วันจันทร์, ตุลาคม 26, 2569

ลุงตู่ คนเปิดประตูไว้ แล้วใครปล่อยขยะพิษทะลัก

https://www.facebook.com/reel/1391310723027255



“เรื่อง "หกศพที่วัดปทุม" จากข้อเขียนของอาจารย์พวงทอง ภวัครพันธ์ ควรที่จะตรวจสอบค้นคว้าชำระความเป็นจริงในเรื่องนี้อีกครั้ง

Weng Tojirakarn
22 hours ago
·
รายงานเท็จของคอป.
เห็นอาจารย์พวงทอง ภวัครพันธ์ท่านเขียน
เกี่ยวกับรายงานฉบับสมบูรณ์ของคณะกรรมการตรวจสอบความเป็นจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.)ที่เขียนโดยคุณสมชาย หอมละออ
ผมเห็นว่าสมควรที่จะตรวจสอบค้นคว้าชำระความเป็นจริงในเรื่องนี้อีกครั้ง
ผมเห็นด้วยกับที่อาจารย์พวงทองท่านสรุปว่า
ข้อเขียนชิ้นนี้เป็นเสมือนหนึ่งเอกสาร
"ใบอนุญาตให้พ้นผิด(licence to impunity)"
เพราะอธิบายถึงความชอบธรรมที่รัฐบาลอภิสิทธิ์จัดตั้ง "ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.")ขึ้นมา
เพื่อปราบปรามทำลายล้างการชุมนุมอันชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ของประชาชนที่เรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ
"ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน"ด้วยวิธีสันติปราศจากกำลังอาวุธ
หรือที่เรียกกันว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดง
รายงานคอป.ฉบับนี้หากไม่รวมภาคผนวกมีจำนวนมากถึง276หน้าซึ่งนับว่ายาวมาก และมีประเด็นมากมาย
ผมขอพูดเฉพาะเรื่องที่เป็นแก่นสำคัญ
จนทำให้ผมเองสามารถสรุป "ฟันธง"
ได้ทันทีว่าเป็นรายงานเท็จ
เพราะหากแก่นสำคัญเป็นเรื่องเท็จแล้ว
รายงานฉบับนี้ในความเห็นส่วนตัวของผม
จึงเป็น "รายงานเท็จ"ทันที
แก่นสำคัญสองเรื่องดังกล่าวคือ
1.เรื่อง "หกศพที่วัดปทุม"
ปมสำคัญของรายงานดังกล่าวในเรื่องนี้บรรยายอย่างละเอียด
ราวกับอ่านนวนิยายสงครามสมัยสงครามโลกครั้งที่สองอย่างเห็นภาพเคลื่อนไหว
กล่าวคือ ในรายงานได้บรรยายภาพให้เห็นว่า
มีกองกำลังติดอาวุธชายชุดดำของคนเสื้อแดงได้ทำการยิงต่อสู้กับกำลังทหารของ ศอฉ.ที่สามแยกเฉลิมเผ่า
แต่ปรากฎว่ากองกำลังติดอาวุธของคนเสื้อแดง ยิงต่อสู้กำลังทหารศอฉ.ไม่ได้ จึงได้ล่าถอยไปตามกำแพงรั้วของวัดปทุม
แล้วหลบเข้าไปหาทำเลป้องกันตนเพื่อยิงต่อสู้กับ กองกำลังทหารของ ศอฉ.ต่อเนื่องมา
จนทำให้กองกำลังทหารของศอฉ.ที่อยู่บนรางรถไฟฟ้า ต้องยิงเข้าไปในวัดปทุมทำให้กระสุนยิงสังหารประชาชนภายในวัดไปเป็นจำนวนหกศพ
ซึ่งเรื่องนี้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้มี "คำวินิจฉัยการตายหกศพวัดปทุมฯ"ไว้ชัดเจนแล้ว(ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญาม.150)
ในวันที่ศาลท่านอ่าน "คำวินิจฉัยการตายหกศพวัดปทุมฯ"
ปรากฏว่า ใช้เวลานานเพราะยาวมาก
ท่านกรุณาสรุปเป็นประเด็นสำคัญทั้งสิ้นไว้สี่ประเด็น
ผมเองขออนุญาตใช้ภาษาชาวบ้านนำเสนอต่อท่านผู้อ่านดังนี้
1.ผู้ตายตายจากการยิงของทหารศอฉ.ที่ยิงจากรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมฯทั้งหกศพ
2.ผู้ตายทุกศพไม่มีเขม่าดินปืน
(หมายความว่าผู้ตายไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้กับทหารบนรางรถไฟฟ้า)
3.ไม่มีการยิงต่อสู้ระหว่างชายชุดดำกับทหารของศอฉ.
ในประเด็นนี้ผมขอเพิ่มเติมรายละเอียดจากการได้เข้าไปนั่งฟังด้วยตนเองในห้องอ่านคำวินิจฉัยของศาลในวันนั้นด้วยคำอธิบายตามความเข้าใจของผม
ท่านให้ความกระจ่างว่า จากการซักถามนายทหารสามนายที่ได้มาให้การเพื่อดำเนินการวินิจฉัย ปรากฏว่านายทหารทั้งสามให้การขัดแย้งกันเอง และหากมีการต่อสู้ระหว่างชายชุดดำกับทหารศอฉ.จริง ทหารทั้งสามต้องช่วยกันยิงต่อสู้กับชายชุดดำ แต่คำให้การไม่ได้เป็นเช่นนั้น
4.อาวุธที่งมได้จากในสระของวัดปทุมฯนั้นไม่อาจจะรับฟังได้
ดังนั้นจากที่ได้ฟังคำวินิจฉัยการตายของศาลในเรื่องหกศพวัดปทุม
ผมจึงสรุปได้ว่า
คำรายงานฉบับสมบูรณ์ของ คอป.ในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องเท็จ เพราะ "คำวินิจฉัยการตาย"ตามประมวลวิอาญามาตรา150นั้น
ในสายตาของกฏหมายถือได้ว่าเป็นข้อยุติที่รับฟังได้
จึงไม่มีเหตุการณ์ที่ ชายชุดดำยิงต่อสู้กับกองกำลังทหารของศอฉ.ที่สามแยกเฉลิมเผ่า โดยที่ชายชุดดำยิงสู้ไม่ได้ทำให้ต้องถอยหนีไปตามรั้วกำแพงของวัดปทุมฯแล้วหลบเข้าไปหาที่กำบังในวัดเพื่อยิงต่อสู้กับกองกำลังทหารบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นเหตุให้กองกำลังทหารบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสยิงประชาชนในวัดปทุมฯตายหกศพ
การตายของประชาชนหกศพในวัดปทุมฯเป็นการตายที่เกิดจากการยิงของกองทหารบนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมฯนั่นเอง
คนเสื้อแดงไม่ได้มีอาวุธสงครามใดๆตามคำกล่าวหาอันเป็นเท็จของศอฉ.เลย
2.เรื่องการตายของพลเอกร่มเกล้า ธุวธรรม
ในรายงานได้บรรยายเรื่องนี้ว่า มีคนเสื้อแดง หนีจากบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยโดยเข้าไปในถนนดินสอ
แล้วปีนกำแพงรั้วบ้านไม้ที่อยู่ตรงข้ามโรงเรียนสตรีวิทย์เพื่อวิ่งหนีไปทางด้านหลังปีนรั้วออกไป
แล้วมีคนเสื้อแดงบางคนขว้างระเบิดM67
ออกมาจากสนามหญ้าภายในบ้าน
โดยรายงานกล่าวไว้ว่า มีคนทำงานในบ้านพบกระเดื่องระเบิดM67
ตกอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน แล้วมีชายฉกรรจ์สองนายเข้าใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่มาขอกระเดื่องดังกล่าวไป
เพื่อเป็นการสร้างเหตุการณ์ให้สมจริงว่า คนเสื้อแดงเป็นคนขว้างระเบิดM67ออกมาสังหารพลเอกร่มเกล้าธุวธรรมจริง
ซึ่งเรื่องนี้ผมได้ไปสำรวจบ้านไม้ทรงไทยหน้าโรงเรียนสตรีวิทย์ด้วยตนเองพบ ว่ารั้วกำแพงไม้ของบ้านดังกล่าว สูงร่วมสองเมตร
ทำให้ บดบังทัศนวิสัยของคนที่หมอบอยู่บนสนามหญ้าหน้าบ้านที่จะมองออกไปยังถนนดินสอข้างนอกโดยสิ้นเชิง
ดังนั้นหากมีการขว้างจริง
ผู้ขว้างจะไม่มีทางมองเห็นข้างนอกได้
ข้อต่อมากำแพงสูงขนาดนั้นการขว้างให้พ้นรั้วออกไปต้องเป็นมืออาชีพ
และต้องขว้างเกินกว่า50เมตรเพราะระยะจากสนามหญ้าหน้าบ้านไปจนบริเวณที่พลเอกร่มเกล้าเสียชีวิตนั้นไกลเกินกว่า50เมตร
แล้วคนขว้างต้องมี "ตาทิพย์"เป็นแน่จึงจะเห็นตำแหน่งที่พลเอกร่มเกล้าอยู่ตรงไหน
คนขว้างต้องรู้จักร่มเกล้าอย่างดี รู้ตำแหน่งรู้ว่าเวลาว่าเวลาไหนร่มเกล้าอยู่ที่ไหน
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เพราะ
ระเบิดM67ระยะหวังผลนั้นเพียง30-40เมตร และต้องเห็นเป้าที่ต้องการทำลายอย่างชัดเจนจึงจะทำการได้สมประสงค์
ในระหว่างเวลาดังกล่าว(10เมษายน2553ประมาณ17.00-18.00)
มีทหารศอฉ.ยึดครองถนนดินสอเต็มไปหมด
เพราะกองทหารศอฉ.จำนวนหลายกองพันได้ยึดครองถนนดินสอไว้ตั้งแต่บ่ายต้นๆของวันนั้นแล้วมีทหารเต็มแน่นถนนไปหมด
ปากซอยหน้าถนนดินสอก็มีรถหุ้มเกราะปิดถนนอยู่หลายคัน
บนตึกสูงของโรงเรียนสตรีวิทย์ก็มีพลสไนเปอร์ของกองกำลังทหารอยู่หลายนาน
ข้อแรก คนเสื้อแดงไม่อาจจะวิ่งไปตามถนนดินสอได้แน่นอน
เพราะกองทหารที่ยึดครองเต็มพื้นที่ไม่อนุญาต
ยิ่งบรรยายว่า ปีนข้ามรั้วเข้าไปยิ่งเป็นไปไม่ได้
แล้วทหารสไนเปอร์ที่อยู่บนตึกสูงโรงเรียนสตรีวิทย์ก็ต้องทำหน้าที่สอดส่องศัตรูหรือผู้ร้ายอยู่ตลอดเวลา
หากเห็นใครมีพิรุธจะขว้างระเบิด
ทหารสไนเปอร์บนตึกสูงของโรงเรียนสตรีวิทย์
ก็ย่อมต้องส่องเล็งยิงทำลายชีวิตไปก่อนที่คนร้ายจะดำเนินการอะไรได้
และถามจริงๆเลยครับว่า
ใครฤาจะเชื่อว่า
คนเสื้อแดง จะวิ่งหนีไปยังถนนดินสอเพื่อปีนรั้วบ้านไม้หนีไปทางด้านหลัง
ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง
ของเหตุการณ์วันที่10เมษายน2553และวันที่19พฤษภาคม2553
ในเมื่อแก่นเรื่องสำคัญหลักสองเรื่องของเหตุการณ์เมษา-พฤษภา2553เป็นเรื่องเท็จเช่นนี้เสียแล้ว
เรื่องอื่นๆไม่ต้องพูดถึงเลยว่าความน่าเชื่อถือจะลดลงมากเพียงใด
ในวันนั้น ผมยังเป็นสส.เพื่อไทยอยู่
ผมจึงได้ร่วมกับเพื่อนสส.อีกสองท่านแถลงข่าวเพื่อยืนยันว่า
รายงานคอป.ฉบับนี้เป็นรายงานเท็จ
ไม่สมควรที่จะปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ไทยอีกต่อไป
จึงได้ทำ "พิธีการ เผา รายงานฉบับสมบูรณ์ของคอป.ต่อหน้าสื่อจำนวนมากในที่แถลงข่าวันนั้น"
ภายหลังจากนั้น
คุณ สมชาย หอมละออ ก็ไม่ได้ออกมาโต้แย้งใดๆจนถึงวันนี้
และหากท่านผู้ใดมีความเห็นต่างเห็นแย้งและมีหลักฐานพิสูจน์ที่เป็นวิทยาศาสตร์เชื่อถือได้ผมก็ยินดีที่จะน้อมรับฟังและพิจารณาครับ
ขอบคุณอาจารย์ พวงทอง ภวัครพันธ์ ครับที่พูดถึงเรื่องนี้

https://www.facebook.com/wengtojirakarn/posts/28448073804864730
.....

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง


https://www.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts/29224583090499072

Puangthong Pawakapan 
Yesterday
·
สองเล่มนี้ต่างกันอย่างไร?
เล่มแรก "ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อ 6 ตุลาคม 2519" ผลิตโดย กอ.รมน. เพื่อให้ความชอบธรรมกับการสังหารหมู่นักศึกษาประชาชนในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ในเล่มยังกล่าวหาว่านักศึกษาสะสมอาวุธสงครามไว้ในธรรมศาสตร์มากมาย
เล่มที่สอง รายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เกี่ยวกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553
ดิฉันเคยเขียนวิจารณ์รายงาน คอป. ไว้ว่าคือ "ใบอนุญาตให้ลอยนวลพ้นผิด" (A license to impunity) ที่มอบให้กับรัฐบาลอภิสิทธิ์-สุเทพ และกองทัพ
ตลกร้ายคือ หัวหน้าทีมที่เขียนรายงาน คอป. คืออดีตคนเดือนตุลา หุหุ
==================
บทความ "ใบอนุญาตให้ลอยนวลพ้นผิด: องค์กรอิสระกับการสลายการชุมนุมปี 53" ฟ้าเดียวกัน ฉบับ 40 ปี 6 ตุลา ดิฉันชี้ให้เห็นว่าเมื่อองค์กรอิสระมีอคติจะส่งผลต่อความยุติธรรมอย่างไร ส่วนที่คัดมาเป็นคำวิจารณ์ต่อ คอป.
"หลังจาก คอป. ปฏิบัติงานได้ราวปีครึ่ง นายสมชาย หอมลออ ให้สัมภาษณ์สื่อฯโดยเปรียบเทียบความรุนแรงที่เกิดขึ้นว่าเสมือน “ผัวเมียทะเลาะกัน บางทีมันก็ผิดทั้งคู่” การเปรียบเปรยดังกล่าวชี้ว่าในทัศนะของคอป. ฝ่ายรบ.อภิสิทธิ์/ศอฉ.กับผู้ชุมนุมมีความผิดพอๆกัน ทั้งๆที่ฝ่ายแรกมีทั้งอำนาจออกกฎหมายปกป้องตนเองและระดมกำลังอันมหาศาลเหนือฝ่ายหลัง จนทำให้ฝ่ายหลังบาดเจ็บและเสียชีวิตมากกว่าหลายเท่าตัว ประการสำคัญ การเปรียบเปรยดังกล่าวได้ช่วย “ลดระดับ” ความรุนแรงของรัฐให้กลายเป็นเรื่องธรรมดาของคนในครอบครัว คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวจึงทำให้สังคมเริ่มคาดเดาได้ว่าการค้นหาความจริงของ คอป. จะออกมาในแนวใด
แม้ คอป. ได้ออกตัวว่าจะไม่ชี้ว่าใครถูกใครผิด แต่สิ่งที่ปรากฏในรายงานคอป.​น้ำหนักของความผิดกลับตกอยู่กับผู้ชุมนุมมากกว่าฝ่ายรัฐ ดังต่อไปนี้
คอป. เปิดตัวรายงานในวันที่ 17 กย 2555 ประเด็นที่โดดเด่นในการแถลงข่าวและรายงาน คือความรุนแรงที่เกิดจาก“คนชุดดำ” ด้วยเหตุนี้ในเช้าวันรุ่งขึ้น สื่อมวลชนต่างพากันพาดหัวข่าวเรื่องชายชุดดำ ขณะที่ความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐกลับปรากฏน้อยมาก ประการสำคัญ เมื่อมีการนำเสนอความรุนแรงและความสูญเสียที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐในหลายกรณี คอป.โยนความผิดไปให้กับชายชุดดำว่าเป็นสาเหตุหรือปัจจัยยั่วยุที่ทำให้เจ้าหน้าที่สูญเสียความควบคุม จนนำไปสู่ความรุนแรง ทั้งๆที่ในบางกรณี คอป.ไม่สามารถเสนอหลักฐานเชื่อมโยงได้เลย เช่น
ในกรณี 10 เมษา บริเวณสี่แยกคอกวัว ถนนตะนาว และหน้ารร.สตรีวิทยา ถนนดินสอ แม้คอป.สรุปว่าไม่มีหลักฐานชี้ว่าผู้ชุมนุมเสียชีวิตจากคนชุดดำ แต่การอธิบายความรุนแรงจากฝ่ายรัฐก็เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ กล่าวคือ พบว่ารอยกระสุน 120 นัดหน้ารร.สตรีวิทยา มีทิศทางการยิงมาจากฝั่งทหาร ส่งผลให้ผู้ชุมนุมบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก แต่คอป.สรุปว่าการระดมนี้ยิงนี้มีสาเหตุจากชายชุดดำ ซึ่งเป็นผู้ปาระเบิดหน้ารร. จนทำให้นายทหารผู้บังคับบัญชาเสียชีวิตและบาดเจ็บด้วย เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ทหารระดับล่างตกใจสับสนวุ่นวายจนขาดคุมสติไม่ได้ จึงระดมยิงใส่ผู้ชุมนุมอย่างหนัก
คำอธิบายเช่นนี้ได้กลายเป็นกรอบการวิเคราะห์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในทุกจุดก็ว่าได้ โดยคอป.เน้นตลอดรายงานว่าฝ่ายรัฐบาลและ ศอฉ. ได้ระมัดระวังและย้ำเตือนให้เจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติการด้วยความระมัดระวัง ให้เป็นไปตามขั้นตอนสากล หลักฐานที่ใช้คือคำประกาศของ ศอฉ.นับสิบฉบับ โดยคอป.เห็นว่าความรุนแรงที่เกิดจากฝ่ายรัฐมีสาเหตุมาจากชายชุดดำที่คอยซุ่มโจมตียั่วยุกดดันจนทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตอบโต้อย่างรุนแรง
ปัญหาการวิเคราะห์ในกรณีนี้คือ หลักฐานที่ฝ่าย ศปช. รวบรวมขึ้นชี้ว่ามีผู้ชุมนุมเสียชีวิตตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 10 เมษา ก่อนที่ชายชุดดำจะปรากฏตัวขึ้น ซึ่งคอป.ก็ยอมรับข้อนี้ ในขณะที่ คอป.ละเลยไม่ตำหนิการตัดสินใจของฝ่ายรัฐที่นำอาวุธสงครามเข้าสู่พื้นที่ชุมนุม ไม่ตำหนิการทิ้งแก๊สน้ำตาลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ซึ่งส่งผลต่อผู้ชุมนุมในวงกว้าง
ไม่ตำหนิ ศอฉ.ที่เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางคืนแต่ยังยอมไม่ยุติและถอนกำลังออกไป เพราะการสลายการชุมนุมด้วยอาวุธหนักในช่วงเวลาที่ยากต่อการมองเห็น ย่อมสุ่มเสี่ยงให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตมากขึ้น
ในทางตรงกันข้าม คอป. กลับให้ความชอบธรรมกับ ศอฉ. ด้วยการอ้างคำกล่าวของนายสุเทพ เทือกสุบรรณว่าได้ออกคำสั่งในฐานะผอ. ศอฉ. ให้ทุกหน่วยหยุดปฏิบัติการเวลา 18.15 น. เป็นต้นไป แต่เพราะสถานการณ์สับสนวุ่นวายทำให้ระบบการสื่อสารและสั่งการไม่มีประสิทธิภาพ
สิ่งที่น่าแปลกใจคือ คอป. ละเลยไม่กล่าวถึงคำให้สัมภาษณ์ของพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ.ที่ได้กล่าวในบ่ายวันที่ 10 เมษาว่า “เราไม่ได้กำหนดเวลาไว้ว่า ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่จะเสร็จภายในเมื่อไร ขณะนี้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แต่อาจใช้เวลานานเพราะผู้ชุมนุมต่อต้าน แม้จะใช้เวลานานก็คุ้ม ถ้ายืดเยื้อถึงค่ำเราก็ต้องทำให้เสร็จ” ข้อความนี้ชี้ว่าหากฝ่ายรัฐระมัดระวังผลที่จะเกิดกับชีวิตของผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ทหารมากกว่านี้ ไม่มุ่งเอาชนะอย่างรวดเร็ว ความสูญเสียของทั้งสองฝ่ายคงไม่มากเท่านี้
ในขณะที่ คอป.เน้นย้ำการมีอาวุธของผู้ชุมนุม แต่กลับละเลยไม่นำเสนอตัวเลขสรรพกำลังและอาวุธที่ศอฉ.อนุมัติให้ใช้ ทั้งๆ ที่เป็นข้อมูลที่เผยแพร่ในรัฐสภาและสื่อมวลชนโดยฝ่ายทหารไม่เคยปฏิเสธว่าไม่จริง แทนที่จะเสนอว่ามีการเบิกกระสุนจริงจำนวน 479,577 นัด และกระสุนสำหรับซุ่มยิง 3,000 นัด และตั้งคำถามว่าการใช้กำลังพลกว่า 60,000 นาย มีจุดประสงค์อะไร คอป.กลับนำเสนอแต่ตัวเลขร้อยละของกระสุนแต่ละชนิด แต่ไม่เสนอจำนวนจริง เช่น เป็นกระสุนเปล่าร้อยละ 2 กระสุนปืนลูกซองร้อยละ 59 เป็นต้น
นอกจากนี้ คอป. ยังบกพร่องไม่นำเสนอข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่าพลเรือนส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการถูกยิงบริเวณศีรษะและช่วงบนของร่างกายดังที่ ศปช.ได้นำเสนอ ทั้งๆ ที่คอป.มีข้อมูลการชันสูตรพลิกศพที่ครบถ้วน
คำถามคือ การไม่นำเสนอจำนวนจริงเป็นความจงใจลดภาพการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของรัฐใช่หรือไม่?
เพื่อเบี่ยงเบนว่านี่คือการใช้ยุทธการทางทหารเข้าสลายการชุมนุมของประชาชนใช่หรือไม่?
ตลอดรายงาน คอป.ยังเลือกใช้คำของศอฉ. “ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่” “ปฏิบัติการกระชับวงล้อม” แต่ไม่ใช้คำว่า “สลายการชุมนุม” หรือ “ยุทธการทางทหาร” ทั้งๆ ที่บทความของฝ่ายทหารที่วิเคราะห์อย่างภาคภูมิใจถึงความสำเร็จของปฏิบัติการนี้ ชี้ชัดว่าการใช้กำลังพลและอาวุธมากขนาดนี้ เพราะ“เป็นแผนการปฏิบัติรบเต็มรูปแบบเสมือนการทำสงครามรบในเมือง” และยังได้กล่าวถึงเหตุการณ์วันที่ 19 พค.ว่า “การปฏิบัติการทางยุทธวิธีที่ใช้เวลาทำงาน 9 ชั่วโมง (เวลา 03.30-13.30) ถือว่าเป็นบทเรียนที่สำคัญยิ่งทางยุทธวิธีของการรบในเมือง ที่สมควรได้มีการบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของการรบในเมือง”
ในกรณี 6 ศพ ณ วัดปทุมฯ ในบ่ายวันที่ 19 พค. (ในจำนวนคนที่เสียชีวิตเป็นอาสาสมัครพยาบาล 2 คน คือ คือนส.กมนเกด อัคฮาด และนายอัครเดช ขันแก้ว เป็นอาสาสมัครกู้ชีพ 1 คน คือนายมงคล เข็มทอง) ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน กล่าวคือ
แม้ว่า คอป.ยอมรับว่าการเสียชีวิตของประชาชนเป็นผลจากกระสุนปืนที่มีทิศทางการยิงจากทหารที่ตั้งอยู่บนรางรถไฟฟ้า แต่คอป.ก็อธิบายว่าบริเวณรอบวัดปทุมมีชายชุดดำและการ์ดเสื้อแดงพร้อมอาวุธยิงใส่เจ้าหน้าที่ และมีซ่อนตัวอยู่ในวัดด้วย นอกจากนี้ ทหารได้ค้นพบอาวุธจำนวนมากภายในวัดหลังจากนั้น จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่ามีการใช้อาวุธมุ่งทำร้ายเจ้าหน้าที่ คอป. ยังอ้างหลักฐานที่ไม่มีการพิสูจน์เพียงเพื่อจะสื่อว่ามีชายชุดดำยิงออกมาจากวัดปทุมฯ จนทำให้ทหารยิงเข้าใส่ประชาชนในวัด:
"พบรอยแตกกะเทาะคล้ายรอยกระสุนปืนที่ผนังคอนกรีตและใต้คานรองรถไฟฟ้าบีทีเอส ด้านหน้าวัดปทุมวนาราม จำนวน 4 รอย โดยมีทิศทางการยิงขึ้นไปจากพื้นด้านหน้าหรือในวัดปทุมวนาราม แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานกลางแจ้งว่าไม่ได้ตรวจสอบว่าเป็นรอยกระสุนปืนหรือไม่เนื่องจากอยู่สูงไม่สามารถขึ้นไปตรวจได้ ซึ่งหากเป็นรอยกระสุนจริงก็มีความเป็นไปได้ว่ามีการยิงมาจากด้านวัดปทุมวนารามไปยังกำแพงรางรถไฟฟ้าซึ่งมีทหารอยู่" คอป.ระบุ
อย่างไรก็ดี ต่อให้มีชายชุดดำอยู่ในบริเวณวัดจริง ก็ไม่สามารถเป็นคำอธิบายที่เพียงพอให้กับการตัดสินใจยิงใส่พลเรือนที่ไม่ได้มีอะไรละม้ายชายชุดดำแม้แต่น้อย
และรายงานคอป. เองก็ยืนยันว่าไม่พบคาบเขม่าปืนบนตัวคนทั้ง 6 คน แสดงว่าพวกเขาไม่มีอาวุธปืนที่อาจทำให้ทหารเข้าใจผิดว่าเป็นชายชุดดำได้ ซ้ำร้ายอาสาสมัครทั้งสามคนถูกยิงในขณะพยายามเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บรายอื่น และถูกยิงซ้ำหลายนัด
แต่ท้ายที่สุด คำอธิบายของ คอป. ได้ถูกหักล้างทุกประเด็นโดยศาลอาญาเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2556 โดยศาลเห็นว่าไม่มีน้ำหนักให้เชื่อตามคำให้การของเจ้าหน้าที่ทหารว่ามีชายชุดดำยิงอยู่รอบวัดหรือภายในวัด หรือมีการยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ เนื่องจาก:
"ในขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันและบริเวณดังกล่าวมีผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศอยู่เป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่ปรากฏภาพถ่ายของชายชุดดำมาแสดงแม้แต่ภาพเดียว ทั้งไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการยิงต่อสู้
จากคำให้การของพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสามนายที่ประจำอยู่อาคารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่าเห็นทหารบนรางรถไฟฟ้ากำลังเล็งอาวุธปืนเข้าไปในวัด โดยไม่ปรากฏว่ากำลังต่อสู้กับบุคคลใด พยานได้ยินเสียงปืนดังจากจุดที่ทหารประจำอยู่ แต่ทหารไม่ได้แสดงท่าทีหลบกระสุนแต่ประการใด มีหลักฐานและพยานที่ชี้ชัดว่าตั้งแต่เวลา 15.00 น. ทหารได้เข้าควบคุมพื้นที่รอบแยกราชประสงค์ไว้หมดแล้ว โดยเฉพาะบริเวณถนนพระรามที่ 1”
"สำหรับการกล่าวอ้างว่าได้พบอาวุธจำนวนมากในวัดปทุมฯ และพื้นที่ใกล้เคียง ศาลเห็นว่าไม่น่าเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นอาวุธของกลางภายในวัดปทุมและพื้นที่บนถนนพระรามที่ 1 เพราะไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่หน่วยงานใดได้ส่งอาวุธของกลางไปส่งพิสูจน์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจหาลายนิ้วมือแฝงและดีเอ็นเอ อีกทั้งของกลางดังกล่าวก็ไม่ได้ตรวจยึดในวันเกิดเหตุทันที อีกทั้งการตรวจยึดของกลางได้กระทำหลังเกิดเหตุแล้วเป็นเวลาหลายเดือน การตรวจยึดของกลางดังกล่าวจึงมีข้อพิรุธ ศาลจึงวินิจฉัยว่าการเสียชีวิตของทั้ง 6 คนเป็นผลจากการกระทำของทหาร”
คอป. ยังละเลยคำให้สัมภาษณ์ของผู้สื่อข่าวไทยและเทศที่อยู่ในที่เกิดเหตุที่ระบุว่าทหารยิงอย่างไม่เลือกหน้า นี่เป็นส่วนหนึ่งของคำให้สัมภาษณ์ของผู้สื่อข่าว ตปท. ตามรายงานขององค์กร Reporters Without Borders ที่ชื่อ “ประเทศไทย ใบอนุญาตสั่งฆ่า” (Thailand Licence to Kill)
"เรามีแนวโน้มที่จะคิดว่ากฎการใช้กำลังของกองทัพไทยอนุญาตให้ทหารยิงพลเรือนคนไหนก็ตามที่อยู่ในเขตพื้นที่ของคนเสื้อแดง ไม่ใช่แค่คนที่ติดอาวุธ ผมเห็นผู้ชุมนุมเสื้อแดงไร้อาวุธจำนวนมากถูกฆ่าหรือได้รับบาดเจ็บจากกระสุนที่ทหารเป็นผู้ยิง เราไม่สามารถถามความคิดเห็นใดๆ จากเจ้าหน้าที่ทหารในประเด็นเรื่องกฎการใช้กำลังนี้ได้เลย... ใครก็ตามที่อยู่ในเขตเสื้อแดง รวมทั้งนักข่าว เสี่ยงที่จะถูกฆ่าหรือได้รับบาดเจ็บ สิ่งนี้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นอีกในวันสุดท้าย”
ช่างภาพชาวไทยของนสพ.เนชั่น ซึ่งบาดเจ็บจากการถูกยิงบริเวณถ.ราชปรารภในบ่ายวันที่ 15 พค.กล่าวว่า “ผมอยู่กับผู้ชุมนุมประมาณ 50 คน ซึ่งพยายามจะเคลื่อนเข้าไปใกล้ทหาร คนเสื้อแดงใช้ยางรถยนต์เป็นเกราะป้องกัน แต่พวกเขาไม่มีอาวุธ จู่ๆ ทหารก็ยิงกระสุนจริงเข้ามา ทีแรกผมคิดว่าเป็นแค่การยิงขู่ แต่พวกเขายังคงใช้อาวุธอัตโนมัติระดมยิงไม่หยุด ผมเริ่มออกวิ่งเพื่อหาที่หลบ แต่ถูกยิงก่อนจะถึงที่หลบภัยไม่กี่เซนติเมตร... ผมสามารถพูดได้ว่าผมถูกยิงอย่างจงใจ ตอนที่ทหารบุกโจมตี ผมอยู่ไกลจากกลุ่มผู้ชุมนุมเกินกว่าที่ใครจะสามารถอ้างได้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ เป็นไปได้ว่าทหารไม่ต้องการให้ผมถ่ายภาพ”
การยิงในลักษณะนี้จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ในช่วงปฏิบัติการ “กระชับวงล้อม” (14-19 พ.ค.) ผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนไม่น้อย ไม่ได้เป็นผู้ชุมนุม แต่เป็นผู้โชคร้ายที่สัญจรอยู่ในพื้นที่ของปฏิบัติการทางทหารพอดี
กรณีการวางเพลิงสถานที่ต่างๆ รายงาน คอป.ไม่ลังเลที่จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเป็นฝีมือของผู้ชุมนุม เช่น กรณีเซ็นทรัลเวิร์ด คอป.ย้ำว่าพบผู้ชุมนุมและชายใส่ชุดสีดำอยู่ในตัวอาคารถึงสี่จุด โดยเห็นว่าเป็นผลจากการปลุกปั่นยั่วยุของแกนนำ นปช. ที่ให้ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรงและเผาสถานที่หลายครั้งหลายหน คอป.จึงสรุปว่า “ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้กระทำหรือเกี่ยวข้อง” คอป. ยังย้ำข้อมูลจากฝ่ายทหารว่า ในระหว่างที่อาคารเซ็นทรัลเวิร์ดกำลังลุกไหม้ “เจ้าหน้าที่ทหารได้รับคำสั่งให้ถอนกำลังกลับทันทีเนื่องด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย” ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถเข้าควบคุมพื้นทีบริเวณดังกล่าวได้ในเวลาหลัง 21.00 น.”
นอกจากคำวินิจฉัยของศาลในกรณี 6 ศพวัดปทุมข้างต้นที่ชี้ชัดว่าทหารสามารถควบคุมพื้นที่สี่แยกราชประสงค์และถนนพระรามที่ 1 ได้ตั้งแต่เวลา 15.00 น. (นปช.ประกาศสลายการชุมนุมเวลาประมาณ 13.00 น.) ยังมีหลักฐานภาพถ่ายและวิดีโอบันทึกภาพมากมายในโลกออนไลน์ที่ชี้ว่าทหารสามารถยึดพื้นที่ดังกล่าวได้ตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้ว แต่น่าเสียดายที่ คอป. กลับละเลยข้อเท็จจริงเหล่านี้
กรณีการวางเพลิงสถานที่ต่างๆ มีความเป็นไปได้ที่ในบางกรณีอาจเป็นฝีมือของผู้ชุมนุม แต่ไม่ใช่ในทุกกรณีอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกรณีสำคัญ เช่น การเผาเซ็นทรัลเวิล์ด คนจำนวนมากเชื่ออย่างสนิทใจว่าคนเสื้อแดงเป็นผู้เผาเซ็นทรัลเวิล์ด แต่ในที่สุดในวันที่ 4 กย. 2557 ศาลอุทธรณ์ได้ยกฟ้องตามศาลชั้นต้นข้อหาวางเพลิงกับผู้ชุมนุมเสื้อแดง 2 คนคือ นายสายชล แพบัว และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ หลักฐานสำคัญที่สนับสนุนความบริสุทธิ์ของคนทั้งสองคือพยานบุคคลคือ พ.ต.ท.ชุมพล บุญประยูร ที่ปรึกษาด้านการป้องกันอัคคีภัยของบริษัทเซ็นทรัลพัฒนาที่ระบุว่า
"ตลอดเวลา 2 เดือนเต็มๆเราได้ประสานไมตรีกับผู้ชุมนุมมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะพวกการ์ดแทบจะรู้จักกันทุกคน แต่ในวันเกิดเหตุเผาเซ็นทรัลเวิลด์ขอบอกว่าไม่เห็นหน้าคนเหล่านั้นเลย มีแต่พวกที่เรียกตัวเองว่ากองกำลังไม่ทราบฝ่าย กลุ่มนี้แหละที่เขาบอกว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นผู้ก่อการร้ายที่แม้แต่ตำรวจและทหารก็ไม่กล้าแตะ ถ้าแตะมันก็ต้องมีศพกันบ้างหละ แต่นี่ไม่ คนกลุ่มนี้เข้าออกในที่เกิดเหตุโดยไม่มีใครกล้าทำอะไรพวกเขา เจ้าหน้าที่มีข้อมูลทุกอย่างแต่ทำไมถึงจับคนร้ายไม่ได้"
พ.ต.ท.ชุมพลยังยืนยันว่าเมื่อแกนนำ นปช. ประกาศสลายการชุมนุม เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าควบคุมพื้นที่ของห้างและบริเวณรอบเซ็นทรัลเวิล์ดไว้หมด และเขาปิดท้ายว่า “ไม่มีที่ไหนในโลกหรอกที่เขาไม่เคลียร์พื้นที่ให้กับทีมดับเพลิง ตั้งแต่เย็นไม่มีใครเคลียร์พื้นที่ให้ ปล่อยให้มันไหม้ได้อย่างนั้น”
ที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งคือ คอป.ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการวางเพลิงสถานที่ราชการในต่างจังหวัด แต่ก็สามารถเขียนในลักษณะที่ทำให้ผู้อ่านเชื่อว่าเป็นฝีมือของผู้ชุมนุม หาก คอป.ได้พยายามตรวจสอบหลักฐานและพยานที่จนท.ใช้ในการดำเนินคดี คอป. ก็จะเห็นได้ไม่ยากว่าหลายคดีมีความคลุมเครือและขัดแย้งอย่างมาก ซึ่งชี้ให้เห็นถึงปัญหาของกระบวนการยุติธรรมของไทยที่มีอคติทางการเมืองแฝงอยู่อย่างชัดเจน
.........
นอกจากนี้ บทความของ Duncan McCargo และนฤมล ทับจุมพล ระบุว่า คอป.ขาดความเป็นกลางและอิสระในการทำหน้าที่ค้นหาความจริง ไม่พยายามปิดบังอคติและความไม่ชอบทักษิณ ผลงานของ คอป.ไม่เข้านิยามมาตรฐานคณะกรรมการค้นหาความจริง อีกทั้งการแสวงหาความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านก็ไม่มีอยู่จริง
เพราะผู้ที่ก่อตั้ง คอป.คือรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เป็นคู่กรณีโดยตรง รบ.อภิสิทธิ์และผู้นำกองทัพที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุม ยังคงมีอำนาจต่อไป ไม่มีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย ที่จะอำนวยให้การทำงานของคณะกรรมการเป็นอิสระและยุติธรรมแก่เหยื่อได้จริง
สุดท้าย แม็คคาร์โกและนฤมลได้เปรียบเทียบรายงานของ คอป. กับของ ศปช. เขาเห็นว่าแม้ ศปช. เป็นคณะทำงานที่ไม่เป็นทางการและใช้งบประมาณน้อยกว่ามาก รายงานของ ศปช. กลับมีคุณภาพที่ใกล้เคียงกับนิยามของการเป็นคณะกก.แสวงหาความจริงมากกว่า ในแง่ที่ให้ความสำคัญกับมุมมองของเหยื่อและการละเมิดสิทธิของประชาชนโดยรัฐ
ใครจะลืมก็ลืมไป ใครอยากคบกับคนพวกนี้ก็ตามสบาย แต่ฉันไม่มีวันลืมว่าใครบ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เขียนใบอนุญาตให้ฆาตกรลอยนวล จนวันนี้คำขอโทษสักคำก็ไม่มี




"ปราจีนฯ" เมืองสารพิษ ปัญหากองขยะพิษในหลายพื้นที่ของจังหวัดปราจีนบุรี ข้อสังเกตเกี่ยวกับขบวนการลักลอบการนำเข้ามาภายในประเทศ และการเข้าไปตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

 
https://www.facebook.com/reel/2080449366171096

SOFT POWER นครนายก
Yesterday
·
"ปราจีนฯ" เมืองสารพิษ
วิกฤตขยะอุตสาหกรรม (23 ต.ค. 69)
ปัญหากองขยะพิษในหลายพื้นที่ของจังหวัดปราจีนบุรี ข้อสังเกตเกี่ยวกับขบวนการลักลอบการนำเข้ามาภายในประเทศ และการเข้าไปตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
เพ็ญโฉม แช่ตั้ง : ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ
ผู้ดำเนินรายการ : วราวิทย์ ฉิมมณี



โศกนาฏกรรมตากใบเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2547 ผ่านมาเป็นเวลา 22 ปี แล้ว ในทางคดีอาญา ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้รับผิดชอบคนใดถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกหรือมีความผิดทางกฎหมาย จากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมตากใบเลยครับ แม้เวลาจะผ่านมากว่า 20 ปีก็ตาม


The Momentum

18 hours ago
·
25 ตุลาคม 2547
โศกนาฏกรรม ‘ตากใบ’
.
วันที่ 25 ตุลาคม 2547 เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 85 ราย กลายเป็นรอยร้าวระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน
.
โศกนาฏกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร โดยมี พลเอก สัมพันธ์ บุญญานันต์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นผู้บัญชาการทหารบก และพลโท พิศาล วัฒนวงษ์คีรี เป็นแม่ทัพภาคที่ 4
.
ขณะที่เกิดเหตุเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จประทับ ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส ห่างจากอำเภอตากใบประมาณ 30 กิโลเมตร
.
จุดเริ่มต้นมาจากการที่ชาวบ้านรวมตัวชุมนุมหน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) จำนวน 6 คน ซึ่งถูกจับกุมในข้อหายักยอกอาวุธปืนของทางราชการ ชาวบ้านบางส่วนไม่เชื่อว่าบุคคลทั้งหกกระทำผิดตามข้อกล่าวหา
.
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเข้าสลายการชุมนุม โดยใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนจริง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 7 ราย โดย 5 รายมีบาดแผลจากกระสุนบริเวณศีรษะ
.
หลังสลายการชุมนุม เจ้าหน้าที่บังคับให้ผู้ชุมนุมนอนคว่ำกับพื้น และแยกผู้หญิงออกจากพื้นที่ ส่วนผู้ชายจำนวน 1,370 คนถูกสั่งให้ถอดเสื้อ มัดมือไพล่หลัง และนอนคว่ำซ้อนกันบนรถบรรทุกทหาร (รถ GMC) เพื่อนำตัวไปควบคุมที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 150 กิโลเมตร
.
แม้จะมีรถบรรทุกเพียงประมาณ 20 คัน แต่เจ้าหน้าที่กลับต้องขนย้ายผู้ชุมนุมทั้งหมด โดยมีรายงานว่าคำสั่งในขณะนั้นคือ ‘ขนไปให้หมด’ ทำให้ผู้ถูกควบคุมตัวต้องนอนซ้อนกันบนรถคันเดียวถึง 4-5 ชั้น การเดินทางใช้เวลานานกว่า 6 ชั่วโมง และสภาพการขนส่งที่แออัดทำให้ผู้ถูกควบคุมตัวจำนวนมากขาดอากาศหายใจ
.
เมื่อเดินทางถึงค่าย พบว่ามีผู้เสียชีวิตระหว่างการขนย้าย 78 ราย เมื่อนับรวมผู้เสียชีวิต 7 รายในที่เกิดเหตุ จึงมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 85 ราย
.
แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ไม่มีบาดแผลรุนแรงที่บ่งชี้ว่าเสียชีวิตจากการปะทะ โดยมีข้อสันนิษฐานว่า การขาดอากาศหายใจและสภาพการขนส่งที่แออัดเป็นปัจจัยสำคัญ ขณะเดียวกัน การเดินทางที่ยาวนานและการที่ผู้ถูกควบคุมตัวจำนวนหนึ่งอยู่ในช่วงถือศีลอดก็เป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึงในขณะนั้น
.
วันถัดมา ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิต แต่กล่าวว่าเหตุการณ์เกิดจากการขาดอากาศหายใจ เนื่องจากผู้ถูกควบคุมตัวอดอาหาร อดน้ำ ตากแดด และต้องเบียดเสียดกันบนรถเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวไม่ได้ทำให้ข้อสงสัยของสังคมหมดไป และยิ่งทำให้เกิดเสียงเรียกร้องให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง
.
ในเดือนธันวาคม 2548 คณะกรรมการ 11 คนที่รัฐบาลแต่งตั้งขึ้นเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงรายงานว่า การสลายการชุมนุมมีข้อผิดพลาดหลายประการ ทั้งการใช้กำลังติดอาวุธและกระสุนจริง รวมถึงการนำกำลังทหารเกณฑ์และทหารพรานเข้าปฏิบัติการ นอกจากนี้ ผู้บังคับบัญชายังบกพร่องในการควบคุมดูแลการลำเลียงผู้ชุมนุม โดยปล่อยให้เจ้าหน้าที่ระดับผู้น้อยดำเนินการ ทั้งที่วิธีการขนย้ายไม่เหมาะสมและไม่เป็นไปตามหลักปฏิบัติที่ควรจะเป็น
.
ขณะเดียวกันผลสอบของคณะกรรมการยังระบุถึงความผิดของนายทหารชั้นผู้ใหญ่ 3 นาย ได้แก่
.
1. พลโท พิศาล วัฒนวงษ์คีรี แม่ทัพภาคที่ 4 ในขณะนั้น เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง ขาดความรับผิดชอบในฐานะผู้บังคับบัญชา
.
2. พลตรี สินชัย นุตสถิตย์ รองแม่ทัพภาคที่ 4 ในขณะนั้น เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง ปฏิบัติงานไม่ครบถ้วนตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาจากกรณีพบว่า ในรถบรรทุกมีคนตาย แต่กลับมิได้มีคำสั่งหรือดำเนินการใดๆ
.
3. พลตรี เฉลิมชัย วิรุฬห์เพชร ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 5 ในขณะนั้น ผู้ควบคุมกำลังและเป็นหน่วยภาคยุทธวิธีในการสลายการชุมนุมที่สถานีตำรวจภูธรตากใบ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง ปฏิบัติงานไม่ครบถ้วนตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา
.
ในอีกด้านหนึ่ง คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ร่วมมือกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและสภาทนายความฯ จัดตั้ง ‘ศูนย์นิติธรรม’ เพื่อให้การช่วยเหลือด้านคดีความแก่ประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ รวมถึงช่วยหาทนายความมาให้ความรู้และให้คำปรึกษาเรื่องคดีความแก่ประชาชนในพื้นที่ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ใน 3 คดีสำคัญ ได้แก่
.
1. คดีผู้ต้องหาในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายจำนวน 58 ราย ซึ่งภายหลังอัยการถอนฟ้อง
2. คดีผู้ชุมนุมที่ตากใบเสียชีวิต 85 ราย
3. คดีแพ่งเรียกค่าเสียหายจากการตายโดยการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ
.
ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐพยายามช่วยเหลือเยียวยาทั้งช่วยค่าทำศพแก่ญาติและครอบครัวผู้สูญเสีย ตลอดจนให้ทุนเด็กกำพร้า 64 คน แต่ก็ไม่สามารถชดเชยความทุกข์ยากและความเจ็บปวดระหว่างการเป็น ‘จำเลย’ ต้องคดีความที่ผ่านมาได้
.
เดือนมิถุนายน 2555 ศาลอุทธรณ์ปฏิเสธโอกาสของผู้เสียหายจากกรณีตากใบอีกครั้งในการเรียกร้องความยุติธรรม ขอไต่สวนการตายของเหยื่อบนรถบรรทุกทั้งหมด โดยมีคำสั่งยกคำร้องต่อการอุทธรณ์คำสั่งไต่สวนการตายเมื่อปี 2552 เนื่องจากคำสั่งศาลจากการไต่สวนการตายเมื่อเดือนตุลาคม 2547 ระบุเพียงว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงปฏิบัติหน้าที่ทางราชการ ซึ่งหมายความว่า ไม่มีใครถูกลงโทษจากปฏิบัติการครั้งนี้ และยังคงเป็นอีกอาชญากรรมโดยรัฐที่เจ้าหน้าที่ทุกคนลอยนวลพ้นผิด
.
ต่อมาเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ทักษิณตอบคำถามสั้นๆ ในแอปพลิเคชัน Clubhouse หลังจากมีผู้ถามถึงเหตุการณ์ตากใบว่า “รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่ตอนนั้นอยู่ในการควบคุมทหาร ผมได้รับรายงานก็เสียใจ จำไม่ค่อยได้ เสียใจ”
.
คำพูดของทักษิณอาจดูเหมือนปัดความรับผิดชอบ แต่ปริศนายังคงดำรงอยู่จนถึงวันนี้ว่า มีเหตุใดที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องรีบเคลียร์พื้นที่ ใครคือผู้สั่งการตัวจริง และเพราะเหตุใดเรื่องนี้จึงจบด้วยการ ‘ลอยนวลพ้นผิด’ ทั้งที่อีกหลายเรื่องหลายคดีในยุคทักษิณนั้น ทักษิณและคณะรัฐมนตรีก็ถูกกระบวนการยุติธรรมเอาผิดแทบทั้งสิ้น
.
หรือเรื่องนี้อาจไม่เกี่ยวกับทักษิณโดยตรง หรือเรื่องนี้อาจมีผู้เกี่ยวข้องมากเกินไปโดยเฉพาะ ‘ฝ่ายทหาร’ ทำให้การสืบสวนหาข้อเท็จจริงไม่เคยไปถึง
.
อย่างไรก็ตาม แม้ในเวลาต่อมามีความพยายามจากหลายภาคส่วนขอให้รัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ต่ออายุความคดีตากใบ แต่ด้วยปัญหาทางข้อกฎหมาย ภายหลังจากที่รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงทำให้การต่ออายุคดีไม่เป็นผล
.
“ในฐานะนายกฯ วันนี้ก็รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก และขอโทษในนามของรัฐบาลด้วย ก็จะทำให้ดีที่สุด ไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก” แพทองธารแถลงขอโทษและแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ตากใบในวันที่ 24 ตุลาคม 2567 ก่อนที่คดีความจะครบกำหนดในวันต่อมา
.
และเมื่อถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2567 หลังจากครบ 20 ปีนับจากวันที่เกิดเหตุ คดีนี้ก็สิ้นสุดลงไป โดยไม่มีจำเลยมาปรากฏตัวต่อศาล ทำให้ศาลไม่สามารถไต่สวน และจำต้องยกฟ้องไปในที่สุด


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1586158426891535&set=a.654659416708112
.....



ประชาไท Prachatai.com
16 hours ago
·
(รีโพสต์) บทสัมภาษณ์ 22 ปีที่แล้ว หลังเหตุการณ์สลายการชุมนุม 'ตากใบ' หนึ่งในผู้ถูกกวาดต้อนเล่าประสบการณ์ตรงกับประชาไท ตั้งแต่ปี 2547 เกิดอะไรขึ้นบนรถ 6 ล้อทหารสายตากใบ – ค่ายอิงคยุทธฯ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 78 ศพ
.
"รถคันที่ผมขึ้นไป มีด้วยกันประมาณ 60 คน เป็นรถ 6 ล้อ มีผ้าใบคลุม มีคนตาย 12 คน "
.
"ตอนที่รถเบรก พวกเราก็ไถลไปข้างหน้า แต่ละครั้งเจ็บมาก เหมือนเขาต้องการทรมานให้ตายไปเลย"
.
ปฏิบัติการของแต่ละหน่วย แต่ละช่วงแตกต่างกันอย่างไร และอาจต้องเข้าใจเบื้องต้นว่า อารมณ์ของสังคมและเจ้าหน้าที่ต่อคนในพื้นที่นั้นต่างจากปัจจุบันซึ่งมีส่วนพัฒนาขึ้น
.
อ่านต่อ
ประชาไท Prachatai.com
·
Author

แฉเบื้องหลัง 78 ศพทริปมรณะตากใบ-อิงคยุทธฯ
.
อ่านเพิ่มเติมที่ : https://prachatai.com/journal/2004/11/994



ตรรกะวิบัติ AI ก็รู้


ฐานเศรษฐกิจ
October 23
·
ตลาดเมล็ดพันธุ์ไทยมูลค่า 1-2 หมื่นล้านบาท จับตาปมแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชและการเข้าเป็นภาคี UPOV 1991 หวั่นกระทบแรงจูงใจลงทุนวิจัยและพัฒนาพันธุ์ใหม่ ท่ามกลางเป้าหมายผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ระดับภูมิภาค (Seed Hub) มูลค่า 5 หมื่นล้านบาท
.
ผศ.ดร.ปิยะ กิตติภาดากุล นายกสมาคมปรับปรุงพันธุ์และขยายพันธุ์พืชแห่งประเทศไทย ระบุว่า การคุ้มครองพันธุ์พืชเป็นกลไกสร้างแรงจูงใจในการลงทุนวิจัย ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตร โดยการปรับปรุงกฎหมายต้องพิจารณาข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และผลกระทบต่อเกษตรกร ควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์
.
กรณีกะเพรา 4 สายพันธุ์ที่จดทะเบียนขอรับความคุ้มครอง ย้ำว่าการได้รับสิทธิคุ้มครองไม่ได้หมายถึงการผูกขาดพืชชนิดนั้นทั้งหมด หรือห้ามบุคคลอื่นปลูกได้โดยไม่มีข้อจำกัด ต้องพิจารณาขอบเขตสิทธิและข้อยกเว้นตามกฎหมายเป็นรายกรณี
.
ปัจจุบันไทยมีพันธุ์พืชที่สามารถยื่นขอรับความคุ้มครองมากกว่า 107 ชนิด ขณะที่ UPOV 1991 กำหนดระยะเวลาคุ้มครองขั้นต่ำโดยทั่วไปไม่น้อยกว่า 20 ปี และไม่น้อยกว่า 25 ปีสำหรับไม้ยืนต้นและไม้เลื้อย ส่วนกฎหมายไทยกำหนดระยะเวลาคุ้มครอง 12 ปี 17 ปี และสูงสุด 27 ปี ตามประเภทพืช
.
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การหาจุดสมดุลระหว่างการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ กับการรักษาสิทธิของเกษตรกรและการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทย
.
อ่านต่อ..https://www.thansettakij.com/eco.../trade-agriculture/672087
.....

Atukkit Sawangsuk
ชง teen ดีเนอะ
.....

มุมมองในภาพดังกล่าวมีข้อบกพร่องทางตรรกะที่เรียกว่า การเปรียบเทียบที่ไม่สมเหตุสมผล (False Analogy / False Equivalence) เนื่องจากเป็นการนำสถานะทางกฎหมายและสิทธิของมนุษย์ ไปเทียบเคียงกับทรัพยากรชีวภาพหรือพันธุ์พืช ซึ่งมีข้อบกพร่องทางตรรกะดังนี้:

สิทธิมนุษยชนกับสิทธิในทรัพย์สิน: ลิซ่าเป็นมนุษย์ที่มีความเป็นบุคคลตามกฎหมาย มีสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย และมีสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการเป็นเจ้าของแรงงานและความสำเร็จของตนเอง การนำตรรกะนี้ไปใช้กับพันธุ์พืชหรือทรัพยากรพันธุกรรมถือเป็นการปะปนกันระหว่างเสรีภาพของมนุษย์กับทรัพย์สินทางปัญญาและทรัพย์สินทางกายภาพ

อธิปไตยของชาติและทรัพยากรสาธารณะ: ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ (เช่น อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ) และกฎหมายภายในประเทศ ทรัพยากรชีวภาพและพันธุพืชพื้นเมืองมักถูกมองว่าเป็นเรื่องของอธิปไตยแห่งรัฐหรือมรดกของแผ่นดิน ในทางตรงกันข้าม ความสามารถส่วนบุคคลและการพัฒนาอาชีพของมนุษย์ไม่ได้ถือเป็นทรัพย์สินทางชีวภาพหรือวัตถุที่รัฐเป็นเจ้าของ

รากฐานของการสร้างสรรค์: แม้ความสำเร็จของลิซ่าจะมาจากความสามารถและการฝึกฝนส่วนบุคคล แต่การปรับปรุงพันธุ์พืชโดยทั่วไปมักจะต้องอาศัยเชื้อพันธุกรรมพื้นเดิม ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยของรัฐและสังคม ทำให้พลวัตความเป็นเจ้าของแตกต่างจากแรงงานส่วนบุคคลของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง




บทความ ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย(Ep.1): ชัยชนะของฝ่ายอนุรักษ์นิยมจริงหรือ? ถามได้น่าสนใจ (ถ้าคำว่า "ชัยชนะเพื่อฝ่ายอนุรักษ์นิยม" (A Victory FOR Conservatives) หมายถึง"การรุมกินโต๊ะฝ่ายก้าวหน้า"ที่ผลของการเลือกตั้งช่วยให้ชนชั้นนำและกลุ่มอนุรักษ์นิยมบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ในการรักษาสถานะเดิมและโครงสร้างอำนาจเดิมไว้ได้ นั่น "ใช่เลย")

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1576546894513194&set=a.651801356987757

ThaiPublica
10 hours ago
·
ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย(Ep.1): ชัยชนะของฝ่ายอนุรักษ์นิยมจริงหรือ?
.
| เกาะกระแส | การเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ถือเป็นหมุดหมายและจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อพรรคภูมิใจไทย (BJT) ภายใต้การนำของ ‘นายอนุทิน ชาญวีรกูล’ สามารถสร้างปรากฏการณ์ด้วยการกวาดที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้ถึง 193 จาก 500 ที่นั่ง ทิ้งห่างพรรคคู่แข่งสำคัญอย่างพรรคประชาชน (People’s Party – PP) และพรรคเพื่อไทยอย่างขาดลอย ชัยชนะอันแลดูยิ่งใหญ่นี้ทำให้สื่อมวลชนระดับโลกและสำนักข่าวหลายแห่งต่างขนานนามและวิเคราะห์ตรงกันว่า นี่คือ “การฟื้นคืนชีพและความชัยชนะครั้งสำคัญของฝ่ายอนุรักษ์นิยม” (Conservative Resurgence) นับตั้งแต่เข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา
.
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงสามปีหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2566 ซึ่งพรรคก้าวไกล (พรรคต้นแบบของพรรคประชาชนในเวลาต่อมา) เคยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายและสามารถกุมหัวใจของคนรุ่นใหม่ได้ ในตอนนั้น พรรคก้าวไกลได้ชูธงปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ ท้าทายสถานะเดิม (Status Quo) ของกลุ่มอนุรักษ์นิยมอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 การปฏิรูปกองทัพ และการล้างมรดกคณะรัฐประหารปี 2557 ชัยชนะของฝ่ายก้าวหน้าในอดีตจึงถูกมองว่าเป็น “ฉันทามติของประชาชน” ที่ต้องการรื้อถอนโครงสร้างอำนาจเดิม จนทำให้ฝ่ายชนชั้นนำและเครือข่ายอนุรักษ์นิยมต้องผนึกกำลังกันสกัดกั้นอย่างเต็มที่
.
ทว่า บรรยากาศทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งปี 2569 กลับพลิกผัน กระแสปฏิรูปเริ่มแผ่วลงหลังจากพรรคฝ่ายก้าวหน้าต้องเผชิญกับคดีความทางกฎหมายและการยุบพรรค ขณะเดียวกัน ปัจจัยด้านความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในปี 2568 ก็ได้จุดกระแสชาตินิยมให้พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยถือโอกาสปรับภาพลักษณ์พรรคครั้งใหญ่ กลายเป็นที่พึ่งพิงอันดับหนึ่งของขั้วอำนาจเก่า จนนำมาสู่ชัยชนะอันน่าทึ่งในที่สุด
.
บทวิเคราะห์เชิงลึกชิ้นนี้กลับตั้งคำถามชวนคิดว่า ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยแท้จริงแล้ว “ไม่อาจถือเป็นชัยชนะของอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม” แม้ในท้ายที่สุดผลลัพธ์ของมันจะเอื้อประโยชน์และเป็นชัยชนะเพื่อกลุ่มอนุรักษ์นิยมก็ตาม
.
อ่านเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
บทวิเคราะห์โดย ณพล จาตุศรีพิทักษ์

https://thaipublica.org/2026/10/napon-jatusripitak-bhumjaithais-victory-a-conservative-win/
.....

สรุปบทความ "ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย (Ep.1): ชัยชนะของฝ่ายอนุรักษ์นิยมจริงหรือ?" โดย ณพล จาตุศรีพิทักษ์ (เรียบเรียงจากบทวิเคราะห์ของสถาบัน ISEAS – Yusof Ishak Institute) ดังนี้
บริบทและที่มา

บทความวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ซึ่ง พรรคภูมิใจไทย (BJT) ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ประสบความสำเร็จอย่างทวีคูณโดยชนะสภาผู้แทนราษฎรได้ถึง 193 จาก 500 ที่นั่ง ทิ้งห่างพรรคประชาชน (PP) และพรรคเพื่อไทย

แม้สื่อระดับโลกจะมองว่านี่คือ “การฟื้นคืนชีพและความชัยชนะของฝ่ายอนุรักษ์นิยม” (Conservative Resurgence) เพื่อสกัดกั้นกระแสฝ่ายก้าวหน้า แต่บทวิเคราะห์ชี้ว่า ชัยชนะครั้งนี้แท้จริงแล้วไม่อาจถือเป็นชัยชนะของอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม แม้ในท้ายที่สุดผลลัพธ์จะเอื้อประโยชน์ต่อขั้วอำนาจอนุรักษ์นิยมก็ตาม
การจำแนกชัยชนะฝ่ายอนุรักษ์นิยมผ่าน 3 มิติ

ผู้เขียนตั้งกรอบวิเคราะห์ความซับซ้อนของชัยชนะครั้งนี้ออกเป็น 3 มิติ ได้แก่:

ชัยชนะ โดย ฝ่ายอนุรักษ์นิยม (A Victory BY Conservatives)

การประเมิน: พรรคภูมิใจไทยทำหน้าที่สวมบทบาทนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบในช่วงหาเสียง ทั้งการเปลี่ยนสีสัญลักษณ์เป็น "สีน้ำเงินเข้ม" เพื่อสื่อถึงความจงรักภักดี ประกาศจุดยืนปกป้องสถาบันหลักของชาติ ไม่แก้มาตรา 112 และการแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อกรณีความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาในปี 2568 เพื่อปลุกกระแสชาตินิยม

ชัยชนะ ของ อุดมการณ์อนุรักษ์นิยม (A Victory OF Conservatism)

การประเมิน: มีหลักฐานสนับสนุนประเด็นนี้น้อยมาก คะแนนเสียงส่วนใหญ่ที่พรรคได้รับไม่ได้มาจากประชาชนที่ตื่นตัวหรือโอบรับอุดมการณ์ขวาจัด/อนุรักษ์นิยม แต่มาจากปัจจัยทางการเมืองอื่นและโครงสร้างการจัดการเลือกตั้งของพรรค จึงไม่อาจเรียกว่าเป็น "ฉันทามติของประชาชนที่มีต่ออุดมการณ์อนุรักษ์นิยม" ได้

ชัยชนะ เพื่อ ฝ่ายอนุรักษ์นิยม (A Victory FOR Conservatives)

การประเมิน: ตรงตามมิตินี้อย่างสมบูรณ์ ผลลัพธ์การเลือกตั้งเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มอำนาจและชนชั้นนำดั้งเดิม เพราะสามารถสกัดกั้นพรรคฝ่ายก้าวหน้าไม่ให้ขึ้นมากุมอำนาจรัฐได้ โดยพรรคภูมิใจไทยกลายเป็น "ตัวเลือกสุดท้าย" ของเครือข่ายอนุรักษ์นิยมในการรักษาโครงสร้างอำนาจเดิม

ข้อสรุปสำคัญ

พรรคภูมิใจไทยมิได้คว้าชัยชนะเพราะขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมที่บริสุทธิ์เข้มข้น แต่เอาชนะด้วยกลไกและเครื่องมือทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพ และการวางจุดยืนสอดรับกับสถานการณ์ จนได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายชนชั้นนำ ชัยชนะครั้งนี้จึงเป็น "ชัยชนะเพื่อฝ่ายอนุรักษ์นิยม" มากกว่าจะเป็นชัยชนะที่สะท้อนการตื่นรู้ของ "อุดมการณ์อนุรักษ์นิยม" ในหมู่ประชาชนอย่างแท้จริง

ประเด็น "ชัยชนะเพื่อฝ่ายอนุรักษ์นิยม" (A Victory FOR Conservatives) เป็นหัวใจสำคัญของบทวิเคราะห์ ซึ่งอธิบายถึงความย้อนยอกทางการเมือง โดยชี้ให้เห็นว่าผลลัพธ์ของการเลือกตั้งครั้งนี้ตอบโจทย์และทำหน้าที่คุ้มครองขั้วอำนาจเดิมอย่างไร แม้ตัวพรรคภูมิใจไทยเองไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมบริสุทธิ์ก็ตาม

สามารถขยายความในรายละเอียดได้ดังนี้
1. การสกัดกั้นภัยคุกคามเชิงโครงสร้าง (Containment of the Progressive Challenge)

ผลประโยชน์ขั้นสูงสุดของฝ่ายอนุรักษ์นิยมและชนชั้นนำไทย คือการหยุดยั้งการขยายตัวของฝ่ายก้าวหน้า (พรรคประชาชน/อดีตพรรคก้าวไกล) ที่ชูนโยบายปฏิรูปโครงสร้างเชิงลึก เช่น การแก้ไขมาตรา 112 การปฏิรูปกองทัพ หรือการทลายทุนผูกขาด

การที่พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่งในสภาได้ถึง 193 ที่นั่ง ทำหน้าที่เป็น "เขื่อนกั้นน้ำ" ชิ้นสำคัญที่ป้องกันไม่ให้ฝ่ายก้าวหน้าจัดตั้งรัฐบาลหรือกุมอำนาจรัฐได้สำเร็จ ทำให้โครงสร้างอำนาจและสถาบันหลักของสังคมไทยยังคงปลอดภัยและรักษา Status Quo ไว้ได้

2. บทบาท "ยานพาหนะเฉพาะกิจ" (Pragmatic Vehicle) ของชนชั้นนำ

ในอดีต กลุ่มอนุรักษ์นิยมมักพึ่งพาพรรคที่มีอุดมการณ์ขวาจัดชัดเจน เช่น พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคประชาธิปัตย์ แต่พรรคเหล่านี้เริ่มเสื่อมคลายความนิยมและขาดขีดความสามารถในการชนะเลือกตั้งในระบบสภา

พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเดิมถูกมองว่าเป็นพรรคเน้นการจัดการเชิงเครือข่ายและนโยบายประชานิยม/ปฏิบัตินิยม (Pragmatism) ไม่ได้มีอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมเข้มข้นมาแต่แรก กลับกลายเป็น "ตัวเลือกสุดท้าย" (The Last Resort) ที่มีประสิทธิภาพที่สุด


ฝ่ายอนุรักษ์นิยมจึงยอมรับและหนุนหลังพรรคภูมิใจไทยในฐานะ "เครื่องมือทางการเมือง" ที่ไว้ใจได้ในการปกป้องสถาบันและรักษาเสถียรภาพเดิม
3. การได้รับความไว้วางใจและฉันทามติจากเครือข่ายชนชั้นนำ (Elite Consensus)

บทความชี้ให้เห็นว่า ชัยชนะครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่เครือข่ายชนชั้นนำและกลุ่มผลประโยชน์เดิมส่งสัญญาณสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยอย่างชัดเจนก่อนวันเลือกตั้ง

ดังปรากฏในเหตุการณ์เชิงสัญลักษณ์ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ ก่อนวันเลือกตั้ง ซึ่งตอกย้ำให้ขั้วอนุรักษ์นิยมเห็นว่าพรรคภูมิใจไทยได้รับการยอมรับในฐานะผู้แก้วิกฤตและผู้ปกป้องระเบียบการเมืองเดิม
4. ชัยชนะที่ผลลัพธ์ (Functional Outcome) ไม่ใช่เจตนารมณ์อุดมการณ์ (Ideological Intent)

ข้อสรุปนี้ชี้ว่า แม้ผู้ลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทยอาจจะเลือกเพราะปัจจัยตัวบุคคล การดูแลในพื้นที่ ระบบหัวคะแนน หรือกระแสชาตินิยมเรื่องชายแดน (ไม่ได้เลือกเพราะเลื่อมใสในอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมอย่างเข้มข้น) แต่ "ผลลัพธ์สุทธิ" (Net Effect) ทางการเมือง กลับส่งผลโดยตรงให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด

สรุป: คำว่า "ชัยชนะเพื่อฝ่ายอนุรักษ์นิยม" จึงหมายถึงการที่ผลของการเลือกตั้งช่วยให้ชนชั้นนำและกลุ่มอนุรักษ์นิยมบรรลุเป้าหมายทางการเมือง คือการรักษาสถานะเดิมและโครงสร้างอำนาจเดิมไว้ได้ โดยมีพรรคภูมิใจไทยทำหน้าที่เป็น "ตัวแทนชนะศึก" ให้ แม้ว่าตัวชัยชนะนั้นจะไม่ได้เกิดจากความศรัทธาในอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมของประชาชนก็ตาม




BIOTHAI ตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ไปยังภาครัฐและผู้มีอำนาจตัดสินใจว่า เหตุใดประเทศไทยจึงต้องยอมแก้ไขกฎหมายภายในประเทศตามมาตรฐาน UPOV 1991 เพื่อแลกกับผลประโยชน์ทางการค้า จนอาจนำไปสู่การสูญเสียอธิปไตยทางอาหารและสิทธิเหนือฐานทรัพยากรพันธุกรรมซึ่งเป็นมรดกอันล้ำค่าของคนไทยทั้งชาติ

https://www.facebook.com/biothai.net/posts/1600467702126637
.....

บทความ "พันธุกรรมท้องถิ่นคืออัญมณีของไทย แล้วทำไมเราต้องยอมแก้กฎหมายตาม UPOV1991 ให้ถูกยึดครอง!!" โดยกองบรรณาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI Editorial Team) เผยแพร่เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2026 มีประเด็นสำคัญและข้อวิเคราะห์เชิงวิพากษ์สรุปได้ดังนี้:

1. ทำไม "พันธุกรรมท้องถิ่น" จึงถูกเปรียบเป็น "อัญมณี"

คุณค่าของยีนและดีเอ็นเอ: จากมุมมองของนักพันธุวิศวกรรม (เช่น รศ.ดร.ปิยะศักดิ์ ชอุ่มพฤกษ์) แม้เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่หรือการแข่งขันด้านจีโนม (Genome/Gene Editing) จะดูทันสมัยเพียงใด แต่วัตถุดิบตั้งต้นที่แท้จริงของความหลากหลายทางชีวภาพและยีนที่มีประโยชน์ทั้งหมด ล้วนมาจาก "พันธุกรรมท้องถิ่น" ซึ่งประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่งเปรียบเสมือนขุมทรัพย์หรืออัญมณี

กับดักทางเทคโนโลยี: การวิ่งไล่ตามเทคโนโลยีต่างประเทศโดยไม่มีฐานทรัพยากรของตนเอง เปรียบเสมือนการเดินเข้าสู่วังวนที่ท้ายที่สุดประเทศมหาอำนาจจะใช้สิทธิบัตรยีนและกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญามาผูกขาด และแปลงทรัพยากรดั้งเดิมของเราให้กลายเป็นสินค้ามูลค่าสูงขายกลับมาครอบงำเราอีกทอดหนึ่ง

2. ปัญหาและข้อกังวลต่อการแก้ไขกฎหมายตามอนุสัญญา UPOV 1991

บทความสะท้อนความห่วงใยและแรงกดดันในการเจรจาการค้าเสรี (เช่น FTA ไทย–สหภาพยุโรป) ที่บีบให้ไทยต้องแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน UPOV 1991 ซึ่งกลุ่มภาคประชาชนและนักวิชาการมองว่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ดังนี้:

การสูญเสียสิทธิของเกษตรกร (Farmers' Privilege): UPOV 1991 จำกัดสิทธิเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในฤดูกาลหน้าอย่างเสรี รวมถึงห้ามการแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายเมล็ดพันธุ์อิสระแบบดั้งเดิม ซึ่งจะทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาและซื้อเมล็ดพันธุ์ราคาแพงจากบริษัทข้ามชาติทุกฤดูกาล

การขยายขอบเขตการผูกขาด: สิทธิผูกขาดของบริษัทเมล็ดพันธุ์จะไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเมล็ดพันธุ์ แต่จะขยายครอบคลุมไปถึง "ผลผลิต" และ "ผลิตภัณฑ์" รวมถึงหลักการเรื่องพันธุ์พืชที่พัฒนาต่อยอด (EDV - Essentially Derived Variety) ที่อาจทำให้เกษตรกรหรือนักปรับปรุงพันธุ์อิสระถูกฟ้องร้องได้ง่ายจากการพัฒนาพันธุ์พืชใกล้เคียง

ภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหารและอธิปไตย: การเข้าร่วม UPOV 1991 จะทำลายกลไกการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ (Access and Benefit-Sharing - ABS) ตามอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) เปิดทางให้เกิดภาวะ "โจรสลัดชีวภาพ" (Biopiracy) ที่ทุนผูกขาดสามารถนำพันธุกรรมท้องถิ่นของไทยไปจดทะเบียนสิทธิผูกขาดโดยที่ชุมชนท้องถิ่นผู้รักษาพันธุ์พืชเหล่านั้นมาอย่างยาวนานไม่ได้รับประโยชน์ใดๆ
.....

ลิงก็บทความ
พันธุกรรมท้องถิ่นคืออัญมณีของไทย แล้วทำไมเราต้องยอมแก้กฎหมายตาม UPOV1991 ให้ถูกยึดครอง!!

https://biothai.net/policy/fairtrade/9540




แฉขบวนการ "ข้าราชการสีเทา" หนุนทุนเทา/โรงงานเถื่อน ขนกากพิษ




 

แม่น้ำพิษสู่ความเสี่ยง “ข้าวเป็นพิษ” จากทั้งสารหนูและตะกั่ว รัฐบาลรู้แต่เงียบ อีกหนึ่งความล้มเหลวที่รัฐบาลปล่อยให้ชีวิตของประชาชนต้องเจอกับความเสี่ยง โดยไม่กล้าแตะต้นตอ


Phattarapong Leelaphat - ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์
October 22
·
แม่น้ำพิษสู่ความเสี่ยง “ข้าวเป็นพิษ” จากทั้งสารหนูและตะกั่ว รัฐบาลรู้แต่เงียบ อีกหนึ่งความล้มเหลวที่รัฐบาลปล่อยให้ชีวิตของประชาชนต้องเจอกับความเสี่ยง โดยไม่กล้าแตะต้นตอ

ผลการตรวจข้าวและแกลบที่ปลูกในพื้นที่ที่ใช้ น้ำกกและน้ำสาย พบสารหนู และบางจุดพบตะกั่ว เกินมาตรฐาน และที่น่าเป็นห่วงมาก นี่คือผลตรวจของข้าวฤดูที่แล้ว (ช่วงมีนาคม-พฤษภาคม) ผลเพิ่งออก แต่ตอนนี้ข้าวอยู่ในห้องครัวของใครไปแล้วบ้าง? นี่คือความผิดพลาดของรัฐบาลที่ทำให้เราไม่มีทางหาคำตอบได้เลย

​จากปัญหาแม่น้ำเป็นพิษจากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน ที่เราเจอกันมานานมาก ผมเชื่อว่าทุกคนเห็นภาคประชาสังคมออกมาเรียกร้อง เห็นข่าวปลาเป็นตุ่ม หรือเห็นผมอภิปรายในสภา กันค่อนข้างบ่อย ปัญหานี้ยังไม่หายไปครับ และมันรุนแรงขึ้นทุกวันอย่างช้าๆ โดยที่รัฐบาลนิ่งเฉย จนตอนนี้ผลการตรวจน้ำ ดินปลูก และข้าว ในแปลงที่ใช้น้ำชลประทาน แสดงผลไปในทางเดียวกันว่า อาหารที่เรากิน ข้าวในจานของเรา “มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในทุกๆวัน”

​ถ้าทุกคนจำกันได้ เราเรียกร้องให้มีการเฝ้าระวังการปลูกข้าวที่ใช้น้ำเป็นพิษ และดินปลูกก็เป็นพิษไปด้วยตั้งแต่ปีที่แล้ว เสนอมาตรการแนวทางรับมือจัดการ การปรับปรุงดินก่อนที่เกษตรกรจะปลูก การบำบัดน้ำต้นทางก่อนที่จะใช้ในภาคเกษตรกรรม การสนับสนุนการเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ทนต่อสารโลหะหนัก หรือแม้กระทั่งการเยียวยาเกษตรกรที่ผลผลิตเป็นพิษ แต่ทุกอย่างยังคงนิ่งครับ

​ทำให้เราได้เห็นผลการตรวจ น้ำชลประทานเป็นพิษเพราะใช้น้ำสายและน้ำกกโดยตรง น้ำสายหนักสุดเพราะค่าสารหนูเกินค่าปลอดภัย 28 เท่าและตะกั่วเกิน 5 เท่า ดินที่ใช้ปลูก ตรวจ 20 แปลง เจอสารหนูเกินเกณฑ์ไป 11 แปลง และสุดท้ายผลการตรวจข้าวที่ออกมาเจอทั้งค่าสารหนูที่เกินมาตรฐานและก็เจอตะกั่วที่เกินมาตรฐานด้วย และที่น่ากลัวที่สุด ที่เราเห็นผลกันตอนนี้คือผลของข้าวฤดูกาลที่แล้วที่ผลเพิ่งออก

​ทำไมถึงช้ารู้ไหมครับ? เพราะรัฐบาลไม่จัดงบการตรวจให้กับหน่วยงาน จนหน่วยงานต้องไปดึงงบจากโครงการอื่นมา และก็ต้องรอโครงการนั้นๆดำเนินการให้เสร็จก่อน ถึงจะตรวจข้าวจากแม่น้ำพิษนี้ได้

เท่ากับว่า ตอนนี้ความเสี่ยงตกอยู่ที่ประชาชน ที่เราไม่มีทางรู้เลยว่า ข้าวสารที่อยู่ในครัวของเราตอนนี้ปลอดภัยจริงๆหรือไม่ เราจะเป็นครอบครัวที่ถูกหวยได้ข้าวที่ปนเปื้อนตะกั่วเกินมาตรฐานในพื้นที่น้ำกก มาทำลายสมองลูกๆของเราไหม หรือแจ็กพอตได้ข้าวที่ตรวจพบค่าสารหนูในแกลบสูงลิ่วไหม ซึ่งสะท้อนว่าต้นข้าวดูดสารหนูขึ้นมาสูงมาก เมล็ดข้าวจากแปลงแบบนี้คือสิ่งที่ต้องตรวจทุกแปลงก่อนเข้าตลาด แต่กลับไม่มี

​ย้ำอีกครั้งครับ นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่นี่คือปัญหาความมั่นคงทางชีวิตของประชาชน ที่ตอนนี้ไม่ได้เจอแค่ภาคเหนือ แต่ยังมีภาคอีสาน และภาคใต้อีกด้วย
ระหว่างนี้ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงสามารถช่วยลดความเสี่ยงกันเองได้ครับ โดยการสลับแหล่งข้าวที่ซื้อ และสลับกินแป้งอย่างอื่นบ้าง โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็กหรือคนท้อง หากบ้านไหนกินข้าวที่ปลูกเองในแปลงที่ใช้น้ำกกหรือน้ำสาย สามารถลดความเสี่ยงโดยหุงข้าวแบบใส่น้ำเยอะๆแล้วค่อยรินน้ำออก แทนการใส่น้ำพอดีแล้วรอข้าวแห้ง จะช่วยลดสารหนูในข้าวได้ราวครึ่งหนึ่ง อ้างอิงงานวิจัยของสวีเดน แต่ต้องใช้น้ำสะอาดหุง

​ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาล ที่แม้ว่าในมุมมองของผม จะไม่เหลือความชอบธรรมใดๆแล้ว หากยังเห็นแก่ประชาชน จัดงบฉุกเฉินมาจัดการแผนการตรวจรายแปลงเพื่อรับรองผลผลิตที่ได้มาตรฐานก่อนปล่อยสู่ตลาด และคัดแยกผลผลิตที่ไม่ผ่านมาตรฐานพร้อมเยียวยาให้เกษตรกรแปลงนั้นๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชน และหลังจากฤดูเก็บเกี่ยวนี้ เอาแผนที่เสี่ยงที่ตอนนี้กรมพัฒนาที่ดิน เกษตรอำเภอ/จังหวัด กำลังทำร่วมกับอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามแดน โดยรศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ มากางแล้วประเมินว่าพื้นที่ไหนต้องปรับปรุงดินอย่างไร หรือพื้นที่ไหนต้องสนับสนุนให้เปลี่ยนพืชในการปลูกและทำมาหากิน

​ย้ำนะครับ เกษตรกรไม่ใช่ต้นเหตุ แต่คือผู้เสียหายด่านแรก ทั้งใช้น้ำพิษทำนาและกินข้าวที่ตัวเองปลูกทุกวัน ข้าวส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากแปลงเสี่ยง อย่าเหมารวมหรือเลิกซื้อข้าวจากพื้นที่ไหน การตรวจรายแปลงที่ผมเรียกร้องจึงไม่ได้มีไว้คุ้มครองแค่ผู้บริโภค แต่มีไว้คุ้มครองเกษตรกรด้วย แปลงที่ผ่านมาตรฐานจะได้มีใบรับรองไว้ขายได้ราคา แปลงที่ไม่ผ่านต้องได้รับการเยียวยาเต็มที่ ไม่ใช่ให้ชาวนาแบกภาระแทนรัฐ

หากเห็นแก่ประชาชน ขอให้ทำงาน แต่หากทำงานไม่เป็น อย่าอายที่จะร้องขอ
https://www.facebook.com/photo?fbid=1117920803947012&set=a.157622316643537

Phattarapong Leelaphat - ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์
·
Author

ดูผลการตรวจอย่างละเอียดมีทั้งแบบแผนที่กดดูและแบบตาราง​ ได้ที่เว็บเดิมเลยครับ​ https://waterpollution.disaster-mp.org/









.....

สาเหตุหลักของการปนเปื้อน

จากรายงานและข้อมูลการติดตามปัญหามลพิษข้ามพรมแดน สาเหตุสำคัญของการพบสารหนูและโลหะหนักเกินมาตรฐานในแม่น้ำสายหลัก (รวมถึงแม่น้ำโขง แม่น้ำกก และแม่น้ำสาย) มักมีที่มาจาก:

กิจกรรมการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน: การทำเหมืองแร่และการประกอบกิจการอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำหรือพื้นที่ตอนบนนอกประเทศ ซึ่งปล่อยน้ำทิ้งหรือกากแร่ที่มีโลหะหนักปะปนลงสู่แม่น้ำนานาชาติโดยยังได้รับการบำบัดไม่เพียงพอ

การสะสมข้ามปี: ปัญหามลพิษดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องติดต่อกันหลายปี ส่งผลให้สารพิษตกค้าง สะสมอยู่ในระบบนิเวศแหล่งน้ำ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังดินเพาะปลูก และห่วงโซ่อาหารในพื้นที่




อีกไม่ถึง 2 วัน นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู จะอยู่ต่อหรือจะไป การเลือกตั้งในอิสราเอล จะจัดขึ้นในวันอังคารที่ 27 ตุลาคมนี้







https://x.com/AJEnglish/status/2114180249672114497


 

ย้อนกลับไปอ่าน ‘เจ้าสัวธนินท์’ งาน สัมมนา “Chula Thailand Presidents Summit 2025” แนะ ดึงคนเก่งทั่วโลก 5 ล้านคนเข้าไทย ช่วย ปชช.ร่ำรวย ประเทศชาติมั่นคง



‘เจ้าสัวธนินท์’แนะ ดึงคนเก่งทั่วโลก 5 ล้านคนเข้าไทย ช่วย ปชช.ร่ำรวย ประเทศชาติมั่นคง

4.02.25
มติชนออนไลน์

หมายเหตุ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดสัมมนา “Chula Thailand Presidents Summit 2025” ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) กล่าวปาถกฐาหัวข้อ “Future Thailand: Next Growth”

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นเบอร์ 1 ผลิตแต่คนเก่งๆ ออกมา อาทิ สารัชถ์ รัตนาวะดี ที่อายุยังน้อย และเข้าสู่ธุรกิจพลังงานที่ทันสมัยที่สุด เพราะยังไงก็หนีไม่พ้นเรื่องไฟฟ้า ทั้งปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ซึ่งไฟฟ้ามาจากพลังงานแสงอาทิตย์และน้ำด้วย ที่สำคัญคือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่เป็นธุรกิจในอนาคต มีความยิ่งใหญ่ สะอาดและปลอดภัย อาทิ ในอินโดนีเซีย มาเลเซีย มีกฎหมายที่จะรอรับการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ทันสมัยที่สุดแล้ว แต่ประเทศไทยยัง หากพูดถึงเอไอหรือเรื่องอื่นๆ สิ่งที่ขาดอยู่คือ ไฟฟ้าที่สะอาดและถูกอย่างไฟฟ้านิวเคลียร์ เพราะมองว่าแสงอาทิตย์และลมไม่เพียงพอ

สำหรับการไปลงทุนในต่างประเทศของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ต้องได้ 3 ประโยชน์ คือ 1.ประเทศนั้นต้องได้ประโยชน์ 2.ประชาชนในประเทศนั้นต้องได้ประโยชน์ และ 3.เครือเจริญโภคภัณฑ์จะต้องได้ประโยชน์ เพราะเราผลิตสินค้าให้ประชาชน หากไม่นิยมจะขายสินค้าที่ผลิตออกมาได้อย่างไร จึงมองอนาคตยังแจ่มใสอยู่ แต่ก็มีวิกฤต ซึ่งทุกวิกฤตมีโอกาส ไม่มีราบรื่นไป

เรื่องใกล้ตัวอย่างเศรษฐกิจไทย มองว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยยังมีอนาคต แต่เผอิญว่าเราอยู่ในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งดินฟ้าอากาศปั่นป่วน การเมืองปั่นป่วนเทคโนโลยีที่จะเข้ามาทดแทนเกิดการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น

ประเมินเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างภาคการท่องเที่ยวของไทย วันนี้รัฐบาลทำได้ถูกต้องแล้ว คือ ไม่ต้องมีวีซ่า เพราะเป็นส่วนที่นำเงินเข้ามาในประเทศเร็วที่สุด ประเทศไทยพร้อมแต่พร้อมจริงหรือไม่ ต้องบอกว่ายังไม่ใช่ เพราะต้องมีงบประมาณเพิ่มเติมในการสนับสนุนการท่องเที่ยวมากขึ้น ตั้งเป้าหมายว่าการท่องเที่ยวจะต้องไปอยู่ในระดับไหน คนที่มาเที่ยวเมืองไทยจะเป็นกลุ่มไหน ประเทศไหน ถามว่าเป้าหมายเรามีหรือยัง

นอกจากนี้ เมืองไทยน่าจะเป็นศูนย์การเรียนของโลก เพราะประเทศไทยน่าอยู่ การจะมีมหาวิทยาลัยที่ก้าวทันต่อโลก จะปฏิบัติอย่างไรให้เกิดขึ้นจริง เพราะจะดึงดูดคนมาเรียนเมืองไทยได้มากขึ้นแน่นอน ได้ทั้งคนเก่งเข้ามาในประเทศไทย เกิดเม็ดเงินเข้าเมืองไทยอีกมหาศาล ไม่แพ้การท่องเที่ยวในระยะยาว เพราะฉะนั้นฝากรัฐบาล ท่องเที่ยวต้องตั้งเป้าหมาย ตั้งงบประมาณ ต้องปลอดภัย

อีกเรื่องที่ไทยได้เปรียบคือ ภาคการเกษตร การที่ทั่วโลกปั่นป่วน เกิดแผ่นดินไหว หรือพายุไต้ฝุ่น ประเทศไทยไม่เคยเกิดภัยพิบัติอย่างรุนแรงเหล่านี้ แม้จะเฉียดไปเฉียดมาระหว่างไทย มีเพียงน้ำท่วมและภัยแล้งเท่านั้น โดยแนะนำนอกจากนี้งบประมาณทำถนน น่าจะนำมาจัดรูปที่ดิน ทำชลประทาน พร้อมกับถนน เพื่อป้องกันน้ำท่วม ขณะนี้ยังไม่เห็นการเอาจริงเอาจังกับระบบชลประทาน หากมีชลประทาน น้ำแล้งจะไม่เกิด น้ำท่วมก็จะไม่เกิด

ไทยมีคนเก่งเรื่องน้ำมากมาย แต่ยังไม่มีนโยบายและงบประมาณในการพัฒนาการสร้างเขื่อน หรือชลประทานเพิ่มแหล่งกักเก็บน้ำเข้าไร่นาภาคการเกษตร หากทำแบบนี้ผลผลิตทางการเกษตรจะเพิ่มขึ้น 5 เท่า

ทุกวันนี้ทุกอย่างใช้เทคโนโลยี ตั้งแต่เรื่องพันธุ์พืช การนำเอไอเข้ามาช่วยพัฒนา หากคนยังไม่พร้อม นำคนเก่งจากทั่วโลกเข้ามาช่วยก็ได้ ตามด้วยเรื่องปุ๋ย เพราะต้องมีอาหาร พันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์ตอบโจทย์พันธุ์สัตว์ ต้องใช้เทคโนโลยีสูงเช่นกัน เพื่อให้โตเร็ว ภาคเกษตรจะใช้เทคโนโลยีมากที่สุด อย่างโดรน ตอนนี้บริษัทใช้แล้ว ทั้งในไทย จีน และรัสเซีย

ด้านสัตว์ต้องมีอาหารและพันธุ์ของตัวเอง เลี้ยงเหมือนคน นำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ อาทิ หากป่วย ติดโรค ต้องป้องกัน ต้องมีสัตวแพทย์ ต้องใช้หุ่นยนต์ช่วย ไม่มีคนมาเกี่ยวข้องเพื่อความปลอดภัย ความแม่นยำ เรื่องคุณภาพ รวมทั้งเรื่องโลจิสติกส์ การขนส่ง ค้าปลีก ภัตตาคาร อาหารของมนุษยน์ทุกคน

ซีพีทำตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ คนอาจจะมองว่าผูกขาด แต่ไม่ใช่ เราเป็นแนวดิ่ง ทำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ทุกขั้นตอนสอดคล้องกัน หากผลิตมากไปขายไม่หมดก็เสียหาย ผลิตน้อยไปไม่มีของขายก็เสียหาย โดยภาคเกษตรเป็นน้ำมันบนดิน เป็นทรัพย์สมบัติที่ล้ำค่าของไทย อย่างอื่นต้องซื้อวัตถุดิบ ชิ้นส่วนมาประกอบ กำไรส่วนหนึ่ง ไม่เหมือนสินค้าเกษตรที่มีกำไรกว่า 90% เป็นเงินของประเทศไทย

สำหรับเอไอหรือเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ผู้ใช้งานคือประชาชน หากประชาชนไม่มีเงินจะใช้ได้ยังไง ต้องสร้างประชาชนที่มีรายได้ หนีไม่พ้นการศึกษา ต้องมีความรู้ ความชาญฉลาด ต้องมีปัญญา ไม่ใช่เพียงปริญญาเท่านั้น ต้องเรียนไป ทำงานไป เพราะคนเราน้อยลงทุกปี เราสร้างไม่ทันแล้ว สิงคโปร์มีคนเก่ง 2.5 ล้านคน ไทยต้องดึง

คนเก่ง 5 ล้านคนมาทำงานทันที เพราะวันนี้ไทยผลิตบัณฑิตได้แค่ 3 แสนคน ต้องใช้เวลากว่า 10 ปีกว่าจะผลิตคนได้ 5 ล้านคน

นักธุรกิจก็มีหน้าที่เหมือนกัน เราทำธุรกิจต้องอยู่รอดได้และต้องคิดถึงประชาชน เพราะกำไรอยู่กับประชาชน หากคนไทยไม่รวยขึ้นจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ซื้อสินค้าและบริการของเรา ทำอย่างไรให้เขามีรายได้และกำลังซื้อสินค้าส่วนนี้เป็นหน้าที่ของธุรกิจ แต่พื้นฐานจริงๆ ต้องมาจากมหาวิทยาลัย เป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยในการผลิตคน และหน้าที่ของรัฐบาลในการออกกฎหมายให้เอื้อกับธุรกิจด้วย

ตอนนี้โลกเปลี่ยนแปลง คนทั่วโลกชอบมาเที่ยวไทย ชอบอยู่ไทย แต่กฎหมายยังไม่ค่อยเอื้อ ยังกังวลการเข้ามาแย่งงานของคนไทยอยู่ กฎหมายจึงยังปิดช่องไม่ให้คนต่างชาติมาทำธุรกิจบางธุรกิจ อาทิ หากนำเข้ามาสัก 5 ล้านคน คิดเป็นเพียง 7% เท่านั้น แต่สิงคโปร์นำมาเกือบเท่าตัว เชื่อว่าเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจทันที เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องไฮเทคต่างๆ คนเป็นคนสร้าง

สำหรับบริษัทค้าปลีก อย่าไปกำไรจากการขึ้นราคาเลย ทุกวันนี้ถามแชตจีพีที ก็รู้ราคาแล้วราคาอยู่ที่เท่าใด สมัยโบราณต้องไปดู 3 แห่งถึงจะซื้อร้านที่ถูกที่สุด แต่วันนี้ราคาที่ถูกที่สุดดูได้ทั่วโลกแล้ว

อย่างเครื่องจักรของซีพีที่จะลงทุนนั้น ต้องมีพลังอย่างน้อย 5 เท่าจากของเดิม เพราะเอไอทำให้ทุกอย่างฉลาดขึ้น ทำน้อยได้มาก ยิ่งทำมากยิ่งได้มากขึ้น ค่าแรง 600 บาทถึงแน่นอน แต่เราต้องสร้างแรงงานให้เท่าทันโลก

สุดท้ายมีข้อเสนอแนะว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยร่ำรวย คนไทยร่ำรวย เพื่อประเทศไทยแข็งแรง ต้องพึ่งพามหาวิทยาลัย ส่วนนักธุรกิจเป็นส่วนสำคัญ ต้องทำทุกอย่างให้ประชาชนร่ำรวยขึ้น รัฐบาลต้องออกกฎเกณฑ์ที่เอื้อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ประเทศชาติถึงจะอยู่ได้แบบมั่นคง

https://www.matichon.co.th/economy/news_5032583




กะเพราเดือดไม่หยุด! ชาวบ้านถามรวยล้นฟ้าจดลิขสิทธิ์ทำไม พัฒนาสายพันธุ์ไปเลยใครจะกล้าแข่ง










กะเพราเดือดไม่หยุด! ชาวบ้านถามรวยล้นฟ้าจดลิขสิทธิ์ทำไม พัฒนาสายพันธุ์ไปเลยใครจะกล้าแข่ง

10 ชั่วโมงที่แล้ว
https://ch3plus.com/news/social/morning/473267

ชาวบ้านบุรีรัมย์แสดงความเห็นดรามากะเพรา เชื่อชาวบ้านไม่ต้องรับผิด แต่ข้องใจรวยล้นฟ้าจดลิขสิทธิ์ทำไม ใครจะกล้าแข่งขันทางธุรกิจ มองเอาพันธุ์มาแจกชาวบ้านได้บุญดีกว่าไหม

วันที่ 25 ต.ค.2569 จากดรามากะเพราที่หลายคนต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา จนทำให้ชาวบ้านหวาดผวาไปตามๆ กันว่าหลังจากนี้การปลูกกะเพราขายจะมีความผิดหรือไม่ พร้อมตำหนิรัฐบาลและรัฐมนตรีที่รับผิดชอบกันอย่างหนัก แต่มีหนึ่งชาวบ้านที่ตำบลกลันทา อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ มีความคิดที่แตกต่างออกไปเกี่ยวกับการจดลิขสิทธิ์ของเจ้าสัวเจ้าของบริษัทดังของไทย

ชาวบ้านบุรีรัมย์ อายุ 39 ปี กล่าวว่า จากกระแสข่าวดังกล่าวส่วนตัวมองว่าชาวบ้านคงจะไม่ถูกจับติดคุกเหมือนที่เขาวิจารณ์หรือสร้างละครขึ้นมา ส่วนตัวมองว่าเจ้าสัวจะจดลิขสิทธิ์ทำไมรวยล้นฟ้าแล้ว ความจริงเจ้าสัวน่าจะพัฒนาสายพันธุ์ให้กะเพราดังระดับโลก ส่วนหนึ่งก็เอาพันธุ์มาแจกจ่ายชาวบ้านน่าจะดีกว่า

หากเจ้าสัวมองว่าเป็นการดำเนินการของบริษัทต้องมีทุนหรือขั้นตอนใดๆ ก็ตาม ตนเองก็มองว่าไม่มีใครมายุ่งเกี่ยวหรือไปล้มยักษ์เข้าไปส่งออกใบกะเพราของเจ้าสัวได้ อย่างอื่นไม่สนว่าพันธุ์จะออกมาอย่างไร ที่ข้องใจคือจดทำไม เอาพันธุ์มาแจกให้ชาวบ้านยังจะได้บุญกว่ามาก






 

วันอาทิตย์, ตุลาคม 25, 2569

‘ซีพีแรม’ อ้าง กะเพรายังมีอีกตั้ง ๓๐๐ สายพันธุ์ ชาวบ้านจะปลูกของตนอย่างไรก็ยังทำได้ แต่มีเกษตรกรดีกรีชี้ว่าสายพันธุ์ปรุงแต่งเป็นภัยกะเพราพื้นบ้าน

ที่ ‘ซีพี’ ขู่ฟ้อง (ใครก็ตาม แต่เป้าหมายในใจคงอยู่ที่) ‘ไบโอไทย’ นั้น สฤณี อาชวานันทกุล มีความเห็นว่า “มันตลกมากๆ เลยค่ะ ขึ้นชื่อว่าแบรนด์ ‘ซีพี’ ไม่ว่าโครงสร้างบริษัทจะซับซ้อนเยอะแยะขนาดไหน คนเขาก็ต้องเชื่อมโยงกับ ‘เจ้าสัวธนินท์’ อยู่แล้ว

...การเชื่อมโยงตัวบุคคลกับบริษัทแบบนี้ ก็เป็นหนึ่งในกลไกเรียกร้องความรับผิดรับชอบต่อสังคมจากนักธุรกิจด้วย เพราะ ‘คน’ โดยทั่วไปย่อมไม่อยากเสียชื่อเสียงส่วนตัว ดังนั้นเวลาถูกพาดพิงเพราะสิ่งที่บริษัทตัวเองทำ ก็ต้องไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะอะไร”

นั่นแหละ ไบโอไทยเขาเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ทำงานวิชาการเพื่อประโยชน์สาธารณะ แม้จะโดนซีพีฟ้องเรียกค่าเสียหาย ๒๐๐ ล้านมาแล้วเรื่องปลาหมอคางดำ ก็ยังปาวารณาตัว “ไม่หยุดเปิดเผยความจริง” โดยเฉพาะเกี่ยวกับการจดทะเบียนกะเพรา

มีกรณีคล้ายคลึงกัน เมื่อ ๓ มีนา ๒๕๕๘ “เจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธเข้าตรวจค้นกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่” เพราะ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดจำหน่ายให้เกษตรกร ในราคาถูกกว่าบริษัทเอกชน”

ที่อื่นๆ ทั่วโลกก็มี อินโดนีเซีย ๒ คดี ที่อินเดียอีกหนึ่ง ฉะนั้น ‘ซีพีแรม’ จะอมพระมาพูดว่า เราจดของเรา ๔ สายพันธุ์ กะเพรายังมีอีกตั้ง ๓๐๐ สายพันธุ์ ชาวบ้านจะปลูกของตนอย่างไรก็ยังทำได้ แต่มาดูที่เกษตรกรดีกรีอย่าง Winai Sangkaew ชี้ให้เห็นบ้างเป็นไร

เขาว่า “เมื่อหายนะมาเยือน...พูดตามหลักวิชาการนะ...กะเพราพื้นบ้านไม่ว่าจะเป็นกะเพราป่า กะเพราเมือง กะเพราดอย กะเพราเขา กะเพราขาว กะเพราแดง ต่างก็มีชุดโครโมโซมเป็น 2N ที่ผสมข้ามปนเปกันมาหลายร้อยปีจนมาถึงปัจจุบัน

ก็ยังคงเป็นกะเพราเหมือนเดิม วันดีคืนดีมีกะเพราปีศาจเกิดขึ้นมาบนแผ่นดินสยาม แอบส่องดูพบว่าเป็นกะเพราที่มีชุดโครโมโซมเป็น 4N” ซึ่ง “มนุษย์สร้างขึ้นด้วยการชักนำในขั้นตอนการแบ่งเซลของพืช...เรียกว่า ดับเบิ้ลโครโมโซม”

หลักวิชาบอกว่า “กะเพราเป็นพืชผสมข้าม หมายถึงถ่ายละอองเกสรไปหากันได้ เมื่อกะเพราะ 2N ผสมกับ 4N เมล็ดที่ได้จะเป็นหมัน เพราะได้กะเพราที่มีชุดโครโมโซมเป็น 3N” เมื่อเป็นหมันก็ปลูกได้หนเดียว นี่ไงผลกระทบจะเกิดกับชาวสวน

ชาวสวนชาวไร่ถึงได้ร้องโวยวายกัน ถึงผลที่ซีพีทำให้เกิดการกระทบกระเทือนชาวบ้าน เมื่อเขาด่าซีพี มันย่อมไปถึงเจ้าสัวจนได้ จะว่าซีพีออลกับซีพีแรมคนละบริษัท แต่ซีพีออลก็มีหุ้นต่อเนื่องกับอีก ๔-๕ ซีพี ก่อนไปถึงซีพีแรม ดังสฤณีว่า

เจ้าสัวจะมาทำตัวเป็นรัฐมนตรีหนังบาง ใครวิจารณ์อะไรไม่ได้ ต้องฟ้อง SLAPP ตบปากด้วยอีกคน เอานิสัยซ้ำซากพวกเผด็จการมาใช้หรือไร ชั่วร้ายก็ตรงมีคน ‘ชี้เป้า’ ไม่ใช่ใครอื่น โฆษกรัฐบาลที่ชอบเรียกตัวเองว่า ‘หมอเอก’ เล่นจำอวด แซะไซร้ ซอกซอน

(https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/ZTSVLPMh, https://www.facebook.com/winai.sangkaew.2024/posts/MrbZskSDpp และ https://www.facebook.com/SarineeA/posts/0jF1FmeiSFE)