วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 19, 2569

‘สฤณี’ โต้ กกต. ยอดบัตรเขย่ง 3 แสนกว่าใบ เรื่องจริง อ้างอิงจากตัวเลข 94% บน ECT Report เอง


THE STANDARD
11 hours ago
·
UPDATE: ‘สฤณี’ โต้ กกต. ยอดบัตรเขย่ง 3 แสนกว่าใบ เรื่องจริง อ้างอิงจากตัวเลข 94% บน ECT Report เอง

วันนี้ (18 กุมภาพันธ์) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงกรณีมีการโพสต์ข้อความ "ยอดบัตรเขย่ง" โดยระบุว่า ตามที่ปรากฎข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ ถึงการโพสต์ข้อความระบุว่า

“ใครช่วยไปบอก กกต. หน่อยว่า 6.6 หมื่นใบนี้ แค่ยอดเขย่ง **สุทธิ** (ชมพู > เขียว มาหักลบกับ เขียว > ชมพู) ระดับประเทศค่ะ ยอดบัตรเขย่ง (เขียว-ชมพู) ที่เกี่ยวข้องระดับเขตคือ 324,000 ++ ใบ และเขย่ง 390 จาก 400 เขตเลือกตั้ง”

สำนักงาน กกต. ขอชี้แจงว่า ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง สามารถตรวจสอบผลการนับคะแนนเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ (อย่างเป็นทางการ) ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (www.ect.go.th) หรือ เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทุกจังหวัดหรือกรุงเทพมหานคร

อย่างไรก็ตาม โพสต์ดังกล่าวที่ กกต. ชี้แจง เป็นโพสต์ของ สฤณี อาชวนันทกุล นักวิชาการอิสระได้ออกมาโพสต์ตั้งคำถามผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวานนี้ (17 กุมภาพันธ์)

ต่อมา สฤณีได้โพสต์ข้อความถึงการชี้แจงของสำนักงาน กกต. โดยระบุว่า “มัน ‘จริง’ นะคะ ไม่ใช่ ‘ไม่จริง’ ตรงไหน แค่มาจากตัวเลข ‘94% ไม่เป็นทางการ’ บนเว็บ ECT Report ของ กกต. เอง ซึ่งเมื่อไม่กี่วันที่แล้ว กกต. ขอความร่วมมือไม่ให้เราอ้างอิง ไล่ให้ไปอ้างอิงเว็บทางการ ซึ่งปล่อยข้อมูลผลการเลือกตั้งรายหน่วยในรูป PDF แล้วก็ค้างที่ 94% เหมือนเดิม”

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1266739655585375&set=a.586524703606877


https://www.facebook.com/reel/2130849007735286




จรัญ ภักดีธนากุล เตือน ปม QR Code บัตรเลือกตั้ง เสี่ยงทำเลือกตั้งโมฆะ?


จรัญ ภักดีธนากุล เตือน ปม QR Code บัตรเลือกตั้ง เสี่ยงทำเลือกตั้งโมฆะ? | คมชัดลึก

Nation Online

Feb 18, 2026 

คำเตือนจากอดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ! เมื่อหลักการ "ลงคะแนนลับ" สั่นคลอนเพราะรหัสบนบัตรเลือกตั้ง ฟังมุมมองทางกฎหมายของ ศ. (พิเศษ) จรัญ ภักดีธนากุล ว่าทำไมเรื่องนี้ถึงอาจนำไปสู่จุดจบของการเลือกตั้งครั้งนี้

https://www.youtube.com/watch?v=lbnO_YKJK7Y



ที่ กกต บอกว่า บัตรเขย่ง 6.6 หมื่นใบเนี่ย เป็นตัวเลขรวมของบัตรเขียวหักลบกับบัตรชมพูทั่วประเทศ ถ้าจะคิดบัตรเขย่งจริงๆ มันต้องเอายอดบัตรเขย่งแต่ละหน่วยมารวมกันทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นชมพูมากกว่าหรือเขียวมากกว่า มีคนประเมินว่า ตัวเลขออกมา 324,000 ใบ รวม 390 เขต

https://www.facebook.com/reel/812319691878530







 

iLaw ขอเชิญชวนร่วมลงชื่อเสนอร่าง #แก้รัฐธรรมนูญ คืนอำนาจประชาชนเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระ ร่วมกับ iTAX ลงชื่อออนไลน์ ไม่เกิน 1 นาที #กกตต้องติดคุก






https://x.com/iLawclub/status/2024076438392168915


 

กลยุทธ์เลือกโจรไปปราบโจร Careful What You Wish For

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/26210030525303772

Thanapol Eawsakul 
11 hours ago
·
ชนชั้นนำไทย เกลียดสิ่งไหน ได้สิ่งนั้น
.....
(1)
กลับไปอ่าน "แถลงการณ์คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" หรือ แถลงการณ์คณะรัฐประหาร 19 กันยา 2549 ที่ทำการรัฐประหารทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ว่ากันว่าก่อให้เกิด "วิกฤติที่สุดในโลก"
ข้อความตอนหนึ่งระบุว่า
" ด้วยเป็นที่ปรากฏความแน่ชัดว่า การบริหารราชการแผ่นดิน โดยรัฐบาลรักษาการปัจจุบันได้ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้ง แบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของชนในชาติ อย่างไม่เคยปรากฏ มาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทย ......โดยประชาชนส่วนใหญ่ เคลือบแคลงสงสัยการบริหารราชการแผ่นดิน อันส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง หน่วยงาน องค์กรอิสระ ถูกครอบงำทางการเมือง ไม่สามารถสนองตอบเจตนารมณ์ ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร"
หลักใหญ่ใจความคือตอนนั้นชนชั้นนำไทยเชื่อว่า ทักษิณ ไดัยึดประเทศไปแล้ว
นอกจากเสียง สส.ในสภา 377 เสียงแล้ว
ทักษิณ ยังซื้อ สว. (จากการเลือกตั้ง 2543)ไว้หมดแล้วด้วย
แถม สว.เลือกตั้ง 2549 ก็สัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักการเมืองอีกต่างหาก
สว.พวกนี้ก็ไปโหวตเลือกองค์กรอิสระ
ซึ่งก็มีแต่ "เพื่อนทักษิณ" ทั้งสิ้น
ทั้งหมดทั้งปวงคือการสร้างความขอบธรรมที่จะนำไปสู่การรัฐประหาร 2549
(2)
เกร็ดเล็กน้อยในวันรัฐประหาร 9 กันยาก็คือว่า เนวิน ชิดชอบ คือหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ทักษิณวางไว้สำหรับการต้านรัฐประหารด้วยมวลชน
คณะรัฐประหารจึงต้องล็อคตัวเนวิน ไว้ด้วย และเอาไปจับแก้ผ้าทิ้งไว้ที่ที่มืดในเวลาต่อมาด้วย
.......
เนวินเล่าว่า เขาถูก “ขังเดี่ยว” ในห้องขนาด 4 คูณ 4 ตารางเมตร มีเตียงนอน มีห้องน้ำ ไม่มีหน้าต่าง มองไม่เห็นอะไรที่อยู่ภายนอก นอกจากฝากับเพดานห้อง
ในแต่ละวันจะมีทหาร 4 คน ติดอาวุธครบมือนำอาหารที่เป็นถ้วยเล็ก ๆ มาให้วันละ 3 มื้อ อาทิ ข้าวสวย ผัดผัก ผัดปลาหมึก
ไม่มีกิจกรรมอะไรทำ ฝึกสมาธิ เดินจงกรม และซักเสื้อผ้า เสื้อยืด กางเกงฟุตบอล 2-3 ตัว แล้วตากในห้องน้ำ
ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีหนังสือพิมพ์ ไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีเครื่องปรับอากาศ
“เช้าตรู่ในวันที่ครบ 11 วัน ของการถูกควบคุมตัว ผมถูกนำตัวออกมาจากห้องขัง โดยทหารครบอาวุธ 30 คน เขาจับผมใส่รถตู้ที่ปิดม่าน มองไม่เห็นทาง ตระเวนอยู่ 2 ชั่วโมงครึ่ง นึกอย่างเดียวคงไม่มีโอกาสกลับมาเห็นหน้าลูกเมีย พ่อ แม่”
“หลังจากรถวิ่งวนไปวนมา รถก็แล่นไปจอดข้างถนน บังคับให้ผมแก้ผ้า ค้นทุกอย่าง ทั้งที่ 10 วัน ก่อนหน้านั้นก็มีการค้นไปทุกอย่างแล้ว เสร็จแล้วก็เอาตัวผมไปทิ้งไว้ข้างถนน”
หลังจากนั้นฝ่ายทหารปฏิบัติการตอบโต้ทันควัน ด้วยการเปิดบันทึก ชีวิตประจำวันของนายเนวิน ชิดชอบ ระบุว่าเป็นบันทึกการปฏิบัติงานของสำนักงานเลขานุการกองทัพอากาศ ที่ได้บันทึกกิจวัตรประจำวันของนายเนวิน ชิดชอบ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ระหว่างพักอยู่ที่บ้านพักรับรองของกองทัพอากาศ ที่ดอนเมือง ห้อง 105 ระหว่างวันที่ 23 กันยายน 2549-1 ตุลาคม 2549
19 กันยา 2549 : เนวิน ชิดชอบ เล่าชีวิตซักผ้าในห้องขังเดี่ยว 11 คืน... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.prachachat.net/prachachat-hilight/news-1052518
(3)
ผ่านมา 20 ปี แน่นอนว่าตอนนี้ทักษิณ ไม่เหลือภาพที่จะเป็นภัยต่อชนชั้นนำได้แล้ว กลายเป็นพรรคประชาชนคือปีศาจตัวใหม่ ที่ต้องใช้ทุกวิถีทางที่จะสกัดเพื่อไม่ให้พรรคประชาชนได้บริหารประเทศแม้แต่วินาทีเดียว
ดู
กลไกรัฐราชการที่กลัวการเปลี่ยนแปลง
คือปัจจัยสำคัญในความพ่ายแพ้ของพรรคประชาชน และชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย
https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/pfbid0uCNKKu5st82dUJ2FFaC3ZDfq61D2da838CBhGcA9k6TDNuLbELrJRAisdPynuhsSl
และก็สำเร็จด้วยรัฐบาลอนุทินในปัจจุบันที่เพิ่งชนะเลือกตั้งที่คนเขาสงสัยกันทั้งประเทศมาได้ว่ามีการโกงเลือกตั้ง
แต่กลายเป็นว่ารัฐบาลอนุทิน ก็จะมีสภาพไม่ต่างจากรัฐบาลทักษิณ และอาจจะมากกว่าเพราะว่าได้คุม สว. สีน้ำเงินได้อย่างเบ็ดเสร็จกว่าเสียอีก
ถ้าจากข่าวลือต่าง ๆ ใครที่อยากจะนั่งในองค์กรอิสระต่าง ๆ ต้องไป คารวะผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขากระโดงด้วย
สิ่งเหล่านั้นแม้แต่ทักษิณก็ยังไม่เคยทำด้วยซ้ำ
อย่างน้อยทักษิณ ก็ชนะเลือกตั้ง 2544 และ 2548 อย่างใสสะอาดกว่าการเลือกตั้ง 2569 แน่น ๆ
แน่นอนว่า ตอนนี้แม้แต่บรรดาชนชั้นนำต่าง ๆ ก็มีความแปลกแยก ต่อสิ่งแปลกปลอมใหม่ที่เข้ามาแทนที่ ทีกษิณ ในปี 2549 มาเป็น อนุทิน/เนวิน 2569 แทน
ความน่าหัวร่อของ ชนชั้นนำไทย
" เกลียดสิ่งไหน ได้สิ่งนั้น



นักวิเคราะห์ผู้เริ่มตีตราไทยว่าเป็น 'คนป่วยแห่งเอเชีย' ชี้อนาคต "ยังคงแย่ที่สุด" ยังป่วยอยู่ และ ป่วยเรื้อรัง - ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยมีอะไรบ้าง ?


ปัญหาของเศรษฐกิจไทย "... คิดว่าไหว แต่ความจริงคือมันจะไม่ไหวแล้ว เหมือนเป็นมะเร็ง ตอนแรกไม่รู้ พอถึงระยะ 2-3 มันจะหักหัวเร็วมาก แล้วมันจะดิ่งเร็วมาก" ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

นักวิเคราะห์ผู้เริ่มตีตราไทยว่าเป็น 'คนป่วยแห่งเอเชีย' ชี้อนาคต "ยังคงแย่ที่สุด" จีดีพีอาจโตแค่ 2-2.5% ตลอด 2 ทศวรรษข้างหน้า

ปณิศา เอมโอชา
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
18 กุมภาพันธ์ 2026

เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2569 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เผยแพร่ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจไทยประจำไตรมาสที่ 4/2568 พบว่าขยายตัวขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า (Year-on-year - YoY) ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ จีดีพี ทั้งปี 2568 โตขึ้นเป็น 2.4% YoY

ตัวเลขข้างต้นนี้ถือว่าดีกว่าประมาณการณ์ที่ออกมาในช่วงไตรมาส 3/2568 จากสภาพัฒน์เอง ซึ่งเคยมองว่า เศรษฐกิจไทยทั้งปีที่แล้วจะโตราว 2% YoY และก็ยังดีกว่าที่ตลาดเคยมองว่าเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายของไทยจะโตแค่ 1% YoY เท่านั้น

ในบทความนี้ บีบีซีไทยชวนผู้เชี่ยวชาญมาตอบคำถามสำคัญว่า ตัวเลขที่ดีขึ้นเช่นนี้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยหายจากการเป็น "คนป่วยแห่งเอเชีย" แล้วหรือไม่ โดยวลีดังกล่าวนี้ได้รับความนิยมอย่างมากหลังสำนักข่าวไฟแนนเชียลไทมส์ (เอฟที) นำคอมเมนต์ของหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารกสิกรไทยขึ้นมาเป็นพาดหัวใหญ่ เมื่อต้นเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา


แผนภาพแสดงอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยรายไตรมาสตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา โดยเส้นสีดำทึบแสดงถึงการเติบโตของจีดีพีที่แท้จริงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่เส้นประแสดงถึงอัตราการเติบโตของจีดีพีที่แท้จริงเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

'ยังป่วยอยู่' และ "ป่วยเรื้อรัง"

ตามรายงานจากสภาพัฒน์นั้น ปัจจัยผลักดันเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4/2568 ส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนรวมทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ ที่สูงถึง 8.1% YoY เทียบกับสถิติ 1.4% YoY ในไตรมาสก่อนหน้า โดยในจำนวนนี้เป็นสัดส่วนที่มาจากภาครัฐถึง 13.3% YoY เทียบกับสถิติในไตรมาสที่ 3 ซึ่งติดลบ 5.3% YoY นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องการบริโภคภาคเอกชนและการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลที่ขยายตัวมากขึ้นเช่นกัน

จากสถานการณ์ข้างต้น เมื่อบีบีซีไทยถาม ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่า เช่นนั้นประเทศไทยหายจากการเป็น "คนป่วย" แล้วหรือยัง เขาตอบกลับมาว่า "เหมือนคนอาการดีขึ้นนิดนึง แต่ยังไม่หายป่วย"

เขาเปรียบเทียบเพิ่มเติมว่า สภาพเศรษฐกิจของไทยตอนนี้อาจไม่ได้อยู่ในจุดวิกฤตที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยวิกฤต (Intensive Care Unit) หรือไอซียู แต่ไทยกำลังเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และความยากของภาวะนี้ คือเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ในปี 2540 ตอนนั้นทุกฝ่ายทราบอย่างชัดเจนว่าปัญหาอยู่ที่ภาคการเงิน และสามารถเข้าไปแก้ไขได้ตรงจุด แต่ว่าตอนนี้ "มันปวดทั้งตัว เป็นอาการผสมเล็กผสมน้อย ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง แต่ก็ยังพอไปต่อได้…"

"อาจจะเร็วไปที่จะพูดว่า[หายป่วย] เราอาจกำลังเหมือนคนกำลังฟื้นไข้ แต่ว่าหายเลยอาจจะยังไม่ใช่ เหมือนอยู่ในกระบวนการการรักษา"

"... คิดว่าไหว แต่ความจริงคือมันจะไม่ไหวแล้ว เหมือนเป็นมะเร็ง ตอนแรกไม่รู้ พอถึงระยะ 2-3 มันจะหักหัวเร็วมาก แล้วมันจะดิ่งเร็วมาก" ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

ต่อคำถามเดียวกันนี้ นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายบริหารความเสี่ยงองค์กรและโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ตอบบีบีซีไทยว่า เธอจะยังไม่ใช้คำว่าเลิกป่วยแล้ว เพราะตัวเลขที่สะท้อนออกมานั้นฉายภาพแค่ในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้น

เธอเสริมว่า หากย้อนกลับไปดูสถิติในอดีต จะพบว่าอัตราการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้านั้น ตัวเลขในไตรมาสที่ 4 มักจะสูงกว่าไตรมาสที่ 3

"โดยปกติถ้ารัฐบาลอยากจะให้จีดีพีปีนี้เท่ากับเท่านี้ แต่ที่ผ่านมาเฉลี่ยแล้วยังไม่ถึง เขาก็จะดันยอดด้วยการเร่งการใช้จ่าย หรือจะมีมาตรการกระตุ้นสารพัด ส่วนใหญ่จะออก ไตรมาสที่ 4 ทั้งนั้น" นงนุช อธิบาย

เธอกล่าวเสริมว่า หากย้อนกลับไปมองตั้งแต่ปี 2545 มีถึง 15 ปีที่ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 สูงกว่า ไตรมาส 3 ในแง่ YoY ซึ่งสะท้อนว่าตามธรรมชาติและเชิงนโยบาย ไตรมาสสุดท้ายมักถูกใช้เป็นจังหวะ "เร่งเครื่อง" ตัวเลขมากกว่าบ่งชี้การฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง

ด้วยเหตุนี้สำหรับตัวเลขในไตรมาสที่ 4 ที่ออกมา เธอจึงสรุปว่า "อาจจะเร็วไปที่จะพูดว่า[หายป่วย] เราอาจกำลังเหมือนคนกำลังฟื้นไข้ แต่ว่าหายเลยอาจจะยังไม่ใช่ เหมือนอยู่ในกระบวนการการรักษา"

สำหรับ แกเร็ธ เลเธอร์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำภูมิภาคเอเชียของแคปิทัล อีโคโนมิกส์ ซึ่งเป็นผู้ที่เขียนบทวิเคราะห์ประเทศไทยและพาดหัวว่า "คนป่วยแห่งเอเชีย"ไว้ ตั้งแต่ 27 ม.ค. 2568 เขามองว่าตัวเลขจีดีพีไตรมาสที่ 4/2568 นับเป็นพัฒนาการที่ดี แต่ไม่ได้สื่อว่าไทยสามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งเป็นตัวฉุดรั้งศักยภาพที่แท้จริงได้

ตอนที่เลเธอร์ออกบทวิเคราะห์ชิ้นนั้น เขาชี้ว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ามากจากวิกฤตโควิด-19 ถ้ามองลึกลงไป ยังจะพบว่า เครื่องยนต์เศรษฐกิจทำงานได้ไม่สมดุล ระหว่างปี 2563-2568 การเติบโตพึ่งการบริโภคเอกชนเป็นหลัก ขณะที่ส่งออกสินค้า การใช้จ่ายรัฐ และการลงทุนซบเซา การท่องเที่ยวก็ยังฟื้นไม่เต็มที่ รายได้จากภาคบริการยังต่ำกว่าก่อนโควิดราว 20% เพราะนักท่องเที่ยวจีนยังกลับมาไม่ครบ เมื่อกลับมาที่ปัจจุบัน สถานการณ์ก็ไม่ได้ต่างออกไปเท่าไหร่นัก

ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยมีอะไรบ้าง ?
  • ปัญหาในด้านประชากร

สหประชาชาติประเมินว่า ในปี 2597 ประชากรไทยจะเหลือเพียง 64.93 ล้านคน ก่อนที่จะลดฮวบลงมาเหลือเพียง 45.72 ล้านคน ในอีก 74 ปีต่อจากปัจจุบัน

"ไทยกำลังมุ่งสู่การเป็นประเทศเศรษฐกิจหลักเพียงชาติเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่จำนวนประชากรวัยทำงานจะลดลงแบบเต็ม ๆ ในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า" เลเธอร์ อธิบาย

เขาเสริมว่า ไม่เพียงสิ่งนี้จะฉุดรั้งเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้างให้เติบโตไม่ได้ แต่ประสบการณ์จากต่างประเทศยังชี้ว่า ความพยายามกระตุ้นอัตราการเกิดมักไม่ให้ผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญมากนัก เพราะ "แม้แต่ในประเทศที่มีระบบสวัสดิการเอื้อเฟื้อ อัตราการเกิดก็ยังอยู่ในระดับต่ำหรือยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์ในระดับโลกชี้ว่า เมื่ออัตราการเกิดต่ำฝังรากลึกแล้ว ผู้กำหนดนโยบายแทบไม่มีเครื่องมือใดที่จะสามารถพลิกแนวโน้มดังกล่าวได้"

ตามรายงานแนวโน้มประชากรโลก ประจำปี 2567 ขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) พบว่า ตัวเลขประชากรไทยถึงจุดสูงสุดแล้ว เมื่อปี 2565 ด้วยสถิติ 71.75 ล้านคน ขณะที่สถิติในปี 2567 คือ 71.68 ล้านคน และยูเอ็นประเมินว่า ในปี 2597 ประชากรไทยจะเหลือเพียง 64.93 ล้านคน ก่อนที่จะลดฮวบลงมาเหลือเพียง 45.72 ล้านคน ในอีก 74 ปีต่อจากปัจจุบัน

ในทางกลับกัน ประเทศเพื่อนบ้านคู่แข่งคนสำคัญอย่างเวียดนาม จะเห็นตัวเลขประชากรถึงจุดสูงสุดในปี 2593 ด้วยตัวเลข 110 ล้านคน ขณะที่ฟิลิปปินส์และมาเลเซีย จะไปแตะจุดสูงสุดในปี 2600 และ 2616 ด้วยสถิติ 135.18 ล้านคน และ 46.39 ล้านคน ตามลำดับ

เลเธอร์ เสริมว่า สำหรับหลายประเทศที่เผชิญปัญหาเช่นนี้ การส่งเสริมให้เพศหญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานอาจช่วยแก้ปัญหาได้ แต่สำหรับไทยนั้น มีสัดส่วนผู้หญิงในตลาดแรงงานสูงอยู่แล้ว จึงเป็นไปได้ยากที่จะเห็นตัวเลขดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
  • ปัญหาในภาคการท่องเที่ยว

"คนที่ควรมา ก็มาหมดทั้งโลกแล้ว แต่ส่วนใหญ่คือมาทีเดียวก็พอ" นักเศรษฐศาสตร์ มธ.กล่าว

ภาคการท่องเที่ยวถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวสำคัญของไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ข้อมูลนักท่องเที่ยวรวมทั้งปี 2568 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 32.97 ล้านคน ลดลง 7.2% YoY โดยในจำนวนนี้นักท่องเที่ยวจีนลดลงมากถึง 33.55% YoY สถานการณ์นี้ส่งผลให้สาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหารทั้งโตทั้งปีแค่ 2.5% เทียบกับตัวเลข 12.0% ในปี 2567

ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ อธิบายว่า ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวของไทยยังเป็นการขายของแบบเดิม ๆ คือ "ไปครั้งเดียวแล้วพอ" เขายกตัวอย่างว่าเหตุใดนักท่องเที่ยวจำนวนมากถึงนิยมกลับไปเที่ยวญี่ปุ่นซ้ำ ๆ ทุกปี นั่นเป็นเพราะแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้ไม่ได้ขายแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่ขาย "second lifestyle" หรือวิถีชีวิตแบบที่สองของนักท่องเที่ยว

"ไปสนามหลวง ไปครั้งเดียวพอ ไปดูวัด ไปครั้งเดียวพอ คือเราไม่สร้างการท่องเที่ยวซ้ำเราไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน นักท่องเที่ยวก็เลยน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะว่าคนที่ควรมา ก็มาหมดทั้งโลกแล้ว แต่ส่วนใหญ่คือมาทีเดียวก็พอ" นักเศรษฐศาสตร์ มธ.กล่าว

แท้จริงแล้ว บีบีซีไทยพบว่า ไทยมีแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2566 – 2570) ซึ่งมีเป้าหมายหลักหลายข้อ แต่เป้าหมายแรกคือการเพิ่มสัดส่วนมูลค่าการท่องเที่ยวต่อจีดีพีให้สูงกว่า 25% รวมไปถึงการเพิ่มเป้าค่าใช้จ่ายและช่วงเวลาในการพำนักในประเทศไทยของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยหน่วยงานยังออก 4 ยุทธศาสตร์ 14 กลยุทธ์ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่วิกฤตโควิด-19 ไทยยังไม่เคยกลับไปแตะตัวเลขนักท่องเที่ยวหลักเกือบ 40 ล้านคนได้แม้แต่ปีเดียว
  • หนี้ครัวเรือน

หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและยืดเยื้อมักทิ้งบาดแผลระยะยาวต่อระบบการเงิน และปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณความเปราะบางในไทยแล้ว โดยหนี้เสียในสินเชื่อผู้บริโภคทยอยเพิ่มสูงขึ้น

จากตัวเลขในไตรมาสที่ 4/2568 จะพบว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่กระตุ้นการเติบโตมาจากฝั่งการบริโภคภาคเอกชนที่โตขึ้น 3.3% YoY ขณะที่ตัวเลขในไตรมาสที่ 1-3 นั้น โตในหลัก 2.4%-2.7% YoY ทั้งสิ้น

เมื่อสอบถามไปยังนักเศรษฐศาสตร์ชาวไทยทั้งสอง ก็พบว่าหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนแน่นอนคือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ออกมาช่วยเหลือสภาพคล่องทางการเงินของประชาชนให้มีใช้จ่ายมากขึ้น อาทิ โครงการคนละครึ่ง ซึ่ง ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ เสริมว่านโยบายเหล่านี้มีเครดิตจริง และ "เป็นความจำเป็นในทางการเมืองและเศรษฐกิจ" เพราะ "ก่อนที่เราจะฟื้นฟูอะไรก็ตามเราต้องสร้างโมเมนตัมขึ้นมาก่อน" แต่สุดท้ายก็ต้องไม่ลืมไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

ทว่านั่นคือปัญหาในสายตาของเลเธอร์ที่มองว่า เขาย้อนความว่า ในช่วงโควิด-19 ครัวเรือนไทยก่อหนี้จำนวนมากเพื่อรักษาระดับการใช้จ่าย ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ จีดีพี เพิ่มจากราว 80% ในปี 2562 ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดกว่า 95% ซึ่งนับว่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค

อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา เขาชี้ว่า ตัวเลขดังกล่าวเริ่มดีขึ้น สะท้อนความพยายามเชิงรุกของภาครัฐในการดึงสัดส่วนหนี้กลับสู่เป้าหมายระยะกลางที่ 80 ทว่า กระบวนการลดหนี้ (deleveraging) นี้กำลังกดดันการบริโภคอย่างหนัก การเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนที่แท้จริงชะลอลงอย่างชัดเจน จากจุดสูงสุดหลังโควิดที่มากกว่า 9% ลงเหลือเพียง 2.6% YoY ตามข้อมูลในไตรมาส 3/2568

งานวิจัยก่อนหน้านี้ของเขาชี้ว่า หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและยืดเยื้อมักทิ้งบาดแผลระยะยาวต่อระบบการเงิน และปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณความเปราะบางในไทยแล้ว โดยหนี้เสียในสินเชื่อผู้บริโภคทยอยเพิ่มสูงขึ้น
  • การเปลี่ยนผ่านนวัตกรรม-อุตสาหกรรม
ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย อย่างนงนุชบอกกับบีบีซีไทยว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไทยพึ่งพาภาคการส่งออกอย่างมาก และในตัวเลขไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา ก็พบว่าภาคเศรษฐกิจนี้เติบโตเพียง 9.4% YoY น้อยลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีตัวเลข 11.5% โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากสินค้าเกษตร ที่มีมูลค่าการส่งออกลดลงต่อเนื่องมาแล้วถึง 3 ไตรมาส ขณะที่สินค้าฝั่งอุตสาหกรรมยังเติบโตได้อยู่

การพึ่งพาการส่งออกเช่นนี้ นงนุชเตือนว่าเป็นทำให้ไทยเสี่ยงกับสภาวะช็อกที่อาจเกิดขึ้นได้จากปัจจัยภายนอกตลอดเวลา เธอเปรียบเทียบว่า จีนมียุทธศาสตร์ "Made in China" เพื่อดึงในการผลิตและการบริโภคอยู่ภายในประเทศ หากเกิดปัญหาด้านการส่งออก แรงขับในประเทศจะช่วยให้ตลาดไปต่อได้ ส่วนที่จีนทำเช่นนี้ได้ก็เพราะมีอุปสงค์มากเพียงพอ

เมื่อหันกลับมามองไทย ปัญหาเรื่องประชากรไม่เพียงจะลดกำลังฝั่งการผลิตลง แต่ยังไปจำกัดการบริโภคในประเทศด้วย เพราะฉะนั้นทางรอดของไทยคือต้องหันกลับมาพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่ไม่ได้อยู่ในนวัตกรรมปลายน้ำ แต่ต้องเป็นอุตสาหกรรมที่เราสามารถส่งออกได้

ต่อประเด็นนี้ ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ย้ำว่าถึงเวลาที่ไทยต้องยอมรับความเจ็บปวดและปรับตัวกับอุตสาหกรรมหลายประเภทได้แล้ว และนั่นหมายความว่าการจะดึงเม็ดเงินลงทุนมาไทยนั้น ไม่ใช่แค่สักแต่จะดึงอุตสาหกรรมชื่อดังมาลง แต่ไม่มียุทธศาสตร์ในการต่อยอด

เขาตั้งข้อสังเกตว่า แทนที่ไทยจะไปแข่งในแวดวงศูนย์ข้อมูล (data center) อย่างเดียว โดยไม่รู้จะต่อยอดอย่างไร หรือชิงตลาดกับประเทศอื่นตรงไหน ทำไมรัฐบาลไม่หันมาสนับสนุนแวดวงวัสดุศาสตร์ (material sciences) ซึ่งครอบคลุมทั้งการผลิต และการประยุกต์ใช้ของวัสดุต่าง ๆ เช่น โลหะ พอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดุขั้นสูง และเป็นรากฐานของทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่ ชุดชั้นใน ไปจนถึงแวดวงการแพทย์และยานยนต์

"ถ้าเราแข่งแบบนี้ เวียดนามยิ่งโตเร็ว แต่ว่าต้องซื้อของจากเราที่เขาผลิตไม่ได้ เขายิ่งโตเรายิ่งโตตามไปด้วยมันไม่ดีกว่าเหรอ" ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

ด้านเลเธอร์เสริมอีกว่า ในมิติของอุตสาหกรรมนั้นไทยจำเป็นต้องหันมาเปลี่ยนผ่านแรงงานในภาคเกษตรเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้แล้ว เพราะสัดส่วนประชากรที่ทำงานในภาคเกษตรของไทยยังอยู่ในระดับสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับระดับรายได้ของประเทศ

อย่างไรก็ดี แทนที่จะผลักดันการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว รัฐบาลหลายชุดกลับดำเนินนโยบายที่ตอกย้ำฐานเสียงในชนบทแทน เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงจากพื้นที่ชนบทซึ่งโดยดั้งเดิมสนับสนุนพรรคสายทักษิณ โดยเขาชี้ว่ารัฐบาลในช่วงหลังได้นำนโยบายบางส่วนของทักษิณมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเงินโอนช่วยเหลือครัวเรือนรายได้น้อย การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และโครงการรับจำนำข้าวที่เป็นข้อถกเถียง

เมื่อมองไปข้างหน้าเลเธอร์ชี้ว่า นโยบายของพรรคการเมืองหลักสะท้อนว่ามาตรการอุดหนุนอย่างเอื้อเฟื้อเพื่อรักษาฐานเสียงชนบทจะมีอยู่ต่อไป ทว่านโยบายลักษณะนี้สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรคงอยู่ในภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ ส่งผลให้การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างสู่ภาคการผลิตและบริการมูลค่าสูงล่าช้า และจำกัดศักยภาพการเติบโตระยะยาว

เขาเสริมต่อว่าการแยกตัวเชิงเศรษฐกิจระหว่างจีนกับสหรัฐฯ อาจเปิดโอกาสให้ประเทศที่ปรับตัวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกได้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ประเทศอื่น ๆ ในเอเชียมีความพร้อมกว่าไทยในการคว้าโอกาสดังกล่าว ค่าแรงในไทยไม่ได้ต่ำกว่าจีนมากนัก และยังสูงกว่าประเทศอย่างเวียดนามและเอเชียใต้ค่อนข้างมาก ทำให้ความน่าสนใจของไทยในฐานะฐานการผลิตทางเลือกแทนจีนลดลง

เขาเสริมต่อไปว่า ขณะเดียวกัน ศักยภาพที่ไทยจะได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญจากปัญญาประดิษฐ์ ก็ดูมีจำกัด และในการอัปเดตดัชนีผลกระทบทางเศรษฐกิจจากเอไอ ที่กำลังจะเผยแพร่ของแคปิทัล อีโคโนมิกส์ ซึ่งจัดอันดับประเทศหลักตามความสามารถในการใช้ประโยชน์จากเอไอ เขาเผยว่าไทยอยู่ใกล้กลุ่มล่างของตาราง
  • ปัญหาทางการเมือง

เมื่อเราถามผู้ตีตราประเทศไทยด้วยวลี "คนป่วยแห่งเอเชีย" ว่าไทยตอนนี้และในอนาคตจะเป็นอย่างไร เขาตอบกลับมาว่า "ยังคงแย่ที่สุดในเอเชีย"

สำหรับประเด็นสุดท้ายที่นักวิเคราะห์ทั้งไทยและเทศเห็นตรงกันว่ามีผลต่อเศรษฐกิจไทยของอย่างมากก็คือ "ประเด็นการเมือง"

นงนุชชี้ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไทยนั้นอายุเฉลี่ยไม่เคยถึง 4 ปี และเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลหนึ่งครั้ง แนวนโยบายก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย ปัญหาตรงนี้ส่งผลต่อการวางแผนธุรกิจระยะยาวโดยตรง

ขณะที่เลเธอร์เสริมว่าในภาพกว้าง ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2549 ได้บั่นทอนสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของไทย อันดับของประเทศในดัชนีต่าง ๆ ที่ใช้ประเมินบรรยากาศการทำธุรกิจปรับลดลงตั้งแต่เกิดความไม่สงบทางการเมือง ส่งผลให้การลงทุนชะลอตัว นับตั้งแต่รัฐประหารปีเดียวกันนั้น สัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีก็ลดลงมากกว่า 5 จุดเปอร์เซ็นต์ จากมาตรวัดนี้เขาชี้ว่ามีเพียงแค่ฮ่องกงที่เผชิญการลดลงที่มากกว่า

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ตอนนี้ไทยจะได้รัฐบาลอนุรักษนิยมของอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นพัฒนาการเชิงบวกสำหรับนักลงทุน "อย่างไรก็ดี เสถียรภาพเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่มีการปฏิรูป[เชิงโครงสร้าง]... ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงที่จะติดอยู่กับภาวะการเติบโตที่อ่อนแอต่อไป" นักวิเคราะห์อาวุโสชาวอังกฤษกล่าว พร้อมเสริมว่า สถานการณ์ในระยะยาวของไทยยิ่งน่ากังวลมากขึ้นไปอีก

เลเธอร์วิเคราะห์ต่อไปว่า ภายใต้รัฐบาลนายอนุทิน อาจยังมีการชูนโยบายที่เน้นประชานิยมและความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจยังดำรงอยู่ และแม้ฝั่งการเมืองจะตั้งเป้าผลักดันอัตราการเติบโตระยะยาวให้แตะระดับ 4–5% แต่เขาคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเฉลี่ยราว 2-2.5% ต่อปี ตลอด 20 ปีต่อจากนี้


ภายใต้เทรนด์ดังกล่าว อันดับเศรษฐกิจไทยในระดับภูมิภาคและโลกมีโอกาสร่วงต่อเนื่อง และอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในเอเชียที่เผชิญการถดถอยของสถานะทางเศรษฐกิจเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

เลเธอร์ ประเมินว่าภายในเวลาอีก 24 ปี (ปี 2593) ไทยจะกลายเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับที่ 11 ของภูมิภาค ลดลงจากอันดับที่ 7 ในปัจจุบัน และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในภูมิภาคที่อันดับเศรษฐกิจโลกจะปรับลดลงในช่วงเวลาดังกล่าวนอกจากนี้ ไทยยังจะถูกฟิลิปปินส์และมาเลเซียแซงหน้าในอันดับเศรษฐกิจอีกด้วย ขณะที่เวียดนามจะตามมาจ่อคอที่อันดับ 15

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราถามผู้ตีตราประเทศไทยด้วยวลี "คนป่วยแห่งเอเชีย" ว่าไทยตอนนี้และในอนาคตจะเป็นอย่างไร เขาตอบเรากลับมาว่า "ยังคงแย่ที่สุดในเอเชีย"


https://www.bbc.com/thai/articles/c4g47g027rpo


นับคะแนนใหม่ 8 หน่วย-บัตรเขย่ง 6.6 หมื่นใบ สิบวันหลังเลือกตั้ง กกต. ยังเผยผลคะแนน 100% ไม่ได้



นับคะแนนใหม่ 8 หน่วย-บัตรเขย่ง 6.6 หมื่นใบ สิบวันหลังเลือกตั้ง กกต. ยังเผยผลคะแนน 100% ไม่ได้

วศินี พบูประภาพ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เมื่อ 9 ชั่วโมงที่แล้ว

ล่วงมาแล้ว 10 วันหลังประเทศไทยมีการเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ. จนถึงวันนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่สามารถประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการได้ ขณะเดียวกัน กกต. ก็เผชิญเสียงวิจารณ์เรื่องความโปร่งใสของการนับคะแนน ความเป็นไปได้ที่รหัสบนบัตรเลือกตั้งอาจเชื่อมโยงกับตัวผู้ใช้สิทธิ ไปจนถึงจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในระบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อที่ไม่ตรงกันกว่า 66,000 เสียง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ก.พ. กกต. มีมติให้นับคะแนนใหม่ใน 8 หน่วยเลือกตั้ง รวมทั้งจัดให้มีการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ในบางพื้นที่ในวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. นี้ รวม 4 หน่วยเลือกตั้งใน 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, อุดรธานี, น่าน และพะเยา

ขณะเดียวกันมีความคิดเห็นจากแวดวงวิชาการว่าควรให้การเลือกตั้ง 8 ก.พ. เป็นโมฆะหรือไม่ สืบเนื่องจากข้อกล่าวหาว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ จากปมปัญหาที่บัตรเลือกตั้งมีรหัสบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดที่อาจเชื่อมโยงไปถึงตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้

22 ก.พ. เลือกตั้งใหม่ 4 หน่วยใน กทม.-อุดรธานี-น่าน-พะเยา

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารข่าวเมื่อ 17 ก.พ. ระบุว่าที่ประชุมมีมติให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาในหน่วยเลือกตั้งที่ได้รับเรื่องร้องเรียนหรือพบข้อผิดปกติ โดยแบ่งออกเป็นสองกรณี ได้แก่ การนับคะแนนใหม่ และการจัดให้มีการลงคะแนนใหม่ ซึ่งจะดำเนินการในวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. 2569

การนับคะแนนใหม่ มีทั้งหมด 8 หน่วย แยกเป็นหน่วยออกเสียงประชามติ 1 หน่วย และหน่วยเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ 7 หน่วย ประกอบด้วย

นับคะแนนประชามติใหม่ 1 หน่วย: หน่วยออกเสียงประชามติที่ 10 เขต 15 แขวงคันนายาว เขตคันนายาว

นับคะแนนเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อใหม่ 7 หน่วย ใน 4 จังหวัด ได้แก่
  • ประจวบคีรีขันธ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอสามร้อยยอด หน่วยเลือกตั้งที่ 2 ต.ไร่ใหม่
  • ประจวบคีรีขันธ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอสามร้อยยอด หน่วยเลือกตั้งที่ 8 ต.สามร้อยยอด
  • เพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมือง หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ต.นายก
  • เพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ 4 อ.หนองไผ่ หน่วยเลือกตั้งที่ 2 ต.หนองไผ่
  • กำแพงเพชร เขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมือง หน่วยเลือกตั้งที่ 8 ต.นิคมทุ่งโพธิ์ทะเล
  • กำแพงเพชร เขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมือง หน่วยเลือกตั้งที่ 14 ต.เทพนคร
  • สกลนคร เขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมือง หน่วยเลือกตั้งที่ 32 ต.ธาตุเชิงชุม
ขณะเดียวกัน กกต. มีคำสั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่เพิ่มเป็น 4 หน่วย จากเดิมที่มีมติไว้ 3 หน่วย โดยล่าสุดรวม จ.พะเยา เข้ามาด้วย ได้แก่
  • อุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 6 อ.ไชยวาน ต.โพนสูง หน่วยเลือกตั้งที่ 4 (เฉพาะแบบบัญชีรายชื่อ)
  • น่าน เขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมือง ต.ไชยสถาน หน่วยเลือกตั้งที่ 3 (เฉพาะแบบแบ่งเขต)
  • กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 15 แขวงคันนายาว หน่วยเลือกตั้งที่ 9 (ทั้งแบบแบ่งเขต แบบบัญชีรายชื่อ และประชามติ)
  • พะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 อ.เมือง ต.ท่าวังทอง หน่วยเลือกตั้งที่ 6 (ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ)
บัตรเขย่ง 6.6 หมื่นเสียง

นอกจากนี้ยังปรากฏความคลาดเคลื่อนของตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง

ข้อมูลจากระบบรายงานผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของ กกต. (ECT Report 69) ชี้ให้เห็นว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ สส. แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ มีความแตกต่างกัน 66,939 คน โดยระบบของ กกต. รายงานผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต 34,632,581 คน ส่วนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่ออยู่ที่ 34,565,642 คน

ไทยรัฐและมติชนรายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวจากที่ประชุม กกต. ระบุว่ากรณีนี้ทำให้ กกต. ยังไม่สามารถประกาศผลคะแนนรวมได้อย่างเป็นทางการ และคาดว่าจะต้องมีคำสั่งให้นับคะแนนใหม่เพิ่มเติมในช่วงปลายเดือน ก.พ. ราว 20 หน่วย เพื่อปรับข้อมูลให้ตรงกันก่อนการประกาศรับรองผลเลือกตั้ง

สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ ตั้งข้อสังเกตโดยโต้แย้งวิธีคิดเรื่องตัวเลขดังกล่าว โดยระบุว่าตัวเลข 6.6 หมื่นใบที่ กกต. และสื่อมวลชนกำลังให้ความสนใจนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียง "ยอดเขย่งสุทธิ" (Net) ระดับประเทศเท่านั้น แต่ "ยอดบัตรเขย่ง (บัตรสีเขียว-ชมพู) ที่เกี่ยวข้องระดับเขตคือ 324,000++ ใบ และเขย่ง 390 จาก 400 เขตเลือกตั้ง"

เกี่ยวกับประเด็นนี้ทำให้ สำนักงาน กกต. ออกมาโพสต์ชี้แจงในเวลาต่อมาว่า "ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง"

นอกจากประเด็นความคลาดเคลื่อนของตัวเลขแล้ว วันเดียวกัน (17 ก.พ.) กกต. ยังออกคำชี้แจงกรณี จ.สมุทรปราการ เขต 6 ซึ่งพบเอกสารใบขีดคะแนนถูกทิ้งในบ่อขยะที่ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ

กกต. ระบุว่าเอกสารที่ปรากฏตามข่าวเป็นเอกสารที่ใช้ประจำหน่วยเลือกตั้ง และเจ้าหน้าที่ได้นำไปใช้จนกระบวนการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว รวมถึงได้รายงานผลการนับคะแนนเป็นที่เรียบร้อย "จึงไม่ส่งผลกระทบต่อคะแนนหรือความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง"

อย่างไรก็ตาม กกต. อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าเอกสารดังกล่าวไปปรากฏในสถานที่เกิดเหตุได้อย่างไร โดยจะพิจารณาว่ามีความบกพร่องหรือความผิดปกติเกิดขึ้นในขั้นตอนใด รวมถึงมีบุคคลใดเกี่ยวข้องกับการกระทำดังกล่าวหรือไม่ ทั้งนี้ กกต. ระบุว่าจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไปเมื่อการตรวจสอบแล้วเสร็จ


เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตยหรือวีวอทช์ (We Watch) ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนยื่นข้อร้องเรียนและข้อเสนอต่อ กกต.

บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดจะนำมาใช้ในการเลือกตั้งใหม่ 22 ก.พ. หรือไม่

อีกหนึ่งกรณีที่ยังไม่มีข้อสรุปคือข้อถกเถียงเกี่ยวกับรูปแบบบัตรเลือกตั้งที่จะใช้ในจัดออกเสียงเลือกตั้งใหม่ในวันอาทิตย์ที่ 22 ก.พ. นี้ โดยเฉพาะการพิจารณาว่าจะคงการใช้บัตรแบบเดิมที่มีบาร์โค้ดและรหัสเล่มบนหน้าบัตร หรือจะปรับรูปแบบใหม่

ข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ร่วมการประชุม กกต. ซึ่งปรากฏในรายงานของไทยรัฐออนไลน์ ระบุว่ากกต. ยังกังวลว่าหากตัดบาร์โค้ดออกจากบัตรเลือกตั้งชุดใหม่ อาจถูกตีความว่าเป็นการยอมรับว่าบัตรที่ใช้ก่อนหน้านี้มีปัญหา และถูกนำไปใช้ในคดีที่อาจนำไปสู่การวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ส่วนรายงานของมติชนสุดสัปดาห์ให้ข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่าการเปลี่ยนรูปแบบบัตรจะก่อให้เกิดข้อถกเถียงทางกฎหมายเรื่องความแตกต่างของบัตรเลือกตั้ง และอาจกระทบต่อการต่อสู้คดีของ กกต. ในชั้นศาล

จนถึงขณะที่บทความนี้เผยแพร่ กกต. ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะใช้บัตรรูปแบบใด โดยมีรายงานจากสื่อบางสำนักว่า คณะกรรมการ กกต. ไม่มีการประชุมเพิ่มเติมในสัปดาห์นี้



เกี่ยวกับปัญหาเรื่องบัตรเลือกตั้ง เครือข่ายเพื่อการเลือกตั้งเสรีแห่งเอเชียหรือแอนเฟรล (ANFREL) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลว่าสิทธิมนุษย์ชนขั้นพื้นฐานเรื่องการลงคะแนนลับจะได้รับผลกระทบ โดยย้ำว่าการคุ้มครอง "การลงคะแนนลับ" เป็นหลักการประชาธิปไตยสำคัญ รับรองไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) มาตรา 25 ซึ่งไทยเป็นภาคี รวมถึงรัฐธรรมนูญไทยปี 2560 มาตรา 85 และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. มาตรา 84

"แม้ในบางประเทศในเอเชีย เช่น ฟิลิปปินส์ และสาธารณรัฐเกาหลี (จนถึงปี 2024) จะใช้บาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรลงคะแนน แต่ระบบดังกล่าวมีไว้เพื่อคุ้มครองความถูกต้องของกระบวนการลงคะแนนและนับคะแนนเท่านั้น และไม่สามารถใช้เพื่อติดตามบัตรลงคะแนนของรายบุคคลได้

กลไกเหล่านี้ต้องถูกออกแบบและดำเนินการในลักษณะที่รักษา 'ความลับของบัตรลงคะแนน' ไว้อย่างชัดเจน ป้องกันไม่ให้เกิดความเป็นไปได้ทั้งในทางปฏิบัติหรือแม้แต่ในทางรับรู้ว่าสามารถติดตามบัตรกลับไปยังผู้ลงคะแนนคนใดคนหนึ่งได้"

สำหรับกรณีนี้องค์กรจับตาการเลือกตั้งประจำภูมิภาคเอเชียระบุว่า ควรเปิดให้มีการตรวจสอบทางเทคนิคโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระต่อระบบบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง พร้อมทั้งเปิดเผยสเปกและกระบวนการที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณะ เพื่อให้สามารถประเมินได้อย่างเป็นกลางว่า "ตัวระบุบนบัตร" จะไม่กระทบต่อความลับของการลงคะแนนในทุกกรณี

แอนเฟรลยังเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยผลคะแนนระดับหน่วยเลือกตั้งอย่างครบถ้วน พร้อมเอกสารขั้นตอนการรวมและประมวลผล เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส และช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของสาธารณะ ขณะเดียวกันองค์กรแอนเฟรลยังเสนอให้ กกต. รับข้อเรียกร้องการ "นับใหม่" ในพื้นที่ที่มีข้อกังวลด้านการพิมพ์โค้ดหรือการรวมคะแนน พร้อมจัดให้มีหลักประกันด้านการเข้าถึงกระบวนการตรวจนับและประมวลผลสำหรับผู้สังเกตการณ์ สื่อมวลชน และพรรคการเมืองทั้งในและต่างประเทศ

ขณะที่ ผศ.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โพสต์ความเห็นบนเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับปมปัญหาเรื่องหลักการเลือกตั้งโดยลับโดยระบุว่ารูปแบบบัตรที่มีบาร์โค้ดอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายในหลายส่วน ทั้งในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและความเสี่ยงด้านการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล จึงมีข้อเสนอให้คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือคณะกรรมการพีดีพีเอ (PDPA) เข้ามาตรวจสอบ และอาจสั่งให้มีการทำลายต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลสามารถโยงกลับไปถึงตัวผู้ใช้สิทธิ ขณะเดียวกันก็ยังคงเก็บบัตรลงคะแนนไว้เพื่อใช้ในการตรวจสอบผลคะแนนต่อไป



ฟังความสองด้าน เลือกตั้ง 8 ก.พ. ควรเป็นโมฆะหรือไม่ ?

ท่ามกลางกระแสเรียกร้องจากบางส่วนของสังคมให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะจากข้อผิดพลาดของ กกต. มีความเคลื่อนไหวทางกฎหมายจากหลายฝ่าย

นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มสำรอง ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้บัตรเลือกตั้ง สส. ที่ใช้ไปแล้วถูกนับเป็นบัตรเสีย พร้อมเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด และขอให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้มีการรับรองผลการเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน ตัวแทนนิสิตนักศึกษาจากสถาบันการศึกษา 9 แห่งร่วมกับทนายความยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางในประเด็นความไม่ชอบด้วยกฎหมายของบัตรเลือกตั้ง ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่ามีมูล ก็อาจนำไปสู่คำสั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่ได้

นอกจากนี้ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคทางเลือกใหม่ ได้ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยชี้ว่าบัตรเลือกตั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นช่องทางที่สามารถนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญได้

อย่างไรก็ดี ผศ.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยชี้ว่าควรระมัดระวังในการเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

ผศ.สุทธิชัย ระบุว่า แม้จะไม่เห็นด้วยกับการทำงานของ กกต. และยอมรับว่ากรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดเป็นการขัดต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับอย่างชัดเจน แต่การจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ต้องพิจารณาว่าการละเมิดนั้นส่งผล "บิดเบือนเจตจำนงของประชาชน" หรือไม่

"การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะได้ขึ้นอยู่กับว่าการละเมิดหลักการพื้นฐานว่าด้วยการเลือกตั้งนั้นถึงขนาดเป็นการบิดเบือนเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งหรือไม่ เช่น มีหลักฐานชัดเจนว่า กกต. กับพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งมีการฮั้วกันจนนำไปสู่ผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน ซึ่งจากข้อเท็จจริงที่ปรากฎผมยังเห็นว่าการละเมิดหลักการเลือกตั้งโดยลับที่เกิดขึ้นนั้นยังไม่ถึงขนาดที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ" ผศ.สุทธิชัย ระบุ

นักวิชาการนิติศาสตร์จาก ม.สงขลานครินทร์ กล่าวว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญปี 2549 ที่สั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะเพียงเพราะคูหาหันออกด้านนอกขัดต่อหลักการลับ "ไม่ควรที่จะถูกถือเป็นบรรทัดฐาน"

"การตัดสินคดีที่ไม่ยึดอยูบนหลักการในวันนั้น (โดยหวังเพียงแค่ผลในทางการเมือง) จะกลับมาเป็นเข็มทิ่มแทงศาลรัฐธรรมนูญเสียเองในวันนี้... สิ่งสำคัญสำหรับฝ่ายประชาธิปไตยก็คือเราไม่ควร endorse (รับรอง) ว่าการตัดสินของศาลในปี 49 เป็นเรื่องที่ถูกต้องในเชิงหลักการ"

คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ กล่าวอีกว่าการเลือกตั้งคือเครื่องมือสำคัญของประชาชนในการส่งผ่านอำนาจ หากยอมให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้โดยง่าย จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ดีต่อระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว เพราะในอนาคตฝ่ายตรงข้ามก็อาจใช้เงื่อนไขเล็กน้อยมาล้มผลการเลือกตั้งได้เช่นกัน

เขาเสนอว่าไม่ควรล้มกระดานเลือกตั้ง แต่ควรใช้มาตรการทางกฎหมายลงโทษผู้กระทำผิด คือ กกต. ทั้งความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงใช้กลไกการนับคะแนนใหม่หรือเลือกตั้งใหม่เฉพาะในเขตที่มีปัญหาตามที่กฎหมายเปิดช่องไว้

ด้านเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แสดงจุดยืนสอดคล้องกัน โดยไม่เห็นด้วยกับการร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และระบุว่าบทเรียนจากปี 2549 และ 2557 ชี้ให้เห็นว่าการล้มกระดานจะทำให้เสียงของประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิด้วยเจตนาบริสุทธิ์กลายเป็นศูนย์ และเป็นการเพิ่มอำนาจให้องค์กรตุลาการมากเกินความจำเป็น

นอกจากนี้ยังเสนอในทำนองคล้ายกับ ผศ.สุทธิชัย ว่าควรมีการแก้ไขโดยจำกัดวง เช่น การสั่งนับคะแนนใหม่หรือการตัดวงจรการตรวจสอบย้อนกลับด้วยการทำลายกุญแจเชื่อมโยงข้อมูลบาร์โค้ดแทนการทำให้บัตรเสีย และหากจำเป็นต้องจัดเลือกตั้งใหม่ ก็ควรทำเฉพาะส่วนที่มีปัญหา


ตัวแทนเครือข่าย 9 สถาบันการศึกษา นำโดยนายธีรภัทร ศุภพิทักษ์ไพบูลย์ ผู้ประสานงานธรรมศาสตร์และการชุมนุม (หมวกเขียว) พร้อมด้วย นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ (ชายใส่สูท) เดินทางมายังศาลปกครองกลาง เพื่อยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครอง

ในอีกด้านหนึ่ รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงความเห็นโต้แย้งโดยมองว่าแม้จะเห็นด้วยว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2549 ไม่ควรเป็นบรรทัดฐาน แต่บริบทในครั้งนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

รศ.ดร.พวงทอง ชี้ว่าเสียงเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะในครั้งนี้ ไม่ได้มาจากผู้มีอำนาจที่ต้องการล้มกระดานเหมือนในอดีต แต่มาจากประชาชนที่โกรธแค้นจากการถูกละเมิดสิทธิและการทำงานที่บกพร่องของ กกต.

"เสียงเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะในครั้งนี้ คือการประกาศว่าประชาชนตัวเล็ก ๆ ให้คุณค่ากับเสียงของตนเอง... หาใช่เป็นความพยายามที่จะลดความศักดิ์สิทธิ์ของการเลือกตั้งเลย" รศ.ดร.พวงทอง กล่าว

https://www.bbc.com/thai/articles/cvg312q9pwvo




ฟังความสองด้าน เลือกตั้ง 8 ก.พ. ควรเป็นโมฆะหรือไม่ ?


ฟังความสองด้าน เลือกตั้ง 8 ก.พ. ควรเป็นโมฆะหรือไม่ ?

ท่ามกลางกระแสเรียกร้องจากบางส่วนของสังคมให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะจากข้อผิดพลาดของ กกต. มีความเคลื่อนไหวทางกฎหมายจากหลายฝ่าย

นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มสำรอง ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้บัตรเลือกตั้ง สส. ที่ใช้ไปแล้วถูกนับเป็นบัตรเสีย พร้อมเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด และขอให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราวไม่ให้มีการรับรองผลการเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน ตัวแทนนิสิตนักศึกษาจากสถาบันการศึกษา 9 แห่งร่วมกับทนายความยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลางในประเด็นความไม่ชอบด้วยกฎหมายของบัตรเลือกตั้ง ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่ามีมูล ก็อาจนำไปสู่คำสั่งให้จัดการเลือกตั้งใหม่ได้

นอกจากนี้ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคทางเลือกใหม่ ได้ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยชี้ว่าบัตรเลือกตั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นช่องทางที่สามารถนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญได้

อย่างไรก็ดี ผศ.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยชี้ว่าควรระมัดระวังในการเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

ผศ.สุทธิชัย ระบุว่า แม้จะไม่เห็นด้วยกับการทำงานของ กกต. และยอมรับว่ากรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดเป็นการขัดต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับอย่างชัดเจน แต่การจะวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ต้องพิจารณาว่าการละเมิดนั้นส่งผล "บิดเบือนเจตจำนงของประชาชน" หรือไม่

"การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะได้ขึ้นอยู่กับว่าการละเมิดหลักการพื้นฐานว่าด้วยการเลือกตั้งนั้นถึงขนาดเป็นการบิดเบือนเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งหรือไม่ เช่น มีหลักฐานชัดเจนว่า กกต. กับพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งมีการฮั้วกันจนนำไปสู่ผลการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน ซึ่งจากข้อเท็จจริงที่ปรากฎผมยังเห็นว่าการละเมิดหลักการเลือกตั้งโดยลับที่เกิดขึ้นนั้นยังไม่ถึงขนาดที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ" ผศ.สุทธิชัย ระบุ

นักวิชาการนิติศาสตร์จาก ม.สงขลานครินทร์ กล่าวว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญปี 2549 ที่สั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะเพียงเพราะคูหาหันออกด้านนอกขัดต่อหลักการลับ "ไม่ควรที่จะถูกถือเป็นบรรทัดฐาน"

"การตัดสินคดีที่ไม่ยึดอยูบนหลักการในวันนั้น (โดยหวังเพียงแค่ผลในทางการเมือง) จะกลับมาเป็นเข็มทิ่มแทงศาลรัฐธรรมนูญเสียเองในวันนี้... สิ่งสำคัญสำหรับฝ่ายประชาธิปไตยก็คือเราไม่ควร endorse (รับรอง) ว่าการตัดสินของศาลในปี 49 เป็นเรื่องที่ถูกต้องในเชิงหลักการ"

คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ กล่าวอีกว่าการเลือกตั้งคือเครื่องมือสำคัญของประชาชนในการส่งผ่านอำนาจ หากยอมให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้โดยง่าย จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ดีต่อระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว เพราะในอนาคตฝ่ายตรงข้ามก็อาจใช้เงื่อนไขเล็กน้อยมาล้มผลการเลือกตั้งได้เช่นกัน

เขาเสนอว่าไม่ควรล้มกระดานเลือกตั้ง แต่ควรใช้มาตรการทางกฎหมายลงโทษผู้กระทำผิด คือ กกต. ทั้งความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมถึงใช้กลไกการนับคะแนนใหม่หรือเลือกตั้งใหม่เฉพาะในเขตที่มีปัญหาตามที่กฎหมายเปิดช่องไว้

ด้านเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แสดงจุดยืนสอดคล้องกัน โดยไม่เห็นด้วยกับการร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และระบุว่าบทเรียนจากปี 2549 และ 2557 ชี้ให้เห็นว่าการล้มกระดานจะทำให้เสียงของประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิด้วยเจตนาบริสุทธิ์กลายเป็นศูนย์ และเป็นการเพิ่มอำนาจให้องค์กรตุลาการมากเกินความจำเป็น

นอกจากนี้ยังเสนอในทำนองคล้ายกับ ผศ.สุทธิชัย ว่าควรมีการแก้ไขโดยจำกัดวง เช่น การสั่งนับคะแนนใหม่หรือการตัดวงจรการตรวจสอบย้อนกลับด้วยการทำลายกุญแจเชื่อมโยงข้อมูลบาร์โค้ดแทนการทำให้บัตรเสีย และหากจำเป็นต้องจัดเลือกตั้งใหม่ ก็ควรทำเฉพาะส่วนที่มีปัญหา


ตัวแทนเครือข่าย 9 สถาบันการศึกษา นำโดยนายธีรภัทร ศุภพิทักษ์ไพบูลย์ ผู้ประสานงานธรรมศาสตร์และการชุมนุม (หมวกเขียว) พร้อมด้วย นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความ (ชายใส่สูท) เดินทางมายังศาลปกครองกลาง เพื่อยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครอง

ในอีกด้านหนึ่ รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงความเห็นโต้แย้งโดยมองว่าแม้จะเห็นด้วยว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2549 ไม่ควรเป็นบรรทัดฐาน แต่บริบทในครั้งนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

รศ.ดร.พวงทอง ชี้ว่าเสียงเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะในครั้งนี้ ไม่ได้มาจากผู้มีอำนาจที่ต้องการล้มกระดานเหมือนในอดีต แต่มาจากประชาชนที่โกรธแค้นจากการถูกละเมิดสิทธิและการทำงานที่บกพร่องของ กกต.

"เสียงเรียกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะในครั้งนี้ คือการประกาศว่าประชาชนตัวเล็ก ๆ ให้คุณค่ากับเสียงของตนเอง... หาใช่เป็นความพยายามที่จะลดความศักดิ์สิทธิ์ของการเลือกตั้งเลย" รศ.ดร.พวงทอง กล่าว

https://www.bbc.com/thai/articles/cvg312q9pwvo




ยุคนี้ ไม่ need แล้ว คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นของปรมาจารย์ตั๋กม้อ หรือ คัมภีร์ทานตะวัน "กลุ่มหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์" ออกมาประชันฝีมือกับเหล่านักกังฟูเยาวชน โชว์ลีลาโชว์กังฟูขั้นสูง

https://www.youtube.com/watch?v=KavLFS3QKx4

‘จีน’ โชว์พลังหุ่นยนต์ เขย่าเวที ‘ฮิวแมนนอยด์’ โลก | Highlights กรุงเทพธุรกิจ INSIGHT

Feb 17, 2026 

งานกาล่าตรุษจีนปี 2569 ของจีน กลายเป็นมากกว่างานบันเทิง เมื่อหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จาก 4 สตาร์ตอัปชั้นนำขึ้นเวทีโชว์กังฟู เต้นหมุนกลางอากาศ และประสานงานกันแบบเรียลไทม์ ต่อหน้าผู้ชมหลายร้อยล้านคนทั่วโลก เวทีเดียวกันนี้จึงกลายเป็น “เครื่องมือสื่อสารเชิงนโยบาย” ของรัฐบาลจีน ดึงดูดนักลงทุน เร่งการระดมทุน และตอกย้ำความสามารถแข่งขันในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ระดับโลก สะท้อนทิศทางที่จีนกำลังผสาน AI เข้ากับร่างกายเครื่องจักร จากโชว์เชิงสัญลักษณ์ สู่การทดสอบศักยภาพใช้งานจริงในโลกเศรษฐกิจอนาคต 

Announcer | พิภู พุ่มแก้วกล้า และ ไอลดา พิศสุวรรณ

https://www.youtube.com/watch?v=KavLFS3QKx4




ดูเหมือน ประเทศกูมี Rule by Law ในเคส 112



Pipob Udomittipong
12 hours ago
·
ในฐานะเป็นคนสนใจเรื่องภาษา เศร้าใจกับการตีความของศาลว่าคำว่า “กษัตริย์” ในป.อาญา มาตรา 112 หมายรวมถึงกษัตริย์องค์ก่อนด้วย เป็นเหตุให้ #วุฒิภัทร ที่โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการสวรรคตของร. 8 โดยไม่มีข้อความใดพาดพิงถึงกษัตริย์รัชกาลปัจจุบันเลย (ไม่ต้องพูดว่าเป็นการประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายหรือไม่)

แต่จำเลยกลับถูกศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุก แม้ว่าศาลชั้นต้นจะยกฟ้อง เพราะเห็นว่ากม.ไม่คุ้มครองกษัตริย์องค์ก่อน

ชัดเจนใน “คำฟ้องฎีกา" ที่ทนายฝ่ายจำเลย นรเศรษฐ์ นาหนองตูม ได้ยื่นต่อศาล เอาแค่หลักภาษา ถ้าในคำแปลภาษาอังกฤษของกฎหมายมาตรานี้ ระบุถึงบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองว่า “the King, the Queen, the Crown Prince, or the Regent” โดยมีการใช้นำหน้านาม (articles) ว่า “the” “ย่อมหมายถึงการจําเพาะ เจาะจง” หรือหมายถึงกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ หรือบุคคลอื่นที่ดำรงตำแหน่งนั้น ๆ อยู่

ไม่เช่นนั้นก็ต้องใช้คำว่า “a king, a queen, a crown prince, or a regent” แทนสิ เพื่อให้ความหมายครอบคลุมถึงกษัตริย์ในรัชกาลก่อน หรือปัจจุบัน หรือในอนาคต หรือบุคคลอื่นที่ดำรงตำแหน่งนั้น ๆ อยู่ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ในกม.หมิ่นประมาทกษัตริย์ อย่างเช่น #สเปน (ป.อาญา มาตรา 486-491 ฉบับแปลของกระทรวงยุติธรรม สเปน) ก็ใช้คำว่า “Whoever were to cause the King, or any of his ascendants or descendents, the Queen Consort or the Queen's Consort, the Regent or any member of the Regency, or the Heir to the Throne, injuries of those foreseen in Article 149” https://legislationline.org/.../32/Spain_CC_am2013_en.pdf

จะเห็นว่าในกม.หมิ่นประมาทกษัตริย์ของสเปน เวลาแปลเป็นอังกฤษ ก็ใช้คำว่า “the King, the Queen Consort, the Regent, or the Heir to the Throne” เช่นเดียวกับมาตรา 98 แห่งประมวลกฎหมายลักษณอาญา ร.ศ.127 (รวมทั้งมาตรา 112 ป.อาญาในปัจจุบันด้วย)

เนื้อหาในมาตราต่อ ๆ มา เพื่อไม่ให้กล่าวซ้ำ ก็ใช้คำว่า “The persons” แทนคำว่า “the King, the Queen Consort, the Regent, or the Heir to the Throne”

ทั้งหมดมีความหมายเฉพาะเจาะจงไปยังกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ หรือบุคคลอื่นที่ดำรงตำแหน่งนั้น ๆ อยู่ มันดิ้นไม่ได้หรอกครับในแง่ของภาษา
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=10163753193131649&set=a.10150096728651649
.....

https://www.facebook.com/ronsan.huadong/posts/pfbid02xh4Xn4cXM6Phu2WE2bMPe4jLioMFsib8PwrxbD55cnB2kF1N2L1XurSApdv7pZdsl

นรเศรษฐ์ นาหนองตูม 
14 hours ago
·
ในฐานะทนายความผู้รับผิดชอบสำนวนคดีนี้มาตั้งแต่ศาลชั้นต้นจนถึงชั้นฎีกา ผมเคารพในผลคำพิพากษาของศาลฎีกา
แต่อย่างไรก็ตาม คดีนี้มีประเด็นข้อกฎหมายที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องว่าจำเลยไม่มีความผิดตามมาตรา 112 แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์และศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด
เพื่อประโยชน์ในทางวิชาการ ผมจึงขออนุญาตเผยแพร่เนื้อหาโดยละเอียดของ "คำฟ้องฎีกา" ฉบับเต็มที่ฝ่ายจำเลยได้ยื่นไป เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ร่วมวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนความเห็นในเชิงวิชาการสืบต่อไป
.....



AI Overview

Rule of law requires that all people, including government leaders, are equally subject to the law, which protects individual rights and limits government power. 
Conversely, rule by law is an authoritarian approach where the state uses law as a tool to control citizens, but the rulers themselves are not bound by it.







 

หากอดีตส่งผลถึงปัจจุบัน หมิ่นกษัตริย์ในอดีตถือว่าเข้าข่ายผิด ม.112 กรณีชายไทยพูดถึงกรณีสวรรคต ร.8 แล้วขอบเขตหยุดที่พระมหากษัตริย์ในประวัติศาสตร์องค์ไหน หรือว่าไม่มีขอบเขต ?!?







The Momentum
12 hours ago
·
‘อดีตส่งผลถึงปัจจุบัน’
หมิ่นกษัตริย์ในอดีตถือว่าเข้าข่ายผิด ม.112
จำคุก 3 ปี ชายไทยพูดถึงกรณีสวรรคต ร.8
.
วันนี้ (18 กุมภาพันธ์ 2569) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ศาลฎีกาพิพากษาชายไทยชื่อ วุฒิภัทร (นามสมมติ) วัย 31 ปี จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 3 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา จากกรณีที่วุฒิภัทรคอมเมนต์เกี่ยวกับการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ในกลุ่ม Facebook ‘รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส’เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2563
.
สำหรับคดีดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่วุฒิภัทรเข้าไปคอมเมนต์ข้อความ โดยคอมเมนต์ปรากฏอยู่ราว 10 นาที และภายหลังได้ลบออก หลังจากนั้นเขาถูก ศิวพันธุ์ มานิตย์กุล ผู้ใช้ Facebook อีก 1 ราย แจ้งความกล่าวหาว่า วุฒิภัทรผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยศิวพันธุ์ คนเดียวกันนี้ ได้แจ้งความกล่าวหาผู้คนอีกหลายสิบคดีในความผิดฐานเดียวกันที่สถานีตำรวจภูธรบางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ
.
ทั้งนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องวุฒิภัทรในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยเห็นว่า เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คุ้มครองบุคคลเพียง 4 ตำแหน่ง ได้แก่ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่ยังคงครองราชย์หรือดำรงตำแหน่งอยู่เท่านั้น เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 การกระทำของวุฒิภัทรจึงขาดองค์ประกอบของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
.
ทว่าศาลชั้นต้นได้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14 (1) ข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ ข้อมูลบิดเบือนแทน โดยให้ลงโทษจำคุก 1 ปี แต่วุฒิภัทรให้ความร่วมมือในกระบวนการพิจารณา จึงมีเหตุบรรเทาโทษ ลงโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา
.
อย่างไรก็ตาม พนักงานอัยการได้ยื่นอุทธรณ์เนื่องจากไม่เห็นพ้องกับคำพิพากษา โดยเฉพาะประเด็นมาตรา 112 คุ้มครองพระมหากษัตริย์ในอดีตหรือไม่ ซึ่งเนื้อหาจากเว็บไซต์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า แม้การกระทำความผิดจะกระทบต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท เพียงองค์เดียว ย่อมมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เพราะประเทศไทยปกครองโดยพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่สร้าง เริ่มตั้งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จนกระทั่งระบอบประชาธิปไตย แต่พระมหากษัตริย์ก็ยังคงได้รับความเคารพสักการะ การดำรงตำแหน่งกระทำโดยการสืบสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาล ทำให้พระมหากษัตริย์สืบทอดทางสายพระโลหิตต่อกันมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งราชวงศ์จักรี
.
“ด้วยเหตุนี้การที่กฎหมายมิได้บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์จะต้องครองราชย์อยู่เท่านั้น ผู้กระทำจึงจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แม้จะกระทำต่ออดีตพระมหากษัตริย์ซึ่งสวรรคตไปแล้ว ก็ยังเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว การหมิ่นพระมาทอดีตกษัตริย์ย่อมกระทบถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันที่ครองราชย์อยู่”
.
ในเวลาต่อมา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาแก้ตอนหนึ่งเห็นว่า มาตรา 112 ไม่ได้ระบุว่า พระมหากษัตริย์ต้องเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ และยังอ้างถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ซึ่งบัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติว่าต้องเป็นพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่เท่านั้น การหมิ่นประมาทและดูหมิ่นอดีตพระมหากษัตริย์ยอมกระทบต่อพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน รัชกาลที่ 9 เป็นพระราชบิดาของรัชกาลที่ 10 หากตีความว่าต้องเป็นพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ก็จะเป็นการเปิดช่องทางให้เกิดการละเมิด หมิ่นประมาท ให้กระทบพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันได้
.
ทั้งนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) เป็นการกระทำกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักที่สุดคือมาตรา 112 จำคุก 5 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ
.
ขณะเดียวกันในวันนี้ ศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1358124353028278&set=a.654659416708112


ยิ่งฟังยิ่งช็อก ! ข้อมูลสมุดบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หลุดว่อนเน็ต 52.9 ล้านคน ใครก็ดึงออกมาได้ ตอนนี้อุดแล้ว น่ากลัวมาก !

https://www.facebook.com/reel/1452067479889690







https://x.com/zsar14940693/status/2023958092170285070


 

“เจ้ามือย่อมชนะเสมอ”: วันที่ฝ่ายอนุรักษนิยมกลับมาครองเกมการเมืองไทย (CNN )


Songphon Thoetrattanakiat
14 hours ago
·
“เจ้ามือย่อมชนะเสมอ”: วันที่ฝ่ายอนุรักษนิยมกลับมาครองเกมการเมืองไทย (CNN )

ทักษิณ ชินวัตร: เมื่อบ้านเมืองคือเกมยาว และ “เจ้ามือ” ไม่เคยแพ้

ถ้าจะเข้าใจว่าทำไมการเมืองไทยวันนี้ถึงพลิกหน้ากระดานอีกครั้ง
เราต้องย้อนกลับไปที่คำถามง่าย ๆ คำหนึ่ง

ใครกันแน่ที่ชนะเกมนี้?

ชายคนหนึ่งที่เคยเป็นทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี มหาเศรษฐี เจ้าของทีมฟุตบอลระดับโลก และ “พ่อ” ของตระกูลการเมืองที่ชนะเลือกตั้งแทบทุกครั้งตั้งแต่ปี 2544
วันนี้เขานั่งมองเกมจากในเรือนจำ

และพรรคของเขาเพิ่งได้ผลเลือกตั้งที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์

หลายคนพูดเหมือนกันว่า

> “บ้านนี้เคยชนะทุกตา”
แต่การเมืองไทยสอนเราอีกบทหนึ่งว่า
“บ้านเมืองอาจเปลี่ยน แต่เจ้ามือไม่เคยแพ้”

---

ยุคของประชานิยม: เมื่อชนบทมีเสียง

ในต้นทศวรรษ 2000
ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาพร้อมนโยบายที่ทำให้คนชนบท “รู้สึกว่าถูกมองเห็น”

30 บาทรักษาทุกโรค

กองทุนหมู่บ้าน

การพักหนี้เกษตรกร

ผมยังจำบทสนทนากับลุงคนหนึ่งที่ขอนแก่นได้
เขาพูดว่า

> “อย่างน้อยก็มีคนคิดถึงพวกเรา”

นั่นคือจุดเปลี่ยน
เพราะการเมืองไทยก่อนหน้านั้น ไม่ได้หมุนรอบเสียงของคนส่วนใหญ่ในชนบท

แต่ความนิยมมหาศาลก็ทำให้เขากลายเป็น “ภัยคุกคาม” ต่อโครงสร้างอำนาจเดิม

ปี 2549 เขาถูกยึดอำนาจ
และวงจรความขัดแย้ง 20 ปีเริ่มต้นขึ้น

---

เกมยาวของฝ่ายอนุรักษนิยม

นักวิชาการคนหนึ่งเคยบอกผมว่า

> “การเมืองไทยไม่ใช่เกม 4 ปี แต่มันคือเกม 40 ปี”

ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา เราเห็น:

การยุบพรรค

การรัฐประหาร

การตัดสิทธิ์นักการเมือง

การใช้กลไกทางกฎหมายเล่นงานฝ่ายตรงข้าม

ฝ่ายอนุรักษนิยม — เครือข่ายทหาร ราชการ ธุรกิจ และกลุ่มจารีตนิยม — อาจดูเหมือนถอยบ้างเป็นระยะ
แต่สุดท้ายพวกเขา “ประคองโครงสร้าง” ไว้ได้เสมอ

และในการเลือกตั้งล่าสุด
พรรคของ ทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นพรรคขนาดกลาง
ไม่ใช่เครื่องจักรการเมืองที่ไร้เทียมทานอีกต่อไป

เชียงใหม่ — บ้านเกิดของเขา — ไม่ใช่ฐานที่มั่นเหมือนเดิมแล้ว

นั่นไม่ใช่แค่ผลเลือกตั้ง
แต่มันคือสัญญาณทางจิตวิทยาการเมือง

---

ดีลที่แลกด้วยศรัทธา?

ปี 2566 การกลับประเทศของทักษิณเกิดขึ้นในจังหวะที่พรรคก้าวหน้าแรงจัด
หลายคนเชื่อว่ามี “ดีล” บางอย่าง
แม้เจ้าตัวจะปฏิเสธ

พรรคของเขาจับมือกับฝ่ายที่เคยเป็นคู่ขัดแย้ง
จัดตั้งรัฐบาล
และผลักพรรคก้าวหน้าไปเป็นฝ่ายค้าน

ผมคุยกับเพื่อนวัยสามสิบคนหนึ่ง
เขาพูดสั้น ๆ ว่า

> “ผมไม่ได้โกรธนะ แต่ผมหมดศรัทธา”

ศรัทธาไม่พังเพราะความพ่ายแพ้
แต่มันพังเมื่อผู้สนับสนุนรู้สึกว่าเสียงของตัวเองถูกใช้เป็น “หมากต่อรอง”

---

ยุคใหม่: เสถียรภาพมากขึ้น แต่ประชาธิปไตยน้อยลง?

รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล กำลังถูกมองว่า “เสถียรกว่า”
แต่คำถามคือ เสถียรภาพแลกกับอะไร?

พรรคภูมิใจไทยเติบโตจากกระแสชาตินิยม
จากความกังวลเรื่องชายแดน
จากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

ในขณะเดียวกัน
นักการเมืองฝ่ายค้านบางส่วนกำลังเผชิญคดีจากความพยายามแก้ไขกฎหมายมาตรา 112

เครื่องมือทางกฎหมายยังคงอยู่
และสามารถถูกใช้เป็นอาวุธได้เสมอ

---

บทเรียนใหญ่กว่าตัวบุคคล

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของตระกูลชินวัตร
ไม่ใช่แค่เรื่องของดีลการเมือง

แต่มันคือบทเรียนว่า:

โครงสร้างอำนาจในสังคมที่ฝังรากลึก ไม่เปลี่ยนง่าย

ประชานิยมสร้างพลังได้ แต่ไม่รับประกันความยั่งยืน

คนรุ่นใหม่ไม่ได้เลือกจากความทรงจำ แต่เลือกจากอุดมการณ์

และที่สำคัญ
การเมืองไม่เคยมีใคร “จบเกม” จริง ๆ

เพราะในประเทศไทย
คนที่ดูเหมือนพ่ายแพ้วันนี้
อาจกลับมาได้เสมอ

---

แล้วเราควรมองอนาคตอย่างไร?

ผมไม่ได้มองเรื่องนี้ด้วยความสะใจ
หรือความสิ้นหวัง

แต่ด้วยความเข้าใจว่า
สังคมไทยกำลังต่อรองกับตัวเอง

ระหว่าง

เสถียรภาพ vs การเปลี่ยนแปลง

ความสงบ vs เสรีภาพ

โครงสร้างเดิม vs โครงสร้างใหม่

คำถามไม่ใช่ว่าใครชนะ
แต่คือ เราจะออกแบบกติกาอย่างไรให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องใช้ “ไม้แข็ง” ซ้ำ ๆ

เพราะถ้าการเมืองคือเกมไพ่
เจ้ามืออาจชนะหลายรอบ
แต่คนเล่นก็ยังอยู่ในโต๊ะ

และเกมยังไม่จบ

---

#การเมืองไทย #ทักษิณ #ประชาธิปไตย #เสถียรภาพ #โครงสร้างอำนาจ #บทเรียนการเมือง

P.S.
ไม่ว่าคุณจะอยู่ฝั่งไหนของความเชื่อ
ลองถามตัวเองดูว่า
เราอยากเห็นประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้าเป็นแบบไหน?


https://www.facebook.com/photo/?fbid=26247245978220335&set=a.556351664403119