วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2569

คำสั่งห้ามประชาชนเลือก สสร.โดยตรง ‘พลิก’ แล้วนะ ทั่นประธานฯ นครินทร์ บอกว่าทำได้ สิ่งเดียวที่ห้าม คือการเลือกกรรมาธิการยกร่าง “โดยตรง”

เอ้า โพยศาลรัฐธรรมนูญ หรือคำสั่งห้ามประชาชนเลือก สสร.โดยตรง พลิก แล้วนะ ทั่นประธานฯ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ บอกว่า สสร.เลือกโดยตรงได้ แต่ไม่ใช่ให้ไปเป็นคนร่างเอง แต่ถ้า “พิจารณาและให้ความเห็นชอบกับร่างฯ ที่ทาง กมธ.ยกร่างฯ” ทำได้

กรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ นำโดย นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธาน กมธ. พร้อมด้วย สส.บางพรรค มี พริษฐ์ วัชรสินธุ ปชน. และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปชป. เป็นอาทิ ขอไปเข้าคุยกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้คุยกับสามคน นอกจากนครินทร์แล้วก็มี อุดม รัฐอมฤต และสราวุธ ทรงศิวิไล

เรื่องที่ต้องคุยมาจาก ของแถมในคำวินิจฉัย ตลก.รธน.ที่ ๑๘/๒๕๖๘ ที่ว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” นั้น เอากันจริงๆ ว่าไง ในการสนทนานครินทร์เป็นผู้ให้ความเห็นส่วนใหญ่ อุดมพูดบ้างบางประเด็น ส่วนสราวุธ ไม่ค่อยพูด

ประโยคแถมที่เป็นปัญหา จากการแถลงข่าวโดยพริษฐ์ นครินทร์บอกว่าศาลไม่ได้ตัดสิทธิ์ประชาชนในการเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในมุมมองของศาลประโยคที่ว่านั่นหมายความว่า สิ่งเดียวที่ห้าม คือการเลือกกรรมาธิการยกร่าง “โดยตรง”

นครินทร์ให้เหตุผลว่า ศาลฯ กังวลในเชิงเทคนิคว่า การเลือกผู้ร่างโดยตรงจากประชาชน “ได้คนไม่มีความรู้ในการบัญญัติหรือตรากฎหมาย” สว.เทวฤทธิ์ มณีฉาย เอามาสรุปซ้ำว่านั่นจะเป็นปัญหา นครินทร์ยกตัวอย่างตัวเขาเองก็อาจไม่สามารถยกร่างข้อกฎหมายได้ชัดเจน

ดังนั้นคำวินิจฉัยศาล รธน.ที่มีงวงโผล่นั้น “ไม่ได้หมายความว่าห้ามเลือกคนที่ทำหน้าที่กำหนดเนื้อหาสาระหรือให้ความเห็นชอบในเนื้อหาสาระนั้น” คือ สสร.หรือจะเรียกชื่ออื่นใด ในลักษณะสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ทำได้ทั้งสองกรณี

อันที่จริงศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรแทรกในคำวินิจฉัย ๑๘/๒๕๖๘ ประโยคห้วนๆ เป็นคำสั่งโดยไม่มีคำอธิบายเหตุผล ทั้งในข้อท็จจริงและข้อกฎหมายออกมาอย่างนั้น แล้วพรรคการเมืองก็พากันตีความว่าข้อนั้น “ทำไม่ได้” สถานเดียว แล้วหาทางอ้อมเดินกัน

ถูกต้องที่ บัสเทวฤทธิ์ บอกว่า “ไม่ควรมีเหตุที่ศาล รธน.วินิจฉัยคลุมเครือแต่ต้น หรือต่อให้วินิจฉัยในลักษณะนั้น สภาควรกล้าที่จะตีความเป็นคุณแก่ประชาชน” ใช่ ในเมื่อศาลไม่ให้คำอธิบายที่กระจ่าง สภาก็ต้องตีความเพื่อประโยชน์ของประชาชนก่อนอื่นใด

แล้ว ตลก.รธน.เองก็ทำตัวเป็นผู้ทรงศักดิ์ แทนที่จะออกมาชี้แจงเองแต่แรกในประเด็นที่พรรคการเมืองและภาคประชาชนถกเถียงกันมาตั้งนาน ถ้าไม่ใชความมุ่งมั่นของพรรคฝ่ายค้านที่จะทำหน้าที่สนองเจตนารมณ์ของประชาชนก่อนอื่นใด

การได้มาซึ่ง สสร.ก็คงจะเป็นตรายางอะไรสักอย่าง แบบเดียวกับวุฒิสภาชุด ฮั้วของระบอบสีน้ำเงิน

(https://www.facebook.com/bus.tewarit/posts/WQzeSodrz7 และ https://www.facebook.com/Prachatai/posts/yjddUHwY)

สับขาหลอก? วิถีคนขลาด ไม่ต้องการให้อำนาจประชาชน - นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่า กรณี สส. และ สว. ไปหารือร่วมกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงแนวทางในการดำเนินการ ความเห็นของตุลาการท่านเดียว จะเอามาชี้เป็นคำวินิจฉัยในภาพรวมไม่ได้


บีบีซีไทย - BBC Thai

9 hours ago
·
นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวกับบีบีซีไทยว่า กรณี สส. และ สว. ไปหารือร่วมกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ แต่การปรึกษาหารือดังกล่าว “เป็นเพียงแนวทางในการดำเนินการ หาใช่เป็นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่จะผูกพันทุกองค์กรไม่” อีกทั้งเป็นความเห็นของตุลาการท่านเดียว จะเอามาชี้เป็นคำวินิจฉัยในภาพรวมไม่ได้
.
สส.อาวุโส ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการกฎหมายของพรรค ภท. กล่าวต่อไปว่า แต่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี 2568 ผูกพันหมด รวมถึงผูกพันศาลรัฐธรรมนูญด้วย “ดังนั้นพรรค ภท. จะเลือกวิธีการที่ปลอดภัย ไม่ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนญ ส่วนตัวเชื่อว่าพรรคน่าจะยืนตามร่างที่เสนอไปแล้ว” แต่จะนำเรื่องนี้ไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมการกฎหมายของพรรค ซึ่งจะประชุมนัดแรกวันที่ 23 มิ.ย.
.
อ่านเพิ่มเติมที่นี่ https://bbc.in/4xF9RiE

https://www.facebook.com/photo?
fbid=1624140553079436&set=a.627743042719197
.....

สิ่งที่ตุลาการพูด กับคำวินิจฉัย มีน้ำหนักไม่เหมือนกัน สิ่งหนึ่งเป็นความเห็นส่วนตัว อีกอันเป็นการตีความขององค์กร
Khemthong Tonsakulrungruang
...

ยังงงอยู่ว่าพลิกได้จริงหรือ ไม่ใช่หลอกกันอีกนะ
Atukkit Sawangsuk




DSI ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวถึงเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึง 'นายภาวุธ' (สส. พรรคฝ่ายค้าน) ว่า “นายภาวุธยังไม่ใช่ผู้ต้องหา และ “เส้นทางการเงิน” ไม่ใช่ “หลักฐานแห่งความผิด” แล้วนำมาแถลงทำไม ?!? หากในอนาคตมีชื่อของนักการเมืองซีกรัฐบาล ปรากฏในเส้นทางการเงินลักษณะเดียวกันนี้ DSI จะทำเหมือนเคสนี้มั้ย ?!?


พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
14 hours ago
·
จากกรณีที่ DSI ออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวถึงเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึง 'นายภาวุธ' (สส. พรรคฝ่ายค้าน) แม้ในการแถลงจะมีการย้ำชัดเจนว่า “นายภาวุธยังไม่ใช่ผู้ต้องหา และการรับโอนเงินอาจไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด”
แต่เมื่อตัวเลข "28 ล้านบาท" และชื่อนักการเมืองถูกเผยแพร่ออกไป สังคมก็ได้ตั้งคำถามไปแล้ว
 
สิ่งที่ DSI พบในเวลานี้คือ “เส้นทางการเงิน” ไม่ใช่ “หลักฐานแห่งความผิด” หน้าที่ของรัฐคือพิสูจน์ข้อเท็จจริง ส่วนหน้าที่ของผู้ถูกพาดพิงคือชี้แจงที่มาของเงินให้ชัดเจน

แม้ DSI จะขีดเส้นใต้หนาๆ ว่ายังไม่ใช่ผู้ต้องหา แต่ในทางการเมือง นี่คือปรากฏการณ์ การลงโทษผ่านการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ

เพียงแค่ชื่อบุคคลสาธารณะถูกนำมาแขวนคู่กับยอดเงิน 28 ล้านบาทในคดีที่มีความอ่อนไหว ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือก็ได้รับผลกระทบไปเรียบร้อยแล้ว แม้ท้ายที่สุดเขาจะไม่เกี่ยวข้องกับการทำผิดก็ตาม
 
แต่สิ่งที่สังคมต้องจับตาดูต่อไปคือ "มาตรฐานของหน่วยงานรัฐ"
 
หากในอนาคตมีชื่อของนักการเมืองซีกรัฐบาล นักธุรกิจใหญ่ หรือผู้มีอิทธิพล ปรากฏในเส้นทางการเงินลักษณะเดียวกันนี้
 
DSI และหน่วยงานตรวจสอบจะดำเนินการอย่างรวดเร็ว เปิดเผย และเสมอภาค โดยไม่มีสองมาตรฐานหรือไม่?

https://www.facebook.com/PhichainaBhuket/posts/1533046374944262
.....

คำแถลงของ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ


ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ - Pawoot Pongvitayapanu

12 hours ago
·
จากการเเถลงโดย DSI เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2569 เวลา 11.00 น. ผมขอชี้แจง ดังนี้ครับ
.
ก่อนเข้ามาทำงานการเมือง ผมเคยประกอบธุรกิจหลากหลาย เช่น การค้าออนไลน์, ระบบชำระเงินออนไลน์, และ Technology Provider อีกมากมาย อีกทั้ง ยังเป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจหลากหลายประเภท ซึ่งลูกค้าย่อมมีทั้งบริษัทในประเทศ และบริษัทที่จดทะเบียนในต่างประเทศ ตามธรรมชาติของธุรกิจออนไลน์
.
อย่างไรก็ดีก่อนที่จะเข้ามาทำงานการเมืองเต็มตัว สำหรับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวนี้ ผมได้ออกจากการเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นทั้งหมดแล้ว
.
ดังนั้น ในส่วนของบริษัทที่ถูกอ้างถึง ผมไม่สามารถให้ความเห็นใด ๆ ได้ เนื่องจากผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าวแล้ว
.
ข้อเท็จจริงเรื่องเงินจำนวน 28 ล้านบาท ที่เข้ามาสู่บัญชีธนาคารของผม ผมขอชี้แจง ดังนี้
.
เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผมเปิดบัญชีลงทุนซื้อขายทองคำผ่านระบบ Gold Trading กับผู้ให้บริการผ่านตัวเเทน (Broker) ซึ่งการลงทุนทองคำนี้ เหมือนกับการซื้อขายทองคำผ่านทางออนไลน์ ซึ่งเป็นการลงทุนที่บุคคลทั่วไปจำนวนมากลงทุน
.
เงินที่เข้ามาสู่บัญชีผมในกรณีนี้ จึงคาดว่าน่าจะมาจากการลงทุนทองคำ โดยเมื่อผมฝากเงินเข้าไปและทำการซื้อ-ขาย ย่อมมีการฝากและถอนเงินออกจากบัญชีซื้อขายหลายครั้ง แต่ในท้ายที่สุด ในกรณีนี้ ผมขาดทุน และหยุดการลงทุนไปนานแล้ว
.
แต่อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่ทราบว่าเงินจำนวน 28 ล้านบาทที่ DSI กล่าวอ้างนี้ มาจากช่วงเวลาใดแน่ชัด และมาจากบัญชีใด
.
เนื่องจาก ผมได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วพบว่า ข้อมูลที่ DSI แถลงมานั้นยังอาจจะคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง
.
(เพิ่ม) ผมไม่เคยมีเงินยอด 2 ล้าน โอน 14 ครั้ง รวม 28 ล้านเข้ามาในวันเดียว เยอะอย่างที่ได้มีการแจ้งมา ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่เยอะเกินความจริงไปมากๆ
.
ซึ่งหาก DSI ต้องการตรวจสอบเพิ่มเติม ผมพร้อมที่จะนำส่งข้อมูลทั้งหมดให้เพื่อการตรวจสอบและพิสูจน์ความจริงต่อไป
.
ขณะนี้ เรื่องส่วนตัวของผมกำลังเป็นที่กล่าวถึงและเป็นที่สงสัยของสังคม ผมขอยืนยันว่า ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการชักชวนหรือหลอกลงทุน หรือแสกมเมอร์ หรือการพนันออนไลน์ใด ๆ และพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบโดยยืนยันไม่ใช้เอกสิทธิ์ของ สส. และพร้อมเข้าไปชี้เเจงให้ข้อมูลต่อหน่วยงาน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและชัดเจนกับสังคมต่อไป
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=1561779412007525&set=a.204898294362317
.....

จำข่าวนี้ได้ไหมครับ





ในวันที่พ่อยังล่องเรือและแม่ป่วยหนัก: บันทึก 2 ปี แห่งการประคับประคองชีวิตของครอบครัว “จิรวัฒน์” ผู้ต้องขังคดี ม.112 เล่าถึง "ราคา" ที่ครอบครัวของคนธรรมดาต้องจ่ายเมื่อใครคนหนึ่งต้องเข้าสู่วงจรการถูกดำเนินคดี 112


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
11 hours ago
·
ในวันที่พ่อยังล่องเรือและแม่ป่วยหนัก: บันทึก 2 ปี แห่งการประคับประคองชีวิตของครอบครัว “จิรวัฒน์” ผู้ต้องขังคดี ม.112
.
.
2 ปีก่อน (2567) “แพร” เล่าให้เราฟังว่าเธอป่วยเป็นมะเร็ง พร้อมสถานะใหม่อย่างแม่เลี้ยงเดี่ยวและภรรยาของนักโทษทางการเมือง
.
“ถ้าเราตายก่อนบูมได้ประกันตัว แล้วลูกจะอยู่กับใคร” ประโยคคำถามเมื่อสองปีก่อนสร้างความเคว้งคว้างให้เกิดขึ้นในบรรยากาศครอบครัว 3 คนพ่อแม่ลูก เธอกังวลเรื่อง “บูม” จิรวัฒน์ สามี และผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ณ ช่วงเวลานั้น เขาถูกคุมขังในระหว่างต่อสู้ชั้นอุทธรณ์เป็นเวลากว่า 200 วัน และศาลไม่มีวี่แววจะให้ประกันตัวออกมาสู้คดี
.
ปีนี้ (2569) เราพบกับแพรอีกครั้ง เธอเล่าเรื่องชีวิตตัวเองใหม่ แต่ยังคงเป็นเรื่องราวของผู้ป่วยโรคมะเร็ง แม่เลี้ยงเดี่ยว และภรรยานักโทษการเมือง ช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา เธอบอกว่าทำงานกับตัวเองหนักมาก ที่จะพยายาม ‘เข้าใจและยอมรับ’ ในสิ่งที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่
.
“เราเป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 แล้ว” เธออัปเดตสั้น ๆ ว่าโรคที่เป็นอยู่มียาที่กินเพื่อควบคุมการลุกลามของมะเร็ง แพรคาดการณ์ว่าด้วยยาตัวนี้อาจจะควบคุมได้ 1 – 2 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย แต่ตอนนี้ก็ใช้ชีวิตได้เหมือนคนไม่ได้ป่วยเลย
.
เราถามว่ามีโอกาสหายจากมะเร็งนี้หรือไม่ เธอบอกว่ามันไม่มีทางหายแล้ว เธอต้องอยู่กับมันไปตลอดชีวิตนี้ “ทุกวันนี้ก็ดูเอาเดือนต่อเดือน ยาตัวนี้เป็นยาตัวสุดท้ายแล้วที่จะกินเพื่อรักษาการลุกลาม”
.
แล้วหลังจากนั้นล่ะ ?
.
“มีชีวิตอยู่ให้นานที่สุด เท่าที่เราจะทำได้” แพรบอก ถ้าเกินจากระยะที่ 4 มันคือการนอนติดเตียง ทำอะไรไม่ได้ ใช้ชีวิตไม่ได้แล้ว ตอนนี้มะเร็งในตัวเธอลุกลามไป 2 จุด คือ ตับและกระดูก
.
2 ปีก่อน เธอเล่าว่าได้ทำการผ่าตัดเต้านมออกไป และให้คีโมทุกสามอาทิตย์ แต่ทุกวันนี้เธอไม่ต้องทำคีโม หรือเข้ารับการผ่าตัดอีกแล้ว มีเพียงการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเองและเพื่อลูกสาวตัวน้อยวัย 8 ขวบที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
.
“ถ้านอนดี กินดี ก็น่าจะอยู่ได้ ยังคิดว่าตัวเองโชคดีที่คิดว่าเจอโรคและรักษาไปได้ แต่ถ้าดื้อยาตัวนี้ที่กินอยู่ ก็มีความคิดที่จะไม่รักษาแล้ว” แพรบอกว่าเธอยังไม่ได้ถึงขั้นต้องใช้ชีวิตตามวิถีการดูแลแบบประคับประคองของผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Palliative Care)
.
ระหว่างการสนทนา แพรเล่าถึงการพยายามยอมรับในมุมมองของเธอเอง ที่ไม่ใช่การจำนนต่อโชคชะตาอันเลวร้าย แต่มันคือการกลั่นกรองความคิดเพื่อเผชิญหน้ากับความจริง
.
ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่เธอเดินทางไปเยี่ยมสามีที่เรือนจำ พร้อมทำหน้าที่แม่ที่ต้องประคับประคองลูกสาวโดยลำพัง เธอพร่ำสอนให้ทั้งสองได้เรียนรู้ถึงการโอบรับความจริงและเข้มแข็งพอที่จะก้าวต่อไป แม้ในวันที่โลกใบนี้อาจไม่มีเธอคอยประคองอยู่อีกแล้
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/84025

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1418789100091556&set=a.656922399611567




จำข่าวเหล่านี้ได้ไหม

https://www.facebook.com/boycitychanFC/posts/1588102716009520
หนุ่มเมืองจันท์ 
Yesterday
·
จำข่าวนี้ได้ไหมครับ
เปิดข่าว “10 ส.ส.เอี่ยวสแกมเมอร์” ขึ้นมาเมื่อต้นเดือนมกราคม ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง
แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้จับใครสักคน
ถามว่าทำไม
บางทีคำตอบอาจเป็นเพราะข่าวนี้มีภารกิจชัดเจนเพียงแค่เปิดประเด็นทำลายคะแนนเสียงของพรรคคู่แข่ง
เมื่อชนะเลือกตั้งแล้ว ก็ถือว่าบรรลุภารกิจ
ข่าวนี้ก็หมดความจำเป็น
เพราะเชื่อว่าไม่มีใครจำได้
แค่เล่าให้ฟังเฉยๆครับ555
.....


Rangsiman Rome - รังสิมันต์ โรม
Yesterday
·
วันนี้มีเรื่องที่น่าตกใจเกิดขึ้น ในระหว่าง การประชุมกรรมาธิการกฎหมายช่วงบ่าย หากยังจำกันได้ กรณีที่มีการกล่าวหานายคิว ลูกเสี่ยตือ ว่ามีความพยายามติดสินบนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล นายไชยชนก ชิดชอบ เป็นเงิน 40 ล้านบาทต่อเดือน โดยที่รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงดิจิทัลได้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อกองปราบแล้วนั้น
.
ปรากฏว่า เรื่องนี้กลับมีข้อพิรุธหลายประการ
.
เริ่มจากในฝั่งของกระทรวงดิจิทัล ได้มีการสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ แต่ปรากฏว่าผลการสอบไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่พยายามติดสินบนรัฐมนตรีดิจิทัลได้เลย รู้เพียงว่าบุคคลดังกล่าวชื่อ “คิว” ไม่สามารถระบุชื่อและนามสกุลจริงได้ ไม่มีภาพหรือหลักฐานใดที่จะยืนยันตัวบุคคลดังกล่าวได้เลย รู้เพียงว่าคนสนิทของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ เป็นผู้ดำเนินการพูดคุยกับนายคิวคนนี้ ก็น่าตลกดีที่กระทรวงเชื่อเรื่องแบบนี้ โดยไม่สนใจแสวงหาข้อเท็จจริงหรือความเป็นมาของนายคิวคนนี้แต่อย่างใด และทำไมถึงเชื่อง่ายจัง ว่าการติดสินบนมีแค่เพียงนายคิวคนเดียว ไม่ใช่การสมคบกันเพื่อติดสินบน
.
ประการที่สอง มาดูในฝั่งของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางกันบ้าง ปรากฏว่าคดีนี้ใช้เวลา 30 วันในการเรียกพยานมาให้ปากคำ 5 ปาก แต่คนที่ถูกเรียกมาล้วนเป็นบุคคลที่อยู่ในแวดวงของท่านรัฐมนตรีไชยชนก ชิดชอบ โดยไม่มีการออกหมายเรียกนายคิว ลูกของเสี่ยตือแม้แต่น้อย ไม่ต้องพูดถึงหมายจับ เพราะก็ไม่มีการดำเนินการออกแต่อย่างใด
.
เมื่อกรรมาธิการถามต่อว่า ได้มีการดำเนินการส่งเรื่องไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีหรือไม่
.
พี่น้องประชาชนคงเดาได้ว่าคำตอบเป็นอย่างไร นั่นคือ “ไม่ส่ง”
.
ซึ่งเท่าที่ผมทราบ พนักงานสอบสวนไม่มีดุลพินิจที่จะไม่ส่งเรื่องให้ ปปง. แน่นอน แต่เมื่อขอคำอธิบาย ก็ไม่มีเนื้อหาสาระอะไรที่จับต้องได้เลย
.
เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมากครับ คนระดับรัฐมนตรีร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่กลับไม่มีความสนใจที่จะเร่งยึดหรืออายัดทรัพย์ เพื่อป้องกันการยักย้ายถ่ายโอน ทั้งที่คดีนี้เป็นคดีมูลฐานที่สามารถดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์ได้อย่างแน่นอน
.
ถ้าสิ่งที่ผมพูดมาเป็นเรื่องที่ตลกแล้ว
สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ จะมีการดำเนินคดีกับนายคิว ลูกของเสี่ยตือ ในการกระทำที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันหรือไม่
.
ปรากฏว่าจนถึงตอนนี้ ยังไม่ได้เริ่มต้นนับหนึ่งในการดำเนินคดีเลย
.
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมายวันนี้ ปปง. จึงไม่มีข้อมูลในการยึดหรืออายัดทรัพย์ของนายคิว ลูกเสี่ยตือ และพวก
.
สารภาพกันตามตรงครับ ตอนแรกผมนึกว่านายคิว ลูกเสี่ยตือ จะถูกออกหมายจับไปแล้ว แต่ที่ไหนได้ จนถึงวันนี้ยังไม่มีการดำเนินการอะไรเลย นายคิวจะกระทำผิดกฎหมายหรือไม่ ผมไม่ทราบ แต่ถ้าขนาดคนระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลร้องทุกข์กล่าวโทษ ไม่ว่าจะเป็นคดีติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ หรือการทำเว็บพนัน แต่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองกลับไม่ทำอะไร ไม่ดำเนินคดี ไม่ยึดหรืออายัดทรัพย์ แล้วจะให้เชื่อได้อย่างไรว่ารัฐบาลนี้ต้องการปราบปรามทุนสีเทาอย่างจริงจัง
.
นี่ขนาดพยานปากเอกในการเอาผิดนายคิว ชื่อ ไชยชนก ชิดชอบ การปราบปรามทุนเทากลับยังยากเย็นแสนเข็ญ
.
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำหนดให้มีการส่งต่อเรื่องเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการฟอกเงิน หากไม่มีการปฏิบัติตาม เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เกียร์ว่าง ไม่ทำงาน ทุนสีเทาก็จะเต็มบ้านเต็มเมือง
.
เราอยู่กันแบบนี้ได้จริง ๆ เหรอครับ?
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1559834838832903&set=a.488371845979213





ครบรอบ 1 ปีในเรือนจำของจิรวัฒน์ พ่อค้าขายของออนไลน์ จิรวัฒน์เคยให้สัมภาษณ์กับไอลอว์ว่า “กฎหมายข้อนี้อะนะ ที่ใคร ๆ ก็ชอบพูดว่าเป็นกฎหมายกลั่นแกล้งกัน เชื่อไหม คดีผมเนี่ยกลั่นแกล้งที่สุดแล้ว เพราะคนแจ้งเป็นญาติเมียผม คดีคนอื่นผมไม่รู้นะว่าเป็นยังไง แต่ของผมมันชัดมาก แล้วมันก็ทำให้เราเห็นจุดบกพร่องของกฎหมายนี้ คือใครมันจะแจ้งความใส่กันก็ได้”

https://www.facebook.com/reel/1019460467289888

iLaw
17 hours ago
·
19 มิถุนายน 2569 ครบรอบ 1 ปีในเรือนจำของจิรวัฒน์ พ่อค้าขายของออนไลน์วัย 35 ปี จิรวัฒน์ถูกกล่าวหาฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีแชร์โพสต์จากเพจเฟซบุ๊ก KTUK – คนไทยยูเค ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการจัดหาวัคซีนโควิด-19 และเนื้อหาจากคำปราศรัยของมายด์ ภัสราวลี ในการชุมนุมวันที่ 24 มีนาคม 2564 ในประเด็นที่ยืนยันว่าการพูดถึงสถาบันกษัตริย์ควรต้องพูดถึงได้ทั้งในทางสรรเสริญและวิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงอีกโพสต์จากผู้ใช้เฟซบุ๊กคนอื่นในประเด็น “ตั๋วช้าง” รวมทั้งสิ้น 3 โพสต์
คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี 3 กระทง รวมเป็นจำคุก 9 ปี เนื่องจากจิรวัฒน์ให้การเป็นประโยชน์ จึงลดโทษเหลือ 6 ปี โดยก่อนถูกคุมขังในครั้งนี้ จิรวัฒน์เคยถูกคุมขังมาแล้วในชั้นอุทธรณ์เป็นเวลากว่า 1 ปี 6 วัน (https://database.tlhr2014.com/public/case/1839/lawsuit/618/)
จิรวัฒน์เคยให้สัมภาษณ์กับไอลอว์ว่า “กฎหมายข้อนี้อะนะ ที่ใคร ๆ ก็ชอบพูดว่าเป็นกฎหมายกลั่นแกล้งกัน เชื่อไหม คดีผมเนี่ยกลั่นแกล้งที่สุดแล้ว เพราะคนแจ้งเป็นญาติเมียผม คดีคนอื่นผมไม่รู้นะว่าเป็นยังไง แต่ของผมมันชัดมาก แล้วมันก็ทำให้เราเห็นจุดบกพร่องของกฎหมายนี้ คือใครมันจะแจ้งความใส่กันก็ได้”
ซึ่งผู้ที่กล่าวหาเขาในคดีนี้คือ ภัทรวรรณ ขำมา เลขานุการฝ่ายกฎหมายของศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด – 19 (ศบค.) ซึ่งเป็นญาติของฝ่ายหญิงที่จิรวัฒน์คบหาอยู่
จิรวัฒน์ได้เขียนคำอุทธรณ์มีใจความว่า โพสต์เฟซบุ๊กที่ได้แชร์ออกไปนั้น ตนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และได้ฏิบัติตัวภายใต้กฎหมายและกระบวนการมาโดยตลอด ตนน้อมรับความผิดที่ได้กระทำลงไป
นอกจากนี้ยังระบุว่า ตนมีหน้าที่ต้องดูแลครอบครัว เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายหลักของครอบครัวทั้งหมด ทำให้ครอบครัวอาจได้รับผลกระทบหากตนต้องรับโทษจำคุก จึงขอความเมตตาจากศาลเพื่อบรรเทาลดโทษให้ได้กลับสู่สังคมอีกครั้ง
หากแต่ศาลก็ได้ยกคำร้อง ไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากพิเคราะห์เห็นว่าการกระทำของจิรวัฒน์เป็นการกระทำที่ร้ายแรง กระทบกระเทือนต่อสถาบันกษัตริย์อันเป็นสถาบันหลักของชาติ คำอุทธรณ์ของจิรวัฒน์ฟังไม่ขึ้นและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะมีการหลบหนี จึงพิพากษาให้ยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
รวมทั้งในภายหลัง ผู้พิพากษากล่าวทำนองว่า ในสังคมสมัยนี้ คนที่เคยถูกคุมขังสามารถกลับมาเป็นที่ยอมรับและกลับสู่สังคมได้แล้ว อย่างกรณีดาราหรือคนที่มีชื่อเสียง ญาติจิรวัฒน์จึงได้กล่าวตอบว่า “ขออนุญาตครับ สังคมของผมกับสังคมของท่านมันต่างกัน ท่านอยู่บนหอคอย ผมอยู่บนพื้นดิน สมัยนี้ถ้าไปสมัครงานแล้วเคยมีประวัติว่าติดคุก เขาเขี่ยออกทันที” ก่อนจะกล่าวขอบคุณผู้พิพากษาที่เปิดโอกาสให้พูด
ปัจจุบัน จิรวัฒน์ได้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยคาดว่จะพ้นโทษในปี 2574
จนถึงวันนี้ (19 มิถุนายน 2569) มีผู้ต้องขังทางการเมืองในคดีมาตรา 112 และคดีมาตรา 110 อย่างน้อย 39 คน สามารถอ่านรายละเอียดของแต่ละคน ร่วมช่วยกันจำว่ามีใครยังต้องนับวันที่จะได้ออกมา ได้ที่ https://www.ilaw.or.th/days-in-prison





ถอดรหัส รายงาน S&P จุดแข็ง จุดอ่อน และโจทย์ใหญ่ของไทย รายงาน S&P ฉบับนี้ไม่ใช่ใบรับรองว่าประเทศไทยสบายดี แต่เป็นสัญญาณว่า ไทยยังมีความน่าเชื่อถือจาก “บุญเก่า” ที่สะสมมาในอดีต

Athiphat Muthitacharoen
19 hours ago
·
อ่านรายงาน S&P จุดแข็ง จุดอ่อน และโจทย์ใหญ่ของไทย

รายงานล่าสุดของ S&P คงอันดับเครดิตไทยไว้ที่ BBB+/Stable

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญความไม่แน่นอนจากวิกฤตพลังงาน และรัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการรับมือหลายด้าน

ตรงนี้ต้องให้เครดิตกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มีส่วนช่วยรักษาความเชื่อมั่นของตลาดการเงินและนักลงทุนไว้ได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้ไม่ได้มีความหมายแค่ว่า “ไทยยังไม่ถูกลดเครดิต”

แต่ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญกว่าคือ S&P กำลังให้เครดิตประเทศไทยจากอะไร และสิ่งนั้นสะท้อนสถานะจริงของเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน

หรือยังเป็น “บุญเก่า” ที่เราสะสมไว้จากอดีต

เพราะถ้าอ่านรายงานให้ลึกขึ้น จะเห็นว่าไทยยังได้แรงหนุนจาก “บุญเก่า” หลายอย่างที่สะสมมาในอดีต

แต่บุญเก่าเหล่านี้กำลังถูกใช้ไปเรื่อยๆ

ขอสรุปเป็น 3 ข้อสังเกตครับ
.
.
1. ตัวช่วยของไทยคือ ‘บุญเก่า’ ด้านเสถียรภาพภายนอก

จุดแข็งสำคัญที่ S&P ยังให้เครดิตไทยคือฐานะต่างประเทศ (external balance sheet)

ไทยยังมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูง หนี้ต่างประเทศไม่มาก ธนาคารกลางมีความน่าเชื่อถือ และตลาดพันธบัตรเงินบาทที่พัฒนาแล้ว

พูดง่าย ๆ คือ ไทยยังมีบุญเก่าจากเสถียรภาพเชิงมหภาคที่สะสมมาในอดีต

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไทยยังรักษาความเชื่อมั่นไว้ได้

แต่คำถามคือ บุญเก่านี้ยังแข็งแรงเหมือนเดิมหรือไม่

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ ดุลบัญชีเดินสะพัด

ในอดีต ไทยเคยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมาก จนกลายเป็นหนึ่งในภาพจำว่าไทยมีฐานะต่างประเทศแข็งแรง

แต่ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป ตัวเลขเดือนเมษายนล่าสุดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมาก ส่วนใหญ่เกิดจากการนำเข้าพลังงานสุทธิ ทั้งจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น และการเร่งสำรองน้ำมันของรัฐ

แม้ตัวเลขทั้งปีอาจกลับมาใกล้สมดุล หรือติดลบไม่มากนัก หากราคาพลังงานคลี่คลายลง

แต่ประเด็นสำคัญคือ ยุคที่ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ๆ อาจจบลงแล้ว

ส่วนหนึ่งเพราะต้นทุนพลังงานสูงขึ้น แต่อีกส่วนสำคัญนึเป็นเพราะไทยกำลังนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์มากขึ้น โดยเฉพาะจากกระแสลงทุน data center

ดังนั้น คำถามสำคัญคือ บุญเก่าที่ S&P ให้เครดิตไทยอยู่นั้น ยังสะท้อนความแข็งแรงเชิงโครงสร้างของประเทศจริงหรือไม่

ถ้าบุญเก่าเริ่มบางลง ไทยจำเป็นต้องสร้างสร้างบุญใหม่ ไม่ใช่แค่เงินสำรองหรือดุลบัญชีเดินสะพัด แต่คือเศรษฐกิจที่โตได้จากผลิตภาพ การลงทุนที่มีคุณภาพ และสถาบันนโยบายที่น่าเชื่อถือ
.
.
2. จุดอ่อนที่ S&P พูดชัดที่สุดไม่ใช่หนี้ แต่คือ การที่ไทยโตช้า

S&P คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตเพียง 2.0% ในปี 2569 และเฉลี่ยราว 2.3% ในช่วงปี 2569–2572

ตัวเลขนี้อาจดูไม่แย่ในเชิงเสถียรภาพ แต่ต่ำเกินไปสำหรับประเทศที่ต้องเผชิญพร้อมกันหลายเรื่อง
- สังคมสูงวัยแบบสุดยอด
- รายจ่ายสุขภาพและสวัสดิการเพิ่มขึ้น
- ความจำเป็นต้องลงทุนใหม่
และภาระหนี้ที่ค่อย ๆ สูงขึ้น

ที่สำคัญ S&P ระบุชัดว่า ความเสี่ยงด้านลบต่ออันดับเครดิตไทยจะเกิดขึ้น หากเศรษฐกิจโตต่ำกว่าคาดอย่างต่อเนื่อง รายได้ต่อหัวหยุดนิ่ง หรือกรอบการคลังอ่อนแอลง

แปลว่า ปัญหาหลักของไทยอาจไม่ใช่แค่ ‘หนี้สูงเกินไปหรือไม่’

แต่คือ เรามีศักยภาพโตพอที่จะอยู่กับหนี้ที่สูงขึ้นได้หรือไม่

ถ้าเรากู้เพื่อประคองระยะสั้นอย่างเดียว โดยไม่เพิ่ม productivity ไม่ยกระดับการลงทุน ไม่สร้างรายได้ภาษีใหม่ในอนาคต

ความน่าเชื่อถือทางการคลังก็จะค่อย ๆ ลดลง
.
.
3. S&P มองเห็นโอกาสจากเสถียรภาพทางการเมือง แต่ไทยยังต้องพิสูจน์ว่าสามารถขับเคลื่อนนโยบายระยะยาวได้จริง

อีกจุดที่น่าสนใจคือ S&P มองว่าผลเลือกตั้งล่าสุดอาจช่วยให้ไทยมี ‘ความต่อเนื่องทางการเมือง’ มากขึ้น และรัฐบาลใหม่อาจมีเสถียรภาพพอที่จะรับมือกับปัญหาเชิงโครงสร้างได้ดีขึ้น

นี่เป็นมุมที่เข้าใจได้ แต่คำถามคือ ภาพนี้สะท้อนความจริงของกลไกการกำหนดนโยบายของไทยมากแค่ไหน

เพราะปัญหาของไทยไม่ใช่แค่รัฐบาลอยู่ได้นานหรือไม่

แต่คือ เรามีระบบที่ทำให้นโยบายระยะยาวเดินต่อได้จริงหรือไม่

เรามีกรอบวินัยการคลังที่บังคับใช้ได้จริงหรือไม่

เรามีกลไกตรวจสอบว่าเงินกู้ฉุกเฉินถูกใช้กับโครงการที่คุ้มค่าจริงหรือไม่

เรามีสถาบันที่บอกสังคมอย่างน่าเชื่อถือหรือไม่ว่า นโยบายหนึ่งมีต้นทุนที่แท้จริงเท่าไหร่ trade-off คืออะไร และภาระจะตกกับใครในอนาคต

คำถามที่สำคัญคือ ถ้าวันหนึ่ง rating agencies เข้าใจลึกขึ้นว่า ปัญหาของไทยไม่ใช่แค่เสถียรภาพทางการเมือง

แต่คือคุณภาพและความสามารถของสถาบัน (institutional capacity) ในการทำนโยบายระยะยาว

มุมมองต่อความเสี่ยงของไทยจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร
.
.
มองภาพใหญ่

รายงาน S&P ฉบับนี้ไม่ใช่ใบรับรองว่าประเทศไทยสบายดี แต่เป็นสัญญาณว่า ไทยยังมีความน่าเชื่อถือจาก “บุญเก่า” ที่สะสมมาในอดีต

ขณะเดียวกัน บุญเก่าเหล่านั้นกำลังถูกทดสอบหนักขึ้น

โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่แค่การรักษาอันดับเครดิต แต่คือการสร้าง “บุญใหม่” ให้ประเทศ เพื่อให้อันดับเครดิตนั้นสมเหตุสมผลกับพื้นฐานเศรษฐกิจจริง

บุญใหม่ที่ไม่ได้มาจากอดีต แต่มาจากเศรษฐกิจที่โตได้ด้วยผลิตภาพ
การลงทุนที่ยกระดับขีดความสามารถของประเทศ กรอบการคลังที่น่าเชื่อถือ
และระบบสถาบันที่ทำให้นักการเมืองต้องมองไกลกว่ารอบเลือกตั้งถัดไป

ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ
คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯแ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10102324048010981&set=a.543338622911




https://x.com/prdthailand/status/2067880083302621523




ประเด็นเรื่อง "การให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าว แรงงานข้ามชาติ และบุตรหลาน" ที่ถูกนำมาบิดเบือนและสร้างความเข้าใจผิด บนโลกออนไลน์ของไทยอย่างต่อเนื่อง เลยลองถาม AI ว่า พอจะรู้ว่า "ใครอยู่เบื้องหลัง หรือ ได้ประโยชน์จากข่าวลวงนี้"


Cofact โคแฟค
June 17
·
เนื้อหาที่ตรวจสอบ: โพสต์กล่าวหารัฐบาลเพื่อไทย-ภูมิใจไทย "แจกสัญชาติไทยอย่างกับแจกกระดาษชำระ"

ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหามีทั้งที่ส่วนที่เป็นข้อมูลจริง ข้อมูลบิดเบือนและความคิดเห็นส่วนตัวผสมปนเปกันเพื่อสร้างความเข้าใจผิดว่าทางการไทยเปิดช่องให้แรงงานต่างด้าวได้รับสัญชาติไทยอย่างง่ายดาย**

เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 16 มิ.ย. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก 'ฟาดด fadd' โพสต์ข้อความว่า "นักการเมืองไทยแจกสัญชาติไทยอย่างกับแจกกระดาษชำระ" โดยอ้างว่าทั้งรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร ของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยชุดปัจจุบันล้วนมีนโยบายแจกสัญชาติไทยให้คนต่างด้าว ขณะที่พรรคประชาชน "จ้องแปรรูปคนต่างด้าวมาเป็นฐานเสียง"

"รบ.เศรษฐาก็ออกฟรีวีซ่าบ้านเมืองเต็มไปด้วยคนต่างชาติจนมั่วซั่ว ยังออกกฏหมายเอื้อขายอสังหา ขายตึกให้ต่างชาติ
-รบ.หลานอังเคิล พท. ก็แจกสัญชาติไปแล้วเกือบ 5 แสน
-พรรคส้มมันก็จ้องจะแปรรูปคนต่างด้าวมาเป็นฐานเสียง
-มา รบ.ภท. นี้อีกจะแจกสัญชาติให้ต่างด้าวอีกแล้ว" ข้อความในโพสต์ระบุ

โคแฟคตรวจสอบ: เนื้อหาในโพสต์เฟซบุ๊กนี้มีทั้งส่วนที่เป็นข้อมูลและส่วนที่เป็นความคิดเห็น ซึ่งในการทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง โคแฟคจะไม่ตรวจสอบส่วนที่เป็นความคิดเห็นเพราะเป็นสิทธิเสรีภาพ โพสต์นี้เราจึงตรวจสอบเฉพาะส่วนที่กล่าวอ้างถึงนโยบาย/การทำงานของรัฐบาล ข้อกฎหมายและความเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง ดังนี้

รัฐบาลเศรษฐาออกฟรีวีซ่า

วันที่ 15 ก.ค. 2567 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นได้ลงนามในประกาศกระทรวงมหาดไทยที่อนุญาตให้พลเมืองจาก 90 ประเทศ ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราและให้อยู่ในประเทศไทยได้ไม่เกิน 60 วันเป็นกรณีพิเศษ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและอำนวยความสะดวกให้นักธุรกิจจากต่างประเทศในการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ทำงานหรือติดต่อธุรกิจระยะสั้น

รัฐบาลเศรษฐาออกกฎหมายเอื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้คนต่างชาติ

วันที่ 9 เม.ย. 2567 คณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลเศรษฐามีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษามาตรการต่าง ๆ ต่อมาวันที่ 18 มิ.ย. 2567 ครม. มีมติเห็นชอบตามที่ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีเสนอให้กระทรวงมหาดไทยเร่งศึกษาความเป็นไปได้ใน 2 เรื่อง คือ 1) ทบทวนการกำหนดระยะเวลาให้ต่างชาติเช่าที่ดินตาม พ.ร.บ. ทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ. 2562 จากเดิมไม่เกิน 30 ปี เป็น 99 ปี และ 2) ทบทวนหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิคนต่างด้าวสามารถถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุด จากเดิมไม่เกินร้อยละ 49 เป็นไม่เกินร้อยละ 75

ทั้งอนุทินและเศรษฐายืนยันว่าข้อเสนอแก้กฎหมายทั้งสองส่วนนี้ไม่ใช่การขายชาติและเอื้อนายทุน อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่มีกระแสคัดค้านมาก เรื่องนี้จึงเงียบไป ยังไม่ได้มีการแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลแพทองธารให้สัญชาติไทยเกือบ 500,000 คน

วันที่ 29 ต.ค. 2567 ไทยพีบีเอส ไทยโพสต์ มติชน รายงานว่า ครม. รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร อนุมัติในหลักการตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอหลักเกณฑ์เร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติ และสถานะบุคคลให้กับบุคคลที่อพยพเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน รวมถึงกลุ่มที่เกิดในราชอาณาจักร จำนวน 483,626 คน

จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นให้ข้อมูลว่าผู้ได้สัญชาติไทยจำนวนกว่า 483,000 คนนี้ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มผู้อพยพปี 2527-2542 ประมาณ 120,000 คน 2) กลุ่มผู้อพยพปี 2548-2554 ประมาณ 215,000 คน 3) กลุ่มบุตรของชนกลุ่มน้อยที่เกิดในไทย ประมาณ 29,000 คน และ 4) กลุ่มบุตรของบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่เกิดในไทย ประมาณ 113,000 คน

โดยสรุป ประชากรกว่า 483,000 คนที่จะได้รับสัญชาติไทยตามมติ ครม. นี้เป็นกลุ่มผู้อพยพที่ตกค้างมานานหลายสิบปีและมีการสำรวจตรวจสอบมาอย่างต่อเนื่องก่อนพิจารณาให้สัญชาติ ไม่ได้เป็นการให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าวหรือคนต่างชาติโดยทั่วไป

พรรคประชาชนผลักดันการให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าวเพื่อให้มาเป็นฐานเสียง

ข่าวเท็จเรื่องพรรคประชาชนเสนอให้สัญชาติไทยแก่ผู้หนีภัยชาวเมียนมาถูกเผยแพร่ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ซึ่งโคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลที่บิดเบือนจากการแถลงข่าวของรังสิมันต์ โรม สส. พรรคก้าวไกลในขณะนั้น เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2567 เรื่องการรับมือสถานการณ์การสู้รบและผู้ลี้ภัยในเมียนมา

รังสิมันต์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เสนอให้รัฐบาลพิจารณาการใช้มาตรา 17 ของ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ซึ่งระบุว่าในกรณีพิเศษเฉพาะเรื่อง รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีจะอนุญาตให้คนต่างด้าวผู้ใด หรือจำพวกใดเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรภายใต้เงื่อนไขใด ๆ หรือจะยกเว้นไม่จำต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ เขาย้ำว่าข้อเสนอนี้ไม่ใช่การให้สัญชาติไทย แต่เพื่อให้ทางการไทยสามารถติดตามตรวจสอบชาวเมียนมาที่หนีภัยการสู้รบเข้ามาในประเทศได้

คลิปการแถลงข่าวของรังสิมันต์ถูกนำมาบิดเบือนว่า "พรรคส้ม" เสนอให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าว หวังให้คนกลุ่มนี้เป็นฐานเสียงทางการเมืองหรือโหวตเตอร์ของพรรค ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 95 (1) ระบุว่าบุคคลที่มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีสัญชาติไทย หากมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้รับสัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยกระบวนการแปลงสัญชาติและคุณสมบัติของผู้ขอสัญชาติต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 10 และ 11 และต้องดำเนินการสละสัญชาติเดิมของตนเองด้วย

รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจะแจกสัญชาติให้ต่างด้าว

ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา มีการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและสร้างความเข้าใจผิดว่าข้อเสนอของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยเรื่องการแก้ไขมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง พ.ร.บ.สัญชาติ เป็นการเปิดช่องให้คนต่างด้าวและบุตรของแรงงานข้ามชาติได้สัญชาติไทย

โคแฟคตรวจสอบกับกรมการปกครองแล้วพบว่าการแก้ไขมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไม่ได้เป็นการเปิดช่องให้คนต่างด้าวได้สัญชาติไทย เพราะผู้ที่จะมีคุณสมบัติได้สัญชาติไทยตามมาตรานี้คือชนกลุ่มน้อย กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มผู้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน ซึ่งถือว่ามีสถานะเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติ (stateless persons) ไม่รวมบุตรของแรงงานต่างด้าว ผู้หนีภัยการสู้รบ ผู้หลบหนีเข้าเมืองหรือผู้มีพาสปอร์ต

สำหรับคนต่างด้าวที่ต้องการขอสัญชาติไทยต้องยื่นขอแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 หรือ 11 ของ พ.ร.บ.สัญชาติ และต้องมีคุณสมบัติที่จะขอสัญชาติไทยได้ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งการได้สัญชาติไทยตามมาตรานี้ไม่ใช่การได้สัญชาติไทยโดยการเกิด จึงไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้

ข้อสังเกตโคแฟค: การให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าว แรงงานข้ามชาติและบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติ เป็นประเด็นที่ถูกนำมาบิดเบือน สร้างความเข้าใจผิดต่อข้อกฎหมายและปลุกปั่นความเกลียดกลัวแรงงานข้ามชาติมาอย่างต่อเนื่อง

กรณีของโพสต์เฟซบุ๊กนี้มีการนำข้อมูลจริงมาผสมกับข้อมูลบิดเบือนและการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ทำให้ยากต่อการแยกแยะข้อมูลออกจากความคิดเห็นและการตีความของผู้โพสต์ ประชาชนควรใช้วิจารณญาณเมื่อพบเนื้อหาลักษณะนี้และตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือสื่อมวลชนที่เชื่อถือได้ก่อนเชื่อหรือแชร์

#โคแฟค #FactCheck #ตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมือง #คนต่างด้าว #สัญชาติไทย

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1309179174751932&set=a.407800974889761
.....

ถาม Gemini

ใครอยู่เบื้องหลัง หรือ ได้ประโยชน์จาก ข้อสังเกตโคแฟค: การให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าว แรงงานข้ามชาติและบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติ เป็นประเด็นที่ถูกนำมาบิดเบือน สร้างความเข้าใจผิดต่อข้อกฎหมายและปลุกปั่นความเกลียดกลัวแรงงานข้ามชาติมาอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นเรื่อง "การให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าว แรงงานข้ามชาติ และบุตรหลาน" ถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกนำมาบิดเบือนและสร้างความเข้าใจผิด (Misinformation/Disinformation) บนโลกออนไลน์ของไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมักนำความสับสนระหว่าง "คนไร้รัฐไร้สัญชาติ/กลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งรกรากมานาน" กับ "แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานชั่วคราว" มาปะปนกันเพื่อสร้างกระแสข่าวลวง

หากวิเคราะห์ลึกลงไปว่า "ใครอยู่เบื้องหลัง" หรือ "ใครได้ประโยชน์" จากการปั่นกระแสความเกลียดกลัว (Xenophobia) และการบิดเบือนข้อกฎหมายในลักษณะนี้ สามารถแบ่งกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ออกเป็น 3 มิติหลัก ดังนี้ครับ

1. กลุ่มที่ได้ประโยชน์ทางการเมือง (Political Gain & Populism)

นักการเมืองหรือกลุ่มเคลื่อนไหวแนวชาตินิยมสุดโต่ง (Ultra-Nationalism): การหยิบยกเรื่อง "การเสียดินแดนทางสิทธิ" หรือวาทกรรม "ต่างด้าวจะมาแย่งแผ่นดิน/แย่งงาน/ครอบครองประเทศ" เป็นเครื่องมือที่ง่ายและทรงพลังที่สุดในการสร้างคะแนนนิยม (Populism) การปลุกปั่นความกลัวในสิ่งภายนอก (External Threat) ช่วยดึงมวลชนให้มารวมกลุ่มกัน และใช้โจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองหรือรัฐบาลที่กำลังพยายามแก้ไขปัญหากฎหมายสัญชาติ (เช่น การแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ มาตรา 7 ทวิ เพื่อช่วยคนไร้สัญชาติดั้งเดิม) ว่า "ขายชาติ" หรือ "เปิดประตูให้ต่างด้าว"

การสร้างแพะรับบาปทางสังคม (Scapegoating): เมื่อประเทศเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาอาชญากรรม หรือการเข้าถึงสวัสดิการที่จำกัด การโยนความผิดให้แรงงานข้ามชาติและบุตรหลานว่าเป็นผู้แย่งชิงทรัพยากร จะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชนออกจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการโครงสร้างเชิงระบบของรัฐ

2. กลุ่มที่ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจาก "ความกลัว" (Economic Incentives)

เพจคลิกเบต (Clickbait) และผู้สร้างคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดีย (Content Creators): ในยุคที่ยอดวิวและยอดแชร์สามารถเปลี่ยนเป็นเงินค่าโฆษณา คอนเทนต์ประเภท "ปลุกระดม อารมณ์ร่วม หรือความหวาดกลัว" มักจะสร้างยอด Engagement (ไลก์ คอมเมนต์ แชร์) ได้สูงกว่าข่าวข้อเท็จจริงที่น่าเบื่อ เพจเหล่านี้ (รวมถึงกลุ่ม IO หรืออวตาร) จึงจงใจตัดต่อข้อมูล บิดเบือนคำวินิจฉัยศาล หรือมติ ครม. เพื่อเรียกยอดผู้ติดตามโดยไม่ได้คำนึงถึงความถูกต้อง

ขบวนการทุจริตและนายหน้าผิดกฎหมาย (Underground Brokers): ยิ่งกฎหมายสัญชาติหรือการขึ้นทะเบียนแรงงานมีความคลุมเครือ และสังคมมีความหวาดกลัว ขบวนการใต้ดินยิ่งทำงานง่าย หากกระแสสังคมกดดันจนรัฐไม่กล้าทำระบบให้โปร่งใส แรงงานข้ามชาติและกลุ่มคนไร้สัญชาติก็ต้องพึ่งพา "นายหน้า" หรือระบบส่วยในการทำเอกสารและเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่อไป ซึ่งสร้างผลประโยชน์มหาศาลให้กับผู้มีอิทธิพลบางกลุ่ม

3. กลุ่มที่เสียประโยชน์หากปัญหานี้ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง

กลุ่มอิทธิพลที่ต้องการแรงงานราคาถูกและไร้สิทธิอำนาจ: หากบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติหรือบุคคลไร้สัญชาติได้รับสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมาย พวกเขาจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน มีอำนาจต่อรอง และเข้าถึงการศึกษาที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถกดขี่ค่าแรงหรือบังคับใช้แรงงานในลักษณะที่ไม่เป็นธรรมได้อีกต่อไป การทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ "น่ากลัวและผิดกฎหมาย" ในสายตาสังคมอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นการแช่แข็งให้พวกเขาต้องยอมจำนนอยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบ

ข้อสังเกตสำคัญจากโคแฟค (Cofact) และกรมการปกครอง: การเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ (เช่น มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง) หรือมติ ครม. ที่ผ่านมา มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหา "คนไร้รัฐไร้สัญชาติและกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตกสำรวจและอาศัยในไทยมานานหลายสิบปี" เพื่อให้เกิดความชัดเจนในสถานะทางกฎหมายและการเลือกตั้งท้องถิ่น "ไม่ได้ครอบคลุมถึงบุตรหลานของแรงงานต่างด้าวกลุ่มประชากรแฝง หรือผู้ถือพาสปอร์ตเข้ามาทำงานชั่วคราว" แต่อย่างใด

การปั่นกระแสความเกลียดกลัวนี้ จึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของ "ความต้องการคะแนนนิยมทางการเมือง + ยอดวิวดิจิทัล + การรักษาโครงสร้างผลประโยชน์นอกระบบ" โดยใช้ความไม่รู้และความห่วงแหนในสิทธิของพลเมืองไทยเป็นเครื่องมือบิดเบือนความจริง




การเป็นพันธมิตรกับประธานาธิบดีทรัมป์เคยเป็นจุดขายของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล แต่ตอนนี้มันอาจกลายเป็นจุดจบของเขา



การเป็นพันธมิตรกับประธานาธิบดีทรัมป์เคยเป็นจุดขายของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล แต่ตอนนี้มันอาจกลายเป็นจุดจบของเขา

ผลกระทบย้อนกลับ

ในปี 2019 เบนจามิน เนทันยาฮูได้ติดป้ายขนาดใหญ่ตามอาคารต่างๆ ที่แสดงภาพเขาจับมือกับโดนัลด์ ทรัมป์ที่กำลังยิ้มแย้ม พร้อมคำบรรยายว่า "อีกระดับหนึ่ง" ป้ายเหล่านั้นแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเนทันยาฮูกับประธานาธิบดีอเมริกันในฐานะข้อโต้แย้งสำหรับการเลือกตั้งใหม่ของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล ทีมหาเสียงของเนทันยาฮูบอกเป็นนัยว่า ไม่มีใครอื่นที่จะสามารถนำพาชายผู้มีอารมณ์แปรปรวนอย่างทรัมป์เข้าสู่ทำเนียบขาวได้

นั่นคือเมื่อก่อน แต่ในปัจจุบัน คำโอ้อวดของเนทันยาฮูกลับกลายเป็นผลร้าย เปลี่ยนจากทรัพย์สินทางการเลือกตั้งกลายเป็นโฆษณาชวนเชื่อถึงอิทธิพลที่ลดลงของเขา เฉพาะในเดือนมิถุนายน ทรัมป์ได้เรียกเขาว่า "บ้าบอ" และกล่าวว่าเขา "ไม่มีวิจารณญาณเลย" คำตำหนิเหล่านั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่คำพูดอีกต่อไปแล้ว รายงานจากอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีบีบให้อิสราเอลยกเลิกการโจมตีตอบโต้อิหร่านที่กำลังจะเกิดขึ้น และเรียกร้องให้อิสราเอลจำกัดการตอบโต้ต่อการโจมตีของกลุ่มฮิซบอลลาห์จากเลบานอนที่ถล่มทางตอนเหนือของอิสราเอล นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าทรัมป์ปฏิเสธคำขอของอิสราเอลที่จะดูบันทึกความเข้าใจที่รัฐบาลของเขาเจรจากับอิหร่าน จนกระทั่งข้อตกลงนั้นเสร็จสมบูรณ์ไปแล้ว ด้วยความสิ้นหวังที่จะยุติสงครามที่เขาคิดขึ้นอย่างผิดพลาด ประธานาธิบดีจึงเสนอข้อแลกเปลี่ยนของอิสราเอลให้กับฝ่ายอิหร่านอย่างมีประสิทธิภาพ

ทรัมป์เคยโจมตีเนทันยาฮูในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ผู้นำอิสราเอลแสดงความยินดีกับโจ ไบเดน ในชัยชนะการเลือกตั้งปี 2020 แต่ความขัดแย้งในปัจจุบันมีเดิมพันสูงกว่ามากและเกิดขึ้นในเวลาที่เลวร้ายที่สุดสำหรับเนทันยาฮู การเลือกตั้งของอิสราเอลมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนกันยายนหรือตุลาคม และทรัมป์ได้วางนายกรัฐมนตรีอิสราเอลไว้ในสถานการณ์ที่กดดันอย่างมากซึ่งอาจเป็นอันตรายต่ออนาคตทางการเมืองของเขา

เป็นเวลาหลายปีที่เนทันยาฮูสร้างภาพลักษณ์ของตนเองบนคำมั่นสัญญาสองประการต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอิสราเอล นั่นคือ เขาเพียงผู้เดียวที่สามารถต้านทานแรงกดดันจากนานาชาติให้ประนีประนอมในเรื่องความมั่นคงของอิสราเอลได้ และเขาเพียงผู้เดียวที่สามารถรับมือกับทรัมป์ได้ ขณะนี้ประธานาธิบดีกำลังบีบให้เนทันยาฮูต้องเลือกระหว่างสองสิ่งนี้ เขาต้องไม่ขัดคำสั่งของทรัมป์เกี่ยวกับเลบานอนและอิหร่านเพื่อรักษาชื่อเสียงในฐานะผู้สนับสนุนนโยบายความมั่นคงที่แข็งกร้าว หรือเขาต้องยอมจำนนเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของการเป็นพันธมิตรกับประธานาธิบดี ไม่ว่าเนทันยาฮูจะเลือกเส้นทางใด เขาจะทำให้สถานะทางภูมิศาสตร์การเมืองของอิสราเอลตกอยู่ในอันตรายและบั่นทอนความน่าเชื่อถือของตนเองต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอิสราเอล

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหล่านั้นไม่เชื่อในสิ่งที่บีบี (เนทันยาฮู) พยายามจะนำเสนอแล้ว พรรคร่วมรัฐบาลของเนทันยาฮู ซึ่งประกอบด้วยพรรคขวาจัดและพรรคออร์โธดอกซ์สุดโต่ง ได้รับคะแนนเสียงเพียง 48.4 เปอร์เซ็นต์ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดของอิสราเอล และได้เสียงข้างมากในรัฐสภาเนื่องจากความแปลกประหลาดของระบบการเลือกตั้งของประเทศ แม้กระทั่งก่อนเหตุการณ์เลวร้ายเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ผลสำรวจก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเนทันยาฮูและพันธมิตรของเขาจะแพ้การเลือกตั้งครั้งต่อไป หลายปีต่อมา ชาวอิสราเอลประมาณสองในสามบอกกับผู้สำรวจความคิดเห็นเป็นประจำว่าพวกเขาต้องการให้นายกรัฐมนตรีลาออก ปัจจุบันก็มีจำนวนใกล้เคียงกันที่ไม่ต้องการให้เขาลงสมัครรับเลือกตั้งอีก ฝ่ายค้านของอิสราเอลไร้ผู้นำและแตกแยก แต่ถึงกระนั้นก็คาดว่าจะได้รับที่นั่งมากกว่ารัฐบาลปัจจุบันอย่างเห็นได้ชัด (ว่าจะสามารถรวมตัวกันเป็นรัฐบาลผสมที่ยั่งยืนได้หรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

สงครามที่ล้มเหลวและยืดเยื้อของอิสราเอลในอิหร่านและเลบานอนได้กัดเซาะโอกาสของเนทันยาฮูลงไปอีก ในช่วงเริ่มต้นของการร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในการต่อต้านอิหร่าน สถาบันประชาธิปไตยแห่งอิสราเอลพบว่าชาวยิวอิสราเอลประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่าปฏิบัติการนี้จะประสบความสำเร็จในการทำลายโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน และ 61 เปอร์เซ็นต์คิดว่ามันจะโค่นล้มระบอบการปกครองของอิหร่าน ความคาดหวังเหล่านี้ ซึ่งถูกปลุกปั่นโดยเนทันยาฮูและพันธมิตรทางสื่อของเขา ไม่สมจริงมาโดยตลอด และได้แปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวังอย่างที่คาดการณ์ได้ การสำรวจล่าสุดของสถาบันพบว่าชาวยิวอิสราเอลน้อยกว่าหนึ่งในสามคาดหวังว่าข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยุติโครงการขีปนาวุธหรือระบอบการปกครองของอิหร่าน และเพียง 29 เปอร์เซ็นต์เชื่อว่าการยุติสงครามภายใต้เงื่อนไขปัจจุบันนั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของอิสราเอล

ตามรายงานของอามิต เซกัล นักข่าวที่มีแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือในฝ่ายขวาของอิสราเอล เนทันยาฮูหวังที่จะต้อนรับทรัมป์ในอิสราเอลก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วจะเป็นการปราศรัยหาเสียงในรูปแบบทางการทูต ในปัจจุบัน การเฉลิมฉลองเช่นนี้ดูเหมือนเรื่องเหลือเชื่อ หลังจากมีการประกาศข้อตกลงชั่วคราวกับอิหร่าน พรรคลิคุดก็ยกเลิกแผนการหาเสียงเลือกตั้งที่มุ่งเน้นความสัมพันธ์ใกล้ชิดของผู้นำพรรคกับทรัมป์ แต่ในฐานะผู้ที่ศึกษาเรื่องอำนาจและพยายามทุกวิถีทางเพื่อกักตุนอำนาจไว้ เนทันยาฮูควรจะมองเห็นการหักหลังครั้งนี้ล่วงหน้าได้

ดังที่ประธานาธิบดีได้แสดงให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่า บุคคลเดียวที่ทรัมป์ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์คือตัวเขาเอง แม้ว่าผลประโยชน์เหล่านั้นมักจะสอดคล้องกับของเนทันยาฮู แต่ความสัมพันธ์นี้ก็เป็นเพียงการจับมือกันเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้าเท่านั้น เช่นเดียวกับคนจำนวนมากในพรรคและคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ทรัมป์มีแนวคิดที่สนับสนุนอิสราเอลมาโดยตลอด เขาไม่ได้ใส่ใจกับความมุ่งหวังของชาวปาเลสไตน์มากนัก และมีความคิดที่จะบุกโจมตีอิหร่านมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 การเอนเอียงเข้าหาอิสราเอลช่วยดึงใจฐานเสียงกลุ่มคริสเตียนอีแวนเจลิคัล (Evangelical Christian) ของประธานาธิบดี ดังที่ทรัมป์เคยกล่าวไว้ตอนประกาศรับรองกรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลว่า เขาทำเช่นนั้น "เพื่อกลุ่มอีแวนเจลิคัล"

ทว่าผลประโยชน์ของทรัมป์ย่อมต้องแยกทางกับเนทันยาฮูเมื่อสงครามกับอิหร่านยืดเยื้อโดยไม่มีข้อยุติ เนทันยาฮูต้องการผลงานทางทหารเพื่อนำไปใช้หาเสียงกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในขณะที่ทรัมป์ต้องการให้ตลาดการเงินนิ่งสงบก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ดังนั้น เมื่อปฏิบัติการดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่รวดเร็ว ทรัมป์จึงสั่งยุติเรื่องนี้ โดยเริ่มจากการยอมรับข้อตกลงหยุดยิงเมื่อต้นเดือนเมษายน ตามด้วยการยับยั้งไม่ให้อิสราเอลทิ้งระเบิดใส่อิหร่านและเลบานอนในเดือนนี้ และล่าสุดกำลังมุ่งหน้าสู่ข้อตกลงชั่วคราวที่จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน ทั้งที่ข้อตกลงนี้แทบไม่ได้จัดการกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และไม่ได้กล่าวถึงเรื่องขีปนาวุธวิถีโค้งหรือการสนับสนุนกลุ่มตัวแทนก่อการร้ายเลย ข้อตกลงระยะเวลา 60 วันนี้เป็นเพียงข้อตกลงเบื้องต้นที่เปราะบางและอาจล่มลงจนนำไปสู่การสู้รบระลอกใหม่ได้ทุกเมื่อ แต่หากประธานาธิบดีตัดสินใจเดินหน้าต่อ ผู้นำอิสราเอลก็แทบจะทำอะไรไม่ได้เลย ดังที่ทรัมป์กล่าวไว้ในวันนี้ว่า "เราคือหุ้นส่วนรายใหญ่ ส่วนเขาเป็นหุ้นส่วนรายเล็กมาก"

สำหรับเนทันยาฮู ผู้ซึ่งกำลังเผชิญกับการตัดสินใจครั้งสำคัญจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอิสราเอล สถานการณ์นี้ถือเป็นหายนะที่มาจ่ออยู่ตรงหน้า แต่สำหรับทรัมป์แล้ว นี่เป็นปัญหาของคนอื่น

ที่มา The Atlantic
Netanyahu Finally Learns the Truth About Trump
An alliance with the president was the Israeli prime minister’s selling point. Now it may be his downfall.

https://www.theatlantic.com/international/2026/06/netanyahu-trump-israel-iran/687588/




CBS News ช่วยเตือนความจำเราถึง "คำพูดที่เลือนหายไปหรือเปลี่ยน" ของวันนั้นและวันนี้ ของทรัมป์ที่เกี่ยวกับเป้าหมายของการทำสงครามกับอิหร่าน


How Trump's rhetoric on Iran has evolved over the course of the war

CBS Evening News

Jun 18, 2026

Many of President Trump's stated reasons for going to war with Iran are left unresolved in the initial deal with Iran, and many of the president's goals for the war haven't been met. But what has changed in just a few months is his rhetoric. Margaret Brennan reports.

https://www.youtube.com/watch?v=EhLxbgJf-J8
.....

ต่อไปนี้คือสิ่งที่ประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกล่าวถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ทั้งในอดีตและปัจจุบัน:

การกำจัดขีปนาวุธวิถีโค้ง (Ballistic Missiles)

ทรัมป์, 28 ก.พ.: "เราจะทำลายขีปนาวุธของพวกเขาและกวาดล้างอุตสาหกรรมขีปนาวุธของพวกเขาให้ราบคาบ มันจะถูกทำลายล้างจนหมดสิ้นอย่างแน่นอน"

รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ, 2 มี.ค.: "ผมกำลังบอกคุณถึงวัตถุประสงค์ของปฏิบัติการนี้ วัตถุประสงค์ของปฏิบัติการคือการทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธวิถีโค้งของพวกเขา และทำให้มั่นใจว่าพวกเขาจะไม่สามารถสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้ รวมถึงป้องกันไม่ให้พวกเขาใช้เรื่องนี้เป็นฉากบังหน้าเพื่อดำเนินโครงการนิวเคลียร์ นั่นคือเป้าหมายของภารกิจนี้"

ทรัมป์, 17 มิ.ย.: "หากประเทศอื่นมีไว้ครอบครอง ก็คงไม่ยุติธรรมนักหาก [อิหร่าน] จะไม่มีบ้าง ขีปนาวุธวิถีโค้งนั้นไม่ใช่สิ่งเดียวกับที่เราพูดถึงเมื่อเราพูดเรื่องนิวเคลียร์ แต่ถ้าซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ต่างก็มีไว้ครอบครอง... ในสัดส่วนที่เหมาะสม ผมคิดว่ามันก็ยอมรับได้"

บริบท: แม้ว่านายทรัมป์จะกล่าวว่าการป้องกันไม่ให้ออิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เป็นเป้าหมายหลักของเขา แต่รัฐบาลและพันธมิตรของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางต่างแสดงความกังวลมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับภัยคุกคามจากกองทัพแบบดั้งเดิมของอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขีปนาวุธวิถีโค้ง ซึ่งสามารถโจมตีไปถึงอิสราเอล รวมถึงพันธมิตรและฐานกำลังทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคได้ ตลอดช่วงเวลาของสงคราม กองกำลังสหรัฐฯ ได้มุ่งเป้าโจมตีคลังแสงและโรงงานผลิตขีปนาวุธของอิหร่านอย่างหนัก

บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านไม่ได้ระบุถึงเรื่องขีปนาวุธวิถีโค้งแต่อย่างใด แม้ว่าเมื่อวันพุธที่ผ่านมา นายทรัมป์จะกล่าวว่ารัฐบาลของเขาจะดำเนิน "ความพยายามควบคู่กันไป" ร่วมกับกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อจัดการกับปัญหาขีปนาวุธแบบดั้งเดิมของอิหร่านและประเด็นอื่นๆ ที่ "ไม่เกี่ยวกับนิวเคลียร์"

นายทรัมป์กล่าวอ้างเมื่อวันพุธว่า คลังแสงขีปนาวุธส่วนใหญ่ของอิหร่านถูกทำลายหรือถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังระหว่างสงครามไปแล้ว แต่เขาก็ส่งสัญญาณว่าเขาไม่ได้มุ่งหวังที่จะกำจัดขีปนาวุธวิถีโค้งของอิหร่านให้หมดไปอย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้ เขายังดูเหมือนจะเยาะเย้ยกลุ่มผู้สนับสนุนที่มีแนวคิดสายเหยี่ยว (hawkish) บางส่วน ซึ่งต้องการให้มีการทำลายล้างโครงการขีปนาวุธของอิหร่านอย่างถอนรากถอนโคนมากกว่านี้ "มีคนบางกลุ่ม—ผมก็ชอบคนพวกนี้นะ แต่ผมไม่คิดว่าพวกเขาฉลาดเท่าไหร่—ที่บอกว่า 'ท่านครับ ท่านไม่ควรปล่อยให้พวกเขาได้ขีปนาวุธไป' ผมก็ตอบไปว่า 'แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะ? จะยอมให้ซาอุดีอาระเบียมีขีปนาวุธ แต่ไม่ยอมให้พวกเขามีอย่างนั้นหรือ?' ... มันไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอก"

"ฝุ่นนิวเคลียร์"

ทรัมป์, 17 เมษายน: "สหรัฐฯ จะต้องได้ฝุ่นนิวเคลียร์ทั้งหมดมา—คุณรู้ไหมว่าฝุ่นนิวเคลียร์คืออะไร? มันคือสารสีขาวคล้ายผงที่เกิดจากการโจมตีของเครื่องบินทิ้งระเบิด B2 ของเรา—เครื่องบิน B2 ชั้นยอดพวกนั้น—เมื่อช่วงค่ำวันหนึ่งเมื่อ 7 เดือนก่อน"

ทรัมป์, 26 เมษายน: "เราต้องเอาฝุ่นนิวเคลียร์นั่นมาให้ได้ เราจะเอามันมา และนั่นเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจากับอิหร่าน เราไม่อยากให้พวกเขาครอบครองมัน"

ทรัมป์, 16 มิถุนายน: "สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม—เราไม่รีบร้อนอะไรเลย เรามีกล้องจากอวกาศคอยจับตาดูอยู่ เรารู้ว่าใครเข้าไปที่นั่นบ้าง ซึ่งก็แทบไม่มีใครเข้าไปเลย เครื่องบิน B2 โจมตีจุดนั้นจนภูเขาทั้งลูกถล่มลงมาทับถมอยู่ข้างใน การขุดเจาะเข้าไปจึงทำได้ยากมาก ไม่มีใครทำได้นอกจากเรา และอาจจะจีน พวกเขามีอุปกรณ์ เราก็มีอุปกรณ์ เราไม่รีบ แต่เราจะเอามันมา และเมื่อได้มาแล้ว เราก็จะทำลายมันทิ้ง"

บริบท: ในช่วงหลายปีก่อนเกิดสงคราม อิหร่านได้สะสมยูเรเนียมที่ผ่านการเสริมสมรรถนะจนมีความเข้มข้นถึง 60% ซึ่งถือว่าใกล้เคียงมากกับระดับที่ใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ วัสดุส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้ในสถานที่ใต้ดินไม่กี่แห่งที่ถูกสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดใส่เมื่อปีที่แล้ว ทำให้ยากต่อการเข้าถึง

ระหว่างสงครามในปีนี้ รัฐบาลของทรัมป์ได้วางแผนหาวิธีนำยูเรเนียมดังกล่าวกลับคืนมา ซึ่งประธานาธิบดีเรียกสิ่งนี้ว่า "ฝุ่นนิวเคลียร์" ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าปฏิบัติการขุดเจาะผ่านซากปรักหักพังเพื่อนำวัสดุนั้นออกมา จะถือเป็นหนึ่งในภารกิจปฏิบัติการพิเศษที่ท้าทายและมีความเสี่ยงสูงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

ในบันทึกความเข้าใจ สหรัฐฯ และอิหร่าน "ตกลงที่จะหาข้อสรุปเรื่องการจัดการวัสดุเสริมสมรรถนะที่ถูกสะสมไว้" ในระหว่างการเจรจาที่จะมีขึ้นในช่วง 60 วันข้างหน้า "วิธีการขั้นต่ำ" ที่ว่านี้คือการลดระดับความบริสุทธิ์ของยูเรเนียม (down-blending) ลง ณ สถานที่เก็บรักษา ภายใต้การกำกับดูแลของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)

อย่างไรก็ตาม ในสัปดาห์นี้ นายทรัมป์แสดงความเห็นว่าการขนย้ายวัสดุดังกล่าวไม่ใช่ภารกิจเร่งด่วน โดยตั้งข้อสงสัยว่าอิหร่านจะสามารถนำวัสดุนั้นกลับมาใช้ใหม่ได้หรือไม่ เขากล่าวเมื่อวันพุธว่า "ในเชิงจิตวิทยาแล้ว เราก็อยากได้มันมานะ แต่ก็ไม่มีใครไปแตะต้องมันหรอก"

การเสริมสมรรถนะยูเรเนียม

ทรัมป์, 27 ก.พ.: "พวกเขาต้องการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมสักหน่อย ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นเลยในเมื่อพวกเขามีน้ำมันดิบมากมายมหาศาล... ผมบอกเลยว่าห้ามเสริมสมรรถนะเด็ดขาด ไม่ว่าจะระดับ 20% หรือ 30% ก็ตาม พวกเขามักจะอยากได้ระดับ 20% หรือ 30% อยู่เรื่อย... พวกเขาอ้างว่าต้องการทำเพื่อกิจการพลเรือน แต่ผมมองว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่เข้าท่าเลย"

ทรัมป์, 14 มิ.ย.: ประธานาธิบดีกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ The New York Times ว่า ข้อตกลงฉบับสุดท้ายจะต้องรับประกันอย่างถาวรว่าอิหร่าน "จะเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อวัตถุประสงค์ที่ไม่ใช่ทางทหารเท่านั้น" และ "ปริมาณที่ผลิตได้จะต้องไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้" โดยเขาระบุด้วยว่าต้องการให้มีการระงับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นเวลา 15 หรือ 20 ปี

ทรัมป์ (17 มิ.ย.): "ผมพูดกับพวกเขาเสมอว่า 'พวกคุณมีปริมาณสำรองน้ำมันมากเป็นอันดับ 3 ของโลกเชียวนะ แล้วจะเอาพลังงานนิวเคลียร์ไปทำไมกัน?' ... แต่มันก็พูดยากเหมือนกันนะ ในเมื่อมีคนอื่นอยากได้ มีประเทศอื่นเขามีกัน รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านก็มี แต่คุณกลับไม่ยอมให้พวกเขาได้ใช้เพื่อผลิตไฟฟ้าหรืออะไรทำนองนั้น มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเสมอ คุณต้องใช้สามัญสำนึกบ้าง"

รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ (18 มิ.ย.): "ข้อตกลงนิวเคลียร์ยุคโอบามายอมให้มีการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมได้ แต่ข้อตกลงของเราจะไม่ยอมให้ทำเช่นนั้น"

บริบท: อิหร่านปฏิเสธที่จะยุติโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอย่างสิ้นเชิงมาโดยตลอด เจ้าหน้าที่อิหร่านยืนยันว่าโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสันติ และเมื่อปีที่แล้ว หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ พบว่าอิหร่านไม่ได้กำลังเร่งสร้างอาวุธนิวเคลียร์อย่างจริงจัง แม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้ อิหร่านจะมีการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจนถึงระดับที่สูงเกินกว่าความจำเป็นสำหรับการใช้งานที่ไม่ใช่ทางทหารส่วนใหญ่ก็ตาม

ข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ที่ทำขึ้นในสมัยรัฐบาลโอบามาอนุญาตให้อิหร่านเสริมสมรรถนะยูเรเนียมได้ที่ระดับ 3.67% (ซึ่งต่ำกว่าระดับ 90% ที่ใช้ผลิตระเบิดนิวเคลียร์อย่างมาก) โดยมีการกำหนดเพดานปริมาณยูเรเนียมที่ครอบครอง รวมถึงจำกัดจำนวนและประเภทของเครื่องเหวี่ยงแยกสาร (centrifuges) ที่อิหร่านสามารถใช้งานได้ โครงสร้างข้อตกลงดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ในขณะนั้น และนายทรัมป์ได้ตัดสินใจถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงนี้ระหว่างดำรงตำแหน่งสมัยแรก

ก่อนที่จะเกิดสงคราม นายทรัมป์เคยกล่าวว่าเขาต้องการให้อิหร่านยอมรับเงื่อนไข "ห้ามเสริมสมรรถนะยูเรเนียมโดยเด็ดขาด"

บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมไว้ในขณะนี้ โดยระบุเพียงว่าทั้งสองประเทศ "ตกลงที่จะหารือเกี่ยวกับประเด็นการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและเรื่องอื่นๆ ที่เห็นพ้องร่วมกันซึ่งเกี่ยวข้องกับความต้องการด้านนิวเคลียร์ของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน" ยังไม่มีความชัดเจนว่าข้อตกลงฉบับสมบูรณ์จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร สัปดาห์นี้นายทรัมป์เปรยว่าอาจเป็นเรื่อง "ยาก" ที่จะทำให้อิหร่านยอมยุติโครงการนิวเคลียร์อย่างสิ้นเชิง แต่แวนซ์ระบุว่าเงื่อนไขสำคัญ (red line) ของประธานาธิบดีที่ว่าห้ามมีการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมนั้นยังคงมีผลบังคับใช้อยู่

การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

ทรัมป์ (กล่าวถึงประชาชนชาวอิหร่านผ่านวิดีโอทางแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อวันที่ 28 ก.พ.): "จงยึดอำนาจรัฐบาลของพวกคุณคืนมา มันจะเป็นของพวกคุณหากพวกคุณลงมือทำ นี่อาจเป็นโอกาสเดียวในรอบหลายชั่วอายุคนของพวกคุณเลยทีเดียว" ทรัมป์, 29 มีนาคม: "เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเกิดขึ้นแล้ว หากคุณพิจารณาดู เพราะระบอบเดิมถูกทำลายล้างจนย่อยยับ พวกเขาตายกันหมดแล้ว ระบอบถัดมาก็แทบจะล่มสลายไปหมดแล้วเช่นกัน ส่วนระบอบที่สามนั้น เรากำลังรับมือกับกลุ่มคนที่แตกต่างไปจากที่ใครเคยรับมือมาก่อน พวกเขาเป็นคนละกลุ่มกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้น ผมจึงถือว่านั่นคือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง"

ทรัมป์, 16 มิถุนายน: "คุณพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง แต่ผมไม่เคยสนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเลย"

บริบท: ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม นายทรัมป์ระบุอย่างชัดเจนว่านี่เป็นโอกาสให้ประชาชนชาวอิหร่านโค่นล้มสาธารณรัฐอิสลาม ซึ่งปกครองอิหร่านมาตั้งแต่ปี 1979 หลังจากที่อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด เสียชีวิตจากการโจมตี นายทรัมป์กล่าวว่าเขาต้องการมีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้นำคนต่อไปของอิหร่าน และรู้สึก "ผิดหวัง" กับการตัดสินใจแต่งตั้งบุตรชายของคาเมเนอีขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุด

ต่อมา เมื่อระบอบการปกครองของอิหร่านยังคงอยู่ นายทรัมป์ได้แสดงความเห็นในมุมมองที่ต่างออกไปเล็กน้อย โดยอ้างว่าการสังหารผู้นำอิหร่านคนก่อนหน้านั้นถือเป็นรูปแบบหนึ่งของ "การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง" ในทางปฏิบัติ

การอายัดทรัพย์สินและการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร

ทรัมป์, 27 พฤษภาคม: "ไม่ เราไม่ได้พูดถึงเรื่องการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรหรือการมอบเงินให้แต่อย่างใด ไม่มีการยกเลิกคว่ำบาตร ไม่มีการให้เงิน ไม่มีอะไรทั้งสิ้น"

ทรัมป์, 17 มิถุนายน: "นั่นไม่ใช่เงินของเรา มันเป็นเงินของพวกเขา และเราได้อายัดไว้ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ผมคิดว่าเราคงต้องคืนเงินจำนวนนั้นให้พวกเขา"

บริบท: ประเด็นสำคัญสำหรับอิหร่านคือการยกเลิกหรือระงับมาตรการคว่ำบาตรอันเข้มงวดของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจอิหร่านและทำให้ทรัพย์สินถูกอายัด โดยมาตรการจำนวนมากมีที่มาจากแคมเปญ "กดดันสูงสุด" (maximum pressure) ในสมัยแรกของนายทรัมป์หรือก่อนหน้านั้น ข้อตกลงนิวเคลียร์ในยุคของประธานาธิบดีโอบามาเคยมีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรเพื่อแลกกับการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งเป็นข้อตกลงที่นายทรัมป์เคยวิจารณ์ในปี 2018 ว่าทำให้ออิหร่านได้รับเงิน "หลายพันล้านดอลลาร์"

บันทึกความเข้าใจ (MOU) ในสัปดาห์นี้ระบุว่า สหรัฐฯ จะยกเลิก "มาตรการคว่ำบาตรทุกรูปแบบ" ที่มีต่ออิหร่านตาม "กำหนดการที่ตกลงกันไว้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงฉบับสมบูรณ์" รัฐบาลทรัมป์ระบุว่าจะไม่มีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรหรือปลดอายัดทรัพย์สิน เว้นแต่อิหร่านจะแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนด

https://www.cbsnews.com/news/trump-goals-iran-war-and-what-hes-saying-now-nuclear-missiles-regime-change/




กระแสก่อการร้ายแนวใหม่ (Hybrid Warfare) ที่เพิ่งถูกเปิดโปงออกมา จากคดีในศาลอังกฤษและ สื่อมวลชนรายใหญ่ อย่าง Financial Times และ BBC โดยใช้วิธีกระแสเกลียดชังอิสลามและการแบ่งแยกเป็นอาวุธ โดยหา "ผู้ก่อการร้ายตัวแทน" ก่อวินาศกรรม เพื่อข่มขู่คุกคามผู้นำประเทศ






https://x.com/AJEnglish/status/2067880059416007039
.....

รายงานจากลอนดอน

ศาลอาญากลางแห่งสหราชอาณาจักร (The Old Bailey) ได้พิพากษาจำคุกชาย 2 คนที่ถูกว่าจ้างให้ก่อเหตุวางเพลิงต่อเนื่อง ซึ่งพุ่งเป้าไปยังทรัพย์สินที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เคียร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer)

ขณะเดียวกัน ผลการสืบสวนเชิงลึกโดยสื่อมวลชนรายใหญ่ เช่น Financial Times และ BBC ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า นี่คือส่วนหนึ่งของปฏิบัติการสงครามลูกผสม (Hybrid Warfare) อันซับซ้อนที่บงการโดยเครือข่ายวินาศกรรมจากรัสเซีย

เปิดแผนการณ์และตัวการลับ

เหตุการณ์ระทึกขวัญนี้เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2025 เมื่อคนร้ายได้ลอบวางเพลิง 3 ครั้งในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันในกรุงลอนดอน โดยเป้าหมายคือรถยนต์คันเก่าที่นายกฯ สตาร์เมอร์เคยเป็นเจ้าของ รวมถึงบ้านพักเก่า และบ้านประจำตระกูลในย่านเคนทิชทาวน์ (Kentish Town) ซึ่งในคืนเกิดเหตุมีพี่สะใภ้และครอบครัวของสตาร์เมอร์นอนหลับอยู่ภายในบ้าน แม้ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ แต่กลุ่มควันไฟป่าเถื่อนนี้ก็ได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ฝ่ายความมั่นคงเป็นอย่างมาก

หลักฐานในชั้นศาลระบุว่า ผู้อยู่เบื้องหลังและคอยสั่งการทั้งหมดคือผู้ใช้บัญชี Telegram นิรนามที่ใช้ชื่อแฝงว่า "El Money"

กลยุทธ์การสรรหาคน: "El Money" จะใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการเสาะหาบุคคลที่กำลังประสบปัญหาทางการเงินในสหราชอาณาจักร จากนั้นจะเสนอเงินค่าจ้างจำนวนหลายพันดอลลาร์ในรูปแบบของคริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) เพื่อให้ไปลงมือก่อเหตุ

ร่องรอยเชื่อมโยงสู่รัสเซีย: จากการแกะรอยเส้นทางดิจิทัล ทราฟฟิกข้อมูล และกระเป๋าเงินดิจิทัลโดยผู้เชี่ยวชาญ พบว่าบัญชี "El Money" นี้ ปฏิบัติการจากภายในประเทศรัสเซีย และมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับเครือข่ายแฮกเกอร์ฝักใฝ่เครมลินที่ชื่อว่า NoName ซึ่งเป็นกลุ่มที่ทางการสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลรัสเซีย

ใช้ความเกลียดชังและการแบ่งแยกเป็นอาวุธ

สิ่งที่ทำให้หน่วยงานต่อต้านการก่อการร้ายของอังกฤษกังวลมากที่สุด คือการวางเพลิงเป็นเพียงส่วนปลายของภูเขาน้ำแข็ง เพราะหลักฐานการสนทนากว่า 320 ข้อความชี้ว่า ก่อนที่จะยกระดับไปสู่การเผาทำลายทรัพย์สิน ตัวการรายนี้ได้ใช้เวลาหลายเดือนในการจูงใจและสั่งการให้เครือข่ายรับงานก่อกวนระดับต่ำในสังคม

โดยคนร้ายได้รับค่าจ้างให้ไปพ่นสีสเปรย์เป็นข้อความภาษาอาหรับ และติดโปสเตอร์ต่อต้านศาสนาอิสลาม (Anti-Islam) ในย่านชุมชนชาวมุสลิมทั่วกรุงลอนดอน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงวิเคราะห์ว่า นี่คือยุทธศาสตร์สองทางที่ชัดเจนของหน่วยข่าวกรองต่างชาติ:




[ปฏิบัติการวินาศกรรมจากต่างแดน] │

├─► การข่มขู่คุกคาม: โจมตีทรัพย์สินผู้นำประเทศโดยตรง (วางเพลิง)

└─► การสร้างความขัดแย้ง: ปลุกปั่นกระแสเกลียดชังอิสลาม เพื่อทำลายความสามัคคีในสังคม

การจงใจสร้างสถานการณ์ความเกลียดชังบนหน้างานจริง มีเป้าหมายสูงสุดเพื่อจุดชนวนความไม่สงบโยงไปสู่ความขัดแย้งทางเชื้อชาติและศาสนา และขยายรอยร้าวในสังคมอังกฤษให้ลึกขึ้น
คำตัดสินและปรากฏการณ์ "ผู้ก่อการร้ายตัวแทน"

ศาลได้ตัดสินจำคุก โรมัน ลาฟริโนวิช (Roman Lavrynovych) ช่างก่อสร้างชาวยูเครนวัย 22 ปี เป็นเวลา 7 ปี ในฐานะผู้ลงมือวางเพลิง โดยผู้พิพากษาได้ระบุในคำพิพากษาว่าเขาเป็นเพียง "Useful Idiot" (คนโง่ที่เป็นประโยชน์) หรือเบี้ยตัวหมากที่ถูกครอบงำและซื้อได้ง่าย ๆ ด้วยเงิน โดยลาฟริโนวิชอ้างว่าเขาต้องการเงินไปรักษาพ่อที่ป่วยและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป้าหมายที่เขาไปเผานั้นเกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี ส่วนผู้สมรู้ร่วมคิดชาวโรมาเนียวัย 27 ปี สตานิสลาฟ คาร์พิอุค (Stanislav Carpiuc) ถูกตัดสินจำคุก 2 ปี

คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของการจารกรรมสมัยใหม่ หลังจากที่นักการทูตและสายลับรัสเซียจำนวนมากถูกขับออกจากประเทศแถบยุโรปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หน่วยข่าวกรองจึงหันมาใช้กลยุทธ์ "วินาศกรรมผ่านตัวแทน" (Proxy Sabotage) ผ่านแอปพลิเคชันเข้ารหัสอย่าง Telegram เพื่อจ้างวานคนท้องถิ่นหรือแรงงานต่างด้าวที่กำลังเดือดร้อนเรื่องเงินให้ทำภารกิจเสี่ยงอันตรายแทน โดยที่ตัวการใหญ่ไม่ต้องเปิดเผยตัวตน

ทางด้านนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้ออกมาแสดงความยินดีต่อคำตัดสินของศาล พร้อมระบุว่า ปฏิบัติการลอบโจมตีครั้งนี้จำเป็นต้องมองในภาพกว้างของบริบทโลก ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตอบโต้จากฝั่งรัสเซีย หลังจากที่ชาติตะวันตกบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงต่อมอสโกจากกรณีสงครามในยูเครน

ลินห์ เหงียน, อัล จาซีรา รายงาน



บทสรุปจากการหารือระหว่าง กมธ. สว.-สส. กับ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ : สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568

https://www.facebook.com/paritw/posts/1567217118106401

พริษฐ์ วัชรสินธุ - ไอติม - Parit Wacharasindhu 
13 hours ago
·
[ บทสรุปจากการหารือระหว่าง กมธ. สว.-สส. กับ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ : สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 ]
.
ที่ผ่านมา ผมและพรรคประชาชนยืนยันมาโดยตลอด ว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรดำเนินการโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มาจากการเลือกตั้ง 100% โดยเราเคยยื่นร่างที่มีเนื้อหาดังกล่าวเข้าสู่รัฐสภาในปี 2567
.
อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 (10 ก.ย. 2568) มีการระบุท้ายคำวินิจฉัยว่า “รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่คลุมเครือและทำให้ฝ่ายต่างๆต้องหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา:
- ในส่วนของพรรคประชาชน เราได้พยายามออกแบบกระบวนการที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือก สสร. ให้ได้มากที่สุด โดยที่ไม่ถูกมองว่าขัดคำวินิจฉัยฯ (เช่น ประชาชนเลือก สสร. 150 คน และให้รัฐสภาโหวตรับรอง / ประชาชนเลือก สสร. 300 คน และให้รัฐสภาคัดเหลือ 150 คน)
- ในส่วนของสมาชิกรัฐสภาส่วนอื่น มีบางพรรคและบางท่านนำคำวินิจฉัยดังกล่าว มาเป็นเหตุในการสรุปว่าประชาชนไม่สามารถเข้าคูหาเพื่อเลือก สสร. ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งได้เลย
.
วันนี้ ทาง กมธ. พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา และ กมธ. ศาลฯ สภาผู้แทนราษฎร จึงได้เดินทางไปเข้าพบประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการบางท่าน เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับคำวินิจฉัยดังกล่าว (ผมต้องขอบคุณ สว. นรเศรษฐ์ ปรัชญากร (ประธาน กมธ. พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา) ที่ริเริ่มการนัดหารือครั้งนี้)
.
บทสรุปสำคัญจากการหารือในวันนี้:
.
1. (ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย) ทางตุลาการในที่ประชุมได้ยืนยันว่าคำวินิจฉัยดังกล่าว หมายความถึงการห้ามไม่ให้ประชาชนเลือก “คณะกรรมาธิการยกร่าง” (หรือคณะที่เป็นคนร่างข้อความของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) โดยตรง
.
2. ทางตุลาการในที่ประชุมยืนยันว่าคำวินิจฉัยดังกล่าว ไม่ได้ห้ามหรือตัดสิทธิการที่รัฐสภาจะเสนอให้มี “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง
- เมื่ออ้างอิงขอบเขตการทำหน้าที่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญในอดีต สภาร่างรัฐธรรมนูญที่ว่านี้ ก็สามารถมีอำนาจที่รวมถึงการ (1) แต่งตั้ง “คณะกรรมาธิการยกร่าง” เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และ (2) พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่คณะกรรมาธิการยกร่าง ยกร่างขึ้นมา
- การมีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจาการเลือกตั้ง 100% จึงไม่ขัดกับคำวินิจฉัย เพราะคณะกรรมาธิการยกร่างที่มาจากการแต่งตั้งของสภาร่างรัฐธรรมนูญ จะถือได้ว่ามาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม ไม่ใช่โดยตรง
.
3. อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเห็นตรงกัน ว่าการออกแบบและอภิปรายถึงข้อดี-ข้อเสีย ของ สสร. รูปแบบต่างๆ เป็นภาระหน้าที่และความรับผิดชอบของฝ่ายการเมืองในรัฐสภา
.
.
บทสรุปนี้ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยคลายข้อกังวลของสมาชิกรัฐสภาทุกคน และทำให้พรรคการเมืองและสมาชิกรัฐสภา มีทางเลือกและความเป็นไปได้มากขึ้นในการออกแบบ สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
.
ในส่วนของพรรคประชาชน ผมเห็นว่าบทสรุปดังกล่าว เป็นการยืนยันว่าข้อเสนอของพรรคประชาชน ที่เสนอให้มี สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 100% ไม่ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 18/2568 โดยผมจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม สส. พรรคประชาชน ครั้งถัดไป เพื่อหารือว่าพรรคจะดำเนินการต่ออย่างไรเกี่ยวกับร่างที่เราได้ยื่นเข้าสู่รัฐสภาไปแล้ว
.
.
ป.ล. การหารือกับศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ มีทั้งตัวแทน สส. รัฐบาล สส. ฝ่ายค้าน และ สว. ร่วมประชุมด้วย - อย่างไรก็ตาม ทาง กมธ. ทั้ง 2 คณะ จะมีการนำบทสรุปอย่างเป็นทางการเพื่อแจ้งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นการต่อไป
.
.
ขอบคุณภาพจาก สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และ มติชน ครับ




ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ ช่วยแก้โจทย์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ถือเป็น "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ที่อาจช่วยปลดล็อกความขัดแย้งเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยแยก "สสร. ออกจาก "คณะกรรมาธิการยกร่างฯ เพื่อ "ลดแรงเสียดทาน แต่รักษาหลักการ"


Chaturon Chaisang
8 hours ago
·
จากที่มีรายงานข่าววันนี้ว่า คณะกรรมาธิการของรัฐสภาได้หารือกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และมีความชัดเจนเพิ่มขึ้นว่า การให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัย หากออกแบบให้คณะกรรมาธิการยกร่างมาจากการแต่งตั้งโดย สสร. อีกทอดหนึ่ง ไม่ใช่จากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน
.
ผมเห็นว่านี่คือคำอธิบายที่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยและควรได้รับการยึดถือ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ความกังวลเรื่องการขัดคำวินิจฉัยถูกใช้เป็นเหตุผลในการจำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งที่ยังไม่มีความชัดเจนพอ บัดนี้เมื่อมีความชัดเจนแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะยังคงหลีกเลี่ยงหลักการนี้อีกต่อไป
.
ผมเห็นว่าพรรคเพื่อไทยควรแก้ไขปรับปรุงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง โดยในคราวนี้ควรเสนอให้ชัดเจนไปเลยว่าให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และรัฐสภาไม่ต้องเข้ามาคัดเลือกอีก
.
ส่วนประเด็นที่จะต้องคิดต่อไปก็คือในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนองค์กรวิชาชีพต่างๆ จะให้ใครเป็นผู้คัดเลือกและมีจำนวนเท่าใด เพราะถ้ารัฐสภาเป็นผู้เลือกเองและมีจำนวนมาก ก็จะทำให้ความเป็น สสร. ที่มาจากประชาชนเจือจางลงไป คณะที่ร่วมกันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งแรกคงช่วยออกแบบและนำเสนอต่อพรรคเพื่อพิจารณาตัดสินใจต่อไปได้
.
สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจให้มากที่สุด เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นเพื่อรักษาสถานะและอำนาจของผู้ได้ประโยชน์จากระบบปัจจุบันเอาไว้
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1541091577381523&set=a.345566913600668
.....
เพิ่มเติม

ประเด็นที่วิเคราะห์โดยคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ในวันนี้ ถือเป็น "จุดเปลี่ยนสำคัญ" และทางออกในเชิงเทคนิคกฎหมาย (Legal Loophole) ที่อาจช่วยปลดล็อกความขัดแย้งเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับ

หากสรุปสาระสำคัญและนัยทางการเมืองจากโจทย์ดังกล่าว สามารถจำแนกได้เป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้:

1. การแก้โจทย์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ก่อนหน้านี้มีความกังวลว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ (โดยเฉพาะคำวินิจฉัยที่ 4/2564) วางกรอบไว้ค่อนข้างเคร่งครัดเกี่ยวกับการแก้ไขโครงสร้างอำนาจและการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

ข้อจำกัดเดิม: กลัวว่าการให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร. โดยตรงเพื่อไปเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด อาจถูกตีความว่าเป็นการล้มล้างหรือขัดต่อเจตนารมณ์เดิมที่ศาลเคยเควสไว้

ทางออกใหม่: แยก "สสร. (ผู้มีอำนาจตัดสินใจสุดท้าย)" ออกจาก "คณะกรรมาธิการยกร่างฯ (ผู้ยกร่างตัวบทกฎหมาย)" * ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพื่อรักษาความชอบธรรมทางประชาธิปไตยและยึดโยงกับประชาชน

แต่ให้ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ มาจากการแต่งตั้งโดย สสร. อีกทีหนึ่ง (Indirect Election/Appointment) ซึ่งทำให้กระบวนการเขียนตัวบทจริงๆ มีลักษณะของ "ผู้ทรงคุณวุฒิ" ช่วยลดทอนความเสี่ยงที่จะถูกร้องว่าขัดคำวินิจฉัย

2. นัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

"ลดแรงเสียดทาน แต่รักษาหลักการ"

การออกแบบลักษณะนี้ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลและคณะกรรมาธิการของรัฐสภา สามารถเดินหน้าเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่อเปิดทางให้มี สสร. ได้อย่างมั่นใจขึ้น เพราะ:

ฝ่ายการเมืองและสังคมยอมรับ: ฝ่ายที่เรียกร้องประชาธิปไตยยังคงได้ สสร. ที่มาจากเสียงของประชาชน 100% (หรือสัดส่วนใหญ่) ตามที่เคยสัญญารักษาหลักการไว้

องค์กรอิสระ/ฝ่ายอนุรักษนิยมยอมรับได้มากขึ้น: การมีคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ที่มาจากการคัดเลือก/แต่งตั้ง ช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับกลไกภาครัฐว่า ร่างที่ออกมาจะมีเนื้อหาที่รอบคอบ ไม่สุดโต่ง และผ่านกลั่นกรองจากผู้เชี่ยวชาญ

3. ขั้นตอนที่ต้องจับตาต่อไป

แม้จะมีความชัดเจนขึ้นจากเวทีหารือ แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีแนวรบที่ต้องติดตามต่อ:

การทำประชามติ: คำถามประชามติรอบแรก (หากยังมีอยู่) จะต้องเคลียร์และครอบคลุมโมเดลนี้อย่างไร

กฎหมายลูกและสูตร สสร.: การกำหนดสัดส่วน สสร. และที่มาของ "คณะกรรมาธิการยกร่างฯ" ว่าจะมีหน้าตาและสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิอย่างไร เพื่อไม่ให้กลายเป็นการครอบงำโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

การส่งสัญญาณของคุณจาตุรนต์ในครั้งนี้ จึงสะท้อนว่าสภาฯ กำลังพยายามหา "จุดสมดุล" ทางกฎหมายเพื่อไม่ให้รถไฟขบวนรัฐธรรมนูญใหม่ต้องไปคว่ำที่ชั้นศาลรัฐธรรมนูญอีกรอบครับ