วันอาทิตย์, ตุลาคม 11, 2569

แรงส์! รศ. ดร. พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต จวกนายกฯ อนุทิน ที่มอง "โกงสอบ" เป็นเรื่องบุคคล ไม่กล้าแตะระบบราชการ ชี้ คิดแบบนี้เป็นนายกฯ ได้ไง?









https://x.com/PartisansG/status/2108781205038768148
.....

มุมมองของ รศ. ดร. พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต สะท้อนถึงข้อถกเถียงสำคัญในสังคมไทยเกี่ยวกับ "ปัญหาการทุจริตเชิงโครงสร้าง" โดยเฉพาะประเด็นการโกงสอบเข้ารับราชการ (เช่น การสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่น) ซึ่งมีเครือข่ายความสัมพันธ์และกระบวนการทุจริตฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน

การที่นักวิชาการออกมาตำหนิผู้นำรัฐบาลในลักษณะดังกล่าว มีประเด็นสำคัญที่ขยายความได้ดังนี้:
  • การมองปัญหาแบบแยกส่วนเทียบกับปัญหาเชิงระบบ: การที่ผู้มีอำนาจมองว่าการโกงสอบเป็นเพียงความผิดพลาดหรือการกระทำผิดของปัจเจกบุคคล (Individual wrongdoing) ทำให้แนวทางแก้ไขมุ่งไปที่การลงโทษรายบุคคลแบบปลายเหตุ เช่น ไล่ออกหรือดำเนินคดีกับผู้เข้าสอบบางราย โดยละเลยการตรวจสอบโครงสร้างอำนาจ ขบวนการซื้อขายตำแหน่ง หรือระบบอุปถัมภ์ที่เอื้อให้เกิดการทุจริตเป็นขบวนการ
  • ความรับผิดชอบทางการเมืองของผู้นำ: ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีบทบาทกำกับดูแลกลไกราชการ การแสดงท่าทีปัดความรับผิดชอบหรือมองว่าเป็นเรื่องเฉพาะตัวบุคคล ถูกมองว่าสะท้อนถึงการขาดเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) ที่จะรื้อถอนและปฏิรูประบบราชการอย่างจริงจัง
  • ผลกระทบต่อความเชื่อมั่น: ปัญหาการทุจริตสอบเข้ารับราชการไม่เพียงแต่ทำลายความยุติธรรมและตัดโอกาสของคนมีความสามารถ แต่ยังบั่นทอนความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบราชการและเสถียรภาพของรัฐบาล ซึ่งถูกคาดหวังให้ใช้อำนาจเด็ดขาดในการจัดการปัญหาระดับโครงสร้างเหล่านี้




อ.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ มองว่า พรรคประชาชนเติบโตเป็นพรรคเสรีนิยม ไม่ใช่พรรคซ้ายกลางอีกต่อไป


พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ 
6 hours ago
·
พรรคประชาชนและสส.รับเงินภาษีและคะแนนเสียงจากปชช.หลายล้านคน แกนนำ สส. ผู้ปฏิบัติงานไม่ใช่ผู้วิเศษ มีจุดอ่อนและผิดพลาดได้ จึงย่อมถูกวิจารณ์ได้

ทว่าพรรคไม่ได้ทำงานอยู่ในสุญญากาศ หากทำงานกับปชช.ที่มีหลายพวกหลายระดับ ต่อสู้กับแก๊งนักการเมืองชั่วและเผด็จการที่รอตัดศรีษะอยู่ทุกเวลา ปริบทของปชช. รัฐสภา และผู้ปกครองเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เส้นทางไปสู่ปชต.สมบรูณ์ไม่ใช่เส้นตรงเดี่ยวหากแต่คดเคี้ยว ไม่มีสูตรหนึ่งเดียวตายตัว มีกระแสสูง-กระแสต่ำ มีเดินหน้า-ถอยหลัง มีชนะ-แพ้

ปชน.วันนี้ไม่ใช่พรรคอนาคตใหม่เมื่อปี 62-63 อนค.เกิดและเติบโตในช่วงเปลี่ยนผ่านจากเผด็จการทหารมาสู่ระบบรัฐสภาจำแลง ปิยบุตรวางจุดยืนของพรรคเป็น "ซ้ายกลาง" (center-left) ซึ่งสอดรับกับฐานมวลชนหลักในขณะนั้นคือเยาวชนที่ต้องการความหวังใหม่ การทำงานทางความคิดและชูปัญหาเชิงโครงสร้างที่แหลมคมและท่วงทำนองทะลุทะลวงเป็นที่ตอบรับทั้งจากมวลชนและสื่อ กระแสปชต.อยู่ในช่วงขาขึ้น

ปชน.วันนี้ไม่ใช่อนค.ที่เป็น "ซ้ายกลาง" ไม่ใช่พรรคเยาวชนแอ็คติวิสต์ แต่เติบโตเป็นพรรคเสรีนิยมด้วยนักการเมืองอาชีพในระบบรัฐสภา นับแต่เลือกตั้งกพ.69 กระแสปชต.ตกต่ำและถดถอย ปชน.ที่พ่ายแพ้ต้องหันมาเก็บรับบทเรียน ปชน.วันนี้มีสองบทบาทและต้องเดินสองขาคือทำงานความคิดกับปชช. และเป็นฝ่ายค้านในระบบรัฐสภา--ตรวจสอบการทำงานของรบ.และเปิดโปงนักการเมืองชั่ว ปชน.ต้องเลือกจุดสมดุลของสองบทบาทนี้ซึ่งย่อมเน้นหนักต่างกันในปริบทและสถานการณ์ที่ต่างกัน ปชน.ยังคงเดินสองขา แต่ปชช.และสื่อตอบรับบทบาทฝ่ายค้านที่แหลมคมมากกว่าการชี้นำทางความคิด ปิยบุตรวิพากษ์ว่า นี่เป็น "บันเทิงธิปไตย" "ปชน.ทำงานความคิดไม่ดีพอ!" แน่นอนว่า แกนนำ สส.และผู้ปฏิบัติงานต้องรับฟังตั้งคำถามถึงการทำงานความคิดของตน แต่คำวิพากษ์ของปิยบุตรก็ขาดมุมมองปริบท ขาดภาพสถานการณ์ใหญ่และกระแสปชต.โดยรวม ที่สำคัญคือไม่เข้าใจว่าพรรคต้องเปลี่ยนแปลงและเติบโตให้สอดคล้องกับภารกิจระยะยาวและสถานการณ์เฉพาะหน้า

จะให้ปชน.เป็นเหมือนอนค.หรือก้าวไกลได้อย่างไร? ปชน.วันนี้อยู่ในปริบทที่แตกต่าง เยาวชนยุค อนค.วันนี้จบการศึกษาทำงานมีอาชีพแล้ว ฐานของปชน.คือชนชั้นกลาง สายอาชีพ คนทำงาน นักธุรกิจ ซึ่งมีขีดจำกัดและท้อถอย ผู้คนส่วนข้างมากล้าหลังมึนชาทางการเมือง การทำงานตรวจสอบรบ.และนักการเมืองชั่วมีคนสนใจมากกว่า มียอดไลค์ เอ็นเกจเยอะกว่า ขณะที่การทำงานความคิดจมหายไปกับน้ำท่วม ทั้งหมดนี้คือ "บันเทิงธิปไตย"!?!
แต่จังหวะเวลา ท่วงทำนอง วิธีการ ภาษาสำนวนของปิยบุตร ได้ยอดไลค์ เอ็นเกจ ทั้งบทสัมภาษณ์ ล้วนทะลุชาร์ตทั้งติ๊กต็อก อินสตาแกรมเรียล ยูทูป เฟซบุ๊ก เอ็กซ์ กระทั่งนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามก็เอาไปใช้กันสนุกปาก โดยไม่สนใจเนื้อหาของปิยบุตรเอง ทั้งหมดนี้ถ้าไม่ใช่ "บันเทิงธิปไตย" แล้วเป็นอะไร?




'สื่อสาธารณะ' ที่รัฐสนับสนุน จะดูความคุ้มค่าได้อย่างไร แล้วในยุคดิจิทัล ที่คนดูน้อย จะวัดได้อย่างไรเรื่องความคุ้มค่า ?

https://www.facebook.com/reel/1476987800916827

TODAY
16 hours ago
·
ThaiPBS พลาดตรงไหน? ตั้งหลักความคุ้มค่า 'สื่อสาธารณะ' เทียบโมเดลเมืองนอก
.
ดูใน YouTube ที่นี่ https://youtu.be/vthCe_tJ3Yw
.
จับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ThaiPBS กับคำถามเรื่องแหล่งที่มางบประมาณ รวมถึงความคุ้มค่าในฐานะสื่อสาธารณะ ว่าตัวชี้วัดควรอยู่ตรงไหน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับสื่อสาธารณะต่างประเทศ เช่น NHK ของญี่ปุ่น หรือ BBC ของอังกฤษ พูดคุยกับชัยรัตน์ ถมยา อดีตบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ ไทยพีบีเอส
.
ดำเนินรายการโดย จอมพล ดาวสุโข
.
สำนักข่าว TODAY
สำนักข่าวออนไลน์ เปิดความรู้ ดูทูเดย์
.....

ขอให้ AI รวบรวม 'สื่อสาธารณะ' ที่รัฐสนับสนุน จะดูความคุ้มค่าได้อย่างไร

การประเมินความคุ้มค่าของ "สื่อสาธารณะ" (Public Service Media หรือ PSM) ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ มีความแตกต่างจากสื่อเชิงพาณิชย์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากสื่อสาธารณะไม่ได้วัดความสำเร็จจาก "กำไรสูงสุด" หรือ "เรตติ้ง" เพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบโจทย์คุณประโยชน์ต่อสังคมและการสร้างคุณค่าร่วมกัน (Public Value)

กรอบการพิจารณาความคุ้มค่าสามารถแบ่งออกเป็น 4 ด้านหลัก ดังนี้

1. การวัดคุณค่าเชิงคุณภาพและสังคม (Public Value Framework)

การเข้าถึงและความทั่วถึง (Reach & Accessibility): ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ รวมถึงกลุ่มเปราะบางหรือชนกลุ่มน้อย สามารถเข้าถึงเนื้อหาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียมหรือไม่

การเสริมสร้างประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วม: เนื้อหามีส่วนช่วยยกระดับความรู้ทางการเมือง ส่งเสริมการถกเถียงสาธารณะอย่างมีเหตุผล (Deliberative Democracy) และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นธรรมหรือไม่

การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และรู้เท่าทันสื่อ: มีการผลิตรายการที่ส่งเสริมการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) ซึ่งสื่อเชิงพาณิชย์มักไม่ลงทุนเนื่องจากข้อจำกัดด้านรายได้

2. การวัดผลสัมฤทธิ์และผลกระทบ (Impact Assessment)

การตอบสนองยามวิกฤต: ในยามเกิดภัยพิบัติ โรคระบาด หรือภาวะฉุกเฉินของประเทศ สื่อสาธารณะทำหน้าที่เป็นช่องทางหลักในการกระจายข้อมูลที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด

การสะท้อนความหลากหลายทางสังคม: เนื้อหาเปิดพื้นที่ให้เสียงของคนทุกกลุ่มในสังคมได้รับการรับฟัง (Diversity and Inclusion) หรือไม่ มากกว่าการกระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มคนเมืองที่มีกำลังซื้อ

3. ตัวชี้วัดเชิงปริมาณที่เหมาะสม

แม้จะไม่ใช่วัดด้วยกำไร แต่ตัวชี้วัดเชิงปริมาณยังคงมีความจำเป็น แต่ต้องมองในมุมมองที่ถูกต้อง เช่น:

อัตราความพึงพอใจและความเชื่อมั่น (Trust & Satisfaction Index): ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนว่ามีความเชื่อมั่นต่อความถูกต้องเป็นกลางของข่าวสารมากเพียงใด

ต้นทุนต่อหัวที่คุ้มค่า (Cost-per-capita): งบประมาณที่รัฐจัดสรรให้ (ไม่ว่าจะเป็นจากภาษีหรือค่าธรรมเนียมใบอนุญาต) เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่ได้รับประโยชน์ คุ้มค่าและโปร่งใสหรือไม่

4. ธรรมาภิบาลและความเป็นอิสระ (Governance & Independence)

ความเป็นอิสระจากการครอบงำ: ความคุ้มค่าที่แท้จริงเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสื่อสาธารณะมีความเป็นอิสระทั้งจากการแทรกแซงทางการเมืองและกลุ่มทุน เพื่อทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์สาธารณะได้อย่างแท้จริง

ความโปร่งใสในการใช้งบประมาณ: การบริหารจัดการทรัพยากรภายในองค์กรต้องมีประสิทธิภาพ มีการตรวจสอบได้ และไม่มีการใช้งบประมาณซ้ำซ้อนกับสื่อภาครัฐประเภทอื่น (เช่น สื่อประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล)

การวัดความคุ้มค่าของสื่อสาธารณะจึงไม่ใช่การดูว่ารัฐ "ได้เงินคืนเท่าไร" แต่เป็นการดูว่าสังคม "ได้ประโยชน์อะไรกลับคืนมาบ้าง" ในแง่ของภูมิคุ้มกันทางสังคม สิทธิเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพลเมือง

แล้ว PBS ของอเมริกา เขามองความคุ้มค่าของตัวเองอย่างไร

สำหรับ PBS (Public Broadcasting Service) ของสหรัฐอเมริกา การประเมินความคุ้มค่าและการพิสูจน์คุณค่า (Value) ต่อสาธารณะและสภาคองเกรสมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากงบประมาณส่วนหนึ่งมาจากเงินภาษีผ่านองค์กร Corporation for Public Broadcasting (CPB)

PBS ใช้วิธีการประเมินและสะท้อนความคุ้มค่าผ่าน 4 มิติหลัก ดังนี้:

1. ดัชนีความเชื่อถือสูงสุด (Public Trust)

ในยุคที่ความเชื่อมั่นต่อสื่อกระแสหลักและสถาบันต่างๆ ของสหรัฐฯ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ผลสำรวจความคิดเห็นระดับชาติ (เช่น ผลสำรวจจาก Marketing & Opinion Research) มักยกให้ PBS เป็น "สื่อที่ประชาชนให้ความไว้วางใจเป็นอันดับ 1" (Most Trusted Institution) ทั้งในแง่ข่าวสารและรายการเหตุการณ์ปัจจุบัน เหนือกว่าสำนักข่าวเชิงพาณิชย์และเคเบิลทีวีรายใหญ่ ความคุ้มค่าของ PBS จึงวัดได้จาก "ต้นทุนทางความไว้วางใจ" ที่พวกเขารักษาไว้ให้แก่สังคมอเมริกัน

2. ผลสำรวจความคุ้มค่าของเงินภาษี (Taxpayer Value)

แม้สัดส่วนงบประมาณภาครัฐที่ PBS ได้รับจริงจะมีสัดส่วนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด (เฉลี่ยแล้วคิดเป็นเงินภาษีของชาวอเมริกันเพียงราวๆ คนละ 1.60 ดอลลาร์ต่อปี) แต่ผลสำรวจความคิดเห็นมักสะท้อนว่า ประชาชนมองว่า PBS เป็น การลงทุนจากภาษีที่คุ้มค่าเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ (มักติดอันดับต้นๆ รองจากงบด้านการป้องกันประเทศหรือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการชี้แจงต่อสภาคองเกรสเพื่อขอรับงบประมาณสนับสนุนต่อเนื่อง

3. การเติมเต็มช่องว่างที่ตลาดเสรีไม่ทำ (Market Failure & Educational Equity)

ระบบสื่อของสหรัฐฯขับเคลื่อนด้วยทุนนิยมและโฆษณาเป็นหลัก ความคุ้มค่าของ PBS จึงถูกวัดด้วยการทำหน้าที่ "เติมเต็มสิ่งที่สื่อพาณิชย์ไม่ทำ" เช่น:

สื่อสำหรับเด็กที่ปราศจากโฆษณา: รายการเด็กอย่าง PBS KIDS ถูกออกแบบมาเพื่อพัฒนาการเรียนรู้โดยไม่มีการแฝงโฆษณาหรือขายของเล่น ซึ่งเข้าถึงเด็กทุกกลุ่มโดยไม่จำกัดฐานะทางเศรษฐกิจ

การศึกษาและการเรียนรู้ออนไลน์: ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง PBS LearningMedia ที่จัดหาทรัพยากรการเรียนการสอนคุณภาพสูงให้ครูและนักเรียนนับล้านคนทั่วประเทศฟรี

4. การวัดผลแบบผสมผสาน (Reach & Impact Metrics)

PBS วัดความสำเร็จเชิงปริมาณควบคู่กับคุณภาพ ผ่านจำนวนผู้ชมและผู้ใช้งานจริงในแต่ละเดือน (มีผู้ชมทางโทรทัศน์และแพลตฟอร์มดิจิทัลมากกว่า 100 ล้านคนต่อเดือน) รวมถึงการประเมินผลลัพธ์ผ่านสถานีสมาชิกท้องถิ่น (Member Stations) กว่า 300 แห่งทั่วสหรัฐฯ ที่ต้องทำงานร่วมกับชุมชนในท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเนื้อหาตอบโจทย์ปัญหาและความสนใจของคนในพื้นที่จริง ไม่ใช่แค่ส่วนกลาง

การพิสูจน์ความคุ้มค่าของ PBS จึงเป็นการผสมผสานระหว่าง ความเชื่อมั่นของประชาชน (Trust), ความคุ้มค่าของเม็ดเงินภาษี (Taxpayer ROI), และประโยชน์เชิงสังคมที่เข้าถึงได้จริงโดยไม่มีสิ่งกีดขวางทางพาณิชย์

แล้วประเทศอื่นๆ ละเช่น NHK

สำหรับ NHK (Nippon Hōsō Kyōkai) สื่อสาธารณะของญี่ปุ่น บริบทจะแตกต่างจากอเมริกาค่อนข้างมาก เนื่องจาก NHK ไม่ได้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินโดยตรง แต่ใช้ระบบ "ค่าธรรมเนียมรับชม" (Jushinryo - ญี่ปุ่นเรียกว่า ค่าบำรุงสถานี) ที่กฎหมายกำหนดให้ทุกครัวเรือนที่มีอุปกรณ์รับสัญญาณโทรทัศน์ต้องจ่าย

ด้วยความที่เงินมาจากกระเป๋าของประชาชนโดยตรง ความคุ้มค่าของ NHK จึงถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นผ่านกลไกต่างๆ ดังนี้:

1. พันธกิจหลักด้านภัยพิบัติและความปลอดภัยในภาวะวิกฤต (Disaster Prevention & Lifeline)

ในประเทศญี่ปุ่นที่เผชิญภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง (แผ่นดินไหว, สึนามิ, ไต้ฝุ่น) ความคุ้มค่าที่ชัดเจนและจับต้องได้มากที่สุดของ NHK คือการทำหน้าที่เป็น "ระบบเตือนภัยและสื่อสารยามฉุกเฉินแห่งชาติ"

เมื่อเกิดแผ่นดินไหว ระบบของ NHK จะตัดเข้าสู่การรายงานข่าวทันทีโดยอัตโนมัติ (Early Warning System) พร้อมแปลเป็นภาษาต่างๆ เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในประเทศ

คนญี่ปุ่นมักมองว่าค่าธรรมเนียม NHK เป็นเหมือน "ค่าเบี้ยประกันภัยความปลอดภัยด้านข้อมูลข่าวสาร" ยามเกิดภัยพิบัติ ซึ่งสื่อเชิงพาณิชย์ไม่สามารถทำหน้าที่ครอบคลุมและจริงจังเท่าได้

2. การประเมินมูลค่าความเต็มใจที่จะจ่าย (Willingness to Pay - WTP)

เนื่องจาก NHK ต้องเก็บเงินจากประชาชนโดยตรง จึงมีการสำรวจความคิดเห็นระดับชาติเป็นประจำทุกปี (เช่น การทำสำรวจความคุ้มค่าและทัศนคติของผู้ชมทุกเดือนมกราคม) เพื่อวัดดัชนี Willingness to Pay ว่าประชาชนยังรู้สึกว่ารายการ ข่าวสาร และสารคดีที่ได้รับมีความคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปหรือไม่ ซึ่งผลสำรวจนี้มักถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณาปรับลดหรือปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้สอดคล้องกับยุคสมัย

3. การปฏิบัติตามกฎหมายและกรอบธรรมาภิบาล (Broadcast Law & Diet Oversight)

ความคุ้มค่าของ NHK ถูกควบคุมผ่านกฎหมายกระจายเสียง (Broadcast Law) โดยมี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (Diet) เป็นผู้ตรวจสอบแผนงบประมาณและแผนธุรกิจประจำปีอย่างละเอียด

NHK ต้องรายงานต่อสภาฯ ว่าเงินรายได้มหาศาลถูกนำไปพัฒนาคุณภาพรายการอย่างไร (เช่น ซีรีส์ประวัติศาสตร์ฟอร์มยักษ์ Taiga Drama หรือสารคดีเชิงลึกระดับโลก)

มีคณะกรรมการตรวจสอบอิสระ (NHK Governors) ที่มาจากตัวแทนหลากหลายสาขาอาชีพ ทำหน้าที่ประเมินการบริหารงานและความเป็นกลางทางการเมือง เพื่อป้องกันไม่ให้องค์กรตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาล

4. ความท้าทายเรื่องความคุ้มค่าและความโปร่งใสในยุคดิจิทัล

ในยุคปัจจุบันที่คนรุ่นใหม่ไม่ได้ดูโทรทัศน์แบบเดิมอีกต่อไป ความคุ้มค่าของ NHK จึงเผชิญคำถามและแรงกดดันสูงมาก เช่น:

ปัญหาต้นทุนการจัดเก็บเงิน: มีเสียงวิקורณ์ในสภาและสังคมว่า ค่าใช้จ่ายในการส่งเจ้าหน้าที่ไปจัดเก็บค่าธรรมเนียมตามบ้านนั้นสูงเกินไปหรือไม่ จนผลักดันให้ NHK ต้องพยายามปรับปรุงโครงสร้างองค์กรและลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลง

การปรับตัวสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล: NHK ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเงินที่เก็บไปนั้นคุ้มค่ากับการพัฒนาแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง (เช่น NHK Plus) เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่ไม่มีทีวี แต่ใช้สมาร์ทโฟน ได้รับประโยชน์จากเนื้อหาสาธารณะเช่นกัน

หากเปรียบเทียบกันแล้ว ความคุ้มค่าในมุมมองของ NHK คือ "พันธสัญญาทางกฎหมายและความไว้วางใจ" ที่ต้องแลกมาด้วยการเป็นที่พึ่งยามวิกฤต และการผลิตเนื้อหาคุณภาพสูงที่ไม่เน้นเรตติ้งเชิงพาณิชย์ แต่ต้องตอบสนองต่อประโยชน์ของสังคมญี่ปุ่นในทุกสถานการณ์

แล้ว bbc ละ

สำหรับ BBC (British Broadcasting Corporation) ของสหราชอาณาจักร ถือเป็นต้นแบบระดับโลกในการพัฒนาแนวคิดเรื่องการประเมินความคุ้มค่า โดยใช้ระบบที่เรียกว่า "Public Value Framework" มายาวนาน

เนื่องจาก BBC ใช้เงินทุนจากค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรับชม (Licence Fee) ที่เก็บจากทุกครัวเรือนที่มีโทรทัศน์ ความคุ้มค่าของ BBC จึงถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นผ่านกลไกหลักๆ ดังนี้:

1. กรอบการประเมินคุณค่าสาธารณะ (Public Value Test)

ทุกครั้งที่ BBC จะริเริ่มโครงการใหญ่ เปิดบริการใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงบริการครั้งสำคัญ จะต้องผ่านการทำ Public Value Test เสมอ โดยการประเมินนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักที่ต้องทำให้เกิดสมดุล:

Consumer Benefits vs Citizen Benefits: ประเมินว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรโดยตรงในฐานะ "ผู้บริโภค" (ความบันเทิง ความเพลิดเพลิน ความสะดวกในการเข้าถึง) และในฐานะ "พลเมือง" (การได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง การเสริมสร้างความรู้เท่าทันประชาธิปไตย และความผูกพันทางวัฒนธรรม)

Market Impact Assessment: ตรวจสอบว่าบริการใหม่ของ BBC ไป "เบียดเบียนหรือทำลายตลาดเสรี" ของสื่อเอกชนจนเกินไปหรือไม่ (เช่น ไปแย่งตลาดหนังสือพิมพ์ออนไลน์หรือบริการสตรีมมิ่งเชิงพาณิชย์) เพื่อให้มั่นใจว่าเงินสาธารณะถูกใช้เพื่อเติมเต็มตลาด ไม่ใช่เพื่อผูกขาดตัดตอน

2. ตัวชี้วัด 4 เสาหลัก (The 4 Headline Measures)

ในการรายงานผลงานประจำปี BBC ใช้ชุดตัวชี้วัดที่ผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพผ่าน 4 ด้าน ได้แก่:

Reach (การเข้าถึง): วัดว่าเข้าถึงประชากรในสหราชอาณาจักรเป็นสัดส่วนเท่าไรในแต่ละสัปดาห์ (เป้าหมายคือต้องเข้าถึงคนเกือบทั้งประเทศทุกกลุ่ม ทุกวัย และทุกภูมิภาค)

Quality (คุณภาพ): วัดความพึงพอใจของผู้ชมว่ามองว่ารายการ ข่าวสาร หรือคอนเทนต์นั้นมีความประณีต น่าเชื่อถือ และได้มาตรฐานสูงหรือไม่

Impact (ผลกระทบ): วัดว่าเนื้อหานั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอะไรให้แก่สังคม เช่น จุดประกายการถกเถียงสาธารณะ สะท้อนเสียงของคนชายขอบ หรือยกระดับความรู้

Value for Money (ความคุ้มค่าของเงิน): วัดว่าประชาชนรู้สึกว่าเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่จ่ายไป (Licence Fee) คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้รับกลับคืนมาหรือไม่

3. การตรวจสอบจากองค์กรภายนอก (Ofcom Oversight)

BBC ไม่ได้เป็นผู้ประเมินความคุ้มค่าด้วยตัวเองฝ่ายเดียว แต่ถูกกำกับดูแลและตรวจสอบอย่างเข้มงวดโดย Ofcom (Office of Communications) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลสื่ออิสระของรัฐบาลอังกฤษ Ofcom มีอำนาจหน้าที่ในการ:

ประเมินประสิทธิภาพการทำงานของ BBC ว่าใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและโปร่งใสหรือไม่

จัดทำรายงานประจำปีว่าด้วยการปฏิบัติตามพันธกิจสาธารณะ (Annual BBC Performance Review) เพื่อให้รัฐสภาและประชาชนตรวจสอบได้

4. ความท้าทายเรื่องความคุ้มค่าในยุคสตรีมมิ่ง

เช่นเดียวกับสื่อสาธารณะอื่นๆ ทั่วโลก BBC เผชิญคำถามเรื่องความคุ้มค่าจากคนรุ่นใหม่ที่เลิกดูโทรทัศน์และหันไปใช้ Netflix, YouTube หรือ TikTok

BBC จึงต้องพิสูจน์ความคุ้มค่าผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่าง BBC iPlayer และ BBC Sounds

มีการปรับตัวครั้งใหญ่ในการย้ายงบประมาณไปผลิตคอนเทนต์ออนไลน์ที่เจาะกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่มากขึ้น พร้อมทั้งต้องรักษาจุดแข็งด้าน "ความน่าเชื่อถือสูงสุด" (Trusted News) เอาไว้ให้ได้ท่ามกลางภาวะสงครามข้อมูลข่าวสาร

ความคุ้มค่าของ BBC จึงไม่ใช่แค่การนับกำไรขาดทุน แต่เป็นการพิสูจน์ให้สังคมอังกฤษเห็นว่า เงินทุกปอนด์ที่เก็บมาจากประชาชน ถูกเปลี่ยนกลับมาเป็น "พื้นที่กลางทางข้อมูลข่าวสาร วัฒนธรรม และการศึกษาที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม" ซึ่งหาไม่ได้จากสื่อเชิงพาณิชย์

ในยุคดิจิทัล ที่คนดูน้อย จะวัดได้อย่างไรเรื่องความคุ้มค่า

เมื่อพฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไป ผู้ชมหันไปแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและโซเชียลมีเดีย ทำให้ยอดผู้ชมทางโทรทัศน์แบบดั้งเดิม (Traditional TV Rating) ของสื่อสาธารณะลดลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ การวัด "ความคุ้มค่า" ในยุคดิจิทัลจึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการนับ "จำนวนคนดูสดพร้อมกันหน้าจอ" (Mass Reach) ไปสู่การวัดมิติอื่นๆ ที่สะท้อนคุณค่าที่แท้จริง ดังนี้

1. เปลี่ยนตัวชี้วัดจาก "ปริมาณผู้ชม" สู่ "คุณภาพการเข้าถึง" (Quality Reach & Engagement)

การนับยอดวิวข้ามแพลตฟอร์ม (Cross-Platform Metrics): ความคุ้มค่าไม่ได้หายไปไหน แต่มันย้ายไปอยู่บนออนไลน์ การวัดจึงต้องนับรวมยอดการรับชมผ่านเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ยูทูป และโซเชียลมีเดีย รวมถึงพฤติกรรมการใช้งาน เช่น ระยะเวลาในการรับชม (Watch Time) ว่าคนดูจนจบหรือได้รับสาระสำคัญจริงๆ หรือไม่

การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่ตลาดไม่ทำ (Niche & Underserved Audiences): ในยุคที่อัลกอริทึมของสื่อโซเชียลพาณิชย์มักป้อนคอนเทนต์ที่คนชอบหรือคอนเทนต์กระแสให้ ความคุ้มค่าของสื่อสาธารณะวัดได้จากการทำหน้าที่ผลิตคอนเทนต์คุณภาพสำหรับกลุ่มคนเฉพาะกลุ่ม (เช่น รายการเด็ก ภาษาท้องถิ่น ชุมชนชายขอบ ผู้สูงอายุ) แม้กลุ่มนี้จะมีจำนวนไม่มากในเชิงตัวเลข แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อความเท่าเทียมในสังคม

2. การวัดคุณค่าเชิงลึกและการนำไปต่อยอด (Impact & Public Value Beyond Views)

การอ้างอิงและการนำไปใช้ต่อ (Citations & Public Discourse): สื่อสาธารณะคุ้มค่าเมื่อเนื้อหาข่าวเชิงสืบสวน สารคดี หรือข้อมูลความรู้ ถูกนำไปอ้างอิงต่อโดยสื่ออื่นๆ สถาบันการศึกษา หรือนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ แก้ไขปัญหาปากท้อง หรือตรวจสอบการทุจริต

การสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล (Digital Literacy & Fact-Checking): ท่ามกลางภาวะข่าวปลอม (Fake News) และข้อมูลล้นเกิน (Information Overload) ความคุ้มค่าของสื่อสาธารณะวัดได้จากการเป็น "สมองกลั่นกรองความจริง" ให้แก่สังคม ช่วยให้ประชาชนรู้เท่าทันสื่อและแยกแยะข้อมูลที่ถูกต้องได้

3. การประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมแบบจำลองใหม่ (Modern Evaluation Frameworks)

การใช้ Social Return on Investment (SROI): หลายประเทศเริ่มนำเครื่องมือประเมินมูลค่าผลตอบแทนทางสังคมมาใช้ เพื่อคำนวณว่าเงินงบประมาณ 1 บาทที่ลงทุนไป สามารถสร้างผลnประโยชน์กลับคืนมาเป็นมูลค่าทางสังคม (เช่น ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างการเรียนรู้ หรือบรรเทาความเสียหายจากวิกฤต) ได้เท่าไร

การมีส่วนร่วมและการสร้างปฏิสัมพันธ์ (User Interaction & Co-creation): ในยุคดิจิทัล ผู้ชมไม่ได้เป็นแค่ผู้รับสารฝ่ายเดียวอีกต่อไป ความคุ้มค่าดูได้จากระดับที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม เช่น การแจ้งเบาะแสข่าว การร่วมถกเถียงสาธารณะในพื้นที่ออนไลน์ที่ปลอดภัย และการสะท้อนเสียงสะท้อนจากชุมชนกลับมายังกองบรรณาธิการ

4. ความยืดหยุ่นและการกระจายเนื้อหา (Distribution Agnostic)

ความคุ้มค่าในยุคดิจิทัลวัดที่ "การที่คอนเทนต์ไปปรากฏอยู่ในที่ที่ประชาชนอยู่" ไม่ใช่รอให้คนเปิดทีวีดูช่องของตัวเอง สื่อสาธารณะต้องปรับโครงสร้างจากการเป็น "สถานีโทรทัศน์" มาเป็น "ผู้ผลิตเนื้อหาสสาธารณะ (Public Content Provider)" ที่กระจายข่าวสารและความรู้ไปสู่แพลตฟอร์มต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและตรงกลุ่มเป้าหมาย

การวัดความคุ้มค่าในยุคที่คนดูทีวีน้อยลง จึงไม่ใช่การพยายามแข่งขันเรตติ้งกับแพลตฟอร์มบันเทิงเอกชน แต่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า "แม้คนดูจะน้อยลงในบางแพลตฟอร์ม แต่คุณค่า ความน่าเชื่อถือ และประโยชน์ที่สังคมได้รับ ยังคงมีความจำเป็นและขาดไม่ได้"




ฝรั่งเศสกำลังเผชิญกับช่วงเวลาสำคัญ! การหยุดงานประท้วงของภาครัฐและการเดินขบวนของนักเรียน นักเรียนเกือบ 450,000 คนเข้าร่วมการเคลื่อนไหวและกิจกรรมต่างๆ วิดีโอข้างล่าง วิเคราะห์ประเด็นสำคัญของการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่นี้ และ ยังเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ปี 1968: ประวัติศาสตร์กำลังซ้ำรอยหรือไม่?


The World From the South Oct/26: Unprecedented strike and protests in France

teleSUR a la Carta and El mundo desde el SUR

Oct 6, 2026 

France faces a pivotal moment! The public sector strike and student demonstrations mark a crucial day for the country. Nearly 450,000 students have joined the mobilizations and initiatives in more than 1,800 high schools to address budget cuts, teacher shortages, and the state of public education.

In this video, we analyze the key aspects of this massive mobilization: the demand for increased funding, job security in classrooms, and the debate surrounding Parcoursup—the university admissions algorithm that has sparked controversy due to its academic and social selection criteria.

We also compare this situation to the emblematic May '68: Is history repeating itself? Discover why this movement raises a profound conversation about social rights in the face of austerity.


https://www.youtube.com/watch?v=0V4Bcpd-cpA
.....

วิดีโอนี้จาก teleSUR (0:40) รายงานเกี่ยวกับการประท้วงและการนัดหยุดงานที่เกิดขึ้นทั่วประเทศฝรั่งเศส (0:47) ซึ่งสถานการณ์ได้ทวีความรุนแรงถึงจุดวิกฤตจากการผนึกกำลังกันระหว่างการนัดหยุดงานของบุคลากรภาครัฐและการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ของนักเรียนนักศึกษา (0:53)

ประเด็นสำคัญจากรายงาน:

การเคลื่อนไหวของนักเรียนนักศึกษา: มีนักเรียนนักศึกษาราว 450,000 คนเข้าร่วมการประท้วง ส่งผลให้โรงเรียนกว่า 1,800 แห่งต้องปิดทำการ (0:59-1:04) พวกเขาออกมาประท้วงเพื่อคัดค้านการตัดงบประมาณ ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรครู และความไม่มั่นคงของสถานศึกษา (1:07-1:13)

อัลกอริทึมที่เป็นประเด็นถกเถียง: ประเด็นความขัดแย้งหลักคือ "Parcoursup" ซึ่งเป็นระบบอัลกอริทึมที่ใช้ในการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ระบบนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นเครื่องมือที่ก่อให้เกิด "การแบ่งแยกทางวิชาการ" (1:21-1:34)

วิกฤตสังคมในวงกว้าง: การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงลึกเกี่ยวกับนโยบายรัดเข็มขัดของประธานาธิบดีมาครง ซึ่งฝ่ายวิจารณ์มองว่าเป็นการบ่อนทำลายรัฐสวัสดิการ รวมถึงภาคสาธารณสุขและภาคการศึกษาของฝรั่งเศสมาเป็นเวลาหลายปี (3:28-3:49)

การเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต: การประท้วงครั้งนี้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ "Mayo del 68" (เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1968) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากมีการแสดงพลังร่วมกันของมวลชนและมีศักยภาพที่จะกลายเป็นการเคลื่อนไหวทางสังคมในวงกว้าง (1:38-1:46, 9:26-9:28)

การยกระดับความรุนแรงและการปราบปราม: วิดีโอนี้กล่าวถึงการตอบโต้ที่รุนแรงจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีรายงานการจับกุมผู้คนนับพันคนและการใช้กำลังเกินกว่าเหตุกับเยาวชน (18:53-19:20, 19:47-20:16) นอกจากนี้ สถานการณ์ยังเกี่ยวข้องกับข้อถกเถียงทางการเมืองเรื่องการที่รัฐบาลของมาครงปฏิเสธที่จะเปิดเวทีหารือทางสังคมอย่างจริงจังและมีความหมาย (13:30-13:46, 21:35-21:51) ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Eduardo Meneces และ Florencia Ponznanski วิเคราะห์สถานการณ์นี้ว่าเป็นภาพสะท้อนของบริบท "ก่อนการปฏิวัติ" (6:08) ซึ่งภาคส่วนต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นนักผจญเพลิง ข้าราชการ และนักศึกษา ต่างมีจุดร่วมเดียวกันคือความไม่พอใจต่อนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล (6:23-7:45)

ระบบ Parcoursup คืออะไร?

Parcoursup คือแพลตฟอร์มระดับชาติที่บังคับใช้ในประเทศฝรั่งเศสสำหรับการลงทะเบียนล่วงหน้าและกระบวนการรับนักศึกษาเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาชั้นปีที่ 1 (1:21-1:34) ระบบนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางให้นักศึกษาสามารถยื่นใบสมัครเข้าเรียนในหลักสูตรมหาวิทยาลัยและหลักสูตรระดับอุดมศึกษาอื่นๆ ทั่วประเทศได้

ในบริบทของการประท้วงที่กล่าวถึงในวิดีโอ Parcoursup ได้กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งสำคัญ โดยกลุ่มผู้วิจารณ์มองว่าระบบนี้เป็น "ระบบอัลกอริทึม" ที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการแบ่งแยกทางการศึกษา (1:24-1:34) และโต้แย้งว่าระบบดังกล่าวตัดสินใจโดยขาดเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรมว่านักศึกษาคนใดจะได้รับการตอบรับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยหรือถูกคัดออก ความรู้สึกถึงความไม่โปร่งใสและความไม่เป็นธรรมในเกณฑ์การคัดเลือกนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการรวมตัวประท้วงของนักศึกษาเพื่อต่อต้านนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลมาครง

กลุ่มผู้ประท้วงต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องใดบ้าง? 

กลุ่มผู้ประท้วงในฝรั่งเศสกำลังเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในประเด็นการบริหารงานของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีมาครง และวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อระบบสวัสดิการสังคม โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้: 

การเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษาของรัฐ: นักเรียนและนักศึกษากำลังเรียกร้องให้มีการจัดสรรงบประมาณอย่างเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงทางการศึกษา การขาดแคลนบุคลากรครู และความทรุดโทรมของโครงสร้างพื้นฐานในโรงเรียน (01:07 - 01:17) 

การคัดค้านระบบ Parcoursup: มีข้อเรียกร้องให้ยกเลิกระบบอัลกอริทึมที่ใช้ในการจัดสรรที่เรียนระดับมหาวิทยาลัยนี้ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเครื่องมือที่ก่อให้เกิดการแบ่งแยกทางการศึกษาและตัดโอกาสนักเรียนโดยขาดเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรม (01:21 - 01:34) 

การปกป้องบริการสาธารณะ: ความเคลื่อนไหวนี้สอดคล้องกับกลุ่มข้าราชการและคนทำงานที่เรียกร้องให้มีการปกป้องระบบสาธารณสุขและระบบประกันสังคม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าระบบเหล่านี้กำลังถูกบั่นทอนด้วยนโยบายรัดเข็มขัดตามแนวทางเสรีนิยมใหม่ (03:13 - 03:49; 06:23 - 06:43) 

ความมั่นคงในการทำงาน: ครูและบุคลากรในภาคส่วนนี้กำลังเรียกร้องให้มีการปรับปรุงสภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการจัดหาครูมาทำหน้าที่แทนทันทีในกรณีที่มีครูขาดงาน (01:17 - 01:21)




เมื่อ Gen Z ฝรั่งเศสลงถนนเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง มีคนไปค้น การประท้วงของเยาวชนฝรั่งเศสมีที่มา อย่างไร

https://www.facebook.com/sirikorn.maneerin/posts/10241772824152616

Sirikorn Maneerin 
18 hours ago
·
La Marseillaise · Les Jacobins, Mathieu Lussier
·

เมื่อ Gen Z ฝรั่งเศสลงถนนเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง เลยไปค้นดูว่าการประท้วงของเยาวชนฝรั่งเศสมีที่มา อย่างไรค่ะ

• จุดประกาย 17 ก.ย.ที่รร.มัธยมธรรมดาๆชื่อ Saint-Exupéry ที่ Créteil ชานกรุงปารีส ครูประท้วงเรื่องตำแหน่งครู วันรุ่งขึ้นนักเรียนปิดล้อมโรงเรียน แล้วลามไปทั่วประเทศภายในสิบวัน คลิปนักเรียน 8 คนมียอดชมบน TikTok 1.5 ล้านครั้ง นักเรียนใช้ Snapchat และ TikTok ติดต่อกันและไปช่วยปิดล้อมโรงเรียนอื่น นักเรียนตั้งกลุ่มประสานงานข้ามโรงเรียนผ่าน WhatsApp เช่นที่ Toulouse มีเครือข่าย 9 โรงเรียน ส่วนที่ Nantes เลือกตัวแทนชั่วคราวอายุ 14–17 ปี
 
• สหภาพแรงงานกับสหภาพครูเข้าร่วมวันชุมนุมใหญ่ 6 ต.ค.ที่จัตุรัส République ที่คนไม่ลืมว่าบริเวณนี้คือคุก Bastille ตัวเลขรัฐบาลมีผู้ชุมนุม 266,000 คน ในปารีส 56,000 คน ผู้จัดว่ามี 450,000 คน ในปารีส 100,000 คนนัดใหญ่ครั้งต่อไปคือวันที่ 13 ตุลาคมนี้
 
• Gen Z ฝรั่งเศสเดินขบวน : "ใหญ่น่าประทับใจ แต่ไม่ใช่ไม่เคยมีมาก่อน" สื่อ Libération สรุปว่า ฝรั่งเศสเคยมีการประท้วงใหญ่ของนักเรียนมัธยมแล้วหลายครั้ง เช่น ปี 1990: นักเรียน 200,000 คนประท้วงห้องเรียนแออัดและอาคารทรุดโทรม จนรัฐบาลออกแผนฉุกเฉิน 4.5 พันล้านฟรังก์ ปี 1998: นักเรียน 280,000 คนประท้วงขอเพิ่มครู 3,000 คน ปี 2005: ประท้วงร่างกฎหมายปฏิรูปการศึกษาของ รัฐมนตรี François Fillon (ค้านปฏิรูปการสอบ Bac ยกเลิกวิชาโครงงานส่วนบุคคล (TPE) และการตัดงบประมาณการศึกษา) จนรัฐบาลต้องยกเลิกบางส่วน ปี 2006 ประท้วงสัญญาจ้างงานแรกเข้าที่ไม่มีกำหนดเวลา ระหว่างทดลองงานยาว 2 ปี นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องให้เหตุผล ซึ่งมีคนออกมา 1–3 ล้านคนชนะ ครั้งนี้ยังไม่จบ แต่รัฐบาลแถลงจะส่งครูสอนแทน 3,000 คนไปยังโรงเรียนวิกฤต 500 กว่าแห่ง จะประกาศมาตรการชุดแรกปลายเดือนตุลาคม

• Le Monde สรุปสิ่งใหม่ในปี 2026 ① เริ่มจากโรงเรียนชานเมือง ไม่ใช่รร.ชื่อดังในปารีสเหมือนที่ผ่านมา② ขบวนการนักศึกษามหาวิทยาลัยตามมาทีหลัง③ ขนาดใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และจำนวนคนถูกจับสูงเป็นประวัติการณ์สำหรับขบวนการเยาวชน

• ผู้ประท้วงส่วนใหญ่เกิดช่วงปี 2008–2011 เติบโตมากับวิกฤตหนี้และโควิด ขบวนการไม่มีผู้นำ เกิดขึ้นเอง ไม่ไว้ใจพรรคการเมือง และใช้ TikTok, Snapchat, Instagram สร้างเรื่องเล่าของตัวเอง ไม่ต้องพึ่งสื่อหลัก Le Monde บรรยายผู้ประท้วงว่ามาจาก "ทุกภูมิหลัง" รร.เอกชนชั้นนำอย่าง Massillon ในปารีสก็ร่วมเดินขบวน นักเรียนคนหนึ่งบอกว่า "เรารู้ว่าเราได้เปรียบ แต่เยาวชนคือพวกเราทุกคน" รร.มัธยมปลายชื่อดัง Henri-IV และ Louis-le-Grand ถูกนักเรียนปิดล้อม "เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว” สรุปคือ ชนวนมาจากเด็กในย่านยากจนชานเมืองซึ่งหลายคนมีเชื้อสายผู้อพยพ แต่สิ่งที่ผลักขบวนการคือความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นและพื้นที่ กลายเป็นการเคลื่อนไหวของนักเรียนทุกกลุ่ม นักเรียนเมืองเล็ก-ใหญ่ประท้วงพร้อมกันได้โดยไม่ต้องมีองค์กรกลางสั่งการ เพราะทุกเมืองเจอปัญหาเชิงโครงสร้างเดียวกัน ไม่มีแกนนำคนเดียวที่ยืนนำขบวนจากต้นจนจบ คนที่เริ่มที่ Créteil กลับเข้าเรียนเมื่อได้สิ่งที่ขอแล้ว กับคนที่สานต่อในระดับประเทศเป็นคนละกลุ่มกัน ไม่มีนักเรียนคนใดเป็นแกนนำที่โดดเด่น เมื่อขบวนการขยายตัว ผู้ที่ปรากฏตัวในสื่อส่วนใหญ่เป็นผู้นำองค์กรนักเรียนที่มีอยู่แล้ว
 
• ฝรั่งเศสมีสภานักเรียนสองแบบ 1. สภาที่รัฐจัดตั้ง: ทุกรร.มัธยมปลายมี Conseil des délégués pour la vie lycéenne CVL สภาด้านกิจการนักเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลายๆมีตัวแทนนักเรียนที่มาจากเลือกตั้ง 10 คน ครู 5 คน เจ้าหน้าที่ 3 คน และผู้ปกครอง 2 คน เหนือขึ้นไปมีสภาระดับเขตการศึกษา และระดับชาติ 64 คนที่หารือกับรัฐมนตรีโดยตรง 2 สหภาพที่นักเรียนตั้งเอง: เกิดหลังการประท้วงปี 1986 มี 3 กลุ่มหลัก คือ USL (ซ้าย), Renouveau lycéen (ใกล้รัฐบาล) และ Lycéens! (ไม่ฝักใฝ่พรรคใด) แต่สหภาพเหล่านี้เล็กมาก USL มีสมาชิกราว 3,500 คน จากนักเรียนรร.มัธยมปลายกว่า 2 ล้านคน ประธาน USL ยอมรับเองว่าสหภาพทำหน้าที่แค่ "ส่งต่อ" ไม่ได้ "สั่งการ"

• ณ วันนี้ 9 ต.ค. มีโรงเรียนได้รับผลกระทบ 1,027 แห่งจากราว 3,700 แห่ง รร.มัธยมหนึ่งในสี่ทั่วประเทศเข้าร่วม มหาวิทยาลัยราว 30 แห่งถูกปิดล้อมตามมา ที่ว่าปิดล้อมโรงเรียน (blocus) กับการเดินขบวน เป็นคนละเรื่องกัน นักเรียนปิดล้อมคือ ตอนเช้านักเรียนเอาถังขยะหรือรั้วมาขวางประตูโรงเรียน เกิดได้ทุกวัน ไม่เฉพาะวันนัดใหญ่ ส่วนเดินขบวน: นักเรียนจากหลายโรงเรียนไปรวมกันในเมืองในวันนัดใหญ่ร่วมกับครู ผู้ปกครอง และสหภาพแรงงาน ซึ่งรร.งดสอน 891 แห่ง
 
• ที่ว่าโรงเรียนปิดนั้น ตัวเลขขึ้นลงทุกวัน ส่วนใหญ่ปิดเป็นวัน ๆ ไม่ได้ปิดยาว แต่ผลกระทบมีแน่นอน เมื่อโรงเรียนต้องปิด กระทรวงสั่งให้สอนออนไลน์แทน นักเรียนชั้นปีสุดท้ายคนหนึ่งบอกว่า "นี่ไม่ใช่สภาพที่เหมาะจะสอบ Bac ใครอยากประท้วงก็ประท้วงไป ใครไม่อยากก็ให้เขาได้เข้าเรียน" เสียงแบบนี้สอดคล้องกับผลสำรวจ Elabe ที่พบว่าคนส่วนใหญ่เห็นว่าข้อเรียกร้องชอบธรรม แต่อยากให้เลิกปิดล้อม นักเรียนรุ่นที่กำลังประท้วงอยู่ตอนนี้จะต้องสอบ Bac (สอบจบมัธยมปลายระดับชาติเพื่อวุฒิจบม.ปลายและเป็นใบเบิกทางเข้ามหาวิทยาลัย) กลางเดือนมิถุนายน 2027 เหลืออีก 8 เดือน แต่นับคะแนนเก็บระหว่างปีด้วย การขาดเรียนตอนนี้จึงมีผล

• ความสูญเสียอื่นตั้งแต่ 28 ก.ย. ถึง 7 ต.ค.: นักเรียนบาดเจ็บ 215 คนบุคลากรการศึกษาบาดเจ็บ 89 คน และเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บ 761 นาย นักเรียนวัย 15 ปีเสียมือซ้ายจากระเบิดเสียง รัฐบาลจึงสั่งระงับการใช้อาวุธชนิดนี้กับนักเรียน รร.มัธยม 24 แห่งถูกเผาหรือทำลายจนเปิดไม่ได้ มีคนถูกจับ 6,629 คน ส่วนใหญ่ถูกคุมตัวที่สถานีตำรวจ 1–2 วันแล้วถูกปล่อยตัว ณ วันที่ 5 ต.ค. มีเพียง 14 คนที่ศาลสั่งขังระหว่างรอพิจารณาคดี ในจำนวนนี้เป็นผู้เยาว์ 4 คน คนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในคุก ทนายความ 52 คนลงชื่อร่วมกัน ประณามว่า "การปราบปรามเกินกว่าเหตุและรุนแรง" และย้ำว่าการจับกุมผู้เยาว์ต้องเข้มงวดกว่าผู้ใหญ่ (บทความใน Le Nouvel Obs)

นักเรียนมีเหตุผลหรือไม่ : ประเด็นขาดครู ต้นเทอม 2026 รร.มัธยมรัฐ 53% ขาดครูอย่างน้อย 1 คน ในเขต Versailles ตัวเลขนี้สูง 70% (ผลสำรวจสหภาพครู) ครูลาเกิน 15 วันโดยไม่มีคนสอนแทนเพิ่มเป็นสองเท่าระหว่างปี 2018–2024 รร.มัธยมปลายเสียชั่วโมงสอนไป 10% วิชาที่ขาดครูหนักสุด: คณิตศาสตร์ (ตำแหน่งว่าง 240 ตำแหน่ง) ภาษาฝรั่งเศส ฟิสิกส์-เคมี อังกฤษ เยอรมัน และภาษาคลาสสิก (ตำแหน่งว่าง 30%) ส่วนห้องเรียนแออัด รร.มัธยมปลายสายสามัญ ห้องเรียนกว่า 70% มีนักเรียนเกิน 30 คน และ 20% เกิน 35 คน(จิ๊บมากสำหรับเด็กไทย)

อาคารทรุดโทรม อายุเฉลี่ยของรร.มัธยมปลายคือ 61 ปี และรร.มัธยมปลายอาชีวะ 71 ปี อาคารโรงเรียนมัธยมกว่า 58% สร้างก่อนปี 1980 อาคารเรียน 30% ทรุดโทรมและรับมือสภาพอากาศสุดขั้วไม่ได้ พบเชื้อราใน 18% ของอาคาร หน้าหนาวปีนี้ มีห้องเรียนที่ฮีตเตอร์เสียนาน หน้าร้อน: คลื่นความร้อนทำให้สถานศึกษาต้องปิด 2,200 แห่ง /ระบบ Parcoursup ปี 2026 ผู้สมัคร 163,372 คนหรือ 18% ไม่ได้ที่เรียนเลยสักที่ในรอบหลัก เพิ่มขึ้นจาก 11.9% ในปี 2025

มีคนวิจารณ์ว่าการขาดครูในรร.ฝรั่งเศสกระทบแรงเพราะระบบการศึกษาฝรั่งเศสช่วงม.ปลาย"หักดิบ"จาก
ระดับภาคบังคับ (ประถม - มัธยมต้น)ซึ่งเน้นสมรรถนะ มาอัดแน่นด้วยเนื้อหา เพื่อเตรียมสอบ Bac ข้อสอบระดับชาติที่ขึ้นชื่อเรื่องความยากและเน้นเนื้อหาเชิงลึกมาก นักเรียนต้องเลือกวิชาเอกเฉพาะทางอัดแน่นด้วยทฤษฎีเข้มข้น เช่น คณิตศาสตร์ขั้นสูง วิทยาศาสตร์เชิงลึก และปรัชญา

นักเรียนเดินขบวนใหญ่ครั้งนี้ ทำให้นึกถึงการเดินขบวนประวัติศาสตร์ Mai 68 ซึ่งชนวนมาจากนักศึกษามหาวิทยาลัย ครั้งนั้น มีนักเรียนมัธยมจำนวนน้อยร่วมด้วย หนึ่งในรร.มัธยมปลายที่ตั้งคณะกรรมการปฏิบัติการต้านสงครามเวียดนาม และ "มีบทบาท" ในตอนนั้นคือโรงเรียน Jacques-Decour ซึ่งเข้าร่วมปีนี้และมีเด็กนักเรียนที่กำลังโด่งดังขึ้นมา ชื่อ Elwan
 
สิ่งที่ต่างกันครั้งนี้ คือยังไม่มีการหยุดงานทั่วประเทศแบบปี 1968 ซึ่งน่าจะสั่นคลอนรัฐบาลได้จริง ความต่างที่สำคัญคือ ในปี 1968 เยาวชนประท้วงเพื่อปลดแอกตัวเองจากผู้ใหญ่ แต่ในปี 2026 ผู้ใหญ่ ทั้งพ่อแม่ ครู และปู่ย่าตายาย กลับออกมาเดินเคียงข้างเด็ก "เพื่อปกป้องและลดความรุนแรง" พิธีกรโทรทัศน์คนหนึ่งถึงกับบอกว่า "โลกกลับหัว" เพราะเด็กขอแรงสนับสนุนจากพ่อแม่ สหภาพครู: สหภาพการศึกษา 6 แห่ง ออกแถลงการณ์ร่วมว่า "ข้อเรียกร้องของนักเรียนชอบธรรม เราสนับสนุน และรัฐบาลต้องตอบ" และเรียกหยุดงานเพื่อเดินขบวนร่วมกับนักเรียน

นักเรียนปี 2026 ขอสิ่งที่จับต้องได้ ข้อเรียกร้องหลัก: เพิ่มครู ลดขนาดห้องเรียน ซ่อมอาคารเรียน และยกเลิกหรือปฏิรูประบบสมัครเข้ามหาวิทยาลัย)

คนหนุ่มสาวปี 1968 ไม่ได้ขอสิ่งของ แต่ต้องการเปลี่ยนวิธีที่สังคมทั้งสังคมปกครองและใช้ชีวิต ในยุค 1968 ฝรั่งเศสไม่ได้ยากจน เป็นยุคเศรษฐกิจรุ่งเรือง แต่สังคมยังยึดศีลธรรมแบบอนุรักษ์นิยม และนายพล de Gaulle ปกครองอยู่ นักศึกษารู้สึกอึดอัดกับอำนาจทุกรูปแบบ ทั้งของรัฐ อาจารย์ พ่อแม่ ศาสนา และนายจ้าง จึงเรียกร้องให้เลิกระบบอำนาจนิยม: ชนวนแรก ๆ คือการประท้วงสงครามเวียดนาม นักศึกษา Nanterre เรียกร้องให้ชายหญิงเข้าหอพักของกันและกันได้ เรื่องที่ดูเล็กนี้จริง ๆ คือการท้าทายสิทธิของผู้ใหญ่ที่จะควบคุมชีวิตส่วนตัว และยังปฏิเสธสังคมบริโภคนิยม: คำขวัญได้แรงบันดาลใจจากศิลปะเซอร์เรียลลิสม์และลัทธิมาร์กซ์ แกนนำส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอนาธิปไตย ทรอตสกี และเหมา และคำขวัญที่คนจำได้มากที่สุดคือ "ห้ามการห้าม" (Il est interdit d'interdire) ต่อต้านจักรวรรดินิยม

สิ่งที่ mai 68 เปลี่ยนฝรั่งเศสมีหลายประการ นักศึกษามีส่วนร่วมบริหารมหาวิทยาลัย ชายหญิงเรียนรวมกันได้ทุกระดับ ปี 1974 ลดอายุบรรลุนิติภาวะและอายุผู้มีสิทธิเลือกตั้งจาก 21 เหลือ 18 ปี ขบวนการสตรีนิยมเติบโต จนได้กฎหมายทำแท้งถูกกฎหมายในปี 1975 Mai 68 ส่งแรงบันดาลใจให้ขบวนการ LGBT และสิ่งแวดล้อม

Mai 68 อยู่ในความทรงจำทำนอง 14 ตุลาของคนไทย คนฝรั่งเศสมองว่าส่งผลดีต่อสังคม จัดให้ Mai 68 เป็นเหตุการณ์สำคัญ ทุกครั้งที่เยาวชนลงถนน สังคมจึงหยิบมาเทียบโดยอัตโนมัติ นักเรียนเองก็ใช้เป็นแรงบันดาลใจ นักศึกษาคนหนึ่งเขียนชอล์กบนพื้นว่า "Mai 68 – Octobre 26" และบอกว่า "ตอน Mai 68 พอคนออกมารวมกันบนถนน ชีวิตเราเปลี่ยน เราได้สิทธิมา เราจะออกมาเอาสิทธิคืน

เยาวชน Gen Z โด่งดังแจ้งเกิดหลักๆสองคน สองขั้ว Elwan Benoît นักเรียนชายวัย 17 โรงเรียน Jacques-Decour ในเขต 9 ของปารีส ดังจากคลิปที่โต้ตอบยูทูบเบอร์ขวาจัดอย่างฉะฉาน และวันต่อมาเขาเดินขบวนเคียงข้าง Mélenchon ผู้นำพรรคฝ่ายซ้ายจัด La France insoumise (LFI) หรือ "ฝรั่งเศสไม่ยอมจำนน"และประกาศว่าพรรค LFI "จะช่วยคนรุ่นใหม่ อีกคนคือ Louise Montangon นักศึกษาหญิงอายุ 22 ปี เรียนปริญญาโทปรัชญาที่ Bordeaux แกนนำสหภาพนักศึกษาฝ่ายขวา UNI และสมาชิกพรรค RN เธอเป็นกระบอกเสียงของคนที่ "อยากเรียน" และต่อต้านการปิดล้อมโรงเรียน หลายคนมองว่าคงเห็นเยาวชนสองคนนี้ในแวดวงการเมืองต่อไป

• ทั้งคู่ปะทะดีเบตกันในรายการทีวี "La Grande confrontation" "สองฝรั่งเศสเผชิญหน้ากัน" เมื่อ 7 ต.ค. และมุ่งไปที่ความรุนแรงในขบวนการนักเรียน เธอเรียกเขาว่า "คนโง่ที่ถูกใช้ประโยชน์" ส่วนเขาพลาดพูดกับหญิงผิวดำในรายการว่าเธอ "คงมาจากย่านที่ลำบาก" ทั้งสองคนสะท้อนว่าคนรุ่นใหม่ฝรั่งเศสแบ่งขั้วทางการเมืองชัดขึ้น และความดังบนโซเชียลพาคนธรรมดาขึ้นจอทีวีได้ในเวลาเพียง 72 ชั่วโมง

https://www.facebook.com/reel/1461567089157129 ภาพรวมการประท้วง https://www.facebook.com/share/v/1QH4Y6rpFg/ พ่อแม่ร่วมประท้วง
https://www.facebook.com/share/v/1C6UpaKCma/ ครูและมหาวิทยาลัยร่วม
https://www.facebook.com/reel/1418844543689278 คนในสถาบันคาธอลิกสนับสนุนอาหารให้นักเรียน https://www.facebook.com/share/r/1chsioLFuy/ บรรยากาศเพลง
https://www.facebook.com/share/v/1FBSYRP5i1/
(Debate ระหว่าง Louise และ Elwan)
https://www.instagram.com/reel/DeMahztO8CC/... (คนฝรั่งเศสชอบร้องเพลงชาติ ซึ่งเนื้อร้องปลุกใจมาก)
#ฝรั่งเศส #นักเรียนประท้วง #GenZ #การศึกษา #MouvementLycéen #ขบวนการนักเรียนฝรั่งเศส


เวิลด์แบงก์แนะนำไทยใช้ Small AI มากขึ้น ไม่ต้องไฮเปอร์สเกล แต่ต้องสร้างงานจริง หลังผลสำรวจพบว่า บริษัทในประเทศไทยมีเพียง 12% ที่นำ AI มาใช้ สาเหตุมาจากการที่หลายธุรกิจยังไม่รู้ว่าจะนำ AI ไปใช้อย่างไร













https://x.com/ktnewsonline/status/2108875189014700212

ดูจาก youtube:
https://www.youtube.com/watch?v=-MLxAqaDsjU
.....

ดีโอนี้นำเสนอบทสัมภาษณ์ Franziska Ohnsorge หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) เกี่ยวกับการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในประเทศไทยและแนวคิดเรื่อง "Small AI"

ประเด็นสำคัญ:

อัตราการนำมาใช้ยังอยู่ในระดับต่ำ: ปัจจุบันประเทศไทยยังตามหลังหลายประเทศในด้านการนำ AI มาใช้ โดยมีเพียง 12% ของบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีนี้ เทียบกับ 23% ในอินเดีย และ 43% ในสหรัฐอเมริกา (0:00 - 0:12, 4:37 - 4:49)

อุปสรรคในการเริ่มต้นใช้งาน: บริษัทไทยที่ได้รับการสำรวจประมาณ 80% ไม่คาดหวังว่าจะได้รับประโยชน์ด้านผลิตภาพ (productivity) จาก AI และระบุว่าต้นทุนที่สูงเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ไม่นำ AI มาใช้ (0:19 - 0:40, 5:07 - 5:28)

แนวคิด "Small AI": แทนที่จะลงทุนในโมเดล AI ขนาดใหญ่และมีราคาสูงระดับ "hyper-scale" ธนาคารโลกสนับสนุนแนวคิด "Small AI" ซึ่งเน้นการใช้ชุดข้อมูลขนาดเล็กที่จำกัดขอบเขตและปรับให้เหมาะสมกับบริบทเฉพาะในท้องถิ่น เช่น การช่วยผู้ค้าหาบเร่แผงลอยติดตามผลกำไร หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย เพื่อสร้างผลลัพธ์ด้านผลิตภาพที่จับต้องได้จริง (5:43 - 7:30)

บทบาทของภาครัฐ: ภาครัฐควรทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก โดยการกำหนดกฎระเบียบด้านความปลอดภัยของข้อมูลให้ชัดเจน ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะที่จำเป็นและเกื้อหนุนกัน (เช่น คณิตศาสตร์ การสื่อสาร และการคิดเชิงวิพากษ์) รวมถึงสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีเสถียรภาพ (8:05 - 10:20)

บริบททางเศรษฐกิจ: ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านโครงสร้างประชากร โดยคาดว่าจำนวนประชากรวัยแรงงานจะลดลงภายในปี ค.ศ. 2040 ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การเพิ่มผลิตภาพด้วยเทคโนโลยีและการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต (11:35 - 12:20)

อุปสรรคในการเริ่มต้นใช้งานคืออะไร?

จากข้อมูลการสำรวจที่กล่าวถึงในวิดีโอ พบว่า 80% ของบริษัทไทยไม่คาดหวังว่าจะได้รับประโยชน์ด้านผลิตภาพจากการนำเทคโนโลยี AI มาใช้ (0:19-0:40) อุปสรรคสำคัญในการนำเทคโนโลยีมาใช้ ได้แก่:

ต้นทุนสูง: เทคโนโลยีนี้ถือว่ามีราคาสูงมาก ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่บริษัทต่างๆ มักหยิบยกมาอ้างเมื่อตัดสินใจไม่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ (0:26-0:30)

ขาดองค์ความรู้: ธุรกิจจำนวนมากยังไม่ทราบวิธีการนำ AI ไปประยุกต์ใช้หรือใช้งานจริงในกระบวนการดำเนินงานหลักของตนอย่างมีประสิทธิภาพ (5:04-5:07)

ความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูล: กฎระเบียบเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูลถือเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้บริษัทต่างๆ ลังเลที่จะนำระบบ AI เข้ามาใช้งาน (8:40-8:46)

แนวคิด "Small AI" คืออะไร:

แนวคิด "Small AI" ที่นำเสนอโดยธนาคารโลก (World Bank) หมายถึงการปรับประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะเจาะจงในระดับท้องถิ่น แทนที่จะพึ่งพาโมเดลขนาดมหึมาหรือโมเดลระดับสูงที่มีขนาดใหญ่มาก (Hyper-scale models) (6:10 - 6:38)

ประเด็นสำคัญของแนวทาง Small AI ได้แก่:

มุ่งเน้นวัตถุประสงค์เฉพาะ: ใช้ชุดข้อมูลที่มีขนาดเล็กกว่าและจำกัดขอบเขตชัดเจน โดยมุ่งเป้าไปที่งานเฉพาะด้าน เช่น การช่วยพ่อค้าแม่ค้าแผงลอยติดตามผลกำไร หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยโดยอิงจากสภาพดินและสภาพอากาศในท้องถิ่น (5:43 - 7:30)

บริบทท้องถิ่น: แทนที่จะพยายามใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) ที่ล้ำสมัยที่สุด แนวทางนี้มุ่งเน้นไปที่การดึงรูปแบบข้อมูลที่เกี่ยวข้องและมีความหมายที่สุดต่อสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจหรือการดำเนินงานในพื้นที่นั้นๆ (6:12 - 6:40)

ประสิทธิภาพและความปลอดภัย: การทำงานกับชุดข้อมูลขนาดเล็กช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมข้อมูลของตนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งช่วยลดความกังวลด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่เป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจนำ AI มาใช้ในธุรกิจ (6:24 - 6:31)

Small AI ช่วยธุรกิจขนาดเล็กได้หรือไม่:

ได้ วิดีโอนี้เน้นย้ำว่า Small AI ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อให้ใช้งานได้จริงในธุรกิจหลากหลายรูปแบบ รวมถึงธุรกิจขนาดเล็ก จากข้อมูลของผู้บรรยาย แนวทางนี้ใช้ชุดข้อมูลขนาดเล็กที่จำกัดขอบเขตและมุ่งเน้นวัตถุประสงค์เฉพาะในท้องถิ่น แทนที่จะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีราคาสูง (6:10 - 6:38) ตัวอย่างประโยชน์ที่ได้รับมีดังนี้:

การติดตามผลกำไร: AI ขนาดเล็กสามารถช่วยพ่อค้าแม่ค้าแผงลอยในการติดตามว่าการขายสินค้าในแต่ละวันนั้นมีกำไรหรือไม่ (5:58 - 6:10)

การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน: ช่วยภาคส่วนต่างๆ เช่น เกษตรกรรม โดยการปรับปรุงการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จริง ไม่ว่าจะเป็นชนิดของดิน พืชที่เพาะปลูก และการพยากรณ์อากาศ (6:52 - 7:30)

การสนับสนุนบุคลากรวิชาชีพ: ช่วยให้พยาบาลสามารถเข้าถึงข้อมูลแนวทางการรักษาโรคทั่วไปที่เหมาะสมกับอาการของผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการสาธารณสุขในระดับท้องถิ่น (7:30 - 8:00)

ทำไมจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้โมเดล AI ขนาดใหญ่?

ธนาคารโลกแนะนำให้องค์กรธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย หันมาให้ความสำคัญกับ "Small AI" (AI ขนาดเล็ก) แทนที่จะใช้โมเดลขนาดใหญ่ระดับมหึมา (Hyper-scale models) ด้วยเหตุผลสำคัญหลายประการ ได้แก่:

ความคุ้มค่าด้านต้นทุน: บริษัทไทยจำนวนมากมองว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่มีราคาสูง และไม่คาดหวังว่าจะเห็นผลลัพธ์ด้านผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นในทันทีจากการลงทุนขนาดใหญ่ (0:19 - 0:40)

ประโยชน์ใช้สอยที่ตรงจุด: AI ขนาดเล็ก (Small AI) ใช้ชุดข้อมูลที่มีขอบเขตจำกัดและมีขนาดเล็กกว่า ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุดโดยตรง เช่น การช่วยพ่อค้าแม่ค้าแผงลอยติดตามผลกำไร หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยในการเกษตร แทนที่จะต้องพึ่งพาโมเดลอเนกประสงค์ที่มีราคาแพง (5:43 - 7:30)

ความปลอดภัยของข้อมูล: การใช้ชุดข้อมูลขนาดเล็กที่สามารถควบคุมได้ช่วยให้ธุรกิจสามารถกำกับดูแลข้อมูลของตนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งช่วยลดความกังวลสำคัญเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล อันเป็นปัจจัยที่มักเป็นอุปสรรคต่อการนำเทคโนโลยีมาใช้ (6:24 - 6:31)

บทบาทของภาครัฐต่อ AI คืออะไร?

วิทยากรอธิบายว่าภาครัฐมีบทบาทหลัก 2 ประการในการส่งเสริมให้ภาคเอกชนนำเทคโนโลยี AI มาใช้ (8:32 - 8:52):

ในฐานะผู้กำกับดูแล (Regulator): ภาครัฐมีหน้าที่กำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลให้มีความชัดเจน ซึ่งประเด็นเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในสามเหตุผลหลักที่ทำให้บริษัทต่างๆ ยังลังเลที่จะนำ AI มาใช้งานในขณะนี้ (8:35 - 8:52)

ในฐานะผู้สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย (Enabler): ภาครัฐต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต ซึ่งรวมถึง:

การสร้างบุคลากรที่มีทักษะและความรู้ในการใช้งานเครื่องมือ AI (8:54 - 9:07)

การสร้างบรรยากาศทางธุรกิจที่คาดการณ์ทิศทางได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่บริษัทต่างๆ ในการตัดสินใจลงทุน (9:07 - 9:13)

การขยายขีดความสามารถด้านพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับระบบเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต ไม่ว่าจะมีการนำ AI มาใช้หรือไม่ก็ตาม (9:13 - 9:22)



กองทัพอากาศไทยได้เปิดโครงการรับสมัครนักบินภายใต้แนวคิด "Next Generation Air Power" เพื่อดึงดูดผู้หญิงให้เข้ามาเป็นนักบินทหารมากขึ้น โดยให้ราชินีนำร่อง ? "แค่เพราะคุณ 'ทำได้' ไม่ได้หมายความว่าคุณ 'ควรทำ'" ??







https://x.com/GripenNews/status/2108915003952689254
.....
















มันก็เจ๋งดีที่เธอขับเครื่องบินเจ็ตเป็น แต่

ข้อ 1: "แค่เพราะคุณ 'ทำได้' ไม่ได้หมายความว่าคุณ 'ควรทำ'" ขนาด CIA ยังไม่อนุญาตให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขับรถเองเลยด้วยเหตุผลสำคัญ เพราะท่านมีความสำคัญต่อประเทศชาติมากเกินกว่าจะเสี่ยงได้









 

กระทรวงการสงครามสหรัฐ ต้องการประหารชีวิตผู้ก่อการร้ายที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดด้วยวิธีให้ชุดยิงทำการประหาร (firing squad) และถ่ายทอดสด - ฉันเคยเห็นอิหร่านประหารชีวิตคนในที่สาธารณะ นี่คือสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการหรือ?


เจ้าหน้าที่ตำรวจอิหร่านอยู่ใกล้กับเชือกที่จะใช้สำหรับแขวนคอ Muhammad Bijeh ที่เมือง Pakdasht ประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2005 ภาพถ่ายโดย Vahid Salemi/AP

ฉันเคยเห็นอิหร่านประหารชีวิตคนในที่สาธารณะ นี่คือสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการหรือ?

เป็นเรื่องแปลกประหลาดที่รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ กำลังปูทางไปสู่เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกับที่ทางการเตหะรานอาจเป็นผู้จัดขึ้นเอง

แผนการของพีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) ที่จะจัดการประหารชีวิตต่อหน้าสาธารณชนนั้น ดูราวกับเกมเลียนแบบพฤติกรรมอันน่าสยดสยองของอิหร่าน

หลังจากล้มเหลวในการเอาชนะระบอบการปกครองของเตหะรานในสนามรบตลอดช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา ผู้ที่เรียกตนเองว่า "รัฐมนตรีสงคราม" (secretary of war) ผู้นี้กลับเสนอให้นำวิธีการอันอื้อฉาวของอิหร่านมาใช้ นั่นคือการบังคับใช้โทษประหารชีวิตให้กลายเป็นมหกรรมต่อหน้าสาธารณชน

"เราจะทำให้แน่ใจว่าผู้คนสามารถรับชมได้ และเป็นการประหารในที่สาธารณะ เพราะประชาชนจำเป็นต้องเข้าใจว่าการกระทำเช่นนี้มีผลตามมาที่ร้ายแรง" เฮกเซธกล่าวด้วยท่าทีที่แสดงความสะใจอย่างปิดไม่มิดกับเครือข่ายสื่อฝ่ายขวาอย่าง *Real America’s Voice* ถึงแผนการประหารชีวิตนิดาล มาลิก ฮาซัน (Nidal Malik Hasan) อดีตจิตแพทย์ทหารผู้ก่อเหตุสังหารผู้คน 13 รายที่ฐานทัพฟอร์ตฮูดในรัฐเท็กซัสเมื่อปี 2009

ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ฉันหวนนึกถึงประสบการณ์ตรงที่เคยเห็นเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันที่อิหร่าน ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ฉันเดินทางไปถึงในฐานะผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ *The Guardian* เมื่อกว่าสองทศวรรษก่อน

ในครั้งนั้น ทางการอิหร่านได้ประหารชีวิตฆาตกรต่อเนื่องที่ก่อเหตุฆาตกรรมเด็ก ซึ่งมีชื่อว่ามูฮัมหมัด บิเจห์ (Muhammad Bijeh) ด้วยการแขวนคอจากเครนก่อสร้าง—ซึ่งแตกต่างจากวิธีการประหารด้วยการยิงเป้าที่เฮกเซธจินตนาการไว้—ในเมืองเล็กๆ ชื่อปากดัชต์ (Pakdasht) ซึ่งอยู่ห่างจากเตหะรานราว 35 ไมล์ (56 กิโลเมตร)
รายงานข่าวดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เมื่อเดือนมีนาคม 2005 และนับเป็นข่าวชิ้นแรกที่ฉันส่งให้กับ *The Guardian*

เมื่อย้อนกลับมาอ่านในตอนนี้ ซึ่งผ่านไปเกือบ 22 ปีแล้ว ถ้อยคำบรรยายที่กระชับและเรียบง่ายของฉันแทบจะถ่ายทอดความโหดร้ายของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงได้ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ รวมถึงผลกระทบที่ฝังลึกอยู่ในใจของฉันมาจนถึงทุกวันนี้

มันเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวดและไม่อาจลืมเลือน ซึ่งตอกย้ำให้ฉัน—ในฐานะผู้มาเยือนหน้าใหม่—ได้เห็นถึงธรรมชาติอันโหดร้ายและกดขี่ของสาธารณรัฐอิสลามแห่งนี้อย่างชัดเจน และในหลายแง่มุม นั่นดูเหมือนจะเป็นเจตนาของทางการเช่นกัน

สำหรับคนในท้องถิ่น เหตุการณ์นี้เปรียบเสมือนการแสดงที่พวกเขาได้รับการสนับสนุนให้เข้าไปรับชม ฉันจำภาพรถตำรวจที่ขับตระเวนไปตามท้องถนนได้แม่นยำ โดยมีเจ้าหน้าที่ใช้เครื่องขยายเสียงประกาศเรียกชาวบ้านให้ออกมาดูการประหารชีวิต


ประชาชนมารวมตัวกันเพื่อชมการประหารชีวิตมูฮัมหมัด บิเจห์ ในที่สาธารณะที่เมืองปากดัชต์ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2005 ภาพถ่ายโดย Morteza Nikoubazl/Reuters


ฉันตกเป็นเป้าสายตาของเจ้าหน้าที่พร้อมกับผู้สื่อข่าวบีบีซีคนหนึ่ง ซึ่งดึงดูดความสนใจหลังจากยื่นไมโครโฟนออกไปนอกหน้าต่างรถเพื่อบันทึกเสียงบรรยากาศขณะตำรวจกำลังประกาศเรียกตัวผู้ต้องหา

หลังจากตำรวจเรียกให้เราหยุดรถและทราบว่าเราเป็นนักข่าวต่างชาติ พวกเขาก็นำตัวเราไปยังสำนักงานเทศบาล ที่นั่นมีเจ้าหน้าที่ศาลท้องถิ่นคนหนึ่ง—ซึ่งดูเหมือนจะเป็นผู้รับผิดชอบการจัดการในครั้งนี้—ปรากฏตัวขึ้นด้วยท่าทีที่ค่อนข้างพอใจที่ได้พบเรา

เขาถามว่าฉันมีความคิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ในขณะที่เรามองออกไปนอกหน้าต่างเห็นภาพในจัตุรัสสาธารณะ ซึ่งมีการสร้างเวทีชั่วคราวที่มีลักษณะคล้ายแท่นประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ และมีฝูงชนกำลังมารวมตัวกัน

ด้วยความไม่มั่นใจและตระหนักถึงชื่อเสียงของอิหร่านในเรื่องการขับไล่นักข่าวต่างชาติที่มีพฤติกรรมขัดใจทางการ ฉันจึงตอบเลี่ยงๆ อย่างไม่กล้าหาญนัก โดยทำเป็นไม่สนใจเสียงกระซิบเร่งเร้าจากนักข่าวบีบีซี—ซึ่งไม่ถูกถามความเห็นและเดินทางเข้ามาด้วยวีซ่าระยะสั้นต่างจากฉัน—ที่บอกให้ฉัน "บอกเขาไปสิว่าคุณคิดว่ามันเลวร้ายแค่ไหน"

ความเลวร้ายของเหตุการณ์ปรากฏชัดเจนจนน่าสยดสยองเมื่อเราออกไปข้างนอก

ก่อนที่จะถูกแขวนคอ บิเจห์ (Bijeh)—ผู้ซึ่งมีรายงานว่าสังหารเด็ก 17 คนและผู้ใหญ่ 3 คน—จะต้องรับโทษตามหลักอิสลามด้วยการถูกเฆี่ยน 100 ที รายงานข่าวของฉันบรรยายภาพเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ผลัดเปลี่ยนกันลงมือเฆี่ยนเขา

สิ่งที่ฉันจำได้แม่นคือเสียงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสของนักโทษประหาร ขณะที่รอยเฆี่ยนทำให้เกิดรอยเลือดเป็นทางยาวบนแผ่นหลังเปลือยเปล่าของเขา ทำให้รู้สึกว่านี่คือการแสดงความซาดิสต์ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ

ขณะที่บิเจห์ยืนรอรับโทษประหาร ชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งกล่าวกันว่าเป็นพี่น้องของเด็กที่ตกเป็นเหยื่อรายหนึ่ง ได้บุกขึ้นไปบนเวทีและใช้มีดแทงเขา

ความกระหายในความรุนแรงยังคงดำเนินต่อไปในขณะที่ร่างของเขาถูกยกขึ้นด้วยเครน ฝูงชนต่างตะโกนคำว่า "อัลลอฮุอักบัร" (พระผู้เป็นเจ้าทรงยิ่งใหญ่) และ "มาร์ก บาร์ บิเจห์" (ขอให้บิเจห์ตาย) ในขณะที่พ่อของเด็กที่ถูกสังหารคนหนึ่งตะโกนเร่งเร้าคนขับเครนว่า "หมุนตัวเขาหน่อย ทำให้เขาแกว่งไปมาสิ" เมื่อเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอน รองเท้าของ Bijeh ก็หลุดร่วงลงมาทีละข้าง ทำให้เขาต้องตกอยู่ในสภาพเท้าเปล่าในขณะที่ชีวิตค่อยๆ ดับสูญไป

ข้าพเจ้าเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความรู้สึกจดจ่ออย่างประหลาด แม้จะตระหนักดีว่ากำลังเป็นสักขีพยานให้กับความโหดร้ายทารุณ แต่ในขณะเดียวกัน ข้าพเจ้ากลับมีความรู้สึกวางเฉยอย่างที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องย้อนกลับมาทบทวนความรู้สึกของตนเองจนถึงทุกวันนี้ นั่นเป็นเพราะข้าพเจ้ากำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่


จ้าหน้าที่ฝ่ายตุลาการของอิหร่านทำการเฆี่ยนตีมูฮัมหมัด บิเจห์ ฆาตกรต่อเนื่องวัย 22 ปี ที่เมืองปักดัชต์ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2005 ภาพถ่ายโดย Behrouz Mehri/AFP/Getty Images

ในขณะที่ร่างอันไร้เรี่ยวแรงและไร้ชีวิตของ Bijeh ห้อยอยู่เบื้องสูงเหนือจัตุรัสกลางเมือง ข้าพเจ้าได้ถ่ายภาพเก็บไว้เพื่อใช้ประกอบการทำงาน พร้อมกับตั้งคำถามกับตัวเองในใจว่า สิ่งที่ทำลงไปนั้นถูกต้องตามหลักศีลธรรมหรือไม่ ซึ่งในเวลานี้ ข้าพเจ้ามั่นใจแล้วว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง การกระทำอันน่าละอายนั้นเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าก่อขึ้นเอง แต่บางทีมันอาจเป็นภาพสะท้อนถึงสัญชาตญาณด้านมืดในจิตใจมนุษย์ที่ถูกกระตุ้นให้เผยออกมาจากการประหารชีวิตต่อหน้าสาธารณชน

เมื่อบรรยากาศอันอึมครึมและน่าหดหู่เริ่มจางหายไป เจ้าหน้าที่ศาลคนเดิมที่เคยสอบถามความคิดเห็นของข้าพเจ้าก่อนหน้านี้ ก็เดินเข้ามาหาเพื่ออธิบายเหตุผลถึงสิ่งที่เกิดขึ้น "ดูสิว่าอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนสงบลงแล้ว เราจำเป็นต้องจัดให้มีการประหารชีวิตในที่สาธารณะแบบนี้แหละ" เขากล่าว แม้ข้าพเจ้าจะจำไม่ได้ว่าได้ตอบกลับไปว่าอย่างไร แต่คำพูดของเขาก็ไม่อาจทำให้ข้าพเจ้าคล้อยตามได้เลย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้ทำข่าวเกี่ยวกับการประหารชีวิต

ในปี 2001 ผมเคยไปอยู่ที่เมืองเทอร์เรฮอต (Terre Haute) รัฐอินเดียนา เพื่อทำข่าวการประหารชีวิตทิโมธี แมคเวห์ (Timothy McVeigh) ผู้ก่อเหตุวางระเบิดที่โอคลาโฮมาซิตี ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 168 รายด้วยระเบิดรถยนต์บริเวณหน้าอาคารของรัฐบาลกลางเมื่อปี 1995 ทว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอย่างปิดลับภายในเรือนจำของรัฐบาลกลาง และด้วยความที่อาชญากรรมของแมคเวห์เป็นคดีใหญ่ที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชนและสื่อมวลชนอย่างมาก การประหารชีวิตเขาจึงกลายเป็นประเด็นที่ผู้คนจับตามอง

ในทางตรงกันข้าม ที่อิหร่านนั้น เจ้าหน้าที่กลับจงใจกระตุ้นสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของผู้คนในเชิงที่ดูเหมือนจะเป็นการโอ้อวดอำนาจเผด็จการของรัฐบาล

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นบทเรียนแรกที่ทำให้ผมได้เรียนรู้และปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตภายใต้ระบอบการปกครองของอิหร่าน ซึ่งก้าวขึ้นสู่อำนาจหลังการปฏิวัติอิสลามเมื่อปี 1979

มันเปรียบเสมือนเข็มทิศทางศีลธรรมในยามที่ผมต้องรายงานข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของรัฐบาลชุดนี้ และพยายามทำความเข้าใจว่าเหตุใดอุดมการณ์ของพวกเขาจึงดูขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับค่านิยมที่สหรัฐฯ และชาติตะวันตกยึดถือ

จึงดูเป็นเรื่องแปลกประหลาดไม่น้อยในเวลานี้ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ กลับกำลังเตรียมการอย่างภาคภูมิใจสำหรับกิจกรรมที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับสิ่งที่ทางการในกรุงเตหะรานน่าจะเป็นผู้จัดขึ้นเอง

สิ่งนี้ชวนให้ตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วค่านิยมของวอชิงตันและเตหะรานนั้นแตกต่างกันมากน้อยเพียงใดกันแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยของโดนัลด์ ทรัมป์

ที่มา The Guardian
I saw Iran execute a man in public. Is this what the US wants?

https://www.theguardian.com/us-news/2026/oct/09/fort-hood-public-execution-us-iran
9 October, 2026
.....











มีเพียงสองประเทศเท่านั้นที่ดำเนินการประหารชีวิตในที่สาธารณะอย่างเป็นระบบ ได้แก่ อิหร่านและอัฟกานิสถาน (ภายใต้การปกครองของกลุ่มตาลีบัน)

กระทรวงกลาโหมต้องการประหารชีวิตผู้ก่อการร้ายที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดด้วยวิธีการยิงเป้า และจะถ่ายทอดสดเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านทางออนไลน์

ผลเสียที่แท้จริงของการประหารชีวิตต่อหน้าสาธารณชน

เมื่อวานนี้ ในระหว่างการให้สัมภาษณ์บนเรือรบ USS Abraham Lincoln รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม Pete Hegseth กล่าวว่าสหรัฐฯ จะดำเนินการประหารชีวิตต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทศวรรษ 1930 "เราจะทำให้แน่ใจว่าผู้คนสามารถรับชมเหตุการณ์นี้ได้" เขากล่าว ต่อมาเจ้าหน้าที่เพนตากอนยืนยันว่าจะมีการถ่ายทอดสดการประหารชีวิตดังกล่าว นักโทษประหารรายนี้คืออดีตพันตรี Nidal Hasan ผู้ซึ่งตะโกนคำว่า "พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่" (God is great) เป็นภาษาอาหรับ ก่อนจะสังหารผู้คนไป 13 รายที่ฐานทัพ Fort Hood ในปี 2009 เหตุผลที่ Hegseth ยกมาอ้างเพื่อรื้อฟื้นธรรมเนียมปฏิบัติโบราณนี้ก็เป็นเหตุผลเดียวกับที่คนสมัยก่อนเคยใช้ นั่นคือ การเผยแพร่ภาพความทุกข์ทรมานขณะเสียชีวิตและสภาพศพที่น่าสยดสยองหลังการประหาร จะช่วยเตือนใจผู้ชมว่าการทรยศต่อชาตินั้นมี "ผลตามมาที่ร้ายแรง" ดังที่ Hegseth กล่าวไว้ว่า "เป็นเรื่องที่ตัดสินใจได้ง่ายมาก"

ไอ้คนเลวทรามที่น่าสมเพชคนนี้—หมายถึง Hasan—สมควรได้รับสิ่งที่เขาน่าจะต้องเผชิญในเดือนธันวาคมแล้ว แต่สำหรับพวกเราที่เหลือ การได้เห็นภาพการประหารชีวิตของเขาไม่ใช่เรื่องดีเลย ในอดีต อาชญากรจำนวนมากเคยถูกตัดศีรษะหรือถูกตรึงกางเขนทิ้งไว้ให้เน่าเปื่อยต่อหน้าสาธารณชนเพื่อเป็นบทลงโทษที่เป็นเยี่ยงอย่าง การประหารชีวิตในลักษณะนี้เคยถูกมองว่าเป็นความบันเทิงรูปแบบหนึ่ง แต่ในปัจจุบัน แนวคิดเรื่องการดูคนถูกฆ่าเพื่อความเพลิดเพลินนั้นเป็นเรื่องแปลกประหลาดจนแทบไม่มีใครเข้าใจว่าประสบการณ์ดังกล่าวจะเป็นอย่างไร การเฝ้าดูผู้คนเสียชีวิตด้วยความรุนแรง แม้ว่าคนเหล่านั้นจะสมควรได้รับผลกรรมแล้วก็ตาม ส่งผลกระทบในทางลบต่อจิตใจของผู้ชมอย่างไม่อาจย้อนคืนได้ ผมไม่ได้หมายถึงความเสียหายทางร่างกายหรืออารมณ์เพียงอย่างเดียว แม้ว่าหลายคนที่เห็นความตายที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติในระยะใกล้จะอาเจียนหรือฝันร้ายหลังจากนั้นก็ตาม แต่ผมหมายถึงสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือการสูญเสียความเป็นมนุษย์และศักดิ์ศรีของตนเอง ผ่านการมีส่วนร่วมในกระบวนการที่ปฏิบัติต่อบุคคลหนึ่ง—ซึ่งในหลายด้านก็มีความคล้ายคลึงกับตัวพวกเขาเอง—ราวกับเป็นเครื่องจักรที่สามารถปิดสวิตช์หรือฉีกกระชากทำลายทิ้งได้ เหมือนเครื่องพิมพ์ที่ทำงานผิดปกติหรือรถเก่าๆ การได้เห็นกระบวนการนี้ทำให้คุณค่าความเป็นมนุษย์ลดทอนลง และการตัดสินใจเปิดเผยภาพการประหารชีวิตให้ทุกคนเห็น ก็เปรียบเสมือนการเชิญชวนให้ผู้คนทำร้ายจิตใจตนเอง ซึ่งส่งตรงไปถึงทุกคนที่มีอินเทอร์เน็ต ยากที่จะจินตนาการว่าประสบการณ์การรับชมภาพเหตุการณ์เช่นนี้จะเลวร้ายเพียงใด จนกว่าจะได้เห็นด้วยตาตนเอง และเมื่อถึงตอนนั้นก็คงสายเกินไปเสียแล้ว ผมเคยเห็นวิดีโอบันทึกภาพการประหารชีวิตมาบ้าง และทุกครั้งที่ได้เห็น จิตใจของผมก็รู้สึกหดหู่และเสื่อมถอยลง

ในเดือนสิงหาคม ปี 2014 ฮาซานได้เขียนจดหมายจากเรือนจำถึงอาบู บักร์ อัล-บักห์ดาดี ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้นำกลุ่มรัฐอิสลาม (Islamic State) โดยขอสัญชาติในฐานะ "ทหารของอัลลอฮ์" แต่ไม่มีบันทึกว่ามีการตอบรับใดๆ กลับมา สิ่งที่น่าขันในเชิงตลกร้ายก็คือ ดูเหมือนว่าฮาซานน่าจะเห็นดีเห็นงามกับแนวคิดของเฮกเซธที่สนับสนุนการประหารชีวิตในที่สาธารณะ เพราะกลุ่มรัฐอิสลามตีความคัมภีร์อัลกุรอานว่าการประหารชีวิตต้องกระทำต่อหน้าสาธารณชน ผู้ที่กระทำผิดฐานผิดประเวณี (ตามที่ระบุในอัลกุรอาน บทที่ 24 ข้อ 2) ควรถูกเฆี่ยนตี และการลงโทษนั้นควรมี "กลุ่มผู้ศรัทธา" ร่วมเป็นสักขีพยาน กลุ่มรัฐอิสลามจึงขยายความตีความต่อไปว่า กลุ่มคนดังกล่าวควรเป็นสักขีพยานในการลงโทษความผิดทุกประเภทที่ระบุไว้ในคัมภีร์ อาชญากรรมบางอย่าง เช่น การปล้นสะดม จะต้องถูกลงโทษด้วยการตรึงกางเขน ซึ่งเป็นวิธีการประหารชีวิตที่ต้องทำในที่สาธารณะโดยธรรมชาติ และกลุ่มรัฐอิสลามก็ได้บันทึกภาพเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ในวิดีโอด้วย น่าเศร้าที่ผมเองก็เคยเห็นภาพเหตุการณ์การเสียชีวิตในลักษณะนั้นมาแล้ว

ในช่วงหลายปีก่อนที่ฮาซานจะถูกนำตัวขึ้นศาลทหารในปี 2013 เขาเลิกโกนหนวดเคราเพื่อแสดงการขัดขืนตามหลักศาสนาอิสลาม ต่อกฎระเบียบของกองทัพบกที่ห้ามทหารไว้หนวดเครา ไมค์ ซิมป์สัน นายทหารบกและแพทย์ประจำห้องฉุกเฉินซึ่งทำงานใกล้กับสถานที่คุมขังฮาซาน เล่าให้ผมฟังในอีกไม่กี่ปีต่อมาว่า เขาได้แจ้งกับเพื่อนร่วมงานไว้ว่า หากฮาซานเกิดเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ขึ้น (ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง เนื่องจากเขาเป็นอัมพาตและมีปัญหาสุขภาพอื่นๆ หลังจากถูกยิงตอบโต้ระหว่างก่อเหตุโจมตีด้วยความรุนแรง) เขาต้องการให้เรียกตัวเขาไปเพื่อโกนหนวดเคราให้ฮาซานด้วยตนเอง การโกนหนวดเครานั้นอาจเป็นความจำเป็นทางการแพทย์ เพราะผู้ป่วยอาจต้องสวมหน้ากากที่ต้องแนบสนิทกับใบหน้า แต่ซิมป์สันต้องการจัดการโกนหนวดเคราให้ไอ้สารเลวนั่นด้วยมือของเขาเองเพื่อความสะใจส่วนตัว

ทว่าความสะใจที่อาจเกิดขึ้นจากการโกนหนวดเคราให้ฮาซานนั้น ย่อมแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากความรู้สึกที่จะได้รับหากได้ยิงเข้าที่หัวใจของเขา กองทัพคงไม่ลำบากใจที่จะหาทหารสักโหลที่เต็มใจจะทำหน้าที่เป็นทีมเพชฌฆาตเพื่อประหารชีวิตฮาซาน ฮาซานเคยกล่าวว่าเขาต้องการความตาย ส่วนเฮกเซธก็บอกว่าเขา “ไม่สนใจ” ว่าความปรารถนาสุดท้ายของฮาซานจะเป็นเช่นไร ทว่าผมคาดว่าความรู้สึกพึงพอใจในหน้าที่ของเหล่าอาสาสมัครคงจะลดน้อยถอยลง หากพวกเขาได้เห็นสีหน้าเปี่ยมสุขของฮาซานในขณะที่เขาถูกมัดไว้กับเสาห่างออกไป 15 ก้าว และสวดภาวนาไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต เฉกเช่นเดียวกับแฮมเล็ตที่ไม่สามารถตัดใจสังหารคลอดิอัสในขณะที่อีกฝ่ายกำลังสวดมนต์ได้ เพราะการปลิดชีพเขาในระหว่างการประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์—อันเป็นการ “จัดการเขาในยามที่จิตวิญญาณกำลังได้รับการชำระล้าง และพร้อมสรรพสำหรับการเดินทางสู่โลกหน้า”—นั้นถือเป็นการกระทำที่เมตตาปรานีจนเกินไป

ในโลกใบนี้ การพรากโอกาสที่ฮาซานจะได้จบชีวิตลงตามเงื่อนไขที่เขาต้องการ แล้วปล่อยให้เขาต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษบนโลกนี้ไปกับการถูกจองจำอันน่าเบื่อหน่ายและซ้ำซากจำเจ ดูจะเป็นบทลงโทษที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่า ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงขอเสนอทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการประหารชีวิตต่อหน้าสาธารณชน นั่นคือการจองจำเขาไว้ให้สาธารณชนได้เห็นตลอดเวลา โดยให้ขังเขาไว้ในพื้นที่แคบๆ และมีการถ่ายทอดสดชีวิตช่วงที่เหลือของเขาผ่านระบบที่ได้รับทุนสนับสนุนจากเพนตากอน หากจุดประสงค์ของการประหารชีวิตแบบเปิดเผยคือการแสดงให้ผู้อื่นเห็นถึง "ผลอันร้ายแรง" ของการสังหารผู้คนถึง 13 ชีวิต ข้าพเจ้าก็สงสัยว่าจะมีวิธีการประหารใดที่น่าหวาดหวั่นไปกว่าการได้เฝ้ามองฆาตกรผู้น่ารังเกียจคนนี้ค่อยๆ แก่ชราลงต่อหน้าต่อตาคนทั้งโลก ปล่อยให้ธรรมชาติและกาลเวลาเป็นผู้ทำหน้าที่ลงทัณฑ์เขาไปเรื่อยๆ ตัวข้าพเจ้าเองคงจะแวะเวียนเข้าไปดูการถ่ายทอดสดนั้นบ้างเป็นครั้งคราว จนกระทั่งรู้สึกเบื่อหน่ายและหันไปทำสิ่งที่มีประโยชน์กว่า หรือใช้เวลาที่เหลืออยู่ของตนเองไปกับเรื่องราวที่ดีกว่านี้ วิธีการเช่นนี้จะเปลี่ยนชีวิตของฮาซานให้กลายเป็นของขวัญชิ้นเล็กๆ แก่พวกเรา แทนที่จะเป็นการสูญเสียสิ่งที่ไม่อาจเรียกคืนได้ไปพร้อมกับการมอบสถานะ "ผู้พลีชีพ" ให้แก่เขา

ที่มา The Atlantic
The Real Harm of a Public Execution

It is hard to appreciate how awful this viewing experience will be, until you have it.
By Graeme Wood
https://www.theatlantic.com/ideas/2026/10/public-killing-death-humanity/688954/
October 9, 2026



ปาฐกถาพิเศษโดย ท่านอานันท์ ปันยารชุน เนื่องในโอกาสเปิดตัวหนังสือ "หงส์ลายมังกร" อานันท์ ปันยารชุน วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ



'อานันท์ ปันยารชุน' เตือนสติสังคมไทย ไม่มีฝ่ายอนุรักษนิยม มีแต่อำนาจนิยม


เสวนาเปิดตัวหนังสือ "หงส์ลายมังกร: อานันท์ ปันยารชุน" นายกฯ ผู้เข้าใจไทยทุกกลุ่ม : Matichon TV

Oct 3, 2026 

วันที่ 1 ตุลาคม ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ มีการเปิดตัวหนังสือ ‘หงส์ลายมังกร: อานันท์ ปันยารชุน’ หนังสือชีวประวัติของ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย เขียนโดย วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย นักเขียนและอดีตนักข่าวอาวุโส 
.
เสวนาเปิดตัวหนังสือ ‘หงส์ลายมังกร อานันท์ ปันยารชุน’ ร่วมเสวนาโดยน.ส.วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย ผู้เขียน, ศาสตราจารย์ธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการ นักเขียนรางวัลศรีบูรพา และอดีตผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, ดร.อาสา คำภา นักวิจัยชำนาญการ สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมด้วย นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ดำเนินรายการโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์

https://www.youtube.com/watch?v=6ObbIcJjn0g



"Why do you need courage to tell the truth?” ปิลเลย์เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนอิสระระหว่างประเทศของสหประชาชาติเกี่ยวกับดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง รวมถึงเยรูซาเลมตะวันออก และอิสราเอล ในรายงานที่เผยแพร่ในเดือนกันยายน 2025 คณะกรรมการสรุปว่าอิสราเอลได้ก่ออาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา



Pipob Udomittipong
15 hours ago
·
#กาซา เป็นประเด็นแรก ๆ ที่ นาวี พิลเลย์ กล่าวถึงในวันศุกร์ หลังทราบเป็นครั้งแรกว่าเธอได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพปี 2026 อดีตผพษ.ศาล ICC บอกว่า “สิ่งสุดท้ายที่ดิฉันทำคือการส่งมอบรายงานเกี่ยวกับ #ฉนวนกาซา ซึ่งประกาศว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่นั่นคือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ท่ามกลางเสียงปรบมือดังสนั่น และ Bravo! จากมิตรสหายในวงการยุติธรรมระหว่างประเทศ
.
@Nytimes รายงานว่า แม้ในการประกาศรางวัลโนเบลที่กรุงออสโล นอร์เวย์ จะมีการกล่าวถึงเพียงสั้น ๆ เกี่ยวกับผลงานของท่านพิลเลย์ในฐานะประธานการสอบสวนสหประชาชาติเกี่ยวกับสงครามในฉนวนกาซา แต่ยอร์เกน วัตเน ฟรายด์เนส ประธานคณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์กล่าวว่า ผลงานชิ้นดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจครั้งนี้
.
และเป็นเรื่องตลกที่ผู้รับรางวัลโนเบลสันติภาพปีนี้ ได้รับแจ้งข่าวดีดังกล่าว และมี acceptance speech เป็นครั้งแรกในห้องพิจารณาคดีหมายเลข 600 ของศาล Nuremberg Tribunal เยอรมนี ซึ่งถูกใช้เพื่อการพิจารณาคดีเอาผิดกับจนท.นาซี ที่ละเมิดอย่างร้ายแรงต่อชาวยิว ซึ่งต่อมาหลบหนีไปสถาปนารัฐอิสราเอลในเวลาต่อมา
.
การทรมานทรกรรมต่อชาวยิวเหล่านี้ หรือที่เรียกรวม ๆ ว่า “Holocaust” ได้ถูกกำหนดให้เป็นความผิดอาญาตามกฎหมายระหว่างประเทศเป็นครั้งแรกในตอนนั้น และการพิจารณาคดีที่นูเรมเบอร์กเป็นการบังคับใช้กม.อาญาระหว่างประเทศเหล่านั้นเป็นครั้งแรก
.
แต่ผู้รับรางวัลโนเบลปีนี้บังเอิญไปประชุมในสถาบันที่เคยถูกใช้เป็นศาลเอาผิดกับสิ่งที่กระทำต่อชาวยิว และเธอกลับได้การยกย่องจากทำหน้าที่ประธานการสอบสวนเป็นเวลาสองปี และเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ผู้หญิงชาวแอฟริกาใต้ที่ไม่ใช่คนผิวขาวคนแรกที่ได้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาในศาลสูงของแอฟริกาใต้จากการแต่งตั้งของเนลสัน แมนเดลา กล่าวในแถลงการณ์ว่า
.
“การกระทำของรัฐบาลอิสราเอลชี้ให้เห็นอย่างเป็นระบบถึงเป้าหมายที่น่าสะพรึงกลัวเพียงอย่างเดียว นั่นคือการทำลายล้างชีวิตของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาอย่างเป็นระบบ”
.
“the actions of the Israeli government have consistently pointed toward a singular, harrowing objective — the systematic destruction of Palestinian life in Gaza.”
.
แน่นอนว่า นายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู ออกมาประณามการตัดสินใจมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพทันที โดยกล่าวหาว่าคณะกรรมการ “ได้สูญเสียเข็มทิศทางศีลธรรมไปแล้ว” เขายังประณามงานของท่านพิลเลย์ โดยกล่าวหาว่าเธอมีอคติต่อชาวยิว
.
ส่วนกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลได้ประณามการตัดสินใจดังกล่าวในโพสต์บนโซเชียลมีเดียว่าเป็น “การเปลี่ยนรางวัลให้เป็นอาวุธอย่างน่ารังเกียจ และเพื่อทำให้ความเกลียดชังและอคติต่ออิสราเอลเป็นเรื่องถูกต้องตามกฎหมาย”
.
การประกาศรางวัลโนเบลสันติภาพปีนี้ เกิดขึ้นเพียงสองวันหลังจากวันครบรอบการโจมตีอิสราเอลโดยกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 1,200 คนและจุดชนวนสงครามที่ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตไปแล้วกว่า 74,000 คน
.
การละเมิดต่อประชากรของประเทศที่เป็นต้นตอให้เกิดการพัฒนาระบบกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเมื่อ 80 กว่าปีที่แล้ว เพื่อเอาผิดกับอาชญากรรมร้ายแรงรวมทั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ปัจจุบัน รัฐบาลของประเทศนั้นกำลังถูกกล่าวหาจากทั้งองค์การระหว่างประเทศ ผู้รับรางวัลโนเบลสันติภาพ และศาลโลกว่าเป็นอาชญากรสงคราม มันย้อนแย้งมาก
https://www.nytimes.com/.../nobel-peace-prize-navi-pillay...

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10164779731316649&set=a.10150096728651649





ทำตัวเหมือนเด็ก 6 ขวบ : ประธานาธิบดีทรัมป์เดือดจัด แสดงความไม่พอใจอย่างเกรี้ยวกราดที่พลาดรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ โดยกล่าวโจมตีผู้ได้รับรางวัลอย่างนาวี พิลเลย์ อดีตหัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ และวิจารณ์การตัดสินใจดังกล่าวว่าเป็นเรื่องที่ “น่าอัปยศและน่าขายหน้า”








https://x.com/davidaxelrod/status/2108906883058713043
.....

ทรัมป์เดือดจัด มองว่าเป็น ‘รอยด่างพร้อย’ ของนอร์เวย์ หลังพลาดรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ประธานาธิบดีกล่าวถึงการตัดสินใจมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพแก่ Navi Pillay ว่าเป็นเรื่องที่ “น่าละอายและน่าอับอาย” พร้อมระบุว่าจะ “ไม่ลืมเรื่องนี้”

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงหลังจากพลาดรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ โดยเขาได้วิจารณ์ผู้ที่ได้รับรางวัลและระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวถือเป็น “รอยด่างพร้อยที่ลบไม่ออก” สำหรับประเทศนอร์เวย์

ในการปราศรัยที่เมืองซีราคิวส์ รัฐนิวยอร์ก เมื่อเย็นวันศุกร์ ทรัมป์กล่าวถึงผู้ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ซึ่งได้แก่ Navanethem “Navi” Pillay นักกฎหมายชั้นนำและอดีตหัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ว่าเป็น “บุคคลปริศนา” ที่เขาไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน และกล่าวว่า “นอร์เวย์ เราจะไม่ลืมเลยว่าพวกคุณไม่ได้มอบรางวัลนี้ให้” นอกจากนี้ เขายังได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียทั้งในวันศุกร์และวันเสาร์เพื่อวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของคณะกรรมการพิจารณารางวัลอีกด้วย

Jørgen Watne Frydnes ประธานคณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันเสาร์ว่า คณะกรรมการดำเนินงานอย่างเป็นอิสระจากรัฐบาลนอร์เวย์ และมีหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ในพินัยกรรมของ Alfred Nobel

เขาปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นโดยตรงต่อถ้อยแถลงของทรัมป์ แต่กล่าวว่า “หัวใจสำคัญของรางวัลนี้คือการมอบให้แก่บุคคลผู้ซึ่งมีความกล้าหาญและความซื่อสัตย์ในการนำไปสู่ระเบียบกฎหมายระดับโลกที่ครอบคลุมและทั่วถึงยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นคือทิศทางที่สังคมของเราและโลกควรจะมุ่งไป หากเราต้องการสังคมที่สงบสุขยิ่งขึ้น”

ในการกล่าวโจมตีผลการตัดสินรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อคืนวันศุกร์ ซึ่งกินเวลาประมาณ 10 นาที ทรัมป์กล่าวว่าเขา “ควรจะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่กลับไม่ได้รับ... นี่ถือเป็นรอยด่างพร้อยที่ลบไม่ออกสำหรับประเทศนอร์เวย์และผู้คนที่ตัดสินใจเรื่องที่น่าละอายและน่าอับอายเช่นนี้”

ทรัมป์พยายามผลักดันให้ตนเองได้รับรางวัลนี้มาโดยตลอด โดยมักกล่าวอ้างว่าตนสมควรได้รับรางวัลดังกล่าว นอกจากนี้ เขายังเคยพยายามล็อบบี้ผู้นำนอร์เวย์เพื่อให้ได้รางวัลนี้มาแล้ว โดยเคยโทรศัพท์หารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและส่งข้อความถึงนายกรัฐมนตรีของนอร์เวย์เกี่ยวกับเรื่องนี้

ทั้งนี้ คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ดำเนินงานอย่างเป็นอิสระจากรัฐบาลนอร์เวย์ แม้ว่าสมาชิกของคณะกรรมการจะได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐสภาและมีสัดส่วนที่สะท้อนถึงองค์ประกอบของฝ่ายนิติบัญญัติก็ตาม หลายประเทศและบุคคลต่างพยายามสร้างความสัมพันธ์อันดีกับทรัมป์ด้วยการเสนอชื่อเขาเข้าชิงรางวัลสันติภาพ หรือประกาศต่อสาธารณะว่าเขาสมควรได้รับรางวัลนี้ ทั้งนี้ María Corina Machado นักการเมืองฝ่ายค้านชาวเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปีที่แล้ว ได้มอบเหรียญรางวัลของเธอให้กับทรัมป์เมื่อเดือนมกราคม เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่เขามีบทบาทในการโค่นล้ม Nicolás Maduro ผู้นำที่ครองอำนาจมายาวนานในประเทศของเธอ

ในขณะนั้น คณะกรรมการรางวัลโนเบลระบุว่าจะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการกระทำของผู้ได้รับรางวัลหลังจากได้รับรางวัลไปแล้ว แต่ย้ำว่ารางวัลดังกล่าว "ไม่สามารถเพิกถอน แบ่งปัน หรือโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้"

ในโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social ช่วงดึกวันศุกร์และเช้าวันเสาร์ ทรัมป์—ผู้ซึ่งกำลังทำสงครามกับอิหร่าน—กล่าวว่าเขา "ควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพถึง 8 ครั้ง" เพราะเขา "ยุติสงครามได้ 8 ครั้ง" และ "กำลังจะยุติหรือคว้าชัยชนะในอีก 2 กรณี คืออิหร่าน และรัสเซีย/ยูเครน"

ในความเป็นจริง ความขัดแย้งบางส่วนจากทั้ง 8 กรณีที่ทรัมป์อ้างว่ายุติได้นั้นยังคงดำเนินอยู่ ส่วนกรณีอื่นๆ ก็ยุติลงได้โดยมีผู้อื่นเป็นกำลังหลัก

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวดูแคลน Pillay ในโพสต์หนึ่งของเขาด้วยว่า "ผมไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้ทำอะไรมาบ้าง"

คณะกรรมการรางวัลโนเบลแห่งนอร์เวย์ระบุว่าได้มอบรางวัลแก่ Pillay "เพื่อยกย่องความพยายามของเธอในการส่งเสริมสันติภาพและกฎหมายระหว่างประเทศ" รวมถึง "ความกล้าหาญ วิสัยทัศน์ และความมุ่งมั่น" ของเธอในการเรียกร้องให้รัฐและผู้นำโลกต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน

ผลงานของ Pillay รวมถึงการเป็นหัวหน้าคณะตุลาการระหว่างประเทศที่สอบสวนเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาเมื่อปี 1994 การว่าความปกป้องนักเคลื่อนไหวต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวในแอฟริกาใต้ การดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) และการเป็นผู้นำคณะกรรมาธิการของสหประชาชาติเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งสรุปผลว่าอิสราเอลได้ก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา (ข้อสรุปที่อิสราเอลปฏิเสธ)

ปัจจุบัน เธอเป็นผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ในคดีที่รัฐบาลทหารเมียนมาถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมโรฮีนจา

เมื่อทราบข่าวว่าตนได้รับรางวัลในวันศุกร์ Pillay ได้กล่าวติดตลกท่ามกลางเสียงปรบมือว่า "ถ้าพวกคุณปรบมือให้อีกสักหน่อย ฉันอาจจะแบ่งรางวัลนี้ให้กับทรัมป์ก็ได้นะ"

Pillay อุทิศรางวัลนี้ให้กับผู้รอดชีวิตจากอาชญากรรมสงคราม และกล่าวว่าเธอรู้สึกประหลาดใจที่คณะกรรมการยกย่องเรื่องความกล้าหาญของเธอ เพราะ "ทำไมเราถึงต้องใช้ความกล้าหาญในการพูดความจริงด้วยล่ะ?" เธอยังวิพากษ์วิจารณ์การคุกคามต่อศาลอาญาระหว่างประเทศว่าเป็น “ความพยายามที่จะบั่นทอนความยุติธรรมทางอาญาระหว่างประเทศ”

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เธอได้รับรางวัล รัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ โดยรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวนี้มีเป้าหมายเพื่อยุติภัยคุกคามที่ “ศาลนอกรีต” นี้เป็นภัยต่ออธิปไตยของสหรัฐฯ

ฮาคอน เกอร์โลว์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสันติภาพออสโล ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยอิสระ กล่าวว่า มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศที่ประกาศในวันเดียวกับที่ปิลเลย์ได้รับรางวัล “เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่าทำไมรางวัลนี้จึงมีความสำคัญ”

เขากล่าวว่า “คณะกรรมการโนเบลได้ส่งข้อความที่ชัดเจนว่ากฎหมายระหว่างประเทศและสถาบันที่ปกป้องกฎหมายนั้นยังคงเป็นเสาหลักที่สำคัญของโลกที่สงบสุข” “นี่เป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญของคณะกรรมการ และเป็นการตอบโต้ที่น่าเป็นห่วงและก้าวร้าว”

ที่มา The Washington Post
Trump fumes at ‘stain’ on Norway after missing out on Nobel Peace Prize

https://www.washingtonpost.com/politics/2026/10/10/trump-fumes-norway-nobel-peace-prize-winner-navi-pillay-over-award/
October 10, 2026







 

มีข่าวเรื่อง โพสต์ของโดนัลด์ ทรัมป์ สะท้อนความคับข้องใจของเขา ต่อการประกาศผลรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2026 ข้อเท็จจริงหลายประการที่ระบุไว้ในโพสต์นั้นเป็นข้อมูลเท็จ ทำให้เข้าใจผิด หรือการกล่าวเกินจริงอย่างมาก



(Gemini ช่วยแปลไทย)

นี่คือผู้หญิงที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพตัดหน้าสหรัฐอเมริกาอันยิ่งใหญ่ ซึ่งมีตัวแทนคือ 'ตัวผมเอง' ผู้ซึ่งยุติสงครามมาแล้วถึง 8 ครั้งและทำสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้เลย และก็ไม่มีใครรู้จักเธอด้วยซ้ำ! อันที่จริง เท่าที่ผมทราบ ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อเธอมาก่อนเลย นอกจากข้อเท็จจริงที่ว่าเธอเกลียดอิสราเอลอย่างเห็นได้ชัด ผมไม่รู้ว่าเธอได้ทำผลงานอะไรไว้บ้าง ผมยุติสงครามมาแล้ว 8 ครั้ง โดยมีจดหมายรับรองส่งไปยังคณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์จากทั้งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีของประเทศที่ผมได้ช่วยเหลือ และผมกำลังจะยุติ—หรือคว้าชัยชนะใน—ความขัดแย้งอีก 2 กรณี คืออิหร่าน และรัสเซีย/ยูเครน ทั้งสองกรณีนี้กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็วมาก แต่ช่างเรื่องนั้นไปก่อน แค่สงคราม 8 ครั้งที่ผมยุติไปแล้วนั้น—โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีปากีสถานกับอินเดีย—ก็ถือว่ามากเกินพอที่จะทำให้ได้รับรางวัลโนเบลแล้ว ในความเป็นจริง ผมควรจะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพถึง 8 ครั้ง ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว สงครามทั้ง 8 ครั้งดังกล่าวได้แก่:

กัมพูชาและไทย
โคโซโวและเซอร์เบีย
สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและรวันดา
ปากีสถานและอินเดีย
อิสราเอลและอิหร่าน
อียิปต์และเอธิโอเปีย
อาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจาน
อิสราเอลและฮามาส

นอกจากนี้ ผมยังยับยั้งไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งหากมีขึ้นคงจะทำลายล้างตะวันออกกลางทั้งภูมิภาคและลุกลามไปไกลกว่านั้นอีกมาก! ผมช่วยชีวิตผู้คนไว้ได้มากกว่าใครในประวัติศาสตร์ และดังที่ มาเรีย โครินา มาชาโด (Maria Corina Machado) ซึ่งเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมมาก ได้กล่าวกับสื่อมวลชนตอนที่เธอมอบรางวัลโนเบลของเธอเมื่อปีที่แล้วให้แก่ผมว่า 'โดนัลด์ ทรัมป์ ยุติสงครามมาแล้วหลายครั้ง และสมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพยิ่งกว่าใครก็ตามที่เคยได้รับรางวัลนี้มา'” เมื่อดูจากผลงานด้านสันติภาพของผม ซึ่งเป็นผลงานที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง! ผมสามารถนำตัวประกันทุกคนในอิสราเอลกลับมาได้สำเร็จ รวมถึงกลุ่มสุดท้ายจำนวน 28 คน ทั้งที่ยังมีชีวิตและเสียชีวิตไปแล้ว โดยผมได้ร่วมมือกับกลุ่มฮามาสในการดำเนินการนี้ ซึ่งไม่มีใครเชื่อเลยว่าจะทำได้จริง! ผมจัดการกับนิโคลัส มาดูโร เผด็จการผู้ชั่วร้ายของโลก ออกไปจากเวเนซุเอลา และกำลังผลักดันให้เวเนซุเอลากลายเป็นประเทศประชาธิปไตยที่มั่งคั่ง เช่นเดียวกันกับกรณีของอิหร่าน ผมได้สกัดกั้นไม่ให้พวกเขาทำลายอิสราเอล ตะวันออกกลาง และยุโรป นอกจากนี้ ผมยังคอยป้องกันไม่ให้เกิดสงครามระหว่างเกาหลีใต้กับเกาหลีเหนือ และระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีเหนืออยู่ตลอดเวลา รวมถึงกรณีของจีนกับไต้หวันและพื้นที่ความขัดแย้งอื่นๆ อีกมากมายที่รอดพ้นจากการเกิดสงคราม ก็เพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ และสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ผมเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการผลักดันให้ประเทศสมาชิกนาโต (NATO) เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมจาก 2% เป็น 5% ของ GDP ซึ่งช่วยสร้างพันธมิตรและระบบป้องกันที่เข้มแข็งขึ้น ทั้งที่เป็นเรื่องที่ใครๆ ต่างก็บอกว่าเป็นไปไม่ได้ ผมได้เจรจาจนมีการปล่อยตัวและนำนักโทษการเมืองกว่า 900 คนจากหลายประเทศในยุโรปตะวันออกกลับคืนสู่มาตุภูมิได้สำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้น ผมยังพาตัวประกัน 196 คนกลับบ้านจากการถูกคุมขังทั่วโลก โดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าไถ่แม้แต่บาทเดียว ซึ่งต่างจากไบเดนและโอบามาที่ยอมจ่ายเงินหลายพันล้านดอลลาร์ และเหนือสิ่งอื่นใด ผมยังได้สร้างรากฐานให้ภูมิภาคอาร์กติกมีความเจริญรุ่งเรืองในเร็ววันนี้อีกด้วย แต่ถึงกระนั้น รางวัลโนเบลกลับถูกมอบให้กับบุคคลที่มีแนวคิดเสรีนิยมซึ่งทำงานให้กับสหประชาชาติ (UN) และเป็นคนที่ไม่มีใครเคยรู้จักมาก่อน ในบรรดาสงครามและความขัดแย้งทั้งหมดที่ผมจัดการจนยุติลงได้นั้น ผมไม่เคยต้องพึ่งพาสหประชาชาติเลย เพราะพวกเขาไม่ได้มีส่วนช่วยอะไรเลยแม้แต่น้อย สหรัฐอเมริกาในฐานะที่ผมเป็นประธานาธิบดี สมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่กลับไม่ได้รับ นี่ถือเป็นรอยด่างพร้อยที่ลบไม่ออกสำหรับประเทศนอร์เวย์ และจะเป็นสิ่งที่ไม่มีวันถูกลืมเลือน รางวัลโนเบลสาขา "สันติภาพ" ได้สูญเสียความน่าเชื่อถือไปตลอดกาลด้วยน้ำมือของกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์สุดโต่ง ซึ่งต่อต้านประชาธิปไตยและเป็นศัตรูต่ออารยธรรม! 

ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”
.....

Fact Check จาก Gemini 

ข้อความในภาพเป็นโพสต์จริงบนโซเชียลมีเดียที่ Donald Trump แชร์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เพื่อแสดงความคิดเห็นต่อการประกาศผลรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2026

แม้ว่าโพสต์ดังกล่าวจะสะท้อนถ้อยคำและความรู้สึกไม่พอใจของเขาจริงๆ แต่ข้อเท็จจริงหลายประการที่ระบุไว้ในโพสต์นั้นเป็นเรื่องเท็จ ทำให้เข้าใจผิด หรือมีการกล่าวเกินจริงอย่างมาก:

  • ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2026: รางวัลนี้มอบให้แก่ Navanethem "Navi" Pillay นักกฎหมายคนสำคัญชาวแอฟริกาใต้ อดีตข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) และอดีตผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) รวมถึงศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดา (ICTR) โดยมอบให้เพื่อยกย่อง "ความพยายามของเธอในการส่งเสริมสันติภาพและกฎหมายระหว่างประเทศ" ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของ Trump ที่ว่า "ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อเธอมาก่อน" เพราะแท้จริงแล้วเธอเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในระดับโลกในด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ
  • การยุติ "สงคราม 8 ครั้ง": คำกล่าวอ้างของ Trump ที่ว่าเขาได้ "ยุติสงคราม 8 ครั้ง" ด้วยตนเอง (เช่น ความขัดแย้งระหว่างปากีสถานกับอินเดีย, กัมพูชากับไทย หรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกกับรวันดา) เป็นเรื่องที่กุขึ้นมาเองทั้งสิ้น เขาไม่ได้เป็นผู้เจรจาข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อเหล่านี้แต่อย่างใด
  • Maria Corina Machado กับรางวัลโนเบล: Maria Corina Machado เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2025 และรางวัลโนเบลนั้นไม่สามารถโอนสิทธิ์ แบ่งปัน หรือส่งมอบต่อให้แก่บุคคลอื่นได้
  • ตัวประกัน ผู้นำ และข้อกล่าวอ้างทางภูมิรัฐศาสตร์: การกล่าวอ้างในประเด็นต่างๆ เช่น การยับยั้งอิหร่านจากการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ด้วยตนเองเพียงลำพัง การบีบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในงบประมาณด้านการป้องกันประเทศทั่วโลก หรือการขับไล่ผู้นำอย่าง Nicolás Maduro ออกจากอำนาจผ่านการเจรจาสันติภาพ (แทนที่จะใช้แรงกดดันทางนโยบายต่างประเทศและการคว่ำบาตร) ล้วนเป็นข้อมูลที่บิดเบือนอย่างมากหรือเป็นเท็จ


วันเสาร์, ตุลาคม 10, 2569

ปิยบุตร แสงกนกกุล ใช้ความเป็นอิสระทางวิชาการวิจารณ์พรรคประชาชนปัจจุบัน ว่าเป็น ‘บันเทิงธิปไตย’ แล้วถูกพรรคสีน้ำเงินเอาไปใช้ด้อยค่า ศิริกัญญา ตันสกุล ชี้แจงได้เหมาะเจาะที่สุด

เป็นเรื่องที่น่าเสียใจสำหรับพรรคส้ม ที่กรณี ปิยบุตร แสงกนกกุล ใช้ความเป็นอิสระทางวิชาการวิจารณ์พรรคประชาชนปัจจุบัน ว่าเป็น ‘บันเทิงธิปไตย’ แล้วถูกพรรคสีน้ำเงินเอาไปใช้ด้อยค่า แซะแซว ส่อเสียด เมื่อถึงที่สุดแล้วอยู่ที่ผู้ถูกวิจารณ์อย่าได้หวั่นไหว ไขว้เขว

คำชี้แจงจากรองหัวหน้าพรรค ศิริกัญญา ตันสกุล น่าจะเป็นแนวทางเดินต่อไปข้างหน้าที่เหมาะเจาะกับสภาวะการเมืองเฉพาะหน้า คุณไหมบอกว่า “โหวตเตอร์พรรคเรามีความหลากหลาย และตัว สส.รายบุคคลที่ประชาชนให้ความสนใจก็คือเสียงสะท้อน

ว่าต้องการผู้แทนแบบนี้ เราก็ต้องเคารพ ในขณะเดียวกันไอ้ประเภทดีแต่เกาะกระแสรายวันโดยไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเราก็จะไม่ทำแบบนี้” แต่ “ในอีกด้านหนึ่งเราก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่าการพูดโดยไม่มีใครฟัง ไม่มีใครสนใจ หรือแม้กระทั่งการไม่ออกมาพูด

ไม่มีรีแอ็คกับเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจในขณะนั้น ก็นับว่าเป็นเรื่องผิดพลาดอย่างนึงเช่นกัน เป็นหน้าที่เราที่ต้องบาลานซ์ทั้งสองสิ่งนี้เพื่อไม่ให้การทำงานของเรากลายเป็น ‘บันเทิงธิปไตย’ ในความหมายไม่ดีที่ อ.ปิยบุตรไม่อยากให้เป็น”

อีกเช่นกัน ประเด็นที่ ‘หนุ่มเมืองจันท์’ วิจารณ์ อจ.ป๊อก ก็ต้องรับฟัง เชื่อว่ามันสะท้อนความรู้สึกของผู้ติดตาม ฐานเสียง และผู้ที่ให้การสนับสนุนพรรคนี้ อยู่ไม่น้อยเลย ว่าเจตนาดีแต่บังเอิญจังหวะเวลาไปเข้าทางพวกฮายีน่า ‘ไอ๊ซ์’ กับ ‘โรม’ ก็เลยต้องทำงานหนักขึ้นไปอีกหน่อย

ข้อที่ สรกล อดุลยานนท์ คาดหมาย “อาวุธที่ทรงประสิทธิภาพรูปแบบหนึ่งของพรรคประชาชนในวันนี้ จะถูกด้อยค่าลง” มันโดนไปแล้วทั้ง ภราดร ปริศนานันทกุล และ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ไม่ปล่อยให้ทิ้งช่วงเกินวัน พรุ่งนี้ มะรืนก็ต้องเอาอีก

ปิยบุตรจะบอกว่า “ไม่แฟร์สำหรับผม” เมื่อโดนทัวร์เมืองจันท์ลง คงไม่ได้ เช่นเดียวกับที่มันไม่แฟร์แก่รักชนกและรังสิมันต์ หากจะบอกว่าแยกแยะ ‘ส่วนตัว’ กับ ‘พรรค’ มาตั้งแต่ปี ๖๖ แล้ว มันเป็นไปไม่ได้ ตราบเท่าที่ไม่กระโดดไปอยู่ฝั่งตรงข้าม

ปิยบุตรเองคงต้องจัดการตัวเองให้ดีกว่าดี มองอะไรให้รอบด้านกว่านี้ถ้าคิดว่าตัวเองยังหวังจะช่วยพรรคให้ก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างแข็งขัน ไม่ต้องสะดุดขาตัวเองบ่อยนัก นี่ไม่ใช่บังอาจสอนหนังสือสังฆราช เป็นแต่เพียงเสียงสะท้อนของความปราถนาดี เท่านั้น

(https://x.com/aoikotori/status/2108411439564411059, https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/uRpeaA8zW และ https://x.com/bopomnovemb/status/2108449061674385829)