วันศุกร์, มีนาคม 27, 2569

เสียงด่าอื้ออึงน้ำมันแพง น้ำมันขาดแคลนหน้าปั๊ม แม้กระทั่งเพจของพรรคภูมิใจไทยยังต้องปิดคอมเม้นต์เป็นพัลวัน “รัฐบาลทำตัวเหมือนเซลล์ขายน้ำมันของกลุ่มทุน”

สิ่งที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ บอกว่าเป็น “วิกฤตของรัฐบาล” อนุทินเอง ที่ทำให้น้ำมันแพง น้ำมันขาดแคลนหน้าปั๊มนั่นคือ หลังม่าน ที่บังตาผู้ออกเสียงให้พรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทยจนได้ตั้งรัฐบาล แล้วการบริหารล้มเหลวไม่เป็นท่า

ไม่ต้องฟังแต่พรรคที่รักษาผลประโยชน์ของ ประชาชน แทบจะทุกกระเบียดนิ้วมาวิจารณ์ก็ได้ แค่คนที่เป็นประธานยุทธศาสตร์ของพรรคอกหักอย่าง กล้าธรรม แจงปรากฏการณ์ทัวร์ลงรัฐบาลจากทุกสารทิศ เรื่องที่ “รัฐบาลทำตัวเหมือนเซลล์ขายน้ำมันของกลุ่มทุน”

นอกจาก “ไม่มีความรับผิดชอบ” ต่อปัญหา แล้วยัง “ลักหลับขึ้นราคาน้ำมันกลางดึก ๖ บาท ซ้ำเติมวิกฤติพลังงานเข้าไปอีก” มิหนำซ้ำ รมว.คมนาคม ควบรองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ยังมั่นหน้าว่า “ไม่รู้ก่อนจริงๆ ว่าน้ำมันจะขึ้น ๖ บาท”

ใช่สิ “สังคมบอกเอาพ่อค้าน้ำมันมาบริหารได้ยังไง...วันนี้พูดอะไรเขาก็หาว่าผมโกหกอยู่แล้ว...จะไปร้องไห้ที่ไหนก็ไม่ได้ เขาหาว่าเป็นคอนฟลิกซ์ เพราะถือหุ้น PTG” แน่ละ ถึงได้โดนนักการเมืองตัวเป้ง อย่าง มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ขับไล่

พร้อมด้วย ทนายอั๋น บุรีรัมย์ (ภัทรพงศ์ ศุภักษร) คนดังอีสาน ร่วมกัน “บุกทำเนียบฯ จี้ อนุทิน ชาญวีรกูล ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” แม้แต่ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซึ่งตอนเข้ามาร่วมงานอนุทินใหม่ๆ ได้ฉายา “เพชรยอดมงกุฎ” และ “ซูเปอร์จี”

เดี๋ยวนี้ตัดเกรดเหลือแค่ “โซฟาเกรดเอ (คำของประทีป คงสิบ) ที่อยู่ผิดที่ผิดทาง แทนที่จะอยู่ในห้องรับแขก ในบ้านที่สะอาด บรรยากาศดี กลับเลือกไปอยู่ในห้องน้ำปั๊มน้ำมัน ที่เจ้าของไม่ยอมจ้างคนทำความสะอาดประจำ” เพราะ “ติดหล่มการเมืองไปแล้ว”

แม้เธอจะพร่ำว่า “น้ำมันในสต็อคยังมีเยอะ” แต่ไม่มีใครเชื่อน้ำยาเสียแล้ว เสียงก่นว่ามาแทนที่ แม้กระทั่งเพจของพรรคภูมิใจไทยยังต้องปิดคอมเม้นต์เป็นพัลวัน อ้างเหตุเกี่ยวกับ “แสดงความเห็นด้วยข้อความสุภาพ” ส่วนหนึ่งมาจากพวกคนที่ “เลือกมากับมือ” นั่นเอง

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/m6M8av9, https://www.facebook.com/tawan.ten/posts/WNKq63P8 และ https://www.facebook.com/khaosod/posts/w7g1Fibzbp7) 

รศ.ดร.อนุสรณ์ เสนอจัดตั้ง ’คลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์‘ มีระบบการสำรอง 3 ชั้นแบบญี่ปุ่นเพื่อรับมือวิกฤตใหญ่ขาดแคลนน้ำมัน ต้องกระจายความเสี่ยงแหล่งพลังงานโดยด่วน


The Reporters

Yesterday
·
UPDATE: รศ.ดร.อนุสรณ์ เสนอจัดตั้ง ’คลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์‘ มีระบบการสำรอง 3 ชั้นแบบญี่ปุ่นเพื่อรับมือวิกฤตใหญ่ขาดแคลนน้ำมัน ต้องกระจายความเสี่ยงแหล่งพลังงานโดยด่วน

วันนี้ (25 มี.ค. 69) รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ อดีตประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการ บมจ.บางจากปิโตรเลียม (บมจ บางจากคอร์เปอร์เรชัน) ได้กล่าวอภิปรายใน ญัตติด่วน “การแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมัน” ว่า ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ถือว่า รัฐบาลยังขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการวิกฤติน้ำมันครั้งนี้ ขาดความโปร่งใสเรื่องข้อมูล ประชาชนไม่เชื่อมั่นศรัทธา มีข้อสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ขาดการทำงานเชิงรุกและมองไปข้างหน้า ยังไม่เห็นการเตรียมการสำหรับสถานการณ์วิกฤติที่ย่ำแย่ลงอีก ปล่อยให้เกิดพฤติกรรมเก็งกำไร กักตุนน้ำมันจนกระทั่งก่อให้เกิดการสะดุดของการไหลเวียนน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมัน สร้างความเดือดร้อนลำบากให้ประชาชนจำนวนมาก การอุดหนุนชดเชยราคาที่ผิดผลาด ทำให้เกิดน้ำมันสองตลาด สองราคา ราคาต่างกันมาก ยิ่งทำให้สถานีบริการน้ำมัน มีน้ำมันไม่เพียงพอสำหรับประชาชน เพราะอุตสาหกรรมก็ไปแย่งเติมน้ำมันหน้าปั๊มน้ำมัน การอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล 20 กว่าบาทต่อลิตร แทนที่จะตกถึงประชาชนผู้ใช้น้ำมันเจ้าของเงิน กลายเป็น การอุดหนุนธุรกิจขนาดใหญ่ อุดหนุนประเทศเพื่อนบ้านจากการลักลอบส่งออก วิกฤติเพิ่งจะเริ่มเฟสแรก ความล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลก็ปรากฎแล้ว

นโยบายพลังงานต้องเดินหน้า 4 แผนหลักควบคู่กันไป แผนพัฒนากำลังไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงาน แผนอนุรักษ์พลังงานและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก แผนลดก๊าซเรือนกระจาก การอนุรักษ์พลังงานด้วยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงานเป็นทางรอดสำหรับวิกฤติน้ำมันครั้งนี้ เนื่องจากไทยมีพลังงานสำรองต่ำและพึ่งพาการนำเข้าสูงมาก การลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ และ ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar PV) มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางด้านพลังงานของไทยเฉพาะหน้า เราต้องหาแหล่งน้ำมันดิบ และ ก๊าซ LNG ใหม่ ชดเชยน้ำมันและก๊าซที่ผ่านช่องแคบฮอร์มูซจากตะวันออกลาง ที่นำเข้ามากถึง 43% ของการนำเข้าน้ำมันทั้งหมด การหาแหล่งน้ำมันใหม่ๆต้องเร่งดำเนินการและต้องไปแย่งชิงกับประเทศอื่นๆที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน

รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ อดีตประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการ บมจ บางจากปิโตรเลียม (บมจ บางจากคอร์เปอร์เรชัน) กล่าวต่อว่า เมื่อประเมินสถานการณ์สงครามอิหร่านที่มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตและส่งออกพลังงานจำนวนมากในตะวันออกกลาง ภาวะน้ำมันแพงและขาดแคลนจะอยู่กับเราอีกนาน ในบางช่วงเวลา อาจไม่สามารถนำเข้าน้ำมันดิบได้ตามเป้าหมาย ฉะนั้น การศึกษาเพื่อจัดตั้ง “คลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์” ในประเทศไทยมีความสำคัญ และ ขอเสนอให้มีการจัดตั้ง “คลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์” เพื่อรับมือกับปัญหาวิกฤติน้ำมันที่ยืดเยื้อและลากยากอย่างแน่นอน โดยสภาผู้แทนราษฎรสามารถจัดตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาการจัดตั้ง “คลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์”

หากวิกฤติน้ำมันยังดำรงอยู่อีก 2 เดือน 3 เดือน หรือ 1 ปี คนไทยต้องมีน้ำมันใช้ รถฉุกเฉินต้องวิ่งไปส่งผู้ป่วยได้ เด็กๆ ไม่ต้องออกจากโรงเรียนจากวิกฤติเศรษฐกิจ เรือประมงออกหาปลาได้ รถขนส่งยังขนส่งสินค้าได้ เครื่องบินไม่ต้องหยุดบิน ไทย และ ญี่ปุ่น เหมือนกันในแง่เป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และอาศัยพลังงานจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงมาก แต่ต่างกันตรงนี้ ญี่ปุ่นเตรียมพร้อมรับมือวิกฤติน้ำมันและวิกฤติเศรษฐกิจได้ดีกว่าไทยแน่นอน เพราะ

ญี่ปุ่นมีสำรองน้ำมัน 254 วันด้วยการมีระบบการสำรอง 3 ชั้น ชั้นที่หนึ่ง ในส่วนของรัฐ มีองค์กรอิสระของรัฐดูแลตรงนี้ เป็นคลังน้ำมันที่มีคลังกระจายอยู่ทั่วประเทศ ชั้นที่สอง ในส่วนของเอกชน กฎหมายระบุให้บริษัทน้ำมันเอกชนสำรองน้ำมันไว้ประมาณ 70-100 วัน ชั้นที่สาม ผู้ขายน้ำมันในตะวันออกกลางทำสัญญากับรัฐบาลญี่ปุ่นว่าจะเก็บน้ำมันสำรองไว้ประมาณ 10 วัน

นี่คือ ตัวอย่างของประเทศญี่ปุ่นที่รับมือวิกฤติน้ำมัน วิกฤติเศรษฐกิจโลก มีระบบ กลไกและแผนงานในการรับมือได้เป็นอย่างดี มีผู้นำ มีนักการเมือง มีข้าราชการที่เห็นแก่ประโยชน์สังคมโดยรวม ผนึกกำลังกันเพื่อฝ่าวิกฤติไปให้ได้ รัฐสภาต้องทำหน้าที่ในการแสวงหาทางออกและบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนเต็มศักยภาพ เราจะร่วมพลิกฟื้นสถานการณ์และฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน วิกฤติครั้งนี้จะเป็น บททดสอบที่สำคัญของรัฐบาลและสังคมไทย

#TheReporters #เดอะรีพอร์ตเตอร์

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1320554566933242&set=a.534942252161148




ตกลงใครรวยวะ !



Ch7HD was live.
13 hours ago
·
ยิ่งคุย ยิ่งลึก EP.268 ช็อกกลางดึก ! น้ำมันขึ้นพรวด 6 บาท คน…
See more

ยิ่งคุย ยิ่งลึก EP.268 ช็อกกลางดึก ! น้ำมันขึ้นพรวด 6 บาท คนไทยไม่ไหวแล้ว | ช่อง 7HD

https://www.facebook.com/Ch7HD/videos/786860397821261











วิกฤติ #น้ำมัน “ปัญหาเดียวกัน วิธีคิดแก้ปัญหาต่างกัน”


ตุ๊ดส์review
March 24
·
“ปัญหาเดียวกัน วิธีคิดแก้ปัญหาต่างกัน”

จากวิกฤติ #น้ำมัน โลก เราจะเห็นวิธีคิด ที่สะท้อนมุมมอง ทัศนคติ และแนวทางการทำงาน บน DNA ของผู้นำที่ให้ความใส่ใจต่อคุณภาพชีวิต และค่าครองชีพของประชาชนต่างกัน

รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศตรึงราคาน้ำมันและกำหนดเพดานราคาสูงสุด (Ceiling Price) เป็นเวลา 14 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค. 2569 เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี เพื่อรับมือวิกฤตราคาพลังงานพุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยตรึงเบนซินที่ 1,724 วอน/ลิตร และดีเซลที่ 1,713 วอน/ลิตร พร้อมใช้เงินสำรองชดเชย

สาระสำคัญของมาตรการตรึงราคาน้ำมันเกาหลีใต้ :

สาเหตุ : ราคาน้ำมันในกรุงโซลพุ่งสูงเกิน 1,900 วอน/ลิตร และราคาน้ำมันดิบโลกทะลุ 100 ดอลลาร์ จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ระยะเวลาและกลไก : ตรึงราคา 14 วัน เริ่ม 13 มี.ค. 2569 โดยรัฐบาลปรับใช้กฎหมายเก่า และมีแผนปรับเพดานราคาใหม่ทุก 2 สัปดาห์ตามสถานการณ์

การชดเชย : รัฐบาลใช้เงินสำรองก้อนโตชดเชยให้บริษัทน้ำมันและปั๊มน้ำมัน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงเชื้อเพลิงได้ในราคาที่เป็นธรรม

การจัดการอุปทาน : นอกเหนือจากการตรึงราคา รัฐบาลยังเตรียมดึงน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ที่มีอยู่ 208-210 วัน ออกมาใช้ และเร่งหาแหล่งน้ำมันใหม่

มาตรการดังกล่าว เพื่อป้องกันไม่ให้ภาระต้นทุนพลังงานตกอยู่ที่ประชาชนโดยตรง และสกัดการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาน้ำมันของบริษัทนายทุนพลังงาน

=====

กลับมามองที่ไทย วิธีแก้ปัญหาของเราต่างออกไป
- ใช้กลไกราคาตามตลาด ตามสถานการณ์
- ไม่มีกำหนดตรึงราคา ไม่มีเพดานราคา
- หากราคาสูงกว่านี้ นายกแจ้งว่ารัฐไม่ได้ประเมินไว้ ประเมินไม่ได้
- ขอแค่ประชาชนประหยัด
- จะมีกองทุนน้ำมันช่วย เมื่อถึงวันที่เดือดร้อน พุ่งสูงสุดๆ
- สรุป : แต่ตอนนี้ "ตัวใครตัวมัน ทุกคนรับภาระของตัวเองไปก่อน"

คำถามสำคัญ : จากการแก้ปัญหาแบบไทย อาจมีผลต่อการสร้างอิทธิพลการกำหนดราคาพลังงาน ไปที่นายทุน ให้มีอิสระ และอาจฉวยโอกาสการขึ้นราคา ได้หรือไม่? ตรงนี้รัฐบาลต้องตอบประชาชน เพราะถ้าไม่คุมเพดานราคา ไม่ตรึงราคาไว้ เท่ากับอำนาจการกำหนดราคาพลังงาน ขึ้นอยู่กับผู้ค้า/ประกอบกิจการน้ำมัน ไม่ใช่รัฐ ถูกต้องหรือไม่?

คุณเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร? มองเห็นการจัดการปัญหาที่แตกต่างกันหรือไม่?

ความใส่ใจของผู้นำ ที่มีต่อชีวิตประชาชน อาจต่างกัน?!?

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1517605129930446&set=a.808136554210644
.....


ตุ๊ดส์review
March 24
·
สรุปแผน ‘มาตรการเชิงรุก’ แก้ปัญหา วิกฤติพลังงาน by รัฐบาลเกาหลีใต้

เกาหลีใต้ประกาศมาตรการเข้มงวดเพื่อรับมือวิกฤตน้ำมันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเริ่มตั้งแต่ 25 มีนาคม 2569

รายละเอียดมาตรการของเกาหลีใต้

1) ลดการเดินทาง : ให้หน่วยงานรัฐและบริษัทขนาดใหญ่ปรับเวลาทำงานชั่วคราว เพื่อลดความแออัดของการจราจรและการใช้พลังงาน ไปจนถึง work from home

2) มาตรการจำกัดการใช้รถยนต์ : รัฐบาลเข้มงวดให้หน่วยงานภาครัฐใช้มาตรการ "จำกัดการใช้รถยนต์ 5 วันต่อสัปดาห์" (แบ่งกลุ่มตามเลขท้ายป้ายทะเบียน) โดยเน้นย้ำให้ปฏิบัติจริงและมีการตรวจสอบ

3) การควบคุมราคา (Price Cap) : พิจารณานำกฎหมายกำหนดเพดานราคาน้ำมันสูงสุดทั่วประเทศมาใช้อีกครั้งในรอบเกือบ 30 ปี เพื่อลดผลกระทบค่าครองชีพจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงเกิน 100 USD ต่อบาร์เรล

4) การปล่อยน้ำมันสำรอง : เตรียมระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์จำนวน 22.46 ล้านบาร์เรล จากคลังสำรองทั้งหมดที่มีพอใช้กว่า 208 วัน

5) มาตรการทางอุตสาหกรรม : ขอความร่วมมือ (จริงๆคือสั่งการ) จาก 50 บริษัทชั้นนำที่มีการใช้น้ำมันสูงสุด จัดทำแผนประหยัดพลังงานและให้แรงจูงใจแก่ผู้ที่ทำได้ตามเป้าหมาย

6) การหาแหล่งอุปทานใหม่ : เร่งจัดหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเผชิญความไม่สงบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

7) ปรับช่วงเวลาการใช้พลังงาน :

- กำหนดให้ประชาชน หันมาใช้พลังงานช่วงกลางวันให้มากขึ้น เพื่อได้ใช้พลังงานจาก Solar Cell ทดแทนการใช้ไฟฟ้า เพื่อการประหยัดพลังงานมากขึ้น โดยการชาร์จ Battery โทรศัพท์มือถือ และรถ EV ในช่วงกลางวันที่สามารถใช้พลังงานได้อย่างเต็มที่จาก Solar cell

- เลือกช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมใช้ไฟฟ้าต่ำสุด เพื่อไม่ดึงพลังงานในช่วงเวลาเดียวกัน ให้ประชาชนให้พลังงานช่วงเวลานั้น เช่น อาบน้ำตอนเช้าตรู่ ก่อนการใช้ไฟฟ้าพร้อมกันทั้งประเทศ และการทำงานบ้าน กำหนดให้ไปทำในวันสุดสัปดาห์ เพื่อไม่ใช้ไฟตรงกับช่วงจันทร์-ศุกร์ ที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของประเทศ เช่น การดูดฝุ่น-ซักผ้า ไปอยู่ในช่วงเสาร์อาทิตย์

ระบบเตือนภัยด้านความมั่นคงทางทรัพยากรของเกาหลีใต้แบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ เฝ้าระวัง, ระวัง, เตือนภัย และร้ายแรง โดยรัฐบาลระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันขยับจากระดับ “ระวัง” ซึ่งเป็นขั้นที่คาดการณ์ความเสี่ยงไว้แล้ว มาสู่ระดับ “เตือนภัย” ที่ความไม่เสถียรของอุปทานเริ่มปรากฏ หากสถานการณ์เลวร้ายลง อาจมีการขยายผลมาตรการจำกัดการใช้รถยนต์สู่ภาคเอกชนด้วย

ไม่มีปลูกผัก เลี้ยงปลาไก่ ไม่ปล่อยราคาไหล ประชาชนแบกรับกันเอง


https://www.facebook.com/photo?fbid=1517651433259149&set=a.808136554210644



การประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ในช่วงค่ำวานนี้ (25 มี.ค.) ทำให้ผู้ประกอบอาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้างและไรเดอร์ขนส่งอาหารน่าจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถปรับค่าบริการขึ้นเองได้

https://www.youtube.com/shorts/DijapfLnfsU

บีบีซีไทย - BBC Thai
5 hours ago
·
การประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ในช่วงค่ำวานนี้ (25 มี.ค.) ทำให้ผู้ประกอบอาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้างและไรเดอร์ขนส่งอาหารน่าจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถปรับค่าบริการขึ้นเองได้
.
บีบีซีไทยสัมภาษณ์ผู้ประกอบอาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างและไรเดอร์ในพื้นที่ กทม. ซึ่งเป็นอีกสองอาชีพที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก จากการปรับขึ้นราคาน้ำมันครั้งนี้


https://www.facebook.com/reel/1412964070511648




META และ YOUTUBE แพ้คดี หลังถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานจงใจออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ “ทำให้เสพติด” และทำร้ายเยาวชน นับเป็นครั้งแรกที่คณะลูกขุนได้ก้าวข้ามเนื้อหาบนแพลตฟอร์ม ไปสู่การพิจารณาความรับผิดชอบของบริษัทในด้านวิศวกรรมและการออกแบบแอปพลิเคชันเอง



คำตัดสินของคณะลูกขุนในแคลิฟอร์เนียเมื่อ 25 มีนาคม 2026 ที่พบว่า Meta และ YouTube มีความผิดฐานออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ทำให้เสพติด ถือเป็น "เหตุการณ์สำคัญแบบเดียวกับคดีบุหรี่รายใหญ่" สำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เป็นครั้งแรกที่คณะลูกขุนได้ก้าวข้ามเนื้อหาบนแพลตฟอร์มเหล่านี้ไปสู่การพิจารณาความรับผิดชอบของบริษัทในด้านวิศวกรรมและการออกแบบแอปพลิเคชันเอง

สรุปคำตัดสิน

คณะลูกขุนในลอสแอนเจลิสพบว่า Meta (Instagram/Facebook) และ YouTube ประมาทเลินเล่อในการออกแบบแพลตฟอร์มของตนเพื่อดึงดูดผู้ใช้อายุน้อย

คดี: ฟ้องร้องโดยโจทก์อายุ 20 ปี (KGM) ที่เริ่มใช้แอปพลิเคชันตั้งแต่อายุ 6 ขวบ และมีปัญหาสุขภาพจิตอย่างรุนแรง รวมถึงภาวะซึมเศร้าและภาวะผิดปกติทางร่างกาย

ค่าเสียหาย: คณะลูกขุนตัดสินให้ชดเชยรวม 6 ล้านดอลลาร์ (ค่าชดเชย 3 ล้านดอลลาร์ และค่าปรับ 3 ล้านดอลลาร์) พบว่า Meta มีความรับผิดชอบ 70% และ YouTube 30%

คุณสมบัติที่ "เสพติด": การพิจารณาคดีมุ่งเน้นไปที่การเลือกใช้วิศวกรรมเฉพาะ เช่น การเลื่อนแบบไม่สิ้นสุด การเล่นอัตโนมัติ และการแจ้งเตือนแบบพุช ซึ่งออกแบบมาเพื่อกระตุ้นวงจรโดปามีนคล้ายกับเครื่องสล็อตแมชชีน

เหตุใดคดีนี้จึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์

1. มันล้มล้างเกราะป้องกัน "มาตรา 230"

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่บริษัทเทคโนโลยีใช้มาตรา 230 ของพระราชบัญญัติความเหมาะสมด้านการสื่อสารเพื่อโต้แย้งว่าพวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ผู้ใช้โพสต์ คำตัดสินนี้เปลี่ยนจุดสนใจทางกฎหมายจากเสรีภาพในการพูด (เนื้อหา) ไปสู่ความรับผิดชอบต่อผลิตภัณฑ์ (รหัสและดีไซน์) มันกำหนดว่า "คุณสมบัติ" (เช่น อัลกอริทึมหรือการเลื่อนแบบไม่สิ้นสุด) เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ที่อาจ "มีข้อบกพร่อง" หากก่อให้เกิดอันตราย

2. หลักฐานของ "ความรู้ภายใน"

การพิจารณาคดีเปิดเผยเอกสารภายในที่แสดงให้เห็นว่าผู้บริหาร รวมถึงมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก รู้ว่าการออกแบบของพวกเขากำลังทำร้ายผู้เยาว์ แต่ให้ความสำคัญกับตัวชี้วัด "การมีส่วนร่วม" เพื่อเพิ่มผลกำไร เหตุการณ์นี้คล้ายคลึงกับการฟ้องร้องบริษัทผู้ผลิตยาสูบในยุค 90 ซึ่งบันทึกภายในพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขารู้ว่านิโคตินเป็นสารเสพติด แต่กลับปฏิเสธต่อสาธารณะ

3. ผลกระทบจาก "คดีนำร่อง"

นี่คือคดีนำร่อง หมายความว่าเป็นคดีทดสอบที่ตั้งใจจะกำหนดแนวทางสำหรับคดีฟ้องร้องที่คล้ายกันกว่า 2,000 คดีที่กำลังรอการพิจารณาอยู่ในสหรัฐฯ เนื่องจากคณะลูกขุนตัดสินเข้าข้างโจทก์ ทำให้ Meta และ Google ต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างมากในการยุติคดีอื่นๆ แทนที่จะเสี่ยงต่อการถูกตัดสินให้จ่ายค่าเสียหายหลายล้านดอลลาร์

4. การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบ

คำตัดสินนี้เกิดขึ้นพร้อมกับค่าปรับมหาศาล 375 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ Meta ถูกปรับในนิวเม็กซิโกฐานละเมิดกฎเกี่ยวกับความปลอดภัยของเด็ก สัญญาณเหล่านี้บ่งชี้ว่ายุคแห่ง "การกำกับดูแลตนเอง" สำหรับโซเชียลมีเดียกำลังจะสิ้นสุดลง เราอาจจะได้เห็น:

การเปลี่ยนแปลงการออกแบบที่บังคับใช้: แพลตฟอร์มอาจถูกบังคับให้ปิดใช้งานคุณสมบัติที่ทำให้เสพติดโดยค่าเริ่มต้นสำหรับผู้เยาว์

การตรวจสอบอายุที่เข้มงวดขึ้น: อุปสรรคที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กอายุ 6 ขวบเข้าถึงฟีเจอร์เหล่านี้

ฉลากคำเตือน: เช่นเดียวกับบุหรี่ แอปอาจต้องมีคำเตือนด้านสุขภาพจิตที่เด่นชัดในเร็วๆ นี้

การตอบสนองของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี

ไม่น่าแปลกใจที่ทั้ง Meta และ Google ได้ประกาศแผนการที่จะยื่นอุทธรณ์ พวกเขาโต้แย้งว่าสุขภาพจิตของวัยรุ่นนั้น "ซับซ้อนอย่างยิ่ง" และไม่สามารถโทษแอปเพียงแอปเดียวได้ พวกเขายังยืนยันว่าแพลตฟอร์มของพวกเขามอบการเชื่อมต่อและ "เสียง" ที่สำคัญแก่ผู้คนหลายพันล้านคน

คำตัดสินที่ออกมาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2026 มุ่งเป้าไปที่ "ข้อบกพร่องของผลิตภัณฑ์" มากกว่าเนื้อหาที่อยู่บนแอป ความแตกต่างนี้เป็น "กระสุนเงิน" ที่ทำให้คดีนี้หลีกเลี่ยงการคุ้มครองทางกฎหมายที่มักมอบให้กับบริษัทเทคโนโลยีได้


(Google Gemini)







ในการกล่าวถ้อยแถลงถึงสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน นายอันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะต้อง“ยุติลง— โดยทันที” “สถานการณ์นี้ลุกลามไปไกลเกินกว่าจะรับไหวแล้ว” “สงครามไม่ใช่คำตอบ เราจำเป็นต้องหาทางออกจากหายนะครั้งนี้ให้ได้”








“ยุติสงคราม — โดยทันที”

ในการกล่าวถ้อยแถลงถึงสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน นายอันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้ระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะต้องยุติลง เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียชีวิต ความทุกข์ทรมาน และความพินาศเสียหายที่จะเกิดขึ้นเพิ่มเติม

“สถานการณ์นี้ลุกลามไปไกลเกินกว่าจะรับไหวแล้ว” เลขาธิการสหประชาชาติกล่าว พร้อมทั้งเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันกลับมาใช้แนวทางการทูต และเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่

“สงครามไม่ใช่คำตอบ เราจำเป็นต้องหาทางออกจากหายนะครั้งนี้ให้ได้”

https://x.com/UN/status/2036926599824892083



มหากาพย์ซากปูน สตง. 2,000 ล้าน ‘อาคารที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการตรวจสอบ กลับพังทลายลงเพราะขาดการตรวจสอบตัวเอง’ ภาพกองเศษซากคอนกรีตของตึก สตง. แห่งใหม่ กำลังฟ้องให้สังคมเห็นว่า นี่ไม่ใช่เพียงโศกนาฏกรรมจากภัยธรรมชาติ แต่มันคือผลพวงของความบกพร่องที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้ชั้นปูนมานานหลายปี








https://x.com/thestandardth/status/2037035227030192610

THE STANDARD
@thestandardth

มหากาพย์ซากปูน สตง. 2,000 ล้าน บทเรียนราคาแพงที่แลกด้วยชีวิตและความทุจริตใต้ชั้นคอนกรีต

‘อาคารที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการตรวจสอบ กลับพังทลายลงเพราะขาดการตรวจสอบตัวเอง’

หนึ่งปีที่ผ่านมา ภาพกองเศษซากคอนกรีตของตึก สตง. แห่งใหม่ กลายเป็นพยานวัตถุชิ้นสำคัญที่ฟ้องให้สังคมเห็นว่า นี่ไม่ใช่เพียงโศกนาฏกรรมจากภัยธรรมชาติ แต่มันคือผลพวงของความบกพร่องที่ถูกซุกซ่อนไว้ใต้ชั้นปูนมานานหลายปี

ย้อนกลับไปในปี 2561 โครงการตึกสตง. แห่งใหม่ นี้ถูกประทับตราด้วยงบประมาณมหาศาลรวมกว่า 2,284 ล้านบาท ไล่ตั้งแต่ค่าออกแบบไปจนถึงสัญญาจ้างก่อสร้างที่ผ่านระบบ e-bidding ทว่าเบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้น กลับเต็มไปด้วยความล่าช้าสะสมในการส่งมอบงานงวดที่ 1 ถึง 22 ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ไม่มีใครหยุดยั้งได้ทัน

จนกระทั่งในวินาทีที่แผ่นดินไหวมาเยือนเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 แรงสั่นสะเทือนนั้นได้กระชากแผลทุจริตออกมาจนหมดสิ้น ผลการชำแหละซากอาคารโดยคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงพบความจริงที่น่าตกใจว่า อาคารพังถล่มเริ่มจากชั้นล่างเพราะผนังรับแรงไม่สามารถต้านทานแรงเฉือนได้ เนื่องจากค่ากำลังอัดของคอนกรีตต่ำกว่ามาตรฐานอย่างร้ายแรง

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น แบบก่อสร้างที่ใช้จริงยังถูกบิดเบือนจนขัดต่อกฎหมายความปลอดภัย และจุดตายที่สำคัญที่สุดคือระยะฝังของเหล็กเสริมที่สั้นกว่าที่กำหนด ทำให้โครงสร้างทั้งหมดอ่อนแอจนไม่อาจปกป้องชีวิตใครได้

ในวันนี้ แม้ซากปรักหักพังส่วนใหญ่จะถูกรื้อถอนจนเหลือเพียงพื้นที่ว่างเปล่าที่เงียบเหงา แต่ความผิดทางอาญายังคงเดินหน้าต่อ โดยศาลอาญาได้รับฟ้องผู้ต้องหาทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดารวม 23 ราย ในข้อหาหนักทั้งเรื่องการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ไปจนถึงการปลอมแปลงเอกสารสำคัญ

ภาพชุดนี้ไม่ได้ถูกเผยแพร่เพื่อตอกย้ำความเศร้า แต่เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า เศษปูนนั้นรื้อถอนได้ แต่ความรับผิดชอบต่อชีวิตประชาชนและเงินภาษีแผ่นดิน จะต้องถูกตรวจสอบอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้ความสูญเสียเช่นนี้กลายเป็นเพียงหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา , ศวิตา พูลเสถียร

#TheStandardNews




การชุมนุมเพื่อสันติภาพ "สงครามกินน้ำมัน ลูกฉันกินน้ำตา" ไป ไป กันนะ หน้าหอศิลปฯ (BACC) วันศุกร์นี้ 27 มีนาคม 2026 18.00 น. ถึง 20.00 น.



กลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านสงครามจะจัดการชุมนุมขึ้นบริเวณด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ในวันศุกร์นี้ ซึ่งตรงกับวันที่ 27 มีนาคม 2026 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ถึง 20.00 น.

จะมีการแสดงดนตรีและศิลปะต่างๆ พร้อมทั้งจะมีผู้ขึ้นอธิบายถึงปัญหาและความไม่ถูกต้องของสงครามในอิหร่าน รวมถึงชี้ให้เห็นว่าสงครามดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและประชาคมโลกอย่างไรบ้าง




เซเลนสกีเผย ถูกสหรัฐฯกดดัน ขอยูเครนยกดอนบาสให้รัสเซีย แลกหลักประกันความมั่นคง





https://x.com/Reuters/status/2037108548598194568


 



https://x.com/thestandardth/status/2037061475810824253

THE STANDARD
@thestandardth

เซเลนสกีเผย สหรัฐฯ ขอยูเครนยกดอนบาสให้รัสเซีย แลกหลักประกันความมั่นคง ชี้เครมลินช่วยอิหร่าน

โวโลดิเมียร์​ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเปิดเผยว่า สหรัฐอเมริกาเสนอหลักประกันความมั่นคงในข้อตกลงสันติภาพยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ภายใต้เงื่อนไขให้เคียฟยอมยกแคว้นดอนบาสทั้งหมดให้กับรัสเซีย ขณะที่ยังเปิดเผยว่า รัฐบาลเครมลินให้ข้อมูลข่าวกรองกับอิหร่านเพื่อยืดเยื้อสงครามในตะวันออกกลาง

📌 เซเลนสกีให้สัมภาษณ์อย่างไรบ้าง?

เมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา เซเลนสกีเปิดเผยกับ Reuters ว่า สหรัฐฯ พร้อมสรุปเงื่อนไขหลักประกันด้านความมั่นคงให้กับยูเครนทันที หากถอนกำลังออกจากภูมิภาคดอนบาส อละรัสเซียจึงจะยอมยุติสงคราม โดยอธิบายว่า รัฐบาลเครมลินกำลังกำหนดทิศทางและกรอบการเจรจากับสหรัฐฯ

ผู้นำยูเครนระบุชัดเจนว่า สหรัฐฯ ยอมรับตรงไปตรงมาว่า แม้สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงเป็นประเด็นสำคัญ แต่ทำเนียบขาวกำลังให้ความสำคัญกับสถานการณ์ในอิหร่านเป็นอันดับแรก

“สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีผลต่อประธานาธิบดีทรัมป์อย่างชัดเจน รวมถึงในการตัดสินใจขั้นต่อไปของเขา น่าเสียดายที่ผมมองว่า เขายังคงเลือกใช้ยุทธศาสตร์กดดันฝ่ายยูเครนมากกว่า”

เซเลนสกีเตือนว่า การถอนตัวของสหรัฐฯ จะบ่อนทำลายความมั่นคงของยูเครนและยุโรป เพราะรัสเซียจะเข้าควบคุมแนวป้องกันสำคัญ ซึ่งเขาก็อยากให้ทำเนียบขาวเข้าใจว่า แคว้นดอนบาสที่อยู่ทางตะวันออกของประเทศ ก็เป็นส่วนหนึ่งของหลักประกันความมั่นคงของยูเครนเช่นเดียวกัน

“ผมไม่ใช่กล่องช็อกโกแลตหรือรถยนต์ที่จะให้ใครมาชอบหรือไม่ชอบ...ผมคิดว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ มองเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม และต้องการให้สงครามยุติเร็ว ซึ่งเราก็ต้องการเช่นกัน”

ผู้นำยูเครนตั้งคำถามต่อว่า รัสเซียจะยอมสูญเสียทหารอีกหลายแสนคนเพื่อยึดดอนบาสส่วนที่เหลือหรือไม่ พร้อมทั้งย้ำว่า การประชุมสุดยอด 3 ฝ่าย โดยที่เขาต้องพบกับทรัมป์และวลาดิเมียร์ ปูติน คือหนทางเดียวในการแก้ไขปัญหาดินแดนและหลักประกันความมั่นคง

อนึ่ง เซเลนสกียังกล่าวขอบคุณรัฐบาลทรัมป์ที่ส่ง Patriot ระบบป้องกันภัยทางอากาศให้ยูเครน โดยระบุว่า ขณะนี้เคียฟกำลังพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลและโดรนเป็นของตนเอง

📌 ยูเครนชี้ รัสเซียให้ข่าวกรองอิหร่าน หวังผลยื้อสงครามตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ เซเลนสกียังชี้ว่า รัสเซียกำลังให้ข้อมูลข่าวกรองกับอิหร่านเพื่อยืดเยื้อสงครามในตะวันออกกลาง โดยระบุว่า ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ซับซ้อนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้รัสเซียยิ่งมั่นใจสถานการณ์มากขึ้น

ผู้นำยูเครนให้ข้อมูลว่า รัสเซียใช้ความสามารถด้านข่าวกรองสัญญาณ (Signals Intelligence: SIGINT), ข่าวกรองอิเล็กทรอนิกส์ และข้อมูลบางส่วนที่ได้จากความร่วมมือกับพันธมิตรในตะวันออกกลางให้ความช่วยเหลือรัฐบาลเตหะราน แต่ไม่ได้เปิดเผยหลักฐานโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลินปฏิเสธข่าวลือดังกล่าว โดยระบุว่า เรื่องรัสเซียส่งภาพถ่ายดาวเทียมและเทคโนโลยีโดรนให้อิหร่านไม่เป็นความเป็นจริง

ส่วนสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตว่า อิหร่านอาจร่วมมือกับประเทศอื่นจริง โดย จอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการ CIA ให้การต่อสภาคองเกรสว่า เตหะรานขอความช่วยเหลือด้านข่าวกรองจากจีน รัสเซีย และประเทศศัตรูสหรัฐฯ แต่ไม่ได้ยืนยันว่า มีการให้ความช่วยเหลือหรือไม่ ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยแสดงความเห็นว่า ปูตินอาจจะกำลังช่วยอิหร่านอยู่

“ระบอบในรัสเซียและอิหร่านเป็นพี่น้องกันในความเกลียดชัง และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาเป็นพี่น้องกันในทางการทหาร” เซเลนสกีระบุต่อหน้ารัฐสภาอังกฤษ

ภาพ: Valentyn Ogirenko / Reuters




ทรัมป์ยอมรับแล้วว่า อาวุธที่ตั้งใจจะส่งไปยังยูเครนอาจถูกส่งไปยังตะวันออกกลาง





https://x.com/nexta_tv/status/2037199319380414971


 

ทำไมสงครามอิหร่านอาจกลายเป็นสงครามยูเครนของอเมริกาที่ ยุ่งยาก ซับซ้อน อันตราย ยากต่อการถอนออก คล้ายกับ สงครามยูเครนของรัสเซีย


https://foreignpolicy.com/2026/03/23/iran-war-ukraine-trump-araghchi-long/

ทำไมอิหร่านจึงกำลังกลายเป็นยูเครนของอเมริกา

การเปลี่ยนไปสู่สงครามบั่นทอนกำลังที่มุ่งเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานนั้นเสี่ยงที่จะกลายเป็นสงครามที่ยุ่งยาก ซับซ้อน อันตราย ซึ่งยากจะหลุดพ้น

โดย อาลี ฮาเชม

ในบทความนโยบายต่างประเทศล่าสุดของเขา (23 มีนาคม 2026) อาลี ฮาเชมได้โต้แย้งว่าความขัดแย้งในปัจจุบันกับอิหร่าน—ปฏิบัติการ Epic Fury—กำลังกลายเป็น "ยูเครนแห่งตะวันออกกลาง" อย่างรวดเร็ว

แก่นของข้อโต้แย้งของฮาเชมคือ ในขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลประสบความสำเร็จทางยุทธวิธีอย่างมากโดยการลอบสังหารผู้นำสูงสุด อาลี คาเมเนอี และตัดหัวผู้นำ IRGC ส่วนใหญ่ภายใน 36 ชั่วโมงแรก พวกเขาล้มเหลวในการทำให้เกิดการล่มสลายทางการเมือง ตรงกันข้าม พวกเขาได้เข้าสู่ช่วงของการทำลายล้างอย่างเข้มข้นซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะที่หยุดนิ่งและยืดเยื้อของสงครามรัสเซีย-ยูเครน

1. การเปลี่ยนไปสู่การโจมตีแบบค่อยๆบั่นทอนกำลัง

ฮาเชมชี้ให้เห็นว่า หลังจากการโจมตีแบบ "ช็อกและหวาดกลัว" ในช่วงแรกต่อสถานที่ตั้งโรงงานนิวเคลียร์และขีปนาวุธ สงครามได้เปลี่ยนไปสู่การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างเป็นระบบ

การโจมตีเศรษฐกิจ: สหรัฐฯ ได้เพิ่มการโจมตีเกาะคาร์กและโรงกลั่นน้ำมันชาห์รานเพื่อ "ทำให้รัฐบาลล้มละลาย"

การตอบโต้ของอิหร่าน: อิหร่านได้ใช้ "ชุดเครื่องมือช่องแคบฮอร์มุซ"—โดรน ทุ่นระเบิด และขีปนาวุธ—เพื่อโจมตีศูนย์กลางพลังงานของกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวเปอร์เซีย (GCC) เช่น ท่าเรือเจเบล อาลีในดูไบและแหล่งน้ำมันชาห์บาห์ของซาอุดีอาระเบีย

ภาวะชะงักงัน: ไม่มีฝ่ายใดสามารถโจมตีอย่างเด็ดขาดได้ อิหร่านไม่สามารถเอาชนะกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ แต่สหรัฐฯ ก็ไม่สามารถหยุด "การไหล" ของโดรนและขีปนาวุธราคาถูกจากอิหร่านที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกอยู่ในภาวะผันผวนอย่างถาวรได้

2. ความคล้ายคลึงกับ "ยูเครน": ทำไมมันถึงเป็นสถานการณ์ที่ยุ่งยาก

ฮาเชมระบุเหตุผลเฉพาะสามประการที่ทำให้ความขัดแย้งนี้คล้ายคลึงกับแนวรบยูเครน:

เศรษฐศาสตร์อาวุธ: เช่นเดียวกับในเคียฟ วอชิงตันกำลังพบว่าตัวเองอยู่ผิดฝั่งของ "คณิตศาสตร์ขีปนาวุธ" สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้กระสุนความแม่นยำสูงกว่า 3,000 ลูกในเวลาเพียง 36 ชั่วโมงแรก อิหร่านใช้โดรนราคา 20,000 ดอลลาร์เพื่อบีบให้สหรัฐฯ ต้องใช้เครื่องสกัดกั้นราคา 2 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่ไม่ยั่งยืนสำหรับเสถียรภาพในภูมิภาคในระยะยาว

ความยืดหยุ่นของสถาบัน: ฮาเชมแย้งว่าสหรัฐฯ "เข้าใจอิหร่านผิด" โดยสันนิษฐานว่าการตัดหัวผู้นำจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เขาตั้งข้อสังเกตว่าตำแหน่งของผู้นำสูงสุดตั้งอยู่บน "เครือข่ายสถาบันที่หนาแน่น" (เช่น บอนยาดส์และปีกเศรษฐกิจของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน) ที่ออกแบบมาให้คงอยู่ได้นานกว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่ง การแต่งตั้งโมจตาบา คาเมเนอีเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 มีนาคม บ่งชี้ว่าระบบกำลังแข็งแกร่งขึ้น ไม่ใช่ล่มสลาย

แนวหน้าด้านพลังงาน: เช่นเดียวกับสงครามในยูเครนที่กำหนดนิยามใหม่ของความมั่นคงด้านพลังงานของยุโรป ความขัดแย้งนี้ได้เปลี่ยนอ่าวเปอร์เซียให้กลายเป็นเขตอันตรายที่ "หยุดนิ่ง" ด้วยช่องแคบฮอร์มุซที่ปิดให้บริการสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการหยุดชะงักของอุปทานครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970

3. ความเสี่ยงจาก "Quagmire"

ฮาเชมกล่าวว่า อันตรายคือ รัฐบาลทรัมป์ขาดแผน "หลังสงคราม" การที่สหรัฐฯ ดำเนินการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองโดยใช้กำลังทางอากาศเพียงอย่างเดียว ได้สร้างสุญญากาศที่สหรัฐฯ ไม่พร้อมที่จะเติมเต็มด้วยกองกำลังภาคพื้นดิน แต่ก็ไม่สามารถถอนตัวได้ตราบใดที่อิหร่านยังคงคุกคามการขนส่งทางทะเลทั่วโลก

ณ ปลายเดือนมีนาคม 2026 สงครามได้เข้าสู่ "ภาวะปกติใหม่" ของการยิงขีปนาวุธเป็นระยะๆ และการก่อวินาศกรรมโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นพันธสัญญาในระยะยาวที่ฮาเชมเตือนว่าอาจทำให้ทรัพยากรและทุนทางการเมืองของอเมริกาหมดไป เช่นเดียวกับความขัดแย้งในยูเครนที่เกิดขึ้นกับคู่กรณี


(Google Gemini)




ดูเหมือนสงครามที่เกิดขึ้นระยะหลัง คู่สงครามให้ความสำคัญน้อยมากกับ กฎหมายว่าด้วยความขัดแย้งทางอาวุธ The Law of Armed Conflict (LOAC) กฎหมายนี้มีประโยชน์อย่างไร?



กฎหมายสงครามมีประโยชน์อย่างไร?

โดย Kori Schake
จาก FP

ผลประโยชน์เชิงกลยุทธ์ของกฎหมายว่าด้วยการสู้รบ (LOAC) มันเป็นประเด็นที่น่าสนใจเพราะมันมีประเด็นสนทนาระหว่าง "ศีลธรรม" กับ "ความจำเป็นทางทหาร"

แนวคิดหลักคือ กฎหมายเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำแนะนำอย่างสุภาพสำหรับประเทศ "ที่ดี" เท่านั้น แต่เป็นตัวคูณกำลังที่ให้ความได้เปรียบเชิงโครงสร้างแก่กองทัพมืออาชีพ

ทำไมกฎหมายสงครามจึงเป็นประโยชน์ต่อกองทัพ

Schake และนักคิดเชิงกลยุทธ์คนอื่นๆ โต้แย้งว่าการปฏิบัติตามกฎเหล่านี้ให้ประโยชน์ในทางปฏิบัติหลายประการ:

การรักษาความมีระเบียบวินัยและการบังคับบัญชา: กฎการปะทะ (ROE) รับประกันว่าความรุนแรงจะถูกควบคุมและมุ่งไปสู่เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ หากไม่มีกฎเหล่านี้ กองทัพอาจเสี่ยงต่อห่วงโซ่การบังคับบัญชาและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

การแลกเปลี่ยนและการคุ้มครอง: แม้ว่าศัตรูจะไม่ปฏิบัติตามกฎทุกข้อ แต่การยึดมั่นในกฎเหล่านั้นเป็นพื้นฐานในการเรียกร้องให้ฝ่ายเขาปฏิบัติต่อบุคลากรที่ถูกจับหรือได้รับบาดเจ็บเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังทำให้การสร้างพันธมิตรระหว่างประเทศง่ายขึ้น เนื่องจากพันธมิตรมีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมกับฝ่ายที่เคารพบรรทัดฐานระหว่างประเทศมากขึ้น

ความชอบธรรมภายในประเทศ: ในระบอบประชาธิปไตย กองทัพต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากประชาชนผู้เสียภาษี รายงานเกี่ยวกับการกระทำโหดร้ายที่แพร่หลายจะกัดกร่อนการสนับสนุนนั้น ทำให้การปฏิบัติการในระยะยาวเป็นไปไม่ได้ในทางการเมือง

เสถียรภาพหลังความขัดแย้ง: การ "ชนะสันติภาพ" จะยากขึ้นอย่างมากหากประชากรที่คุณพยายามสร้างเสถียรภาพมองว่ากองกำลังของคุณไร้กฎหรือเป็นผู้รุกราน การปฏิบัติตามกฎหมายสงครามจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่การปกครองราบรื่นยิ่งขึ้น

เสาหลักทั้งสี่ของกฎหมายว่าด้วยการสู้รบ (LOAC)

เพื่อให้เข้าใจว่ากฎหมายเหล่านี้ทำงานอย่างไรในภาคสนาม โดยทั่วไปแล้วจะมีการกรองผ่านหลักการหลักสี่ประการ:

  • การแยกแยะ ทหารต้องแยกแยะระหว่างนักรบและพลเรือน
  • ความสมดุล ความสูญเสียชีวิต/ทรัพย์สินที่คาดว่าจะเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจนั้น ต้องไม่มากเกินไปเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ทางทหารที่ได้รับอย่างเป็นรูปธรรม
  • ความจำเป็นทางทหาร การกระทำต้องจำกัดอยู่เฉพาะที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางทหารที่ชอบด้วยกฎหมาย
  • ความทุกข์ทรมานที่ไม่จำเป็น ห้ามใช้อาวุธที่ออกแบบมาเพื่อก่อให้เกิดการบาดเจ็บเกินความจำเป็น (เช่น สารเคมี)

เมื่อผู้นำล้มเหลวในการบังคับใช้กฎระเบียบเหล่านี้ ผลที่ตามมาไม่ใช่ "ประสิทธิภาพที่มากขึ้น" แต่มักจะเป็นความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์ ความรุนแรงที่ไร้การควบคุมมีแนวโน้มที่จะปลุกระดมประชากรในท้องถิ่น ทำให้เกิดกลุ่มกบฏมากกว่าที่กองทัพจะกำจัดได้ ดังที่ Schake ชี้ให้เห็น การละเลยกฎระเบียบเหล่านี้ไม่ได้ทำให้กองทัพ "แข็งแกร่งขึ้น" แต่กลับทำให้กองทัพขาดระเบียบวินัยและอ่อนแอต่อความพ่ายแพ้ในระยะยาวมากขึ้น


(Google Gemini)