วันอาทิตย์, ตุลาคม 18, 2569

ยกทฤษฎี "ผลไม้พิษ" ขอสิทธิล้างมลทิน ทักษิณพ้นคุกแล้ว ทำไมยังต้องยื่นขอนิรโทษกรรม?

ศาลภาษีอากรกลางนัดฟังคำสั่งว่าจะคุ้มครองชั่วคราวตามที่ทักษิณ ชินวัตร ยื่นคำร้องหรือไม่ 16 พ.ย. นี้ หลังเจ้าตัวฟ้องกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7 หมื่นล้านบาท ทั้งที่ศาลฎีกาฯ สั่งยึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการขายหุ้นชินคอร์ปให้ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว 4.6 หมื่นล้านบาท

ยกทฤษฎี "ผลไม้พิษ" ขอสิทธิล้างมลทิน ทักษิณพ้นคุกแล้ว ทำไมยังต้องยื่นขอนิรโทษกรรม?


หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Published 15 ตุลาคม 2026

นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อขอให้วินิจฉัยสิทธิได้รับ "นิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง" ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569

หนึ่งในกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขกล่าวกับบีบีซีไทยว่า "ไม่มีการคุยกันเลยว่าต้องให้ใครเป็นพิเศษ ทุกอย่างว่าไปตามกฎหมาย"

อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 77 ปี มอบอำนาจให้นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ เป็นผู้ดำเนินการยื่นคำร้องแทนตนเองตั้งแต่ 8 ต.ค. ที่ผ่านมา

นายวิญญัติกล่าวกับบีบีซีไทยว่า การยื่นคำร้องในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ "ล้างมลทิน" และ "ลบประวัติอาชญากรรม" ในเมื่อกฎหมายเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญถึงขั้นเขียนระบุให้คนที่ถูกกระทำ/คนที่มีประวัติพ้นจากที่ถูกกล่าวหาหรือพ้นมลทินได้

"ท่านก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรมมาก่อน จึงสำคัญมากต่อเกียรติประวัติ ต่อสิ่งที่หลงเหลืออยู่ในชีวิต ด้วยคุณค่าของมนุษย์คนหนึ่ง สิ่งเหล่านี้อาจพูดออกมาเป็นมูลค่าไม่ได้ แต่เป็นสิ่งสำคัญที่ท่านควรจะได้รับ" ทนายความของอดีตนายกฯ กล่าวชี้แจงข้อสงสัยที่ว่าในเมื่อนายทักษิณรับโทษจำคุกแล้ว ทำไมยังต้องยื่นขอการนิรโทษกรรมอีก

พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข มีผลบังคับใช้เมื่อ 24 ส.ค. 2569 เป็นต้นมา โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข 9 คน มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดการได้รับนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง และรับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรมจากผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ทั้งนี้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการชุดนี้ให้ถือว่าเป็นที่สุด มีผลผูกพันให้หน่วยงานรัฐในกระบวนการยุติธรรมต้องรับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 8 วรรคสอง ระบุว่าคดีใดที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น และถ้าผู้นั้นอยู่ระหว่างการรับโทษให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและให้ปล่อยตัว

ส่วนวรรคสาม ระบุว่ากรณีที่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรมของผู้กระทำความผิดหรือมีการบันทึกไว้ในฐานะประวัติอาชญากรรม ให้ประวัตินั้นเป็นอันสิ้นผล และให้หน่วยงานของรัฐซึ่งมีหน้าที่และอำนาจลบข้อมูลประวัติความผิดทางอาญานั้น

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อม.) มีคำสั่งเมื่อ 9 ก.ย. 2568 ให้บังคับโทษจำคุกนายทักษิณเป็นเวลา 1 ปี หลังเปิดศาลไต่สวน "คดีชั้น 14" ทว่าเขาถูกคุมขังอยู่ภายในเรือนจำกลางคลองเปรมนาน 8 เดือน ก็ได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติเมื่อ 11 พ.ค. 2569 แล้ว "พ้นโทษทันที" เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อ 3 มิ.ย. 2569 กลายเป็น "ผู้บริสุทธิ์เต็มขั้น" เร็วกว่ากำหนดเดิม 3 เดือน


ทักษิณ ชินวัตร โผเข้ากอด แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวคนเล็ก เป็นคนแรกหลังเดินพ้นจากประตูเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อ 11 พ.ค. 2569

นายฉัตรชัย บางชวด ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข กล่าวเมื่อ 14 ต.ค. ว่า ขณะนี้เรื่องเข้ามาแล้ว อยู่ในขั้นตอนของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองที่มีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน ทั้งนี้จะรวบรวมคำร้องกรณีอื่น ๆ มาพิจารณาในคราวเดียวกัน ซึ่งตามกฎหมายกำหนดกรอบเวลาในการดำเนินการไว้ที่ 180 วัน หรือประมาณเดือน มี.ค. 2570 และสามารถขยายเวลาได้ 2 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ปลัด สปน. ปฏิเสธจะตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลว่าคำร้องของนายทักษิณเข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรมหรือไม่ โดยโยนให้คณะกรรมการเป็นผู้พิจารณา เพราะเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายหลายประเด็น

สรุปสาระสำคัญคำร้องขอนิรโทษกรรมของทักษิณ

สื่อหลายสำนัก อาทิ มติชน และเดลินิวส์ รายงานเนื้อหาคำร้องของนายทักษิณที่ยื่นต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งบีบีซีไทยได้นำประเด็นหลัก ๆ ไปสอบทานกับทนายความของนายทักษิณ เข้าใจว่าเป็นเอกสารคำร้องของอดีตนายกฯ จริง

คำร้องของนายทักษิณเริ่มต้นด้วยการบรรยายคุณสมบัติของตัวเอง ไล่เรียงตั้งแต่นำพรรคไทยรักไทย (ทรท.) ชนะการเลือกตั้ง 2 สมัย (ปี 2544 และปี 2548), ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ คนที่ 23 ของไทย, เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงระหว่างปี 2548-2549, และในวันที่ 19-20 ก.ย. 2549 มีประกาศสำคัญของฝ่ายคณะบุคคลที่เข้ายึดอำนาจการปกครอง จนเป็นมูลเหตุอันสำคัญที่จะดำเนินคดีกับตนในหลายกรณี พร้อมอ้างถึงเนื้อหาจากแถลงการณ์คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฉบับที่ 1 ฉบับที่ 2 และประกาศแต่งตั้งหัวหน้า คปค. ลงวันที่ 20 ก.ย. 2549 ซึ่งมีความชัดเจนว่าตนถูกกล่าวหาคดีอาญาที่มิได้มีการกระทำผิดตามกฎหมาย แต่มีต้นเหตุมาจากการกระทำรัฐประหาร

"เมื่อทำการยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินไปแล้ว ก็มีกระบวนการไต่สวน สอบสวน และสร้างพยานหลักฐานขึ้นโดยไม่ชอบต่อกฎหมายและไม่เป็นธรรมกับข้าพเจ้า ซึ่งเมื่อการเริ่มต้นเป็นเช่นนั้นแล้ว ผลลัพธ์และพยานหลักฐานที่ต่อเนื่องตามมาก็ย่อมใช้ไม่ได้และไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน ดัง 'ทฤษฎีผลไม้ของต้นไม้พิษ' (Fruit of the Poisonous Tree) ที่ว่าผลของต้นไม้ที่มีพิษ ก็ย่อมมีพิษเช่นกัน ข้าพเจ้าจึงร้องขอความเป็นธรรมให้แก่ตนเองจากคณะกรรมการทุกท่านเพื่อขอความเป็นธรรมเช่นบุคคลอื่นอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน มิได้เรียกร้องสิ่งใดที่เกินเลยหรือเหนือกว่าบุคคลอื่น" ข้อความในคำร้องของนายทักษิณระบุตอนหนึ่ง


ภาพรถถังจอดอยู่ที่บริเวณทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 19 ก.ย. 2549 หลังมีรายงานข่าวทหารได้ทำการเข้ายึดทำเนียบฯ

อดีตนายกฯ ยังยืนยันในคำร้องด้วยว่า ตนเองเป็นบุคคลที่เข้าเงื่อนไขหรือคุณสมบัติของมาตรา 7 ที่จะได้รับการนิรโทษกรรม และไม่มีลักษณะตามบทบัญญัติยกเว้นการได้รับผลนิรโทษกรรมตามมาตรา 3 ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยให้เหตุผลว่า คำพิพากษาศาล อม. ใน 4 คดี ได้แก่ คดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2553, คดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551, คดีหมายเลขแดงที่ อม. 5/2551 และคดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 "ไม่ปรากฏว่าศาลฎีกาพิพากษาหรือวินิจฉัยในส่วนใดเลยที่ระบุชัดเจนว่าข้าพเจ้ากระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ"

คำร้องของนายทักษิณยังระบุถึงการได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยลดโทษในคดีของศาลฎีกาฯ คงเหลือจำคุกรวมกันทั้ง 3 คดี เพียง 1 ปี และตนก็ได้รับโทษดังกล่าวครบถ้วนแล้ว

ในท้ายคำร้อง นายทักษิณขอให้คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยว่าให้ตนเองได้รับนิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง โดย "ถือว่าไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดใด ๆ เลยตามมาตรา 8 และมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 อันเป็นการคืนสิทธิเด็ดขาดอย่างเสมอภาค เท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ มิเช่นนั้นจะไม่นำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ตรงกันข้ามจะยิ่งสร้างความไม่เป็นธรรม อยู่ในวังวนของความขัดแย้ง ไม่สร้างความสมานฉันท์ปรองดองในสังคมไทยอย่างไม่สิ้นสุด"

สำหรับบุคคลที่จะเข้าเกณฑ์นิรโทษกรรมได้ต้องเป็นไปตามมาตรา 7 ซึ่งระบุว่า บรรดาการกระทำใด ๆ ของบุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองหรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2548 - 16 ก.ค. 2568 ให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด และให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและไม่ถือเป็นผู้เคยกระทำความผิด

ขณะเดียวกันมีเงื่อนไขตามมาตรา 3 ห้ามมิให้นิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ, การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, และการกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 หรือที่เป็นการกระทำความผิดต่อส่วนตัว

เปิดคำพิพากษา 4 คดี ศาลลงโทษทักษิณฐานทุจริตหรือไม่

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำร้องขอของนายทักษิณก่อให้เกิดการตีความและเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าเขาต้องคำพิพากษา "คดีทุจริต" ซึ่งเป็น "เงื่อนไขต้องห้าม" ตามกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข

"เราตรวจดูคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ทั้งหมดแล้ว ไม่มีตรงไหนเลยที่ระบุว่ากระทำความผิดฐานทุจริต หรือประพฤติมิชอบ หรือรัฐเสียหายจากการที่ได้เอาเงินของรัฐไป มันเป็นการกล่าวหาเพื่อพยายามโยงมาที่ท่าน ทำไมคุณไม่พิจารณาว่าที่ท่านทำมา คือทำตามนโยบายที่รัฐบาลแถลงไว้ต่อรัฐสภา แต่กลายเป็นเรื่องไม่ถูกต้องเมื่อมีการยึดอำนาจ ตั้งข้อกล่าวหา และคนที่สอบก็คือฝ่ายตรงข้าม ซึ่งก็ยังอยู่ตรงข้ามมาจนถึงทุกวันนี้" นายวิญญัติกล่าว

ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณยังวิจารณ์กลับต่อบรรดาบุคคลที่ออกมาคัดค้านการขอนิรโทษกรรมของอดีตนายกฯ ว่า ใช้คำพูดบางเบาเพื่อพยายามจะตัดสิทธิทางกฎหมายของคนอื่น และตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการด่วนสรุปเพื่อกีดกันนายทักษิณออกจากกระบวนการหรือไม่

บีบีซีไทยถามว่า "คดีหวยบนดิน" ศาลพิพากษาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ส่วน "คดีให้นอมินีถือหุ้นชินคอร์ป" และ "คดีให้เอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ 4,000 ล้านบาทให้พม่า" ศาลลงด้วยความผิดตามมาตรา 152 แล้วจะตีความอย่างไรว่าไม่ใช่ความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ

นายวิญญัติตอบว่า "เรายื่น เพราะเราหวังให้ตีความไง ไม่ใช่แค่ยื่นมา ก็กันแล้ว ไม่ได้แล้ว จะเอาคำวินิจฉัยของคนบางคนมาเป็นสูตรสำเร็จในการตัดสิทธิคนอื่นไม่ได้ แล้วคณะกรรมการชุดนี้จะมีอำนาจวินิจฉัยเพื่ออะไร เจตนากฎหมายนี้ต้องการให้เกิดความปรองดอง ดังนั้นหวังว่าคณะกรรมการจะใช้หัวใจที่เป็นธรรม ใช้ดุลพินิจด้วยความตระหนักถึงเหตุการณ์ในอดีตมองไปสู่อนาคต พิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายโดยการตีความอย่างกว้าง"


วิญญัติ ชาติมนตรี เป็นทนายความผู้รับมอบอำนาจจากทักษิณให้ต่อสู้คดีหลายคดี มาครั้งนี้เขาเป็นตัวแทนยื่นคำร้องเพื่อขอให้วินิจฉัยสิทธิได้รับ "นิรโทษกรรมและพ้นจากความรับผิดทั้งปวง"

บีบีซีไทยตรวจสอบคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อม.) ในทั้ง 4 คดี ที่ปรากฏในคำร้องขอนิรโทษกรรมของนายทักษิณ เพื่อทบทวนว่าศาลสั่งลงโทษอดีตนายกฯ ในความผิดฐานใดบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็น "ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ" ยกเว้นคดีแรก

คดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2553 หรือคดีริบทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน (ชั้นพิจารณาอุทธรณ์) 46,373.68 ล้านบาท

ศาลพิพากษาเมื่อ 11 ส.ค. 2553 ยืนยันว่า นายทักษิณยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นบริษัทชินคอร์ป 1,419.49 ล้านหุ้นในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกฯ 2 วาระ และได้ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่อันเป็นการ "เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ปและบริษัทในเครือ" รวม 5 กรณี

ศาลพิพากษาให้เงินที่ได้จากการขายหุ้นและเงินปันผลหุ้น บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น จำนวน 46,373.68 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน ทั้งนี้อาศัยอำนาจตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542

คดีหมายเลขแดงที่ อม. 4/2551
หรือคดีสั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) อนุมัติเงินกู้สินเชื่อ 4,000 ล้านบาทให้แก่สหภาพพม่า เพื่อทำโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคม โดยเข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเอง

ศาลพิพากษาเมื่อ 23 เม.ย. 2562 ว่านายทักษิณมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 (เดิม) องค์คณะโดยมติเสียงข้างมากให้จำคุก 3 ปี

ศาลได้หยิบยกคำพิพากษาคดีริบทรัพย์ 46,373.68 ล้านบาท ที่ระบุว่า นายทักษิณ และคุณหญิงพจมาน อดีตภรรยา ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่างแท้จริงใน บมจ.ชิน แซทเทลไลท์ และ บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น จึงเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากผลประกอบการของ 2 บริษัทนี้ อันถือเป็นมูลเหตุเพียงพอให้นายทักษิณเร่งสั่งการให้เพิ่มวงเงินปล่อยกู้ให้สหภาพพม่าทั้งที่มีข้อทักท้วงจากกระทรวงการต่างประเทศ การกระทำของนายทักษิณจึงเข้าลักษณะของการ "มีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น"

คำพิพากษาศาล อม. ระบุว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 ไม่มีองค์ประกอบของความผิดหรือมูลเหตุชักจูงใจว่าจะต้องเป็นการเสียหายแก่รัฐหรือเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด แม้นายทักษิณเป็นผู้เห็นชอบสั่งการไปตามขั้นตอนของทางราชการตั้งแต่เริ่มจนแล้วเสร็จ โดยไม่ปรากฏชัดแจ้งว่ามีขั้นตอนใดที่กระทำโดยฝ่าฝืนระเบียบใด แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความผิดของตนได้ เพราะได้เกิด "ความทับซ้อนกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวมขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของผู้มีตำแหน่งหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติห้ามไว้"

ศาลระบุว่า เมื่อการกระทำของนายทักษิณเป็นความผิดตามมาตรา 157 ซึ่งเป็นบทเฉพาะดังได้วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่จำต้องปรับบททั่วไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อีก



คดีหมายเลขแดงที่ อม. 5/2551 หรือคดีให้นอมินีถือหุ้น บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นคู่สัญญาต่อหน่วยงานของรัฐ และเข้าไปมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นในกิจการโทรคมนาคม

ศาลพิพากษาเมื่อ 30 ก.ค. 2563 ว่า นายทักษิณมีความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 100 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 122 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 (เดิม) การกระทำของนายทักษิณเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยองค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมากให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานหรือเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานของรัฐ จําคุก 2 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการเข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สําหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น จําคุก 3 ปี รวมเป็นจําคุก 5 ปี

คดีหมายเลขแดงที่ อม. 10/2552 หรือคดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว (หวยบนดิน) ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

ศาลพิพากษาเมื่อ 6 มิ.ย. 2562 ว่า นายทักษิณมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 องค์คณะผู้พิพากษามีมติเสียงข้างมากให้ลงโทษจำคุก 2 ปี

คำพิพากษาสรุปใจความสำคัญได้ว่า นายทักษิณมีเจตนาจะออกหวยบนดิน โดยไม่คำนึงถึงวัตถุประสงค์ของสำนักงานสลากกินฯ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เมื่อพิจารณารูปแบบของการดำเนินการโครงการ เห็นได้ว่าการแสวงหารายได้และการจ่ายเงินรางวัลของสำนักงานสลากฯ มีลักษณะเช่นเดียวกับการเป็น "เจ้ามือรับกินรับใช้หวยใต้ดิน" ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกฯ ย่อมต้องรู้ว่าเป็นการผิดกฎหมาย

เมื่อพิจารณาเงื่อนไขในการจ่ายรางวัล สลากเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัวเป็นการจำหน่ายสลากตามความต้องการของผู้ซื้อ ไม่มีจำกัดวงเงินในการเล่น และไม่มีจำกัดวงเงินรางวัลที่จะจ่าย ดังนั้นการออกหวยบนดินจึงมีลักษณะเป็นสลากกินรวบ (หวยใต้ดิน) ที่อาจทำให้สำนักงานสลากฯ มีโอกาสขาดทุน และส่งผลกระทบต่อกระทรวงการคลัง ทำให้กระทรวงได้รับความเสียหาย ทั้งนี้คำพิพากษาระบุถึงผลขาดทุน 7 งวด เป็นเงินรวม 1,668.19 ล้านบาท (เงินที่จ่ายให้แก่ผู้ซื้อสลาก) ด้วย

เมื่อพิจารณารายได้จากการจำหน่ายสลาก 123,339.89 ล้านบาท มีการนำเงินรายได้บางส่วนคืนสู่สังคม แต่ไม่ได้นำเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน

องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าการกระทำของนายทักษิณ เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นโดยร่วมกระทำการกับ รมช.คลัง ปลัดกระทรวงการคลัง และ ผอ.กองสลากฯ (ในขณะนั้น) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83


คนเสื้อแดงรอต้อนรับอดีตนายกฯ กลับบ้าน ในวันได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำเมื่อ 11 พ.ค.

สำหรับมาตรา 152 และ 157 ของประมวลกฎหมายอาญา จัดอยู่ในหมวดความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

มาตรา 152 บัญญัติไว้ว่าผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น เนื่องด้วยกิจการนั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท

มาตรา 157 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท

การกลับมาของ "ทฤษฎีผลไม้ของต้นไม้พิษ"

บัญชีท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข กำหนดให้ความผิดตามกฎหมายรวม 31 ฉบับ เข้าข่ายได้รับอานิสงส์ในการนิรโทษกรรม โดยประกาศและคำสั่ง คปค. อยู่ในลำดับที่ 31 ของบัญชี

ในการต่อสู้คดีของนายทักษิณในชั้นศาล เช่น ในระหว่างพิจารณาคดีเอ็กซิมแบงก์ ทีมทนายความของอดีตนายกฯ เคยร้องว่าคณะกรรมการการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหารปี 2549 ตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ขัดแย้งต่อหลักนิติธรรมหรือสิทธิมนุษยชน

แต่ศาลเห็นว่า ประกาศดังกล่าวเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และมิได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือกรณีใดกรณีหนึ่งเป็นการเฉพาะ เมื่อรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 มาตรา 36 ได้บัญญัติรับรองให้ประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 มีผลใช้บังคับได้โดยชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญไว้ชั้นหนึ่งแล้ว และรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ยังมีบทเฉพาะกาลตามมาตรา 309 รับรองการกระทำของ คปค. อีกชั้นหนึ่งด้วย

การกลับมาของ "ทฤษฎีผลไม้ของต้นไม้พิษ" ในคำร้องขอนิรโทษกรรมของนายทักษิณ ได้รับคำอธิบายจากทนายความของอดีตนายกฯ ว่า "ไม่ใช่เอาเรื่องเก่าขึ้นมาใหม่ เพราะเป็นเรื่องคนละกระบวนการ" แต่กำลังชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่กล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม ในเมื่อเป็นต้นเหตุ-ต้นตอเป็นแบบนั้นมา คือเป็นเรื่องการเมือง ผลก็เลยออกมาเช่นนั้น ไม่ต้องอธิบายเยอะ"

ทนายความของนายทักษิณยังบอกด้วยว่า คำร้องของนายทักษิณครอบคลุมเฉพาะคดีที่ศาลมีคำพิพากษาไปแล้วเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงคดีความผิดตามมาตรา 112 ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ และการขอรับสิทธิครั้งนี้ไม่ได้ทำไปเพื่อให้กลับมามีคุณสมบัติทางการเมืองหรือเพื่อรับตำแหน่งใด ๆ เนื่องจากนายทักษิณมีอายุมากแล้ว และเพียงต้องการใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างปกติ

ชาญชัยวิเคราะห์เป้าจริง หาทางเลี่ยงจ่ายภาษีหุ้นชินฯ 1.7 หมื่นล้าน

ด้านนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาล อม. ขอให้ไต่สวนการบังคับโทษจำคุกนายทักษิณเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วหรือไม่ หรือที่รู้จักในชื่อ "คดีชั้น 14" แสดงความประหลาดใจว่าเหตุใดนายทักษิณถึงยื่นขอนิรโทษกรรม เนื่องจาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขมีเงื่อนไขชัดเจนว่าห้ามนิรโทษกรรมคดีทุจริต และทุกคดีที่ศาลตัดสินไปแล้วในกรณีนายทักษิณ ไม่ใช่คดีการเมือง

อดีต สส. รายนี้วิเคราะห์เหตุผลในการยื่นคำร้องของนายทักษิณว่ามีความเป็นไปได้ 2 ประการคือ 1. ไม่อยากมีมลทินต่อไป ทั้งที่เขาเคยรับสารภาพ ขออภัยโทษ แล้วได้รับพระมหากรุณาธิคุณอภัยลดโทษให้เหลือ 1 ปี "ตอนนั้นยอมรับผิดหมด ตอนนี้บอกผลไม้พิษ มันย้อนแย้งไหม" และ 2. อาจอยากหาทางเลี่ยงจ่ายภาษีจากการหุ้นชินคอร์ป 17,629 ล้านบาท ตามการประเมินของกรมสรรพากร

"ทีแรกก็หนีไป พอกลับมาไทย (ปี 2566) เขาให้ติดคุก ก็ไม่ยอมติด จนเกิดเรื่องราวมากมายอย่างที่รู้กัน ที่สุดก็ต้องไปติด ตอนนี้พอเขาจะมีนิรโทษกรรม ก็เอาบ้าง ออกมาอีกแล้ว ต้องถามว่าทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร ถ้าให้ผมวิเคราะห์นะ อันนี้มีเป้าหมายอยู่ที่ 1.7 หมื่นล้าน เลยตีรวน มันไม่ได้หรอกครับ เพราะคุณสู้เต็มที่ สู้มา 3 ศาล แล้วคุณแพ้ จนศาลฎีกาตัดสินให้คุณจ่าย ตอนนี้คุณบอกไม่จ่าย" นายชาญชัยกล่าวกับบีบีซีไทย

เหตุที่นายชาญชัยอ้างถึงคดีเก็บภาษีหุ้นชินฯ เพราะนายทักษิณได้ยื่นคำร้องต่อศาลภาษีอากรกลาง ขอให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว กรณีถูกกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป 17,629 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่าศาล อม. ได้สั่งยึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการขายหุ้นชินคอร์ปให้ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว 46,373 ล้านบาท โดยศาลนัดฟังคำสั่ง 16 พ.ย. นี้

ในระหว่างเบิกความต่อศาลเมื่อ 7 ต.ค. นายทักษิณกล่าวตอนหนึ่งว่า ที่ต้องมานั่งในศาลขณะนี้เพราะตนคือ "ผลไม้ที่เกิดจากต้นไม้ที่เป็นพิษ" จากการปฏิวัติรัฐประหารทางการเมือง การซื้อขายหุ้นไม่ได้ทำให้รัฐเสียหาย แต่ขณะนั้นตนอยู่ต่างประเทศ เมื่อมีคำพิพากษาก็เคารพคำพิพากษา โดยการได้มาซึ่งคำพิพากษาเกิดจากผลไม้เต็มถาดยื่นไปให้ศาล และยังระบุด้วยว่าการดำเนินการของกรมสรรพากรไม่ชอบ

มาตรา 9 ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ระบุว่า การกระทำผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายทางแพ่งแก่หน่วยงานรัฐให้การดำเนินคดีทางแพ่งโดยหน่วยงานของรัฐเป็นอันยุติลง และมิให้หน่วยงานของรัฐนั้นฟ้องร้องเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสียหายดังกล่าว

ถ้าศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ใดชำระค่าเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ ให้การชดใช้ค่าเสียหายหรือการบังคับคดีให้หน่วยงายของรัฐเป็นอันยุติลง ทั้งนี้ ไม่กระทบต่อการชำระหนี้หรือการบังคับคดีที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปก่อนแล้ว

นายชาญชัยเตือนคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขให้ใช้ดุลพินิจให้ดี "อย่าทำตัวใหญ่กว่าศาล" เพราะถ้ากล้านิรโทษกรรมให้คดีทุจริตที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ของ พ.ร.บ. นี้ อาจมีผู้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษตามมาตรา 157 ได้

"ไม่มีการคุยกันเลยว่าต้องให้ใครเป็นพิเศษ"


นายกฯ อนุทิน มอบหมายให้รองนายกฯ ปกรณ์ เป็นประธานกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ในฐานะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ยังไม่เห็นคำร้องของอดีตนายกฯ จึงยังให้ความเห็นไม่ได้ และไม่ควรให้ความเห็นด้วยเพราะต้องเป็นผู้วินิจฉัย

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เรียกประชุมคณะกรรมการนัดแรกไปเมื่อ 21 ก.ย. ซึ่ง รศ.ดร.ยุทธพรบอกว่า "ไม่มีการคุยกันเลยว่าต้องให้ใครเป็นพิเศษ ทุกอย่างว่าไปตามกฎหมาย"

เขาอธิบายด้วยว่า กลไกการนิรโทษกรรม ตามมาตรา 8 มีผลทันทีตั้งแต่ 24 ส.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ หากใครอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ ก็ให้ยุติการสอบสวนหรือฟ้องคดี หากใครอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ก็ให้ศาลยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ หากใครอยู่ระหว่างรับโทษ ราชทัณฑ์ก็ไปร้องขอหมายปล่อยจากศาล แล้วปล่อยตัวออกจากเรือนจำ

"ดังนั้นหากใครไม่ได้ถูกปฏิเสธจากหน่วยงานรัฐ ก็ไม่จำเป็นต้องมาร้องขอที่คณะกรรมการ เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการให้โดยอัตโนมัติอยู่แล้วภายใน 180 วัน แต่ถ้าใครตกหล่น ไม่ได้รับการดำเนินการจากหน่วยงานของรัฐ ทั้งที่ต้องอยู่ในเงื่อนไขนี้ก็สามารถร้องทุกข์เข้ามาได้" รศ.ดร.ยุทธพรกล่าว

กรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งมาโดยการเสนอชื่อของประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ยังไม่ทราบว่ากองทะเบียนประวัติอาชญากรได้ลบประวัติอาชญากรของนักโทษคดีการเมืองไปแล้วหรือไม่อย่างไร ต้องรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งข้อมูลมายังคณะกรรมการชุดใหญ่ว่าได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกต-มีคำเตือนให้คณะกรรมการใช้ดุลพินิจให้ดี อย่าทำตัวใหญ่กว่าศาลนั้น รศ.ดร.ยุทธพรกล่าวว่า "เป็นความเข้าใจผิดอย่างยิ่ง เพราะคำวินิจฉัยของคณะกรรมการถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ใครไม่พอใจ ยังไปร้องศาลปกครองได้อีก ไม่ใช่ไม่มีช่องทาง แม้กฎหมายเขียนให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการถือว่าเป็นที่สุด แต่เป็นที่สุดตาม พ.ร.บ. นี้ ไม่ใช่ที่สุดตามกระบวนการ"

https://www.bbc.com/thai/articles/cw8dz1ynd4y7o




จักรภพว่า "หากมีโอกาสพบกับนายทักษิณ จะแนะนำว่าอย่าเพิ่งยื่นคำขอ เนื่องจากต้องการให้พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีความเป็นกลางทางการเมือง เพราะนายทักษิณเป็นบุคคลที่มีน้ำหนักทางการเมืองสูง หากเข้ามาเกี่ยวข้องอาจทำให้เกิดความเข้าใจหรือข้อกังวลในสังคม และนำไปสู่ปัญหาเช่นเดียวกับกรณีการนิรโทษกรรมในอดีต"


Atukkit Sawangsuk
9 hours ago
·
ทักษิณยื่นขอนิรโทษกรรม
ทักษิณไม่ได้รับความยุติธรรม
แต่จังหวะและความชอบธรรมทางการเมือง
:
เห็นด้วยกับจักรภพนะ
"หากมีโอกาสพบกับนายทักษิณ จะแนะนำว่าอย่าเพิ่งยื่นคำขอ เนื่องจากต้องการให้พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีความเป็นกลางทางการเมือง เพราะนายทักษิณเป็นบุคคลที่มีน้ำหนักทางการเมืองสูง หากเข้ามาเกี่ยวข้องอาจทำให้เกิดความเข้าใจหรือข้อกังวลในสังคม และนำไปสู่ปัญหาเช่นเดียวกับกรณีการนิรโทษกรรมในอดีต
ไม่ควรทำผิดซ้ำซากเหมือนเดิม หากจะออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับใดฉบับหนึ่ง ต้องนำประชาชนออกจากวงล้อมก่อน ส่วนแกนนำหรือผู้นำอาจจะต้องรอ เพื่อให้เกิดสภาวะที่เป็นกลางทางการเมือง จากนั้นจะสามารถพูดคุยกันได้เข้าใจมากขึ้น"
https://prachatai.com/journal/2026/10/119107
:
แน่นอน คุณทักษิณไม่ได้รับความยุติธรรม
ตั้งแต่คดีที่ดินรัชดา "ไม่ทุจริตแต่ติดคุก"
ที่ยื่นคำร้องว่า เป็นทฤษฎีผลไม้ของต้นไม้พิษ" ถูกต้องหมดนะครับ
พยานหลักฐานมาจาก คตส.ที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร โดยยังตั้งผู้พิพากษาอดีตผู้พิพากษาจำนวนหนึ่งมาเป็น คตส.แล้วส่งฟ้องศาลเอง
:
คุณทักษิณ-โดยทนายวิญญัติ ยังโต้แย้งถูกว่า
"ไม่ปรากฏว่าศาลฎีกาพิพากษาหรือวินิจฉัยในส่วนใดเลยที่ระบุชัดเจนว่าข้าพเจ้ากระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ"
:
ถูกนะครับ คำพิพากษายึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน ที่ให้ตัดเอามูลค่าหุ้น ตั้งแต่วันคุณทักษิณเป็นนายกฯ จนถึงวันขายหุ้นชินคอร์ปนั้น
อยู่บนการตีความกฎหมาย ปปช. ว่า "ร่ำรวยผิดปกติ" คือได้ประโยชน์มาโดย "ไม่สมควร" ระหว่างดำรงตำแหน่ง บวกกับการระบุว่า 5 กรณีที่ถูกฟ้องทำให้รัฐเสียหาย (ทั้งที่กรณีเช่นแปรสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต เห็นชัดว่าไม่ได้ทำให้รัฐเสียหาย คลังได้ภาษีโดยตรงไม่ต้องผ่านปาก ทศท. กสท.)
:
คำพิพากษาของศาลไม่มีตรงไหนเลยที่พิสูจน์ว่าคุณทักษิณทุจริต ได้เงินสินบนหรือได้ประโยชน์เข้าชินคอร์ปแต่ละกรณี กี่สิบกี่ร้อยล้านบาท แล้วยึดทรัพย์ตามนั้น
แต่เป็นการบรรยายว่า พฤติกรรมของคุณทักษิณในเรื่องต่างๆ นั้น "ไม่สมควร" "ทำให้รัฐเสียหาย" (คำพิพากษาก็เลยคล้ายกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านในสภา)
แล้วไปตัดเอาว่า ยึดทรัพย์ตั้งแต่วันดำรงตำแหน่ง
ทั้งที่มูลค่าหุ้นชินคอร์ป ตั้งแต่ปี 44-49 ก็เพิ่มขึ้นในอัตราปกติเหมือนบริษัทยักษ์ใหญ่อื่นๆในตลาดหลักทรัพย์
:
ติ๊กไว้ด้วยว่า คดีที่หาว่าแก้ไขสัญญาสัมปทานดาวเทียมไทยคม ที่ต่อมาหมอเลี๊ยบติดคุก
ศาลก็เชื่อคำให้การของบวรศักดิ์กับ คตส. มากกว่าบันทึกเอกสารราชการที่บวรศักดิ์เขียนไว้ในตอนนั้น
พอตัดสินคุณทักษิณแล้ว ก็แยกคดีมาฟ้องเอาผิดหมอเลี้ยบ โดยอาศัยคำพืพากษาคดียึกทรัพย์เป็นบรรทัดฐาน อ้าว ก็ศาลฎีกาไง ศาลฎีกาชุดที่ 2 ต้องเอาชุดที่ 1 เป็นบรรทัดฐาน
:
คดีให้นอมินีถือหุ้น คดีเอ็กซิมแบงก์ ก็เป็นกลไกอัตโนมัติแบบนี้ เมื่อศาลแรกตัดสินยึดทรัพย์ 5 กระทง ก็ไล่ฟ้องแยก โดยเอาคำพิพากษาแรกเป็นบรรทัดฐาน
คดีเอ็กซิมแบงก์
"....แม้นายทักษิณเป็นผู้เห็นชอบสั่งการไปตามขั้นตอนของทางราชการตั้งแต่เริ่มจนแล้วเสร็จ โดยไม่ปรากฏชัดแจ้งว่ามีขั้นตอนใดที่กระทำโดยฝ่าฝืนระเบียบใด แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความผิดของตนได้ เพราะได้เกิดความทับซ้อนกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวมขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมของผู้มีตำแหน่งหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติห้ามไว้"
(ดูบีบีซีไทย https://www.bbc.com/thai/articles/cw8dz1ynd4y7o)
คดีหวยบนดิน ยิ่งชัดเจนว่าไม่มีทุจริตสักคำ ศาลตัดสินว่าคุณทักษิณฝ่าฝืนกฎหมายกองสลาก การออกหวยบนดินในลักษณะสลากกินรวบอาจทำให้กองสลากขาดทุน
พูดภาษาบ้านๆ คือ กฎหมายบังคับไว้ห้ามเสี่ยงให้กองสลากขาดทุน ต้องเป็นเสือนอนกินสถานเดียว
:
ว่าที่จริง ถ้ามีการ "ลบล้างผลพวงรัฐประหาร" กันจริงๆ คุณทักษิณควรจะได้เงินคืนทั้ง 4.6 หมื่นล้านบวกดอกเบี้ยนั่นแหละ ไม่ใช่แค่นิรโทษกรรม
:
อย่างไรก็ตาม การมายื่นตอนนี้ มีปัญหาจริงอย่างที่จักรภพเตือน
:
ย้อนไปตอนพิจารณาร่าง พรบ.สันติสุขฯ มีใครคิดบ้างไหมครับว่า คุณทักษิณจะได้ประโยชน์ด้วย
ไม่มี เพราะตอนนั้นเถียงกันเรื่อง 112 จะรวมด้วยไหม
ทุกคนเข้าใจว่าคุณทักษิณได้อภัยโทษแล้ว รับโทษแล้ว ไม่ต้องติดคุกแล้ว ไม่อยู่ในข่าย เหลือแต่ 112 (เพื่อไทยยังโชว์สปิริตไม่ต้องการให้คุณทักษิณได้อานิสงส์)
อ้าว เว้ยเฮ้ย ที่ไหนได้ คุณทักษิณมายื่นนิรโทษกรรม เซอร์ไพรส์ทั้งเมือง
กรรมาธิการที่ตอนนั้นเพื่อไทยเป็นเสียงข้างมาก เพราะตั้งไว้ตั้งแต่เพื่อไทยเป็นรัฐบาล มีเต้นเป็นประธาน รู้เรื่องนี้ตั้งแต่ต้นไหม
:
มันคล้ายอะไรนึกออกไหมครับ
คล้ายนิรโทษสุดซอย วาระแรก จะช่วยคนเสื้อแดง อ้าวเฮ้ยวาระสองมีคุณทักษิณโผล่เข้ามา วาระสาม ลงมติตอนตีสี่
มันมีปัญหาความชอบธรรมทางกระบวนการ แม้ยืนยันว่าคุณทักษิณไม่ได้รับความยุติธรรม
แบบเดียวกับชั้น 14 นั่นแหละ คุณทักษิณไม่ควรติดคุกแม้แต่วันเดียว แต่ยอมกลับมาขออภัยโทษ รับโทษ แล้วก็ไปอยู่ชั้น 14 ไม่ติดคุกแม้แต่วันเดียว ขณะที่คนทั้งสังคมมองจากดาวอังคารยังรู้ว่าป่วยทิพย์
มันมีปัญหาความชอบธรรม ที่เพื่อไทยไม่เคยเข้าใจไม่เคยตระหนัก
ถึงได้พังทั้งสองครั้ง
:
กระนั้น การยื่นในรัฐบาลภูมิใจไทยที่เพื่อไทยเป็นแค่พรรคร่วม
ก็น่าสนุกเหมือนกัน
คือถ้าชินวัตรเป็นนายกฯ โห แม่-ระเบิดเถิดเทิงไปแล้ว
มายื่นเผือกร้อนตอนอนุทินเป็นนายกฯ โห คิดไปข้างหน้าแล้วโคตรสนุกเลย
อนุทินจะทำไง ตีตก หรือให้นิรโทษกรรม คราวนี้ก็จะเซ็งแซ่กัน ทักษิณต่อรองกับชนชั้นนำสำเร็จแล้ว ฯลฯ
อย่างมันส์
(ไปๆมาๆ ลงท้ายเชียร์ ถ้าไอ้หนูมันตีตก พ่อแม้วอย่ายอมนะ )
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=28811423088512813&set=a.117209745027530





35 ปีผ่านไป ธนาคารโลกกลับมา แต่บทเรียนเขื่อนปากมูลยังไม่สิ้นสุด จากการต่อต้านธนาคารโลกปี 2534 ถึงการเคลื่อนไหวของประชาชนปี 2569 - LET THE MUN RIVER RUN FREE ปล่อยให้แม่น้ำมูลไหลอย่างเสรี

https://www.facebook.com/NitiratSapsomboon/posts/29419241500993788
ภาพการเคลื่อนไหวคัดค้านธนาคารโลกและเขื่อนปากมูล เดือนกันยายน 2534

Nitirat Zapatista
Yesterday
·
35 ปีผ่านไป ธนาคารโลกกลับมา แต่บทเรียนเขื่อนปากมูลยังไม่สิ้นสุด

จากการต่อต้านธนาคารโลกปี 2534 ถึงการเคลื่อนไหวของประชาชนปี 2569

กันยายน 2534 ภายใต้รัฐบาลที่สืบเนื่องจากการรัฐประหารของคณะ รสช. นักศึกษา 22 คนร่วมอดอาหารประท้วงคัดค้านการให้เงินกู้ก่อสร้างเขื่อนปากมูลของธนาคารโลก ณ บริเวณหน้าอาคารโอลิมเปีย (Olympia) ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานธนาคารโลกประจำประเทศไทยบนชั้น 5 จำนวนผู้ร่วมอดอาหารเท่ากับจำนวนกรรมการที่พิจารณาการให้เงินกู้ในครั้งนั้น

การเคลื่อนไหวครั้งนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อคัดค้านโครงการพัฒนาที่ประชาชนต้องแบกรับผลกระทบ โดยเฉพาะเขื่อนปากมูล ซึ่งต่อมากลายเป็นบทเรียนสำคัญของสิ่งที่ขบวนการประชาชนเรียกว่า “อาชญากรรมการพัฒนา”

35 ปีผ่านไป ประเทศไทยกลับมาเป็นเจ้าภาพการประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อีกครั้ง ขณะที่คำถามเก่า ๆ ยังไม่มีคำตอบที่เป็นธรรม

เขื่อนปากมูลเคยถูกนำเสนอภายใต้คำมั่นสัญญาเรื่องความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและชีวิตที่ดีกว่าของประชาชน แต่สิ่งที่ตามมาคือผลกระทบต่อระบบนิเวศแม่น้ำมูล การประมง วิถีชีวิต และสิทธิของชุมชน ซึ่งนำไปสู่การต่อสู้อันยาวนานของประชาชน

วาทกรรมการพัฒนาทำให้ความสูญเสียของประชาชนกลายเป็นต้นทุนที่ยอมรับได้ ทำให้การเสียสละของคนเล็กคนน้อยกลายเป็นความจำเป็นของชาติ และทำให้คำถามเรื่องความเป็นธรรมถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อความเจริญ
ผู้มีอำนาจเรียกมันว่า “การพัฒนา” แต่ประชาชนจำนวนมากกลับต้องใช้เวลาทั้งชีวิตต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิ่งที่เคยเป็นของตนเอง

การกลับมาของธนาคารโลกและ IMF ในปีนี้ จึงไม่ใช่เพียงการประชุมระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นโอกาสให้สังคมไทยกลับมาทบทวนบทเรียนว่า ใครเป็นผู้กำหนดทิศทางการพัฒนา ใครได้รับประโยชน์ ใครต้องแบกรับความสูญเสีย และใครต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น

ผมขอส่งกำลังใจและความเคารพถึงพี่น้องประชาชน คนรุ่นใหม่ และเพื่อนร่วมสมัยทุกคนที่ออกมาร่วมเคลื่อนไหว ตั้งคำถาม และส่งเสียงต่อธนาคารโลกและ IMF ในครั้งนี้

หลายคนเคยร่วมต่อสู้กันมาตั้งแต่เมื่อ 35 ปีก่อน หลายคนเพิ่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวในวันนี้ ต่างรุ่น ต่างประสบการณ์ แต่เชื่อมโยงกันด้วยความปรารถนาที่จะเห็นสังคมที่เป็นธรรมกว่าเดิม
แม้การชุมนุมปีนี้จะยุติลงแล้ว แต่ภารกิจของประชาชนยังไม่สิ้นสุด

เพราะการต่อสู้ไม่ได้จบลงพร้อมกับการสลายเวที และความทรงจำไม่ได้มีไว้เพียงรำลึกถึงอดีต หากยังเป็นบทเรียนและพลังส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป

35 ปีผ่านไป คำถามสำคัญยังคงอยู่

การพัฒนาเพื่อใคร ใครเป็นผู้ตัดสินใจ และเหตุใดประชาชนจึงต้องเป็นฝ่ายเสียสละอยู่เสมอ?

การพัฒนาที่เป็นธรรมต้องเริ่มจากสิทธิ เสียง และอำนาจตัดสินใจของประชาชน ไม่ใช่การผลักภาระความสูญเสียให้คนบางกลุ่มเพื่อความเจริญของคนอื่น

LET THE MUN RIVER RUN FREE
ปล่อยให้แม่น้ำมูลไหลอย่างเสรี
ภาพการเคลื่อนไหวคัดค้านธนาคารโลกและเขื่อนปากมูล เดือนกันยายน 2534
คลิปวิดีโอ บันทึกเหตุการณ์การเคลื่อนไหวปี 2534



เมื่อชีวิตคนเป็นแค่ "ตัวเลข" Doc Club & Friends ชวนชม NAZA รอบพิเศษ จบแล้วสนทนา ⏰ ศุกร์ 23 ตุลาคมนี้ (เริ่มฉายหนัง 14.00 น.) 🎟 เปิดจองบัตรแล้วที่เว็บไซต์ docclubandfriends (สแกน QR code ได้ในภาพ)


Doc Club & Friends and Documentary Club
20 hours ago
·
เมื่อชีวิตคนเป็นแค่ "ตัวเลข"

Doc Club & Friends ชวนชม NAZA รอบพิเศษ จบแล้วสนทนากับ
- ภาณุ อารี ผู้กำกับภาพยนตร์ "แดนสาป"
- รอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
ชวนสนทนาโดย กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ผู้ดำเนินรายการ "เช้าทันโลก" สถานีวิทยุ FM 96.5

ศุกร์ 23 ตุลาคมนี้ (เริ่มฉายหนัง 14.00 น.)
เปิดจองบัตรแล้วที่เว็บไซต์ docclubandfriends (สแกน QR code ได้ในภาพ)

*ท่านที่ชม NAZA รอบอื่นแล้วสามารถเข้าร่วมกิจกรรมช่วงพูดคุยได้เลยนะคะ เราจะเตรียมเก้าอี้เสริมไว้รอค่ะ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1601062725398628&set=a.639283044909939




ประวัติศาสตร์ตัดตอน 6 ตุลา ของ ชาติชาย ชุณหะวัณ โดยหลานปู่ แก้วตา ธิษะณา ชุณหะวัณ (การกล่าวถึงชาติชายในเฉพาะด้านที่เป็นเหยื่ออย่างเดียว คือการตัดตอนประวัติศาสตร์ กล่าวสำหรับบทบาทของ ชาติชาย ชุณหะวัณ กับ 6 ตุลา นั้น พระสุรินทร์ มาศดิตถ์ ที่เขียน 1 ปีหลังเหตุการณ์ 6 ตุลานั้นให้ภาพชาติชาย ชัดเจน)


Thanapol Eawsakul
6 hours ago
·
ประวัติศาสตร์ตัดตอน 6 ตุลา ของ ชาติชาย ชุณหะวัณ
โดยหลานปู่ แก้วตา ธิษะณา ชุณหะวัณ
...........
(1)
เนื่องจากต้องกลับไปดูหนัง 6 ตุลา ที่ผลิต โดย กอ.รมน. ทั้ง 2 เรื่องอย่างละเอียดคือ
1.หนัง เรื่อง "ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อ 6 ตุลาคม 2519" (30 นาที)
หนังเรื่องนี้เป็นหนังของ กอ.รมน. ที่ทำเผยแพร่ไม่นานหลังเกิดเหตุการณ์ และหอภาพยนตร์ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภาพยนตร์ของชาติ ประจำปี 2569 ที่ประกาศเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา พร้อมหนังอีก 11 เรื่องดูรายชื่อ
2. หนังเรื่อง "ภาพเหตุการณ์ 6 ตุลาคม" (10 นาที)
เป็นหนังของ กอ.รมน. อีกเรื่อง โดยเข้าใจว่าจัดทำออกมาภายหลังจากหนังเรื่อง ข้อเท็จจริงฯ
ความน่าตื่นเต้นของจากภาพที่คมชัดแล้ว ยังเห็น "ตัวเป็น ๆ" ของขบวนการฝ่ายขวา โดยเฉาะการชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้าและทำเนียบรัฐบาล ตลอดวันที่ 6 ตุลา ตั้งแต่เช้ายันบ่าย
ซึ่งคนที่อยู่ในความสนใจของผมมานานแ้วคือ พลตรีชาติชาย ชุณหะวัน
(2)
แต่เมื่อมาอ่านข้อเขียนของหลานปู่ คือ แก้วตา ธิษะณา ชุณหะวัณ ที่กล่าวยกย่อง ชาติชาย ชุณหะวัณ ทีฐานะ "เหยื่อ" ทางการเมือง ว่า
ร่วมงานครบรอบ 26 ปีอสัญกรรมคุณปู่ชาติชาย ชุณหะวัณเช้าวันนี้ รำลึกถึงคุณงามความดีที่ท่านทำให้ประเทศชาติและประชาชนไทย
.
คุณปู่เป็นรัฐบุรุษผู้ “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า“ เป็นนายกฯคนแรกผู้เจรจาเพื่อทำการค้ากับประเทศจีนครั้งแรก เศรษฐกิจดีถึงราก GDP ดีดขึ้นถึง 15% ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทยจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากช่วงยุคเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมมาสู่อุตหกรรม
.
ก่อนถูกปฏิวัติรัฐประหารในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) นำโดยพลเอก สุจินดา คราประยูร
.
นำมาซึ่งการประท้วงขับไล่เผด็จการที่ทำการปฏิวัติรัฐประหาร จนเกิดเหตุพฤษภาทมิฬในปีพ.ศ.2535 ในการปราบปรามนักศึกษาและประชาชนมีผู้ล้มตายกว่า 500 คน (จริงๆมากกว่านั้นแต่ตัวเลขผู้เสียชีวิตไม่เคยถูกเปิดเผย) และบาดเจ็บกว่า 1,728 คนจากการใช้กระสุนจริงของกองทัพกับประชาชนมือเปล่าที่ออกมาเรียกร้องให้มีการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่แทนฉบับชั่วคราวที่คณะรัฐประหารรสช.สถาปนา สุดท้ายเมื่อเกิดโศกนาฏกรรมวันที่ 17 - 24 พฤษภาคม 2535
.
การต่อสู้ของพี่น้องประชาชนและนิสิตนักศึกษาในช่วงพฤษภาทมิฬทำให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ. 2540 ที่มาจากประชาชน (สภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง)
.
#ชาติชายชุณหะวัณ
https://www.facebook.com/tisanach/posts/pfbid02Y5PDvFqjBmsuxDbj2x6kP35czBGVjCF7Z8oZnsw8z7qP39o3RQBRYmxbqnAbyvZwl
กล่าวสำหรับครอบครัว ชุณหะวัน กับการเมืองไทยนั้น
เป็นทั้งผู้ล่าและเป็นเหยื่อ
ดังที่ผมเคยเขียนเมื่อ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ (8 ตุลาคม 2490 - 11 มิถุนายน 2563) เสียชีวิต
https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/pfbid02CVANewDcGVukNtUdr38N1V6k13SrpqAuRU3XYUe6AunKVAJYCCwGfW58SJAmNP7ol
การกล่าวถึงชาติชายในเฉพาะด้านที่เป็นเหยื่ออย่างเดียว
คือการตัดตอนประวัติศาสตร์
(3)
กล่าวสำหรับบทบาทของ ชาติชาย ชุณหะวัณ กับ 6 ตุลา นั้น พระสุรินทร์ มาศดิตถ์ ที่เขียน 1 ปีหลังเหตุการณ์ 6 ตุลานั้นให้ภาพยชัดเขนว่า ชาติชาย นั้นกระหายเลือดเพียงใด
ในส่วนจดหมายที่เขียนถึงเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 ี่ทำเนียบรัฐบาล ส่นที่กล่าวถึง พลตรีชาติชาย ชุณหะวัน มีดังนี้
..................
(2)
อาตมาจึงลงไปห้องทำงานชั้น 3 เห็นหนังสือด่วนไม่กี่ฉบับ เวลา 9.00 น.เศษ จึงรีบลงไปประชุมคณะรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า ไปถึงคณะรัฐมนตรีเปิดประชุมไปแล้ว นายกรัฐมนตรีกล่าวกับอาตมาว่า กำลังพิจารณาเรื่องประกาศภาวะฉุกเฉิน อาตมาว่า ก็ไม่มีปัญหาอะไร เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมหาดไทย และจำเป็นต้องประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันเหตุร้ายในบ้านเมือง
ปรากฏว่าพลตรีชาติชาย ชุณหะวัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีอื่นฝ่ายพรรคชาติไทย คัดค้านไม่ให้ประกาศภาวะฉุกเฉิน ไม่ให้ห้ามการชุมนุม โดยอ้างเหตุผลว่าหากห้ามการชุมนุม ลูกเสือชาวบ้านจำนวนมากที่นัดมาชุมนุมที่อนุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้า เดินทางเข้ามาชุมนุมมากแล้วและกำลังเดินทางมา ก็จะเดือดร้อน ชุมนุมไม่ได้ แล้วจะหันมาเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล
เหตุผลการคัดค้านของพลตรีชาติชาย ชุณหะวัน อ่อน รัฐมนตรีส่วนมากนั่งเฉย แสดงว่าเห็นด้วยในการประกาศภาวะฉุกเฉิน พลตรีชาติชายจึงได้ไปนำเอาพล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน ผู้เป็นหัวหน้าลูกเสือชาวบ้านคนหนึ่งของฝ่าย ตชด. เข้ามาในคณะรัฐมนตรี มาคัดค้านการประกาศภาวะฉุกเฉิน และกล่าวว่า จะต้องปราบนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้สิ้นซาก
(7)
ตอนบ่ายประชุมคณะรัฐมนตรี มีการพิจารณาร่างแถลงการณ์ ได้มีการแถลงการณ์บางตอนไม่ตรงตามความจริง อาตมาเป็นผู้คัดค้านไม่ให้ออกแถลงการณ์เท็จ ต่อมา พล.ต.ชาติชาย รมต.อุตสาหกรรม ออกไปนอกห้องประชุมแล้วพูดว่า ลูกเสือชาวบ้านที่ชุมนุม ณ ลานพระบรมรูปทรงม้าเริ่มอึดอัดแล้วเพราะไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาล
นายกรัฐมนตรีถามว่า เหตุการณ์สงบแล้วยังไม่กลับบ้านอีกหรือ พล.ต.ชาติชายตอบว่า ยังไม่กลับ และเตรียมเดินขบวนมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อขอทราบคำตอบจากรัฐบาลตามข้อเรียกร้อง จึงมีรัฐมนตรีคนหนึ่งจำไม่ได้ว่าใคร ถามว่าลูกเสือชาวบ้านเรียกร้องอะไร
(11)
หลังจากนั้น พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัน ก็ออกจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ไม่นาน ลูกเสือชาวบ้านและพวกเขาที่เตรียมไว้ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยมีนายธรรมนูญ เทียนเงิน นายสมัคร สุนทรเวช นายส่งสุข ภัคเกษม และพวกได้ไปร่วมอยู่ด้วยนั้น ก็เคลื่อนขบวนมาทั้งรถยนต์ และเดินมาล้อมทำเนียบรัฐบาล
เปิดจดหมาย พระสุรินทร์ มาศดิตถ์ 24 ต.ค. 2520 และใครเป็นใครบ้างใน 6 ตุลา 19
https://prachatai.com/journal/2008/02/15838
(4)
ภาพชาติชาย 2 ภาพที่ผมเอามาลงนี้น่าสนใจ
ภาพนแรกคือภาพชาติชาย ชุณหะวัน ผูกผ้าพันคอลูกเสือชาวบ้าน (ภาพนี้มาจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ )
และอีกภาพ เป็นการแคปหนาจอจาก หนังเรื่อง "ภาพเหตุการณ์ 6 ตุลาคม" (ที่ เสนีย์ กำลังชี้แจงกับบรรดาลูกเสือชาวบ้านที่ทำเนียบรัฐบาล จะเห็นได้ว่ามีชาติชาย ยืนอยู่ด้วย)
ที่น่าสนใจคือ ขณะที่ แก้วตา ธิษะณา ชุณหะวัณ ตัดตอน 6 ตุลาจากประวัติศาสตร์ของชาติชาย แต่ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อย่างน้องยังกล้ายอมรับในหนังสือ ชีวิต มุมมอง ความคิด ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ
"6 ตุลา 2519 ครอบครัวผมมีส่วนทำให้เหตุการณ์รุนแรงขึ้น" หนา 67
https://crcfthailand.org/2020/06/12/14595/
นี่คือหนังสือตัวอย่างที่จะเอาไปพูดวันพฤหัสที่ 22 ตุลาคมนี้
และขอย้ำว่า หนังทั้ง 3 เรื่องนี้ต้องไปดูที่หอภาพยนตร์เท่านั้น
หนังตัวอย่าง ประกอบการเสวนา ข้อเท็จจริงของ “หนัง(สือ) 6 ตุลา”
https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/pfbid0mWGhYuWXkRUWoKZAYmRLwVqZf46VZ2VPPAaFEvrDo9xZvEKsUNHYooNtJiPApRc5l


https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/29063367889970007?ref=embed_post








บันทึกจากภาคสนาม | Duncan McCargo, Chayata Sripanich และ Karin Zackari – ประวัติศาสตร์เชิงพยากรณ์: ละครฉากการแขวนคอเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2519


https://www.facebook.com/chayata.sripanich/posts/4189677844671229
.....

(Google ช่วยแปล)

บันทึกจากภาคสนาม | Duncan McCargo, Chayata Sripanich และ Karin Zackari – ประวัติศาสตร์เชิงพยากรณ์: ละครฉากการแขวนคอเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2519

October 5, 2026

ปูมหลังเหตุการณ์

เหตุการณ์สังหารหมู่กลุ่มนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วยน้ำมือของตำรวจ ทหาร และกลุ่มกองกำลังกึ่งทหารฝ่ายนิยมกษัตริย์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่อื้อฉาวที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ทว่าเหตุการณ์สำคัญอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นเพียงสองวัน ซึ่งเป็นเสมือนการปูทางไปสู่เหตุการณ์สังหารหมู่ดังกล่าว กลับเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรับรู้

ในเดือนตุลาคม 2567 ห้องสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดนิทรรศการเล็กๆ ขึ้น โดยนำเสนอภาพถ่ายจำนวนหนึ่งที่บันทึกเหตุการณ์การแสดงละครของนักศึกษาเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2519 ภาพเหล่านี้ถ่ายโดยช่างภาพของมหาวิทยาลัยและไม่เคยถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางมาก่อน

ละครเรื่องนี้เป็นประเด็นถกเถียงกันมานานหลายทศวรรษ โดยมักถูกมองผ่านภาพถ่ายเพียงภาพเดียว นั่นคือภาพของนักศึกษาคนหนึ่งที่กำลังแสดงฉากแขวนคอตัวเอง ภาพดังกล่าวซึ่งถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ในขณะนั้น กลายเป็นชนวนเหตุของความขัดแย้งเนื่องจากมีการตั้งข้อสังเกตว่านักศึกษาคนดังกล่าวมีใบหน้าคล้ายคลึงกับมกุฎราชกุมารในขณะนั้น เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องบังเอิญหรือภาพดังกล่าวถูกตัดต่อกันแน่? ข่าวลือที่ว่าละครเรื่องนี้แฝงเนื้อหาต่อต้านสถาบันกษัตริย์ได้โหมกระพือความเกลียดชังในหมู่กลุ่มฝ่ายขวาที่มีต่อนักศึกษา แต่ภาพถ่ายเพิ่มเติมที่นำมาจัดแสดงในปี 2567 ได้เผยให้เห็นเรื่องราวที่กว้างขึ้นของการแสดงอันทรงพลังชุดนี้ ซึ่งฉากการแขวนคอเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

การย้อนกลับไปพิจารณาละครของนักศึกษาเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2519 ไม่เพียงแต่จำเป็นต่อการทำความเข้าใจเหตุการณ์สังหารหมู่ในวันที่ 6 ตุลาคมที่ตามมาเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เห็นตรรกะของการใช้ความรุนแรงโดยรัฐไทยที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดห้าทศวรรษที่ผ่านมา โดยละครเรื่องนี้มีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับความโหดร้ายของการใช้ความรุนแรงโดยรัฐไทยนั่นเอง

มีการแสดงอะไร และเพราะเหตุใด?

บริบทแวดล้อมของการแสดงละครชุดนี้คือเหตุการณ์สังหารนายชุมพร ทุมไมย และนายวิชัย เกษศรีพงษา เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2519 หรือเพียง 11 วันก่อนหน้า โดยพนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคทั้งสองคนนี้ถูกกลุ่มตำรวจรุมทำร้ายจนเสียชีวิตและนำศพไปแขวนไว้กับประตูเหล็กสีแดงในจังหวัดนครปฐม เพียงเพราะพวกเขาติดโปสเตอร์คัดค้านการเดินทางกลับประเทศของอดีตเผด็จการ ถนอม กิตติขจร ศพของทั้งสองถูกนำมาประจานต่อสาธารณชน เจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นายถูกจับกุม แต่ต่อมาทั้งหมดได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการตั้งข้อหาใดๆ และไม่มีการชันสูตรพลิกศพแต่อย่างใด แม้เหตุการณ์นี้จะไม่ใช่กรณีโดดเดี่ยว—เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวมีผู้คนอีกจำนวนมากถูกสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม ทั้งนักกิจกรรมฝ่ายซ้ายและผู้นำกลุ่มเกษตรกร—แต่การเสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยมของชุมพรและวิชัยถือเป็นจุดตกต่ำครั้งใหม่ของกลุ่มฝ่ายขวาในประเทศไทย ความผิดของพวกเขาคือการหยิบยกประเด็นร้อนแรงที่สุดในขณะนั้นขึ้นมา นั่นคือการที่ถนอมเดินทางกลับเข้าประเทศไทยโดยอาศัยร่มเงาของผ้าเหลืองจากการอุปสมบททันทีที่วัดบวรนิเวศวิหาร ซึ่งเป็นวัดหลวง อีกทั้งยังเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อผู้ที่เคยต่อสู้เพื่อขับไล่ถนอมเมื่อ 3 ปีก่อน ในช่วงเหตุการณ์ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2516

ชมรมการละครมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตัดสินใจจัดการแสดงประท้วงขึ้นที่ลานต้นโพธิ์ บริเวณหน้าคณะศิลปศาสตร์ ซึ่งอยู่ใกล้กับจุดรวมตัวของผู้ประท้วง ในช่วงเวลาที่ตรงกับการสอบพอดี กลยุทธ์นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบีบให้นักศึกษาจำนวนมากที่สุดต้องตัดสินใจเลือกในสถานการณ์ทางการเมืองที่สำคัญยิ่ง ว่าพวกเขาจะเลือกเข้าสอบตามกำหนดการ หรือจะสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วงในการท้าทายอำนาจรัฐ

ภาพถ่ายจากหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์ที่นำมาจัดแสดงในงานรำลึกเมื่อปี พ.ศ. 2567 เผยให้เห็นรายละเอียดของการแสดงชุดนี้ ทั้งภาพนักศึกษานอนเรียงกันบนพื้นเพื่อจำลองเหตุการณ์ผู้เสียชีวิตในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2516 ตัวละคร “พระถนอม” ที่ห่มจีวรในมือถือหัวกะโหลก การจำลองเหตุการณ์แขวนคอเพื่อสื่อถึงคดีฆาตกรรมที่จังหวัดนครปฐม รวมถึงป้ายรณรงค์ให้คว่ำบาตรการสอบ ซึ่งเชื่อมโยงการแสดงเข้ากับชีวิตการเรียนของนักศึกษา



เครดิต: ภาพถ่ายทั้งหมดโดย ชิน ไคลพันธุ์ (พ.ศ. 2519) ขอขอบคุณหอสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นอย่างสูงที่อนุญาตให้นำภาพถ่ายที่มีลิขสิทธิ์เหล่านี้มาเผยแพร่ซ้ำ

ในการสัมภาษณ์เมื่อปี พ.ศ. 2562 อภินันท์ บัวภักดี หนึ่งในนักศึกษาที่ร่วมแสดงในบทผู้ถูกแขวนคอ ได้อธิบายถึงการแสดงดังกล่าวไว้ว่า:

นักศึกษาได้รับคำสั่งให้นอนเรียงกันเป็นแถวคล้ายขั้นบันได โดยมีนักศึกษาคนหนึ่งรับบทเป็นนักศึกษาที่กำลังแต่งตัวเตรียมตัวไปสอบ ขณะที่พวกเขาเดินไปข้างหน้า ก็ดูจะสับสนงุนงงเมื่อเห็นผู้คนนอนเรียงรายกันอยู่—บางคนบาดเจ็บ บางคนเสียชีวิต—ขวางทางที่จะไปสอบ จากนั้นคนคนหนึ่งก็ยันตัวลุกขึ้น นักศึกษาคนนั้นจึงถามว่า “พวกคุณเป็นใคร? มาทำอะไรที่นี่? ฉันต้องรีบไปสอบนะ”

หนึ่งในนักศึกษาที่นอนอยู่บนขั้นบันไดตอบกลับว่า “พวกเราคือนักศึกษาและประชาชนที่ต่อสู้ในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เราบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในเมื่อสถานการณ์แบบเดียวกับที่เราเคยสละชีวิตเพื่อต่อต้านมันได้ย้อนกลับมาอีกครั้ง... คุณยังจะไปสอบอยู่อีกหรือ?”

“แน่นอนสิ ฉันก็ต้องไปสอบ มันเป็นหน้าที่ของฉันนะ ฉันต้องเรียน ความสำเร็จและอนาคตที่สดใสกำลังรอฉันอยู่” นักศึกษาที่แสดงบทบาทนั้นตอบ

“ได้สิ ถ้าอย่างนั้นก็เชิญไปสอบเถอะ แต่คุณจะต้องเดินข้ามศพพวกเราไปทีละคนนะ” คำตอบนั้นดังขึ้นมา

อภินันท์เล่าว่า หลังจากนั้น นักศึกษาที่แสดงละครก็ก้าวข้ามร่างเหล่านั้นไปทีละร่าง ในที่สุดพวกเขาก็ทำใจให้แสดงต่อไปไม่ไหว จึงตัดสินใจทิ้งหนังสือเรียนและไม่เข้าสอบ ละครความยาวครึ่งชั่วโมงเรื่องนี้ถูกแสดงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงเวลาก่อนที่การสอบจะเริ่มขึ้น บางครั้งตัวละครในเรื่องก็ชี้มือไปยังวิโรจน์ [ตั้งวานิช] หรืออภินันท์ [1]

นักศึกษาทั้งสองคนนี้ผลัดกันรับบทเป็นผู้ถูกแขวนคอ เนื่องจากบทดังกล่าวเป็นบทที่หนักหนาสาหัสและสร้างความอึดอัดใจอย่างยิ่ง ท้ายที่สุดแล้ว มีนักศึกษาประมาณ 20% ที่ไม่เข้าสอบ ซึ่งต่อมาทางมหาวิทยาลัยได้ประกาศยกเลิกการสอบดังกล่าวอย่างเป็นทางการ

การแสดงละครเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมถือเป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ในตัวของมันเอง ไม่ใช่เพียงแค่เหตุการณ์ปูทางไปสู่การตั้งข้อกล่าวหาเท่านั้น ละครชุดนี้ได้ทำหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ก่อนที่ภาพถ่ายของการแสดงจะถูกเผยแพร่ออกไปเสียอีก ละครเรื่องนี้เป็นทั้งการรำลึกถึงผู้ที่สูญเสีย เป็นการแสดงจุดยืนทางการเมือง เป็นการยื่นข้อเรียกร้อง และเป็นบททดสอบทางศีลธรรมสำหรับผู้ชม โดยท้าทายให้ผู้ชมกล้าเสี่ยงที่จะทิ้งอนาคตของตนเองเพื่อประชาธิปไตย

ภาพถ่ายในฐานะอาวุธ

กลุ่มนักศึกษาตั้งใจเชิญสื่อมวลชนมาชมการแสดงละครชุดนี้ โดยพวกเขาเข้าใจดีว่าภาพถ่ายคือเครื่องมือสื่อสารทางการเมือง และต้องการให้มีการบันทึกภาพการแสดงของพวกเขาไว้

เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น? ภาพถ่ายจากการแสดงถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ แต่มีภาพหนึ่งที่ปรากฏภาพอภินันท์กำลังแสดงเป็นหนึ่งในเหยื่อที่ถูกแขวนคอ ซึ่งได้รับการตีพิมพ์บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ (Bangkok Post) ในเช้าวันที่ 5 ตุลาคม พร้อมกับรายงานข่าวสั้นๆ ที่นำเสนอตามข้อเท็จจริง [2] สถานการณ์เริ่มบานปลายขึ้น เมื่อสมาคมแม่บ้านกลุ่มหนึ่งได้เข้าแจ้งความในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่สถานีตำรวจชนะสงคราม โดยเรียกร้องให้มีการจับกุมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดแสดงละครชุดนี้ นอกจากนี้ ละครดังกล่าวยังถูกโจมตีผ่านสถานีวิทยุยานเกราะของกองทัพอีกด้วย [3] ต่อมา ภาพของอภินันท์ที่ถูกตัดเฉพาะส่วนได้ปรากฏขึ้นพร้อมกับพาดหัวข่าวที่ปลุกเร้าอารมณ์ในหนังสือพิมพ์ฝ่ายขวาอย่าง "ดาวสยาม" ฉบับพิเศษช่วงบ่าย [4] ในขณะเดียวกัน สมัคร สุนทรเวช นักการเมืองฝ่ายขวาและบุคคลอื่นๆ ก็ได้ขยายความวาทกรรมดังกล่าวผ่านทางโทรทัศน์และวิทยุ หลายปีต่อมา ในการให้สัมภาษณ์ครั้งหนึ่ง อภินันท์กล่าวว่าเขาสามารถเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้โดยที่กลุ่มมวลชนฝ่ายขวาที่รวมตัวกันอยู่ด้านนอกในเย็นวันที่ 5 ตุลาคมจำเขาไม่ได้ ภาพถ่ายดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับตัวเขาเพียงน้อยนิด จนแทบจะกลายเป็นภาพของบุคคลอื่นไปแล้ว “ผมไม่เคยได้ยินใครพูดว่าผมหน้าตาเหมือนเขา [มกุฎราชกุมาร] เลย”[5]

อภินันท์เล่าว่า ในระหว่างการพิจารณาคดี ช่างภาพอิสระผู้เป็นเจ้าของภาพที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ ‘ดาวสยาม’ ได้ให้การต่อศาลว่า “ไม่มีสิ่งใดที่ดูผิดปกติ” และไม่มีใครในระหว่างการแสดงที่ตั้งข้อสังเกตว่าอภินันท์มีหน้าตาคล้ายกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ[6] การตีความในเชิงปลุกปั่นของฝ่ายขวานั้นถูกสร้างขึ้นในภายหลัง ตัวแทนนักศึกษาซึ่งรวมถึงผู้แสดงละครได้จัดงานแถลงข่าวในเย็นวันที่ 5 ตุลาคม เพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหาที่ว่าพวกเขาต่อต้านสถาบันกษัตริย์ แต่การดำเนินการดังกล่าวก็สายเกินไปที่จะปรากฏในหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวันถัดมา[7]

อย่างไรก็ตาม การปราบปรามอย่างรุนแรงได้เริ่มต้นขึ้นก่อนที่คำชี้แจงใดๆ จะได้รับการตีพิมพ์ ในขณะที่นักศึกษากำลังประท้วง กลุ่มมวลชนฝ่ายขวาก็เริ่มระดมพลโดยมองหาข้ออ้างเพื่อเข้าโจมตีกลุ่มผู้ประท้วง หนังสือพิมพ์ ‘เดอะ เนชั่น’ (The Nation) รายงานเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม จากกลุ่มมวลชนที่รวมตัวกันอยู่หน้าวัดบวรนิเวศว่า พวกเขาจะ “กำจัดให้สิ้นซาก” (หมายถึงกลุ่มนักศึกษาที่ประท้วง) หากสถานการณ์กลายเป็นความรุนแรง จนกระทั่งถึงเย็นวันที่ 5 ตุลาคม กลุ่มมวลชนดังกล่าวก็อยู่ในสภาวะที่ถูกปลุกเร้าอารมณ์จนเดือดพล่าน ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับคำสั่งให้เคลื่อนกำลังไปยังสนามหลวงในช่วงกลางคืน

การแสดงที่มุ่งคัดค้านการกลับมาของเผด็จการกลับถูกนำมาใช้เล่นงานผู้จัดแสดงเสียเอง เมื่อถูกบันทึกเป็นภาพถ่าย นักศึกษากลุ่มนั้นก็สูญเสียอำนาจในการควบคุมความหมายของการแสดงของตน ภาพถ่ายหนึ่งภาพนั้นเต็มไปด้วยความกำกวมที่อาจเกิดขึ้นได้ ภาพสามารถถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นอาวุธ ถูกบิดเบือน และถูกนำไปใช้เพื่อสร้างความขุ่นเคืองให้เกิดขึ้นได้[8]

ช่องว่างในคลังข้อมูล (The Archival Lacuna)

เหตุการณ์ละครของนักศึกษาธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ถูกลดทอนให้เหลือเพียงภาพถ่ายใบเดียวที่เผยแพร่ผ่านหนังสือพิมพ์ต่างๆ ตลอดระยะเวลาเกือบห้าทศวรรษที่ผ่านมา จนกลายเป็นที่มาของชื่อเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “ละครแขวนคอ” (The Hanging Play) ทั้งนี้ ไม่ใช่เพราะไม่มีภาพถ่ายอื่นหลงเหลืออยู่ แต่เป็นเพราะภาพเหล่านั้นไม่ได้ถูกนำออกมาเผยแพร่[9] หอจดหมายเหตุแห่งชาติเก็บรักษาภาพถ่ายเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ไว้ แต่กลับไม่มีภาพถ่ายจากเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม 2519 หลงเหลืออยู่เลย ส่วนอาคารที่เก็บเอกสารของกองพิสูจน์หลักฐานตำรวจนั้นถูกไฟไหม้ทำลายไปในภายหลัง ขณะที่ภาพถ่ายต้นฉบับจากหนังสือพิมพ์ "ดาวสยาม" ก็ได้ "สูญหาย" ไป

ผลกระทบจากช่องว่างทางประวัติศาสตร์ในส่วนนี้คือ การขาดหลักฐานภาพถ่ายที่ครบถ้วนทำให้การอภิปรายเกี่ยวกับละครเรื่องนี้จำกัดอยู่เพียงประเด็นเรื่องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเท่านั้น ส่วนประเด็นอื่น ๆ ที่ละครนำเสนอ เช่น เหตุการณ์รุมประชาทัณฑ์ที่จังหวัดนครปฐม มรดกตกทอดจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของคนรุ่นใหม่ จึงยังคงถูกบดบังไม่เป็นที่ปรากฏ จนกระทั่งในช่วงที่มีการจัดงานรำลึกเมื่อปี 2539 ภาพถ่ายเหตุการณ์ 6 ตุลาคม จำนวนหนึ่งจึงเริ่มปรากฏให้เห็นในพื้นที่สาธารณะอีกครั้ง[10] ทว่าวาทกรรมทางเลือกที่แท้จริงเพิ่งจะก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนผ่านการรวบรวมภาพถ่ายและหนังสือพิมพ์อย่างเป็นระบบโดยโครงการจดหมายเหตุ "บันทึก 6 ตุลา" (Documenting 6 October)[11] ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2559[12]

ภายใต้กระแสวาทกรรมโต้กลับนี้ เราอาจมองนิทรรศการที่จัดขึ้นในปี 2024 ณ หอสมุดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่าเป็นการแก้ไขความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปบางส่วน อีกทั้งยังเป็นการเชิญชวนให้กลับไปตีความละครเรื่องนี้ใหม่ตามเจตนาเดิมของกลุ่มนักศึกษา การกู้คืนสิ่งที่เคยสูญหายไปไม่ใช่เพียงแค่การจัดการเอกสารทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนความหมายของตัวละครเรื่องนี้ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปถึงการเปลี่ยนความหมายของเหตุการณ์สังหารหมู่ที่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

การแสดง ประวัติศาสตร์ และคำทำนาย

ละครเรื่องนี้จำลองภาพนักศึกษาที่เสียชีวิตนอนอยู่บนทางเท้าภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และในอีกสองวันต่อมา นักศึกษาที่เสียชีวิตจริง ๆ ก็ได้มานอนอยู่บนทางเท้าเหล่านั้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ละครเรื่องนี้ถ่ายทอดภัยคุกคามจากการกลับมาของเผด็จการในคราบนักบวช ซึ่งเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ตามมาได้นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมจัดที่สุดรัฐบาลหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

ละครเรื่องนี้สะท้อนถึงภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของการต้องก้าวข้ามร่างผู้เสียชีวิตเพื่อดำเนินชีวิตตามปกติ ทว่าภายหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม นักศึกษาหลายพันคนเลือกที่จะหนีเข้าป่าไปเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แทนที่จะยอมรับทางเลือกดังกล่าว

การนิรโทษกรรมในปี 1978 ได้ยุติกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สังหารหมู่เดือนตุลาคม 1976 แต่ดังที่อภินันท์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า มันกลับ “ทิ้งทุกอย่างไว้โดยไม่มีการคลี่คลาย... จริง ๆ แล้วพวกเราต้องการโอกาสที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง”[13] การนิรโทษกรรมครั้งนี้กลายเป็นกลไกของการลบเลือน มากกว่าจะเป็นกลไกที่นำไปสู่ความยุติธรรม[14]

เนื้อหาของละครเรื่องนี้แฝงไว้ด้วยความย้อนแย้งที่โหดร้ายอย่างยิ่ง เพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏในละครกลับกลายเป็นภาพสะท้อนล่วงหน้าของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจริง

ปี 2020 – การหวนรำลึกถึงเหตุการณ์เดือนตุลาคม 1976

ตรรกะของละครเรื่องนี้ที่แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องระหว่างคนรุ่นต่าง ๆ ซึ่งยังคงดำรงอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงการทำซ้ำในเชิงโครงสร้างของการกล่าวหาว่าผู้ที่กล้าเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นผู้ที่ขาดความจงรักภักดี ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยกลุ่มคนที่ไม่พอใจกับการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมในประเทศไทย เหตุการณ์สังหารหมู่ดังกล่าวถูกนำมาจำลองใหม่ในเพลงไทยที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาอย่างเพลง “ประเทศกูมี” (Prathet Ku Mee) ซึ่งเป็นบทเพลงประท้วงเผด็จการภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา[15] มิวสิกวิดีโอเพลง "Rap Against Dictatorship" ซึ่งกำกับโดยธีรวัฒน์ รุจินธรรม มียอดรับชมสูงถึง 117 ล้านครั้งในปัจจุบัน ส่งผลให้เหตุการณ์สังหารหมู่ดังกล่าวกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสมัยนิยม[16]

ตั้งแต่ช่วงกลางปี ​​2563 เป็นต้นมา ขบวนการประท้วงที่นำโดยคนรุ่นใหม่ได้เรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออก เรียกร้องให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนที่ฉบับปี 2560 และที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียงมากที่สุดคือการเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน[17] ภายในเวลาไม่ถึง 6 เดือน มีการจัดกิจกรรมประท้วงเกือบ 400 ครั้งใน 62 จังหวัด โดยกลุ่มต่าง ๆ กว่า 100 กลุ่ม ผู้นำคนรุ่นใหม่ในขบวนการนี้แสดงความรู้สึกเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับ "คนรุ่นก่อน" ที่เคยเผชิญกับเหตุการณ์สังหารหมู่เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 โดยยกให้ผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นแรงบันดาลใจ คนรุ่นใหม่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในงานรำลึกเหตุการณ์ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อีกทั้งยังหยิบยกการต่อสู้ในอดีตเหตุการณ์อื่น ๆ ขึ้นมากล่าวถึงอย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในปี 2553 หรือแม้แต่เหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ที่ยกเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ในการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต มีการฉายภาพเหตุการณ์สังหารหมู่ปี 2519 ไว้เบื้องหลังเวที ในขณะที่ "รุ้ง" ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล นักศึกษาสาขาสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้อ่านข้อเรียกร้อง 10 ประการเพื่อปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ โดยภาพเหตุการณ์ดังกล่าวถูกนำเสนอประกอบกับเพลงสรรเสริญพระบารมีแทนที่เสียงต้นฉบับ ซึ่งการวางภาพและเสียงที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้ได้สื่อความหมายด้วยตัวของมันเอง

ไม่น่าแปลกใจนักที่การประท้วงในปี 2563 จะนำไปสู่การตอบโต้ด้วยข้อกล่าวหาจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม ดังเช่นโพสต์บนเฟซบุ๊กเมื่อเดือนสิงหาคม 2563 ของนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ที่ระบุว่า:

บรรยากาศทางการเมืองในปัจจุบันคล้ายคลึงกับช่วงเวลาก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็นช่วงที่ขบวนการนักศึกษาล้ำเส้น ไม่เคารพกฎหมาย และหมิ่นประมาทสถาบันกษัตริย์ โดยทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้การบงการของบุคคลเบื้องหลังที่ผลักดันให้นักศึกษาต้องเผชิญกับอันตราย ในขณะที่ตนเองกลับเสวยสุขอยู่ในเงามืด ขอให้สิ่งนี้เป็นคำเตือนแก่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยทั้งหลายว่า ชื่อเสียงของสถาบันการศึกษาของท่านจะมัวหมองหากมัวแต่เอาใจนักศึกษา อย่าได้นำสถาบันกษัตริย์มาล้อเล่นหรือมองเป็นเรื่องสนุก เพราะคนอื่นไม่ได้รู้สึกขบขันไปกับท่านด้วย เรื่องนี้ถือว่าเกินขอบเขตไปมากแล้ว[18]

นันทิวัฒน์ได้หยิบยกถ้อยคำที่เคยใช้ในปี พ.ศ. 2519 มากล่าวซ้ำแทบจะทุกประโยค

กลไกการกล่าวหาแบบเดียวกันกับที่เคยเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2519 — ไม่ว่าจะเป็นการตีความการแสดงให้กลายเป็นความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การกล่าวหานักศึกษาว่าเป็นภัยต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ไปจนถึงการจับกุมและดำเนินคดี — ได้ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งกับคนรุ่นปี พ.ศ. 2563 ซึ่งแกนนำหลายคนในกลุ่มนี้กำลังถูกคุมขังหรือต้องลี้ภัยอยู่ในขณะนี้ การแสดงเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม จึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็น “แม่แบบ” อีกด้วย

เหตุใดการแสดงนี้จึงมีความสำคัญ

การแสดงเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม เป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม ซึ่งไม่สามารถสรุปได้เพียงว่าเป็นแค่ “ภาพที่จุดชนวน” ดังเช่นคำอธิบายที่เคยเป็นกระแสหลักมาก่อนหน้านี้ ถ้อยคำที่ปรากฏในการแสดงที่ว่า “ต้องข้ามศพพวกเราไปทีละศพ” นั้น สะท้อนให้เห็นถึงท่าทีของรัฐไทยที่พร้อมจะเพิกเฉยและลดทอนคุณค่าของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว

เหตุการณ์สังหารหมู่ครั้งนั้นมีข้ออ้างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาสร้างความชอบธรรม โดยอาศัยภาพถ่ายที่ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธย้อนกลับไปทำร้ายผู้ที่บันทึกภาพเหล่านั้น การรวบรวมหลักฐานภาพถ่ายทั้งหมดกลับคืนมา — แทนที่จะดูเพียงภาพใดภาพหนึ่ง — จะช่วยให้เราสามารถคืนความหมายที่แท้จริงตามเจตนาเดิมของการแสดงนั้นได้อีกครั้ง

นักเรียนในปี 1976 และ 2020 ต่างเข้าใจว่าผู้ตายเรียกร้องสิทธิจากผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ละครเรื่องนี้ตั้งคำถามว่าผู้สืบทอดของพวกเขาจะเหยียบย่ำศพของพวกเขาหรือจะหยุดเพื่อคัดค้าน คำถามเดียวกันนี้ เพียงแต่ถูกนำเสนอในรูปแบบที่แตกต่างกัน ยังคงเผชิญหน้ากับคนรุ่นต่อๆ ไป

คำขอบคุณ

ดันแคนและชายาตาขอขอบคุณการสนับสนุนด้านเงินทุนจากสภาวิจัยแห่งนอร์เวย์ ประจำปี 2021-2025 ภายใต้ทุนสนับสนุนหมายเลข 314849 “การมีส่วนร่วมของประชาชนและภาวะผู้นำในระบอบประชาธิปไตยของเอเชีย”

หมายเหตุ

[1] ดูเปิดใจนักแสดงและบทละครแขวนคอย้อนดูการ 'ปั่น' ความลับแห่งความนุ่มนวลก่อน 6 ตุลา,” [Actor in the "Hanging" Play Speaks Out: Revisiting the Manipulation of Hatred Before to 6 October, ประชาไท, 6 ตุลาคม 2562, https://prachatai.com/journal/2019/10/84633

[2] “Mimicry”, 5 ตุลาคม 2519, บางกอกโพสต์ ทำซ้ำหน้าหนังสือพิมพ์ต้นฉบับได้ที่ https://www.matichon.co.th/weekly/history-culture/article_353977

[3] สำหรับเสียงร่วมสมัย โปรดดูที่เห็นได้ชัดเสียงวิทยุพาณิชย์ #2 ประกาศสถานีวิทยุยานเกราะ เรื่อง ละครหมิ่นประมาทสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ เริ่มเวลา 11.37 น. https://www.youtube.com/watch?v=O5xQ681ugBU

[4] เนื่องจากพิมพ์ในช่วงปลายวันที่ 5 ตุลาคม จึงจัดพิมพ์เป็นฉบับวันที่ 6 ตุลาคม หัวข้อข่าวคือ “แผ่นดินเดือดแขวนคอหุ่นเหมือนเจ้าฟ้าชาย...”, “โกลาหลราวกับร่างมกุฎราชกุมารถูกแขวนคอ”, ดาวสยาม, 6 ตุลาคม 2519

[5] สำหรับวิดีโอสัมภาษณ์สั้น ๆ ของอภินันท์ที่บันทึกไว้ในปี 2562 ดู “เปิดใจนักแสดงและบทละครแขวนคอดูการ 'ปั่น' ความนุ่มนวลย้อนก่อน 6 ตุลา” [นักแสดงในละคร "แขวนคอ" Speaks Out: Revisiting the Manipulation of Hatred Before to 6 October], ประชาไท, https://www.youtube.com/watch?v=wiSWW0SfBqY&rco=1

[6] พบฟ้ารุ่ง ศรีขาว คุยกับ ‘อภินันท์ บัวหรีด’ คนในที่ ‘ดาวสยาม’ เหตุผลที่อ้างว่าเป็นเหตุล้อมปราบ ‘6 ตุลา 19’ [สนทนากับอภินันท์ บัวหภักดี ชายในดาวสยาม ภาพถ่ายที่ถูกกล่าวหาว่าก่อการปราบปราม เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519], The Standard, 14 ตุลาคม 2565, https://thestandard.co/apinan-buahapakdi/

[7] ดูการอภิปรายโดย ธนิตย์ นีละโยธิน “ตัวตนนักศึกษา 6ตุลา” และสามารถติดตามได้ในหน้าหนึ่งนสพ” [The Identity of 6 October Students was Occluded on the Newspaper Front Pages] Matichon Weekly, 7 ตุลาคม 2020, https://www.matichonweekly.com/history-culture/article_353977 .

[8] สำหรับการอภิปรายโดยละเอียดเกี่ยวกับการถ่ายภาพและวันที่ 6 ตุลาคม โปรดดู Karin Zackari, “Photography in the History of the 14 October 1973 and the 6 October 1976 Events in Thailand”, South East Asia Research, 29,1, 2021: 32–52. https://doi.org/10.1080/0967828X.2021.1872349.

[9] เกี่ยวกับการเผยแพร่ภาพถ่ายตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม และเนื้อหาในหอจดหมายเหตุ โปรดดู Karin Zackari, Framing the Subjects: Human Rights and Photography in Contemporary Thai History. ปริญญาเอก วิทยานิพนธ์, 2020, มหาวิทยาลัยลุนด์, https://portal.research.lu.se/ws/files/83164892/Karin_Zackari_webb.pdf

[10] Zackari 2021

[11] ดู https://doct6.com/

[12] สำหรับลำดับความเป็นมาของการสร้างความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม โปรดดู Zackari

[13] อภินันท์, สัมภาษณ์โดยประชาไท ปี 2019

[14] Tyrell Haberkorn, “The Hidden Transcript of Amnesty: The 6 October 1976 Massacre and Coup in Thailand.” Critical Asian Studies, 47, 1, 2015: 1–25. doi:10.1080/14672715.2015.997344

[15] ดู My Country Has, YouTube, 2018, https://www.youtube.com/watch?v=VZvzvLiGUtw โดยฉากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม เริ่มต้นที่นาทีที่ 3.36

[16] ผู้กำกับคนเดียวกันนี้ยังได้ร่วมกับภัทราภรณ์ ภูทอง สร้างภาพยนตร์สารคดีในปี 2017 เรื่อง “Two Brothers” ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของพนักงานการไฟฟ้าสองคนที่ถูกสังหาร ดู พิมพ์ผกาพล พลเพ็ง, “สองพี่น้อง (Two Brothers): เติมเต็มตัวตนด้วยความทรงจำ”, The Momentum, 18 มกราคม 2018, https://themomentum.co/history-film-two-brothers/

[17] ดู Duncan McCargo, “Disruptors’ Dilemma? Thailand’s 2020 Gen Z protests”, Critical Asian Studies, 53, 2, 2021: 175–191 รวมถึงบทความอื่น ๆ อีก 3 ชิ้นเกี่ยวกับการประท้วงดังกล่าว โดย Aim Simpeng, Kanokrat Lertchoosakul และ Saowanee Alexander ซึ่งตีพิมพ์ในฉบับพิเศษเดียวกันนี้ [18] ดู “อดีตข่าวใหญ่กรอง” แสดงบรรยากาศในลักษณะ 6 ตุลาคม เตือนนักศึกษาอย่าล้ำเส้น”

[18] “อดีตหัวหน้าหน่วยข่าวกรอง” เผยบรรยากาศการเมืองคล้าย 6 ต.ค. เตือนนักศึกษาอย่าล้ำเส้น], ผู้จัดการออนไลน์, 13 ส.ค. 2020, https://mgronline.com/onlinesection/detail/9630000082759

Duncan McCargo เป็นประธานศาสตราจารย์ด้าน Global Affairs, School of Social Sciences ที่ Nanyang Technological University ประเทศสิงคโปร์ เขาได้เผยแพร่เกี่ยวกับการเมืองไทยอย่างกว้างขวาง – ดู https://thaipolitics.leeds.ac.uk/ อีเมล duncan.mccargo@ntu.edu.sg

ชญตา ศรีพานิชย์ เป็นนักวิจัยอิสระด้านการเมืองไทยร่วมสมัยในกรุงเทพฯ และเป็นที่ปรึกษาการรณรงค์หาเสียงในโครงการริเริ่มภาคประชาสังคม อีเมล์ chsripanich@gmail.com

Karin Zackari เป็นรองอาจารย์อาวุโสใน School of Global Studies มหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์ก ประเทศสวีเดน เธอเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์สิทธิมนุษยชนร่วมสมัยของประเทศไทย อีเมล karin.zackari@gu.se

หากต้องการอ้างอิงบทความนี้ โปรดใช้รายการบรรณานุกรมที่แนะนำด้านล่าง:

Duncan McCargo, Chayata Sripanich และ Karin Zackari, “Prophetic Histories: The 4 October 1976 Hanging Play,” กระดานแสดงความคิดเห็น (Commentary Board) ของ criticalasianstudies.org, 5 ตุลาคม 2026; https://doi.org/10.52698/BONL3709

Duncan McCargo, Chayata Sripanich læa Karin Zackari,




"ถ้าเป็นกฎหมายหมิ่นประมาท สำหรับคนทั่วไป ศาลจะตีความแคบ มีฎีกาที่สามารถอ้างอิงองค์ประกอบความผิด มีหลักการเว้นโทษ มีข้อจำกัดในการให้ผู้เสียหายต้องเป็นผู้ฟ้อง แต่กฎหมายหมิ่นประมาทสำหรับคนพิเศษ เพียงการเติมคำว่า อาฆาตมาดร้าย เข้าไป ศาลก็ตีความได้อย่างกว้างขวาง และการที่มันเป็นกฎหมายความมั่นคง ทำให้ใครฟ้องก็ได้" อติรุจ #ปล่อยเพื่อนเรา #ยืนหยุดทรราช

https://www.facebook.com/pipob.udomittipong/posts/10164818801401649




“หนังสือถึงฟ้า” ชวนอ่านหนังสือ และส่งกำลังใจถึง ฟ้า พรหมศร 📅 วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2569 ⏰ เวลา 13.00–15.00 น. 📍 ณ Let's Say Café


ThumbRights
October 14, 2026
·
“หนังสือถึงฟ้า” ชวนอ่านหนังสือ และส่งกำลังใจถึง ฟ้า พรหมศร

ระหว่างที่ฟ้า พรหมศร อดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัว ฟ้าได้ฝากข้อความออกมาว่าอยากได้หนังสือไปอ่านระหว่างอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์

แม้ตอนนี้ฟ้าจะยุติการอดอาหารแล้ว แต่เราอยากชวนทุกคนมาร่วมส่งกำลังใจถึงฟ้าผ่านหนังสือสักเล่ม

กิจกรรม “หนังสือถึงฟ้า” จึงอยากชวนทุกคนหยิบหนังสือที่อยากส่งให้ฟ้ามาร่วมอ่านบางส่วน แบ่งปันเรื่องราวจา
กหนังสือ และเล่าให้ฟังว่าทำไมถึงเลือกหนังสือเล่มนี้ เพราะเราเชื่อว่าหนังสือหนึ่งเล่มอาจเป็นทั้งเพื่อนในวันที่ยากลำบาก และเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่ส่งถึงกันได้

แล้วมางานนี้จะได้ทำอะไรบ้าง?

ฟังเรื่องราวจากหนังสือที่อยากส่งถึงฟ้า พบกับแขกรับเชิญพิเศษที่จะมาร่วมอ่านบางส่วนจากหนังสือที่เลือกมา พร้อมแบ่งปันเรื่องราวและเหตุผลว่าทำไมถึงอยากส่งหนังสือเล่มนี้ให้ฟ้า

นำหนังสือของตัวเองมาร่วมแบ่งปัน เราเปิดพื้นที่ให้ทุกคนที่มาร่วมงานได้หยิบหนังสือที่อยากส่งถึงฟ้ามาอ่านบางส่วนให้เพื่อน ๆ ฟัง พร้อมเล่าว่าหนังสือเล่มนี้มีความหมายอย่างไร หรือทำไมถึงอยากให้ฟ้าได้อ่าน

ร่วมส่งกำลังใจถึงฟ้าผ่านหนังสือ หนังสือที่ทุกคนเลือกมาอาจเป็นเล่มที่เคยสร้างแรงบันดาลใจ ให้กำลังใจ หรือเพียงแค่เป็นเรื่องราวสนุก ๆ ที่อยากแบ่งปันให้ฟ้าได้อ่านในช่วงเวลานี้

และยังมีการชวนทุกคนมาทำ Zine ส่งพลังและกำลังใจถึงฟ้าด้วยกัน

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม 2569
เวลา 13.00–15.00 น.
ณ Let's Say Café

ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเล่มโปรด หนังสือที่เคยให้กำลังใจเรา หรือหนังสือที่คิดว่าฟ้าน่าจะชอบ อยากชวนทุกคนพกหนังสือสักเล่มมาร่วมอ่าน พูดคุย แลกเปลี่ยนเรื่องราว และส่งกำลังใจถึงฟ้าไปด้วยกัน

#ปล่อยนักโทษการเมือง

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122285556824184830&set=a.122110046162184830





ตระกูลมหาเศรษฐีพันล้านที่ซ่อนเร้นอยู่ในกรุงเทพฯ…


The Unseen Billionaire Dynasties of BANGKOK…

Silent Status

Oct 11, 2026
#Billionaires #WealthBuilding #RealEstateInvesting

Silent Status covers the billionaires you've never heard of — the ones who built massive fortunes the traditional way, quietly, over decades, without personal brands, press tours, or public profiles. Every episode breaks down how one under-the-radar billionaire built their wealth, what industry they used to do it, and why they've managed to stay out of the spotlight.

This episode: The Unseen Billionaire Dynasties of BANGKOK… This video is a work of independent journalism and commentary. It is based on publicly available information, including public financial filings, news reporting, and on-the-record interviews, and is presented for educational and informational purposes.

Any images, footage, or brief excerpts used in this video are included under fair use (17 U.S.C. § 107) for purposes of commentary, criticism, news reporting, and education. No copyright is claimed over third-party material shown briefly for illustrative purposes.

This video expresses no opinion on and makes no claims about the personal character of any individual discussed. All factual claims are drawn from cited public sources and are believed to be accurate as of the publish date; figures such as net worth and rankings change over time and should be independently verified.

If you are a rights holder and believe content in this video should be credited differently or removed, please contact us and we will address it promptly.

Topics covered in this series: self-made billionaires, low-profile billionaires, private real estate investors, how billionaires build wealth quietly, old money vs new money, real estate empire case studies, business biography, wealth building through real estate, privately held companies, billionaires you've never heard of, Forbes billionaires list deep dives.

https://www.youtube.com/watch?v=CwN87a3UFdg
.....

Silent Status นำเสนอเรื่องราวของมหาเศรษฐีที่คุณอาจไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน พวกเขาคือผู้ที่สร้างความมั่งคั่งมหาศาลด้วยวิธีดั้งเดิมอย่างเงียบเชียบตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยไม่ได้อาศัยการสร้างแบรนด์ส่วนบุคคล การเดินสายให้สัมภาษณ์สื่อ หรือการปรากฏตัวต่อสาธารณะแต่อย่างใด ในแต่ละตอน เราจะเจาะลึกว่ามหาเศรษฐีที่เก็บตัวเงียบเหล่านี้สร้างความมั่งคั่งขึ้นมาได้อย่างไร ผ่านอุตสาหกรรมใด และเหตุใดพวกเขาจึงสามารถหลีกเลี่ยงการเป็นจุดสนใจของสาธารณชนได้สำเร็จ

สำหรับตอนนี้: ตระกูลมหาเศรษฐีผู้ไม่เปิดเผยตัวตนในกรุงเทพฯ... วิดีโอนี้เป็นผลงานด้านวารสารศาสตร์และการวิจารณ์ที่เป็นอิสระ โดยจัดทำขึ้นจากข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ อาทิ เอกสารทางการเงินที่เปิดเผยต่อสาธารณะ รายงานข่าว และบทสัมภาษณ์ที่มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ทั้งนี้ เนื้อหาดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้และข้อมูลเท่านั้น

ภาพ ฟุตเทจ หรือข้อความบางส่วนที่ปรากฏในวิดีโอนี้ ถูกนำมาใช้ภายใต้หลักการใช้งานที่เป็นธรรม (Fair Use - ตามกฎหมายลิขสิทธิ์สหรัฐฯ 17 U.S.C. § 107) เพื่อจุดประสงค์ในการวิจารณ์ แสดงความคิดเห็น รายงานข่าว และให้ความรู้ โดยไม่มีการอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในเนื้อหาของบุคคลที่สามที่ปรากฏเพียงชั่วคราวเพื่อประกอบการอธิบาย

วิดีโอนี้ไม่มีเจตนาแสดงความคิดเห็นหรือกล่าวอ้างใดๆ เกี่ยวกับอุปนิสัยส่วนบุคคลของผู้ที่ถูกกล่าวถึง ข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมดอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลสาธารณะที่ระบุไว้ และถือว่ามีความถูกต้อง ณ วันที่เผยแพร่ ทั้งนี้ ตัวเลขต่างๆ เช่น มูลค่าทรัพย์สินสุทธิหรืออันดับความมั่งคั่ง อาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ผู้รับชมควรตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเอง

หากท่านเป็นเจ้าของสิทธิ์และเห็นว่าเนื้อหาในวิดีโอนี้ควรได้รับการระบุแหล่งที่มาในรูปแบบอื่น หรือควรถูกลบออก โปรดติดต่อเราเพื่อให้เราดำเนินการแก้ไขโดยเร็วที่สุด

หัวข้อที่นำเสนอในซีรีส์นี้ ได้แก่ มหาเศรษฐีที่สร้างฐานะด้วยตนเอง, มหาเศรษฐีที่เก็บตัวเงียบ, นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ภาคเอกชน, วิธีการสร้างความมั่งคั่งอย่างเงียบเชียบของเหล่ามหาเศรษฐี, ความแตกต่างระหว่างกลุ่มมหาเศรษฐีรุ่นเก่าและรุ่นใหม่, กรณีศึกษาอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์, ชีวประวัติทางธุรกิจ, การสร้างความมั่งคั่งผ่านอสังหาริมทรัพย์, บริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์, มหาเศรษฐีที่คุณอาจไม่เคยรู้จักมาก่อน และการเจาะลึกรายชื่อมหาเศรษฐีจาก Forbes

https://www.youtube.com/@Quiet-Silent-Status





ความหิวโหยในยุคเศรษฐกิจของทรัมป์ ประธานาธิบดีกล่าวว่า “ความฝันแบบอเมริกันได้หวนคืนมาแล้ว” แต่ชาวอริโซนาในพื้นที่ชนบทกลับไม่คิดเช่นนั้น



ความหิวโหยในยุคเศรษฐกิจของทรัมป์
ประธานาธิบดีกล่าวว่า “ความฝันแบบอเมริกันได้หวนคืนมาแล้ว” แต่ชาวอริโซนาในพื้นที่ชนบทกลับไม่คิดเช่นนั้น

เช้าวันเสาร์วันหนึ่ง ขณะขับรถผ่านรัฐอริโซนา ฉันเห็นแถวรถยนต์ยาวเกือบหนึ่งไมล์จอดเรียงรายอยู่บนทางหลวงในเขตทะเลทรายสูง ฉันชะลอความเร็วลงโดยคิดว่าคงมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น แต่แล้วก็ตระหนักได้ว่าผู้คนเหล่านั้นกำลังต่อคิวรอรับอาหารกันอยู่

หลายสัปดาห์ต่อมา ฉันกลับไปยังพื้นที่เดิมและได้พบกับแคนดี โซโต (Kandy Soto) อดีตเจ้าหน้าที่ธุรการและเสมียนศาลผู้เกษียณอายุ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้บริจาคประจำให้กับธนาคารอาหารในท้องถิ่น แต่เมื่อฉันพบเธอเมื่อเดือนที่แล้ว เธอกลับกลายเป็นผู้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น โดยกำลังเตรียมหยิบของใช้จำเป็นใส่ถุง ซึ่งเป็นสิ่งของที่ครอบครัวของเธอไม่สามารถซื้อหาได้อีกต่อไป โซโตเล่าว่าราคาผักกระป๋องดูเหมือนจะขยับสูงขึ้นแทบทุกครั้งที่เธอไปร้านค้า หลังจากคำนวณราคาเทียบกับงบประมาณที่มี เธออาจจะซื้อได้เพียงเนื้อปลาราคาถูกหรือเนื้อสัตว์กระป๋องเท่านั้น ส่วนเนื้อวัวหรือเนื้อสัตว์ปีกนั้นไม่ต้องพูดถึง บางครั้งเธอก็ต้องกลับบ้านมือเปล่า

สถานการณ์ไม่ควรเป็นเช่นนี้ ตอนที่เธอตัดสินใจเลือกโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อสองปีก่อน โซโตคาดหวังว่าเขาจะทำตามสัญญาที่ว่าจะ “ทำให้ค่าครองชีพในอเมริกาถูกลงอีกครั้ง” หลังจากที่ต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหนักในยุคของโจ ไบเดน เธออดสงสัยไม่ได้ว่าทรัมป์และครอบครัวใช้ชีวิตกันอย่างไร เพราะเธอไม่เห็นวี่แววของเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูอย่างที่เขาพูดถึงเลย ครอบครัวของเธอเองต้องเผชิญกับโชคร้ายหลายอย่าง สามีของเธอต้องหยุดทำงานหลังจากได้รับบาดเจ็บที่คอจนต้องเข้ารับการผ่าตัด จากนั้นพวกเขาก็พบว่ารายได้จากการเกษียณอายุที่มีอยู่น้อยนิดทำให้พวกเขาไม่มีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันและค่าอาหารก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ สถานการณ์เลวร้ายลงจนเมื่อไม่กี่เดือนก่อน โซโตในวัย 66 ปี จำต้องตัดความรู้สึกอับอายทิ้งไป แล้วขับรถเป็นระยะทาง 20 ไมล์เพื่อมายังธนาคารอาหาร “Community Cupboard” ในเมืองเพรสคอตต์ (Prescott) เธอกล่าวว่า “สำหรับคนสูงวัยแล้ว การต้องทำแบบนี้ถือเป็นการยอมลดทิฐิหรือละทิ้งศักดิ์ศรีในใจไปมากทีเดียว”



ในเขตปกครองยาวาไพ (Yavapai County) ซึ่งอยู่โดยรอบนั้น ทรัมป์ได้รับคะแนนเสียงไปถึง 66 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีส่วนช่วยให้เขาคว้าชัยชนะในรัฐอริโซนาเมื่อสองปีก่อน ในปี 2016 เขาได้จัดเวทีปราศรัยหาเสียงครั้งสุดท้ายที่นี่ก่อนถึงวันเลือกตั้ง ทรัมป์หวังว่าภูมิภาคนี้จะช่วยบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ที่ผลสำรวจคาดการณ์ว่าพรรคเดโมแครตอาจได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายในเดือนหน้า โดยในวันพุธนี้เขาจะจัดเวทีปราศรัยที่เมืองบูลเฮดซิตี (Bullhead City) ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 200 ไมล์ ทว่าอิทธิพลของประธานาธิบดีผู้นี้ดูเหมือนจะเสื่อมถอยลง และสภาพเศรษฐกิจก็เป็นเหตุผลที่อธิบายเรื่องนี้ได้

ผลกระทบจากราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้นนั้นรุนแรงเป็นพิเศษในรัฐแอริโซนา ประชาชนราวครึ่งล้านคนสูญเสียสิทธิ์ได้รับบัตรอาหาร (food stamps) นับตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนปี 2025 อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายภาษีฉบับสำคัญของทรัมป์ ซึ่งจำกัดความช่วยเหลือและกำหนดบทลงโทษแก่รัฐที่เกิดความผิดพลาดในการอนุมัติสวัสดิการ กฎหมายฉบับนี้ยังอยู่ในระหว่างการทยอยบังคับใช้ และรัฐแอริโซนาก็เป็นหนึ่งในรัฐกลุ่มแรกๆ ที่นำการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมาปฏิบัติ

เกือบทุกคนที่ผมได้พูดคุยด้วยในพื้นที่เมื่อเดือนที่แล้ว รวมถึงกลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์ ต่างกล่าวว่าพวกเขารู้สึกว่าชีวิตความเป็นอยู่แย่ลงกว่าช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2024 ข้อมูลจากรัฐบาลกลางระบุว่า อัตราการว่างงานในรัฐแอริโซนาอยู่ที่ 3.8 เปอร์เซ็นต์ในเดือนสิงหาคม 2024 แต่ในเดือนสิงหาคมปีนี้ ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 4.9 เปอร์เซ็นต์ หลายคนที่ผมได้พูดคุยด้วยในเขตนี้บอกว่าพวกเขายังคงมีงานทำ แต่รายได้ที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและอาหารที่แพงขึ้น ทุกคนแทบจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขารู้สึกโกรธเคืองต่อการตัดสินใจของทรัมป์ในการก่อสงคราม และการใช้เงินหลายร้อยล้านดอลลาร์ไปกับการประดับตกแต่งเมืองหลวงที่พวกเขาไม่มีวันได้ไปเยือน พวกเขาต่างรู้สึกไม่เชื่อหูเมื่อได้ยินทรัมป์อ้างว่าชีวิตของผู้คนดีขึ้นในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง หลายคนยังแสดงความผิดหวังต่อรัฐสภาและพรรคการเมืองทั้งสองพรรค พวกเขาตัดพ้อถึงปัญหาการทุจริตที่ฝังรากลึกทั้งในรัฐบาลและองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ พร้อมทั้งประณามกลุ่มมหาเศรษฐีที่พวกเขามองว่ากำลังแสวงหาผลประโยชน์จากความทุกข์ยากของพวกเขา

ผู้คนบอกกับผมว่าพวกเขารู้สึกกังวลในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการทำงานในอนาคต การจัดหาอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการให้แก่ลูกหลาน การประคับประคองธุรกิจขนาดเล็กให้ยังคงดำเนินต่อไปได้ หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถยนต์ ทรัมป์เคยกล่าวว่า “ความฝันแบบอเมริกัน (American Dream) ได้หวนคืนมาแล้ว” แต่สำหรับผู้คนที่ผมได้พูดคุยด้วยในเขตยาวาไพ (Yavapai County) สิ่งนั้นกลับไม่ได้เกิดขึ้นจริง



วิกตอเรีย ดอมโบรว์สกี (Victoria Dombrowski) ได้ค้นพบวิธีหนึ่งในการช่วยเหลือครอบครัวของเธอท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ นั่นคือการใช้ระบบแลกเปลี่ยนสินค้า (barter system) เธอสูญเสียสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือค่าอาหาร (food stamps) มูลค่า 800 ดอลลาร์ต่อเดือน หลังจากเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งเป็นผู้ดูแลโครงการนี้ได้ดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดเพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์คุณสมบัติใหม่ที่กำหนดไว้ในกฎหมาย "One Big Beautiful Bill Act" ของพรรครีพับลิกัน ดอมบรอว์สกี ซึ่งเป็นคุณแม่ที่อยู่บ้านเลี้ยงลูกเล็กสองคน เล่าให้ฉันฟังว่าเธอได้กรอกเอกสารต่ออายุสิทธิ์จนครบถ้วนทุกขั้นตอน รวมถึงผ่านการสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับสถานะทางการเงินของเธอแล้ว แต่ถึงกระนั้น แม้จะพยายามโทรศัพท์ติดต่อเจ้าหน้าที่ของกรมความมั่นคงทางเศรษฐกิจแห่งรัฐแอริโซนา (Arizona Department of Economic Security) อยู่หลายวันโดยต้องถือสายรอเป็นเวลานาน และยังได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรไม่แสวงผลกำไรอีกแรง เธอก็ยังไม่สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ได้สำเร็จ "สุดท้ายฉันก็เลยยอมแพ้ค่ะ" เธอกล่าว ฉันพบกับดอมบรอว์สกีที่ร้านขายสินค้าราคาประหยัดแห่งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ที่เธอต้องมาจับจ่ายใช้สอย เพราะเธอไม่สามารถซื้อของที่ห้างวอลมาร์ต (Walmart) ได้อีกต่อไปแล้ว

สามีของ Dombrowski ทำงานที่ร้านอะไหล่รถยนต์ แต่รายได้ของเขาไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงดูครอบครัว เธอจึงเริ่มหยิบกล่องอาหารฟรีที่มีแจกในชุมชนเป็นครั้งคราว แต่บ่อยครั้งที่เธอกล่าวว่าอาหารหมดอายุหรือของถวายเป็นขนมหวานที่มีน้ำตาลซึ่งไม่ได้ให้สารอาหารที่ลูกๆ ของเธอต้องการ “ตู้เย็นของฉันยังว่างอยู่” เธอกล่าว Dombrowski ครั้งหนึ่งเคยภูมิใจในการทำอาหารที่บ้านให้ครอบครัวของเธอรับประทาน เช่น มีทโลฟและมันฝรั่ง นับตั้งแต่สูญเสียความช่วยเหลือด้านอาหาร เธอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเสิร์ฟอาหารไมโครเวฟราคาถูก เธอและคนอื่นๆ เริ่มมีการแลกเปลี่ยนเพื่อรับบริการต่างๆ สำหรับวันเกิดลูกชายของเธอในฤดูร้อนนี้ เธอตัดเล็บให้สุนัข เพื่อนคนหนึ่งนำสัตว์ต่างๆ มาที่บ้านของเธอเพื่อจัดงานปาร์ตี้ธีมสวนสัตว์เพื่อเป็นการตอบแทน

ธนาคารอาหารทั่วทั้งรัฐแอริโซนามองเห็นความต้องการอย่างมาก พวกเขาให้บริการโดยเฉลี่ย 626,881 คนต่อเดือนในปี 2024 ชาวแอริโซนาประมาณ 786,366 คนใช้ธนาคารอาหารในแต่ละเดือนในปีนี้ ตามข้อมูลของเครือข่ายธนาคารอาหารแอริโซนา ค่าจ้างไม่ได้เพิ่มขึ้นเร็วเท่ากับค่าใช้จ่าย และชาวแอริโซนาจำนวนมากขึ้นยังคงสูญเสียแสตมป์อาหารของตนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงจากใบเรียกเก็บภาษี



ธนาคารอาหารตู้ชุมชนในเพรสคอตต์เพิ่งได้รับโทรศัพท์ในนามของทหารผ่านศึก 17 คนในชุมชนที่ “ไม่มีอาหารเลย” จิม เฟลป์ส ผู้อำนวยการบริหารขององค์กรกล่าวกับฉัน คืนหนึ่งคนงานต้องลากรถฉุกเฉินโดยนำอาหารสองก้อนใส่รถ Tesla เพื่อแจกจ่าย Ron Brannon เป็นหนึ่งในคนที่กำลังรออะไรกิน แบรนนอน ทหารผ่านศึกพิการรูปร่างสูงและผอมแห้งบอกฉันว่าถ้าเขาทำงานหนักจริงๆ เขาจะยืดเวลาสิทธิประโยชน์ของโครงการช่วยเหลือด้านโภชนาการเสริมได้จนถึงวันที่ 10 ของแต่ละเดือน ยอดรวมรายเดือนของเขาเพิ่งลดลงเหลือ 60 ดอลลาร์ และเมื่อยอดคงเหลือของเขาถึง 0 ดอลลาร์ “ฉันแค่ไปโดยไม่ทำ” ชายวัย 68 ปีกล่าว Sam Riske อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารวัย 32 ปีที่อุ้มลูกน้อยของเธอในเป้อุ้มขณะที่เธอรอคิวอาหารที่ตู้ Community Cupboard ส่งมา บอกฉันว่าเธอพยายามตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เพื่อรับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับสถานะการสมัครของเธอเพื่อขอรับความช่วยเหลือทางการเงินชั่วคราวสำหรับครอบครัวที่มีรายได้น้อย เธอกล่าวว่าฤดูร้อนนี้ ครอบครัวของเธอสูญเสียเงินสวัสดิการด้านอาหารประมาณ 780 ดอลลาร์ต่อเดือน เนื่องจากเธอไม่ปฏิบัติตามเอกสารคุณสมบัติของเธอ เพื่อหาเลี้ยงชีพ เธอจึงรับเลี้ยงสุนัข คู่ของเธอได้งานแปลก ๆ

ภายนอกร้านขายอาหารยอดนิยมใน Prescott Valley ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลางดำเนินการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองในฤดูร้อนนี้ ผู้หญิงคนหนึ่งที่ปฏิเสธที่จะให้ชื่อเต็มของเธอแก่ฉันเพราะกลัวว่าจะดึงความสนใจไปที่สถานการณ์ของเธอ บ่นเรื่องราคาอาหารที่สูงและการขาดแคลนแรงงานที่กดดันบริษัทมุงหลังคาของครอบครัวเธอ แต่ทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่เธอกังวลน้อยที่สุด เธอกล่าวขณะบรรทุกของชำขึ้นรถ เมื่อเร็วๆ นี้ สามีของเธอถูกเนรเทศ และเธอแค่พยายามใช้ชีวิตในแต่ละวัน โดยดูแลบ้านและจัดการพนักงาน “มันยากในตอนนี้” นักเตะวัย 37 ปีกล่าว เธอไม่ได้คาดหวังอะไรที่จะดีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ ภายในร้านขายเนื้อ มีดนตรีบันดาดังขึ้น ผู้จัดการคนหนึ่งขอให้ฉันออกไปอย่างสุภาพ โดยอธิบายว่าการดำเนินการตรวจคนเข้าเมืองทำให้ลูกค้าหวาดกลัว ธุรกิจตกต่ำตั้งแต่นั้นมา และเธอไม่ต้องการให้มีนักข่าวมาทำให้สถานการณ์แย่ลง

รีพับลิกันหลายคนที่ฉันพูดคุยด้วยกล่าวว่าพวกเขาสนับสนุนการปราบปรามการเข้าเมืองเหล่านั้น แม้ว่าพวกเขาจะนำความเจ็บปวดและความกลัวมาสู่ผู้คนจำนวนมากในชุมชนของพวกเขาก็ตาม Dawn Zimmerman แพทย์ด้านความงามซึ่งเป็นเจ้าของสตูดิโอในเมืองเมเยอร์ รัฐแอริโซนา บอกฉันว่าทรัมป์ซึ่งเธอโหวตให้ในปี 2024 กำลัง “ทำหลายอย่าง” แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถควบคุมได้ เธอกล่าวเสริมว่า ผู้คนต่าง “คลั่งไคล้” เธอกล่าวว่าราคาผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมพุ่งสูงขึ้น และลูกค้าของเธอกำลังซื้อสินค้าเหล่านี้ในราคาที่ถูกลงจากร้านค้าปลีกรายใหญ่หรือทางออนไลน์ คนมาทำผมน้อยลง แต่เธอไม่เต็มใจที่จะขึ้นราคา เนื่องจากมีลูกค้าจำนวนมากที่มีอายุมากกว่าหรือมีรายได้คงที่ ซิมเมอร์แมนไม่ได้ลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งขั้นต้น เธอกล่าว แต่ตั้งใจที่จะลงคะแนนเสียงในเดือนพฤศจิกายน เมื่อฉันถามว่าเธอวางแผนที่จะสนับสนุนพรรครีพับลิกันหรือไม่ เธอก็ไม่มีพันธะใดๆ: “ตอนนี้มันยากเพราะมีหลายอย่าง—มีการหลอกลวงมากกว่า” ฉันถามว่าเธอหมายถึงอะไร เธออ้างถึงแนวโน้มของทรัมป์ที่จะสลัดความผิดว่าเหตุใดผู้คนจึงไม่เห็นว่า “ประเทศนี้กำลังดำเนินไปได้ดีเพียงใด” และดูเหมือนว่าเขาจะตัดขาดจากความเจ็บปวดของเธอเพียงใด

ที่มา The Atlantic
Going Hungry in Trump’s Economy

https://www.theatlantic.com/politics/2026/10/arizona-voters-trump-economy-midterms/688980/
October 14, 2026




ข้อมูลผลสำรวจล่าสุดสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ได้จำแนกความชื่นชอบของผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามช่วงอายุต่างๆ และตามส่วนของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยอ้างอิงจากผลสำรวจของ Pew Research Center


https://www.pewresearch.org/short-reads/2026/10/15/majority-of-americans-expect-democrats-to-win-control-of-house-public-is-split-on-senate/

ข้อมูลผลสำรวจล่าสุดสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ได้จำแนกความชื่นชอบของผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามช่วงอายุต่างๆ โดยอ้างอิงจากผลสำรวจของ Pew Research Center พบว่าความตั้งใจในการลงคะแนนเสียงเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในแต่ละรุ่นอายุ ดังนี้:

กลุ่มอายุ 18 ถึง 29 ปี: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มอายุน้อยมีแนวโน้มสนับสนุนผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตเป็นส่วนใหญ่ โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 51% ต่อ 23% (คิดเป็นอัตราส่วน 2 ต่อ 1) ในขณะที่ประมาณหนึ่งในสี่ของผู้ตอบแบบสอบถามยังตัดสินใจไม่ได้หรือสนับสนุนผู้สมัครกลุ่มอื่น

กลุ่มอายุ 30 ถึง 49 ปี: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้มีแนวโน้มเอนเอียงไปทางพรรคเดโมแครตเช่นกัน โดย 43% สนับสนุนผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต และ 31% สนับสนุนพรรครีพับลิกัน ส่วนอีก 26% ยังตัดสินใจไม่ได้หรือเลือกสนับสนุนทางเลือกอื่น

กลุ่มอายุ 50 ถึง 64 ปี: กลุ่มประชากรนี้แสดงให้เห็นว่าผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันมีความได้เปรียบเล็กน้อย โดยได้รับคะแนนสนับสนุน 45% เทียบกับ 39% สำหรับพรรคเดโมแครต

กลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้มีความเห็นที่ค่อนข้างใกล้เคียงกัน โดย 44% สนับสนุนผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต และ 41% สนับสนุนพรรครีพับลิกัน

แล้วในส่วนของกลุ่มชาติพันธุ์ล่ะ?

ข้อมูลผลสำรวจจาก Pew Research Center ระบุถึงความชื่นชอบของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีต่อการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ โดยจำแนกตามกลุ่มเชื้อชาติและชาติพันธุ์ต่างๆ ดังนี้:

กลุ่มคนผิวดำ (Black Voters): สนับสนุนผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตอย่างชัดเจน โดย 70% สนับสนุนพรรคเดโมแครต เทียบกับ 7% ที่สนับสนุนพรรครีพับลิกัน ส่วนที่เหลือยังตัดสินใจไม่ได้หรือสนับสนุนทางเลือกอื่น

กลุ่มคนเอเชีย (Asian Voters): มีแนวโน้มเอนเอียงไปทางพรรคเดโมแครตเช่นกัน โดย 56% สนับสนุนผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต และ 16% สนับสนุนพรรครีพับลิกัน ในขณะที่ 27% ยังตัดสินใจไม่ได้หรือมีแนวโน้มสนับสนุนทางเลือกอื่น
www.pewresearch.org

กลุ่มคนฮิสแปนิก (Hispanic Voters): แสดงความชื่นชอบต่อผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตอย่างเห็นได้ชัดที่ 51% เทียบกับ 24% ที่สนับสนุนพรรครีพับลิกัน โดยประมาณหนึ่งในสี่ของผู้ตอบแบบสอบถามยังตัดสินใจไม่ได้หรือสนับสนุนทางเลือกอื่น
www.pewresearch.org

กลุ่มคนผิวขาว (White Voters): มีแนวโน้มเอนเอียงไปทางผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งนำอยู่ที่ 44% เทียบกับ 37% สำหรับพรรคเดโมแครต ส่วนที่เหลือยังตัดสินใจไม่ได้หรือสนับสนุนทางเลือกจากพรรคอื่น

www.pewresearch.org

สำหรับการวิเคราะห์เชิงลึกและข้อมูลย้อนหลัง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากรายงานฉบับเต็มของ Pew Research Center

รายงานนี้จัดทำขึ้นเมื่อใด? รายงานฉบับนี้จาก Pew Research Center ได้รับการเผยแพร่เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2026

ข้อมูลที่ใช้ในรายงานมาจากผลสำรวจผู้ใหญ่ในสหรัฐอเมริกาจำนวน 5,062 คน (รวมถึงผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งที่ได้ลงทะเบียนไว้แล้วจำนวน 3,917 คน) ซึ่งจัดทำโดย Pew Research Center ในระหว่างวันที่ 28 กันยายน ถึง 4 ตุลาคม 2026




กลุ่ม "No Kings" จัดกิจกรรมทั่วสหรัฐฯ รณรงค์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิล่วงหน้าก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม



กลุ่ม "No Kings" จัดกิจกรรมทั่วสหรัฐฯ รณรงค์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิล่วงหน้าก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เครือข่าย "No Kings" ซึ่งเป็นกลุ่มที่คัดค้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้จัดกิจกรรมในหลายเมืองและชุมชนทั่วสหรัฐอเมริกา โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในการเลือกตั้งกลางเทอม

กิจกรรมหลายร้อยรายการที่จัดขึ้นนี้ถูกระบุว่าไม่มีฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แม้จะเป็นการต่อยอดจากการเดินขบวนและประท้วงของกลุ่ม "No Kings" ที่ดำเนินมาตลอดเกือบสองปีโดยกลุ่มคนที่ไม่พอใจการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์ก็ตาม



ที่อนุสรณ์สถานลินคอล์นในกรุงวอชิงตัน มีวงดนตรีมาแสดงสร้างความบันเทิงให้กับผู้คนหลายร้อยคนที่สวมหมวกและเสื้อโค้ท แม้อากาศจะหนาวเย็น แต่หลายคนในกลุ่มผู้ฟังก็ยังเต้นไปตามจังหวะดนตรี โดยมีป้ายข้อความต่าง ๆ เช่น "VOTE EARLY" (เลือกตั้งล่วงหน้า) และ "HANDS OFF MY VOTE!" (อย่ามายุ่งกับสิทธิเลือกตั้งของฉัน!) ชูขึ้นให้เห็นเด่นชัด

ในการชุมนุมที่เมืองแอตแลนตา ไมเคิล จูเลียน บอนด์ สมาชิกสภาเมือง ได้กล่าวกับผู้เข้าร่วมงานให้ช่วยเชิญชวนผู้อื่นออกมาใช้สิทธิก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 3 พฤศจิกายน

"รัฐธรรมนูญมอบอำนาจอย่างหนึ่งให้แก่พวกคุณ นั่นคืออำนาจในการเลือกตั้ง แล้วพวกคุณจะใช้อำนาจนั้นหรือไม่?" เขากล่าว

บอนด์กล่าวเสริมว่า "คุณคงไม่เห็นซูเปอร์แมนทิ้งพลังของตัวเองไป หรือแบล็คแพนเธอร์สละพลังของเขา หรือวันเดอร์วูแมนทิ้งบ่วงบาศวิเศษของเธอ แล้วทำไมคุณถึงจะยอมทิ้งสิทธิ อำนาจ และหน้าที่ในการเลือกตั้งของคุณไปล่ะ? จงเป็นซูเปอร์ฮีโร่ ใช้พลังของคุณ แล้วออกไปที่คูหาเพื่อลงคะแนนเสียงกันเถอะ"



ที่ผ่านมา ทรัมป์แสดงความระแวงต่อการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์มาโดยตลอด และเคยกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานว่ามีการทุจริตการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา รัฐบาลของทรัมป์ได้ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่การเลือกตั้งของรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยขอให้ศาลสั่งระงับการนับคะแนนทางไปรษณีย์ในการเลือกตั้งกลางเทอม สำหรับบุคคลที่รัฐบาลกลางระบุว่า "มีแนวโน้ม" ว่าไม่ใช่พลเมืองสหรัฐฯ จนกว่าจะมีการยืนยันสถานะการเข้าเมืองของบุคคลเหล่านั้นให้แน่ชัด

ต่อมาในวันศุกร์ กระทรวงยุติธรรมได้ออกคำเตือนว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่มีหน้าที่ดำเนินการและนับคะแนนเสียงจากผู้ที่ถูกสงสัยว่าไม่ใช่พลเมืองสหรัฐฯ อาจเสี่ยงต่อการถูกสอบสวนทางอาญาและถูกดำเนินคดีได้ ก่อนหน้านั้นในวันเดียวกัน สมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต อเล็กซ์ ปาดิลลา จากแคลิฟอร์เนีย เชลดอน ไวท์เฮาส์ จากโรดไอส์แลนด์ และดิ๊ก เดอร์บิน จากอิลลินอยส์ ได้เขียนจดหมายถึงอัยการสูงสุด ท็อดด์ บลานเช เรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมให้คำมั่นว่าจะไม่ยึดบัตรลงคะแนนหรือเอกสารการเลือกตั้งอื่น ๆ ก่อนที่การเลือกตั้งกลางเทอมจะได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ

ที่มา AP
No Kings rallies across U.S. urge voters to cast ballots early ahead of midterms

https://www.pbs.org/newshour/nation/no-kings-rallies-across-u-s-urge-voters-to-cast-ballots-early-ahead-of-midterms
Oct 17, 2026