วันอาทิตย์, สิงหาคม 18, 2562

มนต์รักทรานซิสเตอร์ ในสภา...



..

มนต์รักทรานซิสเตอร์ รัฐบาลปริ่มน้ำ | ข่าววันศุกร์ | ข่าวช่องวัน | one31



one31
Published on Aug 16, 2019

ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ พกวิทยุทรานซิสเตอร์ยี่ห้อธานินทร์แบบใส่ถ่าน มาแก้ปัญหาไม่ได้ยินเสียงการประชุมสภา ขณะที่อยู่ในห้องอาหาร ห้องกาแฟ หรือห้องน้ำ เมื่อมีการเรียกให้ลงมติ จึงมีปัญหาทำให้การประชุมสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสมาชิกหลายคนไม่ได้ลงมติ...

Don't miss... please...pretty please!... Hong Kong's 'father of democracy' believes the whole world will have democracy one day — even China




https://www.facebook.com/scmp/videos/1318303084984729/


สันดานสลิ่มเดิมๆ พูดซี้ซั้ว 'ส.ส.สอบตก’ ชี้ ชุมนุมที่ฮ่องกงคือภาพสะท้อนของพวกชังชาติ หลงใหลปชต.จนลืมรากเหง้าจีน



Hong Kong.........

เฝ้าติดตามม็อบฮ่องกง จากส่งผู้ร้ายข้ามแดน นำไปสู่การเรียกร้องประชาธิปไตย ที่จะเลือกผู้นำเอง ทั้งๆที่ตอนอยู่ภายใต้อังกฤษก็ไม่เคยได้เลือกผู้นำเอง และนานๆไปภาพกลายเป็นชังชาติ สร้างความวุ่นวาย ลืมรากเหง้าความเป็นชนชาติจีนตนเอง

ฮ่องกงจึงเป็นภาพสะท้อนการเมืองที่ถูกแซกแทรงจากต่างชาติ ความหลงไหลประชาธิปไตยของคนที่ไม่มีประสบการณ์ จนลืมรากเหง้าความเป็นชนชาติตนเอง

ผมคิดว่าตอนแรกพวกที่อ้างประชาธิปไตยในเมืองไทยจะปลุกกระแส ใช้ประโยชน์จากฮ่องกง แต่หลังๆไม่กล้า เพราะนี่คือการตอกย้ำความชังชาติ ลืมรากเหง้าของตนเอง ที่ภาพจะออกมาคล้ายๆกัน

เราต้องสร้างประเทศไทยให้พัฒนาแบบมีอัตลักษณ์ของตนเอง ปลอดการแทรแแซงจากต่างชาติ ไม่ลืมรากเหง้า แต่ทันสมัย ก้าวหน้า
...
xxxxxxxxxx


รายการตั้งแต่วันพุธแล้วครับ ก่อนหมอวรงค์พูด
มันชัดเจนอยู่แล้วละว่าเป็นเพราะจุดยืน
รักประชาธิปไตยเชียร์ม็อบฮ่องกง รักเผด็จการเชียร์จีน
ทั้งที่ม็อบสลิ่ม กปปส. ก็เคยปิดสนามบิน ปิดเมือง มาแล้วเช่นกัน แต่พอม็อบฮ่องกงทำบ้าง กลับยุให้ปราบ เพราะเขาเรียกร้องประชาธิปไตย
ไม่ได้บอกว่า ระบอบพรรคเดียวของจีน แย่พอๆ กับเผด็จการไทยหรอกนะ
ระบอบจีนมีประสิทธิภาพ มีความชาญฉลาด มีด้านที่ก้าวหน้ากว่าอนุรักษ์นิยมไทยตั้งเยอะ (แย่ตรงปิดกั้นเสรีภาพนี่แหละ)
แต่สำหรับสลิ่มไทย ที่กอดแข้งกอดขาเชียร์จีน ไม่ได้สนใจอะไรหรอก แค่กอดตีนจีนไว้ เพื่อเป็นข้ออ้าง "ไม่ต้องเป็นประชาธิปไตยก็เจริญได้"
คนพวกนี้ลองไปอยู่จีนจริงๆ สิ โดนยิงเป้าก่อนเพื่อนเลย
...

พวกลูกจีนคลั่งชาติที่ด่าม็อบฮ่องกงชังชาติลืมรากเหง้าจีน
นี่แม่-ไม่รู้ซะเลยว่า อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ถือ "สากลนิยม" ชนชั้นสำคัญกว่าชาติ
ดังคำขวัญ "ชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลกจงรวมกันเข้า" ผู้ถูกกดขี่ทั้งหลายไม่ว่าชาติใดภาษาใดเป็นพี่น้องกัน

เพียงแต่หลังจากครองอำนาจยาวนาน ถูกรุกเร้าจากกระแสเสรีภาพประชาธิปไตย พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็หันไปปลุกชาตินิยมเสียเอง บวกกับต้องการผลประโยชน์ ทำสงครามการค้า จีนก็เลยหันมาปลุกคนเชื้อสายจีนในเอเชียว่า เรามาจากรากเหง้าเชื้อสายขงจื๊อเหมือนกันนะ

ทั้งๆ ที่พวกนี้ส่วนใหญ่ก็หนีตายมาจากจีน สมัยปฏิวัติวัฒนธรรม จีนก็รณรงค์วิพากษ์ขงจื๊อ 😍
Atukkit Sawangsuk

Wachirawut Thamviset พวกเขาคง ลืมไปแล้วว่าทำไมบรรพบุรุษของตนเองจึงต้องหอบเสื่อผืน หมอนใบ ข้ามน้ำ ข้ามทะเล หนีคอมมิวนิสต์ มาอยู่ประเทศไทย

Kasian Tejapira
อย่าเอาอย่างหมอวรงค์
%%%%
ที่เรียกจีนนั้นไซร้มีหลายราก
จะเอาจากยุคไหนใครจีนกว่า
จะขงจื๊อหรือสี่พฤษภา
ก๊กมินตั๋งหรือว่าคอมมิวนิสต์
เหมาหรือเติ้งหรือสีมีหลายแบบ
มีแต่คนใจแคบจึงหมายปิด
เขารักชาติฮ่องกงยิ่งชีวิต
หมอวรงค์หลงผิดพูดซี้ซั้ว

ทำไมจน? ตอบยาก! ทำไมรวย? ตอบง่าย!! + ที่มาของคำว่ารวยไม่รู้เรื่อง




https://www.facebook.com/johnwinyu/videos/1171918426345430/




#ไขลานความคิด
ที่มาของคำว่ารวยไม่รู้เรื่อง
-------------------------------------
ไม่มีเจตนาจะปกปิดบัญชีทรัพย์สิน แต่เป็นความบกพร่องของภรรยาที่เข้าใจคลาดเคลื่อน ในการยื่นบัญชีทรัพย์สิน 

นายประหยัด พวงจำปา รองเลขาธิการ ป.ป.ช. แถลงข่าวภายหลังถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด กรณีปกปิดบัญชีทรัพย์สิน

15 สิงหาคม 2562

ถามหากันไหญ่... "อุโมงค์ใต้ดิน" โพสต์ของ อ.สมศักดิ์ เจียม... ดูไม่ทัน ดูอันนี้ไปพลางๆ ก่อน...




 เอาไว้ปั่นจักรยาน วุ้ย! 

อย่าอยากรู้กันให้มากนัก....ปัทโธ่ เดี่ยวแก้ผ้าโชว์สด ซะเลย!

>>>>>???

ข้าน้อยขอคารวะท่านอาจารย์
เพลงหมัดอุโมงค์12เมตรของท่าน
พลังทำลายช่างร้ายเหลือ
แต่ข้าน้อยใช้แค่จักรยาน
ท่านเล่นใช้รถกอล์ฟทุ่มใส่
แล้วใครมันจะไปต้านทาน...
(อ้าว ท่านลบไปไหนแล้ว)

#ไข่แมวคมลึกจนน่าชัง
?

..


คุณหญิงสุดารัตน์ จัดหนัก! วิเคราะห์การเมืองไทย จะเกิดอะไรหลังจากนี้ ?




https://www.facebook.com/matichonweekly/videos/2437233676399046/


นิธิ เอียวศรีวงศ์: ฉันทามติเพื่อรัฐธรรมนูญใหม่




https://prachatai.com/journal/2019/08/83904


ผมคิดว่า ความแตกร้าวในสังคมไทยได้ขยายไปอย่างกว้างขวางกว่าครั้งใดที่เคยเกิดในเมืองไทยมาก่อน ในสภาพเช่นนี้ไม่มีระบอบปกครองใดๆ จะสามารถสร้าง good governance หรือการบริหารจัดการที่ดีขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นระบอบประชาธิปไตย, เผด็จการทหาร, หรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ในแง่นี้ ความล้มเหลวของรัฐบาลทหารที่ผ่านมาใน 5 ปี ก็มีสาเหตุจากสภาพความแตกแยกอย่างลึกและกว้างในสังคมไทยเช่นกัน คณะรัฐประหารไม่สามารถเลือกหาบุคคลเข้ามาร่วมการบริหารจัดการบ้านเมืองที่มีฝีมือไปกว่านี้ได้ เพราะความแตกแยกในสังคม (ซึ่งกองทัพกลับเป็นส่วนหนึ่งของความแตกแยกนี้ด้วย) ทำให้มีบุคคลให้เลือกเฉพาะจาก “สาย” ที่ตนไว้วางใจได้เท่านั้น และกลายเป็นมือชั้นรองๆ ไปอย่างช่วยไม่ได้

การกลับคืนสู่รัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากฉันทามติร่วมกันของคนไทยทั้งหมด จึงเป็นทางออกที่จำเป็นแก่สังคมไทย ไม่ใช่โดยการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น (นั่นน่าจะเป็นกระบวนการที่ขาดไม่ได้อยู่แล้ว) แต่ต้องโดยกระบวนการแสวงหาฉันทามติในหลักการสำคัญให้ได้มาแต่แรก ก่อนจะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน


อ่านบทความเต็มได้ที่


"ความยุติธรรมไม่มี สันติไม่เกิด" มองน้องมาเรียม ผ่านถึง อับดุลเลาะ หากความสำคัญของการมีชีวิต คือ ลมหายใจ การปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิต ใยไม่เท่าเทียม ??




ในวันนี้ การตายของน้องมาเรียม เป็นอะไรที่ทุกคนต่างให้ความสำคัญ และโศกเศร้ากันไปตามๆกัน และยิ่งไปกว่านั้น กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมก็ออกมาแถลงการณ์และจะมีโครงการต่างๆนาๆ เพื่อมิให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

ตัวผมนั้นทราบซึ้งกับการทำงานของทางกระทรวงฯ และดีใจที่สามารถหาข้อแก้ไขเพื่ออนาคตต่อไป

#แต่.................

มีสิ่งหนึ่งที่เป็นข้อสงสัย นั้นคือ ทุกคนลืมกันแล้วหรือ...? ว่ามีคนๆหนึ่ง ที่ตอนนี้กำลังนอนเป็นเจ้าชายนิทรา และยังคงไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งคนๆหนึ่ง ก็มีค่าพอๆกัน และเขาคนนั้นก็คือ นายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ ที่กำลังนอนและครอบครัวที่ยังคงต้องการความยุติธรรมที่กระจ่างแจ้ง แต่ ณ วันนี้ก็ยังไม่มีหน่วยงานไหน ออกมาชี้แจ้งข้อส่งสัยได้กระจ่างเลย และแม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบเดือนก็ยังคงไม่ได้รับข้อสรุปอะไรใดๆ
.
.
หากความสำคัญของการมีชีวิต คือ ลมหายใจ การปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นย่อมต้องเท่าเทียม
.
.
#หรือคุณค่าของทั้ง2มีความแตกต่างกัน_กระบวนการถึงได้ไม่เหมือนกัน

#ขอส่งกำลังใจให้ครอบครัวอับดุลเลาะ

#RIPมาเรียม


Maruwan Hayeedoloh
·



เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
14 hrs ·

รักพะยูน

มาเถิดลูก มาแล แม่มาเรียม
พ่อยามีล มาเยี่ยม มาอยู่เหย้า
เป็นคู่มิ่ง คู่ขวัญ ย่านเลเรา
มาบอกเล่า ตำนาน กาลเวลา

มาช่วยเช็ด น้ำตา ปลาดุหยง
รักธำรง ถิ่นเล เป็นเคหา
หญ้าทะเล เลี้ยงพะยูน พูนชีวา
มาเถิดลูกปลูกหญ้า...รักษาพะยูน

บทกวี : เนาวรัตน์พงษ์ไพบูลย์
ภาพ : #CyranoDesign

แอดมินว่า - บทกวีนี้เขียนขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม 2562 ขอลงเพื่อเป็นอีกหนึ่งในหลายๆเรื่องเล่าของมาเรียม 

ขอให้พักผ่อนอย่างสงบใต้ท้องทะเลแห่งความฝันนะ...มาเรียมและสัตว์ทะเลอื่นๆที่สูญเสียไปก่อนกาลอันควร -


ประชาไท ประกาศหาคนหาย (ที่ขัดแย้งกับรัฐ) นานแล้วยังตามหาไม่เจอ





น้ำดื่มขวดนี้ไม่มีขาย ผู้สูญหาย(ที่ขัดแย้งกับรัฐ)ก็ยังหาไม่เจอ

ในช่วงเวลากว่ายี่สิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีผู้ถูกทำให้สูญหายมากกว่าสิบราย ไม่ว่าจะเป็นนักกิจกรรม หรือผู้ลี้ภัยทางการเมือง บางรายถูกพบภายหลังว่าเสียชีวิต ส่วนอีกหลายรายจนถึงวันนี้ยังไม่พบร่องรอย ตั้งแต่ สยาม ธีรวุฒิ, ชูชีพ ชีวะสุทธิ์, กฤษณะ ทัพไทย, สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ, อิทธิพล สุขแป้น, พอละจี รักจงเจริญ, สมชาย นีละไพจิตร ไปจนถึงเกือบ 30 ปีที่แล้วอย่าง ทนงค์ โพธิ์อ่าน และเอ็นจีโอในลาวอย่าง สมบัด สมพอน

ประชาไทขอประกาศตามหาผู้สูญหายเหล่านี้ หากพบเจอ แจ้งมาที่เราได้

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม : https://prachatai.com/journal/2019/08/83908

วันเสาร์, สิงหาคม 17, 2562

นึกว่าอูฟู แจกอีกแสนล้าน ที่แท้หมกเม็ดดึงงบฯ หลักประกันสุขภาพมาใช้


นึกว่าอูฟู เห็นประกาศแจกอีกแสนล้าน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ระหว่างที่ยังรอเงิน (ภาษีชาวบ้าน) ที่หว่านไปแล้วตลอด ๕ ปี ยุค คสช.๑ หลายแสนล้านผลิดอกออกผล ไม่รู้เมื่อไหร่เพราะได้แต่รอให้ฝนเทลงมา แม้แต่จะพรวนดินไว้ก็ไม่ได้ทำ

เมื่อวาน (๑๖ ส.ค.) อุตตม สาวนายน รมว.คลัง เปิด โปรประกันด้าคุยเรื่องแพ็คเกจนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช.๒ ว่าเงินที่จะใช้ในโครงการนี้มาจาก งบฯ กลางและเงินของ “หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่จะออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร”

แต่ในส่วนอื่นๆ ที่ รมว.ไม่ได้บอก เช่นด้านประกันสุขภาพและกองทุนเฉพาะโรค ที่ถูก รมว.คลังดึงเอาเงินไปใช้ในโครงการอื่น เช่น แจกนักท่องเที่ยวคนละ ๑,๕๐๐ บาท จำนวน ๑๐ ล้านคน เป็นงบประมาณทั้งสิ้นเพื่อการนี้ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท

หรือแจกผู้ถือบัตรสวัสดิการ ในส่วนของบัตรคนจนเพิ่มพิเศษให้สองเดือนรวม ๑ พันบาท สำหรับผู้มีสิทธิ ๑๔.๖ ล้านคน รวมวงเงิน ๑๔,๖๐๐ ล้านบาท กับแจกผู้สูงอายุ ๕ ล้านคนๆ ละพันอีก ๕ พันล้านบาท ด้านค่าเลี้ยงดูเด็ก ๘ แสนรายๆ ละ ๖๐๐ บาท เป็นงบกว่า ๔๘๐ ล้าน


เหล่านั้นนายอุตตมหมกเม็ดที่มาของเงินว่าจากงบประมาณของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งไม่เป็นความจริงทั้งหมด

เพิ่งได้รู้กันต่อเมื่อ เครือข่ายผู้ป่วยเรื้อรัง ประกอบด้วยเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย เครือข่ายผู้ป่วยโรคไต และกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ “เปิดเวทีรับฟังความเห็นทั่วไปจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ในระบบหลักประกันสุขภาพ”

ตัวแทนเครือข่ายฯ เปิดโปงว่า “งบประมาณที่ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดที่แล้ว ถูกสำนักงบประมาณงุบงิบตัดงบ ทั้งที่ตกลงกันแล้วก่อนเข้า ครม.โดยตัดงบนอกเหมาจ่ายรายหัว หรืองบกองทุนเฉพาะโรค...แล้วยังต่อรองที่จะตัดเพิ่มอีก ๖๕๐ ล้านบาท”

นิมิตร์ เทียนอุดม จากกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพร้องว่า “การตัดงบประมาณในกองทุนเฉพาะโรคแบบนี้ จะส่งผลอย่างมากต่อการเข้าถึงการรักษาและยาจำเป็นของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง แต่ประเทศนี้กำลังรีดเอาเงินที่จำเป็นไปใช้จ่ายในส่วนอื่นที่ไม่จำเป็น เช่น แจกเงินให้เที่ยว เป็นต้น”

ทางด้าน ยุพดี ศิริสินสุข กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติแจงว่า งบกองทุนเฉพาะโรคมีความสำคัญมากเนื่องจากใช้ “ดูแลกลุ่มประชาชนที่เปราะบางที่สุด” ซึ่งจากการเจรจาต่อรองกับรัฐบาลที่แล้ว รวมทั้งสำนักงบประมาณ และ สปสช.

มีการตั้งงบประมาณส่วนนี้ไว้กว่า ๑๖,๘๐๐ ล้านบาท “แต่กลับถูกตัดงบไปกว่า ๖๘๐ ล้านบาท ซึ่งกรรมก็มาตกกับผู้ป่วย” โดยเฉพาะในส่วนของ “กรณีผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีคนต้องรับยากว่า ๓ แสนคน และเริ่มมารักษาใหม่ปีละกว่า ๓ หมื่นคน หากงบลดลงคนเหล่านี้จะถูกตัดโอกาสในการมีชีวิตต่อ”

อีกทั้งในส่วนของผู้ป่วยโรคไต ธนพลธ์ ดอกแก้ว ตัวแทนเครือข่ายเผยว่า “งบกองทุนไตถูกตัดไปกว่า ๓๐๐ล้านบาท” ทั้งที่ “ขณะนี้พบว่าจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น” แต่สิทธิ์ประโยชน์กลับถูกตัด “สิ่งจำเป็นเช่นเครื่องฟอกไตที่บ้าน หรือยากดภูมิสำหรับผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ” จะขาดแคลน


วิธีการบริหารงานแบบลูบหน้าปะจมูกและสุกเอาเผากินแบบนี้ ได้ทำกันมาแล้วตลอด ๕ ปี เสร็จแล้วก็เที่ยวได้โทษโน่นโทษนี่ โทษรัฐบาลที่แล้ว โทษประชาชนเรื่อยมาและกำลังจะเรื่อยไป ถือว่ามีอำนาจบาตรใหญ่ทำอะไรตามแต่ใจอย่างผิดๆ บ่อยๆ

ดังเช่นประเด็นการอ่านคำถวายสัตย์ขาดตก ซึ่งไม่น่าจะเป็นด้วยเหตุอื่นนอกจากจงใจ ละข้อความที่ว่าต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ทำตนเป็นผู้มีอำนาจล้นฟ้าตัดออกเสียเองแล้วไม่ยอมรับความผิด ดึงดันไปน้ำขุ่นๆ ทำให้ฝ่ายค้านไม่ลดละ
 
ล่าสุด ๗ พรรคฝ่ายค้านใช้สิทธิตามมาตรา ๑๕๒ เข้าชื่อกัน ๒๑๔ คนขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปตอบข้อสงสัยที่ว่าไฉนจึงไม่ยอมกล่าวคำถวายสัตย์ให้ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ

แม้กระทั่งประธานสภาฯ ก็ไม่สามารถเบี่ยงเลี่ยงให้ได้ ชวน หลีกภัย ให้ความเห็นว่า พล.องประยุทธ์ควรที่จะต้องไปตอบกระทู้นี้ “ถ้าไม่ตอบก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย มาตรา ๑๕๐ คือแจ้งมา เหตุที่ไม่ตอบตามที่กฏหมายเขียนไว้”


จะถือดีว่ายังมีอำนาจ จำบังหัวหน้า คสช.อยู่แล้ว จะทำอะไรหรือไม่ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบต่อไป ก็คงต้องไปถึงจุดที่ต้องยึดอำนาจ (ตัวเอง) อีกหน แล้วคราวนี้ควรแก่การจับตาดูกันสิว่า จะไปลื่นอย่างครั้งก่อนอีกไหม

โวยรัฐบาลตัดงบบัตรทอง 680 ล้าน แต่กลับแจกเงินให้คนไปเที่ยว 1.5 หมื่นล้านได้





โวยรัฐบาลตัดงบบัตรทอง 680 ล้าน แต่กลับแจกเงินให้คนไปเที่ยว 1.5 หมื่นล้านได้


2019-08-1
hfocus


กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ และเครือข่ายผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โวยรัฐบาลตัดงบกองทุนหลักประกันสุขภาพของประชาชน 680 ล้านบาท แต่กลับอนุมัติเอาเงินภาษีไปแจกให้คนเที่ยวกว่า 15,000 ล้านบาทได้ ข้องใจเป็นงบที่จำเป็นต่อสุขภาพประชาชนและผ่าน ครม.ชุดที่ผ่านมาแล้ว แต่ยังถูกตัดงบได้


วันนี้ 16 สิงหาคม 2562 โรงแรมเซนทราศูนย์ราชการฯ ถ.แจ้งวัฒนะ กทม. ตัวแทนเครือข่ายผู้ป่วยเรื้อรัง ประกอบด้วยเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย เครือข่ายผู้ป่วยโรคไต และกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ได้แถลงข่าวหลังจากเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นทั่วไปจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

นายนิมิตร์ เทียนอุดม กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า ในพิธีเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นวานนี้ (15 ส.ค.62) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ยืนยันชัดเจนว่า ในสมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีจะไม่มีการล้มระบบ และไม่มีการร่วมจ่ายในระบบแน่นอน แต่ยังไม่ทันจะข้ามวันหลังจากที่ รมว.สาธารณสุขประกาศไม่ร่วมจ่าย ไม่ล้มระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็ได้รู้มาว่ากำลังมีปัญหาเรื่องงบประมาณที่ผ่าน ครม.ชุดที่แล้วที่อนุมัติตามที่สำนักงบประมาณเสนอ กลับถูกสำนักงบประมาณงุบงิบตัดงบ ทั้งที่ตกลงกันแล้วก่อนเข้า ครม. โดยตัดงบนอกเหมาจ่ายรายหัว หรืองบกองทุนเฉพาะโรค เช่น ค่าบริการผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงโดยเฉพาะผู้สูงอายุ กองทุนเอดส์ กองทุนโรคไต ซึ่งจะทำให้งบประมาณหายไปเกือบ 680 ล้านบาท และจะมีผลกระทบต่อการเข้าถึงยาและการรักษาของกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังแน่นอน

“รัฐบาลนี้ตัดงบที่ลงทุนเพื่อสุขภาพของประชาชนไป 680 ล้านบาท แต่กลับใช้จ่ายงบประมาณจากภาษีของประชาชนอย่างฟุ่มเฟือยไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการแจกเงินให้คนไปเที่ยวคนละ 1,500 บาท รวมกว่า 15,000 ล้านบาท และใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจไปกว่า 200,000 ล้านบาท คำถามคือนี่เป็นการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมหรือไม่ นายอนุทิน ซึ่งเป็นทั้งรองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ไม่ทราบว่ารู้เรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งการตัดงบประมาณในกองทุนเฉพาะโรคแบบนี้ จะส่งผลอย่างมากต่อการเข้าถึงการรักษา และยาจำเป็นของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง แต่ประเทศนี้กำลังรีดเอาเงินที่จำเป็นไปใช้จ่ายในส่วนอื่นที่ไม่จำเป็น เช่น แจกเงินให้เที่ยว เป็นต้น” นายนิมิตร์ กล่าว

นายนิมิตร์ กล่าวว่า งบประมาณที่ถูกตัดลดลง ส่งผลไปถึงค่าบริการผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ที่ สปสช.ต้องรับผิดชอบคนไทยทุกคนทุกสิทธิ กลับถูกตัดลดลงกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะในสังคมที่มีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นและจำเป็นต้องได้รับการดูแลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี แต่รัฐบาลนี้กำลังจะทิ้งคนแก่เหล่านี้ไว้ข้างหลัง เรานัด รมว.อนุทินได้วันที่ 5 กันยายน 2562 แต่เราคิดว่าช้าไป ดังนั้น วันนี้ต้องขอส่งเสียงผ่านสื่อมวลชนไปยังรัฐมนตรีให้ดำเนินการเรื่องนี้ด้วย

นางยุพดี ศิริสินสุข กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า งบกองทุนเฉพาะเป็นงบประมาณสำคัญเพราะเป็นงบที่ดูแลกลุ่มประชาชนที่เปราะบางที่สุด ซึ่งรัฐบาลที่แล้วมีการเจรจาร่วมกันระหว่าง อดีต รมว.สาธารณสุข นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร สำนักงบประมาณ และ สปสช. เดิมมีการตกลงต่อรองงบก้อนนี้รวมทั้งหมด 16,800 กว่าล้านบาท แต่กลับถูกตัดงบไปกว่า 680 ล้านบาท ซึ่งกรรมก็มาตกกับผู้ป่วย

ด้านนายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลชุดที่แล้วก็ไม่ต่างจากรัฐบาลชุดนี้ เพราะผู้นำก็คนเดียวกัน ยิ่งเห็นตัวเลขงบประมาณที่รัฐบาลชุดนี้ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยิ่งสะท้อนสะท้านใจ เพราะงบที่รัฐเอาไปแจก เอาไปกระตุ้น ล้วนเป็นไปตามที่นโยบายพรรคการเมืองหาเสียงไว้ แต่กลับมารีดเงินเอากับผู้ป่วย อย่างกรณีผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีคนต้องรับยากว่า 300,000 คนและเริ่มมารักษาใหม่ปีละกว่า 30,000 คน หากงบลดลง คนเหล่านี้จะถูกตัดโอกาสในการมีชีวิตต่อ

นายธนพลธ์ ดอกแก้ว เครือข่ายผู้ป่วยโรคไต กล่าวว่า เพิ่งเห็นว่างบกองทุนไตถูกตัดไปกว่า 300 ล้านบาท ในขณะที่ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังมีความจำเป็นที่ต้องฟอกไตต่อเนื่อง และขณะนี้พบว่าจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แต่ขณะที่สิทธิประโยชน์ที่จะทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น เช่น เครื่องฟอกไตที่บ้าน หรือยากดภูมิสำหรับผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ รวมไปถึงค่าบริการการทำเส้นเลือดเพื่อเตรียมล้างไต หรือผู้ป่วยไตที่มีโรคร่วม ซึ่ง สปสช.อยู่ระหว่างพิจารณา แต่ถ้าถูกตัดงบประมาณ โอกาสที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ที่ว่าอาจจะหายไป

ด้านนายนิมิตร์ กล่าวย้ำว่า กลุ่มคนรักหลักประกันสุขจะมีการขอเข้าพบรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขในวันที่ 5 กันยายน 2562 เวลา 10.00 น. ซึ่งเราก็หวังว่าจะได้รับข่าวดีก่อนจะถึงวันนั้น


The @sunrisemvmt is demanding a climate-specific 2020 debate, and its protests are working




ไหนล่ะ บลูโอเชี่ยนของมึง? “ประยุทธ์” เพิ่งยอมรับ ไทยกำลังมีปัญหาเศรษฐกิจ



Key Ideas Found In The Book Blue Ocean Shift




WhyBuyFromYou
Published on Dec 3, 2017

This video share key ideas shared within the pages of the book "Blue Ocean Shift".

คลิป ปาฐกถา 'ประวัติศาสตร์สอนอะไร : ข้อคิดจากประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาและไทย' โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ




https://www.facebook.com/VoiceOnlineTH/videos/774505933057512/




การละเว้นไม่กล่าวคำปฏิญาณให้ครบ คือตั้งใจละเว้น เพราะไม่ประสงค์จะยืนยันต่อองค์พระประมุขและปวงชนชาวไทย ว่าตนจะปฏิบัติตามบทบัญญัติและรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ดึงทุกอย่างให้ถอยหลัง... จบ)





การละเว้นไม่กล่าวคำปฏิญาณให้ครบ ย่อมตีความได้ว่าตั้งใจละเว้น ไม่กล่าวให้ครบเพราะไม่ประสงค์จะยืนยันต่อองค์พระประมุขและปวงชนชาวไทย ว่าตนจะปฏิบัติตามบทบัญญัติและรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือไม่ก็เผลอเรอ ประมาทเลินเล่อ ทำเป็นเรื่องเล่นๆ เพราะไม่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ต้องทำอย่างจริงจังก็ได้ ทำให้จบๆ ไปดังที่เห็นนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “จบๆ ได้แล้ว” ตนไม่ต้องทำอะไร

เมื่อถูกกระแสสังคมกดดันมากๆ เข้า นายกรัฐมนตรีจึงออกมากล่าวรับว่าตนได้กระทำผิดและยกเอาคำกล่าวของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ว่า “ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่ผู้เดียว” แต่ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่าจะไม่ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี จะขออยู่ทำงานในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป แล้วจะรับผิดชอบต่อความผิดเช่นว่านี้อย่างไร

การที่ผู้นำรัฐบาลกล่าวยอมรับผิดกับสาธารณชน พร้อมกับกล่าวขอรับผิดชอบแทนคณะรัฐมนตรีแต่ผู้เดียว เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะทำได้ ความผิดเช่นว่าเป็นความผิดของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกคน ดังจะเห็นได้ว่ารัฐมนตรีทุกคนไม่กล้าลงนามสั่งการอะไร เพราะไม่แน่ใจว่าตนมีอำนาจเช่นว่าในฐานะนายกรัฐมนตรีและหรือรัฐมนตรีหรือไม่ ถ้า “นิติรัฐ” “rule of law” ยังเป็นที่ยึดถือกันอยู่ในประเทศนี้

อยากจะยืนยันหรือไม่ยืนยันก็ได้ว่าตนจะรักษาระบบการปกครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ สถาบันการเมืองต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญตนจะพิทักษ์รักษาไว้หรือไม่ เพราะเมื่อมีการทำปฏิวัติรัฐประหาร สถาบันการเมืองก็ได้ถูกล้มล้างไปทั้งหมดพร้อมๆ กับรัฐธรรมนูญ

ในกรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้ มีผู้ถ่ายภาพไว้จากการถ่ายทอดสดและขยายภาพออกดู จึงพบว่านายกรัฐมนตรีเตรียมการเขียนคำปฏิญาณในแผ่นกระดาษแข็งมาก่อน ในแผ่นที่เขียนเตรียมการไว้เพื่ออ่านหรือท่องจำไว้ในการถวายสัตย์ปฏิญาณก็ไม่มีข้อความที่ว่า “ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

หากเป็นการเตรียมการมาตั้งแต่ต้นก็เท่ากับจงใจละเมิด ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรใน พ.ศ.2560 มาตรา 161 ซึ่งคณะรัฐมนตรี พนักงานของรัฐและฝ่ายต่างๆ รวมทั้งประชาชนไทยทุกคนต้องปฏิบัติตาม จะฝ่าฝืนมิได้ แม้ว่าจะไม่บัญญัติกำหนดโทษทางอาญาไว้ก็ตาม

รองนายกรัฐมนตรีผู้เขียนตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญก็พูดไม่ออก บอกไม่ได้ว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีถูกต้องสมบูรณ์หรือไม่ จวบจนนายกรัฐมนตรีออกมาสารภาพและขอโทษต่อคณะรัฐมนตรีว่า “ตนทำผิด” ประเด็นที่ว่านายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณถูกต้องหรือไม่ก็เป็นอันยุติว่ากระทำผิด

เมื่อเป็นที่ยุติแล้วว่านายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทำผิด ไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐมนตรี การกระทำผิดย่อมเป็นผลตามกฎหมาย และเมื่อนายกรัฐมนตรียอมรับผิด แม้จะยอมรับผิดแต่ผู้เดียว แทนผู้อื่นด้วยคงไม่ได้ เพราะความผิดยอมรับผิดแทนกันไม่ได้ ผลก็คือนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรียังเข้าปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ คณะรัฐมนตรีที่กระทำการใดในระหว่างนั้นก็ย่อมเป็นโมฆะ ไม่มีผลอื่น ทำไปก็อาจจะเป็นการทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และอาจจะมีการร้องเรียนได้

แต่โดยหลักกฎหมายและหลักการปกครองประเทศ “รัฐ” จะขาดเสียซึ่งรัฐบาลไม่ได้ เพราะรัฐบาลเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเป็น “รัฐ” ดังนั้นรัฐบาลเก่าก่อนการเลือกตั้งจะยังคงอยู่ เพราะคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ยังไม่อาจจะเข้ารับหน้าที่ได้

แต่เรื่องมารยาทประเพณีปฏิบัติก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้ามีความรีบด่วนซึ่งถ้าไม่รีบปฏิบัติจะเสียหายต่อการบริหารราชการและเศรษฐกิจของชาติ หรือเกิดภัยพิบัติแก่ประชาชน เป็นต้น

ปัญหาเรื่องความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรีนั้น คำถามแรกก็คือความรับผิดชอบต่อผู้ใด คงไม่ใช่ความรับผิดชอบต่อประชาชนแน่ เพราะตนไม่ได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชนโดยตรง ตนได้รับแต่งตั้งมาจากรัฐสภาซึ่งส่วนหนึ่งของรัฐสภาคือวุฒิสภา ทั้งหมดจำนวน 250 คน ซึ่งตนเป็นผู้แต่งตั้งและมีจำนวนถึง 1 ใน 3 ของรัฐสภา เท่ากับตนเลือกตั้งตนเองด้วยเสียงจากผู้ที่ตนแต่งตั้งเอง 250 คน ต้องการเสียงจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ตนดูถูกเหยียดหยาม ไม่เคยเห็นคุณค่าในฐานะเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ไม่เหมือนกับสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นผู้แทนของตนเอง ความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีก็ควรจะมีต่อวุฒิสภาเท่านั้นเอง ไม่ใช่ต่อรัฐสภาทั้งหมด

หลายคนคิดว่าในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ใช่การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม free and fair เป็นการเลือกตั้งที่รู้อยู่แล้วว่าพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยไม่มีทางสู้ฝ่ายสืบทอดอำนาจเผด็จการทหารที่ทำการปฏิวัติรัฐประหารได้ ความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต่อประชาชนจึงไม่มี การอยู่ในอำนาจและสืบทอดอำนาจที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับคะแนนเสียงไม่ถึง 70,000 คะแนนเสียงอันเป็นเสียงขั้นต่ำของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ แต่ด้วยความไม่มี “กระดูกสันหลัง” ขององค์กรทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับขบวนการยุติธรรม

รวมทั้งนักกฎหมายในคณะรัฐมนตรีและนักกฎหมายฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ที่ต่างพากันทรยศต่อวิชาชีพของตน ยอมเป็นทาสรับใช้อำนาจเผด็จการทหาร ไม่แน่นักว่าทหารที่ยังประจำการอยู่จะเห็นด้วยกับการดำรงอยู่ในอำนาจทางการเมืองหรือไม่

การที่ทหารเข้าทำการยึดอำนาจ สถาปนาตนเองขึ้นครองอำนาจทางการเมืองและพยายามรักษาไว้ซึ่งอำนาจทางการเมือง ทหารเหล่านั้นก็กลายเป็นนักการเมืองไปแล้ว แต่เป็นนักการเมืองจากการสถาปนาตนเอง ไม่เหมือนนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่แสวงหาความนิยมให้ได้มาเพื่อการเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผ่านการเลือกตั้งและความเห็นชอบจากประชาชน

การกล่าวประณามดูหมิ่นเหยียดหยามนักการเมืองนอกจากจะเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามประชาชนแล้ว ยังเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามตนเอง โดยประชาชนไม่ต้องรับผิดชอบด้วย

การเมืองประชาธิปไตยจะถูกดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างไร ประชาชนยินดีน้อมรับ เพราะเราเป็นผู้เลือกเขาเข้ามาเอง และนักการเมืองเหล่านั้นกระทำในนามของพวกเราประชาชน ถ้าเราได้นักการเมืองไม่ดีมาปกครองประเทศก็เพราะเราไม่ดีเอง ตามหลัก “ประชาชนเป็นอย่างไรก็ได้รัฐบาลอย่างนั้น” สำหรับรัฐบาลประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่รัฐบาลเผด็จการทหารหรือรัฐบาลที่สืบทอดเผด็จการทหาร

แม้ว่าในระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นอย่างไรก็จะได้รัฐบาลอย่างนั้น แต่ประชาชนสามารถตรวจสอบรัฐบาลได้ ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลได้ องค์กรอิสระตรวจสอบรัฐบาลได้ ต่างกับรัฐบาลเผด็จการทหารหรือรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจเผด็จการทหาร องค์กรอิสระทั้งหลายคณะเผด็จการทหารเป็นผู้แต่งตั้งเอาไว้เองทั้งสิ้น ความรู้สึกว่าตนต้องรับผิดชอบต่อประชาชนจึงไม่มี มีแต่ความรู้สึกว่าตนต้องรับผิดชอบต่อผู้แต่งตั้งตน จึงไม่ต้องสนใจว่าต้องรักษาไว้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ เพราะรัฐธรรมนูญตนก็เป็นคนเขียนเอง จะฉีกทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้

คำปฏิญาณจึงไม่ต้องมีประโยคนี้ก็ได้


ที่มา มติชนออนไลน์
เรื่องไม่เป็นเรื่อง : วีรพงษ์ รามางกูร


อ่านบทความเต็มที่
https://www.matichon.co.th/article/news_1626083
...



พอเปิดขุมทรัพย์ สว. ทันทีทันใดเศษฐกิจมีปัญหาทันทีอุส่าดีมาได้ตั้งนานไอ้สาส... 'บิ๊กตู่' รับแล้ว! ประเทศไทยกำลังมีปัญหาเศรษฐกิจ ยอมรับเศรษฐกิจเจ๊ง !





Overview - ประยุทธ์เพิ่งรู้เศรษฐกิจพัง ดันประชานิยมจอมปลอมสามแสนล้าน/แจกเงินไปเที่ยว

VOICE TV
Published on Aug 16, 2019

พอเปิดขุมทรัพย์สวทันทีทันใดเศษฐกิจมีปัญหาทันทีอุส่าดีมาได้ตั้งนานไอ้สาส
(ความเห็นจากมิตรสหายท่านหนึ่ง)

ถ้าไทยมีการกระจายอำนาจจอย่างจริงๆ อย่างญี่ปุ่น คณะรัฐมนตรีจะไม่มีอำนาจใช้เงิน อปท. ประเทศไทยเจริญแน่ !



ญี่ปุ่นกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นอย่างจริงจังจึงเจริญ โดย อุดร ตันติสุนทร



นายพลดั๊กล้าส แม็คอาเธอร์ (General Douglas MacArthur)ขณะลงนามรับตราสารยอมจำนนของญี่ปุ่นและยุติสงครามโลกครั้งที่สอง


11 กันยายน 2561
Thai Tribune


นายอุดร ตันติสุนทร ประธานมูลนิธิส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับญี่ปุ่นกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นอย่างจริงจัง และนำความเจริญแก่ประเทศ หลังจากพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 และอยู่ภายใต้สหรัฐซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญสู่การกระจายอำนาจ


เมื่อพ.ศ.2484 ญี่ปุ่นปกครองโดย นายพลโตโจ ฮิเดกิ(Tojo Hideki) อดีตนายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่น ผู้ก่อสงครามโลกครั้งที่ 2 และเมื่อพ.ศ.2488 ญี่ปุ่นแพ้สงคราม

นายพลดั๊กล้าส แม็คอาเธอร์ (General Douglas MacArthur) นำกองทัพสหรัฐเข้ายึดญี่ปุ่นและบังคับญี่ปุ่นให้เลิกเผด็จการโดยเด็ดขาด โดยไม่ให้ทหารเป็นนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป และบังคับให้ญี่ปุ่นเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญ กระจายอำนาจให้องค์กรท้องถิ่น เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2490

ตั้งแต่นั้นมา ญี่ปุ่นต้องเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด 47 จังหวัด และนายกเทศมนตรี 2,385 แห่งทันที ทั่วประเทศ

และบัดนี้ จากการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเต็มที่ จึงทำให้ญี่ปุ่นเจริญก้าวหน้า สามารถพัฒนาเศรษฐกิจของตนได้เป็นอันดับ 2 ของโลก ถัดจากอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่กระจายอำนาจสุดๆมาก่อนแล้ว

ข้อมูลที่น่าสนใจอย่างยิ่งจาก น.ส.พ.ไทยรัฐ คอลัมน์ สายล่อฟ้า มีดังนี้

ไทยมีประชากร 65 ล้านคน

ญี่ปุ่นมีประชากร 130 ล้านคน

กระทรวงของไทยมี 22 แห่ง ญี่ปุ่นมี 12 แห่ง

รัฐมนตรีของไทยมี 36 คน ญี่ปุ่นมี 6 แสนคน

จนท.ท้องถิ่นไทยมี 4 แสนคน ญี่ปุ่นมี 3 ล้านคน

ข้อมูลนี้ทำให้เห็นอะไรและบ่งบอกว่า เกิดอะไรขึ้นในการบริหารประเทศ ซึ่งชัดเจนที่สุด

โครงสร้างประเทศคือ ไม่มีการกระจายอำนาจอย่างเป็นจริงเป็นจัง ของไทยนั้นแม้จะมีองค์กรบริหารท้องถิ่น แต่เป็นเพียงการ”ซ่อนรูป”เท่านั้น

คือเหมือนจะใช่แต่ไม่ใช่

ชอเชิญขวนท่านที่เคารพ ช่วยกันพิจารณาการกระจายอำนาจในประเทศไทย อย่าหยุดนิ่ง

ปิดท้ายด้วยวาทะจาก ดร.ซุน ยัดเซน

Success comes early or late those who strive, but the good are surely awarded in the end.

ความสำเร็จย่อมมาถึง ไม่ว่าเร็วหรือช้าสำหรับผู้พากเพียร แต่สำหรับผู้มุ่งมั่นในความดีแล้ว ย่อมได้รับผลตอบแทนแห่งความดีในบั้นปลายเสมอ


ภาพที่ Andrew โพสต์ มีคนท้วงติงว่าอาจจะเป็นคนอื่น





วันศุกร์, สิงหาคม 16, 2562

ชักวุ่นแล้วสิ ปปช.องค์กรปราบทุจริต ติดบ่วงทุจริตเสียเอง


ชักวุ่นแล้วสิ ปปช.องค์กรปราบทุจริต (กับฝ่ายตรงข้าม คสช.) ติดบ่วงทุจริตเสียเอง เสร็จแล้วฟ้องกันนัวระหว่างเลขาฯ กับรองฯ ขณะที่ตัวเลขาฯ เจอคดีประพฤติมิชอบในปมสินบนปาล์มข้ามชาติเข้าอีก

ต่อการที่นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แถลงเรื่องการชี้มูลความผิดนายประหยัด พวงจำปา รองเลขา ปปช. กรณียื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ ตกหล่นไป ๒๒๗ ล้านบาท

ปปช.ทั้งคณะมีมติเอกฉันท์ชี้ผิดนายประหยัดตามมาตรา ๑๖๗ ของ พรป. ปปช. “ให้ส่งอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ซึ่งจะทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่งในวันที่ศาลประทับรับฟ้อง

แล้วยังจะมีการตั้งกรรมการโดย ปปช.เพื่อตรวจสอบต่อ และ “ไต่สวนกรณีร่ำรวยผิดปกติ” ด้วยนั้น ผู้ถูกชี้มูลได้ออกมาซัลโวโต้ว่า การที่ ปปช.ดำเนินคดีแก่ตน เป็นการกลั่นแกล้ง “ไม่ให้ความเป็นธรรม และไม่เคยให้โอกาสเข้าชี้แจงด้วยวาจาต่อคณะกรรมการ”

นายประหยัดอ้างว่าการไต่สวนตนไม่ต้องด้วยกฎหมาย (พรป. ปปช.) “มาตรา ๑๑๔ ที่ต้องพิสูจน์เจตนาและการดำเนินการ” ทั้งที่ตนได้ร้องขอความเป็นธรรมแล้วหลายครั้ง ว่าการละเลยไม่ได้แจ้งรายการทรัพย์สิน เป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อนของภรรยา

“ผมชี้แจงว่าภรรยาถือครองทรัพย์สิน ไม่ต้องยื่นด้วยซ้ำ พิสูจน์สิว่าทรัพย์สินที่ถือครองเป็นของภรรยาจริง หรือลงทุนจริง ถ้าไม่ใช่ค่อยมาว่าผม” นายประหยัดแจงอย่างมั่นใจว่า “ผมไม่ใช่คนทุจริต เรื่องนี้เป็นเรื่องข้อบกพร่อง ความเข้าใจคลาดเคลื่อนของภรรยา ที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ”

การนี้สำนักข่าวอิศราเป็นผู้นำเสนอข้อตอบโต้ของผู้ถูกกล่าวหา โดยซักถาม “มูลเหตุที่ทำให้เชื่อว่าเป็นการกลั่นแกล้งกัน” ได้ความจากนายประหยัดว่า “ตนเคยเป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมกับนายวรวิทย์ สุขบุญ”


มันเป็นอย่างนี้นี่เอง มีเรื่องปีนเกลียวกันมาก่อนแล้ว น่าจะช่วงที่ คสช.ใช้อำนาจตั้งกรรมการตามใจ ไม่ดูตาม้าตาเรือก็เป็นได้ ในเมื่อ ปปช.ชุดนี้มีเรื่องนุงนังนัวเนียอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะที่กำลังดังขึ้นทุกวัน หลังจากที่ประธานฯ พยายามสยบข่าวแล้ว

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ แถลงกรณีมีเจ้าหน้าที่ ปปช.หลายคนถูกอดีตประธานหอการค้าอินโดนีเซีย-ไทยแจ้งความต่อตำรวจอินโดนีเซียให้จับกุม ว่าร่วมกันให้สินบนแก่พยานในคดีที่การปิโตเลี่ยมไทยไปลงทุนปลูกปาล์มในอินโดนีเซีย
 
เนื่องจากนั้นเป็นคดีข้ามชาติ จึงมีการส่งกรรมการ ปปช.ไทยไปทำการสอบสวน หนึ่งในนั้นคือ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ผู้โด่งดังมาแต่ครั้งเป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ให้การชี้ความผิดโครงการจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

หลัง คสช.ยึดอำนาจ น.ส.ยิ่งลักษณ์เสร็จสรรพ น.ส.สุภาได้มาเป็นกรรมการ ปปช. และต้องหาคดีในอินโดนีเซียดังกล่าว แต่ประธานฯ ก็แก้ตัวให้ว่า “เป็นเพียงกระแสข่าวที่ข้อมูลอาจคลาดเคลื่อนและไม่เป็นความจริง”

อย่างไรก็ดี คดีที่ ปตท.ไปลงทุนปลูกปาล์มที่อินโดฯ นี้กลายเป็นลูกโซ่ฟ้องวนกันไปในวง ปปช. เมื่อนายนิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช. ในข้อหาละเว้นปฏิบัติหน้าที่

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค ๑ ประทับรับฟ้องในข้อหาที่ว่า จำเลยเป็นผู้ได้รับมอบหมายโดยตรงจากคณะกรรมการ ปปช. เพื่อให้ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีนางสาวสุภา ปิยะจิตติ และคณะ” แต่กลับเพิกเฉย

ในคำฟ้องระบุถึงการเดินทางไปสอบสวนดังกล่าว โดยมีบุคคลในคณะนำถุงสินบนไปให้พยานปากสำคัญก่อนการสอบปากคำสองวัน เพื่อให้พยานบิดเบือนข้อเท็จจริง แต่เรื่องแดงขึ้นเมื่อพยานคนนั้นโวยวายว่าถูกเจ้าหน้าที่ไทยยัดสินบน


มีข้อน่าสังเกตุบางอย่างจากการที่ ปปช.อลเวงพัวพันเรื่องทุจริตเสียเองนี้เกี่ยวกับเรื่อง คนของใคร ใน ปปช. สำหรับทั่นประธานฯ รู้กันมานานว่า คนสนิท เฮียป้อม ส่วน น.ส.สุภาที่กำลังจะซังเตนี่ว่ากันว่าเป็น ทายาทอสูร ของ วิชา มหาคุณ เจ้าของตำนานล้างบาง ชินวัตร

สำหรับรายใหม่ ประหยัด ปฏิเสธเสียงแข็งไม่เกี่ยวสุภา แต่ออกปากฝากสื่อมวลชน องค์กรยุติธรรม และพรรคการเมือง ให้ไต่สวนถอดถอนกรรมการ ปปช. แนะช่องทาง ส.ส. ๑๒๕ คนยื่นต่อประธานสภา หรือว่าประชาชน ๒ หมื่นเข้าชื่อกัน

แถมด้วยว่า “ขอเชิญมาบอกกับตนได้...ตนยินดีให้ความร่วมมือในกระบวนการ”

พูดถึงคนนี้ป่าวครับ เก่งแต่ขู่ฟ่อๆ ล่อเป้าให้ตู่




พูดถึงคนนี้ป่าวครับ...ผมว่ามันยึดอำนาจ รัฐประหารอีกแน่ ดูจากเหรียญเต็มตัว .....มันเป็นบุคลิกอย่างนึงของThe Dictator ...
Poat Chotiwat
...



มองแดง ลูกจ๊อด แบบจริงจัง คือมันเก่งแต่ขู่ฟ่อๆ เป็นได้แค่ตัวล่อเป้าให้ตู่เท่านั้น
ถามจริง อภิรัชต์ทำรัฐประหารได้เหรอวะ ทำน่ะทำง่าย แต่จะอยู่ได้หรือเปล่า
หลัง 5 ปีตู่ ที่คนเบื่อเหลือกลั้น ทหารจะหวนมาทำรัฐประหาร ไม่ใช่ง่าย เพราะทหารล้มเหลวมาแล้ว
ซ้ำถ้าอภิรัชต์เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ทัศนะดึกดำบรรพ์ ถอยหลังสุดคลอง นอกจากพวกขวาสุดโต่ง จะมีคนยอมรับสักกี่คน
ตั้งแต่เป็น ผบ.ทบ.ออกมาพูดทีไร ไม่เคยสร้างความนิยมให้ตัวเอง ได้แต่แกว่งปากหาไม้หน้าสาม
คนแบบนี้เหรอะ จะเป็นหัวหน้ารัฐประหาร เป็นผู้นำประเทศ
มันทำรัฐประหารเมื่อไหร่ ฝรั่งไม่ทันแซงก์ชั่นหรอก หุ้นดิ่งนรก เศรษฐกิจพังหมดชั่วข้ามคืน นักลงทุนต่างชาติหนีกระเจิง
ทั้งบุคลิก ท่าที ปูมหลัง พ่อก็ทำรัฐประหารนองเลือดมาแล้ว โลกจะมองว่ามันยุคมืดชัดๆ
นี่ต่างจากตู่ ซึ่งม็อบ กปปส.มันทำให้ทุกอย่างล่มจมติดดินเอาไว้ก่อนแล้ว ทำให้เกิดทางตัน จนคนส่วนหนึ่งก็โล่งอกว่าจบเสียที
รัฐประหารครั้งต่อไป จะมีผู้นำสุดโต่ง ตาขวาง มองคนอื่นเป็นศัตรูไปหมด ไม่ได้หรอก พัง
มันต้องมามาดเนียน มาดนิ่ม อ้างปรองดอง หาทางออกร่วมกัน เพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน บลาๆๆ คล้อยหลังว่ากันอีกอย่าง
ถ้ามาแบบอภิรัชต์ เจ๊งตั้งแต่หัววัน
เปรียบเทียบกันในแง่บุคลิกนะ เฉลิมชัย สิทธิสาท เนียนกว่า ฉลาดกว่า เยอะเลย คือถึงแม้อยู่ 2 ปี ไม่ได้ทำอะไรเป็นมรรคเป็นผล ก็ไม่ค่อยโดนชาวบ้านด่า ถึงเวลายังฉลาดพูด คสช.อยู่นานคนก็เบื่อเป็นธรรมดา
แต่ว่าก็ว่าเหอะ ผบ.ทบ.ในรอบทศวรรษกว่าๆนี่ คนฉลาดสุดคืออนุพงษ์ อยู่ 3 ปี 3 รัฐบาล ทำตัวนิ่งๆ ท่าทีไม่แข็งกร้าว ไม่โฉ่งฉ่างทางการเมือง เอาแต่ซื้อ GT200 ซื้่อเรือเหาะ ซื้อรถเกราะยูเครน
กลับมาเป็น มท.1 อำนาจเหลือล้น คุมผู้ว่าฯ ทั้งประเทศ คุมงบมหาดไทยบวกท้องถิ่น ดลบันดาลอะไรก็ได้ แต่กลับรู้จักบินต่ำ หลบเรดาร์ ให้ประยุทธ์ประวิตรล่อเป่าไป
(ตอนพฤษภา 53 อนุพงษ์ก็เขี้ยวลาก ให้มาร์ค เทือก ลงนามในคำสั่งใช้กระสุนจริง ก่อนส่งทหารเข้าไปยิงเสื้อแดง เรื่องไรจะรับผิดชอบเอง อยากสั่งนัก ก็เซ็นชื่ออนุมัติมาด้วยว่าให้ใช้กระสุนจริง)
ฉลาดแกมอะไรไม่รู้ แค่ยกมาเทียบเล่นๆ อภิรัชต์น่าจะเห็นว่าตัวเองอยู่ลำดับไหน
อภิรัชต์ขู่ฟ่อๆ แต่ก็เป็นได้แค่ตัวล่อเป้า ทำให้คนมองว่าอยู่กับตู่แบบลุมๆ ดอนๆ ยังไงก็ดีกว่าอภิรัชต์ทำรัฐประหาร


ทำไมปัญหาความเดือดร้อนของส.ส.ผู้ทรงเกียรติ มันดูห่างไกลกับปัญหาของชาวบ้านที่เขาเลือกเข้าไปจัง - ห้องน้ำไม่มีที่ฉีดก้น



สายฉีดชำระ ภาษาปากว่า ที่ฉีดตูด (อังกฤษ: bidet shower, bidet spray, bidet sprayer, bum gun, or health faucet) เป็นหัวฉีดแบบลั่นไกด้วยมือ รูปลักษณะคล้ายกับหัวฉีดของอ่างล้าง ใช้พ่นละอองน้ำชำระล้างทวารหนักหรือทวารเบาของบุคคลหลังจากถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะแล้ว มักติดประจำอยู่กับฝาหรือกำแพงห้องทางขวามือของชักโครก โดยมีสายยางเชื่อมต่อท่อประปาและก๊อกน้ำซึ่งจะปล่อยน้ำมากักไว้ในถังพนักชักโครก จัดเป็นแหล่งจ่ายน้ำที่อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้นิยมใช้น้ำชำระล้างทวารหนักมากกว่าจะใช้วิธีอื่น

สายฉีดชำระได้เข้ามาแทนแหล่งจ่ายน้ำแบบดั้งเดิม เช่น อ่างล้างก้น หม้อทองแดง ปี๊บกับเหยือก เพราะมีสุขอนามัยมากกว่าและใช้พื้นที่ติดตั้งน้อยกว่า ฝักบัวดังกล่าวนิยมใช้กันในประเทศฟินแลนด์ ประเทศซึ่งใช้ภาษาโรแมนซ์ ประเทศอาหรับ และประเทศอื่น ๆ ซึ่งมีพื้นเพเป็นมุสลิม ส่วนในประเทศอินเดียนั้นมักติดตั้งไว้กับส้วมแบบตะวันตก ขณะที่ในประเทศไทยติดตั้งไว้สำหรับส้วมทั้งแบบตะวันตกและแบบนั่งยอง ๆ มุ่งหมายให้ใช้สอยทำนองเดียวกับที่ปรากฏในส้วมวอชเลตของญี่ปุ่น

ที่มา วิกิพีเดีย


2 ข่าวน่าอ่านจาก บีบีซีไทย : ไทยแลนด์ 4.0 ถอยไป วิทยุทรานซิสเตอร์มาแล้ว - สำรวจความมั่งคั่ง "ส.ว. เฉพาะกาล" ผ่านปัญชีทรัพย์สิน





...

ยินดีกับพี่คำนูณด้วยครับ
%%%
คำนูญรวย 30 ล้าน
ระดับความมั่งคั่งของนายคำนูญใกล้เคียงกับนายวันชัย โดยนายคำนูญแจ้งว่า มีทรัพย์สิน 32,133,315.45 บาท ได้แก่ เงินฝาก 11 บัญชี รวม 2,325,930.96 บาท เงินลงทุนในกองทุนต่าง ๆ 14 แห่ง รวม 1,413,665.49 บาท ที่ดิน 3 แปลง มูลค่า 4,250,000 บาท บ้านและห้องชุด 7 หลัง 20,157,719 บาท ที่เหลือเป็นทรัพย์สินอื่น ๆ ขณะเดียวกันเขาแจ้งว่ามีหนี้สิน 1,533,022.14 บาท รวมมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 30,600,293.31
รายได้หลักของนายคำนูญก็มาจากเงินเดือนและเบี้ยประชุม และกองทุนอดีตสมาชิกรัฐสภา เมื่อรวมกับรายได้ของภรรยาก็ทำให้ทั้งคู่มีเงินปีละ 1,666,920 บาท แต่มีรายจ่ายของตัวเอง ภรรยา และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะรวม 1,909,000 บาท

Kasian Tejapira

ความสำคัญของเข็มกลัด สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ จาก Nikkei Asian Review - All the king's men: Thai military power shifts away from Prayuth




ธรรมนัส พรหมเผ่าคือ คุนที่ 3 ที่มีเข็มกลัด สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ

..............

จากบทความ

All the king's men: Thai military power shifts away from Prayuth
https://asia.nikkei.com/…/All-the-king-s-men-Thai-military-…

ตอนหนึ่งเขียนถึงความสำคัญของเข็มกลัด สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติไว้ว่า

When diplomats in Bangkok meet Thailand's military top brass, they look for clues on where officers stand in the context of royal protocol. One sign is easy to spot: the image of Prince Dipangkorn, the king's 14-year-old son. It is pinned on the left breasts of a select few military leaders' deep-green uniforms, alongside their service ribbons.

Among those who currently sport the pin is the hawkish army commander in chief, Gen. Apirat Kongsompong. "Only a small network of people is allowed to wear it," said one Western diplomat after a meeting with Apirat, who is described by many foreign envoys as "fiercely loyal to the king."

The pins and the list of those who wear them reveal not only allegiances but also a major change in the relationship between two of Thailand's most powerful institutions -- the monarchy and the military -- early in the reign of King Maha Vajiralongkorn Bodindradebayavarangkun. Understanding this shift is vital for gauging where the country might be headed after its seemingly endless cycle of coups.

เท่าที่ปรากฎคนที่มีเข็มกลัดดังกล่าวคือ

1.พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.

2. พลโท ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้ช่วยผบ.ทบ. ที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งผบ.ทบ. ต่อจาก พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ที่จะเกษียณอายุราชการในปี 2563

3. ล่าสุด“ผู้กองธรรมนัส” ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ สวมเครื่องแบบข้าราชการการเมือง และมีเข็มกลัดดังกล่าวด้วย

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=2474605882597855&set=a.440635312661599&type=3&theater
...





ชักศึกเข้าบ้าน ? สหรัฐฯ ขอไทยหนุน บริษัทเอ็กซซอน ถมทะเล แลกลงทุน...




คุณไพศาล พืชมงคล เตือนเรื่อง บริษัท เอ็กซซอน จะขอถมทะเล

“ด่วน

ซึ่งบริษัทสหรัฐจะมาขอถมทะเลแถบแหลมฉบังมาบตาพุด เพื่อให้สหรัฐเข้ามาตั้งฐานคลังน้ำมันและสถานีขนถ่ายน้ำมันนั้น

ต้องศึกษาใคร่ครวญให้จงดี

1 eec จะพินาสหรือไม่
2 ทะเลย่านนั้นและท่าเรือเดิมจะได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด
3 เป็นแค่ท่าเรือ คลังน้ำมัน หรือว่าเป็น"ฐาน"อะไร?????

การสร้างคลังเชื้อเพลิง -ท่าเรือในปัจจุบันนี้ ทางรัสเซียก็มีรูปแบบให้ใช้เป็นฐานยิงขีปนาวุธได้ และเป็นฐานสอดแนมข่าวกรองสารสนเทศในพื้นที่ได้

สหรัฐก็คงมีอย่างเดียวกัน

ถ้าเป็นเช่นนั้นที่นี่จะกลายเป็น พื้นที่ยุทธศาสตร์ทางทหาร ที่มี ขอบเขต ตลอดทั้งอ่าวไทยและทะเลจีนใต้รวมถึงฝั่งทะเลภาคใต้ทั้งหมดด้วย

คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ต้องคิดเรื่องนี้ให้ดี

และที่สำคัญรัฐบาลจะต้องศึกษาใคร่ครวญให้จงดีด้วย มิฉะนั้นอาจกลับกลายเป็นการชักศึกเข้าบ้านที่อันตรายที่สุด ก็ได้”


ตีความจาก “กรุงเทพโพลล์” ล่าสุด ที่ว่าด้วยเรื่อง “ความเชื่อมั่นต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลใหม่ (ประยุทธ์ 2/1)” รัฐบาลนี้สอบตกทุกด้าน ประชาชนไม่เพียงไม่ให้ความเชื่อถือ แต่ยังแสดงออกชัดถึงความสิ้นหวังในความสามารถ





...ผลสำรวจของ “กรุงเทพโพลล์” ล่าสุด ที่ว่าด้วยเรื่อง “ความเชื่อมั่นต่อการบริหารประเทศของรัฐบาลใหม่ (ประยุทธ์ 2/1)” ดูจะน่าสนใจไม่น้อย

การสำรวจเป็นการตั้งคำถามต่อประชาชนถึงความเชื่อมั่นในด้านต่างๆ ที่มีให้รัฐบาลชุดนี้ โดยเป็นการตอบแบบให้คะแนนทำนองว่า ถ้าคะแนนเต็ม 10 ให้เท่าไร

ปรากฏว่า ผลของคะแนนเฉลี่ยต่อคำถามในด้านต่างๆ ออกมาดังนี้

การธำรงรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 6.58 คะแนน, ความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจากรัฐ 4.45 คะแนน, ความสามารถในการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน 4.34 คะแนน, การแก้ปัญหาทุจริต 3.85 คะแนน

รวมแล้วความเชื่อมั่นในด้านการเมืองเฉลี่ย 4.80 คะแนน

มาถึงการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 5.37 คะแนน, การสร้างความรักและความสามัคคีของคนในชาติ 4.76 คะแนน, ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน 4.41 คะแนน, กระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย 4.12 คะแนน, ศักยภาพของคนไทย 5.08 คะแนน, ภาพลักษณ์ต่อนานาประเทศทั่วโลก 4.59 คะแนน, ความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเชียน 4.50 คะแนน, ฐานะการเงินของประเทศ 3.55 คะแนน, สถานะทางเศรษฐกิจของคนในประเทศ 3.20 คะแนน

เท่ากับความเชื่อมั่นในด้านเศรษฐกิจเฉลี่ยรวมได้ 4.18 คะแนน

เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ ร้อยละ 41.5 ค่อนข้างคาดหวังมาก แบ่งเป็นร้อยละ 27.9 ค่อนข้างคาดหวัง และร้อยละ 13.6 คาดหวังมาก

ที่ไม่ค่อยคาดหวังถึงไม่คาดหวังเลย ร้อยละ 58.5 คือไม่ค่อยคาดหวังร้อยละ 31.9 และไม่คาดหวังเลยร้อยละ 26.7

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงเรื่องที่อยากให้รัฐบาลแก้ปัญหา 5 อันดับแรก ร้อยละ 75.9 เรื่องปัญหาค่าครองชีพของแพง, ร้อยละ 61.3 ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ, ร้อยละ 50.8 ภัยแล้ง, ร้อยละ 48.3 ยาเสพติด, ร้อยละ 37.2 คอร์รัปชั่น

ความเชื่อมั่นที่ตีความจากโพลย่อมหมายถึง รัฐบาลนี้สอบตกในทุกด้าน ประชาชนไม่เพียงไม่ให้ความเชื่อถือ แต่ยังแสดงออกชัดถึงความสิ้นหวังในความสามารถ

เป็นความสิ้นหวังท่ามกลางการตระหนักถึงปัญหาชีวิต โดยเฉพาะเรื่องปากท้องและการทำมาหากิน

ที่มา มติชนออนไลน์
หรือว่า “ความเชื่อมั่น” ไม่สำคัญแล้ว ?

อ่านบทความเต็มได้ที่



เศรษฐกิจไทยน่าเป็นห่วง... คลิป … พิชัยสอนเศรษฐกิจ ‘สมคิด – ประยุทธ์’ (อาจจะสายไปแล้ว...)






พิชัย แนะ 7 ข้อ จี้"บิ๊กตู่"ทำความเข้าใจเศรษฐกิจ ไม่งั้นเป็น "กบต้ม"

ทำข่าวเศรษฐกิจตาม "ตูบ" ขอ - ธุรกิจเจ๊ง!พ่อแม่ลูกรมควันดับในรถ บอกได้เลยว่า #ประเทศนี้มันไม่มีอนาคต







ธุรกิจเจ๊ง!พ่อแม่ลูกรมควันดับในรถ | 14-08-62 | ไทยรัฐนิวส์โชว์



ข่าวและภาพ พ่อแม่ลูกรมควันตัวเองฆ่าตัวตายในรถ พร้อมกับทิ้งจดหมายข้อความว่า "สู้ต่อไปไม่ไหวแล้ว" เพราะประสบปัญหาในธุรกิจ

วันนี้มีข่าวอีกว่า เจ้าของอู่ซ่อมรถก็เจอปัญหาเดียวกันว่า สู้ต่อไปไม่ไหวแล้ว จบชีวิตลงไปอีกชีวิตหนึ่ง

แม้จะเป็นวิธีที่แก้ปัญหาที่ไม่ถูก และ ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยวิธีแบบนี้ แต่ก็เข้าใจสำหรับคนที่จนหนทางหมดทางออก

และเชื่อว่าไม่ใช่รายสุดท้าย

ตราบใดที่รัฐและอำนาจปกครองเป็นปัญหาต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแบบนี้คงแก้ยากไปจนถึงแก้ไม่ได้

เครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศไม่ว่า จะเป็นการส่งออกที่ติดลบ และ การลงทุนโดยตรงจากภายนอก หรือ FDI ล้วนลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่มีการรัฐประหารยึดอำนาจ

แม้ตอนนี้จะมีการเลือกตั้ง และ ปลอมประชาธิปไตย ไปหลอกชาวโลกแล้ว แต่ไม่ใช่ว่า นักลงทุนต่างชาติเขาจะโง่

เขามองออกว่า ประเทศจะถูกครอบงำไปด้วยการปกครองแบบ ปลอมประชาธิปไตยนี้ไปอีกนาน

และสภาพเศรษฐกิจก็จะยังตกต่ำซึมเซาไปแบบนี้ เพราะการปกครองที่เป็นอุปสรรค เศรษฐกิจไม่ดี ราคาพืชผลตกต่ำ กำลังซื้อคนในประเทศไม่มี เขาจะมาลงทุนแล้วขายของให้ใคร

เพราะประเทศที่เขาไปลงทุนเขาย่อมมองประเทศที่ลงทุนเป็นตลาดเขาด้วย

แล้วตลาดที่ไม่มีกำลังซื้อ ประชาชนอ่อนแอเพราะรัฐกระทำให้อ่อนแอ เพื่อจะให้คนพึ่งพารัฐ และให้รัฐเป็นที่พึ่งพิงเพื่อรักษาอำนาจรัฐเองแบบนี้ บอกได้เลยว่า ไม่มีใครอยากลงทุน

และทุนใหญ่ที่กอบโกยจากการอาศัยอำนาจรัฐในประเทศเอง ก็จะทยอยขนเงินหนีออกไปลงทุนในต่างประเทศ ที่เป็นประเทศที่เป็นตลาดใหม่ มีกำลังซื้อ และมีอนาคต

จึงไม่แปลกที่เวียดนาม ที่อินโดนีเซีย จะหอมหวน และเป็นเป้าหมายของนักลงทุน

เพราะปัจจัยความเป็นประเทศที่มีกำลังซื้อที่กำลังโต และ เป็นตลาดใหม่ที่กำลังโตเหมาะกับการลงทุน

หากการปกครองและยังปลอมประชาธิปไตยกะครอบงำประเทศไปยาวๆอยู่แบบนี้ ต่อให้ 10 EEC ต่อให้เงื่อนไขพิเศษในการลงทุนขนาดไหน

ก็ไม่มีนักลงทุนที่ไหนโง่มาลงทุนในตลาดที่ไม่มีอนาคต และ ทำให้ประชากรในประเทศตัวเองมีกำลังซื้อที่ถดถอย ด้วยการบอนไซประชาชนของตัวเองใหอ่อนแอ เพื่อรักษาอำนาจตัวเองแบบนี้

บอกได้เลยว่า #ประเทศนี้มันไม่มีอนาคต #แต่กูก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 15, 2562

“ใช้คืนแล้วถือว่าความผิดไม่เกิด” มาตรฐาน ตลก. ศาลรัฐธรรมนูญไทย


สัณฐานเหมือนกันหมด ในเครือข่ายสืบทอดอำนาจรัฐประหาร ตั้งแต่หัวหน้าผู้ก่อการยัน ตลก.บริกร รายแรกทำเป็นแซว ผู้ต้องหาที่ บริสุทธิ์ว่า “ไม่เห็นบอกศาลไม่ยุติธรรม” รายหลังอ้าง “ใช้คืนแล้วถือว่าความผิดไม่เกิด”

สองกรณีดังกล่าวแม้จะ ต่างกรรมต่างวาระแต่ว่าก็อยู่ในบริบทเดียวกันของการใช้อำนาจอย่างเผด็จการ ไม่เพียงด้วยการอ้างแบบ ศรีธนญชัยหากหนักหนายิ่งกว่า เข้าขั้น อุบาทว์เมื่อเทียบเคียงกับกรณีที่ อธึกกิต แสวงสุข บอกว่า

“ตลกอุบาทว์ องค์กรอำนาจทหาร ก้าวก่ายงานพลเรือน เป็นรัฐซ้อนรัฐ กลายเป็นองค์กรส่งเสริมคุณธรรม
ใครกล้าประเมินให้ตกวะ”

นั่นจากการที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้รับการประกาศเกียรติคุณเป็น “๑ ใน ๓ หน่วยงานที่สามารถผ่านการประเมินเป็นองค์กรส่งเสริมคุณธรรม” โดยสำนักนายกรัฐมนตรี ของ คสช. ๒

รายละเอียดหาอ่านกันที่ https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1625498 ขี้เกียจเล่าเรื่องสัปปะดี้สีปะดนของการ สำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองทางการเมือง 
อุบาทว์พอกันก็คือ ตลก.ศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงต่อสภาฯ เรื่องที่เคยมีตลาการทั่นหนึ่ง “แต่งตั้งบุตรชายตัวเองเป็นเลขานุการ (เงินเดือน ๕๑,๘๑๐ บาท) แล้วปรากฎว่าไม่ได้เข้ามาปฏิบัติงาน แต่กลับลาไปศึกษาต่อต่างประเทศทั้งที่ยังได้เงินเดือนเป็นเวลาถึง ๑ ปี ๖ เดือน”

ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ตั้งกระทู้ถาม แล้วนายเชาวนะ ไตรมาส เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญตอบว่า “ผลสอบสวนถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงคือตุลาการท่านนั้นได้มอบหมายภารกิจให้เลขานุการไปทำขอบเขตที่กว้างขวางออกไปในเครือข่ายของต่างประเทศ”

โอว นี่หรือคือตรรกะตามหลักนิติรัฐ นิติธรรมของตุลาการไทย ใช้คำ ตลก.อุบาทว์ได้อย่างเหมาะเจาะลงตัวเช่นเดียวกับกรณี คุณธรรม ของ กอ.รมน. องค์กรที่โดยพฤตินัยและนิตินัยแอบแฝง ต่อแต่นี้ไปเป็น อำนาจบาตรใหญ่กดดันประชาชนที่เห็นต่าง แทน คสช.

ยังไม่นับประเด็น กินจุ ที่นายรังสิมันต์ โรม อภิปรายแจงว่าในปีงบประมาณ ๒๕๖๐ ศาลรัฐธรรมนูญ “ใช้จ่ายด้านบุคลากรถึง ๑๔๙,๙๔๖,๖๐๐ บาท (๖๐.๖๒% ของงบทั้งหมด)” เขาลงละเอียดด้วยว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนุญ ๑ คน มีที่ปรึกษา ๑ อัตรา ผู้เชียวชาญ ๓ อัตรา เลขานุการ ๑ อัตรา ผู้ช่วยเลขานุการ ๒ อัตรา

รวมเงินเดือนผู้สนับสนุนฯ ตลก.หนึ่งคนปาเข้าไป ๒๖๒,๕๒๐ บาท (ย้ำ เฉพาะผุ้สนับสนุนนะ) มากกว่าเงินเดือน ส.ส. ๑ คนกว่าเท่าตัว (ส.ส.ได้เดือนละ ๑๒๙,๐๐๐ บาท) “ทั้งที่งานของ ส.ส. เป็นงานเชิงรุกที่ต้องติดต่อกับพี่น้องประชาชนตลอดเวลา”


เกี่ยวกับการใช้งบประมาณนี่ อีกกรณี อดีตผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคไทยรักษาชาติ ตั้งปุจฉา “งบประมาณในส่วนของค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ๓,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ในอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ สัปปายะสภาสถาน แล้ววิทยุทรานซิสเตอร์นี้คืออะไรคะ”
 
อันเนื่องมาแต่พรรครัฐบาล คสช.๒ แจกวิทยุทรานซิสเตอร์ธานินทร์ให้ ส.ส.สังกัดวางไว้ตามจุดพักผ่อน โรงอาหาร ห้องน้ำ เพื่อที่จะได้ไม่พลาดเวลาถึงคราต้องไปเป็น ฝักถั่ว ยกมือสนับสนุนรัฐบาล ทั้งนี้เนื่องจากแพ้โหวตฝ่ายค้านอีกแล้วเป็นหนที่สอง

อันเป็นการลงมติประเด็น “การพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (๑) สภาฯ สิ้นอายุ หรือสภาฯ ถูกยุบ หรือไม่มีสภาเพราะเหตุอื่นใด” ประโยคท้ายนี่กรรมาธิการฝ่ายค้านร้องให้ตัดออกไปเพราะมีนัยยะถึงการยึดอำนาจและรัฐประหาร

ผลการออกเสียงฝ่ายค้านชนะด้วยคะแนน ๒๓๔ ต่อ ๒๒๓ เสียง เชื่อว่าเป็นเพราะ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลมัวพักผ่อนเพลินกัน เลยไปโหวตไม่ทัน น่าจะเป็นด้วย สำนึกในการเป็นผู้แทนฯ ของพรรคร่วมรัฐบาลดั่ง สมบัติผลัดกันชม ยิ่งกว่า รับใช้ประชาชนแล้วโทษสัญญานดิจิทัล


เช่นเดียวกับตัวใหญ่ของฝ่ายสืบทอดอำนาจรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พยายามเลี่ยงความผิดต่อการที่ตนอ่านคำถวายสัตย์ตัดห้วน (น่าจะโดยตั้งใจ) ละเว้นคำปฏิญานที่จะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ แล้วถูกฝ่ายค้านจี้ให้ตอบ ก็เลยไม่ไปสภาเสียงั้น เป็นวันที่สองแล้ว

ทำเป็นแถกไป จิตอาสาเล่นชักคะเย่อกับเด็กตาบอด แถมยังทำเป็น ลาฉลาด’ Smart Ass ถามเด็กๆ ว่า “มีใครจะตั้งกระทู้ถามบ้างไหม” เหน็บฝ่ายค้านสไตล์ ตลกอุบาทว์เสียนั่น หนักกว่านั้นเป็นการเหน็บแนม นปช. ที่เพิ่งหลุดคดีก่อการร้ายรวด ๒๔ คน

 
คำพิพากษาคดีก่อการร้าย “เป็นข้อสรุปจากศาลหลังแต่ละฝ่ายต่อสู้กันด้วยพยานหลักฐาน คนตายไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย การชุมนุมเมษา-พฤษภา ๕๓ ไม่ใช่ขบวนการก่อการร้าย” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำ นปช. ครั้งนั้นโพสต์ตบตู่

“นายกฯอย่ามาแซว พวกผมไม่เคยหนีคดี แต่ท่านกำลังหนีสภา”