วันศุกร์, กันยายน 25, 2569

รอวันนี้มานานเท่าชั่วอายุคน: 50 ปี 6 ตุลาฯ คุยกับพี่ชายของ “ชุมพร ทุมไมย” ช่างไฟฟ้าผู้ถูกแขวนคอที่นครปฐม



24/09/2569
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

ON THIS DAY
ภาพถ่ายโดย เกียรติพงษ์ ลงเย
.

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2519 ประเทศไทยยังคงสั่นสะเทือนอยู่กับคลื่นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 รัฐมองว่าความคิดที่แตกต่างจากแนวทางของกระแสหลักคือภัยคุกคาม โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเรื่อง ‘คอมมิวนิสต์’ ที่ถูกใช้อย่างกว้างขวาง ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ ชายหนุ่มสองคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนในชีวิต ต่างเดินทางจากบ้านเกิดคนละจังหวัดมาพบกันที่วิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครราชสีมา

คนแรกคือ ‘ชุมพร ทุมไมย’ ลูกชาวนาจากบ้านผักแว่น ตำบลยางขี้นก อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี คนที่สองคือ ‘วิชัย เกศศรีพงษ์ศา’ จากอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งสองเรียนสาขาไฟฟ้าด้วยกัน สนิทสนมกันจนกลายเป็นเพื่อนแท้ เรียนจบมาด้วยกัน และเลือกเส้นทางอาชีพช่างไฟฟ้าเหมือนกัน ก่อนจะมาบรรจบพบกันอีกครั้งที่จังหวัดนครปฐม ในฐานะสมาชิกแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ

ไม่มีใครในวันนั้นคาดคิดว่าอีกไม่นานนัก ทั้งคู่จะกลายเป็นสองชื่อที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในฐานะเหยื่อของความรุนแรงที่เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพียงไม่กี่วันถัดมา

ในค่ำคืนวันที่ 24 กันยายน 2519 ร่างไร้ลมหายใจของชุมพรและวิชัยถูกพบห้อยอยู่กับประตูเหล็กสีแดงแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม ทั้งคู่เสียชีวิตจากการถูกแขวนคอ หลังเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในคืนนั้น ด้วยการนำโปสเตอร์ออกไปปิดตามจุดต่าง ๆ เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการหวนคืนสู่ประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตผู้นำเผด็จการที่ถูกโค่นอำนาจไปเมื่อสามปีก่อน

ข่าวการเสียชีวิตของช่างไฟฟ้าทั้งสองแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในหมู่นักศึกษา จุดชนวนความโกรธแค้นจนถูกหยิบยกไปสร้างเป็นฉากละครเสียดสีในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระทั่งการเผยแพร่ข่าวนั้นในหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่สุดท้ายเหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นข้ออ้างสำคัญที่ฝ่ายขวาใช้ปลุกระดมมวลชนเข้าล้อมปราบนักศึกษาอย่างโหดเหี้ยมในเช้าของวันรุ่งขึ้น

กว่าครึ่งศตวรรษผ่านไป ยังไม่มีผู้ใดต้องรับผิดชอบทางกฎหมายต่อการตายของทั้งสองคน และในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ชื่อของ ‘สองช่างไฟฟ้า’ มักถูกกล่าวถึงเพียงสั้น ๆ ในฐานะจุดเริ่มต้นที่มีส่วนนำไปสู่โศกนาฏกรรม 6 ตุลาฯ ก่อนจะเริ่มถูกรับรู้มากขึ้นหลังโครงการบันทึก 6 ตุลา เผยแพร่สารคดีเรื่อง “สองพี่น้อง” เมื่อปี 2560

ท่ามกลางเวลาอันผันผ่าน ‘ชุมพล ทุมไมย’ พี่ชายของชุมพร ยังแบกรับความทรงจำ และยังทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวบางเศษเสี้ยวชีวิตของน้องชายผู้จากไปแล้ว 50 ปี ให้โลกได้รับรู้

.
รากเหง้าจากท้องนา ถึงเครื่องแบบตำรวจ-ช่างไฟฟ้า ชีวิตสองพี่น้องก่อนโศกนาฏกรรม

อดีตข้าราชการตำรวจวัยเกษียณผู้พำนักอยู่ในผืนดินและกระท่อมในบ้านสวนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในอำเภอบ้านเกิด เล่าว่าครอบครัว “ทุมไมย” มีรากเหง้าอยู่ที่บ้านผักแว่น ตำบลยางขี้นก อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

.



.
พ่อของพวกเขาเคยเป็นทหารยศสิบตรี เคยผ่านสมรภูมิรบและได้รับเหรียญชัยสมรภูมิ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ ‘เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์’ ผู้ซึ่งภายหลังจะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศ แต่ในที่สุดพ่อก็ตัดสินใจลาออกจากราชการทหารมาเป็นครูใหญ่แทน ทางเลือกที่ทำให้ชุมพลอดสงสัยไม่ได้ตลอดชีวิตว่า ถ้าหากจะไม่ต้องออกก็คงเป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรนายหนึ่งไปแล้ว

ส่วนแม่เป็นลูกชาวนา ทำนาเป็นอาชีพหลัก มีเรื่องเล่าที่ติดตากันมาในครอบครัวว่า เวลาใกล้คลอดลูก แม่มักจะรอคลอดกลางท้องนาขณะกำลังวางมัดกล้าอยู่นั่นเอง

ทั้งคู่มีลูกด้วยกันทั้งหมด 11 คน ชุมพลเป็นบุตรคนที่ 3 ของครอบครัว และคนที่ 4 คือ ชุมพร ทุมไมย ผู้เป็นศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมดนี้

ชุมพรเกิดวันที่ 24 กรกฎาคม 2495 ที่บ้านผักแว่นแห่งนี้เอง โดยตัวเลข 24 นี้เองที่จะกลับมาปรากฏอีกครั้งอย่างมีนัยสำคัญในอีกยี่สิบกว่าปีถัดมา

.
ชุมพล

ก่อนจะเล่าเรื่องของชุมพร จำเป็นต้องเข้าใจเส้นทางชีวิตของชุมพลผู้เป็นพี่ชายเสียก่อน เพราะคือภาพสะท้อนของยุคสมัยเดียวกันที่หล่อหลอมทั้งคู่ขึ้นมา หลังผ่านโรงเรียนวัดที่เขื่องใน ชุมพลเข้าเรียนที่โรงเรียนศรีทองวิทยา ในตัวจังหวัดอุบลราชธานี สถานศึกษาที่มีผู้ก่อตั้งคือ ‘ทองอินทร์ ภูริพัฒน์’ อดีต 4 รัฐมนตรีสายปรีดี พนมยงค์ ที่ถูกสังหารในช่วงปี 2492

หลังจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.ศ.3) ชุมพลตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหางานทำ เส้นทางชีวิตในเมืองหลวงของเขาผ่านหลายอาชีพ ตั้งแต่เป็นช่างเหล็กในย่านสุขุมวิท ไปจนถึงงานเตรียมสถานที่สำหรับการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในปี 2509 ก่อนกลับภูมิลำเนามาทำงานก่อสร้างถนนสายอุบลราชธานี-ร้อยเอ็ด เส้นทางคมนาคมหลักที่เรียกกันทุกวันนี้ว่า “ถนนแจ้งสนิท”

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อชุมพลตัดสินใจไปสอบเป็นตำรวจที่จังหวัดนครราชสีมา ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังอยู่ท่ามกลางสงครามเย็นและสงครามเวียดนาม รัฐต้องการกำลังพลจำนวนมากเพื่อรับมือกับภัยคอมมิวนิสต์ เขาสอบได้อันดับที่ 15 จากผู้เข้าสอบทั้งหมด 1,059 คน กลายเป็นตำรวจรุ่น 13 ประจำกองร้อยที่ 5

.

.

ชีวิตราชการของชุมพลเริ่มต้นที่อำเภอพนา ซึ่งขณะนั้นยังเป็นอำเภอหนึ่งของอุบลราชธานี ในยุคที่ ‘ถนอม กิตติขจร’ และ ‘ประภาส จารุเสถียร’ ยังกุมอำนาจอยู่ เขาอยู่ที่พนานานถึง 9 ปีเศษ กระทั่งปี 2519 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่น้องชายเสียชีวิต แม่จึงขอให้เขาย้ายกลับมาอยู่ใกล้บ้านที่เขื่องใน

ที่เขื่องใน ชุมพลรับราชการตำรวจยาวนานถึง 23 ปี ก่อนจะย้ายไปประจำที่ตำรวจภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ทำงานด้านสืบสวนในช่วงแรก แต่ด้วยความขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชา ที่พยายามจะให้เขาออกจากราชการ จึงถูกย้ายมาทำงานธุรการแทน

ชุมพลเล่าถึงช่วงเวลานั้นด้วยน้ำเสียงภูมิใจปนขบขันว่า เขาไม่เคยกลัวผู้บังคับบัญชาคนไหน แม้จะถูกกลั่นแกล้งก็ตาม เพราะยึดมั่นในหลักที่ว่าตัวเองไม่เคยทุจริต

“ถ้าเราสะอาดจริง เราก็ภูมิใจในตัวเราเอง” ชุมพลบอก

ก่อนเกษียณอายุราชการ เขาย้ายไปประจำที่สถานีตำรวจภูธรแห่งหนึ่งในอำเภอศรีเมืองใหม่ และเกษียณอายุราชการในปี 2552 ด้วยยศร้อยตำรวจตรี ซึ่งเป็นยศที่เพิ่งได้รับมาเพียง 6 เดือนก่อนวันเกษียณเท่านั้น

.
ชุมพร

ต่างจากพี่ชายที่ยอมรับว่าตัวเอง หัวแข็ง และไม่กลัวใคร ชุมพรถูกจดจำในฐานะคนที่สุขุมและรอบคอบกว่ามาก เป็นลูกที่พ่อแม่รักและไว้ใจ ไม่เคยสร้างความขัดแย้งกับใครในครอบครัวหรือในหมู่บ้าน

การศึกษาของชุมพรเริ่มต้นที่โรงเรียนสิทธิธรรมวิทยาศิลป์ (ปัจจุบันคือโรงเรียนเขื่องในพิทยาคม) ซึ่งเปิดสอนขึ้นทีหลังในยุคที่ชุมพลเองยังต้องไปเรียนและอาศัยเป็นเด็กวัด ชุมพรจึงโชคดีกว่าตรงที่มีโรงเรียนใกล้บ้านให้ขี่จักรยานไปเรียนได้ทุกวัน

หลังจบชั้นมัธยมต้น เขาเรียนต่อระดับ ปวช. ที่จังหวัดอุบลราชธานี ก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อระดับ ปวส. สาขาไฟฟ้า ที่วิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครราชสีมา หรือที่เรียกกันว่า “เทคนิคโคราช” โดยใช้เวลาเรียนประมาณ 2 ปี

ระหว่างเรียนที่โคราช ชุมพรไปพักอาศัยอยู่กับญาติฝ่ายแม่คนหนึ่งซึ่งรับราชการทหารอยู่ในค่ายทหารที่นครราชสีมา นี่เองคือจุดที่ชุมพรได้พบและสนิทสนมกับวิชัย เพื่อนร่วมสถาบัน ที่จะมากลายเป็นชื่อเคียงคู่กันไปในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ทั้งสองเรียนจบมาด้วยกัน ไปทำงานในสายไฟฟ้าเหมือนกัน และจะจบชีวิตลงพร้อมกันในอีกไม่กี่ปีถัดมา

.


.

หลังเรียนจบ ชุมพรไปทำงานที่จังหวัดราชบุรีเป็นที่แรก ที่นั่นเขามีเรื่องขัดแย้งกับหัวหน้างานที่พยายามยักยอกเงินคงเหลือจากโครงการ แต่ชุมพรไม่ยอมเข้าร่วมด้วย พี่ชายเล่าถึงเรื่องนี้ด้วยความภาคภูมิใจว่าน้องชายเป็นคน ‘ตงฉิน’ ไม่ยอมทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง จากนั้นเขาจึงย้ายไปทำงานที่การไฟฟ้า จังหวัดนครปฐม สถานที่ที่เขาจะเภทภัยในเวลาต่อมา

ในช่วงเวลานั้น ชุมพรมีแฟนสาวคนหนึ่งอยู่ที่บ้านแคน อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร มีอาชีพขายไก่ปิ้ง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังอยู่ในขั้นดูใจกัน ยังไม่ทันได้หมั้นหมายอย่างเป็นทางการ ชุมพลเคยตามน้องชายไปเยี่ยมแฟนสาวคนนี้ด้วยกันครั้งหนึ่ง และยังจำภาพเรียบง่ายของชีวิตหนุ่มสาวชนบทที่ติดตาเขามาตลอด 50 ปี หลังเหตุการณ์นั้น ทั้งสองครอบครัวขาดการติดต่อกันไปโดยสิ้นเชิง

การมาเยี่ยมครั้งสุดท้ายของชุมพรเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2519 ใกล้กับวันเกิดของตัวเอง เขาแวะไปหาพี่ชายซึ่งกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเช่นกันที่อำเภอเขื่องใน ในวันนั้นเขาได้อุ้มหลานชายคนโตของชุมพลซึ่งเกิดเมื่อปี 2517 ซึ่งยังพูดไม่เป็นสักคำ นั่นเป็นภาพความทรงจำสุดท้ายก่อนที่อีกเพียงสองสามเดือนถัดมา สองพี่น้องจะไม่มีโอกาสพบกันอีกเลย

ด้านความคิดและอุดมการณ์ทางการเมือง ชุมพรชื่นชอบการอ่านหนังสือแนวก้าวหน้า โดยเฉพาะงานเขียนของจิตร ภูมิศักดิ์ และเช เกวารา พี่ชายมองว่าน้องชาย “เอียงซ้ายอยู่แล้ว” และรู้สึกเป็นห่วงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยคาดคิดว่าความสนใจเช่นนี้จะนำไปสู่โศกนาฏกรรมถึงชีวิต

“เราไม่ได้มองลึกว่ามันจะไปฆ่าอะไรหรอกนะ” เขาย้อนความคิดในตอนนั้น

ยิ่งกับสิ่งที่ชุมพรใฝ่ฝันก็เป็นเพียงสิ่งสามัญที่คนหนุ่มสาวในวันเวลานั้นอยากจะยึดถือนั่นคือ ‘ความเสมอภาค ความเท่าเทียม’ โดยเฉพาะคนที่เกิดมาจากความยากจนอย่างพวกเขา ก่อนจะเกิดเหตุรุนแรงที่เปลี่ยนวิถีชีวิตไปตลอดกาล

.
วันที่ 24 กันยายน 2519: ข่าวร้ายที่มาพร้อมเสียงวิทยุ และเงาของ 6 ตุลา

ชุมพลเล่าผ่านมุมมองส่วนตัวว่า ตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่นักศึกษาประชาชนออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยและขับไล่รัฐบาลเผด็จการ บรรยากาศความขัดแย้งทางความคิดในสังคมไทยก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ รัฐมองว่าผู้ที่มีความคิดต่างจากรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นภัยต่อความมั่นคง

ในทัศนะของชุมพล การที่ชุมพรและวิชัยถูกสังหารในวันที่ 24 กันยายน 2519 นั้น เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่จะตามมา เขาเชื่อว่าเหตุการณ์ทั้งสองมีความเชื่อมโยงกัน โดยมองว่าการตายของช่างไฟฟ้าสองคนอาจเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนที่นำไปสู่การล้อมปราบนักศึกษาและประชาชนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเวลาต่อมา แม้จะเป็นเพียงความเชื่อส่วนตัวที่ไม่มีข้อพิสูจน์อย่างเป็นทางการก็ตาม

ในเช้าวันที่ข่าวร้ายมาถึง ชุมพลจำได้ว่า เพิ่งกลับจากไปเก็บเบ็ดตกปลาริมแม่น้ำ พอดีกับที่รายการข่าวเช้าทางวิทยุกำลังออกอากาศ เสียงของผู้ประกาศข่าวชื่อ ‘ปรีชา ทรัพย์โสภา’ ดังขึ้น พร้อมกับที่เขาก้าวเข้าบ้าน ได้ยินรายงานว่า นายชุมพร ทุมไมย ชาวบ้านผักแว่น อำเภอเขื่องใน ถูกแขวนคอเสียชีวิตพร้อมกับ วิชัย เกศศรีพงษ์ศา ที่จังหวัดนครปฐม

.

.

“โอ้ย พี่น้องกันเนาะ ก็เสียใจสิ” เขาย้อนความรู้สึกในวันนั้นด้วยน้ำเสียงที่ยังสั่นเครือ พลางบอกว่าไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น และยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นคนสองคนนี้ที่ถูกเลือกให้จบชีวิตลงด้วยวิธีการโหดร้ายเช่นนี้

ชุมพลเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยรถไฟเพียงลำพัง โดยใช้บัตรสวัสดิการของตำรวจแลกส่วนลดค่าโดยสารครึ่งราคา ส่วนพ่อแม่เดินทางไปด้วยวิธีอื่นและไปพบกันที่กรุงเทพฯ เมื่อไปถึงห้องนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เขาได้เห็นสภาพศพของน้องชายที่บวมพองไปแล้ว มีบันทึกทางการแพทย์ระบุว่ากระดูกคอหัก

หลังจากนั้น ชุมพลตระเวนซื้อหนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่มีการรายงานข่าวนี้เก็บสะสมไว้ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, สยามรัฐ หรือแม้แต่ดาวสยาม เขาให้เหตุผลง่าย ๆ ว่าอยากรู้ทุกรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับน้องชายของตัวเอง

ในความทรงจำของชุมพลยังมีเรื่องราวเล็ก ๆ ที่แทบไม่เคยปรากฏในสื่อใดมาก่อน เรื่องแรกและอาจเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่สุดคือมีจดหมายจากตำรวจนิรนามคนหนึ่ง ซึ่งส่งมาจากสถานีตำรวจแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม เขียนเล่ารายละเอียดของเหตุการณ์การเสียชีวิตไว้อย่างละเอียด ดูเหมือนจะรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง แต่ด้วยความเข้าใจผิดที่คิดว่าจดหมายฉบับนั้นอาจเป็นการข่มขู่จะเอาชีวิตคนในครอบครัวเพิ่มเติม ในช่วงเวลาที่ทุกคนยังจมอยู่กับความเศร้าโศก จดหมายฉบับนั้นก็สูญหายไปในที่สุด

“เสียดายอยู่ เสียดายมาก ๆ” ชุมพลพูดซ้ำหลายครั้งเมื่อเล่าถึงเรื่องนี้ หลักฐานสำคัญที่อาจไขความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์ได้ก็มลายหายไปตามกาลเวลา

อีกเรื่องหนึ่ง หลังจากนำร่างน้องชายไปประกอบพิธีฌาปนกิจที่วัดหัวลำโพง ชุมพลตัดสินใจแอบเก็บกระดูกบางส่วนของชุมพรมาไว้ที่บ้านของตัวเองที่อำเภอเขื่องใน โดยไม่บอกให้ใครในครอบครัวรู้ เขานำไปวางไว้บนหิ้งพระอย่างเงียบ ๆ

คืนหนึ่งหลังจากนั้นไม่นาน ประมาณหนึ่งทุ่ม สุนัขที่บ้านทั้งหกเจ็ดตัวพร้อมใจกันเห่าหอนขึ้นมาอย่างรุนแรงผิดปกติ ลูกชายคนโตของชุมพลซึ่งยังพูดไม่เป็นในตอนนั้น ถูกอุ้มออกมาดูความชุลมุน และแสดงอาการเหมือนเห็นอะไรบางอย่างที่ผู้ใหญ่รอบตัวไม่เห็น ชุมพลตีความเหตุการณ์นี้ว่าอาจเป็นวิญญาณของน้องชายที่แวะเวียนมาเยี่ยม เป็นเรื่องราวที่เขาไม่เคยเล่าให้ใครฟังอย่างเป็นทางการมาก่อน

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ชุมพลยึดมั่นในความเชื่อว่าตำรวจเป็นผู้ลงมือสังหารน้องชายของเขาจริง โดยมีคำสั่งมาจากผู้มีอำนาจในขณะนั้น เขาเชื่อว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังเที่ยงคืน มีการทำความสะอาดหลักฐานอย่างเป็นระบบหลังก่อเหตุ แม้จะไม่มีหลักฐานใดที่สามารถพิสูจน์ได้ในทางกฎหมาย แต่นี่คือความเชื่อที่เขายึดถือมาตลอดครึ่งศตวรรษ

“บาปกรรมกินมัน คนถ้าหากฆ่าคนนี่มันมีกรรมทุกคนนั่นแหละ… ผมเห็นทุกคนต้องมีกรรมทุกคนนะถ้าฆ่าคน มันบาปนะ” ชุมพลบอก

เขายังเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม โดยเล่าว่าคนหลายคนที่เขาเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงทางการเมืองในยุคนั้น ต่อมาต้องเผชิญกับโชคชะตาที่ไม่ดีหรือความตายที่ผิดปกติในกาลต่อมา เป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่สะท้อนวิธีที่คนธรรมดาคนหนึ่งพยายามทำความเข้าใจกับความอยุติธรรมที่ไม่ได้รับผ่านกระบวนการยุติธรรมตามปกติ

.
50 ปีแห่งความเงียบงัน: สิ่งที่รอคอยมาชั่วอายุคน

หลังการเสียชีวิตของชุมพร มีคนในพื้นที่พูดกันว่าคนที่ตายเป็น ‘คอมมิวนิสต์’ แต่ชุมพลไม่ได้รู้สึกกระทบกระเทือนกับคำพูดเหล่านี้มากนัก แม้ยากจะทำใจยอมรับ แต่ท้ายที่สุดเขาทำได้เพียงมองว่า มันเป็นเรื่องวันเวลาของยุคสมัยที่ความคิดต่างจากรัฐกลายเป็นเรื่องอันตรายถึงชีวิต

ครอบครัวของเขาเลือกที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองใด ๆ อีกเลยหลังจากวันนั้น แต่การทำใจกับความสูญเสียไม่ได้จบลงง่าย ๆ เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาเคยฝากความหวังไว้กับน้องชายคนนี้มาโดยตลอด เชื่อว่าสักวันหนึ่งชุมพรจะเติบโตไปเป็นเสาหลักและที่พึ่งพาของครอบครัว

“นี่น้องเราทั้งคนเนาะ มันก็มีคนเดียวที่พอจะพึ่งพาอาศัยข้างหน้าใช่ไหมล่ะ” เขาย้อนกล่าวรำลึกถึงน้องชาย

ทุกปีในช่วงเดือนเมษายน ตรงกับเทศกาลสงกรานต์ ครอบครัวจะประกอบพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับชุมพร ตามธรรมเนียมสรงกระดูกให้แก่ผู้ล่วงลับซึ่งเป็นประเพณีของคนอีสาน

.

.

เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ ชุมพลเคยเดินทางกลับไปเยี่ยมสถานที่เกิดเหตุที่จังหวัดนครปฐมอีกครั้ง ก่อนที่ประตูเหล็กสีแดงอันเป็นสถานที่เกิดเหตุจะถูกรื้อถอนย้ายไปเก็บรักษาไว้ในที่แห่งใหม่ ส่วนหนังสือพิมพ์เก่าจำนวนมากที่เขาอุตส่าห์เก็บสะสมไว้ตลอดหลายสิบปี วันนี้แทบไม่หลงเหลือร่องรอยอีกแล้ว สิ่งที่พอจะหลงเหลืออยู่คือสำเนาดิจิทัลที่เคยมีคนขอนำไปสแกนเก็บรักษาไว้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสูญสลายไปตามกาลเวลา

ในโอกาสครบรอบ 49 ปี ของเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 ชุมพลได้กล่าวประโยคหนึ่งที่ตราตรึงใจผู้ฟังทุกคนในงานรำลึกถึงน้องชาย ‘รอวันนี้มานาน’ และเมื่อถูกถามให้ขยายความว่าคำว่า ‘นาน’ ของเขาหมายถึงระยะเวลาเท่าใดกันแน่ เขาตอบอย่างหนักแน่นโดยไม่ลังเลว่า “มันนานตั้งชั่วอายุคนนะ ตั้งห้าสิบหกสิบปี ชั่วอายุคนหนึ่ง ไม่ผิดเพี้ยนเลย”

สิ่งที่พี่ชายวัย 78 ปี คนนี้ รอคอยมาตลอดหลายสิบปีไม่ใช่คำขอโทษจากผู้ใด ไม่ใช่การนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษซึ่งเขาเองก็รู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้อีกแล้วในวันนี้ หากคือโอกาสเล็ก ๆ ที่จะได้พูดถึงน้องชายของตัวเองให้ใครสักคนได้รับฟังอย่างเต็มปาก หลังจากที่ต้องเก็บงำเรื่องราวทั้งหมดนี้ไว้เพียงลำพังภายในใจมาหลายทศวรรษ

เมื่อถามว่าอยากให้สังคมไทยจดจำชุมพรและวิชัยในฐานะอะไรในโอกาสครบรอบ 50 ปีในวันนี้ ชุมพลตอบว่า “อยากให้คนจดจำว่าเขาเป็นผู้ที่ห่วงใย เป็นผู้เป็นห่วง เป็นผู้คิดถึงความเป็นอยู่ของคนอื่น” และย้ำว่าบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่สังคมไทยควรได้รับรู้จากเรื่องราวนี้ คือความเข้าใจในความเหลื่อมล้ำที่ยังคงฝังรากลึกอยู่ในโครงสร้างของสังคมและการบริหารบ้านเมือง ไม่ต่างจากในยุคที่ชุมพรยังมีชีวิตอยู่

วันนี้ในวัยชรา แม้จะเดินไม่สะดวกเหมือนก่อน เนื่องจากการสูญเสียขาข้างหนึ่งในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ตำรวจเมื่อปี 2530 แต่ชุมพลยังคงขับรถได้ด้วยตัวเอง ยังจำได้ทุกรายละเอียดของคืนที่ฝูงหมาเห่าพร้อมกันทั้งหกเจ็ดตัว ยังจำได้แม่นยำว่าน้องชายเกิดวันที่ 24 กรกฎาคม และเสียชีวิตในวันที่ 24 กันยายน ตัวเลขวันที่เดียวกันซึ่งห่างกันเพียงสองเดือนเศษ ราวกับตัวเลขนั้นจงใจย้ำเตือนบางสิ่งบางอย่างที่คนเป็นพี่ไม่มีวันลืมเลือนไปได้

.
ในโอกาสครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เครือข่ายจัดงานรำลึกได้จัดงานทำบุญ “2 วีรชน 50 ปี 6 ตุลาฯ” คือ ชุมพร ทุมไมย และ วิชัย เกษศรีพงษา โดยเดินทางไปจัดกิจกรรมที่บ้านผักแว่น อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี และ บ้านเมืองแทก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ บ้านเกิดของทั้งคู่ ในระหว่างวันที่ 25 – 27 กันยายน 2569 นี้

และในโอกาสครบรอบนี้ เครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลา ยังรณรงค์ #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา ชวนประชาชนร่วมกันลงชื่อเสนอกฎหมายยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ซึ่งเป็นผลพวงจากการรัฐประหารวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ทำให้เกิดการแก้ไขอัตราโทษในข้อกล่าวหาหมิ่นประมาทหลายมาตราในกฎหมายอาญา ซึ่งยังดำรงอยู่เป็นปัญหาสืบเนื่องจนถึงปัจจุบัน

.

https://tlhr2014.com/archives/86823
.....


วิชัย เกษศรีพงศ์สา และ ชุมพร ทุมไมย. Source: waymagazine.org | นิตยสาร WAY

ชุมพร ทุมไมย (พนักงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม) และ วิชัย เกษศรีพงศ์สา เป็นสองตัวละครสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งเหตุการณ์ฆาตกรรมสังหารโหดเขาทั้งสองเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2519 กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่นำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ

ปิดป้ายประท้วงการกลับมาของจอมพลประพาส
สิงหาคม 2519

ชุมพร ทุมไมย และ วิชัย เกษศรีพงศ์สา ในฐานะสมาชิกแนวร่วมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้ร่วมกันติดป้าย           ประกาศ    ต่อต้านการเดินทางกลับประเทศไทยของจอมพลประพาส จารุเสถียร และต่อมาคือจอมพลถนอม กิตติขจร ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม

ถูกอุ้มหายและพบศพถูกแขวนคอ
24 กันยายน 2519

ทั้งสองคนถูกกลุ่มบุคคลไม่ทราบฝ่ายอุ้มหายตัวไปในขณะออกติดป้ายประท้วง จนกระทั่งช่วงเช้าของวันที่ 24 กันยายน พบศพของทั้งสองถูกฆ่าแขวนคอไว้กับประตูทางเข้าของประตูจัดสรรที่ดินในตำบลพระประโทน อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

ชุมนุมประท้วงและแสดงละครละคอน
4 ตุลาคม 2519

นักศึกษาและประชาชนนำโดยศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) จัดการชุมนุมประท้วงใหญ่ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม และได้มีการจัดแสดงละครล้อเหตุการณ์ฆาตกรรมแขวนคอช่างไฟฟ้าที่นครปฐม

การบิดเบือนข่าวและโศกนาฏกรรม 6 ตุลา
5-6 ตุลาคม 2519

หนังสือพิมพ์และสื่อขวาจัดนำภาพการแสดงละครไปบิดเบือน โดยกล่าวหาว่านักศึกษาตั้งใจแสดงเป็นบุคคลสำคัญเพื่อหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กระแสการปลุกระดมด้วยความเกลียดชังนี้นำไปสู่การล้อมปราบและสังหารหมู่นักศึกษาในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519

นัยสำคัญทางประวัติศาสตร์

ปฐมบทความรุนแรง: ศพของชุมพรและวิชัยคือหลักฐานความรุนแรงโดยฝ่ายรัฐ/กลุ่มขวาจัดที่เกิดก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา ซึ่งสะท้อนถึงบรรยากาศการคุกคามขบวนการแรงงานและนักศึกษาในยุคนั้น

สัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์: ประตูแดงที่เกิดเหตุการณ์แขวนคอในจังหวัดนครปฐม ได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ความทรงจำของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
...

รายละเอียดและผลการสอบสวนคดีฆาตกรรมแขวนคอ ชุมพร ทุมไมย และ วิชัย เกษศรีพงศ์สา ที่นครปฐม ปี 2519 เป็นอย่างไร

คดีฆาตกรรมสังหารโหด ชุมพร ทุมไมย และ วิชัย เกษศรีพงศ์สา ในคืนวันที่ 23-24 กันยายน พ.ศ. 2519 ถือเป็นคดีอาชญากรรมทางการเมืองครั้งสำคัญ แต่กระบวนการสอบสวนและการค้นหาความจริงกลับเต็มไปด้วยความล้มเหลวและเงื่อนงำจากอำนาจรัฐในยุคนั้น

รายละเอียดเหตุการณ์และการพบศพ

การคุกคามและอุ้มหาย: ในคืนวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2519 ทั้งสองคนออกไปติดโปสเตอร์ประท้วงการกลับมาของจอมพลถนอม กิตติขจร ในพื้นที่เมืองนครปฐม ก่อนจะถูกกลุ่มชายฉกรรจ์รวบตัวและอุ้มหายไป

สภาพศพ: ช่วงเช้าวันที่ 24 กันยายน พบศพของทั้งสองถูกแขวนคออยู่กับบานประตูเหล็ก (ที่รู้จักกันในชื่อ "ประตูแดง") บริเวณทางเข้าที่ดินจัดสรร ตำบลพระประโทน อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม สภาพศพมีร่องรอยการถูกซ้อมทรมานอย่างหนัก ฟกช้ำทั่วร่างกาย และลิ้นจุกปาก

ข้อสันนิษฐานและพยานหลักฐานในพื้นที่

ความเกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่รัฐ: ชาวบ้านและแนวร่วมการไฟฟ้าในพื้นที่ต่างรับรู้ตรงกันว่า ผู้ลงมือคือ เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ร่วมกับกลุ่มอิทธิพลขวาจัด เนื่องจากก่อนเกิดเหตุ ทั้งสองเคยถูกตำรวจตักเตือนและคุมประพฤติเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมืองมาโดยตลอด

ปมความขัดแย้ง: ในช่วงแรก ฝ่ายเจ้าหน้าที่พยายามเบี่ยงเบนประเด็นคดี โดยให้ข่าวว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งส่วนตัวหรือความขัดแย้งภายในสถานที่ทำงาน (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) เพื่อตัดปมการเมืองออกไป

ผลการสอบสวนและความคืบหน้าทางคดี

การจับกุมผู้สงสัย
หลังเกิดกระแสกดดันจากศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) มีรายงานว่าตำรวจได้เข้าควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่จำนวน 5 นาย ที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการอุ้มฆ่า

การสั่งฟ้องและลงโทษ
ไม่มีผู้ใดถูกลงโทษ ตำรวจที่ถูกควบคุมตัวทั้ง 5 นายได้รับการปล่อยตัวในเวลาต่อมา โดยอ้างว่า "ขาดพยานหลักฐาน" ที่จะเอาผิดได้

การทำลายพยานหลักฐาน
บรรยากาศความกลัวในพื้นที่ทำให้นายตำรวจและพยานที่เห็นเหตุการณ์ปิดปากเงียบ คดีถูกปล่อยให้เงียบหายไปโดยไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนอิสระขึ้นมาคลี่คลายความจริง

บทสรุปทางกฎหมายและประวัติศาสตร์

คดีนี้จบลงโดย ไม่สามารถจับกุมหรือลงโทษผู้กระทำความผิดได้แม้แต่รายเดียว กลายเป็นหนึ่งในคดีอุ้มฆ่าโดยรัฐที่ไม่ได้รับความยุติธรรม (Impunity) ความเงียบเฉยและการปกป้องผู้กระทำผิดของรัฐในคดีนี้ได้กลายเป็นชนวนเหตุให้นักศึกษารวมตัวประท้วงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนำไปสู่การแสดงละครล้อเหตุการณ์แขวนคอ ซึ่งถูกฝ่ายขวาจัดนำไปบิดเบือนจนเกิดโศกนาฏกรรม 6 ตุลาคม 2519 ในเวลาต่อมา




ทั้งๆที่มีโอกาสหลบหนี แต่คนไม่หนีก็คือไม่หนี อานนท์มีคดี 112 ทั้งหมด 14 คดีก็จริงแต่ยังไม่มีคดีไหนถึงที่สุด แปลว่าที่ขังอยู่สามปีนี้คือการขังระหว่างพิจารณา เกรงว่าจะหลบหนีคือข้อสันนิษฐานของศาลที่ปราศจากข้อเท็จจริงมารองรับ ใครที่ถามว่าช่วยอะไรได้บ้าง อ่านต่อ...

https://www.facebook.com/may.poonsukcharoen/posts/10164777765187943

May Poonsukcharoen
9 hours ago ·

รูปอานนท์อยู่ตามมุมต่างๆของออฟฟิศ แม้ตัวจริงไม่ได้เข้าออฟฟิศมาเกือบสามปีแล้ว แต่น่าจะเป็นทนายไม่กี่คนที่ยังสามารถทำงานไปด้วยได้ เป็นทั้งทนายและจำเลยในขณะถูกขัง
.
26 ก.ย.66 คือรอบล่าสุดที่อานนท์ต้องเดินเข้าเรือนจำ ศาลไม่ให้ประกันเพราะเกรงว่าอานนท์จะหลบหนี ถึงแม้ว่าก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือนศาลยังอนุญาตให้อานนท์เดินทางออกนอกประเทศได้ อานนท์ไปเกาหลีและกลับตามกำหนด
.
ทั้งๆที่มีโอกาสหลบหนี แต่คนไม่หนีก็คือไม่หนี อานนท์มีคดี 112 ทั้งหมด 14 คดีก็จริงแต่ยังไม่มีคดีไหนถึงที่สุด แปลว่าที่ขังอยู่สามปีนี้คือการขังระหว่างพิจารณา เกรงว่าจะหลบหนีคือข้อสันนิษฐานของศาลที่ปราศจากข้อเท็จจริงมารองรับ
.
26 ก.ย.นี้เพื่อนๆจัดงานให้อานนท์ที่สถาบันปรีดี ทองหล่อ ว่างๆก็มาวิ่งเล่นกันได้
.
ใครที่ถามว่าช่วยอะไรได้บ้าง
1.ช่วยบริจาคเงินเข้ากองทุนดูแลผู้ต้องขังการเมืองที่ Freedom Bridge
2.ฝากลงชื่อสนับสนุนร่างกฎหมายแก้ไขโทษคดี 112 ให้กลับไปเท่าเดิมก่อนเหตุการณ์หกตุลา ที่
https://decoup6octsins.com/
ขอบคุณครัช




ขอตะโกนถึงคนไม่อินเรื่องเลือกตั้งประกันสังคม เงินพวกคุณนะโว้ย ชีวิตตอนแก่ของพวกคุณนะโว้ย อินกันหน่อย !






 









https://x.com/captainnerd23/status/2103026838092349649



27 ก.ย. เลือกตั้ง 'บอร์ดประกันสังคม' ก่อนกา มาดูว่ามีปัญหาอะไรบ้าง และต้องทำอย่างไรก่อนเด็กรุ่นใหม่จะโตไปแต่ 'กองทุนประกันสังคม' ไม่เหลือเงินอีกแล้ว ?

 
https://www.facebook.com/watch/?v=1814370469981600
.....

การเลือกตั้ง บอร์ดประกันสังคม (คณะกรรมการประกันสังคม) มีความสำคัญอย่างมากเพราะเป็นผู้กำหนดทิศทาง กฎเกณฑ์ และการบริหารเงินกองทุนมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสิทธิประโยชน์ มารตฐานการรักษาพยาบาล และเงินบำนาญชราภาพของทุกคน

เพื่อยกระดับความแม่นยำและช่วยให้คุณเข้าถึงข้อมูลที่เป็นทางการโดยตรงเกี่ยวกับกติการะบบเลือกตั้ง สถานที่ลงคะแนน หรือสถานะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถตรวจสอบได้ที่
เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม

1. ทำไมถึงมีคำเตือนว่า "กองทุนประกันสังคมอาจไม่เหลือเงิน"?

จากรายงานวิเคราะห์ทางประชากรศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ (เช่น ผลวิเคราะห์จาก TDRI) กองทุนประกันสังคม โดยเฉพาะ กรณีชราภาพ กำลังเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้างร้ายแรงในอีก 20–30 ปีข้างหน้า ด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการ:

สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ (Aging Society): จำนวนผู้เกษียณอายุที่ทยอยขอรับเงินบำนาญเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่อัตราการเกิดของคนรุ่นใหม่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

อัตราส่วนผู้จ่ายต่อผู้รับลดลง: ในอนาคต จำนวนวัยทำงาน (ผู้จ่ายเงินสมทบ) จะน้อยกว่าจำนวนผู้รับบำนาญ ทำให้รายจ่ายของกองทุนสูงกว่ารายรับที่เข้ามา

ผลตอบแทนการลงทุน: หากกองทุนยังลงทุนเน้นสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำและให้ผลตอบแทนเฉลี่ยไม่สูงพอ จะไม่สามารถชดเชยส่วนต่างของเงินบำนาญที่จะต้องจ่ายในระยะยาวได้





กลุ่มฮูตีคือใครและต้องการอะไร?


กลุ่มฮูตีได้ยึดครองพื้นที่ชายฝั่งสำคัญๆ ในการรุกคืบอย่างรวดเร็วเมื่อเร็วๆ นี้

กลุ่มฮูตีคือใครและต้องการอะไร?

สงครามกลางเมืองในเยเมนปะทุความรุนแรงขึ้นอีกครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อกลุ่มฮูตีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านและควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ได้เปิดฉากโจมตีอย่างรวดเร็วจนสามารถยึดครองพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญบริเวณชายฝั่งทะเลแดงได้เป็นวงกว้าง

พื้นที่ดังกล่าวรวมถึงท่าเรือมอคคา (Mokha) ซึ่งตั้งอยู่ติดกับช่องแคบบับอัลมันดับ (Bab al-Mandab Strait) อันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญและเป็นเส้นทางคอขวดสำหรับการขนส่งทางทะเลทั่วโลก

ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางความกังวลว่าจะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเพิ่มเติม สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน 6 เดือนระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน

มีรายงานผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนจากทั้งสองฝ่ายระหว่างการรุกคืบของกลุ่มฮูตี ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากข้อตกลงหยุดยิงอย่างไม่เป็นทางการที่ดำเนินมานาน 4 ปีต้องล่มสลายลง ทั้งนี้ สหประชาชาติระบุว่าสถานการณ์ความรุนแรงที่ทวีความรุนแรงขึ้นนี้ส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นแล้วกว่า 120,000 คน

ซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านและมีจุดยืนต่อต้านกลุ่มฮูตี รวมถึงให้การสนับสนุนรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการรับรองในระดับสากล ได้เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศตอบโต้ ในขณะที่กลุ่มฮูตีได้ยิงโดรนและขีปนาวุธโจมตีพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของซาอุดีอาระเบีย นอกจากนี้ กลุ่มดังกล่าวยังมุ่งเป้าโจมตีเรือพาณิชย์ที่มีความเชื่อมโยงกับซาอุดีอาระเบียในทะเลแดงอีกด้วย



กลุ่มฮูตีคือใคร?

กลุ่มฮูตีเป็นกลุ่มติดอาวุธที่มีทั้งบทบาททางการเมืองและศาสนา โดยมีฐานที่มั่นอยู่ทางตอนเหนือของเยเมน และทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับชาวมุสลิมชีอะห์กลุ่มน้อยในประเทศที่เรียกว่า "ชาวไซดี" (Zaidis)

พวกเขาประกาศตนว่าเป็นส่วนหนึ่งของ "แกนแห่งการต่อต้าน" (Axis of Resistance) ที่นำโดยอิหร่าน เพื่อต่อต้านอิสราเอล สหรัฐฯ และชาติตะวันตก โดยร่วมมือกับกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ เช่น กลุ่มฮามาส และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

กลุ่มนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "อันซาร์ อัลเลาะห์" (Ansar Allah หรือ ผู้สนับสนุนพระเจ้า) ก่อตั้งขึ้นในช่วงทศวรรษ 1990 โดยใช้ชื่อตามผู้ก่อตั้งผู้ล่วงลับคือ ฮุสเซน อัล-ฮูตี (Hussein al-Houthi) ส่วน อับดุล มาลิก อัล-ฮูตี (Abdul Malik al-Houthi) น้องชายของเขา ได้ขึ้นมาเป็นผู้นำโดยพฤตินัยของกลุ่มนับตั้งแต่ปี 2004

ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 กลุ่มฮูตีได้ก่อการกบฏต่อประธานาธิบดี อาลี อับดุลลาห์ ซาเลห์ (Ali Abdullah Saleh) ผู้นำเผด็จการที่ครองอำนาจมายาวนานของเยเมน โดยพวกเขาต้องการอำนาจในการปกครองตนเองมากขึ้นสำหรับพื้นที่ที่เป็นบ้านเกิดของกลุ่มทางตอนเหนือของประเทศ กลุ่มนี้เข้ายึดครองกรุงซานาภายหลังเหตุการณ์อาหรับสปริง (Arab Spring) ในปี 2011 ซึ่งเป็นช่วงที่การลุกฮือของประชาชนบีบให้ประธานาธิบดีซาเลห์ต้องส่งมอบอำนาจให้กับรองประธานาธิบดี

กลุ่มฮูตีมีความเข้มแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประเมินว่าจำนวนกำลังพลเพิ่มขึ้นเป็น 350,000 นายเมื่อปีที่แล้ว ปัจจุบันกลุ่มนี้ควบคุมพื้นที่ระหว่างหนึ่งในสี่ถึงหนึ่งในสามของดินแดนเยเมน แต่ครอบคลุมประชากรถึงร้อยละ 70-80 หรือประมาณ 30 ล้านคน

กลุ่มนี้ต้องการให้ซาอุดีอาระเบียยุติการปิดล้อม ต้องการเข้าควบคุมเยเมนทั้งประเทศ และต้องการเข้าถึงรายได้จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของเยเมน


กลุ่มฮูตีควบคุมเยเมนตอนเหนือมาตั้งแต่ปี 2014

สหรัฐฯ และซาอุดีอาระเบียเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไร?

ซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านมีความกังวลว่ากลุ่มฮูตีจะเข้ายึดครองเยเมนและเปลี่ยนให้เยเมนกลายเป็นรัฐบริวารของอิหร่าน ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญในภูมิภาค

ในปี 2015 ซาอุดีอาระเบียได้จัดตั้งกลุ่มพันธมิตรชาติอาหรับเพื่อเข้าแทรกแซงสถานการณ์โดยสนับสนุนรัฐบาลเยเมนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ทว่าการโจมตีทางอากาศและการสู้รบภาคพื้นดินตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่สามารถขับไล่กลุ่มฮูตีออกจากพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ยึดครองไว้ได้ อีกทั้งยังก่อให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมครั้งเลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ต่อมามีการเจรจาหยุดยิงชั่วคราวขึ้นในปี 2022

ไม่นานหลังจากสงครามในฉนวนกาซาปะทุขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2023 กลุ่มฮูตีเริ่มยิงโดรนและขีปนาวุธโจมตีอิสราเอล รวมถึงโจมตีเรือพาณิชย์ในทะเลแดงและอ่าวเอเดน โดยอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อสนับสนุนชาวปาเลสไตน์

ชาติตะวันตกได้ส่งเรือรบเข้ามาประจำการ ขณะที่สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และอิสราเอลได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ การโจมตีของอิสราเอลส่งผลให้แกนนำระดับสูงของกลุ่มฮูตีเสียชีวิต ซึ่งรวมถึงนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลที่กลุ่มฮูตีจัดตั้งขึ้นเองด้วย

ในปี 2025 สหรัฐฯ และกลุ่มฮูตีตกลงที่จะยุติการโจมตีซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮูตีกลับมาโจมตีอิสราเอลด้วยขีปนาวุธอีกครั้งหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้ระงับการโจมตีไปแล้วหลังจากการหยุดยิงในฉนวนกาซาเมื่อเดือนตุลาคม 2025

สถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เริ่มต้นอย่างไร?

ข้อตกลงหยุดยิงอย่างไม่เป็นทางการระหว่างกลุ่มฮูตีและซาอุดีอาระเบียเริ่มสั่นคลอนในเดือนกรกฎาคม กลุ่มฮูตีประกาศ "มาตรการปิดล้อมทางทะเล" ต่อซาอุดีอาระเบีย และเริ่มปฏิบัติการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนไปยังสนามบิน โรงงานน้ำมัน และเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง โดยระบุว่าเป็นการตอบโต้สิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นการปิดล้อมของซาอุดีอาระเบียที่ยืดเยื้อมานานหลายปี รวมถึงการโจมตีทางอากาศที่สนามบินซานา

เหตุการณ์ดังกล่าวตามมาด้วยการรุกคืบอย่างรวดเร็วของกลุ่มฮูตีในเดือนกันยายน ซึ่งสามารถยึดครองพื้นที่ชายฝั่งทะเลแดงของประเทศได้เป็นระยะทางถึง 130 กิโลเมตร (81 ไมล์) รวมถึงเกาะเปริม (Perim)

ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้กลุ่มฮูตีสามารถควบคุมพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างช่องแคบบับอัลมันดับ (Bab al-Mandab Strait) ได้อย่างมาก แต่พวกเขายืนยันว่าจะไม่เป็นภัยคุกคามต่อการเดินเรือระหว่างประเทศ ยกเว้นเพียงเรือที่มีความเชื่อมโยงกับซาอุดีอาระเบียเท่านั้น

การกระทำของกลุ่มฮูตีก่อให้เกิดความกังวลระลอกใหม่เกี่ยวกับผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก ช่องแคบบับอัลมันดับกลายเป็นเส้นทางที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย นับตั้งแต่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งอยู่คนละฝั่งของคาบสมุทรอาหรับ ต้องถูกจำกัดลงเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน



สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีกจากการโจมตีของกลุ่มฮูตีต่อโรงงานน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย รวมถึงการโจมตีท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตก ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นฝีมือของกลุ่มติดอาวุธอิรักที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน และการยกระดับความขัดแย้งนี้อาจดึงอำนาจของชาติตะวันตกเข้ามาเกี่ยวข้องอีกครั้ง

รายงานข่าวระบุว่าทั้งรัฐบาลเยเมนและมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบียได้เรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์โจมตีกลุ่มฮูตีหลังจากการโจมตีครั้งนั้น แต่ทรัมป์ไม่ได้ทำเช่นนั้น โดยกล่าวว่ากลุ่มฮูตีตกลงที่จะไม่โจมตีเป้าหมายของสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน สหราชอาณาจักรได้ตกลงตามคำขอของซาอุดีอาระเบียที่จะส่งเครื่องบินทหารไปช่วยเติมเชื้อเพลิงให้กับเครื่องบินรบของซาอุดีอาระเบียสำหรับ "ภารกิจป้องกันตนเองโดยเฉพาะ"

ที่มา BBC
Who are the Houthis and what do they want?

https://www.bbc.com/news/articles/cqy7z228kee3o
6 hours ago





พนักงานบริการ Empower เดินขบวนจากสี่แยกคอกวัวไปกระทรวง พม. บุกทวงความคืบหน้า กฎหมายคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ

https://www.facebook.com/empowerfoundation.cm/videos/1994195094618667

https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1399998128948405

ไข่แมวชีส added photos to the album: 24 ก.ย. 69 พนักงานบริการ Empower เดินขบวนไปกระทรวง พม.
13 hours ago ·

พนักงานบริการ Empower เดินขบวนจากสี่แยกคอกวัวไปกระทรวง พม. บุกทวงความคืบหน้า กฎหมายคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ
.
24 ก.ย. 2569 เวลา 09.00 น. กลุ่มพนักงานบริการจากมูลนิธิ Empower จัดกิจกรรม "โสภา..ลุย บุกทวงความคืบหน้า กฎหมายคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ" เดินขบวนจากสี่แยกคอกวัวไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (กระทรวง พม.) เพื่อติดตามความคืบหน้าและเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ฉบับประชาชน ซึ่งมีประชาชนร่วมลงชื่อ 10,293 รายชื่อ หลังร่างกฎหมายถูกวินิจฉัยว่าเกี่ยวด้วยการเงินและต้องรอการรับรองจากนายกรัฐมนตรี โดยกลุ่มผู้ให้บริการทางเพศเรียกร้องให้เร่งดำเนินการตามมติ ครม. เกี่ยวกับข้อสังเกตของ CEDAW และเปิดทางให้ร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา พร้อมย้ำว่าผู้ให้บริการทางเพศควรได้รับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน สุขภาพ ความปลอดภัย สวัสดิการ และศักดิ์ศรีเช่นเดียวกับแรงงานอื่น
.
.
กิจกรรมในวันนี้ มีกลุ่มพนักงานบริการและเครือข่ายเดินทางมาจากหลากหลายพื้นที่ เช่น อุดรธานี เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ เพื่อร่วมเดินขบวนรณรงค์ พร้อมทั้งมีการปราศรัยและถือป้ายข้อความ “SEX WORK IS WORK” เมื่อขบวนเดินทางมาถึงกระทรวง พม. มีการยื่นหนังสือแถลงการณ์ โดยมี เอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. เป็นผู้รับหนังสือและร่วมพูดคุย จากนั้นกลุ่มพนักงานบริการมีการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และถ่ายทอดประวัติศาสตร์การบังคับใช้กฎหมายกับผู้ให้บริการทางเพศตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อสะท้อนว่าผู้ให้บริการทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยมาโดยตลอด และพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ปัญหาของผู้ให้บริการทางเพศกฎหมาย
.
สำหรับแถลงการณ์จากมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ "โสภา..ลย บุกทวงความคืบหน้า กฎหมายคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ" เนื้อหาระบุโดยสรุปว่า
.
พนักงานบริการจากเอ็มพาวเวอร์และเครือข่ายจากอุดรธานี เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ร่วมเดินขบวนไปยังกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เพื่อติดตามความคืบหน้าและเรียกร้องให้กระทรวง พม. เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ฉบับประชาชน ตามข้อสังเกตของคณะกรรมการ CEDAW ที่เรียกร้องให้ประเทศไทยเร่งยกเลิกความผิดทางอาญาต่อผู้หญิงที่ค้าประเวณีและคุ้มครองสิทธิแรงงาน
.
เอ็มพาวเวอร์ระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกพิจารณาเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน และต้องรอการรับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อนเดินหน้าต่อ แต่จนถึงปัจจุบันผ่านมา 70 วันแล้วยังไม่มีความคืบหน้า โดยร่างฉบับประชาชนจัดทำขึ้นในปี 2567 และมีประชาชนร่วมลงชื่อ 10,293 รายชื่อ มีหลักการสำคัญคือยกเลิกความผิดทางอาญาต่อผู้ให้บริการทางเพศโดยสมัครใจ และเปลี่ยนไปสู่ระบบคุ้มครองสิทธิ สุขภาพ ความปลอดภัย สวัสดิการ และศักดิ์ศรีของคนทำงาน
.
ที่ผ่านมาได้ติดตามการผลักดันกฎหมายกับรัฐบาลและกระทรวง พม. มาเป็นเวลาหลายปี หลังร่างกฎหมายฉบับกระทรวง พม. แล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2566 แต่ไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งยังแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขร่างกฎหมายของกระทรวงที่เพิ่มความผิดและบทลงโทษต่อผู้ให้บริการทางเพศ พร้อมตั้งคำถามถึงการพิจารณาว่าการให้สิทธิประกันสังคมแก่ผู้ให้บริการทางเพศเป็นภาระทางการเงินของรัฐ โดยยืนยันว่าผู้ให้บริการทางเพศต้องการเข้าถึงสิทธิในระบบเดียวกับคนทำงานอื่น
.
เอ็มพาวเวอร์ยังระบุว่า ข้อเสนอของร่างกฎหมายเกี่ยวกับศูนย์คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศสามารถดำเนินการผ่านหน่วยงานของกระทรวง พม. ที่มีอยู่แล้ว จึงไม่ได้หมายถึงการสร้างระบบราชการใหม่ทั้งหมด พร้อมย้ำว่าการเรียกร้องให้ยกเลิกความผิดทางอาญาต่อผู้ให้บริการทางเพศดำเนินมาเป็นเวลากว่า 40 ปี และผู้ให้บริการทางเพศควรมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎหมายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตนเอง
.
ท้ายที่สุด เอ็มพาวเวอร์เรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ ฉบับประชาชน ให้ได้รับการลงนามรับรองจากนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว เพื่อให้กลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา โดยย้ำว่าการรับรองไม่ได้หมายถึงการเห็นชอบเนื้อหาทุกมาตรา แต่เป็นการเปิดทางให้มีการพิจารณา แก้ไข และรับฟังความคิดเห็นอย่างเปิดเผย พร้อมเรียกร้องให้ผู้ให้บริการทางเพศมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในทุกขั้นตอนของกระบวนการออกกฎหมาย





บันทึกนักข่าวลงพื้นที่บ่อขยะพิษภาคตะวันออก "เอาขี้ไก่มาผสมกับ e-waste แล้วก็เป็นปุ๋ย แล้วก็โรยไปตามพื้นที่"







https://x.com/prachatai/status/2103076981248274666

prachatai
@prachatai

นักข่าวในบ่อขยะ: บันทึกลงพื้นที่ขยะพิษภาคตะวันออก

"มลพิษมันไม่มีเขตแดน มันไม่รู้ว่ารั้วคืออยู่ตรงไหน"

"มันไม่สนใจหรอกว่าเป็นที่ดินเป็นเขตใคร มันก็ออกมาเรื่อย ๆ อย่างนี้"

จากหลุมฝังกลบขนาดมหึมา สู่กองขยะสุมเป็นภูเขา สารพัดภูมิทัศน์แปลกตา(และแสบจมูก)กำลังผุดขึ้นทั่วภาคตะวันออกของไทย เชื่อว่าหลายคนได้เห็นผ่านตากันมาบ้างแล้วจากภาพข่าวที่ปรากฏในสื่อต่าง ๆ ซึ่งกว่าจะมาเป็นงานที่สามารถจุดกระแสสังคมขึ้นมาได้อย่างที่เห็น บรรดาคนทำงานเบื้องหลังต่างก็สะบักสะบอมไปตาม ๆ กัน ไม่ว่าจะนักข่าว ช่างภาพ รวมถึงประชาชนในพื้นที่ที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิ่งแวดล้อมของบ้านเกิด ต้องเผชิญทั้งปัญหาสุขภาพและความเสี่ยงทางกฎหมายในการตามหาความจริงว่าขยะพวกนี้มาจากไหน

'นักข่าวในบ่อขยะ: บันทึกลงพื้นที่ขยะพิษภาคตะวันออก' ไดอารีเพลิน ๆ เล่าเบื้องหลังการลงพื้นที่ดูจุดลักลอบทิ้งขยะ 13 แห่งในจังหวัดสระแก้วและปราจีนบุรีเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากบ่อขยะที่เห็นกันจนชินชา ยังพบ 'นวัตกรรม' การลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมแบบใหม่ คือเอาขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-waste) ผสมกับขี้ไก่ทำเป็นปุ๋ยผสมดินแจกจ่ายให้เกษตรกรนำไปปลูกพืชอีกด้วย

"เอาขี้ไก่มาผสมกับ e-waste แล้วก็เป็นปุ่ย แล้วก็โรยไปตามพื้นที่"

"มันเท่ากับว่าเรามีพื้นที่ที่จะกระจายความเสี่ยงเหล่านี้ กระจายสารพิษได้เต็มพื้นที่เลย ไม่มีขีดจำกัดเลย"




บัสบาส เป็นเจ้าของสถิติโทษสูงสุดในคดีมาตรา 112 คดีเดียว จำคุก 46 ปี จากการโพสเฟซบุ๊ก 23 ครั้ง ตามคำพิพากษา จำคุกครั้งละ 3 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 ซึ่งเป็นการลงโทษขั้นต่ำที่สุดตามอัตราโทษของมาตรา 112 ที่กำหนดไว้จำคุก 3-15 ปี อัตราโทษนี้มาจากคำสั่งคณะรัฐประหารปี2519 มาช่วยกันลบมรดกของคณะรัฐประหาร 6 ตุลา 2519 ลดโทษกฎหมาย "หมิ่น" กลับสู่กฎหมายปกติ ต้องการ 50,000 รายชื่อ








https://x.com/yingcheep/status/2103061629751705964



iLawFX
@iLawFX
·6h

บัสบาส เป็นเจ้าของสถิติโทษสูงสุดในคดีมาตรา 112 คดีเดียว จำคุก 46 ปี ตามคำพิพากษาศาลฎีกา โดยศาลลงโทษจากการโพสเฟซบุ๊ก 23 ครั้ง จำคุกครั้งละ 3 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 ซึ่งเป็นการลงโทษขั้นต่ำที่สุดตามอัตราโทษของมาตรา 112 ที่กำหนดไว้จำคุก 3-15 ปี อัตราโทษนี้มาจากคำสั่งคณะรัฐประหารปี2519


https://x.com/iLawFX/status/2103111629697368503









iLaw
10 hours ago ·

รศ. สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายแกนหลัก 3 อย่างของเนื้อหาคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ไว้ว่า
.
คำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ทั้ง 12 มาตรา เป็นการวางนโยบายทางอาญาที่มุ่งเน้นคุ้มครองอำนาจรัฐและลำดับชั้นในสังคมเป็นหลัก โดยมีแกนร่วมสำคัญ 3 ประการ คือ เป็นความผิดเกี่ยวกับถ้อยคำและการสื่อความหมาย เป็นการคุ้มครองสถานะระดับชั้นของกลุ่มผู้ใช้อำนาจรัฐ และเป็นการลงโทษการขัดขืนหรือการวิพากษ์วิจารณ์อำนาจรัฐ
.
50 ปี 6 ตุลา 50,000 ชื่อ รื้อกฎหมายคณะรัฐประหาร ร่วมลงชื่อออนไลน์ได้ที่ https://decoup6octsins.com/
.
#50ปี6ตุลา #ลบมรดกรัฐประหาร6ตุลา





รำลึกถึง 50 ปี 6 ตุลา โดย อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ "การกระทำครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของชาติไทย เป็นการใช้กำลังตำรวจตระเวนชายแดน ใช้อาวุธสงครามหนัก ใช้อันธพาลรับจ้าง ตลอดจนฝูงชนที่โดนปลุกระดมอย่างหนักหน่วงด้วยหน่วยงานของรัฐ"



รำลึกถึง 50 ปี 6 ตุลา

19.09.2026
มติชนสุดสัปดาห์

บทความพิเศษ
โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 (1976) ที่อุบัติขึ้น ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และท้องสนามหลวง นับเป็นอดีตที่หลายคนไม่อยากจำ แต่ในขณะเดียวกันก็ลืมไม่ลง เหมือนกับชื่อหนังสือของ ดร.ธงชัย วินิจจะกูล เรื่อง 6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ลง (พิมพ์ครั้งที่ 2, 2563/2020)

ผมในฐานะผู้ที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ดังกล่าว (คือเป็นรองอธิการบดีคนหนึ่งในทีมบริหารของอธิการบดี มธ.สมัยนั้น) มีความรู้สึกคล้ายๆ กับ ดร.ธงชัย คือมีความพยายามที่จะไม่จำ ไม่อยากจะคิดถึงเหตุการณ์อันโหดเหี้ยมวันนั้น

ผมถึงขนาดพยายามหลบ หลีก เลี่ยงที่จะไม่เกี่ยวข้องกับการรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา

และเมื่อครั้งหลัง 6 ตุลาใหม่ๆ ผมเคยคิดว่า ถ้ารอดออกไปได้จากประเทศนี้ ผมจะไม่ขอกลับมาเมืองไทยอีกต่อไป และอาจจะไปไกลถึงไม่ต้องการพูดภาษาไทยด้วยซ้ำไป

ผมกลับมาคิดใหม่ รำลึกถึง และเขียนถึงประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ 6 ตุลาเป็นครั้งแรก ก็คือในบทความ “6 ตุลา กับสถานะทางประวัติศาสตร์เมือง” เมื่องาน 20 ปี 6 ตุลา ปี 2539 (1996) ตามคำเชิญชวนของอาจารย์ ดร.พนม เอี่ยมประยูร อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มธ.

นั่นหมายความว่า ผมใช้เวลากว่า 20 ปี กว่าที่จะทำใจได้

เมื่อครั้งวันที่ 6 ตุลาคม 2519 (1976) ผมดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายวิชาพื้นฐาน อธิการบดีของผม คือ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

วันนั้นผมต้องจากลา ดร.ป๋วยตอนกลางวัน หลังจากที่ท่านต้องลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีต่อที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย (วันนั้นเราประชุมกันนอกมหาวิทยาลัย) วันนั้นผมได้รับมอบหมายให้นำกระเป๋าเอกสารของท่านไปส่งให้กับน้องสาวของท่าน ที่บ้านซอยอารีย์ ถนนพหลโยธิน

ค่ำคืนวันที่ 6 ตุลาคมนั้น อ.นรนิติ เศรษฐบุตร ได้พาผมไปหลบซ่อนตัวที่บ้านของเพื่อนคนหนึ่ง หลังจากนั้นผมก็ต้องเก็บตัวอยู่ที่บ้านคุณยาย (บุญรอด เอี่ยมโอภาส) เจ้าของโรงเรียนเฉลิมวิทยา วัดกลาง ที่เมืองปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ

หลายเดือนต่อมา ผมดำเนินการทำเรื่องขอลาราชการออกไปทำงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ไปอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 1 ปีเต็ม จากนั้นไม่นาน ผมก็ได้ไปเยี่ยมท่านที่กรุงลอนดอน

ดร.ป๋วยตกอยู่ในความเงียบ พูดไม่ได้แล้ว ท่านป่วย และต้องทนอยู่ในสภาพเช่นนั้นเป็นเวลาถึง 20 กว่าปี ท่านจากเราไปในปี 2542 (1999)

หลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่า อ.ป๋วยก็เป็นเหยื่อรายแรกๆ พร้อมๆ กับนิสิตนักศึกษาและประชาชน เป็นเหยื่อของอาชญากรรมรัฐไทยเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 (1976)

เหตุการณ์วันที่ 6 ตุลา คืออะไร?

ต่อคำถามนี้ ผมขอตอบสั้นๆ ว่า คือรัฐประหาร (coup d’état) เป็นอีกครั้งหนึ่งในจำนวนสิบกว่าครั้งโดยกองทัพไทย (รวมทั้งตำรวจและผู้ปกครองของรัฐ)

เป็นวันพิฆาตเข่นฆ่าสังหารหมู่ (massacre) ที่กระทำกับนิสิตนักศึกษาและประชาชนกลางกรุง ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และท้องสนามหลวง ที่อยู่ตรงข้ามพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้ว กล่าวคือ กลางกรุงเทพมหานครนั่นเอง

การกระทำครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของชาติไทย เป็นการใช้กำลังตำรวจตระเวนชายแดน ใช้อาวุธสงครามหนัก รวมทั้งใช้อันธพาลรับจ้าง ตลอดจนฝูงชนที่โดนปลุกระดมอย่างหนักหน่วงด้วยหน่วยงานของรัฐมาเป็นกว่า 2 ปี ที่เปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจจากความรักในชาติบ้านเมือง ให้กลายเป็นความคลั่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

กล่าวอีกนัยหนึ่งในแง่วิชาการ ในแง่การเมืองการปกครอง นี่คือกระบวนการหยุดยั้งการพัฒนาประชาธิปไตย (democratization) ที่มีพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง นี่คือสิ่งที่เรียกย่อๆ ได้ว่า เป็นพฤติกรรม “ของ-และ-เพื่อ” ชนชั้นเดิมและอำนาจบารมีเดิม ซึ่งก็คือบรรดาบุคคลผู้กุมอำนาจรัฐนั่นเอง

ในแง่ของการตีความทางวิชาการประวัติศาสตร์การเมืองไทยนั้น ผมคิดว่า บทความของอาจารย์เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน แห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ เรื่อง “Withdrawal Symptoms : Social and Cultural Aspects of the October 6 Coup” ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาไทยว่า “บ้านเมืองของเราลงแดง : แง่มุมทางสังคมและวัฒนธรรมของรัฐประหาร 6 ตุลาคม” ที่ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำๆ หลายครั้ง นี่คือบทความที่วิเคราะห์การเมืองไทยได้อย่างดียิ่ง

อาจารย์เบนกล่าวว่า สำหรับประเทศไทย รัฐประหารไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด แต่รัฐประหาร 6 ตุลานั้น ท่านได้วิเคราะห์ในมุมกว้าง ดังรายละเอียดต่อไปนี้

คือมีการก่อตัวของชนชั้นกระฎุมพี หรือชนชั้นกลางที่ถือกำเนิดขึ้นมาในสมัยสงครามเย็น ซึ่งเป็นสมัยที่มีการทุ่มเทความช่วยเหลือ (aid) จากสหรัฐอเมริกาอย่างมหาศาล ทั้งในแง่ของการทำสงคราม ในแง่ของความมั่นคง และการเศรษฐกิจ เงินทุนและอาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐ บวกกับเงินลงทุนทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่จากญี่ปุ่น

ทั้งสองแหล่งนี้เข้ามาในเมืองไทย พร้อมๆ กับการอ้างอิงและใช้สถาบันกษัตริย์ ใช้ทั้งสถาบันและองค์บุคคลที่ช่วยรักษาอำนาจของจอมพล ป. พิบูลสงคราม จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นเวลานานถึงสองทศวรรษครึ่ง

ชนชั้นกระฎุมพีไทยหรือชนชั้นกลางของไทยเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากแนวคิดชาตินิยม เผด็จการทหารแบบเดิม

แต่ในที่สุดแล้ว ชัยชนะของคอมมิวนิสต์ในกัมพูชา เวียดนาม ลาว ตามลำดับ ในปี 2518 (1975) ก็ทำให้กระฎุมพีไทยที่ในตอนแรกเป็นปฏิปักษ์ (ชั่วคราว) กับลัทธิเผด็จการทหารของถนอม-ประภาส-ณรงค์ รวมทั้งยังเคยช่วยสนับสนุนให้กับการลุกฮือของนิสิตนักศึกษาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 (1973) ต่างกลับหันหลัง กลายเป็นปฏิปักษ์หรือเป็นผู้ทำลายล้างขบวนการนิสิตนักศึกษาและประชาชนเสียเอง

ทั้งนี้ เพราะชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์ข้างบ้านทำให้ฝ่ายกระฎุมพีไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นปกครองเดิม สถาบันและองค์กรหลักๆ เดิมของรัฐออกอาการวิกลจริต ตกอกตกใจ และเกิดอาการลงแดง จนหันหลังกลับกลายไปเป็นปฏิปักษ์แล้วก็ก่ออาชญากรรมรัฐอย่างเหี้ยมโหดในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 (1976) กระทำการสังหารนิสิตนักศึกษา ประชาชน และผู้นำระดับล่าง ไม่ว่าจะเป็นผู้นำชาวนา หรือผู้นำกรรมกร

น่าสังเกตว่า ในบทความดังกล่าว อาจารย์เบนได้จบบทความว่า ผลพวงของ 6 ตุลา ชี้ไปในสองทิศทางที่แตกต่างกัน แต่เชื่อมโยงกัน

ในด้านหนึ่ง การรัฐประหารครั้งนี้เป็นการเร่งให้เห็นชัดถึงคำอธิบายความเป็นรัฐของรัฐไทยที่เคยเป็นสิ่งน่าพิศวงของชาติตะวันตกที่ศึกษาประเทศไทย กล่าวคือ มีปรากฏการณ์ใหม่ๆ มีการโจมตีอย่างเปิดเผยต่อสถาบันกษัตริย์ มีร่องรอยชัดเจนว่ากลุ่มผู้คนจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพวกเสรีนิยม รวมทั้งคนหัวรุนแรง เริ่มเข้าใจว่า ตนไม่มีที่ไม่มีทางในระบอบของเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร

ดังนั้น ด้วยปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คนจำนวนหนึ่งจึงลี้ภัยไปต่างประเทศ หรือไม่ก็ไปร่วมขบวนการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในป่าในเขา

ในอีกประการหนึ่ง แนวความคิดและสัญลักษณ์ของการเมืองฝ่ายขวาที่ครองอำนาจมาเป็นเวลานานนั้น เป็นไปได้ที่ฝ่ายอนุรักษนิยมไทยจำนวนมากจะมองฝ่ายซ้ายได้อย่างสนิทใจว่าเป็นคนต่างด้าว เป็นชนกลุ่มน้อยในสังคม ไม่ว่าจะเป็นญวน เป็นเจ๊ก เป็นจีน เป็นแขก หรืออะไรก็ตาม

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การต่อสู้ปราบปรามคอมมิวนิสต์ในครั้งนั้นก็ถือว่าเป็นกระบวนการระดับชาติอันสูงส่ง ถึงตอนนั้นความคิดแบบนั้นกลับดูจะเป็นไปได้น้อยลง แม้แต่ต่อกลุ่มฝ่ายขวาเอง

เหตุการณ์ 6 ตุลากลายเป็นตัวเร่งต่อขบวนการที่ฝ่ายขวาอาจต้องยอมรับ โดยอาจไม่ได้ตระหนักเลยว่า ตนอาจมีส่วนร่วมในสงคราม ซึ่งในระยะยาว ความเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นเครื่องตัดสินที่สำคัญ ทั้งนี้ เป็นเพราะประวัติศาสตร์สมัยใหม่แสดงให้เห็นโดยชัดเจนว่า ไม่มีขบวนการปฏิวัติใดจะประสบชัยชนะได้ หากมิได้พิชิตหรือได้รับสมาทานจากอุดมการณ์ลัทธิชาตินิยม

ผมขอจบบทความด้วยข้อความของ George Orwell จากหนังสือ 1984 ที่ว่า “He who controls the past controls the future. He who controls the present controls the past.” ซึ่งผมขอแปลเป็นภาษาไทยว่า “ผู้ที่ยึดกุมอดีตไว้ได้ ก็จะยึดกุมซึ่งอนาคต และผู้ที่ยึดกุมปัจจุบันไว้ได้ ก็จะยึดกุมไว้ซึ่งอดีต”

กล่าวคือ ใครก็ตามที่ยึดกุมอดีตเอาไว้ได้ เขาผู้นั้นก็จะทำการควบคุมการเขียนประวัติศาสตร์ และการตีความอดีต ที่รวมถึงการเขียนแบบเรียนประวัติศาสตร์ รวมทั้งการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ ซึ่งจะทำให้สามารถกำหนดหรือควบคุมอนาคตให้ดำเนินไปในทิศทางหรือในรูปแบบที่เขาเหล่านั้นต้องการ

และในประเด็นของคนที่ยึดกุมปัจจุบันไว้ได้ เขาก็จะสามารถควบคุมไว้ได้ซึ่งอดีตเช่นกัน ซึ่งหมายถึงการเขียนแบบเรียนหรือตำราประวัติศาสตร์ รวมทั้งการตีความ ตลอดจนการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์ที่ทำให้คนทั่วไปต้องเชื่อและปฏิบัติตามนั่นเอง

การรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลาก็คือการกระทำที่จะควบคุมการตีความประวัติศาสตร์ เป็นการรำลึกถึงอดีต ทั้งนี้ เพื่อสร้างความทรงจำของอดีตให้คนในรุ่นปัจจุบัน เพื่อที่เขาและเธอจะได้มีอะไรติดเนื้อติดตัวไปในการเดินสู่อนาคต

ดูเหมือนว่าคนรุ่น 6 ตุลากำลังบอกเราว่า เขาและเธอไม่ใช่ “คนหนักแผ่นดิน” ไม่ใช่คนไม่รักชาติ ไม่ใช่เจ๊ก จีน ญวน หรือแขก พวกเขาเป็น “วีรชน” ต้องการให้ชาติไทยเป็นของคนทุกๆ คน ไม่ว่าจะเป็นใคร มาจากไหน มีเพศสภาพใด มีผิวพรรณใดก็ตาม จะยากหรือจะจนก็มีสิทธิ มีเสรีภาพ และมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน

ดังนั้น การจัดงานรำลึกครั้งก่อนๆ ครั้งนี้ และครั้งหน้า ก็เพื่อแสวงหาทั้งแนวทาง ทั้งตัวตนของพวกเขาและพวกเธอเอง กับในเวลาเดียวกันก็เพื่อและสำหรับ “คนอื่นๆ” รุ่นต่อๆ ไปที่จะต้องเดินทางไปสู่อนาคตที่ดีกว่าที่เป็นมาและเป็นไป ประมาณหนึ่งร้อยปีของประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่


https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_911386



“NAZA” เผยภาพความเป็นจริงของสงครามในกาซาให้สังคมอิสราเอลได้รับรู้ ในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ แหล่งข่าวจากกองทัพและหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลได้เปิดเผยถึงระบบ นโยบาย และแนวทางปฏิบัติที่ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมากและเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง

“NAZA” เผยภาพความเป็นจริงของสงครามในกาซาให้สังคมอิสราเอลได้รับรู้

ในภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ แหล่งข่าวจากกองทัพและหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลได้เปิดเผยถึงระบบ นโยบาย และแนวทางปฏิบัติที่ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมากและเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง

ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2023 และเมษายน 2024 Yuval Abraham นักข่าวชาวอิสราเอลได้เขียนบทความสองชิ้นเกี่ยวกับจำนวนพลเรือนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากจากการโจมตีของอิสราเอลในฉนวนกาซา ซึ่งเป็นการตอบโต้เหตุการณ์สังหารหมู่ชาวอิสราเอลโดยกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 บทความดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษในสื่อ +972 และภาษาฮีบรูใน Local Call โดย Abraham (ซึ่งได้พูดคุยเกี่ยวกับงานชิ้นนี้กับ Isaac Chotiner เพื่อนร่วมงานของข้าพเจ้าหลังจากบทความชิ้นที่สองเผยแพร่ออกไป) รายงานว่าการเสียชีวิตของพลเรือนเหล่านี้เป็นผลมาจากนโยบายเฉพาะของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) กล่าวคือ IDF ได้กำหนดนิยามของเป้าหมายที่เป็นมนุษย์ซึ่งถือว่าชอบธรรมในการโจมตีไว้อย่างกว้างขวางและใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการคัดเลือกเป้าหมาย อีกทั้งยังจงใจทำลายอาคารที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหารและยอมรับที่จะให้เกิดความเสียหายข้างเคียง (collateral damage) ในระดับสูง แม้บทความเหล่านี้จะได้รับความสนใจบ้าง รวมถึงถูกวิพากษ์วิจารณ์จากรัฐบาลอิสราเอลและนักข่าวคนอื่นๆ แต่กระแสตอบรับกลับไม่ได้รุนแรงถึงขั้นก่อให้เกิดความไม่พอใจในวงกว้างของสาธารณชน

ล่าสุด Abraham ได้นำข้อมูลจากการสืบค้นของเขามาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง “NAZA” ซึ่งกำกับร่วมกับ Rachel Szor และภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับกระแสตอบรับที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง (ชื่อเรื่อง “NAZA” เป็นคำย่อจากภาษาฮีบรูว่า *nezek agavi* ซึ่งหมายถึง “ความเสียหายข้างเคียง” หรือ collateral damage และเป็นคำที่ใช้กันทั่วไปในแวดวงทหารของอิสราเอล) ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวรอบปฐมทัศน์เมื่อวันที่ 10 กันยายนในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเวนิส โดยคว้ารางวัลพิเศษจากคณะกรรมการตัดสิน (Special Jury Prize) มาครอง และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการฉายรอบสำหรับสื่อมวลชนในเทศกาลภาพยนตร์นิวยอร์ก ก่อนที่จะมีการฉายให้สาธารณชนชมในวันที่ 26 และ 27 กันยายน (ภาพยนตร์จะเข้าฉายที่โรงภาพยนตร์ IFC Center ในวันที่ 30 กันยายน และเริ่มฉายในวงกว้างตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคมเป็นต้นไป) ทว่าในครั้งนี้ กระแสต่อต้าน—ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเจ้าหน้าที่และนักข่าวที่ยังไม่ได้ชมภาพยนตร์ด้วยซ้ำ—กลับมีความรุนแรงและเกรี้ยวกราดอย่างยิ่ง เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กำลังเสนอให้มีการออกกฎหมายเพื่อ "เพิกถอนสัญชาติของผู้ที่หมิ่นประมาททหารกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF)" ในขณะที่มิกิ โซฮาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมและกีฬา ได้เรียกร้องให้มีการสอบสวนว่าอับราฮัมและซอร์ได้รับข้อมูลจากกลุ่มฮามาสและเข้าข่ายกระทำความผิดฐานทรยศต่อชาติหรือไม่ ทางด้านพลโทเอยาล ซามีร์ เสนาธิการทหาร IDF ได้สั่งการให้อัยการทหารพิจารณาดำเนินคดีกับผู้สร้างภาพยนตร์และผู้ที่มีส่วนร่วมในภาพยนตร์เรื่องนี้ ส่วนกลุ่มผู้ประท้วงที่รวมตัวกันอยู่หน้าบ้านของพ่อแม่ซอร์ต่างก็เรียกร้องให้มีการประหารชีวิตผู้สร้างภาพยนตร์

ในแวดวงสื่อมวลชน ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการนำเสนอข่าวที่เอนเอียงต่อต้านอิสราเอล ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์โจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมเป็นหลัก และลดทอนความยากลำบากในการรับมือกับกลยุทธ์ของกลุ่มฮามาสที่ใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์และใช้เครือข่ายอุโมงค์ใต้ดิน แม้แต่ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์เนทันยาฮูเองก็ยังแสดงความกังวล โดยมองว่าแม้จะยอมรับว่าอิสราเอลกระทำการอย่างโหดร้ายต่อพลเรือนในฉนวนกาซา แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นความล้มเหลวในเชิงวารสารศาสตร์ เนื่องจากพึ่งพาแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตนและขาดหลักฐานสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อตอบโต้ข้อครหาดังกล่าว อับราฮัมได้ยืนยันถึงความเข้มงวดของกระบวนการบรรณาธิการที่ภาพยนตร์เรื่องนี้—ซึ่งผลิตโดยหนังสือพิมพ์ The Guardian—ได้ผ่านการตรวจสอบมาแล้ว พร้อมทั้งอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการยืนยันตัวตนของแหล่งข่าว เขาชี้ว่าสาเหตุที่สาธารณชนอิสราเอลรู้สึกตกใจกับภาพยนตร์เรื่อง "NAZA" นั้น เป็นเพราะนับตั้งแต่เริ่มสงคราม สื่อในประเทศมุ่งเน้นแต่เรื่องบาดแผลทางใจจากเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม ในขณะที่แทบไม่ได้ให้ความสนใจต่อความทุกข์ยากของพลเรือนในฉนวนกาซาเลย

ภาพยนตร์เรื่อง "NAZA" ได้เปลี่ยนงานข่าวชิ้นก่อนหน้านี้ของอับราฮัมให้กลายเป็นข่าวใหญ่พาดหัวและกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งในตัวเอง นี่คือหัวใจสำคัญของศิลปะ หากผลงานนั้นมีคุณภาพดีจริง มันย่อมจุดประกายให้เกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์อย่างรุนแรง และเส้นแบ่งระหว่างศิลปะกับวารสารศาสตร์ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งในการถกเถียงเรื่อง "NAZA" เมื่อพิจารณาถึงประเด็นทางการเมืองและศีลธรรมที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ถูกเปิดเผยออกมา กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นเครื่องสะท้อนถึงความสำเร็จและความเสี่ยงที่ผู้สร้างภาพยนตร์ต้องเผชิญในการผลิตผลงานชิ้นนี้

บทความทั้งสองชิ้นของอับราฮัมอาศัยข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มทหารและเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง ภาพยนตร์เรื่อง “NAZA” (ซึ่งใช้ภาษาฮีบรูพร้อมคำบรรยายภาษาอังกฤษ) นำเสนอข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตน หรือกล่าวให้ถูกคือ เป็นแหล่งข่าวที่ผู้สร้างภาพยนตร์ปกปิดตัวตนไว้ เนื้อหาหลักของภาพยนตร์ประกอบด้วยการสัมภาษณ์บุคคล 24 คนที่อับราฮัม (Abraham) เป็นผู้ดำเนินการ โดยบุคคลเหล่านี้ล้วนเคยปฏิบัติหน้าที่หรือกำลังปฏิบัติหน้าที่ในกองทัพหรือหน่วยข่าวกรองในช่วงสงครามกาซา อับราฮัมทำการสัมภาษณ์ในยามค่ำคืนท่ามกลางความมืดมิดบนดาดฟ้าอาคารแห่งหนึ่งในกรุงเทลอาวีฟ เขาไม่เคยเอ่ยชื่อของบุคคลเหล่านั้น อีกทั้งใบหน้าและน้ำเสียงของพวกเขายังถูกดัดแปลงด้วยระบบดิจิทัลเพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริง

แหล่งข่าวได้อธิบายถึงการใช้คำว่า "NAZA" และวิธีการทำงานของระบบดังกล่าว โดยผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นสมาชิกกลุ่มฮามาสจะได้รับหมายเลข NAZA กำกับไว้ ซึ่งหมายเลขนี้บ่งบอกถึงจำนวนพลเรือนที่ยอมรับได้หากต้องเสียชีวิตในฐานะความสูญเสียข้างเคียง (collateral damage) ในหลายกรณี ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ชื่อว่า "Lavender" จะเข้ามาช่วยคัดเลือกเป้าหมายโดยการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล อิสราเอลมีอำนาจควบคุมระบบสื่อสารในฉนวนกาซาอย่างเบ็ดเสร็จ จึงมีอำนาจในการสอดแนมอย่างเต็มที่เช่นกัน แหล่งข่าวรายหนึ่งระบุว่าอิสราเอลสามารถดักฟังและแอบดูภาพจากไมโครโฟนและกล้องของโทรศัพท์มือถือเครื่องใดก็ได้ในพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่อีกรายกล่าวว่า "คุณรู้สึกเหมือนเป็นพระเจ้า เพราะคุณได้ยินทุกสิ่งที่พวกเขาพูด" ด้วยข้อมูลเหล่านี้ ระบบ Lavender สามารถสร้างโปรไฟล์พฤติกรรมของสมาชิกกลุ่มฮามาสขึ้นมาได้ โดยอาศัยรูปแบบการโทรศัพท์เป็นเกณฑ์ แหล่งข่าวระบุว่าอาคารทุกหลังในฉนวนกาซาจะถูกกำหนดหมายเลขและนับจำนวนชั้นไว้ เมื่อระบุตัวสมาชิกฮามาสและตำแหน่งบ้านพักได้แล้ว เจ้าหน้าที่จะดักฟังโทรศัพท์ของสมาชิกในครอบครัวเพื่อตรวจสอบว่าเป้าหมายจะกลับมาถึงบ้านเมื่อใด (ซึ่งมักจะเป็นช่วงเวลากลางคืน) เนื่องจากวิธีการติดตามการสนทนาของเด็กๆ เพื่อค้นหาคำอย่างเช่น "พ่อ" และ "กลับมา" นั้นได้ผลดีเป็นพิเศษ ขั้นตอนการติดตามนี้จึงได้รับฉายาอันน่าสยดสยองว่า "พ่ออยู่ไหน?" (ทางกองทัพอิสราเอลหรือ IDF ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาในภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง โดยยืนยันว่าการตัดสินใจโจมตีต่างๆ นั้นกระทำโดย "บุคลากรที่เป็นมนุษย์เท่านั้น")

ในบทความก่อนหน้านี้ของ Abraham ข้อมูลที่ได้รับจากแหล่งข่าวคือประเด็นหลัก แต่ในผลงานเรื่อง "NAZA" จุดเน้นได้เปลี่ยนไป กล่าวคือ ตัวแหล่งข่าวเองได้กลายเป็นประเด็นสำคัญเสียเองจากการออกมาเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว นอกจากนี้ Abraham และ Szor ยังร่วมกำกับภาพยนตร์สารคดีปี 2024 เรื่อง "No Other Land" ร่วมกับผู้สร้างภาพยนตร์ชาวปาเลสไตน์อย่าง Basel Adra และ Hamdan Ballal ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวของหมู่บ้าน Masafer Yatta ในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งถูกโจมตีโดยกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลโดยได้รับการสนับสนุนจากกองทัพอิสราเอล ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวซึ่งคว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมเมื่อปีที่แล้ว ถือเป็นการนำเสนอภาพเหตุการณ์จริงโดยตรงในลักษณะของการรายงานข่าวเชิงสังเกตการณ์ ในอีกแง่หนึ่ง "NAZA" ก็ถือเป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนถึงการลงมือทำทันที นั่นคือการพูดในสิ่งที่ผู้มีอำนาจต้องการจะปิดเงียบเอาไว้ แม้ภาพยนตร์เรื่องนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกอย่างละเอียด แต่จุดเน้นไม่ได้อยู่ที่ตัวข้อมูลที่ถูกเปิดเผยมากเท่ากับตัวบุคคลที่ใช้งานระบบเหล่านี้—คนที่ปฏิบัติตามระเบียบวิธีและลงมือกระทำการโดยรู้ดีว่าจะส่งผลให้พลเรือนที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งต้องบาดเจ็บล้มตาย (รวมถึงเด็กด้วย)—และคนที่ต้องการตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้ถึงระบบเหล่านี้รวมถึงประสบการณ์การทำงานภายใต้ระบบดังกล่าว แทนที่จะถ่ายทอดปฏิบัติการทางทหารผ่านภาษาหรือถ้อยคำเลี่ยงบาลีในเชิงเทคนิคและข้อกฎหมายเพียงอย่างเดียว “NAZA” กลับนำเสนอปฏิบัติการเหล่านั้นในแง่มุมของอารมณ์ความรู้สึกและศีลธรรม เมื่อแหล่งข่าวเปิดเผยถึงเจตนา วิธีการ และผลกระทบของสงครามที่อิสราเอลมีต่อฉนวนกาซา พวกเขาได้สะท้อนให้เห็นถึงความร้ายแรงของสงครามที่ดำเนินไปอย่างเป็นระบบและเป็นขั้นตอนตามกลไกราชการ พวกเขาปรากฏตัวในฐานะคนธรรมดาที่ลงมือกระทำการซึ่งไม่ควรเป็นเรื่องปกติวิสัย แต่กลับกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วด้วยอิทธิพลของระบบที่พวกเขาทำงานอยู่

แหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวถึงตัวเลขรหัส “NAZA” จำนวนมากที่ถูกกำหนดให้กับเป้าหมายระดับล่างของกลุ่มฮามาส โดยสรุปว่า “ท้ายที่สุดแล้ว มันก็ครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งฉนวนกาซา” แม้จะไม่ได้เอ่ยคำว่า “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ออกมาตรงๆ แต่สิ่งที่แหล่งข่าวสื่อออกมานั้นชัดเจนในตัวเอง อีกแหล่งข่าวหนึ่งเล่าถึงกรณีการกำหนดเป้าหมายแบบที่เรียกว่า “Where’s Daddy?” (พ่ออยู่ที่ไหน?) โดยอธิบายว่ามีเป้าหมายรายหนึ่งลืมโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้านขณะออกไปข้างนอก ทำให้ขีปนาวุธที่ยิงถล่มอพาร์ตเมนต์ของเขาคร่าชีวิตคนในครอบครัวไปแทนที่จะเป็นตัวเขาเอง กลไกการสอดแนมนั้นละเอียดอ่อนและครอบคลุมจนบ่อยครั้งที่ปฏิบัติการสังหารเป้าหมายจะถูกบันทึกไว้ทั้งภาพและเสียง ผู้ให้สัมภาษณ์คนหนึ่งกล่าวว่า “ฉันได้ยินเสียงในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตคนคนหนึ่ง” ในขณะที่อีกคนหนึ่งเล่าถึงเหตุการณ์ที่ได้ยินเสียงสมาชิกในครอบครัวกรีดร้องและร้องไห้คร่ำครวญหลังจากเด็กคนหนึ่งถูกสังหาร สำหรับแหล่งข่าวที่ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ การกระทำดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่เลวร้ายและน่าสะเทือนใจอย่างยิ่ง และในการบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ พวกเขาก็ได้เผยตัวตนของตนเองออกมาด้วย ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ว่าคนประเภทใดกันที่สามารถกระทำการเช่นนี้ได้ และตัวพวกเขาเองเป็นคนประเภทไหนกันแน่ที่เข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องราวเหล่านี้

“NAZA” ถ่ายทำในเมืองเทลอาวีฟ แต่เมืองแห่งนี้เป็นมากกว่าแค่ฉากหลัง เพราะมันถือเป็นหนึ่งในประเด็นหลักของภาพยนตร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้มีการตัดสลับฟุตเทจทางประวัติศาสตร์เพื่อเล่าเรื่องราวของเมือง เริ่มตั้งแต่พิธีวางศิลาฤกษ์ในช่วงทศวรรษ 1920 ไปจนถึงภาพบรรยากาศของมหานครแห่งนี้ในยุคทศวรรษ 1970 ตลอดทั้งเรื่อง Abraham และ Szor พาผู้ชมไปสัมผัสบรรยากาศยามค่ำคืนของเมืองเทลอาวีฟในยุคปัจจุบันจากมุมสูงบนดาดฟ้าท่ามกลางภาวะสงคราม เผยให้เห็นภาพเมืองที่ทันสมัยและหรูหรา สว่างไสวด้วยแสงไฟจากตึกระฟ้าและไฟถนน รวมถึงสิ่งปลูกสร้างใหม่ที่โดดเด่นสะดุดตา และท้องถนนที่คลาคล่ำไปด้วยแสงไฟหน้ารถและป้ายไฟสัญลักษณ์ขององค์กรธุรกิจต่างๆ กล้องยังจับภาพระยะใกล้ที่เผยให้เห็นชีวิตยามค่ำคืนผ่านหน้าต่างอพาร์ตเมนต์ ซึ่งมองเห็นผู้คนกำลังรับประทานอาหาร พักผ่อน เดินไปมา หรือดูโทรทัศน์ โดยรายการที่พวกเขาดูนั้นมีทั้งข่าวสาร รวมถึงภาพของเนทันยาฮูและเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ที่กำลังกล่าวสุนทรพจน์และให้สัมภาษณ์เพื่อปกป้องการทำสงครามอย่างดุเดือด ในรายการหนึ่ง ประธานาธิบดีอิสราเอลกล่าวว่า หลังจากเหตุการณ์โจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม "คนทั้งชาติคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้"

ไม่นานหลังจากได้ยินคำกล่าวข้างต้น แหล่งข่าวในภาพยนตร์ได้อธิบายถึงทัศนคติที่เกิดขึ้นจากมุมมองดังกล่าวว่า "เราต้องลบกาซาให้หายไป" และ "ไม่ว่าเราจะทำอะไร พวกเขาก็สมควรได้รับมันแล้ว" แหล่งข่าวระบุว่าการนำ AI มาใช้ทางการทหารมีเป้าหมายเพื่อสิ่งนี้ โดยสร้าง "โรงงานผลิตเป้าหมาย" ขึ้นใน "ระดับมหึมา" เป้าหมายบางส่วนเป็นบุคคล ในขณะที่บางส่วนเป็นสิ่งปลูกสร้าง แหล่งข่าวรายหนึ่งเล่าถึงคำสั่งให้ทำลายย่านที่อยู่อาศัยทั้งย่าน พร้อมทั้งวาดแผนภาพประกอบคำอธิบายให้ผู้สร้างภาพยนตร์เห็นกระบวนการคัดเลือกและทำลายเป้าหมายเหล่านั้น แหล่งข่าวหลายรายได้วาดภาพร่างในลักษณะเดียวกันนี้ ซึ่งภาพที่ปรากฏบนหน้าจอควบคู่ไปกับคำบอกเล่าของผู้ให้สัมภาษณ์ ช่วยสร้างภาพจำลองของสงครามที่ทรงพลังและชวนให้จินตนาการตาม เป้าหมายของแผนการอพยพผู้คนออกจากพื้นที่ตอนเหนือของกาซาและบีบให้ทุกคนย้ายลงไปทางใต้นั้น ดังที่บุคคลหนึ่งกล่าวไว้ คือการ "ทำให้มั่นใจว่าพวกเขาจะไม่มีวันได้กลับมา" ส่วนอีกคนหนึ่งซึ่งบรรยายถึงการทำลายบ้านเรือน ถนนหนทาง ย่านที่อยู่อาศัย และทรัพย์สินแทบทั้งหมดของผู้อยู่อาศัย ได้สรุปทิ้งท้ายว่า "เราได้ลบประวัติศาสตร์ทิ้งไปแล้ว" ขณะที่อีกคนหนึ่งเรียกกาซาว่าเป็น "หลุมศพหมู่"

ในช่วงหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง "NAZA" ผู้กำกับอย่าง Abraham และ Szor ได้สอดแทรกการอ้างอิงที่สื่อความหมายลึกซึ้งถึงผลงานศิลปะที่เป็นต้นแบบสำคัญ นั่นคือภาพของโรงภาพยนตร์ Tel Aviv Cinematheque ที่มีป้ายประกาศกิจกรรมรำลึกถึง Claude Lanzmann ผู้สร้างภาพยนตร์ระดับตำนานเมื่อปี 1985 เรื่อง "Shoah" ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) ผ่านบทสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิต นักประวัติศาสตร์ และแม้กระทั่งผู้ก่อเหตุเอง ภาพยนตร์เรื่อง "NAZA" ก็ใช้วิธีการที่คล้ายคลึงกัน และสิ่งที่น่าสนใจคือชื่อเรื่องเป็นคำภาษาฮีบรูที่ไม่เป็นที่รู้จักในระดับสากล เช่นเดียวกับคำว่า "Shoah" ในช่วงเวลาที่ภาพยนตร์เรื่องนั้นออกฉาย สิ่งสำคัญคือภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องมีจุดร่วมกันตรงที่ผู้สร้างมองว่าสุนทรียศาสตร์ของภาพยนตร์สารคดีคือพันธกิจทางจริยธรรม ในภาพยนตร์ทั้งสองเรื่อง การทำหน้าที่เป็นพยานบอกเล่าเรื่องราวไม่ใช่เพียงแค่การนำเสนอข้อมูล แต่เป็นการกระทำที่เปี่ยมด้วยพลังและนัยสำคัญทางศีลธรรม อีกทั้งยังเรียกร้องให้ผู้สร้างภาพยนตร์ต้องทุ่มเททั้งในเชิงศิลปะและแนวคิด ซึ่งก้าวข้ามผ่านเพียงแค่การบันทึกภาพเหตุการณ์ธรรมดาๆ เช่นเดียวกับ Lanzmann ที่มักปรากฏตัวหน้ากล้องร่วมกับผู้ให้สัมภาษณ์ Abraham และ Szor ก็ใช้วิธีการตัดต่อเพื่อเชื่อมโยงบทสัมภาษณ์เข้ากับภาพสถานที่ต่างๆ เพื่อถ่ายทอดบรรยากาศและตัวตนของสถานที่นั้นออกมา แต่สิ่งที่แตกต่างจาก "Shoah" คือ "NAZA" เป็นเรื่องราวของเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ และในแง่หนึ่ง เหตุการณ์เหล่านั้นก็กำลังเกิดขึ้น ณ สถานที่ที่ทีมงานกำลังถ่ายทำอยู่นั่นเอง ภาพยนตร์เรื่องนี้จงใจนำเสนอภาพกองบัญชาการกองทัพอิสราเอล (IDF) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทลอาวีฟ ในขณะที่ฉนวนกาซาอยู่ห่างออกไปเพียงราว 40 ไมล์ เทลอาวีฟในภาพยนตร์เรื่อง “NAZA” เป็นเมืองที่ถูกหลอกหลอนด้วยความเงียบงัน—เงียบงันต่อสิ่งที่ไม่ได้ถูกเอ่ยถึงในชีวิตประจำวันและสื่อกระแสหลัก แต่กลับเป็นสิ่งที่เหล่าบุคคลที่ให้ข้อมูลในภาพยนตร์นำมาตีแผ่ให้เห็น

“NAZA” และ “Shoah” มีรูปแบบการนำเสนอทางภาพยนตร์ที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือวิธีการถ่ายทอดการมีส่วนร่วมของบุคคลที่ให้ข้อมูลนั้นมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเนื้อหาที่พวกเขาบอกเล่า ใน “NAZA” รูปแบบดังกล่าวคือความสม่ำเสมอที่เคร่งครัดและสำรวม—ภาพของบุคคลเหล่านั้น (ซึ่งมักปรากฏตัวเคียงข้าง Abraham) ถูกถ่ายทอดผ่านเฟรมภาพที่นิ่งสนิทและใช้มุมกล้องที่แทบจะเหมือนกันทั้งหมด องค์ประกอบภาพที่มีรูปแบบตายตัวและเข้มงวดนี้ (ฝีมือการถ่ายทำของ Szor ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้กำกับภาพของเรื่อง) ช่วยหลอมรวมมุมมองที่แตกต่างหลากหลายของผู้ให้ข้อมูลเข้าเป็นวิสัยทัศน์เดียวกัน สะท้อนให้เห็นถึงระบบที่บูรณาการเข้าด้วยกันอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งแต่ละคนต่างเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ในระบบนั้น “NAZA” นำเสนอปฏิบัติการของอิสราเอลในกาซาว่าเป็นดั่งเครื่องจักรสังหารที่ครอบคลุมทุกมิติอย่างน่าสะพรึงกลัว แม้ว่ามันอาจไม่ได้คร่าชีวิตทุกคน แต่เจ้าหน้าที่และทหารที่เกี่ยวข้องต่างตระหนักดีว่าพวกเขามีศักยภาพที่จะสังหารใครก็ได้ ภาพฟุตเทจสารคดีสั้นๆ ในช่วงท้ายเรื่องเผยให้เห็นภาพพ่อคนหนึ่งตะโกนเรียกหาลูกๆ เข้าไปในซากปรักหักพังของอาคารที่ถูกทำลาย พร้อมกับภาพร่างที่โผล่พ้นออกมาจากใต้แผ่นคอนกรีต หลังจากที่ภาพยนตร์ได้แจกแจงลำดับเหตุปัจจัยอันซับซ้อนมาโดยตลอด ภาพสุดท้ายนี้กลับปรากฏขึ้นในฐานะผลลัพธ์อันน่าสลดใจเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ยเป็นคำพูดได้

นอกเหนือจากการใช้ข้อมูลชุดเดียวกับบทความต้นฉบับของ Abraham แล้ว “NAZA” ยังเพิ่มเติมมิติทางอารมณ์ความรู้สึกและมุมมองส่วนบุคคลของผู้ให้ข้อมูลเข้าไปด้วย ความรู้สึกภาคภูมิใจ สำนึกในหน้าที่ หรือแม้แต่ความต้องการแก้แค้นที่เคยเป็นแรงผลักดันพวกเขาในตอนแรก ค่อยๆ หลอมรวมกลายเป็นเสียงสะท้อนแห่งความหวาดหวั่น ความเสียใจ และความรู้สึกผิด ผู้ให้ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าระบบทางทหารนั้นทำหน้าที่สองด้านควบคู่กันไป ด้านหนึ่งคือบทบาทเชิงยุทธศาสตร์เพื่อบรรลุเป้าหมายทางทหารที่เฉพาะเจาะจง และอีกด้านหนึ่งคือบทบาทในลักษณะนิติวิทยาศาสตร์ที่เอื้อให้เกิดการปฏิเสธความรับผิดชอบได้อย่างแนบเนียน โดยการอำพรางสงครามที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวรุนแรงดั่งพระพิโรธของพระเจ้า ให้ดูเหมือนเป็นเพียงการตัดสินใจด้วยเหตุผลอันเยือกเย็น ความมืดมิดที่ปกคลุมขณะที่ผู้ให้ข้อมูลบอกเล่าเรื่องราวใน “NAZA” เปลี่ยนหน้าจอภาพยนตร์ให้กลายเป็นกระจกสะท้อนโลกภายในจิตใจ บีบให้ผู้ชมต้องเผชิญหน้ากับแรงจูงใจ ความรับผิดชอบ และตัวตนของบุคคลเหล่านั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ♦

ที่มา The New Yorker
“NAZA” Puts Israel Face to Face with the War in Gaza

https://www.newyorker.com/culture/the-front-row/naza-puts-israel-face-to-face-with-the-war-in-gaza
September 23, 2026




ผู้กำกับหนังสารคดี “NAZA” เผยจะเปิดให้รับชมฟรีทางออนไลน์ หลังจากเสร็จสิ้นการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ โดยผู้กำกับและผู้สร้างได้ยืนยันว่าจะปล่อยลงระบบออนไลน์ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2026






คำแปลโพสต์ของผู้กำกับ NAZA

Yuval Abraham יובל אברהם
@yuval_abraham
·
9 ชั่วโมงที่แล้ว
แปลจากภาษาฮีบรู
เนื่องจากมีผู้สนใจและเป็นประเด็นสำคัญต่อสาธารณะ ผมและราเชล (Rachel) จึงตัดสินใจร่วมกับ The Guardian ว่าจะเปิดให้รับชมภาพยนตร์เรื่อง NZA ทางออนไลน์ได้ฟรีโดยไม่จำกัดเวลา เพื่อให้ทุกคนสามารถรับชมภาพยนตร์และฟังคำบอกเล่าของเหล่าทหารได้ โดยจะเริ่มเปิดให้รับชมในช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เร็วที่สุดที่เราสามารถกำหนดได้ ในระหว่างนี้ เราได้ติดต่อโรงภาพยนตร์ในอิสราเอลและเสนอให้นำภาพยนตร์เรื่องนี้ไปฉายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ด้วยหวังว่าจะมีการฉายภาพยนตร์ในประเทศควบคู่ไปกับการฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วโลก การตัดสินใจฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญ ท่ามกลางกระแสความรุนแรงที่มุ่งหวังจะปิดกั้นไม่ให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกเผยแพร่ ผมทราบดีว่ามีความต้องการรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างล้นหลาม และหวังว่าด้วยวิธีนี้ ทุกคนจะสามารถรับชมได้ในเร็ววัน ไม่ว่าจะในโรงภาพยนตร์หรือทางออนไลน์ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการกล่าวถึงเราและภาพยนตร์เรื่องนี้ในทางที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงหลายประการ ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างขึ้นจากกระบวนการสืบสวนสอบสวนเชิงข่าวที่ครอบคลุมและละเอียดถี่ถ้วนตลอดระยะเวลาสามปี รายละเอียดต่างๆ ภายในภาพยนตร์ได้รับการตรวจสอบและยืนยันข้อมูลจากหลายแหล่งแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้จะสื่อสารด้วยตัวมันเอง และท้ายที่สุดแล้วความจริงจะปรากฏออกมา

เราสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นเพื่อจุดประกายให้เกิดการถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับการกระทำของรัฐบาลในฉนวนกาซา การสังหารผู้คนกว่า 73,000 รายซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลเรือน รวมถึงการทำให้สงครามล้างเผ่าพันธุ์กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา และแนวคิดที่ว่า "ไม่มีใครที่ไม่เกี่ยวข้อง" (no uninvolved civilians) ทหารชายและหญิงจำนวน 24 นายได้ก้าวออกมาและบอกเล่าเรื่องราวหน้ากล้องเกี่ยวกับสิ่งที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ต้องการพูดถึง

การยอมรับถึงความโหดร้ายทารุณที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซาไม่ได้ลดทอนความเลวร้ายของการสังหารหมู่เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมลงแม้แต่น้อย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบของกลุ่มฮามาส (Hamas) และเป็นสิ่งที่ทหารในภาพยนตร์ได้กล่าวถึงเช่นกัน อีกทั้งยังเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ มารองรับได้เลย ในทางตรงกันข้าม การเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในฉนวนกาซานั้นถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ปูทางไปสู่เหตุการณ์อันน่าสยดสยองในวันสะบาโตวันนั้น และการเพิกเฉยดังกล่าวก็ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปัจจุบัน

งานสื่อสารมวลชนไม่ใช่การทรยศชาติบ้านเมือง การวิพากษ์วิจารณ์ไม่ใช่การทรยศชาติบ้านเมือง เป็นหน้าที่ของพลเมืองทุกคนที่รัฐบาลของตนก่ออาชญากรรมที่จะต้องรับรู้ และเป็นหน้าที่ของทหารทุกคนที่ได้เห็นเหตุการณ์เหล่านั้นที่จะต้องบอกเล่าความจริง มีทหารนับพันคนที่ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางเรา ซึ่งเมื่อได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วจะตระหนักได้ทันทีถึงสิ่งที่ถูกถ่ายทอดออกมา ไม่ว่าจะเป็นการสังหารผู้ไม่มีอาวุธที่ข้ามเส้นสมมติ การอนุมัติปฏิบัติการ NZA (เขตห้ามเข้า) นับร้อยครั้ง การโจมตีบ้านเรือนอย่างเป็นระบบ การเผาทำลายและสร้างความเสียหายทางกายภาพต่อฉนวนกาซา การฆาตกรรมและการยิงใส่ผู้คนที่หิวโหยในจุดแจกจ่ายอาหาร รวมถึงอาชญากรรมอื่นๆ ที่ไม่มีเหตุผลอันชอบธรรมใดๆ มารองรับได้ แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องน่าหวาดหวั่น แต่ก็เป็นหน้าที่ของคุณที่จะต้องหาหนทางเปิดเผยสิ่งที่คุณได้พบเห็น พวกเขาอาจบอกคุณว่าการปกปิดความจริงนั้นดีกว่าเพื่อประโยชน์ด้านการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของประเทศ (hasbara) ในต่างแดน แต่นั่นเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะที่นั่นเขารู้เรื่องราวทั้งหมดกันอยู่แล้ว อาชญากรรมไม่ใช่สิ่งที่ต้องมาหาคำอธิบายแก้ต่าง แต่เป็นสิ่งที่ต้องยุติลง การปกปิดความจริงไม่เพียงแต่กัดกร่อนสังคมของเราเท่านั้น แต่ที่สำคัญที่สุดคือ มันเปิดทางให้ความทุกข์ทรมานของเพื่อนมนุษย์ในฉนวนกาซาดำเนินต่อไป

และในส่วนตัวของผมเอง ผมเขียนบทความเกี่ยวกับนโยบายการใช้อาวุธของกองทัพในฉนวนกาซาเป็นภาษาฮีบรูลงในสื่อ "Local Call" มาเป็นเวลาสามปีแล้ว ซึ่งงานสืบสวนสอบสวนเหล่านั้นถูกเพิกเฉยในอิสราเอลมาโดยตลอด แต่ในขณะนี้ เป็นครั้งแรกที่กำแพงแห่งความเพิกเฉยนั้นเริ่มปริร้าว ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดีและเป็นสัญญาณของสุขภาวะที่ดีของสังคม ใช่ครับ มันแลกมาด้วยราคาที่ต้องจ่ายในระดับส่วนตัวอย่างมหาศาล และสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ท่ามกลางความยากลำบากนั้น ก็ยังมีความสนับสนุนและความเอื้ออาทรมากมาย สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ คำขู่คุกคามต่างๆ นั้นไม่ได้ผล มันไม่สามารถหยุดยั้งเราได้ ราเชลและผมจะเดินทางกลับประเทศและเดินหน้าต่อสู้เพื่ออนาคตของดินแดนแห่งนี้เคียงข้างกับพันธมิตรอีกมากมาย

.....

ภาพยนตร์สารคดีเรื่อง ‘NAZA’ (กำกับโดย Yuval Abraham และ Rachel Szor ร่วมกับสื่อ The Guardian) มีกำหนดเปิดให้รับชมฟรีทางออนไลน์ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2026

รายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดการและแพลตฟอร์มการรับชมมีดังนี้:

แพลตฟอร์ม: เปิดให้สตรีมมิงฟรีบนเว็บไซต์ของ The Guardian (
theguardian.com) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้อำนวยการสร้าง เพื่อให้ผู้คนทั่วโลกสามารถเข้าถึงเนื้อหาเชิงสืบสวนนี้ได้อย่างทั่วถึง

กำหนดเวลา: จะเปิดให้ชมในระบบดิจิทัลฟรีหลังจากเสร็จสิ้นการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ (ซึ่งเริ่มฉายในโรงภาพยนตร์กว่า 50 ประเทศตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนถึงตุลาคม) โดยผู้กำกับและผู้สร้างได้ยืนยันว่าจะปล่อยลงระบบออนไลน์ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2026








 

ปากคำ "ชาวอยุธยา" ไม่รอดน้ำท่วม หลังระดับน้ำขึ้นเร็ว ปชช.เก็บของไม่ทัน แม้ สส.บอกว่าปีนี้แล้ง ไม่ท่วม แต่สถานการณ์ล่าสุดทำให้ "ปุ้ย แสงนาค" มาตีปี๊บในสภา เรียกร้องให้รัฐบาลใช้เครื่องผลักดันน้ำ และกระตุ้นให้ทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่






https://x.com/ThaiPBSNews/status/2103094366432555306


 

วันพฤหัสบดี, กันยายน 24, 2569

เค้าบอกว่ารอ 7-8 ปีครับ เอาแบบทำเสร็จแห้งเลย ส่วนกว่าจะถึง 8 ปี ตัวใครตัวมันครับ

https://www.facebook.com/FernSuchadaAnchor/posts/1682775963849258

ทิตฉ่อง ส่องกบ
เค้าบอกว่ารอ 7-8 ปีครับ เอาแบบทำเสร็จแห้งเลย ส่วนกว่าจะถึง 8 ปี ตัวใครตัวมันครับ

Somkiat Kong Watthanapat
ได้ข่าวว่า อยุธยา เลือกน้ำเงินทั้งจังหวัดนะครับ