วันพฤหัสบดี, กันยายน 03, 2569

วิดีโอนี้จาก The Wall Street Journal เสนอข้อมูลว่ารัสเซียใช้มาตรการจูงใจทางการเงินจำนวนมหาศาลเพื่อระดมพลเข้าสู่สงครามในยูเครนอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกลและยากจนทางเศรษฐกิจ นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ ทำให้ #รัสเซีย ยังคงทำสงครามกับ #ยูเครน ได้ต่อไป


How Putin’s War Pay Is Creating New Wealth in Russia | WSJ

The Wall Street Journal

Sep 1, 2026

Russian soldiers receive millions of rubles when signing contracts for the war. This injection of cash is transforming the social fabric of remote Russian cities, such as Ulan-Ude, in Russia’s Buryatia region. New apartments and cars purchased with war money come with a hefty price tag: as modern real estate is being built, graves are piling up, and a generation of men is disappearing. 

WSJ spent months interviewing current and former residents of Ulan-Ude, and analyzing social media footage, to offer a rare look at how war money is transforming the remote Russian city. 

Chapters: 
0:00 Russia’s war boomtowns 
1:48 Mobilization in Ulan-Ude 
5:02 Where the money goes 
5:54 The recruitment strategy 
8:23 The societal costs


https://www.youtube.com/watch?v=ifVQlskT04E
.....


Pipob Udomittipong
17 hours ago
·
เหตุผลที่ทำให้ #รัสเซีย ยังคงทำสงครามกับ #ยูเครน ได้ต่อไปคือ เงิน ตามรายงานของ The Wall Street Journal จากที่เคยใช้ยุทธศาสตร์บังคับจับคนเป็นทหาร ปูตินเปลี่ยนมาใช้วิธีให้ค่าตอบแทนเป็นล้านรูเบิลให้กับคนที่สมัครใจไปรบ โดยเฉพาะผู้ชายในพื้นที่ห่างไกลและยากจนของประเทศ เงินจากทหารเกณฑ์เหล่านี้ ยังสร้างความเติบโตให้กับเศรษฐกิจในท้องถิ่นอีกด้วย
.
@WSJ ใช้เวลาหลายเดือนสัมภาษณ์คนที่อยู่และเคยอยู่ในเมืองอูลาน-อูเด ภูมิภาคบูเรียเทีย (Buryatia) ของรัสเซีย พบว่า จากที่เคยไล่จับไล่ทุบเพื่อบังคับคนให้ไปเป็นทหาร ทางการเปลี่ยนมาเป็นการจ่ายเงินมหาศาลเพื่อล่อใจ ตั้งแต่ค่าเซ็นสัญญาในเบื้องต้น รับไป 20,000 เหรียญ เงินเดือนอีก 2,000 เหรียญ และค่าทำศพ (coffin money) อีก 170,000 เหรียญ
.
เงินรายได้จากการเกณฑ์ทหารเหล่านี้ยังสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่นในเมืองอูลาน-อูเด ทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่ตัดสินใจเข้ามาเปิดกิจการ คนในท้องถิ่นก็เปิดกิจการหลายอย่างเป็นของตัวเอง นักวิชาการบอกว่าเป็นการกระจายรายได้จากภาคส่วนหนึ่งของสังคมไปยังภาคส่วนอื่น
.
ภูมิภาคที่ถูกเกณฑ์ทหารมากสุดในรัสเซีย มักเป็นพื้นที่ที่ยากจนสุดเช่นกัน และมีอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากสงครามมากสุดด้วย รวมทั้งภูมิภาคบูเรียเทีย ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายของการบังคับเกณฑ์ทหาร ตั้งแต่เริ่มทำสงครามกับยูเครนทีเดียว ทำให้ผู้ชายหลายคนตัดสินใจหนีไปอยู่ปท.อื่น โดยเฉพาะมองโกเลีย
.
แต่ช่วงปี 2024-2025 ทางการจึงเริ่มเปลี่ยนวิธีการ ทุ่มเงินมากมายเพื่อติดแผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ ใช้รายการทีวีและสื่อโซเชียล ใช้อินฟลูช่วยโฆษณา เสนอค่าตอบแทนที่สูงลิ่วเพื่อกระตุ้นให้คนในท้องถิ่นมาสมัครเป็นทหาร รวมทั้งคำขวัญที่ว่า “การรับใช้ชาติคือการรับใช้ครอบครัวของคุณเอง”
.
ชายคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า ตอนแรก ๆ จนท.ทหารหลายคนมาชวนให้เขาสมัครเป็นทหาร แต่เขายังไม่สนใจ “ครั้งที่สองพวกเขาเสนอว่าจะจ่ายหนี้เกือบ 10 ล้านรูเบิล (ประมาณ 3.8 ล้านบาท) ให้กับผม”

นักวิจัยบอกเช่นเดียวกันว่า ทางการจ่ายเงินโบนัสให้คนที่มาสมัครเป็นทหารเพิ่มขึ้นเรื่อยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากระดับ 2-3 แสนรูเบิล เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1.6 ล้านรูเบิลในปัจจุบัน และถ้าทหารคนนั้นเสียชีวิต ครอบครัวจะได้รับเงินชดเชยมากถึง 14 ล้านรูเบิล

ส่วนทหารผ่านศึกที่รอดชีวิตกลับมา ก็สามารถนำเงินรายได้ระหว่างรับราชการทหารมาเปิดกิจการต่าง ๆ รวมทั้งร้านทำเล็บ ร้านขนมปัง ร้านทำเทียน ลูกโป่ง ส่วนบรรษัทขนาดใหญ่ก็เข้ามาเปิดกิจการในเมืองเล็ก ๆ อย่างอูลาน-อูเดมากขึ้น รวมทั้ง Stars Coffee (อดีตคือ Starbucks) Lenta (คล้าย ๆ กับ Walmart) Burger King ฯลฯ

สงครามของปูตินคือการหากินกับคนยากจนสุดในสังคม จริงมั้ย?
https://youtu.be/ifVQlskT04E

https://www.facebook.com/photo?fbid=10164613519926649&set=a.10150096728651649




Thumb Rights จัด “ยืนหยุดขัง” ส่งเสียงถึงสังคมว่าไม่ลืมผู้ต้องขังทางการเมือง แม้นิรโทษกรรมไม่รวมคดี ม.112

https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1381698534111698

ไข่แมวชีส added photos to the album: 2 ก.ย. 69 Thumb Rights ยืนหยุดขัง อนุสาวรีย์ชัย
8 hours ago
·
Thumb Rights จัด “ยืนหยุดขัง” ส่งเสียงถึงสังคมว่าไม่ลืมผู้ต้องขังทางการเมือง แม้นิรโทษกรรมไม่รวมคดี ม.112
.
2 ก.ย. 2569 เวลา 17.00 - 18.12 น. ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บริเวณเกาะพญาไท เครือข่ายประชาชนเพื่อสิทธิทางการเมือง หรือ Thumb Rights จัดกิจกรรม “ยืนหยุดขัง” เป็นเวลา 1 ชั่วโมง 12 นาที เพื่อส่งเสียงให้ผู้ที่สัญจรไปมาได้เห็นว่า ผู้ต้องขังทางการเมืองยังมีอยู่จริง และยังมีคนที่ไม่อยากให้เรื่องเหล่านี้เลือนหายไปจากสายตาของสังคม โดยผู้ร่วมกิจกรรมมีการอ่านบทกวี “มหาตุลาการ” ก่อนยุติกิจกรรม
.
ปัจจุบันมีผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 53 คน ในเรือนจำ โดยในจำนวนนี้มีผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จำนวน 31 คน ขณะที่ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เริ่มมีผลบังคับใช้ โดยยกเว้นไม่ให้นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 จึงชวนให้มาร่วมกันเพื่อส่งเสียงว่าพวกเขายังไม่ถูกลืม
.
ในตอนท้าย ณัฐชนน ไพโรจน์ Thumb Rights กล่าวว่า ตอนนี้เป็นเวลากว่า 2 สัปดาห์ที่ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ประกาศบังคับใช้ มีข่าวดีให้กับเพื่อนหลายคนที่ศาลพิจารณาจำหน่ายคดีให้ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ไม่ได้รับนิรโทษกรรม โดยอ้างว่าต้องรอคณะกรรมการฯ ที่จะจัดตั้งขึ้นเพื่ออนุมัติ ซึ่งพวกเราต้องติดตามกันว่าจะมีการนิรโทษกรรมครบทุกคดีหรือไม่ แต่ก็ยังมีผู้ต้องขังคดี ม.112 และคดี ม.110 อีกจำนวนมากอยู่ในเรือนจำ “แม้ว่าพวกเขาจะถูกลอยแพ แต่เราจะไม่ทิ้งพวกเขาใช่หรือไม่ ถ้าช่วงนี้ยังมีแรงก็อยากชวนทุกคนออกมาช่วยกัน เพื่อให้พวกเขาไม่ถูกลืม เหมือนที่รัฐบาลลืมพวกเขา” ณัฐชนนกล่าว
.
ณัฐชนนกล่าวต่อว่า คนที่อยู่ในเรือนจำตอนนี้ เขาไม่ได้พูดเรื่องตัวเอง เราไม่ได้มาช่วยเขาเพราะเขาชื่ออะไร แต่เราช่วยเพราะเขาพูดเพื่อคนทั้งสังคม พูดเพื่อเรียกร้องให้คนในสังคมเท่าเทียมกันในทุกมิติ จึงชวนมาร่วมกันยืนหยุดขังในวันนี้ เพื่อบอกว่าเราไม่ลืมพวกเขา และไม่อยากให้เรื่องนี้เงียบลงไป และอยากให้ทุกคนช่วยกันติดตามและจับตา “สั่งฟ้องสว.” ไปพร้อม ๆ กัน
.
นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์ “ลบมรดกรัฐประหาร 6 ตุลา” ชวนประชาชนร่วมลงชื่อเสนอร่างกฎหมายยกเลิกคำสั่งคณะรัฐประหาร 2519 ที่เพิ่มโทษความผิดเกี่ยวกับหมิ่นประมาทในหลายข้อหา ซึ่งรวมไปถึง “มาตรา 112” ที่ถูกเปลี่ยนจากโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นโทษจำคุก 3-15 ปี

https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/1482289477074851

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
15 hours ago
·
สถานการณ์ผู้ต้องขังคดีการเมืองประจำเดือน ส.ค. 2569
.
.
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในปี 2569 ยังคงมีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำในคดีจากการแสดงออกทางการเมือง หรือมีมูลเหตุจากแรงจูงใจทางการเมือง จำนวนอย่างน้อย 53 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 31 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน) แยกเป็น
.
ผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 22 คน (เป็นคดีตามมาตรา 112 จำนวน 12 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน)
.
ผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้วถูกคุมขังในเรือนจำ อย่างน้อย 31 คน (เป็นคดีตามมาตรา 112 จำนวน 17 คน)
.
.
ในจำนวนทั้งหมดนี้ มีผู้ต้องขังลดลงจำนวนทั้งหมด 1 ราย ได้แก่ "ธีรภัทร" ผู้ต้องขังคดีที่เกี่ยวเนื่องกับวัตถุระเบิด ในการชุมนุมดินแดง #ม็อบ31ตุลา64 หลังศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี โดยเขาสิ้นสุดการเป็นผู้ต้องขังการเมืองหลังเข้าเกณฑ์อภัยโทษ ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค. 2569 แต่ยังคงถูกคุมขังในที่เรือนจำกลางสมุทรปราการต่อในคดีส่วนตัว
.
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือน ส.ค.2569 ก็มีผู้ต้องขังคดี ม.112 เพิ่ม 2 ราย ได้แก่ “พีระ" (นามสมมติ) ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางสมุทรปราการจากกรณีโพสต์ข้อความ ซึ่งศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี ตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค. 2569
.
และ "โด่ง" ประสงค์ โคตรสงคราม ถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษธนบุรี จากกรณีแชร์โพสต์เฟซซบุ๊กสองข้อความ ศาลลงโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน ตั้งแต่วันที่ 26 ส.ค. 2569 ซึ่งทั้งสองกรณีดังกล่าวเป็นการคุมขังตามคำพิพากษาของศาลฎีกา และเป็นผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดแล้ว
 
ดูรายชื่อผู้ต้องขังการเมืองบนเว็บไซต์ : https://tlhr2014.com/archives/80978 ดูน้อยลง






เหตุใดข้อตกลงน้ำมันครั้งสำคัญระหว่างสหรัฐฯ - เวเนซุเอลา ทำให้นักวิเคราะห์กังขา ชาวเวเนซุเอลาไม่พอใจ


ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ และเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ต่างยกย่องข้อตกลงดังกล่าวว่าข้อตกลงครั้งนี้เป็นความสำเร็จ

วิเคราะห์: เหตุใดข้อตกลงน้ำมันครั้งสำคัญระหว่างสหรัฐฯ - เวเนซุเอลา ทำให้นักวิเคราะห์กังขา ชาวเวเนซุเอลาไม่พอใจ

วิลล์ แกรนต์
ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำเม็กซิโก อเมริกากลาง และคิวบา
Published 2 กันยายน 2026

นับตั้งแต่ช่วงที่กองกำลังของสหรัฐฯ บุกเข้าไปในที่พักของนิโกลัส มาดูโรในกรุงการากัส แล้วบังคับให้เขาลงจากอำนาจในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเข้าควบคุมทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลาเป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลของเขา

ในเวลานั้น ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ จะเข้ามาบริหารเวเนซุเอลา พร้อมทั้งควบคุมการจำหน่ายน้ำมันของประเทศต่อไปในอนาคตข้างหน้า

การลงนามในข้อตกลงเรื่องน้ำมันครั้งใหญ่ระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลาที่กรุงการากัสเมื่อวันพุธนี้ ถือเป็นการทำให้แผนการควบคุมน้ำมันดังกล่าวของสหรัฐฯ เกิดขึ้นจริง

ข้อตกลงนี้มอบสัมปทานระยะเวลา 100 ปีให้แก่บริษัทที่นำโดยสหรัฐฯ เพื่อดำเนินงานในแหล่งน้ำมัน 17 แห่งของเวเนซุเอลา ซึ่งมีปริมาณน้ำมันดิบรวมกันสูงถึง 65,000 ล้านบาร์เรล

ปริมาณดังกล่าวคิดเป็นมากกว่าหนึ่งในห้าของปริมาณสำรองน้ำมันที่พิสูจน์แล้วว่ามีอยู่จริงของเวเนซุเอลา

นอกเหนือจากตัวเลขมหาศาลที่น่าตกตะลึงแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างยกย่องว่าข้อตกลงนี้เป็นผลดีต่อประเทศของทั้งคู่

ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกข้อตกลงนี้ว่า "ข้อตกลงน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก" ขณะที่เดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ถือเป็น "ครั้งประวัติศาสตร์" และจะสร้างเม็ดเงินด้านการลงทุนกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท) รวมถึงสร้างรายได้จากภาษีมากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์ (6.6 ล้านล้านบาท)

แต่ก็มีผู้ที่เห็นต่างอย่างสิ้นเชิง

เอลเลียต อับรามส์ อดีตผู้แทนพิเศษของทรัมป์เกี่ยวกับเวเนซุเอลาและอิหร่าน กล่าวว่า "นี่เป็นข้อตกลงที่เลวร้ายมาก [โรดริเกซ] ยกทรัพย์สมบัติของชาติ 20% ให้คนอื่นไปโดยไม่ได้อะไรตอบแทนใด ๆ เลย"

"ผมคิดว่าเธอเพียงแค่ทำตามข้อเรียกร้องที่ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐฯ เท่านั้น"


ข้อตกลงนี้มอบสัมปทานให้บริษัทที่นำโดยสหรัฐฯ ในพื้นที่ซึ่งมีน้ำมันดิบรวมกันถึง 65,000 ล้านบาร์เรล

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทำเนียบขาวเผยแพร่เอกสารสรุปข้อมูล ซึ่งระบุรายละเอียดบางส่วนเกี่ยวกับกรอบของข้อตกลงเรื่องน้ำมันในครั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จะทำงานร่วมกับบริษัทเอกชนในเวเนซุเอลาชื่อ นอร์ท อเมริกัน บลู เอ็นเนอร์จี พาร์ทเนอร์ส (North American Blue Energy Partners) หรือ Nabep ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตน้ำมันเอกชนรายใหญ่อันดับสองของเวเนซุเอลา รองจากบริษัทเชฟรอน (Chevron)

รายละเอียดหนึ่งที่โดดเด่นเป็นอย่างมากเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับ Nabep คือ รัฐบาลสหรัฐฯ จะมี "อำนาจยับยั้ง (veto power) การแต่งตั้งสมาชิกคนใดก็ตามในคณะกรรมการบริษัท และสมาชิกส่วนใหญ่ของคณะกรรมการ Nabep จะต้องเป็นพลเมืองสหรัฐฯ"

ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงดำเนินอยู่ทำให้ราคาน้ำมันตามสถานีบริการสูงขึ้น การเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันจากนอกภูมิภาคตะวันออกกลางก็อาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคได้

ดั๊ก เบอร์กัม รัฐมนตรีมหาดไทยสหรัฐฯ กล่าวกับรายการฟ็อกซ์ บิสซิเนส (Fox Business) ว่า ข้อตกลงนี้กำลัง "เปลี่ยนศูนย์กลางทางภูมิรัฐศาสตร์ของตลาดพลังงานโลก" จากสิ่งที่เขาเรียกว่า "จุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในตะวันออกกลาง" กลับมายังซีกโลกตะวันตก

เอลเลียต อับรามส์มองว่า การที่สหรัฐฯ หันมาร่วมมือกับเวเนซุเอลานั้นมีเหตุผลในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะขณะนี้การจัดหาน้ำมันจากประเทศในอ่าวมีความไม่แน่นอนสูง

แต่เขากล่าวว่าเงื่อนไขของข้อตกลงนั้นเอียงเข้าข้างฝ่ายหนึ่งมากจนเป็นภาพเพ้อฝันอันสุดโต่งที่สะท้อนให้เห็นถึงลัทธิล่าอาณานิคม

ทำเนียบขาวระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวได้ "รื้อฟื้นหลักนิยมมอนโรขึ้นมาอีกครั้ง" ซึ่งเป็นแนวคิดจากศตวรรษที่ 18 ที่มุ่งแผ่อำนาจของสหรัฐฯ ไปทั่วอเมริกาใต้ โดยมีเป้าหมายเพื่อ "กำจัดอิทธิพลจากต่างชาติที่เป็นภัยออกไปจากหลังบ้านของเรา เพื่อให้มั่นใจว่า จะไม่มีใครตั้งคำถามต่อความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐฯ ในซีกโลกของเราอีกต่อไป"

แค่กรอบเวลาที่เสนอมาก็ถือว่าเป็นประเด็นเดียวที่น่ากังวลแล้ว ทรัมป์กล่าวว่าข้อตกลงนี้จะสร้างผลกำไรได้ภายในสองหรือสามปี อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานเตือนว่า ด้วยสภาพอันย่ำแย่ของอุตสาหกรรมน้ำมันในเวเนซุเอลา การฟื้นตัวภายในหนึ่งทศวรรษอาจเป็นกรอบเวลาที่สมจริงและดูเป็นไปได้มากกว่า

หลุยส์ ปาเชโก จากสถาบันเบเกอร์ (Baker Institute) แห่งมหาวิทยาลัยไรซ์ (Rice) ในเมืองฮิวสตัน กล่าวกับบีบีซีมุนโด (แผนกภาษาสเปน) ว่า เวเนซุเอลาจำเป็นต้องลงทุนราว 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดระยะเวลา 8 ปี เพื่อฟื้นฟูภาคการผลิตน้ำมันให้กลับมาอยู่ในระดับเดียวกับที่เคยผลิตได้เมื่อ 30 ปีก่อน

ปาเชโกกล่าวว่า "สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าใครจะเป็นผู้บริหารจัดการทรัพยากรเหล่านั้น และจะนำไปใช้เพื่ออะไร"

"พวกเขาจะให้คนกลุ่มเดิมเข้ามาทำหน้าที่บริหารจัดการเงินก้อนนี้อีกหรือ ทั้งที่เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่เคยผลาญผลประโยชน์มหาศาลจากยุคเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษจนหมดสิ้นไปแล้ว" เขาถามว่า โดยอ้างอิงถึงการบริหารจัดการที่ผิดพลาดในอุตสาหกรรมน้ำมันที่เคยมั่งคั่งของเวเนซุเอลา

ฝ่ายค้านของเวเนซุเอลากังวลว่า ข้อตกลงนี้จะยิ่งกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับเดลซี โรดริเกซ ซึ่งพวกเขากล่าวหาว่าเป็นผู้นำระบอบการปกครองแบบเดียวกับนิโกลัส มาดูโร

รัฐบาลทรัมป์ไม่เพียงแต่ประณามรัฐบาลของมาดูโรว่าเป็น "กลุ่มค้ายาเสพติดที่เต็มไปด้วยการทุจริต" เท่านั้น แต่ยังระดมกองเรือรบขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยเห็นในยุคปัจจุบันเข้าล้อมรอบเวเนซุเอลาอีกด้วย


มาเรีย โครินา มาชาโด มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของเธอให้แก่ประธานาธิบดีทรัมป์

การที่รัฐบาลสหรัฐฯ หันมาร่วมมือกับอดีตรองประธานาธิบดีของมาดูโรอย่างง่ายดายและรวดเร็วในเวลานี้ ทำให้ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลไม่พอใจอย่างมาก

มาเรีย โครินา มาชาโด เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพและผู้หวังชิงตำแหน่งประธานาธิบดี อาจเลือกที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์อย่างเปิดเผยในที่สาธารณะ เพราะหากเธอหวังจะขึ้นสู่อำนาจ เธอยังคงต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากเขา อย่างไรก็ตาม คนอื่น ๆ กลับเลือกที่จะแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมามากกว่า

"คุณเลือกที่จะใช้อำนาจของสหรัฐฯ ไม่ใช่เพื่อปลดปล่อยชาวเวเนซุเอลาจากการถูกกดขี่ แต่กลับเลือกเป็นพันธมิตรกับผู้ที่กดขี่พวกเรา" ริคาร์โด เฮาส์มันน์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวเวเนซุเอลา กล่าวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยมุ่งคำพูดดังกล่าวไปยังมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ

เฮาส์มันน์ กล่าวว่า "คุณเลือกที่จะเดินหน้าการยึดทรัพย์สิน และทำข้อตกลงที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญกับรัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรมและกดขี่ประชาชน แทนที่จะใช้อำนาจนำของสหรัฐฯ เพื่อฟื้นฟูระบอบการปกครองตามรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยเสียก่อน"

การที่เวเนซุเอลายังไม่มีการเลือกตั้งในเร็ว ๆ นี้ หรือแม้แต่ยังไม่มีแผนการที่ชัดเจนว่าจะจัดการเลือกตั้งหรือไม่ ทำให้ฝ่ายต่อต้านจำนวนมากรู้สึกว่าพวกเขาถูกหักหลัง

แต่ความรู้สึกถูกหักหลังก็ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเท่านั้น หากยังเกิดขึ้นกับผู้ที่อยู่คนละขั้วทางอุดมการณ์ด้วย แม้ว่าพรรคสังคมนิยมที่ปกครองประเทศเวเนซุเอลาอย่าง PSUV จะสนับสนุนโรดริเกซและข้อตกลงกับสหรัฐฯ แต่ชาวเวเนซุเอลาที่มีแนวคิดสังคมนิยมจำนวนมากกลับมองว่าข้อตกลงนี้เป็นการยอมจำนน

หลังจากต่อต้านอิทธิพลของสหรัฐฯ ในภูมิภาคมาเกือบสามทศวรรษ พวกเขารู้สึกว่าเธอกำลังยกทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของประเทศให้แก่ศัตรูเก่า

ราฟาเอล รามิเรซ อดีตผู้บริหารบริษัทพลังงานแห่งชาติ PDVSA และอดีตรัฐมนตรีน้ำมันในสมัยประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ "เท่ากับยก [น้ำมัน] ให้พวกเขา และเปิดประตูสู่ลัทธิล่าอาณานิคมรูปแบบใหม่ของสหรัฐฯ"

เมื่อต้นปี 2008 ชาเวซเดินทางไปยังแหล่งน้ำมันในแถบลุ่มแม่น้ำโอรีโนโก ซึ่งเคยดำเนินการโดยเอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil) บริษัทพลังงานรายใหญ่ของสหรัฐฯ เพื่อจัดรายการโทรทัศน์อาโล เปรซิเดนเต (Aló Presidente) ที่ออกอากาศทุกวันอาทิตย์

หลังจากที่เขายึดทรัพย์สินบางส่วนของบริษัทน้ำมันแห่งนี้ในภูมิภาคดังกล่าว ชาเวซก็แสดงท่าทีแข็งกร้าวและท้าทายอย่างชัดเจน

"อำนาจอยู่ในมือของเราแล้ว และเราจะไม่มีวันยอมปล่อยมืออีก" เขากล่าวถึงการที่บริษัทน้ำมันของรัฐเข้ามาถือครองแหล่งน้ำมัน พร้อมประณามรัฐบาลชุดก่อน ๆ ที่มีความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ว่าพวกเขาได้เปลี่ยนเวเนซุเอลาให้กลายเป็น "ประเทศที่ของชาวกริงโก" (กริงโก มีความหมายที่มีนัยเหยียดหยามในภาษาสเปนที่กล่าวถึง ชาวต่างชาติ อย่างเช่น ชาวอเมริกันหรืออังกฤษ)

"มันคือการปล้นประเทศของเรา แต่การปฏิวัติโบลิบาร์ (Bolivarian Revolution) ของเวเนซุเอลาได้ยุติเรื่องนี้ลงแล้ว" เขาประกาศเสียงดัง ท่ามกลางเสียงปรบมือจากพนักงานของ PDVSA

แต่เรื่องที่น่าขันก็คือ คนที่สืบทอดแนวคิดทางการเมืองของชาเวซในวันนั้นกลับเป็นผู้ลงนามในข้อตกลงอันคลุมเครือนี้กับสหรัฐฯ ในวันนี้ และยังยกย่องว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นชัยชนะและความสำเร็จของเวเนซุเอลา


https://www.bbc.com/thai/articles/cwyzned1x7po




บีบีซีไทยสำรวจพัทยาซอย 6 หนึ่งในพื้นที่ที่มีการจำกัดไม่ให้ทหารอเมริกันที่มากับเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น เข้าหลังพระอาทิตย์ตกดิน ทำไมต้องห้ามซอยนี้ ?!?

https://www.facebook.com/reel/1611881427066050
.....

ทำไมถึงห้าม พัทยา ซอย 6 มีชื่อเสียอย่างไร

การประกาศให้
พัทยา ซอย 6 (รวมถึง ซอย 6/1 และ ซอย 7) เป็นพื้นที่ต้องห้าม (Off-limits) สำหรับกำลังพลทหารเรือสหรัฐฯ ที่เดินทางมากับเรือ USS Abraham Lincoln มีเหตุผลสำคัญจากทั้งลักษณะเฉพาะของพื้นที่ ความเสี่ยงด้านความมั่นคงและภาพลักษณ์ รวมถึงข้อกฎหมายของกองทัพ ดังนี้

1. ลักษณะเฉพาะและชื่อเสียงของ "พัทยา ซอย 6"

พัทยา ซอย 6 เป็นย่านบันเทิงราตรีที่แตกต่างจากย่านอื่นอย่าง Walking Street อย่างสิ้นเชิง:

เป็นย่านบาร์เบียร์และการค้าบริการที่เปิดเผยสูง: ซอย 6 ขึ้นชื่อระดับโลกว่าเป็นศูนย์รวมบาร์เบียร์ขนาดเล็กแน่นขนัดตลอดทั้งสองฝั่งซอย มีลักษณะการดึงดูดลูกค้าและเชิญชวนท่องเที่ยวเชิงผู้ใหญ่ที่เปิดเผยและประชิดตัว ตั้งแต่ช่วงบ่ายจนถึงยามค่ำคืน

การแออัดและพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง: เนื่องจากความแคบของซอยและลักษณะร้าน ทำให้เกิดความแออัด มักมีปัญหาการรบกวนนักท่องเที่ยว การขายบริการแอบแฝง รวมถึงความเสี่ยงเรื่องการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนขาดสติและเกิดเหตุทะเลาะวิวาทได้ง่ายกว่าย่านกว้างๆ

ประวัติศาสตร์ปัญหาข้อพิพาท: ในอดีต ย่านบาร์เบียร์ลักษณะนี้มักเป็นจุดเกิดเหตุข้อพิพาทบ่อยครั้ง ทั้งการทะเลาะวิวาท การโกงราคาเครื่องดื่ม (Bill Pad) หรือการมีปากเสียงกับผู้ประกอบการ/การ์ดประจำร้าน

2. ทำไมกองทัพสหรัฐฯ และเมืองพัทยาถึงต้อง "ห้ามเข้า" (Off-limits)

1) ป้องกันปัญหาอาชญากรรมและการค้ามนุษย์ / การค้าประเวณีเด็ก

กองทัพสหรัฐฯ มีนโยบายยึดถือมาตรฐานความประพฤติที่เข้มงวดมาก โดยเฉพาะเรื่องการต่อต้านการค้ามนุษย์และการค้าประเวณี (Zero Tolerance for Human Trafficking) ย่าน ซอย 6 ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ล่อแหลมต่อการค้าบริการผิดกฎหมาย รวมถึงความเสี่ยงเรื่องบุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปี การตัดไฟแต่ต้นลมจึงเป็นมาตรการป้องกันไม่ให้กำลังพลเข้าไปเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางกฎหมายร้ายแรง

2) ป้องกันภาพลักษณ์ของกองทัพ (Public Image & Military Discipline)

กำลังพลของเรือ USS Abraham Lincoln เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจลาดตระเวนทางทะเลมายาวนานเกือบ 9 เดือน การสับเปลี่ยนมาพักผ่อน (R&R) อาจทำให้เกิดพฤติกรรมมึนเมาขาดสติ หากภาพของทหารเรือสหรัฐฯ ในสภาพเมามายหรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในย่านบาร์เบียร์หลุดออกไปทางสื่อสังคมออนไลน์ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์ของกองทัพสหรัฐฯ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
3) ความปลอดภัยของกำลังพล (Force Protection)

ซอย 6 เป็นพื้นที่ปิดและแคบ หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ความขัดแย้ง หรืออุบัติเหตุ จะการเข้าช่วยเหลือหรือควบคุมสถานการณ์โดยเจ้าหน้าที่สายตรวจทหาร (Shore Patrol) และตำรวจท่องเที่ยวทำได้ยากลำบากกว่าพื้นที่เปิดกว้างอย่าง Walking Street หรือย่านเลียบหาดพัทยา

สรุป แม้ว่าย่าน Walking Street จะเป็นย่านสถานบันเทิงยามราตรีเช่นกัน แต่มีลักษณะเป็นถนนคนเดินกว้าง มีร้านอาหาร คลับ และบาร์กระจายตัวชัดเจน ควบคุมความปลอดภัยได้ง่ายกว่า ขณะที่ ซอย 6 ถูกจัดให้เป็นพื้นที่ล่อแหลมด้านพฤติกรรม ความปลอดภัย และภาพลักษณ์ กองทัพสหรัฐฯ จึงร่วมมือกับเมืองพัทยากำหนดให้เป็นพื้นที่ Off-limits หลังพระอาทิตย์ตกดิน โดยเด็ดขาด




มารู้จัก ลักษณะและบทบาทของ “ผู้สมัครพลีชีพ” ในขบวนการ “ฮั้ว ส.ว.” ทำไมถึงควรมีการตรวจสอบ "ผู้สมัครพลีชีพ" ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็น “ตัวช่วย” ให้กับผู้สมัครเต็งหนึ่งในเครือข่ายเดียวกันเพิ่มเติม


Tawee Sodsong - พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง
15 hours ago
·
“ฮั้ว ส.ว.” — “คะแนนศูนย์” ทางนิติบัญญัติสันนิษฐาน “ว่ามีการสมยอมกันในการเลือก และถือว่าการเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม”

ตามคำชี้แจงของสำนักงาน กกต. เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ว่า มาตรา 96(4) เป็นบทเฉพาะกาลที่สิ้นผลใช้บังคับแล้ว และไม่ใช้กับการเลือก ส.ว. ปี 2567 นั้น ประเด็นที่เรียกร้องมิใช่ให้นำเกณฑ์ผู้ได้คะแนนศูนย์ไม่น้อยกว่าร้อยละสิบมาสั่งเลือกใหม่โดยอัตโนมัติ แต่ กกต. ต้องไม่สับสนและตัดพฤติการณ์เรื่องผู้ไม่เลือกตนเองหรือผู้ได้คะแนนศูนย์ออกจากหลักฐานการจ้างและการสมยอมทั้งระบบ

ในฐานะผู้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ และ 6 มีนาคม 2568 ผมได้รับฟังผลการสืบสวน และร่วมพิจารณามติรับคดีฟอกเงินที่มีมูลเหตุอันควรเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเงินกว่า 300 ล้านบาทไว้เป็นคดีพิเศษ โดยปรากฏข้อเท็จจริงเรื่องการจ้างผู้สมัครและการจ่ายค่าตอบแทนตั้งแต่ระดับอำเภอ 5,000 บาท ระดับจังหวัด 10,000 บาท จนถึงระดับประเทศ 40,000–100,000 บาท รวมทั้งคำให้การเกี่ยวกับสมาชิกวุฒิสภา 138 คน

ประเด็นที่ต้องตรวจสอบจึงไม่ใช่เพียงว่าใครได้คะแนนศูนย์ แต่คือมีการจ้างบุคคลมาสมัครเพื่อส่งคะแนนให้ผู้สมัครที่กำหนดไว้หรือไม่ เพราะหากเป็นเช่นนั้น ย่อมไม่ใช่การลงคะแนนโดยเสรีและลับตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

คำว่า “ผู้สมัครพลีชีพ” ในบริบทนี้ หมายถึงผู้ที่ยอมสละโอกาสได้รับเลือกของตนเพื่อส่งคะแนนให้ผู้อื่น หากเกิดจากการจ้างวานหรือการควบคุมให้ลงคะแนนตามโพย ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ของการเลือกกันเองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 ทั้งนี้ “ไม่ได้รับคะแนนเลย” กับ “ไม่เลือกตนเอง” เป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ ย่อมต้องตรวจสอบร่วมกับหลักฐานการจ้าง การจัดหาผู้สมัคร และการสมยอมอื่นอย่างเชื่อมโยง

เอกสาร “ความเป็นมา พ.ร.ป. เล่ม 2” ในส่วน พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 หน้า 297–300 แสดงบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้ไม่ได้รับคะแนนเลือกเลยและข้อสันนิษฐานเรื่องการสมยอมในบทเฉพาะกาล ส่วนหน้า 190 กล่าวถึงข้อเสนอห้ามรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่น เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้สมัคร โดยอธิบายว่าเป็นการทุจริตอย่างร้ายแรงและเป็นการฮั้วกัน

แม้ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 96(4) จะนำมาใช้กับการเลือก ส.ว. ปี 2567 โดยตรงไม่ได้ แต่พฤติการณ์ผู้ไม่เลือกตนเองเกินร้อยละสิบใน 12 กลุ่มอาชีพ ยังต้องนำมาพิจารณาร่วมกับหลักฐานอื่น ได้แก่ การกรอกหมายเลขรอบเช้าครบ 10 ช่องตรงกันทุกตำแหน่งโดยไม่สลับลำดับในทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ เฉลี่ยกลุ่มละ 15–20 ใบ และการลงคะแนนรอบบ่ายแบบเลือกไขว้ ซึ่งแบ่งเป็น 4 สาย สายละ 5 กลุ่ม โดยพบการกรอกหมายเลขใน 5 ช่องตรงกันตามลำดับ จนผู้ได้คะแนนลำดับที่ 1–6 มีคะแนนเฉลี่ยประมาณ 60 คะแนน ขณะที่ลำดับที่ 7–10 มีคะแนนเฉลี่ยประมาณ 28 คะแนน แบบแผนดังกล่าวต้องตรวจสอบว่าเชื่อมโยงกับโพย คำให้การ และการจ่ายเงินอย่างไร

นอกจากนี้ ยังปรากฏความผิดปกติของจำนวนผู้สมัครและความกระจุกตัวของผู้ได้รับเลือก โดย 13 จังหวัดซึ่งมีประชากรรวมประมาณ 11 ล้านคนเศษ มีผู้สมัครระดับอำเภอรวม 14,915 คน และมีผู้ได้รับเลือกเป็น ส.ว. ถึง 78 คน ได้แก่ บุรีรัมย์ 14 คน พระนครศรีอยุธยา 7 คน สุรินทร์ 7 คน อ่างทอง 6 คน สงขลา 6 คน สตูล 6 คน อำนาจเจริญ 5 คน นครศรีธรรมราช 5 คน เลย 5 คน ศรีสะเกษ 5 คน อุทัยธานี 5 คน สุราษฎร์ธานี 4 คน และนครนายก 3 คน

ขณะที่อีก 13 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร ตาก นราธิวาส เพชรบูรณ์ มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนคร สระแก้ว อุดรธานี และอุตรดิตถ์ มีประชากรรวมประมาณ 11 ล้านคนเศษเช่นกัน แต่มีผู้สมัครระดับอำเภอรวมเพียง 5,162 คน น้อยกว่า 13 จังหวัดแรกถึง 2.89 เท่า และไม่มีผู้ได้รับเลือกเป็น ส.ว. แม้แต่คนเดียว

ความแตกต่างระหว่างจังหวัดเพียงอย่างเดียวยังไม่อาจยืนยันการทุจริตได้ เพราะ ส.ว. มาจากกลุ่มอาชีพ มิใช่ผู้แทนจังหวัดโดยตรง แต่ความกระจุกตัวดังกล่าวเป็นความผิดปกติที่ กกต. ต้องนำไปตรวจสอบร่วมกับหลักฐานการจัดหาผู้สมัคร เส้นทางการเงิน การติดต่อสื่อสาร ข้อมูลนิติวิทยาศาสตร์ โพยหรือชุดหมายเลข ตลอดจนแบบแผนทางคณิตศาสตร์และสถิติของผลคะแนน

หลักฐานที่กล่าวมานี้เป็นเพียงบางส่วน เมื่อพิจารณาร่วมกันเป็นภาพรวม ย่อมมิใช่ข้อสงสัยลอย ๆ แต่มีน้ำหนักเพียงพอให้ กกต. ต้องตอบว่า หลักฐานเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนถึงเกณฑ์ “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” กระทำการทุจริตหรือรู้เห็นกับการทุจริต อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมหรือไม่

ภายหลังประกาศผลการเลือกแล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา 226 และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กำหนดเกณฑ์ไว้เพียง “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มิใช่ให้ กกต. ยกระดับมาตรฐานเป็นการพิสูจน์ความผิดโดยปราศจากข้อสงสัยเช่นเดียวกับการพิพากษาคดีอาญา

กกต. มีอำนาจประเมินหลักฐาน แต่ไม่มีอำนาจพิพากษาหรือสั่งเพิกถอนสิทธิแทนศาลฎีกาในกระบวนการนี้ เมื่อหลักฐานถึงเกณฑ์ตามกฎหมาย กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องได้ต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม และให้ศาลฎีกาเป็นผู้ไต่สวนและวินิจฉัยเพื่อการธำรงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง
หัวหน้าพรรคประชาชาติ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1630954731722223&set=a.496306251853749
.....

คำว่า “ผู้สมัครพลีชีพ” หรือ “ผู้สมัครนอมินี” เป็นศัพท์ที่เกิดขึ้นในบริบทของการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ของประเทศไทย ตามระบบการเลือกกันเองและเลือกร้ามกลุ่ม เพื่ออธิบายถึงผู้สมัครที่ไม่ได้ตั้งใจเข้ามาเพื่อดำรงตำแหน่ง ส.ว. จริงๆ แต่เข้ามาทำหน้าที่เป็น “ตัวช่วย” ให้กับผู้สมัครเต็งหนึ่งในเครือข่ายเดียวกัน

ลักษณะและบทบาทของผู้สมัครพลีชีพ

เข้ามาเพื่อลงคะแนนให้คนอื่น: ผู้สมัครกลุ่มนี้ยอมเสียค่าสมัคร (เช่น 2,500 บาท) โดยมีเป้าหมายเดียวคือการโหวตลงคะแนนให้กับ “ตัวจริง” หรือ “ผู้สมัครเต็ง” ในเครือข่ายของตนเอง เพื่อดันให้คนๆ นั้นผ่านเข้ารอบต่อไป

บล็อกคะแนนคู่แข่ง: ทำหน้าที่กระจายคะแนนหรือตัดคะแนนผู้สมัครสายอิสระที่ไม่ได้อยู่ในโพย (Poll) หรือบล็อกส่งคะแนนให้สายนอกไม่สามารถผ่านเข้ารอบได้

พร้อมโดนตัดสิทธิ์หรือยอมแพ้: หากต้องเลือกกันเองในกลุ่ม หรือเลือกรอบไขว้ กลุ่มพลีชีพจะพร้อมสละสิทธิ์ เทคะแนนทั้งหมดให้ตัวจริง และยอมร่วงในรอบแรกๆ โดยไม่เสียดายตำแหน่ง

กลไกการ “ฮั้ว” ที่ใช้ผู้สมัครพลีชีพ

การเกณฑ์คนลงสมัคร: กลุ่มการเมืองหรือหัวคะแนนในพื้นที่ จะทำการกวาดต้อนคนในเครือข่าย (เช่น ชาวบ้าน, พนักงาน, หรือผู้ติดตาม) มาลงสมัครในกลุ่มอาชีพต่างๆ ให้ได้มากที่สุด

การแจก “โพย” (List): มีการทำโพยเบอร์ผู้สมัครไว้ล่วงหน้า โดยสั่งการให้ผู้สมัครพลีชีพทุกคนกาเบอร์เดียวกันตามที่กำหนดไว้ในแต่ละรอบ

การคุมเสียง: ยิ่งเครือข่ายใดมี “ผู้สมัครพลีชีพ” ในมือมาก เท่ากับว่ามี “ฐานเสียงตั้งต้น” ในมือมาก ทำให้โอกาสที่ผู้สมัครตัวจริงจะชนะและหลุดเข้าไปถึงระดับประเทศมีสูงขึ้นอย่างมาก

สรุปแล้ว ผู้สมัครพลีชีพ จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการบิดเบือนเจตนารมณ์ของระบบการเลือก ส.ว. ที่ต้องการได้ผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายอาชีพ ให้กลายเป็นการแข่งขันกันด้วย “จำนวนหัวและฐานทุน” ของเครือข่ายการเมืองแทน



กำลังฮือฮา เรื่องชายสี่หมี่เกี๊ยว จากโพสล่าสุดของคุณอ่อง-จักรีวัชร


Royal World Thailand - รอยัล เวิลด์ ประเทศไทย
6 hours ago
·
เป็นกระแสฮือฮาสดๆร้อนๆในสังคมออนไลน์ของไทย จนต้องเปิดเพลงเมดเลย์ของซีรีส์เลือดข้นคนจางมาประดับอรรถรส เมื่อคุณอ่อง-จักรีวัชร วิวัชรวงศ์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โพสต์ทิ้งบอมบ์ลูกใหญ่ลงเฟสบุ๊คส่วนตัว ว่าตนได้ตัดขาดกับสามพี่น้องและ(อาจจะ)มารดาบ้านวิวัชรวงศ์นานหลายปีแล้ว จากที่เคยมีกระแสกังขาและถกเถียงกันในโซเชียล

ย้อนไปในช่วงปี 2566-2567 เป็นช่วงที่คุณอ้น-วัชเรศร ผู้เป็นพี่ชาย ได้เป็นตัวเปิด กลับประเทศไทยครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี หลังจากมีการอัปเปหิไปพร้อมกับมารดาที่ประเทศอังกฤษ และสหรัฐอเมริกาตามลำดับ กระทั่งในช่วงกลางปี 2568 ได้พบพานดราม่าเรื่องพัวพันคดีผิดกฎหมาย จนสุดท้ายต้องอัปเปหิตัวเองอีกครั้ง และอาจหาโอกาสกลับมาไทยอีกครั้งยากแล้ว (ติดตามบทความได้ที่ช่องแสดงความคิดเห็น)

ผายมือกลับมาที่คุณอ่อง ที่ช่วงนั้นตนเองก็ได้อยู่ที่ไทยเช่นกัน หากแต่มิได้ดำรงตนหวือหวาได้ซีนมากมายเหมือนพี่ชาย กระทั่งพี่ชายถูกทำให้ต้องออกจากไทย ตนเองในฐานะน้องก็โดนหางเลขไปด้วย และพำนักในมาเลเซียจนถึงปัจจุบัน แต่ประเด็นสำคัญคือ เมื่อมีหลายคนสังเกตคุณอ้นมักจะโพสต์ภาพถ่าย “สามพี่น้อง” ในโอกาสต่างๆ โดยไม่มีคุณอ่องร่วมเฟรมด้วย นำไปสู่ข้อสงสัย “แตกหักในหมู่พี่น้อง”

กระทั่งล่าสุด คุณอ่องได้โพสต์เองในเฟสบุ๊คส่วนตัว “ผมตัดความสัมพันธ์กับครอบครัวฝั่งวิวัชรวงศ์มาหลายปีแล้ว ผมรับทราบว่ามีผู้คนถูกหลอกลวงให้บริจาคเงินเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลของผมทั้งในอดีตและปัจจุบัน โดยหลงเชื่อว่าเงินเหล่านั้นจะส่งมาถึงผม

ผมไม่เคยได้รับเงินแม้แต่บาทเดียวหรือผลประโยชน์ใดๆ จากผู้ที่นำชื่อผมไปอ้างเลยแม้แต่น้อย แม้ในความเป็นจริงผมจะมีปัญหาสุขภาพ แต่ผมไม่เคยมีพฤติกรรมหลอกลวง ไม่เคยโลภครับ... ผมขอประณามการกระทำเหล่านี้ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้ทั้งตัวผมและผู้ที่หลงเชื่อ”

เมื่อข่าวลือและข้อสงสัยทั้งหลายเป็นจริงขึ้นมาตามโพสต์ดังกล่าว จึงมีผู้แสดงความคิดเห็นซึ่งส่วนใหญ่ให้กำลังใจอดีตท่านชายกันมากมาย อย่างไรก็ตาม ไม่นานหลังจากนั้น เมื่อถูกทิ้งบอมบ์ลูกใหญ่เช่นนี้ คุณอ้น คงมิอาจอยู่เฉยได้ โพสต์ลงเฟสบุ๊คส่วนตัวเช่นกัน โดยเป็นภาพของสามพี่น้อง คุณอ้วน-คุณอ้น-คุณอิน พร้อมแคปชั่น “Your siblings know you for all of your life. We support each other no matter what. - พี่น้องกันย่อมรู้จักกันดีมาตลอดชีวิต เราจะสนับสนุนอยู่ข้างกันเสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ช่วงสามสี่ปีที่แล้ว สมาชิกบ้านวิวัชรวงศ์ มีบทบาทมากขึ้นเป็นพิเศษแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย เริ่มที่คุณอ้นเป็นตัวเปิด กลับบ้านเกิดก่อนพาคุณอ่องกลับมาด้วย และได้พาพี่ชายและน้องชาย คุณอ้วน-จุฑาวัชร และคุณอิน-วัชรวีร์ กลับมาไทยด้วย กลายเป็นกระแสอื้ออึงไม่น้อยสำหรับ #โอรสที่ถูกลืม และเรื่องนี้จะเข้มข้นขึ้นและจะไปสิ้นสุดลงที่ไหน จึงเป็นที่ติดตามกันต่อไป

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1528284649332481&set=a.2282931891811851


\



ชัชชาติ แถลงกรณีดาต้าเซนเตอร์ หลังมีกระแสข่าว กักตุนน้ำมันเกือบ 5 แสนลิตร - คงไม่ทำให้ปัญหาจบ อะไรคือปัญหา และ ข้อห่วงใย ของการมีศูนย์ข้อมูลในเขตกรุงเทพฯ ?!?

 
🔴ชัชชาติ แถลงกรณีดาต้าเซนเตอร์ หลังมีกระแสข่าว กักตุนน้ำมันเกือบ 5 แสนลิตร| Live Report | 2 ก.ย. 69

Streamed live 16 hours ago #ชัชชาติ #ดาต้าเซนเตอร์ #กักตุนน้ำมัน

PPTV HD 36

🔴ผู้ว่าฯชัชชาติ แถลงกรณีดาต้าเซนเตอร์ หลังมีกระแสข่าว กักตุนน้ำมันเกือบ 5 แสนลิตร| Live Report | 2 ก.ย. 69

https://www.youtube.com/watch?v=yEo8QOV3s5U
....

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร กทม. แถลงชี้แจงประเด็นการจัดสร้างและควบคุมศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมถึงข้อห่วงกังวลเรื่องการกักเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองฉุกเฉินปริมาณมาก โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

1. ประเด็นการจัดเก็บน้ำมันสำรอง (กรณีข่าว 5 แสนลิตร)

ข้อกำหนดทางเทคนิค: Data Center จำเป็นต้องมีระบบไฟฟ้าสำรองฉุกเฉิน (Generator) ให้ทำงานต่อเนื่องอย่างน้อย 48 ชั่วโมง กรณีเกิดเหตุไฟฟ้าดับ จึงต้องมีการสำรองน้ำมันดีเซลไว้ในพื้นที่

กรอบกฎหมายและการกักเก็บ: ตามกฎหมายของกรมธุรกิจพลังงาน อนุญาตให้สะสมน้ำมันไว้ใช้ภายในอาคารตนเองได้ไม่เกิน 500,000 ลิตร หากเก็บเกินกว่าจำนวนดังกล่าวจะถือว่าเป็น "คลังน้ำมัน" ซึ่งขัดต่อกฎหมายผังเมืองทันที

การตรวจสอบจุดที่เป็นข่าว: * ย่านรามคำแหง 28: จากการตรวจสอบเอกสารพบว่าได้รับใบอนุญาตกักเก็บน้ำมันถูกต้องตามกฎหมายที่จำนวน 200,000 ลิตร (ไม่ถึง 400,000–500,000 ลิตรตามที่เป็นข่าว) อย่างไรก็ตาม หากสุ่มตรวจแล้วพบว่ามีการเก็บเกินปริมาณที่ได้รับอนุญาตจริง จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ย่านพระราม 9: กรมธุรกิจพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างลงพื้นที่ตรวจสอบว่ามีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่

2. มาตรการรับมือและการควบคุมของ กทม. และหน่วยงานรัฐ

สั่งชะลอคำขอรายใหม่: กทม. ร่วมกับกระทรวงพลังงาน สั่งระงับ/ชะลอการพิจารณาคำขออนุญาตจัดตั้งถังน้ำมันสำรองและโครงการ Data Center ขนาดใหญ่รายใหม่ในพื้นที่ กทม. ชั่วคราว เพื่อรอให้บอร์ด Data Center แห่งชาติกำหนดมาตรฐานเชิงนโยบายและเกณฑ์ควบคุมที่ชัดเจน

การอุดช่องโหว่ทางกฎหมาย: เร่งทบทวนข้อกำหนดผังเมืองรวมและเกณฑ์การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพื่อปิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยและผลกระทบต่อชุมชนรอบข้าง

3. ผลกระทบต่อทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า

ทรัพยากรน้ำ: กปน. ยืนยันว่าการใช้น้ำหล่อเย็นของ Data Center รายใหญ่ใน กทม. อยู่ที่ประมาณ 7,000–8,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ซึ่งน้อยกว่าห้างสรรพสินค้า (30,000–40,000 ลบ.ม./เดือน) หรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (20,000 ลบ.ม./เดือน) จึงยังไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำประปาของประชาชน

กระแสไฟฟ้า: กฟน. ยืนยันว่าระบบจ่ายไฟปัจจุบันยังสามารถรองรับได้ โดยไม่มีผลกระทบต่อไฟบ้านของประชาชน แต่จะต้องมีมาตรการกำกับดูแลไม่ให้เกิดการแย่งใช้พลังงานในระยะยาว
.....

ทำไมศูนย์ข้อมูลในเขตกรุงเทพฯ ถึงเป็นประเด็นถกเถียงมากมาย?

การหลั่งไหลเข้ามาของศูนย์ข้อมูลจำนวนมากในกรุงเทพฯ ได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงครั้งใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการวางผังเมือง ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยสาธารณะ และการกำกับดูแล

1. การจัดเก็บเชื้อเพลิงอันตรายในย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่น

เพื่อป้องกันไฟฟ้าดับ ศูนย์ข้อมูลจึงต้องพึ่งพาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลขนาดใหญ่ รายงานที่ระบุว่าศูนย์ข้อมูลในย่านที่อยู่อาศัย เช่น รามคำแหงและพระรามเก้า มีการจัดเก็บเชื้อเพลิงดีเซลมากถึง 400,000–500,000 ลิตร ได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง นักวิจารณ์และสมาชิกสภาฝ่ายค้านเรียกสถานที่เหล่านี้ว่า "ระเบิดเวลา" ใจกลางเมือง โดยอ้างถึงอันตรายจากไฟไหม้ การปล่อยมลพิษที่เป็นพิษ (ฝุ่นละอองและไนโตรเจนออกไซด์) ในระหว่างการทดสอบ และการปนเปื้อนของดินที่อาจเกิดขึ้น

2. ความคลุมเครือด้านกฎระเบียบและการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่การแบ่งเขตพื้นที่

กฎหมายควบคุมอาคารและกรอบการวางผังเมืองของประเทศไทยในอดีตขาดคำจำกัดความทางกฎหมายที่ชัดเจนสำหรับ "ศูนย์ข้อมูล" ส่งผลให้นักพัฒนาใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทางกฎหมายที่สำคัญโดยการจัดประเภทสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการประมวลผลอุตสาหกรรมหนักเหล่านี้เป็น "คลังสินค้า" "สำนักงาน" หรืออาคารพาณิชย์ทั่วไป ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการสามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดด้านการแบ่งเขตพื้นที่ที่เข้มงวด หลีกเลี่ยงการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และข้ามขั้นตอนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ใกล้กับพื้นที่อยู่อาศัยที่มีประชากรหนาแน่น

3. ความตึงเครียดด้านทรัพยากรต่อโครงสร้างพื้นฐาน

แม้ว่าศาลาว่าการและหน่วยงานด้านน้ำจะยืนยันว่าการใช้น้ำในปัจจุบันสำหรับระบบทำความเย็นยังคงอยู่ในระดับที่จัดการได้เมื่อเทียบกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่หรือโรงพยาบาล แต่ความตึงเครียดในระยะยาวต่อกำลังการผลิตของระบบไฟฟ้ายังคงเป็นข้อกังวลหลัก การขยายตัวอย่างรวดเร็วทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความไม่เสถียรของการจ่ายกระแสไฟฟ้าในพื้นที่ การไฟฟ้าดับที่อาจเกิดขึ้น และความเสี่ยงในการถ่ายโอนต้นทุนการอัพเกรดโครงสร้างพื้นฐานหรืออัตราค่าไฟฟ้าที่สูงเกินจริงไปยังครัวเรือนในท้องถิ่น

4. ปัญหาความเดือดร้อนสาธารณะและภาวะความร้อนในเมือง

ผู้อยู่อาศัยใกล้กับโรงงานที่กำลังดำเนินการหรืออยู่ระหว่างการก่อสร้างรายงานความกังวลอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับมลภาวะทางเสียงความถี่ต่ำตลอด 24 ชั่วโมงจากพัดลมระบายความร้อนขนาดใหญ่และอุปกรณ์ระบายความร้อน ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมยังเตือนว่าการรวมกลุ่มของศูนย์ข้อมูลอย่างหนาแน่นจะยิ่งทำให้ปรากฏการณ์เกาะความร้อนในกรุงเทพฯ รุนแรงขึ้น

5. การตอบสนองของรัฐบาล

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) ได้เริ่มการตรวจสอบทั่วประเทศเกี่ยวกับสถานที่ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือจัดประเภทผิดพลาด และความเชื่อมโยงกับการเป็นเจ้าของโดยชาวต่างชาติ ในขณะเดียวกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และกรุงเทพมหานคร (BMA) ได้ระงับการอนุมัติศูนย์ข้อมูลแบบสแตนด์อะโลนใหม่ ระงับใบอนุญาตการจัดเก็บเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ และเริ่มแก้ไขประมวลกฎหมายอาคารและมาตรฐานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของเมือง





ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ มีแล้วเท่าไหร่ จะมีอีกเท่าไหร่ แล้วอยู่ตรงไหนบ้าง



ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ มีแล้วเท่าไหร่ จะมีอีกเท่าไหร่ แล้วอยู่ตรงไหนบ้าง

September 2, 2026
Justpow

ในกรุงเทพฯ มีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่เท่าไหร่

จากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะและที่ปรากฏในสื่อมวลชนรวมไปถึงหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ของ JustPow พบว่า กรุงเทพฯ มีข้อมูลที่ปรากฏว่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ 34 โครงการ โดยสามารถแยกได้ดังนี้ 
  1. ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ดำเนินการแล้ว 24 โครงการ
  2. ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 7 โครงการ
  3. ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนจะสร้าง 3 โครงการ
เมื่อสำรวจต่อไปว่า ดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละโครงการกระจายตัวอยู่ในพื้นที่ใดของกรุงเทพฯ บ้าง จะพบว่า ห้วยขวาง เป็นเขตทีมีดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งที่ดำเนินการแล้วและที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างมากที่สุด 9 โครงการ รองลงมาก็คือเขตบางนา 6 โครงการ เขตบางรัก 5 โครงการ เขตสาทร เขตบึงกุ่ม เขตบางกะปิ เขตละ 2 โครงการ เขตจตุจักร ราชเทวี บางเขน วัฒนา สวนหลวง และประเวศ เขตละ 1 โครงการ และอีก 1 โครงการคือ Stellar DC ที่ยังไม่ปรากฏข้อมูลที่ตั้ง โดยจะเห็นได้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ นั้นส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในแทบทั้งสิ้น

นอกจากนี้ หากพิจารณาว่าเจ้าของบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ เป็นสัญชาติใดบ้าง จะพบว่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทย 10 โครงการ สิงคโปร์ 5 โครงการ ญี่ปุ่น 3 โครงการ มาเลเซีย 1 โครงการ สหราชอาณาจักร 1 โครงการ และยังมีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ร่วมทุนกับบริษัทไทย อีก 2 โครงการ และสิงคโปร์ที่ร่วมทุนกับบริษัทไทยอีก 1 โครงการ

อย่างไรก็ตาม ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ที่มีการดำเนินการแล้ว ส่วนใหญ่เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ประเภท Colocation ให้บริการรับฝากเซิร์ฟเวอร์ไว้กับ Internet Data Center หรือเรียกโดยย่อๆ ว่า IDC ซึ่งปัจจุบันมีการเช่าเซิร์ฟเวอร์และฝากวางที่ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นบริการรับฝากเครื่องเซอร์ฟเวอร์ และโดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนอาคาร ในขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง (Stand Alone) ทั้งที่ดำเนินการแล้วหรืออยู่ในระหว่างการก่อสร้าง หรือมีแผนที่จะสร้าง มีจำนวนประมาณเกือบสิบโครงการ



ดาต้าเซ็นเตอร์ในกทม. ใช้น้ำ-ไฟ มากแค่ไหน ส่งผลกระทบต่อเรื่องอะไรอีกบ้าง

ประเด็นปัญหาที่สร้างความกังวลไปทั่วโลกของดาต้าเซ็นเตอร์ก็คือ การใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล ทั้งน้ำและไฟ ที่ต้องใช้ในการดำเนินการดาต้าเซ็นเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง จากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะและที่ปรากฏในสื่อมวลชนรวมไปถึงหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ของ JustPow พบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ 34 โครงการ มีจำนวนการใช้ไฟดังนี้ 
  1. ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ดำเนินการแล้ว 24 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 16 โครงการ รวม 127 เมกะวัตต์
  2. ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 7 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 6 โครงการ รวม 95.2 เมกะวัตต์
  3. ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนจะสร้าง 3 โครงการ สามารถระบุปริมาณการใช้ไฟได้ 1 โครงการ 25 เมกะวัตต์
จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ทั้งที่ดำเนินการแล้วและที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างรวมไปถึงที่มีแผนจะสร้าง มีความต้องการใช้ไฟอย่างน้อย 247.2 เมกะวัตต์ หรือเทียบเท่าปริมาณการใช้ไฟของจังหวัดสุพรรณบุรีทั้งจังหวัดในปี 2568 หรือเทียบเท่าการใช้ไฟของครัวเรือนอย่างน้อย 247,200 ครัวเรือน

หากนับเป็นจังหวัดๆ หนึ่ง ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ จะใช้ไฟเป็นอันดับที่ 23 จากทั้ง 77 จังหวัด

ในส่วนของการใช้น้ำนั้น หากใช้หลักการคำนวณประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water Usage Effectiveness : WUE) โดย The Green Grid เพื่อใช้ประเมินความคุ้มค่าในการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ โดยในการคำนวณจะใช้ค่า WUE ที่ 2.0 ซึ่งเป็นค่าอ้างอิงมาตรฐาน (Baseline) ของดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไป โดยนำไปคำนวณร่วมกับปริมาณการใช้ไฟตลอดทั้งปี (kWh/ปี) ของดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละแห่งในกรุงเทพฯ เท่าที่มีการเปิดเผยตัวเลขปริมาณการใช้ไฟ เพื่อหาปริมาณการใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ในแต่ละแห่ง

จากการคำนวณ พบว่า ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ที่มีการดำเนินการแล้ว 24 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 16 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 2.23 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 10,160 ครัวเรือน

ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในกรุงเทพฯ 7 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 6 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 1.67 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 7,616 ครัวเรือน และดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนที่จะสร้างในกรุงเทพฯ 3 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 1 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 0.44 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 2,000 ครัวเรือน

ดังนั้นจะเห็นว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ 34 โครงการ จะมีการใช้น้ำประมาณ 4.43 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 19,776 ครัวเรือน

แม้ประเด็นเรื่องการใช้ไฟและน้ำ จะไม่ใช่ประเด็นหลักในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่เป็นเหมืองหลวงที่มีน้ำและไฟไม่ขาดแคลน แต่ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ประชาชนในพื้นที่โดยรอบของดาต้าเซ็นเตอร์มีความกังวล ทั้งการที่ดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่งมีการสำรองน้ำมันหลายแสนลิตร เพื่อใช้ในยามที่ไฟดับ เนื่องด้วยดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งสร้างความกังวลในด้านความปลอดภัยแก่ประชาชนโดยรอบ ไม่เพียงแค่นั้น หากมีการใช้น้ำมันในการปั่นไฟในยามที่ไฟดับจริง ก็จะสร้างมลพิษแก่ชุมชนโดยรอบและปล่อยก๊าวเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศอีกด้วย

นอกจากนี้ ด้าต้าเซ็นเตอร์ ยังอาจทำให้เกิดความร้อนในบริเวณโดยรอบจากการที่ดาต้าเซ็นเตอร์ปล่อยความร้อนมหาศาลสู่อากาศรอบข้างและชุมชนจากการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ตลอด 24 ชั่วโมง จนอาจทำให้อุณหภูมิโดยรอบสูงขึ้น 2-9 องศาเซลเซียส โดยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘เกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูล’ (Data Center Heat Island)

โดยจากข้อมูลจะพบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ทั้งที่ดำเนินการแล้ว อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และมีแผนว่าจะสร้าง ล้วนตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ชั้นในที่มีความหนาแน่นทั้งสิ้น ซึ่งเกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูลจากดาต้าเซ็นเตอร์นี้จะไปซ้ำเติมปัญหา ‘เกาะความร้อนในเมือง’ (Urban Heat Island – UHI) ที่กำลังเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ โดยอุณหภูมิในพื้นที่ที่เป็นเกาะความร้อน ซึ่งส่วนมากก็คือเขตกรุงเทพฯ ชั้นในจะสูงกว่าพื้นที่โดยรอบเฉลี่ยถึง 2.8 องศาเซลเซียส และความร้อนจาก ‘เกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูล’ (Data Center Heat Island) ก็จะยิ่งซ้ำเติมปัญหานี้ให้รุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก



ทำไมตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ ในกรุงเทพฯ ได้

ปัจจุบันยังไม่มีการนิยามดาต้าเซ็นเตอร์ตามกฎหมายใด ทั้งไม่เข้าข่ายโรงงานตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ซึ่งแม้แต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ในอาคารก็ไม่เป็นไปตามนิยามของ พ.ร.บ.โรงงาน จึงไม่สามารถบังคับใช้ในกรณีนี้ได้ และการก่อสร้างโดยระบุวัตถุประสงค์ว่าเป็นสถานที่เก็บสินค้าทำให้ไม่เข้าข่ายโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดโครงการ กิจการ หรือการดำเนินการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2566

การขออนุญาตก่อสร้าง ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่เป็นอยู่จึงเป็นการขออนุญาตผ่านท้องถิ่นตามกฎหมายควบคุมอาคารและผังเมือง โดยในกรณีของดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วนใหญ่เข้าข่ายเป็นอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522

โดยใน พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 จะเป็นการพิจารณาความปลอดภัยของอาคาร เช่น โครงสร้าง อุปกรณ์ อัคคีภัย ระบบไฟ ระบบระบายอากาศ/น้ำ และระบบความปลอดภัย ตลอดจนระยะร่นกับถนนสาธารณะและพื้นที่ว่างระหว่างเขตที่ดินกับอาคาร

เมื่อพิจารณากฎหมายผังเมืองของกรุงเทพมหานคร กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 ไม่ได้ห้ามการประกอบกิจการศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ในพื้นที่ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก (สีน้ำตาล) หากดำเนินการเป็นไปตามข้อกำหนดด้านความหนาแน่นของอาคารและการใช้ประโยชน์ที่ดินที่กำหนดข้อยกเว้น ในข้อ 16 (12) กำหนดข้อยกเว้นสำหรับสถานที่เก็บสินค้า สถานีรับส่งสินค้า หรือการประกอบกิจการรับส่งสินค้า ที่ตั้งอยู่ริมถนนสาธารณะที่มีเขตทางไม่น้อยกว่า 30 เมตร

สำหรับกรณีที่มีการกักตุนน้ำมันเพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำรองในกรณีที่ไฟฟ้าขัดข้องก็เป็นช่องว่างทางกฎหมาย ซึ่งหากปริมาณไม่ถึง 500,000 ลิตร ตามที่ พ.ร.บ. ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 กำหนดไว้ ก็ไม่ถูกตรวจสอบความปลอดภัยได้

ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีการสื่อสารและรับส่งข้อมูล จะต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจากสำนักงาน กสทช. (ประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 3) ด้วย

ขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ 
  • ดาต้าเซ็นเตอร์ ยื่นขออนุญาตก่อสร้างเป็น ‘คลังสินค้า’ ยื่นคำขออนุญาตที่ฝ่ายโยธา สำนักงานเขต ตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522
  • เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารภายใต้ พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 และ กฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะลงนามอนุญาต ภายใน 45 วันนับตั้งแต่วันที่ยื่น
  • เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ ต้องยื่นขออนุญาตใช้อาคารก่อนการใช้งานจริงที่สำนักงานเขต
  • ยื่นขอใช้ไฟฟ้ากับการไฟฟ้านครหลวงแบบนิติบุคคล โดยดาต้าเซ็นเตอร์อาจเข้าข่ายกิจการขนาดกลางและใหญ่ ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้า
  • ยื่นขอใช้น้ำประปากับการประปานครหลวง เจ้าหน้าที่จะสำรวจพื้นที่และประเมินความเป็นไปได้ในการติดตั้ง อัตราค่าน้ำประปาของดาต้าเซ็นเตอร์อาจอยู่ในประเภทธุรกิจขนาดใหญ่
  • การขอติดตั้งถังน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉิน ต้องขออนุญาตโดยยื่นแบบต่อกรมธุรกิจพลังงาน ภายใต้กฎกระทรวงสถานที่เก็บรักษาน้ำมัน พ.ศ. 2567
  • ในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีการสื่อสารและรับส่งข้อมูล จะต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมจากสำนักงาน กสทช. (ประเภทที่ 1 หรือประเภทที่ 3) ด้วย

https://justpow.co/article-bkk-data-center/




โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยฮ่องกง อาจต้องโทษจำคุกนานขึ้น หลังรับสารภาพในคดีความมั่นคงแห่งชาติเป็นครั้งที่สอง


โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวชาวฮ่องกง เตรียมขึ้นรถควบคุมผู้ต้องขังในปี 2020 ที่ฮ่องกง (ภาพโดย Anthony Kwan/Getty Images)

โจชัว หว่อง นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยฮ่องกง อาจต้องโทษจำคุกนานขึ้น หลังรับสารภาพในคดีความมั่นคงแห่งชาติเป็นครั้งที่สอง

ฮ่องกง — โจชัว หว่อง อดีตนักเคลื่อนไหววัยรุ่นที่กลายเป็นผู้นำคนสำคัญของขบวนการประชาธิปไตยในฮ่องกง อาจต้องโทษจำคุกอีกหลายปี หลังจากรับสารภาพในวันพุธที่ผ่านมา ในคดีความมั่นคงแห่งชาติล่าสุดที่อัยการยื่นฟ้อง

หว่อง วัย 29 ปี ถูกกล่าวหาว่าสมคบคิดกับนักเคลื่อนไหวคนอื่นๆ เพื่อชักจูงให้ต่างประเทศคว่ำบาตรจีนและฮ่องกงในปี 2020 ซึ่งเป็นปีที่ปักกิ่งประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งนักวิจารณ์กล่าวว่าทำให้เสรีภาพทางการเมืองในเมืองนี้หยุดชะงักลง

หว่องถูกจำคุกอยู่แล้วเป็นเวลา 4 ปี 8 เดือน หลังจากรับสารภาพในคดีบ่อนทำลายครั้งสำคัญในปี 2024 เขามีกำหนดปล่อยตัวในเดือนมกราคม คดีล่าสุดของเขาถูกพิจารณาในวันพุธที่ผ่านมา ณ ศาลสูงฮ่องกง ซึ่งสามารถลงโทษจำคุกได้สูงสุดถึงตลอดชีวิต

ก่อนหน้านี้ หว่องและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยคนอื่นๆ ถูกเจ้าหน้าที่ปักกิ่งตราหน้าว่าเป็น “ผู้แบ่งแยกดินแดน” ซึ่งทางการปักกิ่งได้บังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่หลังจากเกิดการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่และบางครั้งก็รุนแรงในศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศแห่งนี้ในปี 2019

กฎหมายดังกล่าวได้เพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลฮ่องกง อดีตอาณานิคมของอังกฤษ และทั้งสองรัฐบาลต่างกล่าวว่ากฎหมายนี้ช่วย “ฟื้นฟู” เสถียรภาพ แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวว่ากฎหมายนี้ได้ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างและทำให้การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลมีความเสี่ยงสูง

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผู้พิพากษาที่รัฐบาลแต่งตั้งให้ดูแลคดีความมั่นคงแห่งชาติ ได้รับฟังรายละเอียดของข้อกล่าวหาจากฝ่ายอัยการ


โจชัว หว่อง เข้าร่วมการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่ย่านคอสเวย์เบย์ของฮ่องกงเมื่อเดือนมกราคม 2014 (ภาพโดย Sam Tsang/South China Morning Post/Getty Images/File)

อัยการกล่าวว่า ก่อนการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (NSL) หว่องได้เข้าร่วมกับคนอื่นๆ ในการล็อบบี้เพื่อออกกฎหมายในสหรัฐอเมริกาที่จะอนุญาตให้วอชิงตันสามารถคว่ำบาตรฮ่องกงและจีนได้ โดยดำเนินการผ่านการรณรงค์ในโซเชียลมีเดียและการพบปะกับนักการเมืองสหรัฐฯ รวมถึงอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร แนนซี เพโลซี และวุฒิสมาชิกมาร์โก รูบิโอ ในขณะนั้น พวกเขายังล็อบบี้ประเทศอื่นๆ ให้ใช้มาตรการคว่ำบาตรด้วย

อัยการกล่าวว่า แผนการของพวกเขาที่ชื่อว่า “แนวรบระหว่างประเทศ” ยังคงดำเนินต่อไปหลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ โดยสหรัฐฯ ได้คว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ฮ่องกงและจีนมากกว่าสิบรายหลังจากปี 2020

ในระหว่างการพิจารณาบรรเทาโทษ ทนายความของหว่องระบุว่า นักเคลื่อนไหวผู้นี้ใช้เวลาหกปีที่ผ่านมาในเรือนจำจากข้อหาต่างๆ ซึ่งเขายอมรับผิดทั้งหมด


“เขามีเวลามากมายในการทบทวนการกระทำและเส้นทางที่เขาเลือกเดิน” Derek Chan กล่าว

Chan ยอมรับว่าโทษจำคุกอาจสูงถึง 10 ปี แต่ได้ร้องขอให้ผู้พิพากษาลดโทษลงครึ่งหนึ่ง เพื่อให้บทลงโทษนั้น “มอบความหวังและอนาคตที่น่ามองแก่จำเลย โดยไม่เป็นการทำลายชีวิตของเขาจนย่อยยับ”

จากนั้นศาลได้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปเป็นวันอื่น ระหว่างที่ Wong ซึ่งสวมแว่นตาถูกคุมตัวออกจากคอกจำเลย เขาได้โบกมือลาผู้คนที่มารับฟังในห้องพิจารณาคดีพร้อมกล่าวว่า “บ๊ายบาย”

โฆษกรัฐบาลฮ่องกงปฏิเสธเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติเกี่ยวกับการดำเนินคดีกับ Wong

“การใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามกฎหมาย ไม่ควรถูกนำไปปะปนกับการกระทำที่สมคบคิดกับต่างชาติเพื่อกำหนด ‘มาตรการคว่ำบาตร’ อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศของตนเอง” โฆษกกล่าว

ฝึกเล่นกีตาร์หลังลูกกรง

มาตรการรักษาความปลอดภัยรอบบริเวณศาลเป็นไปอย่างเข้มงวด โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยลงทะเบียนและตรวจค้นประชาชนจำนวนมากที่มาเข้าแถวรออยู่ด้านนอก

หนึ่งในนั้นคือ Gloria Cheng วัย 32 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนของ Wong

“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสำหรับเขา และก่อนหน้านี้ก็มีคนอื่นที่โดนแบบเดียวกัน” เธอกล่าวโดยอ้างถึงการดำเนินคดีกับบุคคลสำคัญฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลรายอื่นๆ

“มันสะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ในฮ่องกงขณะนี้ได้เป็นอย่างดี”


โจชัว หว่อง (คนกลาง) แสดงท่าทางสนับสนุนประชาธิปไตยระหว่างพิธีเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสาที่จัตุรัสโกลเด้น โบฮิเนีย (Golden Bauhinia Square) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ปี 2014 ที่ฮ่องกง (ภาพโดย Anthony Kwan/Getty Images/แฟ้มภาพ)

เนื่องจากที่นั่งภายในห้องพิจารณาคดีมีจำกัด ผู้สนับสนุนจึงผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าไปเพื่อดูหน้า Wong และเดินออกมาหลังจากโบกมือทักทายเขา เพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่นๆ ได้เข้าไปบ้าง

Louis Lee กล่าวว่าเขาได้ไปเยี่ยม Wong ในเรือนจำ และเล่าว่านักเคลื่อนไหวรายนี้พยายามรักษาทัศนคติเชิงบวกด้วยการเรียนหนังสือ ออกกำลังกาย และฝึกเล่นกีตาร์

เขากล่าวว่า Wong รู้สึกเสียใจและทุกข์ใจอย่างมากเมื่อทราบว่าตนถูกตั้งข้อหาละเมิดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเป็นครั้งที่สอง

“พวกเรารู้สึกแย่มาก เพราะคงไม่มีใครอยากใช้ชีวิตอยู่ในคุกเพิ่มอีกแม้แต่วันเดียว” Lee กล่าว

นักเคลื่อนไหววัยรุ่น

Wong เริ่มเป็นที่รู้จักในปี 2012 ขณะมีอายุเพียง 15 ปี เมื่อเขาเป็นแกนนำกลุ่มเพื่อนในการชุมนุมประท้วงแบบนั่งปักหลัก จนประสบความสำเร็จในการยับยั้งแผนของรัฐบาลที่จะนำหลักสูตรการศึกษาด้านพลเมืองแบบจีนมาใช้ในโรงเรียนต่างๆ ของฮ่องกง

ในขณะนั้น ผู้ที่คัดค้านต่างกังวลว่าหลักสูตรดังกล่าวเป็นเสมือนเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลปักกิ่ง ปัจจุบันหลักสูตรนี้กลายเป็นวิชาบังคับในทุกโรงเรียน ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (NSL) ที่รัฐบาลปักกิ่งบังคับใช้ สองปีต่อมา หว่องได้กลายเป็นหนึ่งในแกนนำคนสำคัญของการประท้วง "ขบวนการร่ม" (Umbrella Movement) ในฮ่องกง ซึ่งระดมผู้คนนับพัน—โดยส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว—ให้ออกมาตามท้องถนนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่มากขึ้น ด้วยการปิดกั้นเส้นทางคมนาคมสายหลักต่อเนื่องกันเป็

เขาเป็นที่รู้จักจากลีลาการปราศรัยที่ดุเดือดและเร่าร้อน ซึ่งสามารถดึงดูดผู้สนับสนุนจำนวนมากมารวมตัวกันได้

ต่อมาเขาพยายามต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยการเข้าสู่เส้นทางการเมือง แต่ความพยายามลงสมัครรับเลือกตั้งของเขากลับถูกขัดขวางซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในปี 2016 เขาร่วมก่อตั้งพรรค "เดโมซิสโต" (Demosisto) ซึ่งเป็นพรรคที่สนับสนุนประชาธิปไตย พรรคนี้ประสบความสำเร็จในการส่ง นาธาน ลอว์ (Nathan Law) ผู้ร่วมก่อตั้งอีกคน เข้าสู่สภานิติบัญญัติของฮ่องกงในฐานะสมาชิกที่อายุน้อยที่สุด แม้ว่าตัวหว่องเองจะถูกห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ก็ตาม พรรคดังกล่าวประกาศยุบตัวลงเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากทางการปักกิ่งผ่านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (NSL) และในอีกไม่กี่วันต่อมา ลอว์ก็ได้เปิดเผยว่าเขาได้เดินทางออกจากฮ่องกงแล้ว

ปัจจุบัน ลอว์เป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยจำนวนมากที่พำนักอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งถูกตำรวจหน่วยความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกงออกหมายจับและตั้งรางวัลนำจับเป็นเงินสด

ทางการฮ่องกงตัดสิทธิ์หว่องจากการลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2020 ต่อมาเขาถูกจับกุมและตั้งข้อหาร่วมกับบุคคลอื่นอีกหลายสิบคน จากกรณีการเข้าร่วมการเลือกตั้งขั้นต้นอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อคัดเลือกผู้สมัครสำหรับการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติ

ในคดีที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางว่า "คดี 47 คน" (ตั้งชื่อตามจำนวนนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลที่ถูกดำเนินคดี) อัยการระบุว่าหว่องและพวกพยายามบ่อนทำลายรัฐบาลฮ่องกงในปี 2020 ด้วยการจัดการเลือกตั้งขั้นต้น ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติปกติในระบอบประชาธิปไตยหลายประเทศ

ในขณะนั้น ทางการฮ่องกงระบุว่าการเลือกตั้งขั้นต้นดังกล่าวเป็น "แผนการอันชั่วร้าย" ที่มุ่งหวังจะ "ทำให้รัฐบาลเป็นอัมพาตและบ่อนทำลายอำนาจรัฐ" อีกทั้งยังกล่าวหาผู้เข้าร่วมว่ามีเจตนาใช้อำนาจที่ได้รับจากการเลือกตั้งเพื่อขัดขวางการออกกฎหมายต่างๆ อย่างไร้เหตุผล

จากจำเลยทั้ง 47 คน ส่วนใหญ่ให้การรับสารภาพ ในขณะที่อีก 14 คนถูกตัดสินว่ามีความผิดและได้รับโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี ภายหลังการพิจารณาคดีในปี 2024 ซึ่งถือเป็นการดำเนินคดีต่อนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยครั้งใหญ่ที่สุดภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ ส่วนจำเลยอีก 2 คนพ้นข้อกล่าวหา

นับตั้งแต่กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติมีผลบังคับใช้ กลุ่มภาคประชาสังคมต่างๆ ได้ยุติการดำเนินงาน และสื่ออิสระบางสำนักต้องปิดตัวลง ปัจจุบันสภานิติบัญญัติของฮ่องกงประกอบด้วยสมาชิกที่จงรักภักดีต่อปักกิ่งเพียงฝ่ายเดียว ในขณะที่นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยส่วนใหญ่ต่างต้องโทษจำคุกหรือลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ

เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง แกนนำสองคนซึ่งอยู่เบื้องหลังกิจกรรมรำลึกเหตุการณ์สังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินปี 1989 ในระดับสาธารณะและมีขนาดใหญ่เพียงงานเดียวบนแผ่นดินจีน ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดการบ่อนทำลายอำนาจรัฐ


ที่มา CNN
Hong Kong democracy activist Joshua Wong faces longer prison sentence after second national security guilty plea

https://www.cnn.com/2026/09/01/china/hong-kong-joshua-wong-second-national-security-charge-intl-hnk
Sep 2, 2026








https://x.com/AJEnglish/status/2095089939893383654


 

ดูสภาพเรือรบ USS Abraham Lincoln (CVN-72) ขณะเดินทางมาถึงท่าเรือแหลมฉบัง Grok บอกว่า ร่องรอยสนิมและสีที่หลุดลอกซึ่งปรากฏให้เห็นนั้น เป็นสภาพปกติที่เกิดขึ้นภายหลังการปฏิบัติภารกิจอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมทางทะเลเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม เรือลำนี้ยังคงมีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจได้อย่างเต็มขีดความสามารถ


https://x.com/RonFilipkowski/status/2095086914319626581














 

ประธานาธิบดีทรัมป์เสนอแนวคิดที่จะเปลี่ยนชื่อช่องแคบฮอร์มุซเป็น "ช่องแคบทรัมป์" โดยระบุว่าขณะนี้สหรัฐฯ สามารถ "ควบคุม" ช่องแคบดังกล่าวได้แล้ว แต่ข้อเท็จจริงคือ ?!?






กฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ: ตามกฎหมายแล้ว ช่องแคบฮอร์มุซเป็นช่องแคบระหว่างประเทศที่อยู่ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) โดยมีน่านน้ำอาณาเขตของอิหร่านและโอมานขนาบข้าง การอ้างสิทธิ์หรือเปลี่ยนชื่ออธิปไตยเหนือน่านน้ำระหว่างประเทศโดยฝ่ายเดียวไม่สามารถทำได้ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดไว้








กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำเกิดระเบิดขึ้นหลังจากแล่นไปชนกับทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ โดยขณะนี้เรือทั้งสองลำกำลังถูกไฟลุกไหม้
รายงานโดย Zein Basravi จากสำนักข่าว Al Jazeera

https://x.com/AJEnglish/status/2095169820174209294



ธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ ประกาศการโยกย้ายทองคำสำรองจำนวน 86 เมตริกตัน ออกจากอเมริกาเหนือ (ธนาคารกลางสหรัฐสาขานิวยอร์กและธนาคารกลางแคนาดาในออตตาวา) ไปยังลอนดอนและคลังเก็บรักษาในเมืองไซสต์ - แม้ว่าแถลงการณ์จะเน้นไปที่ "การเตรียมพร้อมรับมือวิกฤต" และสภาพคล่อง แต่มองดีๆจะเห็นนัยยะทางการเมืองยุคทรัมป์อยู่ดี


https://x.com/DailyMail/status/2095138970623459697
.....

ธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ (De Nederlandsche Bank - DNB) ประกาศการโยกย้ายทองคำสำรองจำนวน 86 เมตริกตัน ออกจากอเมริกาเหนือ (ธนาคารกลางสหรัฐสาขานิวยอร์กและธนาคารกลางแคนาดาในออตตาวา) ไปยังลอนดอนและคลังเก็บรักษาในเมืองไซสต์

คำอธิบายอย่างเป็นทางการ

แรงจูงใจหลัก: DNB ระบุอย่างชัดเจนถึงเหตุผลด้านสภาพคล่องของตลาด ความสามารถในการซื้อขาย และการเตรียมพร้อมรับมือวิกฤต มากกว่าการสื่อสารทางการเมืองโดยตรง

กลไก: ทองคำที่เก็บไว้ในธนาคารกลางอังกฤษเป็นไปตามมาตรฐานตลาดระหว่างประเทศระดับสูง ทำให้สามารถซื้อ ขาย หรือแลกเปลี่ยนได้เร็วกว่ามากในภาวะฉุกเฉินทั่วโลก เมื่อเทียบกับคลังเก็บรักษาในอเมริกาเหนือ

การกระจายตัวใหม่: หลังจากการโยกย้าย

ลอนดอนถือครองส่วนแบ่งทองคำของเนเธอร์แลนด์ในต่างประเทศมากที่สุดที่ 32.1% ในขณะที่การถือครองในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาลดลงเหลือ 18.5% เท่ากัน

บริบททางการเมือง

ในขณะที่แถลงการณ์อย่างเป็นทางการของ DNB มุ่งเน้นไปที่ "การเตรียมพร้อมรับมือวิกฤต" และสภาพคล่อง การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการอภิปรายในวงกว้างของยุโรปเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการค้า พันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกที่เปลี่ยนแปลงไป และความปลอดภัยของสินทรัพย์ สื่อและนักวิเคราะห์เศรษฐกิจได้เน้นย้ำมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าสถาบันของยุโรปกำลังประเมินความเสี่ยงและอธิปไตยเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่ถือครองโดยต่างประเทศอย่างไร
.....

การเปลี่ยนแปลงวิธีการที่สถาบันของยุโรปจัดการความมั่งคั่งของรัฐและเงินสำรองทางการเงินสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในวงกว้างในเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ เป็นเวลาหลายทศวรรษที่ประเทศตะวันตกดำเนินการภายใต้สมมติฐานพื้นฐานว่าสินทรัพย์ที่ถือครองในประเทศพันธมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร จะไม่ได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักทางการเมือง แต่ฉันทามติดังกล่าวได้สลายไปแล้วเป็นส่วนใหญ่

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากปัจจัยหลักหลายประการเกี่ยวกับความเสี่ยงและการควบคุมอำนาจอธิปไตยทางการเงิน:

การใช้สินทรัพย์ของรัฐเป็นอาวุธ

กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจากการอายัดสินทรัพย์ของธนาคารกลางรัสเซียประมาณ 300 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหลังจากการรุกรานยูเครนในปี 2022 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับธนาคารกลางทั่วโลก แม้ว่าสถาบันในยุโรปจะสนับสนุนการเคลื่อนไหวนี้ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าสินทรัพย์สำรองที่ถือครองในเขตอำนาจศาลต่างประเทศสามารถถูกอายัดได้ทันทีเนื่องจากการตัดสินใจทางการเมือง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงนี้กระตุ้นให้ประเทศที่ไม่เข้าร่วมกลุ่มและประเทศในยุโรปพิจารณาใหม่ว่าสินทรัพย์ทางกายภาพของตนอยู่ที่ใด โดยเกรงว่าข้อพิพาททางภูมิรัฐศาสตร์หรือการค้าในอนาคตอาจเป็นอันตรายต่อการเข้าถึงเงินทุนของตนเอง

การกัดเซาะบรรทัดฐานของสถาบันและความไว้วางใจข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก

ผู้กำหนดนโยบายของยุโรปมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือและความคาดเดาได้ของโครงสร้างการกำกับดูแลของต่างประเทศ

อำนาจต่อรองทางการเมือง: การอภิปรายในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมัน อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ได้เน้นย้ำถึงความกังวลว่าสินทรัพย์ที่ถือครองโดยต่างประเทศอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองในระหว่างข้อพิพาททางการค้าหรือความขัดแย้งทางการทูตที่มีความเสี่ยงสูง

ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง: คำแถลงและแรงกดดันที่มุ่งเป้าไปที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้ก่อให้เกิดคำถามในหมู่นักวิเคราะห์ชาวยุโรปเกี่ยวกับเสถียรภาพของสถาบันในระยะยาวและศักยภาพในการแทรกแซงเกินขอบเขตของฝ่ายบริหารในเงินสำรองที่ถือครองโดยต่างประเทศ

ความเป็นอิสระเชิงกลยุทธ์และอธิปไตยทางกฎหมาย

ประเทศในยุโรปกำลังผลักดันให้เกิด "ความเป็นอิสระเชิงกลยุทธ์" ซึ่งเป็นกรอบการทำงานที่ออกแบบมาเพื่อลดการพึ่งพาโครงสร้างจากอำนาจภายนอกในด้านการป้องกันประเทศ ห่วงโซ่อุปทาน และการเงิน

การควบคุมทางกายภาพโดยตรง: ทองคำและเงินสำรองสภาพคล่องของรัฐบาลทำหน้าที่เป็นหลักประกันทางการเงินขั้นสูงสุดของประเทศในระหว่างวิกฤต สงคราม หรือความล้มเหลวของระบบ หากสินทรัพย์ถูกจัดเก็บไว้ในประเทศ (หรือภายในศูนย์กลางสภาพคล่องสูงของยุโรป เช่น ลอนดอนหรือแฟรงก์เฟิร์ต) ธนาคารกลางของประเทศจะยังคงมีอำนาจในการดำเนินงานอย่างเต็มที่โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากต่างประเทศในการเข้าถึงหรือเคลื่อนย้ายสินทรัพย์เหล่านั้น

ภูมิคุ้มกันทางเขตอำนาจศาล: ทรัพย์สินที่ถือครองในต่างประเทศอยู่ภายใต้คำสั่งทางกฎหมาย คำพิพากษาของศาล และมาตรการคว่ำบาตรของประเทศเจ้าบ้าน การเก็บรักษาทรัพย์สินไว้ภายในประเทศจะช่วยขจัดภัยคุกคามจากข้อพิพาททางกฎหมายของบุคคลที่สามหรือการอายัดทรัพย์สิน

การปรับตำแหน่งทางการเงิน

นอกเหนือจากการลดความเสี่ยงแล้ว การนำเงินสำรองกลับบ้านหรือการรวมเงินสำรองไว้ภายในโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของยุโรปจะช่วยเสริมสร้างตำแหน่งของเงินยูโรให้แข็งแกร่งขึ้น ด้วยการทำให้มั่นใจว่าการสนับสนุนทางกายภาพของงบดุลของธนาคารกลางนั้นมั่นคงอยู่ภายในเขตอำนาจศาลของยุโรป ธนาคารกลางจึงเสริมสร้างความเชื่อมั่นของตลาดในเสถียรภาพและความเป็นอิสระของระบบการเงินของยูโรโซน







 

วันพุธ, กันยายน 02, 2569

แป้กแล้วสิ โครงการ TH-Ai passport ของน้องลูกนก ลูกพ่อเนกับหลานอาหนู “ณ ขณะนี้ ยอดไม่ปังตามที่หวัง” คนออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าข้อจำกัดเยอะ Ai ฟรียังดีกว่า

เอ้า แป้กแล้วสิ โครงการ TH-Ai passport ของน้องลูกนก ลูกพ่อเนกับหลานอาหนู “ณ ขณะนี้ ยอดไม่ปังตามที่หวัง จึงต้องร่อนหนังสือถึงข้าราชการท้องถิ่นทุกจังหวัด (ต่อไปคงจะลงทุก อบต. และ เทศบาล) พร้อมส่งไปที่โรงเรียนต่างๆ รัฐวิสาหกิจ คู่สัญญารัฐ”

อย่างที่ Bright TV ว่า “เตรียมงัดไม้ตาย ขนข้าราชการ-นักการเมือง ช่วยเกณฑ์คนให้ครบเป้า ๕ ล้านสิทธิ” ตอนนี้ได้แค่ ๑.๕ ล้าน ก็เริ่มนิ่งแล้ว ซ้ำมี active users ต่อวันเพียงแสนเดียวเท่านั้น ไอ๊ซ์ บอกถ้าใช้สัญญาเดิม ไม่ว่าคนจะลงทะเบียนเท่าไร

“๑๐ คนหรือแสนคน รัฐจะต้องจ่าย ๑,๖๐๐ ล้าน แต่เมื่อแก้ไขสัญญาใหม่ รัฐจะจ่ายเงินแค่ ๒.๕ ล้านบาท (๑๐๐,๐๐๐ x ๒๕ =๒,๕๐๐,๐๐๐) เธอว่า #ขออนุญาตเคลม หน่อยว่า “พวกเราช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินทันที กว่า ๑,๕๐๐ ล้าน”

และ “นั่นหมายถึงการหยุดยั้งเม็ดเงินที่กำลังจะไหลเข้าสู่ ‘กลุ่มทุนสีน้ำเงิน‘ ที่ซัพพอตการคงอยู่ของระบบสีน้ำเงิน ถามว่าเงินที่เค้าใช้ ซื้อนั่นซื้อนี่ (ตีความเอาเด้อ) เอามาจากไหน ตอบง่ายๆ ก็เอามาจากส่วนต่างอะไรแบบนี้นั่นแหละ”

ทบทวนความเป็นมา พรรคประชาชนออกมาคัดค้านโครงการตั้งแต่อ้อนแต่ออก “ตีปีบถึงความผิดปกติ และตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาของการคิดเงินแบบเหมาจ่าย” จนทำให้กระทรวง ดีอี ขยับแก้สัญญา ไปเป็นแบบ “pay per active user คือ 1 active user จ่ายโดยประมาณ 25฿”

ข้อสำคัญ “ประชาชนจำนวนมากกลัวโดนล้วงข้อมูลส่วนบุคคล บริษัทจำนวนมากออกประกาศ ไม่ให้พนักงานเอาข้อมูลทางการค้าของบริษัทไปพรอมท์ในโครงการนี้” ตัวเธอเองลงทะเบียนไปแล้ว แต่ไม่ใช้งาน “กลัวข้อมูลส่วนบุคคลหลุดก็เรื่องนึง

แต่ที่สำคัญคือไม่อยากให้รัฐต้องจ่ายเงินแผ่นดิน (คนละ) ๒๕ บาทต่อเดือน ให้กับผู้รับเหมาในเครือข่ายสีน้ำเงิน” เธอว่าเสียดาย แต่ก็ได้เห็นความเคลื่อนไหวในเพจ AiPassth หลังงบประชาสัมพันธ์ออกแล้ว

“ไมโครอินฟูจำนวนมาก เริ่มทยอยทำคลิปรีวิวส่งงาน คนออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าข้อจำกัดเยอะ Ai ฟรียังดีกว่า ใช้งานสะดวกกว่า Ai ฟรี ยังฉลาดกว่าและทำงานได้ตรงไปตรงมากว่า” พวกคนที่ลองใช้ เจอ เอไอไชยชนก เล่นตลกเยอะเลย

คำวิจารณ์ของ โอ เปิ้ลผู้ลองใช้งานรายหนึ่งบอกว่า “ตอนทำสัญญาอาจจะเป็นรุ่นโปร แต่ปัจจุบัน AI มันพัฒนาเวอร์ชั่นไวจนตัวที่เคยทำสัญญาไว้จาก PRO กลายเป็นฟรี เท่ากับเอาตัวฟรีล้าหลังที่เคยเป็น PRO ในอดีตมาให้ใช้”

นั่นคือต้นทุนเท่ากับ ศูนย์ ไม่ต้องเสียเงิน...แบบนี้คือ เงินทอนกินกันจุกๆเลย”

(https://www.facebook.com/nanaicez112/posts/w86GFFxP และ https://www.facebook.com/nanaicez112/posts/22QCzFLUf)