วันอังคาร, สิงหาคม 31, 2564

อภิปรายไม่ไว้วางใจ “ถึงอย่างไรประยุทธ์ก็ได้อยู่ต่อ...ประเทศไทยจะไม่มีวันเป็นของประชาชนหาก...”

เปิดมาก็เจอประท้วง ประท้วง ประท้วง อภิปรายไม่ไว้วางใจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับอีก ๕ รัฐมนตรี โดยฝ่ายค้าน ถูกไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.เขย่งก้าว พลังประชารัฐ ปักหลักเป็นจรเข้ขวางคลอง ไม่ให้การประชุมเคลื่อนคืบหน้า

ด้วยข้ออ้างว่าคำ #ผู้นำโง่ ที่ฝ่ายค้านใช้เรียกตู่ ผิดข้อบังคับ ๖๙ จนประธานสภาถึงกับระอา ต่อว่าไพบูลย์ทำให้เสียเวลาโดยไม่จำเป็น ส่วนข้างรัฐบาล ประยุทธ์เจอขบวนนักข่าวถามอะไรได้แต่พยักหน้าหงึกๆ รวมทั้งเรื่องส่งไลน์คุยกับพี่ป้อม

สำนักข่าวหลายแห่งเลยตีความว่าประยุทธ์ยอมรับ ว่าได้ไลน์คุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประเด็นมีเสียงซุบซิบในหมู่รัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาล ว่าจะมีการโหวตคว่ำประยุทธ์ ในวันสุดท้ายของการอภิปราย ๔ กันยาที่จะมาถึง

ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย จึงคึกคักเป็นพิเศษ นอกจากหนุนให้มีการอภิปรายนอกสภาคู่ขนานกันไป เนื่องเพราะ พี่โทนี่ กำหนดจะขึ้นอภิปรายออนไลน์เวทีแคร์ พร้อมไปด้วยแน่ๆ แล้ว ยังประกาศตัดไม้ข่มนาม ว่ามีตัวตนคนจะเป็นนายกฯ ไว้แล้วพร้อมพรัก

ซ้ำยังมีออกหนังสือสั่งห้าม ส.ส.ลูกพรรคโดดโหวต ขาดประชุมวันลงมติ หรือโหวตสวนมติพรรค (เป็นงูเห่า) หากใครฝ่าฝืนจะถือเป็นความผิดอย่างร้ายแรง “มีโทษถึงขั้นให้พ้นจากสมาชิก (ภาพ)” ขับออกจากพรรคนั่นเลยเชียว

ก็เลยมีการคิดสมการโหวตวันที่ ๔ กันยาเอาไว้รอท่า ว่า ส.ส.ในสภาสองฝ่ายนับได้ ๔๘๗ คน แบ่งเป็นพรรคฝ่ายรัฐบาล ๒๗๗ เสียง ฝ่ายค้าน ๒๑๐ เสียง รวมเสียงแปรพักตร์ของ เต้มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ด้วยก็จะเป็น ๒๑๑ เสียง

ถ้าได้พรรคปัดเศษ ๑๕ พรรคร่วมตัดหางประยุทธ์อีก ๓๑ เสียง ฝ่ายค้านจะมีเสียงไม่ไว้วางใจประยุทธ์ ๒๔๒ เสียง ขาดไปหนึ่งเสียงจึงจะถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนฯ ทั้งหมด (๒๔๓ เสียง) ความหวังที่จะปลดประยุทธ์จึงอยู่ที่พรรคร่วมฯ ผละจากประยุทธ์

ถ้าพรรคภูมิใจไทย (๖๑ เสียง) หรือประชาธิปัตย์ (๕๑ เสียง) พรรคใดพรรคหนึ่งตัดเยื่อใย ไม่เอาประยุทธ์อีกต่อไปแล้ว เสียงฝ่ายรัฐบาลจะเหลือแค่ ๒๑๖ หรือ ๒๒๖ อย่างใดอย่างหนึ่ง เพจ The Room 44 ตั้งตุ๊กตารัฐบาลผสมไว้น่าทึ่งว่า

หากตู่ไม่อยู่ต่อ พลังประชารัฐอาจไปจับมือกับเพื่อไทย ได้ ๓๓๒ เสียง หรือเพื่อไทยไปได้ดีลกับภูมิใจไทย ๒๗๒ เสียง ก็จะได้รัฐบาลใหม่ค่อนข้างเข้มแข็ง สำคัญที่มีเงื่อนไขตัวนายกฯ ใหม่ จะเป็นคนของเพื่อไทยหรือเพื่อใครไหนอื่น

เหตุนี้ไหมหนอ เพื่อไทยประโคมหนักช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ หวังแรงกระทุ้งจากคาร์ม็อบและคอลเอ๊าท์ พร้อมอ้าแขนรับม็อบรายวันของเยาวชน เป็นพายุเป่าประยุทธ์ออกไปจากสารบบ แล้วหวังเลือกตั้งครั้งหน้าตามสูตรระเบิด แลนด์สไล้ด์ ของ โทนี่

“พรรคเพื่อไทยมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ถ้าเปิดชื่อออกมาจะเป็นชื่อที่ถูกใจ และพอใจของคนทั้งประเทศ เรียกว่าคนนี้ ใช่เลย” ทีมเลขาธิการ-โฆษกพรรคมั่นใจถึงขนาดนั้น อีกทั้งรับประกัน “ไม่มีแตกแบงก์ย่อย ไม่มีท่อน้ำเลี้ยง และไม่มีการไปสนับสนุนใคร” ไหนอื่น

หากแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจประยุทธ์ อนุทิน สุชาติ ศักดิ์สยาม เฉลิมชัย และชัยวุฒิ จะมีแรงกระแทกแค่ไหน ยังเป็นที่กังขาของหลายภาคส่วน รวมทั้งและโดยเฉพาะพวกม็อบเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ในวันที่ ๓ กันยายน

หรือกลุ่ม REDEM ในวันที่ ๔ กันยา ต่างโหมโรงกันไว้แล้วว่าจะเป็น “ม็อบใหญ่ตีคู่กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประยุทธ์ จันทร์โอชา” จำเพาะรีเด็มเน้นว่า “ร่วมยืนหยัดการปฏิรูปเพื่อลดอำนาจสถาบันกษัตริย์” เนื่องเพราะ “ถึงอย่างไรประยุทธ์ก็ได้อยู่ต่อ

เหตุผลไม่ใช่ประชาชนยังไว้ใจประยุทธ์ แต่เพราะสถาบันกษัตริย์ยังคงไว้วางใจหุ่นเชิดที่ชื่อว่า ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ต่างหาก ประเทศไทยจะไม่มีวันเป็นของประชาชนหากกษัตริย์ยังมีอำนาจล้นฟ้าอยู่อย่างนี้” มันเป็นแนวคิดที่พรรคเพื่อไทยไม่เล่นด้วย

หากแต่เป็นหลักการที่กลุ่มเยาวชนปักใจฝังแน่น ว่านี่แหละคือแก่นแข็งใจกลางของปัญหาความล้าหลังในประเทศ ไหนจะก้าวไม่ทันอารยะสากล ซ้ำเรื่องปากท้องและการทำมาหากินของประชาชน กับคุณธรรมความเป็นมนุษย์ในศตวรรษที่ ๒๑

ร้ายที่สุดเป็นสภาพสังคมที่กำลังเสื่อมโทรมและสุดทราม การคอรัปชั่นเอารัดเอาเปรียบผุดเป็นผื่นดั่งงูสวัสดิ์  แล้วยังแอบแฝงชนชั้นและศักดินา มีให้เห็นมากเสียกว่าทศวรรษที่แล้ว ไพร่ฟ้าหน้าใสมีแต่ความเศร้าเคล้าขุ่นเคือง

ความเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันทันการเท่านั้น จึงจะเยียวยาและผสานเนื้อนาแห่งชาติไว้ได้

(https://www.facebook.com/.../a.115688233.../580069866775408/, https://www.khaosod.co.th/update-news/news_6591746 และ https://facebook.com/100001454030105/posts/4415407975184293/?d=n) 

เราไม่ลืม จันทนา วรากรสกุลกิจ หญิงเสื้อแดง เจ้าของประโยคคำพูดที่อัดแน่นไปด้วยความขมขื่น "หากคุณคิดว่าผู้หญิงคนเดียว เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ก็ให้สั่งประหารชีวิตไปเลย" เธอเพิ่งได้รับอิสรภาพวันนี้



Nithiwat Wannasiri
8h ·

ตำนาน"มือเปล่าเข้าแย่งปืน"ในปี53
เธอเพิ่งได้รับอิสรภาพวันนี้
ในเหตุการณ์ช่วงสลายการชุมนุมปี53 ปรากฎภาพผู้ชุมนุมหญิงคนหนึ่งเข้าไปใช้มือเปล่ายื้อแย่งปืนM-16จากทหารที่เข้ามาควบคุมผู้ชุมนุม
หญิงคนดังกล่าวรู้จักกันในนาม"เจ๊ซี" จันทนา วรากรสกุลกิจ หญิงเสื้อแดงที่คุ้นหน้าค่าตากันดีแถวๆหน้าเวทีเล็ก-แดงสยาม
หลังการรัฐประหาร57 คสช.ปราบปรามเสื้อแดงและผู้ที่ต่อต้านรัฐประหารด้วยการยัดคดีร้ายแรง โดยเล่นงานเธอและคนรักอย่างหนักด้วยคดีครอบครองอาวุธสงคราม ติดคุกมา7ปีกว่า เพื่อนสนิทมิตรสหายเวทีเล็ก-แดงสยาม แตกกระสานซ่านเซ็น บ้างก็ลี้ภัย บ้างก็ติดคุก บ้างก็เสียชีวิต
วีรกรรมอีกอย่างคือในการสู้คดีที่คสช.ยัดเยียดให้ เธอได้ตะโกนท้าผู้พิพากษาหน้าบัลลังก์ด้วยความคับแค้นใจว่า "หากคุณคิดว่าผู้หญิงคนเดียว เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ก็ให้สั่งประหารชีวิตไปเลย"
ผู้พิพากษาสั่งจำคุก18ปีใส่เธอเป็นคำตอบ...
ข่าวที่เศร้าที่สุดขณะเธอถูกขังแทบไม่มีใครกล้าบอก ก็คือคนรักของเธอที่ถูกยัดคดีเดียวกันซึ่งตอนแรกลี้ภัยไปประเทศเพื่อนบ้านได้ทันแต่ก็ได้ถูกอุ้มฆ่าคว้านท้องถ่วงเสาปูนทิ้งแม่น้ำโขงไปเสียแล้ว โดยไม่มีโอกาสแม้แต่ได้พูดคุยร่ำลาตั้งแต่เธอถูกจับ
...แค่วินาทีเดียวก็ไม่อยากให้พวกตระกูลปรสิตพวกนี้มันมีอำนาจ
ooo
บทความเกียวกับเธอ ที่ไทยอีนิวส์เคยนำมาลง
กันยายน 25, 2561

เราไม่ลืม จันทนา วรากรสกุลกิจ หญิงเสื้อแดง เจ้าของประโยคคำพูดที่อัดแน่นไปด้วยความขมขื่น "หากคุณคิดว่าผู้หญิงคนเดียว เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ก็ให้สั่งประหารชีวิตไปเลย" วันนี้เธออายุ 48 ปี



23 กันยา เป็นวันเกิดของ
#จันทนาวรากรสกุลกิจ
นักโทษ เจ้าของประโยคคำพูดที่อัดแน่นไปด้วยความขมขื่น
"หากคุณคิดว่าผู้หญิงคนเดียว
เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ
ก็ให้สั่งประหารชีวิตไปเลย"

ผู้หญิงที่พูดประโยคนี้ต่อหน้าศาล
เธอชื่อ จันทนา วรากรสกุลกิจ
วันนี้เธออายุ 48 ปี
ขอบคุณ Cr. Manus Klaeovigkit ที่ส่งข่าวมาฝาก...
* *
#อย่าลืมกันอย่าทอดทิ้งกัน
* *
21 พ.ค. 2557 จนท.ทหาร
ตำรวจจู่โจมจับกุมจันทนาที่
ห้องเช่า อ.กระทุ่มแบน

18 กันยายน 2558
ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจันทนา
คดีครอบครองอาวุธสงคราม 27 ปี
9 เดือน ปรับ 6,000 บาท
จำเลยให้การสารภาพจึงลดโทษ
1 ใน 3 เหลือโทษจำคุก 17 ปี
18 เดือน ปรับ 4,000 บาท

หลังจากการอ่านคำพิพากษา นางจันทนา
จำเลยซึ่งถูกคุมขังอยู่นาน 1 ปี 3 เดือนเศษ
ได้ยกมือขึ้นโต้แย้งคำตัดสินว่า คำพิพากษา
ของศาลไม่ได้พิจารณาจากข้อเท็จจริงใน
การจับกุม

เธอกล่าวว่าของกลางไม่ได้ถูกยึดใน
ที่พักของเธอ ไม่มีการพิสูจน์ลายนิ้ว
มือของเธอที่ของกลาง และสถานที่
ที่ จนท.ทำการตรวจยึดหลักฐานได้ เป็น
ห้องพักของนายสุวิทย์ เจนไธสง ซึ่งพัก
อยู่ห้องติดกับเธอ

นายสุวิทย์ ได้ถูกจนท.คุมตัวแยกออกไป
โดยสุดท้ายแล้วกลับไม่มีชื่อปรากฏใน
คำฟ้องแต่อย่างใด ขอถามว่านายสุวิทย์
ที่ถูกจับกุมพร้อมเธอและเป็นผู้พักอาศัย
อยู่ในห้องดังกล่าว หายไปไหน?

ศาล : เป็นหน้าที่ของจำเลยจะต้องนำ
นายสุวิทย์มาแสดงตัวต่อศาล

จันทนาถามกลับว่า จะให้เธอไปนำ
นายสุวิทย์มาแสดงตัวต่อศาลได้อย่างไร
ในเมื่อเธอถูกกักขังอยู่ระหว่างพิจารณาคดี
โดยไม่ได้รับการประกันตัว เธอถามย้ำ
หลายครั้งว่า ศาลเชื่อในสิ่งที่เธอพูดหรือไม่

ศาล : การอนุญาตให้จำเลยพูด
เป็นการเปิดโอกาสให้จำเลยแสดง
ความรู้สึก หากไม่พอใจก็ให้ยื่นอุทรณ์
คดีนี้ศาลให้ความปราณีแล้ว ความจริง
ศาลสามารถตัดสินสั่งจำคุกตลอดชีวิต
และคดีอย่างนี้ใครจะให้ประกันตัว

จากนั้นศาลสั่งให้จันทนานั่งลง
มิเช่นนั้นจะใช้อำนาจสั่งจำคุกเพิ่ม
อีก 6 เดือน ฐานหมิ่นศาล

จึงเป็นที่มาของประโยค
"หากคุณคิดว่าผู้หญิงคนเดียว
เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ
ก็ให้ประหารชีวิตไปเลย"

ระหว่างนั้นญาติๆของจันทนา
ที่มานั่งฟังการพิจารณาคดีได้
ร้องไห้เสียงดัง ลุกขึ้นมากอด
ขอร้องจันทนาให้หยุดพูดและนั่งลง

จันทนาจับมือลูกชาย บอกกับลูกว่า
"นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมแม่ถึงต้อง
เป็นเสื้อแดง"

*จะขอนำเรื่องของผู้ต้องขัง_ตัวเล็กๆ
ที่ไม่มีชื่อเสียง ไม่เป็นที่รู้จัก มาเล่าให้ฟัง
บ่อยๆนะคะ

*มีน้องๆ 3-4 คนได้ให้การช่วยเหลือจันทนา
ในด้านความเป็นอยู่ในเรือนจำ จ.ตราด

**#อย่าลืมกันอย่าทอดทิ้งกัน**

ที่มา FB
ไผท ภูธา

กันยาเดือดแน่ !!


Thanapol Eawsakul
4h ·

เปิดเดือนกันยายน 2564 มาก็เดือดแล้วครับ
คู่ขยานกับการอภิปรายในสภา 31 สิงหา ถึง 4 กันยายน
2 กันยา ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แนวร่วมเครือข่ายไล่ประยุทธ์ (อ.ต.ห.)
'ณัฐวุฒิ' นัดใหญ่ 2 ก.ย. พร้อมกันแยกอโศก 4 โมงเย็น วัดใจศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ หาก ส.ส.ยอมแบกต่อ ต้องเจอนายกฯ คนนี้ไปอีกอย่างน้อย 5 ปี
https://www.facebook.com/.../a.116265180.../352618093254087/
3 กันยา แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม - United Front of Thammasat and Demonstration
3 กันยานี้ เตรียมตัวให้พร้อม
ม็อบใหญ่ตีคู่กับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ “ประยุทธ์ จันโอชา”
https://www.facebook.com/.../a.108256360.../363639128777547/
ปิดท้ายด้วย REDEM 4 กันยา
อภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะถึงนี้ ถึงอย่างไรประยุทธ์ก็ได้อยู่ต่อ เหตุผลไม่ใช่ประชาชนยังไว้ใจประยุทธ์ แต่เพราะสถาบันกษัตริย์ยังคงไว้วางใจหุ่นเชิดที่ชื่อว่า ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ต่างหาก
ประเทศไทยจะไม่มีวันเป็นของประชาชนหากกษัตริย์ยังมีอำนาจล้นฟ้าอยู่อย่างนี้
4 กันยานี้ ร่วมยืนหยัดการปฏิรูปเพื่อลดอำนาจสถาบันกษัตริย์ พร้อมกันต่อหน้ารูปปั้นอดีตกษัตริย์ สวนลุมพินี
https://www.facebook.com/.../a.115688233.../580069866775408/







พรรคเพื่อไทย ถ่ายเลือดใหญ่ “ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามโหวตรับ ห้ามงดออกเสียง!” ให้ลงมติ #อภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมติพรรค หากฝ่าฝืนมีโทษขับพ้นสมาชิก ไล่ออกจาก ไม่มีข้อแม้





พรรคเพื่อไทย
12h ·

มติพรรคเพื่อไทย คือการ #ลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ‘ทุกคน’ ที่ถูกอภิปราย
“ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามโหวตรับ ห้ามงดออกเสียง”
.
ในวาระอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะถึงนี้ เพื่อให้การตรวจสอบฝ่ายบริหารด้วยการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามญัตติที่พรรคได้เสนอไป จึงมีมติของพรรค รับรองจดหมายโดย สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ถึง ส.ส. พรรคเพื่อไทย ว่าในวันลงดาบ ขอให้ ส.ส. พรรคเพื่อไทย ‘ลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทุกคนที่ถูกอภิปราย’
.
หากท่านใดฝ่าฝืน ไม่มาประชุมเพื่อลงมติ หรือลงมติที่ผิดไปจากนโยบายของพรรค พรรคถือว่าสมาชิกผู้นั้นกระทำการอันเป็นการผิดวินัยและจริยธรรมของการเป็นสมาชิกพรรคอย่างร้ายแรง ซึ่งมีโทษถึงขั้นให้พ้นจากสมาชิก โดยพรรคจะดำเนินการตามข้อบังคับพรรคอย่างเด็ดขาดต่อไป
---
พรรคเพื่อไทย ชวนพี่น้องประชาชน
“ลงมติประชาชน รวมพล #ไล่ประยุทธ์” ร่วมลงชื่อโหวตไม่วางใจรัฐบาล
ผ่าน https://vote.ptp.or.th

https://www.facebook.com/pheuthaiparty/photos/a.527931380573138/4651555211544047/

ไม่จริ๊งไม่จริง กรณีตั๋วช้าง ไม่เกี่ยวข้องกับ "พระองค์" เลย - ม.จ. จุลเจิม ยุคล กล่าวไว้

Yesterday at 2:20 AM ·

ดูกันชัด ๆ
ที่บอกว่า กรณีตั๋วช้าง ไม่เกี่ยวข้องกับ "พระองค์" เลยตามที่ ม.จ. จุลเจิม ยุคล ได้กล่าวไว้
..............
ตั๋วช้างทำให้กระเทือนถึง เบื้องพระยุคลบาท ให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตี ทั้งๆที่พระองค์ไม่ทรงรู้เห็นอะไรทั้งนั้น จะต้องมีคนรับผิดชอบ
ม.จ. จุลเจิม ยุคล
..........
จริงหรือไม่
พิสูจน์จากหนังสือ "เรียนประชาชนที่เคารพ: รวมบทอภิปรายไม่ไว้วางใจจากป่ารอยต่อถึงตั๋วช้าง" โดย รังสิมันต์ โรม
หน้า 208 ถึง 213
ใครสนใจสั่งซื้อหนังสือได้ที่เคล็ดไทย
--> https://kledthai.com/9786165820509.html
--> https://shp.ee/ksabhbi
...



นอกจากไม่มีข้าวแดกแล้ว ยังไม่มีที่ซุกหัวนอนด้วยนะครับแหม่ #พระอานนท์ #โจ้ถุงดํา #ผู้กับกําโจ้


วิกฤตศรัทธาตำรวจ! เป็น “ไฟกองใหญ่” ที่เผาพลาญสถาบันตำรวจ โดยมีตำรวจสีเทาและสีดำช่วยเติมเชื้อเพลิงให้ไม่หยุด - สุรชาติ บำรุงสุข



สุรชาติ บำรุงสุข : วิกฤตศรัทธาตำรวจ!

30 สิงหาคม 2564
มติชนออนไลน์

วันนี้คงต้องยอมรับว่า จากปัญหาต่างๆที่กำลังเกิดขึ้น โดยเฉพาะในกรณี “ผู้กำกับโจ้-นครสวรรค์” ทำให้องค์กรตำรวจต้องเผชิญกับวิกฤตศรัทธาอย่างหนักหน่วง… วิกฤตครั้งนี้ใหญ่หลวงและกดดันจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้ตำรวจยืนได้อย่างสง่างามอีกต่อไปในสังคม

ในสถานการณ์เช่นนี้ คงต้องยอมรับว่า “ศรัทธาตำรวจ” เป็นวิกฤตชุดใหญ่ จนไม่แน่ใจว่า ผู้มีอำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติคิดอย่างไรกับอนาคตของสถาบันตนเอง

แต่ทุกครั้งที่เห็นวิกฤตองค์กรตำรวจ ผมมักจะอดเป็นห่วงไม่ได้ เพราะหากย้อนอดีตก่อนรัฐประหาร 2557 ผมมีโอกาส “สวมหัวโขน” เป็น “คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ” (หรือที่เรียกว่า “กตร.”) ผมรับตำแหน่งนี้ด้วยความภูมิใจ เพราะได้มาด้วยการเลือกตั้งของตำรวจ ไม่ใช่มาจากการแต่งตั้งของรัฐบาล อีกทั้งผมเองแทบจะไม่เคยสอนในหลักสูตรของตำรวจก่อน แต่ก็ได้รับเลือกเข้ามา

การมีตำแหน่งเป็น กตร. ทำให้ผมมีโอกาสเรียนรู้เรื่องของตำรวจไทย นอกจากเรื่องของทหารที่เป็นความสนใจที่ผมมีมาอย่างยาวนาน ข้อสรุปในเบื้องต้นคือ ปัญหาของตำรวจแตกต่างจากปัญหาของทหารอย่างมาก และบางทีอาจจะมีความละเอียดอ่อนมากกว่า เพราะตำรวจเป็นองค์กรที่ต้องทำงานกับประชาชนโดยตรง

กตร. เป็นคณะกรรมการที่ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่ในการดูแลกิจการขององค์กรตำรวจ และหน้าที่สำคัญคือ เป็น “บอร์ด” ในการคัดเลือกนายตำรวจในการเข้าดำรงตำแหน่งในระดับต่างๆ ยกเว้นตำแหน่ง ผบ. ตร. ผมอยู่ในตำแหน่งนี้ประมาณ 3 ปีจากช่วงปลายรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนถึงการยึดอำนาจในสมัยรัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และต่อมา กตร. ชุดนี้ถูกยุบด้วยคำสั่งของคณะรัฐประหาร 2557

ผมคิดว่า ในการเป็น กตร. ที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้พวกเราทั้งหมดรู้สึกว่า เรามีพันธะที่ต้องทำให้องค์กรตำรวจเป็นที่ยอมรับของสังคมในด้านต่างๆ และที่สำคัญต้องทำให้องค์กรตำรวจไทยมีมาตรฐานสากล ที่สามารถเทียบเคียงความเป็น “ตำรวจอาชีพ” ได้กับองค์กรตำรวจอื่นๆ

ในช่วงสามปีเศษของการดำรงตำแหน่งนี้ ผมเห็นตำรวจในมุมมองต่างๆ และที่สำคัญคือ ได้เห็นปัญหาขององค์กรตำรวจ และทุกครั้งที่มีการพูดคุยในขณะนั้น ทุกคนยอมรับว่า จะต้อง “ปฏิรูปตำรวจ” เพราะองค์กรเผชิญกับปัญหาและโจทย์ใหม่ในหลายเรื่อง และแรงกดดันที่สำคัญส่วนหนึ่งมาจากการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งหากพิจารณาถึงความเป็นประชาคมที่กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว จะมีผลโดยตรงให้องค์กรตำรวจต้องปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างมาก

แต่สุดท้ายแล้ว เรื่องราวเหล่านี้หยุดลงทันทีอย่างน่าเสียดายด้วยการรัฐประหาร 2557 พร้อมกับบทบาทของ กตร. ที่มาจากการเลือกตั้งก็ยุติตามไปด้วย เพราะในระบอบรัฐประหาร ไม่มีพื้นที่สำหรับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้ง

รัฐประหาร 2557 มีผลอย่างมากกับองค์กรตำรวจอย่างคาดไม่ถึง การควบคุมตำรวจที่เคยถูกออกแบบในรูปแบบของคณะกรรมการ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิมาจากการเลือกตั้ง ส่วนหนึ่งเป็นบุคคลากรในระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องเปลี่ยนไปอยู่ในมือของผู้นำทหารทั้งหมด หรืออาจกล่าวได้ว่า การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ การพิจารณาปัญหาและประเด็นที่เกิดจากข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับตำรวจ ย้ายจากคณะกรรมการที่มาจากการเลือกตั้งไปรวมศูนย์อยู่ในมือของผู้นำทหารบางคนเท่านั้น

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาอย่างเห็นได้ชัด การแต่งตั้งตำรวจในระดับต่างๆ ที่อยู่ในมือของผู้นำรัฐประหาร จนมีเรื่องให้เกิดข้อสงสัยถึงความโปร่งใสอย่างมาก และเกิดข้อสังเกตว่า การเข้าสู่ตำแหน่งที่สำคัญอาจจะต้องมี 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ “เงิน-ตั๋ว-นาย-คอนเน็คชั่น” จนเป็นที่ร่ำลือกันถึง “ความอื้อฉาว” ในวงการตำรวจหลังรัฐประหาร ผมไม่ได้บอกว่า กตร. ที่มาจากการเลือกตั้งสามารถทำให้การโยกย้ายใสสะอาดได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อย กตร. ได้ทำหน้าที่เป็น “ตะแกรงร่อน” ในการคัดตัวบุคคลเพื่อขึ้นดำรงตำแหน่งในระดับที่สำคัญ

ดังจะเห็นได้ว่า ในปีแรกที่พวกเราได้รับตำแหน่งนั้น กลายเป็นประวัติศาสตร์ เพราะการประชุมโยกย้ายตำรวจในระดับสูงใช้เวลาพิจารณาจากบ่ายโมงจนถึงราวตีสี่ของอีกวันหนึ่ง มีการตรวจประวัติและถกรายละเอียดของตำรวจทีละนาย ในปีที่สองพวกเราตัดสินใจ “ยกพวกเดินออก” จากการประชุม ในปีที่สามประชุมเป็นปกติ แต่เราหยิบประวัตินายตำรวจระดับสูงขึ้นบนจอทีละนายไม่ต่างจากปีแรก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และเพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสมที่สุดในสายงาน แล้วต่อมาในปีที่สี่ เราถูกยุบด้วยอำนาจของคณะรัฐประหาร

ถ้าไม่ยุบ กตร. ทหารจะเข้ามาคุมตำรวจไม่ได้ และจะคุมการแต่งตั้งตำรวจไม่ได้ด้วย การยุบ กตร. ที่มาจากการเลือกตั้งคือ การเปิดประตูให้ผู้นำรัฐประหารเข้ามาคุมองค์กรและทิศทางของตำรวจดังเช่นที่เห็นในปัจจุบัน และเราอาจจะลืมความจริงประการสำคัญว่า กตร. ที่ควบคุมการโยกย้ายตำรวจหลังรัฐประหารนั้น เป็นเพียง “ตรายาง” ที่รองรับการใช้อำนาจของผู้นำทหารในกิจการตำรวจ จนต้องยอมรับว่า อำนาจการควบคุมตำรวจตกอยู่ในมือของผู้นำทหารบางคนอย่างสมบูรณ์ น่าเสียดายว่าไม่ค่อยมีใครหยิบเรื่อง “ตั๋วและส่วย” ในการโยกย้ายตำรวจภายใต้อำนาจของผู้นำทหารมาเปิดประเด็นในเวทีสาธารณะอย่างจริงจัง

น่าสนใจว่า ผู้นำทหารหลังรัฐประหารนำเสนอเรื่อง “ปฏิรูปตำรวจ” และมีการตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้หลายชุด แต่ก็ไม่มีผลที่เป็นรูปธรรมใดๆ และก็มักเน้นประเด็นอยู่กับเรื่องของอำนาจสอบสวน จนลืมความจริงที่สำคัญไปว่า การปฏิรูปตำรวจไม่ใช่ตั้งต้นด้วยเรื่องของอำนาจการสอบสวน แต่จะเริ่มได้จริงต่อเมื่อองค์กรตำรวจถูกปลดพันธนาการออกจากการควบคุมนอกระบบ ตามมาด้วยการออกแบบ กตร. ใหม่ ที่ต้องมาจากเลือกตั้ง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจมีความเป็นธรรมมากที่สุด ขณะเดียวกันต้องรื้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตำรวจที่ออกโดยคณะรัฐประหารทิ้ง และจัดทำกฎหมายตำรวจใหม่ทั้งระบบ รวมทั้งต้องคิดถึงปัญหาของการใช้กำลังตำรวจในการควบคุมฝูงชน ที่จะต้องไม่นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน จนตำรวจกลายเป็นเป้าหมายของ “ความเกลียดชัง” ของผู้ประท้วง เพราะผู้มีอำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องตระหนักเสมอว่า ข้อเรียกร้องบนถนนเป็นปัญหาทางการเมือง และเป็นประเด็นที่รัฐบาลต้องแก้ไข การใช้กำลังตำรวจไม่ใช่สิ่งที่จะยุติปัญหาการประท้วงต่อต้านรัฐบาลได้เลย

วันนี้สังคมเรียกร้องและต้องการเห็นการปฏิรูปตำรวจเกิดอย่างจริงจัง ไม่ใช่การปฏิรูปแบบรัฐบาลเพื่อให้ตำรวจอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้นำทหารดังเช่นในปัจจุบัน… วิกฤตศรัทธาเป็นดัง “ไฟกองใหญ่” ที่เผาพลาญสถาบันตำรวจ โดยมีตำรวจสีเทาและสีดำช่วยเติมเชื้อเพลิงให้ไม่หยุด… วันนี้ไฟกำลังไหม้ใหญ่ที่ สตช. มีแต่ศรัทธาประชาชนเท่านั้นที่จะช่วยดับได้!
.....

“ประเทศไทย ไม่เคยมีการบันทึกเรื่องคนหายอย่างเป็นทางการ” รำลึกถึง คนถูกบังคับให้สูญหาย ในวันผู้สูญหายสากล


สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
14h ·

การบังคับบุคคลให้สูญหาย = การละเมิดสิทธิมนุษยชน
วันที่ 30 สิงหาคม ของทุกปี องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้เป็นวันรำลึกถึงบุคคลสูญหายสากล หรือเรียกกันทั่วไปว่า “วันผู้สูญหายสากล” ด้วยเล็งเห็นถึงปัญหาการละเมิดสิทธิของความเป็นมนุษย์และตระหนักถึงสถานการณ์การบังคับบุคคลให้สูญหายหรือการอุ้มหายที่เกิดขึ้นทั่วโลก
.
อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance : CPED) ได้กำหนดนิยาม “การบังคับบุคคลให้สูญหาย” หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “การอุ้มหาย” ว่าหมายถึง การจับกุม คุมขัง ลักพาตัว หรือการลิดรอนเสรีภาพในรูปแบบอื่น โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคล หรือกลุ่มบุคคล ซึ่งกระทำการโดยได้รับการอนุญาต การสนับสนุนหรือการยอมรับโดยปริยายของรัฐ ตามมาด้วยการปฏิเสธที่จะยอมรับว่าได้มีการลิดรอนเสรีภาพหรือด้วยการปกปิดชะตากรรมหรือสถานที่ปรากฏตัวบุคคลที่หายสาบสูญ ซึ่งส่งผลให้บุคคลดังกล่าวตกอยู่ภายนอกการคุ้มครองของกฎหมาย
.
การอุ้มหายถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ตกเป็นเหยื่อ ครอบครัว คนใกล้ชิด รวมทั้งสังคมโดยรวม
รูปแบบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ถูกอุ้มหาย
-ถูกละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกาย
-ถูกละเมิดต่อสิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัย
-ถูกกระทำการทรมานหรือลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายรุนแรง หรือย่ำยีศักดิ์ศรี ทั้งร่างกายและจิตใจ
-ไม่ได้รับสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม
-ไร้ซึ่งสภาพบุคคลตามกฎหมาย
รูปแบบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อครอบครัวหรือคนใกล้ชิด
-ไม่มีมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ อันเกิดจากการสูญหายของบุคคลที่เป็นกำลังหลักในการหารายได้
-ได้รับความกระทบกระเทือนต่อสิทธิในการมีสุขภาพที่ดี เนื่องจากความวิตกกังวล
-ไม่ได้รับการอำนวยความยุติธรรม และเข้าไม่ถึงการชดเชยเยียวยา
ผลกระทบต่อสังคม
-ก่อให้เกิดความรู้สึกหวาดกลัวหรือไม่ปลอดภัยต่อการดำเนินชีวิตในสังคม
-สร้างวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ในกรณีที่ไม่สามารถหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้
.
สำหรับการปกป้องและคุ้มครองเรื่องการป้องกันการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายในประเทศไทยนั้น รัฐบาลได้ลงนามประกาศเจตนารมณ์ที่จะเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา CPED มาตั้งแต่ปี 2555 โดยที่ยังไม่ให้สัตยาบัน เนื่องจากยังไม่อาจอนุวัติการกฎหมายหรือออกกฎหมายลูกภายในประเทศให้สอดคล้องตามอนุสัญญา CPED ได้อนุสัญญาดังกล่าวจึงถือว่ายังไม่มีผลบังคับใช้กับประเทศไทยโดยสมบูรณ์
อย่างไรก็ตามหลายภาคส่วนพยายามที่จะผลักดันร่างกฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ซึ่งมีทั้งหมด 4 ฉบับ ได้แก่ 1) ฉบับกระทรวงยุติธรรม 2) ฉบับคณะกรรมาธิการ
การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร 3) ฉบับพรรคประชาชาติ และ 4) ฉบับพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนี้ ร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากประช่าชนแล้ว และเมื่อวันที่
17 สิงหาคม 2564 คณะรัฐมนตรีมีมติบรรจุเรื่องการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องด่วนในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
ทั้งนี้ หากกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้จะเป็นการเตรียมความพร้อมสำคัญสำหรับประเทศไทยในการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา CPED โดยสมบูรณ์ และย่อมหมายความว่าทุกคนในประเทศไทยจะได้รับการคุ้มครองจากการ
ถูกบังคับให้สูญหาย และผู้กระทำความผิดดังกล่าวต้องมีความผิดตามกฎหมายอาญา ขณะที่รัฐต้องมีหน้าที่อำนวยความยุติธรรม โดยจัดให้ผู้ตกเป็นเหยื่อรวมทั้งสมาชิกในครอบครัวได้รับการชดเชยเยียวยาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมต่อไป
“ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์เช่นใด หรือบุคคลนั้นจะเป็นใคร ย่อมไม่มีเหตุผลสมควรใดที่บุคคลสักคนจะถูกบังคับให้สูญหายไปได้”
#หยุดอุ้มหาย #หยุดบังคับสูญหาย #สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของทุกคน #NHRCT
ที่มา
- อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance : CPED)
- เพชรณพัฒน์ ศรีวุทธิยประภา. อนุสัญญา การคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญและการเข้าเป็นภาคีของประเทศไทย.
- หนังสือที่ นร 0503/ว(ล)26227 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2564 เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ....






อธิบายได้ดีมาก พูดเรื่องหาเงินกับรถหนีภาษี ฟังแล้วถึงบางอ้อ รายการ มีเรื่องLive Ep.5 - เกียรติตำหนวดของไทย l จอมขวัญ

#มีเรื่องLive #ผู้กำกับโจ้
มีเรื่องLive Ep.5 - เกียรติตำหนวดของไทย l จอมขวัญ

Streamed live on Aug 27, 2021

Jomquan

#มีเรื่องLive Ep.5 - เกียรติตำหนวดของไทย
สัปดาห์นี้ มีเรื่องใหญ่เกี่ยวกับวงการตำรวจอีกครั้ง
จอมขวัญชวนอาจารย์ปรเมศวร์ และ พี่เพชร กรุณพล
มาแลกเปลี่ยนมุมมองกัน
ตอนนี้ "มีเรื่อง" อะไรบ้าง
00:00 มีเรื่องLive Ep.5 
00:46 ทักทายแขก อ.ปรเมศวร์ และ พี่เพชร
03:58 ชวนคุยคดี #ผู้กำกับโจ้
43:02 วิธีการเค้นผู้ต้องหาจากที่เคยได้ยินมา
1:01:08 ชวนคุยเรื่องตั๋วช้าง
1:04:39 คนปล่อยคลิปหลักฐาน #ผู้กำกับโจ้ จะเป็นอย่างไรต่อ
1:11:16 ประเด็นกระบวนการจับรถหนีภาษี
1:16:44 ถ้าจะมีคนช่วย #ผู้กำกับโจ้ สำนวนจะออกมาเป็นยังไง
1:24:18 วิธีการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ระหว่างคดีทางการเมืองกับคดีอื่นๆ
1:31:00 ประเด็นที่อยากทิ้งท้าย
1:39:22 ฝากร้านพี่เพชร
1:40:08 วัคซีนที่หลากหลายของเมืองไทย
ติดตาม "มีเรื่อง Live" วันศุกร์ ทุ่มตรง ทาง Jomquan Channel

กลุ่มเสรีประชาธิปไตย นักเรียนไทยในยุโรปและกลุ่มนักเรียนไทยใน 15 ประเทศยุโรป ได้จดหมายถึงสหภาพยุโรปเรียกร้องให้ประณามและบังคับใช้กฎหมายต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย จี้ดำเนินคดี 18 บุคคล มีผู้พิพาษาติดโผด้วย



ประณามรัฐบาลประยุทธ์ นร.ไทยในยุโรปยื่น อียู ดำเนินคดีปมละเมิดสิทธิ์

ที่มา ข่าวสดออนไลน์

กลุ่มนักเรียนไทยในยุโรปและ15ประเทศ ส่งจดหมายเรียกร้อง สหภาพยุโรป ประณามรัฐบาลประยุทธ์ ละเมิดสิทธิมนุษยชน จี้ดำเนินคดี 18 บุคคล

วันที่ 30 ส.ค. 2564 กลุ่มเสรีประชาธิปไตย นักเรียนไทยในยุโรปและกลุ่มนักเรียนไทยใน 15 ประเทศยุโรป ได้จดหมายถึงสหภาพยุโรป เรียกร้องให้ประณามและบังคับใช้กฎหมายต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย เป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน

แถลงการณ์กลุ่มนักเรียนกในยุโรป

การบริหารประเทศที่ล้มเหลวของรัฐบาล โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์สาธารณสุขในปัจจุบันนำไปสู่การนัดชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลโดยมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่ 1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกอย่างไม่มีเงื่อนไข 2.ปรับลดงบประมาณสถาบันและงบประมาณกองทัพเพื่อนำไปใช้จัดการกับวิกฤตโควิด-19 3.จัดหาวัคซีน mRNA ให้ประชาชน

ผู้ชุมนุมจำนวนมากเป็นกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งรวมกลุ่มชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ อุปกรณ์ที่ใช้ชุมนุมส่วนมากเป็นอุปกรณ์การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่น เสื้อ ธง ป้ายผ้า ข้อความบนกระดาษ และอุปกรณ์ป้องกันตัว เช่น หน้ากากกันแก๊สน้ำตา ไม้เทนนิส น้ำปลาร้าและไข่เน่า ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกลับสั่งให้เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุม มีการละเมิดต่อสิทธิความเป็นส่วนตัว เสรีภาพในการเดินทาง เสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎของสหภาพยุโรปที่ 2020/1998 ลงวันที่ 7 ธ.ค. 2020 ว่าด้วยมาตรการตอบโต้ต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง มาตรา 2 1. d) (3) การละเมิดเสรีภาพในการชุมนุมและการรวมกลุ่มอย่างสันติ และ (4) การละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก

กลุ่มเสรีประชาธิปไตย นักเรียนไทยในยุโรป และนักเรียนไทยใน 15 ประเทศ จึงขอให้สหภาพยุโรป ประณามการกระทำของรัฐบาลไทยและดำเนินการทางกฎหมายดังกล่าวแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน


สำหรับกลุ่มที่ร่วมลงชื่อประกอบด้วย กลุ่มเสรีประชาธิปไตย นักเรียนไทยในยุโรป, กังหันไทย ไล่เผด็จการ, คน “ไท” ในฟินแลนด์, คณะราษฎรเบลเยียม, คณะราษฎรฝรั่งเศส, คณะราษฎรฮังการี, เสรีไทยในโคโซโว, กลุ่มเสรีประชาธิปไตยในออสเตรีย, สหภาพประชาธิปไตยไทยในโปแลนด์, เสรีไทยในอิตาลี, เสรีไทยในนอร์เวย์, เสรีไทยในสวีเดน, เสรีไทยในเดนมาร์ก, เยอรมนีขยี้เผด็จการ, คณะราษฎรสก็อตแลนด์ และภาคีนักเรียนไทยในอังกฤษเพื่อประชาธิปไตย

#สิระไม่มีตังค์จ่าย ไปท้าเขา10ล้าน ตัวเองวางล้านเดียว ล้านเดียวมันจะไปพออะไรวะ ให้ผกก.โจ้ ช่วยคุยให้มั๊ย



Noppakow Kongsuwan
11h ·

หรือนี่อาจจะเป็นหนึ่งเหตุผลที่ "สิระ เจนจาคะ" ถึง "กลัว-เกลียด" เช็ค?
.
.
หนึ่งใน 20 คดี ของ "สิระ เจนจาคะ" ที่มีสื่อมวลชน เคยรวบรวมมา พบกว่ามีหลายคดีเกี่ยวกับ "เช็ค-ฉ้อโกง" ซึ่งมีข้อเท็จจริงปรากฎคร่าวๆดังนี้
- คดีอาญาที่ 1447/2537 ข้อหา ออกเช็คโดยไม่มีเงินอยู่ในบัญชี (พ.ร.บ.เช็คฯ) วันที่เกิดเหตุ 15 มี.ค.2537 ผู้ต้องหาหลบหนี ออกหมายจับ ศาลแขวงใต้ ที่ 196/2537 วันที่ 21 ม.ค. และถูกจับกุมเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2538
- ศาลอาญาที่ 2002/2537 ข้อหาออกเช็คโดยไม่มีเงินอยู่ในบัญชี (พ.ร.บ.เช็ค) วันที่เกิดเหตุ 29 มี.ค.2537 แจ้งข้อกล่าวหาวันที่ 21 ม.ค. 2538 และถูกอายัดตัวในคดี 2295/2537, 2110/2537 และ 1447/2537
- คดีอาญาที่ 512/2537 และคดีอาญาที่ 2318/2537 ข้อหาฉ้อโกง และปลอมและใช้เอกสารทางราชการปลอม ผู้เสียหาย บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ เกียรตินาคิน ผู้ต้องหา นายสิระ เจนจาคะ อัยการพิเศษฝ่ายคดีสั่งไม่ฟ้องในข้อหาปลอมและใช้เอกสารทางราชการปลอม และมีความเห็นให้สั่งฟ้องในข้อหา ฉ้อโกง ไปยังอัยการพิเศษฝ่ายคดีแขวง 5 (ปทุมวัน) ต่อมาพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี มีหนังสือขออายัดตัว ผู้ต้องหาคือ นายสิระ เจนจาคะ ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ตามหนังสือ มท.0514.351/12014 ลวันที่ 26 ก.ย. 2538 อ้างถึงหนังสือเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ที่ มพ.0947/1659 ลงวันที่ 15 ส.ค. 2538
- คดีอาญาที่ 2088/2537 ข้อหาออกเช็คโดยไม่มีเงินอยู่ในบัญชี (พ.ร.บ.เช็ค) ผู้กล่าวหาคือ กรมสรรพากร ผู้ต้องหาที่ 1 บริษัท สิระตาธุรกิจ จำกัด โดย นายสิระ เจนจาคะ ผู้ต้องหาที่ 2 นายสิระ เจนจาคะ ได้มีหนังสืออายัดตัวผู้ต้องหาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ที่ มท.4514.351/1831 ลงวันที่ 9 มี.ค. 2538 ให้พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี อายัดตัวผู้ต้องหา คดีดังกล่าวมีความเห็นสั่งฟ้อง โดยอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง (ปทุมวัน) ลงวันที่ 11 เม.ย. 2538

Noppakow Kongsuwan
ขอบคุณ Voice TV
https://voicetv.co.th/read/hp5zCxhRs...
20 คดีของ 'สิระ เจนจาคะ' มีตั้งแต่หมิ่นประมาท-ทำร้ายร่างกาย-ฉ้อโกง

อ่านอีก : https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_6591390

น่าจะคิดได้แล้วนะ



Pipob Udomittipong
Yesterday at 3:47 AM · Chiang Mai, Thailand ·

ในประเทศซึ่งป้ายสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด รถดับเพลิง 4 คัน ตำรวจอีกกี่กองร้อย เคลือบพลาสติกใสด้วยนะ ไม่เปลืองเหรอ #คาร์ม็อบ
— at ศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ Chiang Mai Goverment Office Center.
...
Pipob Udomittipong
Yesterday at 8:23 AM ·

#คาร์ม็อบ #ศาลากลางเชียงใหม่ น่าจะเป็นม็อบใหญ่สุดในรอบปีแถวนี้ ถามน้องคนซ้ายว่าแฮร์รี พอตเตอร์เหรอ” น้องตอบแบบดีใจมาก “ค่ะ” ทำให้คิดถึง อานนท์ นำภา ขึ้นมา

อานนท์เข้าคุกอย่างน้อย 2 ครั้ง หลังแปลงร่างเป็นพ่อมดน้อย เพื่อพูดถึง #คนที่คุณก็รู้ว่าใคร แต่ไม่มีใครที่แม้แต่จะเอ่ยนามเขา "He Who Must Not Be Named" อานนท์กล้าหาญเกินไป ส่วนคนที่สั่งขังเขา ก็ขลาดเขลาเกินไป ไม่ต้องการเถียงด้วยเหตุผล ไม่กล้าสู้ความจริง คุณโต้แย้งสิ่งที่อานนท์พูดสิ บอกมาสิว่าเขาพูดผิดสักคำมั้ย ไม่ใช่เอาแต่ “รับใช้ใบสั่งดั่งกาลี”


...
ภัควดี วีระภาสพงษ์
นี่ก็เด็กน้อย เด็กเยอะมาก นักเรียนมากันเองก็หลายคน



ฝ่ายข่าว 'ช่อง 5' ระส่ำ ! ผวาแผน 'ธุรกิจสื่อ' ภายนอก คืนชีพวิทยุยานเกราะ !? วิทยุของรัฐปลุกปั่นให้ฆ่าคนในชาติ




IZocial
Yesterday at 1:17 AM ·

ฝ่ายข่าว 'ช่อง 5' ระส่ำ !
ผวาแผน 'ธุรกิจสื่อ' ภายนอก
จ้องยึด 'ผังรายการ'
คืนชีพวิทยุยานเกราะ !?
.
มีเสียงกระซิบด้วยความห่วงใย ดังสนั่นออกมาจากภายใน 'ช่อง 5 เอชดี'

เนื่องจากในช่วงนี้กำลังเกิดกระแสกดดันจาก "ธุรกิจสื่อ" กลุ่มหนึ่ง..ที่รุกคืบขอเข้ามา "ร่วมผลิต" รายการข่าวช่วงต่างๆ กับทางฝ่ายข่าวช่อง 5 !

โดยพยายามทำแผนหว่านล้อมนำเสนอว่า จะใช้วิธีการ "ร่วมผลิตรายการ" ระหว่าง "สื่อของตน" กับฝ่ายข่าวช่อง 5

เบื้องต้นพบว่า วางแผนเอาไว้ว่าจะเข้ามา "แทรกตัว" ในช่วงข่าวช่อง 5 ตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์ รวม 4 ช่วง เช้ายันข่าวค่ำ ปาเข้าไปวันละ 8 ชั่วโมง !

นอกจากนั้น ก็อ้างด้วยว่า ถึงแม้ "สื่อของตน" จะเข้ามา แต่ขอให้สบายใจได้เพราะ "กองข่าวช่อง 5" ก็ยังกำหนดทิศทางเหมือนเดิม ??

เพียงแต่ "ผู้ดำเนินรายการ" และ "โปรดิวเซอร์" ที่เข้ามาทำหน้าที่นั้นจะเป็นของพวกตนทั้งหมด

แถมยังโปรยยาหอมเสียด้วยว่า มีความสามารถในการเข้ามา "รับผิดชอบการขายโฆษณา" ให้กับช่อง 5 ได้ตกเดือนละ 13 ล้านบาท หรือ ปีละเกือบ 160 ล้านบาท !?

"ท็อปอัพ" ยิ่งไปกว่านั้นสื่อกลุ่มดังกล่าว ยังเล็งยึดเอาเวลาจากทางสถานีฯ เข้ามาทำสารคดีเชิงข่าวและวาไรตี้เพิ่มเติมอีกอย่างน้อยๆ 2-3 รายการ ส่วนนี้ก็อ้างว่าจะทำรายได้ได้อีก 6 แสนบาทต่อเดือน !?

ประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ "ธุรกิจสื่อ" กลุ่มนี้และเครือข่ายขึ้นชื่อเรื่องปฏิบัติการข่าวสาร "ไอโอ" หนุนอำนาจรัฐจนอาจทำให้สภาพสังคมไทยไปถึงจุดอันตรายร้ายแรง หนำซ้ำบางเคสเชียร์รัฐออกนอกหน้ามากเกินไป กระทั่งรัฐเองได้รับผลกระทบเป็นบูมเมอร์แรงตีกลับ

คนช่อง 5 เองยอมรับว่า ที่ผ่านมา ข่าวสารของตนไม่ได้ถึงขั้นดีเด่น แต่ก็พยายามประคับประคองให้การนำเสนอข่าวออกมาไม่สร้างความแตกแยก หรือแม้จะมีข่าวสารประชาสัมพันธ์ผลงานภาครัฐหรือกองทัพ ก็ยังคอนโทรลให้อยู่ในเส้นทางที่สังคมยอมรับ

จึงหวั่นเกรงจริงๆ ว่า ถ้า "ธุรกิจสื่อ" ดังกล่าวเข้ามายึดกุมสภาพช่อง 5 จริงๆ.. อาจทำให้เกิดกรณี "คืนชีพวิทยุยานเกราะ" ขึ้นมาอีกครั้งหรือไม่ !?

คาดว่าในประเด็นเหล่านี้ ผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้มีอำนาจในช่อง 5 น่าจะพอรับทราบปัญหาอยู่ และหาทางออกที่ถูกต้องให้กับองค์กรได้สำเร็จ
.
#iZocial
.....

วิทยุยานเกราะ 1

บันทึก 6 ตุลา

3.3.3 ชมรมวิทยุเสรี

เป็นกลุ่มสถานีวิทยุของทหาร ได้ร่วมประสานงานกันโดยมีสถานีวิทยุยานเกราะเป็นแกนกลางตั้งแต่ พ.ศ.2518 และมี พ.ท.อุทาร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นายอาคม มกรานนท์ และนายอุทิศ นาคสวัสดิ์ เป็นโฆษกสำคัญ ชมรมวิทยุเสรีนี้มีบทบาทอย่างมากในการเผยแพร่ทัศนะโจมตีขบวนนักศึกษา โดยออกรายการประจำวันชื่อ “เพื่อแผ่นดินไทย” โจมตีและประณามขบวนการนักศึกษาว่าเป็นคอมมิวนิสต์แทบทุกวัน และก็มักจะโจมตีมายังรัฐบาลพลเรือนด้วยว่าอ่อนแอ ไม่มีมาตรการเด็ดขาด ทำให้คอมมิวนิสต์เหิมเกริม หรือหลายครั้งก็วิจารณ์โจมตีการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมนิยมในประเทศเพื่อนบ้าน และปลุกให้คนไทยขึ้นมาต่อต้านแนวโน้มเช่นนั้น นอกจากนั้นก็ยังเป็นแกนกลางในการประสานงานอย่างเปิดเผยในการปราบปรามนักศึกษา และบางครั้งก็มีลักษณะชี้นำการก่อการต่อต้านนักศึกษา ทั้งที่เป็นสื่อมวลชนของรัฐโดยตรง

ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ กรณีกระทิงแดงบุกเผาธรรมศาสตร์ ในวันที่ 20 สิงหาคม 2518 โดยฝ่ายกระทิงแดงและกลุ่มศูนย์กลางนักเรียนอาชีวะอ้างว่า ระหว่างที่มีการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในกรณีจับกุม 9 ผู้นำชาวนาและนักศึกษาเมื่อต้นเดือนสิงหาคมนั้น มีนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ คนหนึ่งซึ่งเป็นฝ่ายอาชีวะถูกนักศึกษาทำร้าย กระทิงแดงจึงต้องยกพวกมาแก้แค้น เป็นที่น่าแปลกใจที่วิทยุยานเกราะได้ออกข่าวเรื่องนี้ล่วงหน้า โดยอธิบายว่า กระทิงแดงต้องเผาธรรมศาสตร์ เพื่อเป็นการตัดไม้ข่มนาม แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาป้องกันรักษาธรรมศาสตร์แต่อย่างใด นอกจากนี้ พ.ท.อุทาร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ซึ่งเป็นโฆษกได้ออกอากาศในเชิงชี้นำ และฝ่ายกระทิงแดงก็ปฏิบัติตาม ดังเช่นการออกข่าวว่า ฝ่ายนักเรียนอาชีวะนั้นควบคุมสถานการณ์ในธรรมศาสตร์ไว้ได้แล้ว และจะส่งหน่วยจู่โจมไปยังศูนย์นักเรียน ที่มหาวิทยาลัยมหิดล จะโจมตีโรงเรียนช่างกลพระรามหก และพรรคสัจจธรรมมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่ต่อมาก็ออกประกาศว่า ได้สืบทราบว่าการจู่โจมดังกล่าวได้ยกเลิกแล้ว ดังนั้น วิทยุยานเกราะจึงมีลักษณะคล้ายศูนย์บัญชาการในการปฏิบัติงานครั้งนี้ ซึ่งทำให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เสียหายอย่างมาก ทรัพย์สินถูกปล้นสะดม และอาคารสถานที่ถูกทำลายหลายแห่ง แต่ทางมหาวิทยาลัย ได้ประกาศให้ฝ่ายนักศึกษาออกจากมหาวิทยาลัยให้หมดเสียก่อนที่กระทิงแดงจะมาถึง จึงเลี่ยงความเสียหายไปได้อย่างมาก นายเสน่ห์ จามริก รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวในเรื่องนี้ว่า ความเสียหายด้านวัตถุไม่เท่าไร แต่ความเสียหายด้านจิตใจนั้นมากมายกว่า

อีกเหตุการณ์หนึ่งก็คือ ก่อนหน้าที่ฝ่ายนักศึกษากำลังจะเคลื่อนไหวต่อต้านอเมริกาในวันที่ 20 มีนาคม 2519 กระทิงแดงได้ประกาศล่วงหน้าในวันที่ 19 มีนาคมว่า ในวันที่ 20 มีนาคม ขอให้นักเรียนอาชีวะทุกคนเตรียมพร้อมกันอยู่ในโรงเรียน คอยฟังคำสั่งจากสถานีวิทยุยานเกราะ หากสถานีวิทยุแห่งนี้สั่งให้ไปรวมกันที่ใด ก็ให้ประธานนักเรียนสั่งนักเรียนไปรวมกันที่นั่น ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่วิทยุยานเกราะจะมีบทบาทสำคัญอีกครั้ง ในการชี้นำฝ่ายกระทิงแดง และกลุ่มฝ่ายขวาอื่นๆ ในการเคลื่อนไหวต่อต้านนักศึกษาในวันที่ 5-6 ตุลาคม 2519 อันนำมาซึ่งกรณี 6 ตุลาฯ

ที่มา บันทึก 6  ตุลา

คุณยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า ?

https://www.facebook.com/pichitmarn/videos/552316489520122

วันจันทร์, สิงหาคม 30, 2564

"มีตำรวจก็คือมีความรุนแรง" คอยดูม็อบ ๒ กันยา สิว่าบรรยากาศสอดรับไปกับเสียงร้อง #CallOut ‘ตั๋วช้าง’ ไหม

“ยุคนี้ ในหนึ่งปีที่ผ่านมา เป็นยุคที่ตำรวจตกต่ำที่สุด” คำของ สนธิ ลิ้มทองกุล พูดในรายการจ้อ (ท้อค) ของตัวเอง คนละเรื่องเดียวกัน กับที่เป็นอยู่ตามตรอกซอยที่อยู่อาศัย ชาวบ้านบอกว่า กูเกลียดมึงพวก คฝ.ไล่ตีฝูงชน คุกคามดะ อาสาพยาบาลก็ไม่เว้น

ไม่รั้งรอให้คดี ผกก.โจ้ หายขุ่นละ ตชด.กับภูธรคนละงาน แม้มันจะโยงใยไปถึง ตั๋วช้าง ได้เหมือนกันในต่างระดับ วานนี้ ๒๙ สิงหา หน่วยควบคุมฝูงชนออกปฏิบัติการหนักมืออีกครั้ง ฟัดกับม็อบประทัด-ดอกไม้ไฟ นานหลายชั่วโมงที่สี่แยกดินแดง

ตามนี้ “18.20 น. บริเวณแยกดินแดง เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าฉีดน้ำผสมสีและสารเคมีใส่กลุ่มผู้ชุมนุม เมื่อสัมผัสจะมีอาการระคายเคือง แสบร้อนบริเวณผิวหนังอย่างรุนแรง #ม็อบ29สิงหา #VoiceOnline” แต่ผลออกมา คมชัดลึก เอาไปพาดหัว

ว่า “ม็อบทะลุฟ้ารุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ” ทำให้ “พวกเราทีมทะลุฟ้า ขอประณามความไม่ประสีประสาในข้อมูลของสำนักข่าวนี้ #ม็อบ29สิงหา” น่าจะเหตุการณ์เดียวกับที่ สำนักข่าวไทย Online@TNAMCOT รายงานว่าเมื่อ “๑๘.๔๐ น.

กลุ่มเด็กวัยรุ่นกว่า 50 คน ไล่รุมกระทืบตำรวจสายสืบสวนภายในซอย บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัดมหาชน ตร.หนีขึ้นลานจอดรถ กลุ่มเด็กวัยรุ่นตามขึ้นไปพร้อมใช้ระเบิดปิงปองโยนใส่เจ้าหน้าที่” รายเดียวกับที่ Sirote Klampaiboon@sirotek ทวี้ต

“ตำรวจนอกเครื่องแบบแอบถ่ายรูปประชาชน โดนจับได้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยอมรับว่าเกิดเหตุกับพวกนอกเครื่องแบบจริง” ตามนิวส์ฟี้ดข่าวสด @KhaosodOnline “ชุลมุน กลุ่มผู้ชุมนุมรุมทำร้ายชายหัวเกรียน ที่มาสังเกตการณ์ชุมนุมและถ่ายรูปม็อบ”

ซึ่งก็มีผู้ชุมนุมบางส่วน “เข้าห้ามปราม และกันออกจากพื้นที่ไปบริเวณลานจอดรถตึกประกันภัยไทยวิวัฒน์ ถนนดินแดง” ต่างจากคลิปเหตุการณ์ในซอยหนึ่งแถบนั้น ที่ คฝ.ฝูงใหญ่ “ไล่กวดผู้ชุมนุมเข้ามาที่ซอยนี้ วิ่งไล่เข้ามาแบบยิงกระสุนยางใส่รัวๆ”

ค​ น​ ป.(จอย) @iiDudes ทวี้ตเล่า “แล้วพอดีผู้หญิงที่ด่า คฝ.ในคลิป เป็นชาวบ้านแถวนั่น จะขี่ มตซ.กลับบ้าน เจอ คฝ. ข้างในไล่ออกมา พอมาข้างนอกก็เจอข้างนอกไล่ให้กลับ นางเลยหัวร้อน” แต่อีกกรณีมวลชนไปม็อบ@massmob2020 บอก

“คฝ. บุกค้นกระเป๋าชุดอุปกรณ์การปฐมพยาบาล คุกคามการปฏิบัติหน้าที่รวมถึงเสรีภาพของบุคลากรอาสาปฐมพยาบาลผิด ‘อนุสัญญาเจนีวา’ เราขอประณามการกระทำนี้ของรัฐบาลรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ” ถึงอย่างไรก็ลงท้าย

“ผู้ถูกจับกุมเหตุ #ม็อบ29สิงหา ทั้งหมด ๓๔ ราย ไม่ดำเนินคดี ๕ ราย ปรับ พรบ.จราจรแล้วปล่อย ๕ ราย ที่เหลือ ๒๔ ราย เป็นเยาวชน ๑๐ ราย (๒ รายอายุ๑๔) นัดไปศาล ยช.ตรวจสอบการจับบ่ายนี้ (๓๐ ส.ค.)” ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน @TLHR2014 ให้รายละเอียด

“ผู้ใหญ่ ๑๔ รายถูกควบคุมที่ สน.นางเลิ้ง ๒ ห้วยขวาง ๒ บช.ปส. ๑๐ วันนี้พนักงานสอบสวนจะฝากขังศาลอาญา ๙ ราย แขวงดุสิต-พระนครเหนือ ๕ ราย” ถูกจับกันระนาวอีกครั้ง หลังจากตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา “ไม่เคยมีเหตุปะทะใดๆ เกิดขึ้น”

เช่นที่ Rangsiman Rome - รังสิมันต์ โรม ระบุ “ตั้งแต่ ๒๒ สิงหาคมเป็นต้นมา ประชาชนก็มีนัดชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลเป็นประจำ...ชุมนุมกันสงบๆ มาได้ ๗ วัน จนกระทั่งวันนี้ #ม็อบ29สิงหา ตำรวจที่คงหายเมาหมัดจากมรสุมข่าว #ผู้กำกับโจ้ ก็กลับมา”

เขาถาม “สรุปมีตำรวจก็คือมีความรุนแรงใช่ไหมครับ” คงต้องตอบว่าใช่หละ รวมทั้งครั้งต่อไปที่กลุ่ม #CarMob-CallOut ของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กับสมบัติ บุญงามอนงค์ นัดเจอกันใหม่วันที่ ๒ กันยา สอดรับคู่ขนานไปกับการอภิปราย #ไล่ประยุทธ์ ในสภา

การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ ๓๑ สิงหาถึง ๔ กันยานี้ ทางวิปฝ่ายค้าน สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ประกาศอ้าแขนรับ ม็อบ นอกสภาเสียด้วย บอก “พรรคเพื่อไทยจะสร้างความเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กับประชาชน

...นอกสภาพี่น้องประชาชนก็จะร่วมอภิปรายไปด้วย” ไทยโพสต์ให้ข่าว หวังว่าคงไม่เต้าว่า “พลังการยกมือในสภาผู้แทนราษฎรของฝ่ายค้านอาจไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ แต่พลังการยกมือของพี่น้องประชาชนด้านนอกสภา จะเป็นพลังสำคัญในการชี้ขาด”

บรรยากาศเช่นนี้ทั้งคล้องจองและสอดรับไปกับเสียงร้อง #CallOut ‘ตั๋วช้าง ของสนธิ ลิ้มฯ ต่อการโยกย้ายนายตำรวจใหญ่ประจำปีนี้หมาดๆ โดยเฉพาะ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ซึ่งเลื่อนจากผู้บัญชาการสอบสวนกลาง ไปเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร.

เขาโยงต่อศักดิ์กับตั๋วช้างกองกำกับการตำรวจภูธรภาค ๖ ไปถึง พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนพล อดีตผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร (สภ.) เมืองนครสวรรค์ ผู้ต้องหาฆ่าจำเลยคดีค้ายาเสพติด จนทำให้กระเทือนซาง จุลเจิม ต้องออกมาปกป้อง

“เบื้อง ยุคลบาท ให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตี ทั้งๆ ที่พระองค์ไม่ทรงรู้เห็นอะไรทั้งนั้น” พร้อมขู่ว่า “จะต้องมีคนรับผิดชอบ” หากแต่หลักฐานจะแจ้งในหนังสือบันทึกการอภิปรายของรังสิมันต์ โรม ปรากฏลายเซ็น ๙๐๔ หรา กำกับลายเซ็นของ สถิตพงษ์ สุขวิมล

(https://kledthai.com/9786165820509.html, https://www.facebook.com/sondhitalk/posts/4508019395917053, https://www.thaipost.net/main/detail/114810 และ https://www.matichon.co.th/politics/news_2912004)

#ม็อบ29สิงหา กลุ่มผู้ชุมนุมรุมทำร้ายชายหัวเกรียน ที่มาสังเกตการณ์ชุมนุมและถ่ายรูปม็อบ จนผู้ชุมนุมบางส่วนต้องเข้ามาห้ามปราม และกันออกจากพื้นที่ไป รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่า มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บจริง - รัฐหรือ??สร้างสถานการณ์ ?? ช่วยกันระวัง !!


#ม็อบ29สิงหา #ดินแดง #ทะลุแก๊ซ ระอุอีก !


Karnt Thassanaphak
3h ·

ตอนแรกเข้าใจว่า กระสุน/กระบอกแก๊ซน้ำตาที่พุ่งเข้ามาใส่ผม ก่อนจะระเบิดเป็นควันนั้น คือลูกที่วิ่งมาตามพื้น (ขวามือของภาพ) เพิ่งเปิดดู Live ที่ถ่ายเอง (ประมาณนาทีที่ 15.34) ถึงได้เห็นชัดๆ ว่าเป็นคนละลูกกัน -- ลูกที่พุ่งเข้าหาผมนั้น มันลอยลงมาจากฟ้า..
ขอบคุณทุกสิ่งที่ทำให้มันกระแทกเข้ากับขาตั้งกล้องอย่างจัง เพราะถ้าผิดองศาไปจากนั้นแค่นิดเดียว ก็จะเป็นหน้าแข้งหรือสักจุดของตัวผม (หรือเลนส์ หรือกล้อง) ที่ต้องรับแรงกระแทกนั้น (ดังปั้กเลยทีเดียวครับ ><")
คฝ. ครับ ถ้านั่นไม่ใช่ความจงใจ,
พวกคุณยิงได้ห่วยมาก
#ห่วยเหมือนคนที่คุณคิดว่าเขาเป็นเจ้านาย
ทั้งที่รับเงินเดือนจากประชาชน