วันเสาร์, เมษายน 18, 2569

ตัวอย่างที่ว่ากองทัพ กอ.รมน. และฝ่ายความมั่นคง ไม่เห็นหัวอนุทิน (น่าจะไว้หน้านายกฯบ้าง)

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/pfbid028mb4X57F4NVmH3WbkNJyMDAKiXs2r2C1v9zSgsQgM3D84eYtvHQQhfEeKs3aPMBCl

Thanapol Eawsakul
4 hours ago
·
ตัวอย่างที่ว่ากองทัพ กอ.รมน. และฝ่ายความมั่นคง ไม่เห็นหัวอนุทิน
(หรือไม่เช่นนั้นพวกเขาก็เล่นละครกัน)
......
(1)
กรณีฐปณีย์ เอียดศรีไชย โดนไอโอกองทัพ กอ.รมน. และฝ่ายความมั่นคง เล่นงานอย่างต่อเนื่องและหนักมากยิ่งขึ้นกรณีทำข่าวเจาะเรื่องการลอบสังหาร นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.เขต 5 จ.นราธิวาส โดยเฉพาะ
บทสัมภาษณ์ของพล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ที่บอกว่าดคี
ดังกล่าวนั้นทหารหรือฝ่ายความมั่นคงไม่เกี่ยว โดยหล่นประโยคสำคัญออกมาว่า
"ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ"
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1336309915357707&set=a.534942252161148
(2)
หลังจากนั้นก็มี ไอโอ ของกองทัพ กอ.รมน. และฝ่ายความมั่นคง ออกมาถล่มอย่างต่อเนื่องและทำเป็นระบบ
https://www.facebook.com/thapanee.ietsrichai/posts/pfbid02uSpJKmhpUtFBx3whUPVYaHwDeAGc85q7DUj3VwXam7YR6avttvKyfsfCdGpETJvFl
(3)
วันนี้ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ได้ยื่นถึงนายกฯอนุทิน เรื่องไอโอ และมีเสียงตอบ รับที่ดีจากอนุทิน
.......
ท่านนายกฯ บอกว่ารับทราบปัญหาแล้ว และจะเร่งดำเนินการดูแล แต่เรื่องการทำร้ายร่างกายจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐจะไม่เกิดขึ้น และหากเกิดขึ้นถือว่าไม่ใช่การกระทำของรัฐ และกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในที่ประชุมด้านความมั่นคงในช่วงบ่ายวันนี้
ซึ่งแยมได้บอกกับท่านนายกฯว่าห่วงการใช้ IO ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน ประชาชน นักกิจกรรม ภาคประชาสังคม และ สส.จะยิ่งสร้างความเกลียดชัง ทำลายการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดนใต้ ส่วนตัวก็ห่วงอันตรายถึงชีวิตด้วย
ขอบคุณท่านนายกฯที่รับฟังค่ะ
https://www.facebook.com/thapanee.ietsrichai/posts/pfbid0MVJXQ5buncCQXeZeMA6bCyDxrNxnWh3o71m83uPtb7sV6zsxgUBsRhRWxF1HLvVUl
(4)
แต่หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง
ไอโอ กองทัพ กอ.รมน. และฝ่ายความมั่นคงก็ทำงานทันทีแบบไม่ต้องรักษาหน้านายกเอาเสียเลย
..........
นี่คือสิ่งที่ฉันได้รับหลังยื่นหนังสือถึงนายกฯอนุทิน
............
ขอให้ตรวจสอบปฏิบัติการ IO ที่เชื่อว่ามาจากรัฐ
การผลิตปฏิบัติการข่าวสารแม้มุ่งโจมตีมาที่สื่ออย่างฐปณีย์แต่ยังมีประชาชน ภาคประชาสังคม หรือแม้แต่สส.ก็โดนด้วย IO ประเด็นสันติภาพชายแดนใต้รุนแรงมาก และอันตราย
เพราะสิ่งที่เราห่วงคือการสร้างความเกลียดชัง
และทำให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ความขัดแย้งเปราะบางมาก มีโอกาสจะเกิดความแตกแยก จนมิอาจหันหน้าพูดคุยเพื่อหาทางสร้างสันติภาพได้
แล้วเราจะแสวงหาสันติภาพกันได้อย่างไรในเมื่อผู้นำพูดอย่าง ทหารที่ถืออำนาจพูดอย่างว่าจะสร้างสันติสุข สร้างสันติภาพ แต่องค์กรหรือเบื้องหลังยังยุยงปลุกปั่น ใสร้ายและโจมตีกันอย่างไม่ลดละ แม้เราจะยื่นหนังสือถึงนายกฯไปแล้ว แต่ยังมีแบบนี้
ขออภัยภาพน่ากลัวมาก ในภาพขวาที่เพจ IO ไปปล่อยในโซเซียล ฉันตายไปน่าจะพันปี มีหนอนยั๊วะเยี๊ยะเลย กินข้าวไม่ลงแล้ว 555
อย่างที่เคยบอกไปค่ะไม่อยากโพสต์อะไรตอบโต้แล้ว แต่เพื่อนส่งภาพมาเลยอยากบอกว่า ทุกอย่างยังดำเนินต่อไปและขยายความไปยังกลุ่มการเมืองแล้วด้วย ยังไงก็ฝากน้องๆทำภาพพี่ดีๆหน่อย ขอบคุณค่ะ
https://www.facebook.com/thapanee.ietsrichai/posts/pfbid02mmZpdVefX26ShaVRdbmm9WySrbgLv9EbQ9mgGraRTkcXzoJwCEAW49aoiiNkvM9Hl
(5)
ไอโอกองทัพ กอ.รมน. และฝ่ายความมั่นคง น่าจะไว้หน้าอนทินบ้าง
อย่างน้อยก็ให้ผ่านไปสัก 24 ชั่วโมงก็ยังดี
นี่เป็นตัวอย่างที่ว่ากองทัพ กอ.รมน. และฝ่ายความมั่นคง ไม่เห็นหัวอนุทิน
(หรือไม่เช่นนั้นพวกเขาก็เล่นละครกัน)





คำถามที่รอคำตอบ — ทหารไทยกับอิสราเอล

https://www.facebook.com/reel/1200079758706419



สมเด็จพระสันตะปาปาประณาม 'ทรราช' ระหว่างการเยือนแคเมรูนเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง หลังมีปากเสียงกับทรัมป์ “โลกกำลังถูกทำลายล้างโดยทรราชเพียงไม่กี่คน แต่ก็ยังคงรวมกันอยู่ได้ด้วยพี่น้องร่วมโลกจำนวนมากที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน”


สมเด็จพระสันตะปาปาประณาม 'ทรราช' ระหว่างการเยือนแคเมรูนเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง หลังมีปากเสียงกับทรัมป์

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงวิพากษ์วิจารณ์ "ทรราช" ที่กำลังปล้นสะดมโลก ระหว่างการเยือนภูมิภาคที่ "เปื้อนเลือด" ในแคเมรูน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด หลังจากมีการโต้เถียงกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา

นับตั้งแต่การเยือนแอฟริกา 4 ประเทศครั้งสำคัญของพระองค์เริ่มต้นขึ้นเมื่อต้นสัปดาห์นี้ หลังจากที่ทรัมป์โจมตีคำวิจารณ์ของสมเด็จพระสันตะปาปาเกี่ยวกับสงครามในตะวันออกกลาง สมเด็จพระสันตะปาปาได้ละทิ้งความระมัดระวังก่อนหน้านี้ในการแสดงความคิดเห็นเพื่อสนับสนุนสันติภาพโลก

"วิบัติแก่ผู้ที่บิดเบือนศาสนาและพระนามของพระเจ้าเพื่อผลประโยชน์ทางทหาร เศรษฐกิจ และการเมืองของตนเอง ลากสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ลงสู่ความมืดมิดและความสกปรก" เลโอตรัสในเมืองบาเมนดาทางตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการก่อความไม่สงบของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่พูดภาษาอังกฤษซึ่งกินเวลานานเกือบสิบปีและคร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคน

“โลกกำลังถูกทำลายล้างโดยทรราชเพียงไม่กี่คน แต่ก็ยังคงรวมกันอยู่ได้ด้วยพี่น้องร่วมโลกจำนวนมากที่คอยสนับสนุนซึ่งกันและกัน” สมเด็จพระสันตะปาปาเตือนในสุนทรพจน์อันเคร่งขรึม ณ มหาวิหารเซนต์โจเซฟ เมืองบาเมนดา

หลังจากที่รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจ.ดี. แวนซ์ ซึ่งเป็นชาวคาทอลิก ได้เรียกร้องให้วาติกัน “ยึดมั่นในเรื่องของศีลธรรม” คำกล่าวนี้อาจทำให้ความแตกแยกKระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับสมเด็จพระสันตะปาปาซึ่งประสูติในชิคาโกทวีความรุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศเป็นไปอย่างรื่นเริงเมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาเสด็จมาถึงภายใต้การคุ้มกันของทหารในรถยนต์โป๊ปโมบิลที่มีกระจกกันกระสุน ทรงอวยพรแก่ผู้ศรัทธาที่มารวมตัวกัน หลายคนร้องเพลงและเป่าแตรวูวูเซลาเพื่อต้อนรับพระองค์ที่บาเมนดา

ขณะที่พระองค์เสด็จออกจากมหาวิหาร สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอทรงปล่อยนกพิราบขาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพในภูมิภาคของประเทศในแอฟริกากลางที่พระองค์ทรงเรียกว่า “ดินแดนที่เปื้อนเลือดแต่ก็อุดมสมบูรณ์ซึ่งถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม”

“โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ปล้นทรัพยากรจากแผ่นดินของคุณมักนำกำไรส่วนใหญ่ไปลงทุนในอาวุธ ทำให้เกิดวงจรแห่งความไม่มั่นคงและความตายที่ไม่สิ้นสุด” เขากล่าว

“พวกเขาเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงที่ว่าเงินหลายพันล้านดอลลาร์ถูกใช้ไปกับการฆ่าฟันและการทำลายล้าง แต่ทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการเยียวยา การศึกษา และการฟื้นฟู กลับหาไม่พบ” ลีโอเสริม

'การปล้นสะดม' แห่งแอฟริกา

ต่อมาในวันพฤหัสบดีที่สนามบินบาเมนดา ซึ่งได้รับการปรับปรุงใหม่สำหรับการเยือนของสมเด็จพระสันตะปาปา หลังจากปิดทำการมาตั้งแต่ปี 2019 เนื่องจากการก่อความไม่สงบของกลุ่มแบ่งแยกดินแดน สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอทรงวิพากษ์วิจารณ์การเอารัดเอาเปรียบแอฟริกาที่กำลังดำเนินอยู่ต่อหน้าผู้ศรัทธาจำนวนมาก

ในการปราศรัยที่มีสาระสำคัญทางสังคมอย่างมาก สมเด็จพระสันตะปาปาทรงแสดงความเสียใจต่อ "ผู้ที่ในนามของผลกำไร ยังคงยื่นมือเข้ามาในทวีปแอฟริกาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์และปล้นสะดม"

แคเมรูนอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เช่น น้ำมัน ไม้ โกโก้ กาแฟ และแร่ธาตุ ซึ่งดึงดูดทั้งบริษัทต่างชาติและชนชั้นนำในท้องถิ่นมานานหลายทศวรรษ

เมื่อเสด็จถึงประเทศในวันพุธ สมเด็จพระสันตะปาปาทรงเรียกร้องให้ผู้นำของแคเมรูนตรวจสอบ "จิตสำนึก" ของตนและจัดการกับการทุจริตและการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในสุนทรพจน์ที่ตรงไปตรงมาอย่างผิดปกติ ณ ทำเนียบประธานาธิบดี ซึ่งมีประธานาธิบดีปอล บิยา เข้าร่วมด้วย

การเดินทางของสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอ ซึ่งเป็นการเยือนแคเมรูนครั้งที่สี่ของพระสันตะปาปา และเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ในปี 2552 เกิดขึ้นหกเดือนหลังจากที่ทางการใช้ความรุนแรงปราบปรามการประท้วงต่อต้านการเลือกตั้งซ้ำสมัยที่แปดของประธานาธิบดีบียา วัย 93 ปี ที่มีข้อโต้แย้ง

มาตรการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดขึ้น

มาตรการรักษาความปลอดภัยถูกยกระดับขึ้นบนเส้นทางหลักผ่านเมืองบาเมนดาสำหรับการเยือนครั้งนี้

สองภูมิภาคที่ใช้ภาษาอังกฤษของแคเมรูนต้องเผชิญกับความรุนแรงทางอาวุธมาเกือบสิบปี หลังจากการพยายามแยกตัวออกจากส่วนที่เหลือของประเทศในแอฟริกากลางซึ่งส่วนใหญ่ใช้ภาษาฝรั่งเศส

วิเวียน เอ็นเดย์ ครูวัย 60 ปี จากเมืองบาเมนดา ต้อนรับพระสันตะปาปาโดยถือ "ต้นไม้แห่งสันติภาพ" เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง

เธอกล่าวที่มหาวิหารถึงความยากลำบากในการสอนในช่วงวิกฤต โดยกล่าวว่าครูกลัวที่จะมาสอน และนักเรียนหายตัวไป

ความขัดแย้งปะทุขึ้นหลังจากบิยา ซึ่งปกครองมาตั้งแต่ปี 1982 ปราบปรามการชุมนุมอย่างสันติในปี 2016 อย่างรุนแรง โดยผู้พูดภาษาอังกฤษที่รู้สึกว่าถูกกีดกัน

พลเรือนตกเป็นเป้าหมายของการสังหารและการลักพาตัว มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6,000 คนตั้งแต่ปี 2016 ตามรายงานของสหประชาชาติ

กลุ่มแบ่งแยกดินแดนประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐแอมบาโซเนียในสองภูมิภาค ซึ่งคิดเป็นประมาณหนึ่งในห้าของประชากรทั้งหมด

เมื่อวันจันทร์ กลุ่มแบ่งแยกดินแดนประกาศหยุดยิงเป็นเวลาสามวันเพื่อให้การต้อนรับพระสันตะปาปาเป็นไปอย่างปลอดภัย

กลุ่มแบ่งแยกดินแดนเองก็มีความหวังอย่างยิ่งต่อการเยือนในครั้งนี้เช่นกัน

กลุ่ม Unity Warriors of Ambazonia ได้เปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า ทางกลุ่มหวังให้ "ลีโอ" (Leo) ช่วยกดดันรัฐบาลให้กลับมาเริ่มการเจรจาอีกครั้ง "ในเวทีที่สามารถหยิบยกประเด็นต้นตอของความขัดแย้งขึ้นมาหารือกันได้"

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนเมืองบาเมนดาแล้ว ลีโอมีกำหนดจะประกอบพิธีมิสซา ณ สนามกีฬาแห่งหนึ่งในเมืองดูอาลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศ ในวันศุกร์นี้ ก่อนที่จะเดินทางออกจากแคเมอรูนไปยังประเทศแองโกลาในวันเสาร์ จากนั้นเขาจะเดินทางต่อไปยังประเทศอิเควทอเรียลกินี

- AFP

https://www.rnz.co.nz/news/world/592620/pope-slams-tyrants-on-cameroon-conflict-visit-after-spat-with-trump




❝ ‘ตามกฎหมาย (legality)’ เป็นคนละเรื่องกับ ความ ‘ชอบด้วยกฎหมาย (lawfulness)’ ❞ . โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง… ‘ตามกฎหมาย (legal)’ ไม่เท่ากับ ‘ชอบด้วยกฎหมาย (lawful)’


Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์
19 hours ago
·
❝ ‘ตามกฎหมาย (legality)’ เป็นคนละเรื่องกับ
ความ ‘ชอบด้วยกฎหมาย (lawfulness)’ ❞
.
โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง… ‘ตามกฎหมาย (legal)’ ไม่เท่ากับ ‘ชอบด้วยกฎหมาย (lawful)’
.
นักกฎหมายที่ดียึดถือหลักกฎหมายเป็นความถูกต้อง (lawfulness)
.
กรณีศาลรัฐธรรมนูญลงโทษ ส.ส. ที่เสนอแก้ไขมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา ก็เป็นการกระทำตามกฎหมาย ใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างจัง
เพราะการเสนอแก้กฎหมายเป็นการกระทำหน้าที่ของผู้แทนราษฎรในรัฐสภาทั้งโลก เป็นเช่นนี้มาหลายร้อยปีแล้ว
.
◤ ถ้าหากผู้แทนของประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบกับการแก้ไข ก็ควรระงับความพยายามแก้ไขนั้นด้วยกระบวนการของรัฐสภา
.
◤ ไม่ใช่ลงโทษโดยเหตุผลและการตีความกฎหมายอย่างผิดหลักกฎหมาย และอาศัยข้อกฎหมายกำมะลอว่าด้วยความผิดจริยธรรม ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน
.
กรณีนี้จะเป็นประวัติด่างพร้อยของศาลรัฐธรรมนูญประเทศไทยตลอดไปอีกครั้งหนึ่ง ไม่ต่างกับการสั่งยุบพรรคการเมืองก่อนหน้านั้น
.
เกียรติประวัติของกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดอาจพลอยด่างพร้อยไปด้วยตลอดกาลถ้าหากยอมเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายครั้งนี้

ตามกฎหมาย (legal) ≠ ชอบด้วยกฎหมาย (lawful) โดยธงชัย วินิจจะกูลhttps://www.matichon.co.th/weekly/column/article_891236

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1345981340897395&set=a.627369302758606
.....

11.04.2026
มติชนสุดสัปดาห์

เมื่อประธานศาลรัฐธรรมนูญถึงกับต้องออกมาชี้แจงแก้ตัวต่อสาธารณชน ย่อมแสดงว่าความชอบธรรมของศาลรัฐธรรมนูญต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จนอยู่เฉยไม่ได้อีกแล้ว

ประเด็นใหญ่ที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญออกมาแก้ตัว คือ ความเป็นอิสระของศาล ปราศจากใบสั่ง ท่ามกลางความเชื่อแพร่หลายว่าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินตามใบสั่ง

แถมเชื่อกันว่าใบสั่งนี้มิใช่มาจากเจ้านายในระบบราชการอย่างที่ข้าราชการทั้งหลายเผชิญอยู่ แต่เป็นใบสั่งการเมืองจากเครือข่ายของเจ้าของใบอนุญาตที่สองนั่นเอง (เท่ากับว่าเป็นการแก้ตัวครั้งเดียวให้กับทั้งศาลและให้กับคนออกใบสั่ง)

ไม่ว่าจะจริงหรือไม่จริง ความเชื่อดังกล่าวเกิดจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สามารถคาดได้ถูกต้องล่วงหน้าแทบทุกครั้งด้วยปัจจัยทางการเมือง ไม่ใช่ด้วยหลักฐานหรือ
เหตุผลตามหลักกฎหมาย

แถมคำวินิจฉัยตามใบสั่งมักจะขัดกับหลักกฎหมายเสมอๆ ในทัศนะของนักนิติศาสตร์จำนวนมาก

ศาลรัฐธรรมนูญยืนยันทุกครั้งตลอดมาว่าทำตามกฎหมาย ทำตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้

การกระทำ “ตามกฎหมายแต่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ในกรณีสำคัญๆ ตลอดหลายสิบปีของตุลาการภิวัฒน์ทำให้ตุลาการวิบัติเสื่อมความน่าเชื่อถือลงทุกที

ทั้งการยุบพรรคทุกครั้ง การเพิกถอนนายกรัฐมนตรีหลายคน และการเพิกถอนสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองจำนวนมากที่รัฐราชการพันลึกเห็นว่าเป็นอันตราย รวมทั้งการออกคำสั่งห้ามวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ

ทั้งหลายเหล่านี้อยู่ในข่ายที่เรียกว่า “เป็นไปตามกฎหมาย (legal) แต่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (unlawful)”

มองเลยออกไปจากศาลรัฐธรรมนูญ เรายังได้ยินคำแก้ตัวทำนองนี้เป็นประจำจากข้าราชการและนักการเมือง

กี่ครั้งแล้วที่การทุจริตใช้อำนาจฉ้อฉลเห็นกันจะจะชัดแจ้ง กลับได้รับการปกป้องจากกลไกสารพัดของรัฐ ปกป้องความผิดของตนเองหรือของคนผิดที่เป็นพวกตัวเอง
แก้ตัวด้วยสูตรซ้ำซากแค่ว่า “ไม่ผิดกฎหมาย” เพียงแค่นั้น

ผู้กล่าวเช่นนี้มีทั้งผู้มีอำนาจของรัฐ (ทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและที่มาจากการรัฐประหาร) ศาล องค์กรอิสระ จนถึงหัวหน้าหน่วยราชการที่น่าสงสัย ล้วนออกมายืนยันว่าตนทำ “ตามกฎหมาย”

ความผิดหายวับกลายเป็นไม่ผิด เพียงด้วยการอ้างว่ากระทำ “ตามกฎหมาย”

ซ้ำร้ายหน่วยงานรัฐยังทำ “ตามกฎหมาย” ฟ้องเอาผิด ปิดปากคนที่เปิดโปงทุจริต ลงโทษคนที่ต่อสู้กับการฉ้อฉล

เราท่านคงรู้สึกมานานว่าการอ้างว่า “ทำตามกฎหมาย” เหล่านั้นมันขัดสามัญสำนึกของเรา แต่อาจไม่มีความรู้ว่าจะไปเถียงตอบโต้กับการทำตามกฎหมายได้อย่างไร

ผมขอแจ้งให้ผู้อ่านทุกท่านทราบว่า สามัญสำนึกของท่านถูกต้องสมควรแล้ว

นักนิติศาสตร์รู้ดีว่า “ตามกฎหมาย (legality)” เป็นคนละเรื่องกับความ “ชอบด้วยกฎหมาย (lawfulness)”

โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง … “ตามกฎหมาย (legal)” ไม่เท่ากับ “ชอบด้วยกฎหมาย (lawful)”

การกระทำและการออกกฎหมายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอาจเกิดขึ้นได้ในทุกประเทศ คำวินิจฉัยของศาลก็อาจไม่ชอบด้วยกฎหมายได้เช่นกัน เป็นความผิดพลาดที่เกิดได้ในทุกระบอบ

บางครั้ง เนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงของสังคมจนทำให้ต้องมาตีความอธิบายหลักกฎหมายที่มีอยู่กันอีกครั้ง นี่เป็นพฤติกรรมปกติในทุกระบอบเช่นกัน

เพราะไม่มีระบอบระบบกฎหมายใดในระบอบการเมืองใดที่ไม่มีความผิดพลาด ในระบบเสรีประชาธิปไตย (liberal democracy) ที่ถือกฎหมายเป็นใหญ่ (Rule of Law) ก็ผิดพลาดได้และต้องปรับตัวหากมีข้อผิดพลาดเช่นกัน

แต่ในบริบทเช่นนั้นการทำตามกฎหมายที่ไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายจะไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และโดยปกติระบบกฎหมายนั้นจะเรียนรู้ความผิดพลาดและพยายามแก้ไขไม่ให้เกิดขึ้นอีก

แต่หากว่าเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเป็นปกติ เกิดขึ้นจนสาธารณชนคาดการณ์ได้ถูกแทบทุกครั้ง จนต้องออกมาแก้ตัวว่าตน “ทำตามกฎหมาย”

จงใจออกกฎหมาย ตีความ หรือใช้กฎหมายอย่างละเมิดหลักกฎหมาย ทั้งๆ ที่รู้อยู่ หรือโดยไม่แคร์ต่อหลักกฎหมายเลย ขอเพียงมีกฎหมายรองรับให้สามารถอ้างได้ว่า “ทำตามกฎหมาย” เป็นพอ

หรือจงใจแก้ตัวปกป้องคุ้มครองการกระทำผิดหลักกฎหมายด้วยการอ้างว่า “ทำตามกฎหมาย”

ในกรณีเหล่านี้ ไม่ใช่ความผิดพลาดซึ่งเกิดขึ้นได้ในทุกระบบระบอบอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นคุณสมบัติปกติของระบบกฎหมายและระบอบการเมืองของรัฐนั้นที่ฉ้อฉล ไม่ใช่อาการของระบบกฎหมายเป็นใหญ่ (Rule of Law) ที่กำลังพัฒนาแต่อย่างใด

สังคมไทยก็เรียนรู้ด้วยประสบการณ์จริงๆ ว่า หลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นไป “ตามกฎหมาย” (legal) กับการ “ชอบด้วยหลักกฎหมาย” (lawful) เป็นคนละอย่างกัน

นักสังคมวิทยากฎหมายเรียกว่า “ความถูกกฎหมายแบบอำนาจนิยม (Authoritarian Legality)*

มีนักสังคมวิทยากฎหมาย อธิบายลักษณะของ “ระบอบอำนาจนิยมตามรัฐธรรมนูญ (Authoritarian Constitutionalism)”** ว่าไม่ใช่ระบอบเผด็จการเต็มรูปซึ่งไม่แคร์กฎหมาย

แต่เป็นรัฐที่ใช้อำนาจล้นเกิน ทว่า ต้องการรูปโฉมที่มีการเลือกตั้งและทำตามกฎหมาย เนื่องจากอำนาจนิยมแบบโจ๋งครึ่มอยู่ได้ยากในโลกปัจจุบัน

คุณลักษณะสำคัญของระบอบดังกล่าวมีดังต่อไปนี้

หนึ่ง) อำนาจปกครองอยู่ในมือของพรรคหรือกลุ่มการเมืองซึ่งมีอำนาจครอบงำหลัก มีนโยบายสาธารณะและการตัดสินใจต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงหลักกฎหมาย ไม่เกรงกลัวการทักท้วงท้าทายหรือต่อต้านจากผู้ยึดหลักกฎหมายด้วยซ้ำ (ในกรณีประเทศไทย คงมิได้หมายถึงพรรคการเมืองบ้านใหญ่รายใด แต่น่าจะหมายถึงเครือข่ายการเมืองของชนชั้นนำผู้ออกใบอนุญาตสองซึ่งไม่เคยลงเลือกตั้งเลย)

สอง) ระบอบเช่นนั้นไม่จำเป็นต้องจับกุมคุมขังฝ่ายตรงข้ามอย่างไร้เหตุผล แต่จะใช้อำนาจสารพัดวิธี “ตามกฎหมาย” บางประเทศใช้กฎหมายบังคับให้ล้มละลาย หลายแห่งเล่นงานตามกฎหมายอาญา

สาม) ระบอบเช่นนั้นเปิดโอกาสให้มีการถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ แต่ผู้คนจะเรียนรู้ถึงขีดจำกัด รู้จักเส้นที่ห้ามข้ามอย่างเด็ดขาดถ้าไม่อยากให้เดือดร้อน การเซ็นเซอร์ตัวเอง (self-censorship) เป็นวัฒนธรรมปกติของผู้คนที่ไร้อำนาจ

สี่) ระบอบเช่นนั้นยอมให้มีการเลือกตั้งที่เป็นอิสระและแฟร์พอสมควร เพราะตระหนักดีว่าไม่มีใครสามารถโค่นอำนาจที่แท้จริงของระบอบได้ (ในกรณีประเทศไทยเห็นได้ชัดว่าต่อให้คู่ต่อสู้ชนะก็ไม่มีโอกาสได้เป็นรัฐบาล และในครั้งต่อมากลไกของรัฐพันลึกจะทำทุกทางเพื่อไม่ให้ชนะอีกเลย)

ห้า) ระบอบเช่นนั้นแคร์ต่อความเห็นของสาธารณชนอยู่บ้างและยอมปรับนโยบายในการตัดสินใจตามความเห็นเหล่านั้นบ้างเท่าที่จำเป็น

หก) ระบอบเช่นนั้นพัฒนากลไกทางกฎหมายสารพัด มิใช่เพื่อขจัดผู้คัดค้านผู้เห็นต่างให้หมดไป แต่เพื่อควบคุมให้ความเห็นต่างและเสียงคัดค้านอยู่ในระดับที่ไม่เกินกว่าที่สามารถจัดการได้ เพราะตระหนักดีว่าการปิดกั้นจนเกินไปอาจส่งผลลบหวนย้อนกลับมาเป็นอันตรายต่อระบอบ

เห็นได้ชัดว่า การทำตามกฎหมาย (legal) แต่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (unlawful) เป็นคุณสมบัติสำคัญของระบอบอำนาจนิยมตามรัฐธรรมนูญ

หากมองจากคุณสมบัติเหล่านี้ ประเทศไทยยังไม่เข้าใกล้ระบอบประชาธิปไตยเลยด้วยซ้ำ เป็นเพียงระบอบอำนาจนิยมที่รู้จักใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือแค่นั้นเอง

เพราะรัฐราชการของไทยอ้างอิงกฎหมายตลอดเวลา แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะผิดหลักกฎหมายก็ตาม โดยจงใจสำนึกรับรู้หรือไม่เจตนาก็ตาม

พฤติกรรมที่ท่วมท้นไปทั่วเช่นนี้มีอยู่ในรัฐราชการไม่ว่ายุคสมัยใด ทั้งรัฐ ทั้งรัฐบาลจากการรัฐประหาร รัฐบาลพระราชทาน หรือรัฐบาลเลือกตั้งที่มีบ้านใหญ่เป็นเพียงนั่งร้านตัวแทนหน้าฉากให้กับรัฐราชการ

พฤติกรรม “ทำตามกฎหมายอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย” (legal but not lawful) เช่นนี้ซึมซับไปทั่วทุกอณูของรัฐราชการของไทย

ระบอบการเมืองและระบบกฎหมายของเราจึงผลิต “เนติบริกร” ที่มีทั้งอำนาจและชื่อเสียง ทั้งๆ ที่เป็นนักกฎหมายที่น่ารังเกียจ

คุณสมบัติสำคัญที่แยกแยะระหว่าง “เนติบริกร” กับนักกฎหมายที่ดีก็คือ เนติบริกรมีหน้าที่ทำให้ความผิดกลายเป็นถูกตามกฎหมาย (legal) พยายามทำให้สิ่งที่ขัดฝืนกับหลักกฎหมายได้รับการตบแต่งรองรับด้วยกฎหมาย (legality)

นักกฎหมายที่ดียึดถือหลักกฎหมายเป็นความถูกต้อง (lawfulness)

กรณีศาลรัฐธรรมนูญลงโทษ ส.ส. ที่เสนอแก้ไขมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา ก็เป็นการกระทำตามกฎหมาย ใช้อำนาจตามกฎหมาย แต่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างจัง
เพราะการเสนอแก้กฎหมายเป็นการกระทำหน้าที่ของผู้แทนราษฎรในรัฐสภาทั้งโลก เป็นเช่นนี้มาหลายร้อยปีแล้ว

ถ้าหากผู้แทนของประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบกับการแก้ไข ก็ควรระงับความพยายามแก้ไขนั้นด้วยกระบวนการของรัฐสภา

ไม่ใช่ลงโทษโดยเหตุผลและการตีความกฎหมายอย่างผิดหลักกฎหมาย และอาศัยข้อกฎหมายกำมะลอว่าด้วยความผิดจริยธรรม ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

กรณีนี้จะเป็นประวัติด่างพร้อยของศาลรัฐธรรมนูญประเทศไทยตลอดไปอีกครั้งหนึ่ง ไม่ต่างกับการสั่งยุบพรรคการเมืองก่อนหน้านั้น

เกียรติประวัติของกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดอาจพลอยด่างพร้อยไปด้วยตลอดกาลถ้าหากยอมเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายครั้งนี้

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_891236




นายนี่มีบทเยอะ Jesus, ดอนหวู่: โดนัลด์ ทรัมป์คือใครกันแน่ และเขายังมีสุขภาพจิตดีอยู่หรือไม่?

https://www.facebook.com/pravit.rojanaphruk.5/posts/pfbid0UGnd5XYzYNSK95g9LMk8suTYRRqiqHfPd9eTntoJNHukhwW6LiDn6SYvdVHdCVM2l

Pravit Rojanaphruk
19 hours ago
·
(English below) 
Jesus Trump, ดอนหวู่: โดนัลด์ ทรัมป์คือใครกันแน่ และเขายังมีสุขภาพจิตดีอยู่หรือไม่?
โดย ประวิตร โรจนพฤกษ์

การที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump วาดภาพตัวเองเสมือนพระเยซูคริสต์ในสัปดาห์นี้ เป็นเพียงการแสดงออกถึงความหลงตัวเองครั้งล่าสุดบนโซเชียลมีเดียของเขาเท่านั้น มันอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ หากเขาไม่ใช่บุคคลที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก—และขณะนี้อาจกลายเป็นตัวตลกที่ทรงอำนาจที่สุดในโลกด้วย

หลังจากลบภาพที่สร้างด้วย AI ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียง ทรัมป์แก้ตัวโดยอ้างว่าภาพดังกล่าวแท้จริงแล้วเป็นภาพเขาในฐานะแพทย์กำลังรักษาคนไข้ เขาอาจไม่รู้ว่าแพทย์ยุคใหม่แต่งตัวอย่างไร หรือไม่ก็โกหกหน้าตาเฉยเพื่อกอบกู้คะแนนเสียงจากคริสเตียนที่ไม่พอใจ อย่างน้อยมีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจน: ทรัมป์ไม่ใช่พระเยซูคริสต์

ภาพลวงตา “Don Tzu”

ทรัมป์กำลังกลายเป็นตัวตลกระดับนานาชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยล่าสุดมีการล้อเลียนบนโซเชียลมีเดีย ด้วยการนำแนวคิดแบบ “ทรัมป์สไตล์” ไปผูกกับ The Art of War ของซุนหวู่ เรียกเขาว่า “Don Tzu” (ดอนหวู่) แทน “Sun Tzu” ในบทความของ South China Morning Post เมื่อไม่กี่วันก่อน ยังมีการยก “คำคม” เชิงขำขัน เช่น
“ถ้าคุณไม่รู้ว่าคุณกำลังทำอะไร ศัตรูของคุณก็ไม่รู้เช่นกัน”

ประโยคนี้ถูกอ้างว่าเป็นของ “Don Tzu” — การผสมคำระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับนักยุทธศาสตร์จีนโบราณ ลองให้ผมเลียนแบบ ดอนหวู่ บ้าง: “ร้อยศึกจบลงด้วยความสับสน เมื่อคุณไม่รู้จักทั้งศัตรูและตัวเอง”
มหาอำนาจที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย

มีเพียงคนอย่างทรัมป์เท่านั้นที่สามารถสั่งปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซซ้อนการปิดล้อมที่มีอยู่ก่อนแล้วโดยอิหร่าน แล้วคิดว่านี่เป็นความคิดที่ดีสำหรับโลก

ที่จริงแล้ว ทรัมป์อาจเป็นนักยุทธศาสตร์ระดับโลกที่กำลังเบี่ยงเบนความสนใจของพวกเราด้วยการดูเหมือนเป็นคนโง่ เพื่อบ่อนทำลายอิหร่าน ซึ่งเป็นพันธมิตรของจีน คู่แข่งสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ

หรืออีกทางหนึ่ง ทรัมป์อาจเป็นเพียงคนหลงตัวเองแบบบ้าอำนาจ และเป็นอันธพาลที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก สำหรับเขามีแต่ “ฉัน ฉัน ฉัน และฉัน” เขาได้เปลี่ยนสหรัฐอเมริกาให้กลายเป็นมหาอำนาจนอกที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย—แม้ก่อนหน้านี้จะออกออกนอกร่องรอยอยู่บ้างเป็นครั้งคราว แต่ตอนนี้ยิ่งชัดเจนขึ้นจนปลุกให้คนทั่วโลกตระหนักว่าสหรัฐฯ เป็นอย่างไร ลืมกฎหมายระหว่างประเทศไปได้เลย—มีแต่กฎหมายของทรัมป์หรือสงคราม และถ้าคุณไม่อยู่ข้างเขา คุณก็เสี่ยงจะถูกดูถูกเยาะเย้ย

พันธมิตรที่แตกร้าว

ไม่ใช่แค่พระสันตะปาปา แต่ความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับนายกรัฐมนตรีอิตาลี Giorgia Meloni ซึ่งเคยแน่นแฟ้น ก็เริ่มสั่นคลอน หลังสงครามอิหร่านปะทุขึ้น เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากเมโลนีออกมาปกป้องสมเด็จพระสันตะปาปา Pope Leo XIV ที่ถูกทรัมป์โจมตีเพียงเพราะเรียกร้องสันติภาพ เมโลนีเคยเป็นพันธมิตรยุโรปคนสำคัญ แต่สื่อฝั่งตะวันตกคาดการณ์ว่าความสัมพันธ์ที่เคยสนิทสนมนี้อาจสิ้นสุดลง

ตั้งคำถามต่อสุขะประสาท

ไม่น่าแปลกใจที่ขณะนี้บางคนเริ่มตั้งคำถาม ไม่ใช่แค่จุดยืนทางการเมืองและจริยธรรมของทรัมป์ แต่รวมถึงเสถียรภาพทางจิตใจของเขาด้วย

The New York Times รายงานเมื่อวันพุธว่า:
 
“ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่จะทำลายอิหร่านและโจมตีพระสันตะปาปา แม้แต่อดีตพันธมิตรและที่ปรึกษาบางคนยังตั้งคำถามว่าเขาเริ่มเสียสมดุลมากขึ้นหรือไม่ โดยเรียกเขาว่า ‘บ้า’ และ ‘เสียสติอย่างชัดเจน’”

กลยุทธ์แห่งความโกลาหล

บางคนเชื่อว่าท่าทีผันผวนไม่อยู่กับร่องกับรอยของทรัมป์ แท้จริงแล้วอาจเป็นกลยุทธ์เพื่อหลอกคู่แข่งให้สับสน หรือไม่ก็พวกพ้องของเขากำลังแสวงหาผลกำไรจากความผันผวนของตลาดหุ้นและราคาพลังงาน
ราคาของสงคราม

อย่างไรก็ตาม ความสนใจไม่ควรถูกเบี่ยงเบนไปที่บุคลิกของทรัมป์ แต่ควรมุ่งไปที่สิ่งที่อเมริกาภายใต้เขากำลังกระทำต่อโลกส่วนใหญ่ ขณะที่เรายังต้องเผชิญกับจำนวนผู้เสียชีวิตในอิหร่านและประเทศใกล้เคียง รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตพลังงาน สถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเทพฯ กลับไม่แม้แต่จะจัดแถลงข่าว พวกเขาแทบไม่สนใจว่าคุณจะคิดอย่างไร

ขณะที่ประชาคมโลกยังรับมือกับพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้ของทรัมป์ได้ยาก เราอาจยังคงพยายามวิเคราะห์จิตใจเขาต่อไป แต่โลกจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายที่สุด

ในช่วงดึกวันพุธ Al Jazeera รายงานว่าสหรัฐฯ กำลังส่งทหารเพิ่มอีก 10,000 นายไปยังตะวันออกกลาง แม้จะมีการหยุดยิงกับอิหร่านแล้ว ความตายและความทุกข์ทรมานจะยังคงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตราบใดที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันยังไม่ทำให้เขากลายเป็น “เป็ดง่อย” ในการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้
ปล. แปลจากคอลัมน์ในข่าวสดอิงลิช
#ป #ทรัมป์ #อเมริกา #อิหร่าน #อิสราเอล




ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ และสำนักข่าว The Reporters ยื่นหนังสือร้องนายกฯ เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีการใช้ปฏิบัติการข่าวสารหรือ ไอโอ คุกคามสื่อมวลชน หลังจากการสัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4





https://x.com/onenews31/status/2045058453455175876


 

ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน แห่งเลบานอนกล่าวว่าประเทศของเขาไม่ใช่ "หมาก" หรือ "สนามรบ" อีกต่อไปแล้ว หลังจากที่ข้อตกลงหยุดยิงกับอิสราเอลมีผลบังคับใช้(สาธุ !)


ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน แห่งเลบานอน กล่าวคำปราศรัยผ่านทางโทรทัศน์ถึงประชาชนชาวเลบานอน ณ ทำเนียบประธานาธิบดีบาบดา ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของกรุงเบรุต เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2026

ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน แห่งเลบานอนกล่าวว่าประเทศของเขาไม่ใช่ "หมาก" หรือ "สนามรบ" อีกต่อไปแล้ว หลังจากที่ข้อตกลงหยุดยิงกับอิสราเอลมีผลบังคับใช้

ในการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรกของเขานับตั้งแต่มีการประกาศหยุดยิง 10 วัน อูนยังได้ขอบคุณประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเรียกการเจรจาครั้งนี้ว่า "เป็นการตัดสินใจที่เกิดจากความเชื่อมั่นในสิทธิของเรา" มากกว่าที่จะเป็น "สัญญาณของความอ่อนแอ"

อูนกล่าวเสริมว่า "จะไม่มีข้อตกลงใดที่ละเมิดสิทธิของชาติเรา" และ "เป้าหมายของเราชัดเจนและประกาศไว้แล้ว นั่นคือการหยุดยั้งการรุกรานของอิสราเอลต่อแผ่นดินและประชาชนของเรา"

ขณะที่ผู้คนหลายพันคนอพยพกลับไปยังทางใต้ของเลบานอนหลังจากข่าวการหยุดยิงแพร่กระจาย อูนกล่าวกับผู้พลัดถิ่นว่า "พวกท่านจะกลับไปยังบ้านของพวกท่าน เพราะบ้านเหล่านั้นจะเจริญรุ่งเรืองด้วยการปรากฏตัวของพวกท่าน เราอยู่กับพวกท่านและเคียงข้างพวกท่าน และเราจะไม่ทอดทิ้งพวกท่าน"


Source: ABC News







ณ วันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2026 กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนได้รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตจำนวน 2,294 ราย และได้รับบาดเจ็บ 7,544 รายในประเทศเลบานอน อันเป็นผลมาจากการปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอล นับตั้งแต่สถานการณ์ความขัดแย้งได้ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2026

กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่ยอดสรุปขั้นสุดท้าย เนื่องจากยังคงมีการบันทึกข้อมูลผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง

ยอดผู้เสียชีวิตที่ได้รับการรายงานนั้น รวมถึงเจ้าหน้าที่กู้ชีพและบุคลากรทางการแพทย์จำนวน 100 รายที่ต้องจบชีวิตลง และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวน 233 ราย

ในช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งอันรุนแรงนี้ส่งผลให้มีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศกว่าหนึ่งล้านคน ทั้งนี้ ข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 10 วันระหว่างอิสราเอลและเลบานอน ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ได้เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2026




ไทยอยากเป็นหลายฮับ แต่ฮับที่ได้เป็นแล้วแน่ ๆ คือ … ‘ฮับสแกมเมอร์’ ของเอเชีย โดยอ้างอิงจากรายงานประจำปี 2568 ของ Whoscall ที่เพิ่งออกมาสด ๆ ร้อน ๆ


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1360070696155163&set=a.628388912656682

Brand Inside
Yesterday
·

ไทยอยากเป็นหลายฮับ แต่ฮับที่ได้เป็นแล้วแน่ ๆ คือ …
.
‘ฮับสแกมเมอร์’ ของเอเชีย โดยอ้างอิงจากรายงานประจำปี 2568 ของ Whoscall ที่เพิ่งออกมาสด ๆ ร้อน ๆ
.
คำถามคือ ทำไม Whoscall ถึงกับใช้คำว่า ‘ศูนย์กลาง’ ของอาชญากรรมทางโทรคมนาคมในภูมิภาคเอเชีย เพื่อนิยามไทยในช่วงปีที่ผ่านมา?
.
เหตุผลคือ Whoscall ได้วิเคราะห์และระบุการโทรและ SMS รวมกว่า 6,000 ล้านครั้ง ทั่วโลกในปี 2568 แล้วพบว่าแนวโน้มเรื่องสายหลอกลวงทั่วโลกลดลงเหลือ 480 ล้านครั้ง (จาก 540 ล้านครั้งจากปี 2567)
.
แต่ตัวเลขมิจฉาชีพในประเทศไทยพุ่งเป็น 173 ล้านครั้ง ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 3.16% จากปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงการพุ่งเป้าขององค์กรมิจฉาชีพที่เลือกคนไทยเป็นแหล่งรายได้หลักของการปฏิบัติการ
.
โดยความพยายามหลอกลวง 173 ล้านครั้ง แบ่งเป็น
.
- สายโทรศัพท์มิจฉาชีพ 39 ล้านครั้ง
- SMS มิจฉาชีพ 134 ล้านข้อความ
.
ที่สำคัญประเทศไทยยังคงเผชิญกับปริมาณสายหลอกลวงสูงที่สุดในบรรดาตลาดเอเชียทั้งหมดที่ Whoscall ให้บริการ
.
ทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างไต้หวันที่มีสายและ SMS หลอกลวงที่ 25 ล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับความตื่นตัวด้านความปลอดภัยทางดิจิทัล
.
[ มิจฉาชีพเป็นมืออาชีพที่ดำเนินงานแบบ ‘บริษัท’ ]
.
ในการเปิดตัวรายงานครั้งนี้ นายแมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย ได้อธิบายว่าทำไมสถานการณ์ด้านการหลอกลวงจะยังเป็นปัญหาที่เราต้องจับตาต่อไป
.
เขาบอกว่าจากการรวบรวมข้อมูลจากสถาบันต่าง ๆ พบว่ามิจฉาชีพตอนนี้เป็นศูนย์รวมเครือข่ายขนาดมหึมาที่ขับเคลื่อนโดยองค์กรที่มีความซับซ้อนสูง ซึ่งได้ขยายและรวมศูนย์เป็นศูนย์มิจฉาชีพระดับอุตสาหกรรมหลายร้อยแห่ง ดังที่จะเห็นได้ว่ามิจฉาชีพมีข้อมูลส่วนตัวเรามากขึ้น
.
‘โรงงานมิจฉาชีพ’ เหล่านี้มีทั้งชั้นปฏิบัติการโทร คู่มือสคริปต์ ทีมข้อมูล รวมถึงระบบรับคน ฝึกอบรม และบังคับใช้กฎระเบียบภายใน
.
ข้อมูลของเราพบว่าหมายเลขมิจฉาชีพเพียงหมายเลขเดียวสามารถโทรออกได้มากกว่า 800,000 ครั้ง ซึ่งปริมาณระดับนี้เป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีการใช้ระบบโทรอัตโนมัติและอุปกรณ์ระดับคอลเซ็นเตอร์มืออาชีพเท่านั้น”
.
พล.ต.ต.ดร.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมอธิบายว่า ทุกวันนี้การหลอกลวงถูกจัดทำเป็นกระบวนการมืออาชีพ ทำงานกันในระดับอุตสาหกรรม มีการใช้เทคโนโลยี เช่น AI เข้ามาวิเคราะห์เหยื่อและโจมตีด้วย Social Engineering
.
นอกจากนี้ ข้อมูลยังเผยให้เห็นการเปลี่ยนยุทธวิธีสู่ "การหลอกลวงง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน" โดยขบวนการเหล่านี้หันมาใช้การแอบอ้างตัวตนที่น่าเชื่อถือและความเสี่ยงต่ำ แทนที่การขู่เข็ญด้วยเดิมพันสูงแบบเดิม
.
รวมถึงมีการดำเนินงานแบบข้ามประเทศ อย่างที่จะเห็นได้ว่าการหลอกลวงเกิดในประเทศกัมพูชาเป็นหลัก ส่วนฝั่งไทยจะเป็นการจัดการทางการเงิน เช่น บัญชีม้า จึงต้องใช้กลไกระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหา

.
[ มิจฉาชีพเลิกโจมตีสุ่ม แต่ปรับการหลอกลวงไปรายคนเพราะมีข้อมูล ]
.
ข้อมูลปี 2568 ของ Whoscall ยังสะท้อนภาพที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูลรายบุคคลในประเทศไทย หมายเลขโทรศัพท์ไม่ได้รั่วไหลเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะ …
.
- 94% ถูกเชื่อมโยงกับ ชื่อ-นามสกุล
- 25% ถูกเชื่อมโยงกับ อีเมล
- 12% ถูกเชื่อมโยงกับ รหัสผ่าน
- 8% ถูกเชื่อมโยงกับ วันเดือนปีเกิด
- 9% มีข้อมูลที่อยู่จริง
.
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้มิจฉาชีพเปลี่ยนจากการ 'สุ่มโทร' ไปเป็นการใช้จิตวิทยาหลอกล่อแบบเจาะจงบุคคลที่แนบเนียนยิ่งขึ้น ด้วยการเข้าถึงชื่อ วันเดือนปีเกิดและที่อยู่ของเหยื่อ มิจฉาชีพจึงสามารถหลีกเลี่ยงคำถามตรวจสอบความปลอดภัย
.
สร้างเรื่องราวที่น่าเชื่อได้อย่างแนบเนียนด้วยการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือสถาบันการเงิน ดำเนินการสลับซิมการ์ด หรือโจมตีเพื่อยึดครองบัญชีได้อย่างง่ายดาย
.
พล.ต.ต.ดร.ศิริวัฒน์ ทิ้งท้ายถึงการรับมือในภาคประชาชนว่า ทุกวันนี้กลยุทธ์ของมิจฉาชีพยกระดับสู่การเป็นอุตสาหกรรมมากขึ้น จึงขอเร่งรัดให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง ความรู้คือแนวป้องกันด่านแรก การเข้าใจว่ามิจฉาชีพเหล่านี้ดำเนินงานเหมือนธุรกิจมืออาชีพ จะช่วยให้เราทันเกมของพวกเขาและปกป้องตัวตนของเราได้ดียิ่งขึ้น
.
ส่วนในระดับของรัฐก็จะอาศัยกระบวนการระหว่างประเทศเพื่อยุติปัญหานี้จากต้นตอ เพราะทุกวันการหลอกลวงดำเนินงานกันแบบข้ามประเทศ จึงต้องอาศัยแรงกดดันของหลายประเทศเพื่อปราบปรามกิจกรรมของสแกมเมอร์
.
#BrandInside #ธุรกิจคิดใหม่
#Gogolook #Whoscall #Scammer #สแกมเมอร์





อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่เตหะรานพยายามที่จะบรรลุข้อตกลงระยะยาวกับสหรัฐฯ - ข้อตกลงขั้นสุดท้ายใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แค่ไหน อะไรคืออุปสรรคที่ทำให้ยังไม่บรรลุผล?





 


ข้อมูลเพิ่มเติม

ณ วันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2569 สถานการณ์ทางการทูตอยู่ในจุดวิกฤต ""break or make point" แม้ว่าอิหร่านจะประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือพาณิชย์สัญจรได้เต็มรูปแบบแล้วในวันนี้ แต่ข้อตกลงขั้นสุดท้ายยังคงยากที่จะบรรลุได้เนื่องจากประเด็นความขัดแย้งที่มีความสำคัญสูงหลายประการ

ความคืบหน้าในปัจจุบัน

ช่องแคบฮอร์มุซ: 
กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านประกาศว่าช่องแคบนี้ "เปิดอย่างสมบูรณ์" สำหรับเรือพาณิชย์แล้วตั้งแต่เช้าวันนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากการไกล่เกลี่ยอย่างเข้มข้นโดยพลเอกอาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน และนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ

การตอบสนองของสหรัฐฯ: 
ประธานาธิบดีทรัมป์รับทราบการเปิดช่องแคบอีกครั้งผ่านทางโซเชียลมีเดีย แต่ชี้แจงว่าการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่อท่าเรืออิหร่านจะยังคง "มีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่" จนกว่าข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะเสร็จสมบูรณ์ 100%

ปัจจัยเลบานอน: 
ขณะนี้มีการหยุดยิงชั่วคราวที่เปราะบางเป็นเวลา 10 วันระหว่างอิสราเอลและฮิซบอลลาห์ในเลบานอน ซึ่งผู้ไกล่เกลี่ยมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นเบื้องต้นก่อนที่จะมีการแก้ไขปัญหาในวงกว้างระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

อะไรที่ทำให้ข้อตกลงขั้นสุดท้ายล่าช้า?
แม้จะมีรายงานว่า "งานเสร็จไปแล้ว 80%" แต่ประเด็นสำคัญสามประการกำลังขัดขวางการลงนามขั้นสุดท้าย:

ประเด็นติดขัด

การเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์

จุดยืนของสหรัฐฯ
เรียกร้องให้ระงับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมทั้งหมดเป็นเวลา 20 ปี และส่งมอบคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง (HEU) ที่มีอยู่

จุดยืนของอิหร่าน
เสนอให้ระงับชั่วคราว 3 ถึง 5 ปี และเสนอให้ "ลดระดับการผสม" คลังยูเรเนียมแทนการส่งออก

การคว่ำบาตรและทรัพย์สิน

จุดยืนของสหรัฐฯ
ยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือแบบ "เป็นขั้นตอน" และปลดล็อกทรัพย์สินหลังจากตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลงของอิหร่านแล้วเท่านั้น

จุดยืนของอิหร่าน
เรียกร้องให้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมดโดยทันที และเรียกร้อง "ค่าชดเชยสงคราม" สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างความขัดแย้ง

ขอบเขตระดับภูมิภาค

จุดยืนของสหรัฐฯ
มองว่าการหยุดยิงเป็นการตกลงกันแบบทวิภาคี และยืนยันสิทธิ์ในการโจมตีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ต่อไป หาก "ภัยคุกคามที่ใกล้เข้ามา" ยังคงมีอยู่

จุดยืนของอิหร่าน
เรียกร้องให้สหรัฐฯ ถอนกำลังทหารทั้งหมดออกจากฐานทัพในภูมิภาค และรับประกันว่าข้อตกลงนี้ครอบคลุมพันธมิตรทั้งหมด (เลบานอน อิรัก เยเมน)







 

นักข่าว May Wong จาก Straits Times มีโอกาสเข้าชมแหล่งรวมมิจฉาชีพที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งใน #O'Smach #กัมพูชา ซึ่งติดกับชายแดน #ไทย รายงานของเขาทำให้คุณได้เห็นภาพว่าพวกมิจฉาชีพใช้วิธีการใดบ้างในการระบุตัวเหยื่อ ตีสนิท และขโมยทรัพย์สินจากเหยื่อทั่วโลก

https://www.facebook.com/may.wong.328794/posts/1970452256888670

May Wong
April 9

ขณะที่ดิฉันเดินเข้าไปในห้องมืดๆ ไม่มีหน้าต่าง เล็กจนแทบจะเอื้อมมือไปแตะผนังทั้งสองด้านได้ คำถามมากมายผุดขึ้นในใจ มิจฉาชีพต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวแบบนี้อยู่นานแค่ไหน? พวกเขาพลาดเป้าหมายเหยื่อไปกี่ราย?

คนๆ นั้นจะหายใจได้ไหมในห้องที่ล็อกประตูแบบนี้? พวกเขาต้องทำอย่างไรถึงจะออกไปได้? พวกเขาได้รับอนุญาตให้ออกไปห้องน้ำหรือไม่?

ดิฉันไม่ได้รับคำตอบใดๆ แต่ก็พอเดาได้ว่าคนที่อยู่ในห้องนั้นอยากออกไป บนผนังคอนกรีตมีอักษรจีนสี่ตัวที่แกะสลักด้วยมืออย่างสิ้นหวัง มันเขียนว่า "我想回家" / "ฉันปรารถนาจะกลับบ้าน"

แล้วก็มีสมุดจดบันทึกนับร้อยเล่ม ส่วนใหญ่เขียนด้วยลายมือภาษาจีน กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะมากมายที่พวกมิจฉาชีพเคยนั่งเบียดเสียดกันเพื่อหาเหยื่อทางออนไลน์

บางเล่มเขียนด้วยลายมือที่สวยงามและมีรายละเอียดมากมาย ซึ่งบ่งบอกถึงระดับการศึกษาของมิจฉาชีพเหล่านั้น สมุดจดบันทึกเหล่านั้นเป็นคู่มือที่เขียนขึ้นเองเกี่ยวกับการพูดคุยกับเหยื่อ วิธีการปรับแต่งบทสนทนา และในที่สุดก็ได้รับความไว้วางใจจากเหยื่อ ดิฉันเห็นเล่มหนึ่งที่ดูเหมือนจะมุ่งเป้าไปที่ชาวสิงคโปร์

ห้องแล้วห้องเล่า อาคารแล้วอาคารเล่า ทำให้ดิฉันรู้สึกได้ว่าการดำเนินงานของกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ข้ามชาติในบริเวณนั้นดำเนินไปเหมือนกับบริษัทข้ามชาติที่มี "พนักงาน" หลากหลายสัญชาติ

ยกเว้นว่านี่คือตั๋วเที่ยวเดียวสู่ "งาน" ไม่ว่าจะโดยสมัครใจหรือถูกบังคับ

ชะตากรรมของผู้คนอย่างน้อย 10,000 คนที่กล่าวกันว่าทำงานอยู่ในบริเวณนั้นยังไม่ชัดเจนนัก หลังจากที่กองทัพไทยเข้าโจมตีและยึดพื้นที่ดังกล่าวในเดือนธันวาคม ขณะที่กรุงเทพฯ กล่าวหาพนมเปญว่าใช้สถานที่นั้นเป็นที่เก็บอาวุธเพื่อใช้เป็นฐานโจมตีด้วยโดรนและปืนสไนเปอร์ต่อประเทศไทย ซึ่งกัมพูชาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้
หวังว่ารูปภาพและวิดีโอของฉันจะช่วยให้คุณเข้าใจถึงขนาดของอุตสาหกรรมการหลอกลวงนี้ได้ดียิ่งขึ้น

อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่:
https://www.straitstimes.com/asia/se-asia/what-does-a-scam-compound-actually-look-like-and-what-happens-to-those-in-it-when-it-shuts

#WhatsHappeningInThailand
.....

Abandoned desks, beds and chat guides: A look inside a Cambodia scam compound


ทหารไทยกำลังเฝ้ารักษาการณ์อยู่ภายในพื้นที่ของศูนย์ต้มตุ๋น ซึ่งฝ่ายไทยได้เข้าโจมตีและเข้ายึดครองมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือนธันวาคม ปี 2025

โต๊ะทำงาน เตียง และคู่มือการสนทนาที่ถูกทิ้งร้าง: สำรวจแหล่งมั่วสุมหลอกลวงในกัมพูชา

โอสมัช ประเทศกัมพูชา - สมุดบันทึกเล่มหนึ่งวางเปิดอยู่บนโต๊ะที่เต็มไปด้วยแป้นพิมพ์และพอร์ต USB สำหรับอุตสาหกรรม พร้อมสายชาร์จที่เสียบคาอยู่ ข้อความที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษระบุว่า “ฉันโสดและยุ่งกับงานมาหลายปีแล้ว เลยไม่ค่อยได้มีเพื่อนใหม่ ฉันมาจากสิงคโปร์ คุณมาจากประเทศอะไร?”

ข้อความที่เขียนด้วยลายมืออีกข้อความหนึ่งด้านล่างระบุว่า “ในสิงคโปร์ งานแบบของคุณโดยทั่วไปจะได้เงินเดือน 1,500 ถึง 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน คุณได้เงินเดือนเท่าไหร่ในประเทศของคุณ?”

ข้อความเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นคู่มือการสนทนาที่มิจฉาชีพทางไซเบอร์สามารถใช้กับเหยื่อผู้ไม่รู้เรื่องได้ พบสมุดบันทึกแบบนี้หลายร้อยเล่มในห้องที่ดูเหมือนพื้นที่ทำงานแบบเปิดโล่ง ในบริเวณที่ตั้งอยู่ในเมืองโอสมัช ประเทศกัมพูชา ติดกับประเทศไทย

สถานที่ขนาดใหญ่แห่งนี้ ซึ่งกินพื้นที่ 80 เฮกตาร์ หรือเทียบเท่าสนามฟุตบอล 125 สนาม มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ในด้านกิจกรรมฉ้อโกงทางไซเบอร์ข้ามชาติ

เมื่อวันที่ 7 เมษายน หนังสือพิมพ์เดอะสเตรทส์ไทมส์เป็นหนึ่งใน 15 สำนักข่าวที่ได้รับเชิญไปเยี่ยมชมสถานที่ดังกล่าว ซึ่งการดำเนินงานถูกทำลายโดยกองทัพไทยในเดือนธันวาคม 2025 ระหว่างการปะทะกันบริเวณชายแดนกับกัมพูชา

กองทัพไทยและกระทรวงการต่างประเทศได้จัดทัวร์สื่อมวลชนอย่างน้อยสามครั้งไปยังพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากต้องการแสดงให้เห็นถึงขนาดของการดำเนินงานขององค์กรอาชญากรรมในกัมพูชา

ประเทศไทยกล่าวหากัมพูชาว่าใช้สถานที่ขนาดใหญ่แห่งนี้ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 400 เมตรในจังหวัดสุรินทร์ของไทย เป็นที่เก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ โจมตีด้วยระเบิดมือในดินแดนไทย และวางกำลังพลซุ่มยิงเพื่อโจมตีประเทศไทย หลังจากโจมตีสถานที่ดังกล่าว ซึ่งรวมถึงคาสิโนสองแห่ง ประเทศไทยพบว่าสถานที่นั้นถูกใช้เป็นศูนย์กลางการฉ้อโกง


อาคารหลังหนึ่งภายในพื้นที่ของขบวนการหลอกลวง ซึ่งทหารไทยได้ยิงใส่เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ขณะที่ความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชากลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง

สถานที่ทั้งหมด ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารชั้นเดียว 157 หลัง ได้ถูกอพยพออกไปหมดแล้วหลังจากการโจมตีของไทย

กองทัพไทยเชื่อว่ามีบุคลากรอย่างน้อย 10,000 คนปฏิบัติงานอยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งมีบริการต่างๆ เช่น โรงพยาบาล ร้านขายยา ร้านเสริมสวย และแม้แต่โรงแรม

ระหว่างที่นักข่าวถูกพาชมพื้นที่เกิดเหตุ – ซึ่งกว้างใหญ่เกินกว่าจะเดินสำรวจได้ทั้งหมด – พวกเขาสังเกตเห็นสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นย่านที่อยู่อาศัยธรรมดาๆ ทั่วไป ยกเว้นแต่หน้าต่างที่แตกกระจายและกำแพงที่เต็มไปด้วยรอยกระสุน

ภายในอาคารส่วนใหญ่ที่ ST ไปเยี่ยมชม ห้องแล้วห้องเล่าเต็มไปด้วยโต๊ะและเก้าอี้ยาวๆ พร้อมด้วยจอคอมพิวเตอร์และแป้นพิมพ์วางเกลื่อนอยู่ทั่ว และกระดานไวท์บอร์ดที่มีคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อล่อลวงเหยื่อ

ตัวอย่างเช่น เพื่อให้บัญชีเฟซบุ๊กปลอมดูเหมือนจริง พวกมิจฉาชีพได้รับการสอนให้กดไลค์โพสต์และดูวิดีโอเพื่อ "เสริมความแข็งแกร่ง" ให้กับบัญชี "เข้าร่วมกลุ่มที่เกี่ยวข้อง" ในเมืองของมิจฉาชีพ และ "อัปโหลดรูปภาพที่เป็นธรรมชาติ" และห้ามโพสต์รูปภาพเดียวกันในหลายบัญชี

เศษอาหารเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็น ขณะที่แก้วกาแฟที่ล้มคว่ำและที่เขี่ยบุหรี่ที่เต็มไปด้วยก้นบุหรี่บ่งบอกถึงการจากไปอย่างวุ่นวายและเร่งรีบ


ห้องพักของหนึ่งในพวกมิจฉาชีพภายในศูนย์ดังกล่าว

กองทัพไทยไม่ได้ระบุเจ้าของที่ดินในบริเวณดังกล่าว โดยกล่าวเพียงว่าที่ดินผืนนี้เป็นของชาวจีนและชาวกัมพูชาคนละครึ่ง แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกกับ ST ว่าหนึ่งในผู้กระทำผิดหลักคือ ลี ยง พัท นักธุรกิจชาวกัมพูชา ซึ่งถูกคว่ำบาตรไปตั้งแต่ปี 2024 แล้ว

แล้วอดีตผู้พักอาศัยในที่ดินผืนนี้ไปอยู่ที่ไหนกัน?

การปิดสถานที่หลอกลวงแห่งนี้ แม้จะมีขนาดใหญ่โต อาจไม่ส่งผลกระทบมากนักต่อธุรกิจหลอกลวงที่ทำกำไรมหาศาลนี้

“โอสมาคเป็นศูนย์กลางการค้ามนุษย์และสถานที่หลอกลวงที่รู้จักกันดีมานานหลายปีแล้ว” นางลินด์เซย์ เคนเนดี ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ The Eyewitness Project องค์กรสืบสวนระดับโลกที่เชี่ยวชาญด้านรายงานเกี่ยวกับอาชญากรรม ความขัดแย้ง และการทุจริต กล่าว

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวเมื่อเดือนตุลาคมว่า ชาวอเมริกันสูญเสียเงินอย่างน้อย 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (12.8 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์) จากการหลอกลวงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2024 ซึ่งเพิ่มขึ้น 66 เปอร์เซ็นต์จากปี 2023 พันธมิตรต่อต้านการหลอกลวงระดับโลก (Global Anti-Scam Alliance) ประเมินว่าทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากการหลอกลวงถึง 442 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เพียงปีเดียว

นางเคนเนดี ซึ่งประจำอยู่ที่พนมเปญกล่าวว่า “ปัญหาคืออุตสาหกรรมอาชญากรรมเก่งมากในการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงในภาวะวุ่นวาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีผู้คนอ่อนแอและสิ้นหวังจำนวนมากให้เอาเปรียบ สิ่งที่เราเห็นคืออุตสาหกรรมการหลอกลวงในกัมพูชากำลังรวมตัวกันใหม่แล้ว”

กัมพูชายอมรับว่าการหลอกลวงได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและชื่อเสียงของประเทศ และให้คำมั่นว่าจะปิดศูนย์หลอกลวงทั้งหมดภายในสิ้นเดือนเมษายน ซึ่งนักวิเคราะห์ยังคงไม่เชื่อมั่นในเรื่องนี้


หนึ่งในห้องหลอกลวง ซึ่งมีลักษณะเหมือนพื้นที่สำนักงานแบบเปิด

“การ ‘ปราบปราม’ นั้นหมายความว่าผู้รอดชีวิตจากการค้ามนุษย์ถูกปล่อยให้ดูแลตัวเองบนท้องถนน หรือพึ่งพาที่พักพิงเพียงไม่กี่แห่ง และได้รับเวลาจนถึงสิ้นเดือนเมษายนในการหาเงินเพื่อเดินทางออกไป” เธอกล่าว

นางเคนเนดี้เสริมว่า “พวกมิจฉาชีพกำลังเข้ามาเสนอตำแหน่งงานให้กับผู้รอดชีวิตที่ไม่มีทางเลือกอื่น ในแคมป์หลอกลวงในกัมพูชาหรือในประเทศอื่นๆ ที่ผู้ค้ามนุษย์จะออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้”

“แคมป์หลายแห่งน่าจะกลับไปดำเนินธุรกิจตามปกติ และคราวนี้คนงานจะรู้ว่าไม่ควรขอความช่วยเหลือเพื่อหลบหนี”

กัมพูชาคัดค้าน ไทยปกป้อง

การที่สื่อมวลชนไปเยี่ยมชมแคมป์หลอกลวงในโอสมัค ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกัมพูชา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสารสนเทศของกัมพูชา นายเนธ เพียกตรา กล่าวกับ ST ว่า กัมพูชา “ปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อความพยายามของไทยที่จะทำให้การคงอยู่ของทหารอย่างผิดกฎหมายของตนถูกต้องตามกฎหมายผ่านการจัดฉากการเยือนสื่อ”

ตอบคำถามของ ST เขาบอกว่า ไทย “พยายามใช้ประเด็นการหลอกลวงทางออนไลน์เป็นข้ออ้างเพื่อทำให้การกระทำทางทหารที่ผิดกฎหมายของตนถูกต้องตามกฎหมาย และสร้างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว”


กระดานไวท์บอร์ดที่มีคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการใช้ Facebook เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง

พลเรือตรีสุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหมของไทยปฏิเสธเรื่องนี้ โดยยืนยันว่าราชอาณาจักรไทยยึดมั่นในแถลงการณ์ร่วมระหว่างสองประเทศในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงหยุดยิง “ไม่ว่ากองกำลังจะอยู่ในตำแหน่งใด พวกเขาก็จะยังคงอยู่ในตำแหน่งนั้น” เขากล่าวเสริม

พลเรือตรีสุรสันต์กล่าวเพิ่มเติมว่า “จริงๆ แล้วไม่ใช่การถกเถียงว่าดินแดนส่วนนั้นเป็นของใคร แต่เป็นคำถามเกี่ยวกับการดำเนินการของศูนย์หลอกลวงที่ดำเนินการมาตลอด และเราพบว่ามันดำเนินการอย่างผิดกฎหมายอยู่เบื้องหลังคาสิโน”

นายเจสัน ทาวเวอร์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจากองค์กรระหว่างประเทศที่ไม่ใช่ภาครัฐอย่าง Global Initiative against Transnational Organized Crime กล่าวว่า ประเทศไทยได้ทำคุณประโยชน์ให้กับกัมพูชาด้วยการที่สื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมพื้นที่ โดย “เปิดเผยให้เห็นถึงลักษณะที่รุนแรงของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นภายในแหล่งมั่วสุม”

“สิ่งนี้ได้ช่วยสนับสนุนการตอบสนองของนานาชาติ และช่วยสร้างความตระหนักรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับกลโกงการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่ซับซ้อน ซึ่งเกิดขึ้นจากสถานที่เหล่านี้หลายแห่ง”







 

แกล้งจุ๊บให้รู้ว่ารัก 😘 น้องชายฝ่ายหญิงไม่ทน แฉแหลก‼️ พระมาจากปากช่อง เพื่อเจอสาว ที่สุรินทร์ พอเผลอ คิดว่าไม่ทีใครเห็น ยื่นแก้มให้หอม







https://x.com/Skyboyz15/status/2045065291462549891


 

ล้งจีนบุกไทย แล้วที่อื่นละโดนไหม เวียดนาม แก้เผ็ดอย่างไร?





https://x.com/platutong/status/2044727985690075415


 

วันศุกร์, เมษายน 17, 2569

‘ดร.ณัฏฐ์’ ทนายเอกให้ กกต.ฟัด ‘สมชัย’ อดีต กกต. “มโนเพ้อเจ้อและสร้างความปั่นป่วนให้สังคมสับสน” เลยโดนสวนกลับว่าเป็น อดีตอัยการถูกไล่ออกเรียกรับสินบน

อานนท์ ลูกบิด นิด้า ถอยไป ดาวรุ่งสายสลิ่มคนใหม่กำลังจะแซง ตอนนี้กำลังดังจากการเป็นทนายเอกให้ กกต.ที่กำลังตกอยู่ในวิกฤตศรัทธาจากประชาชนอย่างจัง เพราะทำตัวคล้ายช่วยโกงเลือกตั้ง โดยมีคดีหนึ่งเข้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญ กรณีบาร์โค้ดไม่ลับ

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือที่มีชื่อในสื่อว่า ดร.ณัฏฐ์ “ในวิกิ บอกจบเอกรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง ในรายงานข่าวบางที่บอกจบ ม.ปทุมธานี” สมชัย ศรีสุทธิยากร เล่าประวัติไว้เล็กน้อย หลังจากโดนณัฏฐ์ฟัดหนัก ในความเกี่ยวพันกับการฟ้องคดี กกต.

ตอนไปให้การต่อ กกต.เพื่อสนับสนุน กกต. ณัฏฐ์ซัดสมชัยด้วยหมัดฮุก “กรณีการจัดการเลือกตั้งจำลองร่วมกับกรรมาธิการวุฒิสภา โดยระบุว่าเป็นเพียงละครลิงฉากหนึ่ง หรือสภาโจ๊กที่นำข้อมูลมาใช้เป็นหลักฐานในคดีไม่ได้”

ส่วนหมัดอัปเปอร์คัตที่ว่า “เป็นการมโนเพ้อเจ้อและสร้างความปั่นป่วนให้สังคมสับสน” ก็คงทำให้สมชัยฮึดใหญ่ หันมารัวใส่เป็นชุด เรื่องหนึ่งคือ “ชาว Social ใจร้ายมาก” ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกัน ส่งเอกสารศาลปกครอง “ความยาว ๑๗ หน้ามาให้อ่านก่อนนอน” (ตามรูป)

ว่าคดีดำที่ ฟบ. 46/2561 และคดีแดงที่ ฟบ. 49/2565 แค่เป็น “เรื่องอัยการคนหนึ่ง ถูกให้ออกจากราชการด้วยเหตุประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เรียกรับเงินมากกว่า ๑.๕ ล้านบาท เพื่อพาพบผู้ใหญ่ใน กกต.วิ่งเต้นเพื่อไม่ให้ได้ใบแดง”

แต่กรณีบาร์โค้ดด็อกเต้อคนนี้ให้ความเห็นเหมือนเป็น กกต.เอง “ในขณะประชาชนกาบัตรไม่มีใครเห็น และหลังนับคะแนน กกต.ได้แยกต้นขั้วและบัญชีรายชื่อออกจากกันตามที่กฎหมายกำกับ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ว่าใครเลือกใคร”

โพสต์ของสมชัยภาคต่อบอกว่า ดร.คนนี้ที่ “เก่งมาก มีหลายปริญญาเอก เป็นคนเดียวกับคนที่คุณศุภชัย ใจสมุทร เคยโพสต์ว่า เป็นอดีตอัยการ แล้วถูกไล่ออกจากหน่วยงานเพราะไปรับสินบน ๑.๕ ล้านบาท” แต่อาจจะชื่อคล้ายกัน

“กกต. คงไม่เอาคนที่เคยติดสินบนคดีเลือกตั้งมาเป็นพยานให้ กกต.หรอก” หรือว่าสมชัยความจำหลอน เมื่อ “จำได้คลับคล้ายคลับคลา ว่าตอนคุณพิชิต ชื่นบาน อดีต รมว.สำนักนายก ฟ้องหมิ่นประมาทเรียกค่าเสียหาย ๕๐ ล้าน สุดท้ายต้องมาไกล่เกลี่ย

และจ่ายเงินค่าทนายและค่าเสียหายกับผม คน ๆ นี้น่าจะเป็นทนายฝั่งคุณพิชิต” ลงท้ายสมชัยเลยยอมรับว่า “ผมคิดว่าน่าจะใช่นะ”

(https://www.facebook.com/somchaivision/posts/fGTtQSAq, https://www.facebook.com/somchaivision/posts/GXrrxCbq และ https://www.youtube.com/watch?v=2ujoBLgTZos)