วันอังคาร, มีนาคม 31, 2569

ไม่ปล่อยให้รอนาน ปฏิบัติการสอยพรรคการเมืองสายก้าวหน้า คราวนี้ ปปช.รับหน้าที่แทน ศาล รธน.ชงส่งศาลอาญา ฟัน ๔๔ สส.ก้าวไกล หัวแถว ๑๐ คนในสภาจะถูกสอยทันที

มาแล้วไง ไม่ปล่อยให้รอนาน ปฏิบัติการสอยพรรคการเมืองสายก้าวหน้า และเรียกหาการเปลี่ยนแปลง ให้การเมืองและอำนาจยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด ที่ผ่านมาผู้ทำหน้าที่เชือดเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ยุคนี้ใช้ ปปช. ด้วยข้อหา “ละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง”

มติที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ ออกมาแล้ววันนี้ (๓๑ มีนา) เคาะเห็นชอบคำร้องยื่นศาลฎีกา คดีอดีต ๔๔ สส.พรรคก้าวไกล เสนอแก้ กม.อาญา มาตรา ๑๑๒ ซึ่งในจำนวนนั้นจะมี สส.หัวแถวที่เปลี่ยนมาเป็นพรรคประชาชน ยังอยู่ในสภา ๑๐ คน

ถ้าศาลอาญาเด้งรับคำร้องปั๊บ ก็ขยับออกคำสั่งให้ สส.สิบคนนั้น หยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที ตั้งแต่ เท้ง ณัฐพงษ์ ไหม ศิริกัญญา โรม รังสิมันต์ หมอวาโย ถึง ปกรณ์วุฒิ ณัฐวุฒิ สุรเชษฐ์ ณัฐชา ธีรัจชัย และเท่าพิภพ ล้วนแต่เป็นหัวหอกอภิปรายตรวจสอบเข้มข้นทั้งนั้น

จึงเท่ากับ แม้จะไม่ถึงกับยุบพรรคและตัดสิทธิการเมืองกันไปตลอดชีวิต แต่ “นั่นหมายถึงการ freeze บทบาทนำของฝ่ายค้านในสภาอย่างเบ็ดเสร็จในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด” Pavin Chachavalpongpun นักวิชาการ dissident คนดังคาดหมาย

“นี่คือภาพสะท้อนว่า กติกาที่ไม่ได้ยึดโยงกับเจตจำนงของประชาชนในการเลือกตั้ง แต่ยึดโยงกับอำนาจขององค์กรอิสระ กำลังทำหน้าที่เป็นผู้กำหนดทิศทางอนาคตของการเมืองไทยแทนคูหาเลือกตั้ง” ไปแล้วอย่างหน้าด้านๆ

ผลลัพท์น่ะหรือ หลายคนพูดว่าจะทำให้ สส.พรรค ปชน.ที่รอดปากเหยี่ยวปากกายังเหลืออยู่ ไปรวมตัวกันที่พรรคใหม่ ได้รับการสนับสนุนของประชาชนเข้มแข็งกว่าเดิม เมล็ดพืชพันธุ์ส้มได้ปักลงไปในปฐพีแล้ว ที่ กทม.

จากการเลือกตั้งครั้งที่เพิ่งผ่านไป พรรคประชาชนได้รับเลือกทั้งหมด ๓๓ เขตของกรุงเทพมหานคร เพจ ประชาชน ไทยแลนด์ถึงกับบอกว่าเลือกตั้งครั้งหน้า พรรค ปชน.จะแลนด์สไล้ด์ทั่วไทย ได้ สส.ถึง ๒๘๐ ที่นั่งในสภา ๔๐๐ ที่นั่ง

(https://www.facebook.com/permalink.php=100076259755972,  https://www.facebook.com/pavinchachavalpongpun/posts/s4L1xNFLb และ https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/CcoYXgSAV)

จ่อแต่งตั้ง ณัฏฐา มหัทธนา เป็นโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ไม่แน่ใจว่าเธอมีความสามารถที่ซ่อนเร้น ในด้านกิจการต่างประเทศหรือเปล่า

เสียงวิจารณ์คละเคล้ากันไปพอสมควรกับการที่รัฐบาลอนุทิน จ่อแต่งตั้ง ณัฏฐา มหัทธนา เป็นโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) นั้นน่าจะด้วยวิธีคิดแบบเดียวกับการใช้โมเดลแต่งตั้ง ศุภจี สุธรรมพันธุ์ เข้าไปเป็นรัฐมนตรี

ความผิดแผกอยู่ที่การแต่งตั้งศุภจีเป็นการเลือกคนได้เหมาะกับงาน (พาณิชย์) แต่การแต่งตั้ง โบว์ ไม่แน่ใจว่าเธอมีความสามารถที่ซ่อนเร้นไว้นานปี ในด้านกิจการต่างประเทศ และความสัมพันธ์/การเมืองระหว่างประเทศหรือเปล่า

ถ้าจะตั้งกันจริงๆ คงต้องขุดเอาหลักฐานทางภูมิปัญญาด้านเหล่านั้นของเธอ มาแปะไว้บนหน้าผากเวลาประกาศแต่งตั้ง credential ในการเป็นครูสอนภาษาอังกฤษใช้ได้สำหรับการอ่านและแปลเอกสาร เกี่ยวกับสถานการณ์ตะวันออกกลาง เท่านั้นไม่พอ

มิใยที่ สว.เทวฤทธิ์ มณีฉาย แสดงความเห็นส่วนตัวว่า “คุณโบว์แกก็มีจุดยืน ถ้าคิดว่าแกทำงานให้น้ำเงิน ผมก็ยังเห็นว่าเป็นคนทำงานที่น่าเคารพ กล้าวิจารณ์ฝั่งตนเองอย่างตรงไปตรงมา” นั่นมาจากที่โบว์เคยมีบทบาททางการเมืองเมื่อปี ๒๕๖๒ หลายปีมาแล้ว

เช่นเดียวกับที่เคยเป็นฝ่ายก้าวหน้า สมาทานประชาธิปไตยแบบที่ผู้สนับสนุนพรรคการเมืองสีน้ำเงินเดี๋ยวนี้เกลียดชัง ทุกอย่างอาจเปลี่ยนไปหมดแล้วก็ได้ คนแบบนี้คงมีอยู่ในทุกฝ่ายแน่ๆ แต่จะเอามาใช้งานอะไรก็ได้ ไม่ใช่น่ะ

ข้อวิพากษ์ว่ารัฐบาลอนุทินปฏิบัติการตาม ระบบอุปถัมภ์จึงมีความถูกต้อง คำถามจาก ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ว่าโบว์ “เข้าใจในบริบทการเมืองและการทูตระหว่างประเทศ ภูมิรัฐศาสตร์ และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง” มากน้อยแค่ไหน รัฐบาลอนุทินต้องตอบให้ได้

เพียงการ “ยกระดับการสื่อสารด้วยการจัดตั้งศูนย์รวมข้อมูลเกี่ยวกับพลังงาน และสถานการณ์ตะวันออกกลางไว้ในจุดเดียว” ด้วยการเปิดเฟชบุ๊คเรื่องนี้โดยจำเพาะ ย่อมทำได้อยู่แล้วในหน่วยงานราชการ ไม่จำเป็นต้องเอาหน้าขาวๆ มาเป็นปก

(https://www.facebook.com/pavinchachavalpongpun/posts/eKdVm4g, https://www.thereporters.co/tw-politics/3003261739-2/ และ https://www.facebook.com/bus.tewarit/posts/7j5N38tk)

ประธานศาลรัฐธรรมนูญคนเก่าแก่ แถลงแก้ผ้าเอาหน้ารอด “ต้องเลือกข้าง” ระหว่างผิดกับถูก โทษสังคม “วุฒิภาวะยังสูงไม่พอ”

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่จริงๆ หมดวาระไปนานแล้ว แต่ยังต้องนั่งแช่อยู่ไม่มีกำหนดลุก เพราะบ้านนี้เมืองนี้หาคนมาทำแทนไม่ได้ ซ้ำที่พวก สว.สีน้ำเงินจอมฮั้วส่งเข้ามาฝังไว้ใหม่ๆ ก็เป็นผู้ชำนาญงานเฉพาะด้าน เช่นอธิบดีกรมทางหลวงเสียนี่

ก็เลยต้องให้คนเก่าคนแก่ออกมาพบสื่อมวลชน แถลงแก้ผ้าเอาหน้ารอดเสียบ้าง คราวนี้เลือกไปที่รีสอร์ทหรูจังหวัดกระบี่โน่น ลมเย็นชิลๆ ยอมรับละว่า ภาพลักษณ์ ในสายตาประชาชนทั่วไปเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยจะจอย นักแล้ว แต่ทำไงได้ พวกเรา ๙ คน ล้วนเป็นตลาการทั้งนั้น

แต่ละคนใช้ดุลพินิจของตนอย่างเป็นอิสระ “ถือว่ามีวุฒิภาวะพอ” แม้คำวินิจฉัยที่ออกมาไม่น้อยครั้ง “ท้าทายกับมุมมองนักวิชาการ (และ) กระแสสังคม” แต่มันก็ต้องออกมาได้ทางใดทางหนึ่ง “สุดท้ายก็ต้องเลือกข้าง” อ่า “ระหว่างข้างผิดกับข้างถูก” ไง

นั่นเป้นคำตอบที่ไม่สอดสร้อยกับคำถามที่ว่า “ศาลรัฐธรรมนูญอาจเป็นเครื่องมือหนึ่งในการใช้ระบบนิติรัฐทำร้ายฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ และภาพลักษณ์ในความเป็นกลางจำเป็นต้องกู้คืนหรือไม่” เท่าไรนัก Pavin Chachavalpongpun ถึงได้บอกว่า

มัน “สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างความชอบธรรมให้กับองค์กร ในสภาวะที่เผชิญกับวิกฤตศรัทธาอย่างรุนแรง” หนำซ้ำยังไม่รู้สึก สุมไฟเข้าไปอีก เมื่อหันไปตำหนิสังคมว่า “วุฒิภาวะยังสูงไม่พอ” ซึ่งทั่นหมายถึง “กติกาของการเข้าสู่อำนาจ (และ) การลงจากอำนาจ” น่ะ

อันนี้ ปวินวิจารณ์ในสถานะ “ดิชั้นก็ ‘ศาสตราจารย์’ เหมือนกันค่ะ” ว่า ตลก. รธน.เค้าทำตัวเป็น ผู้เล่นทางการเมืองรายหนึ่ง “ที่มีอำนาจชี้ขาดเหนือสถาบันที่มาจากการเลือกตั้งอย่างเบ็ดเสร็จ โดยปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุลที่เหมาะสม”

ดังนั้น “ต้องเริ่มจากการตรวจสอบ ‘วุฒิภาวะทางนิติธรรม’ ของตัวสถาบันตุลาการเอง ว่าได้ทำหน้าที่ปกป้องเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือกำลังปกป้องสถานภาพทางอำนาจของกลุ่มการเมืองบางกลุ่มกันแน่”

(https://www.facebook.com/pavinchachavalpongpun/posts/FfcZrZiB และ https://www.thairath.co.th/news/politic/2923532) 

รัฐมนตรี ‘บ้านใหญ่’ สุชาติ ชมกลิ่น ณ เมืองชลฯ ‘ฟ้องปิดปาก’ สอง บก.The Isaan Record เรียก ๕๐ ล้าน และ ๑๐๐ ล้าน คดีเก่า ‘ค้ามนุษย์’ คนงานเก็บผลไม้แบรี่ส์

รัฐมนตรี บ้านใหญ่ ในรัฐบาลอนุทินคนหนึ่งซึ่งฉ่ำไปด้วยพฤติกรรม ฟ้องปิดปาก เพื่อปกปิดการทุจริต และความชั่วร้ายเบื้องหลังของตน ไม่ให้ฉาวโฉ่ต่อสาธารณะ คงเอ่ยชื่อได้ไม่กระดากปากว่าคือ สุชาติ ชมกลิ่น ณ เมืองชลฯ

เมื่อวันก่อน โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการของสำนักข่าว The Isaan Record เปิดเผยว่าเขาได้รับหมายศาลคำฟ้องเรียกค่าเสียหาย ๑๐๐ ล้านบาทจากอดีต รมว.แรงงาน ปัจจุบันว่าการคมนาคม ซึ่งเป็นข่าวน่าฉงนเพราะก่อนหน้านั้นก็มีข่าวฟ้อง สนข.เดียวกัน

ข่าวนั้นเป็นการฟ้องต่อบรรณาธิการบริหาร หทัยรัตน์ พหลทัพ จากการรายงานเรื่องการเรียกสินบน ฉ้อโกง และทำการ ค้ามนุษย์ คนงานเก็บผลไม้แบรี่ส์ในฟินแลนด์ โดยมีหน่วยงานของฟินแลนด์ยืนยันว่า มีรัฐมนตรีไทยสองคนเป็นตัวการ

ครั้งนั้นคำฟ้องของสุชาติซึ่งเรียกค่าเสียหาย ๕๐ ล้านบาท อ้างว่า “เนื้อหาในโพสต์ของหทัยรัตน์ทำให้คนทั่วไปอ่านแล้วสามารถเข้าใจได้ว่า นักการเมืองไทยที่ว่านั้นหมายถึงตนได้กระทำการรับสินบนและค้ามนุษย์” ในวงเงินทั้งสิ้น ๓๖ ล้านบาท

แต่ทางฝ่ายอิสานเร็คคอร์ดชี้แจงว่า “เห็นได้ชัดว่านี่เป็นอีกครั้งที่การฟ้องปิดปากถูกนำมาใช้” แต่หลังจากนั้น เมื่อ ๒๒ มีนา “สุชาติออกมาเปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ทนายความถ้อนฟ้องหทัยรัตน์แล้ว” แล้วอีก ๓ วันต่อมา ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายของสุชาติก็ยืนยันเช่นนั้น

พร้อมย้ำว่า “จะให้แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวหากทำซ้ำอีกก็จะดำเนินคดีอาญาให้เด็ดขาด” หากแต่ “กรณีนี้เกิดขึ้นมาแล้วกว่า ๒ ปี และยังอยู่ในกระบวนการของ ป.ป.ช. เมื่อฝ่ายกฎหมายตรวจสอบคำชี้แจงของสื่อแล้ว เห็นว่าเป็นการเสนอข่าวตามขั้นตอนขององค์กรอิสระ จึงให้ถอนฟ้อง”

แต่ไฉนกลับมีหมายศาลไปถึงโกวิทอีกราย อีกทั้งเมื่อสำนักข่าวประชาไทเขียนรายงานสรุปเรื่องราวเมื่อ ๓๐ มีนา หทัยรัตน์แจ้งว่า ยังไม่ได้รับแจ้งจากศาล หรือมีเอกสารการถอนฟ้องไปถึงเธอแต่อย่างไร ทำให้เห็นอัตตวิสัยทางการเมืองไทยอย่างหนึ่ง

ที่มักใช้แท้คติค SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ฟ้องปิดปาก หากมีการตอบโต้ก็จะออกมาแถลงโป้ปดเพื่อเอาตัวรอดไปเป็นครั้งคราว หากผู้เสียหายนิ่งเฉย มีน้ำอดน้ำทน คดีก็จะดำเนินต่อไปจนเป็นผลร้ายแก่ผู้ถูกตบจนได้

เช่นนี้จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่ เมื่อ ๒๕ มีนา “หทัยรัตน์เดินทางไปที่รัฐสภายื่นข้อเรียกร้องต่อ สส.และ สว. ที่นอกจากจะมีเรื่องขอให้ตรวจสอบการเรียกรับสินบนแล้ว ยังเรียกร้องให้ความสำคัญในการปกป้องสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน” ด้วย

(https://www.facebook.com/Prachatai/posts/c4oCdVQf5B3)

วันจันทร์, มีนาคม 30, 2569

“ฟามงัวไม่ทันหาย ฟามฟายแทรกซ้อน” จากน้ำมันแพงจนชาวบ้านด่าขรม แล้วนี่กรณีฝุ่นภาคเหนือ ๙ จังหวัดมาอีก เจอ สส.ปชน.ขู่ ม.๑๕๗

“ฟามงัวไม่ทันหาย ฟามฟายแทรกซ้อน” จากน้ำมันแพง น้ำมันไม่พอ ผ่านมาสองอาทิตย์ยังไม่เห็นการแก้ไข จนชาวบ้านด่าขรม ต้องฟังแม่ค้าตลาดดินแดงร่ายยาว จะเห็นภาพจอกว้าง แล้วนี่กรณีฝุ่นภาคเหนือ ๙ จังหวัดมาอีก เจอ สส.ปชน.ขู่ ม.๑๕๗

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ รองโฆษกพรรคประชาชน โพสต์เฟชบุ๊คกระหน่ำรัฐบาลว่า “ตอนนี้เข้าเกณฑ์ประกาศภัยพิบัติแล้ว” เข้าข่ายภัยระดับ ๓ รมว.มหาดไทยต้องบัญชาการด่วน ไม่งั้นเจอละเว้นหน้าที่ ม.๑๕๗ นะ

ถึงฤดูฝุ่นพิษ พีเอ็ม ๒.๕ ปริมาณสูง “๑๒๕ ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เฉลี่ย ๒๔ ชั่วโมงต่อเนื่อง ๕ วัน” อย่างน้อย ๙ จังหวัดเข้าเกณฑ์แล้ว “เชียงใหม่, ลำพูน, ลำปาง, เชียงราย, พะเยา, น่าน, แพร่, แม่ฮ่องสอน และตาก” เจอหมด

เขาสอนงานด้วยว่า ต้อง “การจัดการเชิงรุกในส่วนของหน้ากากอนามัย N95 มุ้งลดฝุ่นให้กลุ่มเปราะบาง ห้องปลอดฝุ่นที่ครอบคลุม และใช้งานได้จริง ๒๔ ชั่วโมง รวมถึงการจัดการที่ต้นตอในการเติมงบฉุกเฉิน” รวมทั้งเตรียมคนและอุปกรณ์จัดการกับไฟป่า

เขาจี้ผู้ว่าฯ ทั้ง ๙ จังหวัดให้ประกาศภาวะฉุกเฉินทันที อย่ามัวรีรอเพราะกลัวลูบหน้าปะจมูก นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล อยู่เลย “ถ้าจะเซฟอนุทิน และ (ยังยื้อยุด) ไม่ประกาศแบบนี้ ระวังเจอ ม.๑๕๗ (ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่)” นะเออ

ส่วนแม่ค้าดินแดง เธอว่าประมาณนี้แหละ “มันต้องเด็ดขาด มันต้องแก้ไขให้เรา เอ้า พูดตรงๆ นะ ไม่ใช่ ร.(รวย) แต่เป็น ค.ควาย...มันแย่ แย่สุดๆ แล้วก็มองไม่เห็นว่ามันจะดีขึ้นอย่างไร...เราเสียภาษี เราอยากได้คนมาแก้ไขปัญหา

...เสียภาษีแล้วต้องมาเลี้ยงควายในสภา (สูง) ก็ไม่เอา...ไม่ใช่น้ำมันแพง ออกรถอีวี รากหญ้าอย่างเรามีแต่ตายกับตาย...ถ้าบริหารไม่ได้ แก้ไขไม่ได้ ลองให้คนอื่นเขามาบริหารดู จริงๆ นะหนูพูดหนูไม่ได้เกลียดนะ แต่มันไม่มีประสิทธิภาพ

ความรู้มันไม่ถึง ความสามารถมันไม่พอ...มันทุกเรื่องน่ะ แย่ทุกอย่าง ยอมรับผิดก็ไม่มี และก็ไม่ได้บอกความจริงกับประชาชน”

(https://www.facebook.com/watch/?v=696254716884107 และ https://ch3plus.com/news/political/morning/460050) 

ผลงานอนุทิน จากระบอบประยุทธ์สู่ยุคหนูผี


จากระบอบประยุทธ์สู่ยุคหนูผี
ภัควดี วีระภาสพงษ์
.....


The Momentum
10 hours ago
·
(1)
สัปดาห์ที่ผ่านมา บังเอิญไปเจอบางเหตุการณ์ที่น่าสนใจ และควรบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
.
วันที่ 25 มีนาคม 2569 ผมขับรถจากจังหวัดนครสวรรค์กลับกรุงเทพฯ และพบภาพรถจอดรอเติมน้ำมันเป็นคิวยาวหลายปั๊มน้ำมันตลอดสายเอเชีย เส้นทางหลักในการเดินทางไปยังภาคเหนือ ทั้งขาขึ้นและขาล่อง
.
ผมเห็นชาวบ้านจำนวนหนึ่งต้องจอดรถรอหลายชั่วโมง เพื่อเข้าคิวเติมน้ำมัน หลายคนนั่งในร่มแดด พวกเขาหอบหิ้วแกลลอนมาจากบ้าน เพื่อรอนำน้ำมันไปเติมรถไถ เติมเครื่องสูบน้ำ ทำการเกษตร
.
และยอมรับว่าต้อง ‘กักตุน’ ซึ่งเป็นคนละนิยามกับคำว่า กักตุน ของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพราะอย่างน้อย พวกเขาต้องเก็บน้ำมันไว้สำหรับขนส่งต่อไป เพราะหากวันพรุ่งนี้ไม่มีน้ำมัน ย่อมหมายความว่าไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ไม่สามารถส่งพืชผลทางการเกษตรได้
.
ผมเห็นชาวบ้านอีกคนขับรถส่งผัก-ผลไม้เต็มคันรถ ต้องจอดต่อคิวรอเติมน้ำมันท่ามกลางแดดเปรี้ยงของเดือนมีนาคม ซึ่งแน่นอนว่าแสงแดด-สภาพภูมิอากาศ ย่อมส่งผลกระทบกับพืชผลที่อยู่หลังรถกระบะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
ผมเห็นชาวบ้านขับรถตามรถส่งน้ำมันและพร้อมจอดตาม ไม่ว่ารถส่งน้ำมันคันนั้นจะจอดที่ไหน เพราะอย่างน้อยก็มั่นใจว่าวันนี้จะได้เติมน้ำมันอย่างแน่นอน
.
และผมเห็นปั๊มน้ำมันหลายปั๊มพูดตรงกันว่า ณ ขณะนี้ถูก ‘ลดโควตา’ จากเดิมที่ต้องส่ง 100% ก็อาจจะเหลือสัก 60-70% อย่างไม่ทราบสาเหตุ และจากเดิมที่น้ำมันเข้าทุกวัน ก็เหลือเพียงวันเว้นวัน นั่นจึงไม่แปลกที่ว่าทำไมบางปั๊มถึงประกาศไว้ล่วงหน้าว่า กว่าจะมีน้ำมันให้เติมอีกครั้งก็ต้องรอถึงวันที่ 1 เมษายน
.
(2)
เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นท่ามกลางข่าวลือว่า มี ‘ไอ้โม่ง’ ระดับสูงคอยกักตุนน้ำมัน ไม่ปล่อยน้ำมันออกมา เพราะรู้อยู่ว่าน้ำมันที่ใช้ในประเทศ ก่อนหน้านี้ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ฝืนกลไกตลาดกว่าลิตรละ 20 บาท โดยมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคอยพยุงราคาไว้
.
ตรรกะเรื่องนี้ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อน เพราะพลันที่รัฐบาลประกาศว่า ราคาจะต้อง ‘ขึ้น’ ทุกคนย่อมตุนไว้ ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นกลาง มนุษย์ออฟฟิศที่ขับรถไปทำงาน ที่เมื่อน้ำมันลดไปสัก 2-3 ขีดก็ต้องรีบเติม เพราะเติมพรุ่งนี้ราคาอาจขึ้นอีก 50 สตางค์หรือ 2 บาท สู้เติมไปตอนนี้ไม่ดีกว่าหรือ หลายคนไม่ได้กลัวน้ำมันขาด แต่พวกเขากลัวน้ำมันแพง
.
ในทางกลับกัน หากคุณเป็นเจ้าของบริษัทน้ำมันรายใหญ่ คุณย่อมรู้ว่าราคาน้ำมันจะขึ้นในอนาคตอันใกล้ เพราะ ณ ขณะนี้ กองทุนน้ำมัน ‘แบก’ เอาไว้ด้วยราคาที่ต่ำเกินจริง หากคุณเก็บน้ำมันที่ฝืนราคาตลาด ไปปล่อยตอนที่ราคาน้ำมันแพงขึ้น คุณย่อมมีโอกาสทำกำไรไปพร้อมๆ กัน
.
เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นโดยที่รัฐบาลไม่ได้เข้าไปควบคุม ไม่มีตัวเลข ไม่มีข้อมูล ว่าปั๊ม ‘ปล่อย’ น้ำมันที่ได้จากโรงกลั่นไปปริมาณเท่าไร และทำได้เพียง ‘เชื่อ’ เอกชนว่า ไม่มีการกักตุนน้ำมัน
.
น่าแปลกที่เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น พร้อมกับข่าวลือที่ว่า การกักตุนน้ำมันรอบนี้ ทำให้บางคนถึงขั้น ‘ถอนทุน’ จากการใช้เงินในการเลือกตั้งรอบนี้ คนในแวดวงนี้บางคนบอกว่า ไม่เคยเห็นเรื่องอะไรที่เลวร้ายขนาดนี้มาก่อน และในวันเดียวกันกับที่ผมเดินทางกลับจากนครสวรรค์ ก็คือวันที่คุณอนุทินขับรถยนต์ไฟฟ้า BYD Sealion 7 คันใหม่เอี่ยมเข้าทำเนียบรัฐบาล
.
(3)
ในคืนวันเดียวกับที่นายกฯ ถอยรถยนต์ EV คันใหม่นั้นเอง ผมนั่งกินข้าวอยู่กลางกรุงเทพฯ ข่าวก็พลันเข้ามาว่า กองทุนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงประกาศขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิดรวดเดียว 6 บาท ในช่วงเวลา 05.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ทั้งเบนซินและดีเซล อาศัยเหตุผลจากราคาน้ำมันดิบในสิงคโปร์ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอ้างอิงราคาประเทศเพื่อนบ้านที่สูงกว่าไทย
.
ผลปรากฏว่า ทุกคนขับรถมุ่งหน้าปั๊มน้ำมันในเวลา 23.00 น. โดยพร้อมเพรียง เส้นพหลโยธินตั้งแต่อนุสาวรีชัยสมรภูมิไปถึงสวนจตุจักร ทุกปั๊มน้ำมันแน่นขนัด รอบนี้เป็นรถเติมน้ำมันเบนซินที่หวังว่า ราคาน้ำมันที่จะถูกกว่าวันรุ่งขึ้น 6 บาท จะพอลดค่าครองชีพคนธรรมดาในวิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้ได้บ้าง
.
กระนั้นเอง การประกาศกลางดึกก็ถือเป็นเรื่องโหดร้าย ปั๊มน้ำมันหลายปั๊มปิดตั้งแต่ก่อน 4 ทุ่ม หลายคนเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำก็ไม่ได้รับรู้ข่าวสาร ขณะที่หลายคนยังเชื่อลมปากรัฐบาลที่เคยพูดว่า การขึ้นราคาน้ำมันจะขึ้นแบบขั้นบันได
.
การขึ้นน้ำมันพรวดเดียว 6 บาท โดยที่ไม่มีแผนรองรับ ไม่มีแผนทั้งการลดค่าใช้จ่ายประชาชน ลดค่าครองชีพ ควบคุมราคาสินค้า ไม่มีความพยายามในการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันล่วงหน้า สะท้อนชัดว่า รัฐบาลทั้งไร้เดียงสา และไร้ประสิทธิภาพในการจัดการกับภาวะวิกฤตเช่นนี้
.
เพราะวิกฤตราคาน้ำมันไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศไทยประเทศเดียว แต่เกิดขึ้นทั่วโลก และแน่นอนว่าหลายประเทศ รัฐบาลก็โดนด่าแบบรัฐบาลคุณอนุทิน แต่ชีวิตคนในอีกหลายประเทศยังดำเนินไปโดยปกติเสียเป็นส่วนใหญ่
.
ทว่าสิ่งสำคัญที่หลายคนคาดหวังคือรัฐบาลที่ทำงานมากกว่านี้ วางแผนได้ดีกว่านี้ และเข้าใจวิกฤตได้ตรงประเด็นกว่านี้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นมาก่อน แล้วรัฐบาลไปวิ่งไล่กวดตามวิกฤตอีกที
.
(4)
อีกเรื่องที่หลายคนตั้งข้อสงสัยก็คือ มีคนในรัฐบาลนี้จำนวนมากเกี่ยวข้องกับกิจการน้ำมันขนาดใหญ่ คุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ รักษาการรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เคยเป็นผู้บริหารของปั๊มน้ำมัน PT ปั๊มน้ำมันที่มีสาขามากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ ขณะที่คุณอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็เคยเป็น CEO ของ ปตท. ปั๊มที่มีสาขามากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ
.
แน่นอนว่าพวกเขาเข้าใจเส้นสนกลในของระบบน้ำมันประเทศนี้เป็นอย่างดี แต่ในการตอบคำถามสื่อพวกเขากลับดูจะไม่เข้าใจอะไรเลย อดีต CEO ของ ปตท.ออกมาให้สัมภาษณ์ขอให้ประชาชนลดใช้น้ำมัน 10% เพื่อประหยัดพลังงาน ขณะที่คุณพิพัฒน์พูดอย่างขึงขังว่า จะจับขบวนการกักตุนน้ำมันมา ‘แก้ผ้า’ ให้ประชาชนเห็น แต่พูดได้เพียงวันเดียวก็เงียบไป
.
เรื่องสำคัญที่ต้องตั้งคำถามไปยังคุณอนุทินอีกก็คือ เหตุปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการตั้งคุณพิพัฒน์มาเป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทั้งที่รู้ดีว่าคุณพิพัฒน์คือปั๊ม PT นั้นคืออะไร และหากประเทศนี้กลัวเรื่อง ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน’ กันมาก กลัวคนในจะรู้ข้อมูลเบื้องต้นก่อนคนอื่น ไม่มีใครที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีกว่าพิพัฒน์แล้วหรือ
.
หรือแท้จริงแล้ว คุณอนุทินเป็นคนที่กลัวปัญหา หลีกหนีปัญหา และเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ยุค ‘โควิดกระจอก’ สืบทอดมาจนวันที่ผัดข้าวที่หาดใหญ่และยืนยันว่าน้ำไม่ท่วม มาจนวันที่น้ำมันขาดแคลนและราคาพุ่งพรวด
.
(5)
แต่ถึงแม้การบริหารวิกฤตจะเละเทะเพียงใด เป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตแค่ไหน เราต่างก็รู้กันดีว่า รัฐบาลอนุทินจะอยู่ได้ อยู่ได้ด้วยฉันทมติของชนชั้นนำ ที่เห็นว่า อนุทินคือตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุด ที่สำคัญคุณอนุทินยังทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครในซีกนี้สามารถทำได้สำเร็จ นั่นคือการ ‘ชนะเลือกตั้ง’ แบบขาดลอย เป็นผู้นำรัฐบาล ตอบสนองความต้องการของ ‘พวกเขา’
.
ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าเรื่องน้ำมันจะวิกฤตมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าอนุทินจะวิ่งหนีปัญหาไปไกลเท่าใด ก็ยังไม่มีใครสามารถทำอะไรรัฐบาลชุดนี้ได้ เพราะพวกเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อแก้วิกฤต แต่เพื่อรักษาอำนาจของคนบางปีก บางขั้วให้รวยจนไม่มีที่เก็บเงิน รวยไม่ไหวแล้ว
.
ส่วนเรื่องน้ำมัน ส่วนเรื่องวิกฤต ปล่อยให้เป็นเรื่องที่ข้าราชการชงขึ้นมา ปล่อยให้เป็นเรื่องที่กลไกตลาดจะคอยจัดการให้เหมาะสม
.
สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่ความผิดพลาดชั่วคราว แต่คือสภาพปกติใหม่ของรัฐบาลอนุทิน เป็นรัฐบาลที่ไม่ต้องมีความรับผิดชอบ เพราะแทบไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะตราบใดที่อำนาจยังถูกค้ำไว้ด้วยฉันทมติของคนบางกลุ่ม วิกฤตก็ไม่ใช่ปัญหาที่ต้องแก้ แต่เป็นเพียง ‘เสียงรบกวน’ ที่ต้องคอยควบคุมไม่ให้ดังเกินไปเท่านั้น
.
น้ำมันจะขาดหรือไม่ ราคาจะพุ่งเท่าไร ประชาชนจะต้องปรับตัวแค่ไหน ล้วนไม่ใช่คำถามของผู้มีอำนาจ ประชาชนจึงต้องตอบแทนทุกอย่างด้วยตัวเอง ต้องพึ่งตัวเอง
.
ตลกร้ายของเรื่องนี้ก็คือ บางทีนี่อาจไม่ใช่แค่วิกฤตราคาน้ำมัน แต่คือวิกฤตของความหมายของการมีรัฐบาล มีรัฐบาลก็เหมือนไม่มี รัฐบาลอาจทำหน้าที่ตามกฎหมาย ปฏิบัติตามสภาพบังคับ แต่ถ้านอกเหนือจากนั้นคือ ประชาชนต้องดูแลตัวเองและดูแลกันเอง
.
นั่นคือสิ่งที่ต้องเรียนรู้หากยังอยู่กับรัฐบาลคุณอนุทิน จะอยู่อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะอีก 4 ปี หรืออีก 8 ปีก็ตาม
.
เรื่อง: สุภชาติ เล็บนาค
ภาพ: อภิสรา วิเศษบุญลือ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1391006456406734&set=a.654659416708112


.....

Thanapol Eawsakul 
1 hour ago
·
ความผิดพลาด อย่างสำคัญของ เนวิน/อนุทิน
คือการประเมินตัวเองสูงเกินไป
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสามารถในการบริหารประเทศ
หรือความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจ
แต่การบริหารประเทศของทั้งคู่ ทำประหนึ่งว่า ได้ควบคุมทุก องคาพยพของการเมืองไทยไว้หมดแล้ว
โดยหารู้ไม่ว่า ตัวเองกำลังละเมิดฉันทมติของชนชั้นนำไทย
คือการควบรวมอำนาจ กินรวบไม่กินแบ่ง
แต่ความผิดพลาดของนักการเมืองอย่างอนุทิน/เนวิน นั่นก็เป็นความผิดพลาดส่วนตัว และจะเป็นความล้มเหลวของนักการเมือง กลุ่มหนึ่งเท่านั้น
ในบรรดานักการเมืองอีกหลายๆกลุ่ม
แต่ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่กว่า เนวิน/อนุทิน
คือใคร ก็ตามที่ไปใช้บริการ คู่หู คู่นี้
โดยเฉพาะคนอย่างเนวิน ชิดชอบ
ไม่เชื่อก็ลองไปถาม
บรรหาร ศิลปอาชา
ทักษิณ ชินวัตร
หรือแม้กระทั่ง
ธรรมนัส พรหมเผ่า


สงครามครั้งนี้ให้ความรู้สึกว่าโดนัลด์ ทรัมป์กำลังทำอะไรไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า โดยขณะนี้เขาต้องเผชิญกับทางเลือกอันยากลำบาก หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้ เขาอาจต้องพยายามประกาศชัยชนะที่คงไม่มีใครหลงเชื่อหรือยิ่งขยายวงความรุนแรงของสงคราม



เหตุใดการทำสงครามตามสัญชาตญาณของทรัมป์กำลังไม่ได้ผล

เจเรมี โบเวน
บรรณาธิการข่าวต่างประเทศบีบีซี
29 มีนาคม 2026

อดีตบางประการเกี่ยวกับสงครามได้กลับมาเคาะประตูทำเนียบขาวอีกครั้งเมื่อเดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ส่งเครื่องบินรบของสหรัฐฯ และอิสราเอลไปทิ้งระเบิดลงที่อิหร่าน

การไม่เรียนรู้จากอดีตหมายความว่าขณะนี้โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเผชิญกับทางเลือกอันยากลำบาก หากเขาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้ เขาอาจต้องพยายามประกาศชัยชนะที่คงไม่มีใครหลงเชื่อหรือยิ่งขยายวงความรุนแรงของสงคราม

ความจริงที่เก่าแก่ที่สุดข้อหนึ่งมาจากนักยุทธศาสตร์การทหารชาวปรัสเซียและเยอรมนี เฮลมุท ฟอน โมลท์เคอ ที่กล่าวว่า "ไม่มีแผนใดอยู่รอดได้หลังการเผชิญหน้ากับศัตรูครั้งแรก" เขาเขียนไว้ในปี 1871 ซึ่งเป็นปีที่เยอรมนีรวมชาติเป็นจักรวรรดิ นั่นเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของยุโรปมากพอ ๆ กับที่สงครามครั้งนี้อาจมีความสำคัญต่อความมั่นคงของชาติตะวันออกกลาง

แต่บางทีทรัมป์อาจชอบคำพูดสมัยใหม่ของนักชกอย่าง ไมค์ ไทสัน ที่ว่า "ทุกคนมีแผนจนตอนที่คุณโดนชก" สิ่งที่เกี่ยวข้องกับทรัมป์มากกว่าคือคำพูดของหนึ่งในอดีตผู้นำ ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวเวอร์ นายพลชาวอเมริกันผู้บัญชาการการยกพลขึ้นบกในวันดี-เดย์เมื่อปี 1944 และดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกันสองสมัยในทศวรรษ 1950

ไอเซนฮาวเวอร์กล่าวไว้ว่า "แผนการนั้นไร้ค่า แต่การวางแผนต่างหากที่สำคัญยิ่ง" เขาหมายความว่าวินัยและกระบวนการวางแผนเพื่อทำสงครามทำให้สามารถเปลี่ยนทิศทางได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

สำหรับทรัมป์ สิ่งที่ไม่คาดฝันคือความแข็งแกร่งของระบอบการปกครองอิหร่าน ดูเหมือนว่าเขาหวังไว้ว่าจะเหตุการณ์ครั้งนี้จะเหมือนกับการลักพาตัวอย่างรวดเร็วของกองทัพสหรัฐฯ เมื่อเดือน ม.ค. ที่สหรัฐฯ จับตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา และ ซิเลีย ฟลอเรส ภรรยาของเขาได้ โดยปัจจุบันทั้งคู่ถูกคุมขังอยู่ในนครนิวยอร์กและกำลังรอการพิจารณาคดี และ เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีของมาดูโรขึ้นดำรงตำแหน่งแทนและรับคำสั่งจากวอชิงตัน

ความหวังว่าจะได้รับชัยชนะในทำนองเดียวกับของมาดูโร แสดงให้เห็นถึงการขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของทรัมป์ต่อความแตกต่างระหว่างเวเนซุเอลาและอิหร่าน

\
โดนัลด์ ทรัมป์ และ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ มองว่าการดำเนินการของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาประสบความสำเร็จ

คำกล่าวของไอเซนฮาวร์เกี่ยวกับการวางแผนล่วงหน้ามาจากสุนทรพจน์ในปี 1957 เขาเป็นผู้รับผิดชอบในการวางแผนและบัญชาการปฏิบัติการทางทหารสะเทินน้ำสะเทินบกที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นั่นคือการบุกยุโรปตะวันตกในวันดีเดย์ ดังนั้นเขาจึงรู้ดีว่าตนกำลังจะสื่อสารถึงอะไร

เขาอธิบายต่อไปว่า เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินที่ไม่คาดคิด "สิ่งแรกที่คุณทำคือหยิบแผนทั้งหมดจากชั้นบนสุดแล้วโยนทิ้งออกไปนอกหน้าต่าง แล้วเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แต่ถ้าคุณไม่ได้วางแผน คุณก็ไม่สามารถเริ่มทำงานได้อย่างชาญฉลาด"

"นั่นคือเหตุผลที่การวางแผนมีความสำคัญมาก เพื่อให้คุณเข้าใจลักษณะของปัญหาที่คุณอาจต้องแก้ไขในสักวันหนึ่ง หรือช่วยแก้ไข"

แทนที่จะยอมจำนนหรือล่มสลายหลังจากอิสราเอลและสหรัฐฯ สังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ในการโจมตีทางอากาศครั้งแรกของสงคราม แต่เตหะรานยังคงทำงานและต่อสู้กลับ พวกเขากำลังเล่นไพ่ที่เสียเปรียบได้ดี

ในทางกลับกัน ทรัมป์กลับให้ความรู้สึกว่าเขากำลังทำอะไรไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า เขาทำตามสัญชาตญาณ ไม่ใช่จากข้อมูลข่าวกรองหรือคำแนะนำเชิงกลยุทธ์มากมายที่ประธานาธิบดีคนอื่น ๆ เคยศึกษามา

จุดจบสงครามของทรัมป์

13 วันหลังจากเริ่มสงคราม สถานีวิทยุฟ็อกซ์นิวส์ถามทรัมป์ว่าสงครามจะจบลงเมื่อใด เขาตอบว่าเขาไม่คิดว่าสงคราม "จะยืดเยื้อ" ส่วนการยุติสงครามนั้น เขาบอกว่า "เมื่อผมรู้สึกได้ รู้สึกได้ลึกถึงกระดูกของผม"

เขาพึ่งพาที่ปรึกษาวงในซึ่งมีหน้าที่สนับสนุนและดำเนินการตามการตัดสินใจของเขา ทว่าการพูดความจริงต่อผู้มีอำนาจดูเหมือนจะไม่ใช่ส่วนหนึ่งของหน้าที่ของบรรดากุนซือเหล่านี้

การพึ่งพาสัญชาตญาณของประธานาธิบดีมากกว่าแผนการที่วางเอาไว้อย่างดี แม้ว่าแผนเหล่านั้นจะต้องปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกไป ก็ทำให้การทำสงครามยากขึ้น การขาดทิศทางทางการเมืองที่ชัดเจน ทำให้พลังทำลายล้างและประสิทธิภาพของกองทัพสหรัฐฯ ลดลง


อาคารหลายแห่งทั่วกรุงเตหะรานถูกทำลายจนเหลือเพียงซากปรักหักพัง

สี่สัปดาห์ก่อน ทรัมป์และเนทันยาฮูตั้งความหวังไว้กับการโจมตีทางอากาศอย่างรุนแรง ซึ่งไม่เพียงแต่คร่าชีวิตผู้นำสูงสุดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงที่ปรึกษาคนสนิทของเขาด้วย และจนถึงขณะนี้มีพลเรือนชาวอิหร่านเสียชีวิตแล้ว 1,464 คน ตามรายงานของกลุ่ม HRANA ที่ตั้งอยู่ในสหรัฐฯ ซึ่งติดตามการละเมิดสิทธิมนุษยชนในอิหร่าน

ผู้นำทั้งสองคาดหวังว่าจะได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่ท้าทายชาวอิหร่านให้ลุกฮือขึ้นมาเพื่อโค่นล้มระบอบการปกครองอิหร่านภายหลังการทิ้งระเบิดของพวกเขา

ความดื้อรั้นของอิหร่าน

ทว่าเตหะรานยังคงยืนหยัด พร้อมกับการต่อสู้กลับ และตอนนี้ทรัมป์ก็กำลังค้นพบว่าทำไมบรรพบุรุษของเขาจึงไม่เคยพร้อมจะเข้าร่วมกับเนทันยาฮูในสงครามที่เลือกเองเพื่อทำลายสาธารณรัฐอิสลาม

ฝ่ายตรงข้ามของระบอบการปกครองอิหร่านไม่ได้ลุกฮือขึ้นสู้ พวกเขารู้ดีว่าเมื่อเดือน ม.ค. กองกำลังของรัฐบาลได้สังหารผู้ประท้วงไปหลายพันคน และมีการออกคำเตือนอย่างเป็นทางการว่าใครก็ตามที่คิดจะพยายามประท้วงซ้ำอีกจะถูกปฏิบัติเยี่ยงศัตรูของรัฐ

ระบอบการปกครองของอิหร่านเป็นศัตรูที่ทั้งดื้อรั้น โหดเหี้ยม และมีการจัดระเบียบอย่างดี ระบอบก่อตั้งขึ้นหลังจากการปฏิวัติปี 1979 ที่โค่นล้มกษัตริย์ชาห์ จากนั้นก็ถูกหล่อหลอมขึ้นในความทุกข์ยากแสนสาหัสของสงครามแปดปีกับอิรัก ระบอบการปกครองนี้สร้างขึ้นบนสถาบัน ไม่ใช่ตัวบุคคล และได้รับการเสริมกำลังด้วยความเชื่อทางศาสนาที่แข็งแกร่งและอุดมการณ์แห่งการพลีชีพ นั่นหมายความว่าการสังหารผู้นำ แม้ว่าจะน่าตกใจและสร้างความก่อกวนได้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่นั่นก็ไม่สามารถโค่นล้มระบอบการปกครองได้

หลังจากการสังหารหมู่ในเดือน ม.ค. รัฐบาลอิหร่านจะพิจารณาว่าการเสียชีวิตของชาวอิหร่านอีกจำนวนมาก ไม่ว่าจะด้วยฝีมือของกองกำลังของระบอบการปกครองเอง หรือระเบิดของสหรัฐฯ และอิสราเอล เป็นราคาที่ยอมรับได้เพื่อความอยู่รอด


อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศระลอกแรกโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล

ระบอบอิหร่านไม่สามารถเทียบเคียงอำนาจการยิงจู่โจมของสหรัฐฯ และอิสราเอล แต่เช่นเดียวกับมอลต์เก ไทสัน และไอเซนฮาวเวอร์ อิหร่านได้วางแผนไว้ก่อนแล้ว

อิหร่านขยายขอบเขตสงครามด้วยการโจมตีประเทศอาหรับเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงฐานทัพอเมริกันในดินแดนของพวกเขาและอิสราเอล เพื่อกระจายความเสียหายให้กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

การที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นทางเข้าแคบ ๆ สู่อ่าวเปอร์เซียอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ปริมาณน้ำมันของโลกลดลงประมาณ 20% และทำให้ตลาดการเงินโลกปั่นป่วน


ตำแหน่งของช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นทางเข้าแคบ ๆ สู่อ่าวเปอร์เซีย เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันของโลก
อิหร่านใช้เวลาหลายปีและเงินหลายพันล้านดอลลาร์ในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรและตัวแทนที่อิหร่านเรียกว่า 'แกนแห่งการต่อต้าน' ซึ่งรวมถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ในเลบานอน และกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซาและเวสต์แบงก์ เพื่อข่มขู่และยับยั้งอิสราเอล แต่อิสราเอลได้โจมตีอย่างหนักและมีประสิทธิภาพต่อฮามาส นับตั้งแต่สงครามกาซาเริ่มต้นจากการโจมตีแบบไม่ตั้งตัวของนักรบฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2023

ขณะนี้อิหร่านกำลังแสดงให้เห็นว่าลักษณะทางภูมิศาสตร์ ช่องแคบฮอร์มุซสามารถเป็นเครื่องมือยับยั้งและคุกคามที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าระบบพันธมิตรทางทหารที่มีราคาแพงระยับ อิหร่านสามารถควบคุมช่องแคบได้ด้วยโดรนราคาถูกที่สามารถปล่อยจากระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรในพื้นที่ภูเขาตอนในของอิหร่าน

พันธมิตรถูกเข่นฆ่า แต่สภาพทางภูมิศาสตร์ยังคงเดิม นอกเหนือจากการยึดครองหน้าผาทั้งสองฝั่งของช่องแคบ และพื้นที่ขนาดใหญ่ของอิหร่านที่อยู่เลยออกไปแล้ว สหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก กำลังค้นพบว่าระบอบการปกครองของอิหร่านจะเรียกร้องบทบาทสำคัญในการขอให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

ดังที่อดีตรองผู้บัญชาการนาโต พลเอกเซอร์ ริชาร์ด เชอร์เรฟฟ์ ได้กล่าวไว้ในรายการทูเดย์ (Today) ของบีบีซีว่า เกมจำลองสงครามใด ๆ ที่พิจารณาถึงผลที่ตามมาจากการโจมตีอิหร่าน จะแสดงให้เห็นว่ากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามจะปิดช่องแคบฮอร์มุซ

นั่นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการวางแผนว่าจะเริ่มสงครามอย่างไร จะยุติอย่างไร และจะรับมือกับวันหลังจากนั้นอย่างไร โดนัลด์ ทรัมป์ และคนสนิทของเขา ดูเหมือนจะข้ามขั้นตอนเหล่านั้นไป เพราะความหวังที่จะได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็วและง่ายดาย

'แกนแห่งการต่อต้าน' ยังรวมถึงกลุ่มฮูตีในเยเมนด้วย ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (27 มี.ึ.) พวกเขายิงขีปนาวุธใส่อิสราเอลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.

หากกลุ่มฮูตีกลับมาโจมตีเรือขนส่งสินค้าในทะเลแดงอีกครั้ง ซาอุดีอาระเบียจะสูญเสียเส้นทางเดินเรือทางตะวันตกสำหรับการส่งออกน้ำมันไปยังเอเชีย

ทะเลแดงมีอีกจุดยุทธศาสตร์สำคัญคือช่องแคบบับอัลมันดับ (Bab al Mandab) ซึ่งมีความสำคัญต่อการค้าโลกไม่แพ้ช่องแคบฮอร์มุซ หากกลุ่มฮูตีตัดสินใจยกระดับการโจมตีโดยโจมตีเรือขนส่งสินค้าในช่องแคบบับอัลมันดับและทางใต้ลงไปอีก เหมือนที่เคยทำในสงครามกาซา พวกเขาจะตัดเส้นทางจากเอเชียไปยังยุโรปผ่านคลองสุเอซ

นั่นจะซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจโลกให้เลวร้ายลงกว่าเดิม

ความชัดเจนของเนทันยาฮู

ตรงกันข้ามกับทรัมป์ เนทันยาฮูได้คิดถึงสงครามครั้งนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนมาตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพทางการเมือง ซึ่งทำให้เขากลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดของอิสราเอล

ในวันแรกของการเปิดสงครามกับอิหร่าน เนทันยาฮูบันทึกวิดีโอแถลงการณ์บนดาดฟ้าของอาคารสูงในกรุงเทลอาวีฟที่รู้จักกันในชื่อคิริยา (Kirya) ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการทหารอิสราเอล เขาพูดอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายของสงครามของอิสราเอล ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรัมป์ยังทำไม่ได้

นั่นไม่ควรเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ การทำสงครามกับอิหร่านเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมามากกว่าสำหรับอิสราเอลเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ ความกังวลของมหาอำนาจระดับภูมิภาคแตกต่างจากความท้าทายระดับโลกที่กว้างขวางกว่ามากที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญอยู่

สาธารณรัฐอิสลามเปลี่ยนผู้นำสูงสุดเป็นคนที่สามแล้ว

เนทันยาฮูเชื่อมั่นว่าเขาสามารถรับประกันความมั่นคงในอนาคตของอิสราเอลได้ด้วยการสร้างความเสียหายให้สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เขากล่าวในวิดีโอว่า สงครามครั้งนี้ "เพื่อรับประกันการดำรงอยู่และอนาคตของเรา" เนทันยาฮูมองว่าอิหร่านเป็นศัตรูที่อันตรายที่สุดของอิสราเอลมาโดยตลอด นักวิจารณ์บอกว่าการหมกมุ่นอยู่กับอิหร่านเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อิสราเอลไม่สามารถตรวจจับและหยุดยั้งการโจมตีของฮามาสจากฉนวนกาซาในวันที่ 7 ต.ค. 2023 ได้

เขาขอบคุณกองทัพสหรัฐฯ และทรัมป์สำหรับ "ความช่วยเหลือ" และกล่าวถึงประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับเขา

"พันธมิตรของกองกำลังนี้ทำให้เราสามารถทำในสิ่งที่ผมปรารถนามา 40 ปีได้ นั่นคือ การทำลายล้างระบอบก่อการร้ายอย่างถึงที่สุด นี่คือสิ่งที่ผมสัญญาไว้ และนี่คือสิ่งที่เราจะทำ"

เนทันยาฮูและกองทัพอิสราเอลได้พิจารณาวิธีการทำสงครามกับอิหร่าน ทำลายโรงงานนิวเคลียร์และขีปนาวุธ และทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้อิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อพวกเขา ในช่วงเวลาต่าง ๆ ตลอดหลายปีที่เขาดำรงตำแหน่ง ข้อสรุปในอิสราเอลคือ แม้ว่าพวกเขาจะสามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับอิหร่านได้ แต่ก็ทำได้แค่สร้างความเสียหายต่อระบอบการปกครองอิหร่านเท่านั้น ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า วิธีเดียวที่จะทำลายศักยภาพทางทหารของอิหร่านได้ในระยะเวลาหนึ่งชั่วอายุคนหรือมากกว่านั้น คือการร่วมมือกับสหรัฐฯ


เบนจามิน เนทันยาฮู ปรารถนาที่จะโค่นล้มระบอบการปกครองของอิหร่านมานานแล้ว

แต่การร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ต้องอาศัยประธานาธิบดีในทำเนียบขาวที่พร้อมจะทำสงครามเคียงข้างอิสราเอล ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แม้ว่าทั้งสองประเทศจะมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดและอิสราเอลต้องพึ่งพาการสนับสนุนทางทหารและทางการทูตจากสหรัฐฯ ก็ตาม ทว่าเนทันยาฮูไม่เคยโน้มน้าวประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ว่าการทำสงครามกับอิหร่านเป็นผลประโยชน์ของอเมริกา จนกระทั่งถึงสมัยที่สองของประธานาธิบดีทรัมป์

แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกาและอิหร่านจะขมขื่นและเป็นพิษมาตั้งแต่การโค่นล้มกษัตริย์ชาห์ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ ในปี 1979 ประธานาธิบดีสหรัฐฯ รุ่นต่อ ๆ มาก็เชื่อว่าวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านคือการสกัดกั้น

ในช่วงที่อเมริกาเข้ายึดครองอิรัก สหรัฐฯ ไม่ได้ทำสงครามกับอิหร่าน แม้ทางการกรุงเตหะรานจะได้จัดหาอาวุธและฝึกฝนกองกำลังติดอาวุธอิรักที่สังหารทหารสหรัฐฯ เหตุผลเดียวที่สหรัฐฯ ใช้อ้างคือภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่ว่าอิหร่านใกล้จะสร้างอาวุธนิวเคลียร์ได้แล้ว

ทรัมป์ได้รวมภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ไว้ในรายการเหตุผลในการทำสงคราม แต่ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือใด ๆ ที่บ่งชี้ว่าอิหร่านกำลังจะได้รับอาวุธหรือวิธีการที่จะส่งมอบอาวุธนั้น แม้แต่ทำเนียบขาวก็ยังมีแถลงการณ์บนเว็บไซต์ลงวันที่ 25 มิ.ย. 2025 ภายใต้หัวข้อ "โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านถูกทำลายไปแล้ว และข้อเสนอแนะอื่น ๆ เป็นข่าวปลอม"

ขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังค้นพบว่าเหตุใดผู้นำคนก่อน ๆ จึงตัดสินใจว่าความเสี่ยงจากการเลือกที่จะทำสงครามนั้นสูงเกินไป

สงครามอสมมาตร

สงครามครั้งนี้ดูเหมือนจะกลายเป็นตัวอย่างคลาสสิกของการที่ประเทศเล็กกว่าและอ่อนแอกว่าสามารถต่อสู้กับศัตรูที่ใหญ่กว่าและแข็งแกร่งกว่าได้ ซึ่งเป็นความขัดแย้งประเภทที่นักยุทธศาสตร์เรียกว่าสงครามอสมมาตร

แม้จะเพิ่งผ่านไปเพียงหนึ่งเดือน การเปรียบเทียบกับสงครามอื่น ๆ ที่สหรัฐฯ ดูเหมือนจะชนะในแง่ของจำนวนศัตรูที่ถูกสังหารและการโจมตีทางอากาศที่สำเร็จในเวียดนาม อิรัก และอัฟกานิสถานก็ยังเร็วเกินไป แต่สิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้คือ หลังจากหลายปีของการนองเลือดและการเข่นฆ่ากัน สงครามเหล่านั้นจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของสหรัฐฯ ทุกสมรภูมิ

การตัดสินใจครั้งต่อไปของทรัมป์และเนทันยาฮูอาจเป็นตัวตัดสินว่าสงครามในอิหร่านจะกลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ อีกหรือไม่ ทรัมป์ได้เลื่อนการขู่ทำลายเครือข่ายอำนาจของอิหร่านไปแล้วสองครั้ง ซึ่งเขาอธิบายว่าอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม เขากล่าวว่านั่นเป็นเพราะอิหร่านต้องการทำข้อตกลงเพื่อยุติสงครามอย่างยิ่ง เนื่องจากระบอบการปกครองได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความเสียหายและการเสียชีวิตที่สหรัฐฯ ได้ก่อขึ้น และเกรงว่าสหรัฐฯ อาจจะก่อเหตุรุนแรงมากขึ้นไปอีก

ขณะนี้มีการติดต่อระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ผ่านการช่วยไกล่เกลี่ยของปากีสถานและประเทศอื่น ๆ ขณะที่อิหร่านปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่านี่เป็นการเจรจาอย่างเต็มรูปแบบ

ทั้งนี้ ยังไม่มีการเผยแพร่ข้อความอย่างเป็นทางการของแผนสันติภาพ 15 ข้อของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่เอกสารที่รั่วไหลออกมาแสดงให้เห็นว่าเป็นเอกสารที่รวบรวมข้อเรียกร้องทั้งหมดที่สหรัฐฯ และอิสราเอลได้ยื่นต่ออิหร่านมาหลายปีแล้ว

เอกสารดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นเงื่อนไขของการยอมจำนนมากกว่าจะเป็นพื้นฐานสำหรับการเจรจา อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยข้อเรียกร้องของตนเองซึ่งอีกฝ่ายยอมรับไม่ได้เช่นกัน นั่นรวมถึงการยอมรับการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ การชดเชยความเสียหายจากสงคราม และการถอนฐานทัพอเมริกันออกจากตะวันออกกลาง


ชาห์โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ

ยกเว้นแต่ว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถก้าวไปสู่จุดร่วมที่ไม่เคยมีมาก่อนได้ ซึ่งมันก็ยากที่จะเห็นข้อตกลงเกิดขึ้น แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

รัฐบาลอิหร่านมีประวัติการเจรจา แหล่งข่าวทางการทูตของอาหรับได้สนับสนุนรายงานอื่น ๆ โดยบอกกับผมว่าอิหร่านกำลังเสนอหนทางไปสู่ข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของตน เมื่อสหรัฐฯ ละทิ้งการทูตอย่างกะทันหันโดยการประกาศสงครามในวันที่ 28 ก.พ.

แหล่งข่าวรายหนึ่งบอกว่า "คุณรู้ไหมว่าอิหร่านเสนอทุกอย่าง" นั่นฟังดูเหมือนง่ายเกินไป และชาวอเมริกันก็ปฏิเสธว่าไม่มีความคืบหน้าใด ๆ เพื่อนำไปสู่ข้อตกลง แต่ก็มีสัญญาณบ่งชี้ว่าตอนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดเข้าไปในอิหร่านตอนนั้นยังมีช่องว่างสำหรับการเจรจาทางการทูตเหลืออยู่

สงครามอยู่ในจุดวิกฤต หากไม่มีข้อตกลงระหว่างชาวอเมริกันและอิหร่าน ทรัมป์มีทางเลือกน้อยมาก เขาอาจประกาศชัยชนะ โดยกล่าวว่าอเมริกาได้ทำลายกองทัพของอิหร่านแล้ว ดังนั้นภารกิจจึงสำเร็จ และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่ความรับผิดชอบของเขา นั่นอาจทำให้ตลาดการเงินโลกพังทลายและสร้างความหวาดหวั่นให้กับพันธมิตรที่กำลังไม่พอใจอยู่แล้วในยุโรป เอเชีย และอ่าวเปอร์เซีย ระบอบการปกครองของอิหร่านที่บอบช้ำและโกรธแค้นจะมีโอกาสมากมายที่จะกดดันเศรษฐกิจโลกมากขึ้น

มีความเป็นไปได้สูงที่ทรัมป์จะตัดสินใจยกระดับสงคราม สหรัฐฯ มีนาวิกโยธินมากกว่า 4,000 นายบนเรือที่มุ่งหน้าไปยังอ่าวเปอร์เซีย มีพลร่มจากกองพลที่ 82 เตรียมพร้อม และกำลังหารือเกี่ยวกับการเสริมกำลังเพิ่มเติม

ไม่มีใครพูดถึงการบุกอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบ แต่เป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะพยายามยึดเกาะต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นท่าเรือน้ำมันหลักของอิหร่าน นั่นจะต้องอาศัยการยกพลขึ้นบกที่ท้าทายและอันตรายหลายครั้ง นั่นอาจเหมาะกับอิหร่านด้วยซ้ำ เพราะอิหร่านต้องการลากสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามยืดเยื้อ อิหร่านคำนวณว่าความสามารถในการทนต่อความเจ็บปวดของระบอบการปกครองนั้นมากกว่าของโดนัลด์ ทรัมป์


อิหร่านเปิดฉากโจมตีตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนอย่างรุนแรง

ทรัมป์พบว่าในอิหร่าน เขาเริ่มเผชิญกับข้อจำกัดของอำนาจแล้ว ระบอบอิหร่านมีนิยามของชัยชนะและความพ่ายแพ้ที่แตกต่างจากเขา สำหรับระบอบการปกครองของอิหร่าน การอยู่รอดก็ถือเป็นชัยชนะแล้ว

แต่ตอนนี้พวกเขากำลังหวังมากกว่านั้น โดยเชื่อว่าการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้พวกเขามีอำนาจต่อรองมากขึ้น อาจถึงขั้นได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ อิหร่านเรียกร้องหลายอย่าง รวมถึงคำสัญญาว่าจะไม่ถูกโจมตีในอนาคต และการยอมรับการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซของพวกเขาเป็นเงื่อนไขในการเปิดให้เรือทุกประเภทผ่านได้

คาโรลีน ลีวิตต์ เลขาธิการฝ่ายสื่อสารของทำเนียบขาว กล่าวเมื่อวันพุธ (25 มี.ค.) ว่า "ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้พูดเล่น และเขาพร้อมที่จะปลดปล่อยความหายนะ อิหร่านไม่ควรคำนวณผิดพลาดอีก"

"หากอิหร่านไม่ยอมรับความเป็นจริงในขณะนี้ หากพวกเขาไม่เข้าใจว่าพวกเขาเสียเปรียบทางทหาร และจะยังคงพ่ายแพ้ต่อไป ประธานาธิบดีทรัมป์จะทำให้แน่ใจว่าพวกเขาจะได้รับความเสียหายหนักกว่าที่เคยได้รับมาก่อน"

การพ่ายแพ้ในสงครามไม่ใช่ทางเลือก หากอิหร่านพ่ายแพ้อย่างยับเยินอย่างที่ทรัมป์และพวกพ้องกล่าวอ้าง รัฐบาลในกรุงเตหะรานคงล่มสลายไปนานแล้ว เขาคงไม่จำเป็นต้องข่มขู่ให้พวกเขายอมรับชะตากรรมของตน

สหรัฐฯ และอิสราเอลสามารถสร้างความเสียหายและสังหารผู้คนในอิหร่านได้มากกว่านี้ ซึ่งในเลบานอน อิสราเอลกำลังเดินหน้าโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของอิหร่าน

พลเรือนชาวอิหร่านเกือบ 1,500 คนถูกสังหาร

หากไม่มีการหยุดยิง สหรัฐฯ คำนวณว่าพวกเขาสามารถเพิ่มระดับกำลังจนกว่าอิหร่านจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมจำนน แต่นั่นยังห่างไกลจากความแน่นอน

ยิ่งสงครามยืดเยื้อนานเท่าไร ผลกระทบต่อภูมิภาคและโลกโดยรวมก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น อาลี วาเอซ นักวิเคราะห์อิหร่านชั้นนำจากกลุ่มวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศ (International Crisis Group) บอกว่าผลกระทบอาจถึงขั้น "หายนะ"

ในปี 1956 สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสเข้าร่วมสงครามกับอิสราเอลหลังจากที่ประธานาธิบดีกามาล อับดุล นัสเซอร์ แห่งอียิปต์ ยึดคลองสุเอซเป็นของรัฐ ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำระดับโลกที่เป็นจุดคอขวดที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลกเช่นเดียวกับช่องแคบฮอร์มุซในปัจจุบัน พวกเขาบรรลุเป้าหมายทางทหารทั้งหมด แต่ถูกบังคับให้ถอนตัวโดยประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์แห่งสหรัฐฯ

สำหรับอังกฤษ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุดการครอบงำจักรวรรดิของพวกเขาในตะวันออกกลาง

อเมริกากำลังเผชิญกับการการผงาดขึ้นของจีน เมื่อมีการเขียนประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการแข่งขันเพื่อเป็นมหาอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก สงครามที่โดนัลด์ ทรัมป์วางแผนอย่างผิดพลาดกับอิหร่านอาจถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยน เป็นจุดพักระหว่างทางสู่ความเสื่อมถอย เช่นเดียวกับคลองสุเอซสำหรับสหราชอาณาจักร

BBC InDepth เป็นเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่รวบรวมบทวิเคราะห์ที่ดีที่สุด พร้อมมุมมองใหม่ ๆ ที่ท้าทายสมมติฐาน และรายงานเชิงลึกเกี่ยวกับปัญหาใหญ่ ๆ ในแต่ละวัน เอ็มมา บาร์เน็ตต์ และจอห์น ซิมป์สัน คัดสรรบทความและบทวิเคราะห์เชิงลึกที่กระตุ้นความคิดมาให้คุณทุกวันเสาร์ สมัครรับจดหมายข่าวได้ที่นี่'

https://www.bbc.com/thai/articles/c4gvejv3m2eo



ความยุติธรรมไม่มีอยู่จริงในประเทศนี้ อานนท์ นำภา ยื่นประกันกี่ครั้ง ยกทุกคำร้องเหมือนเดิม

https://www.facebook.com/xannth.na.pha/posts/34690142493933714

อานนท์ นำภา
ขายเสื้อ ขายหมวกกันต่อไป ตอนนี้หมวกส่งได้รอบ 10 เม.ย. เสื้อ 1 เม.ย. จ้า






อ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ สรุปประเด็นสำคัญของหนังสือ Hannah Arendt’s The Origins of Totalitarianism น่าสนใจ เข้ากับสถาณการณ์ปัจจุบันมาก โดยโยงประเด็นหลักเข้าด้วยกัน 1. ลัทธิรังเกียจเชื้อชาติยิว (Anti-semitism) 2. ลัทธิจักวรรดินิยม (Imperialism) 3. ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ (Totalitarianism)

https://www.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts/pfbid0YAd5QXiJackpb63kyyWxQgJpdzsHXHeth7Cii9mE9RF2PF3o1KQBtrhUzTMC2YNml
12 hours ago
·
อ่าน Hannah Arendt’s The Origins of Totalitarianism
เมื่อวาน 28 มีค. ได้ไปพูดในงานเปิดตัวหนังสือ The Origins of Totalitarianism (กำเนิดระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ) ผลงานของ Hannah Arendt ปัญญาชนที่ถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในนักคิดที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 20 แปลโดย อาจารย์สายพิณ ศุพุทธมงคล พิมพ์โดยคบไฟ จึงอยากนำสิ่งที่พูดมาวางไว้ให้ตรงนี้ ส่วนคนที่อยากฟังการเสวนา สามารถดูได้ที่นี่ https://www.facebook.com/share/v/1CLhK8LTEe/
ตอนที่ได้ทราบข่าวว่าอ.สายพิณแปลหนังสือเล่มนี้ รู้สึกทึ่งมาก ต้องบอกว่านับถือในความพยายาม เพราะฉบับภาษาอังกฤษหนา 500-600 หน้า (ขนาดพิมพ์ด้วยฟอนต์เล็กมาก) ฉบับแปลไทยยาว 749 หน้า แต่ความยาวอาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่าความยาก ไม่ใช่เพราะอาเรนท์ใช้ศัพท์ยาก แต่เพราะเธอเขียนด้วยประโยคยาวๆ ประโยคละ 3-4 บรรทัด มีข้อความขยาย (adj. clause) ซ้อนข้อความขยายซ้อนข้อความขยาย บวกกับเราไม่ได้มีฐานความรู้ประวัติศาสตร์ยุโรปในศ. 17-19 ของเรามากพอด้วย
ดิฉันใช้บางบทของหนังสือเล่มนี้ในวิชาความรุนแรงในการเมืองโลก ขนาดนิสิตของดิฉันส่วนใหญ่ภาษาอังกฤษดีมาก แต่กว่าจะผ่านแต่ละย่อหน้าไปได้ ก็ใช้เวลามากพอควร ฉะนั้น ความอุตสาหะของ อ.สายพิณ ที่แปลด้วยภาษาไทยอันสละสลวย ก็จะช่วยให้คนไทยอ่านหนังสือเล่มสำคัญนี้ได้ง่ายยิ่งขึ้นแน่นอน อย่างไรก็ตาม อยากจะแนะนำว่าหากมีการพิมพ์เพิ่ม (ได้ยินว่าพิมพ์แค่ 600 เล่ม) อยากให้ใส่ full stop ลงไปในภาษาไทยด้วย เพื่อให้คนอ่านรู้ว่าประโยคจบที่ไหน ตรงไหนเป็นประธานของประโยค เพราะคนที่ไม่คุ้นเคยกับงานของอาเรนท์ ต่อให้อ่านภาษาไทยก็ยังพบว่าไม่ใช่หนังสือที่อ่านง่ายเลย
%%%%%%%%%%%%%%%%%
เมื่อวานนี้ หน้าที่หลักของดิฉันคือช่วยสรุปประเด็นสำคัญของหนังสือ และโยงประเด็นหลักเข้าด้วยกัน
หนังสือแบ่งเป็น 3 ตอน คือ
1. ลัทธิรังเกียจเชื้อชาติยิว (Anti-semitism)
2. ลัทธิจักวรรดินิยม Imperialism
3. ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ Totalitarianism ดิฉันจะเน้นประเด็นนี้ แต่เราต้องเข้าใจสองประเด็นแรกเล็กน้อย
อาเรนท์พยายามอธิบาย “ต้นกำเนิด” และลักษณะพิเศษของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ซึ่งหมายถึงระบอบนาซีเยอรมัน และโซเวียตรัสเซียในยุคสตาลิน แต่น้ำหนักการวิเคราะห์อยู่ที่ระบอบนาซีด้วยเหตุว่ามีข้อมูลที่เปิดเผยมากกว่า และเธอเองก็คือคนยิวเยอรมันที่หนีรอดออกมาได้ จึงมีความเข้าใจระบอบนาซีลึกซึ้งกว่า
อาเรนท์เสนอว่าระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากระบอบคณาธิปไตย ระบอบอำนาจนิยม หรือระบอบเผด็จการที่ไม่เบ็ดเสร็จ, เป็นระบอบที่โลกไม่เคยมีมาก่อน แม้ Arendt จะบอกว่าระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จมีแค่นาซีกับสตาลิน หลังจากนั้นโลกก็ยังไม่มีอีก แต่เราก็ยังสามารถอ่านงานของเธอเพื่อเข้าใจโลกที่เราอยู่ได้ โดยเฉพาะโลกที่มีหันขวามากขึ้น
อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์เคยเอาบทวิเคราะห์เรื่อง “มวลชน” ในบทที่ว่าด้วย The Classless Society มาวิเคราะห์มวลชนเสื้อเหลือง (ตอนนั้นพวกเสื้อเหลืองโกรธกันมาก) ปัจจุบันมีนักวิชาการเอาทรัมป์ไปเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของนาซีมากขึ้น (ดิฉันก็เคยทำเช่นนี้)
การอ่าน Arendt จะทำให้เราเห็นว่าในหลายสังคมล้วนมี “เชื้อมูล” ของระบอบเผด็จการฯ ฝังตัวอยู่ทั้งสิ้น เราต้องระแวดระวังกับเชื้อมูลเหล่านี้มากขึ้น ไม่ปล่อยให้มันลุกลาม บานปลายจนนำไปสู่การอนุญาตให้รัฐใช้อำนาจตามอำเภอใจ เข่นฆ่ากักขังผู้คน หรือปล่อยให้ตัวเองกลายเป็น “เครื่องมือเชื่องๆ ของรัฐ ที่ช่วยเข่นฆ่าผู้คนด้วยกันเอง” แบบเดียวกับ “มวลชน” ของระบอบนาซี
หนังสือเล่มนี้อธิบาย ลักษณะพิเศษของระบอบฯ และ “ต้นกำเนิด” ที่มีสาเหตุหลากหลาย, ต้นกำเนิดนี้มีรากอยูในประวัติศาสตร์ของยุโรป ซึ่ง Arendt ให้ความสำคัญกับ 2 ปัจจัยเป็นพิเศษ คือ ลัทธิรังเกียจเชื้อชาติยิว และลัทธิจักวรรดินิยม
**** ตอนที่ 1 ลัทธิรังเกียจเชื้อชาติยิว*****
อาเรนท์เห็นว่าระบอบเผด็จการฯเป็นสิ่งไร้สาระไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิง ในแง่ที่ว่า ระบอบนาซีระดมสรรพกำลัง- ทรัพยากรทั้งประเทศระดับมหึมา ทั้งเงิน ทรัพยากรของประเทศ กำลังคน (ทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือน ระบบราชการ ปัญญาชน นักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ) เพื่อกำจัด “ชาวยิว” อันเป็นกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้ความสลักสำคัญอะไรต่อยุโรปในขณะนั้นเลย
ยิวไม่มีอิทธิพลทางการเมือง ไม่มีประเทศของตนเอง มีคนสารพัดชนชั้น ไม่ได้มีแต่คนรวย กระจัดกระจายอยู่ทั่วยุโรป แต่ฮิตเลอร์สามารถทำให้คนเยอรมัน ที่ปกติก็เป็นชาติที่ฉลาดเฉลียว (ผลิตปัญญาชนและศิลปินระดับโลก – มาร์กซ์, อัลสไตน์, ไฮเดกเกอร์, เวเบอร์, บาค, บาร์หม, แวกเนอร์- เอ่ยชื่อไม่หมดหรอก) เชื่อว่าชนชาติยิว คือภัยคุกคามต่อ “ชาติเยอรมัน” ได้สำเร็จ ภาวะที่ขัดแย้งกันนี้ ทำให้ Arendt พยามจะเข้าใจว่า Anti-semitism คืออะไร มันมีกำเนิดมาอย่างไร โดยเธอปฏิเสธความเชื่อ 4 ข้อเกี่ยวกับยิว
1. อาเรนท์ชี้ว่าลัทธิรังเกียจชาวยิว ไม่ใช่ผลผลิตของลัทธิชาตินิยมเยอรมัน มันแตกต่างจากลัทธิชาตินิยม แต่มันมีกำเนิดมาในช่วงเวลาที่ ล.ชาตินิยมในยุโรปอ่อนแอลง ลัทธิรังเกียจชาวยิว มีลักษณะข้ามชาติ international ไม่ได้จำกัดแค่ในเยอรมันี ฮิตเลอร์ต้องการทำลายยิวให้หมดไปจากโลก - นาซีบุกไปที่ไหนก็ตั้งค่ายกักกัน กำจัดยิวด้วย (ฟังคำอธิบายอย่างละเอียดโดย อ.เกษม เพ็ยภินันท์ ในคลิปที่แปะไว้)
2. อาเรนท์ปฏิเสธคำอธิบายว่าลัทธิรังเกียจชาวยิว อุบัติขึ้นในช่วงที่ยิวมีอำนาจทางการเมือง - ตรงกันข้าม มันอุบัติขึ้นในช่วงที่ยิวสูญเสียอำนาจและความมั่งคั่ง ส่งผลให้การโฆษณาชวนเชื่อว่ายิวเป็นพวกไร้ประโยชน์ เป็นปรสิตได้รับการยอมรับ และคนเยอรมันไม่มีขันติให้กับยิวอีกต่อไป (จะขยายความหลังจากนี้)
3. อาเรนท์ปฏิเสธความเชื่อว่า ยิวเป็นแพะรับบาป – เวลาบอกว่าใครเป็นแพะรับบาป scapegoat มันคือการบอกว่าคนๆ นั้น “ซวย” ถูกเลือกโดยไม่ตั้งใจ - แต่เธอเชื่อว่ายิว ถูกเลือกโดยนาซีไว้แล้ว
4. อาเรนท์ปฏิเสธคำอธิบายว่าในอดีตชาวยิวเป็นกลุ่มคนในยุโรปที่เผชิญกับความเกลียดชังและกดปราบมาแต่โบราณกาล ฉะนั้น นาซีก็แค่รับเอาความเกลียดชังนี้มาผลักดันต่อ คำอธิบายนี้เป็นคำแก้ตัวให้นาซี
กระนั้น ก็มีงานวิชาการยุคหลังบางเล่มยืนยันความเชื่อนี้ เช่น Hitler's Willing Executioners: Ordinary Germans and the Holocaust โดย Daniel Goldhagen (1996)
คำถามคือ ทำไมยิวจึงกลายเป็นเหยื่อของการทำลายล้างของนาซี ต้องกลับไปเข้าใจปวศ.ของยุโรปใน ศ.17 18 19 อันเป็นช่วงเวลาที่ความเกลียดชังยิวก่อตัวขึ้น
ในช่วงศ.17, 18 ชาวยิวในยุโรปเป็นกลุ่มคนที่มั่งคั่งร่ำรวย เป็นนายทุนเงินกู้ นายธนาคาร เป็นอภิสิทธิ์ชน แต่ปัญหาของพวกเขาคือ ไม่พยายามผสมผสานตัวเอง (assimilate) เข้ากับ “ชุมชนของชาติ” ที่ตนอยู่ อยู่แต่ในชุมชนของตน ต้องการรักษาอัตลักษณ์ความเป็นยิวไว้ ซึ่งในช่วงเวลานั้น กลุ่มอภิสิทธิ์ชนชาวยิวเหล่านี้มีประโยชน์ต่อยุโรปในแง่เศรษฐกิจ คนกลุ่มอื่นจึงมีขันติให้กับความแตกต่างของยิวที่มีสถานะทางสังคมดี
ปัญหาของชาวยิวอีกประการคือ แม้ว่าจะร่ำรวย มีอำนาจทางการเงิน แต่ไม่มีอำนาจทางการเมือง พวกเขาไม่คิดจะมีอำนาจทางการเมือง ไม่คิดจะสร้างชาติยิว ขณะเดียวกัน ยิวที่ยากจน ก็เผชิญกับการดูถูกเหยียดหยามจากคนกลุ่มอื่น
ประโยชน์พวกยิวที่ร่ำรวยต่อระบบศก.ยุโรปเริ่มลดลงเรื่อยๆ เมื่อยุโรปเริ่มออกล่าอาณานิคม อาณานิคมกลายเป็นแหล่งแสวงหาความมั่งคั่งใหม่ของรัฐและคนกลุ่มอื่นในยุโรป , ยิวเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับคนกลุ่มอื่น, ความเป็นอภิสิทธิ์ชนที่ไม่สุงสิงกับคนกลุ่มอื่น กลายเป็นเป้าของความเกลียดชัง
สถานะที่ไม่สังกัดชาติหนึ่งชาติใด แยกตัวออกจากคนกลุ่มอื่น ไม่มีอำนาจทางการเมือง ทำให้ยิวกลายเป็นเป้าของความเกลียดชัง - ในช่วง 3 ทศวรรษสุดท้ายของศ.19 (1870-1900) เป็นช่วงที่ขบวนการรังเกียจเชื้อชาติยิว อุบัติขึ้นในหลายประเทศในยุโรปชัดเจน แต่ social anti-semitism ก็ไม่ได้นำไปสู่การกดปราบขนาดใหญ่ จนกระทั่งมันเกิดเป็น political antisemitism โดยระบอบนาซี กลไกอำนาจรัฐถูกระดมอย่างเป็นระบบเพื่อกำจัดชาวยิวให้หมดไปจากโลก
****ตอนที่ 2 ลัทธิจักรวรรดินิยม Imperialism****
จักรวรรดินิยมคือ หนึ่งในต้นกำเนิดของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ
(หมายเหตุ Imperialism คืออุดมการณ์ มุมมองต่อโลกที่กำหนดการจัดความสัมพันธ์ของเจ้าอาณานิคมต่อโลกอื่น มองว่าตนเหนือกว่าในทุกด้าน มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปครอบครอง-จัดการ, Colonialism คือภาคปฏิบัติ)
โดยทั่วไป เราจะเข้าใจกันว่าระบอบอาณานิคมขยายการครอบครองดินแดนอื่นๆ เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเจ้าอาณานิคม อาเรนท์ชี้ว่าปัญหาของจักรวรรดินิยมคือ “การขยายเพื่อการขยาย” เพราะการขยายอาณานิคมออกไปเรื่อยๆ มีราคาที่ต้องจ่าย ทั้งในแง่การแข่งขันแย่งชิงดินแดนระหว่างมหาอำนาจ แย่งชิงตลาด เผชิญกับการต่อต้านจากคนพื้นเมือง ต้องทุ่มทรัพยากรจำนวนมากเพื่อขยายและรักษาอาณานิคมเอาไว้
****Imperialism and colonial violence and the boomerang thesis****
อาเรนท์ชี้ว่าลัทธิจักรวรรดินิยมได้สร้าง boomerang หรือแรงสะท้อนกลับตีแสกหน้าประเทศเจ้าอาณานิคมเอง กล่าวคือ ความรุนแรงในระดับที่ชั่วร้ายอย่างที่สุด การสร้างกลไกลควบคุม การเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เจ้าอาณานิคมกระทำต่อคนพื้นเมืองทั่วโลกโดยไม่มีความละอายใจแม้แต่น้อย พอทำบ่อยๆ ขยายออกไปเรื่อยๆ และนานหลายทศวรรษ มันสะท้อนกลับมายังเจ้าอาณานิคมเอง วัฒนธรรมการใช้อำนาจแบบนี้ถูกนำมากลับมาใช้ในดินแดนของตนเอง กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบอบการปกครองแบบอำนาจนิยมในยุโรป
ทั้งนี้ ในช่วงปลาย ศ. 19 – ต้นศ. 20 รัฐในยุโรปมีลักษณะอำนาจนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ คุณลักษณะแบบจักรวรรดินิยมเริ่มปรากฏให้เห็นในการปกครองประเทศ เช่น การใช้อำนาจตามอำเภอใจ ละเมิด rule of law, ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน, ให้ความสำคัญกับมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าการรับผิด ฉะนั้น ความชั่วร้ายที่คิดว่ามีไว้ใช้กับคนพื้นเมือง “คนป่าเถื่อน” ในดินแดนห่างไกล ก็สามารถนำมาใช้กับคนในสังคมตนเองได้โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจอีกต่อไป ซึ่งนี่คือเงื่อนไขหรือพื้นฐานที่ให้กำเนิด totalitarian regimes.
แม้ว่าระบอบเผด็จการฯ จะจบไปแล้ว แต่การใช้ความรุนแรงระดับที่ผิดมนุษย์มนานี้ นี้ไม่ได้สูญสลายไปด้วย รัฐยุคใหม่ก็ absorb เอาความรุนแรงนี้มาใช้กับประชาชนของตน การซ้อมทรมาน การสังหารหมู่ เกิดขึ้นทั่วโลก
****ตอนที่ 3 ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ Totalitarianism****
แกนกลางของตอนนี้คือ “ขบวนการเผด็จการเบ็ดเสร็จ” หรือตัว movement – ที่มีความหมายกว้างกว่าตัวองค์กรนาซี จะเข้าใจรัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จ ก็ต้องทำความเข้าใจขบวนการ ๆ คือหัวใจของตัวระบอบ
ขบวนการเผด็จการฯ มีการจัดตั้งแบบรวมศูนย์ มีพรรคนาซีหรือบอลเชวิคเป็นศูนย์กลาง มีระเบียบวินัยดั่งกฎเหล็ก เมื่อไรก็ตามที่ระบอบเผด็จการฯ สามารถดึงเอาสถาบันต่างๆ ในสังคมให้เข้ามารับใช้ อาทิเช่น กองทัพ ตำรวจ ข้าราชการ สถาบันการศึกษา ปัญญาชน นักวิทยาศาสตร์ สถาบันศาสนา สถาบันตุลาการ ศิลปิน เยาวชน กลุ่มองค์กรนอกรัฐ ฯลฯ ให้เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับขบวนการได้ ระบอบเผด็จการก็จะสามารถบรรลุ total domination การควบคุมสังคมอย่างเบ็ดเสร็จ
Element ที่สำคัญของขบวนการฯ ก็คือ มวลชน (mass) ที่อยู่ในบท A classless society.
คนมักอธิบายความสำเร็จนาซีเยอรมันหรือฮิตเลอร์ที่ได้รับการยอมรับ-สนับสนุนจากสังคมเยอรมัน ว่าเป็นความสามารถของฮิตเลอร์ในฐานะผู้นำบารมี เป็น the great orator นักพูดที่มีสามารถดึงดูดมวลชนได้อย่างยอดเยี่ยม แต่แค่นี้ไม่พอ เพราะผู้นำส่วนใหญ่ก็มีคุณลักษณะเช่นนี้ แต่ความแตกต่างของระบอบเผด็จการฯ คือ ลักษณะของมวลชน (the mass)
อาเรนท์พยามจะเข้าใจว่าทำไมมนุษย์ทั้งหลายจึงยอมรับเผด็จการนาซี ทั้งๆ ที่หลายสิ่งหลายอย่างที่นาซีโฆษณาชวนเชื่อ คือการโกหกหลอกลวงอย่างเห็นได้ชัด เช่น การตีพิมพ์เผยแพร่เอกสารที่ชื่อ The protocal of the Elders of Zion (ปฏิญญาโดยเหล่าปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน) ในช่วงเวลานั้น มีการเปิดโปงบ่อยครั้งว่ามันเป็นเรื่องโกหก แต่ทำไมคนเยอรมันที่ชาญฉลาดจึงเชื่อทฤษฎีสมคบคิด “ยิวจะครองโลก” ง่ายเหลือเกิน
นอกจากนี้ บ่อยครั้งที่ฮิตเลอร์พูดตรงๆ ว่าจะใช้ความรุนแรงกับชาวยิวอย่างไรบ้าง (คนกลุ่มอื่นด้วย คนพิการทั้งกายและสมอง เกย์ พวกยิบซี) แต่มวลชนก็ยังยินดีรับใช้สนับสนุนนาซี แน่นอนว่ามีคนไม่เห็นด้วยแต่เป็นคนส่วนน้อยและถูกปราบ (เป็นที่ยอมรับกันว่า มวลชนเยอรมันรับรู้ถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดกับยิว พวกเขาไม่เพียงนิ่งเฉย แต่ยังสนับสนุน) ซึ่งมันน่าเศร้ามากที่นิยายสมคบคิดดูโง่เง่านี้ ได้ส่งผลต่อโลกที่เป็นจริง นำไปสู่ปฏิบัติการทางการเมือง  การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
นิยายสมคบคิด จึงเป็นส่วนสำคัญของการโฆษณาชวนเชื่อ มีความสำคัญต่อระบอบเผด็จการฯ อย่างยิ่ง เพราะระบอบนี้ต้องสร้างศัตรูขึ้นมาอยู่เสมอ เพื่อ justify การใช้ความรุนแรง การควบคุมสังคมผ่านกลไกต่างๆ, มันทำหน้าที่เรียกร้องความสวามิภักดิ์-เสียสละของมวลชน และยังสัญญาถึงโลกใบใหม่ที่ดีกว่าเดิม (Utopia) หากมวลชนร่วมมือกันขจัดศัตรูให้สิ้นซาก
ความสำเร็จของระบอบนาซีในการสร้างควบคุมมวลชน จึงไม่ได้เป็นผลจากการโฆษณาชวนเชื่อที่โกหกหลอกหลวงตลอเวลา บ่อยครั้งผู้นำก็บอกอย่างตรงไปตรงมา ว่าต้องการสร้างสังคมแบบไหน และต้องใช้วิธีการที่รุนแรงอย่างไร พวกเขาประกาศชัดเจนต้องระงับการใช้มาตรฐานทางศีลธรรม (moral standard) หรือมาตรฐานทางการเมืองที่ยึดถือกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่กว่า -ประชาธิปไตย ระบบรัฐสภา, การเลือกตั้ง, เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, การรวมตัวทางการเมืองต่าง ๆ ฯลฯ – ต้องถูกระงับ-ยกเลิก (พวกพันธมิตรฯ, กปปส., การรัฐประหารก็ใช้เหตุผลทำนองนี้)
การกระทำที่เปิดเผยเหล่านี้ ไม่ได้ทำให้มวลชนตกอกตกใจ ไม่ยอมรับ แต่มวลชนยังโห่ร้องต้อนรับแผนการเหล่านี้ และเห็นว่า “แม้มันจะโหดร้าย แต่มันก็จำเป็น”
ต้องขยายความคำว่า Mass หรือมวลชน แตกต่างจาก Mob (ฝูงชน) แบบหลังมีลักษณะชั่วคราว หวีอหวา ขึ้นง่าย ลงง่าย สลายตัวง่าย ไม่ได้ผูกมัดด้วยอุดมคติใดๆ นอกจากผลประโยชน์ส่วนตัว
Mass – คือพลเมืองที่ปกติไม่เคยสนใจในเรื่องการเมือง-สาธารณะ ไม่มีสำนึกทางชน, มองไม่เห็นความขัดแย้งของผลประโยชน์ทางชนชั้น รัฐไม่ได้เป็นตัวแทนผลประโยชน์ทางชนชั้นของใครทั้งสิ้น แต่เป็นกลาง ทำเพื่อคนส่วนใหญ่ เพื่อประเทศมองไม่เห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ความสำเร็จหรือล้มเหลวเป็นเรื่องของปัจเจกชน (คุ้นไหมคะ)
ในภาวะปกติ มวลชนเหล่านี้มักเฉยชา ไม่รู้สึกรู้สมต่อเรื่องทางการเมือง (political indifference) รังเกียจการเมือง-นักการเมือง ไม่ไปเลือกตั้ง ไม่แยแสต่อการต่อสู้หรือเรียกร้องสิทธิของคนที่ด้อยอภิสิทธิ์ในสังคม รู้สึกว่าช่างเป็นการสูญเสียเวลาและพลังในการทำมาหากินของพวกเขาที่จะต้องมารับผิดชอบทางการเมือง พวกเขาไม่เป็นสมาชิกขององค์กรที่มีเป้าหมายร่วมกัน เช่น สหภาพแรงงาน องค์กรวิชาชีพ พรรคการเมือง ด้วยคำอธิบายว่า “เป็นกลาง”
อาเรนท์ชี้ว่าคนพวกนี้ “โง่เกินไป” ไร้เดียงสาทางการเมือง ไม่มีความคิดทางการเมืองที่ซับซ้อนอะไร ไปอยู่กลุ่มไหนก็ไม่ค่อยมีใครอยากรับหรอก มีแต่ขบวนการเผด็จการเบ็ดเสร็จ ที่ยินดีต้อนรับเขาพวกเขา มันง่ายที่จะเข้าไปดึงคนเหล่านี้เข้ามาร่วมขบวนการ เพราะไม่ต้องไปนั่งรื้อถอนความคิดทางการเมืองเดิม แค่ยัดอันใหม่เข้าไป ก็ใช้ได้เลย
ขบวนการเผด็จการเบ็ดเสร็จจะเกิดขึ้นในสังคมที่ ในภาวะปกติมวลชนที่ไม่เคยสนใจเรื่องการเมือง หันมาสนใจกระตือรือร้นทางการเมืองในช่วงที่สังคมเผชิญวิกฤติ แต่เมื่อคนพวกนี้มองไม่เห็นว่าปัญหาทั้งหลายแหล่เป็นเรื่องของโครงสร้างที่มีปัญหา พวกเขาจึงต้องการการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว, ไม่มีความอดทน, เรียกร้องอัศวินม้าขาว หรือคนดีมากอบกู้โลก พวกเขาจึงไม่ปฏิเสธวิธีการที่รวดเร็วฉับไวและรุนแรง
**** Propaganda and Terror ****
การโฆษณาชวนเชื่อมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างขบวนการ ทั้งนี้ เป็นที่ยอมรับกันมานานแล้วว่า การโฆษณาชวนเชื่อกับความน่าสะพรึงกลัว (terror – การใช้ความรุนแรง, การสร้างความหวาดกลัว) เป็นสองด้านของเหรียญอันเดียวกัน ในแง่ที่ว่าความน่าสะพรึงกลัวที่ไม่มีการโฆษณาชวนเชื่อย่อมส่งผลกระทบทางจิตวิทยาไม่สามารถทำให้คนส่วนใหญ่ยอมรับได้ ในขณะที่โฆษณาชวนเชื่อที่ไม่มีความน่าสะพรึงกลัวรองรับ ย่อมทำให้การโฆษณาไม่ส่งผลในทางปฏิบัติน้อยหรือออกฤทธิ์เดชได้ไม่เต็มที่
แต่ Arendt ขยายต่อว่า “ที่ใดก็ตามที่ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จกุมอำนาจไว้ได้ทั้งหมด มันจะเปลี่ยนจากโฆษณาชวนเชื่อมาเป็นการปลูกฝังความเชื่อ (indoctrination) และการใช้ความรุนแรงก็ไม่ใช่เพียงเพื่อทำให้ประชาชนหวาดกลัว แต่เพื่อมุ่งบรรลุหลักการเชิงอุดมการณ์และหวังผลเชิงปฏิบัติ (513-14)
**** Total domination การครอบงำเบ็ดเสร็จ ****
ปรากฏการณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าระบอบนาซีบรรลุ total domination ก็คือ การดำรงอยู่ของค่ายกักกันทั่วยุโรป --- ค่ายกักกันคือ สถาบันอันเป็นใจกลางของอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จ มันคือ “สถานที่ฝึกงาน” ให้กับพวกตำรวจลับ ที่จะก้าวเป็นผู้นำรุ่นต่อไปของระบอบนาซี, มันคือห้องทดลอง (lab) สำหรับทดลอง คิดค้นวิธีการ-เครื่องมือใหม่ๆ ในการทำลายความเป็นมนุษย์ของผู้คน
อาเรนท์ชี้ว่าเป้าหมายที่ลึกที่สุดของการทดลองเหล่านี้ ก็คือ การพรากสิ่งสำคัญของความเป็นมนุษย์ไปจากคนที่เป็นหนูทดลอง -สิทธิทางกฎหมาย, สิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติตามหลักศีลธรรม, สำนึกผิดชอบชั่วดี, ทำลายอัตลักษณ์หรือตัวตนของปัจเจกชน, พวกเขาจะถูกควบคุมทั้งร่างกายและจิตใจจนหมดสภาพความเป็นมนุษย์ ที่จะตัดสินใจทำอะไรได้เอง การกระทำต่างๆ ล้วนถูก manipulated ด้วยสิ่งกระตุ้นต่างๆ เปรียบเสมือนสุนัขที่ถูกฝึกให้ทำตามสัญญาณต่างๆ (เช่น ในการทดลองที่เรียกว่า Pavlov’s สุนัขได้ยินเสียงกระดิ่ง ก็น้ำลายไหล)
อาเรนท์ยังเชื่อว่าระบอบนาซีต้องการควบคุมแบบเบ็ดเสร็จต่อประชาชนของตนเองด้วย  ต้องการ “พลเมือง” ที่ไม่ต่างกับ “สุนัขที่ถูกฝึก” - มนุษย์ที่หมดความสามารถที่จะคิด
The ideal subject ของระบอบเผด็จการฯไม่ใช่พวกนาซี หรือคอมมิวนิสต์ที่ทุ่มเทศรัทธาในบอลเชวิค แต่คือมวลชนที่ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือ ข้อเท็จจริง อะไรคือเรื่องแต่ง อะไรถูก อะไรผิด พวกเขาทำตามคำสั่งโดยทิ้ง moral self ของตัวเอง คนพวกนี้ทำให้ระบอบเผด็จการฯ บรรลุเป้าหมายที่ชั่วร้ายถึงที่สุด
คนแบบ Adolf Eichmann หนึ่งในผู้นำตำรวจลับก็นาซี ก็เป็นเช่นนี้ (เมื่อวานมีฉายหนังเรื่อง Hannah Arendt : Her Ideas Changed the World) ซึ่งเป็นเรื่องราวที่อาเร็นท์เขียนเกี่ยวกับไอช์มานน์ ในงาน Eichmann in Jerusalem: A Report on the Banality of Evil จึงอยากจบด้วยสิ่งที่อาเรนท์พูดถึงไอช์มานน์
ตลอดเวลาการไต่สวนคดี ไอช์มานน์ไม่แสดงความรู้สึกผิดใดๆ เลย เขาย้ำแต่ว่ากำลังทำตามหน้าที่ ทำตามกฎหมาย เพื่อรักษาระเบียบวินัย อาเรนท์ชี้ว่าแม้ว่าเขาจะรังเกียจยิว แต่ก็ไม่ได้เกลียดชังยิวราวกับพวกโรคจิต เขาอยู่ในระดับเดียวกับคนเยอรมันทั่วไป อาเรนท์เห็นว่าการกระทำของเขาไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความคิดที่ชั่วร้ายโรคจิต แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยการอุทิศชีวิตตนเองอย่างมืดบอดให้กับระบอบ และความรู้สึกว่าต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันที่สำคัญอะไรสักอย่าง
ในระหว่างการไต่สวนไอช์มานน์บอกว่า เขาขึ้นกับพันธะแบบของค้านท์ ที่ผูกพันเขาไว้ในทุกสถานการณ์อย่างไม่มีเงื่อนไข (He abided to Kant’s categorical imperative) มันเป็นพันธะที่ไม่ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ หรือความต้องการของผู้ใดเป็นการเฉพาะ” ในกรณีนี้คือ การทำตามกฎหมายของระบอบอย่างเคร่งครัด เขาอ้างว่าฮิตเลอร์เป็นผู้เขียนกฎหมาย เขาเป็นแค่คนปฏิบัติตาม
Arendt เถียงว่าจริงๆ แล้ว คนแบบไอช์มานน์ละเลยกฎที่สำคัญที่สุดที่จะละเมิดไม่ได้ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใดก็ตาม (the golden rule of categorical imperative) นั่นคือ the moral self หรือสำนึกผิดชอบชั่วดี ความสามารถที่จะบอกได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด ความสามารถที่จะเลือกทำ หรือปฏิเสธไม่ทำ มนุษยชาติล้วนมีส่วนในการสร้างกฎนี้ขึ้นมา แต่คนแบบไอช์มานน์ละทิ้ง “moral self” ของตน และละทิ้งความสามารถที่จะ “คิด” (To Think) อันเป็นคุณสมบัติของความเป็นมนุษย์ ที่ทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์และสิ่งของ
ที่สรุปมาข้างต้น เป็นแค่ส่วนน้อยนิดของหนังสือ เป็นหนังสือที่ทรงคุณค่ามากๆ ไปซื้อหนังสืออ่านกันค่ะ
ปล. ถ้าพิมพ์ใหม่ อยากเห็นปกที่ไฮไลท์ความยิ่งใหญ่ของอาเรนท์ ความยิ่งใหญ่ของหนังสือเล่มนี้มากกว่านี้ค่ะ อาเรนท์ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในนักปรัชญาที่สำคัญของโลกในศตวรรษที่ 20 และหนังสือเล่มนี้ส่งผลต่อโลกวิชาการที่ศึกษาเรื่องอำนาจรัฐเผด็จการอย่างกว้างขวางเช่นกัน



ฟ้องด้วยตัวเลข นับตั้งแต่ที่อิสราเอลทำสงครามกับอิหร่าน ความรุนแรงของ Settler ต่อผู้อยู่อาศัยในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง ได้พุ่งสูงขึ้น





https://x.com/AJEnglish/status/2038182670702698721


 

นักเคลื่อนไหวประท้วงใหญ่ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ! เรียกร้องให้ดำเนินคดีกับทรัมป์และเนทันยาฮูในฐานะ "อาชญากรสงคราม" จากสงครามรุกรานอิหร่านอย่างผิดกฎหมาย

'
Europe Erupts in Protests | “War Criminals” Accusations Against Trump & Netanyahu

Al Jazeera English

Mar 28, 2026

Mass protests have erupted across Europe as demonstrators accuse Donald Trump and Benjamin Netanyahu of escalating the war with Iran.

In cities known for international justice institutions, protesters marched calling the conflict an illegal war of aggression and demanding stronger action from European governments.

Activists argue that bombing countries in the name of democracy violates international law, while urging leaders to take a firmer stance against escalating military operations.

The crisis is further intensified by tensions surrounding the Strait of Hormuz, a vital global shipping route affected by ongoing regional instability.

While many protesters demand an immediate end to the war, counter-demonstrations have also emerged, with some groups supporting the strikes and backing political change in Iran.

Across Europe — including France, Italy, and Greece — “No Kings” style rallies have also spread, reflecting broader global opposition to expanding executive power and military escalation.

As divisions deepen among European leaders, public pressure is growing over whether the conflict in the Middle East can truly remain “not Europe’s war.”

https://www.youtube.com/watch?v=3DCu1QV0RHY




สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงใช้เทศน์ในวัน Palm Sunday ณ จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ เพื่อวิพากษ์วิจารณ์สงครามอย่างตรงไปตรง สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอตรัสว่า พระเจ้าทรงปฏิเสธคำอธิษฐานของผู้นำ"มือเปื้อนเลือด"ที่เริ่มสงคราม ซึ่งเป็นการตรัสที่รุนแรงในขณะที่สงครามอิหร่านเข้าสู่เดือนที่สอง


Pope Leo says God rejects prayers of leaders who wage wars

The Star

Mar 29, 2026

Pope Leo said on Sunday (March 29) that God rejects the prayers of leaders who start wars and have "hands full of blood", in unusually forceful remarks as the Iran war entered its second month. He said at St Peter's Square in Vatican on Palm Sunday, the celebration that opens the holiest week of the year in the lead-up to Easter for the world's 1.4 billion Catholics.

https://www.youtube.com/watch?v=jzIDJ6K5nj4



 


 

พล.ท.ภราดร มอง ตอนนี้อันตราย ถ้าคนไม่มีจะกิน+ เกิดความอยุติธรรม รัฐบาลอาจไปได้เลย ?





https://x.com/matichonweekly/status/2038259884832305216