วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 18, 2561

วาเลนไทน์มีทุกปี แต่ผ่านมาสี่ปียังไม่มีประชาธิปไตย - ความรักดีๆ ใครๆ ก็รอ ส่วนความรักแบบ คสช.(หรอ?) พอแล้ว(โว้ย)





ความรักดีๆ ใครๆ ก็รอ
ส่วนความรักแบบ คสช.(หรอ?) ประชาชนพอแล้ว(โว้ย)

#วาเลนไทน์มีทุกปี
#แต่ผ่านมาสี่ปียังไม่มีประชาธิปไตย

...



หนูไม่เคย หนูอยาก
#เลือกตั้ง

ที่มา FB

ooo

4 ปี คสช. อยู่พอแล้ว แต่ถ้าอยากอยู่ต่อมาลงเลือกตั้ง


https://www.facebook.com/VoiceOnlineTH/videos/10157587617714848/


ชวนชมคลิปแถลงข่าว "กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง" จะทำอะไรต่อไป



https://www.facebook.com/democracyrestoration/videos/1433508883445291/


‘อยากเลือกตั้ง’ ดันต่อ ประกาศชุมนุมไม่หยุดถึง ๒๒ พ.ค. "จนกว่าประชาชนจะได้อำนาจคืนมา"

คน อยากเลือกตั้ง ไม่ยั่น คสช. ดันต่อนัดชุมนุมไม่หยุดจนถึง ๒๒ พ.ค. เพราะ “วันนี้คนไทยพร้อมเลือกตั้งแล้ว แต่คนที่ไม่พร้อมคือ (มีแต่) คสช.” เท่านั้น

รังสิมันต์ โรม กับเพื่อนพ้องตั้งโต๊ะแถลง โร้ดแม็พ ฝ่ายประชาชนบ้าง ที่ท่าพระจันทร์เมื่อเช้าวานนี้ (๑๗ ก.พ.) ว่า “การชุมนุมสำคัญ เพราะเป็นช่องทางแสดงออกของประชาชน ในยามที่สังคมไม่มีช่องทางอื่น เช่น ฝ่ายค้านในสภาก็ไม่มี เสรีภาพสื่อก็ไม่มี”

ทั้งนี้สองกลุ่มผู้จัดคือ DRG และ START UP PEOPLE หรือกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยและประชาชนริเริ่มใหม่ วางกำหนดการไว้ตั้งแต่วันที่ ๑๘ นี้ไปเลยเดือนละครั้ง (ยกเว้นเดือนเมษายน) จนกระทั่งถึงเดือนพฤษภาคม นัดชุมนุมทุกวันเสาร์ แล้วไปไฮไล้ท์ชุมนุมใหญ่ ๑๙-๒๒ พ.ค. เพื่อประจานครบรอบสี่ปีทหารยึดอำนาจ
ถึงแม้โฆษก คสช. พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ จะอ้างว่า “เรากำลังดำเนินการไปสู่การเลือกตั้งอยู่แล้ว เพียงแต่รายละเอียดการปฏิบัติต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง” และ “ว่า คสช.ต้องการให้ช่วงรอยต่อที่จะได้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย” นั้น

น่าจะเป็นการสอพลอ ถ่วงเวลายืดเยื้อ “จุดยืนเราคือหยุดยื้อเลือกตั้ง หยุดสืบทอดอำนาจ และเลือกตั้งในปีนี้เท่านั้น” นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำอีกคนหนึ่งของกลุ่มกล่าวถึงการยืนหยัดเดินต่อไปข้างหน้าให้ได้มาซึ่งการเลือกตั้งแน่ๆ

“เพื่อกำหนดทิศทางความเป็นไปของประเทศชาติ ดีกว่าให้ใครไม่รู้ที่ไม่ฟังเสียงประชาชนทำหน้าที่ต่อไป เราเพียงใช้พื้นที่แสดงออกในสิทธิที่ประชาชนพึงมี” และสิทธิเหล่านี้ได้ถูก คสช. นั่นเองละเมิดไปแล้ว

จากการที่ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ คณะทำงานด้านกฎหมายของ คสช. ได้แจ้งความไว้ต่อ สน.นางเลิ้ง ว่า ๗ แกนนำกลุ่มอยากเลือกตั้งยุยงปลุกระดม ตามความผิด ม.๑๑๖ และผู้เข้าร่วมชุมนุมอีก ๔๓ คน ในข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ ๓/๒๕๕๘

ทั้งปรากฏว่าการแจ้งความของ พ.อ.บุรินทร์ กระทำอย่างมั่วซั่ว สุกเอาเผากิน โดยเฉพาะในรายชื่อผู้ร่วมชุมนุม ๔๓ คนนั้น เป็นที่น่าสังเกตุอย่างยิ่งว่ามีบุคคลในรายชื่อหลายรายไม่ได้ไปชุมนุม หรืออาจไม่ได้ไปร่วมชุมนุม รวมทั้งมีชื่อบางคนหายไปจากต้นฉบับคำร้องเดิม และเพิ่มรายชื่อใครคนหนึ่งให้จำนวนครบ ๔๓
ที่แน่นอนก็คือนายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ หรือ พ่อน้องเฌอโฑสต์ข้อความทางเฟชบุ๊คว่าตนเองไม่ได้ไปร่วมชุมนุมทำไมมีชื่อ ขณะที่ อนุสรณ์ อุณโณ นักวิชาการ มธ. โพสต์ว่า “ไม่คิดว่าลำพังแต่เพียงร่วมฟังการปราศรัยท่ามกลางคนนับพันจะมีความผิดได้

“ไม่ว่าจะทำอะไรต่อไปนี้ก็สามารถถูกตั้งข้อหาได้ทั้งนั้น แต่มานึกดูอีกทีก็ดีเหมือนกันที่ช่วยให้ตระหนักว่าเผด็จการนั้นไร้เหตุผล ไร้ยางอาย ไม่มีศักดิ์ศรี ขี้ขลาด และก็อำมหิตเลือดเย็นกว่าที่เราเคยคิดไว้นัก”

เช่นเดียวกับกรณีของนายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา หรือ พ่อไผ่ ดาวดิน กับน.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ หรือ แม่จ่านิว และ ดา ตอร์ปิโดหรือดารนี ชาญเชิงศิลปกุล ซึ่งอาจจะได้ไปร่วมหรือไม่ไปร่วมแต่เพียงไปชมหรือชื่นชม ก็ถูกกล่าวหาความผิดเสียแล้ว

ส่วนกรณีนายภาวัต ผ่องใส เจ้าหน้าที่ของสำนักข่าวกรองแห่งชาติที่อาจไปร่วมเพื่อสังเกตุการณ์ตามหน้าที่การข่าว หรือไปเป็นส่วนตัว ที่ปรากฏชื่อในหนังสือแจ้งความฉบับแรก ต่อมาชื่อหายไปโดยมีชื่อใครคนหนึ่งมาแทนที่ให้เต็มจำนวน ๔๓ คน ที่มีการวิจารณ์ว่าแสดงถึงการตั้งข้อหาแก่ประชาชนอย่างมั่วซั่วของ คสช.

ทางด้านน.ส.ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำอีกคนของกลุ่มฯ อ้างถึง “แถลงการณ์ของสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยที่ระบุว่า การปราศรัยในการชุมนุมเป็นสิทธิของประชาชนไม่ได้สร้างความปั่นป่วนให้กระด้างกระเดื่อง อีกทั้งเป็นการชุมนุมตามสิทธิในรัฐธรรมนูญ”

อีกทั้งขณะนี้ได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว คสช. ยังเอาคำสั่งหัวหน้าคณะรัฐประหารมาใช้บังคับในทางขัดแย้งเหนือรัฐธรรมนูญอยู่อีก

“กฎหมายต้องเป็นไปเพื่อเจ้าของอำนาจหรือประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็รับรองการชุมนุมโดยสงบไว้ ถ้าใครออกกฎหมายตามอำเภอใจแล้วบอกว่าละเมิดสิทธินั้น สังคมก็ควรตั้งคำถาม” น.ส.ณัฏฐา หรือ โบว์ กล่าว

(http://www.bbc.com/thai/thailand-43095206?SThisFB, https://www.prachachat.net/politics/news-118670 และ https://www.khaosod.co.th/politics/news_755948)

อยากเลือกตั้ง #เราคือเพื่อนกัน - OK ชัดเจน




“ผมก็อยากเลือกตั้ง”

“คุณจะอยู่ข้างทหารที่ยึดอำนาจประชาชน หรือจะอยู่ข้างประชาชนเพื่อทวงอำนาจคืน ถ้าคุณอยู่ข้างประชาชนเราคือเพื่อนกัน” ทั้งหมดคือคำพูดของโรม รังสิมันต์ แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่กล่าวในงานแถลงข่าวที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมขอถือโอกาสนี้แสดงตัวเป็นเพื่อนกับโรมและทุกคนที่อยู่ข้างประชาชน พร้อมกับขอประกาศตัวเป็นศัตรูกับเผด็จการและกากเดนทั้งหลายเต็มรูปแบบ

เมื่อวันที่ 31 มกราคม ผมได้โพสต์ให้กำลังใจน้องๆ กลุ่ม MBK39 ที่ไปรวมตัวกันที่สกายวอร์ค ผลคือผมถูก บก. ปอท. ตั้งข้อหาปลุกปั่นยุยงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์เพิ่มอีก 1 คดี วันนี้แม้จะต้องมีคดีเพิ่มเพราะการให้กำลังใจน้องกลุ่มคนอยากเลือกตั้งอีกคดีก็ยินดี ผมขอชื่นชมทุกคนที่ออกมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งให้ประชาชนที่ถูกเผด็จการยึดไปแม้จะต้องแลกมาด้วยการถูกดำเนินคดีอาญาจากเผด็จการทั้งข้อหาปลุกปั่นยุยงและมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ขอคารวะให้กับความกล้าหาญของทุกท่านอีกครั้งและขอขอบคุณประชาชน สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ และสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ที่ให้กำลังใจและให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่ประชาชนที่ถูกละเมิดโดยรัฐ เราคือเพื่อนกัน

ขอประณามบรรดาหัวหงอกหัวดำและที่ไม่มีผมทั้งหลายที่ยืนข้างเผด็จการ เพราะความอยากได้ใคร่ดีในเศษอำนาจที่เผด็จการโยนมาให้ คนเหล่านี้จึงสามารถทนเห็นลูกหลานที่บางคนยังเป็นนักศึกษาถูกเผด็จการยัดข้อหาให้อย่างหน้าชื่นตาบาน แถมบางคนยังลอยหน้าลอยตาทำตัวเป็นศรีธนญชัยปกป้องเผด็จการ ถ้าไม่อายตัวเองก็ลองหัดอายเด็กดูบ้าง เผื่อจะเหลือความเป็นคนให้ลูกหลานกราบไหว้เมื่อตายไปแล้ว ขอประณามสถานศึกษาด้านกฎหมายทั้งหลายที่ไม่เคยแสดงความกล้าหาญยืนเคียงข้างประชาชน หากการดำรงอยู่มิได้เป็นไปเพื่อปกป้องความชอบธรรมและรับใช้ประชาชนก็สมควรยุบทิ้ง อยู่ไปก็เปลืองภาษีประชาชนครับ

วัฒนา เมืองสุข
17 กุมภาพันธ์ 2561


Watana Muangsook




กลุ่ม"คนอยากเลือกตั้ง" กางโรดแมปนัดชุมนุมเรียกร้องการเลือกตั้งภายในปีนี้ และต่อต้านการสืบทอดอำนาจ คสช. ทั่วภูมิภาค จนกว่าประชาชนจะได้อำนาจในการกำหนดอนาคตของประเทศกลับคืนมา





Roadmap การจัดกิจกรรมของ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ตามที่ได้แถลงไปเมื่อเช้านี้นะครับ

กุมภาพันธ์ 2561

- 18 ก.พ. กิจกรรม "START UP PEOPLE : ปลุกพลังคนอยากเลือกตั้ง" โดยกลุ่ม Startup People Thailand เชิญ #คนอยากเลือกตั้ง ภาคอีสาน มาปลุกพลังประชาธิปไตยไปด้วยกันกับคนไทยทั้งชาติ
ณ ลานย่าโม อ.เมือง จ.นครราชสีมา เวลา 17:00น. ดูรายละเอียดได้ที่ https://www.facebook.com/StartUpPeopleTH/photos/a.686655904865564.1073741829.544999515697871/796337423897411/?type=3&theater

- 24 ก.พ. จัดกิจกรรมบริเวณหน้าหอประชุมศรีบูรพา (หอเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ตั้งแต่เวลา 15.00 น. โดยในงานจะมีเซอร์ไพรส์เล็กน้อย (แต่ไม่ได้มุ่งหวังจะให้เกิดผลกระทบกับประชาชนแต่อย่างใด)

มีนาคม 2561

- 10 มี.ค. จัดกิจกรรมใหญ่ในช่วงเย็น โดยจะแจ้งสถานที่ให้ทราบอีกทีหนึ่ง

- 24 มี.ค. จัดกิจกรรมในช่วงเย็น โดยจะแจ้งสถานที่ให้ทราบอีกทีหนึ่ง

เมษายน 2561

- เดือนนี้จะเป็นช่วงของการพักเติมพลัง เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม เพื่อสู้ศึกใหญ่ต่อไปในเดือนหน้า

พฤษภาคม 2561

- เดือนครบรอบ 4 ปี คสช. หากเป็นในระบอบปรกติควรจะเป็นเดือนที่ประชาชนจะนึกถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศต่อไป เราจะจัดกิจกรรมในทุกวันเสาร์ ได้แก่วันที่ 5 และ 12 พ.ค. เพื่อนำความรู้สึก “อยากเลือกตั้ง” กลับมาสู่ประชาชนอีกครั้ง

- และในวันเสาร์ที่ 19 ต่อเนื่องไปจนถึงวันอังคารที่ 22 พ.ค. เราจะจัดกิจกรรมใหญ่ 4 วัน 3 คืน ปักหลักอยู่จนกว่าประชาชนจะได้อำนาจในการกำหนดอนาคตของประเทศกลับคืนมา

เมื่อรู้กำหนดการแล้ว ก็ขอเชิญชวนทุกท่าน หาโอกาสมาร่วมเรียกร้องการเลือกตั้งภายในปีนี้ และต่อต้านการสืบทอดอำนาจ คสช. ไปด้วยกันกับเรา เพื่อให้อำนาจในการกำหนดอนาคตของประเทศไทยกลับคืนสู่ประชาชนชาวไทยอีกครั้ง



กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group - DRG


ooo


"คสช." เตือนกลุ่มอยากเลือกตั้ง อย่าทำผิดกฎหมาย หลังประกาศโรดแมปการเคลื่อนไหว





ในการชุมนุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) เรียกร้องให้บรรดานักการเมืองเข้ามาร่วมการชุมนุมกับประชาชนเพื่อกดดันให้เกิดการเลือกตั้งภายในปี 2561


ที่มา บีบีซีไทย


"คสช." เตือนกลุ่มอยากเลือกตั้ง หลังประกาศโรดแมปการเคลื่อนไหว ขออย่าทำผิดกฎหมาย ย้ำเลือกตั้งอยู่ในกรอบโรดแมป หลังกลุ่มนักศึกษาและนักกิจกรรมที่เรียกตัวเองว่า "คนอยากเลือกตั้ง" เผยถึงแผนโรดแมปการชุมนุมในส่วนภูมิภาคประเดิมที่แรกที่ จ. นครราชสีมา ในวันพรุ่งนี้ (18 ก.พ.) เพื่อเรียกร้องให้ประชาชน นักการเมือง ร่วมกดดันให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยุติการสืบทอดอำนาจ พร้อมจัดการเลือกตั้งภายในปีนี้

พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 ในฐานะทีมใคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย และกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จัดแลงข่าวแนวทางการเคลื่อนไหวใหญ่ ว่า การที่กลุ่มบุคคลต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหว เราต้องพิจารณาว่าเป็นเรื่องอะไร ถ้าเคลื่อนไหวเพราะความเดือดร้อนจากผลกระทบในโครงการรัฐ หรือปัญหาปากท้อง เราต้องพิจารณาเป็นประเด็น แต่ถ้าเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มอยากเลือกตั้งนั้น ทางคสช.ขอทำความเข้าใจว่าเรากำลังดำเนินการไปสู่การเลือกตั้งอยู่แล้ว เพียงแต่รายละเอียดการปฏิบัติต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ดังนั้นขอให้เข้าใจว่าคสช.ต้องการให้ช่วงรอยต่อที่จะได้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งต้องมีความระเบียบเรียบร้อย ไม่มีอุปสรรคใดๆเกิดขึ้น เพื่อให้สามารถบริหารราชการแผ่นดินต่อได้



พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการที่จะดูแลกลุ่มคนอยากเลือกตั้งนั้น คสช.ประเมินสถานการณ์ตลอดเวลา อะไรก็ตามที่จะทำให้บ้านเมืองไม่สงบเรียบร้อง คสช.คงไม่ปล่อยปละละเลยเด็ดขาด เราต้องดูแลความสงบสุขของบ้านเมืองเพื่อรักษาสภาวะแวดล้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม ซึ่งการปฏิบัติแต่ละพื้นที่ แต่ละสถานการณ์ เจ้าหน้าที่ต้องประเมินด้วยการติดตามข้อมูลข่าวสาร การเคลื่อนไหว การเตรียมสถานที่ของผู้ชุมนุม อำนวยความสะดวก และป้องกันผู้ไม่หวังดีเพื่อสร้างสถานการณ์ ดังนั้นขอย้ำว่าเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและรัดกุม



JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพ"คสช." เตือนกลุ่มอยากเลือกตั้ง หลังประกาศโรดแมปการเคลื่อนไหว ขออย่าทำผิดกฎหมาย ย้ำเลือกตั้งอยู่ในกรอบโรดแมป



เมื่อถามว่า แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้งล้วนถูกข้อหาและแจ้งความดำเนินคดี คสช.จะทำความเข้าใจอย่างไร พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวว่า ขอย้ำว่าเราไม่ได้กลั่นแกล้ง ไม่ได้ลิดรอนสิทธิ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐทำทุกอย่างภายใต้กรอบกฎหมาย ในเมื่อพวกเขารู้ว่าทำผิดกฎหมายก็ต้องรับรู้สิ่งที่จะตามมาด้วยว่าเป็นอย่างไร

"ก่อนจะมีการชุมนุมก็จะมีการเชิญชวนในโชเชียลมีเดีย มีการติดตามต่าง ๆ ทางเจ้าหน้าที่จะประสานงานแจ้งเตือน เราก็ขอร้อง ขอความร่วมมือมาตลอด ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ร้องทุกข์กล่าวโทษไปแล้วว่าการชุมนุมนั้นจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย ทุกคนทราบดี แต่เมื่อไม่ให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย และอำนาจหน้าที่ พร้อมทั้งยืนยันอีกที่ว่าเราไม่ได้กลั่นแกล้ง ไม่ได้ไปละเมิดสิทธิ์ใด ๆ เราปฏิบัติเหมือนกันทุกคน ทุกกลุ่ม" ทีมโฆษกคสช. กล่าว

เมื่อถามว่า คสช.ประเมินการเคลื่อนไหวกลุ่มนี้อย่างไร มีใครหนุนหลังหรือไม่ พล.ต.ปิยพงศ์ กล่าวว่า ขอให้ประชาชนช่วยกันสังเกตร่วมกันว่าคนที่มาเคลื่อนไหวเป็นท่านเดิม ๆ และมีคนใหม่ ๆ เข้ามา หรือไม่ ส่วนจะมีใครสนับสนุนหรือไม่ ต้องช่วยกันตรวจสอบ อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่าสังคมส่วนใหญ่อยากให้บ้านเมืองสงบสุข เพื่อให้เป็นไปตามโรดแมปได้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด และถึงอย่างไรการเลือกตั้งก็ต้องเกิดขึ้นตามโรดแมปที่วางไว้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และประเทศชาติทั้งสิ้น


JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพนายรังสิมันต์ ระบุ "คสช. ชอบอ้างกฎหมาย เรามองว่ากฎหมายต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าของอำนาจคือประชาชน.."


นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาสมาชิกกลุ่มและเครือข่ายพันธมิตรมีการเคลื่อนไหวเพื่อให้ความรู้ประชาชนมาโดยตลอด เกี่ยวกับการเรียกร้องสิทธิการเลือกตั้งและสะท้อนให้เห็นว่าระบบ คสช. มีปัญหา ทั้งผ่านสื่อและการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อองค์กรรัฐ แต่ไม่ยังไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นจึงเชื่อว่าไม่มีหนทางอื่นที่ประชาชนสามารถยุติการสือทอดอำนาจ คสช. ได้ นอกจากประชาชนและภาคส่วนอื่นๆ นอกจากการออกมาแสดงพลังทวงสิทธิคืนมา

เขาอธิบายในระหว่างการตั้งโต๊ะแถลงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วง 10.00 น.ที่ผ่านมาว่า การชุมนุมสำคัญ เพราะเป็นช่องทางแสดงออกของประชาชน ในยามที่สังคมไม่มีช่องทางอื่น เช่น ฝ่ายค้านในสภาก็ไม่มี เสรีภาพสื่อก็ไม่มี ซึ่งการชุมนุมที่จะเกิดขึ้นเป็นความร่วมมือระหว่างกลุ่ม DRG และกลุ่ม START UP PEOPLE โดยระยะแรกจะเริ่มขึ้นตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ถึง พ.ค. (ว่างเว้นเฉพาะเดือน เม.ย.)

นี่คือ ท่าทีล่าสุดของกลุ่มนักศึกษาทั้งสองกลุ่ม โดยยังยืนยันในจุดยืนเดิมคือการเรียกร้องสิทธิอันพึงมีพึงได้ที่ถูกพรากไป และเป็นการส่งสัญญาณว่า คสช. ต้องทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้ คือต้องจัดการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. 61 เปิดทางให้ประชาชนได้ใช้อำนาจของตนเองในการกำหนดทิศทางอนาคตประเทศ และเพื่อเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับทุกฝ่าย



IRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพนายสิรวิชญ์ ระบุว่า มีสองทางเลือกสำหรับประชาชน คือ อยู่ข้างทหาร หรือ ทวงคืนผลประโยชน์ประชาชน


การประกาศเดินหน้าชุมนุมเป็นผลสืบเนื่องมาจากการชุมนุมที่ใช้ชื่อว่า "หยุดยื้ออำนาจ หยุดยื้อเลือกตั้ง" ที่บริเวณรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย และกลุ่ม START UP PEOPLE แม้ว่าบรรดาแกนนำจะถูกตั้งข้อหากระทำการยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ การฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 อยู่ในขณะนี้จากการจัดการชุมนุมครั้งล่าสุด


การชุมนุมจะเกิดขึ้นที่ไหนบ้าง


  • 18 ก.พ. : กลุ่ม Start Up People จะจัดการชุมนุมที่ลานย่าโม ที่ จ. นครราชสีมา เป็นกิจกรรมแรกที่หลังการคิกออฟ โดยเริ่มขึ้นเวลา 17.00 น.
  • 24 ก.พ.: มธ. ท่าพระจันทร์ หน้าหอประชุมเล็ก เวลา 15.00 น.
  • 10 มี.ค.: จะเป็นวันที่จัดกิจกรรมใหญ่อีกครั้ง ส่วนสถานที่และเวลาจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง
  • 24 มี.ค.: จัดกิจกรรมสถานที่เวลาจะแจ้งอีกครั้ง ช่วงเย็น

สำหรับในเดือน พ.ค. จะมีกิจกรรมทุกวันเสาร์ โดยจะมีการชุมนุมใหญ่ระหว่างวันที่ 19-22 พ.ค. โดยจะค้างคืน จนกว่าประชาชนจะได้อำนาจกลับคืนมา เหตุผลที่เลือกเดือนนี้ เพราะเป็นเดือนครบรอบ 4 ปี ของคสช. อย่างไรก็ตาม นายรังสิมันต์ ระบุว่า จะต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ให้ทราบเกี่ยวกับการชุมนุมทุกครั้ง และคาดว่าจะมีการจัดการชุมนุมให้ครบทุกภูมิภาคในอนาคต

ยินดีต้อนรับทุกสีเสื้อ

นายรังสิมันต์กล่าวยืนยันว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ได้แบ่งตามแนวคิดทางการเมือง แต่เป็นการต่อสู้เพื่ออนาคตของประเทศ พร้อมทั้งยินดีต้องรับผู้ที่มีความคิดเห็นต่างทางการเมือง เสื้อทุกสี โดยได้เชิญชวนบรรดานักการเมืองคนอื่นๆ เข้ามาร่วมการแสดงพลังร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตสส. หรือแม้แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำกลุ่ม กปปส.

"เราเห็นทุกคนเป็นมนุษย์ เราเคารพทุกจุดยืน ความคิดของทุกสีเสื้อ" นายสิรวิชญ์ สรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า START UP PEOPLE และประชาธิปไตยศึกษา กล่าวเสริมในประเด็นดังกล่าว

ตั้งข้อหาแกนนำกลุ่ม 50 คนไม่สมเหตุผล


ในการแถลงข่าวในวันนี้ กลุ่มนักศึกษาและนักเคลื่อนไหวยังยืนยันจุดยืนในการชุมนุม และให้ความเห็นต่อการดำเนินการทางคดี ว่าเป็นเรื่องที่ "ไม่สมเหตุผล" หลังมีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อสน.สำราญราษฏร์ ต่อการชุมนุมในวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมาให้ดำเนินดคีดกับแกนนำและผู้ร่วมชุมนุมร่วม 50 คน ตามการตั้งข้อหากระทำการยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ การฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558

นายรังสิมันต์ ระบุว่า การชุมนุมเป็นการติชมโดยสุจริต ไม่ได้สร้างความกระด้างกระเดื่อง จึงไม่เข้าข่าย ม. 116 ใขณะที่ คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 3/2558 นั้นมีไว้เพื่อปกป้อง คสช. เอง และเป็นไปเพื่อประโยชน์ คสช. ซึ่งขัด รธน.ฉบับปี 2560 เรื่องหลักนิติธรรม ในเรื่องสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชน

"คสช. ชอบอ้างกฎหมาย เรามองว่ากฎหมายต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าของอำนาจคือประชาชน ซึ่งกฎหมายของ คสช. ไม่เป็นเช่นนั้น" เขาอธิบาย

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 17, 2561

สนช.ลากิจเป็นนิจสินได้ นี่ก็ ‘ฉ้อราษฎร์บังหลวง’ อย่างหนึ่ง เช่นเดียวกับลิ่วล้อ คสช.เล่นหุ้นหาลำไพ่


นี่ยังไม่ครบสี่ปีดีทั้งลิ่วล้อและลูกไล่ คสช. ออกลายกันเป็นแถว ใช้อำนาจเกินเกณฑ์ตามอำเภอใจ อ้างตรรกะอย่างแถไถ เอาแต่ได้ถ่ายเดียวไม่คำนึงถึงอื่นใดทั้งสิ้น

สนช. หรือกลุ่มบุคคล (ส่วนใหญ่นายทหาร) ที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้นมาทำการประทับตราและออกกฏระเบียบบังคับใช้กับประชาชนทั่วไป ถึงคราวพร้อมใจอนุมัติมาตรการ “เพื่อประโยชน์ส่วนตัว” หักล้างหลักเกณฑ์ความประพฤติสำหรับองค์กรที่พวกตนได้รับแต่งตั้งเข้าไปกินเงินเดือนเรือนแสน ที่มาจากภาษีอากรของประชาชน

ประมวลจริยธรรมสำหรับสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติข้อ ๒๓ (ทั้งหมดมี ๔๕ ข้อ) กำหนดให้ทุกคนต้องอุทิศเวลาแก่งานราชการ ไม่เบียดบังเอาไปใช้ในการประกอบธุรกิจส่วนตัว

แต่เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มติ สนช. ๑๖๐ เสียง (นอกนั้นงดออกเสียง ๖ คน และไม่ได้ลงคะแนน ๑ คน) เห็นชอบไม่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่มีอยู่ ตามความเห็นของประธานกรรมาธิการ กล้ารงค์ จันทิก ที่ว่า

สมาชิกหรือกรรมาธิการ “สามารถยื่นลา (กิจ) ต่อประธาน สนช. เหมือนที่เคยปฏิบัติมา (เป็นนิจสิน) ได้โดยจะไม่ถือว่าขาดคุณสมบัติ” จากตำแหน่ง


ตรงกับคำวิจารณ์จากชาวบ้านพลเมืองเน็ตที่ปรากฏทางไซเบอร์ ถึงพวกลูกไล่ คสช.เหล่านี้ที่ว่า “ด้านได้อายอด” เสียจริง

วันก่อนเพิ่งขึ้นเงินเดือนย้อนหลัง ๑๐% ให้ศาลและองค์กรอิสระไปถึงปลายปี ๕๗ วันนี้ สนช.ยกมือให้พวกพ้องตัวเองลางานไปประกอบธุรกิจส่วนตัวได้ ๑๖๐ เสียง #ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง นี่มันดีจริงๆ” 

Incognito @Incognito_me บ่นถึงวิธีการ ฉ้อราษฎร์บังหลวง อย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายของ คสช. เองต้อง น้อมรับ ผลสำรวจที่พบว่าดัชนีการคอรัปชั่นของไทยนั้น แย่ลง
แม้นว่าผลสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าจะกล่าวถึงดัชนีการคอรัปชั่นโดยรวม แต่เน้นตัวอย่างที่ประเด็นการ “จ่ายเงินเพิ่มพิเศษ (เงินใต้โต๊ะ) แก่ข้าราชการหรือนักการเมืองที่ทุจริต” ก็ตาม

(อย่าลืมว่า นักการเมืองในขณะนี้ถ้าไม่ใช่พวกคณะรัฐประหารโดยตรง ก็จะเป็นลิ่วล้อและ/หรือลูกไล่ ที่ คสช.แต่งตั้งเข้าไปดำรงตำแหน่งใดๆ ที่กินงินเดือนจากรัฐ ทั้งสิ้น)

รายละเอียดที่ทีมผู้บริหารและหัวหน้าโครงการสำรวจของ ม.หอการค้า ระบุว่าพฤติกรรมคอรัปชั่นส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากการสำรวจทุกๆ ๖ เดือนเมื่อครั้งที่แล้ว (เดือนมิถุนายน) หรือแย่ลงหนึ่งขีดขั้น บางกรณีเพิ่มขึ้น “สัดส่วนสูงสุดในรอบ ๓ ปี นับตั้งแต่ปี ๒๕๕๘” ล้วนอยู่ในขอบข่ายการครองเมืองของ คสช. ทั้งนั้น

นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) หนึ่งในผู้ร่วมแถลงผลสำรวจตั้งข้อสังเกตุถึงการจัดอันดับภาพลักษณ์การคอรัปชั่นในประเทศต่างๆ โดยองค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ หรือ ‘Transparency International’ ครั้งต่อไปที่จะออกมาในวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์นี้ อันเป็นที่ทราบกันดีว่าครั้งที่แล้วประเทศไทยอยู่ในอันดับรั้งท้ายๆ แย่มาก

เขาตั้งความหวังให้ สนช.ผ่านร่างกฎหมาย “ที่ดูแลเรื่องผลประโยชน์ขัดกันหรือผลประโยชน์ทับซ้อนออกมา” ว่าจะช่วยลดการคอรัปชั่น “รวมถึงจะสามารถสร้างความชัดเจนและตอบคำถามสิ่งที่เคยเกิดมาแล้ว” ด้วยได้


กระนั้นก็ตาม น่าจะเป็นความหวังที่ ลมแล้ง อยู่พอดู เมื่อพิจารณาจากความประพฤติของบรรดาสมาชิก สนช. ในกรณีออกใบอนุญาตให้ตนเองไปทำธุรกิจหาลำไพ่ในเวลาราชการได้

หรือไม่ก็กลับกันแบบ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตนายตำรวจใหญ่ลิ่วล้อ คสช. อีกคนที่บอกว่าเล่นหุ้นเป็นงานหลัก แต่กินเงินเดือนเรือนแสนในตำแหน่ง ผบ.ตร. เป็นเพียง ไซ้ด์ไลน์เท่านั้น

แม้นว่านายมีชัย ฤชุพันธ์ ลิ่วล้อบริกรคนสำคัญในการออกกฎบังคับให้แก่ คสช. ใช้กดหัวประชาชน (โดยเฉพาะพวกที่ได้ชื่อว่า นักการเมือง) จะมีความเห็นเกี่ยวกับกรณีลิ่วล้อ คสช.เล่นหุ้นต่างกรรม แต่ลม้ายคล้ายคลึงกัน
 
“กล่าวถึงกรณีที่ นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ถือหุ้นในบริษัทที่รับสัญญาสัมปทานและเป็นคู่สัญญากับรัฐ โดยถือครองหุ้น เอสซีจี ของบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด จำนวน ๕ พันหุ้น”

ว่าศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่า รัฐมนตรีที่มีหุ้นครอบครองอยู่ก่อนเข้ารับตำแหน่ง “ไม่ได้อยู่ในข่ายต้องห้าม...แต่หากจะถือครองหุ้นภายหลังเข้ารับตำแหน่งนั้น ทำไม่ได้”

อย่างไรก็ดีในกรณีผู้ถือครองหุ้นอยู่แล้วต้องพิจารณาขายหุ้นนั้นออกไปเพื่อไม่ให้ตกอยู่ในลักษณะผลประโยชน์ทับซ้อน ถ้าหากจำนวนหุ้นนั้นมากพอก่อให้เกิดผล (น้ำหนัก) ในการออกเสียงในที่ประชุมของคณะกรรมการบริษัทได้


นายมีชัยว่า “หากเป็นหุ้นที่มีอยู่จำนวนไม่มากได้กำไรเล็กน้อยก็ไม่เป็นไร” นี่ก็อีกตัวอย่างของการตีความเข้าข้างพวกกันเอง เพื่อประโยชน์ของลิ่วล้อและลูกไล่ คสช. (ก็ว่าได้) แล้วทำไมไม่ตีความตรงตามตัวบทให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป

ถ้ามีแค่ ๕ พันหุ้น แต่เวลาบอร์ดบริษัทจะตัดสินอะไรก็แอบมาถามความเห็นก่อนในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีของ คสช. ล่ะ หรือว่าถ้ามีเป็นล้านหุ้น แต่ขอสละสิทธิไม่โหวตในการประชุมบอร์ด ซึ่งกรรมการก็มักจะมาถามความเห็นก่อนโหวตเหมือนกันล่ะ

พูดจาภาษากฎหมายมีทั้งดิ้นได้ บิดได้ และ ตงฉิน ก็ได้ การปกครองด้วยกฎหมายไม่ได้ก่อให้เกิดความยุติธรรมหรือเที่ยงตรงเสมอไป

เมื่อพูดถึงกฏเกณฑ์สำหรับการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนและ/หรือเป็นชาติ จะถือปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ ถ้ากฎหมายนั้นไม่ผ่านการอนุมัติของประชาชนเสียงส่วนมาก

หลักการที่ดีที่สุดควรอยู่ที่ ให้เสียงส่วนใหญ่ได้รับการเคารพก่อนกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายเขียนโดยพวกคนส่วนน้อยที่ใช้กำลังยึดเอาอำนาจไปครอง

iLaw เก็บภาพบรรยากาศการ #เดินมิตรภาพ ในวันสุดท้ายมาฝากทุกคน





...

ศาลปกครองสูงสุด ชี้คำอุทธรณ์ สตช.ฟังไม่ขึ้น คงคำสั่งคุ้มครองเดินมิตรภาพ


...


กิจกรรม #wewalkเดินมิตรภาพ เข้าสู่วันสุดท้ายแล้ว ร่วมเป็นกำลังใจให้ทีมเดินเท้า ที่ต้องฟันฝ่าอุปสรรคนานาจากเจ้าหน้าที่รัฐทั้งเปิดเผยและแอบแฝง มาตลอด 450 กิโลเมตร จนกำลังจะถึงปลายทางในวันนี้

กิจกรรม #Wewalk #เดินมิตรภาพ ออกเดินเท้าจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ตั้งแต่ 20 มกราคม 2561 โดยตำรวจกว่า 200 นายเข้าปิดกั้นขวางประตูทางออก แต่พวกเขาก็ยังแบ่งทีมเดินเป็นทีมเล็กๆ ออกมากันได้

หลังจากนั้นก็ยังถูกตำรวจและทหารขับรถติดตาม ถ่ายภาพ ค้นรถ ควบคุมตัวผู้เข้าร่วม ตามไปคุกคามผู้เข้าร่วมถึงบ้าน รวมทั้งไปกดดันวัด กับเจ้าของสถานที่ต่างๆ ไม่ให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้พักอาศัยหรือทำกิจกรรมจัดวงพูดคุยกัน

จนกระทั่ง 27 มกราคม 2561 ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว สั่งให้ตำรวจทุกพื้นที่อำนวยความสะดวก ห้ามคุกคามขัดขวาง ซึ่งช่วยให้ท่าทีของตำรวจเปลี่ยนไป เป็นการใส่เครื่องแบบ มาแนะนำตัว ช่วยดูแลการจราจร แต่ขณะเดียวกันในทางลับ การกดดันเจ้าของสถานที่ต่างๆ และการติดตามไปที่บ้านก็ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายครั้ง เพื่อกดดันให้กิจกรรมเดินเท้าเพื่อสื่อสารประเด็นปัญหาครั้งนี้ยากลำบาก ได้รับความร่วมมือน้อย

วันนี้ (16 กุมภาพันธ์ 2561) กิจกรรมการเดินเข้าสู่วันสุดท้าย ขบวนเดินเริ่มออกจากปากซอยโรงเรียนวัดกุดกว้าง บนถนนมิตรภาพ เป็นระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตรมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง จ.ขอนแก่น โดยมีผู้เข้าร่วมเดินประมาณ 100 คน ขณะที่ยังมีขบวนเดินอีก 3 สาย ที่เดินจากจุดต่างๆ ในเมืองขอนแก่นเพื่อจบที่เป้าหมาย อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จ.ขอนแก่น ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองในเวลาประมาณ 12.00 น.

ขณะที่ในวันพรุ่งนี้ (17 กุมภาพันธ์ 2561) จะเป็นกิจกรรมเวทีปลายทาง ที่ผู้ร่วมเดินจะมาถอดบทเรียน ประสบการณ์ และผลที่ได้จากการสื่อสารประเด็นปัญหาต่างๆ ตลอดเส้นทาง 800,000 ก้าว และมองไปยังอนาคตร่วมกัน โดยผู้ร่วมเดินตลอดเส้นทางหลายร้อยคนก็จะมารวมตัวกันทำกิจกรรมกันที่ จ.ขอนแก่น

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้จัดงานติดต่อกับหลายหน่วยงานในมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อขอใช้สถานที่จัดเวที ซึ่งบางครั้งก็ได้รับอนุมัติแล้วแต่สุดท้ายก็มีแรงกดดันจนต้องยกเลิกการใช้สถานที่ไปหลายครั้ง จนถึงหนึ่งวันก่อนงานก็ยังมีแรงกดดันจากรอบทิศทางไปยังมหาวิทยาลัยขอนแก่นอยู่อย่างต่อเนื่อง จึงต้องรอติดตามให้กำลังใจกันถึงวันสุดท้าย ว่ากิจกรรมจะจัดขึ้นได้ในสถานที่ใด ท่ามกลางการคุกคามแบบใดบ้าง

ติดตามถ่ายทอดสดการเดินวันสุดท้ายไปยังเป้าหมาย และข้อมูลต่างๆ อัพเดทตลอดที่เพจ People GO network


iLaw added 9 new photos.





















"ทิชา ณ นคร" ยื่น กว่า 8 หมื่นรายชื่อ ให้"บิ๊กตู่" บี้ "บิ๊กป้อม" ลาออก จากปม นาฬิกาหรู จี้ ปปช. อย่าเป็น "ผงฟอกขาว" ให้"บิ๊กป้อม





บี้ "บิ๊กป้อม"ลาออก
จี้"ปปช." อย่าฟอกขาว!

"ทิชา ณ นคร" มาข้างทำเนียบฯยื่น กว่า8หมื่นรายชื่อ ให้"บิ๊กตู่" บี้"บิ๊กป้อม" ลาออก จากปม นาฬิกาหรู จี้ ปปช. อย่าเป็น "ผงฟอกขาว" ให้"บิ๊กป้อม"/ขณะ "บิ๊กป้อม"กำลังประชุม คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ตึกสมช.ในทำเนียบฯ


ที่ศูนย์บริการประชาชน(1111) ภายในสำนักงาน ก.พ. นางทิชา ณ นคร ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและเยาวชน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พร้อมสมาชิก 6 คน ได้เดินทางมายื่นรายชื่อ ที่รวบรวมผ่านทางเว็บไซต์ CHANGE ประมาณ 80,000 รายชื่อ ถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้พ ลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แสดงสปิริตด้วย การลาออกจากตำแหน่ง ตามที่ได้เคยลั่นวาจาไว้ต่อสาธารณะ

โดยได้ยื่นหนังสือผ่านนายสาธิต สุทธิเสริม หน.ฝ่ายประสานมวลชน เพื่อให้ดำเนินการต่อไป

พร้อมทั้งเรียกร้องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)เพื่อให้รักษาความเที่ยงตรง ในกรณี พลเอกประวิตร ที่ไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินนาฬิกาหรู ราคากว่า 30 ล้านบาท ต่อ ปปช.ตามกฎหมาย ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่อาจยอมรับได้

จึงร่วมกันลงชื่อผ่านทาง www. Change ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม -15 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งสามารถรวบรวมได้ทั้งหมดกว่า 8 หมื่นรายชื่อ และเป็นการลงชื่อที่มีจำนวน
มากกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายการลงประชามติ ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญปี 40 ที่กำหนดไว้เพียง 50,000 ชื่อ

รวมทั้ง เรียกร้องให้สำนักงาน
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)ที่เป็นองค์กรตรวจสอบการทุจริต
ของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการระดับสูง ที่กำลังตีความโน้มเอียง ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเสมือน"ผงฟอกขาว"ให้ พลเอกประวิตร ทำให้ประชาชนไม่สามารถมั่นใจได้ว่าจะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาได้

ขณะที่ในเวลาเดียวกัน "บิ๊กป้อม"กำลังประชุม คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ตึกสมช.ในทำเนียบฯ

แต่นั่งรถลงชั้นใต้ดิน สิ่อไม่มีโอกาสสัมภาษณ์


Wassana Nanuam


Absolute Power Corrupts Absolutely (ใช่เลย...) หอค้าเปิดผลสำรวจคอร์รัปชั่นไทยแย่ลง รับเงินใต้โต๊ะพุ่งสูงสุดรอบ 3ปี เริ่มไม่แน่ใจ ป.ป.ช. จี้รัฐเร่งออกกฎหมาย เคลียร์ปม “ยืมนาฬิกา-เงิน เพื่อน”





หอค้าเปิดผลสำรวจคอร์รัปชั่นไทยแย่ลง รับเงินใต้โต๊ะพุ่งสูงสุดรอบ 3ปี!


15 กุมภาพันธ์ 2561
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ


หอค้าเปิดผลสำรวจคอร์รัปชั่นไทยแย่ลง รับเงินใต้โต๊ะพุ่งสูงสุดรอบ 3ปี เริ่มไม่แน่ใจ ป.ป.ช. จี้รัฐเร่งออกกฎหมาย เคลียร์ปม “ยืมนาฬิกา-เงิน เพื่อน”



นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทย (ซีเอสไอ) เดือนธันวาคม 2560 ซึ่งทำสำรวจทุกๆ 6 เดือน ครั้งนี้สำรวจ 2,400 ตัวอย่าง เมื่อเดือนธันวาคม 2560 พบว่าดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยโดยรวมอยู่ที่ระดับ 52 แย่ลงจากเดือนมิถุนายน 2560 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 53 ส่วนดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 51 แย่ลงจากเดือนมิถุนายน 2560 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 52 และแนวโน้มสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยอยู่ที่ระดับ 53 แย่ลงจากเดือนมิถุนายน 2560 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 54

นางเสาวณีย์ กล่าวว่า แยกดูรายละเอียดเทียบเดือนมิถุนายน 2560 พบว่าแย่ลงเกือบทุกตัว ได้แก่ ดัชนีปัญหาและความรุนแรงของการคอร์รัปชั่นอยู่ที่ระดับ 42 จากระดับ 44 ดัชนีการป้องกันการคอร์รัปชั่นอยู่ที่ระดับ 53 จากระดับ 54 ยกเว้นดัชนีการสร้างจริยธรรมและจิตสำนึกดีขึ้นอยู่ที่ระดับ 62 จากเคยอยู่ที่ระดับ 60

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ความคิดเห็นและข้อเท็จจริงจากกลุ่มตัวอย่างที่มีประสบการณ์ด้วยตัวเองหรือจากคนรอบข้าง พบว่า มี 24% ที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มพิเศษ (เงินใต้โต๊ะ) แก่ข้าราชการหรือนักการเมืองที่ทุจริต เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2560 ซึ่งจ่าย 18% นับว่าเป็นสัดส่วนสูงสุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2558 ส่วนไม่จ่ายมี 54% ลดลงจากเดือนมิถุนายน 2560 ซึ่งไม่จ่าย 59% อย่างไรก็ตามเปอร์เซ็นต์เงินเพิ่มพิเศษที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายแก่ข้าราชการหรือนักการเมืองที่ทุจริตเพื่อให้ได้สัญญา เฉลี่ยอยู่ที่ 5-15% ทรงตัวจากช่วงที่ผ่านมา คิดเป็นเงิน 6.62 หมื่นล้านบาท – 1.98 แสนล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 2.29-6.86% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด และคิดเป็นสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) 0.41-1.23%





นายธนวรรธน์ กล่าวอีกว่า สถานการณ์ความรุนแรงของการคอร์รัปชั่นในปัจจุบันและในอนาคต กลุ่มตัวอย่างมีความกังวลว่าจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ปี 2558 เนื่องจากจะมีโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐมากขึ้นที่จะมีการจัดซื้อจัดจ้าง อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือของภาคเอกชน ประชาชน กับการต่อต้านคอร์รัปชั่นดีขึ้น สวนทางกับการทำงานขององค์กรอิสระและหน่วยงานราชการที่มีประสิทธิภาพต่อต้านคอร์รัปชั่นลดลง นอกจากนี้เริ่มเห็นสัญญาณการจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อให้ได้งาน ระดับ 20% และ 30-35% ของการใช้จ่ายงบประมาณเริ่มเกิดขึ้นด้วย

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง มองสถานการณ์ความรุนแรงของปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคต เนื่องจากกฎหมายเปิดโอกาสให้สามารถใช้ดุลยพินิจที่เอื้อต่อการทุจริต กระบวนการทางการเมืองขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ยาก ขาดกลไกการกำกับดูแลกิจการหรือตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ และความล่าช้าหรือยุ่งยากของขั้นตอนในการดำเนินการของทางราชการ โดยรูปแบบการทุจริตคอรัปชั่นในสังคมไทยที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด ได้แก่ การให้สินบนของกำนัลหรือรางวัลต่างๆ รองลงมาการใช้ตำแหน่งทางการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์แก่พรรคพวกการทุจริตเชิงนโยบายโดยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเช่นกันหัวการประมูลและการจ่ายเงินเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ในภายหลังตามลำดับ

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มากกว่า 90% แสดงความเห็นทั้งไม่เห็นด้วยที่การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องไกลตัวไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเองโดยตรง, ไม่เห็นด้วย ที่รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่นแต่มีผลงานและทำประโยชน์ให้สังคมเป็นเรื่องที่รับได้ และไม่เห็นด้วยในการให้สินน้ำใจเล็กๆน้อยๆแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเรื่องไม่เสียหาย และความสามารถที่จะทานทนต่อการทุจริตคอรัปชั่นลดลง อยู่ที่ระดับคะแนน 2.03 จาก 2.23 ซึ่งยิ่งใกล้ 0 คะแนนคือไม่สามารถทนต่อการทุจริตคอรัปชั่นได้

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับความเชื่อมั่นต่อการทำงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และองค์กรอิสระอื่นๆ ที่ทำหน้าที่ต่อต้านคอร์รัปชั่นลดลง แต่ความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจ และสื่อมวลชน รวมถึงภาคประชาชนในการช่วยต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นกลับเพิ่มขึ้น ทั้งนี้มีเรื่องสำคัญที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการโดยด่วนที่สุดเพื่อต่อต้านการคอร์รัปชั่น ได้แก่ เสริมสร้างจิตสำนึก จริยธรรม และค่านิยมความซื่อสัตย์ บังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดหรือมีมาตรการลงโทษอย่างเด็ดขาด และปรับปรุงกฎระเบียบในการประมูลลงานหรือการจัดซื้อจัดจ้างหรือสัมปทาน และตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมือง สำหรับกลยุทธ์แก้ไขการทุจริตคอร์รัปชั่นที่รัฐควรให้ความสำคัญลงมือทำเป็นอันดับแรก คือ สร้างกระบวนการหรือวิธีการจัดซื้อจัดจ้างที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้โดยบุคคลภายนอก สร้างแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต และจัดวางระบบหรือขั้นตอนในการทำงานของภาครัฐโดยรวม

นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า สำหรับองค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI) ที่จะจัดอันดับภาพลักษณ์คอร์รัปชั่นของหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย ประจำปี 2560 ซึ่งจะประกาศในวันที่ 21 กุมภาพันธ์นี้ ผลการจัดอันดับไทยจะออกมาบวกหรือลบ ยังไม่ทราบ แต่อยากให้อันดับของไทยดีขึ้น อย่างไรก็ตามในส่วนภาครัฐ ราชการ และความเป็นประชาธิปไตยลดลง จึงต้องติดตามประกาศผลจัดอันดับว่าส่วนไหนจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน นอกจากนี้ต้องการให้รัฐบาลมีการผลักดันกฎหมายที่ดูแลเรื่องผลประโยชน์ขัดกันหรือผลประโยชน์ทับซ้อนออกมา ซึ่งขณะนี้เป็นร่างพระราชบัญญัติอยู่ในขั้นพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)อยู่ ซึ่งจะช่วยลดคอร์รัปชั่นของหน่วยงานราชการ บุคคลและนักการเมืองได้ รวมถึงจะสามารถสร้างความชัดเจนและตอบคำถามสิ่งที่เคยเกิดมาแล้ว เช่น การยืมนาฬิกาเพื่อน การยืมเงินของข้าราชการกับนักธุรกิจ 300 ล้านบาท ได้ว่าสิ่งไหนทำได้ สิ่งไหนทำไม่ได้ ที่ผ่านมากฎหมายนี้เคยมีการพิจารณาในปี 2552

ที่มา มติชนออนไลน์

ooo



ชาติหน้าทันแน่

...



ว่าที่จริง ไม่เคยมีเผด็จการชุดไหนเลย ที่ประสบความสำเร็จในการสืบทอดอำนาจ - สืบทอดอำนาจ 2561 เลื่อนก็แพ้ ยิ่งเลื่อนยิ่งแพ้! : สุรชาติ บำรุงสุข






ว่าที่จริง ไม่เคยมีเผด็จการชุดไหนเลย ที่ประสบความสำเร็จในการสืบทอดอำนาจ หรือพูดอีกอย่างคือ เคลื่อนย้ายอำนาจรัฐประหารไปอยู่ในระบอบเลือกตั้ง

จอมพลถนอม ให้มีเลือกตั้ง 2512 ตั้งพรรคสหประชาไทย เป็นนายกฯ เอง พร้อมเป็น ผบ.สส. แต่ก็ไปไม่รอด ต้องรัฐประหารตัวเอง 2514 แล้วอีก 2 ปีก็เกิด 14 ตุลา 2516

6 ตุลา 2519 รัฐบาลหอยประกาศอยู่ยาว 12 ปี แต่ปีเดียว ชนชั้นนำก็ต้องกลับลำ เกรียงศักดิ์รัฐประหารโค่นรัฐบาลหอย มี รธน.2521 เลือกตั้ง 2522 ต่อมาก็เปลี่ยนจากเกรียงศักดิ์เป็นเปรม

รสช.35 คว่ำอนาถ ทหารแทบต้องมุดรูอยู่ (เสียดายที่ประชาธิปไตยไม่เข้มแข็งพอจะรุกไล่ปฏิรูปกองทัพ)

รัฐประหาร 2549 ไม่คิดสืบทอดอำนาจทางตรง แต่คิดจะให้การเมืองกลับไปสู่ยุคก่อน รธน.2540 (ปชป. รัฐบาลผสม) +ฟื้นความเข้มแข็งกองทัพ+วางกลไกตุลาการภิวัตน์ พูดง่ายๆ คิดว่ายุบพรรค+ดำเนินคดีแล้วทักษิณจะแพ้ ที่ไหนได้ ยังชนะ และทำให้ชนชั้นนำวิบัติจนเกิดรัฐประหาร 57

ทั้งหมดนี้ ดูเหมือนยุคเปรมประสบความสำเร็จ แต่เปรมก็ไม่ใช่ผู้นำรัฐประหาร 6 ตุลาตั้งแต่ต้น ชนชั้นนำต้องคว่ำรัฐบาลหอยก่อน ต้องกลับลำจากที่คิดจะกลับไปเป็นเผด็จการสุดโต่ง เปลี่ยนมาประนีประนอมกับสังคมเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ เปลี่ยนตัวละครเป็นเกรียงศักดิ์ เป็นเปรม ปรับมาใช้ท่าทีนุ่มนวล

แต่วันนี้ แม้จะทำเช่นนั้นก็ไม่ได้แล้ว


Atukkit Sawangsuk

อ่างบัว แตก ! ติด โคมจีน ปัก ธูป36 ดอก ไฟไหม้ ! What's next?




อ่างบัว แตก !
ติด โคมจีน
ปัก ธูป36 ดอก
ไฟไหม้ !

แล้วจะมีอะไร เกิดขึ้น อีก??! ทำเนียบรัฐบาล ยุค "ครม.ประยุทธ์5"
บ้านนรสิงห์100ปี

เมื่อช่วงหลัง หกโมงเย็น เกิดเหตุควันไฟไหม้ ลอยพุ่งขึ้นที่บริเวณด้านหลังธนาคารกรุงไทย สาขาทำเนียบรัฐบาล ซึ่งใกล้กับประตู 4 ทำเนียบฯ

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำทำเนียบฯได้วิ่งมาดูเหตุการณ์พร้อมเข้าดับไฟ ที่กำลังไหม้กอง ลังกระดาษได้ทัน

จากการตรวจสอบเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า เหตุไฟไหม้เกิดจากก้นบุหรี่ ที่โยนทิ้งลงมาจากชั้น 2 ของตัวอาคารและไม่คิดว่าจะเป็นการวางเพลิง

อย่างไรก็ตามหากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เข้าไปดับไฟโดยเร็วอาจก่อให้เกิดความเสียหายได้มากกว่านี้

อ่างบัวนายกฯแตก กระจาย รถถอยชน เช้าวันพฤหัส
บ่าย ติดโคมจีน 6 ประตู ทำเนียบฯ
เช้าศุกร์ ปักธูป 36 ดอก หน้าตึกไทยคู่ฟ้า
ตกเย็น ไฟไหม้ ในรั้วทำเนียบฯ

What's next?


Wassana Nanuam


ภาพหาดูยากในศตวรรษที่ 21 ... ลิเก ย้อนยุค













ภาพเหล่านี้ "สะท้อนถึงสิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึก" ของพวกเขาเป็นอย่างดีครับ พวกเขามีจิตใจแบบอดีตในระบบขุนนางเป็นใหญ่ ยุคเจ้าพระยากลาโหมฯ เจ้าพระยาจักรีฯ อะไรประมาณนั้น จิตใจของพวกเขาไม่ได้อยู่ในศตวรรษที่ 21 แต่อยู่ในศตวรรษที่ 18 โน่น

คนเหล่านี้พยายามสร้างสังคมที่คนไม่เท่าเทียมกันขึ้นมา เพื่อให้พวกเขาได้เปรียบทางสังคม

แต่จริงๆ กฎเกณฑ์ของสังคมเหล่านี้มนุษย์สร้างขึ้น เป็นซอฟแวร์หรือโปรแกรมฝังในใจคน ถ่ายทอดผ่านวัฒนธรรม มันไม่ใช่ความจริง มันเป็นโลก Fiction Reality ดังนั้นหากเราไม่ยอมรับกฎเกณฑ์พวกนี้มันก็ไม่มีความหมายอะไรครับ Uninstalled ซ็อฟแวร์พวกนี้ออกไปจากใจมันก็ไม่มีความหมายอะไรแล้วครับ

จงดูภาพพวกนี้แบบภาพตลกๆ ย้อนยุคครับ


Thai Ariyaskun

...

ความหรูหราในเรื่องต่างๆที่คนรวยมักอวดกัน

ชวนให้นึกถึงพระราชวังเครมลินในสมัยพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ และ พระราชวังตุยเลอรี ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ ของฝรั่งเศส

มีคนแต่งตัว สวยๆงามๆ เสพสุข อิ่มหนำ

ในขณะที่ประชาชนข้างนอกของทั้ง ๒ อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ มีเหมือนกันคือ อดอยาก ยากไร้ หิวขนมปัง แต่ไม่มีกิน เพราะมีแต่เค้กอยู่แต่ในพวกชนชั้นนำ

น่าสนใจครับ

พงศกร รอดชมภู

แบบปรีชาไง เข้าประชุมไม่กี่ครั้ง ประชาชนได้อะไร..?? - สนช. ไฟเขียว สมาชิก เอาเวลาราชการไปประกอบธุรกิจส่วนตัวได้



 ...

มึงก็ลาออกไปทำธุรกิจส่วนตัวเลยสิ จะมานั่งกินเงินเดือน กินภาษีประชาชนทำไม ออกกฏเพื่อพวกพ้องตัวเองแบบนี้ ประชาชนได้อะไร..??

กะลาแลนด์ แดนสนธยา - รวมคลิปเด็ด V.2

...

เห็นข่าวนี้ ทีแรกคิดว่าไม่จริงเพราะการทำงานไม่เต็มเวลาเป็นการคอรัปขั่นอีกรูปแบบหนึ่ง และท่านทั้งหลายอ้างว่ามาเพื่อปราบโกง

แต่เมื่อมันเป็นอำนาจของเขาและห้ามตรวจสอบ ก็ไม่ว่ากัน

ผมจะว่าเฉพาะมวลเหล่ามหาประชาชนที่กวักมือเรียกคนพวกนี้เข้ามาต่างหากทั้งๆที่รู้ว่าจะมีอะไร อย่าทำเป็นไม่รู้เรื่อง วางแผนร่วมกันมาแต่แรกแล้ว

ตอนนี้คงรู้ไส้ เห็นกันชัดเจนแล้วว่า งานราชการคือไซด์ไลน์ การทำธุรกิจนั้นสำคัญกว่า

ถ้าเป็นฝ่ายการเมืองละก็ไม่ได้ ต้องดัดจริตออกมา ใครที่เที่ยวไปด่า สภาผัวเมีย นี่มากันทั้งตระกูลยังเฉยๆ ใครด่า ส.ส.หลับ ขี้เกียจ หาย ไม่มาประชุม ที่นี่ก็มีให้เห็น บางคนขาดประชุมเป็นเดือนๆรับเงินเต็มก็ได้

ทีนี้ไม่ต้องเหนียมกันละ ไปทำธุรกิจในเวลาราชการได้เลย ไม่เห็นแปลก

พวกอ้างตัวเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน สื่อคุณภาพ ของจริง ตัวจริง อะไรหายเงียบไปไหนหมด หรือว่ากำลังแทะกระดูกกันปากมันอยู่ครับ

พงศกร รอดชมภู


วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 16, 2561

เย้ กลับมาแล้ว 'ไข่แมว' ที่รัก

'ไข่แมว' กลับมาแล้ว



16 ก.พ.2561 ภายหลังจากการหายไปของเฟสบุ๊คแฟนเพจการ์ตูนล้อเลียนสังคมการเมืองชื่อดัง 'ไข่แมว'  https://www.facebook.com/cartooneggcat/ ซึ่งมียอดกดถูกใจกว่า 4 แสนรายไม่สามารถเข้าถึงได้ ตั้งแต่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยยังไม่ทราบสาเหตุ แม้แต่เพจในเครือข่ายอย่าง 'ตดแมว' https://www.facebook.com/cartoonfartcat/ และ 'ไข่แมวx' https://www.facebook.com/cartooneggcatx ก็ไม่มีการโพสต์หรือเคลื่อนไหวแต่อย่างใด
ล่าสุดวันนี้ (16 ก.พ.61) เมื่อเวลา 13.52 น. เฟสบุ๊คแฟนเพจ 'ไข่แมวx' ซึ่งมียอดคนถูกใจกว่า 6 หมื่นนั้น กลับมาโพสต์อีกครั้ง โดยการโพสต์ภาพปกและภาพโปรไฟล์ของเพจ รวมทั้งโพสต์ภาพล้อเลียน 2 ภาพ ด้วยกัน
https://prachatai.com/journal/2018/02/75462?utm_source=dlvr.it&utm_medium=twitter 

ไทย-กัมพูชาหารือเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน "จักรภพ" ไม่กังวล แม้สภากัมพูชาเพิ่งผ่านกฏหมายห้ามหมิ่นกษัตริย์




General Department of Prisons General Director Chan Kimseng (right) met with Krit Krasaedhibaya, commander of the Bangkok Remand Prison, on Monday to discuss extradition between Cambodia and Thailand. Facebook


Thailand, Cambodia discuss extradition


By Ben Sokhean and Erin Handley
Phnompenh Post
15 February 2018


Thai and Cambodian authorities met earlier this week to discuss their extradition agreement and strengthen prisoner exchange – a meeting that came just days after Thailand extradited Cambodian refugee Sam Sokha amid concerns about the fate of more than 100 opposition figures who have fled the country.

General Department of Prisons General Director Chan Kimseng met with Krit Krasaedhibaya, commander of the Bangkok Remand Prison, on Monday to discuss extradition and the re-integration of prisoners into society to prevent future crime, according to a departmental Facebook post.

Prisons spokesman Nuth Savna said around 2,000 Cambodians were detained in Thailand, compared to just 52 Thais in Cambodia. He said many items were discussed, but would not address whether Cambodia requested the return of political exiles, whom he said were actually criminals.

“They ran there by themselves and some of them have an arrest warrant against them,” he said, meaning Cambodia could request extradition.

“They committed a crime and when we wanted to arrest them, they used the political excuse to seek asylum,” he added.

Last month, Sokha was sentenced in absentia to two years in prison by the Kampong Speu Provincial Court after a viral video on Facebook showed her throwing a sandal at a ruling party billboard bearing the face of Prime Minister Hun Sen.

Sokha, who was labelled a “prisoner of conscience” by Amnesty International this week, had been recognised as a refugee by the United Nations and talks were reportedly underway to resettle her in a third country when she was arrested by Thai police for overstaying her visa.

She was extradited on February 8, a move that rights groups said breached international law.

Her extradition sparked fears that more than 100 Cambodian opposition members hiding out in Thailand, where they fled after their party was forcibly dissolved in November, could face the same fate. In recent days, former Cambodia National Rescue Party members reported being visited by Thai police.

Sokha’s lawyer in Thailand, Koreeyor Manuchae, said she had taken legal action in an attempt to get Thai authorities to present Sokha in a Thai court, which a judge rejected as Sokha was already deported.

Sokha’s younger brother, Sam Dara, said he had visited his sister three times in prison this week. “She feels ill, she looks so pale – she’s in shock,” he said.

In an email on Monday, International Federation for Human Rights Asia Director Andrea Giorgetta warned of a “quid pro quo among the two authoritarian governments” that could also affect Thai activists in hiding in Cambodia.

But Thai exile and Redshirt dissident Jakrapob Penkair was unconcerned yesterday, despite the passage of Cambodia’s lèse majesté laws, which now make insulting the King a crime in both countries and would theoretically enable his extradition.

“Since most of us in the red-shirt Movement do not stay permanently in Cambodia, but rather moving around, we run a low risk of being watched by the Cambodian authority, who does not want any sensitive issues with the Thai side either,” he said in an email.


เพิ่งโม้เรื่องสิทธิมนุษย์ชนไปหยกๆ... เปิดรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาชุมนุมไล่ คสช. 10 ก.พ. 43 คนถูก พ.อ.บุรินทร์ แจ้งผิด 3/58





เปิดรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาชุมนุมไล่ คสช. 10 ก.พ. 43 คนถูก พ.อ.บุรินทร์ แจ้งผิด 3/58


2018-02-16
ที่มา ประชาไท


16 ก.พ. 2561สืบเนื่องจากกรณีที่ พันเอกบุรินทร์ ทองประไพ นายทหารปฏิบัติการประจำกองบัญชาการกองทัพบก ปฏิบัติหน้าที่ คณะทำงานด้านกฎหมายส่วนงานการรักษาความสงบแห่งชาติ เข้าพบพนักงานสอบสวนสน.นางเลิ้ง เพื่อแจ้งข้อกล่าวหากับ 7 แกนนำคนอยากเลือกตั้งในข้อหายุยงปลุกปั่น ตามมาตรา 116 พร้อมกับแจ้งข้อกล่าวหากับประชาชนที่ร่วมชุมนุมอีก 43 คนฐานฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบฉบับที่ 3/2558 ข้อ 12 เรื่องห้ามชุมนุม มั่วสุมทางการเมืองเกิน 5 คนนั้น

ล่าสุดผู้สื่อข่าวประชาไท ได้รับรายชื่อผู้ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาทั้งหมด ซึ่งท้ายเอกสารลงลายมือชื่อโดยพันเอกบุรินทร์ โดยรายชื่อทั้งหมดมี

1.นายอนุรักษ์ เจนตวนิชย์
2.นายพรชัย ประทีปเทียนทอง 
3.นางกมลวรรณ หาสารี 
4.นางนภัสสร บุญรีย์ 
5.น.ส.มัทนา อัจจิมา
6.นางพรนิภา งามบาง 
7.นางประนอม พูลทวี 
8.นางรักษิณี แก้ววัชระรังษี 
9.นายกิตติธัช สุมาลย์นพ 
10.นายศักดิ์ชาย วงดวงแก้ว 
11.นายณราชัย รังโปดก 
12.นายสมบัติ ทองย้อย 
13.นายปรีชา มีศิริ 
14.นางรัตนา ผุยพรม 
15.นายสุธี วังถนอมศักดิ์ 
16.นายบริบูรณ์ เกียงวรางกูร 
17.นายปิยรัฐ จงเทพ 
18.นายประสาน กรองทอง 
19.นายวิรุฬห์ นันทภูษิตานนท์ 
20.นางปัญญารัตน์ นันทภูษิตานนท์ 
21.นายนัชชซา กองอุดม 
22.นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล 
23.นายโชติศักดิ์ อ่อนสูง 
24.นายอนุสรณ์ อุณโณ 
25.นางยุภา แสงใส 
26.นายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา 
27. น.ส.สุนันทรัตน์ ยุกตรี 
28.นายพงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิสกุล 
29.นายอภิสิทธิ์ ทรัพย์นภาพันธ์ 
30.นายณัฐพล วนาโรจน์ 
31.นายโกวิทย์ ชมมิน 
32.นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ 
33.น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล 
34.น.ส.กิ่งกนก ธนจิโรภาส 
35.นายโชคดี ร่มพฤกษ์ 
36.นายสุรศักดิ์ อัศวเสนา 
37.น.ส.วลี ญาณะหงษา 
38.นางจุฑามาศ ทรงเสียงไซย 
39.น.ส.สุวรรณา ตาลเหล็ก 
40.นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล 
41.นายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ
42.นายเอกศักดิ์ สุพรรณขันธ์ 43.น.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ




ooo



ที่มา The Standard
15 กุมภาพันธ์ 2018

คสช. แจ้งจับ 7 แกนนำแนวร่วมอยากเลือกตั้ง จัดชุมนุม 10 ก.พ. ประชาชนอีก 43 คนโดนด้วย


มีรายงานว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดย พ.อ. บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารปฏิบัติการประจำกองบัญชาการกองทัพบก ปฏิบัติหน้าที่ คณะทำงานด้านกฎหมายส่วนงานการรักษาความสงบแห่งชาติ เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อแกนนำผู้จัดการชุมนุมรวม 7 คนได้แก่

นายรังสิมันต์ โรม
นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์
นายกาณฑ์ พงษ์ประพันธ์
นายอานนท์ นำภา
นางสาวณัฏฐา มหัทธนา
นายสุกฤษฎ์ เพียรสุวรรณ
นางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว

โดยการกระทำดังกล่าวมีความผิดในข้อหาขัดคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 คือ ร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนคนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 คือ ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชน ด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดจะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อประชาชน ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

สำหรับพฤติการณ์ของคดีนั้นพบว่า ก่อนเกิดเหตุในคดีนี้ ผู้ต้องหาทั้ง 6 คน กับพวก ซึ่งเป็นแกนนำในการเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมือง ได้นัดชุมนุมทางการเมืองกับผู้ชุมนุมกันที่บริเวณถนนราชดำเนินในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2561 เวลาประมาณ 16.00 น. ซึ่งมีการนัดแนะกันในวันที่ชุมนุมบริเวณสกายวอล์ก และทางเฟซบุ๊กของกลุ่มแกนนำ

ต่อมาตามวันเวลาดังกล่าว ผู้ต้องหาทั้ง 6 คนได้ขึ้นปราศรัยกล่าวโจมตีการทำงานของรัฐบาล และ คสช. ด้วยถ้อยคำโจมตีอย่างรุนแรง และพยายามยุยงปลุกปั่นให้เกิดการชุมนุมขับไล่รัฐบาล และ คสช. ทำให้ คสช. ได้รับความเสียหาย จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายเข้าร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 6 คน หรือผู้อื่นที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด จนกว่าคดีจะถึงที่สุดต่อไป

นอกจากนั้นยังได้ตรวจสอบพบ นายภาวัต ผ่องใส กับพวก รวม 42 คน ที่ร่วมชุมนุมในวันเกิดเหตุ จึงได้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีในความผิดฐานมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ลงวันที่ 1 เมษายน 2558 ข้อ 12 เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งหมดจนกว่าคดีจะสิ้นสุด

อ้างอิง:
www.khaosod.co.th/politics/news_755948

อาการหนักมาก... "สมชาย แสวงการ" โพสต์ ใครไปเที่ยวญี่ปุ่น ฝากหาข่าวเกี่ยวกับทักษิณ และ ยิ่งลักษณ์





ฝากถึงคนไทยที่เดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นเวลานี้ ช่วยทำหน้าที่เป็นนักข่าวพิเศษ หาข่าว ถ่ายรูปและส่งข้อมู เผยแพร่ส่งกองบรรณาธิการข่าวโ ซเชียลในทุกกลุ่ม และให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักอัยการสูงสุด กระทรวงการต่างประเทศ ปปช เพื่อทราบพิกัดและติดตามเบาะแส อดีตนักโทษหนีคด2คน ชายหญิง ที่บินจากจีน ไปถึงกรุงโตเกียว ญี่ปุ่นในวันนี้ โดยใช้พาสปอร์ตที่คาดว่าเป็นพาสปอร์ตกัมพูชาหรือมอนเตเนโกร. ทราบแล้วรายงานด่วนครับ


สมชาย แสวงการ
February 12 at 11:08pm ·

ooo