วันจันทร์, มิถุนายน 01, 2569

ด้วยงบ 1,600 ล้านบาท มีคนเสนอ แผนพัฒนา AI เพื่อให้ประเทศมีอนาคต แข่งขันกับคนอื่นได้


Pattara Kiatisevi
12 hours ago
·
ถ้าต้องควักเงิน 1600 ล้านมาพัฒนา AI ให้คนไทย?

ผมจะแบ่งเงินออกเป็น 4 ก้อนดังต่อไปนี้

1. ปลายน้ำ 400 ล้าน++

ยกระดับความรู้ด้าน AI (AI Literacy) ของประชาชนทั่วๆ ไป ให้รู้จักเทคโนโลยี AI เข้าใจว่าอะไรคือ AI ด้วยการสัมผัสจริง ลองใช้จริง และรู้จักการนำ AI ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตของตน พูดง่ายๆ มีอะไรก็รู้จักเปิด ChatGPT, Gemini ปรึกษา AI ให้ช่วย ก็เหมือนกับที่รู้จักเปิด Google เพื่อ search

งบในส่วนนี้ คือการถ่ายทอดความรู้ จัดคำสื่อ จัดอบรมและขยายผลในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพ เหมาะกับคนหมู่มาก

**** ไม่จำเป็นจะต้องไปจ่ายเงินซื้อบริการ AI จากต่างประเทศแม้แต้บาทเดียว

เพราะบริการ AI ยี่ห้อดังๆ ทั้งหลาย ChatGPT, Gemini, Claude ล้วนมีรุ่นฟรีให้ใช้งาน ซึ่งเพียงพอสำหรับผู้ใช้กลุ่มนี้อย่างแน่นอน ไม่ได้ความจำเป็นต้องใช้รุ่น Pro

แต่สำหรับคนที่เริ่มจากกลุ่มนี้แต่มีศักยภาพสูงที่จะใช้ AI ให้มากกว่านี้ ก็จะถือว่าขยับตนเองไปสู่กลุ่มถัดไปครับ ไม่ใช่ว่าไปซื้อ Pro หว่านให้คนกลุ่มนี้

นอกจากไม่ต้องควักเงินซื้อบริการ AI แล้วที่ผมใส่ว่า 400 ล้าน++ หมายถึง บริษัทเหล่านั้นจะมาช่วยลงขันสนับสนุนกิจกรรมในกลุ่มนี้ด้วยซ้ำ เพราะเราช่วยโปรโมตให้คนใช้บริการของเค้า (เค้าจะมีโอกาสสร้างรายได้จากคนที่ใช้เยอะๆ และหันไปสมัครรุ่น Pro อยู่แล้ว) ดังนั้น เผลอๆ สื่อการสอน, คน และงบที่ต้องใช้บางส่วนสำหรับกลุ่มนี จะมาจากบริษัทเหล่านี้ที่เขามาช่วย

คงไม่มีบริษัทไหนที่อยากตกขบวน

การตั้งเป้าให้ 10-20 ล้านคน มี AI Literacy ไม่เกินเลย เพราะมันไม่ได้ใช้ยาก ถามว่ามันยากกว่าการใช้ Google search หรือ เล่น Tiktok ตรงไหน และคนไทยมี Tiktok literacy เท่าไหร่ ทำไมเล่นกันเป็นทุกหัวระแหง ภาครัฐได้ไปสอนใช้หรือไม่? แล้วนี่มีงบมาให้ตั้ง 400 ล้าน++ เลยเชียวนะ

2. นักพัฒนา 400 ล้าน++

ส่วนนี้คือผู้ที่ใช้ AI เป็นอยู่แล้ว มีศักยภาพที่จะนำไปต่อยอดในงานของตนซึ่งคนพวกนี้ ในปัจจุบัน ก็ควักเงินซื้อ Pro package เดือนละ 600 บาท+ กันอยู่แล้ว เหตุที่ซื้อก็เพราะมันช่วยงานได้มากกว่า 600 บาท เค้าถึงยอมซื้อครับ

ถามว่าภาครัฐจำเป็นต้องไปควักตังค์จ่าย 600 บาท แทนพวกนี้หรือไม่ ก็ไม่จำเป็น เพราะเป็นการลงทุนในอาชีพของเขาอยู่แล้ว

แต่สำหรับพวกนี้เอาจริงๆ แพ็คเกจ Pro ก็ไม่พอ เพราะเค้าใช้เอาประยุกต์ใช้ในปริมาณมากๆ จนเกินโควต้าที่ Pro มีให้ซะอีก ถ้าใช้เยอะจริงๆ พวกนี้จะต้องจ่ายเงินในแบบ pay per use หรือที่เรียกกันว่าจ่ายค่า tokens ซึ่งมันจะมหาศาลมาก ถ้าใช้เยอะๆ อันนี้ผมว่ารัฐฯ อาจควรช่วยเหลือ

เพื่อช่วยตรงนี้ ผมจะเอาเงิน 400 ล้าน++ มาซื้อทรัพยากรเครื่องคอมพิวเตอร์ + GPU และปล่อยเป็นบริการ AI ฟรี สำหรับคนไทย โดยใช้ Open Source model และให้คนในกลุ่ม 3 และกลุ่ม 4 ด้านล่าง มาบริหารจัดการ ให้เป็นบริการที่รันโดยคนไทย เพื่อคนไทย

สิ่งที่ได้ก็คือ นักพัฒนาไทยจะมีที่ให้ใช้งาน AI tokens ในปริมาณมากๆ แบบไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งเดี๋ยวนี้ Open Source model เก่งขึ้นมาก ใช้ในงานได้จริงๆ และคนกลุ่ม 2 นี้ก็อาจจะผลิตผลงานเจ๋งๆ ได้มากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

และคนในกลุ่ม 3+4 จะมีโจทย์ที่ท้าทาย ที่จะต้องทำให้มันเก่งขึ้นไปอีก ตอบโจทย์การใช้งานให้มากที่สุด เรียกว่า win-win ทุกฝ่าย

ส่วนบริการต่างประเทศ ไม่ต้องไปห่วงเค้า จากฐานผู้ใช้ที่เราปั้นให้เค้าใน 1) ก็แน่นอนต้องมีบางส่วนควักเงินซื้อของเค้าอยู่แล้ว รวมถึงนักพัฒนาในกลุ่มที่ 2 นี้ บางส่วนถ้า advanced จริงๆ เค้าก็จำเป็นต้องใช้บริการต่างประเทศอยู่แล้ว

3. ผู้ประกอบการ 400 ล้าน+

โจทย์คือ ทำให้คนไทยรู้จักและใช้ AI (กลุ่มที่ 1 ข้างบน) มันเป็นโจทย์ที่แคบเกินไป

สุดท้าย ถ้าเรามีแต่ผู้ใช้ ถามว่าประเทศไทยได้อะไร? ได้เสียเงินออกนอกประเทศตลอดปีและตลอดไป

เราต้องสร้างผู้ประกอบการด้วย สิ้นสุดโครงการ เราต้องมีผู้ประกอบการด้าน AI ที่เก่งๆ เกิดขึ้น ที่ผ่านโจทย์ยากๆ ระดับประเทศมาแล้ว และพร้อมที่จะแข่งขันในระดับโลก

ผู้ประกอบการต้องการอะไร? ผมมองว่าต้องการโจทย์ที่ท้าทาย และทรัพยากรสนับสนุน เงินส่วนนี้เอามาให้ผู้ประกอบการไทยนี่แหละ ขับเคลื่อนระบบในข้อ 2 ทำให้ประชาชนใช้งานให้ได้ และผมว่าเงินยังเหลือ ก็จัดหาทรัพยากรให้ผู้ประกอบการใช้ ซึ่งโดยปกติจะต้องการใช้ AI tokens ในระดับที่หนักขึ้นไปกว่านักพัฒนารายคนๆ ไปเสียอีก รวมถึงเอางบมาบริหารจัดการผลักดันให้เกิด ecosystem ที่ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ ในส่วนนี้สมาคมฯ วิชาชีพที่เกี่ยวข้องต่างๆ อาจมาช่วยร่วมขับเคลื่อนด้วย

4. ต้นน้ำ 400 ล้าน+

ต้นน้ำ คือ แก่นแท้ของเทคโนโลยี AI ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้าง/fine-tune model, การจัดเตรียม data, การทำ AI harness ให้ประกอบร่างกันเป็นบริการที่ใช้งานได้จริง, งานวิจัยในเชิงลึกต่างๆ,​ รวมถึงเรื่องฮาร์ดแวร์

ซึ่งจะว่าไปเมืองไทยเรายังไม่ได้มีบทบาทมากนักในส่วนนี้ เทียบกับมหาอำนาจทั้งหลาย

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้แข่งขันได้ในอนาคต เราก็ต้องมีนักวิจัยและพัฒนาของไทย นำโดยศูนย์แห่งชาติและมหาวิทยาลัยทั้งหลาย ที่มีความรู้ที่ลึกซึ้งในด้าน AI ในระดับโลก, สามารถผลิตผลงานวิจัยในระดับลึกซึ้ง รวมถึงผลิตสิ่งที่ "จำเป็น" สำหรับเมืองไทย เช่น model ของไทย (ซึ่งหลายที่ก็ทำอยู่แล้ว ก็ต่อยอดให้ดีขึ้นไป) และสำคัญที่สุด คือ รวมกลุ่มกัน อาจจะรวมตัวเป็นสภาฯ​ หรือ สมาคมผู้เชี่ยวชาญในมุมวิชาการด้าน AI ที่จะให้คำตอบ ในเชิงวิชาการ ให้คำปรึกษาแก่กลุ่ม 1-3 ได้ว่า ประเทศไทยควรจะเดินอย่างไรในเรื่อง AI และนำพาคนทุกกลุ่มให้ไปในทางที่เหมาะสม ซึ่งไม่ควรจะแค่เป็นการซื้อบริการต่างประเทศมาใช้อย่างเดียว แต่ก็คงจะไม่ใช้การไปทุ่มทรัพยากรในเรื่องต้องใช้เงินมหาศาล ซึ่งประเทศไทยอาจจะแข่งไม่ทันแล้ว ซึ่งก็จะเปล่าประโยชน์ คนไทยที่เก่งจริงๆ มีเยอะ แค่ต้องมีกลไกให้เค้ามาช่วยทำงานให้ได้

ถ้าทำได้นี้ ก็จะได้ผลดีต่อประเทศชาติในทั้ง 4 ระดับ เดินหน้าไปพร้อมๆ กัน และหลังจากจากนั้น หวังได้ว่า ประเทศไทยในจุดที่ "มีอนาคต" ที่จะแข่งขันในโลกได้หลังจบโครงการ ไม่ใช่แค่ใช้ AI เป็น!
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10163501752093924&set=a.400405303923




OpenAI ทุ่มเงิน 300 ล้านดอลลาร์ร่วมกับรัฐบาลสิงคโปร์ ยกระดับทักษะด้าน AI หัวใจสำคัญของแผนนี้คือการเปิดห้องปฏิบัติการ OpenAI Singapore Applied AI Lab มุ่งเน้นการพัฒนาภารกิจ AI ในภาคบริการสาธารณะ การเงิน และการดูแลสุขภาพ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในสิงคโปร์



OpenAI ทุ่มเงิน 300 ล้านดอลลาร์เพื่อยกระดับทักษะด้าน AI และนำเสนอเครื่องมือและโซลูชันสำหรับธุรกิจในสิงคโปร์

สิงคโปร์ – OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT ได้ทุ่มเงินกว่า 300 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างภาคส่วนปัญญาประดิษฐ์ประยุกต์ (AI) ในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นสาขาที่กำลังเติบโตโดยมุ่งเน้นการบูรณาการโมเดล AI เข้ากับขั้นตอนการทำงานประจำวันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

หัวใจสำคัญของแผนนี้คือการเปิดห้องปฏิบัติการ OpenAI Singapore Applied AI Lab ซึ่งเป็นแห่งแรกนอกสหรัฐอเมริกา ห้องปฏิบัติการแห่งนี้จะมุ่งเน้นการพัฒนาภารกิจ AI ในภาคบริการสาธารณะ การเงิน และการดูแลสุขภาพ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในสิงคโปร์

ยังไม่มีการระบุระยะเวลาสำหรับการลงทุน 300 ล้านดอลลาร์นี้

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม OpenAI ได้ลงนามในข้อตกลงกับกระทรวงการพัฒนาและสารสนเทศดิจิทัล (MDDI) ในชื่อ OpenAI for Singapore ซึ่งประกอบด้วยเสาหลักความร่วมมือสามประการ การลงนามความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นที่งาน ATxSummit ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม Asia Tech x Singapore ที่จัดขึ้นที่ Capella Singapore

“ด้วยโครงการ OpenAI for Singapore เราต้องการช่วยให้องค์กรต่างๆ ได้รับประโยชน์จาก AI ระดับแนวหน้ามากขึ้น สนับสนุนบุคลากรด้าน AI รุ่นใหม่ในท้องถิ่น และขยายการเข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ไปทั่วประเทศ” เดนิส เดรสเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ของ OpenAI กล่าว

“เนื่องจาก AI กำลังเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ ธุรกิจ และกำลังแรงงาน การตอบสนองของสิงคโปร์จึงเป็นไปอย่างรอบคอบ: การเติบโตของภาคส่วนใหม่ๆ การยึดครองบริษัทระดับโลกที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าในประเทศ และการเตรียมความพร้อมให้ประชาชนของเรามีทักษะในการเติบโตในสภาพแวดล้อมใหม่นี้” นายชง ไค ฟง ปลัดกระทรวงการพัฒนาและสารสนเทศดิจิทัล (MDDI) กล่าว

“ความร่วมมือกับ OpenAI ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาศักยภาพด้าน AI ของสิงคโปร์ เสริมสร้างการนำ AI ไปใช้ในองค์กร และรักษาตำแหน่งงานที่ดีสำหรับชาวสิงคโปร์”

เสาหลักสำคัญคือห้องปฏิบัติการ AI ประยุกต์ของ OpenAI สิงคโปร์ ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างทีมวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่พร้อมปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยคาดว่าจำนวนตำแหน่งงานดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 200 ตำแหน่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

วิศวกรที่ปฏิบัติงานภาคสนาม (Forward-deployed engineer) คือบทบาทลูกผสมระหว่างธุรกิจและเทคนิคสำหรับวิศวกรซอฟต์แวร์ วิศวกรเหล่านี้ทำงานร่วมกับบริษัทโดยตรงเพื่อแก้ไขปัญหาทางธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริง และปลดล็อกแหล่งคุณค่าใหม่ๆ

มีรายงานว่า ประกาศรับสมัครงานสำหรับวิศวกรที่ปฏิบัติงานภาคสนามเพิ่มขึ้นมากกว่า 700 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ณ เดือนเมษายน

OpenAI จะเปิดตัวโครงการวิศวกรที่ปฏิบัติงานภาคสนามที่นี่ เพื่อฝึกอบรมวิศวกรซอฟต์แวร์ระดับกลางให้สร้างระบบ AI ในโลกแห่งความเป็นจริง

ห้องปฏิบัติการแห่งนี้จะให้การสนับสนุนการดำเนินงานที่สอดคล้องกับพันธกิจด้าน AI และลำดับความสำคัญระดับชาติของสิงคโปร์—ซึ่งนายกรัฐมนตรี Lawrence Wong ได้ประกาศไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์—โดยครอบคลุมในหลากหลายสาขา อาทิ บริการสาธารณะ การดูแลสุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

เสาหลักที่สองมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI โดย OpenAI จะร่วมมือกับภาคการศึกษาของสิงคโปร์ในการจัดทำโครงการเสริมสร้างศักยภาพและการสร้างความร่วมมือด้านการวิจัย ซึ่งรวมถึงการจัดเวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติภายใต้สาขาท้องถิ่นของ OpenAI Academy ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการฝึกอบรมออนไลน์ของบริษัท

OpenAI ระบุด้วยว่าจะยังคงเดินหน้าทำงานร่วมกับหน่วยงานพัฒนาสื่อและสารสนเทศ (IMDA) และ AI Singapore ภายใต้โครงการ AIxTech เพื่อยกระดับความเชี่ยวชาญด้าน AI ในกลุ่มบุคลากรสายเทคโนโลยี โดยรวมถึงการเปิดโอกาสให้เข้าถึง Codex ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยเขียนโค้ด (Coding Agent) ของ OpenAI

สำหรับเสาหลักที่สามในหัวข้อ "AI for All" นั้น จะช่วยให้บุคคลทั่วไป ภาคธุรกิจ และสตาร์ทอัพ สามารถเข้าถึงเครื่องมือและความเชี่ยวชาญด้าน AI ได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ผ่านโครงการริเริ่มต่างๆ ที่ได้รับการพัฒนาร่วมกันโดย OpenAI

โครงการเหล่านี้ประกอบด้วยแอปพลิเคชัน AI ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อช่วยยกระดับรูปแบบการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับบริการสาธารณะ, โครงการ AI Accelerator ซึ่งให้บริการคำปรึกษาทางเทคนิคและการสนับสนุนแก่สตาร์ทอัพทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการจัดเวิร์กช็อปสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

นอกจากนี้ จะมีการพัฒนาเนื้อหาที่ปรับให้เหมาะสมกับบริบทท้องถิ่นสำหรับโครงการ SkillsFuture เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพด้าน AI ในวงกว้าง

ที่มา Straits Times
OpenAI commits $300m to boost AI skills, offer tools and solutions for businesses in Singapore

https://www.straitstimes.com/tech/openai-commits-300m-to-boost-ai-skills-solve-business-problems-in-singapore




บีบีซีไทยสนทนากับ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยามผู้นิยามตนเองว่าเป็น ‘อนุรักษนิยม’ เกี่ยวกับบทบาทขององคมนตรี หลังเกิดข้อถกเถียงจากกรณีร่วมประชุมหน่วยราชการ

https://www.facebook.com/reel/1326449969505632



โฮปเวลล์ 2 ? บริษัทรับเหมาจีน หยุดก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง สัญญาที่ 3-5 ช่วงโคกกรวด-นครราชสีมา อ้างว่าบริษัทคู่สัญญา ไม่ชำระค่างวดงานให้ทางบริษัทจีน ชาวบ้านในพื้นที่ยืนยัน ไม่มีคนงานมาทำงานแล้วกว่า 2 เดือนแล้ว

https://www.facebook.com/reel/26630124393325798



#ยืนหยุดทรราชw165 30 พฤษภาคม 2569 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีนักโทษการเมืองพ้นโทษไป 2 คน ตอนนี้จึงมีนักโทษการเมือง 61 คน

https://www.facebook.com/watch/?v=967724562526594


https://www.facebook.com/wetheequalcitizen/posts/1008819918166675
.....


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
15 hours ago
·
รายชื่อผู้ต้องขังการเมืองประจำเดือนพฤษภาคม 2569
.
.
ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 มีผู้ต้องขังในคดีที่มีเหตุจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองลดลงเล็กน้อย เป็นอย่างน้อย 61 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 34 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน)
.
ในจำนวนนี้ แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 25 คน และเป็นผู้ต้องขังสิ้นสุดแล้ว 35 คน และยังมีเยาวชน 1 คน ถูกคุมขังในสถานพินิจฯ ในคดีที่สิ้นสุดแล้ว
.
ในเดือนที่ผ่านมา นับสถิติจำนวนผู้ต้องขังลดลง 2 ราย ได้แก่ กรณีของ “อนุชา” ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษธนบุรี หลังถูกคุมขังจนครบกำหนดโทษ และกรณีของ “ศุภกิจ” ที่ถูกคุมขังในคดีส่วนตัว แต่ศาลให้บวกโทษคดีชุมนุม #ม็อบ2พฤษภา64 เพิ่ม ทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุด เมื่อยื่นคำร้องขอให้ศาลแก้ไขโทษ และศาลไต่สวนแล้ว จึงมีคำสั่งให้แก้ไขโทษใหม่ ไม่บวกโทษเพิ่มอีก ทำให้เขาได้รับการปล่อยตัว
.
.
ดูรายชื่อผู้ต้องขังการเมืองปี 2569 : https://tlhr2014.com/archives/80978

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1402100915093708&set=a.656922386278235




รำลึกถึง คุณครูครอง จันดาวงศ์ ท่านตายอย่างวีรชน


The Momentum
19 hours ago
·
31 พฤษภาคม 2504
ประหารชีวิต ครอง จันดาวงศ์
.
เช้ามืดวันนี้ เมื่อ 65 ปีก่อน ครอง จันดาวงศ์ อดีตสส. สกลนคร และทองพันธ์ สุทธิมาศ ถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า ที่อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ตามคำสั่งของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
.
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่การเมืองไทยอยู่ภายใต้ระบอบอำนาจนิยมเต็มรูปแบบ หลังจอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2501 ยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภา ยุบพรรคการเมือง และใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2502 เปิดทางให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจล้นฟ้า สามารถสั่งการได้อย่างกว้างขวาง ในนามของความสงบเรียบร้อย และการป้องกันภัยคอมมิวนิสต์
.
ย้อนกลับไปยังประวัติของครอง จันดาวงศ์ เขาเคยเป็นครู เป็นนักเคลื่อนไหว เป็นอดีตเสรีไทยสายอีสาน เป็นนักเคลื่อนไหวหนึ่งในกลุ่มกบฏสันติภาพ และเป็นนักการเมือง ในฐานะสส. อำเภอสว่างแดนดิน สกลนคร แต่เส้นทางการเมืองของเขาอยู่ในห้วงเวลาที่ประชาธิปไตยลุ่มๆ ดอนๆ เขาเป็นสส. ครั้งแรกในปี 2493 ยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี สอบตกสส. ในปี 2495 และการเลือกตั้ง ‘กึ่งพุทธกาล’ ต้นปี 2500 และได้รับเลือกอีกครั้งในการเลือกตั้งเดือนกันยายน 2500
.
กระนั้นเอง ชีวิตสส. ของครองก็ไม่ได้ดำรงอยู่นาน จอมพลสฤษดิ์ทำรัฐประหารอีกครั้งในวันที่ 20 ตุลาคม 2501 ทันทีที่ยึดอำนาจ จอมพลสฤษดิ์จับกุมผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘คอมมิวนิสต์’ รวมกว่า 40 คน ทั้งนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นักศึกษา ผู้นำกรรมกร ทำให้ครองต้องหลบซ่อนอยู่นานหลายเดือนจนถึงต้นปี 2502 เมื่อมั่นใจว่าปลอดภัยจึงได้กลับบ้าน
.
เมื่อ ‘เว้นวรรค’ ทางการเมือง ครองได้เคลื่อนไหว รวบรวมมวลชน เพื่อทำกิจกรรมด้านการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกันดำนา เกี่ยวข้าว ปลูกบ้าน ทำคลองส่งน้ำ ในนามองค์กรสามัคคีธรรม จนสามารถรวบรวมมวลชนได้มากขึ้น และทำให้เจ้าหน้าที่รัฐในบัญชาของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์เริ่มไม่พอใจ
.
ขณะเดียวกัน เริ่มมีความเคลื่อนไหวในประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว เมื่อกองกำลังคอมมิวนิสต์เข้มแข็งมากขึ้น และมีความพยายามผลักดันให้ลาวเข้าสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ แน่นอนว่า คนไทยที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์อย่างครอง ย่อมกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของทางการ
.
วันที่ 6 พฤษภาคม 2504 รัฐบาลส่งตำรวจสันติบาล ตำรวจภูธร และตำรวจภูธรชายแดนกว่า 250 นาย เข้าจับกุมครอง และทองพันธ์ สุทธิมาศ นักเคลื่อนไหวอีกคนรวมถึงผู้สนับสนุนทั้งในพื้นที่จังหวัดสกลนคร จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดหนองคาย รวมทั้งสิ้นกว่า 148 คน ครองถูกนำตัวไปสอบสวนที่กรุงเทพฯ ทั้งยังถูกนำไปตัวไปพบกับจอมพลสฤษดิ์ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2504
.
ไม่กี่ชั่วโมงหลังเข้าพบจอมพลสฤษดิ์ เขาและทองพันธ์ถูกนำตัวกลับมายังจังหวัดสกลนคร ในเวลานั้น จอมพลสฤษดิ์มีอำนาจพิเศษคือมาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2502 ที่ให้อำนาจท่านผู้นำอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สามารถยิงเป้าผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการก่อกบฏ และภัยคอมมิวนิสต์ได้ หากเห็นว่าเป็นไปเพื่อป้องกันหรือระงับภัยอันกระทบต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจ หรือราชการแผ่นดิน คำสั่งตามมาตรานี้ให้ถือว่าเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
.
กล่าวอีกแบบคือ อำนาจฝ่ายบริหารในยุคนั้นสามารถข้ามผ่านกระบวนการตรวจสอบ ถ่วงดุล และกระบวนการยุติธรรมตามปกติได้อย่างแทบเบ็ดเสร็จ ชีวิตของผู้ถูกกล่าวหาจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการต่อสู้คดีในศาลเท่านั้น แต่อยู่ภายใต้ดุลพินิจของผู้นำรัฐบาลทหาร
.
ครองและทองพันธ์ถูกประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าโดยใช้กระสุนมากกว่า 90 นัด
.
ก่อนเสียชีวิต ครองถูกจดจำจากวลีที่ว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” ซึ่งถูกนำมาอ้างอิงซ้ำหลายครั้งในการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยว่าเป็นถ้อยคำสุดท้ายก่อนที่ครองจะถูกประหารชีวิต แม้ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าครองได้กล่าวคำนั้นจริง เพราะในเวลานั้น หนังสือพิมพ์ถูกเซนเซอร์อย่างเข้มงวดโดยรัฐไทย ถ้อยคำดังกล่าวปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเด่นชัดในราว 34 ปีให้หลัง ในหนังสืองานฌาปนกิจศพ ครอง และ ทองพันธ์ ในปี 2538
.
วลีดังกล่าวจึงกลายเป็นหนึ่งในถ้อยคำทางการเมืองที่ทรงพลัง และถูกอ้างถึงซ้ำอย่างแพร่หลายในการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยไทย
.
ส่วนชื่อของครอง จันดาวงศ์ ยังคงถูกจดจำในฐานะสัญลักษณ์ของประชาชนที่ถูกบดขยี้ภายใต้อำนาจรัฐเบ็ดเสร็จ ด้วยกฎหมายพิเศษที่เปิดทางให้ผู้นำสามารถตัดสินชะตาชีวิตผู้คนได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมตามปกติ และเป็นคำเตือนว่า เมื่อรัฐอ้างความมั่นคงเพื่อยกเว้นสิทธิขั้นพื้นฐาน สิ่งที่ถูกทำลายไปพร้อมกับชีวิตของผู้ถูกกล่าวหา คือหลักประกันความเป็นธรรมของสังคมทั้งสังคม
.
ภาพ: สถาบันปรีดี พนมยงค์
.
อ้างอิง
- https://theisaanrecord.co/.../20/killing-krong-jandawong-1/
- https://pridi.or.th/th/content/2022/05/1119
- https://www.the101.world/documentary-krong-chandawong/
.
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1452806136893432&set=a.654659416708112




การที่รัฐบาลอยากจะนำไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD Organisation for Economic Co-operation and Development ไม่ง่าย ต้องเจออุปสรรคเพียบ


Te Neti
Yesterday
·
การเข้าร่วม OECD กับ สถาบันกษัตริย์ เกี่ยวกันหรือไม่?

เห็นรัฐบาลสีน้ำเงินตั้งเป้าว่าจะนำไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD Organisation for Economic Co-operation and Development องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว

วันก่อนที่ไปเสิร์ชหา หลักเกณฑ์การจัดอันดับประเทศคอรัปชั่น แล้วพบว่าหนึ่งในตัวชี้วัดคือ มีระบบเครือญาติ เส้นสาย ในระบบราชการมั้ย?

เลยไปถาม Gemini กับ ChatGPT ว่าหลักเกณฑ์การเข้าร่วม OECD มีเรื่องนี้หรือไม่ ถ้ามีขอลิงค์ด้วย (ถามพวกนี้ต้องถามหาลิงค์ เพราะกันตอบมั่ว)

ปรากฎเขาให้ลิงค์เว็บไซต์ OECD มาเลย
https://legalinstruments.oecd.org/.../ins.../OECD-LEGAL-0435

7. Promote a merit-based, professional, public sector dedicated to public-service values and good governance, in particular through:

a)ensuring human resource management that consistently applies basic principles, such as merit and transparency, to support the professionalism of the public service, prevents favouritism and nepotism, protects against undue political interference and mitigates risks for abuse of position and misconduct;

มาตรา 7 (Principle 7a): ระบุไว้ชัดเจนว่า ประเทศสมาชิกต้องสร้างระบบบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐที่ยึดหลักคุณธรรมและความโปร่งใส เพื่อ "ป้องกันระบบพวกพ้องและเครือญาติ" (Prevents favouritism and nepotism) รวมถึงปกป้องข้าราชการจากการแทรกแซงทางการเมืองที่ไม่เหมาะสม
————————————————
เพราะฉะนั้นการตั้งรัฐมนตรีที่ไม่มีความรู้ ความสามารถ แค่มีนามสกุลชิดชอบ แบบ ไชยชนก นี่น่าจะทำให้การเข้าร่วม OECD ยาก

นอกจากนี้ยังมีหลักเกณฑ์อื่นๆอีกเพียบ ในเรื่อง เสรีภาพในการแสดงความเห็น, เสรีภาพสื่อ, เสรีภาพทางวิชาการ, Rule of Law, Governance, Transparency, Public Integrity
————————————————

พอถามต่อว่า ปัญหาอะไรอื่นอีกที่คิดว่า ไทยจะมีโอกาสเข้าร่วม OECD ได้ยาก Gemini ก็ตอบตรงเกิน ลองอ่านดูครับ 555

“ถ้าตอบแบบไม่เกรงใจและมองตามเนื้อผ้าของหลักเกณฑ์ OECD สถาบันกษัตริย์ของไทย รวมถึง "โครงสร้างอำนาจที่เชื่อมโยงกับสถาบันฯ" ถือเป็นกลุ่มก้อนที่ขัดต่อหลักการ Public Integrity และ Accountability ของ OECD อย่างรุนแรงที่สุด และเป็นตอชิ้นใหญ่ที่ผ่านเกณฑ์ได้ยากที่สุดด้วยเหตุผลดังนี้ครับ:

1. งบประมาณและการตรวจสอบ (Financial Transparency)
มาตรฐานของ OECD บังคับว่า เงินภาษีของประชาชนทุกบาทที่ถูกจ่ายออกไปในระบบราชการและหน่วยงานรัฐ จะต้องถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานกลางที่มีความเป็นอิสระ (เช่นสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง.) และต้องเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส

ความขัดแย้ง: ในโครงสร้างของไทย งบประมาณส่วนราชการในพระองค์ รวมถึงทุนทรัพย์และทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ มีลักษณะเฉพาะที่ไม่เปิดให้กลไกภาคประชาชนหรือแม้กระทั่งรัฐสภาเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดเชิงลึกและอภิปรายได้อย่างเสรีเหมือนหน่วยงานราชการปกติ

2. ระบบเส้นสายและเครือข่ายอุปถัมภ์ (Patronage & Nepotism)
OECD ซีเรียสมากเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง (ทั้งทหาร ตำรวจ และข้าราชการพลเรือน) ว่าต้องเป็นระบบคุณธรรม (Merit-Based) ไม่มีการแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบ

ความขัดแย้ง: ในความเป็นจริงทางเมืองไทย เครือข่ายสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอำนาจนิยมหรือเครือข่ายรอบๆ สถาบันฯ มีอิทธิพลอย่างสูงในการโผแต่งตั้ง โยกย้าย หรือปูนบำเหน็จตำแหน่งสำคัญๆ (เช่น ผบ.เหล่าทัพ หรือหัวหน้าหน่วยงานความมั่นคง) ซึ่งนี่คือคำจำกัดความของระบบอุปถัมภ์ที่ OECD พยายามจะให้สมาชิกรื้อทิ้ง

3. กฎหมายอาญามาตรา 112 และเสรีภาพในการตรวจสอบ
หัวใจของ OECD คือการคุ้มครองคนแจ้งเบาะแส (Whistleblower) และการเปิดให้สื่อมวลชนกับประชาชนสามารถ "ตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์" ความไม่โปร่งใสของรัฐได้อย่างปลอดภัย

ความขัดแย้ง: ตราบใดที่ประเทศไทยยังมีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (ม.112) ที่ถูกบังคับใช้อย่างกว้างขวาง มันจะกลายเป็นกำแพงเหล็กที่บล็อกไม่ให้ใครกล้าแตะต้อง ตรวจสอบ หรือตั้งคำถามใดๆ กับโครงการ โครงสร้าง หรือบุคคลใดก็ตามที่มีความเกี่ยวข้องกับสถาบันฯ เพราะเสี่ยงต่อการติดคุก

สรุปแบบตรงไปตรงมา
ประเทศสมาชิก OECD อื่นๆ ที่มีกษัตริย์ (เช่น สหราชอาณาจักร สวีเดน หรือญี่ปุ่น) สถาบันกษัตริย์ของเขาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและยอมรับการตรวจสอบทางการเงินอย่างเข้มงวด มีการจำกัดบทบาทไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอย่างเด็ดขาด

แต่สำหรับบริบทของไทย หากรัฐบาลจะเอาใจ OECD จริงๆ เท่ากับว่ารัฐบาลต้องกล้าเข้าไป "จำกัดบทบาทและรื้อโครงสร้างเอกสิทธิ์" ของสถาบันฯ และกองทัพให้มาอยู่ใต้ระบบตรวจสอบสากล ซึ่งในทางปฏิบัติทางการเมืองไทยในปัจจุบัน แทบจะไม่มีรัฐบาลไหนกล้าทำ หรือถ้าขยับทำ ก็อาจจะนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองหรือการรัฐประหารก่อนที่จะได้เข้าเป็นสมาชิก OECD เสียด้วยซ้ำครับ”

https://www.facebook.com/photo/?fbid=26962280233457368&set=a.696962643749152






 

อะไรคือสิ่งที่เรียกว่า...ระบอบสีน้ำเงิน “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่มีอะไรเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ สื่อและนักวิชาการใช้คำนี้พูดถึงพรรคภูมิใจไทย แต่ก็ยังมีคนเอาสถาบันมาเป็นโล่


Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์

6 hours ago
·
❝ อะไรคือสิ่งที่เรียกว่า...ระบอบสีน้ำเงิน ❞
.
ในรัฐธรรมนูญที่คุณประยุทธ์คิดและคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ ทำ ใครคุม ส.ว.คนนั้นย่อมคุมประเทศ
.
ส.ว.ใหญ่กว่าผลเลือกตั้งจนพรรคแพ้เลือกตั้งได้ตั้งรัฐบาลอย่างคุณประยุทธ์และพรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกับได้ตั้งคนยุบพรรค, คนอุ้มนักการเมืองโกง และคนตัดสิทธิ์นักการเมืองใน กกต., ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ
.
ทั้งหมดนี้คือปฐมบทของคำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่รัฐบาลคุม ส.ว. และ ส.ว.คุมประเทศผ่านอำนาจตั้งองค์กรอิสระอย่าง กกต., ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมมนูญ
.
ใครคุม ส.ว.จึงอาจถูกกล่าวหาว่าสามารถอุ้มคนโกง, ล้มรัฐบาล, ปล่อยทุจริตเลือกตั้ง, เลือกนายกฯ, ตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต, ยุบพรรคฝ่ายตรงข้าม ฯลฯ ได้ตลอดเวลา
.
ตัวเลขโดยประมาณคือวุฒิสภาตอนนี้มี ส.ว.สีน้ำเงินไม่ต่ำกว่า 150 คน คนเหล่านี้ตั้งกรรมการ ป.ป.ช.แล้ว 4 จาก 9 ราย, ตั้ง กกต.ไป 4 จาก 7, ตั้งศาลรัฐธรรมนูญไป 7 จาก 9 และตั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินอีก 4 จาก 7 และทั้งหมดนี้คือองค์ประกอบของ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่พูดกันในปัจจุบัน
.
“ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่มีอะไรเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ เพราะสื่อและนักวิชาการใช้คำนี้พูดถึงสภาพที่พรรคภูมิใจไทยมีอิทธิพลเหนือ ส.ว., องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญเพื่อแสดงอิทธิพลของภูมิใจไทยต่อการเมืองไทย ไม่ใช่อิทธิพลของสถาบันที่พรรคไปเอาสีมาเป็นสัญลักษณ์ของพรรคตัวเอง
.
นอกจาก ส.ว.จะมีอิทธิพลเหนือประเทศจนใครคุม ส.ว. คนนั้นคุมประเทศ ส.ว.ยังมีบทบาทขัดขวางไม่ให้คนไทยทำกติกาปกครองประเทศอย่างที่คนไทยต้องการ เพราะการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ต้องได้ ส.ว.อนุมัติ
.
จน ส.ว.แค่ 50 คนสามารถล้มผลประชามติรัฐธรรมนูญของคนทั้งประเทศได้ทันที


ระบอบสีน้ำเงิน เป็นปัญหาเหมือนระบอบ คสช.? โดยศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
https://www.matichon.co.th/weekly/exclusive/article_897750

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1383404930488369&set=a.627369302758606







https://x.com/b_B1B2B3/status/2061018041673212179




 

‘Scamdemic’ ใน Southeast Asia ดังอีก FRANCE 24 English โปรไฟล์ การฉ้อโกงทางไซเบอร์นี้ ได้กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็วที่สุดและอันตรายที่สุดในโลก


‘Scamdemic’: Inside Southeast Asia's cyber fraud industry • FRANCE 24 English

FRANCE 24 English

May 29, 2026 

It is one of the world's fastest-growing industries. Cyber fraud operated out of scam centres scattered across the Mekong region generates tens of billions of euros every year -- by some estimates, equivalent to 40 percent of the region's combined GDP. This edition of Access Asia takes a deep look inside the scam industry with analysis from Jason G. Tower, senior expert at the Global Initiative Against Transnational Organized Crime.

https://www.youtube.com/watch?v=w7EHjc1bdgU






 https://x.com/France24_en/status/2061085664062373953




ปัญหาที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึงเกี่ยวกับการมี Data Center







ครอบครัวที่อาศัยอยู่ติดกับศูนย์ข้อมูลกำลังเผชิญกับปัญหาเสียงรบกวนที่ดังอย่างต่อเนื่อง มลภาวะ และค่าสาธารณูปโภคที่พุ่งสูงขึ้น

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ค่าไฟฟ้าของครอบครัวที่อาศัยอยู่ใกล้กับศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ได้ปรับตัวสูงขึ้นมากถึง 267%

 



https://x.com/MatrixMysteries/status/2061092053581541531


Amazon กำลังสร้างศูนย์ข้อมูล AI มูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ในรัฐอินเดียนา

ศูนย์แห่งนี้จะใช้ไฟฟ้าในปริมาณเทียบเท่ากับบ้านเรือนราว 1 ล้านหลัง

และใช้น้ำประมาณ 300 ล้านแกลลอนต่อปี

นี่เป็นเพียงศูนย์แห่งเดียวเท่านั้น 

อันที่จริงแล้ว มีการประเมินข้อมูลล่าสุดบางส่วนที่ชี้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจจะยิ่งใหญ่กว่านั้นเสียอีก

ศูนย์ข้อมูลที่กล่าวถึงคือโครงการ "Project Rainier" ของ Amazon Web Services (AWS) ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง New Carlisle รัฐอินเดียนา พื้นที่แห่งนี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬารถึง 1,200 เอเคอร์ และได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อรองรับกลุ่มระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์สำหรับ AI (ซึ่งทำหน้าที่ขับเคลื่อนโมเดล AI ให้แก่บริษัทต่างๆ เช่น Anthropic)

รายละเอียดของตัวเลขต่างๆ โดยอ้างอิงจากเอกสารยื่นข้อมูลอย่างเป็นทางการและข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณูปโภคในท้องถิ่น:

1. ต้นทุนการก่อสร้าง: 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์

สถานะ: ยืนยันแล้ว นี่ถือเป็นการลงทุนด้านเงินทุนครั้งใหญ่ที่สุดเพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของรัฐอินเดียนา สิ่งที่น่าสนใจคือ Amazon ได้ขยายการลงทุนในรัฐนี้เพิ่มขึ้น โดยประกาศแผนลงทุนเพิ่มเติมอีก 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ๆ ในพื้นที่ตอนเหนือของรัฐอินเดียนา ส่งผลให้ยอดรวมของแผนการลงทุนที่วางไว้ในภูมิภาคนี้พุ่งสูงขึ้นเป็น 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์

2. การใช้ไฟฟ้า: เทียบเท่าบ้านเรือน 1 ล้านหลัง

สถานะ: ถูกต้อง (และอาจจะเป็นตัวเลขที่ประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงด้วยซ้ำ) ศูนย์ข้อมูลแห่งนี้มีแผนกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองอยู่ที่ 2.2 ถึง 2.4 กิกะวัตต์ (GW)

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและกลุ่มผู้พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค (เช่น Citizens Action Coalition of Indiana) ได้คำนวณไว้ว่า หากศูนย์แห่งนี้เดินเครื่องทำงานเต็มกำลัง มันจะดึงใช้กระแสไฟฟ้าในปริมาณที่เพียงพอต่อการจ่ายไฟให้กับบ้านเรือนถึง 1.5 ล้าน ถึง 1.6 ล้านหลัง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ปริมาณไฟฟ้านี้เทียบเท่ากับราวครึ่งหนึ่งของจำนวนครัวเรือนทั้งหมดที่มีอยู่ในรัฐอินเดียนาทั้งรัฐเลยทีเดียว

3. การใช้น้ำ: 300 ล้านแกลลอนต่อปี

สถานะ: ถูกต้อง ศูนย์ข้อมูล AI ระดับ Hyperscale (ขนาดใหญ่พิเศษ) จำเป็นต้องใช้น้ำในปริมาณมหาศาลเพื่อช่วยระบายความร้อนและป้องกันไม่ให้ชิปประมวลผล AI อันทรงพลังเกิดภาวะโอเวอร์ฮีต แม้ว่าปริมาณการใช้น้ำจริงในการดำเนินงานจะมีความผันผวนไปตามอุณหภูมิของฤดูกาลและขึ้นอยู่กับว่ามีการใช้ระบบหมุนเวียนน้ำแบบวงปิดหรือไม่ แต่โดยปกติแล้ว การประเมินมาตรฐานสำหรับศูนย์ข้อมูลที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ 2 GW ขึ้นไป มักจะมีปริมาณการใช้น้ำสูงถึงหลายร้อยล้านแกลลอนต่อปีได้อย่างง่ายดาย (หรือคิดเป็นปริมาณราว 500,000 ถึงเกือบ 1 ล้านแกลลอนต่อวัน) ในช่วงเริ่มต้นของการก่อสร้างและการวางรากฐาน ผู้รับเหมายังได้ทำการ "สูบน้ำ" ออกไปหลายล้านแกลลอนจากแหล่งน้ำบาดาล Kankakee ในท้องถิ่น ซึ่งก่อให้เกิดการต่อต้านอย่างมากจากชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงที่สังเกตเห็นระดับน้ำในบ่อน้ำของพวกเขาลดลง

ภาพรวมที่ใหญ่กว่า

นั่นเป็นเพียงแค่แห่งเดียวเท่านั้น ขนาดของโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล AI ที่ใหญ่โตมหาศาลได้กระตุ้นให้เกิดการแย่งชิงพื้นที่ในแถบมิดเวสต์ (มักถูกเรียกว่า "Data Center Alley" แห่งใหม่) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีชื่นชอบรัฐต่างๆ เช่น อินเดียนาและโอไฮโอ เนื่องจากสามารถเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้าแรงสูงขนาดใหญ่ ที่ดินราคาถูก และมาตรการลดหย่อนภาษีที่ดึงดูดใจ

เนื่องจากความต้องการที่ไม่เคยมีมาก่อนนี้ บริษัทสาธารณูปโภคในท้องถิ่นจึงประเมินว่าภายในปี 2030 ศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่จะต้องการไฟฟ้ามากกว่าลูกค้าที่อยู่อาศัยทั้งหมดในอินเดียนาเสียอีก ซึ่งบังคับให้บริษัทเทคโนโลยีและบริษัทสาธารณูปโภคต้องทำข้อตกลงทางกฎหมายที่ซับซ้อนเพื่อให้แน่ใจว่าต้นทุนมหาศาลของการอัพเกรดโครงข่ายพลังงานจะไม่ถูกผลักภาระไปให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป


https://x.com/MatrixMysteries/status/2061092053581541531




ในโลกของทรัมป์ ภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญหน้ากับจีนเพียงลำพังมากขึ้นเรื่อยๆ

https://www.politico.com/news/2026/05/31/singapore-trump-china-hegseth-allies-00943832

สรุปบทความจาก Politico เรื่อง: เอเชียต้องรับมือกับจีน ในขณะที่ทรัมป์ถอนตัวกลับ

บทความจาก Politico (ฉบับวันที่ 31 พฤษภาคม 2026) เรื่องเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในเอเชียและการประชุมความมั่นคง Shangri-La Dialogue ที่สิงคโปร์ สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

1. นโยบาย "พันธมิตรต้นแบบ" (Model Allies) ของรัฐบาลทรัมป์ ในการประชุม Shangri-La Dialogue ปี 2026 นายพีท เฮกเซท (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะไม่ยอมให้ประเทศพันธมิตรเอาเปรียบหรือ "นั่งกินแรง" (Free ride) เม็ดเงินภาษีของชาวอเมริกันในเรื่องการทูตและความมั่นคงอีกต่อไป โดยสหรัฐฯ จะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกกับประเทศที่เป็น "พันธมิตรต้นแบบ" ซึ่งมีความพร้อม มีความเข้าใจสถานการณ์ และยินดีที่จะเพิ่มงบประมาณรวมถึงขีดความสามารถด้านกลาโหมของตนเองเพื่อปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ

2. ท่าทีที่อ่อนลงต่อจีนและการละเว้นเรื่องไต้หวัน สิ่งที่สร้างความประหลาดใจและสะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์คือ การที่นายเฮกเซทใช้น้ำเสียงที่อ่อนลงต่อประเทศจีนเมื่อเทียบกับอดีต โดยระบุว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-จีน ในปัจจุบันมีความมั่นคงและดีขึ้นกว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมาหลังจากการพบปะกันระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง นอกจากนี้ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ยังไม่ได้กล่าวถึงไต้หวันโดยตรงในสุนทรพจน์หลัก ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบนับทศวรรษที่ผู้บริหารระดับสูงของเพนตากอนละเว้นการระบุชื่อไต้หวันในเวทีความมั่นคงแห่งนี้ โดยเขาระบุเพียงว่าจุดยืนของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่การตัดสินใจขายอาวุธให้ไต้หวันในอนาคตจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของประธานาธิบดีทรัมป์โดยตรง

3. การผลักดันให้เอเชียพึ่งพาตนเองมากขึ้น จากการที่สหรัฐฯ มุ่งเน้นแนวคิด "ต้องการพันธมิตร ไม่ใช่รัฐในอารักขา" (We need partners, not protectorates) ส่งผลให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ต้องปรับตัวและแบกรับภาระในการเผชิญหน้าหรือคานอำนาจกับจีนด้วยตัวเองมากขึ้น สหรัฐฯ ได้กล่าวชื่นชมกลุ่มประเทศในเอเชีย (เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย รวมถึงชาติในอาเซียน) ที่ตื่นตัวและเริ่มยกระดับงบประมาณกองทัพและการป้องกันประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งต่างจากพันธมิตรฝั่งยุโรปและ NATO ที่สหรัฐฯ วิจารณ์ว่ายังคงพึ่งพาอเมริกาและหลงไปกับวาทกรรมโลกาภิวัตน์ที่จับต้องไม่ได้

4. ความกังวลของภูมิภาค แม้สหรัฐฯ จะยืนยันว่ายังคงให้ความสำคัญกับความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกและจะไม่ปล่อยให้มีมหาอำนาจใด (โดยเฉพาะจีน) เข้ามาครอบงำเบ็ดเสร็จ แต่การที่สหรัฐฯ ปรับเปลี่ยนท่าทีมาเน้นเรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทนและการลดภาระผูกพันแบบเดิม ทำให้นักวิเคราะห์และผู้นำในเอเชียเริ่มมองว่า ภูมิภาคนี้อาจต้องเตรียมพร้อมรับมือกับอิทธิพลและการขยายอำนาจของจีนอย่างโดดเดี่ยวมากขึ้น ท่ามกลางนโยบายของทรัมป์ที่เน้นการถอนตัวหรือลดการอุดหนุนด้านความมั่นคงในต่างประเทศลง

บทสรุป: บทความชี้ให้เห็นว่า ยุคสมัยที่สหรัฐฯ จะยอมจ่ายเงินฝ่ายเดียวเพื่อเป็นร่มเงาความมั่นคงให้กับเอเชียได้สิ้นสุดลงแล้ว ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ปัจจุบัน เอเชียถูกกดดันให้ต้องเร่งสร้างความร่วมมือทางทหารและพึ่งพาตนเองเพื่อดุลอำนาจกับจีน ในขณะที่นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ หันไปมุ่งเน้นความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์เชิงพาณิชย์และงบประมาณกลาโหมที่สมน้ำสมเนื้อเป็นหลัก



CNN รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แก้ไขข้อตกลงกับอิหร่านและได้ส่งกลับไปให้อิหร่านแล้ว ทำให้การเจรจาอาจยืดเยื้อออกไปอีกหนึ่งสัปดาห์ ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯบอกว่า การโจมตีทางทหารเพิ่มเติมไม่น่าจะเกิดขึ้นหากข้อตกลงใกล้จะเสร็จสิ้น และพันธมิตรในภูมิภาคไม่ต้องการให้การรบกลับมาดำเนินต่อ



เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งการแก้ไขข้อตกลงกับอิหร่านกลับไป หลังจากการประชุมกับที่ปรึกษาเมื่อวันศุกร์ ทำให้การเจรจายืดเยื้อออกไปอีกหนึ่งสัปดาห์

รายละเอียดการเปลี่ยนแปลงที่ทรัมป์ร้องขอไม่ชัดเจนในทันที แต่เจ้าหน้าที่กล่าวว่าประธานาธิบดีได้ยืนกรานที่จะใช้ถ้อยคำที่เข้มงวดมากขึ้นเกี่ยวกับพันธกรณีด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านและคำมั่นสัญญาที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง พันธมิตรของสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซียได้รับทราบเกี่ยวกับการหารือแล้ว เจ้าหน้าที่ต่างประเทศรายหนึ่งที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้บอกกับ CNN ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่มีสาระสำคัญ และส่วนใหญ่เน้นไปที่ความต้องการของสหรัฐฯ ที่จะได้รับการรับประกันในประเด็นเหล่านั้น

ทรัมป์ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับความช่วยเหลือทางการเงินที่อาจมอบให้แก่อิหร่านในข้อตกลง โดยระมัดระวังที่จะเปรียบเทียบกับ "เงินสดจำนวนมหาศาล" ที่มอบให้ภายใต้ข้อตกลงนิวเคลียร์ในยุคโอบามา ซึ่งเขาเยาะเย้ยว่าเป็นข้อตกลงที่อ่อนแอ

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งบอกกับ CNN ว่าการโจมตีทางทหารเพิ่มเติมไม่น่าจะเกิดขึ้นหากข้อตกลงใกล้จะเสร็จสิ้น และพันธมิตรในภูมิภาคไม่ต้องการให้ปฏิบัติการรบกลับมาดำเนินต่อ

ข้อเสนอการเปลี่ยนแปลงล่าสุดเกิดขึ้นหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ทรัมป์ประกาศว่าข้อตกลง “เสร็จสมบูรณ์แล้วเป็นส่วนใหญ่” และส่งสัญญาณว่าสงครามกำลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า

นับตั้งแต่นั้นมา เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณถึงความคืบหน้าในการบรรลุข้อตกลงที่จะยุติการสู้รบ เปิดช่องแคบอีกครั้ง และเริ่มต้นการเจรจารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม แม้หลังจากที่ทรัมป์ประกาศว่าเขาจะ “ตัดสินใจขั้นสุดท้าย” ในระหว่างการประชุมเมื่อวันศุกร์ และได้ชี้แจงเงื่อนไขบางประการของข้อตกลงผ่านโซเชียลมีเดีย การประชุมสองชั่วโมงก็จบลงโดยไม่มีการตัดสินใจที่แน่ชัด

ในขณะที่ทรัมป์อ้างในข้อความของเขาว่าสหรัฐฯ จะยึดและทำลายคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน อิหร่านได้กล่าวมาโดยตลอดว่าไม่ได้หารือรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของตนภายใต้การเจรจาในปัจจุบัน

ทรัมป์ยังอ้างว่าไม่มีการหารือเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงินเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่อิหร่านกล่าวว่าจะต้องรวมอยู่ในข้อตกลงใดๆ ก็ตาม

วิธีการแก้ไขความไม่สอดคล้องกันเหล่านั้นยังคงไม่ชัดเจนในขณะที่การต่อรองเกี่ยวกับถ้อยคำของข้อตกลงยังคงดำเนินต่อไป

ก่อนหน้านี้สำนักข่าว Axios และ The New York Times รายงานเกี่ยวกับคำขอเปลี่ยนแปลงของทรัมป์

โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า จะไม่มีการอนุมัติข้อตกลงใดๆ กับสหรัฐอเมริกา จนกว่า "สิทธิ" ของเตหะรานจะได้รับการคุ้มครอง ตามรายงานของสำนักข่าว Tasnim ซึ่งเป็นสำนักข่าวที่กึ่งทางการรายงานของรัฐบาล

สำนักข่าวทัสนิมรายงานคำกล่าวของกาลิบาฟว่า “ทหารในสนามรบทางการทูตไม่เชื่อถือคำพูดและคำสัญญาของศัตรู สิ่งสำคัญสำหรับเราคือความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมที่เราต้องได้รับ เพื่อแลกกับการปฏิบัติตามพันธสัญญาของเรา”

วุฒิสมาชิกคริส คูนส์ จากรัฐเดลาแวร์ กล่าวเมื่อเช้าวันอาทิตย์ว่า เงื่อนไขที่ทรัมป์ร่างไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วสำหรับข้อตกลงนั้นดูเหมือนจะยอมรับได้ในทางทฤษฎี แต่แสดงความสงสัยว่าจะสามารถบรรลุผลได้ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ

คูนส์ สมาชิกพรรคเดโมแครตที่อยู่ในคณะกรรมการความสัมพันธ์ต่างประเทศของวุฒิสภา กล่าวในรายการ “ฟ็อกซ์นิวส์ซันเดย์” ว่า “แม้ว่าเราจะสามารถใช้ความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีของเราในการทิ้งระเบิดโรงงานขนาดใหญ่ในอิหร่านได้ แต่เราจะไม่สามารถหยุดยั้งพวกเขาจากการใช้ทุ่นระเบิดเพื่อปิดช่องแคบฮอร์มุซ และใช้โดรนโจมตีเราและพันธมิตรของเราได้” “เราจำเป็นต้องมีข้อตกลงที่เข้มงวดเพื่อจัดการกับขีดความสามารถใหม่ที่อิหร่านแสดงให้เห็นในสงครามครั้งนี้”

เพื่อตอบโต้การที่อิหร่านปิดกั้นช่องแคบ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการค้าพลังงานโลก ทรัมป์ได้สั่งการให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านและกวาดล้างทุ่นระเบิดของอิหร่านในช่องแคบ

การปิดล้อมยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางการเจรจา โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ได้ยิงขีปนาวุธใส่ห้องเครื่องยนต์ของเรือที่ติดธงแกมเบียซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังอิหร่าน ส่งผลให้เรือลำดังกล่าวไม่สามารถใช้งานได้ ตามรายงานของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM)

CENTCOM กล่าวในแถลงการณ์ที่โพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันเสาร์ว่า เรือ M/V Lian Star กำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่านในอ่าวโอมาน เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ได้ออกคำเตือน "มากกว่า 20 ครั้ง" ว่าเรือลำดังกล่าวละเมิดการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐฯ

CENTCOM กล่าวว่า นี่เป็นเรือพาณิชย์ลำที่ 5 ที่กองทัพสหรัฐฯ ทำลายได้นับตั้งแต่เริ่มการปิดล้อม นอกจากนี้ยังมีเรืออีกกว่า 100 ลำที่ถูกเปลี่ยนเส้นทาง

ที่มา CNN
Trump sent back Iran deal text with changes

https://www.cnn.com/2026/05/31/politics/trump-iran-deal-changes