ชมรมแพทย์ชนบท8 hours ago
AI content·
ปี 2569 ยุคแห่งการทำลายและบ่อนเซาะ ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ภูมิคุ้มกันที่จะคุ้มครองให้อยู่รอด อยู่ที่ประชาชนทุกคน
“30 บาทรักษาทุกโรค หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของคนไทย จะอยู่หรือจะถอยหลัง?”
30 บาทรักษาทุกโรค ไม่ได้เป็นเพียงนโยบาย แต่เป็นหลักประกันชีวิตของคนไทยหลายสิบล้านคน เป็นศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความมั่นคงในชีวิต ความเท่าเทียมทางสังคม ความเสมอภาค การลดความเหลื่อมล้ำ
คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า “ใครจะเป็นผู้บริหาร” แต่คือ “ใครจะปกป้องสิทธิการรักษาของประชาชน”
ภาพนี้สะท้อนความกังวลว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “30 บาทรักษาทุกโรค” กำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายทิศทาง ทั้งการรวมศูนย์อำนาจ การแทรกแซงทางการเมือง และแนวคิดที่อาจทำให้ประชาชนต้องมีภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ภาคประชาสังคม ประชาชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และบุคลากรทางการแพทย์ในชนบท ต่างร่วมกันประคับประคองระบบนี้ ไม่ให้ถูกแทรกแซง เพราะมองว่าเป็นหลักประกันสำคัญที่ทำให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลโดยไม่ล้มละลาย
แก่นของภาพจึงไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างบุคคล แต่เป็นคำถามต่อสังคมว่า เราจะร่วมกันรักษาหลักการของระบบสุขภาพที่เป็นธรรมไว้ได้อย่างไร
https://www.facebook.com/photo?fbid=1476540541166873&set=a.628421649312104
.....
ย้ำ ประเด็นสำคัญ
- ความท้าทายของระบบสุขภาพในปี 2569: ระบบกำลังเผชิญกับสภาวะที่อาจถูกบั่นทอนหรือทำลายเสถียรภาพ ทั้งในมิติของงบประมาณ การบริหารจัดการ หรือนโยบายรัฐบาล
- ประชาชนคือเกราะป้องกันหลัก: ชี้ให้เห็นว่าลำพังเพียงระบบหรือฝ่ายบริหารอาจไม่เพียงพอ แต่ "ภูมิคุ้มกัน" ที่แท้จริงในการรักษาการรักษานี้ไว้ คือการรับรู้และการร่วมกันปกป้องสิทธิของประชาชนทุกคน
- เน้นย้ำถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริง: ตั้งคำถามชวนคิดว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวผู้บริหารหรือฝ่ายการเมือง แต่คือ "ใครจะยืนหยัดเพื่อปกป้องสิทธิการรักษาพยาบาลของประชาชนจริงๆ"
.....
ชมรมแพทย์ชนบท4 hours ago
·
ถอดรหัส “การเมืองเรื่องสุขภาพ สิทธิด้านสุขภาพเป็นของทุกคน เพราะมันคือชีวิต”
“ระบบบัตรทองไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่เกิดจากการต่อสู้ของผู้คนจำนวนมาก เพื่อให้ ความเจ็บป่วยไม่ขึ้นอยู่กับฐานะ”
การเปลี่ยนแปลงใด ๆ จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
“เพราะสิทธิของประชาชน สร้างยาก แต่สูญเสียได้ง่าย”
จากประสบการณ์คนทำงานด่านหน้า ถึงทีมผู้ดูแลนโยบายพรรคประชาชน
ชมรมแพทย์ชนบทขอแสดงความชื่นชมต่อทีมผู้ดูแลนโยบายด้านคุณภาพชีวิตของพรรคประชาชน ที่ได้ออกมาสื่อสารต่อสาธารณะด้วยความตรงไปตรงมา พร้อมรับฟังข้อกังวลจากทุกฝ่าย และแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างชัดเจน
การประกาศว่าจะยังไม่เร่งผลักดันร่างกฎหมายในสถานการณ์ที่ยังไม่เกิดฉันทามติ พร้อมนำข้อท้วงติงกลับไปทบทวน ถือเป็นท่าทีที่สะท้อนวัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่ ซึ่งให้คุณค่ากับเหตุผลมากกว่าการเอาชนะ และช่วยยกระดับการถกเถียงจากความขัดแย้งทางอารมณ์ ไปสู่การแลกเปลี่ยนเชิงนโยบายอย่างสร้างสรรค์ เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่คนรุ่นใหม่อยากเห็น
ชมรมแพทย์ชนบทในฐานะองค์กรที่ร่วมต่อสู้เพื่อสิทธิด้านสุขภาพของประชาชน
มายาวนานกว่าสามทศวรรษ ตั้งแต่ก่อนการประกาศใช้พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ชมรมแพทย์ชนบทใคร่ขอแบ่งปันบทเรียนทางประวัติศาสตร์บางประการ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายในอนาคต
เพราะหลายครั้งในประวัติศาสตร์ ความตั้งใจที่ดี หากไม่เข้าใจบริบทของโครงสร้างอำนาจ ก็อาจถูกนำไปใช้ในทิศทางที่แตกต่างจากเจตนารมณ์เดิมได้
บทเรียนจากประวัติศาสตร์ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ระบบบัตรทองไม่ได้เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย
การถือกำเนิดของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเมื่อปี 2545 มิได้เกิดขึ้นโดยปราศจากแรงต้าน ตรงกันข้าม ระบบดังกล่าวต้องเผชิญกับการคัดค้านจากผู้มีอำนาจในระบบสุขภาพเดิมจำนวนไม่น้อย เนื่องจากการปฏิรูประบบการคลังสุขภาพทำให้โครงสร้างการบริหารงบประมาณเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ แต่เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายทางการเมืองที่กล้าหาญ การขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ของผู้บริหารระดับสูงฝ่ายประจำ ความทุ่มเท ความสำนึกรับผิดชอบของบุคลากรทางการแพทย์ทุกระดับ ในสมัยนั้น มาถึงยุคปัจจุบันนี้ ทำให้ระบบบัตรทองเดินหน้ามาได้จนทุกวันนี้
ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา แม้ระบบบัตรทองจะได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ แต่ความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงบประมาณและดึงอำนาจกลับเข้าสู่ระบบรวมศูนย์ ก็ยังคงปรากฏให้เห็นเป็นระยะ ผ่านกลไกและข้อเสนอในหลายรูปแบบ จากกลุ่มอำนาจเดิม
ด้วยเหตุนี้ การแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงมิใช่เพียงประเด็นทางเทคนิค หากแต่เป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน
4 ประเด็นที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ
1. โครงสร้างคณะกรรมการต้องรักษาหลักการ “คานอำนาจ”
หัวใจสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพคือการแยกบทบาทระหว่าง “ผู้ซื้อบริการ” (Purchaser) และ “ผู้ให้บริการ” (Provider)
การที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทำหน้าที่เป็นผู้แทนประชาชนในการจัดซื้อบริการสุขภาพ เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เกิดการต่อรองราคา การกำกับคุณภาพ และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
หากโครงสร้างคณะกรรมการเปลี่ยนแปลงจนทำให้ผู้ให้บริการมีบทบาทเหนือผู้ซื้อบริการ ย่อมมีความเสี่ยงต่อการลดทอนกลไกตรวจสอบและดุลอำนาจ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบบในปัจจุบัน
โครงสร้างบอร์ดในกฎหมายปัจจุบัน ระบบรัฐราชการยังเป็นเสียงส่วนใหญ่ แต่มีการถ่วงดุล จากภาคประชาชน สภาวิชาชีพ ผู้ทรงคุณวุฒิ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ไม่ได้ผูกขาดแต่อย่างใด ถ้าศึกษาโครงสร้างอย่างเข้าใจ โครงสร้างบอร์ดแทบไม่เป็นอุปสรรคใดๆต่อการพัฒนาระบบหลักประกัน
2. การเปิดช่องเรื่อง “ร่วมจ่าย” ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง
แม้ข้อเสนอเรื่องการร่วมจ่ายในสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจะมีเจตนารองรับบริการบางประเภท แต่การบัญญัติหลักการดังกล่าวไว้ในกฎหมาย อาจกลายเป็นบรรทัดฐานที่ถูกขยายผลในอนาคตไปสู่สิทธิการรักษาพื้นฐานได้ อะไรที่ไม่ถูกกำหนดไว้เป็นสิทธิพื้นฐาน ประชาชนต้องแบกรับ ยากแก่การทัดทาน
หัวใจของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าคือ การเข้าถึงบริการตามความจำเป็น โดยไม่ถูกจำกัดด้วยฐานะทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ ด้วยงบประมาณที่เหมาะสม
การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่อาจนำไปสู่การเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ป่วย จึงควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุด
3. การจ่ายตามต้นทุนจริง อาจกระทบความเป็นธรรมในการกระจายทรัพยากร
ระบบงบเหมาจ่ายรายรายหัวมิได้มีเป้าหมายเพียงควบคุมค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นเครื่องมือสร้างความเป็นธรรมในการกระจายทรัพยากร โดยเฉพาะการสนับสนุนโรงพยาบาลชุมชนและหน่วยบริการปฐมภูมิในพื้นที่ห่างไกล จูงใจให้มีบุคลากร ทำงานในพื้นที่ชนบทห่างไกลที่ไม่ใช่เขตเมือง
หากเปลี่ยนเป็นระบบจ่ายตามต้นทุนจริงโดยไม่มีมาตรการคุ้มครองที่เพียงพอ งบประมาณอาจไหลเข้าสู่โรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือบริการที่มีต้นทุนสูงมากขึ้น ขณะที่หน่วยบริการด่านหน้าในชนบทอาจเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากร ส่งผลต่อการเข้าถึงบริการของประชาชนในระยะยาว
4. การเมืองในกระบวนการนิติบัญญัติมีความซับซ้อนกว่าที่เห็น
การเสนอแก้ไขกฎหมายมิได้จบลงที่เจตนารมณ์ของผู้เสนอ แต่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณา แก้ไข และต่อรองจากหลายฝ่าย
ประวัติศาสตร์การเมืองไทยแสดงให้เห็นว่า ร่างกฎหมายจำนวนไม่น้อยมีการปรับเปลี่ยนสาระสำคัญระหว่างการพิจารณา จนแตกต่างจากเจตนารมณ์ตั้งต้นอย่างมาก
ดังนั้น แม้เป้าหมายของพรรคประชาชนจะมุ่งสร้างระบบที่ “ประชาชนอยู่ได้ บุคลากรอยู่ได้ และการคลังยั่งยืน” แต่ก็จำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงทางการเมืองควบคู่ไปกับการออกแบบเชิงนโยบาย เพื่อไม่ให้เกิดผลลัพธ์ที่สวนทางกับความตั้งใจเดิม
ข้อเสนอจากชมรมแพทย์ชนบท
ชมรมแพทย์ชนบทขอขอบคุณทีมผู้ดูแลนโยบายของพรรคประชาชนอีกครั้ง ที่เปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ
เราเชื่อมั่นว่าทุกฝ่ายต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทยมีคุณภาพ มีความเป็นธรรม และยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม การปฏิรูประบบสุขภาพไม่เพียงต้องอาศัยความรู้ด้านนโยบาย หากยังต้องเข้าใจพลวัตของโครงสร้างอำนาจ ประวัติศาสตร์ และผลกระทบเชิงระบบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้ง
ชมรมแพทย์ชนบทยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ และข้อเสนอเชิงวิชาการกับทุกพรรคการเมือง ทุกภาคส่วน และทุกคนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันปกป้องและพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทย ให้คงไว้ซึ่งหลักการสำคัญ คือ “ประชาชนทุกคนต้องเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นอย่างเสมอภาค โดยไม่ถูกกำหนดด้วยฐานะทางเศรษฐกิจ” และเพื่อให้ระบบนี้เป็นหลักประกันด้านมนุษยธรรมที่มั่นคงสำหรับคนไทยทุกคนตลอดไป
ระบบบัตรทองสร้างขึ้นด้วยการต่อสู้นานหลายสิบปี แต่การเปิดประตูแก้กฎหมายเพียงครั้งเดียว อาจทำให้หลักการสำคัญถูกเปลี่ยนไปได้ และเมื่อถึงเวลานั้นความทุกข์ยากของประชาชน อาจบั่นทอนความมั่นคงของประเทศ
ชมรมแพทย์ชนบท
27 กรกฎาคม 2569
https://www.facebook.com/photo?fbid=1476700364484224&set=a.628421649312104
เรื่องการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งผู้เสนอคือ สว.สีน้ำเงิน และรัฐบาลกับรัฐสภาก็เห็นชอบว่าควรมีการแก้ไข แต่มันคงมีร่างแก้ไขหลายร่างที่จะต้องไปผ่านสภาอีกที
ในเมื่อพรรคส้มเป็นฝ่ายค้าน ยื่นร่างอะไรไปก็ไม่มีใครเอาหรอก แต่ทำไมพรรคส้มถึงออกมาเป็นตัวเปิดเรื่องการแก้ไขกฎหมายนี้ แล้วก็ไปถูกปั่นเป็นดราม่าว่าพรรคส้มจะล้ม 30บาท ซึ่งถ้าใครหยุดคิดสักหนึ่งวินาทีก็ควรรู้ว่าพรรคฝ่ายค้านที่ไม่มีใครเอาเป็นเพื่อนจะไปล้มนโยบายอะไรได้ยังไง
เราไม่เข้าใจว่าทำไมพรรคส้มไม่รอให้พวก สว. กับรัฐบาลแบไพ่เปิดหน้ามาก่อนว่าจะแก้ยังไง แล้วพรรคส้มค่อยตามขยี้วิจารณ์ แล้วเสนอแนวทางของตัวเองก็ได้ แบบนี้ก็ไม่มีดราม่าให้ต้องตามมาอธิบายเป็นพัลวันชวนปวดหัว
แล้วเราก็สงสัยว่าทำไมข้อ 5 ต้องใช้คำว่า “ร่วมจ่าย” ที่ทำให้หลายคนนึกถึงระบบ co-pay ทั้งที่ความจริง (ตามที่มาอธิบายกันทีหลัง) มันคือการสมัครใจจ่ายเพิ่มในส่วนที่เพิ่มเติมมาจากสิทธิ์พื้นฐาน และเป็นเรื่องที่ทำกันอยู่แล้ว ก็ในเมื่อมันทำกันอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องพูดถึงมันก่อนก็ได้ หรือถ้าอยากสร้างบรรทัดฐานให้มัน ก็ค่อยขยายความทีหลังและใช้คำอื่นก็ได้ไม่ใช่หรือ?
งงมาก ไม่รู้จะงงอะไรก่อนดีระหว่างพรรคร้อนวิชากับหนังโนแลนดูยาก!!!!
เปิดลานจอดรถค่ะ พร้อมรับฟังคำอธิบายว่าเราโง่เง่าแค่ไหนถึงไม่เข้าใจอะไรสักสิ่ง
.....
Baramee Chaiyarat 5 hours ago
·
สหายต่างชาติเคยเล่าให้ผมฟังเมื่อหลายวันก่อนว่า ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยเป็นระบบที่ดีเป็นอันดับ ๘ ของโลกเลยทีเดียว ผมฟังแล้วก็รู้จักปลื้มใจในฐานะที่เคยเป็นบอร์ด สปสช มา ๒ สมัย และเมื่อคิดย้อนกลับไปว่าที่บัตรทองเป็นระบบที่ดีเพราะ มี สปสช.เป็นอิสระไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของกระทรวงสาธารณะสุข มีกรรมการที่มีสัดส่วนมาจากทั้งผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ผู้จัดบริการ แถมที่มาของกรรมการก็มีหลายส่วนที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้เข้าใจปัญหาและสร้างการมีส่วนร่วมได้ดี ในการกำหนดสิทธิประโยชน์ต่างๆ ก็เช่นกัน ไม่ใช่ สปสช เป็นคนกำหนดเอง แต่มีการศึกษาวิจัย มีการเชิญราชวิทยาลัยต่างๆ มาให้ข้อมูลให้ความเห็น ก่อนที่จะนำเสนอบอร์ดพิจารณา มิหนำซ้ำยังมีการพัฒนาระบบเพื่อให้ทุกคนเข้าถึงอีกด้วย
จำได้ว่าในปีแรกที่ใช้บัตรทองนั้นมีผู้ไปใช้บริการเป็นจำนวนมากมาย จากการสอบถามทราบว่า หลายคนที่มาเพราะรู้ว่าจะได้รับบริการฟรี แต่ก่อนที่ไม่กล้ามาเพราะกลัวไม่มีเงินจ่าย รักษากันตามมีตามเกิด หลายครอบครัวต้องล้มละลายจากการรักษาพยาบาลด้วยซ้ำไป แต่การที่มีคนมาใช้บริการมากก็เป็นปัญหาในเรื่องการจัดสรรงบประมาณหลายเรื่องหลายราว จนกระทั้งต้องมีการจัดสรรงบประมาณใหม่ มีทั้งงบผู้ป่วยนอกที่จะจัดส่งให้ รพ.ชุมชน มีกองทุนผู้ป่วยใน มีกองทุนโรคค่าใช้จ่ายสูง มีการจัดงบประมาณรายโรค เพื่อที่จะเกลี่ยเงินให้โรงพยบาลไม่ขาดทุน แต่ไม่ว่าบอร์ด สปสช.จะเสนองบค่าใช้จ่ายรายหัวไปเท่าไร ก็มักจะไม่ได้กลับมาเท่าที่ขอ การจัดสรรงบขาลงยิ่งยากกว่าการทำงบขาขึ้นอีก มิหนำซ้ำกระทรวงสาธารณสุขก็พยายามผลักภาระเรื่องเงินทั้งหมดมาที่ สปสช. เช่น เงินเดือน งบก่อสร้าง อะไรพวกนี้ด้วย
พวกหมอก็รู้สึกไม่เป็นธรรม เพราะต้องควบคุมค่าใช้จ่าย แต่พวกเราที่เป็นบอร์ดพอไปเห็นข้อมูลบางเรื่องก็รู้สึกว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรมด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการกระจายหมอ อัตราส่วนหมอต่อคนไข้ในชนบทสูงมากกว่าในเมืองมาก เคยมีการศึกษาพบว่าที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในภาคกลาง มีจักษุแพทย์ถึง ๓ คน ทั้งที่ไม่ได้มีผู้ป่วยมากขนาดนั้น เมื่อมีข้อเสนอให้ผลิตหมอเพิ่ม เสนอให้ทุกเขตสาธารณสุขมีมหาวิทยาลัยแพทย์ ก็ถูกคัดค้านจากพวกครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแพทย์ที่มีชื่อเสียงโดยอ้างเรื่องคุณภาพ เมื่อที่อาจารย์ไพจิตร ปวะบุตรไปตั้งคณะแพทย์ที่ ม.นเรศวร ท่านก็ถูกโจมตีมากมายแต่แพทย์ที่จบจาก ม.น.ทุกวันนี้ก็ยังทำหน้าที่ได้ไม่ด้อยกว่าแพทย์ที่จบจากที่อื่น ซะที่ไหนกัน
นอกจากนี้ผมยังเจอคนจำนวนไม่น้อยที่ด่าระบบบัตรทองว่าเป็นระบบที่เฮงซวย เอะอะอะไรก็ให้แต่ยาพารา การส่งต่อมีปัญหาทั้งทางผู้รับและผู้ส่ง โรงพยาบาลแออัด สารพัดสารพันเรื่อง แต่พอเจอโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูง จ่ายแค่ ๓๐ บาทก็รักษาความดัน เบาหวาน ไต หัวใจ มะเร็งได้ ก็ชื่นชม ผมไม่อยากจะบอกว่าพวกคนที่มีกำลังจ่ายหลายคนที่รักษาแต่ รพ.เอกชน พอป่วยหนักก็มาขอใช้สิทธิ์บัตรทอง เพราะสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว แล้วเอาเงินไปจ่ายเป็นค่าห้องพิเศษ เป็นค่าจ้างพยาบาลเฝ้าไข้พิเศษ ก็มีจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน และนี่คือข้อดีของระบบหลักประกันสุขภาพ และนี่คือเรื่องของการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข โดยไม่ต้องมีการร่วมจ่าย และนี่คือความเป็นธรรมที่หลงเหลือเพียงน้อยนิด