วันพุธ, สิงหาคม 15, 2561

‘บิ๊กตู่’ไม่พอใจ คนทำคลิปเด็กร้องเพลงโจมตี รบ. แต่ชอบคลิปที่เด็กอวย...



ชอบ:

นายกฯลุงตู่ หอมแก้มเด็ก ให้เป็นนายกฯนานๆ ร้องเพลง "ไม่ใช่คสช. ทำแทนไม่ได้"




https://www.youtube.com/watch?v=yzh_c02vXq8


ไม่ชอบ :




สำนึกความเป็นมนุษย์และความรับผิดชอบของธุรกิจเขื่อน กับการทวงความชอบธรรมให้กับเพื่อนบ้านที่ถูกภัยพิบัติ





สำนึกความเป็นมนุษย์และความรับผิดชอบของธุรกิจเขื่อน

ผมไม่รู้ว่าคนอื่นรู้สึกอย่างไร แต่ผมรู้สึกสะอิดสะเอียนทุกครั้งที่พวกธุรกิจพลังงานพร่ำพูดแต่เรื่องของผลกระทบจากเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยวิบัติ ที่มีต่อ MOU การซื้อไฟฟ้าของไทยจากลาว หรือบ้างก็บอกว่าเราอาจจะต้องใช้ไฟแพงขึ้น

ผมอยากถามพวกธุรกิจพลังงานว่า คุณรู้สึกอย่างไรที่มีคนเสียชีวิตซึ่งล่าสุดพบศพแล้ว 35 ราย ยังสูญหาย 100 ราย ซึ่งคาดว่าน่าจะเสียชีวิตไปแล้วทั้งหมด ประชาชน 6,000 คนในลาวยังอยู่อย่างยากลำบากแสนสาหัสจากการสูญเสียทุกอย่าง ซึ่งอาจจะต้องรอเวลานานหลายปีกว่าจะได้รับการฟื้นฟูสำเร็จ แต่บาดแผลจากการสูญเสียจะยังถูกจดจำไปตลอดชีวิต ขณะที่ในกัมพูชา ประชาชนอีก 5,000 คน ที่ถูกน้ำจากเขื่อนพัดพาพืชผลการเกษตรเสียหายหมด อาจขาดแคนอาหาร 1-2 ปี

ถึงวันนี้ผ่านมาสองสัปดาห์กว่าแล้ว ผมไม่เคยได้ยิน บ.ผลิตไฟฟ้า ราชบุรี โฮลดิ้ง ที่ถือหุ้น 25% กฟผ.ที่เป็นบริษัทแม่และผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ รวมทั้งสหภาพแรงงาน บริษัทที่เป็นที่ปรึกษาการสร้างและทำ EIA สถาบันการเงินของไทยอีก 4 แห่ง ว่าจะรับผิดชอบโดยการเยียวยาสิ่งที่เกิดขึ้นกับประชาชนจำปาสัก อัตตะปือ และแสนปางในกัมพูชาอย่างไร

ผมคิดว่าเรื่องนี้ เราไม่ควรปล่อยให้ทุนไทยลอยนวลจากความรับผิดชอบในการทำธุรกิจที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

เราต้องอย่าให้ความเห็นแก่ตัวว่าเราจะไม่มีไฟฟ้าใช้ หรือใช้ในราคาแพงมาครอบงำความเป็นมนุษย์ของคนในสังคมเรา แต่เราควรคิดว่าประชาชนที่สูญเสียญาติ และสูญเสียทุกอย่างในประเทศเพื่อนบ้านของเราต้องได้รับความเป็นธรรมจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน

ในฐานะผู้บริโภค เราต้องสำนึกว่าเราต้องไม่บริโภคพลังงานที่ผลิตจากเลือด เนื้อ และชีวิตของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยไม่แบ่งแยกประเทศ

สำนึกของความเป็นมนุษย์เท่านั้นคือสิ่งเดียวที่เราควรแสดงออกต่อการสูญเสียที่ใหญ่หลวงครั้งนี้ ไม่ใช่พร่ำพูดแต่ผลประโยชน์ด้านพลังงานโดยไม่ลืมหูลืมตา

ขอบคุณภาพจาก raosukunfung


Chainarong Setthachua


Wera Sakawe อย่าปล่อยให้การเห็นแก่ตัวของกลุ่มทุนพลังงานที่ไปสร้างภัยพิบัติให้กับเพื่อนมนุษย์ในประเทศเพื่อนบ้านแล้วเอามาแอบอ้างกับการขาดแคลนพลังงานเพื่อความชอบธรรมในการกระทำของกลุ่มทุนเอง......เราต้องทวงความชอบธรรมให้กับเพื่อนบ้านของเราด้วย....!!!

...





กำเนิดวันหยุดเขื่อนโลก

ผมอยากเล่าถึงประวัติศาสตร์ที่ย่อที่สุดของเขื่อนว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ธนาคารโลก และธนาคารต่างๆ ในแต่ละภูมิภาคของโลก ที่ตั้งขึ้นมาหลังสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อเป็นเครื่องมือให้ประเทศฝ่ายเหนือที่นำโดยสหรัฐฯ มีความชอบธรรมในการเข้าไปขูดรีดและฟื้นฟูเศรษฐกิจของตนเอง ในนามของการพัฒนา

ขณะเดียวกัน จีนและรัสเซีย 2 พี่เบิ้มค่ายสังคมนิยมก็เร่งสร้างเขื่อนเช่นกันเพราะถือว่าเขื่อนคือการพัฒนา

ค่ายสังคมนิยมที่นำโดยสหภาพโซเวียตสมัยที่ยังไม่แตก ยังได้เข้าสนับสนุนการสร้างเขื่อนในประเทศบริวารในหลายที่ เหมือนกับเป็นการแข่งขันกันระหว่างทุนนิยมและเสรีนิยม

หลังจากนั้น ประเทศฝ่ายใต้ (ที่ถูกอเมริกาและธนาคารโลกเรียกว่าประเทศด้อยพัฒนา-กำลังพัฒนา) เขื่อนถูกสร้างขึ้นราวกับดอกเห็ดในฤดูฝน โดยเฉพาะในประเทศที่ปกครองด้วยระบบเผด็จการ

เขื่อนที่เป็นเครื่องมือในการสะสมทุนของทุนในประเทศเสรีนิยมใหม่ และเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองสำหรับทั้งค่ายสังคมนิยมและเสรีนิยม ได้สร้างความเสียหายทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง แต่เขื่อนก็ถูกสร้างไปเรื่อยๆ โดยการผลักดันของชนชั้นนำในประเทศบริวารที่ร่วมมือกับประเทศศูนย์กลางและองค์เหนือรัฐอย่างธนาคารโลก

ในช่วงทศวรรษ 1980-1990 ได้มีการลุกขึ้นต่อสู้ของชาวนาในหลายพื้นที่ของโลกเพื่อต่อต้านเขื่อน ขณะที่บางที่ถูกล้อมปราบอย่างรุนแรง เช่น เขื่อนชิโคในฟิลิปปินส์ในยุคสมัยของจอมเผด็จการมาร์คอสที่หนุนหลังโดยอเมริกา นอกจากนั้น ขบวนการสิ่งแวดล้อมที่เติบโตจากชนชั้นกลางก็ได้เข้าร่วมต่อต้านเขื่อนด้วย เช่น ในออสเตรเลีย

กระแสการต่อต้านเขื่อนได้เกิดมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ ไทย (โดยเฉพาะกรณีเขื่อนน้ำโจน) อินเดีย รัสเซีย ไปจนถึงชิลิ บราซิล หรือแม้แต่ในอเมริกาและยุโรปที่เป็นกลุ่มประเทศที่กำเนิดความคิดเขื่อนก็มีการเคลื่อนไหวให้รื้อเขื่อนทิ้ง

ในปี 1997 ระหว่างวันที่ 11-14 มีนาคม องค์กรเครือข่ายขนาดใหญ่ในแต่ละภูมิภาคประกอบด้วยขบวนการคัดค้านเขื่อนแห่งบราซิล (Movement de Atingidos por Barragens-MAB) เครือข่ายหยุดเขื่อนแห่งชิลี (Chile’s Biobio Action Group) เครือข่ายแม่น้ำนานาชาติ (International River Network-IRN) ขบวนการปกป้องนาร์มาดาแห่งอินเดีย (India’s Save the Narmada Movement) และเครือข่ายแม่น้ำแห่งยุโรป (European River Network-ERN) จึงได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดให้มีการประชุมนานาชาติของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนและพันธมิตร ครั้งที่ 1 ขึ้น ณ เมืองคิวริทิบา ประเทศบราซิล การประชุมที่เกิดขึ้นทั้ง 4 วัน นอกจากได้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การต่อสู้เรื่องเขื่อนกันแล้ว ที่ประชุมยังได้ตกลงให้มีคำประกาศคิวริทิบาเพื่อ "ยืนหยัดการมีสิทธิความเป็นมนุษย์และวิถีชีวิตของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อน"

นอกจากนั้น ที่ประชุมยังกำหนดให้วันที่ 14 มีนาคมของทุกปีซึ่งเป็นวันหยุดเขื่อนของบราซิล เป็น "วันหยุดเขื่อนโลก" โดยมีคำขวัญที่ใช้ร่วมกันว่า "น้ำเพื่อชีวิตไม่ใช่เพื่อความตาย"

แม้ว่าขบวนการคัดค้านเขื่อนจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ในปัจจุบัน เขื่อนก็ยังผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็นในฤดูฝน โดยที่เขื่อนส่วนใหญ่ได้ถูกสร้างขึ้นในประเทศอดีตสังคมนิยมที่นำแนวคิดเสรีนิยมใหม่มาปฏิบัติและประเทศที่ปกครองโดยเผด็จการ รวมทั้งประเทศที่อำนาจทางการเมืองยังถูกผูกขาดอยู่ที่ชนชั้นนำ

ภาพ การประชุมนานาชาติของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนและพันธมิตร ครั้งที่ 1 ที่เมืองคิวริทิบา ประเทศบราซิล


Chainarong Setthachua

...





ยุคสมัยของการสร้างเขื่อนได้สิ้นสุดลงแล้ว (ทั่วโลกกำลังรื้อเขื่อนทิ้ง)

ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ

--------------------------------------------------

ตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา ขณะที่สังคมไทยมีความขัดแย้งเรื่องเขื่อนระหว่างนักการเมือง รัฐบาล นักสร้างเขื่อน กับประชาชน ได้ปรากฏ ว่ามีกระแสข่าวที่สำคัญเกี่ยวกับเขื่อน 2 ข่าวด้วยกัน

ข่าวแรก ในปี พ.ศ.2537 ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำแห่งสหรัฐอเมริกา(BuRec) ซึ่งเป็นหน่วยงานสร้างเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดใน สหรัฐและรับผิดชอบการสร้างเขื่อนทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐ ฯ ได้เรียกร้องให้นักสร้างเขื่อนยุติการสร้างเขื่อนในคราวประชุม สมาคมนักสร้างเขื่อนโลกที่แอฟริกาใต้ ผู้อำนวยการกองพัฒนาแหล่งน้ำยังได้กล่าวอีกด้วยว่า"ยุคสมัยของการสร้างเขื่อนในสหรัฐ อเมริกาได้สิ้นสุดลงแล้ว"

ข่าวที่สอง ที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าข่าวแรกก็คือ มีกระแสข่าวว่าอเมริกากำลังจะรื้อเขื่อน 2 แห่งบนแม่น้ำเอลวา(Elwha river)ทิ้ง เพื่อให้ปลาซัลมอนขึ้นไปวางไข่ได้ หลังจากมีกระแสข่าวนี้ หลายฝ่ายก็จับตามองว่าเมื่อไหร่ อเมริกาจึงจะมีการรื้อเขื่อนทิ้งกันจริง ๆ เพราะหากมีการรื้อเขื่อนทิ้งจริง ๆ นั่นหมายถึงว่ายุคสมัยของการสร้างเขื่อนมิได้สิ้นสุดลงเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการก้าวสู่"ยุคของ การรื้อเขื่อนทิ้ง"อีกด้วย

ทุกวันนี้ แม้ว่ายังไม่ได้มีการรื้อเขื่อน 2 แห่งที่กั้นแม่น้ำเอลวา แต่ความจริงแล้ว การรื้อเขื่อนในอเมริกาได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เครือข่ายอนุรักษ์แม่น้ำนานาชาติ (International River Network : IRN) ได้ระบุว่าตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมาจนกระทั่งปัจจุบัน อเมริกาได้รื้อเขื่อนทั่วประเทศทิ้งไปแล้วถึง 35 เขื่อน ได้รับการอนุมัติให้รื้อแล้วและรอการรื้อทิ้ง 8 เขื่อน และอยู่ในระหว่างการตัด สินใจรื้อทิ้งอีก 56 เขื่อน เขื่อนเหล่านี้มีตั้งแต่เขื่อนขนาดเล็กไปจนถึงเขื่อนขนาดใหญ่ เป็นทั้งเขื่อนเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าอย่าง เดียว เขื่อนเพื่อการชลประทาน และเขื่อนเอนกประสงค์ และเป็นทั้งเขื่อนที่รับผิดชอบโดยหน่วยงานของรัฐและของเอกชน

การรื้อเขื่อนในอเมริกานั้นมีพื้นฐานมาจากสังคมอเมริกันมีบทเรียนและประสบการณ์จากการสร้างเขื่อนมามากมาย และสังคมอเมริ กันได้เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อแม่น้ำโดยมองว่าแม่น้ำที่ไหลอย่างอิสระนั้นมีประโยชน์มหาศาลเทียบกันไม่ได้เลยกับผลประโยชน์ที่ได้จาก เขื่อนที่มีเพียงน้อยนิด เหตุผลส่วนใหญ่ในการรื้อเขื่อนในอเมริกาจึงคล้าย ๆ กันนั่นก็คือ เพื่อการฟื้นฟูระบบนิเวศน์แม่น้ำให้กลับ คืนมา โดยเฉพาะการฟื้นฟูคุณภาพน้ำ และต้องการให้ปลาที่เคยอพยพไปวางไข่ตามแม่น้ำต่าง ๆ เช่น ปลาเทร้าท์ ปลาซัลมอน ปลาสเตอร์เจียน ปลาสตีลเฮด ปลาไหลอเมริกัน และปลาอื่น ๆ ให้กลับคืนมา ซึ่งจะให้ผลประโยชน์มากกว่ากระแสไฟฟ้าหรือการ ชลประทานที่ได้จากเขื่อน ทั้งนี้ก็เพราะว่านักสร้างเขื่อนไม่สามารถแก้ปัญหาการอพยพของปลาในแม่น้ำได้ บันไดปลาโจนที่มีการ สร้างในแต่ละเขื่อนนั้นก็ล้วนแต่ล้มเหลวไม่สามารถทำให้ปลาต่าง ๆ เดินทางขึ้นไปวางไข่ทางต้นน้ำได้ การรื้อเขื่อนทิ้งจึงมักทำกัน ทั้งลุ่มน้ำดังเช่นการเสนอให้รื้อเขื่อน 4 แห่งบนแม่น้ำสเนค(Snake river)ในรัฐวอชิงตัน

เขื่อนบางแห่งเช่น เขื่อนเกลน แคนยอน บนแม่น้ำโคโลราโด ถูกเสนอให้ระบายน้ำออกและรื้อด้วยเหตุผลที่ว่า เพื่อต้องการหุบเขา เกลน แคนยอน ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกและยังเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญซึ่งถูกจมอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำกลับคืนมา

เหตุผลในการรื้อเขื่อนจำนวนมากในสหรัฐยังมาจากความไม่ปลอดภัยของเขื่อน การต้องการลดภาษีของประชาชนที่ต้องจ่ายไปกับ การบำรุงรักษาเขื่อน และเขื่อนหลายแห่งถูกเสนอให้รื้อทิ้งก็เนื่องมาจากมันถูกสร้างขึ้นมาในยุครัฐบาลที่เลวร้ายหรือไม่ก็สร้างขึ้นมา โดยการละเมิดกฎหมาย

แม้ว่าการรื้อเขื่อนอาจถูกขัดขวางจากนักสร้างเขื่อนที่ยังต้องการให้มีเขื่อนอยู่ต่อไป แต่รัฐบาลอเมริกันก็ตระหนักถึงเหตุผลความจำ เป็นของการรื้อเขื่อน เช่น เขื่อนเอ็ดเวอร์ด (Edwards dam) ซึ่งรัฐบาลสั่งให้รื้อเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วเพราะการแก้ปัญหาสิ่ง แวดล้อมต้องใช้เงินทุนสูงกว่าการรื้อเขื่อน และเขื่อนแห่งนี้จะทำการรื้อทิ้งในฤดูร้อนปีหน้านี้

ไม่เพียงแต่อเมริกาเท่านั้นที่มีการรื้อเขื่อนทิ้ง ในยุโรปก็มีการรื้อเขื่อนทิ้งแล้วเช่นกัน โดยรัฐบาลฝรั่งเศสได้แถลงถึงผลการตัดสินใจ เมื่อวันที่ 4 มกราคมปีนี้ว่าจะรื้อเขื่อน Saint-Etienne-du-Vigan เขื่อนสำหรับการผลิตกระแสไฟฟ้าที่สร้างกั้นแม่น้ำ Allier ตอนบนเมื่อ ปลายศตวรรษที่ 19 และอยู่ในความรับผิดชอบของการไฟฟ้าของฝรั่งเศส ต่อมาในวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมาก็ได้มีการระเบิดเขื่อน ที่สูง 44 ฟุตแห่งนี้ทิ้ง เหตุผลของการรื้อเขื่อนแห่งนี้ก็เช่นเดียวกับเหตุผลในการรื้อเขื่อนในสหรัฐ ฯ นั่นก็คือเพื่อฟื้นฟูแม่น้ำและเปิดทางให้ปลาซัลมอนแอตแลนติค(Atlantic Salmon)ที่ในแต่ละปีจะเดินทางอพยพจากแถบเกาะกรีนแลนด์ทางตอนเหนือของมหา สมุทรแอแลนติคถึง 4,000 ไมล์ให้สมารถเดินทางขึ้นไปวางไข่แถบต้นน้ำของแม่น้ำ Allier ได้

เท่านั้นยังไม่พอรัฐบาลฝรั่งเศสยังมี แผนรื้อเขื่อน Maisons-Rouges เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าที่ถูกสร้างกั้นแม่น้ำ Vienne สาขาของแม่น้ำ Allier เป็นเขื่อนต่อไป แม้ว่าแผน นี้ต้องล่าช้าออกไปเนื่องจากถูกคัดค้านจากนักการเมืองในท้องถิ่น แต่รัฐบาลฝรั่งเศสก็ได้กำหนดเวลาที่จะรื้อเขื่อนแห่งนี้ทิ้งใน เดือนสิงหาคมนี้เอง

สำหรับที่อื่น ๆ แม้ว่ายังไม่มีการรื้อเขื่อน แต่ก็ได้มีการเรียกร้องให้ปล่อยน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำของเขื่อนหลายแห่ง เช่น ในออสเตร เลีย และรัสเซีย เหตุผลในการปล่อยน้ำออกจากเขื่อนก็เพื่อการฟื้นฟูบริเวณอ่างเก็บที่ถูกน้ำท่วมที่มีคุณค่าทางระบบนิเวศน์และเพื่อ ฟื้นฟูระบบนิเวศน์ลำน้ำท้ายเขื่อนให้กลับคืนมา

ด้วยเหตุที่กระแสการรื้อเขื่อนทิ้งเกิดขึ้นหลายมุมโลก เมื่อวันที่ 23-25 กรกฎาคม 2541 เครือข่ายอนุรักษ์แม่น้ำนานาชาติจึงได้จัด สัมมนาเชิงปฏิบัตินานาชาติเรื่องการปลดระวางเขื่อนและการรื้อเขื่อน(International Workshop on Dams Decommissioning and Removal) โดยมีนักกิจกรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม 18 คน จาก 7 ประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป(รวมทั้งรัสเซีย) ออสเตรเลีย และเอเซีย เข้าร่วม

การประชุมได้มีขึ้นที่วอล์คเกอร์เกรก พาเทลูมา รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อพิจารณาถึงความจำเป็นและความเป็นไปได้ ในการรื้อเขื่อน รวมทั้งแลกเปลี่ยนประสบการณ์การรณรงค์ให้มีการรื้อเขื่อน ผลการสัมมนาได้นำไปสู่การรวมตัวกันเป็นพันธมิตร นานาชาติเพื่อการฟื้นฟูแม่น้ำและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อน โดยพันธมิตรนี้จะมุ่งไปที่การรักษาแม่น้ำและชุมชนที่พึ่งพา แม่น้ำ และได้เรียกร้องให้ปลดระวางเขื่อนและรื้อเขื่อนทิ้ง

ประเด็นข้อเรียกร้องของที่ประชุมที่สำคัญและน่าสนใจก็คือ

1)ให้มีการประเมินอย่างอิสระและโปร่งใสเพื่อแยกแยะว่าเขื่อนไหนที่ควรใช้งานต่อ เขื่อนไหนควรแก้ไขผลกระทบ และเขื่อนไหน ควรปลดระวางหรือรื้อทิ้ง เขื่อนแต่ละแห่งที่จะใช้งานต่อจะต้องพิสูจน์ในประเด็นของผลกระทบทางนิเวศน์วิทยาและสังคม เศรษฐศาสตร์ และด้านความปลอดภัย

2)ให้เตรียมแผนการปลดระวางเขื่อนทุกเขื่อนทั้งที่สร้างไปแล้ว กำลังก่อสร้าง หรือยังไม่ได้สร้าง แผนนี้จะต้องครอบคลุมถึงการรื้อ เขื่อนทิ้ง การฟื้นฟูแม่น้ำ อ่างเก็บน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำ รวมไปถึงกลไกในการระดมทุนซึ่งจำเป็นจะต้องใช้สำหรับเขื่อนที่ปลดระวาง และรื้อทิ้ง

3)ให้เจ้าของเขื่อนและผู้ได้รับผลประโยชน์จากเขื่อนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หากจะใช้งานเขื่อนต่อ ทั้งค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหา สิ่งแวดล้อม ค่าใช้จ่ายสำหรับการฟื้นฟูความเสียหายที่ผ่านมา และค่าใช้จ่ายในการปลดระวางหรือการรื้อเขื่อน และจะต้องตั้งกลไก การระดมทุนขึ้นมาเพื่อหาค่าใช้จ่ายในการปลดระวางเขื่อนที่ถูกปล่อยทิ้งไว้หรือเขื่อนที่เจ้าของเขื่อนขาดเงินทุน นอกจากนั้นองค์กร นานาชาติ(เช่น ธนาคารโลกและธนาคารในเครือ) ที่ได้ให้เงินทุนสนับสนุนการสร้างเขื่อนจะต้องร่วมรับผิดชอบต่อการปลดระวาง หรือรื้อเขื่อนทิ้งด้วย

4)ให้มีการพัฒนาและบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัยของเขื่อนที่เข้มงวด ซึ่งรวมถึงการเตรียมความพร้อม การเปิดเผยพื้นที่ที่จะถูก น้ำท่วมและแผนฉุกเฉินในการอพยพประชนหากเขื่อนพัง รวมทั้งต้องจัดให้มีการประกันภัย บันทึกเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยของ เขื่อนจะต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยของเขื่อนจะต้องมาจากเจ้าของเขื่อน และผู้ที่ได้รับประโยชน์จากเขื่อนรวมทั้งองค์กรนานาชาติที่เกี่ยวข้อง

5)ให้มีการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ ด้านนิเวศวิทยา และด้านสังคมที่เกี่ยวกับเขื่อน โดยการศึกษานี้จะต้องได้รับการสนับสนุนจาก รัฐบาลและองค์กรสร้างเขื่อน

นอกจากนั้น ที่ประชุมยังได้เสนอแนวคิดในการจัดการลุ่มน้ำและพลังงานโดยเรียกร้องให้แผนการจัดการลุ่มน้ำและพลังงานจะต้อง ดำเนินการโดยยึดกระบวนการการมีส่วนร่วมและต้องโปร่งใส โดยแผนการจัดการลุ่มน้ำจะต้องรวมเอาการเกษตรและการประมง ที่ยั่งยืน การวางผังเมือง การจัดการน้ำท่วม การประปา และการรักษาสิ่งแวดล้อม ส่วนแผนพลังงานจะต้องรวมเอาการจัดการด้าน ความต้องการ(DSM)และตระหนักถึงต้นทุนและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนรุ่นต่อไปเข้าไปด้วย

การรื้อเขื่อนและข้อเรียกร้องนี้ กล่าวได้ว่าเป็นก้าวสำคัญอีกก้าวหนึ่งที่ทำให้เรารู้ว่าเขื่อนที่มีการโต้แย้งกันมานานหลายทศตวรรษนั้น แท้ที่จริงแล้วมันคือเทคโนโลยีที่ล้าสมัย และแม่น้ำตามธรรมชาตินั้นมีคุณค่ามหาศาลที่ไม่ควรจะแลกกับเขื่อนที่ให้ประโยชน์น้อย แล้วยังก่อให้เกิดผลกระทบที่กว้างขวางทั้งทางสังคมและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งอันตราย และถึงที่สุดแล้วเขื่อนก็ต้องหมดอายุตามวันเวลา ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีการเตรียมการปลดระวางและรื้อเขื่อนทั้งในด้านงบประมาณ รวมทั้งให้เจ้าของเขื่อน ผู้ที่ได้รับประโยชน์หรือ องค์กรที่ให้ทุนสร้างเขื่อนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายนี้

สำหรับบ้านเรา อีกไม่นานเราคงได้เห็นการรื้อเขื่อนทิ้ง เพราะปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่ามีเขื่อนหลายแห่งที่ได้ไม่คุ้มเสีย อันตรายเนื่อง จากก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน และไม่สามารถแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นได้ และอีก ๆ หลายเขื่อนกำลังเดินเข้าสู่ช่วงวัยชรา

ภาพการรื้อเขื่อน Saint-Etienne-du-Vigan ในฝรั่งเศส เมื่อ 24 มิถุนายน 2541 ขอบคุณภาพจาก ERN

หมายเหตุ บทความนี้ ผู้เขียนเขียนขึ้นหลังจากการเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติว่าด้วยการรื้อและยกเลิกการใช้เขื่อน (International Workshop on Dams Decommissioning and Removal, July,23-25,1998, Walker Greek, Pateluma, California.)


ที่มา FB

นิเวศวิทยาการเมือง - Political Ecology


ณ บัดนาว มหาวิทยาลัยคือค่ายทหาร - ห้ามใช้มหาลัยจัดคุย





ทหารติดตามนิสิตม.พะเยาจัดคุยการเมืองกับการเลือกตั้ง ด้านอาจารย์เรียกคุย-ให้ทำหนังสือขอใช้สถานที่


14/08/2018
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน


เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 61 นายชินภัทร วงค์คม หนึ่งในผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกองค์การนิสิตสาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ประจำปีการศึกษา 2561 ในชื่อ “พรรคพลังประชารัฐ (ศาสตร์)” ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเชิญชวนเพื่อนนิสิต มาพูดคุยแลกเปลี่ยนในหัวข้อ “การเมืองกับการเลือกตั้ง” กับเพื่อนนิสิตในสาขารัฐศาสตร์ ก่อนเปิดภาคเรียน โดยในตอนแรกจะจัดการพูดคุยเป็นวงเล็กๆ ภายในมหาวิทยาลัยพะเยา บริเวณใต้หอพักนักศึกษา





ต่อมา วันที่ 13 ส.ค. 61 นายชินภัทร ได้รับโทรศัพท์ติดต่อจากบิดาว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารไม่ทราบชื่อและสังกัด ติดต่อมายังบิดาว่านายชินภัทรจะทำการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ทำให้บิดานายชินภัทรต้องติดต่อมาสอบถามว่าจะทำการจัดกิจกรรมใด ซึ่งนายชินภัทรก็ได้อธิบายกับบิดาว่าเป็นเพียงการพูดคุยกันของนิสิตนักศึกษาเท่านั้น ขณะเดียวกันนายชินภัทรยังได้ทราบว่าได้มีเจ้าหน้าที่สันติบาลติดต่อไปยังฝ่ายกิจการนิสิตมหาวิทยาลัยพะเยา เพื่อสอบถามการจัดกิจกรรมของนายชินภัทรด้วย

จากนั้น เวลาประมาณ 13.00 น. นายชินภัทรได้ถูกเรียกพบโดยอาจารย์สาขารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ที่ห้องประชุมสาขารัฐศาสตร์ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับกิจกรรมที่นายชินภัทรจะจัดขึ้น โดยภายในการพูดคุยประกอบด้วยอาจารย์สาขารัฐศาสตร์ พร้อมด้วยนักศึกษาฝ่ายสารวัตรนิสิตราว 5 คน ที่ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายวินัย มหาวิทยาลัยพะเยา ให้เข้าร่วมฟังการพูดคุย โดยเป็นการสอบถามรายละเอียดของกิจกรรมการพูดคุยที่จะจัดขึ้น

นายชินภัทรก็ได้ชี้แจงว่าเป็นการพูดคุยหัวข้อเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองของประเทศในปัจจุบันที่สัมพันธ์กับเรื่องการเลือกตั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายในกลุ่มเพื่อนนิสิต ด้านอาจารย์สาขารัฐศาสตร์ได้ระบุว่ากิจกรรมดังกล่าวไม่ได้ทำการขออนุญาตจากทางมหาวิทยาลัย และไม่มีการขออนุญาตใช้สถานที่จากมหาวิทยาลัย

นายชินภัทรระบุว่าเป็นเพียงการนั่งดื่มนม ดื่มกาแฟพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไม่มีความจำเป็นต้องขออนุญาตใช้สถานที่ หากจะต้องขอใช้สถานที่ภายในมหาวิทยาลัยเพียงเพื่อนั่งพูดคุยกัน ต่อไปนี้นักศึกษาก็ไม่สามารถนั่งพูดคุยกันได้แล้ว ด้านอาจารย์สาขารัฐศาสตร์ยืนยันว่าตามระเบียบมหาวิทยาลัย หากจะจัดกิจกรรมใดๆ จะต้องมีการขออนุญาตจากทางมหาวิทยาลัยเป็นหนังสือก่อน รวมทั้งควรมีหนังสือขอใช้สถานที่ของหอพักภายในมหาวิทยาลัย หลังจากพูดคุยประมาณ 30 นาที จึงได้ข้อสรุปว่าไม่สามารถจัดการพูดคุยได้ เนื่องจากระยะเวลากระชั้นชิด ไม่สามารถทำหนังสือได้ทัน

นายชินภัทรกับเพื่อนๆ จึงได้ตัดสินใจจัดการพูดคุยที่ร้านกาแฟภายนอกมหาวิทยาลัย โดยมีนิสิตนักศึกษาเข้าร่วมราว 10 คน และใช้เวลาช่วงเย็นราว 18.00 – 20.00 น. เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยน ก่อนแยกย้ายกันกลับ

ก่อนหน้านี้ นายชินภัทรเคยถูกเจ้าหน้าที่สันติบาลบุกเยี่ยมบ้าน ด้วยเหตุว่านายชินภัทรเคยได้ขึ้นเวทีคนอยากเลือกตั้งตั้งแต่เดือน ก.พ. 2561 (รายงานก่อนหน้านี้) และเคยถูกห้ามจัดกิจกรรมเสวนาในหัวข้อ “บทบาทของนักเรียน นิสิตและนักศึกษาไทย ในการจัดการศึกษาสังคมและการพัฒนาประเทศ” ภายในคณะรัฐศาสตร์มาแล้วด้วย เมื่อเดือนเม.ย. 2561 (รายงานก่อนหน้านี้)

“กานต์” อดีตเมียเสก ซัดความจริง! สาเหตุที่ไลฟ์สดพาดพิงคนอื่น รวมทั้งออกมาด่าทักษิณ "สติหลุด" "ไม่ค่อยเต็ม"




https://www.youtube.com/watch?v=Oiw0eTvizlQ

ทุบโต๊ะข่าว:“กานต์”ระอา“เสก”เชื่อไลฟ์สดพาดพิงคนอื่น สติหลุด ฝากแฟนเพจชวนบำบัด13/08/61

...




(https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_1445108)

“กานต์” อดีตเมียซัดความจริง! เปิดความสัมพันธ์ “ทักษิณ-เสก” สาเหตุที่ออกมาด่า

วันที่ 13 ส.ค. รายการทุบโต๊ะข่าว ทางอัมรินทร์ทีวี สัมภาษณ์เปิดใจ กานต์ วิภากร อดีตภรรยาของร็อกเกอร์ชื่อดัง เสก โลโซ เกี่ยวกับเรื่องราวที่นักร้องชื่อดังออกมาไลฟ์สด ด่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลายวันติดต่อกัน

โดย กานต์ เปิดเผยว่า การกระทำในไลฟ์เป็นการคิดไปเองของเสกว่าคนอื่นไม่ดี ตนมองว่าเสกไม่ควรสร้างศัตรูเพิ่ม โดยตนคิดว่าบุคคลที่ถูกเสกพาดพิงคงจะไม่ถือสา เนื่องจากทุกคนคงทราบว่าเสกสติหลุด ตนคาดว่าเสกคงไม่ได้ไปรับการบำบัด เพราะเสกเก็บตัวไลฟ์สดทั้งวัน ไม่ยอมออกจากบ้าน ไม่ทำงาน

อดีตภรรยาเปิดเผยอีกว่า เสกรู้จักกับนายทักษิณเพราะเคยบังเอิญเจอกันที่ต่างประเทศเท่านั้น และมีคุยกันบ้างเป็นบางครั้ง ซึ่งปกติเสกไม่ใช้คนแบบนี้

ที่มา AMARIN TVHD

...

‘สมยศ พฤกษาเกษมสุข’ ไลฟ์สดคุยกับ ‘ไสว ทองอ้ม’ เหยื่อกระสุนปี 52 โจทก์ผู้ฟ้องกองทัพ แต่ศาลฎีกายกฟ้อง พร้อมสั่งยึดทรัพย์จ่ายค่าธรรมเนียมศาล-ค่าอัยการ เจ้าตัวเล่าประสบการณ์โดนยิงและความรู้สึกหลังโดนยึดทรัพย์




https://www.facebook.com/somyot.pruksakasemsuk/videos/208132973389415/


‘สมยศ’ ถก ‘ไสว ทองอ้ม’ เสื้อแดงเหยื่อกระสุน52 หลังถูกศาลสั่งยึดทรัพย์ ผ่อนผันได้ถึง ก.ย.นี้


2018-08-14 
ประชาไท


‘สมยศ พฤกษาเกษมสุข’ ไลฟ์สดคุยกับ ‘ไสว ทองอ้ม’ เหยื่อกระสุนปี 52 โจทก์ผู้ฟ้องกองทัพ แต่ศาลฎีกายกฟ้อง พร้อมสั่งยึดทรัพย์จ่ายค่าธรรมเนียมศาล-ค่าอัยการ เจ้าตัวเล่าประสบการณ์โดนยิงและความรู้สึกหลังโดนยึดทรัพย์ ด้าน สมยศ เผยไปกรมบังคับคดีวันนี้ขอผ่อนผันการยึดที่นาได้ถึง ก.ย. ระหว่างนี้จะเจรจากับกองทัพขอให้ยุติการบังคับคดี



ซ้าย ไสว, ขวา สมยศ


14 ส.ค.2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (14 ส.ค.) สมยศ พฤกษาเกษมสุข นักกิจกรรมทางการเมือง ได้ถ่ายทอดสดผ่านเฟสบุ๊กบัญชี ‘Somyot Pruksakasemsuk’ สัมภาษณ์ ไสว ทองอ้ม ผู้ถูกยิงจนพิการที่แขนในการชุมนุมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ปี 2552 และเมื่อฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับกองทัพ ศาลฎีกาได้ตัดสินให้ยกฟ้อง และสั่งให้ ไสว และสนอง พานทอง โจทก์ร่วมอีกคน จ่ายค่าธรรมเนียมศาลและจ่ายค่าทนายจำเลย (อัยการ) ของฝ่ายกองทัพด้วย รวมเป็นเงิน เป็นเงิน 212,114 บาท ขณะเดียวกันเงินในบัญชีธนาคารของไสวที่มีอยู่เกือบ 5,000 ถูกอาญัติ และและเจ้าพนักงานบังคับคดีที่สุรินทร์ยังได้ยึดที่นาของไสวจำนวน 8 กว่าไร่ ราคาประเมิน 460,980 บาท เพื่อทำการขายทอดตลาด


ศาลสั่งยึดทรัพย์เหยื่อกระสุนปี 52 ขายทอดตลาดชดใช้แทนกองทัพ
ไขประเด็น 'เยียวยา' เสียงจากผู้สูญเสีย หลักกฎหมาย และคดีแพ่งตัวอย่าง เมษา 52


ประชาไทได้ถอดความการสัมภาษณ์ ดังนี้

สมยศ : ตอนมาร่วมชุมนุมกับ นปช. และ นปก. เรารู้จักมักคุ้นกับแกนนำเสื้อแดงคนไหนบ้าง?

ไสว : ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวเลย เพียงแต่อยู่ล่างเวที แล้วก็ฟัง เพราะใจมันชอบ มันรัก

แกนนำที่เราชอบฟังมีใครบ้าง?

ชอบทั่วไป ไม่เฉพาะเจาะจงว่าเป็นใคร

เราได้ข้อคิดอะไรบ้างจากการไปร่วมชุมนุม?

ได้ข้อคิดเกี่ยวกับด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง เรารู้ว่าความเป็นอยู่ของเรามันเกี่ยวพันกับอะไร มันมีผลกระทบจากการเมืองด้วยไหม ใช่ มันมีผลกระทบกัน ถ้าการเมืองไม่ดีเศรษฐกิจก็ไม่ดี

ชุมนุมเริ่มวันที่ 8 เม.ย. 52 ไปร่วมชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาล เพราะอะไรถึงไปร่วมชุมนุม?

เพราะเกิดจากพรรคเสียงข้างน้อยได้จัดตั้งเป็นรัฐบาลในค่ายทหาร พอผมรู้ข่าวผมก็เลยไป มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมคนที่มาจากเสียงข้างน้อยถึงมาเป็นนายกฯ เสียงข้างมากน่าจะมีสิทธิ เสียงข้างน้อยไม่ได้มาจากเสียงประชาชนแต่ได้รับตำแหน่งในค่ายทหาร มันไม่ยุติธรรม ไม่ชอบธรรม ไม่ถูกต้อง

จากการชุมนุมหน้าทำเนียบต่อเนื่องมา ทำไมถึงไปที่สามเหลี่ยมดินแดงตอนตีสี่ของ 13 เม.ย.52?

ผมออกจากทำเนียบรัฐบาลเพราะมีประกาศว่าจะมีทหารมาที่สามเหลี่ยมดินแดง พี่น้องท่านใดที่จะไปดูที่นั่นก็ไปได้ เราก็เลย ตอนแรกไม่มีใคร เงียบ ผมก็ไปนั่งเล่นกันที่นั่น แล้วก็หลับ พอตื่นขึ้นมาได้ยินเสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว เหมือนตอนรบกันแบบนั้นเลย ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมา มองบนฟ้า มีลูกปืนลอยมาเป็นลูกไฟ ผ่านหน้าผ่านหัวผมไป พอผมลุกขึ้นมา เห็นทหารเต็มท้องถนน ยิงปืนขึ้นข้างบนบ้าง ยิงไปข้างๆ บ้าง ผมลุกขึ้นจะก้าวออกจากที่นั่น ไม่ไกลจากทหารเท่าไหร่ ประมาณ 20-30 เมตร จังหวะก้าวได้สองก้าว ผมหันกลับไปมอง ลูกปืนมาเลยตรงนี้ (ไหล่ด้านใน) แล้วไปทะลุออกตรงนี้ (ไหล่ด้านนอก)



ไสว ชี้บาดแผลที่ตนเองได้รับจากกระสุนปืน


เราเห็นว่ากระสุนมาจากฝั่งทหาร?

มาจากฝั่งทหารแน่นอน เพราะผมเดินออกไป พอหันหน้ากลับมา ลูกกระสุนก็ทะลุเข้ามา มันเจ็บ มันปวด ความเจ็บปวดมันวิ่งเข้าสู่หัวใจ แล้วรู้สึกจุก หายใจไม่ออก ก็หมดสติไปตอนนั้น มารู้สึกตัวอีกทีแขนก็หัก อยู่โรงพยาบาลราชวิถี

อยู่โรงพยาบาลกี่วัน?

ร่วมๆ เดือน

รู้สึกยังไงที่ร่วมชุมนุมกับ นปช. แล้วถูกยิงบาดเจ็บจนกระทั่งพิการ?

มันเป็นความรักความชอบส่วนตัว เกิดอะไรขึ้นผมก็ยอมรับในชะตา ในอนาคตของตัวเอง ว่าการตัดสินใจของผมมันใช่แล้ว มันถูกแล้ว มันดีแล้ว ผมไม่โทษใคร ไม่ว่าใคร ผมอยากไป ผมต้องการ ผมตัดสินใจแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องเกิด อะไรจะดับก็ต้องดับ มันห้ามไม่ได้ เป็นธรรมชาติของมนุษย์เรา

แล้วตัดสินใจยังไงถึงได้ไปฟ้องกองทัพเรื่องที่เขายิงเรา?

พอรักษาบาดแผลจนหายแล้ว พอดีพี่สมยศโทรไปหาผม โทรมาให้กำลังใจ ผมคิดขึ้นมาในใจว่า เราไปชุมนุม ไปเรียกร้อง ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น แล้วก็ถูกยิง ทำไมถึงถูกยิง เลยตัดสินใจ ผมอยากฟ้อง ผมตัดสินใจของผมเอง ไม่มีใครบอก ผมไปด้วยความบริสุทธิ์ใจของผมเอง ผมถูกทำแบบนี้ ผมก็คิดว่าคนเราทำไมถึงทำกันได้ขนาดนี้ มันเป็นสิทธิของผม ผมต้องฟ้อง มันจะแพ้หรือชนะผมก็ไม่รู้ ทนายคารม พลพรกลาง และทนายสุวิทย์ ทองนวล คือทนายสองท่านที่ช่วยว่าความให้ตลอดระยะเวลาที่ต่อสู้ในศาลเกือบ 10 ปี แล้วผมก็ฟ้องในฐานะคนอนาถาด้วย ผมไม่มีเงิน แต่ได้ทนายทั้งสองท่านมาช่วยว่าความ

เราฟ้องร่วมกับสนอง พานทอง ที่โดนยิงที่หัวเข่า ร่วมเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ศาลชั้นต้นตัดสินว่าไง?

ศาลชั้นต้นตัดสินให้เราชนะคดี ให้ทางกองทัพไทยกับกองทัพบกร่วมกันจ่ายเงินค่าเสียหาย เป็นเงิน 1,200,000 บาท อัยการอุทธรณ์ ผลการตัดสินชั้นศาลอุทธรณ์ก็ให้ฝ่ายกองทัพชนะ ให้เหตุผลว่า ลูกปืนที่ผมถูกยิงเป็นลูกปืนพก ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าลูกปืนนี้มาจากไหน ใครเป็นคนยิง

หมอที่บอกว่าเป็นกระสุนปืนพก เป็นหมอจากไหน?

เข้าใจว่าเป็นหมอจากโรงพยาบาลราชวิถี เพราะผมรักษาตัวที่นั่น แต่ผมไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วหมอมาจากไหน

สุดท้ายก็ไปยื่นฎีกา แล้วผลเป็นยังไง?

ผลการตัดสินก็ยืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ผมซึ่งเป็นโจทก็ร่วมกับสนองร่วมกันจ่ายค่าธรรมเนียมศาล ค่าทนายทดแทนให้กับฝ่ายจำเลย เป็นเงิน 212,114 เป็นค่าทนายความ 60,000 ซึ่งเป็นเรื่องที่เราโต้แย้งไป

รู้สึกยังไงบ้างที่เราบาดเจ็บแล้วต้องชำระค่าทนายให้กับฝ่ายจำเลยซึ่งคือกองทัพบกด้วย?

ผมเคารพในการตัดสินคดีของศาล แต่ซึ่งที่ผมได้รับ คือการถูกยึดที่นา ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากรุ่นปู่ย่าตายาย มาจนถึงรุ่นแม่ แล้วก็รุ่นผม แล้วที่ดิน 8 ไร่ 3 งาน 42 ตารางวา มูลค่ามันก็ค่อนข้างสูง แล้วยึดเงินในบัญชีธนาคารผมเกือบ 5,000 บาท ซึ่งเงินที่ผมจะไปจ่ายค่าธรรมเนียมศาล ค่าทนายให้ฝ่ายจำเลย ถ้าสองคนร่วมกันจ่ายก็ตกคนละ 106,000 กว่าบาท แต่เขายึดทั้งที่นา ทั้งเงินในบัญชี มันก็ค่อนข้างหนัก

คือผมจะจ่าย หรือผมไม่มีจ่ายผมก็ปล่อยให้ยึดเลย มันมาถึงขนาดนี้แล้ว แต่พอดีทางพวกพี่สมยศรวบรวมเงินมาให้ประมาณ 50,000 บาท ผมก็เลยต้องไปยื่นที่สำนักนายกฯ ขอยับยั้งการอายัดทรัพย์สินของผม แล้วผมก็จะไปไกล่เกลี่ยกับกรมบังคับคดี ว่าจะจ่ายแบบไหน จ่ายเท่าไหร่ ผมพอมีกำลังมีความสามารถจะจ่ายได้ไหม ถ้าผมไม่มีกำลัง ไม่มีแรง ยังไงส่วนตัวผมไม่มีจ่ายอยู่แล้ว ผมยินดีให้ยึดที่นา ในเมื่อมีพี่สมยศและพี่น้องที่มีใจรักความเป็นธรรม รักความถูกต้อง รักในความเท่าเทียม รักในความเสมอภาค รักเสรีภาพ รักความดี รักความจริง พี่น้องมีใจเมตตาให้ผม ช่วยเหลือผม ผมขอขอบคุณเป็นอย่างมาก สิ่งที่ท่านให้มาคือเงินช่วยเหลือผม ผมจะเอาไปชำระเสียค่าทำเนียมศาล ค่าทนายฝ่ายจำเลย

ท้ายสุดในการสัมภาษณ์ สมยศ ได้กล่าวสรุปว่า นี่เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ประเทศที่นับถือพุทธศาสนา เกิดปัญหาทางการเมือง ประชาชนก็ไปรวมตัวใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ถูกความรุนแรงจากการปราบปรามของรัฐบาล จนกระทั่งบาดเจ็บ พิการ จำนวนมากมายที่เสียชีวิตลงไป เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก และในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะดำเนินการในคดีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ปี 54 ที่อนุมัติจ่ายเงินให้ครอบครัวของคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันนี้เป็นอีกปรากฎการณ์หนึ่งที่คนถูกกระทำ ถูกกดขี่ แทนที่จะได้รับความยุติธรรมก็กลับตาลปัตร ถูกกล่าวหา หลายคนติดคุก หลายคนบาดเจ็บ พิการ ที่เสียชีวิตก็ยังไม่สามารถเรียกร้องความยุติธรรมกลับมาได้ ไม่มีการดำเนินการทั้งในชั้นของ ปปช. และศาลก็ได้ยกฟ้องคดีเหล่านี้

“แต่กรณีของไสว ทองอุ้ม เป็นกรณีที่มากไปกว่าที่เราเห็น นอกจากความยากจนในฐานะที่คุณไสวเป็นผู้ใช้แรงงานในอู่รถแห่งหนึ่ง ที่รักความยุติธรรมและออกไปเคลื่อนไหวกับ นปช. และความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นเมื่อถูกยิง พิการ ต่อสู้คดีเพื่อหาความเป็นธรรม นอกจากหาไม่พบแล้วยังต้องชำระหนี้จากการดำเนินการตามสิทธิเสรีภาพของตัวเอง” สมยศ กล่าว

ขอผ่อนผันการยึดที่นาได้ถึง ก.ย. จ่อเจรจากับกองทัพขอให้ยุติการบังคับคดี

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามความคืบหน้ากรณีที่ไสว ทนาย และกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ได้เดินทางไปที่กรมบังคับคดีจังหวัดสุรินทร์ในวันนี้ โดย สมยศ กล่าวว่า กรมบังคับคดีก็ได้ทำตามคำสั่งของศาลเรื่องการบังคับคดีเพื่อนำเงินไปใช้หนี้ของฝ่ายกองทัพบก

ทั้งนี้พวกตนได้แจ้งกรมบังคับคดีว่ากำลังดำเนินการร้องทุกข์กับสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องค่าเสียหายไม่สะท้อนความเป็นจริง โดยการมีค่าธรรมเนียมศาลก็เป็นกระบวนการปกติซึ่งไม่น่าจะมาเรียกเก็บกับโจทก์ ซึ่งใช้สิทธิในการฟ้อง ซึ่งเป็นสิทธิที่ทุกคนพึงมี และค่าทนายความนั้นไม่ถูกต้องเนื่องจากอัยการเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งอัยการก็คือทนายความแผ่นดิน ราชการไม่ได้เสียเงินก้อนนี้เลย ความเสียหายมันไม่มี

“เราขอผ่อนผันไปอย่าเพิ่งเอาที่นาไปขายทอดตลาด และตอนนี้ที่นาก็กำลังปลูกข้าวอยู่ด้วย จะเก็บเกี่ยวได้ในเดือนพฤศจิกายน ตอนนี้เราก็สามารถผ่อนผันได้ไปถึงเดือนกันยายน เพื่อให้เรามีเวลาไปเจรจากับกองทัพบก โดยอาจจะขอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติช่วยเป็นตัวกลาง ถ้ากองทัพยุติการบังคับคดี กองทัพบกก็ทำเรื่องไปที่ศาล ศาลก็มีคำสั่งมาที่กรมบังคับคดี เรื่องนี้ก็จะยุติ แต่ถ้ากองทัพบกยืนยันว่าจะเอาเงินก้อนนี้ให้ได้ กระบวนการบังคับคดีก็ยังจะเกิดขึ้น” สมยศ กล่าว


สามารถบริจาคเงินให้แก่ไสว ทองอ้ม และสนอง พานทองได้ ในนามของ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 105-233265-3 ส่งสลิปการโอนเงินมาที่ editor@prakaifai.com สอบถามเพิ่มเติมที่ 065-5575005

Talk of the Town เมื่อ Sek Loso ฝากถึงทักษิณ ชินวัตร! - "จงรักษาสิ่งที่มีเอาไว้ จะดีกว่าไม่เหลืออะไรเลย...ไม่ต้องไปสู้เขา นี่มันประเทศของเขา...." "เลิกเล่นการเมืองเหอะ จะเอาชีวิตมาทิ้งเพื่ออะไร? จะเอาชีวิตประชาชน มาให้ทิ้งหาย ตายจากไป ไปทำไม เพื่ออะไร? (เสกไม่เมายา ก็กำลังฆ่าตัวเอง!)



...


ถอดรหัส ทำไม Sek Loso ฝากถึงทักษิณ ชินวัตร!

"จงรักษาสิ่งที่มีเอาไว้ จะดีกว่าไม่เหลืออะไรเลย...ไม่ต้องไปสู้เขา นี่มันประเทศของเขา...."

"เลิกเล่นการเมืองเหอะ จะเอาชีวิตมาทิ้งเพื่ออะไร?
จะเอาชีวิตประชาชน มาให้ทิ้งหาย ตายจากไป ไปทำไม เพื่ออะไร?

เลิกเล่นการเมืองไป.......

จะผิดไม่ผิด เขาก็สามารถทำให้เป็นผิดได้ ก็ประเทศของเขา เราอยู่ประเทศของเขา ผมก็เหมือนกัน ผมยังทำอะไรไม่ได้เลย...

ใครจะมาเป็น เขาก็ไม่เอา ที่นี่เป็นแผ่นดินของเขา ตระกูลของเขา ปู่ย่าตายายของเขาสร้างมา ต้นตะกูลของเขาสร้างมา จะไปสู้รบ ตบมืออะไรกับเขา......

ก็มาอยู่ประเทศของเขา แล้วเขาก็ไม่เอาแล้ว

ทักษิณมา เขาก็ไม่เอา....
สมชาย วงศ์สวัสดิ์ มาเขาก็ไม่เอา.....
ยิ่งลักษณ์มา เขาก็ไม่เอา....

เพราะเขาไม่เอา จะทำไม.....

เลิกเล่นการเมืองซะเถอะ......."

สาระสำคัญ ในคลิป เกือบ 2 ชั่วโมง สรุปได้มีสิ่งสำคัญอยู่ตรงนี้ นาทีที่ 60 ถึง นาทีที่ 80 เป็นต้นไป......

https://www.facebook.com/sekloso.official/videos/2246645782013665/

"จงรักษาสิ่งที่มีเอาไว้ จะดีกว่าไม่เหลืออะไรเลย...ไม่ต้องไปสู้เขา นี่มันประเทศของเขา......"

"Keep what you go....."

#กำแหงทีม อยากรู้จัง ใครส่งสัญญาณอะไร มาให้ เสก โลโซ ต้องออกมาพูด ตรงไป ตรงมา แบบนี้........


พลเมืองต่อต้าน Single Gateway เพื่อเสรีภาพและความยุติธรรม #opsinglegateway shared a live video.

...






วันอังคาร, สิงหาคม 14, 2561

ไหงไปคนละทางล่ะ มุมมองการเมืองก่อนเลือกตั้งของสองแม่ทัพภาค


เรื่องทหารกับการเมือง (ยุคหัวหน้ารัฐประหารเปลี่ยนผ่านไปสู่นักการเมืองที่เคยเป็นทหาร) นี่ ถ้าถามแม่ทัพภาคสี่ก็ตอบอย่าง พอมาถึงภาคสอง มีคนตอบแทนให้อีกอย่าง

เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง (๘ สิงหา) พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.ทภ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองในภาคใต้ว่า เริ่มคึกคักขึ้น

ทั้งนี้ ทางทหารเราจะพยายามดูแลสถานการณ์ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีความสงบ แต่ถ้านักการเมืองกลุ่มใดก็ตาม หากถูกคุกคามหรือมีอะไรต่างๆ เกิดขึ้น ก็สามารถร้องขอให้เราไปช่วยเหลือได้

แม่ทัพภาคสี่ยังย้ำด้วยว่า “กองทัพภาคที่ จะไม่ไปเดินตามหลังนักการเมือง เพราะเราเป็นกลางทางการเมือง” เผื่อใครไม่ทราบภาคสี่อยู่ตรงไหน ก็ภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่คุกรุ่นชายแดนติดมาเลเซีย คือนราธิวาส ปัตตานี และยะลา

นักข่าวถามถึงการเคลื่อนไหวของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่สมัยเมื่อ กปปส. ชนะแล้วเพราะกวักมือเรียกทหารเข้ามายึดอำนาจได้สำเร็จ เคยประกาศว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองอีกต่อไป แม้ขณะบวช จนหลังจาก คสช.กระชับอำนาจแน่นเหนียวดีแล้วจึงสึก

มาบัดนี้ สุเทือก เป็นตัวการสำคัญจัดตั้งพรรค รปช. ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งหลังมีเลือกตั้ง แต่ก็ออกตัวว่าจะไม่รับตำแหน่งใดๆ ในพรรค ไม่ลงสมัคร ส.ส. โดยให้ มรว.จตุมงคล โสณกุล เป็นหัวหน้าพรรค

แต่สุเทือกก็ปาวารณาว่าจะลงสนามปราศรัยหาเสียงให้แก่พรรคอย่างเต็มที่ โดยจะเริ่มนำขบวนคาราวานลงพื้นที่พบปะประชาชนในเดือนนี้ นักข่าวจึงถามพล.ท.ปิยวัฒน์ว่า อย่างนี้จะผิดต่อ พรป.พรรคการเมืองไหม

ผมไม่อยากจะไปเตือนอะไรกับใครว่าจะต้องปฏิบัติอย่างไรตามกรอบกฎหมายหรือไม่ เพราะพวกนักการเมืองย่อมรู้หลักกฎหมายดีกว่าผมเสียอีก” แม่ทัพภาคสี่ตอบแบบคลุมๆ ไม่เอ่ยชื่อใคร ก็ยังไม่วายเน้นเล็กน้อย

“ขอย้ำว่าทุกคนต้องปฏิบัติตามกรอบกฎหมายเดียวกัน เพราะนโยบายของผมจะใช้การเมืองนำ ทหารตาม การเมืองขยาย แต่ถ้าใครก็ตามที่กระทำผิดกฎหมาย ผมก็จะจับหมด ถ้าไม่ผิดก็ทำไป”


สำหรับแม่ทัพภาค ๒ อันเป็นเขตอีสานที่มีกลุ่มการเมืองซึ่งสนับสนุนให้ประยุทธ์ได้เป็นนายกฯ อีกสมัยหนึ่ง กำลังดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งพรรคอย่างทางการ ใช้ชื่อ พลังประชารัฐแกนนำชวนกันออกเดินสายพบนักการเมืองท้องถิ่นพรรคเก่าหลายคน จนได้ฉายาว่านัก ดูด

นั้นถูกนายดร งามธุระ ที่ปรึกษากฎหมายของกลุ่มสามมิตร นำชื่อไปอ้างอิงและพูดแทนว่า “เป็นเรื่องปกติที่นักการเมืองในพื้นที่ต้องมีการพบปะกันทุกฝ่ายอยู่แล้ว...ไม่ว่าจะไปกี่กลุ่มกี่คนก็ทำได้ทั้งนั้น เพราะไม่ได้ไปทำผิดกฎหมาย ไปเสริมสร้างให้คนรักกัน ชอบกัน

นัยว่าเข้าทางสามมิตรพอดี ไม่เช่นนั้นก็เป็นการขอยืมชื่อ พล.ท.ธรากร ธรรมวินทร ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพภาคที่ (กกล.รส.ทภ.) มาใช้อ้างว่าการไปชวนอดีต ส.ส.พรรคต่างๆ มาเข้าร่วมพลังประชารัฐ

เป็นเพียงการไปพบปะพี่น้องประชาชน และสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลให้เกิดความปรองดองของคนในชาติ ทำให้คนไทยรักกัน ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด”

อีกทั้งอ้างว่า “กิจกรรมของกลุ่มสามมิตร จึงอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายทุกประการ ซึ่งหากนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.หรือ คสช.มีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมอย่างใดแล้ว ทางกลุ่มสามมิตรพร้อมไปให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์


ไม่แจ้งชัดว่าที่ปรึกษากฎหมายของกลุ่มสามมิตรสามารถอ้างคำพูดยัดปากแม่ทัพภาค ๒ ได้เช่นนั้นจริง หรือเพียงเพราะกลุ่มสามมิตรเส้นใหญ่ (สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สมศักดิ์ เทพสุทิน และสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ชนิดสั่งแม่ทัพภาคได้

แต่แน่ๆ ว่าเมื่อมาถึงการเมืองที่แบ่งพรรคแบ่งพวก แบ่งขั้วจะแจ้ง กลุ่มเรียกร้องการเลือกตั้ง เรียกร้องประชาธิปไตยจะถูกทหารชุดพรางไปเยี่ยมถึงบ้าน ส่วนกลุ่มที่ออกตัวแรงสนับสนุน คสช. ทำกิจกรรมการเมืองอย่างไร จะถูกเอาหูไปนาเอาตาไปไร่
 
การเดินสายพบประชาชนเพื่อค้นหาทางออกในการแก้ไขปัญหาประเทศด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และปิยบุตร แสงกนกกุล แห่งพรรคอนาคตใหม่ เจอเข้ากับการฟ้องร้องและเพ่งเล็งของ คสช. ไปแล้วหลายคดี

ในขณะที่การเดินสายทาบทามอดีต ส.ส. ท้องถิ่น โดยกลุ่มสามมิตร กลาย “เป็นเพียงแต่ไปรับฟังปัญหาของชาวบ้าน” และ “สนับสนุนแนวทางการทำงานของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน” จนกลายเป็นภารกิจใหม่

เช่น การเสนอแยก อ.บัวใหญ่ ออกเป็นจังหวัด และขอขึ้นเงินเดือนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนันและแพทย์ประจำตำบล เหล่านี้ไฉน คสช.ไม่ให้ทหารลงไปทำเองเหมือนที่ไปก่อกวนพวกชาวบ้านเห็นต่างบ้างล่ะ

ข้อเสนอการจัดการ "มรดก" คณะรัฐประหาร โดยปิยบุตร แสงกนกกุล





1. การจัดการ "มรดก" คณะรัฐประหาร

หลักการ

ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำรงอยู่อย่างร้าวลึกตลอดทศวรรษ จนดูเหมือนว่าไม่อาจหาฉันทามติร่วมกันได้ ทำให้กองทัพฉวยโอกาสก่อรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองสองครั้ง ได้แก่ รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

ในช่วงของการครองอำนาจ คณะรัฐประหารได้สร้าง “มรดก” ในรูปของ “รัฐธรรมนูญ” และ “กฎหมาย” ไว้จำนวนมาก เพื่อเป็นกลไกรับประกันว่าระบอบการเมืองในฝันของคณะรัฐประหารจะสามารถดำรงอยู่ได้ “มรดก” เหล่านี้ มีลักษณะไม่เป็นประชาธิปไตย ละเมิดสิทธิเสรีภาพ ขาดความชอบธรรมและการมีส่วนร่วมจากประชาชน หากไม่จัดการ “มรดก” ของคณะรัฐประหาร จะทำให้ระบอบรัฐประหารดำรงอยู่กับเราต่อไปจนยากที่จะกลับมาสู่ระบอบประชาธิปไตยได้

ข้อเสนอที่ 1.1.
แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อกำหนดให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

เหตุผล

รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นผลพวงจากรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 มีที่มา กระบวนการจัดทำ และเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับประชาธิปไตย อีกทั้งกระบวนการออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ได้ตามมาตรฐานตามแบบประชาธิปไตย คสช.จำกัดเสรีภาพของบุคคลในการแสดงความคิดเห็น และไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้รณรงค์อย่างเต็มที่ มีบุคคลจำนวนมากที่รณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแต่กลับถูกจับกุมและดำเนินคดี ดังนั้น รัฐธรรมนูญ 2560 จึงไม่มีความชอบธรรม

รัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสูงสุดของประเทศที่สถาปนาโดยประชาชน เพื่อกำหนดระบอบการเมืองการปกครอง ก่อตั้งสถาบันการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเมือง และประกันสิทธิเสรีภาพ ด้วยความสำคัญและเป็นกฎเกณฑ์ขั้นพื้นฐานเช่นนี้เอง ทำให้รัฐธรรมนูญต้องเกิดจากฉันทามติของคนในสังคม

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยขาดแคลนรัฐธรรมนูญในลักษณะนี้มานานแล้ว อาจพอกล่าวได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่เป็นฉันทามติ (consensus) ของสังคมไทย ที่เกิดจากความเห็นพ้องต้องกันและพอจะยอมรับกันได้ทุกฝักฝ่าย คือ รัฐธรรมนูญ 2540 ส่วนรัฐธรรมนูญหลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็น รัฐธรรมนูญ 2549 2550 2557 และ 2560 ต่างก็เป็นรัฐธรรมนูญแบบ “ตอบโต้” กับระบบและสภาพการณ์ที่มีมาก่อนหน้า มีความสัมพันธ์กับรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ร่างเพื่อสนองตอบวัตถุประสงค์ของรัฐประหาร และไม่ได้ถูกร่างภายใต้บรรยากาศของการปรึกษาหารืออย่างกว้างขวาง รัฐธรรมนูญลักษณะเช่นนี้ไม่สามารถสร้างระบบการเมืองที่ดีและทุกฝ่ายยอมรับกันได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องจัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อเปิดทางให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดในการสถาปานารัฐธรรมนูญได้ตัดสินใจจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

วิธีการ

(1.) เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติ่ม พุทธศักราช ... เพิ่มหมวดว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญประกอบไปด้วยสมาชิกจำนวน 100 คนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยให้มีเนื้อหาตามกรอบของระบอบประชาธิปไตย เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ให้ประชาชนออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้นในขั้นตอนสุดท้าย โดยกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมดนี้ต้องแล้วเสร็จภายใน 1 ปี

(2.) การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตาม (1.) ให้ดำเนินการตามกระบวนการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 และมาตรา 256 ซึ่งกำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับหมวด 15 นี้ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ

(3.) เมื่อพิจารณาการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามกระบวนการที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ 2560 และกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับแล้ว จะต้องมีการออกเสียงประชามติ 2 ครั้ง ได้แก่

ครั้งแรก การออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มเติมบทบัญญัติในหมวดที่ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ และ

คร้้งที่สอง การออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับที่สภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำขึ้น

ข้อเสนอที่ 1.2.
ยกเลิกมาตรา 279

เหตุผล

มาตรา 279 ได้รับรองให้บรรดาประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. คำสั่งหัวหน้า คสช. และการกระทำที่เกี่ยวเนื่อง (ไม่ว่าจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังรัฐธรรมนูญ 2560) ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและชอบด้วยกฎหมายทุกประการ ทำให้บุคคลไม่อาจโต้แย้งว่าการกระทำเหล่านี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายได้เลย ในขณะที่ศาลทั้งหลายต่างไม่รับฟ้องกรณีเหล่านี้ โดยอ้างมาตรา 279 ว่ารับรองให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายไว้หมดแล้ว ดังนั้น แม้การกระทำเหล่านี้จะมีเนื้อหาที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิเสรีภาพ ไม่ยุติธรรม การกระทำเหล่านี้ก็ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายเสมอ กรณีเช่นนี้ ย่อมส่งผลให้ประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. คำสั่งหัวหน้า คสช. อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ อยู่เหนือระบบกฎหมายทั้งหมด

เพื่อทำให้หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นจริงและเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและความชอบด้วยกฎหมายของประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. คำสั่งหัวหน้า คสช. และการกระทำอันเกี่ยวเนื่องได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องยกเลิกมาตรา 279

วิธีการ

เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติ่ม พุทธศักราช ... เพื่อยกเลิกมาตรา 279

ข้อเสนอที่ 1.3.
ทบทวน แก้ไข ยกเลิก ประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช.

เหตุผล

นับตั้งแต่ คสช. ก่อรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองประเทศตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คสช.ได้ออกประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. จำนวนมาก โดย “เสก” ให้ประกาศและคำสั่งเหล่านี้มีสถานะเป็น “กฎหมาย” และกำหนดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2557 และ 2560 เพื่อรับรองให้ประกาศและคำสั่งเหล่านี้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและชอบด้วยกฎหมายตลอดกาล

ประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. เหล่านี้มีที่มาที่ไม่ชอบธรรม และสร้างให้ประเทศไทยมีระบบกฎหมายสองระบบในเวลาเดียวกัน กล่าวคือ ระบบปกติที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และระบบพิเศษของ คสช. ที่ได้รับการยกเว้นให้อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ

วิธีการ

(1.) แต่งตั้งคณะกรรมการทำหน้าที่จำแนกประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ทั้งหมด

(2.) กรณีประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ออกมาเพื่อการบริหารราชการแผ่นดินโดยทั่วไป ไม่ได้มุ่งหมาย และมีบุคคลที่ได้รับประโยชน์ไปโดยสุจริต ให้ตราพระราชบัญญัติเพื่อเปลี่ยนสภาพของประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ให้เป็นพระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา กฎหมายลำดับรอง และคำสั่งทางปกครอง แล้วแต่กรณี

(3.) กรณีประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสนองตอบวัตถุประสงค์ของ คสช. ในการปราบปรามศัตรูทางการเมือง หรือละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือมีเนื้อหาที่ขัดต่อความยุติธรรมอย่างร้ายแรง ให้ยกเลิกประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. เหล่านั้นทันที และกำหนดให้มีกระบวนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนหรือมาตรการเยียวยาให้แก่ผู้เสียหายจากประกาศ คสช. คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. เหล่านั้นด้ว

ข้อเสนอที่ 1.4.
ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูป

วิธีการ

เสนอร่างพระราชบัญญัติเพื่อยกเลิกพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560

ข้อเสนอที่ 1.5.
การลบล้างผลพวงรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 และการต่อต้านการแย่งชิงอำนาจสูงสุดของประชาชน

วิธีการ

จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยให้ประชาชนออกเสียงประชามติในขั้นตอนสุดท้าย โดยมีบทบัญญัติในส่วนที่ว่าด้วยการลบล้างผลพวงรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 และการต่อต้านการแย่งชิงอำนาจสูงสุดของประชาชน ดังนี้

(1.) ประกาศให้รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย และประกาศให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 48 (บทบัญญัตินิรโทษกรรมให้กับรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557) เสียเปล่าและถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นและไม่เคยมีผลในทางกฎหมาย

(2.) บัญญัติให้ปวงชนชาวไทยมีสิทธิและหน้าที่ในการต่อต้านโดยวิธีการใดๆต่อการแย่งชิง (usurpation) อำนาจสูงสุดของประชาชน

(3.) บัญญัติให้การแย่งชิงอำนาจสูงสุดของประชาชนเป็นความผิดอาญา ภายหลังการรื้อฟื้นอำนาจที่ชอบธรรมกลับมาได้แล้ว ก็ให้ดำเนินคดีต่อบุคคลที่แย่งชิงอำนาจสูงสุดของประชาชนดังกล่าว โดยให้อายุความเริ่มนับตั้งแต่มีการรื้อฟื้นอำนาจอันชอบธรรมนั้น


Piyabutr Saengkanokkul

...

"จุดมุ่งหมายสุดท้ายของรัฐ มิใช่การครอบงำมนุษย์หรือเหนี่ยวรั้งมนุษย์ไว้ด้วยความกลัว แต่คือการปลดปล่อยมนุษย์ออกจากความกลัว ซึ่งทำให้เขามีชีวิตอันอิสระที่จะปฏิบัติได้อย่างมั่นใจ โดยไม่เป็นอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น จุดหมายปลายทางของรัฐ มิใช่การเปลี่ยนมนุษย์ที่มีเหตุผลให้กลายเป็นเครื่องจักร แต่รัฐต้องอำนวยให้ร่างกายและจิตใจของมนุษย์ทำหน้าที่ได้อย่างปลอดภัย และชักนำให้มนุษย์มีเหตุผล และใช้เหตุผลอย่างอิสระ เพื่อที่ว่ามนุษย์จะไม่สูญเสียพลังไปกับความเกลียดชัง ความโกรธ ความหลอกลวง และการปฏิบัติอย่างอยุติธรรมต่อกัน ดังนั้น จุดหมายสุดท้ายของรัฐ คือ เสรีภาพ"

Spinoza, Tractatus Theologico-Politicus, XX, 3,1670

ที่มา FB
Piyabutr Saengkanokkul


หนังสือภาษาจีนน่าอ่าน "ทักษิณ24ชั่วโมง" เล่าถึง 24ชั่วโมงของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ หลังถูก "บิ๊กบัง" นำกำลังทหารรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน คศ 2006 (มีฉบับแปลไทยบนเวป)






《他信的24小時》(ทา-ซิ่น-เตอ-เอ้อร์-สือ-ซื่อ-เสี่ยว-สือ)ซึ่งแปลว่า"ทักษิณ24ชั่วโมง"
เป็นหนังสือภาษาจีนเล่าถึง24ชั่วโมงของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณหลังถูก"บิ๊กบัง"นำกำลังทหารรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน คศ 2006
ขณะนั้น เฮียแม้วแซ่คูนั่งอยู่ที่ประชุมองค์การสหประชาชาตินิวยอร์คเพื่อช่วย"ป้าแมรี่"สุรเกียรติ์รองนายกฯลุ้นตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติอยู่

หนังสือเล่มนี้หนา252หน้า
เขียนโดย"ม่าย หนัน"(麥楠) "จาง หลิน"(張林)และ"จง ฉิน"(宗勤)นักเขียนอิสระจากจีนแผ่นดินใหญ่ เอื้อเฟ้อข้อมูลพร้อมภาพถ่ายบางส่วนจากอดีตเอกอัครรัฐทูตจีนประจำไทยบางท่านและกระทรวงการต่างประเทศจีน
พิมพ์จำหน่ายเมื่อเดือนกรกฎาคม2007
โดยสำนักพิมพ์"หมิงเป้า(明報)ซึ่งเป็นนสพชั้นนำกล้าพูดกล้าวิจารณ์ ก่อตั้งโดยนักเขียนกำลังภายใน"กิมย้ง"(ชื่อจริง'ฉา เหลียงยง'查良鏞) ซึ่งข้าพเจ้าเคยสังกัดอยู่

ทักษิณได้เปิดตัวหนังสือเล่มนี้กลางเดือนและปีเดียวกันที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำฮ่องกงช่วงเทศกาลหนังสือฮ่องกง
หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในหนังสือภาษาจีนประเภทการเมืองที่ขายดีที่สุดในฮ่องกงปีนั้น

ขณะนั้น
เมืองไทยตกอยู่อำนาจการปกครองของรัฐบาลขิงแก่ ซึ่งบิดาของนายกรัฐมนตรีเองเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มาก่อน ได้ลงความเห็นว่าหนังสือ"ทักษิณ24ชั่วโมง"เล่มนี้ เป็น"ภัยต่อความมั่นคง" สั่งห้ามขายและให้ทำลายทิ้งในราชอาณาจักรไทย

แต่ที่แปลกและตลกกว่าหนังชาลีแชปปลิ้นก็คือ
รัฐบาลเขายายเที่ยง ก็อยากรู้อยากเห็นว่าหนังสือเล่มนั้น เขียนว่างัย โจมตีด่าแม่รัฐบาลที่มาจากรัฐประหารหรือไม่
จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่แปลทุกหน้าโดยด่วน แล้วก๊อปปี้แจกจ่ายครม.อ่านแก้เซ็งเป็นการภายใน!!

(ภาพ:สงวน คุ้มรุ่งโรจน์)


Sa-nguan Khumrungroj


...




หนังสือหายาก “24 ชม.ของทักษิณ” (ฉบับแปล)

ปรองดองสากกระเบือ : 'สามมิตร' ยัน ช่วยรัฐสร้างปรองดอง ไม่ผิด กม.



ฝ่ายกฎหมาย 'กลุ่มสามมิตร' อ้างทำกิจกรรมเพื่อสร้างความปรองดองช่วยเหลือรัฐบาล ไม่ผิดกฎหมายพรรคการเมือง และไม่ขัดคำสั่ง คสช. ด้านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยัน กลุ่มสามมิตร ขัดคำสั่ง 3/2558 ขณะที่นายกรัฐมนตรีโยนภาระให้ กกต. ดำเนินการตามกฎหมาย

นายดร งามธุระ ที่ปรึกษากฎหมาย กลุ่มสามมิตร ยืนยันว่าการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มสามารถดำเนินการได้ภายใต้กรอบของกฎหมาย เพราะกลุ่มสามมิตรไม่ได้มีสภาพเป็นพรรคการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ปี 2560 การลงพื้นที่เป็นเพียงแต่ไปรับฟังปัญหาของชาวบ้าน แล้วมาหาทางช่วยพี่น้องประชาชน และสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลให้เกิดความปรองดองของคนในชาติ ทำให้คนไทยรักกัน ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด

ทั้งยังยืนยันว่า การดำเนินกิจกรรมของกลุ่ม ไม่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ที่ห้ามชุมชนทางการเมืองกันเกิน 5 คน เพราะกรณีดังกล่าวนี้ พล.ท.ธรากร ธรรมวินทร แม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองทัพภาคที่ 2 (กกล.รส.ทภ.2) เคยระบุว่าสถานการณ์ทางการเมืองในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นเรื่องปกติที่นักการเมืองในพื้นที่ต้องมีการพบปะกันทุกฝ่ายอยู่แล้ว เพราะไม่ได้ไปทำผิดกฎหมาย แต่ไปเสริมสร้างให้คนรักกัน ชอบกัน สนับสนุนแนวทางการทำงานของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนก็สามารถทำได้ ซึ่งตรงกับแนวทางในการทำงานของกลุ่มสามมิตร

หากนายสมชัย สมเจริญ ประธาน กกต. หรือ คสช. มีข้อสงสัย ทางกลุ่มสามมิตรพร้อมไปให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มได้ตลอดเวลา

'อภิสิทธิ์' แจง สามมิตร ไม่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ขัดคำสั่ง คสช.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บอกว่ากลุ่มสามมิตรไม่เกี่ยวกับตนเอง แต่ในทางกลับกันกลุ่มสามมิตรก็ออกมาบอกว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่เกี่ยวกัน

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า กลุ่มสามมิตรเขาก็อ้างและใช้สิทธิที่ว่าเขายังไม่ใช่พรรคการเมือง เพราะฉะนั้นจะเอากฎหมายอะไรที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองมาบังคับใช้กับเขาคงไม่ได้ ในส่วนนี้เขาก็ถูก แต่ในประเด็นชุมนุมเกิน 5 คนนั้น ตรงนี้จะเป็นอำนาจของ คสช. ไม่เกี่ยวกับ กกต. แต่ กกต. ก็ได้ออกมาพูดในลักษณะว่า ทำไม คสช. ไม่ทำอะไรเลย เพราะการไม่ทำอะไรเลยจะส่งผลต่อความเป็นธรรมในการเลือกตั้ง เนื่องจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตรนั้นทุกคนทราบดีว่าต้องจบลงที่พรรคการเมืองอยู่แล้ว ดังนั้น กกต. จึงต้องเตือนและทักท้วง คสช.

'สรรเสริญ' รับรัฐบาลไม่รู้เรื่องสามมิตร โยนภาระให้ กกต. จัดการ

พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะตรวจสอบความเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตร ที่อ้างว่าเดินสายเพื่อรับฟังความเห็นช่วยเหลือรัฐบาล ว่า เรื่องดังกล่าวทุกอย่างต้องว่าไปตามกฎหมาย เพราะทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นว่าใครทำผิดก็ว่าไปตามกฎหมายได้เลย

แม้ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ติดตามว่ากลุ่มสามมิตรไปทำอะไร แต่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เคยย้ำเสมอว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ดังนั้นหากมีกฎกติการะบุว่า ห้ามทำอะไรโดยพรรคการเมือง หรือโดยกลุ่มการเมืองก็ต้องห้ามทำ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องเป็นผู้ดำเนินการ หาก กกต. เห็นว่าไม่เหมาะก็ต้องไปดำเนินคดี


ชาวเน็ตเดือด ลุงตู่พูดแบบไม่อายปาก "นายกฯ ปลุกคนไทย อย่าให้ใครสักคนมาทำร้ายประเทศ เพียงไม่กี่ปี"




พงษ์เกษม ธิจันทร์ ปล้นอำนาจมาแล้วทำงานหมาไม่แดกเสือกอยากจะอยู่ต่อใครวะทำลาย ไม่พูดมากเจ็บคอ

ค้ำคูน พูนศุข ทำไม ทัศนะคติของลุงจึงคิดว่าประเทศถูกทำร้าย
ผมว่าตั้งแต่เกิดมาประเทศพัฒนาสุดก้อยุคของแม้วนี่ล่ะ
ไล่ตั้งแต่ดาวเทียม จนถึงสมานบิน
เทียบกับยุคนี้มีอะไรสู้ แม้วได้
ตอบกูที

ดุลยพงษ์ ดวงทาทอน ..ถ้าประเทศนี้ อดทนกับนายก เฮงซวยแบบลุงตู่ มาได้ตั้งสี่ปีกว่า....ก็คงไม่ต้องห่วงคนที่จะมาเป็นนายกคนต่อไปได้เเล้วครับ...
...คงจะหาที่"โง่"และ"เฮงซวย"กว่าลุงตู่.....ไม่ได้แน่นอน.....
...
...หรืออาจจะหาอีกไม่ได้แล้ว....
...
..#โง่แสนโง่ก็คิดเอาว่าตัวฉลาด
#ชั่วแสนชั่วก็อยากให้คนอื่นชมว่าดี
...
...
"เรื่องของคุณมันมีเพียงเท่านี้"

รศ.สุขุมวิเคราะห์การเมือง 4 ก๊กหลังเลือกตั้ง (ก๊กที่ใหญ่ที่สุดคือก๊ก ส.ว.)




https://www.youtube.com/watch?time_continue=3&v=JA0MK-M_vJ4

The Daily Dose - รศ.สุขุมวิเคราะห์การเมือง 4 ก๊กหลังเลือกตั้ง

VOICE TV 21
Published on Aug 13, 2018

...

พรรค ส.ว. พรรคใหญ่สุดหลังรัฐธรรมนูญ 2559

รศ.สุขุม วิเคราะห์ว่า ตอนนี้ สิ่งที่ผู้ถืออำนาจพยายามทำคือไม่ให้พรรคเพื่อไทยมีโอกาสเป็นรัฐบาล ซึ่งด้วยระบบเลือกตั้งที่วางเอาไว้ไม่สนับสนุนให้มีพรรคขนาดใหญ่ พรรคที่จะมีที่นั่งมากสุดก็ไม่น่าเกินร้อยหกสิบ ร้อยเจ็ดสิบ แต่การจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวต้องมีที่นั่ง 260 ขึ้นไป

“ผมไม่แน่ใจว่าพรรคการเมืองขนาดกลางจะมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นหรือเปล่า แต่ผมว่าจะทำอะไรไม่ค่อยได้ ถ้ารัฐธรรมนูญผ่าน แล้วมีการเลือกตั้ง มันจะได้รัฐบาลที่ว่านอนสอนง่าย รัฐบาลที่จะถูกควบคุมโดย ส.ว. ถ้า ส.ว. มองดูว่าไม่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่เขาร่างไว้และกำหนดให้รัฐบาลต้องรายงานทุก 3 เดือน ถ้าไม่ทำก็ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ จบ รอบนี้ ดูแล้วเขาจะใช้ ส.ว. นี่แหละ ไม่ให้นายกฯ ไม่ให้รัฐมนตรีกระดิกได้ ในยุคชาติชายไม่มีกฎบังคับว่ารัฐบาลต้องทำอะไรบ้าง แต่รอบนี้มียุทธศาสตร์บอกว่าต้องทำอะไรๆ บ้าง คือถ้า คสช. ตั้งนายกฯ เองอาจจะถูกต่อต้าน จึงมาใช้วิธีคุมด้วยกฎ แล้วเอาองค์กรมากำกับ ก็ต้องคอยดูกันว่าอีกฝั่งเขาจะดิ้นยังไง ถ้าเขาได้ขึ้นมา”

“การเมืองไทยหลังรัฐธรรมนูญ 2559 พรรค ส.ว. น่าจะเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุด เพียงแต่ว่าเขาใช้ในทางนิติบัญญัติและควบคุม ไม่ได้ใช้อำนาจบริหาร”

“วันก่อนมีคนให้ผมไปทอล์คโชว์เรื่องประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า ผมบอกว่าถ้าผมปิดตาทุกคน แล้วเดินจูงไป ท่านทั้งหลายก็จะรู้สึกว่าก้าวไปข้างหน้า แต่ทันทีที่ผมเปิดผ้าปิดตาออก พวกท่านก็จะหันมาต่อว่าผม ทำไมพามาเจอของเก่าแบบนี้ เพราะมันไม่ได้ก้าวไปข้างหน้า แต่เดินเป็นวงกลม”

หน้าตาการเมืองไทยมีโอกาสย้อนหลังกลับสู่ปี 2521 ถึงแม้อำนาจหน้าที่ของ ส.ว. ในร่างรัฐธรรมนูญ 2559 กับในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบจะมีความแตกต่างกันในรายละเอียด แต่หลักการแย่งยื้ออำนาจจากนักการเมืองและการควบคุมการเมืองไม่ได้แตกต่างกัน ทว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือบริบทแวดล้อมต่างจากเมื่อ 40 ปีก่อนมาก คำถามคือระบบการเมืองที่ถอยหลังไป 4 ทศวรรษจะตอบโจทย์ประชาชนได้อย่างไร และหากตอบไม่ได้ มันจะนำไปสู่อะไร

ที่มา 

เราจะไปทางไหน#1: สุขุม นวลสกุล "พรรคการเมืองที่ใหญ่ที่สุดคือพรรค ส.ว."

(https://prachatai.com/journal/2016/03/64983)

เรามาดูการแก้ปัญหาของนานาชาติกับไทยแบบขำๆอิงความจริงกัน!




เรามาดูตารางการแก้ปัญหานานาชาติแบบขำๆอิงความจริงกัน!

เยอรมนีพอมีปัญหาก็แก้ปัญหาเลยอย่างตรงไปตรงมา ไม่รอช้า
อเมริกาพอมีปัญหาก็ส่งโดรนส่งกองทัพไปถล่ม
รัสเซียพอมีปัญหาก็จับกุม
จีนมีปัญหาก็แบนการพูดเรื่องปัญหา
อังกฤษพักดื่มชาแล้วแก้ปัญหา
ไอร์แลนด์พอมีปัญหาก็ดื่มกินเนสจนเห็นปัญหาแบบเบลอๆ
สเปนพอมีปัญหาก็นอนเซียสต้าและพอตื่นขึ้นมาปัญหาก็คงเดิม
อิตาลีมีปัญหาก็กินพาสต้าแล้วแก้ปัญหา
เบลเยี่ยมพอมีทางออกก็ทำให้มันเป็นปัญหา
ฝรั่งเศสพอมีปัญหาก็ประท้วงจนปัญหาเพิ่มขึ้น
ส่วนไทยพอมีปัญหาก็ปิดหูปิดตาปิดปากจนปัญหาใหญ่ขึ้น

#ป #ปัญหา #ไทย ht Dvibhadr Bundrikswast
Saw this hilarious chart on Davidhadr Bundrikswat FB. Hilarious. #Thailand


Pravit Rojanaphruk

Arnaud Dubus I once asked a Thai female tourist guide, totally fluent in French and with a good knowledge of France, what according to her was the main difference between Thai and French people. She answered: “ For the Thai, when there is a problem, there is no problem. For the French, when there is no problem, they look for a problem “. I think she has a point.

Peray Stephane I think the French one and the Thai one at the bottom are the most true of all of them . Others are more or less good . For example the American one " solving a problem with a drone attack" does NOT solve the problem but brings more problems .

Arin Kamon I like Italy 🇮🇹🍝, Ireland 🇮🇪🍷 and Spain 🇪🇸😴

Supon Pitak เมืองจีนง่ายที่สุด

วิกฤติต้มยำกุ้งตุรกี





ตุรกี CRISIS / โดย ลงทุนแมน

ข่าวใหญ่ทั่วโลกในตอนนี้ก็คือ วิกฤติเศรษฐกิจของตุรกี
เรื่องนี้น่าแปลกใจที่ว่า
ตุรกีเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลก
เพราะอะไร ตอนนี้ถึงกลายเป็นประเทศที่กำลังเจอวิกฤติเศรษฐกิจ
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ถึงแม้ว่าประเทศนี้จะเติบโตสูง แต่ที่ผ่านมาเติบโตด้วยการก่อหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศ

ดังนั้นประเทศจึงจำเป็นต้องมีเงินสำรองระหว่างประเทศเพื่อรองรับเวลาเงินไหลออก

แต่ประเทศตุรกีอาจจะมีเงินสำรองไม่เพียงพอในการเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

เหตุการณ์ไม่คาดฝันคืออะไร

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ประกาศขึ้นภาษีเหล็กจากตุรกีเป็นสองเท่า

เรื่องนี้สำคัญเพราะ เหล็กเป็นสินค้าส่งออกอันดับ 4 ของประเทศตุรกี

พอเรื่องเป็นแบบนี้ประเทศก็เลยถูกโจมตีค่าเงิน

ค่าเงิน lira ของตุรกีร่วงต่ำลงมากถึง 20% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ภายในวันเดียว

และถ้าเทียบตั้งแต่ต้นปีค่าเงิน lira ลดลงมาแล้ว 44%

มาถึงตอนนี้ภาพวิกฤติต้มยำกุ้งของไทยก็คงชัดขึ้นมา

เมื่อค่าเงินตก หนี้ต่างประเทศที่เคยกู้ไว้ ก็เพิ่มขึ้นเป็นเกือบสองเท่า

โครงการต่างๆจากที่เคยคิดว่าจะกำไร ถ้าเราไม่ปิดความเสี่ยงเรื่องค่าเงิน ก็จะกลายเป็นขาดทุนทันที

ที่น่าตกใจคือ ตอนนี้หนี้ต่างประเทศเมื่อเทียบกับ GDP ของประเทศตุรกีมีมากถึง 50% ตามการคาดการณ์ของ IMF

คนที่รับศึกหนักก็คงจะเป็นธนาคารกลางของประเทศ ที่ต้องขายดอลลาร์ และรับซื้อเงิน lira ไปเรื่อยๆ

จริงๆแล้วที่ผ่านมาไม่ใช่ ไม่มีสัญญาณเตือน

ที่ผ่านมาเศรษฐกิจของประเทศตุรกีโตระเบิด และมีเงินเฟ้อสูงถึง 16%

โดยทั่วไปสิ่งที่ธนาคารกลางควรจะทำก็คือการขึ้นดอกเบี้ย เพื่อหยุดการร้อนแรงของเงินเฟ้อ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม ธนาคารกลางกลับเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยระดับต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

แล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคืออะไร?

สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือความเชื่อมั่น

ตอนนี้ธนาคารกลางตุรกีก็ต้องสู้กับสงครามเงินไหลออกต่อไป ถ้าสู้ไม่ได้ในที่สุดรัฐบาลตุรกีก็อาจต้องร้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

และในเงื่อนไขการขอรับความช่วยเหลือก็คงจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย ลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล และ การแปรรูปทรัพย์สินของรัฐให้ภาคเอกชน

เรื่องนี้ดูเหมือนจะคล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในปี 2540

เหตุการณ์นี้จะจบอย่างไรก็คงต้องติดตามกันต่อไป

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วคือ ตลาดหุ้นเอเชียร่วงหนักในวันนี้ แต่โชคดีวันนี้ตลาดหุ้นประเทศไทยหยุด พรุ่งนี้ก็คงต้องดูว่าตลาดหุ้นไทยจะร่วงตามประเทศอื่นหรือไม่..

-------------


ลงทุนแมน

...



วันจันทร์, สิงหาคม 13, 2561

เอ๊ะรัฐบาลตู่นี่หนักกว่าปูทั้งน้ำล้นและข้าวเน่า


ขออนุญาตใช้รัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นตุ๊กตาตัวตั้งหน่อยนะ ใช่ว่าจะฟื้นฝอยหาตะเข็บอะไร ในเมื่อเธอโดนหนักบักโกรกสองเรื่องยักษ์ๆ คือ น้ำเร่งระบายเอาไม่อยู่ ทำให้ชาวกรุงอย่าง หนูดีตีนแดง ต้องเท้าเปื่อย

กับ จำนำข้าว ทำให้ประเทศเสียงบประมาณเป็นแสนล้าน แล้วชาวนาอูฟู มีเงินซื้อ มอไซค์ กับเซลโฟน เทียบกับสมัยนี้ รัฐบาลขวัญใจ คนดี ของเฮียตู่น ซื้ออาวุธยุทธภัณฑ์หลายหมื่นล้านใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง ไว้ตั้งแสดงวันเด็ก กับเข็นออกมาปราบประชาชนตอนไม่ได้อย่างใจ
 
มันมีความเหมือนในความต่างอยู่ไม่น้อย จนหนูดีหายต๋อมไปกับสายน้ำในแต่ละปี ขณะที่หมอวรงค์ (เดชวิกรม) ยังเอาปากราน้ำ พลางใช้สีข้างแถกไม่ระคาย

เรื่องน้ำวันนี้มีปริมาตรมากกว่าเมื่อปี ๕๔ แน่ๆ ซึ่งลิ่วล้อและบริวาร คสช. แม้ไม่พยายามแถ แต่อมพะนำกันเป็น น้ำท่วมปากดูได้จากรายงานข่าววันนี้ (๑๓ ส.ค.) ภาคอีสานที่เขื่อนน้ำอึน สกลนคร มีน้ำในเขื่อนอยู่ ๑๐๒ เปอร์เซ็นต์

“เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีน้ำไหลเข้าเขื่อนราว ๔ ล้านคิวบิคเมตรเมื่อวันเสาร์ (๑๑ ส.ค.) หลังจากฝนกระหน่ำลงมาไม่บันยะบันยัง” แต่ว่าเจ้าหน้าที่เด็ดกว่า ผ่องถ่ายน้ำออกไปได้วันละ ๕ ล้าน ลบ.ม.”

ส่วนเขื่อนอื่นๆ อีกสามแห่งซึ่งรับน้ำไว้แล้วมากกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์นั้น ก็ไม่สามารถวางใจได้
แม้นว่าบางแห่ง เช่น แก่งกระจาน ที่ทางการแถลงว่าควบคุมสถานการณ์ได้อยู่ “ขณะนี้สถานการณ์น้ำใน จ.เพชรบุรี นั้น ถือว่าคลี่คลายลงไปในระดับหนึ่งแล้ว แม้ว่าทางเขื่อนแก่งกระจาน ยังคงมีปริมาณน้ำที่เกินความจุกว่า ๑๐๐ %

นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) แถลงว่า “ยังไม่สามารถไว้วางใจได้ หรือบอกได้ว่าเพชรบุรีได้ผ่านพ้นวิฤกตไปแล้ว เพราะขณะนี้เพชรบุรียังไม่เข้าสู่หน้าฝนอย่างเต็มตัว” เนื่องจากตามปกติแล้วฝนจะมีปริมาณมากในช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม

“เราจึงต้องเร่งจัดการพร่องน้ำออกจากเขื่อนแก่งกระจานให้มาก เพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย” นายสำเริงชี้

เช่นเดียวกับในภาคตะวันตกที่เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ์ พร่องน้ำออกรวมกันวันละ ๖๖ ล้าน ลบ.ม. (ศรีนครินทร์ ๔๓ ล้าน ลบ.ม. วชิราลงกรณ์ ๒๓ ล้าน ลบ.ม. ตามลำดับ)


ปัญหาที่ทางการไม่ค่อยพูด และคงไม่อยากพูดถึงอยู่ที่ ในเมื่อเร่งระบายออกเพื่อจะรักษาเขื่อนเอาไว้ (เช่นเดียวกับเมื่อปี ๕๔) น้ำที่ล้นย่อมต้องไปท่วมนาไร่บ้านเรือนประชาชนที่ท้ายเขื่อน และบริเวณริมแม่น้ำซึ่งอยู่ในเขตรับผลกระทบ แหงแก๋

จะให้ดราม่าเหมือนกับกรณีสูบน้ำออกจากถ้ำหลวง ไปท่วมท้องนาแม่สาย ซึ่งข้าวกำลังจใกล้เวลาเก็บเกี่ยว ต้องลงกล้ากันใหม่ แม้ชาวนาจะเต็มใจทนทุกข์ด้วยความเห็นใจเด็กๆ น่ารักทั้ง ๑๒ คนกับโค้ชน่าชื่นชมอีกหนึ่งคนก็ตาม

ในด้านการบริหารจัดการภัยสาธารณะ ถ้ารอบคอบและบริบูรณ์ได้ ไม่ต้องเจอสภาพงูกินหาง น่าจะดีกว่า ทว่านั่นแหละรายการนี้ยิ่งกว่าดราม่า ระดับอุปรากร ถึงขั้นเขียนภาพฝาผนัง ‘mural’ และปั้นรูปประติมากรรมเป็นอนุสรณ์ ชาวนาคนไหนบ่นคงจะโดนสหบริภาษณ์จนต้องเลิกทำนาไปเลยก็ได้

พอมาถึงเรื่องข้าว อ้าวปรากฏว่าข้าวเสียค้างสต็อกจากโครงการจำนำข้าวที่ใช้เล่นงาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนต้องหนีคดีหัวซุกหัวซุนแต่ใบหน้ายิ้มร่าอยู่ต่างประเทศนั้นน่ะ คสช.ปล่อยให้พ่อค้าเอาไปขายเกลี้ยง
 
รวมทั้งจำนวนนับล้านตันที่เอาไปขายเป็นข้าวดี บ้างย้อมสารอาหารให้เกรดสูง ทำราคาได้มากกว่าต้นทุนถูกๆ เป็นขี้ที่ซื้อมาหลายเท่าตัว

มีการขุดคุ้ยเอามาเปิดโปงกันทางสื่อสังคมมากมาย ชี้เป้าไปที่ผู้ค้าข้าวในเครือข่าย ซีพี และบริษัทวีออร์แกนิคที่แนบแน่นกับนายกสมาคมผู้ส่งออกข้าว น้องชายของเอนก เหล่าธรรมทัศน์ จนนายเอนกต้องถอนตัวจากเต็งหนึ่งหัวหน้าพรรค รปช. ซึ่งสนับสนุนบิ๊กตู่เป็นนายกฯ อีกรอบ

(ขอบคุณผู้ใช้นาม VoteNoจ้า @iamasiam14 ที่ให้เบาะแสและหลักฐานหลากหลาย จนผู้ติดตามทางโซเชียลมีเดีย ได้รอบรู้ทันหูทันตาวิชามารผสมชั้นเชิงเผด็จการของระบอบ คสช.)

มีหลักฐานใหม่ชี้ชัดพัวพันถึง"ซีพี"/1 >>>ประมูลข้าวรัฐถูกๆให้ไปทำปุ๋ยปี 60 แต่บ.ที่ประมูลได้กลับลักลอบขายต่อเป็นข้าวคนบริโภค #โกงจำนำข้าว #เวียนเทียนข้าว @shutup2557 @redbamboo16
 
และ “อันนี้ยังไม่เคยเป็นข่าว แต่ตั้งข้อสังเกตุเอาไว้ว่า คนของ บ.ข้าวซีพี ไปทำอะไรที่คลังข้าวสต็อกรัฐที่ถูกตีเป็นข้าวเสื่อมเกรด วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่คนและสัตว์บริโภค”

อีกโพสต์ “บอกข้าวเสื่อมขายทำปุ๋ยแต่กลับโผล่ท่าข้าว-โรงสี พ่อค้ารู้ได้ยังไงว่าข้าวเสื่อมไม่จริง ในเมื่อคลังข้าวล็อคตายมีแต่ คกก.ตรวจข้าวที่เข้าไปตรวจ”

#ข้าวดีราคาทำปุ๋ย วี ออร์แกนนิก ที่เคยโดนพท.จับได้ว่าขนข้าวไปขายต่อ หาทางออกแบบพิศดาร เอาข้าวดีไปคลุกผงถ่านซะงั้น @shutup2557 @redbamboo16”

“เจ้าของวีออร์แกนนิกเคยเป็นลูกพรรคของเอนก เหล่าธรรมทัศน์ น้องชายนายก ส.ผู้ส่งออกข้าวและ กก. นบข. https://twitter.com/iamasiam14/status/897705749618593794

“ผู้จัดการปี ๖๐ มีบทความกรณีตัดเกรดข้าวสต๊อกรัฐเป็นข้าวเสีย-ข้าวเน่า-ข้าวอาหารสัตว์ แล้วมาเวียนขายเป็นข้าวคนกิน แบบกระชับ...(แต่ยังไม่น่าจะครบถ้วน)”
 
ปรากฏว่าไปพบพิรุธที่บริษัท เพียรฝันฟาร์ม อาหารสัตว์ จำกัด ซึ่งมีการซื้อข้าวที่แจ้งว่าจะนำมาทำปุ๋ยจากบริษัท วีออร์แกนนิก จำกัด จำนวน ๖.๑ หมื่นตัน มูลค่า ๓๑๓ ล้านบาท แต่กลับเปลี่ยนกรรมวิธีการผลิต นำข้าวไปคลุกกับสารชีวภาพต่างๆ โดยไม่ได้ทำการบดข้าวตามที่ทำสัญญากับ อคส.ไว้”


เห็นแล้วอย่างนี้ถึงต้องร้องอ้าว เอ๊ะรัฐบาลตู่นี่หนักกว่าปูทั้งน้ำล้นและข้าวเน่า