วันจันทร์, กันยายน 16, 2562

ทร.ซื้อเรือจีนลำใหม่ ๖,๑๐๐ ล้านเท่านั้น คงทำให้ลืมเรื่องรถไฟไม่ค่อยเร็วที่ทำท่าจะตกรางไปได้


เรือท้องแบนคงมีไม่พอ ทร.ช่วยอะไรอุทกภัยอีสานไม่ค่อยได้ ชาวบ้านต่อแพกันเองขนของใหญ่หนีน้ำ ทั้งรถทั้งวัว แต่ควายขนไม่ทันตายกันเป็นฝูง เลยต้องสะกิด โพดลปีหน้าค่อยมาใหม่เด้อ ทัพเรือซื้อเรือยกพลขึ้นบกใหม่จากจีนแล้ว

คราวนี้ไม่ยั่น ๖,๑๐๐ ล้านบาทต้องเจ๋ง “จีนมีใจกรุณา” เสียอย่าง ให้ขนช้างหนีน้ำยังได้ จะเกาะช้างหรือแถวบ้านแพล้ว ทหารเรือมาแล้ว มาทันแน่ ในเมื่อทั่น ผบ.ทร. ยืนยัน “ไม่ใช่ซื้อมารบอย่างเดียว

หากถามว่าประชาชนจะได้อะไร...คือใช้ในการทหาร และช่วยเหลือประชาชนไปพร้อมๆ กัน” พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ พูดเด็ดขาด “เรามีการก่อตั้งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยนานาชาติ” ร่วมกับอาเซียน จำเป็นต้องใช้เรือขนาดใหญ่บรรเทาสาธารณภัย
 
“ขอย้ำว่ากองทัพเรือในยุคที่ผ่านๆ มาโปร่งใส ตรวจสอบได้ และพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ ใครอยากรู้ให้มาคุยได้” นั่นเนื่องจากเสียงฮึดฮัดดังฮือฮามาก ซื้อจากจีนนี่นอกจากเรือดำน้ำแล้วยังมีเพิ่มเรือ แอลพีดี ด้วยเหรอ แอบซื้อหรือเปล่า

ซ้ำไม่ให้รายละเอียด ชาวบ้านอยากรู้ว่าวิเศษอย่างไร ทั่น ผบ.ทร.แก้ตัวง่ายๆ “ต้องให้เกียรติทางการจีน เนื่องจากเป็นการซื้อแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี หากไปก้าวก่ายจะดูไม่ดี” อุ๊ย ตะหานเรือมารยาทงาม อ้างอีก “บางประเทศจะไม่ยอมขายยุทโธปกรณ์ที่ยังใช้ประจำการอยู่

แต่นี่ถือว่าจีนใจกว้าง ฉางไป่ซาง เค้าใช้อย่างไรเราก็ใช้อย่างนั้นเหมือนกันทุกประการ” ส่วนว่าถ้าใช้รบเทียบเคียงกับประเทศอื่นแล้วคุ้มกันไหม สมรรถนะของเรือลำนี้ได้ผ่านการฝึกร่วมกับจีนมาแล้ว” ผบ.ทร.ไม่ลดละ

“ใช้งานได้เหมาะสมที่สุดกับกองทัพเรือไทย ส่วนเพื่อนบ้านจะมีเรือขนาดเล็กหรือเรือใหญ่กว่านี้ก็เป็นเรื่องของประเทศเพื่อนบ้าน” ทั่นผู้บัญชาการฉุนเป็นเหมือนกัน


ถึงอย่างนั้นมันก็ยังน่าจิกอยู่ดี กองทัพไทยยุค คสช.นี่ติดใจอะไรกับจีนนักหนา ไหนจะเรื่องรถไฟ เร็วสูงที่แรกเริ่มมีทางเลือกหลายแหล่งญี่ปุ่น เยอรมนี เกาหลี แต่ คสช.นี่เน้นแน่นหนาต้องจีนดีกว่า หลังจากทีมผู้แทนคณะรัฐประหารกลับจากเยือนจีน

จะว่าเพราะจีนเป็นยักษ์ใหญ่แห่งเดียวที่ไม่ด่าเมื่อทหารไทยยึดอำนาจพลเรือน อย่างที่สื่อนอกวิเคราะห์ ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ครั้นหัวหน้ารัฐประหาร ประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกให้ประชาชนไทยอ่านสรรนิพนธ์สีจิ้นผิง ก็ว่าเออ ขยับเข้าไปอีกหน่อย

ที่แท้จนป่านนี้ยังสงสัยไม่หายว่า ดีลดีจริงๆ หรือไม่ อย่างโครงการรถไฟ ที่มีความเร็ว ไม่ค่อยสูงเท่าไหร่ ให้เป็นส่วนหนึ่งของการเปิดเส้นทาง สายพานและถนนของจีนจากยุนนานลงสู่น่านน้ำในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้สุดทางที่สิงคโปร์

เส้นทางดังกล่าวซึ่งเป็นรูปเป็นร่างอย่างดีแล้วที่ลาว และดูเหมือนว่าจีนน่าจะโอ๋ไทยเพื่อให้ยินดีเชื่อมต่อจากลาวลงไปสุดใต้ จึงได้มีโครงการรถไฟไทย-จีนเส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคายเกิดขึ้น แรกเกิดใหม่ๆ คสช.ประโคมเสียเลิศเลอ

ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อนพอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา แค่เส้นทางเบิกฤกษ์ กรุงเทพฯ-โคราช ที่ทำพิธีเปิดไปแล้วแต่ยังไม่ได้สร้าง เนื่องจากปัญหาเงินทุน อย่าว่าแต่จะให้จีนช่วยลงทุนก่อนเลย แม้กระทั่งจะขอกู้จีนในอัตราดอกเบี้ยเป้นกันเองยังไม่ได้
 
ท้ายสุด คสช.คงเห็นซึ้งในความกรุณาของจีนดังที่ ผบ.ทร.ชื่นชม บอกว่าเอาวะไทยยอมออกตังค์สร้างเองได้ แค่เบื้องต้น ๑๗๙,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น แต่จนป่านนี้ยังไม่รู้จะหาเงินจากไหน จะใช้งบกลางเบิกจ่ายง่ายๆ ไม่มีทางได้

ครั้นจะตอบรับใน ความกรุณาของจีน (อย่างที่ทั่น ผบ.ทร.ชมชมชื่น) ซึ่งเสนอให้ไทยกู้จากธนาคารเพื่อการค้าระหว่างประเทศของจีน (เอ็กซิมแบ๊งค์) ในอัตราดอกเบี้ย ๒.๓ % บรรดานักธุรกิจการเงินขาใหญ่ๆ ในไทยพากันร้องยี้ว่า สูงเกิ๊น

ข่าวนิคเคอิเมื่อปลายอาทิตย์ที่แล้วบอกว่า ไม่แต่เพียงปัญหายังมองไม่เห็นแหล่งเงินลงทุน “เพราะรัฐบาลจับจ่ายมือเติบไปมากเกินขีดจำกัดเยอะแล้ว” แหล่งข่าวในแวดวงการคมนาคมของสื่อญี่ปุ่นแห่งนี้ชี้ว่าปัญหาขณะนี้อยู่ที่ ดีล ของจีนยอดยี้

ข้อเสนอในการรับจ้างสร้างรถไฟความเร็วพอใช้ได้ให้แก่ไทย เพื่อเชื่อมต่อรถไฟจีนจากยุนนานเข้าถึงกลางสุวรรณภูมินั่น ไม่มีส่วนของการติดตามดูแลและให้คำปรึกษา ‘Consultancy scheme’ รวมอยู่ด้วย ทั้งๆ ที่ในแวดวงกิจการคมนาคมเชื่อว่าจะต้องมีข้อนี้

นอกจากนั้นยังมีกับระเบิดแทรกอยู่ในสัญญา เมื่อนักอุตสาหกรรมในไทยค้นพบว่า “ไม่มีบทว่าด้วยหลักประกันความรับผิดชอบต่อผลงานการจัดสร้าง ‘Liability’ อยู่ในข้อเสนอของจีนนี้เลย



“ตายห่ล่ะสิ” ใครก็ตามที่เป็นเจ้าของโครงการน่าจะอุทานอย่างนั้น ในเมื่อโครงการมูลค่าเกือบ ๓ แสนล้านนี้รัฐบาล คสช.ประกาศออกไปแล้วว่าจะเสร็จสมอารมณ์หมาย มีรถไฟทันสมัยวิ่งระหว่างกรุงเทพฯ กับหนองคาย ๘๗๓ กิโลเมตรภายในสี่ปี

โดยที่ช่วงกรุงเทพฯ-โคราช ๒๕๒ ก.ม.ก็จะสามารถเปิดรางวิ่งในปี ๒๕๖๖ ได้แน่ๆ วิดีโอประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล คสช.๒ เพิ่งประโคมเมื่อต้นเดือนกันยายนนี้เอง ทว่าตอนนั้นยังไม่ปรากฏข่าวใดๆ ว่าจีนไม่ยอมวางเงินรับประกันงานจัดสร้างของตน

ตอนนี้ความหวังได้เห็นรถไฟไทย-จีนลดขั้นลงมาอยู่ในระดับ ไม่แน่ แล้ว มิน่าทัพเรือถึงได้ออกมาประโคมเรือแอลพีดีแทน เผื่อคนจะลืมรถไฟไปได้ชั่วขณะ

คนอุบล ดูคลิปนี้แล้วโมโหมาก : นักข่าว : ท่านนายกคะ สถานการณ์น้ำที่อุบลเราสั่งการไปยังไงบ้างคะ





“เสียงของคนอีสานไม่ดัง รัฐบาลถึงไม่ได้ยิน” ?









ชุมนุมขับไล่ ประยุทธ์ จันทร์โอชา และเรียกร้องรัฐธรรมนูญของประชาชน ทุกวันอาทิตย์ 15.00 - 18.00 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย












ภาพจาก FB

ยิ่งลักษณ์ รายวัน โดย ดร.ดำเนิน

แย่ไปอีกแบบ... มาเลเซียไม่มี ม.112 แต่มีกฏหมายป้องกันการปลุกระดมใช้แทน เป็นการข่มขู่คุกคามผู้โจมตีอีกรูปแบบหนึ่ง




สมเด็จพระราชินีแห่งมาเลเซีย ประณามการจับกุมผู้วิจารณ์พระองค์บนโลกออนไลน์ "ที่นี่เป็นประเทศเสรี" พระองค์ ทรงระบุ

บีบีซีไทย - BBC Thai ตร. มาเลเซีย จับกุมโดยใช้อำนาจภายใต้กฎหมายป้องกันการปลุกระดม (1948 sedition law) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ถูกต่อต้านจากกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลและในหมู่นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน
...


สมเด็จพระราชินีแห่งมาเลเซีย ทรงกลับมาใช้งานทวิตเตอร์อีกครั้งวานนี้ เพื่อ แสดงความผิดหวังต่อการจับกุมผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์พระองค์บนโซเชียลมีเดีย สืบเนื่องจากการทรงฉายพระรูปพิธีฉลองวันชาติมาเลเซีย

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 ก.ย.) ตำรวจมาเลเซีย จับกุมนักกิจกรรมในเมืองกลัง (Klang) รัฐสลังงอร์ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าโพสต์ข้อความหมิ่นประมาทสมเด็จพระราชินี

สมเด็จพระราชินีตุนกู ฮายาห์ อซิซาห์ อมีนาห์ ไมมูนาห์ อิสกันดาริยาห์ รายา ประไหมสุหรี อากงแห่งมาเลเซีย ทรงตรัสว่าพระองค์และสมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่าน อับดุลละฮ์ เรียยาตุดดิน อัล-มุซตาฟา บิลละฮ์ ซะฮ์ อิบนี อัล-มาร์ฮุม สุลต่าน ฮาจี อะฮ์มัด ซะฮ์ อัล-มุซตาอิน บิลละฮ์ (สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซียพระองค์ที่ 16) ไม่ได้ทรงร้องขอให้ตำรวจดำเนินการจับกุม และพระองค์ทรงเสียพระราชหฤทัยต่อเหตุการณ์นี้

ก่อนหน้านี้ ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในมาเลเซียส่วนหนึ่งโพสต์วิจารณ์ สมเด็จพระราชินีตุนกู ฮายาห์ อซิซาห์ ว่าทรงวางตัวไม่เหมาะสม ในงานฉลองวันชาติมาเลเซียเมื่อวันที่ 31 ส.ค. จากการที่พระองค์ทรงฉายพระรูปพิธีเดินขบวนเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระราชินีทรงตรัสชี้แจงในเวลาต่อมาว่า สมเด็จพระราชาธิบดีทรงแนะให้พระองค์ฉายรูป

สมเด็จพระราชินีทรงปิดการใช้งานบัญชีทวิตเตอร์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา และทรงโพสต์ข้อความบนอินสตาแกรมว่า ทรงปิดทวิตเตอร์ด้วยเหตุผลส่วนพระองค์ และไม่ใช่เพราะว่า ทรงโกรธเคืองจากการที่มีคนเขียนวิจารณ์ พระองค์ยังทรงสนับสนุนผู้คนให้ต่อต้านการนำเรื่องที่มีคนวิจารณ์ไปแจ้งความกับตำรวจอีกด้วย

สมเด็จพระราชินีตรัสอะไรบ้าง

สมเด็จพระราชินีแห่งมาเลเซีย ทรงโพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์หลายข้อความ ระบุว่า พระองค์ทรงเลิกใช้ทวิตเตอร์ด้วยเหตุผลส่วนพระองค์ ซึ่งในภายหลังพระองค์ทรงลบข้อความชุดนี้ออกไป

"ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจอย่างยิ่งที่ตำรวจจับกุมคุมขังพวกเขาเหล่านั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สมเด็จพระราชาธิบดีและข้าพเจ้าไม่เคยแจ้งต่อตำรวจเลยว่ามีคนพูดในทางที่ไม่ดีเกี่ยวกับข้าพเจ้าและสมเด็จพระราชาธิบดี" หนังสือพิมพ์สเตรทไทมส์ รายงานข้อความที่พระองค์ทรงโพสต์บนทวิตเตอร์


"ที่นี่เป็นประเทศเสรี" พระองค์ ทรงระบุ

พระองค์ตรัสอีกว่า ทรงกลับมาใช้งานทวิตเตอร์อีกครั้งหลังจากได้ยินข่าวเกี่ยวกับการจับกุม เนื่องจากพระองค์ "ทรงโกรธและเสียใจ"

"ข้าพเจ้าได้แจ้งไปยังสำนักพระราชวังเพื่อแจ้งแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ให้กระทำการใด ๆ ข้าพเจ้าย้ำอีกครั้งว่า ไม่ได้ปิดบัญชีทวิตเตอร์เพราะว่าพวกเขา"

"สมเด็จพระราชาธิบดีและข้าพเจ้าไม่เคยแจ้งความใด ๆ ต่อตำรวจเลย และข้าพเจ้าไม่ได้รู้สึกเศร้าเสียใจเวลาอ่านความคิดเห็นที่พูดเกี่ยวกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากลับหัวเราะด้วยด้วยซ้ำ เพราะอัลเลาะห์เท่านั้นที่รู้ว่าข้าพเจ้าเป็นอย่างไร"

เกิดอะไรขึ้นกับนักกิจกรรมที่วิจารณ์

เมื่อวันที่ 13 ก.ย. นายคาลิด อิสมาท สมาชิกพรรคสังคมนิยมมาเลเซีย (Parti Socialis Malaysia - PSM) ถูกจับกุมด้วยข้อกล่าวหาว่าได้โพสต์ข้อความโจมตีต่อสมเด็จพระราชินี ภายใต้กฎหมายป้องกันการปลุกระดม (1948 sedition law) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ถูกต่อต้านจากกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลและในหมู่นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรมรายนี้ถูกคุมขังอยู่หนึ่งคืนที่สถานีตำรวจก่อนได้รับการประกันตัวในวันถัดมา

กลุ่มทนายความและกลุ่มนักปกป้องสิทธิมนุษยชนท้องถิ่น วิจารณ์การจับกุมนายอิสมาทว่า นี่เป็นการขุ่มขู่คุกคามจากตำรวจ ส่วนรักษาการประธานพรรคต้นสังกัดของนายอิสมาท ระบุว่า ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่ต้องจับกุม และนายอิสมาทได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทสมเด็จพระราชินี



AFP/GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพสมเด็จพระราชินีตุนกู ฮายาห์ อซิซาห์ ทรงเป็นพระขนิษฐาของสุลต่านแห่งรัฐยะโฮร์องค์ปัจจุบัน


กฎหมายป้องกันปลุกระดม ใช้สอบสวนวิจารณ์ราชวงศ์

สมเด็จพระราชินีตุนกู ฮายาห์ อซิซาห์ อมีนาห์ ไมมูนาห์ อิสกันดาริยาห์ รายา ประไหมสุหรี อากงแห่งมาเลเซีย เป็นสมเด็จพระราชินีในสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลเลาะห์ ชาห์ ซึ่งทรงเสด็จเข้าพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซียพระองค์ที่ 16 เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา

กษัตริย์มาเลเซียมักเป็นตำแหน่งในเชิงพิธีการ และไม่มีส่วนร่วมในงานด้านการบริหารประเทศประจำวัน

อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงมีหน้าที่แต่งตั้งตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ เช่น นายกรัฐมนตรี อีกทั้งยังทรงเป็นประมุขสูงสุดของชาวมุสลิมในมาเลเซีย และทรงเป็นจอมทัพของกองทัพมาเลเซีย นอกจากนี้ยังทรงมีพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องคำพิพากษาด้วย เช่นในกรณีที่กษัตริย์มูฮัมหมัดที่ 5 ได้พระราชทานอภัยโทษแก่นายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำฝ่ายค้านมาเลเซียเมื่อปีที่แล้ว

หลังจากกษัตริย์มูฮัมหมัดที่ 5 (สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซียพระองค์ที่ 15) ทรงประกาศสละราชสมบัติเมื่อช่วงต้น ม.ค. ได้มีการตั้งกลุ่มทางเฟซบุ๊กเพื่อสอดส่องผู้ใช้โซเชียลมีเดีย และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์

เว็บไซต์ข่าว Malay Mail รายงานว่า กลุ่มทางเฟซบุ๊กดังกล่าวได้เปิดเผยรายชื่อ 8 ผู้ถูกกล่าวหาว่าวิจารณ์ราชวงศ์ ในจำนวนนี้อย่างน้อย 3 คนกำลังถูกสอบสวนภายใต้กฎหมายป้องกันการปลุกระดม ขณะที่อีก 4 คนนั้นมีรายงานว่าถูกไล่ออก สั่งพักงาน หรือ ลาออกจากงานที่ทำ

ที่มา


Thais Voice : ทำไม.? ครม.“ประยุทธ์”ไม่มีพลังช่วยน้ำท่วมอีสาน. ฝ่ายค้านลุยซัก“ถวายสัตย์ไม่ครบ”18 กันยา.นี้




https://www.facebook.com/jom.petchpradab/videos/10157430980863965/


"อยากรู้ว่าบ้านเรามีการฟ้องร้องหน่วยงานที่อนุมัติผังเมืองบ้างหรือยัง ? หลายพื้นที่ ที่มีการลักไก่ แก้ผังเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุนและนักการเมือง ปัญหารถติด ภัยธรรมชาติหลายพื้นที่ มันไม่ควรจะหนักหนาขนาดนี้ ถ้าผังเมืองดี" @Harvey




อะไรก็ผังเมืองไม่ดี
September 13 at 5:57 PM ·


หลักและกฏเหล็กของงานผังเมือง คือ เพื่อประโยชน์สาธารณะ Public Interest บ้านจัดสรรที่สร้างคันดินล้อมเพื่อป้องกันตนเองให้พ้นจากน้ำท่วม เป็นการรักษาประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง แน่นอนว่า ไม่ใช่หลักการผังเมือง ถ้าอธิบายเพิ่ม พื้นที่ลุ่มและเป็นแนวน้ำท่วมหลาก Floodway หลักของผังเมืองจะไม่ให้มีการพัฒนาใดๆทั้งสิ้น เพราะจะทำให้เกิดผลกระทบอื่นๆตามมา หลักการเรื่อง Run Off ไว้ นั่นชัดเจนที่สุดแล้ว

กรณีน้ำท่วมอุบล มีการแทรกแซงงานวิชาการผังเมืองในหน่วยงานมากเกินไป คราวนี้ชัดเจนว่า กรณีแก้สีเขียวริมแม่น้ำมูลให้เป็นสีอื่น เพื่อให้สร้างห้างสรรพสินค้าและบ้านจัดสรรได้ คือสาเหตุที่ระดับน้ำสูงกว่าปกติ น่าจะมีผู้ฟ้องศาลปกครอง เพราะเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว สมควรมีการไต่สวนหาเหตุและผู้รับผิดชอบ แน่นอนว่า หน่วยงานผู้นำด้านการผังเมืองระดับประเทศรวมถึงกรรมการชุดต่างๆ ต้องเป็นจำเลยก่อน

#Saveแนวฟลัดเวย์ผังอุบล #Saveแนวฟลัดเวย์ผังEECด้วย


“จตุพร”เปรยจนปัญญาสิ้นหนทางสู้ เชื่อเจอคดีไม่เคยเกิดในไทยมาก่อน คาดสุดท้าย“ขอถวายฎีกา ร.10” พร้อมชวน ปชช. ร่วมบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอุบลราชธานี





“จตุพร”เปรยจนปัญญาสิ้นหนทางสู้
เชื่อเจอคดีไม่เคยเกิดในไทยมาก่อน

“จตุพร” ยก 3 สำนวนคดีเป็นกรณีศึกษากระบวนการยุติธรรม ยันตัวเองประสบคดีแบบมึนงง ชี้เป็นคดีแรกที่เกิดกับตัวเอง ไม่เคยเกิดในไทย หรือในโลก ลั่นหมดทางสู้ คาดสุดท้าย“ขอถวายฎีกา ร.10” พร้อมชวน ปชช. ร่วมบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยอุบลราชธานี

เมื่อ 15 ก.ย. 2562 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการลมหายใจพีซทีวี เวทีทัศน์ ซึ่งถ่ายทอดสด โดยให้ผู้ร่วมรายการสังสรรค์ ร่วมร้องเพลง ร่าเริง สนุกสนาน เพื่อผ่อนคลายความเครียด

นายจตุพร กล่าวถึงชะตากรรมของแกนนำ นปช.หลายคนที่ต้องเผชิญกับโทษขังคุกจากคำพิพากษาศาลฎีกา โดยเริ่มตั้งแต่คดีล้มประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ศาลฎีกาตัดสินเมื่อ 11 ก.ย.ที่ผ่านมาให้จำคุก 4 ปี และจำเลยหลายคนไม่ไปฟังคำพิพากษา เพราะต้องตั้งหลักและเตรียมการให้ชีวิตครอบครัวที่อยู่ข้างนอกคุก ซึ่งเผชิญกับชีวิตยากลำบากหลายเท่ากว่าคนที่ติดคุกอยู่ข้างใน ที่สิ้นเพียงอิสรภาพ

นอกจากนี้ ในวันที่ 23 ก.ย. 2562 แกนนำ นปช.อีกจำนวนหนึ่งต้องฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีบุกบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ โดยคดีนี้ค่อนข้างยากเหลือเกินกับการจะได้มามีชีวิตอิสระและเสรีภาพเหมือนเดิมอีก

นายจตุพร กล่าวว่า การมีชีวิตอยู่ไม่ง่าย คดีที่เพื่อนเรา ทั้ง นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายแพทย์เหวง โตจิราการ และคนอื่น ๆ เป็นจำเลย ก็ให้กำลังใจกัน แม้จะยากเหลือเกิน ในช่วงที่ผ่านมาตนยืนอยู่หัวแถว ก็รู้ชะตากรรมหมู่มิตร ได้พูดคุยแต่ละฝ่ายเพื่อหาทางออก

“ผมไม่ต้องการให้พี่น้องผม หรือใครก็ตามต้องมาติดคุก จากความเห็นต่างทางการเมือง แต่ก็ต้องมาเจอกับสิ่งที่ผมไม่คาดคิดมาก่อน แต่นี่เป็นวิถีทาง เราจึงต้องปฏิบัติตามหลักธรรม ตามที่ท่านพุทธทาสบอก “ชีวิตก็เป็นเช่นนั้นเอง”

นายจตุพร กล่าวว่า พี่น้องตนในคดีพัทยา คดีสี่เสา ยากลำบาก ตนมีภาระที่ต้องคิดอ่าน ว่าถ้าเขากลับมาสู่เรือนจำ ตนจะเอาพวกเขาออกจากคุกได้เร็วที่สุดอย่างไร ในโชคชะตานี้ เรายังจะต้องผ่านอุปสรรคอีกมากมาย กว่าที่เราจะเดินหลุดพ้นกันไปได้

นายจตุพร ยังเล่าถึงคดีของตัวเอง โดยหลายคดีเป็นสิ่งที่พึ่งเกิดขึ้น และไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยหรือเชื่อว่าประเทศทั้งโลกไม่น่ามีคดีความเหมือนตัวเองได้รับ ดังนั้น จึงเป็นคดีกรณีศึกษา จนทำให้ชีวิตตนอยู่ในสภาพเอาแน่นอนอะไรไม่ได้

“ผมเองก็อับจนปัญญาเช่นกัน ท้ายที่สุด ผมไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น ต้องยื่นถวายฎีกาต่อพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น นายจตุพรหมดที่พึ่งในแผ่นดินแล้ว รัชกาลที่ 10 ได้ตรัสเอาไว้เรื่องความยุติธรรมอย่างชัดเจน ถ้ามีคนอื่นโดนแบบผมมาบ้าง ผมก็พร้อมจะยอมรับ”

นายจตุพร กล่าวถึงการยื่นถวายฎีกากับคดีหมิ่นประมาท โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาเมื่อ 12 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคำพิพากษากลับศาลชั้นต้นที่ยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์สั่งให้จำคุกอีก 12 เดือน

สำหรับคดีหมิ่นประมาทนั้น นายจตุพร กล่าวว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อ 12 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น ตนน้อมรับคำสั่งศาล แต่ตนขอเล่าข้อเท็จจริงให้ฟัง เพราะเป็นคดีที่ไม่เคยเกิดกับใครมาก่อนในประเทศไทยหรือแม้กระทั่งในโลก แต่เกิดขึ้นกับนายจตุพร เป็นคนแรก

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เป็นโจทก์ฟ้องหมิ่นประมาทตน 4 คดี 6 เรื่อง แต่เรื่องที่ศาลลงโทษมีอยู่ 2 คดี คดีแรกศาลชั้นต้นยกฟ้อง คดีที่ 2 ศาลลงโทษให้จำคุก 2 ปีและให้นับโทษต่อจากคดีแรก ซึ่งวิธีพิจารณาความอาญา การจะนับโทษต่อก็ต้องมีโทษมาก่อนแล้ว แต่ขณะที่ศาลบอกให้นับโทษต่อตนไม่มีโทษอยู่ข้างหน้า

ต่อมาศาลอุทธรณ์ในคดีที่ 1 ยกฟ้อง ส่วนคดีที่ 2 ศาลอุทธรณ์ก็ได้สั่งให้นับโทษต่อคดีแรก ทั้งที่ตนไม่มีโทษอยู่ก่อน ต่อมาจากที่ยกมา 2 ศาล ศาลฎีกากลับคำพิพากษาจำคุก 1 ปีในคดีแรก และคดีที่ 2 ลดโทษจาก 2ปี เหลือ 12 เดือน

นายจตุพร กล่าวด้วยว่า ตนได้ศึกษากฎหมายและเรียนรู้เรื่องราวในเรือนจำ ทำให้ตนได้ร้องต่อศาลอาญาว่า ขณะที่ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษา ไม่ได้บอกให้นับโทษต่อ เพียงแต่บอกให้เป็นไปตามศาลอุทธรณ์ ซึ่งขณะที่ศาลอุทธรณ์ให้นับโทษต่อนั้น ตนไม่มีโทษอยู่ข้างหน้า สู้จนศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าการสั่งให้นับโทษต่อนั้นเป็นการผิดหลง ให้ศาลอาญาแก้หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้ตนใหม่ เป็นการนับวันพิพากษาในคดีที่ 2 หลังตนติดคุกคดีแรก

ทนายความก็ได้ถอนประกันคดีที่สองหลังจากจำคุกไปแล้ว 20 วัน และศาลอาญาก็ได้ออกหมายขังใหม่ หลังตนติดคุกคดีแรกผ่านไป 20 วัน ตนก็ได้ร้องไปใหม่ ว่าต้องนับตั้งแต่วันที่ศาลอาญาออกหมายขังให้ตนในคดีที่2 ซึ่งศาลอาญาก็ได้แก้หมายขังให้ตนเป็นใบที่ 3

หลังศาลฎีกาพิพากษาแล้ว เป็นเรื่องระหว่างศาลอาญา กับกรมราชทัณฑ์ และผู้ต้องขัง เราไม่เคยเห็นโจทก์จะไปฟ้องอะไรกันมาก่อน และระหว่างตนถูกคุมขัง ก็ไม่พบการร้องเรื่องการให้นับโทษใหม่ ปรากฏว่า ศาลได้ออกหมายสั่งปล่อยเมื่อคดีสิ้นสุดตน ในวันที่ 4 สิงหาคม 2561 ตนได้รับการปล่อยจากหมายศาล แต่เมื่อตนได้รับการปล่อยตัว กลับมานอนบ้านได้เพียงคืนเดียว ก็มีคนร้องให้ตนกลับไปรับโทษใหม่ ซึ่งเรื่องนี้ ศาลชั้นต้นได้ยกฟ้อง จนมาถึงศาลอุทธรณ์ที่ได้นัดอ่านคำสั่งไปเมื่อวันที่ 12 กันยายน ที่ผ่านมา และก็ได้มีคำสั่งให้แก้หมายจำคุกตนใหม่ ให้ไปนับโทษต่อจากคดีแรก

“ผมอยากถามว่า มีใครบ้างในประเทศไทย ศาลพิพากษาออกหมายจำคุกเมื่อคดีสิ้นสุด มีหมายปล่อยตัว ผ่านมา 1 ปี 1 เดือนกับ 8 วัน มาบอกให้เอาไปขังใหม่ บอกขังยังไม่ครบ นี่เป็นครั้งแรกของประเทศไทย”

นายจตุพร กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบกับคดีของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ตนก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เขาได้ปล่อยตัวก็โมทนาสาธุด้วย จากโทษตั้งต้น 85 ปี แต่โทษสูงสุดรับได้ไม่เกิน 20 ปี แต่ติดคุกไป 2 ปี 11 เดือน 21 วัน ด้วยการปรึกษาว่า คุณสมบัติเข้าข่ายได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ ต่างจากตนที่ได้รับการปล่อยตัวจากหมายปล่อยเมื่อคดีสิ้นสุด แต่ทั้งหมดตนก็น้อมรับคำสั่งศาล และมึนงงว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี ตั้งแต่มีประเทศไทยมามีใครเจอเหมือนนายจตุพรบ้าง ก็ไม่พบว่ามีใคร

หลังจากวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ก็มึนงงกันทั้งหมดเพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย ผมเรียนกับพี่น้องว่า ตนอยู่ท่ามกลางชีวิตที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ วันนั้นเข้าใจว่าคงเรียบร้อย ในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ก็ต้องขอบคุณศาลอาญา อย่างน้อยก็เป็นกรณีศึกษาให้ตั้งหลักกันก่อน อนุญาตให้ประกันตัวและตนก็จะได้ใช้สิทธิ์ในการต่อสู้

รวมทั้ง นายจตุพร ยกคดีมาเป็นกรณีศึกษา คือ คดีขาดคุณสมบัติการเป็น ส.ส. เพราะไม่ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ว่า นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ขณะดำรงตำแหน่ง พยายามถอนประกันตนเองทุกสัปดาห์ จนตนถูกคุมขังภายหลังสภายุบเพียง 3 วัน จนต้องเขียนใบสมัคร ส.ส.ในเรือนจำ

ในขณะนั้น กกต.บอกว่ากระทำได้ ในระยะเวลาดังกล่าว ตนพยายามในการประกันตัวตลอด จนกระทั่งวันเลือกตั้ง ตนก็ไม่สามารถออกมาเลือกตั้งได้ แม้ตนจะให้เหตุผลไปแล้วก็ตาม เหตุนี้เองเป็นผลทำให้ ตนถูกตัดสิทธิ์เป็น ส.ส. จากการขาดคุณสมบัติ เพราะไม่ได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง จนได้มีการร้องต่อสหภาพรัฐสภาสากล หรือ สหภาพรัฐสภาโลก มีมติให้รัฐสภาไทยคืนสมาชิกภาพให้ตน แต่ก็ไม่ได้รับการกระทำตาม เป็นคดีซึ่งตนก็เป็นคนแรกในประเทศไทย ที่ได้รับคดีเช่นนี้

ส่วนคดีกรณีศึกษาอีกสำนวน เป็นคดีแพ่ง ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง เมื่อถึงศาลฎีกา ตนก็ไม่ได้รับหมายให้ไปฟังคำพิพากษา แต่อย่างไรก็ตาม ตนก็น้อมรับคำพิพากษา ที่ให้ตน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากเหตุการณ์ช่วงสลายการชุมนุมปี 2553 เป็นเงิน 19 ล้านบาท รวมดอกเบี้ยแล้วประมาณ 30 ล้านบาท

“แม้ในคำพิพากษาจะมีข้อความหนึ่งที่จำเลยสองคน พูดเหมือนกัน แต่ยกฟ้องคนหนึ่ง เอาผิดกับอีกคนหนึ่ง นั่นก็คือผม ในฐานะที่ผมเป็นประธาน นปช. ทั้งที่ในข้อเท็จจริงในวันเกิดเหตุ ผมยังไม่ได้เป็นประธาน นปช. แต่ประธาน นปช.ขณะนั้นคือ นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ ซึ่งไม่ได้เป็นจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย ตนเป็นประธาน นปช.หลังเกิดเหตุดังกล่าวแล้วกว่า 4 ปี”

ทั้ง 3 คดีล้วนเป็นกรณีศึกษา ที่ตนเล่าให้ฟัง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองเพียงคนแรก คนอื่นจะคิดตัดสินใจอย่างไรก็ได้ แต่ตนอยู่หัวแถว อย่างไรก็ไม่มีสิทธิคิดที่จะหนี แม้แต่เพียงวันเดียว แต่รู้ว่ามันยากเหลือเกิน

นายจตุพร กล่าวว่า กรณีนี้เป็นกรณีศึกษาของประเทศไทย ตนเคยบอกวันที่ออกจากเรือนจำฯแล้วว่า ไม่ได้พกความแค้นเข้าไป และไม่ได้พกความแค้นออกมา อยู่ในเรือนจำ 1 ปี 15 วัน สวดมนต์วันละ 2 ครั้ง แผ่เมตตาวันละ 2 ครั้ง กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร ไม่เคยขาดแม้แต่เพียงวันเดียว ถ้าไม่ยึดหลักธรรม เราไม่สามารถใช้ชีวิตได้เลยในเรือนจำ

“วันนี้ที่มาเล่าเพื่อปรับทุกข์ อย่างไรผมก็เคารพในกระบวนการยุติธรรมอยู่ แต่ผมหมดหนทาง เพราะหนทางปกติเหมือนคนทั่วไป ผมยังมีเส้นทางต่อสู้ นี่อาจจะล้มละลายอีกด้วย หากไม่มีปัญญาจ่ายเงินชดใช้ ตามคำสั่งศาล ยิ่งหากศาลสั่งขังตน ก็ล้มละลาย ไม่ขังผมก็ไม่ทราบว่ารอดการล้มละลายหรือไม่”

ในช่วงท้ายรายการ นายจตุพร ระบุว่า พีซทีวี และนปช.ขอรับบริจาคช่วยน้ำท่วมที่อุบลฯ โดยเริ่มรับสิ่งของในวันพรุ่งนี้ (16 ก.ย.)

PEACE NEWS

วันอาทิตย์, กันยายน 15, 2562

"อะไรต่ออะไรมันเริ่มกัดกร่อนเหมือนน้ำเน่ากัดเท้า ถึงต้องวิ่งแจ้นไปหาแบ็คถึงเกาะสมุย"


สมแล้วที่โดน เพื่อไทยค่อนแคะว่าไม่เหลียวแลคนอีสาน ไปดี๊ด๊าใส่หมวกเชฟ (กลับหัวกลับหาง) ผูกเอี๊ยมปรุงอาหารกับลุงกำนันอยู่สมุย อย่างที่ ไทกร พลสุวรรณ แขวะว่ากลับไปหา แบ็คน่าจะใช่

ต่อการที่ผลพวงของพายุโซนร้อนโพดลและคาจิกิทำให้ฝนตกน้ำหลากท่วมไร่นาและบ้านเรือนประชาชนทั่วอีสานและภาคเหนือตอนล่าง กรมป้องกันสาธารณภัยแจ้งว่าก่อความเสียหายกว่า ๔ แสนครัวเรือน มีผู้เสียชีวิตแล้ว ๓๒ ราย

อาการหนักขณะนี้ที่จังหวัดอุบลราชธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไปพูดที่จังหวัดนครศรีธรรมราชระหว่างการลงพื้นที่ เมืองคอน-เกาะสมุยแสดงความห่วงใยว่า “เมื่อคืนยังนั่งเอาใจช่วย” ทั้งยืนยันว่าทุกภาคส่วนได้ร่วมกันบูรณาการแล้ว ตามยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำ ๒๐ ปี

ทางศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ของจังหวัดอุบล ผู้ว่าฯ แถลงเองสรุปสถานการณ์เกือบทุกวัน ชี้ว่าเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองปฏิบัติการเฝ้าระวังตลอด ๒๔ ชั่วโมง “เร่งคืนพื้นผิวจราจร โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำและวางกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ในเมือง”

ทั้งยังติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำที่พิบูลมังสาหารและโขงเจียมอีกราว ๑๖๐ เครื่อง เพื่อผลักดันน้ำลงสู่แม่น้ำโขงด้วย พร้อมแจงข่าวดีว่า “หากไม่มีฝนมาเพิ่มเติม พรุ่งนี้น้ำมูลจะทรงตัว” ทั่นผู้ว่าฯ ไม่ลืมแจ้ง ยอดบริจาคที่ประชาชนส่งผ่านธนาคารกรุงไทย เป็นงบประมาณช่วยน้ำท่วมครั้งนี้ด้วย
 
ว่ายอดเวลานี้อยู่ที่ ๖๔๙,๕๒๘ บาท จังหวัดได้ส่งเข้าไปให้สำนักนายกรัฐมนตรีตามระเบียบราชการ ยังไม่สามารถนำมาใช้จ่ายได้ทันที ต้องรอ “ทำเรื่องเบิกจ่ายตามความจำเป็น” อีกที เฉพาะที่มีผู้บริจาคเป็นสิ่งของเท่านั้นจึงจะเอามาใช้ได้ทันที

โดยเหตุนี้จึงมีประชาชนร้องว้ากันขรม บ้างโอดโอย บางรายระเบิด “ตายห่ากันพอดี” แต่เวลานี้เขารณรงค์กันในสิ่งที่ต้องการเร่งด่วน เช่น “๑.เทียนพรรษาจำนวนมาก เนื่องจากหลายพื้นที่ไฟดับหลายวันแล้ว ๒.ไฟฉาย

๓.ผ้าใบ...๔.น้ำมันเชื้อเพลิง ๕.ยาแก้ปวดและยาแก้น้ำกัดเท้า บริจาคได้ที่ศูนย์ฯ คณะศิลปศาสตร์ ม.อุบลฯ 045 353 700 Cr: อ.ชัยณรงค์ มมส” (@Thanwa_ThaiPBS)

อีกราย พี่อ้อ อิหยังวะ @aorwiki ย้ำว่า “สิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากๆ คือ ๑. ยารักษาน้ำกัดเท้า ๒. เทียนไข ใหญ่ๆ แบบเทียนพรรษายิ่งดี ไม่ต้องจุดบ่อย ๓. ยากันยุง ๔. มุ้งพับได้ ๕. กล่องสุขาเคลื่อนที่”
 
อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทยวิพากษ์ว่า “พื้นที่ผลิตข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียวเสียหายอย่างหนัก ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูง ประชาชนอาจสงสัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จัดลำดับความสำคัญของการแก้ไขปัญหาอย่างไร รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใหญ่แบบลูบหน้าปะจมูกไม่ได้”

ทาง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติเจาะที่กลางใจ ยุทธศาสตร์จัดการน้ำ๒๐ ปีของประยุทธ์ที่เริ่มเมื่อพฤษภา ๕๘ แล้วตั้งเป็น สำนักบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติเมื่อตุลา ๖๐ นี้ ฟาดงบประมาณแผ่นดินทุกปี ปีละ ๕-๖ หมื่นล้าน

ปี ๕๙ จำนวน ๕๒,๖๓๐ ล้านบาท ปี ๖๐ จำนวน ๕๔,๒๐๐ ล้านบาท ปี ๖๑ จำนวน ๖๐,๓๕๕ ล้านบาท ปี ๖๒ จำนวน ๖๒,๘๓๑ ล้านบาท จะเห็นว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี แล้วก็มีปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งอย่างต่อเนื่องทุกปีเช่นกัน ในรัฐบาล คสช.๑

มาถึงงบประมาณปี ๖๓ วงเงินที่อ้างว่าใช้จัดการน้ำของรัฐบาล คสช.๒ ลดลงเล็กน้อยเหลือ ๕๙,๔๓๑ ล้านบาท เช่นนี้ไหมหนอทำให้ประยุทธ์เลือกไปเยี่ยมพื้นที่ซึ่งน้ำยังไม่ท่วมอย่างเกาะสมุยและเมืองคอนเพื่อจะถามว่า

“เห็นนายกฯคนนี้แล้วเป็นอย่างไร ใช้ได้มั้ย ส่วนเรื่องหล่อเอาไว้ก่อน...ขอให้เห็นใจรัฐบาลด้วยเพราะต้องทำงานทุกด้านไม่ใช่ทำอะไรไม่ดีก็มาว่ามาด่ารัฐบาลอย่างเดียว” แต่ เสธ.ทวีเขาไม่เห็นอย่างนั้น ชี้ว่ารัฐบาลชุดที่แล้วอ้างเสมอว่าสาเหตุน้ำท่วมน้ำแล้งอยู่ปริมาณฝนกับภูมิอากาศโลก

“การบริหารจัดการน้ำ...ใช้งบประมาณที่ไปลงทุนเพื่อแก้ปัญหาได้ตรงจุดที่คุ้มค่าหรือไม่ หรือไม่ได้ลงทุนจริงแค่ไหนเพียงไร ที่ผ่านมาขาดการตรวจสอบ เพราะบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยทำให้ประชาชนไม่มีส่วนร่วม”

หนำซ้ำ “งบน้ำ งบภัยแล้ง งบอุทกภัย จะเป็นที่โจษขานว่ามีการหาประโยชน์ในงานขุดลอกแหล่งน้ำทั่วประเทศ...พล.อ.ประยุทธ์ฯ ที่รวบอำนาจนั่งเป็นประธานบริหารจัดการน้ำแทนทั้งสิ้น จึงไม่มีใครกล้าตรวจสอบ

...แม้รัฐใช้งบบริหารจัดการน้ำไปมากกว่า ๒ แสนล้านบาทแต่กลับพบว่าปัญหาน้ำท่วมและแห้งแล้งขาดน้ำไม่ได้เบาบางลงเลย”


นี่ไง เพราะความเละเทะ ไร้น้ำยาที่ผ่านมา อะไรต่ออะไรมันเริ่มกัดกร่อนเหมือนน้ำเน่ากัดเท้า ถึงต้องวิ่งแจ้นไปหาแบ็คถึงเกาะสมุย

อ้าว!! ไหงเป็นงี้?? ฝรั่งอ้าง “เชลยสยาม” ยอมตกเป็นเชลยของพม่าดีกว่ากลับมาเป็นไพร่รับใช้นายที่เมืองตัวเอง


ภาพวาดแรงงานชนพื้นเมืองอุษาคเนย์ในยุคศตวรรษที่ 19 โดย Eugène Burnand

วาทะประวัติศาสตร์

ฝรั่งอ้าง “เชลยสยาม” ยอมตกเป็นเชลยของพม่าดีกว่ากลับมาเป็นไพร่รับใช้นายที่เมืองตัวเอง

18 เมษายน พ.ศ.2562
ศิลปวัฒนธรรม

“…ตามความคิดของคนสยามการส่งทัพไปทางหัวเมืองชายแดนพม่าเรียกกันว่า ‘ยกทัพไปจับพม่า’ ซึ่งแสดงให้เห็นแล้วว่าการทำสงครามของสยามนั้นมีความหมายอย่างไร เชลยที่จับมาได้ก็เช่นเดียวกับเราปฏิบัติต่อนักโทษ คือจะถูกจับใส่กรงเหล็กไว้แล้วตั้งให้ประชาชนเข้ามาดูได้ หรือไม่ก็จะถูกใช้งานโยธาต่างๆ เช่น ในการสร้างป้อมที่ปากน้ำและปากลัด หรือการซ่อมแซมบูรณะป้อมปราการ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นก็ใช้เชลยพม่าเหล่านี้ช่วย หรือหากว่ามีงานสาธารณะแห่งใดที่ขาดแรงงานเช่นในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพของพระเจ้าอยู่หัวองค์ที่แล้วเป็นต้น มักเกณฑ์พวกเชลยพม่ามาช่วยงาน พวกเชลยพม่าพวกนี้ทำงานได้ดีมาก และเป็นประโยชน์กว่าคนงานชาวสยามซึ่งเกียจคร้าน

ดังนั้นนับว่าเชลยพม่ามีประโยชน์กว่าเชลยสยามที่เราจับได้มากนัก นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังได้ยินคนกล่าวว่าถ้าหากให้เชลยทั้งสองเลือกตามใจชอบว่าจะกลับบ้านเกิดเมืองนอนของตนหรือไม่ ก็จะปรากฏว่าพวกเชลยสยามที่เราจับได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ถูกพม่าจับได้มาแต่ก่อนจะเลือกอยู่ที่เดิมไม่กลับกรุงสยาม เพราะอยู่ที่นั่นต่างก็ทำงานหาเลี้ยงตนเองได้ แต่ถ้าหากกลับมาอยู่กรุงสยามแล้วต้องทำงานให้แก่เจ้านายหรือให้แก่พระเจ้าอยู่หัว แต่ในทำนองตรงกันข้าม เชลยพม่าที่ถูกพวกคนสยามจับมาได้จะอยากกลับไปอยู่กับรัฐบาลอังกฤษด้วยเหตุผลแบบเดียวกัน…”

เฮนรี เบอร์นีย์ ทูตอังกฤษที่ได้รับการแต่งตั้งให้มาเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักสยาม กล่าวในจดหมายถึง อาร์. ฟูลเลอร์ตัน เอสไควร์ ผู้ว่าราชการ ฯลฯ เกาะปรินซ์ ออฟ เวลส์ (ปีนัง) ลงวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1825 (พ.ศ. 2368) จากหนังสือ “เอกสารเฮนรี เบอร์นีย์ เล่ม 1” จัดพิมพ์โดย กรมศิลปากร, สาวิตรี สุวรรณสถิตย์ แปล