วันเสาร์, พฤษภาคม 23, 2569

มาแล้วไง อภิสิทธิ์ ‘เอาหล่อ’ จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญบ้างอาทิตย์หน้า บอกว่าไม่เหมือนทั้งของพรรคภูมิใจไทยและประชาชน

มาแล้วไง อยากจะว่ามาเพื่อ เอาหล่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปชป. ๒๑ เสียงไม้ประดับรัฐบาลอนุทิน ชุดที่องคมนตรีรุ่งเรือง อาทิตย์หน้าจะยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นร่างที่สาม ต่อจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน

ม้าร์คบอกว่าร่างของเขาจะไม่เหมือนทั้งสองพรรค คือสร้างกระบวนการหา สสร.ที่ประชาชนมีส่วนร่วมแท้จริง “ซึ่งแตกต่างจากของพรรคภูมิใจไทย” กับ “จะต้องไม่มีการไปแก้ไขหมวด ๑-๒ ซึ่งก็จะแตกต่างจากร่างของพรรคประชาชน”

เพียงแต่จำนวนเสียง สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ไม่พอที่จะยื่นเสนอร่างได้ด้วยตนเอง ฉะนั้นจึงได้ไปคุยกับพรรคเล็กพรรคน้อยอื่นๆ ที่ไม่สามารถยื่นร่างได้เองเหมือนกัน นัยว่าได้ฉันทานุมัติว่าจะร่วมกันยื่นแล้ว รอแต่ปรับเนื้อหาให้ตรงกัน

หรือไม่เช่นนั้น ถ้ามีประเด็นที่ไม่ตรงกันและปรับไม่ได้ “อาจจะใช้วิธีเสนอคนละร่าง และช่วยกันเซ็นสนับสนุนเพื่อให้สามารถเสนอเข้าไปได้ทุกร่างฯ” ส่วนที่ถามกันว่าเมื่อยื่นเข้าไปแล้ว คิดว่า สว.จะเอาด้วยไหม อภิสิทธิ์ร้อง โอว แล้วแต่บุญแต่กรรม

“มันอยู่ที่ความตั้งใจของผู้ที่มีอำนาจ ซึ่งวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ คือ สว.เขาก็มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ...ถ้าเขาไม่ยอมให้ผ่านก็ผ่านยาก” โดยเฉพาะ “การกำหนดอำนาจให้สมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนนำไปจัดการออกเสียงประชามติ”

อย่างไรก็ดี พี่ม้าร์คอุตส่าห์บอกว่า เกี่ยวกับการให้ สว.จำนวนเท่าไรเห็นชอบนั้น พรรคภูมิใจไทยปรับจาก ๑ ใน ๓ เป็น ๑ ใน ๔ “ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ที่พูดคุยกันเบื้องต้น อาจจะลดลงไปอีก ก็จะดี” แต่เขาก็ยังเห็นด้วยกับการให้อำนาจพิเศษแก่ สว.นี้

“เพียงป้องกันไม่ให้เสียงข้างมากมากำหนดทุกเรื่อง ดังนั้น แม้จะเสียงข้างมากในรัฐสภา หากจำนวน สว. หรือ ฝ่ายค้านไม่ถึงในระดับหนึ่ง ก็มองว่าควรจะเปิดโอกาสให้ทักท้วง” จะให้ยกร่างตามเสียงข้างมากทั้งหมด ก็จะถูกลากไป เสียงข้างน้อยไม่ได้สิทธิอะไร

ส่วนการจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมกระบวนการจัดหา สสร.นั้นหัวหน้าพรรค ปชป.มีทางเลี่ยงไม่ให้ขัดคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ “ให้ประชาชนสามารถที่จะแสดงความเห็น เกี่ยวกับตัว สสร. ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์” ไม่ต้องไปออกเสียง ประหยัดงบประมาณ

“ถ้ามีข้อทักท้วงว่า คนที่ไม่มีโทรศัพท์จะทำอย่างไร ตรงนี้ก็อาจจะเปิดโอกาสให้ประชาชนไปลงทะเบียนในตำบลของตัวเองแล้วใช้สิทธิ์ ก็ถือเป็นอีกทางหนึ่ง” ม้าร์คเรียกกระบวนการนี้ว่าเป็นการ หยั่งเสียง เท่านั้น ไม่ใช่เลือกตั้ง “ไม่เสียเวลา-ประหยัดงบประมาณ”

(https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/289EwVxh)

22 พฤษภาคม 2569 12 ปีรัฐประหาร คสช. 2557 ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่ได้ออกจากเงาของรัฐประหารอย่างแท้จริง หากยังดำรงอยู่ภายใต้สภาพการเมืองที่ประชาธิปไตยถูกจำกัดอยู่ภายใต้เงื่อนไขของชนชั้นนำและกลไกที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน


สถาบันปรีดี พนมยงค์ Pridi Banomyong Institute

16 hours ago
·
#OnThisDay
22 พฤษภาคม 2569
12 ปีรัฐประหาร คสช. 2557
.
วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น พร้อมด้วยคณะทหารซึ่งเรียกตัวเองว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจรัฐบาลรักษาการของนายนิวัฒน์ธํารง บุญทรงไพศาล รักษาการนายกรัฐมนตรี ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก่อนรัฐประหารไม่นาน อันเป็นช่วงวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2556 ซึ่งเริ่มต้นจากการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของกลุ่ม กปปส. การคัดค้านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม การยุบสภา และการเลือกตั้งที่ไม่สามารถจัดให้เสร็จสมบูรณ์
.
ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 หัวหน้า คสช. ได้รับอำนาจเบ็ดเสร็จผ่านมาตรา 44 (ม. 44) ซึ่งเปิดทางให้คำสั่งของผู้มีอำนาจอยู่เหนือทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ส่งผลกระทบต่อสิทธิพลเมือง เสรีภาพสื่อ และหลักนิติรัฐอย่างกว้างขวาง การควบคุมการชุมนุม การเรียกบุคคลเข้ารายงานตัว การดำเนินคดีต่อผู้เห็นต่าง ตลอดจนการใช้ศาลทหารกับพลเรือน กลายเป็นภาพปกติของสังคมไทยในช่วงเวลานั้น
.
ต่อมาทางคณะรัฐประหารได้ร่าง รัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งได้กลายเป็นกลไกสำคัญในการสืบทอดอำนาจของ คสช. ผ่านวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง และระบบการเมืองที่จำกัดอำนาจของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แม้ พล.อ.ประยุทธ์ จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว แต่โครงสร้างที่ถูกออกแบบขึ้นหลังรัฐประหารยังคงส่งอิทธิพลต่อการจัดตั้งรัฐบาล การทำงานของรัฐสภา และบทบาทขององค์กรอิสระอย่างต่อเนื่อง ดังสะท้อนให้เห็นในการเลือกตั้งปี 2562 พล.อ.ประยุทธ์สามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้ง แม้พรรคที่สนับสนุน คสช. จะไม่ได้ครองเสียงข้างมากจากประชาชนโดยตรง แต่ด้วยอำนาจของวุฒิสภาที่ คสช. แต่งตั้งไว้ ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้สะท้อน “เสียงข้างมากของประชาชน” อย่างแท้จริง
.
ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่ได้ออกจากเงาของรัฐประหารอย่างแท้จริง หากยังดำรงอยู่ภายใต้สภาพการเมืองที่ประชาธิปไตยถูกจำกัดอยู่ภายใต้เงื่อนไขของชนชั้นนำและกลไกที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน เสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากถูกควบคุมผ่านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ขณะที่การเลือกตั้งซึ่งควรเป็นเครื่องมือสะท้อนเจตจำนงประชาชน กลับดำเนินอยู่ภายใต้กติกาที่ไม่เท่าเทียม
.
เมื่อมองย้อนกลับมาสู่ปัจจุบัน คำถามที่สังคมไทยอาจต้องร่วมกันขบคิดคือ เราได้หลุดพ้นจากระบอบเผด็จการแล้วจริง ๆ หรือเพียงแค่กำลังอยู่ภายใต้ “ระบอบเผด็จการซ่อนรูป” ที่ยังคงรักษาอำนาจของตนเองผ่านรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และกลไกทางการเมืองที่ถูกออกแบบไว้ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 กันแน่
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1409342541238445&set=a.635945515244822
.....
เพิ่มเติม

3 กลไกหลักที่ยังคงเป็น "เงา" ของรัฐประหารไว้

แม้ว่าประเทศไทยจะผ่านการเลือกตั้งทั่วไปมาแล้วถึง 2 ครั้ง (ในปี 2562 และ 2566) และมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ในทางโครงสร้าง รัฐธรรมนูญฉราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นผลพวงโดยตรงจากยุค คสช. ได้วางกลไกที่ทำให้ประชาธิปไตยถูกจำกัดไว้ ดังนี้:

องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ: ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมทิศทางการเมืองและพรรคการเมืองที่มีแนวคิดเสรีนิยมหรือต้องการปฏิรูปโครงสร้าง โดยมีอำนาจในการยุบพรรคการเมืองหรือตัดสิทธิ์ทางการเมืองของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี: เป็นกฎหมายแม่บทที่ผูกมัดให้รัฐบาลทุกชุด (ไม่ว่าจะมาจากฝั่งไหน) ต้องดำเนินนโยบายตามกรอบที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ (ซึ่งส่วนใหญ่แต่งตั้งในยุค คสช.) วางไว้ หากไม่ทำตามอาจมีโทษทางกฎหมาย

เครือข่ายอำนาจของชนชั้นนำ (Elite): การจัดสรรอำนาจและการเจรจาทางการเมืองในระยะหลัง (เช่น การจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว) แสดงให้เห็นว่า ฉันทามติของชนชั้นนำ กองทัพ และกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ยังคงมีน้ำหนักและอิทธิพลสูงกว่าเจตจำนงบริสุทธิ์ของประชาชนผ่านคูหาเลือกตั้ง



MV รำลึก รัฐประหาร 22 พฤษภา 2557 "ทำรัฐประหาร แล้วได้เป็นองคมนตรี ไม่ใช่ที่เกาหลี แต่ที่นี่เมืองไทย Kimchi Soju หรือจะสู้ ผัดไทย ทำชั่วแล้วได้ดี มันจะมีที่ไหน" ดูกันครับ

 
https://www.facebook.com/watch/?v=1513449670319258

Te Neti 
10 hours ago
·
รำลึก รัฐประหาร 22 พฤษภา 2557
ดู MV กันครับ
ทำรัฐประหาร แล้วได้เป็นองคมนตรี
ไม่ใช่ที่เกาหลี แต่ที่นี่เมืองไทย
Kimchi Soju หรือจะสู้ ผัดไทย
ทำชั่วแล้วได้ดี มันจะมีที่ไหน





จากรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สู่การเมือง “ระบอบสีน้ำเงิน” บ่งชี้ว่า ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชนในยุคสมัยนี้ ไม่ได้เบาบางลง แต่กำลังหนักหน่วง และแนบเนียนขึ้น


ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ - Natthaphong Ruengpanyawut
14 hours ago
·
[ จากรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 สู่การเมือง “ระบอบสีน้ำเงิน” ]
.
วันนี้ (22 พฤษภาคม 2557) 12 ปี นับจากการรัฐประหาร ยึดอำนาจโดยกองทัพได้สำเร็จเป็นครั้งสุดท้าย
.
ถึงแม้เป็น 12 ปีที่เราไม่ได้เห็นภาพรถถังบนท้องถนน แต่ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชน ยังไม่หยุดลง แต่กำลังเกิดขึ้นทุกวัน มีการดำเนินคดีเพื่อปิดปากประชาชนไม่ต่ำกว่า 200 คดี มีการล้อมปราบประชาชนที่ชุมนุมอย่างสันติอย่างน้อย 74 ครั้ง และมีการยุบพรรคการเมืองสำคัญอย่างน้อย 7 พรรค
.
นี่คือหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ขบวนการยึดอำนาจไปจากมือประชาชนในยุคสมัยนี้ ไม่ได้เบาบางลง แต่กำลังหนักหน่วง และแนบเนียนขึ้น
.
แม้ว่าวันนี้ประเทศไทยจะไม่อยู่ภายใต้รัฐบาล คสช. อีกแล้ว แต่สังคมการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งเป็นมรดกของการรัฐประหาร และระบอบนี้กำลังกัดกินอนาคตของสังคมไทย
.
ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมืองและระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อำนาจของชนชั้นนำที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน อยู่เหนือกว่าอำนาจที่มาจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ
.
พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายใหม่เพื่อทำให้ผลประโยชน์ของชนชั้นนำอยู่เหนือกว่าผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ
.
พวกเขาจัดวางสถาบันทางการเมือง และระบบกฎหมายขึ้นมาใหม่ เพื่อทำให้อนาคตของประเทศถูกกำหนดโดยกลุ่มชนชั้นนำส่วนน้อย ไม่ได้ถูกกำหนดโดยความต้องการของประชาชนคนส่วนใหญ่
.
ภายใต้ระบอบนี้ ใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจและผลประโยชน์ของพวกเขา จะถูกขัดขวาง ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทำลายด้วยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ วุฒิสภา หรือกระบวนการยุติธรรม
.
ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา จึงไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่กำลังทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ทำลายหลักที่ยึดถือให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ทำลายหลักที่รัฐต้องเคารพสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง
.
ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา พร้อมจะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล บิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนพวกเขาไม่ได้
.
ผู้มีอำนาจใน “ระบอบสีน้ำเงิน” ไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เพราะพวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่พวกเขามีความมุ่งหมายในการ “กินรวบประเทศ” ทั้งในทางการเมืองและในทางเศรษฐกิจ
.
พวกเขากินรวบในทางการเมืองผ่านการแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ผู้นำกองทัพ ตำรวจ ผู้พิพากษา และข้าราชการ
.
พวกเขากินรวบในทางเศรษฐกิจด้วยการสนับสนุนกลุ่มทุน ที่เป็นเสาค้ำยันให้กับ “ระบอบสีน้ำเงิน” ผ่านการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณ และการดำเนินนโยบายรัฐโดยผลักภาระให้ประชาชน
.
การเมืองในระบอบนี้ จึงไม่มีเจตจำนง ไม่มีศักยภาพในการตอบสนองความต้องการของประชาชน การปฏิรูปเชิงโครงสร้างไม่เดินหน้า กระบวนการยุติธรรมไม่เป็นที่เชื่อมั่น การศึกษาและการพัฒนาคนในชาติล้าหลัง มีแต่การผูกขาดของกลุ่มทุนใหญ่ การทุจริตคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำ ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี
.
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้วันนี้ พวกเขาจะสามารถยึดกุมอำนาจรัฐ สถาบันการเมืองในระบบได้แทบทั้งหมด แต่นั่นคือสนามของพวกเขา
.
สนามของพวกเรา คือสนามการเมืองแห่งความหวังและสนามการเอาชนะใจประชาชน มีแต่สนามนี้ที่ไม่มีใครเป็นผู้ “ผูกขาด” กติกา เพราะไม่มีระบอบใดจะห้ามความคิดของประชาชนให้หวังถึงอนาคตที่ดีกว่าได้
.
ถึงเวลาที่เราต้องร่วมกันสร้าง “พลังของประชาชน” เพื่อนำพาสังคมไทยออกจาก “ระบอบสีน้ำเงิน” และประตูบานแรกคือการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง
.
มาช่วยกันแสดงพลังของคนส่วนใหญ่ ว่าเราต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตย เราต้องการประเทศที่เป็นของประชาชน เราต้องการสังคมที่ทุกคนมีความเท่าเทียม และมีอนาคตให้ลูกหลาน ให้พวกเราทุกคนครับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1583227559828576&set=a.496140455203964






https://x.com/teng_pple/status/2057829619089469507




 

‘ประยุทธ์’ ทำผิดรัฐธรรมนูญของตัวเอง วิเคราะห์การเมืองกับสองคอการเมือง ใบตองแห้ง-อธึกกิต แสวงสุข และ สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี (คลิปเต็มข้างล่าง) - The101world






https://x.com/the101world/status/2057793606371418558

.....


ระบอบอันสุ่มเสี่ยงไม่เป็นประชาธิปไตย | ค.การเมือง EP.114

The 101 World

Streamed live on May 21, 2026 

💛 101 SUPPORT — ร่วมซัพพอร์ต ร่วมส่งพลัง ร่วมสร้างสรรค์สื่อ 👉 ร่วมสนับสนุน ‘วันโอวัน’ ได้ที่: https://www.the101.world/101support


https://www.youtube.com/live/PS7NQB9ElLg




ชวนมารู้จัก "พรรคประชาชนแมลงสาบ" จากแคมเปญเสียดสีบนโลกออนไลน์สู่สัญลักษณ์ทางการเมืองคนรุ่นใหม่ในอินเดีย อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวมากที่สุดในโลก "คนเจนซี (Gen Z) หมดศรัทธากับพรรคการเมืองแบบดั้งเดิม และต้องการสร้างแนวร่วมทางการเมืองของตัวเองในภาษาที่พวกเขาเข้าใจ"


พรรคประชาชนแมลงสาบ (Cockroach Janta Party) ใช้แนวทางการเมืองแบบท้าทายกรอบเดิมอย่างไม่ยำเกรงกฎเกณฑ์ใด ๆ

รู้จัก "พรรคประชาชนแมลงสาบ" จากแคมเปญเสียดสีบนโลกออนไลน์สู่สัญลักษณ์ทางการเมืองคนรุ่นใหม่ในอินเดีย

ซยา มาทีน
Reporting from,กรุงเดลี
2 พฤษภาคม 2026
บีบีซีไทย

การเมืองอินเดียมีมาสคอตที่ไม่ธรรมดาเพิ่มขึ้นมา นั่นคือ แมลงสาบ

มันไม่ใช่ดอกบัวของพรรคภารติยะ ชนะตะ หรือ บีเจพี (Bharatiya Janata Party-BJP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของอินเดีย และไม่ใช่สัญลักษณ์รูปมือซึ่งเป็นโลโก้พรรคคองเกรสที่อยู่ฝ่ายค้านใช้ แต่เป็นแมลงสาบ ซึ่งดื้อด้าน น่ารังเกียจ และถูกมองว่าทนทานทำลายไม่ได้ เมื่อไม่นานนี้มันได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองสำหรับชาวอินเดียรุ่นใหม่ในโลกออนไลน์ ทั้งที่มันไม่น่าจะเป็นไปได้ก็ตาม

แมลงชนิดนี้ตกอยู่ในสปอตไลต์เมื่อสัปดาห์ก่อน เมื่อคำพูดระหว่างการพิจารณาคดีของสุริยา กันต์ ประธานศาลฎีกาของอินเดีย ได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างเมื่อเขากล่าวเปรียบเทียบว่า คนหนุ่มสาวที่ว่างงานและหันไปสู่วงการสื่อสารมวลชน รวมถึงกิจกรรมภาคประชาชนนั้น ไม่ต่างไปจากแมลงสาบและปรสิตต่าง ๆ

ต่อมาเขาชี้แจงว่าตนเองสื่อถึงเฉพาะผู้ที่มี "วุฒิปลอมและไร้คุณภาพ" ไม่ได้หมายถึงคนหนุ่มสาวของอินเดียโดยรวม

ทว่าในเวลานั้น ความเห็นดังกล่าวได้แพร่กระจายไปอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์แล้ว และจุดกระแสความไม่พอใจ จนเกิดการเคลื่อนไหวทางการเมืองเชิงมุกตลกเสียดสีผ่านสิ่งที่เรียกว่า "พรรคประชาชนแมลงสาบ" หรือ ซีเจพี (Cockroach Janta-CJP)

พรรคชื่อนี้ไม่ใช่พรรคการเมืองที่จดทะเบียนขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่เป็นกลุ่มเสียดสีในโลกออนไลน์ที่รวมเหล่าคนว่างงาน เกียจคร้าน ใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ และมี "ความสามารถในการระบายความไม่พอใจอย่างมืออาชีพ"

กลุ่มนี้ถูกสร้างขึ้นโดย อภิจิต ดิปเก นักยุทธศาสตร์ด้านการสื่อสารทางการเมืองและนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยบอสตัน ซึ่งบอกว่าแนวคิดนี้เริ่มต้นจากเรื่องล้อเล่น

ก่อนย้ายไปสหรัฐอเมริกา เขาเคยทำงานกับพรรคอาม อาดมี หรือ เอเอพี (Aam Aadmi Party-AAP) องค์กรการเมืองที่เกิดจากการเคลื่อนไหวต่อต้านคอร์รัปชันและมีชื่อเสียงด้านการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างเข้มข้น

"ผมคิดว่าเราควรรวมตัวกัน มันอาจเริ่มจากการสร้างแพลตฟอร์มอะไรสักอย่าง" เขากล่าวกับบีบีซีแผนกภาษามราฐี

สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมามีขนาดใหญ่กว่าที่เขาคาดคิดไว้อย่างมาก

ภายในไม่กี่วัน พรรคประชาชนแมลงสาบมีผู้สมัครเข้าร่วมหลายหมื่นคนผ่านแบบฟอร์มกูเกิล จุดกระแสแฮชแท็ก #MainBhiCockroach หรือ #ฉันก็เป็นแมลงสาบเหมือนกัน" และได้รับการสนับสนุนจากผู้นำฝ่ายค้าน นอกจากนี้การเคลื่อนไหวยังขยายไปสู่นอกโลกออนไลน์ โดยมีอาสาสมัครหนุ่มสาวสวมชุดแมลงสาบเข้าร่วมกิจกรรมทำความสะอาดและการประท้วง ซึ่งเป็นการโอบรับฉายานี้อย่างมีสีสัน

เมื่อวันพฤหัสบดี บัญชีอินสตาแกรมของพรรคประชาชนแมลงสาบมียอดผู้ติดตามทะลุ 10 ล้านคน แซงหน้าบัญชีทางการของพรรคบีเจพี ซึ่งมักถูกอธิบายว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีสมาชิกมากที่สุดในโลก เนื่องจากมีผู้ติดตามราว 8.7 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม บัญชีเอ็กซ์ (X) ของกลุ่มที่มีผู้ติดตามมากกว่า 200,000 คน ยังไม่สามารถหาได้เจอในอินเดียในขณะนี้ ผู้ที่พยายามเข้าชมจะได้รับแจ้งว่า บัญชีดังกล่าวถูกระงับ "เพื่อตอบสนองต่อคำเรียกร้องทางกฎหมาย"

ถึงกระนั้น กระแสความนิยมยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


พรรคนี้มีเว็บไซต์พร้อมแบบฟอร์มกูเกิลสำหรับสมัครสมาชิก

สำหรับผู้สนับสนุน การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนสิ่งที่แฟนรายหนึ่งเรียกว่า "ลมหายใจแห่งความสดใหม่" ในวัฒนธรรมการเมืองที่หลายคนมองว่าถูกควบคุมมากเกินไปและไม่เปิดรับความเห็นต่าง ผู้สนับสนุนเหล่านั้นรวมถึงนักการเมืองฝ่ายค้าน เช่น มาฮัว โมอิตรา และเคอร์ตี อาซัด รวมถึง ปราชานต์ ภูชาน ทนายความอาวุโส

ขณะเดียวกัน นักวิจารณ์ต่าง ๆ มองว่ามันเป็นเพียงละครการเมืองบนโลกออนไลน์ที่เชื่อมโยงกับฝ่ายค้าน โดยชี้นิ้วไปที่สายสัมพันธ์ระหว่างดิปเกกับพรรคเอเอพีในอดีต และโต้แย้งว่ามันไม่ใช่การลุกฮือที่เกิดขึ้นเอง แต่เป็นการเมืองแบบดิจิทัลที่ถูกออกแบบมาอย่างดี

นอกเหนือจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นอย่างปุบปับฉับพลัน การเคลื่อนไหวยังกลายเป็นตัวชี้วัดความเหนื่อยล้าทางการเมืองของคนรุ่นใหม่จำนวนมากในอินเดีย ที่บอกว่าพวกเขาเสพเรื่องการเมืองผ่านโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่รู้สึกว่าตัวเองมีตัวแทนในระบบนั้น

อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวมากที่สุดในโลก โดยประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรจำนวน 1,400 ล้านคน มีอายุต่ำกว่า 30 ปี แต่การมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเป็นทางการยังคงอยู่ในวงจำกัด

ผลสำรวจล่าสุดพบว่าชาวอินเดียรุ่นใหม่ 29% หลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยสิ้นเชิง ขณะที่มีเพียง 11% เท่านั้นที่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง

"ผู้คนรู้สึกหงุดหงิดเพราะพวกเขาไม่รู้สึกว่ามีเสียงหรือมีตัวแทน" ดิปเก กล่าว

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเกิดคลื่นการประท้วงที่นำโดยคนรุ่นใหม่ในภูมิภาคเอเชียใต้ ซึ่งสร้างความสั่นคลอนต่อรัฐบาลในศรีลังกา เนปาล และบังกลาเทศ โดยมักมีแรงขับเคลื่อนจากความไม่พอใจเรื่องงาน ค่าครองชีพ และอนาคตที่ไปต่อไม่ได้

อินเดียยังคงหลีกเลี่ยงสถานการณ์ในลักษณะเดียวกันได้ แต่แรงกดดันพื้นฐานนั้นคล้ายคลึงกัน เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วไม่ได้ช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับการทำงาน ความเหลื่อมล้ำ หรือค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

สำหรับคนจำนวนมากที่ก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ การศึกษาไม่ได้รับประกันความมั่นคงอีกต่อไป และคำมั่นสัญญาเรื่องการเลื่อนฐานะทางสังคมก็ยิ่งดูเปราะบางมากขึ้น

ดิปเกบอกว่าไม่อาจนำความเคลื่อนไหวนี้ไปเปรียบเทียบกับความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในเนปาลหรือศรีลังกาได้ โดยบอกว่าสถานการณ์ของอินเดียนั้นแตกต่างกัน แต่เขามองว่าความไม่พอใจของคนรุ่นใหม่ยังคงมีอยู่จริง และแสดงออกมาอย่างกระจัดกระจายบนโลกออนไลน์มากขึ้น

"คนเจนซี (Gen Z) หมดศรัทธากับพรรคการเมืองแบบดั้งเดิม และต้องการสร้างแนวร่วมทางการเมืองของตัวเองในภาษาที่พวกเขาเข้าใจ" เขากล่าว

เว็บไซต์ของพรรคประชาชนแมลงสาบสะท้อนแนวคิดนี้ มันไม่ได้มีลักษณะคำประกาศเจตนารมณ์ทางการเมืองมากนัก แต่คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นจากวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ตมากกว่า

เว็บไซต์ของพรรคอธิบายว่าตนเองเป็น "เสียงของคนขี้เกียจและคนว่างงาน" พร้อมทั้งอ้างว่า "ไม่มีผู้สนับสนุน" และ "มีเพียงฝูงชนที่ดื้อรั้น" และเชิญชวนให้ผู้สนับสนุนเข้าร่วมการเคลื่อนไหวสำหรับผู้ที่ "เหนื่อยกับการแสร้งว่าทุกอย่างเป็นปกติ"

ภายในเว็บไซต์มีแบบฟอร์มจำลอง รายละเอียดที่ตั้งใจทำให้ดูหยาบ ๆ และภาษาภาพที่ใกล้เคียงกับมุกตลกที่รู้กันในวงใน แทนที่จะเป็นอะไรที่สื่อถึงสถาบันทางการเมือง


กลุ่มนี้ก่อตั้งโดย อภิจิต ดิปเก วัย 30 ปี ซึ่งเป็นนักศึกษาในเมืองบอสตัน

แม้มันจะเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน แต่ลึก ๆ ลงไปก็มีข้อเรียกร้องทางการเมืองที่มองเห็นได้ชัด เช่น ความรับผิดชอบ การปฏิรูปสื่อ ความโปร่งใสในการเลือกตั้ง และการเพิ่มบทบาทตัวแทนของผู้หญิง ซึ่งวางเคียงคู่ไปกับมุกล้อเลียนตัวเองเกี่ยวกับการเลื่อนดูข่าวไม่หยุด การว่างงาน และความเหนื่อยล้าทางการเมืองโดยทั่วไป

น้ำเสียงของการสื่อสารที่คาบเส้นระหว่างการล้อเลียนและความจริงนี่เองที่เป็นเสน่ห์ของความเคลื่อนไหวนี้ มุกตลกช่วยสื่อถึงความไม่พอใจในสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความไม่คุ้นเคย เช่น ปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับงาน ความเหลื่อมล้ำ การทุจริตคอร์รัปชัน และความรู้สึกแปลกแยกทางการเมือง

หลายคนชี้ว่า แม้แต่การเลือกมาสคอตก็ดูสมเหตุสมผล แมลงสาบไม่ใช่สิ่งที่ดูเป็นวีรบุรุษหรือเป็นแรงบันดาลใจ แต่เป็นอะไรที่บ้าน ๆ กว่านั้น นั่นคือความอึด ทน ปรับตัวได้ และสามารถอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายได้โดยแทบไม่ต้องคาดหวังอะไร

แน่นอนว่า การผสมผสานระหว่างอารมณ์ขันกับการเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่

ในอิตาลี เบปเป กริลโล นักแสดงตลก นำอารมณ์ขันมาใช้ต่อต้านระบบการเมือง โดยเขาก่อตั้งขบวนการดาว 5 ดวง (Five Star Movement) ขณะที่ในยูเครน โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ก้าวจากการแสดงเป็นประธานาธิบดีในโทรทัศน์ไปสู่การเป็นผู้นำประเทศจริง ส่วนในสหรัฐฯ ยุคของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้จุดประเด็นถกเถียงซ้ำ ๆ ว่าการเสียดสีอาจถึงจุดที่ไม่ต่างจากความจริงทางการเมืองที่ดูเหมือนไม่ต่างจากเรื่องที่ล้อเลียนเสียแล้ว

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เกิดขึ้นในอินเดียในรูปแบบของออนไลน์มากกว่า มันเป็นการเคลื่อนไหวที่ขับเคลื่อนด้วยมีม (meme) ที่เชื่อมโยงเข้ากับธีมแมลงสาบ และหล่อหลอมด้วยแฮชแท็ก ความเหนื่อยล้า และความสิ้นหวังเชิงประชดประชัน

ในแวบแรกมันอาจดูแปลก แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่อยู่นอกกรอบของการเมืองอินเดียโดยสิ้นเชิง

นักการเมืองที่นี่โอบรับพลังแห่งการแสดงออกเช่นนี้มานานแล้ว ตั้งแต่การนั่งสมาธิในถ้ำบนเทือกเขาหิมาลัย ไปจนถึงการเปลี่ยนพรรคท่ามกลางภาพที่สมาชิกสภาถูกจับขึ้นรถบัสหรือถูกกักตัวอยู่ในโรงแรม

การรณรงค์ผ่านสื่อออนไลน์ก็มักอาศัยวิดีโอจุดกระแสไวรัลที่ผ่านการวางแผนมาอย่างดี มีสโลแกนสั้นกระชับเพื่อให้เข้าถึงผู้คนให้ได้มากที่สุด

เมื่อมองในบริบทนี้ การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีธีมเป็นแมลงสาบจึงดูเป็นไปได้อย่างน่าประหลาด

ความเคลื่อนไหวของพรรคประชาชนแมลงสาบยังช่วยอธิบายว่าเหตุใดมันถึงแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว มันไม่ใช่เพราะคนรุ่นใหม่ในอินเดียต้องการพรรคการเมืองใหม่เสมอไป แต่เพราะหลายคนกำลังมองหาภาษาที่ใช้สื่อสารความไม่พอใจของตน

"ผมคิดว่าพรรคประชาชนแมลงสาบเป็นเพียงจุดเริ่มต้น" ดิปเก กล่าว "คนรุ่นใหม่เอือมระอากับระบบการเมืองปัจจุบัน และจะมีองค์กรเยาวชนอื่น ๆ เกิดขึ้นตามมาอีก"

อย่างไรก็ตาม บางคนไม่คิดว่ามันจะเป็นเช่นนั้น โดยมองว่าพรรคนี้อาจจางหายไปอย่างรวดเร็วไม่ต่างจากตอนที่มันกำเนิดขึ้นมา

ในอดีต ความโกรธทางการเมืองของคนรุ่นใหม่อาจนำไปสู่การประกาศเจตนารมณ์ แต่ในปี 2026 มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นพรรคมีมที่มีมาสคอตเป็นแมลง ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนแมลงสาบก็ได้ทำบางอย่างที่ไม่ธรรมดาในการเมืองอินเดียไปแล้ว นั่นคือทำให้คนหนุ่มสาวบางส่วนรู้สึกว่าพวกเขาถูกมองเห็น

รายงานเพิ่มเติมโดย จาก อาชาย เยดเก บีบีซีแผนกภาษามราฐี

https://www.bbc.com/thai/articles/cedpznp0v7yo




​ถ้าคุณคิดว่าปัญหา "ทุนต่างชาติสีเทา" มีอยู่แค่การเปิดผับเถื่อนในกรุงเทพฯ หรือการกว้านซื้อตึกแถวในย่านเยาวราชและห้วยขวาง... คุณกำลังประเมินสถานการณ์ต่ำไปครับ เพราะวันนี้ ดาต้าและข้อเท็จจริงในพื้นที่กำลังบ่งชี้ว่า ทุนเหล่านี้ได้แทรกซึมลึกเข้าไปถึง "รากแก้ว" ของเศรษฐกิจชุมชนไทยเรียบร้อยแล้ว


ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
Yesterday
·
ถอดรหัส ‘ยุทธศาสตร์กลืนชาติ’ จากสวนผลไม้ถึงโกดังออนไลน์ SMEs ไทยจะเหลืออะไรให้ทำกิน?

​หลายคนอาจคิดว่าคำว่า "สงคราม" ต้องใช้กำลังทหาร ขีปนาวุธ หรือการเข้ายึดพื้นที่ด้วยอาวุธ แต่ในโลกยุค 2026 สงครามที่น่ากลัวที่สุดกลับเป็น "สงครามเงียบที่ไร้พรมแดน" ซึ่งไม่ได้มุ่งหวังยึดดินแดน แต่เป้าหมายของมันคือการ "กินรวบโครงสร้างเศรษฐกิจจากฐานราก"

​ถ้าคุณคิดว่าปัญหา "ทุนต่างชาติสีเทา" มีอยู่แค่การเปิดผับเถื่อนในกรุงเทพฯ หรือการกว้านซื้อตึกแถวในย่านเยาวราชและห้วยขวาง... คุณกำลังประเมินสถานการณ์ต่ำไปครับ เพราะวันนี้ ดาต้าและข้อเท็จจริงในพื้นที่กำลังบ่งชี้ว่า ทุนเหล่านี้ได้แทรกซึมลึกเข้าไปถึง "รากแก้ว" ของเศรษฐกิจชุมชนไทยเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่สวนผลไม้ในต่างจังหวัด ไปจนถึงโกดังสินค้าออนไลน์ที่ตั้งประชิดชายแดน

ถอดรหัส "โมเดลกินรวบ 3 ชั้น" : ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ

​ในฐานะนักวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ สิ่งที่เราต้องมองให้เห็นคือ "รูปแบบ (Pattern)" ของกลุ่มทุนเหล่านี้ ซึ่งไม่ได้เข้ามาแบบสะเปะสะปะ แต่ทำงานกันอย่างเป็นระบบในลักษณะ End-to-End Monopoly (การผูกขาดเบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นจนจบสายงาน) ผ่าน 3 โมเดลอันตราย:

​1. โมเดล "กินรวบต้นน้ำ" (เกษตรกรรมกรรมสิทธิ์)
​ในอดีต เกษตรกรไทยคือผู้กำหนดชะตาชีวิตตัวเอง มีพ่อค้าคนกลางหรือ "ล้งไทย" เป็นผู้กระจายสินค้า แต่ปัจจุบันในภาคตะวันออกและภาคใต้ เกิดปรากฏการณ์ "ล้งต่างชาติสวมสิทธิ์" เข้ามาเหมาซื้อสวนทุเรียนและผลไม้ยกแปลงด้วยเม็ดเงินมหาศาลที่ล้งไทยไม่มีทางสู้ได้ เมื่อล้งท้องถิ่นล้มตายไป ทุนเหล่านี้จะกลายเป็นผู้กำหนดราคาแต่เพียงผู้เดียว เกษตรกรไทยที่เคยเป็น "เจ้าของที่ดิน" กำลังกลายสภาพเป็นเพียง "แรงงานรับจ้าง" ในผืนดินของตัวเอง

​2. โมเดล "ทะลวงกลางน้ำ" (โกดังออนไลน์ถล่มตลาด)
​บริเวณพื้นที่ชายแดนและชานเมืองใหญ่ ปัจจุบันถูกจับจองด้วย "คลังสินค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน" ขนาดมหึมา สินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกต่ำกว่าทุนถูกขนส่งผ่านช่องทางโลจิสติกส์ที่รวดเร็วมาพักไว้ที่นี่ ระบบนี้สิบล้อต่างชาติวิ่งตรงจากโรงงานต้นทางเข้ามาถึงในไทย ตัดวงจรพ่อค้าส่งและแม่ค้าตลาดนัดไทยจนสิ้นซาก เพราะไม่มีทางที่ SMEs ไทยจะทำราคาแข่งกับสินค้าที่ได้รับการอุดหนุนทุนจากต่างประเทศได้

​3. โมเดล "คุมปลายน้ำ" (นอมินีและระบบนิเวศปิด)
​เมื่อคุมของ คุมการขนส่งได้แล้ว ด่านสุดท้ายคือการคุมหน้าตลาด ย่านท่องเที่ยวสำคัญอย่างภูเก็ต เชียงใหม่ หรือพัทยา กำลังเผชิญกับธุรกิจร้านอาหาร โฮสเทล และรถเช่า ที่ใช้ "นอมินี (Nominee)" หรือคนไทยบังหน้า ถือหุ้นแทนกลุ่มทุนต่างชาติ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเชิงดาต้าคือ "เงินไม่ได้หมุนในระบบเศรษฐกิจไทยเลย" นักท่องเที่ยวต่างชาติจองผ่านแอปฯ ต่างประเทศ เดินทางด้วยรถทัวร์ต่างชาติ กินร้านอาหารต่างชาติ และจ่ายเงินผ่านระบบสแกนควอาร์โค้ดที่ผูกกับบัญชีธนาคารในประเทศของเขา เงินไทยไม่กระเด็นถึงมือคนท้องถิ่นแม้แต่บาทเดียว

ผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์สังคม: ระเบิดเวลาของคนรุ่นถัดไป

​"เมื่อเศรษฐกิจฐานรากถูกทำลาย โครงสร้างสังคมจะพังทลายตามมาเป็นโดมิโน่"

​หากเราปล่อยให้สถานการณ์นี้ดำเนินต่อไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาในเชิงยุทธศาสตร์สังคมไม่ใช่แค่เรื่องของคนตกงาน แต่คือวิกฤตระดับโครงสร้างประเทศ:

​ความเหลื่อมล้ำสุดขั้ว (Extreme Inequality): เม็ดเงินและความมั่งคั่งจะถูกสูบออกนอกประเทศอย่างถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังของธุรกิจท้องถิ่น

​ปัญหาสังคมสูงอายุในต่างจังหวัดที่วิกฤตขึ้น: เมื่อธุรกิจชุมชนล่มสลาย คนรุ่นใหม่จะไม่สามารถลืมตาอ้าปากในบ้านเกิดได้ จำเป็นต้องทิ้งถิ่นฐานเข้ามาแก่งแย่งงานในเมืองหลวง ทิ้งให้ต่างจังหวัดเหลือเพียงผู้สูงอายุที่ขาดการดูแลและขาดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ

ทางรอดเชิงยุทธศาสตร์: ถึงเวลาที่รัฐและสังคมต้อง "ตื่น"

​เราจะแก้ปัญหานี้ด้วยการบ่นหรือชาตินิยมแบบลอยๆ ไม่ได้ แต่ต้องแก้ด้วย "ยุทธศาสตร์ที่แหลมคม":

​1.ยุทธศาสตร์กฎหมายเชิงรุก (Regulatory Sandbox & Financial Trail): เลิกตรวจนอมินีแค่ในแผ่นกระดาษ แต่หน่วยงานรัฐต้องร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย ตรวจสอบ "เส้นทางการเงิน (Financial Trail)" อย่างเข้มงวด ปิดบัญชีม้าทางธุรกิจ และบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าอย่างจริงจัง

​2.ติดอาวุธดาต้าให้ชุมชน (Community Data Consortium): รัฐต้องสนับสนุนให้สหกรณ์การเกษตรและกลุ่ม SMEs รวมตัวกันใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลในการบริหารจัดการผลผลิต เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการขายตรงสู่ตลาดโลก โดยไม่ต้องพึ่งพาล้งเถื่อน

​3.มาตรการภาษีและกำแพงการค้าดิจิทัล: ต้องมีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีรายได้จากแพลตฟอร์มและคลังสินค้าข้ามพรมแดนอย่างเป็นธรรม เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบด้านต้นทุนตั้งแต่ยังไม่เริ่มแข่ง

มุมมองทางยุทธศาสตร์ โดย ณัฏฐ์ มงคลนาวิน

​หากวันนี้เรายังมองว่า การซื้อของถูกจากทุนต่างชาติสีเทา หรือการยอมให้เขามาเช่าที่ดินทำกินเป็นแค่เรื่อง "ความคุ้มค่าส่วนตัว" หรือ "เรื่องไกลตัว"

​ในวันพรุ่งนี้... เราอาจจะต้องยอมรับความจริงอันโหดร้ายที่ว่า ลูกหลานของเราจะกลายเป็นเพียงลูกจ้างที่ไม่มีที่ดินและธุรกิจให้ทำกินในบ้านเกิดตัวเอง

​นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของปากท้องในวันนี้ แต่มันคือการรักษา "อธิปไตยทางเศรษฐกิจ" ของชาติไว้ให้คนรุ่นต่อไป ถึงเวลาแล้วครับที่ทั้งยุทธศาสตร์ภาครัฐและพลังของสังคมไทยต้องตื่นมารับมือและประกาศจุดยืนในสงครามเงียบครั้งนี้ร่วมกันอย่างจริงจัง

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องเศรษฐกิจไทย
​เพราะเสียงของคนตัวเล็กๆ เมื่อรวมกันจะกลายเป็นยุทธศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุด ผมขอเชิญชวนทุกท่านร่วมหยุดยั้งวิกฤตนอมินี และส่งเสียงนี้ไปให้ถึงผู้กำหนดนโยบายระดับประเทศ ด้วยการร่วมลงชื่อในแคมเปญขับเคลื่อนสังคมกับผมได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้ครับ
ร่วมลงชื่อหยุดนอมินีต่างชาติ: https://www.change.org/stopnominee

​ช่วยกันแชร์บทความนี้ และร่วมลงชื่อเพื่ออนาคตทางเศรษฐกิจของลูกหลานเราครับ

ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม
21 พฤษภาคม 2569
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1311463501084532&set=a.377539421143616

“พีมูฟ” กับ12 ปีรัฐประหาร จาก “ทวงคืนผืนป่า” ถึง “ลบโฉนดชุมชน” มรดกอำนาจ คสช.ที่ยังไม่สิ้นสุด ยังคงกดทับหัวใจสิทธิชุมชนของคนจนๆ

https://www.facebook.com/Pmove2011/posts/1271035168543399

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move ·
5 hours ago
·
“พีมูฟ” กับ12 ปีรัฐประหาร จาก “ทวงคืนผืนป่า” ถึง “ลบโฉนดชุมชน” มรดกอำนาจ คสช.คงยังกดทับหัวใจสิทธิชุมชนของคนจนๆ
รัฐธรรมนูญ 2560 ยังไม่ถูกแก้ ขณะที่ “คทช.” เดินหน้ารวมศูนย์อำนาจเหนือที่ดิน นี่หาใช่เพียงปัญหาที่ดิน แต่คือการปฏิเสธการมีตัวตนของประชาชน
ครบรอบ 12 ปีรัฐประหาร 2557 ไม่เพียงทิ้งมรดกทางการเมืองอย่างรัฐธรรมนูญ 2560 หากยังทิ้งรอยบาดแผลและคราบน้ำตาต่อขบวนการประชาชน โดยเฉพาะการต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ดินของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ พีมูฟ ที่ต้องเผชิญการคุกคามหลังนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” ในยุค คสช.ที่เปลี่ยนชาวบ้านให้กลายเป็นผู้บุกรุกในผืนดินที่พวกเขาอยู่อาศัยมาหลายชั่วอายุคน ก่อนที่ความหวังอย่าง “โฉนดชุมชน” จะถูกปิดฉากลงด้วยมติ ครม.ปี 2569
“12 ปีรัฐประหาร มรดกอำนาจที่ยังไม่สิ้นสุด”
วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ครบรอบ 12 ปีการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เหตุการณ์วันนั้นไม่เพียงโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่ยังเปลี่ยนทิศทางโครงสร้างอำนาจครั้งใหญ่
รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกฉีกทิ้ง สภาที่มาจากประชาชนถูกแทนที่ด้วยสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งแต่งตั้งโดย คสช.ก่อนจะนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าออกแบบมาเพื่อสืบทอดอำนาจ
แต่ภายใต้เงาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อีกหนึ่งมรดกสำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกัน คือการเปลี่ยนแนวทางจัดการทรัพยากรและที่ดินของประเทศ ผ่านนโยบาย “ทวงคืนผืนป่า” ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของขบวนการประชาชนที่ต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ดินทั่วประเทศ
“เมื่อ ทวงคืนผืนป่า กลายเป็นสงครามกับคนจน”
หลังรัฐประหารไม่นาน คสช.ออกคำสั่ง 64/2557 และเดินหน้านโยบายทวงคืนผืนป่า อย่างเข้มข้น ภายใต้คำอธิบายเรื่องการจัดระเบียบทรัพยากรธรรมชาติและแก้ปัญหานายทุนรุกป่า แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ได้รับผลกระทบจำนวนมากกลับเป็นชาวบ้าน คนจนเมือง เกษตรกรรายย่อย รวมถึงชาวเล และกลุ่มชาติพันธุ์ พวกเขาคือ ชุมชนดั้งเดิมที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่มาก่อนการประกาศเขตป่า
“หลายชุมชนถูกดำเนินคดี
หลายครอบครัวถูกบังคับให้ออกจากพื้นที่”
สำหรับ “พีมูฟ” หรือขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม การเคลื่อนไหวหลังปี 2557 เต็มไปด้วยแรงกดดัน การเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อปักหลักชุมนุมเรียกร้องสิทธิต้องเผชิญด่านตรวจ การติดตาม และการคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ภาครัฐอ้างการอนุรักษ์ แต่ชาวบ้านจำนวนมากกลับรู้สึกว่า ตนเองกำลังถูกผลักให้กลายเป็นผู้บุกรุก ในแผ่นดินที่ใช้ชีวิตมาตลอดทั้งชีวิต
“จาก “โฉนดชุมชน” สู่ “คทช.” ความต่างที่ไม่ใช่แค่เทคนิค”
ก่อนรัฐประหาร แนวคิดโฉนดชุมชนเคยเป็นความหวังสำคัญของขบวนการประชาชน เพราะเป็นแนวทางจัดการที่ดินที่ยอมรับสิทธิของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน
โฉนดชุมชนไม่ได้มองที่ดินเป็นเพียงเอกสารสิทธิรายบุคคล แต่คือการกระจายอำนาจให้คนในพื้นที่ร่วมกำหนดอนาคตของตัวเอง
แต่หลังปี 2557 แนวทางดังกล่าวถูกแทนที่ด้วย “คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ” หรือ “คทช.” แม้รัฐจะอธิบายว่า คทช.เป็นกลไกแก้ปัญหาที่ดินเช่นเดียวกัน แต่สำหรับเครือข่ายประชาชน ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ ใครเป็นเจ้าของอำนาจ เพราะในระบบ คทช. อำนาจยังถูกรวมศูนย์อยู่ที่รัฐส่วนกลาง ขณะที่ชุมชนมีสถานะเพียงผู้ขอใช้ประโยชน์ชั่วคราว ไม่ใช่ผู้กำหนดอนาคตของพื้นที่ตนเอง
นี่จึงไม่ใช่เพียงความต่างทางกฎหมายหรือเทคนิคการจัดการที่ดิน แต่คือความต่างทางอุดมการณ์ระหว่าง “สิทธิชุมชน” กับ “อำนาจรัฐรวมศูนย์”
วันที่ความหวังถูกลบออกจากระบบ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กระบวนการโฉนดชุมชนค่อย ๆ ถูกทำให้หยุดชะงัก หลายพื้นที่ถูกดึงเรื่อง หลายชุมชนไม่เคยได้รับการรับรองจริง
กระทั่งวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 คณะรัฐมนตรี มีมติยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยโฉนดชุมชน และเพียง 2 วันต่อมา การยกเลิกดังกล่าวถูกประกาศในราชกิจจานุเบกษา
รัฐบาลให้เหตุผลว่า ระเบียบดังกล่าวซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่แล้ว
แต่สำหรับเครือข่ายประชาชน สิ่งที่ถูกยกเลิกไม่ใช่เพียงระเบียบราชการฉบับหนึ่ง หากคือพื้นที่ทางการเมือง ที่ประชาชนใช้ต่อรองเรื่องสิทธิในที่ดินมายาวนาน
สำหรับรัฐ มันอาจเป็นเพียงเอกสารไม่กี่หน้า แต่สำหรับชาวบ้านจำนวนมาก มันคือการลบความหวัง ลบอนาคต และลบการมีตัวตนของผู้คนที่ต่อสู้มาตลอดชีวิต
“รัฐธรรมนูญ 2560 กับโครงสร้างอำนาจที่ยังปิดทางประชาชน”
ในวาระครบรอบ 12 ปีรัฐประหาร คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า ประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ แต่คือ ประเทศนี้จะยอมรับหรือไม่ว่า “ประชาชน” ต้องมีสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง ทั้งทางการเมืองและทางทรัพยากร
เพราะตลอด 12 ปีที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้เพียงสร้างโครงสร้างสืบทอดอำนาจทางการเมือง แต่ยังรองรับระบบราชการรวมศูนย์ที่ทำให้เสียงของชุมชนอ่อนแอลงเรื่อย ๆ
แม้ประชาชนกว่า 21 ล้านเสียงในการทำประชามติปี 2569 จะเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่กระบวนการกลับหยุดชะงัก ท่ามกลางข้อวิจารณ์ว่ารัฐบาลกำลังปกป้องมรดกชิ้นสุดท้ายของคณะรัฐประหาร เช่นเดียวกับกรณีโฉนดชุมชน ที่ถูกลบหายไปจากระบบอย่างเงียบงัน
“คนจนจะต้องมานอนหน้าทำเนียบอีกกี่คืน”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาพชาวบ้านจากต่างจังหวัดปักหลักชุมนุมริมถนนหน้าทำเนียบรัฐบาลกลายเป็นภาพซ้ำๆ วนๆ คงหลีกหนีไม่พ้น ที่พวกเขาต้องเดินทางมาเรียกร้องสิ่งเดิม ๆ เพื่อมาทวงสิทธิ์ ในสิทธิที่ดิน สิทธิในการอยู่อาศัย ทวงคืนความเป็นธรรม ทวงคืนสิทธิในการมีชีวิต อย่างมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์
“อีกสักกี่ครั้งต้องมานอนข้างถนน อีกกี่คืนต้องใช้ชีวิตแลกกับคำว่า “สิทธิ” และอีกนานแค่ไหน ก่อนที่รัฐจะยอมรับเสียทีว่า พวกเขาก็เป็นเจ้าของประเทศนี้เช่นเดียวกัน”
เรื่อง : ศรายุทธ ฤทธิพิณ
ภาพประกอบ : จากพื้นที่ชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ (สมาชิกเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน) ช่วงที่ทหารสนธิกำลังป่าไม้ ฝ่ายปกครอง เข้ามาปิดป้ายไล้รื้อชุมชน



อ.พวงทอง รำลึกเหตุการณ์สลายชุมนุมเสื้อแดง สิ่งที่ประชาชนต้องการ แต่ผู้มีอำนาจไม่ยอมให้





https://x.com/MatichonTV/status/2057735981948895631

.....


live เมื่อรัฐไร้ทางออก?: จลาจลเมื่อหมดทางคุย กระสุนจริงเมื่อหมดทางออก

PITV News

Streamed live on May 19, 2026

ร่วมพูดคุยโดย ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการทางกฎหมาย ชวนทุกคนมาร่วมสำรวจความชอบธรรมของการใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมโดยรัฐ ผ่านกรณีศึกษาในการชุมนุมปี 2553 ที่ยังส่งผลถึงการเมืองไทยในปัจจุบัน จัดโดย สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ณ ตึกกิจกรรมนิสิต คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 19 พฤษภาคม 2569

https://www.youtube.com/watch?v=u3N03RJtxjA


กลุ่มนักเคลื่อนไหวในเกาหลีใต้ได้ทุบทำลายแก้วน้ำบริเวณหน้าร้านสตาร์บัคส์ เพื่อประท้วงแคมเปญการตลาดของทางร้านที่ชื่อว่า ‘Tank Day’ ซึ่งพวกเขาอ้างว่าเป็นการล้อเลียนเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุสังหารหมู่ที่กวางจูเมื่อปี 1980





https://x.com/AJEnglish/status/2057831349076279412
.....

เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและสะท้อนถึงบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่ยังคงฝังลึกในสังคมเกาหลีใต้เป็นอย่างมากครับ โดยเฉพาะเหตุการณ์ การสังหารหมู่ที่กวางจู (Gwangju Uprising) ในปี 1980 ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมที่กองทัพใช้กำลังและรถถังเข้าปราบปรามประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย

สาเหตุที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวออกมาแสดงปฏิกิริยาอย่างรุนแรงด้วยการทุบทำลายแก้วน้ำหน้าร้านสตาร์บัคส์ (Starbucks) มีบริบทสำคัญดังนี้:

1. ความเชื่อมโยงของคำว่า "Tank" กับบาดแผลทางประวัติศาสตร์

ในมุมมองของกลุ่มผู้ประท้วง คำว่า "Tank" (รถถัง) เป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรงและการกดขี่โดยรัฐบาลทหารในอดีต การที่แบรนด์ระดับโลกนำคำนี้มาใช้ในแคมเปญการตลาด (แม้ว่าในบริบทของร้านอาจจะสื่อถึงภาชนะขนาดใหญ่ เช่น แก้วแทงก์เกอร์ หรือความหมายอื่น) จึงถูกตีความว่าเป็นการไม่เคารพ หรือละเลยความรู้สึกของเหยื่อและครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์กวางจู

2. วันที่เกิดเหตุการณ์ (Timeline)

เหตุการณ์สังหารหมู่ที่กวางจูเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 18–27 พฤษภาคม 1980 ดังนั้น หากแคมเปญการตลาดนี้ถูกจัดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม หรือใกล้เคียงกับวันครบรอบเหตุการณ์ ก็จะยิ่งทำให้กลุ่มนักเคลื่อนไหวและประชาชนรู้สึกว่าเป็นการจงใจล้อเลียน หรือขาดความเคารพต่อช่วงเวลาแห่งการไว้อาลัยเป็นอย่างยิ่ง

ข้อสังเกตเพิ่มเติม: ในการตลาดระดับสากล การปรับเปลี่ยนชื่อแคมเปญให้เข้ากับบริบทและความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรม/ประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศ (Cultural Sensitivity) เป็นสิ่งสำคัญมาก กรณีนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ของแบรนด์ต่างชาติในเกาหลีใต้เกี่ยวกับการใช้คำที่อาจไปสะกิดบาดแผลทางการเมืองในอดีต



🇰🇷 จากประเทศที่เคยจนกว่า "กานา" สู่มหาอำนาจเศรษฐกิจโลก! เกาหลีใต้ทำได้อย่างไร? 🚀


DEEP KUB
May 20
·
จากประเทศที่เคยจนกว่า "กานา" สู่มหาอำนาจเศรษฐกิจโลก! เกาหลีใต้ทำได้อย่างไร?
.
ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 1960 เกาหลีใต้เคยเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก โดยมีรายได้ต่อหัว (Per-capita income) ต่ำกว่าหลายประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศกานาในเวลานั้นเสียอีก
.
แต่ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน... เกาหลีใต้ได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก (อันดับที่ 13) และกลายเป็นผู้นำระดับแนวหน้าในด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, รถยนต์, การต่อเรือ, เซมิคอนดักเตอร์, AI และโทรคมนาคม
.
การเติบโตแบบก้าวกระโดดนี้ถูกขนานนามว่า "ปาฏิหาริย์แห่งแม่น้ำฮัน" (Miracle on the Han River) ซึ่งความสำเร็จนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่ขับเคลื่อนด้วย:
การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว
นโยบายเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออกเป็นหลัก
การลงทุนอย่างมหาศาลใน "ระบบการศึกษา"
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ
การผลักดันและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ
.
สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้บริษัทสัญชาติเกาหลีอย่าง Samsung, Hyundai และ LG กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่ทุกคนรู้จักในวันนี้
.
การผงาดขึ้นของเกาหลีใต้ ถือเป็นหนึ่งในการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจยุคใหม่ที่น่าทึ่งที่สุด พิสูจน์ให้เห็นว่า "นโยบายอุตสาหกรรมที่ชัดเจน การศึกษา และนวัตกรรม" สามารถยกระดับการพัฒนาประเทศได้อย่างมหาศาล ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วอายุคน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1270825835217656&set=a.383267420640173




9 ประเทศตะวันตกได้เรียกร้องให้อิสราเอลยุติการขยายถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง โดยผ่านแถลงการณ์ร่วมซึ่งยังได้ประณามความรุนแรงที่ก่อโดยผู้ตั้งถิ่นฐาน (settlers) และออกคำเตือนไปยังบริษัทก่อสร้าง ไม่ให้เข้าร่วมประมูลงานก่อสร้าง



ประเทศตะวันตกเตือนอิสราเอลให้ยุติการขยายการตั้งถิ่นฐานที่ผิดกฎหมายและความรุนแรง

เก้าประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร เยอรมนี และฝรั่งเศส เตือนว่าการตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครองนั้นเป็น “การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ”

เก้าประเทศตะวันตกได้เรียกร้องให้อิสราเอลหยุดการขยายการตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง ในแถลงการณ์ร่วมที่ประณามความรุนแรงของผู้ตั้งถิ่นฐานและเตือนบริษัทก่อสร้างไม่ให้เข้าร่วมประมูล

ในแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันศุกร์ ผู้นำของสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ และเนเธอร์แลนด์ เน้นย้ำว่าการตั้งถิ่นฐานดังกล่าวละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

“ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์ในเวสต์แบงก์เลวร้ายลงอย่างมาก ความรุนแรงของผู้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นโยบายและการปฏิบัติของรัฐบาลอิสราเอล รวมถึงการเสริมสร้างการควบคุมของอิสราเอลให้แข็งแกร่งขึ้น กำลังบ่อนทำลายเสถียรภาพและโอกาสในการแก้ปัญหาแบบสองรัฐ” แถลงการณ์ระบุ

กลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวว่าทางการอิสราเอลอนุญาตให้ผู้ตั้งถิ่นฐานดำเนินการโจมตีชาวปาเลสไตน์ได้อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย

ในเดือนกุมภาพันธ์ อิสราเอลอนุมัติแผนการอ้างสิทธิ์ในดินแดนปาเลสไตน์ขนาดใหญ่ในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครองว่าเป็น “ทรัพย์สินของรัฐ”

ชาวอิสราเอลมากกว่า 700,000 คนอาศัยอยู่ในนิคมที่ผิดกฎหมายในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง

แถลงการณ์ระบุว่า “กฎหมายระหว่างประเทศชัดเจนว่า นิคมของอิสราเอลในเวสต์แบงก์นั้นผิดกฎหมาย โครงการก่อสร้างในพื้นที่ E1 ก็จะไม่มีข้อยกเว้น” พร้อมเสริมว่า การพัฒนาจะแบ่งเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครองออกเป็นสองส่วน และเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

แผนการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่หลายพันหลังในพื้นที่ E1 ทางตะวันออกของกรุงเยรูซาเลมตะวันออกที่ถูกยึดครอง จะเชื่อมต่อนิคมมาอาเล อดุมิมขนาดใหญ่และผิดกฎหมายกับกรุงเยรูซาเลม ซึ่งเป็นการแบ่งเขตเวสต์แบงก์อย่างมีประสิทธิภาพและแยกชุมชนปาเลสไตน์ออกจากกัน นอกจากนี้ยังครอบคลุมพื้นที่กว่า 12 ตารางกิโลเมตร (4.6 ตารางไมล์)



“ธุรกิจต่างๆ ไม่ควรยื่นประมูลงานก่อสร้างสำหรับโครงการ E1 หรือโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยอื่นๆ พวกเขาควรตระหนักถึงผลทางกฎหมายและชื่อเสียงที่ตามมาจากการเข้าร่วมในการก่อสร้างที่อยู่อาศัย รวมถึงความเสี่ยงที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง” แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า “เราเรียกร้องให้รัฐบาลอิสราเอลยุติการขยายการตั้งถิ่นฐานและอำนาจการปกครอง รับผิดชอบต่อความรุนแรงของผู้ตั้งถิ่นฐาน และสอบสวนข้อกล่าวหาต่อกองกำลังอิสราเอล เคารพการดูแลรักษาของราชวงศ์ฮาเชมิตเหนือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของกรุงเยรูซาเล็มและข้อตกลงสถานะเดิมทางประวัติศาสตร์ และยกเลิกข้อจำกัดทางการเงินต่อองค์การบริหารปาเลสไตน์ (PA) และเศรษฐกิจปาเลสไตน์”

เสียงวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของอิสราเอลเพิ่มมากขึ้น

แถลงการณ์ร่วมนี้เกิดขึ้นหลังจากสัปดาห์ที่ตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปและอิสราเอล หลังจากการเผยแพร่คลิปวิดีโอที่เปิดเผยการปฏิบัติอย่างโหดร้ายต่อนักเคลื่อนไหวชาวต่างชาติที่ถูกกองกำลังอิสราเอลลักพาตัวจากน่านน้ำสากลบนขบวนเรือที่มุ่งหน้าไปยังฉนวนกาซา

อิตามาร์ เบน-กวีร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติฝ่ายขวาจัดของอิสราเอล โพสต์วิดีโอที่เขาเยาะเย้ยนักเคลื่อนไหวในค่ายกักกันชั่วคราวในเมืองอัชโดดของอิสราเอล

ในวิดีโอที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ นักเคลื่อนไหวถูกมัดด้วยสายเคเบิลและคุกเข่าขณะที่เพลงชาติอิสราเอลดังขึ้น

หลายประเทศ รวมทั้งอิตาลีและฝรั่งเศส ได้เรียกตัวเอกอัครราชทูตอิสราเอลมาชี้แจงเกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว

ฌอง-โนเอล บาร์โรต์ รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส ก็ประณามการกระทำของเบน-กวิร์ว่า “ยอมรับไม่ได้”

อนิตา อานันด์ รัฐมนตรีต่างประเทศแคนาดา เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “น่ากังวลอย่างยิ่ง”

อีเว็ตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหราชอาณาจักร กล่าวว่าวิดีโอแสดงให้เห็น “ฉากที่น่าอับอายอย่างยิ่ง”

เมื่อวันพฤหัสบดี อิสราเอลได้เนรเทศนักกิจกรรมกลุ่มขบวนเรือหลายร้อยคนที่ถูกลักพาตัวไป หลังจากได้รับการปล่อยตัว นักกิจกรรมเหล่านั้นกล่าวว่าพวกเขาถูกกระทำทารุณกรรมขณะถูกควบคุมตัวในอิสราเอล บางคนรายงานว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศ และนักกิจกรรมหลายคนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเนื่องจากได้รับบาดเจ็บ

https://www.aljazeera.com/news/2026/5/22/western-nations-warn-israel-to-end-illegal-settlement-expansion-violence



นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า ทางวอชิงตันมีความรู้สึกในเชิงบวก (cautiously optimistic) ต่อการเจรจากับอิหร่าน แต่เขากล่าวเสริมว่าควรมีการเตรียมแผนสำรองไว้รองรับ หากรัฐบาลเตหะรานยังคงยืนกรานที่จะเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ





https://x.com/AJEnglish/status/2057861545401414102
.....

คำกล่าวของมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงและความเปราะบางของการเจรจาทางการทูตในปัจจุบัน ภายหลังปฏิบัติการทางทหารร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน รูบิโอ กล่าวในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศนาโตที่เมืองเฮลซิงบอร์ก ประเทศสวีเดน ว่าการเจรจาทางอ้อมที่กำลังดำเนินอยู่นั้นแสดงให้เห็นถึง "ความคืบหน้าเล็กน้อย" หรือ "ความเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย" อย่างไรก็ตาม เขาเตือนอย่างหนักแน่นไม่ให้มองโลกในแง่ดีเกินไป

ประเด็นความขัดแย้งหลักในการเจรจาสันติภาพนั้นอยู่ที่สองประเด็นที่ไม่สามารถเจรจาต่อรองได้สำหรับวอชิงตันและพันธมิตร ได้แก่

  • ระบบเก็บค่าผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ: อิหร่านได้ปิดกั้นเส้นทางน้ำที่สำคัญนี้อย่างมีประสิทธิภาพ และพยายามจัดตั้งระบบขนส่งแบบเก็บค่าธรรมเนียม โดยมีรายงานว่าพยายามกดดันโอมานให้เข้าร่วมโครงการนี้ รูบิโอปฏิเสธเรื่องนี้อย่างหนักแน่น โดยกล่าวว่า "ไม่มีประเทศใดในโลกที่ควรยอมรับเรื่องนี้"
  • ความขัดแย้งทางนิวเคลียร์: สหรัฐฯ ยืนยันว่าอิหร่านต้องละทิ้งคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงทั้งหมด ซึ่งเป็นจุดที่ผู้นำเตหะรานปฏิเสธที่จะประนีประนอมจนถึงขณะนี้
แผนสำรอง

แผนสำรองที่รูบิโออ้างถึงนั้นเน้นย้ำถึงแรงกดดันทั้งภายในและภายนอกประเทศที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ระงับการโจมตีทางทหารเพิ่มเติมเพื่อให้โอกาสทางการทูต บุคคลสำคัญอย่างเช่น โรเจอร์ วิคเกอร์ ประธานคณะกรรมการบริการด้านกองทัพของวุฒิสภา กำลังเรียกร้องให้ยุติการเจรจาและ "ทำลายขีดความสามารถทางทหารแบบดั้งเดิมของอิหร่านให้เสร็จสิ้น"

หากอิหร่านปฏิเสธที่จะยกเลิกการปิดล้อม "แผนสำรอง" บ่งชี้อย่างชัดเจนถึงการกลับไปสู่ปฏิบัติการทางทหารที่ประสานงานกันอย่างแข็งขันเพื่อเปิดเส้นทางการเดินเรือระหว่างประเทศอีกครั้ง

การทูตเบื้องหลัง

ในขณะที่วาทกรรมสาธารณะยังคงรุนแรง การไกล่เกลี่ยอย่างแข็งขันกำลังเกิดขึ้นในพื้นที่:

บทบาทของปากีสถาน: รูบิโอระบุอย่างชัดเจนว่าปากีสถานเป็น "ผู้เจรจาหลัก" ในการเจรจาเหล่านี้ พลเอก อาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการทหารบกปากีสถาน เดินทางถึงกรุงเตหะรานเพื่อพบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านและผลักดันการเจรจาไกล่เกลี่ยให้คืบหน้า

การสนับสนุนจากกาตาร์และยุโรป: ทีมเจรจาจากกาตาร์ก็อยู่ในกรุงเตหะรานเช่นกันเพื่อพยายามลดช่องว่าง ขณะที่สหภาพยุโรปได้ดำเนินการคว่ำบาตรอิหร่านเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ที่รับผิดชอบต่อการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ

ด้วยปริมาณสำรองน้ำมันทั่วโลกก่อนสงครามที่กำลังลดลง และตลาดพลังงานที่กำลังเตรียมรับมือกับวิกฤตการณ์อย่างรุนแรงในช่วงฤดูร้อน การเจรจาเหล่านี้จึงถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญระหว่างการหยุดยิงที่ยั่งยืนและการยกระดับความขัดแย้งในภูมิภาคครั้งใหญ่




วันศุกร์, พฤษภาคม 22, 2569

ขณะนายกฯ ระเริงกับสกิลกระดกลิ้นชื่นชมความเป็น ‘นักเลง’ ของรัฐมนตรี ฝ่ายค้านมุ่งหน้าตรวจสอบเด็ดเดี่ยว บอกอนุทิน “อะไรที่มันผิดอยู่แล้วมาตั้งแต่อดีตก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะทำต่อไป”

ขณะที่นายกฯ กำลังระเริงกับสกิล ชิวหาระรัวกระดกลิ้นชื่นชมความเป็น นักเลง ของรัฐมนตรีในทีม แล้วบิดว่าผู้มีอิทธิพล “เป็นที่พึ่งพิงของคนได้” เจาะจงที่ สุชาติ ชมกลิ่น “เป็นคนใช้ได้” แต่บางทีพูดผิดเวลาไปนิดหน่อยเท่านั้น

หรือกรณีผู้นำฝ่ายค้านติงองคมนตรีขึ้นไปนั่งแท่นสูงลิบ เรียงหน้าทั้งคณะ ๙ คนว่าราชการกำกับการประชุมปัญหาภัยแล้ง นั่นเกินรัฐธรรมนูญไปหน่อยนะ ก็มีการศอกกลับว่า โฮ้ย พวกเขาทำอย่างนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ โน่นแล้ว

มีนักข่าวชงถาม “แสดงความเห็นแบบนี้จะสุ่มเสี่ยงกระทบข้อกฎหมายมั้ย” หัวหน้าเท้ง พรรคประชาชนตอบเด็ดเดี่ยว “การเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนฯ ถ้าเห็นอะไรไม่ถูกต้องก็มีหน้าที่ส่งเสียงเรียกร้อง ถึงแม้ตัวเองจะมีความเสี่ยง

แต่การเอาความเสี่ยงของตัวเองมาปิดปากตัวเองไม่ให้พูด น่าจะทำให้ประชาชนผิดหวังในการทำหน้าที่ของเรา” แล้วบอกด้วยว่า ก็รู้ละทำกันมาตั้งแต่ปี ๖๐ ซึ่งตอนนั้นยุค คสช.ที่อาจไม่ได้ใส่ใจอะไรกับหลักการประชาธิปไตย ทั้งที่มีกษัตริย์เป็นประมุข

“แต่อนุทินไม่เข้าใจนี่ถือว่าล้มเหลว ถ้าอะไรที่มันผิดอยู่แล้วมาตั้งแต่อดีตก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะทำต่อไป” อืม เขาพูดอย่างซื่อตรงกับหน้าที่การงาน ไม่ได้ ปากหวานก้นเปรี้ยวอย่างหัวหน้ารัฐบาล แล้วเรื่องซื่อตรงกับงาน มันก็มีให้เห็นตลอด

เมื่อวาน สส.สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์ ออกมาทวงถามถึงคดีฮั้วประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม “รัฐมนตรีทราบเรื่องนี้หรือยัง ตอนนี้มีคดีอาญา ม.๑๕๗ ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติโดยมิชอบ” อยู่ที่ศาลอาญาคดีทุจริตกลาง ตามหลักปฏิบัติต้องสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

“จึงต้องทวงถามจากท่านนายก ตามหลัก ‘ปิดชื่อถือพฤติกรรม’ ว่ารัฐมนตรีจะกล้าทำโดยไม่สนว่าเด็กใครหรือไม่” เพราะส่วนต่างระหว่างการเปิดประมูลครั้งแรกกับครั้งที่สองซึ่งลงเอย มากกว่ากันเกือบ ๗ หมื่นล้าน เป็นค่าเสียหายเพราะเจ้าหน้าที่เปลี่ยนเงื่อนไขก่อนยื่นซอง

อีกเรื่อง ฉลองการทำงานนัดแรกของกรรมาธิการติดตามงบประมาณ ที่มี รักชนก ศรีนอก เป็นประธาน พบว่าในงบฯ ปี ๖๙ นั้น กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม “มีเงินเพื่ออุดหนุนให้ไปทำโครงการต่างๆ สูงถึง ๗,๙๐๖.๘๒ ล้านบาท”

เงินก้อนนี้ “ไม่ได้อยู่ในการพิจารณาอนุมัติโดยสำนักงบประมาณหรือรัฐบาลโดยตรง ไม่ได้ผ่านสภาใดๆ ทั้ง สส.และ สว. เพราะเป็นเงินตาม พ.ร.บ.เฉพาะของหน่วยงานตนเอง” เรียกกันว่า ‘เงินนอกงบประมาณ’ ที่บางครั้ง “มากกว่า ‘งบประมาณแผ่นดิน’ ด้วยซ้ำ”

ยิ่งกว่านั้น การอนุมัติเงิน “ไม่จำเป็นต้องผ่าน ครม.เลยแม้แต่น้อย” เพียงแค่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งสำหรับเคาะเท่านั้น ทั้งที่มูลค่าเกิน ๑ พันล้านบาท อย่างเช่นโครงการ “ทำ Generative AI ให้คนไทย ๕ ล้านคนใช้ฟรี ๑ ปี” มูลค่า ๑,๖๐๐ ล้านบาท

(https://x.com/NatapholTo/status/2057453044493922371, https://x.com/PPLEThai/status/2057413731462812125 และ https://www.matichon.co.th/politics/news_5727913)

พฤษภาคมในเรือนจำ: “แอมป์ ณวรรษ” รำลึกผู้สูญเสีย และหวังให้รัฐเลือกการรับฟังแทนความรุนแรงและนิติสงคราม


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
9 hours ago
·
พฤษภาคมในเรือนจำ: “แอมป์ ณวรรษ” รำลึกผู้สูญเสีย และหวังให้รัฐเลือกการรับฟังแทนความรุนแรงและนิติสงคราม
.
.
วันที่ 15 พ.ค. 2569 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทนายความเข้าเยี่ยม “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา นักกิจกรรมผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 จากคดีปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ13กุมภา64 บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และถูกศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุก 1 ปี 7 เดือน โดยแอมป์ถูกคุมขังมากว่า 1 ปี 5 เดือนแล้ว
.
ในการเยี่ยมครั้งนี้ แอมป์ได้พูดถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือนพฤษภาคม ตั้งแต่พฤษภาทมิฬ ปี 2535 จนถึงการล้อมปราบคนเสื้อแดง ปี 2553 ที่มีผู้คนจำนวนหนึ่งออกมารำลึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งแอมป์ฝากข้อความออกมาว่าอยากให้ระลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตในการต่อสู้ทางการเมือง เรียนรู้จากพวกเขา และทวงถามความเป็นธรรมที่ยังคงรอคอยอยู่
.
นอกจากนี้ แอมป์ยังฝากถึงภาครัฐว่าการใช้ความรุนแรงทั้งทางกายภาพและนิติสงครามไม่เคยแก้ปัญหา และเรียกร้องให้เปิดพื้นที่ปลอดภัยรับฟังความคิดเห็น รวมถึงนิรโทษกรรมผู้ที่ถูกดำเนินคดีทางการเมือง เพื่อเริ่มต้นกระบวนการแก้ปัญหาร่วมกันอย่างแท้จริง

____________________________

แอมป์เริ่มต้นเล่าว่า กำหนดการพ้นโทษของเขาถูกขยายจากเดิมในเดือน ก.ค. 2569 ไปเป็นเดือน ก.พ. 2570 สาเหตุมาจากการนำโทษจำคุก 2 ปี ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษา ในคดีมาตรา 112 จากเหตุการณ์อ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตเยอรมนี ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ มานับโทษต่อกัน
.
ในด้านชั้นนักโทษของเขา แอมป์บอกว่าขณะนี้เขาอยู่ในกลุ่มนักโทษชั้นดีมาก และตั้งข้อสังเกตว่าการที่เรือนจำให้เซ็นรับทราบการเลื่อนชั้นตั้งแต่เดือนนี้ ซึ่งเร็วกว่าปกติที่จะดำเนินการในเดือน มิ.ย. อาจเป็นสัญญาณว่าจะมีมาตรการอภัยโทษเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้
.
ทนายได้พูดคุยข่าวสารภายนอก ทั้งการทำงานของรัฐบาล โครงการแลนด์บริดจ์ การร่างรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ กิจกรรมรำลึกการเสียชีวิตของบุ้ง เนติพร และการปล่อยตัวทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
.
นอกจากนี้ ยังพูดถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 และการล้อมปราบคนเสื้อแดงปี 2553 แอมป์จึงฝากข้อความถึงเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมว่า แม้จะมีหลายเรื่องที่ไม่น่าจดจำในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ก็อยากให้ระลึกถึงผู้เสียชีวิตจากการต่อสู้ทางการเมือง พร้อมตั้งคำถามว่า กว่าจะถึงวันที่ได้ทำประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ มีใครต้องสูญเสียไปอีกบ้าง
.
สำหรับแอมป์ สิ่งที่อยากให้เรียนรู้คือความโหดร้ายจากภาครัฐไม่เคยหายไป ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในปี 2535 ที่มีการปราบปรามประชาชน ไปถึงพฤษภาคมปี 2553 ที่มีการใช้ความรุนแรงจากภาครัฐ รวมถึงเหตุการณ์การเสียชีวิตของบุ้ง ซึ่งเป็นความรุนแรงจากนิติสงคราม
.
จะเห็นได้ว่าภาครัฐไม่เคยหยุดสกัดกั้นการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนเลย การเคลื่อนไหวของประชาชนจึงเป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้คนตระหนักรู้ว่ารัฐยังคงติดตามเรา ยังคงหาจังหวะใช้ความรุนแรงทั้งทางกายภาพและทางนิติสงครามกับประชาชนอยู่เสมอ
.
ทั้งที่จริง ๆ แล้ว แอมป์อยากให้ภาครัฐมองเห็นว่ากลุ่มคนที่มีความเห็นแตกต่างทางการเมือง มีวัตถุประสงค์ในการขับเคลื่อนและการพัฒนาประเทศเช่นเดียวกับภาครัฐ อยากให้พวกเขาตระหนักว่าการใช้ความรุนแรงทั้งทางกายภาพและทางนิติสงครามไม่เคยแก้ปัญหา
.
การแก้ปัญหาที่แท้จริงคือการหันหน้ามาคุยกันตรง ๆ และอยากให้พิจารณาการเปิดพื้นที่ปลอดภัยเพื่อพูดถึงปัญหาและมีตัวแทนจากภาครัฐเข้ามารับฟัง ถ้ารัฐยังดันทุรังไม่รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คนจะพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยวิธีการต่าง ๆ
.
กลุ่มประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือพูดถึงปัญหาไม่ใช่อาชญากร เขาเป็นเพียงกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นแตกต่าง การจำกัดเสรีภาพของผู้เห็นต่างไม่ได้ช่วยให้ปัญหาได้รับการแก้ไข ถ้าภาครัฐจะแก้ปัญหาจริง ๆ ก็ควรเปิดพื้นที่ปลอดภัยและให้เสรีภาพแก่กลุ่มคนที่ถูกรัฐมองว่าเป็นอาชญากรด้วยการนิรโทษกรรม เพื่อเริ่มต้นกระบวนการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่และเพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไปพร้อม ๆ กัน
.
นอกจากนี้ แอมป์ยังทวงถามถึงความเป็นธรรมให้กลุ่มคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตในเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 ว่าจนถึงวันนี้ รัฐได้ตามหาผู้กระทำความผิดและคืนความเป็นธรรมให้ผู้สูญเสียแล้วหรือยัง
.
ก่อนจบการสนทนา แอมป์พูดถึงสุขภาพว่ายังรับยาต้านและยาความดันตามปกติ แต่ช่วงนี้มีน้ำค้างในหูที่ไม่ยอมออกสักที กำลังพยายามจัดการปัญหานี้อยู่ ส่วนกิจกรรม To Be Number One ที่กำลังจะมีขึ้นในแดน แอมป์บอกว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรด้วยมากนัก เพราะแพทย์ให้เข้าโครงการลดน้ำหนัก สอนเรื่องการคำนวณแคลอรีและการออกกำลังกาย
.
ช่วงท้าย แอมป์ถามถึงกรณีของ “พิชัย” ผู้ต้องขังทางการเมืองที่เพิ่งเผชิญเหตุการณ์ถูกทำร้ายในเรือนจำจากกลุ่มคนเห็นต่างทางการเมืองว่าเป็นอย่างไรบ้าง เนื่องจากกลุ่มผู้ต้องขังการเมืองที่อยู่ร่วมกันกับเขาอย่าง “ไผ่ จตุภัทร์” ก็เป็นห่วงพิชัย ทนายจึงแจ้งว่าเหตุการณ์นั้นจบไปแล้ว สภาพร่างกายของพิชัยดูปกติ บาดแผลแทบไม่เห็นร่องรอยแล้ว และทีมทนายอยู่ระหว่างขอเอกสารที่เกี่ยวข้อง ทั้งรายงานของเจ้าหน้าที่และเอกสารการรักษาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป
.
ทั้งนี้ แอมป์มีกำหนดถูกนำตัวไปสืบพยานที่ศาลอาญาอีกครั้ง คดีชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปSCB ในช่วงวันที่ 27-29 พ.ค. นี้ โดยคดีนี้ยังมี อานนท์ นำภา และ “ฟ้า” พรหมศร เป็นจำเลยที่ถูกคุมขังอยู่อีกด้วย
.
.
อ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/83681

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1393923445911455&set=a.656922399611567




‘เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ’ วิจารณ์ร่างแก้ รธน.สีน้ำเงิน ให้รัฐสภาเป็นคนเลือก สสร. แต่เพียงลำพัง เป็นการลดทอนการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่เป็นธรรม ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย


ประชาไท Prachatai.com
8 hours ago
·
‘เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ’ วิจารณ์ร่างแก้ รธน.สีน้ำเงิน ปมไม่เลือกตั้ง สสร. โดยตรง -สว. 1 ใน 4 ต้องไฟเขียว
.
เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา กลุ่มภาคประชาชนที่ใช้ชื่อว่า “เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ” ได้โพสต์ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสูตรแก้รัฐธรรมนูญฉบับ ‘ภูมิใจไทย’ ว่า “เสี่ยงพาการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไปสู่ทางตัน” จากที่ผู้ร่าง รธน.จะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน รวมถึงการที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยต้องมีเงื่อนพิเศษว่า ต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4
.
โพสต์ดังกล่าวมีเนื้อหาระบุว่า จากกรณีที่ ภราดร ปริศนานันทกุล สส. และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมกับ นิกร จำนง สส.พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแถลงข่าวถึงทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรคภูมิใจไทยทั้ง 190 คน จะร่วมกันลงชื่อและเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยจะเสนอให้มีการเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569
.
โดยข้อเสนอของร่างแก้รัฐธรรมนูญฉบับ ‘ภูมิใจไทย’ (เท่าที่มีการเปิดเผยออกมา) มีดังนี้
.
(1) กำหนดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จำนวน 100 คน แบ่งเป็นตัวแทนจากจังหวัด จังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และผู้เชี่ยวชาญ หรือนักวิชาการจากกลุ่มต่างๆ อีก 23 คน
.
(2) ให้สมาชิกรัฐสภา (สส.-สว.) เป็นผู้คัดเลือกจากรายชื่อผู้สมัครให้เหลือ 100 คน และมีรายชื่อ สสร.สำรอง อีก 300 คน โดยใช้วิธีคัดเลือกตามสัดส่วนสมาชิกรัฐสภา
.
(3) ให้ สสร. ตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 45 คน และกรรมาธิการรับฟังความคิดจำนวน 45 คน โดยให้ กมธ.รับฟังความคิดเห็นมาจากรายชื่อ สสร.สำรอง 300 คน
.
(4) ร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยต้องมีเงื่อนพิเศษว่า ต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4
.
จากข้อเสนอดังกล่าว เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (Constitutional Advocacy Alliance - CALL) มีความเห็นว่า มีความสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องเจอทางตัน เนื่องจากไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน โดยมีเหตุผลประกอบ ดังนี้
.
หนึ่ง การให้รัฐสภาเป็นคนเลือก สสร. แต่เพียงลำพัง เป็นการลดทอนการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ต้นน้ำ
.
การที่พรรคภูมิใจไทย เสนอให้สมาชิกรัฐสภาเป็นคนคัดเลือก สสร. ทั้งหมด จะทำให้ สสร.ดังกล่าวขาดความยึดโยงของประชาชน และสุ่มเสี่ยงจะถูกครอบงำหรือกลายเป็นตัวแทนของพรรคการเมืองในรัฐสภามากกว่าจะเป็นตัวแทนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนในเชิงประเด็น (ความเป็นธรรม, สิ่งแวดล้อม, การกระจายอำนาจ ฯลฯ) หรือ ตัวแทนในเชิงกลุ่มประชากร (เพศ วัย อาชีพ) หรือตัวแทนในเชิงพื้นที่ (เขต-จังหวัด-ภูมิภาค) ตัวแทนในเชิงอุดมการณ์ทางการเมือง
.
CALL ขอยืนยันว่า การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้นน้ำ คือ ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดตัวผู้ร่างรัฐธรรมนูญ โดยเราเรียกร้องให้มี ‘คูหาเลือกตั้ง’ เพื่อให้ผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็น สสร. จะต้องนำเสนอความคิด จุดยืน หรือ ข้อเสนอในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมและตัดสินใจทั้งในตัวของผู้ร่างรัฐธรรมนูญและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.
ทั้งนี้ จากงานศึกษาการออกแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญของ 101 Public Policy Think Tank ระบุด้วยว่า ปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อความสำเร็จของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอย่างมากคือ ‘ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน' โดยเฉพาะในสังคมที่มีประสบการณ์ความขัดแย้งในสังคมและอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
.
อย่างไรก็ดี การกำหนดให้มี “คูหาเลือกตั้ง” เป็นข้อเสนอที่อยู่ในร่างของพรรคประชาชนมาก่อน และรัฐสภาเคยมีมติรับหลักการดังกล่าวในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ซึ่งไม่ได้มีปัญหาว่า การมีคูหาให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
.
ประกอบกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ไม่มีการให้เหตุผลในประเด็นว่า ทำไมรัฐสภาถึงไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง และคำวินิจฉัยดังกล่าวยังขัดกับหลักการในคำวินิจฉัยที่ผ่านมาซึ่งยืนยันว่า ประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ดังนั้น การอ้างอิงคำวินิจฉัยในท่อนดังกล่าวจึงเป็นรับรองอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ
.
สอง การกำหนดหลักเกณฑ์การให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ว่า ต้องใช้เสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 เป็นหลักเกณฑ์ที่ไม่จำเป็นและไม่เป็นธรรม
.
การที่ข้อเสนอของภูมิใจไทย ระบุว่า การให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องได้รับเสียงเห็นชอบจากรัฐสภา และต้องมีเสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของสมาชิกเท่าที่มีอยู่นั้น เป็นการ “เพิ่มอำนาจพิเศษ” ให้กับ สว. ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ไม่จำเป็นและไม่เป็นธรรม รวมถึงขัดต่อหลักการประชาธิปไตย
.
โดยการวางหลักเกณฑ์ว่า ต้องได้เสียงเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 จะทำให้ สว. มีอำนาจยับยั้งเสียงมากได้ เช่น ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้รับเสียงเห็นชอบจากรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่ง (376 เสียง) แต่หากไม่มีเสียงเห็นชอบจาก สว. ถึง 50 เสียง ก็จะกลายเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา
.
ในขณะเดียวกัน การกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว ยังทำให้ สว. มีอำนาจต่อรองพิเศษในการกำหนดเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะนอกจาก สสร. จะต้องร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว ยังต้องคำนึงถึงเสียงของ สว. เป็นพิเศษ ดังนั้น การมีหลักเกณฑ์ดังกล่าวจึงยิ่งเป็นการเปิดช่องให้ สว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแทรกแซงเนื้อหาของการร่างรัฐธรรมนูญใหม่
.
ทั้งนี้ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ศาสตราจารย์ของคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยให้ความเห็นต่อข้อเสนอดังกล่าวว่า เป็น “เผด็จการเสียงข้างน้อย” เพราะเสียงข้างน้อยกลับมีอำนาจยับยั้งเสียงข้างมากได้
.
โดยหลักการที่ควรจะเป็นในการเคารพเสียงข้างน้อย คือ การกำหนดหลักเกณฑ์ให้เสียงข้างมากแบบพิเศษ เช่น สหรัฐอเมริกา การแก้รัฐธรรมนูญต้องเสนอโดย 2/3 ของสภาคองเกรส (super majority) และให้สัตยาบรรณโดย 3/4 ( super-super majority) หรือ 38 จาก 50 ของมลรัฐ
.
หรือ กรณีของสวิตเซอร์แลนด์ ที่กำหนดให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ด้วยวิธีเดียวคือ ให้ประชาชนทำประชามติ ที่ใช้เกณฑ์เสียงข้างมาก 2 ระดับ (double majority) คือ เสียงข้างมากของประชาชน และจำนวนข้างมากของมลรัฐที่มีอยู่ 24 cantons เพื่อป้องกันการผูกขาดของมลรัฐที่มีประชากรจำนวนมาก
.
โดยหลักคิดของการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว คือ เพื่อให้เกิดการโน้มน้าวให้คนเห็นพ้องต้องกันมากที่สุด ใกล้เคียงกับเสียงฉันทามติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น การให้เสียงข้างน้อยมีอำนาจขัดขวางความเห็นของคนส่วนใหญ่จึงเป็นตรรกะที่บิดเบี้ยว
.
จากเหตุผลที่ได้ระบุไว้ทั้งสองข้อ ทาง CALL เห็นว่า กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวจะทำให้ประชาชนไม่ได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง และการดึงดันและเร่งรัดเพื่อให้ประเทศเดินหน้าตามแนวทางดังกล่าว จะนำไปสู่ความขัดแย้ง จนทำให้กระบวนการออกเสียงประชามติไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนอย่างเพียงพอ จนทำให้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องล้มเหลว ซึ่งจะเป็นการสูญเสียทั้งเงินงบประมาณแผ่นดินและระยะเวลาเป็นอย่างมาก
.
สุดท้ายนี้ ทางเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) ขอยืนยันว่า ‘หลักการพื้นฐาน’ ของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามสิ่งที่ภาคประชาชนได้หารือกับพรรคประชาชนในการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 3 ดังนี้
.
1. การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้อง ‘ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน’ โดยสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุดในกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งรวมถึงการมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สภาร่างรัฐธรรมนูญ
.
2. การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้อง ‘ป้องกันการผูกขาด’ ไม่ให้ฝ่ายใดหรือกลุ่มความคิดใด “ผูกขาด” กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อการได้มาซึ่งกติกาสูงสุดของประเทศ ที่เป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ภายใต้ความหลากหลายทางความคิดในสังคม
.
3. การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะต้อง ‘ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้สมาชิกวุฒิสภา’ โดยให้สมาชิกรัฐสภาทุกคน มีสิทธิเท่ากัน ในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนจะนำเสนอต่อประชาชนในการออกเสียงประชามติ โดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ที่ให้สิทธิพิเศษกับสมาชิกวุฒิสภาซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง (เช่น การเพิ่มเงื่อนไขว่าจะต้องได้ความเห็นชอบจาก 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 5 ของสมาชิกวุฒิสภา)
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=1434160095424960&set=a.643704854470492

https://prachatai.com/journal/2026/05/117448




ความคืบหน้าคดีการกักตุนน้ำมัน หลุดคดีตามคาด! งานนี้ทั้งตำรวจทั้ง รมต.ออกมาแถลงแล้ว ต้องเจอคนผิด โดนโทษหนักกันแน่ๆเลย... สุดท้าย จับใครไม่ได้ เอาผิด 6 โรงกลั่น กรอกเอกสารไม่ครบ ปรับเบาะๆ 2 แสน


https://www.facebook.com/reel/4359833657678005

ติ่งข่าว เวิร์คพอยท์ 
8 hours ago
·
กักตุนน้ำมัน สุดท้ายแค่เสียค่าปรับ | ติ่งข่าว | วันที่ 21 พ.ค. 69
.
Update ความคืบหน้าคดีการกักตุนน้ำมันกันหน่อย
หลังจากคนรอคอยว่าตำรวจจะสามารถเอาผิดใครได้หรือไม่
เพราะทำให้ประชาชนโดนเอาเปรียบในช่วงภาวะสงครามตะวันออกกลาง
งานนี้ทั้งตำรวจทั้ง รมต.ออกมาแถลงแล้ว
ต้องเจอคนผิด โดนโทษหนักกันแน่ๆเลย....มั้ง


 
https://www.facebook.com/reel/1788252558803586

ติ่งข่าว เวิร์คพอยท์ 
7 hours ago
·
ั เจอแล้ว กักตุนน้ำมัน เต็มที่คงได้แค่ปรับ






 


"หาก Auschwitz เคยเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายในศตวรรษที่ 20 แล้ว Gaza จะกลายเป็นทั้งสัญลักษณ์ของหายนะ และในขณะเดียวกันเป็นจุดกำเนิดของความหวังทางการเมืองแบบใหม่ในศตวรรษที่ 21 ได้หรือไม่"


Torsak Jindasuksri
Yesterday
·
Nancy Fraser เสนอว่า เหตุการณ์ Gaza ได้กลายเป็น ‘เหตุการณ์ระดับโลก’ (world event) ซึ่งกำลังสั่นคลอนระเบียบศีลธรรม (moral order) และโครงสร้างทางอุดมการณ์ที่ครอบงำโลกตะวันตกมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา โดยเฉพาะระเบียบศีลธรรมที่ถูกสร้างขึ้นบนความทรงจำของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (Holocaust) ในยุคนาซี ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของจิตสำนึกทางศีลธรรมของโลกเสรีนิยมตะวันตก

สำหรับ Fraser ความสำคัญของ Gaza จึงมิได้อยู่เพียงในฐานะวิกฤตมนุษยธรรม หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เท่านั้น หากแต่เป็นรอยปริแตกทางประวัติศาสตร์ (historical rupture) ที่เปิดเผยให้เห็นความย้อนแย้งภายในของระเบียบโลกหลังสงคราม (postwar order) เอง

เธอเสนอว่า ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา โลกตะวันตกได้สร้างกรอบศีลธรรมสมัยใหม่ขึ้นมาบนฐานของความทรงจำเกี่ยวกับ Auschwitz ซึ่งถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของ “ความชั่วร้ายแบบถอนรากถอนโคน” (radical evil) และกลายเป็นจุดอ้างอิงพื้นฐานสำหรับการคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน ความรุนแรง การเหยียดเชื้อชาติ และความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ กล่าวอีกแบบหนึ่ง Auschwitz ได้กลายสภาพเป็นกรอบศีลธรรม ที่กำหนดว่าโลกสมัยใหม่ควรเข้าใจความเลวร้าย ความชอบธรรม และความเป็นมนุษย์อย่างไร

อย่างไรก็ตาม Fraser เห็นว่า ระเบียบศีลธรรมดังกล่าวไม่เคยเป็นสากลอย่างแท้จริง แม้มันจะอ้างตนเองว่าเป็นหลักการสากลของมนุษยชาติ แต่ในทางปฏิบัติกลับค่อย ๆ ถูกผูกเข้ากับอำนาจนำของสหรัฐอเมริกา และการสนับสนุนรัฐอิสราเอลอย่างไม่มีเงื่อนไข โดยเฉพาะตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ความทรงจำเกี่ยวกับ Holocaust ถูกหลอมรวมเข้ากับโครงการทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลกตะวันตก จนการปกป้องอิสราเอลถูกทำให้เทียบเท่ากับการปกป้องศีลธรรมหลัง Holocaust เอง ผลลัพธ์คือ การวิพากษ์อิสราเอลกลายเป็นสิ่งที่ยากจะกระทำได้ในพื้นที่สาธารณะของตะวันตก เพราะมันถูกทำให้ดูเสมือนเป็นการคุกคามความทรงจำของเหยื่อ Holocaust หรือแม้กระทั่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการต่อต้านยิว

Fraser เสนอว่า Gaza ได้ทำลายระเบียบศีลธรรมนี้จากภายใน เพราะความย้อนแย้งที่เคยถูกกดทับเริ่มปรากฏอย่างเปิดเผย กล่าวคือ ความทรงจำที่เคยถูกใช้เพื่อเตือนมนุษยชาติไม่ให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อีก กลับถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรงครั้งใหม่ต่อชาวปาเลสไตน์ และ Auschwitz ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านการลดทอนความเป็นมนุษย์ (dehumanization) และการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ กลับถูกอ้างเพื่อปกป้องหรืออธิบายการโจมตีฉนวนกาซาอย่างกว้างขวาง Fraser จึงมองว่า ความย้อนแย้งนี้ทำให้ระเบียบศีลธรรมแบบ Holocaust-centered ไม่สามารถรักษาความชอบธรรมของตนเองได้อีกต่อไป เพราะกรอบศีลธรรมดังกล่าวกำลังถูกใช้เพื่อสนับสนุนสิ่งที่มันเคยอ้างว่าต่อต้าน

ด้วยเหตุนี้ Fraser จึงเสนอแนวคิดที่รุนแรงและสำคัญมากว่า ‘Gaza’ อาจกำลังเข้ามาแทนที่ ’Auschwitz‘ ในฐานะสัญลักษณ์หลักของความป่าเถื่อนและความโหดร้ายของศตวรรษที่ 21 กล่าวคือ หาก Auschwitz เคยทำหน้าที่เป็นภาพแทนสูงสุดของความชั่วร้ายในศตวรรษที่ 20 ปัจจุบัน Gaza กำลังเริ่มทำหน้าที่เชิงสัญลักษณ์เช่นเดียวกันในจิตสำนึกของผู้คนจำนวนมากทั่วโลก นี่มิได้หมายความว่า Holocaust สูญเสียความสำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่หมายความว่า Gaza ได้กลายเป็นพื้นที่ที่เผยให้เห็นขีดจำกัด ความหน้าซื่อใจคด และความเสื่อมสลายของระเบียบศีลธรรมแบบเดิม

เพื่ออธิบายกระบวนการนี้ Fraser ใช้วิธีเขียนคล้ายบันทึกการเดินทางทางการเมืองและศีลธรรม
โดยพาผู้อ่านเดินทางผ่านบริบทต่าง ๆ ได้แก่ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ชุมชนชาวยิวทั่วโลก ญี่ปุ่น อิสราเอล และปาเลสไตน์ แต่ละพื้นที่ทำหน้าที่เสมือน ’อาการ‘ (symptom) ของวิกฤตเดียวกัน กล่าวคือ วิกฤตของระเบียบโลกหลังสงครามที่กำลังแตกร้าวจากภายใน

Fraser เริ่มต้นด้วยประสบการณ์ส่วนตัวในเยอรมนี เมื่อเธอได้รับเชิญให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์รับเชิญที่มหาวิทยาลัยโคโลญจน์ (University of Cologne) แต่ต่อมามหาวิทยาลัยกลับเรียกร้องให้เธอชี้แจงจุดยืนเกี่ยวกับอิสราเอลและปาเลสไตน์ หลังจากทราบว่าเธอเคยลงนามในจดหมายเปิดผนึกที่วิจารณ์การรุกรานกาซาของอิสราเอลว่าเป็นลัทธิล่าอาณานิคมแบบตั้งถิ่นฐาน (settler colonialism) และอาจเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดย Fraser มองว่าคำร้องขอให้ชี้แจงจากมหาวิทยาลัยนั้น แท้จริงแล้วคือการเรียกร้องให้เธอสำนึกผิดทางอุดมการณ์ และเมื่อเธอปฏิเสธ มหาวิทยาลัยก็ยกเลิกตำแหน่งของเธอ พร้อมทั้งประณามเธอต่อสาธารณะ เหตุการณ์นี้ทำให้ Fraser มองเห็นว่า เยอรมนีกำลังพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองที่ทำให้การวิจารณ์อิสราเอลกลายเป็นสิ่งต้องห้ามทางศีลธรรม

จากจุดนี้ Fraser วิเคราะห์แนวคิด Staatsräson ของเยอรมนี ซึ่งหมายถึง ’เหตุผลแห่งรัฐ‘ หรือหลักการที่ว่าความมั่นคงของอิสราเอลเป็นผลประโยชน์พื้นฐานของรัฐเยอรมันหลัง Holocaust โดย Fraser เห็นว่า แม้ความพยายามของเยอรมนีในการรับผิดชอบต่ออาชญากรรมของนาซีจะดูน่ายกย่องเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ไม่เคยยอมรับความผิดของตนเอง แต่ปัญหาคือ เยอรมนีกลับตีความความรับผิดชอบนี้ในรูปของการสนับสนุนอิสราเอลอย่างไม่มีเงื่อนไข มากกว่าการยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนสากล กล่าวอีกแบบหนึ่ง บทเรียนจาก Auschwitz ถูกแปลความใหม่จากการต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทุกรูปแบบ กลายเป็นการปกป้องอิสราเอลไม่ว่าอิสราเอลจะทำอะไรไปเสียแทน

Fraser ยืมคำของ Susan Neiman ที่เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ’Philosemitic McCarthyism‘ หรือ ‘ลัทธิแม็คคาร์ธีแบบนิยมยิว’ ซึ่งหมายถึงสภาวะที่รัฐหรือสถาบันต่าง ๆ อ้างว่าต้องการปกป้องชาวยิว แต่ในความเป็นจริงกลับใช้ข้อกล่าวหาเรื่อง antisemitism เพื่อควบคุมความคิด ปราบปรามผู้เห็นต่าง และจำกัดเสรีภาพทางวิชาการ คล้ายกับยุคสงครามเย็นที่สหรัฐใช้ข้อหาคอมมิวนิสต์ในการกวาดล้างฝ่ายซ้าย Fraser มองว่า สิ่งนี้มีลักษณะย้อนแย้งอย่างมาก เพราะแม้จะอ้างว่ากำลังปกป้องชาวยิว แต่มันกลับพยายามกำหนดว่า ‘ชาวยิวที่ดี’ ควรคิดและพูดอย่างไร พร้อมทั้งโจมตีชาวยิวที่วิพากษ์อิสราเอลเอง

Fraser ยังวิจารณ์ Jurgen Habermas ซึ่งออกแถลงการณ์ปกป้องอิสราเอลโดยอ้างความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ของเยอรมนี เธอมองว่านี่คือความย้อนแย้งของเสรีนิยมเยอรมัน เพราะแม้ Habermas จะพูดถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในฐานะหลักสากล แต่กลับไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้ชาวปาเลสไตน์อยู่ภายในขอบเขตของความห่วงใยทางศีลธรรมเดียวกัน

เมื่อหันไปยังสหรัฐอเมริกา Fraser มองว่าการประท้วงสนับสนุนปาเลสไตน์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ช่วงปี 2024 เป็นเสมือนการฟื้นคืนของการเมืองหัวก้าวหน้าแบบยุคต่อต้านสงครามเวียดนาม นักศึกษาจำนวนมากถูกทำให้ตื่นตัวทางการเมืองผ่านประเด็นกาซา พวกเขาเริ่มเรียนรู้เรื่องลัทธิล่าอาณานิคม จักรวรรดินิยม และทฤษฎีปลดปล่อยแบบต่อต้านจักรวรรดิ Fraser มองว่านี่คือช่วงเวลาที่คนรุ่นใหม่เริ่มเชื่อมโยงปาเลสไตน์เข้ากับโครงสร้างการกดขี่ระดับโลก

แต่ในเวลาเดียวกัน เธอก็เห็นการปราบปรามที่รุนแรงอย่างรวดเร็ว ทั้งการจับกุม การขับไล่นักศึกษา การเพิกถอนทุน การเฝ้าระวัง และการใช้ข้อหา antisemitism เพื่อทำลายความชอบธรรมของขบวนการ เธอเห็นว่านี่คือการกลับมาของ McCarthyism ในรูปแบบใหม่ โดยครั้งนี้ ”ศัตรู“ ไม่ใช่คอมมิวนิสต์ แต่เป็น anti-Zionism ปาเลสไตน์ มุสลิม ผู้อพยพ และฝ่ายก้าวหน้า

Fraser เชื่อมโยงสิ่งนี้เข้ากับการเมืองของ Donald Trump ซึ่งเธอมองว่าใช้ข้อกล่าวหาเรื่อง antisemitism เป็นอาวุธในการโจมตีมหาวิทยาลัย เสรีภาพทางวิชาการ และภาคประชาสังคม พร้อมทั้งผสานเข้ากับกระแส Islamophobia หรือความหวาดกลัวและเกลียดชังมุสลิม เธอชี้ว่า แนวคิดอารยธรรมยิว-คริสเตียน (Judeo-Christian civilization) ซึ่งเคยใช้ต่อต้านคอมมิวนิสต์ในยุคสงครามเย็น ปัจจุบันถูกนำกลับมาใช้เพื่อสร้างศัตรูใหม่ ได้แก่ ชาวปาเลสไตน์ มุสลิม และผู้ลี้ภัย

อีกส่วนสำคัญของบทความคือการวิเคราะห์วิกฤตอัตลักษณ์ของชาวยิว (Jewish identity crisis) Fraser เห็นว่า Gaza ได้ทำให้ชุมชนชาวยิวทั่วโลกแตกออกเป็นสองแนวโน้มสำคัญ ด้านหนึ่งคือชาวยิว anti-Zionist ที่พยายามฟื้นคืน ‘Judaism อีกแบบหนึ่ง’ (another Judaism) ซึ่งเน้นสากลนิยม (universalism) ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับผู้อื่น (solidarity) และการปฏิเสธชาตินิยมแบบชาติพันธุ์ (ethnonationalism) เธออ้างถึงนักคิดอย่าง Hannah Arendt, Walter Benjamin และ Judith Butler ในฐานะตัวแทนของสายธารความคิดยิวที่มิได้ผูกตนเองเข้ากับรัฐชาติอิสราเอล

ในอีกด้านหนึ่ง Fraser มองว่า Zionist Jews จำนวนมากตอบสนองต่อวิกฤตนี้ด้วยการยิ่งยึดมั่นในชาตินิยมและการทหารนิยมมากขึ้น เธอใช้แนวคิด ’tough Jew‘ หรือ ‘ยิวผู้แข็งกร้าว’ เพื่ออธิบายอัตลักษณ์แบบใหม่ที่ก่อตัวขึ้นหลัง Holocaust กล่าวคือ จากเดิมที่ชาวยิวเคยถูกจินตนาการว่าเป็นเหยื่อผู้ไร้อำนาจ ปัจจุบันอัตลักษณ์แบบ Zionist กลับยืนยันภาพของชาวยิวในฐานะนักรบ ผู้ใช้อำนาจรัฐและกำลังทหารเพื่อความอยู่รอด Fraser เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้หลัก Never Again ถูกตีความใหม่ จากหลักศีลธรรมสากล กลายเป็นตรรกะแบบชาตินิยมว่า “จะไม่มีวันเกิดขึ้นกับเราอีก”

ท้ายที่สุด Fraser มองว่า Gaza ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของการล่มสลายของระเบียบศีลธรรมแบบเดิม แต่ยังอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของจินตนาการทางการเมืองใหม่ ที่ตั้งอยู่บนความเป็นสากล ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การปลดปล่อยจากอาณานิคม และการฟื้นฟูความยุติธรรมระดับโลก เธอจบงานเขียนด้วยคำถามสำคัญว่า หาก Auschwitz เคยเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายในศตวรรษที่ 20 แล้ว Gaza จะกลายเป็นทั้งสัญลักษณ์ของหายนะ และในขณะเดียวกันเป็นจุดกำเนิดของความหวังทางการเมืองแบบใหม่ในศตวรรษที่ 21 ได้หรือไม่
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=27291917857111771&set=a.273871082676481




บทความวิเคราะห์จาก Foreign Policy ทำไมยูเครนและรัสเซียเริ่มไม่พอใจกับความพยายามของวอชิงตันในการไกล่เกลี่ยยุติสงคราม ส่งผลให้ทั้งสองประเทศต้องมองหาทางออกที่นอกเหนือจากสหรัฐฯ


https://foreignpolicy.com/2026/05/20/ukraine-russia-war-negotiations-trump-europe/

บทวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศฉบับวันที่ 20 พฤษภาคม 2026 โดยแซม สโคฟ เรื่อง "ยูเครนและรัสเซียเริ่มไม่พอใจกับการเจรจาของสหรัฐฯ" เน้นย้ำถึงทางตันที่เพิ่มขึ้นในความพยายามของวอชิงตันในการไกล่เกลี่ยยุติสงคราม แม้จะมีการผลักดันทางการทูตอย่างเข้มข้น แต่ทั้งมอสโกและเคียฟต่างรู้สึกไม่พอใจกับสหรัฐฯ ในฐานะผู้ไกล่เกลี่ยมากขึ้นเรื่อยๆ และกำลังมองหาทางเลือกอื่นๆ อย่างแข็งขัน

ต่อไปนี้คือรายละเอียดของประเด็นหลัก จุดที่ติดขัด และการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่ระบุไว้ในบทความ:

1. บทบาทการไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ ที่เริ่มจางหายไป

แรงผลักดันที่ลดลง: พลังเริ่มต้นที่อยู่รอบๆ รูปแบบการไกล่เกลี่ยที่สหรัฐฯ เป็นผู้ริเริ่ม เช่น การประชุมไตรภาคีครั้งแรกๆ ในอาบูดาบี และการประชุมสุดยอดที่เข้มข้นในเจนีวาในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้หยุดชะงักลงแล้ว แม้ว่าวอชิงตันจะประสบความสำเร็จในการผลักดันให้มีการหยุดยิงชั่วคราวในช่วงสั้นๆ ระหว่างวันที่ 9-11 พฤษภาคม (ซึ่งส่งผลให้มีการแลกเปลี่ยนนักโทษ 205 คนในวันที่ 15 พฤษภาคม) แต่โครงสร้างทางการเมืองที่กว้างขึ้นเพื่อสันติภาพได้พังทลายลงไปแล้ว

ความไม่ลงรอยกันของ "ข้อตกลงแองเคอเรจ": เจ้าหน้าที่รัสเซีย โดยเฉพาะรัฐมนตรีต่างประเทศ เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ ได้กล่าวหาอย่างเปิดเผยว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังถอยหลังจากการเจรจาเบื้องต้นที่ตกลงกันอย่างหลวมๆ ในระหว่างการประชุมสุดยอดรัสเซีย-สหรัฐฯ ปี 2025 (ที่เรียกว่า "จิตวิญญาณแห่งแองเคอเรจ") มอสโกเชื่อว่าสหรัฐฯ กำลังพยายามบีบคั้นให้ยูเครนยอมรับข้อเสนอที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในสมรภูมิรบปัจจุบัน

ความไม่ไว้วางใจของเคียฟ: ยูเครนมองว่ารูปแบบการเจรจาของสหรัฐฯ เป็นแบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์มากเกินไป และเกรงว่าวอชิงตันจะยอมเสียสละบูรณภาพดินแดนของยูเครนเพื่อชัยชนะทางการทูตอย่างรวดเร็วก่อนถึงกำหนดเส้นตายของสหรัฐฯ ในเดือนมิถุนายน 2026

2. ข้อบกพร่องหลักในข้อเสนอของสหรัฐฯ

บทความนี้เน้นย้ำถึงข้อเสนอเฉพาะของสหรัฐฯ ที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่พอใจ:

เขตกันชนดอนบาส: สหรัฐฯ เสนอแผนการจัดตั้งเขตกันชนปลอดอาวุธและตลาดเสรีในพื้นที่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของจังหวัดโดเนตสก์ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซีย ทั้งสองฝ่ายต่างปฏิเสธข้อเสนอนี้: เคียฟมองว่าเป็นการเปิดทางให้ความขัดแย้งที่หยุดชะงักและเป็นการละเมิดอธิปไตย ขณะที่มอสโกมองว่าเป็นเขตปกครองตนเองของชาติตะวันตกที่สร้างขึ้นอย่างไม่เป็นธรรมชาติอยู่หน้าพรมแดนของตน

ความล้มเหลวของกลยุทธ์ "แครอทและไม้เรียว": รัฐบาลพยายามใช้มาตรการทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล เช่น การเสนอยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่เข้มงวด และแม้กระทั่งการเสนอโครงการร่วมทุนเชิงพาณิชย์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์กับรัสเซีย อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์เหล่านี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการลดท่าทีการเจรจาที่แข็งกร้าวของวลาดิมีร์ ปูติน เกี่ยวกับการจัดแนวทางการเมืองและการทหารของยูเครน

3. สิ่งรบกวนทางภูมิรัฐศาสตร์และการหันไปหาประเทศมหาอำนาจระดับกลาง

เงาของอิหร่าน: ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การต่อรองทางการทูตของสหรัฐฯ ในยุโรปลดลง คือการที่วอชิงตันเข้าไปพัวพันอย่างลึกซึ้งในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน และวิกฤตความมั่นคงทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซที่เกิดขึ้น ได้เบี่ยงเบนทรัพยากรและพลังงานทางการทูตของทำเนียบขาวออกจากเวทียุโรป

การประเมินทางเลือกอื่น: เมื่อตระหนักว่าวอชิงตันไม่สามารถหรือไม่เต็มใจที่จะเป็นตัวกลางในการเจรจาข้อตกลงที่ตอบสนองความต้องการพื้นฐานในการอยู่รอดของพวกเขา ทั้งยูเครนและรัสเซียจึงเปลี่ยนจุดสนใจไปสู่ผู้มีอำนาจระดับโลกรายอื่น ๆ เคียฟกำลังพึ่งพา "โครงสร้างทางกฎหมายและการทูตแบบกระจายอำนาจ" ของพันธมิตรยุโรปและศาลระหว่างประเทศอย่างหนัก เพื่อรักษาอำนาจต่อรองในระยะยาว ในขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศต่างมองหาประเทศมหาอำนาจระดับกลางที่กำลังเติบโตและช่องทางการทูตที่ไม่ใช่ตะวันตก (เช่น ปักกิ่ง) เพื่อปกป้องเป้าหมายด้านการค้า ความมั่นคง และดินแดนของตน

สรุป: การวิเคราะห์ของสโกฟแสดงให้เห็นภาพนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่มุ่งเน้นแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวกำลังเผชิญกับทางตัน โดยการปฏิบัติต่อสงครามที่มีอุดมการณ์และเป้าหมายที่สำคัญยิ่งราวกับเป็นข้อตกลงทางธุรกิจที่จะต้องยุติภายในกำหนดเวลา วอชิงตันได้ทำให้ทั้งฝ่ายรุกรานและฝ่ายป้องกันรู้สึกผิดหวังไปพร้อมๆ กัน ส่งผลให้ทั้งสองประเทศต้องมองหาทางออกที่นอกเหนือจากสหรัฐฯ