วันอังคาร, ตุลาคม 24, 2560

คนอะไรซวยชิบหาย! นักโทษรอ 'อภัย' "พร่ำพรรณนาถึงพระราชวงศ์ชั้นสูงแทบจะทุกลมหายใจ"

บันทึกนักโทษคดีการเมือง ตอนที่ 8 :เรื่องเล่าชาวคุก คนอยู่ระหว่างฯ รอเยี่ยมญาติ คนเด็ดขาดรออภัย คนอะไรซวยชิบหาย!
....

ในบรรดาคนไทยเกือบจะ 70 ล้านคนนี่ คงไม่มีใครจะเฝ้าพร่ำพรรณนาถึงพระราชวงศ์ชั้นสูงแทบจะทุกลมหายใจเข้าออก แบบคนคุกกว่า 3 แสนคนทั่วประเทศหรอกครับ

อันนี้ผมไม่ได้กล่าวเกินจริงแต่อย่างใดเลย คนไทยที่มีอิสรภาพอยู่ในโลกภายนอก อาจจะรักเทิดทูนในหลวง พระราชินี หรือพระราชวงศ์ชั้นสูงบางพระองค์

แต่คนในคุกจะนึกถึงพร่ำพรรณนาถึงทั้่งในหลวง พระราชินี พระบรมฯ สมเด็จพระเทพฯ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตน์ พระองค์เจ้าชั้นพระเจ้าหลานเธอทุกพระองค์ รวมไปถึงพระธิดาของในหลวงรัชกาลก่อน อย่างรัชกาลที่ 6 ก็ยังพากันพรรณนาถึง

นอกจากเจ้าก็ยังนึกถึงพรรณนาหาพระด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จพระสังฆราชที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว หรือ พระสังฆราชองค์ใหม่ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้ง

คนคุกจำวันประสูติ วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันบรมราชาภิเษก วันสวรรคต วันการพระเมรุ วันสำคัญๆ ต่างๆของพระราชวงศ์ชั้นสูงได้หมด รวมทั้งวันครบรอบสำคัญๆ ว่าพระองค์ท่านไหนมีพระชนมายุครบกี่รอบ ครองราชย์มาแล้วกี่ปี ทรงสมรสครบรอบกี่ปีแล้ว...ฯลฯ พูดง่ายๆ ว่าละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว

ทุกคนแทบจะมีกระดาษแผ่นเล็กๆ เป็นเสมือนคู่มือคอยติดตัวไว้ตลอดเวลา...ตื่นขึ้นมาหน้ายังไม่ล้างก็ชวนกันคุยเรื่องเกี่ยวกับพระราชวงศ์ชั้นสูง ล้างหน้าเสร็จตั้งวงชงกาแฟก็ต้องคุยกันเรื่องนี้ ระหว่างออกกำลังกายเอาเหงื่อ เดินหรือวิ่งในสนามหรือรอบเรือนนอน ก็คุยเรื่องนี้กันไป

กินข้าวเช้า เข้าแถวเคารพธงชาติ แยกย้ายไปตามกองงาน พักกินข้าวเที่ยง ออกไปเยี่ยมญาติ อาบน้ำบ่ายสาม ต้อนเข้าเรือนนอน ก่อนจะนอนก็คุยกันเรื่องนี้...แม้แต่ในฝันก็ยังฝันเรื่องนี้

ตื่นมาหน้ายังไม่ทันล้าง คุยกันเรื่องนี้อีกแล้ว..คุยวนไป ว่างั้นเหอะ

ยิ่งใกล้วันสำคัญของพระราชวงศ์ชั้นสูง ไม่ว่าจะเหตุการณ์ใด คนคุกจะตื่นเต้นกันเป็นพิเศษ และข่าวลือมักสะพัดว่า ลูกใหญ่ กำลังจะมา...นั่นคือข่าวการพระราชทานอภัยโทษ หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า อภัย

ถ้าเป็นวาระใหญ่ ทั้งมงคลและไม่เป็นมงคลก็ตาม ก็มักร่ำลือกันว่า อภัยลูกใหญ่ กำลังจะมา...คำว่า ลูกใหญ่ นี่บางทีก็เหลือแค่ ผ่าครึ่ง ครับ

กล่าวคือนักโทษคนใดโดนคดีประหารชีวิต ถ้าลูกใหญ่มาก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต ใครโทษจำคุกตลอดชีวิต ผ่าครึ่งมาเหลือ 50 ปี

ใคร 50 ปีเหลือ 25 ใคร 25 เหลือ 12 ปีครึ่ง ถ้าใครเหลือจำคุกไม่เกิน 2 ปี ถูกปล่อยตัวอิสรภาพกลับบ้านเลย

แล้วเราชาวคุกจะไม่พร่ำพรรณนาถึงแต่พระราชวงศ์ชั้นสูงได้อย่างไร ใครไม่เคยติดคุกคงไม่รู้ว่า แต่ละวันแต่ละชั่วโมงแต่ละนาทีนั้นมันร่ำร้องหาแต่อิสรภาพขนาดไหน

วาระสำคัญของพระราชวงศ์จึงเป็นที่มาของการคาดเดา ข่าวลือสารพัดที่ประดังประเดเข้ามาในคุก ชนิดที่ไม่เว้นแต่ละวัน บางครั้งก็สมหวัง บางครั้งก็ไม่ เต็มที่ เพราะอภัยมาแค่ลูกเล็ก คือไม่ถึงกับผ่าครึ่ง แต่มาแบบ 1 ใน 4 เช่นติดคุก 4 ปี ลดไป 1 เหลือ 3 ปี ก็ต้องตั้งตารอ ลูกใหม่

หลายๆ ครั้งก็เป็นเพียงข่าวลือที่พัดผ่านวันสำคัญนั้นๆ ไปโดยไม่มีอะไร นอกจากมายืนทำความเคารพวาระสำคัญนั้นแบบเหี่ยวเฉาแห้งโหย และหลายคนกินข้าวไม่ลง ไม่มีแรงจะออกไปพบใคร

ที่แดนแรกรับนักโทษใหม่ คือแดน 1 นั้นจึงมักมีเรื่องให้อำกันเป็นคึกครื้นประจำ คือจะมีนักโทษเข้ามาใหม่ทุกวันตอนค่ำๆ หากวันไหนมีเสียงตะโกนลั่นแดนว่า "อภัยมาๆๆ" บรรดานักโทษจะพากันกระตือรือร้นหูตาเหลือกด้วยความตื่นเต้น

และไอ้คนตะโกนนั่นก็มักจะปิดท้ายมุกควายๆ ว่า "ไอ้คนใหม่ที่เข้าคุกมาค่ำนี้มันชื่อไอ้อภัยหวะเฮ้ย..!"...สัสสส!! เสียงด่าลั่่นโดยมิได้นัดหมายก็มาทั้งแดนเหมือนกัน

ในคุกนั้นบรรดาเจ้าหน้าที่ผู้คุมจะเรียกพวกเราที่เป็นนักโทษที่ได้รับการตัดสินเด็ดขาดแล้วว่า น.ช. (นักโทษชาย) เรียกพวกที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีว่า ข.ช. (ผู้ต้องขังชาย)

แต่คนคุกด้วยกันจะเรียกพวกเพิ่งเข้าคุกมาว่า คนใหม่ ไอ้พวกที่อยู่มาก่อนเป็น คนเก่า

ใครเคยเป็นหมอ เคยเป็นรัฐมนตรี พลตำรวจตรี พลตำรวจโท พลเอก อธิบดี ปลัด หม่อมราชวงศ์ ดาบตำรวจ จ่า ผู้หมวด ผู้กอง เรายังเรียกขานด้วยการให้เกียรติกันด้วยดีว่า "ท่านรัฐมนตรี, ท่านอธิบดี, ท่านปลัด, ท่านประธานแบงก์กรุงไทย,ไอ้หมวด คุณจ่า หรือ เณรแอร์ เสี่ยอู๊ด เสี่ยอ่างชูวิทย์...คุณสรยุทธ์"

...ก็นี่แหละครับท่านผู้ชม ทั้งนี้ก็เพื่อยืนยันในความเป็น คน และความ มีตัวมีตน ของพวกเรา แม้คุกจะพยายามมากเพียงไรในการลดทอนความเป็นมนุษย์ของเราลงขนาดไหนก็ตาม...

มีคำกล่าวกันว่า "อยู๋ระหว่างฯ รอเยี่ยมญาติ คนเด็ดขาดรออภัย"

กล่าวคือพวกอยู่ระหว่าง (การพิจารณาคดีในชั้นศาล และถูกขังคุก ไม่ได้ประกันตัว) วันๆ ก็รอให้ญาติมาเยี่ยม มาส่งข่าวแจ้งข่าว ว่าเมื่อไหร่จะได้ประกันตัวออกไปสู้คดีข้างนอก หรือมีข่าวคืบหน้าอะไรจากญาติและทนายในทางจะสู้คดี

ส่วนพวก เด็ดขาด หมายถึงนักโทษเด็ดขาด ที่ศาลตัดสินถึงที่สุดแล้ว เรื่องญาติจะมาเยี่ยมหรือไม่มา ก็ไม่สู้เรื่องลุ้นการ อภัยในโอกาสสำคัญต่างๆ

แต่ก็มีนักโทษบางประเภทติดคุกกันมานาน อยู่กันมาจนจะเป็นปู่คุก ใครๆ ก็เกรงใจอย่างคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่ไม่ได้ลุ้นอะไรกับใครเขา คือถึงจะติดมา 6-7 ปีแล้ว แต่คดียังไม่เด็ดขาด คือแม้ถูกตัดสินจากศาลชั้นต้นให้จำคุกคดีมาตรา 112 นาน 11 ปี แต่คุณสมยศก็สู้ในชั้นอุทธรณ์ ฎีกาต่อไป ซึ่งในแต่ละชั้นใช้เวลาพิจารณามากกกก...

ทำให้คุณสมยศยังจัดว่าเป็นพวก อยู่ระหว่าง ไม่ใช่พวก เด็ดขาด...กติกาของคุกมีว่า นักโทษที่จะได้รับอภัยโทษเมื่อมีวาระพระราชทานอภัยโทษ ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดแล้วเท่านั้น

หากสมมุติว่าคุณสมยศยอมจำนนซะ คือพอศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกว่ามีความผิดให้ติดคุก 11 ปี หากคุณสมยศรับสารภาพซะแต่ศาลชั้นต้น ศาลก็มักจะลดโทษให้ทันทีครึ่งหนึ่ง เหลือ 5 ปีครึ่ง

ตอนนั้นคุณสมยศอยู่ในคุกมาแล้ว 6 เดือน จะได้รับการอัพเกรดขึ้นเป็นนักโทษ ชั้นกลาง มีสิทธิ์ได้รับอภัยโทษ หากอภัยมาไม่ว่าลูกเล็กหรือลูกใหญ่ก็ตาม

แต่หากติดคุกไปซักปี จะได้อัพเกรดเป็นนักโทษชั้นดี เวลาลูกใหญ่มาถึงก็ผ่าครึ่งเหลือ 2 ปีนิดหน่อย...พอมาอีกลูกได้กลับบ้านเลย

พูดง่ายๆ ว่าหากคุณสมยศเลือกทางยอมสารภาพก็กลับบ้านไปนานเต็มทีแล้ว แต่เนื่องจากยังสู้ และการพิจารณาชั้นอุทธรณ์ ฎีกาก็ยาวนานมาก เลยต้องติดยาว แบบที่ไม่เคยได้รับสิทธิ์อภัยโทษ ไม่ว่าจะมาลูกเล็กลูกใหญ่ มากันถี่ขนาดไหนก็ตาม...

"ผมละอายต่อมโนธรรมสำนึกของตนเอง ผมไม่ได้ทำผิด จะให้ผมสารภาพว่าทำผิด เพื่อแลกกับการได้กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวลูกเมียไวขึ้น ผมทำไม่ได้" เขาบอกกับผมแบบนั้น

อีกคน รุ่ง ศิลากวีออนไลน์ที่โดนมาตรา 112 จำนวน 3 กรรม ถูกจับกุมตัวหลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 และนำขึ้นศาลทหาร ก็เดินในแนวทางเดียวกับคุณสมยศ

คือหากเขาจะสารภาพ ศาลทหารก็น่าจะตัดสินให้จำคุก 30 ปี ลดกึ่งหนึ่งเหลือ 15 ปี มีอภัยลูกใหญ่เข้ามาผ่าครึ่งเหลือ 7 ปี อยู่มาอยู่ไปมีอภัยลูกเล็กมั่งใหญ่มั่งเข้ามาในวาระต่างๆ เขาอาจจะอยู่ในคุกไม่นานเกิน 3 ปีหรือ 5 ปีก็กลับบ้าน

แต่เรื่องจริงคือเขาต่อสู้คดีโดยไม่ได้ประกันตัวมาแล้วจะ 4 ปี ยังเป็นพวก อยู่ระหว่างอีกราย ไม่มีลุ้นอะไรเวลาอภัยมา โดยยืนหยัดว่าเขามีสิทธิในฐานะพลเมืองที่จะปกป้องรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 และคัดค้านการรัฐประหาร ส่วนข้อหามาตรา 112 ที่ยัดมาให้เขานั้น ไม่ได้เข้าองค์ประกอบการกระทำผิดตามกฎหมาย เขาขอต่อสู้คดี...

 
นั่นรวมถึงคนแบบทนายประเวศ ประภานุกูล ที่ถูกดำเนินคดี 10 กรรม หากสู้แล้วแพ้จะโดนศาลทหารตัดสินจำคุก 100 ปี แต่หากเขาสารภาพจะเหลือกึ่งหนึ่ง 50 ปี อภัยมาลูกใหญ่ผ่าครึ่งเหลือ 25 อยู่ไปอยู่มาถ้าอภัยมาถี่ๆ ไม่กี่ปีก็กลับบ้าน...แต่ทนายประเวศ สู้ ทั้งที่รู้ว่า ติดยาว

คนเหล่านี้ไม่คุกเข่าขอความปรานีต่ออยุติธรรม แม้ว่าบางทีครอบครัวที่รออยู่ข้างนอกจะร่ำไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหลอีกต่อไปแล้วก็ตามที
...

ในแดนแรกรับ หรือแดน 1 นั้น เจ้าหน้าที่ผู้คุมจะแต่งตั้งให้นักโทษรายหนึ่งเป็น เสมียนแดน เช่นเดียวกับแดนอื่นๆ มีหน้าที่สารพัดตั้งแต่ต้อนรับ คนใหม่ แนะนำข้อระเบียบปฏิบัติ จัดหาที่พักที่นอนให้ พาไปตัดผมในวันรุ่งขึ้นให้เป็นทรงนักโทษมาตรฐาน หาชุดเสื้อกางเกง สีลูกวัวให้ใส่สำหรับพวก อยู่ระหว่าง ชุดสีฟ้าสำหรับพวก เด็ดขาด

นอกนั้นยังทำหน้าที่ช่วยจำแนกว่าใครจะต้องตกไปอยู่แดนไหน หลังจากอยู่แดนแรกรับครบ 2 สัปดาห์ ซึ่งแดนที่เหลือคือแดน 2 กับแดน 8 ที่มีกิตติศัพท์ในทางไม่ดีแตกต่างกันไป

บางคนมาหลายรอบ พวกลักเล็กขโมยน้อย พวกก่อการทะเลาะวิวาท พยายามฆ่า หรือพวกกระเทยที่อยากกลับไปหา ผัวในแดนต่างๆ ก็ต้องวิ่งเต้นเส้นสายกับเสมียนแดน 1 เพราะหมอนี่เป็นคนถือบัญชี และอาจมีอำนาจถึงขั้นแทงลงบัญชีว่าใครจะไปตกแดนใด...กระเทยวจะได้กลับไปหาผัวหรือไม่?!!

เสมียนแดนรายนี้เราเรียกเขาว่า บังดำอายุ 40 เศษ รูปร่างสูงใหญ่ดำกร้านเสียงดัง และออกแนวนักเลงขาใหญ่ พวกคนใหม่ที่เข้ามาจะก่อคดีอะไรมา แม้แต่ฆ่าหั่นศพ ย่างเด็ก สักลายมาเต็มตัวหัวจรดตีน เจอบังดำ แกเอาอยู่หมด

อำนาจที่มากล้นตามมาด้วยความหมั่นไส้อิจฉาริษยา มันเป็นกันทุกที่ ในคุกก็ไม่เว้น

บังดำมีคิวจะได้กลับบ้านอีกไม่เกิน 2 ปี ชนิดกำลังปั้นทายาทมาสืบทอดตำแหน่งเสมียนคนใหม่อยู่แล้ว กะว่าถ้าอภัยลูกใหญ่มาโครมก็กลับบ้านกันเลย แบบเก็บเสื้อผ้าแทบไม่ทัน

แต่เหมือนฟ้าผ่ากลางฤดูแล้ง บังดำถูกจับส่งขึ้นศาลทหาร คดีมาตรา 112 (ทั้งๆ ที่ติดคุกอยู่แล้วนี่ โดนคดีใหม่ก็ต้องอายัดตัวส่งศาลทหารนะครับ) เรื่่องของเรื่องคือด้วยความที่เป็นขาใหญ่ประจำคุก จะพูดจะจาภาษานักเลงใหญ่

มีวันหนึ่งตอนเย็นหลังสวดมนต์ไหว้พระจบ เปิดเพลงสรรเสริญ...บังดำพลาดเผลอไปพูดอะไรซักอย่างเข้า ผมเองก็ไม่ได้ยินกับหู ปรากฎว่าพวกนักโทษที่หมั่นไส้บังดำไว้ไปสะกิดนายผู้คุมมาฟังครับ เสมียนคุกของเราก็เลยต้องโดนคดี 112 อยู่คุกต่อไปอีก 5 ปี (1 กรรม 10 ปี สารภาพลดครึ่ง)

จากที่เป็นเสมียนแดนแรกรับใหญ่โต โดนส่งไปอยู่แดน 3 ที่มีชื่อว่าควบคุมหนาแน่นเป็นพิเศษสำหรับนักโทษชั้นเลว ถูกเสมียนแดนนั้น อริเก่าส่งเข้ากองงาน พับถุงกระดาษต้องมียอดวันละ 500 ถุง พับกันมือหงิกกล้ามขึ้นไปเลยหละครับ


เป็นไง คุณอยากให้เรื่องนี้เป็นแค่เรื่องเล่าสนุกๆ ใช่มั้ยครับ? ผมก็อยากให้เป็นเช่นนั้น แต่มันดันเป็น ตลกร้ายเรื่องจริงนี่สิครับ.

Unseen in Thailand : ซากปรักหักพังของประเทศ ศักยภาพของประชาชนที่ถดถอย ความสามารถของประเทศที่ลดลง ไม่รู้ต้องใช้กี่ปีซ่อม ใช้กี่ปีสร้าง (#หรือหมดทางจะเยียวยา?)







คำว่า” 4 ปีซ่อม 4 ปีสร้าง” ในยุคสมัยไทยรักไทย ไม่ใช่เพียงแค่คำหาเสียงเพื่อให้จำง่าย หากแต่คือยุทธศาสตร์ที่กำหนดแนวทางประเทศระยะ 8 ปีในยุคนั้น

ไทยรักไทยและทักษิณเข้ามาหลังความหักพังทางเศรษฐกิจของประเทศจากวิกฤติต้มยำกุ้ง และการบริหารที่ผิดทิศทางของรัฐบาล”ยังไม่ได้รับรายงาน”

การซ่อม 4 ปีเป็นไปในแนวทางเพิ่มศักยภาพของประชาชน ด้วยความเชื่อว่า “ชาติจะเข้มแข็ง เมื่อประชาชนเข้มแข็ง”

การจะทำให้ประชาชนเข้มแข็ง อยู่ดีกินดี วิธีปฏิบัติของรัฐบาลไทยรักไทยจึงมุ่งไปที่ “เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และขยายโอกาส”

การเพิ่มรายได้ มากับการขยายโอกาส อย่างการให้ทุนผ่านกองทุนหมู่บ้าน ทำโอทอปให้มีอาชีพ และส่งเสริมการขาย การมีอาชีพ มีการผลิต เข้าถึงทุน ผลที่ตามมาคือการหมุนเวียนของเงิน และกำลังซื้อมหาศาล

เศรษฐกิจต่อเนื่องก็ดีตามไปด้วย

ส่วนการลดรายจ่ายที่สำคัญและเป็นคุณูปการต่อสังคม เป็นสวัสดิการสำหรับประชาชนก็คือ 30 บาทรักษาทุกโรค ที่เปลี่ยนระบบสุขภาพของประเทศครั้งใหญ่

เหล่านี้ล้วนเป็นการเพิ่มศักยภาพประชาชนครั้งใหญ่ เพื่อปูทางไปสู่”4 ปีสร้าง”อย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดที่ว่ามา รัฐบาลไทยรักไทยทำงานภายใต้งบประมาณ 9แสน-1.2 ล้านล้านต่อปี และทำงบประมาณสมดุลครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศนี้

และสิ่งที่สะเทือนสังคมและเป็นอันตรายต่อรัฐบาลทักษิณเองก็คือ ไปทำให้ระบบราชการเปลี่ยนจาก”เป็นนาย”มา”รับใช้”ชาวบ้าน เป็นการแตะเข้าไปในอำนาจที่ใหญ่ที่สุด ที่เป็นอำนาจซ้อนรัฐนี้อยู่

จึงเป็นเหตุให้”ระบอบทักษิณ”เป็นผีร้าย ที่ต้องกำจัด

แม้กระนั้นความคิด 4 ปีสร้าง ก็ยังได้พยายามนำมาเป็นยุทธศาสตร์ในการทำนโยบายในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์

ไม่ว่าจะเป็นการจะสร้างโครงข่ายคมนาคม 2 ล้านล้าน ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างการคมนาคมพื้นฐานของประเทศครั้งใหญ่ และเป็นการกระจายความเจริญ ความมั่งคั่ง ครั้งใหญ่ของประเทศ

โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านที่จะเพิ่มศักยภาพและช่วยเรื่องน้ำอันเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญของภาคเกษตร

ซึ่งจะไปสอดรับกับการยกระดับราคาพืชผลการเกษตรอย่างจำนำข้าว ที่มีจุดมุ่งหมายจะยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาให้เหมือนกับชาวนาญี่ปุ่นเป็นเป้าหมาย

และจะเป็นการเปลี่ยนโครงสร้าง และ ยกระดับคุณภาพชีวิตสังคมชนบทหัวเมืองครั้งใหญ่ไปด้วย

ซึ่งเรื่องพวกนี้หากเกิดขึ้น สังคมและโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศจะเปลี่ยนครั้งใหญ่ และเปลี่ยนไปตลอดกาล

และเป็นเรื่องที่”อำนาจซ้อนรัฐ”กับ”ผู้มีบารมีเหนือรัฐธรรมนูญ”ยอมไม่ได้

เหตุการณ์จึงเดินมาสู่ทุกวันนี้ นำพาประเทศถอยหลังไปเป็นตัวถ่วง เหมือนเป็นคนป่วยแห่ง”อาเซียน”

โครงสร้างคมนาคมใหม่ก็ไม่เกิด การบริหารจัดการน้ำก็ไม่มี ราคาข้าว ราคาพืชผลตกต่ำ
ล้วนมีที่มาที่ไป

และจะมียุทธศาสตร์ชาติกันไม่ให้ใครมาพาประเทศออกนอกเส้นทางที่ตัวเองต้องการ พร้อมกับผันพวกตัวเองไปนั่งกำกับอยู่ข้างหลังในลักษณะ”อำนาจเหนือรัฐ”

ซากปรักหักพังของประเทศ ศักยภาพของประชาชนที่ถดถอย ความสามารถของประเทศที่ลดลง

ไม่รู้ต้องใช้กี่ปีซ่อม ใช้กี่ปีสร้าง

#หรือหมดทางจะเยียวยา



Thuethan Prasobchoke added 2 new photos.
14 hrs ·

ooo

ข่าวเก่าเล่าใหม่..


ปธ.เครือสหพัฒน์ หนุนคสช.เป็นรัฐบาลอีก 2 ปี






by Phakaphong Udomkalayalux
8 มิถุนายน 2558
Voice TV

ประธานเครือสหพัฒน์ หนุน คสช. ทำหน้าที่รัฐบาลเพื่อปฏิรูปประเทศอีก 2 ปี พร้อมเสนอให้ใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศ มาลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ สนับสนุนให้ คสช. ยังคงทำหน้าที่รัฐบาลต่อไปอีก 2 ปี เพื่อแก้ปัญหาของประเทศ เพราะที่ผ่านมา ถือว่าทำหน้าที่ได้ดี โดยเฉพาะการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น หากมีการเลือกตั้งเร็วๆ นี้ อาจทำให้การแก้ไขปัญหาหลายด้านไม่ต่อเนื่อง

นายบุณยสิทธิ์ ยังแนะให้รัฐบาล นำทุนสำรองระหว่างประเทศ มาลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและหามาตรการทางเศรษฐกิจ นอกเหนือจากการลดดอกเบี้ย เพราะกำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัว โดยสหพัฒน์จะยังไม่ปรับราคาสินค้า แม้ต้นทุนเพิ่มขึ้น รวมทั้งดูแลเงินบาทให้อ่อนค่า เพื่อสนับสนุนการส่งออก โดยเงินบาทที่เหมาะสม อยู่ที่ 35 บาทต่อดอลลาร์ฯ

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ระบุ เอกชนเห็นว่าควรทำประชามติจากประชาชนว่า ให้รัฐบาลอยู่ต่อเพื่อปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง เพื่อลดแรงกดดันจากต่างประเทศ ไร้ข้อครหา โดยเรื่องที่จำเป็น คือ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและยุติธรรม รวมทั้งจัดการกับผู้ต้องหาหมิ่นเบื้องสูง ตามมาตรา 112

ด้านนายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ระบุขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล เพื่อไม่ให้ประเทศเผชิญเหตุการณ์เดิมๆ แม้ต่างชาติมีคำถามถึงกรอบเวลาการเลือกตั้ง แต่มั่นใจว่า รัฐบาลจะมีทางออกในการบริหารบ้านเมืองที่ดีที่สุด


ส่องแผนจัดการน้ำ 2.4 แสนล./3ปีฉลุยจิ๊บๆ...'บิ๊กโปรเจ็กต์'นิ่งสนิท




ลิงค์ของบทความ ส่องแผนจัดการน้ำ 2.4 แสนล./3ปีฉลุยจิ๊บๆ...'บิ๊กโปรเจ็กต์'นิ่งสนิท

http://110.170.184.194/bmanews/viewDetail.aspx?ID=134466

...



.....





ภาพ unseen อยุธยา !!


ooo











.....

.....




ปภ.แจงน้ำท่วมยังน่าห่วง 19 จังหวัดอ่วม


นายกฯห่วงประชาชนท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น รับน้ำท่วม ขณะที่ ปภ.เผย ผลพวงจากดีเปรสชัน-ปล่อยน้ำในเขื่อน ทำน้ำท่วมลาม 19 จังหวัด มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 9 ศพ

วันจันทร์, ตุลาคม 23, 2560

พระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ ห้ามใช้คำ 'งดงาม สวยงาม'

อีกแค่สองวันก็จะถึงวันเริ่มงานพระราชพิธีถวายเพลิงพระบรมศพ ร.๙ ๒๕-๒๙ ตุลาคมกันแล้ว ดูท่าจะมโหฬารอลังการยิ่งกว่างานฉลองทรงครองราชครบ ๖๐ ปีของพระองค์ เมื่อมิถุนา ๔๙ เสียอีก

การนี้โฆษกกระทรวงต่างประเทศ น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศ แจ้งว่าจะมีราชอาคันตุกะ ตัวแทนพระราชวงศ์ต่างประเทศ ๑๔ แห่งมาร่วม พร้อมกับตัวแทนผู้นำประเทศ ๓๒ แห่ง โดยระบุมี ๑๘ บุคคลสำคัญต่างชาติ

(ดูรายชื่อที่ https://www.posttoday.com/social/general/521102)

ด้วยเป็นงานยิ่งใหญ่มีความสำคัญยิ่งยวดเช่นนี้ จึงมีการเข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ ไม่ให้เสียชื่อที่เกิดขึ้นในยุครัฐบาลทหาร มีการปิดถนนต่างๆ รายรอบพระบรมมหาราชวังและทุ่งพระสุเมรุกว่ายี่สิบแห่งตั้งแต่วันนี้ (๒๓ ต.ค.)

กระนั้นพสกนิกรผู้มีความจงรักภักดีเป็นล้นพ้น ได้รับโอกาสให้เข้าเฝ้าชมริ้วขบวนบริเวณริมทางเท้าถนนมหาราช สนามไชย เรื่อยไปถึงศาลเจ้าพ่อหลักเมือง “เฉพาะฝั่งตรงข้าพระบรมมหาราชวังเท่านั้น”

ทั้งนี้ต้องผ่านการคัดกรองตามจุดต่างๆ เสียก่อน และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดซึ่ง น.ส.เสาวรีย์ อัมภสุวรรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบบริหารกรมประชาสัมพันธ์ แจ้งไว้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย สงบและสำรวม ๘ ประการ

ได้แก่ ใช้สีดำไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หมวก แว่นตา ผ้าพันคอ ร่ม และรองเท้าหุ้มส้น แต่เมื่อริ้วขบวนอันมีพระบรมวงศานุวงศ์ดำเนินผ่าน ให้ถอดหมวก ถอดแว่นตา และเก็บร่ม

ส่วนใครอยากถ่ายภาพก็ได้ ให้ใช้กล้องธรรมดาหรือโทรศัพท์มือถือ ห้ามใช้กล้องใหญ่ เลนซ์ซูมและขาตั้ง หารู้ไม่ว่ากล้องของโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ เดี๋ยวนี้ซูมได้ชนิดเห็นรูขนบนหน้าเลยละ

เขายังแนะนำให้พกเฉพาะสิ่งของจำเป็นเท่านั้น เช่นยา น้ำดื่มและอาหาร ห้าม “พกพาอาวุธ และวัตถุอันตรายเข้าพื้นที่เป็นอันขาด”

สำหรับเสื้อผ้าที่สวมใส่สั่งให้ “งดสวมใส่ยีนส์ เสื้อผ้ารัดรูป เสื้อแขนกุด เสื้อสายเดี่ยว” เขาคงหมายถึงบลูเดนิม หรือกางเกงผ้า jean เฉพาะสีน้ำเงิน ไม่ห้ามสีดำ สีเทา มั้ง ส่วนสไตล์รัดรูปน่ะถ้าเป็นกางเกงเดี๋ยวนี้แฟชั่นรัดรูปทั้งนั้น ไม่ว่าหญิงชาย ไม่รู้ใช้ได้ป่าว

ข้อที่ว่าให้อยู่ในอาการสำรวม งดหยอกล้อ นั่นก็เป็นธรรมดา แต่ที่ให้งดเปล่งเสียงถวายพระพรว่า “ทรงพระเจริญ” ในระหว่างชมริ้วขบวนนี่น่าจะไม่ธรรมดา แต่ไม่เป็นไร ที่นี่ประเทศไทย

(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่อง “๘ ข้อควรปฏิบัติ ๗ ข้อห้าม” ที่ http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/777686)

เรื่องน่าสนใจประการหนึ่งเกี่ยวกับทางปฏิบัติสำหรับพสกนิกรทั่วไประหว่างพระราชพิธี ๕ วัน ใครมีงานแต่ง งานกฐิน การบุญ ตรงกับช่วงนี้โดยทั่วไปทางการยอมให้จัดกันได้เป็นปกติ “หากมีมหรสพสมโภช ก่อนเริ่มงานมีการให้แขกยืนถวายความอาลัย”

แต่ทนาย อานนท์ นำภา เล่าว่า “หลายพื้นที่เจ้าหน้าที่ห้ามจัดเด็ดขาด ซึ่งผมเห็นว่าไม่ใช่ความพอดี” เขาคงหมายถึงสิ่งที่ยกย่องกันเป็นปรัชญาแห่ง ร.๙ ในเรื่องของความพอดีและพอเพียง

โดยเฉพาะจุดเด่นของพระราชพิธีครั้งนี้อยู่ที่พระเมรุมาศอันตระการตา เกินกว่าพอดีและพอเพียง ที่เพจ สยามมานุสติเขียนถึง

“ประเด็นใหม่ที่สื่อต่างชาติหยิบมาวิจารณ์ ก็คือค่าใช้จ่ายสำหรับพระราชพิธี (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าไม่ทราบมาได้ยังไง) แล้วก็มาค่อนแคะประมาณว่าขัดแย้งกับหลักการเศรษฐกิจพอเพียง” เพจเฟชบุ๊ค Warat Karuchit ชี้ว่า

“การเขียนเช่นนี้ แสดงว่าคนต่างชาตินั้นไม่ได้มีความเข้าใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเลย จึงสักแต่เขียนไปเช่นนั้น ถึงได้ไปมีการตีความผิดๆ ว่าหลักการเศรษฐกิจพอเพียงนี้อยากกดหัวคนไทยให้ไม่ต้องการรวย หรืออยากให้คนไทยไปทำไร่ไถนา”

เขาสาธยายต่อไปว่า “เรื่องค่าใช้จ่ายไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำว่า สมพระเกียรติ โดยอยู่ในบริบทที่สามารถใช้ได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนจนเกินพอดี
ถ้าเป็นกระทรวงการคลัง ซึ่งมีหนังสือ ด่วนที่สุดส่งถึง “ผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดกระทรวง อธิบดี เลขาธิการ ผู้อำนวยการ อธิการบดี และผู้บัญชาการ” ทั้งหลาย กรณีการเบิกจ่ายงบประมาณหลวงไว้ตั้งแต่ต้นปีแล้วว่า
“เบิกจ่ายค่าใช้จ่ายตามภารกิจที่เกี่ยวเนื่องกับงานพระราชพิธี...ได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น เหมาะสม ประหยัด และสมพระเกียรติ...”
พอดิบพอดีกับที่เพจ ‘I Love My King’ อ้างถึง ข้อความบนเฟชบุ๊คของประดาผู้จงรักภักดีมากล้นรำพันรายหนึ่ง ว่าไม่ให้ใช้คำ “งดงาม สวยงาม” กับเมรุมาศที่จะใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
เขาบอกว่าต้องใช้คำว่า สมพระเกียรติ แทน จึงจะเหมาสม “เพราะการชมนั้นเปรียบเสมือนว่า เป็นการอยากได้อยากมี ตามความเชื่อนั้นเชื่อว่า จะทำให้เกิดการสูญเสียขึ้นอีก”
จึงน่าจะสรุปความงานพระราชพิธีถวายพระเพลิง ซึ่งมีรายงานเบื้องต้นว่ารัฐบาล คสช. ใช้งบประมาณหลายพันล้านนี้ว่า “สมพระเกียรติ ไม่ได้อยากได้อยากมี เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น”
This is Thailandia.

ปีศาจที่ชื่อว่าเสรีภาพ 21 : ธีร์ อันมัย "ผมมีความหวังว่าคนรุ่นใหม่ รุ่นพวกเรา รุ่นลูก รุ่นหลาน จะเติบโตและเบียดขับอำนาจพวกนี้ให้มันตกขอบ..." - ธีร์ อันมัย




https://www.facebook.com/writerthailand/videos/vb.116867888391437/1493398424071703/?type=2&theater


จัดระเบียบวัดใหม่... "บิ๊กตู่"เปล่า สั่งรื้อทุบทำลาย เทวรูปทุกวัด แต่คณะสงฆ์แต่ละวัดดูเอง ห้ามขายพระ-วัตถุมงคลในโบสถ์ - มีคลิปอ้าง มหาเถรสมาคมสั่งรื้อเทวรูปในวัดที่ปั้นสูงและใหญ่กว่าพระพุทธรูป นครนายกทุบช้างสามเศียร





จัดระเบียบ วัดใหม่....

"บิ๊กตู่" เปล่า สั่งรื้อถอนทุบทำลาย เทวรูปทุกวัด แต่ เป็นดุลพินิจของคณะสงฆ์ แต่ละวัดเอง ไม่ให้ใครหาประโยชน์จากการขายวัตถุมงคล. และ ห้ามขายพระ-วัตถุมงคล ในโบสถ์ เชื่อทุกวัด อยากเห็นความถูกต้องเหมาะสม ตามหลักธรรมคำสอนและพระวินัย เชื่อชาวพุทธส่วนใหญ่เข้าใจและยอมรับได้

จากกระแสข่าวที่ส่งต่อกันในโลก ออนไลน์ว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้รื้อถอน ทุบทำลายรูปปั้น องค์เทพ หรือสิ่งที่เป็นความเชื่อของกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักทางศาสนา ออกจากวัดทุกวัด นั้น

พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง เพราะความจริงคือ การดำเนินงานภายในของคณะสงฆ์ที่ได้พิจารณาแล้วว่าสิ่งใดถูกต้องเหมาะสม

“นายกฯ ได้รับทราบข้อมูลว่า มหาเถรสมาคมได้มีหนังสือแจ้งไปยังเจ้าคณะทุกเขตในกรุงเทพมหานครและทั่วประเทศ เรื่อง ห้ามติดแผ่นป้ายโฆษณาพระพุทธรูป พระเครื่อง วัตถุมงคล และเทวรูปในที่ต่าง ๆ

โดยให้เหตุผลว่า ปัจจุบันมีกลุ่มบุคคลใช้ความเชื่อทางศาสนาไปแสวงหาผลประโยชน์ด้วยการโฆษณาสรรพคุณพระบูชาและวัตถุมงคล มีการอ้างที่มาของวัสดุที่ใช้สร้างพระบูชา วัตถุมงคล เทวรูป และอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ โดยไม่คำนึงถึงหลักธรรมคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธศาสนา

จึงขอให้เจ้าคณะทุกเขตสอดส่องดูแลการโฆษณาจัดสร้างพระบูชา วัตถุมงคล และเทวรูปอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีการเผยแผ่ธรรมะอย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ พระอุโบสถหรืออุโบสถนั้นเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำสังฆกรรมตามพระวินัย ดังนั้น วัดทุกวัดจึงไม่ควรจำหน่ายพระบูชา วัตถุมงคล และเทวรูปต่าง ๆ ภายในและบริเวณพระอุโบสถหรืออุโบสถ”

ทั้งนี้ พลเอกประยุทธ์ เน้นย้ำว่า กรณีดังกล่าวถือเป็นดุลพินิจของคณะสงฆ์ที่ต้องการเห็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมตามหลักธรรมคำสอนและพระวินัยเกิดขึ้น

โดยแต่ละวัดจะพิจารณารื้อถอน ทุบทำลายรูปปั้นหรือเทวรูปที่อยู่ภายในวัด รวมทั้งงดจำหน่ายพระบูชาและวัตถุมงคลเอง

ส่วนทางด้านของพุทธศาสนิกชนนั้นเชื่อว่าส่วนใหญ่มีความเข้าใจและยอมรับได้ เนื่องจากอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงของวงการพระพุทธศาสนาในทางที่ดีขึ้นเช่นเดียวกัน


Wassana Nanuam

ooo

มหาเถรสมาคมสั่งรื้อเทวรูปในวัดที่ปั้นสูงและใหญ่กว่าพระพุทธรูป นครนายกทุบช้างสามเศียร




https://www.youtube.com/watch?v=GevQN2K-uDc&feature=youtu.be

PLODLOCK - ปลดล็อค

Published on Oct 10, 2017

นครนายก-ทุบองค์เทพ เจอพระหลายพันองค์ชาวบ้านวิ่งกรูแย่งกันเก็บเพราะไม่มีอีกแล้ว วัดเขาแดง อำเภอเมืองนครนายก เป็นอีกวัด ที่เจ้าหน้าที่นำรถแบคโฮเข้าไปเคลื่อนย้ายและทุบเทวรูปทิ้ง รวมทั้งทุบทำลายรูปปั้นช้างสามเศียรที่สร้างมากว่า 10 ปี ชาวบ้านในตำบลสาริกา กว่า20คนต่างแย่งกันเก็บเหรียญของหลวงพ่อใหญ่ที่ทางพระครูรัตนคีรีรักษ์ เจ้าอาวาสวัดเขาแดง ได้เก็บรักษาเอาไว้เพื่อให้ชนรุ่นหลังเก็บเอาไว้บูชากัน โดยเหรียญมีมากว่า2,000เหรียญ และช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาดโดยรอบวัด จนกลับเข้าสู่สภาวะปกติ สืบเนื่องจากมีคำสั่งจากทางเจ้าคณะจังหวัดนครนายก ว่าให้ทุกวัดในจังหวัดนครนายกปฎิบัติตามคำสั่งของทางมหาเถรสมาคม ห้ามติดป้ายโฆษณาวัตถุมงคล พระเครื่องและเทวรูปต่างๆ โดยให้มีการโยกย้ายหรือทุบเทวรูปออกจากบริเวณวัดเนื่องจากปัจุบันมักจะมีพวกมิจฉาชีพอาศัยความเชื่อด้านศาสนาแสวงหาผลประโยนช์โดยอ้างสัพคุณของวัตถุมงคลและอิทธิฤทธิ์ของเทวรูปต่างๆ ซึ่งทุกวัดภายในจังหวัดนครนายกได้ให้ความร่วมมือหลังจากทางเจ้าคณะจังหวัดเรียกประชุมเพื่อทำความเข้าใจโดยพร้อมเพียงกัน 


เรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำ ยุคลุงตู่





ช่วยตัวเองไปก่อน ถือว่าฝึกกายกรรม!!!

อย่ารอความช่วยเหลือจากรัฐฯ

ที่มา FB

ความไม่แน่นอนของโรดแม็ปเลือกตั้ง "เลือกตั้งพย.61 สัญญาณ ‘แกว่งแระ’"





เลือกตั้งพย.61 สัญญาณ‘แกว่ง’


22 ตุลาคม 2560
ที่มา ข่าวสดออนไลน์


บรรยากาศการเมือง ‘นิ่ง’ ได้ไม่นาน หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. บินไปเยือนทำเนียบขาว สหรัฐ ประกาศต่อหน้าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้คำมั่นโรดแม็ปของไทยที่จะร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

นำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2561

ต่อเนื่องเมื่อเดินทางกลับถึงเมืองไทย พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้ประกาศ “ปฏิญญาทำเนียบรัฐบาล” สร้างความชัดเจนขึ้นมาอีกระดับว่า จะมีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561

คำประกาศของนายกฯ ส่งผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นทางการเมืองขยับพุ่งขึ้นสูง เช่นเดียวกับดัชนีตลาดหุ้นที่ปรับตัวทะลุ 1,700 จุด สร้างสถิติใหม่ในรอบกว่า 20 ปี

ทุกอย่างเกิดประกายสดใสขึ้นทันตา

ขณะที่บรรดาพรรคการเมือง ถึงจะยังอึดอัดคับใจกับเรื่องที่คสช.ยัง ไม่ยอม “ปลดล็อก” คำสั่งห้ามเคลื่อนไหวทำกิจกรรม ทั้งที่พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ประกาศมีผลบังคับใช้แล้ว

แต่เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในช่วงพระราชพิธีสำคัญ

ทำให้นักการเมืองพร้อมใจสงบเสงี่ยม ไม่ออกมาเรียกร้องอะไรที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งโต้เถียงในเวลานี้ อย่างน้อยต้องรอให้ผ่านพ้นเดือนตุลาคมไปก่อน ถึงเดือนพฤศจิกายนค่อยมาสะสางกันอีกทีว่าคสช.จะปลดล็อกได้เมื่อไหร่ อย่างไร

ในส่วนของสายพานการผลิตร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูก ที่มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นเครื่องยนต์กลไกหลัก

ในตอนแรกดูเหมือนจะออกมาขานรับปฏิญญาทำเนียบรัฐบาล ยืนยันว่ากระบวนการออกกฎหมายลูก โดยเฉพาะ 2 ฉบับสุดท้ายในหมวดการเลือกตั้ง ได้แก่ ร่างกฎหมายการได้มาซึ่งส.ว. กับร่างกฎหมายการเลือกตั้งส.ส. คาดว่าจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ทุกขั้นตอนในเดือนมิถุนายน 2561

หรือต่อให้ต้องตั้งกรรมาธิการร่วมกันขึ้นมาปรับปรุงแก้ไขเนื้อหา หรือส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความ แต่ถึงที่สุดแล้วโรดแม็ปเลือกตั้ง ก็จะไม่เกินเดือนพฤศจิกายน 2561 ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ให้คำมั่นสัญญาไว้

แต่แล้วทุกอย่างก็ “นิ่ง” ได้ไม่นาน ก็เริ่มมีสัญญาณ “แกว่งตัว” ถูกส่งออกมา

“ก็สมมติกันไปเรื่อง ถ้าสมมติ กกต.ตกเครื่องบินตายทั้งหมด แบบนี้การเลือกตั้งก็ต้อง เลื่อนออกไปใช่หรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่เดากันไป” นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. ระเบิดศึกวิวาทะตอบโต้ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการ เลือกตั้ง(กกต.)

สืบเนื่องจากฝ่ายหลังประเมินว่า ปฏิญญาทำเนียบรัฐบาลอาจไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ เพราะหากมีการ “คว่ำ” ร่างกฎหมายลูกแค่ 1 ฉบับ โรดแม็ปเลือกตั้งก็ต้อง “ขยับเลื่อน”ออกไปจากเดือนพฤศจิกายน 2561

สำหรับนายสมชัย ถึงจะไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่ นักเลือกตั้ง แต่ก็มีประสบการณ์คลุกคลีอยู่กับการเลือกตั้งมาค่อนข้างยาวนาน ตั้งแต่สมัยอยู่กับมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อการเลือกตั้ง (พีเน็ต) ก่อนมาเป็น 1 ใน 5 เสือกกต.

การออกมา “ดักคอ” เรื่องคว่ำกฎหมายลูก ถึงจะเป็นการ”มโน” ล่วงหน้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นไปไม่ได้

ยังไม่นับถึงขั้นตอนการตั้งกรรมาธิการร่วม สนช.-กรธ. หรือการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ

ทุกช่องทางมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นทั้งสิ้น

เหมือนที่ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิกสนช.สายนกหวีด คนแรกๆ ที่กล่าวถึงการพิจารณาร่างกฎหมายลูกของสนช.ว่า ขณะนี้เหลือกฎหมายลูกหลักๆ อยู่ 2 ฉบับ คือ การได้มาซึ่งส.ว. และการเลือกตั้งส.ส.

ส่วนตัวนายวัลลภ ไม่ห่วงร่างกฎหมายการได้มาซึ่งส.ว. เพราะคิดว่าไม่น่ามีปัญหาในกระบวนการได้มา

แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ร่างกฎหมายลูกว่าด้วย เลือกตั้งส.ส. ที่คาดว่านักการเมืองจะจับตามองและรุมท้วงติงอย่างหนัก และที่ห่วงว่าจะ เป็น “ตัวแปร” ก็คือ การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความ ว่ามีเนื้อหาส่วนใด ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

หากเป็นเช่นนั้น กรธ.จะต้องไปแก้ไขส่วนที่เป็นปัญหา ถึงแม้จะไม่ต้องนำกลับไปแก้ไขทั้งฉบับ แต่ก็อาจทำให้ไม่สามารถเลือกตั้งได้ทันตามโรดแม็ปในเดือนพฤศจิกายน 2561

“การเลือกตั้งอาจเลื่อนไปบ้างเล็กน้อย ไม่เกิน 1-2 เดือน อย่างช้าน่าจะเลือกตั้งได้ไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ 2562” สนช.สายนกหวีด ระบุ

การออกมาเปิดประเด็นของนายวัลลภ ได้รับสำทับโดย “พี่ใหญ่แห่งคสช.” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม ว่า การพิจารณากฎหมายลูกในชั้นของสนช.นั้น ข้อบังคับรัฐธรรมนูญว่าอย่างไร ก็ต้องว่าตามนั้น

หากมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ถ้าศาลพิจารณาช้าก็ต้องช้าเป็นธรรมดา

ส่วนที่พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันจะมีการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน 2561 นั้น เป็นกรณีที่ไม่มีอุปสรรค แต่ถ้ามีอุปสรรคก็คงต้องยืดไปตามห้วงเวลา

ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมอุปสรรค หากสนช.กับกรธ.มีความเห็นต่างในกฎหมายลูก จนต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมขึ้นมาพิจารณาปรับปรุงเนื้อหา หรือแม้กระทั่งว่า

หากตั้งกรรมาธิการร่วมแก้ไขแล้วสนช.ไม่เห็นด้วย ก็สามารถใช้เสียง 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่

โหวต “ตีตก” ร่างกฎหมายดังกล่าวได้

น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษก วิปสนช. กล่าวว่า ขณะนี้มีร่างกฎหมายลูกอยู่ในชั้นของกรธ.จำนวน 3 ฉบับ คือ

ร่างกฎหมายว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต ซึ่งคาดว่า จะส่งให้นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ได้หลังงานพระราชพิธีสำคัญ หรือวันที่ 31 ตุลาคมนี้

ส่วนร่างกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะยังคงกำหนดเดิมคือวันที่ 21 พฤศจิกายน และร่างกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ซึ่งถือเป็น “ฉบับสุดท้าย” กรธ.จะส่งให้สนช.ในวันที่ 28 พฤศจิกายน

ซึ่งร่างกฎหมายแต่ละฉบับ สนช.ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับจากวันที่ได้รับร่างจากกรธ.

มีการประมาณการไว้ว่า หากมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ซึ่งถือเป็นฉบับสุดท้ายจากทั้งสิ้น 10 ฉบับจริง

ก็น่าจะเป็นไปตามที่สนช.บางคนแสดงความเป็นห่วง พร้อมชี้ให้เห็นถึง “อุปสรรค” บางประการที่อาจทำให้โรดแม็ปเลือกตั้ง ต้องขยับเลื่อนจากเดือนพฤศจิกายน 2561 ไปเป็นเดือนกุมภาพันธ์ 2562

แต่นั่นยังไม่น่าหวาดหวั่น เท่ากับการ “ตีตก” ร่างกฎหมายลูกฉบับใดฉบับหนึ่ง เหมือนที่นายสมชัย กกต.ออกมาตั้งข้อ “สมมติ” ไว้

เนื่องจากความร้ายแรงของการตีตกร่างกฎหมายทั้งฉบับ หมายความว่าทุกอย่างต้องกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าต้องกินเวลาอีกเท่าไหร่ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดขั้นตอนตรงนี้เอาไว้

สรุปได้ตอนนี้ก็คือ ความแน่นอนของโรดแม็ปเลือกตั้ง ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศไว้เป็นปฏิญญาทำเนียบรัฐบาล ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบสูงสุดของผู้นำประเทศ

ถึงวันนี้ก็ยังคง “ไม่แน่นอน” ต่อไป

เมื่อฟองสบู่ มหาวิทยาลัยไทย แตก !! อนาคตของอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัย ในยุคเด็กเกิดน้อย และ A.I. เข้ามาแย่งงาน จะเป็นอย่างไร ?






เมื่อฟองสบู่ มหาวิทยาลัยไทย แตก !! อาชีพอาจารย์ก็ อวสาน


By TEERAKIAT KERDCHAROEN


อนาคตของอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัย ในยุคเด็กเกิดน้อย และ A.I. เข้ามาแย่งงาน จะเป็นอย่างไร ?

ตอนผมจบปริญญาเอกกลับมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยใหม่ๆ เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ในช่วงนั้นการสมัครเข้าทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ไม่ใช่เรื่องยากเย็นนัก ด้วยเหตุผล คือ

- ในสมัยผม คนเรียนต่อระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ยังมีค่อนข้างน้อย 

- อาจารย์ในมหาวิทยาลัยไทย ยังมีวุฒิปริญญาโทจำนวนมากอยู่ จึงมีความต้องการรับคนจบปริญญาเอก เข้าเป็นอาจารย์เพื่อแทนที่

- ในสมัยนู้น เป็นยุคขยายตัวของอุดมศึกษาอย่างแท้จริง มีการเปิดมหาวิทยาลัยใหม่ๆ มากมาย 

มหาวิทยาลัยทางเหนือ ไปเปิดแคมปัสสาขาทางใต้ มหาวิทยาลัยทางใต้ ไปเปิดสาขาแถวอีสาน ว่ากันว่า จุดนัดพบของอธิการบดีสมัยนั้นคือ สนามบินดอนเมือง เป็นยุคที่มีการซื้อตัวอาจารย์ เพื่อไปรองรับมหาวิทยาลัยเปิดใหม่ ... คนจะเกษียณก็มีงานทำ อาจารย์ผู้ใหญ่จำนวนมากที่มีชื่อเสียงเลยได้ “ขุดทอง” ลาออกจากราชการมากินบำนาญ + ไปรับตำแหน่งบริหารในมหาวิทยาลัยเหล่านั้น กินเงินเดือนพนักงาน ได้อีกต่อหนึ่ง

คราวนี้ เราลอง Fast Forward มาที่ประเทศไทย 20 ปีต่อมานะครับ ซึ่งก็คือตอนนี้ ... สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เรามักจะได้ยินคำพูดที่บอกว่า "ประเทศไทยขาดแคลนคนจบปริญญาเอก" ใช่ไหมครับ โดยหน่วยงาน 2 หน่วยงานแข่งกันให้ทุนผลิตคนจบปริญญาเอกครับ .. หน่วยงานหนึ่ง ให้ทุนส่งเด็กไปเรียนต่อต่างประเทศ อีกหน่วยงานหนึ่งให้ทุน เพื่อผลิตคนจบปริญญาเอก ในเมืองไทย

ผลก็คือ คนจบปริญญาเอก ตอนนี้เดินชนกันไปมา ไม่มีงานทำครับ !! และนี่ก็อาจเป็นเหตุผลที่พออธิบายได้ 

- ตำแหน่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยไทย เต็มหมดแล้ว มหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่งเปิดรับ 1 ตำแหน่ง มีคนจบปริญญาเอกไปสมัครเกือบ 100 คน มีคนจบจากสถาบันมีชื่อต่างประเทศเช่น MIT ไปสมัคร

- เมื่อก่อน แค่จบปริญญาเอก มหาวิทยาลัยก็อยากรับแล้ว .. แต่เดี๋ยวนี้ จบปริญญาเอกอย่างเดียวไม่พอครับ มหาวิทยาลัยจะดูว่า เราไปทำ Postdoc (ประสบการณ์ทำวิจัยหลังปริญญาเอก) มาด้วยหรือเปล่า มีเปเปอร์กี่ฉบับ หลังๆ นี้ จะดูด้วยว่า มีสิทธิบัตรมั้ย ? มีนวัตกรรมมั้ย ? มีแนวโน้มจะสามารถขอทุนเข้ามหาวิทยาลัยได้ไหม ?

- นับวัน จำนวนตำแหน่งอาจารย์จะทยอยลดลงครับ เพราะตอนนี้ เรามีตำแหน่งอาจารย์ล้นงานครับ เนื่องจากไม่มีเด็กเรียน ... อีก 4-5 ปี เราจะได้เห็นการปิดตัวลงของมหาวิทยาลัยบางแห่ง หรือ ยุบรวมกัน เพราะไม่มีเด็กเข้ามาเรียนครับ

- การเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ระบบออโตเมชั่น เทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้เราเข้าสู่ยุค "ทำน้อย ได้มาก" บทเรียนสามารถเรียนได้ทั่วโลก เด็กสามารถเรียนได้ โดยไม่ต้องอยู่ต่อหน้าอาจารย์เลยด้วยซ้ำ เราจะใช้ A.I. เป็นผู้ช่วยสอนแทนคน ... ต่อไปเราไม่จำเป็นต้องจ้างอาจารย์เยอะ แต่เน้นจ้างคนที่เก่งจริงๆ สร้างสรรค์ จากนั้นก็ copy ความเก่งของคนๆ นี้ เข้าไปใน "จักรกลช่วยสอน" แทน

- คนจบปริญญาเอกส่วนใหญ่ ทำในเรื่องแคบๆ แบบ "รู้ลึก โง่กว้าง" ... แต่งานในภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ ต้องการคนจบปริญญาเอก ที่เป็น Handy Man มีความรู้กว้าง และ ลงมือทำ แก้ปัญหาทางธุรกิจเป็น ... เราจึงมีคนจบปริญญาเอกที่เหมาะกับอาชีพอาจารย์ ซะเป็นส่วนใหญ่

ฟองสบู่มหาวิทยาลัยไทยได้แตกไปแล้ว ... แต่จะมีสักกี่คนที่ตระหนักถึงผลกระทบที่จะตามมา ... ทุกวันนี้ เรายังผลิตปริญญาเอกเพื่อเป็นอาจารย์กันต่อไป โดยไม่ได้มองว่า ตลาดงานนั้นควรจะอยู่ในภาคเศรษฐกิจมากกว่า


มีใครกล้าปฏิเสธไม๊...ว่า รัฐมนตรีตัวจริงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็คือเจ๊กประชารัฐ แซ่เจี่ย คนนี้ !!





รัฐมนตรีตัวจริง ก็คือเจ๊กประชารัฐ แซ่เจี่ย คนนี้ !!

(https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1470364293049015&set=a.194509987301125.50280.100002263750390&type=3&theater)

วันอาทิตย์, ตุลาคม 22, 2560

ข้าราชบริพก คสช. วิ่งงานกันขาขวิด ทั้งสถานการณ์น้ำท่วม และเตรียมการพระราชพิธีฯ "บ้านนี้เมืองนี้ ‘เนี้ยบ’ เหลือหลาย"


เห็นว่าช่วงราชพิธีนี่ข้าราชบริพก คสช. วิ่งงานกันขาขวิด หลังหัวหน้าใหญ่สั่งหัวหน้าส่วนราชการในทุกพื้นที่ทุ่มเท “แบ่งมอบภารกิจในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ให้ชัดเจน

ระหว่างการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วม และการเตรียมการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช


นัยว่าเสร็จงานใหญ่อาจมีการปูนบำเหน็จ ลิ่วล้อ อีกระลอก คราวนี้จะลงลึกถึงฐานราก ส่วนระดับใกล้ยอด คาดล้างไพ่อีกหน เตรียมการรองรับเลือกตั้งที่จะมา

นั่นเป็นข่าววงนอกได้มาจากสปริงนิวส์ เค้าว่า “มีความเคลื่อนไหวในการจะปรับคณะรัฐมนตรีก่อนโหมดการเลือกตั้งจะมาถึงจริง และคงเป็นการปรับคณะรัฐมนตรีที่มีเป้าประสงค์ต่อคะแนนนิยมในการลือกตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”


(ต้องให้เครดิตเขา http://www.springnews.co.th/th/2017/10/125629/ สำนักข่าวนี้กับ ฐานเศรษฐกิจ เป็นของนิวส์เน็ตเวิร์ค ที่มีเนติบริกรใหญ่ มีชัย ฤชุุพันธุ์ุ เป็นประธานกรรมการ วทันยา วงษ์โอภาสี มาดามเดียร์ผู้จัดการทีมชาติ เป็นผู้จัดการใหญ่ แถมด้วย สนธิญาน ชื่นฤทัยในธรรม เจ้าพ่อ ทีนิวส์เป็นกรรมการ)

จะอย่างไรก็แล้วแต่ เรื่องน้ำตอนนี้อ่วมอรทัยบวกงอมพระรามกันเป็นแถว (อย่างน้อยๆ ๓๓ จังหวัด) ฟ้าโศกาหนัก หลั่งน้ำตาไม่บันยะบันยัง

กรมอุตุฯ ประกาศเตือน ฉบับที่ ๑๐ ความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีน จะแผ่ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ ๒๑-๒๖ ต.ค.นี้ ทั่วไทยเจอสภาพอากาศแปรปรวน ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง”

(http://www.thairath.co.th/content/1104764 ส่วนรายชื่อจังหวัดต่างๆ ดูที่ https://www.bangkokpost.com/news/general/1346731/33-provinces-on-storm-alert)


นอกจากนั้นหลังพายุฝนอากาศจะเย็นลง ๒-๕ เซลเซียส ขณะที่วันนี้ระดับน้ำเจ้าพระยาขึ้นมา ๒๐ เซ็นติเมตร ดังที่นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ อธิบดีกรมชลประทานแจ้งเตือนทุกจังหวัดในลุ่มน้ำเจ้าพระยาแล้ว

ว่ามีมวลน้ำเหนือ (ที่นครสวรรค์) ๓,๑๕๐ ลูกบาศก์เมตร “โดยมวลน้ำก้อนนี้จะเป็นน้ำเหนือล็อตสุดท้าย จะทรงตัวอยู่ประมาณ ๒ วัน” ส่วนแม่น้ำป่าสักปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีก ๒๒๓ เซ็นติเมตรเท่านั้น แต่มี ปัจจัย น้ำจากทุ่งย้อนกลับมาเติมที่อยุธยา

“หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มในช่วงนี้ ระดับน้ำก็จะลดลงอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่ภาวะปกติ” อันนี้หวังว่าคงเป็นปฏิพัทธ์กับประกาศอุตุฯ ฉบับ ๑๐ ที่ว่าฝนฟ้าคะนองทั่วไทยจนถึงวันที่ ๒๖ นะ


ส่วนที่กำลังอ่วมกันอยู่ขณะนี้ จากข่าวเมื่อวาน (๒๑ ต.ค.) ที่ขอนแก่นน่ะท่วมแน่เพราะเขื่อนอุบลรัตน์ “เร่งระบายน้ำ” ในอัตรา ๕๔ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน ทำให้ “ลำน้ำพองไหลนองรินหลั่ง” ล้นตลิ่งไหลเชี่ยวลิ่วเข้าเมือง

“กระแสน้ำได้ไหลข้ามถนนมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งบริเวณดังกล่าวห่างจากตัวเมืองขอนแก่นเพียง 7 กิโลเมตรเท่านั้นก็จะเข้าสู่เขตเศรษฐกิจของเมืองขอนแก่น” (ไทยรัฐ)

ด้านข่าวสด รายงาน “น้ำชีจำนวนมหาศาลไหลบ่าข้ามคันดินกั้นหมู่บ้านทะลักท่วมบ้านเรือนราษฏร เบื้องต้น ๖๕ หลังคาเรือน จาก ๑๓๘ หลังคาเรือน

ระดับน้ำสูง ๒ เมตร กลายเป็น เวนิชนคร ต้องใช้เรือพายสัญจรไปมาในหมู่บ้าน ชาวบ้านต้องรีบอพยพขนข้าวของหนีน้ำมาสร้างเพิงพักอาศัยบนพนังกั้นน้ำ...

นายประยงค์ สัตย์ธรรม ผู้ใหญ่บ้านดินแดง หมู่ ๓ แจ้งว่า “นาข้าวจมน้ำกว่า ๒๐๐ ไร่ คาดอีกไม่เกิน ๒ วัน น้ำจะท่วมหมดทั้งหมู่บ้าน เพราะระดับน้ำสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ย้อนกลับมาเข้ากรุงวันเดียวกัน พสกนิกรปลาบปลื้อมได้เฝ้าชมการซ้อมใหญ่ครบเครื่องครั้งที่สอง ริ้วขบวนราชพิธีศพ ร.๙ ที่บริเวณสนามหลวง ส่วนผู้ที่ไปร่วมไม่ได้ก็เปิดโทรทัศน์ดูกันทางบ้าน งานนี้ เนชั่นทีวีจัดให้ฉายภาพสดออนแอร์ ในรายการข่าวใกล้เที่ยง

แต่อ๊ะ ตกบ่ายพลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด แจ้งว่าได้ตัดสิทธิสื่อรายหนึ่ง (เนชั่นนั่นละ) ไม่ให้ไปทำข่าวการซ้อมริ้วขบวนครั้งสุดท้ายชุดที่ ๔-๖ วันนี้ (๒๒ ต.ค.) เพราะ “ได้ลงคลิปที่ถ่ายบนอัฒจันทร์ และนำมาเผยแพร่ในลักษณะรายงานข่าวเหตุการณ์สดโดยที่ริ้วขบวนทั้ง ๓ ยังไม่จบสิ้นดี”

ทั้งนี้ “ซึ่งไม่เป็นไปตามที่ขอความร่วมมือไว้ในการประชุมแต่ละครั้ง ว่าจะไม่มีการไล้ฟ์สดในวันที่ ๒๑ และ ๒๖ ต.ค. และจะต้องไม่เผยแพร่คลิปข่าวก่อนที่ริ้วขบวนที่ ๑-๓ จะจบสิ้นลง”


ที่จริงมีสื่อสามสำนักออกข่าว ไล้ฟ์กันเช้านั้น แต่เนชั่นโดนทำโทษคงเพราะออกคลิปสดละมัง โดยทางผู้ประกอบการก็แถลงขอโทษขอโพย และชี้แจงเป็นเรื่องใหญ่โต “ขอน้อมรับ (ทั้ง) จุดผิดพลาดและบทลงโทษ”


จนมีนักข่าวรายหนึ่งเอาไปบ่น “พูดถึงในกรณีทั่วไปเลยไม่เฉพาะกับสื่อ เหมือนเราต้องรักในหลวงในแบบที่คสช./รัฐกำหนด จะแสดงออกความรักด้วยวิธีอื่นนี่ถูกลงโทษ” (Arthit Suriyawongkul @bact)

เนี่ยนะ บ้านนี้เมืองนี้ เนี้ยบเหลือหลาย ขนาดจะรักจะใคร่พ่อของแผ่นดินก็ยังต้อง “แสดงออก” อย่างมีระเบียบเสมอ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสีเสื้อผ้า หน้าจอคอมพิวเตอร์ ต้องสีหม่น สีช้ำ สีดำ จะไปแดงโร่ที่ลันดั้นย่อมไม่ได้