วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 22, 2569

ยโสโอเลี้ยง กินเกลี้ยงตะกละตะกลาม ความสามารถไม่เพียงพอ - บทความสุดฮอตของวันนี้



ยโสโอเลี้ยง กินเกลี้ยงตะกละตะกลาม ความสามารถไม่เพียงพอ

ประทีป คงสิบ
20 Oct 2026
101 World

แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งข้อกังขา หรือถูกเย้ยหยันถึงภาวะ ‘ผู้นำ’ หรือคาริสมาทางการเมืองในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชนตั้งแต่วันแรกๆ ที่รับตำแหน่ง จนกระทั่งทุกวันนี้ กระนั้นความสำเร็จหนึ่งที่ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ของ ‘เท้ง ณัฐพงษ์’ คือการปักธงความคิด ฉายภาพระบอบการเมืองในยุคที่พรรคภูมิใจไทยควบคุมอำนาจรัฐเกือบเบ็ดเสร็จให้สาธารณชนตระหนักถึงความเลวร้ายต่อระบอบประชาธิปไตยผ่านคีย์เวิร์ด ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ (จากโพสต์ครบรอบ 12 ปีรัฐประหาร 2557)

ก่อนหน้านี้นักวิชาการ นักวิเคราะห์การเมือง และสื่อมวลชนเคยขนานนามชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยจากการเลือกตั้งปี 2569 ว่าคือการเริ่มต้นของระบอบเนวิน, ระบอบเนทิน, ระบอบอนุวิน, ระบอบหน้าด้าน แต่พลันที่คำว่า ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ถูกโยนสู่สาธารณะพร้อมชุดคำอธิบายที่แหลมคม ทะลุทะลวงโครงสร้างแห่งอำนาจที่มองข้ามหัวประชาชน สังคมจึงเกิดฉันทมติว่าคำนี้นี่แหละที่ฉายภาพระบอบอำนาจยุคปัจจุบันได้ชัดเจนที่สุด เช่นเดียวกับที่เคยเรียกขานการเมืองในยุคอดีต อาทิ ระบอบเปรมาธิปไตย (ยุค พล.อ.เปรม เป็นนายกฯ), ระบอบทักษิณ (ยุคทักษิณและคนในเครือข่ายเป็นนายกฯ), ระบอบประยุทธ์ (ยุค พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ)

‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ยังได้รับการอธิบาย ตีความ ขยายความจากนักวิชาการอีกหลายคน เช่น อ.เกษียร เตชะพีระ, อ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล ฯลฯ

ในทางการเมือง เมื่อเข้าสู่ช่วงการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคประชาธิปัตย์ (โดยการดี เลียวไพโรจน์) ก็ฉวยจังหวะฉายหนังตัวอย่างเรียกความสนใจให้ประชาชนติดตามการตีแผ่ความล้มเหลวจากการบริหารประเทศของรัฐบาลภูมิใจไทยที่เป็นหน้าฉากตัวใหญ่ของ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ผ่านวาทกรรมสามคำสั้นๆ ตรงไปตรงมา ‘โง่ ห่วย เลว’

สำหรับผมในฐานะประชาชนผู้ติดตามข่าวการเมือง ไม่มีอะไรเห็นต่างหรือมีข้อโต้แย้งใดๆ ต่อชุดคำอธิบาย ทั้งจาก เท้ง ณัฐพงษ์, อ.เกษียร, อ.สมชาย รวมทั้งข้อกล่าวหาจากการดี แต่ขออนุญาต ‘ขาย’ ความคิดส่วนตัว เสริมเพิ่มเติมให้สังคมเห็นความเลวร้ายของระบอบสีน้ำเงินที่กำลังสร้างภาวะประชาธิปไตยจนตรอก-ประเทศจนมุม-ประชาชนจนใจ

ภาวะเหล่านี้สั่งสมมาตั้งแต่หลังการแลนด์สไลด์ของพรรคสีน้ำเงินจากการเลือกตั้ง 2569 ที่เต็มไปด้วยข้อครหาและปะทุหนักขึ้นทันทีที่เริ่มรัฐบาลอนุทิน 2 จากปัญหาวิกฤตพลังงาน, ความไม่โปร่งใสโครงการ TH-AI Passport, ทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น, ข้อครหาโกง สว. ที่รอดแบบสวนทางพยานหลักฐานและค้านสายตาคนส่วนใหญ่

ล่าสุดคือความบ้อท่าไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำท่วม กทม. และอีกหลายจังหวัดในภาคกลางและตะวันออก ซ้ำรอยความล้มเหลวจากวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ในช่วงรัฐบาลอนุทิน 1

ทั้งหมดนี้ล้วนซ้ำเติมให้ผู้คนที่เห็นความด้อยคุณภาพ ความมัวหมองทางการเมือง ความเหิมเกริมในอำนาจ ความไม่อีนังขังขอบของรัฐบาล (โดยเฉพาะตัวนายกฯ เอง) แต่ไม่มีใครหรือองค์กรใดมีอำนาจมาจัดการลงโทษได้ตามกติกาที่ควรจะเป็นจนเกิด ‘ความท้อแท้สิ้นหวัง’ ต่อฝันแห่งการเปลี่ยนแปลง เช่นที่เคยลุกโชนในปี 2563-2564 (การชุมนุมทางการเมืองของเยาวชนคนรุ่นใหม่) และหลังการเลือกตั้ง 2566

ทว่า ท่ามกลางความท้อ มองไม่เห็นแสงสว่างเพื่อหลุดพ้นจากอุโมงค์สีน้ำเงิน ผลการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมากลายเป็นไม้ขีดไฟก้านเล็กๆ ที่จุดไฟแห่งความฝันขึ้นมาใหม่

กระแสความตื่นตัวของผู้ประกันตนและนายจ้างที่แห่กันออกมาใช้สิทธิ์เพิ่มจากปี 2566 ถึง 533% และ 733% ตามลำดับ แม้หลายพื้นที่ยังประสบภัยน้ำท่วม สะท้อนให้ทุกคนตระหนักอีกครั้งว่า เมื่อประชาชนมัดรวม ‘ความโกรธและความหวัง’ อย่างจริงจัง ไม่มีสมาพันธ์บ้านใหญ่ ไม่มีซื้อเสียง ไม่มีกลเกมด้านมืดจากผู้คุมกฎกติกามาแทรกแซง การเปลี่ยนแปลงอันทรงพลังย่อมเกิดขึ้นได้ด้วย ‘น้ำมือประชาชน’

โมเมนตัมจากผลเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ถ้าเปรียบเป็น ‘หุ้นฝ่ายประชาธิปไตย’ ก็ละม้าย ‘จุดกลับตัว’ หลังราคาตกมาระยะหนึ่ง จนผู้ถือหุ้นบางคนถอดใจ ขายทิ้งเพื่อตัดขาดทุน

จากวันนี้จนถึงวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นภาระพรรคฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคส้มที่เป็นแกนนำ ถึงเวลาแผลงฤทธิ์ รับแรงส่งจากจุดกลับตัว ดีดราคาหุ้นฝ่ายประชาธิปไตยให้กลับมาเป็น ‘ความหวัง’ ของคนส่วนใหญ่ที่รอการเปลี่ยนแปลงให้ได้

ระบอบสีน้ำเงินที่บางคนมั่นใจนักหนาว่าแข็งแกร่ง เพราะมีผนังทองคำ-กำแพงแพลทินัมเป็นหลังพิง เมื่อถึงจุดหนึ่งสนิมที่เกิดแต่เนื้อในตนสั่งสมมากขึ้นทุกวันจะทำให้ระบอบผุผัง นับถอยหลังบันไดสามขั้นสู่จุดจบ

ขั้นที่ 1 ‘ยโสโอเลี้ยง’ (ขั้นกว่าของ ‘โอหัง’) ความมั่นหน้าว่า ‘ข้าฯ แน่กว่าใครในแผ่นดิน’ ดื่มโอเลี้ยง (ประชาธิปไตยแบบไทยๆ) มีพลังกร่างคับบ้านคับเมืองกว่าดื่มอเมริกาโน (ประชาธิปไตยแบบสากล)

ขั้นที่ 2 ‘กินเกลี้ยงตะกละตะกลาม’ กินรวบอำนาจและผลประโยชน์ รอวันพุงแตกตายคล้าย ‘ชูชก’ (ตัวละครสำคัญในมหาเวสสันดรชาดก)

ขั้นที่ 3 ‘ความสามารถไม่เพียงพอ’ มีวาสนา แต่ปัญญาและความสามารถไม่เพียงพอกับตำแหน่ง ภาวะปกติบริหารจนเกิดวิกฤต ครั้นเจอวิกฤตก็มะงุมมะงาหราแก้จนกลายเป็นมหาวิกฤต

เช่นนี้แล้วต่อให้เดินสาย ‘มู’ ทุกทิศทั่วไทยก็ไปไม่รอด อยู่ไม่ครบวาระสี่ปี

https://www.the101.world/prateep-oct-26/
.....


Thanapol Eawsakul 
15 hours ago
·
บทความที่ฮอตที่สุดของวันนี้คงไม่พ้น
ยโสโอเลี้ยง
กินเกลี้ยงตะกละตะกลาม
ความสามารถไม่เพียงพอ
ประทีป คงสิบ
https://www.the101.world/prateep-oct-26/
แต่ถ้าจะอ่านบทความนี้ให้ได้อรรถรส
ก็ต้องอ่านหรือฟังที่อนุทินพูดไปพร้อมกันด้วย
‘นายกฯ อนุทิน’ ชวนชิมโอเลี้ยง
บอก ‘ถ้าคุณได้ลอง โอเลี้ยง คุณอาจจะลืม อเมริกาโน่ ไปตลอดชีวิตเลย’
https://www.facebook.com/watch/?v=1043386138778411

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/29110919228548206




ชี้ 4 สัญญาณผิดปกติโครงการตึก สตง. ก่อนถล่ม จี้แจงปมสัญญา-วัสดุ-เก้าอี้แพง สตง. แจงปมตึกสร้างล่าช้า อ้างโควิด-ผู้รับเหมาขาดสภาพคล่อง ยันดำเนินการตามระเบียบ

https://www.facebook.com/tewarit.bus/posts/122207693588437811
บัส เทวฤทธิ์ 
Yesterday
·
[ชี้ 4 สัญญาณผิดปกติโครงการตึก สตง. ก่อนถล่ม จี้แจงปมสัญญา-วัสดุ-เก้าอี้แพง
สตง. แจงปมตึกสร้างล่าช้า อ้างโควิด-ผู้รับเหมาขาดสภาพคล่อง ยันดำเนินการตามระเบียบ]
.
วานนี้ (19 ตุลาคม 2569) ผมได้อภิปรายรายงานการตรวจสอบสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 และประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยพบ 4 สิ่งบ่งชี้ความผิดปกติเรื้อรังในโครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการ สตง. แห่งใหม่ ซึ่งหากมีการจัดการอย่างเด็ดขาดตั้งแต่แรกอาคารอาจไม่ถล่มลงมาเมื่อเกิดแผ่นดินไหวในต้นปี 2568
.
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวลและไม่ควรเกิดขึ้นซ้ำ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบหน่วยงานอื่นก็ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องย้อนกลับมาตรวจสอบการทำงานของตัวเองว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะกรณีตึก สตง. ถล่มซึ่งไม่ใช่แค่ปัญหาด้านประสิทธิภาพหรือข้อสงสัยความผิดปกติ แต่เป็นโศกนาฏกรรมที่มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 คนต้องสังเวยกับเหตุการณ์ที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง หาก สตง. ให้ความสำคัญกับข้อสังเกตจากรายงานของกรมบัญชีกลางในปีงบประมาณ 2566 และ 2567 มากกว่านี้ก็อาจสะกิดใจตรวจสอบก่อนเกิดเหตุได้ ซึ่งในรายงานของกรมบัญชีกลาง ผมสรุปเป็น 4 สิ่งบ่งชี้สำคัญ ดังนี้
.
สิ่งบ่งชี้แรก คือ ผู้รับเหมาขาดสภาพคล่องทางการเงินแต่ สตง. ไม่ยอมบอกเลิกสัญญา รายงานปี 2566 หน้า 25 ระบุว่าโครงการล่าช้ากว่าแผนอย่างมากเนื่องจากผู้รับจ้างขาดสภาพคล่องทางการเงิน แต่ สตง. กลับเลือกเจรจากับผู้รับเหมาต่อแทนการประเมินความเสี่ยงและพิจารณาบอกเลิกสัญญา ทั้งที่รายงานหน้า 30 ก็ระบุว่า สตง. ยอมรับเองว่าผู้รับเหมาบริหารเงินทุนผิดพลาดจนขาดสภาพคล่อง และแม้จะเร่งรัดเพียงใดผู้รับจ้างก็ไม่อาจเร่งงานก่อสร้างได้
.
สิ่งบ่งชี้ประการที่สอง คือ การขอแก้แบบก่อสร้างและแก้สัญญาหน้างานถี่เกินไป โดยรายงานปี 2566 หน้า 25 ระบุว่าโครงการนี้มีการแก้ไขสัญญาถึง 7 ฉบับในช่วงปี 2565-2567 ซึ่ง สตง. ชี้แจงว่า 4 ใน 7 ครั้งเป็นการแก้ไขแบบก่อสร้างให้เหมาะสมตามวัตถุประสงค์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผู้คุมงานควรเสนอแนวทางการแก้ไขก่อนจะถึงช่วงก่อสร้างจริง การแก้แบบหน้างานซ้ำซ้อนเช่นนี้ย่อมเสี่ยงทำให้งานออกมาไม่สมบูรณ์ด้วย และในรายงานปี 2567 หน้า 24–25 กรมบัญชีกลางต้องเข้ามาสอบสวนเจาะลึกข้อเท็จจริง ถึงความถูกต้องของการแก้ไขสัญญาในส่วนนี้ด้วย
.
สิ่งบ่งชี้ประการที่สาม คือ ความหละหลวมในการอนุมัติวัสดุก่อสร้างและการปล่อยให้มี "การจ้างช่วง" โดยรายงานปี 2567 หน้า 25 กรมบัญชีกลางได้ตั้งประเด็นตรวจสอบความถูกต้องกรณีที่จะต้องอนุมัติวัสดุและครุภัณฑ์ของผู้รับจ้าง ซึ่งสะท้อนความน่าสงสัยว่าอาจมีการใช้วัสดุผิดสเปกหรือไม่ได้มาตรฐานเพราะผู้รับเหมาไม่มีเงิน นอกจากนี้ยังมีการพุ่งเป้าตรวจสอบประเด็น "การจ้างช่วง" (subcontracting) ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีการลักลอบให้ผู้รับเหมารายย่อยอื่นที่ไม่ได้มาตรฐานมารับช่วงทำโครงสร้างแทน
.
ประการสุดท้าย คือ ประวัติการทุจริตตั้งแต่ขั้นตอนการจ้างออกแบบ หาก สตง. ตัดสินใจเด็ดขาดในการตัดจบสัญญากับผู้รับเหมาที่มีปัญหาทางการเงินตั้งแต่แรกก็อาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมได้ ผมไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นการเบรกการทำงานของ สตง. เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เรื่องอิฐ หิน ปูน ทราย แต่เป็นเรื่องการกัดกินชีวิตของผู้คนเกือบ 100 คน เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วเราควรพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการปฏิรูปภายในและปรับแก้กระบวนการต่าง ๆ
.
นอกจากนี้ผมอยากให้ สตง. ชี้แจงปัญหาการก่อสร้างอาคารในต่างจังหวัดด้วย ในรายงานปี 2567 ระบุว่ามีอาคารก่อสร้างล่าช้า 2 แห่งและมีการบอกเลิกสัญญา 5 แห่ง ซึ่งไม่ปรากฏในรายงานปี 2566 จึงอยากทราบว่า สตง. มีกระบวนการติดตามโครงการที่ล่าช้าอย่างไร และหลังจากบอกเลิกสัญญาแล้ว มีแนวทางดำเนินการต่ออย่างไร
.
อีกประเด็นหนึ่ง คือ การจัดซื้อเก้าอี้ในตำแหน่งกราบเรียนในราคาตัวละ 90,000 บาท แม้โฆษก สตง. จะชี้แจงเรื่องนี้ไปแล้ แต่สังคมยังคงจับตาว่า สตง. ใช้หลักเกณฑ์และดุลพินิจใดในการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะการตัดสินใจของ สตง. อาจกลายเป็นบรรทัดฐานให้หน่วยงานอื่นนำไปใช้ด้วย ผมจึงอยากให้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่าการกำหนดคุณลักษณะและราคาของเก้าอี้ดังกล่าวเป็นไปตามหลักการใดในพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ทั้งหลักความคุ้มค่า ความโปร่งใส ประสิทธิภาพและประสิทธิผล และการตรวจสอบได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการกล่าวถึงเหตุผลเรื่องตำแหน่งกราบเรียนก็อยากทราบว่า เหตุผลดังกล่าวสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ทั้ง 4 นี้อย่างไร
.
อีกประเด็นที่ผมอยากสอบถาม คือ กรณีที่ สตง. ส่งหนังสือถึง Thai PBS เกี่ยวกับการนำเสนอข่าวครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม กระบวนการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นและการเปิดเผยข้อเท็จจริงเป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกับสิทธิในการชี้แจงของผู้ที่ถูกตรวจสอบ แต่ในกรณีนี้หนังสือของ สตง. ไม่ได้ระบุว่าสกู๊ปดังกล่าวมีข้อมูลบิดเบือนหรือผิดพลาดตรงไหนแต่กลับกล่าวหาว่าเป็นการชี้นำสังคม ในฐานะที่ผมเคยทำงานสื่อมาก่อนเห็นว่าข้อกล่าวหาเช่นนี้คลุมไป หากมีข้อมูลส่วนใดผิดพลาด สตง. ก็ควรชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา เพราะคนที่ได้ประโยชน์คือประชาชนที่เฝ้าดูอยู่ แม้ว่า สตง มีสิทธิ์ที่จะส่งจดหมายแต่การดำเนินการเช่นนี้เป็นการขู่กลาย ๆ เพราะว่าทาง สตง. เองก็มีอำนาจในการตรวจสอบองค์กร
.
ผมสรุปตอนท้ายว่า สตง. เป็นองค์กรที่สังคมจับตามองเพราะมีหน้าที่ตรวจสอบหน่วยงานอื่น ดังนั้นคนก็จะเฝ้ามองว่าวิธีการ แนวทางการทำงาน และวิธีปฏิบัติของ สตง. อาจกลายเป็นแบบอย่างให้กับองค์กรอื่นในภาครัฐด้วย หาก สตง. เลือกใช้วิธีการเช่นนี้ หน่วยงานอื่นก็อาจนำไปปฏิบัติตามได้เช่นกัน จึงหวังว่า สตง. จะชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา พร้อมทบทวนและปฎิรูปและเปลี่ยนแปลงวิธีคิดในฐานะที่เป็นองค์กรที่จะตรวจสอบ เป็นแม่แบบและเป็นแบบอย่างขององค์กรอื่น ๆในรัฐนี้
.
ด้านประวิทย์ ตันตราจินต์ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้ชี้แจงต่อคำถามของสมาชิกวุฒิสภาในภาพรวมผลการตรวจสอบสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 และ 2567 โดยชี้แจงประเด็นการเบิกจ่ายงบลงทุนล่าช้าว่าปัญหาส่วนหนึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในปี 2565 ซึ่งส่งผลให้ผู้รับจ้างหลายรายขาดสภาพคล่องและประสบปัญหาด้านแรงงาน ประกอบกับมาตรการขยายเวลาของกรมบัญชีกลาง ทำให้การก่อสร้างล่าช้าและส่งผลต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและกลับมาดำเนินการก่อสร้างได้ การเบิกจ่ายจึงต้องเป็นไปตามงวดงานที่ค้างมาจากปีก่อน ส่งผลให้อัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนในปี 2566 อยู่ในระดับต่ำมากเพียงร้อยละ 10
.
สำหรับเรื่องการก่อสร้างตึก ในช่วงที่มีการตรวจสอบตามรายงานของกรมบัญชีกลาง โครงการยังอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง โดยปัญหาหลักที่พบในขณะนั้นคือการก่อสร้างเป็นไปอย่างล่าช้า ยังไม่มีประเด็นเรื่องการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ส่วนสาเหตุการก่อสร้างล่าช้าเป็นผลสืบเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 เช่นเดียวกับการเบิกจ่ายงบลงทุนทั่วไปที่ล่าช้าเช่นกัน และเพราะผู้รับจ้างขาดสภาพคล่องด้วย ซึ่งโครงการก่อสร้างตึกก็ได้รับขยายระยะเวลาตามมาตรการโควิด 500 กว่าวัน
.
สตง. ไม่ได้ละเลยปัญหาที่เกิดขึ้น โดยได้มีหนังสือเร่งรัดและติดตามการดำเนินงานจากผู้รับจ้างหลายครั้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปและเห็นว่าผู้รับจ้างอาจไม่มีความพร้อมที่จะดำเนินโครงการต่อ จึงพิจารณายกเลิกสัญญา กระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 คณะกรรมการตรวจรับมีมติให้ยกเลิกสัญญา ปัจจุบันทั้งสัญญาก่อสร้างอาคารและสัญญาควบคุมงานได้ถูกยกเลิกเรียบร้อยแล้ว
.
สำหรับกรณีอาคารสำนักงาน สตง. ในต่างจังหวัด 5 แห่งที่ก่อสร้างล่าช้าและถูกทิ้งร้าง ภายหลังยกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างเดิมได้ดำเนินการจัดหาผู้รับจ้างรายใหม่ครบทั้ง 5 แห่งแล้ว ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ 3 แห่ง ส่วนอีก 2 แห่ง ได้แก่ จังหวัดตากและจังหวัดพะเยา คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จตามแผนภายในปี 2570
.
ส่วนข้อซักถามเฉพาะเรื่อง เช่น ราคาครุภัณฑ์หรือเก้าอี้ผู้บริหาร ประวิทย์ชี้แจงว่าตนไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงจึงอาจไม่มีรายละเอียดข้อมูลทั้งหมด แต่ได้สอบถามผู้รับผิดชอบและได้ข้อมูลว่า ปัจจุบันเก้าอี้สำหรับผู้บริหารระดับสูงที่ใช้งานมีราคาตัวละกว่า 10,000 บาท ทั้งนี้สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างในปัจจุบันยืนยันว่า สตง. ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานครุภัณฑ์หรือหลักเกณฑ์การประเมินราคา เนื่องจาก สตง. เองก็เป็นหน่วยงานที่ต้องรับการตรวจสอบจากกรมบัญชีกลางเช่นเดียวกับหน่วยงานรัฐอื่น ๆ หากดำเนินการไม่ถูกต้องก็ต้องรับผิดทางวินัยและอาจต้องคืนเงินเช่นกัน
.
ในช่วงท้าย ประวิทย์ชี้แจงถึงระบบควบคุมและตรวจสอบภายในของ สตง. ว่า แม้ผู้ตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจะเป็นคนละกลุ่มกันแต่ภายในหน่วยงานก็มีการตรวจสอบและให้คำแนะนำเกี่ยวกับกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การพิจารณาตามลำดับสายบังคับบัญชาไปจนถึงขั้นตอนการเบิกจ่ายเงิน ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักการเงินการคลังซึ่งมีประสบการณ์จากงานตรวจสอบมาก่อน ตนได้ตรวจสอบเอกสารการเบิกจ่ายก่อนลงนามอนุมัติโดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกับที่ สตง. ใช้ตรวจสอบหน่วยงานอื่น ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายทั่วไป ค่าก่อสร้าง ค่าครุภัณฑ์ หรือการจัดซื้อจัดจ้าง หากพบรายการใดไม่ถูกต้องก็จะส่งกลับเพื่อแก้ไข พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนมีเจตนาที่จะปฏิบัติงานให้ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมาย
.
รายงานการตรวจสอบสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖
https://pis.parliament.go.th/PARFileDownloadProxy/download?s=CV62M6OHalqAMHR0uGW4hhSvKVeYCs9X3wIEzp5ya6gFFVORQbDd6z2NOX4hazeVZLHNUJ-dgeVWpOg7-9CLHxz7Fffw_cQcD4NwpPvxamML7xq-ZUykszNzXXH1ZzHyVqwanbP2rcXRByWj78fKKPhwvwEt5x8ZHfSnZQ==&ref=10962729&n=1
.
รายงานการตรวจสอบสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗
https://pis.parliament.go.th/PARFileDownloadProxy/download?s=YE2rOveP_O736v4fVL4SpbqAxyNv7Ce8-jDknYFRT_sTsG4_OCPP0JwNozKTSMGjz3JQ9-IAgtQW9s6vzPDE60qMnaixl30hnNzR8MQr8qtBl8SyZ5N6gZnqTjoSjrFN23aZ3BK86QFJWgKyuD4CY89NC9HGUuCs5KTWPg==&ref=10962733&n=1
#สตง #สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน




เครือข่ายนี่แหละตัวดี จงระวังพวกนี้ไว้ให้ดีเถิด !


Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์
October 18
·
❝ กีโญตีนกับปฏิวัติฝรั่งเศส ❞
.
กษัตริย์ที่ไหนๆ และสมัยไหนๆ ก็มีเครือข่ายทั้งนั้น และเครือข่ายคือกลุ่มคนที่สถาบันกษัตริย์มั่นใจและวางใจในความจงรักภักดี จะภักดีเพราะพ่อแม่สอนมา หรือภักดีเพราะได้ประโยชน์ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยสถานะและรายได้ของกลุ่มคนเหล่านี้ดำรงอยู่ได้ก็เพราะมีสถาบันกษัตริย์
.
แต่เครือข่ายของราชวงศ์บูร์บงนั้นแคบลงไปเรื่อยๆ จนเหลือแต่ขุนนางผู้ดีและมหาเถระ แม้แต่เหล่ากระฎุมพีที่เติบใหญ่ขึ้นก็ไม่ได้ถูกดึงมาเป็นเครือข่าย นอกจากคนที่ยอมเสียเงินมหาศาลซื้อสถานะและตำแหน่ง
.
◤ ดังนั้น ในฐานะคนที่มีบุคลิก “จืด” สนิทอย่างหลุยส์ 16 พระองค์ย่อมไม่สามารถเป็นศูนย์ของแรงโน้มถ่วงที่ดึงเครือข่ายเข้าหา หรือผูกเครือข่ายไว้อย่างเหนียวแน่นเหมือนสมเด็จเทียด (หลุยส์ 14) ได้ หลุยส์ 16 จึงไม่มีวิธีอื่นที่จะรักษาเครือข่าย นอกจากยอมจำนนตามความประสงค์ของเครือข่าย
.
และเครือข่ายนี่แหละครับ ที่มีส่วนอย่างมากในการทำลายสถาบันกษัตริย์ฝรั่งเศสลง ทั้งก่อนและหลังปฏิวัติ รวมทั้งมีส่วนในการส่งหลุยส์ 16 ขึ้นสู่ลานกีโญตีนด้วย
.
ในขณะที่หลุยส์ใช้การยอมจำนนเพื่อผูกเครือข่ายไว้ มารี อังตัวแนตต์กลับกลายเป็นพลังให้ความภักดีของเครือข่ายต่อสถาบันกษัตริย์เหลือแต่ผลประโยชน์ล้วนๆ พระราชินีทรงใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจนเป็นที่ลือเลื่อง ทรงทำความบาดหมางให้แก่เครือข่ายสถาบันที่มีมาแต่เดิมลงหมด แล้วสร้างเครือข่ายส่วนพระองค์ขึ้น อันล้วนแต่เป็นโก๋และกี๋ทั้งนั้น ทรงใช้ชีวิตในปาร์ตี้ที่ปารีสจนดึกดื่นเสมอ จนเกิดข่าวลือว่าพระองค์มีชู้ (ความจริงมีหรือไม่ก็ไม่แน่ ถึงไม่มีก็ดูจะหวิดๆ อยู่)
.
ชีวิตสุดสะวิงของพระราชินีดำเนินไปท่ามกลางความเหลื่อมล้ำอย่างหนัก และในปลายรัชสมัย ท่ามกลางความอดอยากยากแค้นของประชาชนด้วย
.
เช่นในปี 1788 ฝรั่งเศสประสบภัยหนาวอย่างไม่เคยเจอมาก่อน และผลิตธัญพืชได้ไม่พอ พวกผู้ดีและกระฎุมพีเรียกพระองค์ว่า L’ Austrichienne แปลซื่อๆ คือหญิงออสเตรีย แต่เพราะมีคำว่า chienne จึงใช้เป็นสมญา คำนี้แปลว่าหมาตัวเมียและเหมือน bitch ในภาษาอังกฤษ มักใช้กันในความหมายว่า "อีดอก"

⸻
กีโญตีนกับปฏิวัติฝรั่งเศส โดยนิธิ เอียวศรีวงศ์
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_493542

https://www.facebook.com/photo?fbid=1509470657881795&set=a.627369302758606




ไม่ใช่แค่ฝรั่งเศส แต่กระแสการเมืองสายกลางในยุโรปกำลังพังทลายลง พรรคการเมืองสายกลางในยุโรปกำลังสูญเสียฐานเสียงในกลุ่มคนหนุ่มสาวและกลุ่มคนทำงาน ซึ่งหันไปสนใจคำสัญญาแบบประชานิยมที่เสนอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ



Pipob Udomittipong
11 hours ago
·
บทความนี้ดีมาก มันไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะที่ #ฝรั่งเศส แต่มันเป็นปัญหาของบรรดา “พรรคสายกลาง” (centrist parties) ทั้งขวากลางและซ้ายกลางในยุโรป
.
การประท้วงในหลายปท.ของยุโรปสะท้อนว่า พรรคการเมืองสายกลางในยุโรปกำลังสูญเสียฐานเสียงในกลุ่มคนหนุ่มสาวและกรรมาชีพ ซึ่งหันไปสนใจคำมั่นสัญญาแบบประชานิยมของพรรคซ้ายหรือขวาสุดมากกว่า
.
พรรคการเมืองสายกลางในประเทศขนาดใหญ่ของยุโรปกำลังเผชิญกับปัญหา ความโกรธเคืองจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตช้า อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง หนี้สาธารณะก้อนโต รวมถึงอนาคตที่มืดมนของคนรุ่นใหม่ กำลังกลายเป็นเชื้อเพลิงให้แก่พรรคการเมืองแนวประชานิยม ทั้งในฝั่งขวาจัดและซ้ายจัด
.
คนในยุโรปจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ยังสูญเสียความมั่นใจใจพรรคการเมืองกระแสหลัก ทั้งซ้ายกลางและขวากลาง ซึ่งพวกเขามองว่าไม่ได้นำเสนอทางเลือกที่แท้จริง อีกทั้งยังเป็นพรรคการเมืองที่ถูกชี้นำโดยกลุ่มชนชั้นนำที่มีการศึกษาสูง ขาดการเชื่อมโยงกับคนยากจน ผู้ใช้แรงงาน และคนรุ่นใหม่
.
ในทางกลับกัน คนจำนวนมากหันไปสนับสนุนพรรคการเมืองอื่น รวมทั้งพรรค National Rally ของมารีน เลอ แปน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายขวาจัดที่ครองคะแนนนิยมนำมาเป็นอันดับหนึ่ง ในการสำรวจความคิดเห็นสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส ส่วนพรรค France Unbowed ของฌอง-ลุค เมลองชง ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้ายจัดก็ตามมาเป็นอันดับสอง ส่วนในเยอรมนี โหวตเตอร์หันไปสนับสนุนหาพรรค AfD ซึ่งเป็นฝ่ายขวาจัด และพรรค Die Linke ซึ่งเป็นฝ่ายซ้ายจัด
.
พูดอีกอย่าง พรรคกลาง ๆ ไม่เอา ประชาชนจะเอาพรรคขวาหรือซ้ายสุดไปเลย
.
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ผลการเลือกตั้งของสหราชอาณาจักรเมื่อปี 2024 พรรคการเมืองหลักสองพรรคที่ครองอิทธิพลมาอย่างยาวนานอย่าง พรรคแรงงาน และ พรรคอนุรักษนิยม ได้รับคะแนนเสียงรวมกันต่ำสุดในรอบกว่าหนึ่งศตวรรษ ส่วนพรรค Reform UK ซึ่งมีแนวคิดขวาจัด กลับได้รับความนิยมพุ่งสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
.
เพราะประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในยุโรป 4 ประเทศ รวมทั้งสเปน ฝรั่งเศส อิตาลี และโปแลนด์ จะมีการเลือกตั้งใหญ่ในปีหน้า จึงเป็นความท้าทายอย่างมากที่พรรคการเมืองจะสมาทานแนวคิดสุดโต่งมากขึ้น
.
แม้แต่ในอิตาลี ซึ่งเพิ่งเกิดเหตุประท้วงขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีฝ่ายขวาอย่างจอร์เจีย เมโลนี ก็กำลังเผชิญกับคู่แข่งอย่างโรแบร์โต วันนาชชี อดีตนายพลผู้มีแนวคิดทางการเมืองที่เอียงขวาจัดยิ่งกว่าตัวเธอเองเสียอีก ขนาดจอร์เจีย เมโลนีซึ่งก็ขวาแล้ว ยังมาเจอคนที่ขวากว่าเธออีก
.
ในเวลาเดียวกัน ผลสำรวจความคิดเห็นหลายครั้งของ Pew ชี้ใว่า ประชาชนมีความพึงพอใจต่อการทำงานของระบอบประชาธิปไตยลดลงอย่างมาก ในฝรั่งเศส ประชาชนมากถึง 69% รู้สึกไม่พอใจกับระบอบประชาธิปไตย สเปน: 68% อิตาลี: 62% โปแลนด์: 47% และ สหรัฐอเมริกา: 69%
.
รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ก็กำลังเผชิญกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณ รายจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น และอัตราดอกเบี้ย/พันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้รัฐบาลมีขีดจำกัดในการดำเนินนโยบายเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว
.
ผลลัพธ์ก็คือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจากชนชั้นแรงงานกำลังหันไปสนับสนุนพรรคประชานิยมซ้ายสุด หรือโดยเฉพาะขวาสุดมากกว่า เช่น ในฝรั่งเศสและเยอรมนี ทำให้พรรคการเมืองสายกลางมีฐานเสียงหดตัวลง และคุกคามการทำงานของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
.
อนาคตน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในช่วงเม.ย.ปีหน้า ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญ หาก Le Pen คว้าชัยชนะ ก็อาจส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อประชาคมยุโรป เงินยูโร องค์การนาโต (NATO) รวมถึงการสนับสนุนของยุโรปต่อยูเครน

https://www.nytimes.com/.../france-protests-europe...

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10164844748801649&set=a.10150096728651649
.....

การเสื่อมถอยของศูนย์กลางทางการเมืองของยุโรป—ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากความไม่สงบทางสังคมและการเปลี่ยนแปลงความภักดีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในฝรั่งเศส—สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตโครงสร้างและเศรษฐกิจที่ฝังรากลึกซึ่งขยายวงกว้างออกไปไกลเกินกว่าประเทศใดประเทศหนึ่ง

ในประเทศสำคัญๆ ของยุโรป พรรคการเมืองสายกลางซ้ายและสายกลางขวาแบบดั้งเดิมกำลังพบว่าตัวเองถูกบีบอยู่ระหว่างความเชื่อมั่นของผู้ลงคะแนนเสียงที่ลดลงและการเคลื่อนไหวของประชานิยมที่พุ่งสูงขึ้นจากทั้งฝ่ายขวาจัดและฝ่ายซ้ายจัด ปัจจัยหลักหลายประการอธิบายว่าทำไมศูนย์กลางจึงกำลังพังทลายลง:

1. คำสัญญาที่ผิดพลาดต่อคนหนุ่มสาว สัญญาทางสังคมแบบดั้งเดิมของยุโรปสร้างขึ้นบน "บันไดเลื่อน" แห่งการเคลื่อนย้ายทางสังคม: เรียนหนัก ทำงาน และคุณจะได้รับอาชีพ ที่อยู่อาศัยราคาไม่แพง และอนาคตที่มั่นคง วันนี้บันไดเลื่อนนั้นหยุดชะงักแล้ว

วิกฤตที่อยู่อาศัย: ค่าเช่าและราคาอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งสูงขึ้นทำให้คนหนุ่มสาวไม่สามารถอาศัยอยู่ในศูนย์กลางเมืองใหญ่ได้ โดยอายุเฉลี่ยของการออกจากบ้านพ่อแม่เพิ่มขึ้นเกิน 30 ปีในประเทศต่างๆ เช่น สเปน อิตาลี และกรีซ

ตลาดแรงงานที่ไม่มั่นคง: ในขณะที่คนรุ่นก่อนมักได้รับสัญญาจ้างงานถาวรและเงินบำนาญที่มั่นคง แต่คนทำงานรุ่นใหม่มักต้องทำงานชั่วคราว งานแพลตฟอร์ม และฝึกงานโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนหรือได้รับค่าจ้างต่ำ

2. ความแปลกแยกของชนชั้นแรงงาน ความตึงเครียดทางเศรษฐกิจ—ที่เกิดจากการเติบโตที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อสูง และหนี้สาธารณะจำนวนมาก—ทำให้คนงานระดับล่างและคนงานบริการรู้สึกถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยโลกาภิวัตน์และการพัฒนาเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ดารอน อาเซโมกลู ตั้งข้อสังเกตว่าระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมมองข้ามประชาชนของตน และล้มเหลวในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ในขณะที่พรรคการเมืองสายกลางแบบดั้งเดิมมุ่งเน้นไปที่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคในวงกว้าง พวกเขาจึงขาดการติดต่อกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจในชีวิตประจำวันของประชาชนผู้ใช้แรงงานทั่วไป

3. กับดักของ "โรคคนชรา" ระบบการเมืองทั่วทวีปกำลังถูกกำหนดโดยความเป็นจริงทางด้านประชากรศาสตร์มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยอายุเฉลี่ยของผู้มีสิทธิออกเสียงที่เกิน 50 ปี และอัตราการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งที่สูงในกลุ่มประชากรสูงอายุ รัฐบาลจึงต้องเผชิญกับบทลงโทษทางการเลือกตั้งอย่างหนักหากลดสวัสดิการที่ได้รับการคุ้มครอง เช่น เงินบำนาญ ซึ่งกินสัดส่วนที่สำคัญของ GDP ในประเทศอย่างฝรั่งเศสและอิตาลี ดังนั้น การปรับเปลี่ยนทางการคลังจึงมักตกอยู่กับบริการสาธารณะที่ส่งผลกระทบต่อคนหนุ่มสาวและชนชั้นแรงงานอย่างไม่สมส่วน เช่น การบำรุงรักษาโรงเรียน งบประมาณมหาวิทยาลัย ระบบขนส่งสาธารณะ และการพัฒนาที่อยู่อาศัยราคาไม่แพง

4. การฉวยโอกาสจากกระแสประชานิยม เนื่องจากความพึงพอใจต่อการทำงานของระบอบประชาธิปไตยลดลงอย่างมากในผลสำรวจล่าสุดในหลายประเทศ เช่น ฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่พอใจจึงหันเหออกจากกลุ่มสายกลาง

ฝ่ายขวาจัดได้ใช้ความวิตกกังวลของประชาชนเป็นอาวุธอย่างดุดัน โดยเชื่อมโยงการประท้วงเรื่องค่าครองชีพ อาชญากรรม และบริการสาธารณะที่เสื่อมโทรม เข้ากับประเด็นเรื่องการอพยพและการรับรู้ถึงความไร้ประสิทธิภาพของรัฐโดยตรง

ฝ่ายซ้ายจัดได้รับความนิยมมากขึ้นจากการผลักดันการแทรกแซงทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง การกระจายความมั่งคั่ง และการท้าทายโดยตรงต่อมาตรการรัดเข็มขัดที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด

ท้ายที่สุด วิกฤตการณ์ของศูนย์กลางทางการเมืองของยุโรปบ่งชี้ว่าระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมกำลังถูกทดสอบด้วยความไม่สามารถที่จะสร้างเส้นทางสู่ความเป็นผู้ใหญ่ที่ยั่งยืนสำหรับคนหนุ่มสาวและความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนสำหรับชนชั้นแรงงาน เว้นแต่ว่ากลุ่มพันธมิตรสายกลางจะสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายไปสู่การเติบโตอย่างครอบคลุมได้อย่างแท้จริง แรงดึงดูดไปสู่ทางเลือกทางการเมืองที่รุนแรงก็มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของยุโรปต่อไป





ความจริงอีกด้านจากคนใน ชวนมองจากสายตาคนไทยที่อยู่ฝรั่งเศสมา 10 ปี (คนที่อยากบอกว่ามุมที่เรามองจากหน้าต่างนอกบ้าน กับมุมที่มาใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้จริงๆ มันต่างกันมาก)



“ทำเหมือนว่าบ้านตัวเองไม่มีปัญหา ทั้งที่อยู่ในจุดที่ใกล้ล่มสลายลงทุกที” ความจริงอีกด้านจากคนใน ชวนมองจากสายตาคนไทยที่อยู่ฝรั่งเศสมา 10 ปี

ตุลาคม 21, 2026

โดย ณัฐกานต์ Knattakan.k
Illustrator บัว คำดี
https://mutualfinding.co/french_protests/

ก่อนย้ายมาอยู่ฝรั่งเศสถาวรเมื่อ 10 ก่อน งานสุดท้ายที่เราทำคือนักกิจกรรมทางสังคม ประเด็นที่เรียกร้องกับรัฐบาลไทยมาตลอด คือ การสร้างระบบบำนาญประชาชน อ้างอิงจากตัวเลขเส้นความยากจน ตอนนั้นประเทศที่ภาคประชาสังคมไทยมองเป็นต้นแบบคือรัฐสวัสดิการแบบฝรั่งเศส

ช่วงเวลานั้นเมื่อมองจากหน้าต่างเข้ามา เหมือนทุกคนใช้ชีวิตในปราสาทอันสวยหรู กล่อมเกลาจากสื่อที่เลือกเนื้อหาแล้วว่าจะสื่อสารกับโลกภายนอกอย่างไร แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในปราสาทหลังนี้เอง กลับพบความจริงบางอย่าง ที่คนที่ไม่เคยใช้ชีวิตที่นี่อาจจะไม่เข้าใจ และคนที่อยู่เอง ก็ไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจที่จะพูดออกไปให้โลกได้ยิน

เราย้ายเข้ามาใช้ชีวิตในฝรั่งเศส ช่วงเลือกตั้งประธานาธิบดีพอดี เรียกได้ว่าก้าวเท้าเข้าประเทศนี้ พร้อมกับการเข้ามาของแอมานุแอล มาครง ประธานาธิบดีที่นานาชาติจำนวนมากยกย่อง แต่สำหรับคนฝรั่งเศสเอง ความนิยมของประธานาธิบดีคนนี้ ลดลงตลอดในช่วงการครองตำแหน่ง 2 วาระ คือ ปี 2017 และ 2022

ผลสำรวจของกระทรวงมหาดไทยช่วงแรก ให้คะแนนความนิยมต่อตัวประธานาธิบดีมาครงถึง 66% แต่ผ่านไปเกือบหนึ่งทศวรรษ จนถึงปลายวาระ คะแนนนิยมในตัวประธานาธิบดี กลับดิ่งเหลือเพียงไม่ถึง 15% เท่านั้น

คำถามคือเกิดอะไรในฝรั่งเศสตลอด 10 ปีมานี้



ฝรั่งเศสเป็นหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจนทะลุเพดาน

ต้นปี 2017 หนี้สาธารณะฝรั่งเศสอยู่ที่ 2,232 ล้านล้านยูโร คิดเป็น 99.2% ของ GDP แต่ปลายปี 2026 เพิ่มขึ้นเป็น 3,556 ล้านล้านยูโร คิดเป็น 119% ของ GDP เฉพาะยุคของประธานาธิบดีมาครง หนี้สาธารณะเพิ่มมากถึง 1,300 ล้านล้านยูโร

ข้อเท็จจริงคือคนฝรั่งเศสไม่ได้จ่ายภาษีลดลง คนฝรั่งเศสยังเป็นคนที่จ่ายภาษีสูงประเทศหนึ่งในโลก (อัตราภาษีก้าวหน้า 0-45% , ภาษีนิติบุคคล 25% , ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ vat 20%) แต่ที่ผ่านมา หนี้สาธารณะไม่ลด มีแต่จะเพิ่มขึ้น คำถามที่ดังขึ้นเรื่อยๆ คือ “เงินที่เข้าระบบเพื่อพัฒนาประเทศไปอยู่ที่ไหน”

ด้วยงานที่ทำ ต้องคลุกคลีกับคนฝรั่งเศสไม่น้อย ทุกคนต่างบ่นเหมือนกันว่า คุณภาพชีวิตแย่ลง แต่ก็ต้องอดทน คนที่เกษียณหลายคนพูดเหมือนกันว่า ดีใจที่แก่ขนาดนี้แล้ว อย่างน้อยก็ไม่ต้องอยู่เห็นความล่มสลายไปมากกว่านี้

พูดกันติดตลกแต่จริงว่า เวลาขับรถผ่านเขตแดนฝรั่งเศส ลักเซมเบิร์ก หรือเยอรมัน นอนหลับอยู่ก็รู้ว่าข้ามเขตแดน โดยไม่ต้องตื่นขึ้นมาดูธง เพราะสภาพถนนต่างกันมากจริงๆ และถนนฝรั่งเศสต่ำกว่ามาตรฐานไปมาก

ตัวเลขจากสถาบันสถิติแห่งชาติของฝรั่งเศส Insee บอกว่าตัวเลขเงินเฟ้อในช่วง 10 ปีเพิ่มขึ้นมาราว 21-22% ซึ่งไม่ต่างกันทั่วโลก รายได้ขั้นต่ำเพิ่มมาราว 26% แต่เงินในกระเป๋าและคุณภาพชีวิตกลับบอกว่ามันสาหัสมากกว่านั้นมาก เพราะค่าครองชีพพุ่งสูงจนฉุดไม่อยู่แล้ว

ในยุคที่มีการเริ่มการเคลื่อนไหวของขบวนการเสื้อกั๊กเหลือง หรือ Mouvement des gilets jaunes กลุ่มผู้ประท้วงภาคประชาชนในประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี 2019 ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 1.44 ยูโร รถหนึ่งคันเคยเติมน้ำมันเต็มถังขนาด 50 ลิตร สนนจ่ายต่อครั้ง 59 ยูโร ขณะที่ตอนนี้น้ำมันดีเซล ลิตรละ 2.37 ยูโร รถคันเดิมต้องจ่ายที่ 110 ยูโร เพิ่มขึ้นเกือบ 100%

ไม่นับรวมราคาสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไข่ไก่จากฟองละ 0.09 กลายเป็น 0.30 ยูโร ขนมปังบาร์เก็ตฝรั่งเศสปีแรกที่เรามาอยู่ อย่างถูกที่สุด 0.40 ยูโร ตอนนี้ขนมปังแบบเดียวกันต้องจ่าย 0.90 ยูโร ที่ผ่านมารัฐบาลอ้างอิงเฉพาะตัวเลขทางสถิติ โดยไม่ได้ตรึงราคา หรือมีมาตรการเข้ามาช่วยเหลือด้านความสามารถในการใช้จ่ายของประชาชนแต่อย่างใด



แตะระบบการให้บำนาญและการรักษาพยาบาลที่ดิ่งลงเรื่อยๆ

ระบบบำนาญเป็นอีกชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว ทั้งการเพิ่มเงื่อนไขและขยายอายุการรับบำนาญจาก 62 เป็น 64 ปีภายในปี 2023

ตามมาด้วยการขาดแคลนแพทย์ประจำบ้าน แพทย์เฉพาะทาง และบุคคลากรต่างๆ ทางการแพทย์ มีคนฝรั่งเศสที่ไม่มีแพทย์ผู้ดูแลหลัก หรือ Médicine traitants อยู่กว่า 6 ล้านคน และแพทย์จำนวนมากไม่สามารถรับคนไข้ประจำตัวเพิ่มได้อีก แพทย์บางส่วนเลือกที่จะยุติการทำงานไปในช่วงโควิด เพราะไม่เห็นด้วยที่รัฐมีนโยบายบังคับให้บุคคลากรทางการแพทย์ทุกคนฉีดวัคซีน

ระบบสุขภาพของฝรั่งเศสแตกต่างจากไทย ของฝรั่งเศสเป็นระบบการดูแลสุขภาพแบบครอบคลุมซึ่งได้รับเงินทุนส่วนใหญ่จากประกันสุขภาพแห่งชาติ ของรัฐบาล แพทย์ทั่วไปส่วนใหญ่ประกอบวิชาชีพส่วนตัว แต่รับรายได้จากกองทุนประกันสุขภาพของรัฐ

แพทย์ผู้ดูแลหลักที่นี่ส่วนใหญ่อยู่ที่คลินิคซึ่งไม่มีผู้ช่วย ไม่มีแม่บ้าน โดยส่วนตัวแพทย์ที่รักษาเราเป็นทั้งแม่บ้าน เป็นภารโรง เป็นคนจัดเก็บจัดเรียงเอกสาร รับโทรศัพท์ ทำทุกอย่างเอง เพราะรายได้ไม่พอที่จะจ้างผู้ช่วยเพิ่ม แบ่งเวลานอกจากนี้ออกตรวจรักตามบ้าน ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้ที่เดินทางไม่ไหว สะสมเป็นภาระล้นมือ ดังนั้นการที่ฝรั่งเศสขาดแคลนแพทย์ทั้งประเทศ จึงเป็นเรื่องใหญ่มาก

ปัญหาลุกลามบานปลายไปทุกแขนงของประเทศ จนมาถึงการประท้วงของกลุ่มนักเรียนมัธยมในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ที่ทำให้เห็นว่าระบบการศึกษาสาหัสไม่แพ้กันเพราะอยู่ในภาวะขาดแคลนงบประมาณ ขาดแคลนบุคลลากรที่มีประสิทธิภาพ จนนำไปสู่การประท้วงที่บานปลายที่สุดในทศวรรษ
 
3คำสำคัญ ที่ไม่เหมือนกัน manifestants émeutes pillages

ต้องแยกให้ออกระหว่าง 3 คำสำคัญ ที่ข่าวในไทยไม่ได้แยกให้ออกอย่างชัดเจน ทำให้ความรับรู้สถานการณ์ในฝรั่งเศส ไม่ได้มองเห็นอย่างตรงจุด

manifestants หมายถึง ผู้ประท้วงตามกฎหมาย ที่ฝรั่งเศส การประท้วงเป็นเรื่องปกติ มีความไม่พอใจต่อนโยบาย ต่อรัฐบาล ก็รวมตัวกันประท้วง มีการปิดถนน เรียกร้องรูปแบบต่างๆ เช่น เอากองขี้วัว ไปกองไว้ที่หน้าศาลาว่าการ หรือการที่พนักงานการรถไฟนัดหยุดงาน โดยไม่ได้สร้างความเสียหายต่อส่วนรวม วันที่เกษตรกรประท้วง เอาฟางข้าว เอาขี้วัวไปฉีดใส่ศาลาว่าการ ตอนเย็นก็ล้างออกเอง เก็บกลับเอง โดยไม่ได้สร้างความเสียหายวงกว้าง

แต่ทุกการประท้วงนับตั้งแต่ยุคขบวนการเสื้อเหลืองปี 2019 เป็นต้นมา มีบางคนฉวยโอกาส ก่อความวุ่นวาย สร้างความเดือดร้อน เสียหายต่อทรัพย์สินของผู้อื่น สาธารณะ หรือตัวบุคคล นั่นคือ émeutes และเมื่อลามไปสู่การสร้างสถานณการณ์ความรุนแรง ถือโอกาสพังร้านค้า ฉกฉวยเอาของไปเพื่อเป็นประโยชน์ของตัวเองหรือเอาไปขายต่อ คือพวก pillages

คนกลุ่มนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของผู้ประท้วงหรือไม่ ไม่มีใครตอบได้ แต่สถานการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น จนเกินกว่าจะควบคุมมีมาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ก็ตาม ทั้งวันที่ทีมฟุตบอล Paris Saint-Germain PSG ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ รวมถึงฟุตบอลชาติอื่นๆ วันชาติฝรั่งเศส ฯลฯ วันเหล่านั้นต่างก็เป็นชนวนให้เกิด émeutes ได้ และตามด้วยการพังทำลายร้านค้าต่างๆมาเป็นระยะๆ อาจจะไม่มากพอที่จะเป็นข่าวระดับนานาชาติ แต่ก็มีมาตลอดในหลายปีนี้

เกาะขบวนมาด้วยปัญหาการศึกษาของนักเรียนมัธยมที่พูดมาตลอด 3 สัปดาห์ ก็ไม่มีฟีดแบคใดๆ จากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แม้กระทั่งการให้ความเห็นอย่างเป็นทางการจากประธานาธิบดี

ก่อนวันชุมนุมใหญ่ 1 วัน ประธานาธิบดีมาครงยังคงอภิปรายเพื่อให้ฝรั่งเศสส่งงบประมาณให้ยูเครนในสงครามต่อไป กระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสรายงานว่า ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 ฝรั่งเศสจัดสรรความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ยูเครนไปแล้วกว่า 471 ล้านยูโร ตัวเลขนี้ครอบคลุมเฉพาะความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ไม่ใช่ความช่วยเหลือทั้งหมด ทั้งด้านการทหาร การเงิน และการสนับสนุนผ่านสหภาพยุโรป

แม้แต่การที่ประธานาธิบดี รอให้เหตุการณ์ความวุ่นวายผ่านไปแล้ว 24 ชั่วโมง จึงออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ในช่วงค่ำของวันที่ 18 โดยไม่ได้ให้คำมั่นสัญญา หรือทิศทางในการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม และกลุ่ม émeutes ก็ยังทุบทำลายร้านค้า และขโมยสินค้า ต่อเนื่องในค่ำวันที่ 18 แม้จะไม่มีการชุมนุมประท้วงแล้วก็ตาม



ฝรั่งเศสมีผู้อพยพมากเกินไป และพวกเขาจะมาเผาบ้านที่สวยงาม?

โดนัลล์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์ไม่กี่วันก่อนว่า “ฝรั่งเศสมีผู้อพยพมากเกินไป และพวกเขาจะมาเผาบ้านที่สวยงาม” เป็นเหมือนความจริงขมขื่นที่คนทั่วโลกไม่ยอมรับ ดูเห็นแก่ตัว ดูเป็นคนไม่มีมนุษยธรรม แต่สารภาพว่าประเด็นละเอียดอ่อนเหล่านี้ ไม่เคยได้ถูกพูดถึงในสื่อระหว่างประเทศ แต่สำหรับคนที่อยู่ในเหตุการณ์แบบนี้ตลอด 10 ปีเข้าใจความรู้สึกนี้ดี

ผลโพลล์เมื่อวันที่ 19 ตุลาคมให้ มารี เลอแปง ได้คะแนนโหวตถึง 35% ด้วยนโยบาย ช่วยเหลือคนฝรั่งเศสก่อน ซึ่งนำอันดับสอง สาม สี่ที่ยังคงคะแนนไล่เลี่ยกันอยู่ถึง 20% และรั้งท้ายด้วยพรรคของมาครง

หลายคนกังวลว่าฝ่ายขวาจะชนะการเลือกตั้ง แล้วโลกมนุษยธรรมจะล่มสลาย แต่คนฝรั่งเศสจำนวนไม่น้อยแสดงออกว่าต้องการคนขวาที่ทำเพื่อพวกเขาบ้าง ไม่ใช่คนที่บอกว่าตัวเองเป็นกลาง แต่ไม่ได้ทำอะไรเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเลยมาตลอดทศวรรษ

เพราะพวกเขารู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง ทุกปัญหาพื้นฐานของคนฝรั่งเศสไม่ได้รับการสนใจ ไม่ได้รับการดูแลมาตลอด แต่ขณะเดียวกัน รัฐกลับโอบอุ้ม รับปัญหาของทั้งโลกเข้ามาไว้ในบ้าน ทำเหมือนว่าฝรั่งเศสไม่มีปัญหา ทั้งที่อยู่ในจุดที่ใกล้ล่มสลายลงทุกที

หนี้สาธารณะที่ไม่มีวันชำระหมดในชีวิตนี้ รอยรั่วด้านการเงิน งบประมาณ ทหาร ที่ใหญ่กว่างบพัฒนาคุณภาพชีวิต สิ่งเหล่านี้ตอบว่า ทำไมพรรคฝ่ายขวาถึงได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ

Insee เผยแพร่ว่า ปลายปี 2025 มีผู้อพยพ 8 ล้านคน คิดเป็น 11.6% ของประชากรฝรั่งเศสทั้งหมด ซึ่งในจำนวนนี้ได้รับสิทธิความช่วยเหลืออาหาร ทางการเงิน ที่อยู่อาศัย ไม่ต่างจากประชากรฝรั่งเศส โดยที่ใช้งบประมาณอุดหนุดส่วนนี้ประมาณ 6 ล้านล้านยูโรต่อปี
 
non native ที่อยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายเท่าเทียมกัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้งคน native และ non-native ก็มีทุกเฉดสี ดำ เทาเข้ม เทาอ่อน ไปจนถึงขาว แต่เราที่เรียกตัวเองว่าเป็น non native ที่อาศัยใช้ชีวิตมา 10 ปี ได้สัญชาติฝรั่งเศสแล้ว และเคยขับเคลื่อนงานสวัสดิการภาคประชาสังคมอย่างเข้มข้น อยากชวนเปิดหน้าต่างอีกฝั่งจากคนในที่อยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน

ภาพที่คนภายนอกมองเข้ามาก็สำคัญ แต่ไม่ควรสำคัญน้อยกว่าการทำบ้านให้แข็งแรง และดูแลสมาชิกในบ้านให้กินอิ่มนอนหลับ และไม่มองข้ามวาระสำคัญอย่างการศึกษา ระบบสุขภาพ ค่าครองชีพ ไปจนถึงหนี้สาธารณะ

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เหตุการณ์บานปลาย คือการไม่ถูกฟังหรือให้ความสำคัญ จนรู้สึกถึงความเป็นคนนอกในบ้านตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ บานปลายกลายเป็นความขัดแย้งภายใน เกิดการแบ่งแยกกลุ่ม ความเสียหายจากเหตุการณ์ประท้วง ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากกลุ่มสร้างความรุนแรง จากกลุ่มที่ขโมยสินค้าไปขายต่อ การเผาศาลาว่าการเมืองลิโมช Limoges อายุ 143 ปี ฯลฯ

เราอยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมกัน การมีบทลงโทษที่สมเหตุสมผล คนกระทำผิดต้องมีบทลงโทษที่จริงจังทั้งทางแพ่งและทางอาญา ฝรั่งเศสมีกฎหมายเพียงพอ แต่มีข้อยกเว้นมากเกินไป ที่สำคัญการช่วยเหลือทางสังคม ต้องมาพร้อมกับการตรวจสอบ การวัดผลของความพยายาม

อย่างไรก็ตาม ความเห็นเป็นเรื่องปัจเจก แค่อยากบอกว่ามุมที่เรามองจากหน้าต่างนอกบ้าน กับมุมที่มาใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้จริงๆ มันต่างกันมาก





เหตุใดตำรวจฝรั่งเศสจึงใช้ความรุนแรงนัก? หน้าที่ของพวกเขาคือการปกป้องรัฐ ไม่ใช่ปกป้องประชาชน


บทวิเคราะห์

เหตุใดตำรวจฝรั่งเศสจึงใช้ความรุนแรงนัก? หน้าที่ของพวกเขาคือการปกป้องรัฐ ไม่ใช่ปกป้องประชาชน

จอน เฮนลีย์ (Jon Henley)
จากกรุงปารีส

เจ้าหน้าที่ตำรวจเปรียบเสมือนเครื่องมือของรัฐ ซึ่งมีหน้าที่ปราบปรามมากกว่าที่จะจัดการกับความเห็นต่างของสาธารณชน

ภาพที่คุ้นตาอย่างกลุ่มควันแก๊สน้ำตาที่ลอยปกคลุมจัตุรัสต่างๆ ในกรุงปารีส การที่ตำรวจใช้กระบองเข้าจู่โจมผู้ประท้วงที่สวมหน้ากาก หรือวัยรุ่นที่ตกอยู่ในความหวาดกลัวถูกผลักล้มลงกับพื้น—หรือเลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือการได้รับบาดเจ็บจากระเบิดสตัน (stun grenades)—ได้ดึงดูดความสนใจของคนทั่วโลกให้กลับมาจับจ้องที่วิธีการปฏิบัติงานของตำรวจฝรั่งเศสอีกครั้ง

ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่ในยุโรปตะวันตกมักเลือกใช้ยุทธวิธีตำรวจที่เน้นการควบคุมฝูงชนและการลดระดับความรุนแรง แต่ฝรั่งเศสกลับตอบโต้ความเคลื่อนไหวทางสังคมที่ออกมาบนท้องถนนด้วยการใช้กำลังทางกายภาพที่บางครั้งก็น่าตกใจ

เหตุผลเบื้องหลังเรื่องนี้เป็นส่วนผสมที่ซับซ้อนระหว่างประวัติศาสตร์ การเมือง โครงสร้างองค์กรของรัฐ และวัฒนธรรมด้านความมั่นคงแบบเฉพาะตัว ซึ่งฝังรากลึกมานานหลายทศวรรษหรืออาจถึงหลายศตวรรษ และในปัจจุบัน ขอบเขตของการใช้อำนาจเหล่านี้ก็ยังคงถูกผลักดันให้ไปไกลยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

นโยบายการปฏิบัติงานของตำรวจฝรั่งเศสมีรากฐานมาจากแนวคิดรัฐรวมศูนย์อำนาจอย่างเข้มข้นในยุคของนโปเลียน รวมถึงปรัชญาทางการเมืองของสาธารณรัฐ ในฝรั่งเศส ตำรวจถือเป็นเครื่องมือของรัฐ โดยมีภารกิจหลักคือการปกป้องรัฐ บังคับใช้กฎหมาย และรักษาความสงบเรียบร้อยของสาธารณะ

ในเชิงแนวคิด สิ่งนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกรณีของสหราชอาณาจักร ซึ่งนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1800 เป็นต้นมา ตำรวจได้รับการมองว่าเป็นผู้รับใช้สาธารณะ โดยมีอำนาจหน้าที่ที่มาจากความยินยอมของประชาชน และมีความรับผิดชอบหลักคือการรักษาความสงบสุข

เจ้าหน้าที่ตำรวจฝรั่งเศสทำหน้าที่เป็นตัวแทนของอำนาจรัฐ นั่นหมายความว่าการประท้วง การปิดกั้นพื้นที่ หรือความวุ่นวายในวงกว้าง ไม่ได้เป็นเพียงเหตุรำคาญทางสังคมเท่านั้น แต่ถือเป็นการท้าทายอำนาจของสาธารณรัฐโดยตรง ดังนั้น สิ่งที่ตำรวจให้ความสำคัญสูงสุดคือการยึดพื้นที่สาธารณะกลับคืนมา ไม่ใช่การเจรจาต่อรอง

นั่นจึงอธิบายได้ว่าเหตุใดจึงมีการใช้ยุทธวิธีที่ก้าวร้าว เช่น การปิดล้อมและกักขังฝูงชนไว้ภายในวงล้อมอย่างเป็นระบบ รวมถึงการยังคงใช้อาวุธประเภท “อาวุธระดับกลาง” (intermediate weapons) หรืออาวุธที่ไม่ถึงแก่ชีวิต ซึ่งหลายชนิดถูกสั่งห้ามหรือมีการควบคุมอย่างเข้มงวดในประเทศอื่นๆ ในยุโรป

ตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ยิงกระสุนยาง (defence ball launchers) ซึ่งสามารถยิงกระสุนยางออกไปด้วยความเร็วสูงถึง 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (185 ไมล์ต่อชั่วโมง) ระเบิดมือที่ใช้ทำร้ายผู้ประท้วงเสื้อกั๊กเหลืองในช่วงปลายทศวรรษ 2010 และคร่าชีวิตผู้ประท้วงด้านสิ่งแวดล้อมในปี 2014 นั้นได้ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ถูกแทนที่ด้วยระเบิดแสงแบบใช้พลุ

ระเบิดแสงเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อสลายฝูงชนด้วยทั้งแรงกระแทกและเสียงกระแทก 160 เดซิเบล ซึ่งก่อให้เกิดการบาดเจ็บมากมายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงการสูญเสียดวงตาและฟัน กระดูกขากรรไกรหัก และแขนขาถูกตัดหลายราย นอกจากนี้ยังมักก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน

วิธีการปราบปรามที่รุนแรงยังได้รับการส่งเสริมจากวัฒนธรรมการประท้วงบนท้องถนนที่เป็นเอกลักษณ์ของฝรั่งเศส มรดกแห่งการก่อจลาจลที่ย้อนกลับไปถึงการปฏิวัติปี 1789 หมายความว่าผู้ประท้วงรู้ว่าท้องถนนสามารถ และโดยทั่วไปก็บังคับให้รัฐบาลยอมถอยได้

ต่างจากในเยอรมนีหรือเนเธอร์แลนด์ สหภาพแรงงานของฝรั่งเศส แม้ว่าจะประท้วงหยุดงานบ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ได้เป็นคู่เจรจาอย่างเป็นทางการของรัฐบาล โครงสร้างแบบประธานาธิบดีที่กระจุกตัวอยู่ด้านบนสุดของสาธารณรัฐที่ห้ายังทำให้การปรึกษาหารือกับสถาบันต่างๆ ถูกลดบทบาทลง

ทั้งหมดนี้หมายความว่ารัฐที่มีการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางอย่างมากอาจออกกฎหมายโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนมากนัก ทำให้ “พลังแห่งท้องถนน” กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่วิธีการที่ประชาชนจะสามารถเรียกร้องสิทธิได้ การประท้วงในที่นี้ถือเป็นหน้าที่ของพลเมืองและเป็นเครื่องมือทางประชาธิปไตยที่ชอบด้วยกฎหมาย

สิ่งนี้สร้างวงจรที่เลวร้าย ทางการฝรั่งเศสมองว่าฝูงชนจำนวนมากเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ จึงส่งตำรวจเข้ามา ยุทธวิธีแบบทหารของพวกเขาทำให้แม้แต่ผู้ประท้วงอย่างสันติก็รู้สึกไม่พอใจ และเป็นการสนับสนุนกลุ่มหัวรุนแรงให้ใช้ความรุนแรงมากขึ้น

และแทนที่จะพยายามควบคุมและแยกกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงเหล่านั้น ตำรวจกลับตอบโต้ด้วยการใช้กระบองและกระสุน ความก้าวร้าวจึงฝังรากลึก และการประท้วงก็กลายเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดระหว่างประชาชนและตำรวจ

ข้อมูลจากองค์กรตรวจสอบความขัดแย้ง เช่น Acled แสดงให้เห็นอย่างสม่ำเสมอว่า ฝรั่งเศสไม่ได้มีจำนวนการประท้วงสูงที่สุดในยุโรปตะวันตกเสมอไป (เยอรมนีและอิตาลีก็แย่งชิงตำแหน่งนี้เช่นกัน)

แต่ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าฝรั่งเศสมีอัตราการเกิดความไม่สงบที่รุนแรงและทวีความรุนแรงสูงที่สุดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการตั้งสิ่งกีดขวางบนถนน การทำลายทรัพย์สินและการปล้นสะดมในวงกว้าง การวางเพลิง และการปะทะโดยตรงระหว่างผู้ประท้วงและตำรวจ

แนวทางการรักษาความสงบเรียบร้อยและการจัดการฝูงชนของฝรั่งเศสได้รับการประณามจากองค์กรตรวจสอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและกลุ่มภาคประชาสังคมมานานหลายทศวรรษ รวมถึงแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ฮิวแมนไรท์วอทช์ และสภาแห่งยุโรป

มีรายงานระบุถึงเหตุการณ์การใช้กำลังเกินกว่าเหตุ การใช้ระเบิดและกระสุนยางในทางที่ผิด การจับกุมผู้คนจำนวนมากโดยพลการ รวมถึงการใช้แก๊สน้ำตาเป็นปกติวิสัยต่อกลุ่มผู้ประท้วงที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้ความรุนแรง ทว่ารูปแบบการปฏิบัติเช่นนี้ยังคงดำเนินอยู่และกำลังขยายขอบเขตออกไปอีก

เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผู้คนหลายพันคนได้เดินขบวนประท้วงร่างกฎหมายที่ถูกมองว่าเป็น “ใบอนุญาตให้สังหาร” ซึ่งมุ่งกำหนดให้มี “ข้อสันนิษฐานทางกฎหมายว่าเป็นการป้องกันตัว” สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่กองกำลังกึ่งทหาร ในกรณีที่ใช้ปืนระหว่างปฏิบัติหน้าที่

กฎหมายฉบับนี้ ซึ่งถูกต่อต้านโดยกลุ่มสิทธิพลเมือง นักการเมืองฝ่ายซ้าย สหภาพผู้พิพากษา และสหประชาชาติ จะทำให้ภาระการพิสูจน์ตกอยู่กับเหยื่อและครอบครัวของพวกเขาที่จะต้องแสดงให้เห็นว่าการยิงของตำรวจนั้นเกินกว่าเหตุ

โดยพื้นฐานแล้ว นักวิจารณ์โต้แย้งว่า มันจะทำให้การไม่ต้องรับผิดของตำรวจกลายเป็นเรื่องปกติ เป็นการเสริมสร้างวัฒนธรรมด้านความมั่นคงที่มองการต่อต้านของประชาชนและความตึงเครียดทางสังคมไม่ใช่ในฐานะความเป็นจริงทางประชาธิปไตยที่ต้องจัดการ แต่เป็นการก่อจลาจลที่ต้องปราบปราม การต่อสู้เพื่อท้องถนนของฝรั่งเศสยังไม่จบลง

ที่มา The Guardian
Analysis
Why are French police so violent? Their job is to protect the state, not the people

https://www.theguardian.com/world/2026/oct/20/france-culture-violent-policing-protests-riots
20 Oct 2026





ฝากแชร์ให้ถึง ท่าน(รมต.ทส.)สุชาติ ชมกลิ่น #กากอุตสาหกรรม #ขยะอิเล็กทรอนิกส์

https://www.facebook.com/reel/1375769188958331


https://www.facebook.com/reel/2476291412897055



 
https://www.facebook.com/reel/2211777773088582
แกะรอยระยอง
7 hours ago
·
ท่าน(รมต.ทส.)สุชาติ ชมกลิ่น
ช่วยลงมาดูที่ครับ
อย่าให้ใครมายืนชี้หน้าด่าคนไทยแบบนี้
โดยเฉพาะคนไทยที่ส่งข้อมูลในการรักชาติ
ไม่อย่างนั้นต่อไปเราจะไม่เหลือคนไทย
ที่ออกมาปกป้องแผ่นดิน
#EEC
#ทุนจีนทุนเทา
#กากอุตสาหกรรม
#ขยะอิเล็กทรอนิกส์
#ประเทศไทยถังขยะโลก
#反对中国灰色资本
#ช่างทรายระอง
Cr ช่างทราย ระยอง




"ป้องกันตัวเอง: ปรัชญาแห่งความรุนแรง" โดย เอลซา ดอร์แลง ศาสตราจารย์ปรัชญาแห่งคณะรัฐศาสตร์ ชาวฝรั่งเศส ดอร์แลงชี้ว่าในประวัติศาสตร์ รัฐจะริบอาวุธและอำนาจในการปกป้องตนเองไปจากผู้ถูกกดขี่ เพื่อทำให้พวกเขากลายเป็น "เหยื่อที่ห้ามโต้ตอบ" ดังนั้น การลุกขึ้นมาใช้ความรุนแรงตอบโต้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของศีลธรรมหรือกฎหมาย แต่เป็น "จริยศาสตร์การต่อสู้เพื่อชีวิต"

https://www.facebook.com/kasian.tejapira/posts/10245146139931007

ภาพที่ 1 
ป้องกันตัวเอง: ปรัชญาแห่งความรุนแรง (1)

เอลชา ดอร์แลง ศาสตราจารย์ปรัชญาคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยปารีส 8 ชาวฝรั่งเศส

คำถามไม่ใช่หาให้รู้ว่าใครใช้ความรุนแรง หากแต่เป็นหาให้รู้ว่าใครกันกุมอำนาจในการประกาศว่าความรุนแรงนั้นชอบธรรมแล้วต่างหาก
 
ภาพที่ 2 
ในหนังสือเรื่องป้องกันตัวเอง เอลชา ดอร์แลงแสดงให้เห็นว่าสิทธิในการป้องกันตัวเองนั้นไม่เคยกระจายออกไปอย่างเท่าเทียมเลย

ในประวัติศาสตร์ คนบางกลุ่มมีสิทธิอำนาจที่จะป้องกันสวัสดิภาพ บูรณภาพและอำนาจของตัวเอง ขณะที่คนกลุ่มอื่นถูกปลดอาวุธ เปิดช่องให้พวกเขาตกเป็นเหยื่อความรุนแรง และกระทั่งถูกพรากแม้แต่ความเป็นไปที่จะต่อต้านขัดขืนไปเสีย

การครอบงำไม่ได้มีเพียงแค่การทำร้ายทุบตีเท่านั้น มันยังรวมทั้งการห้ามปรามผู้ที่ตัวเองจะเข้าทำร้ายทุบตีไม่ให้ป้องกันตัวเองได้ด้วย
 
ภาพที่ 3 
อีกนั่นแหละ ควรหรือที่จะแต่งแต้มให้พวกที่ต่อต้านขัดขืนดูเป็นภัยคุกคามไป และตรงนี้แหละที่กลไกสื่อมวลชนเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะบรรดาสอเรียงร้องต่าง ๆ พากันปลาสนาการหายไปเบื้องหลังภาพลักษณ์ของการปะทะขัดแย้งกัน เหตุผลของความโกรธแค้นพาลจางหายไปเบื้องหน้าหรสพของ "ความรุนแรงที่ระเบิดเถิดเทิง" ออกมา ปัญหาทางสังคมกลับกลายเป็นปัญหาของตำรวจ บรรดาผู้ที่เรียกร้องความยุติธรรมพลันพบตัวเองอยู่ในคอกจำเลยเสียฉับ

นี่เป็นการพลิกกลับตาลปัตร ซึ่งเอลชา ดอร์แลงชี้ว่าการครอบงำได้เสกสรรปั้นแต่งกลุ่มบุคคลที่ขึ้นชื่อฉาวโฉ่ว่าอันตรายขึ้นมา จนกระทั่งท่าทีในการป้องกันตัวของพวกเขากลายเป็นที่ระแวงสงสัยไปเสีย
 
ภาพที่ 4
ตั้งแต่การต่อต้านระบบครองทาสไปจนถึงขบวนการแบล็ค แพนเธอร์ส์ จากการต่อสู้แอนตี้ระบบอาณานิคมไปจนถึงขบวนการเฟมินิสต์ เอลชา ดอร์แลงได้สืบสาวราวเรื่องประวัติการป้องกันตัวเองเหล่านี้ในฐานะที่เป็นปฏิบัติการทางการเมือง

มันเป็นประวัติศาสตร์ที่เตือนใจให้ระลึกว่าเหล่าผู้ถูกครอบงำหาได้รอคอยใครมามอบหมายสิทธิที่จะต่อต้านให้ก่อนแล้วจึงค่อยจัดตั้งตัวเองขึ้นมา ทำการต่อสู้และประดิษฐ์คิดสร้างวิธีการป้องกันตัวเองอันเหมาะสมของตนไม่
.....

ในทางปรัชญาของ เอลซา ดอร์แลง (Elsa Dorlin) นักปรัชญาการเมืองและสิทธิสตรีชาวฝรั่งเศส เธอไม่ได้แบ่งความรุนแรงตามลักษณะพฤติกรรม (เช่น ทางกายภาพหรือทางวาจา) แต่เธอเสนอการแบ่งแนวคิดเรื่อง "สิทธิการป้องกันตัวและการใช้ความรุนแรง" ออกเป็น 2 ขั้วตรงข้ามที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ผ่านหนังสือชื่อดังของเธอคือ Self-Defense: A Philosophy of Violence (Se défendre. Une philosophie de la violence) 

1. การป้องกันตัวที่ชอบด้วยกฎหมาย (Legitimate Defense / Légitime défense)
เป็นอำนาจความรุนแรงที่เป็นระบบของรัฐ หรือกลุ่มชนชั้นนำที่มีทรัพย์สิน (เช่น คนขาว ชนชั้นสูง)

รัฐเป็นผู้กำหนดว่าความรุนแรงแบบใด "ชอบธรรม" และกฎหมายจะให้การคุ้มครองเฉพาะบุคคลที่รัฐมองว่า "คู่ควรแก่การปกป้อง"

ความรุนแรงในรูปแบบนี้มักถูกใช้เพื่อรักษาระเบียบสังคมแบบเดิม (เช่น การล่าอาณานิคม, การเหยียดเพศ, ชนชั้น และสีผิว) และใช้กดขี่กลุ่มคนชายขอบไม่ให้ลุกขึ้นสู้

2. การป้องกันตัวเองของผู้ถูกกดขี่ (Self-Defense / Autodéfense)

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเพื่อ "ความอยู่รอดทางกายภาพ" ของกลุ่มคนที่ถูกทำให้กลายเป็นผู้ไร้ทางสู้ในประวัติศาสตร์ (เช่น ทาส, ผู้ถูกล่าอาณานิคม, ผู้หญิง, คนผิวสี หรือกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ) 

ดอร์แลงชี้ว่าในประวัติศาสตร์ รัฐจะริบอาวุธและอำนาจในการปกป้องตนเองไปจากคนกลุ่มนี้ เพื่อทำให้พวกเขากลายเป็น "เหยื่อที่ห้ามโต้ตอบ" ดังนั้น การลุกขึ้นมาใช้ความรุนแรงตอบโต้ (Counter-violence) จึงไม่ใช่แค่เรื่องของศีลธรรมหรือกฎหมาย แต่เป็น "จริยศาสตร์การต่อสู้เพื่อชีวิต" (Martial ethics of the self) 

เป็นความรุนแรงเดียวที่ช่วยให้ผู้ถูกกดขี่สามารถรอดพ้นจากการถูกทำลายล้าง และสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองของตนเองขึ้นมาได้ 

สรุปสาระสำคัญ (Core Thesis)

แนวคิดของ เอลซา ดอร์แลง ชี้ให้เห็นว่า ความรุนแรงไม่ได้มีความหมายเดียว ในขณะที่รัฐมองว่าความรุนแรงของผู้ถูกกดขี่เป็นสิ่งผิดกฎหมายและป่าเถื่อน แต่ในมุมมองปรัชญาของดอร์แลง ความรุนแรงในฐานะ Self-Defense (Autodéfense) คือเครื่องมือเดียวที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่ เพื่อยื้อแย่งสิทธิในการมีชีวิตรอดในสังคมที่โครงสร้างเต็มไปด้วยความกดขี่ 
.....


Kasian Tejapira
18 hours ago
AI content · ·

ผลพวงแห่งความคับแค้น (The Grapes of Wrath)
%%%%%
ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้นและความเหลื่อมล้ำมากขึ้นเป็นสิ่งที่สังคมพอทนรับได้ ถ้าคนจนและคนขั้นกลางดีขึ้นไปด้วย
แต่เมื่อไหร่ที่คนรวย ๆ ขึ้นแต่คนจนร่อแร่และคนชั้นกลางสุ่มเสี่ยงทรุดถอยไม่มั่นคงอยู่ท่ามกลางบริโภคนิยมอันหรูหราอย่างในปัจจุบันนี้แล้ว สังคมย่อมไม่สงบ มีความเดือนร้อนรุนแรงปล้นชิง ทั้งในระดับชาติและระดับโลก
(คนอพยพจากประเทศจนไปประเทศรวยก็เพราะเหตุนี้ไม่ใช่หรือ?)
ไม่ใช่พวกซ้ายจัดเผาบ้านเผาเมืองที่ไหนหรอก? แต่คือผลพวงของเส้นทางเศรษฐกิจการเมืองที่ผู้นำพาประเทศเดินมาอย่างหูหนาตาเร่อนั่นแหละ ปู้โธ่เอ๊ย





iLaw เปิดเอกสาร คดีโกงเลือก สว. ที่เชื่อมโยงพรรคภูมิใจไทย และ สว.ที่ไม่ถูกฟ้อง (ขอบคุณสำหรับข้อมูล)


iLaw
14 hours ago
·
กกต. มีมติส่งฟ้องบุคคลในคดีโกงเลือก สว. ต่อศาลฎีกา 77 รายชื่อ จากจำนวนผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ประกอบไปด้วย สว.ที่ดำรงตำแหน่ง 26 คน, ผู้มีสิทธิเลือกสว. 36 คน และบุคคลอื่น 15 คน

ตามที่ iLaw เคยประกาศไว้ว่า หากกกต. ไม่ส่งฟ้องผู้ต้องหาคนใดและเอกสารหลักฐานที่มีอยู่แสดงให้เห็นถึงการกระทำอันน่าสงสัยของบุคคลใดที่ไม่ถูกสั่งฟ้อง iLaw ก็จะนำหลักฐานเหล่านั้นมาเปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งหลักฐานที่นำเสนอไปแล้วอย่างน้อย 22 ชิ้น ซึ่งจะทยอยมีข้อมูลออกมาอีกเรื่อยๆ เพื่อความสะดวกในการค้นหาจึงรวมไว้ในลิงก์นี้ด้วยกัน https://www.ilaw.or.th/articles/59665

1. คำให้การพยานปากสำคัญ เอกราช ช่างเหล่า อดีตสส. พรรคภูมิใจไทย https://www.facebook.com/share/p/19WFT1Wn9j/

2. ข้อมูลเส้นทางการโทรศัพท์ระหว่างเอกราช ช่างเหลา และ เนวิน ชิดชอบ https://www.facebook.com/share/p/1EGSeico3L/

3. ข้อมูลเส้นทางการโทรศัพท์ของเอกราช ช่างเหลา กับบุคคลต่างๆ ในพรรคภูมิใจไทย https://www.facebook.com/iLawClub/posts/pfbid0YeNJjdEELqczHPK8fAPxZCewcroKwqg9W2tjZDRtc8un8aEpuJteXEVaXdespnhMl?__tn__=-UK*F

4. คำให้การพยานปากสำคัญ อัษฎางค์ แสวงการ สว. กลุ่ม 3 จังหวัดขอนแก่น https://www.facebook.com/iLawClub/posts/pfbid021iGEYyYVew7XArNY9PRH7SJh8zmyK9MkszwrnxpBGzho9NiEEy75WFpc8Y5a8ec2l?__tn__=-UK*F

5. คำให้การพยานปากสำคัญ ขจรศักดิ์ ศรีวิราช สว. กลุ่ม 19 จังหวัดพะเยา https://www.facebook.com/iLawClub/posts/pfbid02CRERBLy2ND4KG9owxrJuhJteMBfXm2Nb6NPkzgV4zSpokCgudmzr1BbvGHn4QNmXl?__tn__=-UK*F

6. คำให้การพยานรหัสที่ 25/26 ปากสำคัญที่พบเห็นอนุทิน และเนวิน ร่วมประชุมกับสว. https://www.facebook.com/iLawClub/posts/pfbid0p2BGicPqQocaqeCHx3S2YEdErotVt51sfKPJP45jGaTh8HC4TEvVESpqUSi8gg4dl?__tn__=-UK*F

7. คำให้การของพยาน ดิเรก พรสีมา ผู้สมัครสว. จ.มหาสารคาม https://www.facebook.com/iLawClub/posts/pfbid0VpfMupt4iXeC2Fa225gQzvR2fXPMaCedLkhpmrBEK6Xx1mc6mUe9xE1BvwdHdMjkl?__tn__=-UK*F

8. คำให้การของสนั่นชัย ช่วยอุดมธนกิจ ผู้สมัครสว. จ.หนองบัวลำภู https://www.facebook.com/iLawClub/posts/pfbid0jCVRMaX1rZcBATnqbVfp1K9g3Yi1PNxE2bbQDJkWHRBpeefGsyz3QDM4rK1trBMLl?__tn__=-UK*F

9. คำให้การของสมนึก สุชัยธนาวนิช ผู้สมัครสว. จ.สุโขทัย https://www.facebook.com/iLawClub/posts/pfbid035Kj9JUE4qbZjMfmaDULhSiA6vRR8BxgYumhAK8itYgaY8JCAsq5Xsk2rgjXKqsjTl?__tn__=-UK*F

10. คำให้การของสมชาย เล่งหลัก อดีตสว. จ.สงขลา ในเครือข่ายภูมิใจไทย https://www.facebook.com/iLawClub/posts/pfbid02UwLEXMFpxEfrkPxUF5ph2w4LpWGUrSkDmLVt2D9WzamsbFvTC1ZJJFGTPr2UGDW5l?__tn__=-UK*F

11. คำให้การของไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สว. จ.สงขลา https://www.facebook.com/share/p/18EacfR59B/

12. คำให้การพยาน ระบุ ‘นภินทร ศรีสรรพางค์’ เรียกไปดูตัวที่รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ https://www.facebook.com/share/p/1cDFChjFXJ/

13. ความเห็นเลขาธิการ กกต. เห็นควรสั่งฟ้อง นภินทร ศรีสรรพางค์ https://www.facebook.com/photo/?fbid=1500296178810663&set=a.625664036273886

14. เส้นทางการเงินจังหวัดชุมพร เกี่ยวข้องกับสมบูรณ์ หนูนวล https://www.facebook.com/share/p/1F7a6g7UwM/

15. เส้นทางการเงินจังหวัดกระบี่ เกี่ยวข้องกับอภิชา เศรษฐวราธร https://www.facebook.com/share/p/1Dwq5mqvwX/

16. เส้นทางการเงินจังหวัดราชบุรี เกี่ยวข้องกับภาวนา ว่องอมรนิธิ https://www.facebook.com/share/p/1C8uL1Zhev/

17. เส้นทางการเงินจังหวัดตราด เกี่ยวข้องกับพิศูจน์ รัตนวงศ์ https://www.facebook.com/share/p/1DsrftZBjT/

18. เส้นทางการเงินจังหวัดภูเก็ต เกี่ยวข้องกับปิติพงษ์ ลิ่มรัช https://www.facebook.com/share/p/1AKJGPwLXb/

19. เส้นทางการเงินจังหวัดอำนาจเจริญ เกี่ยวข้องหลานเขยของสุขสมรวย วันทนียกุล https://www.facebook.com/share/p/1AAtc9XZTX/

20. ข้อมูลจากพยานสองปากจากอำนาจเจริญ บุคคลใกล้ตัวสุขสมรวยมีส่วนจัดหาผู้สมัครสว. https://www.facebook.com/share/p/1FXaccfqJU/

21. เปิดฉบับเต็มเอกสารคณะไต่สวนฯชุดที่ 26 สั่งฟ้องกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ฐานจัดหาผู้สมัคร สว. ฮั้วทำโพย ส่อครอบงำวุฒิสภา https://drive.google.com/.../1tPZKzyVUrsG9MOa31enFkpgDQls...

22. เปิดความเห็นคณะไต่สวนฯชุดที่ 26 ยืนยันรับฟังเอกราช ช่างเหลา แม้กลับคำภายหลัง https://drive.google.com/.../1NeIhShuUXSsKMZxKY...

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1552631406910473&set=a.625664036273886




บรรยากาศ "ตัวใครตัวมัน" ในรัฐบาลทรัมป์ตอนนี้ เจ้าหน้าที่ ที่ปรึกษา และพันธมิตรใกล้ชิดหลายคนในรัฐบาลทรัมป์ ต่างบรรยายถึงสถานการณ์อันเลวร้ายที่เต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจและการชิงกล่าวโทษกันล่วงหน้า ก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งกลางเทอม เพราะพรรคริพับลิกันของทรัมป์มีความกังวลว่าจะพ่ายแพ้และสูญเสียเสียงข้างมากในสภา


ความกังวลเกี่ยวกับการระเบิดอารมณ์ของทรัมป์หลังการเลือกตั้งกลางเทอม กระตุ้นให้เกิดการแย่งชิงอำนาจภายในอย่างดุเดือด

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังมีเวลาอีกสองสัปดาห์ในการรักษาเสียงข้างมากของพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรส และท้าทายความคาดหวังว่าจะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอม แต่รอบตัวเขานั้น ผู้ช่วยและพันธมิตรต่างเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นหากเขาทำไม่สำเร็จ

เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารเริ่มเชื่อมั่นมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าการสูญเสียอย่างหนักของพรรครีพับลิกันจะกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนบุคลากรครั้งใหญ่ทั่วทั้งรัฐบาล ขณะที่ทรัมป์กำลังมองหาผู้ช่วยที่จะตำหนิ และอีกหลายสิบคนกำลังพิจารณาที่จะละทิ้งตำแหน่งประธานาธิบดีที่กำลังจะหมดอำนาจในช่วงเวลาที่ตกต่ำที่สุด

ความวิตกกังวลนี้ได้เปลี่ยนทำเนียบขาวที่เคยภาคภูมิใจในความสามัคคีให้กลายเป็นศูนย์กลางของการทะเลาะวิวาทและการรั่วไหลของข้อมูลภายในโลกของทรัมป์อีกครั้ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ที่ปรึกษา และพันธมิตรใกล้ชิดหลายคนกล่าว โดยอธิบายถึงส่วนผสมที่เป็นพิษของการแย่งชิงอำนาจและการชี้เป้าล่วงหน้าในช่วงวันสุดท้ายที่สำคัญก่อนถึงเดือนพฤศจิกายน

“มันโหดร้ายกว่าสถานการณ์ใดๆ ในยุคปัจจุบันที่เกิดขึ้นในทำเนียบขาว” พันธมิตรคนหนึ่งของทรัมป์กล่าว “คุณไว้ใจใครที่นี่ไม่ได้เลย”

การโต้เถียงอย่างดุเดือดภายในคณะบริหารและในแวดวงที่กว้างขึ้นของทรัมป์ได้ปรากฏสู่สายตาประชาชนหลายครั้งในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้บรรยากาศแห่งความไม่ไว้วางใจทวีความรุนแรงขึ้น และกระตุ้นความไม่พอใจของทรัมป์ที่มีต่อที่ปรึกษารอบตัวเขา

ทรัมป์ปลดคิมเบอร์ลี กิลฟอยล์ เอกอัครราชทูตของเขาประจำกรีซและอดีตคู่หมั้นของลูกชายเขา หลังจากมีรายงานที่สร้างความเสียหายหลายฉบับ ซึ่งเกิดจากการเปิดเผยของผู้บริจาคพรรครีพับลิกันรายหนึ่งที่ว่าเธอขอเงิน 100,000 ดอลลาร์จากเขาเพื่อชำระหนี้บัตรเครดิต ประธานาธิบดียังสั่งให้ที่ปรึกษาทำเนียบขาวสอบสวนข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างพันธมิตรใกล้ชิดสองคน คือ อาลินา ฮับบา มิลดอน และริค เกรเนลล์ เกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่าเงินหลายล้านดอลลาร์ที่ตั้งใจไว้สำหรับศูนย์เคนเนดีถูกจัดสรรผิดที่ ตามแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้ (Axios เป็นผู้รายงานการสอบสวนนี้เป็นครั้งแรก)

และทรัมป์ได้ไล่เคที ซาคาเรีย เลขานุการฝ่ายสื่อสารคนใหม่ของเขาออกหลังจากทำงานได้เพียงห้าวัน ท่ามกลางความผิดพลาดหลายประการและการต่อต้านอย่างกว้างขวางต่อการทำงานของเธอ แม้กระทั่งจากพันธมิตรที่ใกล้ชิด

ท่ามกลางวิกฤตการณ์เหล่านั้น ผู้ช่วยใกล้ชิดที่สุดบางคนของทรัมป์ ได้แก่ ซูซี ไวลส์ (Susie Wiles) หัวหน้าคณะทำงาน รวมถึงที่ปรึกษาทางการเมืองภายนอกอย่าง เจมส์ แบลร์ (James Blair) และคริส ลาซิวิตา (Chris LaCivita) ต่างเผชิญกับกระแสข่าวในเชิงลบ ซึ่งก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับสถานะของพวกเขาภายในวงในของประธานาธิบดี

ในทางกลับกัน ฝ่ายที่ปกป้องพวกเขามองว่าข่าวเหล่านี้ถูกปั่นขึ้นโดยคู่แข่งที่ต้องการสร้างความสัมพันธ์กับทรัมป์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เจมส์ แบลร์ ได้ร่วมเดินทางไปกับทรัมป์บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันถึงสองครั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าประธานาธิบดียังคงให้ความไว้วางใจทีมงานหลักของเขาอยู่

แหล่งข่าวที่เข้าใจพลวัตภายในกลุ่มนี้กล่าวว่า “การโจมตีเจมส์หรือคริส ก็เปรียบเสมือนการมุ่งเป้าไปที่ซูซี”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้ทำให้เกิดความพยายามในแวดวงของทรัมป์ที่จะสืบหาว่าใครเป็นผู้นำข้อมูลภายในออกมาเปิดเผย และมีจุดประสงค์เพื่ออะไร แหล่งข่าวสองคนที่มีความเข้าใจในเรื่องนี้กล่าวว่า ขณะนี้ภายในฝ่ายบริหารกำลังมีการคาดเดากันว่า หากผลการเลือกตั้งกลางเทอมออกมาไม่ดี ใครในกลุ่มคนใกล้ชิดทรัมป์จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ใครในระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสที่จะถูกปลด และจะมีผู้ช่วยกี่คนที่ตัดสินใจลาออกหลังจากนั้น

ที่ปรึกษาคนหนึ่งของทรัมป์กล่าวกับสำนักข่าว CNN ว่า “หากเราสูญเสียทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ก็ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกคนอาจตกเป็นเป้าได้ทั้งนั้น”

ด้าน เดวิส อิงเกิล (Davis Ingle) โฆษกทำเนียบขาว ได้ออกแถลงการณ์โดยปฏิเสธประเด็นเรื่องพลวัตภายในฝ่ายบริหาร โดยระบุว่าเป็นเพียง “การคาดเดาที่ไม่มีมูล”

เขากล่าวว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์มุ่งเน้นอย่างเต็มที่ในการรักษาเสียงข้างมากของพรรครีพับลิกันในรัฐสภาสำหรับการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อเน้นย้ำถึงชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลของท่านได้สร้างไว้ให้กับชาวอเมริกัน”

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการชิงไหวชิงพริบที่เข้มข้น ซูซี ไวลส์ ก็เผชิญกับการตรวจสอบอย่างหนัก หลังจากปรากฏชัดว่าเธอไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ตอนที่ทรัมป์เสนอตำแหน่งโฆษกทำเนียบขาวให้กับซาคาเรีย (Zacharia) ที่ปรึกษาของทรัมป์สองคนกล่าวว่า บางคนตีความเหตุการณ์นี้ว่าเป็นสัญญาณของอำนาจที่ลดน้อยลง และเป็นโอกาสที่จะผลักดันให้เธอออกจากตำแหน่ง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เปิดทางให้เธอมีอำนาจตัดสินใจในวงกว้าง

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวลือว่าไวลส์อาจก้าวลงจากตำแหน่งในเร็วๆ นี้ โดยเฉพาะหลังจากที่เธอต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งมานานหลายเดือน อีกทั้งยังใกล้ครบวาระสองปี ซึ่งมักเป็นช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงในทำเนียบขาวหลายคนตัดสินใจลาออก ทั้งนี้ ในสมัยแรกของการดำรงตำแหน่ง ทรัมป์เคยมีหัวหน้าคณะทำงานมาแล้วถึง 4 คน โดยไม่มีใครคนใดที่อยู่ในตำแหน่งครบสองปีเลย อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะลาออกแต่อย่างใด อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้ ทรัมป์ยังได้แสดงความเชื่อมั่นในตัวเธออย่างเต็มที่ โดยยืนยันว่า “ไม่มีโอกาสเลย” ที่เขาจะหาคนอื่นมาแทนที่เธอ

“เธอจะยังคงอยู่ตรงนี้ต่อไป” เจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลกล่าวถึงไวลส์

นอกจากนี้ ผลการเลือกตั้งยังอาจเป็นตัวตัดสินว่ารัฐมนตรีหลายคนในคณะรัฐมนตรีจะเลือกก้าวลงจากตำแหน่งหรือไม่ แทนที่จะต้องเผชิญกับการถูกสอบสวนนานหลายเดือนจากพรรคเดโมแครตซึ่งกำลังจะมีอำนาจมากขึ้น โดยพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งคาดว่าจะเป็นเป้าหมายแรกๆ ของพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรส ต้องเผชิญกับกระแสคาดการณ์มาโดยตลอดว่าเขาอาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ทรัมป์ก็ได้ออกมาปกป้องรัฐมนตรีผู้เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นและมีบุคลิกที่โดดเด่นเหมาะแก่การออกสื่อผู้นี้อยู่หลายครั้ง

เจ้าหน้าที่บางคนตั้งข้อสังเกตว่า คริส ไรต์ (Chris Wright) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งได้รับมอบหมายให้รับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดบางประการจากสงครามกับอิหร่าน อาจตัดสินใจลาออกจากรัฐบาลเพื่อไปรับตำแหน่งที่มีผลตอบแทนสูงกว่าในภาคพลังงาน

ฌอน พาร์เนลล์ (Sean Parnell) โฆษกหลักของเพนตากอน กล่าวในแถลงการณ์ว่า เฮกเซธ (Hegseth) ไม่ได้ให้ความสนใจกับ “ข่าวปลอมหรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวอชิงตัน” ด้านโฆษกกระทรวงพลังงานปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าไรต์กำลังพิจารณาจะลาออก โดยระบุว่าเขาจะยังคงดำรงตำแหน่งต่อไป “ตราบเท่าที่ประธานาธิบดีต้องการให้เขาทำหน้าที่”

ในขณะเดียวกัน หลายฝ่ายกำลังเตรียมรับมือกับความเป็นไปได้ที่ทรัมป์หรือพันธมิตรใกล้ชิดอาจดำเนินการ “ชำระแค้น” ครั้งใหญ่หลังการเลือกตั้ง แหล่งข่าวสองรายที่ทราบเรื่องเปิดเผยว่า ผู้ใกล้ชิดของ เจย์ บัตตาชาร์ยา (Jay Bhattacharya) หัวหน้าสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) แสดงความกังวลว่าเขาอาจเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงสุดที่จะถูกปลดออกจากตำแหน่ง หลังจากเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่กับ รัส วอต์ (Russ Vought) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณประจำทำเนียบขาว ในประเด็นการควบคุมการจัดสรรเงินทุนสนับสนุนของหน่วยงาน

ทาง NIH ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวรายหนึ่งที่ทราบสถานการณ์ระบุว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ปรับปรุงความสัมพันธ์ในการทำงานระหว่าง NIH กับหน่วยงานของวอต์ให้ดีขึ้นแล้ว

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งกล่าวว่า ทรัมป์และทีมงานกำลังมุ่งเน้นไปที่การเลือกตั้งกลางเทอมเพียงอย่างเดียว

โดยปกติแล้ว รัฐบาลมักจะมีการปรับเปลี่ยนบุคลากรหลังการเลือกตั้งกลางเทอม ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนมักจะตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่ง และเป็นโอกาสให้ประธานาธิบดีได้กำหนดลำดับความสำคัญใหม่ในช่วงสองปีสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง

ทว่าสำหรับรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งอำนาจวัดกันที่ความใกล้ชิดกับทรัมป์เป็นหลักและมีความจงรักภักดีที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การมีตำแหน่งว่างลงอาจส่งผลให้ดุลอำนาจภายในทำเนียบขาวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และอาจเบี่ยงเบนทิศทางของวาระการดำเนินงานของรัฐบาลได้

แหล่งข่าวที่เคยพูดคุยกับทรัมป์ระบุว่า จนถึงขณะนี้เขายังไม่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะมีการปรับเปลี่ยนบุคลากรหลังการเลือกตั้ง ทั้งยังแสดงความเชื่อมั่นว่าการเดินสายหาเสียงช่วยผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลเชิงบวกต่อโอกาสที่พรรคจะยังคงครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส

อย่างไรก็ตาม ผู้ช่วยและที่ปรึกษาหลายคนของทรัมป์ยังคงมองสถานการณ์ด้วยความกังวล โดยไม่มั่นใจนักว่าพรรคจะมีโอกาสประสบความสำเร็จเพียงใด พวกเขาเชื่อว่าพรรครีพับลิกันน่าจะสูญเสียเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว และในขณะนี้ เป้าหมายหลักจึงเปลี่ยนไปอยู่ที่การจำกัดขอบเขตของความสูญเสียเหล่านั้นแทน

แม้ที่ปรึกษาของทรัมป์จะยังคงเชื่อว่าพวกเขาสามารถรักษาเสียงข้างมากในวุฒิสภาไว้ได้ แต่ก็มีความกังวลในวงกว้างว่า ปฏิกิริยาเชิงลบจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีต่อรัฐบาล ประกอบกับการหาเสียงที่ย่ำแย่ของผู้สมัครวุฒิสภาบางคน ได้ทำให้ภารกิจนี้ยากลำบากกว่าสถานการณ์ปกติมาก

แหล่งข่าวที่เคยพูดคุยกับทรัมป์ระบุว่า ตัวทรัมป์เองก็ยอมรับในบางครั้งว่านี่เป็นความท้าทาย โดยเขาตั้งคำถามว่าเหตุใดสถานการณ์ทางการเมืองของพรรครีพับลิกันจึงเลวร้ายเช่นนี้ พร้อมทั้งระบายความไม่พอใจเกี่ยวกับกลยุทธ์ทางการเมืองของพรรค

แหล่งข่าวกล่าวเสริมว่า หากพรรครีพับลิกันต้องเผชิญกับความพ่ายแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายน ทรัมป์จะต้องหาคนมารับผิดชอบอย่างแน่นอน ซึ่งคนคนนั้นย่อมไม่ใช่ตัวเขาเอง

“ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ประธานาธิบดีมักจะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งกลางเทอมเสมอ” ทรัมป์กล่าวตัดพ้อเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา “หากผมสามารถดึงฐานเสียงของผม หรือกลุ่มรีพับลิกันสาย MAGA — จะเรียกพวกเขาว่าอะไรก็แล้วแต่ — ให้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งได้ เราก็จะชนะอย่างถล่มทลาย แต่พวกเขาต้องอยากออกมาเลือกตั้งด้วย ซึ่งถ้าชื่อของคุณไม่ได้ปรากฏอยู่บนบัตรเลือกตั้ง มันก็ย่อมเป็นเรื่องที่ยากขึ้นอีกนิด”

ที่มา CNN
Fears of a post-midterms Trump rampage spur ‘brutal’ internal jockeying

https://www.cnn.com/2026/10/20/politics/trump-white-house-midterms-blame



WSJ รายงานว่า อีลอน มัสก์สั่งลดความเร็วของ Starlink ในยูเครน บรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติจากทั้งสองพรรค ได้เรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเป็นทางการ โดยตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของมหาเศรษฐีเอกชนผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานทางทหารที่สำคัญในช่วงเวลาที่สงครามกำลังดำเนินอยู่








วุฒิสมาชิกอดัม ชิฟฟ์
@SenAdamSchiff

ไม่ประธานาธิบดีก็อีลอน มัสก์ ที่กำลังโกหกอยู่ แต่การตัดสินใจลดความเร็วและการเข้าถึงเครือข่ายดาวเทียมนั้น ส่งผลถึงความเป็นความตายสำหรับยูเครน

เรื่องนี้สมควรได้รับการสอบสวนอย่างเต็มรูปแบบโดยวุฒิสภา อีลอน มัสก์ ควรถูกเรียกตัวมาให้การต่อรัฐสภาภายใต้การสาบานตน

การตัดสินใจด้านความมั่นคงของชาติควรตั้งอยู่บนผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับอารมณ์ส่วนตัวของผู้บริหารที่ขาดความมั่นคงทางอารมณ์








เคทแลน คอลลินส์
@kaitlancollins

วุฒิสมาชิกวอร์เรนตอบโต้รายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัลที่ระบุว่าอีลอน มัสก์สั่งลดความเร็วของ Starlink ในยูเครนว่า "เราอยากทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น หากเป็นชายคนเดียวคืออีลอน มัสก์ ที่กำหนดนโยบายต่างประเทศของเรา เขาจะทำให้สหรัฐฯ ตกอยู่ในความเสี่ยงอย่างมหาศาล"
.....

การบรรจบกันของการควบคุมโดยบริษัทเอกชนเหนือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ยังคงดึงดูดความสนใจจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเข้มข้น โดยความเห็นของวุฒิสมาชิกวอร์เรนเน้นย้ำถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นจากทั้งสองพรรคและสภาคองเกรสเกี่ยวกับความรับผิดชอบในการตัดสินใจด้านนโยบายต่างประเทศ

ข้อโต้แย้งนี้เกิดจากรายงานการสืบสวนของวอลล์สตรีทเจอร์นัลที่เปิดเผยว่าอีลอน มัสก์สั่งจำกัดความเร็วของ Starshield ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นเครือข่ายดาวเทียมระดับทางการทหารของ SpaceX ที่ยูเครนพึ่งพาอย่างมากสำหรับการสื่อสารในสนามรบและการปฏิบัติการโดรน

องค์ประกอบสำคัญของรายงาน WSJ และเรื่องราวที่เกิดขึ้น:
การหยุดชะงักทางเทคนิค: ข้อจำกัดที่นำมาใช้ในช่วงกลางเดือนตุลาคม ได้จำกัดการเชื่อมต่อสำหรับเทอร์มินัลที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 100 ไมล์ต่อชั่วโมง (160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) หรือเร็วกว่านั้น ซึ่งทำให้กองกำลังยูเครนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ส่งผลให้โดรนโจมตีระยะไกลและโดรนสกัดกั้นทางอากาศที่ต้องพึ่งพาการรับสัญญาณดาวเทียมความเร็วสูงไม่สามารถใช้งานได้หรือใช้งานไม่ได้

ความขัดแย้งทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง: การชะลอตัวดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับความขัดแย้งอย่างหนักระหว่างวอชิงตันและเคียฟเกี่ยวกับการโจมตีด้วยโดรนของยูเครนที่มุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านเชื้อเพลิงและพลังงานของรัสเซีย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และมัสก์ ต่างวิพากษ์วิจารณ์การโจมตีเหล่านี้อย่างเปิดเผย โดยอ้างว่าเป็นการทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น มัสก์ได้กล่าววิจารณ์ในทำนองเดียวกันนี้ก่อนที่ข้อจำกัดการเชื่อมต่อจะมีผลบังคับใช้ไม่นาน

รายงานที่ขัดแย้งและความสับสน: รายงานของ WSJ เน้นย้ำถึงความสับสนภายในรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะที่บางแหล่งข่าวระบุว่ามัสก์ดำเนินการโดยอิสระ แต่บางแหล่งข่าวก็แนะนำว่าเขาได้ปรึกษากับทรัมป์หรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลก่อนหน้านี้ ตัวมัสก์เองได้กล่าวต่อสาธารณะว่า ข้อจำกัดในการใช้งานนั้นขึ้นอยู่กับกองทัพสหรัฐฯ และประธานาธิบดี แต่ต่อมาประธานาธิบดีทรัมป์กลับบอกกับผู้สื่อข่าวว่า เขาไม่ทราบว่าใครเป็นผู้อนุมัติการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ในขณะเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โค รูบิโอ ปฏิเสธว่าทำเนียบขาวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจำกัดการใช้งานระบบ

ปฏิกิริยาต่อต้านจากสภาคองเกรส: รายงานดังกล่าวได้จุดประกายความกังวลจากทั้งสองพรรคในวอชิงตัน บรรดาสมาชิกสภานิติบัญญัติจากทั้งสองพรรค ซึ่งรวมถึงวุฒิสมาชิกเอลิซาเบธ วอร์เรน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน ได้เรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเป็นทางการ โดยตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบของมหาเศรษฐีเอกชนผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานทางทหารที่สำคัญ ในระหว่างที่สงครามกำลังดำเนินอยู่

การเรียกร้องจากทั้งสองพรรคให้มีการสอบสวนข้อจำกัดในการใช้งาน Starlink/Starshield นี้ สะท้อนให้เห็นถึงจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่สำคัญ นั่นคือ การที่กองทัพสหรัฐฯ และพันธมิตรต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ของภาคเอกชนมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อความมั่นคงของชาติ

สมาชิกสภานิติบัญญัติได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงหลักหลายประการที่นำไปสู่ข้อเรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างเป็นทางการโดยรัฐสภา ดังนี้:

อิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศที่ไม่อาจตรวจสอบได้: เนื่องจาก SpaceX เป็นเจ้าของและเป็นผู้ดำเนินการโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว นักวิจารณ์จึงโต้แย้งว่าบุคคลธรรมดาเพียงคนเดียวสามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ในสนามรบได้ตามอำเภอใจ ซึ่งเท่ากับเป็นการก้าวก่ายหรือกำหนดทิศทางเป้าหมายนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ แบบเรียลไทม์ โดยปราศจากการกำกับดูแลตามระบอบประชาธิปไตย

บรรทัดฐานด้านความมั่นคงของชาติ: หากหน่วยงานเอกชนสามารถจำกัดหรือลดประสิทธิภาพช่องทางการสื่อสารระดับทางทหารในช่วงที่เกิดความขัดแย้งได้ ย่อมถือเป็นจุดอ่อนร้ายแรงที่อาจนำไปสู่ความล้มเหลวทั้งระบบ สมาชิกสภานิติบัญญัติจากทั้งสองพรรคต่างเห็นพ้องกันว่า ปฏิบัติการด้านการป้องกันประเทศที่สำคัญไม่ควรขึ้นอยู่กับอารมณ์ ความคิดเห็นทางการเมือง หรือผลประโยชน์ทางธุรกิจของผู้บริหารองค์กรธุรกิจใดองค์กรหนึ่ง

การแบ่งแยกอำนาจและความโปร่งใส: ความสับสนระหว่างทำเนียบขาว เพนตากอน และตัวอีลอน มัสก์เอง ซึ่งต่างให้ข้อมูลไม่ตรงกันว่าใครเป็นผู้อนุมัติให้มีการลดความเร็วในการใช้งานนั้น ได้เพิ่มแรงกดดันจากรัฐสภาให้มากขึ้น สมาชิกสภานิติบัญญัติต้องการทราบว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารได้มอบอำนาจการตัดสินใจทางทหารให้แก่เอกชนโดยปริยายหรือไม่ หรือบริษัทเอกชนแห่งนี้ดำเนินการโดยใช้อำนาจของตนเองแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยปล่อยให้รัฐสภาและสาธารณชนไม่รับรู้ข้อเท็จจริงใดๆ เลย





แกะรอย 1.9 พันล้าน ‘สส.ไอเดียร์’ จากทุนคริปโทฯ เว็บพนันข้ามชาติ สู่ชนวนเสี่ยงยุบพรรคภูมิใจไทย - “โรม” ตั้งข้อสังเกต เบื้องหลังที่กระทรวงดีอี ตรวจไม่พบเว็บพนันสามี “สส. ไอเดียร์” กรณีการถือหุ้นบ่อนออนไลน์ของสามี สส. ไอเดียร์ ถูกตั้งคำถามไปยัง รมว.ดีอี ไชยชนก ชิดชอบ รู้เห็นด้วยหรือไม่



แกะรอย 1.9 พันล้าน ‘สส.ไอเดียร์’ จากทุนคริปโทฯ เว็บพนันข้ามชาติ สู่ชนวนเสี่ยงยุบพรรคภูมิใจไทย

โดย THE STANDARD TEAM
21.10.2026

การเปิดโปงเครือข่ายความมั่งคั่ง 1,974 ล้านบาท ของ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ ‘สส.ไอเดียร์’ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย และ ไท่หยาง ซาง (Taiyang Zhang) สามีนักลงทุนชาวต่างชาติ

จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตในสภาผู้แทนราษฎร นำไปสู่การขุดคุ้ยร่องรอยทางดิจิทัลที่สลับซับซ้อน เผยให้เห็นโครงข่ายธุรกิจคาสิโนออนไลน์ข้ามชาติ การถ่ายโอนสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่านับร้อยล้าน และที่สำคัญที่สุดคือ ข้อกังขาทางจริยธรรมว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน ตลอดจนเม็ดเงินบริจาคพรรคการเมืองที่อาจกลายเป็นชนวนเหตุนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองขนาดใหญ่

นี่ไม่ใช่เพียงข่าวการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินธรรมดา แต่คือภาพสะท้อนของการปะทะกันระหว่างทุนข้ามชาติ เทคโนโลยีบล็อกเชน และกลไกทางกฎหมายของรัฐสภาไทย

จากสภาผู้แทนราษฎร สู่รอยเท้าบนบล็อกเชน

ชนวนเหตุของมหากาพย์ครั้งนี้ เริ่มต้นขึ้นกลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ รังสิมันต์ โรม สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายพาดพิงถึงความเชื่อมโยงระหว่างไท่หยาง ซาง สามีของ สส.ไอเดียร์ กับกลุ่มธุรกิจสีเทาข้ามชาติ การจุดประกายของรังสิมันต์ ทำหน้าที่เสมือนการเปิดประตูบานแรกให้สังคมเริ่มจับจ้องมาที่ความมั่งคั่งผิดปกติของครอบครัวนักการเมืองดาวรุ่งคนนี้

ทว่า ผู้ที่นำกุญแจมาไขความลับในโลกดิจิทัลจนทำให้ภาพทุกอย่างกระจ่างชัดคือ ศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ผู้สวมบทบาทนักสืบไซเบอร์ ใช้ความเชี่ยวชาญในการแกะรอยเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ขุดลึกลงไปในโครงสร้างธุรกิจของไท่หยาง จนค้นพบจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ นั่นคือการถือครองหุ้นในบริษัท Mixed Order Limited ซึ่งจดทะเบียนในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน (BVI) ดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องการปกปิดข้อมูลทางการเงิน

บริษัทแห่งนี้ไม่ได้ประกอบธุรกิจทั่วไป แต่เป็นบริษัทแม่ของ Natural Nine B.V. นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศคูราเซา ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกิจการเว็บไซต์คาสิโนคริปโตออนไลน์ระดับโลกในชื่อ Shuffle.com

ถอดรหัส 1.9 พันล้าน และมูลค่าที่ซ่อนอยู่ในหุ้น 1%


เมื่อ สุชาดา ก้าวเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นไฟต์บังคับทางกฎหมาย ตัวเลขที่ปรากฏต่อสาธารณชนในส่วนทรัพย์สินรวมกับสามีที่พุ่งทะยานสูงถึง 1,974 ล้านบาท นำมาซึ่งคำถามใหญ่จากสังคมและหน่วยงานตรวจสอบถึงความสอดคล้อง ระหว่างรายได้ที่แจ้งไว้กับความมั่งคั่งสุทธิ

ประเด็นสถานะการถือครองหุ้นใน Mixed Order Limited จำนวน 1.47% (หรือราว 1%) ของไท่หยาง แม้จะดูเป็นตัวเลขสัดส่วนที่น้อยนิด แต่ศิริโชค โสภา ได้นำเอกสารงบการเงินปี 2568 ของบริษัทผู้ดำเนินกิจการ Shuffle.com มาเปิดเผย ซึ่งตัวเลขผลประกอบการนั้นอยู่ในระดับอภิมหาศาล

ในปี 2568 Shuffle.com กวาดรายได้ไปถึง 187.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,189 ล้านบาท) และฟันกำไรจากการดำเนินงาน 46.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,520 ล้านบาท) นอกจากนี้ยังมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 40.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,341 ล้านบาท)

เมื่อนำหลักการประเมินมูลค่าธุรกิจคาสิโนออนไลน์ในตลาดต่างประเทศมาคำนวณ ซึ่งมักจะซื้อขายกันที่มูลค่าประมาณ 10 เท่าของกำไร กิจการของ Shuffle.com อาจมีมูลค่าประเมินรวมสูงทะลุ 15,200 ล้านบาท ส่งผลให้หุ้นสัดส่วนเพียง 1% ที่ไท่หยางถือครองนั้น อาจมีมูลค่าสูงถึง 152 ล้านบาท และหากคำนวณส่วนแบ่งกำไรสุทธิตามสัดส่วน เม็ดเงินปันผลอาจตกอยู่ที่ราว 13.4 ล้านบาทต่อปี

แม้ สุชาดา จะออกมาชี้แจงว่า สามีได้ทำการขายหุ้น สัดส่วน 1.47% ดังกล่าวออกไปทั้งหมดแล้วตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 ก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่ง สส. ทำให้ไม่ต้องยื่นรายการหุ้นนี้ในบัญชีทรัพย์สิน ทว่าคำชี้แจงนี้กลับทิ่มแทงตัวเองในประเด็นทางจริยธรรมที่ใหญ่กว่าเดิม

บททดสอบผลประโยชน์ทับซ้อน

คำชี้แจงของ สุชาดา ที่ระบุว่าตนเคยยื่นแจ้งรายการหุ้น Shuffle.com นี้ต่อ ป.ป.ช. ไว้แล้ว ตั้งแต่สมัยที่ยังดำรงตำแหน่ง เลขานุการและโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวงดีอี) ถือเป็นการยอมรับโดยปริยายว่า เธอรับรู้มาโดยตลอดถึงสถานะการลงทุนในธุรกิจเว็บพนันของสามี

ประเด็นนี้ถูกจุดให้เป็นวิกฤตความน่าเชื่อถือระดับชาติ เนื่องจากกระทรวงดีอี คือหน่วยงานหลักที่มีดาบอาญาสิทธิ์และภารกิจโดยตรงในการปราบปรามและปิดเว็บไซต์พนันออนไลน์

สังคมและผู้ตรวจสอบอย่างศิริโชค จึงตั้งคำถามถึงความเหมาะสมอย่างรุนแรงว่า เหตุใดบุคคลที่รับทราบว่าคู่สมรสมีผลประโยชน์เชื่อมโยงกับคาสิโนออนไลน์ จึงเข้ามาดำรงตำแหน่งบริหารในกระทรวงที่ต้องปราบปรามอาชญากรรมประเภทนี้? นี่คือภาพจำลองของผลประโยชน์ทับซ้อน ที่ชัดเจนที่สุดกรณีหนึ่งในการเมืองไทย

ข้อสังเกตที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ เว็บไซต์ Shuffle.com สามารถเปิดให้บริการกอบโกยรายได้จากผู้เล่นชาวไทยมาอย่างยาวนาน โดยไม่เคยถูกกระทรวงดีอี ดำเนินการปราบปราม หรือสั่งปิดกั้นการเข้าถึงแต่อย่างใด จนกระทั่งเรื่องนี้กลายเป็นข่าวอื้อฉาวระดับประเทศ เว็บไซต์ดังกล่าวจึงได้ดำเนินการปิดให้บริการตัวเองไปเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมิได้เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายของรัฐไทยแต่อย่างใด

เส้นทางคริปโทฯ 118 ล้านบาท มัดปมด้วยระบบ KYC

หลักฐานที่ทำให้นิติสงครามครั้งนี้รัดกุมจนยากจะดิ้นหลุด คือข้อมูลการทำธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่ศิริโชคนำไปยื่นต่อ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

รอยเท้าดิจิทัลที่ถูกเปิดเผย ระบุถึงการโอนเงินคริปโทเคอร์เรนซีระหว่างบัญชีใน Bitkub (ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอันดับหนึ่งของไทย) ไปยังเว็บไซต์พนัน Shuffle.com จำนวนเกือบ 10,000 รายการ ตลอดระยะเวลา 3 ปี คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 118 ล้านบาท

ความอันตรายของหลักฐานชิ้นนี้ต่อผู้ถูกกล่าวหาคือ แพลตฟอร์ม Bitkub ดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ไทย ซึ่งบังคับใช้มาตรการยืนยันตัวตนลูกค้าอย่างเข้มงวด (KYC – Know Your Customer) หมายความว่า ธุรกรรมเกือบหมื่นรายการนี้ สามารถระบุตัวตนเจ้าของบัญชีผู้โอนเงินได้อย่างชัดเจน ไม่สามารถอ้างความเป็นนิรนาม (Anonymous) ได้เหมือนระบบคริปโทฯ ใต้ดินทั่วไป

เส้นทางการเงินนี้คือใบเสร็จชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่า มีการโอนเงินจากผู้เล่นในประเทศไทยเพื่อเล่นการพนันจริง ซึ่งเข้าองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 อันเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ทำให้ พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต้องสั่งการให้ DSI รับลูกขยายผลอย่างเร่งด่วน โดยมีการเชิญ สส.ไอเดียร์ และไท่หยาง เข้าให้ข้อมูลแล้ว เพื่อสืบสาวไปถึงผู้จัดหาและผู้อยู่เบื้องหลังโครงข่ายทั้งหมด

โดมิโนทางการเมือง เสถียรภาพภูมิใจไทย และชะตากรรมบนเส้นด้ายยุบพรรค

วิกฤตของ สส.ไอเดียร์ ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องส่วนตัว แต่กำลังลุกลามกลายเป็น พายุหมุน ที่พัดถล่มพรรคภูมิใจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อมีการตรวจพบร่องรอย เงินบริจาคพรรคการเมือง ที่ถูกเปิดเผยต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ข้อมูลระบุว่า สุชาดา มีชื่อเป็นผู้บริจาคเงินให้พรรคภูมิใจไทยอย่างต่อเนื่อง รวมเป็นเงินประมาณ 150,000 บาท โดยเริ่มจากการบริจาคเดือนละ 10,000 บาทตั้งแต่ก่อนเป็น สส. และขยับเพิ่มเป็นเดือนละ 30,000 บาทเมื่อได้เข้าสภา

ในสถานการณ์ปกติ เงินหลักแสนบาทอาจดูเล็กน้อยสำหรับพรรคการเมืองระดับชาติ แต่ในบริบทที่ ป.ป.ช. กำลังสอบสวนเชิงลึกถึงที่มาของทรัพย์สิน 1,974 ล้านบาท และข้อครหาเรื่องรายได้จากเว็บพนัน เงินบริจาคก้อนนี้จึงถูกตั้งคำถามถึง ต้นทางและสถานะความชอบด้วยกฎหมาย ทันที

ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ใน 3 มาตราอันตราย:

มาตรา 72: ห้ามพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าเงินนั้นได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยในแหล่งที่มา

มาตรา 74: ห้ามรับเงินบริจาคจากบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย หรือนิติบุคคลต่างประเทศ

มาตรา 92 (3): หากฝ่าฝืนมาตรา 72 หรือ 74 กกต. มีอำนาจชงเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค ได้

ประเด็นนี้สร้างความปั่นป่วนให้แกนนำพรรคภูมิใจไทยอย่างเห็นได้ชัด อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี ต้องออกมาตั้งป้อมตอบโต้ทางการเมืองกับศิริโชค ขณะที่องคาพยพของพรรค ทั้ง บุญธิดา สมชัย (โฆษกพรรค), สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ (รองหัวหน้าพรรค) และ ศุภชัย ใจสมุทร (ประธานฝ่ายกฎหมายพรรค) ต้องออกมาชี้แจงและกางโล่ปกป้องสถานะของเงินบริจาคอย่างดุเดือด

ท่ามกลางข่าวลือเรื่องความขัดแย้งภายในพรรค การส่งข้อมูลลับให้ฝ่ายค้าน และเกมสกัดดาวรุ่งทางการเมือง สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ ผู้เป็นบิดาของ สส.ไอเดียร์ ต้องออกมาประสานรอยร้าว โดยยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ “ตัดหางปล่อยวัด” และลูกสาวพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

นาฬิกาจับเวลาของ ป.ป.ช. และเดิมพันของกระบวนการยุติธรรม

ขณะนี้ ลูกบอลตกไปอยู่ในสนามของหน่วยงานตรวจสอบ โดยเฉพาะ สำนักงาน ป.ป.ช. ที่กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ แม้ในอดีต (ช่วงปี 2564-2568) ป.ป.ช. จะเคยประทับตราไม่ผิดปกติ ให้กับบัญชีทรัพย์สินของ สุชาดา สมัยเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีและเลขานุการรัฐมนตรีมาแล้วก็ตาม

แต่การตรวจสอบบัญชี 1.9 พันล้านบาทในสถานะ สส. ครั้งนี้ บริบทได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ป.ป.ช. ต้องทำงานเชิงลึกเพื่อหาคำตอบใน 3 ประเด็นหลัก

ความสามารถในการชำระหนี้และรายได้ที่สอดคล้องกับทรัพย์สิน
ไทม์ไลน์การถือครองและโอนขายหุ้น 1.47% ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2569 ตลอดจนปมการครอบครองนาฬิกาหรู

เส้นทางของเม็ดเงิน 1.5 แสนบาทที่ไหลเข้าสู่บัญชีพรรคภูมิใจไทย

คดีของ สส.ไอเดียร์ และไท่หยาง ซาง จึงไม่ใช่เพียงบททดสอบความโปร่งใสของนักการเมืองรุ่นใหม่ แต่เป็นบททดสอบประสิทธิภาพของรัฐไทย ในการต่อกรกับความซับซ้อนของสินทรัพย์ดิจิทัล บล็อกเชน และนอมินีข้ามชาติ

อ้างอิง: