วันจันทร์, ตุลาคม 19, 2569

กรณีการประท้วงที่ฝรั่งเศส เริ่มมีคนไทยกำลังโยนบาปให้เป็นความผิดของผู้อพยพ ทำไมครับ... ลองดูประเทศ แคนาดา เยอรมนี สวีเดน ที่มองเรื่องนี้จากหลายมิติ ทั้งในแง่ของการบริหารจัดการภาครัฐ สิทธิมนุษยชน และความพร้อมของสังคมในการรองรับความหลากหลาย เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างความมั่นคงของรัฐและความเท่าเทียมของมนุษย์

https://www.facebook.com/jom.petchpradab/posts/10164723675673965

Jom Petchpradab
2 hours ago
·
ทำไม ถึงโยนไปให้เป็นความผิดของ Immigration ครับ...ถึงอย่างไร โลกยุคนี้ หรือยุคอดีต หรือยุคอนาคต พลเมืองแต่ละประเทศ ล้วนมาจากหรือมี Immigration เป็นองค์ประกอบสำคัญ ครับ... หากทั้งประชาชน และรัฐบาล ร่วมกันพัฒนาและสร้างประเทศไปด้วยกันโดยไม่มีพลเมืองคนใดถูกแบ่งแยกให้เป็นอื่น อย่างนี้คือ ความฉลาดและการมีอนาคตที่ดีของพลเมืองและประเทศนั้น ๆ ครับ
.....

มุมมองของคุณจอม สะท้อนถึงหลักการสำคัญในเรื่องสิทธิมนุษยชนและการสร้างสังคมแบบพหุวัฒนธรรม (Multiculturalism) ที่มองว่าการเปิดรับผู้คนจากหลากหลายที่มาสามารถเป็นพลังขับเคลื่อนและสร้างความหลากหลายให้กับประเทศได้ หากรัฐและสังคมมีระบบการบูรณาการที่ดี ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ หรือผลักให้กลุ่มคนใดกลุ่มหนึ่งกลายเป็น "คนอื่น" ในสังคม

ภาพและข้อความที่นำมาแสดงนั้นสะท้อนถึงอีกด้านหนึ่งของมุมมองทางสังคมและการเมือง ซึ่งมักจะหยิบยกประเด็นความขัดแย้ง ความท้าทายในการกลืนทางวัฒนธรรม (Assimilation) ปัญหาความมั่นคง หรือความตึงเครียดทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับการอพยพย้ายถิ่นฐานมาเป็นประเด็นถกเถียง โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ การประท้วง หรือความยากลำบากในการบริหารจัดการทรัพยากรและสวัสดิการของรัฐ

การอภิปรายในประเด็นนี้จึงมักแบ่งออกเป็นสองมุมมองหลัก:

มุมมองเชิงโครงสร้างและมนุษยธรรม: เน้นย้ำว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวผู้อพยพ แต่เกิดจากข้อบกพร่องของนโยบายรัฐ ระบบสวัสดิการ การศึกษา และการสร้างโอกาสที่ไม่เท่าเทียม ซึ่งหากแก้ไขที่โครงสร้างและการยอมรับความแตกต่าง ก็จะสามารถสร้างสังคมที่เข้มแข็งร่วมกันได้ตามที่คุณกล่าวถึง

มุมมองเชิงความมั่นคงและการจัดการ: มักจะมองว่าอัตราเร่งของการอพยพที่เกินกว่าขีดความสามารถในการรองรับของรัฐ หรือปัญหาการปรับตัวที่ไม่ราบรื่น อาจสร้างแรงกดดันต่อระบบเศรษฐกิจ วัฒนธรรมดั้งเดิม และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ จนนำไปสู่ความขัดแย้งที่ปรากฏเป็นข่าวสาร

ดังนั้น การมองเรื่องนี้จึงต้องพิจารณาจากหลายมิติ ทั้งในแง่ของการบริหารจัดการภาครัฐ สิทธิมนุษยชน และความพร้อมของสังคมในการรองรับความหลากหลาย เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างความมั่นคงของรัฐและความเท่าเทียมของมนุษย์

ตัวอย่าง การมองเรื่องนี้จึงต้องพิจารณาจากหลายมิติ ทั้งในแง่ของการบริหารจัดการภาครัฐ สิทธิมนุษยชน และความพร้อมของสังคมในการรองรับความหลากหลาย เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างความมั่นคงของรัฐและความเท่าเทียมของมนุษย์

ตัวอย่างประเทศที่มีการจัดการเรื่องการอพยพและการบูรณาการผู้คนในสังคมอย่างเป็นระบบและครอบคลุมหลายมิติ มักถูกหยิบยกมาศึกษาอยู่บ่อยครั้ง ได้แก่:

แคนาดา (Canada): โมเดลพหุวัฒนธรรมและเศรษฐกิจนำทาง แคนาดามีนโยบายพหุวัฒนธรรมที่ถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายตั้งแต่ปี 1971 ระบบของแคนาดาเน้นการคัดกรองผู้อพยพที่มีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมทั้งมีโปรแกรมสนับสนุนภาครัฐที่เข้มข้น เช่น การสอนภาษาฟรี การช่วยเหลือด้านการหาที่พัก และการเทียบวุฒิการศึกษา เพื่อให้ผู้อพยพสามารถตั้งตัวและกลายเป็นผู้เสียภาษีรวมถึงกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว

เยอรมนี (Germany): การเรียนรู้จากบทเรียนและการปรับปรุงโครงสร้างสวัสดิการ หลังจากวิกฤตผู้ลี้ภัยในปี 2015 เยอรมนีได้ปรับเปลี่ยนแนวทางจากการรับมือระยะสั้นมาเป็นการบูรณาการระยะยาว รัฐบาลลงทุนมหาศาลในหลักสูตรบูรณาการ (Integration Courses) ที่สอนทั้งภาษาเยอรมันและค่านิยมพื้นฐานทางประชาธิปไตย พร้อมทั้งกระจายผู้ลี้ภัยไปยังรัฐต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดความหนาแน่นในเมืองใหญ่ และเปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาดแรงงานได้เร็วขึ้นเพื่อลดภาระรัฐและสร้างการพึ่งพาตนเอง

สวีเดน (Sweden): รัฐสวัสดิการและการเข้าถึงสิทธิเท่าเทียม (ในอดีตถึงปัจจุบัน) สวีเดนเคยเป็นต้นแบบของรัฐสวัสดิการที่เปิดกว้างและให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้อพยพเทียบเท่าพลเมืองดั้งเดิม ทั้งด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล และการสนับสนุนทางสังคม อย่างไรก็ตาม กรณีของสวีเดนยังสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในปัจจุบัน เมื่อนโยบายการกระจายตัวไม่เพียงพอจนเกิดปัญหาการกระจุกตัวของชุมชนผู้อพยพในย่านชานเมือง (Vulnerable areas) ซึ่งทำให้รัฐบาลในยุคต่อมาต้องปรับมาตรการให้เข้มงวดขึ้นในเรื่องการควบคุมอาชญากรรมและการบังคับใช้การเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อหาจุดสมดุลใหม่ระหว่างความมั่นคงและความกลมกลืนทางสังคม

รายละเอียดเพิ่มเติมการบริหารจัดการระบบการอพยพและการบูรณาการผู้คนในสังคมของประเทศที่มีการวางระบบไว้อย่างชัดเจนและครอบคลุมหลายมิติ เช่น แคนาดา และ เยอรมนี มีแนวทางการดำเนินงานที่น่าสนใจดังนี้

1. ประเทศแคนาดา: โมเดลการบูรณาการแบบองค์รวม (Canada's Settlement and Integration Model)

แคนาดาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบรองรับผู้ย้ายถิ่นฐานและผู้ลี้ภัยเป็นระบบมากที่สุด โดยมีหลักการสำคัญคือ "การปรับตัวร่วมกัน" (Mutual Adaptation) ระหว่างสังคมเดิมและผู้มาใหม่

การคัดกรองและการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า: แคนาดามีระบบคัดกรองบุคคลเข้าทำงานที่ยืดหยุ่น (เช่น ระบบคะแนน Express Entry) และมีโครงการช่วยเหลือผู้มีความประสงค์จะอพยพตั้งแต่ยังอยู่ประเทศต้นทาง (เช่น ให้คำปรึกษา แนะนำตลาดแรงงาน และแนวทางการประเมินคุณวุฒิวิชาชีพ) เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อมาถึงแล้วจะสามารถปรับตัวเข้าสู่ตลาดแรงงานได้รวดเร็วที่สุด

เครือข่ายบริการหลังการตั้งถิ่นฐาน (Settlement Services): รัฐบาลกลางสนับสนุนงบประมาณผ่านองค์กรไม่แสวงหากำไรและชุมชนราว 500 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้บริการแก่ผู้มาใหม่โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ครอบคลุมตั้งแต่:

การอบรมทักษะการหางาน การทำเรซูเม่ และการสร้างเครือข่าย

การประเมินความต้องการและแนะนำบริการด้านสุขภาพ สังคม และการศึกษา

โครงการ Settlement Workers in Schools (SWIS) ซึ่งนำเจ้าหน้าที่ไปทำงานโดยตรงในโรงเรียนที่มีเด็กอพยพ เพื่อช่วยทั้งเด็กและผู้ปกครองปรับตัวเข้ากับระบบการศึกษาและสังคมแคนาดา

สิทธิทางกฎหมายและความเป็นพลเมือง: มีนโยบายพหุวัฒนธรรมที่รับรองโดยกฎหมายอย่างเป็นทางการ (Official Multiculturalism Act) ทำให้ผู้อพยพรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมและมีตัวตนในสังคม ส่งผลให้ผู้อพยพส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและมีอัตราการขอแปลงสัญชาติอยู่ในระดับสูง
 
2. ประเทศเยอรมนี: ระบบหลักสูตรบูรณาการและการเข้าสู่ตลาดแรงงาน (Integration Courses)

หลังผ่านวิกฤตผู้อำนวยความสะดวกด้านมนุษยธรรมครั้งใหญ่ เยอรมนีได้ยกระดับการจัดการโดยเน้นการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันและการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจังผ่านสำนักงานกิจการผู้ลี้ภัยและผู้ย้ายถิ่นฐานแห่งสหพันธรัฐ (BAMF)

หลักสูตรบูรณาการภาคบังคับและสนับสนุนทุน (Integration Courses): ผู้ย้ายถิ่นฐานและผู้ลี้ภัยที่มีแนวโน้มได้พำนักระยะยาว จะต้องเข้าร่วมหลักสูตรบูรณาการที่ภาครัฐสนับสนุนงบประมาณ ซึ่งประกอบด้วย:

ภาคภาษา (Language Course): เรียนภาษาเยอรมันเข้มข้นราว 600 ถึง 900 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถสื่อสารในชีวิตประจำวันและการทำงานได้

ภาคปฐมนิเทศ (Orientation Course): เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ค่านิยมทางการเมือง กฎหมาย และระบบระเบียบสังคมของเยอรมนีอีกราว 100 ชั่วโมง

การกระจายและสร้างความเท่าเทียมในภูมิภาค: เยอรมนีใช้ระบบกระจายผู้อพยพไปยังรัฐต่างๆ ตามสัดส่วนภาษีและขนาดพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการกระจุกตัวหนาแน่นในเมืองใหญ่เมืองเดียว พร้อมทั้งประสานงานกับสำนักงานจัดหางาน (Employment Agency) เพื่อช่วยอบรมวิชาชีพและผลักดันให้เข้าสู่ตลาดแรงงานถูกกฎหมายโดยเร็วที่สุด ซึ่งช่วยลดภาระงบประมาณระยะยาวของรัฐและสร้างความพึ่งพาตนเองให้กับผู้มาใหม่

การสนับสนุนการเข้าถึงสวัสดิการ: มีมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าเรียน หรือแม้กระทั่งการยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อยหรือได้รับสวัสดิการว่างงาน เพื่อให้มั่นใจว่าอุปสรรคทางเศรษฐกิจจะไม่ขัดขวางโอกาสในการพัฒนาตนเอง


(รวบรวมจาก Gemini)




คืนความสุขให้ประชาชน เทียบผลงานคณะรัฐประหาร คณะรัฐประหาร คสช. ชนะเลิศ


iLaw
17 hours ago
·
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเชิงปริมาณ คณะรัฐประหารมีแนวโน้มที่จะออกประกาศหรือคำสั่งมากขึ้นโดยเฉพาะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผู้ก่อการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งออกประกาศและคำสั่งทะลุ 500 ฉบับ แซงจำนวนประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหารในอดีต โดยลำดับที่สอง คือ รัฐประหารโดยจอมพล ถนอม กิตติขจร ออกประกาศไป 364 ฉบับ อย่างไรก็ตาม แม้ในเชิงปริมาณแล้ว คสช. จะได้ที่หนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาเรื่องระยะเวลาประกอบแล้ว การรัฐประหารโดยจอมพลถนอมใช้เวลา “สั้นกว่า” แค่ 1 ปีกับอีก 1 เดือนเท่านั้น ก็ออกประกาศจำนวนเกินครึ่งของ คสช. ในรอบ 5 ปี
.
ทั้งนี้ ตัวเลขรวมของประกาศหรือคำสั่ง คสช. เป็นจำนวน “อย่างน้อย” เท่าที่นับได้จากประกาศและคำสั่งที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพราะในทางปฏิบัติพบว่าลำดับตัวเลขของคำสั่งบางส่วน “กระโดดข้าม” ไป ไม่พบในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ามีข้อผิดพลาดในการเรียงลำดับ หรือคำสั่งเหล่านั้นไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยลักษณะลำดับที่กระโดดข้ามไป มีทั้งที่ข้ามเป็นจำนวนน้อย เช่น คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 20 และ 21 และปรากฏเป็นคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 22 เป็นลำดับต่อมา และมีทั้งที่ไม่พบเป็นจำนวนมาก กล่าวคือ คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 128 ถึงฉบับที่ 171 ซึ่งข้ามไป 44 ฉบับ
.
.
อ่านเนื้อหาเต็มได้ทางเว็บไซต์ https://www.ilaw.or.th/articles/59561
https://www.facebook.com/photo?fbid=1549555693884711&set=a.625664036273886





https://www.youtube.com/shorts/zineFIUDIMU





สส.ระยอง ปาร์ค - วัชรพงษ์ ศิริรักษ์ ลุยต่อ

https://www.facebook.com/parkthevoiceth/posts/1775289514597760
ปาร์ค - วัชรพงษ์ ศิริรักษ์ Watcharapong Sirirak
Yesterday
·
ใครจบ ผมไม่จบ ทุกอย่างต้องมีคำตอบชัดเจนกว่านี้

การเข้าตรวจค้น 15 อาคาร ของบริษัท ระยอง อินดัสเทรียล พบขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 10,000 ตัน เข้าข่ายวัสดุอันตราย เร่งตรวจเส้นทางนำเข้า ให้กระจ่างชัดเจนกว่านี้
 
เจ้าหน้าที่พบการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และนำมาเก็บไว้ภายในโกดังของบริษัท ระยอง อินดัสเทรียล จำกัด หมู่ที่ 1 ต.นิคมพัฒนา อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง หลังหลายหน่วยงานเข้าตรวจค้นพื้นที่ทั้ง 15 อาคาร โดยพบวัสดุที่ไม่ใช้แล้วจำนวนมาก รวมถึงเครื่องจักรที่ใช้คัดแยกและบดย่อยชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
จากการประเมินเบื้องต้นของสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยองพบว่า วัสดุและสิ่งปฏิกูลที่ไม่ใช้แล้วในพื้นที่ทั้งหมดมีน้ำหนักรวมมากกว่า 10,000 ตัน เจ้าหน้าที่จึงได้อายัดเครื่องจักรและวัสดุทั้งหมด พร้อมร้องทุกข์กล่าวโทษบริษัทและกรรมการต่อพนักงานสอบสวนแล้ว

การตรวจสอบเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 โดยชุดเฉพาะกิจควบคุมมลพิษ ซึ่งประกอบด้วยกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า มีอาคารที่เป็นโรงงานประเภทที่ 105 และ 106 จำนวน 6 อาคาร ส่วนอีก 9 อาคารไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน

ภายในโกดัง 5 อาคาร พบเครื่องจักรบดย่อยและคัดแยกวัสดุ พร้อมเศษสายไฟ เศษทองแดง และเศษอะลูมิเนียมปะปนกัน ทั้งที่วางบนพื้นคอนกรีตและบรรจุในกล่องกระดาษกับถุงบิ๊กแบ็ก ปริมาณรวมไม่น้อยกว่า 3,000 ลูกบาศก์เมตร

เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างวัสดุ 14 ตัวอย่าง และตรวจวิเคราะห์เบื้องต้นด้วยเครื่องเอกซเรย์ฟลูออเรสเซนซ์ (X-ray Fluorescence: XRF) แบบพกพา พบว่าวัสดุบางส่วนเข้าข่ายวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามบัญชี 5.2 ของเสียเคมีวัตถุ ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2556

นอกจากนี้ ยังมีการเก็บตัวอย่างน้ำที่ระบายออกสู่สิ่งแวดล้อมเพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติม โดยผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการจะเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม

จากนั้นเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยองร่วมกับพนักงานสอบสวน สภ.นิคมพัฒนา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขออำนาจศาลจังหวัดระยองออกหมายค้น ก่อนเข้าตรวจสอบอาคารทั้งหมดอีกครั้ง
สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยองระบุว่า อาคารที่ 1 และ 2 ไม่พบการติดตั้งเครื่องจักร แต่มีการกองเก็บเศษโลหะ เศษโลหะปะปนสายไฟ และแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนอาคารที่ 3–15 พบการติดตั้งเครื่องจักรและประกอบกิจการคัดแยกวัสดุ บดย่อยและร่อนแยกวัสดุด้วยน้ำ รวมถึงแยกวัสดุมีค่าด้วยสารเคมี

จากการประเมินปริมาณวัสดุและสิ่งปฏิกูลที่ไม่ใช้แล้วทั้ง 15 อาคาร คาดว่ามีน้ำหนักรวมมากกว่า 10,000 ตัน เจ้าหน้าที่จึงอายัดเครื่องจักรและวัสดุทั้งหมด พร้อมเก็บตัวอย่างวัสดุต้องสงสัยส่งห้องปฏิบัติการของกรมโรงงานอุตสาหกรรมตรวจสอบ

ทั้งนี้ ลักษณะการประกอบกิจการดังกล่าวเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย 2 ฐานสำคัญ ได้แก่
– พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 กรณีประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 12
– พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 กรณีครอบครองวัตถุอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 23

เจ้าหน้าที่ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษนิติบุคคลบริษัทและกรรมการบริษัทต่อพนักงานสอบสวน สภ.นิคมพัฒนาแล้ว
อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามว่าผลตรวจจากห้องปฏิบัติการจะยืนยันได้หรือไม่ว่าวัสดุแต่ละประเภทเป็นของเสียอันตรายชนิดใด มีองค์ประกอบอะไรบ้าง และต้องจัดการด้วยวิธีใดจึงจะไม่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ไทยห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ชัดเจน

ประเทศไทยประกาศห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2568 โดยปรับปรุงรายการสินค้าต้องห้ามให้ครอบคลุมขยะอิเล็กทรอนิกส์ 463 รายการ ขณะเดียวกัน อนุสัญญาบาเซลว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตรายและการกำจัด ได้ขยายการควบคุมการเคลื่อนย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามประเทศ โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 การเคลื่อนย้ายขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามแดนอยู่ภายใต้กระบวนการแจ้งและได้รับความยินยอมล่วงหน้าจากประเทศที่เกี่ยวข้อง ตามขอบเขตที่อนุสัญญากำหนด

ก่อนหน้านี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมเคยตรวจพบกรณีเศษอะลูมิเนียมปะปนแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในตู้สินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง โดยมีสินค้าต้องสงสัย 8 ตู้ ซึ่งหนึ่งตู้พบเศษแผงวงจรปนเปื้อนโลหะหนัก และเข้าข่ายของเสียอันตรายตามกฎหมายไทยและอนุสัญญาบาเซล

กรณีระยอง จะต้องติดตาม 5 เรื่องสำคัญ คือ
1. ผลวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการ เพื่อจำแนกชนิดของเสียและตรวจสอบองค์ประกอบที่อาจเป็นอันตราย
2. ผลตรวจคุณภาพน้ำ เพื่อประเมินว่ามีการปนเปื้อนจากกิจกรรมภายในโกดังหรือไม่ และมีผลต่อแหล่งน้ำภายนอกพื้นที่เพียงใด
3. เส้นทางนำเข้าและการขนส่ง ทั้งเอกสารศุลกากร ใบตราส่งสินค้า ผู้ส่งออก ผู้รับสินค้า และเส้นทางขนส่งภายในประเทศ หากพบหลักฐานว่ามีการนำเข้าจากต่างประเทศ
4. ความรับผิดชอบในการจัดการของเสีย หากผลตรวจยืนยันว่าเป็นของเสียอันตราย ต้องมีการกำหนดวิธีจัดเก็บ ขนย้าย และกำจัดอย่างถูกต้อง พร้อมป้องกันการแพร่กระจายของสารปนเปื้อน
5.ใครเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัทระยอง อินดัสเทรียล (บริษัทที่จดทะเบียนเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท)

นอกจาก บริษัท ระยอง อินดัสเทรียลตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ยังต้องติดตามด้วยว่า การบังคับใช้กฎหมายควบคุมของเสียอันตรายของไทย โดยเฉพาะเมื่อประเทศประกาศห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์แล้ว คำถามคือวัสดุจำนวนมากเหล่านี้มีต้นทางจากไหน ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และหน่วยงานรัฐจะตรวจสอบย้อนกลับได้ครบตลอดห่วงโซ่หรือไม่ ศุลกากรต้องมีแอคชั่นมากกว่านี้ ในฐานะผู้เฝ้าประตูการเข้ามาของขยะอิเล็กทรอนิกส์
cr.igreen


https://www.facebook.com/parkthevoiceth/posts/1775289514597760




“กองขยะเหม็นพิษปราจีนบุรี ที่จับมือใครดมไม่ได้” “นอกจากคนผิดลอยนวลแล้ว คนที่แจ้งเบาะแสก็เริ่มมีปัญหา เพราะมีคนมาตามว่าใครเป็นคนพูด ใครเป็นคนบอก”


THE STANDARD
15 hours ago
·
“นอกจากคนผิดลอยนวลแล้ว คนที่แจ้งเบาะแสก็เริ่มมีปัญหา เพราะมีคนมาตามว่าใครเป็นคนพูด ใครเป็นคนบอก”
.
ภาพชุดนี้เผยให้เห็นพื้นที่โล่งกว้างในจังหวัดปราจีนบุรี ที่แปรสภาพเป็นกองขยะเถื่อน ที่มีคนแอบเอาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะอุตสาหกรรมที่มีสารเคมีปนเปื้อนหนัก มาทิ้งสะสมไว้เป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นภาพชินตาของชาวปราจีนฯ
.
กองกากขยะอุตสาหกรรมในลักษณะนี้ไม่ได้มีแค่แห่งเดียว แต่พบได้ทั่วปราจีนบุรี เมื่อมองด้วยตาจะเห็นเศษซากสิ่งของมากมาย ทั้งเศษสายไฟป่นที่ถูกแบ่งไปแจกชาวบ้านโดนอ้างว่าเป็น ‘ดินฟรี’ กล่องทินเนอร์ ขยะจากโรงงาน ถุงมือยาง ขวดแก้วที่มีลักษณะเหมือนบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในสถานพยาบาล ไปจนถึงบ่อน้ำขุ่นข้นดูอันตราย มีฟองผุดขึ้นมาเป็นระยะ และผิวน้ำมีคราบสีรุ้ง ยิ่งเมื่อฝนตกหนัก ก็ส่งกลิ่นฉุนตีเข้าจมูกจนทีมข่าวรู้สึกเวียนหัว
.
ทันทีที่ปราจีนบุรีเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ บ่อขยะบางแห่งที่อยู่บนพื้นที่สูง ก็ถูกน้ำไหลพาทุกอย่างในบริเวณนั้นลงสู่พื้นที่ต่ำ ไหลไปยังนา คลองชลประทาน ชุมชน และแม่น้ำในบริเวณใกล้เคียง
.
กลายเป็นว่าชาวบ้านในพื้นที่รอบๆ ต้องอยู่กับความไม่แน่นอน น้ำที่ใช้ ดินที่ทำกิน หรือแหล่งอาหารใกล้บ้านจะได้รับผลกระทบมากแค่ไหน และบางคนเคยเล่าว่า หลังใช้น้ำแล้วมีอาการคัน ขณะที่หลายพื้นที่ยังต้องรอผลตรวจเพื่อยืนยันว่า มีสารอะไรตกค้างอยู่บ้าง
.
หลายครั้งคนในพื้นเห็นความผิดปกติ และแจ้งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ แต่แหล่งข่าวของ THE STANDARD เล่าว่า พอแจ้งเบาะแสแล้วชาวบ้านกลับรู้สึกไม่สบายใจ เพราะมีคนมาตามถามว่า “ใครเป็นคนพูด” หรือ “ใครเป็นคนบอก” จนคนที่กำลังเดือดร้อนจากมลพิษจากกองขยะเถื่อนอยู่แล้ว ยังต้องคิดอีกว่าจะพูดเรื่องนี้ได้มากแค่ไหน
.
พอเกิดสถานการณ์แบบนี้ ยิ่งทำให้ต้องย้อนกลับไปดูว่า ทำไมของเสียพวกนี้ถึงหลุดมาอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่ได้ อีกทั้งสิ่งที่ต้องตามต่อมีทั้งการหาต้นทางของขยะ การเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง และการฟื้นฟูพื้นที่ให้คนในชุมชนกลับมาใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องกังวลกับขยะปนเปื้อนสารเคมีอันตรายที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่
.
KEY MESSAGES ลงพื้นที่ปราจีนบุรี เพื่อตามรอย “กองขยะเหม็นพิษ ที่จับมือใครดมไม่ได้” ชมคลิปที่ลิงก์ในคอมเมนต์
.
เรื่อง: ตรีนุช อิงคุทานนท์
ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร


กองขยะอิเล็กทรอนิกส์เถื่อนที่จับมือใครดมไม่ได้ คนรับเคราะห์คือประชาชน | KEY MESSAGES #283

The Standard

Oct 16, 2026 

กองสายไฟ เศษวัสดุจากโรงงาน และของเสียสารพัดชนิด ไปโผล่อยู่กลางไร่ บ่อดิน และพื้นที่เกษตรในปราจีนบุรี ทั้งที่ตามระบบ กากอุตสาหกรรมควรถูกติดตามตั้งแต่ออกจากโรงงานจนถึงปลายทาง

KEY MESSAGES ลงพื้นที่ตามรอยว่า ขยะเหล่านี้หลุดออกมาได้อย่างไร ระบบติดตามมีช่องโหว่ตรงไหน และทำไมสุดท้ายภาระถึงตกอยู่กับชาวบ้านที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับดิน น้ำ และความกังวลเรื่องสิ่งปนเปื้อนทุกวัน

Time Index
0:00 เริ่มรายการ
1:24 ขยะปนเปื้อนที่ถูกทิ้งไว้ในปราจีนบุรี
9:10 ขยะหลุดจากระบบ มาโผล่กลางไร่ได้อย่างไร?
15:04 ทำไมชาวบ้านถึงต้องทนอยู่กับเรื่องนี้?


https://www.youtube.com/watch?v=d0Ad7zyyxo8
.....


Pdk Phudissakul
Yesterday
·
เหลือแต่เหี้ยในสภา
ที่อยู่ตามกระทรวงต่างๆ ยังไม่ตาย
น้ำสีรุ้งไม่ได้ฆ่าแค่ปลา
แต่ฆ่าอนาคตปราจีนบุรีทั้งจังหวัด

#หายนะหลังน้ำลด #ปราจีนบุรีจะไม่เหมือนเดิม



การลงทุนที่ย้อนแย้งไม่ตอบโจทย์ สวนทางกับหลักรัฐบาลดิจิทัล


คนนอนนา
17 hours ago
·
เป็นประเทศที่ขูดเอาภาษีเขาไป
แล้วให้เขามาต่อคิวรับเงินจากภาษีเขาคืน

บางทีก็ งง ว่าจะลงทุนด้าน Ai ด้านระบบเทคโนโลยี
ไปทำไมมากมาย ก็ต่อเมื่อ ประชาชนยังต้องแหกขี้ตา
มาต่อคิว มายืนยันตัวตน มายืนยันว่ามีปัญหาจริง
ทั้งที่ควรเป็นหน้าที่ของภาครัฐ
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1429030016099899&set=a.390961966573381.....


ประเด็นดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาความล้าสมัยและการขาดประสิทธิภาพของระบบราชการในหลายมิติ :

สวนทางระหว่างงบประมาณเทคโนโลยีกับความจริง: ภาครัฐมักมีโครงการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI มูลค่ามหาศาล แต่เทคโนโลยีเหล่านั้นกลับไม่ได้ถูกนำมาบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาพื้นฐานหรืออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

ภาระที่ตก,อยู่กับประชาชน: ในยุคที่ควรจะสามารถทำธุรกรรมหรือยืนยันตัวตนผ่านระบบดิจิทัลจากที่บ้านได้ ประชาชนผู้เดือดร้อน (เช่น ผู้ประสบภัยน้ำท่วม) กลับต้องตื่นตั้งแต่ตีสองเพื่อมาเข้าคิวรอรับความช่วยเหลือ ซึ่งเป็นการซ้ำเติมความยากลำบาก

การขาดฐานข้อมูลกลางและการบูรณาการ: ภาครัฐมีข้อมูลทะเบียนราษฎร์และข้อมูลส่วนบุคคลอยู่แล้ว แต่หน่วยงานรัฐมักทำงานแบบต่างคนต่างทำ (Silo) ข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้รัฐไม่สามารถตรวจสอบและจ่ายเงินเยียวยาหรือให้ความช่วยเหลือได้โดยอัตโนมัติ ต้องให้ประชาชนพิสูจน์ตัวตนซ้ำซาก

กระบวนการที่สวนทางกับหลักรัฐบาลดิจิทัล: การที่รัฐเป็นฝ่ายรอให้ประชาชนวิ่งเข้าหาเพื่อขอรับสิทธิ ทั้งที่รัฐควรมีฐานข้อมูลและระบบคาดการณ์เพื่อเข้าไปดูแลช่วยเหลือประชาชนเชิงรุก สะท้อนว่าโครงสร้างการทำงานยังยึดติดกับระบบราชการแบบเก่าเมื่อหลายสิบปีก่อน



ประเทศไทยไม่ใช่ถังขยะโลก : ถึงเวลาเลิก "จับเป็นข่าว" แล้วแก้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้งระบบ


ต๊อกแต๊ก นฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต - Naruemat Piembandhit

13 hours ago
·
[ ประเทศไทยไม่ใช่ถังขยะโลก : ถึงเวลาเลิก "จับเป็นข่าว" แล้วแก้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้งระบบ ]

ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ข่าวขยะอิเล็กทรอนิกส์ออกมาแทบทุกวัน ที่ปราจีนบุรี เครือข่ายภาคประชาชนเห็นรถคอนเทนเนอร์ต้องสงสัยวิ่งเข้าโรงงานรีไซเคิล จนเจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปตรวจและพบขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ที่ระยอง เจ้าหน้าที่เข้าตรวจโกดัง 15 อาคาร พบว่า 9 อาคารไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน และพบขยะอิเล็กทรอนิกส์กองอยู่กว่า 2,500 ตัน พร้อมเครื่องบดย่อยและคัดแยก
.
ทุกครั้งที่มีข่าว เราจะเห็นภาพเดิม ๆ คือ รัฐมนตรีสั่งการ ชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ ยึด อายัด แจ้งความ แล้วก็ประกาศว่าจะขยายผลถึงต้นตอ จากนั้นข่าวก็เงียบไป จนกระทั่งเจอโกดังใหม่ในอำเภอใหม่ จังหวัดใหม่ แล้ววงจรเดิมก็เริ่มอีกรอบ
.
ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่รัฐไทยแก้แบบเดิมมาเกือบสิบปี เพราะตั้งแต่ปี 2561 ที่จีนปิดประตูไม่รับขยะจากต่างประเทศ ขยะอิเล็กทรอนิกส์จากทั่วโลกก็ไหลเข้ามาที่ไทยและภูมิภาคอาเซียน รัฐบาลไทยตอบโต้ด้วยการประกาศห้ามนำเข้า กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์มีผลตั้งแต่เดือนกันยายน 2563
.
แต่การห้ามบนกระดาษไม่เคยหยุดขบวนการได้ เพราะเขาแค่เปลี่ยนชื่อสินค้า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ถูกสำแดงเป็น "เศษโลหะ" หรือ "เศษเหล็ก" ซึ่งไม่ต้องมีใบอนุญาต และตรวจไม่ครบทุกตู้ ช่องโหว่นี้เป็นที่รู้กันมานาน แต่จนวันนี้ก็ยังเปิดอยู่
.
ด้านกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.จัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ถูกเสนอเข้า ครม. ตั้งแต่ปี 2558 เปิดรับฟังความเห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก ผ่านมากว่าสิบปีก็ยังไม่เป็นกฎหมาย ส่วนร่าง พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรมที่เคยถูกผลักดันเข้าสภา ก็ค้างไปหลังเปลี่ยนรัฐบาล แล้วกลับมาถูกรื้อและถอดเงื่อนไขบางข้อออกเพราะกลัวกระทบการลงทุน
.
สำหรับชาวศรีราชาและชาวชลบุรี เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวไกลตัว ท่าเรือแหลมฉบังคือประตูหน้าบ้านที่ตู้ขยะเหล่านี้ผ่านเข้ามา ปีนี้เพียงปีเดียว มีการเปิดตรวจตู้ต้องสงสัยที่แหลมฉบังหลายครั้ง ครั้งหนึ่งตรวจ 10 ตู้ พบลักลอบปนแผงวงจรถึง 6 ตู้ คำถามคือ ถ้าตรวจ 10 เจอ 6 แล้วตู้ที่ไม่ได้ตรวจอีกนับไม่ถ้วน ผ่านไปไหน
.
ขณะเดียวกัน คนที่ต้องรับกรรมคือคนทำงานคัดแยกที่สูดสารพิษทุกวัน และชุมชนรอบโรงงานที่ดิน น้ำ อากาศ ปนเปื้อนโลหะหนักไปอีกหลายสิบปี
.
ดิฉันไม่ปฏิเสธว่านายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่บ่อย ตั้งแต่ไปยืนหน้าตู้สินค้าที่แหลมฉบังเมื่อเดือนมีนาคม จนถึงการสั่งบุกโกดังระยองเมื่อสัปดาห์นี้
.
แต่พี่น้องประชาชนเขาฝากถามกลับว่า ผ่านมาแล้วกี่เดือน ขบวนการที่ "จะขยายผลถึงต้นตอ" ถูกจับได้กี่คน ใครคือผู้นำเข้า ใครคือนายทุน ใครคือเจ้าหน้าที่ที่ปล่อยให้โกดังเถื่อนตั้งอยู่ได้ทั้ง ๆ ที่ใหญ่โตขนาดนี้ ถ้าคำตอบยังเป็นแค่ "อยู่ระหว่างดำเนินการ" การลงพื้นที่แต่ละครั้งก็ไม่ต่างจากฉากถ่ายรูปที่ฉายซ้ำ
.
และมีอีกคำถามหนึ่งที่รัฐมนตรีเลี่ยงไม่ได้ ในการประชุมรัฐสภาเมื่อเดือนกันยายน 2568 รัฐมนตรีสุชาติถูกเพื่อนสมาชิกตั้งคำถามกลางสภาถึงความเกี่ยวพันกับขบวนการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ และมีการพาดพิงบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นเครือข่ายใกล้ชิดในชลบุรีกับปัญหาบ่อดินเถื่อน รัฐมนตรีลุกขึ้นปฏิเสธ และสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าไม่เกี่ยวข้อง
.
ดิฉันไม่ได้ตัดสินแทนใคร แต่การสาบานไม่ใช่กลไกความโปร่งใส หากรัฐมนตรีบริสุทธิ์ใจจริง ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เปิดให้หน่วยงานอิสระตรวจสอบ "ทุกเส้นทาง" อย่างเปิดเผย ทั้งเส้นทางเงิน เส้นทางรถขน และเจ้าของที่ดินที่ใช้เป็นโกดัง ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นพวกพ้องของใครก็ตาม
.
เพราะถ้าการตรวจจับเลือกทำเฉพาะบางพื้นที่ บางเจ้า สังคมก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า นี่คือการปราบขบวนการ หรือแค่การเคลียร์คู่แข่ง และการออกข่าวถี่ ๆ คือการแก้ปัญหา หรือคือการสร้างภาพเพื่อบังหน้าสิ่งที่ไม่อยากให้ใครมองเห็น
.
ดิฉันขอให้รัฐมนตรีพิสูจน์ด้วยผลงานที่วัดได้ ไม่ใช่ด้วยจำนวนครั้งที่ปรากฏบนหน้าข่าว และวันนี้มีข้อเสนอ 12 ข้อ ที่อยากให้มีการแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้งระบบ คือ

1. ปิดช่องโหว่ "สำแดงเท็จเป็นเศษโลหะ"
กำหนดให้การนำเข้าเศษโลหะและสินค้ากลุ่มเสี่ยงต้องขออนุญาตล่วงหน้า ตรวจเอกซเรย์และเปิดตรวจตู้กลุ่มเสี่ยงให้ครบ ขึ้นบัญชีดำผู้นำเข้า ผู้ส่งออกต้นทาง และชิปปิ้งที่เคยกระทำผิด

2. ส่งกลับทุกตู้ ผู้นำเข้าจ่ายเอง
ใช้กลไกอนุสัญญาบาเซลส่งขยะกลับประเทศต้นทาง โดยผู้นำเข้ารับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่ใช่ปล่อยให้ตกค้างในประเทศหรือเอาภาษีประชาชนไปกำจัด

3. ตรวจสอบใบอนุญาตโรงงานลำดับ 105 และ 106 ใหม่ทั้งประเทศ
เริ่มจากพื้นที่ EEC และภาคตะวันออก เทียบกำลังการผลิตที่ขออนุญาตกับปริมาณขยะที่รับจริง เพิกถอนใบอนุญาตโรงงานที่ทำผิดซ้ำ และชะลอการออกใบอนุญาตใหม่จนกว่าระบบตรวจสอบจะพร้อม

4. ระบบติดตามกากแบบดิจิทัลเรียลไทม์
ทุกตันต้องมีที่มาที่ไป รถขนกากต้องติด GPS ข้อมูลใบอนุญาตและปริมาณกากเปิดเป็นข้อมูลสาธารณะ ให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าโรงงานใกล้บ้านรับอะไรเข้ามา

5. วางหลักประกันการฟื้นฟูก่อนได้ใบอนุญาต ผู้ประกอบการต้องวางเงินประกันการฟื้นฟูพื้นที่ หากทำผิดหรือหนี รัฐนำเงินนั้นมาฟื้นฟูได้ทันที

6. เร่งออก พ.ร.บ.จัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ใช้หลักให้ผู้ผลิตรับผิดชอบซากสินค้าของตัวเอง (EPR) มีกองทุนจัดการซาก และระบบรับคืนที่ชัดเจน

7. ผ่าน พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม โดยไม่ตัดเขี้ยวเล็บ ต้องไม่ถอดบทลงโทษและเงื่อนไขสำคัญออกด้วยข้ออ้างเรื่องบรรยากาศการลงทุน การลงทุนที่ทิ้งสารพิษไว้ให้คนไทยไม่ใช่การลงทุนที่ประเทศต้องการ

8. ตามเงิน ยึดทรัพย์ ไม่ใช่แค่ยึดของกลาง
ส่ง ปปง. และ DSI ตรวจเส้นทางการเงินทุกคดีโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องรอ "หากพบความเชื่อมโยง" ยึดทรัพย์ผู้อยู่เบื้องหลังมาใช้ฟื้นฟูพื้นที่

9. เอาผิดเจ้าหน้าที่ที่ปล่อยปละละเลยและผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้อง โกดังขนาดหลายพันตันไม่มีทางเกิดขึ้นได้โดยไม่มีใครเห็น ต้องมีการสอบวินัยและอาญาเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และเปิดให้หน่วยงานอิสระตรวจสอบความเชื่อมโยงทางการเมืองโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายของใคร

10. ตรวจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมรอบพื้นที่เสี่ยง แล้วเปิดเผยผล ตรวจดิน น้ำ อากาศ และสุขภาพของชุมชนและแรงงานคัดแยกอย่างต่อเนื่อง เปิดผลให้ประชาชนรู้ และให้การรักษาโดยผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย

11. คุ้มครองและสนับสนุนเครือข่ายภาคประชาชน กรณีปราจีนบุรีพิสูจน์แล้วว่าประชาชนในพื้นที่คือด่านแรกที่เห็นปัญหา ต้องมีกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส มีรางวัลนำจับ และช่องทางร้องเรียนที่รัฐต้องตอบภายในเวลาที่กำหนด

12. ระบบจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศที่ถูกต้อง พร้อมรายงานผลต่อสาธารณะ ตั้งจุดรับคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์จากครัวเรือนทั่วประเทศ สนับสนุนโรงงานรีไซเคิลที่ถูกกฎหมาย และให้รัฐบาลรายงานความคืบหน้าทุกสามเดือนเป็นตัวเลขที่ตรวจสอบได้ ทั้งจำนวนตู้ที่ตรวจ จำนวนคดี ผู้ถูกดำเนินคดี และพื้นที่ที่ได้รับการฟื้นฟู
.
ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้ขาดคนรู้ ไม่ได้ขาดข้อมูล และไม่ได้ขาดการลงพื้นที่ สิ่งที่ขาดคือความจริงจังทางการเมืองที่จะปิดช่องโหว่ทั้งระบบ แม้ต้องแตะต้องผลประโยชน์ของคนใกล้ตัว
.
ดิฉันในฐานะผู้แทนของชาวศรีราชาและเกาะสีชัง ซึ่งอยู่หน้าประตูท่าเรือแหลมฉบัง จะติดตามเรื่องนี้ทั้งในสภาและในพื้นที่ต่อไป และขอให้รัฐมนตรีตอบประชาชนด้วยผลงาน ไม่ใช่ด้วยข่าวรายสัปดาห์

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1107659708691508&set=a.897209053069909





ปราจีนบุรีเดือด! ชาวบ้านกว่า 2,000 คน ลุกฮือค้านโรงงานขยะ จี้ปิดถาวร ขนภูเขาขยะพ้นพื้นที่ หวั่นน้ำดำกระทบเกษตรกรถึงท้ายน้ำฉะเชิงเทรา


ปราจีนอัปเดต "Prachin Update"
16 hours ago
·
ปราจีนบุรี ประมวลภาพชาวบ้านเกือบ 2,000 คน ตื่นตัวร่วมเวทีชุมชน รู้ทันโทษพิษภัยโรงงานขยะรีไซเคิล!
ณ สวนสุขภาพเกาะสมอ ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี
บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเกือบ 2,000 คน เข้าร่วมเวทีชุมชน พร้อมชูป้ายแสดงจุดยืน ระบายความอัดอั้น และสะท้อนความในใจเกี่ยวกับปัญหาโรงงานรีไซเคิลขยะในพื้นที่
การรวมตัวครั้งนี้สะท้อนถึงความตื่นตัวของชาวบ้านที่ต้องการปกป้องชุมชน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต พร้อมส่งเสียงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับฟังข้อกังวลของประชาชน และตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส
เสียงของชุมชน คือสิ่งที่ไม่ควรถูกมองข้าม
ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่เพจ ปราจีนอัปเดต


https://www.facebook.com/watch/?v=1380644787208647

ปราจีนอัปเดต "Prachin Update"
6 hours ago
·
พิกัดบ้านหัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี
คราบฟิล์มลักษณะคล้ายสารเคลือบบนผิวน้ำ แถมบางบริเวณยังพบลักษณะคล้ายคราบฟองลอยปะปนอยู่
จากคลิปภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏ Admin ขออนุญาตไม่เล่ารายละเอียดนะครับ ดูจากคลิปกันเองว่าเกิดอะไรขึ้น
ทั้งนี้ ลักษณะของคราบที่ปรากฏยังต้องรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ เพื่อยืนยันชนิดของสารและหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป
ติดตามความคืบหน้าได้ที่เพจปราจีนอัปเดต




Thai PM : "Yes, I think to myself. What a Wonderful World" - ว๊อทส์ !

ว๊อทส์

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1655841972577073&set=a.804183951076217




ในเดือนตุลานี้ มีการประท้วงเกิดขึ้นที่ไหนบ้าง และประเด็นข้อเรียกร้องคืออะไร


MASSIVE Albania Protests Turn Violent as Students Demand Prime Minister Rama Resign | AC1Z

News Central

Oct 17, 2026 

Thousands of young Albanians took to the streets of Tirana on October 16, 2026, in an escalating student-led protest demanding the resignation of Prime Minister Edi Rama. Clashes broke out between demonstrators and riot police, with protesters throwing stones and police deploying water cannons and tear gas. Some properties were also damaged as tensions escalated during the demonstrations.

https://www.youtube.com/watch?v=zWbZ_t7ImuA
.....

ในเดือนตุลานี้ มีการประท้วงเกิดขึ้นที่ไหนบ้าง และประเด็นข้อเรียกร้องคืออะไร

ในเดือนตุลาคม 2026 นี้ มีการชุมนุมประท้วงและเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยมีประเด็นข้อเรียกร้องที่สำคัญ ดังนี้:

การประท้วงสนับสนุนปาเลสไตน์และต่อต้านสงครามในฉนวนกาซา (สัปดาห์วันที่ 7-10 ตุลาคม 2026)

สถานที่: เมืองหลวงและเมืองสำคัญทั่วโลก เช่น ลอนดอน (สหราชอาณาจักร),โรม และตูริน (อิตาลี), เบอร์ลิน (เยอรมนี) รวมถึงสหรัฐอเมริกา

ประเด็นข้อเรียกร้อง: เป็นการระดมพลครั้งใหญ่เนื่องในวาระครบรอบ 3 ปีของสงครามในฉนวนกาซา ผู้ประท้วงเรียกร้องให้ยุติปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลทันที เรียกร้องให้มีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและมาตรการห้ามส่งออกอาวุธให้อิสราเอล รวมถึงประณามความรุนแรงและการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

การประท้วงเรื่องค่าครองชีพ สภาพการทำงาน และนโยบายการศึกษา (กลางเดือนตุลาคม 2026)

สถานที่: ประเทศฝรั่งเศส (เช่น กรุงปารีส) รวมถึงประเทศในยุโรปอื่นๆ เช่น เบลเยียม อิตาลี และโปรตุเกส

ประเด็นข้อเรียกร้อง: สหภาพแรงงาน นักศึกษา และบุคลากรทางการศึกษา ได้นัดหยุดงานและเดินขบวนประท้วง (เช่น การชุมนุมใหญ่ในปารีส) เพื่อคัดค้านปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น นโยบายปฏิรูปการศึกษา และสภาพการทำงาน ตลอดจนมาตรการทางเศรษฐกิจของรัฐบาล

การประท้วงต่อต้านการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (กลางเดือนตุลาคม 2026)

สถานที่: กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย (บริเวณใกล้ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์)

ประเด็นข้อเรียกร้อง: กลุ่มผู้ชุมนุมได้รวมตัวกันคัดค้านและยื่นข้อเรียกร้องเชิงนโยบายต่อการประชุมระดับโลกของ IMF และธนาคารโลก โดยมีการปักหลักชุมนุมและสะท้อนปัญหาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ และนโยบายการเงินระหว่างประเทศที่มีผลต่อประชาชนรากหญ้า

การประท้วงด้านความยุติธรรมทางอาหารและวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (16-18 ตุลาคม 2026)

สถานที่: เมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้

ประเด็นข้อเรียกร้อง: เนื่องในวันอาหารโลก (World Food Day) กลุ่มผู้ประท้วงและภาคประชาสังคมได้เดินขบวนไปยังรัฐสภา เพื่อเรียกร้องความอธิปไตยทางอาหาร (Food Sovereignty) การจัดการวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วน การแบนสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และการเตรียมรับมือภัยพิบัติจากสภาพอากาศ (เช่น ปรากฏการณ์เอลนีโญ)





https://www.facebook.com/reel/902591456155416




คนไทยด่าการประท้วงที่ฝรั่งเศส เผาหอคอยสมบัติชาติ ปล้นสินค้าแบรนด์เนม คงอยากให้ม็อบนั่งพับเพียบเรียบร้อย เคยมีเหรอ ฝูงชนที่ถูกปราบถูกทำร้ายก็ตอบโต้ด้วยความรุนแรงทั้งนั้น










Atukkit Sawangsuk
8 hours ago
·
คนไทยด่าการประท้วงที่ฝรั่งเศส
เผาหอคอยสมบัติชาติ
ปล้นสินค้าแบรนด์เนม
คงอยากให้ม็อบนั่งพับเพียบเรียบร้อย
เคยมีเหรอ ฝูงชนที่ถูกปราบถูกทำร้ายก็ตอบโต้ด้วยความรุนแรงทั้งนั้น
14 ตุลา 2516 ก็เผาตึก กตป. (ศูนย์ปราบปรามทุจริต ที่ พ.อ.ณรงค์เป็นเลขาธิการ ลองนึกถึงความเกลียดชังองค์กรปราบโกงสมัยนี้)
พฤษภา 35 เผา สน.นางเลิ้ง (แม้มีข้อกังขาว่าเพื่อน จปร.7 ของมหาจำลองสร้างสถานการณ์)
:
ม็อบฝรั่งเศสเริ่มต้นจากเด็กนักเรียน (ครูด้วย) ไม่พอใจนโยบายการศึกษา งบประมาณไม่พอ ครูไม่พอ
แล้วขยายมาเป็นความโกรธแค้นต่อปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูง
มันจึงไปสะท้อนออกที่สินค้าแบรนด์เนม "สมบัติชาติ" อีกอย่างของฝรั่งเศส ซึ่งชาวบ้านธรรมดาได้แต่แหงนคอมอง
:
ประเด็นที่น่าสังเกตคือ มันเป็นม็อบที่ลุกฮือโดยไม่มีแกนนำ ไม่มีอุดมการณ์ทางการเมืองชี้นำ ไม่ใช่ซ้ายไม่ใช่ขวา
ไม่ใช่ผู้อพยพ มุสลิม อย่างที่พวกฝ่ายขวาไทยพยายามกระพือ
คนที่เข้าร่วมมีทุกประเภททุกเชื้อชาติศาสนา ด้วยความไม่พอใจร่วมกัน
ไม่มีใครห้ามใครได้ไม่มีใครคุมใคร มีทั้งประท้วงสันติเล่นออเคสตรามีทั้งรุนแรงปล้นเผา
:
การเมืองในยุคต่อไปจะเกิดปรากฏการณ์ทำนองนี้
การลุกฮือที่เกิดจากความไม่พอใจปัญหาเศรษฐกิจสังคมเฉพาะหน้า
โดยไม่ได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกัน แต่เกิดจากความโกรธเรื่องเดียวกัน
แบบอินเดียเกิดม็อบ "แมลงสาบ" คนรุ่นใหม่โกรธแค้นเรื่องโกงสอบ ลามมาโกรธเรื่อง กกต.ส่อโกงเลือกตั้ง
นี่คล้ายกับการลุกฮือไล่รัฐบาลบังคลาเทศที่ครองอำนาจมายาวนาน ซึ่งเริ่มจากความไม่พอใจการกันตำแหน่งราชการ 1 ใน 3 ไว้ให้ญาติทหารผ่านศึก ลามไปสู่เรื่องทุจริต ความร่ำรวยของนักการเมือง (แต่สุดท้ายพรรคชาตินิยมกลางขวาชนะเลือกตั้ง)
เนปาล เกิดม็อบเจนซี จากความไม่พอใจลูกหลานนักการเมืองโชว์สินค้าแบรนด์เนม ชีวิตหรูๆ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียก็เหมือนกัน
:
มองไปข้างหน้า เมืองไทยก็อาจจะคล้ายกัน แต่ไม่รู้จะออกหน้าไหน
และจุดปะทุคืออะไร
มันอาจจะเกิดจากความไม่พอใจจุดใดจุดหนึ่ง
แล้วลามไปบนความคับแค้นทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ความเหลื่อมล้ำ "คนรวยยิ่งรวย คนจนยิ่งจนสุด (ชนนพัฒฐ์พูดไม่ผิด )" อย่างสะเปะสะปะ
มีทั้งคนที่อยากปฏิรูปประเทศ รื้อโครงสร้าง แต่ก็อาจจะมีพวกเกลียดยิว เกลียดจีน เกลียดเขมร ด่านักการเมืองมีผู้ช่วย 8 คนมีบำนาญ ผสมโรงกันเต็มไปหมด
โดยไม่มีใครควบคุมได้ ไม่ได้มีอุดมการณ์หนึ่งใดชี้นำได้
เหมือนความโกรธแค้นระบอบสีน้ำเงิน ที่มีตั้งแต่ส้มไปจนฟ้าและเหลืองอี๋นี่แหละ

https://www.facebook.com/baitongpost/posts/28823542043967584




สหรัฐฯดูเหมือนอิตาลีมากขึ้น อเมริกาไม่ได้มีความโดดเด่นอีกต่อไป และโลกใหม่ก็กำลังเป็นเหมือนโลกเก่ามากขึ้น



ในบทความความคิดเห็นของ Financial Times ของเธอ "สหรัฐฯ ดูเหมือนอิตาลีมากขึ้น" รานา โฟรูฮาร์ ให้เหตุผลว่าความโดดเด่นของอเมริกากำลังจางหายไป และสหรัฐฯ กำลังมีลักษณะคล้ายกับ "โลกเก่า" มากขึ้นเรื่อยๆ โดยสะท้อนถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมและการเมืองที่เป็นระบบของอิตาลีโดยเฉพาะ

ประเด็นหลักและความคล้ายคลึง

การอดทนและลดการคอร์รัปชั่น:
Foroohar ตั้งข้อสังเกตว่าทั้งสหรัฐอเมริกาและอิตาลีได้เห็นความอดทนที่เปลี่ยนแปลงไป และการถอยกลับอย่างแข็งขันจากการตรวจตราการคอร์รัปชั่นและอาชญากรรมปกขาวอย่างเข้มงวด ซึ่งทำให้เส้นแบ่งระหว่างผลประโยชน์สาธารณะกับการจัดการตนเองทั้งส่วนตัวและการเมืองไม่ชัดเจน

การผงาดขึ้นของประชานิยมฝ่ายขวา:
ระบบการเมืองในทั้งสองประเทศได้โน้มตัวเข้าสู่ขบวนการประชานิยมที่รุนแรง ซึ่งสะท้อนถึงความไม่แยแสต่อสถาบันแบบดั้งเดิม การปกครองแบบเทคโนแครต และกลุ่มชนชั้นสูงในการก่อตั้ง

ความซบเซาทางเศรษฐกิจรุ่นต่อรุ่นและการแบ่งแยกแรงงาน:
บทความนี้ชี้ให้เห็นถึงพลวัตของตลาดแรงงานที่คล้ายกับยุโรปตอนใต้ ซึ่งคนรุ่นเก่ายึดติดกับตำแหน่งงานที่ปลอดภัยและมีรายได้ดี ในขณะที่คนรุ่นใหม่เผชิญกับอุปสรรคสูงในการเข้ามา งานที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ไม่มั่นคง และต้องดิ้นรนเพื่อหาอาชีพที่มั่นคงและได้รับค่าตอบแทนที่ดี




เมื่อคนข้างบนไม่เคยได้ยินเสียงคนข้างล่าง ความรุนแรงและความเสียหายแบบนี้อาจเกิดขึ้นเสมอ - จงอย่าใช้ภาษาของผู้กดขี่ ตัดสินการประท้วงจากผู้ประท้วงที่ใช้ความรุนแรงที่สุด แต่ไม่ตัดสินรัฐที่ใช้ความรุนแรงที่สุดต่อผู้ประท้วง







(แปลจากภาษาฝรั่งเศส)

ฉันอยู่ในเหตุการณ์นี้และฉันสามารถพูดได้อย่างชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น:
ตำรวจสั่งให้เขาหยุด จนถึงจุดนั้นไม่มีอะไรจะพูด ตำรวจชกเข้าที่หน้าทำให้เขาหมดสติ
แล้วลากเขาไปบนพื้นเหมือนสุนัข เหนือกรวดเป็นระยะทางหลายเมตร







 







JUST IN: Macron แถลงอย่างฉุกเฉินหลังจากการจลาจลสองวันในฝรั่งเศส

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสให้คำมั่นว่าจะลงโทษผู้ปล้นสะดมทุกคนและประกาศว่าจะไม่มีการยกเว้นโทษ

“เมื่อดูภาพเหล่านี้ เราทุกคนก็ถามตัวเองว่า คิดอะไรอยู่ ชาวฝรั่งเศสทำแบบนี้กับฝรั่งเศสได้อย่างไร ทำไมเผาศาลากลางเมือง Limoges สำนักงานการท่องเที่ยวในลียง บุกโจมตีศาลากลางเมืองมาร์เซย์ หรือโจมตีบ้านพักของนายอำเภอในบอร์กโดซ์ พวกเขาไปไกลถึงขนาดนี้ได้อย่างไร ไม่มีอะไรพิสูจน์ได้ อธิบายไม่ได้และให้อภัยไม่ได้ คืนนี้เราทุกคนรู้สึกโกรธและละอายใจ เมื่อเห็นถนนในเมืองของเราเสียหายหนักมาก เหลือทน”








พวกเขาพ่นแก๊สใส่นักเรียนและผู้ประท้วงขณะแสดงดนตรี

การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเมื่อรุ่นน้องของเราออกมาพูดออกมา

พวกเขาคือความหวังสำหรับอนาคตของโลก🇫🇷

จักรวรรดิสั่นสะเทือนและถูกโจมตี





วันอาทิตย์, ตุลาคม 18, 2569

ประหลาด มีคนไปจดทะเบียนลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า Nene Royal แต่แล้วอ้างว่าจดเพื่อเก็บสิทธิไว้ให้แก่ครอบครัวของ ‘แพรว’ รัตติกานต์ อำลอย ผู้เป็นเจ้าของชื่อ ‘เนเน่ รอยัล’ ตัวจริง

ประหลาด มีคนไปจดทะเบียนลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า Nene Royal แต่แล้วมาโพสต์เฟชบุ๊ค อ้างว่าจดเพื่อเก็บสิทธิไว้ให้แก่ครอบครัวของ ‘แพรว’ รัตติกานต์ อำลอย ผู้เป็นเจ้าของชื่อ ‘เนเน่ รอยัล’ ตัวจริง ที่ชนะการประกวด AGT ปี 2026

กัญญ์ภัสสร์ พลชัยศรี ผู้ยื่นคำขอจดทะเบียนชื่อ NENE ROYAL ชี้แจงผ่านรายการข่าวอมรินทร์ออนไลน์ เรื่องที่ตนไปยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในชื่อของเนเน่ ว่าได้เห็นภาพเสื้อยืดเนเน่รอยัลที่ถูกผลิตเลียนแบบ จึงไปยื่นขอจะทะเบียน

เธอบอกว่าจ่ายเงินค่าธรรมเนียมจดทะเบียนไป ๑ พันบาท ไม่คิดจะขาย แม้จะเสนอราคาสูงถึง ๑๐๐ ล้านบาทก็ตาม เพราะต้องการปกป้องชื่อของศิลปินที่ตนชื่นชอบ และจะมอบลิขสิทธิที่ไปจดทะเบียนนั้นให้เป็นของขวัญแก่เนเน่และครอบครัว

เธออ้างด้วยว่าได้ทำการติดต่อกับ จอน เอลรอน ผู้เป็นตัวแทนศิลปิน Nene Royal ในต่างประเทศแล้ว เขาเห็นด้วยกับโครงการของเธอ ที่จะมอบลิขสิทธิ์ที่จดทะเบียนแล้วให้แก่ น.ส.รัตติกานต์ อำลอย ได้สานฝัน ประสบความสำเร็จในเครื่องหมายการค้านี้

อย่างไรก็ดี น.ส.จิตติมา ศรีถาพร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา แจ้งว่ามีการยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า NENE ROYAL ผ่านระบบอิเล็กทรอนิคจริง แต่ยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้นของการขอรับความคุ้มครอง มิได้หมายความว่ายื่นแล้วได้สิทธิโดยอัตโนมัติ

“นายทะเบียนมีอำนาจตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในการเรียกผู้ยื่นคำขอให้มาชี้แจงข้อเท็จจริง หรือแสดงเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม” นอกจากนี้ เพจ NENE ROYAL FANS CLUB แสดงความเห็นเกี่ยวข้องกรณีนี้เอาไว้

ตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.๒๕๓๗ มาตรา ๒๗ เกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ ระบุว่า “หากมีบุคคลนำผลงานที่ได้รับความคุ้มครองไปทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเข้าข่ายละเมิด” และประเด็นอายุ ๑๖ ปี ของเนเน่ สามารถเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เองได้

“ไม่ใช่เหตุให้บุคคลอื่นยึดผลงานไปเป็นของตน...ข้อสำคัญคือประเทศไทยใช้ระบบคุ้มครองลิขสิทธิ์โดยอัตโนมัติ ไม่ใช่ระบบที่ใครจดก่อนแล้วได้สิทธิก่อน การแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ใช่หลักฐานเด็ดขาดว่าผู้แจ้งเป็นเจ้าของที่แท้จริง”

(https://www.google.com/s2/favicons?domain=https://www.ipthailand.go.th\&sz=32 และ  https://www.facebook.com/groups/516241475231128/permalinks=3422107304644516)