วันอังคาร, กรกฎาคม 14, 2569

หากเกิดเพลิงไหม้ในสถานบันเทิงหรือร้านอาหารที่มีลักษณะปิดทึบ เราจะสามารถเอาตัวรอดอย่างไรได้บ้าง นี่คือคำแนะนำเบื้องต้นจากผู้เชี่ยวชาญ



ร่างกายทนสูดดมก๊าซพิษ-ควันไฟ ได้นานแค่ไหน กับ 5 วิธีเอาตัวรอดหนีไฟไหม้ในสถานบันเทิง

เมื่อ 6 ชั่วโมงที่แล้ว
บีบีซีไทย

เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เมื่อเวลาก่อนเที่ยงคืนเล็กน้อยวานนี้ (12 ก.ค.) เจ้าหน้าที่ใช้เวลาราว 35 นาทีในการดับเพลิง แต่พบว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 28 ราย (ณ เวลาประมาณ 18 .11 น. ของ 13 ก.ค. ตามการรายงานของ กทม.) และบาดเจ็บ 71 ราย โดยเจ้าหน้าที่พบผู้หมดสติจำนวนมากในห้องน้ำของร้าน

พล.ต.ต.วาที อัศวุตมางกุร ผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ กล่าวภายหลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุว่า เบื้องต้นรู้จุดต้นเพลิงแล้วอยู่บริเวณเวที แต่จะมีการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

ด้านนายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. เปิดเผยว่าผู้ประสบภัยจำนวนมากพยายามหลบหนีไปยังห้องน้ำบริเวณด้านหลังอาคาร ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงตัวผู้ประสบภัยได้ยาก และการตรวจสอบเบื้องต้นสันนิษฐานว่าสาเหตุเพลิงไหม้ "เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่เครื่องปรับอากาศบนฝ้าเพดาน"

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่สถานบันเทิงจนทำให้มีผู้เสียชีวิตในประเทศไทย ก่อนหน้านี้ในปี 2552 เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ซานติก้าผับ บริเวณเอกมัย ซอย 9 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ คร่าชีวิตผู้คนไป 67 ราย

ต่อมาในปี 2565 ได้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ที่เมาน์เทน บีผับ ที่ ต.พลูตาหลวง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 26 ราย

เหตุการณ์ไฟไหม้ที่ย่านลาดพร้าว กทม. ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นแม้จะได้มีการออกกฎกระทรวงเพื่อกำกับให้ผู้ให้บริการประเภทผับ-บาร์ ต้องจัดการเรื่องความปลอดภัยให้เข้มงวดขึ้นแล้วตั้งแต่ปี 2555 แต่ดูเหมือนว่าความเป็นไปได้ของการเกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ยังไม่หมดไป

ในฐานะผู้ใช้บริการ หากเกิดเพลิงไหม้บริเวณสถานบันเทิงเช่นนี้ เราจะสามารถเอาตัวรอดอย่างไรได้บ้าง บีบีซีไทยพาหาคำตอบกับผู้เชี่ยวชาญ

1. พิจารณาความปลอดภัยของสถานที่


นายดุสิต เทียนศิริ วิทยากรด้านการดับเพลิงผู้มีประสบการณ์มากกว่า 35 ปี จากบริษัท ลีดเดอร์ ไฟร์ เซฟตี้ จำกัด ซึ่งเคยปฏิบัติการดับเพลิงในกรณีเพลิงไหม้สถานบันเทิงซานติก้าผับ เมื่อปี 2552 บอกกับบีบีซีไทยว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในการป้องกันตนเองในสถานการณ์เพลิงไหม้เริ่มตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนเกิดเหตุซึ่งคือการสำรวจทางออกของสถานที่ที่เราจะเข้าไปใช้บริการ และการเลือกจุดที่เราจะอยู่ในสถานที่แห่งนั้น

"เพื่อที่เราจะออกจากสถานที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว การที่เราจะเข้าไปอยู่ในสถานที่แห่งใดก็ควรสำรวจสถานที่แห่งนั้นว่า มีช่องทางทางออกทั้งหมดกี่ช่องทาง และเราก็ควรเลือกนั่งโต๊ะที่อยู่ใกล้ทางออกมากที่สุดเท่าที่จะทำได้" ดุสิตกล่าวกับบีบีซีไทย

เขาบอกด้วยว่าการเกิดเพลิงไหม้ในสถานที่บันเทิงเสี่ยงอันตรายกว่าสถานที่อื่น เพราะมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ความมืด, ทางเข้า-ออก ที่มักคับแคบ, และการมีสิ่งกีดขวางจำนวนมาก

"ทางเข้าทางออกส่วนใหญ่ลูกค้าจะรู้เพียงทางเดียวก็คือทางที่เขาเข้า ส่วนทางอื่นก็มักจะไม่รู้ สถานประกอบกิจการประเภทนี้ส่วนใหญ่มันมืด แล้วก็ไม่มีป้ายบอกทางหนีไฟที่ชัดเจน และเราก็มักไม่ได้สำรวจ"

นอกจากนี้หากสถานที่มีเพดานที่ต่ำก็ยิ่งอาจกระพือความอันตรายของเพลิงไหม้ได้ เนื่องจากจะทำให้ความร้อนที่ลุกไหม้บริเวณเพดานส่งความร้อนถึงพื้นเร็วขึ้น

"หลังคาต่ำพอเกิดเหตุเพลิงไหม้สังเกตว่า ไฟมันลุกไหม้แค่เวลาสั้น ๆ แต่ส่งผลกระทบกับคนที่ใช้บริการมาก เพราะพอพื้นที่มันต่ำความร้อนที่ลุกไหม้ที่เพดานก็กดตัวลงต่ำถึงพื้นเลย ทำให้ช่องทางในการหนีออกจากตัวอาคารมันแทบจะเหลือน้อยมาก ถึงแม้ท่านจะก้มตัวลงต่ำขนาดไหน มันก็หนีออกไม่ได้ เนื่องจากกลุ่มควันมันกดต่ำถึงพื้นและความร้อนก็กดตัวถึงพื้นเช่นเดียวกัน" วิทยากรด้านการดับเพลิง กล่าว



ด้าน ผศ.ดร.พญ.ภัทรานิษฐ์ ภัทรพรเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์แพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ (CDEM) ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวกับบีบีซีไทยไปในทิศทางเดียวกันว่า นอกจากสถานประกอบการจะต้องรักษามาตรการความปลอดภัยตามกฎหมายกำหนดแล้ว ผู้ที่เข้าใช้บริการก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของสถานที่เช่นกัน

"ในประเทศไทยมีกฎระเบียบของการเปิดสถานบันเทิงหรือร้านอาหารว่า ทำอย่างไรถึงจะปลอดภัยในที่ซึ่งมีคนมาชุมนุมกันหมู่มาก แต่ว่าในฐานะผู้ใช้บริการเราก็สามารถดูแลความปลอดภัยของตัวเองได้เบื้องต้น เช่น ควรจะมองหาทางหนีไฟ ถังดับเพลิง และช่องทางออกต่าง ๆ"

นอกจากนี้เธอเสริมด้วยว่าเมื่อเข้าไปในสถานที่ซึ่งเป็นที่ปิด ผู้ใช้บริการควรมองหาหน้าต่างและประตูที่มีขนาดบานใหญ่ เพื่อที่ว่าในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา ผู้ใช้บริการก็จะสามารถวิ่งไปและหาทางออกได้

ผศ.ดร.พญ.ภัทรานิษฐ์ บอกด้วยว่าในห้องที่เพดานอยู่ในระดับปกติ เพลิงไหม้มักจะเกิดได้ง่ายในสองบริเวณ คือ ห้องครัวและเวทีที่มีการแสดงเล่นดนตรีสด เพราะสามารถเกิดประกายไฟได้ ดังนั้นบริเวณที่ใกล้เคียงกับสองพื้นที่ข้างต้น ผู้ใช้บริการก็ควรหลีกเลี่ยง

2. สัญญาณอันตรายที่บอกว่าเราต้องรีบออก



ด้านนายดุสิต กล่าวว่าหากผู้ที่อยู่ในสถานบันเทิงสามารถสังเกตได้ถึง กลิ่นแก๊สรั่ว, กลิ่นควัน, ได้ยินเสียงระเบิด หรือพบเห็นไฟลุกไหม้ ก็ควรอพยพออกจากสถานที่ทันที และไม่ควรพยายามจะดับเพลิงเอง

"ได้กลิ่นแก๊สรั่ว ได้กลิ่นควัน หรือว่าได้ยินเสียงระเบิด เห็นไฟลุกไหม้ เราต้องหนีได้เลย อย่ารอให้ไปลุกไหม้แรงแล้วถึงจะหนี ไม่ควรพยายามดับไฟเอง เพราะหน้าที่ดับเพลิงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของสถานประกอบการ"

เช่นเดียวกันกับ ผศ.ดร.พญ.ภัทรานิษฐ์ ที่บอกว่าเมื่อผู้ใช้บริการณ์สังเกตเห็นประกายไฟ ก็เป็นเรื่องจำเป็นมากที่ต้องรีบออกจากพื้นที่ "อย่ามัวแต่ยืนดูหรือว่ายกโทรศัพท์มาถ่าย" และหากสามารถออกมาถึงที่ปลอดภัยแล้วก็ควรตรวจจำนวนคนที่มากับกลุ่มตนเองว่าออกมาครบหรือไม่ แต่หากไม่ครบก็ห้ามวิ่งกลับเข้าไปในจุดเกิดเหตุ แต่ให้แจ้งกับเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยเหลือต่อไป

3. หลีกเลี่ยงการวิ่งกรู - เน้นเดินเร็ว



วิทยากรด้านการดับเพลิงผู้มีประสบการณ์มากกว่า 35 ปี ระบุว่าในการอพยพหนีไฟ คนส่วนใหญ่มักพยายามหาทางออกให้รวดเร็วที่สุด ทำให้เกิดการวิ่งกรูเสี่ยงล้มทับกันได้ ทำให้เกิดอันตรายมากกว่าเดิม แต่แท้จริงแล้วการเดินเร็วไปหาทางออกจะมีประสิทธิภาพมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ในเหตุการณ์ที่มีเพลิงไหม้ในสถานบันเทิง ผู้ประสบภัยมักอยู่ในสภาวะมึนเมาทำให้การอพยพอันตรายกว่าปกติ เพราะนอกจากจะรู้ตัวถึงเหตุอันตรายได้ช้าแล้ว เมื่อรู้ตัวก็จะเกิดอาการแตกตื่นมากกว่าปกติ

"กรณีคนมึนเมาจะตกใจยาก ไม่ค่อยที่จะตอบสนองต่อสิ่งเหล่านี้ [สัญญาณไฟไหม้] บางทีพอเกิดเหตุเพลิงไหม้ ผมสังเกตตามผับต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นต่างประเทศหรือในประเทศ ภายในผับคนมักจะยังสนุกสนาน ทั้ง ๆ ที่ไฟลุกไหม้อยู่บนศีรษะ... พอเริ่มหนีก็จะเริ่มสติแตก ทำให้เกิดการวิ่ง เบียดเสียด ล้มทับ ทำให้เกิดการออก [จากสถานที่] ที่ล่าช้า"

อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญคือการละทิ้งสิ่งของมีค่าเพื่อนำตัวเองออกมายังจุดที่ปลอดภัยก่อน เนื่องจากบางคนอาจพะวงถึงสิ่งของมีค่าของตัวเองหรือเพื่อน จึงทำให้นำตัวเองออกมาจากจากจุดที่เกิดไฟไหม้ได้ช้า

"ถ้ามีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะเกิดเหตุร้ายเพลิงไหม้ก็ควรลุกออกจากพื้นที่ตรงนั้น ออกมาสู่ด้านนอกได้เลย อย่าไปห่วงข้าวของติดตัว ส่วนใหญ่คือห่วงข้าวของและห่วงเพื่อน มันจะทำให้การหนีออกมาด้วยความยากลำบาก"

ด้าน ผศ.ดร.พญ.ภัทรานิษฐ์ ผอ.ศูนย์แพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ เสริมว่าการรีบอพยพออกจากพื้นที่ เมื่อไฟฟ้ายังไม่ตัด มีแสงสว่าง ให้รีบเดินทางไปประตูที่ห่างจากจุดที่เกิดประกายไฟให้มากที่สุด แต่หากในกรณีที่ไฟฟ้าดับ อยู่ที่มืด ให้เร่งไปที่ผนังเพื่อจับและคลำเดินตามผนังจนไปเจอประตูฉุกเฉิน

อย่างไรก็ดี แพทย์หญิงจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์กล่าวด้วยว่า ผู้ที่อยู่ในอาการมึนเมาจากแอลกอฮอล์จะรู้สึกตัวช้ากว่าปกติซึ่งจะยิ่งเพิ่มอันตรายเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้

"การมีแอลกอฮอล์อยู่ในร่างกาย ขั้นแรกคือผู้ที่กำลังมึนเมาจะอยู่ในภาวะยูโฟเรีย (Euphoria) ก็คือมีความสุขความสนุกมากกว่าปกติ และต่อด้วยสเต็ปต่อมาคือการขาดความยับยั้งชั่งใจ ซึ่งสองสิ่งนี้ทำให้การตัดสินใจของเราช้าลงน้อยลงมาก"

นั่นตรงกับประสบการณ์ของดุสิตที่เมื่อเขาเข้าไปดับเพลิงกู้ภัยกรณีไฟไหม้ซานติก้าผับเมื่อปี 2552 ซึ่งเขาเล่าว่าในเหตุการณ์ตอนนั้นคนส่วนใหญ่ขาดสติเกิดการวิ่งกรูล้มทับกันจำนวนมาก

"อย่างที่เราเจอที่ซานติก้า เราไปถึงประตูด้านหน้ายังมีคนที่ยังไม่เสียชีวิต แต่ว่าวิ่งหนีกันออกมากรูกันที่ประตูและเกิดการล้มทับ พอเกิดการล้มทับมันทำให้ไม่มีโอกาสที่จะลุกขึ้น ล้มทับกับ 3-4 ชั้น ขนาดเจ้าหน้าที่ไปดึงยังไม่ลุกขึ้นเลย" ดุสิตเล่าประสบการณ์จากการเข้าไปดับเพลิงในเหตุภัยพิบัติหมู่เมื่อ 17 ปีก่อน

4. อุปกรณ์ใกล้ตัวที่มีประโยชน์

หนึ่งในอุปกรณ์ที่ติดตัวทุกคนซึ่งมีประโยชน์เมื่อเกิดไฟไหม้คือเสื้อผ้าที่สวมใส่

วิทยากรอบรมการดับเพลิงอธิบายว่า เสื้อผ้าสามารถนำมาใช้ปิดจมูกและปากได้เพื่อป้องกันการสูดดมควันพิษเข้าไปมากเกินขนาด

"สิ่งที่หาง่ายที่สุดก็คือเสื้อที่ตัวเองที่ใส่ อาจพับชายเสื้อขึ้นมาหนา ๆ แล้วเอามาปิดจมูกและปาก ซึ่งคือช่องทางเดินหายใจ เพื่อสูดดมผ่านผ้าที่จะเป็นตัวกรองสารพิษ ให้เราสูดดม [สารพิษ] เข้าไปน้อยที่สุด" ดุสิต กล่าว

นอกจากนี้เขาบอกด้วยว่าในกรณีของผู้ที่ใส่ชุดชั้นในยกทรงก็อาจปลดออกและนำมาครอบที่ปากและจมูกเพื่อป้องกันการสูดดมควันได้เช่นกัน

ส่วนวิธีที่ไม่แนะนำคือการใช้ถุงพลาสติกมาครอบบริเวณศีรษะเพื่อหายใจ ดุสิตกล่าวว่า ในกรณีไฟไหม้สถานบันเทิงหรือสถานที่ปิด วิธีนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในกรณีเหตุลักษณะที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เนื่องจากมีความร้อนสูงเข้ามาเกี่ยวข้อง

"ถุงพลาสติกเราใช้หนี แต่ไม่ใช้ในลักษณะเหตุอย่างเมื่อคืน [เหตุไฟไหม้ร้าน โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว] ถ้าอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุหรือเรดโซน (red zone) มันมีความร้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้เอาถุงไปตักอากาศแล้วครอบศีรษะ เพื่ออาศัยอากาศที่ขังในถุงใช้ในการหายใจ มันใช้ในที่ที่มีกลุ่มควันได้ แต่ใช้ในที่ที่มีความร้อนไม่ได้ เนื่องจากถุงพลาสติกเจอเปลวความร้อนก็จะละลาย ทำให้เป็นอันตรายต่อเรา" ดุสิต อธิบาย


การใช้ถุงพลาสติกมาครอบบริเวณศีรษะเพื่อหายใจไม่ใช่ทางเลือก เมื่อคุณติดอยู่ในสถานที่ปิดที่เกิดไฟไหม้และมีความร้อนสูง

แม้หลายคนอาจจะเข้าใจว่า การนำผ้ามาปิดจมูกจะต้องมีการราดหรือชุบน้ำสะอาดก่อน แต่ทั้งวิทยากรด้านการดับเพลิง และ ผศ.ดร.พญ.ภัทรานิษฐ์ บอกว่านั่นไม่จำเป็นหากคุณไม่สามารถหาน้ำได้โดยง่าย การใช้ผ้าแห้งก็เป็นอีกทางเลือก

"[ใช้ผ้าแห้ง] ได้เหมือนกัน บางทีเราจะไปเสียเวลากับการหาน้ำ จนวิ่งไม่ทันหรือไม่ได้ปิดปากจมูก ในกรณีที่แย่ที่สุด ถ้าหาน้ำไม่ได้ก็ต้องเอาผ้าแห้งปิดก็ดีที่สุด แต่ถ้ามีน้ำก็จะดีกว่า" ผศ.ดร.พญ.ภัทรานิษฐ์ อธิบาย

เธอเสริมด้วยว่า แม้ควันไฟจะลอยตัวอยู่ในที่สูง ผู้ประสบเหตุก็ควรหาทางปิดจมูกและปากอยู่ดี ไม่ควรชะล่าใจ

"ถ้าเป็นเพดานสูง ควันจะลอยขึ้นไปเหมือนหลอกเราว่าควันอยู่สูงแล้ว ไม่น่าจะโดนเราแน่ แต่ว่าพอควันมันไปสะสมข้างบนจนมันเต็มพื้นที่แล้ว มันจะลอยลงต่ำมาเร็วมาก เพราะฉะนั้นเราจะวิ่งออกมาไม่ทันอยู่ดี"

5. วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น - สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

จากกรณีไฟไหม้สถานบันเทิงย่านลาดพร้าวเมื่อคืนวันอาทิตย์ คลิปวิดีโอที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์คลิปหนึ่งแสดงภาพผู้ใช้บริการหญิงกำลังวิ่งหนีตาย ก่อนที่ในไม่กี่วินาทีต่อมา เปลวเพลิงจะพวยพุ่งตามมาอย่างรวดเร็ว จนไฟไปติดที่เสื้อผ้าและลามไปตามร่างกายของเธอ จนพลเมืองดีที่เข้าช่วยเหลือต้องตะโกนบอกให้เธอรีบถอดเสื้อออกและช่วยกันดับไฟ

ในกรณีนี้ วิทยากรอบรมการดับเพลิงกล่าวว่า หากเกิดกรณีไฟไหม้ติดเสื้อผ้า สิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้คือการถอดเสื้อผ้าที่ติดประกายไฟออก แต่หากอยู่ในที่โล่งแล้ว อีกอย่างที่ทำได้ผลดีเช่นกันคือการนอนกลิ้งลงไปกับพื้นเพื่อดับไฟ

"ถ้าเราอยู่คนเดียวนอนลงและกลิ้งลงกับพื้นเพื่อทำการดับไฟที่กำลังลุกไหม้เสื้อเราอยู่ ก็จะทำให้ไฟดับลง"

แต่เขาเตือนว่า สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งเมื่อเสื้อติดประกายไฟคือการใช้ถังดับเพลิงฉีดเข้าไป เนื่องจากผงเคมีแห้งที่ฉีดเข้าไปจะมีผลต่อบาดแผลทำให้ติดเชื้อได้ง่าย และรักษาได้ยาก หรืออาจทำให้คนสำลักผงเคมีแห้ง หรือมองไม่เห็นทางได้ด้วยเช่นกัน



แล้วการพยายามหนีไปยังห้องน้ำเป็นทางเลือกที่ดีหรือไม่

นายดุสิตกล่าวว่า การหนีภัยไปห้องน้ำก็อาจทำให้มีโอกาสบรรเทาหรือทำให้มีโอกาสที่จะรอดชีวิตเยอะกว่าการอยู่ในพื้นที่นอกห้องน้ำที่เกิดเพลิงไหม้ เช่น ในเหตุเพลิงไหม้ซานติก้าผับก็มีผู้ที่อาศัยอยู่ในห้องน้ำรอดชีวิต

แต่เขาย้ำว่า ห้องน้ำในที่เกิดเหตุที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เป็นที่ปิดทึบและอยู่ชั้นเดียวกับจุดเกิดเหตุ ดังนั้นการเข้าไปอยู่ในห้องน้ำหลายคน แม้อาจมีน้ำช่วยดับเพลิงได้ แต่ก็ไม่สามารถช่วยเรื่องควันที่จะเล็ดลอดเข้าไปจำนวนมากได้ ซึ่งอาจทำให้ผู้ประสบภัยหมดสติ

นั่นตรงกับเหตุการณ์เมื่อคืนวานนี้ มีคลิปวิดีโอคลิปหนึ่งที่ถ่ายจากกล้องติดหมวกของเจ้าหน้าที่กู้ภัยขณะเข้าสำรวจพื้นที่ภายในร้านหลังเปลวเพลิงสงบลง จากคลิปพบว่าโครงสร้างภายในร้านถูกเผาไหม้ และมีควันปกคลุมอยู่ภายในเป็นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่กู้ภัยรายดังกล่าวได้เข้าสำรวจบริเวณห้องน้ำของร้าน และแจ้งผ่านวิทยุสื่อสารว่าพบผู้หมดสติในนั้นมากกว่า 10 ราย

ขณะที่ ผศ.ดร.พญ.ภัทรานิษฐ์ แสดงทัศนะว่าไม่เห็นด้วยกับการเข้าไปหลบภัยไฟไหม้ในห้องน้ำ เพราะแม้น้ำจะช่วยดับไฟได้ แต่ก็สามารถกลายมาเป็นเชื้อเพลิงได้เช่นกัน

"ไม่เห็นด้วยกับการหนีเข้าไปในห้องน้ำ เพราะว่าส่วนใหญ่ห้องน้ำจะเป็นพื้นที่ปิดที่ไม่มีประตูออก เขาอาจจะไปห้องน้ำเพราะคิดว่าน้ำช่วยดับไฟได้ แต่ว่าจริง ๆ แล้วน้ำก็เป็นเชื้อไฟได้เหมือนกัน ถ้าเราดับไม่ถูกวิธี ปริมาณน้ำไม่มากพอ ไฟมันก็ไม่ดับอยู่ดี" เธอกล่าวพร้อมเสริมว่า หากพิจารณาปริมาณน้ำจากก็อกน้ำและสายฉีดชักโครกกับปริมาณไฟข้างนอก และเชื้อไฟที่อยู่บริเวณผนังบุกันเสียง "มันสู้ไม่ได้อยู่แล้ว"

อย่างไรก็ตาม จากการเปิดเผยของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (13 ก.ค.) เกี่ยวกับการที่พบว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในห้องน้ำชายและหญิงนั้น สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากความตื่นตระหนกของคนที่พยายามหาทางออก หรือต้องการเข้าห้องน้ำเพื่อไปหาน้ำเพราะคิดว่าสามารถช่วยดับเพลิงได้ ซึ่งจากการตรวจสอบโรงเบียร์ดังกล่าวบริเวณประตูบานด้านหลังหนึ่งบานเป็นทางเชื่อมออกจากห้องน้ำหญิงและชาย แต่เบื้องต้นพบว่าอาจมีโต๊ะขวางทางออกด้านนี้

"ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่จะอยู่ในห้องน้ำชายและหญิง ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุด้วยอาการตื่นตระหนกและไม่รู้ว่าจะไปทางไหนและไฟดับก็วิ่งเข้าห้องน้ำ อาจจะไปหาพื้นที่ที่ออกได้หรือไปหาน้ำ" พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าว

ร่างกายทนสูดดมก๊าซพิษ-ควันไฟ ได้กี่นาที

จากคลิปวิดีโอหลายคลิปของเหตุการณ์คืนวานนี้ ที่พบว่าผู้ประสบภัยหลายคนหมดสติและเจ้าหน้าที่กู้ภัยต่างพยายามทำซีพีอาร์ (CPR) ปั๊มหัวใจเพื่อกู้ชีพ ซึ่งสอดคล้องกับการเปิดเผยของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ตั้งข้อสังเกตว่า "เพลิงไม่ได้รุนแรงมาก... ดูแล้วเข้าไปข้างในโต๊ะเก้าอี้อยู่ในสภาพปกติ แต่ปัญหาหลัก ๆ คือเรื่องควันที่รุนแรงมากจนหลายคนอาจจะหมดสติไป"

เกี่ยวกับการอยู่ในสถานที่เกิดเหตุลักษณะนี้ หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ระบุว่าสาเหตุการเสียชีวิตเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ นอกจากจะถูกไฟคลอกหรือไหม้ตัวแล้ว อีกสาเหตุหลักคือการสูดดมเขม่าควันไฟมากเกินไป

ผอ.ศูนย์แพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ได้อธิบายถึงระยะเวลาที่ในการสูดดมเขม่าควันพิษเข้าไปและปฏิกิริยาที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายในแต่ละห้วงนาที ดังนี้
  • ในห้วง 0-1 นาที: เยื้อบุบริเวณ ตา จมูก ปาก เกิดการระคายเคือง มีอาการแดง คัน แสบ น้ำมูกไหล น้ำตาไหล และแสบร้อนคอ เกิดอาการตกใจทำให้หัวใจเต้นเร็วหายใจ สูดหายใจเอาควันเข้าไปถี่ขึ้น ซึ่งหากอยู่ในห้องปิดไม่มีทางระบาย เขม่าควันจะเปลี่ยนเป็นก๊าซพิษ แยกจับออกซิเจนในร่างกาย ทำให้ร่างกายขาดอากาศได้ง่ายขึ้น
  • ในห้วง 1-3 นาที: ก๊าซพิษที่เกิดจากการเผาไหม้สมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ทำให้เกิดคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide) ที่เมื่อสูดดมเข้าไปจะไปจับเม็ดเลือดแดงได้ดีกว่าออกซิเจน ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน เนื่องจากเม็ดเลือดแดงจะนำคาร์บอนมอนอกไซด์ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น สมอง หรือ หัวใจ
  • นานกว่า 4 นาที: เซลล์สมองตาย กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด เสียชีวิตได้
ทั้งนี้ หน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ระบุถึงวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นในเหตุเพลิงไหม้ว่า หากเจอผู้ที่หมดสติ ปลุกไม่ตื่น และอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย แนะนำให้ปั๊มหัวใจหรือซีพีอาร์ และโทรแจ้งเบอร์ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) 1669 หรือกรณีพบผู้บาดเจ็บ และเบอร์โทร 199 กรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้

https://www.bbc.com/thai/articles/cp8l3dk40zpo



กรณีไฟใหม้ ทุกครั้งที่เกิดเรื่อง สังคมจะเห็น "ลูปอุบาทว์" แพทเทิร์นการจัดการปัญหาแบบเดิมๆ ที่ไม่ได้แก้ที่ต้นตอ... แล้วอะไรคือ จุดเปลี่ยนที่จะทำลายลูปนี้ได้







Atukkit Sawangsuk
19 hours
·
(มิตร)
ก็เรื่องเดียวกับซานติก้า และ Mountain B ที่สัตหีบ
มีร้านเปิดในที่ที่ไม่ควรเปิด ขออนุญาตมั้ยไม่รู้ แต่เปิดมาได้หลายปี
สุดท้ายก็คงชี้ไปที่เจ้าของร้านว่าผิด เจ้าของร้านก็รับโทษเหมือนทุกครั้ง

แต่ระบบ - โครงสร้างยังเหมือนเดิม ยังมีร้านแบบนี้อยู่เต็มไปหมด รอเกิดซ้ำอีกครั้งเท่านั้นเอง 
.....

เป็นมุมมองที่สะท้อนความจริงอันน่าหดหู่ของสังคมไทยได้อย่างตรงจุดที่สุด มันคือ "ลูปอุบาทว์" (Vicious Cycle) ของโศกนาฏกรรมที่แทบจะก๊อปปี้โครงสร้างกันมาเลย ตั้งแต่กรณีซานติก้าผับ (2552) มาจนถึง Mountain B (2565)

เมื่อไหร่ที่เกิดเรื่อง สังคมจะเห็นแพทเทิร์นการจัดการปัญหาแบบเดิมๆ ที่ไม่ได้แก้ที่ต้นตอ:
ถอดรหัสโครงสร้าง "ไฟไหม้ฟาง" และวงจรที่ไม่มีวันจบ

การตัดตอนความรับผิดชอบ (The Scapegoat Culture): เมื่อเกิดเหตุ สปอตไลต์และกฎหมายจะพุ่งเป้าไปที่ "เจ้าของร้าน" หรือผู้ประกอบการทันที ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาต้องรับผิดชอบ แต่เจ้าหน้าที่รัฐในท้องถิ่นที่ "แกล้งมองไม่เห็น" หรือละเลยการตรวจตรามาตรฐานความปลอดภัยมาตลอดหลายปี มักจะรอดตัวด้วยการถูกสั่งย้ายชั่วคราว หรือตั้งคณะกรรมการสอบสวนที่เรื่องมักจะเงียบหายไปพร้อมกับกระแสสังคม

ส่วยและผลประโยชน์ทับซ้อน (Structural Corruption): เหตุผลที่ร้านเหล่านี้เปิดในทำเลที่ไม่ควรเปิด หรือเปิดได้โดยไม่มีใบอนุญาตนานเป็นปีๆ เป็น "เปิดเผยที่ทุกคนรู้แต่พูดไม่ได้" ระบบส่วยและการเคลียร์ผลประโยชน์ในท้องถิ่นทำให้มาตรฐานความปลอดภัย (เช่น ทางหนีไฟ วัสดุกันไฟ ระบบดับเพลิง) กลายเป็นเรื่องที่ต่อรองได้ด้วยเงิน


มาตรการแบบผักชีโรยหน้า: หลังเกิดเหตุเราจะเห็นการ "ปูพรมตรวจ" อย่างเข้มงวดอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ มีการสั่งปิดร้านที่ทำผิดกฎหมายโชว์สื่อ แต่พอเรื่องเงียบและกระแสสังคมซาลง ทุกอย่างก็ค่อยๆ กลับเข้าสู่สภาวะเดิม รอเวลาให้ระเบิดเวลาลูกต่อไปทำงาน

ตราบใดที่ระบบการบังคับใช้กฎหมายยังถูกครอบด้วยวัฒนธรรมอุปถัมภ์ และเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่อนุมัติ/ตรวจสอบไม่ต้องรับโทษทางอาญาอย่างรุนแรงในฐานะ "ผู้สมรู้ร่วมคิด" โครงสร้างนี้ก็ไม่มีทางถูกทำลาย และเราก็ทำได้แค่ภาวนาว่าแจ็กพอตจะไม่มาตกที่เราเวลาไปเที่ยว

...

จุดเปลี่ยนที่จะทำลายลูปนี้ได้ ไม่ใช่การรอให้ระบบคิดจะปฏิรูปตัวเองจากข้างบนลงล่าง (Top-down) เพราะผู้มีอำนาจและกลไกรัฐได้ประโยชน์จากช่องโหว่ของโครงสร้างนี้มานานเกินไป แต่มันคือการเปลี่ยนผ่านไปสู่ "ระบบที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องรับผิดชอบร่วมด้วยเนื้อผ้าและกฎหมายที่หนีไม่ได้" ควบคู่ไปกับ "เทคโนโลยีที่ตัดขาดการใช้ดุลพินิจของมนุษย์"

หากถอดบทเรียนจากประเทศที่เคยผ่านจุดนี้มาแล้ว จุดเปลี่ยนที่แท้จริงจะเกิดขึ้นจาก 3 องค์ประกอบหลักนี้:
1. จุดเปลี่ยนทางกฎหมาย: "เจ้าหน้าที่รัฐต้องติดคุก" ในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิด

ตราบใดที่โทษของเจ้าหน้าที่รัฐเมื่อเกิดเหตุสิ้นสุดแค่ "การตั้งคณะกรรมการสอบสวน" หรือ "ย้ายไปช่วยราชการ" วงจรนี้จะไม่มีวันจบ จุดเปลี่ยนคือต้องมีกฎหมายที่ระบุชัดเจนว่า หากสถานประกอบการใดเปิดรอดสายตามาได้โดยผิดกฎหมาย ให้ถือว่าเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ตรวจตราในพื้นที่นั้น "ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" และต้องรับโทษทางอาญาร่วมกับเจ้าเบอร์หนึ่งของร้าน * ถ้าเจ้าของร้านโดนข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เจ้าหน้าที่ที่เซ็นอนุมัติหรือปล่อยปละละเลยต้องโดนข้อหาเดียวกันในฐานะผู้เปิดทาง หากมีโมเดลที่ตำรวจ ท้องถิ่น หรือโยธาธิการต้องเดินเข้าคุกพร้อมเจ้าของผับสัก 2-3 คดี เจ้าหน้าที่จะเริ่ม "กลัวคุกมากกว่าอยากได้ส่วย" ทันที
2. จุดเปลี่ยนทางเทคโนโลยี: เปลี่ยนใบอนุญาตเป็น "Open Data"

ระบบส่วยโตได้ในความมืดและความคลุมเครือ จุดเปลี่ยนที่จะทลายลูปนี้ได้คือการนำระบบดิจิทัลมาตัดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ (Automated & Transparent Licensing)

แผนผังและใบอนุญาตต้องเป็นสาธารณะ: บังคับให้สถานบันเทิงทุกแห่งต้องปักหมุดบนแผนที่ดิจิทัลของรัฐ และโชว์สถานะใบอนุญาต (รวมถึงความจุคนสูงสุด, วันที่ตรวจสภาพทางหนีไฟล่าสุด) ให้ประชาชนทั่วไปกดเช็กได้ทางออนไลน์


ระบบร้องเรียนแบบตามจิก (เช่น ทราฟฟี่ฟองดูว์ หรือระบบที่คล้ายกัน): เมื่อประชาชนแจ้งเบาะแสว่า "ร้านนี้เปิดในที่ที่ไม่ควรเปิด" หรือ "บล็อกทางหนีไฟ" ระบบต้องรันตัวเลขเคาน์ดาวน์ หากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ไม่เข้าตรวจสอบและอัปเดตผลในเวลาที่กำหนด ระบบจะเด้งเรื่องขึ้นสู่หน่วยงานกลางและตั้งกรรมการสอบสวนอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้เรื่องถูกซุกไว้ใต้พรมในท้องถิ่น
3. จุดเปลี่ยนของภาคประชาชน: พลังผู้บริโภคและการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายเชิงลงโทษ (Punitive Damages)

ในต่างประเทศ สิ่งที่ทำให้ผู้ประกอบการและรัฐกลัวที่สุดไม่ใช่คุก แต่คือ "การล้มละลายจากการถูกฟ้องร้อง"

วัฒนธรรมการฟ้องร้องในไทยยังไม่เอื้อให้เกิดการชดเชยที่สูงพอจะทำให้ธุรกิจหรือหน่วยงานรัฐตระหนักถึงความเสี่ยง จุดเปลี่ยนคือเราต้องเห็นการฟ้องร้องแบบกลุ่ม (Class Action) ที่เรียกค่าเสียหายเชิงลงโทษในมูลค่าที่สูงมากพอจะปิดสวิตช์ธุรกิจนั้นๆ ไปเลย และฟ้องพ่วงหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องให้ต้องจ่ายค่าเสียหายชดเชยด้วย เงินภาษีของหน่วยงานที่ต้องเสียไปกับความสะเพร่าของเจ้าหน้าที่จะสร้างแรงกดดันให้องค์กรนั้นๆ ต้องคัดกรองคนทำงานเอง

สุดท้ายแล้ว "ความกลัว" คือสิ่งเดียวที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมคนในระบบนี้ได้ ตราบใดที่เจ้าหน้าที่ยังกลัวการตกเก้าอี้หรือกลัวคุก น้อยกว่ากลัวอดได้เงินก้อน ลูปนี้ก็ยังหมุนต่อ




โรงเบียร์ ลาดพร้าว ที่ไฟไหม้ พบว่าเขตฯ เพิ่งตรวจสอบอาคารไปเมื่อ เมษายน ผ่านไปได้ไง ?


ต่อตระกูล ยมนาค 
17 hours ago
·
โรงเบียร์ ลาดพร้าว ที่ไฟไหม้ พบว่าเขตฯ เพิ่งตรวจสอบอาคารไปเมื่อ เมษายน
ผ่านไปได้ไง ?

เพลิงไหม้ที่ร้าน "โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว" เมื่อช่วงดึกของวันที่ 12 กรกฎาคม 2569
 
ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสาเหตุและการเกิดเหตุมีดังนี้:

สาเหตุและจุดเริ่มต้นของเพลิงไหม้
• จุดเริ่มต้น: ข้อมูลเบื้องต้นจากพยานในเหตุการณ์ (นักดนตรีและผู้ดูแลร้าน) ระบุว่าพบความผิดปกติบริเวณ คัตเอาต์ไฟฟ้าหรือป้ายไฟเหนือเวที โดยมีควันพวยพุ่งออกมา ก่อนที่จะเกิดไฟฟ้าดับทั้งร้าน และตามมาด้วยเสียงระเบิดและเปลวเพลิงที่ลุกลามอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
• ปัจจัยเร่งการลุกลาม: เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วเนื่องจากภายในอาคารมีการใช้วัสดุตกแต่งเพดานและโฟมเก็บเสียง ซึ่งเป็นสารไวไฟ และยังปล่อยควันพิษ โฟมนี้ติดไฟและลุกลามรวดเร็ว ทำให้ยากต่อการควบคุมเพลิงแม้พนักงานจะพยายามใช้ถังดับเพลิงเข้าสกัดในเบื้องต้นแล้วก็ตาม

ข้อสังเกตด้านความปลอดภัย

จากการรายงานเบื้องต้นพบประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของอาคาร:
• ระบบดับเพลิง: มีรายงานว่าภายในอาคาร ไม่มีระบบสปริงเกอร์ดับเพลิง ติดตั้งอยู่ มีเพียงถังดับเพลิงและป้ายไฟทางหนีไฟเท่านั้น
ผู้ว่า กทม. ชี้แจงว่า ร้านขออนุญาตเป็นร้านอาหารขนาดเล็ก ที่มีการแสดงดนตรี ตาม กฏหมายไม่ต้องมีสปริงเกอร์ สำหรับดับไฟอัตโนมัติ จะต้องรีวิว กฏหมายนี้ใหม่
• ทางหนีไฟ: พบผู้เสียชีวิตจำนวนมากบริเวณทางหนีไฟ ซึ่งคาดว่าเกิดจากมีสิ่งกีดขวาง จากโต๊ะเก้าอี้ จำนวนมาก ทำให้การอพยพเป็นไปอย่างล่าช้าและไม่สะดวกในช่วงเวลาฉุกเฉิน
ผมมีข้อแนะนำ และข้อควรระวังสำหรับนักเที่ยวกลางคืน ว่า ให้ตรวจดูแลด้วยตัวเอง ว่าสถานที่ต่างๆ มีระบบป้องกันไฟไหม้ที่ถูกต้องจริงตามกฏหมายไหม อย่าเชื่อแค่ใบรับรองจากทางราชการ เพราะรู้ๆกันว่า ประเทศไทยใช้เงินซื้อหาได้ ทุกอย่าง

ขอเตือน ทุกคอนโดสูงๆ ให้รีบซ้อมหนีไฟ ดับไฟ กันอย่างจริงจัง อย่าเชื่อ บริษัทฯ รับตรวจสอบอาคาร ที่มีจำนวนมากที่รับตรวจในราคาถูกๆ แล้วขายลายเซ็น เซ็นชื่อให้ บางคอนโด มีสปริงเกอร์ใช้ แต่ทิ้งชำรุดไม่ซ่อมแซม อันตรายมากๆ
 
การทุจริต คอร์รัปชัน มาถึงใกล้ตัว ทุกท่านแล้ว
 
เราเชื่ออะไรไม่ได้เลย ต้องดูแลตัวเองกัน เจ้าหน้าที่รัฐ และ สส.ที่เรามอบให้เป็นตัวแทนเข้าไปดูแลประชาชน ส่วนใหญ่ก็รวมหัวกันจับมือกันโกง หาเงินกันเป็นหลัก ไม่ได้ไปทำงานเพื่อประชาชน

*** ทุกเช้าวันจันทร์พบกับเรื่องราวที่น่าสนใจในวงการก่อสร้างในหัวข้อ“เปิดสมองก่อสร้าง”
วันจันทร์วันนี้ขอพูดเรื่องง่ายๆของมาตรฐานการก่อสร้างในประเทศไทยมาถึงจุดต่ำสุดจนถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิตประชาชน ที่จะเข้าไปใช้ในอาคารสาธารณะต่างๆเพราะกฎหมายและมาตรฐานทางวิศวกรรมที่มีอยู่ถูกละเลย ด้วยอำนาจเงินอย่างเดียวไปแล้ว
อันตรายมากๆ !


https://www.facebook.com/Dr.Tortrakul/posts/pfbid0DfoX61FKrizZCso6XUpFCq4Q1Pi1GWHZ2ZvvbYz6HH98y35Lma8vsGNDqHGVJQawl




สรุปข้อเท็จจริง-บันทึกไต่สวนการตาย ‘บุ้ง’ เนติพร คำถามสำคัญถึงมาตรฐานทางการแพทย์และกู้ชีพในเรือนจำ (การใส่ท่อช่วยหายใจผิดตำแหน่ง ใส่ท่อช่วยหายใจล่าช้ามากกว่า 20 นาทีหลังหมดสติ และอื่นๆ)

https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/1439226054714527

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน 
8 hours ago
·
สรุปข้อเท็จจริง-บันทึกไต่สวนการตาย ‘บุ้ง’ เนติพร คำถามสำคัญถึงมาตรฐานทางการแพทย์และกู้ชีพในเรือนจำ
.
.
ในวันที่ 15 ก.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำสั่งไต่สวนการตายของ “บุ้ง” เนติพร นักกิจกรรมกลุ่มทะลุวัง วัย 28 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 กรณีเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2567 ระหว่างที่ถูกคุมขังคดีมาตรา 112 ในเรือนจำ โดยมีประเด็นสำคัญคือ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ให้ความช่วยเหลือและกู้ชีพเนติพรตามมาตรฐานทางการแพทย์หรือไม่
.
กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจาก เนติพรถูกถอนประกันในคดีมาตรา 112 เหตุทำโพล “ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” พร้อมกับถูกลงโทษจำคุก 1 เดือน ในคดีละเมิดอำนาจศาล จากนั้นเนติพรอดอาหารประท้วงระหว่างถูกคุมขังไม่น้อยกว่า 65 วัน และถูกขังทั้งสิ้น 110 วันก่อนเสียชีวิตลง และภายหลังจากเธอเสียชีวิต 2 ปี ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในคดีที่เธอถูกขังมาโดยตลอดจนเสียชีวิต
.
ก่อนศาลนัดฟังคำสั่ง ชวนอ่านสรุปลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ที่เนติพรถูกคุมขังในเรือนจำครั้งสุดท้าย ก่อนจะเสียชีวิต และบันทึกการไต่สวนการตาย โดยมีพยานฝ่ายผู้ร้องและฝ่ายญาติผู้ตายเบิกความรวม 8 ปาก และใช้ระยะเวลาในชั้นศาลกว่า 2 ปี
.
.
ประเด็นสำคัญในการไต่สวนการตาย “บุ้ง” เนติพร: รพ.ราชทัณฑ์ให้ความช่วยเหลือและกู้ชีพตามมาตรฐานทางการแพทย์หรือไม่
.
เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2567 พนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีเป็นผู้ร้องขอไต่สวนการตายต่อศาลจังหวัดธัญบุรี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ซึ่งระบุไว้ว่า “ในกรณีที่เกิดการเสียชีวิตระหว่างอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าพนักงาน เมื่อพนักงานอัยการได้รับสำนวนชันสูตรพลิกศพแล้ว ให้ทำคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่ เพื่อให้ศาลทำการไต่สวนและทำคำสั่งแสดงว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้ายให้กล่าวว่าใครเป็นผู้กระทำร้ายเท่าที่จะทราบได้”
.
โดยสรุปแล้ว คดีมีการไต่สวนทั้งสิ้น 4 นัด โดยไต่สวนพยานผู้ร้องระหว่างวันที่ 20 ส.ค. 2568, 8 ต.ค. 2568 และ 5 ก.พ. 2569 ส่วนญาติผู้ตายมีการไต่สวนพยานในวันที่ 8 พ.ค. 2569
.
ประเด็นสำคัญของฝ่ายญาติผู้ตายในการไต่สวน คือ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ให้ความช่วยเหลือและกู้ชีพเนติพรตามมาตรฐานทางการแพทย์หรือไม่ โดยแบ่งออกเป็นประเด็นหลัก ดังนี้
.
การใส่ท่อช่วยหายใจผิดตำแหน่ง ฝ่ายญาติชี้ประเด็นว่าท่อช่วยหายใจถูกใส่เข้าไปใน “หลอดอาหาร” แทนที่จะเป็น “หลอดลม” ส่งผลให้ออกซิเจนไม่เข้าปอด แต่เข้าไปในกระเพาะอาหาร (เห็นได้ชัดจากท้องบวมพองลม และผลเอกซเรย์ปอด และการชันสูตร)
.
มาตรฐานการกู้ชีพไม่เป็นไปตามเกณฑ์ เริ่มต้นใส่ท่อช่วยหายใจล่าช้ามากกว่า 20 นาทีหลังหมดสติ ทั้งที่สมองขาดออกซิเจนได้เพียง 4 นาที
.
การจ่ายยาที่ไม่เหมาะสม มีการจ่ายยาขับปัสสาวะ (Furosemide) ซึ่งยาดังกล่าวมีฤทธิ์ขับโพแทสเซียมออกทางปัสสาวะให้เนติพร ทั้งที่ทราบว่าในขณะนั้นเนติพรมีระดับโพแทสเซียมในเลือดต่ำในระดับวิกฤตอยู่แล้ว (เนติพรมีค่าโพแทสเซียมประมาณ 2.6-2.7 ซึ่งค่าปกติอยู่ที่ 3.5-5.0 mmol/L) ทั้งที่มียาชนิดอื่นที่เหมาะสมกว่า (Spironolactone) ซึ่งไม่ขับโพแทสเซียม
.
ทั้งนี้ ภาวะโพแทสเซียมต่ำ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ จนนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นกระทันหันได้
.
การดูแลสุขภาพจิต พบว่าการประเมินสุขภาพจิตของเนติพรในช่วงที่ถูกคุมขังกระทำเพียงครั้งเดียว ซึ่งพยานฝ่ายญาติเห็นว่าไม่เพียงพอต่อการดูแลเพื่อป้องกันความเสี่ยงและปกป้องชีวิตในภาวะวิกฤต
.
.
ทั้งนี้ ฝ่ายญาติเห็นด้วยว่าสาเหตุหลักในการเสียชีวิตคือการเสียสมดุลเกลือแร่ในเลือด แต่มีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ “การรักษาพยาบาลก่อนเสียชีวิต (โดยเฉพาะการจ่ายยาและการกู้ชีพที่ผิดพลาด) มีส่วนสำคัญที่ทำให้เนติพรถึงแก่ความตายหรือไม่”
.
.
อ่านบันทึกการไต่สวนและคำเบิกความทั้งหมดบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/84556














.....

เพิ่มเติม

ข้อสังเกตและคำถามสำคัญด้านมาตรฐานการกู้ชีพอื่นๆ

ศักยภาพของห้องฉุกเฉินและอุปกรณ์: ในทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ซึ่งเป็นสถานพยาบาลเฉพาะทางที่ดูแลผู้ต้องขัง มีอุปกรณ์กู้ชีพที่ทันสมัยและพร้อมใช้งานในภาวะวิกฤต เช่น เครื่องช่วยหายใจ หรือกล้องส่องทางเดินหายใจ (Video Laryngoscope) ที่ช่วยป้องกันการใส่ท่อผิดตำแหน่ง พร้อมใช้งานเพียงใดในเช้าวันเกิดเหตุ?

ความเชี่ยวชาญของบุคลากรเวร: บุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่กู้ชีพในขณะนั้น มีความเชี่ยวชาญในการทำหัตถการฉุกเฉินระดับสูง (Advanced Life Support) มากน้อยเพียงใด และมีการประเมินซ้ำ (Re-evaluation) หรือไม่ว่าท่อที่ใส่เข้าไปนั้นอยู่ถูกตำแหน่งหลังจากทำ CPR

ความล่าช้าในการส่งตัว: บุ้งหมดสติและได้รับการกู้ชีพตั้งแต่เวลาประมาณ 06.23 น. แต่ทว่ากำหนดการส่งตัวมาถึงโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ กลับเป็นเวลา 09.30 น. ซึ่งใช้เวลารวมเกือบ 3 ชั่วโมงในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยวิกฤต

ข้อมูลเหล่านี้ขัดแย้งกับคำแถลงในช่วงแรกของกรมราชทัณฑ์ที่ระบุว่าได้ให้การช่วยเหลือตามมาตรฐานวิชาชีพอย่างเต็มกำลัง ทางครอบครัวและศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจึงได้ใช้กระบวนการไต่สวนการตายในชั้นศาล เพื่อเรียกพยานหลักฐานสำคัญ อาทิ ภาพจากกล้องวงจรปิดในห้องฉุกเฉิน และ ประวัติการรักษาพยาบาลย้อนหลัง 5 วันก่อนเสียชีวิต เพื่อนำมาพิสูจน์ความจริงและเรียกร้องความโปร่งใส รวมถึงการปฏิรูปมาตรฐานการแพทย์ในเรือนจำไทย เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียในลักษณะนี้กับผู้ต้องขังรายอื่นอีก



#ฝากถึงรัฐมนตรียุติธรรม และ #ศาลยุติธรรม กรณี #เอกชัยหงส์กังวาน 🙏

https://www.facebook.com/angkhana.nee/posts/10166414917493268

Angkhana Neelapaijit 
Yesterday
·
#ฝากถึงรัฐมนตรียุติธรรม และ #ศาลยุติธรรม
ส่วนตัวรู้จัก #เอกชัยหงส์กังวาน มาหลายปี ตั้งแต่ทำหน้าที่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เอกชัยมาร้องเรียนทุกครั้งที่เขาถูกทำร้าย ถ้าจำไม่ผิดน่าจะ 7-8 ครั้งรวมถึงกรณีที่รถของเขาถูกบุคคลไม่ทราบชื่อเผา คดีทำร้ายร่างกายทั้งหมด รวมถึงคดีเผารถ ตำรวจจับผู้กระทำผิดได้รายเดียวโดยเอกชัยเป็นผู้ชี้ให้ตำรวจจับ คดีนั้นสุดท้ายไกล่เกลี่ยขอโทษกันไป ซึ่งเอกชัยก็ยินดีไม่เอาโทษคนที่ทำร้าย ส่วนคดีที่เขาถูกทำร้ายอีกหลายคดี ผู้กระทำผิดยังคงลอยนวล และเอกชัยไม่เคยได้รับการเยียวยาในความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งการเยียวยาด้วยความยุติธรรม (judicial remedy) และการเยียวยาทางจิตใจ
.
เอกชัยเป็นทั้งผู้เสียหาย และผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยในหลายคดี เขาเคยถูกฟ้องตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (4) #นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลลามก และประชาชนเข้าถึงได้ ตอนที่เชาโพสต์เปิดเผยเรื่องราวการล่วงละเมิดทางเพศในเรือนจำ โดยเขาเล่าประสบการณ์ทางเพศที่เขาพบระหว่างถูกจำคุก ซึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัว การมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงการล่วงละเมิดทางเพศในเรือนจำเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่มีใครกล้าร้องเรียน เคยศึกษาถึงปัญหาการแพร่ระบาดของ HIV ในเรือนจำที่พบว่าสูงขึ้นในแต่ละปี ซึ่งเรื่องนี้ทางเรือนจำรู้ดี
.
เมื่อเดือนกันยายน 2566 เอกชัย ป่วยเป็นฝีในตับมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ตับโต พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สมัยนั้นให้การดูแลอย่างดี โดยส่งตัวเขามารักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคตับที่โรงพยาบาลราชวิถี โดยแพทย์ได้ทำการเจาะระบายหนองออกและให้ยาฆ่าเชื้อ จนอาการทุเลาเป็นปกติ .. มาปีนี้เขาเริ่มมีอาการปวดท้อง แพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์ตรวจพบมีอาการตับม้ามโต ปวดท้อง แต่เห็นว่ายังช่วยเหลือตัวเองได้ จึงไม่ส่งตัวเข้ารับการรักษาตามที่เอกชัยร้องขอ
.
พรุ่งนี้ ศาลนัดพิจารณาตามคำขอปล่อยตัวชั่วคราว ครั้งที่ 4 ของเอกชัย หงส์กังวาน หลังจากที่ศาลยกคำร้องมาแล้ว 3 ครั้ง ก็หวังว่าศาลจะพิจารณาถึงสภาพการเจ็บป่วย และอนุญาตให้เอกชัยได้รับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว หรือให้เอกชัยได้รับการส่งตัวเพื่อพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคเพื่อสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพได้ตาม #มาตรฐานขั้นต่ำขององค์การสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (United Nations Standard Minimum Rules for the Treatment of Prisoners - Mandela Rules) ข้อกำหนด 27
(1) ในกรณีฉุกเฉิน ผู้ต้องขังทุกคนต้องได้รับการประกันว่าสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้โดยพลัน ผู้ต้องขังที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาหรือการผ่าตัดเฉพาะทาง ต้องได้รับการส่งตัวไปยังหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือโรงพยาบาลของพลเรือน ในกรณีที่เรือนจำมีโรงพยาบาลของตนเอง โรงพยาบาลนั้นต้องมีบุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างเพียงพอ และมีศักยภาพที่จะให้การรักษาและดูแลอย่างเหมาะสมกับผู้ต้องขังที่ได้รับตัวมา
(2) การตัดสินใจทางการแพทย์ให้กระทำได้เฉพาะผู้รับผิดชอบที่มีวิชาชีพด้านการแพทย์เท่านั้นและการตัดสินใจดังกล่าวจะต้องไม่ถูกลบล้าง หรือเพิกเฉยโดยผู้ที่มิใช่บุคคลากรทางด้านการแพทย์




แม้รัฐสภาและรัฐบาลเมียนมาเพิ่งปฏิเสธกรอบ ฉันทามติ 5 ข้อ อะไรคือ รายละเอียดของฉันทามติ 5 ข้อ อะไรคือข้อกังวลของอาเซียนต่อจากนี้ ?


ดร.รัชดา ธนาดิเรก - Rachada Dhnadirek

AI info · July 10 ·

พรุ่งนี้ ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา

การต่างประเทศไม่ใช่แค่เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาล แต่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วย

หลังเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนมาเลเซียของนายกฯ ประเทศไทยยังเดินหน้าบทบาทในเวทีอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยในวันที่ 12 กรกฎาคม ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา และนายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงรับรองผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียน

การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นการพบหารือในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับเมียนมาครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2564 และเป็นความพยายามร่วมกันที่จะผลักดันการดำเนินการตาม ฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน (Five-Point Consensus) ให้เกิดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประกอบด้วย

1. การยุติความรุนแรงในเมียนมาโดยทันที
2. การเจรจาที่สร้างสรรค์ระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะเริ่มต้นขึ้น เพื่อหาทางออกอย่างสันติ
3. ทูตพิเศษของประธานอาเซียนจะอำนวยความสะดวกเป็นสื่อกลางของกระบวนการเจรจาโดยความช่วยเหลือของเลขาธิการอาเซียน
4. อาเซียนให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านทางศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมด้านการจัดการภัยพิบัติ
5. ทูตและคณะผู้แทนพิเศษจะเดินทางไปเยือนเมียนมาเพื่อพบปะกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ประเทศไทยสนับสนุนแนวทาง calibrated re-engagement หรือการกลับมามีปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการพูดคุย ลดความตึงเครียด และส่งเสริมกระบวนการสันติภาพ โดยยังคงยึดหลักการและกลไกของอาเซียน

สันติภาพและเสถียรภาพของประเทศเพื่อนบ้านไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงชายแดน การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และโอกาสทางเศรษฐกิจของประชาชนไทย

ประเทศไทยจึงพร้อมทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการหารือและความร่วมมือ เพื่อให้ภูมิภาคของเรามีเสถียรภาพและก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน

“การเปิดพื้นที่ให้เกิดการพูดคุย ย่อมดีกว่าเหินห่าง หมางเมิน เพราะสันติภาพที่ยั่งยืนต้องเริ่มจากการมีช่องทางสื่อสารระหว่างกัน” เห็นด้วยไหมคะ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1570685551124040&set=a.490116605847612
.....

ความกังวลเรื่อง "ภูมิรัฐศาสตร์" และมหาอำนาจแทรกแซง

สิ่งที่อาเซียนกลัวที่สุดคือ "สูญเสียความเป็นแกนกลางของอาเซียน" (ASEAN Centrality) หากอาเซียนแก้ปัญหาในบ้านตัวเองไม่ได้ มหาอำนาจภายนอกอย่าง จีน หรือ สหรัฐฯ จะเข้ามาแทรกซึมและใช้เมียนมาเป็นพื้นที่สงครามตัวแทน (Proxy War) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของทั้งภูมิภาค นอกจากนี้ ปัญหาผู้ลี้ภัย ยาเสพติด และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามตะเข็บชายแดน (โดยเฉพาะที่กระทบไทยและลาว) กลายเป็นภัยคุกคามข้ามชาติที่อาเซียนมองว่าต้องรีบสกัดกั้น
...

1. จีน: การรักษาผลประโยชน์และทางออกสู่มหาสมุทรอินเดีย

สำหรับจีน เมียนมาคือจุดยุทธศาสตร์ที่ยอมให้หลุดมือไม่ได้เด็ดขาดภายใต้โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) หรือเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21

ระเบียงเศรษฐกิจจีน-เมียนมา (CMEC): จีนได้ลงทุนสร้างท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากท่าเรือน้ำลึก "คอกพิว" (Kyaukphyu) ในรัฐยะไข่ของเมียนมา ยิงตรงเข้าสู่มณฑลยูนนานของจีน

ยุทธศาสตร์คอขวด (Malacca Dilemma): ท่อส่งน้ำมันนี้ช่วยให้จีนสามารถนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางได้โดยไม่ต้องผ่าน "ช่องแคบมะละกา" ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่อาจถูกสหรัฐฯ หรือพันธมิตรปิดล้อมหากเกิดความขัดแย้งในอนาคต

การเล่นเกมสองหน้า: จีนมีความกังวลว่าความไร้เสถียรภาพในเมียนมาจะกระทบต่อท่อส่งน้ำมันนี้ ในแง่หนึ่งจีนจึงให้การสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมา (SAC) เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ แต่ในอีกแง่หนึ่ง จีนก็มีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นและสนับสนุนกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธตามแนวชายแดนจีน-เมียนมา (เช่น กลุ่มพันธมิตรสามพี่น้อง) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือต่อรองและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กระทบต่อคนจีน อาเซียนจึงกลัวว่าจีนจะเข้ามาควบคุมทิศทางของเมียนมาเบ็ดเสร็จจนอาเซียนหมดความหมาย

2. สหรัฐอเมริกาและตะวันตก: การปิดล้อมจีนและการส่งเสริมประชาธิปไตย

ในมุมของสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก เมียนมาคือหนึ่งในสมรภูมิของยุทธศาสตร์ Indo-Pacific ที่ใช้ในการคานอำนาจของจีน

กฎหมาย BURMA Act: สหรัฐฯ ได้ผ่านกฎหมายที่อนุญาตให้รัฐบาลสามารถให้ความช่วยเหลือ (ที่ไม่ใช่แต่งตั้งกองกำลังทหารโดยตรง) แก่กลุ่มต่อต้าน รัฐบาลเงา (NUG) และกองกำลังปกป้องประชาชน (PDF) รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ

ความกังวลของอาเซียน: อาเซียนกลัวว่าหากสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงขยับหมากในเมียนมามากเกินไป ไม่ว่าจะผ่านการสนับสนุนเงินทุน อาวุธ หรือการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรง จะยิ่งทำให้เมียนมากลายเป็น "สงครามตัวแทน" (Proxy War) ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น เมียนมาจะกลายเป็นรัฐล้มเหลว (Failed State) ที่ใจกลางภูมิภาคทันที

3. รัสเซีย: มหามิตรรายใหม่ของรัฐบาลทหาร

ในขณะที่ชาติตะวันตกคว่ำบาตร และจีนเล่นเกมการทูตที่ซับซ้อน รัสเซีย กลายเป็นประเทศที่ก้าวเข้ามาเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นที่สุดของรัฐบาลทหารเมียนมา

ผลประโยชน์ต่างตอบแทน: รัสเซียต้องการตลาดขายอาวุธ (เครื่องบินรบ เฮลิคอปเตอร์ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ) และต้องการพันธมิตรในเวทีโลกในช่วงที่รัสเซียเองก็โดนตะวันตกโดดเดี่ยว ส่วนรัฐบาลทหารเมียนมาก็ต้องการอาวุธประสิทธิภาพสูงมาใช้ในสงครามกลางเมือง รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติและการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย

ความกังวลของอาเซียน: การที่รัสเซียเข้ามามีอิทธิพลทางทหารในเมียนมา ยิ่งทำให้การเจรจาด้วยสันติวิธีของอาเซียนยากขึ้น เพราะรัฐบาลทหารเมียนมารู้สึกว่าตนเองยังมี "หลังพิง" เป็นมหาอำนาจที่มีสิทธิ์วีโต้ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เหมือนกับจีน
ทำไมเรื่องนี้ถึงทำให้อาเซียน "นอนไม่หลับ"?

หากมหาอำนาจเหล่านี้เข้ามาแบ่งขั้วแทรกแซงเมียนมาอย่างเต็มที่ สิ่งที่จะตามมาและเป็นฝันร้ายของอาเซียนคือ:

การสูญเสียความเป็นแกนกลาง (Loss of ASEAN Centrality): อาเซียนจะหมดอำนาจในการกำหนดทิศทางความมั่นคงในบ้านตัวเอง และต้องยอมให้มหาอำนาจภายนอกเข้ามาลากเส้นแบ่งเขตอิทธิพล

ความแตกแยกภายในอาเซียนเอง: ประเทศสมาชิกอาเซียนไม่ได้มีจุดยืนต่อมหาอำนาจเหมือนกัน บางประเทศเอนเอียงไปทางจีน บางประเทศใกล้ชิดสหรัฐฯ หากปัญหาเมียนมากลายเป็นสงครามขั้วอำนาจ มันจะรอยร้าวที่ลิ่มลึกเข้าไปในความสามัคคีของอาเซียน จนทำให้บล็อกนี้อ่อนแอลงในที่สุดครับ



ไทย+อาเซียน โดนตบหน้า ? การปิดประตู (ในทางพฤตินัย) ต่อความพยายามทางการทูตของอาเซียน สะท้อนว่ารัฐบาลทหารเมียนมา เลือกที่จะไม่สนใจแรงกดดันหรือแนวทางประนีประนอมของภูมิภาคอย่างเปิดเผย และพร้อมที่จะดำเนินนโยบายแบบแยกตัวโดดเดี่ยว เพื่อรักษาอำนาจภายในประเทศไว้ให้ได้นานที่สุด

https://www.facebook.com/fuadi.pitsuwan/posts/10106051465152135
12 hours ago
·
รัฐสภาเมียนมาออกมติไม่ยอมรับหลักการฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ก่อนการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาเมื่อวานนี้

ล่าสุด แถลงการณ์อย่างเป็นทางการของกระทรวงการต่างประเทศเมียนมาต่อการประชุมดังกล่าวระบุว่า "ในฐานะที่เป็นรัฐบาลซึ่งได้รับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลจึงมีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการตามมติของรัฐสภา"

คำถามคือ ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมเมื่อวาน และพยายามทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเมียนมากับอาเซียน เราควรมีท่าทีอย่างไรต่อพัฒนาการครั้งนี้ เพราะการแสดงเจตจำนงทางการเมืองในลักษณะนี้เป็นการไม่ให้เกียรติ และไม่ให้คุณค่าต่อความปรารถนาดีของประเทศไทยเป็นอย่างมาก...

อย่างน้อยที่สุด ก็อยากเห็นประเทศไทยแสดง moral courage หรือความกล้าหาญทางจริยธรรมต่อรัฐบาลเมียนมาบ้าง ผ่านการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ต่อสาธารณะว่า หลักการที่อาเซียนร่วมกันตกลงไว้ยังคงมีความหมาย และไม่ควรถูกมองข้ามโดยปราศจากการตอบสนองใดๆ อยากให้เรามีบรรทัดฐานที่จับต้องได้ เพื่อยืนยันว่าหลักการร่วมของอาเซียนไม่ได้เป็นเพียงถ้อยแถลง หากแต่ยังมีความหมายและมีผลในทางปฏิบัติจริง

นี่ยังไม่รวมถึงประเด็นความมั่นคงของชีวิตผู้คนตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา ซึ่งยิ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยควรแสดงจุดยืนที่หนักแน่นกว่าที่เป็นอยู่ ตรงไปตรงมา และเปิดเผย และแสดงออกต่อสาธารณะมากกว่านี้...




 

ประเด็นเรื่อง "การลักลอบนำกัญชาจากไทยไปอังกฤษ" จากการสัมภาษณ์อำลาตำแหน่งของ มาร์ค กูดดิ้ง (Mark Gooding) มีรายละเอียดที่รัฐบาลไทยต้องสนใจ เพราะอาจกลายเป็นโจทย์การทูตและประเด็นความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศได้



เรื่องกัญชา

เราจับกุมคนเกือบ 1,000 คนที่สนามบินอังกฤษจากการพยายามลักลอบนำกัญชาเข้าในปี 2025 และปริมาณที่ยึดได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 30 เท่า นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะหลังจากประเทศไทยปลดล็อกกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติด ตัวเลขเหล่านี้คิดเป็นมากกว่า 80% ของการยึดกัญชาในสหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้นจากแทบเป็นศูนย์เมื่อ 3-4 ปีก่อน เราพูดคุยกับทางการไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้มาหลายปี รัฐบาลไทยปลดล็อกกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติด โดยมีระเบียบที่ตั้งใจให้ใช้เพื่อการแพทย์ แต่การส่งออกโดยไม่มีใบอนุญาตเป็นสิ่งผิดกฎหมาย คำถามที่ผ่านมาคือทางการไทยจะทำอะไรได้บ้างเพื่อหยุดไม่ให้ผู้คนลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศ เมื่อวานนี้ (8 ก.ค. 2569) เราจัดแถลงข่าวกับกรมศุลกากร ประกาศมาตรการค่าปรับใหม่เป็น 30,000 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับผู้ที่ถูกจับได้ว่าพยายามลักลอบนำกัญชาออกจากไทย มีคนจำนวนหนึ่งถูกจับกุมแล้วภายใต้การบังคับใช้ที่เข้มงวดขึ้น ผมหวังว่าสิ่งนี้จะมีผลยับยั้งอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ชัดเจนว่านี่เป็นสิ่งผิดกฎหมายและมีบทลงโทษร้ายแรง

อ่านบทสัมภาษณ์เต็มทั้งหมดได้ที่
https://www.the101.world/mark-gooding-interview/
.....

เพิ่มเติม

หากวิเคราะห์จากข้อความนี้ จะเห็นประเด็นสำคัญ 3 ส่วนหลัก ๆ คือ:

ความพยายามในการควบคุม: มีการพูดคุยและประสานงานระหว่างรัฐบาลอังกฤษและทางการไทยมาอย่างต่อเนื่องหลายปีเกี่ยวกับผลกระทบของนโยบายนี้

เจตนารมณ์ vs ความเป็นจริง: ทูตชี้ให้เห็นว่าแม้เจตนาเดิมของรัฐบาลไทยคือการปลดล็อกเพื่อ "ประโยชน์ทางการแพทย์" แต่ในทางปฏิบัติกลับเกิดช่องว่างทางกฎหมายที่ทำให้เกิดการลักลอบส่งออกโดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายทั้งในไทยและประเทศปลายทาง

ความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมาย: คำถามสำคัญที่ทูตทิ้งท้ายไว้คือ "มาตรการเชิงรุก" ของทางการไทยที่จะควบคุมไม่ให้กัญชาทะลักออกนอกประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและกฎหมายยาเสพติดของประเทศอื่น ๆ ที่กัญชายังเป็นสิ่งผิดกฎหมายเข้มงวด
.....

รายละเอียดและสถิติที่น่าสนใจเพิ่มเติม

1. สถิติการจับกุมที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ปริมาณและจำนวนคน: ในปี 2025 ทางการอังกฤษสามารถจับกุมผู้ที่พยายามลักลอบนำกัญชาเข้าประเทศที่สนามบินได้เกือบ 1,000 คน โดยปริมาณกัญชาที่ยึดได้พุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมถึง 30 เท่า

สัดส่วนการทะลัก: ปัจจุบัน มากกว่า 80% ของกัญชาทั้งหมดที่ถูกยึดได้ในสหราชอาณาจักร มีต้นทางมาจากประเทศไทย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่แทบจะเป็นศูนย์ (0%) ในช่วง 3-4 ปีก่อนที่จะมีการปลดล็อกกัญชาในไทย

2. โมเดลธุรกิจของขบวนการอาชญากรรม (ล่อซื้อด้วย "ตั๋วเที่ยวฟรี")

ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติได้เปลี่ยนรูปแบบการว่าจ้าง โดยหันมาใช้กลยุทธ์ผ่านแอปพลิเคชันอย่าง Telegram เพื่อรับสมัครคน (ส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษหรือนักท่องเที่ยว) โดยยื่นข้อเสนอสุดดึงดูดใจ:

"บินฟรี เที่ยวฟรี" ออกค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก และค่าอาหารให้ทั้งหมดในประเทศไทย

แถมเงินพกกระเป๋า (Pocket Money) ให้ใช้

เงื่อนไขเดียว: ต้องยอมขนกัญชากลับไปในกระเป๋าเดินทาง หรือแฝงไปกับพัสดุสิ่งของ (เช่น สำแดงเท็จว่าเป็นหมอน หรืออาหารเสริม)

3. ความร่วมมือระหว่างไทยและอังกฤษ (มาตรการเชิงรุก)

มาร์ค กูดดิ้ง และสำนักงานปราบปรามอาชญากรรมแห่งชาติของอังกฤษ (NCA) ได้เข้าพบและทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) รวมถึงกรมศุลกากร และ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อสกัดกั้นขบวนการนี้:

การยกระดับการตรวจค้น: เพิ่มความเข้มงวดในการสแกนและตรวจสอบสัมภาระฝั่งขาออกที่สนามบินในไทย

บทลงโทษที่รุนแรง: ทางการไทยได้กำหนดค่าปรับสำหรับการลักลอบส่งออกกัญชาโดยผิดกฎหมายอยู่ที่ 30,000 บาทต่อกิโลกรัม

การแชร์ข้อมูล: ร่วมมือกันฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานในการวิเคราะห์และตรวจจับสารเสพติด รวมถึงการแชร์ฐานข้อมูลของเครือข่ายข้ามชาติ

คำเตือนและข้อกฎหมายที่ทูตอังกฤษเน้นย้ำ: แม้กัญชาจะถูกควบคุมหรือปลดล็อกเพื่อการใช้งานในประเทศภายใต้กฎระเบียบของไทย แต่การส่งออกโดยไม่มีใบอนุญาตถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายในไทย และเมื่อนำเข้าสู่สหราชอาณาจักร จะถือเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายอังกฤษ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 14 ปี

การปลดล็อกกัญชาของไทยจึงไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในมิติเศรษฐกิจหรือสาธารณสุขภายในประเทศเท่านั้น แต่กลายเป็นโจทย์การทูตและประเด็นความมั่นคงระหว่างประเทศที่ไทยต้องร่วมมือกับมิตรประเทศอย่างอังกฤษเพื่ออุดช่องว่างของกฎหมายนี้



บทบาทของ ส.ส. สหรัฐ ซาราห์ จาคอบส์ ที่ถาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ เป็นตัวอย่างที่ดี เมื่อมีวิกฤต การไต่สวนของรัฐสภาจะไม่ใช่แค่การกำกับดูแลด้านนิติบัญญัติอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นเวทีเพื่อแสดงภาพลักษณ์ของประเด็นให้สาธารณชนได้เห็น


Rep. Sarah Jacobs just left Pete Hegseth STUNNED in this hearing.

With 2,500 Marines from her district off the coast of Iran and military families calling her office in panic, she asked the question no one else would:

“Do you believe the president is mentally stable enough to be Commander-in-Chief?”

Hegseth deflected hard.

She didn’t flinch.

Then she dropped this:“If you think this is what winning looks like… maybe we should be questioning your mental stability.”

Pure accountability. No notes.

It takes a woman to say what needs to be said when lives and billions of dollars are on the line. This clip is everything.

https://x.com/masuzafi/status/2076368062186733928







 

นี่คือล้มล้างการปกครอง! ทวี ฉายภาพ คดีฮั้ว สว. ชี้วิธีคิด กินรวบ สุดอันตราย ?



 



https://x.com/matichonweekly/status/2076687342975541453
.....

การใช้คำว่า "ล้มล้างการปกครอง" ในกรณีนี้ อาจไม่ได้หมายถึงการใช้กำลังทหารหรืออาวุธยึดอำนาจแบบดั้งเดิม (Coup d'état) แต่เป็นการ "ล้มล้างกลไกประชาธิปไตยจากภายใน" หรือที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า Democratic Backsliding

ทำลายหลักการ Check and Balance: หัวใจของประชาธิปไตยคือการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เมื่อผู้ถูกตรวจสอบ สามารถส่งคนของตัวเองไปเป็นผู้ตรวจสอบได้ ระบบตรวจสอบก็เป็นอัมพาต

บิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมาย: การใช้ช่องว่างของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง สว. มาทำตามผลประโยชน์ของกลุ่มก้อนตัวเอง ถือเป็นการทำลายหลักนิติธรรม (Rule of Law)

ริบอำนาจประชาชนแบบเนียน ๆ: แม้จะดูเหมือนผ่านกระบวนการเลือกตามกฎหมาย แต่ในความเป็นจริง ประชาชนทั่วไปกลับไม่มีส่วนร่วมหรือถูกตัดขาดออกจากกลไกนี้อย่างสิ้นเชิง

ผลกระทบที่อันตราย
วิธีคิดที่ต้องการควบคุมเบ็ดเสร็จในทุกองคาพยพเช่นนี้ นำไปสู่ความเสี่ยงร้ายแรงหลายด้าน:

ความศรัทธา
ประชาชนหมดความเช่ือมั่นในกติกาและองค์กรอิสระ นำไปสู่ความรู้สึกว่า "เลือกตั้งไปก็ไม่มีประโยชน์"

ความขัดแย้ง
เมื่อช่องทางตามปกติในสภาไม่สามารถสะท้อนเสียงของประชาชนได้จริง ความอึดอัดจะย้ายไปอยู่บนท้องถนน เกิดวิกฤตศรัทธาและการประท้วง

เศรษฐกิจ
ต่างชาติขาดความเชื่อมั่นในระบบนิติรัฐของประเทศ ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในระยะยาว

มุมมองที่คุณทวีหรือนักเคลื่อนไหวพยายามสื่อสาร จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนว่า "เผด็จการในคราบกฎหมาย" หรือการยึดโยงอำนาจผ่านกติกาที่บิดเบี้ยว เป็นภัยคุกคามต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ไม่น้อยไปกว่าการรัฐประหารด้วยกำลังเลยครับ เพราะมันทำให้โครงสร้างพื้นฐานของประเทศผุกร่อนจากภายในโดยที่จับมือใครดมได้ยาก




เปิดหลักฐาน ฮั้ว สว. ‘เส้นเงิน-สถานที่-เครือข่ายการเมือง’ ดักทางตัดตอนคดี


เปิดหลักฐาน ฮั้ว สว. ‘เส้นเงิน-สถานที่-เครือข่ายการเมือง’ ดักทางตัดตอนคดี | THE STANDARD NOW

The Standard

Streamed live 8 hours ago 

เปิดหลักฐานขบวนการ ฮั้ว สว. ‘เส้นเงิน-สถานที่-เครือข่ายการเมือง’ ดักทาง กกต. - ดีเอสไอ ตัดตอนคดี

ร่วมพูดคุยกับแขกรับเชิญ 3 ท่าน
  • พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) 
  • พ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือก สว.ปี 67 
  • มนตรี เฉียบแหลม ผู้สมัคร สว.ปี 67

https://www.youtube.com/watch?v=QE7URdKmw3k







 

มีคลิปบอกว่า "เงินปีในหลวงไม่รับ" เงินนี้รัฐบาลจัดให้ทุกปี หมายความว่าอย่างไรกันแน่








ถาม Gemini ให้ช่วยอธิบายแบบเข้าใจง่าย

คำว่า "เงินปี" ของในหลวง (พระมหากษัตริย์) หมายถึง "เงินอุปการะฝ่ายพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์" ซึ่งเป็นงบส่วนหนึ่งที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปี เพื่อใช้ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจ การรักษาพระองค์ และการบริหารจัดการในส่วนของสถาบันพระมหากษัตริย์ตามกฎหมาย

เมื่อมีกระแสข่าวหรือข้อมูลว่า "ในหลวงไม่รับเงินปี" (ซึ่งมักจะสื่อถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือ รัชกาลที่ 9 รวมถึงแนวทางในรัชกาลปัจจุบัน) หมายความถึงแนวปฏิบัติในทางพฤตินัย ดังนี้:

1. การสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์คืนให้แผ่นดิน

ในความเป็นจริงโดยนิตินัย รัฐบาลยังคงต้องจัดสรรงบส่วนนี้ตามกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ "ไม่ทรงนำเงินส่วนนี้มาใช้สอยส่วนพระองค์" หรือทรงสละสิทธิ์ในการรับเข้ากระเป๋าส่วนพระองค์โดยตรง โดยตัดยอดเงินดังกล่าวกลับไปใช้ในโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนแทน

2. นำไปใช้ในโครงการพระราชดำริและสาธารณประโยชน์

เงินปีที่จัดสรรมานั้น พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งต่อไปยังโครงการพัฒนาต่างๆ เช่น:

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการเกษตร
มูลนิธิอานันทมหิดล (ทุนการศึกษา)
มูลนิธิชัยพัฒนา
การบรรเทาทุกข์ภัยพิบัติต่างๆ ของประชาชน

3. ทรงใช้จ่ายจากทรัพย์สินส่วนพระองค์

การที่พระองค์ไม่ทรงใช้เงินปีจากงบประมาณแผ่นดิน หมายความว่าค่าใช้จ่ายส่วนพระองค์ ค่าใช้จ่ายในพระราชฐาน หรือการดำเนินงานบางส่วน ทรงใช้เงินจาก ทรัพย์สินส่วนพระองค์ (เช่น รายได้จากการลงทุน ทรัพย์สินที่ทรงรับมรดก หรือผลประโยชน์จากสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ที่เสียภาษีตามกฎหมาย) มาบริหารจัดการเอง โดยไม่รบกวนเงินภาษีของประชาชนในส่วนนั้น

สรุปคือ: ไม่ใช่การที่รัฐบาลไม่ตั้งงบประมาณให้ แต่หมายถึง "ทรงรับตามกฎหมายแล้วส่งมอบคืนกลับไปให้สังคม" หรือทรงนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของราษฎรทั้งหมด โดยไม่นำมาเป็นค่าใช้จ่ายส่วนพระองค์นั่นเอง




วันจันทร์, กรกฎาคม 13, 2569

ไฟใหม่พับลาดพร้าวซอย 1 เรารู้อะไรบ้าง

 





https://x.com/ppolyjenn/status/2076375615314493578.....
.....

จากข้อมูลล่าสุดของเหตุโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้ที่ "โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว" (บริเวณใกล้เคียงซอยลาดพร้าว 1 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร) เมื่อช่วงดึกที่ผ่านมา (ช่วงเที่ยงคืนย่างเข้าสู่ทางวันที่ 13 กรกฎาคม 2569) มีสรุปสถานการณ์และข้อมูลสำคัญดังนี้

🚨 เส้นทางเวลา (Timeline) ของเหตุการณ์

23.57 น. (12 ก.ค.) : ศูนย์วิทยุพระราม 199 ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ เจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยสุทธิสารเร่งรุดไปที่เกิดเหตุ

00.12 น. : เพลิงลุกไหม้อย่างรุนแรง รถดับเพลิงจากสถานีพหลโยธิน พญาไท และห้วยขวาง เข้าสมทบและใช้หัวฉีดน้ำสกัดเพลิง

00.32 น. : เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์จนเพลิงสงบลงได้ จากนั้นทีมกู้ภัยจึงเริ่มเข้าเคลียร์พื้นที่และค้นหาผู้ติดค้าง

📉 ยอดผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ

เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่มาก:

ผู้เสียชีวิต: มีรายงานยืนยันผู้เสียชีวิตแล้ว 27 ราย (แบ่งเป็นเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 25 ราย และไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 2 ราย) โดยแยกเป็นผู้หญิง 18 ราย และผู้ชาย 9 ราย

ผู้บาดเจ็บ: มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 63 ราย (มีอาการสาหัส/สีแดงประมาณ 22 รายจากแผลไฟคลอกและการสูดดมควันพิษ) ซึ่งถูกกระจายส่งตัวไปรักษาตามโรงพยาบาลต่างๆ รอบกรุงเทพฯ เช่น รพ.จุฬาลงกรณ์, รพ.ราชวิถี ฯลฯ

🏛️ การดำเนินการของภาครัฐในขณะนี้

ระดับนโยบาย: นายกรัฐมนตรี และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย) ได้ลงตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุด้วยตัวเองทันทีในช่วงดึก พร้อมสั่งการให้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่และเร่งเยียวยาผู้สูญเสีย

การสอบสวน: รอง ผบ.ตร. ได้สั่งการให้กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) เข้าตรวจเก็บวัตถุพยานในที่เกิดเหตุอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุการจุดระเบิดหรือต้นเพลิงที่แท้จริง

ควบคุมพื้นที่: ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ทำการกั้นพื้นที่ (Set Zero) ห้ามผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใกล้เด็ดขาด เนื่องจากโครงสร้างอาคารอาจไม่ปลอดภัยและยังมีกลิ่นไหม้รุนแรงอยู่
📌 ช่องทางการประสานงานสำหรับญาติ

สำหรับครอบครัวหรือเพื่อนที่คาดว่ามีญาติ/คนรู้จักอยู่ในที่เกิดเหตุและยังติดต่อไม่ได้ หรือต้องการตรวจสอบรายชื่อผู้บาดเจ็บตามโรงพยาบาลต่างๆ สามารถเดินทางไปประสานงานข้อมูลหรือแจ้งเรื่องได้ที่ สน.พหลโยธิน หรือติดตามข้อมูลผ่านศูนย์เอราวัณ กทม.