Kasama SatayahurakYesterday
AI content ·
6 เดือนแรกของ Zohran Mamdani: เมื่อ “สังคมนิยมประชาธิปไตย” ถูกนำมาทดลองบริหารมหานครนิวยอร์ก
ครบ 6 เดือนแรกของการดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก Zohran Mamdani ให้สัมภาษณ์กับ Lulu Garcia-Navarro ในรายการ The Interview ของ The New York Times
บทสนทนานี้ยาวและครอบคลุมหลายเรื่อง ตั้งแต่ค่าเช่า ศูนย์เด็กเล็ก รถเมล์ ตำรวจ ผู้อพยพ สงครามในกาซา ไปจนถึงคำถามว่า นักการเมืองฝ่ายซ้ายจะบริหารเมืองหลวงของทุนนิยมโลกอย่างนิวยอร์กได้จริงเพียงใด
คำตอบของ Mamdani คือ เขาต้องการพิสูจน์แนวคิดของตนผ่านชีวิตประจำวันที่ดีขึ้นของประชาชน มากกว่าจะเอาชนะกันด้วยถ้อยคำทางอุดมการณ์
ผลงานที่เขาพูดถึงเป็นอันดับแรกคือ การตรึงค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ที่อยู่ในระบบควบคุมค่าเช่าเกือบหนึ่งล้านแห่ง เป็นเวลา 2 ปี
นี่เป็นนโยบายที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของนครนิวยอร์ก และสะท้อนสิ่งที่ Mamdani ใช้เป็นแกนกลางของการหาเสียงและการบริหารมาตลอด นั่นคือ “ค่าครองชีพ”
สำหรับเขา ปัญหาใหญ่ของนิวยอร์กไม่ใช่ว่าเมืองนี้ขาดความมั่งคั่ง แต่ความมั่งคั่งที่มีอยู่ไม่ได้ทำให้คนทำงานธรรมดาสามารถอยู่ในเมืองต่อไปได้
คนจำนวนมากยังทำงานเต็มเวลา แต่ต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับค่าเช่า ค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าดูแลลูก จนไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับการพักผ่อนหรือวางแผนชีวิต
นโยบายที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุดจึงเป็นโครงการดูแลเด็กเล็กถ้วนหน้า หรือ Universal Childcare
ในปีแรก รัฐบาลเมืองสามารถจัดงบประมาณประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์ให้กับโครงการนี้ โดยจะเริ่มจากเด็ก 2,000 คนในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ขยายเป็น 12,000 คนในปีถัดไป และตั้งเป้าให้เด็กวัย 2 ขวบทุกคนในนิวยอร์กเข้าถึงบริการได้ภายใน 4 ปี
Mamdani ระบุว่า โครงการนี้จะช่วยให้ครอบครัวหนึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายได้สูงถึงประมาณ 20,000 ดอลลาร์ต่อปี
ตัวเลขนี้สำคัญ เพราะในปัจจุบัน ครอบครัวในนิวยอร์กต้องมีรายได้ถึงประมาณ 334,000 ดอลลาร์ต่อปี จึงจะรับภาระค่าดูแลเด็กวัย 2 ขวบได้โดยไม่รู้สึกตึงมือ
เมื่อถูกถามว่า หากมีไม้กายสิทธิ์ เขาอยากเสกอะไรให้เกิดขึ้นทันที Mamdani ตอบติดตลกว่า อยากใช้คาถา “Wingardium Leviosa” เสกให้ระบบดูแลเด็กฟรีเกิดขึ้นทั่วทั้งเมืองทันที โดยไม่ต้องรอเวลาหลายปีในการสร้างศูนย์ ฝึกบุคลากร และวางระบบ
มุกตลกของเขาทำให้เห็นข้อจำกัดของนโยบายนี้ด้วยว่า การประกาศให้บริการฟรีนั้นง่ายกว่าการสร้างระบบจริงมาก
เมืองต้องมีทั้งสถานที่ ครู ผู้ดูแลเด็ก มาตรฐานความปลอดภัย และกำลังคนเพียงพอ การทำให้ถ้วนหน้าจึงไม่สามารถเกิดขึ้นจากคำสั่งเพียงฉบับเดียว
นอกจากเรื่องค่าเช่าและศูนย์เด็กเล็ก Mamdani ยังพูดถึงความพยายามปกป้องเงินในกระเป๋าประชาชน โดยระบุว่าในช่วง 6 เดือนแรก เมืองสามารถรักษาผลประโยชน์ให้กับแรงงานได้มากกว่า 10 ล้านดอลลาร์ และช่วยปกป้องผลประโยชน์ของผู้เช่าได้มากกว่า 64 ล้านดอลลาร์
รัฐบาลของเขายังผลักดันแนวคิดร้านขายของชำที่บริหารโดยเมือง หรือ City-run grocery stores ผ่านองค์กรพัฒนาเศรษฐกิจของนครนิวยอร์ก
แนวคิดนี้ถูกวิจารณ์อย่างมาก เพราะเป็นการที่รัฐท้องถิ่นเข้าไปมีบทบาทในกิจการที่ตามปกติปล่อยให้ตลาดเอกชนดำเนินการ
เหตุผลของ Mamdani คือ ในบางย่าน ชาวเมืองไม่มีทางเลือกมากพอ ร้านค้ามีน้อย ราคาอาหารสูง และการแข่งขันไม่ทำให้สินค้าราคาถูกลง รัฐบาลเมืองจึงควรทดลองสร้างทางเลือกขึ้นมาเอง
สิ่งที่น่าสนใจคือ เขาไม่ได้ปฏิเสธการทำงานกับภาคธุรกิจ
แม้จะเป็นนักสังคมนิยมประชาธิปไตย Mamdani ยืนยันว่าเขาพร้อมร่วมมือกับบริษัทขนาดใหญ่ เช่น American Express เพื่อรักษานิวยอร์กให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ
ความแตกต่างอยู่ที่เขาไม่ต้องการวัดความสำเร็จของเศรษฐกิจจากผลกำไรของบริษัท จำนวนมหาเศรษฐี หรือตัวเลขการจ้างงานเท่านั้น
คำถามของเขาคือ คนที่ทำงานอยู่ในเมืองนี้ยังสามารถอาศัยอยู่ที่นี่ได้หรือไม่
เพราะเศรษฐกิจอาจดูแข็งแรงบนหน้ากระดาษ ขณะที่ครู พยาบาล พนักงานร้านอาหาร คนขับรถ และครอบครัวที่มีลูกเล็ก ต้องย้ายออกไปอยู่รัฐนิวเจอร์ซีย์หรือคอนเนตทิคัต เนื่องจากสู้ค่าครองชีพในนิวยอร์กไม่ไหว
Mamdani นำตัวเลขการจ้างงานมาตอบโต้ข้อกล่าวหาว่านโยบายฝ่ายซ้ายจะทำลายเศรษฐกิจ โดยระบุว่าในช่วง 5 เดือนแรกของปี นิวยอร์กเพิ่มตำแหน่งงานได้กว่า 21,000 ตำแหน่ง และในปี 2025 เขตมหานครนิวยอร์กมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นประมาณ 48,000 ตำแหน่ง
ทั้งหมดเกิดขึ้นในภาวะที่เขาบอกว่า รัฐบาลของตนรับช่วงการขาดดุลงบประมาณประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์มาจากผู้บริหารชุดก่อน
ในด้านชีวิตประจำวันที่จับต้องได้ รัฐบาลเมืองซ่อมหลุมบ่อบนถนนไปแล้วมากกว่า 170,000 จุด มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของรัฐบาลชุดก่อนราว 50,000 จุด
เขายังเปิดตัวแผนพัฒนารถโดยสารประจำทางครอบคลุม 175 เส้นทาง โดยตั้งเป้าลดเวลาเดินทางของผู้โดยสารได้สูงสุดประมาณ 6 นาทีต่อเที่ยว
6 นาทีฟังดูไม่มาก แต่สำหรับคนที่เดินทางไปกลับทุกวัน เวลาที่ลดลงสามารถรวมกันเป็นหลายชั่วโมงในหนึ่งเดือน
นี่คือวิธีคิดแบบเดียวกับเรื่องหลุมบ่อ ค่าเช่า และค่าดูแลเด็ก คือไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ดูยิ่งใหญ่เสมอไป ขอเพียงทำให้ประชาชนเสียเงินน้อยลง ใช้เวลาน้อยลง หรือใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้น
เรื่องที่ท้าทาย Mamdani มากที่สุดเรื่องหนึ่งคือความปลอดภัยและตำรวจ
ผู้บัญชาการตำรวจที่เขาเลือกสนับสนุนคือ Jessica Tisch ซึ่งมีภูมิหลังแทบตรงข้ามกับเขา เธอมาจากครอบครัวมหาเศรษฐี เป็นนักบริหารสายเทคโนแครต และมีจุดยืนสนับสนุนอิสราเอล
เมื่อถูกถามว่าเหตุใดนักสังคมนิยมประชาธิปไตยจึงเลือกทำงานกับคนเช่นนี้ Mamdani ตอบว่า หน้าที่ของเขาคือเลือกคนที่สามารถทำให้ชาวนิวยอร์กปลอดภัยได้ และ Tisch กำลังทำหน้าที่นั้นได้ดี
เขาระบุว่าอัตราการยิงและการฆาตกรรมในเมืองลดลงสู่ระดับต่ำมาก พร้อมผลักดันศูนย์บัญชาการตำรวจเพิ่มอีก 2 แห่งในเขตเดอะบรองซ์ เพื่อให้พื้นที่ซึ่งเคยได้รับทรัพยากรน้อยกว่ามีระบบความปลอดภัยที่เท่าเทียมขึ้น
อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนผู้บัญชาการตำรวจไม่ได้หมายความว่าเขาละทิ้งแนวคิดปฏิรูปตำรวจ
Mamdani ยังต้องการแยกหน่วยที่ทำหน้าที่ควบคุมการชุมนุมออกจากหน่วยรับมือภัยก่อการร้าย และลดการใช้ตำรวจเป็นผู้รับมือกับผู้มีภาวะทางจิตเวช
เหตุผลคือ ตำรวจควรได้ทุ่มเทกำลังให้กับอาชญากรรมร้ายแรง ขณะที่สถานการณ์ด้านสุขภาพจิตควรมีผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมกว่าเข้าไปดูแล
ท่าทีเช่นนี้สะท้อนลักษณะการบริหารของเขาในช่วง 6 เดือนแรกได้ดี คือยังยืนยันหลักการของตน แต่ไม่ได้ปฏิเสธการทำงานร่วมกับคนที่คิดต่าง หากเห็นว่าสามารถทำให้นโยบายเกิดผลจริง
เขาอธิบายการเมืองไว้ด้วยประโยคหนึ่งว่า
“การเมืองคือศิลปะแห่งการทำให้สิ่งที่ยึดมั่นในหลักการ กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริง”
ประโยคนี้เกิดขึ้นระหว่างที่เขาถูกถามว่า พรรคเดโมแครตในแบบของเขายังมีพื้นที่ให้นักการเมืองสายกลางหรือไม่
Mamdani ตอบว่ามี เพราะการเมืองไม่ใช่การสร้างพื้นที่ให้เฉพาะคนที่เห็นเหมือนกันทุกเรื่อง แต่เป็นการรวมผู้คนให้มากพอที่จะทำให้สิ่งซึ่งเชื่อว่าถูกต้องเกิดขึ้นได้จริง
อีกเรื่องที่เขาพูดอย่างหนักแน่นคือสถานะของนิวยอร์กในฐานะเมืองหลบภัยสำหรับผู้อพยพ
Mamdani เล่าถึงการไปเยี่ยมร้านตัดผมของชาวโดมินิกันในย่านฮาร์เล็ม ช่างตัดผมทุกคนมีสถานะถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังกลัวที่จะออกมาทำงาน เพราะกังวลว่าจะถูกเจ้าหน้าที่ ICE เหมารวมจากเชื้อชาติหรือรูปลักษณ์ภายนอก
เรื่องนี้ทำให้เขาย้ำว่า ความรุนแรงของนโยบายตรวจคนเข้าเมืองไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ที่ไม่มีเอกสารเท่านั้น แต่ยังสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้อพยพที่มีสถานะถูกกฎหมายด้วย
นิวยอร์กภายใต้การบริหารของเขาจะร่วมมือกับรัฐบาลกลางในคดีอาชญากรรมร้ายแรงตามที่กฎหมายกำหนด แต่จะไม่ช่วยเนรเทศคนที่ไม่ได้ก่ออาชญากรรม
เขาบอกว่าชายแดนควรปลอดภัย ขณะเดียวกันนโยบายตรวจคนเข้าเมืองก็ต้องมีมนุษยธรรม
ด้านนโยบายต่างประเทศ Mamdani ยังคงวิจารณ์สงครามในกาซาอย่างตรงไปตรงมา และเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
เขาตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐบาลสหรัฐจึงส่งเงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปสนับสนุนกองทัพอิสราเอล ขณะที่ครอบครัวในเขตที่ยากจนที่สุดของนิวยอร์กยังต้องดิ้นรนหาเงินซื้อผ้าอ้อมให้ลูก
มีตอนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ที่เขาพูดถึงการได้รับโทรศัพท์จาก Kamala Harris
Mamdani มองว่าการติดต่อพูดคุยเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ย้ำว่าผู้ที่ต้องการได้รับการสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่และกลุ่มผู้สนับสนุนปาเลสไตน์ ต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อการระงับการส่งอาวุธ ไม่ใช่เพียงใช้ถ้อยคำแสดงความเห็นใจ
เขายังกล่าวถึง Alexandria Ocasio-Cortez หรือ AOC ว่าเป็นทั้งพันธมิตรและแรงบันดาลใจทางการเมือง เนื่องจากพื้นที่ที่ทั้งคู่เคยทำงานทับซ้อนกันในย่าน Astoria และ Long Island City ทำให้มีความเข้าใจร่วมกันต่อชีวิตของชนชั้นแรงงานในนิวยอร์ก
เมื่อถูกถามว่าเขานิยาม “ชนชั้นแรงงาน” อย่างไร Mamdani ไม่ได้จำกัดคำนี้ไว้เฉพาะแรงงานโรงงานหรือผู้มีรายได้น้อย
สำหรับเขา ชนชั้นแรงงานคือทุกคนที่ต้องทำงานเพื่อจ่ายบิล และยังต้องดิ้นรนเพื่อรักษาศักดิ์ศรีขั้นพื้นฐานในชีวิต
นิยามนี้ทำให้คนขับรถ พนักงานบริษัท ครู พยาบาล เจ้าของร้านเล็กๆ หรือพ่อแม่ที่มีรายได้ปานกลาง สามารถอยู่ในกลุ่มเดียวกันได้ ตราบใดที่พวกเขายังต้องพึ่งรายได้จากการทำงานเพื่อดำรงชีวิต
ความนิยมของ Mamdani หลังทำงานครบ 6 เดือนอยู่ที่ประมาณ 58% ตามผลสำรวจที่ผู้สัมภาษณ์นำมาอ้าง
ตัวเลขนี้น่าสนใจ เพราะเกิดขึ้นในยุคที่ประชาชนจำนวนมากไม่ไว้วางใจนักการเมือง และ Mamdani เองก็ถูกโจมตีอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายขวาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ บางคนถึงขั้นเรียกร้องให้เนรเทศเขาออกนอกประเทศ
เขาตอบว่า วิธีที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับความหวาดกลัวต่อคำว่า “สังคมนิยมประชาธิปไตย” ไม่ใช่การเถียงเรื่องคำนิยาม แต่คือการทำให้ผู้คนเห็นว่า นโยบายเหล่านี้ช่วยให้ค่าเช่าไม่เพิ่ม พ่อแม่มีเงินเหลือ ถนนได้รับการซ่อม รถเมล์เร็วขึ้น และเมืองปลอดภัยขึ้น
นอกจากนโยบายจริงจัง บุคลิกของ Mamdani ก็เป็นส่วนสำคัญของบทสัมภาษณ์
เขาเป็นนักการเมืองที่ยิ้มง่ายและรับมุกได้ดี ระหว่างการสนทนาเขาไอค่อนข้างหนัก เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่าไปพบแพทย์หรือยัง เขาตอบว่าไปแล้ว และนี่เองเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงสนับสนุนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ Medicare for All เพื่อให้ทุกคนสามารถตรวจอาการป่วยได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย
เมื่อผู้สัมภาษณ์ยกคำพูดของ Mick Jagger ที่ว่าร็อกสตาร์ต้องมีอีโก้สูง และถามว่านักการเมืองต้องมีคุณสมบัติอะไร Mamdani ตอบว่า นักการเมืองคงต้องมี “ความไร้สาระอยู่ในตัวบ้าง”
เพราะคนคนหนึ่งต้องเชื่อมั่นในตัวเองอย่างมาก จึงจะคิดว่าตนสมควรได้รับอำนาจในการบริหารชีวิตของผู้คนนับล้าน
สิ่งที่จะควบคุมความเชื่อมั่นนั้นไม่ให้กลายเป็นความหลงตัวเอง คือความซื่อสัตย์ต่อจุดยืน เพื่อให้ประชาชนรู้เสมอว่า นักการเมืองคนนั้นกำลังต่อสู้เพื่ออะไร
Mamdani ยังพูดถึงความตั้งใจที่จะทำให้นิวยอร์กเป็นเมืองที่สนุกขึ้น ไม่ใช่เมืองที่ผู้คนมีชีวิตอยู่เพื่อทำงานและจ่ายค่าเช่าเท่านั้น
เขายกหลักคิดของขบวนการแรงงานในอดีตว่า ชีวิตหนึ่งวันควรแบ่งเป็น ทำงาน 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง และมีเวลาอีก 8 ชั่วโมงสำหรับทำสิ่งที่ตนเองต้องการ
รัฐบาลของเขาจึงพยายามเพิ่มโอกาสให้คนธรรมดาเข้าถึงกิจกรรมของเมือง เช่น ตั๋วฟุตบอลโลกในราคาที่จ่ายไหว งานแฟนเฟสต์ที่เข้าร่วมได้ฟรี และการเปิดไฟสนามกีฬาในสวนสาธารณะให้นานขึ้น
ช่วงหนึ่งผู้สัมภาษณ์แซวว่า เขาได้รับเชิญไปงานแต่งงานของ Taylor Swift หรือไม่
Mamdani ตอบยิ้มๆ ว่าไม่ได้ไป และไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองได้รับเชิญหรือเปล่า
บทสัมภาษณ์นี้ไม่ได้ทำให้เห็นเพียงรายการผลงานของนายกเทศมนตรีคนหนึ่ง แต่ทำให้เห็นวิธีคิดทางการเมืองที่เขากำลังทดลองใช้กับเมืองใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
Mamdani ไม่ได้เสนอให้ยกเลิกธุรกิจ ไม่ได้บอกว่าคนที่คิดต่างเป็นศัตรู และไม่ได้ปฏิเสธการใช้ตำรวจหรือกลไกตลาดทั้งหมด
สิ่งที่เขาพยายามทำคือขยับเส้นแบ่งใหม่ว่า อะไรควรปล่อยให้ตลาดจัดการ และเรื่องใดเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องเข้ามารับรองให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้
หลังผ่านไป 6 เดือน ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าโครงการทั้งหมดจะสำเร็จหรือไม่
การดูแลเด็กถ้วนหน้ายังต้องขยายอีกมาก ร้านขายของชำของเมืองยังต้องพิสูจน์ว่าจะดำเนินงานได้จริงเพียงใด ภาวะขาดดุลงบประมาณยังเป็นแรงกดดัน และความขัดแย้งกับรัฐบาลกลางเรื่องผู้อพยพกับนโยบายต่างประเทศคงไม่จบง่ายๆ
สิ่งที่เห็นชัดแล้วคือ Mamdani กำลังพยายามเปลี่ยนคำถามในการบริหารเมือง
จากเดิมที่ถามว่า นิวยอร์กสร้างความมั่งคั่งได้มากเพียงใด
เป็นคำถามว่า ความมั่งคั่งของนิวยอร์กช่วยให้คนที่สร้างเมืองนี้ขึ้นมาสามารถใช้ชีวิตอยู่ในเมืองต่อไปได้หรือไม่
เมืองที่ประสบความสำเร็จในความหมายของเขา จึงไม่ใช่เมืองที่มีเพียงตึกสูง บริษัทใหญ่ และมหาเศรษฐีจำนวนมาก
แต่คือเมืองที่คนทำงานยังจ่ายค่าเช่าไหว มีที่ฝากลูก เดินทางสะดวก ปลอดภัย มีเวลาพักผ่อน และยังรู้สึกว่าเมืองนี้เป็นของพวกเขาด้วย
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10163416984714397&set=a.10150149993469397