วันศุกร์, สิงหาคม 07, 2569

ความยุติธรรมไม่เต็มใบ ไม่ต่างอะไรกับการไม่ให้ความยุติธรรมเสียเลย เมื่อศาลฏีกา ‘ยกคำร้อง’ ไม่รับพิจารณา คดี สยาม ธีรวุฒิ อ้างมีหมายจับอยู่ คงหลบหนี ไม่หายสาบสูญ

ความยุติธรรมไม่เต็มใบ ไม่ต่างอะไรกับการไม่ให้ความยุติธรรมเสียเลย เพราะผลร้ายที่ผู้เสียหายได้รับ จะครอบงำความยุติธรรมไปเสียทั้งหมด

คำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อ ๒๑ กรกฎา ยกคำร้อง ไม่รับพิจารณาฏีกาของนางกัญญา ธีรวุฒิ มารดาของ สยาม ธีรวุฒิ บุคคลที่เชื่อว่าถูกบังคับสูญหายในประเทศเวียดนามโดยเจ้าหน้าที่ไทย หลังจากที่เขาหลบหนีลี้ภัยคดี ม.๑๑๒ ไปประเทศกัมพูชา

ศาลฎีกาเห็นว่า “ฎีกาของผู้ร้องไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙” และว่าเมื่อดูข้อเท็จจริงแล้ว ไม่ได้เปลี่ยนสาระสำคัญ ในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค ๗

ศาลอุทธรณ์จังหวัดสมุทรสาครอ้างว่า ได้ตรวจสอบหมายจับพบว่ากองปราบปรามได้ออกหมายจับสยาม ๒ หมาย ในปี ๒๕๖๒ เชื่อว่าอาจจะยังหลบหนีอยู่ จนกว่าคดีจะหมดอายุความ จึงถือว่าสยามไม่ได้หายสาบสูญ ให้ยกคำร้อง

นางกัญญาผู้ร้องกล่าวในครั้งนั้นว่า มีผู้สูญหายรายอื่นๆ เช่น ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ และสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ที่มีหมายจับเช่นเดียวกับสยาม “กลับได้รับคำสั่งให้เป็นบุคคลสาบสูญ เหตุใดในคดีของสยามศาลจึงตีความแตกต่างไป”

พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรมให้ความเห็นในครั้งนั้นด้วยว่า “การอ้างอิงอย่างไม่มีหลักฐานของศาลจังหวัดสมุทรสาคร ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ มีลักษณะที่ต้องตั้งคำถาม และการที่ศาลตั้งข้อสังเกตโดยไม่มีหลักฐานใดๆ

ส่งผลกระทบต่อจิตใจของญาติ เราคิดว่าระบบตุลาการอาจยังไม่ได้เข้าใจเรื่องการยื่นขอให้เป็นบุคคลสาบสูญ เพื่อจัดการทางแพ่ง และจัดการทรัพย์สินของผู้สาบสูญ” ส่วน น.ส.ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข ผอ.มูลนิธิฯ คนปัจจุบันให้ความเห็นว่า

“หากการบังคับสูญหายคือการทำให้บุคคลอยู่นอกความคุ้มครองของกฎหมาย คำสั่งศาลฎีกาอาจเป็นการซ้ำเติมความทุกข์ของครอบครัวผู้สูญหาย เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้าเรื่องการค้นหา และสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ทราบชะตากรรมของสยาม”

(https://www.matichon.co.th/local/news_5815032, https://www.matichon.co.th/local/crime/news_5362969 และ https://www.facebook.com/CrCF.Thailand/posts/2hHP4wCN)