วันพุธ, เมษายน 29, 2569

อ่า ‘แลนด์บริดจ์’ ของเล่นใหม่ ‘อนุทิน’ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์ “ได้ไม่เท่าเสีย” แต่ไม่มีใครในรัฐบาลเงี่ยฟังงานวิจัยจุฬาฯ ฤๅว่าเพราะทฤษฎี ‘หมออ๋อง’ “ต้องดูไส้ในนะครับ”

อ่า แลนด์บริดจ์โครงการตัดถนนและวางรางรถไฟเชื่อมสองฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ระหว่างชุมพรไประนอง เพื่อเปิดช่องทางส่งออกสินค้าสู่ประเทศตะวันตก โดยไม่ต้องอ้อมช่องมะละกา แล้วจะทำให้ไทยได้ผลประโยชน์มหาศาล

นั่นคือเป็นเส้นทางส่งผ่านสินค้าระหว่างโลกตะวันออก (จีนเป็นหลัก) กับตะวันตก (ยุโรป) แทนช่องมะละกา มีศักยภาพเสมือนขุดคอคอดกระ แต่ไม่ต้องตัดแบ่งดินแดน จนทำให้เกิดความรู้สึกด้ามขวานหาย หรือสูญเสียแหล่งแร่พลวงอันทรงค่า

รัฐบาลอนุทินคว้าเรื่องนี้มาทำอีก หลังจากที่หกคะเมนเท้งเต้งไปไม่เป็นท่าในยุค คสช. หลังจากผลการวิจัยของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยลงความเห็นว่าได้ไม่คุ้มเสีย เนื่องจากต้นทุนจะสูงมาก ไหนจะต้องเวรคืนที่ดิน ซึ่งตอนนั้นแพลมๆ ว่าเจ้าของที่ป่ารายใหญ่หวง

แล้วยังการก่อสร้างต้องการทุนมหาศาลอยู่ ตอนนั้นแค่ ๕ แสนล้านกว่าๆ ตอนนี้ล้านล้านเป็นอย่างน้อย รัฐบาลอนุทินวาดหวังว่าจะมีเอกชนต่างชาติสนใจมาลงทุนกัน เพราะเมื่อครั้งก่อนมีทั้ง จีน ญี่ปุ่น อเมริกา ซาอุดิอาระเบีย และอาหรับเอมิเรตส์สนใจ

แม้กระทั่งเมื่อปี ๒๕๕๑ “บริษัท ดูไบเวิลด์จากเอมิเรตส์ได้แสดงความสนใจที่จะลงทุนในโครงการนี้ โดยได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับ สนข. เป็นผู้สนับสนุนเงินว่าจ้างบริษัทจากเนเธอร์แลนด์ ให้ทำการศึกษาความเป็นได้ของโครงการ”

แต่แล้วสุดท้ายทำไมไม่มีใครเอาจริงสักราย “โครงการก็ไม่เกิดขึ้น คำถามจึงยังค้างอยู่ “ที่เงียบไป เพราะไม่คุ้มทุน ใช่หรือไม่” ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้ตั้งคำถามนี้ โดยยกเอางานวิจัยของจุฬาฯ เป็นฐานความคิด

ทั่นว่า “จะทำให้เสียเวลานานมาก” จากการขนสินค้าขึ้นรถบรรทุกหรือรถไฟจากฝั่งชุมพรไปยังฝั่งระนอง เวลาขนขึ้นขนลงแต่ละฝั่ง “เวลาที่เสียไปกับการขนถ่าย อาจ มากกว่า เวลาที่ประหยัดได้จากการไม่อ้อมช่องแคบมะละกา”

แล้ว “ต้นทุนก็มีแนวโน้มสูงขึ้น ไม่ใช่ลดลง” ตานี้ทำไง พอดี๊ พอดี ทั่นเลขา สภาพัฒน์ฯ คนปัจจุบันชิงออกมาบอกว่า โน โน ไม่ใช่นะ สภาพัฒน์ฯ ไม่เคยศึกษาเรื่องแลนด์บริดจ์เลยสักนิด โดยไม่อธิบายว่าทำไมใครต่อใครพูดถึงงานวิจัยจุฬาฯ ว่าสภาพัฒฯฯ สั่งให้ทำ

นายดนุชา พิชยนันท์ เบี่ยงไปบอกว่าตอนนั้นมี ๓ งานโครงการ คือ คลองไทย แลนด์บริดจ์ และ ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้  หรือ Southern Economic Corridor คลองไทยนั้นห่วยสุดไม่คุ้มเลย แลนด์บริดจ์รองลงไป และก็ไม่คุ้มเหมือนกัน

จะให้ดีต้อง ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งมี “พื้นที่อุตสาหกรรมด้วย เป็นอุตสาหกรรมเบาหรืออะไรที่เป็นการเกษตร ในพื้นที่ก็จะมีประโยชน์มากกว่า” แต่ก็ยังโยงไปถึงเรื่องที่น่าทำที่สุด คือการมีท่าเรือน้ำลึกที่ระนองเปิดเบิ่งไว้เสียก่อน

ดร.สามารถพูดตรงกัน ว่าถ้า “แลนด์บริดจ์ไม่ไปต่อ ผมขอเสนอท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน” ว่ารองรับสินค้าจากทุกภาคของไทยออกทะเลมหาสมุทรอินเดียสู่ตะวันออกกลาง อาฟริกา และยุโรป เปิดประตูให้สินค้าจีนผ่านในระยะทางสั้นกว่ามะละกา

น่าจะดีที่สุดถ้าไม่ชอบเสียหน้า ที่จะต้องยุบโครงการ...

ก่อนจากกัน ฝากข้อความจากอดีตประธานสภา หมออ๋องปดิพัทธ์ สันติภาดา ไว้หน่อย แกบอก “เวลารัฐบาลจะโกง ไม่มีทำโครงการตรงๆ หรอกครับ มันต้องมาในหน้าปกของความเจริญ ความก้าวหน้าทั้งนั้น ต้องดูไส้ในนะครับ”

นอกเรื่องนิดนึง แต่โปรดตามอ่านที่นี่ https://www.facebook.com/padipat.ong/posts/U5mBUN26

(https://www.matichon.co.th/economy/news_5696410 และ https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/LMZf1Nww)

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงกล่าวปราศรัยต่อรัฐสภาสหรัฐฯ สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ ทั้งหมดต่างลุกขึ้นยืนปรบมือเมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ตรัสประโยคนี้ “มหากฎบัตร Magna Carta ถูกอ้างในคดีของ Supreme Court อย่างน้อย 160 คดีในปี 1789 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะรากฐานของหลักการที่ว่าอำนาจบริหารอยู่ภายใต้การตรวจสอบและถ่วงดุล”







https://x.com/EricLDaugh/status/2049209100513280482

สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ ทั้งหมดต่างลุกขึ้นยืนปรบมือเมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ตรัสประโยคนี้

“มหากฎบัตรถูกอ้างถึงในคดีของศาลฎีกาอย่างน้อย 160 คดีในปี 1789 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะรากฐานของหลักการที่ว่าอำนาจบริหารอยู่ภายใต้การตรวจสอบและถ่วงดุล”

คลิปเต็ม 

King Charles III addresses Congress

CNN

Streamed live 2 hours ago 

Britain's King Charles III addressed a joint meeting of the US Congress, where he is expected to reference Saturday’s shooting at the White House Correspondents’ Dinner and reflect on the two nations’ shared history. Charles became the second British monarch to address Congress, after his mother Queen Elizabeth II spoke at the Capitol in 1991. 

0:00 King Charles III & Queen Camilla announced and enter House chamber 
2:27 House Speaker Mike Johnson introduces King Charles III 
3:09 King's speech begins 
6:29 "I come here today with the highest respect for the United States Congress" 
19:07 "We find ourselves in a new era" 
31:29 "God bless the United States, and God bless the United Kingdom"

https://www.youtube.com/watch?v=XJitc-3D4lc




ขอชื่นชม คุณปวริศา เนียมสกุล ที่รายงานข่าวกรณีที่นายสุเทพ ชื่นมาก ถูกกำนันตำบลลำสินธุ์ อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง ซ้อมทรมาน ด้วยการใส่กุญแจมือมัดมือไพล่หลัง ทำร้ายร่างกายและใช้รังไข่มดแดงขยี้หัว นานกว่า 4 ชม. เธอกล้าหาญมากครับ สมกับเป็นนักข่าว


The Reporters

Yesterday
·
HUMANRRIGHTS:"ถ้าเราเป็นนักข่าวแล้ว เขาเป็นคนที่ด้อยในหมู่บ้าน ถ้าเราไม่ช่วย เราไม่รู้เอาจิตวิญญาณนักข่าวไปพูดกับชาวบ้านได้ยังไง หนูเอาความถูกต้องอยู่เหนือความถูกใจ เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิ​เขาผิดก็จับส่งตำรวจ ไม่ใช่มามัดมือเอามดแดงมาขยี้หัว ในฐานะสื่อพัทลุง หนูรับไม่ได้"

27 เม.ย.69 ปวริศา เนียมสกุล ผู้สื่อข่าวจังหวัดพัทลุง เปิดเผยกับ The Reporters ถึงเหตุผลที่นำเสนอข่าว นายสุเทพ ชื่นมาก ถูกกำนันตำบลลำสินธุ์ อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง ซ้อมทรมาน ด้วยการใส่กุญแจมือมัดมือไพล่หลัง ทำร้ายร่างกายและใช้รังไข่มดแดงขยี้หัว นานกว่า 4 ชม.จากเหตุที่อ้างว่า นายสุเทพไปขโมยด้วง โดยไม่ส่งตัวให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฏหมาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 เม.ย.69

"ถ้าเราเป็นนักข่าวแล้ว เขาเป็นคนที่ด้อยในหมู่บ้าน ถ้าเราไม่ช่วย เราไม่รู้เอาจิตวิญญาณนักข่าวไปพูดกับชาวบ้านได้ยังไง ไม่รู้จะเอาคำว่าสื่อไปบอกชาวบ้านว่าไง ก็มีการพยายามโทรมาเคลียร์"

ปวิศรา ยืนยันว่า เธอขอเอาความถูกต้องอยู่เหนือความถูกใจ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิ​ หากเขาทำผิดก็จับส่งตำรวจ ไม่ใช่มามัดมือมัดเท้าแล้วเอามดแดงมาขยี้หัว

"ในฐานะสื่อพัทลุง หนูรับไม่ได้ อย่ามาติง หนูไม่ได้กร่าง แต่ขอเอาความถูกต้องก่อน หนูแค่ทำหน้าที่เท่านั้น" ปวิศรา กล่าวย้ำ

รายงาน : ฐปณีย์ เอียดศรีไชย

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1348352510820114&set=a.534942252161148




จากความหวังของหมู่บ้านสลิ่ม กลายเป็นตำบลกระสุนตกในชั่วพริบตา


Thanapol Eawsakul 
19 hours ago
·
คลิปคุณพิมรีพายและศุภจีลบไปแล้ว
แต่หลักฐานยังมีชัดเจนครับ ว่า
ทุเรียนลูกละร้อยเกรดพรีเมี่ยม 1 ล้านลูกมีขายวันนี้
กำลังคิดอยู่ว่าจะลองสั่งมาสักกิโลดีไหม

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/pfbid02L97ZNGudEXcuJ5L5SXSGeDvWM3v4ey6c52nrqUirm8LiYPpc1VwtRrCqNg78z6crl


Thanapol Eawsakul
11 hours ago
·
หมดโปรโมชั่น Super G
หลังจากนี้จะไม่มีใครโหนศุภจีอีกต่อไปแล้ว
......
ถ้าผมเป็นคุณศุภจี สุธรรมพันธ์ วันนี้ผมจะออกมาขอโทษ
ที่สื่อสารผิดพลาดไปเรื่อง ทุเรียน Premium ลูกละ 100 บาท
และขอโอกาสแก้ตัวทำงานให้หนักขึ้นเพื่อช่วยสินค้าเกษตร ที่ราคาตกต่ำ
แค่นี้ก็ปิดจบดราม่าทุเรียนแล้ว
(ถ้าฉลาดกว่านั้นก็จะ Live ขายปุ๋ยราคาถูก เพื่อช่วยเกษตรกร ตามข้อเสนอของไพรวัลย์)
แค่นี้ก็ได้แต้มไปเต็มๆแล้ว
แต่การออกมาแถ แบบข้างๆคูๆ ปล่อยให้คนอื่น มาจับโป๊ะได้
ทำแบบนี้คือการอัตวินิบัติกรรมทางการเมือง
ชัด ๆ
ส.สพรรคภูมิใจไทย ตั้งแต่หัวแถวยันปลายแถว ทุกคนใส่เกียร์ว่างหมด ไม่มีใครมาแก้ตัวแทนสักคน
หลังจากก็ไม่มีใครโหนศุภจีอีกต่อไป
ส่วนที่ปรึกษา 12 คนเก่ง ทุกคน ใส่เกียร์ว่างหมดแล้วครับ

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/pfbid02hBs6MhLQYvgPbhmYZHJzAYBbb4J5dnBYxR4U9NSCeBTWhjAQDxKAnSqc9dCtyhQBl
.....



Kasian Tejapira
12 hours ago
·
ทุเรียนเปลี่ยนเกรดได้......โดยพลัน
เพียงชั่วข้ามคืนวัน...........วุ่นแท้
ราคาลดครึ่งพัน...............เหลือหนึ่ง ร้อยเฮย
วันพรุ่งยุ่งปรับแก้.............เกี่ยวข้องบ่องใด๋.....
จากความหวังของหมู่บ้านสลิ่ม กลายเป็นตำบลกระสุนตกในชั่วพริบตาภัควดี วีระภาสพงษ์

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10242455648550404&set=a.2556231547988




7 เครือข่ายภาคประชาชนประณามรัฐบาลไทยผูกมิตร “มินอ่องหล่าย”ระบุสะท้อนบรรทัดฐานทางจริยธรรมที่ยอมรับอาชญากรโหด


สำนักข่าวชายขอบ
April 23
·
7 เครือข่ายภาคประชาชนประณามรัฐบาลไทยผูกมิตร “มินอ่องหล่าย”ระบุสะท้อนบรรทัดฐานทางจริยธรรมที่ยอมรับอาชญากรโหด
-------------
เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 มูลนิธิร่วมมิตรไทยพม่า คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) คณะทำงานสันติภาพโลก มูลนิธิวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย และเครือข่ายภาคประชาสังคมไทย ได้ออกแถลงการณ์กรณีที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมคณะ ได้เข้าเยี่ยมคารวะพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ณ ทำเนียบประธานาธิบดี กรุงเนปิดอว์ ในโอกาสการเดินทางเยือนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาอย่างเป็นทางการ นั้นว่า ขอแสดงความเป็นกังวลอย่างยิ่ง ต่อท่าทีที่รัฐบาลไทย ที่แสดงออกต่อ พลเอกอาวุโส มิน อ่องหล่ายโดยระบุว่า ตามที่เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569

แถลงการณ์ระบุว่า พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย และคณะ ได้ก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กลั่นแกล้งจับกุมคุมขังและดำเนินคดีนางอองซาน ซูจี และผู้นำรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อีกทั้งยังใช้กำลังจับกุม คุมขัง ทำร้าย ซ้อมทรมาน บังคับเกณฑ์ทหาร และก่ออาชญากรรมเข่นฆ่าประชาชนชาวเมียนมาอย่างโหดร้ายทารุณโดยมีหลักฐานเป็นที่ประจักษ์มากมาย ไม่เว้นแม้กระทั้งในช่วงภาวะวิกฤตหลังเกิดแผ่นดินไหวที่ยังคงปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายพลเรือน โรงเรียนและโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขจากสหประชาชาติชี้ว่า มีผู้เสียชีวิตหลังเกิดรัฐประหารในเมียนมากว่า 5,000 คน

แถลงการณ์ระบุว่าพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย และคณะ ไม่ใช่ผู้นำประเทศหรือตัวแทนของประชาชนเมียนมาโดยชอบธรรม เป็นแต่เพียงอาชญากรที่ถูกศาลอาญากลางแห่งประเทศอาร์เจนตินาออกหมายจับตามหลักเขตอำนาจสากล อีกทั้งการกระทำความความผิดต่อชาวโรฮิงญาอยู่ระหว่างการดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) โดยเมื่อ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2024 หัวหน้าอัยการศาล ICC ได้ยื่นคำร้องต่อผู้พิพากษาเพื่อขอออกหมายจับ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติไว้แล้ว

“พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ได้รับการประณามว่าเป็นผู้นำกองทัพอันธพาล ทำให้สถานการณ์ในเมียนมา เข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลว จากการยึดอำนาจรัฐประหาร ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม และใช้ความรุนแรง สังหารประชาชนด้วยกระสุนจริง และหน่วยลอบสังหารสไนเปอร์ เป็นการกระทำอย่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรม ต่อประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ทำให้ผู้นำกองทัพเมียนมา คือ ฆาตกรในเครื่องแบบ ทำลายเกียรติภูมิของกองทัพอย่างสิ้นเชิง ด้วยการละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรมพื้นฐาน”แถลงการณ์ระบุ
แถลงการณ์ระบุว่า รัฐประหารของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ทำให้เมียนมาต้องเผชิญกับ “วิกฤตหลายมิติ” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งมีทั้งการล่มสลายทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรง ภัยพิบัติทางสภาพอากาศที่ซับซ้อน และปัญหาความยากจน ซ้ำเติมปัญหาผู้อพยพที่ล้นทะลักเข้ามาในไทย การที่รัฐบาลไทยมีท่าทียอมรับพล.อ.มิน อ่อง หล่าย ในฐานะผู้นำประเทศ ที่มาจากการเลือกตั้งจอมปลอม ที่นานาประเทศไม่ให้การยอมรับการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยการที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างประเทศของไทย เดินทางไปเยี่ยมคารวะย่อมแสดงให้เห็นถึงบรรทัดฐานทางจริยธรรมของรัฐบาลไทยที่ยอมรับอาชญากรที่ใช้ความโหดร้ายป่าเถื่อนเข่นฆ่าประชาชน เป็นบรรทัดฐานที่ไร้ซึ่งศีลธรรม มนุษยธรรม นิติธรรม และหลักสิทธิมนุษยชน ดังที่โลกกำลังเผชิญอยู่กับวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางที่ผู้นำอิสราเอล นายเบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) ได้กระทำต่อชาวปาเลสไตน์ และกำลังขยายการเข่นฆ่าที่ทารุณโหดร้ายที่อาจนำไปสู่สงครามโลก ด้วยการทำสงครามกับอิหร่าน

“พวกเราขอประฌามรัฐบาลไทย และขอให้คำนึงหลักหลักนิติรัฐ (Legal State) หลักนิติธรรม (Rule of Law) หลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักสิทธิมนุษยชน และที่สำคัญที่สุดคือหลักมนุษยธรรมในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน เมียนม่า”แถลงการณ์ ระบุ

สำนักข่าวชายขอบ
https://transbordernews.in.th/home/?p=45926

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1615037837293685&set=a.504230311707782




บีบีซีพูดคุยกับสองสมาคมทุเรียนเพื่อหาคำตอบว่า ทุเรียน "เกรดดี" จะขายในราคาลูกละ 100 บาทได้จริงหรือไม่ และการค้นหาทุเรียนเพื่อนำมาขายในปริมาณ 1 ล้านลูกนั้น มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ?


นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ (ซ้าย) ถ่ายภาพร่วมกับ "พิมรี่พาย" (ขวา) อินฟลูเอนเซอร์คนดัง ขณะพบกันเมื่อวันที่ 26 เม.ย.

ฟังเสียงชาวสวนทุเรียน พิมรี่พายไลฟ์ขายทุเรียนลูกละร้อย จะช่วยเกษตรกรได้จริงไหม ?

นงนภัส พัฒน์แช่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เมื่อ 7 ชั่วโมงที่แล้ว

"ทุเรียนครีมมี่อย่างเงี้ย ครีมมี่พรีเมี่ยมเงี้ย เดี๋ยวโทรศัพท์ก่อน" น.ส.พิมรดาภรณ์ เบญจวัฒนะพัชร์ หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักเธอในนาม "พิมรี่พาย" อินฟลูเอนเซอร์ผู้โด่งดังจากการไลฟ์ขายสินค้าออนไลน์ ระบุผ่านวิดีโอที่เผยแพร่ลงบนเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'Pimrypie – พิมรี่พาย' เมื่อช่วงค่ำวันอาทิตย์ (26 เม.ย.) โดยเธอพูดพร้อมกินทุเรียนไปด้วย จากนั้นก็ยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาทำท่าเหมือนโทรหาใครสักคน

"ฮัลโหลสำนักนายกรัฐมนตรีใช่ไหมคะ... ขอเรียนสายกับท่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คุณศุภจีหน่อยค่ะ... จะบอกท่านว่าทุเรียนมันอร่อยค่ะ ทุเรียนอร่อยแบบนี้นะคะอยากจะขายค่ะ ปกติซื้อมา 600-700 เนื้อ A อย่างเงี้ย อยากขายลูกละร้อยค่ะ ล้านลูก พอดีเพื่อนรักเยอะค่ะ" เธอทำเหมือนกับคุยสายโทรศัพท์อยู่ และบอกว่าอยากให้มีการขายทุเรียน "เนื้อเริ่ด ๆ แบบนี้" ให้กับคนไทยในราคา "ร้อยเดียว" ได้หรือไม่

ก่อนที่ต่อมานางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ จะปรากฏตัวในวิดีโอเดียวกัน โดยกล่าวยืนยันกับอินฟลูเอนเซอร์สาวรายนี้ว่า "ก็ต้องได้สิคะ ๆ ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ สำหรับคนไทยต้องได้กินของดีและของถูก พิมรี่[พาย]จะช่วยไหมคะ" ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์สาวก็พูดโฆษณาว่าคนไทยเตรียมรับทุเรียน "เกรดดี" "ราคาดี" ที่ "ตัดจากสวน" ได้ในวันที่ 28 เม.ย. ซึ่งเธอประกาศในเวลาต่อมาว่าจะมีการไลฟ์ขายทุเรียนดังกล่าวในเวลา 19.00 น.

คลิปนี้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการสนับสนุนการตัดราคาการขายทุเรียนของเกษตรกรหรือไม่ ในเมื่อปัจจุบันทุเรียน "เกรดดี" ที่หมายถึง "คุณภาพดี" มีราคาสูงกว่าที่อินฟลูเอนเซอร์สาวรายนี้ประกาศขาย

บีบีซีพูดคุยกับสองสมาคมทุเรียนเพื่อหาคำตอบว่า ทุเรียน "เกรดดี" จะขายในราคาลูกละ 100 บาทได้จริงหรือไม่ และการค้นหาทุเรียนเพื่อนำมาขายในปริมาณ 1 ล้านลูกนั้น มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ?

ขายทุเรียนเกรด A ล้านลูก ลูกละ 100 บาท เป็นไปได้ไหม

ผู้บริหารสมาคมทุเรียน 2 สมาคม บอกบีบีซีไทยตรงกันว่า "เป็นไปไม่ได้" หากอินฟลูเอนเซอร์สาวจะขายขายทุเรียนเกรด A จำนวน 1 ล้านลูก ในราคาลูกละ 100 บาททั้งหมด

นายสมทบ ศรีคงรักษ์ อุปนายกสมาคมผู้ผลิตทุเรียนไทย ระบุว่า ปัจจุบันราคาส่งออกทุเรียนเกรด A อยู่ที่ประมาณ 150 บาท/กก. โดยราคาอาจแปรผันบวกลบได้ 10 บาท ขึ้นอยู่กับล้งที่รับซื้อ ซึ่งทุเรียนแต่ละลูกมีน้ำหนักประมาณ 3 กก. นั่นหมายความว่าต่อลูกจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 450 บาท

"ราคาที่กำลังส่งออกก็มีตั้งแต่ 140 ถึง 160 บาทต่อกิโลกรัม แล้วแต่ล้งรับซื้อ เกรด A ที่ส่งออกอยู่ตอนนี้ครับ แล้วก็ตัวเกรดที่ถูกที่สุดที่ส่งออกตอนนี้คือเกรด D ครับ ตอนนี้ราคาขึ้นมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 80 บาทแล้ว ลูกหนึ่งเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 1.2 กิโลกรัมขึ้นไป แสดงว่า 1 ลูกของเกรด D มันอยู่ที่ราคา 90-100 บาทแล้ว"

"ถ้าเป็นโปรโมชันเพื่อเป็นการทำการตลาด อันนี้อาจเป็นไปได้ครับ แต่ว่าขายทั้งหมด [1 ล้านลูก] มันไม่มีทางเป็นไปได้แน่นอนครับ" อุปนายกสมาคมผู้ผลิตทุเรียนไทยระบุ

ขณะที่นายกฤติเดช อยู่รอด นายกสมาคมทุเรียนไทย ซึ่งเป็นสมาคมผู้ประกอบการทุเรียนอีกสมาคมหนึ่ง ก็เห็นพ้องกัน

"ถ้าเกิดเราอิงราคาของทุเรียน ณ ปัจจุบันตอนนี้ครับ เบอร์ AB (ทุเรียนเกรด A คละกับเกรด B) ที่เป็นเบอร์สวยเลย มันจะราคาอย่างน้อย ๆ กิโลหนึ่งต้องมี 135-150 บาทในปัจจุบัน ดังนั้นถ้าจะมาขายลูกละ 100 เนี่ย มันไม่ใช่ มันเป็นไปไม่ได้ครับ" นายกฤติเดช ระบุ

ทั้งนี้ เขาให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับบีบีซีไทยว่า ที่เขาให้ข้อมูลทุเรียนโดยเรียกเป็นเกรด AB นั้น เพราะปัจจุบันทุเรียนเกรด A ล้วน ที่วงการทุเรียนเรียกกันว่า "ทรงนางฟ้า" นั้น หาได้ยาก ดังนั้นโดยทั่วไปผู้ประกอบการจึงรวมขายโดยคละเกรด A และ B ซึ่งจะเรียกรวมว่า "เกรด AB" มากกว่า

นายกสมาคมทุเรียนไทยยังประเมินลักษณะของทุเรียนที่อินฟลูเอนเซอร์สาวกินโชว์ในคลิปวิดีโอ ว่าเขาดูจากลักษณะเนื้อทุเรียนในถาด ส่วนใหญ่น่าจะมาลูกทุเรียนเกรด AB เพราะหากเป็นทุเรียนตกไซส์หรือที่เรียกว่า "ป๊อกแป๊ก" ลักษณะของพูและเม็ดทุเรียนจะไม่ใช่แบบนี้ ส่วนลูกทุเรียนที่เธอถือในอีกคลิปวิดีโอนั้น ก็เป็น "ทรงเพื่อการส่งออก"


นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ระบุว่ามองการประกาศขายทุเรียนในราคาลูกละ 100 บาทของพิมรี่พาย "เป็นเทคนิคในการทำโปรโมชัน"

เมื่อวานนี้ (27 เม.ย.) นายกรนิจ โนนจุ้ย รองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการจะขายทุเรียนของพิมรี่พายนั้น พบว่าเป็น "ความตั้งใจในการจัดโปรโมชันพิเศษส่งเสริมการบริโภคทุเรียนภายในประเทศ และช่วยกระจายผลผลิตเกรดรองสู่ผู้บริโภค" โดยทุเรียนที่จะจำหน่ายเป็นทุเรียนเกรดขายในประเทศที่ "ค่อนข้างสุก คุณภาพดี แต่ทรงอาจจะไม่สวย" ซึ่งราคาต่อกิโลกรัมจะต่ำกว่าทุเรียนส่งออกเกรด D แต่จะมีการขายทุเรียนเกรดอื่น ๆ รวมถึงเกรดพรีเมียมร่วมด้วย

อย่างไรก็ดี เมื่อผู้สื่อข่าวถามนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ในช่วงเช้าวันนี้ (28 เม.ย.) ถึงกระแสความกังวลในคุณภาพของทุเรียนที่อินฟลูเอนเซอร์สาวจะนำมาขายราคา 100 บาทต่อลูก ว่าจะไม่ตรงปกหรือไม่นั้น เธอมองว่า "เป็นเทคนิคในการทำโปรโมชัน" ซึ่งต้องรอดูเงื่อนไขและระยะเวลาที่นำมาขาย แต่เชื่อว่าไม่น่ามีปัญหาเรื่องคุณภาพไม่ตรงปก เพราะกระแสแรงและมีคนจับตามองเยอะ ซึ่งหมายรวมถึงหน่วยงานที่กำกับดูแลด้วย

ด้านนายกสมาคมทุเรียนไทย มองว่าหากเป็นการจะทำ "โปรโมชัน" อินฟลูเอนเซอร์สาวก็ควรระบุรายละเอียดที่ชัดเจนและตรงไปตรงมามากกว่านี้

"ส่วนหนึ่งเราต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า มันคือการทำตลาด มันคืออีเวนท์ มันคือลักษณะของคนโฆษณา มันก็มีความเป็นไปได้ที่เขาจะใช้ลักษณะของการใช้คำพูดแบบนี้ แต่มันก็ควรจะต้องมีการอธิบายรายละเอียดหลังจากนั้น" นายกฤติเดช กล่าวถึงคลิปวิดีโอของพิมรี่พายซึ่งเป็นประเด็น

"ถ้าเกิดว่าทางคุณพิมเองจะมาบอกว่า ลูกละ 100 บาท จะขายจำนวน 1 ล้านลูก มันก็ต้องมีการโชว์ให้เห็นด้วยว่า ลักษณะลูกแบบไหนที่จะขายในราคา 100 บาท ไม่ใช่ชูลักษณะของลูกที่มีน้ำหนัก 2 กก. 5 กก. พูกลม ๆ และลักษณะเนื้อเป็นแบบนี้ อันเนี้ยมันเป็นการโฆษณาที่อาจจะไม่ถูกต้องซะทีเดียว" เขาระบุ

"อยากให้มันมีการสื่อสารถึงผู้บริโภคแบบชัดเจนขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง เพราะว่าในลักษณะของคนที่จ่ายเงินเพื่อซื้อทุเรียน เขาก็คาดหวังว่าเขาจะต้องได้ลักษณะเนื้อแบบที่คุณพิมกิน แต่ถ้าเกิดในมุมของผู้จัดจำหน่าย อย่างพวกผมที่เป็นชาวสวนเนี่ย เราก็คิดในใจแหละว่า คุณจะไปซื้อทุเรียนเพื่อเอามาขายลูกละ 100 จากที่ไหน เพราะว่ามันไม่มีใครแน่นอน เพราะว่าไปตามล้งอ่ะ เขาสามารถขายได้ราคาที่สูงกว่าครับ" ผู้ประกอบการทุเรียนรายนี้ระบุ

จะหาทุเรียนล้านลูกได้จากไหน ?

นี่คือคำถามของผู้บริหารทั้งสองสมาคม โดยนายสมทบอ้างว่าเขาทราบข้อมูลว่าอินฟลูฯ รายนี้ได้ติดต่อไปตามล้งใหญ่ ๆ ใน จ.จันทบุรี เพื่อขอซื้อทุเรียนในราคาถูกกว่าปกติ ภายหลังจากที่โฆษณาเรื่องที่จะไลฟ์ขายไปแล้ว ซึ่งเขามองว่าเป็นเรื่องยากที่ผู้ผลิตจะขายให้จนได้จำนวนตามที่เธอประกาศไว้ ขณะที่นายกฤติเดช ระบุว่าจำนวนทุเรียนที่ระบุว่า "ล้านลูก" นั้น ถือเป็นจำนวนมากกว่าล้งใหญ่ ๆ ในไทยส่งออกต่อวันอย่างมหาศาล

บีบีซีไทยลองคำนวณตามข้อมูลที่นายกฤติเดชระบุว่า โดยปกติแล้วในหนึ่งตู้คอนเทนเนอร์ที่ผู้ผลิตจัดส่งทุเรียนไปยังจีน จะสามารถบรรจุทุเรียนได้เต็มที่ 18 ตัน หรือคิดเป็น 18,000 กก. ซึ่งหากเป็นทุเรียนเกรด AB น้ำหนักเฉลี่ยจะอยู่ที่ 3 กก./ลูก

นายกสมาคมทุเรียนไทย ชวนคำนวณต่อไปว่า หากจะขนทุเรียนเกรดนี้รวม 1 ล้านลูก หมายความว่าจะมีน้ำหนักทุเรียนรวม 3,000,000 กก. ซึ่งเมื่อนำน้ำหนักทั้งหมดหารด้วยน้ำหนักที่ตู้คอนเทนเนอร์แต่ละตู้สามารถบรรทุกได้ เท่ากับว่าจะต้องใช้ตู้คอนเทนเนอร์ 167 ตู้ ในการขนทุเรียนทั้ง 1 ล้านลูกนี้

"มันเยอะมาก ๆ นะครับ ตู้ 100 กว่าตู้คอนเทนเนอร์เนี่ย มันวางในสนามฟุตบอลมันจะพอหรือเปล่า" นายกฤติเดชตั้งข้อสังเกตก่อนกล่าวในเวลาต่อมาว่า "ถ้าเกิดใครสามารถส่งได้ทุเรียนวันละ 100 ตู้นี่คือถือว่าคุณเก่งมาก ๆ นะครับ ล้งใหญ่ ๆ ที่อยู่ในจันทบุรีเนี่ย ผมเชื่อว่าวันหนึ่งเขาน่าจะส่งได้ไม่เกินวันละ 10 ตู้"

บีบีซีไทยติดต่อพิมรี่พายแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบกลับกระทั่งช่วงเวลาที่บทความนี้เผยแพร่

ชวนอินฟลูไลฟ์ฯ ช่วยเกษตรกรระบายทุเรียนได้จริงไหม


รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่าจำนวนผลผลิตทุเรียนในปีนี้มีมากกว่าปีที่แล้ว 33% ทำให้ต้องทำการตลาดเชิงรุกเพื่อกระจายสินค้า

ในการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลวันนี้ (28 เม.ย.) นางศุภจีเปิดเผยว่าเนื่องด้วยปีนี้มีผลผลิตทุเรียนมากขึ้น 33% หรือประมาณ 2 ล้านตัน ทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องทำการตลาดเชิงรุก เนื่องจากหากมีผลผลิตเกินและมาแก้ไขปลายเหตุก็อาจทำให้ราคาตกต่ำได้ โดยสำหรับตลาดนอกประเทศ ก่อนหน้านี้มีการมอบหมายกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศดำเนินการขยายตลาดในประเทศจีน ส่วนตลาดในประเทศก็มีหลายช่องทาง ซึ่ง รมว.พาณิชย์ ยกตัวอย่าง live commerce (รูปแบบการขายสินค้าผ่านการถ่ายทอดสด) และการประสานงานกับอินฟลูเอนเซอร์ เป็นช่องทางหนึ่งในการช่วยกระจายสินค้า

ในมุมของผู้ประกอบการทุเรียนทั้งสองราย มองว่าความตั้งใจนี้มาผิดเวลา เพราะตอนนี้เป็นหน้า "ทุเรียนขาดรุ่น" ที่ราคากำลังขยับสูงขึ้นตามความต้องการอยู่แล้ว ดังนั้นแทนที่การไลฟ์ขายในราคาถูกจะมาช่วยเกษตรกรระบายสินค้า จึงกลับกลายเป็นว่าไปตัดราคาของผู้ผลิตซึ่งควรจะขายได้ราคาดีอยู่แล้วตามกลไกตลาด

"ตอนนี้ทุเรียนจะมี 2 แบบ คือเกรดที่ตัดส่งออก แล้วก็มีเกรดที่พ่อค้าคนกลางมารับซื้อบริเวณตลาดท้องถิ่น... ตอนนี้ราคาก็สูงมาอยู่ในระดับเดียวกันแล้ว เพราะว่าช่วงนี้ครับ ตั้งแต่ 20 เม.ย. ไปจนถึง 10 พ.ค. มันจะเป็นทุเรียนช่วงเขาเรียกว่าทุเรียนขาดรุ่นครับ เพราะว่ารุ่นนี้ที่เก็บเกี่ยวไป ที่มีอยู่เป็นประมาณ 30-40% ของพื้นที่ภาคตะวันออก เก็บไปเกือบหมดแล้วครับ ช่วงนี้กำลังจะเป็นช่วงที่ทุเรียนขาดตลาด ราคาก็ขยับสูงขึ้น" สมทบอธิบาย

"อย่างตัวผมเองมีเพจที่เราขายออนไลน์ด้วย ซึ่งอันนี้ผู้ประกอบการ... ที่คุยกันเมื่อวานที่มีประเด็นก็คือว่า ตอนนี้มันทำราคาตลาดออนไลน์ คือชาวสวนที่เราขายเอง มันมาถูกตัดราคาโดยแม่ค้าอินฟลูฯ นึกออกไหมครับ จากปกติที่เขาขายกันกิโลกรัมละ 190 บาท 170 บาท แล้วมาเจอกระแสทุเรียนลูกละ 100 อ่ะครับ มันทำให้ยอดการสั่งซื้อและก็ออเดอร์ของเขาเนี่ย มันกระทบ" อุปนายกสมาคมผู้ผลิตทุเรียนไทยกล่าว

ด้านนายกฤติเดช ระบุถึงผลกระทบของการที่บุคคลระดับ รมว.พาณิชย์ เข้าไปปรากฏในคลิปวิดีโอที่เสนอขายทุเรียน "ลูกละร้อย" นี้ ว่ายิ่งเป็นการตอกย้ำคำพูดของพิมรี่พาย และทำให้คนในภาคการผลิตเขาเกิดคำว่า "เอ๊ะ" ขึ้นมาในใจ

"เอ๊ะข้อแรกเลยคือ คุณจะไปหาสินค้าในราคาแบบนี้ที่คุณต้องการขายจากที่ไหน สินค้าในตลาดมันแทบจะไม่มีของอยู่แล้ว แล้วราคาแบบนี้ในปัจจุบัน คุณจะทำการค้าการขายแบบไหน แล้วมันก็ต่อเนื่องไปจนถึงพ่อค้าแม่ค้าที่ทำออนไลน์อยู่ในปัจจุบันว่า ในขณะที่เขาซื้อสินค้าโดยซื้อลูกทุเรียนกิโลละ 200–300 [บาท] เนี่ย เอ๊ะ ทำไมฉันต้องซื้อในราคาที่แพง ทั้ง ๆ ที่ภาครัฐเองก็มาคอนเฟิร์มว่าสามารถหาสินค้าทุเรียนคุณภาพมาจำหน่ายในราคาลูกละ 100 บาทได้ อันนี้มันก็เป็นผลกระทบทางความรู้สึกครับ" นายกสมาคมทุเรียนไทยระบุ

อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการทั้งสองรายมองว่า การให้อินฟลูฯ มาช่วยไลฟ์ขายทุเรียนนั้น ที่จริงแล้วอาจทำได้ในช่วงเวลาที่ทุเรียนอาจกลับมาล้นตลาดอีกครั้ง คือช่วงกลางเดือน พ.ค. ซึ่งผลผลิตทุเรียนในหลายจังหวัดทั่วประเทศจะออกมาในปริมาณมากพร้อม ๆ กัน ซึ่งราคาจะตกลงจากตอนนี้ และการที่มีอินฟลูฯ มาช่วยไลฟ์ขายในเวลานั้นก็เป็นช่องทางหนึ่งที่อาจช่วยระบายสินค้าได้

"ช่วงประมาณสักกลาง พ.ค. เป็นต้นไปเนี่ย เราจะเจอปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดค่อนข้างสูง ค่อนข้างเยอะเลย เมื่อออกสู่ตลาดเยอะเนี่ย ราคาจะเริ่มตกลงเป็นเรื่องปกติ" นายกฤติเดชระบุ

"ช่วงนั้นถ้าเป็นเบอร์เพื่อการส่งออกอาจจะไม่มีปัญหา หรืออาจจะมีปัญหาไม่มาก แต่ถ้าเกิดเป็นเบอร์ที่เป็นลักษณะของเบอร์ตกไซส์ หรือทุเรียนที่ไม่ใช่เพื่อการส่งออก อาจจะเป็นเบอร์ D แล้วก็เบอร์ป๊อกแป๊กอะไรพวกนี้ การกระจายสินค้าภายในประเทศ การหาช่องทางการตลาดเสริม อย่างเช่น การค้าออนไลน์ หรือการแกะเนื้อเพื่อแช่แข็ง... มันก็ถือว่าเป็นช่องทางที่จะช่วยในเรื่องของการทำให้สินค้าโดยเฉพาะเบอร์ล่างเนี่ย ไม่ล้นตลาดไม่ราคาตกต่ำได้ การไลฟ์สดก็ถือว่าเป็นช่องทางหนึ่งเหมือนกันครับ" เขาอธิบาย

เช่นเดียวกับนายสมทบที่มองว่าการให้อินฟลูฯ มาช่วยไลฟ์ขายทุเรียน หากมาในช่วงกลางเดือน พ.ค. ก็มีประโยชน์ในการช่วยระบายของ โดยเป็นการดึงเอาปริมาณทุเรียนในตลาดให้มาอยู่ที่อินฟลูฯ เพื่อให้ผลผลิตในตลาดออฟไลน์ยังอยู่ในปริมาณที่ปกติ ไม่ล้นตลาด ซึ่งหากจะขายลูกละ 100 บาทในช่วงเวลานั้น เขาก็เชื่อว่าอาจทำได้สำหรับทุเรียนเกรด C และ D

"ผมมองว่ามีโอกาสได้ แต่ไม่ใช่ช่วงนี้" เขากล่าว "อาจจะกินเป็นเบอร์ D เบอร์ C อะไรอย่างนี้ครับ กิโลละ 50-60 [บาท] เอามาขายก็ยังพอสูสี พอมีลุ้นว่าเขาจะไม่เอากำไรเลยอย่างนี้ได้ครับ มาทำช่วยจริง ๆ โดยไม่เอากำไร แบบว่าหักแค่ค่าใช้จ่ายเขาก็น่าจะพอทำได้ครับ ถ้าเขาอยากจะช่วยเกษตรกรจริง ๆ"


นายสมทบ ศรีคงรักษ์ อุปนายกสมาคมผู้ผลิตทุเรียนไทย มองว่า "เป็นไปไม่ได้" หากจะขายทุเรียนเกรด A ในราคาลูกละ 100 บาท จำนวน 1 ล้านลูกในตอนนี้

ด้านนายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการ Think Forward Center หรือศูนย์ศึกษานโยบายเพื่ออนาคตของพรรคก้าวไกล และอดีตหัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองว่า รัฐบาล "คงตั้งใจที่จะช่วยขยายตลาดทุเรียน" แต่อาจไม่ได้ระมัดระวังในประเด็นความชัดเจนเรื่องคุณภาพ ราคา และช่วงเวลาที่สื่อสาร จึงทำให้เกิดกระแสความกังวล

"มันอาจจะเป็นในช่วงเวลาที่ยังไม่เหมาะ คือช่วงนี้ทุเรียนเกรดคุณภาพดี เกรดส่งออกเนี่ย เราก็ยังมีราคาดีอยู่ ก็คือทุเรียนโดยรวมยังพอไปได้" นายเดชรัตระบุ เขามองว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของรัฐบาลสะท้อนว่ามีการ "ทำความเข้าใจกับรายละเอียดของตัวสินค้าน้อยไปหน่อย"

"จริง ๆ แล้วถ้ามาทำกับเรื่องมะม่วงที่ตอนนี้ช่องทางมันตันนะ ไม่มีคนรับมะม่วงออกมาช่วยเกษตรกรจำหน่าย อันนั้นอาจจะได้เสียงตอบรับที่ดีนะครับ แต่ว่าในกรณีมะม่วงนี่ก็อาจจะต้องคอมเมนต์ว่าไม่ได้เข้าไปช่วยดำเนินการเลย แต่ว่ามาทำกับเรื่องของทุเรียน ซึ่งไม่ได้ผิดอะไรอย่างที่บอก แต่ว่าจังหวะมันอาจไม่ใช่" เขาให้ความเห็น

ผู้อำนวยการ Think Forward Center ของพรรคสีส้ม ยังระบุถึงปัญหาการสื่อสารของกระทรวงพาณิชย์ที่ไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความสับสนว่ากระทรวงมีส่วนร่วมด้วยแค่ไหนกับการไลฟ์ของอินฟลูเอนเซอร์สาวรายนี้ เมื่อมีนางศุภจีร่วมอยู่ในคลิปด้วย ซึ่งเมื่อการสื่อสารไม่ชัดเจน ก็เหมือนเป็นการ "ส่งสัญญาณราคา" ที่ต่ำกว่าความเป็นจริง และอาจทำให้เกษตรกรขายทุเรียนราคาสูงที่คุณภาพดีได้ยากขึ้น

อย่างไรก็ดี เขามองว่าวิธีการไลฟ์ขายเช่นนี้ หากมาถูกเวลาก็สามารถช่วยเกษตรกรได้เช่นกัน

"ทุเรียนไลฟ์แบบเนี้ยก็ช่วยได้ครับ แต่ว่าอาจจะต้องรออีกสักระยะหนึ่ง เพราะแม้ผลผลิตจะมาก แต่ว่าขณะเดียวกันตลาดก็ไปได้ดี เราก็ดูจากราคาก็ยังไปได้ดี เพราะฉะนั้นก็อาจจะยังไม่จำเป็นจะต้องรีบไลฟ์ขายของเกรดรองในช่วงเวลานี้นะครับ" นายเดชรัตให้ความเห็น

อย่างไรก็ดี เขามองว่าวิธีการกระจายผลผลิตเมื่อมีผลผลิตล้นตลาดนั้น มีปัจจัยที่แตกต่างกันไปตามชนิดของผลผลิต ซึ่งการไลฟ์ขายสามารถช่วยได้ในส่วนหนึ่ง แต่ในผลผลิตบางชนิดอาจใช้วิธีอื่น ๆ เช่น มะม่วง หรือมะพร้าวน้ำหอม อาจใช้การแปรรูปและทยอยขายร่วมด้วยได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์น่าจะมีการทำการศึกษาในรายละเอียดไว้ และควรออกมาตรการต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับช่วงเวลาและชนิดของผลผลิต

https://www.bbc.com/thai/articles/c9wejyynl82o





iLaw ELECTION REPORT: พบร่องรอยการตกแต่งตัวเลข ผลคะแนนเลือกตั้งจาก 94% ไปสู่คะแนน 100%: พบร่องรอยการจัดการปรับลดคะแนน และเพิ่มแต่ละพรรคไม่เท่ากัน

https://www.ilaw.or.th/articles/57682

iLawClub #เขียนรัฐธรรมนูญใหม่
@iLawclub
·7h
9 ก.พ. 2569 ระบบ ECT Report 69 รายงานคะแนนที่ "94%" 10 วันต่อมา (19 ก.พ.) กกต. เผยแพร่คะแนนอย่างเป็นทางการเป็น PDF รายเขต กกต.แถลงผู้มาใช้สิทธิ 37,807,781 คน ตัวเลขนี้ทำให้ "94%" เป็นการรายงานคะแนนเพียง 91.32% และมีอีกอย่างน้อย 6 ล้านคะแนนที่ถูกเก็บไว้และไม่ถูกรายงาน

🗳 เมื่อนำคะแนนทั้ง 2 ชุดมาเปรียบเทียบกันพบความผิดปกติอย่างน้อย 3 รูปแบบ พบคะแนนถูก "ปรับลด" อย่างน้อย 25,167 คะแนน ในคะแนนแบบบัญชีรายชื่อพบ การปรับลดอย่างน้อย 378 กรณี ใน 125 เขตเลือกตั้ง 52 จังหวัด กระทบ 56 พรรคจาก 57 พรรค

  📉  มีอย่างน้อย 4 เขตเลือกตั้งที่จำนวนผู้มาใช้สิทธิและบัตรดีทั้งหมดลดลง ได้แก่ นนทบุรี เขต 8, บุรีรัมย์ เขต 2, ขอนแก่น เขต 6 และหนองบัวลำภู เขต 1 โดยที่บุรีรัมย์ เขต 2 ผู้สมัคร 8 จาก 9 คนถูกปรับลดคะแนนพร้อมกัน โดยที่ผู้สมัครที่ไม่เคยถูกปรับลดคะแนนเลยคือผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย

 📊  พรรคประชาชนเป็นพรรคที่ทั้งเพิ่มและลดมากกว่าทุกพรรค โดยเพิ่มรวม 2,302,430 คะแนน ทั้งคะแนนแบบแบ่งเขตและแบบัญชีรายชื่อ เฉลี่ย 13% ขณะที่พรรคใหญ่อื่นเพิ่มเพียง 8-9% และถูกปรับลดราว 41.4% ของยอดที่ถูกลดทั้งระบบ

การวิเคราะห์ OLS regression รายภูมิภาคยังพบว่าคะแนนพรรคประชาชนในภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ ถูกรายงานต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 4-5% อย่างเป็นระบบ จุดที่ผิดปกติที่สุดอยู่ที่แพร่ เขต 2 ซึ่งคะแนนพรรคประชาชนถูกรายงานเพียง 62.2% ขณะที่พรรคอื่นในเขตเดียวกันรายงานแล้วราว 91.3%

https://x.com/iLawclub/status/2049112789063721054







 

“เจ๊จวง – เจ๊เทียม” สองแม่ค้าบะหมี่ ถูกพิพากษาคดี ม.112 จำคุก 1 ปี 6 เดือน รอลงอาญา 3 ปี กรณีติดป้ายหน้าร้านเรียกร้องยกเลิก 112 – ปล่อยเพื่อนเรา


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
10 hours ago
·
พิพากษาคดี ม.112 สองแม่ค้าบะหมี่ “เจ๊จวง – เจ๊เทียม” จำคุก 1 ปี 6 เดือน รอลงอาญา 3 ปี กรณีติดป้ายหน้าร้านเรียกร้องยกเลิก 112 – ปล่อยเพื่อนเรา
.
.
วันที่ 28 เม.ย. 2569 ศาลอาญาพระโขนงนัดสอบคำให้การ และตรวจพยานหลักฐานในคดีของ “เจ๊จวง” (สงวนชื่อสกุล) อายุ 55 ปี และ “เจ๊เทียม” (สงวนชื่อสกุล) อายุ 60 ปี สองแม่ค้าขายบะหมี่-ก๋วยเตี๋ยว ที่ถูกฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เหตุจากการติดป้ายไว้บริเวณหน้าร้านจำนวน 2 ป้าย ซึ่งป้ายหนึ่งมีเนื้อหาเรียกร้องยกเลิกมาตรา 112 และกล่าวถึงการผลาญงบประมาณแผ่นดิน, และอีกป้ายมีข้อความว่า “ปล่อยเพื่อนเรา ไปไหนก็เป็นภาระ” เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2566
.
วันนี้จำเลยทั้งสองตัดสินใจให้การรับสารภาพ ศาลจึงมีคำพิพากษาทันที โดยพิพากษาว่าทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 112 ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี ให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 3 ปี ให้คุมประพฤติ 1 ปี โดยต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้งต่อปี
.
คดีนี้มี ทรงชัย เนียมหอม สมาชิกกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ปภส.) เป็นผู้กล่าวหา โดยทรงชัยอ้างว่า ถ้อยคำภายในแผ่นป้ายดังกล่าวนั้น เป็นถ้อยคำหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและมาตรา 112
.
เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2567 เจ๊จวงและเจ๊เทียมได้เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.บางนา พนักงานสอบสวนระบุพฤติการณ์โดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2566 ทรงชัยได้มากล่าวโทษให้ดำเนินคดี โดยพบโพสต์ภาพและข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กซึ่งเป็นสาธารณะ ในวันที่ 18 ม.ค. 2566 เวลาประมาณ 18.30 น. เป็นแผ่นป้ายที่ติดแสดงอยู่บริเวณหน้าร้านขายก๋วยเตี๋ยว จำนวน 2 แผ่นป้าย ที่ประชาชนทั่วไปสามารถพบเห็นได้ ซึ่งเห็นว่าถ้อยคำเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญไทยและประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
,
ทั้งนี้ เฟซบุ๊กที่ผู้กล่าวหาอ้างว่าพบภาพและข้อความนั้น ไม่ได้เป็นของ “เจ๊จวง” และ “เจ๊เทียม” แต่อย่างใด ซึ่งผู้ต้องหาทั้งสองได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
.
ต่อมาพนักงานสอบสวน ได้ส่งสำนวนคดีให้กับพนักงานอัยการพระโขนงเมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2568 และอัยการนัดผู้ต้องหามารายงานตัวและฟังคำสั่งเดือนละหนึ่งครั้ง จนกระทั่งอัยการมีคำสั่งฟ้องเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2568
.
จำคุก “เจ๊จวง – เจ๊เทียม” 1 ปี 6 เดือน โดยให้รอลงอาญา 3 ปี เห็นว่าไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน
.
วันนี้ (28 เม.ย. 2569) เวลา 11.30 น. ห้องพิจารณาที่ 22 ศาลอาญาพระโขนง นัดสอบคำให้การ และตรวจพยานหลักฐานในคดีนี้ โดยจำเลยทั้งสอง “เจ๊จวง” และ “เจ๊เทียม” ได้เดินทางมาศาล และได้ยื่นคำให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
.
จำเลยได้แถลงว่าเหตุในคดีนี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมืองซึ่งมีประชาชนออกมาใช้สิทธิเสรีภาพวิพากษ์วิจารณ์อำนาจรัฐจำนวนมาก จำเลยทั้งสองก็เป็นคนที่ติดตามข่าวสารการชุมนุม จึงได้นำป้ายที่มีข้อความสอดคล้องกับประเด็นข้อเรียกร้องของในการชุมนุมมาวางไว้ที่ร้านก๋วยเตี๊ยวของตน ซึ่งในภายหลังเมื่อจำเลยได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีกลุ่มที่มีความเห็นทางการเมืองต่างจากจำเลยรู้สึกไม่สบายใจกับข้อความบนป้าย และได้มีการไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำเลยก็ได้ให้ความร่วมมือในการนำป้ายข้อความตามฟ้องออกจากร้านแต่โดยดี
.
ศาลอาญาพระโขนงจึงมีคำพิพากษาออกมาในวันเดียวกัน โดยพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง 3 ปี ให้การรับสารภาพ จึงลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และเนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่เคยต้องคำพิพากษาจำคุกมาก่อน จึงให้รอลงอาญา 3 ปี ให้คุมประพฤติ 1 ปี และต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้งต่อปี
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/83097


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1374805791156554&set=a.656922399611567



สงครามของทรัมป์ในอิหร่านกำลังก่อให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ในหมู่คนอเมริกัน ผลสำรวจความคิดเห็น ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่าชาวอเมริกันถึง 84% ต้องการให้รัฐบาลทรัมป์มุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ดูเหมือนจะเดินไปในทิศทางตรงกันข้าม โดยมุ่งเน้นไปที่นโยบายต่างประเทศ



สงครามของทรัมป์ในอิหร่านกำลังก่อให้เกิดวิกฤตความเชื่อมั่นครั้งใหญ่ในยุคปัจจุบัน

ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ผลกระทบทางการเมืองและเศรษฐกิจก็เช่นกัน ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 พรรคเดโมแครตหวังที่จะใช้ความไม่เป็นที่นิยมของสงครามอิหร่านเป็นโอกาสในการชิงที่นั่งในสภาคองเกรสคืน และพวกเขามีเหตุผลที่จะเชื่อว่าทำได้

ผลสำรวจความคิดเห็นของ Outward Intelligence ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่าผู้ใหญ่ชาวอเมริกันถึง 84% ต้องการให้รัฐบาลทรัมป์มุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้น

ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับอัตราเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และปัญหาด้านค่าใช้จ่ายอื่นๆ และพวกเขาต้องการให้วอชิงตันตอบสนองต่อความกังวลทางเศรษฐกิจของพวกเขา แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ดูเหมือนจะเดินไปในทิศทางตรงกันข้าม โดยมุ่งเน้นไปที่นโยบายต่างประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หาเสียงด้วยนโยบายชาตินิยมทางเศรษฐกิจ แต่ในปี 2026 กลับนำเสนอนโยบายผจญภัยทางทหารเป็นส่วนใหญ่ ตอนนี้คำมั่นสัญญา “อเมริกามาก่อน” ของเขากลับเผชิญหน้าโดยตรงกับความเป็นจริงของสงครามที่ขยายตัวในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งภูมิภาคและเศรษฐกิจตะวันตกด้วย

ประชาชนต้องการความยับยั้งชั่งใจ รัฐบาลกลับใช้กำลัง ผลที่ตามมาคือ พันธมิตรของอเมริกากำลังจับตามองทั้งสองอย่างด้วยความวิตกกังวล และชาวอเมริกันกำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่สมัยรัฐบาลคาร์เตอร์

โดยทั่วไปแล้วชาวอเมริกันยังคงไม่เชื่อมั่นในสิ่งที่จอร์จ วอชิงตันเรียกว่า “การเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับต่างประเทศ” ผลสำรวจล่าสุดของ Outward Intelligence พบว่าเกือบ 6 ใน 10 คนเชื่อว่าสหรัฐฯ ควรมีบทบาทน้อยมากหรือไม่มีเลยในฐานะตำรวจโลกที่เข้าไปแทรกแซงกิจการโลกด้วยกำลัง ความไม่เชื่อมั่นนี้มีมาก่อนสงครามอิหร่านและอาจคงอยู่ต่อไปหลังจากความขัดแย้งในปัจจุบันสิ้นสุดลง ส่วนใหญ่เป็นเพราะความล้มเหลวที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ในอัฟกานิสถานและอิรัก

อารมณ์ของชาวอเมริกันเริ่มมืดมนลงเรื่อยๆ จากผลสำรวจของเรา มีเพียงหนึ่งในสามของชาวอเมริกันเท่านั้นที่แสดงความมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับสถานะของอเมริกาในเวทีโลก จำนวนผู้มองโลกในแง่ร้ายมีมากกว่าผู้มองโลกในแง่ดีถึง 16 เปอร์เซ็นต์

ความรู้สึกในแง่ลบนี้ดูเหมือนจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในความเชื่อมั่นของชาติ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างแท้จริงต่อพันธมิตรระดับโลก อำนาจทางการทูต และความสามัชย์ภายในประเทศ ประเด็นสำคัญในสุนทรพจน์เรื่อง "วิกฤตความเชื่อมั่น" ของประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ในปี 1979 ยังคงเป็นจริงในปี 2026 และยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นด้วยสื่อสังคมออนไลน์ในบริบทสมัยใหม่ของเรา

ตัวอย่างเช่น คาร์เตอร์เน้นย้ำว่าสงครามเวียดนามได้กัดกร่อนความภาคภูมิใจของชาติอย่างไร “เราได้รับการสอนว่ากองทัพของเราไม่มีวันพ่ายแพ้ และอุดมการณ์ของเรานั้นถูกต้องเสมอ แต่สุดท้ายก็ต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดจากสงครามเวียดนาม” เขากล่าว

และเมื่อคาร์เตอร์กล่าวว่า “เราสามารถมองเห็นวิกฤตนี้ได้ในความสงสัยที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความหมายของชีวิตของเราเอง และในการสูญเสียความสามัคคีของชาติ” เขากล่าวว่าเขาอาจกำลังพูดถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน

ก่อนสงครามอิรัก หรือภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ หรือความกังวลในปัจจุบันเกี่ยวกับการสูญเสียงานจากปัญญาประดิษฐ์ คาร์เตอร์ได้อธิบายถึง “วิกฤตที่กระทบถึงหัวใจและจิตวิญญาณของชาติ” ในช่วงวิกฤตพลังงานปี 1979 ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างมาก และก่อนที่เขาจะกล่าวสุนทรพจน์ มีชาวอเมริกันเพียง 26% เท่านั้นที่เห็นด้วยกับการจัดการสถานการณ์ของคาร์เตอร์

นักสำรวจความคิดเห็นและนักวิเคราะห์การเมืองจึงมีสิทธิ์ที่จะสงสัยเกี่ยวกับผลกระทบของสงครามอิหร่านต่อวาระการดำรงตำแหน่งกลางเทอม เมื่อคาร์เตอร์เผชิญกับสาธารณชนที่ไม่พอใจเช่นนี้ เขาจึงไม่ประสบความสำเร็จ ภาพรวมที่ใหญ่กว่านั้นคือ ความขัดแย้งในปัจจุบันและผลกระทบของมันไม่ใช่เหตุการณ์เดียวโดดๆ แต่เป็นเพียงวิกฤตล่าสุดในวิกฤตการณ์มากมายที่เผยให้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้นเกี่ยวกับชาวอเมริกัน

ลองลืมเรื่องทรัมป์ อิสราเอล หรือช่องแคบฮอร์มุซไปสักครู่ สิ่งที่วอชิงตันควรเผชิญหน้าอย่างชาญฉลาดคือแนวโน้มโดยรวม: ความภาคภูมิใจในความเป็นอเมริกันที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง คล้ายกับสิ่งที่ประเทศเคยประสบในสมัยของคาร์เตอร์

ชาวอเมริกันที่เราสำรวจความคิดเห็นแสดงความเชื่อมั่นน้อยมากหรือแทบไม่มีเลยในอนาคตของประเทศชาติหรือผู้นำที่ได้รับเลือกให้ดูแลคนรุ่นหลัง แม้แต่ชัยชนะทางทหารในระยะสั้นในเตหะรานหรือเวเนซุเอลาก็ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงความรู้สึกโดยทั่วไปที่ว่าอเมริกาในปัจจุบันด้อยกว่าอเมริกาในอดีต

การเปลี่ยนแปลงทิศทางดูเหมือนจะเป็นสิ่งสำคัญ และดูเหมือนจะเป็นไปได้—ไม่ว่าจะมาจากผู้นำที่แตกต่างกัน หรือผู้นำที่เรียนรู้ที่จะพูดและกระทำแตกต่างออกไป ในสหรัฐอเมริกา การมองโลกในแง่ร้ายเป็นข้อบกพร่อง ไม่ใช่คุณลักษณะ ขณะที่ผมสำรวจประเทศที่ดูเหมือนจะหมดความเชื่อมั่นในตัวเอง ผมได้เรียนรู้ว่า สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว ทัศนคติสามารถเปลี่ยนแปลงได้

มีตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึง “การเปลี่ยนแปลงบรรยากาศ” เช่น ในช่วงต้นสมัยการบริหารของเรแกน ความหวังได้กลับคืนสู่ประเทศชาติ ชาวอเมริกันส่วนใหญ่แสดงความมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับอนาคตข้างหน้า คะแนนความนิยมของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนอยู่ที่ประมาณ 70% ในปี 1981

การมองโลกในแง่ดีไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งโดยเฉพาะ ตลอดช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลฟื้นตัวขึ้นภายใต้ประธานาธิบดีทั้งจากพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน และหลังจากเหตุการณ์ 9/11 ความเชื่อมั่นในรัฐบาลอเมริกันก็เพิ่มสูงขึ้นชั่วคราวถึง 60% ของประชาชนทั้งหมด ทั้งช่วงเวลาที่เจ็บปวดและช่วงเวลาแห่งความสุขสามารถทำให้เราใกล้ชิดกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีจากต่างชาติหรือช่วงเวลาของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

แต่สำหรับตอนนี้ เราต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ระทมที่ลึกกว่าและมืดมนกว่าของเรา และเราต้องเข้าใจว่าวิกฤตความเชื่อมั่นนั้นอาจเป็นเพียงชั่วคราว ค่ำคืนที่มืดมิดที่สุดคือช่วงเวลาก่อนรุ่งอรุณ

ที่มา Time
Trump’s War in Iran is Causing a Modern Crisis of Confidence

https://time.com/article/2026/04/27/trump-s-war-in-iran-is-causing-a-modern-crisis-of-confidence/
Apr 28, 2026




ในขณะที่ความไม่แน่นอนยังคงปกคลุมช่องแคบฮอร์มุซ และแนวโน้มของการเจรจารอบใหม่ระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานในปากีสถานยังคงไม่มีความชัดเจน #อิหร่าน กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายในอย่างเงียบๆ ชมภาพอันหาดูได้ยาก








https://x.com/France24_en/status/2049081799188312094

#FOCUS - 🇮🇷 ในขณะที่ความไม่แน่นอนยังคงปกคลุมช่องแคบฮอร์มุซ และแนวโน้มของการเจรจารอบใหม่ระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานในปากีสถานยังคงไม่มีความชัดเจน #อิหร่าน กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายในอย่างเงียบๆ

สังคมกำลังก้าวเข้าสู่การพลิกโฉมครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เริ่มต้นมาตั้งแต่หลายเดือนก่อน และได้ทวีความเข้มข้นขึ้นท่ามกลางฉากหลังของสถานการณ์สงครามในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

ขอเชิญรับชมภาพอันหาดูได้ยากเหล่านี้ ซึ่งบันทึกภาพใน #เตหะราน โดยผู้สื่อข่าวของเรา Siavosh Ghazi ร่วมกับ Lauren Bain และ Alice Brogat




ปราบแบบใด๋ห์เด้อ? ทำไมตำรวจที่มีหน้าที่ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กลับไปนั่งสังสรรค์กับ “ตัวพ่อสายนี้” ก๊ก อาน และ ริทธิ์ รักษ์สมัย (Rithy Raksmei) เจ้าของเครือข่าย K99 Group ที่ถูกทางการสหรัฐฯ คว่ำบาตร

https://www.facebook.com/CSILA90210/posts/pfbid01Fr4gwa43paeWGroVMkLyDDu7729h4DcUxKdmL9QVg92G5UvaEM5uLQfQcWmzczyl

CSI LA 
Yesterday
·
ทำไมตำรวจมีหน้าที่ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กลับไปนั่งสังสรรค์กับ “ตัวพ่อสายนี้”
ก๊ก อาน และ ริทธิ์ รักษ์สมัย (Rithy Raksmei) เจ้าของเครือข่าย K99 Group ที่ถูกทางการสหรัฐฯ คว่ำบาตร
ฐานพัวพันเครือข่ายหลอกลงทุนคริปโต หลอกให้รัก ค้ามนุษย์ สร้างความเสียหายให้เหยื่อทั่วโลก นับแสนล้านบาท
.....

https://www.facebook.com/CSILA90210/posts/pfbid0sykMFAyrdUi56rwcKBrWmJiEyxFrV4suEtk8ymGejGnAXPy3cuazGDr4pqEtLxeBl

CSI LA 
18 hours ago
·
เป็นไปได้หรือ…ที่ตำรวจไทย “ไม่รู้จัก” ริทธิ์ รักษ์สมัย?
แล้วทำไมชื่อของเขาแทบไม่เคยปรากฏในข่าว
ถ้ายังไม่รู้ แอดจะพาไปรู้จัก
ริทธิ์ รักษ์สมัย (Rithy Raksmei) ถูกระบุว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดของ ก๊ก อาน ผู้มีอิทธิพลด้านธุรกิจคาสิโนและอสังหาริมทรัพย์ในกัมพูชา
เกิดวันที่ 1 มีนาคม 2526
ครอบครัวของเขามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายของก๊ก อาน โดยพี่ชายคือ ริทธิ์ สัมนาง (Rithy Samnang) ซึ่งแต่งงานกับบุตรสาวของก๊ก อาน และเคยมีบทบาทบริหารธุรกิจในเครือ ก่อนจะเสียชีวิตในปี 2565
หลังจากนั้น ริทธิ์ รักษ์สมัย ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม K99 Group
รายงานจากทางการสหรัฐฯ ระบุว่า เครือข่ายนี้มีความเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ การหลอกลงทุนคริปโต และการหลอกให้รัก โดยมีพฤติการณ์ต่อเนื่องตั้งแต่ประมาณปี 2562
ฐานปฏิบัติการถูกระบุว่าอยู่ในพื้นที่ปอยเปต และสีหนุวิลล์ ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษและเมืองคาสิโน ที่กลุ่มธุรกิจของเขามีอิทธิพลอยู่
มีการตั้งข้อสังเกตว่า ธุรกิจคาสิโนและอสังหาริมทรัพย์ อาจถูกใช้เป็นช่องทางในการหมุนเวียนเงินให้กลายเป็นเงินในระบบ
คำถามสำคัญคือ
บุคคลระดับนี้ ทำไมไม่เป็นที่รับรู้ในสังคมไทย
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับรู้มากน้อยแค่ไหน



ประชาธิปัตย์ มีมติร่วมลงชื่อกับ ปชน. ยื่นประธานรัฐสภา สอบกรรมการ ป.ป.ช.ตีตกคดี ‘ศักดิ์สยาม’ หนุนแก้ รธน. ตัดอำนาจปธ.ใช้ดุลพินิจส่งเรื่อง


ประชาธิปัตย์ เอาด้วย! ลงชื่อยื่นสอบ ป.ป.ช. ฟอกขาวศักดิ์สยาม หนุนแก้ รธน. ตัดอำนาจปธ.ใช้ดุลพินิจส่งเรื่อง

28.04.26
มติชนออนไลน์

ประชาธิปัตย์ มีมติร่วมลงชื่อกับ ปชน. ยื่นประธานรัฐสภา สอบกรรมการ ป.ป.ช.ตีตกคดี ‘ศักดิ์สยาม’ พร้อมยื่นตรง ป.ป.ช. อีกชุดหลังพบหลักฐานใหม่ เป็นหนังสือลงคำสั่ง หากมีการประมูลงานต้องผ่านรัฐมนตรีก่อน พร้อมหนุนแก้ รธน. ม.236 ตัดอำนาจประธานรัฐสภาใช้ดุลพินิจ หวั่น ไม่เป็นกลาง – เอื้อพวกพ้อง

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 28 เมษายน ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีการประชุม ส.ส.ของพรรค โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ทำหน้าที่ประธานในการประชุม โดยมี ส.ส.เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

จากนั้นเวลา 16.20 น. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมได้หยิบยกเรื่องผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยฝ่ายกฎหมายของพรรคที่ได้รับมอบหมายให้ไปศึกษาประเด็นรายละเอียด พบว่ามีประเด็นใหม่ ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจในการดำเนินการของพรรค โดยที่ประชุมมีมติใน 2 เรื่องคือ 1.เห็นว่าการวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ยังมีประเด็นที่น่าสงสัย และมีหลักฐานใหม่เกิดขึ้น เนื่องจากข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหาในการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่ยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม สวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในรายละเอียดยังมีความพยายามที่จะจงใจมองข้ามบางประเด็น และหยิบประเด็นเฉพาะ ซึ่งเป็นประเด็นที่เป็นประโยชน์กับผู้ถูกร้อง มาวินิจฉัย ดังนั้น เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัด ทางพรรคจึงร่วมลงชื่อกับพรรคประชาชน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ที่จะยื่นต่อประธานรัฐสภา เพื่อยื่นให้ศาลฎีกาเป็นผู้ไต่สวนอิสระ

นายสาทิตย์กล่าวต่อว่า ในประเด็นที่ฝ่ายกฎหมายของพรรคได้ชี้ให้เห็นว่าเป็นเจตนาที่อาจจะถือว่าเป็นเจตนาพิเศษที่ ป.ป.ช.จงใจที่จะมองข้ามแล้วหยิบเฉพาะประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ถูกร้อง เบื้องต้นพรรคจะมีการตั้งคณะทำงานยกร่าง โดยมีตน และนายราเมศ รัตนะเชวง ฝ่ายกฎหมายของพรรคฯ รวมกันยกร่างคำร้องกับพรรคประชาชน

นายสาทิตย์กล่าวต่ออีกว่า 2.ประเด็นที่ยังไม่มีใครพูดถึงคือการวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ยังมีอยู่ 2 ประเด็น คือ 1.หลักฐานใหม่ คือหลักฐานที่มีการเผยแพร่ผ่านทางสำนักข่าวบางสำนักว่าในช่วงเวลาที่นายศักดิ์สยาม ดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม ได้มีการออกหนังสือฉบับหนึ่งว่าภายใต้หน่วยงานที่ตนเองกำกับดูแล หากมีการประมูลจัดซื้อจัดจ้างประการใดก่อนที่จะมีการดำเนินการจะต้องแจ้งต่อรัฐมนตรีให้ทราบก่อน ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเข้าข่ายการแทรกแซง หรือการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งที่ ป.ป.ช.ได้วินิจฉัยว่าไม่มีการใช้อำนาจรัฐมนตรีแทรกแซง โดยดูจากพฤติกรรมที่ไม่มีการไปสั่งการ แต่หนังสือฉบับดังกล่าวถือว่าเป็นหลักฐานใหม่

และ 2.ประเด็นที่ ป.ป.ช.จงใจมองข้ามคือเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์ คือ บริษัทที่ไปรับงานในกระทรวงที่นายศักดิ์สยามกำกับดูแล ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจนว่ามีผู้ถือหุ้นแทน หรือนอมินี แต่เจ้าของที่แท้จริงยังคงเป็นนายศักดิ์สยาม เพราะฉะนั้นเมื่อเจ้าของที่แท้จริงคือนายศักดิ์สยาม แล้วบริษัทนี้ไปรับงานในหน่วยงานที่ตนเองกำกับดูแลย่อมเป็นการขัดกันของผลประโยชน์อย่างชัดเจน ซึ่งประเด็นนี้ทาง ป.ป.ช.ไม่ได้วินิจฉัยให้ชัดเจน โดยจงใจที่จะมองข้ามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

“เพราะฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์จะยื่น 2 เรื่องนี้ถึง ป.ป.ช. เนื่องจากมีหลักฐานใหม่เพื่อให้ ป.ป.ช.ทบทวนคำวินิจฉัยที่มีอยู่เดิม” นายสาทิตย์กล่าว

นายสาทิตย์กล่าวต่อว่า ส่วนที่มีข้อกังวลว่าหากยื่นเรื่องตามมาตรา 236 ต่อประธานรัฐสภาซึ่งรัฐธรรมนูญระบุว่าเป็นดุลยพินิจของประธานรัฐสภา ถ้ามีเหตุอันควรสงสัยถึงจะยื่นประเด็นนี้อาจจะกระทบต่อการคานอำนาจระหว่างรัฐสภากับองค์กรอิสระตามกลไกของรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ก็เคยแสดงความคิดเห็นว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ซึ่งขณะนี้พรรคประชาชนมีการเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้ไปแล้ว ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนให้มีการดำเนินการแก้ไขในมาตราดังกล่าวต่อไป เพราะต่อไปการตรวจสอบองค์กรอิสระจะได้ไม่ต้องให้ประธานรัฐสภาใช้ดุลยพินิจ เพราะขณะนี้หลายฝ่ายกังวลว่าหากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา มีความไม่เป็นกลาง เข้าด้วยกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็อาจจะชะลอเรื่องดังกล่าวได้ซึ่งในอดีตก็เคยเกิดขึ้นมา

เมื่อถามว่าการวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ในครั้งนี้มองว่าเป็นการฟอกขาวให้กับนายศักดิ์สยามหรือไม่ นายสาทิตย์กล่าวว่า เรื่องนี้คงเป็นข้อสงสัยของสังคม พรรคประชาธิปัตย์ที่ยึดการเมืองสุจริตเราถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำให้เกิดความกระจ่างชัดในเมื่อมีช่องทางตามกฎหมายและตามรัฐธรรมนูญที่ทำได้เราก็ดำเนินการได้เลย

https://www.matichon.co.th/politics/news_5695952




เตหะรานได้ยื่นข้อเสนอฉบับใหม่ให้สหรัฐอเมริกาผ่านปากีสถาน ข้อเสนอเน้นทางออกแบบเป็นขั้นตอน (phases) โดยแยกประเด็นความมั่นคงและเศรษฐกิจที่เร่งด่วนก่อน แล้วตามด้วยเรื่องนิวเคลียร์



ข้อเสนอแบบเป็นขั้นตอน

แผนของอิหร่าน ซึ่งมีรายงานว่ารัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาส อาราคชี ได้ถ่ายทอดระหว่างการเจรจาทางการทูตเมื่อเร็วๆ นี้ มีเป้าหมายที่จะแยกความกังวลด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจที่เร่งด่วนออกจากความขัดแย้งทางนิวเคลียร์ กรอบการทำงานที่เสนอโดยทั่วไปเข้าใจว่าประกอบด้วย:

ขั้นตอนที่ 1: การลดความตึงเครียดและการเข้าถึงทางทะเลโดยทันที: เป้าหมายหลักของขั้นตอนแรกคือการยุติการสู้รบที่กำลังดำเนินอยู่ (ไม่ว่าจะผ่านการขยายเวลาหยุดยิงหรือการยุติสงครามอย่างถาวร) และการทำให้สหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่าน ในทางกลับกัน เตหะรานได้ระบุว่าจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งเป็นการยุติการปิดล้อมเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญนี้ในปัจจุบัน

ขั้นตอนที่ 2: การเจรจานิวเคลียร์ที่เลื่อนออกไป: ข้อเสนอนี้ระบุอย่างชัดเจนว่าจะเลื่อนการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านออกไป—รวมถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม การจัดการคลังอาวุธ และการตรวจสอบที่อาจเกิดขึ้น—จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติและวิกฤตการณ์ทางทะเลจะคลี่คลายลง

บริบทและปฏิกิริยาทางการทูต

จุดยืนของสหรัฐฯ: แม้ว่าทำเนียบขาวจะรับทราบว่าได้รับข้อเสนอแล้ว แต่ฝ่ายบริหารยังคงระมัดระวัง (remain cautious) ประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณแสดงความสงสัยต่อแนวคิดที่จะเลื่อนการเจรจานิวเคลียร์ โดยเน้นย้ำว่าเป้าหมายหลักของสหรัฐฯ ยังคงเป็นการป้องกันไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด ฝ่ายบริหารยังแสดงความลังเลที่จะส่งทีมทูตไปเจรจาเป็นเวลานาน โดยประธานาธิบดีแนะนำว่าการเจรจาอาจดำเนินการทางไกลได้หากจำเป็น

ฉันทามติภายในอิหร่าน: รายงานระบุว่าแม้จะมีการเสนอข้อเสนอดังกล่าวแล้ว แต่ในปัจจุบันยังขาดฉันทามติอย่างเต็มที่ภายในผู้นำอิหร่านเกี่ยวกับวิธีการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องเฉพาะของสหรัฐฯ สำหรับการยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในระยะยาวและการกำจัดคลังอาวุธนิวเคลียร์ในปัจจุบัน

กิจกรรมทางการทูตในวงกว้าง: ข้อเสนอดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลาของการเจรจาที่หยุดชะงักลงหลังจากการประชุมที่วางแผนไว้ในอิสลามาบัดถูกยกเลิก แม้ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันจะอยู่ในภาวะชะงักงัน แต่การเจรจาทางการทูตยังคงดำเนินต่อไป โดยรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านได้ดำเนินการติดต่อประสานงานกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค รวมถึงการหารือในปากีสถาน โอมาน และรัสเซีย

สถานการณ์ยังคงไม่แน่นอน แม้ว่าข้อเสนอนี้จะแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์โดยการเลื่อนประเด็นนิวเคลียร์ไปไว้ "ข้างหลัง" เพื่อหวังจะได้รับการบรรเทาปัญหาทางเศรษฐกิจในทันที แต่ก็เผชิญกับอุปสรรคสำคัญเนื่องจากความไม่ไว้วางใจอย่างลึกซึ้งระหว่างวอชิงตันและเตหะราน และความแตกต่างอย่างชัดเจนในขอบเขตที่ทั้งสองประเทศประกาศไว้

.....

ข้อเสนอนี้มีความแตกต่างจากข้อเสนอก่อนหน้านี้อย่างไร?

Abas Aslani นักวิเคราะห์ชาวอิหร่านกล่าวว่า ข้อเสนอฉบับล่าสุดของอิหร่านนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวทางที่ได้รับการ "ปรับเปลี่ยนใหม่"

Aslani ซึ่งเป็นนักวิจัยอาวุโสประจำศูนย์ยุทธศาสตร์ตะวันออกกลางศึกษา (Centre for Middle East Strategic Studies) ได้เปิดเผยกับสำนักข่าว Al Jazeera ว่า ทางเตหะรานเชื่อว่ารูปแบบเดิมที่เคยใช้มา—ซึ่งอิงหลักการของการยอมประนีประนอมในโครงการนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ—นั้นไม่ใช่ "เส้นทางที่ใช้การได้อีกต่อไปในการนำไปสู่ข้อตกลงที่มีศักยภาพ"

"อิหร่านเชื่อว่าแนวทางนี้ยังสามารถทำหน้าที่เป็นมาตรการสร้างความไว้วางใจ เพื่อช่วยชดเชยปัญหาการขาดแคลนความเชื่อมั่นที่มีอยู่ได้อีกด้วย" เขากล่าวเสริม

Negar Mortazavi นักวิเคราะห์ซึ่งเป็นนักวิจัยอาวุโสประจำศูนย์นโยบายระหว่างประเทศ (Center for International Policy) และผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ *The Iran Podcast* กล่าวว่า ข้อเสนอของอิหร่านดูมีความ "สมเหตุสมผล" เนื่องจากสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซได้ก่อให้เกิด "วิกฤตการณ์ระดับโลก และนานาประเทศต่างก็ต้องการให้ปัญหานี้ได้รับการแก้ไข"

"ทั้งฝ่ายเตหะรานและวอชิงตันจำเป็นต้องหันมามุ่งเน้นที่การจัดการสถานการณ์ในช่องแคบนี้โดยทันที" Mortazavi กล่าวเสริม "ฝ่ายเตหะรานจะไม่ยอมขยับตัวหากสหรัฐฯ ไม่ยอมยกเลิกการปิดล้อม และฝ่ายวอชิงตันก็จะไม่ยอมดำเนินการดังกล่าวหากอิหร่านไม่ยอมเปิดช่องแคบ ดังนั้น ข้อเสนอนี้จึงอาจถือเป็นก้าวแรกที่ดีในการนำไปสู่การหยุดยิงที่มีความถาวรยิ่งขึ้น และเมื่อความตึงเครียดลดน้อยลงแล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงค่อยหันมาหารือกันในประเด็นอื่นๆ ต่อไป"

ในส่วนของประเด็นเรื่องโครงการนิวเคลียร์นั้น เธอกล่าวว่า แม้จะเป็นประเด็นที่ได้รับความสำคัญเป็น "ลำดับต้นๆ" สำหรับทั้งฝ่ายวอชิงตันและอิสราเอล แต่ก็ถือเป็น "ประเด็นที่มีความซับซ้อน"

"ฝ่ายเตหะรานเคยเจรจาจนประสบความสำเร็จในการทำข้อตกลงนิวเคลียร์ร่วมกับรัฐบาลของประธานาธิบดีโอบามามาแล้ว ซึ่งกระบวนการเจรจาอันเข้มข้นในครั้งนั้นกินเวลานานถึงสองปี" เธอกล่าว

"นอกจากนี้ ฝ่ายเตหะรานยังเคยพยายามเจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์กับรัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์มาแล้วถึงสองครั้ง คือเมื่อปีที่แล้วและในปีนี้ แต่ทั้งสองครั้งนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลับแสดงท่าทีที่ขาดความอดทนอย่างยิ่ง และในระหว่างที่การเจรจากำลังดำเนินอยู่นั้นเอง อิหร่านกลับถูกโจมตี"

ด้วยเหตุนี้ Mortazavi จึงกล่าวว่า ประเด็นเรื่องนิวเคลียร์จึงไม่อาจได้รับการแก้ไขให้ลุล่วงได้ "ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ผ่านการประชุมระดับสูงระหว่างรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับประธานรัฐสภาของอิหร่าน"

"ประเด็นเรื่องนิวเคลียร์... จำเป็นต้องอาศัยการเจรจาอย่างจริงจังร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค และจำเป็นต้องดำเนินการโดยใช้เวลาและความอดทนอย่างเหมาะสม ทางที่ดีที่สุดคือควรดำเนินการหลังจากที่สงครามยุติลงแล้ว ในบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยสันติภาพและความสงบเงียบ ไม่ใช่ในช่วงเวลาที่ยังคงมีการสู้รบอย่างดุเดือดระหว่างฝ่ายต่างๆ เช่นในปัจจุบัน" เธอกล่าวเสริม

จนถึงขณะนี้ สหรัฐฯ มีท่าทีตอบสนองต่อข้อเสนอนี้อย่างไรบ้าง? ทำเนียบขาวได้ยืนยันว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้พบกับที่ปรึกษาด้านความมั่นคงระดับสูงเมื่อวันจันทร์ เพื่อหารือเกี่ยวกับข้อเสนอของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม รายงานจากสื่อระบุว่า การตอบสนองของสหรัฐฯ ค่อนข้างจะปฏิเสธข้อเสนอนี้ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ไม่เปิดเผยชื่อกล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่พอใจกับข้อเสนอนี้ เพราะไม่ได้รวมข้อกำหนดเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านไว้ด้วย เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวระบุว่า “เขาไม่ชอบข้อเสนอนี้”

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นของสหรัฐฯ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวสองคนที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ว่า ทรัมป์ไม่น่าจะยอมรับข้อเสนอนี้ โดยระบุว่า การที่วอชิงตันยกเลิกการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านโดยไม่แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน “อาจทำให้สหรัฐฯ สูญเสียอำนาจต่อรองที่สำคัญในการเจรจา”

นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวกับฟ็อกซ์นิวส์เมื่อวันจันทร์ว่า ข้อเสนอนี้ “ดีกว่าที่เราคิดว่าพวกเขาจะยื่นมา” แต่ตั้งคำถามถึงเจตนาของเตหะราน

เขากล่าวว่า “พวกเขาเป็นนักเจรจาที่ดีมาก” “เราต้องแน่ใจว่าข้อตกลงใดๆ ที่ทำขึ้น จะต้องเป็นข้อตกลงที่ป้องกันไม่ให้พวกเขาเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้ทุกเมื่อ”

ไมค์ ฮันนา ผู้สื่อข่าวของอัลจาซีรา รายงานจากวอชิงตันว่า “มีการปิดบังอย่างมิดชิดเกี่ยวกับสิ่งที่หารือกัน” ในการประชุมระหว่างทรัมป์และทีมความมั่นคงแห่งชาติของเขา

“มันถูกปิดบังไว้อย่างแน่นหนาจนเราไม่รู้แน่ชัดว่าใครในทีมความมั่นคงแห่งชาติของเขาเข้าร่วมการประชุมนั้น” ฮันนาเสริม

“โดยปกติแล้ว จะมีรายงานหรือข้อมูลเพิ่มเติมบางอย่างที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการประชุมเช่นนี้”

ที่มา Al Jazeera
https://www.aljazeera.com/news/2026/4/28/whats-in-irans-latest-proposal-and-how-has-the-us-responded