วันอาทิตย์, มีนาคม 29, 2569

นิด้ากับดุสิต เห็นตรงกันอย่างหนึ่ง ที่พรรคประชาชนยังครองแช้มป์ ผลงานค้านเข้าตาประชาชน จนมาอันดับ ๑ ทั้งตัวนายกฯ และพรรคการเมือง

อีกแระ สองโพลยลคนละช่อง แล้วมองเห็นคล้ายๆ กัน นั่นคือคะแนนนิยมของว่าที่รัฐบาลอนุทิน ๒ ตกฮวบ ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันได้ถวายรายชื่อคณะรัฐมนตรี นิด้ากับดุสิต เห็นตรงกันอย่างหนึ่งที่พรรคประชาชนยังครองแช้มป์ ผลงานค้านเข้าตาประชาชน

แต่กับอดีตรัฐบาล ๔ เดือน ว่าที่รัฐบาล ๔ ปีพลัสนั้น เป็นความภูมิใจของบางคนกับมหาชนจำนวนน้อยกว่า โพลนิด้าให้คะแนน ภท.แค่ ๒๖.๖๐% ขณะที่ ปชน.ล้ำหน้าไปอยู่ที่ ๑ ด้วยคะแนน ๓๕.๘๐% ทางด้านดุสิตเดินอ้อมไปดูที่ “การแก้ปัญหา”

พบว่า “ภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนมีนาคม เฉลี่ย 3.89 คะแนน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ได้ 4.30 คะแนน” (จากคะแนนเต็ม ๕) และชี้ถึงกระทรวงที่ชาวบ้านตั้งความหวังในการทำงานเอาไว้มาก -พลังงานและพาณิชย์

สองกระทรวงนี้ได้แต้มไล่ตามกัน ร้อยละ ๓๔.๒๐ กับ ๒๐๘๔ เพียงแต่เมื่อ “พบว่า ผลงานของฝ่ายค้านได้คะแนนมากที่สุด 4.35 แต่ก็ลดลงจากเดือนธันวาคม 2568 ที่เคยทำได้ถึง 4.45” แล้วคนทำโพลก็เลยวิจารณ์ฝ่ายค้านเสียหน่อย

ว่าเรื่องปัญหาความยากจนที่ตกต่ำ ลดลงไปเหลือ ๓.๔๙ นั้น ทั้งที่ “เป็นนโยบายการหาเสียงของทุกพรรคการเมืองในช่วงเลือกตั้ง” ฝ่ายค้านก็ต้องรับผิดชอบด้วย ผศ.ยอดชาย ชุติกาโม เน้นว่า “ฝ่ายค้านเองก็ควรแสดงบทบาท

ในการแสวงหาทางออกร่วมกับรัฐบาล มากกว่าการโต้คารมโวหารเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง โดยเอาประชาชนที่กำลังเดือดร้อนมาเป็นตัวประกัน” อ๊ะ นี่มันตรรกะเดียวกันกับพวก นังแบก หรือเปล่า ที่ด่ารัฐบาลทีไรต้องแว้งไปกัดพรรคส้มด้วย

นั่นเห็นจะเพียง แขก คำผกา เท่านั้นที่เกลียดส้มฝังหุ่น นอกนั้นแค่รุมฟัดรัฐบาลอย่างเดียว จากทุกสารทิศ ใครเลยจะคิดว่าเมื่อสี่ห้าเดือนที่แล้วตั้งท่าแห่กันไปกองรวม ว่าคือฝักฝ่ายอนุรักษ์นิยมใหม่ มาวันนี้ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ฟาด ศุภจี ซะแล้ว

เกาทันที่พุ่งเข้าใส่ อนุทิน ชาญวีรกูล ไม่เพียงฝักฝ่ายในทางการเมือง เดี๋ยวนี้ดารานักร้อง หรือผู้ประกวดนางงามกล้าพูดในทางสาธารณะอย่างโจ่งแจ้ง เช่นที่ หนิง ปัทมา จิตรสวัสดิ์ ให้ความเห็นบนเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์

ต่อคำถามในภาวะที่ประชาชนก่นด่ารัฐบาลไม่สามารถแก้วิกฤตน้ำมัน ว่า “จะออกแบบบทลงโทษนักการเมืองโกงประเทศอย่างไร” เธอบอกว่า “พวกมันไม่ควรอยู่ หรือมีอำนาจในประเทศไทยต่อไป”

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/4qeyHzLyim และ  https://ch3plus.com/news/political/morning/459997) 

รู้จนได้โรงกลั่นแอบตุน"คลิปเดียวหายสงสัย"โรงกลั่นกักตุนเพื่อขายเพื่อนบ้านได้ตังค์มากกว่า


รู้จนได้โรงกลั่นแอบตุน"คลิปเดียวหายสงสัย"โรงกลั่นกักตุนเพื่อสิ่งนี้ (25/03/69)

News1

3 days ago

https://www.youtube.com/watch?v=35Q2zlTKP84







Pannika Wanich
@Pannika_FWP
·14h


นายกอนุทินแถลง ขอให้ประชาชนหยุดตื่นตระหนก อย่ากักตุนน้ำมัน เพราะเดิมน้ำมันดีเซลในไทยมีปริมาณการใช้วันละ 67 ล้านลิตร ตอนนี้พุ่งไปถึง 85 ล้านลิตร ขอเพียงน้ำมันกลับมามียอดใช้ 67 ล้านลิตรเท่าเดิม เราจะผ่านวิกฤตไปได้ รัฐบาลจะไม่ต้องใช้เงินอุดหนุนราคาน้ำมันมากเกินไป มีเงินเหลือมาใช้เยียวยาประชาชน

คำถามคือ ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าปริมาณการใช้น้ำมันที่ขึ้นจาก 67 เป็น 85 ล้านลิตรต่อวัน เกิดจากประชาชนกักตุน หรือที่คุณพิพัฒน์เรียกว่า “อย่าดูถูกพลังกองทัพมด” เรากำลังถูกหลอกให้มองข้ามการกักตุนของรายใหญ่ และที่สำคัญคือการลักลอบนำน้ำมันไปขายในประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่? เพราะแม้น้ำมันจะแพงขึ้นเกือบ 10 บาท แต่ก็ยังถูกกว่าเพื่อนบ้านถึง 10-20 บาท เป็นช่องทางทำกำไรมหาศาล

การบอกให้ประชาชนเลิกตื่นตระหนก หยุดกักตุน ไปจนถึงประหยัดพลังงาน คือการหลีกเลี่ยงการพูดถึงปัญหาลักลอบขนน้ำมันออกนอกประเทศ และการกักตุนเพื่อทำกำไรของรายใหญ่หรือไม่?

คุณพิพัฒน์เองยอมรับว่าที่ผ่านมาไม่มีการติดตาม GPS รถขนน้ำมันแบบ real-time ทั้งที่สามารถทำได้ ทำให้ไม่ทราบว่ามีการกักตุนหรือลักลอบขนออกหริอไม่

อันที่จริง รัฐบาลรู้อยู่แก่ใจว่าที่น้ำมันไม่พอ เพราะการอุดหนุนราคาจนถูกกว่าเพื่อนบ้านเยอะ ทำให้น้ำมันรั่วออกทางชายแดนไม่หยุด จึงต้องรีบขึ้นราคาน้ำมันพรวดพราดจนคนไทยเดือดร้อนกันทั้งประเทศ แต่วันนี้ ที่นายกออกมาแถลงยืดยาว กลับไม่กล้าพูดถึงปัญหานี้อย่างตรงไปตรงมา

การบริหารวิกฤต ต้องเริ่มต้นจากการพูดความจริง ให้ข้อมูลที่ชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และแก้ปัญหาให้ถูกจุด

การบอกให้ประขาชนหยุดกักตุน และประหยัดน้ำมัน จะไม่ช่วยแก้ปัญหา เพราะตราบใดที่ราคาน้ำมันยังถูกกว่าเพื่อนบ้านหลัก 10 บาท การลักลอบขนน้ำมันออกก็จะไม่หยุด และประชาชนก็จะยิ่งเดือดร้อนทวีคูณเมื่อพบว่าประหยัดแล้วแต่น้ำมันก็ยังแพง ค่าครองชีพแพง ตามด้วยค่าไฟแพง ซึ่งจะเป็นระเบิดเวลาลูกถัดไปในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยที่รัฐบาลก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะบริหารค่าไฟอย่างไร


https://x.com/Pannika_FWP/status/2037783819739423221




ประเทศกะลาที่ยอมให้หมาจิ้งจอกมาเฝ้าเล้าไก่


Pavin Chachavalpongpun

19 hours ago
·
นี่คือปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนระดับชาติค่ะ เมื่อ "เจ้าของปั๊มน้ำมัน" มานั่งคุม "วิกฤตพลังงาน" คือในประเทศที่บรรทัดฐานทางจริยธรรมบิดเบี้ยวอย่างไทย เราก็มักเห็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออก เมื่อพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีผู้ได้รับมอบหมายให้ดูแลวิกฤตน้ำมัน คนที่มีภูมิหลังและสายสัมพันธ์แนบแน่นกับธุรกิจพลังงานยักษ์ใหญ่อย่างพีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) หรือ "ปั๊ม PT" ที่เติบโตมาจากอาณาจักรเรือประมงของครอบครัวในแถบอันดามัน นี่คือภาพสะท้อนของปัญหา conflict of Interests หรือการมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่ชัดเจนจนน่าตกใจ เอ๊ะ หรือกูควรจะไม่ตกใจ??

...ถามว่าปัญหาอยู่ตรงไหน? ในขณะที่ประชาชนกำลังแบกรับภาระราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการมาลดค่าครองชีพซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อ "กำไร" ของกลุ่มทุนพลังงาน แต่ตัวผู้กำหนดนโยบายกลับเป็นคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับกำไรเหล่านั้น การตัดสินใจใดๆ ของรัฐมนตรีที่มีที่มาจากตระกูลธุรกิจน้ำมัน จึงถูกตั้งคำถามเสมอว่า คุณกำลังทำเพื่อ "กระเป๋าเงินประชาชน" หรือเพื่อ "ความมั่งคั่งของกิจการครอบครัว"? ไม่มีใครกล้าถาม ดิชั้นจะถามเองค่ะ

...หากเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในโลกตะวันตก เช่น สหรัฐอเมริกาหรือยุโรป นักการเมืองระดับนี้จะไม่มีทางได้รับอนุญาตให้กุมบังเหียนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ตนเองหรือครอบครัวมีหุ้นส่วนอยู่เด็ดขาด มาตรฐานจริยธรรมในตะวันตกเข้มงวดถึงขั้นที่รัฐมนตรีต้องขายหุ้นทิ้ง หรือโอนทรัพย์สินไปให้กองทุนที่ตนเองไม่มีสิทธิ์สั่งการ (blind Trust) บริหารจัดการเพื่อป้องกันการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ โอเค โลกตะวันตกอาจไม่ perfect และอาจมีรอยรั่วบ้าง แต่ธรรมภิบาลของโลกฝรั่งในเรื่องนี้ยังคงอยู่ค่ะ

...แต่ในประเทศไทย อีระบบ "ทุนการเมือง" (crony capitalism) กลับกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา การบริหารราชการแผ่นดินถูกทำให้กลายเป็นการบริหาร "บอร์ดบริหาร" ของกลุ่มทุนผูกขาด เราจึงเห็นรัฐมนตรีที่มาจากสายธุรกิจพลังงานคุมน้ำมัน รัฐมนตรีสายอสังหาฯ คุมที่ดิน และรัฐมนตรีสายเกษตรที่สนิทกับยักษ์ใหญ่ส่งออก... ตราบใดที่ระบบการเมืองไทยยังยอมให้ "ผู้เล่น" ลงมาเป็น "กรรมการ" เองได้แบบนี้ วิกฤตน้ำมันที่ประชาชนเผชิญอยู่ก็จะเป็นเพียงโอกาสในการตักตวงผลประโยชน์ของชนชั้นนำเท่านั้น ดิชั้นคิดว่าแม่งถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องถามตัวเองว่า เราจะยอมให้หมาจิ้งจอกแก่มาเฝ้าเล้าไก่แบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน?
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=25575005772174511&set=a.104469196321519






"ยังแชทหาลูกชายทุกวัน" คำบอกเล่าของแม่ ที่สูญเสียลูกชายจากเหตุตึก สตง. ถล่ม ตลอด 1 ปียังทำใจไม่ได้ ยังแชทข้อความกับเขาตลอด ขอเวลาเยียวยาจิตใจตัวเอง ทุกวันนี้ยังอยากได้คำตอบว่า สาเหตุตึกถล่มเกิดจากอะไร





 

https://x.com/ThaiPBSNews/status/2037788440822194448




1 ปีผ่านไป สรุปแล้วตึก สตง. ไม่ได้พังเพราะแผ่นดินไหว 100%! ผลสอบพบ 4 สาเหตุหลัก ทั้งคอนกรีตต่ำเกณฑ์ เหล็กเสริมสั้นไป และที่ช็อกสุด...แบบแปลนก่อสร้างผิดกฎหมายตั้งแต่แรก! แบบนี้ผ่านการตรวจรับมาได้ยังไง?






 https://x.com/AiSarubHaiLaew/status/2035880456026259815


https://www.facebook.com/watch/?v=1275175507362306



ดูเหมือนอเมริกาในยุคทรัมป์ กำลังกลายเป็นรัฐอันธพาลแล้ว (Rogue State) ประเทศอื่นๆ สามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อรับมือกับเรื่องนี้



ถาม Gemini

หัวข้อข่าวที่คุณถามชี้ให้เห็นถึงการถกเถียงที่กำลังเติบโตในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อมหาอำนาจโลกเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ค้ำประกัน" ระเบียบระหว่างประเทศไปเป็นผู้เล่นที่ละเลยระเบียบนั้น ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกมักจะเปลี่ยนจากความร่วมมือไปเป็นการควบคุมและป้องกันความเสี่ยง

นี่คือการวิเคราะห์กลยุทธ์ที่ประเทศอื่นๆ กำลังใช้เพื่อจัดการกับเส้นทาง "อันธพาล" นี้:

1. การลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ในภาคการเงิน

เพื่อป้องกันตนเองจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งหลายประเทศมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ "ใช้เป็นอาวุธ" ประเทศต่างๆ จึงกำลังกระจายเงินสำรองของตน

ระบบการชำระเงินทางเลือก: การขยายระบบต่างๆ เช่น BRICS Pay หรือ CIPS (Cross-Border Interbank Payment System) ของจีน มีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงเครือข่าย SWIFT

การค้าทวิภาคี: หลายประเทศหันมาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (เช่น บาท หยวน หรือรูปี) ในการชำระเงินเพื่อลดความเสี่ยงจากนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และความผันผวนของพันธบัตรกระทรวงการคลัง

2. ความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์และ "ลัทธิพันธมิตรขนาดเล็ก"

พันธมิตรดั้งเดิมกำลังแสวงหา "ความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์" มากขึ้น ซึ่งเป็นคำที่สหภาพยุโรปใช้เพื่ออธิบายถึงนโยบายต่างประเทศที่พึ่งพาวอชิงตันน้อยลง

กลุ่มพันธมิตรอำนาจระดับกลาง: ประเทศต่างๆ เช่น บราซิล อินเดีย และอินโดนีเซีย กำลังจัดตั้งกลุ่ม "ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง" ที่ปฏิเสธที่จะเลือกข้างใน "การแข่งขันมหาอำนาจ" ที่นำโดยสหรัฐฯ

ความมั่นคงระดับภูมิภาค: แทนที่จะพึ่งพาร่มเงาความมั่นคงของสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว ภูมิภาคต่างๆ กำลังเสริมสร้างข้อตกลงภายในเพื่อสร้างความมั่นคงหากสหรัฐฯ เปลี่ยนท่าทีหรือถอนตัว

3. เสริมสร้างระบบพหุภาคีโดยปราศจากสหรัฐอเมริกา

หากสหรัฐอเมริกายังคงหลีกเลี่ยงองค์การการค้าโลก (WTO) หรือเพิกเฉยต่อมติของสหประชาชาติ ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกมักจะหันมาพึ่งพาองค์กรเหล่านี้มากขึ้นเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของ "ระบบที่มีกฎเกณฑ์"

ข้อตกลงการค้าขนาดใหญ่: ข้อตกลงต่างๆ เช่น RCEP (ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค) สร้างเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่กีดกันสหรัฐอเมริกาออกไป ซึ่งเป็นการกำหนด "กฎเกณฑ์" สำหรับศตวรรษที่ 21 โดยปราศจากการมีส่วนร่วมของอเมริกา

4. การป้องกันความเสี่ยงทางการทูต

หลายประเทศกำลังใช้ "กฎแห่งความไม่สมมาตร" โดยรักษาระดับการค้ากับสหรัฐฯ ในขณะเดียวกันก็สร้างความสัมพันธ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานอย่างลึกซึ้งกับคู่แข่ง (เช่น จีนหรืออิหร่าน) เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ตกอยู่ใน "จุดคอขวด" หากสหรัฐฯ กระทำการใดๆ ที่คาดเดาไม่ได้

หมายเหตุ: คำว่า "รัฐอันธพาล" มักถูกนำมาใช้เมื่อการกระทำของประเทศนั้นๆ เช่น การถอนตัวจากข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศ การเพิกเฉยต่อกฎหมายทางทะเล หรือการใช้มาตรการคว่ำบาตรนอกอาณาเขต ขัดแย้งกับฉันทามติระหว่างประเทศที่มีอยู่







 

นักอ่านคอมเมนต์ อาจสนใจโพสต์นี้ ราชวงศ์ญี่ปุ่นที่ระบุว่า "เงินไม่พอใช้" กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในมีนาคม 2569 โดยเฉพาะในสื่อญี่ปุ่น


ตุ๊ดส์review
16 hours ago
·
ราชวงศ์ญี่ปุ่นที่ระบุว่า "เงินไม่พอใช้" กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในมีนาคม 2569 โดยเฉพาะในสื่อญี่ปุ่น

1. จุดเริ่มต้น : ข่าวเริ่มจากรายงานของสื่อญี่ปุ่น เช่น Shukan Josei Prime และ Yahoo Japan อ้างอิงแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่ในสำนักพระราชวังญี่ปุ่นว่า ครอบครัวของเจ้าชายฟุมิฮิโตะ อากิชิโนะ (มกุฎราชกุมาร) มักมีการปรารภหรือบ่นในลักษณะว่า "เงินไม่พอใช้" อยู่บ่อยครั้ง

2. รายได้-งบประมาณปัจจุบัน : ประเด็นที่ทำให้สังคมเกิดคำถามคือ งบประมาณที่ทางครอบครัวอากิชิโนะได้รับนั้นถือว่าไม่น้อย มี 3 ส่วนหลัก คือ

1 - เงินเบี้ยเลี้ยงรายปี (Imperial Family Expenses): ครอบครัวอากิชิโนะ (ซึ่งมีสมาชิก 4 พระองค์) ได้รับเงินส่วนนี้รวมกันประมาณ 125 ล้านเยนต่อปี (ประมาณ 25-30 ล้านบาท ประเมินตามความผันผวนของค่าเงิน) สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และการพักผ่อน

2 - งบประมาณแผ่นดิน (Public Funds): แยกต่างหากจากเงินส่วนตัว ใช้สำหรับค่าจ้างเจ้าหน้าที่กว่า 50 คน ค่าสาธารณูปโภค การบำรุงรักษาที่ประทับ และค่าน้ำมันรถยนต์ ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด

3 - สิทธิประโยชน์อื่นๆ: ยังมีสิทธิ์ในการเบิกใช้วัตถุดิบอาหารคุณภาพสูงจากโครงการหลวงได้ฟรีอีกด้วย เช่น ครอบครัวอากิชิโนะได้รับสิทธิพิเศษในการเบิกผลผลิตทั้งเนื้อสัตว์และผักจากฟาร์มหลวงไปรับประทานฟรี เทียบเท่าพระจักรพรรดิ

3. สาเหตุที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ :

ความสงสัยของสังคม : ประชาชนและเจ้าหน้าที่บางส่วนเกิดความสงสัยว่า เหตุใดเงินจำนวน 125 ล้านเยน (ที่แทบไม่ต้องจ่ายค่าบ้านหรือค่าจ้างพนักงานเอง) ถึงยังไม่เพียงพอ

เปรียบเทียบกับภาวะเศรษฐกิจ : ข่าวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ และรัฐบาล (ภายใต้การนำของนายกฯ ซานาเอะ ทาคาอิจิ) กำลังพยายามผ่านงบประมาณปี 2569 ที่สูงเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางภาระหนี้สาธารณะที่สูง ทำให้เกิดกระแสวิจารณ์เรื่องความเหมาะสมในการใช้เงินของเชื้อพระวงศ์

ประเด็นในอดีต : ครอบครัวอากิชิโนะเคยถูกวิจารณ์มาก่อนเรื่องงบประมาณในการบูรณะตำหนักที่ประทับซึ่งใช้เงินไปมหาศาล รวมถึงประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายของอดีตเจ้าหญิงมาโกะในต่างประเทศ ทำให้ข่าวนี้ยิ่งถูกจับตามองเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ รัฐบาลมีการพิจารณาปรับเพิ่มงบหลวงครั้งแรกในรอบ 30 ปี แต่สุดท้าย ต้องก็ยุติการขึ้นเงินเดือนราชวงศ์ปี 2569 เพราะเห็นใจประชาชนที่สู้กับเงินเฟ้อ แม้ว่าครอบครัวเจ้าชายอากิชิโนะบ่นว่าใช้จ่ายไม่พอ

สื่อตั้งข้อสังเกตว่า แม้สถานะ ‘ครอบครัวรัชทายาท’ จะทำให้ภาระเพิ่มขึ้น ทั้งจำนวนเจ้าหน้าที่และค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของเจ้าชายฮิซาฮิโตะ แต่เมื่อพิจารณาว่าค่าใช้จ่ายจำนวนมากยังสามารถเบิกจากงบประมาณรัฐได้ รวมถึงเงินส่วนพระองค์ที่เพิ่มขึ้นแล้ว จึงทำให้เกิดคำถามว่า เหตุใดจึงยังมีการพูดถึงสถานการณ์ ‘เงินไม่พอ’

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1520418086315817&set=a.808136554210644



การประท้วงต่อต้านทรัมป์ในวัน "No King Day" กำลังดำเนินอยู่ในวันนี้ (เสาร์ที่ 28 มีค.) กะว่าจะกิจกรรมชุมนุมต่อต้านทรัมป์ กว่า 3100 เมืองทั่วสหรัฐ ที่ลอนดอน คนอังกฤษก็เข้าร่วมแสดงออก วันนี้มีจุดร่วมพิเศษ "NO TO WAR!"









ความท้าทายที่นายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดของเนปาลต้องเผชิญ



ภารกิจที่นายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดของเนปาล บาเลนดรา "บาเลน" ชาห์ ต้องเผชิญ คือการรักษาสมดุลระหว่างตัวตนของเขาในฐานะ "ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง" และความรับผิดชอบอันหนักหน่วงในการนำพาประเทศชาติในช่วงเปลี่ยนผ่าน

หลังจากสาบานตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2026 วิศวกรโครงสร้างและแร็ปเปอร์วัย 35 ปี ที่ผันตัวมาเป็นนักการเมือง เข้ารับตำแหน่งหลังจากพรรค Rastriya Swatantra Party (RSP) ของเขาได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นผลโดยตรงจากการลุกฮือของ "คนรุ่น Z" ในเดือนกันยายน 2025 ที่โค่นล้มกลุ่มการเมืองเดิม

นี่คือความท้าทายหลักที่เขาต้องเผชิญในขณะนี้:

1. ความยุติธรรมสำหรับการลุกฮือในเดือนกันยายน

ภารกิจเร่งด่วนและอ่อนไหวทางการเมืองที่สุดคือการดำเนินการตามข้อสรุปของคณะกรรมการคาร์กี

รายงาน: คณะกรรมการได้ตรวจสอบการเสียชีวิตของผู้ประท้วง 76-77 คนระหว่างการลุกฮือในปี 2025

ความรับผิดชอบ: เพียงหนึ่งวันหลังจากที่ชาห์เข้ารับตำแหน่ง อดีตนายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลิ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ถูกจับกุมตามคำแนะนำของคณะกรรมการ ชาห์ต้องจัดการกับผลกระทบทางกฎหมายและการเมืองจากการดำเนินคดีกับอดีตผู้นำโดยไม่ให้ดูเหมือนว่ากำลังเล่นการเมืองแบบ "แก้แค้น"

2. การจัดการ "ศูนย์อำนาจสองแห่ง"

ความสัมพันธ์ของชาห์กับราบี ลามิชฮาเน ผู้ก่อตั้งและประธานพรรค RSP กำลังถูกจับตามองอย่างเข้มข้น

พันธมิตร: นักวิเคราะห์อธิบายว่าความร่วมมือของพวกเขานั้นเป็น "การแต่งงานเพื่อผลประโยชน์" — ลามิชฮาเนจัดหาโครงสร้างพื้นฐานของพรรค ในขณะที่ชาห์จัดหาความนิยมอย่างมหาศาล

ภาระทางกฎหมาย: ลามิชฮาเนเผชิญกับข้อกล่าวหาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการฉ้อโกงและความผิดปกติเกี่ยวกับหนังสือเดินทาง ชาห์เผชิญกับภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกในการรักษาภาพลักษณ์ "ต่อต้านการทุจริต" ของเขาในขณะที่จัดการกับปัญหาทางกฎหมายของประธานพรรคของเขา

3. การปฏิรูปเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาการว่างงาน

การสนับสนุนจากคนหนุ่มสาวที่นำพาชาห์ขึ้นสู่อำนาจนั้นเกิดจากความไม่พอใจต่อการว่างงานและความจำเป็นในการอพยพไปทำงานต่างประเทศ

การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง: แม้ว่าเงินสำรองระหว่างประเทศของเนปาลจะอยู่ในระดับที่ดี (ประมาณ 22.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ ต้นปี 2026) แต่ชาห์ต้องเปลี่ยนเงินสำรองนี้ให้เป็นการสร้างงานภายในประเทศ

การบริหารจัดการความคาดหวัง: มีความเสี่ยงที่ "ความกระตือรือร้นในการประท้วง" จะมอดลงหากรัฐบาลใหม่ไม่สามารถปรับปรุงค่าครองชีพและอุตสาหกรรมในประเทศได้อย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม

4. การจัดการ ทางภูมิรัฐศาสตร์

ชาห์ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากวาทกรรมชาตินิยมและโพสต์ในโซเชียลมีเดียในอดีตที่วิพากษ์วิจารณ์อิทธิพลจากต่างชาติ ต้องหันมาใช้การทูตอย่างเป็นทางการมากขึ้น

"สะพานที่มีชีวิตชีวา": แถลงการณ์ของ RSP มีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนเนปาลจาก "รัฐกันชน" ไปเป็น "สะพานที่มีชีวิตชีวา" ระหว่างอินเดียและจีน

การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ: เขาต้องรักษาความเป็นกลางแบบดั้งเดิมของเนปาลไว้ ในขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับความสนใจที่เพิ่มขึ้นจากสหรัฐฯ อินเดีย และจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากความตึงเครียดในภูมิภาคเมื่อเร็วๆ นี้ในช่องแคบฮอร์มุซและอาร์กติก

5. การเปลี่ยนผ่านจากนายกเทศมนตรีสู่นายกรัฐมนตรี

ในฐานะอดีตนายกเทศมนตรีของกาฐมาณฑุ ชาห์เป็นที่รู้จักในเรื่อง "พูดน้อย ทำงานมาก" มักหลีกเลี่ยงสื่อกระแสหลักและเลือกใช้โซเชียลมีเดียแทน

นักวิเคราะห์กล่าวว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรี เขาจะต้องสื่อสารกับสื่อมวลชนและสาธารณชนอย่างโปร่งใสมากขึ้น เพื่อรักษาภาพลักษณ์ "ลึกลับ" ที่ทำให้เขาได้รับเลือกตั้ง ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความรับผิดชอบต่อประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยด้วย



แหล่งข่าวรอยเตอร์ระบุ สหรัฐฯ มั่นใจว่าได้ทำลายขีปนาวุธของอิหร่านไปแล้วหนึ่งในสาม อีกหนึ่งในสามเชื่อว่าได้รับความเสียหาย ถูกทำลาย หรือถูกฝังไว้ใต้ดิน แหล่งข่าวอีกรายหนึ่งกล่าวว่า มีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าโดรนประมาณหนึ่งในสามถูกทำลายไปแล้ว การประเมินนี้ ไม่เคยมีการรายงานมาก่อน ขัดแย้งกับคำกล่าวของ ทรัมป์ ที่ว่า อิหร่านมี "จรวดเหลืออยู่น้อยมาก"

https://www.reuters.com/world/middle-east/us-can-only-confirm-about-third-irans-missile-arsenal-destroyed-sources-say-2026-03-27/

(แปลไทย)

รอยเตอร์ รายงานพิเศษ: สหรัฐฯ ยืนยันได้เพียงว่าทำลายขีปนาวุธของอิหร่านไปได้ประมาณหนึ่งในสามเท่านั้น แหล่งข่าวระบุ

สรุป
  • สหรัฐฯ มั่นใจว่าได้ทำลายขีปนาวุธของอิหร่านไปแล้วหนึ่งในสาม แหล่งข่าวระบุ
  • อีกหนึ่งในสามเชื่อว่าได้รับความเสียหาย ถูกทำลาย หรือถูกฝังไว้ใต้ดิน
  • อิหร่านยังคงโจมตีต่อไป และอาจกำลังเก็บรักษาขีปนาวุธไว้
การประมาณการจำนวนขีปนาวุธของอิหร่านแตกต่างกันอย่างมาก

วอชิงตัน 27 มีนาคม (รอยเตอร์) - สหรัฐฯ สามารถยืนยันได้อย่างแน่นอนเพียงว่าได้ทำลายขีปนาวุธจำนวนมหาศาลของอิหร่านไปแล้วประมาณหนึ่งในสามเท่านั้น ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับประเทศนี้ใกล้จะครบหนึ่งเดือนแล้ว ตามข้อมูลจากบุคคลห้าคนที่คุ้นเคยกับหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ

สถานะของอีกประมาณหนึ่งในสามนั้นไม่ชัดเจนนัก แต่การทิ้งระเบิดน่าจะทำให้ขีปนาวุธเหล่านั้นได้รับความเสียหาย ถูกทำลาย หรือถูกฝังไว้ในอุโมงค์และบังเกอร์ใต้ดิน แหล่งข่าวสี่รายกล่าว แหล่งข่าวเหล่านี้ขอไม่เปิดเผยชื่อเนื่องจากเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อน

แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่า ข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับขีดความสามารถด้านโดรนของอิหร่านนั้นคล้ายคลึงกัน โดยระบุว่ามีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าโดรนประมาณหนึ่งในสามถูกทำลายไปแล้ว

การประเมินนี้ ซึ่งไม่เคยมีการรายงานมาก่อน แสดงให้เห็นว่า แม้ว่าขีปนาวุธส่วนใหญ่ของอิหร่านจะถูกทำลายหรือเข้าถึงไม่ได้แล้ว แต่เตหะรานยังคงมีขีปนาวุธจำนวนมาก และอาจสามารถกู้คืนขีปนาวุธที่ถูกฝังหรือเสียหายบางส่วนได้เมื่อการสู้รบยุติลง

ข้อมูลข่าวกรองนี้ขัดแย้งกับคำกล่าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า อิหร่านมี "จรวดเหลืออยู่น้อยมาก" เขายังดูเหมือนจะยอมรับถึงภัยคุกคามจากขีปนาวุธและโดรนที่เหลืออยู่ของอิหร่านต่อปฏิบัติการใดๆ ของสหรัฐฯ ในอนาคตเพื่อปกป้องช่องแคบฮอร์มุซซึ่งมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ

รอยเตอร์รายงานเป็นครั้งแรกว่า เขากำลังพิจารณาว่าจะยกระดับความขัดแย้งโดยการส่งกองกำลังสหรัฐฯ ไปยังชายฝั่งอิหร่านตามแนวช่องแคบหรือไม่

“ปัญหาเกี่ยวกับช่องแคบนี้คือ สมมติว่าเราทำได้ดีเยี่ยม เราบอกว่าเรายึดขีปนาวุธของพวกเขาได้ 99% แต่ 1% นั้นรับไม่ได้ เพราะ 1% นั้นหมายถึงขีปนาวุธที่พุ่งเข้าใส่ตัวเรือที่ราคาพันล้านดอลลาร์” ทรัมป์กล่าวในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่ถ่ายทอดทางโทรทัศน์เมื่อวันพฤหัสบดี

เมื่อถูกถามถึงความคิดเห็น เจ้าหน้าที่เพนตากอนกล่าวว่า การโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านลดลงประมาณ 90% นับตั้งแต่เริ่มสงคราม เจ้าหน้าที่ระดับสูงกล่าวเพิ่มเติมว่า กองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ "ได้สร้างความเสียหายหรือทำลายโรงงานผลิตขีปนาวุธ โดรน และเรือรบ รวมถึงอู่ต่อเรือของอิหร่านไปแล้วกว่า 66%"

ทำเนียบขาวไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอความคิดเห็นในทันที

นายเซธ มอลตัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต อดีตนาวิกโยธินที่เคยประจำการในอิรัก 4 ครั้ง ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลการตรวจสอบของรอยเตอร์ แต่เขาโต้แย้งคำกล่าวอ้างของทรัมป์เกี่ยวกับผลกระทบของสงครามต่อคลังอาวุธของอิหร่าน

"ถ้าอิหร่านฉลาด พวกเขาคงรักษาสมรรถนะบางส่วนไว้ – พวกเขาไม่ได้ใช้ทุกอย่างที่มี และพวกเขากำลังซุ่มรออยู่" มอลตันกล่าว

ขีปนาวุธของอิหร่านเป็นเป้าหมายสำคัญของสหรัฐฯ

รัฐบาลทรัมป์กล่าวว่ามีเป้าหมายที่จะทำให้กองทัพอิหร่านอ่อนแอลงโดยการจมเรือรบ ทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธและโดรน และทำให้แน่ใจว่าสาธารณรัฐอิสลามจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ กล่าวว่าปฏิบัติการของตน ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า "Epic Fury" นั้น เป็นไปตามกำหนดการหรือเร็วกว่าแผนที่วางไว้ก่อนเริ่มการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอลในวันที่ 28 กุมภาพันธ์

การโจมตีของสหรัฐฯ ได้ทำลายเป้าหมายทางทหารของอิหร่านไปแล้วกว่า 10,000 แห่ง ณ วันพุธ และตามรายงานของกองบัญชาการกลาง ได้จมเรือรบขนาดใหญ่ของกองทัพเรืออิหร่านไปแล้ว 92 เปอร์เซ็นต์ กองทัพสหรัฐฯ ได้เผยแพร่ภาพที่แสดงให้เห็นการโจมตีโรงงานผลิตอาวุธของอิหร่าน และเน้นย้ำว่าไม่ได้มุ่งเป้าไปที่คลังขีปนาวุธและโดรนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมที่ผลิตอาวุธเหล่านั้นด้วย

อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการกลางปฏิเสธที่จะระบุอย่างแน่ชัดว่าขีดความสามารถด้านขีปนาวุธหรือโดรนของอิหร่านถูกทำลายไปมากน้อยเพียงใด

แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่าส่วนหนึ่งของปัญหาคือการหาจำนวนขีปนาวุธของอิหร่านที่ถูกเก็บไว้ในบังเกอร์ใต้ดินก่อนเริ่มสงคราม สหรัฐฯ ยังไม่ได้เปิดเผยการประเมินขนาดคลังขีปนาวุธของอิหร่านก่อนสงคราม

เจ้าหน้าที่ทหารอิสราเอลกล่าวว่า อิหร่านมีขีปนาวุธข้ามทวีป 2,500 ลูกที่สามารถโจมตีอิสราเอลได้ก่อนสงคราม เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของอิสราเอลกล่าวว่า ฐานยิงขีปนาวุธกว่า 335 แห่งถูก "ทำลาย" แล้ว ซึ่งคิดเป็น 70% ของศักยภาพการยิงของอิหร่าน

เจ้าหน้าที่อิสราเอลยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะว่าพวกเขาเชื่อว่าอิหร่านยังคงครอบครองขีปนาวุธอยู่จำนวนเท่าใด เป็นการยอมรับกันภายในว่า การกำจัดขีดความสามารถส่วนสุดท้ายของอิหร่าน ซึ่งพวกเขาประเมินว่าเหลืออยู่ราว 30% นั้น จะเป็นภารกิจที่ทำได้ยากยิ่งกว่าส่วนที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด

อิหร่านยังคงระดมยิงโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน

แม้จะเผชิญกับการโจมตีตอบโต้จากสหรัฐฯ อย่างหนักหน่วงและต่อเนื่อง แต่อิหร่านก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขายังไม่ได้ขาดแคลนอาวุธแต่อย่างใด

โดยเฉพาะเมื่อวันพฤหัสบดีเพียงวันเดียว กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระบุว่า อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธวิถีโค้งจำนวน 15 ลูก พร้อมด้วยโดรนอีก 11 ลำ เข้าใส่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถใหม่ๆ สัปดาห์ที่แล้วกองกำลังอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธระยะไกลเป็นครั้งแรก โดยมีเป้าหมายที่ฐานทัพร่วมสหรัฐฯ-อังกฤษ ดิเอโก การ์เซีย ในมหาสมุทรอินเดีย

นิโคล กราเจฟสกี ผู้เชี่ยวชาญด้านกองกำลังขีปนาวุธของอิหร่านและกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งมหาวิทยาลัยไซแอนซ์โปในปารีส กล่าวว่า รัฐบาลทรัมป์อาจกล่าวเกินจริงถึงผลกระทบที่การโจมตีของสหรัฐฯ ต่อขีดความสามารถของอิหร่าน

เธอชี้ให้เห็นว่าอิหร่านยังคงสามารถโจมตีจากฐานทัพบิด คาเนห์ ซึ่งถูกทิ้งระเบิดอย่างหนักได้

"ข้อเท็จจริงที่ว่าพวกเขาสามารถทำเช่นนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ผมคิดว่าบ่งชี้ว่าสหรัฐฯ อาจกล่าวเกินจริงถึงความสำเร็จของการปฏิบัติการ" กราเจฟสกีกล่าว พร้อมเสริมว่าเธอเชื่อว่าอิหร่านยังคงมีขีดความสามารถด้านขีปนาวุธประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์

กราเจฟสกีกล่าวว่าอิหร่านมีสิ่งอำนวยความสะดวกใต้ดินขนาดใหญ่มากกว่าสิบแห่งที่สามารถเก็บเครื่องยิงและขีปนาวุธได้ พร้อมเสริมว่า "คำถามสำคัญคือ สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้พังทลายลงแล้วหรือไม่"

อุโมงค์ของอิหร่าน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ รายหนึ่งแสดงความสงสัยเกี่ยวกับความสามารถของสหรัฐฯ ในการประเมินขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่านได้อย่างแม่นยำ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่ชัดเจนว่ามีขีปนาวุธจำนวนเท่าใดที่อยู่ใต้ดินและสามารถเข้าถึงได้ในทางใดทางหนึ่ง “ผมไม่รู้ว่าเราจะได้ตัวเลขที่แม่นยำหรือไม่” เจ้าหน้าที่กล่าว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ ยอมรับถึงความท้าทายที่เกิดจากอุโมงค์ของอิหร่านในคำกล่าวเมื่อวันที่ 19 มีนาคม โดยกล่าวว่า “อิหร่านเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ และเช่นเดียวกับฮามาสและอุโมงค์ของพวกเขา (ในฉนวนกาซา) พวกเขาได้ทุ่มความช่วยเหลือ การพัฒนาเศรษฐกิจ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทั้งหมดไปกับการสร้างอุโมงค์และจรวด”

“แต่เรากำลังไล่ล่าพวกเขาอย่างเป็นระบบ โหดเหี้ยม และอย่างท่วมท้น ในแบบที่ไม่มีกองทัพใดในโลกทำได้ และผลลัพธ์ก็บ่งบอกได้ด้วยตัวเอง” เขากล่าวโดยไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเปอร์เซ็นต์ของขีปนาวุธหรือโดรนที่ถูกทำลาย

(Google Translate)



"Boycott Apartheid Israel!!!" ในกรุงโตเกียว คนญี่ปุ่นกำลังรณรงค์ให้ช่วยกัน บอยคอต บริษัทญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจกับอิสราเอล รวมทั้งบริษัทอเมริกันในญี่ปุ่นด้วย







การประท้วงล่าสุดในชินจูกุ

การเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง: สถานีชินจูกุเป็นศูนย์กลางหลักของการชุมนุมเหล่านี้ ตลอดเดือนมีนาคม 2026 ผู้ประท้วงได้รวมตัวกันที่นั่นบ่อยครั้งเพื่อเรียกร้องให้บอยคอตอิสราเอลและประท้วงความสัมพันธ์ของบริษัทและกองทัพญี่ปุ่นกับผู้รับเหมาด้านกลาโหมของอิสราเอล

คำขวัญและหัวข้อ: คำขวัญและป้ายที่ใช้กันทั่วไปในการเดินขบวนในชินจูกุ ได้แก่ "คว่ำบาตรอิสราเอลที่แบ่งแยกสีผิว" "ปลดปล่อยปาเลสไตน์" และ "หยุดการแบ่งแยกทางเทคโนโลยีระหว่างญี่ปุ่นและอิสราเอล"

วาทกรรมดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ หลังจากการทวีความรุนแรงของความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งเริ่มต้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ผู้ประท้วงในชินจูกุเรียกร้องโดยเฉพาะให้รัฐบาลญี่ปุ่นหยุดการจัดซื้อโดรนโจมตีที่ผลิตโดยอิสราเอล (เช่น โดรนจากบริษัท Elbit Systems)

การชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภา: เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (25 มีนาคม 2026) การชุมนุมต่อต้านสงครามครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปีได้เกิดขึ้นนอกอาคารรัฐสภาในโตเกียว มีผู้คนประมาณ 24,000 คนมารวมตัวกันเพื่อต่อต้านสงครามที่กำลังดำเนินอยู่และเรียกร้องให้มีการหยุดยิง

การรวมกลุ่ม: การเดินขบวนมักจัดโดยกลุ่มพลเมืองญี่ปุ่นหลายกลุ่มรวมกัน เช่น เครือข่ายต่อต้านการค้าอาวุธของญี่ปุ่น (NAJAT) และ BDS Japan Bulletin ซึ่งมักมีชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นเข้าร่วมด้วย

ย่านชินจูกุยังคงเป็น "สมรภูมิ" สำคัญสำหรับการประท้วงเหล่านี้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ผู้คนทั้งในท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นได้ชัดเจน

การเคลื่อนไหวคว่ำบาตรในญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เห็นได้จากการประท้วงเมื่อเร็วๆ นี้ในชินจูกุและทั่วโตเกียว กำลังมุ่งเป้าไปที่บริษัทญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงหลายแห่งและแบรนด์ต่างประเทศที่มีการดำเนินงานสำคัญในญี่ปุ่น

เมื่อเร็วๆ นี้ จุดสนใจของการคว่ำบาตรเหล่านี้ได้เปลี่ยนไปสู่บริษัทที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศ เนื่องจากความขัดแย้งในภูมิภาคทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงต้นปี 2026

เป้าหมายหลักในญี่ปุ่น

บริษัท FANUC: ปัจจุบันนี่เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่โดดเด่นที่สุดในญี่ปุ่น นักเคลื่อนไหว รวมถึง BDS Japan Bulletin ได้กำหนดเป้าหมายไปที่ FANUC เนื่องจากมีรายงานว่าหุ่นยนต์อุตสาหกรรมของบริษัทถูกใช้โดยผู้รับเหมาด้านการป้องกันประเทศของอิสราเอล Elbit Systems ในการผลิตกระสุนปืนใหญ่ขนาด 155 มม.

บริษัท ITOCHU และ Marubeni: บริษัทการค้าขนาดใหญ่ (sogo shosha) เหล่านี้เคยตกเป็นเป้าหมายของการคว่ำบาตรมาแล้วในอดีตเนื่องจากบันทึกความเข้าใจ (MoU) ในอดีตกับบริษัทด้านการป้องกันประเทศของอิสราเอล แม้ว่าจะมีรายงานว่าความสัมพันธ์บางส่วนถูกตัดขาดไปแล้วในช่วงปลายปี 2024 และ 2025 แต่ผู้ประท้วงยังคงเฝ้าติดตามความเกี่ยวข้อง "ทางอ้อม" ในด้านโลจิสติกส์ทางทหารอยู่

ผู้รับเหมาด้านกลาโหม: แม้จะไม่ใช่แบรนด์เดียว แต่เครือข่ายต่อต้านการค้าอาวุธของญี่ปุ่น (NAJAT) กำลังผลักดันอย่างหนักเพื่อป้องกันไม่ให้กระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นซื้อ "โดรนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ซึ่งนำไปสู่แรงกดดันอย่างมากต่อบริษัทเทคโนโลยีของญี่ปุ่นที่อาจร่วมมือกับ Israel Aerospace Industries (IAI) หรือ Elbit Systems ในการประมูลโดรนภายในประเทศ

แบรนด์ต่างประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายในญี่ปุ่น

ผู้ประท้วงในชินจูกุมักใช้ "รายชื่อคว่ำบาตร" ที่รวมถึงแบรนด์ระดับโลกที่มีฐานการดำเนินงานขนาดใหญ่ในญี่ปุ่น:

เทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์: Microsoft (รวมถึง Xbox), Intel และ HP อยู่ในรายชื่อคว่ำบาตรปี 2026 เนื่องจากให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีและเทคโนโลยีการเฝ้าระวังแก่รัฐบาลอิสราเอล

สินค้าอุปโภคบริโภค: แบรนด์อย่าง McDonald’s, Burger King, Starbucks และ Pampers มักตกเป็นเป้าหมายของการรณรงค์ "แจกใบปลิว" ในชินจูกุและชิบูย่า

โครงสร้างพื้นฐานและเครื่องจักร: บริษัท Caterpillar (CAT), JCB และ Volvo ถูกกำหนดเป้าหมายโดยเฉพาะ เนื่องจากมีหลักฐานว่าเครื่องจักรหนักของบริษัทเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในเขตเวสต์แบงก์

ความสำเร็จที่โดดเด่นล่าสุดของผู้ประท้วง

ความคืบหน้าสำคัญประการหนึ่งที่รายงานในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 คือการถอนตัวของบริษัท Israel Aerospace Industries (IAI) จากการประมูลจัดซื้อโดรนของรัฐบาลญี่ปุ่น เหตุการณ์นี้ได้รับการมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นชัยชนะของขบวนการ "พลังประชาชน" ในท้องถิ่น ซึ่งใช้วิธีการอดอาหารและการชุมนุมประท้วงแทบทุกวันบริเวณด้านนอกกระทรวงกลาโหม เพื่อทำให้ความร่วมมือดังกล่าวกลายเป็นเรื่องที่ไม่อาจดำเนินต่อไปได้ในทางการเมืองสำหรับรัฐบาลของนางซานาเอะ ทาคาอิจิ



คำพูดเพียงประโยคเดียวจากโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วภูมิทัศน์ทางการเมืองระหว่างประเทศ ขณะที่กำลังยกย่องผู้นำซาอุดีอาระเบีย ทรัมป์ได้กล่าวคำพูดที่ตรงไปตรงมาและก่อให้เกิดความขัดแย้งทันที ซึ่งขณะนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วโลกแล้ว







https://x.com/kmbiamnozie/status/2037889044223566286/



Kelechi DonPido
@kmbiamnozie
ผมได้ให้การสนับสนุน Donald Trump อย่างแข็งขันมาตั้งแต่ต้นโดยปราศจากความลังเลใดๆ ทว่าช่วงเวลาเช่นนี้กลับทำให้ผมต้องหยุดชะงักและทบทวน

เขาพูดแบบนั้นจริงๆ หรือ? ที่ว่า MBS เป็นพวก "เลียก้น" (asslicker)?

ถึงกับเอ่ยถึง Mohammed bin Salman มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ด้วยถ้อยคำในลักษณะเช่นนั้นเชียวหรือ? ประเทศซึ่งมีบทบาทสำคัญในตลาดพลังงานโลก และมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอันยาวนานกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อค่าเงินดอลลาร์และระบบการเงินโลก?

เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของตัวบุคคลเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องของท่าทีทางการเมือง เรื่องของการทูต และเรื่องของความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างชาติ

เพราะถ้อยคำที่เปล่งออกมาจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้ดำรงตำแหน่งอยู่นั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่เสียงสะท้อนเท่านั้น หากแต่ยังทำหน้าที่เป็น "สัญญาณ" ส่งตรงไปยังเหล่าพันธมิตร ไปยังคู่ปรปักษ์ และไปยังประชาคมโลกทั้งมวล

และเมื่อน้ำเสียงเหล่านั้นแปรเปลี่ยนไปสู่ความหยาบกระด้างและเจาะจงตัวบุคคลมากยิ่งขึ้น มันย่อมก่อให้เกิดคำถามตามมา มิใช่เพียงแค่เรื่องของเจตนาเท่านั้น หากแต่รวมถึงเรื่องของผลลัพธ์ที่จะตามมาด้วย

เราเคยเห็นความกล้าหาญชาญชัยของเขามาก่อน เราเคยเห็นความคาดเดาไม่ได้ในตัวเขา แต่ทว่ามันมีเส้นแบ่งบางๆ กั้นอยู่ระหว่างการสร้างความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉมหน้า (disruption) กับการบั่นทอนเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของตำแหน่งประธานาธิบดี

และเมื่อเส้นแบ่งดังกล่าวเริ่มเลือนรางลง แม้แต่เหล่าผู้สนับสนุนเองก็ยังต้องตั้งคำถามขึ้นมาว่า:

สิ่งที่เรากำลังประจักษ์แก่สายตานี้ แท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่?

ถึง MBS... โลกทั้งใบกำลังจับตามองอยู่


‘MBS Would Be Kissing My A*S!’: Trump ‘INSULTS’ Saudi Crown Prince In Iran Speech

Time of India

Mar 28, 2026 

A single explosive line from Donald Trump has sent shockwaves across the geopolitical landscape. While praising Saudi leadership, Trump abruptly delivered a blunt and controversial remark that has now gone viral worldwide. The comment comes at a critical moment, as tensions linked to Iran continue to rise and alliances in the Middle East face fresh uncertainty. Watch

https://www.youtube.com/watch?v=PauEV8xNqao



บันทึกความเถื่อนของทหารอิสราเอล IDF จงใจ "กำจัด" นักข่าว เป็นเหตุให้นักข่าวชาวเลบานอนเสียชีวิต 2 คน - นักข่าว CNN(ค่อนข้างโปรอิสราเอล)ก็ยังถูกคุกคาม