วันจันทร์, พฤษภาคม 18, 2569

ประเทศไทยจะเจริญกี่โมง !


ข้อเท็จจริง

11 hours ago
·
ที่นี่ประเทศไทย ตรวจสอบคนรับสินบน ตรวจสอบคนแจ้ง
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ไม่รอนาน ตอบโต้อานุภาพ นิตินัย ทันที หลังนายกฯ ออกมาพูดทำนองว่าใครจะแฉใครว่าทุจริต ก็ต้องพร้อมรับการถูกฟ้องกลับด้วย เรียกว่า "แฟร์" แล้ว

แต่คำถามที่วิโรจน์โยนกลับไปตรงๆ คือ รัฐกำลังปกป้องคนที่กล้าเปิดโปง หรือกำลังปกป้องคนที่ถูกเปิดโปงกันแน่?

ผลสำรวจจาก กกร. ระบุชัดว่าเอกชนต้องจ่าย "เงินทอน" ถึง 15% ของสัญญารัฐ และคอร์รัปชั่นกัดกินต้นทุนธุรกิจรวมกว่า 20% แทนที่รัฐจะขอบคุณคนที่กล้าพูด กลับมีรัฐมนตรีสั่งหน่วยงานตอบโต้แข็งกร้าว พร้อมขู่ฟ้อง กกร. อีกรอบ

วิโรจน์บอกว่าทั่วโลกเขาคุ้มครอง Whistleblower แต่ไทยทำสิ่งที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง แล้วแบบนี้ ใครจะกล้าเปิดปากอีก?

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1543916531081746&set=a.523293503144059






https://x.com/pasitnat/status/2055811651589587375
.....

แค่ถ่ายรูป ทำมือกากบาท ถือว่าต้านคอรัปชั่นล่ะ



ไหนพูดแล้วทำ !







ข้างหลังภาพ ‘พฤษภา 35’ ทุกความตาย ทุกศพที่สูญหาย ยังไม่มีใครต้องรับผิด



ข้างหลังภาพ ‘พฤษภา 35’ ทุกความตาย ทุกศพที่สูญหาย ยังไม่มีใครต้องรับผิด

May 17, 2026
The Momentum

มีบางภาพในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เราไม่ได้จดจำเพราะความสวยงาม แต่จดจำเพราะความเจ็บปวด

ภาพถนนราชดำเนินในเดือนพฤษภาคม 2535 คือภาพนั้น ราชดำเนินเป็นถนนสายเดียวกับที่มีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง เป็นถนนสายเดียวกับที่มุ่งหน้าไปยังพระบรมมหาราชวัง แต่ในเดือนพฤษภาคม 2535 ถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยควันไฟ เสียงปืน และเลือดเนื้อของประชาชนที่ล้มลงเพียงเพราะออกมาชุมนุมด้วยข้อเรียกร้องสั้นๆ ง่ายๆ คือ ขอให้ พลเอก สุจินดา คราประยูร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ผลลัพธ์ของเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ถูกอธิบายออกไปหลากหลาย บ้างบอกว่าเป็นอีกครั้งของความพ่ายแพ้ เพราะประชาชนจำนวนมากต้องบาดเจ็บล้มตายเพื่อประชาธิปไตยอีกครั้ง

ขณะที่อีกส่วนก็บอกว่าเป็นชัยชนะ เพราะเหตุการณ์วันนั้น สามารถเอา ‘ทหาร’ ออกจากการเมืองไทยได้ และทำให้ประเทศนี้ได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดอย่างรัฐธรรมนูญ 2540

และถึงอย่างไร สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เหตุการณ์ครั้งนั้นคือหมุดหมายสำคัญในการต่อสู้กับเผด็จการ เป็นอีกครั้งที่ประชาชนมือเปล่าลุกขึ้นสู้ และสุดท้ายก็สู้จนสำเร็จ เมื่อ พลเอกสุจินดาต้องพ้นจากตำแหน่ง

แต่เรื่องราวไม่ได้โรแมนติกเช่นนั้น ข้างหลังภาพนั้นมีทั้งความตาย การสูญหาย การช่วงชิงอำนาจในฝั่งทหาร และความจริงสุดท้ายที่ปิดตายด้วยกฎหมาย ‘นิรโทษกรรม’ เพราะแม้จะมีประชาชนเสียชีวิต 44 คน สูญหาย 48 คน และบาดเจ็บอีก 1,728 คน แต่จนถึงวันนี้ ไม่มีใครต้องรับโทษแม้แต่คนเดียว

บางที โศกนาฏกรรมของเดือนพฤษภาคมปีนั้น อาจไม่ได้อยู่แค่ในคืนที่ทหารลั่นไกปืนใส่ประชาชน และจบลงด้วยการ ‘เข้าเฝ้า’ ของพลเอกสุจินดา และพลตรี จำลอง ศรีเมือง

แต่โศกนาฏกรรมที่มากกว่า คือการที่ประเทศนี้ปล่อยให้คนตายกลายเป็นเพียงตัวเลขในประวัติศาสตร์ ขณะที่ผู้มีอำนาจเดินออกจากฉากไปอย่างปลอดภัยเสมอ

The Momentum ชวนย้อนกลับไปมองภาพอดีต เล่าเรื่องราวและความหมายที่อยู่หลังภาพเหล่านี้ เพื่อเป็น ‘บทเรียน’ และหวังว่าสักวันหนึ่ง เหตุการณ์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก



1. รัฐประหารโดย รสช.

ช่วงสายวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 เสียงประกาศ ‘คณะปฏิวัติ’ ดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) นำโดย พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพลเอกสุจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ยึดอำนาจรัฐบาล พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ

รสช.อ้างเหตุสำคัญ และเป็นเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร นั่นคือรัฐบาลพลเอกชาติชายมีการคอร์รัปชันครั้งมโหฬาร การแทรกแซงข้าราชการ เผด็จการทางรัฐสภา ทำลายสถาบันทหาร รวมถึงบิดเบือนคดีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์

รัฐประหารเริ่มต้นบนเครื่องบิน เมื่อพลเอกชาติชายเตรียมนำ พลเอก อาทิตย์ กำลังเอก ไปเข้าเฝ้าในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเครื่องบินแล่นออกจากสนามบินได้เพียงไม่กี่นาที ทหารก็ทำรัฐประหารบนเครื่องบิน มีคำสั่งให้จับตัวนายกฯ ชาติชาย และผู้ร่วมทริปทุกคนไว้ การรัฐประหารที่เป็น ‘ธรรมเนียมปฏิบัติ’ ของการเมืองไทยก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

หลังการรัฐประหาร รสช.ตั้ง ‘อานันท์ ปันยารชุน’ นักธุรกิจมืออาชีพและอดีตนักการทูต เป็นนายกฯ อานันท์ประกาศว่า จะอยู่เพียง 1 ปี และเป็นตัวของตัวเองเต็มที่ ขณะที่ รสช.ประกาศสอบสวนนักการเมืองทุกคนในรัฐบาลที่ร่ำรวยผิดปกติ พร้อมกับประกาศร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมี มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ

ปลายปี 2534 รัฐธรรมนูญ ฉบับ รสช.ก็คลอดออกมา อานันท์รีบจัดให้มีการเลือกตั้ง ขณะที่ รสช.ก็ตั้งพรรคการเมือง โดยรวบรวมเอานักการเมืองที่เคยถูกกล่าวหาว่าทุจริตเข้าพรรคด้วย ภายใต้ชื่อพรรค ‘สามัคคีธรรม’

พรรคสามัคคีธรรมได้คะแนนเสียงเลือกตั้งมากเป็นอันดับ 1 ในคราแรก พลเอกสุจินดาประกาศว่าจะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อ ณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมถูกกล่าวหาว่า อาจพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด ชื่อของพลเอกสุจินดาก็กลับมาอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงสนับสนุนของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล

7 เมษายน 2535 พลเอกสุจินดาประกาศ ‘เสียสัตย์เพื่อชาติ’ ต้องกลับมารับตำแหน่งนายกฯ ทั้งที่เคยประกาศไว้ว่าจะไม่รับ

“ผมจำเป็นต้องเสียสัตย์ที่เคยกล่าวไว้ว่า จะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า เพราะความเป็นทหารที่เรามีคติประจำใจว่า เรายอมเสียสละได้เพื่อประเทศชาติ… การเสียชื่อเสียง เสียสัจจะวาจาก็อาจเป็นความจำเป็น”

นั่นทำให้การชุมนุมเริ่มต้นขึ้นบริเวณท้องสนามหลวงและอาคารรัฐสภา ตั้งแต่เดือนเมษายนต่อเนื่องมายังต้นเดือนพฤษภาคม โดยมีพลตรีจำลองเป็นผู้นำการชุมนุม และมีพรรคการเมืองฝ่ายค้านอีก 4 พรรค ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเอกภาพ พรรคความหวังใหม่ และพรรคพลังธรรม เป็นแนวร่วม

ในวันแถลงนโยบาย พลเอกสุจินดาประกาศว่า ต้องการเข้ามาขัดขวางระบอบ ‘สภาเปรซีเดียม’ (ซึ่งตั้งใจหมายถึง การต่อต้านแนวคิดของ พลเอก ชวลิต จงใจยุทธ) และขัดขวางการตั้งศาสนาใหม่ (ซึ่งตั้งใจหมายถึง การสนับสนุนกลุ่มสันติอโศกของพลตรีจำลอง)

เหตุผลดังกล่าวทำให้การชุมนุมร้อนแรงมากยิ่งขึ้น



2. สะพานผ่านฟ้า-เมื่อเสียงปืนนัดแรกดังขึ้น

วันที่ 17 พฤษภาคม 2535 ท้องสนามหลวงคือศูนย์กลางการชุมนุมต่อต้านพลเอกสุจินดา โดยก่อนหน้านั้น พลตรีจำลองได้นำการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้พลเอกสุจินดาลาออกจากตำแหน่งมาหลายครั้ง การชุมนุมยืดเยื้อ สลับหยุดชุมนุม แต่รัฐบาลยังไม่มีทีท่าว่าจะถอย

เย็นวันนั้น พลตรีจำลองนัดผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนจากท้องสนามหลวงกลับไปยังทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง เป้าหมายไม่ใช่เพียงการกดดันให้ผู้นำรัฐบาลลาออก แต่คือการยืนยันหลักการสำคัญว่า นายกฯ ควรมาจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร

แต่การเคลื่อนขบวนครั้งนั้น ไม่เคยไปถึงทำเนียบรัฐบาล

ราว 21.00 น. ผู้ชุมนุมเข้ารื้อลวดหนามบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ทว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุม ขณะที่ผู้ชุมนุมคนหนึ่งที่ปีนขึ้นไปยังรถดับเพลิงถูกลากลงมาทุบ และเริ่มมีผู้ชุมนุมบาดเจ็บจากความพยายามสลายการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้า

กลางดึกคืนนั้น ยังเกิดเหตุชุลมุนยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อชายฉกรรจ์หัวเกรียน สวมเสื้อเกราะ ซึ่งถูกระบุในตอนแรกว่าเป็น ‘มือที่สาม’ บุกเข้าไปเผาสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน และสถานีดับเพลิงภูเขาทอง รัฐบาลพลเอกสุจินดาจึงตัดสินใจนำกำลังทหารออกมาจัดการกับผู้ชุมนุม พร้อมประกาศใช้แผน ‘ไพรีพินาศ’ จัดการกับผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาด

กลางดึกต่อเนื่องถึงเช้าวันนั้น กองกำลังทหารเริ่มใช้ ‘กระสุนจริง’ สาดใส่ผู้ชุมนุมจนเริ่มมีผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ

03.00 น. โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจประกาศ “ขณะนี้ พลตรี จำลอง ศรีเมือง และผู้ก่อจลาจลได้เผาทำลายยานพาหนะของทางราชการและประชาชนไม่น้อยกว่า 10 คัน และมีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง นอกจากนั้นยังได้เผาสถานีตำรวจดับเพลิงภูเขาทอง กองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน และเข้ายึดสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง ปล่อยผู้ต้องหา ทำลายทรัพย์สินของทางราชการ และมีแนวโน้มจะทำลายสถานที่ราชการอื่นๆ ต่อไป

“กลุ่มก่อจลาจลภายใต้การนำของพลตรี จำลอง ศรีเมือง ที่เข้ายึดกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมิได้ต่อสู้ ได้เข้ายึดอาวุธ บังคับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถอดเครื่องแบบ กราบขอชีวิตต่อผู้ก่อจลาจล” แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจระบุ



3. ใครเผา สน.นางเลิ้ง?

เหตุเผา สน.นางเลิ้ง สถานีดับเพลิงภูเขาทอง และกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญทำให้รัฐบาลใช้กำลังทหารจัดการกับผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาด รวมถึงจับกุมพลตรีจำลองในเวลาต่อมา

คำถามก็คือ ใครเผา และเผาไปทำไม

พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี เพื่อนร่วมรุ่น จปร.7 ของพลตรีจำลอง ได้เฉลยภายหลังในรายการ ‘จับเข่าคุย’ ของ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ในปี 2550 ว่า เขาอยู่เบื้องหลังการนำกำลังไปเผาสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งเมื่อกลางดึกวันที่ 17 พฤษภาคม ต่อเนื่องถึงรุ่งเช้าวันที่ 18 พฤษภาคม 2535 พร้อมกับระบุว่า “วันไหนที่ทหารใช้กำลังเข้าปราบประชาชน วันนั้นเราชนะ”

“เราไม่ใช่มือที่สาม ที่จริงไม่ใช่ เราคือมือที่หนึ่ง” พลเอกพัลลภให้สัมภาษณ์

ช่วงบ่ายวันที่ 18 พฤษภาคม 2535 ทหารนำกำลังเข้าจับกุมพลตรีจำลองขณะให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน และหลังจากวันนั้น สถานการณ์ม็อบที่ไม่มีแกนนำก็เต็มไปด้วยความโกลาหล



4. ม็อบที่ไร้แกนนำ

หลังพลตรีจำลองถูกจับช่วงบ่ายวันนั้น การชุมนุมเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง ผู้ชุมนุมเริ่มปะทะกับทหารในหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นแนวรบบริเวณถนนราชดำเนิน บางลำพู หลานหลวง ซึ่งเป็นถนนที่มุ่งเข้าสู่ถนนราชดำเนิน เมื่อผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยกลายเป็น ‘ผู้ก่อความไม่สงบ’ ทหารจึงเริ่มใช้กำลังได้เต็มพิกัด

คืนวันนั้น มีเหตุการณ์สำคัญอีกหลายเหตุการณ์ เหตุการณ์แรก คือเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมยึดรถเมล์เพื่อเคลื่อนเข้าใส่แนวทหารบริเวณหน้าอาคารสลากกินแบ่งรัฐบาล ถนนราชดำเนิน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกมาก และเหตุการณ์ที่ทหารนำกำลังเข้าสลายการชุมนุมในโรงแรมรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นหน่วยปฐมพยาบาล รวมถึงเป็นที่ทำงานของผู้สื่อข่าวจากทั่วโลก

ในเวลาเดียวกัน ม็อบที่ไร้แกนนำยังเผาอาคารที่ทำการของรัฐในบริเวณข้างเคียงเพื่อสะท้อนความไม่พอใจ ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล อาคารกรมสรรพากร และอาคารกรมประชาสัมพันธ์

และเป็นห้วงเวลาเดียวกันกับที่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากเหตุสลายการชุมนุมและจากม็อบที่ไร้แกนนำ


5. กลุ่มมอเตอร์ไซค์ อีกปริศนาเดือนพฤษภาคม 2535

กลางดึกวันที่ 18 พฤษภาคม 2535 ถนนราชดำเนินเต็มไปด้วยเปลวเพลิง ผู้ชุมนุมแตกไปคนละทิศละทางจาก ‘กระสุนจริง’ การจับกุมแกนนำอย่างพลตรีจำลอง และจำนวนศพที่มากขึ้นเรื่อยๆ ก็เกิดขบวนการใหม่ขึ้นมาเป็น ‘กลุ่มมอเตอร์ไซค์’

คืนวันนั้น มอเตอร์ไซค์นับพันคันวิ่งพล่านทั่วกรุงเทพฯ เผาทำลายป้อมตำรวจและสัญญาณไฟจราจร ขณะที่ฝ่ายทหารออก ‘หน่วยไล่ล่า’ กลุ่มมอเตอร์ไซค์ โดยมีทั้งการจับกุมและวิสามัญฆาตกรรม ซึ่งหลายคนที่เป็นผู้บริสุทธิ์ก็โดนหางเลข ถูกสังหารไปด้วย

คำถามก็คือ แล้วกลุ่มมอเตอร์ไซค์เหล่านี้ เกิดจากประชาชนที่ไม่พอใจจริง หรือแท้จริงแล้วมีใครอยู่เบื้องหลัง

พลเอกพัลลภให้สัมภาษณ์กับ วาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหารในภายหลังว่า “เป็นม็อบของพี่จิ๋วเขา (พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ) นาวาอากาศตรี ประสงค์ สุ่นศิริ เลขาธิการพรรคความหวังใหม่ที่เพิ่งตั้งขึ้นมา เป็นม็อบของพรรคที่นาวาอากาศตรีประสงค์มองว่า มอเตอร์ไซค์จะใช้เป็นหัวคะแนน ตั้งมา 4,000 คน พอดีเกิดเหตุการณ์ก็เลยเอามาใช้”

กลุ่มมอเตอร์ไซค์นับพันคัน ยังเป็นกำลังสำคัญในการนำทางการชุมนุมไปยังพื้นที่ชุมนุมแห่งใหม่ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 19 พฤษภาคม 2535 หรืออีก 1 วันให้หลัง



6. เริ่มต้นใหม่ที่ ‘รามคำแหง’

ช่วงบ่ายวันที่ 19 พฤษภาคม 2535 พลเอกสุจินดาออกแถลงการณ์ระบุตอนหนึ่งว่า การชุมนุมในช่วงที่ผ่านมาได้ตกเป็นเครื่องมือของบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ต้องการแสวงหาอำนาจ หรือต้องการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไปเป็นการปกครองระบอบอื่น

ขณะเดียวกัน พลเอกสุจินดายังเชื่อว่า ความรุนแรงในเหตุการณ์คืนวันที่ 18 พฤษภาคม 2535 เป็นการกระทำของผู้ที่ชำนาญในการก่อวินาศกรรม รวมทั้งเป็นฝีมือของบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

นอกจากนี้ นายกฯ ยังระบุด้วยว่า สถานการณ์ได้กลับสู่ความสงบเรียบร้อย ไม่มีการชุมนุมใดๆ และขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวลือ

ในเวลาเดียวกันกับที่พลเอกสุจินดาแถลงข่าว ถนน 2 สายที่มุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัยรามคำแหง คือถนนพระรามเก้าและถนนลาดพร้าว เต็มไปด้วยรถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ส่วนตัว เพราะในเวลานั้น สื่อมวลชนคือ โทรทัศน์และวิทยุ ทุกช่องเป็นของรัฐ รายงานเฉพาะข่าวจากฝั่งรัฐบาล ขณะที่ผู้ชุมนุมถูกป้ายสีเต็มที่ว่าเป็นผู้ก่อจลาจล

มหาวิทยาลัยรามคำแหงถือเป็นชัยภูมิที่ดีสำหรับการชุมนุม เพราะอยู่ห่างจากถนนราชดำเนินซึ่งกลายเป็น ‘เมืองร้าง’ เป็นที่เรียบร้อย และมีกำลังทหารเต็มอัตราศึก ขณะที่ถนนโดยรอบถนนราชดำเนินกลางก็ถูกปิดล้อมไปแล้วทั้งหมด

วันที่ 20 พฤษภาคม 2535 มีข่าวลือหนาหูว่า ถึงที่สุด รัฐบาลจะเข้าสลายการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงช่วงกลางดึกวันนั้น โดยมีการเตรียมปืนใหญ่ รถถัง และอาวุธหนักครบมือ และได้วางแผนล้อมมหาวิทยาลัยรามคำแหงไว้เรียบร้อย

แต่ในเวลาเดียวกัน ก็มีข่าวลือว่าเรื่องยุติแล้ว เมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 เรียกพลเอกสุจินดาและพลตรีจำลองเข้าเฝ้าฯ พร้อมด้วย สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี และพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีในเวลานั้น

“ถ้าหากว่าเผชิญหน้ากันแบบนี้ต่อไป เมืองไทยมีแต่จะล่มจมลงไป แล้วทำให้ประเทศไทยที่เราสร้างเสริมขึ้นมาอย่างดีเป็นเวลานาน กลายเป็นประเทศที่ไม่มีความหมายหรือมีความหมายในทางลบเป็นอย่างมาก” คือความตอนหนึ่งจากพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9

หลังพระราชดำรัสจบลง วันรุ่งขึ้นมีการประกาศยกเลิกเคอร์ฟิว และพลเอกสุจินดาลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2535 นักวิชาการหลายคนวิเคราะห์กันภายหลังระบุว่าเป็น ‘จุดสูงสุด’ ของอำนาจนำและพระบารมีในการแก้วิกฤตการเมืองของในหลวงรัชกาลที่ 9

ผลที่ตามมาจากเหตุการณ์ความรุนแรงต่อเนื่องหลายวันคือ ทหารออกจากกรมกองไม่ได้นานอีกหลายปี ประเทศไทย เดินหน้าไปสู่จุดที่ต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น เป็นต้นทางของรัฐธรรมนูญ 2540

ขณะที่การปิดกั้นสื่อโดยรัฐอย่างเบ็ดเสร็จ นำมาซึ่งการตั้งสถานีโทรทัศน์ iTV หรือ Independent Television ในอีก 3 ปีถัดมา


7. ว่าด้วย ‘ศพ’ ที่หายไป และการ ‘ลอยนวลพ้นผิด’ ของผู้ออกคำสั่งฆ่า

หลังเสียงปืนเงียบลง หลังถนนราชดำเนินถูกล้างคราบเลือด และหลังพลเอกสุจินดาลาออกจากตำแหน่งนายกฯ คำถามใหญ่ที่ยังคงอยู่คือ คนตายตายอย่างไร ใครเป็นคนสั่งยิง ใครเป็นคนลั่นไก และที่สำคัญที่สุดคือ ศพของผู้สูญหายหายไปอยู่ที่ไหน

ตัวเลขทางการระบุว่า เหตุการณ์พฤษภา 35 มีผู้เสียชีวิต 44 คน สูญหาย 48 คน และบาดเจ็บ 1,728 คน แต่สำหรับครอบครัวของผู้สูญเสีย ตัวเลขเหล่านี้ไม่เคยเป็นเพียงสถิติ เพราะทุกชื่อคือคนจริง ทุกศพคือชีวิตจริง และทุกการสูญหายคือบาดแผล

ตัวเลขศพที่สูญหาย หลายคนกล่าวกันว่าอาจสูงเกินกว่านี้มาก ทว่า ทางการและญาติผู้เสียหายรวบรวมไว้ได้เพียงเท่านี้

หนึ่งในข่าวลือและคำบอกเล่าที่ตามหลอกหลอนเหตุการณ์ครั้งนั้นคือ เรื่อง ‘ศพ’ ที่ถูกเคลื่อนย้ายออกไปหลังการสลายการชุมนุม บ้างบอกว่านำไปทิ้งทะเล บ้างบอกว่านำไปทิ้งไว้ในบ่อจระเข้ และบ้างก็บอกว่านำไปฝังไว้ในค่ายทหาร

ในการรำลึกทุกปี ยังมีญาติผู้เสียชีวิตที่ตั้งคำถามว่า ศพลูก ศพญาติพี่น้องสูญหายไปไหน และทุกปี สิ่งที่ตามมาคือความเงียบงัน

ความน่าสะพรึงของเหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคมปีนั้นจึงไม่ได้อยู่แค่การที่รัฐใช้กระสุนจริงกับประชาชนมือเปล่า แต่อยู่ที่การที่รัฐสามารถทำให้ความตายจำนวนหนึ่งพร่าเลือน กลายเป็นข่าวลือ กลายเป็นคำบอกเล่า กลายเป็นสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ และสุดท้ายกลายเป็นความเงียบในประวัติศาสตร์

ยิ่งไปกว่านั้น ความยุติธรรมยังถูกปิดตายด้วยกลไกทางกฎหมาย

หลังเหตุการณ์ผ่านไปไม่นาน มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในเดือนพฤษภาคม 2535 เท่ากับว่า ผู้สั่งการ ผู้ปฏิบัติการ และผู้มีส่วนในโครงสร้างอำนาจที่นำไปสู่ความตายของประชาชนจำนวนมาก ต่างได้รับการคุ้มครองจากการเอาผิด

ไม่มีนายทหารคนใดต้องรับโทษ ไม่มีผู้สั่งการคนใดถูกตัดสินว่ามีความผิด ไม่มีคำพิพากษาใดชี้ชัดว่าใครต้องรับผิดชอบต่อศพบนถนนราชดำเนิน และไม่มีคำตอบสุดท้ายให้กับครอบครัวของผู้สูญหาย

นี่คือมรดกที่มืดมิดที่สุดของพฤษภา 35 เพราะแม้เหตุการณ์ครั้งนั้นจะถูกเล่าซ้ำในฐานะชัยชนะของประชาชน เป็นจุดเริ่มต้นของรัฐธรรมนูญ 2540 และเป็นบทเรียนสำคัญว่า ทหารไม่ควรสืบทอดอำนาจผ่านการเมือง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า เมื่อรัฐใช้ความรุนแรงกับประชาชน รัฐไทยสามารถพาผู้มีอำนาจออกจากฉากได้อย่างปลอดภัยเสมอ

ประชาชนถูกจดจำในฐานะผู้เสียสละ แต่ผู้สั่งฆ่าถูกปล่อยให้กลายเป็นอดีต ผู้มีอำนาจบางคนยังคงมีชีวิตยืนยาวต่อไปในฐานะบุคคลสำคัญของประเทศ และยังมีคนมาอวยพรวันเกิดในทุกๆ ปี

เหตุการณ์พฤษภา 35 จึงไม่ได้จบลงจริงในวันที่พลเอกสุจินดาลาออก ไม่ได้จบลงในวันที่ประเทศมีรัฐธรรมนูญ 2540 หากยังค้างคาอยู่ในรายชื่อของผู้เสียชีวิต ผู้สูญหาย และภายใต้คำถามใหญ่ที่ยังไม่มีคำตอบว่า ใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อเลือดเนื้อของประชาชน

สิ่งที่หายไปในเดือนพฤษภาคม 2535 ไม่ใช่แค่ศพของผู้สูญหายเท่านั้น แต่คือความยุติธรรมทั้งระบบ

และการ ‘ลอยนวลพ้นผิด’ แบบไทยๆ ที่คงอยู่เสมอมา และจะเป็นเช่นนี้… ตลอดไป


https://themomentum.co/feature-black-may-thailand/
.....

https://www.facebook.com/watch/?v=1748928366230800



รำลึก 34 ปีพฤษภา 35 ร่วมสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พาประเทศไทยไปข้างหน้า


พรรคประชาชน - People's Party
14 hours ago
·
[ รำลึก 34 ปีพฤษภา 35 ร่วมสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พาประเทศไทยไปข้างหน้า ]
.
วันนี้ (17 พ.ค.) ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถ.ราชดำเนิน วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย พนิดา มงคลสวัสดิ์ รองโฆษกพรรค และ อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ เขต 31 พรรคประชาชน ร่วมงานรำลึก 34 ปีเหตุการณ์พฤษภา 2535
.
โดยวิโรจน์วางมาลาและสดุดีวีรชนพฤษภาประชาธรรม ในฐานะตัวแทนผู้นำฝ่ายค้าน ความตอนหนึ่งว่า ตนเคยมีความเชื่อว่าเมื่อสังคมได้เห็นความสูญเสียและมีบทเรียนจากความรุนแรงทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2535 การรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีก แต่การรัฐประหารที่เกิดขึ้นต่อมาในปี 2549 และ 2557 ทำให้ตนและประชาชนจำนวนไม่น้อย ไม่เชื่อว่าประเทศจะไม่มีการทำรัฐประหารอีกแล้ว
.
เพราะรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารสร้างขึ้นนั้นมักจะล็อกการแก้ไขไว้ เมื่อวันหนึ่งที่พวกเขาติดหล่มไม่สามารถแก้ไขได้จากเงื่อนไขที่ตนเองสร้างไว้ พวกเขาก็อาจจะสร้างสถานการณ์เพื่อทำรัฐประหารอีก
.
ดังนั้นในการต่อสู้ระยะยาว เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากวงจรอันเลวร้ายแบบนี้ ประชาชนจะต้องอดทนและร่วมแรงร่วมใจกันสร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนขึ้นมาอีกครั้งให้ได้ ซึ่งเป็นแนวทางเดียวที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปข้างหน้าได้อีกครั้ง
.
ตนขอร่วมไว้อาลัยและรำลึกถึงการเสียสละของวีรชนทุกคนในเหตุการณ์พฤษภา 2535 ซึ่งในวันนั้นการเสียสละของพวกเขา ได้ก่อให้เกิดคุณูปการที่สำคัญ นั่นคือรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งที่วีรชนของเราได้เสียสละไว้ จะทำให้ประชาชนทุกคนในวันนี้ได้ตระหนักและนำมาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้อีกครั้ง


https://www.facebook.com/PPLEThai/posts/122196529640480817




คดีโจชัว หว่อง: ส่งตัวไปศาลสูงเรียบร้อย เสี่ยงติดคุกตลอดชีวิต


Patrick Patcharapon
Yesterday
·
คดีโจชัว หว่อง: ส่งตัวไปศาลสูงเรียบร้อย เสี่ยงติดคุกตลอดชีวิต
.

14 พฤษภาคม 2026 โจชัว หว่อง แกนนำเรียกร้องประชาธิปไตยฮ่องกง ถูกนำตัวมาศาลเกาลูนตะวันตก โดยศาลได้เสร็จสิ้นกระบวนการส่งฟ้องเพื่อโอนคดีไปยัง"ศาลสูง" เรียบร้อย ในคดีสมคบคิดร่วมกับกองกำลังต่างชาติซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ

มีตัวแทนจากสถานกงสุลหลายประเทศเข้าร่วมสังเกตการณ์ เช่น สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, อิตาลี, เบลเยียม, เยอรมนี ฝรั่งเศส

ศาลสูงฮ่องกงคืออะไร?

เป็นศาลที่ไว้ตัดสินคดีที่มีความร้ายแรงและมูลค่าความเสียหายสูงมากเท่านั้นครับ เพราะศาลแขวงหรือศาลระดับล่างไม่มีอำนาจสั่งจำคุกระยะยาวและตลอดชีวิต

คดีที่ถูกโอนมาศาลสูงล้วนเป็นคดีร้ายแรง เช่น คดีฆาตกรรมโดยเจตนา, ยาเสพติดรายใหญ่, อาชญากรรมแรงๆ, โกงเงินระดับประเทศ, รวมถึง..คดีความมั่นคงของชาติ

ดังนั้นโจชัว หว่องมีความเสี่ยงที่จะติดคุกตั้งแต่ 10 ปี ไปจนถึงตลอดชีวิต หากตัดสินแล้วว่าผิดจริง

ปัจจุบันมีคนฮ่องกงมากกว่าแสนคนที่ตัดสินใจอพยพไปต่างประเทศ จากความไม่พอใจการเมืองและเสรีภาพ

ขณะที่คนที่ยังอยู่ในประเทศต่างก็ตกอยู่ใน "ภาวะเหนื่อยล้าทางการเมือง" คือไม่อยากอินการเมืองแล้ว ประท้วงก็เสี่ยงคุกอีก ก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อเอาชีวิตรอดดีกว่า

แต่ในมุมกลับกัน กลุ่มคนที่โดนคดีจากการประท้วงเมื่อหลายปีก่อน ทุกวันนี้ยังคงต้องดิ้นรนต่อสู้คดีอยู่อย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางกระแสสังคมที่ค่อย ๆ เงียบหายไป มันทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังถูกทอดทิ้งให้สู้เพียงลำพัง


n. kinliu. hk/court/%E9%BB%83%E4%B9%8B%E9%8B%92%E6%B6%89%E4%B8%B2%E8%AC%80%E5%8B%BE%E7%B5%90%E5%A2%83%E5%A4%96%E5%8B%A2%E5%8A%9B%E6%A1%88%E5%AE%8C%E6%88%90%E4%BA%A4%E4%BB%98%E9%AB%98%E9%99%A2%E7%A8%8B%E5%BA%8F%E3%80%80/
......

คดีของ โจชัว หว่อง (Joshua Wong) แกนนำนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยฮ่องกง ถือเป็นหนึ่งในคดีที่ถูกจับตามองจากนานาชาติมากที่สุด ซึ่งคดีที่มีความเสี่ยงสูงสุดถึงขั้น จำคุกตลอดชีวิต คือ คดีที่เขาถูกฟ้องร้องภายใต้ กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (National Security Law) สรุปประเด็นสำคัญของสถานการณ์นี้ มีดังนี้ครับ:

1. ต้นตอของคดี: การเลือกตั้งขั้นต้น (Primary Election) 2020

โจชัว หว่อง และนักเคลื่อนไหวรวมถึงอดีตสมาชิกรัฐสภาฝ่ายประชาธิปไตยรวม 47 คน (ถูกเรียกว่ากลุ่ม "Hong Kong 47") ถูกจับกุมและฟ้องร้องในข้อหา "สมคบคิดเพื่อล้มล้างอำนาจรัฐ" (Conspiracy to Commit Subversion) * เหตุการณ์: พวกเขาเข้าร่วมการจัดเลือกตั้งขั้นต้นอย่างไม่เป็นทางการของฝ่ายประชาธิปไตยในปี 2020 เพื่อคัดเลือกผู้สมัครที่ดีที่สุดลงเลือกตั้งสภานิติบัญญัติ (LegCo) โดยตั้งเป้าจะครองเสียงข้างมากและขัดขวางงบประมาณของรัฐบาลเพื่อบีบให้ผู้บริหารฮ่องกงลาออก

มุมมองของทางการ: รัฐบาลฮ่องกงและปักกิ่งมองว่าการกระทำนี้เป็นแผนการประสงค์ร้ายเพื่อทำให้กลไกของรัฐบาลเป็นอัมพาตและล้มล้างอำนาจ

2. การโอนคดีสู่ศาลสูง (High Court)

ตามระบบกฎหมายของฮ่องกง คดีที่ร้ายแรงภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติจะถูกโอนจากศาลแขวงไปยัง ศาลสูง (High Court) ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจในการลงโทษจำคุกในระยะยาว รวมถึงโทษจำคุกตลอดชีวิต

การรับสารภาพ: โจชัว หว่อง เป็นหนึ่งในจำเลยกลุ่มใหญ่ที่เลือก "รับสารภาพผิด" (Pleaded Guilty) ในข้อหานี้ ซึ่งในทางกฎหมายมักทำเพื่อหวังว่าจะได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษจากศาล

3. อัตราโทษที่เผชิญอยู่

ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกง บทลงโทษสำหรับข้อหาล้มล้างอำนาจรัฐถูกแบ่งออกเป็นระดับตามความร้ายแรงของการกระทำ:

ผู้บงการ/แกนนำหลัก (Principal Offenders): มีโทษจำคุกตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไป จนถึง จำคุกตลอดชีวิต

ผู้เข้าร่วมอย่างแข็งขัน (Active Participants): มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี

ผู้เข้าร่วมอื่นๆ: มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือกักขัง

หมายเหตุ: แม้ว่าโจชัว หว่อง จะรับสารภาพ แต่อัยการและศาลฮ่องกงมีแนวโน้มที่จะพิจารณาว่าเขาและแกนนำคนอื่นๆ มีบทบาทสำคัญในขบวนการ ทำให้เขายังคงมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับโทษจำคุกเป็นเวลานานหลายทศวรรษหรือตลอดชีวิต

4. สถานะปัจจุบัน

โจชัว หว่อง ถูกคุมขังในเรือนจำมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีแล้ว (เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาได้รับโทษจำคุกจากคดีการชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาตในปี 2019 ด้วย) การพิจารณาคดีของกลุ่ม Hong Kong 47 ในศาลสูงเป็นกระบวนการที่ยาวนานและซับซ้อน เนื่องจากมีจำเลยจำนวนมากและเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างสิ้นเชิงในฮ่องกง



ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เลือกพาทรัมป์มาเดินชมสวนโบราณ เรื่องราวนี้เป็นหนึ่งใน "การทูตเชิงสัญลักษณ์" (Symbolic Diplomacy) ที่ลึกซึ้งและเฉียบคมมาก การที่ สี จิ้นผิง เลือกพาทรัมป์มาเดินชมสวนโบราณแห่งนี้ ไม่ใช่แค่การพาเที่ยวพักผ่อนธรรมดา แต่เป็นการส่งสารทางการเมืองและปรัชญาที่ทรงพลังมากๆ


Mr.Oe
May 15
·
ของแปลก ที่ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง พาลุงทรัมป์มาดู ก่อนกลับบ้านคือสิ่งที่ผมอยากให้ทุกคนดูครับ … นี่คือ ต้นสนเก่าแก่โบราณอายุหลักร้อยปี 2 ต้น ที่เติบโตมาแล้วเอนเข้าหากันจนสุดท้าย “เชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกัน” เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเรียกว่า inosculation

ลุงสีตั้งใจจะบอกลุงทรัมป์ว่า ขนาดต้นไม้สองต้นที่แตกต่างกัน ยังหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ เหตุใดมนุษย์อันชาญฉลาดถึงไม่เข้าใจที่จะรักและร่วมมือกัน หรือหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

สวนแห่งนี้ ผ่านวันเวลามายาวนานตั้งแต่สมัยราชวงศ์จิน สร้างปรับปรุงพัฒนามาเรื่อยๆ จนถึงตอนนี้อายุ 800 ปีแล้ว ลุงสีพาลุงทรัมป์มาดูสวนเป็นการขิงกันไปในตัว ว่าแค่สวนแค่ต้นไม้พวกนี้ ยังเก่าแก่เกิดก่อนประเทศเมกาซะอีกนะ จะบอกให้

หวังว่ากลับบ้านไป จะคิดเยอะๆ และนำพาความสงบสุขกลับสู่ชาวโลก นะลุงนะ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1501400818112304&set=a.625163779069350
.....

เรื่องราวนี้เป็นหนึ่งใน "การทูตเชิงสัญลักษณ์" (Symbolic Diplomacy) ที่ลึกซึ้งและเฉียบคมมากครับ การที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เลือกพาทรัมป์มาเดินชมสวนโบราณแห่งนี้ ไม่ใช่แค่การพาเที่ยวพักผ่อนธรรมดา แต่เป็นการส่งสารทางการเมืองและปรัชญาที่ทรงพลังมากๆ

หากมองลึกลงไปในรายละเอียด สิ่งที่ซ่อนอยู่หลังต้นไม้เชื่อมเป็นหนึ่งเดียวและสวนอายุ 800 ปี มีประเด็นที่น่าคิดอยู่ 3 เรื่องหลักๆ ครับ:

1. ปรัชญาการอยู่ร่วมกันแบบจีน (Inosculation)

ปรากฏการณ์ Inosculation หรือการที่กิ่งไม้หรือต้นไม้สองต้นเติบโตจนหลอมรวมผิวและเนื้อเยื่อเข้าด้วยกัน กลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงเดียวกัน เป็นภาพสะท้อนของแนวคิดจีนเรื่อง "ความสามัคคีท่ามกลางความแตกต่าง" * สารที่ส่งถึงทรัมป์คือ: แม้สหรัฐฯ กับจีนจะมีระบบการเมือง วัฒนธรรม และอุดมการณ์ที่ต่างกันสุดขั้ว แต่ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ทั้งสองประเทศต่างพึ่งพาอาศัยกันทางเศรษฐกิจจนแยกไม่ออก (Interdependence) เหมือนต้นไม้สองต้นนี้ที่แชร์น้ำเลี้ยงร่วมกันแล้ว หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพยายามจะโค่นอีกฝ่าย อีกต้นก็ต้องบาดเจ็บหรือตายตกตามกันไปด้วย

2. "สงครามจิตวิทยา" เรื่องความเก่าแก่ของอารยธรรม

การพาทัวร์สถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ย้อนไปถึงราชวงศ์จินและมีอายุยาวนานกว่า 800 ปี เป็นวิธี "ขิง" แบบผู้ดีและนุ่มลึกตามสไตล์จีน

จีนกำลังเตือนสติสหรัฐฯ (ที่มีประวัติศาสตร์ประเทศเพียงแค่เกือบ 250 ปี) ว่า "ความขัดแย้งในปัจจุบันเป็นเพียงเรื่องชั่วคราว" จีนเคยเห็นจักรวรรดิต่างๆ รุ่งเรืองและล่มสลายมามากมายตลอดหลายพันปี ดังนั้น จีนมีความอดทนเชิงยุทธศาสตร์ที่ยาวนานกว่า และมองเกมข้ามศตวรรษ ไม่ได้มองแค่ผลการเลือกตั้งหรือวาระทางการเมืองระยะสั้น

3. การเตือนสติผู้นำมหาอำนาจ

คำว่า "หวังว่ากลับบ้านไป จะคิดเยอะๆ" ของคุณ เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกจับตามอง เพราะผู้นำที่มีสไตล์การเจรจาแบบโผงผางและเน้นผลประโยชน์ระยะสั้นอย่างทรัมป์ มักจะเผชิญหน้ากับผู้นำจีนที่เน้นการวางหมากระยะยาว การพามาดูต้นไม้ที่ใช้เวลา "ร้อยปี" ในการหลอมรวม จึงเป็นการบอกเป็นนัยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องใช้ความอดทนและการบ่มเพาะ ไม่ใช่สิ่งที่จะทุบโต๊ะรื้อทิ้งได้ในวันเดียว

ถือเป็นโพสต์ที่เปิดมุมมองให้เห็นเลยครับว่า ในโลกการเมืองระดับโลก "ทุกย่างก้าวและทุกสถานที่ที่ผู้นำพาไปเดินชม ล้วนถูกคำนวณมาแล้วอย่างประณีต" เพื่อส่งสารที่บางครั้งคำพูดตรงๆ ก็พูดไม่ได้
.....


Trump's PRICELESS REACTION to China's ANCIENT TREES during SECRET Zhongnanhai TOUR goes VIRAL

Diario AS

May 15, 2026 
#xijinping #trump #china
Chinese President Xi Jinping gave Donald Trump a rare and private tour of Beijing's Zhongnanhai compound — the walled-off complex at the heart of the Chinese government — in the final hours of their summit on Friday, May 15. Xi showed Trump ancient trees including the famous "Lianli Bai," two cypress trees whose trunks have grown together, with Trump expressing surprise that some were 1,000 years old. A hot mic captured Xi telling Trump the tour was "extremely rare," adding: "Even Putin has been here" — to which Trump replied: "Good. I like it."

https://www.youtube.com/watch?v=r6RhQgewkhY




ดูคลิปเรื่อง Deep state ของญี่ปุ่น แล้วจะเข้าใจ Deep state ของไทย


Sen Says

DEEP STATE ที่สร้าง “ญี่ปุ่นยุคใหม่” 🇯🇵

https://www.facebook.com/reel/1746825266763989




เจาะลึกปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างด้าว... รัฐบาลอนุทินเปิดทางรอด หรือยอมถอดกางเกงขายชาติ

https://www.facebook.com/reel/1629094738387595



การจราจรการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซดูเหมือนกำลังจะเพิ่มมากขึ้น เมื่ออิหร่านประกาศว่าช่องแคบแห่งนี้เปิดกว้างสำหรับเรือเดินสมุทรที่ประสานงานกับกองทัพอิหร่าน โดยมีข้อยกเว้นสำหรับกลุ่มที่เป็น ‘ศัตรู’ เท่านั้น และในขณะเดียวกัน เตหะรานกำลังเตรียมแผนที่จะเก็บค่าธรรมเนียมเรือที่ผ่านช่องแคบ








https://x.com/AJEnglish/status/2055943910392770937
.....

โทฮิด อัสซาดี ผู้สื่อข่าวของอัลจาซีรา รายงานจากช่องแคบและอธิบายแผนการล่าสุดของเตหะรานในการจัดการการขนส่งทางเรือ

สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากภาวะหยุดชะงักทางทหารโดยสิ้นเชิงไปสู่เขตอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่มีการวางแผนและแข่งขันกันอย่างดุเดือด ดังที่โทฮิด อัสซาดี ชี้ให้เห็นจากพื้นที่จริง ทางน้ำแห่งนี้ได้ทำหน้าที่เป็นเหมือน “ลานจอดเรือ” เนื่องจากความขัดแย้งที่รุนแรงและการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ อย่างกว้างขวาง

กลไกใหม่ที่เตหะรานประกาศออกมานั้นเป็นการเคลื่อนไหวทางภูมิศาสตร์การเมืองที่แข็งกร้าว ซึ่งออกแบบมาเพื่อกำหนดการควบคุมทางกายภาพเหนือจุดยุทธศาสตร์สำคัญนี้ ต่อไปนี้คือรายละเอียดของแผนของอิหร่านโดยอิงจากการพัฒนาล่าสุด:

1. การผ่านแดนแบบมีเงื่อนไขและการประสานงานที่บังคับใช้

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อาราคชี และเจ้าหน้าที่รัฐสภาได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า แม้ช่องแคบจะ "เปิด" ให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ในทางเทคนิค แต่การเข้าถึงที่แท้จริงนั้นมีเงื่อนไขโดยสิ้นเชิง

กฎ: ในการผ่านแดน เรือพาณิชย์ที่เป็นกลางต้องประสานงานเส้นทางอย่างเต็มที่กับกองทัพเรืออิหร่าน และต้องได้รับอนุญาตอย่างชัดเจนจากกองทัพเรืออิหร่าน

ข้อยกเว้น: เส้นทางนี้ยังคงถูกปิดกั้นอย่างเข้มงวดสำหรับ "ศัตรู" ซึ่งหมายถึงประเทศหรือผู้ประกอบการที่ทำสงครามกับอิหร่านอย่างแข็งขัน สนับสนุนพันธมิตรทางทะเลที่นำโดยตะวันตก หรือเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เตหะรานเรียกว่า "โครงการเสรีภาพ"

2. กลไกการเก็บค่าธรรมเนียม

ในการเคลื่อนไหวทางกฎหมายและเศรษฐกิจที่สำคัญ อิบราฮิม อาซิซี (หัวหน้าคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติของรัฐสภาอิหร่าน) ยืนยันว่าเตหะรานกำลังเตรียมที่จะเปิดเผยระบบการจัดการจราจรและการเก็บค่าธรรมเนียมอย่างเป็นทางการ ภายใต้แผนนี้ อิหร่านตั้งใจจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านแดนหรือ "ค่าบริการพิเศษ" เฉพาะประเทศและภาคธุรกิจที่ถือว่าให้ความร่วมมืออย่างแข็งขันกับเตหะรานเท่านั้นที่จะได้รับอนุญาตให้ชำระเงินและได้รับประโยชน์จากระบบการจัดการเส้นทางนี้

3. การยกเลิก "น่านน้ำสากล"

เพื่อเป็นการให้เหตุผลแก่ข้อจำกัดและค่าธรรมเนียมเหล่านี้ การทูตของอิหร่านกำลังผลักดันการตีความทางกฎหมายใหม่ที่เข้มงวดเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ของภูมิภาค อาราคชีกล่าวอ้างว่า เนื่องจากช่องแคบตั้งอยู่ระหว่างพรมแดนทางบกของอิหร่านและโอมานทั้งหมด "จึงไม่มีน่านน้ำสากล" ภายในเส้นทางนั้น ซึ่งเป็นการท้าทายกรอบการทำงานของตะวันตกโดยตรงเกี่ยวกับการรับประกัน "เสรีภาพในการเดินเรือ"

ผลกระทบในทันที

ในขณะที่การติดตามทางทะเลแสดงให้เห็นว่าสินค้าสำคัญจำนวนเล็กน้อย (ส่วนใหญ่เป็นเรือบรรทุกก๊าซ LPG และน้ำมันที่มุ่งหน้าไปยังผู้ซื้อที่เป็นกลาง เช่น อินเดีย) ได้กลับมาขนส่งอย่างระมัดระวังภายใต้โปรโตคอลการประสานงานอย่างเงียบๆ เหล่านี้ อุตสาหกรรมการขนส่งทางเรือโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะไม่แน่นอน เบี้ยประกันภัยความเสี่ยงจากสงครามพุ่งสูงขึ้นถึงประมาณ 5% บังคับให้สายการเดินเรือพาณิชย์หลายแห่งต้องพิจารณาเส้นทางการขนส่งทางอ้อมขนาดใหญ่ เช่น เส้นทางขนส่งทางบกที่เพิ่งเปิดใหม่ของปากีสถาน เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางน้ำโดยสิ้นเชิง

โดยการใช้ระบบเก็บค่าผ่านทางแบบเลือกปฏิบัติ "เปิดสำหรับมิตร ปิดสำหรับศัตรู" เตหะรานกำลังพยายามแสดงอำนาจเหนือกว่าในการดำเนินงานเหนือแหล่งพลังงานหนึ่งในห้าของโลก โดยใช้ช่องแคบนี้เป็นเครื่องต่อรองหลักในการเจรจาสันติภาพที่หยุดชะงักกับวอชิงตัน




มาดูมุมพี่พนักงานขับรถไฟ กันบ้าง กฎหมาย กฎระเบียบข้อบังคับ และกฎหมายความปลอดภัย ใช้บังคับชาติอื่นได้ แต่ใช้บังคับคนไทยไม่ได้!? #มักง่ายเป็นเหตุ

https://www.facebook.com/reel/868712988821437



https://www.facebook.com/watch/?v=3315944621912498




ทำไมคนไทยถึงมักง่าย ไม่มีวินัย เช่นเรื่องการเคารพกฏจราจร และทางรถไฟ - มันเป็นเรื่องของ "ดีเอ็นเอ" หรือเรื่องของ "ระบบ" ที่การทำผิดกฎมีต้นทุนที่ไม่สูงเกินกว่าจะเสี่ยง"

https://www.facebook.com/watch/?v=1332281332120801
.....

ถาม AI

ทำไมคนไทยถึงมักง่าย ไม่มีวินัย เช่นเรื่องการเคารพกฏจราจร และทางรถไฟ

คำถามนี้เป็นประเด็นใหญ่ที่ถูกพูดถึงและถกเถียงกันมาอย่างยาวนานในสังคมไทยครับ หากเรามองข้ามคำว่า "มักง่าย" หรือ "ไม่มีวินัย" ที่เป็นผลลัพธ์ปลายทาง แล้วลองถอดรหัสลึกลงไปในเชิงโครงสร้าง สังคมวิทยา และจิตวิทยา จะพบว่าพฤติกรรมเหล่านี้เกิดจากหลายปัจจัยที่หล่อหลอมรวมกัน ดังนี้ครับ

1. โครงสร้างพื้นฐานและการออกแบบที่บังคับให้ "ยาก" ต่อการทำตามกฎ

ในทางพฤติกรรมศาสตร์ มนุษย์จะเลือกสิ่งที่มีแรงต้านน้อยที่สุด (Path of Least Resistance) แต่โครงสร้างพื้นฐานของไทยหลายอย่างไม่ได้เอื้อให้คนทำตามกฎได้สะดวก:

ทางเท้าที่เดินไม่ได้: เมื่อทางเท้าถูกยึดครองโดยร้านค้า ป้ายโฆษณา หรือชำรุด คนจึงต้องลงมาเดินบนถนน หรือขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้า

สะพานลอยที่ไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้: สะพานลอยส่วนใหญ่สูงและชัน ไม่เอื้อต่อผู้สูงอายุ คนพิการ หรือคนที่มีสัมภาระ ทำให้คนเสี่ยงชีวิตข้ามถนนด้านล่าง

จุดกลับรถหรือทางข้ามที่ห่างไกล: บางพื้นที่ต้องอ้อมไกลเป็นกิโลเมตรเพื่อกลับรถ หรือหาทางม้าลายไม่เจอ ทำให้เกิดพฤติกรรม "ย้อนศร" หรือ "ข้ามตัดหน้า" เพื่อประหยัดเวลา

2. วัฒนธรรม "ความคุ้นเคยกับความเสี่ยง" และความยืดหยุ่นสูง

สังคมไทยมีลักษณะวัฒนธรรมที่มีความยืดหยุ่นสูงมาก (Loose Culture) ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย:

"ไม่เป็นไร" และ "แค่แปดเดียว": คำว่าไม่เป็นไรมักถูกนำมาใช้ในเวลาที่ผิด เช่น การจอดรถขาวแดงแค่แป๊บเดียว หรือการฝ่าไฟแดงตอนดึกที่คิดว่าไม่มีรถ จนกลายเป็นความเคยชิน

การประเมินความเสี่ยงต่ำ (Optimism Bias): คนส่วนใหญ่มักคิดว่า "เราขับเก่ง ไม่ชนหรอก" หรือ "ทำมาตั้งหลายครั้งไม่เห็นเป็นไร" จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริง

3. การบังคับใช้กฎหมายและการลงโทษที่ขาดความศักดิ์สิทธิ์

วินัยไม่ได้เกิดจากจิตสำนึกที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "ความกลัวต่อบทลงโทษที่รวดเร็วและแน่นอน" (Certainty and Swiftness of Punishment):

ระบบการลงโทษที่ไม่ทั่วถึง: คนรู้ว่าโอกาสที่จะถูกจับมีน้อย หรือถ้าถูกกล้องจับได้ ใบสั่งส่งมาบ้านก็อาจจะเพิกเฉยได้โดยไม่มีผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันอย่างเด่นชัดในทันที

การใช้ดุลยพินิจและระบบอุปถัมภ์: ในอดีต (หรือแม้แต่ปัจจุบัน) การเคลียร์ได้ด้วยเงินหรือเส้นสาย ทำให้คนรู้สึกว่ากฎหมายมีช่องว่างและไม่ได้บังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม

4. กรณีเฉพาะ: ทางรถไฟ และจุดตัดทางม้าลาย

สำหรับเรื่องทางรถไฟและทางม้าลาย มีปัจจัยเฉพาะตัวที่น่าสนใจ:

ความคุ้นชินและขาดความกลัว: รถไฟไทยในหลายจุดวิ่งด้วยความเร็วต่ำและมีเสียงดัง คนท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ทางรถไฟจึงเกิดความคุ้นชินจนขาดความระมัดระวัง (Habituation) และมักคิดว่า "หลบทัน"

การขาดไม้กั้นในจุดตัดย่อย: มีจุดตัดทางรถไฟทางลักผ่าน (ไม่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการ) จำนวนมากที่ไม่มีไม้กั้นหรือสัญญาณเตือนที่ชัดเจน

วัฒนธรรม "รถใหญ่ไปก่อน" บนทางม้าลาย: ในต่างประเทศ รถยนต์ต้องหยุดให้คนข้าม แต่ในไทย ฝ่ายคนข้ามมักต้องเป็นฝ่ายหยุดรอให้รถหมดก่อน ส่งผลให้คนขับรถยนต์ไม่ได้สร้างนิสัยชะลอรถเมื่อเข้าใกล้ทางม้าลาย
สรุป: มันไม่ใช่เรื่องของ "ดีเอ็นเอ" แต่เป็นเรื่องของ "ระบบ"

สรุปได้ว่า พฤติกรรมที่ดูเหมือนขาดวินัยของคนไทย ไม่ได้เกิดจากนิสัยดิบหรือพันธุกรรม แต่เกิดจาก "การเรียนรู้ที่จะอยู่รอดและเอาตัวรอดในระบบที่การบังคับใช้กฎหมายอ่อนแอ และโครงสร้างพื้นฐานไม่เอื้ออำนวย" จะเห็นได้ชัดเจนว่า เมื่อคนไทยคนเดียวกันนี้เดินทางไปอยู่ในประเทศที่มีกฎหมายเข้มงวดและระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดี (เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น หรือยุโรป) ก็สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบได้อย่างเคร่งครัดทันที เพราะระบบที่นั่นทำให้ "การทำผิดกฎมีต้นทุนที่สูงเกินกว่าจะเสี่ยง" ครับ



ปัญหาวัฒนธรรม Blame Culture ของไทย ปัญหาหลักของมันคือการพุ่งเป้าไปที่ "ใครเป็นคนทำผิด" (Who) แทนที่จะเป็น "ทำไมถึงเกิด" (Why)


Nat Luengnaruemitchai
8 hours ago
·
Blame Culture
วันนี้ เป็นไปตามที่ผมคิด คนขับโดนกล่าวหาเรียบร้อย แถมยังโดนตรวจจับฉี่ และพบว่ามีสารเสพติด ส่วนคนโบกธงแดงก็โดนคดีตามไปด้วย ผิดจริง ผิดไม่จริง ผมไม่รู้นะครับ แต่ผมจะมาเล่าให้ฟังว่า วัฒนธรรมการกล่าวโทษ หรือที่เรียกว่า Blame Culture นี่แหล่ะครับตัวทำให้เมืองไทยไม่เจริญ!!!!
ปัญหาหลักของมันคือการพุ่งเป้าไปที่คำถามว่า "ใครเป็นคนทำผิด" (Who) แทนที่จะเป็น "ทำไมถึงเกิดความผิดพลาดขึ้น" (Why) และเมื่อความผิดพลาดถูกผูกติดกับตัวบุคคลแทนที่จะเป็นกระบวนการ มันจะสร้างผลกระทบเชิงลบในระดับโครงสร้างเลยทีเดียว ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อย่างที่คิด
สิ่งที่ผมเรียนรู้จาก Amazon เพราะมีการพูดเรื่องนี้กันตลอดเลย ก็คือ Blame Culture เนี่ยมันสร้างปัญหาดังนี้
1. ซ่อนเร้นปัญหาจนกลายเป็นวิกฤต (Hiding Mistakes)
เมื่อพนักงานรู้ว่าความผิดพลาดหมายถึงการถูกตำหนิ ลงโทษ หรือเสียหน้า สัญชาตญาณแรกของพวกเขาคือการปกปิดหรือปัดความรับผิดชอบ ข้อมูลหรือ Log สำคัญที่ควรถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหาจะถูกซ่อนไว้ ทำให้บั๊กเล็กๆ หรือความผิดปกติในระบบที่ไม่ได้รับการแก้ไข ลุกลามกลายเป็น System Failure หรือวิกฤตระดับโครงสร้างที่แก้ไขได้ยากในภายหลัง
สั้นๆ คือ ผิดก็ไม่บอก
2. ขัดขวางการแก้ปัญหาเชิงระบบ (Systemic Myopia)
ในความเป็นจริง ความผิดพลาดส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของช่องโหว่ในระบบ (Systemic flaws) กระบวนการทำงานที่ซับซ้อนเกินไป หรือเครื่องมือที่ไม่พร้อม
Blame Culture จะทำให้การสืบหาสาเหตุที่แท้จริง (Root Cause Analysis) หยุดชะงักลงทันทีที่หา "แพะรับบาป" ได้ ทำให้รากฐานของปัญหายังคงอยู่ และพร้อมจะทำให้เกิดความผิดพลาดแบบเดิมซ้ำอีก
อย่างในเคสนี้ พอตั้งข้อหากับพนักงานขับรถ กับพนักงานโบกธงแดงเสร็จ เรื่องก็จะจบลงอย่างรวดเร็ว แล้วโลกก็สงบสุขอีกครั้ง กลับไปเป็นเหมือนเดิม
3. หยุดยั้งนวัตกรรมและความเป็นเลิศ (Kills Innovation & Excellence)
การสร้างความเป็นเลิศทางเทคโนโลยี (Technology Excellence) หรือการริเริ่มโปรเจกต์ใหม่ๆ จำเป็นต้องอาศัยการทดลอง (Experimentation) ซึ่งย่อมมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวควบคู่กัน หากองค์กรมี Blame Culture พนักงานจะเกิดภาวะ Play it safe หรือเลือกทำเฉพาะทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด ไม่มีใครกล้าเสนอสถาปัตยกรรมใหม่ๆ หรือนำโมเดลทางเลือกมาปรับใช้ เพราะความเสี่ยงที่จะเป็นคนผิดนั้นมีราคาแพงเกินไป
คนเป็นข้าราชการ อยากเติบโต ไม่อยากโดนยิงตก สอยตก ก็จะเลือกที่จะทำอะไรให้น้อยที่สุด ไม่กล้าเสี่ยง ไม่กล้าทำอะไรเกินหน้าเกินตา
พี่เตาเคยเล่าให้ฟังว่า เวลาอวยพรข้าราชการกัน เขามักจะอวยพรกันให้ รักษาตัวให้ดีๆ ซึ่งแปลว่า อย่าให้มีจุดด่างพร้อย ให้จับเจอ
4. ทำลาย Psychological Safety
ทีมเวิร์คที่ดีต้องการความรู้สึกปลอดภัยทางจิตวิทยา (Psychological Safety) ที่สมาชิกกล้าพูด กล้าแชร์ และกล้าตั้งคำถาม Blame Culture จะสร้างบรรยากาศของความหวาดระแวง ทำลายความเชื่อใจ (Trust) เปลี่ยนเพื่อนร่วมงานให้กลายเป็นคู่แข่งที่ต้องคอยระวังหลังให้ตัวเอง ซึ่งสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษนี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนเก่งๆ (Talent) หมดไฟและตัดสินใจลาออก
นี่เลยเป็นสาเหตุว่าทำไมองค์กรอย่าง Amazon ถึงเอาจริงกับเรื่อง Blameless Culture มากๆ เวลาอะไรผิด แทนที่จะโทษว่าใครผิด จะไปมุ่งเน้นกับกระบวนการ ดูว่ามันผิดตรงไหน แล้วไปแก้ เพราะถ้าแค่ไล่คนออก เอาคนใหม่มา ปัญหาเดิมก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้อีก แต่ถ้าแก้กระบวนการให้ถูก มันก็จะไม่เกิดอีก
เมื่อยกระดับจากองค์กรมาเป็น ระดับประเทศ (National Level) โดยเฉพาะในบริบทของการบริหารราชการแผ่นดิน นโยบายสาธารณะ หรือโครงสร้างพื้นฐาน ผลกระทบของ Blame Culture จะขยายวงกว้างและสร้างความเสียหายที่หยั่งรากลึกกว่ามากครับ มันเปลี่ยนจากแค่ความล่าช้าในที่ทำงาน เป็น "ความชะงักงันของรัฐ" เลยทีเดียว เพราะ
1. ความชะงักงันของการปฏิรูปภาครัฐ
ในระบบราชการที่ถูกครอบงำด้วยความกลัวการถูกตั้งกรรมการสอบสวนหรือถูกโจมตี ข้าราชการและผู้นำหน่วยงานจะเลือกทำเฉพาะสิ่งที่ "ถูกระเบียบเป๊ะ" แม้ว่าระเบียบนั้นจะล้าสมัยหรือขัดกับความเป็นจริงไปแล้วก็ตาม เกิดวัฒนธรรมการตั้งคณะกรรมการซ้อนคณะกรรมการเพื่อกระจายความเสี่ยง (Diffusion of responsibility) ทำให้แผนการปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการที่ควรจะคล่องตัวและตอบสนองต่อโลกยุคใหม่ กลายเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีใครกล้าเป็น "ผู้รับผิดชอบ" หลักหากการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดสะดุด
2. การหวงแหนข้อมูลและสร้างไซโลอย่างถาวร
ในยุคที่จำเป็นต้องบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและสร้าง Data Governance ปัญหาใหญ่มักไม่ใช่เรื่องข้อจำกัดทางเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของความตระหนก หากมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกระทรวง (เช่น ระบบการยืนยันตัวตน หรือ Identity and Access Management) แล้วเกิดระบบล่มหรือข้อมูลรั่วไหล หน่วยงานต้นทางมักจะถูกเพ่งเล็งและรับโทษก่อนเสมอ ผลลัพธ์คือแต่ละหน่วยงานจึงเลือกที่จะ "กอด" ฐานข้อมูลของตัวเองไว้เป็น Silo ไม่ยอมแบ่งปันข้อมูลกัน เพื่อปกป้องตัวเอง ทำให้สถาปัตยกรรมทางดิจิทัลของประเทศกระจัดกระจายและขาดประสิทธิภาพ
แต่ส่วนใหญ่ เอาจริง ก็สะเพร่ากันอยู่ดี พอมีปัญหา ไม่ออกมายอมรับกันง่ายๆ หรอก บอกสิ่งแรกเลยว่า ไม่มีปัญหา มันไม่จริง จะฟ้องผู้ที่เผยแพร่ข่าวปลอม!
3. โครงการระดับชาติขาดการวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง
การตัดสินใจในโครงการโครงสร้างพื้นฐานระดับมหภาค หรือระบบลอจิสติกส์ขนาดใหญ่ มักถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น Blame Culture จะพุ่งเป้าไปที่การดิสเครดิตตัวบุคคลหรือขั้วตรงข้าม มากกว่าการนำหลักวิศวกรรมเชิงระบบ หรือทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์มาประเมินผลกระทบที่แท้จริง การแก้ปัญหาจึงเป็นไปเพื่อ "หาแพะรับบาป" มากกว่าการปรับปรุงตัวโครงการให้เกิดประโยชน์สูงสุด
หรือเวลา มีทุจริตในโครงการเกิดขึ้น จะเห็นชัดมาก ตัวการจริง แทบไม่เคยโดนจับ ไม่ต้องอะไรไกล ดูเคสตึก สตง. ทุกวันนี้ผมยังงงอยู่เลย มีอาจารย์คนหนึ่งเป็นผู้บริหารบริษัทที่เข้าไปติดตั้งระบบสาธารณูปโภคในตึก สตง. คนนี้ติดคุกยาวเลยครับ ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวอะไร เป็นเพียงแค่ the usual suspect ให้คนไทยรู้สึกว่า justice is served
แต่เรากลับหาสาเหตุ และคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องจริงๆ ไม่ได้ ข้าราชการที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกลับไม่มีการพูดถึงเลย
4. สังคมที่ต้นทุนความเชื่อใจต่ำ (Low-Trust Society)
เมื่อผู้นำหรือสถาบันของรัฐไม่สามารถออกมายอมรับความผิดพลาดเชิงโครงสร้างอย่างตรงไปตรงมา และมักหาทางโยนความผิดให้ปัจจัยอื่น (ประชาชน, สถานการณ์โลก, หรือฝ่ายค้าน) มันจะกัดกร่อน "ต้นทุนทางสังคม" ประชาชนจะเลิกเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและนโยบายรัฐ นำไปสู่สังคมที่แบ่งขั้ว หวาดระแวง และพร้อมจะใช้ศาลเตี้ยหรือโซเชียลมีเดียในการพิพากษากันเอง
อย่างตอนนี้ ลองไปถามสิครับ ว่ามีใครเชื่อรัฐบาลบ้าง
เหตุการณ์นี้มันเป็นตัวอย่างที่ดีเลยนะ ว่าเมืองไทยถึงเวลาต้องปรับแล้ว และต้องเริ่มปรับที่สังคมก่อน การเมือง และราชการถึงจะเปลี่ยนตามได้
ไม่ทำอะไร ชาติก็จะเละเทะแบบนี้ล่ะครับ และแย่ลงกว่าเดิมเรื่อยๆ เพราะมันไม่เคนส่งเสริมให้คนเป็น “คนดี” และชื่นชอบ “แก้ไข”

https://www.facebook.com/nat.lueng/posts/10162363607086751




วันอาทิตย์, พฤษภาคม 17, 2569

“ทรั้มพ์กลับบ้านมือเปล่า” จริงๆ ทิ้งหมดของขวัญที่ได้รับจากจีน นอกเหนือจากที่ว่าไปดีลอะไร ไม่สำเร็จสักเรื่อง

“ทรั้มพ์กลับบ้านมือเปล่า” มือเปล่าจริงๆ ทิ้งหมดของขวัญที่ได้รับจากจีน ไม่ว่ามอบให้เป็นทางการหรือที่ให้กันส่วนตัวโดยเสน่หา แม้แต่โทรศัพท์มือถือซึ่งเจ้าหน้าที่อเมริกันทุกคนใช้ระหว่างอยู่ในจีนกับประธานาธิบดี นอกเหนือจากที่ว่าไปดีลอะไร ไม่สำเร็จสักเรื่อง

ผู้สื่อข่าว นิวยอร์คโพสต์ รายงานว่าก่อนขึ้นเครื่องกลับอเมริกาสิ่งของ ‘Made in China’ ทุกอย่างที่คณะของประธานาธิบดีได้รับจากจีน ของขวัญ ป้ายชื่อ ปิ่น ของชำร่วย เป็นต้น รวมทั้งโทรศัพท์มือถือชั่วคราว ถูกทิ้งใส่ถังขยะต่อหน้าต่อตาเจ้าหน้าที่จีน

เกี่ยวกับโทรศัพท์ทุกคนไม่ได้นำของตัวเองไปเลย ระหว่างอยู่ในจีนก็ใช่เครื่องชั่วคราวใหม่เอี่ยมที่จัดไว้เฉพาะ ทั้งหมดนี่เป็นเพราะ “ความไม่ไว้วางใจ” ขั้นสูงสุด ทั้งมวลต่อจีน แม้แต่อาหารเมนูหรูที่จีนจัดเลี้ยงต้อนรับ ตัวทรั้มพ์เองไม่แตะเลยแม้แต่นิด

ด้วยสมมุติฐานที่ว่า อาจมีการแทรกซ้อนสิ่งแปลกปลอมโดยเทคนิคนาโนเข้าไปในอาหาร ประธานาธิบดีจึงกินเฉพาะอาหารที่พ่อครัวทำเนียบขาวซึ่งติดตามไปปรุงให้เท่านั้น ความไม่ไว้วางใจนี้ยิ่งกว่าในสถานการณ์ สงครามเย็น

มิหนำซ้ำเมื่อทรั้มพ์กลับแล้ว โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนตอบข้อซักถามของนักข่าวนานาชาติ เลี่ยงทุกเรื่อง ไม่ยอมรับใดๆ ว่ามีข้อตกลงอะไรกันบ้างระหว่างทรั้มพ์กับสีจิ้นผิง แม้นว่าทรั้มพ์จะเขียนอ้างความสำเร็จ บนหน้า ‘Truth Social’ ของเขา

เครื่องบินโบอิ้งที่ว่าจีนสั่งซื้อ ๒๐๐ ลำ โฆษกรัฐบาลจีนไม่ยอมยืนยัน ข่าวซุบซิบว่าจำนวนน้อยกว่าที่คุย ความร่วมมือเอไอมีจริงไหม คำตอบมีแต่หลักการทูต บลา ๆ ๆ เรื่องเกษตรล่ะ เอิ่ม ก็จะขยายความร่วมมือนะ แต่ไม่มีรายละเอียดให้

จำเพาะเรื่องที่ศุลกากรจีนสั่งจำกัดโควต้านำเข้าเนื้อวัวจากอเมริกากระทันหัน โฆษกผลักภาระไปให้ถามศุลกากรเอาเอง เรื่องน้ำมันอเมริกันล่ะ ที่ข่าวในอเมริกาบอกว่าจีนจะซื้อ โฆษกไพล่ไปพูดถึงเรื่องช่องแคบฮอร์มุตและตะวันออกกลางเสียฉิบ

“ความขัดแย้งทำให้เกิดการสูญเสียอย่างยิ่งยวดแล้ว เราเรียกร้องให้หยุดยิงและเจรจากัน เพื่อจะได้เปิดช่องแคบเร็วที่สุด เราแจ้งจุดยืนสี่ประการไว้แล้ว กับข้อเสนอสันติภาพ ๕ ข้อไง ไปหาอ่านกันเอาเอง” ส่วนทางด้านอเมริกาน่ะหรือพอกัน

นักข่าวถามทรั้มพ์เรื่องไต้หวัน เดอะคิง ตอบว่าจีนจะไม่บุกไต้หวัน ตลอดสมัยที่เราเป็นประธานาธิบดีนะ พ่อเจ้าประคุณหาเสียงเสียอีก พูดอย่างนี้หมายความว่าพวกสนับสนุนไต้หวัน ต้องช่วยกันดันให้เราได้เป็นประธานาธิบดีอีกสมัยเหรอ

(https://x.com/Megatron_ron/status/2055713943256187353, https://x.com/ElvaMusclecat/status/2055560340134642137, https://x.com/ChinaTruth/status/2055632798451654975 และ https://x.com/DI313_/status/2055598921116778785)