วันเสาร์, ตุลาคม 31, 2569

มีข้อให้ต้องสังเกตุ คำพิพากษาศาลอาญา ม.๑๑๒ คดี #๒๕พฤศจิกาไปSCB เมื่อปี ๒๕๖๓ ว่าคำปราศรัยส่งผลถึงศรัทธาประชาชนต่อกษัตริย์ “แม้กล่าวความจริงก็ไม่พ้นผิด”

มีข้อให้ต้องสังเกตุ ต่อคำพิพากษาศาลอาญาในความผิดตาม ม.๑๑๒ เมื่อ ๓๐ ตุลานี้ คดี #๒๕พฤศจิกาไปSCB เมื่อปี ๒๕๖๓ ที่ว่า “คำปราศรัยของจำเลยส่งผลต่อความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระมหากษัตริย์ แม้กล่าวความจริงก็ไม่พ้นผิด”

อ่านข้อความข้างต้นเผินๆ ปุถุชนทั่วไปในสากลโลกคงจะร้อง ฮ้า ในประเทศไทย การกล่าวความจริงเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ น่าจะเฉพาะพระราชกรณีกิจที่ทรงกระทำ ‘มิดี’ ทำให้ถูกพิพากษาว่ามีความผิด โทษจำคุก ๔ ปี ลดแล้วเหลือติดจริง ๒ ปี ๘ เดือน

ผู้ต้องโทษเป็นคนรุ่นใหม่นักกิจกรรม ได้แก่ อานนท์ นำภา, ‘ตี้’ วรรณวลี ธรรมสัตยา, ‘บอย’ พงศธรณ์ ตันเจริญ, ‘ฟ้า’ พรหมศร วีระธรรมจารี และ ‘แอมป์’ ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา จากการชุมนุมปราศัยถึง “การโอนย้ายทรัพย์สินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไปเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์”

คำฟ้องของอัยการอ้างว่า “ทำให้ผู้รับฟังเข้าใจว่ารัชกาลที่ ๑๐ มีเจตนาเอาทรัพย์สินส่วนรวมมาเป็นของตัวเอง และทรงใช้พระราชอำนาจเข้าไปแทรกแซงการเมืองการปกครอง” แสดงว่านี่คือความจริง ซึ่งเมื่อเอามาพูดปราศัยถือว่าผิดกฎหมาย

มิใยที่ ‘อานนท์’ หนึ่งในจำเลย ให้การต่อสู้ว่า “การเข้าร่วมชุมนุมปราศรัยในวันเกิดเหตุ เป็นการใช้เสรีภาพตามกฎหมาย และเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตใจ เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ มุ่งหมายให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และพิทักษ์รักษาทรัพย์สินของราชบัลลังก์”

เมื่อเริ่มพิจารณาคดีวันที่ ๑๙ พฤศจิกา ๒๕๖๔ มีผู้ถูกฟ้อง ๖ ราย โดย พริษฐ์ ชีวารักษ์ ถูกนำคดีมารวมด้วยอีก ๓-๔ วันต่อมา มีการนัดสืบพยานครั้งสุดท้ายเมื่อ ๒๐ สิงหา ๒๕๖๙ แล้วมาอ่านคำพิพากษาในวันที่ ๓๐ ตุลา ๖๙ ให้จำเลยที่ ๑ และ ๔ ถึง ๗ มีความผิด

หลักใหญ่ในคำพิพากษา อยู่ที่ การใช้เสรีภาพต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย พร้อมทั้ง “การใช้เสรีภาพจึงอาจถูกจำกัดได้เพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของรัฐหรือความสงบสุขของประชาชน รวมถึงประเพณีการปกครองของไทย”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การหมิ่นประมาทและดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ แม้เรื่องดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ ก็ไม่ทำให้การกระทำความผิดกับกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายไปได้”

(https://tlhr2014.com/archives/87553) 

ปี 2026 อาจเป็นปีที่ประชาธิปไตยลุกขึ้นสู้กลับใช่หรือไม่? การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ผลลัพธ์อันน่าทึ่งในเซอร์เบีย บราซิล และฮังการี ได้มอบความหวังให้แก่เราในช่วงเวลาที่มืดมน



ปี 2026 อาจเป็นปีที่ประชาธิปไตยลุกขึ้นสู้กลับใช่หรือไม่?

การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ผลลัพธ์อันน่าทึ่งในเซอร์เบีย บราซิล และฮังการี ได้มอบความหวังให้แก่เราในช่วงเวลาที่มืดมน

แน่นอนว่ายังเร็วเกินไปที่จะประกาศชัยชนะ แต่ความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งของวิกเตอร์ ออร์บาน (Viktor Orbán), อเล็กซานดาร์ วูชิช (Aleksandar Vučić) และฟลาวิโอ โบลโซนาโร (Flávio Bolsonaro) ทำให้ฉันอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ปี 2026 กำลังกลายเป็นปีที่ประชาธิปไตยค่อย ๆ ลุกขึ้นสู้กลับอย่างมั่นคงใช่หรือไม่?

แม้แต่ในอิสราเอล กลุ่มการเมืองของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ก็สูญเสียเสียงข้างมากในรัฐสภา ในขณะที่พรรคการเมืองของชาวอาหรับกลับได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น แม้ฝ่ายค้านอาจจะยังไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ในขณะนี้ แต่พวกเขาก็ครองจำนวนที่นั่งในรัฐสภาได้มากกว่า

การเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มต้นขึ้นจากผลการเลือกตั้งที่น่าประหลาดใจในฮังการีเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ออร์บาน ผู้นำอำนาจนิยมที่หยั่งรากลึกที่สุดในสหภาพยุโรป ถูกโค่นลงโดยผู้ท้าชิงอย่าง เปเตอร์ มักยาร์ (Péter Magyar) ตลอดระยะเวลาหลายปีที่อยู่ในอำนาจ ออร์บานได้ทำทุกวิถีทางเพื่อรวบรวมและสืบทอดอำนาจเผด็จการของตน เขาควบคุมสื่อมวลชน แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และจำกัดเสรีภาพทางวิชาการอย่างเป็นระบบ ทว่าขบวนการภาคประชาชนในวงกว้างได้รวมตัวกันสนับสนุนพรรคของมักยาร์จนสามารถขับไล่ออร์บานออกจากอำนาจได้สำเร็จ ริมฝั่งแม่น้ำดานูบจึงกลายเป็นสถานที่จัดงานเฉลิมฉลองที่คึกคักที่สุดในรอบศตวรรษ

บรรยากาศแห่งความปิติยินดีเช่นเดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ห่างออกไป 300 กิโลเมตรตามแนวแม่น้ำในกรุงเบลเกรด ประเทศเซอร์เบีย กลุ่ม "Student List" ซึ่งเป็นการรวมตัวจากภาคประชาชน ทั้งนักศึกษา นักวิชาการ และพลเมืองที่โกรธแค้น สามารถโค่นวูชิชลงจากอำนาจได้อย่างเหนือความคาดหมาย วูชิชครองอำนาจเบ็ดเสร็จมาตั้งแต่ปี 2014 ทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดี โดยอาศัยกลยุทธ์ที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นการแสดงท่าทีแข็งกร้าวแบบขวาจัด การพัวพันกับเรื่องอื้อฉาวทางการเงิน และการดูหมิ่นหลักนิติธรรม ซึ่งถือเป็นสูตรสำเร็จของผู้นำหลายคนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าความอดทนของประชาชนย่อมมีขีดจำกัด จุดจบของวูชิชมาถึงหลังจากเหตุการณ์หลังคาของสถานีรถไฟในเมืองโนวีซาด (Novi Sad) พังถล่มลงมาในปี 2024 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 16 ราย และจุดชนวนให้เกิดความโกรธแค้นไปทั่วประเทศต่อปัญหาการทุจริตเชิงระบบ จากนั้น ข่าวใหญ่ที่สุดก็ปรากฏขึ้นในเช้าวันจันทร์ เมื่อลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) สร้างความประหลาดใจด้วยการคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีบราซิล ในการเลือกตั้งรอบแรก ฟลาวิโอ โบลโซนาโร (Flávio Bolsonaro) เป็นผู้นำอยู่ และผลสำรวจเกือบทุกสำนักต่างคาดการณ์ว่าเขาจะเป็นผู้ชนะในการเลือกตั้งรอบตัดสิน ชาวบราซิลจำนวนมากต่างเตรียมใจรับมือกับการบริหารประเทศที่มีแนวคิดขวาจัดไม่ต่างจากรัฐบาลของบิดาเขา แต่ทว่า ลูลา ซึ่งเป็นบุตรชายของเกษตรกรผู้ยากไร้และไม่รู้หนังสือ อีกทั้งยังเคยเป็นคนงานในโรงงานมาก่อน กลับสร้างความประหลาดใจให้กับทั้งมิตรและศัตรู ด้วยการก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีของประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกาเป็นสมัยที่สี่

นักวิจารณ์ต่างชี้ให้เห็นว่าชัยชนะของลูลาเป็นการหยุดยั้งกระแสความนิยมของกลุ่มประชานิยมฝ่ายขวาที่กำลังมาแรงทั่วละตินอเมริกา ซึ่งนั่นเป็นเรื่องจริง แต่หากมองในมุมที่กว้างขึ้น จะพบรูปแบบที่ชัดเจนยิ่งกว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของการปะทะกันระหว่างฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวา แต่เป็นการปะทะกันระหว่าง "ฝ่ายประชาธิปไตย" (democrats) กับ "ฝ่ายหลังประชาธิปไตย" (post-democrats) สำหรับกรณีของแมกยาร์ (Magyar) ในฮังการี เขาไม่ใช่คนฝ่ายซ้ายแต่อย่างใด แต่เป็นผู้นำแนวคิดกลาง-ขวา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสมาชิกพรรคเดียวกับออร์บาน (Orbán) ส่วนในเซอร์เบีย กลุ่ม "Student List" นำโดยอิลิยา เซอร์ดานอวิช (Ilija Srdanović) แพทย์โรคหัวใจและอาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้ซึ่งไม่มีจุดยืนทางอุดมการณ์ที่ชัดเจน แม้เขาจะสนับสนุนค่านิยมเสรีนิยม เช่น เสรีภาพสื่อและหลักนิติธรรม แต่จุดยืนของเขาในประเด็นโคโซโวกลับสอดคล้องกับแนวคิดชาตินิยมเซอร์เบียแบบดั้งเดิมที่มองว่าโคโซโวไม่ควรแยกตัวเป็นอิสระ

สิ่งที่แมกยาร์, เซอร์ดานอวิช และลูลา มีร่วมกัน แม้จะมีความแตกต่างทางการเมืองอย่างมาก คือความเชื่อพื้นฐานที่ว่ากฎกติกาของระบอบประชาธิปไตยต้องได้รับการเคารพ การเลือกตั้งต้องมีความยุติธรรม ผู้พิพากษาและสื่อมวลชนต้องสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างอิสระ และระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ (checks and balances) นั้นมีไว้ด้วยเหตุผลที่สำคัญ

ในทางกลับกัน กลุ่ม "หลังประชาธิปไตย" (post-democrats) กลับมองกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศเป็นเพียงข้อเสนอแนะ หรือเป็นเมนูทางนโยบายที่พวกเขาสามารถเลือกหยิบฉวยมาใช้ได้ตามใจชอบ พวกเขาใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการก้าวขึ้นสู่อำนาจ แต่เมื่อได้ดำรงตำแหน่งแล้ว กลับบ่อนทำลายสถาบันประชาธิปไตยจากภายใน เพื่อแสวงหาผลประโยชน์สูงสุดให้กับธุรกิจส่วนตัว เนื่องจากปัญหาการทุจริตเป็นหัวใจสำคัญ พวกเขาจึงจำเป็นต้องอยู่ในอำนาจต่อไปเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจำคุก เสียงคัดค้านจะต้องถูกปิดปาก และสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์จะต้องถูกดำเนินคดี กลุ่ม "หลังประชาธิปไตย" เหล่านี้ยังคงรักษาไว้เพียงเปลือกนอกของระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น โบลโซนาโร จูเนียร์ ใช้กลยุทธ์เดียวกับโดนัลด์ ทรัมป์ คือประกาศว่าผลการเลือกตั้งนั้นไม่สามารถถอดถอนได้เมื่อเขาชนะ และประกาศว่ามีการโกงเมื่อเขาแพ้ ในทำนองเดียวกัน เนทันยาฮูกำลังพยายามทำลายความน่าเชื่อถือของผลการเลือกตั้งของอิสราเอล โดยกล่าวหาว่ากาตาร์แทรกแซงเพื่อช่วยเหลือพรรคการเมืองปาเลสไตน์

กลุ่มผู้สนับสนุนประชาธิปไตยที่เสื่อมถอยได้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ มาหลายปีแล้ว และนั่นเป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัว ตั้งแต่ปี 2000 เราได้เห็นการทำลายล้างความสำเร็จทางประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่องและจงใจในทุกทวีป ใครก็ตามที่อ่านรายงานประชาธิปไตยระหว่างประเทศฉบับล่าสุด ซึ่งจัดทำโดยสถาบัน V-Dem อาจรู้สึกสิ้นหวังได้ง่ายๆ ในแง่ของสุขภาพประชาธิปไตยโดยรวม รายงานพบว่าเราถอยหลังกลับไปสู่ระดับของปี 1978 อย่างมีประสิทธิภาพ มีเพียง 7% ของประชากรโลกเท่านั้นที่อาศัยอยู่ในระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม

อย่างไรก็ตาม หลังจากหลายปีที่เต็มไปด้วยพาดหัวข่าวชวนตื่นตระหนกเกี่ยวกับความถดถอยของระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก ข่าวจากบูดาเปสต์ เบลเกรด และบราซิเลีย กลับมอบประกายแห่งความหวังท่ามกลางช่วงเวลาที่มืดมน เช่นเดียวกับกระแสการประท้วงครั้งใหญ่ของคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ในปีนี้ ตั้งแต่อินเดียและฟิลิปปินส์ ไปจนถึงแอลเบเนีย อาร์เจนตินา และชิลี คนหนุ่มสาวจำนวนมหาศาลต่างออกมาบนท้องถนนเพื่อท้าทายอำนาจเผด็จการและการทุจริตในประเทศของตน

เป็นไปได้หรือไม่ว่าระบอบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมกำลังจะกลับมามีพลังอีกครั้ง? แท้จริงแล้วเราสามารถเอาชนะเผด็จการและระบอบอำนาจนิยมได้ใช่หรือไม่? สิ่งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูประชาธิปไตยที่อาจลามไปถึงสหรัฐอเมริกาในสัปดาห์หน้าได้หรือไม่? ผลสำรวจส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นว่าพรรคเดโมแครตมีโอกาสสูงที่จะกลับมาครองเสียงข้างมากอย่างน้อยก็ในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ในการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง

ในขณะเดียวกัน เหตุการณ์ที่แสดงถึงความพยายามลดทอนความชอบธรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอาหรับในอิสราเอลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เตือนให้เราเห็นถึงข้อจำกัดของการเปลี่ยนแปลงผ่านคูหาเลือกตั้ง แม้การเลือกตั้งจะช่วยให้เรากำจัดกลุ่มผู้ทำลายระบอบประชาธิปไตย (post-democrats) ออกไปได้ แต่ในสังคมที่แตกแยกอย่างลึกซึ้ง การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเยียวยาสังคมได้ การใช้สิทธิเลือกตั้งซึ่งเป็นกิจกรรมส่วนบุคคลที่เงียบเชียบ จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการหารือร่วมกันของคนในสังคมควบคู่ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ในระดับโลก ปี 2026 อาจกลายเป็นปีที่ดีที่สุดสำหรับประชาธิปไตยในรอบกว่าหนึ่งในสี่ศตวรรษ นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญหรือไม่?

สำหรับสถานการณ์ก่อนการเลือกตั้งครั้งสำคัญในปีหน้าในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น ฝรั่งเศส สเปน เยอรมนี และโปแลนด์นั้น ยังไม่มีใครสามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้ หากดูจากกระแสความนิยมของพรรค AfD ในเยอรมนี จะเห็นได้ว่าพรรคประชานิยมฝ่ายขวาที่มีแนวโน้มทำลายระบอบประชาธิปไตยยังคงมีอิทธิพลอย่างมากในยุโรป และพรรค Vox ในสเปนก็อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลที่นำโดยพรรคสายอนุรักษ์นิยม (People’s Party) ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แต่เหตุการณ์ในฮังการี เซอร์เบีย และบราซิล ได้มอบบทเรียนสำคัญว่า การผงาดขึ้นของเผด็จการและการอยู่ในอำนาจอย่างถาวรของพวกเขาไม่ใช่กฎธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ อีกไม่นาน ระบอบที่บ่อนทำลายประชาธิปไตยเหล่านี้อาจกลายเป็นเพียงสิ่งล้าสมัยไปในที่สุด

ที่มา The Guardian
Could 2026 be the year that democracy fought back?

https://www.theguardian.com/commentisfree/2026/oct/30/could-2026-be-the-year-that-democracy-fought-back
30 Oct 2026




30 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันนักโทษทางการเมืองสากล จุดเริ่มต้นของการกำหนดวันรำลึกถึงนักโทษทางการเมืองเกิดขึ้นในปี 1974 ระหว่างที่โครนิด ลิวบาร์สกีและโอเลกซี เมอร์เซนโก สองนักกิจกรรมสิทธิมนุษยชนและผู้เห็นต่างชาวโซเวียตซึ่งกำลังรับโทษจำคุกในค่ายกักกันมอร์โดเวียและเพื่อนนักโทษคนอื่นๆ ได้ร่วมกันอดอาหารเป็นเวลาหนึ่งวันเพื่อเรียกร้องให้มีการรับรองสถานะ “นักโทษทางการเมือง” ของพวกเขา หลายปีต่อจากนั้นวันที่ 30 ตุลาคมของทุกปีจึงกลายเป็นวันแห่งการรำลึกถึงนักโทษทางการเมืองในระดับนานาชาติ


iLaw
16 hours ago
·
30 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันนักโทษทางการเมืองสากล จุดเริ่มต้นของการกำหนดวันรำลึกถึงนักโทษทางการเมืองเกิดขึ้นในปี 1974 ระหว่างที่โครนิด ลิวบาร์สกีและโอเลกซี เมอร์เซนโก สองนักกิจกรรมสิทธิมนุษยชนและผู้เห็นต่างชาวโซเวียตซึ่งกำลังรับโทษจำคุกในค่ายกักกันมอร์โดเวียและเพื่อนนักโทษคนอื่นๆ ได้ร่วมกันอดอาหารเป็นเวลาหนึ่งวันเพื่อเรียกร้องให้มีการรับรองสถานะ “นักโทษทางการเมือง” ของพวกเขา หลายปีต่อจากนั้นวันที่ 30 ตุลาคมของทุกปีจึงกลายเป็นวันแห่งการรำลึกถึงนักโทษทางการเมืองในระดับนานาชาติ

ในมิติสากล มีการให้คำนิยามนักโทษทางการเมืองที่พอจะสรุปได้ว่า พวกเขาเป็นบุคคลที่ถูกลิดรอนเสรีภาพด้วยการคุมขังอันเนื่องมาจากการแสดงออกที่ท้าทายกฎหมายหรือโครงสร้างอำนาจที่ดำรงอยู่ รวมไปถึงการถูกคุมขังโดยมีแรงจูงใจทางการเมืองเป็นสำคัญ
——————————————
ใครคือ นักโทษทางการเมือง?

สารานุกรมบริเทนนิกาให้นิยามคำว่านักโทษทางการเมืองว่า “บุคคลผู้ซึ่งถูกคุมขังเพราะการกระทำหรือความเชื่อของบุคคลดังกล่าวนั้นขัดแย้งกับการกระทำหรือความเชื่อของรัฐบาล” พร้อมทั้งระบุด้วยว่า แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้นิยามคำดังกล่าวทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่แนวคิดหรือคำนิยามทั้งหมดของคำว่า “นักโทษทางการเมือง” มีร่วมกันคือ การตระหนักถึงความสำคัญของความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างกลุ่มผู้เห็นต่างกับตัวแทนผู้ใช้อำนาจรัฐหรือชนชั้นนำ ผู้ปกครองประเทศ นักโทษทางการเมืองถือเป็นตัวแทนเชิงสัญลักษณ์ของความพยายามที่จะท้าทายสถานะเดิม (status quo) ของสังคม ไม่ว่าความท้าทายนั้นจะฝังรากอยู่ในบริบททางอุดมการณ์ใดก็ตาม

โดยในการแยกระหว่างอาชญากรโดยทั่วไปกับนักโทษทางการเมืองนั้น นักวิชาการบางคนเสนอเกณฑ์ว่า นักโทษทางการเมืองจะมีส่วนร่วมในการต่อสู้ของกลุ่มในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพื่อต่อต้านชนชั้นนำผู้ปกครอง ในขณะที่กิจกรรมของอาชญากรทั่วไปมักจะมีองค์ประกอบของการตอบสนองผลประโยชน์ส่วนตน
:
ในปี 2545 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลให้คำนิยามว่า นักโทษทางการเมืองครอบคลุมถึงนักโทษคนใดก็ตามที่คดีของเขามีองค์ประกอบทางการเมืองที่สำคัญ คำว่า “ทางการเมือง” แอมเนสตี้ฯให้นิยามครอบคลุมทุกแง่มุมของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งนิยามดังกล่าวมีความกว้างขวางตั้งแต่ผู้ที่ถูกคุมตัวหรือคุมขังจากข้อหาความผิดทางการเมืองไปจนถึงบุคคลที่ใช้ยาเสพติดผิดกฎหมายตราบเท่าที่การแสดงออกของพวกเขามุ่งหมายเพื่อท้าทายกฎหมายที่พวกเขาเห็นว่าไม่ชอบธรรม เช่น การรวมกลุ่มสูบกัญชาประท้วง

ในปี 2555 สมัชชารัฐสภาแห่งสภายุโรปเคยรับรองคำจำกัดความของนักโทษทางการเมืองไว้ว่า บุคคลที่ถูกลิดรอนเสรีภาพส่วนบุคคลจะถือว่าเป็นนักโทษทางการเมือง หากเข้าข่ายพฤติการณ์ดังนี้
:
1. หากการควบคุมตัวเกิดขึ้นโดยละเมิดหลักข้อใดข้อหนึ่งในการรับประกันสิทธิขั้นพื้นฐานที่กำหนดไว้ในอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพิธีสารของอนุสัญญาดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา เสรีภาพในการแสดงออก ข้อมูลข่าวสาร เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม
2. หากการคุมตัวเกิดขึ้นด้วยเหตุผลทางการเมืองโดยแท้โดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับความผิดใดๆ
3. หากระยะเวลาของการควบคุมตัวหรือเงื่อนไขของการควบคุมตัวไม่ได้สัดส่วนอย่างชัดเจนกับความผิดที่บุคคลนั้นถูกตัดสินว่ามีความผิดหรือต้องสงสัยว่ากระทำผิดด้วยแรงจูงใจทางการเมือง
4. หากเขาหรือเธอถูกควบคุมตัวในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติเมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นด้วยแรงจูงใจทางการเมือง หรือ
5. หากการควบคุมตัวเป็นผลจากกระบวนการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรมอย่างชัดเจนและสิ่งนี้เหมือนจะเชื่อมโยงกับแรงจูงใจทางการเมืองของทางการ
:
อย่างไรก็ตาม บุคคลที่ถูกลิดรอนเสรีภาพส่วนบุคคลเนื่องจากความผิดฐานก่อการร้าย ไม่ถือเป็นนักโทษทางการเมือง หากบุคคลนั้นได้รับการดำเนินคดีและถูกพิพากษาลงโทษในความผิดดังกล่าวโดยสอดคล้องกับกฎหมายภายในประเทศและอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

——————————————
บริบทสังคมไทยกับนักโทษทางการเมือง

สำหรับบริบทในประเทศไทย บุคคลที่ถูกคุมขังในคดีในข้อหาเช่น ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาตรา 116 หรือข้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองล้วนเข้าข่ายเป็นนักโทษทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีไม่อาจสรุปสถานะของความเป็นนักโทษทางการเมืองจากชื่อข้อหาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่นประกอบด้วย เช่น มีเหตุจูงใจทางการเมืองหรือไม่ การคุมขังละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานหรือไม่ ถูกเลือกปฏิบัติหรือไม่ ระยะเวลาหรือสภาพการคุมขังได้สัดส่วนกับความผิดหรือไม่ และกระบวนการพิจารณาคดีเป็นธรรมหรือไม่

ในเดือนสิงหาคม 2569 พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขจะมีผลใช้บังคับโดยมีเจตนารมณ์เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งในสังคมผ่านการนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง เริ่มมีจำเลยหรือผู้ต้องหาคดีทางการเมืองได้รับการนิรโทษกรรม อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงยังมีนักโทษทางการเมืองอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้รับอานิสงส์จากพ.ร.บ.ฉบับนี้ อีกนัยหนึ่งคือ ความขัดแย้งยังดำรงอยู่ผ่านการยกเว้นไม่ให้นิรโทษกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีผู้ถูกดำเนินคดีมากที่สุดในประวัติศาสตร์คืออย่างน้อย 294 คน และจนถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ยังคงมีผู้ถูกคุมขังด้วยคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 31 คน นอกจากนี้จำนวนมากที่ต้องลี้ภัยทางการเมืองอยู่ต่างประเทศ
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=1561869002653380&set=a.625664036273886
.....



ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
17 hours ago
·
วันนักโทษการเมืองสากล: ยังมีผู้ต้องขังทางการเมืองอีก 48 คน ถูกคุมขัง เกือบ 3 ใน 4 เป็นคดี ม.112
.
.
วันที่ 30 ตุลาคม ของทุกปี องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายองค์กรได้รณรงค์ให้เป็น “วันนักโทษการเมืองสากล” (International Day of Political Prisoners) เนื่องจากเคยเป็นวันที่นักโทษการเมืองในอดีตสหภาพโซเวียตได้ประกาศอดอาหารประท้วงครั้งใหญ่ระหว่างถูกคุมขังในคุกและค่ายกักกัน เมื่อปี 1974 เพื่อเรียกร้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
.
การกำหนดวันดังกล่าวเป็นการพยายามรำลึกถึงการเรียกร้องสิทธิของผู้ถูกจองจำด้วยเหตุผลทางการเมือง รวมทั้งยังเป็นการร่วมกันแสดงออกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้ต้องขังทางการเมืองทั่วโลก และเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมืองที่ยังดำรงอยู่ในหลายประเทศ
.
ในประเทศไทย ภายหลังการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี 2563 มีประชาชนและนักกิจกรรมทางการเมืองต้องถูกคุมขังในคดีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งถูกคุมขังระหว่างพิจารณา และถูกคุมขังตามคำพิพากษาถึงที่สุด
.
.
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่าตลอด 6 ปี มีผู้เคยถูกคุมขังในเรือนจำไปรวมแล้วอย่างน้อย 228 คน (สถิติตั้งแต่กลางปี 2563 ถึงวันที่ 30 ต.ค. 2569) บางรายได้รับการประกันตัว หรือพ้นโทษในคดี บางรายถูกคุมขังหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา บางรายก็ยังคงถูกคุมขังอยู่ในปัจจุบัน โดยตัวเลขนี้นับข้อมูลผู้เคยถูกคุมขังในเรือนจำทั้งหมด แม้ระหว่างรอคำสั่งของศาลในการประกันตัวด้วย
.
จนถึงวันนี้ ยังมีผู้ถูกคุมขังในคดีเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมและแสดงออกทางการเมือง อีกอย่างน้อย 48 คน ในจำนวนนี้แยกเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 31 คน และคดีมาตรา 110 อีก 5 คน รวมผู้ถูกคุมขังจากสองข้อกล่าวหานี้เท่ากับ 3 ใน 4 ของจำนวนทั้งหมด
.
ขณะเดียวกันในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องขังที่ถูกคุมขังระหว่างการต่อสู้คดีและไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวจำนวน 20 คน และผู้ต้องขังที่คดีสิ้นสุดแล้วจำนวน 28 คน
.
ขณะที่เฉพาะในปี 2569 มีผู้ได้รับการปล่อยตัว หรือพ้นโทษในคดีทางการเมือง อย่างน้อย 22 คน โดยส่วนใหญ่มาจากการได้ลดโทษหรือเข้าเกณฑ์ ตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษ ที่ออกมาในช่วงกลางปี 2569 คือจำนวน 9 คน และได้รับการปล่อยตัวจากนิรโทษกรรมอย่างน้อย 8 คน ส่วนที่เหลือเป็นผู้ถูกขังจนครบกำหนดโทษ หรือมีการเปลี่ยนแปลงทางคดี
.
.
สถานการณ์ปัจจุบัน ยังมีผู้ต้องขังบางส่วนรอกระบวนการพิจารณาการนิรโทษกรรม ซึ่งจะทำให้ได้รับการปล่อยตัว แต่ก็ในสัดส่วนที่ไม่ได้มากนักจากจำนวนทั้งหมด เนื่องจาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ที่มีผลบังคับใช้ กำหนดยกเว้นข้อหาตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นสัดส่วนคดีที่ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ถูกคุมขังอยู่ ทำให้แม้จะมีกฎหมายนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองแล้ว ก็ยังทำให้นักกิจกรรมและประชาชนจำนวนมากต้องถูกคุมขังต่อไป และอาจต้องมีผู้ถูกคุมขังจากข้อหาดังกล่าวเพิ่มเติมอีกด้วย
.
ขณะเดียวกันการยกเว้นข้อกล่าวหาดังกล่าว ยังทำให้เกิดผลแปลกประหลาดในทางคดี เมื่อการกระทำที่ถูกกล่าวหาจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองเดียวกัน บางข้อหาถูกยุติคดีเนื่องจากเข้าข่ายนิรโทษกรรม แต่บางข้อหาต้องดำเนินต่อไป หรือผู้ถูกกล่าวหาบางคนในคดีเข้าข่ายในการนิรโทษกรรมทั้งหมด แต่ในคดีเดียวกันกลับมีผู้ที่ถูกยกเว้น ต้องต่อสู้คดีต่อไป ไม่ได้เกิดการนิรโทษกรรมทั้งหมด
.
หลายคนที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ก็ถูกคุมขังด้วยโทษที่สูงอย่างมาก อาทิ “บัสบาส” ที่ถูกคุมขังด้วยโทษรวมกันถึง 50 ปี 6 เดือน หรืออานนท์ นำภา ที่หากนับโทษจำคุกในแต่ละคดีต่อกันแล้ว จะมีโทษมากกว่า 34 ปีแล้ว
.
รวมทั้งผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 110 ที่ถูกศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาเป็นลงโทษจำคุกคนละ 16 ปี (ยกเว้นเอกชัย หงส์กังวาน ที่ถูกเพิ่มโทษเป็น 21 ปี 4 เดือน) โดยทั้งห้าคนไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกา รวมทั้งยังไม่ชัดเจนว่าคดีนี้จะถูกนับรวมในการนิรโทษกรรมที่เกิดขึ้นหรือไม่ เนื่องจากเป็นข้อหาที่ไม่มีการระบุไว้แนบท้ายบัญชีในกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้ระบุห้ามไว้อย่างชัดเจน
.
การแก้ไขปัญหาผู้ต้องขังทางการเมืองผ่านกระบวนการนิรโทษกรรมที่ดำเนินอยู่ ซึ่งหวังว่าจะมุ่งไปสู่สิ่งที่ถูกเรียกว่า “สังคมสันติสุข” นั้น จึงไม่ได้เกิดขึ้นจริง กลับกลายเป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองแต่ละกลุ่ม และทำให้การดำรงอยู่ของนักโทษทางการเมืองของไทยยังคงดำเนินต่อไป
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/87535
.
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1535800071723791&set=a.656922399611567





น้ำท่วมปีนี้ จังหวัดที่เสียชีวิตมากที่สุดไม่ใช่กรุงเทพฯ แต่เป็นปราจีนบุรี 🌧️🗺️



https://www.facebook.com/reel/1508299071121928
Hey มีเรื่อง
3 days ago
·
น้ำท่วมปีนี้ จังหวัดที่เสียชีวิตมากที่สุดไม่ใช่กรุงเทพฯ แต่เป็นปราจีนบุรี
ข้อมูล ปภ. เช้า 27 ต.ค. 69 น้ำยังท่วม 20 จังหวัดกับกรุงเทพฯ กระทบเกือบล้านคน แต่ปราจีนบุรีจังหวัดเดียวเสียชีวิต 26 ราย (จมน้ำ 21 ไฟฟ้าช็อต 5) ท่วม 7 อำเภอ เกือบ 6 หมื่นครัวเรือน
ต้นเหตุอยู่บนแผนที่ ฝนบนเขาใหญ่และเทือกเขาสันกำแพงไหลลงมารวมกัน ต้องผ่านแม่น้ำในตัวเมืองที่กว้างราว 100 เมตร แล้วไปลงบางปะกงที่ไหลช้า หอการค้าประเมินความเสียหายอย่างน้อยหมื่นล้านบาท
ใครอยู่ปราจีนหรือแถวบางปะกง ปีนี้น้ำมาถึงบ้านไหมคะ คอมเมนต์เล่าให้ฟังหน่อยนะคะ
.....

ข้อมูลจากศูนย์บัญชาการเหตุการณ์และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ระบุชัดเจนว่าสถานการณ์อุทกภัยในช่วงฤดูฝนนี้ จังหวัดปราจีนบุรีเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักและมีรายงานยอดผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในประเทศจริง (ยอดสะสมสูงถึงกว่า 26 ราย)

ในขณะที่กรุงเทพมหานครถึงแม้จะมีพื้นที่วงกว้างและได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังเช่นกัน แต่ไม่ได้มีสถิติผู้เสียชีวิตสูงเท่ากับทางจังหวัดปราจีนบุรี

สรุปประเด็นสำคัญของสถานการณ์น้ำท่วมที่ปราจีนบุรี:

สาเหตุการสูญเสียหลัก: ส่วนใหญ่เกิดจากการพลัดตกน้ำ/จมน้ำ และอุบัติเหตุไฟฟ้าช็อตในช่วงที่น้ำหลากเข้าท่วมฉับพลัน

อำเภอที่ได้รับผลกระทบหนัก: เช่น อำเภอกบินทร์บุรี, อำเภอประจันตคาม, อำเภอศรีมหาโพธิ และอำเภอบ้านสร้าง

ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่จังหวัดปราจีนบุรีต้องเผชิญกับมวลน้ำขนาดใหญ่และสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นวงกว้าง

ข้อมูลสถานการณ์อุทกภัยจากสรุปรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เผยแพร่ยอดผู้เสียชีวิตสะสมจากวิกฤติน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ (ยอดรวมทั่วประเทศกว่า 64 ราย) โดยจังหวัดที่มีรายงานผู้เสียชีวิตสูงที่สุดในกลุ่มพื้นที่ประสบภัย มีรายละเอียด 10 อันดับแรก ดังนี้:

จังหวัดปราจีนบุรี: เสียชีวิต 26 ราย (สูงสุดในประเทศ ส่วนใหญ่เกิดจากจดน้ำและไฟฟ้าช็อต)
จังหวัดสมุทรปราการ: เสียชีวิต 9 ราย
จังหวัดฉะเชิงเทรา: เสียชีวิต 8 ราย
จังหวัดนครนายก: เสียชีวิต 6 ราย
จังหวัดสุพรรณบุรี: เสียชีวิต 5 ราย
กรุงเทพมหานคร: เสียชีวิต 4 ราย (พื้นที่หลักบริเวณเขตลาดกระบังและหนองจอก)
จังหวัดกาญจนบุรี: เสียชีวิต 2 ราย
จังหวัดสมุทรสงคราม: เสียชีวิต 2 ราย
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา: เสียชีวิต 1 ราย
จังหวัดราชบุรี: เสียชีวิต 1 ราย

ภาพรวมจะเห็นได้ว่ากลุ่มจังหวัดในเขตภาคตะวันออก (เช่น ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก) และปริมณฑล/ภาคกลางตอนล่าง เป็นพื้นที่ที่เผชิญกับมวลน้ำหลากและน้ำท่วมขังรุนแรง ทำให้สถิติความสูญเสียทางชีวิตสูงกว่าจังหวัดอื่นๆ ในปีนี้




ดูเหมือนคำพิพากษาของศาลในช่วงที่ผ่านมาจะทำให้ บอย-พงศธรณ์ ตันเจริญ อดีตนักกิจกรรมนักศึกษาที่ผันตัวมาเป็นผู้สื่อข่าวประจำเว็บไซต์ The Isaan Record อ่านทิศทางออกว่า ชะตากรรมของเขาในวันพิพากษาของศาลชั้นต้นจะเป็นอย่างไร เขาจึงเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมาก่อนที่ศาลจะตัดสินในวันที่ 30 ตุลาคม 2569 และแล้ว…ก็เป็นดังที่คาด เมื่อศาลอาญารัชดาตัดสินจำคุก 2 ปี 8 เดือน


The Isaan Record
13 hours ago
·
ดูเหมือนคำพิพากษาของศาลในช่วงที่ผ่านมาจะทำให้ บอย-พงศธรณ์ ตันเจริญ อดีตนักกิจกรรมนักศึกษาที่ผันตัวมาเป็นผู้สื่อข่าวประจำเว็บไซต์ The Isaan Record อ่านทิศทางออกว่า ชะตากรรมของเขาในวันพิพากษาของศาลชั้นต้นจะเป็นอย่างไร เขาจึงเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมาก่อนที่ศาลจะตัดสินในวันที่ 30 ตุลาคม 2569

และแล้ว…ก็เป็นดังที่คาด เมื่อศาลอาญารัชดาตัดสินจำคุก 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญาและยังไม่ได้รับการประกันตัว

ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาแน่วแน่ในแนวทาง คือ ถ้อยคำจากแม่ที่บอกว่า “แม่อยากขอให้บอยสู้เต็มที่ ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวล และไม่ต้องกลัว เพราะบอยไม่ได้ทำอะไรผิดอยู่แล้ว เราไม่ได้เป็นฆาตกรฆ่าใครตาย บอยแค่คิดต่างเท่านั้น แม่จะรอที่บอยกลับมาจากศาลแล้วค่อยกินด้วยกันที่บ้าน”

นี่จึงเป็นกำลังใจให้เขายืนหยัดว่า “แม้จะต้องถูกจองจำ แต่คุกก็เป็นเพียงสถานที่ที่กักขังได้แค่ร่างกาย แต่ไม่มีวันเปลี่ยนความคิด ความเชื่อหรือจิตใจของผมได้”

อ่าน: จดหมายจากบอย-พงศธรณ์ เมื่อผมเป็นนักโทษทางความคิด พบกันใหม่เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ
https://theisaanrecord.co/.../boy-phongsatorn-letter.../
---
เรื่อง: พงศธรณ์ ตันเจริญ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1655797083254096&set=a.621847056649109
.....

จดหมายจากบอย-พงศธรณ์ เมื่อผมเป็นนักโทษทางความคิด พบกันใหม่เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ

พงศธร​ณ์​ ตัน​เจริญ
•
30 ตุลาคม 2026

ผม – พงศธรณ์ ตันเจริญ (บอย) ผู้สื่อข่าวประจำสำนักข่าว The Isaan Record และอีกบทบาทหนึ่ง คือ จำเลยที่ 5 ในคดีการชุมนุมบริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ ถนนรัชดาภิเษก เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ก่อนวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2569 นี้ ซึ่งเป็นวันที่ศาลอาญารัชดาฯ กรุงเทพฯ นัดฟังคำพิพากษา ตอนนี้ผมไม่รู้ว่า ศาลจะมีคำสั่งอย่างไร

ถ้าศาลไม่ให้ประกันตัวระหว่างการสู้คดีในศาลชั้นอุทธรณ์ ผมก็คงถูกควบคุมตัวไปยังเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อกักขังและเป็นนักโทษทางความคิด

ช่วงเวลาก่อนหน้าที่จะเดินทางมาถึงวันพิพากษา ผมพยายามรวบรวมสติ และเรียบเรียงเรื่องราวในหัวเพื่อประมวลออกมาเขียนจดหมายฉบับนี้

ก่อนอื่นผมขอเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงความรู้สึกส่วนตัว ผมไม่รู้สึกกลัวการถูกจองจำ หากย้อนกลับไปดูสายธารทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจะพบว่า มีนักต่อสู้เพื่อสังคมจำนวนไม่น้อยที่ถูกรัฐจับตัวไปคุมขัง

“คุก” จึงเป็นเพียงสถานที่ที่กักขังได้แค่ “ร่างกาย” เท่านั้น แต่ไม่มีวันเปลี่ยนความคิด ความเชื่อหรือจิตใจของผมได้

แล้วทำไมผมถึงมีความรู้สึกเช่นนั้น คงต้องเล่าเท้าความกลับไปตั้งแต่ปี 2562 เมื่อผมอายุ 18 ปี ขณะนั้นผมเพิ่งเข้ามาศึกษาเล่าเรียนต่อระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามด้วยการเป็นนิสิตชั้นปีที่หนึ่งสังกัดสาขาการเมืองการปกครอง วิทยาลัยการเมืองการปกครอง ด้วยความหวังอยากเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมการเมืองไทยให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น เคารพเสียงคนตัวเล็กตัวน้อยแล้วก็เป็นสังคมที่มีความเสมอภาคกันถ้วนหน้า

ที่ผ่านมา ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการพัฒนา และการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้าง เพราะเหตุแห่งการรัฐประหาร

ชีวิตผมเห็นเหตุการณ์นี้มาแล้ว 2 ครั้งด้วยกัน คือ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และครั้งที่ 2 ขณะยังเรียนอยู่ชั้น ม.2 เกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ผมมองการยึดอำนาจของรัฐบาลพลเรือนด้วยกำลังทหาร พร้อมกับการฉีกทำลายรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เลวร้าย มิหนำซ้ำบรรดาผู้ก่อการรัฐประหารกลับนิรโทษกรรมตนเองเพื่อไม่ต้องรับผิดต่อการทำลายระบอบประชาธิปไตย

ซ้ำร้ายในทุกๆ ครั้งที่มีการรัฐประหารความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนยิ่งห่างมากขึ้นจนกลายเป็นคำถามว่า ‘เราจะปล่อยให้กลุ่มคนเพียง 1% ถือครองทรัพย์สินรวมกันเกินกว่า 50% ของทรัพย์สินทั้งหมดในประเทศต่อไปอีกนานแค่ไหน?’

นี่คือจุดเริ่มต้นที่หล่อหลอมให้ผมตัดสินใจเรียนรัฐศาสตร์ควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมทางการเมือง เนื่องจากผมทนไม่ได้กับการเรียนหนังสือในห้องอย่างนิ่งเฉย ภายใต้ระเบียบสังคมการเมืองแบบอำนาจนิยม

ตลอดระยะเวลาที่ศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผมเลือกใช้เวลาออกข้างนอกห้องเรียน ด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้กลุ่มอิสระที่ชื่อว่า “กลุ่มเสรีมวลชนเพื่อสังคม”

พวกเราจัดค่ายติดอาวุธทางปัญญาให้กับบรรดาเยาวชนในโรงเรียนตามพื้นที่ชนบทของภาคอีสาน โดยแบ่งปันองค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์จากในห้องเรียนมาออกแบบเป็นกิจกรรม การเรียนรู้คู่ขนานไปกับการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนลุกขึ้นมาร่วมกันเปลี่ยนแปลงสังคม การทำกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ชีวิตจนทำให้ผมเติบโตกลายมาเป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคม

เมื่อวันพิพากษาใกล้มาถึง ความรู้สึกอีกด้านหนึ่งกลับโผล่แทรกตัวขึ้นมาเรื่อยๆ โดยเฉพาะ นั่นคือ ความรู้สึกกังวล และเป็นห่วงคนรอบตัว ทั้งสมาชิกในครอบครัวแล้วก็คนที่ผมรัก พวกเขาเคยได้รับการช่วยเหลือจากผม แต่ในวันข้างหน้าหลังจากนี้ (ซึ่งไม่รู้ว่า จะนานแค่ไหน) ผมคงช่วยพวกเขาไม่ได้ ผมหวังว่า ในระหว่างที่ติดคุกพวกเขาจะสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง และรอวันกลับมาพบกันอีกครั้งหนึ่ง

ผมใช้วิธีคลายความกังวลด้วยการบอกลา ก่อนหน้านี้ผมมักสื่อสารบอกกับคนรอบตัวว่า ชีวิตของผมอาจต้องเข้าเรือนจำในสักวันหนึ่ง

นี่เป็นการสื่อสารที่ทั้งเอาไว้ใช้ย้ำเตือนสติของตัวเอง เพื่อไม่ให้ใช้เวลาไปอย่างสูญเปล่า แต่เพื่อให้ตนเองรับรู้เสมอว่า เวลาที่มีอยู่ต้องถูกใช้ให้เกิดคุณค่า เพื่อไม่รู้สึกเสียดายภายหลังติดคุก อีกทั้งเพื่อทำให้ผมรู้สึกไม่มีเรื่องค้างคาใจ

หากแต่การบอกลาที่ยากมากที่สุด คือ การอำลาครอบครัว ด้วยสถานะของการเป็นพี่ชายคนโต ผมมีน้องสาวร่วมสายเลือด 2 คน น้องคนเล็กกำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ขณะที่พ่อของผมเป็นข้าราชการบำนาญ ส่วนแม่ยังคงทำงานเป็นเสมียนธุรการในช่วงเวลาโค้งสุดท้ายของอาชีพที่เหลืออีก 3 ปีก่อนเกษียณ

10 วัน (วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2569) ก่อนถึงวันพิพากษา ผมเริ่มโทรศัพท์บอกลากับแม่ว่า ‘อยากหาโอกาสกินข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัวก่อนวันพิพากษา เพราะไม่รู้ว่า จะได้ประกันตัวหรือไม่’

แม่ตอบกลับว่า ‘ข้าวจะกินด้วยกันตอนไหนก็ได้ แต่แม่อยากขอให้บอยสู้เต็มที่ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวล และไม่ต้องกลัว เพราะบอยไม่ได้ทำอะไรผิดอยู่แล้ว เราไม่ได้เป็นฆาตกรฆ่าใครตาย บอยแค่คิดต่างเท่านั้น แม่จะรอที่บอยกลับมาจากศาลแล้วค่อยกินข้าวด้วยกันที่บ้าน’

ผมตอบกลับสั้นๆ เพียงแค่ว่า ‘บอยจะสู้ให้เต็มที่ หลังผ่านพ้นเรื่องทุกอย่างแล้วไว้เรากินข้าวด้วยกันที่บ้าน’ ผมพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือขณะที่น้ำตาค่อยๆ ไหลเอ่อล้นออกมานอกดวงตา

หนึ่งวันถัดมา (วันพุธที่ 20 ตุลาคม 2569) เมื่อตั้งสติได้ ผมจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อสนทนากับแม่อีกครั้งว่า

‘พ่อกับแม่ไม่ต้องกังวลหรือเป็นห่วง ถ้าติดคุก บอยจะเอาตัวรอดให้ได้ ไม่มีปัญหา และยังมีกลุ่มองค์กรคอยสนับสนุนช่วยเหลือดูแลนักโทษทางการเมือง หลังจากนี้มีภารกิจเพียงสองอย่างที่บอยอยากให้พ่อแม่ทำ คือ รอบอยกลับมา และเป็นปากเป็นเสียงสื่อสารให้สังคมได้รับรู้ความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น โดยยกเอากรณีของบอยเป็นตัวอย่าง’

ครั้งนี้ผมพูดด้วยความมั่นใจมากขึ้นกอปรกับความหวังว่า ครอบครัวจะช่วยเป็นกระบอกเสียงในระหว่างที่ถูกคุมขัง

“ผมยังมีหวัง”

อนึ่ง ยังมีอีกความรู้สึกหนึ่งที่สำคัญสำหรับผมมากๆ คือ “ความหวัง” ซึ่งเป็นความรู้สึกที่มาพร้อมกับความเชื่อ และความศรัทธาในคริสตศาสนา

เดิมทีผมไม่ได้นับถือคริสต์มาตั้งแต่กำเนิด แต่พึ่งหันหน้าเข้าหาพระเจ้าเมื่อ 4 ปีที่แล้ว (2565) ขณะนั้นผมเป็นนิสิตชั้นปีที่ 3 ในช่วงเวลานั้นกำลังตกอยู่ในวังวนความรู้สึกสิ้นหวังท่ามกลางการต่อสู้คดีทางการเมือง เมื่อเห็นเพื่อนหลายคนถูกจองจำในเรือนจำขณะเดียวกันเพื่อนจำนวนหนึ่งตัดสินใจลี้ภัยทางการเมืองไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ

ด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยว และสิ้นหวังจากการเห็นเพื่อนที่เคยร่วมสู้ด้วยกันเริ่มเหลือน้อยลง แต่แล้ววันหนึ่งขณะที่ผมเดินทางมาถึงหมู่บ้านสองคอน ตำบลป่งขาม อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ผมมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพี่น้องคริสตชนนิกายโรมันคาทอลิกเป็นเวลาสามวันสองคืน

ขณะเดียวกันผมใช้เวลาพักระหว่างทำกิจกรรมเดินเล่นที่ป่าศักดิ์สิทธิ์บ้านสองคอน เป็นสถานที่ฝังร่างไร้วิญญาณของมรณสักขีทั้งเจ็ดแห่งสองคอน ปัจจุบันนี้พวกท่านได้รับการสถาปนาเป็นบุญราศี เป็นเหตุให้ชุมชนสองคอนเติบโตขึ้น และกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

ครั้งแรกที่ผมได้ฟังเรื่องราววีรกรรมความกล้าหาญของมรณสักขีแห่งสองคอน จากคำบอกเล่าของผู้คนในหมู่บ้านว่า ‘พวกท่านไม่ละทิ้งความเชื่อ แม้ต้องเผชิญกับความตาย’ หลังได้ฟังเช่นนี้แล้ว จึงเกิดความสนใจอยากจะเรียนรู้ชีวิตของบุญราศีทั้ง 7 ท่าน และผมอยากมีความกล้าหาญต่อการเผชิญหน้ากับความกลัวให้ได้เหมือนพวกท่าน

หลังกลับมาจากสองคอน ผมเริ่มค้นหาความหมาย และคุณค่าของการมีชีวิตมากขึ้น จนนำไปสู่การค้นพบว่า พระเจ้าทรงประทับอยู่เหนือทุกสิ่ง ท่านไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่เฉพาะในหมู่ชาวคริสต์เท่านั้น แต่ท่านคอยอยู่ข้างๆ คนทุกคน ไม่ว่าจะเป็น คนยากจน พี่น้องต่างความเชื่อ โสเภณี และโจร

การเข้าหาพระเจ้ากลายเป็นแรงผลักดันให้ผมกลับมารู้สึกมีความหวังอีกครั้ง ผมมีความรู้สึกว่า พระคริสต์ทรงอยู่เคียงข้างผมในทุกๆ วัน และแล้วการต่อสู้คดีทางการเมืองก็ไม่ทำให้ผมรู้สึกสิ้นหวังมากนัก

ผมใช้เวลาเรียนคำสอนควบคู่ไปกับการไตร่ตรองชีวิตเป็นเวลานานเกือบสองปีจนกระทั่งในวันที่ 30 มีนาคม 2567 หรือวันปัสกา (Easter) ปีนั้นผมได้เกิดใหม่เป็นคริสตชนคาทอลิกอย่างเต็มตัวด้วยการรับศีลล้างบาป ศีลกำลัง และศีลมหาสนิทครั้งแรก

นับตั้งแต่การเริ่มต้นชีวิตด้วยความเชื่อใหม่ช่วยเปิดโลกทัศน์ของผมต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ด้วยพื้นฐานความเชื่อในคริสตศาสนานิกายโรมันคาทอลิกที่สอนให้ยึดมั่นในความรัก โดยเฉพาะความรักแบบ ‘อากาเป้ (Agape)’ ซึ่งเป็นความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข กล่าวคือ ความรักที่ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขแล้วพร้อมเสียสละเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์

เมื่อเรียนจบแล้ว ผมจึงเป้าหมายอยากยืนหยัดอยู่ข้างคนที่ไร้เสียงมากที่สุดในสังคม นั่นเป็นเหตุให้ตัดสินใจเลือกทำงานเป็นผู้สื่อข่าว

ผมทำงานในกองบรรณาธิการ The Isaan Record ตั้งแต่ปี 2568 จนถึงตอนนี้นับเวลาเกือบ 2 ปี ในฐานะกรรมกรคอปกขาว ขีดเขียนสะท้อนเสียงของผู้คนชายขอบหลากหลายกลุ่ม อาทิ แรงงานอีสานที่เดินทางไปเก็บเบอร์รีป่าในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เรื่องราวของพี่น้องมุสลิมอีสาน ความทุกข์ร้อนของชาวบ้านด่านขุนทดที่ต้องอยู่กับเหมืองโปแตช เป็นต้น

การทำงานในฐานะผู้สื่อข่าว ช่วยทำให้รู้สึกว่า สิ่งที่เรียนมาไม่สูญเปล่า ทั้งความรู้ในห้องเรียนตลอดจนประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้นอกห้องเรียนต่างถูกนำมามาใช้บนสนามงานข่าวอย่างเต็มเปี่ยม อาชีพนี้ยังมีส่วนช่วยเติมเต็มทั้งจุดยืน ความเชื่อ และความต้องการของผมที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมต่อหลังเรียนจบ อีกทั้งยังมีส่วนต่อการพัฒนาตัวผมให้มีความรับผิดชอบ ความรอบคอบ และการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะ

เมื่อต้องเดินทางไปขึ้นศาลเพื่อต่อสู้คดีทางการเมืองของตนเอง ผมเห็นเพื่อนจำเลยในคดีเดียวกัน มีทั้งผู้ที่ได้รับการประตัว คนที่ต้องใส่กุญแจข้อเท้า สวมเสื้อนักโทษชายเดินเข้า-ออกศาล ด้วยหน้าที่การงานอย่างน้อย ผมก็ยังได้ช่วยสื่อสารรายงานความจริงในห้องพิจารณาคดีที่ศาลอาญารัชดาฯ ออกสู่สาธารณะ

นอกเหนือจากประสบการณ์ที่ผ่านมา และคุณค่าของการทำงานแล้ว ที่ทำงานแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยความอบอุ่นและบรรยากาศที่เป็นมิตรอย่างน่าเหลือเชื่อ ผมไม่เคยมีความรู้สึกเบื่อหน่ายที่จะทำงานกับเพื่อนร่วมงานแม้แต่วันเดียว

ทุกปัญหาข้อขัดแย้งมักจบบนโต๊ะเสมอ และทุกวิกฤตที่เกิดขึ้นคนในองค์กรก็เลือกเผชิญหน้าจับมือสู้ไปด้วยกัน เวลามีเรื่องกลุ้มใจใดๆ ไม่ว่าจะเบาหรือหนักแค่ไหนก็นำมาเล่าสู่กันฟัง โดยไม่มีใครตัดสินใคร แต่พวกเขาพร้อมเป็นเพื่อนรับฟังที่ดี และให้คำแนะนำด้วยความเป็นกัลยาณมิตรที่ดี

ผมไม่รู้ว่า ชีวิตนี้จะพบเจอเพื่อนร่วมงานดีๆ แบบนี้บนโลกอีกหรือไม่ แต่ผมอยากบอกให้มิตรสหายกรรมกรข่าวทุกคนรับรู้ว่า ผมดีใจอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับเพื่อนๆ และพี่ๆ เพราะการมีอยู่ของทุกคนสอนให้ผมกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบกับชีวิตตนเอง และครอบครัวมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังช่วยหนุนเสริมจิตใจอันบอบบางในบางช่วงเวลาให้กลับมาเข้มแข็ง มีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง

ผมมีความหวังว่า งานสื่อสารของผมที่ผ่านมา อาจมีส่วนไม่มากก็น้อยในการช่วยเป็นหนึ่งในแรงผลักดันให้สังคมก้าวไปข้างหน้า และตราบใดที่ผมยังมีลมหายใจกับร่างกายที่ยังคงมีเรี่ยวแรง ผมจะยังคงยืนหยัดทำงานเป็นกรรมกรข่าวต่อไป

หากผมต้องถูกรัฐจับไปจองจำ แต่เรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวมา คือ เสรีภาพที่ผมเลือกเองกับมือ ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วผมยินดีรับภาระหน้าที่ที่มาพร้อมกับการเลือกของผมเอง ขอให้เรื่องราวของผมกลายเป็นที่เล่าขานของผู้คนในสังคมว่า

‘ครั้งหนึ่งเคยมีเยาวชนธรรมดาคนหนึ่ง เลือกใช้ชีวิตวัยหนุ่มด้วยการลุกขึ้นต่อสู้ทางการเมือง แม้ต้องสูญเสียเสรีภาพส่วนบุคคล แต่สิ่งนี้ย่อมดีกว่าการใช้ชีวิตด้วยความกลัวใต้เงาของผู้ถือครองอำนาจรัฐอย่างฉ้อฉล’

การจากกัน (ชั่วคราว) นี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายอย่างแน่นอน เพราะในท้ายที่สุดแล้วผมจะต้องได้รับการปล่อยตัวออกมาเพื่อพบเจอทุกคนอีกครั้ง ผมหวังว่า จดหมายนี้จะทำให้ทุกคนมีความหวังเมื่อได้อ่านจนมาถึงตรงนี้ ไว้พบกันอีกครั้งในวันที่ท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ

“ความกล้าหาญ คือ จุดเริ่มต้นของความยุติธรรม”

พงศธรณ์ ตันเจริญ

จำเลยที่ 5 คดีหมายเลขดำที่ อ.403/2567

https://theisaanrecord.co/2026/10/30/boy-phongsatorn-letter-from-prison/
.....


Thanapol Eawsakul
13 hours ago
·
ชวนอ่านคำแถลงต่อศาล 
ของพงศธรณ์ ตันเจริญ
ผู้ต้องหาคดี 112 เวทีปราศรัยหน้า SCB
ก่อนไม่ได้รับการประกันตัว
……
ข้าพเจ้า พงศธรณ์ ตันเจริญ จำเลยที่ 5 ขอเรียนต่อคณะผู้พิพากษาก่อนที่จะมีการอ่านคำพิพากษาในคดีนี้ ในฐานะผู้ที่ออกมายืนหยัดต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของสังคม ข้าพเจ้าขอใช้โอกาสนี้เพื่อแถลงจุดยืนทางความเชื่อที่ยึดถือเสมอมา
ช่วงเวลาของชีวิตข้าพเจ้าที่ผ่านมา ข้าพเจ้าเติบโตในความเชื่อคาทอลิก ซึ่งพระคัมภีร์ได้สอน และปลุกให้ข้าพเจ้าออกมาทำงานเพื่อรับใช้ผู้อื่น พร้อมกับการแสวงหาความยุติธรรม การยืนหยัดเพื่อความจริง และการเป็นปากเป็นเสียงให้แก่ผู้ไร้ปากเสียงในสังคม
ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงไม่อาจใช้ชีวิตนิ่งเฉยปัญหาในประเทศนี้ได้ และนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองแล้วก็กลายเป็นการฟ้องร้องในคดีนี้ อย่างไรก็ดี ข้าพเจ้าอยากนำเรียนว่า การแสดงออกทางการเมืองของข้าพเจ้านั้นไม่ได้เกิดจากจิตใจที่มุ่งสร้างความเกลียดชัง หากแต่เกิดจากจิตสำนึกทางศีลธรรมและความเชื่อมั่นว่าสันติสุขจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องเกิดขึ้นบนรากฐานของความยุติธรรม
การสร้างความยุติธรรมในฐานะคริสตชนคาทอลิกถือเป็นพันธกิจทางศีลธรรมที่สำคัญ ดังคำอวยพรที่พระเยซูเจ้าได้ประทานแก่สาวก และประชาชนที่มาฟังบทเทศน์บนภูเขาว่า ‘ผู้หิวกระหายความชอบธรรม ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะอิ่ม’ คุณลักษณะนี้ถือเป็นหนึ่งในบุญลาภ 8 ประการ อันเป็นความสุขที่แท้จริงสำหรับคริสตชน
ข้าพเจ้าเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า การต่อสู้เรียกร้องให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรม เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า หากผู้ถือครองอำนาจรัฐใช้กลไกของรัฐ และกฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อลิดรอนสิทธิ เสรีภาพของประชาชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การนิ่งเฉยต่อความไม่เป็นธรรมนั้นย่อมเป็นการทรยศต่อจิตสำนึกแห่งความเชื่อของข้าพเจ้าเอง
ศาลที่เคารพ ข้าพเจ้ายอมรับกระบวนการยุติธรรม และพร้อมที่จะรับฟังคำตัดสินของศาลในวันนี้ แต่ข้าพเจ้าขอกล่าวทิ้งท้ายในห้องพิจารณาคดีแห่งนี้เอาไว้ว่า ‘คำตัดสินทางกฎหมายอาจกำหนดพันธนาการทางกายภาพของข้าพเจ้าได้ แต่ไม่อาจพันธนาการความจริงที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่ข้าพเจ้าได้’
ไม่ว่าผลคำพิพากษาในวันนี้จะออกมาเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าขอฝากชีวิตไว้ในพระหัตถ์ของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเป็นผู้พิพากษาที่เที่ยงธรรมสูงสุด และข้าพเจ้าจะยังคงสวดภาวนาวอนขอให้สังคมไทยกลับมามีสันติสุขอีกครั้ง ขอให้บรรดานักโทษทางความคิดที่ถูกคุมขังได้รับการปล่อยตัวในเร็ววัน ขอให้เกิดความยุติธรรมบังเกิดขึ้นในสังคมไทย
ด้วยความรัก และการรับใช้
ออสการ์ โรเมโร พงศธรณ์ ตันเจริญ
30 ตุลาคม 2569...
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ :
https://www.matichon.co.th/politics/news_5954671...





คดีมาตรา 112 คดีที่ 12 ของอานนท์ที่ศาลมีคำพิพากษา ผลคำพิพากษาดังกล่าวทำให้อานนท์ต้องถูกจำคุกเพิ่ม รวมทั้งสิ้น 34 ปี 5 เดือน


iLaw
13 hours ago
·
วันนี้ (30 ตุลาคม 2569) ศาลอาญานัดอานนท์ นำภาและนักกิจกรรมรวม 7 คนฟังคำพิพากษาคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และยุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116 กรณีปราศรัยในการชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB ซึ่งจัดขึ้นบริเวณหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2563

อย่างไรก็ตามคดีนี้มีจำเลยที่เหลือในชั้นพิจารณาและเดินทางมาฟังคำพิพากษาจำนวน 5 คนได้แก่ อานนท์, ตี้-วรรณวลี ธรรมสัตยา,บอย-พงศธรณ์ ตันเจริญ,ฟ้า-พรหมศร วีระธรรมจารี และแอมป์-ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา

ที่ห้องพิจารณาคดี 804 ภายในห้องมีผู้สังเกตการณ์ไม่น้อยกว่า 30 คน ทั้งนักวิชาการ นักการเมือง องค์กรภาคประชาสังคม ผู้แทนจากองค์กรต่างประเทศและประชาชนทั่วไป ด้วยจำนวนที่มากผู้สังเกตการณ์บางส่วนต้องยืนฟังหรือนั่งรออยู่นอกห้องพิจารณาคดีแทน แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะเพิ่มจำนวนที่นั่งในห้องแล้วก็ตาม

ก่อนเวลา 09:00 น. ตี้และบอยเดินทางมาถึงห้องพิจารณาคดี ต่อมาเวลา 09:19 น. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวอานนท์และแอมป์มาที่ห้องพิจารณาคดี ทั้งคู่แต่งตัวสวมเสื้อยืดสีครีม มีแถบแดงที่แขนซ้าย หลังเสื้อเขียนว่า “กรุงเทพมหานคร” สวมกางเกงวอร์มขายาวสีดำ เดินเท้าเปล่าพร้อมมีกำไลตรวนอยู่ที่ข้อเท้า ประชาชนที่มาสังเกตการณ์เดินเข้าไปสวมกอดและพูดคุยกันทั้งสองคนตลอดระหว่างทางที่เดินเข้าไปยังที่นั่ง อานนท์ได้ถามทีมทนายคำถามแรกว่า “ฟ้าเดินทางมาถึงแล้วยัง?” จากนั้นจึงได้คำตอบว่าฟ้ากำลังเดินทางจากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์

ในระหว่างรอฟ้า ประชาชนยังคงเดินทางมาเข้าร่วมการรับฟังคำพิพากษาอย่างต่อเนื่อง พร้อมพูดคุยสอบถามสารทุกข์สุขดิบและให้กำลังใจกับจำเลยที่เข้าร่วมฟังคำตัดสินในวันนี้

เวลา 09:47 น. ฟ้าเดินทางมาถึง เขาสวมเสื้อแขนสั้นสีน้ำตาลอ่อน ข้างหลังเขียนว่ารพ.กลางกรมราชทัณฑ์ กางเกงขาสั้น เดินเท้าเปล่าสวมกำไลตรวนข้อเท้า พร้อมเดินใช้ไม้เท้าพยุงเข้ามา ร่างกายผอมแห้งไม่ค่อยมีแรงเดิน เมื่อถึงที่นั่งของจำเลยฟ้าจึงเดินเข้าไปเพื่อทักทายกับครอบครัว ทีมงาน ThumbRights มอบหนังสือและจดหมายให้ฟ้าได้อ่านในระหว่างรอ สีหน้าของเขาดูตื่นเต้นและเปิดอ่านดูอย่างตั้งใจ

เวลา 10:19 น. ศาลเข้านั่งบนบัลลังก์และแจ้งว่าทางโจทก์ได้ยื่นขอให้มีการนับโทษต่อสำหรับจำเลยที่ถูกกุมขัง ทนายจำเลยคัดค้าน เพราะว่าเป็นการยื่นคำร้องหลังจากสืบพยานเสร็จสิ้นแล้วไม่เป็นธรรมต่อจำเลย ศาลจึงยกคำร้องดังกล่าวออกไป ก่อนศาลจะอ่านคำพิพากษา บอยยกมือขึ้นและขอแถลงจุดยืนต่อสาธารณะ เขาเดินไปยังคอกพยานและทำความเคารพศาลก่อนจะกล่าวจุดยืน จุดยืนของบอยสรุปใจความได้ว่าการกระทำของเขานั้นไม่ใช่การมุ่งร้ายแต่เกิดจากความไม่ยินยอมต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น ภารกิจทางศีลธรรมคือหนึ่งในหน้าที่ของคริสตชนพึงควรกระทำตามแนวทางของพระเป็นเจ้า พร้อมทิ้งท้ายขอให้เพื่อนที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำทุกคนได้รับการปล่อยตัวในเร็ววัน

จากนั้นศาลพิพากษาสรุปใจความได้ว่า หลักฐานพยานของโจทก์มีความน่าเชื่อถือ การกระทำของจำเลยทั้งผู้ปราศรัยและพิธีกร ส่งผลต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนที่มีต่อองค์พระมหากษัตริย์จึงเป็นการหมิ่นประมาทและดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ แม้เรื่องดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ก็ไม่ทำให้การกระทำความผิดกับกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายไปได้

สำหรับข้อต่อสู้ของจำเลยว่าเป็นการใช้เสรีภาพการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ ศาลเห็นว่าเป็นการกระทำเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้และไม่มีหลักฐานพยานน่าเชื่อถือมาหักล้างโจทก์ได้ จึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษาว่าจำเลยทั้งหมดมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ลงโทษจำคุกคนละ 4 ปี คำเบิกความพวกจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 2 ปี 8 เดือน ส่วนความผิดที่เหลือให้จำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขพ.ศ.2569 หลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้นก็ออกจากห้องพิจารณาคดีทันที

ครอบครัวและผู้สังเกตการณ์เดินเข้าไปให้กำลังใจและพูดคุยกับจำเลยทั้ง 5 อีกครั้งหนึ่ง บางคนร้องไห้ บางคนโผกอด ด้านนอกห้องพิจารณาคดี ขณะที่บอยกำลังจะถูกเจ้าหน้าที่สวมกุญแจมือประชาชนคนหนึ่งเดินเข้ามาคัดค้านบอกว่าไม่สามารถใส่ได้ เพราะอยู่ในระหว่างการให้ประกันตัว ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ใส่กุญแจมือบอยและตี้ หลังนั้นจำเลยทั้งหมดถูกนำตัวไปยังใต้ถุนศาลเพื่อรอการประกันตัว

15:58 น. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนโพสต์ข้อความระบุว่า ศาลอาญามีคำสั่งส่งคำร้องประกันตัว ของตี้และบอยให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ทำให้วันนี้ทั้งสองต้องเข้าเรือนจำ เพื่อรอฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ต่อไป

คดีนี้นับเป็นคดีมาตรา 112 คดีที่ 12 ของอานนท์ที่ศาลมีคำพิพากษา ผลคำพิพากษาดังกล่าวทำให้อานนท์ต้องถูกจำคุก รวมทั้งสิ้น 34 ปี 5 เดือน

https://www.ilaw.or.th/articles/59732

https://www.facebook.com/photo?fbid=1561994865974127&set=a.625664036273886
.....


Suphaphorn Phosri
17 hours ago
·
ชื่อของ ‘อานนท์ นำภา’ จะได้รับการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์อย่างมิอาจลบล้าง และเป็นที่ยกย่องเชิดชูสืบไป แม้เรือนจำและพันธนาการจะกักขังเรือนร่างไว้หลังกำแพงสูง หากแต่ไร้ซึ่งสิ่งใดที่จะหยุดยั้งอุดมการณ์ที่เขารังสรรค์ไว้ อิสรภาพทางความคิดจะยังคงเจิดจ้าและการสืบทอดเจตนารมณ์แห่งการต่อสู้ของเขาได้ส่งต่อเป็นไฟนำทางแก่ผู้คนตลอดไป

https://www.facebook.com/photo/?fbid=28486875421008666&set=a.294160397373546




นับถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2569 มีผู้ต้องขังคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทั้งที่กำลังรับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดและยังต่อสู้คดีอยู่ อย่างน้อย 33 คน พวกเขาอยู่ในห้องขังมานานกี่วันแล้ว?


iLaw
7 hours ago
·
คนในเรือนจำ อยู่ในห้องขังมานานกี่วันแล้ว?

นับถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2569 มีผู้ต้องขังคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทั้งที่กำลังรับโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดและยังต่อสู้คดีอยู่ จำนวน 33 คน โดยเป็นผู้ต้องขังรายใหม่จากการรอคำสั่งให้ประกันตัวของศาลอุทธรณ์ 2 คนคือ พงศธรณ์ ตันเจริญและวรรณวลี ธรรมสัตยา คนที่อยู่มานานที่สุดคือ วุฒิ คือ 1,314 วัน นอกจากจำเลยคดีมาตรา 112 แล้วยังมีจำเลยคดีมาตรา 110 อีก 5 คนที่ถูกคุมขังระหว่างชั้นฎีกา

สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดของแต่ละคน ร่วมช่วยกันจำว่ามีใครยังต้องนับวันที่จะได้ออกมาจากเรือนจำทาง: https://www.ilaw.or.th/days-in-prison

https://www.facebook.com/photo?fbid=1562272082613072&set=a.625664036273886




ถามได้ดีมาก !

https://www.facebook.com/reel/1815046293163627



โพสต์ข้อมูลผิดก็คือโพสต์ข้อมูลผิด แต่ตำรวจแม่-พยายามยัดข้อหาให้เกินเลย


Atukkit Sawangsuk 
15 hours ago
·
โพสต์ข้อมูลผิดก็คือโพสต์ข้อมูลผิด
แต่ตำรวจแม่-พยายามยัดข้อหาให้เกินเลย
ให้ข่าวปั่นข่าวให้ใหญ่โต
เหมือนยังอยู่ในยุคประยุทธ์ มีความผิดต่อความมั่นคง ให้ร้ายท่านผู้นำ
พบประวัติสนใจการเมืองตั้งแต่รัฐประหาร ตอนอายุ 14
แม่-ผิดตรงไหนไอ้สัส
คนมีจิตสำนึกเขาก็ไม่เอารัฐประหารทั้งนั้น
(แล้วสื่อก็จงใจทำข่าวด้านเดียวเสียเหลือเกิน)
...

PPTV HD 36

16 hours ago
·
เจ้าหน้าที่เร่งขยายผล "ชัยรัตน์" เจอเบาะแสสำคัญมีผู้ร่วมขบวนการ-คนคอยช่วยเหลือพาหลบหนี สืบปูมหลังไม่ธรรมดา เชี่ยวชาญความปลอดภัยไซเบอร์ลึกซึ้ง
.
ภายหลังตำรวจควบคุมตัว "นายชัยรัตน์" แอดมินเพจ Godd Dam ไปสอบปากคำเพิ่มเติมที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (บก.สอท.1) ตลอดทั้งวัน และนำกลับมาควบคุมตัวไว้ที่ สน.ทุ่งสองห้อง ช่วงเช้ามืดที่ผ่านมานั้น
.
รายงานข่าวระบุว่า พนักงานสอบสวน บก.สอท.1 ใช้เวลานานกว่า 6 ชั่วโมง ในการสอบปากคำ โดยเป็นการสอบปากคำเพิ่มเติมต่อหน้าทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และมีการบันทึกวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน ทว่าผู้ต้องหายังคงให้การปฏิเสธและไม่ยอมให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับที่มาของสลิปดังกล่าว
.
นอกจากนี้ทางชุดสืบสวนอยู่ระหว่างการขยายผลทางคดีหลังพบพยานหลักฐานข้อมูลสำคัญที่บ่งชี้ว่าน่าจะมีผู้ร่วมกระทำความผิด ทั้งในส่วนของร่วมขบวนการและผู้ที่ช่วยให้การหลบหนี หลังพบพฤติการณ์ของนายชัยรัตน์ก่อนถูกคุมตัว มีการหลบเลี่ยงการจับกุมด้วยการเปลี่ยนที่พักอาศัยชั่วคราวหลายแห่ง ทั้งโรงแรมและห้องเช่ารายวัน ก่อนจะยินยอมเดินทางมาพร้อมทีมทนายความและถูกจับกุมตามหมายจับ
.
โดยช่วงบ่ายวันนี้ทางพนักงานสอบสวน สน.บางเขน ร่วมกับตำรวจสันติบาล 2 ได้เข้าพบชุดทำงานตำรวจไซเบอร์เพื่อขอข้อมูลทางคดีไปประกอบสำนวน ขออนุมัติศาลออกหมายจับในคดีเกี่ยวกับความมั่นคงเพิ่มเติม
.
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้วางแนวทางไว้ว่า หากผู้ต้องหาได้รับการประกันตัวในชั้นศาล ก็พร้อมจะนำหมายจับคดีความมั่นคงเข้าจับกุมอายัดตัวต่อทันที แต่หากศาลไม่ให้ประกันตัวและต้องส่งตัวเข้าเรือนจำ พนักงานสอบสวนก็พร้อมเดินทางเข้าแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมภายในเรือนจำต่อไป
.
สำหรับประวัติและปูมหลังของนายชัยรัตน์ พบว่ามีความสนใจและติดตามประเด็นการเมืองมาอย่างยาวนานตั้งแต่ช่วงการทำรัฐประหารขณะที่เจ้าตัวมีอายุเพียง 14 ปี จนกระทั่งเข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหนึ่งเมื่อปี 2566
.
นอกจากนี้ในมุมการทำงาน พบว่ามีความเชี่ยวชาญและสนใจด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างลึกซึ้ง โดยมีประสบการณ์ผ่านการทำงานให้แก่บริษัทไอทีชั้นนำมาแล้วหลายแห่ง รับหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบ วิเคราะห์ และวางระบบป้องกันภัยคุกคามบนเครือข่ายและดูแลระบบข้อมูลขององค์กรอย่างจริงจัง ก่อนจะตกเป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว

https://www.facebook.com/photo?fbid=1742796034556763&set=a.646092957560415




จดหมายจากบอย-พงศธรณ์ และโพสต์ของ ธนาพล อิ๋วสกุล ทำให้หวนคิดถึงอดีต อันที่จริงศาสนา มีบทบาทให้ผู้นับถือต่อสู้กับความอยุติธรรม มากบ้าง น้อยบ้าง เช่น พุทธศาสนากับขบวนการกู้เอกราชในพม่าและศรีลังกา ขบวนการสิทธิพลเมืองในสหรัฐอเมริกา (Civil Rights Movement)เทววิทยาแห่งการปลดปล่อย (Liberation Theology)

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/29242694652037329

Thanapol Eawsakul
5 hours ago
·
ทำไมพุทธศาสนาแบบไทย จึงไม่กลายเป็นพลังในการต่อต้านอำนาจรัฐประหาร ?
........
อ่าน
จดหมายจากบอย-พงศธรณ์ เมื่อผมเป็นนักโทษทางความคิด พบกันใหม่เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ
https://theisaanrecord.co/.../boy-phongsatorn-letter.../
และ
คำแถลงต่อศาลก่อนฟังคำพิพากษา
https://www.facebook.com/boy.tancharoen/posts/pfbid04Fp8HJ3b4zpCbSDYwUdMHHzYJfEVzMxqwYSebQQygYfzu6srrJWyeCNAeaYYaYELl
สิ่งที่น่าสนใจคือ การเข้าหา "พระเจ้า" ของบอยคือการเติมพลังในการต่อสู้ทางการเมือง
ดังที่เขาเขียนไว้ตอนหนึ่งว่า
"ในช่วงเวลานั้นกำลังตกอยู่ในวังวนความรู้สึกสิ้นหวังท่ามกลางการต่อสู้คดีทางการเมือง เมื่อเห็นเพื่อนหลายคนถูกจองจำในเรือนจำขณะเดียวกันเพื่อนจำนวนหนึ่งตัดสินใจลี้ภัยทางการเมืองไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ"
"พร่ะเจ้า" คือความหวังในการกลับมาสู้อีกครั้ง
.....................
“ผมยังมีหวัง”
อนึ่ง ยังมีอีกความรู้สึกหนึ่งที่สำคัญสำหรับผมมากๆ คือ “ความหวัง” ซึ่งเป็นความรู้สึกที่มาพร้อมกับความเชื่อ และความศรัทธาในคริสตศาสนา
เดิมทีผมไม่ได้นับถือคริสต์มาตั้งแต่กำเนิด แต่พึ่งหันหน้าเข้าหาพระเจ้าเมื่อ 4 ปีที่แล้ว (2565) ขณะนั้นผมเป็นนิสิตชั้นปีที่ 3 ในช่วงเวลานั้นกำลังตกอยู่ในวังวนความรู้สึกสิ้นหวังท่ามกลางการต่อสู้คดีทางการเมือง เมื่อเห็นเพื่อนหลายคนถูกจองจำในเรือนจำขณะเดียวกันเพื่อนจำนวนหนึ่งตัดสินใจลี้ภัยทางการเมืองไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ
ด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยว และสิ้นหวังจากการเห็นเพื่อนที่เคยร่วมสู้ด้วยกันเริ่มเหลือน้อยลง แต่แล้ววันหนึ่งขณะที่ผมเดินทางมาถึงหมู่บ้านสองคอน ตำบลป่งขาม อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ผมมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพี่น้องคริสตชนนิกายโรมันคาทอลิกเป็นเวลาสามวันสองคืน
ขณะเดียวกันผมใช้เวลาพักระหว่างทำกิจกรรมเดินเล่นที่ป่าศักดิ์สิทธิ์บ้านสองคอน เป็นสถานที่ฝังร่างไร้วิญญาณของมรณสักขีทั้งเจ็ดแห่งสองคอน ปัจจุบันนี้พวกท่านได้รับการสถาปนาเป็นบุญราศี เป็นเหตุให้ชุมชนสองคอนเติบโตขึ้น และกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
ครั้งแรกที่ผมได้ฟังเรื่องราววีรกรรมความกล้าหาญของมรณสักขีแห่งสองคอน จากคำบอกเล่าของผู้คนในหมู่บ้านว่า ‘พวกท่านไม่ละทิ้งความเชื่อ แม้ต้องเผชิญกับความตาย’ หลังได้ฟังเช่นนี้แล้ว จึงเกิดความสนใจอยากจะเรียนรู้ชีวิตของบุญราศีทั้ง 7 ท่าน และผมอยากมีความกล้าหาญต่อการเผชิญหน้ากับความกลัวให้ได้เหมือนพวกท่าน
หลังกลับมาจากสองคอน ผมเริ่มค้นหาความหมาย และคุณค่าของการมีชีวิตมากขึ้น จนนำไปสู่การค้นพบว่า พระเจ้าทรงประทับอยู่เหนือทุกสิ่ง ท่านไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่เฉพาะในหมู่ชาวคริสต์เท่านั้น แต่ท่านคอยอยู่ข้างๆ คนทุกคน ไม่ว่าจะเป็น คนยากจน พี่น้องต่างความเชื่อ โสเภณี และโจร
การเข้าหาพระเจ้ากลายเป็นแรงผลักดันให้ผมกลับมารู้สึกมีความหวังอีกครั้ง ผมมีความรู้สึกว่า พระคริสต์ทรงอยู่เคียงข้างผมในทุกๆ วัน และแล้วการต่อสู้คดีทางการเมืองก็ไม่ทำให้ผมรู้สึกสิ้นหวังมากนัก
ผมใช้เวลาเรียนคำสอนควบคู่ไปกับการไตร่ตรองชีวิตเป็นเวลานานเกือบสองปีจนกระทั่งในวันที่ 30 มีนาคม 2567 หรือวันปัสกา (Easter) ปีนั้นผมได้เกิดใหม่เป็นคริสตชนคาทอลิกอย่างเต็มตัวด้วยการรับศีลล้างบาป ศีลกำลัง และศีลมหาสนิทครั้งแรก
นับตั้งแต่การเริ่มต้นชีวิตด้วยความเชื่อใหม่ช่วยเปิดโลกทัศน์ของผมต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม ด้วยพื้นฐานความเชื่อในคริสตศาสนานิกายโรมันคาทอลิกที่สอนให้ยึดมั่นในความรัก โดยเฉพาะความรักแบบ ‘อากาเป้ (Agape)’ ซึ่งเป็นความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข กล่าวคือ ความรักที่ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขแล้วพร้อมเสียสละเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์
.......
และเมื่อได้อ่านคำแถลงที่กล่าวว่า
ข้าพเจ้าเติบโตในความเชื่อคาทอลิก ซึ่งพระคัมภีร์ได้สอน และปลุกให้ข้าพเจ้าออกมาทำงานเพื่อรับใช้ผู้อื่นพร้อมกับการแสวงหาความยุติธรรม การยืนหยัดเพื่อความจริง และการเป็นปากเป็นเสียงให้แก่ผู้ไร้ปากเสียงในสังคม
ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงไม่อาจใช้ชีวิตนิ่งเฉยปัญหาในประเทศนี้ได้ และนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองแล้วก็กลายเป็นการฟ้องร้องในคดีนี้ อย่างไรก็ดี ข้าพเจ้าอยากนำเรียนว่า การแสดงออกทางการเมืองของข้าพเจ้านั้นไม่ได้เกิดจากจิตใจที่มุ่งสร้างความเกลียดชัง หากแต่เกิดจากจิตสำนึกทางศีลธรรมและความเชื่อมั่นว่า สันติสุขจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องเกิดขึ้นบนรากฐานของความยุติธรรม
การสร้างความยุติธรรมในฐานะคริสตชนคาทอลิกถือเป็นพันธกิจทางศีลธรรมที่สำคัญ ดังคำอวยพรที่พระเยซูเจ้าได้ประทานแก่สาวก และประชาชนที่มาฟังบทเทศน์บนภูเขา ว่า ‘ผู้หิวกระหายความชอบธรรม ย่อมเป็นสุข เพราะเขาจะอิ่ม’ คุณลักษณะนี้ถือเป็นหนึ่งในบุญลาภ 8 ประการ อันเป็นความสุขที่แท้จริงสำหรับคริสตชน
ข้าพเจ้าเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า การต่อสู้เรียกร้องให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นธรรม เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระเจ้า หากผู้ถือครองอำนาจรัฐใช้กลไกของรัฐ และกฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อลิดรอนสิทธิ เสรีภาพของประชาชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การนิ่งเฉยต่อความไม่เป็นธรรมนั้นย่อมเป็นการทรยศต่อจิตสำนึกแห่งความเชื่อของข้าพเจ้าเอง
.......
ยิ่งรู้สึกถึงพลังของการตีความ "พระเจ้า" มากยิ่งขึ้น
ในความรู้เพียงน้อยนิด
ผมยังไม่เห็นนักกิจกรรมทางการเมืองไทยคนไหน ยุคไหน ที่นำพุทธศาสนามาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในการยืนหยัดต่อสุู้กับเผด็จการ
เท่าที่มีพุทธศาสนาแบบไหยจะเน้นไปเรื่องสันติวิธี หรือการภาวนาเสียมากกว่า
หรือแม้แต่พุทธศาสนา พม่าก็ยังลุกมาต่อต้านรัฐประหารเลย
คืนแรกในเรือนจำ ผมเชื่อว่า บอย-พงศธรณ์ น่าจะนอนหลับ
แต่คนที่ "ตัดสิน" คดี 112 จะนอนหลับหรือไม่
ไม่อาจทราบได้
.....

อิทธิพลและแรงบันดาลใจจาก "ศาสนาและความเชื่อ" มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองและการเรียกร้องความยุติธรรม ทั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เอเชีย และระดับสากล โดยศาสนาไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เรื่องจิตวิญญาณส่วนบุคคล แต่บ่อยครั้งถูกใช้เป็น "กรอบความคิด สัญลักษณ์ และเครื่องมือทางศีลธรรม" ในการท้าทายอำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรม ต่อต้านการกดขี่ และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

1. บริบทประเทศไทย: พุทธธรรม ความเป็นธรรม และการเมืองภาคประชาชน

ในสังคมไทย ศาสนาพุทธ (และศาสนาอื่นๆ) เข้ามามีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายมิติ:

พุทธศาสนาวิพากษ์และการเมืองภาคประชาชน (Socially Engaged Buddhism): แนวคิดพุทธศาสนาเพื่อสังคม ซึ่งได้รับการวางรากฐานโดยปราชญ์อย่าง ท่านพุทธทาสภิกขุ และ ป.อ. ปยุตฺโต รวมถึงพระนักคิดรุ่นต่อมา ได้เน้นย้ำว่าธรรมะไม่ใช่เรื่องหลีกเร้นจากโลก แต่คือการสร้างสังคมที่เป็นธรรม ท่านพุทธทาสเคยเสนอแนวคิด "ธรรมิกสังคมนิยม" (Social-spiritual democracy) ที่ปฏิเสธทุนนิยมสุดโต่งและการใช้อำนาจกดขี่ โดยชี้ว่ารัฐต้องดูแลทุกข์สุขของประชาชนอย่างเท่าเทียม

การเคลื่อนไหวของพระสงฆ์และฆราวาส: ในหลายเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ พระสงฆ์และเครือข่ายพุทธศาสนาได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญ เช่น การเคลื่อนไหวต่อต้านความอยุติธรรม การเรียกร้องสิทธิที่ดินทำกินของเกษตรกร หรือการรณรงค์สันติวิธี ตัวอย่างเช่น เครือข่ายพระสงฆ์นักพัฒนาที่ทำงานร่วมกับชาวบ้านในภูมิภาคต่างๆ เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิมนุษยชน

สัญลักษณ์ทางศาสนาในการชุมนุม: ในมิติร่วมสมัย เรามักเห็นการนำหลักคำสอน สัญลักษณ์ หรือพิธีกรรมทางศาสนามาประยุกต์ใช้ในการสื่อสารทางการเมือง เพื่อสะท้อนถึงความต้องการความเมตตา ความจริง (สัจจะ) และการหลุดพ้นจากการใช้อำนาจนิยม

2. เอเชีย: การเมือง ความเชื่อ และการต่อสู้เพื่อเอกราช

ในภูมิภาคเอเชีย ศาสนาและความเชื่อเป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่ทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่ง:

พุทธศาสนากับขบวนการกู้เอกราชในพม่าและศรีลังกา:

ในช่วงยุคอาณานิคม พระสงฆ์ในพม่า (เช่น อู โตซาบะ) และศรีลังกา ได้นำเอาคำสอนทางพุทธศาสนามาปลุกเร้าจิตสำนึกชาตินิยม ต่อต้านการครอบงำของจักรวรรดินิยมอังกฤษ โดยมองว่าการปกป้องพระศาสนาต้องควบคู่กับการปลดแอกทางการเมือง

ในเวลาต่อมา พระสงฆ์และประชาชนในพม่า (เช่น เหตุการณ์การประท้วงของพระสงฆ์ใน Saffron Revolution ปี 2007) ก็ได้ใช้บาตรคว่ำ (ปทากัมมตจาน) เป็นเครื่องมือทางศาสนาในการคว่ำบาตรทางศีลธรรมต่อรัฐบาลทหาร

อหิงสาของคานธี (ฮินดูและเชน):

มหาตมา คานธี ได้นำหลัก "อหิงสา" (ความไม่เบียดเบียน) จากศาสนาฮินดูและศาสนาเชน ผสมผสานกับหลักการสัตยาเคราะห์ (การยึดมั่นในความจริง) มาเป็นอาวุธหลักในการขับเคลื่อนขบวนการเรียกร้องเอกราชอินเดียจากอังกฤษ ความเชื่อทางศาสนาทำให้การต่อสู้มีพลังทางศีลธรรมที่แม้แต่ผู้ปกครองก็ยากจะใช้กำลังเข้าปราบปรามโดยชอบธรรม

ศาสนาอิสลามกับการเมืองในอินโดนีเซียและตะวันออกกลาง:

ในอินโดนีเซีย องค์กรอิสลามสายกลางขนาดใหญ่อย่าง Nahdlatul Ulama (NU) และ Muhammadiyah มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการคานอำนาจรัฐ ส่งเสริมประชาธิปไตยแบบพหุวัฒนธรรม และต่อต้านแนวคิดสุดโต่ง

ในระดับภูมิภาค ศาสนาอิสลามมักถูกใช้เป็นฐานระดมความสามัคคีเพื่อต่อต้านความอยุติธรรมและการกดขี่ในหลายประเทศ

3. ระดับสากล: ความยุติธรรมทางสังคมและสิทธิมนุษยชน

ในระดับสากล ศาสนาคริสต์ นิกายโปรเตสแตนต์และคาทอลิก มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในการเป็นแรงบันดาลใจให้กับการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง:

ขบวนการสิทธิพลเมืองในสหรัฐอเมริกา (Civil Rights Movement): ดร. มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr.) ศาสนาจารย์คริสเตียน ได้ใช้พระคัมภีร์และคำสอนเรื่องความรัก ความเมตตา และความเท่าเทียมของมนุษย์ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า มาเป็นฐานทางศีลธรรมในการเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมให้คนผิวสี ผ่านการต่อสู้แบบสันติวิธีและการเดินขบวน

เทววิทยาแห่งการปลดปล่อย (Liberation Theology): ขบวนการนี้เกิดขึ้นในลาตินอเมริกาในช่วงทศวรรษ 1960-1970 โดยนักบวชและนักเทววิทยาคาทอลิกที่ตระหนักว่าศาสนาต้องยืนหยัดเคียงข้างคนยากจนและผู้ถูกกดขี่ พวกเขาตีความคำสอนของพระเยซูว่าเป็นการปลดปล่อยมนุษย์ให้พ้นจากความยากจน โครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรม และการใช้อำนาจกดขี่ของรัฐเผด็จการ



บัส เทวฤทธิ์ โพสต์ยืนยันด้วยเอกสาร คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ออกข้อเสนอแนะไปยัง ‘ศาล-ครม.’ เพื่อให้สิทธิประกันตัวสำหรับผู้ต้องขังคดี 112 ที่ยังไม่ถึงที่สุด หรือแยกแดนคุมขังหรือบริหารโทษต่างๆ ได้เลย และไม่ต้องรอครบ 180 วัน









https://x.com/Bus_Te/status/2116121837625369019

บัส เทวฤทธิ์
@Bus_Te

เปิดข้อมูลยืนยัน คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ออกข้อเสนอแนะไปยัง ‘ศาล-ครม.’ เพื่อให้สิทธิประกันตัวสำหรับผู้ต้องขังคดี 112 ที่ยังไม่ถึงที่สุด หรือแยกแดนคุมขังหรือบริหารโทษต่างๆ ได้เลย และไม่ต้องรอครบ 180 วัน 
.
วันนี้ศาลอาญาพิพากษาคดีมาตรา 112 จำคุก อานนท์ นำภา กับพวก คนละ 4 ปี มีเหตุบรรเทาโทษลดเหลือ 2 ปี 8 เดือน กรณีปราศรัยชุมนุม #25พฤศจิกาไปSCB ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันที่เรามี พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่ประกาศใช้ไปแล้วตั้งแต่เดือนสิงหาคม ทำให้มีผู้ที่แสดงออกหรือชุมนุมทางการเมืองในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาได้รับการนิรโทษกรรมไปแล้วจำนวนมาก แต่แน่นอนว่า พ.ร.บ. นี้ ไม่รวมคดีมาตรา 112 ที่ขณะนี้ยังมีผู้ถูกคุมขังในคดีดังกล่าวไม่น้อยกว่า 31 คน 
.
ท่ามกลางการเดินหน้าสู่การสร้างสังคมสันติสุขตามเป้าหมายของ พ.ร.บ. นี้ ก็มีคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ถูก “ล็อก” คดีมาตรา 112 ตั้งแต่รับหลักการวาระแรกในชั้น สส. ผมจะไม่ขอย้อนอะไรมาก ทุกคนคงจำความแย่ของมันได้และขอว่าอย่าได้ลืม เพียงแต่ว่าการล็อกไว้นี้มันสะท้อนว่า หาก “ไม่ล็อก” โดยหลักทั่วไปแล้วก็จะได้รับนิรโทษกรรมในฐานะที่เป็นผู้ที่แสดงออกหรือชุมนุมทางการเมืองในรอบ 20 ปีที่ผ่านมานั่นเอง 
.
ทีนี้ตัว พ.ร.บ. ดังกล่าวก็นำ “ข้อยกเว้น” ที่ไม่ให้นิรโทษกรรมนั้นมาใส่ไว้ในมาตรา 3 แต่คุณูปการหนึ่งก็คือ การล็อกในที่นี้เป็นเพียงการ “มิให้มีผลนิรโทษกรรม” [ดูภาพ 1 มาตรา 3 ประกอบ] แต่ไม่ได้ล็อกว่าจะใช้มาตรการอื่นไม่ได้ เพราะวัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ. คือการสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เป็นร่มใหญ่ โดยมีการนิรโทษกรรมเป็นหนึ่งในมาตรการ และคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขก็มีหน้าที่และอำนาจตาม พ.ร.บ. มาตรา 6 (4) และ (8) [ดูภาพ 1 ประกอบ] ในการให้ข้อเสนอแนะต่อฝ่ายบริหารและตุลาการ

ดังนั้นกลไกอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิการประกันตัว, การกำหนดแนวทางพักหรือชะลอการพิจารณาคดีการเมืองไว้ชั่วคราว, การใช้สถานที่คุมขังอื่นที่ไม่ใช่เรือนจำ (ตามมาตรา 33 พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ หรือมาตรา 89/1 ป.วิ.อาญา), การพักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษโดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อประโยชน์แห่งความสมานฉันท์ หรือการแยกแดนคุมขังเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังคดีการเมืองเพื่อความปลอดภัยและตามมาตรฐานสหประชาชาติ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถเสนอแนะได้เลย

ผมเองก็เพิ่งยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการฯ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ย้ำว่าไม่ต้องรอถึง 180 วัน ก่อนออกข้อเสนอแนะดังกล่าวด้วย เพราะสามารถเสนอไปยังฝ่ายบริหารและตุลาการได้เลย ยิ่งประวิงเวลาไป ก็ยิ่งทำให้ผู้ต้องขังและนักโทษเหล่านั้นเสียสิทธิที่พึงได้เท่านั้น 
.
บางคนอาจตั้งคำถามว่า ผมเป็นใครถึงมาบอกว่าคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขมีหน้าที่และอำนาจดังกล่าว ก็คงต้องบอกก่อนว่า ผมเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. นี้ (เสียงข้างน้อย) ในชั้นวุฒิสภาครับ ตั้งแต่รู้ว่าจะต้องทำหน้าที่นี้ เรารู้เลยว่าถ้าโหวตอะไรเราแพ้แน่นอน อย่าพูดถึงการดันให้มาตรา 112 ได้รับการนิรโทษกรรมเลย เป็นไปไม่ได้เพราะมันถูกล็อกไว้แล้ว ดังนั้นจึงต้องมองหาช่องทางอื่นที่ไม่ใช่การนิรโทษกรรม ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ถูกล็อกหรือปิดหนทางอย่างที่เข้าใจกัน 
.
เดิมทีผมได้เสนอให้บัญญัติมาตราเพิ่ม เพื่อให้คณะกรรมการฯ สามารถออกข้อเสนอแนะในการบริหารโทษสำหรับนักโทษการเมือง หรือคดีอันมาจากเหตุและแรงจูงใจทางการเมืองแต่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม (คดี 112) แต่ กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ที่มาจากกฤษฎีกา รวมทั้งศาล ยืนยันว่า คณะกรรมการฯ มีหน้าที่และอำนาจอยู่แล้วตามมาตรา 6 และเมื่อโหวตในที่ประชุม กมธ. ผมแพ้โหวต [ดูบันทึกประชุม กมธ. ครั้งที่ 7 และ 8 ในภาพที่ 3 และ 4 ประกอบ]

แต่ผมได้ขอให้พิจารณาเป็นข้อสังเกตประกอบรายงานการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. นี้ เพื่อส่งไปยังผู้มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการต่อ โดยเฉพาะคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข [ดูข้อสังเกตที่ 2 ในภาพประกอบที่ 2] ซึ่งข้อสังเกตนี้ กมธ. เห็นด้วยและผ่านการพิจารณาของ สว. พร้อมร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวแล้ว 
.
ผมขอยืนยันว่า คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขสามารถออกข้อเสนอแนะไปยังฝ่ายบริหารและตุลาการได้ ที่สำคัญคือไม่ต้องรอถึง 180 วัน ยิ่งประวิงเวลาไป ก็ยิ่งทำให้ผู้ต้องขังและนักโทษเหล่านั้นเสียสิทธิที่พึงได้เท่านั้น .
เอกสารอ้างอิง:

A. รายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. .... วุฒิสภา [ข้อสังเกตที่อ้างถึงหน้า 18] https://pis.parliament.go.th/PARFileDownloadProxy/download?s=ITGA5u1GNRbz8BhoPKSMrMEX0_1PbbRX9b02Aps_Gp9kTZUacdXkkDbRWyP0iBHRdQZzlkL2_0BkenPezq39TUY3UWEsD6gSg9ZrB-jIrVVzYGuaByrcefhLB8mJdvyuGzEV9uAB-KYfgt2aUFuC4QPf4NtxGwU7hbAA9g==&ref=10306002&n=1

B. บันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. ....วุฒิสภา ครั้งที่ 7 [หน้าที่อ้างถึงหน้า 24-25] https://pis.parliament.go.th/PARFileDownloadProxy/download?s=YdnXAlSNfiOgjNtOkA-3LkA7PHC_dBF9s6HGgaEPLHUD6sUqoevX0UiFx_mMnXJCleEIMu9qHYoZhB47m3XlRsBPTwudDASJAM2Vm-xUhX_MNKPHTQpJIH9tYQoVQchPPS4AyO9mLgZ_z2lRu6NOzN0vG8SsVbxNbg8Upw==&ref=10278830&n=1

C. บันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. ....วุฒิสภา ครั้งที่ 8 [หน้าที่อ้างถึงหน้า 19] https://pis.parliament.go.th/PARFileDownloa

dProxy/download?s=ITGA5u1GNRbz8BhoPKSMrMEX0_1PbbRX9b02Aps_Gp9kTZUacdXkkDbRWyP0iBHRdQZzlkL2_0BkenPezq39TUY3UWEsD6gSg9ZrB-jIrVVzYGuaByrcefhLB8mJdvyuGzEV9uAB-KYfgt2aUFuC4QPf4NtxGwU7hbAA9g==&ref=10306002&n=1











พรรคเดโมแครตจี้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ชี้แจงกรณีรับตัวโบลโซนาโร พวกเขาต้องการทราบว่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลมีส่วนช่วยให้โบลโซนาโรเดินทางออกจากบราซิลหรือไม่ และเหตุใดเขาจึงได้รับวีซ่าเข้าสหรัฐอเมริกา



สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตกำลังตรวจสอบบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ในการอำนวยความสะดวกให้ฟลาวิโอ โบลโซนาโร (Flávio Bolsonaro) เดินทางออกจากบราซิลมายังสหรัฐฯ ในช่วงเวลาที่เขากำลังเผชิญกับการสอบสวนคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาและครอบครัว

กลุ่มสมาชิกสภาฯ จากพรรคเดโมแครต ซึ่งรวมถึงสมาชิกคนสำคัญหลายคนจากคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ได้ส่งจดหมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศในการที่โบลโซนาโรเดินทางออกจากบราซิล รวมถึงกระบวนการอนุมัติวีซ่าสหรัฐฯ ให้แก่เขาในช่วงเวลาดังกล่าว

ในจดหมายฉบับนี้ ซึ่งสำนักข่าว POLITICO ได้รับทราบเป็นที่แรก สมาชิกพรรคเดโมแครตได้เรียกร้องให้รูบิโอชี้แจงว่า กระทรวงการต่างประเทศมีการประสานงานกับหน่วยงานอื่นอย่างไรในการออกวีซ่าดังกล่าว เจ้าหน้าที่ทราบหรือไม่ว่าโบลโซนาโรกำลังเผชิญกับการสอบสวนอยู่ และกระทรวงการต่างประเทศรวมถึงเจ้าหน้าที่ของกระทรวงมีส่วนช่วยเหลือโบลโซนาโรในการเดินทางออกจากบราซิลมายังสหรัฐฯ มากน้อยเพียงใด

“ประชาชนชาวอเมริกันและรัฐสภามีสิทธิ์อันชอบธรรมในการตรวจสอบว่า ทรัพยากรทางการทูตและการเข้าเมืองของสหรัฐฯ ถูกนำไปใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของบุคคลทางการเมืองต่างชาติภายใต้สถานการณ์เช่นนี้หรือไม่” เหล่าสมาชิกสภาฯ ระบุ “ความโปร่งใสเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกรณีที่มีเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมของต่างประเทศ ความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ละเอียดอ่อน รวมถึงการบังคับใช้นโยบายด้านการเข้าเมืองและการทูตของสหรัฐฯ อย่างเสมอภาค”

จดหมายฉบับนี้มีสมาชิกสภาฯ ร่วมลงนามทั้งหมด 25 คน โดยมีซิดนีย์ แคมลาเกอร์-โดฟ (Sydney Kamlager-Dove) สมาชิกสภาฯ จากรัฐแคลิฟอร์เนีย และไดนา ไททัส (Dina Titus) สมาชิกสภาฯ จากรัฐเนวาดา เป็นแกนนำ

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังไม่ได้ตอบกลับคำร้องขอความคิดเห็นเกี่ยวกับจดหมายฉบับดังกล่าว

โบลโซนาโร ซึ่งเป็นทายาทของตระกูลการเมืองฝ่ายขวาในบราซิลและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับที่ปรึกษาคนสำคัญในรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังถูกสอบสวนในบราซิลจากข้อกล่าวหาเรื่องการฟอกเงิน หลังจากที่เขาพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบที่สองให้กับประธานาธิบดีฝ่ายซ้ายคนปัจจุบัน ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา (Luiz Inácio Lula da Silva) เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผู้พิพากษาชาวบราซิลได้มีคำสั่งให้เขาส่งมอบหนังสือเดินทางและห้ามเดินทางออกนอกประเทศ แต่เขากลับเดินทางออกจากบราซิลพร้อมกับภรรยาและบุตร โดยเดินทางผ่านอาร์เจนตินาก่อนจะมุ่งหน้าต่อไปยังไมอามี POLITICO ไม่สามารถยืนยันรายงานดังกล่าวด้วยตนเองได้ ทั้งนี้ ทำเนียบขาวได้ส่งต่อคำขอให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของรัฐบาลในเรื่องนี้ ไปยังกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดน (CBP)

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดน ไม่ได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องบทบาทของรัฐบาลโดยตรง แต่ระบุในแถลงการณ์ว่า “นายโบลโซนาโรเดินทางมาถึงเซาท์ฟลอริดาพร้อมกับครอบครัว โดยมีเจ้าหน้าที่สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ ให้การต้อนรับและดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมายและขั้นตอนการเข้าเมืองที่เกี่ยวข้อง หลังจากเสร็จสิ้นการตรวจสอบแล้ว นายโบลโซนาโรและสมาชิกในครอบครัวที่เดินทางมาด้วยก็ได้รับการปล่อยตัว”

ที่มา The Politico
Democrats demand answers from State about taking in Bolsonaro

https://www.politico.com/news/2026/10/30/democrats-demand-answers-bolsonaro-01141553
10/30/2026




เหตุการณ์แฮ็ก Binance เกิดอะไรขึ้น เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และกลุ่มใหนที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย?







https://x.com/germanarc1/status/2116103125677277262
.....

เหตุการณ์แฮ็ก Binance เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2026 ส่งผลให้สินทรัพย์มูลค่าประมาณ 6.3 พันล้านถึง 6.4 พันล้านดอลลาร์ถูกขโมยไป ซึ่งถือเป็นการแฮ็กสกุลเงินดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุด และอาจเรียกได้ว่าเป็นการโจรกรรมทางดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

เกิดอะไรขึ้น?

การโจรกรรม: เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในเวลาประมาณ 16:20 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก (ET) โดยผู้โจมตีได้ดำเนินการถอนเงินจำนวนมหาศาลโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่งผลให้เงินใน "Hot Wallet" (กระเป๋าเงินดิจิทัลที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต) ของ Binance บนบล็อกเชนหลายเครือข่ายถูกโอนออกไปจนหมด

ขนาดของเหตุการณ์: มูลค่าความเสียหายครั้งนี้ทำลายสถิติเดิมทั้งหมด (แซงหน้าเหตุการณ์แฮ็ก Bybit ในปีก่อนหน้า) และดึงดูดความสนใจจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลก บริษัทด้านความปลอดภัย และนักวิเคราะห์บล็อกเชนให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเร่งด่วน

การตอบสนองและการอายัดทรัพย์สิน: Binance ได้ระงับการถอนเงินทันที (ในขณะที่ยังคงเปิดให้ฝากเงินได้ตามปกติ) พร้อมทั้งประสานงานอย่างรวดเร็วกับพันธมิตรบนบล็อกเชนและผู้ออกเหรียญ Stablecoin ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง บริษัทอย่าง Tether และ Circle ได้ดำเนินการอายัดที่อยู่กระเป๋าเงินเป้าหมาย ทำให้สามารถล็อกสินทรัพย์ที่ถูกขโมยไปได้มูลค่าประมาณ 2.8 พันล้านถึง 3 พันล้านดอลลาร์บนบล็อกเชน ก่อนที่เงินเหล่านั้นจะถูกนำไปฟอก ทั้งนี้ Binance ได้ให้คำมั่นว่าจะรับผิดชอบความสูญเสียที่เหลือทั้งหมดโดยใช้เงินทุนของบริษัทเอง รวมถึงกองทุน Secure Asset Fund for Users (SAFU)

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

จุดเริ่มต้นของการโจมตี: จากการสืบสวนเบื้องต้นโดยผู้บริหารของ Binance พบว่าผู้โจมตีไม่ได้เข้าถึงหรือขโมย "Private Key" (กุญแจส่วนตัว) ของกระเป๋าเงินหลักของแพลตฟอร์ม แต่เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่แล็ปท็อปทำงานของวิศวกรโครงสร้างพื้นฐานซอฟต์แวร์/DevOps ถูกเจาะระบบ

เส้นทางการโจมตี: ผู้โจมตีใช้สิทธิ์การเข้าถึงจากอุปกรณ์ที่ถูกเจาะระบบดังกล่าวเพื่อแทรกซึมเข้าไปยังคอนเทนเนอร์บริการภายใน (Internal Service Container) จากนั้นจึงดำเนินการส่งคำสั่งถอนเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยอาศัยกระบวนการหลายขั้นตอนเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการตรวจสอบความปลอดภัยตามปกติ แทนที่จะเป็นการโจมตีแบบ "คลิกเดียวจบ"

ผู้ก่อเหตุ: บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน (เช่น Chainalysis และ TRM Labs) รวมถึงนักวิเคราะห์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ระบุว่าปฏิบัติการนี้เป็นฝีมือของกลุ่ม "TraderTraitor" ซึ่งเป็นกลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ โดยกลุ่มนี้มีชื่อเสียงในการมุ่งเป้าโจมตีแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตและโปรโตคอล DeFi ต่างๆ รูปแบบการเคลื่อนย้ายเงินบนบล็อกเชนแสดงให้เห็นว่าสินทรัพย์ที่ถูกขโมยมานั้นถูกแบ่งย่อยอย่างรวดเร็วผ่านระบบอัตโนมัติ และถูกนำไปปะปนกับสินทรัพย์จากการโจรกรรมครั้งใหญ่ในอดีตที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ

Binance ระบุว่าจะมีการเผยแพร่รายงานวิเคราะห์ทางเทคนิคโดยละเอียดหลังจากเสร็จสิ้นการสืบสวนภายในอย่างครอบคลุมแล้ว

Binance ยักษ์ใหญ่แห่งวงการคริปโตฯ พยายามกู้คืนเงินมูลค่า 6.3 พันล้านดอลลาร์ที่ถูกขโมยไปในการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งคาดว่ามีความเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ

พาดหัวข่าวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงขอบเขตอันมหาศาลของสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เหตุการณ์เจาะระบบเมื่อเดือนตุลาคม 2026 ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งภาคเทคโนโลยีและภาคการเงิน ส่งผลให้หน่วยงานข่าวกรอง บริษัทด้านความปลอดภัยบนบล็อกเชน และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วโลกต่างหันมาจับตาดูเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด

ต่อไปนี้คือรายละเอียดสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้:

1. ขนาดความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์
ด้วยมูลค่าความเสียหายที่ประเมินไว้ระหว่าง 6.3 ถึง 6.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถูกขโมยไปจากบล็อกเชนหลายเครือข่ายภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นการโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีมูลค่าสูงกว่าเหตุการณ์เจาะระบบครั้งสำคัญอื่นๆ ในอดีต (เช่น กรณีของ Bybit) อย่างเทียบไม่ได้

2. ความเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ
บริษัทชั้นนำด้านข่าวกรองบล็อกเชนและความปลอดภัยทางไซเบอร์ อาทิ TRM Labs, Chainalysis และ Elliptic ต่างระบุด้วยความมั่นใจในระดับสูงว่า ปฏิบัติการนี้เป็นฝีมือของ "TraderTraitor" ซึ่งเป็นหน่วยอาชญากรรมทางไซเบอร์ระดับหัวกะทิที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ (มักถูกเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่กว้างกว่าอย่างกลุ่ม Lazarus Group) โดยทีมสืบสวนพบรูปแบบการฟอกเงินบนบล็อกเชน รวมถึงความรวดเร็วและวิธีการทางเทคนิคที่สอดคล้องกับการโจรกรรมในอดีตที่รัฐบาลเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลัง ซึ่งมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมคริปโตฯ โดยเฉพาะ

3. การเร่งกู้คืนและการป้องกัน
แม้ขนาดของการโจรกรรมจะอยู่ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่การตอบโต้กลับก็เป็นไปอย่างจริงจังและรวดเร็วเป็นพิเศษ:

การอายัดทรัพย์สินครั้งใหญ่: ท่ามกลางการแข่งกับเวลา ผู้ออกเหรียญสเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) รายใหญ่และสภาความปลอดภัยของโปรโตคอลต่างๆ (เช่น Tether, Circle และ Arbitrum) ได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วในการล็อกที่อยู่กระเป๋าเงินดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้สามารถอายัดเงินที่ถูกขโมยไปได้แล้วประมาณ 2.7 ถึง 3 พันล้านดอลลาร์บนเครือข่ายบล็อกเชน

บทบาทของ Binance ในฐานะปราการป้องกันสุดท้าย: ผู้บริหารของ Binance ได้ให้คำมั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าแก่ผู้ใช้งานว่าเงินของพวกเขาจะปลอดภัย โดยบริษัทพร้อมนำเงินสำรองขององค์กรและกองทุน Secure Asset Fund for Users (SAFU) มาใช้เพื่อชดเชยความสูญเสียทั้งหมดในส่วนที่ไม่สามารถกู้คืนกลับมาได้

ในขณะเดียวกัน การสืบสวนเพื่อหาจุดเริ่มต้นของการเจาะระบบ—ซึ่งในเบื้องต้นพบว่าอาจเกี่ยวข้องกับแล็ปท็อปของนักพัฒนาหรือโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกบุกรุก รวมถึงการปรับเปลี่ยนเส้นทางภายในระบบอย่างซับซ้อน—ยังคงดำเนินต่อไป โดยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกำลังเร่งตรวจสอบเชิงลึกว่าผู้โจมตีสามารถเล็ดลอดผ่านระบบป้องกันหลักเข้าไปได้อย่างไร

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ "TraderTraitor" ซึ่งเป็นหน่วยอาชญากรรมไซเบอร์ระดับสูงที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ

TraderTraitor (ซึ่งหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์บางแห่งจัดให้อยู่ภายใต้กลุ่ม Lazarus Group หรือ APT38) เป็นหน่วยอาชญากรรมไซเบอร์เฉพาะทางที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ Reconnaissance General Bureau (RGB) ซึ่งเป็นหน่วยงานข่าวกรองหลักของประเทศ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลุ่มนี้ได้พัฒนาจนกลายเป็นภัยคุกคามทางการเงินที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงและก่อเหตุบ่อยครั้งที่สุดในโลก โดยใช้การขโมยสกุลเงินดิจิทัลเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลและหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

รายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับตัวตน กลวิธี และการปฏิบัติการของกลุ่มนี้ มีดังนี้:

1. ขอบเขตการปฏิบัติการและประวัติความเป็นมา
กลไกทางการเงิน: หน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐฯ และนานาชาติระบุซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า TraderTraitor เป็นตัวขับเคลื่อนหลักเบื้องหลังแคมเปญการแฮ็กที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ โดยเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่ถูกขโมยมาจากแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล แพลตฟอร์มการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) และกระเป๋าเงินส่วนบุคคล ถูกส่งตรงกลับไปสนับสนุนโครงการพัฒนาอาวุธและขีปนาวุธของรัฐบาลเกาหลีเหนือ

เหตุการณ์สำคัญในอดีต: ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์โจมตี Binance กลุ่ม TraderTraitor และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเคยมีส่วนพัวพันกับการโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลครั้งใหญ่หลายครั้ง รวมถึงการโจมตีแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน Bybit และเหตุการณ์โจมตีเป้าหมายอื่นๆ อีกมากมายทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ

2. รูปแบบการโจมตีที่เป็นเอกลักษณ์
บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (เช่น CISA, Chainalysis และ TRM Labs) ระบุว่า TraderTraitor มักใช้กลวิธีปฏิบัติการที่ซับซ้อนสูงและแบ่งเป็นหลายขั้นตอน ได้แก่:

"Operation Dream Job" / วิศวกรรมสังคม (Social Engineering): กลุ่มนี้มักมุ่งเป้าไปที่พนักงานของบริษัทด้านสกุลเงินดิจิทัลและบล็อกเชน โดยใช้กลอุบายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การสัมภาษณ์งานปลอม รวมถึงการใช้ซอฟต์แวร์อันตรายที่ปลอมแปลงเป็นโค้ดโปรแกรมที่ดูน่าเชื่อถือหรือแอปพลิเคชันสำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

การแทรกซึมผ่านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Infiltration): แฮ็กเกอร์มักเจาะระบบผ่านแล็ปท็อปของนักพัฒนา ซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส (Open-source software libraries) หรือเครื่องมือโครงสร้างพื้นฐานจากผู้ให้บริการภายนอก เพื่อใช้เป็นช่องทางในการเข้าถึงเครือข่ายภายในขององค์กรที่เป็นเป้าหมาย

การโจมตีแบบแม่นยำ: แทนที่จะพึ่งพาการฟิชชิ่งแบบง่ายๆ ผู้กระทำการระดับสูงมักใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนในการวางแผนสภาพแวดล้อม DevOps ภายใน บริการคอนเทนเนอร์ และสถาปัตยกรรมลงนามกระเป๋าเงินร้อน เพื่อดำเนินการธุรกรรมมูลค่าสูงอย่างเงียบๆ ตัวอย่างเช่น ในกรณีการรั่วไหลของ Binance นักวิเคราะห์ทางนิติวิทยาศาสตร์สังเกตเห็นกลยุทธ์ขั้นสูง เช่น การใช้คุณสมบัติการมอบหมายสัญญาอัจฉริยะเพื่อระบายสภาพคล่องหลายเชนอย่างรวดเร็ว

3. เทคนิคการฟอกเงินขั้นสูง
เมื่อยึดเงินได้แล้ว TraderTraitor จะดำเนินการด้วยประสิทธิภาพระดับอุตสาหกรรมเพื่อปกปิดที่มาของเงิน

การแบ่งส่วนอัตโนมัติ: ทรัพย์สินที่ถูกขโมยจะถูกแบ่งออกเป็นธุรกรรมขนาดเล็กหลายพันรายการโดยอัตโนมัติในหลายบล็อกเชนภายในไม่กี่นาที

การปกปิดข้ามเชน: เงินจะถูกผสม เชื่อมโยงข้ามโทเค็นต่างๆ และผสมกับทรัพย์สินจากการแฮ็กครั้งก่อนๆ (เช่น การปฏิบัติการก่อนหน้านี้ที่มุ่งเป้าไปที่แพลตฟอร์มอย่าง Bitget) เพื่อทำให้ความสามารถในการติดตามของทีมตรวจสอบและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายหมดไป

แม้จะมีความเร็วสูง แต่ความร่วมมือระดับโลกอย่างรวดเร็วระหว่างบริษัทข่าวกรองบล็อกเชน ผู้ออกเหรียญ Stablecoin (เช่น Tether และ Circle) และตลาดแลกเปลี่ยนในกรณีนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถอายัดเงินทุนที่ถูกขโมยไปเกือบครึ่งหนึ่งบนบล็อกเชนได้ก่อนที่จะถูกฟอกเงินจนหมด

"TraderTraitor" ซึ่งเป็นกลุ่มอาชญากรรมไซเบอร์ระดับแนวหน้าที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐและมีความเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการแฮ็กครั้งนี้หรือไม่?

บริษัทชั้นนำด้านข้อมูลบล็อกเชนและความปลอดภัยทางไซเบอร์หลายแห่ง เช่น TRM Labs และ Chainalysis ได้ระบุด้วยความมั่นใจในระดับสูงว่า "TraderTraitor" คือกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการแฮ็ก Binance ครั้งใหญ่ในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึงวิธีการระบุตัวผู้กระทำความผิด จะพบความแตกต่างระหว่างการวิเคราะห์ข้อมูลบนบล็อกเชนกับการระบุตัวตนอย่างเป็นทางการโดยหน่วยงานรัฐ:

บริษัทด้านข้อมูลบล็อกเชนและความปลอดภัยทางไซเบอร์: บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลรายใหญ่ต่างชี้เป้าไปที่ TraderTraitor โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกที่หนักแน่นทั้งจากบนบล็อกเชน (on-chain) และนอกบล็อกเชน (off-chain) พวกเขาพบพฤติกรรมการปฏิบัติการที่ชัดเจน ทั้งในแง่ของความรวดเร็ว รูปแบบโครงสร้างพื้นฐาน และวิธีการที่เงินที่ถูกขโมยมาถูกนำไปรวมเข้ากับสินทรัพย์จากการโจรกรรมครั้งใหญ่ในอดีต (เช่น กรณีการแฮ็ก Bitget) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ

Binance และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย: ทั้ง Binance และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับโลก (เช่น FBI) ​​ยืนยันว่ากำลังดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวและรับทราบถึงความเชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือแล้ว อย่างไรก็ตาม ทั้ง Binance และหน่วยงานของรัฐยังไม่ได้สรุปผลการระบุตัวผู้กระทำความผิดในทางกฎหมายอย่างเป็นทางการ เนื่องจากกระบวนการสืบสวนทางเทคนิคและนิติวิทยาศาสตร์ยังคงดำเนินอยู่

กล่าวโดยสรุปคือ ในขณะที่บริษัทอิสระชั้นนำด้านการติดตามธุรกรรมคริปโตและการวิเคราะห์ภัยคุกคามไซเบอร์ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า TraderTraitor คือกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังการเจาะระบบครั้งนี้ แต่สำหรับหน่วยงานของรัฐ เหตุการณ์ดังกล่าวยังคงถือเป็นกรณีที่มีหลักฐานสนับสนุนน้ำหนักมากและอยู่ในระหว่างการสืบสวนอย่างจริงจัง