วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 31, 2566

ยกแรกที่พรรคก้าวไกลโดนพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทยหักดิบในสภา

นี่คงเป็นยกแรกที่พรรคก้าวไกลโดนพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทยหักดิบในสภา โดยเฉพาะในกรณีที่จับประเด็น การทำประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญซึ่งมีประชาชนลงชื่อสนับสนุน ๒ แสน ๑ หมื่นกว่าราย มาเสนอให้สภาเปิดวาระพิจารณา

ไม่เพียง ส.ส.พลังประชารัฐ อรรถกร ศิริลัทธยากร ลุกขึ้นค้าน บอกว่ายังมีญัตติยื่นไว้ก่อนหน้า ๓๖ เรื่อง ซึ่งมีความสำคัญ การเสนอเลื่อนวาระของก้าวไกลไม่ได้มีการปรึกษาสมาชิกสภาอื่นๆ ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติมา ทำให้ ส.ส.ก้าวไกลตอบโต้ทันใด

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์กุล บอกว่าตนเองได้เดินไปคุยกับพรรคต่างๆ มาแล้ว การมาบอกว่าไม่ได้ปรึกษาทำให้ตนและพรรคเสียหาย เขายังพาดพิงถึงพรรคเพื่อไทยว่าถ้าร่วมงานกับก้าวไกลเหมือนที่ทำกันเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เรื่องนี้ก็จะเดินไปได้อย่างราบรื่น

ทำให้นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม พรรคเพื่อไทยลุกขึ้นมาสอนสั่ง ว่าสภานี่มีทั้งระเบียบ มีวาระการประชุม มีญัตติ เมื่อกี้มีน้องๆ พาดพิงมาถึงพรรคเพื่อไทยกับก้าวไกล มันคนละเวลา มันคนละเหตุการณ์ วันนี้อย่าไปคิดว่าพรรคเพื่อไทยเขาไม่คิดทำอะไร

“เมื่อวานผมประชุมพรรคอยากแจ้งด้วย ท่านนายกฯ บอกว่าการประชุมไม่ช้าหรอก อีกสักสัปดาห์สองสัปดาห์จะมาคุยกันถึงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญที่พี่น้องประชาชนถกเถียงอยู่ แต่เรื่องความเดือดร้อนของประชาชนมันสำคัญกว่า การถกเถียงของสาธารณชนทั่วไป”

ส.ส.รุ่นใหญ่เพราะอยู่นานคนนี้ ยังแขวะว่า “แล้วเมื่อกี๊ก็อยากจะบอกน้องๆ ว่า อย่ามาพาดพิงถึงพรรคเพื่อไทยเลย พรรคของท่านผู้เจริญ ท่านจะทำอะไรท่านก็ทำไปเถอะ ขอนิมนต์เถอะ” ก็เป็นอันว่าความตื่นตัวของประชาชนถูกคว่ำแล้วยกแรกในสภา

ภาคประชาชนผู้จัดทำ #conforall ไม่ย่นย่อ นำ ๒๑๒,๑๓๙ รายชื่อไปยื่นให้ กกต.ตรวจสอบรายชื่อ โดย “หวังว่าจะเร็วกว่าเรา...เรารออยู่อย่าช้ากว่าเรา เพราะเราอำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง” เพื่อที่จะนำข้อเสนอนี้ไปวางที่โต๊ะก่อนการประชุม ครม.นัดแรก”

ประจวบเหมาะกับการเปิดเผยของ ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ส.ส.เพื่อไทยลาดกระบัง ว่านายกฯ เศรษฐา ทวีสิน “เดินหน้านำเรื่องการทำประชามติ เข้าคณะรัฐมนตรีอย่างเร่งด่วน” เช่นกัน จึงเป็นที่น่าบันทึกไว้ตรงนี้ ว่ามี ส.ส.เพื่อไทยอย่างน้อย ๒ คนยืนยันไว้

รายที่กระแนะกระแหน ถือเสียว่าอยู่ก้นตะกร้า อาจเป็นส่วนที่หล่นลงมากระทบพื้น ประชาชนไม่ได้เก็บสอย ย่อมมีตำหนิเน่าเสียเป็นธรรมดา

(https://twitter.com/MatichonOnline/status/1696811334489567286, https://twitter.com/MatichonOnline/status/1696801602022285790 และ https://www.thaipbs.or.th/news/content/331066) 

โปรดล้างถังรอ ถ้าเพื่อไทยเลิกขาย สตรอว์เบอร์รี่


น.ต.ศิธา ทิวารี @SitaDivari

ไหนๆวันนี้ #เพื่อไทย กะ #พลังประชารัฐ 
ก็จัดตั้งรัฐบาลด้วยกันแล้ว เอาเลยครับ 

ลดราคาพลังงาน จะทำตั้งแต่ประชุม 
ครม. นัดแรกเหมือนกัน จัดไปอย่าเสียคำพูด 

ประชาชนเตรียมถังน้ำมันให้ว่าง 
เบนซินลด 18บาท ดีเซลลด 6บาท 

เทคนิคหาเสียง ไม่เอาแล้วนะ 
โกหกบ่อยแล้ว เบื่อมาก!!



 

บุคคลในรูปนี้สำคัญอย่างไร ?


ลงทุนแมน
16h
·
กลุ่มคน บริหารกิจการไทย มูลค่ารวมกัน กว่า 2,800,000,000,000 บาท รวมกันอยู่ในรูปเดียว /โดย ลงทุนแมน
นับว่าหาได้ยากที่จะมีรูปของนักธุรกิจขั้นสุดของประเทศไทย ที่มารวมตัวกันแบบนี้
หรืออาจเป็นเพราะว่า เมื่อก่อนอาจมีแบบนี้ แต่ไม่มีใครมาโพสต์รูปลง Twitter ทันทีเหมือนที่นายกฯ เศรษฐาทำ (Twitter เปลี่ยนชื่อเป็น X แล้ว)
รูปนี้ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 2566 เวลา 22.20 น. พร้อมข้อความว่า “มีโอกาสรับฟังความคิดเห็นจากภาคธุรกิจ มีประโยชน์มากครับ กับการพัฒนาประเทศ ขอบคุณท่าน ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย และแขกทุกท่านในวันนี้มากครับ ที่มาร่วมแสดงความยินดี”
แล้ว ดร.วิชิต คือใคร ?
ทำไมนายกฯ เศรษฐา ต้องพูดถึงแค่คนเดียว
ดร.วิชิต เป็นประธานกรรมการ บมจ.เอสซีบี เอกซ์ ซึ่งเป็นเจ้าของธนาคารไทยพาณิชย์ ที่เรารู้จักกันดี
ถ้าให้คาดเดาจากข้อความ ก็คงตีความได้ว่า นักธุรกิจเหล่านี้น่าจะเป็นลูกค้าของธนาคารไทยพาณิชย์ เนื่องจากธนาคารมีรายได้จากการให้สินเชื่อกับองค์กรขนาดใหญ่
และในวาระที่นายกฯ เศรษฐา ได้ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ดร.วิชิต ก็เลยชักชวนบุคคลเหล่านี้เข้ามาให้ความเห็นจากภาคธุรกิจ ในการพัฒนาประเทศ
แล้วบุคคลในรูปนี้สำคัญอย่างไร ?
ถ้าวัดกันที่ฐานแฟนคลับจากยอดผู้ติดตามแล้ว กลุ่มบุคคลในรูปนี้ ก็คงจะไม่ได้เป็นที่สนใจเหมือน ศิลปิน หรือดารา
แต่ถ้าวัดกันที่ “มูลค่ากิจการ” ที่บุคคลในรูปครอบครองอยู่ ก็ต้องบอกเลยว่า การรวมตัวของบุคคลระดับสูงสุดขององค์กรจำนวนมากขนาดนี้ แล้วมีภาพถ่ายที่เผยแพร่สู่สาธารณะออกมานั้น เป็นภาพที่หาได้ไม่ง่ายเลย
การวัดมูลค่า เป็นสิ่งที่ลงทุนแมนชอบทำ
สำหรับการวัดมูลค่าของกิจการ ส่วนใหญ่ก็จะเอามูลค่าตลาด หรือ Market Cap. ซึ่งคำนวณได้จากราคาหุ้น คูณด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท
แต่ถ้าบริษัทนั้นไม่ได้จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ก็จะใช้ ส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ Book Value มาวัดว่ากิจการนั้นมีมูลค่าเท่าไร
แล้วแต่ละคนในรูปนี้ บริหารกิจการอะไร และมีมูลค่าเยอะแค่ไหน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง..
เริ่มจากซ้ายไปขวา
--- สิริวัฒนภักดี ---
- คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี
กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ThaiBev ซึ่งเป็นลูกชายของเสี่ยเจริญ หรือ คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี
ThaiBev จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ เพราะเคยจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ไทย แล้วมีคนคัดค้านไม่ให้เข้า เพราะ ThaiBev ทำธุรกิจหลักคือสุรา ซึ่งขัดกับประเทศไทยที่เป็นเมืองพุทธ.. ปัจจุบันหุ้น ThaiBev เลยซื้อขายกันในตลาดสิงคโปร์ มีมูลค่าบริษัท 378,000 ล้านบาท
ThaiBev เป็นเจ้าของ
- ธุรกิจสุรา เช่น แสงโสม, หงส์ทอง, เบลนด์ 285
- ธุรกิจเบียร์ เช่น ช้าง
- ธุรกิจเครื่องดื่มและอาหาร เช่น เอส โคล่า, โออิชิ, ชาบูชิ
ปีที่แล้ว ThaiBev มีรายได้ 272,000 ล้านบาท กำไร 34,505 ล้านบาท
นอกจากนั้น กลุ่มสิริวัฒนภักดี ยังทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
- บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC มีมูลค่า 140,170 ล้านบาท
- บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT มีมูลค่า 35,500 ล้านบาท
โดยกลุ่มสิริวัฒนภักดี ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าของโครงการ ทั่วกรุงเทพฯ เช่น บนถนนพระรามที่ 4
กลุ่มสิริวัฒนภักดี เป็นเจ้าของโครงการ FYI Center, The PARQ, Samyan Mitrtown รวมถึง One Bangkok โดยแค่ทั้ง 4 โครงการนี้ มีมูลค่ารวมกัน 160,000 ล้านบาท
กลุ่มสิริวัฒนภักดี ยังเป็นเจ้าของธุรกิจค้าปลีกอย่าง BJC และเป็นเจ้าของห้าง Big C ที่ประเทศไทย มูลค่า 137,267 ล้านบาท และเป็นเจ้าของกลุ่มธุรกิจการเงินอย่างอาคเนย์อีกด้วย
--- SCBX ---
- คุณอาทิตย์ นันทวิทยา
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการ
บมจ.เอสซีบี เอกซ์
- ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย มากับภรรยา คุณชลีกร สุรพงษ์ชัย ซึ่ง ดร.วิชิต เป็นประธานกรรมการ บมจ.เอสซีบี เอกซ์ และเป็นบุคคลที่นายกฯ เศรษฐา กล่าวขอบคุณใน Twitter
ปัจจุบัน SCBX เป็นบริษัทที่เป็นเจ้าของธนาคารที่มีมูลค่ามากสุด ในประเทศไทย โดยมีมูลค่าบริษัท 394,000 ล้านบาท
ปีที่แล้ว มีรายได้ 145,162 ล้านบาท กำไร 37,546 ล้านบาท
SCBX เพิ่งปรับโครงสร้างเป็นบริษัทโฮลดิงใหม่ โดยเอาธนาคาร SCB มาอยู่ใต้ SCBX อีกที นอกจากนั้นยังแตกบริษัทออกมาให้แต่ละธุรกิจอยู่ภายใต้ SCBX เช่น CardX ที่ทำธุรกิจบัตรเครดิต InnovestX ที่ทำธุรกิจหลักทรัพย์
--- WHA ---
- คุณจรีพร จารุกรสกุล
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร รองประธานกรรมการบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เป็นเจ้าของนิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ในไทย มีมูลค่าบริษัท 78,500 ล้านบาท
โดยคุณจรีพร ก็ยังนั่งเป็นกรรมการใน บมจ.เอสซีบี เอกซ์ อีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่ คุณจรีพรจะเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่ ดร.วิชิต ชักชวนให้เข้ามาร่วมในวันนั้น
ปี 2565 รายได้ 14,982 ล้านบาท กำไร 4,046 ล้านบาท
WHA เริ่มจากการสร้างอาคารคลังสินค้าให้ลูกค้า จนมาเทกโอเวอร์บริษัท เหมราช ทำให้ WHA ได้เข้าสู่ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งถือว่าเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในประเทศไทย ใครอยากมาเปิดโรงงานในประเทศไทย เชื่อได้ว่า WHA จะเป็นหนึ่งในตัวเลือกนั้น
--- ช.การช่าง ---
- คุณปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ของประเทศไทย มีมูลค่าบริษัท 39,468 ล้านบาท
ปี 2565 รายได้ 19,438 ล้านบาท กำไร 1,105 ล้านบาท
CK เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ที่มักจะได้งานประมูลจากภาครัฐ ทั้งโครงการรถไฟฟ้า
สะพานข้ามแม่น้ำ และทางด่วน รวมไปถึงการก่อสร้างเขื่อนในประเทศลาว มูลค่าแต่ละโครงการเป็นหลักแสนล้านบาท
นอกจากนั้น ก็ยังเป็นเจ้าของธุรกิจโรงไฟฟ้า CPK มูลค่าบริษัท 30,000 ล้านบาท และธุรกิจรถไฟฟ้าใต้ดิน BEM มูลค่าบริษัท 134,000 ล้านบาทด้วย
--- กลุ่มซีพี ---
- คุณศุภชัย เจียรวนนท์
ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์
เป็นเจ้าของธุรกิจอาหารอย่าง บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF มีมูลค่าบริษัท 181,697 ล้านบาท
และธุรกิจค้าปลีก ตั้งแต่ร้านสะดวกซื้อ ไปจนถึงค้าส่ง อย่าง
- บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL
เจ้าของร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven มีมูลค่าบริษัท 590,639 ล้านบาท
- บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT
เจ้าของห้างค้าส่งอย่าง MAKRO และห้างค้าปลีกอย่าง Lotus’s มีมูลค่าบริษัท 375,601 ล้านบาท
- บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ที่เพิ่งควบรวมกิจการกับ DTAC มีมูลค่าบริษัท 238,000 ล้านบาท
- กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ DIF เจ้าของเสาสัญญาณเครือข่าย มีมูลค่า 98,874 ล้านบาท
--- กลุ่มคิง เพาเวอร์ ---
- คุณอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มคิง เพาเวอร์
เจ้าของธุรกิจขายสินค้าปลอดภาษีและอากร รวมถึงเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี
ยกตัวอย่างบริษัทในเครือ
คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ร้านค้าปลีกปลอดภาษี ย่านถนนรางน้ำ, พัทยา และสมุทรปราการ
ปี 2565 รายได้ 27,516 ล้านบาท กำไร 2,200 ล้านบาท มีมูลค่าตามบัญชี 11,692 ล้านบาท
คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี ธุรกิจจำหน่ายสินค้าปลอดภาษี ภายในสนามบินทั่วประเทศที่ดูแลโดยท่าอากาศยานไทย (AOT) ปี 2565 รายได้ 17,748 ล้านบาท กำไร 3,752 ล้านบาท มีมูลค่าตามบัญชี 3,767 ล้านบาท
โดยทั้ง 2 บริษัท มีมูลค่าตามบัญชี หรือ Book Value 15,459 ล้านบาท
แต่ถ้าดูจากกำไรปีที่แล้ว 2 บริษัทนี้รวมกัน จะมีกำไรที่ 6,000 ล้านบาท หากเราประเมินว่า บริษัทนี้เข้ามาอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ และซื้อขายกันที่ P/E ประมาณ 20 เท่า ก็จะได้เป็นมูลค่าบริษัทราว 180,000 ล้านบาท
--- แสนสิริ ---
สุดท้าย ลูกสาวของนายกฯ เศรษฐาเอง ก็ยังมีรายชื่อในผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บมจ.แสนสิริ ซึ่งบริษัทนี้ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีมูลค่า 32,000 ล้านบาท
ถ้าให้นับทุกธุรกิจในประเทศไทยแล้ว บุคคลในกลุ่มนี้ก็น่าจะเป็นขั้นสุดของกิจการ ทั้งไทยเบฟ, ซีพี, คิง เพาเวอร์ ที่มักจะติดอันดับเศรษฐีในประเทศไทยอยู่เสมอ ถ้าจะขาดไป ก็คงจะเป็น กลุ่มเซ็นทรัล, กลุ่มอยู่วิทยา, กลุ่มกัลฟ์ เท่านั้น
ซึ่งหากเรานำมูลค่าบริษัทเหล่านี้ มารวมกันแบบคร่าว ๆ ก็จะรวมได้เป็นว่า บุคคลในรูปภาพนี้ มีอำนาจในการบริหารกิจการ มูลค่ารวมกันมากถึง 2,800,000,000,000 บาท (อ่านว่า สองล้านแปดแสนล้านบาท) เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรก ที่ลงทุนแมนเห็นภาพ ผู้นำธุรกิจสูงสุดอยู่รวมกันมากขนาดนี้
ซึ่งก็ต้องหมายเหตุว่าทรัพย์สินของพวกเขาจริง ๆ อาจน้อยกว่ามูลค่ากิจการ เพราะกิจการเหล่านี้จะมีผู้ถือหุ้นรายอื่นร่วมถือหุ้นอยู่ด้วย
และมูลค่าของหลายบริษัทก็นับซ้ำ เช่น CPF ถือหุ้น CPALL และ CPALL ก็ถือหุ้น CPAXT ซึ่งเรื่องการนับซ้ำเป็นการคำนวณแบบง่ายที่ถือว่าทำได้ เพราะการวัดมูลค่าทั้งหมดของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเองก็จะนับซ้ำเช่นกัน และตัวตลาดหลักทรัพย์เอง หรือนักลงทุนเองก็นำตัวเลข Market Cap. รวมที่นับซ้ำไปเทียบ GDP ประเทศไทยเสมอ
ปิดท้ายด้วยข้อมูลที่น่าสนใจ
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีประชากรทั้งหมด 66 ล้านคน และ GDP ประเทศไทยทั้งประเทศ มีมูลค่า 17,400,000,000,000 บาท
เมื่อคำนวณแล้ว
บุคคลจำนวน 10 คนที่อยู่ในภาพนี้
ครอบครองกิจการรวมกันมีมูลค่า คิดเป็น 16% ของ GDP ประเทศไทยเลยทีเดียว..

คดีมหากาพย์บันลือโลก ขึ้นปีที่ 9 แล้ว เหตุการณ์ระเบิดบริเวณพระพรหมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์ ยังต้องสืบพยานโจทก์อีกกว่า 200 ปาก ซึ่งยังอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลอาญากรุงเทพใต้


สงวน คุ้มรุ่งโรจน์
18h
·
29 สิงหาคม ที่ผ่านมา
ขึ้นปีที่ 9 ในการทำหน้าที่ทนายความของ "ชูชาติ กันภัย"ให้กับ "อาเด็ม คาราดัก"
ชาวอุยกูร์ที่มาจากเมืองอูรุมชี(อูหลู่มู่ฉี 烏魯木齊) มณฑลซินเจียง ประเทศจีน ผู้ต้องหาคดีระเบิดราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2015 ในยุครัฐบาลทหาร"3 ป" ที่มี"อ๊อด" สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
เป็นคดีมหากาพย์บันลือโลก ยังต้องสืบพยานโจทก์อีกกว่า 200 ปาก ซึ่งยังอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลอาญากรุงเทพใต้
ทนายชูชาติ โพสต์บนโซเชียลตอนหนึ่ง ย้ำถึง"ความมั่งคั่งมั่นคงแห่งวิชาชีพทนายความ"
จากแปดปีที่แล้วอายุ 52 ตอนนี้เริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุ 60 ไปแล้ว
"ในชีวิตที่โลดแล่นจากหนุ่มยันเริ่มแก่นิดๆ "
เหตุการณ์ระเบิดบริเวณพระพรหมเอราวัณ สี่แยกราชประสงค์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2015 ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนับร้อย เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายกว่า 70 % เป็นนักท่องเที่ยวจีนแผ่นดินใหญ่
หนึ่งในสาเหตุวินาศกรรมครั้งนั้น เนื่องมาจากทางการไทยส่งชาวอุยกูร์ซินเจียง 109 คนกลับจีน สร้างความไม่พอใจกับชาวเตริกทั่วโลก มีการประท้วงและโจมตีสถานทูตและสถานกงสุลไทยในตุรกีและยุโรป
“ชูชาติ กันภัย” รองนายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยขณะนั้นได้อาสาเป็นทนายความให้กับผู้ต้องหารายนี้ เพื่อสู้"คดีก่อการร้าย"นี้ ซึ่งยังต้องสืบหาข้อเท็จจริงด้วยความเต็มใจ
ทนายชูชาติเป็นทนายความชื่อดังที่ผ่านประสบการณ์การทำคดีทั้งคดีทางปกครอง คดีอาญา เช่น ทำคดีปกครองให้"วรวีร์ มะกูดี"อดีตนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย หลังถูกสโมสรพัทยาเอฟซี และสโมสรจังหวัดระยอง ยื่นฟ้องกรณีการเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอล สภากรรมการ และอุปนายก เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2013 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งสุดท้าย "บังยี"ก็ชนะคดีดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังมีคดีที่นักการเมืองมาใช้บริการอีกจำนวนมาก
โดยเฉพาะยังว่าความให้คดีกลุ่ม นปช. หรือ"คนเสื้อแดง"
คดีของแม่น้องเกด"พะเยาว์ อัคฮาด" ต้องสูญเสียลูกสาวซึ่งเป็นพยาบาลอาสา ที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม อีกทั้งยื่นประกันตัวคนเสื้อแดง ผู้ต้องหาเผาเซ็นทรัลเวิลด์ ลักทรัพย์ หมิ่นเบื้องสูง ฯลฯ
(สงวน คุ้มรุ่งโรจน์)
.....
ผู้ต้องหาคดีวางระเบิดศาลพระพรหมสุดทน ตะโกน "ผมไม่ใช่สัตว์" พร้อมเปิดเสื้อให้ดูรอยแผลถูกซ้อมในศาล

บีบีซีไทย - BBC Thai
May 17, 2016
·
ผู้ต้องหาคดีวางระเบิดศาลพระพรหมสุดทน ตะโกน "ผมไม่ใช่สัตว์" พร้อมเปิดเสื้อให้ดูรอยแผลถูกซ้อมในศาล
มีการนำตัวผู้ต้องหาคดีวางระเบิดศาลพระพรหมเอราวัณ 2 ราย คือนายอาเด็ม คาราดัก และนายเมียไรลี ยูซูฟู มาขึ้นศาลทหารในวันนี้ (17 พ.ค.) ซึ่งสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ขณะที่ผู้ต้องหาลงจากรถของเรือนจำ นายอาเด็ม คาราดัก ได้ดิ้นรนและตะโกนขึ้นเป็นข้อความภาษาอังกฤษว่า "ผมไม่ใช่สัตว์ ผมเป็นคน ผมเป็นคน" และเมื่ออยู่ต่อหน้าศาล นายอาเด็มซึ่งมีน้ำตาคลอเบ้า ได้เลิกเสื้อขึ้นให้ศาลดูรอยช้ำตามตัว และกล่าวผ่านล่ามว่า เฉพาะในเดือนนี้เขาถูกซ้อมทรมานถึงสองครั้งในเรือนจำ
ด้านนายเมียไรลีได้กล่าวขอความช่วยเหลือก่อนขึ้นศาลว่า "พวกเราบริสุทธิ์ ช่วยเราด้วย สิทธิมนุษยชนอยู่ที่ไหน ?"
ด้านนายชูชาติ กันภัย ทนายความของนายอาเด็ม คาราดัก กล่าวว่า ศาลรับที่จะสอบสวนกรณีที่นายอาเด็มถูกซ้อม และจะพิจารณาเรื่องการย้ายเรือนจำ และว่าจะมีการเรียกพยานกว่า 250 รายมาให้การต่อศาล โดยหวังว่าการพิจารณาคดีจะสิ้นสุดลงภายในปีนี้ แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจยืดเยื้อออกไปอีก
(ภาพจากสำนักข่าวรอยเตอร์)

รพ.ราชทัณฑ์ให้ #วารุณี แอดมิท หลังอดหารวันที่ 10 อดน้ำวันที่ 7 พบ น้ำหนักตัวลดกว่า 4 กก. เหลือ 33 กก. ไม่ขับถ่ายมา 6 วันแล้ว วันนี้ 'วารุณี' ถูกพาตัวไปพบแพทย์ที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เนื่องจากพบว่า มีอาการอ่อนเพลียมาก ต่อมา ช่วงบ่ายแพทย์ได้ตรวจร่างกายแล้วและตัดสินใจให้วารุณี Admit อยู่ที่โรงพยาบาลทันที


TLHR / ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน @TLHR2014

Update รพ.ราชทัณฑ์ให้ #วารุณี แอดมิท หลังอดหารวันที่ 10 อดน้ำวันที่ 7 พบ น้ำหนักตัวลดกว่า 4 กก. เหลือ 33 กก. ไม่ขับถ่ายมา 6 วันแล้ว

วันนี้ 'วารุณี' ถูกพาตัวไปพบแพทย์ที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เนื่องจากพบว่า มีอาการอ่อนเพลียมาก ต่อมา ช่วงบ่ายแพทย์ได้ตรวจร่างกายแล้วและตัดสินใจให้วารุณี Admit อยู่ที่โรงพยาบาลทันที

ผลการตรวจร่างกายเบื้องต้นพบว่า

1. น้ำหนักลดลงประมาณ 4 กก. แล้ว จาก 37 กก. เหลือ 33กก.
2. ไม่ได้ขับถ่าย (อุจจาระ) มา 6 วันแล้ว ปัสสาวะวันละ 1 ครั้ง
3. ความดัน 90/64 ครั้งต่อนาที ค่าออกซิเจนในเลือดยังปกติดี ยังคงหายใจได้เอง
ุ4. วารุณีปฏิเสธการรับน้ำเกลือ ปฏิเสธการกินอาหารและดื่มน้ำ โดยจะทานเพียงยารักษาโรคประจำตัว คือ โรคอารมณ์สองขั้ว (ไบโพลาร์)
5. ผลเลือดยังไม่ออก จึงยังไม่ทราบค่าน้ำตาลในเลือด และค่าอื่นๆ
ปัจจุบันวารุณีถูกคุมขังระหว่างสู้คดี ม.112 มาเป็นเวลา 64 วันแล้ว เธออดอาหารประท้วงมาตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค. และยกระดับอดน้ำด้วยมาตั้งแต่ 24 ส.ค. โดยมีจุดประสงค์เพื่อทวงสิทธิประกันตัว

 

ข่าวกิจกรรมบรรยาย พระบารมีของในหลวง


สมเด็จพระจักรพรรดินีศรีศศิเฌอปรางวัชรสุภางควดี
21h
·
เช้านี้ เด็ก ๆ รร.เทศบาล 2 วัดชัยมงคล จ.พิจิตร ได้มานั่งตากแดดร้อน ๆ เพื่อสังเคราะห์วิตามินดี และฟังวิทยากรจิตอาสาบรรยายเกี่ยวกับพระบารมีของในหลวง น้ำตาไหล ซาบซึ้งกันจนเป็นลมไปหลายคน


ประเทศไทยก็มีองค์กรลับเหมือนกันนะ งบหมื่นล้าน ชื่อ กอ.รมน. ข้าไปยุ่งกิจการพลเรือนได้แทบทุกอย่างในข้ออ้างความมั่นคง แถมสั่งการข้าราชการหน่วยอื่นได้ด้วย


Common School คอมมอนสคูล @commonschoolth ·11h

ประเทศไทยก็มีองค์กรลับเหมือนกันนะ ตั้งโดยทหาร แต่เข้าไปยุ่งกิจการพลเรือนได้แทบทุกอย่างในข้ออ้างความมั่นคง กินงบประมาณแผ่นดินเป็นหมื่นล้าน แถมสั่งการข้าราชการหน่วยอื่นได้ด้วย 

นี่คือ องค์กรลับ งบหมื่นล้าน ที่ชื่อ กอ.รมน. 



องค์กรลับ งบหมื่นล้าน ที่ชื่อ กอ.รมน.

Common School

Aug 30, 2023 

ประเทศไทยก็มีองค์กรลับเหมือนกันนะ ตั้งโดยทหาร แต่เข้าไปยุ่งกิจการพลเรือนได้แทบทุกอย่างในข้ออ้างของความมั่นคง กินงบประมาณแผ่นดินเป็นหมื่นล้าน แถมสั่งการข้าราชการหน่วยอื่นได้ด้วย หลายคนคงคุ้นชื่อองค์กรนี้อยู่บ้าง กอ.รมน. ว่าแต่พวกเขาเป็นใคร๊? มาทำอะไร๊? แล้วพวกเราจะเอายังไงกับเขาต่อดี ต้องดูคลิปนี้
 

วันแห่งการรำลึกถึง 'ผู้ถูกบังคับให้สูญหาย' 111 ราย คือจำนวนผู้ถูกบังคับให้สูญหายจากการบันทึกของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม หากนับตั้งแต่หลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ถึง กรกฎาคม ปี 2562 มีผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่เดินทางลี้ภัยออกนอกประเทศ ไม่ต่ำกว่า 104 ราย ในจำนวนนี้ มีผู้ลี้ภัย 9 คน ถูกอุ้มหายในต่างแดน


WAY
August 30, 2021
·
วันแห่งการรำลึกถึง 'ผู้ถูกบังคับให้สูญหาย'
111 ราย คือจำนวนผู้ถูกบังคับให้สูญหายจากการบันทึกของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม
86 ราย คือจำนวนผู้สูญหายที่องค์การสหประชาชาติบันทึกไว้ หรือมีการส่งเรื่องไปที่องค์การสหประชาชาติ (UN)
และหากนับตั้งแต่หลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ถึง กรกฎาคม ปี 2562 มีผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่เดินทางลี้ภัยออกนอกประเทศ ไม่ต่ำกว่า 104 ราย ในจำนวนนี้ มีผู้ลี้ภัย 9 คน ถูกอุ้มหายในต่างแดน
การบังคับสูญหาย หรือ ‘อุ้มหาย’ ตามนิยามของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ หมายถึง การจับกุม กักขัง ลักพาตัว หรือการกระทำอื่นที่เป็นการลิดรอนเสรีภาพของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ หรือได้รับการอนุญาต สนับสนุน หรือยอมรับโดยปริยายจากรัฐ มักตามมาด้วยการปฏิเสธการลิดรอนเสรีภาพ หรือปกปิดชะตากรรมหรือที่อยู่ของบุคคลผู้สูญหาย
การอุ้มหายจึงหมายถึง อาชญากรรมที่กระทำโดยรัฐ หรือภายใต้การยินยอมและเพิกเฉยของรัฐ
30 สิงหาคม ของทุกปี คือวัน ‘ผู้สูญหายสากล’ เพื่อระลึกถึงผู้สูญหายและครอบครัวของพวกเขาที่ยังคงรอคอยความยุติธรรม เมื่อการอุ้มหายยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อรักษาอำนาจและปิดปากประชาชนผู้เห็นต่างในหลายประเทศทั่วโลก
WAY ชวนทบทวนเหตุการณ์และระลึกถึงบุคคลผู้ถูกกระทำ เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาในวันนั้น
---
• Lost and Found: ไม่อนุญาตให้อยู่ ไม่อนุญาตให้ตาย ‘การอุ้มหาย’ ในรัฐพันลึก
นับตั้งแต่หลังการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ถึง กรกฎาคม ปี 2562 ที่ คสช. ลงจากอำนาจ มีผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่เดินทางลี้ภัยออกนอกประเทศ ไม่ต่ำกว่า 104 ราย คนกลุ่มนี้มีทั้งนักกิจกรรมทางการเมือง นักวิชาการ ผู้ที่ถูก คสช. เรียกรายงานตัว ผู้ที่เรียกร้องประชาธิปไตยทั้งกลุ่มคนเสื้อแดงและนักกิจกรรมรุ่นใหม่ รวมไปถึงคนทั่วไปที่ถูกออกหมายจับในคดี 112
การอุ้มหายคือขีดสุดของเหยื่อความรุนแรงที่รัฐไทยกระทำต่อผู้ที่เห็นต่าง หลายคนแม้ลี้ภัยแล้วยังคงถูกติดตามและคุกคาม ไปจนถึงรัฐไทยได้ใช้มาตรการสูงสุด นั่นคือ ไม่อนุญาตให้อยู่ ไม่อนุญาตให้ตาย ผ่านคำสั่ง ‘อุ้มหาย’
https://waymagazine.org/lost-and-found-project/
• 8​ ปีที่เงียบงัน เรื่องเล่า​วันสุดท้ายก่อน ‘สมบัด​ สมพอน’ ถูกอุ้มหาย
‘สมบัด สมพอน’ คือนักพัฒนาอาวุโสชาวลาว เจ้าของรางวัลรามอน แมกไซไซ ปี 2548 ผู้ก่อตั้ง ‘ปาแดก – Participatory Development Training Centre’ องค์กรด้านการเรียนรู้นวัตกรรมการเกษตรและการพัฒนาการศึกษาของเด็กและเยาวชนในประเทศลาว
ในช่วงโพล้เพล้ของวันที่ 15 ธันวาคม 2555 สมบัด สมพอน ถูกอุ้มหาย จวบปัจจุบันการหายตัวไปของเขายังคงเป็นปริศนา คดีความของเขาไม่เคยคืบหน้า ข่าวคราวที่ประชาชนลาว ครอบครัว มิตรสหาย องค์กรสิทธิมนุษยชน และประชาคมโลกร้องถามต่อรัฐบาลลาว …คำตอบไม่เคยปรากฏ
https://waymagazine.org/premrudee-daoroung-and-sombath.../
• ตามหาวันเฉลิม คนที่ ดอน ปรมัตถ์วินัย ไม่รู้จัก การอุ้มหายที่รัฐไทยไม่เคยให้ความหวัง
4 มิถุนายน 2563 ‘วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์’ ถูกอุ้มหายกลางกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา 10 มิถุนายน 2563 สมคิด เชื้อคง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ตั้งกระทู้ถามสดในการประชุมสภาถึงกรณีการอุ้มหายครั้งนี้ ก่อนที่ ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะลุกขึ้นตอบว่า ตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีมา 6 ปี ยังไม่เคยเห็นชื่อหรือรู้เรื่องเกี่ยวกับนายวันเฉลิมเลยแม้แต่ครั้งเดียว
มีคำถามหลักๆ 2 ประการที่ชวนทบทวน ทำไมเมื่อเกิดกรณีอุ้มหายเราจึงไม่เคยพบแสงแห่งความหวังจากรัฐไทย และทำไมการหายไปของใครบางคนจึงถูกทำราวกับว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่มีราคาของชีวิต
https://waymagazine.org/where-is-wanchalerm/
• ทบทวนคดีอุ้มหายในความเงียบงันของรัฐไทย
17 ปีที่แล้ว นับจากวันที่ 12 มีนาคม 2547 ‘ทนายสมชาย นีละไพจิตร’ ได้หายตัวไป และยังคงเป็นบุคคลสาบสูญในสายตาของรัฐมาโดยตลอด
7 ปีที่แล้ว มีพยานพบเห็น ‘บิลลี่’ พอละจี รักจงเจริญ ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 อยู่กับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ก่อนจะไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานยืนยันว่าได้ควบคุมตัวบิลลี่ไว้จริง แต่คำตอบที่ พิณนภา พฤกษาพรรณ ผู้เป็นภรรยาเฝ้าทวงถามและรอคอยการกลับมาของสามี ยังคงเงียบงัน
กว่า 30 ปีที่แล้ว เมื่อ 19 มิถุนายน 2534 ก่อนวันประชุมแรงงานระดับโลกที่ ทนง โพธิ์อ่าน จะต้องเข้าร่วม ทว่ารัฐบาลไทยกลับไม่อนุญาตให้เขาได้เดินทางแม้ สหภาพแรงงานระดับโลกจะออกค่าเดินทางให้พร้อมสรรพ ซึ่งวันนั้นเอง เป็นวันสุดท้ายที่ลูกชายได้เห็นพ่อตัวเป็นๆ
7 ปีที่แล้ว หลังการรัฐประหารยึดอำนาจโดย คสช. เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มีคำสั่ง คสช. เรียกประชาชนมารายงานตัวและกวาดจับประชาชนผู้เห็นต่างจำนวนมาก โดย ‘สุรชัย แซ่ด่าน’ ผู้ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549 และถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยได้รับการตัดสินโทษ 12 ปีครึ่ง ก่อนจะได้รับอิสรภาพอีกครั้งในปี 2556 เจ้าหน้าที่ตำรวจนำอีกคดีที่เขาเคยปราศรัยไว้มาแจ้งจับอีกครั้ง สุรชัยเลือกที่จะหลบหนีออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน กระทั่งถูกอุ้มหายไปในที่สุด
https://waymagazine.org/lost_person/

📌 30 สิงหาคม วันผู้สูญหายสากล ชื่อผู้ขัดแย้งกับรัฐ ที่สูญหาย (บางส่วน เท่าที่ทราบ) โปรดอย่าลืมพวกเขา !


prachatai @prachatai

30 สิงหาคม วันผู้สูญหายสากล 

การบังคับสูญหาย หรือ ‘อุ้มหาย’ ตามรายงานข้างต้น มีนิยามตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance: CED) หมายถึง การจับกุม กักขัง ลักพาตัว หรือการกระทำอื่นที่เป็นการลิดรอนเสรีภาพของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ หรือได้รับการอนุญาต สนับสนุน หรือยอมรับโดยปริยายจากรัฐ มักตามมาด้วยการปฏิเสธว่ามีการลิดรอนเสรีภาพ หรือปกปิดชะตากรรมหรือที่อยู่ของบุคคลผู้สูญหาย 

อาจกล่าวได้ว่า การอุ้มหาย คือ อาชญากรรมโดยรัฐ เพราะประชาชนถูกกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ภายใต้การยินยอมหรือเพิกเฉยของรัฐนั่นเอง 
รายชื่อผู้สูญหายบางส่วนที่ขัดแย้งกับรัฐไทย 

เตียง ศิริขันธ์ 
หะยีสุหลง โต๊ะมีนา 
ทนง โพธิ์อ่าน 
สมชาย นีละไพจิตร 
กมล เหล่าโสภาพันธ์ 
พอละจี รักจงเจริญ 
เด่น คำแหล้ 
อิทธิพล สุขแป้น 
วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ 
สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ 
ชัชชาญ บุปผาวัลย์ 
ไกรเดช ลือเลิศ 
ชูชีพ ชีวะสุทธิ์ 
กฤษณะ ทัพไทย 
สยาม ธีรวุฒิ 
วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ 
อ่านทั้งหมดได้ที่: https://prachatai.com/journal/2020/06/88005…


ทำไมกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเศรษฐา ขณะนี้ จะไม่เหมือน พันธมิตร หรือ กปปส.


Tewarit Bus Maneechai
1d
·

บางคนไปตั้งหรือพยายามชี้ว่ากลุ่มวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเศรษฐา ขณะนี้ จะเหมือน พันธมิตร หรือ กปปส. อันนี้เทียบผิดฝาผิดตัวมาก
ประเด็นแรก ทุกรัฐบาลมีกลุ่มคัดค้าน/ต่อต้านหมด และมันมีความชอบธรรมของการต่อต้านคัดค้านทั้งการได้มาซึ่งอำนาจ การใช้อำนาจ แปลว่าไม่ต้องรอให้ทำอะไร หากเรามองว่ามันไม่ชอบธรรมก็โวย ประท้วงได้ แม้แต่ในพรรคเพื่อไทยเองก็มีกลุ่ม ส.ส.ที่ไม่เห็นด้วยกับ รมต. คนนั้นคนนี้มีความขัดแย้งในช่วงก่อตั้งรัฐบาลอยู่และเชื่อว่าหลังจากนี้ก็ยังมีต่อแน่นอนความขัดแย้งภายในพรรคร่วมนั้น
เพียงแต่การต่อต้าน/คัดค้านจะทำอย่างไรไม่ให้ไปสู่การล้มระบบหรือเปิดช่องให้ทหาร องค์กรนอกระบบเข้ามาแทรกแซง (บางคนก็แซวว่า ก็เพราะมันแทรกแซงในระบบอยู่แล้วทั้ง สว องค์กรอิสระ ซึ่งก็จริง 555+)
ประเด็นที่ 2 คือ ดูภววิสัยหรือบริบทที่เป็นอยู่ของฝ่ายค้านกลุ่มใหญ่ขณะนี้ ต่างจากยุคพันธมิตรและ กปปส. อย่างมาก
1. ตอนนี้พรรคฝ่ายค้านที่เป็นแกนนำอย่าง 'ก้าวไกล' สถานะต่างจาก 'ประชาธิปัตย์' เพราะยุค 48, 49 หรือ 56, 57 เพราะขณะนั้น ปชป. Sunset แพ้เลือกตั้งอย่างชัดเจน ยังมองไม่เห็นโอกาสที่จะกลับมาชนะในระบบเลือกตั้งเลย ดังนั้นจึงเป็นเหตุที่เขาไปสร้างพันธมิตรกับกลุ่มการเมืองนอกระบบ และไม่ใช้ระบบเลือกตั้งเป็นทางออกของความขัดแย้งต่างๆ
ขณะที่ก้าวไกลตรงกันข้าม มันเป็นพรรคที่กำลังขึ้น Sunrise อำนาจความชอบธรรมเดียว หรือเพื่อนหนึ่งเดียวน่าจะเป็นระบบเลือกตั้ง
2. กลุ่มอำนาจนอกระบบ กลไกราชการต่างๆ มองก้าวไกลเป็นสิ่งที่ต้องจัดการมากกว่า จึงยิ่งเรียกว่าเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะมาจับมือเหมือนที่ทำกับประชาธิปัตย์เพื่อล้มรัฐบาล และที่สำคัญความจริงกลุ่มอำนาจเดิมก็จับมือร่วมตั้งรัฐบาลอยู่แล้วขณะนี้อยู่แล้ว ดังนั้นความขัดแย้งน่าจะยังเป็นการต่อรองภายในรัฐบาลเสียมากกว่า
ด้วยภววิสัยหรือบริบทขณะนี้ ฝ่ายค้านหรือต่อต้านมันไม่เหมือนกับ พันธมิตรหรือกปปส. เลย แต่ควรจะกังวลกับกลุ่มอำนาจเดิมที่ไปจับมือร่วมตั้งรัฐบาลขณะนี้เสียมากกว่า

น้ำตาคนเสื้อแดง เสียงเอกชัย จากเรือนจำ "เมื่อทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจกลับไทยเพื่อรับโทษจำคุกในคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยหวังได้รับการอภัยโทษอย่างรวดเร็ว ท่าทีของเพื่อไทยก็เปลี่ยนไป" เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน พรรคการเมืองเปลี่ยน เหลือไว้แต่รอยน้ำตาของคนเสื้อแดง



เสียง “เอกชัย หงส์กังวาน” จากเรือนจำ: น้ำตาคนเสื้อแดง

29/08/2566

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2566 เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมที่กลายเป็น “ผู้ต้องขังเด็ดขาด” อยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หลังถูกศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 1 ปี ในคดีโพสต์เล่าประสบการณ์เพศสัมพันธ์ในเรือนจำชาย ได้ฝากข้อเขียนเกี่ยวกับคนเสื้อแดงมาเผยแพร่
 
น้ำตาคนเสื้อแดง

หลายปีที่ผ่านมา คนเสื้อแดงที่มี นปช. เป็นแกนนำ พยายามต่อสู้กับอำนาจนอกรัฐธรรมนูญจนทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บหรือถูกจำคุกจำนวนมาก หลายคนยังคงอยู่ในเรือนจำจนถึงตอนนี้ พวกเขายังคงไม่ได้รับความยุติธรรม

นปช. ที่เคยยิ่งใหญ่ ปัจจุบันเป็นเพียงซากต้นไม้ที่แห้งตาย แกนนำ นปช. แตกกระจายเกือบหมด บางคนหันไปซบเผด็จการ บางคนเปิดศึกกับทักษิณ ชินวัตร ส่วนคนที่ยังภักดีต่อเพื่อไทยก็แทบไม่มีบทบาททางการเมือง

จากไทยรักไทยสู่เพื่อไทย เคยต่อสู้กับอำนาจเผด็จการจนถูกยุบพรรคหลายครั้ง สส. ถูกตัดสิทธิทางการเมือง นายกรัฐมนตรีถูกสอยจากตำแหน่งหลายคน

หลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2557 เพื่อไทย และ นปช. ก็อ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อให้เกิดพรรคการเมืองใหม่ที่ประกาศจะต่อสู้กับอำนาจทหาร และการลุกขึ้นสู้ของเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่มีแกนนำที่ชัดเจน

เมื่อทักษิณ ชินวัตร ตัดสินใจกลับไทยเพื่อรับโทษจำคุกในคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยหวังได้รับการอภัยโทษอย่างรวดเร็ว ท่าทีของเพื่อไทยก็เปลี่ยนไป

เพื่อไทยร่วมตั้งรัฐบาลกับพลังประชารัฐและรวมไทยสร้างชาติ แม้ 2 ลุงจะไม่รับตำแหน่งใดในคณะรัฐมนตรีแต่ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (หัวหน้ารวมไทยสร้างชาติ) และ พัชรวาท วงษ์สุวรรณ (น้องชายประวิตร วงษ์สุวรรณ) จะได้รับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี แถม เสกสกล อัตถาวงศ์ ยังจะได้เลื่อนเป็น สส. ปาร์ตี้ลิสต์ แบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับลากคนเสื้อแดงมาตบกลางถนน

เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน พรรคการเมืองเปลี่ยน เหลือไว้แต่รอยน้ำตาของคนเสื้อแดง

——————

ปัจจุบัน (30 ส.ค. 2566) เอกชัยถูกคุมขังมาแล้ว 55 วัน ถ้าต้องถูกคุมขังจนครบกำหนดโทษ เขาจะได้รับการปล่อยตัวในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2567


อ่านบทความก่อนหน้านี้ของเอกชัย

เสียง “เอกชัย หงส์กังวาน” จากเรือนจำ: การโหวตแคนดิเดตเพื่อไทยไม่ต่างจากการต่ออายุเผด็จการ
การเมืองไทยในสายตาเอกชัย: ถ้าประยุทธ์ยังรั้งเก้าอี้นายกฯ ต่อไป สิ้นปีนี้อาจมีผู้ต้องขังการเมืองเกือบ 40 คน
เพื่อไทยต้องไม่หักหลังคนเสื้อแดง: สารจาก ‘เอกชัย หงส์กังวาน’ ในฐานะคนเสื้อแดงผู้ถูกจองจำ

"พรรคเพื่อไทยหักหลังประชาชน เศรษฐาเป็นหุ่นเชิด มึงทำได้ยังไงวะ ครม.ตั้งขึ้นมาอย่างไร มีทั้งคนถูกไล่ออกจากราชการ" ก้าวไกลไม่ได้พูด เสรีพิศุทธ์พูด





สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว ·
11h 
·
‘เสรีพิศุทธ์’ ลาออก ส.ส.ยันไม่ได้น้อยใจ แค่ไปพัฒนาพรรค เหน็บ ‘ครม.เศรษฐา’ ตั้งกันมาได้ยังไง มีทั้งคนถูกขับออกจากราชการ-ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง-ไร้ประสบการณ์ เห็นแล้วปวดหัว ซัด ‘เพื่อไทย’ หักหลังปชช. จับมือ ‘ประยุทธ์’ มอง ‘เศรษฐา’ แค่หุ่นเชิด โหวตเสร็จ ไปพบประยุทธ์ คุยกันหนุงหนิง ถาม “มึงทำได้ไงวะ เขาปฏิวัติมึง แล้วมึงก็ไปคุยกับเขาเฉยเลย” ชี้ต้องมีการสมยอม-ตกลงอะไรบางอย่างที่ประยุทธ์ผิดพลาด ย้ำถ้าเป็นเสรีพิศุทธ์ขึ้นมา ประยุทธ์ไม่มีแผ่นดินอยู่ พอเป็นเศรษฐา ประยุทธ์ยิ้มย่อง
วันที่ 30 ส.ค.66 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย แถลงข่าวยืนยันว่า ตนได้ลาออกจาก ส.ส.ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากมีการให้ความเห็นชอบนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนระบุว่า ตนเสียสละมามาก ในการเลือกตั้งครั้งนี้ตนได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมา 1 เสียง ในขณะที่ผู้สมัครของพรรคเสรีรวมไทย มีความสามารถอีกหลายคน กลับไม่ได้รับเลือก แต่คนที่เมาแล้วขับรถชน , คนที่ทะเลาะวิวาท , ตบตีผู้หญิง มีประวัติรับโทษจำคุกมาก่อน กลับได้รับเลือก ทำให้ตนไม่ได้ศรัทธากับการเลือกตั้ง
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า ที่ตนเพิ่งมาลาออก เพราะตนยังมีภารกิจในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ตั้งแต่สมัยพรรคก้าวไกลเป็นแกนนำ เคยโทรศัพท์ติดต่อไปขอเสียง ส.ว. และพรรคประชาธิปัตย์ แม้ ส.ส.ก้าวไกลบางคนจะคิดไม่ได้ แต่เมื่อพรรคก้าวไกลไปไม่ได้ก็ต้องสนับสนุนพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล ตนรู้จักนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มานานแล้วเกือบ 55 ปี เพราะเป็นรุ่นพี่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จะทิ้งได้อย่างไร นอกจากนี้ตนได้ให้คำแนะนำกับแกนนำพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นรุ่นน้องตนทั้งนั้น แต่ตอนนี้ภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว ก็ลาออกมาสร้างพรรคใหม่
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวอีกว่า ตนทำหน้าที่ในสภามา 4 ปีแล้ว ตนไม่เคยไปขอตำแหน่งใคร ไม่เคยยึดติด ตนจึงสละให้คนในพรรคได้ทำงานบ้าง ไม่เหมือนใครบางคนเป็นนายกฯ มา 2 สมัย เป็นประธานสภาฯ มา 2 สมัย มีความยิ่งใหญ่ ถึงขนาดนี้แล้วยังไม่รู้จักพอ ยังมาลงเลือกตั้งอีก ไม่ปล่อยให้ลูกน้องคนรุ่นลูกรุ่นหลานบ้าง จนพรรคแตก ไม่รู้จะเป็นไปทำไม ไม่มีใครเคารพ เพราะไม่รู้จักเสียสละ
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่าตนประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงมานานแล้วตั้งแต่เหตุการณ์วีรบุรุษนาแก พวกที่อยู่ในสภายังไม่เกิด หันกลับไปเทียบกับคนที่จะเป็นรัฐมนตรี แย่งกันเหมือนหมาแย่งชามข้าว
"แย่งกันเหมือนหมาแย่งชามข้าว เวลามีชามข้าวชามเดียว แย่งกันวายป่วงไปหมด ตอนนี้รัฐมนตรีก็แย่งกัน คนโน้นจะเป็นไอ้นี่ คนนี้จะเป็นไอ้นั่น เปลี่ยนไม่เปลี่ยนมา ผมก็สงสัยว่าพวกนี้พอไปนั่งเป็นเจ้ากระทรวง ไม่อายข้าราชการประจำกันบ้างหรอ ข้าราชการประจำอย่างผมเติบโตมาอย่างมีระบบระเบียบ แต่มาเจอเจ้านายแย่งผลประโยชน์กันน่าดู เคารพได้หรอ นักการเมืองไทยมีคนซื่อสัตย์สุจริตบ้างไหม ซื้อเสียงเข้ามา ทุจริตแล้วกลับไปซื้อเสียงกันใหม่ โกงกันทั้งนั้น” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยืนยันว่า ไม่เคยสัญญากับพรรคเพื่อไทยว่าเข้ามาช่วยเพื่อแลกกับตำแหน่งอะไร แตกต่างจากพรรคก้าวไกลที่มีคนเสนอตำแหน่งให้ และไม่ผิดหวังที่ไม่ได้รับตำแหน่งใดๆ เพียงแต่สงสัยที่ตั้งคนที่มีคดีติดตัว ไม่มีความรู้ ไม่มีประสบการณ์ อย่าง พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รุ่นน้องตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เห็นแล้วปวดหัว ดูก็รู้แล้วคนมีตั้งเยอะแต่ตนก็ไม่ได้ทักท้วง
เมื่อถามว่าหน้าตา ครม.ดูไม่เหมาะสมใช่หรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า คุณก็ไปดูเอาสิ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนตายเจ็บเยอะจึงถูกดำเนินคดี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง แต่เนื่องจากเป็น ผบ.ตร. แล้วพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็มาออกคำสั่งยกโทษให้ แต่ตนถามว่า ยกโทษให้ ความผิดยังอยู่หรือไม่ เช่น กรณีนายทักษิณ แม้กำลังขอพระราชทานอภัยโทษ แต่ต้องคำพิพากษาแล้ว ก็เหมือนกรณีนี้ คือให้ออกจากราชการ แต่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กลับบอกว่า ยกเลิกคำสั่งแล้วถือว่าได้รับการยกโทษ
ส่วนกรณีทนายของตนยื่นสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ให้ตรวจสอบคุณสมบัติ พล.ต.อ.พัชรวาท นั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่าเป็นความหวังดีของทนายที่ต้องการให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม เพราะหากปล่อยให้เสนอชื่อในคณะรัฐมนตรี เลขาฯครม.,นายวิษณุ รวมถึงนายเศรษฐา อาจติดคุกได้ เพราะเวลาเสนอรายชื่อขึ้นไป จะมีการแนบเอกสารข้อเท็จจริงขึ้นไปทั้งหมด แต่ถ้าครั้งนี้ตรวจสอบแล้วบอกว่าไม่ผิด ตนจะมาตรวจสอบต่อ และหากส่งศาลรัฐธรรมนุญวินิจฉัยแล้วขาดคุณสมบัติ คนเหล่านี้จะต้องติดคุก
ส่วนกรณีนายพิชิต ชื่นบาน ว่าที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เจ้าตัวอ้างว่าไม่ได้ถูกคำพิพากษาแต่ ถูกจำคุกการจากละเมิดอำนาจศาลนั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ตรวจสอบเพราะอยู่ในขั้นตอนของการยื่นเลขาฯ ครม. พร้อมย้ำว่า การไปตรวจสอบประวัติพล.ต.อ.พัชรวาทจะไม่สร้างความขัดแย้งให้กับพรรคร่วม เพราะตนอยู่กับแค่ 8 พรรคร่วมรัฐบาล (เดิม) ซึ่งไม่ใช่ 11 พรรคร่วม (ขณะนี้) แต่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล ยืนยันว่า ตนเองเป็นฝ่ายรัฐบาล แต่ไม่ได้ร่วมกับพรรคสองลุงและพรรคภูมิใจไทย พร้อมปฏิเสธ ไม่ยอมรับว่าเป็นฝ่ายค้าน
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ยังกล่าวเป็นห่วงพรรคเพื่อไทย เพราะไม่ใช่เพียงแค่ร่วมรัฐบาลกับพรรคสองลุง แต่ยังใช้ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อเสียงสนับสนุนของ สว.
“พอเสร็จ นายเศรษฐาก็ไปพบประยุทธ์ คุยกันหนุงหนิง ผมก็ไม่รู้หรอกเขาคุยอะไร แต่สิ่งที่จะคุยกันก็คือ มึงทำได้ไงวะ เขาปฏิวัติมึง แล้วมึงก็ไปคุยกับเขาเฉยเลย มันต้องมีการสมยอม ข้อตกลงอะไรบางสิ่งบางอย่างที่ประยุทธ์ผิดพลาด ถ้าเป็นเสรีพิศุทธ์ขึ้นมา ประยุทธ์ก็ไม่มีแผ่นดินอยู่ พอเป็นเศรษฐาประยุทธ์ก็ยิ้มย่อง แบบนี้ตกลงกันจริงหรือป่าว ตกลงแบบนี้หักหลังประชาชน”
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ใครหักหลัง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวว่า “พรรคเพื่อไทย นายเศรษฐาจะรู้จักใคร” เมื่อถามย้ำว่านายเศรษฐาเป็นหุ่นเชิดใช่หรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ย้อนถามว่า “เอ้า เขาไม่รู้ตัวหรอ” เมื่อถามว่าใครเป็นคนชักใยเบื้องหลัง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า “ก็เจ้าของพรรคเขาอะสิ”
เมื่อถามว่า ทำให้เราเสียใจที่ช่วยพรรคเพื่อไทยหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ระบุว่า ไม่หรอก ตนรู้จักนายทักษิณมานาน พร้อมย้ำว่าไม่ขอเตือนพรรคเพื่อไทย ปล่อยให้เขาดำเนินการไป
ส่วนการรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของนายสุทิน คลังแสง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ระบุว่า “กลุ้มใจ หลายตำแหน่ง” พร้อมหัวเราะ “ไม่รู้ตั้งกันไปได้อย่างไร”
ส่วนการลาออกของนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นการรักษาคำพูดหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่า ลาออกก็ดี เพราะเป็นคำมั่นสัญญาที่ชัดเจน ไม่ใช่นโยบาย แต่เมื่อมีการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ นพ.ชลน่านสามารถไปเป็นอะไรก็ได้ ไม่เสียหาย
เมื่อถามถึงกรณีนายสิระ เจนจาคะ อดีต สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ จุดประทัดฉลองการลาออกใครบางคนกระทบมาถึงท่านหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ระบุว่า “ไอ้นี่มันปากหมา เดี๋ยวก็โดนอีก นี่ก็โดนอีกคดีแล้ว แต่ทนายยังไม่เขียนฟ้อง แต่ผมยังไม่เห็นเรื่องจุดประทัด อยากจุดก็จุดไป นี่เขายังไม่รู้ตัวอีกหรอ เจ็บอยู่ในอกแค้นอยู่ในใจตลอดทั้งชีวิต” พร้อมฝากไปถามว่า ได้ใช้เงินคืนรัฐสภาครบแล้วหรือยัง

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังย้ำด้วยว่า การเมืองเป็นเรื่องสำคัญ การจะเลือกคนมาเป็นตัวแทนในการทำหน้าที่สส. ประชาชน ก็ต้องเลือกคนดี เป็นผู้แทนไม่ใช่เลือกใครก็ได้ ตราบใดที่ประชาชนตกเป็นเบี้ยล่าง ก็ออกจากวังวนนี้ไม่ได้

คนในฝั่ง #เพื่อไทย หลายคนพูดคล้ายๆกันว่า จะใช้4ปีนี้ สร้างผลงานพิสูจน์ตัวเอง แต่อย่าว่า4ปี เลย นี่มันเพิ่งผ่านไปไม่กี่วัน แต่ทำท่าจะเบี้ยวหลายๆเรื่องซะแล้ว #แก้รัฐธรรมนูญ #ยกเลิกเกณฑ์ทหาร


อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล @AmaratJeab ·11h




วันพุธ, สิงหาคม 30, 2566

ข้อกังขาที่ประชาชนไม่แน่จะได้เห็น จากว่าที่ รมว.กลาโหม ‘บิ๊กสุทิน’ อยู่ที่ “ความโปร่งใสการใช้งบประมาณซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์”

ถึงแม้ ‘e-bag’ จะบอกว่า รัฐบาลเศรษฐา ๑ มีทั้งหมด ๓๖ คนนะ ที่ซ้ำของเดิมจากรัฐบาล ‘i-tube’ มีแค่ ๖ คนเท่านั้น แต่แม่คุณเอ๋ย เพียงคนเดียวก็แย่แล้ว อย่างรัฐมนตรีเกษตรที่แฟนคลับเพื่อไทยคาดหวังมากมาย แต่ดันไปออกเลขเสี่ย แป้ง เสียนี่

มวลชนเกษตรกรรักพรรคเพื่อไทยจัดชุมนุมเรียกร้องกระทรวงเกษตรคืนจาก ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งสังกัดพลังประชารัฐ ถึงแม้เสียงซุบซิบบ่งว่าเครื่องในของเขายังเป็นเพื่อไทย แต่กองหนุนเสี่ยแป้งบอกว่าโฮ้ยนั่นมันมวลชนจัดตั้ง ไม่ใช่ของแท้เหมือนพวกตน

ว่าที่รัฐมนตรีอีกคนที่ ยี้ มาก ย่อมไม่พ้น ชาดา ไทยเศรษฐ์ พรรคภูมิใจไทย นอกจากถูกตั้งข้อแม้เรื่องอดีตเคยถูกจับกุม ตำรวจค้นรถเจอทั้งยาเสพติดและอาวุธสงคราม แล้วยังมีปัญหาแจ้งทรัพย์สินเท็จ รายงานว่ามีทรัพย์สินต้องเสียภาษีเพียง ๖ ล้านบาท

แต่รายได้ในบัญชีมี ๒๐ ล้านบาท จึงเปิดช่องให้ นักร้อง เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เอาไปโวยว่าส่วนต่าง ๑๔ ล้านหายไปไหน ไม่เท่านั้นโดน อมรัตน์ โชคปมิตกุล อดีต ส.ส.ก้าวไกล เหน็บว่า รัฐมนตรีบางคนควรต้องตรวจฉี่เสียก่อนเข้ารับตำแหน่งก็จะดี

มาถึงว่าการกลาโหม ซึ่งลงเอยที่ สุทิน คลังแสง นักเลือกตั้งรุ่นเก๋ากึก อดีตครูที่มีเสียงแวะพอสมควรว่าไหวไหม ถึงจะใจสู้และรับประกันแข็งปั๋งจากแรงดันของเพื่อน ส.ส.ตัวแสบร่วมพรรค อดิสร เพียงเกษ ว่าของเขาดีจริงแล้ว

มีคำถามตั้งแง่กันมาหลายอย่าง ไหนจะเรื่องทหารฆ่าประชาชนเมื่อปี ๕๓ ที่มีการเรียกร้องทำความจริงให้กระจ่างมากว่าสิบปี คราวนี้จะมีรัฐมนตรีพลเรือนคุมพฤติกรรม และสะสางปัญหาเดิมที่คั่งค้าง แล้วจะทำอย่างที่ประชาชนมุ่งหวังไหม

หลายสิ่งหลายอย่างที่ประเทศชาติต้องการจากฝ่ายทหาร ไม่ใช่ให้ไปช่วยชาวบ้านดำนา หรือจัดเปิดตลาดนัดขายผลผลิตเกษตรราคาถูก แต่เป็นความโปร่งใสการใช้งบประมาณซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ รัฐมนตรีใหม่จะเข้าไปจัดการให้หายอึมครึมได้ไหม

อย่างเรื่องเรือดำน้ำที่ทัพเรือจัดซื้อจากจีน ตั้งนานแล้วยังส่งมอบไม่ได้เพราะ ดีลมาได้ครึค่งทางแล้วพบว่าเรือไม่มีเครื่อง ค้างเติ่งมาหลายปีเพราะผู้ผลิตเครื่องยนต์สั่งห้ามเอาของเยอรมันใส่ตามเสป็คจีน ติดตั้งเป็นเรือรบไม่ใช่ใช้สำรวจ

รายการ จอห์น วิญญู สัมภาษณ์ อนาลโย กอสกุล ถึงข้อสนอใหม่ของจีน ให้เรือดำน้ำที่ไทยสั่งซื้อ ติดตั้งเครื่องยนต์ที่จีนทำเองแทนเครื่องเยอรมัน “จีนบอกว่าจะขายให้ไทยในราคามิตรภาพ แต่ไทยต้องซื้ออะหลั่ยจากจีนเองทั้งหมด”

เครื่องที่จะใส่ให้เรือดำน้ำที่ไทยซื้อเป็นรุ่น “ตกค้างมาตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อแม่เรากรี๊ดเดอะบี๊ตเติ้ล เป็นเรือที่จีนลอกแบบมาจากโซเวียต เครื่องยนต์ล็อตนี้เป็นชุดที่เคยเกิดปัญหาจนลูกเรือตายยกลำมาแล้ว” อนาลโย กอสกุล เล่าเบื้องหลัง

“อุบัติเหตุครั้งนั้นเกิดจากเรือรุ่นนี้เวลาแบ็ตหมดต้องลอยลำขึ้นมาช้าร์ตแบ็ต ครั้นชาร์ตเต็มแล้วเครื่องไม่ยอมหยุด และดูดอ็อกซิเจ็นในเรือออกหมด ลูกเรือตายแบบไม่รู้ตัวกันเลย...รุ่นนี้จีนบอกว่าจะขายให้ไทยในราคามิตรภาพ แต่ไทยต้องซื้ออะหลั่ยจากจีนเองทั้งหมด เก่าขนาดจีนเองยังไม่ใช้”

(https://twitter.com/Son0fThorN/status/1696497746008789257 และ https://twitter.com/ThaiEnquirer/status/1696750402711191812) 

ก้อนกรวดในรองเท้า กรณี หมออ๋อง ปดิพัทธ์ สันติภาดา เป็น “รอง ปธ.สภาคนที่ 1” ต่อไป


Fah Borkan
18h
·
ก้อนกรวดในรองเท้า

ผมเห็นด้วยกับ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ที่ไม่ยินดีกับตำแหน่ง “หัวหน้าฝ่ายค้าน”
แต่ยินดีที่จะเห็น หมออ๋อง ปดิพัทธ์ สันติภาดา
เป็น “รอง ปธ.สภาคนที่ 1.”ต่อไป

ไม่ใช่ ไม่เห็นความสำคัญของ “หัวหน้าฝ่ายค้าน”
หรือไม่เห็นด้วยกับ ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่ให้ประกาศตัว
แต่พิธา ต้องการรักษาภาพฝันของประชาชน 14.5 ล้าน
ที่จะยังคงขานชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นายกฯคนที่ 30 ไว้

นี่คือนัยยะทางการเมือง แรก

นัยยะที่สอง ก็คือ
รักษาอำนาจตำแหน่งในสภาไว้ให้มั่น
รักษา ศักยภาพในก้อนกรวดที่แกร่งในรองเท้ามาร
อย่าให้มันเดินสะดวก ให้มันเจ็บปวดทุกย่างก้าวที่เดิน
ยิ่งก้าว ยิ่งปวด ยิ่งไกล ยิ่งเจ็บ ให้รู้รสคนก้าวไกล

และจัดเลี้ยง หมูกระทะ บ่อยๆ
กับประชาชน คนยากไร้ คนสลัม คนจนที่ไม่ได้ลิ้มรสหมู
เคยแต่ลิ้มรสวิญญาณหมู ในชีวิต

อย่าไปฟังเสียงสำราก เสียงเห่าหอน
ของขี้ข้าตระกูลชินวัตร ที่ทะยอยอิ่มชามน้ำข้าวแล้ว
ยิ่งพิธีกรโสเภณีชั้นต่ำ ที่แหกปากเรื่องจริยธรรม
ความสำคัญของตำแหน่ง “หัวหน้าฝ่ายค้าน”
ผู้หญิงบางคน ชอบอ้างสิทธิในโยนีจนเปรอะ
แหกหู แหกตา แหกปาก อยู่ในว๊อยซ์ทีวี
ไปทุกเรื่อง ตามใจปรารถนา

ผมจะเป็น
“หัวหน้าฝ่ายค้านนอกสภา”
ให้เอง

ฟ้า บ่กั้น







ความเปลี่ยนแปลง ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง


Corporate Watch Thailand
19h
·
เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2566 นาย เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 โพสต์ภาพผ่าน X (ทวิตเตอร์) รับช่อดอกไม้แสดงความยินดีจากภาคธุรกิจ นำโดย ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) และกรรมการ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหารธนาคารไทยพาณิชย์, นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์, นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการ และกรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน), นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ และนายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยนายเศรษฐา ระบุว่า “มีโอกาสรับฟังความคิดเห็นจากภาคธุรกิจ มีประโยชน์มากครับกับการพัฒนาประเทศ ขอบคุณท่าน ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย และแขกทุกท่านในวันนี้มากครับ ที่มาร่วมแสดงความยินดี”

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2558 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ่ายภาพร่วมกับมหาเศรษฐี 24 คน เพื่อหารือความร่วมมือตามนโยบายประชารัฐ โดยมีมหาเศรษฐีของประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่งเช่น นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักล์ จำกัด (มหาชน) นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ และกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) นางศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานกรรมการบริษัทเดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด เป็นต้น

นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนไม่เปลี่ยนแปลง 
.....

Thanapol Eawsakul
14h
·
เบื้องหลังของเบื้องหลัง มื้อหรูเจ้าสัว จากหมาแก่ ไทยพาณิชย์ส่งทีมงานมาช่วย รมว.คลังชื่อเศรษฐา ทวีสิน
.......
ในมื้อหรูของเศรษฐาทวีสินที่เจอกับบรรดาเจ้าสัวเมื่อวานนี้มีบุคคลสำคัญจากธนาคารไทยพาณิชย์คือ
วิชิต สุรพงศ์ชัย
ประธานกรรมการบริหารของธนาคาร ไทยพาณิชย์
อาทิตย์ นันทวิทยา
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์
ซึ่งก่อนหน้านั้นอาทิตย์ก็เคยมีชื่อที่จะมาเป็นรัฐมนตรีคลังของเศรษฐาด้วย
หมาแก่บอกว่าในการนั่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีคลังของเศรษฐา ทวีสินนั้นธนาคารไทยพาณิชย์จะจัดเตรียมทีมงานร่วม 100 คนมาช่วย
ส่วนรมช. คลังที่มาจากปลัดกระทรวงการคลัง กฤษฎา จีนะวิจารณะ นั้นไม่ใช่คนของเศรษฐา
ข่าวว่ามีคนส่งมาประกบ ซึ่งก็ต้องเป็นคนจากบ้านจันทร์ส่องหล้านั่นแหละ
https://fb.watch/mJnfhf7HEs/?mibextid=Nif5oz
ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์สำคัญอย่างไรให้ดูผู้ถือหุ้น
https://www.set.or.th/.../stock/quote/SCB/major-shareholders
ปล. หมาแก่บอกอีกด้วยว่าก่อนเลือกตั้งเศรษฐาได้พูดถึงบรรดาธนาคารพาณิชย์ไว้ว่าส่วนต่างของดอกเบี้ยมากเกินไป และกำไรของธนาคารพาณิชย์ก็อู้ฟู่เกินไปเช่นกัน
ไม่รู้ว่ารัฐบาลเศรษฐา 1 จะเข้ามาจัดการปัญหาเรื่องนี้หรือไม่



ข้อกังวลของประชาชนคนหนึ่ง ต่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่ได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จอย่างมากจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ดูตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเรื่องนี้ ก็คือ คุณDonald Trump


Banyong Pongpanich
12h
·
ข้อกังวลของประชาชนคนหนึ่งครับ…
ในที่สุดเราก็ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่กันแล้วนะครับ ซึ่งท่านก็เป็นนักธุรกิจที่ได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จอย่างมากจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างที่ทราบกันอยู่
อันว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้น ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น ถือเป็น Non -tradable ซึ่งก็คือการผลิตสินค้าและบริการที่ซื้อขายกันในประเทศเท่านั้น ถ้าเหลือก็ส่งออกไม่ได้ ถ้าขาดก็นำเข้าไม่ได้ (เช่นเดียวกับพวกสาธารณูปโภค เช่นโทรคมนาคม ผลิตไฟฟ้า ค้าปลีก โรงแรมโรงพยาบาล บริการการเงิน ฯลฯ) ซึ่งถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าทุนใหญ่กับมหาเศรษฐีไทยเกือบทั้งหมด มาจาก non-tradables ทั้งนั้น เรียกว่ารวยมาจาก ค้ากับรัฐ กับ ค้ากับไทย มีน้อยรายมากที่ประสบผลสำเร็จจากการ”ค้ากับโลก”เหมือนพวกมหาเศรษฐีในประเทศพัฒนาแล้ว (ท่านอดีตนายกในโรงพยาบาลแอร์เสียก็เช่นกัน…รวมทั้งตัวผมเองด้วย)
ทั้งนี้ทั้งนั้น คนที่ทำธุรกิจ non-tradablesนั้น มักจะมีทัศนคติที่ 1.protectionism ไม่อยากเปิดเสรีให้ต่างชาติเก่งๆเข้ามาแข่งขัน…2.พยายามแสวงหา monopoly และoligopoly เพราะเป็นไปได้ ไม่เหมือน tradables ที่ไม่มีทางครอบงำตลาดโลกได้…3.อยากขังทรัพยากรไว้ในประเทศเท่านั้น โดยเฉพาะ ด้านdemand เพื่อส่งเสริมธุรกิจตน(เช่นคนทำธุรกิจอสังหาฯมักอยากให้เปิดเสรีด้านคนซื้อ ให้ต่างชาติซื้ออสังหาได้แต่ห้ามมาทำธุรกิจเต็มตัว)…4.ใช้ทรัพยากรรัฐและกฎระเบียบส่งเสริมnon tradables
โดยสรุป ผู้ที่ทำธุรกิจnon tradables มักจะมีทัศนคติเป็นพวก Inward looking กับ anti-globalization อย่างไม่รู้ตัว
อ้อ ลืมไปเรื่องหนึ่งครับ ถ้าสังเกตการคอร์รัปชั่นประเภทที่นักธุรกิจมักจะซื้อหาความได้เปรียบในการแข่งขัน(buyout competitions)นั้น ก็จะเกิดในภาคnon tradables กับภาค importsทั้งนั้น เพราะเราจ่ายเงินเพื่อซื้อความได้เปรียบในตลาดโลกไม่ได้ จะแข่งขันในตลาดโลกได้
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเรื่องนี้ ก็คือ คุณDonald Trump ที่เป็นประธานาธิบดีที่มีนโยบาย Inward looking และ Anti-globalization อย่างชัดเจน จนทำให้เป็นจุดเริ่มของสงครามการค้า และทำท่าจะลามไปเป็นสงครามเย็นยุคใหม่ในทุกวันนี้ Campaign “Make America great again”นั้น ชัดเจนมากครับมันสื่อถึงการเปรียบเทียบว่า เคยgreat แล้วมาแผ่ว(ทั้งๆที่ความจริงก็ยังเหนือกว่าโดยเฉลี่ย แต่เหนือกว่าน้อยลง) …มีคนตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อก่อน เวลาขึ้นเครื่องบินมีแต่หัวทองเลี้ยวซ้าย หัวดำเลี้ยวขวา ตอนนี้กลับกัน หัวดำเลี้ยวซ้ายไปfirst class business class หัวทองเลี้ยวขวาไปนั่งท้ายเครื่อง มันทำให้ชาวตะวันตกรู้สึกแย่ …ทีนี้จะให้เหนือกว่ามันทำได้สองทาง คือปรับปรุงตัว เพิ่มproductivity กับหาทางเตะคู่แข่งให้เตี้ยลง ไอ้Trumpมันดันเลือกอย่างหลังเพราะง่ายกว่า เลยจุดชนวนกีดกันการค้ากับจีน จนวุ่นวายมาทุกวันนี้ ซึ่งดันเป็นนโยบายที่คนจำนวนมากชอบเสียด้วยโดยเฉพาะพวกชาตินิยม เลยทำให้แม้ทุกวันนี้ คุณ Jo Bidenก็ยังต้องใช้นโยบายต่อเนื่องอยู่เลย ซึ่งนโยบาย ชาตินิยม และประชานิยมนั้น ถ้าเริ่มแล้ว มักจะเลิกยาก
อันว่านโยบายProtectionismเพื่อสงวนอาชีพไว้ให้เฉพาะคนไทยในนามแห่งความรักชาตินั้น ถึงจะฟังดูดี แต่พอไปออกกฎหมายว่าธุรกิจสำคัญอย่างเช่น ธนาคาร โทรคมนาคม สายการบิน การเดินเรือ อสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงการค้าขายประมูลขายของให้รัฐ เหล่านี้ ต้องมีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นคนไทย ก็เลยกลายเป็นการปกป้องทุนใหญ่(ก็ย้อนไปดูสิครับ ธุรกิจที่ว่านั้น ทุนเล็กทำไหวไหม) ปกป้องนายทุน บนต้นทุนของผู้บริโภค บนศักยภาพการแข่งขันของประเทศ แถมกลายเป็นการส่งเสริมคอร์รัปชั่นไปเสียฉิบ
พอเราได้นายกใหม่เป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้ผู้กำหนดนโยบาย(ที่ยังอยู่โรงบาน) เป็นมหาเศรษฐีnon-tradables แถมเหล่านักธุรกิจที่ร่วมรุดไปแสดงความยินดีก็ล้วนมีธุรกิจหลักเป็น non-tradables ผมก็เลยเกิดความกังวล หวังว่านโยบายจะไม่มุ่งเน้นส่งเสริมพวก non tradables มากเกินไป …ซึ่งนอกจากมีความเสี่ยงที่จะทำให้ไม่ได้เพิ่มศักยภาพการแข่งขันแล้ว ยังอาจเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อและความเหลื่อมล้ำอีกด้วย

…ทั้งหมดนี่เป็นข้อกังวลนะครับ ไม่ได้เป็นการกล่าวหา ผมเพียงแต่ยกขึ้นมาแต่เนิ่นๆ เพื่อให้สังคม โดยเฉพาะภาควิชาการคอยจับตาดู เพื่อไม่ให้เกิดมาตรการที่อาจบิดเบี้ยวไปได้ เป็นการกันไว้ดีกว่าแก้ หวังว่าจะไม่ถูกหาว่าเป็นการ”ติเรือทั้งโกลน ติโขนที่ยังไม่ได้แสดง ติแกงที่ยังไม่ชิม”นะครับ
.....

ดูรายชื่อ​ ครม.​ นึกถึงโพสนี้


Dr Borisut Hanpanich @DrBorisutH ·10h
ดูรายชื่อ​ ครม.​ แล้วเห็นโพสนี้ #รัฐบาลปรสิต2

น.ต.ศิธา ทิวารี @SitaDivari
Put The Wrong Men 
On The Wrong Jobs 
เอาตำรวจ มาคุมครู 
แล้วเอาครู ไปคุมทหาร 
เอาคะแนน คนเกลียดเผด็จการ 
ไปใสพาน สืบทอดอำนาจให้ลุง 
เอาคนเดิม ที่ตนเคยด่า 
มาอัพเกรดตำแหน่ง ให้ใหญ่ขึ้น 
เอาแก่นกระทรวงดีๆ ยกให้พวกแม่ง 
แล้วเอากระพี้ ให้พรรคพวกตน 
ก่อนเลือกตั้ง พูดอะไรไว้ 
หลังเลือกตั้ง ทำตรงข้ามหมด 
นักการเมือง ไร้ซึ่งสัจจะ 
เลือกตั้งครั้งหน้า จะเดินหาเสียงยังไง


 

เพื่อชีวิตใหม่ของประชาชน ต้องทำลายทุนผูกขาด จริงดิ


ภาพนี้พรรคเพื่อไทยเผยแพร่เมื่อ 8 พฤศจิกายน 2565
Then 
and Now



 


Mathee Sootsukont
17h
·
ขนหัวลุก
นางแบก/ติ่งแดง กรูกันออกมาปกป้องทุนผูกขาด เชิดชู “เขาคือผู้จ้างงานรายใหญ่ บลาๆๆๆๆ”
ทำให้ติ่งลิ่วล้อบุกไปป่วนเฟสคนอื่นวุ่นไปหมด
ศึกษากันบ้าง แรงงานไทยเป็นแรงงานนอกระบบถึง 52% หรือเกินครึ่ง
ที่เหลือกระจายไปเป็นรายย่อยต่างๆ โดยเฉพาะ Micro-enterprises ถึง 3 ล้านกว่าราย
ทุนผูกขาดครอบครองเศรษฐกิจเกินครึ่ง (56%) แต่จ้างงานน้อยมาก แถมลดการจ้างงาน และใช้เทคโนโลยีแทนการจ้างงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ถ้านึกไม่ออก ยกตัวอย่างกลุ่มทุนผูกขาด ได้แก่ สถาบันการเงิน การค้าปลีก ฯลฯ
ผมเชื่อว่า คุณเศรษฐาแกก็มองออก แทนที่จะเชียร์ให้แกแก้ปัญหา ติ่งแดงเสือกเชียร์ทุนผูกขาดปิดล้อมแก
โคตรโง่เลย

นักเศรษฐศาสตร์เตือน เงินดิจิทัล 10,000 บาท อาจสร้างปัญหาให้กับความน่าเชื่อถือของรัฐ และอาจลามไปกระทบกับราคาเงินบาทได้ "การอธิบายว่า เราสามารถออกสิ่งที่เหมือน “เงิน” โดยไม่ต้องสร้างหนี้ ไม่ต้องขาดดุล ไม่เป็นภาระของรัฐ เป็นสิ่งที่ค่อนข้างน่ากลัว ทั้งจากมุมมองวินัยทางการคลัง และความน่าเชื่อถือของนโยบายทางการเงิน"


TODAY Bizview
1d
·
นักเศรษฐศาสตร์เตือน เงินดิจิทัล 10,000 บาท ไทยไม่อยู่ในสถานะ สร้าง ‘เงิน’ จากอากาศได้
.
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นต่อนโยบายเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ซึ่งเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย โดยระบุว่าควรระวังเรื่องการตีราคาของเงินดังกล่าวที่อาจไม่เท่ากัน สร้างปัญหาให้กับความน่าเชื่อถือของรัฐ และอาจลามไปกระทบกับราคาเงินบาท
.
ดร.พิพัฒน์ อธิบายเรื่องราคาของเงิน โดยระบุว่า เงินก็มีราคา และไม่ได้มีแค่ราคาเดียว แต่มีถึง 4 ด้าน คือ
.
1.อัตราดอกเบี้ย คือราคาของเงินในปัจจุบัน เทียบกับมูลค่าของเงินในอนาคต ถ้าเราคิดว่าเงินในปัจจุบันมีค่ามากกว่าเงินในอนาคต เราก็ต้องการผลตอบแทนในรูปของอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น อันนี้ธนาคารกลางมีส่วนสำคัญในการกำหนด แต่ก็คุมได้ไม่หมด เพราะมีอัตราดอกเบี้ยหลายแบบ หลายระยะ และตลาดเป็นคนกำหนดดอกเบี้ยส่วนใหญ่
.
2.อัตราแลกเปลี่ยน คือราคาของเงินสกุลที่ออกโดยธนาคารกลางประเทศหนึ่ง เทียบกับเงินอีกสกุลหนึ่ง ถ้ามีปัจจัยด้าน demand supply ความน่าเชื่อถือ ผลตอบแทนต่างกัน ราคาอัตราแลกเปลี่ยนก็เปลี่ยนไปได้
.
3.เงินเฟ้อ คือ ราคาของเงินเมื่อเทียบกับปริมาณสินค้าและบริการ ที่เงินสามารถซื้อได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยรวมถึงปริมาณเงิน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ demand supply ของสินค้า
.
4.Par หรือราคาของเงินสกุลเดียวกันในรูปแบบต่างกัน เช่น เราอาจจะนับว่า ธนบัตร เหรียญ เงินฝากธนาคารที่ออกโดยแต่ละธนาคาร เงินใน wallet ที่ออกโดย provider แต่ละคนว่าเป็นเงินบาทเหมือนกัน แต่ถ้าสภาพ เงื่อนไข ข้อจำกัด และความน่าเชื่อถือต่างไป เงินที่เรียกว่าเงินบาทเหมือนกัน อาจจะมีราคาไม่เหมือนกันก็ได้
.
และราคาทั้งสี่ของเงินนี่แหละครับ (โดยเฉพาะราคาที่สี่ของเงิน) เป็นสาเหตุสำคัญที่แต่ละประเทศมีธนาคารกลางเป็น “monopoly” ในการออกเงิน หรือเป็น regulator ของคนที่ออกเงินได้ เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ ไม่งั้นคนคงมานั่งถามว่า เงินที่ได้รับมาเป็นเงินของใคร และมีราคาต่างกันหรือไม่
.
และหนึ่งในปัจจัยประเด็นสำคัญที่กำหนดราคาของเงิน คือความน่าเชื่อถือของคนที่ออกเงินและสินทรัพย์ที่หนุนหลัง “เงิน” นั้น
.
นึกภาพว่า ขนาดธนบัตรขาดคนยังกล้ารับที่เต็มมูลค่า เพราะเชื่อมั่นว่าแบงก์ชาติจะรับแลกคืนที่ราคาเต็ม
.
ประเด็นที่นโยบาย digital wallet ต้องคิดหนักๆ เลยคือ จะเอา “เงิน” อีกประเภทหนึ่งโยนเข้ามาในระบบ ที่มีเงื่อนไขการใช้ไม่เหมือนเงินบาทอื่นๆ แต่คาดหวังให้ราคาเท่ากับหนึ่งบาทตลอดเวลา โดยไม่มีกลไกในการแลกเปลี่ยน หรือมีภาระของรัฐค้ำประกัน 100% ตลอดเวลาได้อย่างไร (หรือจะใช้กฎหมายบังคับให้มันเท่ากัน ซึ่งทำไม่ได้แน่ๆ)
.
เพราะเงื่อนไขการใช้เงินที่ต่างกัน คนจะตีมูลค่าของเงินไม่เท่ากัน และเมื่อนำมาใช้ ก็จะเกิด “ราคา” ของเงินที่รัฐอาจจะบังคับไม่ได้ และอาจจะ “break the buck” ได้ และเมื่อเกิดขึ้น คนก็จะแห่ทิ้งเงินใหม่กันอย่างรวดเร็ว สร้างปัญหากับความน่าเชื่อถือของรัฐได้
.
เช่น คนอาจจะยอมรับ “เงิน” แต่รับในอัตราที่ไม่เท่ากับ 1 บาท เช่น ขายของ 100 บาท ในราคา 200 เหรียญที่ออกใหม่ หรือมีคนทำธุรกิจตั้งโต๊ะรับแลกเหรียญที่ออกใหม่ ในราคาต่ำกว่า 1 บาท
.
หรือคนรับปฏิเสธการรับเอาดื้อๆ
.
ลองนึกภาพถึง stable coin หลากหลายที่ดูเหมือนว่ารักษามูลค่าได้ แต่พอคนเริ่มถามว่า stable coin นั้นมีหลักทรัพย์ค้ำประกันครบไหม หรือกลไกที่ทำให้ราคา stable coin คงที่น่ะ ทำงานได้จริงไหม…
.
การอธิบายว่า เราสามารถออกสิ่งที่เหมือน “เงิน” โดยไม่ต้องสร้างหนี้ ไม่ต้องขาดดุล ไม่เป็นภาระของรัฐ เป็นสิ่งที่ค่อนข้างน่ากลัว ทั้งจากมุมมองวินัยทางการคลัง และความน่าเชื่อถือของนโยบายทางการเงิน
.
อาจจะน่ากลัวกว่าการยอมรับว่านี่คือการแจกเงิน โดยการขาดดุลและสร้างหนี้เสียอีก
และระวังว่าปัญหาจะลามไปจนกระทบราคาทั้งสี่ของเงินบาทเลยนะครับ…
เพราะเราไม่อยู่ในสถานะที่สร้าง “เงิน” จากอากาศได้ครับ (แม้ว่าอาจจะมีบางประเทศทำได้ก็ตาม)
.
ที่มา: https://www.facebook.com/lpipat/posts/pfbid02wfUCA1FReP2ERRcTTEgPB63GgsZ9XD7rAnR41bC8Dhb7XDN7aM1Y9i5XvU61jER8l
.
#TODAYBizview
#MakeTomorrowTODAY


ข่าวดี ประชาชนชนะ คดีฝุ่น PM2.5 !


Greenpeace Thailand
14h
·
ประชาชนชนะ! ศาลปกครองเคาะรัฐผิดคดีฝุ่น PM2.5
สั่งกระทรวงอุตสาหกรรมจัดทำ PRTR ภายใน 60 วัน
.
มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กรีนพีซ ประเทศไทย มูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม - EnLAW สภาลมหายใจภาคเหนือ สภาลมหายใจเชียงใหม่และประชาชน ในฐานะผู้ร่วมฟ้องคดี เดินทางมายังศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะเพื่อร่วมฟังการพิพากษาคดี #ฟ้องทะลุฝุ่น ที่ฟ้องต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อเร่งรัดการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5
.
ศาลปกครองมีคำพิพากษาให้กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งจัดทำทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Register) หรือเรียกว่า PRTR ภายใน 60 วันนับแต่คดีถึงที่สุด และพิพากษายกฟ้องในประเด็นการออกหรือแก้ไขประกาศกำหนดค่ามาตรฐานสารเจือปน ฝุ่น PM2.5 ในอากาศที่ระบายออกจากโรงงานสู่สิ่งแวดล้อมให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล เนื่องจากเป็นอำนาจของฝ่ายปกครองในการพิจารณาที่ศาลไม่อาจก้าวล่วง
.
สำหรับประเด็นการปรับค่ามาตรฐานฝุ่น PM2.5 ในบรรยากาศทั่วไปให้เป็นไปตามมาตรฐานของ WHO ศาลเห็นว่าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าจริง แต่เนื่องจากได้มีการประกาศปรับค่ามาตรฐานแล้วในระหว่างการพิจารณาของศาลเมื่อ 8 กรกฎาคม 2565 หลังจากภาคประชาชนฟ้องเร่งรัดคดีนี้เพียง 3 เดือน ศาลจึงไม่จำเป็นต้องกำหนดคำบังคับในประเด็นนี้
.
ทั้งนี้คำฟ้องในคดีฝุ่น PM2.5 มีสาระสำคัญ 4 ประเด็น คือ
.
ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแก้ไขประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เรื่อง กำหนดมาตรฐานฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอนในบรรยากาศทั่วไป ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล (WHO-IT3) ตามที่ได้มีการรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว คือ ค่าเฉลี่ยราย 24 ชั่วโมงของฝุ่น PM 2.5 อยู่ที่ 37 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยรายปีอยู่ที่ 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
.
ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศกำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงานสู่สิ่งแวดล้อม ให้มีค่าปริมาณฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ไม่เกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดและเทียบเท่ามาตรฐานสากล
.
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ออกหรือแก้ไขประกาศกำหนดค่าปริมาณของสารเจือปนในอากาศที่ระบายออกจากโรงงานสู่สิ่งแวดล้อม ให้มีค่าปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ไม่เกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดและเทียบเท่ามาตรฐานสากล
.
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมการจัดทำทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Register) และมีการกำหนดให้ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน อยู่ในบัญชีมลพิษและสารเคมีเป้าหมาย
.
คดี #ฟ้องทะลุฝุ่น ไม่ใช่คดีแรกที่ภาคประชาชนฟ้องต่อศาลเรื่องปัญหามลพิษทางอากาศนี้ แต่ใน 2 ปีนี้ ประชาชนฟ้องคดีเรื่องฝุ่น PM2.5 ไปแล้วกว่า 5 คดี บ่งชี้ให้เห็นว่ารัฐยังให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาฝุ่นไม่เพียงพอและไม่สามารถจัดการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้
.
สุรชัย ตรงงาม เลขาธิการ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าว
.
“คำตัดสินของศาลปกครองในวันนี้ ถือเป็นการวางมาตรฐานคดีด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย โดยเฉพาะคดีเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศที่มีผลกระทบต่อประชาชนคนไทยในวงกว้าง ซึ่งเราจะติดตามตรวจสอบให้รัฐมีมาตรการที่ชัดเจนในการลดฝุ่น PM2.5 ในบรรยากาศทั่วไป และจัดทำ PRTR ให้เป็นไปตามคำพิพากษา สำหรับบางประเด็นที่ศาลยกฟ้อง เช่น การกำหนดค่ามาตรฐานจากปลายปล่องโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อลดฝุ่น PM2.5 จากต้นทาง เรามีสิทธิยื่นอุทธรณ์ภายใน 30 วัน เพื่อให้ศาลสูงตัดสินให้เป็นบรรทัดฐาน โดยจะทำการปรึกษากับภาคประชาสังคมในการอุทธรณ์ต่อไป”
.
อ่านเต็มๆ >> https://act.gp/pm2-5-lawsuit-consideration
.
คำพิพากษา >> https://act.gp/3OY6nT6
.
#RightToCleanAir #ThaiPRTR