วันจันทร์, พฤษภาคม 25, 2569

กระบวนการเหนือรัฐธรรมนูญ มล.ปนัดดา ดิศกุล กล่าวคำถวายสัตย์ไม่ครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ละเว้นท่อนที่ว่าจะปฏิบัติตาม รธน. เหมือน ประยุทธ์ จันทร์โอชา

อีกแระ กระบวนการเหนือรัฐธรรมนูญ ทำเหมือนว่ารัฐธรรมนูญของประเทศนั้นใช้บังคับกับไพร่ฟ้าหน้าใส ที่ไม่ใช่คนในเครือข่ายสถาบันกษัตริย์เท่านั้น อ้อ ยกเว้นอีกคน ถ้าเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร คสช. ก็อยู่เหนือ รธน.ที่ตนสั่งเขียนเหมือนกัน

ข่าวนี้น่าจะเป็นไวรัลบนสื่อสังคมออนไลน์ เห็นฟี้ดเต็มไปหมดว่า “องคมนตรีไม่กล่าวคำถวายสัตย์ตามรัฐธรรมนูญ” องคะคนนี้นามว่า มล.ปนัดดา ดิศกุล เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นองคมนตรีเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม จงใจละเว้นประโยคท้าย

มาตรา ๑๓ ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ระบุว่า “ก่อนเข้ารับหน้าที่ องคมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำ ดังต่อไปนี้” เจาะจงให้เป็นการจำเพาะเลยทีเดียว ว่า “ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า

ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ” แต่หม่อมหลวงปนัดดาละเว้นท่อนท้าย

โดยกล่าวแต่เพียงท่อนต้นจนถึง “เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน” แล้วเติมคำว่า “ตลอดไป” ห้อยท้ายแทน เพจเฟชบุ๊คของ Kanit Viseshasinha กล่าวถึงเหตุดังกล่าวว่ามี “ลักษณะเดียวกันกับที่พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา กระทำ

เมื่อครั้งนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ ในปี ๒๕๖๒” ซึ่งผู้เขียนโพสต์ชี้ว่า “ผลกระทบอาจทำให้การเป็นองคมนตรีของหม่อมหลวงปนัดดาเป็นโมฆะ ไม่สามารถเข้ารับหน้าที่ได้” เขาอ้างว่าครั้งนั้นมีนักข่าวถาม วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย

นายวิษณุปฏิเสธที่จะให้เหตุผลใดๆ เกี่ยวกับการถวายสัตย์ไม่ครบ โดยกล่าวว่า “ไม่ขอตอบอะไรทั้งสิ้น” แต่เติมน้ำจิ้มอีกประโยค “แล้ววันหนึ่งจะรู้เองว่าทำไมถึงไม่ควรพูด” ถึงวันนี้ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าระบอบปกครอง “ประชาธิปไตย

อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น” มีสองระบอบทับซ้อนกันอยู่ โดยนัยยะแห่ง รัฐพันลึกที่การเป็นประมุขของพระมหากษัตริย์ มิได้ผูกพันกับระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหมายถึง “ภายใต้รัฐธรรมนูญ” แต่ในทางปฏิบัติที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ความเป็นประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ที่เป็นผลพวงของคณะรัฐประหารอย่างชัดแจ้ง นั้นมักจะตกอยู่ภายใต้ความเป็นประมุขของกษัตริย์อยู่เสมอ

(https://www.facebook.com/kanitbas/posts/rjuG89iGv6 และชมคลิปวิดีโอการถวายสัตย์ของ มล.ปนัดดาที่ https://youtu.be/VDGPP68RE-s?si=OUkuSpjebr6BpDc4) 

"ไฟลัมแห่งการก้มต่ำ" เรื่องของหนูเล็กในเสื้อคลุมสีทอง ในห้องสลักไม้นวมทองแวววับ ล้อมปิดด้วยกำแพงทองสี่ด้าน ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีลมพัดโบก ไม่มีเสียงนกร้องเพลง มีเพียงเงาหลอนสะท้อนเสื้อคลุมสีที่ฉายส่องขึ้นไปกำแพงทั้งสี่ด้าน


Suchart Sawadsri
15 hours ago
·
Naked Poetry
หนูเล็ก
สุชาติ สวัสดิ์ศรี

หนูเล็กในเสื้อคลุมสีทองคุกเข่าอยู่แทบบาทาสีทองงามระยับ ในห้องสลักไม้นวมทองแวววับ ล้อมปิดด้วยกำแพงทองสี่ด้าน ไม่มีประตู ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีลมพัดโบก ไม่มีเสียงนกร้องเพลง มีเพียงเงาหลอนสะท้อนเสื้อคลุมสีที่ฉายส่องขึ้นไปกำแพงทั้งสี่ด้าน เหมือนความศรัทธาถูกตีตราแล้วครอบทับทุกพื้นผิวไว้จนโลกทั้งใบกลายเป็นสุสาน หนูเล็กโน้มศีรษะลงแตะบาทาของใครบางคน จุมพิตคำสั่งเสียราวกับขออภัยไฟลัมแห่งความตํ่าตมของตนเอง หางยาวของหนูเล็กลากผ่านพรมนํ้าเงินอย่างเงียบงัน เหมือนคืนฝนตกข้างคลองนํ้าเน่าที่ก่อร่างสร้างตัวให้เกิดไฟลัมแห่งความสยบยอม เสียงหัวใจของหนูเล็กเต้นลัดวงจรด้วยความปราบปลื้มเสียยิ่งนัก มันเต้นผิดจังหวะคล้ายเสียงกุญแจเฉพาะกิจที่ใช้ไขห้องลับสุดยอดในฮาเร็มสีทอง ข้าฯผู้ตํ่าต้อยมองมาจากที่ไกล ไม่เข้าใจว่าทำไมไฟลัมบางประเภทจึงยังหมอบคลาน ฤามันเป็นการเลือกเพื่อเป้าประสงค์ในวิวัฒนาการแห่งความสัมพันธ์พิเศษ ระหว่างหนูเล็กในเสื้อคลุมสีทองกับโฮโมซาเปียนที่ยืนอยู่บนแท่นบัลลังก์ ความสูงแห่งอำนาจคงจะเริ่มมาจากแท่นสูงเพียงหนึ่งคืบ เจ้าว่างามก็งามไปตามเจ้า ทั่วทั้งสามโลกยังไม่พิโยคจากไปไหน ยังอาวรณ์อาลัยกับไฟลัมแห่งการก้มตํ่า กระดืบคลาน และเงยขึ้นมาด้วยนํ้าตารื้น ไม่ติดใจ ไม่สงสัย กลีบทองแห่งจุมพิตนั้นล้วนพร้อมสรรพ ทั้งกลิ่นสาบสาง กลิ่นเหงื่อไคล กลิ่นความกลัว

บ้านสวนรังสิต
2569
-----
เหตุหมาย : บันดาลใจมาจากภาพ "AI" ที่ปรากฎใน ฟ.บ.

https://www.facebook.com/photo?fbid=4610471669229308&set=a.1385633111713196




“พิจารณ์” ชี้การเมืองไทย 12 ปีหลังรัฐประหาร 57 แค่เปลี่ยน “ร่างทรง” สู่ “ระบอบสีน้ำเงิน” ปลุกประชาชนรวมพลังเปลี่ยนแปลง ผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน

https://www.facebook.com/thai.udd.news/posts/1619186079575050

ยูดีดีนิวส์ - UDD news 
Yesterday
·
“พิจารณ์” ชี้การเมืองไทย 12 ปีหลังรัฐประหาร 57 แค่เปลี่ยน “ร่างทรง” สู่ “ระบอบสีน้ำเงิน” ปลุกประชาชนรวมพลังเปลี่ยนแปลง ผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยของประชาชน
.
วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน เข้าร่วมเวทีเสวนาเปิดตัวหนังสือ “เปลี่ยน(ไม่)ผ่านการเมืองไทย 2566 - 2569” จัดโดยสำนักพิมพ์มติชน ที่ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พิจารณ์กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (22 พ.ค.) ครบ 12 ปีของการรัฐประหาร 2557 หากมองอย่างผิวเผิน การเมืองไทยดูเหมือนเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการทหารไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เปลี่ยนไปมีเพียงการเปลี่ยน “ร่างทรง" เท่านั้น โดยส่งต่ออำนาจมาจาก "รัฐพันลึก" (Deep State) และมือที่มองไม่เห็น
.
ในการเลือกตั้ง 2562 เปลี่ยนร่างทรงจากกองทัพและทหาร มาสู่รัฐบาลสืบทอดอำนาจ ซึ่งแม้จะไม่มีอำนาจตามมาตรา 44 แต่ก็ยังมีโครงสร้างคอยเกื้อหนุนอยู่ ต่อมาปี 2566 มีการจัดตั้งรัฐบาลแบบ "เปลี่ยนขั้ว" ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนร่างทรงอีกครั้ง และล่าสุดปี 2569 แม้รัฐบาลจะมีความชอบธรรมจากผลการเลือกตั้งและไม่มีอำนาจมาตรา 44 แล้ว แต่ในทางปฏิบัติกลับดูเหมือนว่าจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จกินรวบยิ่งกว่ามาตรา 44 เสียอีก โดยเป็นการใช้อำนาจผ่านองค์กรอิสระ สส. และ สว. ภายใต้สิ่งที่พรรคประชาชนเรียกว่า "ระบอบสีน้ำเงิน
.
ส่วนสิ่งที่ตนเห็นว่ายังไม่เปลี่ยนในการเมืองไทย คือเรายังคงเห็นรัฐบาลที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนและชนชั้นนำ และมองข้ามหรือละเลยผลประโยชน์ของประชาชน ตัวอย่างที่ชัดเจนและใกล้ตัวที่สุดคือ โครงสร้างราคาพลังงานหรือค่าไฟ ซึ่งประชาชนต้องแบกรับภาระจาก "ค่าพร้อมจ่าย" ที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลในอดีต แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลแล้ว แต่โครงสร้างนี้ยังไม่ถูกแก้ไข แม้จะมีความพยายามอยู่บ้างแต่ก็ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
.
นอกจากนี้ เรายังคงเห็นโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ที่กลุ่มทุนชนะการประมูลแต่กลับไม่ได้ริเริ่มทำโครงการ กลับมาต่อรองกับภาครัฐเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสัญญาและเงื่อนไขที่เคยชนะการประมูลมา ดังนั้นถ้าถามว่าที่ผ่านมาการเมืองไทยเปลี่ยนผ่านหรือไม่ ตนเห็นว่าที่แน่ๆ คือเราเปลี่ยนร่างทรง แต่ที่ไม่เปลี่ยนคือการเมืองไทยยังคงยึดโยงอยู่กับกลุ่มอำนาจ ชนชั้นนำ และกลุ่มทุน โดยละเลยผลประโยชน์ของประชาชน
.
พิจารณ์กล่าวต่อมาว่า ปัจจัยหลักที่รั้งหรือขัดขวางการเปลี่ยนผ่านคือรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นมรดกจากการรัฐประหารปี 2557 ซึ่งตนเสนอแนวทางเพื่อการเปลี่ยนผ่านแบ่งเป็น 3 ระยะ (1) ระยะสั้น ต้องเรียกร้องไปยังผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ให้ทำงานอย่างเข้มข้นกว่านี้ในการตรวจสอบองค์กรอิสระให้ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา โดยใช้กลไกต่างๆ เช่น กรรมาธิการ
.
(2) ระยะกลาง หากผู้แทนราษฎรเห็นพ้องต้องกันว่าเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหา ไม่จำเป็นต้องรอการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่สามารถร่วมมือกันปรับแก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ได้ทันที เช่น ประเด็นเรื่องการยุบพรรคการเมือง หากเสียงส่วนใหญ่ของ สส. เห็นตรงกันก็สามารถเดินหน้าแก้ไขได้เลย
.
(3) ระยะยาว เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอตั้งข้อสังเกตต่อการที่พรรคภูมิใจไทยเพิ่งยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามา ตนอยากชวนคิดว่าทำไมจึงไม่ยื่นในนาม ครม. ในแง่หนึ่งอาจเป็นการพยายามหาฉันทามติ แต่อีกแง่หนึ่งอาจเป็นความพยายามช่วงชิงผลประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่ โดยเฉพาะเงื่อนไขในร่างของพรรคภูมิใจไทยที่เพิ่มอำนาจให้ สว. กำหนดว่าหากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จะต้องได้เสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของ สว. ที่มีอยู่ ซึ่งเงื่อนไขนี้ไม่มีในรัฐธรรมนูญ 2560 เรื่องนี้พรรคประชาชนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และเคลือบแคลงใจว่าวิธีนี้สุดท้ายจะทำให้เราได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนจริงหรือไม่
.
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่แม้จะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เปรียบเสมือนกำแพงที่ถูกก่อขึ้น แต่หากตีความอย่างตรงไปตรงมา ก็ไม่ได้มีนัยตรงไหนที่บอกว่าการเลือกตั้ง สสร. โดยทางอ้อมนั้นทำไม่ได้
.
พิจารณ์ย้ำว่า พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง เราเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองแสดงจุดยืนผ่านร่างของตนเอง ทั้งนี้ พรรคประชาชนพร้อมที่จะร่วมลงนามกับพรรคการเมืองใดๆ ก็ตามที่เสนอร่างแก้ไข โดยมีเงื่อนไขว่าร่างนั้นจะต้องไม่มีเนื้อหาที่ขัดกับหลักการของพรรคประชาชน เพื่อเปิดทางให้มีร่างรัฐธรรมนูญหลายๆ ฉบับเข้าสู่การพิจารณาในสภา
.
เลขาธิการพรรคประชาชนกล่าวต่อว่า การเปลี่ยนผ่านที่แท้จริงไม่ใช่แค่การแก้ไขกติกาของสังคมให้เป็นธรรมเท่านั้น แต่หัวใจสำคัญคือพลังของประชาชน ยกตัวอย่างกรณีความพยายามทำรัฐประหารในประเทศเกาหลีใต้ ที่ประชาชนพร้อมใจกันออกมาต่อต้านจนทำให้การรัฐประหารล้มเหลวลงภายในไม่กี่ชั่วโมง พลังของประชาชนที่มาร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ คือสิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้สำเร็จ
.
ซึ่งการจะทำให้เสียงของประชาชนมีพลังในการเปลี่ยนแปลงประเทศได้จริงนั้น ทุกภาคส่วนจะต้องมีส่วนร่วม พรรคประชาชนพยายามทำงานการเมืองตามแนวทางนี้ คือให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งการร่วมออกแบบนโยบายและการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง
.
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าในการเมืองไทยมีความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนอยู่ เรื่องหนึ่งที่พรรคประชาชนเพิ่งสื่อสารไปในสัปดาห์ที่ผ่านมา คือการแสดงความกังวลต่อการบริหารราชการแผ่นดินของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล โดยเฉพาะหลักการสำคัญคือ “The King can do no wrong” หรือสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือความขัดแย้งและอยู่เหนือการเมือง ดังนั้น ในการออกนโยบายใดๆ ของรัฐบาล ไม่ควรปรากฏภาพที่ทำให้สังคมเกิดคำถามว่ามีความเชื่อมโยงกับความเห็นของคณะองคมนตรี ซึ่งมีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์
.
“เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากที่นายกรัฐมนตรีควรจัดวางพระราชฐานะให้รัดกุมและเหมาะสม แม้ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องรายงานและรับฟังความเห็นขององคมนตรี แต่รัฐบาลมีหน้าที่ที่ต้องบริหารและแยกแยะให้ถูกว่าอะไรคือพื้นที่ขอคำปรึกษาและอะไรคือพื้นที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน”
.
“หากต้องขอรับคำปรึกษา ควรออกแบบกลไกระหว่างนายกรัฐมนตรีและสำนักพระราชวังหรือคณะองคมนตรีอย่างเหมาะสมและเป็นทางลับ ไม่ควรเปิดเผยต่อสาธารณะ มิฉะนั้นนโยบายที่ออกไปจะทำให้สังคมเกิดข้อสังเกตว่าเกี่ยวพันกับสถาบัน และผลลัพธ์ของนโยบายนั้นจะเกิดผลกระทบต่อสถาบันหรือไม่”
.
“คุณอนุทินเป็นนักการเมืองมายาวนาน น่าจะรู้ดีว่าอะไรควรทำหรือไม่ควรทำ การประชุมที่เกิดขึ้นที่มีการให้สื่อมวลชนเข้าไปเก็บภาพและเผยแพร่ออกมา ผมตั้งเป็นข้อสังเกตว่านี่คือความพยายามรูปแบบหนึ่งของรัฐบาลที่จะแสดงให้ข้าราชการ กลุ่มทุน หรือพี่น้องประชาชนเห็นว่ารัฐบาลนี้มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับคณะองคมนตรีหรือไม่อย่างไร”
.
พิจารณ์ทิ้งท้ายว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมาพรรคประชาชนพยายามสื่อสารเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาเพื่ออธิบายกับประชาชน เชื่อว่าจะทำให้ประชาชนเห็นภาพและรู้สึกตื่นตัวว่าอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ อำนาจในการได้มาซึ่งรัฐบาล คืออำนาจของประชาชน ซึ่งนี่ก็คือเป้าหมายสูงสุดที่พวกตนเข้ามาทำงานการเมือง



"ระบอบสีน้ำเงิน" จะผูกขาดกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จริงหรือไม่


Hataikarn Treesuwan
14 hours ago
·
“สสร. สีน้ำเงิน” จะมีจริงไหม มาจากไหน?
--------------------------------------
นอกจากข้อสังเกต-ข้อวิจารณ์ของนักวิชาการและนักการเมืองฝ่ายค้านที่ว่า “ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคสีน้ำเงิน” ส่อเค้านำไปสู่ “สสร. สีน้ำเงิน”
.
บีบีซีไทยได้ถอดภาษากฎหมาย-นัยเบื้องหลังตัวเลขที่ปรากฏในร่างดังกล่าว แล้วทดลองถอดสูตร-คำนวณออกมาเรียบร้อย โดยอิงกับ ยอด สส./สว. จริงในรัฐสภา
.
สภาจะเลือก สสร. ได้กี่คน?
.
วุฒิสภาจะเลือก สสร. ได้กี่คน?
.
แต่ละพรรคจะเลือก สสร. ได้กี่คน?
.
อีกประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามคือ นอกจาก สสร.ตัวจริง 100 คน ร่างภูมิใจไทยกำหนดให้มี สสร.ตัวสำรอง 3 เท่า หรือ 300 คน ซึ่งไม่ใช่ตัวสำรองในความหมาย “มวยแทน” ของตัวจริงกรณีเสียชีวิต/ตกเก้าอี้กระทันหัน (แบบบัญชีสำรองของ สว. ชุดปัจจุบัน) แต่เป็น “ตัวสำรองที่มีความสำคัญ” เพราะ...
ตัวสำรอง 15 คน จะได้เข้าไปร่วมวงเขียนรัฐธรรมนูญ ในฐานะ กมธ.ยกร่างฯ ร่วมกับ สสร. ตัวจริง 30 คน (แสดงว่า ตัวสำรอง 15 คนนี้จะอยู่ “วงในกว่า” สสร. ตัวจริง 70 คนที่อยู่แค่ในสภาร่างฯ)
ตัวสำรองอีก 15 คน จะถูกหยิบไปเป็น กมธ.รับฟังความคิดเห็นฯ ร่วมกับ สสร. ตัวจริง 15 คน, ภาคประชาชน 15 คน
.
เรื่องรัฐธรรมนูญอาจน่าเบื่อสำหรับหลายคน เพราะความเทคนิค+ความซับซ้อนซ่อนเงื่อน แต่เป็นเรื่องสำคัญ (จริงจริ้ง) เลยอยากชวนทั้งผู้สนใจหรือไม่สนใจก็ตาม ลองค่อย ๆ ทำความเข้าใจไปพร้อม ๆ กันค่ะ เพราะสุดท้ายถ้าร่างใดร่างหนึ่งผ่านรัฐสภาไปได้ (ตราบที่นักการเมืองเขา “จริงใจ” และ “จริงจัง” ในการผลักดันตามที่ลั่นวาจาเอาไว้) ประชาชนอย่างเรา ๆ ก็จะเป็นผู้ตัดสินขั้นสุดท้ายในคูหาประชามติ
.
ขอบคุณ เบบี้เบนซ์-วสวัตติ์ ที่ตั้งใจประดิษฐ์กราฟิคสำหรับวิดีโอนี้
.
ดูได้ ติชมได้ หรือถ้ามีคำถาม ข้อสงสัย อยากให้ผู้เขียนไปหาคำอธิบายเรื่องใดก็ฝากคอมเมนท์ไว้ได้ครา เดี่ยวมาตามอ่าน
.
คลิกดูเร้ววว https://www.youtube.com/watch?v=piEm5xfgd9c

https://www.facebook.com/photo/?fbid=27561944223413644&set=a.374301189271315



เปิดสูตรแก้รัฐธรรมนูญ ฉบับภูมิใจไทย - BBC News ไทย

BBC News ไทย

May 24, 2026

อนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยื่นญัตติร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต่อประธานรัฐสภา เป็นพรรคแรก โดยปฏิเสธคำกล่าวที่ว่าพรรคสีน้ำเงิน “ไม่ตั้งใจ” หรือ “ไม่จริงใจ” ในการแก้ไขรัฐธรรมนญ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภูมิใจไทยไม่ได้เปิดคูหาให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่เปิดรับสมัครสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) แล้วให้รัฐสภาคัดเลือกให้เหลือ 100 คน ตามสัดส่วนของ สส. และ สว. รวม 700 คน สารพัดตัวเลขที่ปรากฏในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคสีน้ำเงิน ทั้งสูตรเลือก สสร. และเสียง สว. ในการผ่านความเห็นชอบ บอกอะไรกับเราบ้าง?



คลิปวิดีโอจากโรงงานแห่งหนึ่งในอินเดีย ได้จุดประกายการถกเถียงทั้งในโลกออนไลน์และภายในอุตสาหกรรม นายจ้างให้คนงานติดกล้องขณะทำงานเพื่อฝึก AI ในท้ายสุด AI-robots ก็จะมาทำงานแทนที่พวกเขา ?

https://www.instagram.com/reel/DXJkFHICWwo/


 



https://x.com/UvgtdERt4PWmcjF/status/2058522387730112556


 

วิกฤตต้นทุน AI ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว มีรายงานว่า Microsoft ได้สั่งให้วิศวกรหยุดใช้งาน Claude เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้าน AI พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล ในขณะที่ Uber เปิดเผยว่างบประมาณด้าน AI ประจำปีทั้งหมดของบริษัทได้ถูกใช้จนหมดเกลี้ยงตั้งแต่เดือนเมษายนแล้ว





https://x.com/cryptorover/status/2058608305489232082
.....

วิกฤตต้นทุน AI ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

มีรายงานว่า Microsoft ได้สั่งให้วิศวกรหยุดใช้งาน Claude เนื่องจากค่าใช้จ่ายด้าน AI พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล ในขณะที่ Uber เปิดเผยว่างบประมาณด้าน AI ประจำปีทั้งหมดของบริษัทได้ถูกใช้จนหมดเกลี้ยงตั้งแต่เดือนเมษายนแล้ว

นี่ไม่ใช่เพียงแค่กรณีงบประมาณบานปลายแบบแยกส่วนเพียงไม่กี่กรณีเท่านั้น แต่เป็นการเผชิญหน้ากับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจในระดับรากฐาน ระหว่าง AI แบบ Agentic (AI ที่มีความสามารถในการตัดสินใจและดำเนินการด้วยตนเอง) กับเครื่องมือซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม


เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ Microsoft และ Uber ชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดในการคำนวณครั้งใหญ่ ทั้งในด้านการกำหนดราคา การบริโภค และการจัดทำงบประมาณสำหรับระบบ AI ระดับองค์กร

สิ่งที่เกิดขึ้นจริง: บทวิเคราะห์เจาะลึก

ทั้งสองบริษัทต้องเผชิญกับปัญหาเดียวกันเป๊ะ และต้นตอของปัญหาไม่ใช่ความล้มเหลวของระบบ AI แต่กลับเป็นเพราะ AI ทำงานได้ดีเกินไป จนวิศวกรหันมาใช้งานมันอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

1. Microsoft สั่งยุติการใช้งาน

มาตรการที่ใช้: Microsoft ประกาศยกเลิกสิทธิ์การใช้งาน Claude Code ส่วนใหญ่ภายในองค์กร (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแผนก Experiences + Devices ซึ่งดูแลผลิตภัณฑ์อย่าง Windows, Office และ Teams) โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน เป็นต้นไป

เหตุผล: เดิมที Microsoft ได้เปิดตัว Claude Code ควบคู่ไปกับเครื่องมือภายในของตนเองเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพ ปรากฏว่าวิศวกรส่วนใหญ่กลับชื่นชอบการใช้งาน Claude มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาคือค่าใช้จ่าย API แบบคิดตามจำนวน Token (หน่วยประมวลผลของ AI) กลับพุ่งทะลุเพดานเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก

การปรับกลยุทธ์: Microsoft สั่งให้เหล่านักพัฒนาหันกลับไปใช้งาน GitHub Copilot CLI แทน เนื่องจาก Microsoft เป็นเจ้าของ GitHub อยู่แล้ว การใช้งาน Copilot จึงช่วยให้ต้นทุนด้านการประมวลผลภายในยังคงหมุนเวียนอยู่ภายใน "ครอบครัว" เดียวกัน แทนที่จะต้องจ่ายเงินก้อนโตมหาศาลในแต่ละเดือนให้กับบริษัท Anthropic

2. Uber ผลาญงบประมาณจนหมดเกลี้ยง

มาตรการที่ใช้: Praveen Neppalli Naga ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO) ของ Uber ยอมรับว่า บริษัทได้ใช้งบประมาณสำหรับการเขียนโค้ดด้วย AI ประจำปี 2026 ทั้งหมดจนหมดเกลี้ยงตั้งแต่เดือนเมษายน ทั้งที่เพิ่งผ่านพ้นปีมาได้เพียง 4 เดือนเท่านั้น

ตัวเลขสถิติ: หลังจากที่เปิดให้วิศวกรราว 5,000 คนได้ทดลองใช้ Claude Code อัตราการใช้งานกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนทะลุระดับ 85% แทนที่จะต้องจ่ายค่าสิทธิ์การใช้งานแบบเหมาจ่ายต่อที่นั่ง (Seat-license) ในอัตราคงที่ที่คาดการณ์ได้ Uber กลับต้องแบกรับค่าใช้จ่าย API แบบคิดตามปริมาณการใช้งาน ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 500 ถึง 2,000 ดอลลาร์ต่องานวิศวกรหนึ่งคนต่อเดือน

เหตุใดการคำนวณจึงผิดพลาด: ปรากฏการณ์ย้อนแย้งเรื่อง Token

ทีมจัดซื้อจัดจ้างระดับองค์กรต่างคุ้นชินกับการจัดซื้อซอฟต์แวร์ในรูปแบบราคาแบบ SaaS (Software as a Service) กล่าวคือ คุณจ่ายเงินเพียง 20 หรือ 30 ดอลลาร์ต่อเดือนต่อพนักงานหนึ่งคน แล้วพนักงานคนนั้นก็สามารถใช้งานซอฟต์แวร์ได้มากเท่าที่ต้องการโดยไม่จำกัดปริมาณ

ทว่า เครื่องมือช่วยเขียนโค้ดด้วย AI ระดับแนวหน้าอย่าง Claude Code และ Cursor นั้น ไม่ได้ทำงานในรูปแบบเดียวกับระบบช่วยเติมคำอัตโนมัติ (Autocompletes) แบบดั้งเดิม แต่เครื่องมือเหล่านี้ทำงานในรูปแบบที่เรียกว่า "Agentic" (มีความสามารถในการตัดสินใจและดำเนินการด้วยตนเอง) [AI แบบดั้งเดิม] -> "เติมโค้ดบรรทัดเดียวนี้โดยอัตโนมัติ"
= ใช้โทเค็นน้อยที่สุด

[AI แบบเอเจนต์] -> "ปรับโครงสร้างโค้ดทั้งคลังเก็บข้อมูลนี้ใหม่ รันการทดสอบ และแก้ไขบั๊ก"
= ใช้โทเค็นหลายล้านโทเค็นต่อภารกิจ

เมื่อวิศวกรขอให้เครื่องมือเอเจนต์วินิจฉัยบั๊กที่ซับซ้อนในคลังเก็บข้อมูลทั้งหมด เครื่องมือจะอ่านบริบทหลายพันบรรทัด วิเคราะห์หลายขั้นตอน และส่งออกบล็อกโค้ดขนาดใหญ่ ทุกขั้นตอนใช้โทเค็นจำนวนมาก แม้ว่าต้นทุนต่อหน่วยของโทเค็นล้านโทเค็นจะลดลงอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ปริมาณโทเค็นที่ถูกใช้ไปนั้นมากกว่าการลดราคาเหล่านั้นอย่างมาก

ผลกระทบในวงกว้าง

วิกฤตงบประมาณนี้กำลังกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงป้องกันอย่างรวดเร็วทั่วทั้งระบบนิเวศเทคโนโลยี:

จุดจบของ AI แบบใช้ได้ไม่อั้น: ยุคอัตราคงที่กำลังจะสิ้นสุดลง ที่จริงแล้ว GitHub เองก็เพิ่งประกาศว่าจะเปลี่ยน Copilot จากการสมัครสมาชิกแบบเหมาจ่ายไปเป็นโมเดล "GitHub AI Credits" ที่คิดค่าบริการตามการใช้งาน องค์กรต่างๆ จะต้องวัดปริมาณการใช้งาน AI เหมือนกับการใช้ไฟฟ้าหรือน้ำ

การเติบโตของ "AI FinOps": บริษัทต่างๆ กำลังเร่งสร้างหรือซื้อซอฟต์แวร์ที่กำหนดงบประมาณสูงสุดสำหรับคีย์ API ของนักพัฒนา เพื่อป้องกันไม่ให้วิศวกรคนเดียวใช้เงินไปถึง 1,000 ดอลลาร์ในเวลาเพียงบ่ายเดียว

แรงกดดันต่อสตาร์ทอัพ AI: นี่เป็นการเปิดเผยจุดอ่อนสำคัญสำหรับห้องปฏิบัติการ AI เช่น Anthropic (ซึ่งกำลังระดมทุนด้วยมูลค่ามหาศาล) หากลูกค้าองค์กรระดับสูงพบว่าโมเดลการส่งมอบโทเค็นไม่ยั่งยืนทางการเงินในระดับใหญ่ มันจะบังคับให้พวกเขาต้องคิดใหม่เกี่ยวกับกลยุทธ์การขายให้กับองค์กร

ท้ายที่สุดแล้ว CTO ของ Uber กล่าวไว้ได้ดีที่สุดว่า "ผมต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่" อุตสาหกรรมได้พิสูจน์แล้วว่า AI สามารถเพิ่มความเร็วในการพัฒนาได้อย่างมาก—ตอนนี้พวกเขาต้องหาวิธีที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายนั้นได้จริง



ณ ตอนนี้ AI อาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าแรงงานมนุษย์แล้ว


https://www.axios.com/2026/04/26/ai-cost-human-workers

งบประมาณด้านไอทีของบริษัทต่างๆ กำลังเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากบางบริษัทใช้จ่ายกับ AI มากกว่าเงินเดือนพนักงานเสียอีก

เหตุผลที่สำคัญ: บางทีแรงงานมนุษย์อาจมีประสิทธิภาพด้านต้นทุนมากกว่าในที่สุด

สิ่งที่พวกเขาพูด: "สำหรับทีมของผม ค่าใช้จ่ายด้านการประมวลผลนั้นสูงกว่าค่าใช้จ่ายของพนักงานมาก" ไบรอัน คาตันซาโร รองประธานฝ่ายการเรียนรู้เชิงลึกประยุกต์ของ Nvidia กล่าวกับ Axios

ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Uber ใช้เงินงบประมาณด้าน AI ปี 2026 หมดแล้วเนื่องจากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับโทเค็น ตามรายงานของ The Information

อามอส บาร์-โจเซฟ ซีอีโอของ Swan AI อวดอ้างเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของ Anthropic ในโพสต์ LinkedIn ที่เป็นไวรัล โดยกล่าวว่า "เรากำลังสร้างธุรกิจอัตโนมัติแห่งแรก - ขยายขนาดด้วยปัญญา ไม่ใช่จำนวนพนักงาน"

ภาพรวม: คาดว่าการใช้จ่ายด้านไอทีทั่วโลกจะสูงถึง 6.31 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 เพิ่มขึ้น 13.5% จากปี 2025 ตามข้อมูลของ Gartner

การเพิ่มขึ้นดังกล่าวเกิดจาก "แรงผลักดันที่ต่อเนื่อง" ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ซอฟต์แวร์ และบริการคลาวด์ ซึ่งรวมถึงทุกอย่างตั้งแต่การสร้าง AI ไปจนถึงต้นทุนการสมัครใช้งาน AI

ใช่ แต่: แม้แต่บริษัทที่มีงบประมาณด้านไอทีมากที่สุดก็จำเป็นต้องพิสูจน์ผลตอบแทนจากการใช้จ่ายด้าน AI ในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพวกเขากำลังตอบคำถามผู้ถือหุ้นในการประชุมรายงานผลประกอบการรายไตรมาส

นั่นอาจอยู่ในรูปแบบของหลักฐานการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หรือตัวชี้วัดที่แสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนที่ชัดเจนจากการลงทุนใน AI ทั้งหมดนี้

"โทนเสียงกำลังเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่เรียกว่ามูลค่าที่แท้จริงของคนงาน...มนุษย์หรือดิจิทัล?" แบรด โอเวนส์ รองประธานฝ่ายกลยุทธ์แรงงานดิจิทัลของ Asymbl ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การจัดการกำลังคนกล่าว

สิ่งที่เรากำลังจับตาดู: ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายขององค์กรในห้องปฏิบัติการ AI หลักอย่างไร

นักลงทุนของ OpenAI บอกกับ Axios ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา เนื่องจากพวกเขามองว่า Codex เหนกว่า Claude Code ในการเพิ่มประสิทธิภาพโทเค็นให้สูงสุด ลดต้นทุนการใช้งานลง

บริษัท Anthropic ได้ปรับเปลี่ยนราคาเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น

สรุปแล้ว เมื่อห้องปฏิบัติการ AI ขึ้นราคา การลงทุนจำนวนมากใน AI อาจเปลี่ยนจากความยืดหยุ่นไปเป็นภาระได้

.....

ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ งานวิจัยของ MIT:

การศึกษาของ MIT เกี่ยวกับการทำงานอัตโนมัติด้วย AI พบว่า ปัจจุบันการแทนที่แรงงานมนุษย์ด้วย AI นั้นคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเพียง 23% ของงานทั้งหมด ในอีก 77% ที่เหลือ การจ้างมนุษย์ยังคงเป็นทางเลือกที่ถูกกว่า

ความไม่สอดคล้องกันของงบประมาณ: บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ได้ทุ่มเงินจำนวนมหาศาลให้กับโครงสร้างพื้นฐาน AI แต่การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบันนั้นแซงหน้าผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนและผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI)

แนวโน้มตลาด: ในขณะที่นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมบางคนคาดการณ์ว่าต้นทุนการประมวลผล AI จะลดลงอย่างมากในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ธุรกิจต่างๆ กำลังเปลี่ยนจากความคิดที่ว่า "ใช้ AI ทุกวิถีทาง" ไปสู่การเรียกร้องหลักฐานผลตอบแทนที่เข้มงวดมากขึ้น
.....

A 2024 MIT study supports this view. Researchers looked at what it would take for AI systems to match human performance across different jobs and found that automation made financial sense in just 23% of roles that rely heavily on visual tasks. In the other 77% of cases, keeping human workers was still the more cost-effective option.







 https://x.com/Ric_RTP/status/2058546401483653236



แม้กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองที่ได้รับการพัฒนามากที่สุดของประเทศไทย แต่ก็ยังคงเผชิญกับปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจรติดขัด มลพิษ ไปจนถึงค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือประเด็นที่ชาวกรุงเทพฯ เชื่อว่าเมืองควรเร่งปรับปรุงแก้ไข






https://x.com/BangkokPostNews/status/2058473084345024538


Why Bangkok: Is Bangkok a good place to live?

Bangkok Post

May 21, 2026 

Bangkok– a city of opportunities, convenience and possibilities, home to more than five million people and one of the world’s most visited destinations. The capital city of Thailand leaves a different impression on everyone who passes through it. From lifelong locals to newcomers, to people who moved to the city in search of new prospects, this episode of Bangkok Post's Why Bangkok asks a simple question, yet complicated to answer: Is Bangkok a good place to live?



#ยืนหยุดทรราชw164 23 พฤษภาคม 2569 #นิรโทษกรรมประชาชน #คืนสิทธิประกันตัว #ปล่อยเพื่อนเรา

https://www.facebook.com/watch/?v=755223170946174

https://www.facebook.com/wetheequalcitizen/posts/1002975812084419

We, The People 
11 hours ago
·
#ยืนหยุดทรราชw164
23 พฤษภาคม 2569
วันนี้ระหว่างที่เรายืนมีเสียงแตรและผู้คนชูสามนิ้วให้กำลังใจมากเหลือเกิน ต้องขอบคุณอย่างยิ่ง มีผู้ชูนิ้วเดียวให้เราเพียงแค่หนึ่งคน ก็ต้องขอบคุณเช่นกัน ถือเป็นการปะทะสังสรรค์ในอีกแบบหนึ่ง ทุกคนควรมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นโดยไม่ต้องติดคุกติดตะราง
ในเพจนี้ก็เช่นกัน เดี๋ยวนี้มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย ทั้งที่ชื่นชมหรือเป็นแอนตี้แฟน ทั้งไอโอที่เข้ามาด้วยภาษีประชาชนและแอนตี้แฟนออร์แกนิคที่เข้ามาด้วยจิตอาสา ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยกันดันยอดรีชของเพจ เปิดการมองเห็นของเพจมากขึ้น
เรายืนยันเสมอว่าการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างโดยไม่ใช้ความรุนแรงเป็นสิทธิพลเมืองขั้นพื้นฐานที่สุด ไม่มีใครควรถูกลงโทษเพราะคิดต่างจากรัฐ
#นิรโทษกรรมประชาชน
#คืนสิทธิประกันตัว
#ปล่อยเพื่อนเรา



ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติต่าง ๆ ชี้ให้เห็นว่า อเมริกาเจอกับ "ภาวะบูมของการสร้างธุรกิจที่ไร้การจ้างงาน" (Jobless Business Creation) เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ?






https://x.com/kun_purich/status/2058467705209147589

Purich | FOREXMONDAY
@kun_purich
·12h

ช็อกเศรษฐกิจมะกัน! ยอดตั้งบริษัทพุ่งทุบสถิติ แต่ 70% กลายเป็น "บริษัทร้างตำแหน่งงาน"

เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ? เมื่อตัวเลขการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่รายเดือนพุ่งทะยานสู่ระดับเกือบ 500,000 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดใกล้เคียงกับยุคทองหลังวิกฤตโรคระบาดในปี 2020–2021 มองเผิน ๆ นี่อาจดูเหมือนสัญญาณความแข็งแกร่งและจิตวิญญาณผู้ประกอบการที่กำลังเบ่งบาน... แต่ความจริงเบื้องหลังกลับน่ากลัวกว่าที่คิด!

ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสถิติต่าง ๆ ชี้ให้เห็นว่า อเมริกาเจอกับ "ภาวะบูมของการสร้างธุรกิจที่ไร้การจ้างงาน" (Jobless Business Creation) ---

เจาะลึกตัวเลขสะท้อนวิกฤต: สัดส่วนนายจ้างลดฮวบ 50% ในสองทศวรรษ

เมื่อสแกนลึกลงไปในไส้ในของสถิติ เราจะพบสัญญาณอันตรายที่ซ่อนอยู่:

สัดส่วนธุรกิจที่มีแนวโน้มจ้างงาน (High-propensity applications) ดิ่งลงเหว: ปัจจุบัน มีผู้ยื่นขอจัดตั้งธุรกิจเพียงแค่ 30% เท่านั้นที่มีแนวโน้มจะพัฒนาไปสู่การจ่ายเงินเดือนหรือมีระบบลูกจ้าง

เมื่อเทียบกับอดีต: ตัวเลขนี้เคยสูงถึง 60% เมื่อ 20 ปีก่อน เท่ากับว่าสัดส่วนของธุรกิจที่จะสร้างงานในระบบลดลงไปถึง ครึ่งหนึ่ง (HALVED) * โอกาสรอดต่ำเตี้ยเลี่ยดิน: ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ในกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มจะจ้างงาน (30% นั้น) มีเพียงแค่ 1 ใน 3 เท่านั้น ที่สามารถก้าวไปสู่การเป็นบริษัทที่มีพนักงานจริง ๆ ได้สำเร็จ

บทสรุปของตัวเลขนี้คืออะไร? > มันหมายความว่าธุรกิจเกิดใหม่ส่วนใหญ่ในอเมริกายุคปัจจุบัน เป็นเพียง "ธุรกิจตัวคนเดียว" (One-person operations) ซึ่งหลายแห่งไม่สามารถสร้างรายได้เลี้ยงดูแม้กระทั่งตัวผู้ก่อตั้งเองในแบบฟูลไทม์ด้วยซ้ำ และแทบไม่มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนการจ้างงานหรือสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมเลย

การวิเคราะห์เจาะลึก: ทำไมคนอเมริกันแห่เปิดบริษัท แต่ไม่มีใครจ้างงาน?

จากภาพกราฟิกของ Bloomberg Opinion ร่วมกับข้อมูลทางเศรษฐกิจเชิงลึก เราสามารถวิเคราะห์ปัจจัยหนุนและผลกระทบของปรากฏการณ์นี้ได้ 3 มิติหลัก:

1. การปฏิวัติของระบบ Gig Economy และ AI

เทคโนโลยีเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันฟรีแลนซ์, คอนเทนต์ครีเอเตอร์, ผู้ค้าออนไลน์ (Dropshipping) หรือที่ปรึกษารายย่อย สามารถจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท (เช่น LLC) ได้อย่างง่ายดายเพื่อประโยชน์ทางภาษีและความน่าเชื่อถือ โดยพวกเขาใช้ระบบอัตโนมัติ (Automation) และ AI เข้ามาจัดการแทนการจ้างมนุษย์ ทำให้เกิด "บริษัทที่มีรายได้ แต่ไม่มีพนักงาน"

2. กลยุทธ์การเลี่ยงภาษีและการทำงานเสริม (Side Hustle)

ผลกระทบจากค่าครองชีพและภาวะเงินเฟ้อทำให้คนอเมริกันหันมาทำอาชีพที่สองและสาม การจดทะเบียนบริษัทไม่ได้ทำเพื่อขยายกิจการใหญ่โต แต่ทำเพื่อเป็นช่องทางในการหักลดหย่อนค่าใช้จ่าย ซื้ออุปกรณ์ไอที หรือยานพาหนะในนามบริษัทเพื่อลดหย่อนภาษีส่วนบุคคล

3. ความเสี่ยงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาค

หากแนวโน้มนี้ยังดำเนินต่อไป รัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องเผชิญกับปัญหาระยะยาว เนื่องจากตัวเลข GDP และอัตราการจ้างงานจะไม่เติบโตล้อไปกับจำนวนบริษัทที่เพิ่มขึ้น เม็ดเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลจากบริษัทขนาดเล็กเหล่านี้มีจำนวนน้อย และระบบสวัสดิการสังคมอาจต้องแบกรับภาระหนักขึ้น หากกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยเหล่านี้ขาดความมั่นคงทางรายได้ในอนาคต

#เศรษฐกิจสหรัฐ #ธุรกิจเกิดใหม่ #วิกฤตการจ้างงาน #GigEconomy #BloombergOpinion #SMEอเมริกา #AIดิสรัปชัน




สื่อเริ่มรายงานแล้วว่า จะไม่มีการลงนามข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับอิหร่านวันนี้ แม้จะมีความคาดหวังอย่างมากในช่วงสุดสัปดาห์นี้

https://x.com/AlArabiya_Eng/status/2058565566185517430

Al Arabiya English
@AlArabiya_Eng

🔴 โดยอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลทรัมป์ สำนักข่าว Axios รายงานว่า ไม่คาดว่าจะมีการลงนามในข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในวันอาทิตย์นี้

🔴 เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวระบุว่า ยังคงมีรายละเอียดอีกหลายประการที่ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้น และยังคงมีการเจรจาต่อรองไปมาระหว่างกันในรายละเอียดบางประเด็น

🔴 เจ้าหน้าที่ผู้นี้กล่าวเสริมว่า ระบบการทำงานของอิหร่านในรูปแบบปัจจุบันนั้น ไม่ได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วนัก

🔴 “เรื่องนี้จะต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะผ่านขั้นตอนการอนุมัติทั้งหมด ความเข้าใจของเราคือ ท่านผู้นำสูงสุด Mojtaba Khamenei ได้ให้การรับรองกรอบการทำงานกว้างๆ ของข้อตกลงฉบับนี้แล้ว แม้ว่าท้ายที่สุดแล้วข้อตกลงนี้จะพัฒนาไปสู่การเป็นข้อตกลงที่เสร็จสมบูรณ์หรือไม่นั้น ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องรอดูกันต่อไป” Axios อ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่รายดังกล่าว
.....
เพิ่มเติม

เหตุใดการเจรจาจึงหยุดชะงัก

คำสั่งของทรัมป์ให้ "อย่าเร่งรีบ": ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียยืนยันว่า แม้การเจรจาจะดำเนินไปใน "ลักษณะที่เป็นระเบียบและสร้างสรรค์" แต่เขาได้สั่งให้ผู้เจรจาของสหรัฐฯ อย่าเร่งรีบในการทำข้อตกลง โดยระบุว่า "เวลาอยู่ข้างเรา"

การปิดล้อมยังคงมีผล: ทำเนียบขาวได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า การปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่อท่าเรืออิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่จนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นทางการ รับรอง และลงนาม

ความขัดแย้งที่ยังคงอยู่: แม้จะมีความคืบหน้าในการร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระยะเวลา 60 วัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการขยายเวลาหยุดยิงชั่วคราว การกวาดล้างทุ่นระเบิดเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และการแลกเปลี่ยนการยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรกับการยอมรับข้อตกลงนิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่ประเด็นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขเกี่ยวกับการกำจัดยูเรเนียมที่ตรวจสอบได้และความมั่นคงในภูมิภาคกำลังทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถลงนามในวันนี้ได้

สิ่งที่ยังคงอยู่ในระหว่างการเจรจา

กรอบการเจรจาที่กว้างขึ้นซึ่งมีปากีสถานและกลุ่มประเทศอ่าวเป็นผู้ไกล่เกลี่ยยังไม่ล่มสลาย เพียงแต่ดำเนินไปช้ากว่าที่ตลาดคาดหวังไว้ รูปแบบ "การผ่อนปรนเพื่อแลกกับประสิทธิภาพ" ที่เสนอมานั้นยังคงมีเป้าหมายดังนี้:

รักษาสันติภาพ 60 วันเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดพลังงาน

ให้อิหร่านให้คำมั่นว่าจะระงับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและกำจัดคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของตน

เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งเพื่อบรรเทาวิกฤตพลังงานโลก ควบคู่ไปกับการทยอยยกเลิกการปิดล้อมของสหรัฐฯ

แม้ว่ารัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โค รูบิโอ จะกล่าวเมื่อเช้านี้ว่ามีความคืบหน้าอย่างมาก แต่เจ้าหน้าที่ใกล้ชิดกับการเจรจายืนยันว่าพิธีลงนามที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันนี้ถูกยกเลิกไปแล้ว เนื่องจากทั้งสองฝ่ายกำลังหารือเกี่ยวกับกำหนดเวลาและรายละเอียดการตรวจสอบเพิ่มเติม



ลี เซียน ลุง อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอาวุโสคนปัจจุบันของสิงคโปร์ เพิ่งเหยียบย่างบนแผ่นดินจีนและกล่าวกับรัฐบาลจีนโดยตรงว่า: เราให้ความร่วมมือกับท่านเพราะผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่เพราะสายเลือดเดียวกัน ประโยคนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่าที่คิด







https://x.com/Unveiled_ChinaX/status/2058556520460439707

ลี เซียน ลุง อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอาวุโสคนปัจจุบันของสิงคโปร์ เสร็จสิ้นการเยือนจีนเป็นเวลา 5 วันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยได้พบกับเจ้าหน้าที่ในกวางซีและเซี่ยงไฮ้ ในการให้สัมภาษณ์สื่อสิงคโปร์เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "เราเป็นประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวจีน แต่เราเป็นสังคมพหุเชื้อชาติ เราเป็นประเทศที่แยกจากจีน มีอธิปไตยแยกต่างหากจากจีน" เขากล่าวเสริมว่าความสัมพันธ์ของสิงคโปร์กับจีนนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่เชื้อชาติหรือบรรพบุรุษร่วมกัน

นี่เป็นคำแถลงที่จงใจและตรงประเด็น พรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้เวลาหลายทศวรรษในการส่งเสริมแนวคิดที่ว่าชาวจีนทั่วโลก ไม่ว่าจะมีสัญชาติใดก็ตาม ต่างมีความผูกพันพิเศษกับแผ่นดินแม่ของจีน แนวคิด 同宗同源 ซึ่งหมายถึง "บรรพบุรุษเดียวกัน รากเหง้าเดียวกัน" ฝังแน่นอยู่ในวาทกรรมของรัฐบาลจีนที่มุ่งเป้าไปที่ชุมชนชาวจีนพลัดถิ่นทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงชาวจีนส่วนใหญ่ในสิงคโปร์ การดำเนินงานของกรมงานแนวร่วม การดำเนินโครงการมีส่วนร่วมกับชาวจีนพลัดถิ่น และสื่อของรัฐ ล้วนอาศัยกรอบความคิดนี้เพื่อปลูกฝังความผูกพัน อิทธิพล และความจงรักภักดีในหมู่ชาวจีนโพ้นทะเล

ลี เซียน ลุง กล่าวว่า นั่นไม่ใช่พื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างสิงคโปร์กับจีน สิงคโปร์ร่วมมือกับปักกิ่งเพราะมันเป็นประโยชน์ต่อสิงคโปร์ จบแค่นั้น เมื่อใดก็ตามที่ผลประโยชน์เหล่านั้นแตกต่างกัน เชื้อชาติเดียวกันก็ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร

สิงคโปร์ยึดมั่นในจุดยืนนี้มาตั้งแต่สมัยที่ลี กวน ยู สร้างประเทศขึ้นมา สิงคโปร์ปฏิเสธฉายา "จีนที่สาม" รักษาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศตะวันตก ขณะเดียวกันก็ค้าขายกับปักกิ่งอย่างกว้างขวาง สิงคโปร์มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวจีนและมีอธิปไตยอย่างเข้มแข็ง การผสมผสานเช่นนั้นทำให้เกิดความท้าทายโดยตรงต่อเรื่องเล่าของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ว่า เชื้อชาติจีนหมายถึงความสอดคล้องทางการเมืองของจีน

ลีกล่าวเช่นนั้นในเซี่ยงไฮ้ ต่อหน้าสื่อจีน หลังจากเข้าพบเจ้าหน้าที่จีน ข้อความนั้นตั้งใจส่ง และผู้ฟังถูกเลือกมาอย่างรอบคอบ
.....


Singapore must keep engaging China, but on its own terms: SM Lee

CNA

May 22, 2026

Senior Minister Lee Hsien Loong says Singapore must keep engaging China, but on its own terms. Wrapping up a five-day visit to Guangxi and Shanghai, he says China is moving quickly in areas like AI and robotics. Singapore has to understand those changes, without losing sight of its interests. CNA’s Tan Yew Guan reports from Shanghai.

https://www.youtube.com/watch?v=uJHTmfOWh6E



สิงคโปร์มีเคล็ดลับอะไร ทำไมหลายประเทศถึงลอกเลียนแบบไม่ได้?

https://www.facebook.com/share/v/18PJHGUSGD/


ขายไอเดีย โลกการเงิน 
16 hours ago
·
สิงคโปร์มีเคล็ดลับอะไร ทำไมหลายประเทศถึงลอกเลียนแบบไม่ได้?
.....

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
Wanchai Lohitdee

แต่สิ่งที่ทำให้ Singapore กลายเป็นประเทศที่ทั่วโลกอยากเข้าหา มีหลายเหตุผลสำคัญ:

1. ผู้นำวางรากฐานโหดมาก
ผู้นำอย่าง Lee Kuan Yew มองระยะยาวมาก
เขารู้ว่าสิงคโปร์ไม่มีทรัพยากร เลยสร้าง “คน” แทน
สิ่งที่รัฐบาลทำจริงจังคือ:
* การศึกษาคุณภาพสูง
* วินัยสังคม
* ปราบคอร์รัปชันหนัก
* ทำกฎหมายให้ชัด
* ทำราชการให้เร็วและน่าเชื่อถือ
ผลคือ นักลงทุนทั่วโลก “ไว้ใจ” ว่าเอาเงินมาลงที่นี่แล้วปลอดภัย

2. กลายเป็นศูนย์กลางการค้าโลก
สิงคโปร์อยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญมาก
เรือสินค้าระหว่างเอเชีย ยุโรป ตะวันออกกลาง ต้องผ่านแถวนี้
สิงคโปร์เลยพัฒนา:
* ท่าเรือระดับโลก
* สนามบินระดับโลก
* ระบบโลจิสติกส์ที่เร็วมาก
จนกลายเป็น “Hub” ของโลก
บริษัทใหญ่จำนวนมากตั้งสำนักงานใหญ่เอเชียที่นี่

3. รัฐบาลสะอาดและเสถียร
หลายประเทศมีทรัพยากร แต่การเมืองวุ่นวาย คอร์รัปชันหนัก นักลงทุนเลยกลัว
แต่สิงคโปร์ขึ้นชื่อเรื่อง:
* กฎหมายเข้ม
* ระบบราชการมืออาชีพ
* ความปลอดภัยสูง
* การเมืองเสถียร
ต่อให้บางคนจะมองว่าเข้มงวดเกินไป แต่ในมุมธุรกิจ “ความนิ่ง” คือของมีค่า

4. เล่นบท “เพื่อนกับทุกฝ่าย”
สิงคโปร์เก่งด้านการทูตมาก
พยายามรักษาความสัมพันธ์กับทั้ง:
* United States
* China
* ชาติอาเซียน
* ชาติตะวันตก
เลยกลายเป็นประเทศกลาง ๆ ที่หลายฝ่ายคุยด้วยได้

5. เอาความหลากหลายมาเป็นพลัง
คนในสิงคโปร์มีทั้งเชื้อสายจีน มาเลย์ อินเดีย และอื่น ๆ
รัฐบาลพยายามควบคุมไม่ให้เกิดความแตกแยกรุนแรงทางชาติพันธุ์หรือศาสนา
จึงสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็น:
* เมืองนานาชาติ
* เปิดรับต่างชาติ
* ทำธุรกิจง่าย
* ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี

6. จาก “ไม่มีอะไร” เลยต้องดิ้นที่สุด
บางทีประเทศที่ไม่มีทรัพยากร จะพัฒนาตัวเองหนักกว่าประเทศที่มีทุกอย่างพร้อม
สิงคโปร์รู้ว่าถ้าไม่เก่งจริง “อยู่ไม่ได้”
จึงแข่งขันกับโลกตั้งแต่วันแรก

สรุปสั้น ๆ คือ:
สิงคโปร์ไม่ได้รวยเพราะมีทรัพยากร
แต่รวยเพราะ “ระบบดี คนมีคุณภาพ และโลกเชื่อถือ”
จากประเทศเล็ก ๆ ที่หลายคนคิดว่าไม่น่ารอด
วันนี้เลยกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจ การเงิน และการค้าสำคัญของโลกครับ