วันอังคาร, พฤศจิกายน 03, 2569

การโจมตีทางอากาศของกองทัพพม่า ในพื้นที่ริมแม่น้ำสาละวิน พรมแดนด้าน จ.แม่ฮ่องสอน ได้สร้างความเสียหายแก่อาคารห้องประชุมอบต. โบสถ์ วัด มัสยิด บ้านเรือน สถานีอนามัยและศูนย์เด็กเล็ก สองวันมานี้ มีเพียงนายกอบต. แม่สามแลบ ที่ออกมาประนามการโจมตีดังกล่าวที่ส่งผลกระทบนไทย ในขณะที่ นายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานความมั่นคงที่รับผิดชอบพื้นที่ ดูจะเหมือนว่ายังไม่มีท่าทีใดๆ

https://www.facebook.com/pai.deetes/posts/10243514646097705

Pai Deetes is at Salween Peace Park. 
17 hours ago
·
การโจมตีทางอากาศของกองทัพพม่า ในพื้นที่ริมแม่น้ำสาละวิน พรมแดนด้าน จ.แม่ฮ่องสอน ได้สร้างความเสียหายแก่อาคารห้องประชุมอบต. โบสถ์ วัด มัสยิด บ้านเรือน สถานีอนามัยและศูนย์เด็กเล็ก โดยก่อนหน้านี้ทางการพม่าส่งเอกสารถึงคณะกรรมการท้องถิ่นชายแดนไทยพม่า TBC แจ้งประท้วงขอให้ทางการไทยยุติความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้าขายชายแดน กับกองกำลังกะเหรี่ยงเคเอ็นยู Karen National Union ซึ่งทหารพม่าระบุว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย
ถ้าจำกันได้เมื่อต้นเดือนสิงหาคม รัฐบาลไทยปูพรมแดง ต้อนรับมินอ่องหลาย หัวหน้าคณะรัฐประหารของพม่า ในขณะที่ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพม่าและประชาชนไทย เช่น พิษจากเหมืองแร่ที่ไร้การควบคุม ที่ต้นแม่น้ำ กก สายรวก โขง สาละวิน กระบุรี กลับไม่พบว่ามีการเจรจาหารือเพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นตอแต่อย่างใด ในขณะที่ประเทศไทยเองดูจะให้น้ำหนักกับแร่สำคัญ critical minerals แร่แรร์เอิร์ธ REEs ซึ่งมีค่ามีความหมายทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง
และไม่กี่วันก่อนหน้านี้ก็มีข่าวการเยือนเนปีดอว์ของรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของไทย โดยได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับโอกาสด้านการลงทุนของบริษัทของไทยในการพัฒนาโครงการเขื่อนไฟฟ้าในลุ่มน้ำสาละวินและตะนาวศรี และการสร้างระบบสายส่งไฟฟ้าเชื่อมต่อระหว่างไทยและพม่า (ซึ่งทั้งหมดนี้คือพื้นที่สงคราม)
สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ตลอดแนวชายแดนริมแม่น้ำสาละวิน พื้นที่หลักๆ ที่ถูกโจมตีนั้นเป็นจุดยุทธศาสตร์ทั้งสิ้น ได้แก่ “ซอแลท่า” สำนักงานของกองกำลังกะเหรี่ยง KNU ตรงข้ามบ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย และ “ราท่า” “แม่นึท่า” ที่ชายแดนตอนบนตรงข้าม ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง
ทั้ง 3 จุดดังกล่าวเป็นเหมือนประตูชายแดน ที่เชื่อมเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่าง จ.แม่ฮ่องสอนและรัฐกะเหรี่ยง ขึ้นไปจนถึงบางส่วนของรัฐคะเรนนี การมุ่งเป้าโจมตีจุดสำคัญเหล่านี้เห็นได้ชัดว่าทหารพม่าไม่ต้องการให้มีการสนับสนุนและติดต่อกับกองกำลังในพื้นที่ดังกล่าว
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ทหารพม่ามีฐานตั้งอยู่ตลอดแนวแม่น้ำสาละวิน อย่างน้อย 14 จุด มีรายงานมากมายเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยทหารพม่า การรีดนาทาเร้น ปล้น สังหาร โจมตีพลเรือน ทำให้ประชาชนต้องพลัดที่นาคาที่อยู่นับหมื่น
ไม่กี่ปีมานี้เองที่กองกำลังกะเหรี่ยง KNU สามารถยึดพื้นที่ทั้งหมดคืนได้ และหลายจุดได้ติดป้าย “ยินดีต้อนรับสู่รัฐกะเหรี่ยง กอทูเล” Welcome to Kawthoolei อย่างสง่าผ่าเผย ซึ่งคงระเคืองใจเผด็จการทหารพม่ายิ่งนัก
หากดูแผนที่ภาพรวมของพม่า ตั้งแต่ลุ่มน้ำอิรวดี ชินวิน ลุ่มน้ำโขง สาละวิน ลงไปจนถึงทวาย มะริด เกาะสอง จะพบว่าพื้นที่เหมืองแร่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กินอาณาบริเวณแทบทุกลุ่มน้ำ คงจะมีแค่บริเวณนี้ที่อยู่ภายใต้กองพลที่ 5 ซึ่งพลเอกบอจ่อแฮ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังกะเหรี่ยง KNU ได้ริเริ่มงานอนุรักษ์ในพื้นที่สงครามร่วมกับชุมชน ประกาศพื้นที่อุทยานสันติภาพสาละวิน Salween Peace Park Salween Peace Park ที่ได้รับการยอมรับ จากนานาชาติ รวมทั้งหน่วยงานของสหประชาชาติ สำหรับความพยายามที่ชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองลุกขึ้นมาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติในลุ่มน้ำที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
แต่วันนี้ พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่สงครามที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลกระทบถึงประชาชนไทยอีกครั้ง
สองวันมานี้ มีเพียงนายกอบต. แม่สามแลบ ที่ออกมาประนามการโจมตีดังกล่าวที่ส่งผลกระทบถึงแผ่นดินไทยในขณะที่ นายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานความมั่นคงที่รับผิดชอบพื้นที่ ดูจะเหมือนว่ายังไม่มีท่าทีใดๆ
ประเทศไทยมีพรมแดนติดกับพม่า ตั้งแต่เหนือจรดใต้ จากพรมแดนเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก ลงไปจนถึงระนอง ปัญหาที่เกิดขึ้นในพม่าย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติและประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
แต่วันนี้กลับไม่มีจุดยืนของรัฐบาลไทยอยู่ตรงไหนที่จะปกป้อง ความมั่นคงของประเทศและประชาชนของตนเอง
บันทึกไว้ด้วยความวังเวงใจ
.
.
.
แผนที่ของสำนักข่าวชายขอบ และรูปจากแฟ้มของไผ่เองค่ะ




ทักเกอร์ คาร์ลสัน นักวิเคราะห์การเมืองชาวอเมริกัน อ้างว่านายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลกำลังกดดันประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้โจมตีอิหร่านด้วยอาวุธนิวเคลียร์ โดยมีเป้าหมายที่โรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมใต้ดินที่ถูกกล่าวหา คาร์ลสันกล่าวว่าทรัมป์อาจตัดสินใจภายในวันที่ 7 พฤศจิกายน (ถ้าจริง บ้าแล้ว !)






https://x.com/TuckerCarlson/status/2117071025955389828

ภายใต้แรงกดดันจากนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู รัฐบาลทรัมป์อาจกำลังจะเปิดฉากโจมตีอิหร่านด้วยอาวุธนิวเคลียร์ภายในไม่กี่วันข้างหน้า เป้าหมายคือภูเขาพิคแอกซ์ในภาคกลางของอิหร่าน ซึ่งหน่วยข่าวกรองอิสราเอลอ้างว่ารัฐบาลอิหร่านได้เริ่มโครงการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์อีกครั้งแล้ว ไม่มีอาวุธธรรมดาใดในคลังแสงของอเมริกาที่สามารถเจาะทะลุหินแกรนิตหนา 300 ฟุตเพื่อทำลายอุโมงค์ที่เชื่อว่ามีการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์อยู่ได้ ทางเลือกทางทหารเดียวคือการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ เนทันยาฮูกำลังผลักดันอย่างหนักให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น “บีบีโทรหาทรัมป์เกี่ยวกับเรื่องนี้ทุกวัน” ผู้สังเกตการณ์ที่รู้เรื่องกล่าว

เนทันยาฮูกำลังจนมุมและสิ้นหวัง หลังจากผลการเลือกตั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เว้นแต่ทรัมป์จะเข้ามาแทรกแซงการเมืองอิสราเอลโดยตรงและเป็นตัวกลางในการเจรจากับพรรคอื่น ๆ เพื่อให้เนทันยาฮูได้ที่นั่ง 61 ที่นั่งในรัฐสภา มิฉะนั้น เขาจะพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเผชิญกับความอัปยศ การสอบสวน และอาจถึงขั้นติดคุก เนทันยาฮูต้องอยู่ใกล้ชิดกับทรัมป์ เขาต้องการสงครามครั้งนี้

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงใช้แรงกดดันสูงสุดกับพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดในรัฐบาล รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พีท เฮกเซธ และผู้บัญชาการกองบัญชาการกลาง แบรด คูเปอร์ ทั้งสองคัดค้านการเจรจาเพื่อยุติสงครามที่พวกเขาบริหารจัดการผิดพลาดอย่างร้ายแรง และทั้งสองต่างผลักดันให้เริ่มปฏิบัติการรบครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ และผู้อำนวยการซีไอเอ จอห์น แรตคลิฟฟ์ ก็ทำตามแบบอย่างของเนทันยาฮู เช่นเดียวกับผู้นำพรรคเดโมแครต ในการประชุมเมื่อเร็วๆ นี้ อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา กล่าวว่าเขาคัดค้านข้อตกลงสันติภาพอิหร่านฉบับปัจจุบันที่กำลังร่างอยู่ในโดฮา

พันธมิตรระยะยาวของอเมริกาในตะวันออกกลางที่เหลือต่างหวาดกลัวต่อโอกาสที่จะเกิดสงครามขึ้นอีก ในวันที่ 27 กันยายน เนทันยาฮูเดินทางไปอาบูดาบีอย่างลับๆ เพื่อขอให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ร่วมในการล็อบบี้เพื่อโจมตีอิหร่านครั้งสุดท้าย แต่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ปฏิเสธ หลังจากความขัดแย้งแปดเดือน เศรษฐกิจของประเทศในอ่าวเปอร์เซียกำลังสั่นคลอน เช่นเดียวกับตลาดพลังงานและปุ๋ยทั่วโลก และจะไม่ฟื้นตัวในเร็วๆ นี้ ทั่วโลกมีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ประมาณ 850 ลำที่ใช้ขนส่งน้ำมันจากผู้ผลิตไปยังส่วนอื่นๆ ของโลก เฉพาะในเดือนตุลาคมเดือนเดียว เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 11 ลำได้รับความเสียหายอย่างหนักในทะเลสาบฮอร์มุซ ด้วยอัตรานี้ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกกำลังจะเกิดขึ้น การโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์จะเร่งการทำลายล้างอย่างรุนแรง กัมมันตรังสีจากการระเบิดภาคพื้นดินที่ภูเขาพิคแอกซ์จะปนเปื้อนอ่าวเปอร์เซีย ทำให้แหล่งน้ำสำหรับประชากร 100 ล้านคนเป็นพิษ

และนี่เป็นเพียงผลกระทบโดยตรงบางส่วนต่อภูมิภาคเท่านั้น ส่วนอื่นๆ ของโลกก็มีความเสี่ยงไม่แพ้กัน ไม่มีประเทศใดนอกจากสหรัฐอเมริกาที่เคยใช้อาวุธนิวเคลียร์ในสงคราม บางประเทศอยากลองใช้ การโจมตีด้วยนิวเคลียร์ของอเมริกาต่ออิหร่านจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ รัสเซียได้บอกกับรัฐบาลอย่างน้อยสองประเทศแล้วว่า การโจมตีด้วยนิวเคลียร์ของอเมริกาต่ออิหร่านจะทำให้พวกเขาสามารถใช้อาวุธนิวเคลียร์ต่อยูเครนได้ ปากีสถานและอินเดียก็อาจจะอยากทำเช่นเดียวกันต่อกัน เช่นเดียวกับเกาหลีเหนือที่จะทำกับโซล หลังจากการโจมตีด้วยนิวเคลียร์ครั้งแรก สงครามโลกครั้งที่สามก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ สงครามนั้นจะสั้นและจบลงอย่างเด็ดขาด

เราเดินละเมอไปสู่ช่วงเวลานี้มาหลายเดือนแล้ว ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ รัฐบาลได้แก้ไขหลักการนิวเคลียร์ของอเมริกาอย่างเงียบๆ เพื่อทำให้การใช้อาวุธนิวเคลียร์ในสนามรบเป็นครั้งแรกง่ายขึ้นและมีโอกาสเกิดขึ้นมากขึ้น ไม่มีใครในวอชิงตัน ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดก็ตาม ดูเหมือนจะกังวลกับเรื่องนี้ ตอนนี้เรากำลังอยู่บนขอบเหวของสงครามแล้ว

ผู้สังเกตการณ์ใกล้ชิดกล่าวว่า ทรัมป์น่าจะตัดสินใจภายในสุดสัปดาห์หน้าว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ ซึ่งก็คือวันที่ 7 พฤศจิกายน อีกหกวันข้างหน้า ต้องชมเชยที่เขากำลังลังเล ในขณะนี้ ทรัมป์กำลังฟังความเห็นของรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ และทูตพิเศษและเพื่อนของเขา สตีฟ วิทคอฟฟ์ ซึ่งทั้งสองคนต่างเห็นพ้องต้องกันว่าสามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้

พวกเขาพูดถูก แม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม อิหร่านขึ้นชื่อเรื่องความยุ่งยากในการเจรจาในทุกสถานการณ์ และองค์ประกอบบางส่วนของรัฐบาลนั้นก็หัวรุนแรงมากขึ้นนับตั้งแต่ อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอี และครอบครัวถูกสังหารในเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากถูกโดดเดี่ยวมานานหลายทศวรรษ แม้แต่ผู้นำอิหร่านที่ค่อนข้างสายกลางก็ดูเหมือนจะสับสนกับวิธีการตัดสินใจในโลกตะวันตก (ตัวอย่างเช่น ในกรุงเตหะรานมีความเชื่อแพร่หลายว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เป็นผู้ควบคุมอิสราเอลอยู่) แต่โดยรวมแล้ว ผู้ที่ได้พูดคุยกับบรรดาผู้ตัดสินใจในอิหร่านกล่าวว่า มีความเห็นพ้องกันในอิหร่านว่าสงครามที่ยืดเยื้อออกไปนั้นส่งผลเสียต่อทุกฝ่าย และการบรรลุข้อตกลงเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากว่า

กลุ่มหนึ่งที่ยังไม่เคยถูกถามความเห็นเลยคือประชากรโลก ซึ่งหมายรวมถึงผู้คนอีกหลายร้อยล้านชีวิตที่จะต้องจบชีวิตลงพร้อมกับลูกหลานของพวกเขา หากเนทันยาฮูผลักดันให้ทรัมป์ตัดสินใจเปิดฉากโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ในสัปดาห์หน้า ถึงเวลาแล้วที่พวกเขาควรจะส่งเสียงออกมา

(Gemini ช่วยแปล)



🇺🇸 🇮🇷 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ย้ำคำขู่ที่จะกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง

ในขณะเดียวกัน ทางการเตหะรานได้ออกมาเตือนว่า หากความขัดแย้งปะทุขึ้นมาใหม่ สงครามอาจยืดเยื้อยาวนานขึ้น พร้อมขู่ว่าจะตอบโต้โดยไม่จำกัดขอบเขตทางภูมิศาสตร์

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ ⤵️







ชาวปราจีนฯร้อง "เราไม่อยากเป็นหมู่บ้านมะเร็ง" คำเรียกขาน หมู่บ้านมะเร็ง เคยเกิดขึ้นแล้วในจีน มีความเป็นมาอย่างไร


"หมู่บ้านมะเร็ง" เงามืดการเติบโตจีน แลกด้วยชีวิตและสุขภาพ | กรุงเทพธุรกิจNEWS

กรุงเทพธุรกิจ

Aug 11, 2026 

'หมู่บ้านมะเร็ง' หรือภาษาจีนคือ 'อ๋ายเจิ้งชุน' (癌症村) ปรากฏการณ์ที่ชุมชนชนบทเล็ก ๆ มากถึง 459 แห่ง ต้องเจอกับผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งกระจุกตัวมากผิดปกติ จากมลพิษของโรงงานข้างเคียง

https://www.youtube.com/watch?v=mTmmiiIH0Zk
.....

หมู่บ้านมะเร็งในจีน

“หมู่บ้านมะเร็ง” (Cancer Villages หรือในภาษาจีนเรียกว่า อ๋ายเจิ้งชุน - 癌症村) คือปรากฏการณ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในเขตชนบทของประเทศจีน โดยเป็นชุมชนที่มีอัตราผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง (โดยเฉพาะมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งหลอดอาหาร และมะเร็งตับ) สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติของประเทศอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นผลพวงโดยตรงจากมลพิษทางน้ำและดินอันเนื่องมาจากการเติบโตทางอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว

ประเด็นนี้สะท้อนภาพด้านมืดของปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจจีน โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

1. ต้นเหตุและจุดกำเนิดของปัญหา

การบูชา GDP และความละเลยทางสิ่งแวดล้อม: ในช่วงหลายทศวรรษที่จีนเร่งพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวขึ้นเป็น "โรงงานของโลก" รัฐบาลท้องถิ่นในหลายมณฑลได้ดึงดูดโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กและกลางเข้ามาตั้งในพื้นที่ชนบทเพื่อสร้างรายได้และการจ้างงาน

มลพิษจากโรงงานสู่น้ำดื่มและดิน: โรงงานเหล่านี้—ไม่ว่าจะเป็นโรงงานเคมี ฟอกหนัง กระดาษ ยา หรือโรงงานแปรรูปอาหาร—มักลักลอบปล่อยน้ำเสียลงสู่แม่น้ำ ลำคลอง หรือขุดหลุมฝังของเสียอันตรายลงใต้ดินโดยไม่มีระบบบำบัด

ห่วงโซ่อาหารปนเปื้อน: เมื่อแหล่งน้ำธรรมชาติถูกใช้ทำการเกษตรและเลี้ยงปลา สารพิษ (เช่น โลหะหนัก แคดเมียม และสารเคมีอินทรีย์) จึงสะสมอยู่ในข้าว ผัก และสัตว์น้ำ ชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยไม่มีทางเลือกอื่น จึงจำใจต้องบริโภคน้ำและอาหารที่ปนเปื้อนนั้นเข้าไปสะสมในร่างกายทุกวัน

2. พื้นที่วิกฤตที่ได้รับผลกระทบหนัก

ลุ่มน้ำหวยเหอ (Huai River): แม่น้ำสายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของจีน ซึ่งไหลผ่านมณฑลเหอหนาน อานฮุย ซานตง และเจียงซู ถือเป็นพื้นที่ที่มี "หมู่บ้านมะเร็ง" กระจุกตัวหนาแน่นที่สุด เนื่องจากโรงงานนับพันแห่งปล่อยของเสียลงสู่แม่น้ำสายนี้จนกลายเป็น "แม่น้ำแห่งความตาย"

หมู่บ้านซางป้า (Shangba) มณฑลกวางตุ้ง: โด่งดังจากปัญหาการทำเหมืองและโรงงานที่ปล่อยโลหะหนักลงสู่แหล่งน้ำ จนทำให้ดินและพืชผลปนเปื้อนแคดเมียมในระดับสูงเกินมาตรฐานหลายเท่าตัว

มณฑลเจียงซู: ศูนย์กลางอุตสาหกรรมเคมีขนาดใหญ่ที่มีหมู่บ้านหลายแห่ง (เช่น หมู่บ้านตงจิ้น) พบอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติในช่วงทศวรรษ 2000

3. การปกปิดข้อมูลและการต่อสู้ของภาคประชาสังคม

ในช่วงแรก ปัญหานี้ถูกปกปิดโดยรัฐบาลท้องถิ่นเนื่องจากเกรงกระทบต่อภาพลักษณ์และตัวเลขเศรษฐกิจ ข้าราชการหรือนักข่าวสืบสวน (เช่น เติ้ง เฟย นักข่าวจาก Phoenix Weekly ที่เริ่มทำแผนที่หมู่บ้านมะเร็งบนโลกออนไลน์เมื่อปี 2009) ที่ออกมาเปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตมักถูกกดดันหรือถูกปิดปาก

จนกระทั่งแรงกดดันจากสื่อและประชาชนทวีความรุนแรงขึ้น ในปี 2013 กระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของจีน (Ministry of Environmental Protection - MEP) จึงได้ยอมรับอย่างเป็นทางการผ่านแผนยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมว่ามี "หมู่บ้านมะเร็ง" อยู่จริงทั่วประเทศ (มีการประเมินว่ามีชุมชนลักษณะนี้มากกว่า 400 แห่ง)

4. สถานการณ์และการแก้ไขในปัจจุบัน

ภายใต้การผลักดันนโยบาย “อารยธรรมนิเวศ” (Ecological Civilization) และความเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมในยุคปัจจุบัน รัฐบาลจีนได้ยกระดับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวผ่านแนวทางต่าง ๆ เช่น:

สั่งปิดหรือย้ายฐานอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษสูง

ลงทุนก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางและขุดเจาะน้ำบาดาลที่สะอาดลึกลงไปให้ชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยง

บังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นกับโรงงานที่ทำผิด

อย่างไรก็ตาม รอยแผลเป็นจากวิกฤตหมู่บ้านมะเร็งยังคงเป็นบทเรียนราคาแพงระดับโลก ที่สะท้อนว่าการพัฒนาเศรษฐกิจที่ละเลยต้นทุนทางธรรมชาติและสุขภาพของประชาชนในระยะยาว มักต้องแลกมาด้วยความสูญเสียทางชีวิตและมนุษยธรรมที่ประเมินค่าไม่ได้

ความเป็นมาของคำนี้ 

คำว่า "หมู่บ้านมะเร็ง" (癌症村) ไม่ได้ถูกบัญญัติขึ้นโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างเป็นทางการ แต่เป็น คำศัพท์เชิงสังคมและสื่อสารมวลชน ที่เติบโตมาจากความจริงหน้างานและการบอกเล่าปากต่อปากของชาวบ้านในพื้นที่ ก่อนจะถูกนำมาใช้โดยสื่อมวลชน นักเคลื่อนไหว และหน่วยงานรัฐ

สำหรับบุคคลและกลุ่มคนที่ร่วมกัน "เปิดโปง" และผลักดันให้ปัญหานี้กลายเป็นวาระระดับชาติจนโลกต้องรับรู้ มีบุคคลสำคัญและจุดเปลี่ยนสำคัญดังนี้:

1. จุดเริ่มต้นจากระดับรากหญ้าและสื่อมวลชนอิสระ (ช่วงปี 2000s)

สื่อมวลชนสายสืบสวน: ในช่วงทศวรรษ 2000 สำนักข่าวอิสระและนิตยสารแนวสืบสวนของจีน เช่น Phoenix Weekly ได้ส่งนักข่าวลงพื้นที่ไปทำข่าวเชิงลึก หนึ่งในชื่อที่โดดเด่นคือ เติ้ง เฟย (Deng Fei) นักข่าวสืบสวนผู้ทรงอิทธิพล ซึ่งในปี 2009 ได้รวบรวมข้อมูลและจัดทำแผนที่ "หมู่บ้านมะเร็ง" เผยแพร่บนโลกออนไลน์ (Weibo) เพื่อตีแผ่ให้เห็นว่ามลพิษทางน้ำเชื่อมโยงกับอัตราการเสียชีวิตที่สูงลิ่วอย่างไร

นักเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น: เช่น กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) เล็ก ๆ และชาวบ้านผู้กล้าหาญ (อาทิ นักเคลื่อนไหวในลุ่มน้ำหวยเหอ) ที่พยายามรวบรวมรายชื่อผู้เสียชีวิตและบันทึกข้อมูลการเจ็บป่วยของคนในหมู่บ้าน ส่งต่อให้กับนักข่าวและทนายความด้านสิทธิสิ่งแวดล้อม (เช่น หวัง ชานฟา - Wang Canfa) แม้จะต้องเผชิญกับการข่มขู่หรือถูกปิดกั้นจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นก็ตาม

2. การยอมรับอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล (กุมภาพันธ์ 2013)

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คำนี้หลุดพ้นจากการเป็นเพียง "ข่าวลือใต้ดิน" เกิดขึ้นในเดือน กุมภาพันธ์ 2013 เมื่อ กระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศจีน (Ministry of Environmental Protection - MEP) ได้ตีพิมพ์แผนยุทธศาสตร์ป้องกันและควบคุมมลพิษทางน้ำ (National Groundwater Pollution Prevention and Control Plan)

ในเอกสารฉบับนั้น ทางการจีนได้ใช้คำว่า "หมู่บ้านมะเร็ง" (Cancer Villages) อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก เพื่อระบุถึงพื้นที่เสี่ยงและยอมรับว่าการเติบโตทางอุตสาหกรรมสร้างผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรง การยอมรับของภาครัฐในครั้งนั้นทำให้คำนี้กลายเป็นคำศัพท์สากลที่สื่อทั่วโลกนำไปใช้รายงานข่าวทันที

สรุปคือ: คำนี้ไม่ได้มี "ผู้สร้าง" คนเดียว แต่เป็นคำที่สะท้อนความจริงโดย ชาวบ้านและสื่อมวลชนจีน ที่ร่วมกันส่งเสียงฟ้องสังคม ก่อนที่แรงกดดันมหาศาลจะบีบให้ กระทรวงสิ่งแวดล้อมของจีน ต้องยอมจำนนต่อหลักฐานและนำคำนี้มาใช้รับรองปัญหาด้วยตนเองในปี 2013
.....


Kasian Tejapira
16 hours ago
·
รวยขยะไม่ไหวแล้ววววว
%%%%%
เห็นประเทศตัวเป็นเหมือนเช่นถัง
ขนขยะขึ้นฝั่งจากทุกท่า
เทกองเกลื่อนเหมือนภูเขาเลากา
ปล่อยสารพิษซึมมาลงน้ำดิน
แม่น้ำเน่าปลาตายเต็มกระชัง
คนกินใช้มีหวังถึงดับดิ้น
เผด็จการอำมาตย์ขายชาติกิน
แล้วบ้านใหญ่ใจหินนิ่งดูดาย
ใช่พม่ายกทัพมายึดเมือง
ใช่เขมรหาเรื่องมุ่งขยาย
หลงอุดหนุนทุนเทาเอาถึงตาย
คนไทยกลายเป็นขยะอนาถนัก

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10245439175656717&set=a.2556231547988




ยอมลงเหวไปด้วยกัน ?

Jeed Chaiboonruang


https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/29283865371253590

Thanapol Eawsakul
2 hours ago
·
ยุทธวิธี ล็อคคอ ตีเข่า ของอนุทิน ที่จะพา ยศชนันลงเหวไปด้วยกัน
(แต่อนุทินมีช่วยทำให้โหนขึ้นมาได้
.....................
ไม่ผิดคาด หลังจากโพสต์
ตัวเลขไม่เคยโกหกใคร
อนุทิน ชาญวีรกุล และรัฐบาลระบอบสีน้ำเงิน กำลังลาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พรรคเพื่อไทยลงเหว
ทางเดียวเท่านั้นที่ยศชนันจะกลับมาได้ คือตีตัวออกจากพรรคภูมิใจไทย
https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/pfbid0yjvnb1rGmGqPFRy2dA5zhc7HjDQXmTHT8zfhwKMRaYyqMbUBog91GnVxBdH4sypwl
ก็มีคนมาด่ามากมาย
โดยเฉพาะกองเชียร์พรรคเพื่อไทย
ลองดู 2 ข่าวนี้แล้วกัน
1 กันยายน 2569
ครม.สัญจร ภูมิใจไทย-เพื่อไทย ชื่นมื่น! สงขลาจัดงานเลี้ยงต้อนรับ อนุทิน-ยศชนัน ร้องเพลงกระชับสัมพันธ์
https://www.naewna.com/n/politics/35876/
2 พฤศจิกายน 2569
NEWSCLIP: หวานก่อนศึกซักฟอก! ‘อนุทิน’ ร้องเพลง “ใช่เลย” หยอด ‘ยศชนัน’ 70 กำลังดี ก่อนจับมือชูโชว์ชื่นมื่น
https://www.facebook.com/reel/2358518488233198
สิ่งที่อนุทินทำตอนนี้คือ ยุทธวิธี ล็อคคอ ตีเข่า
เพื่อจะทีเอายศชนันลงเหวไปด้วยกัน
แต่สิ่งแที่แตกต่างของอนุทินกับยยศชนัน
คือ
อนุทินมีช่วยทำให้โหนขึ้นมาได้
ส่วนยศชนัน ถ้ายังอยู่แบบนี้ต่อไป จนยุบสภา
(รวมทั้งโหวตให้อนุทินและพรรคภูมิใจไทยอีก 17 คน)
ก็ไม่มีทางที่จะได้ สส.เกิน 100 เสียง
ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ปล. วันเดีบวกับที่ ครม. สัญจร กินข้าวร้องเพลงด้วยความสุข ที่ปราจีน มีข่าว
รองผู้ว่าฯ ปราจีนบุรี ตั้งวงกินปลามื้อเย็น สร้างความเชื่อมั่น
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1168654745528716&set=a.272939885100211
อารมณ์คนเป็นแบบไหน
อ่านคอมเมนต์ใต้ข่าวได้



ภาพอินโฟกราฟิกที่มีการแชรกันนี้ สะท้อนถึงประเด็นปัญหาการเมืองและการตรวจสอบทุจริตในสังคมไทย AI ช่วยสรุปความคืบหน้าของแต่ละกรณี



1. "โกงสอบราชการท้องถิ่น เงียบหาย"
2. "ไอ้โม่งโกงน้ำมัน เงียบหาย"
3. "โกงเลือกตั้ง สว. ก็เงียบหาย"
4. "คดีบัตรเลือกตั้งที่มีคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ด ก็ไม่ผิด"
5. "ประเทศกลายเป็นที่ทิ้งขยะสารพิษ"
6. "สว. รัฐสภาไม่เหลือความศักดิ์สิทธิ์อะไรเลย"

Gemini ช่วยสรุปความคืบหน้าของแต่ละกรณี

(1) โกงสอบราชการท้องถิ่น

ความคืบหน้า: เป็นประเด็นปัญหาการทุจริตสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นที่เคยเกิดขึ้นในหลายสนามสอบ (เช่น การเรียกรับเงินแลกกับการสอบผ่านหรือการทุจริตตัดแปะข้อสอบ) แม้จะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคม แต่ความคืบหน้าทางคดีและการลงโทษผู้กระทำผิดในภาพรวมมักถูกมองว่าใช้เวลานาน ขาดความโปร่งใส หรือค่อย ๆ เงียบหายไปตามความสนใจของสังคมเมื่อมีประเด็นใหญ่เรื่องอื่นเข้ามาแทนที่

(2) ไอ้โม่งโกงน้ำมัน

ความคืบหน้า: อ้างอิงถึงปัญหาราคาน้ำมันเถื่อน ขบวนการลักลอบนำเข้าน้ำมันเถื่อน หรือกรณีอื้อฉาวที่มีการตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่หลังจากผ่านพ้นช่วงการเป็นข่าวใหญ่ในหน้าสื่อ สังคมมักตั้งคำถามถึงบทสรุปของการสาวไปถึง "ตัวการใหญ่" หรือ "ผู้มีอิทธิพลเบื้องหลัง" ที่เงียบหายไปในขั้นตอนการสืบสวนเชิงลึก

(3) โกงเลือกตั้ง สว.

ความคืบหน้า: กรณีการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งมีความพยายามในการยื่นเรื่องให้หน่วยงานอย่าง DSI (กรมสอบสวนคดีพิเศษ) และ กกต. ตรวจสอบในข้อหาอั้งยี่และฟอกเงิน แม้ภาคประชาชนและผู้สมัครบางส่วนจะพยายามติดตามทวงถามอย่างต่อเนื่อง แต่กระบวนการวินิจฉัยและการเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนมักใช้เวลานาน จนทำให้เกิดความกังวลว่าคดีอาจเงียบหายหรือถูกลดทอนความสำคัญลง

(4) คดีบัตรเลือกตั้งที่มีคิวอาร์โค้ด (QR Code) และบาร์โค้ด (Barcode)

ความคืบหน้า: ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่รับคำร้อง (หรือวินิจฉัย) ในประเด็นข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้รหัสคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง โดยวินิจฉัยว่าการดำเนินการดังกล่าว ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพโดยตรงของผู้ร้อง ทำให้ประเด็นนี้ยุติลงตามคำวินิจฉัยของศาลฯ

(5) ประเทศกลายเป็นที่ทิ้งขยะสารพิษ

ความคืบหน้า: สะท้อนถึงปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากกากอุตสาหกรรมอันตราย ขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือการลักลอบนำเข้าขยะพิษจากต่างประเทศมาทิ้งในประเทศไทย ซึ่งแม้จะมีการตรวจสอบและจับกุมโรงงานเถื่อนเป็นระยะโดยภาครัฐ แต่ปัญหาในระดับโครงสร้าง การลักลอบกระทำผิดซ้ำซ้อน และการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังที่สังคมเรียกร้องการแก้ไขอย่างจริงจัง

(6) สว. / รัฐสภาไม่เหลือความศักดิ์สิทธิ์อะไรเลย
ความคืบหน้า: เป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์เชิงประเมินทางสังคมและการเมืองต่อภาพลักษณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติและสมาชิกวุฒิสภา ที่มักเผชิญข้อครหาเรื่องความโปร่งใส ความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนการเมือง หรือปัญหาจริยธรรม ซึ่งส่งผลให้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันทางการเมืองลด and เกิดคำถามถึงประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ตัวแทนประชาชน




แกนนำแรงงานพม่า แจ้งความกลุ่มปกป้องสถาบันฯ ปมถูกทำร้ายระหว่างชุมนุมหน้า UN


ภาพปก: วีระ แสงทอง หน้า สน.นางเลิ้ง เมื่อ 2 พ.ย. 2569
 
แกนนำแรงงานพม่า แจ้งความเอาผิดกลุ่มปกป้องสถาบันฯ จากการถูกทำร้ายร่างกาย ระหว่างชุมนุมเรียกร้องยกเลิก CI หน้าสำนักงาน UN ถนนราชดำเนินนอก เมื่อวานนี้ (1 พ.ย.)

2 พ.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (2 พ.ย.) เวลา 11.35 น. สน.นางเลิ้ง วีระ แสงทอง แกนนำกลุ่มแรงงานพม่า ‘Bright Future’ และพวก รวมทั้งหมด 4 คน แจ้งความเอาผิดประชาชนกลุ่มปกป้องสถาบัน ข้อหาทำร้ายร่างกาย จนกิดอันตรายแก่ทั้งร่างกายและจิตใจ ระหว่างการชุมนุมหน้าสหประชาชาติ (UN) เมื่อวานนี้ (1 พ.ย.) เพื่อเรียกร้องให้ทางการไทยยกเลิกศูนย์ CI

ขณะที่ทางตำรวจได้ลงมาคุยกับวีระ เผยว่าจะดำเนินการให้

สืบเนื่องจากเมื่อวานนี้ (1 พ.ย.) เมื่อเวลา 11.00 น. กลุ่มของวีระ แสงทอง ได้เดินทางมาชุมนุมที่หน้าสำนักงานสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก และเรียกร้องให้ทางการไทยยกเลิกศูนย์ CI เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่สร้างภาระให้กับแรงงานข้ามชาติ และไม่เป็นธรรม พร้อมขอให้ทางการไทยดำเนินการจัดทำทะเบียนเพียงฝ่ายเดียว และใช้บัตรสีชมพู หรือบัตรของผู้ไม่มีสัญชาติไทย เป็นหลักฐานยืนยันตัวตนของแรงงานข้ามชาติพม่าเพียงใบเดียว

อย่างไรก็ดี ระหว่างที่วีระ กำลังอ่านแถลงการณ์ทิ้งท้าย ได้มีรถของกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) และกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน ขับมาหาวีระ แกนนำกลุ่ม Bright Future และมีประชาชนชาวไทยที่มาด้วยกันกลุ่มหนึ่งวิ่งเข้าไปทำร้ายร่างกายหลายครั้ง โดยการทุบตี ใช้หมวกกันน็อกฟาด และใช้เท้าถีบ ขณะที่ตำรวจพยายามห้ามปราบ และพาตัววีระ ออกนอกพื้นที่

วีระ ให้สัมภาษณ์หลังแจ้งความว่า เหตุผลที่เขาอยากให้ยกเลิกศูนย์ CI เพราะเขามองว่ารัฐบาลพม่า พยายามออกมาตรการเก็บเงินแรงงานข้ามชาติพม่าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงขั้นตอนการขึ้นทะเบียนที่ศูนย์พิสูจน์แรงงานข้ามชาติพม่า หรือศูนย์ CI ของสถานทูตพม่า ซึ่งเป็นการสร้างภาระค่าใช้จ่ายให้แรงงาน และเขามองว่าไม่เป็นธรรม

วีระ มีมุมมองด้วยว่า การเรียกร้องยกเลิกศูนย์ CI ยังถือเป็นการช่วยคนไทย โดยเฉพาะฝั่งนายจ้าง เพราะเวลามีการจ่ายเงิน นายจ้างก็ต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้กับแรงงาน ดังนั้น เขาคิดว่าการกระทำของเขา จึงเป็นการยืนเคียงข้างคนไทยมากกว่า

“คนส่วนมากเขาไม่รู้ ทั้งๆ ที่นายจ้าง ผู้ประกอบการส่วนมากเป็นคนไทย และก็ชาวต่างชาติ เขาก็โดนไปด้วยเรื่อง CI เท่ากับว่ามินอ่องหล่าย เขามาปล้นคนไทย และทางผม ผมมาอยู่เคียงข้างปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย” วีระ กล่าว

ทั้งนี้ วีระ กล่าวว่า ทั้งกระบวนการทำ CI ตั้งแต่การใช้บริการนายหน้า ซึ่งก็มีนายหน้าเถื่อนด้วย จนถึงขั้นตอนการทำ CI การแจ้งเข้า-แจ้งออกนายจ้าง และทำใบอนุญาตทำงาน บางครั้งมีค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดทุกขั้นตอน สูงถึง 20,000 กว่าบาท และในอนาคต จะมีการทำสมาร์ทการ์ด ซึ่งคาดว่าจะทำให้ราคาค่าขึ้นทะเบียนแรงงานสูงมากขึ้น

วีระ กล่าวต่อว่า เรื่องสภาพร่างกายหลังจากถูกทำร้ายร่างกายเมื่อวานนี้ไม่มีปัญหา แต่ยังมีอาการปวดที่กรามด้านซ้าย โดยหลังจากนี้จะพบแพทย์ เพื่อรักษาอาการปวด แต่คิดว่าไม่นานน่าจะหาย

เวลาประมาณ 13.40 น. วีระ ได้เดินทางมาที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ตามใบนำส่งของ สน.นางเลิ้ง เพื่อทำการตรวจเช็กอาการบาดเจ็บ จะได้ประกอบเป็นข้อมูลหลักฐานสำหรับการดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป
'ศศินันท์' จี้ตำรวจดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา

ก่อนหน้านี้ ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความเรียกร้องตำรวจบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม หาตัวผู้กระทำผิด และไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง

ศศินันท์ โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย เมื่อวานนี้ (1 พ.ย.) ถึงเหตุการณ์การทำร้ายร่างกาย วีระ และมองว่า เธอไม่เห็นด้วยกับการทำร้ายร่างกายไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม ทุกคนมีสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย และชีวิตของตัวเอง และต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม

เธอระบุว่า หากเห็นว่าการชุมนุมหรือข้อเรียกร้องมีปัญหา ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่ไม่ใช่การใช้กำลังทำร้ายร่างกาย

เธอเรียกร้องไปยังผู้บังคับใช้กฎหมาย หรือตำรวจ ต้องไม่ใช่เพียงระงับเหตุ และนำผู้ถูกทำร้ายออกจากพื้นที่ แต่ต้องรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบภาพเหตุการณ์ และดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่เลือกปฏิบัติเพราะสถานะ สัญชาติ หรือจุดยืนทางการเมืองของฝ่ายใด

นอกจากนี้ การปกป้องสถาบัน หรือการมีอุดมการณ์ทางการเมือง เป็นสิทธิการแสดงออก แต่ไม่มีอุดมการณ์ใดที่ทำให้บุคคลมีสิทธิอยู่เหนือกฎหมาย หรือใช้ความรุนแรงกับผู้อื่นได้

“หลักนิติรัฐจะไม่มีความหมาย หากกฎหมายคุ้มครองเฉพาะคนที่คิดเหมือนกับเรา แต่ไม่มีการคุ้มครองคนที่เห็นต่าง” โพสต์ระบุ

ที่มา ประชาไท
https://prachatai.com/journal/2026/11/119295





"ศิริโชค" เปิดเผยโทรศัพท์ "อภิสิทธิ์" ถูกเครื่องมือโจรกรรมไซเบอร์ระดับสูงโจมตี ตรวจสอบโปรแกรมดังกล่าวพบเป็นของอิสราเอล ขายให้เฉพาะหน่วยงานรัฐเท่านั้น ตั้งข้อสงสัยต้องการล้วงข้อมูลหรือไม่ พร้อมตั้งคำถามไม่กล้าปิด "เว็บพนันยักษ์ใหญ่" เงินหมุนเวียนหมื่นล้าน เหตุเป็นท่อน้ำเลี้ยงพรรคการเมืองหรือไม่ ซ้ำยังมีบางพรรคนัดจ่ายโบนัส สส.อีกคนละ 4 แสน ท้าถ้าไม่ใช่เรื่องจริงให้นำหลักฐานออกมาโต้ ไม่ใช่พูดด้อยค่าคนอื่น


อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่าได้รับการแจ้งเตือนจากบริษัท Apple ว่า โทรศัพท์ไอโฟน (iPhone) ของตนตกเป็นเป้าหมายความพยายามโจมตีด้วยสปายแวร์กลุ่มเพกาซัส (Pegasus) ซึ่งรายงานมักชี้ว่าใช้งานโดยภาครัฐ ผลตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบการเจาะระบบสำเร็จ พร้อมระบุไม่กังวล แต่คาดหวังว่าหน่วยงานรัฐจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ละเมิดสิทธิ

วันนี้ (2 พฤศจิกายน) อภิสิทธิ์เปิดเผยว่า ได้รับข้อความแจ้งเตือนภัยคุกคามจากบริษัท Apple ว่าโทรศัพท์ iPhone ของตนตกเป็นเป้าหมายในการพยายามโจมตีด้วยสปายแวร์ในตระกูลเพกาซัส (Pegasus) ซึ่งตามรายงานมักมีลักษณะการจัดซื้อและใช้งานโดยภาครัฐ คำเตือนดังกล่าวระบุถึงสาเหตุการตกเป็นเป้าหมายว่าน่าจะมาจากบทบาททางอาชีพและหน้าที่การทำงาน

อภิสิทธิ์ระบุว่า หลังจากได้รับแจ้งเตือน ได้นำเครื่องไปตรวจเช็กเบื้องต้นโดยปรึกษาผู้ที่เคยมีประสบการณ์ถูกโจมตีมาก่อน ซึ่งผลตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบร่องรอยการเจาะระบบหรือความเสียหาย

ส่วนการตรวจสอบเชิงลึกยังไม่ได้ดำเนินการเนื่องจากต้องใช้เวลา ในระยะแรกได้เปิดใช้งานระบบรักษาความปลอดภัย ล็อกดาวน์โหมด (Lockdown Mode) ไว้ก่อน เมื่อไม่พบความผิดปกติเบื้องต้นจึงกลับมาใช้งานตามปกติ แต่ยอมรับว่าจะต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างความพยายามเจาะข้อมูลในครั้งนี้กับการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือเกี่ยวข้องกับข้อมูลการตรวจสอบต่างๆ หรือไม่ อภิสิทธิ์ตอบว่า ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล เพราะหลายคนที่ทราบเรื่องต่างตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดจึงเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ แต่ตนไม่ได้รู้สึกกังวล เนื่องจากการติดต่อสื่อสารส่วนใหญ่เปิดเผยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม คงต้องหาเวลาส่งเครื่องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งในภายหลัง

ต่อข้อซักถามที่ว่าต้องการให้หน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยตรวจสอบหรือไม่ อภิสิทธิ์ปฏิเสธและระบุว่า รัฐมีหน้าที่หลักในการดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้แก่ประชาชนอยู่แล้ว และสิ่งสำคัญที่สุดคือคาดหวังว่าหน่วยงานของรัฐจะไม่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล พร้อมระบุทิ้งท้ายว่า สมาชิกพรรคฝ่ายค้านทุกคนต่างตระหนักดีว่าการทำหน้าที่ตรวจสอบย่อมมีโอกาสตกเป็นเป้าหมายในลักษณะนี้ได้เสมอ

https://thestandard.co/aphisit-apple-alert-pegasus-spyware/
02.11.2026








https://x.com/MorningNewsTV3/status/2117105897613021606



 

‘ศุภณัฐ’ ฟาด ‘โสภณ’ ปมริบอำนาจ ’ประธาน กมธ.‘ บรรจุวาระ-เชิญชี้เแจง ต้องใช้ ‘มติองค์คณะ‘ ชี้ ขัดขวางการทำงาน ‘กมธ.-ฝ่ายค้าน‘ เต็มทุกรูปแบบ สร้างมาตรฐานต่ำที่สุดให้สภา แม้แต่สมัย ’ประยุทธ‘ ยังไม่กล้าปิดปากกรรมาธิการ แบบไร้ยางอายขนาดนี้



สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว
3 hours ago
·
‘ศุภณัฐ’ ฟาด ‘โสภณ’ ปมริบอำนาจ ’ประธาน กมธ.‘ บรรจุวาระ-เชิญชี้เแจง ต้องใช้ ‘มติองค์คณะ‘ ชี้ ขัดขวางการทำงาน ‘กมธ.-ฝ่ายค้าน‘ เต็มทุกรูปแบบ สร้างมาตรฐานต่ำที่สุดให้สภา แม้แต่สมัย ’ประยุทธ‘ ยังไม่กล้าปิดปากกรรมาธิการ แบบไร้ยางอายขนาดนี้

วันที่ 2 พ.ย.69 นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์

แม้แต่การประชุมที่สำคัญที่สุดของประเทศ ก็ไม่มีใครทำแบบที่ ประธานโสภณทำ ไม่ว่าจะ

(1) ฝ่ายบริหาร - การประชุม ครม. ตัวนายกก็สั่งนัดประชุม และบรรจุวาระเองได้ ไม่ต้องขอมติ

(2) ฝ่ายนิติบัญญัติ - การประชุมสภา ไม่ว่าจะโหวตกฎหมาย หรือ โหวตรัฐธรรมนูญ ประธานสภาก็ไม่ต้องขอมติจากสภา ประธานสามารถบรรจุวาระเองได้

(3) ฝ่ายตุลาการ - การประชุมศาลฎีกา ประธานศาลก็ไม่ต้องขอมติที่ประชุม เพื่อจะนัดประชุม

สิ่งที่ประธานโสภณกำลังทำ คือ สร้างมาตรฐาน ที่ต่ำที่สุดให้กับสภา เกียรติภูมิของการทำหน้าที่ “ผู้แทนราษฎร” แทบไม่เหลือ

ขัดขวางการทำงานของกรรมาธิการ และฝ่ายค้านเต็มทุกรูปแบบ ปากบอกคนดี แต่กลับกลัวการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน

แม้แต่สมัยพล.อ.ประยุทธ ก็ยังไม่กล้าปิดปาก การทำงานของกรรมาธิการ แบบไร้ยางอายได้ขนาดนี้

ถ้าท่านจะเป็น “ผู้แทนราษฎร” แล้วมีพฤติกรรมแบบนี้ อย่าเป็นเลยครับ ทำลายเกียรติภูมิของสภาไทย จนจะไม่เหลืออยู่แล้วครับ“


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1772578810895717&set=a.328293581990921
.....








https://x.com/Bus_Te/status/2117250297068503248

บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te

เรียบร้อยครับ เพราะรัฐบาลมีเสียงข้างมากในกรรมาธิการอยู่แล้ว ยังไม่รวมพรรคฝ่ายคอยอีก ถ้าต้องให้เป็นมติ กมธ. ก็ไม่ต้องตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร
. 
ต้องย้ำอีกครั้งว่า เดิมรัฐธรรมนูญ 60 ได้ถอดเขี้ยวเล็บ กมธ. ในการตรวจสอบถ่วงดุลของฝ่ายสภาต่อฝ่ายบริหารก็หนักแล้ว เพราะอำนาจ กมธ. ถูกเปลี่ยนมาบัญญัติไว้ในมาตรา 129 จากเดิม "สอบสวน" เป็น "สอบหาข้อเท็จจริง" และจาก "อำนาจออกคำสั่งเรียก" เป็น "อำนาจเรียก" บุคคลและเอกสาร เรียกว่าเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของ กมธ. จากการ "สอบสวน" และใช้อำนาจ "บังคับ" ไปเป็นเพียง "การสอบหาข้อเท็จจริง" และ "ขอความร่วมมือ" จากเดิมที่มีโทษอาญาสำหรับคนที่ฝ่าฝืนไม่มาตามคำสั่งเรียก เหลือเพียงให้เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดให้ความร่วมมือ เรียกว่าเป็นเสือกระดาษอยู่แล้ว ทีนี้พรรคที่เป็นรัฐบาลคุมกระทรวงไหน ก็จับจอง กมธ. ที่เกี่ยวกับกระทรวงนั้นๆ เห็นอะไรไหมครับ กมธ. ควรเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุล แต่เมื่อพรรคการเมืองที่เป็นเจ้ากระทรวงเอาคนของตัวเองไปนั่งเป็นประธาน กมธ. แล้ว อำนาจความรับผิดชอบกรณีการสอบหาข้อเท็จจริงก็ยังไปอยู่ที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องนั้นด้วย มันจะเอื้อต่อการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างไร ยิ่งคุณรักชอบรัฐบาลยิ่งควรปล่อยให้กลไกตรวจสอบถ่วงดุลทำงานอย่างที่มันควรจะเป็น
. 
อำนาจของ กมธ. โดนถอดเขี้ยวเล็บโดยรัฐธรรมนูญ 60 และศาลรัฐธรรมนูญก็มาชี้ว่า พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2554 มาตรา 5, 8 และ 13 ซึ่งให้อำนาจ กมธ. ออก "คำสั่งเรียก" พร้อมกำหนดโทษอาญาหากฝ่าฝืนนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 129 นั่นแหละ จนต้องมาแก้กฎหมายใหม่เปลี่ยนจากเดิมที่มีโทษอาญา เหลือเพียงโทษทางวินัยสำหรับคนที่ไม่ให้ความร่วมมือเท่านั้น
. 
คนที่เสียหายจากสภาพนี้ไม่ใช่เพียงฝ่ายค้านหรือคนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบครับ แต่มันคือประชาชนที่ไม่มีคนคอยมาตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลนี่แหละครับ ไปกันใหญ่แล้วแบบนี้ 
.
ยังไม่นับรวมกลไกอย่างองค์กรอิสระที่พอเห็นที่มาก็พอเดาผลได้ อย่าง กกต. ก็แสดงผลงานเป็นว่าเล่นให้เราเห็น









https://x.com/MatichonOnline/status/2117224624316678145

Matichon Online
@MatichonOnline

เปิดคำสั่ง โสภณ ริบอำนาจ กมธ.สภา 
.
จากกรณี นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.ภูมิใจไทย ยื่นประธานสภาฯ พิจารณาวินิจฉัยและกำหนดแนวทางเกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 35 คณะ เนื่องจากมองว่า กมธ.บางคณะอาจมีประเด็นซ้ำซ้อนหรือคาบเกี่ยวกัน โดยเฉพาะการเรียกบุคคลหรือหน่วยงานมาให้ข้อมูล อาจอยู่ในอำนาจของกมธ.อีกคณะโดยตรง หากไม่มีแนวทางชัดเจน อาจทำให้เกิดการปฏิบัติหน้าที่ซ้ำซ้อน กระทบต่อประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของการทำหน้าที่ 
.
ขณะที่พรรคประชาชน มองว่า เป็นการจำกัดอำนาจกมธ.ในการทำงาน และอำนาจในการตรวจสอบของกมธ. ห่วงว่าในอนาคต หากรัฐบาลไม่ให้ประชุมกมธ. ก็ไม่ต้องประชุมกันแบบนั้นหรือไม่ .
โดยล่าสุด นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ได้เห็นชอบแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ ทั้ง 35 ชุด ของสภาผู้แทนราษฎร พร้อมกับเตรียมส่งหนังสือเวียนไปยังประธาน กมธ.คณะต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานของ กมธ.อย่างเป็นทางการ 
.
มีเนื้อหาหลัก 4 ข้อ ประกอบด้วย 
.
1.การตีความขอบเขตหน้าที่และอำนาจของ กมธ. มิอาจตีความขยายขอบเขตอำนาจจนซ้ำซ้อนกับหน้าที่ของ กมธ.คณะอื่นได้ หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกมธ.ตั้งแต่ 2 คณะขึ้นไป เจ้าหน้าที่ต้องรายงานประธานสภา เพื่อยุติพิจารณาไว้ชั่วคราวก่อน และเรียกประชุมร่วมกันระหว่างประธานสภากับประธานกมธ.คณะที่เกี่ยวข้อง ตกลงกันว่าจะให้ กมธ.ชุดใดพิจารณาเรื่องนั้นๆ หากไม่สามารถตกลงกันได้ ให้ประธานสภาเป็นผู้กำหนด 
.
2.การนัดประชุมของกมธ. ให้กำหนดโดยมติที่ประชุมกมธ.ในการประชุมนัดแรก เพื่อกำหนดการประชุมกมธ.ประจำสัปดาห์ ประธานกมธ.มีอำนาจนัดประชุมเป็นพิเศษได้ เมื่อเห็นสมควรหรือเร่งด่วน โดยมิใช่การนัดประชุมต่อเนื่องเป็นประจำทุกสัปดาห์ 
.
3.ประธานกมธ.ไม่อาจเปลี่ยนแปลงวาระการประชุมที่กำหนดโดยมติที่ประชุมได้ แม้ประธาน กมธ.มีอำนาจบรรจุวาระได้ แต่มิได้หมายความว่าจะใช้อำนาจอย่างไม่มีข้อจำกัด ประธานกมธ.มีเพียงอำนาจบรรจุวาระการประชุมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของกมธ. แต่ไม่มีอำนาจบรรจุวาระพิจารณาหรือกำหนดให้เชิญบุคคล หรือหน่วยงานต่างๆ มาชี้แจง โดยไม่มีมติ กมธ.ได้ 
.
4.การใช้อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารของกมธ. ต้องอาศัยมติที่ประชุมกมธ.เท่านั้น ในทางปฏิบัติ กมธ.อาจใช้ถ้อยคำว่า "การเชิญ" แทน "การเรียก" แต่ก็มีความหมายเดียวกัน แต่หากกมธ.ไม่ได้รับความร่วมมือจากบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่เชิญ และประสงค์ให้เกิดสภาพบังคับทางกฎหมายแก่เจ้าหน้าที่รัฐ จะต้องดำเนินการเรียกบุคคลหรือเอกสาร ตามขั้นตอนของพ.ร.บ.อำนาจเรียก





ไทยเสี่ยงขาดแรงงานเมียนมา! หลังรัฐบาลทหารบังคับหักเงินส่งกลับประเทศ 25% โรงงานไทยอาจขาดคน ต้นทุนการผลิตพุ่ง กระทบราคาสินค้าและค่าครองชีพคนไทย - แรงงานสัญชาติเมียนมาถือเป็นกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่มีสัดส่วนสูงที่สุดในประเทศไทย โดยคิดเป็น กว่า 74-78% ของแรงงานต่างด้าวทั้งหมดในระบบ (มีจำนวนรวมเกือบ 3 ล้านคน)


Money Buffalo
8 hours ago
AI content ·

ไทยเสี่ยงขาดแรงงานเมียนมา! หลังรัฐบาลทหารบังคับหักเงินส่งกลับประเทศ 25% โรงงานไทยอาจขาดคน ต้นทุนการผลิตพุ่ง กระทบราคาสินค้าและค่าครองชีพคนไทย| Money Buffalo

ประเทศไทยกำลังเสี่ยงสูญเสียหนึ่งในข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจที่พึ่งพามานาน นั่นก็คือแรงงานต้นทุนต่ำครับ

หลังมีรายงานว่าแรงงานเมียนมากว่า 1 ล้านคนเสี่ยงหลุดออกจากระบบการจ้างงานไทย เพราะปัญหาการต่ออายุเอกสาร ทำให้นายจ้างไทยเริ่มกังวลว่าอาจเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรม และเกษตรกรรม

เรื่องนี้อาจไม่ได้กระทบแค่ผู้ประกอบการนะครับ เพราะหากธุรกิจต้องจ่ายค่าจ้างแพงขึ้นเพื่อหาแรงงานมาทดแทน ต้นทุนการผลิตก็อาจเพิ่มขึ้น และสุดท้ายคนไทยเองก็อาจต้องซื้อบ้านและสินค้าราคาแพงขึ้นด้วย

แรงงานเมียนมากว่า 1 ล้านคนถึงเสี่ยงหลุดจากระบบ

เรื่องเริ่มจากรัฐบาลเมียนมาเปิดศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล หรือ CI ในประเทศไทย 5 แห่ง ซึ่งแรงงานบางกลุ่มต้องใช้ประกอบการขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน

แต่ปัญหาคือ แรงงานจำนวนหนึ่งไม่ยอมรับเงื่อนไขของทางการเมียนมา ทั้งการบังคับแสดงหลักฐานโอนรายได้ 25% กลับประเทศผ่านธนาคารที่กำหนด การเก็บภาษีเงินได้ 2–3% รวมถึงค่าเอกสารและค่านายหน้าที่แรงงานบางรายระบุว่าสูงถึงหลักหมื่นบาท

ที่สำคัญ รัฐบาลเมียนมายังมีมาตรการเกณฑ์ทหาร ทำให้แรงงานบางส่วนไม่กล้าเดินทางกลับประเทศเพื่อทำหนังสือเดินทาง เพราะกลัวถูกเกณฑ์ทหารหรือไม่สามารถกลับมาทำงานในไทยได้อีก จึงเกิดการเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเปิดทางต่ออายุเอกสารโดยไม่ต้องพึ่งกระบวนการของรัฐบาลเมียนมา

เครือข่ายแรงงานประเมินว่า อาจมีแรงงานมากกว่า 1 ล้านคนเสี่ยงหลุดจากระบบ แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดจะเดินทางออกจากไทยนะครับ เพราะบางคนอาจเลือกอยู่และทำงานต่อโดยไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง มากกว่ากลับไปเผชิญความเสี่ยงในเมียนมา

ไทยเสี่ยงสูญเสียข้อได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงาน

ต้องยอมรับก่อนว่า หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ต้นทุนการก่อสร้างและการผลิตสินค้าในไทยไม่สูงไปกว่านี้ ก็เพราะเรามีแรงงานข้ามชาติเป็นกำลังสำคัญในงานระดับค่าจ้างพื้นฐาน และประเทศไทยก็พึ่งพาแรงงานเหล่านี้มานาน โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง โรงงานอุตสาหกรรม และเกษตรกรรม

แต่เมื่อแรงงานเมียนมามีต้นทุนในการต่อเอกสารสูงขึ้น นายจ้างไทยบางส่วนก็อาจต้องช่วยแบกรับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ขณะที่บางธุรกิจอาจเผชิญปัญหาจ้างแรงงานเดิมต่อไม่ได้ หากเอกสารหมดอายุ

ลองนึกภาพว่า ผู้รับเหมาสร้างบ้านขาดแรงงานก่อสร้าง จนต้องเพิ่มค่าจ้างเพื่อหาคนมาทำงานให้ทันกำหนด ต้นทุนการสร้างบ้านก็อาจสูงขึ้น เช่นเดียวกับโรงงานและธุรกิจเกษตรกรรมที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก และเมื่อค่าแรงเพิ่มขึ้น ต้นทุนสินค้าและบริการก็มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการบางส่วนอาจส่งต่อภาระไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้า

พูดง่าย ๆ คือ ปัญหาแรงงานเมียนมาไม่ได้กระทบแค่ธุรกิจที่หาคนทำงานไม่ได้ แต่คนไทยเองก็อาจต้องจ่ายค่าบ้าน และค่าครองชีพแพงขึ้นด้วยครับ

แรงงานอาจไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังเสี่ยงกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย

นี่คืออีกเรื่องที่พี่ทุยอยากให้จับตาครับ เพราะหากแรงงานเมียนมาไม่สามารถต่อเอกสารได้ แต่ก็ไม่กล้ากลับประเทศเนื่องจากความเสี่ยงถูกเกณฑ์ทหาร บางส่วนอาจเลือกอยู่และทำงานในไทยต่อโดยไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง นั่นหมายความว่า ไทยอาจไม่ได้สูญเสียแรงงานทั้งหมดในเชิงจำนวนคน แต่กำลังเสี่ยงสูญเสียแรงงานที่ธุรกิจสามารถจ้างได้อย่างถูกกฎหมายแทน

เรื่องนี้ทำให้ทั้งสองฝ่ายเดือดร้อน เพราะแรงงานเสี่ยงถูกจับและถูกเอารัดเอาเปรียบ ขณะที่นายจ้างเองก็มีความเสี่ยงถูกดำเนินคดีหากจ้างแรงงานที่ไม่มีใบอนุญาต จนกลุ่มนายจ้างสีขาวออกมาเสนอให้รัฐบาลไทยเปิดขึ้นทะเบียนและต่ออายุแรงงานฝ่ายเดียวชั่วคราว 1–2 ปี เพื่อให้แรงงานยังสามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย โดยไม่ต้องเดินทางกลับเมียนมา

ยิ่งไปกว่านั้น เครือข่ายแรงงานยังชี้ว่า ประเทศไทยมีฐานข้อมูลแรงงานเหล่านี้อยู่แล้ว ทั้งข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง บัตรชมพู และการตรวจสุขภาพ จึงเสนอให้ใช้ฐานข้อมูลที่มีอยู่มาช่วยบริหารจัดการแรงงานในช่วงเปลี่ยนผ่าน

สุดท้ายแล้ว ปัญหานี้กำลังสะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยครับ เพราะที่ผ่านมาเราพึ่งพาแรงงานข้ามชาติในงานที่ใช้แรงงานจำนวนมาก แต่เมื่อแรงงานเหล่านี้มีปัญหาเรื่องสถานะทางกฎหมาย ธุรกิจไทยก็อาจต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่การหาแรงงานใหม่มาทดแทน แต่คือการรักษาแรงงานที่มีอยู่ให้ทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย ควบคู่กับการเพิ่มผลิตภาพและลดการพึ่งพาแรงงานต้นทุนต่ำในระยะยาว

เพราะถ้าจัดการปัญหาเอกสารไม่ได้ ประเทศไทยอาจไม่ได้แค่เสี่ยงขาดแคลนแรงงาน แต่ยังเสี่ยงมีแรงงานผิดกฎหมายเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคคนไทยอาจต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นตามไปด้วย

https://www.facebook.com/photo?fbid=1546990960786812&set=a.623025716516679
.....

ประเด็นเรื่อง "ไทยเสี่ยงขาดแรงงานเมียนมา" จากมาตรการของรัฐบาลทหารเมียนมาถือเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตที่ภาคธุรกิจและภาคการผลิตของไทยกำลังเผชิญหน้าอย่างหนัก โดยมีรายละเอียดและผลกระทบสำคัญที่สรุปได้ดังนี้:

1. หัวใจสำคัญของมาตรการจากฝั่งเมียนมา

บังคับส่งเงินรายได้ 25% กลับประเทศ: รัฐบาลทหารเมียนมา (SAC) กำหนดให้แรงงานเมียนมาที่ทำงานในต่างประเทศ (รวมถึงในไทยที่มีอยู่หลายล้านคน) ต้องส่งเงินรายได้ 25% กลับบ้านผ่านระบบธนาคารทางการของเมียนมา

ใช้เอกสารเป็นเครื่องมือต่อรอง: มาตรการนี้ถูกผูกเข้ากับการต่ออายุเอกสารสำคัญ เช่น หนังสือเดินทาง (Passport) และใบรับรองการเป็นคนงาน (CI) หากแรงงานไม่ปฏิบัติตาม จะไม่ได้รับการต่ออายุเอกสารเดินทางและใบอนุญาตทำงาน

ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนและข้อกังวล: การโอนเงินผ่านระบบธนาคารทางการมักจะได้อัตราแลกเปลี่ยนที่ต่ำกว่าความเป็นจริง (ต่ำกว่าเรตตลาด) ประกอบกับมีความกังวลจากตัวแรงงานและเครือข่ายภาคประชาสังคมว่าเงินดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้ในกิจการสงครามภายในประเทศ ทำให้แรงงานหลายส่วนลังเลหรือไม่ต้องการทำตาม

2. ผลกระทบลูกโซ่ต่อ "ภาคธุรกิจและโรงงานไทย"

ความเสี่ยงการขาดแคลนแรงงานเฉียบพลัน:

เมื่อแรงงานไม่สามารถต่ออายุเอกสารได้ตามเงื่อนไข หรือเลือกที่จะไม่ทำตามและกลายเป็น "แรงงานผิดกฎหมาย" จะสร้างความเสี่ยงให้โรงงานต้องปลดคนงานออก หรือเสี่ยงต่อการถูกตรวจสอบ

นอกจากนี้ ยังซ้ำเติมด้วยมาตรการเกณฑ์ทหารในเมียนมา (ที่จำกัดการออกนอกประเทศของแรงงานชายอายุ 18-35 ปี) และกลุ่มแรงงาน MOU ที่ครบวาระและต้องเดินทางกลับประเทศ ทำให้มีโอกาสสูงที่แรงงานจะไม่สามารถกลับเข้ามาทำงานในไทยได้อีก

ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น:

เมื่อเกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน ภาคโรงงาน ภาคเกษตรกรรม ประมง และภาคบริการ (เช่น ร้านอาหาร โรงแรม) จะต้องแย่งชิงแรงงานกันเอง ทำให้ต้นทุนค่าจ้างสูงขึ้น

กระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติรอบใหม่มักมีค่าใช้จ่ายสูงและมีขั้นตอนซับซ้อน เป็นภาระต้นทุนที่ผู้ประกอบการแบกรับ

กระทบราคาสินค้าและค่าครองชีพของคนไทย:

เมื่อต้นทุนค่าแรงและต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้น ผู้ประกอบการมีความจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าและบริการอุปโภคบริโภคให้สูงขึ้นตาม เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ค่าครองชีพของประชาชนไทย ในวงกว้าง
แนวทางรับมือที่ภาคประชาสังคมและผู้ประกอบการเสนอ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญและเครือข่ายด้านประชากรข้ามชาติ มองว่าภาครัฐของไทยควรเร่งหามาตรการเชิงรุก เช่น:

การผ่อนปรนและเปิดทางให้ขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว: เพื่อดึงแรงงานให้อยู่ในระบบถูกกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ป้องกันไม่ให้แรงงานไหลหลุดออกนอกระบบ

การเจรจาระหว่างประเทศ: เพื่อลดอุปสรรคและหาข้อยุติที่เป็นธรรม ไม่ให้มาตรการกดดันจากประเทศต้นทางสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจมหภาคของไทย

แรงงานสัญชาติเมียนมาถือเป็นกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่มีสัดส่วนสูงที่สุดในประเทศไทย โดยคิดเป็น กว่า 74-78% ของแรงงานต่างด้าวทั้งหมดในระบบ (มีจำนวนรวมเกือบ 3 ล้านคน)

หากจำแนกสัดส่วนตามภาคอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย อ้างอิงจากข้อมูลของกระทรวงแรงงานและหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ จะแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้:

สัดส่วนแรงงานต่างด้าว (ภาพรวม) แยกตามภาคเศรษฐกิจ

จากสถิติกองเศรษฐกิจการแรงงาน กระทรวงแรงงาน การกระจายตัวของแรงงานต่างด้าวในภาพรวมจะแบ่งเป็น:

ภาคการผลิต / โรงงานอุตสาหกรรม: ประมาณ 50%

ภาคการบริการและท่องเที่ยว (รวมแม่บ้าน/งานบ้าน): ประมาณ 40%

ภาคการเกษตร ปศุสัตว์ และประมง: ประมาณ 10%

(โดยที่แรงงานเมียนมาจะมีความโดดเด่นและกินสัดส่วนสูงที่สุดใน ภาคการผลิตและโรงงาน รองลงมาคือ งานบริการ-ก่อสร้าง และ เกษตรกรรม)

เจาะลึก 4 อุตสาหกรรมหลักที่แรงงานเมียนมาทำงานอยู่

1. ภาคการผลิตและโรงงานอุตสาหกรรม (สัดส่วนหลักราว 45% - 50%)

เป็นอุตสาหกรรมที่พึ่งพาแรงงานเมียนมามากที่สุดเพื่อป้อนเข้าสู่สายการผลิต (Line Production) โดยเฉพาะในจังหวัดอุตสาหกรรมอย่าง สมุทรสาคร ชลบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี และกรุงเทพฯ

ประเภทย่อย: โรงงานอาหารและเครื่องดื่ม (เช่น โรงงานแปรรูปอาหารทะเล ห้องเย็น), โรงงานสิ่งทอและเครื่องแต่งกาย, โรงงานอิเล็กทรอนิกส์, ชิ้นส่วนยานยนต์, และอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์

ลักษณะงาน: แรงงานไร้ฝีมือหรือกึ่งฝีมือ ทำหน้าที่ในกระบวนการผลิต ประกอบ บรรจุ และควบคุมเครื่องจักรเบื้องต้น

2. ภาคการบริการและงานบ้าน / แม่บ้าน (สัดส่วนราว 25% - 30%)

เป็นกลุ่มที่พบได้หนาแน่นในหัวเมืองใหญ่และเมืองท่องเที่ยว เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ และชลบุรี

ประเภทย่อย:

งานบริการในร้านอาหาร โรงแรม และสถานประกอบการท่องเที่ยว
งานทำความสะอาด คาร์แคร์ และพนักงานบริการทั่วไป
งานรับจ้างทำงานบ้าน แม่บ้านส่วนตัว และผู้ดูแลผู้สูงอายุ

ลักษณะงาน: ใช้ทักษะการสื่อสารภาษาไทยที่คล่องตัวขึ้น และมีความยืดหยุ่นสูง

3. ภาคการก่อสร้างและงานโยธา (สัดส่วนราว 10% - 15%)

อุตสาหกรรมก่อสร้างอาคาร ที่อยู่อาศัย และโครงสร้างพื้นฐานของไทยพึ่งพาแรงงานเมียนมาเป็นหลัก

ลักษณะงาน: กรรมกรก่อสร้าง ช่างปูน ช่างเหล็ก ช่างเชื่อม และผู้ช่วยช่างฝีมือต่างๆ ซึ่งมักรวมกลุ่มกันอยู่ในไซต์งานก่อสร้างทั่วประเทศ

4. ภาคการเกษตร ปศุสัตว์ และประมง (สัดส่วนราว 5% - 10%)

ประเภทย่อย:

งานไร่ งานสวน (เช่น การเก็บเกี่ยวผลตามฤดูกาล ยางพารา อ้อย ข้าวโพด)
ฟาร์มปศุสัตว์ และอุตสาหกรรมประมงทะเล / แพปลา

ลักษณะงาน: เป็นแรงงานรับจ้างรายวัน แรงงานเหมาตามฤดูกาล หรือลูกเรือประมง
ทำไมโรงงานไทยถึงเปราะบางเมื่อเกิดวิกฤตแรงงานเมียนมา?

เนื่องจากแรงงานเมียนมากระจุกตัวหนาแน่นใน "ภาคการผลิตและโรงงาน" และ "ห่วงโซ่อุปทานอาหาร (Food Supply Chain)" ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่หาแรงงานไทยมาทดแทนได้ยากมาก (เนื่องจากคนไทยนิยมทำงานในภาคบริการหรือออฟฟิศมากกว่า)

ดังนั้น หากมาตรการหักเงินส่งกลับ 25% หรือปัญหาการต่ออายุเอกสารทำให้แรงงานเมียนมาจำนวนมากหลุดจากระบบ หรือไม่สามารถทำงานต่อได้ โรงงานในกลุ่มอาหาร สิ่งทอ และการผลิต จะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เผชิญภาวะ "ขาดแคลนคนหน้างานอย่างเฉียบพลัน" จนกระทบต่อกำลังการผลิตและดันต้นทุนสินค้าให้สูงขึ้นตามมา




ทำไมแรงงานเมียนมาประท้วงเรียกร้องยกเลิกศูนย์ CI แล้วถูกทำร้ายโดย กลุ่มมวลชนฝั่งไทยที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มปกป้องสถาบัน? - “ณัฐพงษ์” ประณามการทำร้ายแกนนำแรงงานข้ามชาติ จี้รัฐบาลแก้ปัญหาทุจริตขึ้นทะเบียนแรงงาน

https://www.facebook.com/reel/1455933303395334



https://www.facebook.com/PPTVHD36/posts/1746442004192166

PPTV HD 36 
13 hours ago
·
“ณัฐพงษ์” ประณามทำร้ายแกนนำแรงงานข้ามชาติ จี้รัฐบาลแก้ปัญหาทุจริตขึ้นทะเบียนแรงงาน
.
10.00 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะหัวหน้าพรรค และผู้นำฝ่ายค้าน แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. เงา ครั้งที่ 18 ถึงกรณีการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ ว่า พรรคประชาชนขอประณามเหตุทำร้ายแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม ตัวแทนกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ที่หน้าสำนักงานสหประชาชาติ (UN) ถนนราชดำเนินนอก ตราบใดที่เรายังเชื่อในระบบนิติรัฐนิติธรรม และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยไม่ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะมีความคิดเห็นเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร แต่การทำร้ายร่างกายกันนั้นเป็นสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับจุดยืนของพรรคประชาชนต่อการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ ซึ่งปัจจุบันมีข้อเท็จจริง 3 ประการ คือ 1. ปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงงานข้ามชาติมีความจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจไทย ถ้าขาดหายไปจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและเศรษฐกิจไทยแน่นอน 2. ปฏิเสธไม่ได้ว่าการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยมีการรั่วไหล มีปัญหาทุจริตคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนที่ศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล (Certificate of Identity: CI) สำหรับแรงงานต่างด้าว ที่รัฐบาลกำลังเพิกเฉยกลายเป็นการเปิดช่องให้รัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาหาผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยเอง ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยหรือไม่ 3. ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตราบใดที่ยังมีปัญหาการรั่วไหลภายในประเทศจะส่งผลกระทบต่อคนไทยทุกคนทั้งแรงงานไทยและผู้ประกอบการไทย รวมไปถึงแรงงานข้ามชาติที่มาทำงานในประเทศไทย
.
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า โจทย์สำคัญในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย คือ การได้รับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกัน มีมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการและแรงงานไทยให้ปรับตัวยกระดับทักษะไปพร้อม ๆ กัน รายงานทุกสัญชาติจะต้องได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ไม่ถูกกดขี่ ไม่ถูกบังคับให้ใช้แรงงาน ไม่ตกอยู่ภายใต้กระบวนการค้ามนุษย์ นี่เป็นมาตรฐานสากลขั้นพื้นฐาน ซึ่งวันนี้ประเทศไทยแสดงความประสงค์อยากจะเข้ากลุ่ม OECD แล้วการที่เราปฏิบัติได้ตามมาตรฐานสากลในการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติก็จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ
.
ดังนั้นสิ่งที่จะต้องทำคือ 1. จัดทำฐานข้อมูลแรงงานข้ามชาติให้ชัดเจนว่ามีจำนวนเท่าไหร่ อยู่ในอุตสาหกรรมใดบ้าง อยู่ในสถานะรอยืนยันเอกสารสิทธิ์เท่าไหร่ และอยู่นอกระบบเท่าไหร่ เพื่อให้บริหารจัดการได้อย่างถูกต้อง 2. มีกระบวนการ สำรวจและจัดทำอาชีพสงวนใหม่ อาชีพใดที่ไม่ขาดแคลนแรงงานก็สามารถใช้แรงงานไทยเป็นหลัก แต่อาชีพสงวนใดที่ขาดแคลนแรงงานก็อาจจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงผ่อนปรนให้แรงงานข้ามชาติเข้ามาเติมเต็ม และ 3. มีกลไกให้แรงงานข้ามชาติได้ปรับตัวเข้ากับกลไก วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนไทยได้ เช่น มีระบบให้แรงงานข้ามชาติได้มาเรียนรู้ภาษาไทย ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมไทยได้อย่างกลมกลืนมากขึ้นเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
.
ด้าน นางนิลุบล พงษ์พยอม ตัวแทนกลุ่มนายจ้างสีขาว กล่าวว่า ขณะนี้การขึ้นทะเรียนแรงงานเมียนมาพบว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ้มขึ้นอย่างผิดปกติ เดิมค่าธรรมเนียมหนังสือเดินทางจะอยู่ที่ 310 บาท จ่ายที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ขยับมาเป็น 710 บาท ก่อนจะขยับอีกครั้งมาอยู่ที่ 2,670 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังกรมการจัดหางานถึงกรณีดังกล่าว รวมถึงคณะกรรมาธิการความมั่นคง ได้เชิญอธิบดีกรมการจัดหางานและกลุ่มฯ เข้ามาชี้แจงและร่วมรับฟัง พบว่าเงินที่เพิ่มขึ้นนี้มาจากทางการเมียนมาเรียกเก็บภาษีเพิ่ม และถูกนำมารวมอยู่ในสลิปนี้โดยไม่มีการชี้แจงให้ผู้ประกอบการ และแรงงานทราบ และจริงๆ เนื่องจากเรื่องนี้มีการจ่ายภาษีในไทยแล้วก็ไม่ควรต้องมีการจ่ายซ้ำซ้อนอีก
.
นางนิลุบล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ถึงแม้จ่ายค่าธรรมเนียมดังกล่าวที่เซเว่นฯ แล้ว รับนัดหมายเข้าไปดำเนินการต่อที่ศูนย์ CI ก็พบว่า มีนายหน้าชาวเมียนมาเรียกเก็บค่าส่วย ค่าคิวผี 1,350 -1,500 บาท ถ้าไม่จ่ายก็เข้าไปทำเรื่องไม่ได้ แต่เมื่อจ่ายแล้ว เข้าไปแล้วก็พบว่ามีการเรียกเก็บเงินจากแรงงานเพิ่มอีก 2 % ของประมาณการณ์รายได้ หรือราว ๆ คนละ 6,000 บาท อ้างว่าเพื่อนำส่งให้กับรัฐบาลทหารเมียนมา โดยให้โอนเงินเข้าทรูมันนี่ แล้วค่อยไปจ่ายอีกครั้งที่เซเว่นฯ ซึ่งแรงงานบางคนไม่มีเงินนี้ ผู้ประกอบการก็ต้องออกให้ก่อน ทั้ง ๆ ที่ผู้ประกอบการเองก็มีปัญหาไดรับผลกระทบจากน้ำท่วม
.
“ปัจจุบันเรามีแรงงานที่ต้องทำ CI ราว 7 แสนคน คนที่พาสปอร์ตใกล้จะหมดอีกประมาณล้านกว่าคน ขณะที่เรพยายามทำทุกอย่างให้ถูกกฎหมาย แต่กลับต้องมาเจอค่าใช้จ่ายที่ถูกบีบบังคับจากประเทศเมียนมา รัฐบาลทหารเมียนมา โดยเฉพาะช่วงที่ผู้ประกอบการเองก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ทำ แรงงานก็ไม่มเงินจ่ายเอง สุดท้ายแรงงานก็จะไม่อยู่กับเรา นี่จะย่งินำมาสู่ปัญหาการขาดแคลนแรงงานหนักเข้าไปอีก” นางนิลุบล กล่าว
.
ด้าน นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน กล่าวว่า ระบบในการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติมี 3 หลักใหญ่ คือ ทำให้ง่าย เร็ว ราคาถูก เพื่อทำให้แรงงานและนายจ้างสามารถจ่ายและเข้าถึงได้ แต่ประเทศไทยกับตรงข้ามคือช้า ยากและแพง ซึ่งยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ ซึ่งส่งผลให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน และการเข้าถึงการขึ้นทะเบียนระบบแรงงานได้ยาก ทำให้ปัจจุบันไม่มีตัวเลขที่แท้จริงว่าเรามีแรงงานข้ามชาติเท่าไร อยู่ในอุตสาหกรรมใดบ้าง ซึ่งปัจจุบันมีข้อร้องเรียนการดำเนินการที่ศูนย์ CI ต้องเจอปัญหาการเก็บภาษีซ้ำซ็อน ปัญหาส่วยผี คิวผี ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าเป็นการใช้พื้นที่ประเทศไทยเพื่ออำนวยความสะดวกในการเก็บเงินให้ทหารเมียนมาหรือไม่ กระทรวงแรงงานจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ย้ำว่า หลักสำคัญที่ทุกประเทศยึดคือหากทำงานภายใต้ประเทศใด ก็ต้องจ่ายภาษีหรือจ่ายค่าใช้จ่ายให้กับประเทศนั้น
.
นายสหัสวัต กล่าวต่อว่า ปัจจุบันแม้ รมว.แรงงาน จะออกมาตรการ หลายอย่าง เช่น ตรวจสอบการเก็บเงินเพิ่มเติมในศูนย์ CI การพิจารณาการต่ออายุระยะสั้น แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ ตนจึงมีข้อเสนอระยะสั้นให้ปฏิรูปศูนย์ CI หากจำเป็นต้องมีก็ต้องกำกับดูแลโดยรัฐบาลไทยได้ ต้องยืนยันข้อเท็จจริงสำคัญคือเมื่อคนทำงานให้ประเทศไหน ก็ต้องจ่ายภาษีหรือจ่ายเงินให้กับประเทศนั้น ไม่ใช่ปล่อยให้ประเทศต้นทางมาเก็บภาษีซ้อนอย่างผิดกฎหมายเช่นนี้ ส่วนระยะกลาง ต้องพิจารณาว่า ยังจำเป็นต้องมีศูนย์ CI หรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาก็เคยทำ ในการจัดเก็บอัตลักษณ์และขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวได้ และระยะยาวมีกลไกการปฏิรูปการบริหารแรงงานข้ามชาติทั้งระบบ เช่น พ.ร.บ.คนเข้าเมือง หรือพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) บริหารคนงานต่างด้าว
.
นายพิศาล มาณวพัฒน์ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขี้นนี้มาจากการที่ไทยทำการทูตแบบเกรงใจ ผู้นำทหารเมียนมาทำให้ประเทศไทยเสียศักดิ์ศรี เสียผลประโยชน์ชาติและทำให้คนไทยเดือดร้อน ตัวอย่างจากการที่ยังทิ้งระเบิดใส่ชนกลุ่มน้อยข้ามมายังฝั่งไทย ทหารเมียนมาไม่ได้แคร์ประเทศไทย เช่นเดียวกับที่ไม่แคร์ฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน ครม. เงาวันนี้จึงขอเสนอรัฐบาลไทย 5 ข้อ ดังนี้ 1. ยึดผลประโยชน์เศรษฐกิจที่ประเทศไทยได้รับจากแรงงานที่ถูกต้อง แทนผลประโยชน์ของรัฐบาลทหารเมียนมา 2. แจ้งฝ่ายเมียนมาอย่างเป็นทางการว่ามาตรการเก็บภาษีแรงงานของเมียนมาในประเทศไทย 2% ของรายได้ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ และขัดกับความตกลงภาษีซ้อนไทย เมียนมา ที่ลงนามกันมาตั้งแต่ปี 2545
.
3. รัฐบาลไทยควรผ่อนปรนเรื่องใบแสดงอัตลักษณ์ส่วนบุคคลชั่วคราว เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการ ลดค่าใช้จ่ายของ รพ.รัฐที่มาจากแรงงานต่างชาติและครอบครัวที่เข้ามาในประเทศไทยแบบนอกระบบ 4. ทบทวนแนวนโยบายการทูตแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะทำให้ไทยเสียศักดิ์ศรี และมีแต่เสียกับเสีย และ 5. เน้นแก้ปัญหาที่ประเทศไทยได้รับมาจากเมียนมา ทั้งเป็นเขตกระสุนตก ยาเสพติด สารปนเปื้อนในแม่น้ำ โดยให้แก้ที่ต้นตอคือ สงครามที่ยืดเยื้อระหว่างทหารเมียนมากับกลุ่มชาติพันธุ์ (เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569)
.
PPTV PHOTO #ชินชมดี
.....






ตรวจแถวนโยบาย: ก็จะรู้ว่าทำไม ? ไทยเสี่ยงเป็น “ถังขยะโลก”



ตรวจแถวนโยบาย: ก็จะรู้ว่าทำไม ? ไทยเสี่ยงเป็น “ถังขยะโลก”

1 พ.ย. 2569
Policy watch Thai PBS
  • หลังจีนประกาศนโยบายห้ามนำเข้าขยะอันตราย และเดินหน้ากวาดล้างโรงงานรีไซเคิลที่ผิดกฎหมายในปี 2560 ทำให้อาเซียนและไทยกลายเป็นจุดหมายใหม่ของการรับขยะจากทั่วโลก
  • หนึ่งในนโยบายที่ทำให้ไทยเป็นเป้าหมายใหม่ของขยะโลก มาจากข้อตกลงการค้าเสรีและความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจหลายฉบับ เช่น ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรือ JTEPA ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน หรือ ACFTA และความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย หรือ TAFTA ซึ่งมีผลต่อการกำหนดสิทธิทางภาษีของสินค้า รวมถึงสินค้าที่อยู่ในกลุ่มเศษวัสดุและของเสียที่เรียกว่า “วัตถุดิบเพื่อรีไซเคิล”
  • คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 มีผลยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมสำหรับกิจการบางประเภท เช่น โรงไฟฟ้าขยะ โรงงานกำจัดของเสียอันตราย โรงงานคัดแยกหรือฝังกลบของเสียไม่อันตราย และโรงงานรีไซเคิล ทำให้โรงงานลำดับที่ 88/89, 101, 105 และ 106 จากจีนทะลักมาจดทะเบียนในไทยเกือบ 3,000 แห่ง
ปัญหามลพิษจากโรงงานขยะที่ปนเปื้อนในแม่น้ำปราจีนบุรี และการตรวจพบตู้คอนเทนเนอร์ขนขยะอันตรายโดยกรมศุลกากร สะท้อนนโยบายการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่มีช่องโหว่ จนไทยกลายเป็นปลายทางของขยะอันตราย หรือ “ถังขยะโลก” เป็นไปได้อย่างไรจากเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ เราฝันอยากจะเป็น "ครัวโลก"
ปัญหามลพิษปนเปื้อนในแม่น้ำปราจีนบุรีหลังน้ำท่วม สะท้อนปัญหาการควบคุมและการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ของไทย คำถามคือ ไทยกลายเป็นแหล่งรับขยะของโลกตั้งแต่เมื่อใด กฎหมายและนโยบายใดที่เปิดทางให้ขยะเหล่านั้นเข้ามา

หากย้อนไปในอดีตจะพบว่า จีนเคยเป็นปลายทางหลักของขยะรีไซเคิลจากทั่วโลก โดยเฉพาะขยะพลาสติก ในปี 2559 จีนนำเข้าขยะพลาสติกมากกว่า 7 ล้านตัน หรือคิดเป็นมากกว่า 50% ของมูลค่าตลาดขยะพลาสติกโลก แต่เมื่อจีนเปลี่ยนนโยบายอย่างจริงจัง ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย กลับต้องเผชิญแรงกดดันจากขยะที่ถูกเบนเส้นทางเข้ามาแทน

จุดเปลี่ยนเมื่อจีนปิดประตูรับขยะโลก

วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 กระทรวงคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของจีนประกาศห้ามนำเข้าขยะมูลฝอย 4 ประเภท โดยให้มีผลตั้งแต่เดือนธันวาคมปีเดียวกัน ได้แก่ ขยะพลาสติกจากแหล่งชุมชน ตะกรันวาเนเดียม หรือ Vanadium Slag ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการถลุงเหล็กและผลิตเหล็กกล้า ขยะกระดาษที่ไม่ผ่านการคัดแยก และขยะสิ่งทอบางประเภท

หลังจากนั้น จีนยังเดินหน้ากวาดล้างโรงงานรีไซเคิลที่ผิดกฎหมายและใช้มาตรการเข้มงวดมากขึ้น ภายใต้ปฏิบัติการ “National Sword” ซึ่งเริ่มบังคับใช้อย่างจริงจังในปี 2561 พร้อมกำหนดเพดานสิ่งปนเปื้อนของขยะที่ยังอนุญาตให้นำเข้าได้ไม่เกิน 0.5%

มาตรการดังกล่าวทำให้ปริมาณขยะพลาสติกที่จีนนำเข้าลดลงอย่างมาก จากราว 600,000 ตันต่อเดือนในปี 2559 เหลือประมาณ 30,000 ตันต่อเดือนในปี 2561 เมื่อจีนปิดประตู ผู้ประกอบการและนายทุนที่เคยพึ่งพาโรงงานรีไซเคิลในจีนจึงต้องมองหาพื้นที่ใหม่เพื่อรองรับขยะ ภูมิภาคอาเซียนจึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญ โดยเฉพาะไทย

ไทยกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของขยะนำเข้า

มูลนิธิบูรณะนิเวศระบุชัดเจนว่า หลังจีนเริ่มห้ามนำเข้าของเสียอันตราย ไทยกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายใหม่ของการนำเข้าขยะ โดยเฉพาะขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์

การที่ไทยกลายเป็นเป้าหมายไม่ได้มาจากปัจจัยที่จีนเปลี่ยนนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับช่องโหว่ของกฎหมายและนโยบายไทย ซึ่งเอื้อให้ของเสียบางประเภทเข้ามาได้ภายใต้ชื่อ “วัตถุดิบเพื่อรีไซเคิล”

หนึ่งในนโยบายที่ทำให้ไทยเป็นเป้าหมายใหม่ของขยะโลกเกิดขึ้นภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีและความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจหลายฉบับ ดังนี้
  • ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น หรือ JTEPA
  • ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน หรือ ACFTA
  • ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย หรือ TAFTA
ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวล้วนมีผลต่อการกำหนดสิทธิทางภาษีของสินค้า รวมถึงสินค้าที่อยู่ในกลุ่มเศษวัสดุและของเสียที่เรียกว่า “วัตถุดิบเพื่อรีไซเคิล”

ตัวอย่างสำคัญคือ พิกัดศุลกากร 39.15 ซึ่งครอบคลุมเศษ เศษตัด และของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นพลาสติก สินค้ากลุ่มนี้ได้รับยกเว้นอากรนำเข้าจากออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และจีน ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าพลาสติกของไทยเพิ่มขึ้นจาก 75,343 ตันในปี 2557 เป็น 152,737 ตันในปี 2560

อีกกลุ่มหนึ่งคือ พิกัดศุลกากร 85.48 ซึ่งครอบคลุมเศษแบตเตอรี่และส่วนประกอบทางไฟฟ้าที่ใช้ไม่ได้ สินค้ากลุ่มนี้ได้รับสิทธิยกเว้นอากรนำเข้าเช่นกัน โดยไทยมีการนำเข้าจากจีนในปริมาณสูงและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อของเสียถูกนิยามเป็นสินค้า เป็นวัตถุดิบ หรือเป็นวัสดุรีไซเคิล การควบคุมจึงมีความซับซ้อนขึ้น เพราะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสิ่งที่นำเข้ามานั้นสามารถรีไซเคิลได้จริง หรือเป็นเพียงขยะปนเปื้อนที่ถูกส่งเข้ามาเพื่อผลักภาระการกำจัดให้แก่ประเทศปลายทาง

อนุสัญญาบาเซล: ควบคุมได้ แต่ไม่ใช่ห้ามโดยอัตโนมัติ

แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะลงนามใน “อนุสัญญาบาเซล” ซึ่งเป็นกลไกระหว่างประเทศที่มีเป้าหมายควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของของเสียอันตราย แต่ในระยะแรก อนุสัญญานี้ไม่ได้ห้ามการค้าของเสียโดยเด็ดขาด

หลักการสำคัญคือระบบการแจ้งล่วงหน้าและการยินยอมโดยสมัครใจ หรือ Prior Informed Consent: PIC กล่าวคือ การเคลื่อนย้ายของเสียอันตรายยังสามารถเกิดขึ้นได้ หากประเทศปลายทางยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร หรือมีข้อตกลงระหว่างประเทศรองรับ

ด้วยเหตุนี้ แม้ไทยจะให้สัตยาบันอนุสัญญาบาเซลตั้งแต่ปี 2540 แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการนำเข้าของเสียจะถูกห้ามทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อยังมีข้อตกลงทางการค้า เช่น JTEPA ที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อภาคแก้ไขของอนุสัญญาบาเซล หรือ Basel Ban Amendment มีผลใช้บังคับในระดับนานาชาติเมื่อปี 2562 การแก้ไขดังกล่าวกำหนดห้ามประเทศในกลุ่ม OECD สหภาพยุโรป และลิกเตนสไตน์ ส่งออกของเสียอันตรายไปยังประเทศกำลังพัฒนาที่ให้สัตยาบันต่อภาคแก้ไขนี้

ประเทศไทยให้สัตยาบันต่อ Basel Ban Amendment ในเดือนมีนาคม 2566 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2566 ส่งผลให้การนำเข้าของเสียอันตรายภายใต้อนุสัญญาบาเซลจากประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่มดังกล่าวต้องยุติลง ถือเป็นก้าวสำคัญในการลดความเสี่ยงที่ไทยจะกลายเป็นปลายทางของของเสียอันตรายจากต่างประเทศ แต่ความจริงในประเทศไม่ได้เป็นเช่นนั้น

คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 เปิดพื้นที่ “โรงงานรีไซเคิล”

แม้ภาคแก้ไขของอนุสัญญาบาเซลจะเป็นปราการสกัดของเสียอันตรายจากประเทศต้นทาง แต่คำสั่งภายในประเทศกลับเอื้อให้มีการตั้งโรงงานรีไซเคิล ซึ่งอาจมาพร้อมกับของเสียอันตราย

คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 4/2559 ซึ่งออกในปี 2559 มีผลยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมสำหรับกิจการบางประเภท เช่น กิจการที่อยู่ในขอบเขตของคำสั่ง ได้แก่ โรงไฟฟ้าขยะ โรงงานกำจัดของเสียอันตราย โรงงานคัดแยกหรือฝังกลบของเสียไม่อันตราย และโรงงานรีไซเคิล หรือโรงงานลำดับที่ 88/89, 101, 105 และ 106

ผลในทางปฏิบัติคือ การตั้งโรงงานในกลุ่มดังกล่าวไม่ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านผังเมืองเช่นเดิม ทำให้เกิดข้อกังวลว่าพื้นที่หลายแห่งอาจถูกใช้เป็นที่ตั้งโรงงานคัดแยก ฝังกลบ หรือรีไซเคิลของเสียได้ง่ายขึ้น

โรงงานรีไซเคิลเพิ่มขึ้นกว่า 2,500 แห่ง

แม้คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 จะเกิดขึ้นก่อนจีนประกาศห้ามนำเข้าขยะในปี 2560 แต่เมื่อจีนเริ่มปิดประเทศและกวาดล้างโรงงานรีไซเคิลผิดกฎหมายจำนวนมาก โรงงานรีไซเคิลจากจีนจึงทะลักเข้าสู่ไทย

ประเทศไทยมีเงื่อนไขหลายประการที่อาจดึงดูดการย้ายฐานของธุรกิจรีไซเคิลเข้ามา ทั้งข้อจำกัดด้านผังเมืองที่ผ่อนคลาย ต้นทุนที่แข่งขันได้ และโอกาสในการขออนุญาตประกอบกิจการที่ง่ายและรวดเร็ว

มีข้อมูลว่า ภายหลังคำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 มีการยื่นขอประกอบกิจการรีไซเคิลและจัดการขยะมากกว่า 2,500 แห่ง ขณะที่ข้อมูลจากคณะกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของสภาผู้แทนราษฎรในเดือนมิถุนายน 2568 ระบุว่า เฉพาะ 3 อำเภอในจังหวัดสมุทรสาคร มีโรงงานประเภท 105 จำนวน 134 แห่ง และโรงงานประเภท 106 จำนวน 123 แห่ง

ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ณ วันที่ 1 กันยายน 2569 ระบุว่า ใน 9 จังหวัดที่มีโรงงานประเภท 105 และ 106 มากที่สุด มีโรงงานรวมกัน 2,121 แห่ง โดยโรงงานประเภท 105 เกี่ยวข้องกับการคัดแยกหรือฝังกลบสิ่งปฏิกูลและวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ส่วนโรงงานประเภท 106 เกี่ยวข้องกับการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์หรือรีไซเคิล

จังหวัดที่มีโรงงานทั้งสองประเภทมากที่สุด ได้แก่
  • ชลบุรี 410 แห่ง
  • สมุทรปราการ 327 แห่ง
  • สมุทรสาคร 267 แห่ง
  • ฉะเชิงเทรา 259 แห่ง
  • ระยอง 229 แห่ง
  • ปทุมธานี 205 แห่ง
  • ปราจีนบุรี 155 แห่ง
  • พระนครศรีอยุธยา 144 แห่ง
  • สระบุรี 125 แห่ง
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันว่าโรงงานทุกแห่งกระทำผิดกฎหมาย แต่สะท้อนความจำเป็นที่รัฐต้องมีระบบอนุญาต ตรวจสอบ และติดตามที่เข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้กิจการรีไซเคิลกลายเป็นช่องทางสะสมกากอุตสาหกรรมหรือแหล่งมลพิษ

ขยะอุตสาหกรรมในประเทศที่ไทยมีอยู่แล้ว

นอกจากขยะนำเข้าจากต่างประเทศ ไทยยังมีปัญหาของเสียอุตสาหกรรมภายในประเทศในปริมาณมหาศาลอยู่แล้ว กรมโรงงานอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า มีโรงงานมากกว่า 65,000 แห่งที่เป็นผู้ก่อกำเนิดของเสียอุตสาหกรรม โดยมีของเสียอันตรายประมาณ 1.5 ล้านตัน และของเสียอุตสาหกรรมไม่อันตรายประมาณ 17 ล้านตัน

การจัดการของเสียอันตรายต้องใช้ความรู้และเทคโนโลยีเฉพาะทาง ตั้งแต่การเก็บรวบรวม การขนส่ง การบำบัด และการกำจัดขั้นสุดท้าย ของเสียแต่ละชนิดต้องใช้วิธีจัดการที่แตกต่างกันตามคุณสมบัติและระดับความเป็นพิษ หากทำผิดขั้นตอน สารอันตรายอาจรั่วไหลปนเปื้อนสู่ดิน น้ำใต้ดิน แหล่งน้ำผิวดิน และพื้นที่เกษตรกรรม

ปัญหายิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อของเสียอันตรายบางประเภทได้รับอนุญาตให้นำไปใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อรีไซเคิล เช่น น้ำมันเครื่องใช้แล้ว หรือของเหลวปนเปื้อนกรด-ด่าง

แม้การรีไซเคิลอาจช่วยลดปริมาณของเสียได้ แต่หากโรงงานไม่มีมาตรฐาน มีการกำกับติดตามไม่เพียงพอ หรือไม่มีระบบควบคุมมลพิษที่มีประสิทธิภาพ กระบวนการรีไซเคิลก็อาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการจัดการอย่างถูกต้อง

หลายชุมชนเคยได้รับผลกระทบจนต้องออกมาเรียกร้องให้ปิดโรงงาน หรือฟ้องคดีเพื่อขอให้มีการฟื้นฟูพื้นที่และเยียวยาความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร เช่น ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา นครราชสีมา ราชบุรี และระยอง

ขณะที่หลายพื้นที่ หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมยังต้องติดตามพื้นที่ปนเปื้อนจากกิจการคัดแยก ฝังกลบ และรีไซเคิลของเสียอันตรายในหลายจังหวัด อาทิ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครราชสีมา เพชรบูรณ์ และสระบุรี

เมื่อประเทศไทยยังมีภาระของเสียอุตสาหกรรมภายในประเทศจำนวนมาก การเปิดรับของเสียจากต่างประเทศจึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อศักยภาพของระบบจัดการโดยรวม

กฎหมายขาดการควบคุมอย่างเข้มงวด

แม้ในช่วงหลังรัฐได้ปรับปรุงกฎหมายและมาตรการบางส่วนเพื่อยกระดับการจัดการกากอุตสาหกรรม แต่กฎหมายดังกล่าวยังตามไม่ทันปัญหาขยะอันตรายที่มีจำนวนมาก

ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง การจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พ.ศ. 2566 ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 ถือเป็นพัฒนาการสำคัญ เพราะนำหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” หรือ Polluter Pays Principle: PPP มาใช้ชัดเจนขึ้น

หลักการดังกล่าวกำหนดให้ผู้ก่อกำเนิดของเสีย หรือ Waste Generator: WG ต้องรับผิดชอบต่อของเสียตั้งแต่ต้นทาง จนกว่าของเสียนั้นจะได้รับการจัดการอย่างเสร็จสิ้น ต่างจากแนวคิดเดิมที่ความรับผิดชอบของโรงงานต้นทางอาจสิ้นสุดลงหลังส่งมอบของเสียให้ผู้รับกำจัด และกฎหมายยังกำหนดให้ผู้ก่อกำเนิดของเสียจำนวน 60,638 โรงงาน ต้องรายงานการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วเป็นรายปี

ส่วนผู้รับบำบัดและกำจัดของเสีย หรือ Waste Processor: WP ซึ่งครอบคลุมโรงงานลำดับที่ 101, 105 และ 106 ประมาณ 2,500 แห่ง ต้องจัดส่งรายงานเกี่ยวกับการจัดการวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์เป็นรายเดือนผ่านระบบรายงานข้อมูลกลางของกระทรวงอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน กรมโรงงานอุตสาหกรรมยังเสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติโรงงาน เพื่อเพิ่มโทษผู้ประกอบการที่กระทำผิดและจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อม ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็เสนอแก้ไขกฎหมายสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มอำนาจการกำกับดูแลแหล่งกำเนิดมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม

ขยะอิเล็กทรอนิกส์: ห้ามนำเข้า แต่ยังมีช่องว่าง

ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นอีกกลุ่มที่น่ากังวล เพราะอาจมีโลหะหนักและสารพิษ เช่น ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม รวมถึงสารหน่วงการติดไฟ หากมีการแยกชิ้นส่วน เผา หรือสกัดโลหะโดยไม่มีมาตรฐาน สารพิษอาจปนเปื้อนสู่ดิน น้ำ และอากาศได้

ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2556 กำหนดให้เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้แล้วเป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 3 หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก หรือครอบครอง ต้องได้รับอนุญาต

ต่อมา ในปี 2563 กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ 428 รายการ แต่ข้อห้ามดังกล่าวยังไม่ได้ครอบคลุมขยะอิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด เนื่องจากส่วนใหญ่ผูกกับพิกัดศุลกากรบางหมวด และรายชื่อของเสียภายใต้อนุสัญญาบาเซล

ตัวอย่างของเสียภายใต้พิกัด 85.48 เช่น เศษแบตเตอรี่ เซลล์ปฐมภูมิใช้แล้ว หม้อสะสมไฟฟ้าใช้แล้ว และส่วนประกอบไฟฟ้าบางประเภท ยังอาจมีช่องทางให้นำเข้าได้ในบางกรณี เช่นเดียวกับของเสียภายใต้พิกัด 84 และ 85 ที่ไม่เข้าข่ายของเสียภายใต้อนุสัญญาบาเซล

ในปี 2565 รัฐภาคีอนุสัญญาบาเซลมีข้อตกลงให้ขยายรายการของเสียอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ภายใต้การควบคุม โดยรวมถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่อันตรายด้วย ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2568 ประเด็นสำคัญคือ ไทยควรปรับบัญชีรายชื่อของเสียต้องห้ามให้ครอบคลุมและสอดคล้องกับมาตรฐานดังกล่าวหรือไม่ เพื่อควบคุมการนำเข้า

ปัญหาใหญ่ไม่ใช่แค่กฎหมาย แต่คือการบังคับใช้

แม้ไทยจะมีพัฒนาการทางกฎหมายมากขึ้นตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การบังคับใช้ ที่ผ่านมา ยังปรากฏกรณีลักลอบนำเข้าของเสีย และยังมีข้อกังวลต่อประสิทธิภาพการตรวจสอบของหน่วยงานศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากของเสียถูกสำแดงเป็นสินค้าอีกประเภทหนึ่ง หรือเอกสารนำเข้าไม่สะท้อนสภาพของจริง ระบบตรวจสอบที่ไม่รัดกุมอาจทำให้ขยะอันตรายหลุดเข้าสู่ประเทศได้

ปัญหาอีกด้านคือ การควบคุมการนำเข้าของเสียยังมีลักษณะรวมศูนย์อำนาจอยู่กับภาครัฐเป็นหลัก โดยเฉพาะกรณีร่างกฎหมายที่ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นผู้มีอำนาจอนุญาตนำเข้าเศษพลาสติก ขณะที่ภาคประชาชนยังมีบทบาทจำกัด แม้จะมีกลไกคณะอนุกรรมการที่สามารถเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมได้

นอกจากนี้ ไทยยังขาดกลไกที่มีประสิทธิภาพสำหรับการส่งคืนของเสียที่ลักลอบนำเข้ามา เมื่อมีการยึดของเสียได้ คำถามสำคัญคือ ใครรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา ขนย้าย และส่งกลับประเทศต้นทาง รวมถึงใครมีหน้าที่ติดตามให้ของเสียที่ถูกประมูลหรือส่งออกนั้นออกจากประเทศจริง

บทลงโทษเบา อาจทำให้ทำผิดยังคุ้มค่า

อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ บทลงโทษต่อการลักลอบนำเข้าของเสียหรือจัดการของเสียผิดกฎหมายอาจยังไม่สูงพอ เมื่อเปรียบเทียบกับผลกำไรที่ผู้กระทำผิดสามารถได้รับ

หากค่าปรับต่ำกว่าต้นทุนของการจัดการของเสียอย่างถูกต้อง ผู้กระทำผิดอาจมองว่าการจ่ายค่าปรับยังคุ้มกว่าการปฏิบัติตามกฎหมาย ยิ่งเมื่อยังขาดมาตรการเรียกค่าเสียหายและบังคับฟื้นฟูพื้นที่จากผู้ก่อมลพิษอย่างจริงจัง ภาระการแก้ไขปัญหาจึงอาจตกอยู่กับภาครัฐและประชาชน
ไทยต้องเลือกว่าจะจัดการขยะ หรือรับภาระขยะ

ความเสี่ยงที่ไทยจะกลายเป็น “ถังขยะโลก” ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของตลาดขยะโลก การปิดประเทศของจีน ช่องโหว่จากข้อตกลงทางการค้า การอนุญาตให้นำเข้าวัตถุดิบรีไซเคิล ความผ่อนคลายในการตั้งโรงงาน และข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมาย

แม้ไทยมีความก้าวหน้า ทั้งการให้สัตยาบัน Basel Ban Amendment การห้ามนำเข้าขยะบางประเภท และการใช้หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย แต่กฎหมายจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง โปร่งใส และเปิดให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วม

บทความที่เกี่ยวข้อง:








ใครนำขยะเข้ามาจนมาอยู่ในพื้นที่ อ.พนมสารคาม ไล่ตั้งแต่ต้นทาง คนเปิดประตู โทษแต่จีนเทาอย่างเดียวไม่พอ


Krisada Sawatdichai
October 30
·
โทษแต่จีนเทา #ผมขอรับผิดชอบในการโพสต์ข้อมูลแต่เพียงผู้เดียว

ผมไม่รู้หรอกนะครับ ว่า..ใครนำขยะเข้ามาจนมาอยู่ในพื้นที่ อ.พนมสารคาม แต่..มันเริ่มเข้ามาตั้งแต่..
ในหลวงรัชกาลที่9 ท่านสวรรคต

จากนั้น..มา ข้าราชการชั่วๆ เทาๆ ก็เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัว ต่างกอบโกยกัน จนอำเภอพนมสารคาม เละเทะไปหมด
ผมเชื่อว่าข้าราชการดีๆยังมีอยู่ แต่..น้ำท่วมปากกันหมด ทำอะไรไป ก็จะเดือดร้อนต่อหน้าที่การงานและครอบครัว พวกเขาเหล่านั้นเลยเลือกที่จะอยู่เฉยๆกันแบบเงียบๆ

เอาล่ะ!! เรามาดูเส้นทางการลำเรียงกันครับ ว่ามันมายังไง

#จัดอันดับตามอำนาจ ตั้งแต่ต้นน้ำ นโยบาย จนถึงปลายน้ำโรงงานคัดแยกแบบนี้ครับ

ระดับ 1 : ต้นน้ำเชิงนโยบาย - คนเปิดประตู

1. กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.)
ผู้ออกใบอนุญาตโรงงานประเภท 105 / 106 (โรงงานคัดแยก / รีไซเคิลกากอุตสาหกรรม) และใบอนุญาตครอบครองวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 อย่างแคดเมียม ตะกั่ว สารหนู เคสพนมสารคามมีโรงงานได้ใบอนุญาตจัดตั้งถึง 15 ใบในรั้วเดียวกัน เพื่อเพิ่มโควตานำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

2. กรมศุลกากร + กรมการค้าต่างประเทศ
ด่านนำเข้า e-waste / เศษสายไฟ / ตัวทำละลายใช้แล้ว ที่มาเป็นวัตถุดิบให้โรงงาน 105/106 ไปบดย่อยสกัดโลหะมีค่า

3. คำสั่ง คสช. เรื่องผังเมือง (ปี 2559)
เดิมโรงงานคัดแยกขยะประเภท 105 และ 106 ตั้งในพื้นที่สีเขียวไม่ได้ตามกฎหมายผังเมือง แต่ถูกปลดล็อกด้วยคำสั่ง คสช. ทำให้เกิดโรงงานในนาข้าวที่พนมสารคามได้

ระดับ 2 : กลางน้ำ - คนอนุมัติให้ตั้งในพื้นที่

4. สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา
คนเซ็นตรวจและเสนออนุญาต เอกสารราชการระบุชื่ออุตสาหกรรมจังหวัดในขณะนั้น เช่น กรณีที่ดินหนองแหนที่มีการฝังกลบ

5. สำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัด + อบต. (หนองแหน / เขาหินซ้อน / เกาะขนุน)
ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารโรงงาน / ใบอนุญาตใช้ประโยชน์ที่ดิน ก่อนจะมีโรงงานขยะ อบต.หนองแหนเคยต้องอบรมพนักงานเก็บขยะเรื่องคัดแยกเพราะไม่มีระบบ

ระดับ 3 : ปลายน้ำ - คนนำขยะมาจริง

6. กลุ่มโรงงานรีไซเคิลประเภท 106 ในพนมสารคาม (ตัวการต้นทางของขบวนการ)
จากการสืบสวน GPS รถบรรทุกที่ลักลอบทิ้งข้ามจังหวัด ปราจีนบุรี-สระแก้ว-ฉะเชิงเทรา ต้นทางย้อนกลับมาที่โรงงานรีไซเคิลประเภท 106 ใน อ.พนมสารคาม ที่ถูกจับตาเช่น:

• บจ.เค.เอส.ดี รีไซเคิล จำกัด ต.หนองแหน - ตรวจพบโยงเครือข่ายฝังกลบกากอุตสาหกรรม 47,399 ตัน บนที่ดิน 11 ไร่ ต.หัวสำโรง อ.แปลงยาว กรรมการบริษัทมีความสัมพันธ์เป็นบิดาของเจ้าของที่ดิน และถูกดำเนินคดีตั้งโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต • บจ.ซัคเซส (2019) จำกัด ต.หนองแหน - บ่อฝังกลบไม่ได้มาตรฐาน น้ำชะกากไหลซึมลงดิน ระบบบำบัดน้ำเสียไม่ตรงแบบที่ขออนุญาต • บจ.ฟิวชั่น / ศูนย์กำจัดของเสียไทย / นิสส์สกาย เมทัล - 3 รายแรกในหนองแหนตั้งแต่ปี 2560 ที่ได้รับใบจาก กรอ.และบางรายไม่มีใบอนุญาตเลย
กิจการพวกนี้ขอไว้ว่า "ทำเชื้อเพลิงทดแทนจากน้ำมันใช้แล้ว สกัดโลหะมีค่าจากน้ำยาชุบโลหะ บดย่อยชิ้นส่วนไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์"

7. ขบวนการขนส่งและนายหน้าทิ้ง
รถพ่วงรับจ้างเที่ยวละ 8,000 บาท ขนจากพนมสารคามไปทิ้งบ่อเก่าสระแก้ว บ้านใหม่ไพรวัลย์ หมู่ 7 มีการตรวจยึด GPS รถบรรทุกที่วิ่งเข้าออกพื้นที่ ต.ห้วยโจด อ.วัฒนานคร จ.สระแก้วหลายครั้ง

สรุปสั้นๆ ถ้าจะไล่เอาผิดตามหลัก Polluter Pays Principle ที่ทนายสิ่งแวดล้อมพูดไว้ กฎหมายไทยมักจับได้แค่คนขับ/เจ้าของที่ดินปลายทาง แต่ไม่สาวไปถึงโรงงานต้นทาง

ผมไม่ระบุเป็นรายบุคคลหรอกนะครับ ว่า..ใคร ชื่ออะไรบ้าง ที่..เซ็นรับเงิน จน อ.พนมสารคามเรื่มที่จะพังพินาศลงทุกวัน
แต่..ประชาชนในพื้นที่รู้ ว่าใครอยู่ตำแหน่งไหน ใครสั่ง ใครเซ็น ใครรับเงิน ใครรวย!!
ผมคิดว่า..ทุกคนหาข้อมูลกันได้

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10164154397518051&set=a.10150524118933051




วันจันทร์, พฤศจิกายน 02, 2569

ปลัดฯ ยุติธรรมแถลงกรณีที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มอบอำนาจให้ทนายยื่นคำร้อง ขอนิรโทษกรรมตาม พรบ.สร้างเสริมสันติสุข “ไม่เข้าเงื่อนไข” เพราะ เป็นความผิดเกี่ยวกับการทุจริต

ปลัดฯ ยุติธรรมแถลงวันนี้ (๒ พฤศจิกา) แถลงความคืบหน้าดำเนินการตาม พรบ.สร้างเสริมสันติสุข หรือที่เรียกกันว่า พรบ.นิรโทษกรรม ว่าอยู่ในขั้นตอนกลั่นกรองของคณะอนุกรรมการ ซึ่งตนเป็นประธาน ก่อนที่จะเสนอเข้ากรรมการชุดใหญ่

นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร กล่าวว่าขณะนี้คณะอนุกรรมการยังอยู่ระหว่างตัดสินใจ ว่าจะเสนอความเห็นให้คณะกรรมการชุดใหญ่วินิจฉัยก่อน หรือจะส่งเรื่องเข้าไปเลย ถึงอย่างไร “ขณะนี้ยังไม่มี” การดำเนินการอื่น หรือเรียกเอกสารเพิ่มเติมตามที่ชุดใหญ่มอบหมาย

ส่วนกรณีที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มอบอำนาจให้นายวิญญัติ ชาติมนตรี “ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัยสิทธิในการได้รับการนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข” แล้วนั้น

ก่อนหน้านี้คณะกรรมการชุดใหญ่ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เป็นประธาน ได้ให้ความเห็นไว้แล้วว่าคำร้องดังกล่าวของทักษิณ “ไม่เข้าเงื่อนไขการนิรโทษกรรม เนื่องจากทั้ง ๔ คดีเป็นความผิดเกี่ยวกับการทุจริต ไม่ใช่คดีของผู้ชุมนุมทางการเมือง”

นอกจากนั้น เป็นที่ทราบกันมาแล้วว่า พรบ.ฉบับนี้นิรโทษกรรมไม่ถ้วนหน้า ไม่เพียงแต่ ไม่นิรโทษฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของเป้าหมายที่ กม.ฉบับนี้จงใจช่วยเหลือ คือกลุ่มการเมืองเสื้อเหลือง ทั้ง พธม. และ กปปส.เป็นหลักใหญ่

ไม่รับพิจารณากรณีผู้ต้องหา และผู้ได้รับโทษทัณฑ์ จากคดีความผิดตาม กม.อาญามาตรา ๑๑๒ ซึ่งยังมีผู้ที่ถูกคุมขังในคดีเหล่านี้อยู่ ไม่น้อยกว่า ๓๑ คน ซึ่งการออกกฎหมายฉบับนี้ ถ้าไม่มีการ ‘ล็อค’ คดี ม.๑๑๒ เอาไว้

ผู้ที่แสดงออกทางการเมือง ในรอบ ๒๐ ปีที่ผ่านมา ควรจะได้รับนิรโทษกรรมพร้อมไปด้วยกันทั้งหมด ทว่า เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.ฝ่ายก้าวหน้า เสียงข้างน้อย “เปิดข้อมูลยืนยันว่า คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ออกข้อเสนอแนะไปยัง ‘ศาล-ครม.’

เพื่อให้สิทธิประกันตัวสำหรับผู้ต้องขังคดี ๑๑๒ ที่ยังไม่ถึงที่สุด” ไว้แล้ว และให้ “แยกแดนคุมขังหรือบริหารโทษต่างๆ ได้เลย และไม่ต้องรอครบ ๑๘๐ วัน” เทวฤทธิ์ อธิบายเสริมด้วยว่า การล็อค ม.๑๑๒ ไม่ได้หมายความว่าจะใช้มาตรการอื่นแทนไม่ได้

แม้นว่าญัตติการเสนอแนะของ สว.เทวฤทธิ์ ให้เพิ่มเติม พรบ.สันติสุขในการ “บริหารโทษคดีทางการเมือง” ซึ่งถูกล็อค เช่น คดี ม.๑๑๒ จะไม่ผ่าน กมธ.วุฒิสภา แต่ว่ายังมีกลไกอื่นให้นำมาใช้ได้ เช่น เรื่องสิทธิการประกันตัว,

การกำหนดแนวทางพักหรือชะลอการพิจารณาคดีการเมืองไว้ชั่วคราว, การใช้สถานที่คุมขังอื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ, ), การพักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษ โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อประโยชน์แห่งความสมานฉันท์ หรือการแยกแดนคุมขัง เฉพาะสำหรับผู้ต้องขังคดีการเมือง เป็นต้น

(https://www.facebook.com/bus.tewarit/posts/UgVEtmkFZU, https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/24BzRHT1W และ https://www.facebook.com/reel/2245669999319449)