วันศุกร์, ตุลาคม 16, 2569
เครือข่ายต้านธนาคารโลก–IMF ชุมนุมเดินขบวนไปศูนย์สิริกิติ์ฯ ตำรวจสกัดขบวน-ใช้ความรุนแรงดึงป้ายผ้า ผู้ชุมนุมปักหลักอยู่แยกพระราม 4 - Album ภาพจาก ไข่แมวชีส
ไข่แมวชีส added 56 new photos.
14 hours ago
·
เครือข่ายต้านธนาคารโลก–IMF ชุมนุมเดินขบวนไปศูนย์สิริกิติ์ฯ ตำรวจสกัดขบวน-ใช้ความรุนแรงดึงป้ายผ้า ผู้ชุมนุมปักหลักอยู่แยกพระราม 4
.
15 ต.ค. 2569 เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ จัดการชุมนุม “หยุดทุนล้างโลก ประชาชนกำหนดอนาคต
NO WORLD BANK × NO IMF” โดยนัดหมายรวมตัวที่แยกศุลกากรก่อนเดินขบวนไปปักหลักชุมนุมบริเวณหน้าศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นสถานที่ประชุมประจำปีธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เพื่อประกาศเจตนารมณ์ไม่เอานโยบายเศรษฐกิจที่กดทับคนจน สร้างความเหลื่อมล้ำ ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และยืนยันว่าประชาชนต้องมีอำนาจในการกำหนดอนาคตของตัวเอง
.
ตั้งแต่ช่วงเช้า ประชาชนหลายภาคส่วนจากทั่วประเทศหลายร้อยคนรวมตัวกันที่แยกศุลกากร ก่อนมีการประกาศเจตนารมณ์และเริ่มเดินขบวนในเวลา 07.50 น. โดยมีการสวมหน้ากากผู้นำทางเศรษฐกิจหลากหลายคนในการประชุมเดินนำขบวนเป็นเชิงสัญลักษณ์ อีกทั้งยังมีการถือป้ายข้อความ ตลอดจนการปราศรัยสื่อสารข้อเรียกร้องตลอดเส้นทาง
.
ขบวนเดินเท้ามาถึงบริเวณแยกพระราม 4 มีเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดกั้นถนนพร้อมโล่และกระบอง จึงทำให้ขบวนเดินไปข้างหน้าต่อไม่ได้ โดยเจ้าหน้าที่ได้ชูป้ายแจ้งเตือนและอ่านประกาศข้อกำหนดการชุมนุมสาธารณะ ยืนยันคำสั่งไม่อนุญาตให้เดินทางไปยังศูนย์สิริกิติ์ฯ กลุ่มผู้ชุมนุมจึงต้องถอยกลับมาปักหลักที่บริเวณแยกพระราม 4 เพื่อรอทีมเจรจาเข้าพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ และยืนยันเจตนารมณ์ที่จะเดินเท้าไปยังเป้าหมายหลัก คือ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตามที่ได้แจ้งการชุมนุมไว้
.
ระหว่างที่กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ โดยการนำแผ่นป้ายผ้าขนาดใหญ่ซึ่งมีข้อความเรียกร้อง “หยุดทุนล้างโลก ประชาชนกำหนดอนาคต NO WORLD BANK × IMF” แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดกั้น และพยายามผลักดัน ตลอดจนใช้กำลัง เกิดการยื้อยุดฉุดกระชากแย่งป้ายผ้าจนผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งมีการนำแผงเหล็กกั้นและเคเบิลไทด์มาปิดกั้นทางขึ้นสะพานลอย
.
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลุ่มผู้ชุมนุมยังคงปักหลักการชุมนุมและปราศรัยอยู่ที่บริเวณแยกพระราม 4 เนื่องจากยังไม่สามารถเคลื่อนขบวนไปยังหน้าศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ได้
https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1419852493629635
ไข่แมวชีส added 60 new photos.
4 hours ago
·
ต้านทุนล้างโลก! เครือข่ายต้านธนาคารโลก–IMF จัด “เตะโลก”– มื้อหรูเสียดสีผู้นำ ก่อนปักหลักชุมนุมค้างคืนแยกพระราม 4
.
ตั้งแต่ช่วงบ่ายถึงค่ำวันที่ 15 ต.ค. 2569 ที่แยกพระราม 4 เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ จัดชุมนุม “หยุดทุนล้างโลก ประชาชนกำหนดอนาคต NO WORLD BANK × NO IMF” เรียกร้องให้ยุตินโยบายเศรษฐกิจที่กดทับคนจน สร้างความเหลื่อมล้ำ และทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมยืนยันสิทธิของประชาชนในการกำหนดอนาคตตนเอง หลังช่วงเช้ามีการเดินขบวนจากแยกศุลกากรมุ่งหน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ แต่ถูกตำรวจปิดกั้นไม่ให้เข้าพื้นที่ จึงปักหลักชุมนุมบริเวณแยกพระราม 4
.
หลังปักหลักชุมนุม มีการปราศรัยจากประชาชนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาและนโยบายเศรษฐกิจภายใต้อิทธิพลของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ พร้อมอ่านแถลงการณ์ของผู้ได้รับผลกระทบและเครือข่ายประชาชน
.
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมแฟชั่นโชว์ การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ “เตะโลก” และกิจกรรมรับประทานอาหารมื้อสุดหรูจำลองภาพกลุ่มผู้นำประเทศและโลก ตลอดจนการร้องเพลงจากเครือข่ายประชาชน การแรปจากขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ และการแสดงดนตรีจากผู้ชุมนุมและวงสามัญชน สะท้อนเสียงและข้อเรียกร้องของประชาชน
.
หลังเสร็จสิ้นกิจกรรม ผู้ชุมนุมเริ่มปูผ้าใบพักค้างคืนบริเวณแยกพระราม 4 โดยระบุว่าจะปักหลักชุมนุมต่อถึงวันพรุ่งนี้ (16 ต.ค. 2569)
โห อนุทินคงชอบ "โอเลี้ยง" มาก ถึงกับกล่าวในเวทีโลก “ถ้าคุณได้ลอง โอเลี้ยง คุณอาจจะลืม อเมริกาโน่ ไปตลอดชีวิตเลย” มีคนอยากให้ลองชิม "โอยัวะ" บ้าง
.jpg)
เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์
October 13
·
ในฐานะคนทำงานกับวงการกาแฟ ฟังแล้วเสียดายเวทีค่ะ
อเมริกาโน่ใช้เมล็ดกาแฟไทยได้ ชื่อเมนูไม่ได้บอกสัญชาติของเมล็ด ส่วนโอเลี้ยงก็มีหลายระดับคุณภาพรวมถึงการใช้เมล็ดตกเกรดที่มีอยู่จริงในตลาด จะเชียร์ของไทยทั้งที ควรเข้าใจให้ถึงวัตถุดิบและคนที่ทำมันขึ้นมา
บนเวทีระดับโลก นายกฯ มีโอกาสเปิดตลาดให้กาแฟไทย ให้คนรู้จักแหล่งปลูก ฝีมือ และคุณภาพที่คนทั้งวงการช่วยกันพัฒนา แต่กลับฝากไว้เพียงคำชวนให้ลืมอเมริกาโน่
คนทำกาแฟไทยพยายามไปไกลกว่านั้นแล้วค่ะ อยากเห็นวิสัยทัศน์ผู้นำไปให้ทัน และพาพวกเขาไปได้ไกลเช่นกัน
.
.
ที่มา: วันนี้ (14 ตุลาคม 2569) ที่งาน CNN Global Perspectives : In Bangkok จัดขึ้น ณ โรงแรมเดอะ ริทซ์-คาร์ลตัน กรุงเทพฯ โดยช่วงการกล่าวเปิดงานและปาฐกถาของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ทักทายผู้ร่วมงานถึงวัฒนธรรมเครื่องดื่มของไทยว่า
.
“ถ้าคุณได้ลอง โอเลี้ยง คุณอาจจะลืม อเมริกาโน่ ไปตลอดชีวิตเลย”
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1756999772016195&set=a.101162840933238
ในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 ในปีนี้ จึงอยากชวนให้คิดถึงบทเรียนที่ผิดพลาดจนเกิดบาดแผลกับประชาชนจำนวนมากในสังคมไทย และคิดถึงสิ่งที่จะป้องกันไม่ให้เรื่องราวทำนองนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต
Somnuck Jongmeewasin
·
การแปลงที่ดินเป็นสินค้าโดยขาดกลไกคุ้มครองฐานทรัพยากรและกลไกการกระจายการถือครองที่ดิน แม้ว่าทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักของธนาคารโลกจะมองว่าสิทธิในทรัพย์สินเอกชนที่มั่นคงแบบโฉนดจะช่วยให้คนจนเข้าถึงทุน แต่ก็ไม่ได้นำปัจจัยเรื่องโครงสร้างอำนาจภายในประเทศและตลาดเก็งกำไรมาร่วมคำนวณ
ชวนอ่านเพิ่มเติมได้ที่
https://landwatchthai.org/?p=1827

Somnuck Jongmeewasin
2 hours ago
·
สรุป 10 จุดยืนของเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและ IMF อย่างย่อ!
1) ต่อต้านเศรษฐกิจเอื้อกลุ่มทุนใหญ่
รัฐต้องเลิกอุ้มนักลงทุน
แล้วผลักภาระค่าครองชีพ หรือ
ตัดสวัสดิการของประชาชน
2) เลิกใช้เงินรัฐอุ้มความผิดพลาดของภาคการเงิน
ประชาชนต้องไม่ต้องแบกรับหนี้และความเสียหายจากวิกฤตเศรษฐกิจที่ตนเองไม่ได้ก่อ
(บทเรียนจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540)
3) คืนสิทธิจัดการที่ดินและทรัพยากรให้ชุมชน
คัดค้านการแย่งที่ดินไปทำโครงการลงทุน ชุมชนต้องมีสิทธิจัดการทรัพยากรในพื้นที่ตนเอง
4) ยุติการไล่รื้อคนจนเมือง
รัฐต้องคุ้มครองและสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้คนจนเมือง ซึ่งเป็นแรงงานขับเคลื่อนเมือง
5) หยุดกู้เงินมาทำโครงการที่กระทบชุมชน เช่น การสำรวจทำเหมืองแร่ ฯลฯ
รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลโปร่งใส
และให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ
6) สร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า
ประชาชนทุกคนต้องเข้าถึงสวัสดิการพื้นฐานได้ทันที โดยไม่ต้องมีระบบพิสูจน์
"ความยากจน"
7) ให้คุณค่ากับ "งานดูแล (Care Work)"
รัฐต้องให้การรับรอง มีค่าตอบแทน และสวัสดิการรองรับผู้ที่ต้องดูแลเด็ก ผู้ป่วย
หรือ ผู้สูงอายุที่บ้าน
หยุดผูกขาดพลังงานและเลิกฟอกเขียว (Greenwashing)คัดค้านนโยบายพลังงานที่เอื้อนายทุน
รวมถึงการใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อสร้างภาพลักษณ์
9) เน้นคุณภาพชีวิตมากกว่าตัวเลข GDP
การพัฒนาเศรษฐกิจต้องวัดที่การกระจายรายได้และคุณภาพชีวิตแรงงาน
ไม่ใช่แค่ตัวเลขการลงทุน
10) หยุดผูกขาดปัจจัยการดำรงชีวิต
เช่น เมล็ดพันธุ์ ยารักษาโรค ฯลฯ
เพื่อให้ประชาชนไม่สูญเสียอำนาจในการกำหนดชีวิตและระบบอาหารของตนเอง
.
.
.
เครดิตภาพ:
Epigram News
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10243954227808721&set=a.1295536786179
ประชาชนคือผู้จัดการชุมนุม ร่วมชุมนุม และทวงคืนทรัพยากรธรรมชาติที่พวกเขาถูกพรากไปจากการประชุม IMF - World Bank 2026 หาใช่องค์กรใด องค์กรหนึ่งไม่ - สิ่งที่ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ และสถาบันการเงินอื่น ๆ กระทำต่อโลกนี้ คือ การบังคับให้โลกต้องมีนโยบายและโครงการพัฒนาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่มุ่งให้ตลาดหรือนายทุนมีอิทธิพลและอำนาจเหนือรัฐและสังคมของประเทศต่าง ๆ
แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม - United Front of Thammasat and Demonstration
5 hours ago
[ ประชาชนคือผู้จัดการชุมนุม ร่วมชุมนุม และทวงคืนทรัพยากรธรรมชาติที่พวกเขาถูกพรากไปจากการประชุม IMF - World Bank 2026 หาใช่องค์กรใด องค์กรหนึ่งไม่ ]
.
เมื่อเช้านี้ กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในวันที่ 15 ต.ค.69 เวลา 09.00 น.
ณ ศปก.ตร.ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (CCOC) อาคารพิพิธภัณฑ์โรงงานยาสูบ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ประจำวัน ในภารกิจการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร สำหรับการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 (IMF - World Bank 2026)
๐ อ่านโพสต์ได้ที่ https://www.facebook.com/share/1c52H6ehfq/?mibextid=wwXIfr
.
ได้มีการเผยแพร่ภาพ (คาดว่าใช้ เไ เจน) ว่า กลุ่มอิสระล้อการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเป็นแกนนำในการชุมนุมต่อต้าน IMF - World Bank 2026
.
เราขอยืนยันว่าสิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังทำคือการสร้างข้อมูลข่าวเท็จ จงใจใส่ความให้เกิดความเกลียดชังต่อกลุ่มนักศึกษา โดยนำข้อมูล รูปภาพที่วิเคราะห์ว่าพวกเราเป็นแกนนำต่างๆ มาจากการเข้าไปคุกคามนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย
.
อย่างไรก็ดี การชุมนุมของประชาชนคือสิทธิของประชาชนที่มีอยู่ตั้งแต่กำเนิด
.
สิ่งใดที่ไม่สามารถตั้งคำถามกับมันได้ สิ่งนั้นก็ไม่ควรมีอยู่ ใช่หรือไม่?
.
เราขอเชิญทุกท่านทำความเข้าใจการชุมนุมนี้ผ่านถ้อยแถลงของ กป.อพช ดังนี้
10 เรื่องที่ต้องจับตาในการประชุมธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ
.
สิ่งที่ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ และสถาบันการเงินอื่น ๆ กระทำต่อโลกนี้ คือ การบังคับให้โลกต้องมีนโยบายและโครงการพัฒนาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่มุ่งให้ตลาดหรือนายทุนมีอิทธิพลและอำนาจเหนือรัฐและสังคมของประเทศต่าง ๆ โดยอิทธิพลและอำนาจของสถาบันการเงินเหล่านี้กระทำผ่านอย่างน้อยสองช่องทาง ได้แก่ หนึ่ง – การทำให้การพัฒนาเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญและความรู้ทางเทคนิค/วิชาการ ไม่ใช่หน้าที่ สิทธิและเสรีภาพของประชาชน และสอง – ให้เงินกู้ที่มีเงื่อนไขบังคับที่ส่งผลทำให้ประเทศผู้กู้เงินทั้งหลายต้องทำร้ายประชาชนของตนด้วยการลดการใช้จ่ายเพื่อประโยชน์สาธารณะและสวัสดิการต่าง ๆ ของประชาชน เปิดเสรีทางการค้า เปิดเสรีการเงิน ลดภาษีนำเข้า ส่งเสริมการลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่ทำลายสิ่งแวดล้อม แปลงธรรมชาติให้เป็นสินทรัพย์ ลดการช่วยเหลือและอุดหนุนเกษตรกร แรงงาน คนชายขอบ คนเล็กคนน้อยและคนยากจน แปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น
.
จึงเป็นหน้าที่ของประชาชนต้องชุมนุมต่อต้านการประชุมของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟที่เปรียบเสมือน ‘บ่อนกาสิโนระดับโลก’ ระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคมนี้ ที่เหล่ารัฐบาล นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจะเสนอแผนการลงทุนที่ทำลายโลกให้เผชิญกับภาวะโลกร้อนขึ้น และทำให้ผู้คนยากจนลง ‘เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ’ ชวนจับตา 10 ประเด็นสำคัญที่จะเกิดขึ้นจากการประชุมนี้
.
1. คุกคามประชาชนตั้งแต่เหนือจรดใต้ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เข้ามาชุมนุม
.
ตลอดเดือนกันยายนและตุลาคมนี้ มีเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงานปฏิบัติการจิตวิทยาเพื่อทำให้ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ กลัวหลายรูปแบบ อาทิเช่น 22 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงไปบ้านนักกิจกรรมทางสังคมที่เชียงใหม่ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเจ้าตัวไม่อยู่บ้าน โดยมีเจตนาไปกดดันญาติแทน โดยสอบถามว่าจะไปร่วมชุมนุมต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟหรือไม่ อย่างไร, 24 กันยายน ตำรวจสันติบาลไปหานักกิจกรรมทางสังคมที่เชียงใหม่อีกรายเพื่อสอบถามเรื่องเดียวกัน, 6 ตุลาคม มีการเผยแพร่ข้อความจากเพจหนึ่งเพื่อกล่าวหานักกิจกรรมทางสังคมในพื้นที่ปาตานีว่าการเข้าร่วมต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟมีการเชื่อมโยงกับต่างชาติ เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อต้านรัฐและเกี่ยวข้องกับภัยความมั่นคง ก่อนหน้านั้นหนึ่งวันนักกิจกรรมทางสังคมถูกขู่ฆ่าจากการประกาศเข้าร่วมชุมนุม, ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. จังหวัดหนองบัวลำภูไปกดดันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่เพื่อให้พาไปหาชาวบ้านที่ต่อสู้คัดค้านการทำเหมืองหินปูน เพื่อสอบถามเรื่องการเข้าร่วมชุมนุมต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟว่าจะมีมวลชนในพื้นที่นี้ไปร่วมกี่คน และรายละเอียดอื่น ๆ, 7 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดขอนแก่น เดินทางไปที่บ้านของนักกิจกรรมทางสังคมถึงสองครั้ง เมื่อไม่พบตัวครั้งแรก ได้กลับมาคุกคามมารดาแทน โดยสอบถามว่าลูกทำงานที่ไหน ทำงานอะไร สถานที่ทำงานชื่ออะไรและอยู่ที่ไหน, 8 ตุลาคม ตำรวจชุดสืบสวนจังหวัดหนองบัวลำภู 6 คน บุกไปหาชาวบ้านพื้นที่เดิมถึงที่ทำงาน พร้อมสอบถามเรื่องเดิมว่าจะไปเข้าร่วมชุมนุมต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟหรือไม่ อย่างไร, 10 ตุลาคม ปลัดอำเภอวังสะพุง จ.เลย โทรหาชาวบ้านว่าจะไปรับที่บ้านเพื่อพาไปพบผู้ว่าฯ เรื่องที่จะไปชุมนุม ต่อเมื่อชาวบ้านปฏิเสธเข้าพบ รองผู้ว่าฯได้โทรหาชาวบ้านเพื่อข่มขู่ไม่ให้เดินทางไปร่วมชุมนุม เป็นต้น
.
2. รัฐบาลระบอบสีน้ำเงินวางแผนสลายการชุมนุม
.
มีข้อสังเกตว่าการข่มขู่และคุกคามดังกล่าวตามข้อ 1. มีรูปแบบคล้าย ๆ กับการข่มขู่และคุกคามนักกิจกรรมทางสังคมและพี่น้องประชาชนในช่วงก่อนการประชุมเอเปคเมื่อปี 2565 ซึ่งส่งผลต่อมาทำให้เกิดการสกัดกั้นผู้ชุมนุมไม่ให้เดินเท้าไปยังสถานที่จัดประชุม และถึงขั้นทำการสลายการชุมนุมจนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บรุนแรงหลายราย และหนึ่งรายต้องสูญเสียการมองเห็นไปอย่างถาวร
.
3. กู้เงินก่อสร้างโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท - ป่าสัก – อ่าวไทย ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ เพราะมีวาระแอบแฝงในการสร้างเขื่อนปิดกั้นแนวคลองระบายน้ำสายใหม่คู่ขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อเก็บกักน้ำไว้ให้กับดาต้าเซ็นเตอร์และโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
.
ในขณะที่ชาวกรุงเทพฯ ปริมณฑล และอีกหลายจังหวัดในภาคตะวันออกและภาคอื่น ๆ ต้องประสบกับภาวะน้ำท่วมรุนแรง จนบัดนี้ยังมีอีกหลายจังหวัดที่ยังประสบภาวะน้ำท่วมอยู่ รัฐบาลกลับมีแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแบบผิดฝาผิดตัว ด้วยการมีมติอนุมัติในหลักการและเห็นชอบโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท - ป่าสัก - อ่าวไทย ด้วยวงเงิน 1.6 แสนล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการประมาณแปดปี โดยเริ่มดำเนินการในปี 2570 เพื่อหวังจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและพื้นที่กรุงเทพฯอย่างยั่งยืน โดยจะใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดินและเงินกู้
.
โดยเงินกู้นั้นจะมาจากสองแหล่งใหญ่ ได้แก่ ธนาคารพัฒนาเอเชีย ซึ่งเป็นงบในส่วนของการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการขุดคลองระบายน้ำ และธนาคารโลก ซึ่งเป็นงบในส่วนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน โดยจะให้เงินแก่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เป็นผู้เพื่อวางมาตรการเยียวยาทางสังคมแก่ผู้ได้รับผลกระทบอีกทางหนึ่งด้วย
.
4. พลังงานสะอาด = พลังงานสกปรกรูปแบบใหม่
.
รัฐบาลต้องการเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ แทนเครื่องยนต์เก่าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานฟอสซิล จึงเร่งเครื่องยนต์อย่างสุดกำลังด้วยการเน้นการลงทุนในพลังงานสะอาดรูปแบบต่าง ๆ เช่น กังหันลม แสงอาทิตย์ รถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น แต่อีกด้านหนึ่งรัฐบาลไทยก็ร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาเพื่อผลักดันให้เกิดการขุดหาแร่สำคัญและแร่หายากอย่างสุดกำลัง เพื่อที่จะทำลายการผูกขาดในห่วงโซ่อุปทานของจีนให้ได้
.
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องแลกมากับการทำเหมืองมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาอุตสาหกรรมแร่ของไทยถือว่าเป็นอุตสาหกรรมสกปรกที่มิอาจปฏิเสธได้ เพราะไม่มีการทำเหมืองประเภทใดในไทยที่ไม่เกิดผลกระทบขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม สังคมและสุขภาวะของประชาชน และเมื่อเกิดผลกระทบด้านต่าง ๆ ขึ้นแล้วที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือไม่มีกฎหมายใดที่บังคับให้มีการฟื้นฟูและสามารถเอาผิดผู้ก่อผลกระทบได้
.
และยังมีผลกระทบอีกเรื่องหนึ่งที่นับวันจะรุนแรงยิ่งขึ้น นั่นคือ การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานลมและแสงอาทิตย์ต้องใช้พื้นที่กว้างใหญ่มาก ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่ สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการแล้วหลายแห่ง และจะเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตจากผลของการประชุมครั้งนี้ ก็คือ การอ้างกฎหมายป่าไม้ไปแย่งยึดที่ดินทำกินของประชาชนเอาไปให้กับนายทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมและแสงอาทิตย์
.
5. คริปโตเปีย : ดินแดนฟอกเงินและอาชญากรรม
.
8 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อต้อนรับการประชุมของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้อนุมัติให้มีการซื้อขายเหรียญคริปโตผ่านตลาดหุ้นไทย โดยจำกัดเหรียญที่เปิดให้ลงทุนได้เฉพาะเหรียญบิตคอยน์และอีเธอเรียมก่อน
.
แม้เหรียญคริปโตจะเป็นนวัตกรรมการเงินที่น่าสนใจ แต่พัฒนาการของมันแทนที่จะสร้างอิสรภาพทางการเงินให้กับประชาชนที่ถูกระบบธนาคารและทุนนิยมขูดรีดและกัดกิน กลายเป็นว่ามันคือปีศาจตนใหม่ที่หลอกลวงผู้คนรายเล็กรายย่อยให้หมดเนื้อหมดตัว ไม่ต่างจากแมลงเม่าในตลาดหุ้น มันจึงเป็นช่องทางให้กับพวกสแกมเมอร์ นักต้มตุ๋น หลอกลวง ขบวนการอาชญากรรม ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้เพื่อฟอกเงิน
.
ดินแดนประเทศไทยเป็นสวรรค์วิมานจากพวกสแกมเมอร์เพื่อนบ้านที่ต้มตุ๋น หลอกลวงและก่ออาชญากรรมมาเนิ่นนาน มีพวกจีนเทา ไทยเทา ฝรั่งเทา เข้ามาในประเทศไทยเพื่อทำอุตสาหกรรมเหล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกินความสามารถของเจ้าหน้าที่ที่จะปราบปรามให้หมดสิ้นได้ ยิ่ง ก.ล.ต. เปิดช่องทางให้มีการซื้อขายเหรียญคริปโตอย่างถูกกฎหมาย ไม่ต่างจากการเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และเหรียญคริปโตไม่มีความโปร่งใสมากพอที่สามารถนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชนทั่ว ๆ ไปได้ ยิ่งจะทำให้ประเทศไทยต้องแบกรับกับความสกปรกของเงินดิจิทัลที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
.
6. ตลาดคาร์บอนเครดิต : การลดโลกร้อนแบบจอมปลอม และแย่งยึดที่ดินทำกินของประชาชน
.
อีกหนึ่งวาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การผลักดันให้เกิดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้อย่างเสรี โดยรัฐตั้งเป้าหมายที่จะให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนปลูกป่าบนผืนแผ่นดินไทยประมาณ 16 ล้านไร่ ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ก็ด้วยการต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่จำนวนมากเพื่อปลูกป่า คำถามสำคัญก็คือจะหาพื้นที่เหล่านั้นได้จากไหน ถ้าไม่แย่งยึดที่ดินทำกินของประชาชน
.
และอีกหนึ่งคำถามสำคัญ ตลาดคาร์บอนจะทำให้พี่น้องประชาชนต้องสูญเสียที่ดินทำกินกี่ล้านครอบครัว ในพื้นที่ 16 ล้านไร่ ที่เป็นเป้าหมาย
.
ซึ่งการประชุมครั้งนี้ก็ยังคงเป็นแค่การลดโลกร้อนแบบจอมปลอม เพราะไม่สามารถบังคับให้อุตสาหกรรมฟอสซิล ผู้ผลิตก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ลดคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่น ๆ ที่แหล่งกำเนิดได้ แต่กลับกลายเป็นการผลักดันแนวทางให้ประชาชนแบกรับปัญหาแทน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเก่าเพื่อสร้างปัญหาใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม และจะทำให้คนยากจนลงจากการไร้ที่ดินทำกิน
.
7. ไทยจะเป็นประเทศรายได้สูงท่ามกลางหนี้สินท่วมหัวและความเหลื่อมล้ำ
.
รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศเป้าหมายให้ไทยหลุดออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูงตามเกณฑ์ชี้วัดของธนาคารโลกในอีก 12 ปีข้างหน้า หรือประมาณปี 2581 โดยไม่คิดจะสรุปบทเรียนด้านสังคมเลยว่ากับดักรายได้ปานกลางที่ติดอยู่ในวังวนมาเกือบห้าสิบปีนั้นเกิดผลกระทบหรือสูญเสียอะไรไปบ้าง ก็เพราะว่าธนาคารโลกใช้เกณฑ์ ‘รายได้ประชาชาติต่อหัว’ (Gross National Income per capita : GNI per capita) เป็นตัวชี้วัด ซึ่งเป็นรายได้เฉลี่ยของจำนวนประชาชนไทยทั้งหมดในรอบหนึ่งปี ไม่ใช่รายได้ที่ประชาชนไทยแต่ละคนได้รับจริง หรือไม่ได้หมายความว่าประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้สูงหรือรวยขึ้น หรือมีความเป็นอยู่ดีขึ้นแต่อย่างใด เพราะเอารายได้ของเศรษฐี คนร่ำรวย คนมีอันจะกิน คนชั้นกลาง มาหารเฉลี่ยให้กับประชาชนที่เหลืออยู่ที่ส่วนใหญ่มีความยากจน
.
นี่คือความลุ่มหลงมัวเมาอีกเรื่องหนึ่งของพวกนักการเมืองและระบบราชการไทยที่สมาทานความรู้ทางเทคนิค/วิชาการของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟโดยไม่เห็นหัวประชาชน ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนประมาณร้อยละ 85 และหนี้สาธารณะในวันสิ้นสุดปีงบประมาณ 2570 อยู่ที่ร้อยละ 70 ของจีดีพีตามลำดับ ที่นำพาให้สังคมไทยอยู่ในภาวะเสี่ยงหลายประการ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายสำคัญยิ่งว่าระหว่างนี้ไปอีก 12 ปีข้างหน้า ไทยจะเข้าสู่ประเทศรายได้สูงได้หรือไม่ หรือจะมีคนสิ้นลมหายใจก่อนชำระหนี้หมดกี่ราย
.
8. เมื่อธรรมชาติกลายเป็นสินค้า
.
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประชาคมโลกเริ่มยอมรับมากขึ้นว่า การอนุรักษ์ธรรมชาติจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ยอมรับสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้ดูแลป่า ดิน น้ำ อากาศ ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพมาอย่างยาวนาน
.
สำหรับประเทศไทย คำถามนี้ยิ่งสำคัญ เพราะความขัดแย้งเรื่องที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ อากาศ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม หลายชุมชนยังเผชิญข้อกล่าวหาว่าบุกรุกป่า ถูกจำกัดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และยังไม่มีการรับรองสิทธิในที่ดินและวิถีชีวิตอย่างเพียงพอ หากโครงสร้างอำนาจเหล่านี้ยังคงเดิม และสำหรับชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น การคุ้มครองธรรมชาติไม่อาจแยกออกจากการคุ้มครองสิทธิในที่ดิน วัฒนธรรม และการกำหนดอนาคตของตนเอง เพราะหากไม่มีสิทธิเหล่านี้ การอนุรักษ์ก็อาจกลายเป็นอีกชื่อหนึ่งของการควบคุมพื้นที่และผู้คน
.
ดังนั้น ก่อนที่จะทำให้ธรรมชาติทุก ๆ อย่างเป็นสินค้าหรือวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมและการผลิตต่าง ๆ ควรเปลี่ยนอำนาจการตัดสินใจจากระบบที่รวมศูนย์ไปสู่ชุมชนที่ดูแลธรรมชาติอย่างแท้จริง
.
9. เมืองรอง คือ เมืองบริวารของอำนาจรวมศูนย์ของรัฐไทย
.
ธนาคารโลกออกรายงานฉบับล่าสุดเดือนกันยายนนี้ ชี้ว่า หากประเทศไทยต้องการก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 -2581 จะต้องเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้นทำให้กรุงเทพฯเติบโตและเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจเพียงแห่งเดียว มาเป็นการสร้างเมืองรองอย่างน้อย 11 เมือง
.
ความจริงเรื่องเมืองรองไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะถ้าใช้แว่นขยายมองเข้าไปในการเคลื่อนไหวของประชาชนไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาจนกระทั่งปัจจุบันเกี่ยวกับเรื่องการกระจายอำนาจ ก็จะเห็นเมืองรองอยู่ในนั้น แต่ข้อเสนอของธนาคารโลกไม่แตะการกระจายอำนาจ ดังนั้น หากประเทศไทยไม่ทำการกระจายอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งผู้ว่าฯ การกระจายอำนาจทางการคลังที่เงินจากภาษีและสัมปทานต่าง ๆ ตกอยู่กับท้องถิ่นทั้งหลายเกินครึ่งหนึ่งได้จริง การทำให้ระบบราชการไม่รวมศูนย์อำนาจ ฯลฯ เมืองรองที่เกิดขึ้นจากข้อเสนอของธนาคารโลกก็เป็นได้แค่เมืองที่ถูกรวมศูนย์อำนาจด้วยการส่งส่วยบรรณาการในรูปของภาษีและสัมปทานต่าง ๆ ไว้ที่ส่วนกลางเช่นเดิม หรือเป็นได้ก็เพียง ‘เมืองบริวาร’ ของกรุงเทพฯเท่านั้น
.
10. ภาคประชาสังคมไม่ใช่ตัวแทนประชาชน
.
เมื่อสถาบันการเงินทั้งสองเป็นผู้จัดพื้นที่ประชุมเพื่อรับฟังเสียงวิพากษ์ ขณะเดียวกันก็เป็นผู้กำหนดกติกาและเงื่อนไขในการวิพากษ์ รูปแบบการมีส่วนร่วมและขอบเขตของการแสดงออก จึงเป็นละครโรงใหญ่เพื่อกวาดต้อนพลังแห่งการเคลื่อนไหวของประชาชนให้สงบ เชื่องและควบคุมได้ ที่แม้ว่าประชาชนจะได้รับพื้นที่ให้พูด แต่ไม่มีอำนาจเปลี่ยนโครงสร้างการตัดสินใจที่กำหนดอนาคตของตนเอง จึงเป็นพื้นที่ที่ไร้ประโยชน์ และไม่ควรมีภาคประชาสังคมใดที่เข้าไปในพื้นที่หลอกลวงนั้นจะมีความชอบธรรมใด ๆ ในการสะท้อนเสียงแทนประชาชน โดยไม่คิดจะลุกขึ้นประท้วง ต่อต้านการประชุมดังกล่าว
36 ปี เขื่อนปากมูลยังไม่ใช่อดีต! สมัชชาคนจน บุกทวงความรับผิดชอบธนาคารโลก ชูยื่น 5 ข้อเรียกร้องเร่งเยียวยา 1,632 ครอบครัว ผลักดันเปิดประตูน้ำถาวร
สำนักข่าวราษฎร - Ratsadon News is at ถนน พระราม 4 สามแยกคลองเตย.
6 hours ago ·Bangkok, Thailand ·
36 ปี เขื่อนปากมูลยังไม่ใช่อดีต! สมัชชาคนจน บุกทวงความรับผิดชอบธนาคารโลก ชูยื่น 5 ข้อเรียกร้องเร่งเยียวยา 1,632 ครอบครัว ผลักดันเปิดประตูน้ำถาวร
วันที่ 15 ตุลาคม 2569 ที่การชุมนุมบริเวณแยกคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ กลุ่มสมัชชาคนจนในนามพี่น้องผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนปากมูล ออกแถลงการณ์ฉบับสำคัญส่งตรงถึงประธานและคณะผู้บริหารธนาคารโลก (World Bank) ตอกย้ำความจริงอันเจ็บปวดว่า “เขื่อนปากมูลไม่ใช่เรื่องในอดีต” และสถาบันการเงินระดับโลกผู้อยู่เบื้องหลังการอนุมัติเงินกู้จะละทิ้งความรับผิดชอบต่อบทเรียนที่แลกมาด้วยคราบน้ำตาของชาวบ้านไม่ได้
เมื่อย้อนกลับไปก่อนมีเขื่อน แม่น้ำมูนคือสายเลือดใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ ชุมชนริมฝั่งดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการทำประมงและระบบนิเวศอันร่ำรวยโดยพึ่งพาภูมิปัญญาบรรพบุรุษ ทว่านับตั้งแต่มีการก่อสร้างเขื่อนและการระเบิดแก่งหิน โดยเฉพาะบริเวณบ้านหัวเหว่ เส้นทางการอพยพของปลาจากแม่น้ำโขงสู่แม่น้ำมูนได้ถูกตัดขาดลงอย่างรุนแรง สายน้ำที่เคยผลิตอาหารและสร้างเศรษฐกิจชุมชนกลับกลายเป็นแหล่งวิกฤตความยากจน ครอบครัวต้องพลัดพราก ลูกหลานต้องทิ้งถิ่นฐานไปขายแรงงานต่างถิ่น ขณะที่คนเฒ่าคนแก่จำนวนมากต้องลาโลกไปโดยไร้ซึ่งความเป็นธรรม
แม้กระทั่งในมิติความคุ้มค่าด้านพลังงาน เขื่อนปากมูลกลับให้ประโยชน์อย่างจำกัด ตัวเลขการผลิตไฟฟ้าตกต่ำเนื่องจากความจำเป็นต้องเปิดประตูระบายน้ำนานถึง 7 เดือนต่อปี ไม่ว่าจะเป็นช่วงปลาอพยพ (พฤษภาคม–สิงหาคม) การคืนแก่งสะพือในเดือนเมษายน หรือการระบายน้ำฤดูน้ำหลาก ซึ่งยิ่งสะท้อนว่าต้นทุนทางสังคม สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตที่ประชาชนต้องจ่ายนั้น มหาศาลเกินกว่าหน่วยไฟฟ้าที่ได้รับหลายเท่าตัว โดย จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา เมื่อคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ มีมติรับรองรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 1,632 ครอบครัว หลังจากกระบวนการพิสูจน์ความเสียหายยืดเยื้อยาวนานถึง 29 ปี ทว่าจนถึงปัจจุบัน
ผลการรับรองดังกล่าวยังคงเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียวที่ยังไม่นำไปสู่การเยียวยาจริง ส่งผลให้สมัชชาคนจนยื่นยื่นคำขาดผ่าน 5 ข้อเรียกร้องหลักถึงธนาคารโลก ประกอบด้วย ดังนี้
1.แสดงความรับผิดชอบอย่างเป็นทางการ ต่อข้อผิดพลาดและความบกพร่องในกระบวนการประเมินและติดตามผลกระทบ พร้อมเปิดเผยการจัดการข้อร้องเรียนตลอดหลายทศวรรษต่อสาธารณะ
2.ร่วมผลักดันการเยียวยาโดยไม่ชักช้า เร่งจับมือกับรัฐบาลไทยกำหนดมาตรการเยียวยาที่โปร่งใส ชัดเจน ให้แก่ 1,632 ครอบครัว รวมถึงสิทธิของทายาทและมาตรการช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบหนักอย่างบ้านหัวเหว่
3.สนับสนุนการฟื้นฟูแม่น้ำมูนผ่านการเปิดประตูระบายน้ำถาวร ร่วมกับชุมชนและนักวิชาการในการศึกษาแนวทางคืนชีวิตให้แม่น้ำ เพื่อฟื้นฟูเส้นทางอพยพของปลาและความมั่นคงทางอาหาร โดยไม่นำกระบวนการศึกษามาเป็นข้ออ้างให้การเยียวยาล่าช้า
4.จัดประเมินผลกระทบระยะยาวอย่างเป็นอิสระ โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดโจทย์และตรวจสอบผลกระทบสะสมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
5.นำบทเรียนไปปฏิรูปนโยบายการพัฒนา โดยทบทวนหลักเกณฑ์การสนับสนุนโครงการเขื่อนใหม่ๆ ในลุ่มน้ำโขงและแม่น้ำสาขา เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์บาดแผลซ้ำรอย
ทั้งนี้ สมัชชาคนจนเน้นย้ำทิ้งท้ายว่า ธนาคารโลกไม่อาจนำกรณีเขื่อนปากมูลไปเป็นเพียง “บทเรียน” หรือกรณีศึกษาในรายงานเพื่อสร้างโครงการใหม่ให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ต้องย้อนกลับมารับผิดชอบต่อผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่กับผลกระทบจริง โดยขอให้ธนาคารโลกตอบรับข้อเรียกร้องเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 30 วัน พร้อมเปิดโต๊ะเจรจาหารือร่วมกับผู้แทนชุมชนอย่างเป็นทางการ เพื่อคืนศักดิ์ศรี คืนสายน้ำ และคืนอนาคตที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชนลุ่มน้ำมูนอย่างแท้จริง
เมื่อธนาคารโลกหวนกลับมาไทย คนปากมูลขออย่าลืมบทเรียนสำคัญ

เรือประมงพื้นบ้านลอยลำบริเวณใต้เขื่อนปากมูล ระหว่างที่ประตูเขื่อนปิดอยู่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
ภาพโดย ลูค ดุกเกิลบี
โดย ณิชา เวชพานิช
Published 13 ตุลาคม 2026
Hard Stories ORG
ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ประตูคอนกรีต 8 บานขวางกั้นสายน้ำมูล สัปดาห์นี้ ธนาคารโลก ผู้ให้เงินกู้รัฐไทยสร้างโครงการหวนกลับมากรุงเทพฯ อีกครั้ง คนหาปลาจากปากมูลยังคงเฝ้ารอการชดเชยและเตือนอย่าปล่อยให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำซาก
ทุกๆ ปี ในช่วงหน้าฝน เมื่อปลาเริ่มอพยพขึ้นไปวางไข่ในแม่น้ำมูล สมปอง เวียงจันทร์ จะเฝ้ารอวันที่ประตูคอนกรีตแปดบานของเขื่อนปากมูลยกขึ้น บางปี คำสั่งยกบานประตูจากหน่วยงานรัฐก็มาช้าไปหลายสัปดาห์ นับตั้งแต่เขื่อนถูกสร้างขึ้นกั้นสายน้ำมูลใกล้จุดไหลบรรจบกับแม่น้ำโขง ไม่ได้มีเพียงแต่สมปองที่เฝ้ารอให้ประตูเขื่อนเปิด ปลาหลากหลายสายพันธุ์เองก็รอเวลานี้เช่นกัน
แม่น้ำสีชานมทอดตัวไหลเอื่อย ชาวบ้านปากมูลส่วนใหญ่เป็นชาวประมงพื้นบ้าน ณ ที่แห่งนี้ วันเวลาไม่ได้เคลื่อนล่วงไปเป็นชั่วโมงและนาที แต่เคลื่อนผ่านด้วยการขึ้นของพระอาทิตย์และฤดูกาล ปัจจุบัน มีเพียงแม่สมปองกับชาวบ้านไม่กี่คนที่ยังคอยจับตาการเปิดประตูเขื่อน
“บางคนไม่รู้ว่าเราต้องไปสู้ถึงจะได้คำสั่งนี้มา เขาคิดว่า รัฐจะเปิดประตูแน่นอนเวลาปลามาวางไข่ เขาไม่คิดว่าเราต้องไปสู้ถึงจะได้เปิดเขื่อน” สมปอง แกนนำชุมชนวัย 77 เล่าย้อนความ “แล้วนี่แค่นโยบายชั่วคราว เพื่อบรรเทาสัญญาที่รัฐให้กับชาวบ้านไว้แล้ว แต่ทำไม่ได้!”
เขื่อนปากมูลเป็นเขื่อนน้ำไหลผ่าน มีกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 136 เมกะวัตต์ ธนาคารโลกให้เงินสนับสนุนส่วนหนึ่งแก่รัฐบาลไทยในการก่อสร้าง โครงการให้คำสัญญาว่าจะสร้างความมั่นคงทางน้ำและพลังงานให้กับอีสาน แต่สำหรับชาวบ้าน ตัวเขื่อนกลับทำลายพรรณปลา รวมถึงวิถีชีวิตชุมชนรอบข้าง และหลายคนยังคงเฝ้ารอการชดเชยจนถึงทุกวันนี้
ธนาคารโลกตัดสินใจให้เงินกู้สร้างโครงการเมื่อปี 2534 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปีธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ สามทศวรรษถัดมา ในช่วงสัปดาห์นี้ การประชุมได้หวนกลับมาที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง ผู้นำประเทศและนายธนาคารมาหารือวาระการพัฒนาเพื่อช่วยเหลือประเทศต่างๆ ยกระดับเศรษฐกิจ ที่นอกห้องประชุม สมปองและเพื่อนบ้านต้องการอะไรที่เรียบง่ายกว่านั้น… แม่น้ำที่ไหลอิสระ
การต่อสู้ของพวกเขาถูกบอกเล่าผ่านนิทรรศการภาพถ่ายที่กำลังจัดแสดงอยู่ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ คู่ขนานกับการประชุมนับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคมนี้ ขณะที่นักกิจกรรมพากันลงถนนเพื่อเรียกร้องให้ธนาคารโลกไม่ทำผิดซ้ำซากเหมือนกับที่เคยกระทำต่อแม่น้ำมูล

ชาวประมงที่อาศัยอยู่เหนือเขื่อนพากันหาปลา โดยใช้โอกาสจังหวะที่เขื่อนปากมูลยกประตูระบายน้ำ เปิดให้ปลาอพยพได้ เมื่อสิงหาคม 2569 ณ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ภาพ : ลูค ดุกเกิลบี
2534 : วันที่ธนาคารโลกเยือนปากมูล
ภาพหนึ่งที่นิทรรศการจัดแสดงเป็นภาพเมื่อเดือนตุลาคมปี 2534 ตรงกลางภาพ มีชายตะวันตกคนหนึ่งใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวกำลังจับไมค์พูดต่อหน้าชาวบ้านปากมูลกว่า 600 คนที่แก่งสะพือ บริเวณกลางแม่น้ำมูลที่เต็มไปด้วยแก่งหินสวยงาม และเป็นจุดที่คนในพื้นที่ต่างกังวลว่าจะจมหายไปหากเขื่อนสร้างขึ้น
ผู้คัดค้านเขื่อนยุคนั้นเล่าให้ฟังว่า ชายคนดังกล่าวคือ อี.แพทริค โคอาดี้ (E. Patrick Coady) กรรมการบริหารธนาคารโลกจากประเทศสหรัฐฯ เขาตอบรับคำเชิญจากชาวบ้านไม่กี่เดือนก่อนหน้าเหตุการณ์ครั้งนั้นให้มาเยือนแม่น้ำมูล ท่ามกลางกระแสถกเถียงดุเดือดว่าธนาคารโลกควรให้เงินกู้สร้างเขื่อนไหม ชาวบ้านและนักสิ่งแวดล้อมได้จัดกิจกรรมคู่ขนาน “สัมมนาของประชาชน” (The People’s Forum) ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างที่ธนาคารโลกกำลังจัดประชุมประจำปีที่กรุงเทพฯ และชวนให้ตัวแทนลงพื้นที่เพื่อดูปัญหา
ชาวบ้านปากมูลต้อนรับผู้แทนธนาคารโลกด้วยพิธีบายศรีสู่ขวัญ สองเดือนให้หลัง โคอาดี้และผู้แทนธนาคารโลกจากออสเตรเลียและเยอรมนีโหวตคัดค้านการให้เงินกู้สร้างเขื่อนปากมูล โดยโคอาดี้ให้เหตุผลว่า ธนาคารโลกยังไม่สามารถตอบความกังวลเรื่องผลกระทบต่อพันธุ์ปลาและจำนวนผู้คนที่จะถูกโยกย้ายถิ่นฐานได้ชัดเจน

“ถึงแม้เสียงพวกเขาจะไม่ชนะในบอร์ด แล้วสุดท้ายธนาคารโลกก็สนับสนุนเงินสร้างเขื่อนปากมูล แต่เป็นเรื่องหายากมากที่ธนาคารโลกโหวตไม่เป็นเอกฉันท์” วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ เล่าจากประสบการณ์ตอนที่เขาทำงานกับโครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ซึ่งช่วยจัดกิจกรรมให้ชาวบ้านได้พบกับตัวแทนธนาคารโลกในวันนั้น
เมื่อเปิดดำเนินการแล้ว กลับกลายเป็นว่าเขื่อนปากมูลนั้นสร้างแล้วไม่คุ้มกับเงินลงทุน สถาบันวิจัย TDRI รับโจทย์จากธนาคารโลกในการประเมินโครงการ แล้วพบว่า เริ่มแรกธนาคารโลกประเมินค่าใช้จ่ายก่อสร้างที่ 4,500 ล้านบาท แต่พอสร้างจริง ยอดค่าใช้จ่ายพุ่งไปถึง 6,560 ล้านบาท นับว่าเพิ่มขึ้นกว่า 45% ขณะที่เขื่อนผลิตไฟฟ้าได้เพียง 1 ใน 10 ของปริมาณที่คาดการณ์ไว้
เขื่อนปากมูลได้กลายเป็นอุทาหรณ์ในประวัติศาสตร์ของเขื่อนผลิตไฟฟ้า หลังจากเกิดกระแสต่อต้านเขื่อนขนาดใหญ่ทั่วโลก คณะกรรมการเขื่อนโลก (The World Commission on Dams) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระ ได้ศึกษาเขื่อนมากกว่า 77 แห่งทั่วโลกและพบว่า โครงการเหล่านี้มักจะประเมินผลกระทบทางสังคมสิ่งแวดล้อมต่ำกว่าความเป็นจริง ก่อนจะเผยแพร่เป็นรายงานสาธารณะเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2543
หลังจากนั้น ธนาคารโลกจึงวางมือจากการให้ประเทศต่างๆ กู้เงินสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ พร้อมกับยกระดับมาตรการคุ้มครองทางสังคมและสิ่งแวดล้อมก่อนจะตัดสินใจให้กู้โครงการประเภทดังกล่าว อย่างไรก็ตาม แค่ไม่กี่ปีต่อมา ธนาคารโลกก็หวนกลับมาให้เงินกู้สร้างเขื่อนขนาดใหญ่อีกครั้ง ประเดิมโดยเขื่อนน้ำเทิน 2 ในลาว ซึ่งถูกชูเป็นโมเดล ‘พลังงานน้ำที่ยั่งยืน’ นำไปสู่การโยกย้ายถิ่นฐานชาวบ้านมากกว่า 6,000 คน หลายคนยังไม่สามารถหางานเลี้ยงชีพได้ในหมู่บ้านใหม่ที่ถูกย้ายไป
“มันกลายเป็นรูปแบบซ้ำๆ ธนาคารโลกเป็นสถาปนิกอยู่เบื้องหลังการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เป็นคนวางพิมพ์เขียวโมเดลเศรษฐกิจสำหรับประเทศกำลังพัฒนา…ขยายอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตาม เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องสร้างไฟฟ้าพลังน้ำเพิ่ม” วิฑูรย์กล่าว “จากนั้นก็ตกแต่งการประเมินประสิทธิภาพการลงทุนให้ดูดีกว่าความเป็นจริง ที่เราเรียกว่า window dressing เพื่อดึงให้ภาคเอกชนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน”
เมื่อแม่น้ำถูกตัดแบ่ง
งานศึกษาโดยคณะกรรมการเขื่อนโลกพบว่า ถึงแม้ว่าเขื่อนปากมูลจะพยายามออกแบบให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุด แต่จำนวนครัวเรือนที่ต้องโยกย้ายก็ยังสูงกว่า 400 ครัวเรือน และกระทบการทำมาหากินของคนหาปลาใน 66 หมู่บ้านรอบข้าง
สำหรับชาวประมงท้องถิ่น ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดคือวงจรการอพยพของปลาแปรเปลี่ยน กระทบกับวิถีหากินของพวกเขาที่เงินก้อนใดๆ ก็ไม่อาจทดแทนความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำมูลที่มีปลากว่า 230 สายพันธุ์ โดยมากกว่าครึ่งเป็นปลาอพยพจากแม่น้ำโขงขึ้นมาวางไข่ตามแก่งหินในช่วงหน้าฝน
อย่างไรก็ตาม คนหาปลาและนักอนุรักษ์ชี้ว่า ปลากลับไม่สามารถว่ายข้าม ‘บันไดปลาโจน’ อันเป็นโครงสร้างส่วนหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบของเขื่อน ด้านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารเขื่อนชี้แจงกับทาง HaRDstories ว่า บันไดปลาโจนนั้นใช้การได้ระหว่างปี 2537-2543 จนกระทั่งเริ่มมีชาวประมงมาดักจับปลาบริเวณบันได
แม่น้ำที่ถูกตัดแบ่งสร้างรอยร้าวให้กับชุมชน ชาวบ้านเล่าว่า เพื่อนและญาติพี่น้องคุยกันไม่ได้เหมือนเคย เพราะการบริหารเขื่อนด้วยแนวทางใดแนวทางหนึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าจะกระทบคนอีกฝั่ง สำหรับชุมชนเหนือเขื่อน พวกเขาจะหาปลาได้ก็ต่อเมื่อบานประตูเขื่อนยกขึ้นและเปิดทางให้ปลาอพยพขึ้นมา ทว่าชุมชนใต้เขื่อน ซึ่งเป็นบริเวณที่แก่งหินถูกระเบิดด้วยไดนาไมต์เพื่อขยายร่องน้ำให้ลึกพอสำหรับปั่นกระแสไฟฟ้า กลับเผชิญกับสถานการณ์ที่ตรงกันข้าม
บ้านหัวเห่ว มีประชากรราว 1,300 คน ชาวประมงจะหาปลาได้ก็ต่อเมื่อประตูเขื่อนปิด…เมื่อหน้าฝนมาถึง ปลาแม่น้ำโขงมาว่ายมารวมตัวกันอยู่หน้าประตูเขื่อน แต่เมื่อเขื่อนยกบานประตูขึ้น ปลาจะว่ายขึ้นไปที่อื่นที่เหมาะสมกว่าเพื่อหาแหล่งวางไข่
“บ้านหัวเห่วต้องเสียสละเพื่อสร้างเขื่อนปากมูล” บุญหลาย เวียงจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านหัวเห่ว อธิบาย “ก่อนจะสร้างเขื่อน ผมเองก็คัดค้าน แต่วันนี้ต้องหาทางอยู่กับมัน คนบ้านหัวเห่วไม่อยากให้เปิดประตูเขื่อน”
การรอคอยอันยาวนาน
ผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนได้เงินชดเชยส่วนหนึ่งแล้วสำหรับการโยกย้ายบ้านและค่าเสียโอกาสทำมาหากิน โดยจำนวนเงินขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละราย แต่ค่าเสียโอกาสที่ว่านั้นครอบคลุมเพียงช่วงเวลา 3 ปีระหว่างการสร้างเขื่อน ชาวประมงยังไม่ได้รับการชดเชยในส่วนที่เป็นหัวใจหลักสำคัญ นั้นคือการจัดสรรที่ดิน 15 ไร่ (หรือจ่ายแทนไร่ละ 35,000 บาท) เพื่อช่วยให้พวกเขาเปลี่ยนอาชีพไปทำไร่และอยู่ทำกินได้ในระยะยาว นี่คำสัญญาที่รัฐบาลไทยให้ไว้ตอนปี 2540
“เวลาคนไทยได้ข่าวปากมูล เขามักจะคิดว่า ทำไมไม่จบสักที ก็ได้เงินชดเชยไปแล้วไม่ใช่หรอ” น้ำผึ้ง หัสถีธรรม นักวิจัยที่กำลังศึกษาประวัติศาสตร์ปากมูล กล่าว “เมื่อก่อน เราก็รู้สึกอย่างนั้น แต่พอย้อนมองประวัติศาสตร์ดูแล้ว ชาวบ้านยังไม่ได้รับการชดเชยที่สมควรได้รับเลย แล้วประวัติศาสตร์ส่วนนี้ไม่ควรถูกลืมหรือตีความผิด”
คำสั่งรัฐให้ยกบานประตูเขื่อนปากมูลทุกๆ ปีเป็นผลมาจากความจริงที่ว่ารัฐบาลไทยไม่สามารถจัดหาที่ดินให้ชาวบ้านได้ เพื่อช่วยพวกเขาเปลี่ยนอาชีพ ด้วยเหตุนี้ ในปี 2545 รัฐบาลไทยจึงตกลงกับชุมชนที่เฝ้ากดดันว่า จะเปิดประตูเขื่อนเป็นเวลา 4 เดือนเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาชั่วคราว ระยะเวลา 4 เดือนยังเป็นการต่อรองลดลงมาจากการเปิดประตูตลอดทั้งปีเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ ตามคำแนะนำของมหาวิทยาลัยอุบลฯ

ชาวบ้านปากมูลประท้วงเรียกร้องให้เปิดประตูระบายน้ำเขื่อนและติดตามคำสัญญาจ่ายเงินและมอบที่ดินชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ บริเวณด้านหน้าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ เมื่อ 17 กันยายน 2569 ภาพ : ลูค ดุกเกิลบี
กรณีเขื่อนปากมูลเป็นหนึ่งในการต่อสู้ของชุมชนรากหญ้าที่เข้มแข็งที่สุดในประเทศไทยช่วงยุค 2530 ความเข้มแข็งนี้นำไปสู่การก่อตั้งเครือข่ายชาวบ้านระดับประเทศในนาม ‘สมัชชาคนจน’ ที่ให้เป็นพื้นที่ให้ผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐมารวมตัวกันเพื่อต่อรองการชดเชย หรือแม้กระทั่งยกเลิกโครงการพัฒนาที่ออกแบบจากบนลงล่างได้สำเร็จ สมัชชาคนจนมีสมาชิกหลายหมื่นคน ทั้งชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อน ชาวนาชาวไร่ไร้ที่ดิน จนไปถึงผู้อาศัยในสลัมกลางเมือง
น้ำผึ้งเองก็เป็นนักศึกษาที่เข้ามาร่วมกับการเคลื่อนไหว จากนักเรียนชีวเคมี เธอเปลี่ยนเส้นทางอาชีพมาเข้าร่วมกับการต่อสู้ชาวบ้าน หลังเรียนจบ น้ำผึ้งเริ่มงานแรกกับกลุ่มเอ็นจีโอ เพื่อนประชาชน (Friends of the People) ที่ทำงานเคียงข้างการเคลื่อนไหวสมัชชาคนจนและบันทึกเรื่องราวของพวกเขาด้วยกล้องฟิล์มหนึ่งตัว
30 ปีต่อมา น้ำผึ้งในวัย 52 และสมาชิกเพื่อนประชาชนที่ต่างการจัดกระจายไปใช้ชีวิตของตนเองได้หวนกลับมาอีกครั้งเพื่อทำภารกิจรักษาความทรงจำ ภาพฟิล์มกว่า 50,000 รูปถูกเก็บไว้ในตู้กับข้าวสำนักงานเอ็นจีโอแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อากาศที่ร้อนชื้นได้ทำให้ภาพถ่ายจำนวนมากเสียหาย พวกเขาจึงริเริ่มโครงการ ‘ความทรงจำของสามัญชน’ เพื่อรักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โดยภาพบางส่วนจะถูกจัดแสดงในนิทรรศการที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพในเดือนตุลาคมนี้
ความทรงจำเกี่ยวกับปากมูลไม่ได้มีแต่โศกนาฏกรรม แต่ยังได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมาย รวมถึงธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นักธุรกิจพันล้านและหนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ที่กลายมาเป็นพรรคประชาชนในวันนี้ เพราะในช่วงที่ธนาธรเป็นนักศึกษา เขาก็เคยไปร่วมม็อบกับชาวบ้านที่ปากมูลด้วยเช่นกัน
“ผมเป็นเด็กกรุงเทพ ไม่มีโอกาสไปเข้าอกเข้าใจความลำบาก ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างประชาชนเท่าไหร่นัก การเข้าไปมีส่วนร่วมกับปากมูลและม็อบสมัชชาคนจนในวัยหนุ่มสาวหล่อหลอมความคิดสำนึกทางสังคมและการเมืองของเรา” ธนาธรกล่าว
ใครจะมีคำตอบให้ปากมูล?
ธนาคารโลกกล่าวว่า ในฐานะสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ทางสถาบันมีบทบาทเพียงให้คำปรึกษาและคำแนะนำแก่ประเทศสมาชิก การตัดสินใจดำเนินโครงการพัฒนา รวมถึงการชดเชยผู้ได้รับผลกระทบนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลประเทศนั้นๆ
“ปากมูลเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียนที่ช่วยให้เราพัฒนาแนวทางรับมือกับความเสี่ยงทางสังคมและสิ่งแวดล้อม” ตัวแทนกลุ่มธนาคารโลกเผยกับ HaRDstories ทางอีเมล “ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ทางสถาบันได้ยกระดับมาตรฐานอย่างมีนัยยะสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการมีส่วนร่วม สร้างกลไกร้องเรียนและมาตรการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ”
อย่างไรก็ตาม ทางธนาคารโลกไม่ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า ได้ติดตามสถานการณ์ที่ปากมูลต่อหรือไม่ ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบยังไม่ได้รับการชดเชยหรือโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าอื่นๆ ที่สถาบันให้การสนับสนุนในช่วงยุค 2530
ทั้งนี้ ทาง กฟผ. ไม่ได้ให้คำตอบกับ HaRDstories ว่า ในปัจจุบัน ปริมาณไฟฟ้าที่เขื่อนปากมูลผลิตได้จริงคือเท่าไหร่กันแน่ และเขื่อนนั้นคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ จากการสัมภาษณ์ทางอีเมล กฟผ. อธิบายว่า การบริหารเขื่อนปากมูลในปัจจุบันยึดหลักการสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ จากรายงานการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ในอดีตของกฟผ. คาดว่า เขื่อนปากมูลจะดำเนินการผลิตถึงปี 2585 เป็นอย่างน้อย และยังไม่มีคำตอบว่าจะยังคงเปิดดำเนินการหลังจากนั้นหรือไม่

“คนปากมูลเสียสละมากเหลือเกิน การเสียสละที่เขาไม่อยากเสียสละ” น้ำผึ้งกล่าว “ถ้าไม่มีประวัติศาสตร์ชุดนี้ คนไทยก็จะไม่เห็นคุณค่าของทรัพยากรรธรรมชาติและวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งเมื่อสูญเสียไปก็ยากที่จะเอากลับมาได้”
เมื่อธนาคารโลกหวนกลับมาประชุมที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง ชาวบ้านปากมูลรวมตัวกับนักกิจกรรมไทยแสดงจุดยืนชัดเจน ทั้งในงานนิทรรศการและบนท้องถนน สมปองร่วมกับเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ (IMF) ประกาศในงานแถลงข่าวก่อนสัปดาห์การประชุมว่า การต่อสู้ของพวกเขานั้นเป็นมากกว่าการต่อสู้กับเขื่อนหนึ่งแห่ง “พวกเราคือขบวนประชาชนที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมและสู้กับผลลัพธ์ของแนวทางการพัฒนาที่ให้ทุน ตลาดและการเติบโตทางเศรษฐกิจมีอำนาจเหนือชีวิต”
ที่แม่น้ำมูล สมปองยังคงเฝ้าจับตารอคอยการเปิดประตูเขื่อนคอนกรีต เพื่อหวังว่าวันหนึ่ง เขื่อนจะเปิดประตูตลอดทั้งปี ให้แม่น้ำได้ไหลอย่างอิสระ เธอยังเชื่อว่าบ้านหัวเห่ว หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนรุนแรงที่สุด “จะต้องได้รับการชดเชยมากที่สุด”
ไม่ว่าหลังจากนี้ไปจะมีการพัฒนารูปแบบไหนมาอีก หรือใครจะเป็นผู้ลงทุน สมปองเชื่อว่า ทุกโครงการจะต้องจะต้องตอบคำถาม 3 ข้อให้ได้เสียก่อนจะคิดออกแบบโครงการ “ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือใครที่จะมาลงทุน ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า ลงทุนเพื่ออะไร คุณมีเงื่อนไขอะไร แล้วประชาชนจะได้ผลประโยชน์หรือจะเสียผลประโยชน์จากสิ่งนี้”
https://hardstories.org/th/stories/environmental-justice/world-bank-pak-mun-dam-bangkok-thailand
กลุ่มที่มาประท้วง IMF และธนาคารโลก ถูกหยามว่า "พวกขวางความเจริญ" พวกเขาล้วนแล้วแต่มีเป็นประเด็นเดือดร้อนที่เป็นรูปธรรม แต่ดันมีคนบอกว่าจับประเด็นไม่ได้ พวกนี้ ลองอ่านโพสต์ข้างล่าง

Nattharavut Kunishe Muangsuk
3 hours ago
·
"ป้าแกรู้หรือเปล่าว่า IMF คืออะไร?"
"ป้าแกอ่านป้าย World Bank ออกหรือเปล่า?"
"คนที่ประทัวง ประเด็นคืออะไร?"
"เอ็นจีโอจูงจมูก โง่ทุกคน"
"พวกขวางความเจริญ"
ความเห็นเหล่านี้ มาจากเพจข่าวทั่วไป กลุ่มทางการเมือง หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเทค และไม่ใช่ความเห็นเดียว แต่มาจากหลายคน ผมจึงอยากสื่อสารความเจ็บปวดของชาวบ้านถึงคนเหล่านี้
"สมปอง เวียงจันทร์" ปัจจุบันอายุประมาณ 74 ปี อดีตแม่ค้ารับซื้อปลาจากชาวประมงในลุ่มน้ำมูล บ้านแกอยู่ต.หนองแสงใหญ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ซึ่งถือเป็นพื้นที่ปลายน้ำ ชีวิตอยู่ดีมีสุขมานมนานแต่รุ่นปู่ย่าตาทวด
แต่ปี 2533 ชาวบ้านรู้ข่าวเรื่องโครงการสร้างเขื่อนปากมูลของ กฟผ.เป็นเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำประเภทน้ำไหลผ่าน ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากธนาคารโลก
ตอนนั้นชาวบ้านรับรู้ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนเป็นอย่างดี เพราะอุบลราชธานีเคยสร้างเขื่อนสิรินธรขวางลำโดมน้อยที่อำเภอพิบูลมังสาหาร (ต่อมากลายเป็นอำเภอสิรินธร) แล้วมีชาวบ้านกว่า 2,000 ครัวเรือนถูกไล่ที่ จึงเริ่มต่อต้าน แต่เสียงชาวบ้านไม่ดังพอ ทำให้มีการโยกย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่บริเวณริมแม่น้ำมูล
จนมีการระเบิดหินสร้างเขื่อนช่วง 2534-2535 ส่งผลให้ปลาสูญพันธุ์ ชาวประมงหาปลาไม่ได้ เกิดหนี้สินเพราะทำมาหากินไม่ได้ ต้องส่งลูกหลานไปรับจ้างทำงานโรงงานที่กรุงเทพฯ พอน้ำท่วมต้องย้ายชุมชนไปอยู่ที่ใหม่ วิถีชีวิตเปลี่ยน
อาชีพแม่สมปองที่เคยรับซื้อปลา พอชาวประมงไม่มีปลามาขายก็เท่ากับอาชีพล่มสลายไปด้วย
ต่อมาคุณมด "วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์" ที่ปรึกษาสมัชชาคนจนตอนนั้นเข้าไปช่วยให้ความรู้ชาวบ้าน เรื่องสิทธิชุมชน ทำให้ชาวบ้านเรียนรู้และรวมตัวกันต่อสู้ แม่สมปองก็ก้าวออกมา เพราะรู้ดีว่าการทวงสิทธิ์ของชาวบ้านเป็นเกมยาว
ฉะนั้นจนถึงปัจจุบัน การเยียวยาผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูลก็ยังไม่จบ ชาวบ้านจำนวนมากยังไม่ได้รับเงินชดเชยจากการที่บ้านจมน้ำ อาชีพหายไป สูญเสียแหล่งอาหาร
ทำไมแม่สมปองจะไม่รู้จักคำว่า world bank
ทำไมจะไม่รู้จักโครงการพัฒนาและความเจริญ
แต่คนเมือง ชนชั้นกลางบางกลุ่ม หรือกลุ่มคนที่ล่องไหลอยู่ในกระแสธารชักนำทางการเมืองต่างหากที่อาจไม่ได้รู้จักชาวบ้าน และไม่รู้ว่าเมื่อพ้นจากปลายจมูกของคุณไป ยังมีคนกลุ่มใหญ่เผชิญกับสิ่งที่คุณไม่คุ้นชิน นั่นคือการต่อสู้เพื่อสิทธิของตัวเอง ของชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนา
เลือกข้างทางการเมืองได้ ปกป้องรัฐบาลได้ แต่อย่าเกลียดชังชาวบ้านที่เขาแบกรับผลจากการที่ไม่มีโอกาสเลือกเลย
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10165847416588582&set=a.443550553581
.....

HaRDstories
October 12
·
ในเดือนตุลาคม 2536 สมปอง เวียงจันทร์ ปีนลงบันไดไม้ไผ่ไปยังท้องแม่น้ำที่กำลังถูกระเบิดเพื่อสร้างเขื่อนพร้อมกับผู้หญิงอีกนับร้อยชีวิต แต่ละคนต่างนำผ้าถุงติดตัวไปคนละสองผืนไว้ใช้นอนประท้วง ทว่า รัฐบาลยังคงระเบิดแก่งต่อไปจนเขื่อนปากมูลสร้างเสร็จ
ปัจจุบันในวัย 77 ปี สมปองยังคงชวนให้ประเทศไทยและธนาคารโลกทบทวนบทเรียนและราคาที่สูญเสียไปเพราะเขื่อนปากมูล
เรื่องโดย ณิชา เวชพานิช
ภาพโดย ลูค ดุกเกิลบี
อ่านได้ที่ https://hardstories.org/.../profile-sompong-wiangchan-pak...
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1127771309777458&set=a.290588380162426
ผู้ชุมนุมหญิงชื่อกาญ คนเชียงใหม่ โดนตำรวจเตะและเหยียบ ระหว่างพยายามแขวนป้ายผ้าประท้วง #WorldBank #IMF บริเวณใกล้ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
— new 👻 #SaveThaiPBS 🔶 (@newinreallife) October 15, 2026
TU RN
1 กลุ่มผู้ประท้วงไม่ต้องการให้ปรับขึ้น vat จาก 7 ไป 10% เพราะจะเป็นภาระกับประชาชน
2 ต้องการให้รัฐไปเก็บค่าภาษีการจัดการดูแลกลุ่มอุตสาหกรรมที่ส่งผลเสียกับธรรมชาติ โดยปรับเป็นเงินรวมถึงปรับปรุงมาตรฐานดูแลไม่ให้ปล่อยสารพิษสู่ธรรมชาติและชุมชน เช่น กากสารพิษที่จังหวัดปราจีนบุรี หรือการลักลอบนำเข้าสารเคมีที่รัฐเผกเฉย การที่โรงงาน หรือเคลือข่ายต่างๆที่มีส่วนร่วมการบุกรุกป่า ทำลายป่า แหล่งน้ำ
3 การตรวจสอบการใช้เงินรัฐที่ไม่สมเหตสมผล เช่น โครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย วงเงินประมาณ 1.6 แสนล้านบาท ที่ทางรัฐบาลคิดว่าจะช่วยน้ำท่วม แต่จากการตรวจสอบแล้วไม่สมเหตุผล
4 รัฐบาลขาดความโปรงใสในการทำงาน หรือการเลือกทำโปรเจกต่างๆทั้งโครงการเหมืองแร่ และ การใช้น้ำมันเพื่อประโยชน์ทางภาคเอกชน
.
รายละเอียดอื่นๆไปตามอ่านได้อีกครับ
ปล อันนี้อ่านสรุปเองจากที่ strandard ลงมาอีกทีครับ
เลิกเบลมชาวบ้าน แล้วยกย่องนายทุนได้แล้ว พวกมึงททั้งหลาย
ร. 10 ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 10 ปี ในวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ซึ่งตลอดทศวรรษแรกของวชิรรัชสมัยนี้ เต็มไปด้วยเรื่องราวครบรสที่ทรงพบพานในพระชนม์ชีพบนพระราชบัลลังก์ ทั้งเรื่องน่าปีติยินดี และเรื่องราวอันส่งผลกระทบต่อพระบรมเดชานุภาพและความนิยมในพระองค์โดยตรง รวมไปถึงความสูญเสียอันโศกาอาดูร

Royal World Thailand - รอยัล เวิลด์ ประเทศไทย
October 11
·
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงครองสิริราชสมบัติครบ 10 ปี ในวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ซึ่งตลอดทศวรรษแรกของวชิรรัชสมัยนี้ เต็มไปด้วยเรื่องราวครบรสที่ทรงพบพานในพระชนม์ชีพบนพระราชบัลลังก์ ทั้งเรื่องน่าปีติยินดี และเรื่องราวอันส่งผลกระทบต่อพระบรมเดชานุภาพและความนิยมในพระองค์โดยตรง รวมไปถึงความสูญเสียอันโศกาอาดูร
เมื่อแรกเริ่มรัชสมัยนั้น ทุกอย่างอาจเรียกว่ากำลังไปได้ด้วยดี หลังมีพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในการสืบสาน รักษา ต่อยอด จากสิ่งที่สมเด็จพระบรมชนกนาถได้ทรงปฏิบัติไว้ด้วยคุณูปการยิ่งต่อปวงชน ชาวไทยทั่วหล้าอ้าแขนต้อนรับยุคใหม่ด้วยความรักและภักดี
หลังจากทรงราชย์ไปไม่กี่ปี กลับต้องตกอยู่ในภาวะเสื่อมศรัทธาจากประชาชน ด้วยความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงปี 2563-2564 ทำให้ทรงติดร่างแหไปกับความนิยมที่ถูกมองว่าตกต่ำลง ทรงถูกขุดเรื่องราวส่วนพระองค์ในอดีตที่ถูกมองว่าทรงมีภาพลักษณ์โดยรวมที่ไม่น่าพิสมัยมาตั้งแต่ยังทรงเป็นสมเด็จพระยุพราชเจ้า กลับถูกหยิบยกขึ้นมารวมกับเรื่องราวในปัจจุบัน นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์และก่นด่าอย่างเปิดเผย จากเดิมที่มีแต่เพียงเล่าสู่กันฟังอย่างเงียบๆในวงน้ำชา
แม้จะมาจากกระแสข่าวด้านลบที่มาจากการปลุกปั่นหรือจะมีมูลความจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ก็กลายเป็นกระแสเกลียดชังสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน สำนักข่าวใหญ่ๆจึงจำต้องปิดช่องทางการแสดงความเห็นบ่อยครั้งในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อรักษาบรรยากาศและผลตอบรับที่ดีของการนำเสนอข่าวที่เกี่ยวกับพระองค์ แม้หลายครั้งจะมิได้นำพาก็ตาม เนื่องจากชาวเน็ตสู้มือพอสมควร ในการแสดงความเห็นและปรามาส หรือเกินเลยไปจนถึงการสาปแช่งอย่างไม่มีขอบเขต
ถึงแม้จะมีชาวประชาที่เคารพคอยปกป้อง หวงแหน และศรัทธาต่อสถาบันฯอย่างมาก พยายามช่วยผดุงพระเกียรติยศมาตลอด แต่ปฏิเสธมิได้ว่า บางครั้ง “คนที่รัก” เองก็เหนื่อยที่จะปกป้องเหมือนกัน หรือเรียกว่า ‘ฮึบ’ ไม่ไหว และหันกลับมาเสริมทัพวิจารณ์พระมหากษัตริย์ที่ตนรักบ้างเช่นกัน กับหลากหลายเรื่องราวที่เห็นเป็นประจักษ์ชัดในสังคม โดยเฉพาะเรื่องราวส่วนพระองค์ที่ถูกนำมาเป็นประเด็นบ่อยครั้ง
“ไม่เห็นไม่ได้แปลว่าไม่มี” นี่สิ่งที่หลายคนพยายามแสดงให้เห็นหลายครั้งว่า กระแสบลบต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็มาจากคนรักสถาบันฯด้วยกันเอง หากแต่หลายคนยังปิดตาข้างเดียวและคิดว่ากระแสจากภายในกลุ่มนี้ไม่มีจริง และคิดว่ามีการปลุกปั่นขึ้นกันเองมากกว่า หรือหากมีเช่นนั้นจริงไซร้ ก็ตีความได้ว่า บุคคลผู้นั้นมิได้รักและเคารพอย่างแท้จริง จึงเป็นการผลักไสให้ไปอยู่รวมกับ “คนไม่รักเจ้า” โดยทันที
แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเผชิญกับวิกฤตศรัทธาหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็เรียกได้ว่า “ทรงเกือบหลับแต่กลับมาได้” หลายครั้งเช่นกัน จากพระราชกรณียกิจที่สร้างความประทับใจแก่ปวงชนหลายครั้ง นอกเหนือจากการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานความช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากเหตุการณ์ต่างๆแล้ว ยังมีพระราชกิจด้านการต่างประเทศที่ทรงปฏิบัติพระองค์เป็นหน้าเป็นตาให้ประเทศชาติอย่างดี
ทูลกระหม่อมทรงเผยแผ่พระเกียรติคุณอันไพศาล ด้วยการสร้างปรากฎการณ์ฮือฮาสนั่นโลกมาแล้ว อย่างการทรงขับเครื่องบินด้วยพระองค์ ในการเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศจนเป็นไวรัลทั่วโลกและได้รับเสียงชื่นชมมากมาย ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ด้วยพระปรีชาสามารถและขอบเขตที่มี ทำให้เป็นโอกาสและช่องทางอันดีเพื่อทำให้ทรงเป็นที่ยอมรับในสายตาชาวโลกเช่นกัน
นอกจากนี้ ยังทรงได้รับกำลังใจจากประชาชนมากมายเช่นกัน กับการสูญเสีย “ผู้เป็นที่รัก” การสวรรคตของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อเดือนตุลาคม 2568 และการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ใหญ่เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ไม่ใช่เพียงพระองค์ที่ทรงสูญเสียแม่และลูก สำหรับประชาชนเองก็สูญเสีย “พระแม่ของแผ่นดิน” และ “เจ้าฟ้าของปวงชน” ที่ทั้งสองทรงมีคุณูปการต่อแผ่นดินมาอย่างยาวนานเช่นกัน
การสูญเสียพระบรมวงศ์ถึงสองพระองค์ในเวลาเกือบจะไล่เลี่ยกันนั้น ทำให้ได้รับการถวายกำลังใจมากมาย ไม่ใช่แค่กลุ่มคนรักและศรัทธาในสถาบัน แม้แต่คนที่ไม่นิยมในพระองค์บางส่วนก็ต่างรู้สึกอดใจหายไม่ได้ และถวายกำลังใจในฐานะลูกสูญเสียแม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในฐานะพ่อที่สูญเสียลูก
ปฏิเสธมิได้ว่า ทศวรรษแรกของวชิรรัชสมัยนี้ เกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่ว่าจะทั้งด้านบวกหรือลบ ทำให้ตระหนักรู้ว่า การปรับตัวเพื่อให้เป็นไปตามยุคสมัย เป็นสิ่งสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสำหรับทูลกระหม่อมเอง แม้จะมีเรื่องอื้ออึงให้เป็นที่เซ็งแซ่ขนาดไหน แต่ก็พยายามปฏิบัติพระองค์ที่ได้แสดงพระราชศักยภาพให้สมกับเป็นกษัตริย์ยุคใหม่ และพยายามทำให้เป็นที่เข้าถึงมากขึ้น แม้จะถูกมองว่าเพียงพอหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทรงทำอะไรเลย ฉะนั้น ยังทรงมีเวลาอีกมาก ที่จะเรียนรู้และปรับปรุงพระองค์อีกเยอะเพื่อพยุงศรัทธาให้ได้มากที่สุด และพยายามไม่ให้เป็นที่มลทินมัวหมองไปมากกว่านี้
เนื่องในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 10 ปี ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ถวายพระพรชัยมงคล ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนสมทศมกษัตรา มหันตบรมเดชานุภาพบพิตร สืบไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า รอยัล เวิลด์ ประเทศไทย
9 สิ่งของที่ระลึก งานพระเมรุ ร. 9 ที่คุณอาจไม่ทราบ
ตาลปัตร ธรรมาสน์ แสตมป์ และเหรียญตราจากงานพระเมรุในหลวง ร.9 | The Rest is History | EP. 8
The Cloud
Oct 12, 2026
The Cloud ตั้งใจถ่ายทอดเรื่องราวและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับงานพระเมรุตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ผ่านเนื้อหาชุดพิเศษ ‘THE ROYAL CREMATION’ ถอดรหัสศิลปวัฒนธรรมไทยจากผู้คนและเรื่องราวในงานพระเมรุ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ในช่วงเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้
หากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เป็นวันคล้ายวันเสด็จสวรรคตของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ก่อนจะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระองค์ที่พระเมรุมาศกลางท้องสนามหลวง ในช่วงปลายเดือนตุลาคมของปีต่อมา
ผ่านไปแล้ว 9 ปี หลังงานเสร็จสิ้นไป ภาพพระเมรุมาศอันยิ่งใหญ่สมพระเกียรติเป็นภาพจำที่ชวนให้กลับไปนึกถึงพระองค์ท่านอยู่เสมอ แต่งานครั้งนั้นยังมีข้าวของเนื่องในงานพระเมรุอีกหลายสิ่งที่ไม่ได้อันตรธานหายไปเหมือนเช่นพระเมรุ หลายชิ้นเก็บรักษาไว้ไม่ไกลตัวของพวกเรา บางชิ้นเรามีไว้ในครอบครอง และบางชิ้นคุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน
The Rest is History ชวนย้อนกลับไปมองงานพระเมรุเมื่อวันนั้นอีกครั้งกับ ดร.ศรัณย์ มะกรูดอินทร์ ที่จะมาเล่าถึงความพิถีพิถันในการออกแบบ ความหมายในองค์ประกอบต่าง ๆ พร้อมกับเกร็ดความรู้จากจากวัตถุสิ่งของ 9 ชิ้นจากงานพระเมรุในหลวงรัชกาลที่ 9 ทั้งเครื่องสังเค็ดสำหรับถวายศาสนาต่าง ๆ ตามประเพณี และสิ่งของที่ระลึกที่ประชาชนมีเก็บไว้
ดำเนินรายการ : ทรงกลด บางยี่ขัน
https://www.youtube.com/watch?v=ap2My4L3rVw
.....
The Cloud
October 12
·
เมื่อพูดถึงงานพระเมรุในหลวงรัชกาลที่ 9 หลายคนคงจำภาพพระเมรุมาศอันงดงามที่ท้องสนามหลวงได้ดี แต่รู้ไหมว่าหลังพระราชพิธีสิ้นสุดลงและพระเมรุมาศถูกรื้อถอน ยังมีสิ่งของอีกมากมายที่สร้างขึ้นเนื่องในงานครั้งนั้น บางชิ้นถูกเก็บรักษาไว้ บางชิ้นเป็นของที่ระลึกที่เราอาจมีอยู่ที่บ้าน โดยไม่เคยรู้ว่ามีเรื่องราวอะไรอยู่เบื้องหลัง
รายการ The Rest is History ตอนนี้ ชวนย้อนกลับไปตามรอยพระเมรุในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านสิ่งของ 9 ชิ้น ตั้งแต่ตาลปัตร ธรรมาสน์ ซึ่งเป็นเครื่องสังเค็ดตามโบราณราชประเพณี ไปจนถึงแสตมป์และเหรียญตราที่ระลึก โดยมี ดร.บอล-ศรัณย์ มะกรูดอินทร์ มาเล่าถึงประวัติความเป็นมา ความพิถีพิถันในการออกแบบ และความหมายของรายละเอียดต่าง ๆ ที่หลายคนอาจเคยเห็นผ่านตา แต่ไม่เคยรู้ว่ามีความสำคัญอย่างไร ในเนื้อหาชุดพิเศษ ‘THE ROYAL CREMATION’ จาก The Cloud https://youtu.be/ap2My4L3rVw
ประเด็นเรื่องการตรวจสอบของ สตง. ฟังคุณช่อ แหก สตง. เงินกองทัพ งบนอกการตรวจสอบ ! #ถกไม่เถียง ทำให้เกิดคำถาม สตง ไม่ทำงาน เพราะนี่เงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 ??
.jpeg)
นักกินเมือง
Yesterday
ไม่แปลกที่วันนี้สื่อถาม สตง. กลับว่า แล้วท่านตรวจสอบ "สื่ออื่นๆ" เหมือนที่ตรวจสอบ Thai PBS หรือไม่ หรือจริงๆท่านแค้นส่วนตัว ที่เค้าทำข่าวตึกถล่มเยอะ ซึ่ง สตง. ตอบว่า
ตรวจสอบทุกองค์กร..
.
นี่เป็นบางช่วงบางตอนจากรายการ ถกไม่เถียง วันนี้ (14 ต.ค. 69) ซึ่งคุณช่อได้นำเรื่องที่น่าสนใจมาเล่า และคิดว่าคงเป็นคำถามตัวโตๆต่อสังคมต่อไป
ต่อ..

คุณช่อจึงนำประเด็นนี้มาเล่าต่อไปว่า
สตง. เคยมาให้การกับกรรมาธิการวิสามัญธุรกิจกองทัพ ในสภาชุดที่แล้ว ซึ่งเค้าทำเรื่อง ททบ.5 เพราะว่า ททบ.5 เป็นหนึ่งในธุรกิจกองทัพ
หนึ่งในประเด็นที่ สตง. ถูกเรียกมาให้ข้อมูลกับ กมธ. ก็คือ คุณเคยตรวจสอบการใช้งบประมาณของ ททบ.5 หรือไม่?
ซึ่ง ททบ.5 มีรายได้มหาศาล จากการให้เช่าสิ่งต่างๆมากมาย ทั้งเช่าช่องสัญญาณ เช่าพื้นที่ เช่าเครือข่าย โครงข่ายโทรคมนาคมต่างๆ ซึ่งทาง สตง.ตอบว่า
"ไม่เคยทราบเลยว่า จะสามารถเข้าไปตรวจสอบ ททบ.5 ได้อย่างไร เพราะเงินของ ททบ.5 เป็นเงินงบประมาณประเภทที่ 2"
เงินงบประมาณประเภทที่ 2 พูดง่ายๆก็คือ "เงินกองทัพ" เพราะว่ามีอยู่หน่วยงานเดียวที่ตั้งสิ่งนี้ขึ้นมาเรียกเอาเอง และอยู่นอกเหนือการตรวจสอบทั้งปวง
สตง. ให้ข้อมูลกับ กมธ. และถูกบันทึกไว้ในรายงาน กมธ. ว่า
"สตง. ไม่ทราบด้วยซ้ำว่ามีระเบียบวิธีการใดๆ ที่จะใช้ในการตรวจสอบ เงินงบประมาณประเภทที่ 2 ได้"
ในรายการคุณช่อจึงเล่าขยายประเด็นนี้ต่อไปอีกว่า
ขอแนะนำให้ท่านรู้จักสิ่งนี้ ชื่อบริษัท RTA ย่อมาจาก Royal Thai Army แปลตรงๆว่า "กองทัพบก"
บริษัทนี้ตั้งขึ้นโดย ททบ.5 แล้ว ททบ.5 ให้เงินกู้ยืมแก่บริษัทนี้ 1.2 พันล้าน ตั้งแต่ปี 2540 จนถึงวันนี้ไม่คืนแม้แต่บาทเดียว
แล้วคุณคิดว่าเงินที่ ททบ.5 เอาไปให้บริษัทนี้เป็นเงินใคร ?
ก็คือเงินภาษีประชาชน ที่เป็นงบประมาณของกองทัพบก
ซึ่งเคยมีประเด็น ในปี 2547 สมัยนั้น คุณทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี และมี พลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร เป็น ผบ.ทบ. และโดยตำแหน่งเป็นประธาน ททบ.5
ได้มีการนำเอาบริษัท RTA เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็มีการเพิ่มทุน และมีการให้สิทธิพิเศษกับผู้ถือหุ้นเป็นกรณีพิเศษ ทำให้เกิดความสงสัยในเรื่องประโยชน์ทับซ้อน
จนกระทั่งมีผู้ร้องเรียน
จึงได้ตั้ง รองนายก วิษณุ เครืองาม ให้เข้าไปตรวจสอบ และมีรายงานออกมาตั้งแต่ กันยายน 2547 ว่า
"ไม่ชอบ" และได้ส่งต่อให้ ปปช ไปดำเนินการ
จนกระทั่ง ปี 2566 ปปช ได้มีการรายงานผลการตรวจสอบออกมาว่า
"ไม่มีความผิด"
และยังมีแถมอีกว่า กิจการ วิทยุของกองทัพ ที่ไม่ได้มีรายจ่ายอะไรเลยเพราะเป็นการให้เอกชนเช่า แต่รายงานกลับบอกว่ามีรายได้ลดลงจนเกือบขาดทุน
ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มีการเบิกค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจการนี้เลย เช่น สวัสดิการแม่บ้านทหารบก เงินไปดูงาน ซึ่งไม่เกี่ยวกับรายจ่ายของกิจการวิทยุเลยแต่กลับนำเอามาใส่เป็นรายจ่ายของกิจการ
คำถามคือ สตง ไม่ทำงาน เพราะนี่เงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 ??
.
ขอขอบคุณภาพประกอบจากรายการ
ถกไม่เถียง วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม 2569
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122195434934892214&set=pcb.122195434976892214
แหก สตง. เงินกองทัพ งบนอกการตรวจสอบ ! #ถกไม่เถียง
Oct 15, 2026
แหก สตง. เงินกองทัพ งบนอกการตรวจสอบ !
https://www.youtube.com/watch?v=pdqLt1usr7Y
.....

นาวี พิลเลย์ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์มาตรการคว่ำบาตร "ที่ผิดกฎหมาย" ของโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ โดยกล่าวว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ จำเป็นต้องเรียนรู้กฎหมายระหว่างประเทศ และ "ประธานาธิบดี [ของอิสราเอล] เนทันยาฮู และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ควรถูกนำตัวขึ้นศาล"
🏅 Nobel winner Pillay says Trump needs lesson in international law Nobel Peace Prize winner Navi Pillay has hit out at Donald Trump's "illegal" sanctions against the International Criminal Court, saying the US president needed a lesson in international law. https://t.co/UNRikjxD3l
— AFP News Agency (@AFP) October 15, 2026
"The president [of Israel], Netanyahu, & the former minister of defence should be put on trial" Nobel peace prize winner Navi Pillay. https://t.co/u5q0ZO9TBj
— Saul Staniforth (@SaulStaniforth) October 14, 2026
🏅 พิลเลย์ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลกล่าวว่าทรัมป์จำเป็นต้องเรียนรู้กฎหมายระหว่างประเทศ
นาวี พิลเลย์ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์มาตรการคว่ำบาตร "ที่ผิดกฎหมาย" ของโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ โดยกล่าวว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ จำเป็นต้องเรียนรู้กฎหมายระหว่างประเทศ
(และ)
"ประธานาธิบดี [ของอิสราเอล] เนทันยาฮู และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ควรถูกนำตัวขึ้นศาล"
นายศิริโชค โสภา อดีต สส.ประชาธิปัตย์ ออกมาเปิดเผยถึงข้อสังเกตและข้อกังวลเกี่ยวกับกรณีของ น.ส.สุชาดา ฐิตวัฒนาการ (ไอเดียร์) ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย ที่มีการบริจาคเงินเข้าพรรค โดยตั้งข้อสังเกตเชื่อมโยงไปถึงเส้นทางการเงินของสามี ซึ่งอาจมีประเด็นข้อกฎหมายพรรคการเมืออาจเข้าข่ายความผิดอันอาจนำไปสู่การยุบพรรคได้หรือไม่
“ศิริโชค” เปิดปมใหม่ “ไอเดียร์ สุชาดา” บริจาคเงินเข้าพรรคโยงเส้นเงินสามี อาจจะถึงขั้นยุบพรรค ห่วงไอเดียร์ส่อถูกภูมิใจไทยลอยกระทง #ข่าวช่อง3 #ครอบครัวข่าว3 #คุยข่าวสาม #เฟิร์นสุชาดา #ไอเดียร์สุชาดา #ภูมิใจไทย #ศิริโชคโสภา https://t.co/pVmvAYAG6O
— ครอบครัวข่าว3 (@Krobkruakao3) October 15, 2026
อหกข!! บริจาควันนี้หักตั้งแต่เมื่อวาน!! ก็ได้เหรอ??🤣🤣 #แก๊งฟอกเงิน https://t.co/MbyA5djb4J
— Austin Rose lll🍊🧡 (@natlamborghini1) October 15, 2026
เอ๊า เขาก็หักกันทั้งนั้นหรอคะ ว้า แย่จัง สลิ่มกับแบกจะด่าอะไรอะงี้!! https://t.co/TfmJkpQEuS
— 🧡ทีม🅰🆅🅴🅽🅶🅴🆁🆂🧡 (@_avengers_z) October 15, 2026
ถ้าเป็นเรื่องจริง แล้วภูมิใจไทยรอดจากการถูกยุบพรรค ก็แสดงว่าประเทศนี้มันระยำสองมาตรฐานถึงขั้นสุดแล้วล่ะครับ https://t.co/pHCt7FXKTF
— dei (@webdevxp) October 15, 2026
“รักชนก” เตือนสติสังคม อย่าเฮโลยุบพรรคภูมิใจไทยเพราะไม่ชอบหน้า มองถ้า “ไอเดียร์” ตัดเงินเดือนเข้าพรรค แม้สามีเอี่ยวเว็บพนัน ก็ไม่ควรไปถึงตัดสิทธิ์-ยุบพรรค ยันไม่ได้ปกป้องใครแค่ปกป้องหลักการ อ่านข่าว : https://t.co/mtKecczd5c #เรื่องเล่าเช้านี้ #ครอบครัวข่าว3 #ข่าวการเมือง https://t.co/KnuXMuwOi2
— เรื่องเล่าเช้านี้ (@MorningNewsTV3) October 15, 2026
วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 15, 2569
ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ว่ารัฐมนตรี ‘ลูกเทพ’ และกระทรวงดิจิทัล ออกประกาศให้อำนาจเจ้าหน้าที่ลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ กรณี ‘เหตุจำเป็นเร่งด่วน’ ผิดระเบียบ
ศูนย์ทนายสิทธิมนุษยชน และ ‘ไอลอว์’ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ว่ารัฐมนตรี ‘ลูกเทพ’ และกระทรวงดิจิทัล ออกประกาศให้อำนาจเจ้าหน้าที่ลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ กรณี ‘เหตุจำเป็นเร่งด่วน’ ผิดระเบียบ ไม่มีฐานอำนาจทางกฎหมาย
ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล ลงนามประกาศเผยแพร่ในราชกิจจาฯ เมื่อ ๑๗ กรกฎา “ขยายขอบเขตถ้อยคำไปเกินกว่าที่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ให้อำนาจไว้อย่างกว้างขวาง เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐตีความตามอัตวิสัย
จนอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร อีกทั้งไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการออกกฎหมาย ในการเปิดรับฟังความคิดเห็น” คำฟ้องระบุเหตุให้ต้องยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ระงับการแพร่หลายของประกาศนั้น
และเพิกถอนเนื้อความในประกาศ ข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๔) (ก) และ (ฉ) ตามรายละเอียด ดังนี้ “ในส่วนข้อ ๒ วรรคหนึ่ง ได้อ้างขยายความหมายของ ‘เหตุจำเป็นเร่งด่วน’ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา ๒๐ วรรคห้า ออกไป
ส่วนข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๔) ได้กำหนดประเภทของข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่ข้อ (ก) เป็นเรื่องข้อมูลคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์
ขณะที่ข้อ (ฉ) เป็นเรื่องข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ทำให้ให้เกิดความเกลียดชังฯ” รวมความไม่ชอบด้วยกฎหมายของประกาศฉบับนี้ ๔ ประเด็น ได้แก่ ๑.ประกาศออกมาโดยไม่มีฐานอำนาจทางกฎหมาย ๒.ขยายนิยามความหมาย ‘เหตุจำเป็นเร่งด่วน’
“ให้อำนาจ จนท.ร้องศาลปิดกั้นข้อมูล, กำหนดลักษณะของข้อมูลคอมพิวเตอร์ เกินไปจากขอบเขตของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ, ไม่เป็นไปตามหลักสัดส่วนทางกฎหมายปกครอง เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ตีความตามอัตวิสัย”
และ “อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน และ ไม่ได้มีกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็น ตาม พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายฯ”
