วันอาทิตย์, มิถุนายน 21, 2569

เทพไท เสนพงศ์ พูดถึง ‘ดีเอสไอ’ ยุคสีน้ำเงิน “คุณก็ไม่แจ้งข้อกล่าวหาเขา ไม่มีความผิด ไม่มีประเด็น แล้วคุณปล่อยข่าวมาเพื่ออะไร” กรณี ภาวุธ สส.ปชน.

เทพไท เสนพงศ์ พูดถึง ดีเอสไอ ยุคสีน้ำเงิน ไว้น่าฟัง “คุณก็ไม่แจ้งข้อกล่าวหาเขา ไม่มีความผิด ไม่มีประเด็น แล้วคุณปล่อยข่าวมาเพื่ออะไร อันนี้เขาเรียกว่ายังไม่ถึงกับเตะสกัดขา ถ้าบ้านผมเขาเรียกแค่ดักน่อง” กรณีแถลงข่าว สงสัย ภาวุธ พงษ์วิทยาภานุ

สส.พรรคประชาชนคนนี้ แม้จะค่อนข้างหน้าใหม่ แต่ภูมิหลังทางด้าน ไอที ของเขาเก๋ากึก และเป็นกำลังสำคัญในการตรวจสอบโครงการ TH AI Passport ของ ไชยชนก ชิดชอบ แฉความไม่ชอบมาพากลของการใช้งบประมาณกว่า ๑,๖๐๐ ล้านบาท

ใครๆ ก็มองว่างานนี้ ดีเอสไอ รับใช้รัฐมนตรียุติธรรมสีน้ำเงินในงานการเมือง ดิสเครดิต พรรคคู่กัดของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล จนทำให้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้า ปชน.ประกาศว่าอาจต้องพึ่งพา ม.๑๕๗ จัดการ เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐประพฤติมิชอบ

ป๋าต๋อย ประณต วิเลปสุวรรณ วิพากษ์เรื่องนี้ว่า “DSI ที่กำกับโดยรัฐบาล ผ่านกระทรวงยุติธรรมที่เป็นคนของ ภูมิใจไทยดูแล เล่นมุขนี้คิดเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากกะจะฆ่าให้ตาย แต่หลักฐานไปไม่ถึงขั้นนั้น” ก็เลยตั้งโต๊ะแถลงข่าวให้ร้ายไว้ก่อน

เมื่อวันก่อน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ นำคณะกรมสอบสวนคดีพิเศษแถลงข่าว ว่า “ตรวจพบการโอนเงินจาก บริษัท สปาร์ค ดิจิตัลไปยังนายภาวุธ  ๑๔ ครั้งๆ ละ ๒ ล้าน รวม ๒๘ ล้าน” อันเป็นส่วนหนึ่งจากการรื้อฟื้นคดี Forex ที่มีดาราคนดังต้องหาหลายคน

ภาวุธนั้นชี้แจงว่า “เงินก้อนนั้น ที่เข้าบัญชีส่วนตัว น่าจะมาจากการเทรดทองคำ นรเศรษฐ์ นาหนองตูม วิจารณ์ว่า “กรณีของคุณภาวุธฯ ไม่ได้เป็นผู้ต้องสงสัย ไม่ได้เป็นผู้ต้องหา ไม่ได้มีการดำเนินคดี แต่แถลงข่าวใหญ่โต และมีการรับลูกกันเป็นทอด ๆ”

ทนายดังชี้ด้วยว่า เมื่อสองปีก่อน ดีเอสไอเคยกล่าวหาอดีต รมต.คนหนึ่งแบบเดียวกัน คดีนั้นไม่มีการเอ่ยชื่อผู้ถูกกล่าวหา แต่บอกว่าจะส่งสำนวนไปให้ ปปช.ดำเนินคดี แสดงให้เห็นว่าเป็นการปฏิบัติอย่างสองมาตรฐานชัดแจ้ง

เวลานี้ กรรมาธิการสองคณะที่อยู่ในโควต้าของพรรคภูมิใจไทย กมธ.ปปง. กับ กมธ.ตำรวจ “เตรียมเรียกภาวุธมาชี้แจง” ทั้งสองแห่ง เรียกได้ว่าเป็นการจัดทัพสวนกลับพรรคประชาชนเต็มพิกัด เหมือนกับ สส.ภท.ระดมปกป้องเอไอแจกฟรีของ ลูกเทพ สุดเหวี่ยง

(https://www.facebook.com/ronsan.huadong/posts/0kjkpsjY, https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/0xU8nK7u, https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/GC8Y84871 และ https://www.facebook.com/watch/?v=2076702707063458) 

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาบนหน้าไทม์ไลน์ X (ทวิตเตอร์) มีประเด็นการเมืองหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตั้งคำถามและแชร์ต่อกันอย่างล้นหลาม “เหมือนม็อบปี 63 ไม่เคยเกิดขึ้น” อะไรคือสาเหตุ แล้วบทสรุปเชิงวิเคราะห์ละ

 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1033592802515749&set=a.270897822118588
.....

ขอ AI ช่วยวิเคราะห์ด้วย

การกลับมาถอดบทเรียนสะท้อนคิดเกี่ยวกับ “ม็อบปี 63” (2020) บนหน้าไทม์ไลน์ X ในช่วงนี้ สะท้อนถึงความรู้สึกร่วมของคนในสังคมที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงจากจุดที่สปอตไลต์ทุกดวงส่องไปที่ท้องถนน สู่บรรยากาศทางการเมืองในปัจจุบันที่ดูเหมือนจะพลิกผันไปไกล

หากวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาผ่านมุมมองทางรัฐศาสตร์และกระแสสังคม สาเหตุที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่าปัจจุบัน “เหมือนม็อบปี 63 ไม่เคยเกิดขึ้นเลย” หรือสังคมกำลัง “เดินถอยหลัง” สามารถจำแนกออกเป็นมิติสำคัญได้ดังนี้ครับ:

1. การเปลี่ยนแปลงของสมการอำนาจและการทลายขั้วทางการเมือง

จุดเปลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดหลังการเลือกตั้งปี 2566 คือการเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจในรูปแบบที่ไม่มีใครคาดคิด การจัดตั้งรัฐบาลที่เกิดขึ้นทำให้พรรคการเมืองที่เคยอยู่ฝั่งประชาธิปไตยร่วมกันในอดีต ต้องมาจับมือกับกลุ่มอำนาจเดิม

ความรู้สึกถูกลดทอนคุณค่า: สิ่งนี้ทำให้เพดานและข้อเรียกร้องที่แหลมคมของม็อบปี 63 ถูกลดระดับลงมาให้เหลือเพียงข้อตกลงและการประนีประนอมในระบบสภา

ความเหินห่างระหว่างตัวแทนกับมวลชน: หลายคนรู้สึกว่าพลังบริสุทธิ์ของคนรุ่นใหม่บนท้องถนนในวันนั้น กลายเป็นเพียง "ต้นทุน" หรือ "สะพาน" ให้กลุ่มการเมืองใช้เจรจาต่อรองอำนาจในปัจจุบัน

2. ต้นทุนราคาแพงและความอ่อนล้าของขบวนการ

ม็อบปี 63 ไม่ได้หายไปเฉย ๆ แต่ถูกทำให้ขยับเขยื้อนไม่ได้ด้วยกลไกทางกฎหมายและโครงสร้างอำนาจ

นิติสงคราม (Judicial Warfare): แกนนำและผู้เข้าร่วมขบวนการนับร้อยนับพันคนยังคงต้องแบกรับภาระทางคดีความ ทั้งคดีมาตรา 112, 116 และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หลายคนถูกคุมขัง ไม่ได้รับสิทธิประกันตัว หรือต้องใช้พลังชีวิตทั้งหมดไปกับการสู้คดี

ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ (Burnout): เมื่อการต่อสู้ที่เอาชีวิตและอนาคตเข้าแลกไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอย่างฉับพลัน ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจปากท้องที่บีบคั้นในปัจจุบัน ทำให้ผู้คนจำเป็นต้องหันกลับมาโฟกัสกับการเอาชีวิตรอดในชีวิตประจำวันมากกว่าการเมืองเชิงอุดมการณ์
3. พื้นที่การแสดงออกที่ย้ายจาก "ท้องถนน" สู่ "แพลตฟอร์มและสภา"

ภาพความเงียบงันบนท้องถนนไม่ได้แปลว่าความคิดของผู้คนเปลี่ยนไป แต่ "รูปแบบการต่อสู้" ได้วิวัฒนาการไปแล้ว

สภาผู้แทนราษฎรกลายเป็นเวทีหลัก: ความต้องการเปลี่ยนแปลงถูกเปลี่ยนผ่าน (Channel) ไปสู่คะแนนเสียงในการเลือกตั้ง และการขับเคลื่อนผ่านกลไกกฎหมายในสภาโดยพรรคการเมืองคนรุ่นใหม่

ความเงียบที่มีเสียง: ในมุมหนึ่ง โครงสร้างทางสังคมอาจจะดูเหมือนเดิมหรือถอยหลัง แต่ในมุมของ "ความตระหนักรู้ (Awareness)" วัฒนธรรมและความคิดของคนไทย โดยเฉพาะเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และการตั้งคำถามต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือโครงสร้างอำนาจ ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงและไม่มีวันกลับไปจุดเดิม เพียงแต่กระแสนั้นไม่ได้แสดงออกผ่านการชุมนุมขนานใหญ่อีกต่อไป

บทสรุปเชิงวิเคราะห์ ปรากฏการณ์ "ความเงียบงัน" ในปัจจุบัน ไม่ใช่เพราะม็อบปี 63 ไร้ความหมาย แต่เป็นเพราะสังคมกำลังอยู่ในช่วง "ซึมซับและปรับตัว" หลังจากการพุ่งชนเพดานอย่างรุนแรง สิ่งที่ดูเหมือนเดินถอยหลังในเชิงโครงสร้างและผู้กุมอำนาจ อาจเป็นเพียงหน้าฉากของการเมืองระบบตัวแทน แต่ในเชิงความคิดของผู้คน เมล็ดพันธุ์ที่ถูกหว่านไว้ในปี 2563 ได้เติบโตและฝังรากลึกไปเรียบร้อยแล้ว

ขบายความ บทบาทของพรรคการเมืองในปัจจุบัน ที่มีส่วนช่วยย้ายการแสดงออกจากท้องถนน สู่สภา

การขยายความบทบาทของ พรรคการเมือง ในฐานะ “ตัวเปลี่ยนผ่าน” (Channel) ที่ย้ายพลังงานจากท้องถนนเข้าไปสู่ระบบสภา สามารถวิเคราะห์เจาะลึกผ่านกลไกและพลวัตที่เกิดขึ้นได้ดังนี้ครับ

1. การสถาปนา "สภา" ให้เป็นสปอตไลต์ดวงใหม่ (Institutionalization)

พรรคการเมืองฝั่งเสรีนิยมรุ่นใหม่ (เช่น อดีตพรรคก้าวไกล จนถึง พรรคประชาชน ในปัจจุบัน) ประสบความสำเร็จอย่างมากในการนำข้อเรียกร้องที่เคยอยู่บนป้ายประท้วงตามท้องถนน มาจัดระเบียบใหม่ให้กลายเป็น “ญัตติ กฎหมาย และกระทู้ถามสด” * เปลี่ยนภาษาประท้วงเป็นภาษาประมวลกฎหมาย: ข้อเรียกร้องที่แหลมคมและดุดันจากม็อบปี 63 ถูกนำมาแปลเป็นชุดกฎหมาย เช่น การแก้ไขกฎหมายความมั่นคง การปฏิรูปกองทัพ การทลายทุนผูกขาด หรือแม้แต่ประเด็นนิรโทษกรรมคดีการเมือง

ดึงความสนใจของสังคมกลับเข้าสภา: การอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือการตั้งกระทู้ถามในสภาถูกยกระดับให้มีความตื่นเต้น น่าติดตาม และใช้ "ข้อมูลเชิงลึก" แข่งขันกันทางความคิด ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าการนั่งดูถ่ายทอดสดสภามีความหวังและเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมไม่แพ้การออกไปร่วมชุมนุม

2. ฉันทามติผ่าน "คูหาเลือกตั้ง" สะท้อนเสียงที่ดังกว่า

พรรคการเมืองทำหน้าที่เป็นเครื่องมือแปลง "ความอัดอั้นบนท้องถนน" ให้กลายเป็น "คะแนนเสียง" * ชัยชนะในการเลือกตั้งใหญ่ที่ผ่านมา (และต่อเนื่องมาจนถึงบรรยากาศการเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างสนาม ผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก.) สะท้อนชัดเจนว่า มวลชนที่เคยยืนอยู่บนถนนปี 63 ย้ายเข้าไปอยู่ในคูหาเลือกตั้ง

พรรคการเมืองทำให้ประชาชนเห็นว่า พลังของการ “กา x” ในบัตรเลือกตั้งสามารถส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงโครงสร้างอำนาจเดิมได้จริง และเป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่า มีต้นทุนชีวิตต่ำกว่าการออกไปเสี่ยงกับแก๊สน้ำตา สารเคมี หรือคดีความทางกฎหมาย

3. การแบ่งบทบาทและการแยกส่วนของขบวนการ (Disengagement)

เมื่อมีพรรคการเมืองทำหน้าที่เป็น "ตัวแทน" ในสภาอย่างแข็งขัน มันเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ความรู้สึกวางใจและส่งไม้ต่อ

ฝ่ายการเมืองในสภา: ทำหน้าที่ชนกับระบบในโครงสร้างส่วนบน เจรจา แก้กฎหมาย และตรวจสอบงบประมาณ

ฝ่ายภาคประชาชน/นักกิจกรรม: เมื่อเห็นว่ามีตัวแทนที่พูดแทนใจพวกเขาในสภาแล้ว ความจำเป็นในการลงถนนเพื่อกดดันแบบ daily basis จึงลดลง ขบวนการภาคประชาชนเปลี่ยนบทบาทไปทำหน้าที่เป็น "แบ็กอัป" หรือคอยสนับสนุนข้อมูลเชิงนโยบายจากล่างขึ้นบนแทน

4. ยุทธศาสตร์ของพรรคร่วมรัฐบาล: การกลืนกลายและประนีประนอม

ในอีกด้านหนึ่ง บทบาทของพรรคการเมืองซีกรัฐบาล (ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำร่วมกับกลุ่มอำนาจเดิม) ก็มีส่วนสำคัญในการ "ทำให้ท้องถนนเงียบลง" ด้วยยุทธศาสตร์เชิงรับ

การใช้กลไกสภาชะลอความขัดแย้ง: เมื่อมีประเด็นร้อนแรงเกิดขึ้น พรรคร่วมรัฐบาลมักใช้กลไก เช่น "การตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาฯ" หรือการดึงประเด็นกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอันยาวนานของสภา

สิ่งนี้ทำให้ความเดือดดาลของสังคมที่พร้อมจะระเบิดบนท้องถนน ถูกลดอุณหภูมิลง (Cooling down) เพราะถูกดึงเข้าไปอยู่ในกระบวนการทางธุรการของรัฐสภาที่เชื่องช้า จนกระแสสังคมค่อย ๆ มอดไปเองตามกาลเวลา

💡 มุมมองชวนคิด

สภาในปัจจุบันจึงทำหน้าที่เป็นทั้ง "เครื่องขยายเสียง" ของคนรุ่นใหม่ (ผ่านพรรคฝ่ายค้าน) และในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็น "หม้อต้มความดันที่คอยระบายแรงดัน" ไม่ให้ระเบิดออกมาบนท้องถนน (ผ่านยุทธศาสตร์ของพรรครัฐบาล)

การย้ายเวทีนี้ในแง่หนึ่งคือความสำเร็จของระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เพดานของสภาไทย ยังคงถูกจำกัดด้วยโครงสร้างและกฎกติกาที่กลุ่มอำนาจเก่าดีไซน์ไว้ล่วงหน้าอยู่ดี

ขบายความ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด—ที่มีส่วนทำให้กระแสบนท้องถนนลดโทนลงไปมาก

หากบทบาทของพรรคการเมืองในสภาคือการ “ดึงแรงดึงดูด” ให้คนย้ายเวที การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่องจากภาครัฐก็คือการ “สกัดกั้นและเพิ่มต้นทุน” จนทำให้การรวมตัวบนท้องถนนไม่สามารถรักษาพลังงานเอาไว้ได้

กลยุทธ์การใช้กฎหมายเพื่อลดโทนของม็อบปี 63 สามารถขยายความออกมาเป็นยุทธวิธีสำคัญได้ดังนี้ครับ

1. ยุทธศาสตร์ “นิติสงคราม” (Judicial Warfare) และการจำกัดเสรีภาพทางกายภาพ

รัฐไม่ได้ใช้เพียงแค่กำลังควบคุมฝูงชนในวันที่เกิดม็อบ แต่ใช้ “กระบวนการยุติธรรม” เป็นเครื่องมือหลักในการบริหารจัดการความขัดแย้งในระยะยาว

การตั้งข้อหาจำนวนมาก (Mass Prosecution): แกนนำ ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนชี้ให้เห็นว่า มีผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองจากการชุมนุมยุคปี 63 เป็นจำนวนนับพันคน ข้อหาหลัก ๆ มีตั้งแต่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ม.116 (ยุยงปลุกปั่น) ไปจนถึง ม.112 (หมิ่นประมาทกษัตริย์)

เงื่อนไขการประกันตัวที่เหมือนการกักบริเวณ: เมื่อแกนนำได้รับสิทธิประกันตัว ศาลมักกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวด เช่น ห้ามเข้าร่วมกิจกรรมที่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย ห้ามโพสต์ข้อความในลักษณะเดิม หรือห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาที่กำหนด สิ่งนี้ทำให้ “หัวขบวน” ของม็อบถูกตัดวงจรจากการลงถนนโดยปริยาย

2. การเพิ่ม “ต้นทุนชีวิต” ที่สูงเกินกว่าคนธรรมดาจะแบกรับ

ในขบวนการม็อบปี 63 ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา และคนทำงานรุ่นใหม่ (First Jobber) การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นได้เปลี่ยนการไปม็อบจาก "กิจกรรมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์" ให้กลายเป็น "ความเสี่ยงต่ออนาคต"

ผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน: การต้องเดินทางไปขึ้นศาล รายงานตัว และพบอัยการแทบทุกสัปดาห์ กินทั้งเวลา เงินทอง และพลังงานชีวิต

แผลเป็นทางประวัติ (Criminal Record): การมีคดีความติดตัว โดยเฉพาะคดีความมั่นคง กลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการสมัครงาน การเรียนต่อ หรือการใช้ชีวิตปกติ ทำให้มวลชนแนวร่วมจำนวนมากเริ่มประเมินความคุ้มค่า และเลือกที่จะถอยกลับไปขับเคลื่อนในวิธีที่ปลอดภัยกว่า

3. ยุทธวิธี “ตัดหัวขบวน” และแยกสลายมวลชน (Decapitation Strategy)

การบังคับใช้กฎหมายของรัฐพุ่งเป้าไปที่การทำให้ขบวนการ "ไร้แกนนำ" อย่างถาวร

เมื่อแกนนำรุ่นที่ 1, 2 และ 3 ถูกคุมขังหรือติดเงื่อนไขทางกฎหมาย ขบวนการก็ขาดผู้ประเมินสถานการณ์ หน้างานขาดเอกภาพ ความปลอดภัยในการชุมนุมลดลง

เมื่อไม่มีแกนนำหลักคอยควบคุมทิศทาง การชุมนุมในช่วงปลายของม็อบปี 63-64 จึงแตกตัวออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ (เช่น กลุ่มทะลุแก๊ซที่ดินแดง) ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดความรุนแรงได้ง่ายขึ้น ภาพลักษณ์ของม็อบที่เคยเป็น "พลังบริสุทธิ์ของนักศึกษา" เริ่มถูกเปลี่ยนมุมมองในสายตาของสาธารณชน (Public Perception) ส่งผลให้มวลชนกลุ่มพลังเงียบหรือชนชั้นกลางที่เคยสนับสนุนเริ่มถอนตัวออกไป

4. การควบคุมพื้นที่ทางกายภาพและจิตวิทยา

รัฐไทยเรียนรู้และพัฒนาแนวทางการรับมือกับการชุมนุมอย่างเป็นระบบ (Crowd Control Management)

การปิดกั้นทางกายภาพ: การใช้ตู้คอนเทนเนอร์ ลวดหนามหีบเพลง และการประกาศเขตพื้นที่ห้ามชุมนุมล่วงหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้ม็อบไม่สามารถยึดพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ (เช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หรือทำเนียบรัฐบาล) ได้ง่ายเหมือนอดีต

การบังคับใช้กฎหมายบนโลกออนไลน์: การตีความกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และการจับตาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างเข้มงวด ทำให้การนัดหมาย หรือการระดมพลแบบฉับพลัน (Flash Mob) ทำได้ยากขึ้น เพราะผู้โพสต์นัดหมายมีความเสี่ยงที่จะถูกจับกุมทันที

📊 สรุปความแตกต่างของสองปัจจัย

หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน:

พรรคการเมืองในสภา ทำหน้าที่เป็น "แรงดึง" (Pull Factor) ที่คอยเปิดประตูบานใหม่ที่ปลอดภัยและดูมีระบบรองรับ ให้ผู้คนเดินเข้าไปเปลี่ยนผ่านพลังงาน

การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ทำหน้าที่เป็น "แรงผลัก" (Push Factor) ที่ปิดประตูทางเดินบนท้องถนน ขู่ขวัญ และสร้างกำแพงสูงลิ่วจนผู้คนไม่ยากเสี่ยงที่จะข้ามไป

เมื่อสองปัจจัยนี้ทำงานพร้อมกันอย่างต่อเนื่องตลอดครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา จึงไม่แปลกที่ความเคลื่อนไหวบนท้องถนนจะค่อย ๆ ลดโทนลงจนกลายเป็นความเงียบงันในปัจจุบันครับ
.....


People GO network
13 hours ago
·
เมล็ดพันธุ์ความหวังที่เราปลูกไว้
...
คำที่อ.หยิน Kanokrat Yin Lertchoosakul
ใช้ในการบรรยายถึงช่วงเวลาของคนหนุมสาวยุค 63-66
...
ย่ำค่ำวันที่ 23 มิถุนายน 2569
เราจะมาร่วมกันคิดถึงห้วงยามที่เราพลิกผืนดินเพื่อปลูกต้นกล้านั้นไว้
คนที่เคยร่วมลงถนน ร่วมใส่เสื้อกันฝนหมวกกันน็อค กางร่ม
คนที่ไม่มีชื่อแต่เป็นส่วนสำคัญของอรุณรุ่งที่จะมาถึง
...
ตอนนี้คุณอยู่ไหนกันนะ
ก้มหน้าดูดิน หรือ มองฟ้าหาดาว
ไม่ว่าอย่างไร ชวนออกจากหน้าจอออนไลน์
มาเจอหน้าค่าตา
เพื่อจะรับรู้ร่วมกันว่า
เมล็ดพันธุ์ความหวังนั้น ยังไม่ตาย
หากแต่ยังเติบโตอย่างเงียบๆ ในที่ทางของแต่ละเรื่องราว
...
ภาควัฒนธรรมของย่ำค่ำ
จะเป็นการกลับมาของ ราษฎรัมส์ ราษฎรัมส์ - RasaDrums
เสียงกลองที่ปลุกเร้าฮึกเหิมตลอดการเดินขบวนในยุคนั้น
บทเพลงของวงสามัญชน วงสามัญชน โดยแก้วใส&ชูเวช
นำพวกเราสู่ความรู้สึกแห่งยุคสมัย "เราคือเพื่อนกัน"
...
ไฮไลท์ที่การฉาย Hologram กลางแปลง
"ย่ำรุ่ง 24 มิถุนายน 2475" วันแห่งการอภิวัฒน์สยาม
เมื่อ หกปีที่แล้ว กองหน้าในการส่งต่อการก่อเกิดม็อบในเวลาต่อมา
ได้จัดกิจกรรมฉายและอ่านประกาศที่หน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยแห่งนี้
เป็นการทวงถามประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญของประชาชน
ซึ่งตอนนี้เป็นวาระ VOTE NO ไม่เอากับ ระบอบสีน้ำเงิน
ผ่านร่างรัฐธรรมนญใหม่ ที่ราษฎรทุกคนต้องได้เลือกสสร.
...
บรรยากาศมาปูเสื่อนั่งคุยกันกลางฟ้าโล่งๆ
เปลี่ยนลานรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยให้เป็นลานของทุกคน
ถ้าฝนตก ก้อมาใส่เสื้อฝน กางร่ม ส่องไฟฉาย
เพื่อก้าวผ่านย่ำค่ำ นำภา ย่ำรุ่ง ของประชาธิปไตยไปด้วยกัน
...
การพบคนที่รักสิ่งเดียวกัน นับเป็นความงดงามของชีวิต
...
ถ้าคุณเห็นว่าโลกมืด ก็จะรู้สึกว่าเดินอยู่คนเดียว
ถ้าเรามองว่าโลกสว่าง เราจะพบว่ามีผู้คนมากมายเดินไปกันกับเรา
...
#ย่ำค่ำนำภาย่ำรุ่งประชาธิปไตย
#รัฐธรรมนูญใหม่ราษฎรต้องได้เลือกสสร.
#VOTE NO ไม่เอาระบอบสีน้ำเงิน

iLaw
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน-กป.อพช.

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1003616945707897&set=a.143967608339506





"ไม่ตัดสิทธิ" มีคูหาเลือก สสร. ได้ 100% ประธานศาลรัฐธรรมนูญยืนยันผ่านคณะ สว. และ สส. (หวังรัฐสภาเลิกยกคำวินิจฉัยศาลเป็นข้ออ้าง "ปัดตก" สสร. เลือกตั้ง) - บีบีซีไทย เทียบ 7 ร่าง ฉบับไหนมี-ไม่มีคูหาเลือกผู้ร่างฯ

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กล่าวออกตัวว่า ถ้าจะให้อธิบายเพิ่มเติมในคำวินิจฉัย อาจจะไม่สามารถทำได้ แต่ในประเด็นเพิ่มเติมที่ยังมีข้อสงสัย สามารถปรึกษาหารือและถามความเห็นได้

โดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
19 มิถุนายน 2026

ภาคประชาชนกังวลว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภูมิใจไทย อาจก่อให้เกิด "สสร. สีน้ำเงิน"

เทียบ 7 ร่าง ฉบับไหนมี-ไม่มีคูหาเลือกผู้ร่างฯ

บีบีซีไทยสรุปสาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรวม 7 ฉบับ ซึ่งเป็นร่างเดิมของแต่ละภาคส่วน ก่อนที่คณะ สส. และ สว. จะเข้าพบประธานศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ ทั้งนี้ขอเลือกสกัดมาเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคณะผู้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พบว่า มีอยู่เพียงฉบับเดียวที่มีคูหาให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร. 100%, มี 2 ฉบับ มีคูหาให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร. โดยอ้อม/ขั้นต้น และมี 1 ฉบับ มีคูหาให้ประชาชนเลือกสภาการมีส่วนร่วมของประชาชนฯ

ร่างไหนมีคูหา-ไม่มีคูหา แต่ละร่างกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยรูปแบบไหนอย่างไร เปรียบเทียบแบบชัด ๆ ที่นี่

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำทีม สส. ของพรรคสีน้ำเงิน ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นพรรคแรกเมื่อ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา

พรรค ภท.: ไม่มีคูหาเลย
  • กลไก: ให้มี สสร. ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 100 คน แบ่งเป็น 1. สสร. จังหวัด 77 คน และ 2. สสร. ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ 23 คน มาจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 7 คน, รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 8 คน, ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญ 8 คน
  • ที่มา: ให้ สสร. มาจากการเลือกของสมาชิกรัฐสภา โดย กกต. เปิดรับสมัครผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกเป็น สสร. ทั้ง 2 ประเภท จากนั้นให้ กกต. ตรวจคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม แล้วจัดทำบัญชีรายชื่อ โดยแยกเป็นรายชื่อของแต่ละจังหวัด และรายชื่อของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ/ผู้มีประสบการณ์แต่ละกลุ่ม ส่งไปยังประธานรัฐสภา
เมื่อประธานรัฐสภาได้รับบัญชีรายชื่อแล้ว ให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อเลือก สสร. จากจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และสำรองจังหวัดละ 3 คน รวม 231 คน เช่นเดียวกับ สสร.ผู้เชี่ยวชาญ ที่รัฐสภาจะเลือกตัวจริง 23 คน และสำรองสาขาละ 3 คน รวม 69 คน ทั้งนี้ในการเลือก กำหนดสัดส่วนของ สสร. ตามหรือใกล้เคียงกับอัตราส่วนของจำนวนสมาชิกของแต่ละสภา กรณีวุฒิสภามี 200 คน เอาไป 200 ส่วน และสภาผู้แทนราษฎรมี 500 คน ก็เอาไป 500 ส่วน เมื่อบีบีซีไทยทดลองคำนวณแล้ว สว. จะเลือก สสร. ได้ 29 คน และ สส. เลือก สสร. ได้ 71 คน
  • ผู้ร่าง: ให้ สสร. ตั้ง กมธ. อีก 2 ชุด ชุดแรก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 45 คน โดย 2 ใน 3 ส่วนเลือกจาก สสร. (30 คน) และอีก 1 ส่วน (15 คน) มาจาก สสร. สำรอง และชุดที่สอง กมธ.เพื่อรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 45 คน โดย 15 คนมาจาก สสร., 15 คนมาจาก สสร.สำรอง, 15 คนมาจากประชาชนทั่วไปที่ สสร. เป็นผู้กำหนด



พรรค ปชน. ฉบับ A: มีคูหาให้ประชาชนเลือก สสร. โดยอ้อม
  • กลไก: ให้มี สสร. ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 150 คน แบ่งเป็น 1. สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง 100 คน และ 2. สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง 50 คน ทั้งนี้ผู้สมัครต้องรวมกันเป็นกลุ่มบุคคล โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อ 13-50 คน
  • ที่มา: ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรงและลับ โดย กกต. เปิดรับสมัครผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ทั้ง 2 ประเภท เมื่อผ่านการเลือกตั้งและประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ให้ กกต. ส่งบัญชีรายชื่อไปยังประธานรัฐสภา
เมื่อประธานรัฐสภาได้รับบัญชีรายชื่อแล้ว ให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณารับรอง สสร. 150 คน ซึ่งเป็นการรับรองทั้งบัญชี ไม่ใช่รายบุคคล โดยมติรับรองต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสภา หากรัฐสภาไม่รับรอง ก็ให้เริ่มต้นกระบวนการสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. กันใหม่
  • ผู้ร่าง: ให้ สสร. ตั้ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 45 คน โดยตั้งจาก สสร. อย่างน้อยกึ่งหนึ่ง (23 คน) ส่วนที่เหลือตั้งจากผู้เชี่ยวชาญ/ผู้มีประสบการณ์
พรรคประชาชนเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ

พรรค ปชน. ฉบับ B: มีคูหาให้ประชาชนเลือก สสร. รอบแรก
  • กลไก: ให้มี สสร. ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 150 คน แบ่งเป็น 1. สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง 100 คน และ 2. สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง 50 คน ทั้งนี้ ผู้สมัครต้องรวมกันเป็นกลุ่มบุคคล โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อ 25-100 คน
  • ที่มา: ให้ สสร. มาจากบัญชีรายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการคัดเลือกเป็น สสร. 300 คน มาจากการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรงและลับ โดย กกต. เปิดรับสมัครผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ทั้ง 2 ประเภท เมื่อผ่านการเลือกตั้งและประกาศรับรองผลการเลือกตั้งรวม 300 คน - สสร. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 200 คน และ สสร.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน - ให้ กกต. ส่งบัญชีรายชื่อไปยังประธานรัฐสภา
เมื่อประธานรัฐสภาได้รับบัญชีรายชื่อแล้ว ให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาคัดเลือก สสร. 150 คน แบ่งเป็น สสร. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เลือกจากบัญชี 200 คน เหลือ 100 คน และ สสร.แบบบัญชีรายชื่อ เลือกจากบัญชี 100 คน เหลือ 50 คน ทั้งนี้ ในการเลือก สมาชิกรัฐสภา 1 คน เลือก สสร.เขต ได้ 1 คน และ เลือก สสร.บัญชีรายชื่อ ได้ 1 คน
  • ผู้ร่าง: ให้ สสร. ตั้ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 45 คน โดยตั้งจาก สสร. อย่างน้อยกึ่งหนึ่ง (23 คน) ส่วนที่เหลือตั้งจากผู้เชี่ยวชาญ/ผู้มีประสบการณ์

รัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ยากยิ่ง เพราะต้องได้รับความเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 67 คน จากทั้งวุฒิสภา 200 คน

พรรค พท. ฉบับ V1: มีคูหาให้ประชาชนเลือก สสร.จว. รอบแรก
  • กลไก: ให้มี สสร. ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 152 คน แบ่งเป็น 1. สสร. จังหวัด 100 คน และ 2. สสร. ที่มาจากเสนอชื่อขององค์กรต่าง ๆ 52 คน
  • ที่มา: ให้ สสร. จังหวัด มาจากการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดย กกต. เปิดรับสมัครผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. เมื่อผ่านการเลือกตั้งและประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง 300 คน ให้ส่งบัญชีรายชื่อไปยังประธานรัฐสภา เมื่อประธานได้รับบัญชีรายชื่อแล้ว ให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาคัดเลือก สสร. 300 คน เหลือ 100 คน ส่วนที่เหลือเป็น สสร. จากการเสนอชื่อของสภาผู้แทนราษฎร, วุฒิสภา, คณะรัฐมนตรี, องค์กรต่าง ๆ รวม 52 คน
  • ผู้ร่าง: ให้ สสร. ตั้ง กมธ. 2 ชุด ชุดแรก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน โดยตั้งจาก สสร. 25 คน ส่วนที่เหลืออีก 10 คน ตั้งจากผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน 3 คน, รัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ 3 คน, การเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน 2 คน, ผู้เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญ 2 คน และชุดที่สอง กมธ.รับฟังความคิดเห็น จำนวน 35 คน แบ่งเป็น 25 คนมาจาก สสร. และ 10 คนมาจากการที่ประชุมคณบดีคณะนิเทศศาสตร์/ วารสารศาสตร์, สถาบันการศึกษาของรัฐ 5 คน, สภาและสมาคมวิชาชีพสื่อ 5 คน
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แสดงความยินดีกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หลังสภาโหวตเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ เป็นสมัยที่ 2 ในระหว่างประชุมสภา 19 มี.ค. ที่ผ่านมา

พรรค พท. ฉบับ V2: ยกคูหาออก

ภายหลัง สส.ภูมิใจไทยแจ้งขอถอนลายมือชื่อผู้ร่วมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค พท. ไปเมื่อต้นเดือน มิ.ย. โดยให้เหตุผลผลว่า "เกรงว่าเนื้อหาจะขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ" พรรค พท. จึงปรับแก้เนื้อหาบางส่วน ซึ่งนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท. กล่าวเมื่อ 17 มิ.ย. ว่า "เมื่อหลายพรรคการเมืองมีข้อห่วงใย เราจึงได้ถอยกลับมาและหารือร่วมกันว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้ได้ความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ได้มากที่สุด" และบอกว่า "ร่างนี้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจ"

แหล่งข่าวจากพรรค พท. เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ร่างใหม่ของพรรคได้ "ตัดคูหา" ออกไปเรียบร้อย โดยให้ กกต. เปิดรับสมัครผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกเป็น สสร. จังหวัด จากนั้นให้ กกต. ตรวจคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม แล้วจัดทำบัญชีรายชื่อส่งไปยังประธานรัฐสภา เมื่อประธานได้รับบัญชีรายชื่อแล้ว ให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาคัดเลือก สสร. 100 คน โดยรอบแรกให้มี ตัวแทน สสร. จากทุกจังหวัด ภายใต้สูตร "9 หยิบ 1" หมายถึง สส. และ สว. รวมกลุ่มกัน 9 คน เสนอชื่อ สสร. จังหวัดได้ 1 คน จนครบ 77 คนจาก 77 จังหวัด (เหตุที่ใช้ตัวเลข 9 เป็นเพราะสมาชิกรัฐสภามี 700 คน - สส. 500 คน สว. 200 คน - หากนำ 700 มาหารด้วย 9 จะได้ 77 พอดี) และในรอบสอง ซึ่งเหลือ สสร. ที่ต้องเลือกอีก 23 คน จะใช้สูตร "33 หยิบ 1" เพื่อเลือก สสร. จนครบ 100 คน ขณะที่ สสร. ที่มาจากเสนอชื่อขององค์กรต่าง ๆ 52 คน ยังคงเนื้อหาไว้ตามร่างแรก

พรรค ปชป.: ให้ประชาชนหยั่งเสียงขั้นต้นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เลือก สสร.จว.
  • กลไก: ให้มี สสร. ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 100 คน แบ่งเป็น 1. สสร. จังหวัด 80 คน และ 2. สสร. ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ 20 คน มาจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 5 คน, ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 5 คน, ผู้พิพากษาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกมา 5 คน, ตุลาการที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกมา 5 คน
  • ที่มา สสร. จังหวัด: มาจากการหยั่งเสียงเลือกตั้งขั้นต้นจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยระบบผ่านอิเล็กทรอนิกส์ในแต่ละจังหวัด โดย กกต. เปิดรับสมัครผู้ประสงค์สมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. จังหวัด ก่อนนำรายชื่อของผู้สมัครไปดำเนินการด้วยวิธีการหยั่งเสียงเลือกตั้งขั้นต้นด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ได้ผู้ที่ผ่านการหยั่งเสียงเลือกตั้งขั้นต้น 3 คนเป็นตัวแทนประจำจังหวัด รวมทั้งสิ้น 231 คน เมื่อประธานรัฐสภาได้รับบัญชีรายชื่อแล้ว ให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาคัดเลือก สสร. 80 คน ทั้งนี้ ในการเลือก สส. และ สว. เลือก สสร. ได้เพียง 1 ชื่อ
  • ที่มา สสร. ผู้เชี่ยวชาญ 20 คน: มีที่มาจาก 3 แหล่ง โดยให้ผู้ประสงค์สมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ยื่นใบสมัครต่อที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.), ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา, และที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด โดยแต่ละที่ประชุมดำเนินการคัดเลือก สสร. ในแต่ละแท่ง - ทปอ. เหลือ 10 คน, ศาลฎีกา 5 คน, และศาลปกครอง 5 คน - และจัดทำบัญชีสำรองไว้ประเภทละ 3 คน รวมแล้ว 12 คน
  • ผู้ร่าง: ให้ สสร. เป็นผู้จัดทำรัฐธรรมนูญ (ไม่ได้กำหนดว่าต้องมี กมธ. ชุดไหนอย่างไร) โดยต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ

ปชป. มี สส. เพียง 21 คน ต้องหารายชื่อ สส. ต่างพรรคอีก 79 คน ถึงจะเพียงพอในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

สว. นอกกลุ่มใหญ่: มีคูหาให้ประชาชนเลือกสภาการมีส่วนร่วมฯ
  • กลไก: ให้มีสภาการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ จำนวน 200 คน แบ่งเป็น 1. สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง 100 คน และ 2. สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง 100 คน ทั้งนี้ผู้สมัครต้องรวมกันเป็นกลุ่มบุคคล โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อ 20-100 คน
  • ที่มา: ให้สภาการมีส่วนร่วมของประชาชนมาจากการเลือกของผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรงและลับ โดย กกต. เปิดรับสมัครผู้ประสงค์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาการมีส่วนร่วมฯ ทั้ง 2 ประเภท เมื่อผ่านการเลือกตั้งและประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ให้ กกต. ส่งทำบัญชีรายชื่อให้สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ สภาการมีส่วนร่วมฯ ไม่มีอำนาจในการร่าง แต่มีหน้าที่จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวกและทั่วถึง
  • ผู้ร่าง: ให้มี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน มีรัฐสภาเป็นผู้สรรหา เพื่อทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญตามกระบวนการที่สภาการมีส่วนร่วมของประชาชนฯ กำหนด ทั้งนี้ ในการสรรหา ให้เปิดรับสมัครบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์อันเป็นประโยชน์ต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในด้านกฎหมายมหาชน รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยให้สมาชิกรัฐสภามีสิทธิออกเสียงลงคะแนนได้คนละ 1 เสียง เมื่อได้รายชื่อแล้ว ให้นำไปขอความเห็นชอบจากสภาการมีส่วนร่วมฯ อีกครั้ง
ภาคประชาชน: มีคูหาให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร. โดยตรง 100%
  • กลไก: ให้มี สสร. ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 300 คน แบ่งเป็น 1. สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง 150 คน และ 2. สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง 150 คน ทั้งนี้ ผู้สมัครต้องรวมกันเป็นกลุ่มบุคคล โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อซึ่งมีผู้สมัคร 10-150 คน
  • ที่มา: ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดย กกต. เปิดรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ทั้ง 2 ประเภท เมื่อผ่านการเลือกตั้งและประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ให้ กกต. ประกาศรายชื่อ สสร. ทั้ง 300 คน
  • ผู้ร่าง: ให้ สสร. ตั้ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน โดยตั้งจาก สสร. ไม่น้อยกว่า 25 คน ส่วนที่เหลือตั้งจากบุคคลซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านนิติศาสตร์ สาขากฎหมายมหาชน ด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ด้านสังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือนโยบายสาธารณะ การบริหารราชการแผ่นดิน หรือเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือการร่างรัฐธรรมนูญ หรือเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการขับเคลื่อนงานเชิงสังคมในด้านสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย นิติรัฐ นิติธรรม หรือด้านอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
"กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ" หรือ ConforAll ยื่นรายชื่อผู้ริเริ่มเสนอ "ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" ต่อรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เมื่อ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ที่มา บีบีซีไทย
ส่วนหนึ่งของบทความ
"ไม่ตัดสิทธิ" มีคูหาเลือก สสร. ได้ 100% ประธานศาลรัฐธรรมนูญยืนยันผ่านคณะ สว. และ สส.
อ่านฉบับเต็มที่
https://www.bbc.com/thai/articles/c70yn4jx4kqo



ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐชี้ ไทยไม่มีวันแก้มลพิษในน้ำได้ หากไม่หยุดเหมืองแรร์เอิร์ธ แนะเจรจาเมียนมา-จีน


กรุงเทพธุรกิจ
19 hours ago
·
ผู้เชี่ยวชาญสหรัฐชี้ ไทยไม่มีวันแก้มลพิษในน้ำได้ หากไม่หยุดเหมืองแรร์เอิร์ธ แนะเจรจาเมียนมา-จีน
.
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา ได้มีการจัดงานเสวนาวิชาการระดับนโยบาย "Beyond Borders, Beyond Solutions" ครั้งที่ 4 ในหัวข้อ "ทางออกของประเทศไทยต่อมลพิษข้ามพรมแดน: บูรณาการนิติวิทยาศาสตร์ กฎหมาย การเจรจา และข้อมูลวิจัย" เพื่อเร่งหาทางออกฉุกเฉินต่อวิกฤติการปนเปื้อนของสารพิษจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อลุ่มน้ำแม่สาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ในภาคเหนือของไทย งานเสวนานี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญระดับโลกและผู้บริหารนโยบายด้านการวิจัย เพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงประจักษ์ที่จะใช้เป็นฐานในการเจรจาระหว่างประเทศและการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนไทยในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย
.
มลพิษข้ามพรมแดน วาระเร่งด่วนที่รอไม่ได้
.
ศ.ดร. สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เปิดเผยในฐานะหน่วยงานหลักด้านการสนับสนุนงบประมาณวิจัยว่า ปัญหาการปนเปื้อนจากมลพิษข้ามพรมแดนไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมทั่วไป แต่ได้ยกระดับเป็นวิกฤติเร่งด่วนของชาติ และเป็นวาระสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขผ่านการบูรณาการความรู้จากทุกภาคส่วน
.
ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา สกสว. ได้สนับสนุนกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้คณะนักวิจัยลงพื้นที่เก็บตัวอย่างและศึกษาข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่ตั้งแต่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ไปจนถึง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เพื่อให้ได้หลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ที่ปฏิเสธไม่ได้
.
"ภารกิจสำคัญของ สกสว. คือการใช้องค์ความรู้เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติของชาติ ปัญหาการปนเปื้อนนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างรุนแรง หากเราไม่เร่งสร้างระบบเฝ้าระวังที่เข้มแข็ง ความเสียหายจะขยายวงกว้างไปสู่ระบบเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและประมงพื้นบ้านที่พึ่งพาน้ำจากแหล่งธรรมชาติ"
.
.
อ่านต่อ: 


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1502775755221339&set=a.605386548293602



สรุป ประชุม 3 ชม.ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าทำไมอาวุธปืนของกองทัพเรือ ที่ว่าถูกทำลายแล้ว จึงไปอยู่ในมือของคนที่ลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ - แนวทางต่อไป คือการเปลี่ยนจาก "การโต้เถียงด้วยเอกสาร" ไปสู่ "การพิสูจน์ความจริงในสนาม" หาคำตอบให้ได้ว่า "ระบบการควบคุมอาวุธของกองทัพไทยมีรูรั่วตรงไหน" และ "ปืนที่ควรจะอยู่ใต้ดิน หลุดมาอยู่บนบนถนนได้อย่างไร"

https://www.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts/27636533339304063

The Reporters 
June 18
·
PARLIAMENT: กมธ. ทหาร จี้กองทัพเรือขุดซากปืนพิสูจน์คดีลอบยิง สส. กมลศักดิ์ สันนิษฐานปืนก่อเหตุอาจมาจากหลายชิ้นส่วนประกอบกัน เสนอทำเตาเผาหลอมอาวุธ สกัดปืนหลวงโผล่ตลาดมืด
วันนี้ (18 มิ.ย. 69) ในการประชุมคณะกรรมาธิการการทหาร ที่มีนายเอกราช อุดมอำนวย สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เป็นประธานคณะกรรมาธิการ พิจารณาศึกษากรณีการตรวจพบอาวุธปืนผิดกฎหมายที่อาจมีความเชื่อมโยงถึงกองทัพเรือ จากเหตุลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส. นราธิวาส พรรคประชาชาติ
นาวาโท สถาพร บุรารักษ์ หัวหน้าแผนกคลังสรรพาวุธ กองคลังสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารเรือ เปิดเผยว่า อาวุธปืนขึ้นบัญชีไว้ตั้งแต่ปี 2532 จ่ายให้กับหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง กองทัพเรือ (สอ.รฝ.) จากนั้นในปี 2537 ได้จ่ายให้กับหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (นย.) จำนวน 1,463 กระบอก ซึ่ง นย. ได้นำมาส่งคืนให้กับกรมสรรพาวุธในปี 2563 จำนวน 298 กระบอก ซึ่งพบว่าซ่อมทำไม่ได้ 41 กระบอก จึงได้ขออนุมัติจำหน่ายอาวุธออก ก่อนจะมีการทำลายจำหน่ายด้วยวิธีแปรสภาพทำลายอาวุธปืน ในวันที่ 8 ก.ย. 2564 และฝังกลบอาวุธระหว่างวันที่ 15-17 ก.ย. 2564
สำหรับขั้นตอนการทำลายอาวุธปืนอิงตามมาตรฐานของคณะที่ปรึกษาทางการทหารสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย (JUSMAGTHAI) ซึ่งตัดแบ่งออกเป็น 7 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ปลอกลดแสง ศูนย์หน้า ตัวกระบอกปืน ส่วนของรังเพลิง ส่วนของตัวพื้นที่มีหมายเลขกำกับ ส่วนชุดเครื่องลั่นไกยิง และส่วนพานท้ายกับเครื่องรับแรงถอย ก่อนที่จะนำไปฝังกลบในพื้นที่เขตหวงห้ามเด็ดขาดของกองทัพเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
ทั้งนี้ ในการทำลายถูกตัดเป็น 7 ส่วน โดยใช้เครื่องไฮดรอลิกอัดทำให้ปืนแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ไม่มีโอกาสที่จะกลับไปประกอบรูปเป็นกระบอก หากหลุดออกไปก็ไม่มีสภาพเป็นกระบอกปืนแล้ว ยืนยันว่าไม่สามารถแยกจำหน่ายเป็นชิ้นส่วนได้ ถ้าจะขายเป็นเศษเหล็กก็สามารถทำได้ แต่ไม่มีทางนำออกไปจากพื้นที่ของกรมสรรพาวุธได้
ศ. ดร. พวงทอง ภวัครพันธุ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ จึงถามว่าปืนที่ถูกทำลายไม่ได้ทำลายจริงใช่หรือไม่ และในกระบวนการทำลายมีการถ่ายภาพวิดีโอเก็บไว้หรือไม่ หากกองทัพเรือสรุปว่าไม่ได้มีการทำลายจริงตามที่ได้รายงานไว้ ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบอย่างไรบ้าง
เรือโทหญิง ลักษิกา ศรีตังนันท์ นายทหารรัฐธรรมนูญแผนกรัฐธรรมนูญ กองบังคับการกรมสรรพาวุธทหารเรือ ยืนยันว่าปืนหมายเลข 8122935 ที่เป็นประเด็นอยู่ได้ถูกทำลายแล้วเมื่อปี 2564 ซึ่งกรมสรรพาวุธได้มีขั้นตอนทำลาย มีภาพถ่ายทั้งหมดโดยเฉพาะการฝังทำลายในเขตพื้นที่หวงห้ามของกรมสรรพาวุธ ส่วนในทางคดีความได้ส่งหลักฐานให้กับตำรวจไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นายราเชน ตระกูลเวียง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคทางเลือกใหม่ กล่าวว่าขั้นตอนการถูกทำลายปืนรับฟังเชื่อถือได้ แต่ประเด็นปืนดังกล่ายังถูกนำมาใช้ยิง แปลว่าไม่ได้ถูกทำลายจริงใช่หรือไม่ ศ. ดร. พวงทอง จึงถามต่อว่าเห็นหรือไม่ว่าปืนกระบอกดังกล่าวถูกทำลาย
นาวาโท สถาพร ตอบว่าเรามีเอกสารยืนยันทั้งหมดในการทำลาย และได้ให้หลักฐานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้ว การตัดปืนจะมีการตัด 7 ส่วนสำคัญ หมายเลขจะถูกตัดออกไปด้วย ด้านนาวาโท กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ จึงสอบถามว่ากองทัพเรือได้มีการจัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ของอาวุธปืน เพื่อดูว่ากระสุนที่ออกจากปืนกระบอกนั้น เป็นปืนกระบอกเดียวกับของกองทัพเรือหรือไม่
นาวาโท สถาพร กล่าวว่าปืนไม่มีการบันทึกว่ายิงแล้วเป็นวิถีอย่างไรเพราะเป็นอาวุธสงคราม แต่อาวุธปืนกระบอกนี้ชำรุดเสื่อมสภาพ ไม่สามารถซ่อมทำได้ จึงนำมาทำลาย ฉะนั้นจึงไม่มีการนำไปตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องวิถีต่าง ๆ
นาวาโท กิตติพงษ์ กล่าวต่อว่ากรณีนี้ไม่ใช่กรณีแรกแต่เป็นกรณีที่สองในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ต่อจากกรณีพบอาวุธปืนที่ตรวจพบที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งได้มาจากบุคลากรในกองทัพเรือ คำถามคือปืนหลุดออกมาจากคลังอาวุธของกองทัพเรือหรือไม่ ซึ่งกองทัพเรือยืนยันว่าไม่ได้หลุดจากคลังอาวุธ แต่ยังมีข้อสงสัยจากประชาชน ทั้งยังมาเกิดกรณีการลอบยิงนายกมลศักดิ์อีก เพื่อให้พิสูจน์อย่างชัดเจนว่าอาวุธที่สันนิษฐานว่าหลุดออกมาจากคลัง หากมีตัววิถีกระสุนที่สามารถตรวจสอบได้ มันจะชัดเจนว่าอาวุธของผู้ต้องสงสัยไม่ได้มาจากคลังอาวุธของกองทัพเรือ
ดังนั้น ถึงเวลาที่กองทัพเรือจะต้องเก็บฐานข้อมูลในลักษณะนี้ เข้าใจว่ากองทัพมีอาวุธปืนจำนวนมาก แต่เรื่องนี้สำคัญหากอาวุธปืนหรืออาวุธสงครามหลุดเล็ดลอดจากคลังไป จะส่งผลกระทบกับสังคมในวงกว้างได้ จึงเป็นการลงทุนที่ควรดำเนินการ
นายเอกราชยังได้ถามหารายชื่อคณะกรรมการที่ทำลาย รวมถึงการสอบข้อเท็จจริงจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรือโทหญิง ลักษิกา กล่าวว่าการตั้งคณะกรรมการเป็นการตั้งจากตำแหน่งในเวลานั้น ซึ่งขณะนี้บางคนเกษียณอายุราชการ และบางคนยังรับราชการอยู่ และปัจจุบันยังไม่มีการตั้งกรรมการสอบ แต่มีการประชุมเพื่อหาข้อเท็จจริง กรมสรรพาวุธได้ชี้แจงหลักฐานที่มี ตั้งแต่การนำปืนมาคืนตลอดจนการทำลายอาวุธ
นายพอล ศุภศิษย์ นิ่มสุวรรณ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ถามถึงความเป็นไปได้กรณีบุคคลที่สามมีการปั๊มหรือเลเซอร์กระบอกปืนให้คล้ายคลึงหรือเหมือนกับกระบอกที่ก่อเหตุ ทั้งนี้ ปืนที่เป็นเหตุได้มาจากสหรัฐอเมริกาหรือเป็นการขายตรงโดยพาณิชย์ โดยนาวาโท สถาพร ตอบไม่ได้ว่าจะมีการทำซ้ำหรือไม่ แต่อาวุธปืนหมายเลข 8122935 ที่เราทำลายไป เป็นอาวุธที่เราซื้อจากสหรัฐอเมริกา ไม่ได้เป็นของ JUSMAG
นายพอลถามต่อว่าหากเป็นการซื้อระหว่างประเทศจะต้องมีการมอนิเตอร์ตรวจตราอาวุธปืนในรอบปีว่าปืนกระบอกนี้มีสถานะเป็นอย่างไร หากขายต่อมือที่สามสหรัฐอเมริกาจะต้องมีการอนุมัติด้วยใช่หรือไม่ นาวาโท สถาพร ชี้แจงว่าการรายงานให้กับสหรัฐฯ จะเป็นปืนที่ไทยได้รับการช่วยเหลือ แต่ถ้าปืนที่ซื้อเองก็ถือเป็นปืนของเรา เป็นของกองทัพเรือ โดยไม่ต้องแจ้ง พร้อมยืนยันว่าปืนกระบอกดังกล่าวไม่มีการแจ้งหาย
ส่วนอาวุธปืนที่นำไปทำลาย ไม่ได้นำทำลายเพียงเพราะผ่านการยิงมาแล้วกี่นัด ๆ ซึ่งในกรณีที่ชุดลำกล้องสึกหรอสามารถเปลี่ยนอะไหล่ได้ แต่กรณีที่ซ่อมทำไม่ได้หรือซ่อมทำแล้วไม่คุ้ม ซ่อมก็กลับมาใช้ได้ไม่เหมือนเดิมจึงต้องนำไปทำลาย จึงไม่ได้บันทึกว่าอาวุธปืนดังกล่าวยิงไปแล้วกี่นัด
ด้านนายเอกราชตั้งข้อสันนิษฐานไว้ 3 กรณี กรณีแรกคือ ปืนไม่ได้ถูกทำลายจริง กรณีที่สองคือ อาจจะก๊อบปี้ทะเบียนกับบุคคลที่ใช้ใกล้ชิดสัมพันธ์กันมาก กรณีที่สามคือ การนำชิ้นส่วนมาประกอบ โดยนาวาโท กิตติพงษ์ กล่าวเสริมถึงข้อสันนิษฐานที่ 4 ว่าอาวุธที่ขายในตลาดมืด อาจไม่ได้มาจากกระบอกใดกระบอกหนึ่งโดยเฉพาะ แต่นำมาประกอบกัน ส่วนที่นำมาจากราชการมักจะเป็นลูกเลื่อนหรือลำกล้อง เพราะส่วนอื่นสามารถเลียนแบบได้ ถือว่ามีความเป็นไปได้ว่าชิ้นส่วนหลุดไปเป็นบางชิ้นส่วนแล้วนำไปประกอบกันภายหลัง คำถามคือจะมั่นใจได้อย่างไรว่าชิ้นส่วนไม่หลุดออกไป
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะกรรมาธิการยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า อาวุธปืน M-16 มีคุณสมบัติพิเศษคือถอดประกอบและยำอะไหล่ได้ ซึ่งอาวุธปืนของกองทัพจะมีหมายเลขกำกับอยู่ที่บริเวณท้ายกระบอก หมายความว่าเมื่อใดที่ถอดประกอบจะไม่เห็นหมายเลขดังกล่าว ซึ่งถือเป็นช่องโหว่ของการรักษาอาวุธยุทโธปกรณ์ เพราะระดับพลทหารก็สามารถถอดประกอบอาวุธปืนได้แล้ว
นาวาโท สถาพร กล่าวว่าการจะนำอาวุธออกไปจากหน่วยงานมีขั้นตอนการคุมบัญชีการจำหน่าย ซึ่งได้ปฏิบัติตามระเบียบของกองทัพเรือ หากเข้าใจในระบบของทหารจะเห็นว่าทำได้ค่อนข้างยาก โดยส่วนตัวของปืนจะมีหมายเลขกำกับอยู่ ในการทำลายเราก็มีการตัดเฉียง
นายศุภศิษย์ กอเจริญยศ สส. ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย ระบุว่าถ้าจะทำก็ทำได้ เพราะจ่าคลังอาวุธเป็นคนถือกุญแจ จึงจะต้องหามาตรการไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นอีก เพราะเกิดความเสียหายไปยังกองทัพเรือ
นายชยพล สะท้อนดี สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ได้โชว์เอกสารการทำลายอาวุธปืน จำนวน 41 กระบอก พบหนึ่งกระบอกมีหมายเลขกำกับตรงกับที่ใช้ในการก่อเหตุ ซึ่งปืนทั้งหมดถูกทำลายในรูปแบบเดียวกันคือการฝังกลบ แต่กลับมีปืนในลอตนี้หลุดออกมา ไม่ว่าจะเป็นกระบอกหรือเป็นชิ้นส่วน จึงตั้งข้อสงสัยว่าใน 41 กระบอกนี้หลุดไปอยู่ในตลาดมืดได้หมดแล้วหรือไม่
นาวาเอก สุรพงษ์ คำภา ผู้อำนวยการกองการส่งกำลังและบริการ สำนักส่งกำลังบำรุง กรมส่งกำลังบำรุงทหารเรือ ชี้แจงว่ากระบวนการจำหน่ายปืนเมื่อหมดสภาพการใช้งานจะต้องทำลายทำให้สิ้นสภาพสถานะการเป็นปืนที่นำไปใช้ยิงได้ ซึ่งขั้นตอนการทำลายได้มีการเลียนแบบจากสหรัฐอเมริกา ส่วนข้อเสนอให้มีการหลอมทำลาย ยังไม่แน่ใจว่าการสร้างเตาเผาอุณหภูมิสูงจะใช้งบประมาณเท่าไร อาจจะเป็นหลักร้อยล้านบาท ซึ่งมีการพูดคุยในหน่วยงานว่าอาจจะต้องมีการหลอมอาวุธ เพื่อไม่ให้มีสภาพการเป็นอาวุธที่ชัดเจน
นาวาโท กิตติพงษ์ กล่าวว่ากองทัพเรือยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าปืนดังกล่าวหลุดออกจากกองทัพเรือหรือไม่ ซึ่งการพิสูจน์มี 2 ลักษณะคือ ลักษณะแรก หากมีวิถีกระสุนก็จะสามารถพิสูจน์ได้ แต่ไม่ได้มีการทำบันทึกไว้ ลักษณะที่สอง อาจจะต้องขุดปืนที่ฝังกลบมาเพื่อไล่ว่า 41 กระบอกที่มีการทำลายไปอยู่ครบหรือไม่ หากนับชิ้นส่วนแล้วอยู่ครบทั้ง 287 ชิ้น ก็จะสิ้นข้อสงสัย ก็จะนำไปสู่ข้อสันนิษฐานอื่น โดยเสนอว่าควรจะต้องทำอัตลักษณ์วิถีกระสุนในทุกกองทัพ เพิ่มความรัดกุมในกระบวนการจัดเก็บอาวุธ ขณะที่การทำลายอาวุธ การตัดฝังกลบได้สัดส่วนแล้ว แต่กรณีนี้เป็นปัญหาที่คนมากกว่ากระบวนการ เพราะฉะนั้นอาจจะต้องเพิ่มคนนอกกองทัพเรือไปเป็นกรรมการในขั้นตอนการฝังกลบ
นายรอมฎอน ปันจอร์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้สังเกตการณ์ กล่าวว่าเรื่องดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งที่กองทัพเรือต้องสร้างความกระจ่าง พบว่าผู้ก่อเหตุลอบยิงนายกมลศักดิ์เป็นอดีตนาวิกโยธิน มีความสัมพันธ์ของคนที่เกี่ยวข้องกับกองทัพเรือ อย่างไรก็ตาม จากหมายเลขปืน 8122935 กลายเป็นมี 2 ร่าง ร่างหนึ่งถูกเก็บรวบรวมอยู่กับพนักงานสอบสวน ร่างหนึ่งถูกฝังกลบไปแล้ว เป็นไปได้อย่างไรที่ปืนกระบอกเดียวกันจะอยู่ 2 ที่ในเวลาเดียวกัน เราไม่ได้อยู่ในโลกคู่ขนาน
นายรอมฎอนเสนอให้ขุดปืนกระบอกที่ฝังขึ้นมาตรวจสอบอย่างจริงจัง จึงหวังให้คณะกรรมาธิการทหารเดินทางไปร่วมกับกองทัพเรือ เพื่อพิสูจน์อย่างจริงจัง ขอให้ส่งข้อมูลของผู้ที่รับผิดชอบกระบวนการทำลายอาวุธปืน เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจของขั้นตอนของกองทัพเรือ ขณะที่ปืนหมายเลข 234098 ยังเป็นปริศนาอยู่
จากนั้นที่ประชุมคณะกรรมาธิการได้มีมติเห็นควรให้กองทัพเรือขุดปืนที่ถูกฝังกลบและชวนหน่วยงานภายนอกเข้าไปตรวจสอบ คณะกรรมาธิการจะเสนอตัวไปเข้าร่วมเพื่อตรวจสอบให้สิ้นข้อสงสัย หากนับมาแล้วชิ้นส่วนอยู่ครบจบเรื่องนี้ หากนับมาไม่ครบกองทัพเรือก็ต้องตรวจสอบและจะต้องมีมาตรการการทำลายให้รัดกุมมากกว่านี้ พร้อมทั้งส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและนายกรัฐมนตรี ขอให้หน่วยงานอื่นเข้าไปช่วยตรวจสอบในกรณีดังกล่าวด้วย
ในช่วงท้ายของการประชุม นายชยพลกล่าวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวระบุช่องโหว่ได้ 2 จุดคือ กระบวนการทำลายและบุคคลทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ปืนลอตไหนที่ทำลายด้วยวิธีการแบบเดียวกันและมีการยุ่งเกี่ยวโดยคณะกรรมการชุดเดียวกันก็ต้องถูกตรวจสอบด้วยเช่นกัน
“นี่ถือเป็นภัยความมั่นคงใหญ่ที่กองทัพเรือปล่อยให้มีรอยรั่วแบบนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของปืนเถื่อนที่มาอยู่ในประเทศไทยใช้ลอบสังหารผู้แทนราษฎร เราควรจะซีเรียสมากกว่านี้ มากกว่าการที่กองทัพเรือบอกว่าทุกอย่างรัดกุมโดยไม่ทำอะไรต่อ”
รายงาน: ณัฐพร สร้อยจำปา
ภาพ: ธนาภรณ์ วุฒิสนธิ์
.....

มติและแนวทางการขับเคลื่อนต่อ (เพื่อหาคำตอบที่ชัดเจน)

เนื่องจากการชี้แจงด้วยวาจาและเอกสารยังไม่สามารถลบความคลางแคลงใจได้ ที่ประชุมจึงมีมติเชิงรุกดังนี้:

สั่งขุดซากปืน: จี้ให้กองทัพเรือไปขุดตรวจสอบชิ้นส่วนอาวุธที่เคยฝังกลบไว้ที่สัตหีบ เพื่อพิสูจน์ว่าชิ้นส่วนของปืนหมายเลข 8122935 ยังอยู่ใต้ดินครบถ้วนจริงหรือไม่

ดึงหน่วยงานนอกร่วมสอบ: เตรียมทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อให้มีหน่วยงานกลาง/บุคคลภายนอกเข้าร่วมสังเกตการณ์การขุดและตรวจสอบ เพื่อความโปร่งใส

ขยายผลไปฝั่งสหรัฐฯ: ในส่วนของอาวุธปืนอีกกระบอกที่พบในคดี ซึ่งเป็นทรัพย์สินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ กมธ. มีมติจะส่งหนังสืออย่างเป็นทางการไปยังสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ และ JUSMAGTHAI เพื่อขอข้อมูลการตรวจสอบคู่ขนานกันไป



บ้านป่าเมืองเถื่อน : “ตั้ม ยอดชาย” สส.พรรคประชาชน จ.ชลบุรี โร่ขึ้นโรงพัก เจอสายปริศนาโทรมาขู่ บอก “เดี๋ยวกูจะยุบพรรคมึงอีก แล้วกูก็จะยิงมึงด้วย” - จี้นายกฯ กับ ผบ.ตร. ดูแลอย่าให้มีกลุ่มอิทธิพล (นี่หรือมาตรฐานความปลอดภัยของผู้อุทิศตนทำงานการเมือง ความเข้มงวดในการปราบปรามผู้มีอิทธิพลของรัฐบาลนี้อยู่ไหน ?!?)


ติ่งข่าว เวิร์คพอยท์
5 hours ago
·
“ตั้ม ยอดชาย” สส.พรรคประชาชน จ.ชลบุรี โร่ขึ้นโรงพัก เจอสายปริศนาโทรมาขู่ บอก “เดี๋ยวกูจะยุบพรรคมึงอีก แล้วกูก็จะยิงมึงด้วย” - จี้นายกฯ กับ ผบ.ตร. ดูแลอย่าให้มีกลุ่มอิทธิพล
.
(20 มิ.ย. 69) เวลา 15.00 น. นายยอดชาย พึ่งพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคประชาชน ได้เดินทางเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันกับพนักงานสอบสวน สภ.บางละมุง หลังมีหมายเลขโทรศัพท์ปริศนาโทรศัพท์เข้ามาหมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัวข่มขู่คุกคามหมายจะเอาชีวิต
.
นายยอดชาย พึ่งพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคประชาชน เล่าว่า วันศุกร์ที่ 19 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา ในขณะที่อยู่ในห้องเรียนร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนหลักสูตร ป.ป.ร. หรือหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูง การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง ที่วิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า ได้มีสายเรียกเข้าจากหมายเลขโทรศัพท์ปริศนา จึงออกจากห้องเรียนมารับสาย
.
พบว่าเป็นเสียงผู้ชายและได้ถามว่า ใช่ สส.ยอดชาย หรือไม่ จึงตอบกลับไปว่าใช่ และปลายสายได้ถามต่อว่า อยู่พรรคไหน ตนเองได้ตอบว่าพรรคประชาชน จากนั้นชายคนดังกล่าวถามอีกว่า พรรคของไอ้ธนาธร ไอ้พิธา ที่โดนยุบพรรคไปแล้วใช่ไหม นายยอดชาย สส.ชลบุรี ก็ได้ชี้แจงว่า ปัจจุบันเป็นพรรคประชาชน ก่อนสายดังกล่าวจะบอกว่า เดี๋ยวกูจะยุบพรรคมึงอีกแล้วกูก็จะยิงมึงด้วย และได้วางสายไปทันที
.
ตนเองจึงได้เดินทางมาลงบันทึกประจำวันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภา.บางละมุง ไว้ก่อนเป็นการเบื้องต้น และในวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย.69 นี้ และทางเจ้าหน้าที่จะนัดหมายสอบสวนสอบปากคำที่ สภ.บางละมุง ก่อน สภ.บางละมุง จะได้ส่งเรื่องไปยัง สน.ทุ่งสองห้อง ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุตามลำดับต่อไป
.
นายยอดชาย พึ่งพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคประชาชน ยังได้ฝากไปยังรัฐบาลด้วยว่า สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ มีเหตุการณ์ สส. และผู้ติดตาม โดนดักยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส และมี สส. โดนขู่ยิง จนมาถึงตนเองก็โดนขู่ยิงอีก จึงอยากถามว่า รัฐบาลปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร
.
โดยในตอนนี้บุคคลที่มีความสำคัญทางการเมืองระดับชาติในประเทศที่มีอยู่ประมาณ 500 คน โดนข่มขู่ โดนลอบยิงถึงขนาดนี้ ทำไมรัฐบาลยังนิ่งเฉย ปล่อยให้บ้านเมืองมีกลุ่มมาเฟียมีอิทธิพล และฝากเรียกร้องไปยังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ ผบ.ตร. ว่าสถานการณ์ตอนนี้บุคคลสำคัญระดับชาติยังถูกยิง ถูกข่มขู่คุกคาม แสดงว่าบ้านเมืองไม่มีความปลอดภัยใช่หรือไม่

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1640438231417961&set=a.534390525356076




กล้าเนาะ !


เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand
12 hours ago
·
ครับ……

โฆษกรัฐบาลแจง ไร้การเฝ้าระวังสื่อ ไม่มีคำสั่งแทรกแซง ชี้สื่อวิจารณ์ได้ พร้อมฟัง

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกรณีมีรายงานข่าวเกี่ยวกับประเด็นเสรีภาพสื่อ และมีการอ้างว่ารัฐบาลมอนิเตอร์ จับตา หรือเฝ้าระวังสื่อมวลชนบางสำนักเป็นพิเศษ ว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง รัฐบาลไม่มีนโยบายปิดกั้นสื่อ ไม่มีคำสั่งแทรกแซง และไม่มีการดำเนินการใด ๆ ที่เป็นการกดดันการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยืนยันหลักการชัดเจนว่า เสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นกลไกสำคัญในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลเคารพการทำหน้าที่ของสื่อทุกแขนง ทั้งสื่อกระแสหลัก สื่อออนไลน์ และผู้ผลิตเนื้อหาสาธารณะ โดยเฉพาะการรายงานที่อยู่บนฐานข้อเท็จจริง ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม

“รัฐบาลไม่มีการแทรกแซงสื่อ ไม่มีการสั่งจับตา ไม่มีการเฝ้าระวังสำนักข่าวใดเป็นพิเศษ และไม่มีการใช้อำนาจรัฐไปกดดันการทำหน้าที่ของสื่อ” น.ส.รัชดากล่าว

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่ประชาชนเห็นได้ทุกวัน คือสื่อมวลชนยังคงนำเสนอข่าว ตรวจสอบ แสดงความคิดเห็น และวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง หากรัฐบาลมีนโยบายปิดกั้นสื่อจริง ภาพการตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์เช่นนี้ย่อมไม่ปรากฏอยู่ในพื้นที่สาธารณะอย่างที่เป็นอยู่

สำหรับกรณีรายการเจาะลึกทั่วไทย ซึ่งมีการประกาศยุติการออกอากาศกับทาง อ.ส.ม.ท. นั้น น.ส.รัชดากล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับการสั่งการหรือการแทรกแซงจากรัฐบาล และไม่ได้หมายความว่าสื่อหรือผู้ดำเนินรายการจะไม่สามารถตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ หรือนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับรัฐบาลได้อีก สื่อทุกแขนงยังทำหน้าที่ได้ตามปกติ ภายใต้ข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อสังคม

น.ส.รัชดา ยังกล่าวว่าด้วยว่า ในการทำงานของภาครัฐมีความจำเป็นที่ต้องติดตามข่าวหรือมอนิเตอร์ข่าว เป็นภารกิจปกติของทุกหน่วยงาน เพื่อให้รัฐบาลรับรู้เสียงสะท้อน ปัญหา ข้อร้องเรียน และข้อวิจารณ์จากประชาชน ในกรณีพบข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน หรือข้อมูลคลาดเคลื่อน รัฐบาลมีหน้าที่ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะโดยเร็ว ไม่ใช่การจำกัดสิทธิหรือคุกคามสื่อใดเป็นการเฉพาะ และถ้าจะไม่ให้มีการติดตามข่าวสารเลย รัฐบาลจะรับรู้เสียงสังคมได้อย่างไร

ทั้งนี้ รัฐบาลต้องการให้การเมืองไทยเดินไปในทางสร้างสรรค์ ไม่มองผู้ตรวจสอบเป็นคู่ขัดแย้ง สื่อ ภาคประชาชน ภาคเอกชน และฝ่ายการเมืองควรทำหน้าที่ของตนอย่างตรงไปตรงมา เพราะผลประโยชน์สุดท้ายตกอยู่กับประชาชนและประเทศโดยรวม

รัฐบาลพร้อมรับฟังและเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบการทำงานอย่างต่อเนื่อง และย้ำว่าไม่มีนโยบายแทรกแซงสื่อ ยึดหลักเสรีภาพการทำงานของสื่อมวลชนตามแนวทางของระบอบประชาธิปไตยโดยเคร่งครัด
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1466574985506502&set=a.638060528357956




The People แนะนำ ทนายผู้ต่อสู้กับ ‘ปีศาจ’ ในโลกจริง (บ้านเราปีศาจตัวจริงก็มีแต่ไม่เคยต้องขึ้นศาล ใครสู้กับปีศาจอาจต้องระเห็จไปอยู่นอกประเทศ)


The People

9 hours ago
·
อามัล คลูนีย์: ทนายสิทธิมนุษยชนผู้ต่อสู้กับ ‘ปีศาจ’ ในโลกจริง
.
จากกระแสร้อนแรงของซีรีส์ ‘ทนายปีศาจ’ (The Evil Lawyer) สังคมกำลังให้ความสนใจเรื่องราวของ ‘ทนายจิตตรี’ ทนายสาวฝีมือเฉียบผู้ใช้ทุกช่องว่างของกฎหมายเพื่อพลิกเกมในชั้นศาล
.
ทนายปีศาจพาผู้ชมดำดิ่งสู่คดีต่าง ๆ ที่ไม่เพียงตีแผ่ความบิดเบี้ยวของจิตใจมนุษย์ แต่ยังสะท้อนรอยร้าวของระบบความยุติธรรมและปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคมที่เกิดขึ้นจริง
.
หนึ่งในคดีที่เป็นที่พูดถึงมากที่สุดคือ คดีค้ามนุษย์บนเรือประมง ที่ชวนให้ตั้งคำถามว่า เมื่อผู้มีอำนาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของความอยุติธรรมที่ฝังรากลึกในสังคม กฎหมายจะยังคงเป็นเครื่องมือที่ทวงคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้หรือไม่
.
บทความนี้ The People จะพาทุกคนไปรู้จักทนายความหญิงจากอีกฟากหนึ่งของโลก ผู้ใช้กฎหมายเป็นอาวุธในการต่อสู้กับอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุดรูปแบบหนึ่งของมนุษยชาติ ทั้งการค้ามนุษย์ ทาสทางเพศ และการเข่นฆ่าประชาชนจำนวนมาก เพื่อทำให้โลกตระหนักว่า ‘ปีศาจ’ ที่แท้จริงอาจไม่ใช่อาชญากรเพียงไม่กี่คน แต่เป็น ‘ระบบ’ และ ‘ผู้มีอำนาจ’ ที่พรากทั้งเสียง สิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้คนไป
.
เธอคนนี้คือ ‘อามัล อะลามุดดีน คลูนีย์’ (Amal Alamuddin Clooney) ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนชาวอังกฤษเชื้อสายเลบานอน ผู้ยืนหยัดเคียงข้างเหยื่อที่โลกเคยมองข้าม และพยายามพิสูจน์ว่ากฎหมายสามารถเป็นเครื่องมือในการนำความยุติธรรมกลับคืนมาได้
.
จากผู้อพยพหนีสงคราม สู่ ‘ความหวัง’ แห่งวงการกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชน
ก่อนโลกจะรู้จักอามัลในฐานะภรรยาของนักแสดงชื่อดังอย่าง ‘จอร์จ คลูนีย์’ (George Clooney) วงการกฎหมายระหว่างประเทศรู้จักเธอในฐานะทนายความด้านสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งของโลก ผู้ทำงานในคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมสงคราม การค้ามนุษย์ การเข่นฆ่าประชาชน และสิทธิเสรีภาพสื่อ
.
เด็กหญิงอามัล ผู้ที่ชื่อของเธอแปลว่า ‘ความหวัง’ (أمل ʾ) ในภาษาอาหรับ เกิดเมื่อปี 1978 ท่ามกลางความขัดแย้งของ ‘สงครามกลางเมืองเลบานอน’ ที่ครอบงำทั้งภูมิภาคในช่วงปี 1975 ถึง 1990 ด้วยเหตุนี้เอง ครอบครัวของเธอจึงเลือกอพยพออกจากเลบานอนในขณะที่อามัลมีอายุได้เพียง 2 ปี ไปตั้งรกรากใหม่ที่ประเทศสหราชอาณาจักร
.
อามัลเข้าศึกษาที่วิทยาลัยเซนต์ฮิวจ์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (St Hugh's College, Oxford) เธอได้รับทั้งทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาผลการเรียนดี (Exhibition Scholarship) และรางวัลชริกลีย์ (Shrigley Award) ซึ่งเป็นรางวัลด้านความเป็นเลิศทางกฎหมายของวิทยาลัย
.
ต่อมาในปี 2001 เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านกฎหมาย จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งระหว่างนั้นเธอได้รับคัดเลือกให้เข้าฝึกงานที่สำนักงานกฎหมายที่มีชื่อเสียง
.
หลังจากจบการศึกษา เธอได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทนายความของรัฐนิวยอร์กในปี 2002 และเริ่มต้นทำงานในบริษัทกฎหมายระดับโลก ก่อนจะก้าวเข้าสู่เส้นทางกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มตัว
.
อามัลตระหนักถึงอภิสิทธิ์ที่ตนมีอยู่เสมอในฐานะผู้ที่รอดพ้นออกมาจากพื้นที่สงคราม ทั้งยังเติบโตมาอย่างปลอดภัย และได้รับการศึกษาชั้นเยี่ยม ในขณะที่เด็กผู้หญิงจำนวนไม่น้อยจากดินแดนเดียวกับเธอ ไม่เคยมีโอกาสได้รับสิ่งเหล่านั้นเลย เธอจึงใช้เสียง เวทีที่เธอยืนอยู่ และทำงานอย่างหนักในนามของผู้คนที่เสียงของตนไม่ดังพอที่จะเรียกร้องความยุติธรรมให้กับตนเองได้
.
เมื่อ ‘การค้ามนุษย์’ อยู่เบื้องหลังสงครามและอำนาจทางธุรกิจ
.
ตลอดเส้นทางการเป็นนักกฎหมายของอามัล เธอมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือเหยื่อจากอาชญากรรมรุนแรงหลายประเภท
.
หนึ่งในคดีที่สำคัญที่สุดในเส้นทางอาชีพของเธอและถือเป็นหมุดหมายสำคัญของกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ คือ ‘คดีอาญาฟ้องร้องนายทาฮา เอ. เจ.’ ซึ่งอามัลรับหน้าที่เป็นตัวแทนหญิงชาวยาซิดีรายหนึ่งผู้ที่ลูกวัย 5 ขวบของเธอถูกสมาชิกกลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือ กลุ่ม ‘IS’ ซื้อขายเป็นทาส ทรมาน และเข่นฆ่า
.
ในปี 2021 ศาลอุทธรณ์ระดับสูงแห่งแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt Higher Regional Court) ประเทศเยอรมนี มีคำพิพากษาให้ ทาฮา เอ. เจ. สมาชิก IS มีความผิดฐานเข่นฆ่าชาวยาซิดี ซึ่งนับเป็นคำพิพากษาแรกของโลกที่รับรองว่าอาชญากรรมของ IS เข้าข่ายการเข่นฆ่าประชาชนอย่างเป็นระบบภายใต้หลักการเขตอำนาจศาลสากล (Universal jurisdiction)
.
นอกจากนี้ เธอยังเป็นตัวแทนทางกฎหมายของ ‘นาเดีย มูราด’ (Nadia Murad) หญิงชาวยาซิดี กลุ่มชาติพันธุ์ในอิรัก ผู้รอดชีวิตจากการถูกกลุ่ม IS ลักพาตัวและจับเป็นทาสทางเพศในปี 2014 ในคดีฟ้องร้องกับบริษัทลาฟาร์จ (Lafarge) ผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่ของฝรั่งเศส
.
อามัลกล่าวว่าคดีนี้ไม่ใช่เพียงอาชญากรรมสงคราม แต่เป็น ‘เครือข่ายค้ามนุษย์’ และ ‘การเข่นฆ่าประชาชน’ อันโหดร้ายที่สุดอีกครั้งหนึ่งที่มนุษยชาติต้องเผชิญในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
หลังจากที่นาเดีย มูราดรอดชีวิตและหลบหนีออกมาจากกระบวนการค้าทาสของ IS ได้ เธอพยายามเป็นกระบอกเสียงให้กับความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเธอและเด็กหญิงชาวยาซิดี โดยมีอามัลเป็นที่ปรึกษาและเป็นทนายความของเธอ
.
จนกระทั่งในปี 2018 นาเดียกลายเป็นหญิงสาวชาวยาซิดีคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และยังคงต่อสู้คดีไปกับอามัลอย่างต่อเนื่องพร้อมกับบาดแผลที่ไม่เคยจางหาย
.
อามัล คลูนีย์ยังเป็นตัวแทนของชาวอเมริกันเชื้อสายยาซิดีกว่าอีก 800 คน ในการยื่นฟ้องบริษัทลาฟาร์จต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในปี 2023 ซึ่งถือเป็นคดีแพ่ง ‘คดีแรก’ ในศาลสหรัฐฯ ที่ฟ้องร้องเอาผิดบริษัทที่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่ม IS ตาม พ.ร.บ. ต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กลุ่ม IS ก่ออาชญากรรมร้ายแรง เช่น การค้ามนุษย์ การเข่นฆ่าประชาชน และการกดขี่ชาวยาซิดี
.
คดีดังกล่าวถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการผลักดันให้ภาคธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกิดขึ้นจากเหตุแห่งผลประโยชน์ทางธุรกิจ
‘สิทธิมนุษยชน’ คือสิ่งที่ต้องต่อสู้เพื่อแลกมา
.
“นี่คือช่วงเวลาแห่งนูเร็มเบิร์กของพวกท่าน คือโอกาสที่จะเลือกยืนอยู่ในฝั่งที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์ พวกท่านติดค้างสิ่งนี้ต่อนาเดีย และต่อเด็กผู้หญิงอีกหลายพันคน ที่ต้องทนมองสมาชิกกลุ่ม IS โกนหนวดเครา และกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติ ในขณะที่พวกเธอซึ่งตกเป็นเหยื่อ ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีกเลย”
.
อามัล คลูนีย์ กล่าวต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council) เมื่อปี 2019
.
อามัลไม่ได้เป็นเพียงนักกฎหมายที่ชาญฉลาด แต่เธอยังเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความเจ็บปวดของเหยื่อและปัญหาอันเป็นเหตุแห่งความอยุติธรรมที่ฝังรากลึกอยู่ในโครงสร้างสังคม ซึ่งสิ่งที่เธอมองว่าเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการแสวงหาความยุติธรรมคือ ‘ความเฉยเมย’ ต่อสิ่งที่ผิดของผู้คนและผู้มีอำนาจ
.
อามัลเชื่อว่าความอยุติธรรม อาชญากรรม หรือการได้อำนาจมาโดยมิชอบย่อมจะเกิดขึ้นในสังคมอยู่เสมอ หากคนที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งเหล่านั้น รวมไปถึงผู้ที่ถืออำนาจหลักในสังคม ไม่ว่าจะภาครัฐหรือเอกชน เลือกที่จะเงียบแทนที่จะแสดงความกล้าหาญ การเปลี่ยนแปลงระบบที่เป็นปัญหาคงเกิดขึ้นได้ยาก
.
ในปี 2016 อามัลและสามีของเธอ จอร์จ คลูนีย์ ร่วมกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม’ (Clooney Foundation for Justice) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ให้การช่วยเหลือทางกฎหมายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิสตรีในกว่า 40 ประเทศ ซึ่งมุ่งไปที่การช่วยปลดปล่อยเหยื่อ และนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
.
ภาพสะท้อนจาก ‘ทนายปีศาจ’ สู่ ‘ปีศาจ’ ในโลกจริง
.
หากซีรีส์ทนายปีศาจคือกระจกที่สะท้อนความบิดเบี้ยวในกระบวนการยุติธรรมของไทย อามัล คลูนีย์ก็คือกระบอกเสียงที่กล่าวขานความทุกข์ทรมานของเหยื่อตัวเล็ก ๆ ท่ามกลางโลกที่ความรุนแรงเกิดขึ้นจริง คือผู้ที่ต่อสู้กับปีศาจที่แฝงตัวอยู่ในโครงสร้างสังคม และปีศาจแห่งความเฉยเมยที่ซ่อนตัวอยู่ในจิตใจมนุษย์
.
“ฉันเพียงตอบสนองต่อสิ่งที่เห็นว่าเกิดขึ้นในโลก โลกที่คนผิดยังลอยนวล ขณะที่ผู้บริสุทธิ์กลับถูกคุมขัง โลกที่ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นอิสระ แต่ผู้ที่ออกมาป่าวประกาศความผิดนั้นถูกจองจำ ในฐานะทนายความ ฉันสามารถทำอะไรบางอย่างกับเรื่องนี้ได้ หรืออย่างน้อยฉันก็พยายามทำมัน”
.
ข้อความนี้คือคำตอบที่ชัดเจนว่าทำไมอามัล คลูนีย์จึงเลือกทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ปกป้องผู้หญิง และอยู่เคียงข้างผู้ถูกกดขี่
.
เพราะการเปลี่ยนแปลงปัญหาที่ฝังรากลึกในระบบที่ใหญ่กว่าไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยแรงของทนายเพียงคนเดียว หากแต่เป็นหน้าที่ของหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นศาล นักกฎหมาย ผู้มีอำนาจ หรือแม้กระทั่งใครก็ตามที่เลือกที่จะไม่เพิกเฉยต่อความอยุติธรรมทั้งปวง
.
ถึงเวลาแล้วที่ความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนจะกลายเป็นวาระสำคัญ ที่เราควรเรียนรู้และจดจำจากเหตุการณ์ในอดีต เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมอันเจ็บปวดเหล่านี้ซ้ำรอยอีกครั้ง และเพื่อไม่ให้ใครก็ตามต้องมีบาดแผลและฝันร้ายที่ลบไม่หาย เฉกเช่นที่เหยื่อความรุนแรงทุกคนเคยเผชิญ
“ความยุติธรรมคือสิ่งที่ต้องต่อสู้เพื่อได้มา มันไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง” – อามัล คลูนีย์
.
เรื่อง: ดรัลพร อ่อนดี (The People Junior)
ภาพ: Getty Images

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1439817194843978&set=a.633364228822616




"ภูเก็ตแรงจริง...พื้นที่ผลประโยชน์-ผู้มีอิทธิพล พล.ต.ต.ปวีณ ย้อนเล่าเรื่องขณะประจำสภ.อ.เมืองภูเก็ต" เรื่องราวข้างล่าง เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของข้าราชการตงฉินที่พยายามงัดกับอำนาจมืดและโครงสร้างที่บิดเบี้ยว


Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์
12 hours ago
·
❝ ภูเก็ตแรงจริง...พื้นที่ผลประโยชน์-ผู้มีอิทธิพล
พล.ต.ต.ปวีณ ย้อนเล่าเรื่องขณะประจำสภ.อ.เมืองภูเก็ต
‘ดร.อ’ (ดร.เก๊ ซื้อใบปริญญา)
กับ ‘อัยการ‘ บางคนที่นำสำนวนไปขายให้คนร้าย ❞
.
คดีสำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2541 เวลาประมาณ 03.50 น. ขณะที่ ร.ต.ต.คนึง พิทักษ์กุลธร เข้าร้อยเวรสอบสวนคดีอาญา อยู่ที่ สภ.อ.เมืองภูเก็ต ได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุ 191 เกิดเหตุยิงกันที่บริเวณสี่แยกถนนหลวงพ่อวัดฉลอง ตัดกับถนนสุรินทร์ ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต จึงได้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุพร้อมกับ พ.ต.อ.ชลิต ถิ่นธานี ผกก.สภ.อ.เมืองภูเก็ต
.
ซึ่งที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋งยี่ห้อมิตซูบิชิแลนเซอร์สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน ภูเก็ต ข-4835 อยู่บริเวณริมถนนสุรินทร์ ใกล้กับสี่แยกไฟแดง เส้นทางมุ่งหน้าไปทางศาลากลางจังหวัดภูเก็ต สภาพด้านหน้ารถ ชนเสาไฟฟ้า
.
ตัวรถมีร่องรอยถูกยิงด้วยกระสุนปืน แต่มีผู้นำคนเจ็บส่งโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตแล้ว พบคราบเลือดบริเวณที่นั่งของคนขับ พบปลอกกระสุนปืน ขนาด 9 มม. จำนวน 10 ปลอก ตกกระจายอยู่
.
บริเวณสี่แยกไฟแดง ตรวจพบหัวกระสุนปืน ขนาด 9 มม.จำนวน 4 หัว และเมื่อนำรถมายัง สภ.อ.เมืองภูเก็ต ตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง พบหัวกระสุนปืน ขนาด 11 มม. อีก 1 หัว ฝังอยู่ที่ลำตัวรถ ชาวบ้านแจ้งให้ทราบว่า รถยนต์ของคนร้ายเป็นรถยนต์กระบะ
.
เมื่อ ร.ต.ต.คนึงเดินทางไปถึงโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต จึงทราบว่าผู้ถูกยิงคือ ร.ต.ต.วีรพล หรือต้อย ปานรอด เป็นตำรวจนอกราชการ ระหว่างที่แพทย์กำลังช่วยชีวิตอยู่ในห้องฉุกเฉิน ไม่สามารถพูดได้แล้ว และไม่นานนักก็ถึงแก่ความตาย มีบาดแผลถูกยิงบริเวณแขนและไหล่
.
พ.ต.อ.ชลิต ผกก.สภ.อ.เมืองภูเก็ต ทราบว่า ผู้ตายมีสาเหตุโกรธเคืองกับนายปกรณ์ หรือเหมียว เอี่ยมละมัย ซึ่งนายปกรณ์ เป็นลูกน้องของนาย อ. อดีตผู้บริหารเทศมนตรีตำบลป่าตอง
.
◤ คดีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง ร.ต.ต.วีรพล ปานรอด ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการตำรวจ จนถึงแก่ความตาย เป็นคดีอาญาของ สภ.อ.เมืองภูเก็ต ที่ 2420/2541 มีผู้ต้องหาจำนวน 6 คน
.
ในระยะแรกยังไม่มีพยานหลักฐานใดที่จะจับคนร้ายได้ เพียงแต่สงสัยและสันนิษฐานว่า ต้องเป็นกลุ่มของนาย อ.อย่างแน่นอน
.
◤ พวกลูกน้องของนาย อ.คงจะไม่นั่งรอให้ตำรวจสืบจนรู้ตัวและหาหลักฐานจนครบแล้วไปจับ จึงได้พากันหลบหนีออกจากภูเก็ต นาย อ.ได้พามือปืนไปฝากทำงานที่บริษัทรับจ้างขนเงินที่กรุงเทพฯ
.
แล้วลูกน้องของนาย อ.พวกนี้ก็ไปพ่นพิษใส่บริษัทฯ ที่ให้งานทำ โดยร่วมกับพรรคพวก จับพนักงานของบริษัทฯ ที่ขนเงิน 4 ล้านบาทไปฆ่าทิ้งทั้ง 2 คน แล้วปล้นเอาเงินทั้งหมดไป
.
เหตุเกิดท้องที่ สภ.กิ่ง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ตำรวจภูธรภาค 1 ตามจับคนร้ายที่ปล้นฆ่าได้หลายคน เมื่อสอบสวนยังรับและให้การซัดทอดมาถึงคดีฆ่า ร.ต.ต.วีรพล หรือต้อย ที่จังหวัดภูเก็ต ว่ามีใครเป็นคนร้ายบ้าง
.
ในที่สุดก็ทราบว่า 2 มือปืนนั้นเป็นลูกน้องของนาย อ. คือนายธีรยุทธ กับนายสุรศักดิ์ ทั้งคู่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ สภ.กิ่ง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ พร้อมกับนายบำรุง ลำเรียง พนักงานของบริษัทฯ อีกคนที่ร่วมมือกันปล้น
.
◤ ผมทราบจากตำรวจหลายคน และนักธุรกิจในภูเก็ตเล่าให้ฟังว่า นาย อ. มีความสนิทสนมกับนายตำรวจระดับสูงมากมาย แต่จะจริงแค่ไหนผมไม่ยืนยันเพราะผมไม่เคยเห็นกับตา เป็นข้อมูลที่ผมต้องรับฟังเพื่อเป็นแนวทางการทำงาน
.
นาย อ. จะสนิทสนม นรต.รุ่น 18 เป็นพิเศษ มี พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็น ผบ.ตร.ในขณะนั้น และรุ่นนี้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ขณะนาย อ. เป็นผู้บริหารองค์กรท้องถิ่นในป่าตอง มีการเลี้ยงรับรองคณะนายตำรวจระดับสูงบ่อยครั้ง
.
◤ วันที่นาย อ. มามอบตัว ผมจึงวางแผนจัดเตรียมการเป็นพิเศษ ในฐานะที่ผมเป็นทั้งหัวหน้าสถานีตำรวจ และเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนของโรงพัก ผมจึงเปิดห้องประชุมชั้น 2 เตรียมสำนวนการสอบสวน เตรียมกล้องวิดีโอ เพื่อบันทึกไว้ในระหว่างมีการรับมอบตัว
.
และระหว่างการสอบสวน ผมนั่งที่หัวโต๊ะ เปิดกล้องบันทึกตลอดเวลา พนักงานสอบสวน นำสำนวนการสอบสวนมาเตรียมพร้อมแล้ว
.
เมื่อถึงเวลา นาย อ. เดินทางมาถึงสถานีตำรวจภูธรเมืองภูเก็ต พร้อมกับคนหนึ่งในสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง โดยผมไม่ทราบมาก่อน ตำรวจที่อยู่ชั้นล่างรายงานให้ผมทราบ ผมยังคงนั่งอยู่ในห้องประชุมชั้น 2 และสั่งให้ร้อยเวรนำเข้ามาในห้องประชุม
.
เมื่อนาย อ. เดินเข้ามาในห้องประชุม มานั่งตรงหน้าผม และต่อหน้าพนักงานสอบสวน พล.ต.ท.ผู้นั้นที่เดินตามหลังนาย อ. ในระยะห่างพอสมควร เห็นมีกล้องวิดีโอกำลังบันทึกเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่ จึงชะงักทันทีและไม่กล้าเดินเข้ามาในห้องประชุม การสอบสวนดำเนินไปตามปกตินานหลายชั่วโมง ในวันนั้น ผมจึงไม่มีโอกาสได้กล่าวต้อนรับ พล.ต.ท.คนดังกล่าวแม้แต่คำเดียว
.
สอบสวนเสร็จ ผมสั่งให้นำนาย อ. เข้าห้องขังทันที
และไม่อนุญาตให้ประกันตัว
.
◤ เพราะความที่นาย อ. เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารในสำนักงานเทศมนตรีตำบลป่าตอง แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ จึงมีอำนาจมีเงิน เป็นคนกว้างขวาง คนรู้จักกันมากมายในนามของ ดร.อ. นามบัตรก็ระบุเช่นนั้น
.
เมื่อผมสอบสวนจึงรู้ว่า เป็นด็อกเตอร์ห้องแถว ไม่ได้ไปเรียนจบระดับปริญญาเอกมาจากที่ไหน นาย อ. รับสารภาพกับผมว่า ซื้อใบปริญญาบัตรมา จ่ายเงินแล้วก็ได้เป็นด็อกเตอร์ คนไทยก็หลงเรียกกันว่า ดร.อ. เป็นที่ครึ้มอกครึ้มใจ และสร้างความภาคภูมิใจกับคำนำหน้าว่า “ด็อกเตอร์” ยิ่งนัก
.
นาย อ. ทำธุรกิจหลายอย่าง ทั้งโรงแรม บริษัทเคเบิลทีวี ที่ป่าตอง วอเตอร์สกี หรือบ่อสกี และสนามยิงปืน บริเวณน้ำตกกะทู้ และยังมีบริษัทที่มีการจับจองอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเพื่อหวังผลกำไร
.
นาย อ. อดีตเป็นตำรวจน้ำ แล้วลาออก เรียก “จ่าใช้” บ้านเดิมอยู่ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี มีญาติพี่น้องในตลาดบ้านบึง
.
เมื่อนาย อ. มามอบตัวกับผม ผมจึงตลบหลังนาย อ. อีกครั้ง
.
◤ วันที่ 2 สิงหาคม 2544 จึงนำนาย อ.ไปตรวจค้นซ้ำ ที่บ้านพักหลังใหญ่โตอยู่ใกล้กับเขารัง ตรงข้ามถนนแม่หลวน ต.ตลาดเหนือ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ครั้งก่อนเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2542 ผมกับตำรวจตรวจค้นพบอาวุธปืนจำนวนมากทั้งถูกกฎหมาย ทั้งปืนผิดกฎหมาย มีปืนหลายชนิด และมีปืนผิดมืออยู่ด้วย มีแม้กระทั่งปืนแม็กกาซีนสีทองงามอร่ามทั้งกระบอก ด้ามปืนทำด้วยงาช้าง เป็นคลังอาวุธย่อมๆ เลยก็ว่าได้ เมื่อมีปืนไม่ถูกต้องจึงได้มีการออกหมายจับ
.
การตรวจค้นครั้งนี้มีทั้งทนายความ พี่ชายกับพี่สาวของภรรยานาย อ. นำการตรวจค้น แต่ก่อนจะได้ตรวจค้น ยึกๆ ยักๆ ท้วงติงทุกอย่าง และตำรวจทุกคนที่ไปถูกค้นตัวอย่างละเอียด ซึ่งเป็นเรื่องปกติไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น ผมมักจะเจอคนประเภทหัวหมอที่ไม่เข้าท่าบ่อยๆ
.
มีห้องหับมากมาย ตรวจค้นกันไม่หวาดไม่ไหว บ้านหลังนี้มี 3 ชั้น มีเรือนคนใช้ มีห้องเซาน่า ห้องรับรองแขก มีโรงรถ มีรั้วล้อมรอบทำด้วยอิฐ มีทางเข้า-ออก 2 ทาง คือทางเข้า-ออกด้านถนนแม่หลวน และทางเข้า-ออกด้านข้างบ้าน ประตูรั้วขนาดใหญ่เป็นอัลลอย ใช้ระบบรีโมตคอนโทรล
.
เฉพาะเรือนคนใช้มี 4 ห้องนอน
.
ส่วนอาคารหลัก 3 ชั้น มี 9 ห้องนอน ซึ่งไม่รวมห้องโถง ห้องรับแขก
.
ชั้นล่างมี 1 ห้องนอน ห้องโถง ห้องรับแขก และห้องคอมพิวเตอร์
.
ชั้นที่ 2 มี 5 ห้องนอน
.
ชั้นที่ 3 มี 3 ห้องนอน
.
◤ พบหลักฐานสำคัญ ในห้องนอนของภรรยาของนาย อ. ซุกไว้ในตู้เสื้อผ้า เป็นเอกสารที่เป็นแผ่นกระดาษ มี 4 รายการจำนวนทั้งสิ้น 170 แผ่น เอกสารเป็นรายละเอียดของคดีของนาย อ. ทั้งหมด เนื้อหาของคดีมีมากมายและยิบย่อยจนยากที่จะจดจำได้หมด หากอ่านผ่านสายตาเพียงแค่ครั้งเดียว
.
เมื่อผมเห็นเอกสารเหล่านี้ต้องตกใจจริงๆ สิ่งที่ผมคาดการณ์ไว้เมื่อสำนวนการสอบสวนหลุดมือจากผม แล้วส่งไปอยู่ในมือของอัยการ อาจจะมีการถ่ายสำนวนการสอบสวนให้ผู้ต้องหา แล้วสิ่งนั้นก็เกิดขึ้นจริงๆ
.
◤ เมื่อเอกสารที่ตรวจค้นพบนั้นมาอยู่ตรงหน้าผม คัดย่อคำให้การของทุกคนทั้งสำนวน ไม่ใช้วิธีถ่ายเอกสารจากสำนวนแต่ละแผ่น ผมจึงมั่นใจและยืนยันได้ในทันทีว่า เป็นฝีมือของอัยการคนใดคนหนึ่งอย่างแน่นอน เป็นอัยการคนที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบคดีนี้ เวลานั้นผมนึกถึงอัยการคนหนึ่ง เมื่อได้รับการติดต่อจากฝ่ายผู้ร้าย จึงได้ขายความลับในสำนวนการสอบสวนโดยวิธีคัดย่อทั้งคดีลงไปในแผ่นเอกสาร การคัดย่อต้องใช้เวลานานมากจนเสร็จสมบูรณ์ แล้วจึงส่งให้ทนายความฝ่ายจำเลยและผู้ต้องหา และคงจะถ่ายเก็บไว้หลายชุด จนผมมาตรวจค้นเจอในครั้งนี้
.
การกระทำของอัยการเช่นนี้ ถือเป็นความเสียหายต่อคดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดภูเก็ตแล้วเป็นอย่างยิ่ง
.
◤ แต่ผมยังระบุไม่ได้ว่าเป็นการกระทำของผู้ใด ผมจึงร้องทุกข์ไว้ว่า ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับคนร้ายซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นใคร ในความผิดที่ได้กระทำการนำความลับในสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ 2420/2541 มาสรุปถ้อยคำพยานทุกปาก เอกสารพยานหลักฐานทุกชนิดที่มีอยู่ในสรรพสำนวน
.
ทั้งหมดนี้ถือเป็นการกระทำโดยผู้เป็นเจ้าพนักงาน รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ กระทำโดยประการใดๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น และผู้ก่อให้ หรือช่วยเหลือ หรือให้การสนับสนุนให้ได้มาซึ่งเอกสาร ให้ได้มาซึ่งการรับรู้เรื่องข้อเท็จจริง รู้พยานหลักฐานทุกชนิดเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้ต้องหาที่กระทำผิดให้ไม่ต้องรับโทษ หรือได้รับโทษน้อยลง ถือว่าเป็นการสนับสนุน ช่วยเหลือให้มีการกระทำผิด อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 164


33 ปี ชีวิตสีกากี (177) | อีกคดี 'สำคัญ' ที่เผชิญ
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_895569

33 ปี ชีวิตสีกากี (178) | สอบสวน – หาหลักฐาน ‘รัดกุม’
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_896618

33 ปี ชีวิตสีกากี (179) | สวมหัวใจสิงห์ - กัดไม่ปล่อย
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_897714

33 ปี ชีวิตสีกากี (180) | สำนวนคดีหลุดถึงมือผู้ต้องหา
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_898647


https://www.facebook.com/photo?fbid=1400973915398137&set=a.627369302758606





ในโลกของการทำงาน เรากลัวการถูก Disrupt โดยเทคโนโลยี แต่ในโลกของประวัติศาสตร์ สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือการที่ระบบปฏิบัติการของโลกกำลังเข้าสู่ภาวะพังทลาย ระบบที่เราเชื่อใจมาตลอด 80 ปี แต่ในวันนี้วลีที่ว่า “The World Order is Broken” กำลังกลายเป็นจริง


Techsauce

11 hours ago
·
ในโลกของการทำงาน เรากลัวการถูก Disrupt โดยเทคโนโลยี แต่ในโลกของประวัติศาสตร์ สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือการที่ระบบปฏิบัติการของโลกกำลังเข้าสู่ภาวะพังทลาย ระบบที่เราเชื่อใจมาตลอด 80 ปี แต่ในวันนี้วลีที่ว่า “The World Order is Broken” กำลังกลายเป็นจริง
.
ที่งาน Munich Security Conference 2026 เหล่าผู้นำโลกพากันยอมรับว่า “ระเบียบโลกที่สร้างขึ้นหลังปี 1945 ได้พังทลายลงแล้วอย่างเป็นทางการ” ฉากหน้าที่เคยฉาบไว้ด้วยกฎหมายระหว่างประเทศกำลังกะเทาะออก เผยให้เห็นเนื้อแท้ของความสัมพันธ์ระดับโลกที่ว่า #อำนาจคือความถูกต้อง หรือ Might is Right
.
ล่าสุด Dalio ได้ออกมาเขียนบทความที่สั่นสะเทือนแวดวงภูมิรัฐศาสตร์อีกครั้ง เพื่อบอกว่าปีนี้โลกถึงคราวต้องยกเครื่องครั้งใหญ่ และเรากำลังจะมุ่งหน้าไปทางไหนกัน
.
Stage 6 ความตายของระเบียบเดิม เมื่อกฎกติกาพ่ายแพ้ต่ออำนาจ

Ray Dalio เริ่มต้นด้วยการหยิบยกภาพบรรยากาศจากเวทีความมั่นคงมิวนิกปี 2026 ที่เหล่าผู้นำโลกต่างยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า ระเบียบโลกเดิมนั้นล่มสลายลงแล้ว ในพจนานุกรมของ Dalio สิ่งนี้ถูกนิยามว่าเป็น Stage 6 ของวัฏจักรใหญ่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความระส่ำระสายพุ่งถึงขีดสุด กฎกติกาเดิมใช้ไม่ได้ผล และมหาอำนาจกำลังประจันหน้ากันเพื่อเขียนระเบียบโลกใหม่ขึ้นมา
.
เขาอธิบายว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นมีธรรมชาติที่ต่างจากความสัมพันธ์ภายในประเทศ เพราะในระดับโลกเราไม่มีตำรวจหรือศาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จจริง ๆ เมื่อมหาอำนาจขัดแย้งกัน กฎหมายระหว่างประเทศจึงมักจะพ่ายแพ้ให้กับอำนาจดิบเสมอ
.
หากประเทศหนึ่งมีเงินและกำลังทหารมากกว่าองค์กรกลาง ประเทศนั้นจะเป็นคนเขียนกฎใหม่ด้วยตัวเอง นี่คือยุคที่ "ความแข็งแกร่งคือความถูกต้อง" และเรากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่การเมืองระดับมหาอำนาจจะตัดสินชะตากรรมของมนุษยชาติมากกว่าข้อตกลงบนแผ่นกระดาษ และนี่คือสัจธรรมที่กำลังเกิดขึ้น
.
อ่านต่อได้ที่ลิงก์
https://techsauce.co/saucy-thoughts/the-big-cycle-external-disorder-ray-dalio

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1342594994637283&set=a.566601532236637




"คำพูดเพื่อก่อกวนทางการเมือง" จากเดิมเคยเป็นการยั่วยุเพื่อความสนุก (Lulz) ตอนมีอินเตอร์เน็ตใหม่ๆ ตอนนี้ถูกทำให้เป็นสถาบันโดยผู้มีอำนาจรัฐ พรรคการเมือง และผู้นำประชานิยมทั่วโลก เพื่อทำลายบรรทัดฐานประชาธิปไตยเดิม และเพื่อควบคุมบทสนทนา ความเป็นมาของวัฒนาการนี้มาได้อย่างไร ?


https://foreignpolicy.com/2026/06/18/trolling-politics-social-media-right-maga-trump/

สรุปความจาก Gemini

"ประวัติโดยย่อของการก่อกวนทางการเมือง"

จากชื่อเรื่อง ชื่อรอง และบริบทของบทความนโยบายต่างประเทศเรื่อง "ประวัติโดยย่อของการก่อกวนทางการเมือง" โดย Tim Brinkhof ต่อไปนี้คือบทสรุปที่ครอบคลุมของข้อโต้แย้งหลักและเส้นทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงในบทความ:

ภาพรวม

บทความนี้สำรวจว่าการก่อกวนทางการเมืองเปลี่ยนผ่านจากกลุ่มเฉพาะในวัฒนธรรมย่อยออนไลน์ไปสู่เครื่องมือหลักที่มีอำนาจในภูมิรัฐศาสตร์โลกได้อย่างไร สิ่งที่เริ่มต้นจากการเป็นเครื่องมือแบบกระจายอำนาจสำหรับกลุ่มคนที่ไม่เข้าพวกในอินเทอร์เน็ตเพื่อกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ ปัจจุบันได้รับการจัดตั้งเป็นระบบโดยผู้มีบทบาทในระดับรัฐ พรรคการเมือง และผู้นำประชานิยมทั่วโลก เพื่อทำลายบรรทัดฐานประชาธิปไตยและควบคุมระบบนิเวศข้อมูล

หัวข้อหลักและเส้นทางประวัติศาสตร์

จุดเริ่มต้น: การยั่วยุจากกลุ่มชายขอบและ "ความสนุก" (Lulz)

วัฒนธรรมย่อยในยุคแรกของอินเทอร์เน็ต: ประวัติศาสตร์เริ่มต้นในยุคแรกๆ ของกระดานข้อความนิรนาม (เช่น 4chan) และฟอรัมต่างๆ ซึ่งการก่อกวนส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง หรือเกิดจากความต้องการ "ความสนุก" (lulz) ที่ไร้ระเบียบ—ความสนุกสนานที่ได้มาจากการสร้างความวุ่นวายหรือความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

เมล็ดพันธุ์ต่อต้านสถาบัน: กลุ่มผู้ก่อกวนในยุคแรกๆ ใช้ความเสียดสีและความเยาะเย้ยถากถางเป็นอาวุธ พวกเขาโจมตีองค์กรธุรกิจ วัฒนธรรมดารา หรือชุมชนอินเทอร์เน็ตที่จริงจัง พัฒนาภาษาเฉพาะของตนเองด้วยมีม การเสียดสี และกลยุทธ์สร้างความตกใจ

จุดเปลี่ยนทางการเมือง: ปี 2011 ถึง 2016

การใช้เป็นอาวุธโดยกลุ่มขวาจัด: เมื่อเวลาผ่านไป กลุ่มชายขอบเหล่านี้ค้นพบว่ากลยุทธ์เดียวกันที่ใช้ในการก่อกวนฟอรัมอินเทอร์เน็ตสามารถนำไปใช้กับการต่อสู้ทางวัฒนธรรมและการเมืองในวงกว้างได้ นักอุดมการณ์และบุคคลฝ่ายขวาจัดเริ่มนำเอาสุนทรียศาสตร์แห่งการเสียดสีมาใช้เพื่อแอบแฝงอุดมการณ์สุดโต่งเข้าสู่การสนทนาในวงกว้าง

การเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2016: การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2016 ถือเป็นการเริ่มต้นอย่างเด็ดขาดของการก่อกวนทางการเมืองบนเวทีโลก บุคคลอย่างโดนัลด์ ทรัมป์ สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการพูดแบบนี้ โดยใช้ชื่อเล่น คำพูดเกินจริงที่ปลุกปั่น และมีมบนอินเทอร์เน็ตเพื่อหลีกเลี่ยงสื่อกระแสหลัก ท้าทายบรรทัดฐานของชนชั้นนำ และมีส่วนร่วมโดยตรงกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ขับเคลื่อนด้วยความไม่พอใจ

การทำให้เป็นสถาบันและสงครามที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ

การทูตด้วยการโพสต์ข้อความไร้สาระ: การก่อกวนได้เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของการสื่อสารทางการทูตไปอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่แค่สำหรับนักรบแป้นพิมพ์นอกรีตอีกต่อไปแล้ว ประมุขของรัฐ สถานทูต และนักการทูตต่างมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการทะเลาะวิวาททางดิจิทัล โดยใช้การเยาะเย้ยเพื่อบ่อนทำลายฝ่ายตรงข้ามและฉายภาพความจริงใจแบบประชานิยมที่ไม่ผ่านการกรอง

การบิดเบือนข้อมูลโดยรัฐ: รัฐบาลเผด็จการ (เช่น รัสเซียและจีน) ตระหนักถึงคุณค่าเชิงกลยุทธ์ของการก่อกวนทางออนไลน์ พวกเขาสร้าง "โรงงานก่อกวน" ที่ซับซ้อนเพื่อขยายความแตกแยกภายในประเทศในระบอบประชาธิปไตยตะวันตกที่เป็นคู่แข่ง บิดเบือนแนวโน้มการเลือกตั้ง และเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่ออัตโนมัติเพื่อบิดเบือนความจริง

อาวุธสมัยใหม่: ต้นทุนต่ำ ผลกระทบสูง

การสิ้นสุดของความละเอียดอ่อน: การก่อกวนทางออนไลน์อาศัยความโกรธแค้นและการมีส่วนร่วมที่ไม่สุจริตอย่างต่อเนื่อง โดยการบังคับให้ฝ่ายตรงข้ามต้องตั้งรับหรือตอบโต้การยั่วยุที่ไร้สาระอยู่ตลอดเวลา การก่อกวนทางออนไลน์จึงสามารถบีบคั้นการอภิปรายนโยบายทางการเมืองที่มีสาระสำคัญได้สำเร็จ

ยุค AI และความเหลวไหล: บทความนี้เตือนว่าการก่อกวนทางออนไลน์ในยุคปัจจุบันได้รับการพัฒนาอย่างมากด้วยปัญญาประดิษฐ์ ภาพปลอม และการส่งมอบเนื้อหาด้วยอัลกอริทึม ทำให้การสร้างความโกรธแค้นและความสับสนมีราคาถูกลง เร็วขึ้น และยากต่อการรับมือมากกว่าที่เคยเป็นมา

สรุป

บริงคอฟสรุปว่า การกลั่นแกล้งทางการเมืองไม่ใช่ปรากฏการณ์ผิดปกติหรือเป็นเพียงกระแสชั่วคราวของยุคอินเทอร์เน็ตอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นอาวุธเชิงโครงสร้างที่แพร่หลายในการปกครองร่วมสมัย การเปลี่ยนวาทกรรมทางการเมืองให้กลายเป็นสนามรบที่ถาวรและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ก่อให้เกิดความท้าทายอย่างร้ายแรงต่อการทูตแบบดั้งเดิม กฎหมายระหว่างประเทศ และเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตย




กลุ่มการเมืองต่างๆ ในอิหร่านมีท่าทีอย่างไรต่อข้อตกลงสันติภาพกับสหรัฐฯ?



กลุ่มการเมืองต่างๆ ในอิหร่านมีท่าทีอย่างไรต่อข้อตกลงสันติภาพกับสหรัฐฯ?

กลุ่มการเมืองขั้วตรงข้ามในอิหร่านกำลังเผชิญหน้าและมีความเห็นขัดแย้งกันอย่างหนักเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่ทำร่วมกับสหรัฐฯ

กรุงเตหะราน อิหร่าน – ข้อกังขาของโมจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ที่มีต่อข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวระหว่างประเทศของเขากับสหรัฐฯ ได้ปลุกกระแสความฮึกเหิมให้กับกลุ่มการเมืองสายแข็งกร้าวในประเทศ ซึ่งคัดค้านการยอมอ่อนข้อใดๆ ให้กับวอชิงตัน

ดูเหมือนว่าผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านได้มอบหมายความรับผิดชอบเรื่องข้อตกลงนี้ให้กับประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน (Masoud Pezeshkian) ซึ่งมีแนวคิดสายกลางมากกว่า ทว่าขณะนี้เปเซชเคียนกำลังถูกโจมตีอย่างหนักจากกลุ่มสายแข็งกร้าวที่เชื่อว่าสงครามกับสหรัฐฯ อาจปะทุขึ้นอีกครั้งในเร็วๆ นี้

ข้อตกลงดังกล่าวซึ่งลงนามโดยเปเซชเคียนและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ (ผ่านการไกล่เกลี่ยโดยปากีสถาน กาตาร์ และประเทศอื่นๆ) ยังถูกคัดค้านโดยกลุ่มการเมืองทุกฝ่ายในอิสราเอล ซึ่งสนับสนุนการใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านเพื่อบั่นทอนอำนาจของเตหะรานและกลุ่มพันธมิตร "แกนแห่งการต่อต้าน" (Axis of Resistance) ของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงกลุ่มติดอาวุธฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนด้วย

ต่อไปนี้คือภาพรวมของการถกเถียงภายในอิหร่านนับตั้งแต่มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ และมุมมองที่กลุ่มการเมืองต่างๆ ในอิหร่านมีต่อเรื่องนี้

คาเมเนอีกล่าวว่าอย่างไร?

ไม่มีใครพบเห็นหรือได้ยินข่าวคราวของคาเมเนอีในที่สาธารณะเลยนับตั้งแต่เขารับตำแหน่งผู้นำสูงสุดสืบต่อจากบิดา คือ อาลี คาเมเนอี (Ali Khamenei) เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่จุดยืนของเขาที่มีต่อข้อตกลงระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ นั้นมีความชัดเจน

"โดยหลักการแล้ว ข้าพเจ้ามีความเห็นที่แตกต่างออกไป" ข้อความสั้นๆ ที่ระบุว่าเป็นของโมจตาบา คาเมเนอี ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดี กล่าวถึงการลงนามในบันทึกความเข้าใจกับสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ข้อความดังกล่าวระบุว่าเขาได้อนุญาตให้ดำเนินการได้ หลังจากที่ประธานาธิบดีเปเซชเคียน ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด ได้ "ยอมรับผิดชอบอย่างชัดแจ้ง"

เขากล่าวถึงเปเซชเคียนว่า "ยังได้ระบุไว้อย่างชัดเจนด้วยว่า หากฝ่ายอเมริกันพยายามเรียกร้องในสิ่งที่เกินขอบเขต พวกเขาจะไม่ยอมจำนนต่อข้อเรียกร้องเหล่านั้น" นอกจากนี้ ข้อความดังกล่าวยังระบุว่าการเจรจาแบบพบหน้ากันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต "จะไม่ได้หมายถึงการยอมรับจุดยืนของฝ่ายศัตรู"

สื่อที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลอิหร่านระบุว่า คาเมเนอียังได้กำหนดเงื่อนไขว่า สมาชิกสภาความมั่นคงอย่างน้อยสามในสี่ ซึ่งรวมถึงผู้บัญชาการทหาร จะต้องให้ความเห็นชอบต่อข้อตกลงนี้ด้วย เชื่อกันว่าสมาชิกเกือบทั้งหมดได้ลงมติสนับสนุนข้อตกลงดังกล่าว แต่รายละเอียดของกระบวนการลงมติยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ ทางการกล่าวว่าอย่างไรบ้าง?

สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดได้ออกแถลงการณ์เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี ว่าทางสภาจะยึดมั่นในการปกป้อง "สิทธิของชาติอิหร่านและกลุ่มแนวร่วมแห่งการต่อต้าน" (Resistance Front) ควบคู่ไปกับการรำลึกถึงผู้นำอิหร่านที่เสียชีวิตระหว่างสงครามกับสหรัฐฯ

สภาระบุว่าจะเดินหน้าการเจรจาด้วยท่าที "ไม่ไว้วางใจสหรัฐฯ โดยสิ้นเชิง" และได้เตรียมแผนการตอบโต้ไว้ล่วงหน้าหากอีกฝ่ายละเมิดข้อกำหนดใดๆ

เปเซชเคียน (Pezeshkian) กล่าวถึงเอกสารฉบับนี้ว่าเป็น "เอกสารประวัติศาสตร์และเป็นสารจากอิหร่านที่เข้มแข็ง ซึ่งสื่อว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ภายใต้พื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน"

"เอกสารนี้สะท้อนเสียงของชาติที่ไม่ยอมแลกศักดิ์ศรีและเอกราชของตนกับคำขู่หรือแรงกดดันใดๆ" เขาระบุผ่านแพลตฟอร์ม X

โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ (Mohammad Bagher Ghalibaf) ประธานรัฐสภาและหัวหน้าคณะเจรจา ได้กล่าวขอบคุณคาเมเนอีสำหรับ "สารที่เปี่ยมด้วยปัญญาและแนวทางชี้แนะ" พร้อมทั้งระบุว่า แม้บันทึกความเข้าใจ (MoU) ฉบับนี้จะผนวกผลประโยชน์ที่ได้จากสงครามเข้าสู่กระบวนการเจรจา แต่ก็เป็นเพียง "จุดเริ่มต้นของเส้นทางที่ยากลำบากและคดเคี้ยว" เท่านั้น

นอกจากนี้ กาลิบาฟยังวางบทบาทตนเองในฐานะ "ผู้บัญชาการด้านเศรษฐกิจยุคหลังสงคราม" และแสดงท่าทีชัดเจนอย่างที่ไม่ค่อยปรากฏบ่อยนักว่า เขาต้องการอำนาจในการตัดสินใจระหว่างกระบวนการเจรจา

"ผมไม่ใช่คนที่จะปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไม่มีการตัดสินใจหรือเอาแต่รอคอย ผมขอให้มีการเตรียมข้อมูลสำหรับการตัดสินใจไว้ให้ผม เพื่อที่ผมจะได้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง" เขากล่าว

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ขณะนี้ทางการอิหร่านต้อง "รับช่วงต่อจากหน่วยยิงอาวุธในสนามรบ (trench) มาสู่ภารกิจหลัก คือการยืนหยัดมั่นคงและปลดเปลื้องประชาชนจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ" สถานการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่สงครามยิ่งซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่อิหร่านเผชิญอยู่เดิม

เหตุใดกลุ่มสายแข็งจึงออกมาประท้วง?

กลุ่มผู้สนับสนุนคาเมเนอีระบุว่า คณะเจรจาของอิหร่านต้องยืนกรานเรียกร้องสิทธิ์ในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซต่อไป และควรเดินออกจากโต๊ะเจรจาหากข้อตกลงไม่มีเงื่อนไขดังกล่าวรวมอยู่ด้วย

ในการชุมนุมที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐซึ่งจัดขึ้นตามเมืองต่างๆ ของอิหร่านทุกค่ำคืนในช่วงสงคราม มีการวิพากษ์วิจารณ์เปเซชเคียน, กาลิบาฟ และรัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) บุคคลเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นกลุ่มสายกลาง และกลุ่มสายแข็งมองว่าพวกเขามีแนวโน้มมากที่สุดที่จะยอมผ่อนปรนหรือให้สัมปทานแก่สหรัฐฯ “ท่านประธานาธิบดี หากเงื่อนไขที่ผู้นำสูงสุดกำหนดไว้ไม่ได้รับการปฏิบัติให้เป็นจริง ก็จะเป็นพวกเรา คมมีด และลำคอของคุณ เราจะทำให้คุณต้องทนทุกข์ทรมาน” โมฮัมหมัด อาลี บัคชี (Mohammad Ali Bakhshi) ซึ่งเป็นนักขับร้องบทเพลงทางศาสนา (maddah) ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ กล่าวถ้อยคำนี้ที่เมืองชาห์ร-เอ-เรย์ (Shahr-e Ray) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเมืองหลวง

ทางด้านเมห์ดี ทาบาตาบาอี (Mehdi Tabatabaei) เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารประจำสำนักงานประธานาธิบดี ได้เรียกร้องให้มีการดำเนินคดีกับบัคชีและ “กลุ่มบุคคลที่น่าสงสัย” อื่นๆ ในข้อหาก่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างขั้วการเมืองต่างๆ ของอิหร่าน

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสายแข็งกร้าวบางส่วนเรียกร้องให้มีการเปิดสภาอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง หลังจากที่ปิดทำการมาตั้งแต่เริ่มสงครามโดยมีการประชุมแบบพบหน้ากันเพียงไม่กี่ครั้ง เพื่อให้สภาสามารถขัดขวางข้อตกลงใดๆ กับสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของอิหร่านได้

"จงยุติธรรมและเปิดสภาเสียที ท่านผู้นำสูงสุดของข้าพเจ้ากำลังถูกปล่อยให้โดดเดี่ยว" โมฮัมหมัด มานนัน ไรซี (Mohammad Mannan Raisi) ผู้แทนจากเมืองกอม (Qom) ซึ่งเป็นเมืองฐานที่มั่นของกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่ง โพสต์ข้อความลงในแพลตฟอร์ม X

ที่เมืองมัชฮัด (Mashhad) เมืองศักดิ์สิทธิ์ของนิกายชีอะห์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาห์หมัด อาลามอลโฮดา (Ayatollah Ahmad Alamolhoda) ผู้นำละหมาดวันศุกร์ผู้ทรงอิทธิพลและเป็นตัวแทนของผู้นำสูงสุด กล่าวว่า "การต่อสู้ของเรากับวอชิงตันยังไม่จบสิ้น"

"ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา ระบบนี้ได้ก่ออาชญากรรม ความอยุติธรรม และการสังหารหมู่ที่ไร้ความปรานีสารพัดรูปแบบต่อเรา แล้วเราควรจะถอยงั้นหรือ?! การล้างแค้นให้อิหม่ามผู้พลีชีพของเราไม่อาจทำได้ด้วยการฆ่าสุนัขที่ชั่วร้ายและเต็มไปด้วยบาปเพียงตัวเดียว ซึ่งแปดเปื้อนไปด้วยความเลวทรามทุกรูปแบบ ต่อให้ฆ่าสุนัขพันธุ์นั้นไปเป็นร้อยตัว ก็ยังไม่มีค่าเทียบเท่าเส้นผมเพียงเส้นเดียวของผู้นำผู้พลีชีพของเราเลย" เขากล่าวโดยอ้างถึงอดีตผู้นำสูงสุด

เมื่อเช้าวันเสาร์ ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นสัปดาห์การทำงานของอิหร่าน หนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ ได้อุทิศพื้นที่หน้าหนึ่งเพื่อนำเสนอข่าวเกี่ยวกับสารจากอยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี และบันทึกความเข้าใจ (MoU) ดังกล่าว

หนังสือพิมพ์สายอนุรักษนิยมบางฉบับระบุว่า ข้อตกลงนี้ได้รับอนุญาตจากผู้นำสูงสุดแล้วแต่มีเงื่อนไขกำกับอยู่ และหนทางสู่การสร้างสันติภาพกับสหรัฐฯ นั้นยังคงเต็มไปด้วยความยากลำบาก


ในขณะที่หนังสือพิมพ์ *Etemad* ซึ่งมีแนวคิดปฏิรูปนิยม บรรยายถึงบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ว่าเป็น "เอกสารแห่งชัยชนะ" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างทั้งสองฝ่ายเกี่ยวกับรายละเอียดของข้อตกลงกับสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ

ที่มา Al Jazeera English
Where do Iran’s political factions stand on the US peace deal?

https://www.aljazeera.com/news/2026/6/20/where-do-irans-political-factions-stand-on-the-us-peace-deal