
ข่าวCrown
15 hours ago
·
ผู้เขียนพยายามเขียนโพสต์นี้ด้วยภาษาที่ง่ายที่สุด และจำนวนคำที่ไม่ยาวเกินไปเท่าที่พอจะทำได้ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจสถานการณ์ ม๊อบ imf -wb มากที่สุด
ประท้วงทำไม ขายหน้าคนทั่วโลก เราเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับชาตินะต้องบอกว่าไม่ว่า imf -wb ไปประชุมที่ไหน ก็มีม๊อบต้านแทบทุกครั้ง แทบทุกประเทศ สเกลเล็กหรือใหญ่ต่างกันออกไป โดยเฉพาะโซนยุโรปและอเมริกา เช่นในกรุงวอชิงตันหรืออิสตันบลู ตุรกี ที่มีคนเข้าร่วมจำนวนมากเพราะประเทศเขามีเสรีภาพในการแสดงออก และรัฐไม่ใช้อำนาจปิดกั้น แต่ก็มีบางประเทศที่ดูเหมือนไม่มีเช่นสิงคโปร์ หรืออินโดนิเซีย นั่นเพราะรัฐจำกัดเสรีภาพประชาชนอย่างสูง จึงมีภาพออกมาน้อยว่าประท้วง แต่ไม่ใช่ว่าไม่มี
__________________________________
แล้ว imf -wb ผิดอะไร ?ในมุมมองของผู้ที่ได้รับผลกระทบทั่วโลกตอนนี้ imf คือกองทุนที่ปล่อยกู้ ภายใต้การกำหนดเงื่อนไข แทรกแซงการเงิน การเมืองของประเทศผู้กู้ จนมีผลกระทบต่อประชาชนในระยะยาว เช่นภาระหนี้สิน เศรษฐกิจ หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อม อย่างของประเทศไทยยกตัวอย่างกรณีเขื่อนปากมูล และมันกระทบแบบนี้กันทั่วโลก
__________________________________
แต่วันนี้เขาประชุมกันเรื่องพัฒนานะ !ตรงนี้อาจยากหน่อย อยากให้ตั้งใจอ่านและใช้เวลาทำความเข้าใจกับมัน
หากเรามองแค่คำว่า “พัฒนา” ฟังแล้วมันก็ดูดีหมดนั่นแหละ แต่เราลืมดูวิธีการของมัน
การพัฒนาที่เกิดขึ้นเป็นการเจรจาร่วมกัน 2 ฝ่าย คือระหว่างรัฐ กับทุน โดยไม่มีประชาชนอยู่ในสมการนั้นเลย
การพัฒนาสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่มั้ย
การพัฒนามาจากความต้องการของชุมชนหรือเปล่า
การพัฒนาจะกระทบชีวิตประจำอะไรของชุมชนบ้าง
และหลังจากการพัฒนานั้นๆ มันส่งผลระยะยาวต่อประชาชามากแค่ไหน
ซึ่งชีวิตทั้งชีวิตของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ อยู่บนโต๊ะเจรจาของผู้มีอำนาจนั่นคือรัฐและทุน วิธีการของมันคือ up to down ซึ่งประชาชนไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ หรือแม้แต่ส่วนร่วมก็ไม่มี ทั้งที่เขาคือผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
มองง่ายๆ เลยคือ ใครเป็นคนตัดสินใจว่าจะต้องแก้ไขอย่างไร คำตอบคือรัฐกับทุน
และใครต้องเป็นผู้รับภาระของการแก้ไขวิกฤตนั้น คำตอบคือประชาชน
ในมุมของ IMF การลดรายจ่ายภาครัฐ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ หรือปฏิรูประบบภาษีอาจมีความจำเป็นเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นและทำให้ประเทศกลับมาชำระหนี้ได้
แต่ในมุมของแรงงาน เกษตรกร และประชาชนรายได้น้อย มาตรการเหล่านี้อาจหมายถึงค่าครองชีพสูงขึ้น การจ้างงานลดลง บริการสาธารณะถูกจำกัด และสวัสดิการที่เคยได้รับถูกตัดทอน
.
ดังนั้นเครื่องมีที่เขามี อำนาจที่เขามี คือการรวมตัวกันเพื่อแสดงออกต่อเจตจำนงค์ของตัวเอง เขาไม่มีอาวุธ ไม่มีอำนาจ ไม่มีกฎหมาย และไม่มีทรัพยากรใด “ม๊อบ” คือเครื่องมือเดียวที่เขามี
________________________________
แต่ไทยไม่ได้เป็นลูกหนี้ imf เราจะประท้วงกันทำไม ?ไทยไม่ได้เป็นในตอนนี้ แต่ไทย “เคยเป็น” ในปี 2540 ที่กู้โดยสมัยคุณชวลิต ยงใจยุทธ และปลดหนี้ได้ในปี 2546 โดยรัฐบาลที่บริหารโดยคุณทักษิณ ชินวัตร
โดยการกู้ยืมในครั้งนั้น ส่งผลกระทบต่อประชาชนต่างมากในตอนนั้นและยังส่งผลถึงตอนนี้ ดังนั้นคนไทยควรรู้ดี ว่ามันแย่อย่างไรกับเรื่องนี้
ประชาชนในประเทศต่างๆ หลายประเทศทั่วโลกกำลังประสบปัญหาแบบเดียวกันกับเราในปี 2540 ดังนั้นการบอกว่าก็ไทยไม่ได้เป็นลูกหนี้สักหน่อย จะประท้วงทำไม มันก็เหมือนกับการบอกว่า อาชญากรรมไม่ได้กำลังเกิดขึ้นกับเรา เราอย่าไปยุ่งกับมันเลย
ฟังแล้วมันทุเรศไปหน่อย
__________________________________
ผู้ชุมนุมรับจ้างมามั้ย เข้าใจ imf หรือเปล่า ป้ายภาษาอังกฤษ อ่านออกหรอ ?ผู้ชุมนุมเป็นชาวบ้านจริง ที่ได้รับผลกระทบและมีการรวมตัวเรื่องต่างๆ เช่นสิทธิทำกิน เหมืองแร่ เขื่อนปากมูล ฉโนดชุมชน ที่รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องกับแล้วอยู่ก่อนแล้วก่อนหน้าไม่กี่วัน จึงรวมตัวกันอยู่และมารวมตัวกันอีกครั้ง
รวมไปถึงหลายคนเข้ามาเองเพราะเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงและยังกระทบอยู่
เขาเข้าใจปัญหาและ Agenda ดี แม้ว่าป้ายจะเป็นภาษาอังกฤษ แล้วจะอ่านออกหรือไม่ ไม่ได้สำคัญ เพราะป้ายเป็นเพียงอุปกรณ์สื่อสาร ที่ต้องเขียนภาษาอังกฤษเพราะผู้มาประชุมเป็นต่างชาติ
แต่หัวใจของการชุมนุมคือเจตจำนง คือสำนึกในเรื่องนั้นๆ ไม่ใช่ป้ายที่เป็นเพียงแค่อุปกรณ์
และนอกจากนั้น ในกลุ่มผู้ชุมนุม มีชาวต่างชาติจำนวนมากเข้าร่วมชุมนุมด้วย เพราะมันคือปัญหาระดับโลก
_________________________________
มีหลายประเด็นไปหมด เรียกร้องอะไรกันแน่ประเด็นหลักคือการสื่อสารถึงผู้นำของประเทศตัวเอง ต่อการเข้าร่วมกับ imf นั่นแหละ และผลกระทบที่มาจาก imf ก็มีหลายประ้ด็นในตัวมันเองอยู่แล้ว
แต่ม๊อบทุกม๊อบ ไม่ได้สื่อสารประเด็นเดียวอยู่แล้ว ใครมีอะไรก็สามารถมาแสดงออกได้ เป็นปกติ
โดยเฉพาะการชุมนุมต่อผู้นำทั่วโลก ที่มีนักจ่าวจากทั่วโลกมา ภาพจะฉายสู่คนทั่วโลก ดังนั้นนี่เป็นเครื่องมือนึง ที่จะฉายภาพปัญหาที่คนในประเทศกำลังเจอ ให้ชาวโลกได้เห็น และร่วมกันจับตา การปฎิบัติของรัฐที่มีต่อประชาชนประเทศตัวเอง
_________________________________
หวังว่าผู้อ่าน จะอ่านด้วยใจที่มีความเห็นอกเห็นใจต่อชาวบ้าน ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองที่ได้รับผลกระทบอย่างสาหัส เพราะนั่นคือชีวิต มากกว่าเห็นแก่หัวโขนความเป็นเจ้าภาพที่จับต้องไม่ได้
และหากใครกังวลว่าการมีม๊อบจะขายหน้า อยากให้รู้ว่า การเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนเพื่อนร่วมโลกนั่นแหละ ขายหน้ากว่า
และที่ขายหน้าจริงๆ คือการที่เจ้าหน้าที่รัฐ ริดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน ทำร้ายประชาชนเพียงเพราะเขามาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ยังไม่มีความวุ่นวายใด หากเจ้าหน้าที่รัฐไม่เข้ามา
และนั่นแหละภาพที่ขายหน้าอย่างแท้จริง
ผู้เขียนเป็นกำลังใจให้ผู้อ่านและขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้นะคะ

ขอบคุณภาพจาก @ไข่แมวชีส
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122144444859142633&set=a.122094231249142633
ไข่แมวชีส added photos to the album: 16 ต.ค. 69 สมัชชาคนจน เดินขบวนทวงคืนอธิปไตยทางอาหาร ไม่เอา World
16 hours ago
สมัชชาคนจน–ชาวนา 60 ประเทศ เดินขบวนถึงแยกอโศก ทวงคืนอธิปไตยทางอาหาร ประกาศ “ไม่เอา World Bank–IMF” ตำรวจตรึงกำลังวางตู้คอนเทนเนอร์
.
วันที่ 16 ต.ค. 2569 สมัชชาคนจนร่วมกับขบวนการชาวนาสากล ลาเวียคัมเปซินา (La Via Campesina) จาก 60 ประเทศทั่วโลก จัดขบวนเดินเท้าจากประตู 1 สวนลุมพินี มุ่งหน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เนื่องในวันปฏิบัติการสากลเพื่ออธิปไตยทางอาหารและต่อต้านบรรษัทข้ามชาติ โดยผู้ชุมนุมประกาศจุดยืนไม่เอา World Bank–IMF เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญที่บั่นทอนประชาธิปไตยและอธิปไตยทางอาหาร รวมถึงส่งเสริมโครงสร้างแบบลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ที่กดขี่และครอบงำประชาชนรากหญ้า
.
ผู้ชุมนุมทยอยเดินทางถึงจุดนัดหมายตั้งแต่เวลาประมาณ 08.00 น. ก่อนเคลื่อนขบวนมีการขับสรภัญญะเพลง “เฮาบ่เอาทุนนิยมเสรี” ระหว่างทางมีการเล่นดนตรี รำวงกลองยาว และร้องเพลง “ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม” เพื่อสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายจากส่วนกลางกับการพัฒนาชนบทไทย ตั้งแต่แนวทางการพัฒนาของธนาคารโลกจนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 นอกจากนี้ ผู้ชุมนุมยังนำผลผลิตทางเกษตรและอุปกรณ์ทำมาหากิน มาเป็นสัญลักษณ์ของการเดินขบวน
.
ขบวนเดินเท้ารวมระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ผ่านถนนสุขุมวิท สถานีบีทีเอสเพลินจิต นานา และอโศก ก่อนเลี้ยวเข้าสู่บริเวณแยกอโศก โดยหลังการเจรจากับตำรวจ ขบวนสามารถเคลื่อนต่อเลยแยกอโศกเข้ามาบนถนนรัชดาภิเษกได้เพียงระยะสั้น ๆ และปักหลักชุมนุมและทำกิจกรรมในบริเวณดังกล่าว เนื่องจากถูกปิดกั้นและไม่สามารถเคลื่อนขบวนไปยังศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ได้
.
ขณะเดียวกันนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมโล่ได้วางกำลังตลอดแนวถนนรัชดาภิเษก พร้อมนำแผงเหล็กมากั้นพื้นที่ ติดป้ายประกาศขั้นตอนการชุมนุมสาธารณะ รวมถึงนำรถควบคุมตัวผู้ต้องหา และตู้คอนเทนเนอร์ไว้บริเวณแนวปิดกั้นถนน
.
ตัวแทนสมัชชาคนจนระบุว่า สำหรับการเคลื่อนไหวของวันนี้ (16 ตุลาคม) เป็นวันต่อต้านระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ที่ทำลายความหลากหลายของพืชพันธุ์อาหารและเปิดทางให้เกิดการผูกขาด โดยย้ำว่าอธิปไตยทางอาหารหมายถึงสิทธิของเกษตรกรรายย่อยในการกำหนดวิธีผลิตอาหาร ตั้งแต่การเข้าถึงที่ดินและเมล็ดพันธุ์ ไปจนถึงวิถีการผลิตของตนเอง พร้อมระบุว่านโยบายและโครงการพัฒนาที่ได้รับอิทธิพลจากธนาคารโลกและ IMF ว่าส่งผลกระทบต่อที่ดินทำกิน วิถีชีวิตของชุมชน และทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนี้สิน
.
ผู้ชุมนุมยังร่วมกันย้ำข้อเรียกร้อง 6 ประการต่อธนาคารโลกและ IMF ได้แก่ ยกเลิกหนี้ เปิดให้ประชาชนตรวจสอบหนี้ต่างประเทศ ยุติการอุดหนุนบรรษัทและนำงบประมาณมาสนับสนุนเกษตรนิเวศ เพิ่มรายได้รัฐผ่านภาษีบรรษัทและภาษีความมั่งคั่ง ทำให้ธนาคารกลางเป็นประชาธิปไตย และให้ประชาชนกับโลกเป็นหัวใจของนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อสร้างอธิปไตยทางการเงินและหลักประกันด้านอธิปไตยทางอาหารให้แก่ประชาชน
.
สำหรับกิจกรรมช่วงบ่าย จะมีการแสดงดนตรี การแสดงศิลปวัฒนธรรม และการปราศรัยจากเครือข่ายประชาชน ก่อนปิดท้ายด้วยการอ่านแถลงการณ์ โดยกำหนดสิ้นสุดกิจกรรมในเวลาประมาณ 16.30 น.
ยูดีดีนิวส์ - UDD news
·
สมัชชาคนจน–ขบวนชาวนาสากล เดินขบวนถึงแยกอโศก ยื่น 6 ข้อ ทวงคืนอธิปไตยทางอาหาร ประกาศ “ไม่เอา World Bank–IMF” ตำรวจตรึงกำลังวางตู้คอนเทนเนอร์
.
วันที่ 16 ต.ค. 2569 สมัชชาคนจนร่วมกับขบวนการชาวนาสากล ลาเวียคัมเปซินา (La Via Campesina) จาก 60 ประเทศทั่วโลก จัดขบวนเดินเท้าจากประตู 1 สวนลุมพินี มุ่งหน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เนื่องในวันปฏิบัติการสากลเพื่ออธิปไตยทางอาหารและต่อต้านบรรษัทข้ามชาติ โดยผู้ชุมนุมประกาศจุดยืนไม่เอา World Bank–IMF เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญที่บั่นทอนประชาธิปไตยและอธิปไตยทางอาหาร รวมถึงส่งเสริมโครงสร้างแบบลัทธิล่าอาณานิคมใหม่ที่กดขี่และครอบงำประชาชนรากหญ้า
.
ผู้ชุมนุมทยอยเดินทางถึงจุดนัดหมายตั้งแต่เวลาประมาณ 08.00 น. ก่อนเคลื่อนขบวนมีการขับสรภัญญะเพลง “เฮาบ่เอาทุนนิยมเสรี” ระหว่างทางมีการเล่นดนตรี รำวงกลองยาว และร้องเพลง “ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม” เพื่อสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายจากส่วนกลางกับการพัฒนาชนบทไทย ตั้งแต่แนวทางการพัฒนาของธนาคารโลกจนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 นอกจากนี้ ผู้ชุมนุมยังนำผลผลิตทางเกษตรและอุปกรณ์ทำมาหากิน มาเป็นสัญลักษณ์ของการเดินขบวน
.
ขบวนเดินเท้ารวมระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ผ่านถนนสุขุมวิท สถานีบีทีเอสเพลินจิต นานา และอโศก ก่อนเลี้ยวเข้าสู่บริเวณแยกอโศก โดยหลังการเจรจากับตำรวจ ขบวนสามารถเคลื่อนต่อเลยแยกอโศกเข้ามาบนถนนรัชดาภิเษกได้เพียงระยะสั้น ๆ และปักหลักชุมนุมและทำกิจกรรมในบริเวณดังกล่าว เนื่องจากถูกปิดกั้นและไม่สามารถเคลื่อนขบวนไปยังศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ได้
.
ขณะเดียวกันนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมโล่ได้วางกำลังตลอดแนวถนนรัชดาภิเษก พร้อมนำแผงเหล็กมากั้นพื้นที่ ติดป้ายประกาศขั้นตอนการชุมนุมสาธารณะ รวมถึงนำรถควบคุมตัวผู้ต้องหา และตู้คอนเทนเนอร์ไว้บริเวณแนวปิดกั้นถนน
.
ตัวแทนสมัชชาคนจนระบุว่า สำหรับการเคลื่อนไหวของวันนี้ (16 ตุลาคม) เป็นวันต่อต้านระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ที่ทำลายความหลากหลายของพืชพันธุ์อาหารและเปิดทางให้เกิดการผูกขาด โดยย้ำว่าอธิปไตยทางอาหารหมายถึงสิทธิของเกษตรกรรายย่อยในการกำหนดวิธีผลิตอาหาร ตั้งแต่การเข้าถึงที่ดินและเมล็ดพันธุ์ ไปจนถึงวิถีการผลิตของตนเอง พร้อมระบุว่านโยบายและโครงการพัฒนาที่ได้รับอิทธิพลจากธนาคารโลกและ IMF ว่าส่งผลกระทบต่อที่ดินทำกิน วิถีชีวิตของชุมชน และทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนี้สิน
.
ผู้ชุมนุมยังร่วมกันย้ำข้อเรียกร้อง 6 ประการต่อธนาคารโลกและ IMF ได้แก่ ยกเลิกหนี้ เปิดให้ประชาชนตรวจสอบหนี้ต่างประเทศ ยุติการอุดหนุนบรรษัทและนำงบประมาณมาสนับสนุนเกษตรนิเวศ เพิ่มรายได้รัฐผ่านภาษีบรรษัทและภาษีความมั่งคั่ง ทำให้ธนาคารกลางเป็นประชาธิปไตย และให้ประชาชนกับโลกเป็นหัวใจของนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อสร้างอธิปไตยทางการเงินและหลักประกันด้านอธิปไตยทางอาหารให้แก่ประชาชน
.
สำหรับกิจกรรมช่วงบ่าย จะมีการแสดงดนตรี การแสดงศิลปวัฒนธรรม และการปราศรัยจากเครือข่ายประชาชน ก่อนปิดท้ายด้วยการอ่านแถลงการณ์ โดยกำหนดสิ้นสุดกิจกรรมในเวลาประมาณ 16.30 น.




ศาลฎีกาเห็นว่ามาตรา 112 สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ต้องตีความมุ่งประสงค์คุ้มครองเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ พิพากษายืนจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา
ในประเด็นแรก จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์และโพสต์ข้อความตามฟ้อง
อ่านบนเว็บไซต์: 








