วันอาทิตย์, พฤษภาคม 17, 2569

เหตุการณ์ ขบวนรถไฟบรรทุกสินค้าชนรถเมล์ มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ บทเรียนนี้ราคาแพง ถึงเวลาต้องเปลี่ยนนโยบายแล้ว โศกนาฏกรรมครั้งนี้ตอกย้ำว่า กรุงเทพฯ ไม่สามารถใช้วิธีการจัดการจุดตัดทางรถไฟแบบเดิม ๆ








https://x.com/konsuaymaalaew/status/2055608957675479299
.....

อุบัติเหตุครั้งใหญ่ครั้งนี้กำลังจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในสังคมไทยเกี่ยวกับ "ความปลอดภัยของจุดตัดทางรถไฟ" และระบบขนส่งมวลชนที่ยังขาดการบูรณาการด้านความปลอดภัยที่ทันสมัยพอในเขตเมืองหลวง

การเกิดอุบัติเหตุซ้ำเล่า ณ จุดตัดทางรถไฟ ไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียอย่างประเมินค่าไม่ได้ แต่ยังสะท้อนถึง "ช่องว่างเชิงโครงสร้าง" ของระบบคมนาคมไทยที่ปล่อยให้ความเสี่ยงนี้คงอยู่ใจกลางเมืองหลวงมาอย่างยาวนาน ซึ่งกระแสสังคมในขณะนี้ได้มุ่งประเด็นไปที่ 3 ปัจจัยหลักที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน:

1. วัฒนธรรมการขับขี่กับการออกแบบแยกที่ไม่ปลอดภัย

กับดักบนรางรถไฟ: บนถนนที่จราจรติดขัดอย่างหนักอย่างอโศก-ดินแดง หรือเพชรบุรี ผู้ขับขี่มักมีพฤติกรรมขับตาม ๆ กันไปโดยหวังว่าจะพ้นแยก จนหลายครั้งรถไปติดแหง็กอยู่บนรางรถไฟ

การบังคับใช้กฎหมายและตีเส้นจราจร: สังคมเริ่มตั้งคำถามถึงความเด็ดขาดในการห้ามรถหยุดบน "พื้นที่เส้นทะแยงเหลือง" (Yellow Box) บริเวณทางรถไฟ ซึ่งตามหลักสากลแล้ว พื้นที่นี้ต้องว่าง 100% หากรถคันหน้ายังขยับไม่พ้น ห้ามรถคันหลังขับตามขึ้นไปเด็ดขาด

2. เทคโนโลยีความปลอดภัยที่ "ตามไม่ทัน" ความเจริญของเมือง

ไม้กั้นอัตโนมัติที่ยังมีช่องโหว่: ระบบไม้กั้นในปัจจุบันมักทำงานด้วยการตรวจจับระยะ (Sensor) หรือเวลาล่วงหน้า แต่ในกรณีที่รถติดอยู่ก่อนแล้ว ไม้กั้นมักจะลงมาทับหลังคารถ หรือไม่สามารถลงมาปิดได้สมบูรณ์เนื่องจากติดตัวรถ

ขาดระบบ AI หรือเซนเซอร์แจ้งเตือนล่วงหน้า: ในหลายประเทศที่มีระบบรางทันสมัย จะมีการติดตั้ง Obstacle Detection System (ระบบตรวจจับสิ่งกีดขวาง) บนรางรถไฟ หากมีรถจอดนิ่งอยู่บนราง ระบบจะส่งสัญญาณเตือนไปยังห้องควบคุมหรือส่งสัญญาณไฟเตือนพนักงานขับรถไฟ (พขร.) ให้ทำการเบรกฉุกเฉินตั้งแต่ระยะไกลหลายร้อยเมตร ซึ่งช่วยลดความรุนแรงหรือเลี่ยงการปะทะได้

3. ปัญหา "ต่างคนต่างทำ" (Lack of Integration)

จุดตัดทางรถไฟในกรุงเทพฯ มักเป็นการคาบเกี่ยวกันของหลายหน่วยงาน เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ดูแลตัวรางและอาณัติสัญญาณรถไฟ, กรุงเทพมหานคร (กมห.) ดูแลผิวจราจร, และ ตำรวจจราจร ดูแลการปล่อยสัญญาณไฟจราจร

เมื่อระบบสัญญาณไฟเขียว-ไฟแดงของถนน ไม่ได้ถูกเชื่อมต่อ (Interlock) เข้ากับระบบอาณัติสัญญาณของรถไฟอย่างสมบูรณ์ ผลที่ตามมาคือ บ่อยครั้งที่ไฟจราจรบนถนนยังปล่อยให้รถไหลเข้าไปในแยก ทั้ง ๆ ที่ขบวนรถไฟกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

💡 บทเรียนราคาแพงที่ต้องเปลี่ยนเป็นนโยบาย โศกนาฏกรรมครั้งนี้ตอกย้ำว่า กรุงเทพฯ ไม่สามารถใช้วิธีการจัดการจุดตัดทางรถไฟแบบเดิม ๆ เหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อนได้อีกต่อไป ตราบใดที่โครงการรถไฟความเร็วสูงหรือการยกเดินรถลงใต้ดิน/ขึ้นยกระดับ (Grade Separation) ยังไม่ครอบคลุมทุกจุด การนำเทคโนโลยีตรวจจับอัจฉริยะมาใช้ และการปรับระบบไฟจราจรให้สัมพันธ์กับรถไฟอย่างแท้จริง คือสิ่งเดียวที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสลดเช่นนี้ซ้ำอีก




แนวทางการจัดการทางข้ามทางรถไฟ (ฟุมิคิริ) ของญี่ปุ่น ที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นมาตรฐานทองคำด้านความปลอดภัยทางข้ามทางรถไฟ มองเขา แล้วตัดภาพมาที่ไทย



โครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟของญี่ปุ่นได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นมาตรฐานทองคำด้านความปลอดภัยทางข้ามทางรถไฟ โดยมีแรงผลักดันจากการใช้งานเทคโนโลยีขั้นสูงและระเบียบปฏิบัติที่เข้มงวด ประเทศญี่ปุ่นใช้เครื่องตรวจจับสิ่งกีดขวางด้วยเรดาร์เลเซอร์ 3 มิติ และไฟเตือนแบบรอบทิศทาง และกำลังดำเนินการติดตั้งระบบกล้องที่ใช้ AI เพื่อกำจัดอุบัติเหตุที่ทางข้ามทางรถไฟให้หมดไป

แนวทางการจัดการทางข้ามทางรถไฟ (ฟุมิคิริ) ของญี่ปุ่นนั้นอาศัยการผสมผสานระหว่างกฎหมายจราจรที่เข้มงวด ฮาร์ดแวร์เซ็นเซอร์ที่ทันสมัย และระบบสัญญาณที่ทันสมัย:

เรดาร์เลเซอร์ 3 มิติ (3DLR): แทนที่จะพึ่งพาเฉพาะตัวส่งสัญญาณแสงแบบเก่าที่มักพลาดคนเดินเท้า ทางรถไฟได้ติดตั้ง 3DLR และกล้องสเตอริโอเลนส์มุมกว้างทั่วทางข้ามที่มีความเสี่ยงสูงหลายพันแห่ง ระบบเหล่านี้จะสร้างแผนที่พื้นผิวทางข้ามทั้งหมด ตรวจจับยานพาหนะที่ติดอยู่หรือคนเดินเท้าที่ล้มลงได้อย่างแม่นยำ และส่งสัญญาณหยุดด้วยไฟ LED สีแดงไปยังคนขับรถไฟที่กำลังเข้าใกล้โดยอัตโนมัติ

การวิเคราะห์ภาพด้วย AI: ผู้ให้บริการรายใหญ่ เช่น การรถไฟเซบุในเขตโตเกียว ได้อัปเกรดทางข้ามสำหรับคนเดินเท้าด้วยเครือข่ายกล้อง AI AI จะระบุบุคคลที่ยืนอยู่หรือติดอยู่บนรางรถไฟ และแจ้งเตือนผู้ขับขี่ ทำให้มีเวลาหยุดรถฉุกเฉินได้แม้ไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์

ไฟเตือนรอบทิศทาง: เพื่อแก้ปัญหาจุดบอดสำหรับผู้ขับขี่และคนเดินเท้าสูงอายุ ญี่ปุ่นใช้ไฟกระพริบรอบทิศทางที่มองเห็นได้ชัดเจนและป้ายที่มีการสะท้อนแสงสูง ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการออกแบบสากลสำหรับนักท่องเที่ยวและเด็ก

การบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวด: แตกต่างจากหลายประเทศ กฎหมายของญี่ปุ่น (ภายใต้พระราชบัญญัติจราจรทางบก) กำหนดให้รถยนต์ รถบรรทุก และจักรยานทุกคันต้องหยุดสนิทก่อนข้ามทางรถไฟ ทำให้การหยุดแบบค่อยๆ หยุดซึ่งเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุทางข้ามส่วนใหญ่ทั่วโลกหมดไป

โครงการแยกต่างระดับขนาดใหญ่: ในเขตเมืองที่มีความหนาแน่นสูง เช่น โตเกียว ที่ทางข้ามบางแห่ง (akazu no fumikiri) ปิดอยู่ตลอดเวลาเนื่องจากปริมาณรถไฟสูง โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จึงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับรางรถไฟขึ้นไปบนสะพานลอยหรือฝังรางลงใต้ดินทั้งหมด เพื่อขจัดทางข้ามเหล่านั้นไปเลย







‘ชาวนา’ กำลังแย่ ใครแก้ได้บ้าง…? The Active ชวนดูต้นทุนการทำนา ของชาวนาในพื้นที่ทุ่งรับน้ำ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อหาคำตอบว่า ทำไม ? พวกเขายังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้สักที



‘ชาวนา’ กำลังแย่ ใครแก้ได้บ้าง…? กรณีศึกษา ต้นทุนทำนาในทุ่งรับน้ำ ‘พระนครศรีอยุธยา’

19 กุมภาพันธ์ 2025
The Active Thai PBS

ชาวนา…ทำไม ? ต้องมาม็อบ เหตุผลสำคัญ คือ ปัญหาข้าวเปลือกเจ้าราคาตกต่ำ จนทำให้ชาวนาหลายจังหวัดแบกภาระไม่ไหว พวกเขาจึงนัดรวมตัวประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหา

ทุกวันนี้เสียงสะท้อนจากชาวนา พบว่า ยังคงติดอยู่ในวังวนเดิม ๆ ปลูก ขาย และกู้หนี้มาชดเชยของเก่า นี่คือต้นทุนการทำนาที่พวกเขาต้องเผชิญ แล้วมันจะคุ้มค่า กับที่ชาวนายอมหลังขดหลังแข็งหรือไม่



The Active ชวนดูต้นทุนการทำนา ของชาวนาในพื้นที่ทุ่งรับน้ำ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อหาคำตอบว่า ทำไม ? พวกเขายังไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้สักที

สำหรับชาวนาที่ต้องทำนาในพื้นที่ทุ่งรับน้ำนองกรณีศึกษาของ จ.พระนครศรีอยุธยา ในกรณีการทำนาปรัง ก่อนวันที่ 15 กันยายนของแต่ละปี ชาวนาบริเวณทุ่งรับน้ำ จะต้องเก็บเกี่ยวข้าวให้เสร็จ ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างรัฐ กับ ชาวนา เพราะหลังวันที่ 15 กันยายน กรมชลประทานจะระบายน้ำที่หลากทางตอนบนเข้าทุ่งรับน้ำเพื่อบรรเทาน้ำท่วมให้กับจังหวัดตอนล่างลุ่มน้ำเจ้าพระยา อย่าง ปทุมธานี, นนทบุรี, กรุงเทพมหานคร… นี่คือสิ่งที่ ชาวนาพระนครศรีอยุธยา ต้องเป็นผู้เสียสละรับน้ำ ก่อนจะได้ทำนา

พอเข้าสู่ช่วง เดือนพฤศจิกายน เมื่อน้ำเริ่มแห้ง ชาวนาถึงจะได้ทำนา และเริ่มค่าใช้จ่าย ตั้งแต่เตรียมแปลง ถึงหว่านเมล็ดพันธุ์ เช่น
  • ค่าเมล็ดพันธุ์ 25 กิโลกรัม ราคา 500 บาท/ไร่
  • ค่าปั่นดิน 300 บาท/ไร่
  • ค่าย่ำดิน 250 บาท/ไร
  • ค่าหว่าน 60 บาท/ไร่
  • ค่าจ้างฉีดยาคลุมเลน 60 บาท/ไร่
  • ค่ายา 300 บาท/ไร่
  • ค่าฉีดยาฆ่าหญ้า 300 บาท/ไร่
  • ค่าจ้างคนฉีดยา 60 บาท/ไร่
รวม ๆ แล้วต้นทุนขั้นการเตรียมแปลงทั้งหมดที่ต้องจ่ายอยู่ราว ๆ 1,800 – 1,900 บาท/ไร่ ทำนาหลายไร่ ค่าใช้จ่ายก็ยิ่งทวีคูณ

มากันที่ เดือนธันวาคม เมื่อข้าวเริ่มงอก ก็มีค่าใช้จ่าย ทั้ง ค่าน้ำมันเพื่อสูบน้ำเข้านา ตกอยู่ที่ 500 บาท/ไร่ (20 ลิตร) ค่าหว่านปุ๋ย 3 สูตร ราคา 700 – 800 บาท (1 กระสอบ ได้ 50 กิโลกรัม และ 1 กระสอบ ใส่ได้ 3 ไร่) รวมถึงค่าจ้างหว่านปุ๋ย อีก 60 บาท/ไร่ รวมแล้วในช่วงนี้ต้องจ่ายอีก 2,500 – 2,600 บาท/ไร่

พอ เดือนมกราคม ถึง กุมภาพันธ์ ข้าวเริ่มโต ก็ต้องใส่ปุ๋ยอีกรอบ และต้องไปซื้อยาฆ่าเชื้อรา มาใส่ข้าวด้วย รวมแล้ว 500 – 600 บาท/ไร่

ล่วงเลยมาจนถึง เดือนมีนาคม ซึ่งเข้าสู่ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว จะมีค่าใช้จ่าย จ้างรถเกี่ยวข้าว 500 บาท/ไร่ พอเกี่ยวเสร็จก็ต้องจ้างรถบรรทุกขนข้าวไปขาย อยู่ที่ 200 บาท/ตัน

รวม ๆ แล้วตั้งแต่เตรียมแปลง เริ่มหว่าน มาจนถึงได้เกี่ยวข้าว กว่าจะได้ขาย ชาวนาก็เจอต้นทุนการผลิตไปแล้ว ประมาณ 5,000 – 6,000 บาท/ไร่

ปัจจุบันชาวนาพระนครศรีอยุธยา ยอมรับ พอได้ข้าวไปขาย เห็นราคาข้าวก็แทบเป็นลม เพราะอยู่ที่ 6,000 – 7,000 บาท/ตัน เท่านั้น เรียกได้ว่ามองไม่เห็นกำไร นี่คือต้นทุนที่ชาวนาต้องแบกเอาไว้



ยังมีอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อจำกัด คือ จริง ๆ แล้วในช่วงเดือนเมษายน ที่กำลังเตรียมแปลงปลูกข้าวรอบใหม่หลังเก็บเกี่ยว ชาวนาก็จะเจอกับมาตรการห้ามเผา แน่นอนว่ามีทางเลือกอื่น ๆ มากมาย เพื่อที่ไม่ให้ชาวนาเผาตอซังข้าว แต่ในความเป็นจริงชาวนาส่วนใหญ่ก็ยอมรับว่าทำยาก อย่าง ทางเลือกให้หมักฟาง ซึ่งในช่วงเวลาแค่ไม่กี่เดือนก็หมักไม่ทัน เพราะฟางหนา ย่อยสลายไม่ทันกับฤดูฝน

อีกอย่าง ในระหว่างที่จะหมักฟาง ต้องมีน้ำเข้ามาในแปลงนา จึงจะใส่สาร หรือน้ำยาย่อยสลายไปพร้อมกันได้ แต่ก็พบว่าในช่วงเดือนมีนาคม และ เมษายน จะเป็นช่วงที่กรมชลประทาน ไม่ปล่อยน้ำให้ชาวนา เนื่องจากเป็นช่วงฤดูแล้ง ต้องเก็บน้ำไว้เพื่ออุปโภคบริโภค จึงทำให้ไม่มีน้ำเข้านามาหมักฟาง จึงต้องรอประกาศฤดูฝน นี่เป็นอีก หนึ่งข้อเรียกร้อง เพราะปัจจุบันในพื้นที่ 59 จังหวัดห้ามเผาลดฝุ่น แต่ชาวนาก็ไม่มีทางเลือกมากนัก

AUTHOR
นิตยา กีรติเสริมสิน

GRAPHIC DESIGNER
อภิวรรณ หวังเจริญไพศาล


https://theactive.thaipbs.or.th/data/suffering-of-farmers





เมื่อปากมีไว้พูด 🫦


Wara Chanmanee
18 hours ago
·
หลังจากฟังคนรวยไปแล้ว ผมเสนอให้เชิญตัวแทนคนจน คนชายขอบ ไปพูดให้ฟังบ้าง เพื่อให้สังคมได้เห็นภาพความเป็นจริงของโครงสร้างเชิงอำนาจและเศรษฐกิจครบทุกมิติ ไม่ใช่เพียงแค่มุมมองจากยอดพีระมิดอย่างเดียว โดยนายกฯ ควรเชิญ อาทิ

1. ชาวบ้านที่มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน เพื่อสะท้อนปัญหาการกระจุกตัวของที่ดิน และกฎหมายทับซ้อนที่รื้อถอนสิทธิชุมชนดั้งเดิม

2. กลุ่มแรงงานนอกระบบและผู้รับจ้างรายวัน สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สิทธิขั้นพื้นฐาน

3. คน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สะท้อนปัญหาอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ความยุติธรรม บาดแผลจากประวัติศาสตร์ และความมั่นคงที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน และอนาคต/โอกาสชีวิต

4. ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สะท้อนปัญหากลุ่มทุนหรือโครงการรัฐที่แย่งชิงทรัพยากร ทิ้งมลพิษไว้ให้คนพื้นที่

5. กลุ่มชาติพันธุ์และคนไทยพลัดถิ่น กลุ่มคนที่อยู่กับป่าหรือชายแดนมานาน แต่ต้องเผชิญกับปัญหาการไม่ได้รับสัญชาติ ทำให้เข้าถึงสิทธิการศึกษา สาธารณสุข หรือการประกอบอาชีพได้อย่างจำกัด รวมถึงการถูกผลักไสออกจากที่ดินทำกินดั้งเดิมโดยกฎหมายของรัฐ

6. กลุ่มคนไร้บ้าน และผู้จำนนต่อเมือง ซึ่งจะเป็นตัวแทนที่จะสะท้อนปัญหาเรื่องการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น สิทธิการรักษาพยาบาลและการยืนยันตัวตน บ่งบอกถึงความล้มเหลวของรัฐสวัสดิการและการจัดสรรพื้นที่เมือง

7. กลุ่มแรงงานข้ามชาติ ผู้ที่เป็นกำลังหลักในภาคอุตสาหกรรม ประมง และการก่อสร้างของไทย แต่บ่อยครั้งต้องเผชิญกับการถูกกดขี่ค่าแรง การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการเข้าไม่ถึงความคุ้มครองทางกฎหมาย

8. ตัวแทนเยาวชน/คนรุ่นใหม่ในชุมชนแออัด เพื่อสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ส่งต่อข้ามรุ่น การขาดโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ และการติดกับดักทางชนชั้นตั้งแต่ลืมตาดูโลก

การนำเสียงของคนเหล่านี้มาวางแผนเศรษฐกิจ จะช่วยเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากความเชื่อที่ว่า ความมั่งคั่งไหลรินจากบนลงล่าง (Trickle-down Economics) ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าล้มเหลวและสร้างความเหลื่อมล้ำมากระดับโลก ไปสู่การสร้างความมั่งคั่งจากฐานรากขึ้นไปข้างบน (Bottom-up Economic Growth)

https://www.facebook.com/photo/?fbid=26815501704775109&set=a.505013726250599




ในสัปดาห์นี้ จีนจะรำลึกการครบรอบ 60 ปี แห่งการเริ่มต้นของการปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้ประเทศจีนเข้าสู่ความปั่นป่วนยาวนานนับทศวรรษ ส่อง 6 สิ่งของบันทึกประวัติศาสตร์ช่วงนั้น

หนังสือปกแดงของประธานเหมา เจ๋อตุง ถือเป็นหนังสือที่ตีพิมพ์ออกมามากเป็นอันดับสองของโลก มีเพียงพระคัมภีร์ไบเบิลเท่านั้นที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นจำนวนมากกว่า

ส่อง 6 สิ่งของบันทึกประวัติศาสตร์การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน หลังผ่านมา 60 ปี

16 พฤษภาคม 2026
บีบีซีไทย

ในสัปดาห์นี้ จีนจะรำลึกการครบรอบ 60 ปี แห่งการเริ่มต้นของการปฏิวัติวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้ประเทศจีนเข้าสู่ความปั่นป่วนยาวนานนับทศวรรษ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 1966 เหมา เจ๋อตุง ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ ได้เริ่มต้นการรณรงค์เพื่อกำจัดอิทธิพลทุนนิยมและแนวคิดชนชั้นกระฎุมพีออกจากประเทศ รวมถึงกำจัดคู่แข่งของเขา

องค์การเยาวชนที่เรียกว่า "เรดการ์ด" (Red Guard) ถูกก่อตั้งขึ้นทั่วประเทศเพื่อเผยแพร่คำสอนของเหมา

เยาวชนเรดการ์ดทำลายมรดกทางวัฒนธรรม และนำไปสู่การสอบสวน สร้างความอับอายขายหน้าให้ ทุบตีครู ปัญญาชน และฝ่ายปรปักษ์ที่ขัดแย้งกับรัฐมานาน

การปฏิวัติครั้งนี้ทำให้ผู้คนนับล้านต้องพลัดถิ่น และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 5 แสนถึง 2 ล้านคน ช่วงเวลาแห่งความโกลาหลและการนองเลือดสิ้นสุดลงเมื่อประธานเหมา เจ๋อตุง เสียชีวิตลงในปี 1976

อย่างไรก็ตาม วิธีจัดการกับมรดกอันเป็นที่ถกเถียงของยุคดังกล่าวยังคงเป็นความท้าทายต่อผู้ปกครองคอมมิวนิสต์ของจีนมาจนถึงทุกวันนี้


1. หนังสือปกแดง ในระหว่างที่การปฏิวัติวัฒนธรรมเฟื่องฟูจนถึงจุดสูงสุด ทุกคนต้องพกหนังสือปกแดง หรือ Little Red Book ของเหมา เจ๋อตุง หนังสือเล่มนี้เป็นเครื่องมือชี้นำความคิดที่ทรงอิทธิพล และการมีอยู่เป็นการทั่วไปทำให้มีเพียงแนวคิดที่สอดคล้องกับคำกล่าวของเหมาเท่านั้นที่ถือว่ายอมรับได้ ชื่อทางการของหนังสือเล่มนี้คือ "คติพจน์ เหมา เจ๋อตุง" (Quotations from Chairman Mao) ในหนังสือประกอบด้วยเนื้อหาคติพจน์ 427 ข้อ ครอบคลุมหัวข้อ เช่น พรรคคอมมิวนิสต์ การต่อสู้ทางชนชั้น สังคมนิยม เยาวชน ผู้หญิง และศิลปะ

ประเมินว่ามีการพิมพ์หนังสือเล่มนี้มากกว่า 5,000 ล้านฉบับ และถูกแปลไปมากกว่า 40 ภาษา ทำให้เป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับสองรองจากพระคัมภีร์ไบเบิล จอมพลหลิน เปียว ผู้เป็นมือขวาของประธานเหมา มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมหนังสือเล่มนี้ และเป็นผู้เขียนคำนำ ทว่าหลังจากหลิน เปียว ไม่ได้เป็นที่โปรดปรานจากประธานเหมาอีกต่อไปแล้ว ผู้คนจำนวนมากต้องขีดฆ่าชื่อของเขาออกจากหนังสือเพื่อแสดงความจงรักภักดี


2. เข็มกลัดรูปประธานเหมา มีลัทธิบูชาบุคคลอย่างเข้มข้นรอบตัวเหมา เจ๋อตุง มีการผลิตเข็มกลัดรูปเหมาไปราว 2,000 ล้านชิ้นในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม แต่หลังปี 1969 การผลิตเข็มกลัดดังกล่าวลดน้อยลงไปซึ่งมีรายงานว่า เหมา เจ๋งตุง กล่าวว่าอะลูมิเนียมจำเป็นนำไปใช้ในการสร้างเครื่องบิน เข็มกลัดเหล่านี้แพร่หลายมากที่สุดในช่วงปี 1966-1969 -ขณะนั้นทุกคนที่ถือว่า "มีคุณสมบัติดี" จะสวมใส่เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อ "ผู้นำผู้ยิ่งใหญ่" สำหรับสิ่งของเล็ก ๆ เช่นนี้ครอบครัวจำนวนมากในจีนเก็บวัตถุจากยุคการปฏิวัติวัฒนธรรมไว้เป็นของที่ระลึก



3. โปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อ ลัทธิบูชาบุคคลของเหมาไม่ได้จำกัดแค่เพียงเข็มกลัดและหนังสือปกแดงเท่านั้น แต่ยังมีโปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อภายในบ้าน ห้องเรียน ห้องประชุม อาคารสำนักงาน และโรงงาน ข้อความใต้ภาพของเหมาระบุว่า "ขอให้ประธานเหมาอายุยืนยาว"


4. ปลอกแขนของเรดการ์ด นี่คือปลอกแขนขององค์การเยาวชนที่โดยทั่วไปเรียกว่า "เรดการ์ด" พวกเขาถูกจัดตั้งขึ้นครั้งแรกในโรงเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยในกรุงปักกิ่งในช่วงฤดูร้อนของปี 1966 และไม่นานก็ขยายไปทั่วประเทศ เรดการ์ดมองว่า ตนเองเป็นผู้พิทักษ์ประธานเหมา หลายคนทำร้ายผู้ที่ถูกมองว่าเป็นชนชั้นกระฎุมพีหรือไม่จงรักภักดี ซึ่งรวมถึงครูของพวกเขาเอง


5. กระติกน้ำและถุงสไตล์ทหาร ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยและโรงเรียนถูกดำเนินการในลักษณะกึ่งทหาร คนหนุ่มสาวพกกระติกน้ำแบบทหารและกระเป๋าสีเขียวสไตล์ทหาร เมื่อพวกเขาเดินขบวนไปชุมนุมและไปทำงานในภาคสนาม


6. การรณรงค์เพื่อกำจัด "สี่เก่า" (Four Olds) แม้ประธานเหมาจะได้รับความเคารพอย่างสูง แต่วัตถุทางศาสนาก็ถูกทำลาย กลุ่มเรดการ์ดโจมตีเพื่อกำจัดสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ "สี่เก่า" (Four Olds) ซึ่งประกอบด้วย ความคิดเก่า วัฒนธรรมเก่า ประเพณีเก่า และนิสัยเก่า ๆ นั่นจึงทำให้เกิดการทำลาย วัด หลุมฝังศพ และแหล่งมรดก รวมถึงหนังสือหายากและภาพวาดด้วย


https://www.bbc.com/thai/articles/cvgznr1rr91o




ในจีน AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคตแล้ว ผู้สื่อข่าว ABC ได้ทำสกู๊ปเกี่ยวกับหุ่นยนต์ เธอยังลองถามหุ่นยนต์ตัวหนึ่งว่า คิดอย่างไรต่อการแข่งขันด้าน AI ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน 🤖






https://x.com/selinawangtv/status/2055738857594007723


In China, artificial intelligence isn’t the future. It’s already here

ABC News

May 14, 2026
ABC News' Selina Wang is traveling with the president in China and takes a closer look at how artificial intelligence is being embraced by the government -- even mandating AI education in schools.

https://www.youtube.com/watch?v=TXGlCdG0Rww



ทำไมการประชุมสุดยอดสี จิ้นผิง-ทรัมป์ ล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงยุติสงครามอิหร่าน



การประชุมสุดยอดสี จิ้นผิง-ทรัมป์ ล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงยุติสงครามอิหร่าน

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้กดดันจีนให้ดำเนินการมากขึ้นเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดกั้น แต่ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะไม่ยอมอ่อนข้อ

หลายสัปดาห์ก่อนการเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ รัฐบาลของเขาได้กดดันจีนให้กดดันอิหร่านในระหว่างการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างวอชิงตันและเตหะราน

อย่างไรก็ตาม เมื่อทรัมป์เดินทางออกจากปักกิ่งในบ่ายวันศุกร์ด้วยเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน หลังจากใช้เวลาในเมืองหลวงของจีนเพียง 40 ชั่วโมงเศษ และมีการประชุมหลายครั้งกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก็แทบไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่บ่งชี้ว่าสองชาติมหาอำนาจของโลกได้บรรลุข้อตกลงใด ๆ เกี่ยวกับวิธีการยุติสงครามกับอิหร่าน

ขณะเดียวกัน สงครามเองก็ดำเนินมาเป็นวันที่ 77 แล้ว

นี่คือสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายกล่าวถึงสงครามระหว่างการประชุมสุดยอดทรัมป์-สี จิ้นผิง ความแตกต่างของพวกเขา และสถานการณ์ปัจจุบันของการพยายามยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ภาพรวม: จีนกล่าวอะไรเกี่ยวกับสงครามบ้าง?

สงครามกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านท่ามกลางการเจรจาระหว่างวอชิงตันและเตหะรานเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน อิหร่านตอบโต้ในวันเดียวกันด้วยการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนทั่วภูมิภาค รวมถึงเป้าหมายในอิสราเอล ตลอดจนฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรน คูเวต ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

รัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่าสงครามนั้นชอบธรรม และมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แม้ว่าเตหะรานจะกล่าวต่อสาธารณะซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่มีเจตนาที่จะสร้างอาวุธนิวเคลียร์ก็ตาม

แต่จีนซึ่งก่อนหน้านี้ก็ประณามสงครามเช่นกัน ได้ย้ำจุดยืนต่อต้านความขัดแย้งนี้ในแถลงการณ์ที่ออกขณะที่ทรัมป์อยู่ในปักกิ่ง

“จุดยืนของจีนเกี่ยวกับสถานการณ์อิหร่านนั้นชัดเจนมาก ความขัดแย้งนี้ได้สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประชาชนในอิหร่านและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค” กระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวในแถลงการณ์ที่โพสต์บนบัญชี X ของตน

มีชาวอิหร่านเสียชีวิตมากกว่า 3,000 คนในช่วงสงคราม ตามตัวเลขของรัฐบาล

แถลงการณ์ของจีนระบุว่า “การหาทางออกอย่างรวดเร็วเพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้เป็นผลประโยชน์ไม่เพียงแต่ของสหรัฐฯ และอิหร่านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศในภูมิภาคและทั่วโลกด้วย”

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุเพิ่มเติมว่า จีนยินดีต่อความพยายามในการหยุดยิงที่กำลังดำเนินอยู่—ซึ่งมีปากีสถานเป็นผู้ไกล่เกลี่ย—และเชื่อมั่นว่าการเจรจาหารือคือหนทางสู่ทางออก แถลงการณ์ยังเสริมด้วยว่า “สิ่งสำคัญคือการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงที่ครอบคลุมและยั่งยืนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

แถลงการณ์ได้อ้างถึงแผนการ 4 ข้อเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพในตะวันออกกลาง ซึ่งนายสี จิ้นผิง เคยนำเสนอไว้ก่อนหน้านี้ โดยเรียกร้องให้มีการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การยุติปัญหาผ่านการเจรจาทางการเมือง ความมั่นคงร่วมกัน และความร่วมมือที่ขับเคลื่อนด้วยการพัฒนา แถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า จีนจะยังคงดำเนินงานตามแนวทางของแผนการนี้ต่อไป

แต่ละฝ่ายกล่าวถึงช่องแคบฮอร์มุซไว้อย่างไรบ้าง?

ทำเนียบขาวระบุในแถลงการณ์ที่เผยแพร่ผ่านบัญชี X ของตนเมื่อวันพฤหัสบดีว่า: “ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะต้องยังคงเปิดทำการเพื่อรองรับการไหลเวียนของพลังงานอย่างเสรี”

นับตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคม อิหร่านได้จำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าว ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำแคบๆ ที่เชื่อมต่อกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียเข้ากับมหาสมุทรเปิด และเป็นเส้นทางที่ใช้ขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 20 ของปริมาณอุปทานทั่วโลกก่อนที่จะเกิดสงครามขึ้น ทั้งนี้ อิหร่านอนุญาตให้เรือจากบางประเทศที่ได้รับคัดเลือกสามารถแล่นผ่านได้ แต่เรือเหล่านั้นจำเป็นต้องเจรจาขออนุญาตการเดินเรือกับกองพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) เสียก่อน

ในข้อเสนอเพื่อยุติสงครามที่เคยยื่นมาก่อนหน้านี้ อิหร่านเคยเสนอให้มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าผ่านทางสำหรับเรือที่ต้องการแล่นผ่านช่องแคบดังกล่าว ซึ่งทางวอชิงตันได้ปฏิเสธแนวคิดนี้มาโดยตลอด ในเดือนเมษายน สหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อเรือที่เข้าหรือออกจากท่าเรือของอิหร่าน ซึ่งยิ่งซ้ำเติมให้เกิดความปั่นป่วนต่ออุปทานน้ำมันและก๊าซทั่วโลกมากยิ่งขึ้น

แถลงการณ์ของทำเนียบขาวยังระบุเพิ่มเติมว่า: “ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจีนคัดค้านการเปลี่ยนช่องแคบดังกล่าวให้กลายเป็นพื้นที่ทางทหาร รวมถึงความพยายามใดๆ ที่จะเรียกเก็บค่าผ่านทางสำหรับการใช้เส้นทางนี้ และท่านยังแสดงความสนใจที่จะสั่งซื้อน้ำมันจากสหรัฐฯ เพิ่มเติม เพื่อลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซของจีนในอนาคต”

กระทรวงการต่างประเทศของจีนยอมรับในแถลงการณ์ของตนว่า “ความขัดแย้งดังกล่าวได้สร้างภาระอันหนักหน่วงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก ห่วงโซ่อุปทาน ระเบียบการค้าสากล และเสถียรภาพของอุปทานพลังงานโลก ซึ่งส่งผลกระทบในทางลบต่อผลประโยชน์ร่วมกันของประชาคมระหว่างประเทศ”

ทว่า แถลงการณ์ของฝ่ายจีนกลับมิได้มีการกล่าวถึงประเด็นเรื่องค่าผ่านทางที่อิหร่านเรียกเก็บ หรือประเด็นเรื่องการเปลี่ยนช่องแคบให้กลายเป็นพื้นที่ทางทหารแต่อย่างใด

การพบปะกันระหว่างนายทรัมป์และนายสี จิ้นผิง เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่ปะทุขึ้นจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยจีนถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องพึ่งพาน้ำมันจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียซึ่งขนส่งผ่านช่องแคบนี้อย่างหนักหน่วง อีกทั้งยังเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายสำคัญจากอิหร่านอีกด้วย 

พวกเขาพูดถึงโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านว่าอย่างไรบ้าง?

“ทั้งสองประเทศเห็นพ้องต้องกันว่า อิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด” ทำเนียบขาวระบุในแถลงการณ์

แถลงการณ์ของจีนไม่ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าอิหร่านไม่ควรมีอาวุธนิวเคลียร์ แต่ระบุว่า “สิ่งสำคัญคือการรักษาระดับความตึงเครียดในการผ่อนคลายสถานการณ์ ยึดมั่นในแนวทางการแก้ไขปัญหาทางการเมือง มีส่วนร่วมในการเจรจาและปรึกษาหารือ และบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับประเด็นนิวเคลียร์ของอิหร่านและประเด็นอื่นๆ ที่คำนึงถึงความกังวลของทุกฝ่าย”

อิหร่านไม่เคยประกาศเจตนารมณ์อย่างเป็นทางการที่จะแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ และจีนเคยร่วมมือกับสหรัฐฯ ประเทศในยุโรป และรัสเซียในการทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านในสมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน เชื่อกันว่าอิหร่านมียูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 60 เปอร์เซ็นต์ประมาณ 440 กิโลกรัม (970 ปอนด์) ซึ่งต้องใช้ยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ 90 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปจึงจะสามารถผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้

นี่หมายความว่าอย่างไร?

แถลงการณ์ที่ออกโดยทั้งสองฝ่ายบ่งชี้ว่า โดยพื้นฐานแล้วทั้งสองฝ่ายยังคงยืนกรานในจุดยืนเดิมเกี่ยวกับอิหร่าน จีนได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าจะยึดมั่นในแผนสี่ข้อของสี จิ้นผิง ขณะที่สหรัฐฯ ได้ย้ำจุดยืนคัดค้านโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

นั่นไม่ใช่สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการ ดังที่คำแถลงการณ์ของผู้นำสหรัฐฯ ชี้ให้เห็น

หลังจากที่กดดันจีนมาหลายสัปดาห์ให้มีบทบาทมากขึ้นในการโน้มน้าวอิหร่านให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์กลับกล่าวในช่วงก่อนการประชุมสุดยอดว่าพวกเขาไม่ต้องการความช่วยเหลือจากปักกิ่ง

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ผมไม่คิดว่าเราต้องการความช่วยเหลือใดๆ เกี่ยวกับอิหร่าน” และกล่าวว่าสหรัฐฯ จะชนะสงคราม “ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง” ในวันเดียวกันนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ พีท เฮกเซธ ได้ให้การในที่ประชุมรัฐสภาเกี่ยวกับการทำสงครามกับอิหร่านและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ระหว่างการให้การ เขาบอกว่าจีนมี “อำนาจต่อรองมาก” เหนืออิหร่าน อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า “ผมคิดว่าอิทธิพลส่วนใหญ่อยู่ในมือของประธานาธิบดีทรัมป์”

แต่ทั้งก่อนและระหว่างการประชุมสุดยอด เจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ในรัฐบาลทรัมป์ได้แสดงความต้องการต่อจีนอย่างตรงไปตรงมามากกว่า

“การโจมตีจากอิหร่านทำให้ช่องแคบปิด เรากำลังเปิดช่องแคบอีกครั้ง ดังนั้นผมจึงขอเรียกร้องให้จีนเข้าร่วมกับเราในการสนับสนุนปฏิบัติการระหว่างประเทศครั้งนี้” สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

และในวันพฤหัสบดี ขณะอยู่ในประเทศจีน มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่าวอชิงตันจะผลักดันให้ปักกิ่งดำเนินการมากขึ้น – พร้อมยืนยันว่าสหรัฐฯ ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากจีน

“การแก้ไขปัญหานี้เป็นผลประโยชน์ของพวกเขา” รูบิโอกล่าว โดยอ้างถึงจีนและการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซในฐานะเส้นทางนำเข้าพลังงาน “เราหวังที่จะโน้มน้าวให้พวกเขามีบทบาทที่แข็งขันมากขึ้นในการทำให้อิหร่านยุติสิ่งที่พวกเขากำลังทำและพยายามทำอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย”

ที่มา Al Jazeera
How Xi-Trump summit failed to yield Iran war breakthrough

https://www.aljazeera.com/news/2026/5/15/how-xi-trump-summit-failed-to-yield-iran-war-breakthrough
15 May 2026




วันนี้ (16 พ.ค.2569) เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกว่า 20 คน รวมตัวจับปลาหมอคางดำออกจากบ่อกุ้ง ที่แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กทม. ระบุ 2 ปีที่ผ่านมา ปลาหมอคางดำขยายพันธุ์มากขึ้น ปีก่อนในบ่อ 40 ไร่ จับได้ 3 ตัน ส่วนปีนี้จับได้กว่า 20 ตัน ส่วนหาดพัทยา พบ "ลูกปลาหมอคางดำ" เกลื่อนหาด


Thai PBS News 
17 hours ago
·
วันนี้ (16 พ.ค.2569) เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกว่า 20 คน รวมตัวจับปลาหมอคางดำออกจากบ่อกุ้ง ที่แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กทม. ระบุ 2 ปีที่ผ่านมา ปลาหมอคางดำขยายพันธุ์มากขึ้น ปีก่อนในบ่อ 40 ไร่ จับได้ 3 ตัน ส่วนปีนี้จับได้กว่า 20 ตัน
ช่างภาพ : ปัญญา อินสอาดผล

https://www.facebook.com/ThaiPBSNews/posts/1491227636367023








https://x.com/ThaiPBSNews/status/2055497131004473690



 

‼️"ปลาหมอคางดำ" ไม่ได้ระบาดแค่ไทย ส่องแผนที่ความพินาศจากอาเซียนถึงอเมริกา

ภาพประกอบสร้างโดบAi
The Earth
Yesterday
"ปลาหมอคางดำ" ไม่ได้ระบาดแค่ไทย ส่องแผนที่ความพินาศจากอาเซียนถึงอเมริกา

การแพร่ระบาดของ ปลาหมอคางดำ (Blackchin Tilapia) ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ในหลายประเทศทั่วโลกและประเทศเพื่อนบ้านของเราก็กำลังเผชิญกับปัญหานี้เช่นกัน
☆☆☆ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านและเอเชีย☆☆☆
​มาเลเซีย
ล่าสุดมีรายงานพบการแพร่ระบาดใน รัฐปีนัง ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมากว่าอาจจะกระจายตัวไปทั่วแหล่งน้ำในมาเลเซีย เนื่องจากเป็นปลาที่ทนทานและแพร่พันธุ์ได้เร็วคล้ายกับที่เกิดในไทย
​ฟิลิปปินส์
ถือเป็นประเทศแรกๆ ในอาเซียนที่มีรายงานการระบาดอย่างหนัก โดยเฉพาะในแถบ อ่าวมานิลา (Manila Bay) ตั้งแต่ช่วงปี 2011-2015 ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศท้องถิ่นอย่างรุนแรง
​ไต้หวัน
มีรายงานการพบประชากรปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติทางตอนใต้ (เมืองเกาสง) ซึ่งถือเป็นจุดที่อยู่เหนือสุดในแถบแปซิฟิกตะวันตกที่มีการยืนยันว่าพบการระบาด
☆☆☆ในระดับโลก☆☆☆
​สหรัฐอเมริกา
พบการระบาดในรัฐฟลอริดา โดยเฉพาะในระบบแม่น้ำ Indian River ซึ่งทางสหรัฐฯ จัดให้เป็น "ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน" (Invasive Species) ที่ต้องเฝ้าระวัง
​แอฟริกาตะวันตก
แม้จะเป็นถิ่นกำเนิด (เช่น ในกานา เซเนกัล) แต่ในบางพื้นที่ที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ปลานี้ก็สามารถขยายพันธุ์จนหนาแน่นเกินไปจนกระทบสัตว์น้ำชนิดอื่นในท้องถิ่นได้เช่นกัน
แต่ละประเทศมีแนวทางและระดับความเข้มงวดในการจัดการการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่แตกต่างกันไปตามบริบทของพื้นที่
​ สหรัฐอเมริกา (รัฐฟลอริดา)
​สหรัฐฯ ขึ้นชื่อเรื่องการจัดการ Invasive Species ที่ค่อนข้างเด็ดขาด
​การควบคุมทางกฎหมาย ประกาศให้เป็น Prohibited Species ห้ามนำเข้า ห้ามครอบครอง และห้ามเคลื่อนย้ายแบบมีชีวิตอย่างเด็ดขาด
​ การกำจัดในพื้นที่ปิด
ในแหล่งน้ำขนาดเล็กหรือระบบปิด เจ้าหน้าที่จะใช้การ Chemical Removal (เช่น สารโรทีโนน) เพื่อกวาดล้างประชากรทั้งหมด แต่ในแหล่งน้ำเปิดจะเน้นการเฝ้าระวังไม่ให้แพร่กระจายไปยังเขตอนุรักษ์
​มีการติดตามผลกระทบต่อปลาพื้นเมืองอย่างใกล้ชิด และรณรงค์ให้ประชาชนทำลายทิ้งทันทีหากจับได้ ไม่ให้ปล่อยกลับลงน้ำ
ฟิลิปปินส์ (อ่าวมานิลา)
​เนื่องจากระบาดมานานและหนักมากจนเกินจุดที่จะกำจัดให้หมดสิ้นได้ แนวทางจึงเน้นไปที่การ "อยู่ร่วมและแปรรูป"
​การเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส
สนับสนุนให้ชุมชนจับมาทำ น้ำปลา (Fish Sauce) หรือหมักเป็นอาหารสัตว์ เพื่อลดจำนวนประชากรในธรรมชาติและสร้างรายได้ให้ชาวประมงที่ได้รับผลกระทบ
​ สนับสนุนให้ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหันไปเลี้ยง ปลากะพงขาว (Sea Bass) ซึ่งเป็นปลานักล่าที่สามารถกินลูกปลาหมอคางดำได้ เพื่อช่วยควบคุมจำนวนในบ่อเลี้ยง
มาเลเซีย (รัฐปีนัง)
​ปัจจุบันยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการตระหนักรู้
​ กรมประมงมาเลเซียเริ่มทำการสำรวจและประเมินผลกระทบในรัฐปีนังอย่างเร่งด่วน โดยพยายามสกัดกั้นไม่ให้ลามเข้าสู่แหล่งน้ำจืดหลักของประเทศ
​ เริ่มมีการให้ข้อมูลกับชาวประมงในพื้นที่ให้ช่วยรายงานการพบเห็น เพื่อวางแผนกำจัดในจุดที่ยังไม่ระบาดหนัก
​ ไต้หวัน
​ไต้หวันเน้นเรื่องการจัดการเชิงโครงสร้างทางน้ำ
​การกั้นและกรอง (Containmen Exclusion)ในบางพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง มีการติดตั้งเครื่องกั้นหรือตะแกรงละเอียดเพื่อป้องกันการเคลื่อนที่ของปลาและไข่ปลาผ่านระบบชลประทาน
​การกำจัดทางกายภาพ
ใช้การลงแขกจับปลา (Physical Removal) ในพื้นที่เฉพาะจุดที่พบการระบาดใหม่ๆ
ประเทศไทย (สถานการณ์ปัจจุบัน - พฤษภาคม 2026)
​การปล่อยปลานักล่า
ปล่อยปลากะพงขาวและปลาผู้ล่าอื่นๆ กว่าหลายล้านตัวเพื่อคุมกำจัดลูกปลา
​ ตั้งราคารับซื้อซากปลาในราคาที่จูงใจ (ราคาสูงกว่าท้องตลาด) เพื่อกระตุ้นให้คนช่วยกันจับออกจากระบบ
​ นวัตกรรมทำหมัน
กำลังศึกษาและทดลองปล่อยปลาที่ผ่านการตัดต่อพันธุกรรมให้เป็นหมันเพื่อตัดวงจรการสืบพันธุ์ในระยะยาว
​ นำปลาที่จับได้ไปทำน้ำหมักชีวภาพใช้ในสวนยางพารา และผลิตเป็นอาหารสัตว์
ในประเทศที่ระบาดหนักแล้วอย่างฟิลิปปินส์และไทย แนวคิดเริ่มเปลี่ยนจาก "การกำจัดให้สิ้นซาก" (ซึ่งทำได้ยากมากในทางปฏิบัติ) มาเป็นการ "ลดประชากรและสร้างมูลค่า" ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูระบบนิเวศด้วยสัตว์น้ำพื้นเมือง
: ภาพประกอบสร้างโดบAi

https://www.facebook.com/photo/?fbid=984727924416633&set=a.109079235314844
.....

🐟 ทำไม "แผนที่ความพินาศ" ถึงขยายวงกว้างได้ขนาดนี้?
บทเรียนจากทั้งอเมริกา อาเซียน และไทย สะท้อนให้เห็นว่าปลาหมอคางดำมีคุณสมบัติของ "สุดยอดนักล่าและผู้รอดชีวิต" ที่เหมือนกันทั่วโลก:

ทนทานเหนือนิยาม: อยู่ได้ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็มจัด (ทนความเค็มสูงในป่าชายเลนได้ดีเยี่ยม)
อมไข่ในปาก (Paternal Mouthbrooder): ปลาตัวผู้จะทำหน้าที่ฟักไข่และดูแลลูกปลาในปาก ทำให้ อัตราการรอดชีวิตของประชากรรุ่นใหม่สูงกว่าปลาพื้นถิ่นทั่วไปอย่างมาก

ระบบย่อยอาหารขั้นเทพ: มีลำไส้ยาวกว่าลำตัวถึง 4 เท่า กินได้ทั้งแพลงก์ตอน พืช ซากสัตว์ และลูกปลาตัวเล็กๆ ทำให้พวกมันกินจุและโตไว



ระหว่างรอนิรโทษกรรม ยังทำอะไรได้อีกบ้าง? ฟังเต็ม ๆ ได้ที่ "คนนอกคอก EP.9: นิรโทษกรรมยังหวังอยู่


Live: นิรโทษกรรมยังหวังอยู่ | คนนอกคอก EP.9

Prachatai

Streamed live on May 2, 2026

ปีที่ผ่านมาท่ามกลางสถานการณ์การเมืองร้อนแรงจนถึงขั้นทำเอารัฐบาลแพทองธารต้องหลุดไป การพูดคุยเรื่องนิรโทษกรรมคดีการเมืองก็ค่อยๆ เงียบหายไป ส่วนร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขที่จะเอามาใช้นิรโทษกรรมคดีการเมืองก็คาราคาซังติดอยู่ชั้น สว.เพราะการยุบสภา ทำให้ต้องรอวันเอากลับมาพิจารณาต่ออีกครั้งในรัฐบาลอนุทินนี้

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านจนได้ประกาศใช้ก็ยังมีผู้ต้องขังคดีการเมืองอีกจำนวนหนึ่งที่ถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่เกิดจากการแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ก็ไม่ถูกนับรวมด้วยอยู่ดี นอกจากคดีของเยาวชนที่จะต้องยอมเข้ากระบวนการฟื้นฟูตามกฎหมาย(ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถึงเวลาถูกเอามาพิจารณาใหม่ส่วนนี้ยังถูกเก็บไว้หรือไม่)

ในระหว่างที่ตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าเรื่องนิรโทษกรรมจะเดินหน้าไปอย่างไรต่อ แต่ก็ยังมีคนที่ต้องเดินหน้าเข้าคุกอยู่เนืองๆ รวมถึงคนที่ติดคุกอยู่แล้วโทษจำคุกก็เพิ่มไปเรื่อยๆ ตามคำพิพากษาในคดีที่ทยอยจบลง โดยที่หลายคนยังคงต่อสู้ในแนวทางของพวกเขาผ่านการยืนยันว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นเป็นเพียงการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตยสากล เช่น ทนายอานนท์ นำภา

ขณะเดียวกันคนข้างนอกก็ยังคงพยายายามเรียกร้องผลักดันการนิรโทษกรรม ไปจนถึงช่วยเหลือดูแลผู้ต้องขังทางการเมืองเหล่านี้ตามอัตภาพไม่ว่าจะการส่งกำลังใจเมื่อเจอกันในศาล ไปจนถึงช่วยเหลือความเป็นอยู่ของทั้งผู้ต้องขังและครอบครัวของพวกเขา

วันที่ 2 พ.ค.69 “คนนอกคอก” ตอนสุดท้าย “นิรโทษกรรมยังหวังอยู่” ที่จะเล่าถึงทิศทางการนิรโทษกรรมคดีการเมืองว่าจะต้องทำอะไรกันต่อและผู้ต้องขังคดีการเมืองตอนนี้มีชีวิตกันอย่างไรภายใต้สถานการณ์ที่การนิรโทษกรรมหยุดนิ่งอยู่กับที่ โดยมีผู้เข้าร่วมพูดคุย ได้แก่

▪️พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน 
▪️บุศรินทร์ แปแนะ เจ้าหน้าที่ iLaw 
▪️สาคร คำแถลง ประชาชนผู้ร่วมติดตามสังเกตการณ์คดีในศาลและยังช่วยดูแลคนโดนคดีการเมือง 
▪️จุฑารัตน์ กุลตัณกิจจา พิธีกร ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป
ที่อาคาร All Rise

รายการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ “Sentences of Sentenced | คำต้องขัง” ที่เปิดคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 ตั้งแต่ยุคหลังรัฐประหาร 2557 เป็นต้นมาให้ได้อ่านกันว่าทำไมคนเหล่านี้ถูกดำเนินคดีและต้องตกกลายเป็นผู้ต้องขังจากการแสดงออกทางการเมืองของพวกเขา


https://www.youtube.com/live/CKjzw5flwcM






https://x.com/prachatai/status/2055430526266380514



 

หยก-ตะวันคุยกับ ส.ศิวรักษ์เรื่องสถาบันฯ











รับชมรายการเต็มได้ที่ https://www.facebook.com/share/v/17CLV7aM95/?mibextid=wwXIfr



ภาพจากอีกมุมหนึ่งบันทึกภาพวินาทีที่รถไฟพุ่งชนรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพฯ ประเทศไทยได้อย่างชัดเจน






เกิดอะไรขึ้น? (What Happened?)

เหตุการณ์สะเทือนขวัญนี้เกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2026 (เวลาประมาณ 15:35 น.) ที่บริเวณจุดตัดทางรถไฟบนถนนอโศก-ดินแดง ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสัน ใจกลางกรุงเทพมหานคร

ขบวนรถไฟบรรทุกสินค้าสินค้าคอนเทนเนอร์ (ขบวนที่ 2126) กำลังเดินทางจากแหลมฉบังมุ่งหน้าไปยังสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (บางซื่อ) ได้พุ่งชนเข้ากับรถโดยสารประจำทาง ขสมก. สาย 206 อย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดไฟลุกท่วมและมีเสียงระเบิดตามมาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากไฟลามไปถึงถังเชื้อเพลิง แรงปะทะยังทำให้รถไฟลากรถบัสครูดไปตามทาง และชนเข้ากับรถยนต์รวมถึงรถจักรยานยนต์คันอื่น ๆ ที่ติดอยู่ใกล้เคียง เหตุการณ์นี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย (ทั้งหมดอยู่บนรถบัส) และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 30–35 ราย

ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์นี้? (Why Did It Happen?)

จากการตรวจสอบและรายงานเบื้องต้นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบปัจจัยหลักที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งนี้ดังนี้:

สภาพการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก: รายงานจาก นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และพยานในที่เกิดเหตุระบุว่า รถบัสสาย 206 ขับมาติดสัญญาณไฟแดงกลางสี่แยก ทำให้ตัวรถหยุดนิ่งอยู่บนรางรถไฟพอดี โดยที่ไม่สามารถขยับเขยื้อนไปข้างหน้าหรือถอยหลังได้เนื่องจากมีรถคันอื่น ๆ ขนาบข้าง

ระบบเครื่องกั้นอัตโนมัติไม่สามารถทำงานได้สมบูรณ์: เนื่องจากรถบัสจอดขวางอยู่บนรางรถไฟตรงจุดตัดพอดี ทำให้แผงไม้กั้นอัตโนมัติไม่สามารถลดระดับลงมาปิดกั้นเส้นทางได้อย่างที่ควรจะเป็น

น้ำหนักของขบวนรถไฟ: ขบวนรถไฟดังกล่าวเป็นรถไฟขนส่งสินค้าหนักที่มีการบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์มาเต็มพิกัด เมื่อพนักงานขับรถไฟเห็นสิ่งกีดขวาง ระยะเบรกของรถไฟขนส่งสินค้าที่มีน้ำหนักมหาศาลจึงไม่เพียงพอที่จะหยุดรถได้ทันท่วงที

ใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบ? (Who Should Be Responsible?)

ขณะนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนหาสาเหตุอย่างละเอียดทันที ซึ่งการพิจารณาความรับผิดชอบทางกฎหมายและทางแพ่งจะถูกแบ่งออกเป็นหลายภาคส่วนตามผลการสอบสวน:

พนักงานขับรถประจำทาง และ ขสมก. (องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ): ในทางกฎหมาย ผู้ขับขี่พาหนะมีหน้าที่ต้องไม่หยุดรถหรือจอดรถในทางตัดผ่านทางรถไฟ หากผลสอบสวนชี้ว่าพนักงานขับรถบัสฝ่าฝืนขับเข้าไปในเขตทางรถไฟทั้งที่เห็นว่าการจราจรข้างหน้าติดขัดและไม่มีพื้นที่พ้นทางรถไฟ พนักงานขับรถอาจถูกดำเนินคดีข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บ และ ขสมก. ในฐานะนายจ้างต้องร่วมรับผิดชอบทางแพ่งในการเยียวยาผู้เสียหาย


การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.): จะต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดเกี่ยวกับระบบสัญญาณเตือน เสียงหวีดรถไฟ และความเร็วของขบวนสินค้าขณะเข้าเขตเมือง รวมถึงระบบกลไกของไม้กั้นว่าทำงานได้ตามมาตรฐานความปลอดภัยหรือไม่

หน่วยงานจัดการจราจร: เนื่องจากจุดตัดนี้อยู่ใจกลางเมืองที่มีการจราจรหนาแน่นและซับซ้อน ปัญหาการปล่อยสัญญาณไฟจราจรที่สัมพันธ์กับตารางเดินรถไฟจึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่มักถูกตั้งคำถามว่ามีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเพียงพอในการป้องกันรถติดสะสมบนรางหรือไม่

อุบัติเหตุครั้งใหญ่ครั้งนี้กำลังจุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในสังคมไทยเกี่ยวกับ "ความปลอดภัยของจุดตัดทางรถไฟ" และระบบขนส่งมวลชนที่ยังขาดการบูรณาการด้านความปลอดภัยที่ทันสมัยพอในเขตเมืองหลวง







 

วันเสาร์, พฤษภาคม 16, 2569

สุชาติ ชมกลิ่น เจ้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ต้องรีบเต้นสิ มีกรมในกำกับดูแลติดอันดับตัวเงินสินบนคอรัปชั่น ๑-๑๓ ถึง ๔ กรม ท้าแจงหลักฐาน ขีดเส้น ๗ วันไม่งั้นฟ้องแน่

จะว่าแปลกหรือบังเอิญไม่รู้ละ แต่มีกรมในกำกับดูแลของรัฐมนตรีตัวตึง เจ้าบ้านใหญ่เมืองชลฯ ติดในสิบอันดับแรก มูลค่าคอรัปชั่น สินบนสูงสุดจากการสำรวจของ กกร.ถึง ๓ กรม สุชาติ ชมกลิ่น เจ้ากระทรวงฯ ต้องรีบเต้นสิ

สั่งพวกอธิบดี “ทำหนังสือเปิดผนึกไปถามหน่วยงานที่กล่าวหา ว่าเอาหลักฐานอะไรไปกล่าวหาแบบนี้ เขาเสื่อมเสีย และขวัญกำลังใจข้าราชการก็ไม่มี” นั่นจะจึงได้เห็นสองในสิบสุดยอดองค์กรรับสินบน ออกแถลงโต้ กกร.

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งติดอันดับ ๑ อัตราสินบนสูงสุด ๑๐๒,๑๖๐ บาทต่อครั้ง บอก “ผมกล้าสู้นะครับ ผมไม่กลัวใคร” ว่ากรมฯ เขา “เป็นองค์กรแห่งความโปร่งใส” ขอให้ กกร.ส่งข้อมูลวิธีการสำรวจ และหลักฐานประกอบทั้งหมดภายใน ๗ วัน

อ้างว่ากรมฯ นี้ “เป็นหน่วยงานวิชาการ ไม่มีอำนาจอนุมัติหรือปิดโรงงาน จึงไม่มีช่องทางเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ” พร้อมทั้งสาธยายวิธีการทำงานของกรมฯ เจ้าหน้าที่อ่านค่าการตรวจวัดอากาศ และน้ำ ถ้าเจอค่าเกินมาตรฐานก็จะส่งเรื่องไปให้อุตสาหกรรมจังหวัดจัดการ

อีกทั้งยัง “เน้นการแก้ไขปัญหาก่อนการลงโทษ และค่าปรับสูงสุดไม่เกิน ๖ หมื่นบาท เป็นไปได้ยากที่เอกชนจะเลือกจ่ายสินบนกว่า  ๑ แสนบาท เพื่อเลี่ยงค่าปรับหลักพัน-หมื่นเท่านั้น”

อีกหน่วยงาน คือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งติดอันดับ ๙ ก็แถลงเหมือนกันว่ากรมฯ นี้โปร่งใส และ Zero Corruption ย้ำว่า “กรมฯ ยึดมั่นในการดำเนินงานตามนโยบายของ สุชาติ ชมกลิ่น ที่ให้ความสำคัญกับหลักธรรมาภิบาล”

การรักษาธรรมาภิบาลตามสไตล์พ่อใหญ่เมืองชลฯ ก็คือ “ทำหนังสือเปิดผนึกไปแล้วว่าให้ชี้แจง หากไม่มาชี้แจง ก็ต้องไปชี้แจงกันที่กระบวนการยุติธรรม เรื่องนี้ไม่ยอมหรอก ใครจะไปยอม” ไม่เท่านั้นรัฐมนตรีคู่กัดเก่าของ ไอ๊ซ์ รักชนก ยังเหน็บ กกร.ด้วยว่า

“หน่วยงานอื่นๆ ซึ่งตนไม่อยากกล่าวถึง มีข่าวทุกวัน ไม่เห็นมี ๑ ใน ๑๐ เลย ตนเองก็งงเหมือนกัน” อ่า ทั่นครับ กกร.เขาออกรายชื่อองค์กรรับสินบน เรียงตามตัวเงินมาอีก ๑๖ แห่ง จากลำดับ ๑๑ ถึง ๒๖ นะครับทั่น ไปสำรวจตรวจดูหรือยัง

เห็นแจ้งๆ อันดับ ๑๓ เป็นกรมทรัพยากรธรณี มีแถลงการณ์ตอบโต้มั้ย รวมทั้งกรมป่าไม้ อันดับ ๑๐ อีกแห่ง ยังไม่ได้ยินเสียงวี้ดว้ายกระตู้ตู้วู้ใดๆ

หมายเหตุ : กกร.ย่อมาจาก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน ๓ สถาบัน ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, และสมาคมธนาคารไทย

(https://www.thansettakij.com/economy/659010=WA5HnY6AIS-j7w, https://x.com/INNNEWS/status/2055245474752557123, https://x.com/P_23_10/status/2055249219712389305/video/1 และ https://ch3plus.com/news/political/morning/463042)