วันอังคาร, ตุลาคม 27, 2569

ขอแรงสนับสนุน กลุ่ม "อาสาเยี่ยม" นักโทษการเมือง ใครที่พร้อมช่วยกันสนับสนุนให้กลุ่มอาสาเยี่ยมทำหน้าที่รับฟังเป็นเพื่อนของผู้ต้องขังทางการเมืองต่อไปได้ในปีหน้าๆ ช่วยบริจาคค่ารถ ค่าเดินทางให้เขาได้ ที่ข้างล่าง - ข่าวดี ’ณัฐชนน ไพโรจน์‘ ได้ประกันปล่อยตัวชั่วคราว


Yingcheep Atchanont
8 hours ago
·
ท่ามกลางสภาวะที่ผู้ต้องขังทางการเมืองไม่รู้จะต้องอยู่นานแค่ไหน กฎหมายนิรโทษกรรมก็มีแล้วแต่เลือกให้บางคนไม่ให้บางคน คนติดคดี 112 สงสัยต้องเตรียมใจที่จะคิดกันเรื่องอยู่อีกหลายปีจริงๆ มีงานของคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ดัง ไม่มีชื่อเสียง แต่ทำงานหนักและสำคัญต่อใจ คนกลุ่มนี้ ผมขอเรียกเขาสั้นๆ ว่า "อาสาเยี่ยม" ​นะครับ

กลุ่มนี้ชื่อเต็มอย่างเป็นทางการว่า กลุ่มอาสาเพื่อนรับฟัง (Friends with Ears: FWE) มีกันประมาณ 25 คน

ในวันที่มีนักโทษทางการเมืองอยู่ในเรือนจำ 30-50 คน ขึ้นๆลงๆ บ้างตามสถานการณ์ วันนี้มีพ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุข แล้วหวังว่าจะได้ออกประมาณ 10-15 คน และอีก 30-40 คนจะไม่ได้ออกโดยกฎหมายนี้ ระหว่างนี้ก็ต้องมีกระบวนการ "ดูแลกัน" หลายวิธี เช่น การดูแลคดีความทำโดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน การช่วยซื้อของใช้จำเป็น ยาและอาหารบางอย่างให้คนในเรือนจำ ดำเนินการโดย Freedom Bridge ขณะที่คนติดคุกยาวๆ อาจต้องการมากกว่านั้น จึงมีกลุ่มอาสาเยี่ยมขึ้นมา

กลุ่มนี้เขาทำงานด้วยหลักการคิดแบบจิตวิทยา เขามีความเชื่อที่ว่า การฟังอย่างลึกซึ้ง ฟังอย่างมี Emphathy จะช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัยมั่นคง นำไปสู่การคลี่ลายความขัดแย้งภายใน การมีคนรับฟังคนที่กำลังทุกข์ยากจะช่วยประคับประคองให้ผ่านพ้นสถานการณ์ยากลำบากไปได้ โดยงานของเขาก็คือ ไปเยี่ยมผู้ต้องขัง ไปเยี่ยมที่เรือนจำ ที่ศาล หรือที่ที่สามารถพบเจอได้ ให้ความรู้สึกว่า เขายังมีเพื่อน ยังมีคนเห็นคุณค่า ยังไม่ถูกลืม ยังไม่ถูกทอดทิ้ง และไป "รับฟัง"

ใครที่เคยไปเยี่ยมผู้ต้องขังไม่ว่าจะเป็นคดีการเมือง หรือเป็นเพื่อน เป็นญาติ จะเข้าใจว่า เวลาได้คุยกันผ่านลูกกรง ผ่านเครื่องโทรศัพท์ มีเวลาจำกัดและมีคนยืนฟัง คนที่อยู่หลังลูกกรงนั้นจะโยนความรู้สึก ฝากฝังภาระ ฝากความคิดและการจัดการมาใส่คนที่มาเยี่ยมอย่างเต็มที่ ใครไปนั่งคุย 20 นาทีกลับออกมาจะเต็มไปด้วยความรู้สึกท่วมท้นและภาระอันหนักอึ้งที่ตามมา คนที่ใจไม่แข็งทำงานนี้ไม่ได้ ยิ่งในภาวะที่สิทธิการเยี่ยมถูกจำกัดด้วยกฎมากมายของเรือนจำ บางครั้งไปแล้วไม่ได้เยี่ยม เสียเวลาเดินทาง หงุดหงิดและเครียดสะสม

ผมเองเคยเป็นคนที่ไปเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำบ่อยๆ เข้าใจดีว่ามันบั่นทอนสภาพจิตใจของคนที่อยู่ข้างนอกที่ต้องทำหน้าที่เยี่ยมไปด้วย แต่จะไม่ไปก็ไม่ได้ เพราะคนข้างในเขารอ การได้เยี่ยม 20 นาที สักสัปดาห์ละครั้งมีความหมายและเติมความหวังให้กับเขาได้มาก งานเยี่ยมจึงเป็นงานที่หนักหนาจริง

จนกระทั่งมีกลุ่ม "อาสาเยี่ยม" เข้ามาแบกรับภาระตรงนี้ เพื่อช่วยลดความเครียดของทนายความที่ต้องแบกคดี ลดความเครียดของญาติพี่น้องที่ต้องเผชิญหน้ากับอนาคตที่ไม่แน่นอน ช่วยให้รู้ว่ายังมีคนรับรู้ปัญหาและความทุกข์ทรมานเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 1 คน และหลายปีที่ผ่านมาผมรู้สึกขอบคุณมากที่ยังมีคนกลุ่มนี้อยู่ ที่พยายามจะทำอะไรอยู่บ้างอย่างน้อยก็มาอยู่ใกล้ๆ กันเพื่อช่วยกันฟังและรับรู้ซึ่งกันและกันก็ยังดี

งานด้านหนึ่งของอาสาเยี่ยมที่ยาก และคนธรรมดาทำไม่ได้ คือ การเตรียมตัวและเตรียมจิตใจของตัวเองให้พร้อมที่จะไปรับฟังเพื่อน ไปฟังแบบไม่ตัดสิน ไม่ได้ไปให้คำแนะนำการปฏิบัติตัว ไม่ได้ไปช่วยเขาออกจากเรือนจำ ไม่ได้ไปให้ความหวังหรือไปเชียร์ให้ต่อสู้ แต่ไปฟังเฉยๆ ให้คนในเรือนจำรู้สึกได้ว่า มีคนรับรู้พวกเขาแล้ว แล้วก็รับเอาความรู้สึกทั้งหลายทั้งปวงกลับมานอนหนักใจอยู่ที่บ้านต่อเอง หรือกลับมาหาวิธีเคลียร์หัวตัวเองด้วย

ผมได้ทำงานกับกกลุ่มอาสาเยี่ยมมาตั้งแต่เริ่มต้น ประมาณช่วงปี 2557-2558 ช่วงที่คสช. กวาดจับคนเข้าเรือนจำไปเยอะๆ และช่วงที่นักโทษลดจำนวนลงกลุ่มนี้ก็ลดบทบาทลง จนในช่วง 2 ปีหลังต้องฟื้นกลับมาใหม่ เพราะคนในเรือนจำจำนวนเพิ่มขึ้นๆ ยอมรับว่าเป็นงานที่หนักหนาทางใจจริงๆ และถ้าไม่ใช่พี่ๆ กลุ่มนี้ที่ฝึกฝนเรียนรู้ทักษะการฟังและการจัดการทางจิตใจมาก็ทำได้ยาก ยิ่งปีหลังๆ การไปเยี่ยมยังพบกับอุปสรรคอีกมากมาย ยังไม่ขอเล่าในที่นี้ ต้องอาศัยความใจเย็นสูงจริงๆ ผมทำไม่ได้

ในช่วงประมาณ 2 ปีมานี้ อาสากลุ่มนี้เดินทางไปเยี่ยมนักโทษหลักสิบคน ในเรือนจำหลายแห่งไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพฯ สาธารณะจะไม่รู้หรอกว่าพวกเขาทำงานอยู่ และไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร เพราะการไม่รู้จะดีกว่า ทำให้พวกเขาทำงานง่ายกว่า พวกเขาจะไม่บอกว่าตัวเองไปเยี่ยมใครมา และไม่เอาเรื่องของผู้ต้องขังมาเล่าสู่สาธารณะ แม้ว่าพวกเขาจะรับรู้เรื่องราวอันน่าอึดอัดมาขนาดไหน ก็เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว รักษาความไว้เนื้อเชื่อใจที่ผู้ต้องขังวันหนึ่งอาจต้องการพื้นที่ปลอดภัยที่จะระบายให้ใครสักคนฟัง

ในช่วงเวลาประมาณ 2 ปีมานี้ อาสากลุ่มนี้มีค่ารถ ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง และค่ามาอบรมดูแลใจกันและกัน โดยมีคนใจดีคนหนึ่ง ออกเงินตัวเองหลายแสนบาท เพื่อให้กลุ่มอาสาเยี่ยม 25 คน เดินทางไปรับฟังผู้ต้องขังได้ และให้งานเดินหน้ามาเรื่อยๆ แบบใจร่มๆ โดยบางคนก็ขอไม่รับบางคนก็ช่วยๆกันทำไป

จนกระทั่งปลายปี 2569 ทราบว่างบกำลังจะหมดแล้ว และยังไม่แน่ใจว่า โครงการอาสาเยี่ยม อาสาเพื่อนรับฟังจะเดินต่อได้ในปีหน้าหรือไม่ ทั้งที่คนในเรือนจำก็ยังอยู่และยังอาจจะอยู่อีกยาว

ในเมื่อกลุ่มนี้เขาไม่ถนัดสื่อสารออนไลน์
ผมจึงรับภาระหน้าที่มาแจ้งต่อสาธารณะว่า มีพวกเขาอยู่นะ
โดยไม่ต้องรู้จักชื่อและหน้าตาของเขาหรอก เขาจะไปเยี่ยม ไปฟังเงียบๆ แล้วกลับมาจัดการตัวเอง

ใครที่พร้อมช่วยกันสนับสนุนให้กลุ่มอาสาเยี่ยมทำหน้าที่รับฟังเป็นเพื่อนของผู้ต้องขังทางการเมืองต่อไปได้ในปีหน้าๆ ช่วยบริจาคค่ารถ ค่าเดินทางให้เขาได้ ที่

ธ.กสิกรไทย สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า
เลขที่ 208-1-11249-8
ชื่อบัญชี น.ส.ฉัตรสุดา หาญบาง และ น.ส.งามศุกร์ รัตนเสถียร และ น.ส.วรสิรา มีภาษณี
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=29212829188321029&set=a.164850830212251
.....


ThumbRights
14 hours ago
·
ข้อความของณัฐชนน ไพโรจน์ หลังฟังคำพิพากษาจำคุกคดีม.112 4 ปี ไม่ลดโทษ ไม่รอลงอาญา จากคดีปาวัตถุหน้า สภ.คลองหลวง
————————————————-
ผิดคาดนิดนึง ลงโทษเยอะด้วย 4 ปี

แต่ยังมีหวังอยู่ ชวนหวังไปด้วยกันนะครับ

หวังว่าจะได้เจอกันใหม่เร็ว ๆ นี้
วันนี้ได้เลยก็ดีนะ 555+

ณัฐชนน ไพโรจน์
26/10/2026
ศาลจังหวัดธัญบุรี

#ยกเลิก112

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122287156934184830&set=a.122111574896184830
.....

Pipob Udomittipong
·
ปีที่แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็กลับคำพิพากษาให้ลงโทษณัฐชนน มาตรา 112 คดีหนังสือปรากฏการณ์สะท้านฟ้า 10 สิงหา ให้จำคุก 2 ปีไม่รอลงอาญา โดยอ้างว่าข้อความในหนังสือหมิ่นประมาทกษัตริย์ ทั้ง ๆ ที่ณัฐชนนไม่ได้เป็นคนเขียนหนังสือเล่มนั้น ไม่ได้เป็นเจ้าของข้อความดังกล่าว ไม่มีความยุติธรรม
.....

https://www.facebook.com/watch/?v=1681235646847683


Te Neti เปรียบเทียบปรากฏการณ์การเมืองในประเทศเซอร์เบีย กับบริบทปัญหาระบบราชการและการเมืองในประเทศไทย กรณีไทย เห็นแล้วปลง!


Te Neti
8 hours ago
·
อ่านข่าวต่างประเทศ

ที่เซอร์เบียร์ Student List กลุ่มผู้สมัครที่ขบวนการนักศึกษาสนับสนุน ที่มาจากกลุ่มคนหน้าใหม่ ชนะเลือกตั้ง โค่นอำนาจเดิม ที่ครองอำนาจมายาวนานกว่า 12 ปี

เรื่องมันเริ่มจาก หลังคากันสาดสถานีรถไฟเมือง Novi Sad ถล่มในปี 2024 ทำให้คนเสียชีวิต 16 คน
ชาวเซอร์เบีย แม้ไม่ได้เป็นชาวพุทธ แต่หาเหตุและผลเจอ ว่ามาจากการคอรัปชั่น
ซึ่งถ้าไปดูคะแนน CPI Corruption Perception Index
เซอร์เบีย มีคะแนนเท่ากับไทยเป๊ะเลย 33 เต็ม 100

เลยเกิดการประท้วงต่อเนื่องและเลือกตั้งชนะในที่สุด

หันมามองเมืองไทย ที่ตึกถล่มทั้งตึก ไม่ใช่แค่กันสาด

รู้หรือไม่ว่าตั้งแต่มีการจัดอันดับของ CPI Corruption Perception Index คะแนนประเทศไทยอยู่ที่เดิม แถวๆ 30 กว่าๆเต็ม 100 มาตั้งแต่ปี 1995 ที่เริ่มมีการจัดอันดับ แต่นักการเมืองก็ยังวนอยู่กับพรรคพวกเดิมๆเป็นรัฐมนตรี รากงอกมานาน

คะแนนคอรัปชั่นไทยอยู่ที่เดิมมากว่า 30 ปี พอมีใครโวยวายเรื่องคอร์รัปชั่น เสือกมีคนมาว่า ว่าพูดแต่เรื่องคอรัปชั่น ไม่พูดถึงนโยบายอื่นๆ

ต่อให้มีนโยบายหาเงินอย่างไร ประเทศไทยก็เหมือนตักน้ำใส่ตุ่มที่รั่วมาสามสิบปีโดยไม่ได้อุดรูรั่ว

ต้องอุดรูรั่ว เอาคนที่จ้องเจาะรูตุ่มออกไปเสียก่อน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=29018295187855852&set=a.696962643749152
.....





Te Neti 
6 hours ago
·
ปีที่แล้ว Gen Z เนปาลประท้วง จนได้รัฐบาลใหม่
ฟิลิปปินส์ประท้วงทุจริตป้องกันน้ำท่วม คดีพัวพัน จนท.รัฐ-นักการเมือง
ปีนี้ มีการประท้วงที่คนออกมาร่วมมากมายหลายประเทศ
ฝรั่งเศส ยุโรป อัลบาเนีย
เซอร์เบีย ประท้วงจนเลือกตั้งชนะ
ชาวเชค ประท้วงการแก้กฎหมาย งบประมาณทำสื่อสารธารณะ
อินเดีย อินโดนีเซีย ประชาชนก็อออกมาประท้วงรัฐบาล
ของไทยเรา ที่คนออกมาชุมนุมปิดถนน ล่าสุดที่คนเยอะมาก อาทิตย์ที่แล้ว
คืองาน เทศกาลนวราตรี วัดแขกสีลม




วิกฤตฝรั่งเศส คนฝรั่งเศสเขาพร้อม ‘fight’ พร้อมที่จะ ‘take action’ วันโอวัน สนทนากับ ธนสักก์ เจนมานะ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษาระดับปริญญาเอกที่ Paris School of Economics และนักวิจัยศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำโลก (World Inequality Lab)

https://www.facebook.com/reel/1458869906389601


วิกฤตฝรั่งเศส-ความเหลื่อมล้ำโลก | ธนสักก์ เจนมานะ | 101 One-on-One EP.428

101 World

Streamed live 7 hours ago 
#ฝรั่งเศส #101OneonOne #The101world

https://www.youtube.com/live/fqYXEhM2GMg




นพ.จักรีวัชร หรือ อ่อง Chakriwat Vivacharawongse โพสต์บอกว่า จะเข้ารับการผ่าตัดสมองพรุ่งนี้

https://www.facebook.com/reel/1120405750480064

Chakriwat Vivacharawongse 
3 hours ago
·
ผมทั้งดีใจที่กำลังจะได้รับการผ่าตัดสมอง (ครั้งที่ 2 ในชีวิต) เพราะว่านั่นคือสิ่งเดียวที่จะรักษาผมให้ดีขึ้นได้ในวันนี้ ผมทั้งกลัวแม้ว่าจะเคยรับการผ่าตัดจุดต่างๆในร่างกายมาเกิน 10 ครั้ง รับ การฉายแสง ฉายรังสี ทำ Gamma Knife CyberKnife รับคีโมกดโรคเนื้องอกอีกนับครั้งไม่ถ้วน แต่ชีวิตคือชีวิตครับ เราทุกคนต้องมีความหวังมีกำลังใจที่เข้มแข็ง มีแรงสนับสนุนที่มั่นคง! อย่างที่ผมเคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า ผมอาจจะไม่ได้โชคดีที่มีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ที่สุดแต่วิธีเดียวที่จะดีขึ้นได้คือพยายามผ่านมันไปให้ได้ครับ ครั้งนี้ผมฝากชีวิตไว้กับทีมแพทย์ Dr. Regunath ผมเชื่อมั่นในตัวศัลยแพทย์ที่มาเลเซียและบุคลากรทางการแพทย์อย่างเต็มที่ครับ ผมขอขอบคุณทุกท่าน แพทย์พยาบาลทุกคนที่เคยร่วมรักษาผมทั้งที่อเมริกาและประเทศไทย ทุกท่านเก่งมากๆครับ
แม้โรค NF2 เป็นโรคที่รักษายาก ทรมาน และยาวนาน ผมก็อยากจะขอบคุณสำหรับกำลังใจ ความห่วงใย และข้อความน่ารักๆ ที่ส่งมาให้ผมครับ ผมรักทุกคนครับ

I am both glad to be undergoing open tissue brain surgery (my 2nd time) —because it is the only thing that can improve my condition today—and was afraid, even though I have had surgeries on various parts of my body more than 10 times, as well as countless rounds of radiation therapy, Gamma Knife, CyberKnife and chemotherapy to suppress tumors. But life is life; we all must hold on to hope, maintain a strong spirit, and have solid support! As I once said, I may not be fortunate enough to have the healthiest body, but the only way to get better is to get through it.
This time, I am entrusting my life to Dr. Regunath's medical team. I have total confidence in the surgeons and medical personnel here in Malaysia. I would like to thank everyone—every doctor and healthcare providers who have treated me in both the US and Thailand. You are all truly amazing.
Nevertheless NF2 is a difficult-to-treat, distressing, and long-lasting condition.
I just want to thank you for all the encouragement, concern, and lovely messages sent to me. I love you all krub.




คลิป เสวนา “ระบบอุปถัมภ์กินบ้าน ระบอบสีน้ำเงินกินเมือง” เสวนาว่าด้วย บ้านใหญ่ - สว. - รัฐบาล หมากเกมกระดานของอำนาจสีน้ำเงิน


live “ระบบอุปถัมภ์กินบ้าน ระบอบสีน้ำเงินกินเมือง”

PITVNEWS

Streamed live on Oct 24, 2026

ร่วมเสวนาโดย 
💙 รองศาสตราจารย์ ดร. โอฬาร ถิ่นบางเตียว — อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูระพา 
💙 คุณเกวลิน ถนอมทอง — เจ้าหน้าที่รณรงค์ iLaw 
💙 คุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร — อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 
ณ ลานปฎิมากรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 
วันที่ 25 ตุลาคม 2569

https://www.youtube.com/watch?v=QusTsmXxosE








ขบวนการเคลื่อนไหวที่นำโดยนักศึกษา ทำให้ผู้นำเซอร์เบียที่อยู่ในตำแหน่งมา 12 ปี ลงจากอำนาจได้อย่างไร และ นโยบายของพวกเขาคืออะไร



ขบวนการเคลื่อนไหวที่นำโดยนักศึกษา ทำให้ผู้นำเซอร์เบียที่อยู่ในตำแหน่งมา 12 ปี ลงจากอำนาจได้อย่างไร

อังเดร โรเดน-พอลและ
ยาโรสลาฟ ลูคิฟ
Published 26 ตุลาคม 2026
บีบีซีไทย

อเล็กซานดาร์ วูชิช ผู้นำเซอร์เบียที่ครองอำนาจมายาวนาน ยอมรับความพ่ายแพ้ต่อขบวนการประท้วงที่นำโดยนักศึกษาในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาก่อนกำหนด

"เรายังไม่มีผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ... แต่เป็นที่ชัดเจนว่าเราแพ้การเลือกตั้งครั้งนี้" ผู้นำประชานิยมฝ่ายขวากล่าว ขณะยอมรับความพ่ายแพ้ในช่วงดึกของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (25 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

ผลการเลือกตั้งเบื้องต้นจากคณะกรรมการการเลือกตั้งของเซอร์เบียชี้ว่า มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งนักวิเคราะห์เคยระบุว่าจะเป็นประโยชน์ต่อขบวนการนักศึกษา ทั้งนี้ มีการเฉลิมฉลองขึ้นหลังจากวูชิชยอมรับความพ่ายแพ้

วูชิชประกาศจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดหลังการประท้วงยืดเยื้อนาน 2 ปี ซึ่งปะทุขึ้นจากเหตุหลังคาชานชาลาสถานีรถไฟถล่มในเมืองโนวีซาด คร่าชีวิตผู้คน 16 ราย ซึ่งถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของการทุจริตคอร์รัปชันและความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของภาครัฐ


วูชิชกล่าวว่าผลการเลือกตั้งเบื้องต้นทำให้ "เห็นได้อย่างชัดเจน" ว่าพรรคของเขาพ่ายแพ้การเลือกตั้งครั้งนี้

วูชิชดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมาแล้ว 2 สมัย และไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 3 ได้ เป้าหมายของพรรคก้าวหน้าเซอร์เบีย หรือ เอสเอ็นเอส (SNS) คือการให้เขากลับไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเขาลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวในปี 2017

อิลเลีย ซาร์ดาโนวิช แคนดิเดตอันดับหนึ่งของกลุ่มการเมืองที่นำโดยนักศึกษา บอกกับบีบีซีภาษาเซอร์เบียว่า "นี่จะเป็นรัฐที่เสรี"

เขากล่าวว่าขบวนการต่อต้านคอร์รัปชันซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต่อต้านรัฐบาลทั่วเซอร์เบีย หวังที่จะ "ปลดปล่อยประเทศจากทรราชย์"

มีการเฉลิมฉลองบนท้องถนนของเมือง ผู้คนเต้นรำและตะโกนคำว่า "ชัยชนะ" รถยนต์บีบแตร และมีการจุดดอกไม้ไฟ

"เซอร์เบียเป็นอิสระแล้ว" นักศึกษารายหนึ่งบอกกับบีบีซี "มันเป็นปาฏิหาริย์"

รายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า ราโดเมียร์ ไซซิช ผู้สมัครคนหนึ่งของกลุ่มนักศึกษา กล่าวในสุนทรพจน์ฉลองชัยว่า ชาวเซอร์เบียได้แสดงให้เห็นว่า "ไม่มีอุปสรรคใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าความมุ่งมั่นของพวกเขา" โดยเขากล่าวเสริมว่า "ไม่มีพลังใดจะกดขี่ประชาชนที่ตัดสินใจแล้วว่าจะกำหนดชะตากรรมของตนเองได้ตลอดไป"

ท่ามกลางภาพผู้คนที่ออกมาเต้นรำบนท้องถนนในกรุงเบลเกรด เซเลนา เลโบวิช กล่าวว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ "ยอดเยี่ยมจริง ๆ"

"พวกเราทุกคนร้องไห้ และจะพูดอะไรได้อีกล่ะ เราไม่อยากเชื่อเลยว่ามันจะง่ายขนาดนี้" เธอบอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์


ภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นขนาดของการเฉลิมฉลองของผู้สนับสนุนกลุ่มนักศึกษาที่จัตุรัสสลาวียาในกรุงเบลเกรด

วูชิชประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ที่สำนักงานใหญ่ของพรรคก้าวหน้าเซอร์เบีย (SNS) ในกรุงเบลเกรด

ขณะเดียวกกัน ที่ใจกลางเมืองโนวีซาด เมืองทางตอนเหนือซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการประท้วงที่นำโดยนักศึกษา กลับเต็มไปด้วยผู้คน

"จากนี้ไปทุกอย่างจะดีขึ้น" ดาวิด วาซิช หนึ่งในผู้ร่วมเฉลิมฉลอง บอกกับบีบีซีแผนกภาษาเซอร์เบีย

กลุ่มนักศึกษาซึ่งไม่มีผู้นำที่โดดเด่นชัดเจน และสมาชิกส่วนใหญ่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง สามารถดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต่อต้านรัฐบาลจากทั่วเซอร์เบียได้

กลุ่มดังกล่าวตัดสินใจส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเข้าสู่รัฐสภาที่มีสมาชิก 250 ที่นั่ง โดยคัดเลือกบุคคลจากหลากหลายวงการในสังคมเซอร์เบีย ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ นักแสดง นักวิชาการ และบุคคลในวงการกีฬา


อิลเลีย ซาร์ดาโนวิช แคนดิเดตอันดับหนึ่งของกลุ่มนักศึกษา ขณะร่วมการเฉลิมฉลองในช่วงดึกของวันอาทิตย์

ขบวนการต่อต้านการทุจริตได้รณรงค์หาเสียงโดยมีนโยบายหลักคือการปลดเจ้าหน้าที่ที่ฝ่าฝืนกฎ การปราบปรามผู้ประท้วง การห้ามผู้ภักดีต่อพรรคการเมืองไม่ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำในรัฐวิสาหกิจ และการปลดปล่อยสถานีโทรทัศน์สาธารณะให้เป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมือง

วูชิชและพรรคก้าวหน้าเซอร์เบียปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการคอร์รัปชันมาโดยตลอด

วูชิชสนับสนุนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของเซอร์เบีย ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธที่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียจากกรณีการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ รวมถึงให้คำมั่นว่าจะเพิ่มเงินบำนาญ ค่าจ้างในภาครัฐ และการลงทุนในระบบสาธารณสุขของรัฐ

ตัวเลขเบื้องต้นจากคณะกรรมการการเลือกตั้งของเซอร์เบียบ่งชี้ว่ามีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยมีผู้ลงคะแนนแล้ว 64.9% ณ เวลา 18:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือ 2 ชั่วโมงก่อนปิดหีบเลือกตั้ง

ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน มีผู้คนต่อแถวยาวตามหน่วยเลือกตั้งในเมืองต่าง ๆ ทั่วเซอร์เบีย

สถานการณ์เช่นเดียวกันนี้เกิดขึ้นนอกหน่วยเลือกตั้งในหลายประเทศที่มีชุมชนชาวเซอร์เบียขนาดใหญ่ เช่นในกรุงลูบลิยานาของสโลวีเนีย นครมิวนิกของเยอรมนี และนครลอสแอนเจลิสกับนครชิคาโกในสหรัฐอเมริกา

ในฝรั่งเศส ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวเซอร์เบียยืนต่อแถวท่ามกลางฝนตกหนักในกรุงปารีส

การเลือกตั้งจัดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดทั่วประเทศเซอร์เบีย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปิดกั้นถนนโดยรอบสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสาธารณรัฐในกรุงเบลเกรด

กลุ่มนักศึกษาทำให้วูชิชแห่งเซอร์เบียพ้นจากอำนาจได้อย่างไร

นี่คือขบวนการที่ถือกำเนิดขึ้นจากโศกนาฏกรรม โดยเริ่มจากนักศึกษาปิดกั้นถนน ก่อนจะกลายเป็นการประท้วงที่เกิดขึ้นแทบทุกวัน และพัฒนาเป็นขบวนการระดับชาติที่ต่อต้านการคอร์รัปชันและความละเลยของรัฐบาล

ภายในเวลาไม่ถึงสองปี นักศึกษาประสบความสำเร็จในการโค่นล้มการครองอำนาจทางการเมืองนาน 12 ปีของ อเล็กซานดาร์ วูชิช พรรคของเขาได้รับการสนับสนุนน้อยลงเรื่อย ๆ และพ่ายแพ้การเลือกตั้งซึ่งกลายเป็นการลงประชามติเกี่ยวกับอนาคตของเซอร์เบียในที่สุด

ตั้งแต่กรุงเบลเกรดไปจนถึงเมืองโนวีซาด บรรยากาศเต็มไปด้วยความยินดี เมื่อผู้สนับสนุนรวมตัวกันตามใจกลางเมืองหรือที่หน้าสำนักงานใหญ่ของกลุ่มนักศึกษา โดยในโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ นักศึกษาประกาศว่า "เซอร์เบียเป็นอิสระแล้ว"

สิ่งที่มีความหมายเชิงสัญลักษณ์มากที่สุดคือการสิ้นสุดของสิ่งที่เรียกว่า "ซาซิแลนด์" (Ćaciland) ซึ่งเป็นค่ายที่ฝ่ายสนับสนุนวูชิชที่จัดตั้งขึ้นเมื่อ 18 เดือนก่อนในสวนไพโอเนียร์ ใจกลางกรุงเบลเกรด หน้าอาคารรัฐสภาเซอร์เบีย รั้วโลหะของค่ายถูกทุบทิ้งท่ามกลางเสียงตะโกนว่า "วูชิชกำลังจากไป"

นักศึกษาทำให้เซอร์เบียเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

พวกเขาไม่มีผู้นำที่โดดเด่นชัดเจน และไม่มีรากฐานทางการเมืองใด ๆ แต่ขบวนการที่เรียกตัวเองว่า "บัญชีรายชื่อนักศึกษา-นักศึกษาคว้าชัย" (Student List-Students Win) ก็สามารถดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ต่อต้านรัฐบาลจากทุกภาคส่วนของสังคมเซอร์เบียได้

พวกเขาส่งผู้สมัครลงชิงที่นั่งในรัฐสภาทั้ง 250 ที่นั่ง แต่ในบรรดาผู้สมัครเหล่านั้น ไม่มีนักศึกษาอยู่เลย

ขณะร่วมเดินขบวนกับนักศึกษาเข้าสู่กรุงเบลเกรดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อิลเลีย ซาร์ดาโนวิช แคนดิเดตอันดับหนึ่งและแพทย์โรคหัวใจ กล่าวว่า ประวัติศาสตร์กำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ "พลังนี้ไม่อาจถูกหยุดยั้งได้"

"เรานำเสนอคุณค่าพื้นฐานของสังคมอารยะให้แก่ประชาชนของเรา ซึ่งระบอบการปกครองก่อนหน้านี้ได้พรากไปจากประชาชนของเรามาเป็นเวลานาน และนั่นจะเป็นครั้งสุดท้าย" เขากล่าวกับบีบีซี

ทั้งหมดนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2024 เมื่อหลังคาคอนกรีตด้านนอกสถานีรถไฟเมืองโนวีซาด เมืองใหญ่อันดับสองของเซอร์เบีย พังถล่มลงมา และทำให้มีผู้เสียชีวิต 16 ราย

โศกนาฏกรรมครั้งดังกล่าวถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของการทุจริตที่แพร่หลาย นักวิจารณ์เชื่อมโยงการปรับปรุงสถานีรถไฟที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงกับประธานาธิบดีที่มีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับโครงการนี้

"เมื่อหลังคาพังถล่มลงมา นั่นเป็นฟางเส้นสุดท้าย" เฮเลนา อิวานอฟ จากสถาบันคลังสมอง เฮนรี แจ็คสัน โซไซตี กล่าว

เธอกล่าวว่านั่นเป็นช่วงเวลาที่สะเทือนอารมณ์ ซึ่งจุดประกายให้เกิดการเคลื่อนไหวและการรณรงค์ระดับชาติผ่านการเดินขบวนและกิจกรรมต่าง ๆ และสามารถครองใจชาวเซอร์เบียได้ในแบบที่ไม่มีพรรคฝ่ายค้านใดเคยทำได้มาก่อน

จากการประท้วงสู่การท้าทายวูชิชโดยตรง

อเล็กซานดาร์ วูชิช ยอมรับความพ่ายแพ้ แต่บอกด้วยว่าขบวนการนักศึกษาจะล้มเหลว

เริ่มต้นจากการชุมนุมประท้วงรายสัปดาห์ของนักศึกษาที่เรียกร้องความยุติธรรมตามมหาวิทยาลัยและบนท้องถนนในเมือง ไม่นานมันก็กลายเป็นขบวนการระดับชาติ ซึ่งมักเกิดขึ้นในระดับท้องถิ่น และครอบคลุมภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคมเซอร์เบียมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงเกษตรกร นักแสดง และผู้พิพากษา

พรรคก้าวหน้าเซอร์เบีย (SNS) ของวูชิชดูเหมือนจะสั่นคลอนอย่างชัดเจน และภายในเดือน ม.ค. 2025 นายกรัฐมนตรีของเขาได้ลาออก "เพื่อลดความตึงเครียด"

จากนั้นในเดือน มี.ค. 2025 เกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในเซอร์เบียภายในกรุงเบลเกรด และเมื่อขบวนการนักศึกษาที่ไม่มีผู้นำเพิ่มความแข็งแกร่งขึ้น พวกเขาก็จัดระเบียบกันเองผ่านสภานักศึกษาหรือที่ประชุมใหญ่

เฮเลนา อิวานอฟ อธิบายว่า เมื่อถึงเวลาที่วูชิชประกาศยุบสภาเลือกตั้งก่อนกำหนดเมื่อเดือนที่แล้ว ขบวนการของนักศึกษาก็พร้อมแล้ว "พวกเขาสามารถนำแรงส่งทางอารมณ์นั้นไปสู่การจัดตั้งองค์กรอย่างเป็นรูปเป็นร่าง และทำให้ผู้คนเรียนรู้วิธีปกป้องความเป็นธรรมที่หน่วยเลือกตั้ง"

"ข้อความนั้นชัดเจน นั่นคือหลักนิติธรรม ไม่ใช่การถูกปกครองด้วยกฎหมาย" กอร์ดานา เดลิช หัวหน้าโครงการบอลข่านแห่งกองทุนเยอรมันมาร์แชลล์แห่งสหรัฐฯ (German Marshall Fund of the US) กล่าว โดยเธอมองว่าการลงคะแนนเสียงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นการลงประชามติโดยพฤตินัย

ในช่วงแรก วูชิชพยายามชื่นชมผู้ประท้วงว่าเป็นผู้ที่ "มีเจตนาดี" แต่ก่อนการเลือกตั้ง เขากล่าวหาว่าพวกผู้ประท้วงพยายาม "โค่นล้ม" เซอร์เบีย และแม้หลังจากยอมรับความพ่ายแพ้ในคืนวันอาทิตย์ เขาก็ยังกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานว่ากลุ่มนักศึกษาได้รับการสนับสนุนจาก "ประเทศในยุโรป" โดยไม่ได้ระบุชื่อประเทศใดอย่างเฉพาะเจาะจง และจาก "รัฐเร้นลึก" ของสหรัฐฯ (American deep state)

ใครจะขึ้นมาบริหารเซอร์เบียในตอนนี้


อิลเลีย ซาร์ดาโนวิช เป็นแคนดิเดตอันดับหนึ่งในรายชื่อผู้สมัครของกลุ่มการเมืองที่นำโดยนักศึกษา แต่ไม่ได้ถูกมองว่าน่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนก็คือ ผู้ที่จะได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีจะไม่ใช่นักศึกษาเหล่านั้น เพราะพวกเขาไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง นั่นเป็นการตัดสินใจที่ผ่านการคำนวณมาแล้ว เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจไม่ลงคะแนนให้กับบัญชีรายชื่อผู้สมัครที่มีประสบการณ์ชีวิตน้อย

แม้ อิลเลีย ซาร์ดาโนวิช จะเป็นแคนดิเดตอันดับหนึ่งของพวกเขา และเป็นศาสตราจารย์ด้านโรคหัวใจในเมืองโนวีซาด แต่เขาไม่ได้ถูกมองว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

มีผู้สมัครเพียงไม่กี่รายที่โดดเด่นในฐานะผู้ที่มีศักยภาพจะขึ้นมาเป็นผู้นำ

เชื่อกันว่ามีอย่างน้อย 135 รายในบัญชีรายชื่อที่ได้รับเลือกเข้าสู่รัฐสภา โดยในจำนวนนั้นมี เดยัน โบดิโรกา อดีตดาวดังบาสเก็ตบอล (อันดับ 24 ในบัญชีรายชื่อ), ทิโฮเมียร์ สตานิช นักแสดงชื่อดัง (อันดับ 8), นิโคลา มิกิช นักร้องโอเปรา (อันดับ 46), เดยัน โชสกิช อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติเซอร์เบีย (อันดับ 27) และศาสตราจารย์จำนวนมาก

ชื่อของโชสกิชถูกกล่าวถึงในฐานะแคนดิเดตสำหรับตำแหน่งสูงสุด เขาได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปที่เขาจะดำเนินการต่อระบบเศรษฐกิจ และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากสื่อที่สนับสนุนรัฐบาล

นโยบายของพวกเขาคืออะไร

สมาชิกรัฐสภาที่ได้รับเลือกจะมีหน้าที่ทำให้นโยบายหาเสียงเกิดขึ้นจริง

ตามคำกล่าวของกลุ่มนักศึกษาเอง พวกเขาต้องการบุคคลที่สามารถเข้าไปทำงานในสถาบันต่าง ๆ โดย "ทำหน้าที่ของตนอย่างมีความรับผิดชอบ และไม่ลืมว่าตนอยู่ที่นั่นเพราะอะไร"

ขบวนการนักศึกษามีความต้องการ 11 ประการดังนี้
  • ขจัดการคอร์รัปชันด้วยการจัดตั้งหน่วยตำรวจเพื่อจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชัน
  • ปลดเจ้าหน้าที่ในกระทรวงมหาดไทยทุกคนที่ละเมิดกฎในการปราบปรามผู้ประท้วง หรือผู้ที่มีความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรม
  • ปฏิรูปภูมิทัศน์สื่อของเซอร์เบียที่บิดเบี้ยว และทำให้สื่อสาธารณะเป็นอิสระจากการควบคุมทางการเมือง
  • ยุติการแต่งตั้งผู้ภักดีต่อพรรคการเมืองให้เข้าไปบริหารรัฐวิสาหกิจ
ทั้งนี้ วูชิชและพรรคก้าวหน้าเซอร์เบีย (SNS) ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการคอร์รัปชันและการพยายามแทรกแซงสื่อ

ขบวนการนักศึกษาจะยังคงเป็นขบวนการนักศึกษาอยู่หรือไม่ หากไม่มีนักศึกษา ?

แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้รับเลือกตั้ง แต่เป็นบรรดานักศึกษาที่ให้คำมั่นสัญญาไว้กับประชาชนชาวเซอร์เบีย และพวกเขาจะเผชิญแรงกดดันให้ทำตามสิ่งที่ระบุไว้ในคำประกาศของตน

ประชาชนชาวเซอร์เบียทั่วไปที่พวกเขาเลือกให้เป็นตัวแทนของขบวนการ "ได้รับความไว้วางใจให้นำส่วนหนึ่งของการต่อสู้ที่เราดำเนินอยู่บนท้องถนนตลอดปีที่ผ่านมา เข้าไปสู่สถาบันต่าง ๆ" นักศึกษากล่าว

ในการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อค่ำวันอาทิตย์ วูชิชบอกกับผู้สนับสนุนพรรคว่า นักศึกษาได้ทำลายชีวิตของเซอร์เบียไปสองปี และพวกเขาจะพ่ายแพ้ "เร็วกว่าที่พวกเขาคิด"

https://www.bbc.com/thai/articles/ckzd6qmge614o




พรรครายชื่อนักศึกษา ซึ่งก่อตั้งมาได้เพียงสองปี สามารถเอาชนะ อเล็กซานดาร์ วูชิช ผู้นำที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนานของ #เซอร์เบีย ได้ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวาน ชัยชนะนี้กำลังกลายกลายเป็น Blueprint ให้กับกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ในประเทศอื่นๆ ในยุโรปตะวันออกและบอลข่าน ที่กำลังต่อต้านระบอบการปกครองแบบอำนาจนิยมหรือการคอร์รัปชันในประเทศของตน


Pipob Udomittipong
10 hours ago
·
พรรครายชื่อนักศึกษา Student List Party ซึ่งก่อตั้งมาได้เพียงสองปี สามารถเอาชนะ อเล็กซานดาร์ วูชิช ผู้นำที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนานของ #เซอร์เบีย ได้ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวาน
.
Student List เป็นพรรคที่ก่อตั้งขึ้นหลังการประท้วงเหตุการณ์กันสาดคอนกรีตของสถานีรถไฟนอวีซาดถล่มลงมาใส่ทางเท้าทำให้มีผู้เสียชีวิต 14 ราย บาดเจ็บอย่างน้อยสามคน เป็นหนึ่งในโครงการที่รบ.จีนให้ทุนสนับสนุน และมีบริษัทลูกของไชน่าเรลเวย์กรุ๊ปเป็นผู้ก่อสร้าง
.
หลังเปิดใช้งานได้แค่ 5 เดือนก็เกิดเหตุถล่มลงมา ประชาชนต่างออกมาประท้วงกล่าวหาว่าเป็นเพราะการคอร์รัปขันของรบ. วูซิช ซึ่งเป็นผู้นำที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในยุโรป โดยเคยดำรงตำแหน่งทั้งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี 2012 (ไม่นับรวมประเทศที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต)
.
ไชน่าเรลเวย์กรุ๊ป ก็เป็นบริษัทที่ก่อสร้างตึกสตง. ที่พังไม่เป็นท่า หลังแผ่นดินไหว และยังก่อสร้างอาคารที่น่าจะด้อยมาตรฐานอีกหลายแห่งในประเทศไทย แต่ในบ้านเราไม่มีการประท้วงแบบนี้
.
การประท้วงที่นำโดยนักศึกษาอย่างต่อเนื่องในช่วงสองปีที่ผ่านมา ส่งผลให้วูชิชตัดสินใจยุบสภา จัดเลือกตั้งใหม่ก่อนวาระ
.
และในการเลือกตั้งรัฐสภาเซอร์เบียเมื่อวาน Student List ได้รับคะแนนเสียงประมาณ 52.9% และคว้าที่นั่งในรัฐสภาไปได้ 140 จากทั้งหมด 250 ที่นั่ง เอาชนะพรรคเซอร์เบียนโปรเกรสซีฟ (SNS) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลได้สำเร็จ และวูชิชประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ต่อขบวนการประท้วงที่นำโดยกลุ่มนักศึกษาแล้ว
.
วูชิช เป็นเผด็จการประชานิยมในประเทศคาบสมุทรบอลข่านที่ถูกโค่นล้มออกจากอำนาจ จากการแสดงพลังของประชาชนผ่านการเลือกตั้ง หลังจากเมื่อเม.ย.ที่ผ่านมา วิกตอร์ ออร์บัน ผู้นำเผด็จการของฮังการี ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ก็ถูกขับออกจากตำแหน่ง หลังแพ้เลือกตั้งเช่นกัน
.
ถือว่าประชาชนทั้งสองประเทศสามารถโค่นล้มผู้นำเผด็จการได้ โดยใช้กระบวนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเหมือนกัน ไม่ต้องหันไปหาการรัฐประหาร
.
แต่ปัญหาคือ ในขณะที่คนฮังการีเลือก Tisza Party ของ Péter Magyar เป็นรัฐบาล ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่มีประสบการณ์มือ อาชีพ เคยทำงานการเมืองมาก่อน

แต่พรรค Student List ของเซอร์เบีย เพิ่งจะก่อตั้งแบบเฉพาะกิจ ไม่มีผู้นำที่ชัดเจน ไม่มีบุคลากรที่มีประสบการณ์ทางการเมือง และไม่มีวาระการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม ซึ่งก็น่าจะเป็นปัญหาว่าจะเกิดความขัดแย้งกันขึ้นในกลุ่มหรือไม่ ในขั้นตอนการจัดตั้งรัฐบาลและการกำหนดนโยบายต่าง ๆ
https://www.ft.com/.../dde6aa59-d48d-429a-9a29...
See less


https://www.facebook.com/photo?fbid=10164874443491649&set=a.10150096728651649










https://x.com/ThaiPBS/status/2114674417905377564
.....

จากการพ่ายแพ้การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาเซอร์เบียเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2026 ของนายอเล็กซานดาร์ วูชิช (Aleksandar Vučić) และพรรคบริหารประเทศ (SNS) ให้กับกลุ่มการเมืองฝ่ายค้านที่นำโดยกลุ่มนักเรียน-นักศึกษา (Student List / พรรคนักศึกษา) ที่ชนะอย่างถล่มทลายด้วยเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภา ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ทางการเมืองเซอร์เบีย ซึ่งสร้าง ผลกระทบสำคัญทั้งในระดับภายในประเทศและระดับภูมิภาค/การเมืองโลก ดังนี้

1. ผลกระทบทางการเมืองภายในประเทศ (Internal Political Impact)

สิ้นสุดยุคอำนาจนิยม 13 ปี และคืนอำนาจให้สถาบันประชาธิปไตย: การเปลี่ยนผ่านอำนาจทำให้ระบอบการปกครองที่รวบอำนาจไว้กับศูนย์กลางและขจัดฝ่ายตรงข้ามสิ้นสุดลง รัฐบาลใหม่ตั้งเป้าฟื้นฟูระบบนิติรัฐ (Rule of Law) ความเป็นอิสระของสถาบันตุลาการ และเสรีภาพของสื่อมวลชน

การกวาดล้างการทุจริตและการตรวจสอบคอร์รัปชัน: ที่มาของกระแสการต่อต้านรัฐบาลเดิมเริ่มจากการทุจริตคอร์รัปชัน (เช่น เหตุการณ์หลังคาอาคารสถานีรถไฟล่มที่โนวีซาด) รัฐบาลชุดใหม่จะเน้นการตรวจสอบความโปร่งใส สัญญาโครงการโครงสร้างพื้นฐาน และเอาผิดกับกลุ่มอิทธิพลที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลเดิม

บริบทการสร้างรัฐบาลใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน: เนื่องจากบัญชีผู้สมัครพรรคนักศึกษาส่วนใหญ่ประกอบด้วยนักวิชาการ แพทย์ และผู้เชี่ยวชาญ (นำโดย นายแพทย์อิลิยา เซอร์ดาโนวิช) รัฐบาลใหม่จึงจะเป็นรัฐบาลสายเทคโนแครตและผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาบริหารประเทศแทนนักการเมืองแบบเดิม

2. ผลกระทบต่อการเมืองระหว่างประเทศและภูมิภาค (Geopolitical & Foreign Policy Impact)

การยกระดับความสัมพันธ์และการฟื้นฟูเส้นทางเข้าสู่สหภาพยุโรป (EU):

เดิมทีเซอร์เบียยืดเยื้อการเจรจาเข้าเป็นสมาชิก EU มาหลายปีเนื่องจากปัญหาด้านการปกครอง สื่อ และคอร์รัปชัน

การพ่ายแพ้ของวูชิชส่งผลให้ EU (นำโดยประธานคณะกรรมาธิการยุโรป) แสดงความพร้อมสนับสนุนการปฏิรูปเพื่อรับเซอร์เบียเข้าสู่สมาชิกภาพ EU อย่างเต็มตัว

ความสัมพันธ์กับรัสเซียและจีนที่อาจเปลี่ยนไป:

รัสเซีย: ในยุควูชิช เซอร์เบียดำเนินนโยบายสร้างความสมดุลและไม่ร่วมแซงก์ชันรัสเซีย แม้รัฐบาลใหม่จะเน้นนโยบายต่างประเทศที่เป็นกลาง แต่ทิศทางมีแนวโน้มเอียงเข้าหาระบบยุโรปมากขึ้น ซึ่งอาจลดอิทธิพลทางการเมืองและพลังงานของรัสเซียในบอลข่าน

จีน: จีนเคยเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานของเซอร์เบีย รัฐบาลใหม่มีแนวโน้มทบทวนสัญญาและมาตรฐานความปลอดภัยของโครงการที่ร่วมทุนกับจีนอย่างเข้มงวดขึ้น

แรงกระเพื่อมต่อขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนในยุโรป:

ชัยชนะของกลุ่มนักศึกษาในเซอร์เบียกลายเป็นโมเดลต้นแบบ (Blueprint) ให้กับกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ในประเทศอื่นๆ ในยุโรปตะวันออกและบอลข่าน ที่กำลังต่อต้านระบอบการปกครองแบบอำนาจนิยมหรือการคอร์รัปชันในประเทศของตน




เหตุเกิดขึ้นที่กรุงปราก เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็ก เมื่อประชาชนลุกขึ้นปกป้องสื่อสาธารณะ


Anupong Chaiyariti
18 hours ago
·
ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะไม่ได้เป็นเรื่องของผู้บริหารหรือคนทำสื่อเท่านั้น แต่ประชาชนมีสิทธิเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดอนาคตขององค์กร

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ประชาชนหลายพันคนรวมตัวกันที่จัตุรัส Old Town Square ใจกลางกรุงปราก เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็ก เพื่อประท้วงรัฐบาลที่กำลังผลักดันการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับระบบเงินสนับสนุนสื่อสาธารณะ

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม แต่เป็นเหตุผลที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากตัดสินใจออกจากบ้านมารวมตัวกันกลางเมือง เพื่อแสดงความห่วงใยต่ออนาคตขององค์กรสื่อสาธารณะ

เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากการที่รัฐบาลสั่งห้ามเสนอข่าว ไม่ได้มีคำสั่งปลดผู้ประกาศข่าวหรือผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ แต่เริ่มต้นจากข้อเสนอเปลี่ยนแปลงระบบเงินสนับสนุนองค์กรสื่อสาธารณะ

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี Andrej Babiš ต้องการยกเลิกระบบค่าธรรมเนียมที่ประชาชนจ่ายเพื่อสนับสนุน Czech Television (ČT) และ Czech Radio (ČRo) แล้วเปลี่ยนมาใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดินแทน

รัฐบาลให้เหตุผลว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และทำให้การจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาแทรกแซงความเป็นอิสระในการทำงานของสื่อสาธารณะ

แต่สำหรับผู้คัดค้าน ข้อเสนอนี้มีความหมายมากกว่าการเปลี่ยนวิธีจัดหาเงิน เพราะอาจเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับองค์กรสื่อสาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ

เดิมที Czech Television และ Czech Radio ได้รับเงินสนับสนุนหลักจากค่าธรรมเนียมที่ประชาชนจ่ายตามระบบที่กฎหมายกำหนด การเปลี่ยนไปใช้เงินงบประมาณแผ่นดินจึงทำให้เกิดคำถามว่า ในอนาคตองค์กรเหล่านี้จะต้องพึ่งพาการตัดสินใจของฝ่ายการเมืองมากขึ้นหรือไม่

โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลมีอำนาจกำหนดวงเงินสนับสนุนในแต่ละปี

ประเด็นที่ทำให้ข้อถกเถียงรุนแรงขึ้นอีกประการหนึ่งคือ ข้อเสนอของรัฐบาลอาจส่งผลให้เงินสนับสนุนสื่อสาธารณะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

European Broadcasting Union (EBU) แสดงความกังวลว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจทำให้ Czech Television และ Czech Radio มีเงินสนับสนุนลดลงประมาณ 15% ซึ่งย่อมส่งผลต่อขีดความสามารถในการผลิตรายการข่าว สารคดี และบริการสาธารณะประเภทต่าง ๆ

ขณะเดียวกัน กระบวนการพิจารณากฎหมายที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็วยังทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเหมาะสมของการเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม

แม้แต่ประธานาธิบดี Petr Pavel ก็แสดงความกังวลและเรียกร้องให้มีการพิจารณากฎหมายอย่างรอบคอบ

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินสนับสนุนสื่อสาธารณะไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคด้านงบประมาณเท่านั้น แต่เป็นประเด็นเชิงนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอิสระของสื่อและสิทธิของประชาชนในการได้รับบริการข่าวสารที่น่าเชื่อถือ

สิ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือ การที่ประชาชนจำนวนมากออกมาแสดงบทบาทของตนเองในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับอนาคตของสื่อสาธารณะ

เราอาจคุ้นเคยกับภาพการประท้วงเรื่องค่าครองชีพ เงินเดือน สวัสดิการ หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจ แต่การที่ประชาชนออกมาชุมนุมเพื่อปกป้องความเป็นอิสระขององค์กรสื่อสาธารณะ เป็นปรากฏการณ์ที่ควรได้รับความสนใจไม่แพ้กัน

เพราะมันสะท้อนความเข้าใจว่า สื่อสาธารณะไม่ได้เป็นสมบัติของรัฐบาล ไม่ได้เป็นสมบัติของคณะกรรมการบริหาร และไม่ได้เป็นสมบัติของพนักงานในองค์กร

สื่อสาธารณะเป็นสถาบันที่มีขึ้นเพื่อรับใช้ประชาชน

ประชาชนจึงไม่ควรมีบทบาทเพียงผู้รับชมรายการ ผู้ฟังวิทยุ หรือผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลเท่านั้น แต่ควรมีโอกาสแสดงความคิดเห็น ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางขององค์กรที่มีหน้าที่รับใช้พวกเขา

แน่นอนว่า การออกมาชุมนุมไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกคนในสาธารณรัฐเช็กมีความคิดเห็นตรงกัน และไม่ได้หมายความว่าข้อเสนอของรัฐบาลจะไม่มีเหตุผลที่ควรรับฟัง

การปฏิรูประบบเงินสนับสนุนสื่อสาธารณะเป็นเรื่องที่สามารถถกเถียงกันได้ โดยเฉพาะในยุคที่พฤติกรรมการรับชมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และประชาชนตั้งคำถามมากขึ้นเกี่ยวกับความคุ้มค่าของเงินที่ใช้สนับสนุนองค์กรสื่อสาธารณะ

แต่การปฏิรูปที่ดีควรเปิดพื้นที่ให้มีการอภิปรายอย่างรอบด้าน ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ผู้เชี่ยวชาญ คนทำสื่อ และประชาชนผู้ใช้บริการ

เพราะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินสนับสนุนอาจส่งผลต่อความสามารถขององค์กรในการทำหน้าที่รับใช้ประชาชนไปอีกหลายทศวรรษ

ในยุโรป ประเด็นนี้มีความสำคัญมากขึ้นภายใต้ European Media Freedom Act ซึ่งกำหนดหลักการเกี่ยวกับความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ รวมถึงการจัดสรรเงินสนับสนุนอย่างเพียงพอ ยั่งยืน และคาดการณ์ได้ โดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่โปร่งใสและเป็นกลาง

หลักการดังกล่าวสะท้อนว่า ความเป็นอิสระทางบรรณาธิการไม่ได้ขึ้นอยู่กับจริยธรรมและความกล้าหาญของนักข่าวเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยโครงสร้างองค์กรและระบบเงินสนับสนุนที่ไม่เปิดช่องให้ผู้มีอำนาจใช้แรงกดดันทางการเงินเพื่อกำหนดทิศทางการทำข่าว

สำหรับผม เหตุการณ์ที่กรุงปรากมีความหมายมากกว่าการประท้วงกฎหมายฉบับหนึ่ง

มันทำให้เรากลับมาพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับองค์กรสื่อสาธารณะอีกครั้ง

ในหลายประเทศ การถกเถียงเรื่องอนาคตสื่อสาธารณะมักจำกัดอยู่ในวงของนักการเมือง ผู้บริหารองค์กร ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ หรือคนทำงานในองค์กรนั้นเอง

ทั้งที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญที่สุดคือประชาชน

ประชาชนเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากบริการสื่อสาธารณะ เป็นผู้แบกรับต้นทุนของระบบไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และเป็นผู้ได้รับผลกระทบหากองค์กรไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ

การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมจึงไม่ควรเป็นเพียงขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นตามข้อกำหนดของกฎหมาย แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกำหนดอนาคตองค์กรอย่างแท้จริง

การมีส่วนร่วมดังกล่าวอาจเกิดขึ้นผ่านเวทีสาธารณะ การปรึกษาหารือเชิงนโยบาย การสำรวจความคิดเห็นที่ออกแบบอย่างรอบคอบ หรือกลไกอื่นที่ทำให้เสียงของประชาชนมีความหมายต่อการตัดสินใจ

โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดความขัดแย้งจนประชาชนต้องออกมาชุมนุมบนท้องถนน

เหตุการณ์ที่กรุงปรากจึงชวนให้ตั้งคำถามว่า เมื่อถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงกฎหมาย โครงสร้างการบริหาร หรือระบบเงินสนับสนุนสื่อสาธารณะ ใครควรเป็นผู้มีสิทธิร่วมกำหนดอนาคตขององค์กร

รัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวหรือไม่

คณะกรรมการและผู้บริหารองค์กรเพียงพอแล้วหรือ

หรือประชาชนควรมีพื้นที่และบทบาทที่มากกว่าการเป็นเพียงผู้รับทราบผลการตัดสินใจ

ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะไม่ได้เป็นเรื่องของผู้บริหารหรือคนทำสื่อเท่านั้น แต่เป็นประเด็นที่ประชาชนมีสิทธิเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดอนาคตขององค์กร

และบางครั้ง ภาพประชาชนหลายพันคนที่รวมตัวกันกลางจัตุรัสในกรุงปราก ก็อาจอธิบายความหมายของคำว่า Public Service Media ได้ชัดเจนกว่าคำประกาศพันธกิจขององค์กรเสียอีก

เพราะท้ายที่สุดแล้ว สื่อสาธารณะจะมีความหมายเพียงใด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรประกาศว่าตนเองรับใช้ประชาชนอย่างไรเท่านั้น

แต่ยังขึ้นอยู่กับว่า ประชาชนรู้สึกว่าสื่อสาธารณะเป็นของพวกเขามากเพียงใด

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10227215389730067&set=a.1339106737237
.....


Te Neti
9 hours ago
·
ข่าวต่างประเทศอันนี้ก็น่าสนใจ รัฐบาลประเทศเชค จะแก้กฎหมาย ยกเลิกการเก็บค่า TV กับวิทยุ licence แล้วเปลี่ยนไปใช้เงินอุดหนุนโดยตรงจากงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาลแทน

เลยไปเสิร์ชดูว่า ไอ้ค่า TV Radio licence นี่ชาวเชคเค้าจ่ายกันอยู่เท่าไหร่ ก็พบว่าจ่ายอยู่ ปีละประมาณ 3,600–3,800 บาท

ก็เยอะนะ ถ้าเป็นบางประเทศที่คนคิดไม่เยอะ ประชาชนก็คงดีใจ เฮ ไม่ต้องจ่ายเงินแล้ว ก็เอาดิได้ดูฟรี

แต่ชาวเชค ไม่ได้คิดแบบนั้นครับ เพราะเมื่อหาเหตุและผลแล้ว ก็คิดได้ว่า ต่อให้ไปเอาเงินจากรัฐบาลแทน ก็เป็นเงินภาษีพวกกูอยู่ดี

แถมถ้าทำแบบนั้น รัฐบาลมึงก็ควบคุมสื่อได้ดิ เลยออกมาประท้วงกัน

เครดิตภาพจากเพจ Prague Morning
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=29018429034509134&set=a.696962643749152



ประธานาธิบดีลุยซ์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา แห่งบราซิล คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งใหม่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ในการกลับมาทางการเมืองที่น่าทึ่ง โดยเอาชนะวุฒิสมาชิกฟลาวิโอ โบลโซนาโร จากพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งเคยให้คำมั่นว่าจะเข้าร่วมโครงการด้านความมั่นคงและการเมือง "โล่แห่งอเมริกา" ของประธานาธิบดีทรัมป์ - ลูลาคือใคร?



ลูลาคือใคร? จากอดีตคนงานและนักโทษ สู่การกลับมาเป็นประธานาธิบดีบราซิลอีกครั้ง

หากมองเผินๆ ดูเหมือนว่า ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) ได้สร้างปาฏิหาริย์ขึ้นอีกครั้ง เพราะภายในเวลาเพียงสามสัปดาห์ เขาสามารถพลิกสถานการณ์จากการเป็นฝ่ายตามหลังในการเลือกตั้งรอบแรก กลับมาคว้าชัยชนะและดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีบราซิลได้สำเร็จ

นับเป็นความสำเร็จที่ไม่ธรรมดาสำหรับชายผู้นี้ ซึ่งก่อนจะได้รับเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในปี 2002 เขาเคยลงสมัครชิงตำแหน่งนี้มาแล้วถึงสามครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

เมื่อเขาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2003 เขาได้กลายเป็นผู้นำฝ่ายซ้ายคนแรกของบราซิลในรอบเกือบครึ่งศตวรรษ

ปัจจุบันในวัย 80 ปี พร้อมด้วยประสบการณ์มากมายจากการบริหารประเทศที่เป็นประชาธิปไตยขนาดใหญ่อย่างบราซิล เขาได้ทวนกระแสชัยชนะของเหล่าผู้นำฝ่ายขวาในละตินอเมริกา ซึ่งมีนโยบายคล้ายคลึงกับแนวทางของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์



ลูลาคือใครและมีนโยบายอย่างไร?

ชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งแรกของลูลาในปี 2002 ถือเป็นบทสรุปของการเดินทางชีวิตที่น่าทึ่ง จากจุดเริ่มต้นที่ยากจนข้นแค้น

ลูลาเกิดในครอบครัวเกษตรกรที่ยากจนและไม่รู้หนังสือ ในวัยเด็กเขาเคยประกอบอาชีพขายถั่วและรับจ้างขัดรองเท้า โดยเพิ่งจะเริ่มเรียนอ่านหนังสือตอนอายุ 10 ขวบ

ต่อมาเขาได้ฝึกฝนเป็นช่างโลหะและเข้าทำงานในเมืองอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งใกล้กับเซาเปาโล ซึ่งที่นั่นเองที่เขาประสบอุบัติเหตุจนสูญเสียนิ้วก้อยข้างซ้ายไปในช่วงทศวรรษที่ 1960

เดิมทีลูลาไม่ได้มีความสนใจในเรื่องการเมือง แต่ต่อมาเขาได้ทุ่มเทให้กับการเคลื่อนไหวในสหภาพแรงงาน

ในปี 1975 เขาได้รับเลือกให้เป็นผู้นำสหภาพแรงงานโลหะ (Metalworkers' Union) ซึ่งมีสมาชิกกว่า 100,000 คน เขาได้พลิกโฉมการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานในบราซิล โดยเปลี่ยนองค์กรที่เคยฝักใฝ่รัฐบาลให้กลายเป็นขบวนการอิสระที่มีอิทธิพล

ในปี 1980 ลูลาได้รวบรวมกลุ่มคนหลากหลาย ทั้งสมาชิกสหภาพแรงงาน ปัญญาชน กลุ่มแนวคิดทรอตสกี (Trotskyites) และนักกิจกรรมทางศาสนา เพื่อก่อตั้ง "พรรคแรงงาน" (Workers' Party หรือ PT) ซึ่งถือเป็นพรรคการเมืองฝ่ายสังคมนิยมพรรคใหญ่พรรคแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ

ต่อมา พรรคแรงงาน (PT) ได้ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนแนวทางจากการมุ่งเน้นการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจในบราซิล ไปสู่แนวทางที่เน้นการปฏิบัติจริงมากขึ้น โดยยึดหลักสังคมประชาธิปไตยเป็นสำคัญ ลูลาขึ้นสู่อำนาจโดยให้คำมั่นว่าจะปฏิรูปครั้งใหญ่ทั้งในระบบการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ

เขาตั้งปณิธานว่าจะขจัดความหิวโหย และสร้างชาติที่มีความมั่นใจในตนเอง มีความเอื้ออาทร และเปิดกว้างสู่โลกภายนอก


ในภาพนี้ ลูลากำลังพบปะกับเลค วาเลซา (Lech Walesa) ผู้นำสหภาพแรงงานชาวโปแลนด์ (ซึ่งต่อมาได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี) ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ในปี ค.ศ. 1981

ระหว่างที่ดำรงตำแหน่ง ลูลาได้ทุ่มงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์ให้กับโครงการสวัสดิการสังคม ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเขามีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มีมาอย่างยาวนานในบราซิล

ด้วยการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในอัตราที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อมาก ประกอบกับการขยายความช่วยเหลือจากรัฐไปสู่กลุ่มคนที่ยากจนที่สุดผ่านโครงการเงินอุดหนุนครอบครัวที่เรียกว่า "โบลซา ฟามิเลีย" (Bolsa Família) เขาได้ช่วยเหลือผู้คนกว่า 44 ล้านคน และสร้างฐานเสียงที่มั่นคงในกลุ่มคนยากจน

อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์จำนวนหนึ่งโต้แย้งว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นต้นตอของความยากจน เช่น ปัญหาการขาดโอกาสทางการศึกษา

เขาพ้นจากตำแหน่งในอีก 8 ปีต่อมา หลังจากดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครบ 2 วาระ โดยมีคะแนนนิยมสูงอย่างโดดเด่นสำหรับผู้นำในละตินอเมริกาที่กำลังจะก้าวลงจากตำแหน่ง คือสูงถึง 83% ทั้งนี้ เขายังได้ยกระดับบทบาทของบราซิลบนเวทีโลก และนำพาประเทศเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยาวนานที่สุดในรอบ 3 ทศวรรษ

เนื่องจากไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 3 ได้ ลูลาจึงก้าวลงจากตำแหน่งประธานาธิบดี และหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งที่ลำคอ ซึ่งในช่วงที่เข้ารับการรักษา เขาถึงกับโกนหนวดเคราอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาออกไป แพทย์ประกาศว่าเขาหายจากโรคดังกล่าวในปี ค.ศ. 2012

เหตุใดลูลาจึงเคยถูกจำคุก?

ในยุคของผู้สืบทอดตำแหน่งที่เขาเป็นผู้เลือก ความก้าวหน้าต่างๆ ก็หยุดชะงักลง ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเคยรุ่งเรืองกลับกลายเป็นภาวะถดถอย อีกทั้งแวดวงการเมืองของประเทศยังต้องเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนจากการสอบสวนคดีทุจริตครั้งใหญ่ระดับสูง ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อปฏิบัติการ "คาร์วอช" (Operation Car Wash)

ลูลาเป็นหนึ่งในบุคคลที่เข้าไปพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวนี้ ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2017 เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทุจริตและได้รับโทษจำคุกกว่า 9 ปี จากกรณีรับอพาร์ตเมนต์ริมทะเลเป็นสินบนจากบริษัทวิศวกรรม OAS ซึ่งต่อมาในชั้นอุทธรณ์ โทษจำคุกดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นเป็น 12 ปี

นอกจากนี้ ลูลายังถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 12 ปี 11 เดือน ในความผิดฐานทุจริตและฟอกเงิน จากการรับสินบนจากบริษัทก่อสร้างและวิศวกรรมสองแห่ง โดยสินบนดังกล่าวอยู่ในรูปแบบของการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงบ้านพักตากอากาศแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาและครอบครัวได้ใช้ประโยชน์จากสถานที่นั้น เขายืนกรานมาโดยตลอดว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์ โดยอ้างว่าข้อกล่าวหาที่มีต่อเขานั้นมีแรงจูงใจทางการเมือง

ในปี 2019 เขาได้รับการปล่อยตัวหลังจากถูกคุมขังมานานกว่า 18 เดือนเล็กน้อย สืบเนื่องจากคำตัดสินของศาลฎีกาที่ระบุว่าการคุมขังดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเกิดขึ้นในขณะที่กระบวนการอุทธรณ์ยังไม่สิ้นสุด

คำพิพากษาลงโทษเหล่านั้นถูกยกเลิกไปในปี 2021 ส่งผลให้ลูลาสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมัยที่สามได้ในปี 2022 ซึ่งเขาก็สามารถเอาชนะฌาอีร์ โบลโซนาโร นักการเมืองฝ่ายขวาไปได้

เมื่อเขากลับเข้ารับตำแหน่งอีกครั้งในปี 2023 เขาเคยให้คำมั่นว่านี่จะเป็นวาระการดำรงตำแหน่งสมัยสุดท้ายของเขา ทว่าพรรคของเขากลับเสนอชื่อเขาเป็นผู้สมัครอีกครั้งในปีนี้ ทั้งที่เขาจะมีอายุครบ 81 ปีในวันอังคารที่จะถึงนี้

แม้แต่กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคแรงงาน (PT) เองก็ยอมรับว่า ในช่วงสองสมัยแรกที่เขาดำรงตำแหน่ง (ระหว่างเดือนมกราคม 2003 ถึงธันวาคม 2010) เขาสร้างผลงานได้มากกว่าในช่วงสี่ปีล่าสุดที่ผ่านมา

นอกจากนี้ แม้ผู้สนับสนุนจะยกย่องเขาก่อนการเลือกตั้งปี 2022 ว่าเป็น "ผู้กอบกู้ป่าแอมะซอน" โดยชื่นชมความมุ่งมั่นของเขาในการปกป้องผืนป่าฝนแห่งนี้ แต่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบางส่วนกลับวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินนโยบายบางประการของเขาในช่วงที่ผ่านมา

การที่เขาสนับสนุนการสำรวจขุดเจาะน้ำมันในน่านน้ำนอกชายฝั่งใกล้ปากแม่น้ำอเมซอนนั้น ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

ลูลายืนยันว่าเขายังคงมุ่งมั่นที่จะค่อย ๆ ยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในอนาคต โดยให้เหตุผลว่ารายได้จากน้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดหาเงินทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศบราซิลไปสู่พลังงานสะอาด

นอกจากนี้ รัฐบาลของเขายังชี้ให้เห็นถึงการลดลงของการตัดไม้ทำลายป่าในลุ่มน้ำอเมซอน โดยข้อมูลจากดาวเทียมระบุว่าพื้นที่ป่าที่ถูกทำลายในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดในรอบทศวรรษ ซึ่งถือเป็นเครื่องพิสูจน์ว่านโยบายของรัฐบาลกำลังได้ผล

ความสัมพันธ์ระหว่างลูลาและทรัมป์เป็นอย่างไร?

การดำรงตำแหน่งสมัยที่สามของลูลาเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการกลับมาดำรงตำแหน่งของทรัมป์

ทั้งสองคนมีจุดยืนทางการเมืองที่อยู่คนละขั้ว และไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันต่อสาธารณะได้

ผู้นำบราซิลกล่าวกับสำนักข่าว BBC ในเดือนกันยายน 2025 ว่า เขาไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับทรัมป์

แม้ว่าสหรัฐฯ จะได้เปรียบดุลการค้ากับบราซิล แต่โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ได้ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากบราซิลในอัตรา 50% เมื่อเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน โดยอ้างเหตุผลจากการที่ฌาอีร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดีฝ่ายขวาของบราซิล ถูกนำตัวขึ้นพิจารณาคดีในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อรัฐประหาร ปัจจุบันโบลโซนาโรต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 27 ปี และฟลาวิโอ บุตรชายของเขาก็เป็นคู่แข่งที่ลูลาเอาชนะได้ในการเลือกตั้งรอบตัดสินเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ลูลาได้กล่าวหาทรัมป์ว่าแทรกแซงกิจการภายใน พร้อมทั้งระบุว่า "เขาไม่ใช่จักรพรรดิของโลกใบนี้" อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ปรับตัวดีขึ้นหลังจากการเยือนทำเนียบขาวในเดือนพฤษภาคมปีนี้ โดยผู้นำทั้งสองได้กล่าวชื่นชมกันต่อสาธารณะ ทรัมป์เรียกตัวลูลาว่าเป็นคนที่มี "พลังขับเคลื่อนสูง" (dynamic) ในขณะที่ประธานาธิบดีบราซิลกล่าวว่าเขารู้สึก "พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง" หลังจากการหารือดังกล่าว

ในเดือนกรกฎาคมปีนี้ สหรัฐฯ ได้ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าส่วนใหญ่จากบราซิลในอัตรา 25%

รัฐบาลทั้งสองประเทศยังคงมีความเห็นไม่ตรงกันในประเด็นสำคัญต่าง ๆ เช่น ปัญหาอาชญากรรม โดยลูลาเองยอมรับว่าทั้งสองฝ่ายมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมากในเรื่องการค้า

เมื่อกล่าวถึงสิ่งที่ทรัมป์เรียกว่า "หลักการดอนโร" (Donroe doctrine) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของรัฐบาลทรัมป์ที่ยืนกรานว่าอิทธิพลของสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตกจะต้องไม่มีใครเข้ามาแทรกแซง ลูลาก็ได้ย้ำชัดเจนว่า "บราซิลไม่ใช่สวนหลังบ้านของใครทั้งสิ้น" ภาพ

ทรัมป์และลูลาได้กล่าวถ้อยคำที่เป็นมิตรต่อกันในระหว่างการพบหารือที่กรุงวอชิงตันเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ลูลาใกล้ชิดกับจีนและรัสเซียหรือไม่?

ลูลาเคยวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ประเทศสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติทั้ง 5 ประเทศมีอำนาจในการใช้สิทธิ์ยับยั้ง (Veto) การตัดสินใจต่าง ๆ โดยเขามองว่าสิ่งนี้ทำให้ดุลอำนาจเอียงไปทางฝ่ายผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่สอง และเป็นการกีดกันประเทศอื่น ๆ ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้คนหลายพันล้านคน เช่น บราซิล เยอรมนี อินเดีย และญี่ปุ่น รวมถึงประเทศต่าง ๆ ในทวีปแอฟริกา

บราซิลเป็นสมาชิกที่มีบทบาทแข็งขันในกลุ่ม BRICS ซึ่งเป็นการรวมตัวกันระหว่างบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้

ลูลายืนหยัดในการรักษาความสัมพันธ์กับรัสเซียและจีน โดยมองว่ากลุ่ม BRICS เป็นขั้วอำนาจใหม่ที่สามารถถ่วงดุลอิทธิพลของชาติตะวันตกได้

นอกจากนี้ เขายังปกป้องการตัดสินใจของตนที่ยังคงซื้อน้ำมันจากรัสเซียต่อไป ในขณะที่รัสเซียกำลังทำสงครามอยู่ในยูเครน

ที่มา BBC
Who is Lula? From ex-worker and prisoner to Brazil's president again

https://www.bbc.com/news/articles/c35yn2ye1x85o
6 hours ago



คณะกรรมการสอบสวนของสหประชาชาติกล่าวหาอิสราเอลว่า "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ในเขตเวสต์แบงก์ ขณะเดียวกันก็ยังคงก่อ "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาต่อไป



คณะกรรมการสอบสวนของสหประชาชาติกล่าวหาอิสราเอลว่า "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ในเขตเวสต์แบงก์

เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ — คณะผู้สอบสวนที่ได้รับมอบหมายจากสหประชาชาติกล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า อิสราเอลได้ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติในข้อหา "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ในเขตเวสต์แบงก์ ขณะเดียวกันก็ยังคงก่อ "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาต่อไป

คณะกรรมการสอบสวนอิสระระหว่างประเทศของสหประชาชาติกล่าวว่า กองกำลังอิสราเอลยังได้ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติและอาชญากรรมสงครามอื่นๆ ในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งอิสราเอลยึดครองมาตั้งแต่ปี 1967

คณะกรรมการดังกล่าว ซึ่งไม่ได้เป็นตัวแทนของสหประชาชาติ ได้สรุปในรายงานเดือนกันยายน 2025 ว่าอิสราเอลได้ก่อ "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ในสงครามในฉนวนกาซาหลังจากการโจมตีอิสราเอลอย่างร้ายแรงของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งอิสราเอลปฏิเสธข้อสรุปนี้อย่างสิ้นเชิง

ในรายงานฉบับใหม่ ซึ่งออกมาก่อนการเลือกตั้งทั่วไปของอิสราเอลเพียงหนึ่งวัน การสืบสวนพบว่าในเขตเวสต์แบงก์ อิสราเอลได้ก่อ "การโจมตีอย่างกว้างขวางและเป็นระบบ" ต่อพลเรือน ผ่านปฏิบัติการทางทหารที่ได้รับการสนับสนุนจากความรุนแรงของกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐาน

"เจ้าหน้าที่และกองกำลังของอิสราเอลได้ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ได้แก่ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การทรมาน การข่มขืน และความรุนแรงทางเพศรูปแบบอื่นๆ ในเขตเวสต์แบงก์ รวมถึงการกดขี่ข่มเหงบนพื้นฐานของการเลือกปฏิบัติที่ซ้อนทับกัน โดยมีสัญชาติ เชื้อชาติ และชาติพันธุ์เป็นแก่นหลัก" รายงานระบุ

คณะผู้แทนอิสราเอลในเจนีวา กล่าวว่า รายงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ "การรณรงค์ให้ข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อทำให้รัฐอิสราเอลเป็นปีศาจ และแสดงให้เห็นว่าการดำรงอยู่ของรัฐนั้นเป็นอาชญากรรม"

"ประชาคมระหว่างประเทศต้องปฏิเสธการบิดเบือนเหล่านี้ ปฏิเสธข้อค้นพบของคณะกรรมาธิการ และเรียกร้องให้ยุบเลิกคณะกรรมาธิการโดยทันที" แถลงการณ์ระบุ

ทีมสอบสวนสามคนนี้จัดตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในปี 2021

นาวี พิลเลย์ อดีตผู้พิพากษาศาลสูงของแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นประธานการสอบสวนจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2025 ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อต้นเดือนนี้

รายงานฉบับใหม่ของคณะกรรมาธิการมุ่งเน้นไปที่การสังหารและการทำร้ายร่างกายและจิตใจที่เกิดจากกองกำลังรักษาความปลอดภัยของทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023

พบว่าสถานการณ์ในเขตเวสต์แบงก์เลวร้ายลงอย่างมากนับตั้งแต่กลุ่มฮามาสซึ่งเป็นกลุ่มอิสลามหัวรุนแรงของปาเลสไตน์โจมตีจากฉนวนกาซาในเดือนนั้น


สตรีและเด็กชาวปาเลสไตน์ชมการแข่งขันยกน้ำหนักชิงแชมป์ปาเลสไตน์จากซากปรักหักพังของอาคารที่ถูกทำลายในเมืองกาซา เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม AP-Yonhap

สภาพความเป็นอยู่ที่ไม่สามารถอยู่อาศัยได้

คณะกรรมาธิการพบว่าทางการอิสราเอล "ตั้งใจที่จะลงโทษโดยรวม" พลเรือนในเขตเวสต์แบงก์เนื่องจากการโจมตีของฮามาส

"การกำหนดเป้าหมายพลเรือนชาวปาเลสไตน์ในสถานที่ต่างๆ ในเขตเวสต์แบงก์บ่งชี้ถึงระดับการประสานงานและการวางแผนอย่างเป็นระบบ และเป็นผลมาจากนโยบายของรัฐ" รายงานระบุ

พฤติกรรมของทางการอิสราเอลบ่งชี้ว่า "พวกเขารู้และตั้งใจให้ความรุนแรงของผู้ตั้งถิ่นฐาน" เป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีอย่างกว้างขวางและเป็นระบบในเขตเวสต์แบงก์ รายงานเสริม

“การฆ่าและทำร้ายพลเรือนชาวปาเลสไตน์โดยเจตนา และการทำลายบ้านเรือนในเขตเวสต์แบงก์ ประกอบกับการที่อิสราเอลปฏิเสธความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่กว้างขึ้นเพื่อกำจัดและขับไล่ชาวปาเลสไตน์ และสร้างสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้” นายศรีนิวาสัน มูราลิดฮาร์ ประธานคณะกรรมาธิการกล่าว

“การพยายามเทียบเคียงการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์กับภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของอิสราเอล กำลังขัดขวางความพยายามใดๆ ที่เป็นไปได้ในการทำให้สิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเองของชาวปาเลสไตน์เป็นจริง” ผู้พิพากษาชาวอินเดียกล่าวในแถลงการณ์

รายงานดังกล่าวอ้างถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการสรุปว่ากองกำลังอิสราเอลมีเจตนาที่จะทำร้ายและฆ่าพลเรือนอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นการกระทำที่เข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม รวมถึงการฆ่าโดยเจตนา


มาเจด บามยา รองผู้สังเกตการณ์ถาวรของปาเลสไตน์ประจำสหประชาชาติ (ตรงกลาง) กล่าวสุนทรพจน์ในการอภิปรายเปิดรายไตรมาสเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ณ สำนักงานใหญ่ขององค์การระหว่างประเทศในนครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม EPA-Yonhap

ข้อค้นพบเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

การโจมตีของกลุ่มฮามาสในเดือนตุลาคม 2023 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1,221 คน ตามการนับของสำนักข่าวเอเอฟพีโดยอ้างอิงจากตัวเลขอย่างเป็นทางการของอิสราเอล

การโจมตีทางทหารของอิสราเอลเพื่อตอบโต้ ได้ทำให้ประชากรเกือบทั้งหมดของฉนวนกาซาต้องพลัดถิ่น และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 74,200 คน ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขของกาซา ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของฮามาส แต่ตัวเลขของกระทรวงนี้ได้รับการยอมรับว่าน่าเชื่อถือโดยสหประชาชาติ

"กรณีที่ตรวจสอบในรายงานฉบับนี้แสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่และกองกำลังของอิสราเอลยังคงกระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยมีเจตนาที่จะทำลายล้างชาวปาเลสไตน์ในกาซาทั้งหมดหรือบางส่วน" รายงานระบุ

การสอบสวนเรียกร้องให้อิสราเอล "ยุติการกระทำฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา" และดำเนินการทันทีเกี่ยวกับ "พันธกรณีในการป้องกันและลงโทษการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการยุยงให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์"

อิสราเอลควร "ยุติการยึดครองดินแดนปาเลสไตน์อย่างผิดกฎหมายโดยทันที" และขับไล่ผู้ตั้งถิ่นฐานและนิคมทั้งหมดออกไป

PA 'กำหนดเป้าหมาย' ผู้เห็นต่าง

เมื่อหันไปหาหน่วยงานปาเลสไตน์ รายงานกล่าวว่า "ความรุนแรงของรัฐปาเลสไตน์มุ่งเป้าและยังคงมุ่งเป้าไปที่สมาชิกของกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ที่เป็นปฏิปักษ์ และปราบปรามฝ่ายค้านทั้งทางแพ่งและการเมืองปาเลสไตน์"

หน่วยงานปาเลสไตน์ต่อสู้กับความน่าเชื่อถือและความชอบธรรม และ "มุ่งเป้าไปที่ชาวปาเลสไตน์ที่แสดงความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยทั้งทางแพ่งและการเมือง...ส่งผลให้เกิดการสังหารหมู่" รายงานระบุ

“ทางการปาเลสไตน์ล้มเหลวในการสืบสวนเหตุการณ์สังหารที่เกิดขึ้นอย่างทันท่วงที มีประสิทธิภาพ และเป็นกลาง”

ไม่มีการโต้ตอบจากทางการปาเลสไตน์ในทันที

คณะกรรมาธิการมีกำหนดนำเสนอรายงานต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในนิวยอร์กในวันจันทร์

ที่มา AFP
UN probe accuses Israel of 'extermination' in West Bank

https://www.koreatimes.co.kr/world/20261026/un-probe-accuses-israel-of-extermination-in-west-bank
Oct 26, 2026







 

ญี่ปุ่นได้แก้ไขกฎหมายราชวงศ์ครั้งใหญ่เพื่อแก้ไขปัญหาจำนวนสมาชิกราชวงศ์ที่ลดลงและจำนวนทายาทที่มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์ที่น้อยลง ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษากฎการสืราชบัลลังก์แบบดั้งเดิมที่กำหนดให้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น และอนุญาตให้เจ้าหญิงคงสถานะราชวงศ์ไว้ได้หลังการสมรส แต่บุตรในอนาคตของพวกเธอยังคงถูกห้ามไม่ให้สืบทอดราชบัลลังก์







https://time.com/article/2026/10/26/japan-imperial-succession-new-policies-monarchy-hisahito-aiko/
.....

ญี่ปุ่นได้แก้ไขกฎหมายราชวงศ์ครั้งใหญ่เพื่อแก้ไขปัญหาจำนวนสมาชิกราชวงศ์ที่ลดลงและจำนวนทายาทที่มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์ที่น้อยลง ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษากฎการสืราชบัลลังก์แบบดั้งเดิมที่กำหนดให้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงหลักและผลกระทบมีดังนี้:

1. การเปิดรับบุตรบุญธรรมชายจากราชวงศ์สาขาเดิม

นโยบาย: กฎหมายอนุญาตให้สมาชิกราชวงศ์รับบุตรบุญธรรมชายโสด (อายุอย่างน้อย 15 ปี) ที่เป็นทายาทโดยชอบธรรมของสมาชิกชายจากราชวงศ์สาขาเดิม ซึ่งราชวงศ์สาขาเหล่านี้ถูกถอดถอนสถานะราชวงศ์ในปี 1947 เพื่อลดค่าใช้จ่ายหลังสงคราม

ข้อจำกัด: บุตรบุญธรรมชายเหล่านั้นไม่มีสิทธิ์สืบราชบัลลังก์โดยทันที แต่บุตรชายในอนาคตของพวกเขาสามารถถือเป็นทายาทโดยชอบธรรมได้

ความขัดแย้ง: ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจารณ์ตั้งคำถามว่าประชาชนจะมองญาติห่างๆ ที่ไม่คุ้นเคยเหล่านี้ว่าเป็นสมาชิกราชวงศ์ที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ โดยมีการฟ้องร้องทางกฎหมายบางส่วนที่อ้างว่านโยบายนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้ว

2. อนุญาตให้เจ้าหญิงคงสถานะราชวงศ์ไว้ได้หลังการสมรส

นโยบาย: ภายใต้กฎเดิม เจ้าหญิงที่แต่งงานกับสามัญชน (เช่น อดีตเจ้าหญิงมาโกะ) จะสูญเสียสถานะราชวงศ์ ทำให้ทายาทของพวกเธอถูกตัดขาดจากการสืราชบัลลังก์โดยสิ้นเชิง กฎหมายใหม่นี้อนุญาตให้สมาชิกราชวงศ์หญิง—รวมถึงเจ้าหญิงไอโกะ (พระธิดาของจักรพรรดินารุฮิโตะ) ที่ได้รับความนิยม—คงสถานะราชวงศ์ไว้ได้หลังจากแต่งงานกับคนนอกราชวงศ์

ข้อจำกัด: แม้ว่าเจ้าหญิงจะสามารถคงสถานะไว้ได้ แต่บุตรในอนาคตของพวกเธอยังคงถูกห้ามไม่ให้สืบทอดราชบัลลังก์

3. จงใจหลีกเลี่ยงการมีพระมหากษัตริย์หญิง

แม้ว่าผลสำรวจจะแสดงให้เห็นว่าประชาชนชาวญี่ปุ่นกว่า 80% สนับสนุนการอนุญาตให้มีจักรพรรดินีหญิง—และมีการสนับสนุนเจ้าหญิงไอโกะอย่างกว้างขวาง—นักการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมก็ประสบความสำเร็จในการขัดขวางการสืราชบัลลังก์ของสตรี

นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า การปฏิรูปดังกล่าวเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มฝ่ายขวาภายในพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ที่เป็นพรรครัฐบาล เพื่อขยายสายการสืราชบัลลังก์ ในขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงความเป็นไปได้ทางกฎหมายที่จะมีจักรพรรดินีครองราชย์

การตอบรับจากสาธารณชนและผู้เชี่ยวชาญ

การปฏิรูปดังกล่าวได้รับการตอบรับที่หลากหลาย แม้ว่าจะมีจุดประสงค์เพื่อรักษาความอยู่รอดของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีมายาวนานนับพันปี แต่ทั้งนักวิจารณ์และผลสำรวจความคิดเห็นสาธารณะชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวขาดความเข้าใจหรือความไว้วางใจจากสาธารณชนในวงกว้าง ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การนำบุตรบุญธรรมที่อยู่ห่างไกลเข้ามาอาจทำลายความลึกลับและความเชื่อมโยงกับสาธารณชนที่ราชวงศ์เคยมีมาแต่เดิม

ภายใต้กฎหมายการสืราชบัลลังก์แบบสืบสายจากบิดาอย่างเคร่งครัดของญี่ปุ่น สายการสืราชบัลลังก์จึงยังคงเป็นของผู้ชายเท่านั้น นโยบายที่ปรับปรุงใหม่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงลำดับการสืราชบัลลังก์ แต่พยายามขยายกลุ่มผู้สืทอดราชบัลลังก์ในอนาคตโดยอนุญาตให้บุตรบุญธรรมเพศชายจากตระกูลสาขาเดิมของราชวงศ์สามารถสืทอดราชบัลลังก์ได้ (แต่เฉพาะบุตรชายในอนาคตเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์)

ลำดับการสืทอดราชบัลลังก์เบญจมาศในปัจจุบันมีดังนี้:

มกุฎราชกุมารอากิชิโนะ (ฟุมิฮิโตะ) – พระอนุชาของสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ

เจ้าชายฮิซาฮิโตะ – พระหลานชายของสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ พระชนมายุ 20 พรรษา และพระโอรสของมกุฎราชกุมารอากิชิโนะ (ปัจจุบันพระองค์เป็นรัชทายาทพระองค์เดียวที่มีอายุน้อยกว่า 60 พรรษาในราชวงศ์)

เจ้าชายฮิตาชิ (มาซาฮิโตะ) – พระลุงของจักรพรรดินารุฮิโตะ พระชนมายุ 90 พรรษา (พระอนุชาของจักรพรรดิโชวะ)

เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันกีดกันสมาชิกหญิงในราชวงศ์ เช่น เจ้าหญิงไอโกะ พระธิดาของจักรพรรดินารุฮิโตะ และพระธิดาของมกุฎราชกุมารอากิชิโนะ จากการสืราชบัลลังก์ จำนวนสมาชิกชายในราชวงศ์ที่มีสิทธิ์สืราชบัลลังก์จึงลดลง ทำให้รัฐบาลต้องดำเนินการปฏิรูปกฎหมายการรับบุตรบุญธรรมเมื่อเร็วๆ นี้




🌾 ถอดบทเรียนคดีประวัติศาสตร์ "เม็ดเงิน vs เมล็ดพันธุ์" เมื่อการผูกขาดทางการค้าเข้าปะทะ "สิทธิเกษตรกร" ⚖️


วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง
AI content ·
6 hours ago ·

ถอดบทเรียนคดีประวัติศาสตร์ "เม็ดเงิน vs เมล็ดพันธุ์" เมื่อการผูกขาดทางการค้าเข้าปะทะ "สิทธิเกษตรกร"
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา "เมล็ดพันธุ์พืช" ไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยพื้นฐานทางการเกษตรอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น สมรภูมิทางกฎหมาย ระหว่างทุนใหญ่การเกษตรที่ถือสิทธิบัตรพืชพันธุ์ กับเกษตรกรรายย่อยที่พยายามปกป้องวิถีชีวิต อธิปไตยทางอาหาร และสิทธิในการพัฒนาสายพันธุ์พืชท้องถิ่น

การบังคับใช้กฎหมายควบคุมเมล็ดพันธุ์และสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญาในหลายประเทศ มักสร้างคำถามสำคัญว่า "เกษตรกรยังมีสิทธิในการเก็บ คัดเลือก แลกเปลี่ยน หรือพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืชของตนเองได้มากน้อยเพียงใด?"

บทความนี้ได้รวบรวม 8 กรณีศึกษาและข้อพิพาทสำคัญทั้งในและต่างประเทศ ที่สะท้อนถึงการปะทะกันระหว่างการผูกขาดเมล็ดพันธุ์และการปกป้องสิทธิเกษตรกรรายย่อยอย่างชัดเจน

1. อินโดนีเซีย — คดีนาย Tukirin (ปี 2003–2005)
ชนวนเหตุสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญคืนสิทธิเกษตรกร

• ข้อเท็จจริง: นาย Tukirin เกษตรกร จ.ชวาตะวันออก ได้เรียนรู้การปรับปรุงสายพันธุ์พืช และพัฒนาสายพันธุ์ข้าวโพดใช้เองในท้องถิ่น แต่ถูกบริษัท PT BISI (บริษัทลูกของกลุ่มทุนใหญ่) ฟ้องร้องในข้อหาขโมยสายพันธุ์พ่อแม่พันธุ์และจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ผ่านการรับรอง (Uncertified seeds) ตาม พ.ร.บ. ระบบการเพาะปลูกพืช ปี 1992 (Law No. 12/1992) ศาลสั่งจำคุก 6 เดือน (รอลงอาญา 1 ปี) และห้ามปลูกเมล็ดพันธุ์ตนเอง 1 ปี
• บทสรุป & Impact: คดีนี้กลายเป็นชนวนเหตุครั้งใหญ่! เครือข่ายสิทธิเกษตรกรอินโดนีเซียมุ่งสู่ศาลรัฐธรรมนูญ จนกระทั่งในปี 2013 ศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียมีคำตัดสินว่า การห้ามเกษตรกรเล็กๆ เพาะและกระจายพันธุ์พืชเองนั้น "ขัดต่อรัฐธรรมนูญ" กฎหมายจึงถูกแก้ไขเพื่อคืนสิทธิให้เกษตรกรพัฒนาพันธุ์พืชได้โดยไม่ผิดกฎหมายอีกต่อไป

2. อินโดนีเซีย — คดีนาย Munirwan (จ.อาเจะห์, กรกฎาคม 2019)
ข้าวพันธุ์ดีส่งเสริมชุมชน... กลับโดนจับ?

• ข้อเท็จจริง: นาย Munirwan ผู้ใหญ่บ้านและเกษตรกร ได้นำข้าวสายพันธุ์ IF8 (Indonesian Farmers ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวผลผลิตสูง มาพัฒนาต่อและตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกระจายพันธุ์ให้ชาวบ้านในพื้นที่จนได้รับรางวัลนวัตกรรมท้องถิ่น แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่รัฐ (Dinas Pertanian) แจ้งความจับกุมในข้อหาจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนรับรองอย่างเป็นทางการ
• บทสรุป & Impact: เกิดกระแสต่อต้านและคัดค้านจากภาคประชาชน สื่อมวลชน และองค์กรสิทธิอย่างหนัก จนในที่สุดสำนักงานตำรวจต้องยอมปล่อยตัวและ สั่งระงับการดำเนินคดี ทั้งหมด

3. อินเดีย — คดีนาย Vasant Mulay (รัฐมหาราษฏระ, มิถุนายน 2019)
การกวาดล้างเมล็ดพันธุ์ฝ้ายดัดแปลงพันธุกรรม (GM)
• ข้อเท็จจริง: สำนักข่าว The Indian Express รายงานเหตุการณ์ที่ นาย Vasant Mulay ถูกเจ้าหน้าที่เกษตรและตำรวจจับกุมพร้อมเมล็ดพันธุ์ฝ้ายดัดแปลงพันธุกรรมชนิด Ht Bt (Herbicide Tolerant Bt Cotton) จำนวน 21 ซอง
• ข้อกฎหมาย: ในอินเดีย ณ ขณะนั้น ฝ้าย Ht Bt ยังไม่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการประเมินวิศวกรรมพันธุกรรม (GEAC) การมีไว้ในครอบครองหรือจำหน่ายจึงผิดกฎหมาย Environment (Protection) Act, 1986 และ Seeds Act, 1966 เพื่อป้องกันการปนเปื้อนทางชีวภาพและปกป้องมาตรฐานเมล็ดพันธุ์

4. อินเดีย — คดี PepsiCo ฟ้องเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่ง FL 2027 (ปี 2019)
เมื่อยักษ์ใหญ่ถอยทัพเพราะ "Farmers' Rights"

• ข้อเท็จจริง: บริษัท PepsiCo (India) ยื่นฟ้องเกษตรกรรายย่อย 9 รายในรัฐกุจราต เรียกค่าเสียหายสูงถึง 42 ล้านรูปี (ราว 18 ล้านบาท) โดยอ้างว่าละเมิดสิทธิบัตรพันธุ์พืชจากการปลูกมันฝรั่งพันธุ์ FL 2027 (พันธุ์ที่ใช้ทำมันฝรั่งแผ่น Lay's)
• บทสรุป & Impact: องค์กรเกษตรกรอินเดียรวมพลังบอยคอตสินค้า และยกข้อกฎหมาย มาตรา 39(1)(iv) ของ พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืชและสิทธิเกษตรกรอินเดีย (PPV&FR Act 2001) ที่ระบุคุ้มครองสิทธิเกษตรกรในการเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน หรือขายผลผลิตและเมล็ดพันธุ์ได้อย่างชัดเจน สรุปคือแรงกดดันทางสังคมและเกราะกฎหมายคุ้มครองเกษตรกรบีบให้ PepsiCo ต้องยอมถอนฟ้องทั้งหมด!

5. แคนาดา — คดี Monsanto v. Schmeiser (ศาลฎีกาแคนาดา, ปี 2004)
การปนเปื้อนตามธรรมชาติ... ที่เกษตรกรกลายเป็นจำเลย!

• ข้อเท็จจริง: Percy Schmeiser เกษตรกรปลูกคาโนลา ถูก Monsanto ฟ้องร้องละเมิดสิทธิบัตรยีน Roundup Ready โดย Schmeiser ยืนยันว่าเขาไม่ได้ซื้อเมล็ดพันธุ์มา แต่ยีนดังกล่าวลอยมาปนเปื้อนในแปลงของเขาตามธรรมชาติ (จากลมและเกสรแปลงข้างเคียง) แล้วเขาเก็บเมล็ดพันธุ์นั้นไว้ปลูกต่อ
• บทสรุป & Impact: ศาลฎีกาแคนาดาตัดสินด้วยคะแนน 5 ต่อ 4 ให้ Monsanto ชนะคดี ในประเด็นละเมิดสิทธิบัตร โดยชี้ว่าเมื่อเกษตรกรรู้ว่ามีพันธุ์สิทธิบัตรในแปลงแล้วเก็บไว้ปลูกซ้ำถือเป็นความผิด คดีนี้กลายเป็นอุทาหรณ์ระดับโลกว่าด้วยเรื่อง "การปนเปื้อนทางชีวภาพ (Genetic Contamination)" ที่ทำให้เกษตรกรตกเป็นจำเลยได้โดยไม่ตั้งใจ

6. สหรัฐอเมริกา — คดี Bowman v. Monsanto Co. (ศาลสูงสหรัฐฯ, ปี 2013)
สิทธิบัตรคุ้มครองข้ามรุ่น ห้ามเก็บเมล็ดปลูกซ้ำ

• ข้อเท็จจริง: Hugh Bowman เกษตรกรวัย 75 ปี ซื้อถั่วเหลืองคละจากโรงเก็บเมล็ดพันธุ์ทั่วไปมาปลูก และเก็บเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองรุ่นลูกที่มียีน Roundup Ready ไว้ปลูกต่อในฤดูถัดไป
• บทสรุป & Impact: ศาลสูงสหรัฐฯ มีมติเอกฉันท์ (9-0) ให้ Monsanto ชนะคดี โดยศาลวางหลักว่า การนำเมล็ดพันธุ์สิทธิบัตรไปเพาะปลูกเพื่อโตเป็นต้นใหม่ ถือเป็นการผลิตสินค้าละเมิดสิทธิบัตรชิ้นใหม่ คำตัดสินนี้ ตัดสิทธิเกษตรกรในสหรัฐฯ ในการเก็บเมล็ดพันธุ์ที่มีสิทธิบัตรไว้ปลูกต่อโดยเด็ดขาด

7. ประเทศไทย — ตรวจค้นวิสาหกิจชุมชนเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด (อ.พร้าว จ.เชียงใหม่, มีนาคม 2558)
ช่องโหว่ระหว่าง พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช กับ พ.ร.บ. พันธุ์พืช

• ข้อเท็จจริง: เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2558 เจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร สนธิกำลังทหารและตำรวจ เข้าตรวจค้นสถานที่คัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดของกลุ่มเกษตรกรทำนาน้ำแพร่ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์คัดเลือกไว้ใช้เองและแบ่งปันในกลุ่ม โดยอ้างการร้องเรียนเรื่องเมล็ดพันธุ์ปลอมปน (แต่ตรวจค้นแล้วไม่พบความผิด)

• วิเคราะห์ข้อกฎหมาย:
• พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 (มาตรา 33): คุ้มครองสิทธิเกษตรกรรายย่อยให้สามารถเพาะปลูกและเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองได้
• พ.ร.บ. พันธุ์พืช พ.ศ. 2518: เจ้าหน้าที่มีแนวโน้มเลี่ยงไปใช้กฎหมายฉบับนี้ โดยอ้างเรื่อง "ใบอนุญาตรวบรวม/ค้า/ขาย เมล็ดพันธุ์ควบคุม" เข้าตรวจสอบแทน
• จุดนี้เองที่องค์กรภาคประชาสังคม (เช่น BIOTHAI) วิจารณ์อย่างต่อเนื่องว่าเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่เอื้อให้เกิดการคุกคามกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่พยายามพึ่งพาตนเองด้านเมล็ดพันธุ์

8. ประเทศไทย — ข้อพิพาทร่างแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช (ปี 2560–2561)
ศึกกฎหมาย UPOV 1991 และบทลงโทษทางอาญาต่อเกษตรกร

• บริบทความขัดแย้ง: ในช่วงปี 2560–2561 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เพื่อเตรียมพร้อมการเข้าร่วมเป็นสมาชิกอนุสัญญา UPOV 1991 (International Union for the Protection of New Varieties of Plants) ตามกรอบการค้าเสรี
• ประเด็นที่เป็นข้อพิพาทรุนแรง:

1)
1) ขยายระยะเวลาคุ้มครองสิทธิบริษัทเอกชน: ปรับเปลี่ยนโครงสร้างระยะเวลาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (ตามมาตรา 31) จากเดิมที่แบ่งเป็น 3 กลุ่ม (12, 17 และ 27 ปี โดยพืชเศรษฐกิจส่วนใหญ่อย่างข้าวและผักคุ้มครอง 12 ปี) ให้กลายเป็น 2 กลุ่มตามมาตรฐาน UPOV 1991 คือ 20 ปี (สำหรับพืชทั่วไป) และ 25 ปี (สำหรับไม้ยืนต้นและไม้เถาวัลย์) ซึ่งส่งผลให้บริษัทเอกชนได้รับการผูกขาดสิทธิในพืชไร่และพืชผักยาวนานขึ้นอย่างมากจาก 12 ปี เพิ่มเป็น 20 ปี

2) จำกัดสิทธิเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์: แก้ไขข้อยกเว้นตามมาตรา 33 เดิม ส่งผลให้เกษตรกรที่เก็บเมล็ดพันธุ์พืชใหม่ที่มีสิทธิบัตรไปปลูกต่อ เสี่ยงต่อความผิดทางอาญา มีโทษ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท

3) เปิดช่องการเข้าถึงทรัพยากรชีวภาพท้องถิ่น: ภาคประชาสังคมวิจารณ์ว่าร่างกฎหมายลดทอนกลไกการแบ่งปันผลประโยชน์ (Benefit Sharing) จากพันธุ์พืชพื้นเมือง ทำให้บริษัทเอกชนเข้าถึงพันธุกรรมพืชไทยได้ง่ายขึ้น

• บทสรุป & Impact: ภาคประชาสังคม เครือข่ายเกษตรกร (นำโดยมูลนิธิชีววิถี หรือ BIOTHAI) และนักวิชาการ ได้ร่วมกันคัดค้านอย่างกว้างขวาง ทั้งการเข้ายื่นหนังสือและสล่าเก่านำมวลชนเคลื่อนไหว จนทำให้รัฐบาลในขณะนั้นต้อง สั่งชะลอและระงับการเสนอร่างแก้ไขกฎหมายดังกล่าวไปในที่สุด

บทสรุป: อนาคตของเมล็ดพันธุ์และการพึ่งพาตนเองของเกษตรกร
กรณีศึกษาทั้งหมดนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า "เมล็ดพันธุ์ไม่ใช่แค่สินค้า" แต่คือฐานความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติ การสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองนวัตกรรมทางการเกษตรของเอกชน กับการปกป้อง "สิทธิเกษตรกร (Farmers' Rights)" ในการเก็บ คัดเลือก แลกเปลี่ยน และพัฒนาสายพันธุ์พืช เป็นเรื่องที่สังคมต้องร่วมกันจับตาอย่างใกล้ชิด

หากกฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือผูกขาดตลาด เกษตรกรรายย่อยอาจต้องตกอยู่ในภาวะพึ่งพิงทุนใหญ่ตลอดไป และความหลากหลายทางชีวภาพของโลกเราก็จะค่อยๆ ลดน้อยถอยลงไปในที่สุด...

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
26/10/69 (2)

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122126504835474964&set=a.122104428459474964