วันพุธ, พฤษภาคม 23, 2561

"สู้พ่ายแพ้สู้ใหม่พ่ายแพ้สู้ใหม่จนชัยได้มา"





"สู้พ่ายแพ้สู้ใหม่พ่ายแพ้สู้ใหม่จนชัยได้มา"

%%%%%%%%%

เพื่อนบางท่านคงจำได้ว่าชื่อบทกลอน "สู้พ่ายแพ้สู้ใหม่ฯ" และบางบาทของกลอนนี้ "พร่างพรายแสงดวงดาวน้อยสกาว ส่องฟากฟ้าเด่นพราว...." รวมทั้งอุปมาอุปไมยเรื่อง "ดาว" ย่อมมาจากเพลง "วีรชนปฏิวัติ" และ "แสงดาวแห่งศรัทธา" ของจิตร ภูมิศักดิ์ที่เขาแต่งระหว่างถูกคุมขังข้อหาคอมมิวนิสต์ที่คุกลาดยาวโดยเผด็จการสฤษดิ์

หลัง ๆ นี้ผมมักร้องและฮัมเพลง "แสงดาวแห่งศรัทธา" บ่อย ๆ และพยายามคิดเข้าใจว่าในคุกเผด็จการ ด้วยข้อหาฉกรรจ์ทางการเมือง โดยไม่มีความหวังว่าจะได้ออกในเร็ววัน จิตรใช้จิตใจเช่นใดมาแต่งเพลงนี้ขึ้น ร้องและคิดตามไปทีละวรรคทีละตอน ถึงความหมายโดยตรง โดยอุปไมย และโดยคิดเทียบกับปัจจุบันที่ไม่มี "ดาว" แล้ว เราจะให้ความหมายใหม่อันใดแก่ "ดาว" ในบทเพลงนี้ได้......

คำตอบเท่าที่ผมนึกออก อยู่ในกลอนที่ผมแต่งในวันที่กลุ่ม "คนอยากเลือกตั้ง" พ่ายแพ้และถูกจับกุมเมื่อวานนี้


Kasian Tejapira

ooo




https://www.facebook.com/VoiceOnlineTH/videos/10157918156379848/

ใช่ พวกเขาชนะแล้ว ชนะที่ได้ประกาศให้โลกรู้ถึงธาตุแท้ของเผด็จการ คสช. "ในอนาคตข้างหน้า...สังคมไทยเป็นหนี้บุญคุณคนอยากเลือกตั้งทุกคน”

กลางดึกที่ สน.ชนะสงคราม ระหว่างรอถูกดำเนินคดี
สันดอน กับ สันดาน บ่อยครั้งในทางการเมืองไทยยุคเผด็จการครองเมือง ความหมายมันห่างกันแค่เส้นยาแดงผ่าแปด สันดอนเป็นโนน โคก หรือปุ่มที่โผล่ขึ้นมาในบริเวณพื้นเรียบ ในบางกรณีเหมือนฝีผุดที่แก้มก้น “Thorn in the butt.”

สันดานเป็นนิสัยซ้ำซาก ส่วนมากไปในทาง เลวอย่างเช่น ชอบโกหกเป็นนิจสิน อย่างที่ สุเทือก เป็นนั่นแหละ

เมื่อวานซืน (๒๑ พ.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชน ของ กปปส. ออกมาตระบัดคำ “ที่ผ่านมายังไม่เคยบอกว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป”

อ้างว่าที่บ้วนออกไปแล้ว “พูดแต่เพียงว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ให้สามารถบริหารประเทศในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเวลานี้ให้สมบูรณ์” เห็นภาพหรือยังว่า สันดานโกหกนั้นเป็นอย่างไร

แล้วหัวโจก กปปส. ยังบอกด้วยว่า เรื่องตั้งพรรค กปปส. ก็ไม่มี “เพราะวันนี้แกนนำ กปปส. ที่เป็นนักการเมืองก็กลับพรรคไปแล้ว หรือบางคนจะย้ายไปสังกัดพรรคอื่น” นี่ละ พวกนี้เวลาเขาเปลี่ยนใจจะบอกว่าไม่เคยพูด

(ข้อความโคว้ตมาจาก นสพ.แนวหน้า http://www.naewna.com/politic/340200)

ทางด้าน พล.อ.ประยุทธ์ ที่สุเทือกเอ่ยถึง ซึ่งออกอาการ สันดอน หลังจากแกนนำสำคัญของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งประกาศมอบตัวให้ตำรวจนำตัวไปควบคุมไว้ที่โรงพัก (จากพญาไทไปชนะสงคราม) เมื่อคืน ๒๒ พ.ค.

“ขอบคุณประชาชนทุกคนที่ให้กำลังใจรัฐบาล...และฝากขอโทษประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาจราจรในช่วงที่มีการเคลื่อนขบวนของผู้ชุมนุม” (ถ้อยคำตามข่าวมติชน https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_966818)

ดูคอมเม้นต์ของ Atukkit Sawangsuk แล้วจะเข้าใจดีถึงลักษณะของสันดอน หรือ “Thorn in the butt.” หรือ “Pain in the ass.” เป็นเช่นไร

เขาขอใช้ถนน ๑ เลนเดินไปทำเนียบ ตำรวจปิดถนนทั้งสายแล้วโทษว่าม็อบทำรถติด

อยากปลุกกระแสอะไรปลุกไปนะ ปลุกได้แค่สลิ่มเห็นแก่ตัวเท่านั้นละ แต่คนรักประชาธิปไตยนับวันรอเอาคืน อย่าตกจากอำนาจก็แล้วกัน”

อันการประกาศมอบตัวของรังสิมันต์ โรม นั้นแจ้งชัดว่าเพื่อมิให้เกิดความรุนแรง (ขึ้นอีก) โดยแท้จริงแล้วกลุ่มฯ แสดงออกอย่างต่อเนื่องว่าต้องการใช้สิทธิเรียกร้องของพวกตนตามระเบียบกฎหมาย ไม่มีประสงค์ “ยุยง ก่อกวน” ดังข้อกล่าวหา ม.๑๑๖ หรือก่อความวุ่นวาย ตาม ม.๒๑๕

แต่อาจเข้าข่าย ขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๓/๕๘ ได้ ในเมื่อคำสั่งนี้มีไว้เพื่อทำร้าย ทำลายแนวคิดการเมืองต่อต้านอำนาจเผด็จการของ คสช. โดยเฉพาะ
 
คสช.นั่นต่างหากที่พยายามกระพือการนัดชุมนุมเรียกร้องเลือกตั้งให้เป็นปัญหาความมั่นคง และกระทำการหลายอย่างในทางใส่ร้ายป้ายสีกลุ่มผู้ประสานงานจัดชุมนุม นอกจากรังสิมันต์ แล้วยังมีผู้ที่ร่วมเผชิญข้อหาอีกสิบกว่าคน เช่น

สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว ปิยะรัฐ จงเทพ หรือโตโต ซึ่งถูกนำตัวไป สน.ชนะสงคราม ร่วมกับนิกร วิทยาพันธุ์ อีก ๑๐ คนถูกจับกุมไปควบคุมตัวอยู่ที่ สน.พญาไท มี เอกชัย หงส์กังวาน โชคชัย ไพบูลย์รัชตะ อานนท์ นำภา ชลธิชา หรือเกด แจ้งเร็ว ณัฏฐา หรือโบ มหัทธนา วิโรจน์ โตงามรักษ์ พุทธไธสิงห์ ทิมจันทร์ คีรี ขันทอง ภัทรพล จันทร์โคตร และประสงค์ วางวัน
 
ตามรายงานข่าวภาคสนามของผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส หทัยรัตน์ พหลทัพ ระหว่างติดตามขบวนผู้ชุมนุมไปถึงบริเวณใกล้หน้าทำเนียบรัฐบาล ได้พบกับแผงเหล็กกีดขวางกางเต็มถนน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนเรียงรายตรึงกำลังอยู่

ตำรวจเหล่านั้นเป็นหน่วยพลร่มของ ตชด. หน่วยเดียวกันกับที่ใช้ล้อมธรรมศาสตร์เมื่อ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และระดมยิงเข้าไปภายในบริเวณซึ่งมีนักศึกษาปักหลักชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่สนับสนุนเผด็จการถนอม-ประภาส

เป็นผลให้มีนักศึกษาเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง และล้มตายจำนวนมากหลังจากที่กองกำลังนวพล-กระทิงแดงบุกทะลวงเข้าไปภายใน ดึงนักศึกษาออกมาทุบตีเข่นฆ่า ลากศพไปเผาและแขวนคอริมสนามหลวง

เช่นนี้จะไม่ให้คิดกันได้อย่างไรว่า ตำรวจในกำกับของศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ลิ่วล้อ คสช. ฝ่ายปราบประชาชน เตรียมการสังหารเข่นฆ่าประชาชนอีกครั้ง เหมือนดังเหตุการณ์ ๖ ตุลา และการสลายชุมนุมเสื้อแดง พฤษภา ๕๓

ที่ สน.ชนะสงคราม และที่พญาไท ผู้ถูกควบคุมตัวนั่งรอกันเกือบตลอดคืน “ยังไม่มีการทำบันทึกจับกุม ยังไม่แจ้งข้อหา ยังไม่สอบสวน” อานนท์ นำภา โพสต์เฟชบุ๊ครายงานหลังจาก ๕ ชั่วโมงผ่านไป

กลางดึกคืนนั้นเช่นกัน Arunwatee Kong Li Chattay เล่าความเป็นไป “ที่สน.ชนะสงคราม ล่าสุดคือทาง ตร.ยังไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหาอะไรกับแกนนำทั้ง ๓ คนนี้ ก็หมดสภาพตามนี้ ทั้งฝน ทั้งแดด ทั้งอดนอน และอดอาหาร คาดว่าราตรีนี้ยังอีกยาวไกล...โรมบอก”

ก่อนหน้านั้นไม่นาน โพสต์ของ พลเมืองโต้กลับ Resistant Citizen ให้กำลังใจ “โรม จ่านิว โตโต้ ประกาศ ก่อนมอบตัวให้ผู้พิทักษ์ทรราช ว่าพวกเขาขอโทษ ประชาชนทั้งน้ำตา

ขอโทษที่ไม่สามารถพาประชาชนทุกท่านไปทวงถามวันเลือกตั้งที่ทำเนียบรัฐบาลได้ ขณะที่ ลูกเกด เปล่งเสียงสุดท้ายก่อนถูกจับกุมโดย (รอง) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมกับทนายอานนท์ คุณโบว์ เอกชัยท่ามกลางการล้อมกรอบของตำรวจตระเวนชายแดน ผ้าพันคอสีม่วง ว่า

ขอให้ประชาชนชาวไทย โปรดจงจำไว้ว่า เราได้พยายามต่อสู้อย่างถึงที่สุดแล้ว” 
ไม่ต้องขอโทษ ประชาชนมีแต่ความนับถือน้ำใจจะมอบให้ ขอนำคำของ พลเมืองโต้กลับมาใช้ในที่นี้ “การต่อสู้ในวันนี้ ไม่มีสงครามครั้งสุดท้าย มีแต่การสู้เป็นยกยกไป ประเมินจากวันนี้ ขอแสดงความนับถือและยกย่องจากใจจริงว่า #ยกนี้เราชนะแล้ว

ในอนาคตข้างหน้า เมื่อสังคมนี้เป็นประชาธิปไตย เมื่อมองย้อนกลับมาจะพบว่า สังคมไทยเป็นหนี้บุญคุณคนอยากเลือกตั้งทุกคน”

ใช่ พวกเขาชนะแล้ว ชนะที่ได้ประกาศให้โลกรู้ถึงธาตุแท้ของเผด็จการ คสช. ว่าข่มเหงก้ำเกินประชาชนมากเพียงไร ไม่เพียงสำนักข่าวต่างประเทศใหญ่ๆ เสนอข่าวการต่อสู้แบบเบี้ยล่างของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งอย่างสดุดีชื่นชมไปทั่ว
สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้ประกาศให้ทางการรัฐบาลทหารไทยปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่ถูกควบคุมตัวเหล่านี้ทันที หลังจากที่ได้สรุปสถานการณ์จากการลงพื้นที่สังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด


ย่อมแสดงว่า โลกทั้งโลกอยู่เคียงข้างกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเหล่านี้

ลำดับเหตุการณ์สำคัญ 22 พ.ค. 2561 ฉบับย่อ ของกลุ่ม “คนอยากเลือกตั้ง” กับการขัดขวางของเจ้าหน้าที่





ภาพรวมของเหตุการณ์ ผมย่อให้นะ

ตอนเช้าผู้ชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ตั้งขบวนเพื่อเดินไปทำเนียบรัฐบาล แต่เจ้าหน้าที่ปิดถนนรอบธรรมศาสตร์ ขบวนดันออกจากประตูได้ แต่เคลื่อนไปได้แค่ถนนหน้าธรรมศาสตร์ ติดแนวสกัดของเจ้าหน้าที่

ระหว่างที่ยื้อกันอยู่หน้าธรรมศาสตร์ ผู้ชุมนุมอีกส่วนหนึ่งไปสมทบกันที่หน้ากองสลาก และอีกส่วนหนึ่งที่จะมาที่ธรรมศาสตร์มารวมกลุ่มกันอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หลังแนวเจ้าหน้าที่

ผู้ชุมนุมด้านหลังแนวเจ้าหน้าที่ผ่าแนวเข้ามาสมทบกับผู้ชุมนุมที่หน้าธรรมศาสตร์ แต่ทั้งหมดก็ติดอยู่ที่หน้าธรรมศาสตร์ไม่สามารถฝ่าแนวเจ้าหน้าที่เคลื่อนไปได้ และฝนก็ตกลงมา

แกนนำส่วนหนึ่งนำผู้ชุมนุมที่หน้ากองสลากเดินมุ่งหน้าสู่ทำเนียบ

แกนนำที่ธรรมศาสตร์ตัดสินใจดาวกระจาย แยกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งปักหลักที่หน้าธรรมศาสตร์พยายามฝ่าแนวต่อไป อีกส่วนเล็ดลอดออกจากธรรมศาสตร์ ตามไปสมทบกับผู้ชุมนุมจากหน้ากองสลาก ทั้งหมดเดินทางไปรวมกันที่หน้า UN ใกล้กับสะพานมัฆวาน ที่สะพานมีเจ้าหน้าที่ตั้งแนวสกัดอยู่

มีการตกลงกันระหว่างแกนนำกับเจ้าหน้าที่ว่าแกนนำจะไปยืนอ่านแถลงการณ์ให้ใกล้ทำเนียบที่สุด โดยจุดที่จะไปอ่านอยู่หลังแนวเจ้าหน้าที่แนวแรกไป 10 เมตร

เกิดเหตุชุลมุนไม่ทราบสาเหตุทำให้เจ้าหน้าประกาศให้ยุติการชุมนุม

แกนนำที่ธรรมศาสตร์มารวมกับแกนนำที่มาจากกองสลากและมวลชนส่วนหนึ่งทั้งหมดนั่งลง ยืนยันจะไปอ่านแถลงการณ์ที่จุดใกล้ทำเนียบ

เจ้าหน้าที่เคลียพื้นที่แล้วเข้าจับมวลชนบางส่วนที่นั่งอยู่ลากออกไปขึ้นรถ แต่ยังไม่จับแกนนำ มีการเจรจากัน และในที่สุดก็ยอมให้แกนนำไปอ่านแถลงการณ์ตรงจุดที่เคยตกลงกัน เมื่ออ่านแถลงการณ์จบ แกนนำยอมมอบตัว ขึ้นรถไปกับเจ้าหน้าที่

ที่ธรรมศาสตร์แกนนำที่เหลือพยายามฝ่าแนวกั้น และในที่สุดก็ยอมมอบตัว และยุติการชุมนุม

ในเนื้อหาตอนท้ายของแถลงการณ์ที่อ่าน มีข้อเรียกร้อง 5 ข้อ คือ

1. จะต้องเลือกตั้งภายในเดือนพฤศจิกายน 2561
2. คสช.ต้องยุติความพยายามจะสืบทอดอำนาจ
3. ยกเลิกประกาศและคำสั่งตางๆ ของ คสช. ที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ และคำสั่งหรือประกาศที่ขัดขวางการดำเนินการของพรรคการเมือง
4. จะต้องยุบ คสช. และเปลี่ยนรัฐบาลประยุทธ์ให้เป็นรัฐบาลรักษาการณ์เพื่อจัดการเลือกตั้ง
5. กองทัพจะต้องยุติการสนับสนุน คสช.


Rawee Siri-issaranant

"ทุกอย่างถูกใช้ไปเพื่อการเดียว คือการเอาชนะทางการเมือง การทําลายฝ่ายตรงข้าม" สัมภาษณ์ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ: 4 ปี รัฐประหาร กับต้นทุนของความสงบที่ใช้จ่ายกับมันมากเกินไป



https://www.facebook.com/gmliveonline/videos/1272627742867738/


สี่ปีที่ผ่านมา…… จากรายงานของนิตยสาร Forbes ที่โด่งดัง…


...

สี่ปีที่ผ่านมา……

จากรายงานของนิตยสารForbes ที่โด่งดัง…

เศรษฐี ที่รวยที่สุด 50 คนของไทย มีทรัพย์สินรวมกันเพิ่มขึ้นจาก 97พันล้านเหรียญ( 3.1ล้านล้านบาท)ในปี 2014 เป็น 162พันล้านเหรียญ( 5.2ล้านล้านบาท)ในปี 2018 เพิ่มขึ้น 67% หรือคิดเป็นอัตราทบต้น 13.7%ต่อปี

มหาเศรษฐีที่มั่งคั่งถึงระดับพันล้านเหรียญ มีเพิ่มขึ้น จาก 16 คน เป็น 32 คน

มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในประเทศไทย มีทรัพย์สิน 30พันล้านเหรียญ จากสี่ปีที่แล้วคนรวยสุดมี 12.7 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

ทั้งหมดนี่เกิดขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ตำ่เตี้ยที่สุดในเหล่าประเทศเกิดใหม่ เฉลี่ยแค่ 3% ต่อปีตลอดสี่ปี (ใครได้ใครเสียคิดเอาเองนะครับ)

ลองเทียบกับญี่ปุ่น ประเทศที่มีประชากร 130 ล้านคน มีขนาดเศรษฐกิจ $4.9ล้านล้าน เป็นอันดับสามของโลก รายได้ต่อคน$39,000 (ไทยมี 65 ล้านคน ขนาดเศรษฐกิจ $0.45ล้านล้าน รายได้ต่อคน$6,000)

ของญี่ปุ่น… คนรวย 50 คนแรก มีทรัพย์สินรวมกัน $172พันล้าน พอๆกับพี่ไทย แต่คนรวยที่สุด(Mayasoshi Sonแห่งSoftbank)มีแค่ $21.9พันล้าน แพ้พี่ไทยหลุดลุ่ย

ปล.(สำคัญมาก…ต้องอ่านนะครับ)

1. ทั้งหมดนี่คัดลอกมาจากรายงานของForbes ไม่เกี่ยวกับผลงานสี่ปีที่เขากำลังจะแถลงแต่อย่างใด ไม่ได้ยุยงปลุกปั่นตาม ปอญ.116 หรือขัดคำสั่งใดๆนะครับ

2. ความรวยไม่ใช่ความผิดนะครับ คนรวยก็ไม่ใช่คนผิด ตราบเท่าที่ความรำ่รวยนั้นได้มาในหนทางที่ถูกต้อง เขามีหน้าที่สร้างความรำ่รวยเพิ่มด้วยซำ้ ถ้าเขาไม่ทำ…เศรษฐกิจอาจจะติดลบ ย่ำแย่กว่านี้อีก

3. รัฐมีหน้าที่ ก.ไม่ให้การสร้างความรำ่รวยนั้นมาจากวิถีที่ไม่ถูกต้อง ไม่ให้มาจากคอร์รัปชั่น ไม่ให้มาจากการผูกขาด สร้างกลไกให้มีการแข่งขันสมบูรณ์ ข.สร้างโอกาสให้คนในสังคมมีโอกาสได้ความรู้ ได้เข้าถึงทรัพยากร ได้มีโอกาสสร้างความมั่งคั่งได้ตามศักยภาพ ค.ให้ประชาชนได้รับบริการพื้นฐานสวัสดิการจำเป็น โดยใช้ระบบภาษีเคลื่อนย้ายทรัพยากรมาจากผู้มั่งคั่งมากระจายตามควร

ก็มันบิดเบี้ยวอย่างนี้ เราถึงต้องการ”ปฏิรูป”ไงครับ



Banyong Pongpanich


ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน UN เรียกร้องให้ปล่อยตัว "คนอยากเลือกตั้ง"





English below

ระหว่างวันที่ 21 ถึง 22 พฤษภาคม สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ของสหประชาชาติ สังเกตการณ์ชุมนุมอย่างสงบที่จัดโดย “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ซึ่งเป็นกลุ่มนักกิจกรรมทางการเมืองและนักกิจกรรมรุ่นใหม่ที่ได้จัดการชุมนุมอย่างต่อเนื่องเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งปลายปี 2561 ผู้สังเกตการณ์ของสหประชาชาติได้ประสานงานและพูดคุยกับผู้จัดการชุมนุมและเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทน “เครือข่ายสังเกตการณ์และการบันทึกการชุมนุมสาธารณะเพื่อสิทธิมนุษยชน” ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ทำงานร่วมอย่างใกล้ชิดได้ลงพื้นที่สังเกตการณ์เช่นเดียวกัน

การชุมนุมครั้งนี้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดขึ้นเพื่อรำลึกสีปีรัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ในตอนเย็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้นำของกลุ่มฯ และนักกิจกรรมจำนวนสิบเอ็ดคน พวกเขาจะถูกนำตัวไปที่สถานีตำรวจชนะสงคราม แกนนำห้าคนได้ถูกร้องทุกข์โดย คสช. ว่าละเมิดคำสั่งที่ 3/2558 ที่ห้ามการชุมนุมทางการเมืองเกินห้าคน

สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรมเหล่านี้โดยผลัน ทั้งนี้ สำนักงานฯ ได้เรียกร้องรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่องให้เคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและชุมนุมอย่างสงบในฐานะที่เป็นรัฐภาคีกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและพลเมือง

***

Between 21 to 22 May, the UN Human Rights Office for South-East Asia, together with other UN offices, observed a peaceful assembly organized by “Individuals Who Want Election”, a group of political and young activists that have been holding consecutive assemblies calling for a general election to be held by the end of 2018.

UN observers coordinated and held meetings with both the organisers and officials from the Royal Thai Police. Representatives from the “Public Assembly Monitoring and Human Rights Network”, a recently established civil society network with whom OHCHR has been working closely, were also present.

The demonstration, which took place at Thammasat University in Bangkok, was held to remember the four year anniversary of the 22 May 2014 military coup. In the afternoon, 11 leaders and activists were arrested by police officers. They will be brought to Chanasongkhram Police Station. The NCPO filed a complaint accusing five leaders of violating NCPO order 3/2015 which prohibits the political gathering of more than five people.

The UN Human Rights Office calls for the immediate release of these activists. We have consistently urged the Royal Thai Government, as a party to the International Covenant on Civil and Political Rights, to fully respect the rights to freedom of expression and peaceful assembly.


UN Human Rights - Asia

...



...

แกนนำทำหน้าที่ตัวเองแล้ว จากนี้คือหน้าที่ของมวลชน ...เยี่ยมแกนนำที่ถูกคุมขัง
-------
สะดวกที่ไหนไปที่นั่น
สน. พญาไท
อานนท์ นำภา
โชคชัย ไพบูลย์รัชตะ
เอกชัย หงส์กังวาน
ณัฏฐา มหัทธนา
ชลธิชา แจ้งเร็ว

ชุดสอง
สน. ชนะสงคราม
รังสิมันต์ โรม
สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์
ปิยรัฐ จงเทพ

...

อีกข้อมูล

13 รายชื่อผู้ถูกดำเนินคดีในการชุมนุมกลุ่มอยากเลือกตั้ง ณ ตอนนี้

สน.พญาไท
1.นายเอกชัย​ หงส์กังวาน​
2.นายโชคชัย​ ไพบูลย์รัช​ตะ​
3.นายอานนท์​ นำภา​ ​
4.น.ส.ชลธิชา​ แจ้งเร็ว​
5.น.ส.ณัฏฐา​ มหัทธนา ​

สน.ชนะสงคราม
6.นายรังสิมันต์ โรม​
7.นายปิยะรัฐ​ จงเทพ​ ​
8.นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์​
9.นายนิกร​ วิทยาพันธ์​
10.นายพุทธไธสิงห์​ ทิมจันทร์​
11.นายคีรี​ ขันทอง​
12.ว่าที่ร้อยตรี​ ภัทรพล​ จันทร์โคตร​
13. นายประสงค์​ วางวัน​

แกนนำทั้งหมดปฏิเสธการประกันตัว โดยถูกตั้งข้อหา 1.)พรบ.ชุมนุม 2.)คำสั่ง ม.3/58 3.)ม.116 4.)ม.215

โดยจะถูกคุมตัวไว้ที่ สน.พญาไทและชนะสงครามตามโดยตำรวจจะส่งไปศาลอาญาในวันที่ 23 พฤษภาคม เวลา 10:00 น.

กาณฑ์ขอประกาศให้มิตรสหายทุกคนไปให้กำลังใจผู้กล้าหาญทั้ง13คนนะคะ เจอกันนะคะ ศาลอาญารัชดา เวลา 10:00 น. ค่ะ

#เสรีภาพที่แท้จริงคือเสรีภาพที่ฉันเลือก



Sasiphat Pong

...




แถลงการณ์กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เนื่องในโอกาสครบรอบ 4 ปี รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557

ประชาชนชาวไทยทุกท่าน

พวกเราซึ่งเป็นหนึ่งในประชาชนชาวไทยเหมือนกับท่านทั้งหลาย ได้รวมตัวกันในนาม “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” เพื่อเป็นเสียงป่าวประกาศแทนประชาชนทั่วประเทศ ว่าไม่ต้องการเห็นเผด็จการ คสช. มีอำนาจครอบงำสังคมไทยอีกต่อไป ลุกขึ้นมาแสดงพลังต่อต้านการเลื่อนการเลือกตั้งและความพยายามสืบทอดอำนาจของ คสช. มาตั้งแต่เมื่อปลายเดือนมกราคม 2561

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 4 เดือน พวกเราจัดกิจกรรมแสดงพลังมาแล้ว 6 ครั้ง

ในทุกครั้งพวกเราได้ส่งเสียงนำเสนอข้อเรียกร้องต่างๆ ที่จะนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งและคืนอำนาจกลับสู่ประชาชนอย่างแท้จริง แต่ทว่าไม่มีครั้งไหนเลยที่ คสช. และบรรดาบริวารทั้งหลายรับฟังและนำไปปฏิบัติ มิใช่เพราะข้อเสนอของพวกเราเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกระทำได้ แต่เป็นเพราะหูของพวกเขาได้ยินแต่คำเย้ายวนจากปีศาจแห่งความกระหายอำนาจที่อยู่ภายในจิตใจของตนเองอยู่ตลอดเวลา

ในวันนี้ ซึ่งเป็นวันครบรอบ 4 ปีของการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 เราสามารถสรุปได้อย่างหนึ่งว่าตลอด 4 ปีที่ผ่านมาคือ 4 ปีแห่งการบ่อนทำลายชาติโดยรัฐบาล คสช. อันประกอบไปด้วยการบ่อนทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน บ่อนทำลายเศรษฐกิจ และบ่อนทำลายอนาคต

ในด้านหลักนิติรัฐนิติธรรมและสิทธิมนุษยชนนั้น รัฐบาล คสช. ได้สร้างกลไกในรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดโอกาสให้ตนใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ โดยมีมาตรา 44 ที่สถาปนาอำนาจเบ็ดเสร็จให้หัวหน้า คสช. ในการออกคำสั่งใดๆ ก็ได้ เพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตาม ซึ่งอำนาจเหล่านี้ รัฐธรรมนูญที่พวกพ้องของ คสช. ร่างขึ้น ได้รับรองเอาไว้ในมาตรา 279 มากไปกว่านั้น มาตราดังกล่าวยังได้รับรองการกระทำใดๆ ที่เกิดขึ้นก่อนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันประกาศใช้ ซึ่งหมายความว่า ความเลวร้ายใดๆ ที่ควรถูกถือกันว่าเป็นเรื่องที่ไม่ปรกติ ได้ถูกแปรสภาพให้เป็นเสมือนเป็นสิ่งปรกติ อันรวมถึงการนิรโทษกรรมตัวเอง โดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ต่อผลกรรมที่เคยก่อขึ้น

นอกจากนี้บทบัญญัติดังกล่าวยังได้ส่งผลกระทบที่ทำให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบมีอำนาจในการออกคำสั่งใดๆ เพื่อเป็นการละเมิดสิทธิประชาชน เพื่อให้พรรคการเมืองอ่อนแอโยกย้ายข้าราชการเพื่อสนับสนุนการใช้อำนาจตามอำเภอใจ และส่งเสริมกลไกในการสืบทอดอำนาจ มีการใช้องค์กรอิสระเพื่อส่งเสริมความมั่นคงของอำนาจของตัวเอง ดังตัวอย่างการอนุมัติให้กรรมการ ป.ป.ช. ที่ขาดคุณสมบัติยังคงดำรงตำแหน่งต่อไป เพื่อทำให้การตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นของพวกพ้องในรัฐบาล คสช. ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า ไม่สามารถเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ ดังที่ปรากฎในกรณีนาฬิกา 25 เรือนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

ขณะเดียวกัน ประชาชนและสื่อมวลชนก็ได้สูญเสียเสรีภาพในการแสดงออก เพราะการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลได้ถูกตีความว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ มีการเรียกรายงานตัว ปรับทัศนคติ ข่มขู่คุกคามและติดตามกว่า 1,000 ราย ปิดกั้นและแทรกแซงการจัดกิจกรรมซึ่งรวมถึงกิจกรรมทางวิชาการกว่า 300 ครั้ง ประชาชนถูกดำเนินคดีข้อหาชุมนุมทางการเมืองเกือบ 400 ราย ถูกดำเนินคดีข้อหาตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะและข้อหายุยงปลุกปั่นรวมกว่า 300 คน พลเรือนถูกดำเนินคดีในศาลทหารกว่า 2,000 คน ฯลฯ ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย

ในด้านเศรษฐกิจ รัฐบาล คสช. ได้ใช้วิธีการหว่านงบประมาณในลักษณะแจกจ่ายเพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การดำเนินการโดยที่ขาดสติปัญญาดังกล่าวได้ก่อให้เกิดรายจ่ายเกินรายได้และทำให้เกิดการขาดดุลงบประมาณมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 6 แสนล้านบาทในที่สุด ซ้ำร้ายยังมีการจัดสรรงบประมาณโดยให้ความสำคัญกับกองทัพเป็นอันดับหนึ่ง จึงได้เห็นการเพิ่มงบประมาณให้กับกองทัพ การใช้งบมหาศาลในการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ หรือแม้แต่การเกณฑ์ทหารซึ่งควรถูกยกเลิกไปตามบริบทที่เปลี่ยนไปของสงครามทั่วโลกแล้ว ยังไม่นับรวมถึงการทุ่มงบประมาณหลายแสนล้านลงไปกับโครงการไทยนิยมยั่งยืน ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้นายกรัฐมนตรีได้เดินสายหาเสียง เพื่อปูทางสู่การสืบทอดอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรีนอกครรลองประชาธิปไตยผ่านงบประมาณภาษีของประชาชนต่อไป

นอกจากนั้นรัฐบาลเผด็จการยังบ่อนทำลายอนาคต นี่คือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่ คสช. ได้มอบให้ไว้ต่อประชาชน รัฐธรรมนูญอันเป็นมรดกของ คสช. นั้นได้มีการวางสารพัดกับดักเพื่อทำให้มั่นใจได้ว่าภาคการเมืองและภาคประชาชนจะอ่อนแอ จนไม่สามารถเป็นปฏิปักษ์กับอำนาจเผด็จการได้ กล่าวคือ ได้มีวางกับดักที่เปรียบเสมือนการยึดอนาคตของประเทศชาติด้วยการร่างแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม โดยมี ส.ว. จำนวน 250 คนที่เป็นสมัครพรรคพวกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีอำนาจในการกำกับดูแล หมายความว่ากลไกเหล่านี้ก็จะคอยปกป้องคุ้มครองระบอบ คสช. ในดำรงอยู่สืบทอดอำนาจต่อไปอีกแสนนาน

ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงขอสู้อีกครั้ง ด้วยการเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาล สถานที่ซึ่ง คสช. ได้ยึดครองและใช้เป็นฐานในการวางไข่เผด็จการมากว่า 4 ปี เข้าไปให้ใกล้พวกเขามากที่สุดด้วยหวังที่จะให้ได้ยินเสียงของประชาชนเสียที แม้ในวันนี้พวกเราจะไปไม่ถึงจุดหมายที่ตั้งไว้ แต่พวกเราจะยังขอตะโกนบอกย้ำกับพวกเขาอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังที่สุดเท่าที่จะเปล่งออกมาได้ ถึงจุดยืนของพวกเราว่า

1. การเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นภายในเดือนพฤศจิกายน 2561 ตามที่ คสช. เคยให้คำมั่นไว้

2. คสช. จะต้องยุติความพยายามใดๆ ที่จะสืบทอดอำนาจหรือเข้ามามีบทบาทในทางการเมืองต่อไปภายหลังการเลือกตั้ง

3. จะต้องปลดอาวุธ คสช. โดยการยกเลิกประกาศและคำสั่งต่างๆ ของ คสช. ที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งรวมถึงประกาศหรือคำสั่งที่ขัดขวางการดำเนินการต่างๆ ของพรรคการเมืองเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งโดยทันที

4. คสช. จะต้องยุติการดำรงอยู่ของตัวเอง และเปลี่ยนสถานะของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฐบาลรักษาการโดยทันที เพื่อสร้างหลักประกันในการจัดการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม โปร่งใส และปราศจากการแทรกแซงจาก คสช.

5. กองทัพจะต้องยุติการสนับสนุน คสช. ในทุกประการโดยทันที เพื่อไม่ให้ คสช. มีขุมกำลังในการสืบทอดอำนาจเผด็จการได้อีก

ขอประชาชนชาวไทยทุกคนจงเป็นพยาน ว่าพวกเราได้พยายามทุกวิถีทางแล้วในการเรียกร้องให้ คสช. หยุดความพยายามในการเลื่อนการเลือกตั้งและสืบทอดอำนาจแต่โดยดี หาก คสช. ยังคงดันทุรังที่จะสานต่อความทะเยอทะยานของตนต่อไป พวกเราก็จะเดินหน้าต่อไปเพื่อโค่นล้มมันให้จงได้เช่นกัน

เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ

กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

แถลง ณ หน้าอาคารสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ จุดที่ใกล้ทำเนียบรัฐบาลมากที่สุดเท่าที่พวกเราไปถึง

22 พฤษภาคม 2561



กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group - DRG

...




ข้อเสนอ จากพี่น้องคนไทยในออสเตรเลีย (ร่วมกับ) Thai Alliance for Human Rights -Australia ถึงพี่น้องคนไทย



จดหมายเปิดผนึกถึงพี่น้องคนไทย

จดหมายเปิดผนึกจากพี่น้องคนไทยที่อยู่ต่างประเทศฉบับนี้ ขอส่งมายังพี่น้องคนไทยทุกคน ที่ตระหนักถึงความเลวร้ายของระบอบเผด็จการ จนไม่สามารถทนเห็นประเทศไทย จะต้องจมปรักล้าหลัง และปล่อยให้ระบอบเผด็จการใช้อำนาจข่มเหงรักแกประชาชน กอบโกยผลประโยชน์ของคนไทยทั้งชาติ ไปอยู่ในความครอบครองของตนและพวกพ้องอีกต่อไป จึง (ขออนุญาตนำคำพูดของ คุณ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ มากล่าวในจดหมายนี้ เพื่อเป็นจิตสำนึกเตือนใจ คือ “อนาคตใหม่เริ่มที่ตัวคุณ” )

ดังนั้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราคนไทยทุกคน จะร่วมใจกันออกมาเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ช่วยกันสร้าง พื้นฐานที่มั่นคงขั้นที่ 1 ให้ระบอบประชาธิปไตยมีที่ยืนถาวรโดยผ่านการเลือกตั้ง (ถึงแม้การเลือกตั้งนั้นยังไม่มีอะไรยืนยันแน่นอนก็ตาม แต่ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น สุดท้ายก็ต้องจบลงที่ เลือกตั้ง)
ฉะนั้น พวกเราจะร่วมเดินก้าวแรกไปพร้อมกัน กับพี่น้องคนไทยทุกคน ตั้งแต่วินาทีนี้เพื่อกำหนดอนาคตด้วยตัวเราเอง ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้คือ

ขั้นตอนที่ 1.
ให้ประชาชนทุกภาคส่วน ออกมาร่วมรณรงค์สร้างข้อเสนอไปยังพรรคการเมืองทุกพรรค จะต้องบันจุรายระเอียดนี้ ไว้ในโยบายของพรรค คือ
1. กำหนดแนวทาง ขั้นตอน วิธีการการ เพื่อไม่ให้ การทำรัฐประหารทุกรูปแบบ เกิดขึ้นได้อีก
2. กำหนดแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เอื้อประโยชน์ให้เกิด การทำรัฐประหาร

ขั้นตอนที่ 2
ช่วงพรรคการเมืองหาเสียง ให้ประชาชนร่วมกับองค์กรประชาธิปไตยทุกกลุ่ม ร่วมกันเรียกร้องให้ผู้สมัคร สส ออกมาแสดงวิสัยทัศน์ทุกพรรค และต้องประกาศต่อสาธารณะเป็นสัญญาประชาคม ในเรื่องนโยบายการต่อต้านการรัฐประหารทุกรูปแบบและแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เอื้อประโยชน์ให้เกิดการทำรัฐประหาร

ขั้นตอนที่ 3
การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ถ้าปรากฏว่าพรรคการเมืองพรรคใด ไม่ทำตามข้อเสนอของประชาชน (ครบทั้งสองขั้นตอน) ประชาชนต้องพร้อมใจกันรณรงค์ไม่ลงคะแนนเสียงให้พรรคนั้นๆ ไม่ว่าผู้สมัครนั้นจะเป็นใคร และทุกคน

ขั้นตอนที่ 4
ภาคประชาชนยังต้องพิจารณาสร้างพลังกดดันอย่างต่อเนื่องต่อไป ให้พรรคการเมืองที่หลังจากทราบผลของการเลือกตั้งแล้ว เตรียมการสร้างพื้นฐานที่มั่นคงขั้นที่ 2 และอื่นๆ จนถึงสุดท้ายคือการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญที่ประชาชนต้องเป็นผู้กำหนด

เราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอนี้ พี่น้องคนไทยทุกคนจะร่วมกันพิจารณา และยังหวังต่อไปว่า พี่น้องคนไทยทุกคนทั้งในและต่างประเทศ จะร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่อำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
จากพี่น้องคนไทยในออสเตรเลีย (ร่วมกับ)
Thai Alliance for Human Rights -Australia
22 พฤษภาคม 2561

Source: Line


“นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่” ขอสดุดีวีรกรรมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่ได้ออกมายืนยันและทวงสิทธิการเลือกตั้งของตัวเองซึ่งรวมถึงสิทธิของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน











“นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่”

ขอสดุดีวีรกรรมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ที่ได้ออกมายืนยันและทวงสิทธิการเลือกตั้งของตัวเองซึ่งรวมถึงสิทธิของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ความจริงแล้วหากหัวหน้าเผด็จการเป็นคนรักษาสัจจะ ไม่ตระบัดสัตย์เปลี่ยนแปลงกำหนดวันเลือกตั้งไปเรื่อยๆ ประชาชนก็คงไม่ต้องออกมาทวงสิทธิจนตกเป็นผู้ต้องหา

สิ่งที่กลุ่มคนอยากเลือกตั้งได้กระทำ เป็นการใช้เสรีภาพพื้นฐานอันถือเป็นสิทธิมนุษยชนที่ไม่อาจถือเป็นความผิดใดๆ ได้เลย ซึ่งก็คงไม่ต่างจากที่ผมได้แถลงข่าวแต่กลายเป็นผู้ต้องหาความผิดต่อความมั่นคง ผมจึงไม่เรียกร้องให้เผด็จการปล่อยตัวท่าน แต่สำหรับทุกท่านรวมถึงองค์กรสิทธิและสหประชาชาติที่เรียกร้องให้เผด็จการปล่อยตัวกลุ่มคนอยากเลือกตั้งนั้น ผมถือเป็นความปรารถนาดีและขอขอบคุณ แต่ผู้ที่จะเข้าใจสิทธิของความเป็นคนได้จะต้องมีความเป็นคนจึงเหลือวิสัยที่เหล่าเผด็จการจะเข้าใจ สิ่งที่ผมพอทำได้คือขอให้กำลังใจกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเพื่อรออำนาจกลับคืนมาเป็นของประชาชน จากนั้นพวกเราจะมีภารกิจร่วมกัน

พร้อมกันนี้ผมขอส่งความปรารถนาดีและความห่วงใยมายังเหล่าเผด็จการทุกคน ขอให้รักษาสุขภาพ หมั่นออกกำลัง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และอย่าเพิ่งรีบตาย เมื่ออำนาจกลับคืนมาเป็นของประชาชนแล้วจะได้มีแรงเดินขึ้นศาลด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้ลูกน้องคอยพยุงหรืออุ้มขึ้นศาลมันไม่สง่างามสมกับนายพลแห่งกองทัพไทย ที่ทำกับผมไว้พอขอกันกินได้แต่ที่ทำกรรมไว้กับประชาชนรับรองผมไม่มีทางลืม

วัฒนา เมืองสุข
22 พฤษภาคม 2561


Watana Muangsook


วันอังคาร, พฤษภาคม 22, 2561

ตำรวจ ๑๘ กองร้อยสกัดชุมนุมเหนียวหนึบ ศาลปกครองไม่คุ้มครอง 'คนอยากเลือกตั้ง'

 
ตำรวจ ๑๘ กองร้อยสกัดชุมนุมคนอยากเลือกตั้งเหนียวหนึบ ตั้งแผงเหล็กกั้น กองร้อยน้ำหวานขวางแน่น แถมด้วยวิชามาร เคลื่อนรถขยายเสียงจอดประชันเปิดเพลงลั่นกลบเสียงอภิปราย

เมื่อ ๑๐.๐๐ น. วันที่ ๒๒ พ.ค. ๖๑ กลุ่มคนอยากเลือกตั้งซึ่งรวมตัวอยู่บริเวณข้างหอประชุมเล็กมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่เมื่อวาน อันมีผู้ประสานงาน ได้แก่ รังสิมันต์ โรม อานนท์ นำภา ณัฏฐา มหัทธนา ชลทิรา แจ้งเร็ว และสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ เป็นอาทิ

พยายามที่จะเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้ คสช.หยุดบทบาททางการเมือง แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งภายในปีนี้ ปรากฏว่าเผชิญกับกำลังตำรวจยืนเรียงสามสี่แถวหลังแผงเหล็กขวางอยู่อย่างเหนียวแน่น

Deep Blue Sea @WassanaNanuam โพสต์ข้อความทางทวิตเตอร์แจ้งว่า “เจรจาแล้ว...คสช. ยอมให้คนอยากเลือกตั้งเดินจากธรรมศาสตร์มาทำเนียบรัฐบาล ด้านประตู ๕ ราชดำเนิน ยื่นข้อร้องเรียนถึงนายกฯ ทำการปราศรัย เที่ยงจะจบกิจกรรม พล.ต.ปิยพงศ์ (กลิ่นพันธุ์) ทีมโฆษก คสช.คาดเอาอยู่ มีมวลชน ๕๐๐-๗๐๐คน”

ลำดับความย้อนหลังไปเมื่อ ๙.๔๘ น. iLawFX รายงาน “ขบวนของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งยังคงอยู่ที่ถนนหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฝั่งที่ติดกับพิพิธภัณฑ์​สถานแห่งชาติ เนื่องจากเจ้าหน้าที่กั้นรั้วเหล็กตลอดแนวทำให้ไม่สามารถเคลื่อนขบวนได้”

๙.๐๐ น. TLHR @TLHR2014 แจ้งว่า “จนท.มีการตั้งแนวรั้วกั้นถนนมุ่งไปยังพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ และจัดกำลังกองร้อยน้ำหวานตรึงกำลัง และมีการประกาศเป็นระยะขอให้ยุติการทำกิจกรรม เนื่องจากขัดต่อคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ ๓/๕๘”

๘.๕๐ ศูนย์ทนายฯ เล่าต่อ “ผู้ชุมนุม #กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เริ่มเคลื่อนขบวนออกจากม.ธรรมศาสตร์ โดยแกนนำประกาศใช้ 1 ช่องทางจราจร และขอผู้ชุมนุมไม่ขึ้นทางเท้า เพื่อไม่ให้กีดขวางคนเดินเท้า”

๘.๔๔ ไอลอว์เล่าบ้าง “เจ้าหน้าที่ตำรวจอ่านคำสั่งผู้กำกับสน.ชนะสงคราม สั่งให้กลุ่มคนอยากเลือกตั้งยุติการชุมนุมเพราะเป็นการกระทำที่ขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ๓/๒๕๕๘ และ คสช.ส่งตัวแทนมาร้องทุกข์กล่าวโทษแล้ว”
เวลา ๘.๔๐ น. ณัฏฐา มหัทธนา หนึ่งในแกนนำคนอยากเลือกตั้ง ปราศรัยตอนหนึ่งกล่าวถึงสถานการณ์ที่ตำรวจคุกคามผู้ชุมนุมในพื้นที่ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดว่า "พูดกันตรงๆ ว่าคนที่ถูกคุกคามมากที่สุดคือคนเสื้อแดง แม้ตนไม่ได้เป็นคนเสื้อแดงแต่ก็รู้สึกไม่ปลอดภัย” ประชาไท รายงาน

“๐๘.๒๐ น. วันเฉลิม คนเสน คนอยากเลือกตั้งจากพัทยากล่าวปราศรัยว่า พวกเราไม่ได้เรียกร้องให้รัฐบาล คสช. ลาออกทันที แต่เรียกร้องให้จัดเลือกตั้งตามที่ว่าไว้ในปีนี้เท่านั้นเอง ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำความดีสักครั้งก่อนจะวายชนม์...

ในเวลาเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เคลื่อนรถขยายเสียงมาอยู่ในระนาบเดียวกันกับรถขยายเสียงของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวผ่านเครื่องขยายเสียงว่าการชุมนุมเป็นการฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ฉบับที่ ๓/๒๕๕๘ ขอให้ประชาชนเชื่อฟังเจ้าหน้าที่และแยกย้ายกลับบ้าน จากนั้นได้เปิดเพลงค้างไว้สลับกับการชี้แจงเป็นระยะ”
ชญานิน คงส่ง แกนนำเกษตรกรชาวสวนยางจาก จ.นครศรีธรรมราช ผู้เคยร่วมขบวนกับ กปปส. ในอดีต ก็มาร่วมเรียกร้องเลือกตั้งครั้งนี้ด้วย เขาบอกกับผู้สื่อข่าวประชาไทว่า

“สิ่งที่อยากเห็นคือประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นคนสร้าง และสิ่งที่การต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยแตกต่างจาก กปปส. คือการใช้ข้อเท็จจริงและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”


อนึ่ง ในการชุมนุมครั้งนี้ นักข่าวส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าไปทำข่าวภายในกลุ่มผู้ชุมนุม เนื่องจากทางการตำรวจ คุมเข้มผู้สื่อข่าว จนมีนักข่าวคนหนึ่งในนาม มิตรสหายท่านหนึ่งโพสต์สับแหลกการกระทำของตำรวจ กรณีที่สั่งให้ผู้สื่อข่าวไปรับปลอกแขน มิฉะนั้นอาจถูกดำเนินคดีเหมือนผู้ชุมนุม
 
“เอาจริงๆ มันไม่ใช่ปลอกแขนสื่อ ที่คุณจะให้เรามัน ปลอกคอ เพราะมันมาพร้อมคำสั่งซ้ายหันขวาหัน ต้องทำตามเท่านั้น”

ย้อนไปอีกเมื่อเย็นวันวาน การรวมตัวของผู้ร่วมชุมนุมอยากเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปอย่างทุลักทุเล ๒๑ พ.ค. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งผู้ประสานกลุ่มอยากเลือกตั้งนัดชุมนุมบริเวณสนามและขออนุญาตตำรวจแล้ว ติดประกาศห้ามใช้สนามฟุตบอลระหว่าง ๒๐-๒๓ พ.ค. “เพราะจะใส่ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง”

ราวสี่โมงครึ่งก็มีการปิดประตูทางเข้ามหาวิทยาลัยทั้งสี่ด้าน ผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งเข้าไปภายในมหาวิทยาลัยได้ทางประตูท่าพระจันทร์ซึ่งปิดที่หลังประตูอื่น ตอนใกล้ค่ำมีการตัดกุญแจประตู ๓ ด้านถนนพระอาทิตย์เข้าไป ส่วนผู้ร่วมชุมนุมอื่นๆ ที่อยู่นอกรั้วมหาวิทยาลัย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจบัตรประจำตัวละเอียด
 
คืนนั้น Liberal Democracy @ThaiFarmer_Son ทวี้ตว่า “มธ. ไม่มีไฟให้ มืดมาก มวลชนจำนวนหลักพันอยู่ กันภายในรั้วข้างหอเล็ก มีเวทีเล็กๆ บรรยากาศมวลชนคึดคักมาก เดินขวั่กไขว่ บางส่วนเริ่มจับจองพื้นที่ ปูที่หลับที่นอน ฟังแกนนำให้ความรู้ด้านการเมือง”

การชุมนุมยามค่ำคืนนอกจากฟังปราศรัยแล้วผู้ชุมนุมยังรอลุ้นคำสั่งศาลปกครอง เนื่องจาก น.ส.ชลทิรา แจ้งเร็ว และทนายอานนท์ นำภา ได้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองขอให้คุ้มครองชั่วคราวการชุมนุมไว้

จนกระทั่งตีสอง ศาลฯ จึงมีคำวินิจฉัยออกมา “ไม่รับคำฟ้อง” อ้างเหตุผลว่า คำสั่งของตำรวจห้ามชุมนุมเพราะขัดคำสั่ง คสช.นั้นเป็นคำสั่งทางปกครอง และต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวตาม ม.๔๔ ของ พรบ.วิธีปฏิบัติทางปกครอง
แต่เนื่องจากผู้ฟ้องไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไว้ตามนั้น “จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองและขอให้ชดเชยค่าเสียหายได้” นอกนั้นผู้ยื่นฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากตำรวจเป็นคนละคนกับผู้ที่ไปยื่นขออนุญาตจัดชุมนุม

“จึงไม่เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอันเนื่องจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งกำหนดเงื่อนไขการชุมนุมและสั่งห้าม”

(http://www.tlhr2014.com/th/?p=7416)

Khaosod English live - Under tense conditions, pro-democracy march about to leave Thammasat University. Their destination: Government House, the junta's seat of power.




https://www.facebook.com/KhaosodEnglish/videos/1923582220994034/


ประชาไท live - บรรยากาศการชุมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง หลังเจ้าหน้าที่สั่งยุติการชุมนุม อ้างผิดคำสั่ง คสช. 3/2558





https://www.facebook.com/Prachatai/videos/10155605164746699/

กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ไม่พอใจ ตำรวจใช้เครื่องขยายเสียงสั่งให้ยุติการชุมนุม

...


https://www.facebook.com/Prachatai/videos/10155605220981699/

 ...

อีกเวอร์ชั่นจาก Voice TV




https://www.facebook.com/VoiceOnlineTH/videos/10157916460159848/


เจรจาแล้ว.... "คสช." ยอมให้"กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง" เดินจากธรรมศาสตร์ มาทำเนียบรัฐบาล ด้านประตู5 ถนนราชดำเนิน ยื่นข้อร้องเรียน ถึงนายกฯ ทำการปราศรัย เที่ยงจะจบกิจกรรม





https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1811412125583904&set=a.440635312661599.102230.100001454030105&type=3&theater

อัพเดท... จาก
Wassana Nanuam
โพสต์ "เจรจาแล้ว" ลบแล้ว





หยุด"คนอยากเลือกตั้ง"ไม่ได้ ประเทศไทยไม่ใช่ "ค่ายทหาร" - คสช. ถูกประณาม ใช้วิธีสกปรกทำลาย คนอยากเลือกตั้ง "ถ้ากลัวปชช.ไม่ควรเป็นรัฐบาล"




https://www.youtube.com/watch?v=c6h7T6zT5EQ&feature=youtu.be

หยุด"คนอยากเลือกตั้ง"ไม่ได้ ประเทศไทยไม่ใช่ "ค่ายทหาร"

jom voice
Published on May 21, 2018


นางอัมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือ "พี่เจี๊ยบ นครปฐม"นักธุรกิจที่ร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่ม คนอยากเลือกตั้ง เพื่อเดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 22 พ.ค.นี้เนื่องในโอกาสครบ 4 ปี การทำรัฐประหารโดยคสช.ให้สัมภาษณ์ Thai Voice ว่า มีทหาร ตำรวจเข้ามาพูดคุยตลอดเวลา ทั้งที่มาแบบเป็นมิตร และไม่เป็นมิตร ทำให้ครอบครัวเกิดความหวาดกลัว ซึ่งอยากจะให้ พล.อ.ประยุทธ์ ใจกว้างรับฟังความเห็นประชาชน เพราะประเทศไทยไม่ใช่ค่ายทหาร เพราะขณะนี้ ไม่มีหน่วยงานใดทำหน้าที่ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ คสช.เลย 4 ปีที่คสช.มีอำนาจปัญหาต่าง ๆ กลับเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการทุจริตคอรัปชั่นในฐานะที่เป็นนักธุรกิจ การจ่ายเงินใต้โต๊ะ ค่าน้ำร้อนน้ำชาให้กับ ข้าราชการ นอกจากจะไม่หมดไปแล้ว กลับเพิ่มมากขึ้นในรัฐบาลชุดนี้


ooo


ประณามคสช. ใช้วิธีสกปรกทำลาย คนอยากเลือกตั้ง"ถ้ากลัวปชช.ไม่ควรเป็นรัฐบาล"



https://www.facebook.com/jom.petchpradab/videos/10156291555403965/


เสียยิ่งกว่าเสียของ... "4 เสีย" ใน 4 ปี คสช. ในมุมของ "วีระ สมความคิด"



https://www.facebook.com/matichonweekly/videos/2126272634066738/


#มึงเจอส้วมตันละสิ... ผลสะเทือน บุรีรัมย์ ทำให้แผนดูด ที่สระแก้ว บังเกิดอาการชะงัก



...

กรองกระแส / ผลสะเทือน บุรีรัมย์ ทำให้แผนดูด ที่สระแก้ว บังเกิดอาการชะงัก





มติชนสุดสัปดาห์ 
ฉบับวันที่ 18 - 24 พฤษภาคม 2561


กรองกระแส

ผลสะเทือน บุรีรัมย์

ทำให้แผนดูด ที่สระแก้ว

บังเกิดอาการชะงัก



ไม่ว่าความพยายามอันแสดงออกในกรณีต่อพรรคภูมิใจไทยโดยมีนายเนวิน ชิดชอบ เป็นเป้า ไม่ว่าความพยายามอันแสดงออกในกรณีต่อพรรคเพื่อไทยโดยมีนายเสนาะ เทียนทอง เป็นเป้า

คสช. น่าจะมีการประเมินผล

ต้องยอมรับว่า สภาพการณ์ทางการเมืองยุคหลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 แตกต่างไปจากยุคอื่นเป็นอย่างมาก

ไม่ว่าหลังรัฐประหารเดือนพฤศจิกายน 2494 อันเป็นฐานที่มาของพรรคเสรีมนังคศิลา ไม่ว่าหลังรัฐประหารเดือนกันยายน 2500 อันเป็นฐานที่มาของพรรคชาติสังคมและพรรคสหประชาไทย ไม่ว่าหลังรัฐประหารเดือนตุลาคม 2520 อันเป็นฐานที่มาของพรรคเสรีธรรม ไม่ว่าหลังรัฐประหารเดือนกุมภาพันธ์ 2534 อันเป็นฐานที่มาของพรรคสามัคคีธรรม

เพราะว่าการเมืองนับแต่ประกาศและบังคับใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ได้เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างสูงทั้งในทางเนื้อหาและในทางโครงสร้าง

โดยเฉพาะเมื่อผ่านการเลือกตั้งเดือนมกราคม 2544

ผลสะเทือนจากการเลือกตั้ง ผลสะเทือนจากชัยชนะและความสำเร็จในการบริหารราชการแผ่นดินของพรรคไทยรักไทย ยากเป็นอย่างยิ่งจะดึงการเมืองให้ถอยกลับหลังไปได้โดยง่าย


2 ปัจจัยการเมือง

เลือกตั้งปี 2544



ปัจจัย 1 อันเป็นพื้นฐานอย่างสำคัญคือ ปัจจัยจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ภายใต้โครงสร้างการเลือกตั้งระบบเขต การเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ

อันเป็นพื้นฐานอย่างสำคัญของรัฐบาลและอำนาจของนายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็ง

ปัจจัย 1 คือความสามารถในการหลอมรวมเข้ากับกฎกติกาพื้นฐานของรัฐธรรมนูญและนำมาต่อยอดเข้าในการสร้างพรรคไทยรักไทย แม้ในเบื้องต้นจำเป็นต้องดึงศักยภาพของนักการเมืองรุ่นเก่าเข้ามา แต่เมื่อประสานเข้ากับนวัตกรรมใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่มีการจัดทำอย่างสัมพันธ์กับความต้องการของประชาชน

พรรคไทยรักไทยจึงสามารถสร้างชัยชนะขึ้นได้โดยมีการชู “นโยบาย” เป็นจุดขายอย่างแหลมคมในตลาดการแข่งขันทางการเมือง

ผลก็คือ การเมืองไทยได้เข้าสู่จุดเริ่มต้นของ 2 พรรคใหญ่

ยิ่งกว่านั้น เมื่อพรรคไทยรักไทยปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน คือ แปรนามธรรมแห่งนโยบายให้กลายเป็นรูปธรรมทางการปฏิบัติ จึงสามารถต่อยอดชัยชนะเมื่อเดือนมกราคม 2544 ไปสู่ชัยชนะอย่างถล่มทลายในเดือนกุมภาพันธ์ 2548

ผลสำเร็จเพียง 4 ปีของพรรคไทยรักไทยนี้เองที่ยืนยาวต่อเนื่องมาแม้จะผ่านรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 และรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 มาก็ตาม

โครงสร้างหลักทางการเมืองจากเมื่อเดือนมกราคม 2544 ยังไม่เปลี่ยนแปลง


รัฐประหาร 2549

รัฐประหาร 2557



แม้รัฐประหาร 2549 จะใช้ชื่อว่า “คมช.” แม้รัฐประหาร 2557 จะใช้ชื่อว่า “คสช.” แต่องค์ประกอบและเป้าหมายของทั้ง 2 รัฐประหารเป็นอย่างเดียวกัน

1 คือ ต้องการสกัดยับยั้งการเมืองใหม่ที่นำโดยพรรคไทยรักไทย

1 คือ ต้องการฟื้นเนื้อหาทางความคิดและโครงสร้างของการเมืองก่อนรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2544 ก่อนการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2544

มีความพยายามผ่านรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

มีความพยายามยุบพรรคไทยรักไทย มีความพยายามรุกไล่แกนนำและคนของพรรคไทยรักไทย แต่เมื่อมีการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม 2550 พรรคพลังประชาชนอันเป็นอวตารแห่งพรรคไทยรักไทยก็ได้ชัยชนะ

การสร้างสถานการณ์อย่างเดียวกับก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 เพียงแต่เปลี่ยนจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาเป็น “กปปส.” เท่ากับยอมรับความล้มเหลวของรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 จึงจำเป็นต้องปูทางและสร้างเงื่อนไขเพื่อนำไปสู่รัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557

แล้วจึงคิดประดิษฐ์สร้างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เพื่อลองใหม่


โรดแม็ปเลือกตั้ง

กุมภาพันธ์ 2562


ก่อนการเลือกตั้งตามโรดแม็ปซึ่งคาดว่าจะมีในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 จะมาถึง มีความพยายาม 2 แนวทางอย่างเด่นชัด

1 รุกไล่พรรคเพื่อไทยอันถือเป็นเป้าหมาย

1 ก่อตั้งพรรคการเมือง สร้างพันธมิตรทางการเมือง ในลักษณะเดียวกันกับแผนบันได 4 ขั้นของ คมช. เห็นได้จากการต่อสายไปยังบางส่วนในพรรคประชาธิปัตย์ผ่านคนของ กปปส. เห็นได้จากการต่อสายไปยังพรรคและกลุ่มการเมือง และความพยายามในการดูดเอาคนของพรรคเพื่อไทยออกมา

สัมผัสได้จากกรณีของนายเนวิน ชิดชอบ สัมผัสได้จากกรณีนายเสนาะ เทียนทอง

กระนั้นผลสะท้อนจากสถานการณ์ ณ สนามช้าง อารีนา บุรีรัมย์ ก่อปฏิกิริยาอย่างกว้างขวางจากสถานการณ์ ณ ด่านชายแดนสระแก้ว เท่ากับเป็นการเตือนว่ากลยุทธ์ดึงและดูดอย่างที่เคยทำในกาลอดีตเริ่มไม่ประสบผลสำเร็จ

หรือแม้ว่าจะประสบผลสำเร็จแต่ก็ไม่อาจทำให้ผลสะเทือนจากการเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2544 ต้องแปรเปลี่ยนไปมากนัก


8 แกนนำพรรคเพื่อไทย ปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยัน ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแถลงข่าว ไม่ใช่การยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง - คสช.แจ้งความดำเนินคดี 4 ข้อหา




https://www.youtube.com/watch?time_continue=1&v=Kxsd-usNY0I

8 แกนนำเพื่อไทย ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา | ชูวิทย์ ตีแสกหน้า | 21 พ.ค.61

thairath
Published on May 21, 2018


8 แกนนำพรรคเพื่อไทย ปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยัน ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแถลงข่าว ไม่ใช่การยุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง ขณะที่กองเชียร์มารอให้กำลังใจจำนวนมาก ชูวิทย์ลุยเองถึงที่

ooo





ผมได้ข่าวมาว่า....

วันพรุ่งนี้ สมาชิกพรรคเพื่อไทยทั้ง 8 คน ที่ถูกออกหมายเรียกและแจ้งข้อกล่าวหา กรณีแถลงผลงาน 4 ปีของรัฐบาล จะเดินทางไปมอบตัวที่กองปราบฯ เวลา 10โมงตรงครับ..!!

ความผิดทั้ง 4 ข้อหาที่คสช.แจ้งให้ดำเนินคดีต่อบุคคลทั้ง 8 ราย ได้แก่ การฝ่าฝืนคำสั่งคสช.ที่ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง ห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป กระทำการยุยงปลุกปั่น และมีการกระทำผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ส่วนเนื้อหาสาระ คือเรื่องความล้มเหลวของรัฐบาลทางด้านต่างๆทั้ง 7 ด้าน ที่ได้มีการถกแถลง และพี่น้องประชาชนรอฟังคำชี้แจงอยู่นั้น จนถึงบัดนี้ยังไม่ได้มีการปฏิเสธ หรือออกมาชี้แจงจากทาง คสช.เลย ว่าเรื่องดังกล่าวนั้นจริงหรือไม่จริงอย่างไร?

เหตุการณ์แบบนี้ เมื่อเกิดขึ้นบ่อยๆ จะยิ่งทำให้พี่น้องประชาชนเบื่อหน่ายระบอบเผด็จการฯ และคิดถึงการเมืองในระบอบประชาธิปไตย อยากให้มีการเลือกตั้งกันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะระบอบประชาธิปไตย มีระบบการตรวจสอบถ่วงดุล และมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ที่ประชาชนผู้เสียภาษี มีสิทธิมีเสียงในการแสดงความคิดเห็น ต่อพฤติกรรมของนักการเมือง

กรณีแบบนี้ ในระบอบประชาธิปไตย นักการเมืองที่ถูกกล่าวหา คงจะต้องรีบออกมาชี้แจงต่อประชาชนว่า 4 ปีที่เขาได้เข้ามาบริหารบ้านเมืองนั้น เขาได้ทำอะไรที่ไม่ถูกต้องจริงอย่างที่มีคนแถลงหรือไม่..?

ส่วนการเมืองในรูปแบบเผด็จการฯ ถ้าไม่อยากชี้แจงหรือไม่สามารถชี้แจงสิ่งที่บุคคลอื่นแถลงถึงตนเองได้ ก็มักจะใช้คำสั่งพิเศษ หรือใช้กฎหมายที่ตั้งขึ้นมาเพื่อปิดหูปิดตาประชาชน กล่าวหากลับไปว่าการแถลงนั้นผิดกฎหมาย โดยที่ตนเองนั้นไม่ต้องตอบแต่ประการใด..!! (โดยอาจมีความฉุนเฉียว ตวาด ตะคอกกลับ แถมมาด้วยในบางครั้ง)

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ คล้ายกับเรื่องเล่าอุปมาอุปไมย ที่เคยได้ยินเปรียบเปรยกันว่า เด็กวัดเผอิญผ่านไปเห็นพระอยู่กับสีกาในกุฏิดึกๆดื่นๆ จึงเอาไปพูดให้ชาวบ้านฟัง ว่าพฤติกรรมแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ ทำให้เกิดเรื่องซุบซิบครหา จนกระทั่งเกิดวิกฤติศรัทธากันไปทั้งตำบล

เมื่อเรื่องไปถึงหูเจ้าอาวาส แทนที่จะไต่สวนเรื่องราว แต่กลับเรียกเด็กวัดมาลงโทษ โดยอ้างว่าการเอาเรื่องบัดสีแบบนี้ไปพูดกับชาวบ้าน ผิดต่อระเบียบที่เจ้าอาวาสกำหนดไว้...

ถามว่าเมื่อมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น หากท่านต้องการเรียกความเชื่อมั่นของประชาชน ให้กลับมาศรัทธาต่อวัดและต่อตัวเจ้าอาวาสเองอีกครั้ง

ท่านเจ้าอาวาส ควรจะทำโทษคนที่ออกมาพูด หรือควรจะชี้แจงให้ชาวบ้านหมดสิ้นข้อสงสัยดีครับ..??

เครดิตรูป : มติชน




Oak Panthongtae Shinawatra


คลิป คนอยากเลือกตั้งแถลงข่าว ย้ำพรุ่งนี้เคลื่อนไปทำเนียบ [21 พ.ค. 61]




https://www.youtube.com/watch?v=cj4ciqyXRMs

คนอยากเลือกตั้งแถลงข่าว ย้ำพรุ่งนี้เคลื่อนไปทำเนียบ [21 พ.ค. 61]

prachatai
Published on May 21, 2018


21 พ.ค. 2561 บรรยากาศแถลงข่าว "คนอยากเลือกตั้ง" ช่วงเย็นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในโอกาสชุมนุม 4 ปีรัฐประหาร คสช. รังสิมันต์ โรมย้ำเคลื่อนขบวนไปหน้าทำเนียบรัฐบาลเช้าวันพรุ่งนี้ ขณะที่่จ่านิว สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ขอให้ตำรวจรู้บทบาทหน้าที่ตัวเองคือต้องอำนวยความสะดวกประชาชน อย่ามาขัดขวางการชุมนุม ย้ำข้อเรียกร้องพื้นฐานเลือกตั้งปีนี้ เดือนมิถุนายนต้องกำหนดวันเลือกตั้งให้ประชาชนได้รู้ ย้ำรัฐบาลอย่าใส่ร้าย และการเคลื่อนขบวนในวันที่ 22 พ.ค. จะหลีกเลี่ยงชั่วโมงเร่งด่วน รอให้ผู้ปกครองส่งบุตรหลานเข้าโรงเรียนก่อน แล้วหลังจาก 08.30 น. จะเคลื่อนขบวน

ฮิวแมนไรท์วอทช์ร่วมสังเกตุการณ์การละเมิดสิทธิ กังวลห้ามสื่อปะปนผู้ชมนุมกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง + บรรยากาศการชุมนุม




https://www.facebook.com/peacetv.udd/videos/1696837083764801/



https://www.facebook.com/peacetv.udd/videos/1696867163761793/




https://www.facebook.com/peacetv.udd/videos/1696980953750414/




https://www.facebook.com/peacetv.udd/videos/1697104740404702/




https://www.facebook.com/peacetv.udd/videos/1697148350400341/



https://www.facebook.com/peacetv.udd/videos/1697235353724974/


วันจันทร์, พฤษภาคม 21, 2561

สัญญาน ‘ฮึ่ม’ ดังมากจาก 'ศรีวราห์' เมื่อโพล ‘โปรปะกันดา’ ไม่เป็นผล


สัญญาน ฮึ่ม ดังมากจาก ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล มือปราบประชาชน ลิ่วล้อ คสช. พูดถึงการนัดชุมนุมของคนอยากเลือกตั้ง วันที่ ๒๑-๒๒ พ.ค.นี้

“จากการประเมินสถานการณ์คาดว่า จะมีผู้ร่วมชุมนุมทั่วประเทศประมาณหลักร้อย” เท่านั้น แต่ตำรวจเตรียมกำลังไว้ถึง ๒๐ กองร้อยสำหรับปราบปราม

เนื่องจากผู้นัดชุมนุมกำหนดจะเดินออกจากสนามธรรมศาสตร์ไปเรียกร้องให้ คสช. สลายตัวและจัดให้มีเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน ปีนี้ ไม่ใช่ปีหน้า คสช.จึงประกาศว่าทำเนียบรัฐบาลเป็นเขตควบคุม ห้ามชุมนุมภายในระยะ ๕๐ เมตร

โทษฝ่าฝืน “จำคุกไม่เกิน ๖ เดือน หรือปรับ ๑ หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” ทั้งยังจะถือว่าการชุมนุมนี้เป็น การชุมนุมทางการเมือง ต้องห้ามตามคำสั่ง คสช. ที่ ๓/๒๕๕๘ และผิด พรบ.ชุมนุมสาธารณะด้วย เพราะกลุ่มขออนุญาตชุมนุมไว้แค่ภายในบริเวณมหาวิทยาลัย

ฟังดูเหมือนเพียงว่าตำรวจเตรียมทำหน้าที่ตามกฎบัตรกฎหมาย ฝ่ายผู้เตรียมชุมนุมเอง ท้าทายทั้งที่พวกสนับสนุนเผด็จการทหารก็เตรียมชุมนุมเหมือนกัน กปปส.นัดพบที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ๒๗ พ.ค.นี้ ต้านการเลือกตั้ง อ้างว่า “เลี่ยงความวุ่นวาย”
 
แต่ถ้อยคำของ รอง ผบ.ตร. ดูจะไม่เลี่ยงความวุ่นวายเหมือน กปปส. พล.ต.อ.ศรีวราห์อ้างการข่าว “พบว่า มีกลุ่มหัวรุนแรงทางการเมืองหรือ แดง ฮ้าร์ดคอร์ เตรียมเคลื่อนย้ายอาวุธหนัก สร้างสถานการณ์” นั่นเลยเชียว

พล.ต.อ.ศรีวราห์ บอกด้วยว่าได้สั่งการ “ให้ตำรวจทั่วประเทศ ตั้งด่านความมั่นคงระดมตรวจค้นอาวุธทุกประเภทตั้งแต่เที่ยงคืนที่ผ่านมา (๑๙ พ.ค.) ถึงสิ้นเดือนนี้”


ทำเอาเสื้อแดงไม่ต้องแก่น ไม่มีคอร์ พากันตีความ “แปลเป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆ ว่า จะมีคนปลอมตัวเอาอาวุธสงครามมายัด แล้วบอกว่าผิดกฎหมายจะได้ยุติการเรียกร้องอยากเลือกตั้ง”

independence @redbamboo16 เก็บข้อความจาก พงศกร รอดชมภู แปะไว้บนทวิตเตอร์เตือนๆ กันไว้ “ขอให้ช่วยกันระมัดระวัง วิธีการก็คงแนวๆ เจ้าหน้าที่กับยาเสพติดนั่นล่ะครับ อย่าเผลอเชียว”

จะว่า ไม่อยากเลือกตั้งอย่างที่ กปปส. ต้องการหรือเปล่าไม่แน่ แต่ไม่ต้องการให้เรียกร้อง และไม่ผูกมัดว่าจะต้องเลือกตั้งเมื่อนั้นเมื่อนี้ แล้วดำเนินการเปิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและปลดล็อคกิจกรรมการเมือง นั่นละที่ คสช.ต้องการ

ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาจึงได้เห็นว่าท่าที คสช. ปากขยับกับต่างประเทศและสหประชาชาติ ว่ากำลังไปได้ดีตามโร้ดแม็พสู่การเลือกตั้งปีหน้า ขณะที่หางกระดิก พวกลิ่วล้อไล่กำหราบคนอยากเลือกตั้งให้หงอ ด้วยการส่งทหารไปเยี่ยมบ้านกันถ้วนหน้า

ที่แม้แต่ละรายจะเป็นการไปขอพูดคุยถามไถ่ “จะไปร่วมชุมนุมหรือเปล่า” อะไรเงี้ย แต่การยกขบวนกันไปเคาะประตูบ้านโดยไม่นัดหมายนี่เป็นวิธีการข่มขู่คุกคามให้ยำเกรงอย่างนุ่มๆ แต่ไม่เนียน ตามหลักสูตรปฏิบัติการจิตวิทยาทางทหาร

“เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ ฝ่ายเรา มีความเหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม ทั้งในแง่ของการลดทอนประสิทธิภาพ/ขวัญกำลังใจของฝ่ายตรงข้าม และสร้างเสริมประสิทธิภาพ/ขวัญกำลังใจของฝ่ายตนเอง เพื่อให้เอาชนะในทางการรบในที่สุด

(ดูรายงานเรื่อง ปฏิบัติการจิตวิทยาของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน “ทหาร-ตำรวจตระเวนเยี่ยมบ้านคนอยากเลือกตั้ง” ได้ที่ http://www.tlhr2014.com/th/?p=7249)

ทั้งนักศึกษา ชาวบ้าน นักวิชาการ นักกิจกรรม ใครก็ตามที่ไปร่วมกิจกรรม อยากเลือกตั้งโดนกันแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้านอย่าง อมรัตน์ และ กุลวดี หรืออาจารย์เกษตรฯ เดชรัตน์ สุขกำเนิด กับคนรักทักษิณราชบุรี นพ.พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล หรือครูโบว์ ณัฏฐา มหัทธนา
 
กรณีของ กุลวดี นั้น รายงานของ TLHR @TLHR2014 ระบุว่า “ตำรวจประมาณ 50 นาย นำหมายค้นเข้าตรวจค้นบ้าน 1 ในผู้ชุมนุม #คนอยากเลือกตั้ง แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใดๆ ก่อนจัดกำลังติดตาม 24 ชม. จับตาไม่ให้ไปร่วมชุมนุม ตามแม้ขณะไปโรงพยาบาลถ่ายเลือด เหตุเป็นโรคธาลัสซีเมีย http://www.tlhr2014.com/th/?p=7325 

ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจเป็นด้วย คสช.ตระหนักว่ากระบวนการโฆษณาชวนเชื่อ ที่อ้างทหารครองอำนาจสี่ปีทำให้ประเทศดีขึ้น (นำไปสู่ข้อสรุปของลิ่วล้อ ขออยู่ต่อ) นั้นไม่ได้ผลเสียแล้ว

เพราะปรากฏว่าในหมู่คนรุ่นใหม่ที่จะมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกคราวหน้า เป็นคะแนนเสียงสำคัญ ไม่เชื่อว่าการครองอำนาจโดยทหารที่ผ่านมา ไม่ใช่ความจริงดังโพล โปรปะกันดา พยายามชี้แนะ (๕๒% ของ ม.กรุงเทพฯ และ ๓๒% ของนิด้า) อยากให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกหลังการเลือกตั้ง

แต่เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง หรือ คนส. ได้ทำการสำรวจความเห็นของบรรดานักศึกษาจาก ๑๙ สถาบัน จำนวนกว่าสองพันคน ในสามประเด็นเกี่ยวกับการรัฐประหาร รัฐธรรมนูญใหม่ของ คสช. และการเลือกตั้ง กลับพบว่า

ร้อยละ ๗๒ ไม่คิดว่าการรัฐประหารเป็นสมการแก้ปัญหาของประเทศได้ดังที่คณะทหารอ้าง และร้อยละ ๘๖ ไม่คิดว่าทหารจะบริหารประเทศได้ดีกว่านักการเมืองจากการเลือกตั้ง อีกทั้งจากการที่ทหารครองอำนาจติดต่อกันมาสี่ปี ผลการบริหารงานรัฐบาลกลับยิ่งแย่ลง ตรงข้ามกับที่ คสช. และบางโพลชอบอ้าง

ข้อน่าสนใจต่อการรายงานข่าวของมติชนออนไลน์นี้ เกิดจากการวิเคราะห์ผลโพลโดย ผศ.ดร.สามชาย ศรีสันต์ จาก ม.ธรรมศาสตร์ ในงานกิจกรรมวิชาการ ‘D-Move ก้าวที่ดี เลือกทางที่เดินที่คณะศิลปศาสตร์ มธ. ท่าพระจันทร์ เมื่อ ๒๐ พ.ค.

“จากที่เขาบอกว่าคนไทยไม่อยากเลือกตั้ง แต่โพลออกมาว่าคนอยากเลือกตั้ง ๗๔.๑% และคนเลือกพรรคทหารแค่ ๒.๕% แสดงว่ามีการสื่อสารและวิเคราะห์ที่ผิดพลาด”

ที่จริงนั้นคงไม่ได้ผิดพลาดอันใด แต่ว่าตั้งใจให้มันเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริงเท่านั้นเอง