
Pattara Kiatisevi
12 hours ago
·
ถ้าต้องควักเงิน 1600 ล้านมาพัฒนา AI ให้คนไทย?
ผมจะแบ่งเงินออกเป็น 4 ก้อนดังต่อไปนี้
1. ปลายน้ำ 400 ล้าน++
ยกระดับความรู้ด้าน AI (AI Literacy) ของประชาชนทั่วๆ ไป ให้รู้จักเทคโนโลยี AI เข้าใจว่าอะไรคือ AI ด้วยการสัมผัสจริง ลองใช้จริง และรู้จักการนำ AI ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตของตน พูดง่ายๆ มีอะไรก็รู้จักเปิด ChatGPT, Gemini ปรึกษา AI ให้ช่วย ก็เหมือนกับที่รู้จักเปิด Google เพื่อ search
งบในส่วนนี้ คือการถ่ายทอดความรู้ จัดคำสื่อ จัดอบรมและขยายผลในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพ เหมาะกับคนหมู่มาก
**** ไม่จำเป็นจะต้องไปจ่ายเงินซื้อบริการ AI จากต่างประเทศแม้แต้บาทเดียว
เพราะบริการ AI ยี่ห้อดังๆ ทั้งหลาย ChatGPT, Gemini, Claude ล้วนมีรุ่นฟรีให้ใช้งาน ซึ่งเพียงพอสำหรับผู้ใช้กลุ่มนี้อย่างแน่นอน ไม่ได้ความจำเป็นต้องใช้รุ่น Pro
แต่สำหรับคนที่เริ่มจากกลุ่มนี้แต่มีศักยภาพสูงที่จะใช้ AI ให้มากกว่านี้ ก็จะถือว่าขยับตนเองไปสู่กลุ่มถัดไปครับ ไม่ใช่ว่าไปซื้อ Pro หว่านให้คนกลุ่มนี้
นอกจากไม่ต้องควักเงินซื้อบริการ AI แล้วที่ผมใส่ว่า 400 ล้าน++ หมายถึง บริษัทเหล่านั้นจะมาช่วยลงขันสนับสนุนกิจกรรมในกลุ่มนี้ด้วยซ้ำ เพราะเราช่วยโปรโมตให้คนใช้บริการของเค้า (เค้าจะมีโอกาสสร้างรายได้จากคนที่ใช้เยอะๆ และหันไปสมัครรุ่น Pro อยู่แล้ว) ดังนั้น เผลอๆ สื่อการสอน, คน และงบที่ต้องใช้บางส่วนสำหรับกลุ่มนี จะมาจากบริษัทเหล่านี้ที่เขามาช่วย
คงไม่มีบริษัทไหนที่อยากตกขบวน
การตั้งเป้าให้ 10-20 ล้านคน มี AI Literacy ไม่เกินเลย เพราะมันไม่ได้ใช้ยาก ถามว่ามันยากกว่าการใช้ Google search หรือ เล่น Tiktok ตรงไหน และคนไทยมี Tiktok literacy เท่าไหร่ ทำไมเล่นกันเป็นทุกหัวระแหง ภาครัฐได้ไปสอนใช้หรือไม่? แล้วนี่มีงบมาให้ตั้ง 400 ล้าน++ เลยเชียวนะ
2. นักพัฒนา 400 ล้าน++
ส่วนนี้คือผู้ที่ใช้ AI เป็นอยู่แล้ว มีศักยภาพที่จะนำไปต่อยอดในงานของตนซึ่งคนพวกนี้ ในปัจจุบัน ก็ควักเงินซื้อ Pro package เดือนละ 600 บาท+ กันอยู่แล้ว เหตุที่ซื้อก็เพราะมันช่วยงานได้มากกว่า 600 บาท เค้าถึงยอมซื้อครับ
ถามว่าภาครัฐจำเป็นต้องไปควักตังค์จ่าย 600 บาท แทนพวกนี้หรือไม่ ก็ไม่จำเป็น เพราะเป็นการลงทุนในอาชีพของเขาอยู่แล้ว
แต่สำหรับพวกนี้เอาจริงๆ แพ็คเกจ Pro ก็ไม่พอ เพราะเค้าใช้เอาประยุกต์ใช้ในปริมาณมากๆ จนเกินโควต้าที่ Pro มีให้ซะอีก ถ้าใช้เยอะจริงๆ พวกนี้จะต้องจ่ายเงินในแบบ pay per use หรือที่เรียกกันว่าจ่ายค่า tokens ซึ่งมันจะมหาศาลมาก ถ้าใช้เยอะๆ อันนี้ผมว่ารัฐฯ อาจควรช่วยเหลือ
เพื่อช่วยตรงนี้ ผมจะเอาเงิน 400 ล้าน++ มาซื้อทรัพยากรเครื่องคอมพิวเตอร์ + GPU และปล่อยเป็นบริการ AI ฟรี สำหรับคนไทย โดยใช้ Open Source model และให้คนในกลุ่ม 3 และกลุ่ม 4 ด้านล่าง มาบริหารจัดการ ให้เป็นบริการที่รันโดยคนไทย เพื่อคนไทย
สิ่งที่ได้ก็คือ นักพัฒนาไทยจะมีที่ให้ใช้งาน AI tokens ในปริมาณมากๆ แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งเดี๋ยวนี้ Open Source model เก่งขึ้นมาก ใช้ในงานได้จริงๆ และคนกลุ่ม 2 นี้ก็อาจจะผลิตผลงานเจ๋งๆ ได้มากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย
และคนในกลุ่ม 3+4 จะมีโจทย์ที่ท้าทาย ที่จะต้องทำให้มันเก่งขึ้นไปอีก ตอบโจทย์การใช้งานให้มากที่สุด เรียกว่า win-win ทุกฝ่าย
ส่วนบริการต่างประเทศ ไม่ต้องไปห่วงเค้า จากฐานผู้ใช้ที่เราปั้นให้เค้าใน 1) ก็แน่นอนต้องมีบางส่วนควักเงินซื้อของเค้าอยู่แล้ว รวมถึงนักพัฒนาในกลุ่มที่ 2 นี้ บางส่วนถ้า advanced จริงๆ เค้าก็จำเป็นต้องใช้บริการต่างประเทศอยู่แล้ว
3. ผู้ประกอบการ 400 ล้าน+
โจทย์คือ ทำให้คนไทยรู้จักและใช้ AI (กลุ่มที่ 1 ข้างบน) มันเป็นโจทย์ที่แคบเกินไป
สุดท้าย ถ้าเรามีแต่ผู้ใช้ ถามว่าประเทศไทยได้อะไร? ได้เสียเงินออกนอกประเทศตลอดปีและตลอดไป
เราต้องสร้างผู้ประกอบการด้วย สิ้นสุดโครงการ เราต้องมีผู้ประกอบการด้าน AI ที่เก่งๆ เกิดขึ้น ที่ผ่านโจทย์ยากๆ ระดับประเทศมาแล้ว และพร้อมที่จะแข่งขันในระดับโลก
ผู้ประกอบการต้องการอะไร? ผมมองว่าต้องการโจทย์ที่ท้าทาย และทรัพยากรสนับสนุน เงินส่วนนี้เอามาให้ผู้ประกอบการไทยนี่แหละ ขับเคลื่อนระบบในข้อ 2 ทำให้ประชาชนใช้งานให้ได้ และผมว่าเงินยังเหลือ ก็จัดหาทรัพยากรให้ผู้ประกอบการใช้ ซึ่งโดยปกติจะต้องการใช้ AI tokens ในระดับที่หนักขึ้นไปกว่านักพัฒนารายคนๆ ไปเสียอีก รวมถึงเอางบมาบริหารจัดการผลักดันให้เกิด ecosystem ที่ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ ในส่วนนี้สมาคมฯ วิชาชีพที่เกี่ยวข้องต่างๆ อาจมาช่วยร่วมขับเคลื่อนด้วย
4. ต้นน้ำ 400 ล้าน+
ต้นน้ำ คือ แก่นแท้ของเทคโนโลยี AI ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้าง/fine-tune model, การจัดเตรียม data, การทำ AI harness ให้ประกอบร่างกันเป็นบริการที่ใช้งานได้จริง, งานวิจัยในเชิงลึกต่างๆ, รวมถึงเรื่องฮาร์ดแวร์
ซึ่งจะว่าไปเมืองไทยเรายังไม่ได้มีบทบาทมากนักในส่วนนี้ เทียบกับมหาอำนาจทั้งหลาย
อย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้แข่งขันได้ในอนาคต เราก็ต้องมีนักวิจัยและพัฒนาของไทย นำโดยศูนย์แห่งชาติและมหาวิทยาลัยทั้งหลาย ที่มีความรู้ที่ลึกซึ้งในด้าน AI ในระดับโลก, สามารถผลิตผลงานวิจัยในระดับลึกซึ้ง รวมถึงผลิตสิ่งที่ "จำเป็น" สำหรับเมืองไทย เช่น model ของไทย (ซึ่งหลายที่ก็ทำอยู่แล้ว ก็ต่อยอดให้ดีขึ้นไป) และสำคัญที่สุด คือ รวมกลุ่มกัน อาจจะรวมตัวเป็นสภาฯ หรือ สมาคมผู้เชี่ยวชาญในมุมวิชาการด้าน AI ที่จะให้คำตอบ ในเชิงวิชาการ ให้คำปรึกษาแก่กลุ่ม 1-3 ได้ว่า ประเทศไทยควรจะเดินอย่างไรในเรื่อง AI และนำพาคนทุกกลุ่มให้ไปในทางที่เหมาะสม ซึ่งไม่ควรจะแค่เป็นการซื้อบริการต่างประเทศมาใช้อย่างเดียว แต่ก็คงจะไม่ใช้การไปทุ่มทรัพยากรในเรื่องต้องใช้เงินมหาศาล ซึ่งประเทศไทยอาจจะแข่งไม่ทันแล้ว ซึ่งก็จะเปล่าประโยชน์ คนไทยที่เก่งจริงๆ มีเยอะ แค่ต้องมีกลไกให้เค้ามาช่วยทำงานให้ได้
ถ้าทำได้นี้ ก็จะได้ผลดีต่อประเทศชาติในทั้ง 4 ระดับ เดินหน้าไปพร้อมๆ กัน และหลังจากจากนั้น หวังได้ว่า ประเทศไทยในจุดที่ "มีอนาคต" ที่จะแข่งขันในโลกได้หลังจบโครงการ ไม่ใช่แค่ใช้ AI เป็น!
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10163501752093924&set=a.400405303923


ดูรายชื่อผู้ต้องขังการเมืองปี 2569 : 



.jpg)