วันศุกร์, กรกฎาคม 24, 2569

โดนจนได้ ทั้งขึ้นทั้งล่อง ข่าวว่าพรรคประชาชน “ยึดหัวหาด ‘คณะกรรมการเกรดเอ’ เกินครึ่ง “ถือธงนำ กุมความได้เปรียบแทบจะเบ็ดเสร็จ” ให้ระวัง

โดนจนได้ ทั้งขึ้นทั้งล่อง หลังจากกวาดจำนวน สก.ในสภา กทม.ไป ๒๒ จาก ๕๐ คน แล้ว สก.เนอส ได้รับเลือกท่วมท้นให้เป็นประธานฯ ครั้นมาถึงการแบ่งโควต้าคณะกรรมการสภาฯ พรรคประชาชนก็กวาดตำแหน่งประธานไป ๗ ใน ๑๓

ข่าว (เนชั่น) บอกว่า “อาศัยความได้เปรียบ ยึดหัวหาด คณะกรรมการเกรดเอ กวาดมาอยู่ในโควตา ค่ายส้ม เกินครึ่ง ก่อนกระจายให้ ส.ก.ต่างค่าย” ข่าวเดียวกันบอกอีกว่าค่ายส้ม “ถือธงนำ กุมความได้เปรียบแทบจะเบ็ดเสร็จ” ให้ระวัง

“จับตากลเกมของ เขียว-ฟ้า-แดง หากค่ายส้มปฏิบัติการหักดิบ อาจมีปฏิบัติการดัดหลังพลิกขั้วเกิดขึ้นในอนาคตได้” ก็ต้องตามไปดูละว่าสีส้มจะหักดิบสีอื่นๆ ไหม แต่จากรายละเอียดการเรียบเรียงจำนวนกรรมการในชุดต่างๆ ทั้ง ๑๓ ชุด พอสรุปได้ว่า

พรรคประชาชนเป็นเสียงข้างมากเกือบทั้งหมด หลายชุดมากกว่าอันดับสอง กลุ่มคนทำงาน ครึ่งต่อครึ่ง มีเพียง ๒ ชุดที่เป็นเสียงข้างมาก (๔ เสียง) เท่ากับกลุ่มคนทำงาน ๒ ชุด และในสัดส่วน ๔ ต่อ ๒ กับอันดับรองมีด้วยกัน ๔ ชุด

และเป็นเสียงข้างมากเด็ดขาด ระหว่างอันดับ ๑ กับ ๒ เช่น ๕ ต่อ ๒ และ ๕ ต่อ ๓ เพียง ๒ ชุด ๕ ต่อ ๔ หนึ่งชุด นอกนั้นมีเสียงมากกว่าอันดับสองอย่างขาดลอย เช่น ๖ ต่อ ๒ หรือ ๖ ต่อ ๓ รวม ๔ ชุด พรรคอื่นๆ จะได้เพียง ๑-๒-๓ ในทุกคณะ

พรรคประชาธิปัตย์มักจะมาเป็นอันดับสาม มีอันดับสอง ๓ เสียงในคณะกรรมการปกครองฯ  กลุ่มอิสระกับเพื่อไทยจะห้อยท้ายเสมอ รวมความว่าการเฉลี่ยกรรมการจากแต่ละพรรค/กลุ่ม ก็ถ้วนหน้าดีอยู่ มองด้วยใจเป็นธรรมไม่ต้องด้อม ไม่ต้องแบก

ว่าตามจริงพวกเขา (ปชน.) ได้ สก.ไม่ถึงครึ่ง (๒๕ คน) ตามที่คาดหวังด้วยซ้ำ ทีม ชัชชาติ ได้ตำแหน่งผู้ว่าฯ ไปแล้ว จะให้ทีมที่พรรคของเขาได้ สส.กรุงเทพฯ ทุกเขต ต้องยอมเป็นเบี้ยรองบ่อนไปเสียทุกอย่างเลยหรือ คงต้องทำใจรุ่มๆ กันไว้บ้างละนะ

พวกเขาบอกตั้งแต่อ้อนแต่ออกมาแล้วว่ายินดีทำงานร่วมกับท่านผู้ว่าฯ ผู้แกร่งกล้า เพื่อประโยชน์ของชาว กทม.ล้วนๆ แต่นี่ที่ไหนได้ “ประชุมสภา กทม.นัดแรก ฝ่ายบริหารหายเกลี้ยง!! ผู้เข้าประชุมโวย ถ้าฝ่ายบริหารไม่อยู่แล้วจะอภิปรายให้ใครฟัง?” วะฮะ

(https://www.facebook.com/php?story_61576766438807, https://www.facebook.com/reel/899463342655858/ และ https://www.facebook.com/nationweekend/posts/KG3xPKqEq6) 

ทันตแพทย์หญิง อพภิวันท์ ภรรยาของ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ ท่านบ่นดังๆ “มึนกับความเป็นวิชาการ” ของพรรคประชาชน ‘หน่อมแน้ม’ และ ‘ดัดจริต’ หรือเปล่า

สำหรับพรรคประชาชน มันเป็นเรื่องให้ต้องตั้งข้อสังเกตุจนได้ ไม่ว่าจะขี้หมูราหรือขี้หมาแห้งอย่างไร ได้เป็นข่าวเสมอ ไม่ว่าใหญ่/เล็ก อย่างข่าวนี้ ทันตแพทย์หญิง อพภิวันท์ ภรรยาของ นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ ท่านบ่นดังๆ

วันไปงาน ‘เกิด แก่ เจ็บ โกง’ ของพรรคประชาชน ว่าผู้นำฝ่ายค้านเอาแต่พร่ำบ่นบนเวทีเกี่ยวกับเรื่องคอรัปชั่น ท่าน “มึนกับความเป็นวิชาการ” กันเสียจริง โดยเฉพาะตัวหัวหน้าเพิ่งจะรู้ว่ามีคอรัปชั่นเหรอ “หน่อมแน้ม” และ “ดัดจริตหรือเปล่า

ทำท่าหล่อพูดแบบคนไม่มีอำนาจ” นั่นตามรายงานของ กรรมกรข่าวสรยุทธ สุทัศนะจินดา ซึ่งลงท้ายว่า “แต่ให้กำลังใจ เพราะเป็นพรรคที่พึ่งสุดท้าย พรรคอื่นหวังอะไรไม่ได้” แล้วภูมิใจไทยน่ะ “หวังได้หรือคดีเยอะแยะ”

แถมแย้ปใส่คนที่ชอบรัฐบาลว่า “บาดเจ็บไม่พอ” ใช่ไหม ส่วนรายงานจาก ชมรมแพทย์ชนบทกล่าวถึงภริยาของนายแพทย์ผู้บุกเบิกนโยบาย ‘๓๐ บาทรักษาทุกโรค’ และผลักดัน ‘ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า’ ว่า “รู้สึกเหมือนคนอกหัก”

เพราะว่าพรรค ปชน.คือความหวังเดียว ก็เจอหัวหน้า เท้ง ทำเป็นนักวิชาการอยู่บนหอคอย “ไม่แปลกใจทำไมตัดสินใจพลาด...ลั่นพวกคุณหน่อมแน้ม ต้องรู้ (สิ) ว่ากำลังสู้อยู่กับมาร”

(https://www.facebook.com/permalink=100064328243800 และ https://www.facebook.com/watch/?v=1022091470800420) 

ต้องถามใจคนที่รักและศรัทธาสถาบันกษัตริย์ไทยกันตรงๆ ท่านคิดว่าการปล่อยปละละเลยให้กลุ่มอันธพาลที่เคยมีคดีทั้งค้ายาเสพติด ก่ออาชญากรรม ทำผิดกฎหมาย กลายมาเป็นพวกแอบอ้างความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ใช้ความรุนแรงไปไล่ทำร้ายร่างกายคนอื่น ท่านคิดว่าสิ่งนี้จะทำให้บังเกิดผลดีกับสถาบันกษัตริย์จริงหรือ?


Jakkapon Phonlaor
Yesterday
·
[สถาบันกษัตริย์ไม่อาจมั่นคงสถาพรได้ด้วยความรุนแรง]
.
จากเหตุการณ์ที่มีกลุ่มบุคคลรวมตัวกันเข้าใช้กำลัง โดยบุกรุกเข้าไปยังสถานที่พัก และทำร้ายร่างกายประชาชนซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้มีพฤติกรรม "หมิ่นสถาบันฯ" เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมานั้น การกระทำความรุนแรงในนามของการแสดงความจงรักภักดีนี้คือพฤติกรรมที่ไม่ส่งผลดีต่อใครในสังคมไทยเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำนี้มิได้ส่งผลดีต่อสถาบันกษัตริย์แม้แต่น้อย
.
การก่อเหตุรุนแรง กระทำการประทุษร้ายกันด้วยกำลังโดยกล่าวอ้างถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์นี้มีแต่จะยิ่งสร้างความขัดแย้งและเน้นย้ำรอยปริแยกแตกห่างระหว่างประชาชนพลเมืองกับสถาบันกษัตริย์
.
ในโลกสมัยใหม่ การรักษาสถาบันกษัตริย์ให้ดำรงอยู่อย่างมั่นคงสถาพรเคียงคู่กับระบอบประชาธิปไตยและคุณค่าในระบบระเบียบทางการเมืองที่เป็นอารยะนั้น ไม่สามารถกระทำได้ด้วยการใช้กฎหมายบังคับให้ทุกคนแสดงความจงรักภักดี หรือการใช้กำลัง การข่มขู่ การทำร้ายเพื่อให้เกิดความหวาดกลัว
.
ความรักและความศรัทธาต่อสถาบันกษัตริย์นั้นไม่มีทางก่อเกิดขึ้นได้จากพื้นฐานของความ "หวาดกลัว" หากแต่จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความยินยอมพร้อมใจ บนพื้นฐานของการได้แสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนมุมมองกันอย่างปลอดภัย มีอารยะ และอยู่บนพื้นฐานของการมีความอดทนอดกลั้นต่อความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย
.
นอกจากนั้นแล้วการใช้กำลังอย่างอุกอาจโดยพลเรือน ทั้งยังมีการถ่ายทอดสดนำเสนอการกระทำนี้อย่างภาคภูมิใจ ก็เป็นเสมือนการเยาะเย้ยกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของบ้านเมือง เป็นการละเมิดหลักการปกครองด้วยกฎหมายของสังคมสมัยใหม่อย่างร้ายแรง ผมเชื่อว่าเราทุกคนคงไม่มีใครปรารถนาสังคมที่เพื่อนร่วมชาตินึกคะนองอยากระดมคนมาบุกรุกที่พัก และลากคนในครอบครัวเราออกไปทำร้ายร่างกายเพียงเพราะความเห็นที่แตกต่างกัน
.
และท้ายที่สุด ผมได้ลองอ่านช่องทางออนไลน์ของผู้ถูกทำร้ายร่างกายซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรม "หมิ่นสถาบันฯ" แล้ว ก็ต้องขอตั้งข้อสังเกตุว่าอาจจะเป็นผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตเภท คำถามสำคัญก็คือในกรณีที่เขาเป็นผู้ป่วยจริง รัฐและสังคมไทยโดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างไร? ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่กระทำต่อผู้ป่วยนี้? หรือเราจะต้องอยู่ในสังคมที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถอำนวยความปลอดภัยให้แก่เราได้? เพราะในสังคมของเราสยบยอมให้ใครก็ตามที่อ้างความจงรักภักดี มีอภิสิทธิ์ไปกล่าวหาผู้อื่นแล้วนำตัวมาประชาทัณฑ์ได้ตามอำเภอใจ เมื่อไหร่ก็ได้อย่างนั้นหรือครับ?
.
ผมขอยืนยันในที่นี้อีกครั้งว่าการกระทำความรุนแรงตามอำเภอใจด้วยความคึกคะนอง โดยอ้างความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์นี้เป็นเรื่องที่อุกอาจ ร้ายแรง และไม่อาจยินยอมรับได้ เพราะนี่คือเรื่องที่ส่งผลเสียอย่างยิ่งต่อสถานะของสถายันกษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ, สถาบันกษัตริย์ไม่ควรถูกยกมาเป็นข้ออ้างหรือเครื่องกำบังให้แก่กลุ่มอันธพาลที่กระทำความรุนแรงและละเมิดกฎหมายเช่นนี้
.
การพิทักษ์สถาบันกษัตริย์ให้ดำรงอยู่อย่างมั่นคง ไม่ใช่การแสดงตนว่าจงรักภักดีแล้วไปกล่าวหา ทำร้ายร่างกายผู้อื่น หรือบีบบังคับให้ผู้อื่นต้องคิดแบบตนด้วยความหวาดกลัว แต่คือการผสานและโอบรับความแตกต่างหลากหลายของยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างเข้าอกเข้าใจและอดทนอดกลั้นต่อกันด้วยขันติธรรม นั่นต่างหากคือหนทางพิทักษ์รักษาสถาบันกษัตริย์อย่างมีสติ มีอารยะ และเป็นหนทางที่มั่นคงยั่งยืนที่สุด. 
.....
Jakkapon Phonlaor

ต้องถามใจคนที่รักและศรัทธาสถาบันกษัตริย์ไทยกันตรงๆ ท่านคิดว่าการปล่อยปละละเลยให้กลุ่มอันธพาลที่เคยมีคดีทั้งค้ายาเสพติด ก่ออาชญากรรม ทำผิดกฎหมาย กลายมาเป็นพวกแอบอ้างความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ใช้ความรุนแรงไปไล่ทำร้ายร่างกายคนอื่น กระทั่งทำร้ายผู้ป่วยจิตเภทได้ในนามของความจงรักภักดีนั้น ท่านคิดว่าสิ่งนี้จะทำให้บังเกิดผลดีกับสถาบันกษัตริย์จริงหรือ?
.
สถาบันกษัตริย์ควรเป็นร่มไทรให้แก่คนไทยทุกคนครับ สถาบันกษัตริย์ไม่ควรถูกฉวยใช้แอบอ้างเป็นร่มกำบังให้แก่อันธพาล อาชญากรที่อ้างความจงรักภักดีบังหน้า.

https://www.facebook.com/photo/?fbid=27762660019996498&set=a.215135558508982
.....

เพิ่มเติม

ประเด็นการนำสถาบันกษัตริย์มาอ้างอิงเพื่อรองรับการใช้ความรุนแรงหรือการกระทำที่ผิดกฎหมาย ถือเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจและเกิดข้อวิตกกังวลอย่างกว้างขวางในสังคมไทย โดยหากพิจารณาจากหลักการ นิติรัฐ และมุมมองของคนในสังคม สามารถแบ่งประเด็นสำคัญได้ดังนี้

1. ผลกระทบต่อภาพลักษณ์และหลักนิติธรรม (Rule of Law)

การสร้างความเสื่อมเสียต่อสถาบันฯ: หลายฝ่าย รวมถึงกลุ่มผู้ที่เคารพรักสถาบันฯ ต่างเห็นพ้องกันว่า การแอบอ้างความจงรักภักดีเพื่อกระทำผิดกฎหมาย ใช้ความรุนแรง หรือทำร้ายผู้อยู่ฝั่งตรงข้ามทางการเมือง มีแต่จะสร้างผลเสียต่อภาพลักษณ์ของสถาบันฯ และทำให้สถาบันฯ ถูกนำไปเชื่อมโยงกับความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น

การดิ่งลงของหลักนิติรัฐ: หากเกิดกรณีที่ผู้มีประวัติอาชญากรรมหรือกลุ่มอันธพาลสามารถใช้ข้ออ้างเรื่องความจงรักภักดีเป็นเกราะป้องกันตนเองจากการถูกดำเนินคดี ย่อมทำให้ระบบยุติธรรมและความเชื่อมั่นในกฎหมายบ้านเมืองคลอนแคลน

2. มุมมองของผู้ที่ศรัทธาสถาบันฯ และสังคมโดยรวม

ความจงรักภักดีที่แท้จริง: ผู้ที่เคารพรักสถาบันฯ จำนวนมากมองว่า การแสดงความจงรักภักดีที่เหมาะสมที่สุดคือการปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี เคารพกฎหมาย และร่วมมือกันรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม ตามพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสที่เน้นย้ำเรื่องความสามัคคีและการยึดมั่นในความถูกต้อง

การไม่ยอมรับความรุนแรง: การใช้พฤติกรรมข่มขู่หรือทำร้ายร่างกาย ไม่ว่าจะกระทำโดยกลุ่มใดหรืออ้างอุดมการณ์ใดก็ตาม ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องการเห็นสังคมสงบสุข

ข้อสรุป: การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เสมอภาค และเท่าเทียมกันทุกฝ่าย โดยไม่ละเว้นว่าผู้กระทำผิดจะอ้างอุดมการณ์ใด คือหัวใจสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อย ปกป้องสิทธิความปลอดภัยของประชาชน และปกป้องพระเกียรติยศของสถาบันฯ อย่างแท้จริง
.....





อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่อาคารที่ทำการผู้นำระดับสูง ถูกโจมตี ซึ่งส่งผลให้อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของประเทศเสียชีวิตในวันแรกของสงคราม

อับบาส อารักชี: "เราจะไม่ทำสงครามเว้นเสียแต่ว่าต้นทุนของการไม่ทำสงครามนั้นสูงกว่าต้นทุนของการทำสงคราม" ภาพ: Anadolu/Getty Images


รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเล่าถึงเหตุการณ์ขณะเกิดการโจมตีที่ทำให้คาเมเนอีเสียชีวิต

อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาถูกดึงตัวออกมาจากซากปรักหักพังของอาคารที่ทำการผู้นำระดับสูง ภายหลังการโจมตีทางอากาศร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งส่งผลให้อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของประเทศเสียชีวิตในวันแรกของสงคราม โดยนับแต่นั้นมาเขาเอาตัวรอดมาได้ด้วยการย้ายสถานที่ไปเรื่อยๆ ทั่วกรุงเตหะรานโดยใช้รถยนต์

ในการให้สัมภาษณ์กับ จาวาด โมกูยี (Javad Mogouyi) นักข่าวชาวอิหร่าน อารักชีกล่าวยืนยันว่าอิสราเอลและสหรัฐฯ มีข้อมูลข่าวกรองที่แม่นยำเกี่ยวกับตำแหน่งของคาเมเนอีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ซึ่งเอื้อให้พวกเขาสามารถกำหนดเป้าหมายโจมตีผู้นำระดับสูงของอิหร่านได้

เขากล่าวว่าตนยังไม่ได้พบกับผู้นำคนใหม่ของประเทศ ซึ่งก็คือ โมจตาบา (Mojtaba) บุตรชายของคาเมเนอี แต่ระบุว่าการแต่งตั้งดังกล่าวส่ง "สัญญาณที่สำคัญอย่างยิ่งไปยังทั่วโลก ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายและอุดมการณ์ของระบอบการปกครองนี้"

ในการสนทนากับโมกูยีช่วงก่อนที่จะเกิดการสู้รบเต็มรูปแบบเมื่อ 10 วันที่แล้ว อารักชีกล่าวว่าเขาไม่เคยเชื่อมั่นเลยว่าการเจรจากับสหรัฐฯ เมื่อต้นปีที่ผ่านมาจะประสบความสำเร็จ แต่ก็มองว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ แม้จะมีโอกาสสำเร็จเพียงแค่ 10% ก็ตาม โดยเหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือเพื่อยืนยันว่าอิหร่านได้พยายามใช้แนวทางการทูตอย่างเต็มที่แล้ว "จะไม่มีใครสามารถกล่าวโทษเราได้ว่าเป็นความผิดของเรา" เขากล่าว

ในการสัมภาษณ์ซึ่งเผยแพร่ทางออนไลน์เมื่อวันอาทิตย์ อารักชีกล่าวยืนยันว่าอิหร่านได้เสนอข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์แก่สหรัฐฯ ในการเจรจารอบสุดท้ายที่กรุงเจนีวา แต่ระบุว่าในวันถัดมา บาดร์ อัลบูไซดี (Badr Albusaidi) รัฐมนตรีต่างประเทศของโอมาน ได้แจ้งแก่เขาว่าบรรยากาศในกรุงวอชิงตันได้เปลี่ยนไปในทางที่ก้าวร้าวและพร้อมทำสงครามมากขึ้นอย่างกะทันหัน

ปฏิบัติการโจมตีร่วมกันระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มต้นขึ้นหลังจากเวลา 09.00 น. ของวันถัดมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงกำลังประชุมกันอยู่ที่กระทรวงข่าวกรอง สภาเชิงยุทธศาสตร์ด้านนโยบายต่างประเทศ และสภาความมั่นคงและการป้องกันประเทศ

"ในมุมมองของผม สิ่งสำคัญคือข้อเท็จจริงที่ว่าอิสราเอลมีข้อมูลข่าวกรองเกี่ยวกับการประชุมเหล่านี้" อารักชีกล่าว พร้อมเสริมว่า "เรื่องนี้อาจชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่น่าจะยังคงมีอยู่ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข" อารักชี (Araghchi) กำลังรายงานสถานการณ์ต่อ อาลี อัสการ์ ฮิจาซี (Ali Asghar Hijazi) รองหัวหน้าคณะทำงานของอยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี (Khamenei) ในขณะที่อาคารสั่นสะเทือนจากการระเบิดสามครั้งติดต่อกันภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ซึ่งแต่ละครั้งเกิดขึ้นในระยะที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เขากล่าวว่า "การระเบิดครั้งที่สามเกิดขึ้นแทบจะติดกับอาคารของเรา ส่วนที่เป็นห้องทำงานของคุณฮิจาซีถูกโจมตีโดยตรง และฝั่งซ้ายของอาคารก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง"

เลขานุการของคุณฮิจาซีเสียชีวิตทันทีในเหตุการณ์นั้น แต่อารักชีและฮิจาซีรอดพ้นจากแรงระเบิดโดยตรงมาได้

"เราอยู่คนละฝั่งของอาคาร และหลังจากเกิดระเบิด ฝ้าเพดาน ผนัง และทุกสิ่งทุกอย่างก็ถล่มลงมาทับเรา ผมคว้ามือคุณฮิจาซีไว้ แล้วเราก็พยายามฝ่าซากคาน แผ่นไม้ และเศษไม้ต่างๆ ออกมา ท่ามกลางเสียงร้องขอความช่วยเหลือ มีน้ำไหลทะลักลงมาจากเพดาน ทุกอย่างพังพินาศไปหมด ในที่สุดเราก็ออกมาได้ และผมเห็นว่าจุดต่างๆ ภายในบริเวณนั้นต่างก็ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี"

อารักชีถูกนำตัวส่งกระทรวงการต่างประเทศอย่างเร่งด่วนโดยพลเมืองดีที่ผ่านทางมา เนื่องจากรถประจำตำแหน่งของเขาถูกโจมตีเสียหาย

"ตลอดสามวัน เราถูกตัดขาดจากโลกภายนอกขณะพยายามตรวจสอบว่าใครยังมีชีวิตอยู่และใครได้กลายเป็นผู้พลีชีพไปแล้ว" เขากล่าว "ศัตรูคิดว่าจะทำให้เราเป็นอัมพาตได้ด้วยการมุ่งเป้าโจมตีผู้นำ แต่พวกเขาก็ทำไม่สำเร็จ"


อับบาส อารักชี (คนที่สองจากซ้าย) และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ เข้าร่วมพิธีของรัฐเพื่อไว้อาลัยแด่อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำอิหร่าน ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ภาพ: Anadolu/Getty Images

อารักชีกล่าวว่าอิหร่านได้เตรียมพร้อมรับมือกับการโจมตีในลักษณะนี้ไว้แล้ว และได้วางแผนที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ หากผู้นำสูงสุดตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี โดยแผนดังกล่าวใช้รหัสปฏิบัติการว่า "Code 110" ซึ่งอ้างอิงถึงมาตราในรัฐธรรมนูญของอิหร่านที่ระบุถึงอำนาจหน้าที่ของผู้นำสูงสุด

อารักชีระบุว่าสหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตีเพราะเชื่อว่ารัฐบาลอิหร่านอ่อนแอลง ทั้งในเวทีระหว่างประเทศจากการถูกโจมตีกลุ่มตัวแทน (proxies) ในซีเรียและเลบานอน และภายในประเทศจากการประท้วงเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งเขายอมรับว่าความรวดเร็วและขอบเขตของการประท้วงนั้นทำให้เขาประหลาดใจ

อารักชีกล่าวว่ารัฐบาลในภูมิภาคได้ทัดทานโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ให้ก่อสงคราม โดยชี้ว่าการโจมตีอิหร่านนั้นไม่ง่ายเหมือนกับปฏิบัติการของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาเพื่อจับกุมประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ในขณะนั้น "อิหร่านนั้นแตกต่างออกไป อิหร่านมีรากฐานจากการเป็นอารยธรรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี ผสานเข้ากับแนวคิดและความเชื่อของนิกายชีอะห์ในเรื่องการพลีชีพ เมื่อสิ่งเหล่านี้หลอมรวมกัน มันก่อให้เกิดพลังที่ยากจะเอาชนะได้โดยง่าย" เขากล่าว เขาแจ้งต่อ Mogouyi ว่าอิหร่านได้เตือนรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านแล้วว่า หากมีการโจมตีเกิดขึ้น อิหร่านจะตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายต่างๆ ในภูมิภาค "หากอิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของเรา เราก็จะโจมตีโรงงานของพวกเขาเช่นกัน ขีปนาวุธของเราอาจไปไม่ถึงสหรัฐฯ ดังนั้นเราจะโจมตีฐานทัพของพวกเขาซึ่งน่าเสียดายที่ตั้งอยู่ในประเทศของพวกท่าน และหากพวกเขาโจมตีโรงงานน้ำมันของเรา เราจะทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครในภูมิภาคนี้สามารถขายน้ำมันได้" เขากล่าว

นอกจากนี้ เขายังระบุว่าการแจ้งเตือนไปยังรัฐบาลตุรกีส่งผลให้ทางการตุรกีระงับแผนของทรัมป์ที่จะสนับสนุนให้ชาวเคิร์ดก่อการลุกฮือจากอิรักลามเข้ามายังอิหร่าน โดย Araghchi กล่าวว่า Hakan Fidan รัฐมนตรีต่างประเทศของตุรกี "ได้หารือกับฝ่ายสหรัฐฯ และแสดงจุดยืนที่หนักแน่นมากในเรื่องนี้ ซึ่งความพยายามหลายประการได้ช่วยสกัดกั้นแผนการดังกล่าวไว้ได้"

เขากล่าวเสริมว่าอิหร่านกำลังพยายามซ้ำเติมความแตกแยกระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล "บางครั้งก็มีความขัดแย้งในด้านเป้าหมายและจุดยืนซึ่งสามารถใช้เป็นช่องทางสร้างความร้าวฉลานได้" เขากล่าวโดยไม่ได้ลงรายละเอียด

อารักชีกล่าวว่า หลังจากเหตุการณ์ที่อิสราเอลปฏิบัติการทิ้งระเบิดโจมตีอิหร่านต่อเนื่องเป็นเวลา 12 วันในปี 2025 อิหร่านได้ปรับปรุงขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของตน โดยสามารถลดระยะเวลาในการกลับมาเปิดใช้งานฐานปฏิบัติการอีกครั้งหลังถูกโจมตี จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 10–15 ชั่วโมง ให้เหลือเพียง 35–40 นาที

เมื่อกล่าวถึงทางเลือกระหว่างการใช้แนวทางการทูตหรือการทำสงคราม อารักชีระบุว่า "เราจะไม่ทำสงครามเว้นเสียแต่ว่าต้นทุนของการไม่ทำสงครามนั้นสูงกว่าต้นทุนของการทำสงคราม"

บทความแปล
Iran’s foreign minister describes moment of attack that killed Khamenei

https://www.theguardian.com/world/2026/jul/22/iran-foreign-minister-abbas-aragchi-attack-killed-khamenei
22 Jul 2026



"มืด" อดีตคนคุกบางกลุ่มคิดว่าการรวมกลุ่มออกไปกระทืบคนหมิ่นเบื้องสูงคือการเป็นคนดีกว่าใคร พฤติกรรมนี้ สามารถอธิบายความย้อนแย้งได้หลายประการ


Nattharavut Kunishe Muangsuk
Yesterday
AI content 

"มืด"

อดีตคนคุกบางกลุ่มคิดว่าการรวมกลุ่มออกไปกระทืบคนหมิ่นเบื้องสูงคือการเป็นคนดีกว่าใคร พวกเขาคิดว่า การปกป้องสถาบันคิอยอดบนสุดของความดีงาม จะทำเลวทำชั่วมาแค่ไหนไม่เป็นไร ปัจจุบันได้ไล่กระทืบคนที่ไม่รักสถาบันถิอว่าได้ล้างความผิดบาปทั้งหมด

หากเราคิดว่าวิธีคิดแบบนี้มันเพี้ยนที่สุดแล้ว จริงๆ เปล่าเลย อดีตคนคุกไม่ได้คิดซับซ้อนไปกว่าคนตรากฎหมาย และพวกมีอำนาจบังคับใชักฎหมาย ที่ทำให้กฎหมายอาญากลายเป็นขื่อแปบิดเบี้ยว

ลูกคนรวยตั้งใจขับรถชนตำรวจตายอนาถข้างถนน คนเมาขับรถชนคนตายเกลื่อน หรือปล้นฆ่าอุกอาจ ยังได้รับโอกาสประกันตัวออกมาสู้คดี แต่หากเขียน พูด หรือแสดงออกที่ถูกตีความว่าอาจผิดมาตรา 112 โดยที่ทั้งชีวิตไม่เคยเบียดเบียนใคร เป็นพ่อที่ดี เป็นลูกกตัญญู เป็นพลเมืองที่ดีมาตลอด ก็สามารถติดคุกทันทีโดยที่ยังไม่ไต่สวน และไม่ได้สิทธิ์ประกันตัวออกมาสู้คดีข้างนอก

เพราะสร้างเบ้าหลอมสังคมกันมาแบบนี้ ผลจึงบังเกิดแบบนี้ จากพวกตรากฎหมาย มันส่งผลถึงพวกอดีตคนคุกที่ตรรกะความคิดต่อเรื่องศีลธรรมความดีงาม มันสวนทางทุกศาสนาในโลกใบนี้ที่เขาสอนๆ กันทั้งหมด 
.....

เพิ่มเติมจาก Gemini

ปรากฏการณ์ที่กล่าวถึงสะท้อนถึงสภาวะ "มืด" ทางสังคมและมิติทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนได้อย่างแหลมคม ซึ่งในทางสังคมศาสตร์และจิตวิทยามีแง่มุมที่สามารถอธิบายพฤติกรรมลักษณะนี้ได้หลายประการ:

1. กลไกการฟอกความผิดผ่าน "มหาบุญ" (Moral Self-Licensing & Absolution)

เมื่อบุคคลมีตราบาปหรือปมในอดีต (เช่น การเคยเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายหรือติดคุก) พวกเขามักแสวงหาการยอมรับจากสังคมและการปลดล็อกความรู้สึกผิดในใจ การสมาทานความเชื่อที่ถูกยกย่องว่าเป็น "ความดีขั้นสูงสุด" (Ultimate Good) ทำให้เกิดกลไกทางจิตวิทยามองว่า การกระทำเพื่อเป้าหมายนี้สามารถลบล้างความผิดในอดีตทั้งหมดได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการสำนึกผิดหรือแก้ไขที่ฐานรากจริง ๆ

2. การสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง (Sanctified Violence)

เมื่อเป้าหมายถูกยกระดับให้อยู่เหนือบรรทัดฐานทั่วไป ความรุนแรงจะถูกเปลี่ยนความหมายจาก "อาชญากรรม" ไปเป็น "ภารกิจปกป้องความถูกต้อง" ทำให้ผู้กระทำไม่รู้สึกผิด แต่กลับรู้สึกถึงความมีเกียรติ ยิ่งเมื่อเป็นการรวมกลุ่ม (Group Dynamics) ความรับผิดชอบต่อศีลธรรมส่วนบุคคลจะลดลง และถูกแทนที่ด้วยความฮึกเหิมของการเป็นกลุ่ม "ผู้พิทักษ์"

3. ความย้อนแย้งเชิงโครงสร้างและกฎหมาย

การไล่ทำร้ายผู้อื่นด้วยวิถีศาลเตี้ย (Vigilantism) โดยอ้างการปกป้องสถาบัน ถือเป็นความย้อนแย้งอย่างร้ายแรง เพราะ:
การละเมิดหลักนิติรัฐ: การใช้ความรุนแรงนอกระบบกฎหมายเป็นการทำลายระเบียบและหลักนิติธรรมที่รัฐพยายามรักษา

การสร้างผลกระทบสะท้อนกลับ: การทำร้ายความคิดที่แตกต่างไม่ได้ช่วยเปลี่ยนความเชื่อของคนอื่น แต่กลับสร้างความแปลกแยกและแรงต้านที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในสังคม

ปรากฏการณ์ที่กลุ่มคนพยายามใช้ "ความจงรักภักดี" เป็นเกราะบดบังอาชญากรรมหรือสร้างอำนาจเหนือกฎหมาย ไม่เพียงแต่น่ากังวลในแง่ความปลอดภัยในชีวิตของผู้คนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงรอยแตกร้าวในการจัดการความเห็นต่างและความยุติธรรมในสังคมด้วย
.....

.....


Pod Nathaphob
18 hours ago
·
เหตุการณ์กลุ่มอันธพาล ตั้งต้นเป็นศาลเตี้ยทุกครั้ง เราควรไว้อาลัยให้กับกระบวนการทางกฎหมายและยุติธรรมของประเทศไทย ที่ไม่เคยเอาผิดคนพวกนี้ได้ บทลงโทษมันเบาหวิว จนคนเหล่านี้ได้ใจ ออกมาใช้ความรุนแรงอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องแคร์เสียประจานจากสังคม
.
คือถ้ากับกลุ่มอันธพาลแบบนี้ กฎหมายยังไม่สามารถจัดการทำอะไรได้ ก็อย่าหวังเลยว่ากฎหมายประเทศนี้จะสามารถเอาผิดผู้มีอำนาจ คนโกง คนคอรัปชั่นได้
.
ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า กลุ่มที่รวมตัวกันออกมาทำร้ายร่างกายคนอื่นๆ นั้น ในนามของการปกป้องชาติหรือสถาบัน พวกเขาใช้สถาบันเหล่านี้เป็นใบเบิกทางในการใช้ความรุนแรง ที่ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่รัฐ หรือกฎหมายเอาผิด หรือยับยั้งการกระทำของคนเหล่านี้ได้ คนพวกนี้คือเครือข่ายเดียวกันทั้งสิ้น จะขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพและความเชื่อมโยงของคนกลุ่มพวกนี้ ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
.
1
เหตุการณ์บุกทำร้ายร่างกายบุคคลหนึ่งถึงห้องพักส่วนตัวของเขา หนึ่งในสมาชิกที่เป็นตัวตั้งตัวตีมีชื่อว่า 'กุ้ง สป.' เขาเคยเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มไทยไม่ทน ของ เต้ อาชีวะ ที่ก็ตั้งตนเป็นศาลเตี้ยเช่นกัน ในการออกล่าแรงงานข้ามชาติ แต่สุดท้ายผิดใจกัน มีครั้งหนึ่งพยายามออกมาแฉกันเรื่องการรับผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติ ทำให้กุ้ง สป. แยกกลุ่มออกมา แต่ก็ยังทำพฤติกรรมใช้ความรุนแรงเหมือนเดิม
.
2
ย้อนกลับไปไม่นานในปีนี้ เหตุการณ์เมื่อต้นปีถ้าทุกคนยังไม่ลืม กรณีของ "เฮียตี๋" หรือ นายไอยวัฒน์ ฐิติวัฒนกนก ที่มีคลิปทำร้ายร่างกายหนุ่มกะเหรี่ยงจนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม และเช่นเคย เอียตี๋ เป็นกลุ่มเดียวกันกับ 'ไทยไม่ทน' ของ เต้ อาชีวะ รู้ไหมว่าหลังเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น ล่าสุดเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เฮียตี๋ เพิ่งลงมือใช้ความรุนแรง ยกพวกไปทำร้ายร่างกายกลุ่มแรงงานข้ามชาติอีกครั้ง โดยได้รับเสียงเชียร์จากคนไทย ที่มองว่าเขาทำไปเพื่อปกป้องคนในชาติ
.
3
ตัวเต้ อาชีวะ เอง ถ้าคุณติดตามเพจของเขาก็จะพบว่า มีการใช้พฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม และออกกวาดล้างแรงงานข้ามชาติ โดยใช้ความรุนแรงมาโดยตลอด แต่มีใบผ่านทางด้วยคำว่าปกป้องคนไทย โดยที่ไม่ต้องสนใจวิธีการทางกฎหมาย ยกตัวอย่างเช่น 13 พ.ค. 68 ชาวกัมพูชา ได้นำคลิปหลักฐานที่ถูกทำร้ายร่างกายเดินทางมาพบพนักงานสอบสวน โดยแจ้งว่า เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 68 ได้มีอินฟูลฯ ชื่อดัง "เต้ อาชีวะ" และ "กุ้ง สป." พร้อมพวก ประมาณ 5-6 คน เข้ามาทำร้ายร่างกาย
.
4
โดยตัวเต้ อาชีวะนั้นก็เป็นเครือข่ายร่วมกับกลุ่มปกป้องสถาบัน นำโดย อานนท์ กลิ่นแก้ว และ ทรงชัย เนียมหอม ประธานประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2568 พวกเขาได้พยายามกรูกันมาทำร้ายร่างกายนายวีระ แสงทอง นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่หน้าอาคารสหประชาชน ขณะกำลังเดินมายื่นจดหมาย
.
ไม่ว่าคุณจะรังเกลียด ไม่เห็นด้วย กับกลุ่มคนที่ถูกทำร้ายร่างกายอย่างไรก็ตาม แต่การยังคงสนับสนุนคนเหล่านี้ คือการสนับสนุนให้บ้านเมืองไม่จำเป็นต้องมีกฎหมาย เป็นการยอมรับกลายๆ ว่าสังคมไทยนิยมใช้ความรุนแรงในการจัดการปัญหา ผมคิดว่าพูดอย่างนี้ได้ เพราะคนเหล่านี้ใช้วิธีการรุนแรงเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ตั้งแต่ปี 2565 ที่กลุ่มสมาชิก "อาชีวะปกป้องสถาบัน" หรือก็คือเครือข่ายเดียวกันกับคนด้านบน รุมทำร้ายร่างกายพี่ยา หรือ นายณัฐพล พันธ์พงษ์สานนท์ ช่างภาพข่าวอิสระ บริเวณหน้าร้านแมคโดนัลด์ สาขาราชดำเนิน จนถึงตอนนี้คนทำก็ยังคงลอยหน้าลอยตา ไปทำร้ายร่างกายคนอื่นๆ ได้ต่อไปโดยไม่ต้องรับโทษ
.
กระบวนการทางกฎหมาย กำลังเปิดทางและเป็นเยี่ยงอย่างให้คนอื่นๆ เห็นว่า ในประเทศนี้เราสามารถใช้กำลังทำร้ายคนอื่นได้ อย่างเสรี หากเราทำในนามของการปกป้องสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างนั้นจริงๆ ใช่หรือไ่ม่
.
แต่พูดไปก็เท่านั้น วันนี้เป็นกระแส คนพวกนี้ก็แค่รอให้กระแสซาลง และเดี๋ยวก็ใช้วิธีการเดิมๆ ไปทำร้ายร่างกายคนอื่นต่อไป โดยที่ไม่ใครเอาผิดพวกเขาได้ เต็มที่ก็แค่ออกมาขอโทษสังคม ทุกคนก็พร้อมให้อภัยและลืมกันได้แล้ว

https://www.facebook.com/photo/?fbid=27559785220382352&set=a.246721065448803




ขบวนการเถื่อนในอดีต ก่อน 6 ตุลา

https://www.facebook.com/humanthailan/posts/27278773435078726

เมฆ' ครึ่งฟ้า 
July 21
·
"มึงลอบกัด กูลอบฆ่า " ก่อน 6 ตุลา มาถึง

ชวนอ่านใบปลิวฝ่ายขวาในอีสาน กับปฏิบัติการแย่งชิง "ภูพาน" กลับไป ในนามของ ผู้รักชาติ รักสันติ!
.
ชุดใบปลิวทางการเมืองจำนวน 3 แผ่น หนึ่งในนั้นลงวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2518 ที่เพิ่งเข้ามือมาหมาดๆ (แย่งชิงมาจากมิตรสหายที่รักและเคารพยิ่งบางท่าน--ขออภัย) ชวนให้มองย้อนกลับไปพิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์การเมืองภายในประเทศ ในยุคสงครามเย็น

สิ่งพิมพ์ชั่วคราวเหล่านี้ถูกผลิตขึ้นมาท่ามกลางห้วงความผันผวนในช่วงรอยต่อระหว่างเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 กับ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นยุคที่ขบวนการนักศึกษา ชาวนา (เช่น สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย) และกรรมกร มีความตื่นตัวและมีบทบาทอย่างสูง ทั้งในการขับเคลื่อนสังคมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ตลอดจนการต่อต้านอภิสิทธิ์ของสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาตั้งฐานทัพในอีสานช่วงสงครามเวียดนาม

กระแสเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นหนึ่งในชนวนเหตุที่ทำให้ชนชั้นนำและรัฐบาลปีกอนุรักษนิยมในขณะนั้น เกิดความหวาดวิตกต่อการแพร่ของแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ นำไปสู่การจัดตั้งกลุ่มนักเรียนนักศึกษาและกลุ่มประชาชนที่มีแนวคิดชาตินิยมสุดโต่งขึ้น เพื่อตอบโต้และบั่นทอนขบวนการนักศึกษากรรมกร ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มนวพล กลุ่มกระทิงแดง และกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน รวมถึงกลุ่มนิรนามต่างๆ ที่ใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อ การทำสงครามจิตวิทยา และการข่มขู่ด้วยความรุนแรงเป็นเครื่องมือหลัก

จากเนื้อหาภายในใบปลิวซึ่งอัดแน่นไปด้วยถ้อยคำรุนแรงในลักษณะของโฆษณาชวนเชื่อขวาจัด มุ่งเป้าโจมตีความย้อนแย้งของขบวนการนักศึกษาและอาจารย์บางกลุ่ม ที่ "ปากบอกว่าต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกัน แต่ในชีวิตจริงกลับนิยมเสพวัฒนธรรมอเมริกัน ทั้งการฟังเพลงตะวันตกและการไว้ทรงผมยาวประบ่า"

รวมถึงกล่าวหาว่า การเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาและชาวนาเป็นการใช้ "กฎหมู่เหนือกฎหมาย" มีการกักขังเจ้าหน้าที่รัฐ และบ่อนทำลายรัฐบาลผสมเสียงข้างน้อยของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช สะท้อนการทำงานที่แทบจะชัดเจนสำหรับการเป็นแขนขาและกระบอกเสียงให้ฝ่ายรัฐบาล

และยิ่งเห็นได้ชัดจากท่าทีที่ใครก็ตามที่จัดทำใบปลิวเหล่านี้ขึ้นมา ซึ่งพยายามขีดเส้นเพื่อสร้างอัตลักษณ์กลุ่มของตนเอง ในฐานะขบวนการซึ่ง "ไม่ใช่โดยรัฐ" โดยการเปรียบเปรยขบวนการของกลุ่มนักศึกษาว่าเป็นขบวนการเถื่อน ไม่ต่างจากขบวนการ "ของกู" ทั้งนี้ความพยายามสร้างอัตลักษณ์ดังกล่าว ยังเป็นการเเย่งชิงจุดยืนในฐานะ "ประชาชน" ที่เป็นพื้นฐานและพื้นที่การวิพากสำคัญที่สุด ของขบวนการนักศึกษา ชาวนา และกรรมกร
 
ข้อความช่วงท้ายของใบปลิว ยังได้ยกระดับไปสู่การขู่ฆ่าและล้างแค้นอย่างไม่มีพื้นที่เหลือให้เจรจา ดังข้อความที่ว่า

"มึงลอบกัด กูลอบฆ่า มึงก่อความไม่สงบ กูจบชีวิตมึง"

เนื้อหาที่ยกมา ไม่ใช่เพียงการข่มขู่ธรรมดา หากพิจารณาควบคู่ไปกับสถานการณ์จริงในช่วงกลางปี พ.ศ. 2518 ซึ่งมีการลอบสังหารผู้นำชาวนาและผู้นำการเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายอย่างต่อเนื่องหลายสิบรายทั่วประเทศ (ในอีสาน เช่น นายเฮียง สิ้นมาก ผู้แทนชาวนาจังหวัดสุรินทร์ และนายโง่น ลาววงศ์ ผู้นำชาวนาจังหวัดอุดรธานี) เนื้อหาตามใบปลิวข้างต้น จึงเสมือนการสร้างเหตุผลสนับสนุนให้แก่การลอบสังหารที่กำลังเกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้ง โดยอ้างความชอบธรรมที่ได้มาจากการตีตราฝ่ายตรงข้ามให้กลายเป็น "ศัตรูของชาติ" มากกว่าจะเป็นเพียงผู้เห็นต่างทางการเมือง

หากนำใบปลิวฝ่ายขวาเหล่านี้ไปเปรียบเทียบกับใบปลิวของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) และองค์กรนักศึกษาจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกัน จะพบความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญทั้งในด้านภาษาและเนื้อหา โดยใบปลิวของฝ่ายนักศึกษา มักใช้ภาษาเชิงอุดมการณ์ วรรณกรรมสร้างสรรค์ บทกวี หรือภาษาทางวิชาการจากมุมมองต่อโครงสร้างสังคมที่กดขี่ เเละมุ่งเน้นไปที่การต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกัน การเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชาวนาและผู้ใช้แรงงานที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ รวมถึงการเปิดโปงแผนการของกลุ่มเผด็จการและศักดินาที่พยายามจะยึดอำนาจคืน ในขณะที่ใบปลิวของ "ขบวนการเถื่อน" ตัวอย่างเช่นสามฉบับนี้ กลับมุ่งเน้นการทำลายความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้าม การสร้างภาพศัตรู และการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์
 
ประเด็นที่น่าสนใจและควรนำมาตีความอีกประการหนึ่ง คือชื่อกลุ่มผู้ลงนามท้ายใบปลิวที่อ้างตัวว่าเป็นขบวนการเถื่อน โดยปรากฏชื่อกลุ่มย่อยร่วมลงนามคือ "ภูสิงห์" "ปวงชน" และ "สิงห์ภูพาน" รวมถึง ใบปลิวอีกแผ่นในชุดเดียวกันที่ใช้ชื่อผู้เผยแพร่ ในนาม "ชาวอุดรผู้รักสันติ"

ในการศึกษาสงครามการเมืองยุคสงครามเย็น ชื่อกลุ่มเฉพาะเหล่านี้ สอดคล้องกับยุทธวิธีเชิงจิตวิทยาของฝ่ายรัฐและเครือข่ายขวาจัดที่หนุนหลังโดยค่ายเสรีในหลายประเทศ (เช่น ลาว) ที่รัฐหรือฝ่ายความมั่นคงมักสนับสนุนการจัดตั้ง "กลุ่มผู้ปฏิบัติงานภาคประชาชน" ขึ้น พร้อมทั้งจัดทำสิ่งพิมพ์และปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อสร้างบรรยากาศแวดล้อมว่า

"มวลชนและประชาชนในท้องถิ่น กำลังลุกขึ้นมาต่อต้านนักศึกษาและคอมมิวนิสต์ด้วยตนเอง"

ในบรรดาชื่อทั้งหมด "สิงห์ภูพาน" นับว่าสะดุดตาที่สุด เพราะหากมองความเชื่อมโยงในปัจจุบัน คำนี้ได้กลายมาเป็นชื่อสัญลักษณ์และเพลงประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ที่ใช้ทำกิจกรรมในหมู่นักกิจกรมและนักศึกษาอย่างสร้างสรรค์
 
แต่ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2518 สถาบันแห่งนี้ยังมีสถานะเป็น "วิทยาลัยครูสกลนคร" ซึ่งเน้นการผลิตครูระดับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.) และเพิ่งเปิดสอนในระดับปริญญาตรี (ค.บ.) เป็นปีแรก และขณะนั้นยังไม่มีการจัดตั้งสาขาวิชารัฐศาสตร์หรือกลุ่มกิจกรรม "สิงห์ภูพาน" แต่อย่างใด ดังนั้นชื่อ "สิงห์ภูพาน" ที่ปรากฏในใบปลิว เท่าที่ฉันมีข้อมูลอยู่ในขณะนี้ จึงอาจตัดความเป็นไปได้ที่จะมีความเกี่ยวข้อง กับสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนครในปัจจุบัน ส่วนจะเกี่ยวข้องกับขบวนการนักศึกษาอื่น ที่จัดตั้งกันอยู่ภายในวิทยาลัยครูสกลนครในช่วง พ.ศ.2518 หรือไม่ ยังคงต้องค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจจากการตีความชื่อกลุ่ม "สิงห์ภูพาน" ยังคงมีอยู่อีกหลายประเด็น อาธิเช่น การตั้งชื่อโดยเลือกใช้คำว่า "ภูพาน" เป็นชื่อกลุ่มในงานโฆษณาชวนเชื่อ

ในบริบทของทศวรรษ 2510–2520 เทือกภูพานไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ หากแต่เป็นหนึ่งในฐานที่มั่นสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.)ในอีสาน และถูกยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ด้วยอาวุธของฝ่ายปฏิวัติมาตั้งแต่เหตุการณ์ "วันเสียงปืนแตก" ที่บ้านนาบัว จังหวัดสกลนคร ในปี พ.ศ. 2508 ทำให้ในความรับรู้ร่วมกันของผู้คนในสังคมไทยช่วง พ.ศ. 2518 คำว่า "ภูพาน" นั้น ดำรงสัญลักษณ์ทางการเมืองอยู่ในฐานะ "พื้นที่สีแดงเข้ม"

ชื่อของกลุ่ม "สิงห์ภูพาน" ที่ปรากฏในคำลงท้ายใบปลิว จึงสะท้อนเจตนาในการแย่งชิงความหมายเชิงสัญลักษณ์ ของคำว่า "ภูพาน" กลับคืนมาของฝ่ายขวา แทนที่จะปล่อยให้ภูพานถูกผูกขาดความหมายในฐานะดินแดนแห่งการต่อสู้ของคอมมิวนิสต์ ผู้ผลิตใบปลิว ได้นำชื่อภูพานมาใช้สถาปนาตัวตนในฐานะกลุ่ม "ผู้รักชาติบ้านเมือง ผู้รักสันติ และผู้พิทักษ์ท้องถิ่น" ซึ่งแฝงนัยยะว่า แม้ในพื้นที่อันตรายซึ่งถูกมองว่าเป็น "ฐานแดง" ก็ยังมีชาวบ้านและพลังฝ่ายขวาที่พร้อมลุกขึ้นมาสู้กับพวกนักศึกษา, คอมมิวนิสต์เช่นกัน

ทั้งนี้ โดยธรรมชาติของใบปลิวการเมืองที่มักถูกผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์หรือวาระเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุม การเคลื่อนไหวของขบวนการ นักศึกษา ชาวนา กรรมกร หรือประเด็นทางการเมืองที่ได้รับความสนใจจากสาธารณะ ใบปลิวแต่ละแผ่นในชุดนี้ ได้เผยให้เห็น "จังหวะ" ที่แตกต่างกันของความขัดแย้งในพื้นที่ ตัวอย่างเช่น ใบปลิวลงวันที่ 12 สิงหาคม 2518 ที่มีข้อความยาวและละเอียด มีลักษณะเป็นการสร้างกรอบความชอบธรรมทางการเมืองอย่างเป็นระบบซึ่งสามารถใช้ได้ในปฏิบัติการปกติ ขณะที่ใบปลิวอีกแผ่นกลับมุ่งเป้าไปยังนักศึกษาวิทยาลัยครูโดยเฉพาะ (เพิ่มความเป็นไปได้ว่ามีการรวมตัวกันของขบวนการนักศึกษาภายในวิทยาลัยครูสกลนครจริง -- ดูใบปลิวแผ่นที่สอง)

สำหรับฉัน ใบปลิวทั้งสามแผ่น นอกจากจะช่วยให้เราทำความเข้าใจบรรยากาศทางการเมืองในช่วงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว สิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษ ยังมีร่องรอยสำคัญของสงครามโฆษณาชวนเชื่อโดยรัฐและองคาพยพ ที่ได้ฝังรากเชื้อความเกลียดชังและการขจัดผู้เห็นต่างด้วยความรุนแรง ให้ค่อยๆเติบโตขึ้นในสังคมไทยตลอดช่วงกลางทศวรรษ 2510 ด้วยเหตุนี้ ภาพเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลด ที่ปรากฏขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 จึงมิได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการที่ถูกสร้างขึ้น โดย "คน" ผ่านตัวอักษร วาทกรรม และสิ่งพิมพ์ใบเล็กๆ มาก่อนหน้านั้น
.
เมฆ' ครึ่งฟ้า
.
อ้างอิง
• ธงชัย วินิจจะกูล. (2563). 6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ได้: 6 ตุลาฯ ในความทรงจำทางการเมืองไทย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน.
• สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. (2544). ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง: รวมบทความเกี่ยวกับ 14 ตุลา และ 6 ตุลา. กรุงเทพฯ: 6 ตุลาร่วมอาลัย.
• สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. (2551). สายธารประวัติศาสตร์การเมืองไทย จาก 14 ตุลา ถึง 6 ตุลา. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสายธารประวัติศาสตร์.
.
ภาพ : สิ่งพิมพ์ชุด THCW7731 , Collection ส่วนตัว












หรือชีวิตคนไทยไร้ค่า? ฟังเสียงสะท้อนประชาชนต่อการเยือนจีนของนายกฯ ที่ไม่มีการเอ่ยถึงปัญหา ‘เหมืองทุนจีนปล่อยสารพิษ ทำลายแม่น้ำไทย’


THE STANDARD

Yesterday
·
ปัญหาการทำเหมืองแร่อย่างไร้การควบคุม ทั้งเหมืองแรร์เอิร์ธและเหมืองทองคำโดยบริษัทร่วมทุนระหว่างรัฐวิสาหกิจและเอกชนจีน ในรัฐฉานของเมียนมา ที่มีการปล่อยสารพิษไหลข้ามพรมแดนลงสู่แม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี ก่อให้เกิดการปนเปื้อนของสารโลหะหนัก อย่างสารหนู สารตะกั่ว หรือสารปรอท ในระดับที่สูงเกินมาตรฐานไปหลายเท่า เป็นวิกฤตใหญ่ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้แก่ประชาชนนับล้านที่อาศัยแม่น้ำเหล่านี้ในการดำรงชีวิต

การปนเปื้อนรุนแรงของสารพิษในแม่น้ำเหล่านี้ ปรากฏขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนปีที่แล้ว (2025) แต่จนถึงวันนี้ ผ่านมาแล้วเกือบ 15 เดือน ประชาชนที่ได้รับผลกระทบยังคงเผชิญผลกระทบอันเลวร้าย จำนวนมากต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือสูญเสียอาชีพดั้งเดิม เช่น ประมง การเกษตร หรือการท่องเที่ยว เนื่องจาก ‘อันตรายของสารพิษปนเปื้อน’ และ ‘ความกลัว’ ของผู้คน ที่มองแม่น้ำเหล่านี้ว่าเป็น ‘แม่น้ำพิษ’ จนทำให้ไม่กล้าลงเล่นน้ำ หรือใช้น้ำจากแม่น้ำในการอุปโภคบริโภค หรือแม้แต่ซื้อหรือกินปลาหรือพืชผักผลไม้ที่มาจากพื้นที่ติดกับแม่น้ำเหล่านี้ เพราะกลัวว่าสารพิษจะสะสมเข้าไปในร่างกาย

ความเดือดร้อนนี้ ถูกนำเสนอผ่านสื่อไทยบ่อยครั้ง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงของชาวบ้านที่เรียกร้องความช่วยเหลือ การเยียวยา และการแก้ปัญหาอย่างถาวรจากรัฐบาล และฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะรัฐบาลจีนและเมียนมา ที่ต้องการให้หยุดกิจการเหมืองเหล่านี้

แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจ คือเสียงความเดือดร้อนจากชาวบ้าน ดูเหมือนจะไร้น้ำหนักและไม่มีค่าพอ ทำให้การแก้ปัญหาที่เห็นผลอย่าง ‘จริงจัง’ ไม่เคยเกิดขึ้น มีเพียงคำยืนยันจากรัฐบาลว่า “ได้ตั้งคณะทำงานติดตามปัญหา และมีการประสานงานร่วมกับต่างประเทศอย่างต่อเนื่องแล้ว” แต่ผลลัพธ์ในการแก้ปัญหาที่เร่งด่วนยังเป็นคำถามใหญ่ที่ไร้คำตอบ

หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่สำคัญและเป็นที่จับตามองอย่างมาก คือการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนล่าสุดของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ระหว่างวันที่ 16 - 20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดยผลลัพธ์ของการเยือนและการพบหารือกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิง มีทั้งความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

อย่างไรก็ตาม กลับไม่ปรากฏว่ามีการหารือหรือประสานความร่วมมือกับรัฐบาลจีน เพื่อตรวจสอบหรือแก้ไขปัญหาการทำเหมืองแร่ของบริษัทจีนในเมียนมา ที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำหลายสายของไทย

ท่าทีของรัฐบาลที่ดูเมินเฉยในการผลักดันปัญหานี้ผ่านความร่วมมือกับจีนอย่างจริงจัง ทำให้ประชาชนในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบ และหน่วยงานภาคประชาสังคมที่ติดตามการแก้ไขปัญหา แสดงความ ‘ผิดหวังอย่างมาก’ ต่อนายกรัฐมนตรีอนุทิน

เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ ซึ่งติดตามสถานการณ์การปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน และกระบุรี แสดงความผิดหวังที่นายกรัฐมนตรีไม่หยิบยกปัญหานี้พูดคุยกับจีน ทั้งที่ปรากฏข้อมูลชัดเจนว่า บริษัทจีนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำเหมือง โดยเฉพาะเหมืองแรร์เอิร์ธ ที่จีนควบคุมและครอบครองการผลิตเป็นอันดับหนึ่งของโลก

“ไปตั้ง 4 วัน นายกรัฐมนตรีน่าจะมีโอกาสในการพูดเรื่องเหล่านี้บ้าง หรืออย่างน้อยพูดในทางสาธารณะ เพื่อก่อให้เกิดความตระหนักว่า ประชาชนไทยกำลังได้รับผลกระทบและแม่น้ำของไทยกำลังปนเปื้อน” เธอกล่าว และตัดพ้อว่า

“เรารู้สึกว่า รัฐบาลไม่รักประชาชน ไม่รักอนาคตของประชาชนหรือไม่”

อ่านต่อบทความเต็มได้ที่
https://thestandard.co/anutin-china-mining-pollution-thai-rivers/

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1399169115675761&set=a.586524703606877





กับดักทางประวัติศาสตร์: ทรัมป์ต้องฝ่าอาถรรพ์ประวัติศาสตร์เพื่อยุติสงครามกับอิหร่าน แทบไม่เคยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใดสามารถยุติสงครามที่ตนเองก่อขึ้นและตกอยู่ในภาวะชะงักงันได้สำเร็จ


https://foreignpolicy.com/2026/07/21/trump-end-iran-war-history/

บทวิเคราะห์ของ Will Walldorf ชิ้นนี้สะท้อน "กลยุทธ์ทางปัญญา" (Intellectual Trap) ที่ผู้นำสหรัฐฯ มักตกเป็นเหยื่อเมื่อเข้าสู่สงคราม

จุดเน้นสำคัญของ Walldorf คือการชี้ให้เห็นว่าทำไมการ "สั่งเริ่ม" สงครามถึงทำได้ง่าย แต่การ "สั่งจบ" ในขณะที่สถานการณ์ติดหล่มกลับเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ตามประวัติศาสตร์การเมืองการทหารของสหรัฐฯ

3 ปัจจัยหลักที่สร้าง "อาถรรพ์" ติดหล่มสงคราม

ความกลัวสูญเสียภาพลักษณ์ (Political Cost of Looking Weak): เมื่อสถานการณ์เริ่มชะงักงัน ผู้นำสหรัฐฯ มักถูกกดดันจากกลุ่มเหยี่ยวทางการเมือง (Hawks) และคู่แข่งฝั่งตรงข้าม การยอมถอยหรือยอมประนีประนอมมักถูกมองว่าเป็นการ "พ่ายแพ้" หรือ "อ่อนแอ" ทำให้ผู้นำเลือกที่จะ "เพิ่มระดับการตอบโต้" (Escalation) มากกว่าการหาทางลงทางทูต

กับดักต้นทุนที่จมไปแล้ว (Sunk-Cost Fallacy): ยิ่งเสียทรัพยากร ทหาร หรือความน่าเชื่อถือไปมากเท่าไร ผู้นำยิ่งรู้สึกว่าต้อง "ชนะ" ให้ได้เพื่อคุ้มค่ากับสิ่งที่สูญเสียไป นำไปสู่การตั้งข้อเรียกร้องแบบสูงสุด (Maximalist Demands) เช่น การยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งยิ่งปิดทางรอดในการเจรจาของฝั่งตรงข้าม

กลไกอำนาจและโครงสร้างความมั่นคง (The Military-Industrial Complex): แรงส่งจากกองทัพและอุตสาหกรรมความมั่นคงมักผลักดันให้ใช้มาตรการทางทหารต่อไปเรื่อยๆ โดยเชื่อว่า "การโจมตีระลอกถัดไป" จะสร้างอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริง คู่กรณีมักปรับตัวและต้านทานได้ยาวนานกว่าที่คาด
สิ่งที่ทรัมป์ต้องฝ่าไปให้ได้หากต้องการ "แหกกฎประวัติศาสตร์"

ข้อเสนอของ Walldorf ชี้ว่า หากประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการยุติความขัดแย้งกับอิหร่านโดยไม่ให้กลายเป็น "สงครามไร้จุดสิ้นสุด" (Forever War) เขาจำเป็นต้อง:

กล้าปฏิเสธข้อเรียกร้องสุดโต่ง: ยอมรับข้อตกลงที่ยืดหยุ่นและเป็นไปได้จริง แทนการบีบบังคับให้คู่กรณีจำนนอย่างสมบูรณ์

ต้านทานแรงกดดันภายใน: มองข้ามเสียงวิจารณ์จากกลุ่มฝ่ายขวาหรือกลุ่มเหยี่ยวที่สนับสนุนการขยายสงคราม

ใช้ทางการเมืองนำการทหาร: นำการปิดล้อมหรือมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจมาเป็นเครื่องมือเปิดทางสู่การเจรจา ไม่ใช่ใช้เป็นเป้าหมายในตัวเอง



ในการวิเคราะห์ของ Will Walldorf เขาสะท้อนภาพการเมืองระหว่างประเทศโดยดึงกรณีศึกษาจาก สงครามเวียดนาม (Vietnam War) และ สงครามอิรัก (Iraq War) มาเปรียบเทียบกับความขัดแย้งกับอิหร่านอย่างชัดเจน เพื่อชี้ให้เห็นว่าทำไมสหรัฐฯ มักจะ "ติดหล่ม" ในสงครามที่ตนเองเป็นผู้เริ่ม

1. เปรียบเทียบกับ "สงครามเวียดนาม": กับดักทฤษฎีโดมิโนและการเสียหน้า

ในกรณีเวียดนาม Walldorf ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในประเด็นหลักๆ ดังนี้:

จุดเริ่มจากความประเมินต่ำไป: ประธานาธิบดีลินดอน บี. จอห์นสัน (LBJ) เริ่มต้นด้วยการส่งที่ปรึกษาทางการทหารและการโจมตีทางอากาศจำกัดพื้นที่ โดยเชื่อว่าแสนยานุภาพที่เหนือกว่าของสหรัฐฯ จะบีบให้เวียดนามเหนือยอมจำนนได้อย่างรวดเร็ว

กลัวโดมิโนล้มและการพ่ายแพ้ทางการเมือง: เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปตามคาด ทั้ง LBJ และริชาร์ด นิกสัน ในเวลาต่อมา กลับไม่สามารถถอนตัวได้ เพราะกลัวโดมิโนความมั่นคงล้มและกลัวถูกตราหน้าว่า "ทำเสียเวียดนาม" (Losing Vietnam) ให้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์

การยกระดับแบบไม่จบสิ้น: สหรัฐฯ ยิ่งเพิ่มกำลังพล ยิ่งทิ้งระเบิดหนักขึ้น แต่ยิ่งทำให้ฝ่ายตรงข้ามมีเจตจำนงในการต่อสู้สืบเนื่องยาวนาน จนกลายเป็นสงครามยืดเยื้อนานนับทศวรรษ

การเปรียบเทียบกับปัจจุบัน: Walldorf มองว่าความขัดแย้งกับอิหร่านมีรูปแบบคล้ายกัน—รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มต้นด้วยมาตรการกดดันขั้นสูงสุด (Maximum Pressure) และการโจมตีทางอากาศ แต่เมื่ออิหร่านไม่ยอมจำนน การถอยกลับทันทีจะทำให้ฝ่ายบริหารถูกกดดันว่า "อ่อนข้อให้อิหร่าน" นำไปสู่การปิดล้อมและยกระดับอย่างต่อเนื่อง

2. เปรียบเทียบกับ "สงครามอิรัก": ข้อเรียกร้องสูงสุดและจินตนาการเรื่องการเปลี่ยนระเบียบ

ในกรณีสงครามอิรัก ปี 2003 Walldorf ดึงบทเรียนสำคัญมาเปรียบเทียบดังนี้:

ตั้งเป้าหมายที่เอาชนะไม่ได้ง่ายๆ (Maximalist Demands): รัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ไม่ได้ต้องการแค่การปลดอาวุธ แต่ต้องการ "เปลี่ยนระเบียบปกครอง" (Regime Change) และถอนรากถอนโคนพรรคบาธ ซึ่งเป็นการตั้งเป้าแบบสุดโต่งจนไร้พื้นที่ให้เจรจา

มายาคติเรื่อง "กู้ชาติง่ายๆ": วอชิงตันประเมินความสามารถในการสร้างเสถียรภาพหลังสงครามสูงเกินไป เมื่อเกิดภาวะสูญญากาศและสงครามกลางเมือง สหรัฐฯ จึงต้องติดหล่มอยู่เพื่อจัดการความวุ่นวายที่ตนเองสร้างขึ้น

ต้นทุนจมที่ส่งผลถึงเศรษฐกิจ: สงครามอิรักสูญเสียทั้งงบประมาณและชีวิตทหารมหาศาล จนฝ่ายบริหารไม่สามารถยอมรับความล้มเหลวได้ง่ายๆ ทำให้ต้องคงกำลังทหารไว้ยาวนาน (The Surge)

การเปรียบเทียบกับปัจจุบัน: การบีบบังคับให้อิหร่านยอมจำนนโดยสมบูรณ์ หรือการหวังล้มล้างระเบียบการปกครองในธีฮะราน เป็นข้อเรียกร้องที่ "สุดโต่งเกินจริง" เช่นเดียวกับในอิรัก ซึ่งทำให้คู่กรณีไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสู้จนถึงที่สุด

สรุป: สิ่งที่ Walldorf ชี้ว่าเป็น "บทเรียนที่ต้องแหกกฎ"
เป้าหมาย (Goals)

สงครามเวียดนาม / อิรัก
ต้องการชัยชนะเด็ดขาด / ล้มระเบียบเดิม

สิ่งที่ Walldorf เสนอสำหรับอิหร่าน
ปรับเป้าหมายให้เป็นจริง ยอมรับข้อตกลงต่างตอบแทน (Give-and-Take)

กลยุทธ์ (Strategy)

สงครามเวียดนาม / อิรัก
กดดันและยกระดับทางทหารเมื่อติดหล่ม

สิ่งที่ Walldorf เสนอสำหรับอิหร่าน
ใช้ทางทูตนำการทหาร ยอมเปิดเส้นทางลงให้อีกฝ่าย

การเมืองภายใน (Domestic Politics)

สงครามเวียดนาม / อิรัก
สยบยอมต่อกลุ่มเหยี่ยว กลัวถูกมองว่าอ่อนแอ

สิ่งที่ Walldorf เสนอสำหรับอิหร่าน
ท้าทายกลุ่มเหยี่ยว กล้าขัดกระแสการเมืองเพื่อจบสงคราม

Walldorf สรุปว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่วนใหญ่มักตกเป็นเหยื่อของ "ความหวังว่าการโจมตีระลอกถัดไปจะบีบให้อีกฝ่ายยอมแพ้" ซึ่งในประวัติศาสตร์ตั้งแต่เวียดนามจนถึงอิรัก สมมติฐานนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริง และหากโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่กล้าตัดใจถอยหรือยอมรับข้อตกลงทางการทูตที่ประนีประนอม ความขัดแย้งกับอิหร่านก็มีแนวโน้มจะกลายเป็น "สงครามไร้จุดสิ้นสุด" (Forever War) อีกครั้ง




สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ เพิ่งผ่านมติว่าด้วยอำนาจในการทำสงครามกับอิหร่าน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสกัดกั้นการใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน แม้ผลกระทบทางปฏิบัติยังจำกัด แต่การลงคะแนนครั้งนี้ยังมีความสำคัญ








https://x.com/RpsAgainstTrump/status/2080300308341620935
.....

การลงคะแนนเสียงครั้งนี้มีความสำคัญในทางคำเตือนทางการเมือง และการแสดงดุลอำนาจตามรัฐธรรมนูญ แต่ในทางปฏิบัติจริงอาจไม่สามารถยับยั้งปฏิบัติการทางทหารได้ทันที

ทำไมการลงคะแนนครั้งนี้จึงมีความสำคัญ?

1. การส่งสัญญาณเตือนจากสภา (Constitutional Reassertion)

การที่สภาผู้แทนราษฎรผ่านมติว่าด้วยอำนาจในการทำสงคราม (War Powers Resolution) สื่อถึงการอ้างสิทธิ์ของสภาคองเกรสตามรัฐธรรมนูญมาตรา 1 (Article I) ที่ระบุว่าการประกาศสงครามเป็นอำนาจเฉพาะของนิติบัญญัติ ไม่ใช่อำนาจของฝ่ายบริหารเพียงฝ่ายเดียว ถือเป็นการประณามทางการเมืองต่อรัฐบาลฝ่ายบริหารอย่างเป็นทางการ

2. ภาพสะท้อนความรอยร้าวในพรรครีพับลิกัน

การที่สมาชิกพรรครีพับลิกัน 4 คนแปรพักตร์ไปโหวตร่วมกับพรรคเดโมแครต สะท้อนถึงแรงกดดันและแนวคิดที่แตกต่างภายในพรรค:

กลุ่มเสรีนิยม/ไม่แทรกแซงต่างประเทศ (Libertarian/Non-interventionist): ส.ส. Thomas Massie (เคนทักกี) และ Warren Davidson (โอไฮโอ) ยึดหลักการที่ไม่ต้องการให้สหรัฐฯ เข้าไปติดพันในสงครามต่างแดนโดยไม่มีการประกาศสงครามหรือได้รับอนุมัติใช้กำลังทหาร (AUMF) อย่างถูกต้อง

แรงกดดันจากพื้นที่การเมืองที่สูสี (Swing Districts): ส.ส. Brian Fitzpatrick (เพนซิลเวเนีย) และ Tom Barrett (มิชิแกน) มาจากเขตเลือกตั้งที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งประเด็นการบานปลายของสงครามและงบประมาณสงครามอาจกลายเป็นจุดอ่อนทางการเมืองในการเลือกตั้งกลางเทอม

3. เสียงข้างมากที่หมิ่นเหม่

ด้วยความที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเพียงแคบๆ การหลุดโหวตเพียงไม่กี่เสียงเปิดโอกาสให้พรรคเดโมแครตสามารถดึงกลุ่มที่มีแนวคิดต่อต้านการทำสงคราม มาร่วมผ่านมติเพื่อสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อทำเนียบขาวได้

ทำไมผลกระทบทางปฏิบัติจึงยังจำกัด?

อุปสรรคในวุฒิสภาและสิทธิการวีโต้: การจะบังคับใช้เป็นกฎหมายได้อย่างสมบูรณ์ ร่างมติจำเป็นต้องผ่านวุฒิสภาและรับการลงนามจากประธานาธิบดี ซึ่งหากประธานาธิบดีใช้นัยแห่งการใช้วีโต้ สภาคองเกรสต้องใช้เสียงถึง 2 ใน 3 ของทั้งสองสภาเพื่อหักล้าง ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก

ข้อแย้งจากฝ่ายบริหาร: ฝ่ายบริหารมักโต้แย้งว่ามติว่าด้วยอำนาจการทำสงครามในลักษณะนี้ละเมิดอำนาจของประธานาธิบดีในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายที่จะสั่งให้หยุดปฏิบัติการทางทหารที่กำลังดำเนินการอยู่ได้โดยตรง

ด่านสำคัญคือ "อำนาจในการอนุมัติงบประมาณ": มติในลักษณะนี้เป็นเพียงการแสดงสัญลักษณ์และแรงกดดันทางการเมือง ในขณะที่กลไกเดียวที่จะหยุดยั้งปฏิบัติการทางทหารได้จริงในทางกฎหมาย คือการตัดงบประมาณสนับสนุนปฏิบัติการในกฎหมายงบประมาณรายจ่ายด้านการป้องกันประเทศ (Defense Appropriations)



เหตุได "ขบวนการแมลงสาบ" (Cockroach Movement) ซึ่งขับเคลื่อนโดยคนหนุ่มสาวในอินเดีย ถือกำเนิดขึ้นเมื่อกว่าสองเดือนที่ผ่านมาในฐานะแคมเปญออนไลน์เชิงเสียดสี แต่ในเวลาอันรวดเร็ว ขบวนการนี้ได้ขยายตัวกลายเป็นพลังทางการเมืองที่เข้มแข็งในโลกแห่งความเป็นจริง






https://x.com/France24_en/status/2080261897987756293
.....

เหตุได "ขบวนการแมลงสาบ" (Cockroach Movement) ซึ่งขับเคลื่อนโดยคนหนุ่มสาวในอินเดีย ถือกำเนิดขึ้นเมื่อกว่าสองเดือนที่ผ่านมาในฐานะแคมเปญออนไลน์เชิงเสียดสี แต่ในเวลาอันรวดเร็ว ขบวนการนี้ได้ขยายตัวกลายเป็นพลังทางการเมืองที่เข้มแข็งในโลกแห่งความเป็นจริง

มีหลายปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อน

1. การเปลี่ยน "คำบูลลี่/คำดูถูก" ให้กลายเป็น "พลัง" (Reclaiming the Stigma)

คำว่า "แมลงสาบ" มักถูกชนชั้นนำหรือนักการเมืองใช้เป็นคำผรุสหวาสเพื่อด้อยค่าประชาชนรุ่นใหม่หรือผู้เห็นต่างว่า เป็นพวกน่ารังเกียจ กำจัดยาก หรือไร้ราคา แต่กลุ่มคนหนุ่มสาวกลับเลือกที่จะ "โอบรับ" คำนี้ แล้วนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ตอบโต้เชิงเสียดสี (Satire) เพื่อบอกเป็นนัยว่า:

"ถ้าพวกคุณเห็นพวกเราเป็นแมลงสาบ พวกเราก็จะเป็นแมลงสาบที่ทนทาน ตายยาก และจะโผล่ไปทุกที่ที่คุณพยายามจะซ่อนความจริง"

2. พลังของวัฒนธรรมมีม (Meme Culture) กับคนรุ่นใหม่

โซเชียลมีเดียเปิดโอกาสให้เนื้อหาประเภทตลกเสียดสีกระจายไปได้รวดเร็วกว่าสารทางการเมืองที่เคร่งเครียด คนรุ่นใหม่ในอินเดียใช้ มีม (Memes), ภาพวาด, และวิดีโอสั้น ในการสะท้อนปัญหาจริง เช่น:

อัตราการว่างงานของปัญญาชนที่สูงลิ่ว

ราคาค่าครองชีพและค่าเล่าเรียนที่พุ่งสูง

การคอรัปชันและการกดทับเสรีภาพในการแสดงออก

ความขบขันทำให้คนเข้าถึงง่าย ลดความกลัวในการมีส่วนร่วม และเปิดประตูให้คนที่ปกติไม่สนใจการเมืองกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการโดยไม่รู้ตัว

3. โครงสร้างที่ไร้หัวหน้า (Decentralized Movement)

แมลงสาบไม่มีตัวเดียวฉันใด ขบวนการนี้ก็ไม่มี "ผู้นำเดี่ยว" ฉันนั้น การไม่มีหัวหน้าขบวนการที่ชัดเจนทำให้:

ภาครัฐหรือผู้มีอำนาจจับทางและปราบปรามได้ยาก: ไม่สามารถจับกุมใครคนใดคนหนึ่งเพื่อหยุดขบวนการได้


ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน: ใครๆ ก็สามารถจัดกิจกรรมในพื้นที่ของตัวเองภายใต้สัญลักษณ์เดียวกันได้ทันที

4. แรงกดดันจากความจริงที่อัดอั้น (Socio-Economic Frustration)

แคมเปญออนไลน์เป็นเพียง "ชนวน" แต่ "เชื้อเพลิง" ที่แท้จริงคือความคับแค้นใจของคนหนุ่มสาวในอินเดียที่มีต่อปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง เมื่อพื้นที่การเมืองแบบเดิมๆ ไม่เปิดโอกาสให้เสียงของพวกเขาส่งไปถึง การประท้วงรูปแบบใหม่ที่เริ่มจากความสนุกแต่ตั้งอยู่บนความจริงอันเจ็บปวด จึงเปลี่ยนจากพลังบนหน้าจอลงสู่ถนน (Offline Mobilization) ได้อย่างรวดเร็ว

พูดง่ายๆ ก็คือ ขบวนการแมลงสาบ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นการใช้ "จิตวิทยาการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่" ที่เปลี่ยนความอัดอั้นให้กลายเป็นความขบขัน แล้วใช้ความขบขันนั้นเป็นสะพานเชื่อมคนธรรมดาให้ลุกขึ้นมาร่วมเรียกร้องความยุติธรรมในชีวิตจริง



อ.สมชัยชี้ อนุทินใจกว้าง แต่ไปสั่งฟ้องหมิ่นประมาทยิ่งชีพ แบบนี้ไม่สง่างาม - เหตุได "บุคคลสาธารณะ" อย่างอนุทิน กระทำเช่นนี้ถึงเรียกว่า "ไม่สง่างาม" เพราะอาจถูกมองได้ว่า "ข่มเหงผู้ที่ด้อยอำนาจกว่า" มากกว่าการปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย






https://x.com/thestandardth/status/2080276134101401835
.....

ขยายความประเด็น "ความไม่สง่างาม" ในทางรัฐศาสตร์ และหลักธรรมมาภิบาลของการบริหารบ้านเมือง (Good Governance) สามารถเจาะลึกได้ใน 2 มิติหลัก ดังนี้

1. ด่านความอดทนและบรรทัดฐานของบุคคลสาธารณะ (Public Figure Standard)

ในสังคมประชาธิปไตย ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง เช่น รัฐมนตรี หรือหัวหน้าพรรคการเมือง ถือเป็น "บุคคลสาธารณะ" (Public Figure) ที่ใช้อำนาจรัฐและเงินภาษีของประชาชน ดังนั้น หลักการพื้นฐานทางกฎหมายและสากลจึงกำหนดไว้ว่า:

ขอบเขตการถูกตรวจสอบที่กว้างกว่าประชาชนทั่วไป: บุคคลสาธารณะต้องมีความอดทนต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ (Tolerance Threshold) สูงกว่าคนธรรมดา เพราะการกระทำ คำพูด หรือนโยบายของนักการเมืองส่งผลกระทบต่อคนหมู่มาก

ข้อกล่าวหาเรื่อง "กลัวการตรวจสอบ": เมื่อมีการใช้คดีหมิ่นประมาททางอาญา (ซึ่งมีโทษถึงจำคุก) ตอบโต้ข้อติชมหรือการตั้งคำถาม สังคมจะมองว่าเป็นการแสดงออกถึงความ "ใจแคบ" และเป็นการส่งสัญญาณว่าผู้มีอำนาจไม่พร้อมเปิดรับการตรวจสอบที่แหลมคม

ลดทอนสปิริตทางการเมือง: คำว่า "สง่างาม" ในบริบทนี้ หมายถึงการชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง นำหลักฐานมาหักล้าง หรือใช้เวทีสาธารณะในการสร้างความเข้าใจ การเลือกลัดขั้นตอนไปใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อเอาผิดคู่กรณี จึงถูกมองเป็นการหลีกเลี่ยงการชี้แจงเชิงนโยบายหรือข้อเท็จจริงในพื้นที่สาธารณะ

2. ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจและการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ (Asymmetry of Power & Lawfare)

ความไม่สง่างามในข้อนี้สะท้อนผ่านปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "SLAPP" (Strategic Lawsuit Against Public Participation) หรือการฟ้องคดียุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน ซึ่งมีมิติความเหลื่อมล้ำ ดังนี้:

มิติการเปรียบเทียบ

ทรัพยากรและทุน

ผู้มีอำนาจ / นักการเมืองระดับสูง
มีทีมกฎหมายประจำ มีทุนทรัพย์ และอาจเข้าถึงทรัพยากร/อำนาจรัฐ

ประชาชน / NGO / นักเคลื่อนไหว
มีงบประมาณจำกัด ต้องใช้เงินและเวลาส่วนตัวในการสู้คดี

ผลกระทบจากการถูกฟ้อง

ผู้มีอำนาจ / นักการเมืองระดับสูง
การขึ้นศาลไม่กระทบต่อชีวิตประจำวันหรือฐานะทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ

ประชาชน / NGO / นักเคลื่อนไหว
เกิดภาระทางคดี (Chilling Effect) ความเครียด และต้องสูญเสียเวลาทำงาน

เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์

ผู้มีอำนาจ / นักการเมืองระดับสูง
ไม่ได้มุ่งหวังชนะคดีเสมอไป แต่อาจมุ่งสร้างภาระให้คู่กรณีหยุดพูด

ประชาชน / NGO / นักเคลื่อนไหว
ถูกบีบให้ต้องเงียบหรือลดระดับการตรวจสอบลงเพื่อหลีกเลี่ยงคดีความ

การสร้าง Chilling Effect (สภาวะแช่แข็งการแสดงออก): เมื่อนักการเมืองระดับรัฐมนตรีฟ้องร้องนักเคลื่อนไหวชื่อดัง ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับตัวจำเลยเท่านั้น แต่เป็นการ "ส่งสัญญาณเตือน" ไปยังประชาชนทั่วไป ศิลปสื่อมวลชน และ NGO อื่นๆ ว่า หากคิดจะวิจารณ์หรือตรวจสอบ อาจต้องเจอภาระทางกฎหมายในลักษณะเดียวกัน

การขัดกันของหลักนิติธรรม: การใช้อำนาจและกฎหมายที่เหลื่อมล้ำกันอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ภาพลักษณ์ของผู้ฟ้องถูกมองว่าเป็นการ "ข่มเหงผู้ที่ด้อยอำนาจกว่า" มากกว่าการปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย



จากเหตุการณ์เกี่ยวกับกรณีกลุ่มบุคคลเข้าทำร้ายร่างกายประชาชนรายหนึ่ง อันเนื่องมาจากการแสดงออกเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ พร้อมกับมีการแจ้งความมาตรา 112 เอาไว้ ชวนอ่านรายงานเรื่อง "เมื่อกฎหมายเป็นอาวุธ: ทบทวนคดี ม.112 ที่เกือบครึ่งของทั้งหมด เป็นการกล่าวหาจากกลุ่มปกป้องสถาบันฯ"


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
9 hours ago
·
จากเหตุการณ์เกี่ยวกับกรณีกลุ่มบุคคลเข้าทำร้ายร่างกายประชาชนรายหนึ่ง อันเนื่องมาจากการแสดงออกเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ พร้อมกับมีการแจ้งความมาตรา 112 เอาไว้
.
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนชวนอ่านรายงานเรื่อง "เมื่อกฎหมายเป็นอาวุธ: ทบทวนคดี ม.112 ที่เกือบครึ่งของทั้งหมด เป็นการกล่าวหาจากกลุ่มปกป้องสถาบันฯ"
.
.
ปัจจุบัน สถิติการดำเนินคดีมาตรา 112 ในเดือน มิ.ย. 2569 มีผู้ถูกดำเนินคดีอย่างน้อย 291 คน ในจำนวน 321 คดี ในจำนวนนี้ พบว่าเป็นคดีที่ “ประชาชน” เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษถึง 171 คดี หรือมากกว่าครึ่งของจำนวนคดีเท่าที่ทราบข้อมูล
.
ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยในระลอกล่าสุดนี้ เห็นได้ชัดเจนขึ้นว่า กฎหมายมาตรา 112 กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปราบปรามประชาชนที่มีความเห็นต่างในเรื่องบทบาทและสถานะของสถาบันกษัตริย์ ตลอดจนกลายมาเป็นอาวุธของกลุ่มการเมืองในนามของการ “ปกป้องสถาบันกษัตริย์”
.
ในโอกาสนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน สรุปข้อมูลสถิติคดีมาตรา 112 ที่แจ้งดำเนินคดีโดยประชาชนด้วยกันเอง โดยเฉพาะจากความขัดแย้งกันในโลกออนไลน์ของกลุ่มที่มีแนวคิดทางการเมืองตรงกันข้ามกับผู้ต้องหาและจำเลยในคดีมาตรา 112 ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่ถูกกล่าวหามักจะเป็นกลุ่มประชาชนที่ไม่ได้สังกัดกลุ่มนักกิจกรรม หรือเข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวในการชุมนุมใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตหลายคนอย่างไม่คาดคิด
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/73063

#มาตรา112 #ปกป้องสถาบัน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1447112617259204&set=a.656922399611567




Thai Enquirer เปิดโฉมหน้าผู้ต้องสงสัย @ppoliceofficial #กองนรกเรือ ผู้ทำร้าย “ผู้ป่วยจิตเวช” และแจ้งความคดี ม.112










https://x.com/ThaiEnquirer/status/2080322274847248718


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
12 hours ago
·
“ผู้ป่วยจิตเวช” ถูกกลุ่มบุคคลบุกทำร้ายร่างกาย และถูกแจ้งความคดี ม.112
.
.
เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 เวลาประมาณ 20.00 น. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับแจ้งเหตุการณ์เกี่ยวกับกรณีกลุ่มบุคคลเข้าทำร้ายร่างกายประชาชนรายหนึ่ง เหตุจากการแสดงออกเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ พร้อมกับมีการแจ้งความมาตรา 112 เอาไว้
.
จากการตรวจสอบภายหลัง พบว่าบุคคลที่ถูกทำร้ายชื่อ “ธนิต” (นามสมมติ) อายุ 42 ปี เคยมีประวัติการรักษาอาการทางจิตเวชในโรงพยาบาลมาตั้งแต่ปี 2550 และเคยถูกคุมขังในเรือนจำระยะหนึ่ง ต่อมาได้รับการปล่อยตัวในช่วงปี 2567 และไม่ได้รับประทานยาที่เกี่ยวกับโรค โดยมีแม่ที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์ที่เขาดูแลอยู่
.
ขณะที่กลุ่มบุคคลที่เข้าทำร้ายร่างกาย ใช้ชื่อกลุ่มว่า “กองเรือนรก” ได้มีการโพสต์ข้อความในลักษณะติดตามตัวมาธนิตมาตั้งแต่เย็นวันที่ 20 ก.ค. 2569 โดยมีการระบุว่าจะไล่ล่าตัวภายใน 24 ชั่วโมง ก่อนในช่วงหัวค่ำวันที่ 22 ก.ค. 2569 จะเกิดเหตุการณ์ที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวบุกเข้าไปยังที่พักของธนิต ที่ย่านดอนเมือง และนำตัวมารุมทำร้ายด้านนอก
.
จากภาพในคลิปวิดีโอ พบว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวหลายสิบคนมีการเข้ารุมล้อมธนิต มีผู้นำเท้ากดตัวธนิต ตบหน้าโดยแรงหลายรอบ สะกัดขาให้ล้มก้นกระแทกพื้น เหยียบหัวและตัว กระทุ้งเข่าเข้าช่วงท้อง ตบหัว-ศอกเข้าที่หัว จนเลนส์แว่นของธนิตหลุดจากกรอบ
.
จากนั้นกลุ่มบุคคลมีการนำตัวธนิตขึ้นรถกระบะไปส่งยัง สน.เตาปูน โดยจากการติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่าได้มีผู้มาแจ้งความในคดีตามมาตรา 112 ไว้ที่สถานีตำรวจดังกล่าว ตั้งแต่ในช่วงวันที่ 21 ก.ค. 2569 แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้มีการออกหมายเรียกหรือไปขอออกหมายจับใด ๆ โดยหลังกลุ่มบุคคลดังกล่าวนำตัวมาส่งตำรวจ ยังคงเฝ้าคอยอยู่บริเวณรอบสถานี
.
ต่อมา ระหว่างที่ทนายความกำลังติดตามเรื่อง ทราบว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำโทรศัพท์ของธนิตไปตรวจสอบ แม้ยังไม่มีหมายใด ๆ ก่อนมีการทำบันทึกการตรวจยึดโทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง ของธนิตเอาไว้
.
ภายหลังตรวจสอบบันทึกการตรวจยึดพบว่า พ.ต.ท.อิทธิกร ตรีประภากร สารวัตรสอบสวน สน.เตาปูน เป็นผู้ทำการตรวจยึด โดยอ้างการตรวจยึดเพื่อเป็นพยานหลักฐานในคดีที่มี นายนฤพล หนูมงกต มาแจ้งความในข้อหาตามมาตรา 112 ไว้เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569 เวลาประมาณ 18.48 น. กรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์คลิปวิดีโอผ่าน reel โดยมีการกล่าวถึงรัชกาลที่ 10 อันผู้กล่าวหาเห็นว่ามีถ้อยคำเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ บันทึกยังระบุว่าการตรวจยึดได้รับความยินยอมจากธนิต และยินยอมให้เข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์
.
ต่อมาทางตำรวจได้ติดต่อทนายความ ว่าจะนำตัวธนิตไปส่งตัวที่ สน.ดอนเมือง โดยยังไม่ได้มีการแจ้งข้อหาใด ๆ และในส่วนการถูกทำร้ายร่างกายสามารถดำเนินการแจ้งความได้ที่ดอนเมืองต่อไป ทีมทนายความจึงติดตามไปที่สถานีตำรวจในเวลาประมาณ 23.00 น.
.
หลังจากพบธนิต พบว่าเขามีอาการบาดเจ็บฟกช้ำตามร่างกาย ปากเจ่อ ปวดระบมบริเวณศีรษะ เขาได้ขอแจ้งความดำเนินคดีต่อกลุ่มบุคคลที่เข้าทำร้ายร่างกายดังกล่าว โดยมีร้อยเวรของ สน.ดอนเมือง เป็นผู้รับเรื่องเอาไว้ ทางทีมทนายความยังได้ขอให้ตำรวจทำหนังสือส่งตัวผู้บาดเจ็บเพื่อตรวจอาการและบาดแผลที่โรงพยาบาลด้วย
.
ในช่วงเช้าวันที่ 23 ก.ค. 2569 ทางธนิตได้เข้ารับการตรวตร่างกายที่โรงพยาบาล โดยเขายังมีอาการแน่นหน้าอกอย่างมาก ทำให้แพทย์ให้เข้ารับการรักษาฉุกเฉินต่อไป ขณะที่ทางพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ได้ติดต่อขอสอบสวนเพิ่มเติมในเรื่องเหตุทำร้ายร่างกายด้วย
.
สำหรับสถานการณ์คืบหน้าจะรายงานเพิ่มเติมต่อไป
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/85123

https://www.facebook.com/photo?fbid=1446993527271113&set=a.656922399611567