทางไม่ได้ แม้แต่เงินชดเชยน้ำท่วมก็เอื้อมไม่ถึง แม้พวกเขาได้รับการสำรวจ ตรวจสอบ ลงทะเบียนไว้ในระบบแล้วตั้งแต่ปี 2554 เพื่อเข้ากระบวนการพิจารณาใบถิ่นที่อยู่ถาวรหรือสัญชาติตามกฎหมาย แต่ก็ยังไม่มีเอกสารรองรับว่าเป็นคนไทย เนื่องจากความล่าช้าของกระบวนการ

มติ ครม. รัฐบาลเศรษฐาเร่งกระบวนการพิสูจน์สิทธิจากนับปีให้เหลือ 5 วัน และใน 1 ปีที่ผ่านมา ช่วยให้คน 1.4 แสนคนมีเอกสารถูกต้องตามกฎหมาย แต่มติ ครม. นี้กำลังจะหมดอายุวันที่ 30 มิ.ย. ที่จะถึง แต่ยังเหลืออีกกว่า 3.4 แสนคนที่รอเอกสาร

ประชาไทชวน 'นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช' อดีตเลขาธิการนายกฯ มาถอดบทเรียนว่านโยบายนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมถึงสำคัญกว่าที่หลายคนคิด

อ่านบทสัมภาษณ์เต็มที่ลิงก์:
https://prachatai.com/journal/2026/06/117622




คดีของ บรูโน ลาฟงต์ (Bruno Lafont) และบริษัท ลาฟาร์จ (Lafarge) ในฝรั่งเศส ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สั่นสะเทือนแวดวงกฎหมายธุรกิจและสิทธิมนุษยชนระดับโลกอย่างแท้จริง เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 80 ปีที่ซีอีโอต้องโทษจำคุกจากสิ่งที่บริษัทของตนได้กระทำลงไป

For the first time in almost 80 years, a ceo is going to prison for what his company did

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1439711898202552&set=a.634822885358128
.....

เมื่อเดือนที่แล้ว ในขณะที่ผู้พิพากษาในศาลกรุงปารีสกำลังอ่านคำพิพากษาจนจบ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เดินเข้าไปจับกุมนายบรูโน ลาฟงต์ (Bruno Lafont) วัย 69 ปี ซึ่งเป็นอดีตซีอีโอของบริษัท ลาฟาร์จ (Lafarge) ผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่ที่สุดของโลก ปัจจุบันเขาต้องรับโทษจำคุกเป็นเวลา 6 ปี ส่วนอดีตผู้บริหารระดับสูงที่เป็นมือขวาของเขาก็ถูกตัดสินจำคุก 5 ปีเช่นกัน

โดยปกติแล้ว เมื่อบริษัทต่างๆ ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงเพื่อแลกกับผลกำไร ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำ การปล่อยยาเสพติดร้ายแรงเข้าสู่ชุมชน หรือการให้เงินทุนสนับสนุนความรุนแรงเพื่อให้โรงงานยังคงดำเนินกิจการต่อไปได้ บทลงโทษที่มักเกิดขึ้นก็เป็นเพียงแค่การสั่งปรับเงินเท่านั้น บริษัทจ่ายค่าปรับไป ผู้บริหารก็ยังคงรักษาตำแหน่งงานไว้ได้ หรือไม่ก็เกษียณอายุอย่างเงียบๆ หรือย้ายไปดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารของบริษัทอื่น โดยแทบไม่มีใครต้องรับโทษจำคุกเป็นการส่วนตัวเลย ซึ่งเราพบเห็นเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้บ่อยครั้งในอุตสาหกรรมยา

แต่คำพิพากษาในคดีนี้อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

สิ่งที่ลาฟาร์จได้กระทำลงไปจริงๆ

ในช่วงปี 2013 ถึง 2014 ขณะที่ประเทศซีเรียกำลังตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง ลาฟาร์จได้จ่ายเงินจำนวนประมาณ 6.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้แก่กลุ่มไอซิส (ISIS) และกลุ่มอื่นๆ อีกสองกลุ่มที่ถูกขึ้นบัญชีว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย เงินจำนวนนี้แลกมาซึ่งสิทธิ์ในการผ่านทางอย่างปลอดภัย ณ ด่านตรวจของกลุ่มไอซิส ซึ่งช่วยให้โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ของบริษัทในซีเรียสามารถดำเนินงานและสร้างรายได้ต่อไปได้

นาเดีย มูราด (Nadia Murad) เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และชาวเยซิดีผู้รอดชีวิตอีกกว่า 400 คน ซึ่งล้วนเป็นพลเมืองสหรัฐฯ ได้ยื่นฟ้องบริษัทลาฟาร์จโดยตรง โดยพวกเขาระบุว่าเงินที่บริษัทจ่ายไปนั้นมีส่วนช่วยสนับสนุนทางการเงินให้แก่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเยซิดี ไม่ว่าจะเป็นการสังหารหมู่ การตกเป็นทาสทางเพศ และการลักพาตัวผู้หญิงและเด็กจำนวนหลายพันคน

ข้อมูลในคำฟ้องระบุด้วยว่า ปูนซีเมนต์ของลาฟาร์จเองยังถูกนำไปใช้ก่อสร้างอุโมงค์ใต้ดินและบังเกอร์ ซึ่งกลุ่มไอซิสใช้เป็นสถานที่กักขังตัวประกันชาวเยซิดี

ในขณะที่พนักงานชาวยุโรปประจำโรงงานได้รับการอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย แต่คนงานชาวซีเรียกลับถูกสั่งให้ทำงานต่อไป พวกเขาต้องเดินทางผ่านด่านตรวจท่ามกลางกระสุนจากพลซุ่มยิง เสี่ยงต่อการถูกลักพาตัว และต้องมาทำงานในพื้นที่ที่มีการสู้รบจริง เพียงเพราะต้องการให้การผลิตและขนส่งปูนซีเมนต์ดำเนินต่อไปได้โดยไม่หยุดชะงัก

ในระหว่างการอ่านคำพิพากษา ผู้พิพากษาได้กล่าวถ้อยคำที่ยังคงติดตรึงอยู่ในใจของข้าพเจ้านับตั้งแต่ได้อ่านมัน "ดิฉันพยายามจะทำให้พวกคุณเข้าใจ" เธอกล่าวกับเหล่าผู้บริหาร "ว่าการตัดสินใจที่เกิดขึ้นในห้องทำงานของพวกคุณ ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรนั้น ได้กลายสภาพเป็นกระสุนปืนคาลาชนิคอฟและคราบเลือดได้อย่างไร"

การมองเห็นภาพผลกระทบที่ตามมาเป็นทอดๆ (downline thinking) เช่นนี้แหละคือสิ่งที่เรียกว่าความรับผิดชอบ และเป็นสิ่งที่เราพยายามนำเสนอแก่ผู้อ่านมาตลอด 17 ปี นั่นคือแนวคิดที่ว่า ในฐานะสังคม เราจำเป็นต้องไตร่ตรองให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่เราสร้างสรรค์ขึ้นและผลกระทบที่จะตามมาในภายหลัง แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงความพึงพอใจในระยะสั้น

ในการต่อสู้คดี ลาฟงต์ (Lafont) กล่าวต่อศาลว่าเขาไม่ได้อ่านอีเมลที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการจ่ายเงินเหล่านั้น คำพูดของเขาที่ตรงประเด็นและยากจะหาคำใดมาอธิบายได้ดีไปกว่านี้คือ "ผมไม่ใช่คนยุคอินเทอร์เน็ต" (I'm not a child of the internet) ส่วนอดีตรองผู้บริหารของเขากล่าวอย่างตรงไปตรงมามากกว่า โดยยอมรับต่อศาลว่ากลุ่มผู้รับเงินนั้นถูกระบุไว้ในเอกสารว่าเป็น "กลุ่มก่อการร้ายหัวรุนแรง" แต่เขาก็ยังคงอนุมัติการจ่ายเงินให้กลุ่มดังกล่าวต่อไป เมื่อผู้พิพากษาซักไซ้ไล่เลียง เขาจึงกล่าวว่าพวกเขาต้องเลือกระหว่างทางเลือกที่เลวร้ายสองทาง ผู้พิพากษาถามย้ำว่า "ทางเลือกที่เลวร้ายที่สุด กับทางเลือกที่เลวร้ายน้อยกว่าใช่ไหม" เขาตอบว่า "ถูกต้องแล้วครับ"

หากแปลความหมายจากภาษากฎหมายให้เข้าใจง่าย ข้อแก้ต่างของพวกเขาก็คือสิ่งที่ไม่น่าแปลกใจเลย นั่นคือ "เราต้องเลือกระหว่างการสูญเสียผลกำไรกับการสนับสนุนการก่อการร้าย และเราเลือกทางเลือกที่ส่งผลกระทบทางการเงินน้อยกว่าต่อบริษัท"

การตัดสินใจในลักษณะนี้เกิดขึ้นอยู่ทั่วไปในโลกยุคปัจจุบัน ภายใต้โครงสร้างที่เป็นอยู่ เหล่าซีอีโอต่างดำเนินงานโดยยึดตามแรงจูงใจและหน้าที่ความรับผิดชอบในการรักษาผลประโยชน์ขององค์กร (fiduciary responsibility) ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้ว สิ่งเหล่านี้มักเปิดช่องให้พวกเขาสามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้อย่างแนบเนียนในกรณีส่วนใหญ่

ต้องขอย้ำว่า เรื่องราวนี้ไม่ใช่เรื่องของบุคคลที่มีจิตใจชั่วร้าย แต่เป็นเรื่องของระบบที่หล่อหลอมให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจต้องชั่งน้ำหนักสองสิ่งบนตาชั่งเดียวกัน แล้วเลือกสิ่งที่ช่วยปกป้องรายได้ขององค์กรไว้ ตรรกะของการแข่งขันเพื่อผลประโยชน์สูงสุดโดยไม่คำนึงถึงมาตรฐาน (race to the bottom) ซึ่งฝังรากลึกอยู่ในโครงสร้างแรงจูงใจสมัยใหม่นั้น มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางทางศีลธรรม ก่อนที่ผู้บริหารคนใดคนหนึ่งจะลงนามอนุมัติการจ่ายเงินเสียอีก

ท้ายที่สุด ศาลไม่หลงเชื่อคำแก้ต่างของซีอีโอ และผู้พิพากษาอิซาเบลล์ พรีโวสต์-เดสเพรซ (Isabelle Prévost-Desprez) ได้กล่าวถึงพฤติกรรมดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ "แสดงถึงความไร้ศีลธรรมอย่างน่าตกตะลึง" (stunningly cynical) ศาลสั่งปรับบริษัทเป็นเงิน 1.12 ล้านยูโร สั่งริบทรัพย์สินมูลค่า 30 ล้านยูโร และตัดสินโทษจำคุกแก่เหล่าผู้บริหาร ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญยิ่งกว่าแค่เรื่องค่าปรับ

หากจะเข้าใจว่าทำไมคำตัดสินนี้ถึงเป็นเรื่องใหญ่ คุณต้องเข้าใจก่อนว่ามีสิ่งใดบ้างที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยตลอดช่วง 8 ทศวรรษที่ผ่านมา

คดีที่เทียบเคียงกันได้ชัดเจนที่สุดย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1947 เมื่อผู้บริหารของ I.G. Farben ซึ่งเป็นบริษัทเคมีภัณฑ์ของเยอรมนีที่เป็นผู้จัดหาก๊าซพิษสำหรับใช้ในค่ายกักกันของนาซี ถูกนำตัวขึ้นศาลที่เมืองนูเรมเบิร์ก ผลปรากฏว่าจำเลยส่วนใหญ่พ้นผิด ส่วนน้อยที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดกลับได้รับโทษสถานเบาและได้รับการลดหย่อนโทษอย่างเงียบเชียบในเวลาต่อมา แม้จะมีการวางบรรทัดฐานทางกฎหมายไว้ว่า ทั้งองค์กรธุรกิจและผู้นำองค์กรอาจต้องรับผิดทางอาญาต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการใช้ผลิตภัณฑ์ของตน แต่บรรทัดฐานดังกล่าวกลับถูกปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ โดยไม่มีการนำมาบังคับใช้จริงจังตลอด 80 ปีหลังจากนั้น

ในระหว่างนั้น เมื่อบริษัทต่างๆ ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้คน มาตรการตอบโต้ที่เป็นมาตรฐานมักเป็นเพียงแค่การสั่งปรับเงิน ในหลายกรณี ค่าปรับเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นเพียงต้นทุนทางธุรกิจปกติ โดยจ่ายออกจากรายได้ส่วนหนึ่งในขณะที่รายได้ส่วนที่เหลือยังคงไหลเข้าบริษัทตามปกติโดยไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

เมื่อค่าปรับมีมูลค่าสูงจนอาจส่งผลกระทบต่อผลกำไร สิ่งที่ตามมามักเป็นการตอบโต้อย่างรุนแรงต่อผู้ที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องความยุติธรรม ยกตัวอย่างเช่น Chevron ที่ยอมทุ่มเงินราว 2 พันล้านดอลลาร์เพื่อยืดเยื้อการต่อสู้ทางกฎหมายกับทนายความที่เอาชนะพวกเขาได้ในศาลเอกวาดอร์ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการก่อมลพิษในป่าแอมะซอน

การสั่งปรับเงินเป็นเพียงธุรกรรมทางการเงินอย่างหนึ่ง แต่โทษจำคุกนั้นเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง เพราะมันทำให้บุคคลต้องเข้ามารับผิดชอบด้วยตนเอง และนั่นจะเปลี่ยนวิถีการดำเนินงานของบริษัทต่างๆ นับจากนั้นเป็นต้นไป ระบบจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบตรวจสอบได้ มิฉะนั้น แรงจูงใจเรื่องผลประโยชน์ก็จะยังคงเป็นฝ่ายชนะเสมอ

ข่าวดีก็คือ คำตัดสินนี้ถือเป็นการสั่นคลอนความเชื่อเดิมที่ว่า ผู้มีอำนาจตัดสินใจในองค์กรธุรกิจสามารถลอยตัวอยู่เหนือผลกระทบจากการกระทำของบริษัทตนเองในโลกความเป็นจริงได้

แต่ตรงจุดนี้เองที่ผมอยากจะชะลอเรื่องราวสักนิด เพราะยังมีคำถามสำคัญที่ควรต้องถามกัน:

ทำไมคดีนี้ถึงจบลงด้วยโทษจำคุก ในขณะที่กรณีของ Chevron ในเอกวาดอร์กลับไม่เป็นเช่นนั้น? หรือกรณีที่ผู้บริหารของ Purdue Pharma รอดพ้นจากความผิด? รวมถึงกรณีของ Pfizer, Monsanto หรือบริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่ต่างๆ ด้วย?

คำตอบส่วนหนึ่งที่ตรงไปตรงมาก็คือ การจ่ายเงินของ Lafarge นั้นมีส่วนช่วยสนับสนุนเครือข่ายที่ก่อเหตุสังหารพลเรือนชาวฝรั่งเศสบนแผ่นดินฝรั่งเศสในท้ายที่สุด สิ่งนี้ทำให้บริบททางการเมืองของการดำเนินคดีแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากกรณีอื่นๆ เช่น การวางยาพิษในแม่น้ำของชนพื้นเมืองในลุ่มน้ำแอมะซอน การปล่อยให้ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ทะลักเข้าท่วมเมืองในชนบทของสหรัฐฯ หรือความเสียหายอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่อยู่ในนิยามของ "อาชญากรรมร้ายแรง" ตามมุมมองของรัฐตะวันตก

ระบบกฎหมายที่เรามีอยู่นั้น โดยพื้นฐานแล้วก็คือระบบเดิมที่ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิของกลุ่มทุนในการแสวงหาผลประโยชน์จากชุมชนที่ถูกมองว่า "เป็นสิ่งที่ไม่สำคัญและตัดทิ้งได้" มาโดยตลอด

ดังนั้น คำตัดสินนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญไปข้างหน้า แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นเครื่องเตือนใจถึงเส้นแบ่งที่ดำรงอยู่ว่า ใครบ้างที่ได้รับความคุ้มครองและใครบ้างที่ไม่ได้รับ ซึ่งทั้งสองประเด็นนี้ล้วนเป็นความจริง ชัยชนะครั้งนี้เป็นเรื่องจริง และความเหลื่อมล้ำก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน การแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ก็เท่ากับการมองสถานการณ์ตามความเป็นจริงไม่ออกนั่นเอง

ก้าวต่อไปจะเป็นอย่างไร

มีคดีความที่เกี่ยวข้องอีกหลายคดีกำลังดำเนินอยู่ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีนี้ ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจะกำหนดให้บริษัทขนาดใหญ่ต้องระบุและจัดการกับปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทานของตน ซึ่งหากไม่ปฏิบัติตามก็จะมีบทลงโทษตามมาจริง

เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว คณะลูกขุนของศาลรัฐบาลกลางในนิวยอร์กตัดสินให้ BNP Paribas มีความรับผิดในฐานะผู้สนับสนุนการก่ออาชญากรรมร้ายแรงในซูดาน ส่วนคดีของ Lundin Oil ในสวีเดน ซึ่งมีลักษณะโครงสร้างคดีคล้ายคลึงกับกรณีของ Lafarge ก็คาดว่าจะมีการตัดสินในเร็วๆ นี้ และน่าจะตามมาด้วยการพิจารณาคดี Lafarge ในลำดับถัดไป ซึ่งเป็นข้อหาเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลที่สมเหตุสมผลเกี่ยวกับกระแสต่อต้าน รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดที่เคยคว่ำบาตรผู้รายงานพิเศษของ UN เพียงเพราะทำรายงานเรื่องการมีส่วนร่วมของบริษัทเอกชนในเหตุการณ์ที่กาซา, สนับสนุนคำตัดสินให้ Greenpeace ต้องจ่ายค่าเสียหายถึง 660 ล้านดอลลาร์จากการคัดค้านท่อส่งน้ำมัน และลดทอนอำนาจการกำกับดูแลของ EPA ลงอย่างมากนั้น ย่อมไม่ยอมรับกระแสคำตัดสินที่เรียกร้องความรับผิดชอบเหล่านี้โดยนิ่งเฉยแน่

กระบวนการเรียกร้องความรับผิดชอบนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายหรือรวดเร็ว ผมทำงานด้านนี้มา 17 ปี และเรื่องราวส่วนใหญ่ที่ผมติดตามหรือนำมาพูดถึงนั้นไม่ได้นำไปสู่การรับผิดชอบที่แท้จริงเสมอไป ยกตัวอย่างเช่น การทดลองวัคซีนโควิดของ Pfizer ที่มีการฉ้อฉล ซึ่งปัจจุบันเราแทบไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้กันแล้ว หรือลองดูความล้มเหลวในการเอาผิดเครือข่ายของ Epstein สิครับ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราท้อแท้ แต่เพื่อให้เราตระหนักถึงอำนาจของระบบที่เป็นอยู่ และรักษาความมุ่งมั่นอดทนในการทำงานเพื่อสร้างโลกที่ดีกว่าเดิม

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวทั้งหมดนี้ยังคงต้องอาศัยกระบวนการในชั้นศาล การนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน และผู้คนที่ยอมอุทิศเวลาหลายปีเพื่อผลักดันประเด็นที่กลุ่มผู้มีอิทธิพลต้องการจะฝังกลบให้มิด ไม่มีเครื่องมือใดเพียงพอที่จะจัดการเรื่องนี้ได้โดยลำพัง แต่เมื่อนำมารวมกันและขับเคลื่อนไปอย่างช้าๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยเปลี่ยนแปลงขอบเขตของสิ่งที่ผู้มีอิทธิพลจะสามารถกระทำได้โดยลอยนวลพ้นผิด

ข่าวดีก็คือ ผู้พิพากษาในกรุงปารีสได้ขีดเส้นแบ่งที่ไม่ได้มีการขีดกันมานานถึง 80 ปี และเส้นแบ่งนั้นก็ได้เกิดขึ้นจริงแล้ว คำถามต่อไปคือ เราจะเลือกสร้างสิ่งใดต่อยอดจากจุดเริ่มต้นนี้

---

โดย Joe Martino ผู้ก่อตั้ง CE


ตำรวจไทยได้เผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดของบุคคลที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยหลักในเหตุระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหมเอราวัณ สองคนนี้อาจเป็นตัวจริงก็ได้ แต่ยังมีคำถามดูเหมือนว่า กระบวนการพิสูจน์ยังไม่ได้ทำให้สิ้นสงสัย ชัดเจน โปร่งใสเพื่อให้แน่ใจว่าลงโทษถูกคน


Bangkok bomb: CCTV shows suspect's route

World News

Aug 21, 2015

CCTV pictures of the main suspect in the bombing at Bangkok's Erawan Shrine have been released by Thai police. 

The images show the suspect's journey to and from the shrine, where a bomb was detonated on Monday.

Jonathan Head explains what is known about the suspect's movements.

https://www.youtube.com/watch?v=jzJJG3swzH8
.....

Noi Thamsathien
6 hours ago
·
วันนี้ศาลตัดสินประหารชีวิตอุยกูร์สองคนที่เป็นจำเลยในคดีระเบิดพระพรหมเอราวัณ เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อสิบเอ็ดปีที่แล้ว คนตายยี่สิบคนเจ็บเกินร้อย หนึ่งในจำเลยคือยูซุฟู ไมเรียลลี่ร้องในศาลว่าไม่ยอมรับคำตัดสิน ว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิดและว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยตายแล้ว

เราตามข่าวนี้ในสื่อไทยสองรายและจากสื่อตปท.อีกสี่ราย มันมีความรู้สึกว่าคนที่จะทำรายงานข่าวชิ้นนี้ได้อย่างน่าสนใจต้องเป็นคนที่มีภูมิหลังพอสมควร เพื่อไม่ให้เป็นแค่รายงานตามน้ำ ศาลว่าอะไร ปฎิกิริยาของจำเลยเป็นอย่างไรและทนายบอกว่าจะอุทธรณ์ ฯลฯ

คือเราสนใจคดีนี้เพราะมันเกิดขึ้นขณะที่เรายังทำข่าวอยู่และตอนที่เดินจากมารู้สึกว่าคดีมันประหลาด ในวันเกิดเหตุเราไม่ได้อยู่กรุงเทพฯ แต่รู้ว่าในช่วงนั้นผู้ใช้โซเชียลกระหน่ำแชร์ภาพคนเจ็บคนตาย คือที่จริงแค่เจ็บและตายก็แย่อยู่แล้วแต่ยังถูกกระทำซ้ำเติมทำให้ภาพที่ย่ำแย่ของพวกเขาปรากฎทั่วไปอีก เราว่านี่เป็นความบอบช้ำที่ผู้คนกระทำต่อกันแบบที่ไม่อาจเยียวยาได้ ในขณะที่กระบวนการสืบสวนสอบสวนนั้นมีเรื่องให้ร้องเอ๊ะได้ทุกขั้นตอนก็ว่าได้
 
คดีนี้คนติดตามกันมากขนาดว่าตอนที่ตำรวจเอาผตห.ไปทำแผนถึงกับปิดสี่แยกราชประสงค์ ตร.เอาหนึ่งในผตสส.ใส่เสื้อเหลืองสะพายเป้แบบในภาพของคนที่เชื่อว่าเป็นมือระเบิดไปเดินที่พระพรหม ภาพนั้นทำให้โดนวิจารณ์ยับ แต่ไม่รู้ว่าท้ายที่สุดแล้วเข้าใจหรือไม่ว่าเพราะอะไรถึงถูกวิจารณ์
 
เรายังจำได้ว่าตอนนั้นพล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริเป็นโฆษกสนง.ตร.แห่งชาติ แกเป็นคนที่ตอบคำถามสื่อได้ลื่นไหลมาก ที่จำได้คือเสียงเรียกสายของแกเป็นอินโทรเพลง Sway ได้ยินแล้วร้องบร้ะว่านายตร.คนนี้ไม่ธรรมดา แต่ฟังโฆษกยังไม่อลังการ์เท่าฟังทีมงานสอบสวนแถลงและทุกครั้งที่วิ่งไปฟัง เราเชื่อว่านักข่าวส่วนใหญ่ตอนนั้นพบว่าหลายเรื่องมันอธิบายตัวเองไม่ได้ มีข้อสงสัยแม้กระทั่งว่านี่ตัวจริงหรือไม่ ตอนหลังมาโฆษกหายไปเสียเฉยๆ แล้วคดีก็ปิดไปดื้อๆทั้งที่มีประเด็นที่ตอบคำถามไม่ได้อีกมากมาย แล้วพอเป็นคดีในศาลก็มีปัญหาตั้งแต่หาล่ามที่ดีไม่ได้ ล่ามคนแรกติดคดียาเสพติด ล่ามคนถัดๆมาก็ไม่รู้ยังไง คือการจะหาคนพูดภาษาของพวกเขาได้มันยากเย็นมาก

แล้วตอนขึ้นศาลหนหนึ่งจำเลยโวยวายต่อหน้าสื่อว่าเขาถูกทรมาน เรื่องนี้กลับไม่มีการตรวจสอบอย่างที่ควร คดีใช้เวลาเกินสิบปีท่ามกลางความไม่แน่ใจเรื่องของการสื่อสารของจำเลยกับคนรอบตัวรวมทั้งปัญหาอีกมากมาย ข้อเท็จจริงหลายอย่างมันทำให้ทุกเรื่องตีความไปได้หลายทาง เช่นอุยกูร์เป็นกลุ่มคนที่หลบหนีจากจีนทำให้พวกเขามีพฤติกรรมลับๆล่อๆแต่โดยนัยหนึ่งพวกเขาก็เป็นเหยื่อและสิ่งที่ทำอาจผิดแต่ไม่เกี่ยวกับกรณีนี้ ขณะที่จีนบอกว่าอุยกูร์ต่อต้านจีน มีเครือข่ายก่อการร้ายซึ่งก็เป็นข้อมูลที่ต้องนำมาประกอบว่ามันมีส่วนแค่ไหนหรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางข้อมูล/แง่มุมมากมายที่ถูกทิ้งไว้ในห้วงเวลาที่ยาวนาน นักข่าวที่เคยตามต่างโบกมืออำลาไปทีละคนรวมทั้งเรา เอ็นจีโอที่เคยตามก็ไปเหมือนกัน คดีนี้กลายเป็นอีกคดีที่เหมือนจะอยู่แต่ไม่อยู่ คือคดีเดินหน้าแต่รายละเอียดที่มันสำคัญหายไป และในกรณีนี้มันก็เป็นแบบที่เขาว่ากัน the devil is in the details เมื่อรายละเอียดที่เป็นปัญหามันตกหล่นหายไป มันก็เหมือนทุกอย่างมันโอเคทั้งที่ความจริงมันอาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ทั้งสองทาง ปัญหาคือกระบวนการสอบสวนมันตอบโจทย์ไหม ถ้ามันไม่ตอบโจทย์ ปลายน้ำคือกระบวนการของคดีในศาลมันจะตอบหรือ

เรายกให้โจนาธาน เฮดของบีบีซีรายงานได้มีมิติมากที่สุด เขาบอกคนอ่านว่ากระบวนการดำเนินคดีนี้มีจุดอ่อน แน่นอนว่าไม่ได้ไล่มาหมดทุกจุดแต่หยิบมาพูดหลายจุดเพื่อให้ภาพว่ามันมีปัญหา อย่างเช่นเฮดพูดเรื่องการเร่งลบหลักฐานที่พระพรหมเอราวัณเพื่อพยายามทำให้สถานการณ์กลับสู่ปกติอย่างรวดเร็ว นี่เป็นประเด็นใกล้เคียงกันกับกรณีสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่ผู้คนพากันทำไปความสะอาดถนนจนเกลี้ยงเกลาในวันถัดไปทั้งๆที่มันคือ crime scene

นักข่าวอีกรายที่เราสนใจงานเขาคือโทนี่ เช็งที่รายงานให้อัลจาซีร่า เช็งมีคลิปเสียงสุนัยพูดชัดว่าคดีมันตอบคำถามไม่ได้ว่าใครสั่งทำและทำทำไม ประเด็นทำทำไมนี้เฮดพูดไว้ว่าตอนนั้นผู้คนเชื่อมโยงคดีนี้กับแอคชั่นรัฐบาลทหารตอนนั้นที่ส่งอุยกูร์ให้จีน แต่แน่ละรัฐบาลปฎิเสธ
 
คำถามต่อกระบวนการของคดีคือสิ่งที่พวกเราคนเสพสื่อควรจะต้องรู้เพื่อให้เท่าทันความท้าทายของสถานการณ์ เพื่อนเราที่เป็นคนเทรนคนทำสื่อคนหนึ่งเคยสรุปหน้าที่ของข่าวไว้อย่างสั้นกุดว่า เราให้ในสิ่งที่ผู้เสพข้อมูลต้องได้สามเรื่อง คือสิ่งที่พวกเขาต้องรู้ สิ่งที่พวกเขาควรรู้ และสิ่งที่พวกเขาอยากรู้ การรายงานแบบไม่มีประเด็นแค่ไหลไปตามเหตุการณ์ก็คือการทำให้เรื่องที่มันไม่ปกติมันกลายเป็นเรื่องปกติ

และเราจะเห็นว่าเรื่องกระบวนการนี้มันมีปัญหาชัดเจน FIDH หรือ International Federation for Human Rights ออกแถลงการณ์ออกมาแล้วจี้หลายประเด็นที่เป็นจุดอ่อนของคดีว่ามันทำให้จำเลยทั้งสองคนเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรมที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ว่ากระบวนการของไทยละเมิดหลักการ ICCPR รวมไปถึงเรื่องถูกซ้อมทรมาน และระบุว่าการควบคุมตัวพวกเขาไม่ชอบด้วยกฎหมาย แถลงการณ์เนื้อหาแรงนะ เปิดดูได้ที่หน้าเวบไซท์ของกลุ่มชื่อนี้
 
เราเองเห็นว่าคนตายและเจ็บที่ต่างก็เป็นผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ล้วนถูกกระทำอย่างไม่ยุติธรรมจากเหตุการณ์ สิ่งที่สังคมจะให้พวกเขาได้คือการเอาคนทำผิดมาลงโทษให้ได้ สองคนนี้อาจเป็นตัวจริงก็ได้ แต่กระบวนการพิสูจน์ต้องทำให้เห็นอย่างสิ้นสงสัย ชัดเจน โปร่งใสเพื่อให้แน่ใจว่าลงโทษถูกคน ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นแบบที่พูดกันว่า มัน add salt to the wound ลองนึกภาพเป็นแผลแล้วเอาเกลือทา คือคนเจ็บคนตายได้รับความไม่เป็นธรรมอยู่แล้ว สังคมเองก็เจ็บปวดเพราะเหตุการณ์ แต่ถ้าลงโทษไม่ถูกคนก็ยิ่งเพิ่มความไม่เป็นธรรมมากขึ้นไปอีกและมันจะให้ภาพว่าเราทำเพื่อให้ตัวเองดูดี ดังนั้นถ้าพิสูจน์ไม่ได้ว่ากระบวนการหนักแน่นแบบเถียงไม่ได้ สิ่งที่ได้มาก็คือชื่อของกระบวนการยุติธรรมที่เสียไป แต่แน่นอนคนจำนวนไม่น้อยคงสะใจเพราะรู้สึกว่ามีคนถูกลงโทษ มีคนเจ็บคนตายต้องมีคนโดนลงโทษ คนจำนวนไม่น้อยจะสนใจแค่นี้ คำถามคือ เราจะเอาอะไรล่ะ


https://www.facebook.com/noi.thamsathien/posts/3396351067198057





ศาลไทยได้พิพากษาประหารชีวิตชายสองคนในคดีวางระเบิดศาลพระเอราวัณเมื่อปี 2558 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 20 คนและบาดเจ็บมากกว่า 100 คน คดีนี้ยืดเยื้อมานานกว่าสิบปี แม้คำถามสำคัญเกี่ยวกับผู้ที่วางแผนการโจมตีครั้งนี้ยังไม่มีคำตอบ







https://x.com/AJEnglish/status/2065139291806634468
.....

ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษาชี้ขาดในคดีนี้เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2026 ซึ่งถือเป็นการปิดฉากการพิจารณาคดีเหตุระเบิดครั้งที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประเทศไทย หลังจากกระบวนการทางกฎหมายดำเนินมายาวนานกว่าทศวรรษ

คำพิพากษาและผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิด

ศาลพิพากษาว่าชายชาวอุยกูร์สองคนจากเขตปกครองตนเองซินเจียงของจีนมีความผิดในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน พยายามฆ่า และครอบครองวัตถุระเบิดโดยผิดกฎหมาย ได้แก่:

บิลาล โมฮัมเหม็ด (หรือที่รู้จักในชื่อ อาเดม คาราแด็ก)
ยูซูฟู ไมไรลี

ทั้งสองคนถูกตัดสินประหารชีวิต อัยการสามารถพิสูจน์ได้ว่าบิลาลเป็นผู้นำกระเป๋าเป้ที่บรรจุระเบิดไปวางไว้ที่ศาลท้าวมหาพรหมเอราวัณเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2015 และไมไรลีเป็นผู้จุดชนวนระเบิดในอีกไม่กี่นาทีต่อมา

เมื่อได้ยินคำพิพากษา ไมไรลีได้ตะโกนปฏิเสธคำตัดสินดังกล่าวภายในห้องพิจารณาคดี โดยยืนยันความบริสุทธิ์ของตนและตะโกนว่า "ขอไว้อาลัยแด่ระบบยุติธรรมของไทย ผมไม่ได้ทำอะไรผิด" ทั้งนี้ ทนายความฝ่ายจำเลยได้ประกาศเจตจำนงที่จะยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาภายในกรอบเวลา 30 วันตามที่กฎหมายกำหนด

เหตุใดการพิจารณาคดีจึงใช้เวลานานถึงทศวรรษ?

การพิจารณาคดีเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2016 แต่ต้องเผชิญกับความล่าช้าอย่างมากจากหลายปัจจัยที่ซ้อนทับกัน:

การเปลี่ยนแปลงเขตอำนาจศาล: เดิมคดีนี้เริ่มพิจารณาในศาลทหารภายใต้รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนจะถูกโอนย้ายมายังศาลอาญาพลเรือนในปี 2019

อุปสรรคด้านภาษา: ศาลประสบปัญหาอย่างต่อเนื่องในการจัดหาและว่าจ้างล่ามภาษาอุยกูร์ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและเป็นกลาง โดยล่ามรายหนึ่งถึงกับถูกถอดถอนหน้าที่หลังจากถูกตั้งข้อหาคดียาเสพติดที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีนี้

เหตุขัดข้องภายนอก: การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ทำให้กำหนดการพิจารณาคดีต้องหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิงเป็นเวลานาน

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบและประเด็นถกเถียง

ดังที่กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนและผู้รอดชีวิตได้ตั้งข้อสังเกต คำพิพากษานี้ยังคงทิ้งความคลุมเครือไว้ว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีที่แท้จริง

ใครคือผู้บงการ? ในเบื้องต้นทางการไทยระบุตัวผู้ต้องสงสัยไว้ 17 คน แต่สามารถจับกุมตัวได้เพียง 3 คนเท่านั้น ผู้ต้องสงสัยคนที่สามซึ่งเป็นหญิงไทยชื่อ นางสาววรรณา สวนสัน ได้รับการตัดสินให้พ้นผิดในปี 2024 เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ส่วนหัวหน้าขบวนการและผู้ให้เงินทุนสนับสนุนแผนการดังกล่าวยังคงไม่สามารถระบุตัวตนได้และยังลอยนวลอยู่

ข้อกล่าวหาเรื่องการบีบบังคับ: ฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่าคำรับสารภาพเบื้องต้นที่ชายทั้งสองให้ไว้ในปี 2015 นั้น ได้มาจากการทรมานและการปฏิบัติอย่างมิชอบในระหว่างที่ถูกควบคุมตัวโดยทหาร อย่างไรก็ตาม คณะผู้พิพากษาทั้งสี่คนตัดสินว่าไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับการบังคับขู่เข็ญ โดยอ้างถึงหลักฐานทางชีวมาตรและหลักฐานแวดล้อมที่มากมายมหาศาลแทน

แรงจูงใจทางการเมืองเทียบกับแก๊งค้ามนุษย์: ในขณะที่รัฐบาลไทยยืนยันในตอนแรกว่าการระเบิดเป็นการแก้แค้นโดยแก๊งค้ามนุษย์ที่ถูกทำลาย ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงกลับเอนเอียงไปทางแก้แค้นทางการเมืองมากกว่า การวางระเบิดเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่ประเทศไทยส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ 109 คนกลับไปยังประเทศจีนอย่างบังคับ ซึ่งชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมเผชิญกับการปราบปรามอย่างเป็นระบบอย่างรุนแรง ข้อเท็จจริงที่ว่าศาลพระเอราวัณเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่เป็นส่วนใหญ่ สนับสนุนทฤษฎีการโจมตีที่มีเป้าหมายทางการเมืองอย่างมาก
.....


Bangkok bomb: 'Scenes of apalling carnage' - BBC News

Aug 17, 2015

A bomb has exploded in the centre of the Thai capital, Bangkok killing at least 16 people and injuring dozens more. Police say the scale of the attack is unprecedented. The bomb went off outside a Hindu shrine in a busy tourist area surrounded by shops and hotels. Witnesses at the scene have described terrible injuries and devastation. The attack took place during rush hour - close to the Erawan Shrine - in the capital's central Chidlom district. Our south east Asia correspondent Jonathan Head is there (you may find some of his report disturbing).

https://www.youtube.com/watch?v=Vk1K_02no1s




https://www.facebook.com/watch/?v=2106066290011329





ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม ราคาที่ต้องจ่ายของคู่ชีวิตนักอนุรักษ์เขมร


ผืนป่าถูกถางออกไปเพื่อทำไร่พืชเชิงเดี่ยวในจังหวัดเกาะกง เป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กลุ่ม Mother Nature Cambodia ใช้เวลาหลายต่อหลายปีเพื่อตีแผ่ออกมา ภาพ : ลูค ดุกเกิลบี/Redux

ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม
ราคาที่ต้องจ่ายของคู่ชีวิตนักอนุรักษ์เขมร


โดย พูง วันทา
9 มิถุนายน 2026
Hard Stories

นักกิจกรรมห้าคนจากกลุ่ม Mother Nature Cambodia ต้องโทษจำคุกถึงแปดปีในกัมพูชาจากการปกป้องสิ่งแวดล้อมในประเทศ ถึงแม้ศาลกัมพูชาไม่เคยพิพากษาลงโทษครอบครัวของนักเคลื่อนไหวทั้งห้าครอบครัวที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังอย่างเป็นทางการ แต่พวกเขาก็ใช้ชีวิตไม่ต่างกับเผชิญบทลงโทษด้วยตนเอง


ทุกครั้งที่ลูกชายตัวเล็กถามเธอว่า “พ่ออยู่ไหนเหรอ” พัท รัคสไม ก็แทบจะพูดไม่ออก

เธอบอกว่าพ่อกำลังยุ่งกับการเรียนอยู่ สิ่งที่เธอทำใจบอกเขาไม่ได้ก็คือ ทุน รฐา นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมผู้ทุ่มชีวิตหลายต่อหลายปีปกป้องผืนป่าและแม่น้ำของกัมพูชา ตอนนี้กำลังต้องโทษจำคุกอยู่

เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2567 ศาลประจำกรุงพนมเปญพิพากษาตัดสินเขาและสหายนักเคลื่อนไหวอีกสี่คนจากกลุ่ม Mother Nature Cambodia (แปลว่า พระแม่ธรรมชาติแห่งกัมพูชา) ด้วยข้อหาก่อการกบฏต่อรัฐบาล เขาถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลาหกปี ลูกคนเล็กของพวกเขายังไม่ทันลืมตาดูโลกด้วยซ้ำในวันที่ถูกนำตัวไป

บรรดากลุ่มเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมและองค์กรสิทธิทั่วโลกต่างประณามคำพิพากษาดังกล่าว ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม Mother Nature Cambodia ที่นำโดยเยาวชนและก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2555 ยืนกรานปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด ทางฝั่งผู้สนับสนุนกล่าวว่า นักกิจกรรมกลุ่มนี้ไม่ได้ทำสิ่งใดเกินเลยไปกว่าแค่การบันทึกและรายงานการทำลายล้างสิ่งแวดล้อมในกัมพูชาเท่านั้น

หลังจากผ่านมาได้เกือบสองปี กระบวนการยื่นอุทธรณ์ที่รอคอยกันมานาน ซึ่งแต่เดิมตั้งกำหนดการไว้ในวันที่ 2 มิถุนายนนั้น กลับถูกเลื่อนออกไปอย่างกะทันหัน ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านนี้ องค์กรภาคประชาสังคมกว่า 70 องค์กรทั่วโลกพร้อมใจกันเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักกิจกรรมเหล่านี้ทันที สำหรับรัคสไมและครอบครัวของนักกิจกรรมคนอื่นๆ นี่นับเป็นตะปูตอกฝาโลงความหวังอีกดอกหนึ่ง

“ลูกๆ สามคนของฉันไม่เคยได้รับความรักหรือการเลี้ยงดูจากพ่อเลย” เธอกล่าวกับ HaRDstories ทางโทรศัพท์

เธอต้องเลี้ยงลูกแทบจะด้วยตัวคนเดียวก็ว่าได้ ลูกคนหนึ่งหกขวบ คนหนึ่งสองขวบ และอีกคนหนึ่งขวบ ทั้งสามคนอาศัยอยู่กับยายในเขตชนบทระหว่างที่เธอเปิดร้านขายของชำเล็กๆ ลูกคนเล็กสองคนแทบจะไม่รู้จักผู้เป็นพ่อเลยด้วยซ้ำ

เมื่อตอนที่รฐาถูกจับกุมตัวเป็นครั้งแรก ลูกชายคนโตของพวกเขาเพิ่งจะอายุได้หกเดือน เมื่อเขาถูกจับกุมตัวอีกครั้งหนึ่ง ลูกชายคนที่สองก็เพิ่งอายุเท่านั้นเช่นกัน ส่วนรัคสไมก็เริ่มตั้งครรภ์ลูกสาวคนเล็ก ทว่า ในตอนนั้นเธอยังคงไม่รู้ตัว

“ฉันเอาแต่เป็นกังวลเรื่องขึ้นศาลจนไม่ทันได้รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ” เธอกล่าว


นักเคลื่อนไหวจากกลุ่ม Mother Nature Cambodia หรือพระแม่ธรรมชาติแห่งกัมพูชา ทุน รฐา (คนที่สองจากขวามือ) กำลังอุ้มลูกชายวัยทารก บอกลาผู้มาให้กำลังใจด้านนอกศาล ณ กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2567 ภาพ : เกอรัลด์ ฟลินท์/Mongabay

งานอันตราย

Mother Nature Cambodia คือหนึ่งในขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ชิงพื้นที่สื่อได้มากที่สุดในกัมพูชา กลุ่มเคลื่อนไหวนี้ต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติในประเทศตั้งแต่เมื่อปี 2555 โดยตีแผ่การทำลายสิ่งแวดล้อมและจัดตั้งชุมชนชาวบ้านให้ลุกขึ้นสู้มาตลอด

แคมเปญของพวกดึงความสนใจได้มาก อีกทั้งยังประสบความสำเร็จอีกด้วย พวกเขามีส่วนช่วยระงับโครงการสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าในหุบเขาอาเร็ง ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะบีบให้ชนเผ่าพื้นเมืองบนเทือกเขาบรรทัด (Cardamom Mountains) ต้องพลัดถิ่นจากบ้านเกิด นอกจากนี้ ก็ยังระดมชาวบ้านต่อต้านโครงการขุดทรายในจังหวัดเกาะกงได้สำเร็จ แนวทางแบบผสมระหว่างการระดมกำลังระดับรากหญ้ากับการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธช่วยให้การเคลื่อนไหวของพวกเขาเป็นที่รับรู้นอกเหนือไปจากแค่ในพรมแดนกัมพูชาเท่านั้น

เมื่อปี 2566 Mother Nature Cambodia ได้รับรางวัล Right Livelihood รางวัลดังกล่าว ซึ่งมักจะเรียกกันว่า รางวัลโนเบลทางเลือก (Alternative Nobel Prize) นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ากลุ่มเคลื่อนไหวนี้ ซึ่งทำงานภายใต้ความเสี่ยงในรั้วประเทศตัวเองมาตลอด วันนี้ได้กลายมาเป็นที่รู้จักในระดับโลกแล้ว

อเลฆานโดร กอนซาเลซ-เดวิดสัน นักรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมชาวสเปน ผู้ก่อตั้งกลุ่มสิทธิดังกล่าว ถูกเนรเทศออกจากประเทศกัมพูชาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2558 หลังจากที่เขานำแคมเปญรณรงค์ต่อต้านโครงการสร้างเขื่อนในหุบเขาอาเร็ง ทางด้านกลุ่มเคลื่อนไหวภาคประชาสังคมได้ยื่นคำร้องต่อรัฐบาลและยื่นคำร้องทุกข์ทูลเกล้าฯ ถวายต่อพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหมุนี กษัตริย์แห่งกัมพูชา แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย

แต่พวกเขาก็ยังเดินหน้าทำแคมเปญกันต่อไป ในท้ายที่สุด กลุ่มก็นำแคมเปญต่อต้านโครงการขุดทรายในบริเวณปากแม่น้ำล จนสามารถกดดันให้รัฐบาลยุติการส่งออกทรายไปยังประเทศสิงคโปร์ได้สำเร็จ นับว่าเป็นชัยชนะครั้งสำคัญ แต่การเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐก็ยิ่งอันตรายขึ้นทุกทีเช่นกัน

เมื่อปี 2563 ลอง กุนเทีย, พวน เกอรัคสไม และทุน รฐา ถูกจับกุมตัวหลังจากที่เป็นแกนนำเดินขบวนประท้วงอย่างสันติไปยังบ้านพักของฮุน เซน ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ในเวลานั้น เพื่อประท้วงโครงการถมทะเลสาบเบิงตะม็อก ทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงพนมเปญ หลังถูกตัดสินโทษฐานยุยงปลุกปั่นไปเมื่อปี 2564 พวกเขาก็ได้รับการปล่อยตัวออกมาชั่วคราวภายใต้เงื่อนไข

เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2567 ศาลประจำกรุงพนมเปญพิพากษาตัดสินโทษนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมทั้งหมดสิบคน บนความผิดฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และวางแผนก่อการกบฏล้มล้างรัฐบาล โดยห้าจากสิบคนนั้นมาจาก Mother Nature Cambodia ติ ได้แก่ ทุน รฐา, ลี จันดาราวุธ, ลอง กุนเทีย, พวน เกอรัคสไม และยิม เลียงไฮ ถูกตัดสินจำคุกระหว่าง 6-8 ปี เลียงไฮยังได้รับโทษเพิ่มเติมความผิดฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์


อเลฆานโดร กอนซาเลซ-เดวิดสัน เดินผ่านทุ่งหญ้าในหุบเขาอาเร็ง เดือนพฤศจิกายนปี 2555 หากวันนั้นโครงการสร้างเขื่อนเดินหน้าไปได้จริง หุบเขาแห่งนี้ก็คงจะจมอยู่ใต้น้ำไปแล้ว เขาถูกเนรเทศออกจากกัมพูชาในอีกสามปีให้หลัง ภาพ : ลูค ดุกเกิลบี/Redux

ผลกระทบอันน่าหวาดกลัว

สำหรับครอบครัวของพวกเขา ข้อกล่าวหาเหล่านี้ชัดเจนอยู่แล้วว่ามีเป้าหมายเพื่ออะไร นักเคลื่อนไหวกลุ่มนี้ได้ใช้เวลาหลายต่อหลายปีบันทึกภาพสิ่งที่ผู้มีอำนาจไม่ต้องการให้ชาวบ้านเห็น ไม่ว่าจะการลักลอบขุดทรายผิดกฎหมาย ทะเลสาบที่ถูกถมดินเพียงในชั่วข้ามคืน พื้นที่ป่าซึ่งถูกถางไปเพื่อผลประโยชน์ของเอกชน และในตอนนี้ พวกเขาห้าคนก็ต้องติดคุกจากการทำเช่นนั้น

“วิดีโอทั้งหมดพูดเรื่องการปกป้องสิ่งแวดล้อม ตีแผ่การคอรัปชันของพวกผู้มีอำนาจทั้งนั้น” รัคสไมกล่าว “คนทั้งโลกมอบรางวัลให้พวกเขา แต่ศาลกัมพูชาจับพวกเขาเข้าคุก นี่มันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด”

ลอง ซกลิน น้องสาวของลอง กุนเทียที่ถูกตัดสินจำคุก ก็ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้เช่นกัน “ไม่มีหลักฐานอะไรเลยว่าพี่สาวฉันต่อต้านหรือวางแผนจะล้มรัฐบาล” เธอกล่าว “ทำไมถึงต้องมาใส่ความเธอแบบนั้นด้วยล่ะ”

ซกลินกล่าวว่า กุนเทียเก็บปัญหาที่เธอต้องเผชิญไว้กับตัวเสมอ ด้วยความที่เธอเป็นคนสงวนท่าทีอยู่แล้ว ก็ไม่ได้เล่าอะไรให้แม่ต้องเป็นกังวล อีกทั้งยังไม่เคยพูดถึงอันตรายที่ต้องเผชิญในการทำงานเลย ในฐานะลูกสาวคนโตของครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว เธอแบกภาระทั้งหมดไว้ด้วยตัวคนเดียวมาตลอด

แต่วันนี้ ภาระการดูแลครอบครัวตกมาอยู่ที่สมาชิกครอบครัวคนอื่น น้องของซกลินสองคนต้องลาออกจากโรงเรียน ซึ่งทางครอบครัวมองว่า ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะความสะเทือนใจจากการที่กุนเทียถูกจำคุก ลูกสาวคนเล็กยังคงเรียนหนังสืออยู่ ตอนนี้เธอเรียนอยู่ชั้นม. 4

การจับกุมนักเคลื่อนไหวระลอกนี้ส่งผลกระทบไปไกลเกินกว่าแค่ครอบครัวของนักกิจกรรมทั้งห้าคนเท่านั้น มวย จันดารา ประธานสมาคมเครือข่ายเยาวชนกัมพูชา (Cambodian Youth Network) กล่าวว่า การพิพากษาตัดสินโทษครั้งนี้นับเป็นการส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนต่อเยาวชนที่จะมาเป็นนักเคลื่อนไหวรุ่นถัดไป

“การจับกุมครั้งนี้ขู่ให้นักกิจกรรมคนอื่นๆ หวาดกลัว เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูเพื่อพยายามปิดปากผู้เห็นต่าง” เขากล่าว

เฮง กุมซูร์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายออกแบบและขับเคลื่อนนโยบายประจำองค์กรอิสระ ‘พันธมิตรความร่วมมือเพื่อสิ่งแวดล้อมและพัฒนาการ’ (Partnership for Environment and Development) กล่าวว่ากรณีนี้เผยให้เห็นการเลือกปฏิบัติแบบสองมาตรฐานอย่างโจ่งแจ้ง

“พวกเขาสืบค้นอาชญากรรมทางทรัพยากรธรรมชาติและตีแผ่บรรดาผู้มีอำนาจที่ฉกฉวยผลประโยชน์จากทรัพยากรนั้น” เธอกล่าว “แต่กลับไม่มีการไต่สวนหรือจับกุมผู้กระทำความผิดเลย ในทางกลับกัน เยาวชนกลับถูกจำคุกแทน”


ลอง กุนเทีย, พวน เกอรัคสไม และลี จันดาราวุธ ณ พื้นที่ชุ่มน้ำเบิงเจิงเอกในกรุงพนมเปญ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2564 ภาพ : แอนดี้ บอล

กุมซูร์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญแห่งประเทศกัมพูชาระบุไว้ว่า พลเมืองมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในกิจการของประเทศได้ แต่ในทางปฏิบัติแล้วนั่น แทบจะไม่ได้ช่วยรับรองอะไรเลย

“มาตรา 35 รับรองว่า พลเมืองมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วน” เธอกล่าว “แต่ชาวบ้านกลับถูกจับกุมแค่เพราะพวกเขาแสดงออกถึงความกังวลเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม”

แยกครอบครัวเพื่อลงโทษ?

รัคสไมต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยเลยในการไปเยี่ยมสามี เธอต้องเดินทางจากจังหวัดกันดาลไปยังเรือนจำด่านตระเปียงพลองในจังหวัดตะโบงคมุม รฐาต้องโทษจำคุกหกปีอยู่ที่นั่น เธอนำอาหารและข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ ที่จำเป็นไปให้เขา

ทางการจงใจสั่งจำคุกนักเคลื่อนไหวห้าคนนี้ในเรือนจำแยกกันห้าแห่งทั่วกัมพูชา ทุน รฐา อยู่ที่ทัณฑสถานพิเศษหมายเลยสามในจังหวัดตะโบงคมุม ลี จันดาราวุธอยู่ที่เรือนจำจังหวัดกันดาล พวน เกอรัคสไมอยู่ที่เรือนจำจังหวัดโพธิสัตว์ ยิม เลียงไฮอยู่ที่เรือนจำจังหวัดกำปงสปือ และลอง กุนเทียอยู่ที่เรือนจำจังหวัดพระวิหาร

ซกลิน น้องสาวของกุนเทีย พร้อมกับครอบครัวของเธอ สามารถไปเยี่ยมกุนเทียได้แค่เดือนละครั้งเท่านั้นระหว่างที่เธอถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำจังหวัดพระวิหาร การจะออกไปเยี่ยมแต่ละครั้ง พวกเขาต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่น้อยเลย ตั้งแต่ค่าเดินทาง ค่าที่พักหนึ่งคืนในจังหวัดพระวิหาร ไปจนถึงการซื้อข้าวของเครื่องใช้และทิ้งเงินไว้ให้กุนเทียใช้ในเรือนจำ

“ตอนนี้เราลำบากเรื่องเงินกันมาก เพราะงั้นเราเลยแวะไปเยี่ยมเธอบ่อยๆ เหมือนเดิมไม่ได้แล้ว” เธอกล่าว

พวกเขาถูกตัดขาดจากครอบครัวกว่า 662 วัน ส่วนทางครอบครัวและทนายความก็เดินทางไปติดต่อพวกเขาได้ลำบาก ซึ่งจำกัดการเข้าถึงสวัสดิการทางสุขภาพและการสนับสนุนทางกฎหมาย

กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิ Licadho ได้ออกมาวิจารณ์การตัดสินแยกจำคุกนักเคลื่อนไหวเหล่านี้ โดยกล่าวว่าแนวทางดังกล่าวทั้งโหดร้ายและเป็นการลงโทษในระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในกัมพูชา

องค์กรดังกล่าวตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การสั่งเคลื่อนย้ายนักโทษต้องขังเช่นนี้ดูจะเป็นการละเมิดนโยบายกักขังนักโทษเมื่อปี 2565 ของกระทรวงมหาดไทย หากอิงตามระเบียบดังกล่าว ทัณฑสถานพิเศษหมายเลขสามมีไว้สำหรับนักโทษที่ต้องโทษจำคุกสิบห้าปีขึ้นไปถึงตลอดชีวิตเท่านั้น ในขณะที่รฐาต้องโทษจำคุกเพียงหกปีเท่านั้น

ทางบรรดากลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิเองก็วิจารณ์ว่า การขังนักโทษแยกจากกันเช่นนี้มีเป้าหมายเพื่อตัดขาดนักกิจกรรมไม่ให้มีการติดต่อกันและให้อยู่ไกลจากครอบครัวของพวกเขา


ทุน รฐา ถือป้ายพร้อมข้อความว่า “ความยุติธรรมตายไปแล้ว” ขณะที่นักกิจกรรมจากกลุ่ม Mother Nature Cambodia เดินขบวนไปยังศาลเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2567 ภาพ : Licadho

“เชือดหนึ่งคน ขู่ได้อีกพันคน”

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2555 นักอนุรักษ์ ชุต วุฒิ ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างการสืบสวนเรื่องการลักลอบตัดไม้เถื่อนในจังหวัดเกาะกง แม้จะผ่านมากว่าสิบปีแล้ว พวกเขาก็ยังหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้

กรณีที่เกิดขึ้นกับเขานับเป็นหมุดหมายหนึ่ง เป็นชั่วขณะสำคัญที่หลายคนต่างก็กล่าวถึงราคาที่ต้องจ่ายในการเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมในกัมพูชา วันนี้ ทางครอบครัวของเขาและกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิยังคงเรียกร้องให้มีการสืบสวนเรื่องนี้อย่างโปร่งใสมวย จันดารา ประธานสมาคมเครือข่ายเยาวชนกัมพูชา กล่าวว่า นักเคลื่อนไหวในประเทศนี้มักจะต้องเผชิญกับชะตากรรมสามรูปแบบด้วยกัน

“มีทั้งการลอบสังหาร อย่างในกรณีที่เกิดขึ้นกับชุต วุฒิ การเนรเทศออกนอกดินแดน อย่างในกรณีของอูท เล็ง และการจับกุมต้องขังอย่างในกรณีของนักเคลื่อนไหวกลุ่ม Mother Nature” เขากล่าว

อูท เล็ง นักกิจกรรมผู้ได้รับรางวัล Goldman Prize คือหนึ่งในนักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมหกคนที่ถูกจับกุมตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2567 ระหว่างการสืบค้นเรื่องการลักลอบตัดไม้เถื่อนที่อุทยานแห่งชาติเวินไทร-เสียมปาง หลังจากที่ถูกตั้งข้อหาบุกรุกโดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมา พวกเขาก็ได้รับการปล่อยตัวโดยไร้ความผิด นักกิจกรรมคนอื่นๆ ไม่เสี่ยงรอดูท่าทีว่าจะเกิดอะไรขึ้นถัดจากนั้น บางคนถึงกับหนีออกนอกประเทศไปแล้วด้วยซ้ำ

เฮง สรอ คือหนึ่งในผู้ที่เลือกหนีออกมาใช้ชีวิตในฐานะผู้ลี้ภัย ปัจจุบัน เขาบอกกับ HaRDstories ว่า ระบบกฎหมายนั้นมีไว้เพื่อลงโทษคนผิดกลุ่ม

“นักกิจกรรมที่ลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติต้องเผชิญกับการตัดสินลงโทษ การต่อสู้ทางกฎหมายและการกดขี่รูปแบบอื่นๆ เพราะว่าไม่มีกฎหมายใดเลยที่ปกป้องพวกเขา” เขากล่าว “หากศาลไม่เลือกเข้าข้างรัฐบาลกับพวกชนชั้นนำ พวกเขาก็คงได้รับความเป็นธรรมไปแล้ว”

เฮง กุมซูร์ จากพันธมิตรความร่วมมือเพื่อสิ่งแวดล้อมและพัฒนาการ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์เช่นนี้เป็นไปตามที่ออกแบบไว้ตั้งแต่แรก และพวกเขาก็รู้กันดี

“จะเรียกว่านี่เป็นแนวทาง ‘เชือดหนึ่งคน ขู่ได้อีกพันคน’ ก็คงไม่ผิดนัก” เธอกล่าว “ในการเลือกลงโทษนักกิจกรรมไม่กี่คนต่อสาธารณะ ทางการได้สร้างความหวาดกลัวท่ามกลางเยาวชนและขู่ให้พวกเขาไม่กล้ามีส่วนร่วมในการทำงานเพื่อสังคม”


ผู้ไว้อาลัยยืนถือภาพ ชุต วุฒิ ในงานศพของเขา ณ จังหวัดกันดาล เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2555 สี่วันหลังนักอนุรักษ์ป่าไม้ผู้นี้ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างการสืบสวนการลักลอบตัดไม้เถื่อนในจังหวัดเกาะกง ภาพ : วิล แบกซ์เตอร์


เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ศาลฎีกากัมพูชาได้ปฏิเสธคำขอให้ปล่อยตัวนักกิจกรรมจากกลุ่ม Mother Nature ทั้งห้าคน ทางกระทรวงยุติธรรมกล่าวว่า การตัดสินดังกล่าวอยู่ในขอบเขตอำนาจอย่างเป็นอิสระของศาล ตามที่ได้มีการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญของประเทศกัมพูชา แต่ทางกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิไม่คิดเช่นนั้น

รัคสไมไม่ชอบพูดถึงเรื่องอนาคตเท่าไรนัก เธอต้องหาเลี้ยงลูกทั้งสามคน ต้องเปิดร้านขายของชำ และต้องเก็บเงินไปเยี่ยมสามีในเรือนจำ แค่นี้แต่ละวันก็วุ่นวายมากพออยู่แล้ว

แต่เธอก็ยังไม่ยอมแพ้ เธอแต่งงานกับรฐาเมื่อปี 2562 ทั้งที่รู้ดีอยู่แล้วว่างานของเขามีความเสี่ยงแค่ไหน

“ฉันรู้ดีว่ามันอันตรายแค่ไหน” เธอกล่าว “แต่เขารักงานของเขา มันส่งผลดีให้กับประเทศ เราตัดสินใจแต่งงานและเผชิญกับความเสี่ยงนั้นด้วยกัน”

ระหว่างที่ลูกๆ ของเธอต้องโตขึ้นมาโดยที่ไม่รู้จักผู้เป็นพ่อ เธอก็ยังหวังว่าความยุติธรรมจะมาถึงสักวันหนึ่ง ไม่ใช่แค่สำหรับรฐาคนเดียวเท่านั้น แต่สำหรับชาวกัมพูชาทุกคนที่กล้าจะลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องผืนป่า แม่น้ำลำธารและผืนดินของประเทศแห่งนี้

พูง วันทา นักข่าวฟรีแลนซ์ชาวกัมพูชาประจำที่พนมเปญ รายงานข่าวเกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชน สังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงการค้าไม้ผิดกฎหมายและการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

https://hardstories.org/th/stories/environmental-justice/cambodia-mother-nature-activists-prison-families



บทความนี้น่าคิด ในยุคที่กระแส AI กำลังเชี่ยวกราก - ทำไมหาวิทยาลัยต้องไม่กลายเป็นเพียงแค่ Supply chain สำหรับ AI


The university must not become a supply chain for AI

บทความแสดงความคิดเห็น
|
การศึกษา
มหาวิทยาลัยต้องไม่กลายเป็นเพียง Supply chain (ห่วงโซ่อุปาทาน) สำหรับ AI

มหาวิทยาลัยที่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนงบประมาณต่างถูกกระตุ้นให้ปรับเปลี่ยนองค์กรโดยยึด AI เป็นแกนหลัก ซึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดกลับเป็นบริษัทผู้จำหน่ายเทคโนโลยีเหล่านี้

โดย Somdeep Sen
สาขาเอเชียศึกษาในแอฟริกา มหาวิทยาลัยพริทอเรีย (University of Pretoria)

เผยแพร่เมื่อ 11 มิถุนายน 2026

AI จะเป็นคำตอบสำหรับทุกสิ่งจริงหรือ?

นั่นดูเหมือนจะเป็นแนวคิดที่ผู้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐฯ พยายามนำเสนอในช่วงฤดูกาลรับปริญญานี้ ทว่าบัณฑิตจบใหม่ไม่ได้ตอบรับแนวคิดดังกล่าวในเชิงบวกเสมอไป ในพิธีแล้วพิธีเล่า พวกเขาต่างแสดงความไม่พอใจด้วยเสียงโห่ร้องและเสียงวิจารณ์

ปฏิกิริยาของพวกเขาเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ไม่ยาก นักศึกษากำลังจะก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยในช่วงเวลาที่ AI ไม่ได้ถูกนำเสนอเพียงแค่ในฐานะเครื่องมือที่พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะใช้งานเท่านั้น แต่ยังถูกมองว่าเป็นพลังที่จะพลิกโฉมตลาดแรงงานที่พวกเขากำลังจะเข้าไปมีส่วนร่วมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องงานเท่านั้น มหาวิทยาลัยยังถูกผลักดันให้ปรับเปลี่ยนองค์กรโดยใช้ AI เป็นตัวขับเคลื่อน โดยนำมาใช้เป็นทางออกสำหรับปัญหาด้านงบประมาณ ภาระงานด้านการบริหารจัดการ และความต้องการของนายจ้าง

นี่คือจุดที่อันตรายอย่างแท้จริง ใน "ยุคแห่ง AI" มหาวิทยาลัยเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของการยอมรับเทคโนโลยีนี้โดยปราศจากการไตร่ตรองอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่สถาบันการศึกษาเผชิญกับวิกฤตทางการเงินอย่างหนัก ซึ่งกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาคอุตสาหกรรมต่างก็สนับสนุนอย่างแข็งขันให้มหาวิทยาลัยเดินไปในทิศทางนี้

รายงานฉบับหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจาก Cisco ยักษ์ใหญ่ด้านเครือข่ายและเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ระบุว่า "สถาบันการศึกษาที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลมองว่า AI เป็นทางออกสำหรับข้อจำกัดด้านทรัพยากร" พร้อมทั้งเสริมว่า "AI สามารถช่วยจัดการงานประจำที่ซ้ำซากโดยอัตโนมัติ ปรับปรุงการบริการนักศึกษา และช่วยให้มหาวิทยาลัยดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น" รายงานดังกล่าวยังเน้นย้ำว่ามหาวิทยาลัยต้องยอมรับ "บทบาทในการเป็นห่วงโซ่อุปทานสำหรับทักษะที่เกี่ยวข้องกับ AI" โดยอธิบายว่า "นักศึกษาที่เข้าสู่ตลาดแรงงานคาดหวังให้มีการนำ AI มาบูรณาการในการทำงาน และนายจ้างก็มีความต้องการทักษะความรู้ด้าน AI (AI literacy) มากขึ้นเรื่อยๆ"

นี่เป็นมุมมองต่อการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่สะท้อนให้เห็นทัศนคติบางอย่าง มหาวิทยาลัยถูกบอกให้มอง AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นหลักการสำคัญในการจัดระบบองค์กร กล่าวคือ นักศึกษาถูกมองว่าเป็นแรงงานในอนาคตที่จำเป็นต้องมีความรู้ด้าน AI บุคลากรถูกกระตุ้นให้ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้คล่องตัวขึ้น และสถาบันการศึกษาถูกปรับเปลี่ยนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีระบบอัตโนมัติมากขึ้น และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานมากยิ่งขึ้น

สถาบันการศึกษาหลายแห่งยอมรับตรรกะนี้ โดยมหาวิทยาลัยมินนิโซตา (University of Minnesota), วิทยาลัยดาร์ตมัธ (Dartmouth College) และมหาวิทยาลัยซีราคิวส์ (Syracuse University) ต่างได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกับบริษัทด้าน AI แล้ว ในปี 2025 มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย (CSU) ได้บรรลุข้อตกลงมูลค่า 17 ล้านดอลลาร์กับ OpenAI เพื่อนำแชตบอตที่ออกแบบมาเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะมาให้บริการแก่นักศึกษาและคณาจารย์ที่มีจำนวนรวมกันกว่าครึ่งล้านคน

ผลสำรวจชี้ว่าคณาจารย์และนักศึกษาจำนวนมากของ CSU ยังไม่เชื่อมั่นใน "คำสัญญาอันน่าตื่นตาตื่นใจของ AI" กระนั้น ความกังขาเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ข้อตกลงดังกล่าวถูกมองข้ามความสำคัญในฐานะหมุดหมายสำคัญ สำหรับ OpenAI แล้ว การได้ร่วมมือกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยรัฐที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์แนวคิดว่า AI สามารถถูกนำไปใช้ในระดับอุดมศึกษาได้อย่างกว้างขวางและครอบคลุม ส่วนสำหรับ CSU นี่ถือเป็น "โอกาสครั้งใหญ่ในการสร้างภาพลักษณ์" เนื่องจากยังไม่มีมหาวิทยาลัยแห่งใดในโลกที่นำ AI มาใช้ในระดับขนาดใหญ่เช่นนี้มาก่อน อย่างไรก็ตาม เหตุผลทางด้านการเงินนั้นดูจะเข้าใจได้ยากกว่า แม้จะต้องเผชิญกับการถูกตัดงบประมาณราว 144 ล้านดอลลาร์ แต่เมื่อเดือนที่แล้ว CSU กลับต่อสัญญาดังกล่าวด้วยเงื่อนไขที่มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น โดยตกลงจ่ายเงินปีละ 13 ล้านดอลลาร์เป็นเวลา 3 ปี (รวมเป็นเงิน 39 ล้านดอลลาร์) ซึ่งเท่ากับว่าทางมหาวิทยาลัยเลือกที่จะทุ่มงบประมาณให้กับ AI มากขึ้นในขณะที่ต้องตัดลดงบประมาณในส่วนอื่น ๆ

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมหาวิทยาลัยเริ่มมองว่างานส่วนใหญ่ของตนเป็นสิ่งที่สามารถทำให้เป็นระบบอัตโนมัติ (automate) จ้างบุคคลภายนอกทำ (outsource) หรือลดต้นทุนได้ด้วยการใช้ AI? เราได้เห็นตัวอย่างเล็กๆ แต่สะท้อนภาพปัญหาได้ชัดเจนจากพิธีมอบประกาศนียบัตรของวิทยาลัยชุมชน Glendale (GCC) ในรัฐแอริโซนา ผู้บริหารของวิทยาลัยได้นำระบบ AI มาใช้ในการอ่านชื่อนักศึกษาที่กำลังขึ้นรับประกาศนียบัตร แต่ระบบกลับไม่สามารถจับคู่ชื่อที่ถูกต้องกับตัวนักศึกษาที่กำลังเดินอยู่บนเวทีได้ ส่งผลให้ชื่อที่ปรากฏบนจอภาพขนาดใหญ่ไม่ตรงกับนักศึกษาที่กำลังรับมอบประกาศนียบัตร

Tiffany Hernandez อธิการบดีของ GCC ถูกนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาและครอบครัวโห่ไล่เมื่อเธออธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น "ใช่ค่ะ ใช่เลย นั่นถือเป็นบทเรียนสำหรับเราค่ะ" เธอกล่าว นักศึกษาคนหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าคำขอโทษของ Hernandez "ดูไม่จริงใจและเหมือนพวกเขาไม่ได้ใส่ใจเท่าที่ควร" พร้อมเสริมว่า "ฉันอยากให้มีการไตร่ตรองให้รอบคอบกว่านี้ แทนที่จะผลักภาระงานง่ายๆ อย่างการอ่านชื่อคนไปให้ระบบ AI ทำแทน"

ปัญหายิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อ AI ขยับจากการทำงานด้านธุรการมาสู่บทบาทด้านการเรียนการสอนและการวัดผล ผู้สนับสนุนมองว่า AI สามารถช่วยลดภาระงานธุรการและลดต้นทุนได้ อีกทั้งเมื่อเวลาผ่านไป AI ก็จะมีความสามารถมากขึ้นในการออกแบบชั้นเรียน ตรวจผลงานนักศึกษา และสรุปเนื้อหาที่มีความซับซ้อน แต่คำมั่นสัญญาเหล่านั้นมาพร้อมกับข้อกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว อคติ และความรับผิดชอบ รวมถึงคำถามที่ยากกว่านั้น: หากชีวิตในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะถูกปรับปรุงให้ง่ายขึ้นและใช้ระบบอัตโนมัติ แล้วระบบนิเวศของการเรียนรู้และการให้คำปรึกษาซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สถาบันเหล่านี้พึ่งพาจะเหลืออะไรอยู่บ้าง?

หลักฐานเกี่ยวกับการประเมินผลนั้นชวนให้ตระหนักถึงความเสี่ยงที่น่ากังวล ทีมวิจัยซึ่งนำโดยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้ทดสอบระบบ AI ระดับแนวหน้า 3 ระบบ และพบว่า AI มักประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริงสำหรับ "ผลงานที่มนุษย์ให้คะแนนสูงสุด" หรือประเมินค่าสูงเกินจริงสำหรับ "เรียงความที่ได้คะแนนต่ำสุด" ระบบเหล่านี้แตกต่างจากผู้ตรวจที่เป็นมนุษย์ตรงที่มัก "อ่อนไหวต่อลักษณะทางภาษามากเกินไป" โดยจะให้คะแนนสูงขึ้นหากเรียงความมีความยาวมาก ใช้คำศัพท์หลากหลาย และมีโครงสร้างประโยคซับซ้อน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มักไม่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานทางวิชาการที่แท้จริง

Deborah Talmi หัวหน้าคณะผู้วิจัยได้กล่าวเตือนว่า "การประเมินผลไม่ใช่แค่ระบบสำหรับการจัดสรรคะแนนเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความหมายทางการศึกษา เพื่อให้นักศึกษารู้สึกว่าตนเองได้รับความใส่ใจ มีการรักษามาตรฐาน และดำรงไว้ซึ่งความไว้วางใจ การนำ AI มาใช้ในการประเมินผลจึงก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อคุณค่าเหล่านี้"

นี่คือประเด็นสำคัญที่สุด นักศึกษาไม่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเพียงเพื่อรับปริญญาหรือเรียนรู้เนื้อหาตามหลักสูตรเท่านั้น เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย พวกเขาต้องการได้รับการมองเห็นและใส่ใจ ได้รับการส่งเสริมความสนใจ และได้รับความช่วยเหลือให้เข้าใจโลกและบทบาทของตนเองในโลกใบนี้ หากมหาวิทยาลัยมอบหมายงานส่วนนี้ให้ AI มากขึ้น ก็เสี่ยงที่จะบั่นทอนความสัมพันธ์และกระบวนการตัดสินประเมินผลซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การศึกษาระดับอุดมศึกษามีคุณค่าและมีความหมาย การศึกษาหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าการใช้ AI อาจขัดขวางการคิดเชิงวิพากษ์และบั่นทอนทักษะทางปัญญาที่จำเป็นต่อนักศึกษาในการดำเนินชีวิตและก้าวไปข้างหน้าในโลกภายนอกรั้วมหาวิทยาลัย

ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยจึงควรระมัดระวังต่อวาทกรรมเรื่องการปฏิวัติด้วย AI ที่กำลังจะมาถึงในเร็ววัน เพราะเสียงที่สนับสนุนเรื่องนี้อย่างแข็งขันล้วนมาจากกลุ่มบริษัทและบุคคลในแวดวงเทคโนโลยีที่ได้ลงทุนมหาศาลไปกับเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง

แม้ว่ามูลค่าประเมินของธุรกิจเหล่านี้จะพุ่งสูงขึ้น แต่การลงทุนดังกล่าวยังไม่สามารถสร้างผลกำไรได้มากพอที่จะคุ้มค่ากับกระแสความตื่นตัวที่เกิดขึ้น บรรดาผู้ที่ออกมาเตือนเรื่อง "ภาวะฟองสบู่ AI" มองว่าความสามารถในการทำกำไรของเทคโนโลยีนี้ขึ้นอยู่กับการนำ AI ไปใช้ในทุกหนทุกแห่งและในทุกกิจกรรมด้วยความรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มหาวิทยาลัยถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในแผนการนี้ เพราะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ขยายขอบเขตการใช้งาน และเปิดโอกาสให้บริษัท AI เข้าถึงกลุ่มคนที่จะกลายเป็นแรงงานในอนาคต อีกทั้งยังสามารถใช้มหาวิทยาลัยเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า AI ไม่ใช่แค่เรื่องของการเก็งกำไร แต่เป็นส่วนสำคัญของวิถีชีวิตสาธารณะ ทว่าปัญหาคือปัจจุบันมหาวิทยาลัยกลับถูกมองว่าเป็นเพียงฟันเฟืองในกลไกที่สร้างขึ้นเพื่อทำกำไรให้กับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ (Big Tech) ในขณะที่นักศึกษาและบัณฑิตถูกทำให้รู้สึกราวกับเป็นเบี้ยล่างในเกมที่มุ่งสร้างความอยู่รอดทางการเงินให้กับ AI

นอกจากนี้ บทบาทหลักของมหาวิทยาลัยยังกำลังถูกบั่นทอนลงอีกด้วย มหาวิทยาลัยไม่ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อมุ่งเน้นประสิทธิภาพทางการเงิน และวัตถุประสงค์หลักก็ไม่ควรเป็นการผลิตแรงงานที่มีทักษะเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานเท่านั้น สถาบันเหล่านี้ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยมุ่งบ่มเพาะพลเมืองที่มีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

ประเด็นนี้พาเราย้อนกลับไปที่เหล่าบัณฑิตและเสียงโห่ร้องของพวกเขา แม้ความไม่พอใจนั้นอาจไม่ใช่ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ตกผลึกอย่างสมบูรณ์เกี่ยวกับ AI บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ หรืออนาคตของการศึกษาระดับอุดมศึกษา แต่มันสะท้อนถึงความรู้สึกที่แท้จริงประการหนึ่ง นั่นคือการปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อระบบที่มองพวกเขาเป็นเพียงแรงงานที่ต้องได้รับการเตรียมความพร้อม เป็นข้อมูลที่ต้องถูกนำไปประมวลผล หรือเป็นผู้บริโภคที่ต้องถูกจัดการ มากกว่าที่จะมองพวกเขาในฐานะนักศึกษาที่ควรได้รับการศึกษาเรียนรู้

ใน "ยุคแห่ง AI" นี่คือพันธกิจของมหาวิทยาลัยที่นักการศึกษา นักศึกษา และสาธารณชนจำเป็นต้องร่วมกันปกป้องรักษาไว้




งานวิจัยของ Pew Reserch แบ่งชาวอเมริกันออกเป็น 9 กลุ่มทางการเมือง ซึ่งสะท้อนการเมืองอเมริกันที่มีมิติหลากหลายซับซ้อน งานวิจัยนี้ไม่ได้มองการเมืองเป็นแค่ "สีแดง (รีพับลิกัน)" หรือ "สีน้ำเงิน (เดโมแครต)" แบบหยาบๆ แต่วิเคราะห์จากคำถามเชิงลึกเกี่ยวกับค่านิยม สังคม เศรษฐกิจ บทบาทของรัฐบาล และผู้นำประเทศ เพื่อจำแนกผู้คนออกเป็น 9 กลุ่มที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว


The 2026 Pew Research Center Political Typology
% of U.S. adults in each typology group

https://www.pewresearch.org/politics/2026/06/10/beyond-red-vs-blue-the-political-typology/


ผลการศึกษาแบ่งชาวอเมริกันออกเป็น 9 กลุ่มทางการเมือง

การศึกษาที่คุณพูดถึงมาจากรายงาน Political Typology (ภูมิทัศน์การเมืองอเมริกัน) ซึ่งจัดทำขึ้นโดย Pew Research Center (และมักถูกนำไปวิเคราะห์หรือเผยแพร่ต่อในสื่อหลักอย่าง The Washington Post)

เจาะลึกผลการศึกษา: การแบ่งอเมริกันชนเป็น 9 กลุ่มการเมือง

งานวิจัยนี้ไม่ได้มองการเมืองเป็นแค่ "สีแดง (รีพับลิกัน)" หรือ "สีน้ำเงิน (เดโมแครต)" แบบหยาบๆ แต่วิเคราะห์จากคำถามเชิงลึกเกี่ยวกับค่านิยม สังคม เศรษฐกิจ บทบาทของรัฐบาล และผู้นำประเทศ เพื่อจำแนกผู้คนออกเป็น 9 กลุ่มที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนี้:

กลุ่มปีกซ้าย (ฝ่ายเสรีนิยม / สนับสนุนเดโมแครตเป็นหลัก)

1. Leftward Progressives (ก้าวหน้าปีกซ้ายสุด): เป็นกลุ่มที่อายุน้อยที่สุด มีการศึกษาสูง มีมุมมองเชิงวิพากษ์ต่อระบบโครงสร้างสังคมและระบบทุนนิยมอย่างรุนแรง ต้องการเห็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ในเรื่องความเท่าเทียมและสวัสดิการรัฐ

2. Loyal Liberals (เสรีนิยมผู้ภักดี): เป็นฐานเสียงหลักที่เหนียวแน่นของพรรคเดโมแครต มักเป็นกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่ากลุ่มแรก มีความเชี่ยวชาญทางการเมือง เชื่อมั่นในระบบพรรคการเมือง และสนับสนุนนโยบายก้าวหน้าผ่านกระบวนการทางการเมืองแบบดั้งเดิม

3. Left-Out Left (ซ้ายผู้ถูกทอดทิ้ง): เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดโน้มเอียงไปทางซ้าย แต่รู้สึกแปลกแยกและไม่เชื่อมั่นในสถาบันทางการเมือง รวมถึงพรรคเดโมแครตด้วย มักเป็นกลุ่มที่เผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจและรู้สึกว่าเสียงของตนไม่มีใครได้ยิน

4. Order and Opportunity Left (ซ้ายผู้รักระเบียบและโอกาส): กลุ่มเสรีนิยมสายกลางที่มีจำนวนค่อนข้างมาก มีความก้าวหน้าในเรื่องเศรษฐกิจ แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคง การเคารพกฎหมาย และความสงบเรียบร้อยในสังคมมากกว่ากลุ่มซ้ายอื่นๆ

กลุ่มใจกลาง (สายกลาง / พลังเงียบ)

5. Tuned-Out Middle (กลางผู้เมินเฉย): กลุ่มนี้มีสัดส่วนของคนรุ่นใหม่ค่อนข้างสูง ไม่ค่อยติดตามข่าวสารการเมือง มีความเห็นที่ผสมผสานกันและไม่ยึดติดกับอุดมการณ์ใดๆ มักเป็นกลุ่มที่ไม่ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งหรือตัดสินใจในนาทีสุดท้าย

กลุ่มปีกขวา (ฝ่ายอนุรักษ์นิยม / สนับสนุนรีพับลิกันเป็นหลัก)

6. Pragmatic and Polite Right (ขวาสายปฏิบัติและสุภาพ): กลุ่มอนุรักษ์นิยมที่มีอายุเฉลี่ยมากที่สุด มีจุดยืนดั้งเดิมในเรื่องเศรษฐกิจและการต่างประเทศ แต่มีแนวโน้มที่จะแสวงหาการประนีประนอม และมักจะไม่ชอบสไตล์การปราศรัยหรือพฤติกรรมที่ก้าวร้าวของนักการเมืองสายประชานิยมสุดโต่ง

7. Unconventional Right (ขวานอกขนบ): เป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ค่อนข้างมีอายุน้อย มีแนวคิดเสรีนิยมทางเศรษฐกิจต่ำ (เช่น อาจเห็นด้วยกับการเก็บภาษีธุรกิจขนาดใหญ่) มีมุมมองที่แปลกแยกจากนักการเมืองกระแสหลัก แต่มีจุดยืนแข็งกร้าวในเรื่องการควบคุมพรมแดนและผู้ลี้ภัย

8. Faith First Conservatives (อนุรักษ์นิยมสายศาสนา): กลุ่มที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่าทางศาสนาและศีลธรรมอย่างเหนียวแน่น ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวดั้งเดิม และต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ขัดต่อหลักความเชื่อของตน

9. No Apologies Right (ขวาสายแข็ง/ไม่ขอโทษใคร): กลุ่มอนุรักษ์นิยมปีกขวาสุดที่มีความมั่นใจและแข็งกร้าวที่สุด สนับสนุนแนวคิดอเมริกาต้องมาก่อน (America First) อย่างเต็มตัว เชื่อมั่นในความแข็งแกร่งทางทหาร การควบคุมพรมแดนอย่างเบ็ดเสร็จ และพร้อมที่จะปะทะทางอุดมการณ์โดยไม่ประนีประนอม

ทำไมงานวิจัยนี้ถึงสำคัญ?

สะท้อนความขัดแย้งภายในพรรค (Intra-party tension): แสดงให้เห็นว่าทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันต่างก็ไม่ได้เป็นเอกภาพ เช่น ฝ่ายซ้ายยังมีความเห็นต่างกันเรื่องงบประมาณและการบังคับใช้กฎหมาย ส่วนฝ่ายขวาก็มีความเห็นต่างกันอย่างชัดเจนในเรื่องบุคลิกของผู้นำและนโยบายเศรษฐกิจ

อธิบายปรากฏการณ์ "เบื่อหน่ายการเมือง": กลุ่มอย่าง Tuned-Out Middle หรือ Left-Out Left สะท้อนว่ามีคนอเมริกันจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่าระบบการเมืองแบบสองพรรคในปัจจุบันไม่ได้เป็นตัวแทนที่แท้จริงของพวกเขา



หลังจากที่ทรัมป์ได้ใช้ถ้อยคำรุนแรงว่า จะโจมตีอิหร่าน "อย่างหนักในคืนนี้" และเปรยถึงแผนการที่จะยึดครองเกาะคาร์กและโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของอิหร่าน ขณะนี้ ทรัมป์ได้หันกลับมาใช้ท่าทีทางการทูตแล้ว นี่เป็นอีกครั้งที่ ทรัมป์ นำกลยุทธ์ "escalate to de-escalate" มาใช้







https://x.com/AJEnglish/status/2065132417967362248
.....

ทำไม ทรัมป์ ชอบใช้กลยุทธ์ "Escalate to De-escalate" ใน อิหร่าน

กลยุทธ์ "Escalate to De-escalate" (การยกระดับความรุนแรงเพื่อนำไปสู่การลดความขัดแย้ง) ถือเป็นลายเซ็นในหลักต่างประเทศและการเจรจาของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งถูกนำมาใช้กับอิหร่านอย่างเด่นชัดผ่านปฏิบัติการทางทหาร เช่น Operation Midnight Hammer ในปี 2025 และการโจมตีทางอากาศล่าสุดอย่าง Operation Epic Fury ในปี 2026 นี้ รวมถึงคำขู่ล่าสุดที่จะเข้ายึดโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันที่เกาะคาร์ก (Kharg Island)

เหตุผลสำคัญที่ทรัมป์ชื่นชอบและเลือกใช้แนวทางที่ดูย้อนแย้งนี้ในวิกฤตอิหร่าน สามารถวิเคราะห์ได้ผ่านปัจจัยหลัก ๆ ดังนี้ครับ:

1. การสร้าง "ความได้เปรียบสูงสุด" ก่อนเข้าสู่โต๊ะเจรจา (Maximizing Leverage)

ทรัมป์มองการทูตและนโยบายต่างประเทศผ่านเลนส์ของ "นักทำข้อตกลง" (Dealmaker) ตามแนวคิดในหนังสือ The Art of the Deal ของเขา ทรัมป์เชื่อว่าการจะบีบให้คู่ต่อสู้ยอมประนีประนอมในเงื่อนไขที่เราต้องการ (เช่น การยอมยุติโครงการนิวเคลียร์หรือหยุดปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ) สหรัฐฯ จำเป็นต้องถือ "ไพ่ที่เหนือกว่า" อย่างเบ็ดเสร็จ การโจมตีอย่างรุนแรงหรือการขู่คว่ำบาตรขั้นสูงสุดจึงไม่ได้ทำเพื่อเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบ แต่ทำเพื่อทำลายขีดความสามารถและสร้างความตื่นตระหนก จนอิหร่านไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมหันมาเจรจาภายใต้เงื่อนไขที่เสียเปรียบ

2. หลักคิดแบบ "คาดเดาไม่ได้" (The Madman Theory)

ทรัมป์จงใจสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองเป็นผู้นำที่ "พร้อมจะทำทุกอย่างและคาดเดาไม่ได้" การสั่งโจมตีสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์ของอิหร่าน และการประกาศขู่ผ่านโซเชียลมีเดียอย่างไร้กรอบประเพณีทางการทูตเดิม ๆ เป็นการส่งสัญญาณให้ผู้นำและผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านเกิดความไม่แน่ใจว่าเพดานความรุนแรงของทรัมป์อยู่ตรงไหน ความกลัวว่าสหรัฐฯ อาจจะ "เล่นใหญ่" จนถึงขั้นโค่นล้มระบอบปกครอง เป็นแรงกดดันมหาศาลที่บีบให้เกิดการประเมินสถานการณ์ใหม่

3. การแสดงความเด็ดขาดเพื่อ "ป้องปราม" (Deterrence through Action)

เมื่ออิหร่านพยายามตอบโต้ด้วยการตอบโต้อย่างไม่สมมาตร (Asymmetric Warfare) เช่น การใช้เรือเร็วรบกวนหรือโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์จะตอบโต้อย่างรุนแรงกว่าหลายเท่า (เช่น การทำลายกองเรือเร็วของ IRGC หรือสั่งถล่มโรงงานนิวเคลียร์ที่เอสฟาฮาน) การยกระดับเช่นนี้มีเป้าหมายเพื่อทำลายตรรกะการข่มขู่ของอิหร่าน และแสดงให้เห็นว่าต้นทุนที่อิหร่านต้องจ่ายหากคิดจะท้าทายสหรัฐฯ นั้นสูงเกินกว่าจะรับไหว ซึ่งในมุมของทรัมป์ วิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามเป็นสงครามระยะยาวที่ยืดเยื้อ

4. เพื่อสร้างผลงาน "ชัยชนะ" ให้เห็นเด่นชัด (The Theater of Victory)

สำหรับการเมืองภายในประเทศ ทรัมป์ต้องการภาพลักษณ์ของผู้นำที่แข็งกร้าว เด็ดขาด และไม่ยอมให้สหรัฐฯ เสียเปรียบ การขับเคลื่อนนโยบายแบบ "ยอมหักไม่ยอมงอ" ในช่วงแรก แล้วสลับฉากมาประกาศความคืบหน้าของดีลสันติภาพอย่างรวดเร็ว (เหมือนดังแถลงการณ์ของเขาที่ระบุว่าการเจรจาคืบหน้าด้วยดีและสั่งให้อิสราเอล-อิหร่านหยุดยิงทันทีเพื่อไม่ให้ความโง่เขลาขวางดีล) ช่วยให้เขาสามารถเคลม "ชัยชนะ" ได้อย่างงดงามว่า เขาสามารถสยบภัยคุกคามระดับโลกได้ด้วยพลังอำนาจและการเจรจาอันเหนือชั้น

สรุปสั้น ๆ: ทรัมป์ไม่ได้ต้องการทำสงครามโลกหรือสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้นในตะวันออกกลาง แต่เขาใช้ "ความรุนแรงและการข่มขู่ขั้นสุด" เป็นเครื่องมือตัดกำลังและดัดหลังอิหร่าน เพื่อบังคับให้สถานการณ์เข้าสู่จุดตีบตัน จนอิหร่านต้องยอมรับข้อตกลงหยุดยิงหรือข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่ที่สหรัฐฯ เป็นผู้คุมเกมอย่างแท้จริงครับ



การตัดสินใจที่ไม่เหมือนใครของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการมองข้ามข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด—ซึ่งถึงขั้นกล่าวว่า "ผมชอบภาวะเงินเฟ้อ" หลังจากที่อัตราเงินเฟ้อรายปีพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีที่ 4.2% ในเดือนพฤษภาคม—ได้ก่อให้เกิดผลกระทบในทางการเมืองและเศรษฐกิจทันที



การเปลี่ยนท่าทีทางวาทศิลป์นี้มีความเสี่ยงสำหรับตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา

1. ผลกระทบทางการเมืองในทันทีและอาวุธสำหรับพรรคเดโมแครต

ผลกระทบที่เกิดขึ้นในทันทีที่สุดคือของขวัญสำหรับฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของเขา ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนที่มีความสำคัญสูง

อาวุธคำพูด: ภายในไม่กี่นาทีหลังจากที่ทรัมป์แสดงความคิดเห็นต่อหน้ากล้องจากทำเนียบขาว ผู้นำพรรคเดโมแครตอย่างชัค ชูเมอร์และฮาคีม เจฟฟรีส์ก็ฉวยโอกาสโจมตีทันที พรรคเดโมแครตได้ตัดโฆษณาหาเสียงบนโซเชียลมีเดียที่มีคลิปดังกล่าวออกทันที โดยอ้างว่าคำพูดนั้นแสดงถึง "การดูหมิ่น" ครอบครัวชนชั้นแรงงานที่กำลังดิ้นรนกับค่าครองชีพ

ความเปราะบางในการเลือกตั้งกลางเทอม: ผลสำรวจความคิดเห็นสาธารณะบ่งชี้ว่าภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพยังคงเป็นข้อกังวลอันดับต้นๆ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผลสำรวจล่าสุดของ Financial Times แสดงให้เห็นว่าคะแนนความไม่พอใจของเขาต่อภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 68% การเพิกเฉยต่อข้อกังวลเหล่านี้ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันที่เปราะบางต้องต่อสู้เพื่อปกป้องตนเองมากขึ้น แม้ว่าไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะพยายามโต้แย้งว่าคำพูดดังกล่าวถูกตัดตอนมาจากบริบทก็ตาม

2. ย้ำกลยุทธ์ในภาวะสงคราม

การที่ทรัมป์เพิกเฉยต่อภาวะเงินเฟ้อเป็นความพยายามที่คำนวณมาแล้วเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนจากความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจภายในประเทศไปสู่เป้าหมายนโยบายต่างประเทศของเขา

การสร้างภาพลักษณ์ของการเสียสละ: ทรัมป์กำลังสร้างภาพลักษณ์ของภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น (ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 2.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ก่อนเกิดความขัดแย้งเป็น 4.2% ในเดือนพฤษภาคม) ว่าเป็นราคาที่จำเป็นต้องจ่ายเพื่อหยุดยั้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน การที่เขากล่าวว่า "ตัวเลขดีเยี่ยม" นั้น เป็นการพยายามแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าความขัดแย้งทางเศรษฐกิจอยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว

การอ้างความสำเร็จลับ: เพื่อโต้แย้งเรื่องราวเกี่ยวกับการขาดแคลนพลังงานที่เกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทรัมป์ใช้โอกาสนี้โอ้อวดเกี่ยวกับการปฏิบัติการทางทหารลับที่ไม่ได้รับการยืนยัน โดยอ้างว่าสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการทำลายเรือของอิหร่าน "ที่ไม่มีไฟส่องสว่าง" เพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันไว้ที่ประมาณ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เขากำลังเดิมพันว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะยอมมองข้ามปัญหาราคาสินค้าที่พุ่งสูง หากพวกเขาเชื่อว่าชัยชนะทางทหารอย่างเด็ดขาดกำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววัน

3. ความยุ่งยากที่เกี่ยวข้องกับธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และวอลล์สตรีท

ในขณะที่ทรัมป์มองข้ามตัวเลขทางเศรษฐกิจเหล่านี้ แต่ภาคการเงินและธนาคารกลางกลับไม่สามารถทำเช่นนั้นได้

ความหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยต้องพังทลาย: ก่อนหน้านี้วอลล์สตรีทคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2026 ทว่าเมื่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับตัวสูงขึ้นติดต่อกันถึง 3 เดือน เจ้าหน้าที่ของ Fed จึงส่งสัญญาณว่าอาจจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง หรือแม้กระทั่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก

สัญญาณจากตลาดพันธบัตร: อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนมีความกังขาต่อความสามารถของรัฐบาลในการควบคุมทั้งอัตราเงินเฟ้อและตัวเลขการขาดดุลงบประมาณแผ่นดินที่พุ่งสูงถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ได้อย่างรวดเร็ว

บทสรุป: ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2024 โดยอาศัยกลยุทธ์หลักในการโจมตีรัฐบาลชุดก่อนเรื่องปัญหาเงินเฟ้อ แต่การที่เขาออกมาบอกผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าเขา "พอใจ" กับอัตราเงินเฟ้อปัจจุบันที่ระดับ 4.2% นั้น เท่ากับเป็นการทำลายจุดแข็งทางการเมืองของตนเอง หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยุติลงอย่างรวดเร็วและอัตราเงินเฟ้อ "ลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว" ตามที่เขาคาดการณ์ไว้ ความมั่นใจเกินตัวของเขาอาจส่งผลดี แต่หากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (ซึ่งปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 4.15 ดอลลาร์ต่อแกลลอน) และราคาอาหารยังคงอยู่ในระดับสูงตลอดช่วงฤดูร้อน คำพูดดังกล่าวอาจกลายเป็นภาระหนักที่ฉุดรั้งพรรคของเขาในการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายนนี้






https://x.com/ForecasterEnten/status/2065075495318814867