วันอาทิตย์, เมษายน 05, 2569

อาการที่ กกต.เด้งรับคำร้อง ยุบพรรคประชาชน มันน่าสังเกตุนะว่า สเป็คเตอร์ตัวจริงเหนือรัฐบาลนี้สั่งลงมา ‘ลิซ่า’ ภคมน ถึงบอก “ควรต้องละอายกันเสียบ้าง”

มันน่าสังเกตุนะว่าสเป็คเตอร์ตัวจริงเหนือรัฐบาลนี้ ปักใจที่จะยุบพรรคประชาชนให้จงได้ ไม่ใช่ สเป็คเตอร์ ซี ที่ถูกใช้อ้างเป็นเหตุหาเรื่องในครั้งนี้ ดูจากอาการที่ กกต.เด้งรับคำร้องของ นักร้อง อาชีพคนหนึ่ง กับนักกายกรรมห้อยโหนสถาบันฯ อีกคน

ลำพัง ศรีสุวรรณ จรรยา ก็ร้องโน่นร้องนี่ตะบี้ตะบันอยู่แล้ว ถ้าเหยื่อไม่ใช่พวกก้าวหน้าเรื่องก็จะเงียบๆ อยู่สักหน่อย หน่วยงานและองค์กรที่รับผิดชอบตัดสินความ ก็จะทำตามครรลองไปเนือยๆ แต่นี่ผีห่าซาตานที่บงการใบอนุญาตที่สองคงสั่งลงมา

จึงได้มี ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร ร่วมร้อง ดูเอ็ตด้วยอีกคน ทำให้ กกต.ต้องลุกลี้รุกรน แหวง รับเรื่องเตรียมความเห็นเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญตัดสินทันใด เรื่องที่เป็นข่าวมาแล้วว่าพรรคประชาชนว่าจ้างบริษัทสเป็คเตอร์ ซี ซึ่งอยู่ในตึกเดียวกัน ช่วยงานไฮเทคเป็นครั้งคราว

ชงข้อกล่าวหาว่าการเปิดรับสมาชิกทางออนไลน์ ด้วยหมายเลขเลเซอร์ ไอดี ว่า “อาจมีการใช้ปฏิบัติการไอโอ โดยให้ บริษัท สเป็คเตอร์ ซี จำกัด เป็นผู้ขับเคลื่อน” จัดให้เป็นความผิดฐานมีบริษัทสื่อกระทำการในลักษณะครอบงำกิจกรรมของพรรค

คณะกรรมการเลือกตั้งซึ่งเดี๋ยวนี้มีกรรมการที่ส่งมาโดยคณะ สว.สีน้ำเงิน เป็นเสียงข้างมาก พอได้รับคำร้องปั๊บก็เร่งรัดจัดการ ตั้งคณะกรรมการรวบรวมหลักฐานขึ้นมาอีกชุด (ชุดที่ ๒) ขึ้นมาทำการรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน กันทันที

เบื้องต้นส่งหนังสือลับเรียกทั้งสอง นักร้อง ไปให้ปากคำในกลางอาทิตย์หน้านี่เอง (๗-๑๐ เมษา) เหมือนกับว่าคดีที่ ปปช.ส่งสำนวนให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ตัดสินฟัน ๔๔ อดีต สส.ก้าวไกล เข้าชื่อยื่นแก้ไข กม. Draconian ม.๑๑๒ ไม่พอ

คดีนั้นอยู่ในขั้นกำลังจะเอาขึ้นเขียง การแล่เนื้อเถือหนังทางการเมืองอาจใช้เวลานานสักนิด สเป็คเตอร์ตัวจริงก็เลยสั่งนาย ห.ชงเรื่องให้ กกต.จัดการอีกขั้น ถึงแม้คดี สส.๔๔ คนจะไม่รอดก็ยังมีดาบสองตามมา ปิดพรรคมันเสียเลย ไม่ต้องมีก็อกสี่กันอีก

ลิซ่า ภคมน หนุนอนันต์ บอกว่า “พรรค ปชน.มีหลักฐาน มีข้อมูลข้อเท็จจริงที่จะยืนยันกรณีที่ถูกยื่นได้อยู่แล้ว” ไม่ได้อกสั่นขวัญแขวนอะไร หากแต่ว่าคดีอย่างนี้ “มันมีธง มันเป็นคดีทางการเมือง” ควรต้องละอายกันเสียบ้าง ทั้งคนยื่นและคนรับ

สส.บัญชีรายชื่อพรรค ปชน.แถมท้ายว่า “วันนี้ กกต.เคลียร์เรื่องตัวเองก่อน เคลียร์เรื่องผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก่อน วันนี้ประชาชนเขาไม่ได้มีใครเชื่อคุณหรอก นึกออกหรือไม่...อย่างน้อยๆ สามัญสำนึกในฐานะมนุษย์คนหนึ่งมันควรจะยั้งมือ”

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/BcbbYJdz และ https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/S8ppJ3WpJEP) 

โปรดอย่าใช้น้ำเป็นอาวุธ ! โปรดอย่าใช้ ที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน เช่นโรงเรียน โรงพยาบาล สะพาน และบ้านเรือน เป็นสิ่งกดดันรัฐ !!





https://x.com/TheEconomist/status/2040368838961713581


 


 

เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย


เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย

2 เม.ย. 2569
Next News TH

เครือข่ายอากาศสะอาดแถลงหักล้าง ‘ศุภชัย ใจสมุทร’ สส.ภูมิใจไทย 10 ประเด็นรวด ยันการตั้งหน่วยงานใหม่ไม่ซ้ำซ้อนกับกรมควบคุมมลพิษ ทั้งภาครัฐ ประชาชน และธุรกิจต้องแบกต้นทุนจากฝุ่น PM2.5 ความเสียหายต่อครัวเรือนไทยอยู่ที่ 1.37–2.17 ล้านล้านบาทต่อปี ถ้า ‘ผู้ก่อมลพิษไม่ต้องจ่าย’ เท่ากับยอมให้คนไทยทั้งประเทศจ่ายแทน

กลุ่ม Thailand Can เครือข่ายอากาศสะอาด ซึ่งได้ทุนสนับสนุนการดำเนินงานจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) และเป็นหนึ่งในเครือข่ายผลักดันร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ.... ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ระบุว่า ในวันที่กฎหมายอากาศสะอาดถูกตั้งคำถามและมีคนลุกขึ้น ‘เบรก’ กฎหมายฉบับนี้ จึงนำเสนอ 10 ประเด็นสำคัญ ซึ่งเป็นการตอบคำถามที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่ได้ในสภาฯ ไม่สนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้รวม 8 ข้อ ดังนี้



ศุภชัย ใจสมุทร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ไม่สนับสนุนร่างกฎหมายอากาศสะอาด 8 ข้อ 

ประเด็นที่ 1: กฎหมายซ้ำซ้อน: ปัจจุบันมีกฎหมายหลายฉบับจริง (สิ่งแวดล้อม / สาธารณสุข / โรงงาน ฯลฯ) แต่ “ไม่มีฉบับไหนรับผิดชอบอากาศแบบครบวงจร” ผลคือหน่วยงานโยนกันไปมา ไม่มีใคร “ต้องรับผิด” ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับปัจจุบันที่ค้างในชั้นวุฒิสภาไม่ได้ยกเลิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม ผังเมือง หรือจราจรแบบเหมารวม แต่ทำหน้าที่เป็นกฎหมายแม่บทด้านอากาศสะอาดเพื่อแก้ปัญหาความกระจัดกระจายของระบบเดิม 

ตัวร่างมาตรา 3 เขียนชัดว่า ถ้ามีกฎหมายอื่นขัดหรือแย้งกัน หรือมีกฎหมายเฉพาะที่ตั้งมาตรฐานคุณภาพอากาศต่ำกว่า ให้ใช้ พ.ร.บ. นี้แทน เท่ากับเป็นกติกาเพื่อเชื่อมและยกระดับมาตรฐาน ไม่ใช่สร้างความสับสนใหม่ ปัญหาของไทยวันนี้ไม่ใช่ขาดกฎหมายรายฉบับ แต่ขาดกฎหมายที่ทำให้หน่วยงานต่างๆ เดินไปในทิศทางเดียวกัน

พ.ร.บ.อากาศสะอาด = บูรณาการ ไม่ใช่ซ้ำซ้อน 

ประเด็นที่ 2 คณะกรรมการเยอะเกิน: คณะกรรมการถูกออกแบบตามความจำเป็น และความเหมาะสม เพื่อให้ทำงานครบทุกระดับ คณะกรรมการนโยบายกำหนดเป้าหมายและทิศทาง คณะกรรมการกำกับติดตามและประเมินผล คณะกรรมการวิชาการกำหนดฐานวิทยาศาสตร์และมาตรฐาน คณะกรรมการเศรษฐศาสตร์ออกแบบค่าธรรมเนียมและเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ และคณะกรรมการจังหวัดทำแผนและแก้ปัญหาในพื้นที่จริง 

อีกทั้งยังบังคับให้มีการประชุมร่วมกันอย่างน้อยปีละครั้งด้วย มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญวางหลักว่ากฎหมายต้องมีเท่าที่จำเป็นและต้องประเมินผลกระทบ แต่ไม่ได้ห้ามการมีกลไกหลายชั้นโดยตัวมันเอง ดังนั้น ถ้าหน้าที่ต่างกันและตอบโจทย์การปฏิบัติจริง ก็ไม่ใช่ความซ้ำซ้อน แต่คือการแบ่งงานตามความเชี่ยวชาญ 

ประเด็นที่ 3 ตั้งหน่วยงานใหม่สิ้นเปลือง: นี่ไม่ใช่การ “ตั้งหน่วยงานใหม่จากศูนย์” แต่คือการ “อัปเกรดโครงสร้างเดิมให้ทำงานได้จริง” ร่างกฎหมายกำหนดชัดว่าถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ และบุคลากร จากกรมควบคุมมลพิษมารวมเป็นหน่วยงานเฉพาะด้านอากาศสะอาด 

เป้าหมายคือ ลดความกระจัดกระจาย เพิ่มเอกภาพในการทำงานตัดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน นี่คือการ “ใช้ทรัพยากรเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น” ไม่ใช่การเพิ่มภาระงบประมาณ ในบทเฉพาะกาลของร่าง พ.ร.บ. ฯ ได้ให้กรมควบคุมมลพิษทำหน้าที่สำนักงานไปพลางก่อน และค่อยโอนเฉพาะภารกิจ คน งบประมาณ และทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการจัดการคุณภาพอากาศภายใน 2 ปี 

บทบาทของสำนักงานฯ ก็ไม่ใช่แค่กรมควบคุมมลพิษชื่อใหม่ แต่เป็นหน่วยเลขานุการกลางที่ต้องเชื่อมคณะกรรมการต่างๆ ประสานหน่วยงานหลายกระทรวง บูรณาการแผนและงบประมาณ จัดระบบข้อมูล และให้คำปรึกษาเพื่อให้คนปฏิบัติตามกฎหมายได้จริง ถ้ายังใช้โครงสร้างเดิมแบบต่างคนต่างทำ เราก็จะได้ปัญหาเดิมคือไม่มีใครรับผิดชอบทั้งระบบ

ประเด็นที่ 4 เจ้าพนักงานมีอำนาจมากเกินไป : ปัญหาวันนี้คือ รัฐไม่มีเครื่องมือพอจะเอาผิดผู้ก่อมลพิษได้จริง กฎหมายนี้จึงเพิ่มอำนาจ “เท่าที่จำเป็น” เพื่อหยุดมลพิษร้ายแรง ปิดช่องหลบเลี่ยง ขยายความรับผิดให้ครอบคลุมทั้งระบบ เจ้าพนักงานอากาศสะอาดมีหน้าที่ เข้าตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ สั่งแก้ไข หรือ “ระงับ” การกระทำที่ก่อมลพิษร้ายแรง (ชั่วคราว) 

ผู้ช่วยเจ้าพนักงาน (ประชาชนในพื้นที่) คือกลไกใหม่ที่สำคัญเป็น “หูเป็นตา” ของชุมชน ร่วมตรวจสอบ แจ้งเหตุ และเก็บหลักฐานได้รับการฝึกอบรมและการคุ้มครองจากรัฐ จุดสำคัญคือ “ไม่ได้เพิ่มอำนาจลอยๆ” แต่สร้างระบบที่มีทั้งอำนาจ + การมีส่วนร่วม + การตรวจสอบ 

ประเด็นที่ 5. กังวลกระทบเศรษฐกิจ : ความกังวลเกิดจากการมองเศรษฐกิจ “แค่ครึ่งเดียว” วันนี้เศรษฐกิจไทย “กำลังเสียหายอยู่แล้ว” จากอากาศพิษ ค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นมหาศาล แรงงานเจ็บป่วย ประสิทธิภาพลดลง การท่องเที่ยวเสียโอกาสจากภาพลักษณ์ประเทศ 

สิ่งเหล่านี้คือ “ต้นทุนจริง” ที่ทั้งรัฐ ประชาชน และธุรกิจ กำลังแบกรับอยู่ทุกวัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด แท้จริงถูกออกแบบโดยกรอบคิดทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อ “พาเศรษฐกิจไทยไปต่อได้ในระยะยาว” ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย แต่มีแรงจูงใจ มีทางออกให้เปลี่ยนผ่าน เพื่อให้ธุรกิจไปต่อได้ 

นี่คือ การออกแบบระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เติบโตได้ “โดยไม่ทำลายคน” และแข่งขันได้ “ในโลกอนาคต” ต้นทุนของมลพิษวันนี้ไม่ได้เป็นศูนย์ เราแค่ผลักมันไปให้ครัวเรือน โรงพยาบาล และผู้เสียภาษีแบกรับแทน 

งานวิจัยได้ประเมินความเสียหายจาก PM2.5 ต่อครัวเรือนไทยไว้ 1.37–2.17 ล้านล้านบาทต่อปี ดังนั้น การบอกว่าไม่ควรเก็บจากผู้ก่อมลพิษเท่ากับยอมให้คนไทยทั้งประเทศจ่ายแทนต่อไป หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายของ OECD ก็มีแก่นตรงนี้ คือผู้ก่อมลพิษควรเป็นฝ่ายจ่ายก่อน เพื่อให้ต้นทุนสิ่งแวดล้อมเข้าไปอยู่ในการตัดสินใจของผู้ผลิตและผู้บริโภค ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมอุดหนุนมลพิษแบบเงียบๆ

ยิ่งกว่านั้น ร่าง พรบ.อากาศสะอาดฉบับปัจจุบันที่ค้างในชั้นวุฒิสภานี้ไม่ได้ใช้แต่ “ไม้แข็ง” อย่างค่าธรรมเนียมอย่างเดียว แต่ใช้ “ชุดเครื่องมือผสม” ทั้งค่าธรรมเนียม หลักประกันความเสี่ยง ระบบฝากไว้ได้คืน สิทธิในการลดหย่อน/ขอคืน/ยกเว้น และมาตรการอุดหนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และสิทธิประโยชน์ภาษีเพื่อช่วยการเปลี่ยนผ่าน 

โดยอัตราค่าธรรมเนียมก็ไม่ได้กำหนดมั่วๆ แต่ให้คำนึงถึงปริมาณมลพิษ ความเป็นพิษ สภาพปัญหาแต่ละพื้นที่ ผลต่อการเปลี่ยนพฤติกรรม และทางเลือกของผู้ประกอบการด้วย อีกทั้งการจัดเก็บก็ผูกกับระบบสรรพสามิต ศุลกากร หรือระบบจัดเก็บเดิมเพื่อลดภาระธุรการ ไม่ใช่ให้ธุรกิจไปเจอระบบใหม่ซ้อนระบบเดิมทันที 

ต่างประเทศจำนวนมากก็ใช้แนวคิดนี้อยู่แล้ว เช่น ประเทศไต้หวันมีระบบ air pollution control fees ที่คิดตามชนิดและปริมาณมลพิษ ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตการปล่อยมลพิษทางอากาศเพื่อให้หน่วยงานมีงบประมารพอทำงานและกำหนดให้รายได้นั้นใช้กับงานใบอนุญาตโดยตรง 

ญี่ปุ่นก็มีระบบชดเชยความเสียหายจากมลพิษที่อิงหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว ดังนั้นคำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ “จะเก็บหรือไม่เก็บ” แต่คือ “จะออกแบบอัตรา การทยอยใช้ และกองทุนช่วยเปลี่ยนผ่านอย่างไรให้เป็นธรรมและแข่งขันได้” 

ประเด็นที่ 6. กลไกไม่ชัด: “ปัญหาฝุ่นของไทยไม่มีสูตรสำเร็จรูป” มันสะสมมานานหลายสิบปีจากโครงสร้างรัฐที่แยกส่วนและแก้ปัญหาแบบปลายเหตุ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด จึงไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็น “คู่มือสำเร็จรูปทุกมาตรา” แต่เป็น “กฎหมายแม่บท” ที่วางระบบใหม่ทั้งประเทศเพื่อให้หน่วยงานทำงานประสานกัน มีอำนาจ + งบประมาณ ไปแก้ที่ต้นเหตุ ปรับมาตรการได้ตามสถานการณ์จริง กฎหมายนี้วาง “สิทธิ” เป็นหัวใจหลักตั้งแต่ต้นและเป็นการออกแบบให้กฎหมาย “ใช้ได้จริงในโลกจริง” และแก้ปัญหาระยะยาว ไม่ใช่แค่แก้เฉพาะหน้าแล้ววนกลับมาวิกฤตซ้ำอีกครั้ง 

กฎหมายด้านอากาศและสุขภาพหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีทั้งบทแม่บทและกฎหมายลำดับรอง เพราะเรื่องอย่างมาตรฐานสารมลพิษ ดัชนีเตือนภัย วิธีคำนวณ หรือรายละเอียด MRV เป็นเรื่องเทคนิคที่ต้องปรับตามหลักฐานวิทยาศาสตร์ซึ่งเปลี่ยนได้ เช่น WHO เองก็ออก Global Air Quality Guidelines ฉบับใหม่ในปี 2021 บนฐานข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่อัปเดตขึ้น 

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับปัจจุบันที่ค้างในชั้นวุฒิสภานี้จึงวางสิทธิ หน่วยงาน เครื่องมือ หลักเกณฑ์สำคัญ และกลไกการตรวจสอบไว้ในตัว พ.ร.บ. แล้วปล่อยให้รายละเอียดเทคนิคไปอยู่ในกฎกระทรวงหรือประกาศ ซึ่งเป็นวิธีปกติของกฎหมายเทคนิค 

ประเด็นที่ 7. จำกัดสิทธิของประชาชนโดยไม่มีความชัดเจน: พูดกันตรงๆ วันนี้ “สิทธิของประชาชนทั้งประเทศ” กำลังถูกละเมิดทุกวันที่หายใจ แต่กฎหมายเดิม เอาผิดใครไม่ได้เลย กฎหมายนี้ไม่ได้มาจำกัดสิทธิคนทั่วไป แต่มาจำกัดสิทธิของ “ผู้ก่อมลพิษ” เพื่อคืนสิทธิพื้นฐานให้คนทั้งประเทศ แล้วการคัดค้านกฎหมายทั้งฉบับกำลังปกป้อง “สิทธิของใคร” กันแน่? 

ประเด็นที่ 8. ระบบค้ามลพิษไม่เหมาะกับไทย: นี่คือการ “กลัวสิ่งที่ยังไม่เกิด” ทั้งที่ในกฎหมายเขียนชัดว่ายังไม่ใช้ทันที ต้องออกแบบก่อน และระบบนี้ใช้จริงมาแล้วในหลายประเทศ ในรูปแบบของค่าธรรมเนียม + ระบบซื้อขายมลพิษคำถามจริงไม่ใช่ “ควรมีไหม” แต่คือ “ไทยจะออกแบบให้ทันโลกได้หรือเปล่า” 

ถ้าไทยจะเอาระบบซื้อขายสิทธิปล่อยมลพิษมาใช้ทั้งประเทศแบบทันที โดยยังไม่มีข้อมูล ไม่มีทะเบียนกลาง และไม่มีระบบตรวจวัดตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ ก็มีโอกาสล้มเหลวสูง แต่ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับปัจจุบันที่ค้างในชั้นวุฒิสภาไม่ได้บังคับใช้แบบนั้น ร่าง พ.ร.บ. เปิดให้ใช้เครื่องมือนี้เฉพาะพื้นที่ที่มีมลพิษเกินศักยภาพการรองรับ หรือไม่ผ่านเกณฑ์คุณภาพอากาศ และต้องมีจำนวนแหล่งกำเนิดที่เกี่ยวข้องเพียงพอ 

อีกทั้งต้องกำหนดเพดานปริมาณการปล่อย (cap) ชนิดสารมลพิษ วิธีจัดสรรสิทธิ ระบบรายงานและตรวจสอบ ระบบทะเบียนกลาง และอำนาจสั่งแก้ไขหรือระงับเมื่อไม่ปฏิบัติตาม 

ประสบการณ์สากลก็ไม่ได้บอกว่าระบบการซื้อขายสิทธิปล่อยมลพิษ (Emission Trading) ใช้ได้ทุกที่โดยอัตโนมัติ แต่บอกชัดว่า ถ้าจะใช้ต้องมี MRV ที่แข็งแรงก่อน USEPA ประเมินว่า Acid Rain Program ซึ่งเป็น cap-and-trade ลด SO2 และ NOx ได้มาก พร้อมต้นทุนต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ และ USEPA เองก็อธิบายว่าระบบลักษณะนี้ให้ความยืดหยุ่นในการเลือกวิธีลดมลพิษที่คุ้มต้นทุนที่สุด 

ขณะเดียวกัน ICAP ก็ย้ำชัดว่า ข้อมูลการปล่อยมลพิษที่น่าเชื่อถือเป็นฐานรากของระบบการซื้อขายสิทธิปล่อยมลพิษ และใน EU ETS รายงานการปล่อยมลพิษต้องผ่านผู้ตรวจสอบอิสระที่ได้รับการรับรองก่อนใช้ในการปฏิบัติตามกฎหมาย ดังนั้นคำตอบที่น่าเชื่อถือที่สุดคือ ไทยไม่ควรลอกยุโรปทั้งหมด แต่ก็ควรเก็บเครื่องมือนี้ไว้ใช้ใช้เฉพาะกับแหล่งกำเนิดขนาดใหญ่ที่วัดได้จริง 

ประเด็นที่ 9.โทษอาญารุนแรง/ใช้จริงยาก: ความรุนแรงต้องเทียบระหว่างผลของการกระทำกับระดับของการกระทำ ลองถามง่าย ๆ การปล่อยมลพิษที่ทำให้: 
- คนป่วย
- คนตาย 
- เด็กมีปัญหาพัฒนาการ 

แบบนี้ “ไม่รุนแรง” ใช่ไหม? แต่พอจะเอาผิด กลับบอกว่าโทษแรงไป หรือจริงๆ แล้ว เราแค่ชินกับการ “ไม่เคยเอาผิดใครได้จริง” มานานเกินไป 

ข้อกล่าวหานี้พูดไม่ครบ เพราะในร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับปัจจุบันที่ค้างในชั้นวุฒิสภา บทลงโทษเฉพาะกรณีมลพิษข้ามแดนไม่ได้วางเป็นโทษจำคุก แต่เป็นโทษปรับและปรับรายวัน ส่วนที่มีโทษอาญาหนักจริงๆ ในร่าง พ.ร.บ. มักเป็นกรณีปล่อยเกินมาตรฐานในประเทศ ฝ่าฝืนคำสั่ง หรือส่งข้อมูลเท็จ ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่พิสูจน์ได้และสร้างอันตรายต่อสุขภาพโดยตรง ดังนั้น การบอกว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะเอาโทษอาญาหนักไปใช้กับคดีข้ามแดนอย่างกว้างขวางจึงไม่ตรงกับตัวบท 

สำหรับเรื่องพิสูจน์ยากนั้น เห็นด้วยว่าเป็นโจทย์จริง เพราะคดีข้ามแดนต้องอาศัยหลักฐานวิทยาศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา และความเชื่อมโยงทางธุรกิจมากกว่าคดีทั่วไป แต่ร่าง พ.ร.บ.ฯ ก็ไม่ได้พึ่งโทษอาญาอย่างเดียว ยังมีหมวดความรับผิดทางแพ่ง มาตรการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน การตรวจสอบย้อนกลับ มาตรการนำเข้า-ส่งออก และกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศอยู่แล้ว 

ดังนั้น แนวทางที่เป็นมืออาชีพกว่าคือ อการใช้โทษทางอาญาเป็นกลไกสนับสนุน โดยให้น้ำหนักหลักกับมาตรการทางแพ่ง ทางปกครอง มาตรการเชิงเศรษฐศาสตร์ และการทูต ในการจัดการคดีข้ามแดนแดน 

ประเด็นที่ 10 ไม่สอดคล้องกฎหมายสากล: เป็นการกล่าวหาที่ประหลาดที่สุด กฎหมายฉบับนี้ใช้หลักการเดียวกับที่ทั่วโลกใช้และที่สำคัญ ถูกพัฒนาในสภาโดยคณะกรรมาธิการที่มีหลายพรรคการเมือง รวมถึง “พรรคที่ออกมาตั้งคำถามในวันนี้” ถ้าบอกว่าไม่สากล แปลว่า เรากำลังบอกว่า ทั้งโลก “ผิด” อยู่หรือ? 

สำหรับประเด็นที่นายศุภชัยได้อภิปรายในสภาฯ เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา ได้มีการนำเสนอเนื้อหาไว้ในเว็บไซต์ของพรรคภูมิใจไทย มีเนื้อหาสรุปว่า ที่ สส.หลายคนอภิปรายว่า รัฐบาลควรหยิบร่างกฎหมายฉบับขึ้นมาพิจารณาต่อให้แล้วเสร็จและบังคับใช้ เห็นว่าไม่ควรเร่งรัดบังคับใช้ ด้วยเหตุผลดังนี้ 
1. ซ้ำซ้อนกับกฎหมายหลายฉบับ 2.มีการตั้งคณะกรรมการหลายชุดเกินความจำเป็น 3.จัดตั้งหน่วยงานใหม่โดยไม่จำเป็น ซ้ำซ้อนกับกรมควบคุมมลพิษ และสร้างภาระงบประมาณโดยไม่จำเป็น 4.ให้อำนาจเจ้าพนักงานเกินสมควร 5. การจัดเก็บค่าธรรมเนียม และระบบประกันความเสี่ยงจะกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนมหาศาลให้ภาคอุตสาหกรรม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน กระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 

6. กลไกที่ไม่ชัดเจน ถือเป็นการจำกัดสิทธิประชาชนโดยไม่มีความชัดเจนในตัวกฎหมายเอง 7.ระบบการตลาดและการใช้บังคับค้ามลพิษอาจไม่เหมาะกับไทย การนำแนวคิดการซื้อขายสิทธิปล่อยมลพิษ (Emission Trading) มาใช้แบบยุโรป อาจไม่ช่วยให้อากาศสะอาดขึ้นจริงหากระบบกำกับดูแลยังไม่เข้มแข็งพอ และ 8.โทษอาญารุนแรง การพิสูจน์มลพิษข้ามพรมแดนเพื่อลงโทษทางอาญานั้นทำได้ยากในทางปฏิบัติและอาจขัดต่อหลักสากล 

อย่างไรก็ตาม วันเดียวกันนี้การอภิปรายไม่สนับสนุนร่างพ.ร.บงอากาศสะอาดของนายศุภชัย ถูกโจมตีในสื่อสังคมออนไลน์อย่างมาก โดยนายศุภชัยได้อธิบายผ่านสื่อบางแห่งว่า สิ่งที่อภิปรายไปไม่ได้ทำในนามส่วนตัว เพราะพรรภูมิใจไทยยังไม่ได้ประชุมกันในเรื่องนี้ แต่ก็ยังยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับนี้


https://www.nextnewsth.com/th/public-policy/environment/69ce16e55d36ded613b551e6




เห็นภาพข่าวเด็กน้อยชาวเชียงใหม่เลือดทะลักจมูก เพราะฝุ่นพิษ PM2.5 น้ำตาไหลเลย นึกถึงกลุุ่มเปราะบางอย่างคนเฒ่าภาวะพึ่งพิง จะย่ำแย่แค่ไหน? มีคนขอประณามอสูรกายจากอเวจีทุกตนที่แฝงร่างในสภา เพื่อรับใช้นายทุนใหญ่ ขัดขวาง พรบ.อากาศสะอาด!


https://www.facebook.com/photo?fbid=1532499052243587&set=a.627743042719197
บีบีซีไทย - BBC Thai
March 31
·
"อยู่ ๆ ก็เหมือนเขาคันจมูก เขาเริ่มจามได้เองก็จามออกมาเป็นเลือด" คุณพ่อชาวเชียงใหม่บอกกับบีบีซีไทย สถานการณ์ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กใน จ.เชียงใหม่ ที่ถูกจัดว่ามีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก กระทบคุณภาพชีวิตเด็กเล็กอย่างไร
.
อ่านได้ที่: https://bbc.in/4s4nljY




https://www.instagram.com/reel/DWkeF7-h5Z0/
.....

Yuwadee Vatcharangkul
April 2
·
เห็นภาพข่าวเด็กน้อยชาวเชียงใหม่เลือดทะลักจมูก เพราะฝุ่นพิษ PM2.5 น้ำตาไหลเลย นึกถึงกลุุ่มเปราะบางอย่างคนเฒ่าภาวะพึ่งพิง จะย่ำแย่แค่ไหน?
ขอประณามอสูรกายจากอเวจีทุกตนที่แฝงร่างในสภา เพื่อรับใช้นายทุนใหญ่
ขัดขวาง พรบ.อากาศสะอาด!



ความเหลื่อมล้ำของความร้อน เมื่อคนจนไม่มีสิทธิ์เข้าถึงเทคโนโลยีความเย็น


Climate Finance Network Thailand
April 2
·
ความเหลื่อมล้ำของความร้อน
เมื่อคนจนไม่มีสิทธิ์เข้าถึงเทคโนโลยีความเย็น
.
บนถนนสุขุมวิท แสงแดดปัดป่ายตามใบหน้าของคนขับมอเตอร์ไซค์ ใต้ร่มผ้า พวกเขาโชกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ขณะที่ผู้โดยสารรถเมล์หยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อตามเนื้อตัวและลำคอ
.
กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่า ฤดูร้อนประเทศไทยในปีนี้เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ. และจะสิ้นสุดราวช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคม โดยคาดว่าอุณหภูมิสูงสุดประมาณ 42–45 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ดี ล่าสุดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมออกมาเตือนว่า ค่าดัชนีความร้อน หรืออุณหภูมิที่คนเรารู้สึก อาจสูงถึง 60 องศาเซลเซียสในช่วงต้นเดือนเมษายน
.
ทุกคนรู้สึกถึงความร้อนที่เพิ่มขึ้นเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ทุกคนรู้สึกถึงความร้อนเท่ากัน ยังมีคนอีกจำนวนมากในประเทศไทยและทั่วโลกที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีทำความเย็น และสิ่งนี้กำลังตอกย้ำว่า ภาวะโลกรวนส่งผลต่อผู้มีรายได้น้อยรุนแรงกว่าผู้มีรายได้สูง
.
สถานการณ์ความร้อน
.
ในปัจจุบัน อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างน้อย 1.1 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ความร้อนเพิ่มขึ้นจนกระทบคุณภาพชีวิตของมนุษย์ โดยระหว่างปี 2000–2019 มีผู้เสียชีวิตจากความร้อนเฉลี่ยปีละ 490,000 ราย โดย 45% อยู่ในทวีปเอเชีย
.
ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่เสี่ยงที่สุดจากภาวะโลกรวน ก็กำลังเผชิญปัญหานี้เช่นกัน โดยเมื่อปีที่แล้ว กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่า มีผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน 182 ราย และมีผู้เสียชีวิต 21 ราย โดยพบผู้เสียชีวิตมากที่สุดในจังหวัดอุดรธานี และมีรายงานการเสียชีวิตสูงสุดในเดือนเมษายน
.
สำหรับหลายชีวิต หน้าที่การงานทำให้พวกเขาไม่สามารถหลีกหนีความร้อนได้ เช่น กรรมกรก่อสร้าง ชาวนา หรือเจ้าหน้าที่จราจร ซึ่งมักเป็นกลุ่มอาชีพเดียวกันที่มีรายได้น้อย และไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีความเย็น เช่น เครื่องปรับอากาศได้
.
ความเหลื่อมล้ำกับสิทธิในการเข้าถึงเทคโนโลยีทำความเย็น
.
แอร์ไม่เคยถูกนับเป็นปัจจัยสี่ของชีวิต แต่มันสามารถรักษาชีวิตของเราได้เช่นกัน โดยงานวิจัย “The 2021 report of the Lancet Countdown on health and climate change: code red for a healthy future” พบว่า ระหว่างปี 2019–2021 แอร์ช่วยชีวิตผู้คนจากความร้อนทั่วโลกได้ประมาณ 190,000 ราย และช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากความร้อนได้สูงถึง 75%
.
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้าถึงแอร์ โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ประเทศไทย เปิดเผยว่า มีครัวเรือนประมาณ 39–44% เท่านั้นที่มีแอร์ใช้ในบ้าน และมีมากถึง 321,185 ครัวเรือนที่ไม่มีพัดลม รวมถึง 14.7 ล้านครัวเรือนที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ขณะที่อีกประมาณ 4,259 ครัวเรือนมีแอร์ใช้ถึง 9 ตัว
.
โดยข้อมูลดังกล่าวยังระบุว่า
- ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาท/เดือน ไม่มีแอร์ แต่มีพัดลมประมาณ 2 ตัว
- ครัวเรือนที่มีรายได้ 20,000–50,000 บาท มีแอร์ 1 ตัว และพัดลมประมาณ 3 ตัว
- ครัวเรือนที่มีรายได้ 100,000–500,000 บาท มีแอร์ 3 ตัว และพัดลมประมาณ 4 ตัว
- ครัวเรือนที่มีรายได้มากกว่า 500,000 บาท มีแอร์ระหว่าง 7–9 ตัว
.
“แอร์เครื่องหนึ่งราคา 2 หมื่นบาท ก็คือเงินเดือนเรา 4 เดือนเลยนะ ถ้าจะติดแอร์ก็คือต้องไม่กินอะไรเลย” ชาวบ้านรายหนึ่งในชุมชนพูนทรัพย์ เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร เคยให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยไว้ในบทความ ‘สำรวจชีวิตจริงที่ “ร้อนแบบอยู่ไม่ได้” ของคนจนไทยในยุคโลกเดือด’
.
ในภาพใหญ่ มีเพียง 15% ของประชากรโลกเท่านั้นที่มีรายได้เพียงพอในการเข้าถึงแอร์ และส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคโลกเหนือ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา หรือกล่าวได้ว่า ประชากรในภูมิภาคโลกใต้ราว 2–4 พันล้านคน หรือ 25–50% ของประชากรโลก อยู่ในความเสี่ยงจากอากาศที่ร้อนขึ้นจากภาวะโลกรวน
.
รัฐกับการช่วยประชาชนรับมืออากาศร้อน
.
ถึงแม้แอร์จะไม่ใช่ปัจจัยสี่ แต่บางประเทศกลับมองว่ามันคือสวัสดิการที่สำคัญ เมื่อปี 2024 รัฐบาลท้องถิ่นในบริติชโคลอมเบีย ประเทศแคนาดา ลงทุนมากกว่า 10 ล้านดอลลาร์ เพื่อแจกแอร์ชนิดเคลื่อนที่ได้ราว 8,000 เครื่องให้แก่ครัวเรือนที่มีรายได้น้อย
.
อย่างไรก็ดี สำหรับผู้มีรายได้น้อย การติดตั้งแอร์ตามมาด้วยค่าไฟที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่ค่าไฟถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทย
.
(ค่าไฟไทยสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน เช่น เวียดนาม ลาว อินโดนีเซีย หรือแม้กระทั่งมาเลเซีย)
.
การช่วยประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีความเย็นเป็นเพียงหนึ่งในหลายแนวทางที่รัฐสามารถดำเนินการได้ เช่น ในเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ได้ออกแบบพื้นที่หลบความร้อน (climate shelters) มากกว่า 400 จุดทั่วเมือง โดยออกแบบให้ประชากรกลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงได้ภายในระยะเดินไม่เกิน 10 นาที
.
หรือในรัฐอย่างแคลิฟอร์เนียและแอริโซนา ก็มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการด้านความร้อนประจำเมือง (Chief Heat Officer) ขึ้นมาเพื่อรับมือกับความร้อนโดยเฉพาะ
.
หลายประเทศเริ่มออกแบบนโยบายเพื่อช่วยประชาชนรับมือกับภาวะโลกรวนและความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ในระยะยาว หนทางที่ดีที่สุดในการรับมือกับโลกรวนยังคงเป็นการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นไปมากกว่านี้ ซึ่งหมายถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และการสร้างจินตนาการใหม่ถึงเศรษฐกิจและสังคมสีเขียวทั้งระบบ
.....

Climate Finance Network Thailand
ค่าไฟไทยเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน

Climate Finance Network Thailand
อ้างอิง:
.
https://heatmap.news/adaptation/extreme-heat-energy-supply
.
https://www.unicef.org/.../cooling-dilemma-amid-climate...
.
https://vancouversun.com/.../heres-how-low-income-earners...
.
https://www.facebook.com/Bnomics.co/photos/%EF%B8%8F-ความร้อนที่ไม่เท่ากัน-ความเหลื่อมล้ำที่มองไม่เห็น-แต่รู้สึกได้ในวันที่อุณหภูมิ/711995177827470/
.
https://www.facebook.com/SAFESAVETHAI/posts/เปิดสถิติ-ภาคไหนในประเทศไทยใช้แอร์เยอะที่สุด-%EF%B8%8F%EF%B8%8Fผลสำรวจจากสำนักงานสถิติแห่งชาติปี/1423593989554165/
.
https://www.iea.org/.../air-conditioners-in-southeast...
.
https://www.thaipbs.or.th/news/content/504055
.
https://www.thaigov.go.th/th/news/162315
.
https://shelters.vcity.dataviz.bsc.es/slides/en#/3/0/0


https://www.facebook.com/photo/?fbid=122283438920245170&set=a.122106306146245170





🇺🇸 ทรัมป์ประกาศละทิ้งภาระหน้าที่ทางสังคมที่มีต่อประชาชนอย่างเป็นทางการ (Day care) เพื่อนำงบประมาณไปใช้ทำสงคราม





https://x.com/ruswar/status/2039513397310677039



ในการกล่าวถ้อยแถลงระหว่างงานเลี้ยงอาหารกลางวันเนื่องในวันอีสเตอร์ ซึ่งไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังนั้น ทรัมป์ได้เพ้อฝันถึงการได้เป็นกษัตริย์ ยอมรับว่าไม่เหลืองบประมาณสำหรับด้านสาธารณสุขและการดูแลเด็กอีกต่อไปแล้ว อันเนื่องมาจากสงครามที่ตัวเขาเองเป็นผู้ก่อขึ้น และยังได้ฝันเฟื่องถึงการเข้ายึดครองแหล่งน้ำมันทั้งหมดของอิหร่าน






@Saniya_physic
·20h
- Face distressed 
- Shoulder down 
- No eye contact -
 Smile lost 
- He can’t back out 
- He can’t talk to Iran 
- He can’t win this war 
- He can’t stop this war 
- He can’t do regime change 
- He is stuck in this war with Iran

'This is what happens when you underestimate your Enemy.'





เรื่องน้ำมันในไทย ใครรวย

https://www.facebook.com/reel/1284040117003783





ข้อมูลเชิงประจักษ์ของการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 จากไอลอว์ เพียงพอแล้วที่จะทำให้ สรุปได้ว่าการนับคะแนนการเลือกตั้ง ครั้งนั้น มีการจัดการอย่างเป็นระบบ และทำให้ ผลการลงคะแนนที่แท้จริง กับผลที่ออกมา ไม่ตรงกัน

 
https://www.facebook.com/reel/957764893474415
iLaw
11 hours ago
·
กราฟแสดงให้เห็นว่า การรายงานคะแนนเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นลำดับการรายงานคะแนนที่ "ไม่ปกติ"
ตามระบบการรายงานคะแนนที่ปกติ เมื่อแต่ละหน่วยนับคะแนนเสร็จกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) จะกรอกผลและอัปโหลดเข้าสู่ระบบ ECT Report 69 เพื่อแสดงผลให้ประชาชนทราบผลสดๆ ไปพร้อมกัน หน่วยเลือกตั้งส่วนใหญ่มีผู้มาใช้สิทธิ 400-500 คน ใช้เวลานับคะแนนประมาณ 2 ชั่วโมง จะนับเสร็จและตรวจสอบความถูกต้องเสร็จ ช่วงเวลา 19.00-20.00 คะแนนส่วนใหญ่จึงควรถูกรายงานในช่วงเวลานั้น
กราฟที่ปกติจึงควรคาดหมายได้ว่า คะแนนส่วนใหญ่ถูกรายงานเป็นกราฟพุ่งขึ้นในช่วง 19.00-20.00 หากมีหน่วยใดมีความผิดพลาดต้องนับใหม่หรือล่าช้าก็จะรายงานในช่วง 22.00-22.30 แล้วก็เสร็จสิ้น เมื่อทุกหน่วยนับเสร็จคะแนนแทบทั้งหมดก็ควรถูกรายงานไม่เกินช่วงเวลา 23.00-24.00 ซึ่งจะทำให้รู้ผู้ชนะและจำนวนเก้าอี้สส. ในคืนวันเลือกตั้งเลย และหลังจากนั้นคะแนนไม่ควรเปลี่ยนแปลงอีกแล้ว
อย่างไรก็ดี ในช่วงคืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 การรายงานคะแนนไม่ได้ลื่นไหล ส่งตรงจากหน้าหน่วยออกสู่สายตาประชาชน แต่คะแนนติดขัด และรายงานช้าอย่างผิดปกติ
คะแนนชุดแรกปรากฏขึ้นบนหน้าเว็บไซต์ ECT Report ในเวลา 16.48 น. ของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จำนวน 559 คะแนน มาจากเขต 3 จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นเวลาที่ยังไม่ปิดหีบ และต้องยังไม่เริ่มนับคะแนน หลังจากนั้นไม่มีคะแนนจากหน่วยอื่นถูกรายงานจนกระทั่ง เวลาประมาณ 17.38 น. ซึ่งมีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ในช่วงเวลา 2 ชั่วโมงแรกหลังปิดหีบ ตั้งแต่ 17.38 ถึง 19.43 มีคะแนนถูกรายงานเพียง 2,094,628 หรือคิดเป็น 6.1% จากคะแนนทั้งหมดที่มีการรายงานบน ECT Report
ต่อมาในเวลา 19.43 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนตื่นตัวเฝ้าติดตามผลการเลือกตั้งมากที่สุด ระบบ ECT Report ได้หยุดรายงานผลคะแนนเป็นเวลา 55 นาที (GAP 1) โดยไม่มีคะแนนถูกรายงานเพิ่มเข้ามาแม้แต่คะแนนเดียว หลังจากนั้นในเวลา 20.38 น. มีคะแนนล็อตใหญ่รายงานเข้ามา +5,648,983 คะแนนในครั้งเดียว แต่ก็ขยับเพียงสั้นๆ
จนกระทั่งในเวลา 20.49 น. เว็บไซต์ดังกล่าวก็หยุดการรายงานไปอีกครั้งหนึ่งเป็นเวลา 1 ชั่วโมง 46 นาที ระหว่างเวลา 20.49 – 22.35 น. (GAP 2) ที่ไม่มีคะแนนถูกรายงานเข้ามาในระบบเลยแม้แต่คะแนนเดียวทั้งที่เป็นช่วงเวลาที่การนับคะแนนหน้าหน่วยเลือกตั้งเสร็จสิ้นเป็นส่วนใหญ่แล้ว
หลัง 22:35 น. กลับมารายงานคะแนนต่อ จนกระทั่งหลังเที่ยงคืน ต่อเนื่องถึงเช้าวันต่อมา และมาถึง 15.51 ของวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ยังรายงานคะแนนเพิ่มอีก ซึ่งช่วงเวลานั้นควรจะนับคะแนนเสร็จไปนานแล้ว



https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/pfbid0cTJDXtMwCDLE6FKgxszBijgRm7QHwj1in5qnyAK4im55eUkwRnXCDY4iWoTJBZaVl

Thanapol Eawsakul 
April 2
·
ข้อมูลเชิงประจักษ์ของการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 จากไอลอว์ ผมคิดว่าเพียงพอแล้วที่จะทำให้ สรุปได้ว่าการนับคะแนนการเลือกตั้ง ครั้งนั้น มีการจัดการอย่างเป็นระบบ และทำให้ ผลการลงคะแนนที่แท้จริง กับผลที่ออกมา ไม่ตรงกัน
ทั้งหมดทั้งปวงตรวจสอบได้ง่ายมาก ก็คือเอา บัตรที่ ลงคะแนน ทั้งหมดมานับใหม่ และมาเช็ค กับจำนวนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ที่แท้จริง
(ตอนนี้ตัวเลข ผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่แท้จริงกับคะแนนรายหน่วยแบบ 100% ก็ยังไม่เคยได้รับการประกาศออกมา แต่ กกต. สามารถรับรองส.ส ไปได้ 499 คน และส.ส เหล่านั้นก็เลือกอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย ให้เป็นนายกรัฐมนตรีและแกนนำจัดตั้งรัฐบาลไปเรียบร้อยแล้ว)
แต่สิ่งที่ง่ายที่สุด กลับเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทย และกกต. ที่เลือกโดยสว. สีน้ำเงิน
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1368441181996164&id=100064908843382&mibextid=Nif5oz




อาจารย์ป๊อกเริ่มจากวิพากษ์กลไก “ศาลจริยธรรม” ที่ตั้งขึ้นในรัฐธรรมนูญ 2560 นี่คือการเอาผู้พิพากษามาตัดสินประเด็นที่ไม่ใช่กฎหมาย แล้วการเอาผิด 44 สส.จากการใช้อำนาจหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ เสนอแก้ไขกฎหมาย จะเป็นความผิดล้มล้าง ความผิดจริยธรรม ไปได้อย่างไร


ประชาธิปไตย2สี Iปิยบุตร แสงกนกกุล I 2 น้อยไป 2 มากไปDilemma พรรคส้ม Vs จริยธรรม “ผิดปกติใหม่”

matichon tv

Premiered 8 hours ago 
#matichontv #ประชาธิปไตยสองสี #ใบตองแห้ง

รายการประชาธิปไตยสองสี ตอนที่ 104 อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) สนทนากับ ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เลขาธิการคณะก้าวหน้า ว่าด้วยเรื่อง 2 น้อยไป 2 มากไป Dilemma พรรคส้ม Vs จริยธรรม “ผิดปกติใหม่”

https://www.youtube.com/watch?v=vTJ-SVdml9k




วิกฤตน้ำมันล่องหน: ช่องโหว่เชิงระบบ หรือกลยุทธ์เบี่ยงเบนประเด็น?

 
https://www.facebook.com/reel/2208443269982601
พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต is in Bangkok, Thailand.
17 hours ago
·
วิกฤตน้ำมันล่องหน: ช่องโหว่เชิงระบบ หรือกลยุทธ์เบี่ยงเบนประเด็น?
" จากกรณีที่รัฐบาลเคยยืนยันว่าน้ำมันในประเทศมีเพียงพอ แต่เพียงไม่กี่วันต่อมา กลับมีการสั่งการให้ DSI ยกระดับเป็นคดีพิเศษเพื่อปราบปรามการกักตุนน้ำมัน ความย้อนแย้งนี้ทำให้เราต้องตั้งคำถามครับว่า เหตุใดข้อมูลในเบื้องต้นกับความเป็นจริงในพื้นที่จึงคลาดเคลื่อนกันได้ถึงเพียงนี้? วันนี้เราจะมาเจาะลึกสิ่งที่อยู่เบื้องหลังตัวเลขน้ำมันที่หายไปกว่า 57 ล้านลิตรกันครับ"
"ข้อมูลจาก ศบก. ระบุว่าน้ำมันออกจากต้นทาง 217 ล้านลิตร แต่ถึงปลายทางเพียง 160 ล้านลิตร ส่วนที่หายไปนั้นถูกพบว่ามีการประวิงเวลาเดินเรือกลางทะเลเพื่อเก็งกำไรจากการปรับราคา และบางส่วนถูกลักลอบนำไปขายนอกระบบ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงช่องโหว่ในการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐที่มักไม่สอดประสานกัน จนกลายเป็นโอกาสให้กลุ่มผลประโยชน์แสวงหากำไรบนความเดือดร้อนของประชาชน นี่คือโจทย์ใหญ่เรื่องความโปร่งใสที่ภาครัฐต้องเร่งแก้ไขโดยด่วนครับ"
"อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางข่าวการจับกุมผู้กักตุนน้ำมันรายทาง ยังมีอีกหนึ่งมิติที่สำคัญมากแต่กลับไม่ได้รับการพูดถึงเท่าที่ควร นั่นคือ 'ค่าการกลั่น' ครับ ในยามวิกฤตพลังงานโลก ค่าการกลั่นมักพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันขายปลีก การเน้นแถลงข่าวเรื่องการปราบปรามผู้กักตุนเพียงอย่างเดียว อาจถูกมองได้ว่าเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาเชิงโครงสร้างราคาหรือไม่? โดยเฉพาะการกำกับดูแลเพดานค่าการกลั่นที่เป็นต้นทางของภาระค่าครองชีพในขณะนี้"
"ในทางรัฐศาสตร์ การตั้งหน่วยงานพิเศษอย่าง ศบก. พลัส ขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อวิกฤต อาจไม่สำคัญเท่ากับการทบทวนนโยบายที่เอื้อให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ปัจจุบันกองทุนน้ำมันติดลบมหาศาล คำถามสำคัญคือเรากำลังใช้กลไกของรัฐเพื่อช่วยเหลือประชาชน หรือเปิดช่องให้กลุ่มทุนตักตวงผลกำไรท่ามกลางนโยบายที่คลุมเครือกันแน่? การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากการปรับโครงสร้างพลังงานให้โปร่งใสในทุกขั้นตอนครับ"
"สงกรานต์นี้ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ แต่ในขณะเดียวกัน อย่าลืมตั้งคำถามถึงสิทธิทางพลังงานที่ควรเป็นของเราทุกคนด้วยนะครับ
แล้วคุณล่ะครับมองเรื่องนี้อย่างไร? แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ครับ



อ.ปวินคุยกับน้องพลอย Iryne Lené เบญจมาภรณ์ นิวาส ผู้ลี้ภัยที่อายุน้อยที่สุด คืออายุ 14 ปี ตอนตกเป็นผู้ต้องหามาตรา 112


Ep.198 ผู้ลี้ภัยที่อายุน้อยที่สุด

PAVIN

Apr 3, 2026 
#pavinchannel #pavinifficial #refugee
แล้วกลับมาซีรี่ส์ผู้ลี้ภัยกันอีกทีนะคะ เริ่มต้นด้วยการคุยกับน้องพลอย เบญจมาภรณ์ นิวาส ผู้ลี้ภัยที่อายุน้อยที่สุด คืออายุ 14 ปี ตอนตกเป็นผู้ต้องหามาตรา 112 น้องพลอยเล่าถึงเส้นทางการทำกิจกรรมทางการเมือง เริ่มจากการเป็นคนกลุ่มน้อยในโรงเรียนที่ต่อสู้เพื่อล้มกฏเผด็จการ นั่นคือสิทธิในเรือนร่างของนักเรียน โดยการตั้งกลุ่ม “นักเรียนเลว” จากนั้นเริ่มเข้ามามีบทบาทในกิจกรรมทางการเมืองระดับชาติ และสุดท้ายแล้ว เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญการทำประชามติสาธารณะเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งนั่นเองที่พลอยต้องตกเป็นเหยื่อของมาตรา 112 มาฟังความเห็นของเด็กน้อยคนนี้กันค่ะ จากอาการตาสว่างวันนั้น จนกลายมาเป็นผู้ลี้ภัยที่แคนาดาวันนี้ พลอยพูดปิดท้ายว่า ได้ใช้ชีวิตที่เป็นวัยรุ่นปกติสักทีในประเทศใหม่ ที่ไม่ต้องอยู่ในความหวาดกลัวใดๆ หนึ่งทุ่มนะคะ

https://www.youtube.com/watch?v=1CPMgNhfIjk



“พรชัย” ทบทวน 2 ปี ถูกคุมขังคดี ม.112 พร้อมสะท้อนปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือ


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
16 hours ago
·
“พรชัย” ทบทวน 2 ปี ถูกคุมขังคดี ม.112 พร้อมสะท้อนปัญหาฝุ่นควันภาคเหนือ
.
.
เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยม พรชัย วิมลศุภวงศ์ ผู้ต้องขังในคดีมาตรา 112 ที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ โดยในวันที่ 4 เม.ย. 2569 นี้ เขาจะถูกคุมขังในเรือนจำครบ 2 ปีแล้ว จากการถูกพิพากษาโทษจำคุกรวม 12 ปี กรณีถูกกล่าวหาโพสต์เฟซบุ๊ก 4 ข้อความ โดยหากต้องรับโทษเต็ม เขายังเหลือเวลาต้องถูกคุมขังต่อไปอีก 10 ปี
.
.
ปัญหาสุขภาพในเรือนจำ และสถานการณ์ฝุ่นควันอันรุนแรง
.
พรชัยอัปเดตว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา เขามีอาการป่วยอยู่บ้าง แต่ที่เป็นเยอะและนานที่สุดคืออาการผื่นคันจากโรคผิวหนังบนร่างกาย ต้องกินยาเพื่อระงับอาการคันและปวด ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้ว แต่ก็เป็นอยู่ต่อเนื่องหลายเดือน และไม่รู้จะเป็นอีกไหม
.
“เรื่องนี้ ทำให้ผมน่าจะกินยามากที่สุดในชีวิตเลย แต่ก็ต้องพยายามอยู่ให้ได้” พรชัยบอก
.
นอกจากนั้น ยังเพิ่งทราบข้อมูลว่าในช่วงปีแรกที่เขาเข้าเรือนจำ พรชัยมีอาการปวดฟันกรามล่างซ้าย เขาเคยไปหาหมอฟันในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ช่วงก่อนถูกคุมขัง แต่ยังไม่ได้ถอนฟันออก แล้วกลับมาปวดอีกในเรือนจำ และยังไม่สามารถนัดพบทันตแพทย์ได้ เนื่องจากต้องใช้เวลารอ ท่ามกลางความรู้สึกปวดทรมานมาก ทำให้ตัดสินใจถอนออกเอง จนฟันซี่นั้นหลุดออกมา และอาการปวดก็ทุเลาลง
.
ปัญหาความแออัดยังเป็นปัญหาใหญ่ของเรือนจำและส่งผลต่อสุขภาวะ พรชัยบอกว่าแดน 5 ที่เขาอยู่ ตอนนี้มีผู้ต้องขังประมาณ 1,700 กว่าคนแล้ว โดยโรคผื่นคันนี้ก็มีผู้ต้องขังเป็นเป็นจำนวนมาก บางคนถึงกับเป็นแผลเหวอะหวะ ต้องไปนอนอาบแดดให้แผลแห้ง
.
พรชัยบอกว่าเขาคิดจะลงเรียนต่อ อาจจะด้านรัฐศาสตร์หรือเศรษฐศาสตร์ แต่ก็รู้สึกว่าสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยต่อการเรียนเลย ทั้งความแออัด ทำให้ไม่มีที่เพียงพอต่อการเรียน หรือการเข้าถึงแหล่งความรู้ต่าง ๆ ทำให้ตอนนี้ยังรอดูเรื่องการย้ายเรือนจำอยู่ เนื่องจากเขาอาจจะถูกย้ายกลับภูมิลำเนาไปที่เรือนจำแม่ฮ่องสอน แต่ก็ยังไม่แน่นอนนัก
.
ปัญหาในช่วงนี้อีกอย่างหนึ่ง คือความรุนแรงของสถานการณ์ฝุ่นควันในภาคเหนือ เนื่องจากเรือนจำเชียงใหม่อยู่ในพื้นที่อำเภอแม่แตง ใกล้พื้นที่ป่าเขา ฝุ่นควันเลยหนักเป็นพิเศษ มองออกไปแล้วทึบไปหมด แม้เป็นเวลากลางวัน รู้สึกหายใจไม่สะดวก แสบตา ปวดตา และรู้สึกซึมเศร้าไปกับบรรยากาศ หรือผู้ต้องขังที่ป่วยบางคนก็ดูจะอาการหนักขึ้น
.
พรชัยเล่าว่า ทางเรือนจำพยายามประชาสัมพันธ์ทุกเช้าให้ผู้ต้องขังไม่ออกกำลังกายกลางแจ้ง ให้อยู่ใต้อาคารบริเวณเรือนจำ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นพื้นที่โล่ง ไม่มีกระจกหรือกำแพงกั้น เป็นพื้นที่เปิดอยู่ดี รวมทั้งเรือนจำไม่มีหน้ากากอนามัยแจกด้วย
.
พรชัยให้ความเห็นว่า ปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือเกิดมาแทบทุกปี แต่ยังไม่สามารถแก้ไขอย่างยั่งยืนได้เลย อยากให้รัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐไม่ปล่อยผ่านไปแต่ละปีอีกแล้ว ควรชัดเจนได้แล้วว่าเป็นปัญหาระดับชาติหรือปัญหาระหว่างชาติ ไม่ใช่แค่รอให้มันหายไปเองอีกปี แล้วก็วนกลับมาเหมือนเดิม เพราะมันส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศ
.
ในเรื่องปัญหาสุขภาพ พรชัยเล่าว่า เท่าที่เขาสังเกตช่วงหลังเรือนจำน่าจะส่งตัวผู้ต้องขังไปโรงพยาบาลมากขึ้น โดยส่งไปที่โรงพยาบาลแม่แตงเป็นหลัก แต่ถ้าป่วยหนัก อาจจะส่งโรงพยาบาลอื่น ๆ แต่ก็ไม่ใช่ทุกราย เนื่องจากปัญหาเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ
.
.
สองปีของการคุมขัง การพยายามรักษาความหวังและวันเวลาในเรือนจำ
.
ในช่วงสองปีของการคุมขัง พรชัยเล่าว่า ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะถูกลงโทษสูงถึง 12 ปี ยังคิดว่าอาจ 2-3 ปี ถือว่าคดีแบบนี้มีโทษที่สูงมาก แต่เขาก็ยังไม่หมดหวัง และพยายามรักษาเรี่ยวแรงเพื่อรอเวลาออกไป โดยอยากออกไปขับเคลื่อนไหวเรื่องปัญหาของกระบวนการยุติธรรมต่อไปด้วย รวมทั้งยังมีความหวังเรื่องการนิรโทษกรรมที่รวมคดีมาตรา 112 เข้าไปด้วย
.
“ผมยังสู้ แม้ว่ารู้ตัวว่าจะต้องติดอยู่ในนี้อีกนาน ผมยังพยายามเขียนหนังสือ และยังมีความหวังว่าพี่น้องประชาชนจะได้ใช้สิทธิของตนเต็มที่ การอยู่ในเรือนจำ ทำให้ผมได้รับความรู้และประสบการณ์จากผู้ต้องขังคนอื่น ๆ มากขึ้น บางคนไม่ได้รับความยุติธรรมจากกระบวนการ”
.
พรชัยเห็นว่าปัญหากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องใหญ่ หากจะทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นก็ต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วย ทำให้กฎหมายบ้านเมืองพัฒนาขึ้น และไม่เอื้อประโยชน์ต่อคนบางกลุ่ม หรือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งทำให้เกิดการกระจายอำนาจ ทำให้ประชาชนในท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาของตัวเอง จัดการเงินภาษีของตัวเอง
.
ในเรื่องกฎหมาย พรชัยยังย้ำปัญหาเรื่องการประกันตัวระหว่างพิจารณา โดยเฉพาะในคดีมาตรา 112 ที่มีนักกิจกรรมหรือประชาชนอีกหลายคนถูกขังอยู่ ว่าอยากให้ให้ประกันตัวออกมาเพื่อต่อสู้จนถึงที่สุดและอย่างเต็มที่ก่อน เพราะคดีแบบนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นการแสดงออกหรือแสดงความคิดทางการเมือง ไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง
.
พรชัยย้ำว่าสองปีที่ผ่านไป ไม่ได้มองว่ามันสูญเปล่า เขาได้เรียนรู้หลายอย่าง ทั้งพยายามเรียนภาษาอังกฤษ พยายามเขียนหนังสือบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง และความคิดเก็บเอาไว้ แม้ยังไม่รู้ว่าจะนำไปใช้ทำอะไรต่อ รวมทั้งได้ใช้เวลาให้คำปรึกษาผู้ต้องขังด้านในที่มาปรึกษาเรื่องต่าง ๆ เท่าที่สามารถทำได้ด้วย
.
“ผมยังมีความหวังเสมอว่าผมจะหลุดพ้นจากที่นี่ การอยู่ที่นี่แม้มันจะไม่มีเสรีภาพ แต่ผมไม่ได้อยู่ให้ผ่านไปวัน ๆ แต่พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ผมรับฟังและช่วยเหลือเพื่อนผู้ต้องขังคนอื่น ถ้าออกไปอยากนำประสบการณ์จากข้างในออกไปสื่อสารเพื่อให้เกิดการพัฒนาสังคม เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมมากขึ้น”
.
พรชัยฝากข้อความถึงเพื่อน ๆ ในเรือนจำว่า เขาอยู่ในเรือนจำมาสองปีแล้ว คิดถึงเพื่อน ๆ แม้ใจหนึ่งจะรู้สึกเสียดายเวลาและโอกาสต่าง ๆ หน้าที่การงานที่เสียไป แต่ก็อยากให้ทุกคนเข้มแข็ง อาจจะมีบางครั้งที่รู้สึกพ่ายแพ้ แต่เขาอยากให้รักษาความเข้มแข็งไว้ โดยใช้ความเชื่อที่ต่างคนต่างมีอยู่ และอยากให้คิดอยู่เสมอว่า เมื่อมีวันเข้า ก็ต้องมีวันที่เราออกไปได้
.
.
สำหรับพรชัย ปัจจุบันอายุ 42 ปี พื้นเพเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ บ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ก่อนเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น เขาประกอบอาชีพค้าขาย และได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ช่วงปลายปี 2563 ทำให้เขาถูกอดีตกลุ่ม กปปส. ไปกล่าวหาคดีมาตรา 112 ไว้ถึง 2 คดี โดยเป็นการแจ้งความคดีทางไกล คือกล่าวหาไว้ที่จังหวัดยะลา และจังหวัดเชียงใหม่ สร้างความลำบากในการเดินทางและค่าใช้จ่ายในการต้องเดินทางไปต่อสู้คดีทั้งในภาคเหนือและภาคใต้
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/82732
.
ย้อนอ่านเรื่องราวชีวิตของพรชัย https://tlhr2014.com/archives/54204

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1355824329721367&set=a.656922399611567




พิธาโพสใน LinkedIn 😪 ฉันอาจถูกตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตจากงานที่รัก เพียงเพราะเสนอร่าง กม. ทั้งที่การออก กม. คือหน้าที่หลักของผู้แทน และรัฐสภาคือเวทีที่เหมาะสมที่สุดในการแก้ความเห็นต่าง… สุดท้าย ใครจะตรวจสอบผู้มีอำนาจตรวจสอบอีกที?

 




https://x.com/PressStops/status/2040065289422045370