วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 15, 2569

ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ว่ารัฐมนตรี ‘ลูกเทพ’ และกระทรวงดิจิทัล ออกประกาศให้อำนาจเจ้าหน้าที่ลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ กรณี ‘เหตุจำเป็นเร่งด่วน’ ผิดระเบียบ

ศูนย์ทนายสิทธิมนุษยชน และ ‘ไอลอว์’ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง ว่ารัฐมนตรี ‘ลูกเทพ’ และกระทรวงดิจิทัล ออกประกาศให้อำนาจเจ้าหน้าที่ลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ กรณี ‘เหตุจำเป็นเร่งด่วน’ ผิดระเบียบ ไม่มีฐานอำนาจทางกฎหมาย

ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล ลงนามประกาศเผยแพร่ในราชกิจจาฯ เมื่อ ๑๗ กรกฎา “ขยายขอบเขตถ้อยคำไปเกินกว่าที่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ให้อำนาจไว้อย่างกว้างขวาง เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐตีความตามอัตวิสัย

จนอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร อีกทั้งไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการออกกฎหมาย ในการเปิดรับฟังความคิดเห็น” คำฟ้องระบุเหตุให้ต้องยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ระงับการแพร่หลายของประกาศนั้น

และเพิกถอนเนื้อความในประกาศ ข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๔) (ก) และ (ฉ) ตามรายละเอียด ดังนี้ “ในส่วนข้อ ๒ วรรคหนึ่ง ได้อ้างขยายความหมายของ ‘เหตุจำเป็นเร่งด่วน’ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา ๒๐ วรรคห้า ออกไป

ส่วนข้อ ๒ วรรคหนึ่ง (๔) ได้กำหนดประเภทของข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่ข้อ (ก) เป็นเรื่องข้อมูลคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

ขณะที่ข้อ (ฉ) เป็นเรื่องข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ทำให้ให้เกิดความเกลียดชังฯ” รวมความไม่ชอบด้วยกฎหมายของประกาศฉบับนี้ ๔ ประเด็น ได้แก่ ๑.ประกาศออกมาโดยไม่มีฐานอำนาจทางกฎหมาย ๒.ขยายนิยามความหมาย ‘เหตุจำเป็นเร่งด่วน’

“ให้อำนาจ จนท.ร้องศาลปิดกั้นข้อมูล, กำหนดลักษณะของข้อมูลคอมพิวเตอร์ เกินไปจากขอบเขตของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ, ไม่เป็นไปตามหลักสัดส่วนทางกฎหมายปกครอง เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ตีความตามอัตวิสัย”

และ “อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน และ ไม่ได้มีกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็น ตาม พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายฯ”

(https://tlhr2014.com/archives/87218) 

สตง. ไม่เคยตรวจสอบ ททบ.๕ ทั้งที่ได้งบประมาณประเภท ๒ ทำนองเดียวกับ ‘ไทยพีบีเอส’ อ้างว่าเพราะไม่ทราบเลยว่า ‘เงินของกองทัพ’ ตรวจสอบ ได้

ยังไม่จบ กรณี สตง.เล่นงาน ‘ไทยพีบีเอส’ และ ผอ.วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เนื่องจากทำสกู๊ป ครบปีตึก สตง.ถล่ม สูญพันล้านไม่มีคำตอบ แต่กับไทยพีบีเอสลงมือขย้ำใหญ่ ปมเบิกจ่าย ๘๕ ล้าน “อาจจะ” ผิดระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง

“วันนี้ (๑๔ ตุลา) สื่อถาม สตง.กลับว่า แล้วท่านตรวจสอบสื่ออื่นๆ เหมือนที่ตรวจสอบ Thai PBS หรือไม่ หรือจริงๆ ท่านแค้นส่วนตัว ที่เค้าทำข่าวตึกถล่มเยอะ ซึ่ง สตง.ตอบว่าตรวจสอบทุกองค์กร” ซึ่งไม่จริง สตง.โกหก

เพจ ‘นักกินเมือง’ เก็บตกจากรายการ ‘ถกไม่เถียง’ ดำเนินรายการโดย พรรณิการ์ วานิช ความว่า “สตง. เคยมาให้การกับกรรมาธิการวิสามัญธุรกิจกองทัพ ในสภาชุดที่แล้ว ซึ่งเค้าทำเรื่อง ททบ.๕ เพราะว่า ททบ.๕ เป็นหนึ่งในธุรกิจกองทัพ...

ซึ่ง ททบ.๕ มีรายได้มหาศาล จากการให้เช่าสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งเช่าช่องสัญญาณ เช่าพื้นที่ เช่าเครือข่าย โครงข่ายโทรคมนาคมต่างๆ” ถามว่า สตง.เคยตรวจสอบการใช้งบประมาณไหม สตง.ตอบง่ายมาก “ไม่เคย” เพราะไม่ทราบเลยว่าตรวจสอบได้

ไม่ทราบจะเข้าไปตรวจสอบอย่างไร “เพราะเงินของ ททบ.๕ เป็นเงินงบประมาณประเภทที่ ๒” ซึ่งกองทัพบกเรียกเองว่า “งบประมาณกองทัพ” ประมาณ เงินของข้าใครอย่าแตะต้อง แต่ในความเป็นจริง ททบ.๕ ทำธุรกิจในนามบริษัท RTA

ชื่อย่อมาจาก Royal Thai Army ซึ่ง ททบ.๕ ให้เงินกู้ไปทำทุน ๑.๒ พันล้านบาท “ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนถึงวันนี้ไม่คืนแม้แต่บาทเดียว” แล้วเงินจำนวนนี้ ททบ.๕ ได้มาจากไหน ก็จากงบประมาณกองทัพบก ที่มาจากเงินภาษีประชาชนทั่วไป

ในปี ๒๕๔๗ “สมัยนั้นคุณทักษิณ (ชินวัตร) เป็นนายกรัฐมนตรี และมีพลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร เป็น ผบ.ทบ. และโดยตำแหน่งเป็นประธาน ททบ.๕” มีการนำบริษัทอาร์ทีเอเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ “มีการเพิ่มทุน และมีการให้สิทธิพิเศษกับผู้ถือหุ้น”

เกิดความสงสัยเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เมื่อมีการร้องเรียน จึงมีการตั้งรองนายกฯ “วิษณุ เครืองาม ให้เข้าไปตรวจสอบ และมีรายงานออกมาตั้งแต่กันยายน ๒๕๔๗ ว่า ‘มิชอบ’ และได้ส่งต่อให้ ปปช.ไปดำเนินการ” จนปี ๖๖ ปปช.แถลงผล “ไม่มีความผิด”

กระนั้น กิจการวิทยุกองทัพแจ้งว่า “รายได้ลดลงจนเกือบขาดทุน” ทั้งที่เป็นกิจการไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะ ‘ให้เช่า’ เท่านั้น แต่ค่าใช้จ่ายจริงไปอยู่ที่ จ่ายให้สวัสดิการแม่บ้านทหารบก และการไปดูงานของเจ้าหน้าที่” แล้วอย่างนี้ สตง.ไหงไม่ยอมตรวจสอบ

เปรียบกับเงินใช้จ่ายของไทยพีบีเอส มาจาก ‘ภาษีบาป’ ซึ่งถือได้ว่าเป็นงบประมาณประเภท ๒ ได้เช่นกัน สตง.กลับขย้ำเอา ๆ

(https://www.facebook.com/permalink.php=61576766438807 และ https://www.facebook.com/thestandardth/posts/waymspuKT77) 

วันพุธ, ตุลาคม 14, 2569

เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ประกาศมุ่งมั่น “เราจะเดินทางไปส่งเสียงที่หน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์” ไม่ย่นย่อ

เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ประกาศมุ่งมั่น ระหว่างการประชุมประจำปีของสถาบันการเงินโลกทั้งสองแห่ง ที่กรุงเทพฯ ๑๒-๑๘ ตุลานี้ “เราจะเดินทางไปส่งเสียงที่หน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์” ไม่ย่นย่อ

แม้นว่า “มีนักกิจกรรมหรือเครือข่ายภาคประชาชนถูกคุกคามในหลากหลายพื้นที่” อาทิเช่น “๒๒ กันยายน ๒๕๖๙ มีชาย ๒ คนอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ไปตามหานักปกป้องสิทธิฯ ตามที่อยู่ในทะเบียนราษฎรที่จังหวัดเชียงใหม่” บังเอิญไม่พบตัว

๒ ตุลา “มีตำรวจท่องเที่ยวในเครื่องแบบ พยายามขอเข้าพื้นที่จัดงานเปิดตัวเครือข่าย และถามว่าจะมีชาวต่างชาติร่วมชุมนุมหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีตำรวจสืบสวนจากนครบาลแฝงตัวมาลงทะเบียนเข้างาน เพื่อประเมินผู้เข้าร่วม”

๖ ตุลา “มีเพจเฟซบุ๊กเผยแพร่เนื้อหาซึ่งโจมตีเครือข่ายฯ ในพื้นที่ปาตานี โยงเรื่องความมั่นคงและอ้างว่ามีต่างชาติหนุนหลัง ซึ่งไม่เป็นความจริง และที่จังหวัดหนองบัวลำภู มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบไปพบผู้ใหญ่บ้าน” สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มผู้ชุมนุม

๗ ตุลา ตำรวจขอนแก่นไปข่มขู่มารดาของนักกิจกรรมคนหนึ่ง เนื่องจากสอบถาม “ว่า ลูกทำงานที่ไหน ทำงานอะไร ที่ทำงานของลูกอยู่ที่ใด” เมื่อมารดาตอบว่าไม่ทราบกลับดึงดัน และพูดจาก้าวร้าวว่า “เป็นแม่ทำไมไม่รู้ที่ทำงานลูก”

๘ ตุลา “มีชายฉกรรจ์ ๖ คน บุกไปหาผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ณ ที่ทำงานในจังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อซักถามเรื่องการเข้าร่วมประชุม” สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ กล่าวในงานเสวนา ที่ห้องออดิทอเรียม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ทั้งที่ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ กำหนดให้เจ้าหน้าที่ดูแลการชุมนุมให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย ไม่ใช่ก่อกวนคุกคามผู้ชุมนุม นี่ไม่ใช่ครั้งแรก การคุกคามเยี่ยงนั้นของเจ้าหน้าที่รัฐ เคยเกิดขึ้นแบบเดียวกัน ก่อนการประชุม APEC2022

เครือข่ายภาคประชาชนเห็นว่า ประชาชนเป็นผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งก่อนหน้าและครั้งนี้ “ไม่ว่าจะเป็นประเด็นคนจนเมือง รัฐสวัสดิการ ผู้ให้บริการทางเพศ เป็นบทเรียนในอดีต...สร้างผลกระทบที่ชาวบ้านไม่เคยได้รับการเยียวยา”

(https://www.facebook.com/iLawClub/posts/MQbdCzxHg)

แบบนี้ปกติไหม วันสุดท้ายโหวตร่างฯ เปลี่ยนที่มาเงินสนับสนุน ThaiPBS เพื่อให้รัฐบาลภูมิใจไทยเข้าไปครอบงำกำกับ ปรากฏว่าเสียงสนับสนุนพุ่งพรวดอย่างเป็นระบบ ทั้งที่ ๑๖ ชม.ก่อนหน้า ไม่มีใครสนใจ

เมื่อคืน ราวสามทุ่มครึ่ง เพจ ‘นักเรียนดีย์ - good student @Good_studentt’ วอน “ขอพลังประชาชนขัดขวางด่วน!!!! #SaveThaiPBS” เนื่องแต่ “ยอดโหวตเห็นด้วยกับร่าง ภจท.พุ่งขึ้นแบบไม่มีที่มาที่ไป ทั้งที่ตลอด ๑๓ วันคนโหวตเห็นด้วยแค่ ๓% เอง”

ถึงตอนตีห้าวันนี้ (๑๔ ตุลา) “ขณะที่หลายคนยังไม่ตื่น แต่ร่างแก้กฎหมายที่จะเปลี่ยนที่มาของเงินไทยพีบีเอส มีคน ‘เห็นด้วย’ เข้ามาโหวต” มากมายผิดสังเกตุ คือ ๑๕ นาทีแรก มี ๓๓๘ คน ๑๕ นาทีถัดไป ๓๔๒ คน แล้วก็ ๓๓๑, ๓๖๖ และ ๓๓๗

“สม่ำเสมอเหมือนนาฬิกา ทั้งที่ตลอดเกือบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เสียงเห็นด้วยเข้ามาไม่ถึง ๒๐ คนต่อชั่วโมง” แล้วเช้านี้ปาเข้าไปกว่า ๑,๓๐๐ คนต่อชั่วโมง ทั้งที่ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ร่าง กม.อีก ๓ ฉบับ ที่เปิดรับฟังความเห็นพร้อมกัน แทบไม่มีใครเข้าไปเลย

ถึงตอนนี้ (ราว ๗ โมง) “เสียงเห็นด้วยเพิ่มขึ้นเกือบ ๘,๐๐๐ คน เท่ากับราว ๗๘% ของเสียงเห็นด้วยทั้งหมด เข้ามาใน ๑๖ ชั่วโมงสุดท้าย Ganit Seesuwan ผู้โพสต์บอก “ผมไม่รู้ว่าใครตื่นมาโหวตกันตอนตีห้า ตัวเลขไม่ได้บอกชื่อใคร

แต่ลองถามใจดูครับ ว่าแบบนี้ปกติไหม วันนี้วันสุดท้าย ถ้ายังเห็นว่าสื่อสาธารณะควรเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของใครที่มีกำลังพลมากกว่า ใช้เวลา ๒ นาที ไปบอกด้วยตัวเอง” กันเถอะ

(https://www.parliament.go.th/section77/survey_detail.php และ https://x.com/Good_studentt/status/2110014581334749521) 

สตง.เปิดแถลงผลตรวจสอบ ‘ไทยพีบีเอส’ วันนี้ แต่อาจกลับตาลปัตร ต้องตอบคำถามเรื่องส่งหนังสือกดดันสถานีฯ กรณีเสนอสารคดีครบ ๑ ปี ตึก สตง.ถล่ม ไร้คนรับผิดชอบ

วันนี้ ช่วงเวลาที่พระกำลังฉันเพล มีงานใหญ่ยักษ์จะเขกหัวแจ็ค หรือไม่ก็อาจกลับตาลปัตรเป็นแจ็คโค่นยักษ์ สตง. จำเพาะตรงที่ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย เตือนไว้ “ให้เวลาเตรียมตัว” ตอบ เรื่องที่ สตง.ส่งหนังสือถึงประธานบอร์ด ‘ไทยพีบีเอส’

“กำชับ กำกับดูแล และควบคุมการปฏิบัติงานในองค์กร รวมถึงการผลิดและเผยแพร่รายการ ไม่ชี้นำสังคม” จากการที่ TPbs เสนอสารคดีเรื่องตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่ม แล้วไม่มีการรับผิดชอบ อ้างแต่ว่าเป็นผลจากแผ่นดินไหวสถานเดียว

‘แยม’ ชี้ว่าเอกสารลงวันที่ ๒๗ มีนา ๒๕๖๘ อ้าง “มาตรฐานจรรยาบรรณและจริยธรรมวิชาชีพสื่อด้วยความเป็นกลาง” แม้นว่า สตง.จะเป็นสำนักงานเพื่อการตรวจสอบ “แต่เราก็มองไม่เห็นว่า มันจะเป็นอำนาจหน้าที่ใดของ สตง.” ที่จะเข้าไปตรวจสอบไทยพีบีเอส

ในเมื่อทาง ส.ส.ท. ผู้ดำเนินการไทยพีบีเอส ตอบหนังสือของ สตง.แล้วว่าตนเป็น “หน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ” ดำเนินกิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ “มุ่งเน้นคุณภาพ ความหลากหลาย...ตลอดจนส่งเสริมเสรีภาพในการรับรู้...”

กรณีการเสนอข่าวครบรอบ ๑ ปีเหตุการณ์ตึก สตง.ที่กำลังสร้างใหม่ถล่มลงนั้น ผู้สื่อข่าวก็ได้รายงานข้อมูลภายใต้กรอบจริยธรรมวิชาชีพสื่อ ด้วยความรอบคอบ และมุ่งหมายให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วน รอบด้าน

จึงเชิญผู้ตรวจการแผ่นดินไปร่วมสนทนาผ่านรายการข่าวของสถานี แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้รับการใส่ใจ แต่ สตง.กลับ “ปล่อยเอกสาร ‘ลับ’ ผลตรวจสอบให้สื่อบางสื่อตีข่าว โดยไม่ยอมให้ไทยพีบีเอสชี้แจง” โพสต์ของ Nattharavut Kunishe Muangsuk กระตุก

ดูเหมือนว่าเอกสารนั้นเป็นข้อมูลเกี่ยวกับค่าตอบแทนแก่ผู้จัดรายการประเภท ‘ดึงดูดผู้ชม’ ไม่ว่าจะเป็น สุทธิชัย หยุ่น วีระ ธีรภัทร และกรุณา บัวคำศรี จนทำให้ ธีรัตถ์ รัตนเสวี เขียนคอมเม้นต์ขอบคุณ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ที่ทำให้รู้ว่า “๕ ปีย้อนหลัง บริษัทคุณกรุณามีรายได้ ๑๕๐ ล้านบาท”

ซึ่ง Atukkit Sawangsuk โพสต์เตือนว่า “อ่านให้ละเอียดครับ อย่าพาดหัวคลิกเบท... 3 ปีแรกอยู่ในช่วงที่เขาทำรายการให้ PPTV เพิ่งมาทำสัญญาไทยพีบีเอส เมื่อตุลาคม 2567” ปี ๖๔ กำไร ๖.๔๗ ล้าน ๖๕ กำไร ๑๕.๘๒ ล้าน และ ๖๖ กำไร ๗.๑ ล้าน

ส่วนสองปีหลังกับไทยพีบีเอส ปี ๖๗ กำไร ๓๙๖,๔๙๐ บาท และปี ๖๘ กำไร ๔๔๙,๑๕๔ บาท

(https://www.facebook.com/baitongpost/posts/0262TdeAtFzf, https://www.facebook.com/nattharavutm/posts/Efqt6csa8xfxU, https://www.facebook.com/thapanee.ietsrichai/posts/saadGYput2KX และ https://www.facebook.com/maew.redlion.twentythree.2024/posts/JYhyHusX) 

วันอังคาร, ตุลาคม 13, 2569

จนได้ อย่างที่ ‘ไอ๊ซ์’ ว่า “อย่าไว้ใจทาง...” ทั้งเลขาฯ และรองโฆษก สนง.ประกันสังคมเริ่มแล้ว ต้องตรวจสอบว่าผู้ได้รับเลือกคนใด “เกี่ยวข้องกับกิจการทางการเมืองหรือไม่”

จนได้ อย่างที่ ‘ไอ๊ซ์’ ว่า “อย่าไว้ใจทาง...” ถ้ายังไม่ได้ประกาศผลอย่างเป็นทางการ (ดูเชิงแล้วน่าจะอีกเดือนกว่าๆ อย่างน้อย) อย่าเพิ่งตีอกชกลมกันไป ที่บอร์ดประกันสังคมกลับมาเป็นของประชาชน (อย่างน้อย ๒ ใน ๓) เพราะทั้งเลขาฯ และรองโฆษก เริ่มแล้ว

“เลขาฯ ประกันสังคมเพิ่งออกมาสัมภาษณ์ ประกันสังคมจับตาผู้สมัครโยงนักการเมือง ลั่นพบผิดกฎหมายตรวจสอบแน่” Rukchanok Srinork @nanaicez โพสต์เป็นนัย ขณะที่รองโฆษกของสำนักงาน ตอบข้อซักถามสัมภาษณ์ ‘ช่อง ๓ คุยข่าว’

มาลากาลัญ ห่อประทุม บอกว่าก่อนจะรับรองผลการเลือกตั้ง ต้องตรวจสอบว่าผู้ได้รับเลือกคนใด “เกี่ยวข้องกับกิจการทางการเมืองหรือไม่” ซึ่งใครต่อใครในหมู่ประชาชนต่างพากันชี้ให้ สนง.มองเห็น ว่า “ยังไม่มีข้อห้ามเรื่อง ‘ความเป็นกลางทางการเมือง’

ของผู้สมัครรับเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม” ขอบคุณ สว.เสียงข้างน้อย Tewarit Bus Maneechai เล่าเรื่องจริงที่ว่า “แม้ช่วงต้นปีจะมีความพยายามแก้ไขระเบียบและเปิดรับฟังความคิดเห็นไป แต่ก็โดนกระแสคัดค้าน (เพราะมองจากดาวอังคารก็เห็นว่ามีเป้าหมายเพื่อสกัดใคร)”...

“ปัจจุบัน ระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ฉบับปี 2564 ข้อ 23 (10) กำหนดห้ามเพียงแค่ ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมือง มาลงสมัคร โดยต้องพ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปีเท่านั้น” ตรงกันกับโพสต์ของ ‘ศูนย์วิจัยฯ มหาวิทยาลัยหน้าบางแห่งหนึ่ง’

“มาตรา ๘/๒๓ กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา ๘ หรือที่ปรึกษาซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งตามมาตรา ๘/๑ ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ (๙) ไม่เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือกรรมการหรือที่ปรึกษาของพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง เว้นแต่จะได้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวไม่น้อยกว่าสามปี” บัส เทวฤทธิ์ ชี้ให้เห็นความสับสนมาจากร่างแก้ไขระเบียบฯ ข้อ ๒๗ (๖)

ซึ่งถกเถียงกันมาเมื่อต้นปี แล้วตกไป ในเนื้อความที่ว่า “ต้องเป็นผู้มีความเป็นกลางทางการเมือง ไม่เป็นผู้มีประโยชน์ได้เสีย และไม่อยู่ภายใต้การควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมจากฝ่ายการเมือง”

สำหรับเขาเรื่องควรปลอดการเมืองไหม “เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีความเกี่ยวข้องกับการเมือง ประกอบกับรัฐมนตรีเองก็มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนฝ่ายรัฐถึง ๗ คน ซึ่งก็สัมพันธ์กับการเมืองอยู่แล้ว” อีกทั้งความสับสนเกิดจากสื่อบางสำนัก อินฟลูฯ บางราย

“ไปอ้างอิงระเบียบว่าด้วยการเลือกบอร์ดฯ (ฉบับที่ 2) ที่เพิ่งประกาศไปเมื่อปลายเดือนสิงหาคมและลงนามโดย รมว.แรงงาน นั้น อันที่จริงคือการปลดล็อกเรื่อง ไม่ต้องลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง” นั่นต่างหาก

(https://www.facebook.com/bus.tewarit/posts/BYE8VakNG1 และ https://www.facebook.com/nanaicez112/posts/32SdchGiysp)

“ประชากรคุณภาพต่ำ ผู้ประกันตนคุณภาพต่ำ...ประชาธิปไตยโดยการเลือกตั้ง คือวิธีการที่เลวร้ายที่สุดเสมอสำหรับประเทศไทย” คำของ อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ นักวิชาการนิด้า ออกอาการคลั่งเมื่อทีมก้าวหน้าชนะเลือกตั้งท่วมท้น ได้ที่นั่งบอร์ด ๑๔ ใน ๒๑ คน

ไม่น่าเชื่อว่าปฏิกิริยาบ้าคลั่งต่อการที่ประชาชนออกเสียงโหวตให้กับทีมประกันสังคมก้าวหน้าท่วมท้น ๑๔ ที่นั่งบอร์ดประกันสังคม จะเป็นได้เพียงนี้ จากการออกอาการของ อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ นักวิชาการนิด้า ว่าเสียงเหล่านั้นเป็น

“ประชากรคุณภาพต่ำ ผู้ประกันตนคุณภาพต่ำ...ประชาธิปไตยโดยการเลือกตั้ง คือวิธีการที่เลวร้ายที่สุดเสมอสำหรับประเทศไทย” นี่เป็นจิตสำนึกในระนาบเดียวกับ พนัส ไทยล้วน หรือด้อยกว่า ดังว่าไม่ได้อย่างใจแล้วตีโพยตีพาย

ยกเอาพุทธทาสภิกขุมาอ้าง ใช้ปรัชญาของท่านอย่างผิดๆ บิดเบือนความหมายไปจากข้อความที่ว่า “ประชาธิปไตยคือประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ต้องให้ประชาชนได้รับประโยชน์เต็มอย่างนั้น จึงจะเป็นประชาธิปไตย

ไอ้ประชาชนเป็นใหญ่นั้นมันไม่แน่ ประชาชนบ้อบอก็ได้ ถ้าประชาชนเห็นแก่ตัวแล้วฉิบหายหมด” ความชั่วร้ายอยู่ที่เอาดีกรีด็อกเตอร์มาใช้เบี้ยวบิด เป็นอย่างพนัสยังไม่ร้ายเท่าเพราะเขาทำตามฐานานุรูปของเขา สติปัญญาอย่างไรว่าไปอย่างนั้น

แต่กระนั้น ปฏิกิริยาสวนกลับจากสาธารณะต่อการอาการสติแตกของอานนท์ เสียดแทงยิ่งกว่า “ผมว่าผู้โพสต์คุณภาพต่ำมากๆ มากกว่าครับ...ต่อให้คุณจะเป็นใคร คุณไม่มีสิทธิไปว่าใครต่ำ...นายกคุณภาพต่ำ เพราะมาจากการเลือกตั้งสินะ”

ขณะที่อานนท์ยิ่งยกตนสูงส่ง หยามเหยียด ฝ่ายประกันสังคมก้าวหน้าหนักลงไปอีก เขาบอกว่า “ทุกปัญหาที่พวกนี้สนใจ ไม่มีแก่นสารเลย” อาทิ ปฏิทิน เสื้อสูท ซื้อตึกแล้วขาดทุน บินเฟิร์สคลาส ดูงานนอก “ปัญหาจริงๆ ไม่เคยพูดถึง พวกนี้ผิวเผินมาก”

อานนท์อ้างถึง Actuarial valuation ที่องค์กรแรงงานนานาชาติทำวิจัยไว้ ในการประเมินผลทางการคลัง “ยืนยันว่ากองทุนประกันสังคมไม่รอดแน่...กลุ่มที่ชนะเลือกตั้งมา ๑๔ เสียงก็ไม่เคยสนใจ ไม่เคยรู้เรื่อง” กับสิ่งที่เขาเรียกว่า ‘คณิตศาสตร์ประกันภัย’

ทว่าชาวบ้านที่เข้าไปโต้เถียงในโพสต์ของเขา บอกเพียงง่ายๆ ซื่อๆ ว่า “อย่าให้มีอคติบังตา...เราไม่ได้มีปัญหากับการประกันสังคม แต่เรามีปัญหากับการบริหารของสำนักงานประกันสังคม ซึ่งเชื่อว่าทำให้ดีกว่านี้ได้

ผมอาจเป็นประชากรคุณภาพต่ำ แต่เป็นคน ๙๙% คนแบบนี้ แหละที่คุณปรามาส”

(https://ch3plus.com/news/socialnews/ruangden/472469?=IwY2xjawU589hg)

วันจันทร์, ตุลาคม 12, 2569

ความเก่าฉาวชื่อ ลิซ่า มโนบาล กลับมาเป็นที่กล่าวขานวิพากษ์กันอีก จากคำร้อง ‘นิกก้า’ ในเพลงแร้ปฝึกฝนเคพ้อปเมื่อสิบปีที่แล้ว ที่เธอต้องขอโทษมาโดยตลอด

เป็นเรื่องละสิ ความเก่าฉาวชื่อ ลิซ่า มโนบาล กลับมาเป็นที่กล่าวขานและถกเถียงกัน บนหน้าโซเชียลโดยเฉพาะบนแพล้ทฟอร์มเอ็กซ์ อย่างน้อยๆ ๕ ล้านครึ่ง แม้ส่วนใหญ่จะแสดงความเห็นใจนักร้องนักเต้นเลือดไทยดาวโด่งเคพ้อปคนนี้

แต่เรื่องมิดีมิร้ายอันเป็นแผลบาดใจคนอเมริกันผิวดำชั่วนาตาปี เมื่อมีใครใช้คำเรียกชาติพันธุ์พวกเขาว่า ‘นิกเกอร์’ หรือในกรณีลิซ่าเป็นคำร้องในเพลงแร้ประหว่างการฝึกฝนเมื่อสิบปีที่แล้ว ‘นิกก้า’ ทำให้เธอถูกกล่าวหาว่า ‘เหยียดผิว’

ครั้งนั้นเมื่อปีที่แล้วระว่างที่ลิซ่ากำลังฝึกซ้อมเตรียมการแสดงโชว์บนเวทีเคาเชลล่าในแคลิฟอร์เนีย มีมือดีปล่อยคลิปหลุดการฝึกซ้อมคณะสี่สาวเคพ้อป ‘แบล็คพิ้งค์’ ขณะลิซ่าอายุ ๑๕-๑๖ ปีเห็นจะได้ แน่นอนว่าเพลงแร้ปสมัยนั้นย่อมมีคำเหล่านี้ในเนื้อร้อง

ลิซ่าได้ขอโทษทางสาธารณะต่อเหตุการณ์นั้นเรื่อยมา รวมทั้งในการให้สัมภาษณ์นิตยสารวาไรเอตี้หลายปีให้หลัง แต่ครั้งนี้ในการสัมภาษณ์เพื่อถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับลิซ่าโดย ‘บีบีซี’ ชื่อว่า ‘Always Lalisa’ ซึ่งจะออกเผยแพร่เป็นทางการวันนี้ (๑๒ ตุลา)

ซู คิม นักเขียนชีวประวัติผู้ช่ำชอง ใช้ความคุ้นเคยที่ติดตามลิซ่ามาเนิ่นนาน บุกเข้าไปสัมภาษณ์ในห้องแต่งตัวของเธอ แล้วพบกับความแปลกใจ ทึ่งที่ลิซ่าไม่ยักปฏิเสธเลยแม้แต่นิด ทั้งยังลงนั่งเอนเล่าความหลังให้ฟังเป็นชั่วโมง

“มันเป็นเรื่องไมดีเลย” เธอว่า “ตอนนั้นฉันอายุ ๑๕-๑๖ ไม่รู้เลยว่ามันเป็นคำที่ล่อแหลมมาก เพราะฉันเป็นเด็กไทยที่ภาษาเมื่อกำเนิดของฉันไม่ใช่อังกฤษ เดี๋ยวนี้ฉันไม่มีทางใช้คำนั้นอีก ฉันมีการศึกษามากขึ้นแล้ว รู้อะไรดีขึ้น แม้นว่าได้ทำผิดพลาดมาก่อน”

ซู คิม บอกกับบีบีซีว่า “สิ่งที่ฉันเห็นกับลิซ่าในนาฑีนั้น มันถ่องแท้ เต็มไปด้วยจิตสำนึกเปี่ยมล้น เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เกิดความรู้สึกประทับใจกับเธอ” คลิปนั้นโผล่ขึ้นมาตอนที่ลิซ่ากำลังเตรียมแยกตัวจากแบล็คพิ้งค์ไปเป็นศิลปินเดี่ยว เธอเจอกับการก่นด่าและขู่ฆ่า

เธอยอมรับว่ามันหนักหนาสากรรจ์ แต่ก็ต้องทนรับการวิพากษ์และหาทางประนีประนอม เสียงวิพากษ์ไม่สนใจกับคำสารภาพของเธอ บางรายลำเลิกไปถึงกรณีที่เธอถูกคนผิวดำ และนักสิทธิมนุษยชนโจมตีอย่างหนัก เกี่ยวกับชุดแต่งกายแสดงของเธอ

ที่มักเป็นกางเกงสั้นเกาะสะโพก ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นลายลูกไม้ มีรูป โรซ่า พ้าร์ค วีรสตรีผิวดำอเมริกันแทรกอยู่ในลายถักนั้น มันเป็นอุปสรรคที่ลิซ่าต้องเผชิญหน้าพยายามแก้ไข ในเมื่อขณะนี้เธอเซ็นสัญญาอยู่ในสังกัดค่ายแผ่นเสียงอาร์ซีเออเมริกัน หลังตัดขาดกับเคพ้อป ‘วายจี’ มาเป็นปีแล้ว

(https://www.bbc.com/news/articles/cjzxl56q30k7AC0BE และ https://x.com/BBCWorld/status/2109225135240605887) 

“ไทยไม่เฉย” โหวตบอร์ดประกันสังคมก้าวหน้าท่วมท้น ‘ษัษฐรัมย์’ ขานรับ เรายอมเป็นเด็กที่เอาแต่ใจเพื่อทำให้สังคมนี้มันดีขึ้น ไม่ให้มีเด็กคนไหนต้องอดตายในความมั่งคั่งของประเทศนี้

ผลเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมครั้งนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้พูดได้ว่า “ไทยไม่เฉย” โดยเฉพาะ ไทยผู้ใช้แรงงาน ไม่เพียงคนไปออกเสียงกันถล่มทะลาย มากกว่าครั้งก่อน ๓๓๑% แต่การที่เลือก ‘ปฏิรูป’ ไม่เอาปฏิทินนั่นสิ ทำให้ประเทศนี้มีความหวัง

‘เป๋า’ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ แห่งไอลอว์ บอกว่า คนหลัก ๕-๖ แสน ออกมาโหวตกันวันนี้ (๑๑ ตุลา) ทำให้เชื่อได้ว่าถ้าสถานการณ์ถึงวันที่ต้องการจำนวนนับเพื่อชี้ขาด เขาเชื่อเสมอว่าจะมีคนมา “หากต้องการรวมชื่อเพื่อเสนอกฎหมาย จะ ๕ หมื่น หรือ ๕ แสน ก็สามารถหาได้

ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี แกนนำกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้า ซึ่งทีมของเขาได้รับเลือกทั้งฝ่ายผู้ใช้แรงงานและนายจ้าง ๗+๗ รวม ๑๔ คน ในจำนวนกรรมการทั้งสิ้น ๒๑ คน กล่าวตอบรับชัยชนะตอนหนึ่งว่า “เราถูกกล่าวหาเป็นเด็กเอาแต่ใจ

แต่ความเอาแต่ใจของเราเป็นความเอาแต่ใจที่ปรารถนาให้ชาติกำเนิดของทุกคนเป็นโมฆะ...ไม่ให้มีเด็กคนไหนต้องอดตายในความมั่งคั่งของประเทศนี้...ทำให้คนแก่ทุกคนได้รับบำนาญที่สมเหตุสมผล สมกับที่พวกเขาได้ส่งมาทั้งชีวิต

เรายอมเป็นเด็กที่เอาแต่ใจเพื่อทำให้สังคมนี้มันดีขึ้น ทุกท่านครับ วันนี้คือก้าวแรก แต่ไม่ใช่ก้าวสุดท้าย ปี ๒๕๖๙ อาจเป็นฝันร้ายที่ยาวนานของคนไทย แต่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าของเราวันนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า เราคือปราการสุดท้ายของการปฏิรูป

และเราคือแนวหน้าของการ)ฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม สร้างสวัสดิการให้เป็นธรรมสำหรับทุกคน ขอบคุณสำหรับทุกคะแนนเสียง ขอบคุณสำหรับทุกความเชื่อในความเป็นไปได้” เขาประกาศภารกิจ ๗ วันแรกทันที จะเปิดการประชุมแบบไล้ฟ์สด

มีรายงานออกมาให้เข้าถึงได้ “เพื่อให้ทุกการตัดสินใจของประกันสังคม ต้องมีการรับผิดรับชอบ ไม่ใช่ใครจะทำอะไรก็ทำ ตัดสินใจอะไรก็ทำกันเงียบ ๆ อย่างที่ผ่านมา...๑๔ เสียงนี้เพียงพอ ต่อการปฎิรูปประกันสังคม ให้กลับมาเป็นของคนธรรมดาอย่างแท้จริง

และ “เราเป็นปีศาจของเหล่าชนชั้นนำ/เหล่าปรสิตเสมอ” อย่างไรก็ดี ‘ไอ๊ซ์’ รักชนก ศรีนอก เตือนอย่าเพิ่งดีใจไปมากนัก “อย่าไว้ใจทาง” เพราะการเลือกตั้งบอร์ดเมื่อปี ๒๕๖๖ เคยมีอภินิหารเกิดขึ้นแล้ว ฝั่งลูกจ้างที่ชนะถูกตัดสิทธิไป ๒ คน

แล้วกว่าจะประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการครั้งนั้น ใช้เวลานานถึง ๒ เดือน นับไปนับมาอีท่าไหนคะแนนหายไป ๑,๕๐๐ อ้างว่าเป็น ‘Human error’ อะ และกว่าจะได้ประชุมนัดแรกโน่น ปาเข้าไปมีนา ๖๗ ฉะนั้นครั้งนี้ “อะไรก็เกิดขึ้นได้”

เธอประกาศ “ถ้าเกิดอะไรขึ้น...ฉันพร้อม”

(https://x.com/nanaicez/status/2109259638902501402 และ https://x.com/s_paceNyan/status/2109295651662299508) 

วันนี้ เมื่อ 93 ปีที่แล้ว (11 ตุลาคม 2476) เกิดกบฎบวรเดช ซึ่งเป็นความพยายามก่อการรัฐประหารของพวกปฏฺิกิริยาโดยใช้กำลังทหารจากนอกเมืองหลวง เพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎรที่บริหารประเทศตามระบอบรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากการอภิวัฒน์ 2475 แล้วเปลี่ยนแปลงกลับสู่ระบอบเก่า


Parinand Bird Varnasavang
AI content · ·
5 hours ago

วันนี้ เมื่อ 93 ปีที่แล้ว (11 ตุลาคม 2476) เกิดกบฎบวรเดช ซึ่งเป็นความพยายามก่อการรัฐประหารของพวกปฏฺิกิริยาโดยใช้กำลังทหารจากนอกเมืองหลวง เพื่อยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎรที่บริหารประเทศตามระบอบรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากการอภิวัฒน์ 2475 แล้วเปลี่ยนแปลงกลับสู่ระบอบเก่า. ฝ่ายรัฐบาลรู้ข่าวจึงเตรียมการป้องกันอย่างรัดกุม และทำให้เกิดการสู้รบในย่านชานเมืองด้านเหนือแถบทุ่งบางเขนเป็นเวลาถึง 5 วัน (12-16 ต.ค.) จากยุทธการทั้งหมด 15 วัน อาจเรียกได้ว่าเป็นสงครามกลางเมืองขนาดย่อม. ภายหลังปราบกบฎได้ รัฐบาลได้จัดพิธีพระราชทานเพลิงศพทหารกล้าผู้สละชีพพิทักษ์รัฐธรรมนูญที่สนามหลวง แล้วก่อสร้างอนุสาวรีย์ขึ้นไว้ที่บางเขน ใกล้หลักที่สี่ของคลองเปรมประชากรที่อยู่ห่างออกไป 2 กม. เรียกกันว่าอนุสาวรีย์ปราบกบฎ หรือ อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ.
 
อนุสาวรีย์นี้ตั้งอยู่กลางถนนพหลโยธิน ซึ่งในเวลานั้นชื่อว่าถนนประชาธิปัตย์ ณ ทางแยกถนนแจ้งวัฒนะที่ไปปากเกร็ดและถนนรามอินทราที่ไปมีนบุรี โดยสถานที่ตั้งอนุสาวรีย์น่าจะเรียกว่าจัตุรัสมากกว่าวงเวียนเพราะถนนโดยรอบมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนมากกว่าเป็นวงกลมหรือวงรี. ในตอนนั้น อนุสาวรีย์แห่งนี้ถือเป็น landmark สำคัญของเมืองใหม่บางเขนที่รัฐบาลพัฒนาขึ้น โดยอยู่คู่กับ landmark อีกองค์ที่อยู่ใกล้กัน คือพระเจดีย์องค์ใหญ่สีขาวทรงลังกา ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุตรงกลางองค์เจดีย์ รายล้อมด้วยช่องเก็บอัฐิของบุคคลผู้ทำประโยชน์แก่ประเทศ ซึ่งรวมถึงสมาชิกคณะราษฎร ผู้ก่อการอภิวัฒน์ 2475 ซึ่งหากมองในเชิงสัญลักษณ์ อาจกล่าวได้ว่าเป็น People's Pantheon ก็ว่าได้ โดยที่เจดีย์องค์นี้อยู่ในวัดพระศรีมหาธาตุ ที่เดิมตั้งชื่อว่าวัดประชาธิปไตยและสร้างขึ้นในโครงการพัฒนาเมืองใหม่บางเขนที่เกิดขึ้นพร้อมกับการก่อสร้างอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่ภายหลังเมื่อรัฐบาลได้รับมอบพระบรมสารีริกธาตุจากรัฐบาลอินเดียของอังกฤษ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นวัดพระศรีมหาธาตุเพื่อความเป็นสิริมงคล.
 
ในเวลาต่อมา พื้นที่นี้ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นวงเวียน และมีการแบ่งพื้นที่วงเวียนใช้ก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าสายสีเขียวทางซีกตะวันออก และสะพานลอยรถยนต์ข้ามทางแยกตามแนวถนนแจ้งวัฒนะ-ถนนรามอินทรา ที่ขนาบด้วยทางรถไฟฟ้าสายสีชมพูทางซีกใต้ของวงเวียน และยังมีอุโมงค์ทางลอดทางแยกตามแนวถนนพหลโยธินมุดใต้วงเวียนอีกด้วย. ปัจจุบันเรียกว่าวงเวียนอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ หรือ วงเวียนหลักสี่ หรือ วงเวียนบางเขน อยู่ในแขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร.
 
หมายเหตุ: ภาพประกอบทั้งสองนี้ เป็นภาพจากจินตนาการที่ผมอยากเห็นแล้วสั่งให้ AI รังสรรค์ขึ้น อันที่จริงแล้ว อนุสาวรีย์นี้ได้ถูกผู้ประสงค์ร้ายทำให้อันตรธานไปในปลายเดือนธันวาคม 2561.


https://www.facebook.com/parinand.varnasavang/posts/10165013112893808
.....

อนุสาวรีย์กบฎบวรเดช หายไปได้อย่างไร

อนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ หรือที่นิยมเรียกว่า อนุสาวรีย์ปราบกบฏบวรเดช (ตั้งอยู่บริเวณวงเวียนหลักสี่ ย่านบางเขน) ได้หายไปจากการรื้อถอนในยามวิกาล โดยไม่มีหน่วยงานรัฐออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการล่วงหน้า มีลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้

การรื้อถอนตัวอนุสาวรีย์ (คืนวันที่ 27–28 ธันวาคม 2561): ในช่วงกลางดึก มีรายงานการใช้รถเครนและเครื่องมือเข้ายกตัวอนุสาวรีย์ (ซึ่งเป็นพานรัฐธรรมนูญและโครงสร้างบรรจุอัฐิของทหารและตำรวจ 17 นายที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ปราบกบฏ พ.ศ. 2476) ออกจากพื้นที่วงเวียนหลักสี่ โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงควบคุมพื้นที่ ห้ามบันทึกภาพ และมีการควบคุมตัวผู้ที่พยายามเข้าไปสังเกตการณ์หรือไลฟ์สดในขณะนั้น

การทำลายส่วนฐาน (กุมภาพันธ์ 2563): หลังจากตัวอนุสาวรีย์หายไปราวหนึ่งปี ส่วนฐานของอนุสาวรีย์ที่เหลืออยู่ตรงวงเวียนหลักสี่ก็ได้ถูกทุบและรื้อถอนออกจนหมดในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2563 เพื่อเคลียร์พื้นที่ก่อสร้างรถไฟฟ้า

ปัญหาการปัดความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐ: หลังเกิดเหตุ ไม่มีหน่วยงานใดออกมารับเป็นเจ้าของคำสั่งหรือชี้แจงว่านำอนุสาวรีย์ไปเก็บไว้ที่ใด โดยทั้งกรุงเทพมหานคร, การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และสำนักงานเขตบางเขน ต่างระบุว่าไม่มีข้อมูลหรือไม่ใช่ผู้ดำเนินการเคลื่อนย้าย

การดำเนินคดีทางกฎหมาย: ในเดือนธันวาคม 2563 กรมศิลปากร (เนื่องจากอนุสาวรีย์แห่งนี้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน) ได้มอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ สน.บางเขน เพื่อดำเนินคดีกับผู้รื้อถอนและทำลายโบราณสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาพนักงานสอบสวนมีความเห็นควร "งดการสอบสวน" เนื่องจากไม่สามารถสืบหาตัวผู้กระทำความผิดได้

จนถึงปัจจุบัน ตัวอนุสาวรีย์ยังคงมีสถานะสูญหาย และไม่เป็นที่แน่ชัดว่าถูกนำไปเก็บรักษาไว้ ณ สถานที่ใดหรือถูกทำลายไปแล้ว




จับตาฟังคำพิพากษาคดี ม.112 ของ “ดิเรก” ที่พัทลุง กรณีคอมเมนต์โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อปี 65 กำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 12 ต.ค. 2569


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
17 hours ago
·
จับตาฟังคำพิพากษาคดี ม.112 ของ “ดิเรก” ที่พัทลุง กรณีคอมเมนต์โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อปี 65
.
.
พรุ่งนี้ (12 ต.ค. 2569) เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดพัทลุงนัดฟังคำพิพากษาในคดีของดิเรก (สงวนนามสกุล) พ่อค้าขายหมูปิ้งชาวจังหวัดกาญจนบุรีวัย 46 ปี ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีคอมเมนต์ข้อความลงในโพสต์เฟซบุ๊กของ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี ซึ่งต้นโพสต์มีเนื้อหาวิจารณ์กลุ่มปกป้องสถาบันฯ เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2565
.
คดีนี้มี ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ปภส.) เป็นผู้กล่าวหา ไว้ที่ สภ.เมืองพัทลุง โดยกล่าวหาทั้งพรหมศรและดิเรก ดิเรกได้เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2567 โดยในตอนแรกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาทั้งตามมาตรา 112, มาตรา 116, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามมาตรา 328 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1)
.
ต่อมาหลังผ่านไปเกือบ 1 ปี เดือนพฤศจิกายน 2568 พนักงานสอบสวนได้ประสานงานให้ทั้งดิเรกและพรหมศรไปรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม หลังทางอัยการส่งสำนวนกลับมา ทำให้ทั้งสองคนต้องเดินทางไปพัทลุงรับทราบข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) อีก เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2569
.
จากนั้นเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2569 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 ภาค 9 ได้มีคำสั่งฟ้องคดีทั้งของดิเรกและพรหมศร แยกเป็นสองคดี โดยฟ้องเฉพาะในสองข้อกล่าวหา ทั้งสองคนต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดพัทลุงอีกครั้ง
.
ในกรณีของพรหมศร ถูกกล่าวหาว่าได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2565 เนื้อหาเกี่ยวกับคนคลั่งรักพระมหากษัตริย์ ถูกบรรยายฟ้องว่าทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง ทำให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยในพระมหากษัตริย์ และระบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
.
ส่วนกรณีของดิเรก ถูกกล่าวหาว่าในวันเดียวกันได้คอมเมนต์ข้อความสั้นๆ ไว้ใต้โพสต์ของพรหมศร และถูกอัยการบรรยายฟ้องในลักษณะเดียวกัน ก่อนศาลอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างพิจารณา โดยต้องวางหลักทรัพย์คนละ 1 แสนบาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์
.
หลังจากนั้นดิเรกเดินทางไปในนัดคุ้มครองสิทธิ นัดตรวจพยานหลักฐาน ก่อนในนัดสืบพยานวันแรกเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 ดิเรกได้ตัดสินใจกลับคำให้การเป็นรับสารภาพตามฟ้อง ศาลให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะพินิจเพิ่มเติมภายใน 30 วัน และกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 12 ต.ค. 2569
.
การเดินทางไปฟังคำพิพากษาในครั้งนี้ จะเป็นครั้งที่ 9 แล้วที่ดิเรกต้องเดินทางไปยังจังหวัดพัทลุง คดีนี้นับเป็นหนึ่งในคดีกล่าวหาทางไกล ซึ่งมีทรงชัย เนียมหอม ไปกล่าวหาในหลายสถานีตำรวจในพื้นที่ภาคใต้ ทั้งคดีตามมาตรา 112 และ 116 อาทิ ในจังหวัดพัทลุง, สงขลา, ตรัง, กระบี่, สุราษฎร์ธานี โดยทราบข้อมูลผู้ถูกดำเนินคดีไม่น้อยกว่า 19 คดีแล้ว โดยแทบทั้งหมดผู้ถูกกล่าวหาเป็นประชาชนทั่วไป ไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ถูกแจ้งความ ทำให้แต่ละคนมีภาระและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปต่อสู้คดี
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/87164
.
อ่านรายงาน “ปัญหาการดําเนินคดีทางไกล: สำรวจข้อกฎหมาย ผลกระทบ และข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง” https://tlhr2014.com/archives/84147

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1517094360261029&set=a.656922399611567





“พนัส นายแน่มาก…”

https://www.facebook.com/boycitychanFC/posts/1687976829355441












เข้าใจหนูด้วย



ช่วยเข้าใจนายกด้วย
ไม่ใช่ว่า เขาไม่อยากแก้ปัญหา
อะไรให้ประเทศไทย
แต่การแก้ปัญหาต่างๆ มันต้องใช้อองค์ความรู้
ซึ่งเขาไม่มี!

Karun Siringam
แหล่งข่าว : คนนอนนา วันที่ 11 ตุลาคม 2569
.....

อ่านอักษร สีดำ
15 hours ago
·
"ได้ยินแบบนี้ไอ้ผมก็ค่อยสบายใจขึ้นมาหน่อย"

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122122554177464944&set=a.122098663431464944


ภัควดี วีระภาสพงษ์
เข้าใจหนูด้วยค่ะ หนูอยู่แต่ในท่อ จะให้รู้จักโลกกว้างได้ยังไง