วันอาทิตย์, กรกฎาคม 19, 2569

พิมพ์เขียวปฏิรูปราชการของ ปกรณ์ นิลประพันธ์ นอกจากจะลูบหน้าปะจมูกใครต่อใครในที่สูงแล้ว ยังยากมากเนื่องจากโครงสร้างสังคมระบบอุปถัมภ์

พิมพ์เขียวปฏิรูปราชการของ ปกรณ์ นิลประพันธ์ นี่เรียกได้ว่าเป็น ‘Tall order’ หรือหวังสูงมากๆ ทีเดียว อย่างเช่น การแช่แข็งอัตรากำลังพลภาครัฐ “จะไม่มีการเปิดอัตรากำลังใหม่เพิ่มขึ้นอีกแล้ว” เพราะนอกจากจะลูบหน้าปะจมูกใครต่อใครในที่สูงแล้ว

ยังเป็นงานที่ยากมากเนื่องจากโครงสร้างสังคมระบบอุปถัมภ์ จะเป็นกำแพงหินขวางกั้นให้ทำไม่สำเร็จ โดยเฉพาะที่ว่าคนรุ่นใหม่จะเลือกข้อเสนอรับเงินเดือนสูง ไม่มีบำนาญ และเกษียณแต่เนิ่นๆ เมื่ออายุ ๔๐ ปี น่าจะไม่สามารถทำได้ทันที ต้องยืดเวลาออกไป

อย่างไรก็ดี นี่ใช่ว่าจะเป็นการติเรือทั้งโกลนแต่อย่างใด หลักการที่รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายนำเสนอ เข้าท่าเข้าทีอยู่หลาย วิธีการ เช่น เกษียณแล้ว ‘ตำแหน่งหาย’ ไม่เปิดสอบเพิ่ม ไม่มีบรรจุใหม่ ถ้าทำมาแต่แรก ก็จะไม่มีทุจริตสอบเข้ารับราชการท้องถิ่นเกลื่อนเช่นทุกวันนี้

กรณีลูบหน้าปะจมูกที่กล่าวไว้ข้างต้นนั่น กลายเป็นคำถามว่าหลักการที่ตั้งไว้ จะเอาไปใช้กับส่วนราชการแบบรัฐซ้อนรัฐ เช่น กองทัพ และส่วนราชการในพระองค์ได้ละหรือ ถ้าจะต้องละเว้นไม่เข้าไปแตะต้อง เท่ากับว่าการปฏิรูปครั้งนี้จะได้ทำเพียงเสี้ยวเดียว

“เป้าหมายคือการรื้อทั้งระบบการจ้างงาน ค่าตอบแทน และสวัสดิการทั้งระบบ” ตรงนี้แหละที่ทำให้ฉุกคิดว่าที่เสนอมาไม่ใช่พิมพ์เขียว จนกว่าประชาชนจะได้เห็นรายละเอียดแผนงานที่ชัดเจนจริงๆ ดีไม่ดีเมื่อนำเข้าคณะรัฐมนตรีในเดือนตุลานี้ อาจไปตกม้าตายตรงนั้นก็ได้

อีกข้อหนึ่งที่แผนการนำเสนอว่า “ทบทวนตำแหน่งที่ไม่จำเป็น ใช้เทคโนโลยีแทนคน” ยิ่งน่ากังขาเข้าไปอีก ไม่แน่ใจว่าเทคโนโลยี่ที่จะเอามาใช้แทนนั้นมีพร้อมเพียงใด แล้วคนที่จะถูกแทนเขาจะยอมง่ายๆ ไหม จากหลักที่บอกไว้รอให้เกษียณก่อนแล้วไม่จ้างใหม่ รอนานเท่าใด

ส่วนเรื่อง เบี้ยหัวแตกงบประมาณค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ จะกำจัดพฤติกรรม ชอปปิ้งด็อกเตอร์ที่ข้าราชการ ๑ คน เดินสายหาหมอ ๓ แห่ง ค่ายาพุ่งเป็นสามเท่า และระบบประกันสุขภาพภาคสมัครใจ นั้นก็สามารถทำได้เลยอยู่แล้ว ไม่ต้องรอ ครม.อนุมัติก็ได้ มิใช่หรือ

เอาแค่ปัญหารับรองสิทธิ์ สวัสดิการแห่งรัฐที่เพิ่งมีการประกาศแล้วเสียงบ่นหลายคนถูกตัดสิทธิไปโดยไม่สมควร เรื่องนี้ ศิริกัญญา ตันสกุล ชี้ว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลวางแผนมาแต่ต้น ที่จะลดจำนวนผู้ใช้สิทธิให้เหลือแค่ ๙-๑๐ ล้านคน หรือเปล่า

เพราะตัวงบประมาณปีนี้ที่ตั้งไว้แค่ ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท ลดจาก ๕ หมื่นล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว ทั้งๆ ที่คนที่ตกคุณสมบัติเป็นผู้เดือดร้อนจริง ข้อมูลของพวกเขาไม่ถูกต้อง บางคนจู่ๆ ก็ถูกระบุว่ามีรถเพราะโดนเอาชื่อไปสวมสิทธิ หรือมีที่ดินเพิ่มเกินเกณฑ์สิบไร่

เป็นได้เพราะความผิดพลาดไม่ตั้งใจ (แต่ระบบเป็นเช่นนี้เอง) หรือเพราะรัฐคัดกรองคนออกให้สอดรับกับงบประมาณที่ขาดแคลน เป็นไปได้ทั้งนั้น ประเด็นอยู่ที่ประสิทธิภาพการบริหารจัดการในรัฐบาลยังต่ำเตี้ย แล้วเผ่นไปคิดปฏิรูปแบบฝันสูงเสียนี่

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/2xQmKwnZ8 และ https://www.facebook.com/NationOnline/posts/2stDtp6tit) 

โกงสอบ ส่อฟอกขาว? ตัวการใหญ่รอด จับปลาซิวปลาสร้อย

https://www.facebook.com/reel/1551541379943810



สภาญี่ปุ่น "แก้กฎหมายราชวงศ์" ยืนยันว่า มีแต่ผู้ชาย เท่านั้น ที่ครองราชย์ได้ แต่ก็อนุญาตให้เจ้าหญิง สามารถแต่งงานได้ โดยไม่ต้องลาออกจากฐานันดรศักดิ์

https://www.facebook.com/deutschewellenews/posts/1486654456823197








https://x.com/Bomb_Khonphong/status/2078382904745603489



KP
@Bomb_Khonphong

สภาญี่ปุ่น "แก้กฎหมายราชวงศ์" 
ยืนยันว่า มีแต่ผู้ชาย เท่านั้น ที่ครองราชย์ได้
แต่ก็อนุญาตให้เจ้าหญิง สามารถแต่งงานได้ โดยไม่ต้องลาออกจากฐานันดรศักดิ์

ช่วงหลัง ราชวงศ์ญี่ปุ่น มีสมาชิกราชวงศ์ชายน้อยมาก ส่วนมากมีแต่เจ้าหญิง
และเมื่อเจ้าหญิงแต่งงาน ก็ต้องสละฐานะเจ้า ไปเป็นสามัญชน

หลายคนคงจำข่าวเมื่อปี 2021 ได้ เจ้าหญิงมาโกะ หลานของอดีตจักรพรรดิอากิฮิโตะ ทรงสละฐานันดรเพื่อเสกสมรสกับสามัญชน จนราชวงศ์ญี่ปุ่นยิ่งเหลือสมาชิกน้อยลง

ล่าสุด รัฐสภาญี่ปุ่นจึงแก้กฎหมายใหม่ว่าต่อไป เจ้าหญิงที่แต่งงานกับสามัญชน จะ ไม่ต้องลาออกจากฐานันดร อีกแล้วครับ

นั่นหมายความว่า หากเจ้าหญิงไอโกะ พระราชธิดาองค์เดียวของจักรพรรดินารุฮิโตะ องค์ปัจจุบัน แต่งงาน ก็จะยังทรงเป็นสมาชิกของราชวงศ์ต่อไป

ฟังดูเหมือนเป็นก้าวสำคัญ แต่พระองค์ก็ยังไม่มีสิทธิเป็นขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิอยู่ดี เพราะเป็นผู้หญิง
...

ต้องบอกว่า ในสายตาคนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อย เจ้าหญิงไอโกะคือผู้ที่เหมาะสมที่สุด

ผลสำรวจหลายสำนักออกมาตรงกันว่า คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่สนับสนุนให้เจ้าหญิงไอโกะขึ้นครองราชย์ มากกว่าการพยายามรักษาระบบสืบราชสันตติวงศ์ทางฝ่ายชาย

แต่การเมืองเลือกอีกทาง
แทนที่จะเปิดให้ผู้หญิงครองราชย์
รัฐบาลกลับเลือกแก้กฎหมายเปิดช่องให้นำผู้ชายจากสายราชวงศ์ที่แยกออกไปตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กลับเข้าสู่ราชวงศ์ เพื่อรักษาสายเลือดฝ่ายชาย

พูดง่ายๆ คือ พยายามรักษาระบบเดิมไว้ให้ได้มากที่สุดนั่นแหละครับ

...

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงหลายประเทศในยุโรป
ประเทศที่ยังมีเจ้าในยุโรป อนุญาตให้ ผู้หญิง ขึ้นครองราชย์ได้หมดแล้ว
ทั้งยังพัฒนาไปอีกขั้น หลายราชวงศ์เลิกใช้หลัก "ผู้ชายมาก่อนผู้หญิง" ไปแล้ว
คือเมื่อก่อน ลูกสาวจะมีสิทธิครองราชย์ถัดจากลูกชายเสมอ แม้ว่าลูกสาวจะเกิดก่อนก็ตาม
 
สวีเดน เป็นประเทศแรกที่เปลี่ยนกฎหมายในปี 1980 ให้ลูกคนโตมีสิทธิขึ้นครองราชย์ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย

เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก และสหราชอาณาจักร ก็ทยอยปรับตามแนวคิดเดียวกัน

อังกฤษเอง เคยให้ผู้ชายมีลำดับเหนือผู้หญิงเช่นกัน
แต่ในปี 2013 ได้แก้กฎหมายเป็นระบบ absolute primogeniture คือ "ลูกคนโตได้สิทธิก่อน" ไม่ว่าจะเกิดเป็นเพศใด 

... 

ในประเทศไทย ใช้กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ เป็นหลัก ซึ่งกำหนดการสืบราชสันตติวงศ์ผ่านสายพระราชโอรสเป็นสำคัญ
แต่รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดก็เปิดช่องให้พระราชธิดา ขึ้นครองราชย์ ได้ครับ



"โรม" ซัดเดือด! คดีลอบยิง "กมลศักดิ์" รับไม่ได้อัยการสั่งไม่ฟ้อง ชี้หลักฐาน "คน-รถ-ปืน" ของรัฐทั้งหมด จ่อเรียกผู้ว่าฯ นราธิวาส เข้าแจง พร้อมบี้ปมทหาร-ตำรวจ ดักเก็บข้อมูลประชาชนวันละ 2 ล้านเบอร์


PPTV HD 36

15 hours ago
·
"โรม" ซัดเดือด! คดีลอบยิง "กมลศักดิ์" รับไม่ได้อัยการสั่งไม่ฟ้อง ชี้หลักฐาน "คน-รถ-ปืน" ของรัฐทั้งหมด จ่อเรียกผู้ว่าฯ นราธิวาส เข้าแจง พร้อมบี้ปมทหาร-ตำรวจ ดักเก็บข้อมูลประชาชนวันละ 2 ล้านเบอร์
.
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงความคืบหน้าในการติดตามคดีคนร้ายลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ว่า ผู้ต้องหาบางคนถูกอัยการสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าผิดหวัง ทั้งในส่วนของสำนวนคดีและการเร่งรีบในการวินิจฉัย โดยในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ ตนจะลงพื้นที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพื่อดูการทำลายปืน 39 กระบอกว่ามีการทำลายจริงหรือไม่
.
นอกจากนี้ ยังต้องเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสไปให้ข้อมูลในการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ ด้วย หลังจากที่เชิญมาหลายครั้งแล้วแต่ไม่มา
.
และในวันที่ 11-12 ส.ค. นี้ ตนจะลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาสอีกครั้ง เพื่อพูดคุยรายละเอียดเรื่องนี้ เพราะการลอบยิงนายกมลศักดิ์เป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่แค่การลอบยิงบุคคล และ กอ.รมน. อ้างว่าไม่ใช่คดีความมั่นคง แต่เรายืนยันว่าคดีนี้เป็นคดีความมั่นคง และเป็นความมั่นคงที่สำคัญ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องของนายกมลศักดิ์หรือประชาชนที่เลือกนายกมลศักดิ์เข้ามา แต่ส่งผลต่อการคลี่คลายความขัดแย้งที่มีในพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้ความเชื่อมั่นในรัฐหายไป
.
"คนยิงคือคนของรัฐ รถของรัฐ ปืนของรัฐ และอาจนำไปสู่การทำลายหลักฐาน เพราะมีคนของรัฐไปมีส่วนรู้เห็นในเรื่องต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้รับไม่ได้ จะตัดตอนจบแค่ 4 คน และไม่รวมไปถึงผู้ที่สั่งการ ฉะนั้น เรื่องนี้ไม่สามารถยอมรับได้จริง ๆ ไม่เช่นนั้น สังคมจะมั่นใจและเชื่อถือกระบวนการยุติธรรมได้อย่างไร" นายรังสิมันต์กล่าว
.
นายรังสิมันต์ยังกล่าวว่า อีกเรื่องที่ต้องติดตามต่อคือการเก็บข้อมูล 2 ล้านหมายเลขต่อวันในบริเวณพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งมี 15-16 อำเภอที่ไม่ได้ประกาศใช้ แต่กลับมีการขอข้อมูลทุกเที่ยงคืน
.
หากข้อมูลเหล่านี้หลุด ผู้ปฏิบัติงาน ตำรวจ และทหารเคลื่อนไหวอย่างไร เขาก็จะรู้ความเคลื่อนไหวทั้งหมด การปฏิบัติการในลักษณะนี้ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่ให้อำนาจหรือ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นการใช้อำนาจที่เกินกว่าจะรับได้ จึงจำเป็นต้องได้รับคำอธิบายและคำตอบที่เหมาะสม และต้องหาให้เจอว่าการกระทำความผิดนี้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
.
"ส่วนบุคคลที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง 1 คนจาก 7 คน ซึ่งจากพยานหลักฐานที่มีเป็นการซัดทอดจากผู้ต้องหารายอื่น แต่เรามองว่าบุคคลนี้มีความสำคัญในการเชื่อมโยงไปถึงผู้อยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้ ถ้าจะจบแบบนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้" นายรังสิมันต์ทิ้งท้าย

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1624075056428862&set=a.646092957560415




https://www.facebook.com/watch/?v=1359351122781523



ปลุกเกลียดจีนแล้วก็อย่าลืมว่า รัฐประหาร รัฐราชการฉ้อฉล คือคนที่เปิดประตูให้ทุนจีน


Somnuck Jongmeewasin 
July 15
·
การที่ทุนจีนทั้งภาครัฐและเอกชนหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างมหาศาลนั้น
เกิดจากการบรรจบกันของแรงผลักจากภายในประเทศจีนเอง และ แรงดึงดูดจากนโยบายและโครงสร้างเชิงสถาบันของไทยหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557
.
.
.
​1) นโยบายเชิงภูมิรัฐศาสตร์และการเลี่ยงกำแพงภาษี
■ ​นโยบาย Belt and Road Initiative (BRI) หรือชื่อเดิมว่า One Belt One Road (OBOR)
ซึ่งมีประเทศไทยเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคอาเซียน
โดยจีนต้องการเชื่อมโยงเครือข่ายโลจิสติกส์จากตอนใต้ของประเทศจีน ผ่านประเทศลาว ลงมายังประเทศไทย เพื่อออกสู่ทะเลและเชื่อมต่อลงไปยังประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในไทยจึงเป็นการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนแบบเฉพาะเจาะจง
■ ​หนีสงครามการค้าด้วย FTA
(Free Trade Agreement)
การเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ทำให้ทุนจีนต้องหาทางออกเพื่อเลี่ยงกำแพงภาษี
การย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยทำให้สามารถใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA อาเซียน-จีน และ FTA ไทย-ฮ่องกง
เพื่อส่งออกสินค้าไปยังประเทศที่สาม
ในนาม "Made in Thailand"
ได้อย่างราบรื่น
.
.
2) แรงผลักด้านสิ่งแวดล้อมจากจีน
■ ​การปฏิเสธขยะของจีน
ในปี พ.ศ. 2561 ประเทศจีนประกาศนโยบายสั่งห้ามนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) อย่างเด็ดขาด นโยบายนี้เองที่บีบให้อุตสาหกรรมคัดแยกและรีไซเคิลขยะของประเทศจีนเกือบทั้งหมด
ต้องย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศ
ทุนเหล่านี้จึงมุ่งเป้ามาที่อาเซียน
โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งมีมาตรการรองรับที่จูงใจและหละหลวมกว่าหลายประเทศในภูมิภาคนี้ อาทิ
คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559
คำสั่ง คสช. ที่ 2/2560
คำสั่ง คสช. ที่ 47/2560 และ
พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 (พ.ร.บ. EEC)
.
.
3) การปูพรมแดงรับต่างชาติของกฎหมายไทยยุค คสช.
■ ​สิทธิประโยชน์จาก EEC และ BOI
พ.ร.บ. EEC และคำสั่ง คสช. ที่เกี่ยวข้องก่อนหน้าจะมี พ.ร.บ. ฉบับนี้ เป็นเครื่องมือดึงดูดการลงทุนที่ทรงพลังมาก
ตั้งแต่การอนุญาตให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ยาวนานถึง 99 ปี (50+49 ปี)
การลดหย่อนภาษีแบบจัดเต็ม
การที่อนุญาตให้ใช้ ที่ราชพัสดุ และ ที่ดิน สปก. ไปทำอุตสาหกรรมหรือกิจการเป้าหมายภายใต้เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ EEC ได้
จนไปถึงกลไก EEC Fast-Track ที่รวบรัดขั้นตอนการอนุมัติ ที่ทำให้การตั้งฐานธุรกิจ สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และด้วยต้นทุนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในอาเซียน
ตรงกับสโลแกนของ พ.ร.บ. EEC ที่นักวิชาการเศรษฐศาสตร์การเมืองภาคตะวันออกคนสำคัญ ได้ตั้งชื่อให้มันว่า
"กฎหมายเพื่อการเร่งรัด - ยกเว้น - หย่อนยาน"
■ ​คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559
คำสั่งเผด็จการนี้ ถือเป็นกุญแจดอกสำคัญ
ที่ดึงดูดอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน
คำสั่งนี้ คำสั่งเดียว ได้ทำการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองสำหรับกิจการบางประเภท ได้แก่
กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้า (เน้นๆ ไปที่เชื้อเพลิงจากขยะ)
กิจการคัดแยก ขนส่ง หรือกำจัดและฝังกลบสิ่งปฏิกูลและวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว
โรงงานผลิตก๊าซ (เช่น ก๊าซชีวภาพ)
โรงงานปรับปรุงคุณภาพของเสียรวม ซึ่งรวมไปถึงเตาเผาขยะ
โรงงานรีไซเคิล หรือนำของเสียอุตสาหกรรมมาผลิตเป็นวัตถุดิบใหม่
และกิจการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดมูลฝอย (รง. 88 89 101 105 และ 106)
ส่งผลให้โรงงานเหล่านี้สามารถผุดขึ้นได้ในพื้นที่เกษตรกรรมหรือพื้นที่อนุรักษ์เดิม
โดยไม่ต้องสนใจความเหมาะสมของพื้นที่ เพราะคำสั่ง คสช. ฉบับนี้ ยกเว้นให้สามารถตั้งได้หมดเกือบจะทุกที่
(จากข้อมูลของ #EECWatch ร่วมกับ #LandWatchThai .. ตั้งแต่คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 ประกาศใช้ จนถึง สิ้นปี พ.ศ. 2567 พบว่ามีการขอใบอนุญาต รง. 101 105 และ 106 รวมกันทั่วประเทศเกือบ 1,700 ใบอนุญาต และได้รับการอนุญาตโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมด)
.
.
​4) ช่องโหว่เชิงสถาบันที่กำกับดูแล
และการบังคับใช้กฎหมายไทย
■ ​ความย่อหย่อนของระบบราชการไทย
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้นทุนสีเทาในประเทศไทยนั้น ประเมินและจัดการได้ง่าย สำหรับกลุ่มทุนที่ต้องการทางลัด
การที่มีช่องโหว่ให้สามารถจัดตั้งบริษัท "นอมินี" เพื่อถือครองที่ดิน รวมถึงการติดสินบนเพื่อเลี่ยงข้อกำหนดทางสิ่งแวดล้อม (ESA/IEE/EIA/EHIA) หรือ แม้กระทั่งการปล่อยปละละเลยในการตรวจสอบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม
ทุกช่องโหว่เหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ทุนจีนบางกลุ่ม โดยเฉพาะทุนสีเทาและอุตสาหกรรมที่ไม่ได้มาตรฐาน รู้สึกสบายใจ
ที่จะเข้ามาทำธุรกิจในไทย
เพราะสามารถใช้ "เงินซื้อความสะดวก"
ในการข้ามผ่านกฎระเบียบต่างๆ ได้
แม้หมดยุค คสช. ไปแล้ว ช่องโหว่เหล่านี้ก็ยังคงอยู่และกลายเป็นช่องทางทำมาหากินของกลุ่มข้าราชการไทยเทาต่อไป
เช่น คำสั่ง คสช. ที่ 4/2559 ถูกยกเลิกโดยการออก พ.ร.บ. มายกเลิกคำสั่งเลวร้ายนี้และมีผลบังคับใช้เมื่อปลายปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีใบอนุญาตค้างท่อที่รอการอนุมัติอนุญาต โดยมีการอ้างว่า ภาคเอกชนมาขอประกอบการไว้ก่อนคำสั่ง คสช. ฉบับนี้จะถูกยกเลิกไป ฯลฯ
.
.
.
.
เรียบเรียงโดย
EEC Watch
15 กรกฎาคม 2569


https://www.facebook.com/somnuckj/posts/10242625144142460

.....

Atukkit Sawangsuk
·
ปลุกเกลียดจีนแล้วก็อย่าลืมว่า รัฐประหาร รัฐราชการฉ้อฉล คือคนที่เปิดประตูให้ทุนจีน



คลิปวิดีโอนี้ผลิตโดยสื่อทางการของจีน China Daily โดยใช้ลิงมาแสดงเป็นคนฟิลิปปินส์ สร้างความเดือดดาลให้กับรัฐบาลและชาวฟิลิปปินส์อย่างมาก เป็นการเหยียดเชื้อชาติที่หยาบช้ามาก การ์ตูนนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความขัดแย้งกรณีการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนในทะเลจีน - เจ้าหน้าที่ฟิลิปปินส์ประณามวิดีโอนี้


LOOK: Chinese state media video depicts the Philippines as a 'monkey' | ANC

Jul 17, 2026 

On The Scene: Defense Secretary Gilbert Teodoro has denounced an AI-animated video released by China Daily depicting the Philippines as a "ragged monkey." China Daily, a state-controlled media company, showed the monkey with the trademark Philippine salakot being controlled by the United States and Japan to push the arbitration case decision in the South China Sea. The monkey was later shown being "water cannoned" by the China coast guard.

https://www.youtube.com/watch?v=-3RqP3K5BZY
.....

Puangthong Pawakapan
13 hours ago
·
คลิปวิดีโอนี้ผลิตโดยสื่อทางการของจีน China Daily โดยใช้ลิงมาแสดงเป็นคนฟิลิปปินส์ สร้างความเดือดดาลให้กับรัฐบาลและชาวฟิลิปปินส์อย่างมาก เป็นการเหยียดเชื้อชาติที่หยาบช้ามาก

การ์ตูนนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความขัดแย้งกรณีการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนในทะเลจีน
 
เริ่มจากจีนบังคับให้ลิงร้องเพลง
 
ลิง: "We attempt to bypass China and initiate the so-called maritime delimitation talks". (เราพยายามข้ามหน้าจีน และริเริ่มการเจรจาปักปันพื้นที่ทางทะเล).

จีน : ผิดเพลงโว้ย ไอ้ลิงโง่! กูให้มึงร้องอีกเพลง

ลิง: (แล้วลิงก็ควักกระดาษอีกแผ่นออกมา นึกว่าเป็นเนื้อเพลงอีกอัน แต่ประกฎว่าเป็นกระดาษที่มีข้อความว่า "South China Sea Arbitration Award" ซึ่งก็คือคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการกรณีทะเลจีนใต้ในปี 2016 ที่เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลฟิลิปปินส์ยืนเรื่องต่อศาล ขอให้ตัดสินว่าแผนที่ของจีน (ที่จีนลากเอาเองตามอำเภอใจ ประกอบด้วยเส้นประ 9 เส้น) มีสถานะกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ สอดคล้องกับกฎหมาย UNCLOS หรือไม่ ซึ่งศาลมีมติเอกฉันท์ว่า "ไม่มี ไม่สอดคล้อง"
 
ซึ่งคำตัดสินนี้ถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของฟิลิปปินส์ และเป็นประโยชน์ต่อประเทศอื่นๆ ที่เป็นคู่พิพาทกับจีนในทะเลจีนใต้ด้วย (ญี่ปุ่น เวียดนาม มาเลเซีย บรูไน)
 
ตอนจบ - ข้อความ South China Sea Arbitration Award ยิ่งทำให้จีนโกรธ เลยใช้ปืนใหญ่ยิงลิงทิ้งลงทะเล - การจบแบบนี้ คือการข่มขู่ใช้กำลังทหารนั่นแหละ และยังเป็นการประกาศว่าจีนไม่สนใจคำวินิจฉัยของศาล ไม่ give a damn กับกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศนั่นเอง
 
อย่าคิดว่ามีแต่ฝรั่งที่ racist ในอดีตช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นก็ดูถูกคนเอเชียด้วยกัน ใช้ความรุนแรงกับประชาชนของประเทศที่ญี่ปุ่นบุกยึด มาศตวรรษนี้ จีนนี่ตัวดีเลย พอประสบความสำเร็จ ก็ดูถูกชาติที่เล็กกว่า ยิ่งชาติที่ "แหย" ติดอยู่กับสำนึกว่าตัวเองเล็กกว่า มองไม่เห็นอำนาจต่อรองของตัวเอง ก็จะยิ่งถูกเอาเปรียบ ถูกดูถูกมากขึ้น อย่าคิดว่าทำตัวเป็นเด็กดี ยืนกุมเป้าเรียบร้อย แล้วจีนจะเมตตาเธอมากขึ้น
 
คลิปวิดีโอ https://www.youtube.com/watch?v=-3RqP3K5BZY



https://www.facebook.com/photo/?fbid=27948670158090378&set=a.138005429583558


PH officials denounce racist Chinese state media video | ANC

Jul 17, 2026 

Philippine officials are outraged by what they call a racist video released by Chinese state media. China Daily released an AI video depicting the Philippines as a ragged monkey that is being dictated upon by the U.S. and Japan in the West Philippine Sea issue.

https://www.youtube.com/watch?v=QMo0dV7nOx8
.....

ในรายงานข่าวทางช่อง ANC 24/7 เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและหน่วยยามฝั่งของฟิลิปปินส์ได้ออกมาประณามอย่างรุนแรงต่อวิดีโอแอนิเมชันที่สร้างด้วย AI และมีเนื้อหาเหยียดเชื้อชาติ ซึ่งเผยแพร่โดยสื่อ China Daily โดยมีประเด็นการตอบโต้ดังนี้:

การประณามภาพลักษณ์ที่ถูกนำเสนอ: พลเรือตรี Jay Tarriela โฆษกหน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์ (PCG) ประจำพื้นที่ทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก ได้ประณามสื่อของรัฐบาลจีนที่นำเสนอภาพชาวฟิลิปปินส์ในลักษณะ "ลิงโง่เขลา" [00:18] พร้อมทั้งเน้นย้ำว่าการเหยียดเชื้อชาติเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิงในยุคสมัยปัจจุบัน [00:13]

การตีแผ่เจตนาเบื้องหลังวาทกรรมของจีน: Tarriela ระบุว่าเป้าหมายของจีนคือการสร้างภาพลักษณ์ให้ฟิลิปปินส์ดูเหมือนไม่มีอำนาจตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์เป็นของตนเอง และตกอยู่ภายใต้อิทธิพลหรือการบงการของชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น [00:49]

การมองว่านี่คือการโจมตีสิทธิทางกฎหมาย: เขาระบุว่ารัฐบาลจีนกำลังกระทำการด้วยความสิ้นหวังเพื่อโจมตีคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเมื่อปี 2016 และบั่นทอนสิทธิของฟิลิปปินส์ในพื้นที่ทะเลฟิลิปปินส์ตะวันตก [00:36]

การพ่ายแพ้ในสงครามข้อมูลข่าวสาร: Tarriela เห็นว่าจีนหันมาใช้วิธีการ "ตอบโต้ที่ต่ำช้า" เช่นนี้ เพราะเห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังพ่ายแพ้ในสงครามแย่งชิงพื้นที่ทางความคิดและข้อมูลข่าวสาร ในขณะที่ประชาชนชาวฟิลิปปินส์ยังคงตระหนักถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างถ่องแท้ [00:23], [00:50]




มารู้จัก "ขนส่งศูนย์เหรียญ" จับตาธุรกิจจีนที่อันตรายต่อคนไทย


จับสายลับ
17 hours ago
·
ขนส่งศูนย์เหรียญ ธุรกิจจีนศูนย์เหรียญที่อันตรายที่สุดต่อคนไทย

เมื่อไม่กี่วันก่อน เจ้าหน้าที่สกัดจับรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์สัญชาติจีนที่ลักลอบวิ่งออกนอกเส้นทางที่ได้รับอนุญาตตามความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) เพื่อเข้าไปรับซื้อผลไม้ในพื้นที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร โดยตรง

นี่คือปลายยอดของภูเขาน้ำแข็งที่ชื่อว่า "ขนส่งศูนย์เหรียญ" ธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของไทยอย่างเงียบเชียบ และตอนนี้ยังมีคนไทยเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ที่ตระหนักถึงอันตรายมหาศาลของมัน

ก่อนหน้านี้เราคุ้นเคยกับ "ทัวร์ศูนย์เหรียญ" ธุรกิจนำเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจ่ายเงินแทบเป็นศูนย์ให้กับผู้ประกอบการไทย เพราะทุกอย่างตั้งแต่โรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงร้านขายของที่ระลึก ถูกควบคุมโดยเครือข่ายทุนต่างชาติเองทั้งหมด

เงินหมุนอยู่ในวงปิด ไม่ไหลออกมาสู่เศรษฐกิจไทยจริง วันนี้รูปแบบเดียวกันกำลังเกิดซ้ำในภาคขนส่งสินค้าทางบก และครั้งนี้เดิมพันสูงกว่าเดิมมาก เพราะมันโยงโครงสร้างพื้นฐานที่ค้ำเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

ขนส่งศูนย์เหรียญหมายถึงธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนนที่ใช้ประเทศไทยเป็นเพียงทางผ่าน รถบรรทุกวิ่งเข้ามาจากจีน ขนสินค้าผ่านแผ่นดินไทยไปยังประเทศปลายทางอื่น โดยที่ผู้ประกอบการค้าและผู้ประกอบกิจการขนส่งแทบไม่ได้ใช้จ่ายเงินในประเทศไทยเลย ไม่เติมน้ำมันในปั๊มไทย ไม่จ้างแรงงานไทย ไม่พักค้างคืนในโรงแรมไทย คนไทยจึงแทบไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการที่รถเหล่านี้วิ่งผ่านผืนแผ่นดินไทยเลยแม้แต่น้อย

หัวใจของขนส่งศูนย์เหรียญ ก็คือการใช้นอมินีคนไทยเหมือนเดิม

มาตรา 24 ของ พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 กำหนดว่านิติบุคคลที่จะขอใบอนุญาตประกอบการขนส่งต้องจดทะเบียนตามกฎหมายไทย มีสำนักงานใหญ่ในราชอาณาจักร กรรมการไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย และทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ต้องเป็นของบุคคลสัญชาติไทย รถบรรทุกจะผลิตที่ไหนก็ได้ ขอเพียงจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายไทย

นี่คือช่องโหว่ทางกฎหมายที่ถูกทุนจีนใช้ประโยชน์อย่างเป็นระบบ นอมินีไทยถือหุ้นในนามเพื่อให้ตัวเลขบนกระดาษครบตามเกณฑ์ ขณะที่อำนาจบริหารจัดการ เงินทุน และผลประโยชน์ที่แท้จริงอยู่ในมือทุนจีนทั้งหมด

ธุรกิจขนส่งศูนย์เหรียญใช้วิธีตัดราคาแข่งขันอย่างรุนแรง บรรทุกน้ำหนักเกินกฎหมายกำหนด และถอดหรือไม่ติดตั้งระบบระบุตำแหน่งผ่านดาวเทียมหรือ GPS เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ขณะเดียวกันกลุ่มทุนจีนยังขยายไปสร้างคลังสินค้าขนาดใหญ่และวางระบบนำเข้าส่งออกครบวงจรด้วยตัวเอง ตัดผู้ประกอบการไทยออกจากห่วงโซ่ทั้งหมด ผู้ประกอบการขนส่งไทยที่ยังต้องแบกต้นทุนตามกฎหมายเต็มอัตราจึงแข่งขันไม่ได้

สิ่งที่สำคัญและอันตรายที่สุด คือ ขนส่งศูนย์เหรียญไม่ได้ทำลายแค่โอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ยังอาจเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายของทุนเทาที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ

การเข้ามาของรถบรรทุกที่ปราศจากการตรวจสอบยังเป็นรอยต่อที่เปิดช่องให้กิจกรรมที่ผิดกฎหมายรูปแบบอื่นแอบแฝงเข้ามาได้ง่ายขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสำแดงเท็จ การซุกซ่อนสินค้าต้องห้าม หรือการขนย้ายวัตถุอันตรายโดยไม่ผ่านการตรวจสอบที่เหมาะสม

คำถามที่แท้จริงของขนส่งศูนย์เหรียญ คือประเทศไทยยังมีอำนาจอธิปไตยเหนือเส้นทางขนส่งของตัวเองอยู่จริงหรือไม่

เมื่อถนนของเราเองยังไม่อาจบอกได้อย่างแน่ชัดว่าใครเป็นเจ้าของรถที่วิ่งอยู่บนนั้น และคลังสินค้าในเขตเศรษฐกิจของเราเองก็ไม่อาจบอกได้ว่าใครควบคุมอยู่เบื้องหลัง

นี่จึงเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122203610678449251&set=a.122121612692449251
.....

เพิ่มเติม

คำว่า "ขนส่งศูนย์เหรียญ" ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบองคาพยพที่น่ากลัวและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจไทยในยุคนี้มากที่สุด เพราะมันไม่ใช่แค่การเข้ามาแย่งลูกค้าธรรมดา ๆ แต่คือการสร้าง "ระบบนิเวศปิด (Closed Ecosystem)" ที่เบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ จนเม็ดเงินไม่หมุนเวียนสู่ระบบเศรษฐกิจไทยเลยแม้แต่บาทเดียว

ความอันตรายของธุรกิจขนส่งศูนย์เหรียญต่อคนไทยและผู้ประกอบการท้องถิ่น สามารถสรุปหมัดเด็ดที่สร้างความเสียหายได้ ดังนี้

1. ระบบปิด 100% เงินไหลกลับจีนทุกบาท

โมเดลนี้เป็นการยกระดับมาจาก "ทัวร์ศูนย์เหรียญ" ในอดีต แต่เปลี่ยนมาใช้กับภาคการค้าและการโลจิสติกส์:

แอปพลิเคชัน/แพลตฟอร์ม: เป็นของทุนจีน

คลังสินค้า (Warehouse): ตั้งในไทยโดยใช้นอมินี หรือเช่าพื้นที่ในเขต免ภาษี

ยานพาหนะ: ใช้รถบรรทุกหรือตู้คอนเทนเนอร์จากจีน วิ่งข้ามพรมแดนเข้ามาส่งถึงคลังสินค้าในไทยโดยตรง

แรงงานและการจ่ายเงิน: ใช้คนของเขา และตัดระบบชำระเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลยิงตรงกลับประเทศจีน

2. ตัดวงจรและฆ่าล้างบาง "โลจิสติกส์ไทย"

ผู้ประกอบการรถบรรทุก ขนส่ง และคนขับรถชาวไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม เพราะทุนจีนเหล่านี้สามารถทำราคาค่าขนส่งได้ต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ยของไทยอย่างมาก จากการที่พวกเขามีรถและพลังงานในเครือข่ายของตัวเอง ส่งผลให้สมาคมและสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยต้องออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปราบปรามอย่างเร่งด่วน เนื่องจากผู้ประกอบการไทยกำลังทยอยเจ๊งและแบกรับต้นทุนสู้ไม่ไหว

3. ถนนไทยพัง ภาษีไทยจ่าย แต่จีนได้ประโยชน์

รถบรรทุกขนส่งศูนย์เหรียญเหล่านี้วิ่งผ่านเส้นทาง R3A หรือเครือข่ายถนนหลักของไทยเพื่อกระจายสินค้า (และบางส่วนใช้ไทยเป็นทางผ่านไปประเทศที่สาม เช่น มาเลเซีย)

ผลกระทบ: รถบรรทุกน้ำหนักมหาศาลจำนวนนับหมื่นคันทำให้ถนนหลวงของไทยชำรุดทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว

ความเหลื่อมล้ำ: ประเทศไทยต้องใช้ งบประมาณภาษีของคนไทย จำนวนมหาศาลในการซ่อมแซมและบำรุงรักษาถนน แต่ฝั่งขนส่งศูนย์เหรียญกลับแทบไม่ได้เสียภาษีหรือค่าธรรมเนียมที่คุ้มค่าให้แก่รัฐเลย

4. ตัวเร่ง "สินค้าจีนไร้มาตรฐาน" ทะลักท่วมตลาด

เมื่อโครงข่ายขนส่งศูนย์เหรียญนี้แข็งแกร่งและถูกลง มันจะกลายเป็นท่อส่งขนาดใหญ่ที่ลำเลียงสินค้าหนีภาษี สินค้าปลอม หรือสินค้าที่ไม่มี มอก./อย. เข้ามาสู่ผู้บริโภคชาวไทยได้ง่ายและเร็วขึ้น ทำลายทั้งภาคการผลิต (SME ไทย) และเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภคชาวไทยโดยตรง

ข้อสังเกตความไม่เท่าเทียม: ปัจจุบันรถขนส่งไทยหากจะวิ่งเข้าจีน สามารถไปได้ไกลที่สุดแค่ด่านชายแดนลาว-จีน (ท่านาแร้ง) หรือหากจะเข้ามาเลเซียก็เข้าได้ไม่กี่กิโลเมตรจากชายแดน แต่ในทางกลับกัน รถขนส่งเหล่านี้กลับสามารถวิ่งทะลวงลึกเข้ามาถึงใจกลางกรุงเทพฯ และปริมณฑลได้อย่างง่ายดาย

ในปัจจุบัน (ปี 2026) หน่วยงานรัฐบาล เช่น กระทรวงพาณิชย์ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับสหพันธ์การขนส่งฯ เริ่มมีการตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและไล่ตรวจสอบธุรกิจนอมินีเหล่านี้อย่างเข้มงวดมากขึ้น แต่ก็ยังคงเป็นการต่อสู้ที่ตึงมือเพราะเครือข่ายเหล่านี้มักหลบเลี่ยงเก่งและปรับตัวไวมาก




ปักกิ่งพยายามเปลี่ยนเทพีแห่งท้องทะเลของไต้หวันให้กลายเป็นเครื่องมือของจีน โดยใช้ "มาจู่" (Mazu หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ เจ้าแม่ทับทิม) ให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อแทรกซึม ขยายอิทธิพล และผลักดันวาทกรรม "การรวมชาติอย่างสันติ" ในไต้หวัน

https://foreignpolicy.com/2026/07/17/china-taiwan-mazu-matsu-goddess-pilgrimage/

ปักกิ่งพยายามเปลี่ยนเทพีแห่งท้องทะเลของไต้หวันให้กลายเป็นเครื่องมือของจีน

จีนต้องการใช้ "มาจู่" (Mazu) เทพีโบราณ เพื่อผลักดันวาทกรรมเรื่องการรวมชาติ

นี่คือสรุปเนื้อหาสำคัญจากบทความ "Beijing Is Trying to Turn Taiwan’s Sea Goddess Into a Chinese Agent" (ปักกิ่งพยายามเปลี่ยนเทพีแห่งท้องทะเลของไต้หวันให้กลายเป็นเครื่องมือของจีน) ซึ่งเขียนโดย Ashish Valentine ในวารสาร Foreign Policy:

ภาพรวม

บทความนี้เปิดโปงกลยุทธ์ "พลังละมุน" (Soft Power) และการทำสงครามจิตวิทยาของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ที่พยายามเปลี่ยน "เจ้าแม่มาจู่" (หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ เจ้าแม่ทับทิม) ให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อแทรกซึม ขยายอิทธิพล และผลักดันวาทกรรม "การรวมชาติอย่างสันติ" ในไต้หวัน
ประเด็นสำคัญของบทความ

ความศรัทธาอันทรงพลังในไต้หวัน: เจ้าแม่มาจู่คือเทพีแห่งท้องทะเลที่มีผู้ศรัทธามากที่สุดในไต้หวัน (คิดเป็นเกือบ 60% ของประชากร หรือราว 10 ล้านคน) แม้ว่าวัฒนธรรมนี้จะหยั่งรากลึกในอัตลักษณ์ของคนไต้หวัน แต่ตามตำนานแล้ว มาจู่มีต้นกำเนิดมาจากหญิงสาวที่มีตัวตนจริงในศตวรรษที่ 10 จากมณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน

การเปลี่ยนเทพีให้เป็น "ทูตแห่งสันติภาพ": เนื่องจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีแนวคิดอเทวนิยม (ไม่เชื่อในพระเจ้า) และไม่สามารถซื้อใจคนไต้หวันด้วยอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ได้ ฝ่ายแนวร่วมอาสา (United Front Work Department - UFWD) ของจีนจึงหันมาใช้ศาสนาแทน โดยตอกย้ำว่า "สองฝั่งช่องแคบคือครอบครัวเดียวกันที่มีรากเหง้าวัฒนธรรมร่วมกัน" และยกย่องมาจู่ว่าเป็น “เทพีแห่งสันติภาพประจำช่องแคบไต้หวัน”

ทัวร์แสวงบุญแฝงการเมือง: รัฐบาลจีนสนับสนุนงบประมาณมหาศาลให้กับกลุ่มเครือข่ายวัดในไต้หวัน จัดทัวร์แสวงบุญไปยังเกาะเม่ยโจว (บ้านเกิดของมาจู่ในจีน) โดยให้สิทธิพิเศษและส่วนลดราคาถูก เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนได้กระทบไหล่ สร้างความสัมพันธ์ และล้างสมองแกนนำชุมชนรวมถึงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งชาวไต้หวันโดยตรง

การใช้วาทกรรม "เลือกความสงบ ไม่เลือกสงคราม": จีนใช้ความเชื่อเรื่องมาจู่มาแทรกแซงการเมืองและการเลือกตั้งของไต้หวัน โดยโน้มน้าวให้กลุ่มผู้นำทางศาสนาในไต้หวันออกมาร่วมสวดมนต์และประกาศจุดยืนต่อต้านสงคราม (เช่น การขอดอกบัวไม่ให้ไต้หวันกลายเป็นสนามรบ) ซึ่งเป็นการกดดันทางอ้อมไม่ให้ประชาชนเลือกพรรคเสรีประชาธิปไตย (DPP) ที่มีแนวคิดรักชาติ และลดทอนความชอบธรรมในการสร้างความแข็งแกร่งทางการทหารของไต้หวัน

ความกระอักกระอ่วนของรัฐบาลไต้หวัน: รัฐบาลไต้หวันมองว่านี่คือภัยคุกคามใน "พื้นที่สีเทา" (Gray-zone tactics) และการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน แต่การจะเข้าไปควบคุมหรือออกกฎหมายจำกัดการเดินทางไปแสวงบุญที่จีนทำได้ยากมาก เพราะจะถูกจีนและกลุ่มการเมืองฝ่ายค้านโจมตีทันทีว่า "ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์" และลิดรอนเสรีภาพทางศาสนา

บทสรุป

บทความชี้ให้เห็นว่า จีนไม่ได้ใช้แค่ขู่เข็ญทางทหาร (Hard Power) เท่านั้น แต่กำลังพยายามกลืนกินและทำลายจิตวิญญาณการต่อสู้ของไต้หวันจากภายใน โดยหยิบยืมความศรัทธาที่บริสุทธิ์ของประชาชนมาเป็นอาวุธในการทำให้การรวมชาติกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้


(Gemini ช่วยสรุป)




112 วันนี้ต่างจากอดีต ? ชัยธวัช ย้อน สถานะการใช้ ตอน6ตุลา ทำไมไม่เหมือนปัจจุบัน







https://x.com/matichonweekly/status/2078107702182691127
.....

หากถอดรหัสตามมุมมองเชิงประวัติศาสตร์และการเมืองที่ชัยธวัชและนักวิชาการหลายคนมักนำเสนอ เหตุผลที่มองว่า ม.112 ในอดีต (โดยเฉพาะช่วง 6 ตุลา) ต่างจากปัจจุบัน มีประเด็นหลักๆ ดังนี้:

1. ความเข้มข้นและสถิติการบังคับใช้ (Hyper-inflation of Cases)

อดีต (ช่วง 6 ตุลา): แม้ว่ามาตรา 112 จะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการโจมตีขบวนการนักศึกษา (เช่น กรณีละครสวมหุ่นที่ลานโพธิ์) แต่ในแง่ของสถิติคดีโดยรวมในยุคนั้นไม่ได้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์เหมือนยุคนี้ และการลงโทษส่วนใหญ่จะพุ่งเป้าไปที่แกนนำหรือกลุ่มองค์กรเฉพาะเจาะจง


ปัจจุบัน: ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา มีการบังคับใช้ ม.112 แบบก้าวพระโดด มีผู้ถูกกล่าวหาเป็นจำนวนหลายร้อยคน และขยายวงกว้างไปสู่ประชาชนทั่วไป เยาวชน รวมถึงการแสดงออกบนโลกออนไลน์ (Social Media) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในอดีต

2. เพดานและลักษณะของการวิพากษ์วิจารณ์

อดีต: การโจมตีในยุค 6 ตุลา มักเป็นการ "ยัดข้อหา" หรือกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามว่ามีพฤติกรรมล้มล้างหรือฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ โดยที่ตัวเนื้อหาของการวิพากษ์วิจารณ์จากฝั่งนักศึกษาไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปสถาบันฯ โดยตรงอย่างเป็นระบบ


ปัจจุบัน: ข้อถกเถียงในปัจจุบันขยับเพดานไปสู่การตั้งคำถามเชิงโครงสร้าง สถานะทางกฎหมาย งบประมาณ และพระราชอำนาจอย่างตรงไปตรงมา ทำให้มุมมองของฝ่ายความมั่นคงต่อ "ลักษณะการกระทําความผิด" เปลี่ยนไปจากอดีต

3. อัตราโทษที่เปลี่ยนไปหลัง 6 ตุลา

จุดเปลี่ยนสำคัญ: เดิมทีโทษของ ม.112 ไม่ได้สูงเท่าปัจจุบัน แต่หลังเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน (นำโดย พล.ร.อ. สงัด ชลออยู่) ได้ออกคำสั่งฉบับที่ 41 เพิ่มโทษ ม.112 จากเดิมจำคุกไม่เกิน 7 ปี ให้กลายเป็น "จำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี" ซึ่งเป็นอัตราโทษที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น สถานะของกฎหมายในปัจจุบันจึงเป็นมรดกตกทอดที่ถูกทำให้ "รุนแรงขึ้น" ผลจากเหตุการณ์ 6 ตุลา นั่นเอง

4. ผู้บังคับใช้และตีความกฎหมาย

อดีต: เป็นการใช้อำนาจรัฐและกลุ่มมวลชนฝ่ายขวาในการกลั่นแกล้งผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และวิทยุกระจายเสียงเพื่อสร้างความชอบธรรมในการปราบปราม


ปัจจุบัน: การตีความขอบเขตของ ม.112 โดยพนักงานสอบสวนและศาลถูกวิจารณ์ว่ามีความกว้างขวางขึ้นมาก (เช่น การตีความคลุมไปถึงอดีตพระมหากษัตริย์ หรือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ไม่ได้เป็นคำพูด) รวมถึงปัญหาเรื่องการไม่ให้ประกันตัวชั่วคราวที่เป็นระบบมากขึ้น

สรุปย่อๆ จากบทความบทสัมภาษณ์นี้: ชัยธวัชกำลังชี้ให้เห็นว่า ม.112 ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่กฎหมายคุ้มครองประมุขตามปกติ แต่อุดมการณ์ อัตราโทษ และสถิติการใช้ในปัจจุบัน มันถูกขยายขอบเขตจนกลายเป็นเครื่องมือจัดการความเห็นต่างทางการเมืองในระดับโครงสร้างที่เข้มข้นกว่ายุค 6 ตุลา เสียด้วยซ้ำ




เยาวชนปลดแอก: ใครเป็นใครในแกนนำ-ผู้ชุมนุมที่ถูกดำเนินคดี (เมื่อ 6 ปีที่แล้ว)

แกนนำและผู้ร่วมชุมนุมของกลุ่ม "เยาวชนปลดแอก" ที่มีรายงานว่าถูกดำเนินคดีจากการจัดการชุมนุมเมื่อวันที่ 18 ก.ค. ขึ้นมาแสดงตัวบนเวทีการชุมนุมของคณะประชาชนปลดแอกเมื่อวันที่ 16 ส.ค. ก่อนที่บางส่วนจะเดินไป สน.สำราญราษฎร์ เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินคดีพวกตน

เยาวชนปลดแอก: ใครเป็นใครในแกนนำ-ผู้ชุมนุมที่ถูกดำเนินคดี

20 สิงหาคม 2020
ปรับปรุงแล้ว 2 กันยายน 2020
บีบีซีไทย

นับตั้งแต่การชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม "เยาวชนปลดแอก" ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 18 ก.ค. ที่มีผู้เข้าร่วมหลายพันคนและเป็นจำนวนมากกว่าที่หลายคนคาดคิด ได้มีการจัดชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้นอีกหลายครั้งในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ กลายเป็นกระแส "แฟลชม็อบ" ภาคสอง หลังจากที่แฟลชม็อบภาคแรกในเดือน ก.พ. ต้องยุติลงไปโดยปริยายจากการระบาดของโรคโควิด-19

พร้อม ๆ กับจำนวนการชุมนุมที่เพิ่มขึ้น ตัวเลขของแกนนำ ผู้ชุมนุม ผู้ปราศรัยและศิลปิน ที่ถูกออกหมายจับ หมายเรียก ถูกจับกุมและตั้งข้อหาก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน บางคนถูกออกหมายจับมากกว่าหนึ่งครั้ง และอาจจะมีมากกว่านี้อีก เพราะไม่มีใครคนใดที่บอกว่าจะหยุดเคลื่อนไหวแม้ถูกดำเนินคดี

จนถึงขณะนี้ ผู้ที่ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ร่วมชุมนุมในกรุงเทพฯ ดังนี้
  • การชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอก ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย วันที่ 18 ก.ค.
  • การชุมนุมและปราศรัยที่กองทัพบก วันที่ 20 ก.ค. เพื่อตอบโต้ พ.อ.หญิง นุสรา วรภัทราทร อดีตโฆษกกองทัพบกว่าการชุมนุมเยาวชนปลดแอกเป็น "ม็อบมุ้งมิ้ง"
  • การชุมนุม "แฮร์รี พอตเตอร์" ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย วันที่ 3 ส.ค.
  • การชุมนุม "ธรรมศาสตร์จะไม่ทน" ที่ มธ. ศูนย์รังสิต วันที่ 10 ส.ค.
  • การชุมนุมของกลุ่มประชาชนปลดแอก ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย วันที่ 16 ส.ค.
ผู้ที่ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่ถูกต้องข้อหาหลักคือ ความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 116 ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ที่เหลือเป็นเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ และความผิดเกี่ยวกับการกีดขวางทางสาธารณะและใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต มีบางคนที่ถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

บีบีซีไทยรวบรวมรายชื่อนักกิจกรรม ผู้จัดการชุมนุม ผู้ปราศรัยและผู้ร่วมชุมนุมที่ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. ซึ่งมีทั้งนิสิต นักศึกษา นักเคลื่อนไหวภาคประชาชน เจ้าหน้าที่องค์กรสิทธิมนุษยชน นักร้อง นักดนตรี ทนายความ ทั้งนี้ยังไม่รวมผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุมในต่างจังหวัด

นายพริษฐ์ ชิวารักษ์

กลุ่ม: แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม / สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) / นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์

การดำเนินคดี:
  • ตำรวจแสดงหมายจับเมื่อ 14 ส.ค. จากการชุมนุมวันที่ 18 ก.ค. ถูกควบคุมตัวจากย่านเมืองทองธานี จ.นนทบุรี ไป สน.สำราญราษฎร์ ตำรวจนำตัวส่งศาลขออำนาจฝากขังและศาลอนุญาตให้ประกันตัวเมื่อ 15 ส.ค.
  • สน. นางเลิ้งออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหา 6 ข้อหา เช่น ฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน, พ.ร.บ. โรคติดต่อ, พ.ร.บ. รักษาความสะอาด จากการชุมนุมที่หน้ากองทัพบกเมื่อ 20 ก.ค. เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเมื่อ 25 ส.ค. และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
นายภาณุพงศ์ จาดนอก

กลุ่ม: เยาวชนตะวันออกเพื่อประชาธิปไตย

การดำเนินคดี:
  • ตำรวจแสดงหมายจับเมื่อ 7 ส.ค. ในคดีร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. และถูกควบคุมตัวจากหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง ไป สน.สำราญราษฎร์ ตำรวจนำตัวส่งศาลขออำนาจฝากขังและศาลอนุญาตให้ประกันตัวเมื่อ 8 ส.ค.
  • วันที่ 24 ส.ค. ตำรวจเข้าแสดงหมายจับและจับกุมนายภาณุพงศ์ขณะยืนถือป้ายประท้วงโครงการถมทะเล ก่อนที่นายกฯ และคณะรัฐมนตรีจะเดินทางมาถึงตลาด 100 เสา ใน อ.เมือง จ.ระยอง หมายจับนี้ออกโดยศาลจังหวัดธัญบุรี คาดว่าเกี่ยวข้องกับการขึ้นเวทีปราศรัยที่การชุมนุม "ธรรมศาสตร์จะไม่ทน" ที่ มธ. ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค. จากนั้นได้ถูกนำตัวมาสอบสวนที่ สภ.คลองหลวง วันที่ 25 ส.ค. ตำรวจนำตัวไปขออำนาจศาลจังหวัดฝากขังและศาลอนุมัติให้ประกันตัวในวันเดียวกัน
  • สน. นางเลิ้งออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหา 6 ข้อหา เช่น ฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน, พ.ร.บ. โรคติดต่อ, พ.ร.บ. รักษาความสะอาด จากการชุมนุมที่หน้ากองทัพบกเมื่อ 20 ก.ค. เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาวันที่ 2 ก.ย. โดยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
นายทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี

กลุ่ม: เลขาธิการกลุ่มเยาวชนปลดแอก / สมาชิกกลุ่มประชาชนปลดแอก / บัณฑิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การดำเนินคดี: วันที่ 26 ส.ค. ตำรวจ สน. สำราญราษฎร์แสดงหมายจับและจับกุมนายทัตเทพ ระบุกระทำความผิดหลายข้อหาจากการเป็นผู้จัดการชุมนุมกลุ่มเยาวชนปลดแอกเมื่อวันที่ 18 ก.ค. โดยทัตเทพ เป็นผู้ต้องหารายที่ 11 ที่ถูกออกหมายจับจากการชุมนุมของกลุ่มเยาวชนปลดแอก ตำรวจนำตัวส่งศาลเพื่อขอฝากขัง ศาลอนุมัติและอนุญาตให้ประกันตัวในวันเดียวกัน โดยใช้ตำแหน่งของนักวิชาการรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เป็นหลักประกัน

นายอานนท์ นำภา

กลุ่ม: ทนายความสิทธิมนุษยชน

การดำเนินคดี:
  • ตำรวจแสดงหมายจับเมื่อ 7 ส.ค. ในคดีร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. และถูกควบคุมตัวจากที่พักย่านเสนานิคม ไป สน.สำราญราษฎร์ จากนั้นถูกนำตัวไปสอบสวนที่ สน.บางเขน และนำไปคุมขังที่ สน.ห้วยขวาง จนถึงวันรุ่งขึ้น ตำรวจนำตัวส่งศาลขออำนาจฝากขังและศาลอนุญาตให้ประกันตัวเมื่อ 8 ส.ค.
  • สน. นางเลิ้งออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหา 6 ข้อหา เช่น ฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน, พ.ร.บ. โรคติดต่อ, พ.ร.บ. สะอาด จากการชุมนุมที่หน้ากองทัพบกเมื่อ 20 ก.ค. เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเมื่อ 25 ส.ค. และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
  • ตำรวจแสดงหมายจับในคดีที่ 2 เมื่อ 19 ส.ค. จากการขึ้นปราศรัยเรียกร้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ที่การชุมนุม "แฮร์รี พอตเตอร์" ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อ 3 ส.ค. วันที่ 20 ส.ค. ตำรวจนำส่งศาลขออำนาจฝากขังระหว่างการสอบสวน และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวระหว่างสอบสวนตลอดจนถึงชั้นพิจารณาชั่วคราว โดยมีประกัน 100,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักประกัน แต่มีเงื่อนไขห้ามกระทำการใด ๆ ในลักษณะเดียวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้
  • วันที่ 25 ส.ค. หลังจากรับทราบข้อกล่าวหาที่ สน. นางเลิ้ง คดีชุมนุมที่หน้ากองทัพบก ตำรวจ สภ.คลองหลวงได้แสดงหมายจับในคดีที่เขาร่วมชุมนุม "ธรรมศาสตร์จะไม่ทน" ที่ มธ. ศูนย์รังสิตเมื่อวันที่ 10 ส.ค. เป็นหมายจับที่ 3 ตำรวจนำตัวขออำนาจศาลจังหวัดธัญบุรี และศาลให้ประกันตัวในวันเดียวกัน
นายปิยรัฐ จงเทพ

กลุ่ม: นักกิจกรรมเรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านรัฐประหาร เคยร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง / อดีตสมาชิกพรรคอนาคตใหม่

การดำเนินคดี: สน. นางเลิ้งออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหา 6 ข้อหา เช่น ฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน, พ.ร.บ. โรคติดต่อ, พ.ร.บ. สะอาด จากการชุมนุมที่หน้ากองทัพบกเมื่อ 20 ก.ค. ปิยรัฐเดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเมื่อ 25 ส.ค. และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

นายกานต์นิธิ ลิ้มเจริญ

กลุ่ม: ประชาลาด สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) / สมาชิกคณะประชาชนปลดแอก / นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล.

การดำเนินคดี: ได้รับหมายเรียกลงวันที่ 18 ส.ค. ให้ไปพบพนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ ข้อหาร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญ หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง และข้อหาอื่น ๆ รวม 6 ข้อหา ในคดีร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. นายกานต์นิธิได้เดินทางไปรายงานตัวตามหมายเรียกที่ สน.สำราญราษฎร์ ในวันที่ 28 ส.ค. พร้อมกับนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาและพวกรวม 15 คน

นายณัฐวุฒิ สมบูรณ์ทรัพย์

กลุ่ม: ประกอบธุรกิจส่วนตัว

การดำเนินคดี: ตำรวจ 8 นายเข้าแสดงหมายจับและจับกุมขณะที่เขาขับรถอยู่บนทางด่วนช่วงสายวันที่ 20 ส.ค. ในคดีร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. และถูกนำตัวไป สน. สำราญราษฎร์ ณัฐวุฒิ อายุ 24 ปี บันทึกภาพวิดีโอขณะที่ตำรวจอ่านข้อกล่าวหาตามหมายจับ ซึ่งเป็นข้อหาเดียวกับผู้ต้องหาที่ถูกแสดงหมายจับก่อนหน้านี้ วันดียวกันตำรวจได้นำตัวไปศาลเพื่อขออำนาจฝากขัง และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวระหว่างสอบสวนตลอดจนถึงชั้นพิจารณาชั่วคราว โดยมีประกัน 100,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักประกัน แต่มีเงื่อนไขห้ามกระทำการใด ๆ ในลักษณะเดียวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้

นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา

กลุ่ม: ดาวดิน

การดำเนินคดี: ได้รับหมายเรียกลงวันที่ 18 ส.ค. ให้ไปพบพนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ ข้อหาร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญ หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง และข้อหาอื่น ๆ รวม 6 ข้อหา ในคดีร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. ซึ่งนายจตุภัทร์ได้เดินทางไปรายงานตัวตามหมายเรียกที่ สน.สำราญราษฎร์ ในวันที่ 28 ส.ค.

นายกรกช แสงเย็นพันธ์

กลุ่ม: ขบวนการประชาธิปไตยใหม่

การดำเนินคดี: ตำรวจแสดงหมายจับกุมที่หน้า สน.สำราญราษฎร์ เวลา 00.30 น. ของวันที่ 20 ส.ค. ในคดีร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. ยื่นประตัวโดยใช้ตำแหน่ง ส.ส. ของวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นประกัน แต่ตำรวจไม่อนุญาตให้ประกันตัว โดยให้เหตุผลว่า อาจมีการหลบหนีและยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ต่อมาตำรวจได้นำตัวส่งศาลเพื่อขออำนาจฝากขัง ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวระหว่างสอบสวนตลอดจนถึงชั้นพิจารณาชั่วคราว โดยมีประกัน 100,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักประกัน แต่มีเงื่อนไขห้ามกระทำการใด ๆ ในลักษณะเดียวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้

นางสุวรรณา ตาลเหล็ก

กลุ่ม: 24 มิถุนาประชาธิปไตย / นักกิจกรรมผู้ช่วยเหลือนักโทษการเมืองและอดีตนักต่อสู้ขบวนการแรงงาน

การดำเนินคดี:
  • ตำรวจแสดงหมายจับกุมที่หน้า สน.สำราญราษฎร์ เมื่อคืนวันที่ 19 ส.ค. ในคดีร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. ตำรวจนำตัวไปขออำนาจศาลฝากขังในวันที่ 20 ส.ค. และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวระหว่างสอบสวนตลอดจนถึงชั้นพิจารณาชั่วคราว โดยมีประกัน 100,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักประกัน แต่มีเงื่อนไขห้ามกระทำการใด ๆ ในลักษณะเดียวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้
  • สน. นางเลิ้งออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหา 6 ข้อหา เช่น ฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน, พ.ร.บ. โรคติดต่อ, พ.ร.บ. สะอาด จากการชุมนุมที่หน้ากองทัพบกเมื่อ 20 ก.ค. เข้ารับทราบข้อกล่าวหาเมื่อ 25 ส.ค. และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
  • สน. ชนะสงคราม ออกหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา 3 ข้อหา จากการจัดกิจกรรมชุมนุม "เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย" ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 3 ส.ค. พร้อมผู้ต้องหาอื่นรวม 6 คน ซึ่งทั้งหมดไปรายงานตัวเมื่อวันที่ 1 ก.ย. โดยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
น.ส.สิรินทร์ มุ่งเจริญ


กลุ่ม: สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / กลุ่ม Spring Movement ของ จุฬาฯ / นักศึกษาคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การดำเนินคดี: ได้รับหมายเรียกลงวันที่ 18 ส.ค. ให้ไปพบพนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ ข้อหาร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญ หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง และข้อหาอื่น ๆ รวม 6 ข้อหา ในคดีร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. เดินทางไปรายงานตัว เดินทางไปรายงานตัวตามหมายเรียกที่ สน.สำราญราษฎร์ ในวันที่ 28 ส.ค. พร้อมกับนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาและพวกรวม 15 คน

นายธนายุทธ ณ อยุธยา


กลุ่ม: นักร้องเพลงแร็ป วงอีเลเว่น ฟิงเกอร์ หรือ "แร็ปเปอร์คลองเตย"

การดำเนินคดี: ตำรวจแสดงหมายจับในวันที่ 20 ส.ค. ในคดีร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. ถูกนำตัวไปขออำนาจศาลฝากขัง ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวระหว่างสอบสวนตลอดจนถึงชั้นพิจารณาชั่วคราว โดยมีประกัน 100,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักประกัน แต่มีเงื่อนไขห้ามกระทำการใด ๆ ในลักษณะเดียวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้

นายบารมี ชัยรัตน์

กลุ่ม: เลขาธิการ สมัชชาคนจน

การดำเนินคดี: ตำรวจแสดงหมายจับและจับกุมเมื่อ 19 ส.ค. ในคดีร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. จากนั้นถูกนำตัวไป สน. สำราญราษฎร์ และส่งตัวขออำนาจศาลฝากขัง ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวระหว่างสอบสวนตลอดจนถึงชั้นพิจารณาชั่วคราว โดยมีประกัน 100,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักประกัน แต่มีเงื่อนไขห้ามกระทำการใด ๆ ในลักษณะเดียวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้

นายทศพร สินสมบุญ

กลุ่ม: ไม่มีข้อมูล

การดำเนินคดี: ตำรวจแสดงหมายจับในวันที่ 20 ส.ค. ในคดีร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. ถูกตั้งข้อหายุยงปลุกปั่น มาตรา 116 และข้อหาอื่น ๆ ในการชุมนุม รวมทั้งข้อหานำเข้าข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันกระทบต่อความมั่นคงตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รวม 8 ข้อหา ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวระหว่างสอบสวนตลอดจนถึงชั้นพิจารณาชั่วคราว โดยมีประกัน 100,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักประกัน แต่มีเงื่อนไขห้ามกระทำการใด ๆ ในลักษณะเดียวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้

น.ส.พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ

กลุ่ม: นักสิทธิมนุษยชน

การดำเนินคดี: ได้รับหมายเรียกจาก สน. สำราญราษฎร์ให้ไปรายงานตัวโดยถูกดำเนินคดี 6 ข้อหาจากการร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. เดินทางไปรายงานตัวตามหมายเรียกที่ สน.สำราญราษฎร์ ในวันที่ 28 ส.ค. พร้อมกับนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาและพวกรวม 15 คน

นายธานี สะสม

กลุ่ม: อดีตสมาชิกกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง และอดีตผู้ชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

การดำเนินคดี: ตำรวจแสดงหมายจับในวันที่ 20 ส.ค. ในคดีร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. ถูกตั้งข้อหายุยงปลุกปั่น มาตรา 116 และข้อหาอื่น ๆ รวม 7 ข้อหา ตำรวจนำตัวขออำนาจศาลฝากขัง และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวระหว่างสอบสวนตลอดจนถึงชั้นพิจารณาชั่วคราว โดยมีประกัน 100,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักประกัน แต่มีเงื่อนไขห้ามกระทำการใด ๆ ในลักษณะเดียวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้

น.ส.ลัลนา สุริโย

กลุ่ม: รักษาการประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง / นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มธ.

การดำเนินคดี: ได้รับหมายเรียกจาก สน. สำราญราษฎร์ให้ไปรายงานตัวโดยถูกดำเนินคดี 6 ข้อหาจากการร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. เดินทางไปรายงานตัวตามหมายเรียกที่ สน.สำราญราษฎร์ ในวันที่ 28 ส.ค. พร้อมกับนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาและพวกรวม 15 คน

นายณวรรษ เลี้ยงวัฒนาแอม

กลุ่ม: ผู้เคยร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ของเครือข่ายศิลปวัฒนธรรมเพื่อประชาธิปไตยสนับสนุนเยาวชนปลดแอก

การดำเนินคดี: ได้รับหมายเรียกจาก สน. สำราญราษฎร์ให้ไปรายงานตัว โดยถูกดำเนินคดี 6 ข้อหาจากการร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. เดินทางไปรายงานตัวตามหมายเรียกที่ สน.สำราญราษฎร์ ในวันที่ 28 ส.ค. พร้อมกับนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาและพวกรวม 15 คน

น.ส.จิรฐิตา ธรรมรักษ์

กลุ่ม: สนท. (ศูนย์ประจำ ม.วลัยลักษณ์)

การดำเนินคดี: ได้รับหมายเรียกจาก สน. สำราญราษฎร์ให้ไปรายงานตัว โดยถูกดำเนินคดี 6 ข้อหาจากการร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. เดินทางไปรายงานตัวตามหมายเรียกที่ สน.สำราญราษฎร์ ในวันที่ 28 ส.ค. พร้อมกับนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาและพวกรวม 15 คน

นายณัฐพงษ์ ภูแก้ว

กลุ่ม: นักร้อง-นักดนตรี วงสามัญชน

การดำเนินคดี: ได้รับหมายเรียกจาก สน. สำราญราษฎร์ให้ไปรายงานตัว โดยถูกดำเนินคดี 6 ข้อหาจากการร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. เดินทางไปรายงานตัวตามหมายเรียกที่ สน.สำราญราษฎร์ ในวันที่ 28 ส.ค. พร้อมกับนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาและพวกรวม 15 คน

นายธนชัย เอื้อฤาชา

กลุ่ม: เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย

การดำเนินคดี: ได้รับหมายเรียกจาก สน. สำราญราษฎร์ให้ไปรายงานตัว โดยถูกดำเนินคดี 6 ข้อหาจากการร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. เดินทางไปรายงานตัวตามหมายเรียกที่ สน.สำราญราษฎร์ ในวันที่ 28 ส.ค. พร้อมกับนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาและพวกรวม 15 คน

นายยามารุดดิน ทรงศิริ

กลุ่ม: ประธานสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง / นศ. สาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ วิทยาลัยสหวิทยาการ ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง

การดำเนินคดี: ได้รับหมายเรียกจาก สน. สำราญราษฎร์ให้ไปรายงานตัว โดยถูกดำเนินคดี 6 ข้อหาจากการร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. เดินทางไปรายงานตัวตามหมายเรียกที่ สน.สำราญราษฎร์ ในวันที่ 28 ส.ค. พร้อมกับนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาและพวกรวม 15 คน

นายชลธิศ โชติสวัสดิ์

กลุ่ม: นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, เลขาธิการ สนท.

การดำเนินคดี: ได้รับหมายเรียกจาก สน. สำราญราษฎร์ให้ไปรายงานตัว โดยถูกดำเนินคดี 6 ข้อหาจากการร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. เดินทางไปรายงานตัวตามหมายเรียกที่ สน.สำราญราษฎร์ ในวันที่ 28 ส.ค. พร้อมกับนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาและพวกรวม 15 คน

นายเดชาธร บํารุงเมือง

กลุ่ม: แรปเปอร์ กลุ่ม Rap Against Dictatorship ชื่อในการแสดง "Hockhacker"

การดำเนินคดี: เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวตามหมายจับเช้าวันที่ 20 ส.ค. ในคดีร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. ถูกนำตัวไปที่ สภ. สมุทรปราการเพื่อลงบันทึกประจำวัน ก่อนนำตัวไปที่ สน.สำราญราษฎร์ ตำรวจนำตัวส่งศาลเพื่อขออำนาจฝากขัง ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวระหว่างสอบสวนตลอดจนถึงชั้นพิจารณาชั่วคราว โดยมีประกัน 100,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักประกัน แต่มีเงื่อนไขห้ามกระทำการใด ๆ ในลักษณะเดียวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้

นายทักษกร มุสิกรักษ์

กลุ่ม: แรปเปอร์ กลุ่ม Rap Against Dictatorship ชื่อในการแสดง "Numba9"

การดำเนินคดี: ได้รับหมายเรียกจาก สน. สำราญราษฎร์ให้ไปรายงานตัว โดยถูกดำเนินคดี 6 ข้อหาจากการร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. เดินทางไปรายงานตัวตามหมายเรียกที่ สน.สำราญราษฎร์ ในวันที่ 28 ส.ค. พร้อมกับนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาและพวกรวม 15 คน

นายปรัชญา สุรกําจรโรจน์

กลุ่ม: แรปเปอร์ กลุ่ม Rap Against Dictatorship ชื่อในการแสดง "Jacoboi"

บทบาทในการชุมนุม: ขึ้นแสดงบนเวที

การดำเนินคดี: ยังไม่มีข้อมูล

นายจักรธร ดาวแย้ม

กลุ่ม: นักศึกษาคณะสังคมสงเคราะห์ ม.ธรรมศาสตร์

การดำเนินคดี: ได้รับหมายเรียกจาก สน. สำราญราษฎร์ให้ไปรายงานตัว โดยถูกดำเนินคดี 6 ข้อหาจากการร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. เดินทางไปรายงานตัวตามหมายเรียกที่ สน.สำราญราษฎร์ ในวันที่ 28 ส.ค. พร้อมกับนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาและพวกรวม 15 คน

นายกฤษณะ ไก่แก้ว

กลุ่ม: เครือข่ายวิญญูชนผู้ยังได้รับผลกระทบจากเผด็จการ

การดำเนินคดี: ได้รับหมายเรียกจาก สน. สำราญราษฎร์ให้ไปรายงานตัว โดยถูกดำเนินคดี 6 ข้อหาจากการร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. เดินทางไปรายงานตัวตามหมายเรียกที่ สน.สำราญราษฎร์ ในวันที่ 28 ส.ค. พร้อมกับนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาและพวกรวม 15 คน

น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์

กลุ่ม: ประธาน สนท. / นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

การดำเนินคดี: ถูกออกหมายจับและถูกจับกุมวันที่ 1 ก.ย. ในคดีร่วมชุมนุมเยาวชนปลดแอกวันที่ 18 ก.ค. ถูกตั้งข้อหายุยงปลุกปั่น มาตรา 116 และข้อหาอื่น ๆ ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวระหว่างสอบสวนตลอดจนถึงชั้นพิจารณาชั่วคราว โดยมีประกัน 100,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักประกัน แต่มีเงื่อนไขห้ามกระทำการใด ๆ ในลักษณะเดียวกับการกระทำที่ถูกกล่าวหาในคดีนี้

น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล

กลุ่ม: มหานครเพื่อประชาธิปไตย / นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เทคโนโลยีมหานคร

การดำเนินคดี: สน. ชนะสงคราม ออกหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา 3 ข้อหา จากการจัดกิจกรรมชุมนุม "เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย" ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 3 ส.ค. พร้อมผู้ต้องหาอื่นรวม 6 คน ซึ่งทั้งหมดไปรายงานตัวเมื่อวันที่ 1 ก.ย. โดยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ชลธิชา แจ้งเร็ว

กลุ่ม: คณะประชาชนปลดแอก

การดำเนินคดี: สน. ชนะสงคราม ออกหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา 3 ข้อหา จากการจัดกิจกรรมชุมนุม "เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย" ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 3 ส.ค. พร้อมผู้ต้องหาอื่นรวม 6 คน ซึ่งทั้งหมดไปรายงานตัวเมื่อวันที่ 1 ก.ย. โดยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

นายชาติชาย แกดำ

กลุ่ม: นักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย อดีตสมาชิกเครือข่ายนักศึกษาและประชาชนปฏิรูปประเทศไทย

การดำเนินคดี: สน. ชนะสงคราม ออกหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา 3 ข้อหา จากการจัดกิจกรรมชุมนุม "เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย" ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 3 ส.ค. พร้อมผู้ต้องหาอื่นรวม 6 คน ซึ่งทั้งหมดไปรายงานตัวเมื่อวันที่ 1 ก.ย. โดยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ชูเวช เดชดิษฐรักษ์

กลุ่ม: นักรณรงค์ด้านสิทธิของผู้พิการ

การดำเนินคดี: สน. ชนะสงคราม ออกหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา 3 ข้อหา จากการจัดกิจกรรมชุมนุม "เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย" ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 3 ส.ค. พร้อมผู้ต้องหาอื่นรวม 6 คน ซึ่งทั้งหมดไปรายงานตัวเมื่อวันที่ 1 ก.ย. โดยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

นายณรงค์ ดวงแก้ว

กลุ่ม: แร็ปเปอร์

การดำเนินคดี: สน. ชนะสงคราม ออกหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา 3 ข้อหา จากการจัดกิจกรรมชุมนุม "เสกคาถาผู้พิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตย" ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 3 ส.ค. พร้อมผู้ต้องหาอื่นรวม 6 คน ซึ่งทั้งหมดไปรายงานตัวเมื่อวันที่ 1 ก.ย. โดยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

https://www.bbc.com/thai/thailand-53846800




6 ปี ชุมนุม ‘เยาวชนปลดแอก’ คดีความยังเดินหน้า และนิรโทษกรรมที่ทิ้งบางคนไว้ข้างหลัง (มีบทเรียนอะไรบ้าง ที่เราได้เรียนรู้ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา หากการชุมนุมนี้มีมรดก อะไรคือมรดกนี้ที่ถูกทิ้งไว้ ?)


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
13 hours ago
·
6 ปี ชุมนุม ‘เยาวชนปลดแอก’ คดีความยังเดินหน้า และนิรโทษกรรมที่ทิ้งบางคนไว้ข้างหลัง
.
วันนี้เมื่อ 6 ปีที่แล้ว (18 ก.ค. 2563) เยาวชนปลดแอก (FreeYOUTH) นัดหมายชุมนุม #เยาวชนปลดแอก บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก จนนับว่าเป็นการชุมนุมขนาดใหญ่ครั้งแรก ๆ หลังการรัฐประหาร ปี 2557
.
การชุมนุมดังกล่าว เริ่มมีการประกาศ 3 ข้อเรียกร้อง คือ เรียกร้องให้รัฐบาลประยุทธ์ในขณะนั้นยุบสภา, ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐหยุดคุกคามประชาชน ข้อเรียกร้องดังกล่าวนี้ได้รับการขานรับจากประชาชน จนกระทั่งเกิดการชุมนุมขนานใหญ่ในแทบทุกจังหวัดตามมา เพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าว จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา และประชาชน ที่ติดตามมาอีกนับร้อยครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 และปี 2564 รวมทั้งนำไปสู่การยกระดับข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในเวลาต่อมา
.
แต่ในขณะเดียวกัน ก็พบถึงความพยายามปิดกั้นของเจ้าหน้าที่ด้วยมาตรการต่างๆ ตั้งแต่ก่อนเริ่มชุมนุม อาทิ การนำต้นไม้มาตกแต่งฐานอนุสาวรีย์ช่วงก่อนเริ่มชุมนุม และมีรั้วเหล็กล้อมอนุสาวรีย์ไว้ การถ่ายภาพผู้จัดและทะเบียนรถ อีกทั้งพบว่าในช่วงต้นของการชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามบีบพื้นที่เพื่อให้ยุติการชุมนุม อีกทั้งยังพบว่ามีตำรวจอ่านประกาศหข้อห้ามชุมนุมที่ออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกฎหมายที่มีโทษอาญาอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตาม การชุมนุมยังสามารถดำเนินต่อไปได้จนเสร็จสิ้น
.
มาตรการควบคุมโรคระบาดโควิด-19 ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548 และการออกข้อกำหนดต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ถูกนำมาใช้กล่าวหาดำเนินคดีต่อการชุมนุมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นเครื่องมือในการจำกัดควบคุมการชุมนุมของรัฐบาลในยุคการชุมนุมช่วงปี 2563-2565
.
ประชาชน 30 คนถูกดำเนินคดีจากเหตุชุมนุม #เยาวชนปลดแอก จนถึงปัจจุบันยังอยู่ระหว่างต่อสู้คดีในชั้นศาล
.
หลังการชุมนุมประมาณหนึ่งเดือนเศษ ผู้ปราศรัย ตลอดผู้เข้าร่วมชุมนุมบางส่วน รวมทั้งสิ้น 30 คนถูกดำเนินคดีทั้งการจับกุมและการออกหมายเรียกจากเหตุการณ์ชุมนุมนี้ โดยถูกแบ่งออกเป็นสองคดี ดังนี้
.
คดีแรก: แกนนำ-นักดนตรี 15 คนถูกจับกุม ตามข้อหาหลัก “ยุยงปลุกปลั่น”
.
คดีนี้มีจำเลยทั้งสิ้น 15 คน ได้แก่ พริษฐ์ ชิวารักษ์, ภาณุพงศ์ จาดนอก, อานนท์ นำภา, จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์, กรกช แสงเย็นพันธ์, สุวรรณา ตาลเหล็ก, บารมี ชัยรัตน์, เดชาธร บำรุงเมือง, ธานี สะสม, ธนายุทธ ณ อยุธยา, ทศพร สินสมบุญ, เนตรนภา อำนาจส่งเสริม, “ฟอร์ด” ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี, “เจมส์” ภานุมาศ สิงห์พรม และ ณัฐวุฒิ สมบูรณ์ทรัพย์
.
ทั้งหมดถูกออกหมายจับและจับกุมในช่วงเดือน ส.ค. – ก.ย. 2563 ตามข้อหาหลัก “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, “มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยเป็นแกนนำ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคสาม และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
.
ต่อมาศาลอาญามีคำพิพากษาว่าจำเลย 12 คน ที่ถูกสั่งฟ้องว่ามีความผิดตามมาตรา 116, มาตรา 215, พ.ร.บ.ความสะอาดฯ และ พ.ร.บ.จราจรทางบก รวมจำคุกคนละ 2 เดือน ปรับคนละ 2,000 บาท แต่เนื่องจากจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้มีกำหนด 2 ปี
ปัจจุบันคดียังอยู่ในระหว่างอุทธรณ์
.
คดีที่สอง : นักกิจกรรม – ประชาชนถูกออกหมายเรียก ตามข้อหาหลัก “พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ”
.
คดีนี้มีจำเลยทั้งสิ้น 15 คน ได้แก่ ทักษกร มุสิกรักษ์, ปรัชญา สุรกำจรโรจน์, ชลธิศ โชติสวัสดิ์, กฤษณะ ไก่แก้ว, ยามารุดดิน ทรงศิริ, พิมพ์สิริ เพ็ชรน้ำรอบ, สิรินทร์ มุ่งเจริญ, ณัฐพงษ์ ภูแก้ว, ธนชัย เอื้อฤาชา, ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา, จิรฐิตา ธรรมรักษ์, ‘ไผ่’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, กานต์นิธิ ลิ้มเจริญ, จักรธร ดาวแย้ม และ ลัลนา สุริโย
.
ทั้ง 15 คนถูกสั่งฟ้องใน 5 ข้อกล่าวหา ได้แก่ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, กีดขวางทางสาธารณะ, พ.ร.บ.ความสะอาดฯ, พ.ร.บ.จราจรทางบก และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ
.
ต่อมาศาลแขวงดุสิตพิพากษายกฟ้องในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และอื่น ๆ อีกสามข้อหา แต่ลงโทษปรับในข้อหา พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ คนละ 200 บาท ปัจจุบันคดีสิ้นสุดลงแล้ว
.
.
การดำเนินคดีต่อประชาชนนับตั้งแต่การชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ ยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 6 ปีเต็มแล้ว จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมของ “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 จนถึง 18 ก.ค. 2569 มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไปแล้วอย่างน้อย 1,998 คน ในจำนวน 1,347 คดี
.
ปัจจุบันยังคงมีคดีจำนวนอย่างน้อย 585 คดีที่ยังคงดำเนินอยู่ จำเลยบางคนยังคงต่อสู้คดีความอยู่ในชั้นศาล บางคนถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำด้วยโทษในคดีทางการเมือง หรือแม้กระทั่งบางคนที่ตัดสินใจลี้ภัยทางการเมืองไป
.
ล่าสุดร่างกฎหมายนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. … ที่ผ่านทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว มีเงื่อนไขปิดล็อกไว้ชัดเจนแล้วว่าจะไม่นิรโทษกรรมให้ประชาชนที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ในทุกกรณี แม้แต่ผู้ถูกดำเนินคดีที่เป็นเด็กและเยาวชน
.
ผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 31 คนที่ขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำด้วยคดีมาตรา 112 ก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาคดีและยังไม่ได้ถูกคุมขัง ก็อาจมีความเสี่ยงถูกคุมขังในระยะต่อไป วังวนความขัดแย้งและคดีความเหล่านี้จะยังคงอยู่เรื่อยไปอีกหลายต่อหลายปี
.
#ONTHISDAY
.
อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/84726
.
ฐานข้อมูลคดีนี้: https://database.tlhr2014.com/public/case/1729/
.
ย้อนอ่านเหตุการณ์ชุมนุมเยาวชนปลดแอก: https://tlhr20

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1443141197656346&set=a.656922399611567
.....

การครบรอบ 6 ปี ของการชุมนุม "เยาวชนปลดแอก" (Free Youth) ในวันที่ 18 กรกฎาคม ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ชวนให้เรากลับมาทบทวน มองย้อนอดีต และวิเคราะห์บทเรียนที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของไทย

นี่คือบทเรียนสำคัญ 5 ข้อที่เราได้เรียนรู้ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา:

1. เพดานที่ถูกทลายลงอย่างไม่มีวันกลับ

สิ่งที่การชุมนุมในปี 2563 ทำได้สำเร็จและสร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดคือการ "พังทลายเพดาน" ทางความคิด ข้อเรียกร้องหลายเรื่องที่เคยเป็นเรื่องต้องห้าม ถูกนำมาพูดถึงอย่างเปิดเผยในที่สาธารณะ ทั้งบนเวทีปราศรัยและในโลกออนไลน์ แม้ในแง่ของกฎหมายจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม แต่ในแง่ของ "วัฒนธรรมและความคิด" สังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

2. พลังของโซเชียลมีเดียกับการไร้แกนนำ

เยาวชนปลดแอกและกลุ่มแนวร่วมแสดงให้เห็นถึงโมเดลการประท้วงรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "Flash Mob" และการจัดม็อบแบบ "ทุกคนคือแกนนำ" โดยใช้ Twitter (X) และ Telegram เป็นเครื่องมือหลักในการนัดหมายและกระจายข่าวสาร มันพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถทำลายการรวมศูนย์อำนาจได้ แต่ในขณะเดียวกัน บทเรียนในระยะยาวก็ชี้ให้เห็นว่า การไม่มีโครงสร้างแกนนำที่ชัดเจนก็ทำให้การขับเคลื่อนในเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวขาดความต่อเนื่องเช่นกัน

3. นิติสงคราม และราคาที่ต้องจ่าย

บทเรียนที่เจ็บปวดที่สุดของคนรุ่นนี้คือการเผชิญหน้ากับ "นิติสงคราม" (Lawfare) แกนนำและผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมากต้องเผชิญกับคดีความนับร้อยคดี ทั้งข้อหาร้ายแรงอย่าง ม.112, ม.116 หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หลายคนต้องสูญเสียโอกาสในชีวิต ติดคุก หรือต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่ากลไกอำนาจรัฐพร้อมที่จะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการสยบความเคลื่อนไหวทางเมืองอย่างเข้มข้น

4. จากท้องถนนสู่รัฐสภา

ความตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนในปี 2563 ได้กลายเป็น "ปุ๋ยชั้นดี" ที่ส่งผลต่อการเมืองในระบบรัฐสภา ผลการเลือกตั้งในปี 2566 ที่พรรคการเมืองฝั่งเสรีนิยม (โดยเฉพาะพรรคก้าวไกลในขณะนั้น) ได้รับคะแนนเสียงมาเป็นอันดับหนึ่ง คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าพลังจากท้องถนนได้แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงในคูหา แม้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลในท้ายที่สุดจะไม่เป็นไปตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมคาดหวัง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า "วาระ" ของคนรุ่นใหม่ได้เข้าไปอยู่ในสภาอย่างเป็นทางการแล้ว

5. ช่องว่างระหว่างรุ่น (Generation Gap) ที่ต้องประสาน

6 ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประเทศไม่สามารถทำได้ด้วยคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งเพียงลำพัง ความคิดที่แหลมคมและก้าวหน้าของเยาวชนจำเป็นต้องอาศัยการทำความเข้าใจ การสร้างแนวร่วม และการประนีประนอมกับคนรุ่นอื่น ๆ ในสังคมด้วย การขับเคลื่อนที่โดดเดี่ยวเกินไปอาจนำไปสู่แรงต้านที่รุนแรงจากฝั่งอนุรักษ์นิยม ดังนั้น บทเรียนสำคัญคือการเรียนรู้วิธีการสื่อสารเพื่อดึงคนส่วนใหญ่ของประเทศมาร่วมทาง

บทสรุป: > 6 ปีของ "เยาวชนปลดแอก" อาจไม่ได้จบลงด้วยชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จในทันที และอาจตามมาด้วยความสูญเสียของใครหลายคน แต่มันได้ทิ้ง "มรดกทางความคิด" และเมล็ดพันธุ์แห่งการตั้งคำถามไว้ในใจของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเมล็ดพันธุ์เหล่านี้กำลังเติบโตและจะกลายเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศนี้ในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน




ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มความเสี่ยงต่อเส้นทางเดินเรือทั่วโลก หากจากสงคราม มีการยอมรับอย่างเป็นทางการว่า อิหร่านหรือสหรัฐ มีอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ นี่อาจจะสร้างบรรทัดฐานที่อันตราย เพราะประเทศอื่นๆ ก็อาจอ้างสิทธิ์เหนือเส้นทางเดินเรือที่สำคัญได้เช่นกัน



ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มความเสี่ยงต่อเส้นทางเดินเรือทั่วโลก

ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ไม่นานหลังจากที่สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงหยุดยิง องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ได้ประกาศปฏิบัติการเพื่อเคลื่อนย้ายเรือที่ติดค้างและลูกเรือกว่า 11,000 คนออกจากช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์แห่งนี้ถูกทางการอิหร่านปิดกั้นการใช้งานจริงมาตั้งแต่ช่วงที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์

IMO ระบุว่าปฏิบัติการดังกล่าวจะดำเนินการโดยอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับอิหร่าน โอมาน และรัฐชายฝั่งอื่นๆ ทั้งหมดในภูมิภาค รวมถึงสหรัฐฯ และภาคอุตสาหกรรมทางทะเล

เรือต่างๆ ได้รับคำแนะนำให้ใช้เส้นทางเลียบฝั่งทางตอนใต้ของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอยู่ชิดกับชายฝั่งของโอมาน แทนที่จะใช้เส้นทางเลียบชายฝั่งอิหร่านทางตอนเหนือของช่องแคบ

"มีเรือกว่า 100 ลำจากทั้งหมดกว่า 600 ลำที่อยู่ในพื้นที่... สามารถแล่นออกมาได้สำเร็จ" จอห์น คาเนียส (John Canias) อดีตลูกเรือซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ประสานงานด้านปฏิบัติการทางทะเลของสหพันธ์แรงงานขนส่งระหว่างประเทศ (ITF) และเป็นผู้มีส่วนร่วมในการหารือเกี่ยวกับการอพยพ กล่าว

ปฏิบัติการต้องหยุดชะงักลงในอีกไม่กี่วันต่อมา หลังจากที่เรือสินค้าสัญชาติสิงคโปร์ชื่อ "Ever Lovely" ถูกโจมตีขณะใช้เส้นทางที่ใกล้กับฝั่งโอมานที่สุด ข้อมูลจาก MarineTraffic ซึ่งติดตามการเคลื่อนไหวของเรือระบุว่า การสัญจรของเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดชะงักลงอีกครั้ง

แม้จะไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ แต่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่านได้วิพากษ์วิจารณ์ปฏิบัติการดังกล่าว โดยระบุผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ IRIB ว่าปฏิบัติการนี้ดำเนินการโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของอิหร่าน และมีเพียงอิหร่านเท่านั้นที่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องเส้นทางเดินเรือ คาเนียสกล่าวว่าเหตุโจมตีที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดใจ

"สถานการณ์นี้แทบจะเหมือนกับเหตุการณ์ที่วนลูปซ้ำซาก (Groundhog Day) เลยใช่ไหมครับ? เดี๋ยวก็เหมือนจะมีโอกาสเปิดทางได้ แต่แล้วก็ทำไม่ได้" เขากล่าว



ก่อนเกิดสงคราม ปริมาณน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราวหนึ่งในห้าของโลกถูกขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเสรี แต่ในขณะนี้ อิหร่านเป็นผู้ควบคุมช่องแคบดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการเดินเรือและสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายต่อเส้นทางเดินเรืออื่นๆ การสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านนั้น มีสาเหตุหลักมาจากการแย่งชิงอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ Gregory Brew นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Eurasia Group ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาและวิจัยด้านความเสี่ยงทางการเมืองระดับโลก กล่าวว่า เตหะรานมองว่าตนเองได้เปรียบในความขัดแย้งกับสหรัฐฯ และกำลังพยายามกำหนดสถานะใหม่ (status quo) ในช่องแคบแห่งนี้

"เรือทุกลำที่แล่นเข้าออกจำเป็นต้องประสานงานและขออนุญาตจากพวกเขา" เขากล่าว "และพวกเขาก็พร้อมจะต่อต้านความพยายามใดๆ ของสหรัฐฯ ที่จะบั่นทอนสถานะดังกล่าว"

ทว่าช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลก Todd Huntley ผู้อำนวยการโครงการกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่มหาวิทยาลัย Georgetown และอดีตนักกฎหมายประจำกองทัพเรือสหรัฐฯ กล่าวว่า การพยายามอ้างสิทธิ์ครอบครองช่องแคบแห่งนี้ขัดต่อหลักการดั้งเดิมที่ยึดถือกันมาอย่างยาวนานเรื่องเสรีภาพในการเดินเรือ

"เหตุผลสำคัญที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้รับการปฏิรูปใหม่ภายหลังสงครามปฏิวัติอเมริกาก็เพื่อรับประกันว่า... เรือพาณิชย์ของสหรัฐฯ และเรืออื่นๆ จะสามารถแล่นผ่านมหาสมุทรต่างๆ ได้อย่างเสรี" เขากล่าว

Huntley กล่าวว่า การยอมรับอย่างเป็นทางการว่าอิหร่านมีอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซอาจสร้างบรรทัดฐานที่อันตราย เพราะประเทศอื่นๆ ก็อาจอ้างสิทธิ์เหนือเส้นทางเดินเรือที่สำคัญได้เช่นกัน

"ยกตัวอย่างเช่น สหราชอาณาจักรหรือโมร็อกโกอาจอ้างสิทธิ์ควบคุมช่องแคบยิบรอลตาร์ หรือมาเลเซีย... อาจอ้างสิทธิ์ควบคุมช่องแคบมะละกา" ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือหลักที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย เขากล่าว "มีความเสี่ยงที่ประเทศอื่นๆ จะอ้างสิทธิ์ควบคุม แล้วเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมหรือกำหนดข้อจำกัดในการเดินเรือ"

Ami Daniel ซีอีโอของ Windward ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทด้านข้อมูลข่าวสารทางทะเล กล่าวว่า ประเทศที่ใช้อำนาจควบคุมเส้นทางเดินเรือโดยลำพังอาจใช้เส้นทางยุทธศาสตร์เหล่านี้เพื่อจัดการข้อพิพาทเรื่องดินแดน หรือใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง

"รัสเซียอาจประกาศว่า จะไม่อนุญาตให้เรือของสหรัฐฯ แล่นผ่านเส้นทางเดินเรือทางเหนือ (Northern Passage) หรือน่านน้ำอาร์กติก" เขากล่าว "หรือจีนอาจบอกว่า หากคุณเป็นธุรกิจของสหรัฐฯ คุณจะไม่สามารถขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบไต้หวันได้"

Nitya Labh นักวิจัยประจำโครงการความมั่นคงระหว่างประเทศของ Chatham House ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองในลอนดอน กล่าวว่า ภัยคุกคามต่อเส้นทางเดินเรือนั้นมีมาโดยตลอดในประวัติศาสตร์ แต่เธอก็ชี้ว่าเส้นทางเดินเรือหลายแห่งมีกลไกที่จัดทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง

"ช่องแคบของตุรกีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของข้อตกลงที่เรียกว่าอนุสัญญามงเทรอซ์ (Montreux Convention) ซึ่งถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อคุ้มครองเส้นทางเดินเรือเหล่านั้นในช่วงเวลาที่มีความขัดแย้ง" เธอกล่าว เธอกล่าวเสริมว่า ช่องแคบมะละกาซึ่งตั้งอยู่ระหว่างคาบสมุทรมลายูกับอินโดนีเซียนั้น ได้รับการบริหารจัดการอย่างรอบคอบผ่านข้อตกลงหลายฉบับระหว่างกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามต่างๆ

"ช่องแคบฮอร์มุซเป็นหนึ่งในช่องแคบอีกหลายแห่งที่ไม่ได้มีการวางกลไกด้านการประกันภัยและการทูตไว้รองรับมากเท่ากับกรณีดังกล่าว" เธอกล่าว

มีบรรทัดฐานและสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ช่วยกำกับดูแลเส้นทางเดินเรือทั่วโลก เช่น อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ ต่างยังไม่ได้ให้สัตยาบันรับรอง Labh กล่าวว่ากฎหมายทางทะเลแทบไม่มีความหมายต่อประเทศอย่างอิหร่าน หรือต่อกลุ่มที่ไม่ใช่รัฐ (non-state actors) เช่น กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งเคยโจมตีเรือพาณิชย์กว่า 190 ลำในทะเลแดงเมื่อไม่กี่ปีก่อน จนส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการค้าโลก ทั้งนี้ Labh ระบุว่ามีความกังวลเกิดขึ้นเกี่ยวกับวิธีการปกป้องเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ

"ฉันคิดว่าทั่วโลกกำลังตระหนักถึงความจริงที่ว่า ระเบียบระหว่างประเทศ กฎเกณฑ์ทางการค้า และกฎหมายทางทะเลเหล่านี้ ไม่ได้ช่วยสร้างความมั่นคงได้ตามที่คาดหวังไว้เสมอไป" เธอกล่าว

คำกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว—ซึ่งเขาได้ถอยท่าทีในเวลาต่อมา—ที่ระบุว่าสหรัฐฯ สามารถควบคุมช่องแคบฮอร์มุซและเรียกเก็บค่าผ่านทางเองได้นั้น น่าจะไม่ได้ช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศลงได้เท่าใดนัก

ที่มา NPR
The U.S.-Iran battle over the Strait of Hormuz raises risks for global waterways

July 17, 2026
https://www.npr.org/2026/07/17/nx-s1-5884849/us-iran-strait-hormuz-global-shipping-risk




สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านออกอากาศข้อความที่อ้างว่าเป็นของโมจตาบา คาเมเนอี "สหรัฐอเมริกาจะได้รับบทเรียนที่ไม่อาจลืมเลือน" "การละเมิดบันทึกความเข้าใจพิสูจน์อีกครั้งว่าลายเซ็นของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่มีค่าหรือความน่าเชื่อถือ" -- ความขัดแย้งได้ขยายวงกว้างขํ้นแล้ว ทหารอเมริกัน 2 นายเสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่าน








https://x.com/_GlobeObserver/status/2078553690294685826
.....

ด่วน! สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านออกอากาศข้อความที่อ้างว่าเป็นของโมจตาบา คาเมเนอี

"สหรัฐอเมริกาจะได้รับบทเรียนที่ไม่มีวันลืม"

"การละเมิดบันทึกความเข้าใจพิสูจน์อีกครั้งว่าลายเซ็นของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่มีค่าหรือความน่าเชื่อถือ"
.....

ข้อความดังกล่าวสะท้อนถึงคำแถลงของโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านอย่างถูกต้อง

นี่คือบริบทเบื้องหลังข้อความ:

คำแถลง: ข้อความที่เขียนโดยคาเมเนอีระบุอย่างชัดเจนว่าลายเซ็นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ นั้น "ไร้ค่าและเป็นโมฆะ" และเตือนว่าสหรัฐฯ และพันธมิตรจะได้รับ "บทเรียนที่ไม่มีวันลืม" จากอิหร่านและ "แกนแห่งการต่อต้าน" หากการโจมตียังคงดำเนินต่อไป

"บันทึกความเข้าใจ": แถลงการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายคาเซม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ประกาศว่าเตหะรานได้ระงับพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว (บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด) ที่ลงนามเมื่อหนึ่งเดือนก่อน อิหร่านอ้างว่าสหรัฐฯ ละเมิดข้อตกลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ข้อตกลงล่มสลาย

สถานการณ์ปัจจุบัน: ถ้อยคำเหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางทหารที่เพิ่มสูงขึ้น และการโจมตีทางอากาศตอบโต้กันระหว่างกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปที่สถานที่ทางทหารและโครงสร้างพื้นฐาน

ทหารสหรัฐฯ สองนายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และอีกหนึ่งนายสูญหาย หลังจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านครั้งใหญ่ที่ฐานทัพในจอร์แดนเมื่อวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569

สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ได้แก่:

การโจมตี: ตามแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) การสูญเสียเกิดขึ้นในขณะที่กองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตรกำลังป้องกันการโจมตีอย่างหนักจากโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน ทหารอเมริกันอีก 4 นายได้รับบาดเจ็บและถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลในจอร์แดน แต่ได้รับการปล่อยตัวแล้ว

ปกปิดชื่อ: ปัจจุบัน CENTCOM กำลังปกปิดชื่อและรายละเอียดของทหารที่เสียชีวิต 2 นาย และทหารที่สูญหายอีก 1 นาย เป็นเวลา 24 ชั่วโมง จนกว่าจะแจ้งให้ญาติทราบอย่างครบถ้วน

ความขัดแย้งในวงกว้าง: นี่เป็นการเสียชีวิตของทหารสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการครั้งแรกจากการโจมตีโดยตรงของอิหร่านนับตั้งแต่เริ่มสงคราม การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว (บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด) ที่มีอายุเพียงหนึ่งเดือนล่มสลายไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อต้นสัปดาห์ การล่มสลายนี้กระตุ้นให้สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศใส่โครงสร้างพื้นฐานและฐานทัพของอิหร่านติดต่อกัน 7 วัน ซึ่งอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีในจอร์แดน