วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 08, 2569

คุณครู แก้วใส - กชกร บัวล้ำล้ำ จาก ณ แห่งหนึ่งของริมฝั่งแม่น้ำโขง มองการเมืองไทย การเลือกตั้งครั้งนี้ ขาด (so clearly !)


ลาวเด้อ
15 hours ago
·
แก้วใส - กชกร บัวล้ำล้ำ, คุณครูจาก ณ แห่งหนึ่งของริมฝั่งแม่น้ำโขง

• เมื่อพูดถึงการเลือกตั้ง คุณนึกถึงอะไร

“แก้วเห็นว่ามันคือการตัดสินใจครั้งสำคัญ เพื่อเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างค่ะ มันคือโอกาสที่จะคืนสิทธิพื้นฐานและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับคนทุกภูมิภาคอย่างเท่าเทียม ครั้งนี้เราไม่ได้สู้กันแค่เรื่องนโยบายขายฝัน แต่มันคือการสู้ด้วยบทเรียนที่เราได้เห็นความจริงมาตลอดหลายปี เราเห็นคนหนุ่มสาวและคนทำงานทั่วประเทศเริ่มตื่นตัวที่จะไม่ยอมให้เสียงของตัวเองถูกแช่แข็งไว้อีกต่อไป ที่สำคัญคือเราไม่อยากเห็นการใช้อำนาจผ่านกลไกที่อ้างความอิสระ แต่กลับลงมาแทรกแซงหรือบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนครั้งแล้วครั้งเล่า จนกลายเป็นวงจรที่ทำให้การเมืองเดินต่อไม่ได้”

• คิดอย่างไรกับการเมืองในช่วงนี้

“ห้วงเวลานี้น่ะหรอ It’s a chaotic symphony มาก คือมันเป็นเหมือนวงดนตรีที่เล่นมั่วซั่วแต่น่าลุ้นมาก (หัวเราะ) มองว่าตอนนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องพรรคกูพรรคมึง หรือศึกสามก๊ก แต่มันคือการสู้กันระหว่าง ฟากฝันที่อยากเห็นโครงสร้างประเทศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กับฝ่ายที่พยายามจะยื้อยุดความมั่นคงในโลกใบเดิมเอาไว้ คือถ้าครั้งนี้เปลี่ยนไม่ได้ หรือการทำประชามติไม่สำเร็จ มันอาจจะเกิดสภาวะสิ้นหวัง ในสังคมได้เลย แต่ลึกๆ แก้วยังเชื่อในพลังของคนรุ่นใหม่และคนตัวเล็กตัวน้อยค่ะ ว่าครั้งนี้เราจะส่งเสียงได้ดังพอที่จะสั่นสะเทือนระบบที่มันนิ่งสนิทมานานได้ ยังไงก็เหอะอาจจะไม่ได้เห็นความสำเร็จในร้อยปีนี้ โห ทำไมมองโลกในแง่ร้ายจัง แต่ถ้าเห็นไวกว่านั้นก็อยากเห็นนะ ฮ่า”

• ความหวังกับการเลือกตั้งที่จะมาถึงในปี 2569

“ถ้าเป็นประชาธิปไตยจริงๆ เราก็ควรเคารพเสียงของประชาชนให้มันเป็นไปตามวิถีทางของมัน ความหวังปีนี้เลยมีแค่อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นในเสียงของตัวเอง กล้าที่จะยืนหยัดพูดในสิ่งที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าจะเจอตุลาการภิวัฒน์ มาหักหลังคะแนนเสียงเราอีก แค่ให้เสียงประชาชนมันศักดิ์สิทธิ์จริงๆ”

“แก้วบ่ได้หวังว่าตื่นมาพรุ่งนี้บ้านเฮาสิกลายเป็นสวิตเซอร์แลนด์ทันที แต่ที่หวังอีหลีคือตื่นมาแล้วขอให้เฮาบ่ต้องรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในกรงที่ชื่อว่า อดีต แก้วบ่อยากตื่นมาเจอรัฐธรรมนูญฉบับเดิมที่ให้อำนาจคนกลุ่มหนึ่งมาสั่งจำกัดสิทธิใครก็ได้ตามใจชอบ หรือเห็นองค์กรอิสระที่ขยันเฮ็ดทุกอย่าง ยกเว้นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับชาวบ้าน”

• หลังการเลือกตั้งครั้งนี้ อยากเห็นอีสานเป็นไปในทิศทางไหน

“แก้วเชื่อมั่นในพี่น้องอีสานและคนทั่วประเทศจริงๆ ค่ะ ว่ารอบนี้เราจะเลือกคนเข้ามาเพื่อลบวาทกรรมดูถูกที่ว่าชาวบ้านโง่ ให้มันจบไปสักที เพราะความจริงคือพวกเราสู้ยิบตามาตลอดด้วยสายเลือดนักสู้ และคนอีสานเองก็แทรกซึมอยู่ทุกที่ เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนประเทศนี้ในทุกมิติ แก้วจึงอยากเห็นอีสานเป็นบ้านที่น่าอยู่จริงๆ จนคนหนุ่มสาวไม่ต้องหนีไปไหนอีก อยากให้พวกเขาได้กลับมาสร้างบ้านเกิดด้วยความเชื่อมั่นว่า อยู่ที่นี่ก็รวยได้ อยู่ที่นี่ก็เท่ได้ โดยไม่ต้องรอปาฏิหาริย์หรือรอเศษเงินจากใคร”

“แก้วแค่อยากเห็นการเมืองที่เป็นของประชาชนและเอื้อต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมเท่าที่มันจะเท่าเทียมให้ได้ เพื่อให้พี่น้องเราที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ได้กลับมาสร้างอนาคตและลืมตาอ้าปากที่บ้านเกิดเราได้จริงๆ”

• ภาพอีสานในฝัน

“ความสุขที่ง่ายที่สุดของแก้วคือการได้นั่งกินข้าวเหนียวจ้ำปลาแดกกับพ่อแม่ที่บ้าน ออกไปเดินทุ่งนาในวันที่ไม่ต้องมีเรื่องให้ต้องกังวลใจ แต่น่าเศร้าที่ความเรียบง่ายแค่นี้ กลับกลายเป็นฝันที่แสนแพง สำหรับชีวิตแรงงานที่ต้องทิ้งบ้านทิ้งลูกหลานไป เพียงเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจมันบีบให้เราไม่มีทางเลือก”

“ในวันที่การเมืองเป็นของประชาชนจริงๆ วันที่อำนาจเราไม่โดนยื้อแย่งไปหน้าด้านๆ แก้วอยากเห็นนักเรียนทุกคนมีทุนเรียน ได้กินข้าวโรงเรียนที่อร่อยและมีคุณภาพ ลูกหลานเราไม่ต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นคนรับใช้ในค่ายทหาร แต่มีงานที่ดีทำ มีศักดิ์ศรี และได้กลับมานอนหลับสบายในอ้อมกอดคนที่รักที่บ้านเกิดเราเอง”

“แก้วแค่ต้องการระบบที่อนุญาตให้คนอีสานได้ใช้ชีวิตแบบมนุษย์ปกติ มีอนาคตที่เท่ได้โดยไม่ต้องทิ้งรากเหง้า ซึ่งความจริงแล้ว นี่ไม่ใช่แค่ความฝันของคนภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งหรอก แต่มันคือสิทธิพื้นฐานที่ควรจะเป็นฝันที่เป็นจริง สำหรับชีวิตของทุกคนในประเทศนี้ค่ะ”

https://www.facebook.com/photo/?fbid=892718600393372&set=a.109513405380566



เว็บไซต์ของบันทึก 6 ตุลา ยังถูกโจมตี ถูกแฮ็คจากนอกประเทศทุกวัน เฉพาะเช้านี้ 70 ครั้ง ถ้ารวมตั้งแต่กลางเดือนที่ผ่านมา ก็เกินหมื่นครั้งแล้ว -- จะเอาอะไรกันนักหนากับเว็บไซต์ที่บรรจุข้อมูลประวัติศาสตร์ ฝ่ายขวาไทยจิตใจคับแคบเหลือเกิน จะไม่ยอมให้มีพื้นที่ของข้อมูลที่แตกต่างจากอุดมการณ์หลักของรัฐบ้างเลยหรือ ใช้เงินภาษีของประชาชนมาทำเรื่องแบบนี้ทำไมกัน

https://www.facebook.com/photo?fbid=26165705593053519&set=a.138005429583558


เมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกป่วนสะเทือนไทย โจทย์หินอะไรบ้างที่รอลับฝีมือรัฐบาลชุดใหม่



เมื่อภูมิรัฐศาสตร์โลกป่วนสะเทือนไทย โจทย์หินอะไรบ้างที่รอลับฝีมือรัฐบาลชุดใหม่


จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
7 กุมภาพันธ์ 2026

"เราทราบดีว่าระเบียบแบบเดิมไม่กลับมาอีกแล้ว" นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ แห่งแคนาดากล่าวในงานประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

ถือได้ว่าสุนทรพจน์ของผู้นำประเทศอำนาจขนาดกลาง (middle power) ในครั้งนี้ ได้เขย่าให้โลกเห็นว่าระเบียบโลกเสรีนิยมที่ร้อยรัดประเทศต่าง ๆ เอาไว้ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เคยตกลงกันกำลังแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งดูเหมือนว่าประเทศมหาอำนาจหลัก ๆ จะไม่ถูกจำกัดหรือควบคุมโดยสิ่งใดอีกต่อไป และกลายเป็นผู้ทำลายระเบียบโลกเหล่านี้เสียเอง

"เหล่ามหาอำนาจเริ่มใช้การบูรณาการทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ ใช้ภาษีนำเข้าในการสร้างความได้เปรียบ ใช้โครงสร้างทางการเงินเป็นเครื่องมือบีบบังคับ ใช้สายการผลิตเป็นจุดอ่อนที่ถูกเอาเปรียบ" เขากล่าว

ประเทศมหาอำนาจมักหมายถึงสมาชิกถาวรในคณะรัฐมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ขณะที่ประเทศอำนาจกลางนำโดยชาติที่มีอิทธิพลต่อการเมืองโลกอย่างมาก แม้มีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่าประเทศมหาอำนาจ เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย อาร์เจนตินา เกาหลีใต้ และบราซิล

นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่าสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย กำลังพยายามสร้างระเบียบโลกใหม่ ซึ่งส่งแรงกระเพื่อมต่อยุโรปและมหาอำนาจระดับภูมิภาคอื่น ๆ อยู่ในขณะนี้

บีบีซีไทยพูดคุยกับสองผู้เชี่ยวชาญเพื่อวิเคราะห์ว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหนท่ามกลางความปั่นป่วนของภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลก และมีโจทย์หินอะไรบ้างที่รัฐบาลใหม่ต้องเจอทันที เมื่อพวกเขาเข้าบริหารประเทศ ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะชนะการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จก็ตาม

ระเบียบโลกเก่าที่นำโดยสหรัฐฯ กำลังสิ้นสุดลง

ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า หากคิดว่าความปั่นป่วนของภูมิรัฐศาสตร์เป็นเรื่องไกลตัวจากไทย ถือว่านั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด

เขาอธิบายว่านับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกก็อยู่ในระเบียบโลกเสรีนิยมซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นแกนนำ และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดกติกาสากล ตลอดจนการจัดตั้งองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อใช้เป็นกลไกบริหารจัดการปัญหาและความร่วมมือในระดับโลก

ระเบียบดังกล่าวยังถูกคาดหวังให้ทำหน้าที่ธำรงสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ลดความเสี่ยงของการเกิดสงครามขนาดใหญ่ และสร้างเสถียรภาพให้กับระบบโลกโดยรวม แต่ปัจจุบันกลับพบว่าระเบียบโลกเสรีนิยมกำลังอยู่ในภาวะสั่นคลอนและอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน เนื่องจากสหรัฐฯ เริ่มมีท่าทีละเมิดกฎเกณฑ์ที่ตนเองเคยมีบทบาทในการสร้างขึ้น และถอนตัวออกจากองค์การระหว่างประเทศหลายแห่ง เนื่องจากยึดถือผลประโยชน์ของชาติตนเองเป็นหลักภายใต้นโยบาย America First (อเมริกาต้องมาก่อน)

"การเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลก มันเกิดขึ้นมาระยะยาวแล้ว จากการที่มีจีนขึ้นมาเป็นมหาอำนาจควบคู่กับสหรัฐฯ" ผศ.ดร.ธีวินท์ กล่าว "ระเบียบโลกเก่าที่นำโดยสหรัฐฯ กำลังสิ้นสุดลงก็จริง แต่จะพูดว่ามันถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงเลยหรือเปล่า มันก็ไม่ถึงขนาดนั้น"

ผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาฯ กล่าวต่อว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากระเบียบโลกเสรีนี้อย่างมาก โดยเฉพาะในด้านมิติเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงระหว่างประเทศ เนื่องจากระเบียบดังกล่าวสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและการเชื่อมโยงของไทยกับระบบโลกมาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ


นักวิเคราะห์หลายคนเห็นตรงกันว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้สั่นคลอนระเบียบโลกมากกว่าผู้นำสหรัฐฯ คนอื่น ๆ นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

เขาชี้ว่าประโยชน์หลัก ๆ ที่ไทยได้รับ คือ ระบบเศรษฐกิจแบบเปิดซึ่งเป็นหัวใจของโลกเสรี โดยไทยพึ่งพาการนำเข้าและส่งออกสินค้า รวมถึงเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติมาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นหากระเบียบเดิมพังทลายลงและสถานการณ์โลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียดจนประเทศต่าง ๆ เกิดการเผชิญหน้าทางการทหาร ไทยย่อมถูกกดดันให้ต้องเลือกข้าง ซึ่งย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถของไทยในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและรักษาความเชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โลกที่แบ่งออกเป็นหลายขั้วส่งผลต่อการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลกที่ไทยเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไร

รศ.ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) บอกกับบีบีซีไทยว่าท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเกิดขึ้น ทำให้ห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) เข้าไปเกี่ยวข้องในลักษณะพวกพ้องของตัวเองมากขึ้น (friend-shoring) ส่งผลให้เกิดทั้งข้อเสียเปรียบและความท้าทายต่อประเทศไทย

เธอกล่าวต่อว่า ปัจจุบันมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาซึ่งเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 19% แม้จะมีข้อยกเว้นด้านภาษีในสินค้าบางรายการ แต่ก็ทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงและทำให้ความต้องการจากตลาดในสหรัฐฯ ลดลง โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ข้าว อาหารทะเลแช่แข็ง ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ชุดชั้นใน และผลิตภัณฑ์จากยางพารา

ขณะเดียวกัน สินค้าที่ยังส่งออกไปสหรัฐฯ ได้ดี คือพวกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากมีหลายตัวที่ได้รับการยกเว้นภาษี และสินค้าประเภทนี้ที่ส่งออกจากไทยก็อยู่คนละตำแหน่งกับสหรัฐฯ ซึ่งสินค้าของสหรัฐฯ อยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่มีความล้ำสมัยหรือใช้วิทยาการทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากกว่า

เมื่อมองไปยังจีน ไทยก็ส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมไปยังประเทศนี้ยากขึ้น เนื่องจากจีนเองมีกำลังผลิตล้นเหลือภายในประเทศ และพยายามเร่งระบายสินค้ายังตลาดใหม่ ๆ ขณะเดียวกัน แม้ว่าสินค้าเกษตรของไทยหลายชนิดยังส่งออกไปจีนได้ แต่ก็ส่งออกได้น้อยลงกว่าเดิม เนื่องจากมีปัญหาเรื่องสุขอนามัย และกำลังเผชิญกับคู่แข่งที่เข้ามาแย่งตลาดมากขึ้น



ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. กล่าวต่อว่าในช่วง 2-3 เดือนล่าสุด ไทยนำเข้าสินค้าจากทั้งจีนและไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างมากจนส่งผลให้ประเทศอยู่ในสภาวะขาดดุลทางการค้า โดยสินค้าหลัก ๆ ที่นำเข้ามา ได้แก่ สินค้าสำเร็จรูปที่จีนผลิตเสร็จแล้ว แต่ไม่สามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้เหมือนเคย จึงผลักออกมายังตลาดอื่นรวมถึงไทย เพื่อกระจายความเสี่ยง (diversify) นอกจากนี้ ผู้ประกอบการในจีนและไต้หวันยังย้ายฐานการผลิตมายังไทยเพื่อหลบเลี่ยงผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ จึงเกิดการนำเข้าสินค้าขั้นกลาง (intermediate product) เพื่อนำมาผลิตต่อ เช่น การผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) หรือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่ข้อกังวลเรื่องการใช้ไทยเป็นทางผ่านสินค้า (transshipment) ในขณะนี้

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นกับภูมิรัฐศาสตร์ยังส่งผลให้ราคาโภคภัณฑ์ผันผวน โดยเฉพาะโลหะมีค่า เช่น ทอง เงิน ทองแดง ฯลฯ ประกอบกับแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนลงก็ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท ทำให้ผู้ประกอบการไทยบริหารจัดการต้นทุนและราคายากขึ้น

ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในเวทีโลก ยังทำให้การเดินหน้าความตกลงพหุภาคี (multilateral) และ การเปิดเสรีทางการค้าระหว่างกลุ่มประเทศที่มีแนวคิดที่สอดคล้องกันเพียงบางกลุ่ม (plurilateral liberalization) ใหม่ ๆ เกิดได้ยากขึ้น นั่นหมายถึงเป้าหมายของไทยในการขยายหาตลาดใหม่ในวงกว้างเพื่อกระจายความเสี่ยงก็จะช้าลงตามไปด้วย

"มันเป็นข้อเสียเปรียบจากการที่เกิดสงครามการค้าขึ้น เกิดภูมิรัฐศาสตร์แบบนี้ขึ้น แล้วก็เกิดการเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานที่พยายามเข้าไปเกี่ยวเนื่องกับคนที่อยู่ในฝ่ายของตนเองมากขึ้น" รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าว



แม้ฟังดูแล้วประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาและความท้าทายที่ใหญ่มากจากผลกระทบด้านภูมิรัฐศาสตร์ในระดับโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์รายนี้ชี้ให้เห็นว่ายังมีโอกาสสำหรับประเทศอยู่ด้วย หากรัฐบาลใหม่สามารถปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์และเตรียมพร้อมรับมือได้ทัน

รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวว่าท่ามกลางความปั่นป่วน ไทยกำลังได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานผลิตของผู้ประกอบการที่อยู่ในจีน ไต้หวัน สหรัฐฯ สิงคโปร์ และญี่ปุ่น มายังไทย เนื่องจากต้องการลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจ

เมื่อมองสถานการณ์ปัจจุบัน เห็นได้ว่าจากเดิมประเทศไทยเป็นเพียงฐานประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่มีความซับซ้อน แต่ตอนนี้ได้ขยับเข้าสู่การผลิตในระดับลึกขึ้น คือ อยู่ในระดับต้นน้ำและกลางน้ำ ยกตัวอย่างเช่นการผลิต PCB อุปกรณ์ที่ใช้ชิปเป็นส่วนประกอบ (IC Base) เครื่องแปลงไฟฟ้า เครื่องรับสัญญาณ ทรานซิสเตอร์ (transistor) และเซ็นเซอร์ (censor)

"เราเห็นโอกาสแน่ ๆ ว่าเรามีโอกาสเป็นฮับ (hub) ในการผลิตสินค้าตัวสำคัญในห่วงโซ่ แต่คนไทยจะเข้าไปได้แค่ไหน ?" รศ.ดร.จุฑาทิพย์ ตั้งคำถาม

ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. กล่าวต่อว่าท่ามกลางความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจโลก ทำให้ความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นเรื่องที่หลายประเทศให้ความสำคัญในอันดับต้น ๆ ดังนั้นนี่จึงเป็นโอกาสของไทยในฐานะผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญที่ควรฉวยไว้ หากต้องการกระจายสินค้าไปยังตลาดอื่น ๆ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรอุตสาหกรรม

3 โจทย์หินด้านเศรษฐกิจ-การค้า ที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญ

ท่ามกลางโลกที่แบ่งออกเป็นหลายขั้ว รศ.ดร.จุฑาทิพย์ ชี้ว่ามี 3 โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญทันทีเมื่อเริ่มบริหารประเทศ ได้แก่ การผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ การจัดการกับปัญหาเงินเฟ้อที่ยังหลุดกรอบ และการจัดการความไม่แน่นอนที่เกิดจากปัจจัยภายนอก

เมื่อต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยกรุงไทยคอมพาส (Krungthai Compass) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ 1.8% ชะลอตัวจากปีก่อนหน้า ทำให้อาจเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพี (GDP) ต่ำกว่า 2.0% ช้ากว่าในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน-6 (ASEAN-6)

ASEAN-6 หมายถึง บรูไน, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, และไทย

"จีดีพีเป็นงานหินของรัฐบาลที่ต้องแก้ไขให้เร็วที่สุด แต่รัฐบาลไม่ควรมองแค่การกระตุ้นระยะสั้น แต่ต้องสร้างนโยบายที่สนับสนุนการเติบโตของจีดีพีในระยะกลางและระยะยาวด้วย" รศ.ดร.จุฑาทิพย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ กล่าว

เมื่อดูเงินเฟ้อของไทยก็จะเห็นว่าหลุดกรอบเป้าหมายมาตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งมีสาเหตุปัจจัยภายนอกจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง เงินเฟ้อไทยกลับมาติดลบที่ 0.23-0.28% ซึ่งสะท้อนการขาดอุปสงค์ (demand) ภายในประเทศ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเร่งทำให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่เหมาะสม

ทั้งนี้ ในเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีอนุมัติเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไปสำหรับปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 1-3% ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

นอกจากนี้รัฐบาลยังต้องรับมือกับความผันผวนที่เกิดจากปัจจัยภายนอกซึ่งเห็นได้ว่าภูมิรัฐศาสตร์โลกกำลังปั่นป่วน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้า การลงทุน และค่าเงินบาท ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลย้อนกลับมาที่การเติบโตของเศรษฐกิจไทย

"จริง ๆ แล้วไม่ใช่ว่ารัฐบาลใหม่ต้องเหนื่อยแค่ใน 3 ด้านนี้เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องหนี้สาธารณะที่ใกล้ 70% มีปัญหาเรื่องหนี้ภาคครัวเรือนที่แม้ดีขึ้นแล้วจริง แต่ยังคงสูงกว่าประเทศอื่นอีก ไหนจะเรื่องทุนเทาอีก ที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งมือทำ" รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าว

โจทย์ยากต่อรัฐบาลใหม่ ไทยจะยืนอยู่อยู่จุดไหน หากเกิดสงครามในภูมิภาคที่นำโดยจีน ?



ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากจุฬาฯ กล่าวว่าไทยต้องพึ่งพิงทั้งจีนและสหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงและผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ แต่ในปัจจุบันเห็นได้ว่าสหรัฐฯ มีความไม่แน่ไม่นอน และมักใช้กำแพงภาษี รวมถึงเงื่อนไขต่าง ๆ มาบีบบังคับชาติอื่น ๆ เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ทำให้ไทยไม่สามารถพึ่งพิงสหรัฐฯ ได้อย่างสนิทชิดเชื้อได้อย่างแต่ก่อน

เมื่อหันกลับมามองที่จีนซึ่งไทยพึ่งพิงทางเศรษฐกิจอย่างมาก แต่ "เราก็ยังมีความหวาดระแวงหลายอย่างกับจีนเช่นเดียวกัน" และหลาย ๆ ครั้ง จีนเองก็ใช้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจมาบีบบังคับไทย เช่น กดดันว่าไทยต้องไม่มีท่าทีที่เอื้อให้กับไต้หวันและยึดถือนโยบายจีนเดียว ทั้งที่ไทยเองก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับไต้หวัน

"ผมคิดว่าแนวโน้มที่ชาติมหาอำนาจทั้งสองจะเข้ามากดดันหรือพยายามกดดันประเทศเล็ก ๆ มันจะมีมากขึ้น" ผศ.ดร.ธีวินท์ กล่าว

นักวิชาการจากจุฬาฯ มองว่าไม่ใช่เพียงเรื่องการค้าเท่านั้นที่รัฐบาลใหม่ต้องรับมือกับโจทย์หิน แต่เมื่อบทบาทของสหรัฐฯ ลดลงในภูมิภาคนี้และกำลังละเมิดระเบียบที่ตนเองเป็นผู้นำ เนื่องจากมุ่งเน้นผลประโยชน์ภายในประเทศแบบ 'อเมริกันเฟิสต์' (American First) เป็นหลัก สิ่งที่น่ากังวลคืออาจไม่มีฝ่ายที่เข้ามาถ่วงดุลอำนาจของจีนในภูมิภาคนี้

ผศ.ดร.ธีวินท์ กล่าวว่าฉากทัศน์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น คือ ภายใต้สภาวะเช่นนี้ จีนอาจมีความฮึกเหิมและกล้าใช้กำลังทหารเพื่อเผด็จศึกไต้หวันหรือทะเลจีนใต้ อันนำมาสู่การสั่นคลอนความมั่นคงของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างหนัก

แม้ไทยจะเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ไทยตั้งอยู่ในจุดที่เป็นฮับ (hub) หรือศูนย์กลางของภูมิภาค หากสงครามปะทุขึ้นในภูมิภาคนี้ มหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมต้องการเข้ามาเพิ่มกำลังหรือยึดพื้นที่นี้เพื่อเป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุง หรือสกัดกั้นไม่ให้อีกฝ่ายเข้ามายึดพื้นที่ไปก่อน ดังนั้นรัฐบาลใหม่จึงไม่สามารถนิ่งเฉยต่อฉากทัศน์นี้ได้ เพราะไทยมีโอกาสสูงที่จะถูกดึงเข้าไปสู่สมรภูมิโดยตรง


ปลายปี 2568 ไต้หวันนำเรือฟริเกตยามชายฝั่งลำใหม่พร้อมระบบขีปนาวุธเข้าประจำการ ท่ามกลางความตึงเครียดกับปักกิ่ง

ฉากทัศน์ที่ ผศ.ดร.ธีวินท์กล่าวไว้นี้ไม่ได้เกินจริง ปลายเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา จอห์น ซิมป์สัน บรรณาธิการข่าวการเมืองโลกจากบีบีซีนิวส์ ซึ่งผ่านการทำข่าวสงครามมา 40 ครั้ง จากประสบการณ์การทำงาน 60 ปี เขียนบทวิเคราะห์ไว้ว่าไฟสงครามที่ปะทุในปีที่ผ่านมานั้น "น่ากังวลอย่างยิ่ง" และทำให้ปี 2569 เป็นปีสำคัญที่ต้องจับตามอง

เขาบอกว่าจีนจะเติบโตและทรงอิทธิพลมากขึ้น และแผนการบุกยึดไต้หวันของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ท่ามกลางการแตกแยกกันระหว่างชาติยุโรปกับมหาอำนาจสหรัฐฯ และข้อตกลงหยุดยิงระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่เอื้อประโยชน์ให้กับชาติมหาอำนาจรัสเซียมากกว่า

"หากคุณคิดว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 จะเป็นการระดมยิงอาวุธนิวเคลียร์ใส่กัน คุณอาจคิดผิดถนัด เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่ามันจะเป็นการทำสงครามที่ใช้ทั้งกลยุทธ์การทูตและการทหารผสมผสานกัน ในสถานการณ์เช่นนี้ระบอบการปกครองแบบอัตตาธิปไตย ที่ผู้นำคนเดียวมีอำนาจตัดสินใจในทุกเรื่อง จะรุ่งเรืองเฟื่องฟูและอาจมีชัยชนะเหนือพันธมิตรชาติตะวันตก ซึ่งดูเหมือนว่าจะต้องถูกบีบให้แตกสลายไปในที่สุด และกระบวนการที่ว่านี้ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว" จอห์น ซิมป์สัน วิเคราะห์

ด้วยฉากทัศน์เช่นนี้ ผศ.ดร.ธีวินท์ ผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาฯ กล่าวว่า "ยุทธศาสตร์ของไทย คือ จะทำอย่างไรให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในการยับยั้งไม่ให้เกิดสงคราม ไม่ให้จีนกล้าเผด็จศึกหรือใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงระเบียบในภูมิภาค"

เขาบอกว่าไทยจะอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำอะไรก็ได้ แต่นั่นจะยิ่งทำให้จุดยืนไทยบนเวทีโลกดูแย่มากขึ้นในสายตานานาชาติ และไม่ส่งผลดีต่อบทบาทของไทยเมื่อจำเป็นต้องเข้าไปต่อรองกับชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือแม้กระทั่งการอธิบายนานาชาติเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่ในตอนนี้เห็นได้ชัดว่า "ไม่ค่อยมีใครเข้าข้างไทยมากนัก"

ข้อเสนอยุทธศาสตร์รับมือโจทย์หินด้านภูมิรัฐศาสตร์-เศรษฐกิจ-การค้า ภายใต้โลกป่วน

แม้หน้าตาของรัฐบาลชุดใหม่ยังไม่ปรากฏจนกว่าจะทราบผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ต่อไปนี้คือข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญทั้งสองต่อรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งต้องพร้อมปฏิบัติงานทันทีจากโจทย์ยากทั้งหมดที่จ่ออยู่หน้าประตูบ้าน

ผศ.ดร.ธีวินท์บอกว่าไทยต้องกระจายความเสี่ยง สร้างความหลากหลายของชาติที่ไทยจะต้องพึ่งพิงได้ทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้การทูตเชิงรุก

เขาเสนอว่าประเทศไทยควรรวมตัวกับฝ่ายที่สามซึ่งเป็นประเทศอำนาจกลางเหมือนกัน และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องระเบียบระหว่างประเทศ

"เราไม่ได้ทำเดี่ยว ๆ แต่ต้องไปรวมกลุ่มกับประเทศต่าง ๆ ที่เขาพยายามวางตัวให้เห็นว่าเราไม่พอใจสหรัฐฯ เราไม่พอใจจีน ถ้าเกิดว่าคุณจะทำลายระเบียบ" เขากล่าว " พยายามแสดงท่าทีที่เป็นเอกภาพกับชาติเหล่านี้ว่าเราตื่นตัวที่จะปกป้องระเบียบที่กำลังถูกทำลายลง เพราะเราเองก็มีผลประโยชน์ยึดโยงกับระบบโลกเสรีนี้อยู่"

ผู้เชี่ยวชาญจากจุฬาฯ เห็นว่าการแสดงจุดยืนในฐานะประเทศอำนาจกลางที่ขึ้นมาคานอำนาจมหาอำนาจ จะช่วยให้ไทยโดดเด่นบนเวทีโลกมากขึ้น ชาติต่าง ๆ จะเห็นความสำคัญของไทยมากขึ้น และต้องการเข้ามาติดต่อใกล้ชิดทั้งในทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ตอบโจทย์ประเทศที่ต้องกระจายความเสี่ยงภายใต้ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์เช่นนี้


"ประเทศอำนาจขนาดกลาง (middle powers) ต้องร่วมมือกัน เพราะหากเราไม่อยู่บนโต๊ะอาหาร เราก็จะกลายเป็นเมนูอาหาร" นายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ แห่งแคนาดา กล่าวในงานสภาเศรษฐกิจโลกครั้งล่าสุด ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองดาวอส

ด้าน รศ.ดร.จุฑาทิพย์ นักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศจาก มธ. กล่าวว่าหากมองในผลกระทบด้านเศรษฐกิจและการค้าตามที่อธิบายมาข้างต้น รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องเร่งมือวางยุทธศาสตร์ด้านนโยบายการค้า การผลิต รวมถึงการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อกระตุ้นการเติบโตของจีดีพีอย่างยั่งยืน ภายใต้โลกที่กำลังแบ่งออกเป็นหลายขั้ว

เธอชี้แนะว่ารัฐบาลควรเดินหน้าปรับทิศทางนโยบายการผลิตเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยการมุ่งนโยบายที่เอื้อให้เกิดการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคนให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศมีความได้เปรียบ และที่สำคัญตอบโจทย์ความต้องการในอนาคต ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน ควบคู่กับการบริหารจัดการด้านโครงสร้างพื้นฐานซึ่งพลังงานถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมใหม่

ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องเตรียมปรับแนวคิดจากการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติเพียงอย่างเดียว มาเริ่มเป็นการสนับสนุนให้คนไทยเข้าซื้อเทคโนโลยีหรือสิทธิบัตรในอุตสาหกรรมที่ประเทศเริ่มมีความเชี่ยวชาญอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มบทบาทของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน มากกว่าการเป็นเพียงฐานการประกอบสินค้า

รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลอาจพิจารณาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการร่วมทุนกับต่างประเทศมากขึ้นในอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนสูง เช่น แผ่นวงจรพิมพ์ระดับต้นน้ำ (front-end PCB) เซมิคอนดักเตอร์ (semiconductor) บางประเภท รวมถึงอุตสาหกรรมดิจิทัล ผ่านมาตรการจูงใจของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ (BOI) ควบคู่กับการดึงคนไทยให้เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนั้น เธอเห็นว่าการบูรณาการภาคบริการเข้ากับภาคการผลิตเป็นเรื่องสำคัญ ยกตัวอย่างการอาศัยจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอื่น อาทิ การพัฒนาแบรนด์อาหารไทยเพื่อขยายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศ ไปจนถึงการต่อยอดสู่บริการที่เป็นบริการเชิงพาณิชย์ เช่น การให้บริการดิจิทัลอย่างคลาวด์ (Cloud) เพื่อลดปัญหาการขาดดุลในภาคบริการในหลายรายการ และให้ภาคบริการเป็นอีกเสาหลักอย่างยั่งยืนของการเติบโตในระยะยาว



ในด้านการค้าระหว่างประเทศ นักวิชาการเศรษฐศาสตร์จากธรรมศาสตร์มองว่ารัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงจากตลาดสหรัฐฯ โดยติดตามสถานะภาษีนำเข้าในอัตรา 19% อย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมทบทวนและปรับยุทธศาสตร์ใหม่ภายหลังทราบคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ

เธอกล่าวต่อว่า หากในที่สุดแล้วศาลฯ วินิจฉัยว่าประธานาธิบดีทรัมป์ไม่สามารถใช้มาตรการภาษีดังกล่าวได้ ผู้นำสหรัฐฯ ก็ยังมีบทบัญญัติอื่น ๆ ทางภาษีศุลกากรมาใช้กดดันประเทศต่าง ๆ ได้อยู่ ดังนั้นรัฐบาลต้องเตรียมแผนสำรองสำหรับเรื่องนี้ไว้ด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าไทยที่ 19% แต่ไทยก็ยังเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ดังนั้นรัฐบาลชุดใหม่จึงเสี่ยงถูกกดดันให้นำเข้าสินค้าจากอีกฝ่ายมากขึ้น เพื่อลดช่องว่างการขาดดุลของสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้ ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. จึงแนะนำว่าไทยต้องเดินหน้ากระจายตลาดส่งออกผ่านบทบาทของทูตพาณิชย์และใช้กรอบความร่วมมือเขตการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ (FTA) ควบคู่กันไปด้วย เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวต่อว่า ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลใหม่ควรมุ่งใช้กรอบเอฟทีเอที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน ฉบับปรับปรุง หรือ ACFTA 3.0 ในการเจรจากับจีนเกี่ยวกับปัญหาสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเพียงทางผ่านของสินค้าไปยังประเทศที่สาม นอกจากนี้ยังต้องเร่งทบทวนและแก้ไขกฎระเบียบภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายด้านภาษีและกฎหมายที่อาจบิดเบือนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อผู้ประกอบการไทยในระยะยาว



ในด้านนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน เธอชี้ว่ารัฐบาลควรดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อควบคุมเงินเฟ้อและลดความผันผวนของระบบเศรษฐกิจ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรพิจารณาเข้าแทรกแซงตลาดเงินในกรณีที่ค่าเงินบาทผันผวนรุนแรงหรือเคลื่อนไหวผิดปกติมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งทางการค้า

รศ.ดร.จุฑาทิพย์อธิบายต่อว่าปัจจุบันกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ (IMF) ระบุว่าพื้นที่หรือขอบเขตที่ธนาคารของประเทศสามารถเข้าไปแทรกแซงตลาดเงินตราระหว่างประเทศได้ไม่เกิน 2% ของจีดีพี โดยไม่เสี่ยงต่อการถูกจัดกลุ่มอยู่ในประเทศที่จับตามอง (Monitoring List) และขณะนี้ไทยยังมีที่ว่างพอสมควร เนื่องจากอยู่ที่ 0.9% ของจีดีพีเท่านั้น

"แต่ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะใช้คำว่า 'ผันผวน' ดังนั้นเราก็คงต้องเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศคู่แข่งว่าของเรามันผันผวนมากจริง ๆ ก่อนที่เราจะเข้าแทรกแซง" เธอกล่าว

ขณะเดียวกัน อาจารย์จาก มธ. ชี้ว่า ธปท. ควรร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์เร่งสนับสนุนเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ผ่านการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเกินไปในการเปิดบัญชีหรือวางหลักประกัน รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่อย่างบล็อกเชนมาใช้สร้างระบบการป้องกันความเสี่ยงโดยธรรมชาติ (Natural Hedging) เพื่อให้ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าสามารถจับคู่แลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์กันได้โดยตรง ช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงจากค่าเงิน

ในส่วนของการบริหารสินเชื่อและเงินเฟ้อ รศ.ดร.จุฑาทิพย์กล่าวว่ารัฐบาลชุดใหม่ควรตรวจสอบส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (spread) ของธนาคารพาณิชย์อย่างใกล้ชิดมากขึ้น ร่วมกับการใช้เครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและผลักดันเงินเฟ้อให้กลับสู่กรอบเป้าหมาย

ปัญหาข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา ระเบิดเวลารอรัฐบาลชุดใหม่

สำหรับรัฐบาลชุดใหม่ ปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา เป็นบททดสอบความสามารถในการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศควบคู่ไปกับการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และแน่นอนว่าภายใต้สันติภาพอันเปราะบาง ความตึงเครียดแนวชายแดนที่ยุติลงในช่วงนี้จึงยังสามารถปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ

รศ.ดร.จุฑาทิพย์ บอกว่าไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าต่อกัมพูชาอย่างมาก โดยมีมูลค่าเกินดุลอยู่ที่ประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นราว 1.5-1.6% ของจีดีพี สินค้าหลัก ๆ ที่ไทยส่งออกไปยังกัมพูชา คือ สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารแปรรูปต่าง ๆ สินค้าอุตสาหกรรม เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก หรือผลิตภัณฑ์จากยาง ไปจนถึงอัญมณี

ผู้เชี่ยวชาญจาก มธ. กล่าวต่อว่าโดยส่วนตัวเข้าใจความละเอียดอ่อนของสถานการณ์ที่มีแนวโน้มว่ายังไม่สามารถเปิดด่านในเร็ว ๆ นี้ได้ แต่โจทย์สำคัญสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ คือ หากต้องการปิดด่านต่อเนื่องต่อไป รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการแนวชายแดนให้รอดจากวิกฤตได้อย่างไร

เธอเสนอว่ารัฐบาลต้องเตรียมงบประมาณเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบให้ครอบคลุมทุกจังหวัดชายแดน และเปิดเผยอย่างโปร่งใสว่าเงินกองทุนต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นกระจายไปยังกลุ่มผู้ประกอบการใดหรือจังหวัดใดแล้วบ้าง เพื่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่าทุกกลุ่มจะได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึง

ที่สำคัญคือการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำอย่างเดียวไม่เพียงพอ รัฐบาลต้องช่วยหาอุปสงค์ (demand) ใหม่เพื่อมารองรับสินค้าที่ผลิตออกมาแล้วส่งไปยังกัมพูชาไม่ได้ โดยอาจกระจายหาตลาดในประเทศมาทดแทนกัน หรือผลักดันส่งออกไปยังประเทศอื่น

รศ.ดร.จุฑาทิพย์เน้นย้ำว่ารัฐบาลไม่ควรใช้การปิดด่านมาเป็นเครื่องมือเดียวเพื่อกดดันประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากยังมีกลไกอาเซียน กลไกทวิภาคีต่าง ๆ ระหว่างสองประเทศ ไปจนถึงกลไกกฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้ร่วมกันได้ เพื่อให้ปัญหาข้อพิพาทเขตแดนคลี่คลายอย่างเป็นระบบ

"โดยส่วนตัวยังชอบการทูตเชิงรุกในการแก้ปัญหามากกว่าการใช้การปิดด่านหรือการสู้รบ คิดว่าตรงนั้นแก้ปัญหาในระยะยาวได้มากกว่า อาจารย์คิดว่าเราไม่สามารถปิดด่านได้ยาวต่อเนื่องตลอดไป" รศ.ดร.จุฑาทิพย์ กล่าวกับบีบีซีไทย


นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าการกลับมาเปิดด่านชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่น่าเกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น

ด้าน ผศ.ดร.ธีวินท์เห็นด้วยว่าแนวการทูตเชิงรุกเป็นสิ่งจำเป็น แต่สิ่งสำคัญมากกว่านั้นคือต้องลงมือปฏิบัติอย่างมียุทธศาสตร์และทำความเข้าใจว่าการคลี่คลายข้อพิพาทกับกัมพูชานั้นเป็นเกมยาวที่ไม่สามารถปิดจบด้วยการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นเท่านั้น

เขามองว่าในตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านกำลังเล่มเกมจิตวิทยา "สร้างความปั่นป่วนในลักษณะที่แสดงตัวเองว่าเป็นเหยื่อ ถูกไทยรุกรานหรือว่าถูกไทยโจมตีก่อน" ดังนั้นหากไทยมีจุดยืนที่ทุกประเทศให้ความสำคัญในตอนนี้ นั่นคือการก้าวขึ้นมาร่วมกับฝ่ายที่สามซึ่งเป็นประเทศอำนาจกลางช่วยกันยับยั้งไม่ให้ประเทศมหาอำนาจลุแก่อำนาจ และรักษาระเบียบโลกเดิมที่กำลังเสื่อมถอย ก็จะทำให้ประเทศต่าง ๆ เข้าข้างไทยมากขึ้น และไม่หลงเชื่อกัมพูชาที่ยังพยายาม "โฆษณาชวนเชื่อ" ผ่านสงครามจิตวิทยาดังกล่าว

ในขณะเดียวกัน เขาเตือนว่าไทยระมัดระวังไม่ให้เกิด "ชาตินิยมล้นเกิน" เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไม่ดีในสายตาโลก และกลายเป็นว่าประเทศกำลังใช้เทคนิคเดียวกันกับผู้นำกัมพูชาที่กำลังฉวยใช้ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายในประเทศของตนเอง

"ท้ายที่สุดแล้วผมคิดว่าการเจรจาและความพยายามเข้าหากันมันเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะต้องทำควบคู่กันไป เพราะยังไงก็เป็นประเทศเพื่อนบ้าน ย้ายหนีจากกันไม่ได้" ผศ.ดร.ธีวินท์ เสนอแนะ

อีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ควรจัดการอย่างมียุทธศาสตร์ คือ การจัดการความสัมพันธ์ระหว่างเครือข่ายผู้นำไทยกับกัมพูชา

"ผมคิดว่าส่วนหนึ่งของปัญหากัมพูชามันมาจากความใกล้ชิดกันเกินไประหว่างเครือข่ายผู้นำไทยกับกัมพูชา มันเลยกลายเป็นช่องว่างที่ฝ่ายกัมพูชาเอามาเล่นงานเราได้ในลักษณะแบล็กเมล์ (blackmail) เช่นในสมัยนายกรัฐมนตรีอุ๊งอิ๊ง" ผศ.ดร.ธีวินท์ กล่าวถึงอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร

นักวิชาการจากจุฬาฯ เห็นว่าหากรัฐบาลชุดใหม่จัดการเครือข่ายความสัมพันธ์ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้เกิดความโปร่งใส และสามารถกำหนดยุทธศาสตร์จัดการข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาได้อย่างเป็นกลางมากขึ้น

https://www.bbc.com/thai/articles/c801800g2xzo



ก่อนวันเลือกตั้ง Bloomberg เริ่มจากการพูดถึงปัญหาระดับโครงสร้างของประเทศไทย ทั้งการขาดเสถียรภาพ (instability), ความผันผวน (volatility) และ ความไม่แน่นอน (uncertainty) โดยเฉพาะคำว่า “instability” ที่ถูกย้ำไม่น้อยกว่า 4 ครั้ง ในรายงาน “ประเทศไทยเปลี่ยนจากผู้นำในเอเชียมาเป็นผู้ตามได้อย่างไร” “How Thailand Went From Asian Leader to Laggard”


Pipob Udomittipong
16 hours ago
·
ก่อนวันเลือกตั้ง Bloomberg เริ่มจากการพูดถึงปัญหาระดับโครงสร้างของประเทศไทย ทั้งการขาดเสถียรภาพ (instability), ความผันผวน (volatility) และ ความไม่แน่นอน (uncertainty)

โดยเฉพาะคำว่า “instability” ที่ถูกย้ำไม่น้อยกว่า 4 ครั้ง ในรายงาน “ประเทศไทยเปลี่ยนจากผู้นำในเอเชียมาเป็นผู้ตามได้อย่างไร” “How Thailand Went From Asian Leader to Laggard” (https://youtu.be/KBfnZCfeA00)

ความเฉื่อยชาทางเศรษฐกิจ เพราะขาดนวัตกรรม ทำให้ GDP ไทยโตระดับ 2% บวกลบมาตลอดหลายปี ที่ผ่านมาประเทศไทยยังพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวมากถึง 1/5 ของ GDP สูงกว่าหลายปท.ที่มีระดับศก.เดียวกัน ในขณะที่เงินทุนไหลออกจากตลาดทุนในไทยไม่หยุด

ที่เลวร้ายกว่านั้น ตามข้อมูล World Bank ไทยยังเป็นปท.ที่เหลื่อมล้ำด้านรายได้มากสุดในเอเชียแปซิฟิก

สถานการณ์นี้ Bloomberg มองว่ามีรากเหง้ามาจากการขาดเสถียรภาพ พวก Old guard ทั้งข้าราชการ ชนชั้นสูง นักธุรกิจที่ร่ำรวย ผู้พิพากษา ไม่ต้องการให้มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่เข้มแข็งที่ต่อต้านผลประโยชน์ของพวกเขา แม้จะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่ปี 1932 เป็นที่มาของการรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่า

การครอบงำของอำนาจนำเช่นนี้ ยังทำให้ไทยเป็นปท.ที่มีความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สินมากสุดในโลกแห่งหนึ่ง เพราะ 10% ของประชากรไทยครอบครองทรัพย์สินรวมกัน 66% สูงกว่าอินโดนีเซีย (60.4%) มาเลเซีย (59.8%) เวียดนาม (59.3%) สะท้อนถึงโครงสร้างศก.ที่ขาดการแข่งขัน นายทุนผูกขาดไม่กี่เจ้า ไม่ต้องพูดถึงความแตกต่างระหว่างภาคเมืองกับชนบท

ในขณะที่หนี้สินครัวเรือนของไทยสูงอันดับสามในเอเชีย 87.7% สูงกว่าปท.เพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย (69.9%) ญี่ปุ่น (64.0%) จีน (59.6%) และสิงคโปร์ (44.6%) ต่อให้มีมาตรการกระตุ้นศก.อย่างไร ถ้าคนไม่มีเงินในกระเป๋า การใช้จ่ายในประเทศก็ไม่ขยายตัว เพราะคนไทยต้องเอารายได้ส่วนใหญ่ไปจ่ายดอกเบี้ย ทำให้ไม่มีเงินสนับสนุนด้านการศึกษาของลูก

ส่งผลให้เกิด bottleneck คอขวดสำคัญของการพัฒนาด้านศก.คือ Talent ไทยเป็นปท.ที่ผลิตวิศวกร, data scientists และคนที่มีทักษะสูงได้น้อยกว่าปท.ในอาเซียนอื่น ๆ ไม่ต้องพูดถึงทักษะด้านภาษาอังกฤษที่ต่ำต้อยด้อยกว่าเขา

ทั้งหมด hold back ฉุดรั้งประเทศไทย ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับปท.อาเซียนอื่น ๆ ได้ GDP เราตามหลังเขามาตลอดช่วงหลายปีมานี้ เราตามหลังเขาเรื่องการลงทุนด้าน AI และ semiconductor เรายังอยู่กับเทคโนโลยีเก่า ไม่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ไปขายให้โลก จึงต้องพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวอย่างเดียว ขาดการ diversify

ซ้ำร้าย เราเป็นสังคมชราภาพ เริ่มตั้งแต่กลางทศวรรษ 2010 ปชก.ในวัยแรงงานของไทยเริ่มน้อยลง และในปี 2019 เริ่มติดลบหดตัวมาตลอด และคาดว่าจะติดลบมากขึ้นเรื่อย ๆ ปีละ 1% ถ้ายังไม่มีทางออก

ประเทศไทยกำลังสู้กับ perfect storm ทั้งการเติบโตทางศก.ที่ชะงักงัน หนี้สินเพิ่มสูงลิ่ว และคนวัยทำงานที่หดตัวลง ท่ามกลางการขาดเสถียรภาพทางการเมืองและความเหลื่อมล้ำติดระดับโลก

Bloomberg สรุปว่าสาเหตุที่รากเหง้าของไทยอยู่ที่การขาดเสถียรภาพทางการเมือง ต้องมีการปฏิรูปทางการเมืองอย่างจริงจัง ไม่อย่างนั้นปัญหาก็จะไม่หายไปไหน เราจะไม่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่เข้มแข็ง

ผมเห็นว่า ในทางการเมือง เราจึงต้องเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ กำจัดอำนาจนอกรัฐธรรมนูญกัน ในทางเศรษฐกิจ เราต้องสนับสนุนพรรคการเมืองที่มุ่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การปล่อยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นครั้งคราวไปครับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10163703689696649&set=a.10150096728651649



#โตแล้วเลือกเองได้





 

มีคลิปซื้อเสียงที่กระบี่

https://www.facebook.com/reel/4281870535434305



CSI เผยภาพอีกภาพ อนุทิน กับ เบน สมิธ อนุทินโต้ว่าเป็นภาพทำจาก AI AI ยืนยันว่าน่าจะเป็นภาพจริง โดยบ่งเหตุผลหบายประการ





CSI LA
15 hours ago
·
AI ยืนยันไม่ใช่ภาพ AI



https://www.facebook.com/photo?fbid=1419222659587010&set=a.571757874333497



เคยเตือนแล้วนะ เช็คอีกครั้ง! ก่อนเดินทาง หน่วย #ลงประชามตินอกเขต หลายคูหาไม่ได้อยู่ที่เดิม (อยู่ในละแวกใกล้เคียงกัน) คาดว่าพื้นที่ไม่เพียงพอ






 

พรรคประชาชน ประเมินภายใน ยอด สส. เกิน 200 แน่ “เท้ง” ลั่น ยิ่งคะแนนมากยิ่งตั้งรัฐบาลประชาชนได้ง่าย วอนประชาชน ช่วยกันกาส้มให้ถล่มทลาย

พรรคประชาชน ประเมิน ยอดสส. เกิน200แน่ 'เท้ง' ลั่น ยิ่งคะแนนมาก ตั้งรัฐบาลประชาชนได้ง่าย วอนปชช.ช่วยกาส้มถล่มทลาย

ข่าวสดออนไลน์

พรรคประชาชน ประเมินภายใน ยอด สส. เกิน 200 แน่ “เท้ง” ลั่น ยิ่งคะแนนมากยิ่งตั้งรัฐบาลประชาชนได้ง่าย วอนประชาชน ช่วยกันกาส้มให้ถล่มทลาย

7 ก.พ. 2569 – นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ขณะลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส.นนทบุรี หาเสียงวันสุดท้ายก่อนเลือกว่า

การหาเสียงวันนี้เป็นช่วงโค้งสุดท้ายที่ต้องออกมาย้ำพ่อแม่พี่น้องประชาชนว่า ถ้าอยากเปลี่ยนประเทศ อยากได้รัฐบาลประชาชน ต้องกาพรรคประชาชนทั้งสองใบแบบไม่ต้องลังเล

อย่างจังหวัดนนทบุรี ขอยกทั้ง 8 เขตเหมือนเดิม และขอคะแนนบัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้น และอย่าลืมกาเห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อสร้างรัฐบาลของการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลของประชาชนไปด้วยกัน

ส่วนประเมินกระแสตอบรับมาจนถึงการหาเสียงวันสุดท้ายอย่างไรบ้างนั้น นายณัฐพงษ์ มองว่า ได้เพิ่มมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน แต่จะทะลุไปเกิน 250-280 เสียงหรือไม่ อยู่ที่พ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกคน


ส่วนตั้งเป้าไว้ที่เท่าไรนั้น นายณัฐพงษ์ ระบุว่า เราตั้งเป้าว่า อยากได้จำนวนเสียงมากที่สุดอยู่แล้ว ยิ่งประชาชนมอบคะแนนเสียงให้เรามากขึ้นเท่าไหร่ เกิน 20 ล้านเสียงยิ่งดี เพราะจะเป็นการการันตีการตั้งรัฐบาลประชาชน ได้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์ไว้หรือไม่ว่าจะได้กี่เก้าอี้ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า มีการวิเคราะห์ไว้ภายในแต่ขอให้รอฟังเสียงประชาชนพรุ่งนี้ดีกว่า เมื่อถามว่า คิดจะเกิน 200 เก้าอี้หรือไม่ ตอบว่า มั่นใจว่าเกินแน่นอน

พรรคประชาชน – https://peoplesparty.or.th/

https://www.khaosod.co.th/politics/news_10128751




คืนก่อนเลือกตั้ง

https://www.facebook.com/reel/1261477709174255

Wassana Nanuam
2 hours ago
·
กราบพระบาท
“ในหลวง” ทรงโปรดเกล้าฯให้ “นายกฯอนุทิน” เข้าเฝ้าฯถวายเหรียญที่ระลึกและรายได้จำหน่ายเหรียญ
ทรงแตะไหล่
นายกฯ นำกราบพระบาท
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะผู้บริหารกระทรวงการคลัง เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินรายได้จากการจำหน่ายเหรียญที่ระลึกแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย
กับทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก เหรียญที่ระลึก เหรียญเฉลิมพระเกียรติ และหนังสือ “เหรียญรัชกาลที่ ๑๐” แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี
#ทรงพระเจริญ

https://www.facebook.com/watch/?v=1261477709174255



ใครทำวะ !




มีภาพอีกเยอะในเธรดนี้
https://x.com/hippyygoat/status/2020136998799913053








 

บทความจาก The Economist ระบุว่ามี 2 การดำเนินการหลัก ของรัฐบาลทรัมป์ที่ไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียต่อชาวอเมริกันเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงที่จะทำให้สิทธิพลเมืองและอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเวทีโลกอ่อนแอลง











สรุปและแปลจาก Google AI

บทความจาก The Economist ระบุว่ามี 2 การดำเนินการหลัก ของรัฐบาลทรัมป์ที่ไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียต่อชาวอเมริกันเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงที่จะทำให้สิทธิพลเมืองและอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเวทีโลกอ่อนแอลง โดยมีสรุปสาระสำคัญดังนี้ครับ:

สรุปประเด็นสำคัญ (Summary)

  1. การใช้มาตรการภาษีศุลกากร (Tariffs) เป็นเครื่องมือทางการเมือง: การขู่และบังคับใช้กำแพงภาษีในวงกว้าง ไม่เพียงแต่กับศัตรูแต่รวมถึงพันธมิตรด้วย (เช่น แคนาดา และยุโรป) ส่งผลให้ราคาสินค้าในสหรัฐฯ สูงขึ้น (เงินเฟ้อ) และทำลายความเชื่อมั่นของคู่ค้าทั่วโลก
  2. การแทรกแซงความเป็นอิสระของสถาบันหลัก: โดยเฉพาะความพยายามในการควบคุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างข้าราชการประจำให้กลายเป็นตำแหน่งที่เน้นความจงรักภักดีทางการเมือง ซึ่งทำลายความน่าเชื่อถือและความมั่นคงของสถาบันที่เคยเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจและการทูตสหรัฐฯ
ผลกระทบ: การดำเนินงานเหล่านี้ทำให้พันธมิตรเริ่มมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากสหรัฐฯ (เช่น การพึ่งพาจีนหรือสร้างกลุ่มความร่วมมือใหม่) ซึ่งจะลดทอนอำนาจการต่อรองและอิทธิพลที่สหรัฐฯ เคยมีมาอย่างยาวนานในเวทีโลก

ฉบับแปลภาษาไทย (Thai Translation)

หัวข้อ: สองความเคลื่อนไหวของรัฐบาลทรัมป์ที่จะทำร้ายชาวอเมริกันและบั่นทอนอิทธิพลของประเทศในระดับสากล

บทความวิเคราะห์ว่า นโยบายของรัฐบาลทรัมป์ในสองด้านหลักกำลังสร้างความเสี่ยงต่ออนาคตของสหรัฐฯ:

ประการแรก การใช้กำแพงภาษีแบบครอบจักรวาล: การที่ทรัมป์มองว่าอำนาจทางเศรษฐกิจเป็นเพียง "เครื่องมือในการแลกเปลี่ยน" (Transactional power) และนำมาใช้กดดันประเทศต่างๆ ทำให้ระบบห่วงโซ่อุปทานโลกปั่นป่วน ผลที่ตามมาคือชาวอเมริกันต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น และทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นพันธมิตรที่คาดเดาไม่ได้

ประการที่สอง การทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันทางนโยบาย: การโจมตีความเป็นอิสระของธนาคารกลาง (Fed) และการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญโดยเน้น "ความจงรักภักดี" มากกว่า "ความเชี่ยวชาญ" ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของค่าเงินดอลลาร์และระบบราชการของอเมริกาเสื่อมถอยลง

บทสรุป: การหันหลังให้กับการเป็นผู้นำในระเบียบโลกที่อาศัยกฎกติกา (Rules-based order) และหันไปใช้การทูตแบบตัวใครตัวมัน (Solo act) กำลังทำให้สหรัฐฯ โดดเดี่ยวตัวเองในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วจะส่งผลให้อิทธิพลของอเมริกาลดน้อยถอยลงในที่สุด


เมื่อนักข่าวถามทรัมป์ เรื่องที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนเหยียดผิว เขาตอบว่า "ผมเป็นคนที่ไม่เหยียดผิวที่สุดเท่าที่คุณเคยพบมา" Yeah Right !











 









Republicans against Trump
@RpsAgainstTrump
·Feb 6

Three-time Trump voter:

I’m a registered Republican. I voted for Trump, but I really want to apologize. I'm looking at this awful picture of the Obamas. What an embarrassment to our country. All this man does is tell lies. He is not worthy of the presidency. He takes bribes blatantly, and now he's being a racist blatantly…He's pathetic as a president, and I just want to apologize to everybody in the country for supporting this rotten, rotten man.