วันศุกร์, สิงหาคม 28, 2569

กะเพราเรื่องใหญ่ จะใส่อะไรต้องระวัง (โฆษณาคั่นเวลา คับ)


บางที ฟรีคอนเท้นต์ ดีดี ต้องมีโฆษณาแทรกบ้าง จะได้ช่วยกันรังสรรค์งานศิลป์ด้านสื่อสาร 

รายนี้เขาว่า “หนังขายขำ ขายข้าว ขายของ” เกี่ยวกับ เมนูประจำชาติที่คนทั้งชาติอยากใส่ใจ พราะเรื่องกะเพราเรื่องใหญ่ จะใส่อะไรต้องระวัง”

https://www.facebook.com/watch/?v=1515942946139628

22 ปีที่ผ่านมาบอกเราว่า ปัญหาภาคใต้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการปราบปรามทางการทหาร ในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษแรก กองทัพไม่สามารถกดความรุนแรงให้ลดลงได้ แต่เมื่อเกิดการพูดคุยสันติภาพฯ ตั้งแต่ปี 2556 มีส่วนทำให้ระดับของความรุนแรงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ว่าความรุนแรงกำลังกระดกหัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ที่การพูดคุยสันติภาพไม่ก้าวหน้า



Rungrawee Chalermsripinyorat
14 hours ago
·
การปรับเอาคุณฉัตรชัย บางชวดซึ่งเป็นข้าราชการสายพลเรือนและเป็น "สายพิราบ" ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ แล้วมีข่าวว่า พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการกอ.รมน. ด้วย จะมานั่งเก้าอี้เลขาฯ สมช. แทน น่าจะแสดงทิศทางว่าจะมีการเปลี่ยนไปสู่แนวทางแบบ "สายเหยี่ยว" มากขึ้น ปฎิเสธไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะมีผลมาจากสถานการณ์ความรุนแรงที่ยกระดับเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา แต่การคุมสถานการณ์ไม่ได้นี้เป็นความบกพร่องของกองทัพที่เป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลความปลอดภัยของพื้นที่ด้วยหรือไม่ สมช. ไม่ได้คุมหน้างานในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ แต่ดูงานในเชิงนโยบายภาพใหญ่เป็นหลัก

การโจมตีล่่าสุดไม่ได้มุ่งเอาชีวิต แต่ว่ามุ่งที่จะแสดงศักยภาพ ทำให้เห็นว่ามีกองกำลังอยู่ทั่วในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้จะไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ชัดแจ้งว่าเป็นฝีมือของ BRN แต่รูปแบบการก่อเหตุแบบนี้เป็นรูปแบบที่ BRN ใช้มาโดยตลอด การก่อเหตุแบบหลายจุด พร้อมๆ กันก็เกิดขึ้นหลายครั้งนับไม่ถ้วนในรอบกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ในด้านหนึ่งปฎิบัติการเช่นนี้เป็นการปลุกขวัญและกำลังใจของคนในขบวนการด้วยว่ามีเพื่อนร่วมขบวนการอยู่ทั่วในหลายพื้นที่ และ BRN อาจจะต้องการใช้ศักยภาพทางการทหารในการเพิ่มอำนาจในการต่อรองกันรัฐไทย แต่ว่าการก่อเหตุในลักษณะนี้อาจจะทำให้รัฐไทยตอบโต้ด้วยการปราบทางการทหารอย่างรุนแรง ซึ่งมิได้มีผลดีต่อภาพรวมในการแก้ไขปัญหา และรัฐไทยก็ไม่ควรที่จะตกหลุมด้วยการโต้กลับด้วยการหันไปเน้นเรื่องการปราบปรามทางการทหาร

22 ปีที่ผ่านมาบอกว่าเราว่าปัญหาภาคใต้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการปราบปรามทางการทหาร ในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษแรก กองทัพไม่สามารถกดความรุนแรงให้ลดลงได้ แต่เมื่อเกิดการพูดคุยสันติภาพฯ ตั้งแต่ปี 2556 มีส่วนทำให้ระดับของความรุนแรงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ว่าความรุนแรงกำลังกระดกหัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ที่การพูดคุยสันติภาพไม่ก้าวหน้า การจะหันเหทิศทางการแก้ปัญหาไปในทางแบบ "เหยี่ยว" มากขึ้น น่าจะเป็นผลเสียต่อการแก้ไขปัญหาในภาพรวม ชวนดูกราฟความรุนแรงของ Deep South Watch ด้านล่างอีกครั้งเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการกำหนดทิศทางนโยบายในอนาคต

ถ้าจะเดินหน้าในการแก้ไขปัญหา รัฐไทยจำเป็นที่จะต้องรับฟังข้อเรียกร้องที่เป็นเรื่องรากเหง้าของปัญหาผ่านกระบวนการสันติภาพอย่างจริงจัง โดยแสดงให้เห็นว่ารัฐพร้อมที่จะเข้าไปแก้ไขประเด็นต่างๆ ที่เป็นความอึดอัดขับข้องใจของคนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอำนาจในการบริหารจัดการพื้นที่ การศึกษา การแบ่งสัดส่วนรายได้จากทรัพยากรและภาษีที่เก็บได้ในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาทางการเมือง ที่ไม่สามารถจะแก้ไขด้วยการใช้กำลังทหารเข้าไปปราบปราม

ที่ผ่านมา หน่วยงานของรัฐเองมีความเห็นไม่ตรงกันต่อทิศทางการแก้ไขปัญหา เจ้าหน้าที่ความมั่นคงบางส่วน โดยเฉพาะสมช. ต้องการจะใช้การพูดคุยสันติภาพในการแก้ไขปัญหารากเหง้า ในขณะเดียวกัน นายทหารระดับสูงบางส่วน รวมถึงนักวิชาการด้านความมั่นคงบางคนไม่ค่อยเห็นด้วย จึงเป็นที่มาของกระแสต้าน JCPP นายทหารสายเหยี่ยวต้องการใช้การพูดคุยฯ เป็นเพียงเครื่องมือของการต่อต้านการก่อความไม่สงบ เจรจาเพื่อให้ยุติการก่อเหตุรุนแรง แต่ว่าไม่พร้อมที่จะแบ่งสรรอำนาจในการปกครองให้กับคนในพื้นที่มากขึ้น หากว่ารัฐยังคงยืนยันและดึงดัน การพูดคุยสันติภาพที่มีความหมายไม่สามารถเกิดขึ้นได้ วงจรอุบาทว์ของการก่อเหตุก็จะดำเนินไปเช่นนี้ โดยไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

นอกจากนี้ หากมีการใช้การทหารปราบหนักในรอบนี้ จะยิ่งทำให้ความขัดแย้งรุนแรงทวีเข้มข้นมากขึ้นและทำให้โอกาสในการกลับมาพูดคุยเจรจากันยิ่งจะยากขึ้นไปอีก
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=10164708424832840&set=a.10151079051382840
.....

โพสต์ขงอคุณ 'รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช' นักวิชาการสันติศึกษา ผู้ศึกษาขบวนการบีอาร์เอ็น

(แปลไทยด้วย Google Translate)

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ดิฉันได้แสดงความคิดเห็นต่อสื่อต่างประเทศ และคิดว่าประเด็นเหล่านี้น่าจะเป็นที่สนใจของเพื่อนและเพื่อนร่วมงานที่ใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งกำลังติดตามสถานการณ์ในภาคใต้ของประเทศไทย

*   เหตุโจมตีที่เกิดขึ้นเกือบจะพร้อมกันในหลายจังหวัดไม่ใช่เรื่องใหม่ การโจมตีในลักษณะนี้ รวมถึงการมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจที่ไม่ใช่ของชาวมุสลิม ถือเป็นรูปแบบการปฏิบัติการของกลุ่ม BRN แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่า BRN เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีที่ประสานงานกันในครั้งนี้ก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว การโจมตีลักษณะนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตในระดับสูงสุด แต่เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองมากกว่า นอกจากนี้ยังช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกลุ่มผู้ต่อสู้ โดยแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีผู้สนับสนุนและสหายร่วมอุดมการณ์ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกทั้ง BRN อาจใช้การโจมตีดังกล่าวเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองบนโต๊ะเจรจาสันติภาพ อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้อาจส่งผลย้อนกลับได้ หากนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงขึ้นและการปราบปรามทางทหารที่เข้มข้นขึ้นจากรัฐบาลไทย

*   ประสบการณ์จากความขัดแย้งด้วยความรุนแรงที่ยืดเยื้อมากว่า 22 ปี ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งในภาคใต้ของไทยไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการปราบปรามทางทหารเพียงอย่างเดียว ในช่วงสิบปีแรกที่ไม่มีกระบวนการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการ ฝ่ายทหารไม่สามารถลดระดับความรุนแรงลงได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่หลังจากที่มีการเริ่มกระบวนการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการในปี 2013 เราก็ได้เห็นสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในปี 2021 โดยสถานการณ์ความรุนแรงค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้น ในขณะที่กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพกลับมีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อย

* สาเหตุหลักที่ทำให้กระบวนการสันติภาพไม่คืบหน้ามาจากความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องแนวทางการพูดคุยระหว่างหน่วยงานความมั่นคงของไทย หน่วยงานบางแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ต้องการผลักดันให้กระบวนการนี้เป็นกระบวนการสร้างสันติภาพที่แท้จริง ซึ่งมีการหารือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนรวมถึงข้อเรียกร้องของชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูอย่างเปิดเผย ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายทหารมักมองว่าการพูดคุยนี้เป็นส่วนขยายของการปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดระดับความรุนแรงทางกายภาพควบคู่ไปกับการรักษาสถานะเดิม (status quo) และยังคงไม่เต็มใจที่จะพิจารณาการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใดๆ ดิฉันเชื่อว่าความแตกต่างของแนวทางระหว่างหน่วยงานรัฐของไทยนี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางความคืบหน้าของการพูดคุยเพื่อสันติภาพ

* เหตุการณ์สังหารอาสาสมัครทหารพราน 5 นายและการโจมตีแบบประสานงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อเร็วๆ นี้ อาจส่งผลให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อกลุ่ม BRN การเปลี่ยนตัวเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากแนวทางที่เน้นการประนีประนอม (สายพิราบ) ไปสู่แนวทางที่เน้นความเด็ดขาดและใช้กำลัง (สายเหยี่ยว) มากขึ้น ในขณะนี้ ดูเหมือนว่าฝ่ายไทยจะมีความกระตือรือร้นในการพูดคุยเจรจาน้อยลง อย่างไรก็ตาม ดิฉันเชื่อว่ารัฐบาลไทยควรยืนหยัดและเดินหน้ากระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพต่อไป โดยควรพยายามบรรลุข้อตกลงเรื่องการยุติความรุนแรง (Cessation of Violence หรือ CoV) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่ม BRN ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยสร้างกลไกที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการลดและควบคุมความรุนแรงในพื้นที่ หากปราศจากเวทีสำหรับการพูดคุยกับกลุ่ม BRN และมีการใช้มาตรการที่รุนแรงเด็ดขาดเพื่อปราบปรามกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ความขัดแย้งก็มีแนวโน้มที่จะฝังรากลึกยิ่งขึ้นและสถานการณ์อาจเลวร้ายลงกว่าเดิม

https://www.facebook.com/rungrawee.chalermsripinyorat/posts/10164709716907840




สส. รอมฎอน ปันจอร์ เรียกร้องนายกฯ อนุทิน ในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรี เร่งตั้ง คกก.ไต่สวนข้อเท็จจริงกรณี ฮ.ยิงวัยรุ่นนราฯ โดยเร็ว แม้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก แต่ก็ยังอยู่ในประเทศไทย แม่ทัพภาคที่ 4 ก็ยังเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา และรัฐไทยยังคงมีระบบกฎหมายเดียวกัน


Romadon Panjor
11 hours ago
·
นายกฯ อนุทินอย่าบ่ายเบี่ยงเลี่ยงความรับผิดชอบ! ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ตัวท่านเองมีอำนาจ เร่งตั้ง คกก.ไต่สวนข้อเท็จจริงกรณี ฮ.ยิงวัยรุ่นนราฯ โดยเร็ว แม้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก แต่ก็ยังอยู่ในประเทศไทยครับ แม่ทัพภาคที่ 4 ก็ยังเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน และรัฐไทยยังคงมีระบบกฎหมายเดียวกันครับ

กองทัพภาคที่ 4 ไม่ได้แบ่งแยกการปกครองพื้นที่ 3 จังหวัดออกไปนะครับ เรายังอยู่ในประเทศเดียวกัน!!

หลังเหตุการณ์ตากใบ แม้ว่าอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก นายกฯ ทักษิณ ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 335/2547 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการอิสระสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์อําเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ขึ้น ลงวันที่ 2 พ.ย. 2547 โดยมีนายพิเชต สุนทรพิพิธ อดีตผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา เป็นประธาน ใช้เวลาทำงาน 45 วัน ก่อนส่งรายงานให้นายกฯ วันที่ 17 ธ.ค.ปีเดียวกันนั้น

ข้ออ้างที่ว่านายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจ เป็นความเข้าใจผิดขั้นสุดและเป็นการบอกปัดความรับผิดชอบที่ร้ายแรงที่สุดครับ

ท่านมีอำนาจที่ชอบธรรม ก็จงใช้อำนาจนั้นครับ การปล่อยให้แม่ทัพภาคที่ 4 ตั้งกลไกตรวจสอบกันเองเช่นนี้ นอกจากจะไม่สามารถฟื้นคืนความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อกองทัพ (รวมถึงตัวแม่ทัพเอง) และแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลแล้ว ยังสั่นคลอนความชอบธรรมของรัฐด้วยครับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10239724684390316&set=a.3169981163654
.....

Gemini (AI) คิดยังไง

มุมมองทางกฎหมายและการเมือง (ฝ่ายนิติบัญญัติและภาคประชาสังคม) สส. และนักวิชาการหลายฝ่ายมองว่า นายกรัฐมนตรียังมีอำนาจตามกฎหมายในการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้ หากประสงค์จะทำ ผ่านกลไกดังต่อไปนี้:

อำนาจตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 (มาตรา 11): นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล มีอำนาจกำกับดูแลราชการแผ่นดิน และสามารถสั่งแต่งตั้ง "คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอิสระ" หรือคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อสรุปรายงานเสนอต่อฝ่ายบริหารได้ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการใช้อำนาจตามกฎอัยการศึกของทหาร


บรรทัดฐานในอดีต: ในเหตุการณ์ตากใบ (ปี 2547) แม้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก รัฐบาลในขณะนั้นก็เคยใช้อำนาจฝ่ายบริหารแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระไต่สวนข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความโปร่งใสและสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

กฎอัยการศึกให้อำนาจการยึดกุมพื้นที่และยุทธการแก่ทหารเป็นหลัก แต่นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำรัฐบาลยังคงมีอำนาจในการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในเชิงบริหารได้ การระบุว่าไร้อำนาจจึงเป็นเรื่องของดุลยพินิจทางการเมืองและความตั้งใจที่จะไม่แทรกแซงสายการบังคับบัญชาของฝ่ายความมั่นคงมากกว่าข้อจำกัดทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด




บีบีซีไทยสรุปสาระสำคัญจาก “ไส้ใน” ของเอกสารแนวทางการปฏิรูปราชการที่ผ่านความเห็นชอบของฝ่ายบริหารยุค “อนุทิน 2” ซึ่งถือเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย นำ มท. 2-4 เข้าพบปะข้าราชการกระทรวงเป็นครั้งแรกเมื่อ 7 เม.ย. หลังเข้ารับตำแหน่งในรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยสมัยที่ 2

ผ่าไส้ในแผนปฏิรูปราชการฉบับรัฐบาลภูมิใจไทย เทียบโจทย์จากนักวิชาการ

หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Publishedเมื่อ 9 ชั่วโมงที่แล้ว

นักวิชาการที่เกาะติดการปฏิรูปรัฐไทยเสนอให้ผู้เกี่ยวข้องตั้งโจทย์ในการปฏิรูปให้ชัด ก่อนตั้งเป้าหมาย "ตัดคน" ในภาคราชการ หลังรัฐบาล "อนุทิน 2" เดินหน้าปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่

หนึ่งในนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อ 9 มี.ค. คือการปฏิรูประบบราชการ ให้เป็น "ราชการทันใจ" มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ "ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ" และเสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการปรับบทบาท ภารกิจ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เปลี่ยนบทบาทภาครัฐเป็น "ผู้อำนวยความสะดวก" ให้เหลือบทบาท "ผู้ควบคุม" เพียงเท่าที่จำเป็น

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ให้คำมั่นกลางรัฐสภาว่า จะขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง "พูดแล้วทำ"

5 เดือนผ่านไป คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแนวทางการปฏิรูประบบราชการ ซึ่งครอบคลุมทั้งมิติกำลังคนและมิติโครงสร้าง หลังวิเคราะห์แล้วพบปัญหา "ขนาดของภาครัฐขยายตัวเกินความจำเป็น และภาระงบประมาณรายจ่ายด้านบุคลากรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง"

ปัจจุบัน ไทยมีกำลังคนในภาครัฐอยู่ 3 ล้านคน คิดเป็น 4.56% ของกำลังแรงงานในประเทศ (ประชากรในวัยแรงงานซึ่งอายุ 15 ปีขึ้นไป มีราว 40.54 ล้านคน)

รัฐใช้จ่ายงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรภาครัฐทั้งที่ยังอยู่ในราชการและเกษียณอายุแล้วสูงถึงปีละ 1.2 ล้านล้านบาท

มาตรการที่จะเกิดขึ้นทันทีหลังมีมติ ครม. เมื่อ 11 ส.ค. คือ ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี และยุติการจัดตั้งสำนักงานส่วนกลางในส่วนภูมิภาคทั้งหมด



บีบีซีไทยสรุปสาระสำคัญจาก "ไส้ใน" ของเอกสารแนวทางการปฏิรูปราชการที่ผ่านความเห็นชอบของฝ่ายบริหารยุค "อนุทิน 2" ซึ่งถือเป็นจุดตั้งต้นสำคัญในการแปลงนโยบายปฏิรูประบบราชการไปสู่การปฏิบัติ

เป้าหมายลด ขรก. 15% จะบรรลุผลได้อย่างไร

ส่วนแรก การบริหารจัดการกำลังคนภาครัฐ ครม. เห็นชอบตามข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) โดยให้ชะลอการขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในทุกกรณี ให้ส่วนราชการใช้มาตรการ "ตรึงอัตรากำลัง บริหารอัตรากำลังที่มีอยู่ และบรรจุอัตราว่างเท่าที่จำเป็น ตามผลการสอบแข่งขัน/คัดเลือกที่ได้ประกาศขึ้นบัญชี หรืออยู่ระหว่างดำเนินการสอบแข่งขัน/คัดเลือก" เพื่อควบคุมการเพิ่มกรอบอัตรากำลังในภาพรวม

ทั้งนี้รัฐบาลตั้งเป้าหมายลดกรอบอัตรากำลังลงไม่น้อยกว่า 15% (จากฐานปี 2569) ภายในปีงบประมาณ 2575

นอกจากนี้ให้คณะอนุกรรมการสามัญประจำกระทรวง (อ.ก.พ.กระทรวง) ดำเนินการต่อไปนี้
  • ยุบเลิกกรอบอัตราข้าราชการ ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ และประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน ที่ไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณตั้งแต่ 1 ต.ค. 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นกรณีมีการประกาศรับสมัครไว้แล้ว
  • ยุบเลิกตำแหน่งข้าราชการ ประเภทวิชาการและประเภททั่วไป ซึ่งเป็นอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งเดิมเคยได้รับการทดแทนด้วยการจ้างงานรูปแบบพนักงานราชการ (ยกเว้น กรณีสายงานแพทย์และทันตแพทย์ของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และกรณีผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำ) ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2571-2575 พูดง่าย ๆ ว่าถ้าตำแหน่งไหนเกษียณก็ให้ยุบอย่างต่อเนื่อง
  • ยุบเลิกตำแหน่งในสายงานสนับสนุนที่ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบการจ้างงานประเภทข้าราชการ 11 สายงาน เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งเกษียณอายุ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป ทั้งนี้ให้ส่วนราชการทยอยยุบเลิกตำแหน่งเมื่อผู้ดำรงตำแหน่งพ้นจากราชการ และพิจารณาใช้รูปแบบการจ้างงานอื่นที่เหมาะสมทดแทน ควบคู่กับการวางแผนและบริหารกำลังคนในระยะยาว
สำหรับ 11 สายงานที่ให้ยุบเลิก ประกอบด้วย 1) เจ้าพนักงานธุรการ (เฉพาะในราชการบริหารส่วนกลาง) 2) เจ้าพนักงานเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ 3) เจ้าพนักงานสื่อสาร 4) เจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษา 5) เจ้าพนักงานห้องสมุด 6) นายช่างขุดลอก 7) นายช่างพิมพ์ 8) นายช่างภาพ 9) นายช่างศิลป์ 10) บรรณารักษ์ (ยกเว้น กรณีกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม) และ 11) ผู้ประกาศและรายงานข่าว


นายกสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ นำทีมเข้ายื่นหนังสือถึงนายกฯ ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 เพื่อขอให้ทบทวนการยุบตำแหน่งบรรณารักษ์ในภาคราชการ เมื่อ 24 ส.ค.

อย่างไรก็ตามสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทยฯ และเหล่าบรรณารักษ์ได้ยื่นหนังสือถึงนายกฯ เมื่อ 24 ส.ค. เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนมาตรการยุบเลิกตำแหน่งบรรณารักษ์ในภาครัฐเอาไว้ก่อน จนกว่าจะศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยให้เหตุผลว่าเป็นวิชาชีพเฉพาะที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ และ "ไม่มีประเทศใดในโลกทำเช่นนี้" ก่อนที่สำนักงาน ก.พ. จะออกเอกสารข่าวชี้แจงว่า ไม่ได้จะยกเลิกห้องสมุดหรือยกเลิกวิชาชีพบรรณารักษ์ เพียงแต่ "ปรับรูปแบบการจ้างงาน" เท่านั้น

ขีดเส้น 3 เดือน ทบทวนความซ้ำซ้อนราชการส่วนภูมิภาค

ส่วนที่สอง การยุบเลิกราชการส่วนกลางในส่วนภูมิภาค ตามข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบข้าราชการ (ก.พ.ร.) โดยให้ยุติการจัดตั้งสำนักงานส่วนกลางในส่วนภูมิภาคทั้งหมดนับแต่นี้เป็นต้นไป

ปัจจุบันมีส่วนราชการที่ตั้งในภูมิภาค 10,010 หน่วยงาน ในจำนวนนี้เป็นหน่วยงานที่เข้าข่ายต้องทบทวนความจำเป็นเร่งด่วนมีทั้งสิ้น 3,708 หน่วยงาน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของส่วนราชการในภูมิภาคทั้งหมด

เมื่อพิจารณารายละเอียดลึกลงไป พบว่า ส่วนราชการระดับกอง 11,667 หน่วยงาน ที่อยู่ภายใต้สังกัด 163 กรม 20 กระทรวง มีกองอยู่ 85.8% ตั้งอยู่ในภูมิภาค แบ่งเป็น
  • ราชการส่วนภูมิภาค 7,817 หน่วยงาน (ระดับจังหวัด 2,496 หน่วยงาน และระดับอำเภอ 5,321 หน่วยงาน)
  • หน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาครวม 2,193 หน่วยงาน แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวของโครงสร้างส่วนราชการจากส่วนกลางไปตั้งอยู่ในพื้นที่ในสัดส่วนสูงมาก นอกจากนี้ยังมีองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อีก 7,842 แห่ง
มีบุคลากรส่วนราชการปฏิบัติงานในภูมิภาค 438,470 คน จากทั้งหมด 675,766 คน หรือคิดเป็น 64.88% (ณ เดือน ธ.ค. 2568) ในจำนวนนี้เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ 348,099 คน

สำนักงาน ก.พ.ร. ตั้งข้อสังเกตว่า ในพื้นที่เดียวกันมีหน่วยงานภาครัฐซ้ำซ้อน 3 ชั้น คือ มีทั้งราชการส่วนภูมิภาค, ราชการส่วนกลางในภูมิภาค, อปท. ทับซ้อนกันกว่า 17,800 หน่วยงาน ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการทำงาน และความสับสนของประชาชนที่มาติดต่อขอรับบริการ


นายกฯ เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล โดยมีผู้ว่าฯ และผู้บังคับการจังหวัดเข้าร่วมเมื่อ 21 พ.ค.

แนวทางใหม่ที่จะนำมาใช้จัดส่วนราชการในภูมิภาคมี ดังนี้
  • ส่วนกลางในภูมิภาค ยุติการจัดตั้งหน่วยงานเพิ่มขึ้นใหม่ และทบทวนความจำเป็นของหน่วยงานเดิม โดยพิจารณาถ่ายโอนภารกิจให้ อปท. หรือส่วนอื่นทำแทน
องค์ประกอบการพิจารณา: เป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย พัฒนา งานวิชาการ งานที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง, พื้นที่ปฏิบัติภารกิจต้องครอบคลุมมากกว่า 1 จังหวัด อาจเป็นกลุ่มจังหวัด ลุ่มน้ำ กลุ่มป่า, ต้องไม่มีหน่วยงานของกรมที่เป็นราชการส่วนกลางในภูมิภาค หรือราชการส่วนภูมิภาคอยู่เดิม
  • ราชการส่วนภูมิภาค ทบทวนความจำเป็น และรวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ไปอยู่ภายใต้ส่วนราชการเดียวกัน (One Roof) ทั้งนี้ให้จัดทำข้อเสนอในการจัดโครงสร้างส่วนราชการใหม่ (Rearrange) และ One Roof ภายใน 1 ปี เสนอต่อ ก.พ.ร. ภายใน 3 เดือน หรือภายในเดือน พ.ย. นี้
องค์ประกอบการพิจารณา: เป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาต และบังคับใช้กฎหมาย, ส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้, การจัดบริหารภาครัฐให้ประชาชน โดยกำหนดให้ส่วนราชการประจำจังหวัดเป็นผู้แทนกระทรวงเพียงส่วนราชการเดียว และไม่จำเป็นต้องจัดตั้งครบทุกจังหวัดหรืออำเภอ

นอกจากนี้ให้ชะลอการปรับโครงสร้างหน่วยงาน จนกว่า ก.พ.ร. จะพิจารณาข้อเสนอของส่วนราชการแล้วเสร็จ ส่วนการจัดตั้งหน่วยงานโดยอาศัยอำนาจของรัฐมนตรี (รมต.) ในการออกประกาศกำหนด หรือการกำหนดให้ตั้งหน่วยงานใหม่ในพื้นที่ ต้องสอบถามความเห็น ก.พ.ร. ก่อน

แม้รัฐบาลชุดก่อน ๆ มีเจตนาลดหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคลง แต่กลับพบการเพิ่มจำนวนขึ้น โดยมีการจัดตั้งหน่วยงานตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการที่ให้อำนาจ รมต. ในการออกประกาศกำหนดจำนวนทั้งสิ้น 3,708 หน่วยงาน แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
  • ประเภทที่กำหนดจำนวนหน่วยงานไว้ในกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ จำนวน 45 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคลังเขต 1-9 กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง
  • ประเภทที่ไม่ได้กำหนดจำนวนหน่วยงานไว้ในกฎกระทรวงบางส่วนราชการ จำนวน 3,370 หน่วยงาน อาทิ สำนักงานสรรพากรพื้นที่ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง, แขวงทางหลวง กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม
  • กลุ่มที่จัดตั้งตามกฎหมายอื่น จำนวน 293 หน่วยงาน เช่น ด่านศุลกากร กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง
พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2534 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติให้มีการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง, ส่วนภูมิภาค, และส่วนท้องถิ่น โดยไม่ได้กำหนดรายละเอียดเรื่องการบริหารราชการส่วนกลางในภูมิภาค ดังนั้นการมีอยู่ของหน่วยงานประเภทนี้จึงไม่สอดคล้องกับกฎหมาย

ความคาดหวังของรองฯ ปกรณ์-นักเศรษฐศาสตร์การเมือง ต่อการปฏิรูปราชการ 69

ภายใต้แนวทางปฏิรูปกำลังคนภาครัฐและปฏิรูปโครงสร้างราชการ หัวหอกในการปฏิรูประลอกใหม่ที่ชื่อนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) และประธาน ก.พ.ร. คาดหวังว่า จะสามารถลดกำลังคนภาครัฐได้มากกว่า 30,000 อัตรา และตั้งเป้าหมายปรับลดงบประมาณรายจ่ายประจำให้เหลือไม่เกิน 30% จากปัจจุบัน 70%

"ถ้าเราไม่ทำตอนนี้ อนาคตลูกหลานจะเดือดร้อน" นายปกรณ์กล่าวภายหลัง ครม. เห็นชอบแนวทางการปฏิรูประบบราชการเมื่อ 11 ส.ค. ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามรองนายกฯ ยอมรับว่า การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ "ไม่สามารถเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว" เพราะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างขนาดใหญ่ จำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและค่อยเป็นค่อยไป โดยอาจต้องใช้เวลาผลักดันถึง 8 ปี ไม่ใช่เพียงกรอบเวลา 4 ปีของรัฐบาล 1 ชุด


นายกฯ อนุทิน กับรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ปกรณ์ ในระหว่างการประชุมสภา

ด้าน ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจ และนโยบายอุตสาหกรรม บอกว่า "ไม่มีความคาดหวังอะไรยิ่งใหญ่ แต่อยากเห็นการปฏิรูปที่เกิดผลลัพธ์จริง และทำแบบมีกระบวนที่ครอบคลุมในมิติสำคัญที่ควรจะเป็น" หลังบีบีซีไทยถามถึงความคาดหวังในการปฏิรูปราชการปี 2569

แม้มีบทบาทในหลายบอร์ดที่เกี่ยวข้องการงานปฏิรูปรัฐไทย ทั้งกรรมการ ก.พ.ร., กรรมการปฏิรูปกฎหมาย, ทีมร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใหม่ (2571-2575) แต่เขาออกตัวว่า "ไม่ได้สวมหมวกหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง" ในการสื่อสารความเห็นในครั้งนี้

ดร.แบ๊งค์เห็นว่า ไทยกำลังโดนดิสรัปต์ (ถูกเปลี่ยนแปลง) จาก 3 เรื่องที่บีบให้ต้องปฏิรูป นั่นคือ แรงกดดันทางเทคโนโลยีนวัตกรรม, การปรับตัวของโลกซึ่งไทยต้องเข้าไปสัมพันธ์และปรับตัวให้สอดรับกับมาตรฐานสากล, และความต้องการของประชาชนที่เรียกร้องความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการให้บริการของภาครัฐ

4 ปฏิรูปที่ต้องทำไปพร้อมกัน

ในการลงมือปฏิรูปรัฐไทย นักวิชาการรายนี้แนะว่าควรคิดถึงการดำเนินการ 4 ด้านไปพร้อมกัน ได้แก่ ปฏิรูปกฎระเบียบภาครัฐ, ปฏิรูปโครงสร้างหน้าที่ระบบราชการ, ปฏิรูปกำลังคนในระบบราชการ, และปฏิรูปเศรษฐกิจ

ด้านแรก ปฏิรูปกฎระเบียบภาครัฐ

ปัจจุบันไทยมีกฎหมายที่บังคับใช้อยู่กว่าหมื่นฉบับ แบ่งเป็น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประมาณ 1,382 ฉบับ, พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กว่า 7,000 ฉบับ, กฎกระทรวงกว่า 7,000 ฉบับ

ในส่วนของ พ.ร.บ. ที่มีผลบังคับใช้ก่อนปี 2520 มีอยู่ประมาณ 280 ฉบับ ซึ่ง ดร.แบ๊งค์ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นช่วงที่การใช้คอมพิวเตอร์ในระบบราชการไทยยังไม่แพร่หลาย นั่นหมายความว่าการเขียนกฎหมายคิดบนขั้นตอนทางราชการที่ใช้กระดาษเป็นหลัก กระบวนการทางราชการยังเป็น "จินตนาการแบบเก่า" ว่าต้องถ่ายเอกสารไปทีละโต๊ะ ๆ ดังนั้นถ้าไม่ปฏิรูปกฎหมาย ก็จะปฏิรูปกระบวนการไม่ได้

อาจารย์ประจำสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ฯ จาก มจธ. เสนอ 5 กระบวนท่าในการปฏิรูปกฎหมายของไทย ซึ่งการจะใช้เครื่องมือใดต้องวินิจฉัยให้เหมาะสมกับอาการ
  • Regulatory Guillotine หรือที่เรียกกันว่า "กิโยตินกฎหมาย" ตัดกฎ ระเบียบ ขั้นตอน รวมถึงรูปแบบราชการที่ไม่จำเป็นหรือที่มีต้นทุนสูงในการกำกับดูแลทางกฎหมายทิ้งไป เป็นเครื่องมือที่เหมาะกับการจัดการกฎหมายที่อยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหาร เช่น กฎกระทรวงที่มีอยู่ แต่ไม่ถูกใช้งาน ทั้งนี้มีการทำกิโยตินกฎหมายในหลายประเทศ เช่น เกาหลีใต้ เวียดนาม
  • Omnibus Law คือการแก้กฎหมายหลายฉบับพร้อมกันด้วยออกกฎหมายฉบับเดียว มีหลายประเทศเคยใช้ เช่น ในฝรั่งเศส มี Macron Law แก้กฎหมาย 15-20 ฉบับภายใต้ พ.ร.บ. ฉบับเดียว ในอินโดนีเซีย มี Job Creation Act แก้กฎหมาย 70 ฉบับด้วย พ.ร.บ. ฉบับเดียว เครื่องมือนี้เหมาะกับการผลักดันวาระสำคัญ เช่น ไทยจะเข้าเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี (Organisation for Economic Co-operation and Development – OECD) ในปี 2571 หนึ่งในหลักเกณฑ์สำคัญคือกฎระเบียบของรัฐไทยต้องสอดคล้องกับกฎระเบียบของ OECD จึงต้องแก้กฎหมายหลายฉบับพร้อมกัน ซึ่งสามารถเสนอชุดกฎหมาย OECD Omnibus Law ได้
  • Legislative Instruments Act คือกฎหมายลำดับรองกำหนดให้มีอายุขัย มีวันหมดอายุ โดยไม่ต้องเสนอยกเลิกหรือแก้กฎหมายทีละชิ้น หากกฎหมายใดไม่มีความสำคัญ หน่วยงานไม่ได้อยากรักษาไว้ แค่นิ่งเฉย กฎหมายก็หมดอายุไปเอง ซึ่งเป็นสูตรที่ออสเตรเลียใช้
  • Regulatory Sandbox คือการทำ "กระบะทรายทางกฎหมาย" หากมีเทคโนโลยีนวัตกรรมที่จำเป็นและสำคัญในอนาคต แต่ยังไม่แน่ใจว่าผลกระทบรุนแรงแค่ไหน ดีร้ายอย่างไร ก็จำเป็นต้องมีการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่เฉพาะหนึ่ง ๆ ภายใต้กรอบระยะเวลาหนึ่ง ๆ เพื่อทดลองผล หากเกิดผลดีมากกว่าก็อาจนำไปสู่การยกเว้นเป็นการทั่วไปในอนาคต
  • Cost-in, Cost-out Condition หรือระบบบริหารจัดการและควบคุมต้นทุนด้านกฎระเบียบ ในบางประเทศมีหลักคิดว่าถ้าอยากได้กฎหมายใหม่ ต้องเอากฎหมายเก่ามาแลก โดยหน่วยงานที่เสนอกฎหมายนั้นต้องวิเคราะห์กฎหมายเดิม คำนวณต้นทุนการกำกับดูแลทางกฎหมายนั้น แล้วพิจารณาว่าจะยุบรวมกฎหมายหลายฉบับหรือตัดทิ้งไปเลย แลกกับการเสนอร่างกฎหมายใหม่ ซึ่งจะช่วยคุมทั้งปริมาณและคุณภาพของกฎหมาย

ไทยตั้งเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ภายในปี 2571 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการประเมินทางเทคนิค ซึ่งต้องจัดทำข้อมูล ตอบแบบสอบถาม และประเมินความสอดคล้องของกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของไทยกับมาตรฐาน OECD

ด้านที่สอง ปฏิรูปโครงสร้างหน้าที่ระบบราชการ

ที่ผ่านมา มีการปฏิรูปโครงสร้างราชการไปแล้วบางส่วนโดยใช้เครื่องมือหลากหลาย อาทิ การส่งมอบบริการภาครัฐให้สะดวกและมีความคล่องตัวมากขึ้น ผ่านการผลักดันผ่าน พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชนปี 2569 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือน ม.ค. 2570 หรือการลดการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งไทยได้เข้าสู่ภาคีความร่วมมือภาครัฐแบบเปิด (Open Government Partnership - OGP) เมื่อ ม.ค. 2569

ทว่าสำหรับประเด็นใหม่ที่รัฐบาลกำลังผลักดันอย่างจริงจังตามมติ ครม. เมื่อ 11 ส.ค. หนีไม่พ้น การทบทวนราชการส่วนกลางในส่วนภูมิภาค อดีตข้าราชการระดับผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน 2 คนที่บีบีซีไทยพูดคุยด้วยประเมินตรงกันว่า ประเด็นนี้จะเป็น "จุดแตกหัก" ในแผนปฏิรูปราชการ เพราะมีผู้ได้รับผลกระทบมาก จึงเชื่อว่าจะมีแรงต้านมาก

ขณะที่ ดร.แบ๊งค์ให้ความเห็นว่า มีหน่วยงานที่แรกเริ่มมีความจำเป็น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภารกิจที่เคยจำเป็นอาจไม่จำเป็นหรือจำเป็นน้อยลง เช่น เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยทำให้เกิดความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างส่วนกลางกับประชาชนผู้ใช้บริการ จากเดิมที่เคยตั้งหน่วยงานส่วนกลางในภูมิภาคเพื่ออำนวยความสะดวก ก็อาจจำเป็นน้อยลง ส่วนภารกิจที่อาจยังจำเป็น ก็ต้องหารือกันเพื่อลดความซ้ำซ้อน เช่น อาจมีหน่วยแบบหลังคาเดียว (One Roof) คอยรับเรื่อง แล้วจัดสรรกระจายไปตามหน้าที่ต่าง ๆ ของแต่ละกรม นั่นหมายถึงความจำเป็นที่ต้องปรับพื้นที่ทำงาน แทนที่จะแบ่งรั้วรายจังหวัด เปลี่ยนเป็นกลุ่มจังหวัดได้หรือไม่ ให้นิยามพื้นที่ใหม่นอกจากทางกายภาพ

ดร.แบ๊งค์ ซึ่งเป็นกรรมการ ก.พ.ร. ด้านสังคมวิทยา ระบุว่า มีการประมาณการว่าถ้ามีการปฏิรูป แม้นำร่องใน 4 กระทรวงหลัก จะช่วยลดงบประมาณได้ 3,000-4,000 ล้านบาทต่อปี และทำให้มีประสิทธิภาพในการบริการประชาชนและการทำงานภาครัฐที่ไร้รอยต่อมากขึ้น

ด้านที่สาม ปฏิรูปกำลังคนในระบบราชการ

ส่วนการแตะไปที่คนในภาคราชการซึ่งมีจำนวนถึง 3,004,485 คน ตามข้อมูลของสำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คปร. (ณ 30 ก.ย. 2567) ในจำนวนนี้เป็นข้าราชการ 1,756,606 คน (58%) ส่วนที่เหลืออีก 1,247,879 คนเป็นกำลังพลประเภทอื่น ได้แก่ ลูกจ้างชั่วคราว พนักงานราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจด้วย พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ลูกจ้างประจำ และพนักงานองค์การมหาชน

ในส่วนของกำลังพลฝ่ายพลเรือนที่อยู่ในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นมีจำนวน 2,109,541 คน แบ่งเป็น ข้าราชการ 1,387,895 คน (65.79%) และกำลังคนประเภทอื่น 721,646 คน (34.21%)

นอกจากนี้สำนักงาน ก.พ. ยังประมาณการแนวโน้มการเกษียณอายุของข้าราชการพลเรือนสามัญในช่วง 10 ปี (2568-2577) ไว้ที่ 94,701 คน หรือเฉลี่ยปีละ 9,000 คน (1.58% ต่อปี) โดยสายงานที่จะมียอดผู้เกษียณอายุมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ, นักวิชาการสาธารณสุข, เจ้าพนักงานธุรการ, นายแพทย์, และเจ้าพนักงานสาธารณสุข

ขณะที่อายุเฉลี่ยของข้าราชการพลเรือนสามัญอยู่ที่ 42.14 ปี


ข้อมูลกำลังคนภาครัฐแต่ละประเภท จัดทำโดยสำนักงาน ก.พ. เมื่อปี 2567

ในการปฏิรูปกำลังคนภาครัฐ ดร.แบ๊งค์ขอนำเสนอแนวทาง 5 Re โดย 2 ตัวแรกต้องมาด้วยกันคือ Redeployment (จัดวาง/เกลี่ยอัตรากำลังคนใหม่) กับ Reskill (พัฒนาทักษะใหม่) เมื่องานบางอย่างหายไปเพราะไม่สำคัญ ก็ต้องเกลี่ยคนไปอยู่ในงานที่สำคัญ และต้องมีการพัฒนาทักษะใหม่ให้คนเหล่านั้น

ส่วนตัวที่ 3 Retire นำคนที่มีสมรรถนะต่ำออกจากระบบ ซึ่งผู้บริหารเริ่มพูดถึงโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด แต่ขณะเดียวกันต้องมีการ Retention รักษาคนเก่งให้อยู่ในวงราชการต่อไป ซึ่งอาจมีมาตรการจูงใจ และไม่ลืม Recruit คัดสรรคนเก่ง ๆ เข้ามาเติมในระบบด้วย

ถอดบทเรียนปฏิรูป "แบบหน้ากระดาน" ยุคทักษิณ ถึงปฏิรูปแบบมุ่งเป้า

ด้านที่สี่ ปฏิรูปเศรษฐกิจ

ย้อนไปเมื่อ 2 ทศวรรษก่อน รัฐบาล "ทักษิณ" ประกาศนโยบายปฏิรูประบบราชการ ซึ่งนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายเรื่อง อาทิ การปรับโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรมครั้งใหญ่, การปรับตัวสู่การเป็น "รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์" (E-Government), การนำแนวคิดเรื่องการเป็น "รัฐบริการประชาชน" มาใช้ โดยเกิดจุดบริการนอกสถานที่ราชการที่เรียกว่าวันสต๊อปเซอร์วิส (One Stop Service -OSS) ขึ้นหลายแห่ง, การปรับบทบาทใหม่ของผู้บริหารจังหวัดในฐานะ "ผู้ว่าฯ ซีอีโอ", การประเมินผลการปฏิบัติราชการโดยกำหนดตัวชี้วัด (Key Performance Indicators - KPI) และให้รางวัลประจำปีแก่หน่วยงาน เหมือนกับบริษัทเอกชนที่แจกโบนัสให้พนักงานตามผลประกอบการ, การจ้างงานรูปแบบใหม่ในภาคราชการ เช่น พนักงานราชการ, การยกเลิก "ระบบซี" หรือระดับมาตรฐานกลาง (Common Level - C) 11 ระดับ แล้วเปลี่ยนเป็นการจำแนกจำแหน่งแบบ "ระบบแท่ง" 4 ประเภท ได้แก่ ตำแหน่งบริหาร, อำนวยการ, วิชาการ, ทั่วไป


ทักษิณ ชินวัตร นายกฯ คนที่ 23 ได้รับการขนานนามว่า "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง" โดยหนึ่งในนั้นคือการเปลี่ยนแปลงระบบราชการไทย

แต่ถึงกระนั้นบทเรียนยุคทักษิณถูกทบทวนโดย ดร.แบ๊งค์ที่เห็นว่า การปฏิรูปราชการที่ตั้งใจจัดการ 3 มิติ ทั้ง 20 กระทรวง กว่า 160 กรม แบบหน้ากระดานทำพร้อมกัน ทำให้เจอแรงต้านมหาศาล ในการปฏิรูปราชการรอบนี้ เขาจึงแนะนำให้ตั้งต้นจากภารกิจหรือวาระของประเทศ พิจารณาว่าอะไรคือความจำเป็นเร่งด่วนของประเทศ หน่วยงานไหนเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับโจทย์ในเรื่องนั้น จากนั้นลงมือปฏิรูปทั้ง 3 มิติ กฎหมาย โครงสร้างหน้าที่ และอัตรากำลัง เพื่อตอบโจทย์วาระนั้นก่อน หากสำเร็จก็ค่อยขยาย-เคลื่อนไปจัดการเรื่องอื่นที่มีลักษณะทั่วไปมากขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์จาก มจธ. กล่าวต่อไปว่า หากใช้วาระการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจโดยรัฐเข้าไปช่วยสนับสนุนเป็นโจทย์ในการปฏิรูป แล้วร้อยกลับมาสู่ประเด็นที่คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เสนอคือ "Reinvent Thailand" วาระที่รัฐและเอกชนตกลงร่วมกันเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยคืออะไร เกี่ยวกับหน่วยงานไหน ก็ใช้ตรงนั้นเป็นตัวจุดปะทุ หรือตั้งขอบเขตการปฏิรูปขั้นต้นไปก่อทั้ง 3 มิติเพื่อตอบโจทย์ให้การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจให้ราบรื่น

เขาเชื่อว่า นี่เป็นหนึ่งในวิธีการกำหนดกรอบการปฏิรูปแบบมุ่งเป้า ไม่ได้ทำแบบหน้ากระดาษ ซึ่งจะช่วยลดแรงต้านได้

แนะตั้งโจทย์ปฏิรูปให้ชัด ก่อนตั้งเป้าตัดคนออก

แต่ดูเหมือนการประกาศข่าวปฏิรูประบบราชการของรัฐบาลอนุทินจะตั้งต้นจากภาวะที่รัฐไทย "ถังแตก" เนื่องจากงบประมาณแผ่นดิน 2.78 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 73.6% ของงบประมาณปี 2570 (วงเงินรวม 3.78 ล้านล้านบาท) ถูกใช้ไปในรายจ่ายประจำ จนเหลืองบประมาณสำหรับการลงทุนและพัฒนาประเทศเพียง 30% เท่านั้น

ในปีงบประมาณล่าสุดที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา รัฐไทยตั้งงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรภาครัฐสูงถึง 1.24 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น งบบุคลากรโดยตรง (เงินเดือน/ค่าตอบแทน/ค่าจ้างประจำ/ค้าจ้างชั่วคราว) 6.7 แสนล้านบาท และอีกก้อนอยู่ในงบกลาง 5.72 แสนล้านบาท ได้แก่ เงินเบี้ยหวัดบำเหน็จ บำนาญ 3.89 แสนล้านบาท, ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 9.42 หมื่นล้านบาท และเงินสำรอง เงินสมทบ และเงินชดเชยของข้าราชการ 7.14 หมื่นล้านบาท, เงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ 1.3 หมื่นล้านบาท, เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 4.67 พันล้านบาท, เงินสมทบของลูกจ้างประจำ 260 ล้านบาท

ในทัศนะของนักเศรษฐศาสตร์รายนี้ วิธีกำหนดโครงเรื่องเล่าของนโยบายมีความสำคัญ จึงอยากชี้ชวนให้วางกรอบที่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ถ้าสำเร็จ ทุกคนวิน แม้แต่ตัวข้าราชการเองก็ไม่ได้สูญเสีย เพราะจำนวนมากจะมีการเกลี่ยอัตรา ไม่ใช่การตัดเพื่อลดต้นทุน

"ถ้าเรามีแผนการปฏิรูปที่ชัดเจน เอาเป็นตัวขึง แล้วทุกคนมุ่งสู่ตรงนั้น สมมุติทำได้ดี ระบบราชการอาจจะไม่ต้อง downsizing (ลดขนาดลง) จนกระทั่งเป็นการเอาคนออกครั้งใหญ่ก็ยังได้ แต่ทุกคนต้องเห็นว่าเป้าหมายเพื่ออะไร ถ้าเป้าเป็นการลดจำนวน มันก็ต้องมีใครสักคนไป ทุกคนก็จะหวาดระแวงซึ่งกันและกัน... ผมอยากให้มองการปฏิรูปรัฐไทยแบบไปข้างหน้ามากกว่า" ดร.แบ๊งค์กล่าว


ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ บอกว่าเขา "อยู่ในเกม" ที่ต้องช่วยปฏิรูป โดยเขาอยู่ทั้งในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปกฎหมาย, โครงสร้างราชการ, และเศรษฐกิจ

ในฐานะที่เข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คนหลากหลายแวดวง เขาเห็นว่าจิ๊กซอว์ 4 ปฏิรูปมีคนแยกกันทำอยู่ แต่ส่วนตัวคิดว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันและควรมองที่ยุทธศาสตร์ใหญ่ของประเทศ เพื่อให้ทุกคนมีกำลังใจจะปรับตัว ออกแบบเครื่องมือ และช่วยกันเปลี่ยนผ่านในพื้นที่ของตัวเอง

"ประเทศไทยไม่ขาดแคลน big project (โครงการขนาดใหญ่) หรือ big policy (นโยบายใหญ่) แต่เราขาดแคลน big picture (ภาพใหญ่) ขาดแคลนกลไกที่จะทำให้ big policy, big project เหล่านั้นสอดประสานกัน แล้วมีเข็มทิศนำทางไปสู่อะไร" นักวิชาการจาก มจธ. ระบุ

แม้การนำเสนอในมุมความจำเป็นเร่งด่วน ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าถ้าไม่ปรับตัวอันตราย จะมีความสำคัญ แต่ ดร.แบ๊งค์เตือนว่า คนก็ต้องการรู้ด้วยว่าแล้วทิศทางจะปรับไปไหนที่มีความหวังและปลอดภัย ยังมีโอกาสอยู่รอดและเติบโต โจทย์ใหญ่จึงอยู่ที่การสร้างแนวร่วมแห่งการปฏิรูปจากการที่ทุกคนเห็นภาพใหญ่ร่วมกัน

ความท้าทายในการปฏิรูปราชการ 69

เมื่อให้ประเมินว่าอะไรคือความท้าทายที่สุดในการแปลงนโยบายปฏิรูประบบราชการของรัฐบาลอนุทินให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

เขาเลี่ยงที่จะพูดถึงรัฐบาลอนุทินเป็นการเฉพาะ แต่ขอพูดภาพรวมความท้าทายเสมอมาของรัฐไทยที่แม้แต่การปฏิรูป ก็ปฏิรูปแบบไซโล แม้แต่ในหมู่นักปฏิรูปก็ไม่ได้อยู่ในทุกพื้นที่การปฏิรูป ดังนั้นความท้าทายคือการจูนไซโลของการปฏิรูปเข้าด้วยกัน ออกแบบกลไกที่เหมาะสม และการบริหารจัดการเพื่อให้กลไกนั้นทำงานจนเกิดผลสำเร็จ

"เหมือนเขียนแผนพัฒน์ฯ ให้ดี กับทำให้แผนพัฒน์ฯ นั้น implement (ทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ) ได้จริง มันเป็นระยะทางที่ห่างไกลมากจากแผนสู่ผล ก็จะเป็นอีกความท้าทายหนึ่ง" หนึ่งในผู้ร่วมยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 14 กล่าว

"วันนี้ผมก็อยู่ในเกม คือต้องช่วยปฏิรูป ผมคิดว่ามันต้องตั้งโจทย์เชิงบริหารความเปลี่ยนแปลงบนสิ่งที่มี แล้วใช้ประโยชน์จากตรงนั้นไปสู่การขับเคลื่อนที่ใหญ่กว่าได้อย่างไรในทางกลยุทธ์" เขากล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่รัฐบาลประเมินว่ามี 5 ความท้าทายในการแปลงนโยบายปฏิรูประบบราชการไปสู่การปฏิบัติ
  • ภาระงานไม่หายไปพร้อมกับตำแหน่ง: หากไม่ลงทุนระบบดิจิทัลและงบจ้างเหมาบริการรองรับล่วงหน้า ภาระงานจะถูกผลักไปยังข้าราชการสายงานหลักที่เหลืออยู่
  • ถ่ายโอนภารกิจโดยไม่ถ่ายโอนทรัพยากร: หากแรงจูงใจหลักมาจากการลดขนาดส่วนกลาง ภารกิจอาจถูกโอนให้ อปท. โดยไม่มีงบประมาณบุคลากรและทรัพย์สินตามมา
  • ข้อจำกัดของฐานอำนาจ: มติ ครม. มีลำดับศักดิ์ตํ่ากว่ากฎหมาย และการให้ความเห็นของ ก.พ.ร. มิใช่การให้ความเห็นชอบที่มีผลผูกพัน
  • ผลกระทบต่อพื้นที่ห่างไกล: เมื่อบุคลากร 64.88% ปฏิบัติงานในภูมิภาค การลดขนาดย่อมกระทบพื้นที่มากกว่าส่วนกลาง
  • ความชัดเจนของกลไกจูงใจ 1 ใน 3: ต้องมีมาตรฐานการคำนวณวงเงินที่ประหยัดได้ และมาตรการป้องกันการลดอัตรากำลังเกินความเหมาะสม

https://www.bbc.com/thai/articles/c5yd91z71yro





**สำคัญ : มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดงาน** เวทีผู้นำฝ่ายค้าน: “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” จาก ‘โรงแรมพูลแมนฯ’ ไปที่ อาคารรัฐสภา ชั้น B1 ห้อง B1-1 เหตุผล ข้างล่าง


สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว

12 hours ago
·
‘โรงแรมพูลแมนฯ’ เปลี่ยนใจ! ของดใช้พื้นที่ จัด ‘เวทีผู้นำฝ่ายค้าน’ ‘พริษฐ์’ เผยเพิ่งได้รับแจ้ง ย้ำ ประสานทุกอย่างตามขั้นตอน ก่อนตีปี๊บ ปัดไม่ใช่เกมการเมือง ยันเดินหน้าจัดเสาร์นี้ ใช้ห้องประชุมสภา จุคนได้มากกว่า

วันที่ 27 ส.ค. ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีเปลี่ยนสถานที่จัดกิจกรรม ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน หัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ที่โรงแรมพูลแมน คิง พาวเวอร์ วันที่ 29 ส.ค. ว่า ตนเพิ่งได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่รัฐสภา เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ว่าทางโรงแรมพูลแมน คิง พาวเวอร์ ซึ่งเราได้ประสานใช้พื้นที่จัดสวนาเวทีผู้นำฝ่ายค้าน ในวันที่ 29 ส.ค.นี้ แต่กลับเปลี่ยนการตัดสินใจ แจ้งขอให้เราเลื่อน หรือไม่จัดงานดังกล่าวที่โรงแรมพูลแมนในวันเสาร์นี้ ซึ่งก็ไม่เป็นไร เนื่องจากตนได้มีการประสานจองห้องประชุมที่รัฐสภาฯ ไว้เป็นแผนสำรองตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ดังนั้น ยังจัดกิจกรรมเวทีผู้นำฝ่ายค้านเช่นเดิม แต่เปลี่ยนมาเป็นที่รัฐสภาแทน

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าคนอาจจะคิดว่าเป็นเกมการเมือง เนื่องจากรู้อยู่แล้วว่าอาจจะจัดไม่ได้ ถูกกดดัน แล้วเลื่อนไปจัดที่อื่น นายพริษฐ์ กล่าวว่า การคิดจัดเวทีผู้นำฝ่ายค้านที่โรงแรมพูลแมนฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ตนคิดว่าทุกคนก็รู้ว่าถูกกล่าวหาว่าเป็นสถานที่รวมตัว แต่ตนก็ได้รับคำยืนยันจากโรงแรมว่าจัดได้ ถึงได้ประชาสัมพันธ์งาน

เราทำทุกขั้นตอนตามปกติ มีการประสานรายละเอียดกันเยอะมาก โดยเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะสถานที่ ที่ต้องย้ำว่าสถานที่ไม่ได้มีการกระทำอะไรที่เป็นความผิด ก่อนจะได้รับแจ้งวันนี้ว่า มีการขอว่าไม่ให้จัดงาน ตนต้องย้ำว่า เป็นการเปลี่ยนการตัดสินใจของโรงแรมพูลแมน ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิ์ของเขาที่จะตัดสินใจได้ แต่เราก็มีแผนสำรองไว้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า โรงแรมแจ้งเหตุผลที่ขอไม่ให้จัดกิจกรรมหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ความจริงถามจากโรงแรมน่าจะเหมาะสมกว่า ตนก็พยายามจะเคารพสิทธิ์ของโรงแรมที่เป็นเอกชน ไม่อยากให้เกิดความเสียหายกับโรงแรม แต่สิ่งที่ตนยืนยันได้คือ 1. เราไม่เคยประชาสัมพันธ์อะไรไป โดยไม่ได้รับการยืนยันโดยรายละเอียดครบถ้วนก่อน 2.เราก็มีแผนสำรองไว้แล้ว คือจัดที่สภา ซึ่งเมื่อย้ายมาจัดที่สภาแล้วสามารถรับรองผู้ร่วมงานได้มากขึ้น จึงจะเปิดลงทะเบียนเพิ่ม
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1705460444274221&set=a.328293581990921




https://www.facebook.com/paritw/posts/1629019481926164

พริษฐ์ วัชรสินธุ - ไอติม - Parit Wacharasindhu 
8 hours ago
·
**สำคัญ : มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดงาน**
.
1. สถานที่จัดงานจะเปลี่ยนจากโรงแรมพูลแมน เป็น อาคารรัฐสภา ชั้น B1 ห้อง B1-1 (https://maps.app.goo.gl/FsSfs8GAh2QJegBfA) (เหตุผล อ่านเพิ่มเติมได้ใน comment)
.
2. ใครที่ลงทะเบียนไปแล้วก่อนหน้านี้ ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนใหม่ โดยท่านสามารถไปร่วมงานที่อาคารรัฐสภาได้เลย
.
3. เนื่องจากห้องที่รัฐสภาสามารถรองรับคนได้มากขึ้นกว่าสถานที่เดิมเล็กน้อย ทางเราได้เปิดให้มีการลงทะเบียนเพิ่มเติมได้ (https://forms.gle/UQug5zyTNP37MkbE7) โดยแบบฟอร์มจะปิดรับลงทะเบียนเมื่อมีคนลงทะเบียนครบตามจำนวนที่ห้องรองรับได้
.
4. ด้วยที่นั่งอันจำกัด ทางผู้จัดจะขอสงวนสิทธิในการเข้าร่วมงาน ให้กับผู้ที่ลงทะเบียนเท่านั้น - แต่หากเลยเวลา 10.00 น. ไปแล้ว และมีผู้ที่ลงทะเบียนที่ยังไม่มาร่วมงาน จะขออนุญาตเปิดให้กับผู้อื่นเข้าร่วมงานได้ตามจำนวนที่นั่งในห้องที่เหลือ
.
.

.
.
[ เวทีผู้นำฝ่ายค้าน: “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ]
.
พรรคฝ่ายค้านขอเชิญชวนประชาชน มาร่วมกิจกรรมเวทีผู้นำฝ่ายค้านในหัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ”
.
.
– ช่วง #1 (09.00-09.30) –
ปาฐกถาพิเศษโดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร)
.
– ช่วง #2 (09.30-11.00) –
วงเสวนา “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น และผลกระทบต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” โดย 3 อดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
- ชัยธวัช ตุลาธน (อดีตผู้นำฝ่ายค้าน)
- อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (อดีตผู้นำฝ่ายค้าน)
- ชลน่าน ศรีแก้ว (อดีตผู้นำฝ่ายค้าน)
.
– ช่วง #3 (11.00-12.00) –
เจาะลึกหลักฐานคดี โกง สว. และความจริงที่(ยัง)ไม่ได้คำตอบ?
- พริษฐ์ วัชรสินธุ (สส.)
- พนิดา มงคลสวัสดิ์ (สส.)
- ภัณฑิล น่วมเจิม (สส.)
- ชยพล สท้อนดี (สส.)
.
– ช่วง #4 (13.00-14.30) –
การลุกขึ้นสู้ของภาคประชาชน ท่ามกลางเขาวงกตการเมืองไทย
- พยานบุคคล
- ผู้ดำเนินรายการ: วราวิทย์ ฉิมมณี
.
– ช่วง #5 (14.30-16.00) –
เบื้องหลังความพยายามในการรร่วมกันค้นหาความจริง
- ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และทีม iLaw
- พริษฐ์ วัชรสินธุ และทีมพรรคประชาชน
- ผู้ดำเนินรายการ: จอห์น วิญญู
.
.
* ด้วยจำนวนที่นั่งที่จำกัด ขอสงวนเฉพาะผู้ลงทะเบียนเท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมงานได้
.
* จะมีการถ่ายทอดสดตลอดทั้งงาน ผ่านช่องทาง Youtube และ Facebook
.
.
วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2569
09.00 - 16.00 น. (เปิดให้ผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน 08.30 น.)
อาคารรัฐสภา | ชั้น B1 ห้อง B1-1
https://maps.app.goo.gl/FsSfs8GAh2QJegBfA
.
ลงทะเบียนร่วมงาน: https://forms.gle/mUjgL9HC1AJREjSP6




iLaw เปิดอีก 📞พบเส้นทางการโทรศัพท์ “สว.บุรีรัมย์” โทรหา “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. (ขอเป็นกำลังใจให้ ILAW ความจริงก็คือความจริง การเปิดเผยครั้งนี้มีประโยชน์กับอนาคตไทยมาก คนที่รักชาติจริงเขาต้องไม่ทำให้ชาติถดถอย )


iLaw
7 hours ago
·
พบเส้นทางการโทรศัพท์ “สว.บุรีรัมย์” โทรหา “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต.
.
จากข้อมูลเส้นทางการโทรศัพท์ของผู้สมัคร สว. พบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของ “ปราณีต เกรัมย์” สว. กลุ่ม 16 จังหวัดบุรีรัมย์ อดีตคนขับรถของ ชัย ชิดชอบ โทรหา “แสวง บุญมี” เลขาธิการ กกต. ในวันที่ 12 สิงหาคม 2567 ระยะเวลาการโทร 39 วินาที
.
ปราณีต เกรัมย์ สว. กลุ่ม 16 จังหวัดบุรีรัมย์ อดีตคนขับรถของ ชัย ชิดชอบ อดีตประธานรัฐสภา บิดาของ เนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย หนึ่งใน 14 สว. จากบุรีรัมย์ และเป็น สว. ที่ได้คะแนนรอบเลือกไขว้ล้นกระดานที่ 54 คะแนน
.
ในปี 2567 ปราณีตเคยถูกยื่นคำร้องต่อ กกต. กรณีสมัคร สว. โดยรู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติเนื่องจากมีประสบการณ์ทำงานในด้านที่สมัครไม่ถึงสิบปี อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 (พ.ร.ป. สว.ฯ) มาตรา 11 (16), 13 (3), และ 74
.
ปราณีต ระบุในเอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร (สว.3) ว่าเป็น “นักกีฬาฟุตบอลอาวุโส พ.ศ. 2527-2547” ซึ่งเมื่อคำนวนจากอายุพบว่า ในปี 2567 ปราณีตมีอายุ 61 ปี หมายความว่าระหว่างปี 2527-2547 ปราณีตมีอายุ 21-41 ปี ในขณะที่ข้อบังคับของการกีฬาแห่งประเทศไทยกำหนดให้นักกีฬาอาวุโสต้องมีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป เท่ากับว่า หากพิจารณาประสบการณ์ในฐานะนักกีฬาอาวุโสเพียงอย่างเดียว ปราณีตจะมีประสบการณ์สูงสุดเพียง 6 ปี คือระหว่างอายุ 35 - 41 ปี ระหว่างปี 2541 ถึง 2547 ซึ่งไม่ครบ 10 ปีตามเกณฑ์คุณสมบัติของผู้สมัคร
.
อย่างไรก็ดี ในกระบวนการไต่สวน ปราณีตชี้แจงว่า มีประสบการณ์เป็นนักฟุตบอลเกิน 10 ปี โดยเริ่มแข่งขันระดับตำบลตั้งแต่อายุ 16 ปี และได้รับการคัดเลือกเป็นนักฟุตบอลของกองพันระหว่างรับราชการทหารในปี 2527 ก่อนจะแข่งขันระดับตำบลและอำเภอต่อเนื่องถึงปี 2547
.
แต่ในการสมัคร สว. ปราณีตไม่ได้เป็นคนกรอกใบสมัครเองให้แต่ให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้บันทึกข้อมูลให้ แต่เนื่องจากวันนั้นไม่ได้นำแว่นตาไปด้วยทำให้เซ็นรับรองความถูกต้องคลาดเคลื่อนไป โดยยืนยันว่าได้แจ้งเพียงว่าเป็นนักฟุตบอลตั้งแต่ปี 2527 ถึง 2547 แต่เจ้าหน้าที่ได้เติมคำว่าอาวุโสลงไปเอง
.
ต่อมาในวันที่ 24 ธันวาคม 2567 กกต.ได้มีคำวินิจฉัยที่ 251/2567 ให้ยกคำร้องโดยระบุว่า ผู้ถูกร้องเป็นนักกีฬาฟุตบอลจริงและกรณีที่เขียนใบสมัครคลาดเคลื่อนจาากความเป็นจริงเห็นว่าเป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน และไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นที่ยืนยันได้ว่ามีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายตามข้อกล่าวหาจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
.
คำวินิจฉัย กกต. ที่ 251/2567 https://www.ect.go.th/.../m_laws_file_2608...
.
#สั่งฟ้องสว
https://www.facebook.com/photo?fbid=1500498335457114&set=a.625664036273886
.....

สุดจะทน คนอย่างเธอ
·
เป็นกำลังใจให้ ILAW ความจริงก็คือความจริง การเปิดเผยครั้งนี้มีประโยชน์กับอนาคตไทยมาก ขอให้ทุกคนหูตาสว่างขึ้น อย่าหลับหูหลับตาเชียร์เพียงเพราะพวกมันอ้าง รักชาติ จำไว้คนที่รักชาติเขาต้องไม่ทำให้ชาติถดถอย และเขาจะไม่ทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก
.....


iLaw
4 hours ago
·
27 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) เผยแพร่มติ กกต. จากการประชุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 และวันที่ 4 มิถุนายน 2569 สั่งฟ้องผู้สมัคร สว. ที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม 1,767 คน ในความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งวุฒิสภาฯ มาตรา 74 ที่ระบุว่า

“ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกไม่ว่าเพราะเหตุใด ได้สมัครรับเลือกต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้แก่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาด้วย”

อย่างไรก็ตาม การเลือกสว. ชุดที่ 13 เสร็จสิ้นไปแล้วในเดือนมิถุนายน 2567 แต่มติสั่งฟ้องผู้สมัคร 1,767 คน เกิดขึ้นตามหลังซึ่งผ่านมาแล้ว 2 ปีแล้ว แม้สำนักงาน กกต. จะไม่ได้ระบุว่าผู้สมัครสว. ทั้ง 1,767 คนดังกล่าวเป็นใคร หรือผ่านการเลือกในระดับใดบ้าง แต่ระบบการเลือก สว. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 หากผ่านทุกด่านไปได้จนถึงระดับประเทศ ผู้สมัครแต่ละคนมีอำนาจโหวตเลือก สว. มากถึง 42 เสียง

ในการเลือกสว.ระดับอำเภอและระดับจังหวัดมีระบบเหมือนกัน สำหรับรอบเลือกกันเองภายในกลุ่มอาชีพ ผู้สมัครสามารถเลือกได้ 2 เสียง ส่วนรอบเลือกไขว้ข้ามกลุ่มอาชีพจะเลือกผู้สมัครจากกลุ่มอื่นได้อีก 4 เสียง ผู้สมัครแต่ละคนหากผ่านสองด่านนี้ก็จะมีสิทธิเลือกรวมทั้งหมด 12 เสียง

ส่วนระดับประเทศ ในรอบเลือกกันเอง ผู้สมัครสว.เลือกกันเองภายในกลุ่มอาชีพได้ถึง 10 เสียง ส่วนในรอบเลือกไขว้ข้ามกลุ่มอาชีพจะเลือกผู้สมัครจากกลุ่มอื่นได้อีก 4 กลุ่ม กลุ่มละ 5 เสียง รวมเสียงรอบไขว้ 20 เสียง

เท่าว่าการตัดสิทธิผู้สมัคร 1 คน หากผู้สมัครรายดังกล่าวผ่านด่านทั้งสามระดับไปได้จนถึงรอบสุดท้ายก็จะได้ลงคะแนนเลือก สว. ในระดับประเทศไปแล้ว 42 เสียง และเสียงโหวตของผู้สมัครทั้ง 1,767 เสียงเหล่านั้นก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งให้ผู้สมัคร สว. อีกจำนวนหนึ่งได้เป็นตัวจริง 200 คนก็เป็นได้
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=1500610678779213&set=a.625664032940553





2 ปี ของ “อาย กันต์ฤทัย” บันทึกชีวิตซึมเศร้ากับอุดมการณ์ที่หนักแน่นในเรือนจำ


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
11 hours ago
·
2 ปี ของ “อาย กันต์ฤทัย” บันทึกชีวิตซึมเศร้ากับอุดมการณ์ที่หนักแน่นในเรือนจำ
.
.
TW : Self – Harm
.
27 ส.ค. 2569 ครบรอบ 2 ปีที่ “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน นักกิจกรรม วัย 35 ปี ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 หลังถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก 8 ปี 48 เดือน จากการโพสต์เฟซบุ๊ก 8 ข้อความ ตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค. 2567 และเธอไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์อีก
.
สองปีในเรือนจำ อายยังคงเป็นผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์ ศาลยังไม่มีวันนัดฟังคำพิพากษามาแต่อย่างใด ในปีนี้ ยังคงเป็นการจองจำที่เข้มข้นสำหรับเธอ ท่ามกลางปัญหาสารพัดสิ่งที่สร้างความอึดอัดใจ การต้องสู้กับอาการซึมเศร้าในเรือนจำ และเข้าไปมีส่วนร่วมในการเรียกร้องสิทธิในเรือนจำ
.
ชีวิตซึมเศร้าในเรือนจำ
.
ในช่วงปี 2567 ปีแรกที่อายต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ เธอเล่าว่าตัวเองรักษาอาการซึมเศร้ามา 6 ปี ชีวิตในเรือนจำช่วงแรก อายต้องเผชิญกับปัญหาการส่งยาประจำตัวล่าช้า สภาพจิตใจย่ำแย่ และต้องหาทางระบายความเครียดจากการทำร้ายตัวเอง ให้มีบาดแผลทางร่างกาย
.
ต่อมาปี 2568 อายบอกเล่าถึงปัญหาสภาพจิตใจที่แปรปรวนของตัวเองจากการพยายามปรับตัวใช้ชีวิตในทัณฑสถานหญิงกลาง เธอบอกว่าในโอกาสครบรอบการคุมขังแต่ละปี ทำให้นึกถึงสิ่งต่าง ๆ ในโลกภายนอกอยู่เสมอ โดยเฉพาะตุ๊กตาแคร์แบร์ (Care Bears) ที่เธอสะสมเป็นคอลเลคชั่นส่วนตัว และคงใช้เวลานานอีกหลายปีกว่าจะได้ออกไปกอดตุ๊กตาอีกครั้ง จึงอยากแจกจ่ายให้กับเพื่อน ๆ ที่ยังซัพพอร์ตและแวะมาเยี่ยมเยียนกัน
.
“อายซื้อ 20 กว่าตัว ฝากให้กับหลายคนที่ได้เข้าเยี่ยมหรือซัพพอร์ตอาย มันน่ารักมากและอยากให้ทุกคนเก็บไว้ เวลาเห็นก็อาจจะนึกถึงอายบ้าง”
.
ในช่วงกลางปีดังกล่าว (พ.ค. 2568) อายเปิดเผยว่าความยากลำบากในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและยาที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ยังคงเป็นปัญหาอยู่ต่อเนื่อง ทำให้เธอมีอาการเหม่อลอย ซึมและเบลอเป็นอย่างมาก เนื่องจากยาที่ได้รับประทานไม่ใช่แบบที่เคยใช้รักษาตอนอยู่ข้างนอก
.
เธอตั้งคำถามถึงระบบสิทธิรักษาของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ที่ซับซ้อนนี้ว่า “ทั้งที่สิทธิที่รักษาที่โรงพยาบาลวชิระก็เป็นสิทธิบัตรทอง สิทธิที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ก็เป็นสิทธิบัตรทอง แต่ทำไมการเข้าถึงยาของทั้งสองโรงพยาบาลถึงไม่ใช่ยาชนิดเดียวกัน ยี่ห้อเดียวกัน”
.
ต่อมาไม่นาน ในช่วงเดือน ก.ค. – ก.ย. 2568 ภายหลังแฟนของเธอได้ประสานกับแพทย์ที่โรงพยาบาลวชิระ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเดิมที่เธอเคยรักษาอาการซึมเศร้าข้างนอก ทำให้เธอได้รับการจ่ายยาใหม่อีกครั้ง แม้จะมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นบ้างทั้งทางร่างกายและอารมณ์ แต่อายก็มีความสดใสขึ้น
.
“ตอนนี้อายได้รับยาจากโรงพยาบาลวชิระแล้ว และได้รับการรักษาจากพี่หมอที่เคยรักษาด้วย” เธอขอบคุณทุกคนที่ยังไม่ลืมกัน และคอยติดตามขอความช่วยเหลือให้เธอได้รับการดูแลที่เหมาะสมอยู่เสมอ

.
.

การเรียกร้องเพื่อสิทธิของทุกคนไม่ใช่แค่ของอายคนเดียว
.
อายเป็นผู้ต้องขังการเมืองคนหนึ่งที่มักเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ หรือตั้งคำถามถึงการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ครั้งหนึ่งในปี 2568 เธอเป็นหนึ่งในผู้ต้องขังทางการเมือง ร่วมกับอีก 3 คน ได้แก่ อัญชัญ, มานี และจินนี่ เข้าร่วมเป็นตัวแทนพูดคุยถึงปัญหาในเรือนจำกับ ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น และนักการเมืองพรรคฝ่ายค้าน ที่เข้ามาตรวจเยี่ยมเรือนจำ
.
เธอสรุปให้ฟังในสิ่งที่ร่วมแลกเปลี่ยนว่า สิทธิรักษาพยาบาลที่เธอไม่เคยได้รับยาตรงโดสเดิมที่หมอจากโรงพยาบาลข้างนอกจ่ายให้, เรือนจำยังคงมีความแออัดสูง ตลอดจนปัญหาสิทธิประกันตัวของกลุ่มผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาหลายคน ทำให้เกิดสภาพคนล้นคุก
.
“เรื่องการประกันตัว ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะผู้ต้องขังทางการเมือง แต่ยังรวมถึงผู้ต้องขังในคดีอื่น ๆ ด้วย ศาลควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนกว่านี้ ไม่ใช่ “เชื่อว่า” จะมีพฤติการณ์หลบหนีอย่างเดียว”
.
การบอกเล่าเรื่องราวให้คนข้างนอกฟัง เป็นวิธีการระบายความอึดอัด และเหนื่อยล้าในจิตใจรูปแบบหนึ่งของอาย แม้ทุกอย่างไม่ได้ดีขึ้นทันทีหลังบอกสารพัดปัญหากับนักการเมืองที่เข้าตรวจเรือนจำ แต่เธอก็รู้สึกว่าได้พยายามทำอะไรอยู่บ้าง
.
ช่วง เม.ย.2569 ที่ผ่านมา อายบรรยายถึงสภาพอากาศที่ร้อนจัดในฤดูแล้งนี้ เธอบอกว่าอากาศแบบนี้ส่งผลต่อสุขภาพและสุขอนามัยของผู้ต้องขังเป็นอย่างมาก จำนวนผู้ต้องขังยังมีมากขึ้นทุกวัน ทำให้ต้องนอนเบียดเสียดกับคนเป็นร้อย
.
“อากาศมันร้อนจนผดขึ้นแขน พยายามทายาอยู่ มันร้อน สกปรก ผ้าห่มต้องจ้างซักทุก 2 อาทิตย์ก็สกปรกอยู่ดี พยายามจะสะอาดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราไม่อยากเป็นเหา ไม่อยากเป็นโรคผิวหนัง ต้องอาบน้ำ 2 รอบ ไม่งั้นไม่ไหว รอบแรกมันยังไม่ทันได้สระผมดี ๆ”
.
หรือในช่วงเดือน มิ.ย. 2569 ท่ามกลางฤดูฝน ก็มีปัญหาหลายอย่างเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เธออยู่ ทั้งพัดลมดูดอากาศโซนทำอาหารที่หันตรงเรือนนอน ทำให้ได้กลิ่นควันและพริกจนไอกันตลอด และปัญหาหนูในโซนตู้เก็บของที่มีขี้หนูเต็มไปหมด พวกมันกัดของเสียหาย สารพัดปัญหาที่บ่อยครั้งเธอต้องคอยเป็นคนที่เรียกร้องกับเจ้าหน้าที่ เพื่อให้พวกเขาช่วยจัดการหรือขอความร่วมมือกับเพื่อนผู้ต้องขังช่วยกันดูแลความสะอาด
.
ในปีนี้ เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2569 ซึ่งเป็นโอกาสครบรอบการสูญเสีย ‘บุ้ง เนติพร’ อายยังได้ร่วมไว้อาลัยด้วยการอดอาหารเป็นระยะเวลา 1 วัน เพื่อเป็นการแสดงออกทางสัญลักษณ์จากในเรือนจำด้วย
.
“อยู่ในนี้เราต้องหนักแน่น ถ้าไม่หนักแน่นก็จิตหลุดได้เหมือนกัน เราไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อมีความสุขนะ แต่อยู่รอวันที่ปราสาทของมันจะพังทลายลงมากกว่า มันกลายเป็นความคับแค้นไปแล้ว” ข้อความตอนหนึ่งจากบันทึกเยี่ยมในปี 2569

.

จนถึงปัจจุบัน (27 ส.ค. 2569) กันต์ฤทัยถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี เธอถูกพิพากษาในคดีมาตรา 112 ในสองคดี ได้แก่ คดีโพสต์เฟซบุ๊ก 8 ข้อความ ศาลอาญาลงโทษจำคุก 8 ปี 48 เดือน และคดีโพสต์เฟซบุ๊ก 2 ข้อความ ศาลอาญาลงโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน รวมโทษทั้งสองคดีซึ่งยังอยู่ระหว่างอุทธรณ์เป็นจำคุก 10 ปี 60 เดือน (ประมาณ 15 ปี)
.
ร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงอายและผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/85879

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1477132490923883&set=a.656922399611567





คาดว่า โจชัว หว่อง (Joshua Wong) หนึ่งในแกนนำนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยคนสำคัญของฮ่องกง จะยอมรับผิดในข้อหาที่ถูกกุขึ้นมา ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้เขารอดพ้นจากโทษจำคุกตลอดชีวิต เห็นได้ชัดว่าปักกิ่งหวาดกลัวเสียงเรียกร้องประชาธิปไตยที่เป็นอิสระอย่างเสียงของเขา








https://x.com/KenRoth/status/2092443534825508934
.....

Kenneth Roth อดีตผู้อำนวยการบริหารขององค์กร Human Rights Watch กำลังชี้ให้เห็นถึงแรงกดดันอย่างหนักที่โจชัว หว่อง และขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในฮ่องกงต้องเผชิญ

การต่อสู้ทางกฎหมายอย่างต่อเนื่องของหว่องสะท้อนให้เห็นถึงกลไกเชิงระบบของกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (NSL) ที่ปักกิ่งนำมาใช้ในฮ่องกง:

แรงกดดันทางกฎหมายและพลวัตของการยอมรับผิด

ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่มีเดิมพันสูง: ภายใต้กฎหมาย NSL จำเลยที่เผชิญข้อหาร้ายแรง (เช่น การบ่อนทำลายอำนาจรัฐ หรือการสมคบคิดกับกองกำลังต่างชาติ) อาจได้รับโทษจำคุกสูงสุดถึงตลอดชีวิต การยอมรับผิดมักเป็นหนทางหลักที่เหลืออยู่สำหรับจำเลยในการขอลดหย่อนโทษ เนื่องจากคดีที่พิจารณาภายใต้กฎหมาย NSL นั้นมีอัตราการตัดสินว่ามีความผิดเกือบ 100% โดยคดีเหล่านี้จะพิจารณาโดยผู้พิพากษาที่ได้รับการแต่งตั้งจากปักกิ่งและไม่มีคณะลูกขุน

โทษจำคุกที่เพิ่มพูนขึ้น: หว่องต้องใช้เวลาหลายปีหลังลูกกรงจากการถูกดำเนินคดีต่อเนื่องหลายคดี ตั้งแต่ข้อหาชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับการประท้วงในช่วงปี 2019–2020 ไปจนถึงโทษจำคุก 4 ปี 8 เดือนในข้อหาบ่อนทำลายอำนาจรัฐจากคดีใหญ่ "Hong Kong 47" และข้อหาอื่นๆ ที่ตามมาซึ่งกล่าวหาว่ามีการสมคบคิดกับต่างชาติ

บริบทในภาพรวม

การทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง: กลุ่มสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศมองว่า การตั้งข้อหาอย่างต่อเนื่องและซ้ำซ้อนต่อแกนนำคนรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียงอย่างหว่อง เป็นกลยุทธ์ในการกักขังบุคคลสำคัญฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองไว้อย่างไม่มีกำหนด และเพื่อป้องปรามการเคลื่อนไหวทางสังคมในอนาคต

ท่าทีของปักกิ่ง: ทางการจีนและฮ่องกงยืนยันว่ากฎหมายความมั่นคงและกระบวนการพิจารณาคดีมีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูเสถียรภาพ ขจัดภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ และธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรมภายหลังเหตุการณ์ปี 2019

เส้นทางคดีความของโจชัว หว่อง แสดงให้เห็นว่าปักกิ่งได้ปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางกฎหมายของฮ่องกงเพื่อทำลายระบบการต่อต้านทางการเมืองอย่างไร ภายหลังการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (NSL) ในเดือนมิถุนายน 2020

กลไกการทำให้กระบวนการยุติธรรมบิดเบือน

การตั้งข้อหาย้อนหลังและข้อหาซ้ำซ้อน: ก่อนหน้าที่จะมีกฎหมาย NSL หว่องถูกดำเนินคดีภายใต้กฎหมายทั่วไปและข้อบัญญัติท้องถิ่นเป็นหลัก ในความผิดฐาน "ชุมนุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย" หรือ "การดูหมิ่นศาล" ซึ่งส่งผลให้ได้รับโทษจำคุกในระยะเวลาสั้นกว่าและแยกจากกันเป็นคดีๆ ไป ภายใต้ระบบกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (NSL) อัยการได้ตั้งข้อหาต่อเนื่องกันสำหรับการกระทำทางการเมืองในอดีต ทำให้จำเลยถูกควบคุมตัวโดยไม่ให้ประกันตัวอย่างต่อเนื่อง

การปฏิเสธสิทธิในการได้รับกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง: การดำเนินคดีภายใต้ NSL แตกต่างอย่างมากจากประเพณีกฎหมายทั่วไปของฮ่องกง จำเลยต้องเผชิญกับข้อสันนิษฐานว่าไม่สามารถให้ประกันตัวได้ คดีจะถูกพิจารณาโดยผู้พิพากษาที่ได้รับการตรวจสอบจากปักกิ่ง แทนที่จะเป็นคณะลูกขุนแบบดั้งเดิม และกระบวนการพิจารณาคดีมักอาศัยแนวคิดที่กว้างและไม่ชัดเจนเกี่ยวกับ "การบ่อนทำลาย" หรือ "การสมรู้ร่วมคิด"

การคำนวณคำรับสารภาพที่ถูกบีบบังคับ: NSL กำหนดโทษขั้นต่ำที่บังคับใช้ ซึ่งมักสูงถึงจำคุกตลอดชีวิตสำหรับ "ผู้กระทำความผิดร้ายแรง" เนื่องจากอัตราการตัดสินลงโทษในคดี NSL สูงถึงเกือบ 100% การรับสารภาพจึงกลายเป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่บังคับใช้เพื่อขอรับการลดหย่อนโทษ แทนที่จะเป็นการยอมรับความผิดทางอาญาอย่างแท้จริง

กรณี "ฮ่องกง 47"

ตัวอย่างสำคัญของกรอบแนวคิดนี้คือคดี "ฮ่องกง 47" อันโด่งดัง ซึ่งหว่องและบุคคลสำคัญด้านประชาธิปไตยอีก 46 คนถูกตั้งข้อหา "สมคบคิดเพื่อก่อการบ่อนทำลาย" เพียงเพราะจัดหรือเข้าร่วมการเลือกตั้งขั้นต้นอย่างไม่เป็นทางการเพื่อหวังที่จะได้เสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติ

หว่องรับสารภาพเพื่อลดโทษ โดยได้รับโทษจำคุก 4 ปี 8 เดือน การพิจารณาคดีนี้ทำให้ยุทธวิธีฝ่ายค้านประชาธิปไตยทั่วไปกลายเป็นอาชญากรรมอย่างแท้จริง เปลี่ยนการจัดตั้งทางการเมืองตามปกติให้กลายเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ

คดี "ฮ่องกง 47" ถือเป็นการดำเนินคดีที่ใหญ่ที่สุดและมีผลกระทบมากที่สุดภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (NSL) โดยการมุ่งเป้าไปที่กลุ่มฝ่ายค้านทางการเมืองทั้งหมดของเมือง การพิจารณาคดีนี้ได้ทำลายการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยอย่างอิสระในฮ่องกงอย่างมีประสิทธิภาพ

"อาชญากรรม": การเลือกตั้งขั้นต้นอย่างไม่เป็นทางการ

ในเดือนกรกฎาคม 2020 สมาชิกกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยได้จัดการเลือกตั้งขั้นต้นอย่างไม่เป็นทางการทั่วเมือง เพื่อคัดเลือกผู้สมัครสำหรับการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติ (LegCo) ที่กำลังจะมาถึง

กลยุทธ์ "35+": การเลือกตั้งขั้นต้นนี้จัดโดยเบนนี ไท นักวิชาการด้านกฎหมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้เสียงข้างมาก 35 ที่นั่งในสภานิติบัญญัติที่มี 70 ที่นั่ง

เป้าหมาย: ภายใต้กฎหมายพื้นฐานของฮ่องกง เสียงข้างมากในสภานิติบัญญัติสามารถขัดขวางงบประมาณของรัฐบาลได้ ซึ่งในทางทฤษฎีแล้วจะบังคับให้ผู้บริหารสูงสุดต้องยุบสภาและลาออกหากเกิดภาวะชะงักงัน กลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยจึงแสวงหาอำนาจต่อรองนี้เพื่อเรียกร้องการปฏิรูปทางการเมืองและความรับผิดชอบ

การสนับสนุนจากสาธารณชน: แม้จะมีการเตือนจากทางการ แต่ชาวฮ่องกงกว่า 610,000 คน (คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 13 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนไว้) ได้ออกมาลงคะแนนเสียง

ข้อหาทางกฎหมายของรัฐ: "สมคบคิดเพื่อบ่อนทำลายความมั่นคง"

ในช่วงต้นปี 2021 ทางการได้เข้าจับกุมบุคคลจำนวน 53 ราย และตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการแก่กลุ่มนักกิจกรรม อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติ นักวิชาการ และสมาชิกสภาเขต รวม 47 ราย ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (NSL)

การนิยามบทบาทฝ่ายค้านใหม่: อัยการโต้แย้งว่าความพยายามรวบรวมเสียงข้างมากเพื่อยับยั้งงบประมาณของรัฐบาลนั้น เทียบเท่ากับการทำให้รัฐบาล "เป็นอัมพาต" และเป็นความพยายามโค่นล้มอำนาจรัฐด้วย "วิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย"

การขยายความหมายคำว่า "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย": ศาลวินิจฉัยว่า "วิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (NSL) ไม่จำเป็นต้องอาศัยความรุนแรงทางกายภาพ โดยระบุว่าการใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญเพื่อบีบให้เกิดการยอมผ่อนปรนทางการเมืองนั้นถือเป็นการบ่อนทำลายอำนาจรัฐ

กระบวนการพิจารณาคดีและผลลัพธ์

การคุมขังระหว่างรอการพิจารณาคดีเป็นวงกว้าง: จำเลยส่วนใหญ่จากทั้งหมด 47 คนไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากแนวปฏิบัติเดิมของระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ โดยจำเลยเหล่านี้ถูกคุมขังระหว่างรอการพิจารณาคดีนานกว่า 3 ปี

ไม่มีคณะลูกขุน: การพิจารณาคดีซึ่งกินเวลา 118 วัน ดำเนินการโดยคณะผู้พิพากษา 3 คนที่ผ่านการคัดกรองจากทางการปักกิ่ง แทนที่จะใช้ระบบคณะลูกขุน

การตัดสินว่ามีความผิดและการกำหนดโทษ: จำเลย 31 คน (รวมถึง Benny Tai และ Joshua Wong) ให้การรับสารภาพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อหลีกเลี่ยงโทษจำคุกตลอดชีวิตที่อาจเกิดขึ้นได้

ในกลุ่มจำเลย 16 คนที่ปฏิเสธข้อกล่าวหา มี 14 คนถูกตัดสินว่ามีความผิด และอีก 2 คนพ้นข้อกล่าวหา

บทลงโทษมีตั้งแต่จำคุก 4 ปี ถึง 10 ปี โดย Benny Tai ซึ่งเป็นแกนนำหลักได้รับโทษหนักที่สุด (10 ปี) ส่วน Joshua Wong ได้รับโทษจำคุก 4 ปี 8 เดือน

การพิจารณาคดีครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองของฮ่องกงไปอย่างสิ้นเชิง โดยส่งสัญญาณว่านับจากนี้ไป ความพยายามที่จะชนะการเลือกตั้งหรือใช้กลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจตามรัฐธรรมนูญ จะถูกมองว่าเป็นการกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐหรือการทรยศต่อรัฐ



มีข่าวว่า ทหารสหรัฐฯ ลาออกจากกองทัพเป็นจำนวนมากเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากไม่อยากทำตามคำสั่ง "ผิดกฎหมาย" ของทรัมป์ โดยหลายคนอ้างถึงการสังหารผู้บริสุทธิ์บนเรือในทะเลแคริบเบียน และบางคนอ้างถึงการทิ้งระเบิดใส่เด็กนักเรียนหญิงในอิหร่าน






https://x.com/EdKrassen/status/2092685138811326766
.....

โพสต์บนโซเชียลมีเดียนี้กล่าวถึงการถกเถียงสาธารณะและทางการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่เกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหาร การคัดค้านโดยอ้างเหตุผลทางศีลธรรม และอำนาจบริหาร

บริบทและปฏิบัติการ

ปฏิบัติการทางทะเลในทะเลแคริบเบียน: รัฐบาลได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีทางทหารโดยมีเป้าหมายเป็นเรือต้องสงสัยค้ายาเสพติดในน่านน้ำสากล โดยส่วนใหญ่อยู่ในทะเลแคริบเบียนและมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก เจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมยืนยันว่าปฏิบัติการเหล่านี้อยู่ภายใต้อำนาจทางกฎหมายในการปราบปรามแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติ ในขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการระบุเป้าหมาย การบาดเจ็บล้มตายของพลเรือน และการปฏิบัติตามกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ

การโจมตีทางทหารในตะวันออกกลาง: ปฏิบัติการทางทหารล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านนำไปสู่การตรวจสอบอย่างเข้มงวดเกี่ยวกับผลกระทบต่อพลเรือน ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน และการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยความขัดแย้งทางอาวุธ รวมถึงอนุสัญญาเจนีวา

การคัดค้านโดยอ้างเหตุผลทางศีลธรรมและการคงไว้ซึ่งกำลังพล

แนวโน้มการยื่นคำขอ: กลุ่มสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย เช่น ศูนย์ว่าด้วยมโนธรรมและสงคราม รายงานว่ามีจำนวนผู้สอบถามและยื่นคำขอคัดค้านโดยอ้างเหตุผลทางศีลธรรมจากกำลังพลประจำการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยอ้างถึงข้อกังวลด้านศีลธรรมและกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติการทางทหารในปัจจุบัน

ภาระผูกพันทางกฎหมาย: ภายใต้กฎหมายทหารของสหรัฐฯ (ประมวลกฎหมายทหาร) กำลังพลมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ได้รับคำสั่งให้ปฏิเสธคำสั่งที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน (เช่น การโจมตีพลเรือน) การตัดสินความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งปฏิบัติการเฉพาะเจาะจงยังคงเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนซึ่งเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่กฎหมายทหาร (JAGs) และการกำกับดูแลของศาลยุติธรรมของรัฐบาลกลาง




ในคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของเยาวชนและการเสพติดโซเชียลมีเดียซึ่งมีการฟ้องร้อง Meta ในหลายรัฐนั้น Meta ยอมความหลังขึ้นศาลไม่ถึง 2 สัปดาห์ มีมูลค่า สูงถึง 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ควบคู่ไปกับการกำหนดมาตรการป้องกันและคุ้มครองความปลอดภัยบนแพลตฟอร์มสำหรับผู้ใช้งานที่เป็นเยาวชน


Olivia Konar ถือป้ายที่มีรายชื่อของเยาวชนซึ่งกลุ่มนักรณรงค์ระบุว่าเสียชีวิตอันเนื่องมาจากโซเชียลมีเดีย บริเวณด้านหน้าอาคาร Ronald V. Dellums Federal Building และศาลสหรัฐฯ ในเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2026 โดย Coco Konar น้องสาวของเธอเสียชีวิตในปี 2022 ขณะมีอายุ 17 ปี ทั้งนี้ Meta บริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียได้ตกลงทำข้อตกลงยอมความมูลค่าเกือบ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์กับกลุ่มรัฐต่างๆ ในประเด็นเกี่ยวกับแนวทางการดูแลความปลอดภัยของเด็กบนแพลตฟอร์ม
Noah Berger/Associated Press

เหตุใดข้อตกลงยุติคดีของ Meta จึงอาจเป็น 'จุดเปลี่ยน' สำคัญในการควบคุมบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ (Big Tech)

Meta ตกลงที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานแพลตฟอร์มสำหรับกลุ่มวัยรุ่น และจะจ่ายเงินชดเชยให้แก่รัฐต่างๆ เป็นมูลค่าสูงถึง 1.71 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยุติข้อกล่าวหาที่ระบุว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัทก่อให้เกิดการเสพติดและส่งผลเสียต่อเด็ก นี่ถือเป็นสัญญาณล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่า ความไม่พอใจของสาธารณชนที่มีต่อบริษัทเทคโนโลยีมาอย่างยาวนาน กำลังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมในอุตสาหกรรมนี้

ในปี 2026 นี้ ยักษ์ใหญ่ด้านโซเชียลมีเดียต้องเผชิญกับอุปสรรคและปัญหาทางกฎหมายระลอกใหญ่ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ Meta แพ้คดีสำคัญสองคดีจากข้อกล่าวหาที่ว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัท รวมถึง Instagram ส่งผลกระทบเชิงลบต่อผู้ใช้งานที่เป็นเยาวชน ทั้ง Meta และแพลตฟอร์มคู่แข่งอย่าง YouTube (ของ Google), TikTok และ Snapchat ต่างก็ยอมตกลงยุติคดีในลักษณะเดียวกันนี้ แม้ว่าจะยังคงมีคดีความอีกนับพันคดีที่รอการพิจารณาอยู่ก็ตาม ในสัปดาห์นี้ TikTok ได้บรรลุข้อตกลงแยกต่างหากมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์กับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ จากข้อกล่าวหาเรื่องการเก็บรวบรวมข้อมูลของเด็กโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

นอกจากนี้ แรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแลและฝ่ายนิติบัญญัติทั่วโลกก็กำลังเพิ่มสูงขึ้น รัฐต่างๆ ในสหรัฐฯ จำนวนมากได้ออกกฎระเบียบจำกัดการใช้งานโซเชียลมีเดียของเด็ก ในขณะที่เมื่อปีที่แล้ว ออสเตรเลียกลายเป็นประเทศแรกที่สั่งห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งานโซเชียลมีเดียโดยสิ้นเชิง ซึ่งส่งผลให้หลายประเทศ เช่น อังกฤษ แคนาดา เดนมาร์ก อินโดนีเซีย และนิวซีแลนด์ ประกาศว่าจะดำเนินมาตรการในลักษณะเดียวกัน (อย่างไรก็ตาม ในฝรั่งเศส กฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีใช้โซเชียลมีเดียถูกระงับไว้ในเดือนนี้เนื่องจากประเด็นเรื่องความขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ)

"เห็นได้ชัดว่ากำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกระแสความคิดเห็นของสาธารณชน ทั้งในสหรัฐฯ และทั่วโลก ที่มีต่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในภาพรวม" Jim Steyer ซีอีโอของ Common Sense Media ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรด้านการวิจัยและการรณรงค์ทางสังคมกล่าว

หนึ่งในข้อตกลงยุติคดีขององค์กรธุรกิจที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์
ข้อตกลงยุติคดีของ Meta ถือเป็นหนึ่งในข้อตกลงที่มีมูลค่าสูงที่สุดเท่าที่บริษัทในสหรัฐฯ เคยทำมา นักวิจารณ์ต่างเปรียบเทียบความพ่ายแพ้ทางกฎหมายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้ว่าเป็น "ช่วงเวลาแบบ Big Tobacco" (Big Tobacco moment) ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการอ้างอิงถึงการต่อสู้ทางกฎหมายในยุค 1990 ที่บีบให้บริษัทบุหรี่ต้องยอมจ่ายเงินชดเชยจำนวนมหาศาลและเปลี่ยนแปลงแนวทางการทำตลาดผลิตภัณฑ์ของตน

ข้อตกลงที่ประกาศในสัปดาห์นี้ ซึ่งทำร่วมกับ 47 รัฐ เขตปกครองพิเศษวอชิงตัน ดี.ซี. และดินแดนของสหรัฐฯ อีก 3 แห่งนั้น มีเป้าหมายที่กว้างไกลกว่าแค่เรื่องของ Meta เพียงอย่างเดียว โดยข้อตกลงนี้ถูกวางโครงสร้างขึ้นเพื่อพยายามกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ใช้งานที่เป็นเยาวชนบนแพลตฟอร์มต่างๆ Meta ตกลงที่จะจ่ายเงินก้อนแรกจำนวน 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในระยะเวลา 10 ปี และจะจ่ายเพิ่มอีก 5 พันล้านดอลลาร์หาก YouTube, TikTok และ Snap บรรลุข้อตกลงกับรัฐต่างๆ ด้วยเช่นกัน โดยต้องจ่ายค่าปรับในระดับที่ใกล้เคียงกันและปรับปรุงแพลตฟอร์มในลักษณะเดียวกัน ซึ่งรวมถึงการกำหนดมาตรการจำกัดเวลาใช้งานที่เข้มงวดขึ้น การตรวจสอบอายุ และการปิดกั้นการใช้งานในช่วงเวลากลางคืน

"นี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรม แม้ Meta จะเป็นส่วนหนึ่งและเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้ แต่ก็ยังมีระบบนิเวศที่กว้างกว่านั้น" Rob Bonta อัยการสูงสุดแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียกล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันพุธ "เราจะไม่พอใจจนกว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดที่มีอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ได้"

Meta ใช้โอกาสในการแถลงข่าวเกี่ยวกับข้อตกลงดังกล่าวเมื่อวันพุธเพื่อเรียกร้องให้คู่แข่งดำเนินการในลักษณะเดียวกัน

"กรอบการทำงานที่เราได้เจรจาตกลงกันไว้นี้จะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถจัดการการเข้าถึงแพลตฟอร์มของเราของบุตรหลานได้อย่างง่ายดาย" C.J. Mahoney ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของ Meta กล่าวในแถลงการณ์ "พันธสัญญาใหม่ของเราในเรื่องการจำกัดเวลาใช้งาน ฟีเจอร์ Night Mode และการจำกัดการใช้งานระหว่างเวลาเรียน ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องสำหรับอุตสาหกรรมโดยรวม แต่กรอบการทำงานนี้จะสัมฤทธิ์ผลได้ก็ต่อเมื่อบริษัทคู่แข่งอื่นๆ มาร่วมมือกับเราด้วย เนื่องจากวัยรุ่นมีการใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ สลับไปมาอยู่ตลอดเวลา เราจึงจำเป็นต้องมีแนวทางแก้ไขปัญหาในระดับอุตสาหกรรม ดังนั้น เราจึงขอเรียกร้องให้คู่แข่งในอุตสาหกรรมอย่าง TikTok และ YouTube นำกรอบการทำงานใหม่นี้ไปปฏิบัติใช้โดยทันที"

ทางด้าน YouTube, TikTok และ Snap (บริษัทแม่ของ Snapchat) ไม่ได้ตอบกลับคำร้องขอความคิดเห็นในเรื่องนี้

Samir Jain รองประธานฝ่ายนโยบายของ Center for Democracy and Technology ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่รณรงค์เรื่องสิทธิทางดิจิทัล กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ถือเป็นแนวทางที่แปลกใหม่ในการกำหนดกฎระเบียบ

"โดยปกติแล้ว เมื่อเราต้องการให้อุตสาหกรรมปฏิบัติตามกฎระเบียบชุดใดชุดหนึ่ง เราจะมีกระบวนการรองรับ ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายโดยสภาคองเกรสหรือการที่หน่วยงานกำกับดูแลใช้อำนาจหน้าที่ของตน" เขากล่าว พร้อมเสริมว่ากระบวนการดังกล่าวรวมถึงมาตรการป้องกันต่างๆ เช่น การตรวจสอบให้แน่ใจว่ากฎหมายหรือกฎระเบียบนั้นไม่ละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

Jain กล่าวว่า แม้ "การรับรองความปลอดภัยและการปกป้องเด็กให้ได้รับประสบการณ์ออนไลน์ที่ปลอดภัยและมีความเป็นส่วนตัวจะเป็นเรื่องสำคัญ" แต่เขาก็มีความกังวลว่ารัฐบาลอาจละเมิดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการเข้าถึงข้อมูลออนไลน์ของผู้ใช้งาน ซึ่งรวมถึงเด็กด้วย นอกจากนี้ เขายังเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้รณรงค์ด้านความเป็นส่วนตัวที่ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อกำหนดเรื่องการยืนยันอายุ ซึ่งอาจนำไปสู่การที่บริษัทเทคโนโลยีเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้งานมากขึ้น "ผลกระทบต่อเนื่อง" ต่อการฟ้องร้อง กฎหมาย และกฎระเบียบ
Isabel Sunderland หัวหน้าฝ่ายนโยบายด้านการปฏิรูปเทคโนโลยีของ Issue One (องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ขับเคลื่อนโดยความร่วมมือของทั้งสองพรรคการเมืองเพื่อผลักดันการปฏิรูปทางการเมือง) กล่าวว่า นอกเหนือจากบทลงโทษทางการเงินและการปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์มแล้ว ข้อตกลงยุติคดีของ Meta อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังคดีความอื่นๆ รวมถึงการออกกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องได้

เธอชี้ให้เห็นถึงเอกสารภายในและการสื่อสารระหว่างพนักงานและผู้บริหารของ Meta ที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในระหว่างการพิจารณาคดีในศาลรัฐบาลกลางที่โอ๊คแลนด์ ซึ่งจบลงด้วยการประนีประนอมในสัปดาห์นี้ และในการพิจารณาคดีก่อนหน้านี้ในศาลรัฐแคลิฟอร์เนียและนิวเม็กซิโกในปีนี้

“เอกสารเหล่านั้นยังเปิดเผยข้อมูลจำนวนมหาศาล หลายพันเอกสาร ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักวิจัย สำหรับผู้ร่างกฎหมายที่จะสามารถเขียนนโยบายที่ดีขึ้น สำหรับประชาชนที่จะเข้าใจว่าความสัมพันธ์ของพวกเขากับเทคโนโลยีเป็นอย่างไร และบริษัทเทคโนโลยีออกแบบผลิตภัณฑ์ของตนอย่างไร”

ในการพิจารณาคดีในศาลรัฐบาลกลาง อาร์ตูโร เบจาร์ อดีตวิศวกรของ Meta และผู้เปิดเผยข้อมูลลับ ได้ให้การว่าเขาเกี่ยวข้องกับการศึกษาภายในที่สำรวจความถี่ที่ผู้ใช้ประสบกับเนื้อหาที่เป็นอันตราย เช่น การกลั่นแกล้ง การทำร้ายตัวเอง และความรุนแรง เขาบอกว่าแทนที่จะเปิดเผยผลลัพธ์เหล่านี้ Meta กลับใช้ตัวชี้วัดที่แตกต่างกันในการประเมินการละเมิดนโยบายเนื้อหาที่ไม่เท่ากับ “อันตราย” ซึ่งเบจาร์อธิบายว่าเป็นการสร้าง “ความประทับใจที่ผิดๆ เกี่ยวกับความปลอดภัย”


ภาพสำนักงานใหญ่ของ Meta เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2026 ในเมืองเมนโลพาร์ก รัฐแคลิฟอร์เนีย
Noah Berger/Associated Press

“กระบวนการตัดสินใจของบริษัทต่างๆ เป็นหลักฐานชิ้นใหญ่ที่เราได้มาจากคดีเหล่านี้” ซันเดอร์แลนด์กล่าว ข้อมูลดังกล่าวอาจช่วยให้ผู้ร่างกฎหมายร่างกฎหมายใหม่และตอบโต้ข้อโต้แย้งของบริษัทเทคโนโลยีต่อกฎหมายที่ผ่านการอนุมัติแล้ว เธอกล่าว

กระแสต่อต้านบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เพิ่มมากขึ้น
กฎหมายใหม่ที่มุ่งลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากสื่อสังคมออนไลน์ต่อเด็กกำลังถูกเสนอและบังคับใช้ทั่วประเทศ

รัฐต่างๆ เช่น นิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ ไอดาโฮ เซาท์แคโรไลนา ยูทาห์ และเวอร์จิเนีย ได้ผ่านกฎหมายที่มุ่งจำกัดการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของเด็ก รวมถึงการกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องตรวจสอบอายุของผู้ใช้และห้ามคุณสมบัติการออกแบบที่ถือว่าทำให้เสพติด (กฎหมายบางฉบับถูกระงับไม่ให้มีผลบังคับใช้ท่ามกลางข้อโต้แย้งทางกฎหมายในประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่หนึ่งของรัฐธรรมนูญ)

ในแคลิฟอร์เนีย ผู้ร่างกฎหมายกำลังพิจารณาร่างกฎหมายหลายฉบับที่จำกัดคุณสมบัติที่ทำให้เสพติดสำหรับเด็กและอนุญาตให้ครอบครัวฟ้องร้องบริษัทเทคโนโลยีได้หากเด็กได้รับอันตราย

ในระดับรัฐบาลกลาง กฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็กทางออนไลน์ล้มเหลวในการผ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองพรรคการเมืองก็ตาม เมื่อวันพุธที่ผ่านมา วุฒิสมาชิก ริชาร์ด บลูเมนธัล (พรรคเดโมแครต รัฐคอนเนตทิคัต) และ มาร์ชา แบล็กเบิร์น (พรรครีพับลิกัน รัฐเทนเนสซี) ผู้สนับสนุนหลักของร่างกฎหมายคุ้มครองความปลอดภัยทางออนไลน์สำหรับเด็ก ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า การประนีประนอมกับบริษัท Meta เป็น "ก้าวแรกสู่การมอบเครื่องมือที่จำเป็นให้แก่เด็กและผู้ปกครอง เพื่อให้พวกเขาสามารถควบคุมชีวิตออนไลน์ของตนเองได้อีกครั้ง" และเรียกร้องให้รัฐสภาผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ในปีนี้

Jain จาก Center for Democracy and Technology กล่าวว่า กระแสต่อต้านวงการเทคโนโลยีนั้นยังสะท้อนออกมาในรูปแบบของการต่อต้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 และเป็นหัวข้อที่ฝ่ายนิติบัญญัติในหลายรัฐกำลังให้ความสนใจ

"ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศูนย์ข้อมูล (data centers) หรือรายงานข่าวล่าสุดเกี่ยวกับการเจาะระบบ (hacking) และเหตุการณ์ทำนองนั้น... ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับ AI ออกมาในเชิงลบมาก ซึ่งผมมองว่ามันสะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นที่มีต่อบริษัทเทคโนโลยีและบริษัทผู้พัฒนา AI โดยความรู้สึกนี้ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลสืบเนื่องมาจากสิ่งที่ผู้คนเคยพบเห็นเกี่ยวกับบริษัทโซเชียลมีเดียมาก่อนหน้านี้" เขากล่าว

เมื่อพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ ของกระแสต่อต้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น Sunderland จากองค์กร Issue One กล่าวว่า "ฉันคิดว่าเรามีปัจจัยครบถ้วนที่จะทำให้สถานการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ"

"เรามีกลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับประเด็นเหล่านี้อย่างจริงจัง ครอบคลุมตั้งแต่คนหนุ่มสาวไปจนถึงพ่อแม่และปู่ย่าตายาย ซึ่งทุกคนต่างมีความเห็นพ้องต้องกันในประเด็นเหล่านี้ เรามีหลักฐานที่ช่วยยืนยันเรื่องนี้ และเรายังรับรู้ข้อมูลว่าบริษัทเหล่านี้รู้อะไรบ้างรวมถึงทราบถึงการตัดสินใจต่างๆ ในขั้นตอนการออกแบบผลิตภัณฑ์ของพวกเขา" เธอกล่าว "สิ่งที่เราต้องการในขณะนี้คือการเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ให้เป็นการลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งต้องเกิดขึ้นทั้งในระดับรัฐบาลกลางและระดับรัฐ"


ที่มา NPR
Why Meta's settlement could be an 'inflection point' for reining in Big Tech

https://www.npr.org/2026/08/27/nx-s1-5945278/meta-settlement-child-safety-big-tech
August 27, 2026



The Guardian รายงาน มีการจัดตั้งและให้ทุนโดยอิสราเอลแก่ "คลังสมอง" (think tank) ปลอมในสหรัฐฯ เพื่อหวังผลทางจิตวิทยาผ่าน AI โดยมีเป้าหมายเพื่อป้อนข้อมูลให้แชทบอท (chatbots) นำไปใช้ในการนำเสนอข้อโต้แย้งที่สนับสนุนอิสราเอล



มีการจัดตั้งและให้ทุนโดยอิสราเอลแก่ "คลังสมอง" (think tank) ปลอมในสหรัฐฯ เพื่อหวังผลทางจิตวิทยาผ่าน AI

ผลการวิเคราะห์โดยหนังสือพิมพ์ The Guardian พบว่า เว็บไซต์ดังกล่าวเผยแพร่รายงาน 124 ฉบับ ซึ่งมีความยาวรวมกว่า 560,000 คำ ภายในระยะเวลาเพียง 9 วัน โดยมีเป้าหมายเพื่อป้อนข้อมูลให้แชทบอท (chatbots) นำไปใช้ในการนำเสนอข้อโต้แย้งที่สนับสนุนอิสราเอล

เว็บไซต์ที่เผยแพร่เนื้อหาสนับสนุนอิสราเอลแห่งนี้ใช้ชื่ออ้างอิงว่าเป็นของคลังสมองที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง โดยมีการเผยแพร่เนื้อหาความยาวกว่าครึ่งล้านคำในเวลาไม่ถึง 10 วัน ผ่านแพลตฟอร์มเชิงพาณิชย์ที่ชูจุดเด่นเรื่องการปรับแต่งเนื้อหาเพื่อให้แชทบอท AI หยิบยกข้อมูลไปอ้างอิง

เนื้อหาบนเว็บไซต์นำเสนอจุดยืนของอิสราเอลในประเด็นต่างๆ เช่น การทรมานนักโทษชาวปาเลสไตน์ ข้อกล่าวหาเรื่องอาชญากรรมสงครามของอิสราเอล และประเด็นที่ว่าอิสราเอลจงใจทำให้ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาอดอยากหรือไม่ โดยทั้งหมดถูกนำเสนอในรูปแบบของงานวิจัยที่เป็นกลาง

Piro Inc บริษัทผลิตสื่อจากนิวยอร์กได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์นี้ต่อกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เมื่อเดือนที่ผ่านมา ภายใต้กฎหมาย Foreign Agents Registration Act (FARA) ปี 1938 ซึ่งกำหนดให้ผู้ที่ทำงานให้กับรัฐบาลต่างประเทศต้องเปิดเผยสถานะดังกล่าวอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าเว็บไซต์นี้เป็นสื่อที่บริษัทเผยแพร่ในนามของรัฐบาลอิสราเอล

เว็บไซต์ดังกล่าวเผยแพร่ข้อมูลในนามของ "Hanover Institute for Public Policy" ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคลในเขตอำนาจศาลใดๆ ไม่มีที่ตั้งสำนักงานจริง ไม่มีรายชื่อบุคลากร และไม่มีการระบุชื่อผู้เขียนในรายงานฉบับใดเลย อีกทั้งเงื่อนไขการใช้งานของเว็บไซต์ยังระบุว่าอยู่ภายใต้กฎหมายของ "รัฐที่สถาบันแห่งนี้ตั้งอยู่" แต่กลับปฏิเสธที่จะระบุชื่อรัฐดังกล่าว

มีการรายงานข่าวเกี่ยวกับการมีอยู่ของเว็บไซต์นี้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม หลังจากนั้นทางสถาบันได้เพิ่มหน้าเว็บที่ระบุข้อมูลเรื่องแหล่งเงินทุน โดยมีข้อความระบุว่า "ข้อมูลในหน้านี้เวอร์ชันก่อนหน้าระบุว่าสถาบันดำเนินงานโดยปราศจากเงินทุนจากภายนอก ซึ่งเป็นข้อมูลที่ถูกต้องในขณะที่เขียนข้อความดังกล่าว"

เว็บไซต์นี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างที่ได้รับเงินทุนหลายสิบล้านดอลลาร์จากรัฐบาลอิสราเอล โดยเงินทุนถูกส่งผ่านบุคคลที่สาม ซึ่งรวมถึง Havas Media กลุ่มบริษัทโฆษณาจากยุโรป เพื่อป้อนข้อมูลให้แชทบอทนำเสนอข้อโต้แย้งในมุมมองของอิสราเอล สัญญาฉบับหนึ่งระหว่าง Havas กับบริษัทอเมริกันอีกแห่งที่ร่วมในแคมเปญนี้ ระบุถึงภารกิจในการ "สร้างเว็บไซต์และเนื้อหาเพื่อกำหนดกรอบแนวคิด (framing) ให้กับผลลัพธ์ในการสนทนาผ่าน GPT"

หนังสือพิมพ์ The Guardian ได้ติดต่อไปยัง Piro Inc, Havas Media และ LaPam ซึ่งเป็นหน่วยงานโฆษณาของรัฐบาลอิสราเอล เพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังได้ส่งคำถามไปยังที่อยู่อีเมลสำหรับติดต่อที่ระบุไว้บนเว็บไซต์ของ Hanover Institute อีกด้วย สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ภาพลักษณ์ของอิสราเอลในสายตาของสาธารณชนสหรัฐฯ ตกต่ำลงอย่างมาก และเจ้าหน้าที่อิสราเอลเริ่มให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชนว่า งบประมาณที่ใช้ไปกับความพยายามด้านการทูตสาธารณะในต่างประเทศที่เรียกว่า "Hasbara" (ฮัสบารา) นั้นเป็นการใช้จ่ายที่สูญเปล่า

เว็บไซต์ดังกล่าว

จากการวิเคราะห์ของหนังสือพิมพ์ The Guardian พบว่าในช่วงระหว่างวันที่ 6 ถึง 14 สิงหาคม Hanover Institute ได้เผยแพร่รายงานจำนวน 124 ฉบับ ซึ่งมีความยาวรวมกันกว่า 560,000 คำ หรือเฉลี่ยฉบับละประมาณ 4,500 คำ โดยเฉพาะในวันที่ 12 และ 13 สิงหาคมเพียงสองวัน ทางสถาบันได้ผลิตรายงานออกมาถึง 73 ฉบับ ซึ่งมีเนื้อหารวมกันเกือบ 354,000 คำ ทั้งนี้ ไม่มีการเผยแพร่เนื้อหาใดๆ เพิ่มเติมอีกเลยนับตั้งแต่เริ่มมีข่าวเกี่ยวกับ Hanover Institute ออกมา

หัวข้อข่าวทั้ง 124 หัวข้อบนเว็บไซต์ (ยกเว้นเพียงหัวข้อเดียว) ขึ้นต้นด้วยประโยคคำถามในลักษณะเดียวกับที่ผู้ใช้งานอาจพิมพ์ถามแชทบอท (chatbot) เช่น "แนวคิดต่อต้านลัทธิไซออนิสต์ถือเป็นการต่อต้านชาวยิวหรือไม่?", "อิสราเอลขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากดินแดนของตนจริงหรือ?", และ "อิสราเอลกำลังก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซาอยู่หรือไม่?"

รายงานเหล่านี้ถูกนำเสนอในรูปแบบกึ่งวิชาการและมีการระบุแหล่งที่มาอย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยอ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ ธนาคารโลก (World Bank), หน่วยงานของสหประชาชาติ, สำนักงานสถิติกลางของปาเลสไตน์ (Palestinian Central Bureau of Statistics), องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) และเนื้อหาของอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide Convention)

Nick Cleveland-Stout นักวิจัยสมทบจาก Quincy Institute ซึ่งเป็นผู้รายงานข่าวเกี่ยวกับเว็บไซต์นี้ กล่าวกับ The Guardian ว่าความประทับใจแรกของเขาคือความรู้สึกทึ่งในคุณภาพของงาน "มันทำได้แนบเนียนมากในการสร้างภาพลักษณ์ให้ดูเป็นงานวิชาการ ทั้งการออกแบบเว็บไซต์ โลโก้ และองค์ประกอบต่างๆ ล้วนดูดีไปหมด แต่เมื่ออ่านเนื้อหาไปเรื่อยๆ คุณจะเริ่มตระหนักได้ว่าข้อมูลจำนวนมากนั้นไม่มีเหตุผลรองรับที่สมเหตุสมผลเลย"

ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลที่นำเสนอบนเว็บไซต์ Hanover Institute มักถูกเรียบเรียงโดยมีเจตนาเพื่อลดทอนน้ำหนักของเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่ออิสราเอล ในกรณีที่องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนสรุปว่าอิสราเอลกำลังก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือการแบ่งแยกสีผิว (apartheid) รายงานของสถาบันกลับมักระบุในทำนองเดียวกันว่า ยังไม่มีศาลใดมีคำพิพากษาตัดสินในประเด็นดังกล่าว ซึ่งถ้อยคำในลักษณะนี้ปรากฏอยู่ในรายงานถึง 20 ฉบับจากทั้งหมด 124 ฉบับ ตามการนับของ The Guardian

ตัวเลขเกี่ยวกับยอดผู้เสียชีวิตและข้อมูลความช่วยเหลือมักถูกระบุที่มาว่าเป็นข้อมูลจาก "คู่กรณีในเหตุการณ์" (a party to the events) ซึ่งเป็นข้อความระบุเงื่อนไขที่พบในรายงานถึง 55 ฉบับ และถูกนำมาใช้กับทั้งตัวเลขที่อิสราเอลรายงานเองและตัวเลขที่ฝ่ายปาเลสไตน์รายงานในลักษณะเดียวกัน ส่งผลให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกว่าแทบไม่มีข้อเท็จจริงใดเกี่ยวกับสถานการณ์ในฉนวนกาซาที่สามารถยืนยันความถูกต้องได้เลย มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ความคิดเห็นที่มีเนื้อหาต่อต้านชาวยิวบนหน้าเพจ Facebook ของสื่อมวลชนในอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนีเมื่อปี 2022 ที่ถูกนำไปอ้างอิงถึง 454 ครั้งในรายงานข่าวจำนวน 88 ฉบับจากทั้งหมด 124 ฉบับ โดยรายงานเหล่านี้ครอบคลุมถึงประเด็นที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรง เช่น การจดทะเบียนที่ดินในดินแดนที่ถูกยึดครอง อิทธิพลของกลุ่ม AIPAC ต่อการนำเสนอข่าวของสื่อสหรัฐฯ ยอดผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซา เหตุการณ์การขับไล่ชาวปาเลสไตน์ในปี 1948 และการปิดล้อมฉนวนกาซา

Cleveland-Stout ตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบสะสมจากการนำข้อมูลนี้ไปใช้ในลักษณะดังกล่าว โดยเขากล่าวว่า "บทความแทบทุกชิ้นมักลงท้ายด้วยข้อสรุปทำนองว่า การหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยอาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดกระแสต่อต้านชาวยิวได้ พร้อมทั้งมีการยกงานวิจัยเกี่ยวกับความคิดเห็นบน Facebook ในอังกฤษมาประกอบด้วย"

การสร้างเนื้อหาเพื่อเครื่องจักร

การวิเคราะห์ของ The Guardian พบว่า ในช่วงแรกเว็บไซต์ดังกล่าวมีไฟล์ประเภทหนึ่งที่ทำหน้าที่แจ้งให้ระบบ AI ทราบว่าเว็บไซต์มีเนื้อหาอะไรและควรประมวลผลอย่างไร (ไฟล์ที่เรียกว่า llms.txt) แต่ไฟล์นั้นกลับไม่ได้ระบุข้อมูลเกี่ยวกับ Hanover Institute ไว้เลย มันเป็นไฟล์มาตรฐานของ Res ซึ่งเป็น "แพลตฟอร์มเนื้อหาที่ออกแบบมาเพื่อ AI โดยเฉพาะ (AI-native content platform) ซึ่งช่วยให้ทีมงาน B2B (ธุรกิจกับธุรกิจ) ได้รับการอ้างอิงจาก ChatGPT, Perplexity, Claude และ Gemini" โดยบริษัทนี้ขายบริการที่ในวงการเรียกว่า "Generative Engine Optimization" (การปรับแต่งเนื้อหาเพื่อให้ติดอันดับในระบบ AI ที่สร้างเนื้อหาได้)

The Guardian ได้บันทึกสำเนาไฟล์ดังกล่าวไว้เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ต่อมาไฟล์นั้นถูกแทนที่ด้วยเวอร์ชันที่ปรับแต่งมาเพื่อให้อ่านโดยเครื่องจักรโดยเฉพาะ และไม่มีการระบุชื่อ Res ไว้บนเว็บไซต์อีกต่อไป

Hai Tran ผู้ก่อตั้ง Res ได้ลงทะเบียนกับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ในฐานะผู้รับเหมาช่วงของบริษัท Piro สำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอล โดยระบุตำแหน่งของตนว่าเป็น "นักวางกลยุทธ์ด้านดิจิทัล" (digital strategist) Tran กล่าวกับ Politico ว่าบทบาทของเขาได้รับการเปิดเผยไว้ในเอกสารการลงทะเบียนดังกล่าวแล้ว

The Guardian ได้ติดต่อไปยัง Res เพื่อขอความคิดเห็น

เว็บไซต์ของ Piro เองมีการโฆษณาบริการที่เรียกว่า "AI Story Optimization" ซึ่งบริษัทจะ "สร้างสรรค์เนื้อหาที่ออกแบบมาโดยคำนึงถึงเกณฑ์การประเมินความน่าเชื่อถือของ LLM (โมเดลภาษาขนาดใหญ่)" โดยเนื้อหาเหล่านี้จะถูกนำไปเผยแพร่ "บนเว็บไซต์ของคุณเอง หรือบนแพลตฟอร์มของบุคคลที่สามที่น่าเชื่อถือซึ่งเราสร้างขึ้น"

Cleveland-Stout กล่าวว่าเป้าหมายที่สำคัญกว่าไม่ใช่เรื่องความเป็นไปได้ที่ผู้ใช้จะเข้าถึงเว็บไซต์ผ่านการค้นหาแบบเรียลไทม์ แต่เป็นเรื่องของข้อมูลที่ใช้ในการฝึกสอน AI "มันมีวิธีการทำอยู่สองแบบ" เขากล่าว แบบแรกคือการเผยแพร่เว็บไซต์แล้วหวังว่าแชทบอทจะนำข้อมูลไปอ้างอิง ส่วนแบบที่สอง ซึ่ง "น่ากังวลกว่าและอาจมีประสิทธิภาพมากกว่า" คือการนำเนื้อหาเข้าไปอยู่ในคลังข้อมูลอย่าง Common Crawl ซึ่งทำหน้าที่ป้อนข้อมูลพื้นฐานสำหรับการฝึกสอนโมเดล AI เชิงพาณิชย์

"เมื่อแชทบอทนำเรื่องราวที่ถูกฝึกสอนมานั้นมาแสดงผลซ้ำ มันจะไม่ระบุแหล่งที่มาด้วยซ้ำ" เขากล่าว "คุณจะไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูลนั้นได้เลย"

เครือข่ายเว็บไซต์รุ่นเก่ากว่าได้ผ่านกระบวนการนี้มาแล้ว เว็บไซต์ทั้ง 7 แห่งที่บริหารโดย Clock Tower X (บริษัทของ Brad Parscale อดีตผู้จัดการแคมเปญหาเสียงและผู้อำนวยการฝ่ายดิจิทัลของ Trump) ปรากฏอยู่ในดัชนีข้อมูลเดือนกรกฎาคมของ Common Crawl ถึง 294 ครั้ง ซึ่ง Common Crawl นี้คือคลังข้อมูลที่ป้อนข้อมูลฝึกสอนให้กับผู้พัฒนา AI เชิงพาณิชย์ ส่วน Hanover Institute นั้นยังไม่ปรากฏในดัชนีดังกล่าว เนื่องจากรายงานต่างๆ ของสถาบันถูกเผยแพร่หลังจากที่รอบการเก็บข้อมูล (crawl) นั้นสิ้นสุดลงแล้ว แต่สถาบันแห่งนี้ก็กำลังเริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการเดียวกันนี้เช่นกัน ทุกหน้าของเว็บไซต์ Hanover มีข้อความเปิดเผยสถานะการเป็นตัวแทนของต่างชาติ (foreign-agent disclosure) ปรากฏอยู่ที่ส่วนท้ายของหน้า Cleveland-Stout ได้สอบถามเรื่องนี้กับ Perplexity ซึ่งได้รับคำตอบว่าผู้ใช้งานสามารถเข้าชมเว็บไซต์และประเมินความน่าเชื่อถือได้ด้วยตนเอง "แต่จะมีสักกี่คนที่ทำเช่นนั้น?" เขากล่าว

อย่างไรก็ตาม การทดสอบแชทบอทโดย The Guardian ในช่วงเวลาที่รายงานข่าวนี้นั้นแสดงให้เห็นว่า การตรวจสอบเนื้อหาที่ผลิตโดย Hanover Institute ได้ส่งผลกระทบต่อเนื้อหาที่แชทบอทนำเสนอแล้ว

เมื่อมีการสอบถามถึงงานวิจัยใหม่ที่เผยแพร่โดย Hanover Institute แชทบอทของ ChatGPT ได้ให้ลิงก์ไปยังรายงาน 4 ฉบับ แต่ก็ได้แจ้งเตือนด้วยว่าสถาบันดังกล่าวตกเป็นประเด็นถกเถียงอย่างมากในเรื่อง "ผู้ให้ทุนและเหตุผลในการก่อตั้งสถาบัน" พร้อมทั้งให้ข้อมูลสรุปและลิงก์ไปยังรายงานของ Quincy Institute ประกอบด้วย

ห่วงโซ่การดำเนินงาน

Piro ได้รับสัญญาจ้างมูลค่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แบ่งเป็นงาน 2 รายการตามข้อมูลที่ยื่นต่อ Fara แต่ยอดเงินจำนวนนี้ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับงบประมาณของแคมเปญโดยรวมที่โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งอยู่

ทั้ง Piro และ Clock Tower X ต่างเป็นผู้รับเหมาช่วงของ Havas Media Germany GmbH ซึ่งเป็นบริษัทในแฟรงก์เฟิร์ตที่ถือหุ้นโดยบริษัทสาขาของ Havas ในสเปน และมีบริษัทแม่สูงสุดคือ Havas NV ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อัมสเตอร์ดัม

Havas ถูกระบุชื่อว่าเป็นตัวกลางในการขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนของต่างชาติในสหรัฐฯ ให้กับบริษัทอเมริกัน 5 แห่ง ได้แก่ Clock Tower X, Piro, Targeted Communications Global, Bridges Partners และ Davis Media NY ข้อมูลที่ยื่นต่อกระทรวงยุติธรรมระบุว่า Havas ได้จ่ายเงินให้แก่ Clock Tower X เป็นจำนวน 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แบ่งเป็น 6 งวดในช่วงระหว่างวันที่ 24 ตุลาคม 2025 ถึง 3 มีนาคม 2026 และจ่ายเงินให้แก่ Targeted Communications Global เป็นจำนวน 9,892,335 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2025

เจ็ดวันหลังจากมีการชำระเงินงวดแรกดังกล่าว คือในวันที่ 31 ตุลาคม 2025 บริษัทสาขาของ Havas ในสหรัฐฯ ได้ยกเลิกการขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนของรัฐบาลอิสราเอลตามข้อมูลที่ยื่นไว้ ในระหว่างที่ยังคงสถานะตัวแทนอยู่นั้น บริษัทมีหน้าที่ต้องแจกแจงรายละเอียดรายรับที่ได้รับ โดยรายงานสำหรับช่วงเวลา 6 เดือนก่อนวันที่ 31 ตุลาคม 2023 ระบุยอดเงิน 2,951,745 ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ได้รับจากบริษัทในเครือที่เยอรมนีสำหรับงานที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอล แต่เมื่อบริษัทในเยอรมนีเริ่มจ่ายเงินโดยตรงให้กับผู้รับเหมาในสหรัฐฯ Havas ก็ยุติการเปิดเผยข้อมูลใดๆ เนื่องจากตัวการต่างชาติ (foreign principal) ไม่มีภาระผูกพันในการยื่นรายงานดังกล่าว ในทางปฏิบัติแล้ว สิ่งนี้หมายความว่าภาพรวมของแคมเปญดังกล่าวจะไม่ปรากฏให้เห็นชัดเจนในทันทีจากข้อมูลสาธารณะ แต่จะเห็นเพียงแค่การยื่นเอกสารสัญญาแยกย่อยของบรรดาผู้รับจ้างแต่ละรายเท่านั้น

สำหรับในอิสราเอล ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างระบุว่า LaPam ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการโฆษณาของรัฐบาล ได้ว่าจ้างบริษัทในเครือ Havas โดยไม่มีการเปิดประมูลแข่งขันราคา โดยมีการทำสัญญาด้วยมูลค่า 39 ล้านดอลลาร์ (33.5 ล้านยูโร), 29 ล้านดอลลาร์ (25 ล้านยูโร) และ 17.5 ล้านดอลลาร์ (15 ล้านยูโร) ในช่วงปี 2019 และอีก 58.3 ล้านดอลลาร์ (50 ล้านยูโร) ในเดือนมีนาคม 2023 สำหรับงานวางแผนและจัดซื้อสื่อในต่างประเทศ สัญญาฉบับดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2024 ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลที่เผยแพร่โดย LaPam จนถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2026 รวมถึงทะเบียนการประมูลงาน ไม่พบว่ามีการว่าจ้าง Havas เพิ่มเติมแต่อย่างใด ซึ่งรวมถึงช่วงเวลาที่ Havas จ่ายเงินจำนวน 24.9 ล้านดอลลาร์ให้กับบริษัทสัญชาติอเมริกันด้วย

งบประมาณดังกล่าวไม่ได้ถูกใช้ไปกับการสร้างแชทบอทเพียงอย่างเดียว เอกสารที่ยื่นโดยบริษัท Targeted Communications Global เปิดเผยถึงแคมเปญบนโซเชียลมีเดียที่ชื่อว่า "Freedom Not Terror" (เสรีภาพ ไม่ใช่ความหวาดกลัว) ซึ่งมีวิดีโอความยาว 30 วินาทีที่ถูกอัปโหลดลง YouTube ในรูปแบบ "unlisted" (ไม่แสดงในรายการสาธารณะ) เมื่อเดือนตุลาคม 2025 และมียอดเข้าชมสูงถึง 28.1 ล้านครั้ง ส่วนบัญชี TikTok ของแคมเปญนี้มีผู้ติดตาม 425 คน เว็บไซต์ของแคมเปญระบุข้อความว่า "สนับสนุนทุนโดย LAPAM" แต่ไม่มีการเผยแพร่เนื้อหาใดๆ เพิ่มเติมมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025

หนังสือพิมพ์ The Guardian ได้ติดต่อไปยัง Targeted Communications Global เพื่อขอความคิดเห็นในเรื่องนี้

ที่พึ่งสุดท้ายของความล้มเหลว

ในอิสราเอล เจ้าหน้าที่ได้แสดงความกังขาเกี่ยวกับแคมเปญที่มุ่งโน้มน้าวความคิดเห็นสาธารณะของสหรัฐฯ ด้วยการใช้กลไก AI รวมถึงตั้งคำถามต่อการดำเนินงานด้านการทูตสาธารณะโดยภาพรวม เมื่อเดือนกรกฎาคม เจ้าหน้าที่อิสราเอลได้ให้ข้อมูลกับสำนักข่าว Ynet ว่าแคมเปญดังกล่าวล้มเหลว โดยมีเจ้าหน้าที่รายหนึ่งกล่าวว่ารัฐบาล "จ่ายเงินไปมหาศาล แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลงกว่าเดิม"

อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหน่วยงานด้านการทูตสาธารณะของอิสราเอลกล่าวกับหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันว่า นี่คือ "เรื่องหลอกลวงครั้งใหญ่ที่เลวร้ายในระดับเดียวกับกรณีพอลลาร์ด (Pollard)" ซึ่งเป็นการอ้างถึง โจนาธาน พอลลาร์ด (Jonathan Pollard) นักวิเคราะห์ชาวอเมริกันที่ถูกจำคุกในข้อหาจารกรรมข้อมูลให้อิสราเอลเมื่อปี 1987 เหตุการณ์ที่ถือเป็นจุดต่ำสุดในความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับวอชิงตัน

เมื่อกล่าวถึง Parscale กับสถานีโทรทัศน์ Kan เจ้าหน้าที่อีกรายหนึ่งตั้งคำถามว่า "เขาควรจะเข้ามาช่วยปรับปรุงสถานการณ์ให้ดีขึ้น เราจ่ายเงินให้เขาไปตั้งมากมาย แต่เขาเอาเงินไปทำอะไร?" กิเดียน ซาร์ (Gideon Sa’ar) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดสรรงบประมาณ 181.6 ล้านดอลลาร์ (545 ล้านเชเกล) สำหรับงานด้านการทูตสาธารณะในต่างประเทศเมื่อเข้ารับตำแหน่ง และจัดสรรเพิ่มอีก 666.3 ล้านดอลลาร์ (2 พันล้านเชเกล) สำหรับปี 2026 และ 2027

รายงานของ Ynet ระบุว่าอำนาจในการควบคุมงบประมาณได้ถูกโอนไปยัง เอเดน บาร์เทล (Eden Bartel) อธิบดีกระทรวง และ เอรัน ชาโยวิช (Eran Shayovitch) ที่ปรึกษาภายนอกที่รัฐมนตรีดึงตัวมาร่วมงาน โดยชื่อของชาโยวิชปรากฏอยู่ในเอกสารการขึ้นทะเบียนตัวแทนต่างชาติของ Piro ในฐานะหนึ่งในสองเจ้าหน้าที่อิสราเอลที่บริษัทมีการติดต่อประสานงานด้วย

ผลสำรวจความคิดเห็นสาธารณะในสหรัฐฯ เผยให้เห็นถึงสาเหตุของความหงุดหงิดใจเหล่านี้ โดย Gallup พบข้อมูลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า ชาวอเมริกันมีความเห็นใจชาวปาเลสไตน์มากกว่าชาวอิสราเอลเป็นครั้งแรก ในขณะที่มีเพียง 36% เท่านั้นที่เข้าข้างอิสราเอล ผลสำรวจของ Pew ในเดือนเมษายนระบุว่า ชาวอเมริกันร้อยละ 60 มีมุมมองเชิงลบต่ออิสราเอล ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 20 จุดจากปี 2022 โดยมีการเปลี่ยนแปลงทัศนคติอย่างชัดเจนที่สุดในกลุ่มคนหนุ่มสาว ขณะที่ผลสำรวจของ AP-NORC ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พบว่าชาวอเมริกันร้อยละ 31 มองว่าปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซาเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยตัวเลขนี้พุ่งสูงถึงร้อยละ 52 ในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต นอกจากนี้ สมาชิกพรรคเดโมแครตร้อยละ 58 ยังเห็นว่าสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนอิสราเอลมากเกินไป ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 45 ในเดือนมกราคม 2024

Cleveland-Stout ตั้งข้อสงสัยว่าการทูตสาธารณะรูปแบบใดก็ตามจะสามารถเอาชนะกระแสต่อต้านนโยบายของอิสราเอลได้หรือไม่ เขากล่าวว่า "มีการมองข้ามความจริงที่ว่าตัวนโยบายเองนั่นแหละที่เป็นสาเหตุให้ชาวอเมริกันจำนวนมากตั้งคำถามถึงการสนับสนุนอิสราเอล พวกเขากลับมองปัญหาทางการเมืองให้เป็นเพียงปัญหาด้านการตลาด"

เขาได้ยกคำกล่าวของ Yossi Sarid นักการเมืองชาวอิสราเอลผู้ล่วงลับ ซึ่งเคยพูดติดตลกในการให้สัมภาษณ์เมื่อหนึ่งปีก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 2015 ว่า "Hasbara (การประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของอิสราเอล) มักเป็นที่พึ่งสุดท้ายของความล้มเหลวเสมอ ทุกอย่างล้วนดำเนินไปได้ด้วยดี มีเพียงแค่ Hasbara เท่านั้นที่ห่วยแตก หาก Hasbara ทำได้ดี ทุกคนก็คงจะมองเห็นภาพในอุดมคติแล้ว"

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ว่าแคมเปญนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของตนเองหรือไม่นั้น เป็นคนละเรื่องกับคำถามที่ว่ามันส่งผลดีต่ออิสราเอลหรือไม่ Cleveland-Stout กล่าวว่า "Parscale ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวแชทบอต และ Hanover Institute ก็ประสบความสำเร็จและจะยังคงประสบความสำเร็จต่อไปในการกำหนดทิศทางคำตอบของแชทบอต แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนผลสำรวจความคิดเห็น ซึ่งเป็นสิ่งที่อิสราเอลให้ความสำคัญอย่างแท้จริง"

สิ่งที่เขากังวลในภาพรวมมากกว่านั้นคือสิ่งที่การทดลองนี้สะท้อนให้เห็น "ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลต่างชาติ บริษัทเอกชน หรือแม้แต่เจ้าของร้านไอศกรีมธรรมดาๆ การปรับแต่ง (grooming) หรือการป้อนข้อมูลบิดเบือน (poisoning) ให้กับโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) หรือจะเรียกอะไรก็ตาม ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริงใหม่ที่เรากำลังเผชิญอยู่"

แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่ได้ตอบกลับคำถามจาก The Guardian แต่กระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลเคยระบุว่า ทางรัฐบาลไม่ได้ดำเนิน "ปฏิบัติการสร้างอิทธิพล" (influence operations) ในสหรัฐฯ และมีความระมัดระวังอย่างยิ่งในการปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายสหรัฐฯ ส่วน Daniel Rosenberg ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Piro ก็กล่าวว่าบริษัทได้รับการว่าจ้าง "เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและมีแหล่งที่มาสู่สาธารณะ รวมถึงเพื่อตอบโต้ข้อมูลที่บิดเบือนเกี่ยวกับอิสราเอลด้วยข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้"


ที่มา The Guardian
Fake US thinktank set up and funded by Israel sought to game AI for propaganda

https://www.theguardian.com/world/2026/aug/26/fake-thinktank-israel-ai-propaganda
26 Aug 2026