วันเสาร์, สิงหาคม 18, 2561

เทือกเอาชีวิตเดิมพัน คดีโรงพัก ๓๙๖ แห่งไม่ได้สร้าง โบว์ ณัฏฐา บอกอ๊าย “#เพ้อเจ้อ ม.๑๕๗ โทษสูงสุดจำคุกแค่ ๑๐ ปี"

คนนี้เล่นได้หลายบท เหี้ยมก็เป็น (แบบ เหี้ยมสั่งฆ่ามห่ามสั่งยิง) ร่ำไห้ก็ได้ เรี่ยไรก็เก่ง พรางกายใต้ผ้ากาสาวพัตรยังเคย ตอหลดตอแหลเป็นปกติวิสัย ตระบัดสัตย์เพื่อมวลมหาประชาชนสบายมาก เจ้าเล่ห์เพทุบายใครจะเทียบ

เขาคือ สุเทือก เทพสุบรรณ วานซืน (๑๖ ส.ค.) เล่นบท ดราม่าสุดกู่ จะเอาชีวิตเข้าแลกกับข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในกรณีโครงการสร้างโรงพัก ๓๙๖ แห่ง กับแฟลตตำรวจ ๑๖๓ อาคาร เมื่อปี ๒๕๕๒ เกิดการเล่นแร่แปรธาตุสัญญาจ้างเอามาเหมารวมแล้วไม่ได้สร้าง เสียหายงบประมาณไปเกือบ ๙ พันล้านบาท

ผมตัดสินใจลุกขึ้นมาพูดเรื่องนี้ไม่ใช่ปกป้องเกียรติยศส่วนตัว แต่มีความรับผิดชอบต่อพี่น้องชาวไทย” ไม่เห็นเกี่ยวอะไรที่ชาวบ้านจะต้องมารับทราบข้อแก้ตัวของนายสุเทพ ในเมื่อ ปปช. มีมติแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าเชื่อมันในหลักฐานของตนเองก็เอาไปใช้สู้คดีในศาล แค่นั้นสิ้นเรื่อง

“เนื่องจากเรื่องนี้เดิมพันสูง ถ้าผิดเอาชีวิตตนไปเลย แต่ถ้าป.ป.ช. ไม่สามารถดำเนินคดีได้ลงโทษตนได้ คณะกรรมการป.ป.ช.ต้องพิจารณาตัวเอง” ชั้นเชิงเสแสร้ง บลั๊ฟของเขาขั้นเซียน ไม่ได้มีเดิมพันสูงส่งอันใด

ที่อ้าง “ข้อกล่าวหาร้ายแรงมาก” ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ ที่ว่า “มีโทษถึงประหารชีวิต” นั่นอ้างผิดถนัด มั่วซั่ว น่าจะถามครูโบว์ ณัฏฐา มหัทธนา เสียก่อน
 
เธอว่า “#เพ้อเจ้อ ม.๑๕๗ โทษสูงสุดจำคุกแค่ ๑๐ ปี ใครจะมาเอาชีวิตคุณไปได้ เล่นนอกเกมจนเคยตัว” (Bow Nuttaa Mahattana @NuttaaBow)

แท้จริงการ เสียหน้า เสียเครดิต และ เสียหมานั่นละปัญหาใหญ่ทำให้สุเทือกต้องออกมาโวยวาย ความจริงเรื่องนี้ถูกดองมา ๘-๙ ปี ปปช.เพิ่งจะชี้ผิดเมื่อ ๑๕ ส.ค. ก็เพราะว่าคดีความอันผูกพัน

จากการที่สุเทือกเองดันยื่นฟ้องร้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ (อดีต) อธิบดี ดีเอสไอ กับหนังสือพิมพ์อีกสองฉบับไว้ ว่าหมิ่นประมาท ใส่ความเรื่องทุจริตสร้างโรงพักเกือบสี่ร้อยแห่ง “มีเสาโด่เด่และไม้เลื้อยพัน”
ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง “ด้วยเห็นว่าที่นายธาริตแถลงข่าวสรุปผลสอบสวน ๓๙๖ โรงพัก เป็นการแถลงตามอำนาจหน้าที่และเป็นคดีที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ส่วนหนังสือพิมพ์ข่าวสด-มติชน นำเสนอการแถลงตามข้อเท็จจริง โดยสุจริต จึงไม่เป็นการหมิ่นประมาท”

ทั้งนี้ในการนำสืบได้ความว่า “ครม.ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรับความเห็นของสำนักงบประมาณไปดำเนินการ เเต่ไม่ปรากฏว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการตามมติ ครม. เเละระเบียบสำนักนายกฯ”

โดยที่ “นายสุเทพยังเบิกความรับว่า ได้เห็นชอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติรวมทำสัญญาเดียวกัน เเละให้ยกเลิกการประมูลราคาเเยกรายภาค”

มันเป็นความผิดกระทำสำเร็จแล้ว ไม่ต้องเอามาโวยในสื่อก่อกระแสกวนน้ำให้ขุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายสุเทพไม่ใช่นักการเมืองที่บริสุทธิ์ผุดผ่องนักหนา ดูจากที่ @brian_the_lover ขุดเอามาแฉ เช่น

บางคนอาจเกิดไม่ทันนายสุเทพ คนนี้นี่แหละที่เคยเอาที่ดิน สปก.๔-๐๑ ไปแจกจ่ายให้กับพวกพ้องตัวเอง ทั้งเศรษฐีและคนในพรรค สุดท้ายโดนนายเนวินแฉในรัฐสภา จนรัฐบาลของนายชวนต้องประกาศลาออกในวันรุ่งขึ้น” (7:22 PM - 15 Aug 2018)

มีอีก “วีรกรรมของนายสุเทพเรื่องถัดมาคือ กักตุนปาล์มน้ำมันทำให้น้ำมันพืชขาดตลาด ต้องเข้าคิวซื้อได้คนละขวดสองขวด จากขวดละ ๒๗ บาท ปาเข้าไปเกือขวดละ ๕๘ บาท ประชาชนเดือดร้อน แต่นายสุเทพกับ พวกรวยเละ”

มิหนำซ้ำตามรายงานของหนังสือพิมพ์มติชน โครงการก่อสร้างอาคารโรงพัก ๓๙๖ แห่ง กับแฟลตตำรวจอีก ๑๖๓ แห่งที่สมัยสุเทือกเป็นรองนายกฯ กำกับดูแลตำรวจนั้น สร้างได้แค่เสาให้วัชพืชอาศัย มาถึงสมัยอำนาจรัฐประหาร ได้ คสช.อุ้มสม

สำนักงานตำรวจแห่งชาติของบประมาณเพิ่มเติมแล้วเพื่อก่อสร้างต่อในส่วนของโรงพักทดแทน ๓๙๖ แห่ง ใช้งบประมาณเพิ่มจาก ๕,๘๔๘ ล้านบาท เพิ่มอีกประมาณ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ขณะที่ในส่วนของแฟลตพักอาศัยเพิ่มงบอีกประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ ล้านบาท จากเดิมที่ตั้งงบฯ ๓,๐๑๐ บาท

แต่การก่อสร้างยังสร้างก็ยังไม่แล้วเสร็จ...ที่เสร็จไปแล้วก็เพิ่งทยอยส่งมอบงาน” ในส่วนของโรงพักนั้นยังเหลืออีก ๕ แห่ง ผู้รับเหมาทิ้งงานบ้าง ยังหาผู้รับเหมาไม่ได้บ้าง ส่วนแฟลตตำรวจสร้างเสร็จไป ๘๘ แห่ง เหลืออีก ๗๕

ทั้งนี้โชคดี ได้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เข้ามากำกับดูแล จึงมีการย้ายงบประมาณสร้างที่ทำการตำรวจภูธรภาค ๑ และสโมสรตำรวจ จำนวน ๙ พันล้านบาทเอามาใช้กับโครงการโรงพักไม่ได้สร้างของสุเทือก


เชื่อขนมกินได้ว่างานนี้น่าจะเสร็จทันการก่อนมีเลือกตั้งรัฐบาลใหม่แน่ๆ เพราะบิ๊กป้อมนี่ดูเหมือนจะเป็นคนตรงเวลามากกว่าใครๆ ดูได้จากการที่เป็นนักสะสมนาฬิกา เพื่อนให้ยืม ตั้งยี่สิบกว่าเรือน

ปรากฏการณ์เผด็จการโดยธรรม - เกษียร เตชะพีระ







ฟาสซิสต์ทางศีลธรรม

%%%

พวกเขามาในนามของความดี
แล้วใช้รัฐทุกทีเพื่อขับไส
บังคับคนทำดีให้ดังใจ
ประกาศกฎกดไว้ทั่วแผ่นดิน
การทำดีไม่มีที่ต้องเลือก
ถ้าใครเสือกไม่ทำจำขังสิ้น
ศีลธรรมเปลี่ยนเป็นตรวนชวนชาชิน
ทาสความดีเต็มถิ่นสิ้นคนไท


ปรากฏการณ์ลัทธิฟาสซิสต์ทางศีลธรรม
(Moral Fascism Phenomenon)
































ที่มา FB

Kasian Tejapira

...

ลิงค์ภาษาอังกฏษที่เกี่ยวข้อง...


กองทัพในบท "สื่อ" ตั้งเพจทหารปรับตัวรุกโซเชียล






เป็นปรากฏการณ์ปกติไปแล้ว สำหรับการส่งข่าว และภาพข่าว ของหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ ในลักษณะของไลน์กลุ่ม ให้ผู้สื่อข่าว จากนั้นก็ผู้สื่อข่าวก็ส่งให้สำนักข่าวที่ตนเองสังกัดเพื่อนำไปเผยแพร่ ในลักษณะ “ก็อป-วาง”(Copy –paste ) ด้วยความรวดเร็ว ทันกับสถานการณ์ข่าวออนไลน์ที่แข่งขันกันสูง

แม้กระทั่งกองทัพ ซึ่งในอดีตอ่อนไหวต่อคำว่า “กระทบความมั่นคง” ยังต้องใช้วิธีการดังกล่าวในการส่งต่อข้อมูลในการประชาสัมพันธ์ ตอบโต้ข้อมูลที่ถูกกล่าวหา ผ่าน “ไลน์กลุ่ม” เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 4 ปีหลัง ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ามาควบคุมการบริหารประเทศ โดยกองทัพยังมีบทบาทหลักในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย กลไกในการชี้แจงประเด็นที่ถูกฝ่ายต้าน คสช. แฉ เปิดโปง กล่าวหา จึงต้องให้ทีมงาน โฆษกคสช. ในการชี้แจงอย่างทันท่วงที พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์เชิงรุก สร้างภาพลักษณ์บวกให้ กับคสช. กองทัพ และ “ทหาร” ในฐานะกำลังพลของหน่วย ที่ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง ผ่านช่องทางหลักคือ “ไลน์กลุ่ม”

ที่น่าสนใจคือการเปิดตัวของ “เพจทหาร” จำนวนไม่น้อย ที่จัดทำโดยหน่วยงานของกองทัพ กลายเป็นช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเกิดเหตุการณ์ 13 นักฟุตบอลทีมหมูป่าอะคาเดมี่ติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำ-นางนอน เพจที่ชี่อว่า Thai NavySEAL ของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ (นสร.) หรือหน่วยซีล กลายเป็นเพจทหาร ยอดฮิต จากมียอดติดตามแค่ 1.6 หมื่น พุ่งสูงขึ้นเป็น1.2 ล้าน และปัจจุบันมียอดติดตาม 1.7 ล้านวิว ทั้งที่เป็นเพจของหน่วยทหาร แต่นำเสนอความเคลื่อนไหว “วงใน” ที่เป็นข้อเท็จจริง จึงมีการนำไปแชร์และส่งต่อ ส่งผลให้คนเริ่มติดตามเพจของหน่วยทหารมากขึ้น




อยู่ๆ ทำไม “เสก โลโซ” จึงได้ สติแตก หลุดโลก ในช่วงนี้!



อยู่ๆ ทำไม “เสก โลโซ” จึงได้ สติแตก หลุดโลก ในช่วงนี้!

ไม่ทำก็ตาย สถานเดียว!

หมายเหตุ: รูปตอนยังไม่หลุด แต่ถูกบุกจับ!

สหภาพนักเรียนฯ บุก ศธ.ต้านกฎกระทรวง ซัด! จำกัดเสรีภาพ-รุกล้ำความเป็นส่วนตัว





สหภาพนักเรียนฯ บุก ศธ.ต้านกฎกระทรวง ซัด! จำกัดเสรีภาพ-รุกล้ำความเป็นส่วนตัว


ที่มา Newsringside
สิงหาคม 17, 2018


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09:30 น. คณะสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษา แห่งประเทศไทย นำโดย พริษฐ์ ชิวารักษ์ (เพนกวิน) เดินทางมายังกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเรียกร้องให้หยุดออกการร่างกฎกระทรวง ที่กำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาฉบับแก้ไข ซึ่งทางกลุ่มระบุว่า กฎดังกล่าวได้ควบคุมสิทธิเสรีภาพของนักเรียน นักศึกษา โดยมี นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นตัวแทนออกมารับหนังสือร้องเรียน

ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องของสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ส่งถึงนายกรัฐมนตรี (ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) ระบุว่า

ดังที่ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2561 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาฉบับแก้ไข ตามเสนอของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีสาระสำคัญต่างจากกฎกระทรวงดังกล่าวฉบับก่อนหน้า 3 ประการ ดังนี้
1. ห้ามการรวมกลุ่ม มั่วสุม อันน่าจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยหรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
2. ห้ามกระทำเกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมทางชู้สาวอันไม่เหมาะสม เดิมที่ห้ามเฉพาะการแสดงพฤติกรรมทางชู้สาวซึ่งไม่เหมาะสมในที่สาธารณะเท่านั้น และกำหนดเพิ่มเติมห้ามกระทำการลามกอนาจาร
3. ห้ามกระทำเกี่ยวกับการออกนอกสถานที่พักเพื่อเที่ยวเตร่หรือรวมกลุ่มอันเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น เดิมห้ามเฉพาะเวลากลางคืน
สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) ในฐานะองค์กรกิจกรรมของนักเรียนและนิสิตนักศึกษา เล็งเห็นว่าร่างกฎกระทรวงดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและการศึกษาเรียนรู้ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เนื่องจากมีข้อบัญญัติซึ่งรุกล้ำความเป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง อีกทั้งมีเนื้อความความหมายกำกวม สุ่มเสี่ยงต่อการเป็นเครื่องมือสำหรับปิดกั้นสิทธิทางการเมืองและเสรีภาพทางการแสดงออกของนักเรียน นิสิต นักศึกษา

สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย จึงเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการยกเลิกร่างกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว และให้ความสำคัญกับสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นเจ้าของชีวิตของตน ในตัวนักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั้งนี้โปรดตระหนักว่า นักเรียนและนิสิตนักศึกษาคือผู้ที่จำต้องแบกรับผลจากการดำเนินกิจการทั้งปวงของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ












...





ย้อนอดีต...วันวาน : เคยนั่งป่าว รถรางอ่ะ





รถราง...ที่เคยมีในสยามประเทศ

บางกอกเมืองหลวงของสยาม มีระบบรถรางซึ่งได้เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1893 ซึ่งถือว่าเป็นรถรางไฟฟ้าแห่งแรกในเอเซีย จากดั้งเดิมที่เคยใช้ม้าและลาลากตู้รถ ก็ถูกแทนที่โดยรถตู้ทำด้วยไม้

ระบบพลังงานไฟฟ้าขนาดกำลังยี่สิบแรงม้า ระบบไฟฟ้าที่ใช้สำหรบรถรางนี้เป็นระบบที่ดำเนินการโดยบริษัท Short Electric Railway Company เมือง Cleveland ประเทศสหรัฐอเมริกาบางกอกซึ่งในขณะนั้นมีพลเมืองประมาณเก้าแสนคน มีรถรางถึง 7 สายด้วยกัน โดยวิ่งไปยังจุดต่างดังนี้

1.บางคอแหลม
2.สามเสน
3.ดุสิต
4.บางซื่อ
5.หัวลำโพง
6.สีลม
7.ปทุมวัน

รถรางทุกสายเป็นแบบรางเดี่ยว โดยมีทางหลีกในระยะช่วง 1/4 ไมล์ รางมีขนาดกว้าง 1 เมตร และรางรถส่วนมากฝังอยู่ในพื้นถนนลาดยาง มีบางช่วงเท่านั้นที่ฝังอยู่บนถนนคอนกรีต และได้มีการให้สิทธิให้รถรางที่วิ่งทางขวาไปก่อน

ในขณะนั้นมีตู้รถรางทั้งหมดรวม 54 โบกี้ รถตู้ที่เป็นมอเตอร์แบบคู่ มี 28 ตู้ และ รถหัวขบวนซึ่งเป็นตัวลาก 62 คัน แต่ละคันมี 40 แรงม้า สามารถจุคนได้ 60 คน โดยแบ่งเป็นที่นั่ง 36 คน ที่ยืน 24 คน

นอกจากนั้นยังมีตัวถังโบกี้รถรางที่มีที่นั่งโดยสาร 2 แบบ คือ แบบเปิดโล่ง และแบบที่มีกระจกปิด ทุกโบกี้จะมีทางขึ้น 2 ทาง ตัวถังรถรางส่วนมากผลิตในไทย จะมีก็เพียง 5 โบกี้ที่ส่งมาจากอังกฤษ

สีของรถรางส่วนใหญ่ มี 4 แบบซึ่งประกอบด้วย 2 สีคู่กัน คือ เหลืองกับน้ำตาล เหลืองกับเขียว เหลืองกับแดง และดำกับเขียวอ่อนวันที่ 30 กันยายน ปี ค.ศ.1968

รถราง 2 สายสุดท้ายของบางกอกถูกยกเลิกไป และถูกแทนที่ด้วยรถเมล์............................ ......”นั่นคือเสี้ยวหนึ่งในประวัติศาสตร์ของรถรางไฟฟ้าซึ่ง ทำให้บางกอกกลายเป็นเมืองที่มีความเจริญไม่แพ้ประเทศในยุโรปบางประเทศในยุคนั้นทีเดียว เพราะถือเป็นประเทศแรกในเอเซียที่มีรถรางไฟฟ้าใช้

อย่างไรก็ดีความเป็นมาของรถรางในบางกอกมีมาก่อนหน้าน ั้นแล้ว ซึ่งหนังสือเล่มเดียวกันได้กล่าวไว้ว่า“............................กำเนิดของรถรางที่ใช้ม ้าลากในสยาม ได้เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อปี ค.ศ. 1889 และต่อมาได้พัฒนาไปสู่ระบบไฟฟ้าซึ่งเริ่มเมื่อปี 1892 ซึ่งในประเด็นนี้ ข้อมูลบางแห่งได้บอกว่ารถรางไฟฟ้าสายแรกของบางกอกนั้ น (บางคอแหลม) เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1893

ระยะทางของรถรางทั้งหมด 7 สาย มีความยาวทั้งสิ้น 48.7 กิโลเมตร คือ บางคอแหลม 9.2 กม.สามเสน 11.3 กม.ดุสิต 11.5 กม.บางซื่อ 4 กม.หัวลำโพง 4.4 กม.สีลม 4.5 กม.และสุดท้าย ปทุมวัน 3.8 กม.

เนื่องจากระบบรถรางสมัยนั้นเป็นระบบรางเดียว ดังนั้นทุกๆ 500 เมตร จึงต้องมีรางสับหลีก เพื่อให้รถรางวิ่งสวนมาหลบหลีกกันได้โดยสะดวก

ในบางกอกมีท่ารถรางอยู่ 4 แห่งคือ ที่สะพานดำ สะพานเหลือง บางกระบือ และบางคอแหลม ทั้งนี้โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ถนนท่าช้าง

จำนวนตู้รถรางทั้งหมดในบางกอกขณะนั้นไม่เป็นที่แน่ชัด เนื่องจากตัวเลขอย่างเป็นทางการของแต่ละหน่วยงานนั้นแตกต่างกันออกไป แต่จากข้อมูลเท่าที่สืบค้นได้ ประมาณว่ามีทั้งหมด 206 ตู้ ในจำนวนนี้แยกได้เป็น ตู้รถรางขนาดสองเครื่องยนต์จำนวน 62 ตู้ พร้อมตู้ลากเข้าคู่กันอีก 62 ตู้ รถรางตู้เดี่ยวหนึ่งเครื่องยนต์จำนวน 54 ตู้ และรถตู้แฝดหนึ่งเครื่องยนต์ท้ายต่อกันจำนวน 28 ตู้

ในตู้รถรางทุกตู้จะมีอุปกรณ์ที่สำคัญคือ มอเตอร์ขนาด 40 แรงม้าหนึ่งตัว การที่สภาพพื้นที่เป็นที่ราบไม่มีความต่างระดับ ทำให้พลังงานในการขับเคลื่อนต่ำ จึงทำให้รถรางวิ่งช้ากว่าที่ควรจะเป็น

ได้มีการสร้างตัวตู้รถมาตรฐานแบบห้าตอน( five-bay body)โดยตู้รถรางจะมีหน้าต่างที่ เปิดโล่งด้านข้าง และกั้นด้วยไม้เป็นซี่ตามยาว ตู้รถรางในบางกอกโดยทั่วไป มีที่นั่งขนานตามทางยาวกับตัวตู้สำหรับ 26 ที่นั่ง มีที่ว่างตรงกลางให้ผู้โดยสารยืนได้ 34 คน ช่วงสองตอนข้างหน้าจะกันไว้เป็นที่นั่งผู้โดยสารชั้น หนึ่งปลายปี ค.ศ.1950 รถตู้แบบเครื่องยนต์เดี่ยวได้รับการประกอบตัวถังใหม่ โดยชิ้นส่วนที่ใช้ประกอบถูกนำเข้ามาจากบริษัทโอลด์เบ อรี่ เบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ

รถตู้เหล่านี้ได้มีการติดหน้าต่างกระจกทั้งคัน ส่วนมากจะใช้ตู้โดยสารแบบ บริลล์ 21อี แต่ก็มีบางส่วนที่ใช้แบบ Peckham cantilever สำหรับสีของตัวถังรถรุ่นใหม่นี้โดยทั่วไปจะมีสีเหลือ ง-แดง และมีแถบคาดสีขาวช่วงกลางปี ค.ศ.1950 นี้เอง

ภายหลังจากที่กิจการรถรางถูกโอนจากการไฟฟ้าบางกอก (Bangkok Electric Works) ไปอยู่ในความดูแลของการไฟฟ้านครหลวง (the Metropolitan Electric Authority/MEA) ผู้บริหารของการไฟฟ้านครหลวงได้แสดงความประสงค์ที่จะ ยกเลิกกิจการรถราง และให้มีรถเมล์วิ่งแทน อย่างไรก็ดี จนกระทั่งถึงช่วงปี ค.ศ.1961-1962 รถรางทั้งหมดถูกแทนที่โดยบริษัทรถเมล์เอกชน จะเหลือก็เพียง 2 สายรอบกรุงเก่าเท่านั้น ซึ่งได้ดำเนินกิจการต่อมาจนถึงปี ค.ศ.1968

หลังจากนั้นเหลือรถรางเฉพาะแบบตู้เดี่ยวเพียง 16 ตู้

ปริมาณรถรางที่ให้บริการในจำนวนน้อยเช่นนี้ ประกอบกับความช้าของการขับเคลื่อนไม่ทันใจผู้ใช้บริการ เนื่องจากในสมัยนั้นเมืองไทยมีรถมอเตอร์ไซด์ใช้แล้ว เมื่อการจราจรหนาแน่นขึ้น และรถรางต้องวิ่งตัดผ่านถนนต่างๆ ทำให้ยิ่งเกิดความล่าช้า การตัดสินใจจะยกเลิกระบบรถรางจึงมีขึ้นเมื่อวันที่ 23 กันยายน 1968 โดยกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการตามข้อเสนอของการไฟฟ้านครหลวง ที่ให้เหตุผลว่า รถรางทั้ง 2 สายที่เหลือนั้น ประสบการขาดทุนโดยเฉลี่ยเดือนละ 7000 บาท ทั้งที่มีความตั้งใจที่จะอนุรักษ์รถรางเอาไว้ 2 ตู้ แต่ก็ได้ขายรถทั้งหมดในราคาตู้ละ 8000 บาท........................

”จากข้อมูลในหนังสือโมเดิร์น แทรมเวย์ ได้ทำให้เราทราบด้วยว่า นอกจากรถรางในเมืองหลวงแล้ว ยังมีรถรางสายชานเมืองวิ่งไปยังปากน้ำด้วย ซึ่งได้ยกเลิกไปเมื่อปี ค.ศ.1954 นอกจากนั้น การไฟฟ้านครหลวงก็ได้เปิดบริการรถรางที่เมืองลพบุรีด้วย เมื่อวันที่ 31 มกราคม ปี ค.ศ.1955 มีระยะทาง 5.75 กม.ดยใช้ตู้รถรางเก่าจากบางกอก รถรางเมืองลพบุรีนี้ ดำเนินการอยู่เพียง 7 ปีก็ถูกยกเลิกในปี ค.ศ. 1962ได้มีความพยายามที่จะเปิดดำเนินกิจการรถรางไฟฟ้าในจั งหวัดอื่นด้วย เช่น เชียงใหม่ โคราช และสงขลา แต่ก็ไม่ปรากฎผลสำเร็จจากปี ค.ศ.1968 เป็นต้นมา ก็ไม่ปรากฎรถรางๆไฟฟ้าวิ่งในเมืองไทยอีกต่อไป






ที่มา ย้อนอดีต...วันวาน



น่าสมเพช การก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) ไทย-จีน ช่วงที่ 1 ระยะทางแค่ 3.5 กม. ปัจจุบันคืบหน้าเพียง 28%



นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) ไทย-จีน ช่วงที่ 1 (ช่วงกลางดง-ปางอโศก) ระยะทาง 3.5 กิโลเมตร ที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้กรมทางหลวงดำเนินการก่อสร้างให้ ซึ่งประกอบด้วยงานหลักๆ 7 งาน ได้แก่ งานโครงการชั้นทางรถไฟความเร็วสูง งาน Service Road และ Access Road งานย้ายรางรถไฟเดิม รวมระยะทาง 900 เมตร งานระบายน้ำ (Drainage) งาน Culvert งาน Bridge และงาน Miscellaneous นั้น ปัจจุบันโครงการมีความคืบหน้า 28% คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนต.ค. 2561 นี้

ขณะนี้เจ้าหน้าที่ของกรมทางหลวงได้เร่งทำงานวันละกว่า 15 ชั่วโมง (07.00-22.00 น.) ขณะนี้งานชั้นรองพื้นทาง (Bottom Layer of Subgrade Bed) แล้วเสร็จเกือบทั้งหมดแล้ว ทำให้ระยะเวลาประมาณ 2 เดือน ข้างหน้าจะทำให้งานก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ การดำเนินงานรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงที่ 1 (กลางดง-ปางอโศก) นั้น จะเป็นต้นแบบในการดำเนินงานในช่วงต่อไปของโครงการรถไฟความเร็วสูง เพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพฯ-หนองคาย

ซึ่งการดำเนินการมีการตรวจสอบและทดสอบ คุณสมบัติต่างๆ ของวัสดุ อุปกรณ์ ตลอดการดำเนินงานจากที่ปรึกษาของจีนอย่างละเอียด อย่างเช่น รางระบายน้ำซึ่งมีการใช้เหล็กและวัสดุในการดำเนินงานในมาตรฐานระดับสูง ซึ่งทางที่ปรึกษาจีนได้บอกว่าวัสดุที่ใช้มีความแข็งแรงอายุการใช้งานกว่า 100 ปี โดยวัสดุที่ใช้ในการดำเนินงานในโครงการดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นวัสดุที่ผลิตได้ในประเทศไทย มีเพียง 2% ที่นำเข้ามาจากประเทศจีน ได้แก่ วัสดุป้องกันความชื้น (Geosynthetics) สายดิน (Earthing and Bonding) ซึ่งเป็นวัสดุประกอบเพิ่มเติมที่ใช้ในรองพื้นทาง ในส่วนการดำเนินการต่างๆ เช่น การตรวจสอบวัสดุ การควบคุมงาน การสร้างในขั้นตอนต่างๆ กรมทางหลวงจะได้จัดทำเป็นคู่มือเพื่อเป็นองค์ความรู้ในการดำเนินงานในลักษณะงานที่คล้ายคลึงกันต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อโครงการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงแล้วเสร็จ จะช่วยเสริมสร้างโครงข่ายการคมนาคมของประเทศรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการคมนาคมขนส่งถึงประเทศจีน อีกทั้ง ยังสามารถเชื่อมโยงกับการขนส่งทางถนน ซึ่งกรมทางหลวงได้ก่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 6 บางปะอิน-นครราชสีมา ควบคู่ไปด้วย ก็จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจอีกด้วย

(https://www.khaosod.co.th/economics/news_1457685)

บรรจง เสริมแสนยาวณิช น่าสังเวชระยะทางเพียง3.5กมตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงปัจจุบันคืบหน้าเพียง28%อนาถใจ


ความนิยมของฝ่ายเผด็จการคงพุ่งปรี๊ดแน่ ๆ "เสก ออนไลน์" หนุน (LOL)






เชิญบ้าไปคนเดียวเถอะ
มิตรสหายท่านหนึ่ง

ooo



ฮ่วย.. แฟนคลับอ.ปวินชวด อดดู อ.แก้ผ้ากลับไทย - อีก15 ปี รถ หายติด!! “บิ๊กตู่”เพิ่ง เปิดแผนแก้รถติด ทนอีก 15 ปี มี รถไฟฟ้า ครบ 10 สาย





...

อีก15 ปี รถ หายติด!!

เป็นนายกฯมา4 ปี ...“บิ๊กตู่”เพิ่ง เปิดแผนแก้รถติด เอาใจ คนกทม. ขอ อดทน ปี 2575 มี รถไฟฟ้า ครบ 10 สาย เล็ง ห้ามรถยนต์เข้าพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจ หรือ ต้องเสียตังค์/ เผยมี รถจดทะเบียนใหม่ทุกวันๆ ละ 700 คัน รถจักรยานยนต์ 400 คัน/ เตรียมจัดทำที่ “จอดแล้วจร “

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.กล่าวในรายการฯ ว่า การแก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานคร จากการลงพื้นที่. ตรวจการเชื่อมโยงเรื่องล้อ ราง และเรือ เป็นเป้าหมายของเราในอนาคตที่ต้องอาศัยเวลาในการทำงานหลายปีที่ผ่านมานั้นเราไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผน ที่ควรจะเป็นวันนี้เลยต้องใช้เวลา ทำให้เกิดปัญหาการจราจรเพิ่มขึ้น ด้วยการเร่งสร้างเร่งโครงการต่าง ๆ มากมายในเวลาเดียวกันอาจส่งผลกระทบต่อการสัญจรไปมาของชาว กทม. และปริมณฑล ก็คงต้องช่วยกันขอให้อดทน

“อีกไม่นานเราก็จะมีระบบขนส่งมวลชนสาธารณะที่สมบูรณ์แบบมากขึ้นภายในปี 2575 อีก 15 ปี จะต้องเร่งลงทุนสร้างโครงข่ายรถไฟฟ้าให้ครบ ทั้ง 10 สาย ระยะทางรวม 464 กิโลเมตร”

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แนวทางแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดของรัฐบาลเป็นปัญหาที่สะสม เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของเมืองที่อาจจะไร้ยุทธศาสตร์ ไร้ข้อจำกัดไม่เป็นไปตามผังเมือง

ในขณะที่การเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางเมืองเพื่อประกอบกิจกรรมต่างๆ ถือว่าแออัดมากผิวการจราจรก็ไม่สามารถรองรับได้อย่างสมดุล ในปี 2560 มีจำนวนรถยนต์กว่า 6.6 ล้านคัน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4 เปอร์เซ็นต์ต่อปีมีรถจดทะเบียนใหม่ทุกวันๆ ละ 700 คัน และรถจักรยานยนต์ 400 คัน

ในขณะที่การสัญจรของรถ แต่ผิวการจราจรสร้างเพิ่มได้ยาก รวมทั้งความต้องการเดินทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาก็มากขึ้นอีกสะพานที่เรามีอยู่ในปัจจุบันก็จำกัด เรามีการวางแผนจะสร้างใหม่เพิ่มขึ้นก็สร้างไม่ได้ ต้องฟังความคิดเห็นประชาชน

นายกฯ กล่าวว่า ขณะเดียวกันนโยบาย One Transport ให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อการเดินทาง ล้อ ราง เรือ แบบไร้รอยต่อให้ได้

นอกจากนี้ต้องจัดทำที่ “จอดแล้วจร “ ให้กระจายตัวในพื้นที่สำคัญที่จะเชื่อมโยงการขนส่ง ควรต้องนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการบริหารการจราจร

ทั้งนี้รัฐบาลได้จัดทำมาตรการแก้ปัญหาการจราจร 3 ระยะ คือแผนระยะสั้นการบริหารจัดการกระแสการจราจรบนท้องถนน การเข้มงวดกวดขันวินัยจราจร คนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น

“ปัญหาของเราอย่างหนึ่งคือ ครอบครัวใหญ่ที่ต้องใช้รถ สามีทำงานภรรยาทำงาน ลูกไปเรียนหนังสือ คนละที่กันหมดการใช้บริการขนส่งภาครัฐอาจไม่ตอบสนองได้โดยสมบูรณ์เลยต้องมาขับรถเองส่งลูกส่งหลานกว่าจะไปถึงที่ทำงานได้ เพราะฉะนั้นเราต้องหาทางเลือกให้ประชาชนให้มากยิ่งขึ้น” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวว่า แผนระยะกลาง 1 - 3 ปีต้องเร่งลงทุนสร้างระบบขนส่งสาธารณะให้ครบถ้วนสมบูรณ์
เราต้องกำหนดสิทธิ์ การผ่านในบางพื้นที่ เช่น พื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจเพื่อลดปริมาณการจราจร การทำช่องทางบัสเลน และแผนระยะยาว 3 ปีขึ้นไป

เช่น ใช้มาตรการจำกัดสิทธิ์ มาตรการด้านการเงินในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นโครงข่ายรถไฟฟ้า ไม่ต่ำกว่า 0.2 กิโลเมตรต่อตารางกิโลเมตร เพื่อเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การเดินทางที่ไม่ใช้รถยนต์ส่วนบุคคล






Wassana Nanuam

จาตุรนต์ ชี้ บิ๊กตู่หัวเสียบ่อยช่วงนี้ เหตุขั้นตอน-ช่องทางได้เป็นนายกฯต่อเริ่มยาก




“จาตุรนต์” ชี้ วิธีที่ “ประยุทธ์” จะมาเป็นนายกฯด้วยวิธีที่ตรงไปตรงมา-สง่างามนั้นไม่มี ลั่น อยู่ต่อไปอาจจะเสื่อมจนเงื่อนไขทางการเมืองเปลี่ยน พร้อมฝากการบ้านกกต.ให้เสนอปัญหาที่เกิดจากคำสั่งคสช.ให้ผู้มีอำนาจทบทวน

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ระบุจะไม่ลงรับเลือกตั้ง แต่จะมาอย่างไรให้ดูตาม ว่า ความเข้าใจเดิมของคนที่สนใจการเมืองเข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์มีความต้องการที่จะมาเป็นนายกฯในแบบคนนอกมาก่อนแล้ว และพยายามที่จะให้กมธ.เขียนกฎหมายเพื่อให้คนนอกได้รับเลือกโดย 2 สภาตั้งแต่ต้น แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้ออกมาอย่างนั้นจึงทำให้การเป็นนายกฯคนนอกยาก ต้องรอรอบ 2 และต้องใช้เสียงส.ส. และส.ว.สนับสนุนถึง 2 ใน 3 ดูเป็นการยาก หลายคนจึงเห็นว่าพล.อ.ประยุทธ์จึงหันมาใช้วิธีให้พรรคพวกไปตั้งพรรคการเมือง และระดมดูดพรรคการเมืองเข้าไปเพื่อจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ตั้งแต่รอบแรก แต่วิธีก็ยังยากอยู่ดี เพราะยังต้องอาศัย 126 คนในรอบแรก และขั้นตอนต่อไปก็ยังต้องการอีกไม่น้อยกว่า 125 คน ดังนั้น รวมหมดต้องไม่ต่ำกว่า 250 หรือ 300 คนด้วยซ้ำ เพื่อจะบริหารงานได้ แต่จนถึงวันนี้จำนวนส.สงก็ไม่รู้อยู่ไหน และมีเท่าไหร่ พรรคการเมืองที่ประกาศจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ที่เป็นพรรคเดิมก็ยังไม่มีใครกล้าประกาศ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์น่าจะอยู่ในที่นั่งลำบากพอสมควร คือยังไม่เห็นช่องทางของความเป็นไปได้ที่จะเป็นนายกฯโดยการไปอยู่ในบัญชีรายชื่อ 1 ใน 3 ของพรรคการเมือง อันนี้อาจจะทำให้พล.อ.ประยุทธ์หัวเสียอยู่บ่อยๆ และพูดอะไรที่แสดงถึงความไม่มั่นใจในสถานะของตัวเองอยู่บ่อยๆในช่วงหลัง

ทั้งนี้ เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ออกมาพูดว่าจะไม่ลงเลือกตั้งต้องถามว่า ถ้าหมายถึงการไม่ลงสมัครส.ส. อันนี้ก็เป็นที่เข้าใจอยู่แล้ว เพราะไม่ว่ายังไงพล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่ลงสมัครส.ส.แน่ แต่ถ้าหมายถึงจะไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อ 1 ใน 3 คน ที่พรรคการเมืองเสนอหรือเปล่า ถ้าพูดในวันนี้ก็คงหมายถึงประเด็นหลังนี้ แต่ถ้าไม่อยู่ในบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอ การจะมาเป็นนายกฯได้ก็ต้องมาจากคนนอก ซึ่งหมายถึงจะมาในรอบ 2 ซึ่งการจะเป็นแบบนั้นได้ก็ต้องอาศัยวิธีการที่ซับซ้อนมากขึ้น และอาจจะต้องใช้อำนาจ หรือแสดงอิทธิฤทธิ์อะไรมากขึ้น คือต้องทำให้พรรคการเมืองไม่สามารถตั้งรัฐบาลกันเองได้ หลังจากนั้นต้องบีบให้พรรคการเมืองและนักการเมืองต้องยอมให้มีการสนับสนุนเพื่อลงมติในรอบ 2 เพื่อเลือกคนนอกเป็นนายกฯ นั่นหมายถึงจะต้องสร้างเงื่อนไขว่า หากไม่ยอมสนับสนุนก็จะยุบสภา ทำให้นักการเมืองต้องไปเลือกตั้งกันใหม่ หรือว่าต้องมีเงื่อนไขมาต่อรองผลประโยชน์อะไรต่างๆอีกมาก ส่วนวิธีที่จะทำแบบตรงไปตรงมา และสง่างามนั้นไม่มี

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า หากบอกว่าจะมายังไงต้องติดตามกัน ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญก็หนีไม่พ้นวิธีที่ไม่น่าดูทั้งหลาย แต่การมาออกตัวตั้งแต่วันนี้ อย่างนี้ ก่อนเดือนกันยายนที่ประกาศไว้ว่าจะเอาอย่างไรกับทางการเมืองต่อไปนั้น ก็เป็นเรื่องน่าสนใจว่า จะเกิดจากการเห็นปัญหา หรือประสบปัญหาทางการเมืองจนเห็นว่าเดินทางที่ให้ตั้งพรรคการเมืองมาสนับสนุนตนเองก็ไม่ง่ายก็เป็นไปได้ แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความเปลี่ยงแปลง หรือพัฒนาการทางการเมืองที่เป็นไปค่อนข้างรวดเร็ว พอตั้งธงว่าจะเป็นนายกฯคนนอกให้ได้ และพยายามใช้วิธีต่างๆที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ทำให้ความเสื่อมมาถึงเร็วขึ้น เพราะฉะนั้น กว่าเราจะรู้ว่าพล.อ.ประยุทธ์จะทำอย่างไรต่อไป จะมาเป็นนายกฯด้วยวิธีไหนกันแน่ พล.อ.ประยุทธ์ก็อาจจะเสื่อมมากกว่านี้ก็ได้ หรือคนอาจจะพอใจที่พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯและหัวหน้าคสช.เพื่อแลกกับความสงบในบ้านเมือง แต่เขาต้องการให้บ้านเมืองสงบ และเป็นประชาธิปไตย และต้องการนายกฯที่มาจากประชาชนเป็นคำตอบสุดท้าย หรือคนอาจจะไม่ต้องการพล.อ.ประยุทธ์เลยก็ได้ เวลานี้ไม่มีใครรู้ และถ้าอยู่ไปแบบนี้ วันข้างหน้า โจทก์ทางการเมืองก็อาจจะเปลี่ยนก็ได้

เมื่อถามถึงกรณีกกต.ชุดใหม่เข้าทำหน้าที่ มีอะไรที่จะฝากเป็นการบ้านให้กกต.ชุดใหม่บ้าง ว่า กกต.ควรวางตัวเป็นกลางให้มากที่สุด ไม่ทำอะไรภายใต้อานัติของคสช. และรัฐบาล นอกจากนี้ เรื่องเร่งด่วนเลยก็คือ กกต.ควรใช้สติปัญญา ความรู้ และข้อมูล เสนอปัญหาเกี่ยวกับการทำตามกฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายเกี่ยวกับกกต.เอง รวมทั้งวิเคราะห์กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งหลาย และรวบรวมปัญาต่างๆที่ควรได้รับการแก้ไขโดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากการใช้คำสั่งของคสช. มาทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น และเสนอให้คสช.กับรัฐบาลแก้ไขเสียให้ถูกต้อง กกต.ควรทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมปัญหาจากพรรคการเมือง และนักการเมือง แล้วใช้การวิเคราะห์ของตนเองให้เป็นประโยชน์ ในการที่จะทำให้คสช.เปลี่ยนความคิดที่มุ่งทำลายขัดขวางพรรคการเมือง และให้ระบบรัฐสภา และระบบพรรคการเมืองเดินไปได้ตามที่มันควรจะเป็น

(https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_12693)


วันศุกร์, สิงหาคม 17, 2561

พี่ป้อมน้องตู่เดินสายประชาสัมพันธ์ "ปัญหาเล็กปัญหาน้อยปล่อยหมักหมมต่อไป"


เอ้า คราวนี้ถึงตา ป.ป้อม อวดวิเศษบ้าง แก้ปัญหาหนี้นอกระบบในพื้นที่ภาคอีสาน “สามารถร่วมเจรจาไกล่เกลี่ย ทำข้อตกลงประนอมและปรับโครงสร้างหนี้กับทั้งลูกหนี้และเจ้าหนี้แล้ว รวม ๒๐๙,๕๓๘ ราย” และ

“สามารถนำกลับมาซึ่งทรัพย์สินของประชาชนจากสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เป็นโฉนดที่ดินกว่า ๗,๐๐๐ ไร่ และรถยนต์จำนวนมาก มูลค่ารวมกว่า ๓,๐๐๐ ล้านบาท” พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหมคุยแทนนาย

นัยว่า คสช. ออกไปจัดระเบียบหนี้นอกระบบภาคอีสานเพราะ ภาคนี้มีลูกหนี้นอกระบบมากกว่าครึ่งของทั้งประเทศ หรือ ๕.๖ แสนคน ขณะที่ทั้งประเทศมีราว ๙ แสนคน ซึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ถือว่าเป็นวาระสำคัญในยุทธศาสตร์ชาติ

งานนี้ยังมีการทำพิธีส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่ประชาชน ที่เป็นหนี้นอกระบบในภาคอีสานจำนวน ๑,๗๗๘ คน โฉนดที่ดิน ๑,๕๒๓ ฉบับ รวมพื้นที่ทั้งสิ้น ๖,๓๐๙ ไร่ โดยให้พล.อ.ประวิตรเป็นประธานในการแจกครั้งนี้


ขณะที่หัวหน้าใหญ่ไปตรวจงานแถวฝั่งธนฯ แทนผู้ว่า กทม. มหาดไทย และกระทรวงท่องเที่ยว ย้ำว่า “มาคนเดียวทำหน้าที่แทน ส.ส.” แต่ไม่ใช่มาหาเสียง และจะไม่ลงเลือกตั้ง ทั้งที่มีชาวบ้านตะโกนเชียร์ อยากให้ลงเลือกตั้ง จะได้เลือกให้อยู่ต่อ
 
“จะอยู่ยังไงไม่รู้ ต้องไปดูรัฐธรรมนูญ” ประยุทธ์เจื้อยระหว่างเดินสายไปวัดอินทารามฯ เขตธนบุรี ครั้นนักข่าวสะกิดว่า อ้าว “ในรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้เป็นนายกฯ ต่อได้ไม่ใช่หรือ” ก็เมินหน้าหนี แต่ไม่วายคายออกมานิดให้ “ไปดูเอา”

นอกนั้นเอาแต่พล่ามถึงอิทธิฤทธิ์ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ว่าต่อไปข้างหน้ารัฐบาลไหนก็ต้องทำให้สอดคล้อง แม้แต่การเกณฑ์ทหารก็เลิกไม่ได้ เพราะทำให้คนมีระเบียบวินัย แถมช่วยพัฒนาประเทศ ช่วยน้ำท่วม และแก้ปัญหาชายแดน


ประเด็นหลังนั่นอาจจะน้ำลายพาไป คุยเพลินแบบไม่คิดว่าระเบิดภาคใต้สมัย คสช.ครองเมืองกว่าสี่ปีนี่มากกว่าเมื่อก่อนยึดอำนาจเยอะเลย ทั้งนี้ทั้งนั้น รายการลงพื้นที่ทั้งพี่ป้อมน้องตู่ไม่มีอะไรมากไปกว่าประชาสัมพันธ์ผลงานโครงการที่ผลาญเงินงบประมาณไปแล้วมหาศาล

กับปัญหาเล็กปัญหาน้อยปล่อยหมักหมมต่อไป อย่างเรื่องความยุติธรรมในแวดวงทหารเอง กรณีนักเรียนเตรียมทหารเสียชีวิตหลังจากถูกรุ่นพี่ซ่อม (ธำรงวินัย) หนักหน่วงเมื่อปีที่แล้ว ทางครอบครัวทำการฟ้องร้องเพื่อเอาผิดกับคนที่ทำเกินเหตุเป็นจำนวน ๔ คดี ผ่านมา ๑๐ เดือนแล้วยังไม่ไปถึงไหน
 
“เนื่องจากสถาบันนิติเวชวิทยาศาสตร์ได้ออกมาชี้แจงผลการชันสูตรเบื้องต้น อวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ สมองของน้องเมย (นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหารผู้ตาย) ทางสถาบันฯ ไม่สามารถตรวจพิสูจน์ยืนยันได้”

เหตุเพราะอวัยวะและเนื้อเยื่อต่างๆ ที่เก็บไว้ตรวจพิสูจน์ “ได้ผ่านการดองน้ำยาฟอร์มาลีน มีการเสื่อมสลายมาก” น.ส.สุพิชา ตัญกาญจน์ พี่สาวของผู้ตายยอมรับว่าคดีมาถึงทางตัน ในเมื่อไม่สามารถตรวจยืนยันอวัยวะของน้องชายได้ ก็ไม่สามารถสรุปสาเหตุของการเสียชีวิตได้

“ส่วนทางนางสุกัลยา มารดาของน้องเมยเปิดเผยว่า รู้สึกน้อยใจการทำงานของกระบวนการยุติธรรม ทางครอบครัวทำตามขั้นตอนทุกอย่างที่ทำได้ แต่วันนี้ได้คำตอบว่า ให้รออย่างเดียว”


อีกทั้งเรื่องสิทธิเสรีภาพที่ไม่สมดุล คนบางกลุ่มมีเหลือเฟือถ้าเยินยอหรือเชียร์ลุงตู่สู้ๆ ขณะที่จำกัดจำเขี่ยกับอีกบางกลุ่ม ที่เพียงเรียกร้องให้จัดเลือกตั้งโดยไวหลังจากที่เลื่อนมาแล้วสี่ห้าครั้ง กลับถูกดำเนินคดีตั้งข้อหาขัดต่อความมั่นคง ระวางโทษหนัก

โดยเฉพาะล่าสุด มีกฏกระทรวงศึกษาธิการออกมาควบคุมความประพฤตินักเรียนนักศึกษา แก้ไขเพิ่มเติมลักษณะความประพฤติต้องห้าม เช่น การรวมกลุ่ม มั่วสุม อันน่าจะก่อให้เกิด “ความไม่สงบเรียบร้อยหรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน”

๒. “การแสดงพฤติกรรมทางชู้สาวอันไม่เหมาะสม จากเดิมที่ห้ามเฉพาะการแสดงพฤติกรรมทางชู้สาวซึ่งไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ เป็นการห้ามไม่จำกัดสถานที่”

และ ๓. “เกี่ยวกับการออกนอกสถานที่พัก เพื่อเที่ยวเตร่หรือรวมกลุ่มอันเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น จากเดิมห้ามเฉพาะเวลากลางคืน เป็นการห้ามไม่จำกัดเวลา”

 
ล้วนแต่เป็นการเข้าไปจำกัดการกระทำในชีวิตส่วนตัวของเยาวชน ทั้งในสถานที่มิดชิดและตลอดเวลา ไม่ต่างอะไรกับลักษณะเผด็จการครอบงำที่ปรากฏในนิยายการเมืองคล้าสสิค ‘1984’ ที่มีพี่ใหญ่ ‘Big Brothers’ คอยกำกับควบคุมการดำเนินชีวิตของประชากรยิ่งกว่านักโทษที่ถูกจองจำ

จนมีบางคนตั้งข้อสังเกตุเจตนาของรัฐบาล คสช. ในเรื่องนี้ว่า “ให้มีผลต่อการแสดงความเห็น ของผู้มีอายุครบ ๑๘ ปี + ที่กำลังจะมีสิทธิ์เลือกตั้ง นี่เอง” (Ghost Writer █ @RITT41)

นักสู้เพื่อประชาธิปไตย มีหลายกลุ่มเเละที่มาไม่เหมือนกัน (ไม่ไช่คนยืนขวา แน่นอน!)




ภาพคนขวา ตัดต่อได้เนียนจริงๆ

ภาพจาก FB

วิบูลย์ บุญภัทรรักษา

คำบรรยายภาพ
งั้นมึงกับกู ออกไปช่วยกันไล่เผด็จการ

...
นักต่อสู้มีหลายกลุ่มเเละที่มามักไม่เหมือนกัน




https://www.facebook.com/DailyDoseTH/videos/701464433526599/


ร่วมกันยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงกระทรวงศึกษา ฯ ต่อต้านทุกการจำกัดเสรีภาพของนักเรียนและนักศึกษา 17 สค.








เรื่อง ข้อเรียกของสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษา
เรียน นายกรัฐมนตรี ( ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ )

ดังที่ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2561 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาฉบับแก้ไข ตามเสนอของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีสาระสำคัญต่างจากกฎกระทรวงดังกล่าวฉบับก่อนหน้า 3 ประการ ดังนี้
1. ห้ามการรวมกลุ่ม มั่วสุม อันน่าจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยหรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
2. ห้ามกระทำเกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมทางชู้สาวอันไม่เหมาะสม เดิมที่ห้ามเฉพาะการแสดงพฤติกรรมทางชู้สาวซึ่งไม่เหมาะสมในที่สาธารณะเท่านั้น และกำหนดเพิ่มเติมห้ามกระทำการลามกอนาจาร
3. ห้ามกระทำเกี่ยวกับการออกนอกสถานที่พักเพื่อเที่ยวเตร่หรือรวมกลุ่มอันเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น เดิมห้ามเฉพาะเวลากลางคืน
สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) ในฐานะองค์กรกิจกรรมของนักเรียนและนิสิตนักศึกษา เล็งเห็นว่าร่างกฎกระทรวงดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและการศึกษาเรียนรู้ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เนื่องจากมีข้อบัญญัติซึ่งรุกล้ำความเป็นส่วนตัวอย่างยิ่ง อีกทั้งมีเนื้อความความหมายกำกวม สุ่มเสี่ยงต่อการเป็นเครื่องมือสำหรับปิดกั้นสิทธิทางการเมืองและเสรีภาพทางการแสดงออกของนักเรียน นิสิต นักศึกษา
สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย จึงเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการยกเลิกร่างกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว และให้ความสำคัญกับสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นเจ้าของชีวิตของตน ในตัวนักเรียน นิสิต นักศึกษา ทั้งนี้โปรดตระหนักว่า นักเรียนและนิสิตนักศึกษาคือผู้ที่จำต้องแบกรับผลจากการดำเนินกิจการทั้งปวงของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ

ขอแสดงความนับถือ

สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย

ที่มา FB

Sa-nguan Khumrungroj


ยุทธการ “ไม่อยากตบหน้าตัวเอง” น้องตู่”จัดแผง คตช.ใหม่ ปรับ “พี่ป้อม”พ้นกุนซือ หลังบอร์ด รุมท้วงติดบ่วง “นาฬิกาหรู”จนไม่สง่างาม



พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ที่มา MGR Online


**ตัดวงจรเกลือเป็นหนอน!? “น้องตู่”จัดแผง คตช.ใหม่ ปรับ “พี่ป้อม”พ้นกุนซือ หลังบอร์ด รุมท้วงติดบ่วง “นาฬิกาหรู”จนไม่สง่างาม แต่ลึกๆ “พี่ป้อม - น้องตู่” เห็นพ้อง หวังตัด “น้องชายเจ้าปัญหา”ที่เข้าข่าย “เหยียบเรือสองแคม”ออกจากวงจร "หน่วยงานปราบโกง" หลังเด้ง “เลขาฯ ปปง.” เด็กในเครือ “น้องชายขาใหญ่”ไปก่อนหน้านี้



กลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีก .. ความสัมพันธ์ระหว่าง “นายกฯตู่”พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ “พี่ป้อม”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม .. ที่ระยะหลังมี “สายมโน”กันไปว่า มีอะไรกันหรือเปล่า ล่าสุดยังมีคิว ที่ “นายกฯตู่”เซ็นคำสั่ง คสช. ที่ 3/2561 ปรับปรุง “คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ”ที่ชื่อ “กรรมการ - ที่ปรึกษา”หลายคน หลุดออกจากคณะกรรมการชุดนี้ .. แต่ที่ถูกจับจ้องก็คือ ชื่อของ “บิ๊กป้อม” ที่เป็น “ที่ปรึกษาประธานคณะกรรมการ”มาตลอด กลับหายไปจากคำสั่งฉบับล่าสุด .. ข่าวว่า เป็นเพราะในวงประชุม คตช. ทักท้วงกันขึ้นมาว่า “เสี่ยป้อม”อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี “นาฬิกาหรู”ในชั้น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จึงอาจจะ “ไม่เหมาะสม” ในการมีชื่อร่วมเป็น “คณะปราบโกง” ..

เหตุที่ว่าก็ “มีน้ำหนัก”เพราะหากยังรั้งให้ “เสี่ยป้อม”อยู่ในที่ปรึกษาทีมนี้ ก็ไม่ต่างไปจาก “ตบหน้าตัวเอง”ในเรื่องวาระปราบโกง แม้ว่าจะยังไม่มีความผิดก็เถอะ .. แล้วยังมีปัญหาสุขภาพของ “พี่ใหญ่ คสช.”อีก เท่ากับเป็นการลดภาระงานไปในตัว .. เชื่อได้ว่าการหลุดออกจาก “กุนซือปราบโกง”หนนี้ น่าจะเป็นผ่านการเห็นพ้องต้องกันของ “พี่ป้อม - น้องตู่”เอง ก็ไม่น่าเก็บมาเป็นประเด็น “ง่อนแง่น” อะไรกัน .. แถมยังได้ “อีกเด้ง”ไม่ต้องถูก “น้องชายเจ้าปัญหา”นำชื่อ “พี่ชาย”ไปเพ่นพ่านแอบอ้างชาวบ้านชาวช่อง ประเภทหากไม่ถูกใจอะไร แล้วจะเอาเรื่องเข้า คตช. ที่ “พี่ตัวเอง” เป็นกุนซือใหญ่ .. รวมทั้งตัดวงจร “น้องชายเจ้าปัญหา”ออกจาก “หน่วยงานปราบโกง”ให้สิ้นซาก หลังเพิ่งใช้ มาตรา 44 ปลด “บิ๊กเปี๊ยก”พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร พ้นตำแหน่ง เลขาธิการ ปปง. ที่มีพฤติกรรม “เกลือเป็นหนอน” .. ซึ่งตามรายงานที่ว่า “บิ๊กเปี๊ยก”หันไปสวามิภักดิ์กับ “น้องชายขาใหญ่”ที่เข้าข่าย “เหยียบเรือสองแคม”แนบชิดแอบอิงกับ “ขั้วตรงข้าม”จนมี “ข้อมูลสำคัญ”หลุดไปถึงฝ่ายตรงข้าม

ooo




ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน
แต่ถึบหัวส่งพี่ได้ ถ้าให้ตัวเองอยูรอด
ประยุทธ์ไม่ได้กล่าว แต่ทำ
......

น่าคิด!'ตู่-ป้อม'เดินสวนทาง3งานใหญ่
https://www.thaipost.net/main/detail/15226

นายกฯ แจงคำสั่งปลด พล.อ.ประวิตร พ้นที่ปรึกษา"บอร์ดต้านโกง" ไม่เกี่ยวปมนาฬิกาหรู ชี้เป็นการแบ่งภาระรับผิดชอบเหตุงานล้นมือ
https://www.facebook.com/BBCThai/?__nodl


"MGR Online" เปิดอีกใบเสร็จ!! “ยุทธพงษ์ เผ่าจินดา”โผล่นัด “ผู้ว่าฯภูเก็ต” ระบุเรื่องชัด “การบริหารจัดการขยะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต”





**เปิดอีกใบเสร็จ!! พบคนชื่อ “ยุทธพงษ์ เผ่าจินดา”โผล่นัด “ผู้ว่าฯภูเก็ต” เมื่อ 3 พ.ค.61 ระบุเรื่องชัด “การบริหารจัดการขยะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต” ชื่อ-สกุล บังเอิญไปพ้องกับ “เสี่ยอ้อ - ยุทธพงษ์”ลูกชายหัวแก้ว “บิ๊กป๊อก” รมว.มหาดไทย ที่ดูแล “เมกะโปรเจกต์แสนล้าน”โครงการโรงกำจัดขยะ-โรงไฟฟ้าขยะ ที่เพิ่งออกปาก “ลูกชายบอกว่าไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวหรือร่วมทุนกับใคร”ด้วยอาการฉุนเฉียว เสียด้วยซิ


“ลูกชายบอกว่าไม่ได้ไปยุ่ง” ..คำของ “บิ๊กป๊อก”พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ต่อกระแสข่าวที่ว่า “ลูกผู้มีอำนาจ”เข้าไปมี “ผลประโยชน์” ในโครงการโรงกำจัดขยะ-โรงไฟฟ้าขยะ ของกระทรวงมหาดไทย .. นอกจากปฏิเสธแล้วยังทวงถามหา “ใบเสร็จ”พร้อมทั้งกระแทกเสียงแรงๆว่า “ไม่ใช่มาด่าทอส่งเดช”.. จากวันนั้นแทนที่เรื่องจะเงียบ กลายเป็นว่า “คุณพ่อป๊อก”ชี้เป้าทำให้ “ลูกชาย”อย่าง “เสี่ยอ้อ” ยุทธพงษ์ เผ่าจินดา ลูกชายหัวแก้ว เจ้าของธุรกิจสปา ระดับไฮเอนด์ ออกมาอยู่กลางสปอตไลต์ กลายที่สนใจขึ้นมาทันที .. หลายสื่อแห่กันนำเสนอ “โปรไฟล์” ของ “เสี่ยอ้อ” เน้นไปที่สายงานธุรกิจความสวยความงาม ที่ดูไม่น่าจะเกี่ยว อย่างที่ “คุณพ่อ”ว่าไว้จริงๆ ..



ยุทธพงษ์ เผ่าจินดา


แต่ในขณะที่หลายคนกำลังจะคล้อยตาม “คำแก้ต่าง” ของ “ท่าน มท.1”อยู่แล้ว ดันมี “คนตาดี”ไปเห็นชื่อคุ้นๆ “ยุทธพงษ์ เผ่าจินดา” ไปปรากฏอยู่ในวาระงานของทางราชการ แถมเกี่ยวกับ “ขยะ”ซะด้วย .. ก็ในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ จ.ภูเก็ต ที่มีการเปิดเผยวาระของผู้บริหารอย่างเปิดเผย พบว่าใน “วาระงานผู้บริหารระดับสูงของจังหวัดภูเก็ต ประจำวันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม 2561” ในส่วนของ นรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นั้น .. มีนัดหมายใน เวลา 11.30 น. ที่ระบุว่า “คุณยุทธพงษ์ เผ่าจินดา ขอเข้าพบ เรื่องการบริหารจัดการขยะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ณ ห้องรับรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต” โดยมี “ปลัดโก้”เป็นเจ้าของเรื่อง .. จะไปชัดฟันธง มันก็กระไรอยู่ เพราะแม้ชื่อ-สกุลเป๊ะ แต่ก็ยังพอคิดได้ 2 ทาง หนึ่ง บังเอิญเป็น “คนชื่อ-นามสกุลเหมือนกัน”ก็แค่นั้น .. หรือ สอง บังเอิญ “เสี่ยร้านสปา ลูกรัฐมนตรี”กำลังสนใจธุรกิจ “ขยะ”ขึ้นมากระทันหัน หากเขาล็อกนี้ก็คงพอเป็น “ใบเสร็จ”ที่ “บิ๊กป๊อก” ถามถึงอยู่ .. จะให้เคลียร์ชัดเจนก็คงต้องวาน “เผ่าจินดาผู้พ่อ”ให้ความกระจ่างกับสังคมซักหน่อย

ที่มา https://mgronline.com/politics/detail/9610000081545

...

ความชอบธรรมอันเท่าเทียม...




อย่าเพิ่งลืม ! ครอบครัว'น้องเมย' ร้อง ผ่านเกือบปีคดีไม่คืบ






https://www.youtube.com/watch?v=mBEIXHlmGwo


อย่าเพิ่งลืม / เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 16 ส.ค. ที่ ต.อ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี นายพิเชษฐ-นาง สุกัลยา และน.ส.สุพิชา ตัญกาญจน์ ครอบครัวของ นตท.ภัคพงษศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นที่ 1 ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2560 แล้วครอบครัวได้เดินหน้าต่อสู้ทางคดีมาโดยตลอดระยะกว่า 10 เดือน

วันนี้ทางครอบครัวน้องเมย ได้แถลงข่าวกับผู้สื่อข่าวว่า พรุ่งนี้จะครบครอบ 10 เดือนของการเสียชีวิตของน้องเมย ส่วนความคืบหน้าของคดีตอนนี้ไปตันอยู่ที่ผลการตรวจพิสูจน์อวัยะและชิ้นเนื้อดีเอ็นเอ ไม่สามารถระบุได้ว่าอวัยวะดังกล่าวที่แพทย์ให้กับครอบครัวน้องเมยมานั้นใช้อวัยวะของน้องเมยหรือไม่ เหมือนไม่ชัดเจนก็ไม่สามารถหาสาเหตุการเสียชีวิตของน้องเมยได้

สรุปแล้วน้องเมยเสียชีวิตจากอะไรและจะส่งผลต่อสำนวนการสอบสวน ซึ่งทางแพทย์ก็ไม่สามารถระบุสาเหตุการเสียชีวิตได้เนื่องจากขาดอวัยะสำคัญ ตอนนี้ทางครอบครัวได้ทำหนังสือต่อแพทย์สภาให้มาตรวจสอบการการทำงานของกองพยาธิวิทยา รพ.พระมงกุฏ ว่าการผ่าอวัยะและเก็บรักษาอวัยะของน้องเมยนั้นว่าทำถูกตามมาตราฐานหรือไม่ และตรวจสอบว่าใช่อวัยะของน้องเมยหรือไม่

ตอนนี้ยังไม่สามารถสรุปสำนวนส่งชั้นศาลได้เนื่องจากยังไม่สามารถหาสาเหตุการเสียชีวิต ที่ครอบครัวกังขาการทำงานของ การทำงานของกองพยาธิวิทยา รพ.พระมงกุฏ ว่าดองอวัยะของน้องเมยโดยใช้สารเข้มข้นจนไปทำลายคู่ดีเอ็นเอจนไม่สามารถตรวจสอบยืนยันว่าเป็นอวัยวะของใครกันแน่

ส่วนทาง นางสุกัลยา มารดาของน้องเมย เปิดเผยว่า รู้สึกน้อยใจการทำงานของกระบวนการยุติธรรม ทางครอบครัวทำตามขั้นตอนทุกอย่างที่ทำได้ แต่วันนี้ได้คำตอบว่า ให้รออย่างเดียว จนอยากวอนฝากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองว่าขอความเป็นธรรมให้กับน้องเมยด้วยให้นำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

ที่มา 
https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_1453503


ทำไมของก๊อบนโยบายทักษิโณมิกส์ไทยรักไทย จะล้มเหลวในปี 2019 !!??





#ทำไมของก๊อบไทยรักไทย1.0 ถึงจะล้มเหลวในปี 2019 !!??

เราได้เห็นการโจมตีนโยบายประชานิยมของรัฐบาลไทยรักไทยของนายกทักษิณโดยอำนาจนอกระบบ แต่แล้วไม่พ้นต้องเอาประชานิยมมาเปลี่ยนชื่อ แก้รายละเอียดนิดหน่อย แล้วเอาของเก่ามาขายอีกที (เพราะจะสร้างนโยบายอำนาจนิยมก็คงไม่มีประชาชนมากพอเลือกที่จะมาบริหารต่อ) ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะผู้มีอำนาจก็ทราบว่าของเขาดีจริง เลยทำให้ผู้มีอำนาจต้องหวังลมๆแล้งๆว่าประชาชนจะตาบอดเลือกของก๊อปเกรดเอตามตลาด มากกว่า ของแท้ขึ้นห้าง

นโยบาย ไทยรักไทย 1.1 , 1.2, 1.3 ที่ก๊อปได้แต่โครง โดยพยายามขายมาตั้งแต่เลือกตั้ง ปี 52 นั้นไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่เข้าใจสูตรลับของนโยบายทักษิโณมิกส์ พื้นฐานปรัชญาของ ไทยรักไทย 1.0 - นโยบายทักษิโณมิกส์ เป็นการประกอบกันของ module หลายๆ module ที่รวมกันเป็น ระบบสำเร็จ (solution) ที่สร้างเป็นระบบปฎิบัติการเพื่อการบริหาร เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

แก่นแท้ คือ ประชาชน , จำได้ไหมกับ “ไทยรักไทยหัวใจคือประชาชน”

คนที่โจมตีมักจะมองนโยบาย ที่เกิดจากทักษิโณมิส์ แบบมุมมองด้านเดียว (Single lens perspective) เช่น กองทุนหมู่บ้านทำให้ชาวบ้านเป็นหนี้ จำนำข้าวเกิดการโกงมหาศาล หรือ 30 บาททำให้โรงพยาบาลเจ๊ง คนที่โจมตีมักยัดเยียดความคิดนี้จากความคิดฝั่งตนที่คิดว่าตนไม่ได้ประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ และคิดว่าเป็นภาระภาษีของตน แต่นโยบายตามปรัชญา ทักษิโณมิกส์ ต้องได้รับการมองจาก มุมมอง 360 องศา (Multi lens perspective) เพราะนโยบาย 30 บาท ก็จึงสามารถมีความก้าวหน้าทาง Medical tourism จากการโตของ รพ เอกชน และความก้าวหน้าขิง สปสช, หากไม่มีนโยบายการให้รายได้ประชาชนเกษตรกร ก็ไม่มีเงินภาษีที่เกิดจากการใช้จ่ายของชาวนา ให้รัฐบาล คสช นำไป ขึ้นเงินเดือน ซื้อของใช้ได้ ขนาดนี้

ด้วยความที่ ทักษิโณมิกส์ ออกแบบมาเป็น module เราสามารถ อัพเกรด มันตามความต้องการและความเหมาะสมแล้วแต่ช่วงเวลาได้ แต่ปัญหาคือ กระบวนการพัฒนาของระบบได้ถูกแทรกแซง
(Interferance) จึงให้กระบวนการพัฒนาหยุดกะทันหัน อย่างน่าเสียดาย แต่เวลามันก็ได้พิสูจน์ถึงความแข็งแรงของระบบ ที่สามารถทนทานแรงต้าน (Resilience) มาได้ เพราะประชาชนก็ยังได้ประโยชน์จากกองทุนบ้านก็ยังดำเนินอยู่ คนไทยก็ยังได้ใช้ 30 บาทรักษาทุกโรคอยู่ แต่ปัญหาคือคนใช้งานไม่สามารถพัฒนาต่อได้ และคนพัฒนาก็ไม่ได้ใช้ความสามารถในการพัฒนาต่อเพราะระบบถูกแทรกแซง และกระบวนการเรียนรู้พัฒนาของระบบจึงถูกตัดขาด

ที่แน่ๆคนออกแบบระบบ (หรือ ที่เราเรียกว่า architect ) นั้นออกแบบนโยบายเมื่อ 20 ปีที่แล้ว โดยมีระบบ Artificial Intelligence และ Machine learning & Deep learning เป็น plug-in มาอยู่แล้วโดยในเวลานั้นโลกยังไม่ทราบเลยว่าสิ่งเหล่านี้ทำอะไรได้บ้าง แต่ทักษิโณมิกส์ สร้างพื่นฐานของการพัฒนา และ เข้าถึงแหล่งข้อมูล ที่เพิ่ม ความแม่นยำ (accuracy) มากขึ้นทุกๆครั้ง เครื่องจักร

ทักษิโณมิกส์ จึงเป็นต้นแบบของการสร้าง ปรัชญาเศรษฐกิจการเมืองของ ศตวรรษที่ 21 - หากไม่ถูกแทรกแซง ประเทศไทยคงเป็นต้นแบบของการพัฒนาให้กับประเทศที่กำลังพัฒนาหลายๆประเทศ แบบเดียวกับอังกฤษเป็นในยุคปฎิวัติอุตสาหกรรม (industry revolution) ช่วงศตวรรษที่ 19

สิ่งเหล่านี้ที่ทักษิโณมิกส์สร้างไว้ จึงเป็นพื้นฐานของการพัฒนา ที่เรียนรู้ที่จะเข้าใจประชาชน ทั้งความต้องการ ความรู้สึก และความเข้าใจถึงสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อสังคมโดยรวม โดยทักษิโณมิกส์ไม่ใช่ แก่นทุนนิยมตะวันตก หรือ แก่งสัมคมนิยมตะวันออก แต่เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อสังคมไทยให้พัฒนาและเจริญไปอีกขั้นหนึ่ง เพื่อความนำหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม และ ความเจริญในฐานะ รัฐเอกราช ในสังคมโลก ที่จะทำให้คนไทยทุกภาคส่วนเดินในสังคมโลกได้อย่างสง่างาม

#ทักษิโณมิกส์จึงไม่ใช่ผีที่ต้องคอยมาปลุกแต่เป็นระบบและพลังงานที่รอคนที่ใช้เป็นมาใช้เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นชาติไทยของประชาชนคนไทยทุกคน

#ทักษิโณมิกส์คือsolution


พชร นริพทะพันธุ์ - Pachara Naripthaphan

Keerati Wannapaphan สิ่งเดียวที่เผด็จการไทยไม่เคยมี คือทำเพื่อประชาชนทุกคน การยึดอำนาจเป็นการกระทำการตามใบสั่ง มิได้มีเจตนาให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองแต่อย่างใด เพียวแต่ทำตามขั้นตอนที่เตรียมการไว้ระหว่าง กปปสและทหาร เลยไม่สามารถดำเนินนโยบายที่แสนง่ายดายก็คือ ตอบแทนเงินเดือนที่มาจากภาษีประชาชนโดยการดำเนินนโยบายที่พัฒนาให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มิใช่เลือกปฏิบัติ มิใช่ทำไปเพื่อให้ประชาชนเป็นหนี้บุญคุณแผ่นดินอย่างทุกวันนี้ ทั้งๆที่เงินที่นำไปพัฒนาประเทศก็มาจากภาษีประชาชนทั้งนั้น
คำว่าทักษิโณมิกส์ ก็ประดิษฐ์มาเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของนายกรัฐมนตรีที่ทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงเช่นเดียวกับที่ยึดอำนาจนายกฯรัฐมนตรีทุกคนที่มาจากการเลือกตั้งและมีผลงานจนประชาชนตาสว่าง ว่าใครกันแน่ที่ทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริงแถมยังไม่เคยทวงบุญคุณอีกต่างหาก

...





https://www.youtube.com/watch?v=J-nfblECWbE&app=desktop


ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ สัมภาษณ์ศาสตราจารย์ โนม ชอมสกี้ ต่อปัญหาการเมืองไทยและสถาบันกษัตริย์


Pavin ChachavalpongpunFollow
คลิปเต็ม ผมสัมภาษณ์อาจารย์ Noam Chomsky เรื่องปัญหาการเมืองไทย แบบไม่เซนเซอร์ครับ โปรดช่วยกันแชร์ครับบบ
Complete interview with Chomsky on the Thai political crisis....

In video

‘It’s up to the Thai people’: Noam Chomsky on Thailand’s hard road to freedom

Posted on: August 16, 2018 | Current Affairs
In this video interview, Professor Noam Chomsky, marking his first time speaking exclusively on the political situation in Thailand, delves into the issue of the monarchy in Thai politics, the persistent political intervention of the Thai army, the draconian lèse-majesté law and the role of Thai youths in changing the political environment

Pavin ChachavalPongpun (L) and Noam Chomsky (R)

Drawing from his longtime observations on American politics, Chomsky detects similar problems facing Thailand and the US. Although a republic, the US media and voters tend to hold certain leaders sacred, just as Thai people venerate their kings, Chomsky says. But the excessive reverence of the royal institution in Thailand has generated myriad political problems. It has placed the monarchy at the apex of the political structure, which, as Chomsky sees it, demands forced veneration from the public – and thus political submission.
Looking into the future of Thailand, Chomsky hopes there will be efforts to confront the political regression to move to a more just and free political environment.
Pavin Chachavalpongpun, an associate professor at Kyoto University’s Centre for Southeast Asian Studies in Japan, conducted this interview after Chomsky moved from MIT to the University of Arizona on 1 December 2017. Pavin, a refugee, remains charged with lèse-majesté in the aftermath of the 2014 coup in Thailand.
The project was supported by the Free Future Foundation, a Paris-based non-profit that promotes democracy and human rights.
http://sea-globe.com/noam-chomsky-on-thailand/ 

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 16, 2561

ป.ป็อก อวดศักดาบ้าง 'ไทยนิยมยั่งยืน' โลด แต่ลูกชายส่งกลิ่นขยะ 'เละ'


ขยันจริง หัวหน้าใหญ่ คสช. ขยับเข้าไปดูแลเรื่องการขนส่งมวลชนและการจราจร ยกขบวนลงพื้นที่ กทม. ตรวจงานขนานใหญ่ ครบถ้วนทั้งรถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ

บอกว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกรณีดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นการบูรณการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามยุทธศาสตร์ของชาติในการพัฒนาเมืองด้วย ขอให้เห็นความเปลี่ยนแปลงภายใน เดือน


ฟังแล้วคลับคล้ายคลับคลา ว่ามีนักการเมืองคนหนึ่งเคยพูดเรื่องนี้ไว้นานนมกาเลแล้ว ที่ว่าจะแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ให้ได้ภายในสามเดือนแล้วก็เหลว เขามาประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในเรื่องอื่นภายหลัง โดยเฉพาะกับเรื่องประกันสุขภาพถ้วนหน้า

อวดศักดา อ้างผลงานกันใหญ่ ๑ ใน ๓ ป. คนที่ไม่ค่อยจ้อคุยบ้าง ว่าโครงการ ไทยนิยมยั่งยืน ที่ตนควบคุม “ประสบความสำเร็จไปแล้วหลายเรื่อง” คาดว่าเม็ดเงินที่ลงไปในโครงการจะกระจายสู่ระบบเศรษฐกิจทั้งมวล มียอดสูงเกือบถึง ๑ แสนล้านบาท

พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่าโครงการไทยนิยมยั่งยืนเข้าโค้งสุดท้ายแล้ว และจะส่งคณะทำงานลงไปในพื้นที่กว่า ๘ หมื่นแห่ง “รับฟังความเห็นจากชาวบ้าน เพื่อจัดสรรงบประมาณอย่างเท่าเทียมกัน

โดยยกตัวอย่างอุตสาหกรรมสมุนไพร ใช้วิธีการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล สามารถส่งออกไปต่างประเทศ สร้างรายได้ปีละกว่า ,๐๐๐ ล้านบาท" กับส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้น โดยเฉพาะไม้มีค่า “เพราะปัจจุบันมีกฎหมายให้ใช้ไม้ค้ำประกันแทนเงินได้

คาดว่าเม็ดเงินที่จะกระจายสู่ระบบเศรษฐกิจทั้งหมด จากการดำเนินโครงการไทยนิยมยั่งยืนจะสูงถึง .๙๕หมื่นล้านบาท จากการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ๓.๕ หมื่นล้าน ด้านชุมชนท่องเที่ยวและกองทุนหมู่บ้าน ๓.๔๕ หมื่นล้าน และจากกองทุนหมู่บ้าน ๓ หมื่นล้าน


คงไม่ต้องไปตามจี้ว่าเม็ดเงินเหล่านี้เกิดดอกออกผลแค่ไหน อย่างไร ในเมื่อเสียงสะท้อนตีกลับทันควันทางโซเชียลมีเดียด้วยภาพ ว่าเดี๋ยวนี้ร้านทองหันไปขายก๋วยเตี๋ยวแทนกันแล้ว
 
ไม่เพียง มัวแต่คุยคำโต ไม่ได้ดูตัวของตัวเองว่า ขยะส่งกลิ่นเมื่อบิ๊กป็อกเจอกระแสข่าวที่ว่า ลูกชาย “เข้าไปมี ผลประโยชน์ ในโครงการโรงกำจัดขยะ-โรงไฟฟ้าขยะ ของกระทรวงมหาดไทย

นสพ.ผู้จัดการรายงานเรื่องกลิ่นไม่ดีในโรงกำจัดขยะและโรงไฟฟ้าที่ภูเก็ต หลังจากที่ พล.อ.อนุพงษ์ เพิ่งออกปาก “ลูกชายบอกว่าไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวหรือร่วมทุนกับใคร ด้วยอาการฉุนเฉียว”

ดันมี “คนตาดีไปเห็นชื่อคุ้นๆ ยุทธพงษ์ เผ่าจินดา ไปปรากฏอยู่ในวาระงานของทางราชการ แถมเกี่ยวกับ ขยะซะด้วย คือในตารางงานตีพิมพ์ไว้บนเว็บไซ้ท์ของจังหวัดภูเก็ต “ประจำวันพฤหัสบดีที่ พฤษภาคม ๒๕๖๑ในส่วนของ นรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต
 
...มีนัดหมายใน เวลา ๑๑.๓๐ น. ที่ระบุว่า “คุณยุทธพงษ์ เผ่าจินดา ขอเข้าพบเรื่องการบริหารจัดการขยะในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ณ ห้องรับรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต” คอลัมน์ ข่าวปนคน คนปนข่าว ของผู้จัดการว่า

เสี่ยร้านสปาลูกรัฐมนตรีกำลังสนใจธุรกิจ ขยะขึ้นมากระทันหัน หากเข้าล็อกนี้ก็คงพอเป็น ใบเสร็จที่ บิ๊กป๊อก ถามถึงอยู่ จะให้เคลียร์ชัดเจนก็คงต้องวาน เผ่าจินดาผู้พ่อให้ความกระจ่างกับสังคมซักหน่อย


รวมความแล้ว กระทั่งทุกวันนี้ พวก คสช. ตัวหัวๆ นี่ยังไม่พ้นวังวน “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง” บางครั้ง “ปากว่าตาขยิบ” บางทีมีรายการ “เอาหูไปนาเอาตาไปไร่” ไม่ยอม “ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา” ของตน เลยขึ้นบทพระเอกร่ำไป