วันพุธ, พฤษภาคม 20, 2569

‘ไอโอ’ ไม่ใช่เรื่องปกติ การบิดเบือนข้อมูลโจมตีประชาชนไม่ใช่การปกป้องชาติ



‘ไอโอ’ ไม่ใช่เรื่องปกติ การบิดเบือนข้อมูลโจมตีประชาชนไม่ใช่การปกป้องชาติ

วจนา วรรลยางกูร 
18 May 2026
101 World

แม้ว่าประเด็น ‘ไอโอ’ จะถูกพูดถึงอย่างแพร่หลายในสังคมไทย โดยถูกรับรู้ว่าเป็นเครื่องมือที่กองทัพไทยใช้โจมตีผู้เห็นต่าง กระทั่งว่ามีการเผยแพร่เอกสารหลักฐานการทำไอโอของกองทัพระหว่างการอภิปรายในรัฐสภา แต่สุดท้ายก็ไม่นำไปสู่การเอาผิดผู้อยู่เบื้องหลังอย่างไม่เหนือความคาดหมาย

แม้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (information operation – IO) จะเป็นเครื่องมือทางการทหารที่มีการใช้มายาวนาน แต่การกระโดดเข้าสู่โลกออนไลน์คล้ายเป็นการติดอาวุธอันทรงพลังให้ปฏิบัติการไอโอทำได้เร็วขึ้นและแพร่กระจายไวขึ้นกว่าเดิม แน่นอนว่าผลกระทบที่ตามมาก็รุนแรงขึ้น โดยที่เป้าหมายส่วนใหญ่กลายเป็นประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจหรือเปิดเผยการคอร์รัปชัน

ปฏิบัติการไอโอของภาครัฐที่อ้างว่าทำเพื่อความมั่นคงของชาติกำลังทำลายความเข้มแข็งของการตรวจสอบจากภาคประชาชน อันส่งผลโดยตรงถึงความแข็งแรงของประชาธิปไตย เมื่อทั้งนักกิจกรรม นักการเมืองฝ่ายค้าน นักข่าว หรือนักวิจัยที่ทำหน้าที่ตรวจสอบภาครัฐต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีทางออนไลน์ ทั้งการตัดต่อภาพเพื่อสร้างความอับอาย การด่าทอหยาบคายและคุกคาม การปล่อยข้อมูลบิดเบือนเพื่อทำลายชื่อเสียง จนถึงการสอดแนมและละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

จากวันที่การเปิดโปงไอโอสร้างแรงสั่นสะเทือนในสังคม เมื่อเวลาผ่านไปแล้วยังไม่มีบุคคลใดในภาครัฐต้องรับผิดชอบ ยิ่งกว่านั้นคือยังดำเนินการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง เรื่องไอโอก็เริ่มกลายเป็น ‘ความปกติ’ ของสังคมไทย

ในสภาพปัญหาที่ดูจะยังไม่มีทางออกนี้ สังคมไทยควรร่วมพูดคุยอย่างจริงจังถึงความน่าวิตกกังวลของไอโอจากหน่วยงานภาครัฐ การสร้างกลไกตรวจสอบ การหยุดยั้งการละเมิด แนวทางการดำเนินคดี จนถึงการป้องกันในรูปแบบต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดประชาชนด้วยงบประมาณจากภาษีประชาชน


หมายเหตุ – เรียบเรียงจากงานเสวนา ‘IO ความจริง ผลกระทบ ความรับผิดชอบ และมาตรการแก้ไข: เมื่อข้อมูลถูกใช้เป็นอาวุธ และสิทธิมนุษยชนกลายเป็นเป้าหมายของการโจมตี’ จัดโดย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

ไอโอไม่ใช่แค่การปล่อยข้อมูลเท็จ

ในฐานะผู้ศึกษาเรื่องปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร จันจิรา สมบัติพูนศิริ นักวิจัย สถาบัน The German Institute for Global and Area Studies (GIGA) เล่าถึงข้อค้นพบจากการศึกษาเรื่องไอโอในประเทศไทยและการศึกษาเชิงเปรียบเทียบระดับภูมิภาคและโลก

จันจิราเกริ่นว่า คำว่า ‘information operation’ เป็นศัพท์ทางทหารที่อาจไม่สะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันที่มีตัวละครซึ่งไม่ใช่รัฐเข้าร่วมและมีความซับซ้อนมากขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แวดวงที่ศึกษาเรื่องนี้จึงเริ่มใช้คำว่า ‘influence operation’ ซึ่งอาจแปลได้ว่า ‘ปฏิบัติการปั่นข้อมูลข่าวสาร’

“เวลาพูดถึงไอโอในบริบทสังคมไทย เรามักไม่ค่อยแยกว่าอะไรใช่หรือไม่ใช่ไอโอ หลายครั้งมันกลายเป็นคำกล่าวหาทางการเมืองว่า ‘แกใช้ไอโอ ฉันไม่ใช้ไอโอ’”

จันจิราอธิบายว่าไอโอไม่ใช่เพียงเนื้อหาที่เป็นข้อมูลเท็จหรือบิดเบือน แต่ต้องมองไปที่ ‘พฤติกรรม’ ว่ามีองค์ประกอบดังนี้ มีการประสานงานกันเป็นเครือข่าย, มีการจัดตั้ง, หลายกรณีมีงบประมาณจ้างคนทำไอโออย่างชัดเจน, มีการเผยแพร่ข้อความลักษณะเดียวกันออกไปในวงกว้าง, ใช้หลายบัญชี, พยายามใช้ประโยชน์จากอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มการมองเห็นและเอนเกจเมนต์ โดยมีเป้าหมายคือ ‘amplification’ หรือการสร้างพลังให้เรื่องเล่า ทำให้คนจำนวนมากเห็นและพูดถึงเรื่องนั้นๆ

ในงานวิจัยของจันจิราศึกษาในสามมิติคือ 1. A – account ใครเป็นเจ้าของบัญชี ใครเป็นผู้เผยแพร่ข้อมูล 2. B – behavior พฤติกรรมการเผยแพร่ 3. C – content ตัวเนื้อหา ขณะที่บทสนทนาเรื่องไอโอในสังคมไทยมักมองเฉพาะเรื่องเนื้อหา แต่สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาด้วยคือ account และ behavior

“พฤติกรรมของไอโอมักมีการแชร์ข้อความลักษณะเดียวกันเป็นแผง มีทั้งเนื้อหาเชิงลบ ใส่ร้ายป้ายสี โจมตีให้เสียชื่อเสียง และเนื้อหาเชิงบวก ยกย่อง เชิดชู หรืออีกแบบหนึ่งคือ ‘flooding’ การทำให้ข้อมูลล้นท่วมระบบจนข้อมูลที่มีสาระ เช่น การวิพากษ์วิจารณ์รัฐหรือการเปิดโปงคอร์รัปชันถูกพัดหายไปในกระแสข้อมูลจำนวนมหาศาล

“ช่วงแรกที่ศึกษาเรื่องไอโอ เรามักเน้นจับบอต เช่น บัญชีที่โพสต์อัตโนมัติวันละหลายร้อยครั้ง แต่ช่วงหลังเริ่มพบการทำงานร่วมกันระหว่างบอตกับคนจริง โดยเฉพาะในยุคที่คนใช้เอไอ (artificial intelligence – AI) มากขึ้น ซึ่งทำให้สร้างและกระจายเนื้อหาจำนวนมากได้ในเวลาสั้น แต่คนก็เริ่มจับทางได้และโหยหาเนื้อหาที่มีความจริงหรือความออริจินัลมากขึ้น จึงมีการใช้คนจริงมาทำงานร่วมกับบอตมากขึ้น

“บางประเทศมีเครือข่ายที่มีการแชร์เนื้อหาต่อออกไปเป็นหมื่นบัญชี นี่คือ ‘troll farm’ หรือฟาร์มเพาะไอโอ มนุษย์หนึ่งคนในปฏิบัติการนี้สามารถถือหลายร้อยบัญชีได้ หากปฏิบัติการมีราว 200-300 คนก็จะสร้างบัญชีม้าได้จำนวนมหาศาลและส่งต่อข้อมูลได้มากในเวลาสั้นจนเกิดเป็นกระแสขึ้นมาได้” จันจิรากล่าว

ในช่วงหลัง การตรวจจับไอโอทำยากขึ้น เพราะแบ่งแยกยากระหว่าง ‘การแชร์แบบจัดตั้ง’ กับ ‘การแชร์แบบธรรมชาติ’ เมื่อคนทั่วไปอาจแชร์เนื้อหาต่อด้วยความสนใจจริง จึงต้องสังเกตจาก ‘insular community’ คือการแชร์ข้อมูลในกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์คล้ายกัน โดยเฉพาะช่วงต้นที่ข้อมูลเผยแพร่ออกมา โดยดูว่ากลุ่มบัญชีเหล่านี้เชื่อมโยงกับบัญชีทางการหรือผู้มีชื่อเสียงใดบ้าง

“วิวัฒนาการไอโอช่วงหลังทำให้เส้นแบ่งระหว่าง ‘รัฐ-ไม่ใช่รัฐ’ หรือ ‘จัดตั้ง-ไม่จัดตั้ง’ พร่าเลือนมากขึ้นด้วยกลไกโซเชียลมีเดียที่มีอินฟลูเอนเซอร์จำนวนมาก สำนักข่าวออนไลน์หรือแฟนเพจจำนวนมากอาจเป็นคนธรรมดาที่ทำเพจเพื่อหารายได้ หรือมีการซื้อขายบัญชีที่มีผู้ติดตามจำนวนมากเพื่อเปลี่ยนไปใช้เผยแพร่เนื้อหาทางการเมือง หรือซื้อบัญชีเฉพาะช่วงเลือกตั้งหรือช่วงอภิปรายในสภา ทั้งหมดนี้ทำให้การรับมือไอโอซับซ้อนมากขึ้น” จันจิรากล่าว

ช่วงที่ผ่านมาจันจิราศึกษาเรื่อง ‘ไอโอสีดำ’ ที่เกิดขึ้นกับนักกิจกรรม นักข่าว และผู้ที่เห็นต่างจากรัฐในประเทศไทยที่ถูกคุกคามในโลกออนไลน์ ซึ่งรวมถึงการคุกคามรูปแบบอื่นด้วย เช่น การสอดแนม การถูกส่งข้อความคุกคาม หรือการถูกเจ้าหน้าที่หรือคนที่มีอำนาจกดดัน ผู้ที่ถูกคุกคามทางออนไลน์ระบุว่าผลกระทบที่รุนแรงที่สุดคือผลกระทบทางจิตใจ รองมาคือผลกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และโอกาสในชีวิต

“เวลาถามว่า ‘รู้สึกอย่างไร?’ คนที่ถูกคุกคามจำนวนมากตอบว่ารู้สึกถูกลดทอนความเป็นมนุษย์และรู้สึกโกรธ หลายคนถูกโจมตีต่อเนื่องยาวนานกว่า 2-3 ปี โดยเฉพาะคนที่ทำงานในสปอตไลต์หรือเป็นฝ่ายที่เห็นต่างจากรัฐ มันเหมือนการกัดกร่อนทางจิตใจ จนถึงจุดที่คนเริ่มหมดแรงในการรับมือ

“หลายคนเล่าว่า ทุกครั้งที่เปิดโซเชียลมีเดียขึ้นมา เขากลัวจะเห็นรูปตัวเองถูกตัดต่อหรือโพสต์ของตัวเองถูกนำไปบิดเบือนจนเกิดความเข้าใจผิด จนกลายเป็นความกังวลในชีวิตประจำวัน หลายคนเริ่มมีอาการเบิร์นเอาต์ ตื่นตระหนก วิตกกังวล บางคนมีอาการคล้าย PTSD (post-traumatic stress disorder) เมื่อเห็นอะไรเชื่อมโยงกับเหตุการณ์เดิมจะเกิดอาการผวา” จันจิราเล่า

‘การละเมิด’ ที่ถูกบิดเบือนว่าเป็นเรื่องปกติ

แม้ว่าไอโอไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคออนไลน์ แต่ สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ มองว่าปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารในปัจจุบันรุนแรงขึ้นด้วยเหตุผลสี่ปัจจัย

1. การทำให้เชื่อว่า ‘ใครๆ ก็ทำไอโอ’

แม้ว่าไอโอโดยรัฐและไอโอโดยผู้ที่ไม่ใช่รัฐจะมีความแตกต่างกัน แต่ไอโอโดยรัฐประสบความสำเร็จในการทำให้สังคมเชื่อว่าปฏิบัติการทางข้อมูลทุกชนิดเหมือนกันหมด หรือมองว่าไอโอรัฐไม่ได้เลวร้ายกว่าไอโอเอกชน ซึ่งไม่เป็นความจริง

“ไอโอโดยรัฐประสบความสำเร็จในการทำให้เราเชื่อว่า ทุกวันนี้ใครๆ ก็ทำไอโอ สิ่งที่รัฐทำไม่แตกต่างจากไอโอของพรรคการเมือง บริษัท หรือบุคคลอื่นๆ ดูได้จากคอมเมนต์ตามเพจต่างๆ ถ้าเราบอกว่า ‘นี่คือไอโอ’ คนก็จะตอบว่า ‘ใครๆ ก็ทำไอโอ พรรคนี้ก็มี พรรคนั้นก็มี’ แต่จริงๆ แล้วไอโอของหน่วยงานความมั่นคงกับไอโอของเอกชนแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ” สฤณีกล่าว

จากการอภิปรายในสภาของ สส.ชยพล สท้อนดี เชื่อมโยงให้เห็นว่า การจัดการไอโอโดยรัฐมีความเข้มแข็งมากขึ้น มีการรวมศูนย์ มีโครงสร้างการจัดการที่มีทรัพยากรมากกว่าอดีต มีการผนวกปฏิบัติการในโซเชียลมีเดียเข้ากับการโจมตีไซเบอร์ อย่างการใช้สปายแวร์เปกาซัส

“ตัวเราเองก็อยู่ในรายชื่อ HVT หรือ high value target ซึ่งปรากฏทุกครั้งเมื่อมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องไอโอในสภา ทุกวันนี้เกือบทุกเดือนจะมีอีเมลจาก Facebook หรือ X แจ้งว่ามีคนพยายามเข้ามาครอบครองบัญชี ให้รีบเปลี่ยนพาสเวิร์ด ทั้งที่เราก็ทำตามแนวทางความปลอดภัยที่นักไอทีแนะนำแล้ว แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่านี่เป็นหนึ่งในปฏิบัติการหรือไม่ ถ้าเป็นไอโอของผู้เล่นที่ไม่ใช่รัฐ ทั้งพรรคการเมืองหรือเอกชน เขาจะไม่ลงทุนขนาดนี้

“รัฐสามารถจัดสรรทรัพยากรในการทำเรื่องนี้ได้มากมาย แล้วเขาสามารถใช้งบลับได้ ซึ่งเราไม่รู้ว่ามีมากน้อยแค่ไหน แม้แต่ฝ่ายค้านหรือกรรมาธิการก็ยังหาคำตอบไม่ได้ เพราะอ้างว่าเป็นเรื่องความมั่นคง ฉะนั้น ไอโอของรัฐจึงแตกต่างอย่างมหาศาลกับเอกชน” สฤณีอธิบาย

2. ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาสร้างความชอบธรรมให้ไอโอ

ช่วงที่ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชารุนแรงมีการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารทั้งจากสองประเทศ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าไอโอเป็นเครื่องมือที่มีความชอบธรรมที่จะใช้กำจัดศัตรูแห่งชาติ

“ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเป็นทั้งสนามทดลองและจุดเริ่มต้นของไอโอระดับชาติ ตอนนั้นเนื้อหาไอโอถูกปล่อยออกมามหาศาล หลายคนก็รู้สึกว่ามันมีความชอบธรรม เพราะเรากำลังทะเลาะกับศัตรู

“สถานการณ์แบบนี้ทำให้ไอโอพุ่งทะยาน เนื้อหาจากไอโอและอินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ แพร่กระจายเร็วมาก คนที่กระจายเนื้อหาเหล่านี้อาจรู้ว่าเป็นไอโอ แต่เขาอาจรู้สึกภูมิใจ เพราะคิดว่ากำลังช่วยชาติต่อสู้กับศัตรู” สฤณีกล่าว

3. เนื้อหาบิดเบือนถูกส่งเสริมโดยแพลตฟอร์มหิวเอนเกจเมนต์

การพัฒนาของเทคโนโลยีกลายมาเป็นเครื่องมือที่ทำให้ข้อมูลบิดเบือนโดยไอโอสร้างและกระจายได้เร็วกว่าเดิม

“เอไอทำให้สามารถสร้างเนื้อหาได้เร็วและแรงมากขึ้น เมื่อเนื้อหาจากเอไอไปเจอกับอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียที่หิวเอนเกจเมนต์ มันก็ยิ่งขยายตัว โซเชียลมีเดียถูกออกแบบมาเพื่อทำเงิน ไม่ได้มีหน้าที่ตรวจสอบว่าอะไรถูกหรือผิด หน้าที่ของมันคือดึงเอนเกจเมนต์ให้มากที่สุดโดยไม่สนใจความถูกต้อง ยิ่งใช้เอไอกดปุ่มเดียวก็ยิ่งกระจายได้เร็ว สุดท้ายกลายเป็นว่า ‘เทคโนโลยี + อินฟลูเอนเซอร์ + สื่อ’ ยิ่งส่งเสริมกัน” สฤณีกล่าว

4. ไอโอไทยถูกปกป้องด้วยการลอยนวลพ้นผิด

แม้จะมีการเปิดเผยข้อมูลว่ากองทัพไทยทำไอโอโจมตีประชาชนจริง แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครแสดงความรับผิดชอบ กระทั่งท่าทีจากภาครัฐที่ทำราวกับว่าเรื่องนี้คือเรื่องปกติ

“ไอโอไทยไม่เคยต้องรับผิดชอบเลย นี่คือภาวะลอยนวลพ้นผิด” สฤณีเล่าถึงกรณีที่เธอตกเป็นเป้าหมายการโจมตีจากไอโอ จึงนำไปสู่การฟ้องร้องกองทัพบก ร่วมกับวิญญู วงศ์สุรวัฒน์และยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หนึ่งในหลักฐานที่ใช้เอาผิดคือรายงาน coordinated inauthentic behavior หรือ CIB (พฤติกรรมร่วมกันในการสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวตน) ของ Twitter ที่ตรวจจับการปั่นข้อมูลเป็นเครือข่ายของบัญชีปลอม โดยให้ความสำคัญกับบัญชีที่สร้างโดยรัฐเป็นพิเศษ เพราะมองว่าสามารถก่ออันตรายได้มากและมีทรัพยากรจำนวนมหาศาล

“รายงานของ Twitter บ่งชี้ถึงหลายร้อยบัญชีในประเทศไทยที่แพลตฟอร์มปิดไปพร้อมเปิดฐานข้อมูลให้ตรวจสอบ เมื่อค้นฐานข้อมูลว่าบัญชีเหล่านั้นพูดถึงใครบ้างก็พบว่า พวกเราสามคนถูกพูดถึงโดยบัญชีปลอมเหล่านี้จำนวนมาก Twitter ระบุด้วยว่าจากหลักฐานทางเทคนิค บัญชีเหล่านี้เชื่อมโยงกลับไปที่ Royal Thai Army” สฤณีกล่าว

ที่สุดแล้วศาลปกครองตัดสินว่า เอกสารราชการและคำสั่งต่างๆ ที่นำมาแสดงนั้น ‘เชื่อได้ว่าเป็นของจริง’ แต่ศาลยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเจ้าหน้าที่กระทำในหน้าที่หรือในเวลาส่วนตัว

“ส่วนตัวรับไม่ได้อย่างยิ่ง เราไม่ใช่นักกิจกรรมทางการเมือง เราเป็นนักเขียน-นักวิจัยที่อาจเสียงดังในโซเชียลบ้างและวิจารณ์นโยบายรัฐ ทำไมจึงต้องมีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารมาโจมตี นี่คือเรื่องผิดกฎหมายและเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน แล้วนี่คือภาวะลอยนวลพ้นผิด เป็นการกระทำโดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบเลย” สฤณีกล่าว

เมื่อรัฐกลบเกลื่อนความผิดพลาดด้วยการโจมตีนักข่าว

ในฐานะผู้ตกเป็นเป้าโจมตีของไอโอ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวและผู้ก่อตั้ง The Reporter บอกว่าข้อมูลจากการวิจัยของจันจิราตรงกับเรื่องที่เธอกำลังเผชิญอยู่

ที่ผ่านมาฐปณีย์ถูกไอโอโจมตีหลายครั้งจากการทำหน้าที่ผู้สื่อข่าว ตั้งแต่การรายงานเรื่องโรฮิงญา, อุยกูร์, ม็อบ 2563 จนกรณีล่าสุดคือการรายงานข่าวลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ

“เราเป็นนักข่าวคนแรกๆ ที่ถูกปฏิบัติการไอโออย่างเป็นระบบ ตอนแรกเรายังไม่รู้ว่าคือไอโอ เราทำข่าวโรฮิงญาปี 2558 แล้วโดนโจมตี เราเห็นการทำซ้ำ เช่น เรียกเราว่า ‘โรฮิงแยม’ หรือตัดต่อภาพเรือว่าให้เรารับโรฮิงญาไปอยู่ด้วย มีการใช้ข้อความแบบเดียวกัน โปสเตอร์แบบเดียวกัน จนเวลาผ่านไปเราจึงรู้ว่านี่คือปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ทำโดยรัฐ

“ตอนนั้นประเทศเพิ่งเข้าสู่ยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งกระทบต่อสิทธิเสรีภาพสื่อ เราเริ่มรู้ว่าถ้าเมื่อไรไปทำข่าวที่กระทบนโยบายความมั่นคง เราอาจถูกโจมตีแบบนี้ หลังจากนั้นเราก็โดนต่อเนื่อง ช่วงการชุมนุมปี 2563 เรากลายเป็นนักข่าวสามกีบ-นักข่าวล้มเจ้า, ช่วงคดีตากใบหมดอายุความ เราทำข่าวแล้วเจอถ้อยคำเดิมๆ หรือตอนทำข่าวอุยกูร์ก็โดนอีก” ฐปณีย์กล่าว

เหตุการณ์ล่าสุดที่ทำให้มีปฏิบัติการโจมตีฐปณีย์ทางออนไลน์อย่างรุนแรง เกิดจากการที่เธอรายงานข่าวเหตุการณ์ลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ โดยสัมภาษณ์ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ที่พูดถึงเรื่องนี้ว่า “ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” ซึ่งเป็นทัศนคติที่น่าตกใจของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง แต่ผลที่ตามมาจากการทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวตามปกติ ฐปณีย์ถูกโจมตีทางออนไลน์อย่างรุนแรงทั้งการด่าทอหยาบคาย ตัดต่อภาพ หรือปล่อยข้อมูลบิดเบือน ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นในลักษณะการทำซ้ำและแชร์ข้อมูลต่อเป็นเครือข่าย

“วันที่ 13 เม.ย. เราสัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4 แล้วคนให้ความสนใจเนื้อหาที่ท่านให้สัมภาษณ์ แต่ทุกอย่างกลับมาโจมตีว่าเราเป็นสาเหตุ การโจมตีพัฒนาไปถึงการกล่าวหาเรื่องสันติภาพในภาคใต้เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น มีการกล่าวหาว่าเราคือ ‘นักข่าวบีอาร์เอ็น-นักข่าวโจรใต้’ คนที่เคยทำกิจกรรมร่วมกับเราหรือเคยเกี่ยวข้องกับเราถูกเชื่อมโยงว่าเป็นพวกบีอาร์เอ็น กล่าวหาว่าเราสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน เนื้อหาที่กระจายไปในเพจต่างๆ พัฒนาความรุนแรงของถ้อยคำขึ้นเรื่อยๆ และมีการแชร์ต่ออย่างรวดเร็ว

“ที่ผ่านมาเรารู้ว่าเพจไหนบ้างที่เป็นไอโอเรื่องสามจังหวัด แต่ครั้งนี้มีไอโอจากประเด็นอื่นๆ เข้าร่วม จนถึงอินฟลูเอนเซอร์ที่มีตัวตน มีการใช้เอไอ สุดท้ายมีสำนักข่าวนำเสนอต่อ นี่คือการที่สื่อวิชาชีพทำให้ข้อมูลที่ไอโอใส่ร้ายบิดเบือนเรากลายเป็นเรื่องจริง” ฐปณีย์เล่า

การโจมตีครั้งนี้รุนแรงจนฐปณีย์ตัดสินใจยื่นหนังสือถึงนายกฯ ในฐานะ ผอ.รมน. และแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ แต่ยังไม่มีความคืบหน้านัก

“ที่ผ่านมาเราโดนทั้งไอโอจากฝ่ายการเมืองและกองทัพ จึงเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เจอตอนนี้คือปฏิบัติการไอโอ แม้เราโดนโจมตีหลายครั้ง แต่รอบนี้สร้างผลกระทบทางจิตใจหนักหนามาก เรากังวลว่าข้อมูลบิดเบือนที่ถูกเผยแพร่ไปรวดเร็วจะสร้างความเกลียดชังและลดความน่าเชื่อถือของเราในฐานะนักข่าว สิ่งที่เรากลัวที่สุดคือกลัวว่าจะไม่ได้ทำข่าวแบบที่เคยทำ เมื่อโดนดิสเครดิตอาจเกิดความไม่น่าเชื่อถือ แล้วคุณค่าความเป็นนักข่าวของเราจะสูญหาย”

ฐปณีย์ตัดสินใจพบนักจิตวิทยาเพื่อเยียวยาผลกระทบทางจิตใจ หลังเจอคนที่เสพข่าวบิดเบือนแล้วเดินเข้ามาทักว่าเธอเป็นผู้สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน

“เรื่องนี้สร้างผลกระทบอย่างร้ายแรงและรุนแรง เราไม่ควรปล่อยผ่านเรื่องปฏิบัติการไอโอให้เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ มันไม่ใช่แค่การดิสเครดิตเท่านั้น แต่เป็นการฆ่าเราทางวิชาชีพ แสดงให้เห็นว่าเขาต้องการกำจัดเรา” ฐปณีย์กล่าว

ภาษีจากประชาชนที่ถูกใช้ทำร้ายประชาชน

ด้าน ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับฐปณีย์เป็นการคุกคามสื่อมวลชนและมีความอันตราย อาจส่งผลต่อกำลังใจในการทำงานสื่อต่อไป ซึ่งหลังจากตรวจสอบเพจต่างๆ ที่มีเนื้อหาโจมตีก็พบว่าเป็นเพจอวตารหรือเพจไอโอที่เคยกระทำในลักษณะนี้มาก่อน ทางสมาคมนักข่าวฯ จึงออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อการใช้ไอโอคุกคามสื่อมวลชน เพื่อป้องกันไม่ให้ความรุนแรงขยายตัว

“เรื่องนี้เกิดจากการที่ฐปณีย์ตั้งคำถามต่อแม่ทัพภาคที่ 4 ถึงความคืบหน้าคดีสังหาร สส.กมลศักดิ์ ซึ่งเป็นคำถามคาใจประชาชน ทำไม สส. ที่ถูกลอบยิง ซึ่งเป็น สส. ฝ่ายรัฐบาล แล้วรัฐบาลจึงไม่รู้ข้อมูล ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว แม้จะตามตัวผู้ก่อเหตุบางส่วนได้ แต่ยังไม่สามารถหาตัวผู้บงการได้เลย ถ้ารัฐบาลมีความกระจ่างในเรื่องนี้ก็จบ ไม่ต้องให้ไอโอไปลงที่ฐปณีย์

“เรื่องนี้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนอย่างรุนแรง ถ้าสื่อไม่เข้มแข็งพอก็อาจจะล่าถอยและอาจยุติการปฏิบัติหน้าที่” ชัยฤทธิ์กล่าว

ในมุมมองของภาครัฐ นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ยอมรับว่าเรื่องไอโอและการใช้เอไอในโลกออนไลน์เป็นความท้าทายที่รัฐไล่ตามแทบไม่ทัน เมื่อความเร็วของเทคโนโลยีและการแพร่กระจายข้อมูลนำหน้ากฎหมายและกลไกการบังคับใช้อยู่เสมอ

แต่ถึงอย่างไรก็มีหลายหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ดูแลประชาชนที่เผชิญกับการปั่นเฟกนิวส์ การหมิ่นประมาท หรือการคุกคามทางออนไลน์ เช่น กรณีข้อมูลเท็จสามารถร้องเรียนไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ แต่หากต้องการดำเนินคดีอาญาจะต้องแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์เพื่อสืบหาตัวตนของบัญชีหรือเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง ส่วนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพจะช่วยเหลือด้านกฎหมาย ตั้งแต่การรับเรื่องร้องเรียน การสนับสนุนทนายความในชั้นสอบสวน การเข้าถึงกองทุนยุติธรรม ไปจนถึงการคุ้มครองพยานในกรณีที่มีการข่มขู่หรือคุกคาม

ส่วนกลไกในรัฐสภา เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา เล่าว่าที่ผ่านมามีความพยายามตรวจสอบเรื่องไอโอด้วยกลไกกรรมาธิการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยโฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ก็เคยยอมรับว่าเอกสารเรื่องไอโอที่ถูกเผยแพร่ออกมานั้นเป็นเอกสารจริง แต่บอกว่าเป้าหมายคือการประชาสัมพันธ์กิจกรรม ส่วนการตรวจสอบงบประมาณที่กองทัพใช้ในปฏิบัติการ เอกสารงบประมาณที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่มักไม่ระบุรายละเอียดโครงการ อีกทั้งอาจซ่อนอยู่ในงบส่วนอื่น เช่น งบเกี่ยวกับการเชิดชูหรือปกป้องสถาบันหลักของประเทศ ยังไม่รวมถึงงบลับที่ไม่สามารถตรวจสอบได้

“เราเห็นผลร้ายของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารได้จากหลายเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย อย่างเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่มีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารให้นักศึกษาถูกมองว่าเป็นศัตรูของชาติจนนำไปสู่การใช้กำลัง หรือเหตุการณ์สลายการชุมนุม 2553 ที่เกิด ‘ผังล้มเจ้า’ ซึ่งสรรเสริญ แก้วกำเนิด อดีตโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ยอมรับว่าผังนั้นถูกสร้างขึ้นเอง ปัญหาคือผังนั้นทำหน้าที่สร้างความชอบธรรมให้การใช้กำลังปราบผู้ชุมนุมไปแล้ว กว่าความจริงจะปรากฏก็เป็นช่วงปลายทางในกระบวนการศาล

“เรื่องปฏิบัติการทางความคิดต้องรณรงค์กันต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีทางหยุดได้ กระแสสังคมมีขึ้นลง บางช่วงฝ่ายเสรีนิยมก็มีพลังมาก บางช่วงฝ่ายชาตินิยมก็มีพลังมาก แต่ส่วนที่เป็นยอดภูเขาน้ำแข็งคือปฏิบัติการที่รัฐมีท่อน้ำเลี้ยงสนับสนุน เรื่องนี้ต้องตรวจสอบ อย่างน้อยที่สุดต้องเอากระดิ่งไปผูกคอแมวให้ได้” เทวฤทธิ์กล่าว

หลากข้อเสนอในวันที่ยังไม่มีทางออก

จากสภาพปัญหาที่ไอโอจากกองทัพไทยถูกใช้โจมตีผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์รัฐอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ยังไม่มีหน่วยงานใดสามารถตรวจสอบเรื่องนี้ได้ สะท้อนสภาพอันเลวร้ายในการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากอำนาจรัฐ การร่วมกันมองหาทางออกจากหลากหลายแง่มุมจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อสถานการณ์

จันจิรา – ออกแบบการรับมืออย่างเป็นระบบ

จันจิรามีข้อเสนอสี่ประเด็นต่อการรับมือสถานการณ์ไอโอไทย

1. การต่อสู้เรื่องนี้ไม่สามารถทำโดยปัจเจกบุคคลได้ แต่ต้องเคลื่อนเป็นองคาพยพ โดยต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อชี้ให้แพลตฟอร์มเห็นว่าปัญหานี้กระทบต่อความโปร่งใสและแบรนด์ดิ้งของแพลตฟอร์ม

2. การพูดคุยกับแพลตฟอร์มในฐานะผู้ออกแบบอัลกอริทึมที่ส่งเสริมเนื้อหาที่เกลียดชัง เพื่อให้ลดแรงจูงใจของ ‘พ่อค้าความเกลียดชัง’ ที่สร้างเนื้อหาเหล่านี้เพียงเพื่อหารายได้เข้ากระเป๋าตัวเอง

3. การมีระบบช่วยเหลือผู้ถูกคุกคามที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจ โดยต้องมีทุนและคนทำงานต่อเนื่อง รวมถึงต้องมีการอบรมเรื่องความปลอดภัยทางดิจิทัลให้สื่อมวลชน นักการเมือง และนักกิจกรรม

4. แม้ประชาชนจะคุ้นกับคำว่า ‘digital literacy’ แล้ว แต่ประชาชนควรรู้เรื่องการทำงานของอัลกอริทึมและการไม่ตกเป็นเหยื่ออัลกอริทึมด้วย

ชัยฤทธิ์ – เรียกร้องความรับผิดชอบของแพลตฟอร์มและเอาผิดภาครัฐ

ด้านชัยฤทธิ์เห็นด้วยกับการเรียกร้องความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม รวมถึงทุกหน่วยงานภาครัฐที่มีหน้าที่ต่อเรื่องนี้ ซึ่งเขาสนับสนุนให้มีการดำเนินคดีหน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานความมั่นคงที่ใช้ไอโอบิดเบือนข้อมูลและละเมิดสิทธิประชาชน ซึ่งเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายหลายฉบับ

“ไอโอไม่สามารถแพร่กระจายได้อย่างเป็นระบบ ถ้าโครงสร้างแพลตฟอร์มไม่เอื้ออำนวย แพลตฟอร์มต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ ต้องมีการปิดบัญชีอวตารหรือบัญชีที่ทำงานเป็นขบวนการอย่างจริงจังมากกว่านี้

“ไอโอกลายเป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว เพราะมันกระทบความมั่นคงและคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน” ชัยฤทธิ์กล่าว

เทวฤทธิ์ – ระวังการยกอำนาจให้รัฐ

ส่วนเทวฤทธิ์ชวนคิดถึงประเด็นที่ประเทศไทยพยายามเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development – OECD) ซึ่งที่ผ่านมาไทยเข้าร่วม Open Government Partnership หรือ OGP แล้ว จึงต้องพัฒนาเรื่องความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล

“คนมักคิดว่าไอโอเป็นทหารนั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์อย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วมีการจ้างเอเจนซีหรือเครือข่ายภายนอกด้วย ซึ่งบางครั้งมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะเขาเข้าใจธรรมชาติของผู้ใช้เครือข่ายโซเชียล เราจึงต้องเรียกร้องเรื่อง OGP และความโปร่งใสให้มากขึ้น

“สิ่งที่ต้องระวังคืออย่ายกอำนาจในการจัดการเรื่องนี้ให้รัฐทั้งหมด หากจะมีกลไกจัดการไอโอก็ต้องระวังว่ามันอาจถูกใช้กับพรรคการเมืองฝ่ายค้านหรือคนเห็นต่างก่อน เครือข่ายสื่อและภาคประชาสังคมก็ต้องช่วยกันตรวจสอบและตระหนักรู้เรื่องนี้ด้วย” เทวฤทธิ์กล่าว

นรีลักษณ์ – เก็บข้อมูลและพัฒนาเจ้าหน้าที่

ข้อเสนอของนรีลักษณ์คือการเก็บข้อมูลเชิงสถิติเพื่อให้เห็นหลักฐานของปัญหา เพื่อนำไปสู่การถกเถียงและพัฒนาวิธีแก้ไขอย่างเป็นระบบและจริงจัง

“ถ้าเราจะยกระดับประเด็นไอโอ ควรมีการเก็บข้อมูลเรื่องผลกระทบหรือจำนวนกรณีที่เกิดขึ้นด้วย เพื่อนำไปสู่การแก้ไขที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“เราจำเป็นต้องพัฒนาคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ให้มีเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ป้องกันและปราบปรามซึ่งมีความเข้าใจเทคโนโลยีมากขึ้น รวมถึงพัฒนากฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ ให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกัน ประชาชนเองก็ต้องมีทักษะในการเสพสื่ออย่างมีสติ รวมถึงควรให้ข้อมูลเรื่องช่องทางการร้องเรียนแก่ประชาชนมากขึ้นด้วย” นรีลักษณ์กล่าว

สฤณี – หาคนรับผิดชอบทั้งภาครัฐและเอกชน

ส่วนสฤณีมีข้อเสนอหลักสามประเด็น

1. การเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยง วิธีการ และรูปแบบของไอโอทั้งภาครัฐและเอกชน นอกจากนี้องค์กรที่ทำงานเรื่องการรู้เท่าทันสื่อ ควรยกระดับไปสู่ ‘การรู้เท่าทันอัลกอริทึม’

2. ต้องหาคนรับผิดชอบต่อปฏิบัติการที่ใช้เงินภาษีประชาชนให้ได้

“การทำไอโอ มีคนจ้าง มีคนจ่าย และมีคนรับเงิน ซึ่งเรารับไม่ได้ ในฐานะที่เป็นเป้าหมายปฏิบัติการไอโอของรัฐ เรื่องคดีของตัวเองก็จะต้องทำต่อไป เชื่อว่าอย่างไรก็ต้องมีคนรับผิดชอบ ให้รู้กันไปเลยว่าประเทศนี้จะไม่สามารถหาคนรับผิดชอบได้จริงๆ ทั้งที่มีการใช้เงินภาษีประชาชน” สฤณีกล่าว

3. การเรียกร้องความรับผิดชอบของธุรกิจ ในกรณีไอโอภาคเอกชน การฟ้องปิดปาก หรือเอเจนซีที่รับจ้างทำไอโอว่าขัดกับหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights) ซึ่งหลายบริษัทรับหลักการนี้แล้วแต่ยังมีการฟ้องปิดปากอยู่ อาจเพราะไม่ได้เชื่อมโยงว่าสิ่งที่ทำนั้นขัดกับหลักการ สังคมจึงต้องพูดเรื่องความรับผิดชอบของธุรกิจให้มากขึ้น รวมถึงไม่ให้บริษัทต่างๆ เป็นส่วนหนึ่งในการทำไอโอ

ฐปณีย์ – กระบวนการเหล่านี้ต้องถูกหยุดยั้ง

ฐปณีย์อยากเน้นย้ำให้สังคมเห็นว่าปฏิบัติการไอโอเกิดขึ้นจริงและขยายความรุนแรงจนอาจทำให้สังคมเกิดความเกลียดชังและความขัดแย้ง

“เรื่องที่เกิดขึ้นกับเรามีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกคนได้ ทั้งการถูกไอโอสร้างความเกลียดชัง ใส่ร้ายป้ายสี และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตอนนี้ไอโอถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและความแตกแยก สิ่งที่เราห่วงคือไม่อยากให้กรณีสามจังหวัดชายแดนใต้ถูกขยับไปสู่ความแตกแยกอีก

“เราไม่อยากปล่อยผ่านเรื่องการใช้ไอโอ ถ้าสุดท้ายหาคนรับผิดไม่ได้ แล้วกลายเป็นภาวะลอยนวลพ้นผิดหรือสังคมเริ่มยอมรับว่าวิธีการแบบนี้เป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะเมื่ออ้างว่าเกี่ยวกับชาติ เราไม่อยากให้วิธีคิดแบบนี้ค่อยๆ ถูกซึมซับจนกลายเป็นวิธีการที่รัฐใช้กับประชาชน สิ่งที่อยากเห็นคือการหยุดยั้งกระบวนการเหล่านี้” ฐปณีย์กล่าวปิดท้าย

เรื่อง : วจนา วรรลยางกูร
ภาพประกอบ: พิรุฬพร นามมูลน้อย

https://www.the101.world/military-io-against-citizens/




ปัดตกร่างกฏหมาย PRTR ประเทศไทยอาจสูญเสียโอกาสในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ซึ่งให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลมลพิษ การผลักดันกฎหมาย PRTR ให้สำเร็จและได้มาตรฐานสากล จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการดูแลสิ่งแวดล้อมในประเทศเท่านั้น แต่เป็น "ตั๋วใบสำคัญ" ที่จะชี้ชะตาว่าใบสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยจะได้รับการอนุมัติหรือไม่

Pod Nathaphob
14 hours ago
·

ปีนี้ผมมีโอกาสจับประเด็น 'สถานการณ์โรคมะเร็งในจังหวัดระยอง' ร่วมกับทางสำนักข่าวอีพีแกรม (รายงานพิเศษชิ้นนี้กำลังจะเผยแพร่เร็วๆ นี้)
.
แม้จะไม่ใช่หัวข้อการทำข่าวที่ถนัด แต่ตลอดสามสี่เดือนนี้ ก็พอมั่นใจได้อย่างหนึ่งว่า อย่างน้อยๆ การที่ประเทศไทยกำลังจะมีกฎหมายอย่าง พ.ร.บ. การรายงานและการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR) จะช่วยทำให้คุณภาพชีวิตของคนภาคตะวันออก และคนไทยทั่วประเทศ เข้าถึงข้อมูลและทำให้ไม่ต้องทนอยู่กับสารพิษที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม
.
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นปัจจุบัน ภายใต้รัฐบาลชุดนี้ที่ปัดตกกฎหมาย PRTR ทิ้งอย่างไม่ใยดี เป็นการตอกย้ำความชัดเจนว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ทำงานเพื่อประชาชน อย่างหาข้ออ้างไม่ได้ พูดแบบภาษาชาวบ้าน กฎหมายที่จะช่วยให้โรงงานอุตสาหกรรมต้องเปิดเผยข้อมูลการปล่อยสารพิษ ตั้งแต่กระบวนการนำเข้าจนถึงการกำจัด เป็นกฎหมายที่ประชาชนมีแต่ได้ประโยชน์ อย่างถ้วนหน้าไม่ว่าจะใส่เสื้อสีไหน หรือมึอุดมการณ์ทางการเมืองแบบใด ส่วนคนที่ได้ประโยชน์จากการไม่มีกฎหมายเช่นนี้ มองอย่างไรก็ไม่พ้นกลุ่มทุน ที่ทำให้ข้อครหาว่ารัฐบาลนี้ทำงานรับใช้นายทุนไม่เกินจริง
.
แม้กฎหมายนี้จะเป็นความหวังของชาวภาคตะวันออกมาอย่างยาวนาน และกำลังมีความหวังหลังกฎหมายนี้เข้ารัฐสภา แต่เมื่อเกิดการยุบสภาเมื่อปลายปีที่แล้ว จนกระทั่งเราผ่านการเลือกตั้งและมีการเปิดประชุมรัฐสภาชุดใหม่ รัฐธรรมนูญมาตรา 147 กำหนดให้ ครม. ต้องยืนยันร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ภายใน 60 วันเพื่อให้พิจารณาต่อ แต่ผลปรากฏว่า ครม. เลือกยืนยันร่างกฎหมายเพียง 34 ฉบับ เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาต่อ โดยร่าง พ.ร.บ. PRTR (ทั้งฉบับภาคประชาชนและฉบับพรรคก้าวไกล/ประชาชนเดิม) ไม่อยู่ในรายชื่อที่รัฐบาลยืนยัน การไม่ยืนยันนี้ส่งผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไปโดยปริยาย และไม่สามารถนำกลับมาพิจารณาต่อจากจุดเดิมได้
.
ผมว่าประเด็นนี้ไปไกลยิ่งกว่าเรื่องของการเมืองในระดับพรรคการเมือง หรือการนิยามว่าคนกลุ่มไหนจะได้ประโยชน์ เพราะมันเป็นเรื่องพื้นฐานมากที่สุดสำหรับคนทุกฝั่งฝ่าย ที่ต่างได้รับผลกระทบจากมลพิษกันถ้วนหน้า ก็ยังนึกไม่ออกว่ารัฐบาลมีเหตุผลอะไรในการปัดตกกฎหมายฉบับนี้ หากคนที่เขาต้องทำงานรับใช้คือประชาชน ไม่ใช่กลุ่มทุนที่กลัวที่จะต้องเปิดเผยข้อมูล
.
มากไปกว่านั้น หากไม่มีกฎหมาย PRTR ประเทศไทยอาจสูญเสียโอกาสในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ซึ่งให้ความสำคัญกับการเปิดเผยข้อมูลมลพิษ เป็นการตอกย้ำว่าประเทศเราคงยังไม่อยากพัฒนาให้ทัดเทียมกับประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว

https://www.facebook.com/photo/?fbid=26792234013804147&set=a.246721065448803 
.....

ข้อมูลเพิ่มเติม

ข้อวิเคราะห์ข้างบนถูกต้องและตรงประเด็นอย่างยิ่งในทางเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศครับ หากประเทศไทยไม่มีกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) จะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ (Deal-breaker) ที่อาจทำให้เราพลาดโอกาสในการเข้าเป็นสมาชิก OECD

การเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) หรือที่เรียกกันว่า "สโมสรประเทศพัฒนาแล้ว" นั้น ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือ "มาตรฐานและธรรมาภิบาล" ซึ่งกฎหมาย PRTR คือหนึ่งในเกณฑ์ภาคบังคับที่แยกขาดไม่ได้ ด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการ ดังนี้

1. เกณฑ์บังคับและคำแนะนำอย่างเป็นทางการของ OECD (OECD Legal Instruments)

OECD มีข้อเสนอแนะและข้อกำหนดที่ชัดเจนในเรื่องการจัดทำระบบ PRTR (เช่น OECD Recommendation on Implementing PRTRs) โดยมองว่าการเปิดเผยข้อมูลมลพิษสู่สาธารณะเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่ประเทศสมาชิก ต้องมี เพื่อให้เกิดความโปร่งใส (Transparency) และสิทธิ์การรับรู้ของประชาชน (Right-to-Know) หากไทยไม่มีกฎหมายนี้ ย่อมหมายความว่ามาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของเรายังไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำในการยอมรับเข้ากลุ่ม

2. การประเมินมลพิษข้ามพรมแดนและการบรรลุเป้าหมาย SDG

ปัจจุบัน OECD และสหประชาชาติใช้ฐานข้อมูลจาก PRTR เป็นเครื่องมือหลักในการ:

ประเมินผลการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

ติดตามการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)

เปรียบเทียบข้อมูลมลพิษระหว่างประเทศสมาชิก (International Comparability)

หากประเทศไทยไม่สามารถจัดหาฐานข้อมูลมลพิษที่เป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ตามมาตรฐานสากล เราจะไม่สามารถเชื่อมต่อหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศสมาชิกอื่นๆ ได้เลย

3. ผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก (Structural Data Deficit)

ในบริบทการค้าระหว่างประเทศปัจจุบัน ข้อมูลมลพิษและสิ่งแวดล้อมถูกนำมาผูกโยงกับมาตรการทางการค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU CBAM) หรือมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืน ISSB/IFRS S2

ความเสียเปรียบของไทย: หากไม่มีกฎหมาย PRTR บังคับใช้ ภาคอุตสาหกรรมและผู้ส่งออกไทยจะประสบปัญหา "การขาดแคลนข้อมูลเชิงโครงสร้าง" (Structural Data Deficit) เมื่อเทียบกับคู่แข่งในประเทศสมาชิก OECD ที่มีฐานข้อมูลนี้มานานหลายทศวรรษ ทำให้ต้นทุนในการพิสูจน์ความสะอาดของสินค้าไทยสูงขึ้น และเข้าถึงทุนสีเขียว (Green Capital) ได้ยากขึ้น

📌 สถานการณ์ปัจจุบันในประเทศไทย (พฤษภาคม 2569)

ประเด็นนี้กำลังเป็นที่ถกเถียงอย่างรุนแรงในวงการนิติบัญญัติของไทย เนื่องจากร่าง พ.ร.บ. PRTR ฉบับภาคประชาชนเพิ่งเผชิญจุดสะดุดในกระบวนการรัฐสภา (หลังจากการเปลี่ยนผ่านของคณะรัฐมนตรี) โดยฝ่ายรัฐบาลมีแนวคิดที่จะนำหลักการนี้ไปรวมไว้ใน พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ แทน

อย่างไรก็ตาม ภาคประชาชนและนักวิชาการยังคงยืนยันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมี "กฎหมาย PRTR แยกเฉพาะ" ตามโมเดลของประเทศสมาชิก OECD เพื่อรับประกันความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ให้ถูกกลืนไปกับกฎหมายสิ่งแวดล้อมเดิมที่มีช่องโหว่ในการบังคับใช้

การผลักดันกฎหมาย PRTR ให้สำเร็จและได้มาตรฐานสากล จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการดูแลสิ่งแวดล้อมในประเทศเท่านั้น แต่เป็น "ตั๋วใบสำคัญ" ที่จะชี้ชะตาว่าใบสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยจะได้รับการอนุมัติหรือไม่ครับ



จากการสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากการค้ามนุษย์ ทำให้พบว่าเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ (แร่หายาก) ของบริษัทจีนในตอนใต้ของเมืองสาด ภาคตะวันออกของรัฐฉาน ติดกับพรมแดนประเทศไทย ใช้แรงงานทาสชาวพม่าจากเมืองท่าขี้เหล็กที่เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ของกลุ่มสแกมเมอร์


Shan Human Rights Foundation (SHRF)
18 hours ago
·
เหมืองแร่แรร์เอิร์ธของจีนในภาคตะวันออกของรัฐฉาน ใช้แรงงานทาสชาวพม่าที่เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ของกลุ่มสแกมเมอร์

แถลงการณ์โดย มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่
วันที่ 19 พฤษภาคม 2569

จากการสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตจากการค้ามนุษย์ ทำให้พบว่าเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ (แร่หายาก) ของบริษัทจีนในตอนใต้ของเมืองสาด ภาคตะวันออกของรัฐฉาน ติดกับพรมแดนประเทศไทย ใช้แรงงานทาสชาวพม่าจากเมืองท่าขี้เหล็กที่เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ของกลุ่มสแกมเมอร์

“โก่เต็ท” ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์เมื่อเดือนเมษายน 2568 ถูกชักจูงให้มาทำงานโดยบริษัทสแกมเมอร์ของจีน ซึ่งตั้งอยู่ที่ยอง นี อูรีสอร์ทที่เป็นของกองทัพว้า (United Wa State Army - UWSA) ในเมืองท่าขี้เหล็ก เขาเคยทำงานที่นั่นในแผนกบัญชีจนถึงช่วงปลายเดือนมกราคม 2568 ตอนนั้นตัวเขาและเพื่อนร่วมงานอีกสองคนถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมว่า ยักยอกเงินจากหัวหน้าฝ่ายบัญชีที่เป็นชาวจีน และถูกลงโทษด้วยการบังคับให้ทำงานเป็นคอลเซนเตอร์ในแก๊งสแกมเมอร์ โดยไม่ได้รับค่าแรง หลังผ่านไปสามเดือน ทั้งสามคนก็ถูกส่งตัวด้วยรถยนต์ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจพม่าหนึ่งนายไปที่เมืองยอน ทางตอนใต้ของเมืองสาด และถูกส่งตัวให้กับทหารกองทัพว้า จากนั้นก็ถูกพาตัวไปที่เหมืองแร่แรร์เอิร์ธที่เป็นของบริษัทคนจีน และอยู่ด้านตะวันออกของแม่น้ำกก ห่างจากชายแดนไทยประมาณแปดกิโลเมตร

ชายทั้งสามคนถูกขังไว้รวมกับนักโทษของกองทัพว้าอีกประมาณสามสิบคน บางคนถูกล่ามโซ่ โดยถูกควบคุมตัวที่เหมืองแร่ นักโทษเหล่านี้ถูกบังคับให้ต้องใช้แรงงานหนัก รวมทั้งการขุดดินและขนสิ่งของ บางครั้งก็ถูกพาตัวไปที่เหมืองแร่แรร์เอิร์ธอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นของบริษัทจีนแห่งเดียวกัน ตั้งอยู่ด้านตะวันตกของแม่น้ำกก พวกเขาถูกจำกัดให้มีที่อยู่แยกต่างหากจากคนงานเหมืองทั่วไปอีกหนึ่งร้อยคน คนงานเหมืองเหล่านี้มาจากหลายพื้นที่ในพม่า

เหมืองแห่งนี้ซึ่งมีคนงานจีนกว่าห้าสิบคน ได้รับการคุ้มครองจากทหารกองทัพว้าประมาณห้าสิบนาย เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของโก่เต็ทพยายามหลบหนีในตอนกลางคืน แต่ถูกจับได้ และถูกซ้อม ทั้งยังถูกส่งตัวไปสถานคุมขังของกองทัพว้าอีกที่หนึ่ง จากนั้นก็ถูกส่งตัวไปที่เหมืองแร่แรร์เอิร์ธอีกที่หนึ่ง ซึ่งเป็นของบริษัทจีนแห่งเดียวกันแต่อยู่ที่เมืองป๊อก ทางเหนือของรัฐฉานใกล้กับพรมแดนประเทศจีน โก่เต็ทต้องทำงานที่เหมืองเมืองยอนประมาณสองเดือน ก่อนจะสามารถหลบหนีออกมาได้

จากข้อมูลเกี่ยวกับขอบเขตการทำเหมืองในภาคตะวันออกของรัฐฉาน เป็นการทำเหมืองอย่างผิดกฎหมาย เหมืองแร่หลายแห่งไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมได้ และทำให้เกิดการปนเปื้อนที่อันตรายในแม่น้ำ และส่งผลกระทบข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองในพม่า และในตอนนี้ การทำเหมืองของชาวจีน ยังเชื่อมโยงกับแก๊งสแกมเมอร์ของคนจีน ซึ่งมีเหยื่อการค้ามนุษย์เป็นเยาวชนจากพม่า ที่ถูกบังคับให้เป็นแรงงานทาสเพื่อทำเหมือง ทำให้เห็นถึงความล้มเหลวของมาตรการต่าง ๆ และที่เลวร้ายกว่านั้น คือการส่งมอบที่ดินและทรัพยากรของรัฐฉานให้กับนักลงทุนต่างชาติที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ พวกเขาสนใจเพียงแต่การแสวงหากำไร โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตของประชาชนในพื้นที่

การกระทำดังกล่าว ควรเป็นสัญญาณเตือนให้กับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ที่ได้รับผลกระทบข้ามพรมแดนจากการปนเปื้อนในแม่น้ำจากการทำเหมืองในรัฐฉานว่า การพยายามร้องขอให้รัฐบาลพม่าออกมาตรการควบคุมการทำเหมือง เป็นวิธีที่ไม่ได้ผล แนวทางเพียงอย่างเดียวที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง คือการออกมาตรการให้อุตสาหกรรมเหมืองแร่ต้องอยู่ใต้การควบคุมอย่างจริงจังโดยรัฐบาลประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐอย่างแท้จริง ซึ่งจะสามารถปกป้องอธิปไตยเหนือที่ดินและทรัพยากรของตนเอง และให้ความสำคัญเร่งด่วนต่อสวัสดิภาพของประชาชน

Read Full article at comment
 
Shan Human Rights Foundation (SHRF)

https://shanhumanrights.org/.../Scam-and-trafficking_THAI...


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1402537385247069&set=a.461954079305409


อีกท่านถาม Gemini ตัวฟรี หลังถอดบทเรียนมักกะสัน ว่าแก้ปัญหาอย่างไร


https://www.facebook.com/photo.php?fbid=37015692324696128&set=p.37015692324696128

ภารวี มูสิก
Yesterday
·
ผมถึงขั้นไปถาม Gemini ตัวฟรี เลย ว่าแก้ปัญหาอย่างไร และไปใส่ใน notebook lm ผลที่ได้....ก็แค่เนี้ย!!! ไม่ใช่ถามลูกน้องให้ไปคิดเพื่อที่ตรูจะตอบสื่อ
.....

ถอดบทเรียนมักกะสัน 3 ระยะ สู่ระบบรางที่ปลอดภัย (Fail-Safe System)
ลองถาม Gemini อีกครั้ง

จากโศกนาฏกรรมบริเวณจุดตัดรถไฟมักกะสัน การเปลี่ยนผ่านจากความผิดพลาดไปสู่ "ระบบรางที่ปลอดภัยล้มเหลว" (Fail-Safe System) จำเป็นต้องอาศัยการวางยุทธศาสตร์เชิงระบบที่คำนึงถึงทั้งวิศวกรรม เทคโนโลยี และวัฒนธรรมความปลอดภัย โดยสามารถถอดบทเรียนและแบ่งแนวทางการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้

ระยะที่ 1: การตอบสนองและแก้ไขเร่งด่วน (Immediate Fix)

ระยะเวลา: 0 - 3 เดือน | มุ่งเน้นการลดความเสี่ยงทันทีในจุดวิกฤต

การปรับปรุงทัศนวิสัยและการเตือนภัย (Passive & Active Warning):

รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ต้นไม้ หรือสิ่งกีดขวางที่บดบังสายตาผู้ขับขี่และพนักงานขับรถไฟ (พขร.) ในระยะ 100 เมตรก่อนถึงจุดตัด

ติดตั้งไฟกะพริบแจ้งเตือน สัญญาณเสียงที่มีความดังเพิ่มขึ้น และป้ายเตือนขนาดใหญ่ที่เป็นสะท้อนแสงมองเห็นได้ชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน

การบังคับใช้กฎหมายและจัดระเบียบจราจร:

ติดตั้งกล้อง CCTV และระบบตรวจจับรถฝ่าฝืนเครื่องกั้น (Red Light Camera) เพื่อปรับจริงอย่างเด็ดขาด

ตีเส้นชะลอความเร็ว (Rumble Strips) บนผิวถนนก่อนถึงทางรถไฟ เพื่อกระตุ้นเตือนให้ผู้ขับขี่ตื่นตัว

การทบทวนระเบียบปฏิบัติ (Standard Operating Procedures - SOPs):

กำหนดให้ พขร. ต้องเปิดหวีดสัญญาณเตือนยาวและถี่ขึ้นเมื่อเข้าใกล้จุดตัดมักกะสัน และลดความเร็วขบวนรถเมื่อผ่านเขตชุมชนหนาแน่น

ระยะที่ 2: การบูรณาการระบบและยกระดับเทคโนโลยี (System Integration)

ระยะเวลา: 3 เดือน - 2 ปี | มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีมาลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Human Error)

การติดตั้งเครื่องกั้นอัตโนมัติสมบูรณ์แบบ (Full-Barrier Automation):

เปลี่ยนจากระบบควบคุมด้วยมือ (Manual) เป็นระบบอัตโนมัติที่เชื่อมต่อกับสัญญาณอาณัติสัญญาณของรถไฟโดยตรง

ใช้เครื่องกั้นแบบ 4 แขนกั้น (Full Barrier) เพื่อปิดช่องทางจราจรทั้งหมด ป้องกันรถจักรยานยนต์หรือรถยนต์ขับซิกแซกหลบไม้กั้น

ระบบตรวจจับสิ่งกีดขวางบนทางรถไฟ (Obstruction Detection System):

ติดตั้งระบบเซนเซอร์ (เช่น เลเซอร์ เรดาร์ หรือกล้อง AI) บริเวณจุดตัด หากมีรถจอดติดหรือสิ่งกีดขวางค้างอยู่บนราง ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปยังห้องควบคุมและเปิดสัญญาณไฟแดงให้รถไฟหยุดทันที ก่อนที่จะถึงจุดตัด

การเชื่อมโยงข้อมูลจราจร (Smart Mobility):

บูรณาการข้อมูลตารางเวลาและการเดินรถไฟเข้ากับแอปพลิเคชันนำทาง (เช่น Google Maps, Waze) เพื่อแจ้งเตือนผู้ใช้ถนนล่วงหน้าว่ากำลังมีรถไฟมาถึง และแนะนำให้หลีกเลี่ยงเส้นทาง
ระยะที่ 3: การปรับโครงสร้างพื้นฐานยั่งยืนและวัฒนธรรมความปลอดภัย (Structural Transformation)

ระยะเวลา: 2 ปีขึ้นไป | มุ่งเป้าสู่เป้าหมายผู้เสียชีวิตเป็นศูนย์ (Vision Zero)

การแยกโครงสร้างต่างระดับเด็ดขาด (Grade Separation):

ยกเลิกจุดตัดทางรถไฟเสมอระดับดินในเขตเมืองหลวง โดยก่อสร้างเป็นทางลอด (Underpass) หรือทางข้าม (Overpass) แทน เพื่อตัดโอกาสการปะทะระหว่างรถยนต์และรถไฟให้เป็นศูนย์

ในพื้นที่มักกะสันซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมต่อการเดินทาง ควรพัฒนาเป็นอุโมงค์ทางลอดหรือยกระดับทางรถไฟตามแผนแม่บทการพัฒนาระบบราง

การออกแบบระบบตามหลัก Fail-Safe Principle:

ออกแบบให้อุปกรณ์ทุกชิ้นเมื่อเกิดการชำรุดหรือระบบไฟดับ ตัวไม้กั้นจะต้อง "ตกลงมาปิดทางเสมอ" (Fail-to-Closed) โดยใช้แรงโน้มถ่วง เพื่อไม่ให้รถยนต์วิ่งผ่านเข้าสู่ทางรถไฟได้ในขณะที่ระบบขัดข้อง

การเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมองค์กร (Safety Culture Over Blame Culture):

ปรับเปลี่ยนทัศนคติจากการ "หาคนผิดมาลงโทษ" (Blame Culture) ไปสู่การวิเคราะห์รากเหง้าของปัญหา (Root Cause Analysis) เพื่อแก้ไขที่ระบบ

ส่งเสริมระบบ Just Culture ที่พนักงานสามารถรายงานจุดเสี่ยงหรือความผิดพลาดใกล้เคียง (Near-Miss) ได้โดยไม่ถูกลงโทษ เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงระบบก่อนจะเกิดอุบัติเหตุจริง

หัวใจสำคัญของ Fail-Safe System: คือการยอมรับว่ามนุษย์สามารถทำผิดพลาดได้ (Human Error) และเครื่องจักรสามารถขัดข้องได้ (Technical Failure) แต่เมื่อความผิดพลาดนั้นเกิดขึ้น "ระบบจะต้องรองรับและบังคับให้ทุกอย่างหยุดอยู่ในจุดที่ปลอดภัยที่สุดเสมอ" โดยไม่นำไปสู่ความสูญเสียชีวิต




ถามมาก็ตอบไป AI ตอบ แนวคิด "ลด-ยกเลิกรถไฟวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน"


ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ - Pawoot Pongvitayapanu
Yesterday
·
วิธีแก้ปัญหาของรัฐบาลอนุรักษ์นิยม...
ลองถาม AI มันตอบมาแบบนี้.... วิธีแก้ปัญหาแบบ ""ปวดหัวตัดหัว"
.
จากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์ ขสมก. บริเวณจุดตัดมักกะสันเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 8 รายและบาดเจ็บอีกระนาว นำมาสู่มาตรการแถลงด่วนของรัฐมนตรีคมนาคมในวันที่ 18 พฤษภาคม
.
ถ้าให้วิจารณ์กันแบบ**ตรงไปตรงมาและไม่อ้อมค้อม** แนวคิด "ลด-ยกเลิกรถไฟวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน" ภายใน 3 เดือนนี้ ถือเป็นวิสัยทัศน์การแก้ปัญหาที่น่าตั้งคำถามอย่างรุนแรงในหลายมิติ ดังนี้ครับ
.
## 4 ข้อสะท้อนวิสัยทัศน์ "ปวดหัวตัดหัว" ของกระทรวงคมนาคม
.
### 1. แก้ปัญหาแบบ "ตัดขาหนีไข้"
แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูประบบความปลอดภัยที่จุดตัดทางรถไฟ (ซึ่งในกรุงเทพฯ ชั้นในมีอยู่ราว 27 จุด) เช่น การซ่อมบำรุงเครื่องกั้นอัตโนมัติที่มักจะเสียบ่อยๆ การติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณที่ทันสมัย หรือการสร้างทางต่างระดับ/อุโมงค์ลอด สิ่งที่รัฐมนตรีคิดกลับเป็นการ **"ห้ามรถไฟวิ่งเข้าเมือง"** > นี่ไม่ต่างอะไรกับการปวดหัวแล้วสั่งตัดหัว หรือมีปัญหารถชนกันบนถนนแล้วสั่งห้ามรถยนต์วิ่ง เพื่อตัดความรำคาญทางสถิติอุบัติเหตุ
.
### 2. ผลักภาระ "เงินและเวลา" ให้ประชาชนรับกรรม
การสั่งให้รถไฟสายตะวันออกหยุดแค่ **ลาดกระบัง** และสายใต้หยุดแค่ **ตลิ่งชัน** คือการทำลายความต่อเนื่องในการเดินทาง (Seamless Mobility) ผู้โดยสารที่เคยนั่งรถไฟต่อเดียวเข้าเมืองชั้นในเพื่อไปทำงานหรือเรียนหนังสือ ต้องถูกบังคับลงกลางทางเพื่อต่อรถไฟฟ้าสายสีแดง แอร์พอร์ตลิงก์ หรือรถเมล์ ขสมก.
* **เสียเวลาเพิ่มขึ้น:** จากการต้องต่อรถหลายต่อ
* **เสียเงินเพิ่มขึ้น:** แม้รัฐมนตรีบอกว่าจะ "ศึกษาว่าจะซัปพอร์ตอย่างไร" แต่คำว่า "จะศึกษา" ในพจนานุกรมการเมือง มักเท่ากับคำว่า "ยังไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจนในตอนนี้" ประชาชนต้องควักกระเป๋าตัวเองจ่ายค่าเดินทางที่แพงขึ้นไปก่อนแน่นอน
.
### 3. ย้อนแย้งกับเมกะโปรเจกต์ "ระบบราง" ที่สร้างมานับแสนล้าน
ประเทศไทยลงทุนมหาศาลกับสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (บางซื่อ) และโครงข่ายรถไฟทั่วประเทศเพื่อให้เป็นศูนย์กลางระบบราง ดึงคนให้หันมาใช้การขนส่งสาธารณะ แต่พอเกิดอุบัติเหตุที่เกิดจาก "ความหละหลวมของมาตรการความปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐาน" รัฐกลับจะตัดวงจรไม่ให้รถไฟเข้าเมืองชั้นในเสียอย่างนั้น แล้วเงินภาษีที่ลงไปกับสถานีใหญ่โตและทางคู่จะสร้างมาเพื่ออะไร หากสุดท้ายต้องปล่อยให้รางในเมืองทิ้งร้าง?
.
### 4. มุกคลาสสิก "ขอเวลา 3 เดือนเพื่อศึกษา" = การซื้อเวลา
การตั้งคณะกรรมการ 14 คนและขอเวลา 3 เดือน เป็นท่ามาตรฐานของระบบราชการเมื่อเจอกระแสสังคมตีกลับอย่างหนัก สิ่งที่สังคมต้องการเห็นหน้างานทันทีคือ **"มาตรการเร่งด่วนในการกวดขันจุดตัด 27 จุด"** เช่น การเพิ่มเจ้าหน้าที่เฝ้าตลอด 24 ชั่วโมงในจุดที่เครื่องกั้นมีปัญหา การบังคับใช้กฎหมายกับรถที่จอดขวางราง หรือการปรับปรุงป้ายเตือนและแสงสว่าง ไม่ใช่การมานั่งทำผลการศึกษาเพื่อเปลี่ยนเส้นทางเดินรถใหม่ทั้งหมดซึ่งส่งผลกระทบต่อคนเป็นแสนคน
.
## สรุป
แนวทางการแก้ปัญหาแบบนี้สอบตกในแง่ของ **"การบริหารจัดการสาธารณะ"** มันคือการเอาความสะดวกของหน่วยงานรัฐเป็นที่ตั้ง (เพราะตัดความเสี่ยงอุบัติเหตุบนรางในเมืองให้เหลือศูนย์ได้ง่ายที่สุด) แต่เป็นการเอาความทุกข์ยากและค่าใช้จ่ายไปโยนใส่หลังประชาชน แทนที่จะแก้ที่ **"ความปลอดภัยของจุดตัด"** กลับไปแก้ที่ **"การไล่รถไฟออกไปนอกเมือง"** ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดและไร้ประสิทธิภาพอย่างยิ่งครับ
.
.
สรุปย้ำอีกที.. คำตอบที่บอกมาเป็นคำตอบจาก AI นะครับ (Gemini)

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1534473684738098&set=a.204898321028981




คดีนี้สำคัญ ประกันสังคมแพ้คดี เรื่องเงินชราภาพ "คดีนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็ก…มันคือเงินบำนาญทั้งชีวิตคุณ" ศาลสั่ง ห้ามประกันสังคมลดบำนาญ ม.33 กรณีย้ายไป ม.39

https://www.facebook.com/reel/1750474919270163

 
https://www.facebook.com/reel/4366176463662201

Tax Story by CPA Jan
Masrch 20
·
"คดีนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็ก…มันคือเงินบำนาญทั้งชีวิตคุณ"
ฎีกา 3307/2567 วินิจฉัยชัด
คนที่เคยอยู่ ม.33 แล้วส่งต่อ ม.39 ...'‘สิทธิเดิมต้องไม่ถูกลด’'
ผู้ประกันตนท่านหนึ่ง เคยส่ง ม.33 มา 181 งวด อายุ 60 ปี+ ออกงาน แล้วส่งต่อ ม.39
พอถึงวันรับบำนาญ
ประกันสังคมเอาฐาน 4,800 มาคิดแทน
เงินที่ควรได้…หายไปทันที
เจ้าตัวไม่ยอม ฟ้องศาล
ศาลฎีกา 3307/2567 ตัดสินชัด ...‘'สิทธิเดิมห้ามลด’'
ประเด็นคืออะไร?
ประกันสังคมเคยเอาฐาน ม.39 ไปแทนฐานเดิม ม.33
ผลคืออะไร?
เงินบำนาญ “ลดฮวบ” ทั้งที่จ่ายต่อเนื่อง
ศาลบอกแบบตรงๆ ...
การตีความแบบนี้ “ไม่เป็นธรรม”
หลักที่ศาลวางไว้:
สิทธิที่ได้มาแล้ว ต้องคุ้มครอง
การส่งต่อ ม.39 = เพิ่มสิทธิ ไม่ใช่ลดสิทธิ
ต้อง “แยกคำนวณ”
= ม.33 ใช้ฐานเดิม
= ส่วน ม.39 เป็นส่วนเพิ่ม (1.5% ต่อปี)
“ส่งเงินเพิ่ม = ต้องได้เพิ่ม
ไม่ใช่ส่งเพิ่ม…แต่โดนลดตอนปลายทาง”
#เงินบำนาญประกันสังคม
#บำนาญชราภาพประกันสังคม
#บำนาญห้ามลดเมื่อส่งต่อ
#มาตรา33ต่อ39
#เงื่อนไขขอรับเงินชราภาพประกันสังคม



อาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว อนุสรณ์สถานแห่งความจงรักภักดี จ.พระนครศรีอยุธยา งบประมาณ 29 ล้าน ถูกปล่อยทิ้งร้าง จนสภาพฝ้าเพดานในอาคารพังเสียหาย กระจกประตูแตก กระเบื้องกร่อน อยู่ในสภาพใช้งานไม่ได้ ถูกทิ้งร้าง

https://www.facebook.com/Ch7HDNews/posts/1506073114885105




ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องคุ้มกันผู้ลี้ภัย วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 จาง ซิ่นเยี่ยน ผู้ลี้ภัยชาวฮ่องกงถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของ ไทยจับกุม ตามหมายจับออกโดยทางการฮ่องกง และเธอยังคงถูกควบคุมตัวแม้จะได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR แล้ว


Fortify Rights

7 hours ago
·
รัฐบาลไทยควรปล่อยตัวและรับรองความปลอดภัยให้แก่นักข่าวสายสนับสนุนประชาธิปไตยชาวฮ่องกง จาง ซิ่นเยี่ยน (Zhang Xinyan) โดยทันที และยับยั้งการส่งตัวเธอ กลับไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศต้นทางที่เธออาจเผชิญกับการประหัตประหาร การพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม และการถูกควบคุมตัว ฟอร์ตี้ฟายไรต์ กล่าวในวันนี้

ในเช้าของวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 จาง ซิ่นเยี่ยน ผู้ลี้ภัยชาวฮ่องกงถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของ ไทยจับกุม ตามหมายจับออกโดยทางการฮ่องกง และเธอยังคงถูกควบคุมตัวแม้จะได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR แล้ว

“การจับกุมจาง ซิ่นเยี่ยน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการที่ไทยไม่รับรองสถานะผู้ลี้ภัยยังคงเป็นปัญหาใหญ่…” ฐานิดา ปิยโชติ เจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญสิทธิมนุษยชน ฟอร์ตี้ฟายไรต์กล่าว

“ประเทศไทยควรเร่งทบทวนประสิทธิภาพของกลไกคุ้มครองผู้ลี้ภัยที่มีอยู่”

https://bit.ly/Thailand-Release-Zhang

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1016500010713516&set=a.282572044106320
.....

ข้อมูลเพิ่มเติม (จาก Gemini)

กรณีของ จาง ซิ่นเยี่ยน (Zhang Xinyan) นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชาวฮ่องกงที่ถูกจับกุมในไทยเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงที่จุดชนวนให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับ "ประสิทธิภาพและความจริงใจ" ของกลไกคุ้มครองผู้ลี้ภัยของประเทศไทย รวมถึงปัญหาการปราบปรามข้ามชาติ (Transnational Repression)

ข้อเท็จจริงและประเด็นทางกฎหมายที่น่ากังวลในขณะนี้ มีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

1. สถานะของผู้ลี้ภัยและการจับกุม

มีสถานะรับรองชัดเจน: จาง ซิ่นเยี่ยน ได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัย (Refugee Status) จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประจำกรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการรอส่งต่อเพื่อตั้งรกรากในประเทศที่สาม

ข้ออ้างในการจับกุม: เธอถูกทางการไทยควบคุมตัวที่ศูนย์กักตัวคนต่างด้าว (IDC) โดยใช้ข้ออ้างเรื่องการอยู่เกินกำหนด (Visa Overstay) และทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต แต่ในความเป็นจริง เธอมีหมายจับจากทางการฮ่องกงในข้อหา "สมคบคิดเพื่อล้มล้างการปกครอง" ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (NSL) ซึ่งมีรัฐบาลปักกิ่งอยู่เบื้องหลัง พร้อมตั้งค่าหัวไว้สูงถึง 200,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 9.3 แสนบาท)

2. การขัดต่อกฎหมายภายในและหลักสากล (Non-refoulement)

องค์กรสิทธิมนุษยชนระดับสากล เช่น FIDH (Fédération internationale pour les droits humains) และ Human Rights Watch ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงว่า หากไทยตัดสินใจส่งตัวเธอให้กับฮ่องกงหรือจีน จะเป็นการละเมิดกฎหมายอย่างร้ายแรง:

พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ พ.ศ. 2565: มาตรา 13 ของกฎหมายฉบับนี้ของไทยระบุชัดเจนว่า ห้ามมิให้ขับไล่ เนรเทศ หรือส่งกลับบุคคลใดไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าบุคคลนั้นจะไปตกอยู่ในอันตรายจากการถูกซ้อมทรมาน ถูกกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือถูกทำให้สูญหาย ซึ่งกรณีของนักเคลื่อนไหวฮ่องกงหากถูกส่งกลับไปจีน ย่อมมีความเสี่ยงสูงสุดที่จะเผชิญกับการคุมขังโดยมิชอบและการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม

หลักการจารีตประเพณีสากล (Non-refoulement): แม้ไทยจะไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาผู้ลี้ภัยปี 1951 แต่หลักการห้ามผลักดันผู้ลี้ภัยกลับไปเผชิญอันตราย ถือเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่ไทยมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม

3. รอยร้าวใน "กลไกคัดกรองระดับชาติ" (NSM)

กรณีนี้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งทำให้เกิดคำถามตัวโตๆ ว่า กลไกการคัดกรองระดับชาติ (National Screening Mechanism - NSM) ที่ไทยเพิ่งประกาศใช้ไปเพื่อจำแนกคนเข้าเมืองที่ต้องการการคุ้มครองออกจากผู้โยกย้ายถิ่นฐานทั่วไปนั้น มีประสิทธิภาพและเป็นอิสระจากการเมืองระหว่างประเทศจริงหรือไม่? เมื่อเจอแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์จากมหาอำนาจอย่างจีน กลไก NSM ของไทยมักถูกมองว่า "เป็นอัมพาต" หรือถูกเพิกเฉยเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้า ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่มีเอกสาร UNHCR ถูกปฏิบัติราวกับเป็นอาชญากรเข้าเมืองผิดกฎหมายอยู่บ่อยครั้ง

มุมมองวิเคราะห์: > หากประเทศไทยยังคงปล่อยให้เกิดการจับกุมและแสดงท่าทีพร้อม "ส่งกลับ" ผู้ลี้ภัยทางการเมืองตามคำขอของรัฐบาลอำนาจนิยมเช่นนี้ต่อไป ไม่เพียงแต่จะทำลายภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีสากล แต่ยังเป็นการสะท้อนว่ากฎหมายก้าวหน้าอย่าง พ.ร.บ. อุ้มหายฯ ที่ไทยเคยประกาศใช้อย่างภาคภูมิใจ เป็นเพียง "เสือกระดาษ" ในทางปฏิบัติเมื่อต้องเลือกระหว่างหลักสิทธิมนุษยชนกับผลประโยชน์ทางการเมืองข้ามชาติ



มายด์พูดชัด ภายใต้รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยนี้ หวังไม่ได้ว่า เหตุการณ์สังหมู่คนเสื้อแดง จะได้รับความยุติธรรม

https://www.facebook.com/patsaravalee/posts/2043162569608116

Patsaravalee Tanakitvibulpon
5 hours ago
·
ขอลงสคริปพูดงานวันนี้เพื่อเป็นการระบายความอึดอัดใจต่อมูฟภจท.เมื่อเย็น
——————————————————————
19 พฤษภาคม เหตุการณ์สังหมู่คนเสื้อแดง กลางเมือง ผ่านมา 16 ปี
เหตุการณ์นี้ยังคงไม่ได้รับความยุติธรรม
อายุความของคดีนี้เหลืออีก 4 ปี
ซึ่งภายใต้รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยนี้
แน่นอนว่าเราก็อาจจะยังไม่ได้เห็นความยุติธรรม
เรายังพอมีโอกาสที่จะทวงความยุติธรรมคืน
หากเรามีรัฐบาลชุดใหม่ที่ให้คุณค่าหลักกับความยุติธรรม
เพราะหลังหมดวาระของรัฐบาลชุดนี้ แม้จะมีเวลาไม่มาก
แต่ยังพอมีเวลาอยู่บ้าง ที่รัฐบาลชุดใหม่สามารถเดินหน้าคืนความยุติธรรมได้หากเขาต้องการทำ
ซึ่งเราคงไม่สามารถฝันถึงปลายทางนั้นได้อย่างเบาใจ
หากรัฐสภายังคงถูกกินรวบด้วยกลุ่มการเมืองใด กลุ่มการเมืองหนึ่ง
หากองค์กรอิสระยังคงไม่อิสระและมีปัญหาเรื่องความโปร่งใส
หากรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการยังคงถูกใช้
และหากรัฐธรรมนูญใหม่เป็นของสีน้ำเงิน
เราคงไม่สามารถฝันถึงปลายทางที่จะทวงความยุติธรรมคืนได้จริงๆ
วันนี้พรรคภจท.ได้ประกาศโรดแมพการจัดทำรธน.ใหม่
ที่ดูเร่งมาก จนอาจทำให้เราต้องไปลงประชามติช่วงเดือนมกราปี 70 และได้พูดถึงสาระสำคัญของโมเดลในการเลือกคนมาร่างรธนใหม่ว่า
- สสร. จำนวน 100 สำรองอีก 300 คนจะมาจากการคัดเลือกของรัฐสภา หมายความว่าเขาตัดโอกาสประชาชนในการเลือกตั้งสสร.ทิ้ง แล้วให้รัฐสภาที่พวกเขาได้เปรียบกว่าใครเป็นคนจิ้มเลือก
- กมธ.ยกร่าง 45 คน และ กมธ.รับฟังความเห็น 45 คน ก็จะมาจากสสร. 100 คนและสสร.สำรอง 300 คนที่พวกเขาจิ้มเลือกมาในตอนต้น
- และสุดท้ายคือการเพิ่มสิทธิพิเศษให้สว.ในการเห็นชอบ ร่างรธน. หมายความว่ารธน.ใหม่จะออกสู่การทำประชามติได้ต้องผ่านเสียงสว. 1 ใน 4 หรือราว 50 คน จึงจะผ่านได้
ซึ่งสว.เสียงข้างมากมีอยู่ราว 160 คน จาก 200 คนนั่นหมายความว่า ไม่ว่าร่างจะดีต่อประชาชน หรือไม่ดีต่อประชาชน สว.เสียงส่วนใหญ่ก็จะอนุญาตให้เดินหน้าต่อ หรือจะเบรคหัวทิ่มก็ได้หมด
เห็นโมเดลแบบนี้แล้ว ฝันที่จะไปสู่รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชนยิ่งริบหรี่ ซึ่งหลักการสำคัญที่เราคิดว่าหากจะออกแบบร่าง ต้องยึดถือหลักการที่ว่าประชาชนคือหัวใจของการจัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่นี้จึงจะดีกับประชาชนจริง
- ประชาชนต้องมีส่วนร่วมตลอดกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ร่างของภจท. ประชาชนไม่ได้เลือกแต่ต้น และมีประชาชนเป็นเสมือนตราประทับเฉยๆ
ดังนั้นรธน.ใหม่ภายใต้กระบวนของภจท. จึงไม่มีความชอบธรรมมากพอที่จะบอกว่าการเร่งนี้ ทำไปเพราะเห็นแก่ประชาชน 21.6 ล้านเสียง มันจะไม่ใช่รัฐธรรมนูญของประชาชนเลย
- การร่างรธน.ใหม่ต้องป้องกันการกินรวบ การผูกขาด
ไม่ให้กลุ่มการเมืองใดการเมืองหนึ่งคุมทิศทางในการร่างรธน.ใหม่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ซึ่งแนวทางของภจท.คือหากใครมีเสียงข้างมากในสภา ก็จิ้มเลือกคนได้มาก แล้วใครเสียงมากสุด ก็ภจท.อีก
- ต้องไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้สว.
เพราะสว.มาจากการเลือกกันเอง ต้องไม่มีสิทธิพิเศษมากกว่าสส.ที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน
** การไม่ให้อำนาจสว.เห็นชอบรธน.ใหม่ ไม่ใช่การตัดอำนาจสว.แต่อย่างใด เพราะเรื่องการจัดทำรธน.ใหม่ ไม่เคยมีระบุไว้ในรธน.แต่ต้น ตามรธน.ระบุแค่สว.มีอำนาจในการเห็นชอบการแก้ไขรธน.เท่านั้น ไม่เกี่ยวกันกับการทำฉบับใหม่
ดังนั้นสว.อย่ามางอแง ว่าคนอื่นๆจะตัดอำนาจตนทำไม เพราะพวกคุณยังไม่ได้มีอำนาจนั้นเลยด้วยซ้ำ
จาก 3 ข้อที่พูดมา โมเดลที่ภจท.พูดวันนี้ ขัดทุกเรื่อง
นี่จะไม่ใช่การทำรธน.ใหม่เพื่อประชาชน แต่เป็นการทำเพื่อสีน้ำเงิน และชนชั้นนำให้อยู่ได้อย่างสุขสบายเท่านั้น
ซึ่งการทวงคืนความเป็นธรรม
การทวงคือความยุติธรรม จะเกิดขึ้นได้
ก็ต่อเมื่อกลไกทางการเมืองมีประชาชนเป็นหัวใจหลัก
มีกลไกที่ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้ โดยไม่ต้องขูดรีดตัวเองเพื่อร้องขอ
มีฝ่ายบริหารที่สำนึกถึงหน้าที่ต่อประชาชน
มีรัฐสภาที่พร้อมเพิ่มช่องทางให้ประชาชนปกป้องตัวเองได้
และ มีองค์กรอิสระที่คอยเป็นตัวช่วยปกป้องประชาชน
ไม่ใช่ตัวขัดขวางประชาชนเช่นทุกวันนี้
ดังนั้น เราคงไม่สามารถยอมให้มีรธน.ใหม่แบบฉบับสีน้ำเงินเกิดขึ้นได้ เพราะเราไม่รู้เลยว่าสุดท้ายประชาชนจะอยู่ตรงไหนในรธน.สีน้ำเงินนี้ หรือแท้จริงอาจเป็นได้เพียงตัวประกอบของการแบ่งเค้กของชนชั้นนำเสียด้วยซ้ำ
ซึ่งหากไม่มีพรรคไหนเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชน นั่นอาจจะถึงเวลาที่เราต้องทำเอง
และหากเราพยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว
แต่ไม่สามารถหยุดยั้งสีน้ำเงินได้
เมื่อถึงเวลาที่เราต้องไปทำประชามติปี 70
การออกไปโหวตโนโมเดลของสีน้ำเงิน
คงจำเป็นอย่างมากที่ต้องทำ
เพื่อยืนยันตามระบอบประชาธิปไตย ที่ว่า
อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน



‘แม่น้องเกด’ ทำบุญถวายสังฆทานให้ผู้เสียชีวิตจากการสลายชุมนุมคนเสื้อแดง ‘พฤษภา 53’ จนถึงวันนี้ 6 ศพวัดปทุมฯ ยังไม่ได้รับความยุติธรรม

https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1293736019574617

Album 19 พ.ค. 69 แม่น้องเกด ทำบุญถวายสังฆทานคนเสื้อแดงวัดปทุม

ไข่แมวชีส added 23 new photos.12 hours ago
12 hours ago
·
‘แม่น้องเกด’ ทำบุญถวายสังฆทานให้ผู้เสียชีวิตจากการสลายชุมนุมคนเสื้อแดง ‘พฤษภา 53’ จนถึงวันนี้ 6 ศพวัดปทุมฯ ยังไม่ได้รับความยุติธรรม
.
19 พ.ค. 2569 เวลา 13.00 น. ที่วัดปทุมวนาราม พะเยาว์ อัคฮาด หรือ “แม่น้องเกด” มารดาของกมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ทำบุญถวายสังฆทานแด่พระสงฆ์ เพื่ออุทิศให้แก่ผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมจากเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงผู้ที่ถูกยิงเสียชีวิต 6 คนภายในวัดปทุมฯ
.
ในวันนี้ พะเยาว์ พร้อมด้วยประชาชนอีกหลายคน อาทิ ภรรยาของมนต์ชัย แซ่จอง (ญาติผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม 2553) ,ธิดา ถาวรเศรษฐ, จตุพร พรหมพันธุ์, “แหวน” ณัฏฐธิดา มีวังปลา,​ ปิยรัฐ จงเทพ, ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์, ชัยธวัช ตุลาธน, สหัสวัต คุ้มคง ร่วมทำบุญถวายสังฆทานแด่พระสงฆ์ 4 รูป และกรวดน้ำอุทิศให้แก่ผู้เสียชีวิต จากนั้นจึงร่วมกันวางดอกไม้รำลึกบริเวณลานจอดรถ โดยมีป้ายไวนิลข้อความ “เขตอภัยทาน”
.
“แหวน” กล่าวว่า ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจและมีอิสรภาพอยู่ เราก็จะมาทำบุญให้เพื่อนทุกปี แม้ความหวังจะริบหรี่ แต่เรายังจะหวังต่อไป ขอให้ทุกคนช่วยติดตามคดีที่กำลังจะสิ้นสุดลง และช่วยทวงถามความเป็นธรรมให้พวกเราด้วย
.
“ตู่” จตุพร กล่าวต่อว่า เหตุการณ์ที่ราชประสงค์ที่ได้ตัดสินใจยุติการชุมนุม เงื่อนไขที่ตกลงกับรัฐในขณะนั้นคือแกนนำไปมอบตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และให้ประชาชนเดินกลับทางถนนพระราม 1 แต่สุดท้ายแล้ว 6 ศพวัดปทุมฯ ก็ถูกสังเวยเป็นชุดสุดท้าย 16 ปีที่ผ่านมา ตนเชื่อว่าคนที่ผ่านเหตุการณ์จะไม่มีใครลืมไปได้ และคาดหวังว่าความเป็นจริงและความยุติธรรมจะได้ปรากฏ อย่างน้อยที่สุด ความตายของประชาชนจะต้องถูกยกย่องในฐานะวีรชน ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย คนในเหตุการณ์นี้ไม่เคยได้รับความเป็นธรรม เรามีหน้าที่ที่จะไม่ลืมและยังต้องทำบุญอุทิศบุญกุศล เหตุการณ์ที่มีคนถูกฆ่าตายมากที่สุด โดยเฉพาะในเขตอภัยทาน เราจะไม่มีวันลืม และจดจำตลอดไป
.
พะเยาว์ กล่าวว่า ขอขอบคุณที่มาร่วมทำบุญรำลึกให้ผู้เสียชีวิต เหตุการณ์เมษา-พฤษภา 53 นั้นไม่ควรจะเกิดขึ้น แต่ก็เกิดไปแล้ว โดยเฉพาะ 6 ศพวัดปทุมฯ ที่มีการไต่สวนการตายไปแล้ว มีแนวโน้มว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่สุดท้ายความยุติธรรมยังไม่มาถึง สิ่งที่เราทำก็คือยังต้องตั้งหน้าตั้งตาเรียกร้องเพื่อขอความยุติธรรม ให้สังคมได้รับรู้ ว่าสิ่งที่ประชาชนต้องเสียชีวิตไป เกิดจากสาเหตุใด และใครเป็นผู้กระทำผิด ทั่วโลกได้เห็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหาร จึงไม่สามารถที่จะล้มล้างไปได้เลยว่าคุณไม่ได้กระทำการใด ๆ ต่อประชาชนมือเปล่า อย่างเต็นท์พยาบาลในวัด ซึ่งอยู่ในเขตอภัยทาน แต่เจ้าหน้าที่ยิงเข้ามาในเต็นท์ จนสุดท้าย 6 ศพในวัดปทุมฯ ก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมใด ๆ ยังเหลือเวลาอีก 4 ปี ขอให้ญาติผู้เสียชีวิตได้รับความยุติธรรมในช่วงเวลาที่ยังเหลืออยู่
.
.
ย้อนกลับไปเมื่อ 16 ปีที่แล้ว แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง มีการชุมนุมเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ประกาศยุบสภา โดยชุมนุมปักหลักบริเวณถนนราชดำเนินก่อนถูกสลายการชุมนุม และย้ายสถานที่ปักหลักมาเป็นบริเวณแยกราชประสงค์
.
เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553 เจ้าหน้าที่ได้มีปฏิบัติการกระชับวงล้อม เพื่อสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนเข้าไปหลบภายในวัดปทุมวนาราม ซึ่งถูกประกาศให้เป็นพื้นที่เขตอภัยทาน แต่ต่อมาพบว่ามีผู้ถูกยิงเสียชีวิต 6 คน ภายในวัด โดยหนึ่งนั้น คือ “กมนเกด อัคฮาด” พยาบาลอาสาที่อยู่ในเต็นท์พยาบาล โดยศาลมีคำสั่งว่า การเสียชีวิตดังกล่าวเกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงานทหารที่ประจำอยู่บริเวณรางรถไฟฟ้า BTS หน้าวัดปทุมฯ
.
สำหรับการเรียกร้องเอาผิดกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุสลายการชุมนุมครั้งนี้ยังดำเนินต่อไป ซึ่งเหลือเวลาอีก 4 ปี ก่อนครบอายุความคดีอาญา 20 ปี
.....




“ที่นี่มีคนตาย” รำลึก 16 ปี การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ

https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1294045356210350?ref=embed_post

ไข่แมวชีส added photos to the album: 19 พ.ค. 69 งานรำลึกและสดุดีวีรชน16 ปี เมษา - พฤษภา 53 (เซนทรัลเวิ
4 hours ago
·
“ที่นี่มีคนตาย” รำลึก 16 ปี การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ
.
19 พ.ค. 2569 ที่แยกราชประสงค์ มีงานรำลึกและสดุดีวีรชน #16ปีเมษาพฤษภา53 นับถอยหลัง 4 ปี คดีหมดอายุความ เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ที่คนเสื้อแดงถูกสลายการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม 2553 เรียกร้องนิรโทษกรรมให้คนเป็น ทวงความยุติธรรมให้คนตาย สืบเนื่องจากเมื่อ 16 ปีที่แล้ว แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง มีการชุมนุมเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ประกาศยุบสภา โดยชุมนุมปักหลักบริเวณถนนราชดำเนินก่อนถูกสลายการชุมนุม และย้ายสถานที่ปักหลักมาเป็นบริเวณแยกราชประสงค์ ก่อนถูกสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง และปัจจุบันยังคงเรียกร้องเอาผิดกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุสลายการชุมนุม ซึ่งเหลือเวลาอีก 4 ปี ก่อนครบอายุความคดีอาญา 20 ปี
.
บรรยากาศกิจกรรมตั้งแต่ในช่วงบ่าย มีญาติวีรชน คนเสื้อแดง ประชาชน นักการเมือง ทยอยเดินทางมาร่วมกิจกรรม โดยในปีนี้งานรำลึกบริเวณราชประสงค์ถูกแยกออกเป็น 2 เวที ได้แก่ เวทีฝั่งตรงข้ามบิ๊กซี ราชดำริ และเวทีบริเวณสะพานลอยฝั่งเซนทรัลเวิลด์
สำหรับเวทีบริเวณฝั่งตรงข้ามบิ๊กซี ราชดำริ นำโดยกลุ่มคนเสื้อแดง มีการผลัดกันขึ้นมาปราศรัย โดยบนเวทีมีป้ายไวนิลขนาดใหญ่ระบุข้อความ “ไม่เคยลืมเพื่อนของเรา คนเสื้อแดง 16 ปี 19 พฤษภาคม 2553” จากนั้นมีการจุดเทียนเพื่อไว้อาลัยแก่วีรชนผู้เสียชีวิต
.
ส่วนอีกเวทีหนึ่ง จัดขึ้นบริเวณสะพานลอยที่ 1 ฝั่งเซนทรัลเวิลด์ โดยคณะประชาชนทวงความยุติธรรม เริ่มด้วยการแสดงดนตรี นำโดย อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์, หนวด ริมทาง และพอร์ท ไฟเย็น ในขณะเดียวกันก็มีการแจกอาหาร เครื่องดื่ม และกิจกรรมจากองค์กรเครือข่ายฯ พร้อมทั้งมีนิทรรศการแสดงภาพวีรชนที่เสียชีวิตในการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในปี 2553
.
ต่อมาในเวลา 17.00 น. เริ่มพิธีสงฆ์ ร่วมถวายสังฆทานแด่พระสงฆ์ 4 รูป และกรวดน้ำเพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมเมษาพฤษภา 53 จากนั้นมีการอ่านรายนามวีรชนพฤษภา 53 ต่อด้วยการกล่าวสดุดีรำลึกวีรชนจากฝ่ายการเมือง ประชาชน และเยาวชน
.
การกล่าวปราศรัยเริ่มด้วย ธิดา ถาวรเศรษฐ, พะเยาว์ อัคฮาด หรือ “แม่น้องเกด”, ประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ, “แจม” ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์, “ผึ้ง” พนิดา มงคลสวัสดิ์, “บูม” เสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์, “บัส” เทวฤทธิ์ มณีฉาย, สุนทร พฤกษพิพัฒน์, นพ.เหวง โตจิราการ และปิดท้ายด้วย “แหวน” ณัฐฏฐิดา มีวังปลา
.
จากนั้นเข้าสู่ช่วงแสดงดนตรีโดย แป๊ะ บางสนาน ด้วยบทเพลง ‘กราบหัวใจคนเสื้อแดง’ จากนั้นมีตัวแทนนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ และ “มายด์” ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล ร่วมกล่าวไว้อาลัยต่อวีรชนคนเสื้อแดง และต่อด้วยการแสดงจากกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม
.
เวลา 20.03 น. เริ่มมีการจุดเทียนรำลึกถึงวีรชนคนเสื้อแดง พร้อมกับร้องเพลง ‘นักสู้ธุลีดิน’ และกล่าวพร้อมกันว่า “ที่นี่มีคนตาย” ปิดท้ายด้วยการแสดงดนตรีจากบุ๊ค Elevenfinger และกลุ่มศิลปินเพลงเพื่อราษฎร ก่อนยุติกิจกรรมในเวลา 20.50 น.
.
#16ปีเมษาพฤษภา53 #คนเสื้อแดง #เมษาพฤษภา53





 



ทำไม ในยุค AI คนรวยจะยิ่งรวยขึ้น คนจนจะยิ่งจนลง ? คนพวกนี้ ไม่เห็นเหรอ หรือว่า เขามองเรื่องนี้จากมุมมองทางเทคโนโลยีเพียงด้านเดียว ราวกับว่า ยอมสละความเป็นมนุษย์เพื่อแลกกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) แล้วเราควรมีแนวทางแก้ไขอย่างไร ?






https://x.com/elonmusk/status/2056749520151593392
.....

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นตัวการที่ทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้นและคนจนยิ่งจนลงใช่หรือไม่?

คำถามนี้ถือเป็นหนึ่งในข้อถกเถียงที่สำคัญที่สุดในยุคปัจจุบันครับ คำตอบสั้นๆ คือ "มีความเป็นไปได้สูงมาก หากไม่มีการควบคุมหรือบริหารจัดการที่ดี" นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีส่วนใหญ่ค่อนข้างกังวลว่า AI อาจกลายเป็น "เครื่องจักรผลิตความเหลื่อมล้ำ" (Inequality Engine) ชิ้นใหม่ของโลก โดยกลไกที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "คนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนยิ่งจนลง" (The Rich Get Richer, The Poor Get Poorer) มีดังนี้:

1. ทำไม AI ถึงอาจทำให้ "คนรวยยิ่งรวยขึ้น"?

ผลตอบแทนจากทุน (Capital) สูงกว่าแรงงาน (Labor): ในอดีต การขยายธุรกิจต้องใช้การจ้างคนเพิ่ม (แรงงาน) แต่ในยุค AI เจ้าของทุนหรือบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่สามารถใช้ระบบอัตโนมัติและโมเดล AI ในการขยายบริการได้มหาศาลโดยมีต้นทุนที่ต่ำมาก เงินปันผลและผลกำไรจึงตกไปอยู่กับ เจ้าของเทคโนโลยีและผู้ถือหุ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนรวยอยู่แล้ว

การผูกขาดของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี (AI Monopolies): การพัฒนา AI ระดับสูง (เช่น Large Language Models) ต้องใช้เงินทุนมหาศาล ค่าไฟฟ้านับล้านดอลลาร์ และชิปประมวลผลราคาแพง ทำให้มีเพียงบริษัทไม่กี่แห่งในโลกที่มีศักยภาพในการเป็น "เจ้าของ" โครงสร้างพื้นฐานนี้ นำไปสู่การกินรวบตลาดข้ามชาติ

การเพิ่มผลิตภาพของแรงงานทักษะสูง (Skill-Biased Technological Change): กลุ่มคนที่มีการศึกษาสูง นักวิชาชีพ หรือผู้บริหารที่สามารถใช้ AI มาเป็น "ผู้ช่วย" จะทำงานได้เร็วขึ้นและสร้างมูลค่าได้มากขึ้นไปอีก ส่งผลให้รายได้ของพวกเขากระโดดห่างจากคนอื่นมากขึ้น

2. ทำไม AI ถึงอาจทำให้ "คนจนหรือชนชั้นกลางยิ่งเสียเปรียบ"?

การทดแทนแรงงานทักษะต่ำและปานกลาง (Job Displacement): AI และระบบอัตโนมัติกำลังเข้าไปแทนที่งานที่มีลักษณะทำซ้ำๆ (Routine tasks) ทั้งงานเอกสาร Call Center การแปลภาษาขั้นต้น หรือแม้แต่งานโรงงาน ซึ่งงานเหล่านี้มักเป็นแหล่งรายได้หลักของชนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อย

วิกฤต "การลดทักษะ" และค่าแรงที่ถูกกด (Wage Stagnation): เมื่อแรงงานถูกแย่งงานจาก AI พวกเขาจะถูกบีบให้ย้ายไปทำงานในภาคส่วนที่ AI ยังทำไม่ได้ดี (เช่น งานบริการที่ต้องใช้แรงกายหรืองานดูแลผู้สูงอายุ) ส่งผลให้ตลาดแรงงานกลุ่มนี้มีคนล้นงาน และโดนกดค่าแรงให้ต่ำลงไปอีก

ช่องว่างทางดิจิทัล (Digital Divide): คนจนหรือคนในประเทศกำลังพัฒนาอาจเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี AI ที่มีประสิทธิภาพสูง (ซึ่งหลายตัวเริ่มเปลี่ยนเป็นระบบจ่ายค่าบริการรายเดือนราคาแพง) หรือขาดทักษะในการนำ AI ไปใช้ประโยชน์ ทำให้เสียโอกาสในการแข่งขันอย่างสิ้นเชิง
3. แต่มันจำเป็นต้องจบลงแบบนี้เสมอไปหรือไม่?

ไม่จำเป็นครับ AI เป็นเพียง "เครื่องมือ" ส่วนผลลัพธ์จะออกมาในรูปแบบไหน ขึ้นอยู่กับ นโยบายและการบริหารจัดการของมนุษย์ หากเราต้องการเปลี่ยน AI ให้เป็นเครื่องมือที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ รัฐบาลและสังคมโลกต้องร่วมมือกันในสิ่งเหล่านี้:

แนวทางแก้ไข

การปฏิรูประบบการศึกษา
ปรับหลักสูตรให้เน้นทักษะที่ AI ทำแทนได้ยาก เช่น คิดวิเคราะห์ (Critical Thinking), ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy), และความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงสอนวิธีใช้ AI ตั้งแต่เนิ่นๆ

ตาข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Nets)
พิจารณานโยบายใหม่ๆ เช่น Universal Basic Income (UBI) หรือรายได้ขั้นพื้นฐานถ้วนหน้า เพื่อเยียวยาผู้ที่ตกงานจากเทคโนโลยี

การกระจายอำนาจ AI (Open Source)
สนับสนุนโมเดล AI แบบเปิด (Open-source) เพื่อให้ธุรกิจขนาดเล็กและคนทั่วไปสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูงได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินมหาศาลให้บริษัทใหญ่

การจัดเก็บภาษีที่เป็นธรรม
การเก็บภาษีจากกำไรที่ได้จากการใช้ระบบอัตโนมัติ (Robot Tax / AI Tax) เพื่อนำเงินมาจุนเจือและรีสกิล (Reskill) แรงงานที่ได้รับผลกระทบ

หากปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรีโดยไม่มีการควบคุม AI จะกลายเป็นตัวเร่งความเหลื่อมล้ำให้รุนแรงขึ้นอย่างแน่นอน แต่ถ้าเรามีนโยบายรัฐที่ก้าวทันเทคโนโลยี AI ก็สามารถกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนจนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ การแพทย์ที่ดี และโอกาสใหม่ๆ ในชีวิตได้เช่นกัน ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับ "นโยบายของมนุษย์" ไม่ใช่ตัว AI ครับ



วันอังคาร, พฤษภาคม 19, 2569

สินบนมลพิษเป็นเหตุ สุชาติ ชมกลิ่น ยัวะเดินชนไหล่นักข่าว บอกรู้จักน้อยเกินไป หลังถูกจี้ถามเหตุไม่ยอมตรวจสอบกรมควบคุมมลพิษ

สินบนมลพิษเป็นเหตุ “สุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ยัวะเดินชนไหล่นักข่าว บอกรู้จักน้อยเกินไป” ข่าวร้อน อมรินทร์ทีวี วันนี้ (๑๙ พ.ค.) ระบุ “ถูกจี้ถามเหตุไม่ยอมตรวจสอบกรมควบคุมมลพิษ”

ร่ายเป็นชุด เรื่องสายการบังคับบัญชาในกระทรวง แถมย้อนอีก ถ้า กกร.จะเอาหลักฐานมาก็ไปให้กับปลัดกระทรวงสิ พอตอบข้อซักถามของนักข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลเสร็จ นายสุชาติเดินฝ่าวงล้อมนักข่าวออกไป

ไม่แยแสเสียจนเดินชนไหล่นักข่าวชายคนหนึ่ง คงจะอารมณ์บ่จอยเมื่อวาจาก้าวร้าวเมื่อวันก่อน ที่ขู่จะฟ้องผู้ที่รายงานคอรัปชั่นในองค์กร กลับเจอแรงโต้ระงม เมื่อวาน ๓ มูลนิธิต่อต้านคอรัปชั่น ประกาศผนึกกำลัง

“เบื้องต้น ทั้งสามมูลนิธิจะเข้าร่วมกับทีมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน ๓ สถาบัน (กกร.) เพื่อทำงานร่วมกันภายใต้แนวคิด ทนไม่ไหวแล้วโว้ย” ๓ องค์กรดังกล่าวประกอบด้วยมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอรัปชั่นประเทศไทย หรือ ACT ที่ ดร.มานะ นิมิตรมงคล เป็นประธานฯ

อีกองค์กรคือ มูลนิธิต่อต้านการทุจริต ซึ่งมี ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ เป็นประธานฯ และ มูลนิธิส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประธานฯ คือพล.อ.อ.วีรวิทย์ คงศักดิ์ นี่เป็นปฏิกิริยาแบบเดียวกับกรณีที่ กกต.ฟ้องประชาชนที่เปิดโปงเรื่องคิวอาร์และบาร์โค้ด

เรื่องนั้น สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.เป็นหัวหอก เขาบอก “พรุ่งนี้ พุธ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๐.๐๐ น.” เขา “โคนันสมชัย, เชอร์ล็อค เรือบิน และเอิร์ธ ปัวโรท์” จะเข้าแจ้งความคดีอาญากลับต่อ กกต. และชวนนักข่าวร่วมพิสูจน์หลักฐาน

เกี่ยวกับเอกสาร ๑ หน้าที่หายไปจากเพจสำนักงาน กกต. “หากเข้าไปดูย้อนหลังของเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ จะพบว่าเอกสารประชาสัมพันธ์ที่ลงต่อเนื่องหายไปจากเพจ ๑ ฉบับ คือ เอกสารเลขที่ ๑๙๐/๒๕๖๙ (มีต่อเนื่องถึง ๑๘๙ แล้วข้ามไป ๑๙๑)

เขาเดาๆ แล้วตั้งข้อสังเกตุสามอย่าง หนึ่ง แอดมินมือลั่นไปลบทิ้ง แล้วลืมใส่กลับ สอง อาจมีข้อความบางอย่างที่เป็นเท็จ เช่น “คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มอบอำนาจให้….” และสาม “วันที่เผยแพร่เอกสาร และช่วงเวลาในการแจ้งความ

อาจขัดกันกับรายละเอียดในคำร้องทุกข์กล่าวโทษ” ดูจากภาพเผยแพร่ ๒๕ กุมภา “มีบุคคลไปแจ้งความแล้วถ่ายภาพร่วมกัน” ซึ่งดูจากเงาแดดในภาพน่าจะเป็นช่วงเช้าสิบโมงถึงบ่ายสอง แต่การแถลงข่าวจับผิดบาร์โค้ดเกิดเมื่อเวลา “บ่าย ๓ โมง”

เท่ากับว่าเป็นการแจ้งความเท็จ ก่อนที่เหตุจะเกิด

(https://www.facebook.com/somchaivision/posts/q61i1Yq, https://www.nationtv.tv/news/politics/378977575=CoJnSeRo และ https://www.facebook.com/watch/?v=981503721319345)