วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 29, 2569

อนัจจา ! ไม่มีภูมิภาคใดในประเทศไทย ‘รอดพ้น’ จากปัญหาสิ่งแวดล้อม !!



ไม่มีภูมิภาคใดในประเทศไทย ‘รอดพ้น’ จากปัญหาสิ่งแวดล้อม

ต.ค. 28, 2026
The Momentum

ยังมีพื้นที่ใดในประเทศไทยที่ปลอดจากปัญหาสิ่งแวดล้อมบ้าง คำถามนี้อาจตอบได้ยากขึ้นทุกวัน เพราะไม่ว่าจะจิ้มลงไปตรงไหนบนแผนที่ ก็มักพบปัญหาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ตั้งแต่กากอุตสาหกรรม น้ำเสีย ขยะอิเล็กทรอนิกส์ การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ไปจนถึงสารพิษที่ปนเปื้อนมากับสายน้ำ

ทว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เริ่มกันที่รัฐทำหน้าที่ของตัวเองไม่ดีพอ บางครั้งอาจรับสินบน หรือบางครั้งอาจกลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดปัญหาเสียเอง เมื่อรัฐใส่เกียร์ว่าง ไม่ตรวจสอบ ไม่กำกับดูแล เอกชนที่ไร้ธรรมาภิบาลจึงฉวยโอกาสนี้กอบโกยทรัพย์โดยไม่ใยดีสิ่งแวดล้อมว่าจะเจอปัญหาอะไร หนำซ้ำ ปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมายังเกิดขึ้นในบริบทที่ประชาชนซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับปัญหาสิ่งแวดล้อม กลับเข้าถึงข้อมูล มีส่วนร่วม และมีอำนาจในการกำกับดูแลจำกัด

ข้างต้นจึงเป็นคำตอบแบบกระชับ เมื่อต้องอธิบายว่า โรงงานรีไซเคิลน้ำมันใช้แล้ว เหตุใดจึงตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึง ทำไมผ่านมา 15 ปีแล้วจึงหาต้นตอปลาหมอคางดำระบาดไม่เจอ ตลอดจนตอบคำถามปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งหลายทั้งปวงตั้งแต่เหนือจรดใต้ทั้งในอดีตที่ผ่านมา และที่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน

คำถามในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า อะไรที่ทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทยยังคงอยู่ เพราะคำตอบมีอยู่แล้ว แต่สำหรับคนไทยอาจต้องถามว่า วันนี้มีที่ไหนบ้างที่ไม่เจอปัญหา

The Momentum รวบรวมพื้นที่ซึ่งเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อม การดำเนินการเพื่อแก้ปัญหา รวมไปถึงการชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยภาครัฐ โดยรวบรวมจากข่าวและเอกสารทางราชการที่ปรากฏต่อสาธารณะ ซึ่งต้องเน้นย้ำว่า พื้นที่ที่ไม่ถูกกล่าวถึงใช่ว่าไม่เคยเจอปัญหาสิ่งแวดล้อม ทว่าอาจเคยเจอมาแล้วในอดีต หรืออีกกรณีหนึ่งคือมีปัญหาแต่ยังไม่พบหรือถูกนำเสนอต่อสาธารณะ
แม่น้ำในภาคเหนือของประเทศไทยพบสารโลหะหนัก

เป็นเวลากว่า 2 ปี 6 เดือน นับตั้งแต่ชาวบ้านพบความผิดปกติของแม่น้ำกก กระทั่งกรมควบคุมมลพิษตรวจพบสารโลหะหนักในแม่น้ำ ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐซึ่งมีส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหายังไม่สามารถคืนความปกติให้กับแม่น้ำกกได้ ขณะเดียวกันยังพบแม่น้ำอีก 5 สายที่ปนเปื้อนสารโลหะหนักเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำรวก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน ตลอดจนลำน้ำสาขาที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำสายหลักที่เริ่มพบการปนเปื้อนเช่นเดียวกัน

ที่ผ่านมาภาคประชาสังคม เครือข่ายประชาชน นักวิชาการ และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ต่างเปิดเผยข้อมูลที่ชี้ต้นตอมลพิษ เช่น ภาพถ่ายดาวเทียมของ SHRF และ GISTDA ซึ่งเผยให้เห็นการทำเหมืองในเมียนมาใกล้กับแม่น้ำที่ไหลเข้ามายังประเทศไทย แผนที่เหมืองแต่ละแห่งของ Stimson Center รวมไปถึงข้อมูลอื่นๆ ซึ่งเชื่อมโยงเหมืองแร่หายากและเหมืองทองคำเข้ากับทุนจีน อันมีศักยภาพเป็นหลักฐานให้รัฐใช้หาตัวผู้ก่อมลพิษ ผู้รับผิดชอบ ตลอดจนหามาตรการเพื่อหยุดยั้งปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนมลพิษได้

ทว่าบทบาทของรัฐบาลที่เป็นรูปธรรมมีเพียงการมอบหมายให้หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมตรวจหาสารพิษในน้ำ คน สัตว์ พืชผลทางการเกษตร และจัดหาแหล่งน้ำใหม่แก่ประชาชนผู้รับผลกระทบ

ส่วนการเจรจาระหว่างไทยกับเมียนมาที่บรรลุข้อตกลงจัดตั้งคณะทำงานร่วมในการตรวจคุณภาพน้ำร่วมกัน สืบหาแหล่งกำเนิดมลพิษ พัฒนาระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า ดูแลสุขภาพประชาชน ถ่ายทอดองค์ความรู้และกำหนดแนวทางร่วม และสร้างการตระหนักรู้และเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญมีส่วนร่วม ยังคงไม่มีผลงานเป็นประจักษ์

ขณะที่บริษัทเอกชนสัญชาติจีน เช่น China Investment Mining Company, Shanghai Chijin Xiawu Metal Resources Co., Ltd., Xiamen Tungsten Corporation และ Chifeng Gold ซึ่งมีข้อมูลว่ามีความเกี่ยวข้องกับเหมืองในเมียนมา แต่คณะทำงานร่วมกลับไม่มีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากประเทศจีนรวมอยู่ด้วย

ที่สำคัญประชาชนอาจเข้าไม่ถึงข้อมูลที่จำเป็น เนื่องจากข้อตกลงร่วมนี้กำหนดให้ข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบโดยคณะทำงานร่วม เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากทางการไทยและเมียนมาทั้ง 2 ฝ่าย

ปัจจุบันการปนเปื้อนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแม่น้ำเท่านั้น หากยังพบสารโลหะหนักในน้ำประปาหมู่บ้าน ดินสำหรับเพาะปลูกข้าวนาปรัง รวมไปถึงการปนเปื้อนในคน สัตว์น้ำ และพืชผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นข้อมูลที่ยืนยันว่า มลพิษปนเปื้อนสู่ระบบห่วงโซ่อาหารแล้ว

คำถามคือ ปัญหานี้จะจบลงอย่างไรหากไม่สามารถหยุดเหมืองซึ่งเป็นผู้ก่อมลพิษ ใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม เมื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องยังไม่อยู่ในวงเจรจาคณะทำงานครบทุกฝ่าย ประชาชนต้องทนอยู่กับแม่น้ำที่ปนเปื้อนไปอีกนานแค่ไหน ตลอดจนปัญหาจะหนักขึ้นหรือไม่ เมื่อมลพิษยังคงอยู่ในแม่น้ำ
เหมืองโพแทช พิษแดนอีสาน

แร่โพแทช (Potash) กลุ่มแร่และเกลือที่มีธาตุโพแทสเซียมเป็นองค์ประกอบสำคัญ นำไปใช้ทำปุ๋ยเพื่อการเกษตร หรือใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมเคมีและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ซึ่งข้อมูลจากสำนักธรณีวิทยาระบุว่า ไทยมีแร่ดังกล่าวราว 4 แสนล้านตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากเป็นอันดับ 4 ของโลก ภาครัฐและภาคเอกชนจึงมองเห็นโอกาสที่จะสร้างเม็ดเงินจากแร่โพแทช ทั้งการลดราคาปุ๋ยในประเทศ การเก็บภาษีแร่ และการส่งออก

แหล่งแร่โพแทชสำคัญของไทย ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลึกลงไปในใต้ดินของแอ่งสกลนครและแอ่งโคราช โดยอยู่ร่วมกับชั้นเกลือหิน ซึ่งกลายมาเป็นความท้าทายในการขุดเจาะแร่ดังกล่าว เพราะหากมีน้ำใต้ดินซึมหรือไหลเข้าท่วมอุโมงค์ที่ทำการขุดเจาะ มีโอกาสที่น้ำจะพัดผ่านชั้นเกลือหินทำให้น้ำมีความเค็มสูง ในขณะเดียวกัน หากแรงงานภายในเหมืองไม่ทำการสูบน้ำออกจากอุโมงค์ก็จะไม่สามารถดำเนินการขุดเจาะแร่โพแทชต่อไปได้ ในกรณีนี้จึงต้องสูบน้ำที่ท่วมในเหมืองออก

กรณีน้ำท่วมเหมืองโพแทชเคยเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย ภายในเหมืองของบริษัท ไทยคาลิ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งบริษัทถูกตั้งข้อสงสัยว่าบริษัทอาจมีการระบายน้ำเค็มจากอุโมงค์ออกสู่ภายนอก เนื่องจากมีน้ำเค็มรั่วซึมจากพื้นที่โครงการ รวมทั้งยังพบท่อ PE พาดข้ามคันดินบริเวณบ่อพักน้ำออกไปยังนอกเหมือง

ทว่าการระบายน้ำที่มีความเค็มสูงลิ่วให้ไหลซึมไปตามผืนดิน ทำให้พื้นที่ตำบลหนองไทร ตำบลหนองบัวตะเกียด และตำบลโนนเมือง อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เผชิญกับปัญหาดินเค็มจัด เกษตรกรไม่สามารถปลูกพืชผลทางการเกษตรได้ บ้านเรือนถูกกัดกร่อนด้วยความเค็ม ตลอดจนไม่สามารถนำน้ำมาใช้ในการอุปโภคบริโภค

และถึงแม้ว่าเหมืองแร่โพแทชของบริษัท ไทยคาลิ จำกัด จะได้รับประทานบัตรทำเหมืองโพแทชครอบคลุมพื้นที่ 9,005 ไร่ 1 งาน 63 ตารางวา ซึ่งถือว่ามีขนาดเล็กกว่า หากเปรียบเทียบกับการได้ประทานบัตรทำเหมืองแร่โพแทชของบริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น (APPC) ซึ่งมีพื้นที่ประทานบัตร 26,446 ไร่ 1 งาน 49 ตารางวา และบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ (APOT) ซึ่งมีพื้นที่ประทานบัตร 9,707 ไร่ 83 ตารางวา

หากแต่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบกลับกว้างไกล ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรมของตำบลหนองไทร อำเภอด่านขุนทดมากกว่า 1 หมื่นไร่ ขณะที่การประเมินจากเกษตรกรและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชี้ว่า พื้นที่ตำบลหนองไทรได้รับผลกระทบมากถึงร้อยละ 80 จากพื้นที่ทั้งหมด หรือราว 22,217.6 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 27,777 ไร่ ซึ่งแม้ว่าบริษัทเคยจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้ได้รับผลกระทบมาก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่ครบถ้วน อีกทั้งยังไม่มีข้อยุติว่าใครเป็นคนผิด ดังนั้นผู้รับผิดชอบต่อปัญหาครั้งนี้จึงยังไม่ชัดเจน

กรณีดังกล่าว นอกจากจะสะท้อนปัญหาจากการประกอบกิจการเหมืองโพแทช ยังสะท้อนความเปราะบางสิ่งแวดล้อมภายใต้กฎหมายปัจจุบันในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งตัดข้อความที่รับรองสิทธิในการดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยออกจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า ทำให้ประชาชนมีข้อจำกัดในการใช้สิทธิคัดค้านและตรวจสอบการอนุญาตโครงการ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ไม่มีข้อมูลพื้นฐานที่ควรมี เช่น ดิน น้ำใต้ดิน และความเค็มก่อนเริ่มโครงการ การมีส่วนร่วมของประชาชนที่ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการหากเอกชนมีการแก้ไข EIA ในตอนหลัง

ที่สำคัญประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ซึ่งกรณีของบริษัท ไทยคาลิ จำกัด กรมควบคุมมลพิษต้องจ้างวิทยาลัยหรือบริษัทภายนอกมาศึกษาผลกระทบจนทำให้เสียเวลา และภาระตกอยู่กับภาครัฐและงบแผ่นดิน

ถัดจากการทำเหมืองแร่โพแทช ยังมีอีกกรณีที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่เช่นเดียวกัน คือกรณีเหมืองทองคำของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ในตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ที่ทำให้เกิดการปนเปื้อนของไซยาไนด์ สารหนู แคดเมียม ตะกั่ว แมงกานีส และปรอทในระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นห้วยน้ำ น้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน และตะกอนดิน เนื่องจากบริษัทขุดเปิดหน้าดินและปล่อยกองหินทิ้งและบ่อกักเก็บแร่เอาไว้โดยไม่มีผ้าหรือโรงเรือนคลุม ในขณะที่บ่อกักเก็บแร่อยู่สูงกว่าพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน เมื่อฝนตก น้ำจึงชะสารโลหะหนักออกจากกองหินและพัดพาสารปนเปื้อนกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ชาวบ้านที่ได้รับสารโลหะหนักมีผื่นคัน แสบตา และแน่นหน้าอก พบไซยาไนด์ ปรอท และตะกั่วในผลตรวจเลือดของมนุษย์ ในขณะที่ผลกระทบแพร่กระจายไปหลายหมู่บ้าน ทั้งบ้านห้วยผุก บ้านกกสะทอน บ้านหนองบง บ้านแก่งหิน บ้านโนนผาผุงพัฒนา และบ้านภูทับฟ้าพัฒนา ของจังหวัดเลย

ทั้งนี้ แม้ว่าบริษัท ทุ่งคำ จำกัด จะหยุดกิจการเหมืองทองคำไปแล้ว และมีการดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของโรงงาน แต่การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบสารพิษตกค้าง และการเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบยังไม่จบ ภายในบริเวณเหมืองยังพบเศษวัสดุและกองดินถูกทิ้งไว้ และยังมีหน่วยงานเข้าไปนำตัวอย่างกองดินกากแร่มาวิเคราะห์การปนเปื้อน แต่กลับไม่มีการเปิดเผยผลวิเคราะห์ให้ชาวบ้านรับทราบ จนชาวบ้านต้องยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเลยเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569

ที่สำคัญคือ การฟื้นฟูและชดใช้ค่าเสียหายยังไม่เกิดขึ้นจริงอย่างทั่วถึง แม้ว่าศาลจังหวัดเลยพิพากษาเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2561 ให้บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ชดใช้ค่าเสียหายแก่ชาวบ้านรวมเป็นเงินราว 15 ล้านบาท และต้องฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่บริษัทล้มละลาย จึงไม่เกิดการฟื้นฟูและเยียวยาอย่างที่ควรจะเป็น
การลักลอบทิ้งน้ำเสียและกากอุตสาหกรรมทั่วไทย

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 มูลนิธิบูรณะนิเวศสำรวจและรวบรวมข้อมูลจากข่าวการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและน้ำเสียซึ่งเปิดเผยต่อสาธารณะตั้งแต่ปี 2560-2568 พบข่าวการลักลอบปล่อยน้ำเสีย 265 ครั้ง และพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม 117 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 382 ครั้ง โดยภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ที่พบการลักลอบมากที่สุด 141 ครั้ง ตามมาด้วยภาคกลาง 114 ครั้ง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 พบว่า ปัญหาการลักลอบทิ้งของเสียในปัจจุบันมีอยู่ 61 แห่ง ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี 20 แห่ง ปราจีนบุรี 18 แห่ง สระแก้ว 11 แห่ง ฉะเชิงเทรา 9 แห่ง และระยอง 3 แห่ง

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 เผยว่า ยังมีพื้นที่ซึ่งอยู่ในแผนจัดการเนื่องจากเป็นจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม 11 แห่ง ครอบคลุม 6 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา ระยอง ลพบุรี และนครราชสีมา

เหตุผลสำคัญที่ทำให้การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมรุนแรงขึ้น เนื่องจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลหลายชุดดำเนินนโยบายหรือมาตรการที่เอื้อต่อการลงทุนของอุตสาหกรรมบางประเภท โดยมีการยกเว้นข้อกำหนดด้านผังเมืองบางประการ การให้สิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการลงทุน โรงงานบางประเภทไม่จำเป็นต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ส่งผลให้การตั้งโรงงานที่อาจก่อมลพิษทำได้ง่ายขึ้น ในขณะที่ประชาชนและชุมชนกลับมีส่วนร่วมในการพิจารณาการประกอบกิจการที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างจำกัด

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ คือกรณีคราบน้ำมันรั่วไหลใกล้กับที่ตั้งของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด ในตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการประเภท 105 คัดแยกและการฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นอันตราย และใบอนุญาตประเภท 106 การนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ใช้แล้วหรือของเสียจากโรงงานมาผ่านกระบวนการอุตสาหกรรมเพื่อผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีการนำน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วหรือสารทำละลายมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงทดแทน ทว่าทำเลที่ตั้งของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด กลับมีลักษณะเป็นทางน้ำหลาก จึงเกิดคำถามว่า เหตุใดโรงงานรีไซเคิลและฝังกลบขยะแห่งนี้จึงได้รับอนุญาตให้เข้ามาตั้งในพื้นที่ดังกล่าว

นอกจากนี้ยังพบปัญหาน้ำชะขยะจากโรงงานฝังกลบขยะไหลลงสู่แหล่งน้ำของชุมชนในพื้นที่ตำบลห้วยแห้ง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี โดยวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ออกคำสั่งตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงงาน พ.ศ. 2535 และแก้ไขเพิ่มเติม สั่งการให้บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) ผู้รับขน บำบัด รีไซเคิล และกำจัดกากอุตสาหกรรมทั้งอันตรายและไม่อันตรายแบบครบวงจร หยุดประกอบกิจการเฉพาะในส่วนของหลุมฝังกลบของเสียอันตรายทันที นับตั้งแต่วันที่รับทราบคำสั่ง เนื่องจากพบปัญหาการจัดการน้ำชะขยะจากหลุมฝังกลบของเสียอันตรายและไม่อันตราย รวมถึงระบบระบายน้ำภายในพื้นที่

นอกจากนี้ บทบาทของหน่วยงานรัฐยังมีความทับซ้อนและอาจเกิดความลำเอียง โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมมีอำนาจทั้งการอนุญาตให้เอกชนประกอบกิจการ ขณะเดียวกันก็มีอำนาจในการสั่งปิดกิจการ จึงมีข้อกังวลเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุล กลับกันหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องมลพิษอย่างกรมควบคุมมลพิษกลับมีบทบาทเพียงการตรวจสอบและพิสูจน์การปนเปื้อน แต่ไม่มีอำนาจสั่งปิดโรงงานโดยตรง

นอกเหนือจากอุตสาหกรรมที่เกิดจากการประกอบกิจการของโรงงานภายในประเทศ อีกหนึ่งปัญหาสำคัญของประเทศไทยในตอนนี้ คือการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ โดยกรมศุลกากรระบุว่า มีการตรวจยึดขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้ประมาณ 2,700 ตันในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 และมีการสำแดงสินค้าไม่ตรงกับสิ่งที่บรรจุภายในตู้คอนเทนเนอร์ เช่น กรณีตู้คอนเทนเนอร์ต้องสงสัยที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งมีต้นทางมาจากสหรัฐอเมริกา พบ 6 ตู้สำแดงเป็นเศษอะลูมิเนียม แต่มีขยะอิเล็กทรอนิกส์ปะปนมาด้วย

ทั้งนี้ แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะประกาศให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้า แต่ยังคงพบขยะอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เศษสายไฟ เศษทองแดง และเศษอะลูมิเนียม ถูกลักลอบทิ้งในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดสระแก้ว จังหวัดปราจีนบุรี รวมถึงนำไปเก็บไว้ในโกดังของเอกชน เช่น โกดังของบริษัท ระยอง อินดัสเทรียล จำกัด จังหวัดระยอง รวมไปถึงการลักลอบประกอบกิจการคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัท หงเยวี่ย รีนิวเอเบิล รีซอร์สเซส เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีเจ้าของเป็นชาวจีน โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการในจังหวัดสมุทรสาคร

ภาคประชาชนจึงเรียกร้องให้ภาครัฐเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล ขณะเดียวกันคือการผลักดันร่างกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) ซึ่งกำหนดให้สถานประกอบการที่มีการใช้สารอันตรายหรือปล่อยมลพิษ ต้องรายงานข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษเข้าสู่ฐานข้อมูลกลางเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้
ปลาหมอคางดำยังระบาดหนัก

ปี 2555 มีรายงานพบปลาหมอคางดำแพร่ระบาดในตำบลยี่สาร จังหวัดสมุทรสงคราม ก่อนระบาดในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบต้นตอของการระบาด

ภายหลังการระบาดของปลาหมอคางดำ ภาครัฐรณรงค์ให้ประชาชนหันมากินปลาหมอคางดำมากขึ้น มีการตั้งงบประมาณ นำภาษีของประชาชนมาประกาศรับซื้อปลาหมอคางดำ รวมถึงปล่อยปลานักล่าไปล่าปลาหมอคางดำ แต่กลับไม่เป็นผล เห็นได้จากร่างเอกสารของกรมประมงเรื่อง กำหนดเขตพื้นที่การระบาดของปลาหมอสีคางดำฉบับใหม่ ซึ่งเผยแพร่ในเดือนกันยายน 2569 ระบุว่ายังคงมีการระบาดใน 18 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ นนทบุรี กรุงเทพมหานคร นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ชลบุรี และตราด

นอกจากนี้ มีรายงานว่าพบปลาหมอคางดำภายในอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ตำบลหนองสรวง อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ซึ่งสะท้อนว่า การระบาดได้แพร่กระจายจากภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคใต้ ไปสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว

การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำส่งผลกระทบทั้งต่อระบบนิเวศและปากท้องของประชาชน เนื่องจากเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว และอยู่ได้ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม อีกทั้งยังกินสัตว์น้ำขนาดเล็กและแย่งอาหารจากสัตว์น้ำพื้นถิ่น จึงคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพและความสมดุลของแหล่งน้ำ

เมื่อปลาหมอคางดำหลุดเข้าไปในบ่อเพาะเลี้ยง ยังสร้างความเสียหายให้เกษตรกรจากการกินลูกกุ้งและลูกปลา รวมถึงแย่งอาหารของสัตว์น้ำที่เลี้ยงไว้ ทำให้ผลผลิตและรายได้ลดลง ขณะที่เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนในการกำจัดและป้องกันไม่ให้ปลากลับเข้ามาในบ่อซ้ำ การระบาดที่ยืดเยื้อจึงหมายถึงความเสียหายต่ออาชีพและรายได้ของคนที่พึ่งพาแหล่งน้ำเหล่านี้ด้วย

สำหรับการแก้ปัญหาของภาครัฐในปัจจุบัน มีความเคลื่อนไหวล่าสุดเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยแผนร่วมงานกับ 29 หน่วยงาน 7 ด้าน ได้แก่

1. เร่งจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติ

2. ใช้ปลานักล่าลดจำนวนลูกปลา

3. นำปลาที่จับได้ไปใช้ประโยชน์ เช่น แปรรูปเป็นปุ๋ยหมัก ปลาป่น หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ

4. ป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่กระจายไปยังแหล่งน้ำใหม่

5. สร้างเครือข่ายชุมชนให้ชาวบ้าน อาสาสมัคร และชาวประมงร่วมแจ้งเหตุและช่วยจับปลา

6. ใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ DNA และติดตามการแพร่ระบาดของปลา

7. ฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำหลังควบคุมการระบาดได้แล้ว

โดยทั้ง 7 มาตรการนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีกรอบการดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน โดยจะของบกลางเพิ่มในการแก้ปัญหา 350 ล้านบาท ซึ่งในตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดทำงบกับการทบทวนข้อเสนอ

ทั้งนี้ อย่างที่ทราบกันดี มาตรการข้างต้นที่เพิ่งประกาศใหม่ล่าสุดโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้เป็นมาตรการใหม่ แต่เป็นมาตรการเดิมที่เคยดำเนินการไปแล้วก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ช่วงต้นของการแพร่ระบาด และนำมาปัดฝุ่นใหม่ ซึ่งใช้ภาษีของประชาชนมาเป็นตัวแบกรับปัญหา แม้จะอยู่ในสถานะของผู้ได้รับผลกระทบ เนื่องจากยังไม่สามารถหาต้นตอการระบาดมารับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ แม้จะผ่านมานานเกิน 15 ปีแล้วก็ตาม


ที่มา:
– https://www.bbc.com/thai/articles/c8r205d31xmo?utm_source=chatgpt.com
– https://themomentum.co/feature-tor-thailand-myanmar/


https://themomentum.co/feature-thai-pollution/




POLLUTION: สถานีต่อไป.. สระแก้ว? เจอแหล่งต้องสงสัยลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรมกว่า 10 จุด และยังมีจุดต้องสงสัยเกิดติดๆ กัน ตอกย้ำขบวนการลอบทิ้งขยะพิษในภาคตะวันออก


Environman
6 hours ago
·
◉ POLLUTION: สถานีต่อไป.. สระแก้ว? เจอแหล่งต้องสงสัยลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรมกว่า 10 จุด และยังมีจุดต้องสงสัยเกิดติดๆ กัน ตอกย้ำขบวนการลอบทิ้งขยะพิษในภาคตะวันออก
.
ลักลอบทิ้งขยะอีกแล้วไม่ไหว! ล่าสุด พล.ต.ท.กิติพงศ์ วิเศษสงวน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว ได้เปิดเผยคดีลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรมว่า มีการตรวจพบจุดต้องสงสัยรวม 10 จุด ในจังหวัดสระแก้ว แบ่งเป็นอำเภอเมืองสระแก้ว 4 จุด และอำเภอวัฒนานคร 6 จุด โดยพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาเจ้าของที่ดินแล้ว 6 ราย ฐานครอบครองวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึงล่าสุดยังมีการพบเคสต้องสงสัยเพิ่มขึ้นติด ๆ กัน
.
[ กำลังจะกลายเป็น 1 วันธรรมดาในสระแก้ว? พบ 2 เคสต้องสงสัยลักลอบใกล้ ๆ กัน ]
.
✱ กองขยะมีสายไฟปนมั่ว ส่งกลิ่นเหม็นฉุน
เมื่อ 22 ต.ค. มีชาวบ้านพบกองดินถูกนำมาทิ้งในบริเวณบ่อลูกรังเก่า ม.1 บ้านน้ำซับ ต.สระขวัญ อ.เมือง จ.สระแก้ว และมีสายไฟบดย่อยปะปนอยู่ในกองดิน ส่งกลิ่นฉุนคล้ายสารเคมี ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้กับพื้นที่บ้านใหม่ไพรวัลย์ จ.ฉะเชิงเทราที่เคยมีประเด็นการลักลอบทิ้งขยะเคมีก่อนหน้านี้ด้วย แต่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระแก้วได้เก็บตัวอย่างของเสียจำนวน 3 ตัวอย่างไปส่งตรวจวิเคราะห์ ณ ศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานอุตสาหกรรมภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี ต่อ
.
✱ เจอรถพ่วงลักลอบขนขยะคล้ายกากอุตสาหกรรม
เมื่อ 23 ต.ค. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองร่วมกับตำรวจเข้าตรวจยึดรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ในพื้นที่ ต.สระขวัญ อ.เมืองสระแก้ว อพร้อมประสานตำรวจภูธรภาค 2 ขยายผลสืบหาต้นทางในจังหวัดฉะเชิงเทราเพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามพยานหลักฐาน
.
โดยรถบรรทุกต้องสงสัยลักลอบทิ้งขยะต้องสงสัย เป็นรถพ่วง 18 ล้อ ขับวนเวียนบริเวณบ่อขยะ หมู่ 21 ต.สระขวัญ อ.เมืองสระแก้ว ซึ่งเมื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดคาดว่าอาจใช้ขนย้าย #กากอุตสาหกรรม โดยคนขับรถให้ข้อมูลว่ามีการจ้างวานจากชายคล้ายต่างชาติ เที่ยวละ 8,000 บาท และไปรับมาจากโกดังใน ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา และระหว่างทางมีการขับจอด เปลี่ยนจุดทิ้ง เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ
.
ทั้งนี้ เมื่อมองเป็นภาพรวมยิ่งทำให้เห็นความน่ากังวลในขบวนการลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรมในดินแดนอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ซึ่งเกิดทั้งการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม สารเคมีตกค้างรอบ ๆ ฯลฯ จากข้อมูลของมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) พบว่าในช่วงหลายปีนี้ มกราคม 2560 - 22 กรกฎาคม 2569 มีการลักลอบทิ้งน้ำเสียและกากขยะอุตสาหกรรม 153 ครั้ง
.
ที่มา
https://www.thaipbs.or.th/news/content/571756

https://www.pptvhd36.com/.../%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0.../285761

https://web.facebook.com/share/p/19TsxKyuCK/

https://web.facebook.com/share/p/1BkTB8DhJN/

https://web.facebook.com/share/p/1MmEKsuQmw/

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1434595532216070&set=a.521543393521293






ชาวบ้านปราจีน รวมตัวประท้วงน้ำเน่าเสียจากขยะพิษทุนจีนเทา

 
https://www.facebook.com/reel/1001079545697125

Siam Burapa - สยามบูรพา

AI content ·
October 22
·
ชาวบ้านปราจีน รวมตัวประท้วงน้ำเน่าเสียจากขยะพิษทุนจีนเทา #สยามบูรพา



เสียกรุง

https://www.facebook.com/kasian.tejapira/posts/10245340633473224

Kasian Tejapira 
9 hours ago
·
เสียกรุง
%%%
ไส้ศึกเต็มสภาและปราจีนฯ
น้ำซัดกัดตีนกระโดดร่า
นองเนืองเต็มทุ่งศพกุ้งปลา
น้ำท่าท่วมพิษทุกทิศทาง
ฝากบ้านฝากเมืองไว้กับมัน
เอาแต่โกงสะบั้นกันทุกอย่าง
โกงสอบโกงเลือกตั้งช่างไร้ยาง
เขาทั้งลูกปลูกสร้างอ้างของตัว
บุเรงนองฟื้นมาฮาหัวเราะ
พระยาจักรีเจาะกำแพงรั่ว
เสียกรุงเสียชาติพินาศชัวร์
เสียหัวสิ้นหวังตายทั้งกรม
.....  

https://www.facebook.com/kasian.tejapira/posts/10245309309770151

Kasian Tejapira

AI content ·
Yesterday
·
ภัยทุนเทาสแกมเมอร์ข้ามชาติต่อความมั่นคงของรัฐชาติไทย
%%%%%%
ข่าวฉาวทุกวันนี้ทำให้เราเห็นได้ว่าทุนเทาการเงินสแกมเมอร์ข้ามชาติเมื่อแพร่ลามเข้าสู่วงการเมืองเลือกตั้งของรัฐชาติใด ก็โกงรัฐกินชาติ, โกงกฎหมายกินอธิปไตย, โกงกินจนอนุรักษนิยมหมดตูด เพราะไม่มีอะไรเหลือให้อนุรักษ์
การทุจริตโกงกินคอร์รัปชั่นทุกวันนี้จึงเกินไปกว่าเรื่องศีลธรรมของบุคคล/นักการเมือง เกินไปกว่าเรื่องคนดี/คนไม่ดี แต่กำลังทำลายหลักการมูลฐานและสถาบันหลักของรัฐชาติ ไม่ว่าหลักนิติธรรม อำนาจอธิปไตย การเป็นตัวแทนของราษฎรผู้เลือกตั้ง เส้นแบ่งถูกกฎหมาย/ผิดกฎหมาย เงินเทา/เงินไม่เทา ฯลฯ เพราะทุนเทาการเงินสแกมเมอร์ข้ามชาติเขมือบอำนาจรัฐได้ผ่านการทุจริตเลือกตั้ง และเข้าแทรกซึมเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันหลักของชาติ
ตัวอย่างเช่น สถาบันศาสนาของชาติก็ยังอยู่ แต่โดนภัยสีกาและภัยเงินทอนเซาะกร่อนบ่อนทำลายจนค่อยลดทอนความหมายแก่ศาสนิกไปทุกที ฉันใด
สถาบันสำคัญอื่น ๆ ของชาติก็ตกอยู่ในอันตรายเดียวกัน ฉันนั้น
คือยังดำรงคงอยู่ ไม่ถูกล้มล้าง แต่อาจถูกภัยทุนเทาสแกมเมอร์ข้ามชาติเซาะกร่อนบ่อนทำลายจนหมดความหมายและพันธะหน้าที่ต่อส่วนรวมแต่เดิมไปเช่นกัน




ตรวจพบความผิดปกติในระดับเซลล์ของประชาชนกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่ "ลุ่มน้ำกก" จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยสำคัญว่าสุขภาพของประชาชนในพื้นที่กำลังอยู่ในภาวะเสี่ยง








https://x.com/ThaiPBSNews/status/2115439050110996917
.....

สรุปรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤตสิ่งแวดล้อมและประเด็นเหมืองแร่ในพื้นที่ "ลุ่มน้ำกก" (รวมถึงลุ่มน้ำสาย) มีประเด็นสำคัญที่น่าติดตามดังนี้:

1. ผลกระทบด้านสุขภาพและการตรวจพบความผิดปกติในระดับเซลล์

ผลการศึกษาวิจัย: ทีมนักวิจัย (เช่น จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ได้ลงพื้นที่ตรวจกลุ่มตัวอย่างประชาชนริมแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย (เช่น ในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่) เพื่อหาตัวชี้วัดทางชีวเคมีในร่างกาย

สัญญาณเตือน: ผลเบื้องต้นพบ ความผิดปกติของเอนไซม์ตับและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งสะท้อนถึงภาวะความเสี่ยงและผลกระทบต่อเซลล์ในร่างกาย แม้ในทางวิชาการจะยังต้องศึกษาและติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อยืนยันความเชื่อมโยงที่แน่ชัดกับสารปนเปื้อนในแม่น้ำ แต่ก็ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยด้านสุขภาพที่น่ากังวลมาก

ภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน: ชาวบ้านในพื้นที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น (เช่น การซื้อน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภคบริโภค) เฉลี่ยราว 1,800 บาทต่อเดือน เนื่องจากไม่สามารถใช้น้ำจากลำน้ำธรรมชาติได้เหมือนในอดีต

2. ต้นตอของปัญหา: เหมืองแร่ข้ามพรมแดนในฝั่งเมียนมา

ที่มาของมลพิษ: ปัญหาหลักมาจากการทำเหมืองแร่ขนาดใหญ่และเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) รวมถึงเหมืองทองคำ บริเวณพื้นที่ต้นแม่น้ำกกและแม่น้ำสายในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งมีการทำเหมืองแบบไม่มีระบบควบคุมมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ดีพอ

การปนเปื้อนในแหล่งน้ำ: หน่วยงานภาครัฐ (เช่น กรมควบคุมมลพิษ) เคยตรวจพบสารโลหะหนักอันตราย เช่น สารหนูและตะกั่ว เกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายต่อเนื่องมานาน ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ เกษตรกรที่ต้องใช้น้ำทำเกษตรกรรม และความปลอดภัยของสัตว์น้ำ

3. ข้อเรียกร้องจากวุฒิสภา (สว.)

จี้รัฐบาลเร่งเจรจา: ทางวุฒิสภาได้ออกมาจี้ให้รัฐบาลไทยเร่งดำเนินการเจรจากับทางการเมียนมาอย่างจริงจัง ก่อนที่จะมีการอนุญาตหรือเปิดเหมืองแร่เพิ่มขึ้นอีกราว 20 แห่ง ตามแนวชายแดน เพราะหากปล่อยให้มีการขยายตัวของเหมืองเพิ่มขึ้น จะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนและสร้างความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติในฝั่งไทยอย่างประเมินค่าไม่ได้

ยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ: มีเสียงเรียกร้องให้ภาครัฐยกระดับปัญหาการจัดการมลพิษและเหมืองแร่ข้ามพรมแดนนี้ให้เป็นวาระสำคัญระดับชาติ เพื่อปกป้องสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชนในระยะยาว



ย้อนภาพ "เบน สมิธ" อนุทิน-บิ๊กแดง-เอกนิติ-ธรรมนัส-ทักษิณ ร่วมเฟรม สนิทแค่ไหน | 6 ธ.ค. 68 | ไล่ให้จน




ย้อนภาพ "เบน สมิธ" อนุทิน-บิ๊กแดง-เอกนิติ-ธรรมนัส-ทักษิณ ร่วมเฟรม สนิทแค่ไหน | 6 ธ.ค. 68 | ไล่ให้จน

Thairath News

Dec 6, 2025 

ย้อนรอยภาพลับ ‘เบน สมิธ’ อนุทิน-บิ๊กแดง-เอกนิติ-ธรรมนัส-ทักษิณ ร่วมเฟรม สนิทแค่ไหน? . รายการ “ไล่ให้จน” จะพาคุณเจาะลึกเบื้องหลังทุกความเคลื่อนไหวของการเมืองไทย โดย 3 เซียน ป๋าต๋อย - ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์ - ผศ.ดร.ปริญญา ที่จะมาวิเคราะห์เกมการเมือง เพื่อให้คุณเข้าใจการเมืองไทยมากขึ้น

https://www.youtube.com/watch?v=N3KtUVwoZUc
.....








 

เคสนี้เห็นเลย ความล่าช้าของการทำงานของตำรวจไทย (ไทยควรทำอะไรได้บ้าง เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการดำเนินคดีและการขาดความรับผิดชอบของตำรวจไทย? )

https://www.facebook.com/suphanat.minchaiynunt/posts/1093845530317416

ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ - Suphanat Minchaiynunt
5 hours ago
·
[ส่งหลักฐานไปเกือบ 2 ปี ตำรวจไซเบอร์พึ่งจะลงตรวจ บริษัทนอมินี เวปพนัน ]
เมื่อช่วงธันวา 67 ผมได้เชิญตำรวจไซเบอร์, แบงก์ชาติ, ปปง. กระทรวง DE และกระทรวงพาณิชย์ มาประชุมเรื่อง การจัดการปราบบริษัทนอมินีรับเงิน เวปพนัน online
ซึ่ง 1 ประเด็นสำคัญ คือ การที่เวปพนัน online มีการสร้างเครือข่ายไปเปิดบริษัทหลายบริษัทกับกระทรวงพาณิชย์ และเอาบริษัทเหล่านั้นไปเปิดบัญชีธนาคาร เพื่อมารับโอนเงิน
ซึ่งถ้าไปตรวจดูเส้นเงิน, กรรมการบริษัท, ผู้ถือหุ้น, ที่ตั้งบริษัท รวมถึงเบอร์โทรศัพท์ที่เกี่ยวข้องจะสามารถสืบหาคนที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายเวปพนันได้
โดยหลักฐานที่ผมเปิดให้ตำรวจดูวันนั้นว่า แต่ละเวป มีบัญชีของบริษัทไหนบ้าง อย่างน้อยๆเวปละ 10 บริษัท
และด้วยเกรงว่า หลังประชุมจบ ก็คงรับปากส่งๆ เดี๋ยวก็ลืม ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ช่วงมากรา 2568 ผมจึงมีหนังสือส่งข้อมูลบางส่วนย้ำไปกับทางตำรวจให้ไปดำเนินการต่อกับ บริษัทที่เกี่ยวข้อง
เชื่อไหมครับ ผ่านไปเกือบ 2 ปี ตำรวจพึ่งมาอัพเดทมาว่า (ขอบคุณนะครับที่ยังอัพเดท) ไม่กี่เดือนก่อน ทางตำรวจพึ่งได้ไปลงพื้นที่ตรวจบ้านที่ตั้งของบางบริษัทพบว่าเป็นบ้านร้าง ไม่ได้ประกอบธุรกิจตามที่แจ้งในไว้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและเตรียมจะเรียกกรรมการบริษัทมาชี้แจง
คือ ผมไม่คิดว่าทางตำรวจไซเบอร์จะทอดเวลาในการดำเนินการนานขนาดนี้ เสมือนจนใจปล่อยเวปพนันหาเงินต่อไปเรื่อยๆ ปล่อยให้ใช้บริษัทนอมินี ใช้บัญชีม้า เป็นตัวฟอกเงินรับเงินเรื่อยๆ
จนผ่านไปเกือบ 2 ปี พึ่งจะลงตรวจ และตรวจในสิ่งที่ไม่ได้สำคัญ เพราะสิ่งสำคัญคือเรื่องของบัญชี และเส้นเงิน ซึ่งไม่รู้ว่า โยกย้ายเงินกันไปไหนต่อไหนแล้วครับ
ผ่านมา 2 ปี ยังปราบเวปบริษัทนอมินี รับเงินพนันไม่ได้ ขนาดส่งหลักฐาน รายชื่อบริษัทกว่า 10บริษัท พร้อมเปิดการยึดโยงกับเวปพนันให้เห็นชัดๆ ว่าบ/ช.ของบริษัทเหล่านี้ ถูกใช้เป็น บ/ช.รับเงินพนัน online แต่คดีกลับไม่คืบ
เทียบกับ เรื่องค่าน้ำชา 7ล้าน ขนาดนายกยังไม่ร้อง แต่ตำรวจกลับรีบดำเนินการ แบบ “เอาใจนาย” ทำงานเอาหน้า เกินไปมาก
สรุป ตำรวจไทย ให้ความสำคัญกับ “การประจบนาย” มากกว่า “ดูแลประชาชน” อย่างงั้นหรือครับ?
ผมขอเสนอว่า คดีทั้งหมดในมือตำรวจ ควรมีการทำระบบ tracking และเปิดเผยสาธารณะ ตรวจดูเปรียบเทียบได้ เคสไหนไว เคสไหนช้า ใครรับผิดชอบคดีไหน เราจะได้รู้ว่า ที่ผ่านมาตำรวจ “เลือกปฎิบัติ” กันไปเท่าไร และ ดองคดีของพี่น้องประชาชนไปอีกเท่าไรแล้วครับ
#เวปพนัน #ตำรวจไซเบอร์
.....

ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการด้านกฎหมาย และกลุ่มภาคประชาสังคมในประเทศไทยได้ถกเถียงกันมานานเกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อแก้ไขปัญหาเรื้อรังต่าง ๆ เช่น ความล่าช้าในการทำงานของตำรวจ การบังคับใช้กฎหมายแบบเลือกปฏิบัติ และการขาดความรับผิดชอบ โดยข้อเสนอและพิมพ์เขียวสำหรับการปฏิรูปที่ปรากฏออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้น มุ่งเน้นไปที่ประเด็นสำคัญหลายประการ ดังนี้:

1. การสร้างความเป็นอิสระให้กับกระบวนการสอบสวน

การแยกพนักงานสอบสวนออกจากสายบังคับบัญชาทั่วไป: ข้อเสนอหลักประการหนึ่งคือการกำหนดเส้นทางอาชีพที่เป็นอิสระและแยกสายบังคับบัญชาสำหรับ "พนักงานสอบสวน" โดยเฉพาะ ในปัจจุบัน พนักงานสอบสวนยังคงต้องขึ้นตรงต่อผู้บังคับบัญชาสายงานบริหารและสายงานป้องกันปราบปราม ทำให้ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกกดดัน การแทรกแซงทางการเมือง หรือการถูกดึงตัวไปปฏิบัติหน้าที่อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอบสวน การมอบความเป็นอิสระในการปฏิบัติงานให้แก่พนักงานสอบสวนจะช่วยป้องกันไม่ให้คดีหยุดชะงักหรือถูกแทรกแซงจากบุคคลภายนอก

การเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านนิติวิทยาศาสตร์และการตรวจสอบระหว่างหน่วยงาน: การลดการพึ่งพาคำรับสารภาพที่ได้มาจากการบีบบังคับ แล้วหันไปใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล การติดตามเส้นทางการเงิน และพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่โปร่งใส จะช่วยให้คดีต่าง ๆ ดำเนินไปได้โดยอาศัยข้อมูลที่เป็นกลาง แทนที่จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชา

2. การกระจายอำนาจและงบประมาณ

การถ่ายโอนอำนาจจากส่วนกลาง: ปัจจุบันการตำรวจไทยรวมศูนย์อำนาจไว้อย่างหนาแน่นที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติในกรุงเทพฯ ข้อเสนอต่าง ๆ จึงเรียกร้องให้มีการกระจายอำนาจทั้งในด้านการบริหารงานบุคคล งบประมาณ และการจัดสรรทรัพยากร ไปยังหน่วยงานระดับภูมิภาคหรือระดับจังหวัด เพื่อให้หน่วยงานในท้องถิ่นสามารถตอบสนองต่ออาชญากรรมในพื้นที่ได้อย่างยืดหยุ่นและรวดเร็ว

การโอนภารกิจที่ไม่ใช่หน้าที่หลักของตำรวจ: ผู้เสนอแนวทางนี้เห็นควรให้มีการโอนภารกิจเฉพาะทางบางประการ เช่น การบังคับใช้กฎหมายจราจรบางส่วน การดูแลความปลอดภัยทางรถไฟ หรือการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม ไปยังกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถมุ่งเน้นไปที่ภารกิจหลักในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม รวมถึงการสอบสวนคดีได้อย่างเต็มที่

3. การขจัดการอุปถัมภ์ทางการเมืองในการแต่งตั้งโยกย้าย

การปฏิรูประบบการเลื่อนตำแหน่ง: ปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนขวัญกำลังใจและนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายแบบเลือกปฏิบัติ คือความเชื่อที่ว่ามีการ "ซื้อตำแหน่ง" หรือการใช้ระบบอุปถัมภ์ทางการเมือง (ซึ่งมักถูกเรียกขานในสังคมไทยว่า "ตั๋ว") ข้อเสนอในการปฏิรูปจึงเรียกร้องให้ยึดถือหลักความรู้ความสามารถ (Merit system) อาวุโส และผลงานที่ตรวจสอบได้เป็นเกณฑ์หลักในการเลื่อนตำแหน่ง พร้อมทั้งลดอิทธิพลทางการเมืองของฝ่ายบริหารที่มีต่อกระบวนการคัดเลือกนายตำรวจระดับสูง www.voanews.com

หน่วยงานกำกับดูแลอิสระ: การนำคณะกรรมการที่มีตัวแทนจากภายนอกอย่างสมดุลมาใช้ แทนที่จะเน้นการครอบงำทางการเมือง เพื่อกำกับดูแลการดำเนินการทางวินัยและการแต่งตั้งอย่างโปร่งใส

4. การบังคับใช้ความรับผิดชอบและความโปร่งใสต่อสาธารณะ

ระบบติดตามคดีสาธารณะ (การติดตามแบบดิจิทัล): คล้ายกับข้อเสนอที่เกิดขึ้นในคดีต่างๆ เช่น คดีของสุพรนาถ ผู้เชี่ยวชาญสนับสนุนระบบติดตามคดีอาญาแบบดิจิทัลที่เปิดเผย ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนและผู้ร้องเรียนสามารถดูสถานะคดี ไทม์ไลน์ และเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบได้ ซึ่งจะช่วยลดความสามารถในการ "ปกปิด" หรือยืดเยื้อคดีที่อ่อนไหวทางการเมืองหรือถูกละเลยได้อย่างมาก

ความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชาที่ชัดเจน: การสร้างกรอบกฎหมายที่แข็งแกร่งซึ่งผู้บังคับบัญชาระดับสูงต้องรับผิดชอบทางวิชาชีพและทางกฎหมายต่อความล้มเหลวของระบบ ความประมาท หรือการทุจริตภายในเขตอำนาจของตน



Wow! นักข่าวชาวแคนาดาถามโมเช่ ไฟกลิน อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคลิคุด ว่าเขากังวลเกี่ยวกับการตกต่ำของสถานะอิสราเอลในเวทีโลกหรือไม่ คำตอบของไฟกลินนั้นน่าสะพรึงกลัว เพราะมันเผยให้เห็นมุมมองที่เชื่อว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่นอย่างสุดขั้ว ทั้งตัวเขาเองและคนจำนวนมากในอิสราเอล






https://x.com/tparsi/status/2115427550780375129
.....

ว้าว!

นักข่าวชาวแคนาดาถามโมเช ไฟกลิน (Moshe Feiglin) อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอิสราเอลจากพรรคลิคุด (Likud) ว่าเขารู้สึกกังวลหรือไม่กับสถานะของอิสราเอลในเวทีโลกที่กำลังตกต่ำลงอย่างหนัก

คำตอบของไฟกลินนั้นชวนให้รู้สึกขนลุก เพราะมันเผยให้เห็นถึงแนวคิดเรื่องความเหนือกว่า (supremacist view) ซึ่งเป็นรากฐานความคิดของเขาและผู้คนจำนวนมากในอิสราเอล

เขากล่าวว่า “ศาลสูงสุดทางศีลธรรม” ที่แท้จริงนั้นอยู่ในอิสราเอล หรือก็คืออยู่ในหมู่ประชาชนชาวอิสราเอลนั่นเอง

เขาอธิบายว่า คัมภีร์ไบเบิลระบุไว้ว่า ผู้ใดที่อวยพรอิสราเอลก็จะได้รับพร และผู้ใดที่สาปแช่งอิสราเอลก็จะถูกสาปแช่ง ด้วยเหตุนี้ พวกเรา—ชาวอิสราเอล—ต่างหากที่เป็นผู้ตัดสินพวกคุณ ไม่ใช่พวกคุณมาตัดสินพวกเรา

จากนั้นเขาก็กล่าวเสริมว่า...

“คุณอยู่ข้างบุตรแห่งพระเจ้าหรือไม่?”




นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และอดีตผู้บัญชาการทหาร กาดิ ไอเซนคอต ต่างประกาศชัยชนะในการเลือกตั้งของอิสราเอล ในขณะที่พรรคการเมืองที่มีชาวอาหรับเป็นแกนนำต่างเฉลิมฉลองความสำเร็จในการคว้าที่นั่งในรัฐสภา (Knesset) ทว่าสำหรับชาวปาเลสไตน์แล้ว ความเป็นจริงในพื้นที่กลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด









https://x.com/AJEnglish/status/2115511138892804148
.....

ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอิสราเอล (Knesset) ชุดที่ 26 ผลการนับคะแนนเบื้องต้นนำไปสู่ภาวะชะงักงันทางการเมืองระหว่างกลุ่มพันธมิตรฝ่ายขวาของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู กับกลุ่มฝ่ายค้านที่นำโดยอดีตผู้บัญชาการทหาร กาดิ ไอเซนคอต

ประเด็นสำคัญจากผลการเลือกตั้ง

ภาวะชะงักงันในการจัดตั้งรัฐบาล: ทั้งกลุ่มของเบนจามิน เนทันยาฮู (นำโดยพรรค Likud) และกลุ่มฝ่ายค้านของกาดิ ไอเซนคอต ต่างไม่สามารถคว้าที่นั่งเกินกึ่งหนึ่งจำนวน 61 ที่นั่ง จากทั้งหมด 120 ที่นั่งในรัฐสภา ซึ่งเป็นจำนวนที่จำเป็นสำหรับการจัดตั้งรัฐบาล

การประกาศชัยชนะ: ผู้นำทั้งสองฝ่ายต่างประกาศชัยชนะ โดยไอเซนคอตชี้ให้เห็นถึงความต้องการของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากที่ปรารถนาจะเห็นการเปลี่ยนแปลงและต้องการเปลี่ยนรัฐบาลชุดปัจจุบัน ส่วนเนทันยาฮูเน้นย้ำถึงสถานะของพรรค Likud ในฐานะพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่สุด พร้อมเรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐบาลฝ่ายขวา

ความสำเร็จของพรรคการเมืองที่มีชาวอาหรับเป็นแกนนำ: พรรคการเมืองที่นำโดยชาวอาหรับ (รวมถึงกลุ่ม Joint List และพรรค Ra'am) มีอัตราผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสูง ส่งผลให้ได้ที่นั่งรวมกันประมาณ 17 ถึง 19 ที่นั่ง แม้จำนวนที่นั่งดังกล่าวจะทำให้พวกเขามีน้ำหนักทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญในรัฐสภา แต่ความลังเลของพรรคการเมืองหลักฝ่ายไซออนิสต์ในการร่วมรัฐบาลกับพรรคการเมืองของชาวอาหรับ ทำให้หนทางสู่การจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากยังคงมีความไม่แน่นอน

ผลกระทบในวงกว้างต่อชาวปาเลสไตน์: นักวิเคราะห์และชาวปาเลสไตน์ในพื้นที่ชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่ากลุ่มการเมืองใดจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ความเป็นจริงพื้นฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปฏิบัติการทางทหาร นโยบายการยึดครอง หรือมาตรการความมั่นคงในเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซา ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

มุมมองจากนักวิเคราะห์และชาวปาเลสไตน์สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างที่ฝังรากลึกในการเมืองอิสราเอล กล่าวคือ ไม่ว่าอำนาจจะสลับเปลี่ยนระหว่างกลุ่มพันธมิตรฝ่ายขวากับกลุ่มฝ่ายค้านสายกลาง-ซ้าย หรือกลุ่มที่เน้นความสามัคคีแห่งชาติ แต่ฉันทามติของกระแสหลักในอิสราเอลเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงและดินแดนนั้น แทบไม่เปิดช่องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงรากฐานในนโยบายทางทหารได้เลย 1. ความเห็นพ้องด้านความมั่นคงในกลุ่มไซออนิสต์กระแสหลัก

นโยบายความมั่นคงข้ามพรรค: บุคคลสำคัญในฝ่ายค้าน เช่น อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด กาดี ไอเซนคอต และผู้นำแพลตฟอร์มเอกภาพแห่งชาติ มีหลักการพื้นฐานด้านความมั่นคงแห่งชาติที่คล้ายคลึงกันเกี่ยวกับท่าทีทางทหารและการปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายในเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซา (PBS NewsHour)

การปฏิเสธรัฐปาเลสไตน์ที่มีอำนาจอธิปไตย: กลุ่มการเมืองหลักในฝ่ายค้านไม่สนับสนุนการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่มีอำนาจอธิปไตยอย่างสมบูรณ์ แต่สนับสนุนการปกครองตนเองของปาเลสไตน์ในระดับต่างๆ ควบคู่ไปกับการควบคุมความมั่นคงโดยรวมของอิสราเอล (PBS NewsHour)

2. ความเป็นจริงเชิงโครงสร้างของการยึดครอง

การขยายตัวของการตั้งถิ่นฐาน: ในขณะที่กลุ่มขวาจัดภายใต้การนำของเนทันยาฮูสนับสนุนการขยายตัวของการตั้งถิ่นฐานอย่างรวดเร็วอย่างเปิดเผย แพลตฟอร์มฝ่ายค้านกระแสหลักก็อนุญาตให้มีการเติบโตของการตั้งถิ่นฐานภายในกลุ่มหลักๆ และคงไว้ซึ่งการบริหารทางทหารของอิสราเอลเหนือพื้นที่ C (ซึ่งประกอบด้วยประมาณ 60% ของเวสต์แบงก์) (PBS NewsHour)

มาตรการรักษาความปลอดภัยประจำวัน: กลไกสำคัญของการยึดครองทางทหาร—รวมถึงเครือข่ายด่านตรวจ การควบคุมตัวทางปกครอง การบุกค้นในเวลากลางคืน การรื้อถอนบ้านเรือนหลังการโจมตี และข้อจำกัดที่เข้มงวดในการเคลื่อนไหว—ได้รับการจัดการโดยตรงโดยกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) และชินเบท ภายใต้ระเบียบปฏิบัติทางทหารที่กำหนดไว้ แทนที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามรอบการเลือกตั้งแต่ละครั้ง (PBS NewsHour, FMEP)

3. การตัดสิทธิ์และการขาดสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง

ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งสำหรับชาวปาเลสไตน์หลายล้านคนภายใต้การยึดครอง: ชาวปาเลสไตน์กว่า 4.5 ล้านคนที่อาศัยอยู่ภายใต้การปกครองทางทหารของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซา ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งในการเลือกตั้งรัฐสภาของอิสราเอล (The Guardian) ดังนั้น ผู้นำทางการเมืองที่กำหนดการเคลื่อนไหว กรอบความปลอดภัย และการเข้าถึงการค้าของพวกเขา จึงได้รับการคัดเลือกโดยปราศจากการมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตยของพวกเขาโดยสิ้นเชิง

การถูกกีดกันจากการจัดตั้งรัฐบาลผสม: แม้ว่าพรรคการเมืองที่มีชาวอาหรับเป็นเสียงข้างมาก (ซึ่งเป็นตัวแทนของพลเมืองชาวปาเลสไตน์ในอิสราเอล) จะได้รับที่นั่งในรัฐสภาจำนวนมากในเนเซ็ต แต่พรรคไซออนิสต์ชาวยิวหลัก ๆ มักหลีกเลี่ยงการจัดตั้งรัฐบาลผสมอย่างเป็นทางการกับพรรคเหล่านั้น ซึ่งจำกัดความสามารถในการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางทหารของฝ่ายบริหารในดินแดนที่ถูกยึดครอง (เดอะการ์เดียน)

4. ความแตกต่างระหว่างน้ำเสียงกับเนื้อหา

นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า แม้รัฐบาลชุดที่ไม่มีเนทันยาฮูอาจพยายามลดความตึงเครียดในประเด็นร้อนบางประการ เช่น การควบคุมความรุนแรงจากกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานหัวรุนแรง หรือการปรับปรุงการประสานงานกับพันธมิตรระหว่างประเทศ แต่ความเป็นจริงเชิงโครงสร้างในด้านนโยบายการยึดครอง การควบคุมทางทหาร และปฏิบัติการด้านความมั่นคงนั้น ได้ฝังรากลึกอยู่ในสถาบันต่าง ๆ และไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญเพียงเพราะมีการเปลี่ยนตัวผู้นำในรัฐสภา (อ้างอิงจาก PBS NewsHour)


(Gemini ช่วยรวบรวม)





แกะรอยเม็ดเงิน: ผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ปี 2026 กลุ่มผู้บริจาครายใหญ่ที่สุด 50 อันดับแรกได้ทุ่มเงินรวม 2.77 พันล้านดอลลาร์เข้าสู่สนามเลือกตั้ง โดยมีอีลอน มัสก์ เป็นผู้นำด้วยยอดบริจาค 446 ล้านดอลลาร์ให้กับกลุ่มที่สนับสนุนพรรครีพับลิกัน



แกะรอยเม็ดเงิน: ผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ปี 2026

กลุ่มผู้บริจาครายใหญ่ที่สุด 50 อันดับแรกได้ทุ่มเงินรวม 2.77 พันล้านดอลลาร์เข้าสู่สนามเลือกตั้ง โดยมีอีลอน มัสก์ เป็นผู้นำด้วยยอดบริจาค 446 ล้านดอลลาร์ให้กับกลุ่มที่สนับสนุนพรรครีพับลิกัน

การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในปี 2026 กำลังจะกลายเป็นการเลือกตั้งที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ โดย AdImpact บริษัทติดตามการโฆษณาคาดการณ์ว่า เฉพาะงบประมาณด้านการโฆษณาทางการเมืองเพียงอย่างเดียวอาจสูงถึง 1.16 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่ารอบการเลือกตั้งครั้งใดๆ ที่ผ่านมา รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2024 ด้วย

เม็ดเงินจำนวนมหาศาลนี้มาจากกลุ่มผู้บริจาคที่ร่ำรวย องค์กรไม่แสวงผลกำไรทางการเมือง และภาคธุรกิจที่ต้องการกำหนดทิศทางนโยบายในวอชิงตัน โดยเงินบางส่วนถูกส่งผ่านเครือข่ายองค์กรต่างๆ ก่อนจะนำไปใช้จ่ายจริง

ในบทความอธิบายด้วยภาพชุดนี้ Al Jazeera ได้ใช้ข้อมูลจากคณะกรรมการการเลือกตั้งกลาง (Federal Election Commission) เพื่อแกะรอยเหล่ามหาเศรษฐี นักการเงิน และบริษัทต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลังการบริจาคก้อนใหญ่ที่สุด ก่อนที่จะถึงวันลงคะแนนเสียงในวันที่ 3 พฤศจิกายน

ผู้บริจาครายใหญ่ที่สุด 50 อันดับแรก มียอดบริจาครวม 2.77 พันล้านดอลลาร์

จนถึงขณะนี้ กลุ่มผู้บริจาคและองค์กรรายใหญ่ที่สุด 50 อันดับแรกได้ร่วมกันบริจาคเงินรวมทั้งสิ้น 2.77 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงรอบการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026

กลุ่มที่สนับสนุนพรรครีพับลิกันมียอดบริจาคอยู่ที่ 1.67 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ของยอดบริจาคทั้งหมด ซึ่งมากกว่ายอดบริจาคจากกลุ่มที่สนับสนุนพรรคเดโมแครตถึงสองเท่า โดยกลุ่มหลังนี้มียอดบริจาคอยู่ที่ 832 ล้านดอลลาร์ (คิดเป็น 30 เปอร์เซ็นต์)

ส่วนเงินอีก 264 ล้านดอลลาร์ที่เหลือ หรือประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ มาจากกลุ่มผู้บริจาคที่จัดอยู่ในประเภทสนับสนุนทั้งสองพรรค (bipartisan) หรือกลุ่มที่มีผลประโยชน์เฉพาะด้าน ซึ่งรวมถึงกลุ่มที่สนับสนุนธุรกิจการพนันกีฬาและสกุลเงินคริปโต



โดยปกติแล้ว บุคคลทั่วไปสามารถบริจาคเงินให้แก่แคมเปญของผู้สมัครรับเลือกตั้งระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ได้สูงสุดไม่เกิน 3,500 ดอลลาร์ต่อการเลือกตั้งหนึ่งครั้ง ในรอบปี 2025–2026 อย่างไรก็ตาม บุคคลบางรายที่ปรากฏในรายการนี้กลับบริจาคเงินสูงถึงหลายร้อยล้านดอลลาร์

เหตุการณ์นี้สามารถทำได้อย่างถูกกฎหมาย เนื่องจากเงินส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกส่งตรงไปยังตัวผู้สมัคร แต่ถูกส่งไปยังสิ่งที่เรียกว่า "ซูเปอร์แพ็ค" (Super PACs) หรือคณะกรรมการดำเนินการทางการเมืองแบบพิเศษ ซึ่งสามารถรับเงินบริจาคได้ไม่จำกัดจำนวน

"ซูเปอร์แพ็ค" (Super PAC) คืออะไร?

ซูเปอร์แพ็ค คือกลุ่มที่สามารถระดมทุนและใช้จ่ายเงินได้ไม่จำกัดจำนวน เพื่อสนับสนุนหรือคัดค้านผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยส่วนใหญ่จะดำเนินการผ่านการโฆษณาเป็นหลัก เงื่อนไขสำคัญคือ กลุ่มเหล่านี้จะต้องไม่ประสานงานด้านการใช้จ่ายร่วมกับผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือทีมหาเสียงของผู้สมัครเหล่านั้น

กลุ่มดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2010 หลังจากมีคำตัดสินของศาลสองคดีที่เปิดทางให้กลุ่มอิสระที่ไม่ขึ้นตรงกับผู้สมัครสามารถใช้จ่ายเงินในการเลือกตั้งได้โดยไม่จำกัดจำนวน

Super PACs จำเป็นต้องรายงานรายชื่อผู้บริจาคต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งกลาง (Federal Election Commission หรือ FEC) ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหรัฐฯ ที่กำกับดูแลการเลือกตั้งระดับรัฐบาลกลาง อย่างไรก็ตาม ผู้บริจาครายใหญ่บางกลุ่ม เช่น One Nation และ Majority Forward เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไร ซึ่งไม่มีข้อบังคับให้ต้องเปิดเผยรายชื่อผู้บริจาคของตนเอง



สถานการณ์เช่นนี้ทำให้แหล่งที่มาที่แท้จริงของเงินทุนทางการเมืองถูกปกปิดไว้ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่เรียกกันว่า “เงินมืด” (dark money)

ทว่า ลอว์เรนซ์ เลสซิก (Lawrence Lessig) ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายและความเป็นผู้นำแห่ง Harvard Law School และนักรณรงค์เพื่อการปฏิรูปการเงินในการเลือกตั้ง โต้แย้งว่าเงินจำนวนนี้ถูกปิดบังไว้จากสายตาของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเท่านั้น

“สำหรับนักการเมืองแล้ว เงินนี้ไม่ได้ ‘มืด’ (ไม่โปร่งใส) แต่อย่างใด แต่มันมืดสำหรับพวกเราต่างหาก” เขากล่าวกับ จอช รัชชิง (Josh Rushing) ในรายการ Let’s Focus ทางสถานีโทรทัศน์ Al Jazeera ระหว่างการถกเถียงเรื่องอิทธิพลของเงินในการเลือกตั้งสหรัฐฯ ร่วมกับ แบรดลีย์ สมิธ (Bradley Smith) อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งกลาง “ฝั่งนักการเมืองไม่มีใครสับสนเลยว่าเงินก้อนนี้มาจากไหน และพวกเขาก็รู้ดีว่าต้องทำอย่างไร”

ใครคือผู้บริจาครายบุคคลรายใหญ่ที่สุด?

ข้อมูลจากคณะกรรมการการเลือกตั้งกลางระบุว่า อีลอน มัสก์ (Elon Musk) มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกและผู้บริหารบริษัท Tesla และ SpaceX เป็นผู้บริจาครายบุคคลที่มอบเงินมากที่สุดในรอบการเลือกตั้งนี้ โดยมียอดบริจาคสูงถึง 446 ล้านดอลลาร์

รองลงมาคือ เอลิซาเบธ และ ริชาร์ด อูห์ไลน์ (Elizabeth and Richard Uihlein) ผู้ก่อตั้งบริษัท Uline ซึ่งจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับการขนส่งและบรรจุภัณฑ์ รวมถึง เจฟฟ์ และ จานีน ยาสส์ (Jeff and Janine Yass) โดยเจฟฟ์ ยาสส์ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทซื้อขายหลักทรัพย์ Susquehanna International Group

ทั้งสามรายนี้ได้บริจาคเงินให้กับกลุ่มที่สนับสนุนพรรครีพับลิกัน

ผู้บริจาครายใหญ่ที่สนับสนุนพรรครีพับลิกัน:

อีลอน มัสก์: 446 ล้านดอลลาร์
เอลิซาเบธ และ ริชาร์ด อูห์ไลน์: 150 ล้านดอลลาร์
เจฟฟ์ และ จานีน ยาสส์: 110 ล้านดอลลาร์

ส่วนผู้บริจาครายใหญ่ที่สนับสนุนพรรคเดโมแครต ได้แก่ 

จอร์จ โซรอส (George Soros) นักลงทุนมหาเศรษฐีและผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Open Society Foundations, 
ไมค์ บลูมเบิร์ก (Mike Bloomberg) อดีตนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กและผู้ก่อตั้งบริษัทข้อมูลทางการเงิน Bloomberg รวมถึง รีด ฮอฟฟ์แมน (Reid Hoffman) ผู้ร่วมก่อตั้ง LinkedIn และภรรยาของเขา มิเชล ยี (Michelle Yee) ผู้บริจาครายใหญ่ที่สนับสนุนพรรคเดโมแครต:

จอร์จ โซรอส: 102 ล้านดอลลาร์
ไมค์ บลูมเบิร์ก: 84 ล้านดอลลาร์
รีด ฮอฟฟ์แมน และมิเชล ยี: 41 ล้านดอลลาร์



ผู้บริจาครายบุคคลสี่รายบริจาคมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ สำหรับเลสซิกแล้ว การกระจุกตัวนี้ต่างหากที่เป็นปัญหา ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายโดยรวมของการเลือกตั้ง

“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การใช้จ่าย ปัญหาอยู่ที่การกระจุกตัวของผู้บริจาค” เขากล่าว “ถ้าคุณไม่มีเงิน 100 ล้านดอลลาร์ที่จะนำมาเสนอ คุณก็จะไม่สำคัญในแบบที่เราคิดว่าผู้คนควรจะสำคัญในระบอบประชาธิปไตย”

องค์กรใดบริจาคมากที่สุด?

องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรทางการเมืองเป็นผู้นำในการจัดอันดับองค์กร ร่วมกับบริษัทคริปโตเคอร์เรนซีและกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

ในฝั่งพรรครีพับลิกัน องค์กรที่ใหญ่ที่สุดคือ One Nation ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่สนับสนุนผู้นำพรรครีพับลิกันในวุฒิสภา ตามมาด้วย American Action Network ซึ่งเชื่อมโยงกับผู้นำพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎร ในฝั่งพรรคเดโมแครต องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอย่าง Majority Forward และ House Majority Forward ซึ่งเป็นพันธมิตรกับผู้นำพรรคในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้นำในการดำเนินการดังกล่าว

องค์กรที่ฝักใฝ่พรรครีพับลิกัน:

One Nation: 133 ล้านดอลลาร์
American Action Network: 64.3 ล้านดอลลาร์
American Prosperity Alliance: 50.7 ล้านดอลลาร์

องค์กรที่ฝักใฝ่พรรคเดโมแครต:

Majority Forward: 102 ล้านดอลลาร์
House Majority Forward: 93.7 ล้านดอลลาร์
Economic Opportunity Fund: 41.5 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ บริษัทด้านสกุลเงินดิจิทัล (คริปโทเคอร์เรนซี) ยังมีบทบาทโดดเด่น โดย Coinbase ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโทฯ ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ได้บริจาคเงิน 57.8 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วย Ripple บริษัทด้านการชำระเงินผ่านบล็อกเชนที่บริจาค 49.6 ล้านดอลลาร์ และ Foris DAX บริษัทผู้อยู่เบื้องหลัง Crypto.com ซึ่งบริจาค 39 ล้านดอลลาร์

กลุ่มบริษัทอุตสาหกรรม Koch ได้บริจาคเงิน 46.8 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ DraftKings บริษัทด้านการพนันกีฬาได้บริจาคเงิน 40.4 ล้านดอลลาร์




ที่มา Al Jazeera
Tracking the money: The biggest donors in the 2026 US midterm elections

https://www.aljazeera.com/news/2026/10/27/tracking-the-money-the-biggest-donors-in-the-2026-us-midterm-elections
27 Oct 2026



WhatsApp การระดมพลในชีวิตจริง : ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ผู้สนับสนุนลูลาประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนความกระตือรือร้นบนโลกออนไลน์ให้กลายเป็นการมีส่วนร่วมทางการเมืองในโลกความเป็นจริง

 
https://www.facebook.com/reel/4692216031009008
.....

สาระสำคัญคือ:

เปลี่ยน Online Enthusiasm → Offline Engagement: กลุ่มผู้สนับสนุนลูลาไม่ได้เพียงแค่สร้างกระแส "กดไลก์-กดแชร์" หรือสร้างแฮชแท็กบนโลกดิจิทัลเท่านั้น แต่มีการการระดมพลในชีวิตจริง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าทีมงานและแฟนคลับสามารถผลักดันกระแสความตื่นตัวทางออนไลน์นั้น ให้กลายเป็นการลงมือทำในโลกจริง (In-person political action) เช่น การออกมาลงคะแนนเสียง การเข้าร่วมการชุมนุมหาเสียง การเดินรณรงค์เคาะประตูบ้าน หรือการอาสาสมัครช่วยงานการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม

ในบริบทการเมืองบราซิล ประเด็นนี้ได้รับการพูดถึงอย่างมากเนื่องจากคู่แข่งคนสำคัญอย่าง ฌาอีร์ โบลโซนารู (Jair Bolsonaro) ถือเป็นเจ้าแห่งการใช้โซเชียลมีเดียขับเคลื่อนมวลชน ดังนั้น การที่ฝ่ายลูลาสามารถสร้างเครือข่ายดิจิทัลที่ส่งผลต่อการลงพื้นที่และการระดมคะแนนเสียงในโลกจริงได้ จึงถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญในชัยชนะทางการเมืองของเขา




ฟลาวิโอ โบลโซนาโร ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีบราซิลที่พ่ายแพ้ ก้าวลงจากเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวในไมอามี พร้อมครอบครัว หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์อนุมัติให้เขาเข้าสหรัฐอเมริกาได้ แม้จะมีคำสั่งศาลห้ามเขาออกจากประเทศบ้านเกิดก็ตาม เหตุใดโบลโซนาโรและครอบครัวจึงลี้ภัยไปยังสหรัฐอเมริกาหลังพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีในบราซิล










ฟลาวิโอ โบลโซนาโร ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีบราซิลที่พ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ได้เดินทางถึงรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา หลังจากหลบหนีออกนอกประเทศพร้อมกับครอบครัว ซึ่งได้รับวีซ่าเข้าสหรัฐฯ ในสมัยรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์

ทั้งนี้ ศาลสูงสุดของบราซิลได้มีคำสั่งให้เขาส่งมอบหนังสือเดินทางคืน ท่ามกลางการสอบสวนในคดีฟอกเงิน







 




https://x.com/FoxNews/status/2115489205685985663

ฟลาวิโอ โบลโซนาโร ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีบราซิลที่พ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ได้เดินทางถึงไมอามีโดยเครื่องบินส่วนตัว หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์อนุมัติให้เขาเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาได้ แม้ว่าจะมีคำสั่งศาลห้ามไม่ให้เขาเดินทางออกนอกประเทศก็ตาม

มีรายงานว่า โบลโซนาโรใช้หนังสือเดินทางอิตาลีเดินทางข้ามพรมแดนไปยังประเทศอาร์เจนตินาพร้อมกับครอบครัว ก่อนจะขึ้นเครื่องบินส่วนตัวซึ่งแวะพักที่ประเทศเอกวาดอร์ระหว่างเดินทางมุ่งหน้าสู่รัฐฟลอริดา

รัฐบาลของทรัมป์ยืนยันว่าได้ออกวีซ่าให้แก่โบลโซนาโรและครอบครัว เพียงไม่กี่วันหลังจากที่เขาพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านข่าวฉบับเต็มได้ที่: https://foxnews.com/world/sen-flavio-bolsonaro-reportedly-flees-brazil-us-election-loss

.....

สมาชิกในครอบครัวโบลโซนาโรได้เดินทางไปหรือขอลี้ภัยในสหรัฐอเมริกาหลังความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง เนื่องจากมีการสอบสวนทางกฎหมายที่กำลังจะเกิดขึ้น การดำเนินคดีอาญาที่อาจเกิดขึ้น และความปรารถนาทางการเมืองที่จะรักษาสถานะในเวทีระหว่างประเทศ

ปัจจัยทางกฎหมายและการเมืองที่สำคัญ

การหลีกเลี่ยงการดำเนินคดีและการควบคุมตัวทันที:

ไจร์ โบลโซนาโร (ธันวาคม 2022): ตัดสินใจเดินทางไปฟลอริดา 2 วันก่อนหมดวาระ การออกจากตำแหน่งก่อนกำหนดทำให้เขาเสียเอกสิทธิ์คุ้มครองทางกฎหมายของประธานาธิบดี (foro privilegiado) และหลีกเลี่ยงการส่งมอบอำนาจตามระบอบประชาธิปไตยแบบดั้งเดิมให้กับลุยซ์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา เขาเผชิญกับการสอบสวนทางอาญาหลายคดี รวมถึงข้อกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการส่งเสริมข้อกล่าวอ้างเรื่องการโกงการเลือกตั้ง การยุยงให้เกิดการจลาจลเมื่อวันที่ 8 มกราคมในบราซิเลีย และการพยายามก่อรัฐประหารที่ขัดต่อประชาธิปไตย

ฟลาวิโอ โบลโซนาโร: หลังพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ฟลาวิโอ โบลโซนาโรได้เดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาตามคำสั่งของศาลฎีกาที่ให้เขาส่งมอบหนังสือเดินทาง เขาและครอบครัวได้ขอวีซ่าเข้าสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุมและควบคุมตัวก่อนการพิจารณาคดีที่ออกโดยศาลของบราซิล

การหลีกเลี่ยงการถ่ายโอนอำนาจ:

การเดินทางออกจากประเทศก่อนพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง สมาชิกในครอบครัวได้ส่งสัญญาณถึงการปฏิเสธผลการเลือกตั้ง และหลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมในการถ่ายโอนอำนาจอย่างสันติหรือการส่งมอบสายสะพายประธานาธิบดี

พันธมิตรทางการเมืองและการลี้ภัยระหว่างประเทศ:

ครอบครัวโบลโซนาโรได้สร้างความสัมพันธ์ทางการเมืองกับผู้นำฝ่ายขวา พันธมิตร และเครือข่ายผู้ลี้ภัยในสหรัฐอเมริกา (โดยเฉพาะในฟลอริดา) การออกจากบราซิลทำให้พวกเขาสามารถรวบรวมการสนับสนุนจากชาวต่างชาติฝ่ายอนุรักษ์นิยม ล็อบบี้เจ้าหน้าที่ต่างประเทศ และแสดงให้เห็นการดำเนินการทางกฎหมายต่อพวกเขาว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง

(รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องในการส่งเสริมข้อกล่าวหาการโกงการเลือกตั้ง ยุยงให้เกิดการจลาจลเมื่อวันที่ 8 มกราคมในกรุงบราซิเลีย และพยายามก่อรัฐประหารต่อต้านประชาธิปไตย)

กระบวนการทางกฎหมายและการสืบสวนของตำรวจสหพันธ์ในบราซิลมุ่งเน้นไปที่สามประเด็นหลัก ได้แก่ การตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้ง การวางแผนประสานงานรัฐประหาร และการยุยงสนับสนุนผู้สนับสนุนระหว่างการจลาจลเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2023 ในกรุงบราซิเลีย

1. การกล่าวอ้างการทุจริตการเลือกตั้งที่ไม่มีมูลความจริง

ก่อนและหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบสองในเดือนตุลาคม 2022 อดีตประธานาธิบดีไจร์ โบลโซนาโร ได้ดำเนินแคมเปญอย่างต่อเนื่องเพื่อตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของระบบการลงคะแนนเสียงอิเล็กทรอนิกส์ของบราซิล:

การทำให้การลงคะแนนเสียงอิเล็กทรอนิกส์เสื่อมเสียชื่อเสียง: ในการออกอากาศสาธารณะและการประชุมอย่างเป็นทางการ รวมถึงการนำเสนอทางโทรทัศน์ในเดือนกรกฎาคม 2022 ต่อนักการทูตต่างประเทศ โบลโซนาโรอ้างโดยไม่มีหลักฐานว่าหีบลงคะแนนเสียงอิเล็กทรอนิกส์ของบราซิลมีความเสี่ยงต่อการถูกแฮ็กและการทุจริต

การสอบสวนและการตัดสิทธิ์โดยศาลเลือกตั้งสูงสุด (TSE): ศาลเลือกตั้งสูงสุด (TSE) ตัดสินว่าข้อกล่าวหาฉ้อโกงที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์เหล่านี้ constitutes การใช้อำนาจทางการเมืองในทางที่ผิดและการใช้สื่อสาธารณะในทางที่ผิด ส่งผลให้ Bolsonaro ถูกห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจนถึงปี 2030

2. แผนการรัฐประหารที่ถูกกล่าวหา

ตำรวจสหพันธ์บราซิลเปิดเผยแผนการที่เป็นระบบเพื่อล้มล้างผลการเลือกตั้งปี 2022 และป้องกันไม่ให้ประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกตั้ง Luiz Inácio Lula da Silva เข้ารับตำแหน่ง:

การร่างพระราชกฤษฎีการัฐประหาร: ผู้สืบสวนพบร่างพระราชกฤษฎีกา (เรียกว่า "ร่างพระราชกฤษฎีการัฐประหาร") จากบ้านของอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม Anderson Torres และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นของอดีตผู้ช่วยส่วนตัวของ Bolsonaro พันโท Mauro Cid ร่างดังกล่าวเสนอให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพิกถอนผลการเลือกตั้ง และควบคุมตัวผู้พิพากษาศาลฎีกา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Alexandre de Moraes

แรงกดดันต่อผู้บัญชาการทหาร: คำให้การของตำรวจสหรัฐฯ เปิดเผยว่า โบลโซนาโรได้นำเสนอแผนการร่างต่อผู้บัญชาการทหารระดับสูงด้วยตนเอง เพื่อหารือเกี่ยวกับการระดมกำลังทหารเพื่อหยุดยั้งการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งประธานาธิบดี แม้ว่าผู้นำระดับสูงของกองทัพบกและกองทัพอากาศจะปฏิเสธที่จะเข้าร่วมก็ตาม

แผนปฏิบัติการฉุกเฉินที่เป็นปรปักษ์อย่างยิ่ง: หลักฐานที่นำเสนอโดยผู้สอบสวนเน้นย้ำถึงแผนการย่อยที่รุนแรง (รวมถึงแผนการที่ใช้รหัสว่า "มีดสั้นสีเขียวและสีเหลือง") ซึ่งมีรายละเอียดแผนการลับในการลอบสังหารบุคคลสำคัญทางการเมือง รวมถึงประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกตั้ง ลูลา รองประธานาธิบดีที่ได้รับเลือกตั้ง เกราลโด อัลค์มิน และผู้พิพากษาศาลฎีกา อเล็กซานเดร เดอ โมราเอส

3. การยุยงให้เกิดการจลาจล 8 มกราคม

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2023 ผู้สนับสนุนของโบลโซนาโรหลายพันคนเดินขบวนจากกองบัญชาการทหารในกรุงบราซิเลีย ฝ่าฝืนแนวป้องกัน และบุกเข้าไปในรัฐสภาบราซิล ทำเนียบประธานาธิบดี (ปาลาซิโอ โด ปลาแนลโต) และศาลฎีกา:

วาทกรรมยุยง: อัยการโต้แย้งว่า การสื่อสารต่อต้านประชาธิปไตยเป็นเวลาหลายเดือน วาทกรรมที่กล่าวหาว่าฝ่ายตุลาการเป็นเผด็จการ และคำแถลงที่ไม่ยอมประนีประนอม ได้สร้างเงื่อนไขโดยตรงที่นำไปสู่ความไม่สงบในสังคม

การสนับสนุนการตั้งค่าย: ผู้สนับสนุนได้ตั้งค่ายอยู่นอกฐานทัพทั่วประเทศบราซิล เรียกร้องให้กองทัพเข้าแทรกแซงภายใต้การตีความผิดของมาตรา 142 แห่งรัฐธรรมนูญบราซิล ทางการยืนยันว่าสมาชิกคนสำคัญของรัฐบาลจงใจอนุญาตให้ค่ายเหล่านี้ยังคงดำเนินกิจกรรมต่อไปเพื่อเป็นกลยุทธ์กดดัน

การพิจารณาคดีและผลทางกฎหมาย ในเดือนกันยายนปี 2025 ศาลฎีกาแห่งสหพันธรัฐบราซิลได้ตัดสินว่านายไจร์ โบลโซนาโร และอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนในรัฐบาล รวมถึงอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและผู้ช่วยทางทหาร มีความผิดฐานพยายามก่อรัฐประหารและพยายามล้มล้างหลักนิติธรรมในระบอบประชาธิปไตย โบลโซนาโรถูกตัดสินจำคุก 27 ปี 3 เดือน

(รายละเอียด คดีฟอกเงิน)

ข้อหาฟอกเงิน (Money Laundering) ที่เกี่ยวข้องกับอดีตประธานาธิบดี ฌาอีร์ โบลโซนารู (Jair Bolsonaro) และบุตรชาย โดยเฉพาะ ฟลาวิโอ โบลโซนารู (Flávio Bolsonaro) ประกอบด้วยคดีและประเด็นการสอบสวนทางกฎหมายสำคัญหลายคดี ดังนี้

1. คดีการยักยอกและฟอกเงินจากเครื่องเพชร/ของขวัญต่างประเทศ

รายละเอียด: ในเดือนกรกฎาคม 2024 ตำรวจสหพันธ์ของบราซิลได้สั่งฟ้อง ฌาอีร์ โบลโซนารู ในข้อหาฟอกเงินและสมคบคิดกระทำความผิดทางอาญา

กลไกการกระทำผิด: ข้อหาดังกล่าวระบุว่าโบลโซนารูและคณะทำงานได้นำเครื่องเพชรและของขวัญมูลค่าสูงที่ได้รับจากรัฐบาลต่างประเทศ (เช่น ซาอุดีอาระเบีย) ในขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ออกไปขายในต่างประเทศแบบลักลอบโดยไม่แจ้งต่อศุลกากร แล้วนำเงินสดที่ได้เข้าบัญชีส่วนตัว ซึ่งตามกฎหมายบราซิล ของขวัญทางการเมืองมูลค่าสูงถือเป็นทรัพย์สินของรัฐบาล ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนบุคคล

2. คดีเงินสนับสนุนและธุรกรรมทางเงินต้องสงสัย (PIX)

รายละเอียด: ฝ่ายสืบสวนและหน่วยงานตรวจสอบการเงินของบราซิลได้ยื่นเอกสารต่อศาลฎีกา ชี้ให้เห็นถึงธุรกรรมการเงินผิดปกติมูลค่ากว่า 30 ล้านเรอัล (ประมาณ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วงปี 2022–2023

ข้อสงสัย: มีการโอนเงินจำนวนมากผ่านระบบชำระเงิน PIX เข้าบัญชีของโบลโซนารูโดยไม่มีแหล่งที่มาทางบัญชีที่ชัดเจน ซึ่งตำรวจสงสัยว่าเป็นการยักย้ายและฟอกเงินสดที่ได้รับมาจากกลุ่มสนับสนุนทางการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์
 
3. คดีการฟอกเงินผ่านแพลตฟอร์มการพนันและการกู้เงินของ ฟลาวิโอ โบลโซนารู

การสอบสวนคดีพนันและเว็บสล็อต: ในเดือนตุลาคม 2026 ศาลฎีกาบราซิลเปิดการสอบสวน ฟลาวิโอ โบลโซนารู สมาชิกวุฒิสภาและบุตรชาย ในข้อหาฟอกเงินและนำเงินออกนอกประเทศโดยผิดกฎหมาย ผ่านการเชื่อมโยงกับแพลตฟอร์มการพนันกีฬาและสลากกินแบ่ง

คดีรับเงินจากธนาคาร/นายธนาคาร: ฟลาวิโอถูกสอบสวนกรณีการรับเงินสนับสนุนหลายล้านดอลลาร์จากผู้บริหารธนาคาร (เช่น Banco Master) และกรณีสินเชื่อกู้ซื้อคฤหาสน์หรูในบราซิเลีย ซึ่งเจ้าหน้าที่สงสัยว่าเป็นการฟอกเงินผ่านนิติกรรมอำพราง

4. คดีหักหัวคิวเงินเดือนเจ้าหน้าที่ ("Rachadinha")

รายละเอียด: คดีดั้งเดิมตั้งแต่สมัยที่ฟลาวิโอดำรงตำแหน่งสมาชิกสภา州ริโอเดจาเนโร ซึ่งถูกกล่าวหาว่าจัดทำรูปแบบ "Rachadinha" หรือการบังคับให้เจ้าหน้าที่และผู้ช่วยในสภาคืนเงินเดือนบางส่วนให้แก่ครอบครัว

การฟอกเงิน: เงินสดที่ถูกยักยอกมาจะนำไปฟอกผ่านการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนในธุรกิจร้านช็อกโกแลต และการฝากเงินสดมูลค่าต่ำจำนวนหลายสิบครั้งเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของหน่วยงานป้องกันการฟอกเงิน (COAF)

(Gemini รวบรวม)







ฟลาวิโอ โบลโซนาโร กล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม ว่าเขาจะยังคงอยู่ในประเทศบราซิลเพื่อต่อสู้กับข้อกล่าวหาต่าง ๆ ที่มีต่อเขา ภายหลังจากความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีของประเทศ แต่ในอีกสองวันต่อมา เขากลับเดินทางไปถึงไมอามี รัฐฟลอริดา ทั้งที่ได้ฝ่าฝืนคำสั่งศาลที่ให้ส่งมอบหนังสือเดินทางของเขาคืนแก่ทางการ




วันพุธ, ตุลาคม 28, 2569

แชร์กันว่อนว่ามีการ “สุ่มตรวจเห็ดเข็มทองจีนทั่ว กทม. แล้วบอกว่าเจอเชื้อลิสทีเรีย ๑๐๐%” ที่แท้ไม่ใช่ เรื่องเกิดในอเมริกา พวกนักสร้างคอนเท้นต์เอามาสวมเมืองไทย

แชร์กันว่อน เป็นไวรัลว่ามีการ “สุ่มตรวจเห็ดเข็มทองจีนทั่ว กทม. แล้วบอกว่าเจอเชื้อลิสทีเรีย ๑๐๐% ทุกตัวอย่าง”

ที่ไหนได้คนเพาะเห็ดฟางรายหนึ่ง ซึ่งมีความรู้เรื่องเห็ดอยู่พอควรบอก ความจริงเรื่องเกิดที่อเมริกา พวกนักสร้างคอนเท้นต์เอามาสวมเมืองไทย

สัมพันธ์ พิพัฒน์วรการ อดรนทนไม่ไหว เห็นแชร์กันออกทะเลไปไกลมาก เขาอ่านข่าวต้นตอพบว่า กระทรวงอาหารและยา (FDA) “ตรวจเจอเชื้อลิสทีเรียในเห็ดเข็มทองนำเข้าแค่บางล็อต บางยี่ห้อ เขาก็เลยสั่งเรียกคืนสินค้า พอเรื่องหลุดมาถึงเน็ตไทย ก็มีคนเอาไปโยง”

เขาเพิ่มเติมเกล็ดความรู้ชีววิทยา “เชื้อลิสทีเรียมันเป็นแบคทีเรียที่โตในความเย็น แช่ตู้เย็นมันก็ไม่ตาย ผักสดหรือเห็ดดิบมันก็มีโอกาสเจอได้อยู่แล้ว แต่จุดสำคัญคือ เชื้อตัวนี้ทนความร้อนไม่ได้ โดนความร้อนโดนน้ำเดือดแป๊บเดียวก็ตายเรียบ”

แล้วแจ้งด้วยว่า “ผมไม่ได้ขายเห็ดเข็มทอง แต่ผมเลี้ยงเห็ดฟาง อย่างเรื่องเห็ดฟางพรุ่งนี้ที่ผมกำลังจะเอาเข้าโรงงานต้นแบบที่มหาลัยเพื่อไปทำอบแห้งบรรจุถุงก็เหมือนกัน ใช้หลักการฟิสิกส์ชีวภาพเดียวกันเป๊ะ

เพราะเห็ดสดมันคือน้ำ ๙๐% น้ำนี่แหละคือบ้านและอาหารชั้นดีของแบคทีเรียกับเชื้อรา พอดึงน้ำออกด้วยการอบแห้ง ค่าความชื้นกับน้ำอิสระมันลดลงจนเชื้อโรคไม่มีน้ำให้ใช้ดำรงชีวิต มันก็จบ หยุดการเจริญเติบโตทันที เก็บได้ยาวๆ โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีสักหยด”

เวลาจะใช้กินก็แช่น้ำเสียก่อน เอาน้ำใส่ให้มันคืนรูป แล้วจะอาไปต้มไปผัด ผ่านความร้อน น้ำเดือดๆ มันก็ฆ่าเชื้อเรียบอีกรอบ “นี่คือฟิสิกส์กับชีววิทยาตรงๆ ไม่ต้องไปกลัวเรื่องเชื้อปนเปื้อนในเห็ดสดให้ประสาทเสียเลยครับ” เขาว่า

(https://www.facebook.com/samphan.pipatworakarn/posts/23p36jJUDBin)