วันศุกร์, พฤษภาคม 01, 2569

เพจดัง จี้ สปส. แจงด่วน ปมงบประกันสังคมปี’68 บัญชีสินทรัพย์ล่องหน 4 พันล้าน หายไปไหน ?



เพจดัง จี้ สปส. แจงด่วน ปมงบประกันสังคมปี’68 บัญชีสินทรัพย์ล่องหน 4 พันล้าน

29.04.26
มติชนออนไลน์

เมื่อวันที่ 29 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) แชร์โพสต์ข้องเพจ “ประสบการณ์ของพี่ทอมเองครับ” พร้อมระบุข้อความว่า งงกันทั้งประเทศดิครับ

โดยทางเพจ ประสบการณ์ของพี่ทอมเองครับ โพสต์ข้อความระบุว่า

เงินประกันสังคมหายไปไหน?! สตง. ตะลึง! ตรวจงบ สปส. ปี 68 เจอ “สินทรัพย์ล่องหน” เกือบ 4 พันล้าน ถึงกับประกาศ “ไม่ขอแสดงความเห็น!”

มนุษย์เงินเดือนและผู้ประกันตนทุกคนต้องอ่าน! ข่าวใหญ่ระดับประเทศที่เกี่ยวพันกับเงินหักเข้าประกันสังคมของเราทุกเดือน ล่าสุด สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าไปตรวจสอบงบการเงินปี 2568 ของ “สำนักงานประกันสังคม (สปส.)” แต่ผลลัพธ์กลับทำเอาช็อกวงการบัญชีรัฐ เพราะ สตง. ออกประกาศระดับรุนแรงที่สุดคือ “ไม่แสดงความเห็น (Disclaimer of Opinion)”

คำว่า “ไม่แสดงความเห็น” ในภาษาผู้สอบบัญชี แปลว่า “หลักฐานหายาก หรือหาไม่เจอ จนตรวจไม่ได้ว่าเงินอยู่ไหนและบัญชีลงถูกไหม!” (ซึ่งเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วตอนตรวจบัญชีปี 67)

เกิดอะไรขึ้นกับเงินในระบบ?

สรุปตัวเลขช็อกๆ 2 จุดหลักให้เข้าใจง่ายๆ ครับ:

1. บัญชี 2 เล่ม ตัวเลขไม่ตรงกัน 382 ล้านบาท!
สตง. พบว่าการลงบัญชีในแบบฟอร์มเก่า (E-Form-GL) กับระบบใหม่ของรัฐ (New GFMIS Thai) ตัวเลขมันไม่ตรงกันเลย! พอดึงรายการสินทรัพย์ หนี้สิน รายได้ และค่าใช้จ่าย มาหักลบกันแล้ว พบว่ามีส่วนต่างโผล่มาถึง 382.7 ล้านบาท! สาเหตุ: เจ้าหน้าที่ดันไปปรับตัวเลขในระบบใหม่โดยตรง แต่ไม่ได้ลงในระบบเก่า และที่แย่กว่านั้นคือ… “ไม่มีเอกสารหลักฐานมาชี้แจงว่าปรับตัวเลขทำไม!”

2. “สินทรัพย์ล่องหน” 3,600 ล้านบาท!
นี่คือจุดที่พีกที่สุดครับ! ในบัญชีลงไว้ว่า สปส. มีที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ และสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน รวมมูลค่ากว่า 1.3 หมื่นล้านบาท… แต่พอ สตง. ไปขอดู “รายงานการเดินนับของจริง” (ตรวจนับพัสดุประจำปี) กลับพบว่ามีของอยู่จริงแค่มูลค่า 9.5 พันล้านบาท!

แปลว่า: มีสินทรัพย์มูลค่ากว่า 3,600 ล้านบาท ที่ตัวเลขไม่ตรงกับของจริง! ทาง สปส. ไม่ยอมเอารายการในบัญชีมาตรวจเทียบกับของที่มีอยู่จริง ทำให้ สตง. ระบุไม่ได้เลยว่า ของพวกนี้มันยังมีอยู่ไหม ใช้งานได้หรือเปล่า หรือควรตัดทิ้งออกจากบัญชีไปแล้ว? แถมยังมีการปรับแก้ตัวเลขค่าเสื่อมราคาไปมาหลักร้อยล้านโดยไม่มีเอกสารให้ตรวจสอบอีก!

เรื่องนี้ส่งสัญญาณเตือนอะไรพวกเรา?

การที่ สตง. ออกรายงานแบบ “ไม่แสดงความเห็น” ถือเป็น “ใบแดง” เตือนจุดอ่อนระบบการควบคุมภายในของหน่วยงานรัฐครับ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านความโปร่งใสแบบเต็มๆ ซึ่งอาจส่งผลให้ สปส. ถูกลดคะแนนประเมินคุณธรรม (ITA) จาก ป.ป.ช. และอาจถูกสำนักงบประมาณจับตาดูการขอเงินในรอบหน้าด้วย

เงินประกันสังคมคือ “เงินออมก้อนสุดท้าย” ของคนทำงานนับสิบล้านคน การที่บัญชีมีรอยรั่วและอธิบายไม่ได้เกือบ 4 พันล้านบาทแบบนี้… เป็นเรื่องที่ สปส. ต้องรีบออกมาชี้แจงด่วนครับ!



https://www.matichon.co.th/local/news_5696350


นักการเมืองทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชอบให้สัญญากับชนชั้นแรงงานว่าพวกเขาจะต่อสู้เพื่อลดต้นทุนน้ำมัน ไฟฟ้า และการขนส่ง ในช่วงฤดูเลือกตั้ง พวกเขาพูดถึงรื่องการกำหนดเพดานราคาและการอุดหนุนผู้บริโภค หากคุณดูข้อมูลดิบๆ ที่โหดร้ายของตลาดพลังงานอาเซียน คุณจะรู้ว่าคำสัญญาเหล่านั้นเป็นเพียงภาพลวงตา


Behind Asia
Yesterday
·
นักการเมืองทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชอบให้สัญญากับชนชั้นแรงงานว่าพวกเขาจะต่อสู้เพื่อลดต้นทุนน้ำมัน ไฟฟ้า และการขนส่ง ในช่วงฤดูเลือกตั้ง พวกเขาถกเถียงเรื่องการกำหนดเพดานราคาและการอุดหนุนผู้บริโภคราวกับว่าพวกเขามีอำนาจควบคุมกลไกทางเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคนี้จริงๆ

หากคุณดูข้อมูลดิบๆ ที่โหดร้ายของตลาดพลังงานอาเซียน คุณจะรู้ว่าคำสัญญาเหล่านั้นเป็นเพียงภาพลวงตาทางคณิตศาสตร์ 🛢️📉

อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ใช่พันธมิตรที่ร่วมมือกัน มันคือสงครามทางเศรษฐกิจมหภาคขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ในตลาดนี้ ประเทศของคุณกำลังสูบความมั่งคั่งของชาติออกมาจากมหาสมุทร หรือเป็นตัวประกันที่สูญเสียคลังของรัฐไปจนหมดเพื่อให้มีไฟฟ้าใช้

มาวิเคราะห์ข้อมูลพลังงานล่าสุดของภูมิภาคและเปิดโปงการถ่ายโอนความมั่งคั่งครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้กันเถอะ

ระดับที่ 1: ผู้สกัดทรัพยากรภายในประเทศ (อินโดนีเซียและมาเลเซีย)

หากคุณต้องการเข้าใจว่าอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ที่แท้จริงมีหน้าตาเป็นอย่างไร ให้ดูที่ข้อมูลการผลิตต้นน้ำ อินโดนีเซียครองส่วนแบ่งตลาดน้ำมันและก๊าซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่า 35% ในปัจจุบัน มาเลเซียซึ่งขับเคลื่อนโดยบริษัทปิโตรนาสยักษ์ใหญ่ที่เป็นของรัฐ มีอำนาจควบคุมการผลิตในภูมิภาคอย่างมหาศาล

ประเทศเหล่านี้ไม่ได้ขอร้องตลาดโลกเพื่อขอพลังงาน พวกเขาทำการผลิตจากดินแดนอธิปไตยของตนเอง เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คลังของจาการ์ตาและกัวลาลัมเปอร์ก็จะเต็มไปด้วยรายได้จากการส่งออกหลายพันล้านดอลลาร์ พวกเขาเป็นเจ้าของสินค้าโภคภัณฑ์ดิบ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาควบคุมชะตากรรมทางเศรษฐกิจมหภาคของชนชั้นกลางของพวกเขา

ระดับที่ 2: ด่านเก็บค่าผ่านทางสูงสุด (สิงคโปร์)

สิงคโปร์ไม่ได้ผลิตน้ำมันดิบแม้แต่หยดเดียว พวกเขาไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใดๆ แต่พวกเขากลับเป็นผู้ล่าสูงสุดที่ไม่มีใครโต้แย้งได้ในตลาดพลังงานของเอเชียได้อย่างไร?

การครอบงำทางกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐาน เกาะจูรงของสิงคโปร์แปรรูปก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และน้ำมันดิบหลายล้านตันต่อปี พวกเขาสร้างศูนย์กลางการกลั่นและการค้าที่มีประสิทธิภาพและถูกต้องตามกฎหมายมากที่สุดในทวีป พวกเขานำเข้าพลังงานดิบจากตะวันออกกลางและประเทศเพื่อนบ้าน กลั่นแล้วส่งออกอีกครั้งในราคาสูงมาก พวกเขาไม่จำเป็นต้องขุดเจาะน้ำมัน พวกเขาใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และกฎหมายเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากเชื้อเพลิงทุกหยดที่เคลื่อนผ่านภูมิภาคนี้

ระดับ 3: ตัวประกันทางเศรษฐกิจมหภาค (ฟิลิปปินส์และเวียดนาม)

จากนั้นข้ามทะเลไปยังประเทศต่างๆ เช่น ฟิลิปปินส์ ข้อมูลก็พลิกผันไปสู่ภาวะขาดดุลทางเศรษฐกิจมหภาคที่น่าหวาดกลัว

ฟิลิปปินส์พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้าอย่างมากเพื่อขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าและเศรษฐกิจ เนื่องจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ล้มเหลวมานานหลายทศวรรษในการพัฒนาการสำรวจต้นน้ำภายในประเทศอย่างจริงจัง ประเทศจึงติดกับดักทางคณิตศาสตร์

เพื่อความอยู่รอดจากการลดลงของแหล่งก๊าซธรรมชาติภายในประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัด ฟิลิปปินส์และเวียดนามกำลังใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์อย่างสิ้นหวังในการสร้างสถานีนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ขนาดใหญ่

นี่คือความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหภาคขั้นสูงสุด ทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก คลังของฟิลิปปินส์จะถูกรีดไถจนหมดเกลี้ยงตามกฎหมายเพื่อนำเข้าเชื้อเพลิงในราคาที่สูงเกินจริง รัฐบาลถูกบังคับให้ผลักภาระต้นทุนนั้นไปยังผู้บริโภคโดยตรง ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในฟิลิปปินส์สูงที่สุดในเอเชีย

นี่คือความเป็นจริงที่โหดร้ายของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก หากประเทศของคุณไม่ได้เป็นเจ้าของบ่อน้ำมันหรือโรงกลั่นน้ำมัน นั่นหมายความว่าคุณกำลังให้เงินอุดหนุนทางคณิตศาสตร์แก่ประเทศที่เป็นเจ้าของอยู่ เงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่สร้างขึ้นโดยแรงงานชาวฟิลิปปินส์และเวียดนามถูกโอนออกนอกประเทศอย่างเป็นระบบเพื่อจ่ายค่าพลังงานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ในทางเศรษฐศาสตร์มหภาค ความเป็นอิสระด้านพลังงานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการอยู่รอดทางการเงินของชาติ

บทความเดิมเป็นภาษาอังกฤษ
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1507402651009054&set=a.760542182361775



ประเทศในกลุ่มยุโรปเหนือ (Nordic) และสาธารณรัฐเช็ก มีความสุขและศีลธรรมในระดับต้นๆ ของโลก โดยประชากรส่วนใหญ่ไม่ได้นับถือศาสนา ข้อมูลนี้หักล้างความเชื่อเดิมที่ว่าศาสนาเป็นกลไกที่ขาดไม่ได้สำหรับความสงบสุขของสังคม


Sunthorn Utaithum
Yesterday
·
ดัชนีชี้วัดสากลด้านคุณภาพชีวิตและการศึกษาพบว่า ประเทศกลุ่มยุโรปเหนือ (Nordic) และสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งมีระดับความเป็นสังคมฆราวาส (Secularism) สูง กลับมีความสุขและศีลธรรมในระดับต้นๆ ของโลก ข้อมูลนี้หักล้างความเชื่อเดิมที่ว่าศาสนาเป็นกลไกที่ขาดไม่ได้สำหรับความสงบสุขของสังคม [1]

การที่สังคมเหล่านี้มั่นคงไม่ได้เกิดจากการละทิ้งศาสนาโดยตรง แต่เป็นผลจากความมั่นคงพื้นฐานเมื่อสถาบันรัฐเข้มแข็ง เศรษฐกิจดี และประชาชนเข้าถึงการศึกษา พวกเขาจะรู้สึกปลอดภัยจนความจำเป็นต้องพึ่งพาที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจแบบเหนือธรรมชาติลดน้อยลง [2]

ศีลธรรมในสังคมฆราวาสจึงไม่ได้หายไป แต่ถูกสถาบันผ่านกลไกทางชีววิทยา ค่านิยมร่วมทางสังคม และกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ แทนที่การรอคอยรางวัลหรือบทลงโทษจากพระเจ้า [3]

ในแง่อาชญากรรม สังคมที่คนนับถือศาสนาน้อยมักมีสถิติความรุนแรงต่ำ เนื่องจากปัจจัยที่กระตุ้นอาชญากรรม เช่น ความเหลื่อมล้ำและความไม่ยุติธรรม ถูกแก้ไขด้วยระบบสวัสดิการและการบริหารจัดการที่มีเหตุผล อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงมีความซับซ้อนมากกว่าภาพจำทั่วไป เช่น ในญี่ปุ่นที่ผู้คนยังคงผูกพันกับพิธีกรรมทางวัฒนธรรมแม้จะระบุว่าตนไม่มีศาสนา [4]

โดยสรุป สังคมเหล่านี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์สามารถสร้างจริยธรรม ความไว้วางใจ และความหมายของชีวิตได้ผ่านความรับผิดชอบร่วมกัน หากสังคมสามารถเจริญรุ่งเรืองและมีศีลธรรมได้โดยไม่ต้องอ้างถึงอำนาจเบื้องบน ย่อมนำไปสู่คำถามสำคัญว่า แท้จริงแล้วศาสนายังคงเป็นสิ่งจำเป็นต่อระเบียบสังคม หรือเป็นเพียงหนึ่งในทางเลือกทางประวัติศาสตร์ที่มนุษย์กำลังก้าวข้ามไป [5]

อ้างอิง (References)

1. Zuckerman, P. (2008). *Society without God: What the Least Religious Nations Can Tell Us About Contentment*. New York University Press.
2. Norris, P., & Inglehart, R. (2011). *Sacred and Secular: Religion and Politics Worldwide*. Cambridge University Press.
3. Hauser, M. D. (2006). *Moral Minds: How Nature Designed Our Universal Sense of Right and Wrong*. Ecco/HarperCollins Publishers.
4. Reader, I. (1991). *Religion in Contemporary Japan*. University of Hawaii Press.
5. Grayling, A. C. (2013). *The God Argument: The Case against Religion and for Humanism*. Bloomsbury Publishing.

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10163233537243440&set=a.10150171414168440




ภาพจำของแรงงานชาวเมียนมาที่เข้ามาในไทย กำลังจะค่อยๆ เปลี่ยนจากการเข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องใช้ฝีมือ ใช้แต่แรงงาน ไปสู่การหลั่งไหลเข้ามาของเหล่าบรรดา "ปัญญาชน" ที่มีความรู้ มีการศึกษา มีทักษะฝีมือ รวมทั้งมาจากพื้นฐานครอบครัวชนชั้นกลางหรือผู้มีอันจะกิน


Reporter Journey
15 hours ago
·
#SOCIAL ชาวเมียนมาหัวกะทิ สมองไหลเข้าไทยต่อเนื่องทะลุหลักหมื่นคน ครอบครัวชนชั้นกลาง-มีฐานะจ่ายหลักแสนเรียนมหาลัยและวิทยาลัยนานาชาติในไทยทั้ง ป.ตรี โท เอก พกทักษะภาษาติดตัวมา 3-4 ภาษา และความอดทน สู้งานสูง แข่งกับคนไทยในระดับปัญญาชน ไม่ใช่แค่แรงงานไร้ฝีมืออีกต่อไป
.
ภาพจำของแรงงานชาวเมียนมาที่เข้ามาในไทย กำลังจะค่อยๆ เปลี่ยนจากการแรงงานที่เข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องใช้ฝีมือ ใช้แต่แรงกาย ไปสู่การหลั่งไหลเข้ามาของเหล่าบรรดา "ปัญญาชน" ที่มีความรู้ มีการศึกษา มีทักษะฝีมือที่มาจากพื้นฐานครอบครัวชนชั้นกลางหรือผู้มีอันจะกิน ส่งลูกหลานหรือโยกย้ายครอบครัวมาอยู่ที่ไทยเพื่อโอกาสชีวิต และความปลอดภัยที่สูงกว่า
.
การหลั่งไหลเข้ามาของนักศึกษาเมียนมาถือว่ามีอัตราการเติบโตที่สูงมาก เมื่อพิจารณาจากสถิติของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในช่วงปีการศึกษา 2566-2567 พบว่านักศึกษาเมียนมาในระดับอุดมศึกษาของไทยมีจำนวน 7,036 คน ซึ่งถือเป็นกลุ่มนักศึกษาต่างชาติจากภูมิภาคอาเซียนที่มีจำนวนสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ทิ้งห่างกัมพูชาที่เป็นอันดับ 2 ซึ่งมีจำนวน 1,499 คน อย่างมีนัยสำคัญ
.
และปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนนักศึกษาชาวเมียนมาเข้ามาเรียนหนังสือในไทยสูงกว่า 17,000 คนแล้ว
.
บรรดามหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยทั้งภาครัฐและเอกชนต่างรายงานตรงกันว่า ยอดการสมัครเรียนของนักศึกษาเมียนมาในหลักสูตรนานาชาติ ทั้งสายบริหารธุรกิจ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ในบางสถาบัน
.
การตัดสินใจย้ายมาศึกษาต่อในประเทศไทยไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านคุณภาพการศึกษาที่สูงกว่าในบ้านเกิดเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยผลักดันเชิงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจร่วมด้วย
.
ความไม่สงบทางการเมืองและกฎหมายเกณฑ์ทหารกลายเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ทำในผู้มีอันจะกินชาวเมียนมาย้ายมาไทย ครอบครัวที่มีกำลังทรัพย์ตัดสินใจส่งบุตรหลานออกนอกประเทศเพื่อความปลอดภัยและอนาคตที่มั่นคงกว่า
.
ต่อมาคือความคุ้มค่าและข้อจำกัดทางการเงิน หากเปรียบเทียบกับประเทศยอดนิยมอย่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร หรือแม้แต่สิงคโปร์และญี่ปุ่น ประเทศไทยมีค่าครองชีพและค่าเทอมที่เข้าถึงได้ง่ายกว่ามาก
.
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ยังมีกำแพงด้านภาษาที่สูงกว่า ทำให้ไทยกลายเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ความเป็นจริงได้ดีที่สุด และด้วยมาตรฐานการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ถือว่ามีมาตรฐานสูงกว่า สามารถเปิดโอกาสชีวิตในการไปเรียนต่อยังประเทศที่ 3 ได้ง่ายกว่าอีกด้วย
.
การที่ไทยและเมียนมามีความเชื่อมโยงที่คุ้นเคยกันในทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม อาหาร และมีพรมแดนติดกัน การเดินทางที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ทำให้การปรับตัวของชาวเมียนมาในไทยทำได้ง่าย ครอบครัวสามารถเดินทางไปมาหาสู่ได้สะดวก
.
แน่นอนว่า การเข้ามาของกลุ่มนักศึกษาและครอบครัวชาวเมียนมา ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกที่ชัดเจนอย่างมากต่อตลาดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม เนื่องจากกลุ่มผู้มีฐานะชาวเมียนมามีพฤติกรรมนิยม "ซื้อ" มากกว่า "เช่า" แถมเป็นการซื้อด้วยเงินสดเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยระยะยาวสำหรับบุตรหลานตลอดระยะเวลาการศึกษา 4-5 ปี
.
อีกทั้งยังถือเป็นการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง (Safe Haven) ในการนำทรัพย์สินออกจากประเทศที่กำลังมีความผันผวนสูงอีกด้วย
.
สถิติจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ประจำปี 2568 ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผู้ซื้อต่างชาติที่น่าสนใจคือ ชาวเมียนมาก้าวขึ้นสู่อันดับ 2 ของผู้ซื้อคอนโดมิเนียมชาวต่างชาติในปี 2568 รองจากจีน แซงหน้ารัสเซียและสหรัฐอเมริกา โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 1,968 ยูนิต
.
ขณะที่ยอดการโอนกรรมสิทธิ์มีจำนวน 1,968 ยูนิต คิดเป็นการเติบโตที่พุ่งสูงถึง 41.8% นับเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในตลาดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
.
แม้จำนวนยูนิตจะเพิ่มขึ้นมาก แต่มูลค่ารวมอยู่ที่ 6,160 ล้านบาท ลดลง 12.5% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าลักษณะการซื้อเริ่มขยายจากกลุ่มเศรษฐีระดับบนสุดที่ซื้อห้องชุดหรูหราใจกลางเมือง มาสู่กลุ่มชนชั้นกลางระดับบนที่เน้นซื้อคอนโดมิเนียมระดับราคาปานกลางถึงล่าง (Mid-to-Lower Price Segment) ตามแนวรถไฟฟ้า หรือใกล้สถานศึกษา
.
สำหรับทำเลยอดนิยมพบว่า พื้นที่ที่มีการกระจุกตัวของการโอนกรรมสิทธิ์จากชาวเมียนมา ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (บริเวณย่านอโศก สุขุมวิท) จ.สมุทรปราการ (ย่านบานาง-ตราด) และเชียงใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับทำที่ตั้งของมหาวิทยาลัยและโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ
.
โครงสร้างการเติบโตนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ซื้อชาวเมียนมาไม่ได้เข้ามาในฐานะนักลงทุนระยะสั้น (Speculator) แต่เป็นกลุ่ม Real Demand ที่ขับเคลื่อนด้วยความจำเป็นด้านการอยู่อาศัยและการศึกษา ซึ่งช่วยพยุงตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงที่กำลังซื้อจากชาติตะวันตกและจีนบางส่วนชะลอตัวลง
.
การที่ชนชั้นกลางมีการศึกษาชาวเมียนมาเริ่มเข้ามาอยู่ในไทย ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่สำคัญอย่างยิ่ง
.
จากภาพจำเดิมที่ไทยเป็นผู้นำเข้าแรงงานไร้ฝีมือ สู่การเผชิญหน้ากับแรงงานทักษะสูงจากเมียนมา ซึ่งกลุ่มนี้มีศักยภาพสูงพอที่จะก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งในตลาดแรงงานไทยอย่างเต็มตัว
.
ปรากฏการณ์ "หัวกะทิ" ลี้ภัย (The "Cream of the Crop" Migration) นักศึกษาเมียนมาที่สามารถเข้ามาเรียนในระดับมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนนานาชาติในไทยได้ คือกลุ่มที่ผ่านการคัดกรองทางเศรษฐกิจและสังคมมาแล้วอย่างเข้มข้น
.
พวกเขาคือกลุ่มชนชั้นกลางระดับบนถึงกลุ่มเศรษฐี ซึ่งมักมีพื้นฐานการศึกษาจากโรงเรียนนานาชาติในย่างกุ้งหรือมัณฑะเลย์มาก่อน
.
ข้อได้เปรียบที่เรียกว่ามาเหนือกว่าคือ ทักษะด้านภาษา นักศึกษากลุ่มนี้มีทักษะภาษาอังกฤษในระดับดีเยี่ยม ซึ่งมักเป็นจุดอ่อนของนักศึกษาไทยส่วนใหญ่
.
เมื่อมาใช้ชีวิตในไทย พวกเขายังสามารถเรียนรู้และสื่อสารภาษาไทยได้อย่างรวดเร็ว ทำให้กลายเป็นบุคลากรที่ได้เปรียบด้านทักษะ 3 ภาษา ทั้ง พม่า อังกฤษ จีน และไทย
.
แรงกดดันจากสถานการณ์ในประเทศทำให้เป้าหมายของการเรียนไม่ใช่แค่การได้ใบปริญญา แต่คือการอยู่รอดและสร้างรากฐานชีวิตใหม่ ความมุ่งมั่น อดทน และความตั้งใจเรียนจึงอยู่ในระดับที่สูงมาก เพื่อให้ได้ผลการเรียนที่โดดเด่นพอจะดึงดูดนายจ้างในไทยหรือต่อยอดไปประเทศที่สาม
.
จากข้อมูลของจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระบุว่า นักศึกษาเมียนมาไม่ได้เลือกเรียนเพียงเพื่อขอวีซ่า แต่พุ่งเป้าไปที่คณะหลักสูตรนานาชาติที่มีความต้องการสูงในตลาดแรงงาน เช่น
.
วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ
(Data Science, Software Engineering)
บริหารธุรกิจและการจัดการระหว่างประเทศ
(BBA, International Business)
การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน
วิทยาศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข
.
การเลือกสายการเรียนเหล่านี้ ทำให้พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่ภาคธุรกิจองค์กร และภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสายงานที่มีผลตอบแทนสูง
.
แน่นอนว่าเมื่อเรียนสูงแล้ว คนเราก็ย่อมต้องการงานที่มีทักษะสูงตามที่เรียนมา ซึ่งชาวเมียนมาก็ไม่ต่างกัน ในระยะสั้นถึงระยะกลาง คนกลุ่มนี้จะเข้ามาเป็นคู่แข่งโดยตรงของนักศึกษาจบใหม่ชาวไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในองค์กรข้ามชาติ หรือบริษัทขนาดใหญ่ของไทยที่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะภาษาอังกฤษและพร้อมทำงานหนัก
.
อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมระดับมหภาค นี่อาจเป็นส่วนเติมเต็มที่เศรษฐกิจไทยกำลังต้องการก็เป็นได้
.
อย่างที่ทราบกันคือ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องทำให้ภาคธุรกิจเริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานทักษะสูง
.
การได้ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาช่วยขับเคลื่อนองค์กร จึงเป็นผลบวกต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทไทย
.
บริษัทไทยจำนวนมาก ทั้งกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ค้าปลีก และโดยเฉพาะธุรกิจโลจิสติกส์และการขนส่งข้ามพรมแดน กำลังขยายฐานตลาดเข้าสู่ภูมิภาค CLMV บัณฑิตชาวเมียนมาที่เข้าใจทั้งบริบทของไทยและมีเครือข่ายความเข้าใจในตลาดเมียนมา คือบุคลากรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Human Resources) ที่บริษัทไทยพร้อมจะจ่ายเงินจ้าง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขยายตลาดอาเซียน
.
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีศักยภาพสูงแต่การแย่งงานคนไทยโดยสมบูรณ์ยังถูกจำกัดด้วยกฎหมายแรงงาน พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว และเงื่อนไขของกรมการจัดหางานยังคงมีความเข้มงวด
.
บริษัทที่ต้องการจ้างชาวต่างชาติต้องมีทุนจดทะเบียนตามเกณฑ์และต้องรักษาสัดส่วนการจ้างพนักงานคนไทย 4 คน ต่อคนต่างชาติ 1 คน ยกเว้นบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI
.
การกำหนดอัตราเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับชาวต่างชาติตามสัญชาติ ทำให้ไม่สามารถตัดราคาค่าจ้างเพื่อแย่งงานคนไทยได้ง่ายๆ
.
การเข้ามาของนักศึกษาเมียนมากลุ่มนี้คือแรงงานทักษะสูงที่เก่งและมีความพร้อมสูง ย่อมมาพร้อมกับแข่งขัน ซึ่งการมาด้วยแรงขับที่สูง ความต้องการความก้าวหน้าและการมีชีวิตที่ดีกว่าในบ้านเกิด ย่อมผลักดันให้พวกเขาตะเกียดตะกายเพื่อไปสู่ความสำเร็จ เช่นเดียวกับคนเมียนมาที่มาในชนชั้นแรงงานที่มาด้วยแรงขยัน เอาแรงกายเข้าแลกเงิน
.
แต่สำหรับกลุ่มคนมีความรู้ มีการศึกษา ก็นำมันสมองมาแข่งขันด้วย ซึ่งนี่คือความท้าทายของแรงงานไทย เพราะทุกวันนี้ธุรกิจต้องการคนเก่งจากทุกชาติมาสร้างผลลัพธ์ให้กับองค์กร ซึ่งจะให้โอกาสคนในประเทศก่อน
.
หากทักษะของแรงงานไทยไม่ได้ตามที่ต้องการ การพิจารณาชาวต่างชาติที่เรียนในไทย โตในไทย จะกลายเป็นตัวเลือกที่มีความสำคัญทันที และคนเมียนมาคือหนึ่งในนั้นเช่นกัน
.....

Reporter Journey

Part 1
.
ภาพจำของแรงงานชาวเมียนมาที่เข้ามาในไทย กำลังจะค่อยๆ เปลี่ยนจากการเข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องใช้ฝีมือ ใช้แต่แรงงาน ไปสู่การหลั่งไหลเข้ามาของเหล่าบรรดา "ปัญญาชน" ที่มีความรู้ มีการศึกษา มีทักษะฝีมือ รวมทั้งมาจากพื้นฐานครอบครัวชนชั้นกลางหรือผู้มีอันจะกิน ที่ส่งลูกหลานหรือโยกย้ายครอบครัวมาอยู่ที่ไทยเพื่อโอกาสชีวิต และความปลอดภัยที่สูงกว่า
.
การหลั่งไหลเข้ามาของนักศึกษาเมียนมาถือว่ามีอัตราการเติบโตที่สูงมาก เมื่อพิจารณาจากสถิติของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในช่วงปีการศึกษา 2566-2567 พบว่านักศึกษาเมียนมาในระดับอุดมศึกษาของไทยมีจำนวน 7,036 คน ซึ่งถือเป็นกลุ่มนักศึกษาต่างชาติจากภูมิภาคอาเซียนที่มีจำนวนสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ทิ้งห่างกัมพูชาที่เป็นอันดับ 2 ซึ่งมีจำนวน 1,499 คน อย่างมีนัยสำคัญ
.
และปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนนักศึกษาชาวเมียนมาเข้ามาเรียนหนังสือในไทยสูงกว่า 17,000 คนแล้ว
.
มหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยทั้งภาครัฐและเอกชนต่างรายงานตรงกันว่า ยอดการสมัครเรียนของนักศึกษาเมียนมาในหลักสูตรนานาชาติ ทั้งสายบริหารธุรกิจ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในระดับหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ในบางสถาบัน
.
การตัดสินใจย้ายฐานการศึกษามายังประเทศไทยไม่ได้เกิดจากปัจจัยด้านการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยผลักดันเชิงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจร่วมด้วย
.
ความไม่สงบทางการเมืองและกฎหมายเกณฑ์ทหารกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำในผู้มีอันจะกินชาวเมียนมาย้ายมาไทย สถานการณ์ความขัดแย้งภายในประเทศที่ยืดเยื้อ และโดยเฉพาะการประกาศบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารในเมียนมา เป็นชนวนเหตุสำคัญที่เร่งให้ครอบครัวที่มีกำลังทรัพย์ตัดสินใจส่งบุตรหลานออกนอกประเทศเพื่อความปลอดภัยและอนาคตที่มั่นคงกว่า
.
ต่อมาคือความคุ้มค่าและข้อจำกัดทางการเงิน เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศยอดนิยมอย่างสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร หรือแม้แต่สิงคโปร์และญี่ปุ่น ประเทศไทยมีค่าครองชีพและค่าเทอมที่เข้าถึงได้ง่ายกว่ามาก นอกจากนี้ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ยังมีกำแพงด้านภาษาที่สูงกว่า ทำให้ไทยกลายเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ความเป็นจริงได้ดีที่สุด และด้วยมาตรฐานการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ถือว่ามีมาตรฐานสูงกว่า สามารถเปิดโอกาสชีวิตในการไปเรียนต่อยังประเทศที่ 3 ได้ง่ายกว่าอีกด้วย
.
การที่ไทยและเมียนมามีความเชื่อมโยงทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม และมีพรมแดนติดกัน การเดินทางที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ประกอบกับความคุ้นเคยทางวัฒนธรรมและอาหาร ทำให้การปรับตัวของเยาวชนเมียนมาในไทยทำได้ง่าย ครอบครัวสามารถเดินทางไปมาหาสู่ได้สะดวก
.
แน่นอนว่า การเข้ามาของกลุ่มนักศึกษาและครอบครัวชาวเมียนมา สร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกที่ชัดเจนมากต่อตลาดคอนโดมิเนียมของไทย กลุ่มผู้มีฐานะชาวเมียนมามีพฤติกรรมนิยม "ซื้อ" มากกว่า "เช่า" และเป็นการซื้อด้วยเงินสด เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยระยะยาวสำหรับบุตรหลานตลอดระยะเวลาการศึกษา 4-5 ปี และยังถือเป็นการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง (Safe Haven) นำทรัพย์สินออกจากประเทศที่กำลังมีความผันผวน

Part 2
.
สถิติจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ประจำปี 2568 ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างผู้ซื้อต่างชาติที่น่าสนใจคือ ชาวเมียนมาก้าวขึ้นสู่อันดับ 2 ของผู้ซื้อคอนโดมิเนียมชาวต่างชาติในปี 2568 รองจากจีน แซงหน้ารัสเซียและสหรัฐอเมริกา โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 1,968 ยูนิต
.
ขณะที่ยอดการโอนกรรมสิทธิ์ 1,968 ยูนิต คิดเป็นการเติบโตที่พุ่งสูงถึง 41.8% นับเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในตลาดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
.
แม้จำนวนยูนิตจะเพิ่มขึ้นมาก แต่มูลค่ารวมอยู่ที่ 6,160 ล้านบาท ลดลง 12.5% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าลักษณะการซื้อเริ่มขยายจากกลุ่มเศรษฐีระดับบนสุดที่ซื้อห้องชุดหรูหราใจกลางเมือง มาสู่กลุ่มชนชั้นกลางระดับบนที่เน้นซื้อคอนโดมิเนียมระดับราคาปานกลางถึงล่าง (Mid-to-Lower Price Segment) ตามแนวรถไฟฟ้า หรือใกล้สถานศึกษา
.
สำหรับทำเลยอดนิยมพบว่า พื้นที่ที่มีการกระจุกตัวของการโอนกรรมสิทธิ์จากชาวเมียนมา ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (บริเวณย่านอโศก สุขุมวิท) สมุทรปราการ (ย่านบานาง-ตราด) และเชียงใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับทำที่ตั้งของมหาวิทยาลัยและโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ
.
โครงสร้างการเติบโตนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ซื้อชาวเมียนมาไม่ได้เข้ามาในฐานะนักลงทุนระยะสั้น (Speculator) แต่เป็นกลุ่ม Real Demand ที่ขับเคลื่อนด้วยความจำเป็นด้านการอยู่อาศัยและการศึกษา ซึ่งช่วยพยุงตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงที่กำลังซื้อจากชาติตะวันตกและจีนบางส่วนชะลอตัวลง
.
การที่ชนชั้นกลางมีการศึกษาชาวเมียนมาเริ่มเข้ามาอยู่ในไทย ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่สำคัญมาก จากภาพจำเดิมที่ไทยเป็นผู้นำเข้าแรงงานไร้ฝีมือ สู่การเผชิญหน้ากับแรงงานทักษะสูงจากเมียนมา ซึ่งกลุ่มนี้มีศักยภาพสูงพอที่จะก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งในตลาดแรงงานไทยอย่างเต็มตัว
.
ปรากฏการณ์ "หัวกะทิ" ลี้ภัย (The "Cream of the Crop" Migration) นักศึกษาเมียนมาที่สามารถเข้ามาเรียนในระดับมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนนานาชาติในไทยได้ คือกลุ่มที่ผ่านการคัดกรองทางเศรษฐกิจและสังคมมาแล้วอย่างเข้มข้น พวกเขาคือกลุ่มชนชั้นกลางระดับบนถึงกลุ่มเศรษฐี ซึ่งมักมีพื้นฐานการศึกษาจากโรงเรียนนานาชาติในย่างกุ้งหรือมัณฑะเลย์มาก่อน
.
ข้อได้เปรียบที่เรียกว่ามาเหนือกว่าคือ ทักษะด้านภาษา นักศึกษากลุ่มนี้มีทักษะภาษาอังกฤษในระดับดีเยี่ยม ซึ่งมักเป็นจุดอ่อนของนักศึกษาไทยส่วนใหญ่ นอกจากนี้ เมื่อมาใช้ชีวิตในไทย พวกเขายังสามารถเรียนรู้และสื่อสารภาษาไทยได้อย่างรวดเร็ว ทำให้กลายเป็นบุคลากรที่ได้เปรียบด้านทักษะ 3 ภาษา ทั้ง พม่า อังกฤษ จีน และไทย
.
แรงกดดันจากสถานการณ์ในประเทศทำให้เป้าหมายของการเรียนไม่ใช่แค่การได้ใบปริญญา แต่คือ การอยู่รอดและสร้างรากฐานชีวิตใหม่ ความมุ่งมั่น อดทน และความตั้งใจเรียนจึงอยู่ในระดับที่สูงมาก เพื่อให้ได้ผลการเรียนที่โดดเด่นพอจะดึงดูดนายจ้างในไทยหรือต่อยอดไปประเทศที่สาม

Part 3
.
จากข้อมูลของจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระบุว่า นักศึกษาเมียนมาไม่ได้เลือกเรียนเพียงเพื่อขอวีซ่า แต่พุ่งเป้าไปที่คณะหลักสูตรนานาชาติที่มีความต้องการสูงในตลาดแรงงาน เช่น
.
วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ (Data Science, Software Engineering)
บริหารธุรกิจและการจัดการระหว่างประเทศ (BBA, International Business)
การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน
วิทยาศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข
.
การเลือกสายการเรียนเหล่านี้ ทำให้พวกเขาเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่ภาคธุรกิจองค์กร (Corporate Sector) และภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ซึ่งเป็นสายงานที่มีผลตอบแทนสูง
.
แน่นอกว่าเมื่อเรียนสูงแล้ว คนเราก็ย่อมต้องการงานที่มีทักษะสูงตามที่เรียนมา ซึ่งชาวเมียนมาก็ไม่ต่างกัน ในระยะสั้นถึงระยะกลาง กลุ่มนี้จะเข้ามาเป็นคู่แข่งโดยตรงของนักศึกษาจบใหม่ชาวไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในองค์กรข้ามชาติ (MNCs) หรือบริษัทขนาดใหญ่ของไทยที่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะภาษาอังกฤษและพร้อมทำงานหนัก
.
อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมระดับมหภาค นี่อาจเป็นส่วนเติมเต็มที่เศรษฐกิจไทยกำลังต้องการก็ได้
.
อย่างที่ทราบกันคือ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องทำให้ภาคธุรกิจเริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานทักษะสูง การได้ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาช่วยขับเคลื่อนองค์กร จึงเป็นผลบวกต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทไทย
.
บริษัทไทยจำนวนมาก ทั้งกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ค้าปลีก และโดยเฉพาะธุรกิจโลจิสติกส์และการขนส่งข้ามพรมแดน กำลังขยายฐานตลาดเข้าสู่ภูมิภาค CLMV บัณฑิตชาวเมียนมาที่เข้าใจทั้งบริบทของไทยและมีเครือข่ายความเข้าใจในตลาดเมียนมา คือบุคลากรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Human Resources) ที่บริษัทไทยพร้อมจะจ่ายเงินจ้าง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขยายตลาดอาเซียน
.
อย่างไรก้ตาม แม้จะมีศักยภาพสูง แต่การแย่งงานคนไทยโดยสมบูรณ์ยังถูกจำกัดด้วยกฎหมายแรงงาน พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว และเงื่อนไขของกรมการจัดหางานยังคงมีความเข้มงวด
.
บริษัทที่ต้องการจ้างชาวต่างชาติต้องมีทุนจดทะเบียนตามเกณฑ์และต้องรักษาสัดส่วนการจ้างพนักงานคนไทย 4 คน ต่อคนต่างชาติ 1 คน ยกเว้นบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI
.
การกำหนดอัตราเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับชาวต่างชาติตามสัญชาติ ทำให้ไม่สามารถตัดราคาค่าจ้างเพื่อแย่งงานคนไทยได้ง่ายๆ
.
การเข้ามาของนักศึกษาเมียนมากลุ่มนี้คือแรงงานทักษะสูงที่เก่งและมีความพร้อมสูง ย่อมมาพร้อมกับแข่งขัน ซึ่งการมาด้วยแรงขับที่สูง ความต้องการความก้าวหน้าและการมีชีวิตที่ดีกว่าในบ้านเกิด ย่อมผลักดันให้พวกเขาตะเกียดตะกายเพื่อไปสู่ความสำเร็จ เช่นเดียวกับคนเมียนมาที่มาในชนชั้นแรงงาน ที่มาด้วยแรงขยัน แต่คนกลุ่มมีความรู้มีการศึกษา ก็นำมันสมองมาแข่งด้วย ซึ่งนี่คือความท้าทายของแรงงานไทย เพราะทุกวันนี้ธุรกิจต้องการคนเก่งจากทุกชาติมาสร้างผลลัพธ์ให้กับองค์กร แต่จะให้โอกาสคนในประเทศก่อน แต่ถ้าทักษะไม่ได้ตามที่ต้องการ การพิจารณาชาวต่างชาติที่เรียนในไทย โตในไทย จะกลายเป็นตัวเลือกที่มีความสำคัญทันที และคนเมียนมาคือหนึ่งในนั้นเช่นกัน


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1527757718707038&set=a.226668178816005



คุณพิภพ อุดมอิทธิพงศ์ พูดถึงการสัมภาษณ์ #อนุทิน โดยบรรณาธิการข่าวการเมือง Thai PBS เขาเผยความรู้สึกว่า มันไม่ได้เป็น “การสัมภาษณ์” แต่เหมือนกับเป็น “กระบอกเสียง” ให้กับผู้นำฝ่ายบริหาร (พินอบพิเทา) ผิดกับสื่อสหรัฐฯ


Pipob Udomittipong
17 hours ago
·
มีคนส่งมาให้ดูว่า การสัมภาษณ์ #อนุทิน โดยบรรณาธิการข่าวการเมือง Thai PBS ซึ่งพูดหลายเรื่องตั้งแต่ความมั่นคงจนถึงปัญหาฝุ่นควัน แต่ทำไมผมไม่รู้สึกว่ามันเป็น “การสัมภาษณ์” ของสื่อ คุณเสาวลักษณ์ทำหน้าที่เหมือนเป็น “ประชาสัมพันธ์” เป็น “กระบอกเสียง” ให้กับผู้นำฝ่ายบริหารมากกว่า

นอกจากจะไม่มีการถามคำถามยาก ๆ หรือการ fact-check ข้อมูลที่อนุทินพูด บางครั้งเมื่ออนุทินตอบแบบตะกุตะกัก คุณเสาวลักษณ์ยังช่วยเสริมให้อีก

อย่างตอนที่ถามเรื่องหวังอี้ รมต.ต่างประเทศจีนมาเยือนประเทศไทย เสาวลักษณ์มีการช่วยพูดเสริมถึงข้อดีในการพบปะกันครั้งว่า “เท่ากับว่าเราได้ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า ความมั่นคง การปราบปราม การท่องเที่ยว อืม........” ขาดอย่างเดียวคือการพูดว่า “เจ๋งจริง ๆ ท่านคะ”

ไม่เอาสิครับ นักข่าวต้องถามคำถามยาก ๆ ที่ประชาชนอยากรู้ ไม่ใช่ถามแบบพินอบพิเทา ทำเหมือนกลัวว่าครั้งหน้าเขาจะไม่เชิญเรามาสัมภาษณ์อีก

นักข่าวไม่มีหน้าที่เป็น “กระบอกเสียง” ให้ผู้มีอำนาจครับ นักข่าวต้องเป็นกระบอกเสียงให้กับคนที่ไม่มีสิทธิมีเสียง คนที่คนอื่นไม่ได้ยินเสียงของพวกเขา ไม่ใช่เออออห่อหมก ทำตัวเป็นคอหอยลูกกระเดือกกับผู้มีอำนาจ

อย่างตอนที่เสาวลักษณ์ถามเรื่องปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือ อนุทินตอบเกี่ยวกับสาเหตุที่เขายังมองว่าเกิดจาก “การเผาวัชพืช มลพิษ ท่อไอเสีย โรงงานอุตสาหกรรม การใช้รถยนต์สันดาป” “การเผาป่าเพื่อเข้าไปเก็บของป่า และปัญหาจากการเผาในประเทศอื่น ซึ่งเราควบคุมได้แค่สองเรื่อง” ซึ่งมีรายละเอียดที่โต้แบ้งได้ แต่เสาวลักษณ์ไม่ถาม

ที่สำคัญอนุทินบอกว่า “ไม่ถึงขนาดไอเป็นเลือดหรอก เขาอาจจะไม่แข็งแรง มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เผชิญกับสภาพแบบนี้แล้วต้อง...เวลาสื่อสารออกมาแล้ว ทำให้ทุกอย่างมันดูน่ากลัว ทำให้คนกลัวเกินเหตุ และไม่ไปเที่ยว” ก็ไม่ทราบว่าเสาวลักษณ์ไม่เคยเห็นหลักฐานของคนที่ไอเป็นเลือด หรือเด็กมีเลือดกำเดาไหลเพราะฝุ่นควันหรือไม่ เห็นแต่ผงกหัวรับทราบ เออ ๆ ออ ๆ กับสิ่งที่อนุทินพูดทั้งหมด ขอเชิญเสาวลักษณ์ให้มาอยู่ที่เมืองเหนือสักหนึ่งเดือนในหน้าฝุ่นนะครับ

อยากเปรียบเทียบให้เห็นการทำงานที่ต่างกันเป็นฟ้ากับเหว ระหว่างสื่อไทยที่ถามคำถามแบบง่อย ๆ กลัวขัดใจ “ท่านนายกฯ” กับสื่ออเมริกันที่กล้าถาม กล้าพูดความจริงกับผู้มีอำนาจ ซึ่งเป็นคนที่บ้าอำนาจอย่างมากด้วย

อยากชวนให้ทุกคนดูการสัมภาษณ์โดนัลด์ ทรัมป์ หลังเหตุมือปืนบุกเข้าไปในงานเลี้ยงอาหารค่ำของผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว เป็นการสัมภาษณ์โดย Norah O'Donnell ผู้สื่อข่าวของซีบีเอสนิวส์ ในรายการ "60 Minutes"

เราจะเห็นอย่างชัดเจนว่า การวางตัวเป็นกลาง ไม่ลำเอียง “impartiality” ความกล้าหาญที่จะถามคำถามยาก ๆ ที่ท้าทายกับผู้มีอำนาจ แบบการ “Speak truth to power” เป็นอย่างไร และความไม่กลัวที่จะถูกผู้อำนาจด่า (ใคร ๆ ก็รู้ว่าทรัมป์ด่าสื่อออกอากาศเป็นประจำ) และการรับมือกับท่าทีดุดันแบบนั้นของสื่อ

ในรายการเป็นการถามประสบการณ์ทรัมป์ หลังการลอบสังหารเป็นครั้งที่สามในรอบสองปี มีอยู่ตอนหนึ่งที่โนราห์ โอ'ดอนเนลล์ ผู้สัมภาษณ์ อ่าน “manifesto” ที่ผู้ก่อเหตุเขียนส่งให้ญาติของเขา เพื่ออธิบายถึงแรงจูงใจในการกระทำว่า ““ผมไม่อาจยอมให้คนที่ล่วงละเมิดทางเพศเด็ก นักข่มขืน และคนทรยศ ปกปิดความผิดของเขาได้อีกต่อไป”

พร้อมกับถามทรัมป์ว่า “คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้?” แน่นอนว่า พอทรัมป์ได้ยินคำว่า “pedophile” “rapist” ก็ลมออกหูเลย เริ่มจากการด่าคนสัมภาษณ์ว่า “เฮงซวย” “...you're horrible people. Horrible people.” และปฏิเสธว่า “I'm not a rapist. I didn't rape anybody."

แทนที่ผู้สัมภาษณ์จะโกรธ หรือกลัว หรือแพนิค เธอกลับถามทรัมป์กลับด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า "โอ้ คุณคิดว่า—เขาหมายถึงคุณหรือเปล่า?" คราวนี้ทรัมป์ฉุนหนักขึ้น และตอบว่า “"ผมไม่ใช่พวกชอบล่วงละเมิดทางเพศเด็ก ขอโทษด้วยครับ ขอโทษครับ ผมไม่ใช่พวกชอบล่วงละเมิดทางเพศเด็ก" ประธานาธิบดีกล่าว "คุณไปอ่านข้อเขียนที่ไร้สาระของคนป่วยทางจิตหรือเปล่า? ผมถูกโยงเข้ากับเรื่องพวกนั้นทั้งหมด—ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับผมเลย"

ทรัมป์ยังด่านักข่าวต่อไปว่า “คุณควรละอายใจที่อ่านเรื่องนั้น เพราะผมไม่ใช่คนแบบนั้นเลยสักหน่อย" “But you should be ashamed of yourself reading that because I'm not any of those things."

ในฐานะที่ฟังการสัมภาษณ์ได้อย่างน้อยสองภาษา ผมเห็นความแตกต่างอย่างมากด้านความกล้าหาญทางจริยธรรม ความสามารถในการเตรียมข้อมูล เพื่อตอบโต้ ท้าทายกับข้อมูล หรือวาทกรรมของผู้มีอำนาจ สำหรับสื่อไทย ผมเห็นแต่นักข่าวที่พินอบพิเทา “เกรงใจ” ผู้มีอำนาจ แล้วประชาชนจะมีใครเป็นกระบอกเสียงแทนเชาได้บ้าง?

TPBS https://youtu.be/45w6UJNrYCU
CBS https://youtu.be/iQveoPG9imo

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10164077780496649&set=a.10150096728651649




ออง ซาน ซู จี ถูกย้ายไปกักบริเวณในบ้านพัก หลังจากถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่เหตุรัฐประหารในเมียนมาปี 2021 เพื่อรับโทษส่วนที่เหลือ


ภาพถ่ายที่ไม่มีการระบุวันที่ภาพนี้ ซึ่งเผยแพร่โดยทีมข่าวสารกองทัพเมียนมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2026 แสดงให้เห็นภาพของ ออง ซาน ซู จี กำลังพูดคุยอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่มีการเปิดเผยพิกัด (ภาพจากกองทัพเมียนมา ผ่านทาง AFP)

ออง ซาน ซู จี ถูกย้ายไปกักบริเวณในบ้านพัก

หลังจากถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่เหตุรัฐประหารในเมียนมาปี 2021 คณะรัฐประหารได้ส่งตัวเธอไปยัง "บ้านพักที่กำหนดไว้" เพื่อรับโทษส่วนที่เหลือ

สื่อของรัฐเมียนมาซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพได้ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ออง ซาน ซู จี อดีตผู้นำของประเทศ ได้ถูกย้ายไปกักบริเวณภายในบ้านพักแล้ว

สถานีโทรทัศน์ MRTV ซึ่งเป็นสื่อของรัฐ รายงานว่าที่ปรึกษาแห่งรัฐวัย 80 ปีผู้นี้ ถูกย้ายตัวจากเรือนจำในกรุงเนปิดอว์ไปยัง "บ้านพักที่กำหนดไว้" เพื่อรับโทษจำคุกส่วนที่เหลือ โดยไม่ได้ระบุพิกัดที่แน่ชัดของบ้านพักดังกล่าว

นอกจากนี้ สื่อของรัฐยังได้เผยแพร่ภาพถ่ายต่อสาธารณะภาพแรกของอดีตผู้นำรายนี้ในรอบหลายปี โดยในภาพเธอปรากฏตัวนั่งอยู่ที่โต๊ะร่วมกับชายกลุ่มหนึ่งที่สวมเครื่องแบบทหารและตำรวจ

ซู จี อยู่ภายใต้การควบคุมตัวของกองทัพมาตั้งแต่เหตุรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ซึ่งนำไปสู่การยุบสภาที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยของเมียนมา และการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ที่มีพลเอก มิน อ่อง หล่าย เป็นผู้นำ

เธอถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาต่างๆ รวม 19 ข้อหา ซึ่งรวมถึงข้อหาทุจริตคอร์รัปชัน และถูกพิพากษาจำคุกรวมเป็นเวลา 33 ปี

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สถานที่คุมขังของเธอก็ยังคงเป็นปริศนา และเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สมาชิกจากกลุ่มภาคประชาสังคม ซึ่งรวมถึง คิม อาริส บุตรชายของเธอ ได้ร่วมกันเปิดตัวแคมเปญเรียกร้องให้คณะรัฐประหารพิสูจน์ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่จริง

ในปี 2023 โทษจำคุกของ ออง ซาน ซู จี ได้รับการลดหย่อนลงเหลือ 27 ปี และต่อมาในปีนี้ เธอได้รับสิทธิลดหย่อนโทษลงอีกหนึ่งในหกส่วนตามพระราชทานอภัยโทษเนื่องในเทศกาลปีใหม่เมียนมา ส่งผลให้โทษจำคุกที่ต้องรับจริงเหลือเพียง 22 ปี 6 เดือน

เมื่อหักลบกับระยะเวลาที่เธอถูกคุมขังมาแล้วกว่า 5 ปีนับตั้งแต่เกิดรัฐประหาร ขณะนี้จึงเหลือโทษจำคุกที่ต้องรับต่อไปอีก 18 ปี 9 เดือน

แหล่งข่าวใกล้ชิดกับกองทัพเปิดเผยต่อสถานีวิทยุ Radio Free Asia ว่า ซู จี ถูกย้ายไปพักอาศัยในบ้านพักระดับรองรัฐมนตรี และมีทีมรักษาความปลอดภัยซึ่งนำโดย พันโท ติน อ่อง ตุน เข้ามารับผิดชอบดูแลความปลอดภัยให้แก่เธอมาตั้งแต่เดือนมีนาคม

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่า ออง ซาน ซู จี แห่งเมียนมา ถือเป็นมิตรที่มีความสัมพันธ์อันยาวนานกับประเทศจีน และจีนได้ติดตามพัฒนาการเกี่ยวกับสถานการณ์ของเธอมาอย่างต่อเนื่อง

ที่มา Radio Free Asia (Burmese)
Aung San Suu Kyi transferred to house arrest

https://www.rfa.org/english/myanmar/2026/04/30/myanmar-burma-aung-san-suu-kyi-house-arrest/
2026.04.30



เบื้องหลังที่ทำให้ยูเครนกลายเป็น "ห้องทดลองระดับโลก" สำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี หลังจากที่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากพันธมิตรมาอย่างยาวนาน บัดนี้รัฐบาลเคียฟกำลังเตรียมที่จะอนุมัติการส่งออกเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศที่ตนเองพัฒนาขึ้นเอง

https://www.facebook.com/kasian.tejapira/posts/pfbid0o9BvZTdF1ELzifiDGy2ZCUbkk5g34538cv1VkUr1em7wFovBvN3X1EQhKJystuP7l
.....

เบื้องหลังที่ทำให้ยูเครนกลายเป็น "ห้องทดลองระดับโลก" สำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี

หลังจากที่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากพันธมิตรมาอย่างยาวนาน บัดนี้รัฐบาลเคียฟกำลังเตรียมที่จะอนุมัติการส่งออกเทคโนโลยีด้านการป้องกันประเทศที่ตนเองพัฒนาขึ้นเอง โดยนับตั้งแต่ปี 2022

ปรากฏการณ์ที่ยูเครนก้าวขึ้นมาเป็น "ห้องทดลองระดับโลก" (Global Test Bed) ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี (นับตั้งแต่ช่วงก่อนและหลังการรุกรานเต็มรูปแบบในปี 2022 จนถึงปัจจุบันในปี 2026) ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากปัจจัยทางยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีที่น่าสนใจ ดังนี้:

1. วงจรนวัตกรรมที่เร็วที่สุดในโลก (Real-time Feedback Loop)

สิ่งที่ทำให้ยูเครนต่างจากผู้ผลิตอาวุธยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ หรือยุโรป คือ "ความเร็ว" ในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์

จากสนามรบสู่โรงงานในไม่กี่สัปดาห์: วิศวกรยูเครนทำงานร่วมกับทหารที่แนวหน้าโดยตรง เมื่อรัสเซียปรับเปลี่ยนระบบรบกวนสัญญาณ (Electronic Warfare) ผู้ผลิตโดรนจะอัปเกรดซอฟต์แวร์หรือเปลี่ยนความถี่สัญญาณเพื่อแก้ทางได้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ในขณะที่อุตสาหกรรมกลาโหมแบบเดิมอาจใช้เวลาเป็นปี

การทดสอบในสนามจริง: อาวุธทุกชนิดที่ผลิตในยูเครนได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้จริงภายใต้สภาวะสงครามที่เข้มข้นที่สุด ทำให้มีความน่าเชื่อถือ (Battle-tested) สูงกว่าอาวุธที่ทดสอบในสนามจำลอง

2. การสร้างระบบนิเวศ "Brave1"

รัฐบาลยูเครนได้จัดตั้งแพลตฟอร์ม Brave1 เพื่อเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างสตาร์ทอัพภาคเอกชนกับกองทัพ

ปัจจุบันมีบริษัทสตาร์ทอัพด้านกลาโหมมากกว่า 500 แห่ง และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิตโดรนรวมแล้วกว่า 2,000 แห่ง

การลดขั้นตอนราชการ: รัฐบาลปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการจัดซื้อจัดจ้างที่รวดเร็ว ทำให้บริษัทขนาดเล็กสามารถเสนอไอเดียและรับทุนสนับสนุนได้ง่ายขึ้น

3. การก้าวกระโดดสู่ "สงครามหุ่นยนต์" และ AI

ยูเครนกลายเป็นผู้นำในการใช้ AI และระบบอัตโนมัติเพื่อชดเชยกำลังคนที่น้อยกว่า

การผลิตในระดับมหาศาล: ในปี 2025 ยูเครนผลิตโดรนได้ถึง 4 ล้านลำ และตั้งเป้าจะผลิตให้ได้ถึง 7 ล้านลำในปี 2026 นี้

AI-Powered Drones: ยูเครนกำลังพัฒนาโดรนที่สามารถล็อกเป้าหมายและโจมตีได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาสัญญาณวิทยุจากมนุษย์ เพื่อป้องกันการถูกรบกวนสัญญาณ

4. จุดเปลี่ยนยุทธศาสตร์: จาก "ผู้ขอ" สู่ "ผู้ส่งออก"

ในปี 2026 นี้ รัฐบาลเคียฟมีแผนจะอนุมัติการส่งออกเทคโนโลยีป้องกันประเทศอย่างเป็นทางการ โดยมีเหตุผลหลักคือ:

ขีดความสามารถที่ล้นเหลือ: ปัจจุบันศักยภาพการผลิตของโรงงานในยูเครนสูงเกินกว่างบประมาณจัดซื้อของรัฐบาลเอง การเปิดให้ส่งออกจะช่วยให้บริษัทเหล่านี้มีเงินทุนหมุนเวียนและขยายฐานการผลิตได้ต่อ

การจัดตั้งศูนย์ส่งออก (Export Centers): ประธานาธิบดีเซเลนสกีได้ประกาศแผนจัดตั้งศูนย์ส่งออกอาวุธ 10 แห่งทั่วยุโรป เพื่อเข้าสู่ตลาดโลกอย่างเต็มตัว

5. ความร่วมมือกับยักษ์ใหญ่ระดับโลก

แม้จะพัฒนาเองเป็นหลัก แต่ยูเครนก็กลายเป็นพันธมิตรที่บริษัทต่างชาติต้องการเข้ามาร่วมลงทุน เช่น

การผลิตร่วม (Co-production): บริษัทอย่าง Rheinmetall (เยอรมนี) หรือ Baykar (ตุรกี) เริ่มเข้ามาตั้งโรงงานในยูเครนเพื่อแลกเปลี่ยนโนว์ฮาว

ความสนใจจากเพนตากอน: ปัจจุบันสหรัฐฯ เริ่มพิจารณาสั่งซื้อโดรนจากยูเครน เนื่องจากมีราคาถูกกว่าและมีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือดีกว่าโดรนที่ผลิตในสหรัฐฯ เอง

สรุป: ยูเครนไม่ได้เป็นเพียงสนามรบอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็น "ซิลิคอนวัลเลย์แห่งเทคโนโลยีสงคราม" ที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง ซึ่งการเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาความช่วยเหลือไปสู่การเป็นผู้ส่งออกเทคโนโลยีชั้นสูงนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจยูเครนในอนาคตครับ



🇯🇵เพราะอะไรญี่ปุ่นถึงขึ้นชื่อว่ามีความปลอดภัยสูง!


セイ&-ดอกไม้กับชนบทญี่ปุ่น
11 hours ago
·

เพราะอะไรญี่ปุ่นถึงขึ้นชื่อว่ามีความปลอดภัยสูง!

ประเทศญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความปลอดภัยสูงที่สุดในโลก โดยมีปัจจัยหลักผสมผสานกันทั้งเรื่องวัฒนธรรม สังคม และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ดังนี้:
1. วัฒนธรรมและบรรทัดฐานทางสังคม
ความซื่อสัตย์และจิตสาธารณะ: สังคมญี่ปุ่นเน้นการเคารพกฎระเบียบ ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และการไม่เบียดเบียนผู้อื่น
วัฒนธรรมการเคารพผู้อื่น: ผู้คนถูกสอนให้เกรงใจและไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ทำให้การทะเลาะวิวาทหรือการอาชญากรรมในที่สาธารณะเกิดขึ้นน้อย
จิตสำนึกเรื่องความปลอดภัย: มีการปลูกฝังเรื่องการเอาชีวิตรอดและการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติมาตั้งแต่เด็ก
2. การบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ
ตำรวจประจำชุมชน (Koban): ญี่ปุ่นมีระบบป้อมตำรวจ (Koban) กระจายอยู่ตามหัวมุมถนนทั่วประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะรู้จักคนในพื้นที่ดี ทำให้ตอบโต้เหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
อัตราการเกิดอาชญากรรมต่ำ: อัตราอาชญากรรมที่รุนแรงมีน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ
การควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวด: กฎหมายการครอบครองปืนในญี่ปุ่นเข้มงวดมาก ทำให้เหตุการณ์รุนแรงจากอาวุธปืนเกิดขึ้นยากมาก
3. โครงสร้างสังคมและสภาพแวดล้อม
เมืองที่สะอาดและเป็นระเบียบ: สภาพแวดล้อมที่ได้รับการดูแลอย่างดีช่วยลดโอกาสที่จะเกิดการก่ออาชญากรรม
ระบบขนส่งมวลชนที่ปลอดภัย: ความปลอดภัยในระบบรถไฟและถนนช่วยให้เดินทางได้อย่างมั่นใจแม้ในเวลากลางคืน
4. ความพร้อมรับมือภัยพิบัติ
การจัดการภัยพิบัติที่ยอดเยี่ยม: แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวและภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง แต่ด้วยการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานที่ดีและการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ ทำให้สามารถจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบ
ข้อควรระวัง: แม้ญี่ปุ่นจะปลอดภัยสูง แต่ยังคงควรระมัดระวังทรัพย์สินส่วนตัว โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวหนาแน่นหรือย่านบันเทิงยามค่ำคืน

ถ่ายShiraito natural park Fujinomiya Shizuoka Japan
3/4/2026,15.34มือถือip12pro max

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1557445846383155&set=a.129376929190061



May Day Strong ทั่วสหรัฐอเมริกา : พรุ่งนี้ 1 พฤษภาคม วัน May Day นักเคลื่อนไหวสหรัฐฯ เตรียมหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ : ‘ไม่ไปโรงเรียน ไม่ทำงาน ไม่จับจ่ายซื้อของ’


กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) เดินขบวนไปตามท้องถนนใจกลางเมืองมินนิอาโพลิส เมื่อวันที่ 25 มกราคม ภาพโดย: Roberto Schmidt/AFP/Getty Images


นักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันวางแผนปิดเศรษฐกิจในวันแรงงานสากล: ‘ไม่ไปโรงเรียน ไม่ทำงาน ไม่ซื้อของ’

คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 3,000 คน เนื่องจากสหภาพแรงงานและกลุ่มต่างๆ ขยายการประท้วงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการปราบปรามของ ICE ในมินนิโซตา

สหภาพแรงงาน องค์กรประชาธิปไตย และกลุ่มชุมชนกำลังจัดการปิดเศรษฐกิจในปีนี้เพื่อรำลึกถึงวันแรงงานสากล โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการปิดเศรษฐกิจในมินนิโซตาในช่วงปฏิบัติการครั้งใหญ่ของ ICE ในรัฐนั้น

มีการวางแผนจัดกิจกรรม May Day Strong ทั่วสหรัฐอเมริกา โดยผู้จัดเรียกร้องให้ “ไม่ไปโรงเรียน ไม่ทำงาน ไม่ซื้อของ” เพื่อประท้วงนโยบายของรัฐบาลที่พวกเขากล่าวว่าให้ความสำคัญกับความต้องการของมหาเศรษฐีมากกว่าความต้องการของคนงาน

เนดี โดมิงเกซ ผู้อำนวยการบริหารผู้ก่อตั้งของ Organized Power in Numbers และผู้จัดงาน กล่าวว่าจำนวนกิจกรรมวันแรงงานในปีนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

“ปีที่แล้ว มีการชุมนุมประท้วงวันแรงงานประมาณ 1,300 ครั้งทั่วประเทศ ปีนี้เราคิดว่าจะมีมากกว่า 3,000 ครั้ง” โดมิงเกซกล่าว “มินนิอาโพลิสเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดในการผลักดันให้เราทำเช่นนี้ เรายังมีหนทางอีกยาวไกลที่จะบรรลุการประท้วงหยุดงานครั้งใหญ่เหมือนในประเทศอื่นๆ ที่ประชาชนจะออกมาประท้วงหยุดงานทั่วประเทศและปิดประเทศได้ แต่ฉันคิดว่าเรากำลังเข้าใกล้จุดที่ประชาชนตระหนักถึงพลังของตนเองในฐานะแรงงานมากขึ้นเรื่อยๆ”

โดมิงเกซกล่าวว่า การประท้วงเป็นการตอบโต้ต่อการกระทำและภัยคุกคามจากรัฐบาลทรัมป์ รวมถึงข้อเสนอที่จะส่งเจ้าหน้าที่ ICE ไปยังสถานที่ลงคะแนนเสียงในช่วงการเลือกตั้งกลางเทอม และปฏิบัติการทางทหารฝ่ายเดียวต่อเวเนซุเอลาและอิหร่าน

เธอกล่าวว่า การดำเนินการในปีนี้เป็นก้าวแรกสู่การสร้างขบวนการที่ใหญ่ขึ้น

“เรากำลังพยายามอย่างจริงจังที่จะเริ่มรวมกลุ่มผู้คนเพื่อให้เห็นว่าพลังที่เรามีร่วมกันในการสร้างความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจนั้น คือพลังที่เราต้องการในขณะนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อปกป้องตัวเราเอง แต่เพื่อปกป้องประชาธิปไตยด้วย” เธอกล่าวเสริม

โดมิงเกซกล่าวว่าหลายเมือง รวมถึงลอสแอนเจลิสและชิคาโก กำลังเตรียมพร้อมสำหรับมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมเศรษฐกิจ

ในชิคาโก สหภาพแรงงานและกลุ่มชุมชนท้องถิ่นหลายแห่ง รวมถึงสหภาพครูชิคาโก, SEIU Healthcare Illinois & Indiana, Indivisible Chicago และสหพันธ์แรงงานชิคาโก ได้ร่วมกันประกาศมาตรการปิดเมืองเพื่อควบคุมเศรษฐกิจในชิคาโกในวันที่ 1 พฤษภาคม

“วันแรงงานต้องยิ่งใหญ่กว่านี้ในสถานการณ์ปัจจุบัน” สเตซี่ เดวิส เกตส์ ประธานสหภาพครูชิคาโกและสหพันธ์ครูแห่งรัฐอิลลินอยส์กล่าว สหภาพแรงงานเหล่านี้สนับสนุนการปิดเมืองเพื่อประท้วงที่วางแผนไว้สำหรับวันแรงงาน “นี่คือการสร้างแนวร่วมที่เป็นหนึ่งเดียวและได้รับความนิยมมากขึ้น”

“ในฐานะนักการศึกษา เรามีความรับผิดชอบอย่างแท้จริงต่อเยาวชนในครอบครัวที่เราดูแล นักการศึกษาเป็นผู้สร้างสถาบันที่ช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับวิธีที่ชาวอเมริกันมองเห็นโครงการประชาธิปไตยของอเมริกา” เดวิส เกตส์กล่าว “เราต้องการเชื่อมโยงผู้คนไม่เพียงแต่กับวิกฤตค่าครองชีพที่สูงเกินไป แต่ยังรวมถึงวิกฤตของสถาบันของเราที่ถูกลดบทบาทลงในขณะนี้และผลกระทบต่อเยาวชนของเราด้วย”

ในลอสแอนเจลิส กลุ่มพันธมิตรวันแรงงานแอลเอ ซึ่งประกอบด้วยองค์กรท้องถิ่นมากกว่า 50 แห่ง กำลังจัดการปิดเมืองเพื่อประท้วงเรียกร้องหลายประการ รวมถึงสิทธิในการเข้าเมือง สิทธิในการออกเสียง การยกเลิก ICE การประท้วงต่อต้านสงคราม และการปกป้องสิทธิแรงงาน

เปโดร ทรูจิลโล ผู้อำนวยการฝ่ายจัดระเบียบของกลุ่มพันธมิตรเพื่อสิทธิผู้อพยพอย่างมีมนุษยธรรม (CHIRLA) หนึ่งในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมในวันแรงงาน กล่าวว่า วันแรงงานในอดีตเป็นวันที่กลุ่มสิทธิผู้อพยพและแรงงานมารวมตัวกันเพื่อเรียกร้องในประเด็นเหล่านี้พร้อมกัน รวมถึงวันที่ไม่มีการคว่ำบาตรผู้อพยพเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน

“เมื่อ 20 ปีก่อน เรามีการเดินขบวนครั้งใหญ่ในใจกลางเมืองลอสแอนเจลิสที่ทำให้เมืองหยุดชะงัก และเรากำลังนำพลังแห่งการปิดเมืองนั้นกลับมา” ทรูจิลโลกล่าว “เรามีองค์กรที่ให้การสนับสนุน 101 องค์กร ซึ่งรวมถึงสหภาพแรงงาน กลุ่มไม่แสวงหาผลกำไร กลุ่มรากหญ้า และกลุ่มศาสนาด้วย ที่ได้ให้การสนับสนุนการชุมนุมของเราอย่างเป็นทางการ”

เขากล่าวว่ากิจกรรมในวันแรงงานได้เติบโตขึ้นจากประมาณ 85 องค์กรที่ให้การสนับสนุนเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากมีการประท้วงและการสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นในสหรัฐอเมริกาภายใต้รัฐบาลทรัมป์ ตั้งแต่การประท้วงต่อต้านคิงส์ครั้งใหญ่ไปจนถึงการประท้วงต่อต้านปฏิบัติการของ ICE

เขากล่าวเสริมว่า "นั่นแสดงให้เห็นว่าผู้คนพร้อมที่จะลงมือทำกิจกรรมแล้ว" “พวกเขาพร้อมแล้วที่จะเชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่นๆ และเรายังได้เห็นผู้คนจากภาคส่วนอื่นๆ เข้ามาร่วมวงด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่คล้ายคลึงกับสิ่งที่เราเคยเห็นในการเดินขบวนประท้วงต่างๆ—ยกตัวอย่างเช่น การเดินขบวนต่อต้านระบอบกษัตริย์ (No Kings marches)—ที่คุณจะได้เห็นผู้คนที่ดูไม่น่าจะเป็นนักเคลื่อนไหวออกมาเดินขบวนประท้วงด้วย ไม่เว้นแม้แต่ผู้สูงอายุ ทั้งนี้ก็เพราะพวกเขาเอือมระอากับเรื่องราวที่ได้ยินผ่านข่าวสาร และสิ่งที่ได้เห็นเกิดขึ้นจริงบนท้องถนนของพวกเขาเอง”

ที่มา The Guardian
US activists plan May Day economic blackout: ‘No school, no work, no shopping’

https://www.theguardian.com/us-news/2026/apr/28/may-day-economic-blackout
28 Apr 2026



ทรัมป์ยังไม่รู้จักเธอดี เปิดฉากโจมตีเทย์เลอร์ สวิฟต์ โดยกล่าวหาว่า(การกระทำของเธอ) “เป็นการดูหมิ่นพระเยซู” “หัวก้าวหน้าเกินไป” หารู้ไม่ว่า "ดอน" เล่นกับคนผิด เธอตอกกลับ “คุณอยากรู้ไหมว่าอะไรที่ดูหมิ่นพระเยซู?”



ทรัมป์โจมตีเทย์เลอร์ สวิฟต์ และได้รับการตอบโต้ที่ดุเดือดจนเขาไม่มีวันลืม

ชมเพิ่มเติม: https://beatstationnews.com/breaking-news-trmp-attacks...

โดนัลด์ ทรัมป์คิดว่าเขาจะได้รับผลประโยชน์ทางการเมืองได้ง่ายๆ โดยการเรียกเทย์เลอร์ สวิฟต์ว่า “เป็นการดูหมิ่นพระเยซู” กล่าวหาว่าเธอ “หัวก้าวหน้าเกินไป” และอ้างว่าเธอส่งเสริมแนวคิดที่ท้าทายค่านิยมดั้งเดิม น่าเสียดายสำหรับ “ดอนผู้มีภาวะสมองเสื่อม” ครั้งนี้เขาเลือกคนผิด เทย์เลอร์ สวิฟต์ยืนอยู่ ณ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เธอไม่ได้แค่ตอบโต้ แต่เธอยังได้กล่าวถึงประเด็นทางศีลธรรมที่ทำให้ทุกคนในห้องตกตะลึง

“ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเพิ่งบอกว่าฉันดูหมิ่นพระเยซู” เทย์เลอร์ สวิฟต์เริ่มต้นด้วยน้ำเสียงที่สงบ เยือกเย็น และควบคุมได้อย่างน่าทึ่ง “คุณอยากรู้ไหมว่าอะไรที่ดูหมิ่นพระเยซูจริงๆ? การตัดสิทธิ์การรักษาพยาบาลจากคนป่วยในขณะที่ลดภาษีให้กับมหาเศรษฐี”

และนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น

“คุณอยากรู้ไหมว่าอะไรอีกที่ดูหมิ่นพระเยซู?” เธอกล่าวต่อ “การเนรเทศชาวต่างชาติและการแยกเด็กออกจากแม่”

จากนั้นเธอก็พูดต่อไปอีกถึงเรื่องสงคราม การทุจริต และความหน้าซื่อใจคดทางการเมือง

“คุณอยากรู้ไหมว่าอะไรที่ดูหมิ่นพระเยซู? การทิ้งระเบิดใส่เด็กนักเรียนผู้บริสุทธิ์และส่งชายหญิงผู้กล้าหาญไปตายในสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด… การปกปิดความลับที่มืดมิดที่สุดแล้วปฏิเสธที่จะลงโทษใคร”

นี่ไม่ใช่คำแถลงต่อสาธารณะทั่วไป แต่มันคือการประณามทางศีลธรรมอย่างเต็มรูปแบบ เทย์เลอร์ สวิฟต์—ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในด้านสติปัญญา ความตระหนักรู้ และเสียงสาธารณะที่พัฒนาขึ้น—ได้เปลี่ยนช่วงเวลานั้นให้เป็นการไตร่ตรองอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลังเกี่ยวกับความรับผิดชอบและหน้าที่ของมนุษย์

“ฉันไม่ใช่คริสเตียนที่สมบูรณ์แบบ” เธอกล่าวอย่างแผ่วเบา “มีคริสเตียนที่สมบูรณ์แบบเพียงคนเดียว และเขาถูกตรึงกางเขนเมื่อสองพันปีก่อน”

แล้วก็มาถึงประโยคที่กระทบใจที่สุด:

“พระเยซูทรงสอนให้เรารักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง… เรานึกภาพสงครามในสวรรค์ได้ไหม? เรานึกภาพความลำเอียงในสวรรค์ได้ไหม? เรานึกภาพความยากจนในสวรรค์ได้ไหม? แล้วทำไมเราถึงยอมทนกับสิ่งเหล่านี้บนโลก?”

ห้องนั้นเงียบสนิท

นั่นคือวิธีตอบโต้ ไม่ใช่ด้วยการดูถูก ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่ด้วยความชัดเจนและความเชื่อมั่น

ทรัมป์พยายามทำให้เธอเสียชื่อเสียง แต่เทย์เลอร์ สวิฟต์กลับส่งข้อความที่ดังก้องไปไกลเกินกว่าห้องนั้น — เป็นเครื่องเตือนใจว่าคำถามทางศีลธรรมไม่สามารถถูกปิดปากด้วยการโจมตีทางการเมืองได้

https://www.facebook.com/photo?fbid=122123407173179799&set=a.122100478407179799




จากหมู่บ้านสู่ "พื้นผิวดวงจันทร์" คฟาร์ คิลา ครั้งหนึ่งเคยเป็นหมู่บ้านชายแดนเลบานอนที่เจริญรุ่งเรือง มีรากฐานย้อนหลังไปหลายศตวรรษ แต่ปัจจุบันถูกทำลายจนเหลือแต่ซากปรักหักพังจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล ชาวบ้านต่างโศกเศร้ากับการสูญเสียหมู่บ้านเลบานอนเก่าแก่หลายศตวรรษแห่งนี้






https://x.com/Reuters/status/2049763182902686159

จากรายงานล่าสุดของรอยเตอร์เน้นให้เห็นถึงการทำลายล้างของหมู่บ้านคฟาร์ คิลา หมู่บ้านเก่าแก่หลายศตวรรษที่ตั้งอยู่บนพรมแดนเลบานอน ซึ่งถูกทำลายเกือบทั้งหมดจนเหลือแต่ซากปรักหักพังหลังจากการปฏิบัติการทางทหารและการทิ้งระเบิดอย่างหนักหน่วงเป็นเวลาหลายเดือน

รายงานดังกล่าวถ่ายทอดเรื่องราวของผู้อยู่อาศัยที่พลัดถิ่น แสดงให้เห็นถึงความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของชุมชนที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและบรรพบุรุษมาหลายชั่วอายุคน

ขนาดของการทำลายล้าง

การทำลายล้างเกือบทั้งหมด: ณ ปลายเดือนเมษายน 2026 เจ้าหน้าที่ทหารอิสราเอลยืนยันกับรอยเตอร์ว่าบ้านเรือนกว่า 90% ในคฟาร์ คิลาถูกทำลายไปแล้ว

จากหมู่บ้านสู่ "พื้นผิวดวงจันทร์": การทำลายล้างเกิดขึ้นจากการโจมตีทางอากาศ ปืนใหญ่ และ "การทำลายล้างแบบควบคุม" โดยใช้รถป bulldozers และวัตถุระเบิด สิ่งที่เคยเป็นชุมชนที่มีชีวิตชีวา ปัจจุบันถูกอธิบายว่าเป็น "พื้นผิวดวงจันทร์ที่ไร้ชีวิต"

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์: รากฐานของคฟาร์ กิลา ย้อนกลับไปอย่างน้อยถึงศตวรรษที่ 10 โดยมีการกล่าวถึงในบันทึกการเดินทางของนักภูมิศาสตร์ชาวอาหรับ อัล-มาคดิซี หมู่บ้านแห่งนี้รอดพ้นจากยุคออตโตมันและยุคอาณานิคมมาได้ แต่กลับถูกทำลายลงในความขัดแย้งปัจจุบัน

ความสูญเสียทางมนุษย์: เสียงของผู้พลัดถิ่น

รอยเตอร์ได้พูดคุยกับอดีตผู้อยู่อาศัยที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในที่พักชั่วคราวในเบรุต:

ฮัสซัน ยาห์ยา (58): ปัจจุบันอาศัยอยู่ในเต็นท์ผ้าใบในลานจอดรถ เขาติดป้ายกระดาษแข็งไว้กับเสาไฟจราจร เขียนว่า "คฟาร์ กิลา ยินดีต้อนรับ" เป็นเครื่องเตือนใจที่น่าเศร้าถึงป้ายที่เคยตั้งอยู่ที่ทางเข้าหมู่บ้าน เขาอธิบายว่าหมู่บ้านมีความสำคัญต่อชีวิต: "มันเหมือนปลา ถ้าพวกมันออกจากน้ำ พวกมันก็ตาย"

การสูญเสียอัตลักษณ์: สำหรับหลายคน การทำลายล้างของดายา (หมู่บ้านบรรพบุรุษ) หมายถึงการสูญเสียศูนย์กลางทางจิตใจที่ครอบครัวมารวมตัวกันเพื่อจัดงานแต่งงานและเก็บเกี่ยวผลมะกอก ชาวบ้านแสดงความกังวลว่าการเคลียร์พื้นที่เหล่านี้เพื่อสร้าง "เขตกันชน" จะนำไปสู่การพลัดถิ่นอย่างถาวร

บริบทเชิงยุทธศาสตร์

เหตุผลทางทหาร: กองทัพอิสราเอลกำหนดให้คฟาร์ คิลาเป็น "หมู่บ้านสำคัญ" ของฮิซบอลลาห์ โดยอ้างว่ามี "โครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้าย" อย่างกว้างขวาง รวมถึงคลังอาวุธในบ้านและโรงเรียน

นโยบายเขตกันชน: การทำลายล้างนี้เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางทหารที่กว้างขวางตามแนวชายแดนทางใต้ของเลบานอน นักวิเคราะห์และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นสังเกตเห็นรูปแบบของการ "ทำลายล้างอย่างเป็นระบบ" ของสิ่งปลูกสร้างของพลเรือน เพื่อให้แน่ใจว่าพื้นที่นั้นจะไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป ป้องกันการกลับมาของผู้อยู่อาศัย และสร้างความเป็นจริงทางประชากรศาสตร์ใหม่ในพื้นที่นั้น

แม้จะมีการหยุดยิงชั่วคราวในเดือนพฤศจิกายน 2024 ซึ่งทำให้ผู้อยู่อาศัยบางส่วนพยายามกลับมาและสร้างบ้านสำเร็จรูป แต่การปะทะกันอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2026 นำไปสู่การทำลายหมู่บ้านอย่างราบเรียบในที่สุด




ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ขอให้นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล หยุดทำลายอาคารในเลบานอน เพราะ “ทำให้ภาพลักษณ์ของอิสราเอลดูแย่” นายกรัฐมนตรีอิสราเอลก็ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงภาพกองกำลังกำลังระเบิดทำลายโครงสร้างพื้นฐานทั่วเลบานอนตอนใต้ ตีความอย่างไรดี ?







https://x.com/AJEnglish/status/2049863041701818420

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ขอให้เบนจามิน เนทันยาฮู หยุดทำลายอาคารในเลบานอน เนื่องจาก “ทำให้ภาพลักษณ์ของอิสราเอลเสียหาย” นายกรัฐมนตรีอิสราเอลก็ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงภาพกองกำลังกำลังระเบิดทำลายโครงสร้างพื้นฐานทั่วเลบานอนตอนใต้ วิดีโอ: คลิปวิดีโอการทำลายล้างเลบานอนของนายกรัฐมนตรีอิสราเอลเป็นการแสดงความไม่พอใจต่อทรัมป์หรือไม่?

การเผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงภาพการทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานในเลบานอนตอนใต้โดยสำนักงานของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ได้รับการตีความอย่างกว้างขวางโดยนักวิเคราะห์และสื่อต่างๆ ว่าเป็นการแสดงความไม่พอใจทางการทูตอย่างมีนัยสำคัญต่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ

จังหวะเวลาและบริบทของวิดีโอเป็นเหตุผลหลักสำหรับการตีความนี้:

ขัดแย้งกับคำแนะนำของประธานาธิบดี: วิดีโอตัดต่อนี้เผยแพร่เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากมีรายงานว่าประธานาธิบดีทรัมป์เรียกร้องให้เนทันยาฮูหยุดการทำลายอาคารขนาดใหญ่ในเลบานอน ความกังวลของทรัมป์คือภาพเหล่านั้น "ทำให้ภาพลักษณ์ของอิสราเอลดูแย่" ในเวทีโลก ส่งผลกระทบต่อการสนับสนุนจากนานาชาติและภาพลักษณ์ของความขัดแย้ง

การท้าทายต่อสาธารณะ: การปล่อยวิดีโอคุณภาพสูงเพื่อเฉลิมฉลองการกระทำที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ วิพากษ์วิจารณ์นั้น เนทันยาฮูดูเหมือนจะยืนยันความเป็นอิสระในการปฏิบัติการของอิสราเอลต่อสาธารณะ นักวิจารณ์โต้แย้งว่านี่เป็นสัญญาณโดยเจตนาว่าเป้าหมายทางทหารของอิสราเอลในเลบานอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำลายโครงสร้างพื้นฐานของฮิซบอลลาห์ มีความสำคัญเหนือกว่าความกังวลด้านประชาสัมพันธ์ของพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุด

รูปแบบของความตึงเครียด: เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานหลายฉบับที่ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างผู้นำทั้งสอง แม้ว่าในอดีตทรัมป์จะเป็นผู้สนับสนุนเนทันยาฮูอย่างเหนียวแน่น แต่คำพูดล่าสุดของเขากลับเปลี่ยนไปเป็นการเรียกร้องให้ยุติความขัดแย้งในภูมิภาคให้เร็วขึ้น เพื่อสร้างสมดุลระหว่างนโยบาย "อเมริกามาก่อน" กับเสถียรภาพในตะวันออกกลาง

พลวัตของการหยุดยิง: วิดีโอดังกล่าวปรากฏขึ้นในช่วงที่การเจรจาหยุดยิงอยู่ในภาวะเปราะบาง และสหรัฐฯ กดดันอิสราเอลมากขึ้นให้ "ลด" การโจมตีทางอากาศ นักวิเคราะห์ชี้ว่า วิดีโอตัดต่อนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับฐานเสียงฝ่ายขวาในประเทศของเนทันยาฮูว่า รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะบรรลุ "ชัยชนะอย่างเด็ดขาด" แม้จะอยู่ภายใต้แรงกดดันทางการทูตจากสหรัฐฯ ก็ตาม

แม้ว่ารัฐบาลอิสราเอลจะอธิบายวิดีโอเหล่านี้โดยทั่วไปว่าเป็น "ความโปร่งใสเกี่ยวกับการทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้าย" แต่ความใกล้ชิดกับคำขอเฉพาะของทรัมป์ทำให้หลายคนมองว่าเป็นการกระทำที่ท้าทายอย่างจงใจใน "การผลักดันและดึงกัน" ที่ดำเนินอยู่ระหว่างวอชิงตันและเยรูซาเลม