วันอังคาร, กันยายน 15, 2569

🔵 ❎ นาทีนี้ชัดเจนแล้วว่า กกต.ที่มาจากการเลือกของ สว.ได้ใช้อำนาจวินิจฉัยเพื่อปกป้อง สว.สีน้ำเงิน หลังจากนี้ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราจำเป็นต้องออกจากระบบนี้ให้ได้โดยตอนนี้เรามีหนทางเดียวคือ เราจะต้องคัดค้านกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สีน้ำเงินจะยึดครอง


iLaw
9 hours ago ·

นาทีนี้ชัดเจนแล้วว่า กกต.ที่มาจากการเลือกของ สว.ได้ใช้อำนาจวินิจฉัยเพื่อปกป้อง สว.สีน้ำเงิน หลังจากนี้ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทยที่ให้อำนาจกับ สว.สีน้ำเงินในการหยิบเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ตามอำเภอใจ สามารถอนุมัติหรือไม่อนุมัติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปดั่งที่เขาต้องการ
.
ซึ่งเรายืนยันไม่เห็นด้วย เราจำเป็นต้องออกจากระบบนี้ให้ได้โดยตอนนี้เรามีหนทางเดียวคือ เราจะต้องคัดค้านกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่สีน้ำเงินจะยึดครอง โดยการร่วมเข้าชื่อเสนอร่าง #รัฐธรรมนูญ ประชาชน ให้มี สสร.เลือกตั้ง และไม่ต้องผ่านมือ สว.สีน้ำเงิน
.
ลงชื่อได้ทาง conforall.com

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1516869957153285&set=a.625664036273886







 

บทสรุปการแถลงข่าวของ กกต. วันนี้ "เสียสละสว. สีน้ำเงินบางส่วน เพื่อรักษาระบอบสีน้ำเงินไว้" เทคนิคการบริหารวิกฤต (Crisis Management) ใช่ว่าไม่มีความเสี่ยง คนที่รอดวันนี้ไม่ใช่ว่าจะรอดตลอดไป



แนวคิด "เสียสละ สว. สีน้ำเงินบางส่วน เพื่อรักษาระบอบสีน้ำเงินไว้" ถือเป็นยุทธศาสตร์ทางการเมืองในเชิง Cutting Loss (การตัดขาดทุน) หรือการยอมแลกในเชิงสถาบัน/ตัวบุคคล เพื่อปกป้องอำนาจนำในภาพรวม (Overall Dominance) ซึ่งสามารถวิเคราะห์โครงสร้างเหตุและผลได้ดังนี้:

1. มูลเหตุและเป้าประสงค์ทางยุทธศาสตร์

ลดแรงกดดันทางสังคมและกฎหมาย: เมื่อกระแสการตรวจสอบกรณีความผิดปกติหรือข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว. เข้มข้นขึ้น การตัดตัวเชื่อมหรือบุคคลที่เป็นจุดอ่อนจะช่วยหยุดกระแสการขยายผลคดี ไม่ให้ลุกลามไปถึงคีย์แมนหรือตัวขั้วอำนาจหลัก

รักษาความชอบธรรม (Legitimacy): การปล่อยให้กระบวนการตรวจสอบเล่นงาน สว. บางส่วนที่ถูกตั้งข้อสงสัย ช่วยสร้างภาพลักษณ์ว่าระบบยังคงมีการถ่วงดุลและไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

รักษาเสียงส่วนใหญ่เด็ดขาด: สายสัมพันธ์หรือกลุ่มการเมืองไม่จำเป็นต้องถือครองเสียงทั้งหมด 100% เพียงแค่รักษาเสียงข้างมากเด็ดขาด (Qualified Majority) หรือจำนวนที่มากพอในการวีโต้ (Veto Power) กฎหมายสำคัญ การแต่งตั้งองค์กรอิสระ หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ได้ การเสียสละบางส่วนจึงไม่กระทบต่อเป้าหมายหลัก

2. กลไกและรูปแบบการดำเนินยุทธศาสตร์

เปิดทางให้องค์กรอิสระสืบสวน
ยอมให้มีการสแจกใบเหลือง/ใบแดง หรือดำเนินคดีกับ สว. ที่มีหลักฐานชัดเจน
เสียสมาชิกบางคน แต่โครงสร้างและขั้วอำนาจหลักยังปลอดภัย

ดึงสำรองขึ้นแทนที่ (Backfill System)
กลุ่มสำรองที่มีสายสัมพันธ์เดียวกันถูกดันขึ้นมาแทรก
จำนวนเสียงในสภาคงเดิม โดยที่ภาพลักษณ์ด้านการตรวจสอบดีขึ้น

เบี่ยงเบนความสนใจ (Diversion)
โฟกัสไปที่ความผิดเฉพาะบุคคล (Individual Malfeasance) แทนที่จะเป็นระบบ (Systemic Issue)
สังคมมองว่าเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ไม่กระทบระบอบโดยรวม

3. ผลกระทบและความเสี่ยง

ปรากฏการณ์ Domino Effect: ความเสี่ยงสูงสุดคือการ "เปิดแผล" หาก สว. ที่ถูกตัดซัดทอดต่อ หรือกระบวนการสอบสวนลึกเกินกว่าที่ควบคุมไว้ ยุทธศาสตร์นี้อาจล้มเหลวและนำไปสู่การทลายทั้งเครือข่าย

ความเชื่อมั่นภายในเครือข่าย: การสลัดพวกเดียวกันออกอาจสร้างภาวะ "เกียร์ว่าง" หรือความไม่ไว้วางใจกันเองในหมู่สมาชิกที่เหลือ

การต่อรองของฝ่ายตรงข้าม: ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองจะใช้จุดนี้ในการรุกคืบ เพื่อเรียกร้องให้มีการเซ็ตซีโร่ (Set Zero) หรือยกเลิกผลการเลือก สว. ทั้งหมด แทนที่จะจบแค่การลงโทษบางราย

โดยสรุป ยุทธศาสตร์นี้เป็นเทคนิคการบริหารวิกฤต (Crisis Management) ทางการเมืองแบบประเพณีนิยม เพื่อรักษาเป้าหมายเชิงโครงสร้างระยะยาว โดยยอมแลกกับตัวละครระยะสั้น

(รวบรวมจาก Gemini)




"การไม่เอาการเมืองคนดีย์ ไม่ได้หมายความว่าต้องเอาการเมืองคนเอี้ยย์พวกโกงเข้ามาเต็มสภา"


Atukkit Sawangsuk
14 hours ago ·

"การไม่เอาการเมืองคนดีย์ ไม่ได้หมายความว่าต้องเอาการเมืองคน...ยย์"

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1623702295791237&set=a.523964959098315

ภราดร ไปจนสมศักดิ์ปริศผู้พ่อ หาว่าการเคลื่อนไหวมวลชนนอกสภาจะนำไปสู่การใช้อำนาจพิเศษ ต้องแก้ไขในระบบรัฐสภา
ทำให้คนหัวร่อเซ็งแซ่ อำนาจพิเศษที่เคยล้มทักษิณ ตอนนี้อยู่กับใคร ประชาชนเห็นกันทั่วไป
:
ถ้าย้อนอดีต 20 ปี 19 กันยา 2549 ใช่ละ
"สองนคราประชาธิปไตย" คนชั้นกลางในเมือง คนชั้นกลางอนุรักษนิยม รวมไปถึงภาคประชาสังคม ไล่ทักษิณ จนเกิดรัฐประหาร "คนดีย์" ทำให้ระบอบประชาธิปไตยพังพินาศพิกลพิการมาจนวันนี้
เราควรประณามสาปส่ง "การเมืองคนดีย์"
แต่นั่นหมายความว่าจะต้องยอมรับ "การเมืองคนเอี้ยย์จากการเลือกตั้ง" ว่าเป็นประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ อย่างนั้นหรือ
:
พวกแบกเพื่อไทย จะมีส่วนหนึ่ง สำนักหนึ่ง โดยเฉพาะแถวอีสาน
ที่เจ็บแค้นกับการดูถูกคนเลือกทักษิณ "จน โง่ ถูกซื้อ"
แล้วก็ปกป้องการเมืองระบบอุปถัมภ์แบบไม่ลืมหูลืมตา สร้างศิษย์เอกรุ่นใหม่ขึ้นมาเดินสายปกป้องซื้อเสียง
ทั้งที่ความจริง ทักษิณ-ไทยรักไทย ชนะเลือกตั้งปี 44 ด้วยนโยบาย ปี 48 ด้วยผลงาน ปี 50 ตอบโต้รัฐประหาร ปี 54 ทวงความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง
แม้ว่าในพรรคมีบ้านใหญ่ มี สส.ระบบอุปถัมภ์ เป็นแกนหลัก
แต่มันไม่ใช่ชนะเพราะซื้อเสียง
ทำไมไปปกป้องจนกระทั่งปกป้องการเมืองคนเอี้ยย์ในปัจจุบัน ด่าทอคนชั้นกลางรุ่นใหม่ที่หวังเลือกเพื่อเปลี่ยน
:
การเมืองคนเอี้ยย์ในปัจจุบันมันไม่ใช่ชนะด้วยนโยบายแบบไทยรักไทย
มันชนะเลือกตั้งด้วยกลไกอำนาจ ข้าราชการ ซื้อตัวอาสาของรัฐแบบต่างๆ รวมถึงอิทธิพลอันธพาล
มันไม่ใช่ระบบอุปถัมภ์พึ่งพิงบนฐานน้ำใจไมตรีแบบ 20-30 ปีก่อนด้วยซ้ำ ปัจจุบันมันเอาหมดทั้งเครือข่ายข้าราชการทุจริตอิทธิพลเครือข่ายผลประโยชน์ต่างๆ
มันไม่ใช่จะท่องคาถา เลือกตั้งๆๆๆๆ เดี๋ยวดีเอง โดยเฉพาะภายใต้กติกาปัจจุบัน
ความเปลี่ยนแปลงมันไม่สามารถเกิดได้เพียงเพราะเลือกตั้ง
สมมติยุบสภาลือกตั้งใหม่ยังได้ไอ้พวกเอี้ยย์พวกโกงเข้ามาเต็มสภา
ก็ต้องบอกว่านี่มันไม่ใช่ประชาธิปไตย มันต้องมีการต่อสุ้มีการขับไล่มีการเคลื่อนไหวให้แก้กติกา ที่จะต้องควบคุมการเมืองเอี้ยย์ให้ได้




พรรคประชาชนเดินหน้าเอาผิด กกต. (พยานคนเดียวกลับคำ เอามาอ้างยกหมด ทั้งที่มีพยานหลักฐานแวดล้อมอื่นๆ เพียบ !)


พรรคประชาชน - People's Party

8 hours ago ·

[ พรรคประชาชนเดินหน้าเอาผิด กกต. ]
.
คดีโกงเลือก สว. นับเป็นหนึ่งในมหากาพย์การโกงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ซึ่งเกิดขึ้นจากความพยายามของกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งที่ต้องการกินรวบประเทศและควบคุมสถาบันทางการเมือง ผ่านกระบวนการที่ขัดต่อกฎหมายและไม่ยึดโยงกับประชาชน
.
อย่างไรก็ตาม วันนี้ (14 ก.ย. 2569) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีมติเสียงข้างมาก ในการสั่งฟ้องเพียงแค่ ‘ส่วนน้อย’ ของผู้ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ของ กกต. เห็นว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการโกงเลือก สว. โดยเป็นการสั่งฟ้องสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดเพียง 26 คน และไม่มีการสั่งฟ้องผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทั้งรัฐมนตรี สส. หรือกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยเลยแม้แต่คนเดียว
.
มติดังกล่าวเป็นการตัดตอนให้เรื่องของผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ไม่ถูกพิสูจน์ในชั้นศาลฎีกา ทั้งที่หลักฐานเกี่ยวกับขบวนการโกง สว. ที่ถูกกล่าวหา เช่น โพยใบสั่ง สถิติบัตรลงคะแนน เส้นทางการเงิน คลิปเสียง หลักฐานการนัดหมายตามศูนย์ทำโพย และประวัติการโทรศัพท์ บ่งชี้ว่าการกระทำความผิดที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำในรูปแบบของขบวนการ ที่จะต้องไม่ตัดทอน แบ่งแยก หรือสั่งฟ้องเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยพิจารณาแต่ละเหตุการณ์แยกขาดจากกัน
.
นอกจากนี้ หลักฐานดังกล่าวยังมีความชัดเจนกว่าหลักฐานในคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ก่อนหน้านี้ ที่ กกต. เคยมีมติสั่งฟ้องไปที่ศาล แม้มีหลักฐานเพียงข้อความจับคู่-แลกคะแนนกันผ่านทาง LINE แค่ไม่กี่ข้อความ
.
ด้วยเหตุผลดังกล่าว พรรคประชาชนจึงเห็นว่า การใช้ดุลยพินิจในกรณีนี้ของ กกต. เข้าข่ายเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักกฎหมายและมาตรฐานของ กกต. เองในอดีต ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นการกระทำหรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
.
ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับสถานะของ กกต. จำนวน 4 จาก 7 คน ที่เข้าสู่ตำแหน่งจากการรับรองของ สว. ชุดปัจจุบัน ยังอาจถูกมองได้ว่า การใช้ดุลยพินิจของ กกต. เสียงข้างมากนั้น เป็นการต่างตอบแทนกันทางการเมืองกับผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับขบวนการโกง สว.
.
มติของ กกต. ในวันนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการปล่อยให้ผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ในคดีโกง สว. ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามที่ควรจะเป็น ทว่ายังตอกย้ำถึงปัญหาขององค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ไม่สามารถดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง แต่กลับเป็นอิสระจากการรับผิดรับชอบต่อประชาชนและหน้าที่ตามกฎหมาย
.
ดังนั้น เพื่อเป็นการผลักดันให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการโกงเลือก สว. ต้องรับผิดทางกฎหมาย และเพื่อฟื้นฟูกลไกตรวจสอบถ่วงดุลในระบอบประชาธิปไตย พรรคประชาชนจะดำเนินการดังต่อไปนี้
.
(1) ดำเนินการและสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมายกับ กกต. ในฐานความผิดปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา และกระทำการหรือละเว้นการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง
.
(2) ดำเนินการและสนับสนุนการดำเนินการทางกฎหมาย เพื่อให้หลักฐานเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. ที่ยังไม่ถูกสั่งฟ้องโดย กกต. ได้รับการพิจารณาในชั้นศาล
.
(3) ตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับคดีโกง สว. ผ่านกลไกรัฐสภา (เช่น การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ) และผ่านการรณรงค์ในสังคม เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบทางการเมืองตามวิถีทางประชาธิปไตย
.
(4) ผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อจำกัดอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของวุฒิสภา และปฏิรูปองค์กรอิสระให้มีประสิทธิภาพ ความโปร่งใส และความชอบธรรมทางประชาธิปไตย รวมถึงการเพิ่มอำนาจให้แก่ประชาชนในการริเริ่มกระบวนการตรวจสอบและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ
.
(5) เดินหน้าผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามผลของประชามติเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ด้วยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ โดยไม่มีการเพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้สมาชิกวุฒิสภาสามารถขัดขวางเจตจำนงของประชาชนได้
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=122209009238480817&set=a.122093105408480817



https://www.facebook.com/watch/?v=914090998448203




หรือจะมีกลุ่มม็อบเตรียมเล่นกกต.และส.ว. ถ้า iLaw ทำไม่สำเร็จ ?






https://x.com/rogermafia/status/2099430775061913669


 

iLaw ชี้มติ กกต. คดีฮั้ว สว. ยอมรับทุจริตจริงแต่ตัดจบไม่ถึงเบื้องหลัง



iLaw ชี้มติ กกต. คดีฮั้ว สว. ยอมรับทุจริตจริงแต่ตัดจบไม่ถึงเบื้องหลัง เตรียมเปิดหลักฐานเชื่อมโยงพรรคการเมืองใหญ่ 20.00 น.

14.09.2026
The Standard

วันนี้(14 กันยายน) iLaw แถลงการณ์ภายหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติในคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 โดย ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw ระบุว่า iLaw ได้ติดตามกระบวนการเลือก สว. มาตั้งแต่ต้น และพบความผิดปกติหลายประการ อาทิ การที่ผู้สมัครจำนวนมากแต่งกายด้วยเสื้อสีเหลืองเหมือนกัน การครอบครองโพยหมายเลขผู้สมัคร รวมถึงรูปแบบการลงคะแนนที่ซ้ำกันอย่างเห็นได้ชัด จนเชื่อได้ว่ามีกระบวนการจัดตั้งผู้สมัครจำนวนมากเพื่อลงคะแนนเลือกบุคคลที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า

จากการติดตามพยานหลักฐานของ iLaw พบข้อมูลเชื่อมโยงไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อดีตผู้สมัคร สส. ผู้ช่วย สส. ตลอดจนญาติและบุคคลในครอบครัว โดยมีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่ขั้นตอนการจัดหาผู้สมัคร การโอนเงิน และการนัดรวมกลุ่มตามสถานที่ต่าง ๆ

สำหรับมติของ กกต. ที่สั่งไม่ฟ้องผู้บริหารพรรคการเมือง ยิ่งชีพ ระบุว่า รู้สึกโกรธแต่ไม่เหนือความคาดหมาย อย่างไรก็ตาม การที่ กกต. มีคำสั่งฟ้อง สว. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่จำนวน 26 คน จากผู้ถูกกล่าวหากว่า 229 คน ถือเป็นการยอมรับกลาย ๆ ว่าเกิดการทุจริตในการเลือก สว. ปี 2567 ขึ้นจริง เพียงแต่การดำเนินคดียังไปไม่ถึงกลุ่มผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการ ทั้งนี้ ในส่วนของ 26 คนที่ถูกสั่งฟ้อง แม้ยังไม่ทราบรายชื่อทั้งหมด แต่ประเมินได้ว่าน่าจะเป็นกลุ่มที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงอย่างชัดเจน ส่วนผู้ที่ไม่ถูกดำเนินคดี ไม่ได้แปลว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่อาจเกิดจากหลักฐานยังเชื่อมโยงไปไม่ถึง

ยิ่งชีพ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณี สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ซึ่งมีชื่ออยู่ในโพยหมายเลข 111 และได้รับคะแนนสูงในการเลือก สว. โดยชี้ว่า หาก กกต. เชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจากเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับบุคคลดังกล่าว ก็ควรสอบสวนขยายผลต่อไปยังผู้สมัครรายอื่นที่มีรายชื่อปรากฏอยู่ในโพยใบเดียวกัน

ด้าน บุณยนุช มัทธุจักร ทีมงาน iLaw ชี้ว่า กกต. กำลังวางบทบาทเสมือนศาล จากการประเมินว่าพยานบางรายไม่น่าเชื่อถือและสั่งไม่ฟ้อง ทั้งที่ตามขั้นตอนกฎหมาย หากหลักฐานยังไม่เพียงพอ กกต. มีหน้าที่ต้องแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ส่วนการวินิจฉัยความน่าเชื่อถือของพยานควรเป็นอำนาจของศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง

ขณะที่ กัลยกร สุนทรพฤกษ์ ทีมงาน iLaw เปิดเผยว่า iLaw เตรียมทยอยเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่ไม่ถูก กกต. สั่งฟ้อง โดยจะประเดิมด้วยคำให้การของ เอกราช ช่างเหลา อดีต สส. พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพยานปากสำคัญ (รหัส 16/26) ที่ให้ข้อมูลถึงความเชื่อมโยงระหว่างกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยกับกระบวนการเลือก สว. นอกจากนี้ยังพบว่าหมายเลขของ อัษฎางค์ แสวงการ ปรากฏอยู่ในโพยใบเดียวกับ สรชาติ โดยมีพยานระบุว่า อัษฎางค์ ได้พบกับ เอกราช ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น และ เอกราช ได้โทรศัพท์หาบุคคลระดับผู้ใหญ่ในฝั่งบุรีรัมย์ ซึ่งจากการตรวจสอบเอกสารพบสัญญาณโทรศัพท์ระหว่าง เนวิน ชิดชอบ กับ เอกราช จากพื้นที่ขอนแก่นจริง โดย iLaw จะเผยแพร่คำให้การฉบับเต็มของ เอกราช ผ่านทางเพจ iLaw ในเวลา 20.00 น. วันนี้

ยิ่งชีพ กล่าวเพิ่มเติมว่า พยานระดับสำคัญ (Tier 1) มีจำนวน 4 ปาก ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ขณะที่พยานระดับอื่นยังมีอีกหลายร้อยปาก โดย iLaw จะทยอยเปิดเผยทั้งคำให้การ เส้นทางการเงิน และข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ โดยจะมีการปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยของพยานไว้ก่อน พร้อมย้ำว่าการสืบสวนหาหลักฐานเพิ่มเติมเป็นหน้าที่ของ กกต. ซึ่งหากพบหลักฐานใหม่ในภายหลังก็สามารถสั่งฟ้องเพิ่มเติมได้

ส่วนแนวทางการเคลื่อนไหวหลังจากนี้ ยิ่งชีพ ยืนยันว่ายังไม่มีการนัดหมายหรือจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวใด ๆ โดยขอรับฟังปฏิกิริยาและเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนต่อประเด็นดังกล่าวก่อนเป็นลำดับแรก












https://thestandard.co/ilaw-gec-senator-election-corruption-evidence/







 

บทความวิจัยเรื่อง "The Last AI Built by Humans" ซึ่งจัดทำโดยนักวิจัยจีน มีผู้เขียน 33 คนได้เปิดเผยความจริงที่ยากจะยอมรับ ระบุว่าการพัฒนา AI โดยมีมนุษย์เป็นผู้ขับเคลื่อนกำลังเผชิญกับทางตัน จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่กระบวนการ "Recursive Self-Improvement" (RSI) หรือจุดที่ AI สามารถปรับปรุงและพัฒนาตนเองได้อย่างอิสระ (แต่อันตรายนะ !)








https://x.com/HowToPrompt__/status/2099315553878123006/

นักวิจัยชาวจีนเพิ่งตีพิมพ์บทความที่มีชื่อชวนให้รู้สึกสิ้นหวัง: "AI ตัวสุดท้ายที่สร้างโดยมนุษย์"

มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ เจียวตง, มหาวิทยาลัยชิงหัว, ไบต์แดนซ์ และห้องปฏิบัติการ AI เซี่ยงไฮ้ ได้เผยแพร่บทความความยาว 75 หน้าเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองแบบวนซ้ำอย่างแท้จริง

บทความนี้ได้กำหนดระดับความเป็นอิสระของ AI ไว้ 5 ระดับ โดยจบลงด้วยแบบจำลองที่ออกแบบกระบวนการพัฒนาตนเองใหม่

เราใช้เวลาสามปีที่ผ่านมาหมกมุ่นอยู่กับกฎการปรับขนาด เพิ่มพลังการประมวลผลและข้อมูลให้กับแบบจำลองพื้นฐานเดิมๆ

แต่บทความขนาดใหญ่ที่มีผู้เขียน 33 คนได้เปิดเผยความจริงที่ยากจะยอมรับ

แบบจำลองระดับความเป็นอิสระ (LLM) ที่มีอยู่กำลังหยุดชะงัก

นักวิจัยได้พัฒนาตัวชี้วัดที่เรียกว่า "ดัชนีขีดจำกัดความสามารถ" (Headroom-Closed Index) ซึ่งพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ว่าระบบ AI ในปัจจุบันกำลังติดขัดอยู่ที่ไหนและเพราะเหตุใด

พวกมันไม่สามารถฉลาดขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดได้เพียงแค่การอ่านข้อความของมนุษย์มากขึ้น

วิธีการแก้ปัญหานี้จะเปลี่ยนทิศทางของอุตสาหกรรมทั้งหมด

แทนที่มนุษย์จะปรับแต่งอัลกอริทึมด้วยตนเอง AI ต้องเรียนรู้วิธีเขียนโปรแกรมใหม่ด้วยตัวเอง

บทความนี้ได้วางแผนเส้นทาง 5 ขั้นตอนที่น่าตกใจไว้อย่างชัดเจน:

ขั้นแรก AI จะดำเนินการปรับปรุงที่มนุษย์ออกแบบไว้ จากนั้น มันจะตัดสินใจว่าจะปรับปรุงอย่างไร จากนั้น มันจะรวบรวมประสบการณ์การฝึกฝนของตัวเอง จากนั้น มันจะปรับสถาปัตยกรรมของตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่

สุดท้าย มันจะเข้าสู่ขั้นตอนที่ 5: การปรับปรุงแบบวนซ้ำ

AI จะคิดค้นวิธีการใหม่ ๆ ในการปรับปรุง AI วิธีการที่วิศวกรมนุษย์ไม่สามารถจินตนาการได้ด้วยซ้ำ

นี่ไม่ใช่เรื่องทางทฤษฎี บทความนี้เชื่อมโยงแผนเส้นทางนี้โดยตรงกับแนวปฏิบัติในอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้ว ตั้งแต่ด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์แบบฝังตัว

เมื่อ AI เข้าสู่ขั้นตอนที่ห้า มันจะปรับปรุงสติปัญญาของตัวเองได้เร็วกว่าที่ทีมมนุษย์จะทำได้

ช่องว่างระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรจะไม่ใช่เส้นตรงอีกต่อไป มันจะกลายเป็นแนวตั้ง

เราไม่ได้กำลังสร้าง AI ที่ดีที่สุดอีกต่อไปแล้ว

เรากำลังสร้างเพียงแค่เมล็ดพันธุ์เท่านั้น

เมื่อสิ่งมีชีวิตเรียนรู้ที่จะเติบโตได้ด้วยตัวเองแล้ว วิศวกรมนุษย์ก็จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอีกต่อไป
.....

1. ปัญหาหลัก: "ภาระในการขยายขีดความสามารถ" (Scaling Burdens)

ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าโมเดล AI ระดับแนวหน้า (frontier models) ในปัจจุบันกำลังเผชิญกับข้อจำกัดสำคัญจากปัญหาหลัก 3 ประการ:

คอขวดด้านวิศวกรรมที่ต้องอาศัยมนุษย์: กระบวนการคัดสรรข้อมูล การปรับสูตรการฝึกสอน (training recipes) และการค้นหาสถาปัตยกรรมโมเดล ล้วนต้องพึ่งพาแรงงานมนุษย์เป็นหลัก

ความก้าวหน้าแบบคงที่ที่เริ่มถึงทางตัน: ​​ด้วยตัวชี้วัดที่ผู้เขียนนำเสนอ (Headroom-Closed Index) พบว่าแม้ LLM จะทำผลงานได้ดีเยี่ยมในการทดสอบมาตรฐานแบบคงที่ (static benchmarks) แต่ความก้าวหน้ากลับหยุดชะงักเมื่อต้องรับมือกับงานที่มีลักษณะโต้ตอบ (interactive) มีสถานะต่อเนื่อง (stateful) และต้องใช้เครื่องมือในโลกแห่งความเป็นจริง

ต้นทุนในการนำไปใช้งานจริง: ระบบต่างๆ ประสบปัญหาในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมจริงที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มกระบวนการฝึกสอนใหม่ทั้งหมด (re-engineered retraining) ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล

2. ทางออก: ลำดับขั้นความเป็นอิสระ 5 ระดับ (L1 ถึง L5)

เพื่อทดแทนกระบวนการพัฒนาที่ต้องอาศัยมนุษย์ บทความนี้นำเสนอกรอบแนวคิดที่อธิบายการเปลี่ยนผ่านของ AI จากเครื่องมือที่มนุษย์คอยกำกับดูแล ไปสู่ระบบที่สามารถปรับปรุงตนเองได้อย่างอิสระโดยสมบูรณ์:

B0 (การปรับปรุง AI ภายในงาน): การปรับปรุงแบบวนซ้ำในระดับเซสชัน (เช่น Chain-of-Thought หรือ Reflexion) โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบพื้นฐานอย่างถาวร

L1 (การดำเนินการปรับปรุง): AI ทำหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอนที่มนุษย์กำหนดไว้โดยอัตโนมัติ (เช่น การรันกระบวนการคัดกรองข้อมูล หรือสคริปต์แก้ไขจุดบกพร่องที่วิศวกรออกแบบไว้)

L2 (กลยุทธ์การปรับปรุง): AI ตัดสินใจเองว่าจะปรับปรุงอย่างไร เมื่อได้รับเป้าหมายจากมนุษย์ AI จะวิเคราะห์จุดอ่อนของตนและเลือกกลยุทธ์การปรับปรุงด้วยตนเอง (เช่น การเลือกค่าไฮเปอร์พารามิเตอร์สำหรับการฝึกสอน หรือการปรับปรุงสถาปัตยกรรมโมเดล)

L3 (การสั่งสมประสบการณ์): AI กำหนดแนวทางการเรียนรู้ของตนเอง โดยแสวงหาข้อมูลใหม่หรือสร้างประสบการณ์ผ่านการสำรวจเชิงรุก (active exploration) และการเล่นแข่งขันกับตนเอง (self-play)

L4 (การปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม): AI ปรับตัวแบบพลวัตตามข้อมูลป้อนกลับจากการใช้งานจริง โดยปรับปรุงหน่วยความจำระยะยาว โค้ด หรือชุดทักษะของตนอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์เข้ามาแทรกแซง

L5 (การปรับปรุงตนเองในระดับเมตาแบบวนซ้ำ): ขั้นสูงสุด AI จะปรับเปลี่ยนกลไกพื้นฐานที่กำหนดวิธีการปรับปรุงตนเอง (เช่น ตัวปรับปรุง, ตัวตรวจสอบความถูกต้อง และอัลกอริทึมการค้นหา) AI แต่ละรุ่นจะส่งต่อขีดความสามารถในการปรับปรุงตนเองที่ดียิ่งขึ้นไปสู่รุ่นถัดไป ก่อให้เกิดวงจรปิดแบบวนซ้ำ (recursive closed-loop cycle) ซึ่งทำให้ไม่จำเป็นต้องมีนักพัฒนาที่เป็นมนุษย์ในการสร้างระบบ AI ในอนาคตอีกต่อไป ส่งผลให้ AI รุ่นปัจจุบันกลายเป็น "AI รุ่นสุดท้ายที่ถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์" 3. ความเสี่ยงและอุปสรรคสำคัญ

ผู้เขียนเตือนว่า การบรรลุการพัฒนาตนเองระดับ L5 อย่างแท้จริงนั้นมาพร้อมกับอันตรายร้ายแรงที่ต้องแก้ไขอย่างปลอดภัย:

การสืบทอดอย่างปลอดภัย: การป้องกันข้อผิดพลาด ภาพหลอน หรือการถดถอยของความสามารถจากการถูกเข้ารหัสอย่างถาวรในรุ่นต่อๆ ไป

การแสวงหาประโยชน์จากผู้ประเมิน: อันตรายจากการที่ AI บิดเบือนระบบการตรวจสอบ/ให้รางวัลภายในของตนเองเพื่อบันทึก "การปรับปรุง" ปลอม แทนที่จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพที่แท้จริง

การทุจริตประสบการณ์: วงจรป้อนกลับที่ข้อมูลหรือสมมติฐานที่ผิดพลาดสะสมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายรอบของการพัฒนาตนเอง





AI ทำให้กลโกงของสแกมเมอร์ สร้างความเสียหายรุนแรงยิ่งขึ้น แม้คนที่ระมัดระวังยัตกเป็นเหยื่อได้ เราจะปกป้องตนเองและคนที่เรารักได้อย่างไร


ความสูญเสียทางการเงินจากการฉ้อโกงโดยใช้ AI กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ภาพโดย Volodymyr Hryshchenko บน Unsplash

AI กำลังทำให้กลโกงหลอกเอาเงินทวีความรุนแรงขึ้น นี่คือสิ่งที่คุณทำได้เพื่อปกป้องตัวเอง

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ปลายสายคือเสียงหลานชายที่ฟังดูตื่นตระหนก เขาบอกว่าเกิดอุบัติเหตุและต้องการเงินด่วนก่อนที่ใครจะรู้เรื่อง แต่แท้จริงแล้วนั่นไม่ใช่เสียงหลานชายของคุณ แต่มันคือซอฟต์แวร์ที่เรียนรู้เสียงของเขาจากคลิปที่โพสต์ไว้บนโลกออนไลน์ โดยมีคนแปลกหน้าเป็นผู้ควบคุมและสุ่มโทรหาเบอร์ต่างๆ ตามรายชื่อที่มีอยู่


ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คำเตือนเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความปลอดภัยทางไซเบอร์มักมุ่งเน้นไปที่เครือข่ายองค์กรและระบบของภาครัฐ ซึ่งภัยคุกคามเหล่านั้นก็มีอยู่จริง แต่หากเราพิจารณาข้อมูลการฉ้อโกงของ FBI ในแง่ของความเสียหายทางการเงิน ภาพที่ปรากฏกลับแตกต่างออกไป นั่นคือมีการสูญเสียเงินจำนวนมหาศาลจากบัญชีของภาคครัวเรือน

ในรายงานประจำปี 2025 ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ต (IC3) ของ FBI ได้เริ่มติดตามกรณีร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นครั้งแรก พบว่าชาวอเมริกันได้ยื่นเรื่องร้องเรียนในลักษณะนี้มากกว่า 22,000 กรณี และมียอดความเสียหายรวมประมาณ 893 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยความเสียหายจากการฉ้อโกงด้านการลงทุนคิดเป็นมูลค่า 632 ล้านดอลลาร์ และผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีได้รับความเสียหายรวมกันถึง 352 ล้านดอลลาร์

ตัวเลขเหล่านี้รวมเฉพาะผู้เสียหายที่แจ้งเรื่องต่อ FBI และเฉพาะกรณีที่สามารถระบุได้ว่า AI มีส่วนเกี่ยวข้องเท่านั้น บริษัทที่ปรึกษา Deloitte คาดการณ์ว่าผลกระทบที่แท้จริงจาก AI จะมีขนาดใหญ่กว่านี้มาก และจะส่งผลให้ยอดความเสียหายจากการฉ้อโกงโดยรวมในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเป็น 4 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2027 เพิ่มขึ้นจาก 1.23 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2023

ในฐานะอาจารย์สาขาการเงินที่ศึกษาเรื่องการเงินภาคครัวเรือนและพฤติกรรมการใช้ AI ในการตัดสินใจทางการเงิน ผมเชื่อว่าประเด็นด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งมีความสำคัญที่สุดในขณะนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องเซิร์ฟเวอร์ขององค์กร แต่เกิดขึ้นที่โต๊ะอาหารในบ้านของคุณเอง

กลโกงรูปแบบเดิม ด้วยเครื่องมือยุคใหม่

กลโกงเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด สิ่งที่ AI เข้ามาเปลี่ยนแปลงคือต้นทุนและคุณภาพของกลโกงเหล่านั้น

ปัจจุบัน การเลียนแบบเสียง (Voice Cloning) สามารถทำได้โดยใช้เพียงตัวอย่างเสียงความยาวไม่กี่วินาทีและเครื่องมือทั่วไปที่มีราคาไม่แพง จากการศึกษาพบว่าผู้ฟังสามารถแยกแยะเสียงที่สร้างโดย AI ได้ถูกต้องเพียงประมาณ 60% เท่านั้น และเทคโนโลยีวิดีโอก็กำลังดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน ในปี 2024 พนักงานฝ่ายการเงินของบริษัทสถาปัตยกรรมและการออกแบบ Arup ถูกหลอกให้โอนเงินประมาณ 25 ล้านดอลลาร์ให้กับมิจฉาชีพ หลังจากที่พวกเขาจัดประชุมทางวิดีโอโดยใช้ภาพปลอม (deepfake) ของประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและเพื่อนร่วมงานหลายคน

การหลอกลวงแบบฟิชชิ่งก็พัฒนาขึ้นเช่นกัน การใช้ถ้อยคำที่งุ่มง่ามและการจัดรูปแบบที่แปลกประหลาดเคยทำให้รู้ว่าอีเมลนั้นเป็นอีเมลหลอกลวง แต่ปัจจุบันแบบจำลองภาษาเขียนข้อความได้สะอาดตาและลื่นไหล และสามารถปรับแต่งข้อความได้ในวงกว้างโดยใช้รายละเอียดที่รวบรวมจากโซเชียลมีเดีย วิดีโอ deepfake ของบุคคลสำคัญทางธุรกิจที่มีชื่อเสียงถูกนำมาใช้เพื่อโปรโมตแพลตฟอร์มการซื้อขายปลอม

แรงกดดันเดียวกันนี้ยังเห็นได้จากความสูญเสียทางธุรกิจ บริษัทประกันภัยไซเบอร์ Resilience รายงานว่ากว่า 85% ของความสูญเสียในพอร์ตการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เกิดจากการโจมตีที่มุ่งเป้าไปที่บุคคลมากกว่าระบบ

ทำไมคนระมัดระวังถึงตกเป็นเหยื่อ

เราอยากจะเชื่อว่ามีแต่คนที่ไม่ระมัดระวังเท่านั้นที่จะถูกหลอก แต่ผลการวิจัยด้านการเงินเชิงพฤติกรรมกลับบอกว่าไม่ใช่เช่นนั้น

กลโกงเหล่านี้ถูกออกแบบมาโดยอาศัยความกลัวและความเร่งรีบ: หลานที่กำลังตื่นตระหนก เจ้านายที่ต้องการโอนเงินภายในวันเดียวกัน หรือโอกาสในการลงทุนที่กำลังจะหมดลงในคืนนี้ ความเครียดทำให้ความสนใจแคบลงและผลักดันให้ผู้คนตัดสินใจอย่างรวดเร็วและโดยสัญชาตญาณในขณะที่พวกเขาต้องการการตัดสินใจที่ช้าและรอบคอบ พวกมิจฉาชีพยังแสดงตนว่าเป็นผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าของ CFO หรือหัวจดหมายของหน่วยงานราชการ เพราะคนส่วนใหญ่มักเชื่อฟัง

ความคล่องแคล่วก็สำคัญเช่นกัน งานวิจัยของฉันเองศึกษาว่าความราบรื่นของการสื่อสารที่สร้างโดย AI ทำให้ผู้คนเชื่อถือ ข้อความที่ไม่มีข้อผิดพลาดทางตัวสะกด ในน้ำเสียงที่ฟังดูถูกต้อง จะผ่านด่านการป้องกันที่ข้อความปลอมที่ทำอย่างไม่คล่องแคล่วจะพลาดไป

ไม่มีใครวางแผนที่จะตัดสินใจทางการเงินครั้งใหญ่ในขณะที่กำลังตื่นตระหนก นั่นเป็นเหตุผลที่พวกมิจฉาชีพสร้างความตื่นตระหนกขึ้นมา

การโจมตีในรูปแบบเงียบๆ

การโจรกรรมโดยใช้ AI ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับการพูดคุยกับเหยื่อ ข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกขโมยไปสามารถขายได้ในราคาไม่กี่ดอลลาร์ในตลาดมืดบนเว็บมืด จากนั้นกลุ่มอาชญากรจะป้อนข้อมูลเหล่านั้นให้กับระบบ AI อัตโนมัติที่คอยตรวจสอบระบบธนาคารและฟินเทคตลอด 24 ชั่วโมง ทดสอบข้อมูลประจำตัวและค้นหาจุดอ่อนด้วยความเร็วที่ทีมงานมนุษย์ไม่สามารถทำได้เทียบเท่า เมื่อฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา บริษัท AI ชื่อ Anthropic ได้ขัดขวางปฏิบัติการจารกรรมข้อมูลที่ใช้ระบบ AI ในการเจาะระบบถึง 80% ถึง 90% ของเป้าหมายประมาณ 30 แห่ง ซึ่งรวมถึงสถาบันการเงินต่างๆ

เมื่อผู้โจมตีสามารถเจาะเข้าถึงบัญชีของลูกค้าได้ การยึดครองบัญชีอาจเสร็จสิ้นลงภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที แพลตฟอร์มการชำระเงินแบบทันทีอย่าง Zelle ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อความรวดเร็วและสะดวกสบาย กลับกลายเป็นเครื่องมือที่มิจฉาชีพใช้ในการถ่ายโอนเงินออกไปอย่างรวดเร็ว โดยปกติแล้วเงินจะถูกโอนย้ายภายในเวลาไม่กี่นาที และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้เงินคืน

วิธีปกป้องตัวคุณเองและคนที่คุณรัก

ธนาคารต่างๆ มีมาตรการและขั้นตอนในการป้องกันระบบการโอนเงินของตนเอง ซึ่งครัวเรือนทั่วไปก็สามารถนำแนวทางปฏิบัติเหล่านั้นมาปรับใช้ได้เช่นกัน

ตรวจสอบด้วยการโทรกลับ เมื่อได้รับสายที่น่าสงสัย ให้วางสายแล้วโทรไปยังหมายเลขที่คุณทราบอยู่แล้ว (เช่น สายด่วนแจ้งเหตุฉ้อโกงของธนาคาร) โดยห้ามโทรไปยังหมายเลขที่ผู้โทรหรือข้อความนั้นระบุมาเด็ดขาด หัวใจสำคัญคือการตัดขาดจากช่องทางการสื่อสารที่มิจฉาชีพเป็นผู้ควบคุม เพราะเสียงที่ถูกเลียนแบบด้วยเทคโนโลยี (Voice Cloning) ย่อมไม่สามารถรับสายผ่านหมายเลขโทรศัพท์จริงของหลานชายคุณได้

เชื่อใจแต่ต้องตรวจสอบให้แน่ใจ คุณควรตกลงใช้ "รหัสลับประจำครอบครัว" ที่รัดกุมสำหรับกรณีฉุกเฉิน และถือว่าคำขอโอนเงินใดๆ ที่ไม่มีรหัสนี้เป็นเรื่องหลอกลวง กำหนดให้ต้องมีสมาชิกในบ้านสองคนร่วมกันอนุมัติการโอนเงินก้อนใหญ่ เพื่อป้องกันไม่ให้ใครสักคนโอนเงินจำนวนมากเพียงลำพังในภาวะกดดัน นอกจากนี้ ควรสร้างขั้นตอนถ่วงเวลา เช่น การรอ 24 ชั่วโมงก่อนชำระเงินก้อนโต เพราะความเร่งรีบคือเครื่องมือของมิจฉาชีพ ในขณะที่ความใจเย็นและรอบคอบคือเกราะป้องกันของคุณ

เพิ่มมาตรการป้องกันหลายชั้น รวมถึงการปกป้องตัวบัญชีเองด้วย ควรเปิดระบบยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอน (2FA) สำหรับบัญชีการเงิน และห้ามบอกรหัสยืนยันตัวตนแก่ผู้ที่ติดต่อเข้ามาหาคุณเด็ดขาด รหัสนั้นเปรียบเสมือนแม่กุญแจดอกที่สองของประตูบ้าน และเหตุผลเดียวที่คนโทรเข้ามาต้องการรหัสนั้นก็เพื่อจะบุกรุกเข้ามานั่นเอง

คุณควรเปิดระบบแจ้งเตือนการทำธุรกรรมของธนาคารเพื่อให้ทราบทันทีหากมีการเข้าถึงบัญชีโดยมิชอบ และพิจารณาใช้บริการระงับการใช้สินเชื่อ (credit freeze) ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายและช่วยป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพเปิดบัญชีใหม่โดยใช้ข้อมูลที่ซื้อมาจากดาร์กเว็บ

ปกป้องผู้สูงอายุ เนื่องจากมีรายงานความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับ AI มูลค่าถึง 352 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเกิดกับชาวอเมริกันที่มีอายุมากกว่า 60 ปี การพูดคุยทำความเข้าใจกับสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้สูงอายุจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ควรแนะนำให้พวกเขารู้จักกฎการโทรกลับเพื่อตรวจสอบ (callback rule) และการใช้รหัสลับ รวมถึงสอบถามธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์เกี่ยวกับการระบุชื่อ "บุคคลที่ไว้วางใจ" (trusted contact) ที่พวกเขาสามารถติดต่อได้ ซึ่งบริการนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายและช่วยให้สถาบันการเงินสามารถแจ้งเตือนหรือระงับเหตุได้ก่อนที่จะมีการโอนเงินออกไป

หากมีการโอนเงินออกไปแล้ว คุณควรติดต่อธนาคารทันทีเพื่อขอให้ดำเนินการติดตามเงินคืน และแจ้งเหตุหลอกลวงไปยังคณะกรรมาธิการการค้าของรัฐบาลกลาง (FTC)

เมื่อนิสัยส่วนตัวไม่เพียงพอ กฎระเบียบจึงต้องเข้ามามีบทบาท

แม้ว่านิสัยที่ดีจะช่วยเพิ่มอุปสรรคและทำให้มิจฉาชีพก่อเหตุได้ยากขึ้น แต่ก็ไม่สามารถป้องกันปัญหาได้ทั้งหมด นี่คือจุดที่กฎระเบียบของสหรัฐฯ ยังตามไม่ทันเทคโนโลยี

กฎหมายของรัฐบาลกลางมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคจากการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยหน่วยงานกำกับดูแลระบุว่า การโอนเงินที่เกิดขึ้นจากการกระทำของมิจฉาชีพถือเป็นการโอนโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้ว่าเหยื่อจะถูกหลอกให้มอบข้อมูลบัญชีให้ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ เหยื่อของการฉ้อโกงผ่านระบบชำระเงินแบบทันที (instant-payment fraud) มักได้รับเงินคืนเพียงเล็กน้อย ธนาคารมักจัดประเภทความเสียหายว่าเป็นการทำธุรกรรมที่ "ได้รับอนุญาต" (authorized) ในกรณีที่ลูกค้าถูกหลอกให้กดอนุมัติการชำระเงิน ส่งผลให้แม้แต่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออย่างชัดเจนก็อาจต้องเผชิญกับการต่อสู้เรียกร้องเงินคืนที่ยืดเยื้อและยากลำบาก ยกตัวอย่างเช่น สำนักงานคุ้มครองทางการเงินของผู้บริโภค (Consumer Financial Protection Bureau) ได้ยื่นฟ้องผู้ให้บริการ Zelle และธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ 3 แห่ง กรณีการจัดการกับปัญหาการฉ้อโกงในช่วงปลายปี 2024 แต่ต่อมาได้ถอนฟ้องในเดือนมีนาคม 2025 อย่างไรก็ตาม อัยการสูงสุดของรัฐนิวยอร์กได้ยื่นฟ้องในคดีเดียวกันนี้ และผู้พิพากษาได้อนุญาตให้ดำเนินคดีต่อไปได้ในเดือนกรกฎาคม ทางด้านผู้ให้บริการ Zelle ปฏิเสธข้อกล่าวหาและระบุว่าจะยื่นอุทธรณ์


แพลตฟอร์มการชำระเงิน Zelle กลายเป็นเครื่องมือยอดนิยมของมิจฉาชีพ เนื่องจากเงินที่ถูกขโมยไปนั้นยากที่จะติดตามกลับคืนมาได้ (ภาพโดย AP Photo/Patrick Sison)

สหราชอาณาจักรเลือกแนวทางที่แตกต่างออกไป นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2024 ธนาคารในสหราชอาณาจักรมีข้อบังคับให้ต้องชดเชยเงินคืนแก่เหยื่อที่ถูกหลอกลวงส่วนใหญ่เป็นวงเงินสูงสุด 85,000 ปอนด์ (หรือประมาณ 115,000 ดอลลาร์สหรัฐ) โดยแบ่งภาระค่าใช้จ่ายระหว่างสถาบันการเงินต้นทางและปลายทาง แนวคิดเบื้องหลังคือธนาคารเป็นผู้ที่มีความพร้อมที่สุดในการรับมือกับการฉ้อโกง เนื่องจากมีทีมงานด้านความปลอดภัยและระบบวิเคราะห์ข้อมูลเครือข่ายที่สามารถตรวจจับรูปแบบที่น่าสงสัยจากการทำธุรกรรมนับล้านรายการได้ สิ่งที่ขาดหายไปก่อนหน้านี้คือแรงจูงใจทางการเงินที่มากพอจะทำให้ธนาคารนำเครื่องมือเหล่านี้มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งกฎระเบียบเรื่องการชดเชยเงินคืนนี้ได้เข้ามาตอบโจทย์ดังกล่าว

ข้อมูลจากระบบติดตามผลของหน่วยงานกำกับดูแลระบุว่า นับตั้งแต่กฎระเบียบมีผลบังคับใช้ เงินที่สูญเสียไปจากการฉ้อโกงในกรณีที่เข้าข่ายได้รับความคุ้มครองนั้น ได้รับการชดเชยคืนแก่เหยื่อแล้วถึง 88% ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ผลการประเมินโดยหน่วยงานอิสระพบว่ายอดความสูญเสียจากการฉ้อโกงลดลงประมาณหนึ่งในห้าในปีแรกที่มีการบังคับใช้กฎระเบียบนี้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อธนาคารต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความสูญเสีย พวกเขาก็จะหาวิธีป้องกันความสูญเสียเหล่านั้นได้ในที่สุด

ข้าพเจ้าเชื่อว่าหน่วยงานกำกับดูแลและสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ควรศึกษาโมเดลดังกล่าวอย่างจริงจัง ในกรณีที่การชำระเงินเกิดขึ้นทันทีและไม่สามารถยกเลิกหรือเรียกคืนได้ ภาระความเสี่ยงไม่ควรตกอยู่กับลูกค้าเกือบทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว เพราะลูกค้าถือเป็นฝ่ายที่มีความพร้อมและศักยภาพในการรับมือน้อยที่สุดในห่วงโซ่การทำธุรกรรมนี้

ที่มา The Conversation
AI is supercharging money scams – here’s what you can do to protect yourself

https://theconversation.com/ai-is-supercharging-money-scams-heres-what-you-can-do-to-protect-yourself-291326?utm_campaign=daily-newsletter-39524
September 14, 2026



เปิดคำให้การ “เอกราช ช่างเหลา” พยานรหัสที่ 16/26 ที่ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงในการแถลงผลการลงมติของ กกต. ในคดีโกงเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

https://ch3plus.com/news/political/morning/470726



iLaw
5 hours ago ·

เปิดคำให้การ “เอกราช ช่างเหลา” พยานรหัสที่ 16/26 ที่ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงในการแถลงผลการลงมติของ กกต. ในคดีโกงเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จากคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณี การสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทำความผิดฐานอั้งยี่ฯ ตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.
.
จากคำให้การมีการกล่าวถึงการประชุมของกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยที่ได้มีการวางแผนและนำเสนอแผนการเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยมีผู้ริเริ่มคือ ภราดร ปริศนานันทกุล ผ่านโปรแกรม offline และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ได้แก่
- ภราดร ปริศนานันทกุล
- ไชยชนก ชิดชอบ
- กรวีร์ ปริศนานันทกุล
- สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ
- สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล
- ธนยศ ทิมสุวรรณ
- เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
- แนน บุณย์ธิดา สมชัย
- วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ
โดยมี “เนวิน ชิดชอบ” ผู้ถูกกล่าวหาที่ 228 ร่วมประชุมด้วย
.
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำให้การของ เอกราช ช่างหลา ในคดีพิเศษที่ 24/2568 โดยการให้การในคดีอื่น เช่น ข้อมูลที่อยู่ในเอกสารของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 (คณะไต่สวนฯ ชุดที่ 26) ยังมีรายละเอียดที่มากกว่านี้ เตรียมติดตามต่อไป

https://www.facebook.com/iLawClub/posts/1516927377147543






เฉลยแล้ว พยานรหัส 16 คนกลับคำให้การฮั้วส.ว. ตัวช่วย "น้ำเงิน" คือใคร





 

รายการ The 60 Minutes แฉ ในยุครัฐบาลทรัมป์ มีอุตสาหกรรมนายหน้า "วิ่งเต้นขอการอภัยโทษ" จากทรัมป์









https://x.com/nowthisimpact/status/2099529352807432665
.....

การสืบสวนของรายการ *60 Minutes* มุ่งเป้าไปที่ Jack Burkman และ Jacob Wohl นักเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายขวา โดยมีการบันทึกภาพขณะที่ล็อบบี้ยิสต์ทั้งสองเรียกเก็บเงินก้อนโตโดยอ้างว่าพวกเขามีอิทธิพลและสามารถกดดันทำเนียบขาวได้โดยตรง

ปฏิบัติการลับด้วยกล้องแอบถ่าย: กรณีของ Ammon Covino

  • ความเป็นมา: Covino อดีตผู้ประกอบการพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำซึ่งเคยถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานลักลอบค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย เคยยื่นเรื่องขออภัยโทษผ่านช่องทางปกติของกระทรวงยุติธรรมแต่ถูกปฏิเสธ
  • ข้อเสนอ: Covino ร่วมมืออย่างลับๆ กับ CBS News โดยนัดพบกับ Burkman และ Wohl ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในรัฐเวอร์จิเนีย ทั้งคู่เสนอว่าจะรับประกันการได้รับอภัยโทษแลกกับเงิน 300,000 ดอลลาร์
  • กลยุทธ์: Burkman อธิบายผ่านกล้องแอบถ่ายว่าช่องทางปกติไม่มีความสำคัญอีกต่อไป โดยกล่าวว่า "สำหรับทำเนียบขาวชุดนี้ คุณต้องกดดันประธานาธิบดีจากทุกทิศทาง... มันต้องใช้พลังขับเคลื่อนมากกว่าการทำตามขั้นตอนปกติ" พวกเขาอ้างว่าจะนำเงินไปซื้อบัตรเข้าร่วมงานระดมทุนทางการเมืองราคาใบละ 10,000 ดอลลาร์ ระดมพลอินฟลูเอนเซอร์กลุ่ม MAGA และกดดันให้ทำเนียบขาวลงมือดำเนินการ
ข้อตกลงมูลค่า 600,000 ดอลลาร์: กรณีของ Boosie Badazz

  • การชำระเงิน: Boosie Badazz (หรือ Torence Hatch) แร็ปเปอร์จากรัฐหลุยเซียนาซึ่งเผชิญข้อหาครอบครองอาวุธปืนในระดับรัฐบาลกลาง เปิดเผยผ่านกล้องว่าเขาได้จ่ายเงินล่วงหน้าจำนวน 600,000 ดอลลาร์ให้กับ Burkman และ Wohl หลังจากได้รับคำยืนยันว่าเขาจะได้รับการอภัยโทษอย่างแน่นอน
  • คำสัญญาที่ไม่เป็นจริง: ข้อความที่ปรากฏในรายงานระบุถึงคำสัญญาว่าอินฟลูเอนเซอร์ทางการเมือง เช่น Laura Loomer และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจะนำเสนอเรื่องราวของเขาต่อทำเนียบขาวโดยตรง อย่างไรก็ตาม อินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อระบุในข้อความต่างปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และท้ายที่สุดเขาก็ไม่ได้รับการอภัยโทษแต่อย่างใด
  • การเรียกร้องผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการ: Boosie ได้ยื่นข้อเรียกร้องทางกฎหมายอย่างเป็นทางการเพื่อขอเงินคืนบางส่วนจำนวน 300,000 ดอลลาร์ ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นเงื่อนไขในสัญญาหากการขออภัยโทษไม่สำเร็จ
ความเชื่อมโยงเรื่องการอภัยโทษกับเม็ดเงินมหาศาล

การสืบสวนยังชี้ให้เห็นถึงกรณีที่การอภัยโทษเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือทางธุรกิจครั้งสำคัญ:

  1. Trevor Milton: ผู้ก่อตั้ง Nikola Motor ได้รับการอภัยโทษจากฝ่ายบริหารหลังจากบริจาคเงิน 2 ล้านดอลลาร์ให้กับกิจกรรมทางการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาลชุดดังกล่าว
  • Changpeng Zhao (CZ): ผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มคริปโต Binance พบว่ามีความเคลื่อนไหวเรื่องการขออภัยโทษเกิดขึ้น หลังจากองค์กรของเขาให้ความช่วยเหลือในโครงการคริปโตเชิงพาณิชย์ที่มีชื่อเสียงและมีความเชื่อมโยงกับบุคคลสำคัญทางการเมือง 
เมื่อถูกเผชิญหน้ากับภาพจากกล้องที่ซ่อนไว้ เบิร์กแมนและโวลห์ได้ปกป้องการกระทำของพวกเขาว่าเป็นเพียงการล็อบบี้ตามปกติ โดยอ้างว่า "เราไม่ได้ทำงานฟรีเหมือนกับพวกคุณหรอก... การทำงานในวอชิงตันไม่ใช่เรื่องง่าย" ทำเนียบขาวปฏิเสธว่าไม่ได้ขายการอภัยโทษ โดยเรียกใครก็ตามที่จ่ายเงินให้คนกลางว่า "โง่เขลา"

ภาพรวมของอุตสาหกรรม "นายหน้าอภัยโทษ"
  • การหลีกเลี่ยงช่องทางปกติของกระทรวงยุติธรรม: ในอดีต คำขออภัยโทษจะผ่านสำนักงานทนายความอภัยโทษของกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเน้นที่การฟื้นฟูและการสำนึกผิด การสืบสวนแสดงให้เห็นว่าประมาณ 70% ของการขออภัยโทษในวาระที่สองข้ามการประเมินของกระทรวงยุติธรรมไปโดยสิ้นเชิง และส่งตรงผ่านช่องทางที่ไม่เป็นทางการของทำเนียบขาว
  • ค่าธรรมเนียมล่วงหน้าที่สูงเกินจริง: นักล็อบบี้และผู้ไกล่เกลี่ยเรียกเงินตั้งแต่ 300,000 ดอลลาร์ไปจนถึงมากกว่า 3 ล้านดอลลาร์ล่วงหน้าเพื่อ "กดดัน" ทำเนียบขาวโดยใช้เส้นสายส่วนตัว ผู้มีอิทธิพลทางการเมือง และการเข้าถึงงานระดมทุน
  • การเปิดเผยแบบลับๆ: การสืบสวนของรายการ 60 Minutes นำเสนอภาพจากกล้องที่ซ่อนไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงนายหน้า—รวมถึงนักวางแผนกลยุทธ์ทางการเมืองที่มีชื่อเสียง เช่น แจ็ค เบิร์กแมน และเจคอบ โวล—ที่เสนอความสามารถในการกดดันรัฐบาลให้ลดหย่อนโทษโดยแลกกับค่าธรรมเนียมจำนวนมาก
  • การตรวจสอบของรัฐสภา: รายงานที่เผยแพร่โดยพรรคเดโมแครตในคณะกรรมการตุลาการของสภาผู้แทนราษฎร ชื่อ "Pardons, Inc." ระบุถึงผู้มีอิทธิพล นักล็อบบี้ และพันธมิตรของทรัมป์หลายร้อยคนที่เข้ามาแทรกแซงในคดีลดหย่อนโทษ รายงานดังกล่าวโต้แย้งว่า "ช่องทางจ่ายเงินเพื่อแลกกับผลประโยชน์" นี้ ทำให้ผู้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดสามารถหลีกเลี่ยงการชดใช้ค่าเสียหายและค่าปรับตามคำสั่งศาลรวมกันหลายพันล้านดอลลาร์ได้
แม้ว่าการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับการล็อบบี้หรือการเป็นตัวแทนทางกฎหมายจะไม่ผิดกฎหมายของสหรัฐฯ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและจริยธรรมชี้ให้เห็นว่า การขายคำมั่นสัญญาเรื่องการเข้าถึงอำนาจของประธานาธิบดีนั้นเป็นการบิดเบือนกระบวนการลดหย่อนโทษตามรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง

ภาพรวมทั้งหมด

หากไม่นับรวมการประกาศนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง ทรัมป์ได้ลงนามให้อภัยโทษแก่บุคคลเป็นการเฉพาะเจาะจงไปแล้วประมาณ 257 รายตลอดการดำรงตำแหน่งทั้งสองสมัย แต่เมื่อรวมการให้อภัยโทษในวงกว้างสำหรับผู้ถูกดำเนินคดีในเหตุการณ์วันที่ 6 มกราคม และคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเข้าไปด้วย ยอดรวมทั้งหมดจะสูงกว่า 1,900 ราย



สบายใจได้แล้วพวกเรา เราปลอดภัยแน่ 🙄 ทรัมป์บอก ตัวเขาเองคือ "ปราการป้องกัน" เพียงหนึ่งเดียวก็พอ เพราะเขา “แข็งแกร่งและฉลาด (ไอคิวสูง!)”



ทรัมป์ระบุว่าตัวเขาเองคือ "ปราการป้องกัน" เพียงหนึ่งเดียวที่ AI จำเป็นต้องมี พร้อมชี้ว่าผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) คือพวกทรยศชาติ

ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงท่าทีเมินเฉยต่อคำเตือนที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงของปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างชัดเจนยิ่งขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยประกาศว่ามาตรการป้องกันเพียงอย่างเดียวที่เทคโนโลยีนี้จำเป็นต้องมีก็คือตัวเขาเอง ในโพสต์ที่บรรยายถึงตนเองว่าเป็น "ประธานาธิบดีที่แข็งแกร่งและชาญฉลาด (ไอคิวสูง!)" ทรัมป์ระบุว่าภาวะผู้นำของเขาเพียงอย่างเดียวนั้นเพียงพอแล้วในการจัดการกับความเสี่ยงทุกรูปแบบที่ AI อาจก่อให้เกิด ไม่จำเป็นต้องพึ่งพากฎระเบียบ คณะกรรมการกำกับดูแล หรือความร่วมมือภายในอุตสาหกรรมแต่อย่างใด นอกจากนี้ เขายังกล่าวหาว่าการต่อต้านการพัฒนา AI และศูนย์ข้อมูลที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีดังกล่าวนั้นเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการสมคบคิด โดยเรียกกลุ่มผู้วิจารณ์ว่าเป็น "พวกเชื่อทฤษฎีสมคบคิด พวกคิดกบฏ พวกทรยศชาติ และพวกปล่อยข้อมูลลับ"



ความคิดเห็นดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่แนวทางการปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด (hands-off approach) ของทรัมป์ในเรื่อง AI กำลังเผชิญกับบททดสอบทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุด ทรัมป์ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการแข่งขันกอล์ฟรายการ Irish Open ที่เมืองดูนเบก (Doonbeg) ประเทศไอร์แลนด์ โดยปฏิเสธข้อเรียกร้องจากผู้นำในอุตสาหกรรม AI เองที่ต้องการให้ชะลอความเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยีลง เขากล่าวว่า "เรากำลังนำหน้าจีนในด้าน AI เราเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูงสุดในโลก และพูดตามตรง ผมต้องการรักษาตำแหน่งนั้นไว้ ใครก็ตามที่ชนะในศึก AI ก็จะเป็นผู้ชนะในภาพรวม" เขาระบุว่าคำเตือนเรื่องความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นนั้นมาจาก "พลังด้านลบ" ที่ไม่ได้ระบุแน่ชัด โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "ผมคิดว่ามีพลังด้านลบมากมายที่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา ทั้งที่ไม่ควรทำ และพวกเขากำลังพูดถึงสิ่งที่ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง" ต่อมาในอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดมา ระหว่างเที่ยวบินเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน ทรัมป์ยืนยันว่าเขาไม่ได้มองข้ามความเสี่ยง โดยกล่าวว่า "ผมไม่ได้มองข้ามความเสี่ยงนะ แต่ผลดีที่จะเกิดขึ้นนั้นมีมากกว่าผลเสียอย่างมหาศาล" นอกจากนี้ เขายังยืนยันว่าตนเองใช้งาน AI อยู่เช่นกัน แต่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยรายละเอียดว่าใช้งานในลักษณะใด

ท่าทีของทรัมป์ทำให้เขามีความเห็นขัดแย้งกับกลุ่มผู้บริหารระดับสูงที่มีอิทธิพลที่สุดในวงการ AI ซึ่งหาได้ยากที่จะมีความเห็นตรงกันเช่นนี้ ทั้ง Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic, Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI และ Elon Musk ผู้ก่อตั้ง xAI ต่างเห็นพ้องให้ชะลอความเร็วในการพัฒนาขีดความสามารถของ AI การเปลี่ยนแปลงท่าทีนี้เกิดขึ้นหลังจากนักวิจัยของ Anthropic รายหนึ่งลาออกและออกมาเตือนต่อสาธารณะว่าอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้พัฒนา AI ด้วยความรับผิดชอบเพียงพอ ทางด้าน Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft ก็แสดงท่าทีเปิดกว้างต่อแนวคิดต่างๆ เช่น การกำหนดจังหวะการพัฒนาอย่างรอบคอบและการใช้ผู้ประเมินอิสระ แม้ว่าเขาจะเน้นย้ำว่ากรอบการทำงานด้านความปลอดภัยใดๆ ก็ตามจะต้องรักษาอำนาจการควบคุมข้อมูลของลูกค้าองค์กรเอาไว้ด้วยก็ตาม Abdul El-Sayed ผู้สมัครชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกจากรัฐมิชิแกน ได้แสดงการสนับสนุนข้อเสนอของวุฒิสมาชิก Bernie Sanders ที่ให้ระงับการพัฒนา AI ไว้ชั่วคราว โดยเขากล่าวในรายการ "Face the Nation" ว่า "มีบางสิ่งที่เราไม่ควรใช้ AI เข้ามาจัดการ และเราทุกคนต้องตัดสินใจร่วมกันว่าจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลจากภาครัฐ เพื่อไม่ให้เทคโนโลยีเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของคนกลุ่มน้อยโดยแลกกับความเป็นอยู่ที่ดีของคนส่วนใหญ่" ทางด้าน Josh Shapiro ผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้วได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อจำกัดการพัฒนาศูนย์ข้อมูล (data center) ในรัฐของตนหลังจากที่เคยสนับสนุนมาก่อนหน้านี้ ได้เปรียบเทียบคำเตือนจากภาคอุตสาหกรรมว่าเป็นเสมือน "สัญญาณเตือนภัยสีแดงที่สว่างวาบ" และระบุว่า "ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลกลางจะต้องเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจังและกำหนดมาตรการควบคุมดูแล ทั้งภายในประเทศและในเวทีโลก" ส่วนอดีตประธานาธิบดี Obama ก็ได้เรียกร้องเป็นการส่วนตัวให้ผู้นำพรรคเดโมแครตบรรจุประเด็นการกำกับดูแล AI ไว้เป็นหัวใจสำคัญของนโยบายพรรค โดยมองว่าการที่ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีออกมาเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนานั้นถือเป็น "พัฒนาการในเชิงบวก"

แม้แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนก็มีความเห็นต่างจากทำเนียบขาวเช่นกัน Mike Rogers ผู้สมัครชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกจากรัฐมิชิแกนและอดีตประธานคณะกรรมาธิการข่าวกรองประจำสภาผู้แทนราษฎร (ซึ่งปัจจุบันลงสมัครแข่งกับ El-Sayed) ได้เขียนข้อความสนับสนุนการชะลอการพัฒนา AI และระบุว่าจะให้ความสำคัญกับกรอบการทำงานด้านความมั่นคงของชาติสำหรับเทคโนโลยีนี้ โดยกล่าวว่า "ประสบการณ์ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการข่าวกรองสอนผมว่า เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการหยุดยั้งวิกฤตการณ์คือเมื่อวานนี้ (หรือต้องทำทันทีโดยไม่รอช้า)" ในขณะที่ Mike Johnson ประธานสภาผู้แทนราษฎรแสดงท่าทีที่ผ่อนปรนกว่า โดยกล่าวกับสำนักข่าว CNN ว่า "เป็นความรับผิดชอบขององค์กรอย่างชัดเจนที่ผู้สร้างโมเดลเหล่านี้ต้องรับประกันว่าผลิตภัณฑ์ของตนมีความปลอดภัย" พร้อมทั้งอ้างถึง David Sacks ที่ปรึกษาด้าน AI ของทำเนียบขาว ซึ่งมีความเห็นว่าบริษัทต่างๆ ควรดำเนินการด้วยตนเองแทนที่จะรอพึ่งพาความคุ้มครองจากรัฐบาล โดย Sacks ได้เขียนข้อความอย่างตรงไปตรงมาว่า "เลิกแสร้งทำเป็นว่าพวกคุณต้องการการอนุญาตจากคนอื่นเสียที" และโต้แย้งว่าความต้องการชะลอการพัฒนาของบริษัทเหล่านี้ไม่ได้เกิดจาก "ความปรารถนาดีต่อสังคมล้วนๆ" เนื่องจากบริษัทอาจต้องรับผิดชอบทางกฎหมายหากระบบของตนก่อให้เกิดการโจมตีทางไซเบอร์ที่รุนแรง

ประเด็นเรื่องความรับผิดชอบทางกฎหมายดังกล่าวถือเป็นหัวใจสำคัญของข้อถกเถียงอีกประเด็นหนึ่ง เกี่ยวกับข้อเสนอของ Amodei ที่ต้องการให้รัฐบาลยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาด (antitrust laws) เพื่อเปิดทางให้บริษัท AI สามารถประสานความร่วมมือกันในด้านความปลอดภัยได้ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายได้โต้แย้งแนวคิดเรื่องความจำเป็นในการยกเว้นกฎหมายดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่าตลอดศตวรรษที่ผ่านมา ศาลอนุญาตให้บริษัทต่างๆ ร่วมมือกันในประเด็นด้านความปลอดภัยสาธารณะได้โดยไม่ถือเป็นการละเมิดกฎหมาย Sherman Antitrust Act ตราบเท่าที่เรื่องความปลอดภัยไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อจำกัดการแข่งขันทางการค้า สเลด บอนด์ อดีตเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่อต้านการผูกขาดของกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า คำร้องขอครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมนี้แพ้ทางต่อความเสี่ยงทางกฎหมายทุกรูปแบบ โดยกล่าวว่า “พวกเขาต้องการเช็คเปล่า พวกเขาไม่ชอบความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์ พวกเขาไม่ชอบลิขสิทธิ์ และตอนนี้พวกเขาก็ไม่ชอบกฎหมายต่อต้านการผูกขาดด้วย”

การถกเถียงเรื่องนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่ทรัมป์จะพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ซึ่งอัลท์แมนเสนอว่าการประชุมครั้งนี้อาจนำไปสู่กรอบความร่วมมือด้านมาตรฐานความปลอดภัยของปัญญาประดิษฐ์ระหว่างสองประเทศ โดยถึงขั้นเสนอรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพให้แก่ผู้นำทั้งสองหากสามารถบรรลุข้อตกลงได้ ทรัมป์และสี จิ้นผิงไม่ได้บรรลุข้อตกลงใดๆ ในการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งเมื่อเดือนพฤษภาคม และเควิน แฮสเซ็ตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติกล่าวว่าทำเนียบขาวคาดว่าจะจัดการประชุมกับที่ปรึกษาด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ในสัปดาห์นี้เพื่อพิจารณาขั้นตอนต่อไป ในขณะนี้ การที่ทรัมป์มองประเด็นนี้โดยอ้างว่าตนเองเป็นผู้คุ้มครองที่จำเป็นเพียงผู้เดียวและตราหน้าผู้ที่สงสัยว่าเป็นผู้ทรยศนั้น แทบไม่มีสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้นจากทำเนียบขาวเอง

ที่มา Meidas News
Trump Says He Personally Is the Only “Guardrail” AI Needs, Suggests Critics of Data Centers Are Traitors

https://meidasnews.com/news/trump-says-he-personally-is-the-only-guardrail-ai-needs-suggests-critics-of-data-centers-are-traitors
Sep 14, 2026











วันจันทร์, กันยายน 14, 2569

เหอ เหอ ภูมิธรรม ลงมาแบกเอง พรี่กรูใส่หมดแม็กพรรคส้ม เห็น ‘เท้ง’ โผล่ ร่วมเดินกับ ‘ไอลอว์’ สั่งฟ้อง สว. พากันร้อนตัวจะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ กดดัน ให้เพื่อไทยถอนตัว

เหอ เหอ ภูมิธรรม ลงมาแบกเอง น้าถึก ว่าซั่น “ทั้งงงทั้งขรรม จะออกมาดิ้นทำไม เฮ้อ...เพื่อไทยอยู่เฉยๆ น่ะดีแล้ว ในกระบวนการไล่บี้ระบอบสีน้ำเงิน สั่งฟ้อง สว.” พรี่กรูใส่หมดแม็ก ใบตองแห้ง ว่า “สำนวนคดี ๙ หมื่นแผ่นมันไม่หล่นลงมา...แบบปาฎิหาริย์หรอก”

อันเนื่องมาแต่ เท้ง ไปโผล่ ร่วมเดินกับ ไอลอว์ไปหน้าหอศิลป์ฯ “จู่ๆ แบกก็พากันร้อนตัว มองว่าการเคลื่อนไหวไล่ระบอบสีน้ำเงินจะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วจะเกิดแรงกดดัน ให้เพื่อไทยถอนตัวจากรัฐบาล แล้วกล้าธรรมก็จะเข้ามาเสียบ

มองข้ามช็อตกันไปถึงนั่น แบกตัวเล็กตัวน้อยจะบรี๊ฟกันอย่างไรก็ช่างเหอะ แต่เฮ้ย นี่พรี่อ้วน มันสมองของพรรคเลยนะ ออกมาพาโลว่า เพราะส้มโหวตอนุทินไม่โหวตชัยเกษม ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิมาเรียกร้องเพื่อไทย (ให้ร่วมมือจัดการระบอบสีน้ำเงิน)”

เขาว่า “เจอต๋อม (ชัยธวัช ตุลาธน บอก) พวกผมยังไม่ได้เรียกร้องอะไรเพื่อไทยเลยนะพี่” แต่ ภูมิธรรม เขียนไปแล้ว “อย่าใช้ลีลาทางการเมืองที่แสดงตัวเป็นคนดีย์ เป็นคนคิดดี แล้วชี้ความผิดมาที่พรรคเพื่อไทย ว่าถ้าไม่ทำอะไรเลยก็เท่ากับเพื่อไทยนั้นผิดมหันต์”

อีกตอน “พรรคการเมืองใดทำอะไรไว้ ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเอง” ไม่รู้ก้มดูตัวเองด้วยหรือเปล่า “หยุดเถิดครับ ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด...ไม่ต้องมายุ่งก้าวก่ายการตัดสินใจภายในของคนอื่น พรรคอื่น” นี่ใช่ช่วงก่อนจะให้เลือก ชัยเกษม หรือเปล่า

เอาเถอะ อ่านต่อ อธึกกิต อีกนิด ที่ว่า “กระแสไล่บี้ กกต. ต่อต้านระบอบสีน้ำเงิน มันไม่ได้เป็นของส้ม ส้มมันแค่ไฮแจค แต่มันเป็นฉันทามติสังคม” ไหงผลักไปเป็นของส้มคนเดียว ร้อนตัวเกินไปไหม “ถ้ามันถึงจุดที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เพื่อไทยก็ต้องประเมินกระแสอีกทีแหละ เพื่อไทยไม่ได้คิดจะศิโรราบภูมิใจไทยตลอดไปหรอก ถ้ามีโอกาส ถ้าภูมิใจไทยย่อยยับ เพื่อไทยก็ฝันจะผลักอาจารย์เชนเสียบ” อยู่แล้ว มิใช่หรือ ฉะนั้นตอนนี้ “วางตัวเงียบๆ เนียนๆ แหละดีที่สุด”

เค้าว่า “เพราะในปีกรัฐบาล เพื่อไทยยังภาพลักษณ์ดีกว่าภูมิใจไทยเยอะ” จะให้ดีลองฟังพวกเด็กที่คุณเคยว่า ฟันไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเสียมั่ง “ผมก็หวังเพียงว่า” วิโรจน์ ลักขณาอดิสร ตอบ “ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ไม่ว่าใครเคยเลือกใคร และ

ไม่ว่าในอดีตแต่ละพรรคจะเคยตัดสินใจอย่างไร เรื่องที่ควรได้รับการตรวจสอบก็ต้องได้รับการตรวจสอบ และกฎหมายก็ควรถูกบังคับใช้อย่างตรงไปตรงมา เพราะท้ายที่สุดแล้ว”

การวางเฉยต่อการทุจริตคดโกง จะถูกตีความว่า ให้ท้าย ก็เป็นได้

หมายเหตุ : ย่อหน้าสุดท้าย เราว่าเอง

(https://www.facebook.com/wirojlak/posts/mMQZqNs, https://www.facebook.com/baitongpost/posts/2c2NvWuNh2 และ https://www.facebook.com/pwechayachai/posts/2beeRLaBYHm)