วันจันทร์, เมษายน 27, 2569

เกาหลีเหนือก็มีเหมือนกัน เรื่องของ ‘บังหล่า’ แสดงให้เห็นว่ากฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ทำให้คนในสังคมบ้าคลั่งถึงขั้นจองล้างจองผลาญเพื่อนร่วมชาติ อีกแล้ว

เรื่องของ บังหล่าแสดงให้เห็นว่ากฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ทำให้คนในสังคมบ้าคลั่งถึงขั้นจองล้างจองผลาญเพื่อนร่วมชาติ อีกแล้ว เพียงเพราะเขาหน้าตาคล้ายประมุข และนี่เป็นกรณีห่างไกลกับฐานความผิดของมาตรานั้นลิบลับยิ่งกว่าสุดกู่

ปฏิกิริยาบนหน้าโซเชียล เอ็กซ์ “เมื่อตำรวจเอาผิดอะไรไม่ได้เพราะไม่ได้ทำอะไรผิด (หลังจากสลิ่มคลั่งตัวหนึ่งไปแจ้ง ๑๑๒) ก็ถูกกลุ่มคนรักชาติไปกดดันที่ทำงาน จนถูกบังคับตัดผม ถูกบังคับลบคลิปที่ไม่ได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองใด ๆ เลย”

มีคนไปค้นคว้าศึกษาประเด็น หน้าเหมือน นี่ จากนานาชาติเอามาเทียบเคียงให้เห็นความต่าง ระหว่างประเทศเสรีประชาธิปไตย ๓-๔ ชาติ สหรัฐอเมริกา/สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ กับสองประเทศเผด็จการ จีนกับเกาหลีเหนือ

ไทยอยู่ตรงกลาง ถูกจัดไว้ในฟากประชาธิไตย แต่อยู่ภายใต้กษัตริย์ที่ทรงมีพระราชอำนาจหลายอย่าง นอกเหนือรัฐธรรมนูญ ทั้งการมีข้าราชบริภาร กำลังทหาร และทรัพย์ศฤงคารส่วนพระองค์ ที่ไม่ต้องมีการรับสนองพระบรมราชโองการ

ปรากฏว่า “การมีหน้าตาคล้ายผู้นำ” ในสหรัฐ สหราชฯ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ไม่เป้นความผิดในกฎหมายแต่อย่างใด จัดว่าเป็นประเทศที่มีเสรีภาพสูงและสูงมาก ส่วนในจีนและเกาหลีเหนือ ที่ภาพรวมมีการควบคุมเข้มข้น และควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ

การมีหน้าเหมือนประมุข กลายเป็นความไม่เหมาะสม หรือล้อเลียน ไปเสียฉิบ จนอาจเป็นเหตุให้ถูกลงโทษหนัก หรืออย่างน้อยๆ “ถูกเซ็นเซอร์ และดำเนินคดี” สวนกรณีของไทยนั้นแม้ไม่เคยมีระบุว่าผิดกฎหมาย แต่จะเสี่ยงโดนกดดันจากสังคมและเจ้าหน้าที่

คอมเม้นต์หนึ่งในสื่อสังคมว่า “เหตุการณ์เหล่านี้อาจทำให้วันหนึ่งข้างหน้าเกิดฉันทามติร่วมกันของสังคม ว่าเรามีความจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายบางมาตรา เพื่อคืนความปกติสุขให้สังคมนี้” ซึ่งในความเป็นจริงมีความพยายามเช่นนั้นมาแล้ว ตลอดนับสิบๆ ปีที่ผ่านมา

แต่กลับถูกอำนาจนำของสังคม กล่าวหาเรื่อยมาว่า “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย” บ้าง “ผิดจริธรรมอย่างร้ายแรง” บ้าง ใส่ร้ายหาความ เพื่อกดทับให้หวาดกลัวและหลาบจำ ว่าในประเทศอันเป็นประชาธิปไตยแบบมีข้อจำกัดนี้ เสรีภาพแท้จริงไม่มี เพราะคนเกิดมาไม่เท่ากัน

(https://x.com/bopomnovemb/status/2048275215508205946) 

“นายทอดด์ บลานเช่ รักษาการอัยการสูงสุด กล่าวกับ CNN ว่า ผู้ต้องสงสัยที่บุกฝ่าจุดตรวจรักษาความปลอดภัยในงานเลี้ยงอาหารค่ำของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวเมื่อคืนที่ผ่านมา ดูเหมือนจะตั้งเป้าหมายไปที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลทรัมป์”


เจ้าหน้าที่ควบคุมตัว โคล โทมัส อัลเลน ผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์ยิงที่งานเลี้ยงอาหารค่ำของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ผ่าน Truth Social/Handout ผ่าน REUTERS

เปิดเผยแรงจูงใจที่เป็นไปได้เบื้องหลังการยิงในงานเลี้ยงอาหารค่ำของผู้สื่อข่าว: รายงาน

นายท็อดด์ บลานเช่ รักษาการอัยการสูงสุด เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ถึงแรงจูงใจที่เป็นไปได้ของชายผู้ต้องสงสัยที่ก่อเหตุกราดยิงในงานเลี้ยงอาหารค่ำของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวเมื่อคืนวันเสาร์ ตามรายงานของ CNN

“นายท็อดด์ บลานเช่ รักษาการอัยการสูงสุด กล่าวกับ CNN ว่า ผู้ต้องสงสัยที่บุกฝ่าจุดตรวจรักษาความปลอดภัยในงานเลี้ยงอาหารค่ำของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวเมื่อคืนที่ผ่านมา ดูเหมือนจะตั้งเป้าหมายไปที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลทรัมป์” สำนักข่าวรายงาน

ผู้ต้องสงสัยมือปืนถูกระบุตัวในเวลาต่อมาว่าเป็น โคล อัลเลน ชายวัย 31 ปี ชาวแคลิฟอร์เนีย ซึ่งตามรายงานของตำรวจ เขาพกปืนลูกซอง ปืนพก และมีดหลายเล่ม อัลเลนยิงเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ "คาดว่าจะรอดชีวิต" ตามรายงานของ NBC News ก่อนที่อัลเลนจะถูกจับกุมโดยไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส

เจ้าหน้าที่กล่าวว่าอัลเลนไม่มีประวัติอาชญากรรม ตามรายงานของ NBC News และแบลนช์ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายระบุได้อย่างไรว่าอัลเลนตั้งเป้าหมายไปที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอีกคนหนึ่งยืนยันคำกล่าวอ้างของแบลนช์เกี่ยวกับแรงจูงใจที่เป็นไปได้ของอัลเลนในการยิงครั้งนี้ ในแถลงการณ์ต่อ Fox News


ที่มา Rawstory.com
Potential motive behind correspondents' dinner shooting revealed: report

https://www.rawstory.com/shooting-2676815815/?utm_source=flipboard&utm_content=RawStory/magazine/Top+Stories
April 26, 2026








https://x.com/BillMelugin_/status/2048379409296421241

....

ในการให้สัมภาษณ์กับรายการ State of the Union ของสำนักข่าว CNN และสื่ออื่นๆ นาย Blanche รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย ได้เปิดเผยรายละเอียดดังต่อไปนี้:

แรงจูงใจ: หลักฐานที่รวบรวมได้จากเอกสารแถลงการณ์ (หรือที่เรียกว่า "manifesto") ซึ่งถูกค้นพบภายในห้องพักโรงแรมของผู้ต้องสงสัย ชี้ให้เห็นว่าเขามีเจตนาที่จะมุ่งเป้าโจมตีเจ้าหน้าที่ระดับสูง โดยในเอกสารฉบับดังกล่าว มีรายงานว่าเขาได้เรียกขานตนเองว่าเป็น "นักฆ่าของรัฐบาลกลางผู้เป็นมิตร" (Friendly Federal Assassin)




ประเทศไทยจะไม่หลุดพ้นวังวน ‘คอร์รัปชัน’ ถ้ายังมี ป.ป.ช.แบบนี้


The Momentum

Yesterday
·
ประเทศไทยจะไม่หลุดพ้นวังวน ‘คอร์รัปชัน’
ถ้ายังมี ป.ป.ช.แบบนี้
.
(1)
หลังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณี ‘ยกคำร้อง’ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณี ‘ซุกหุ้น’ ซึ่งขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2567 เสียงสะท้อนต่างวนกลับมาอย่าง ‘อื้ออึง’
.
เพราะ ป.ป.ช.อธิบายเหตุผลอย่างครบถ้วน หนักแน่น ‘เชื่อว่า’ ศักดิ์สยามไม่ได้จงใจซุกหุ้น ไม่ได้ตั้งใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน และกรณีดังกล่าว เป็นคนละเรื่องกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
.
รวมถึงยังอธิบายด้วยว่ากรณี ห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ที่เชื่อกันว่าศักดิ์สยามยังถือหุ้น ได้งานของกระทรวงคมนาคมกว่า 27 สัญญานั้น ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ
.
เสียงสะท้อนกลับมาก็คือไม่มีอะไรที่ ‘ชัด’ มากไปกว่านี้แล้วว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้
.
เรื่องที่น่าพิเคราะห์ก็คือในเวลาเดียวกัน องค์กรนี้ได้ยื่นไปยังศาลฎีกา ชี้มูลว่า 44 สส.ของพรรคก้าวไกล ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง สส.ของพรรคประชาชนอยู่ทั้งสิ้น 10 คนนั้น ‘ผิดจริยธรรม’ ร้ายแรง จากกรณีเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
.
เป็นการผิดจริยธรรมร้ายแรงอย่าง ‘ยกเข่ง’ โดยระบุว่าทั้ง 44 คน ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง มีเจตนากระทำโดยไม่สมควรที่อาจกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ต้องการลดทอนสถานะความสำคัญ การรับรองคุ้มครอง การเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์
.
“เป็นการกระทำอันมีเจตนามุ่งร้ายโดยชัดแจ้งที่จะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยการไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง” คือส่วนหนึ่งของคำร้องจาก ป.ป.ช.
.
เรื่องที่น่าตั้งคำถามก็คือ ‘กฎหมาย’ ที่พวกเขายื่นยังไปไม่ถึงไหน ยังไม่ถึงขั้นตอนบรรจุวาระในสภาผู้แทนราษฎรด้วยซ้ำ แต่ก็กลายเป็นพวกเขาผิดจริยธรรมร้ายแรงไปแล้ว
.
เหตุแห่งการผิดจริยธรรมร้ายแรงจากการเสนอกฎหมาย แปลว่าคนเหล่านี้อาจถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ประหารชีวิตขั้นสูงสุดจากการเสนอกฎหมายที่ยังไม่ได้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาด้วยซ้ำ
.
หากเป็นในอดีต เรื่องพวกนี้จะเป็นเรื่อง ‘ไร้สาระ’ มาก แต่ทั้งหมด กลับมีน้ำหนักมากขึ้น ที่มีน้ำหนักเพราะ ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 10 คน ไปก่อนหน้านี้ ด้วยเรื่องนี้ไปแล้ว
.
เป็นศาลรัฐธรรมนูญ หน่วยงานเดียวกับที่ ป.ป.ช.เห็นแย้ง ในกรณี ‘ศักดิ์สยาม’
.
(2)
ในเวลาเดียวกัน การทำงานของ ป.ป.ช.ภายใต้ระบบการเมืองแบบไทยๆ ยังเต็มไปด้วยความผิดปกติ
.
ผิดปกติก็เพราะว่า องค์กรนี้ทำหน้าที่แนบเนียนไปกับ ‘รัฐพันลึก’ และผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังเสมอ
.
เป็นต้นว่า กรณีนาฬิกาหรูของ ‘ลุงป้อม’ ที่มีหลายสิบเรือนของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ นั้น ป.ป.ช.เชื่อว่าเป็นนาฬิกาที่ลุงป้อมยืมเพื่อนมาจริงๆ และเมื่อเพื่อนเสียชีวิตแล้ว ไม่จำเป็นต้องคืนเพื่อนก็ได้
.
เป็นต้นว่า กรณีสินบนโรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) ซึ่งกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา ปรับบริษัทโรลส์-รอยซ์ไปแล้วกว่า 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 406 ล้านบาท) และมีการซักทอดโยงมาว่ามีการจ่ายสินบนให้กับ ‘นายหน้า’ เพื่อให้ตัวเองได้รับงานพัวพันกับผู้บริหาร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในโครงการจัดซื้อเครื่องเพิ่มแรงดันก๊าซและอุปกรณ์ แต่การไต่สวนของ ป.ป.ช.“ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ หรือสร้างความเสียหายแก่ปตท.”
.
และหากมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง เป็นต้นว่ามีคลิปหลุดกรรมการ ป.ป.ช.รับสินบนเป็น ‘ทองคำแท่ง’ จากอดีตนายตำรวจใหญ่ เรื่องเหล่านี้จะค่อยๆ เงียบลง แม้จะโดนตั้งคำถามจากสังคมมากเท่าไร แต่ที่ตลกก็คือ กรรมการคนนี้ก็ยังทำหน้าที่ตามปกติ ทั้งที่ตัวเองก็โดนกล่าวหาว่ารับสินบน
.
สิ่งเหล่านี้ดำเนินไปพร้อมๆ กับรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งผู้ร่างและผู้สนับสนุนตั้งชื่อว่าเป็น ‘รัฐธรรมนูญปราบโกง’
.
เดินหน้าไปพร้อมกับที่ทั้งระบบราชการรู้กันดีว่า การเรียกเงินทอน 30% เป็นเรตมาตรฐานของหน่วยงานราชการไทย และเดินหน้าไปพร้อมกับที่มีบริษัทข้ามชาติแปลกๆ มารับงานรับเหมาก่อสร้างอาคารราชการของหน่วยงานรัฐพร้อมๆ กันทั่วประเทศ
,
หนึ่งในอาคารที่รับงานดันเป็นอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่เป็นไปได้สูงว่า ลดสเป็กจนไม่สามารถทนกับแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตรได้ กลายเป็นตึกที่อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากที่สุดที่ถล่มจากแรงแผ่นดินไหว และเป็นตึกสูงที่สุดในโลกที่ถล่มด้วยแรงแผ่นดินไหว จนมีผู้เสียชีวิตนับร้อยคน
.
ส่งผลให้ภาพของการคอร์รัปชันในประเทศนี้ชัดเสียยิ่งกว่าชัด
.
(3)
อีกเรื่องที่สะท้อนภาพนี้อย่างตรงไปตรงมาคือ คะแนนดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน หรือ Corruption Perceptions Index หรือ CPI ประจำปี 2568 ที่ประเทศไทยได้เพียง 33 จาก 100 คะแนน หล่นมาอยู่อันดับ 116 ของโลก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ที่ 42 คะแนน
.
เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คะแนนของไทยลดลง 1 คะแนน และอันดับโลกแย่ลงถึง 9 อันดับ แพ้เวียดนาม แพ้อินโดนีเซีย แพ้ลาว ลงมาอยู่อันดับที่ 7 ของอาเซียน มีเพียงเมียนมาและกัมพูชาเท่านั้นที่คะแนนต่ำกว่าไทย
.
เรื่องพวกนี้ย้อนแย้งสิ้นดี เราอยู่ในประเทศที่ประกาศตัวว่ามีรัฐธรรมนูญปราบโกง มีองค์กรอิสระเต็มประเทศ กรรมการองค์กรอิสระกินเงินเดือนกันหลายแสนบาท มีหน่วยงานตรวจสอบเต็มระบบ มีวาทกรรมธรรมาภิบาลอยู่ในทุกแผนยุทธศาสตร์ แต่กลับกลายเป็นประเทศที่ความน่าเชื่อถือด้านการต่อต้านคอร์รัปชันถดถอยลงเรื่อยๆ
.
และหากดูไส้ในของคะแนนจะพบว่า คะแนนที่ลดลงจำนวนมาก เกี่ยวข้องกับมุมมองของนักลงทุนและผู้ประกอบการภาคเอกชน โดยเฉพาะมิติด้านการแข่งขันจาก IMD World Competitiveness Yearbook ที่ลดลงถึง 10 คะแนนจากปีก่อนหน้า แปลอย่างง่ายที่สุดคือ คนที่ต้องทำธุรกิจ คนที่ต้องเจอกับระบบราชการ คนที่ต้องแข่งขันในสนามเศรษฐกิจจริง มองเห็นบางอย่างในระบบไทยชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
.
มองเห็นว่าการแข่งขันไม่ได้ยืนอยู่บนกติกาที่เท่าเทียม มองเห็นว่าการเข้าถึงอำนาจสำคัญกว่าประสิทธิภาพ มองเห็นว่าความใกล้ชิดกับรัฐอาจสำคัญกว่าความสามารถ และสุดท้าย คำว่า ‘โปร่งใส’ ในประเทศไทย อาจเป็นเพียง Motto ที่เขียนไว้ในกฎหมาย ในแผนปฏิรูป และบนป้ายรณรงค์ มากกว่าจะเป็นหลักการที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
.
เรื่องพวกนี้คือ ‘กลโกง’ และการคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกอยู่ในระบบ และ ป.ป.ช.ก็มองไม่เห็น หรือแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเสียเอง
(4)
ทุกเรื่องราวความผิดปกติในประเทศนี้ เมื่อถึงเวลาต้องตรวจสอบผู้มีอำนาจจริงๆ หากอยู่ข้างเดียวกัน หรือลากเส้นต่อจุดไปได้ถึงกลไกที่ใกล้ชิด ‘รัฐพันลึก’ ทุกกลไกตรวจสอบกลับอ่อนแรงลงอย่างน่าประหลาด
.
ความผิดที่คนทั้งประเทศตั้งคำถาม กลับกลายเป็นเรื่องที่อธิบายได้ ข้อสงสัยที่ควรเดินหน้าไต่สวน กลับกลายเป็น ‘ไม่มีมูล’ ‘ไม่มีหลักฐาน’ เรื่องทั้งหมดค่อยๆ เลือนหายไปกับกาลเวลา
.
ในทางตรงกันข้าม เมื่อถึงเวลาต้องจัดการฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ทุกอย่างกลับรวดเร็ว หนักแน่น และเด็ดขาดอย่างน่าอัศจรรย์ นี่คือปัญหาใหญ่ที่สุดของ ป.ป.ช.ในวันนี้ ในวันที่สังคมตั้งคำถามว่า องค์กรนี้ยังเป็นองค์กรอิสระที่ยืนอยู่บนหลัก ‘นิติธรรม’ จริงๆ หรือไม่ เป็นองค์กร ‘ปราบโกง’ จริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วเป็นเพียงองค์กรที่เป็นเครื่องมือ ‘ปราบฝ่ายตรงข้าม’
.
คำถามสำคัญที่ยังระงมอยู่วันนี้คือ ทำไมองค์กรที่ควรเป็นด่านหน้าของการปราบโกง จึงมักเข้มแข็งกับบางฝ่าย แต่อ่อนโยนกับบางคนเสมอ
.
และถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป ประเทศไทยจะไม่มีทางหลุดพ้นจากวังวนคอร์รัปชันได้ ตราบใดที่การปราบโกงยังขึ้นอยู่กับว่า ใครเป็นคนโกง ใครอยู่ข้างใคร และใครอยู่ใกล้อำนาจมากพอที่จะรอดพ้นจากการตรวจสอบ
.
เพราะปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในสังคมไทยไม่ได้มีแค่คนที่โกง แต่ยังมีระบบที่โกง เลือกที่จะมองไม่เห็นคนคอร์รัปชัน และในวันที่องค์กรที่ควรเป็นด่านหน้าของการปราบคอร์รัปชัน กลับกลายเป็นองค์กรที่ประชาชนตั้งคำถามมากที่สุดเสียเอง คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า ประเทศไทยจะปราบโกงได้อย่างไร
.
แต่ต้องถามให้ถึงที่สุดว่าเราจะอยู่กันแบบนี้จริงๆ หรือ
.
เราจะอยู่ในประเทศที่คนบางกลุ่มเสนอกฎหมายแล้วยังอาจถูกประหารชีวิตทางการเมือง แต่คนบางกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องทรัพย์สิน ผลประโยชน์ทับซ้อน และอำนาจรัฐ กลับได้รับคำอธิบายอย่างปรานีเสมออย่างนั้นหรือ
.
ถ้านี่คือมาตรฐานขององค์กรปราบโกง คำว่า ‘ปราบโกง’ ก็อาจไม่ได้หมายถึงการกำจัดคอร์รัปชันอีกต่อไป
.
แต่อาจหมายถึง การกำจัดเฉพาะคนที่ระบบอำนาจไม่ต้องการให้มีที่ยืนเท่านั้นเอง...
.
เรื่อง: สุภชาติ เล็บนาค
ภาพ: อภิสรา วิเศษบุญลือ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1417215300452516&set=a.654659433374777





ภาพเพลิงพิโรธขนาดมหึมา กับรายงานการเข้าดับไฟที่ยากเย็นตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน จนถึง 26 เมษายน 2567 ยังคงเป็นภาพตามหลอกหลอนชีวิตของชาวหนองพะวา จ.ระยอง แต่ภายหลังเพลิงสงบ สิ่งที่หลอกหลอนพวกเขายิ่งกว่าคือมลพิษที่ยังคงตกค้าง รวมถึงการจัดการและฟื้นฟูที่ยังคงไร้ความหวัง


Epigram News
Yesterday
·
ภาพเพลิงพิโรธขนาดมหึมา กับรายงานการเข้าดับไฟที่ยากเย็นตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน จนถึง 26 เมษายน 2567 ยังคงเป็นภาพตามหลอกหลอนชีวิตของชาวหนองพะวา จ.ระยอง แต่ภายหลังเพลิงสงบ สิ่งที่หลอกหลอนพวกเขายิ่งกว่าคือมลพิษที่ยังคงตกค้าง รวมถึงการจัดการและฟื้นฟูที่ยังคงไร้ความหวัง ในขณะที่ประเทศไทยเปลี่ยนหน้ารัฐมนตรีและครม.ไปแล้วกว่า 3 ครั้ง
.
ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา หลังเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานวิน โพรเสส ที่บ้านหนองพะวา ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง จบลง หากแต่ซากปรักหักพังของโกดังในโรงงานยังคงตระหง่านอยู่ที่เดิม ถังเก็บสารเคมีหรือถังเบาท์ (ถัง IBC) ที่บิดเบี้ยวก็ยังคงมีประปราย ถังโลหะไหม้เกรียมที่ถูกแรงระเบิดอัดไปติดบนหลังคาก็ยังคงมีให้เห็น เช่นเดียวกันกับเศษซากกองขยะอย่างถุงยางอนามัย เข็มฉีดยาจำนวนมหาศาลก็ยังคงกองพะเนินอยู่โดยเฉพาะในพื้นที่โกดัง และไม่ต่างอะไรกับเถ้าถ่านจากกากสารเคมีอันตรายที่เกาะแน่นกับผืนดินราวกับจะย้ำเตือนว่า ‘ไฟไหม้ครั้งนั้น’ ไม่เคยจางหายไปไหน
.
แม้ภาพความเสียหายอาจดูเบาบางลงบ้าง ผ่านคำสั่งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งแผนงานหลากหลายระยะ ทั้งการลงพื้นที่ของผู้มีอำนาจหลายชุด ที่ส่งผลให้การขนย้ายกากอุตสาหกรรมและสารเคมีบางส่วนเกิดขึ้นจริง แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้ด้วยนามของ ‘เงินภาษีประชาชน’
.
ชวนย้อนดูไทม์ไลน์หลังเกิดเหตุ สำรวจความคืบหน้าหลังเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานวิน โพรเสส ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ว่าอะไรถูกแก้ไปแล้ว อะไรยังค้างคา และเพราะเหตุใด ‘การขนย้าย’ ที่เกิดขึ้นจึงอาจเป็นเพียงการแตะปลายเหตุ ขณะที่แหล่งกำเนิดของการปนเปื้อนอาจยังคงฝังตัวอยู่ใต้ผืนดิน ในบ่อน้ำ และในชีวิตของคนหนองพะวา
.
#เกิดอะไรขึ้นบ้างหลังไฟมอดดับ
.
ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีหลังเหตุการณ์ไฟไหม้ โรงงานวิน โพรเสส จำกัด จ.ระยอง กลายเป็นจุดเช็คอินที่ทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี อธิบดี และหน่วยงานจำนวนมากมาลงพื้นที่เยี่ยมเยือนและติดตามสถานการณ์ ทั้งยังมีแผนการขนย้าย แผนการฟื้นฟูระยะต่างๆ มีคำสั่งศาล ไปจนถึงแนวทางการแก้กฎหมายซึ่งนำไปสู่การขนย้ายกากอุตสาหกรรม สารเคมี และวัตถุอันตรายบางส่วนออกจากพื้นที่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ชุมชนยังคงต้องอยู่กับความไม่แน่นอน ทั้งกลิ่นเหม็นที่โชยมาเป็นระลอก ทั้งสารปนเปื้อนที่ซึมลงแหล่งดินแหล่งน้ำของชุมชน และคำถามที่ยังไม่มีคำตอบว่า การขนย้ายนี้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ ยิ่งไปกว่านั้นการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรดิน และทรัพยากรน้ำทั้งบนดินและใต้ดินจะเริ่มขึ้นเมื่อใด
.
และนี่คือไทม์ไลน์สิ่งที่เกิดขึ้นหลังพายุเพลิงที่โหมกว่า 6 วันกว่าจะสงบลง
.
วันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2567 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจติดตามเหตุไฟไหม้โรงงานวิน โพรเสส จำกัด จังหวัดระยอง โดยมีผู้ว่าฯ และเจ้าหน้าที่รายงานสถานการณ์
.
วันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2567 เกิดเหตุเพลิงไหม้ซ้ำภายในโกดังอาคาร 3 ในพื้นที่โรงงานวิน โพรเสสบริเวณกองขยะทั่วไป ซึ่งประกอบด้วย เศษผ้า เศษไม้ และเศษพลาสติก เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เข้าระงับเหตุ จึงสามารถควบคุมเพลิงได้ในวงจำกัด
.
วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2567 อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ลงพื้นที่โรงงาน วิน โพรเสส ร่วมกับผู้ว่าฯ ระยอง เพื่อติดตามการจัดการกากสารเคมีที่เหลือจากเหตุไฟไหม้ โดยนำบริษัทเอกชน 4 รายเข้าประเมินปริมาณและแนวทางขนย้าย
.
ผลการประเมินพบว่า มี 2 บริษัท พร้อมรับขนย้ายกากบางส่วนออกไปกำจัดอย่างถูกต้อง โดยบริษัทแรก เอสซีไอ อีโค่ เซอร์วิสเซส จำกัด รับขนตะกอนจากการบำบัดกรดกัดแก้วประมาณ 400 ลูกบาศก์เมตร โดยคาดใช้เวลา 4–6 วัน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ
.
ส่วนบริษัทที่สองคือ เมทเทิลคอม จำกัด รับขนตะกรันอะลูมิเนียมหรืออะลูมิเนียมดรอสจากโกดังกว่า 7,000 ตัน โดยทั้งสองกรณีเป็นการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือของภาคเอกชนในลักษณะ CSR เพื่อเร่งคลี่คลายปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่
.
วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2567 บริษัท เมทเทิลคอม จำกัด ซึ่งมีปลายทางในอำเภอพนัสนิคม จ.ชลบุรี ได้สั่งระงับการขนย้ายอะลูมิเนียมดรอสชั่วคราว หลังชาวบ้านในพื้นที่แสดงความกังวลต่อการนำกากอุตสาหกรรมเข้าไปกำจัด
.
วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2567 สถานการณ์ตึงเครียดจากการที่ทั้งสองพื้นที่ (ต้นทาง–ปลายทาง) ไม่ต้องการรับอะลูมิเนียมดรอสเข้าพื้นที่ โดยชาวบ้านในชลบุรีรวมตัวประท้วงไม่ให้ บริษัท เมทเทิลคอม จำกัด รับอะลูมิเนียมดรอสจากระยอง ทำให้บริษัทต้องเร่งขนอะลูมิเนียมดรอสกว่า 300 ตัน กลับต้นทางที่ระยอง ซึ่งเมื่อรถบรรทุกกากอะลูมิเนียมดรอสมาถึงและได้ถูกชาวบ้านหนองพะวาดักปิดไม่ให้กลับเข้าไปที่โรงงานวิน โพรเสส จนเกิดเหตุปะทะคารมระหว่างชาวบ้านนำโดยกำนันตำบลบางบุตร กับ ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ ส.ส.พื้นที่ในขณะนั้นที่บริเวณหน้าโรงงาน
.
วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2567 ศาลจังหวัดระยอง มีคำพิพากษาให้ริบของกลางทั้งหมด ส่งมอบให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบควบคุมวัตถุอันตรายของกลางเพื่อทำลายหรือจัดการตามที่เห็นสมควร โดยบริษัท วิน โพรเสส จำกัด ต้องชำระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ซึ่งกรอ. จะใช้เงินที่ วิน โพรเสส นำมาวางศาลไว้จำนวน 4.9 ล้านบาท เป็นลำดับแรกในการบำบัดของเสียที่เป็นวัตถุอันตรายของกลาง
.
วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2567 จุลพงษ์ ทวีศรี อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ประชุมติดตามการตรวจสอบเอกสารหลักฐานในการดำเนินคดี กรณีโรงงานเก็บกากสารเคมี บริษัท วิน โพรเสส จำกัด อ.บ้านค่าย จ.ระยอง และโรงงานในเครือ บริษัท เอกอุทัย จำกัด ทั้งหมดทั้งใน จ.พระนครศรีอยุธยา รวมทั้งสาขาศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ และสาขากลางดง จ.นครราชสีมา
.
วันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2567 เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะ ลงพื้นที่ บริษัท วิน โพรเสส จำกัด จ.ระยอง เพื่อติดตามปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและวางแนวทางแก้ไข
.
กระทรวงอุตสาหกรรมระบุว่า ได้ดำเนินคดีต่อบริษัทและเร่งให้มีการจัดการกากอันตราย โดยมาตรการเร่งด่วนประกอบด้วย การเบี่ยงทางน้ำและติดตั้งระบบสูบน้ำ เพื่อป้องกันการชะล้างสารปนเปื้อน ตามมาด้วยการใช้งบ 4 ล้านบาท กำจัดอะลูมิเนียมดรอส และสุดท้ายคือการบำบัดน้ำเสียเพื่อลดการรั่วไหลสู่พื้นที่ชาวบ้าน
.
วันที่ 8 มกราคม พ.ศ.2568 เริ่มมีการขนย้ายอะลูมิเนียมดรอสล็อตแรกเพื่อนำไปบำบัดกำจัดอย่างถูกวิธีตามหลักวิชาการที่ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) อ.แก่งคอย จ.สระบุรี โดยใช้เป็นวัตถุดิบผสมร่วมกับดินอะลูมินาในกระบวนการเผา เพื่อผลิตปูนซีเมนต์ซึ่งใช้อุณหภูมิสูงกว่า 1,400 องศาเซลเซียส
.
รวมทั้งสามารถขนย้ายอะลูมิเนียมดรอสทั้งหมดแล้วเสร็จ 100% ตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม–1 มีนาคม พ.ศ.2568 รวมระยะเวลาเพียง 46 วัน รวมทำการขนย้ายไปทั้งสิ้น 225 เที่ยว จำนวนกว่า 5,400 ตัน โดยใช้งบประมาณในการขนย้ายและบำบัดกำจัดถึง 3.09 ล้านบาท
.
วันที่ 9 มกราคม พ.ศ.2568 เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่ บริษัท วิน โพรเสส จำกัด จ.ระยอง อีกครั้ง เน้นย้ำว่ากระทรวงฯ จะเร่งกำจัดอะลูมิเนียมดรอสโดยตั้งเป้าแล้วเสร็จภายใน 26 เมษายน พ.ศ.2568 เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อชุมชน ขณะเดียวกัน ยังได้วางมาตรการรับมือฤดูฝนในพื้นที่ชุมชนบ้านหนองพะวา โดยทำการเบี่ยงทางน้ำฝนไม่ให้ผ่านพื้นที่ปนเปื้อน อุดคันดินบ่อกักเก็บน้ำเสีย ป้องกันการรั่วซึม พร้อมเสริมความแข็งแรงแนวคันดิน รวมถึงกำชับให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
.
วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2568 ศาลจังหวัดระยองได้พิพากษาให้บริษัทวินโพรเสสและผู้บริหาร ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บางบุตร เป็นจำนวนเงิน 39,625,301 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี
.
วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 ศาลจังหวัดระยองได้พิพากษาคดีที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัทวินโพรเสส และ นายโอภาส บุญจันทร์ฐานความผิดครอบครองวัตถุอันตราย 3 ข้อหา และปล่อยสารอันตรายหรือสิ่งปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ศาลจังหวัดระยอง พิพากษาให้บริษัทจ่ายค่าปรับ 350,000 บาท และจำคุกนายโอภาส บุญจันทร์ 5 ปี 15 เดือน
.
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 นายโอภาส บุญจันทร์ ผู้บริหารบริษัท วิน โพรเสส จำกัด อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เสียชีวิตที่โรงพยาบาลบ้านค่าย เมื่อเวลาประมาณ 24.00 น. ในขณะที่อยู่ระหว่างคุมขัง โดยนายโอภาส ป่วยด้วยภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน และโรคอื่น ๆ ทำให้ต้องถูกย้ายจากเรือนจำกลางระยอง มารักษาตัวที่โรงพยาบาลบ้านค่าย ตั้งแต่ช่วงกลางดึกของวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568
.
วันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2568 พรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมคนใหม่ กล่าวว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะเร่งบำบัดกำจัดกากของเสียที่เหลือในพื้นที่บริษัทฯ ให้เร็วที่สุด ขณะนี้อยู่ระหว่างรองบกลางปี 2568 จำนวน 40 ล้านบาท ที่จะใช้บำบัดของเสียเคมีวัตถุและเศษซากของเสียที่ถูกไฟไหม้ โดยเฉพาะสารเคมีที่บรรจุอยู่ในถังเบาท์ และถุงบิ๊กแบ็ก (ถุง FIBC) ที่อยู่นอกอาคารในปริมาณ 2,600 ตัน รวมถึงวัตถุอันตรายในบ่อซีเมนต์อีกกว่า 1,400 ตัน
.
ส่วนในปี 2569 อยู่ระหว่างขอรับการจัดสรรงบ EEC วงเงินงบประมาณ 459 ล้านบาท สำหรับบำบัดของเสียที่เหลือทั้งหมดอีกกว่า 24,300 ตัน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนเป็นสำคัญ
.
วันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2568 ข้อมูลจากมูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุว่า ได้มีการเริ่มดำเนินการขนย้ายกากอุตสาหกรรมจาก บริษัท วิน โพรเสส จำกัด จ.ระยอง ตามแผนของกรมโรงงานอุตสาหกรรม โดยว่าจ้าง บริษัท บริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการโครงการมีระยะเวลา 210 วัน (26 กันยายน พ.ศ.2568–23 เมษายน พ.ศ.2569) ใช้งบประมาณ 27.1 ล้านบาท ซึ่งระบุชัดว่าเป็น ‘เงินภาษีของประชาชน’ และตั้งเป้าขนย้ายกากอุตสาหกรรมรวม 4,000 ตัน
.
อ่านบทความเต็มได้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์
https://epigramnews.co/politics/2-years-after-win-process-fire-incident/


https://www.facebook.com/photo?fbid=122303898758071854&set=a.122107876262071854




วันที่ 8 พฤษภาคมนี้ จะเป็นวันครบรอบ 14 ปีการตายของอำพล ตั้งนพคุณ หรือ “อากง” สามีของป้าอุ๊ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตของโทษทัณฑ์อันไม่เป็นธรรมของกฎหมายยุคมืดที่แตะต้องไม่ได้มาตรานี้ สส. ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนในการเข้าไปแก้กฎหมาย เพราะตระหนักถึงปัญหาของกฎหมายอาญามาตรา 112 นี้ แต่ถูกห้าม ?!?


Vichak Panich
7 hours ago
·
สส. ทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนในการเข้าไปแก้กฎหมาย เพราะมีประชาชนจำนวนมากเหลือเกินที่ตระหนักถึงปัญหาของกฎหมายอาญามาตรา 112 ตั้งแต่การรณรงค์ครั้งแรกๆ อย่าง “อภยยาตรา“ เดินจากอนุสาวรีย์ชัย ถึงสยาม - ฝ่ามืออากง หรือ ร่วมลงชื่อในนาม ครก.112 ที่ผมเข้าร่วมทุกครั้ง จนมาถึงวันที่พรรคการเมืองที่เสนอนโยบายแก้ 112 ชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย หากเราไม่ทำอะไรกับกฎหมายมาตรานี้ การเมืองไทยจะไม่มีทางเดินหน้าไปไหนได้เลย นี่เราก็หยุดนิ่งไม่ไปไหนมาเนิ่นนานเหลือเกินแล้ว แถมมีท่าทีว่าจะถอยหลังไปอีกไกล หาก สส. ที่เข้าไปทำหน้าที่เสนอแก้กฎหมายดังกล่าวจะถูกพิพากษาโทษจริยธรรมร้ายแรง ตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตอีก
ผมน่าจะเจอ ”ป้าอุ๊“ ครั้งแรกประมาณปี 2557 จากนั้นก็ได้พูดคุย ถามไถ่ เยี่ยมเยียน ช่วยเหลือกันมา ป้าอุ๊เป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนทว่าแข็งแกร่ง จากที่เคยมีชีวิตเรียบๆ หลังจาก ”อากง“ ตายในคุกปี 2555 ชีวิตป้าอุ๊ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ความอยุติธรรมทางการเมือง จากกฏหมายอาญามาตรา 112 หล่นใส่ชีวิตป้าตรงๆ ราวกับเป็นระเบิดลูกแรก ตามมาด้วยระเบิดลูกต่อๆ มาเป็นระลอกหลังจากนั้น มันทำให้ความทุกข์ของป้าอุ๊ เชื่อมโยงรกับผู้คนมากมายที่ประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน “ป้าคิดถึงพวกเขาทุกๆ คน” คือคำพูดของป้าอุ๊ที่มักได้ยินในบทสนทนายามที่คุยกันถึงนักโทษ112 ไม่ต่างกับที่อานนท์ นำภา ชอบพูดว่า “ผมคิดถึงคุณ”
ผลพวงจากกฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่ได้จบลงแค่การตายของอากง แต่มันยังตามหลอกหลอนชีวิตป้าอุ๊เหมือนเป็นเงาตามตัว ป้าอุ๊ต้องย้ายที่อยู่ ปิดบังอำพรางตัวตน และรู้สึกหวาดระแวงระแวดระวังภัยอยู่เสมอๆ จากผู้หญิงธรรมดาๆ ที่ไม่เคยสนใจการเมือง ป้าอุ๊เริ่มมีเพื่อนเป็นนักวิชาการ นักเขียน นักข่าว และแสดงออกถึงศักยภาพทางวรรณศิลป์ ถ่ายทอดประสบการณ์ การใช้ภาษา การเล่าเรื่อง การเขียน ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง และสิ่งที่ผมค้นพบจากการคุยกับป้าอุ๊ นอกจากหัวใจที่รักความเป็นธรรม คือป้าอุ๊เป็นมนุษย์ที่มีธรรมะ
มาหาป้าอุ๊หนนี้ ห่างหายจากครั้งที่แล้วค่อนข้างนาน แต่ก็อย่างที่ป้าอุ๊บอก “รู้สึกเหมือนเพิ่งคุยกันเมื่อวาน” เราต่อกันติดทันที ความคิดถึงผูกพันพรั่งพรู เมื่อได้แตะความทุกข์ร่วมของกันและกันแล้ว มิตรภาพก็ดำรงอยู่ตรงนั้นตลอดกาล
วันที่ 8 พฤษภาคมนี้ จะเป็นวันครบรอบ 14 ปีการตายของอำพล ตั้งนพคุณ หรือ “อากง” สามีของป้าอุ๊ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตของโทษทัณฑ์อันไม่เป็นธรรมของกฎหมายยุคมืดที่แตะต้องไม่ได้มาตรานี้

https://www.facebook.com/pvichak/posts/10164782534788754?ref=embed_post




ภาพถ่ายดาวเทียมของ CNN แสดงให้เห็นถึงความเสียหายที่อิสราเอลก่อขึ้นในเลบานอนตอนใต้ ซึ่งคล้ายคลึงกับยุทธวิธีที่ใช้ในฉนวนกาซา อาคารหลายร้อยหลัง และหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง






ภาพถ่ายดาวเทียมของ CNN แสดงให้เห็นถึงความเสียหายที่อิสราเอลก่อขึ้นในเลบานอนตอนใต้ ซึ่งคล้ายคลึงกับยุทธวิธีที่ใช้ในฉนวนกาซา  รถแทรกเตอร์ได้ทำลายอาคารหลายร้อยหลัง และหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง


 




https://x.com/LBCI_NEWS/status/2048037497565786512

The Israeli army continued its demolition and sabotage operations in the border town of Dabl, where it proceeded to bulldoze the solar panels that supply the town with electricity and the water station, in addition to some homes and roads and olive trees.

กองทัพอิสราเอลยังคงดำเนินการทำลายล้างและก่อวินาศกรรมในเมืองชายแดนเดเบิลต่อไป โดยได้ใช้รถไถทำลายแผงโซลาร์เซลล์ที่จ่ายไฟให้กับเมืองและสถานีจ่ายน้ำ รวมถึงบ้านเรือน ถนน และต้นมะกอกบางส่วนด้วย

(Google Translate)




นี่ไม่ไช่อเมริกาที่เรารู้จัก ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ ผู้อพยพอาจถูกปฏิเสธใบเขียวได้หากแสดงความคิดเห็นทางการเมือง "ต่อต้านอเมริกา" และ "ต่อต้านยิว"


ผู้สนับสนุนปาเลสไตน์กำลังชุมนุมประท้วงในนครนิวยอร์กเมื่อปีที่ผ่านมา ภายใต้แนวทางปฏิบัติฉบับใหม่ที่ออกโดยรัฐบาลของนายทรัมป์ ผู้อพยพอาจถูกปฏิเสธการออกกรีนการ์ดหากเข้าร่วมในการประท้วงเพื่อสนับสนุนปาเลสไตน์ เครดิตภาพ: Vincent Alban/The New York Times

https://www.nytimes.com/2026/04/25/us/politics/trump-green-cards-scrutiny.html

ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ ผู้ขอใบเขียวเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดมากขึ้นเรื่องทัศนคติที่มีต่ออิสราเอล

ในคำแนะนำสำหรับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง รัฐบาลระบุว่าการเข้าร่วมการประท้วงสนับสนุนปาเลสไตน์และการวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลเป็นปัจจัย "เชิงลบอย่างมาก"

เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่ผู้อพยพที่ปฏิบัติตามกฎและไม่ละเมิดกฎหมายต่างมีความหวังที่จะได้รับใบเขียว ซึ่งเป็นเอกสารที่อนุญาตให้พวกเขาอาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาอย่างถูกกฎหมายและเป็นเส้นทางสู่การเป็นพลเมือง

แต่ภายใต้คำแนะนำใหม่ที่ออกโดยรัฐบาลทรัมป์ ผู้อพยพอาจถูกปฏิเสธใบเขียวได้หากแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เช่น การเข้าร่วมการประท้วงสนับสนุนปาเลสไตน์ในมหาวิทยาลัย การโพสต์วิจารณ์อิสราเอลบนโซเชียลมีเดีย และการดูหมิ่นธงชาติอเมริกัน ตามเอกสารการฝึกอบรมภายในของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ได้ตรวจสอบ

เอกสารเหล่านี้ ซึ่งไม่เคยมีการรายงานมาก่อน แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังดำเนินการตามคำสั่งจากเดือนสิงหาคมปีที่แล้วอย่างกว้างขวางเพียงใด เพื่อตรวจสอบผู้สมัครใบเขียวสำหรับทัศนคติ "ต่อต้านอเมริกา" และ "ต่อต้านยิว"

ฝ่ายบริหารได้รวมเอาการวิพากษ์วิจารณ์อิสราเอลไว้เป็นปัจจัยที่อาจทำให้ขาดคุณสมบัติ โดยในเอกสารฝึกอบรมได้ยกตัวอย่างคำพูดที่ไม่เหมาะสมจากโพสต์ในโซเชียลมีเดียที่ประกาศว่า “หยุดการก่อการร้ายของอิสราเอลในปาเลสไตน์” และแสดงภาพธงชาติอิสราเอลที่ถูกขีดฆ่า

เอกสารดังกล่าวถูกแจกจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติสหรัฐฯ (U.S. Citizenship and Immigration Services หรือ U.S.C.I.S.) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติและรับผิดชอบการยื่นขอใบเขียวและสถานะทางกฎหมายอื่นๆ เมื่อเดือนที่แล้ว

เอกสารเหล่านั้นสะท้อนให้เห็นว่า U.S.C.I.S. ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นหน่วยงานหลักในการเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย ได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วภายใต้ประธานาธิบดีทรัมป์ กลายเป็นเพียงฟันเฟืองอีกตัวหนึ่งในเครื่องจักรการเนรเทศของรัฐบาลของเขา หน่วยงานนี้ได้พยายามเพิกถอนสัญชาติของชาวอเมริกันที่ได้รับสัญชาติโดยการแปลงสัญชาติ และได้ว่าจ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางติดอาวุธเพื่อสืบสวนอาชญากรรมด้านการเข้าเมือง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังอนุมัติสถานะผู้พำนักถาวรอย่างถูกกฎหมายให้แก่ผู้สมัครน้อยลงอย่างมาก การอนุมัติใบเขียวลดลงมากกว่าครึ่งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตามการวิเคราะห์ข้อมูลของหน่วยงานโดยหนังสือพิมพ์ไทมส์

โจเซฟ เอ็ดโลว์ ผู้อำนวยการหน่วยงานดังกล่าว กล่าวต่อสภาคองเกรสในเดือนกุมภาพันธ์ว่า “ในอเมริกาไม่มีที่ว่างสำหรับชาวต่างชาติที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ต่อต้านอเมริกาหรือสนับสนุนองค์กรก่อการร้าย”

นักวิจารณ์แนวทางของนายทรัมป์กล่าวว่า รัฐบาลกำลังพยายามจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และได้เชื่อมโยงการต่อต้านนโยบายของรัฐบาลอิสราเอลเข้ากับการต่อต้านชาวยิว

“การตัดสินใจอนุมัติกรีนการ์ดโดยอิงจากการ ‘คัดกรองทางอุดมการณ์’ นั้นถือเป็นสิ่งที่ขัดต่อจิตวิญญาณความเป็นอเมริกันอย่างสิ้นเชิง และไม่ควรมีที่ยืนในประเทศที่สร้างขึ้นบนคำมั่นสัญญาแห่งเสรีภาพในการแสดงออก” Amanda Baran เจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี Joseph R. Biden Jr. กล่าว

ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารระบุว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการปกป้องค่านิยมของอเมริกัน

“หากคุณเกลียดอเมริกา คุณก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาเรียกร้องขออาศัยอยู่ในอเมริกา” Zach Kahler โฆษกของ U.S.C.I.S. กล่าว

Abigail Jackson โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่านโยบายของรัฐบาลชุดนี้ “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการพูดแต่อย่างใด” หากแต่มุ่งหมายที่จะปกป้อง “สถาบันต่างๆ ของอเมริกา ความปลอดภัยของพลเมือง ความมั่นคงของชาติ และเสรีภาพของสหรัฐอเมริกา”

รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดต่อผู้อพยพที่แสดงทัศนะทางการเมืองในลักษณะที่เจ้าหน้าที่พิจารณาแล้วว่าเป็นปฏิปักษ์ต่ออเมริกา ส่งผลให้อุดมการณ์ทางการเมืองกลายเป็นหัวใจสำคัญในกระบวนการคัดกรองผู้อพยพของรัฐบาล โดย Marco Rubio รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้สั่งเพิกถอนวีซ่าของนักกิจกรรมนักศึกษาที่สนับสนุนฝ่ายปาเลสไตน์ ซึ่งรวมถึงนักศึกษาคนหนึ่งที่เขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์การรับมือของมหาวิทยาลัยต่อข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้สนับสนุนปาเลสไตน์

นอกจากนี้ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิยังได้เสนอแนวทางในการตรวจสอบประวัติการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของนักท่องเที่ยวที่ประสงค์จะเดินทางเข้าสู่สหรัฐอเมริกาอีกด้วย

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมีดุลยพินิจอย่างมากในการตัดสินใจว่าจะอนุมัติการพำนักถาวรระยะยาวให้แก่ชาวต่างชาติหรือไม่ พวกเขาพิจารณาปัจจัยต่างๆ มานานแล้ว รวมถึงประวัติอาชญากรรม ภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ความสัมพันธ์ทางครอบครัวกับสหรัฐอเมริกา และประวัติการทำงาน

อุดมการณ์ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยเหล่านั้นเช่นกัน ในบางกรณี กฎหมายของสหรัฐฯ ห้ามเจ้าหน้าที่อนุมัติกรีนการ์ดให้แก่บุคคลที่เคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์หรือพรรคการเมือง "เผด็จการ" อื่นๆ ส่งเสริมความอนาธิปไตย หรือเรียกร้องให้โค่นล้มรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วย "กำลังหรือความรุนแรงหรือวิธีการอื่นๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ"

แต่ในอดีต เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมุ่งเน้นไปที่ถ้อยคำที่อาจยุยงหรือส่งเสริมความรุนแรง เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับการละเมิดเสรีภาพในการพูดที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ อดีตเจ้าหน้าที่ U.S.C.I.S. กล่าว

เอกสารฝึกอบรมใหม่ที่ The Times ตรวจสอบแล้วนั้น จะแนะนำเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเกี่ยวกับปัจจัยที่พวกเขาควรพิจารณาเมื่อตัดสินใจเกี่ยวกับใบสมัครกรีนการ์ด เอกสารดังกล่าวไม่สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ออกกรีนการ์ดให้แก่ผู้ที่มีประวัติ “สนับสนุน ส่งเสริม หรือเห็นด้วยกับมุมมองต่อต้านอเมริกา” หรือ “การก่อการร้าย ลัทธิ หรือกลุ่มต่อต้านยิว”

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้รับคำสั่งให้พิจารณาปัจจัยเหล่านั้นว่าเป็น “ปัจจัยลบอย่างมาก”

เอกสารระบุว่าการสนับสนุนลัทธิ “บ่อนทำลาย” เป็นหนึ่งในปัจจัยอื่นๆ ที่อาจนำไปสู่การปฏิเสธใบสมัคร ตัวอย่างเช่น เอกสารชี้ไปที่บุคคลที่ “ถือป้ายสนับสนุนการโค่นล้มรัฐบาลสหรัฐฯ”

นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวยังระบุว่าการดูหมิ่นธงชาติอเมริกาเป็นปัจจัยลบ โดยอ้างถึงคำสั่งบริหารของนายทรัมป์เมื่อปีที่แล้วที่สั่งให้กระทรวงยุติธรรมดำเนินคดีกับผู้ประท้วงที่เผาธงชาติ ศาลฎีกาได้ตัดสินว่าการเผาธงชาติเป็นรูปแบบหนึ่งของการแสดงออกทางการเมืองที่ได้รับการคุ้มครองโดยการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่หนึ่งของรัฐธรรมนูญ

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองยังได้รับคำสั่งให้ตรวจสอบผู้สมัครที่ส่งเสริมการต่อต้านยิว “ผ่านการกระทำทางวาจาหรือทางกายภาพ” เอกสารระบุว่า พวกเขาได้รับคำสั่งให้ “มุ่งเน้นเป็นพิเศษไปที่ชาวต่างชาติที่เข้าร่วมกิจกรรมต่อต้านอเมริกาและต่อต้านชาวยิวในมหาวิทยาลัย” หลังจากการโจมตีอิสราเอลของกลุ่มฮามาสในปี 2023

ตัวอย่างเพิ่มเติมในเอกสารเกี่ยวกับการกระทำที่ถูกจัดว่าเป็นพฤติกรรมต่อต้านชาวยิว ได้แก่ โพสต์ในโซเชียลมีเดียที่แสดงแผนที่ของอิสราเอลโดยขีดฆ่าชื่อประเทศและแทนที่ด้วยคำว่า “ปาเลสไตน์” อีกโพสต์หนึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าชาวอิสราเอลควร “ลิ้มลองสิ่งที่ผู้คนในฉนวนกาซากำลังลิ้มลอง”

อ้างอิงจากเอกสารที่ปรากฏ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองมีหน้าที่ต้องส่งต่อกรณีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับ “พฤติกรรมหรือแนวคิดที่มีแนวโน้มต่อต้านอเมริกาและ/หรือต่อต้านชาวยิว” ขึ้นไปให้ผู้บังคับบัญชาและสำนักงานที่ปรึกษากฎหมายของหน่วยงานพิจารณาตรวจสอบ

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทางหน่วยงานยังได้ปรับเปลี่ยนคำเรียกขานบุคลากรผู้มีหน้าที่พิจารณาอนุมัติคำร้องขอใบเขียว ซึ่งเดิมเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “เจ้าหน้าที่บริการตรวจคนเข้าเมือง” โดยในประกาศรับสมัครงานฉบับใหม่ ทางหน่วยงานได้เปลี่ยนมาเรียกตำแหน่งดังกล่าวว่า “ผู้พิทักษ์มาตุภูมิ” แทน

“จงปกป้องมาตุภูมิและพิทักษ์วัฒนธรรมของคุณ” คือข้อความที่ระบุไว้ในประกาศรับสมัครงานฉบับหนึ่ง

ที่มา NY Times
Under Trump, Green Card Seekers Face New Scrutiny for Views on Israel

https://www.nytimes.com/2026/04/25/us/politics/trump-green-cards-scrutiny.html




#ย้อนรอย - 🇩🇪 ในช่วงทศวรรษ 1990 #เยอรมนีตะวันออก มีกลุ่มสกินเฮดและกลุ่มขวาจัดได้ก่อเหตุความรุนแรงทางเชื้อชาติอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง — ผู้อพยพถูกฆาตกรรม ศูนย์ลี้ภัยถูกโจมตี ทศวรรษแห่งความมืดมิดที่รู้จักกันในชื่อ "ยุคแห่งไม้เบสบอล" สามสิบปีต่อมา ผีร้ายนั้นกลับมาอีกครั้ง








https://x.com/France24_en/status/2048326952377782597

ในช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่กำแพงเบอร์ลินพังทลายลงไม่นาน อดีตดินแดนเยอรมนีตะวันออกต้องเผชิญกับคลื่นความรุนแรงทางการเมืองและเหตุเหยียดเชื้อชาติจากกลุ่มขวาจัด ในประเทศเยอรมนี ช่วงเวลานี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ "ยุคแห่งไม้เบสบอล" (Baseball Bat Years) ซึ่งถือเป็นยุคมืดที่ยังคงทิ้งร่องรอยหลอกหลอนประเทศนี้มาจนถึงปัจจุบัน

ภายหลังการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน ในอดีตสาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี (GDR) กลุ่มสกินเฮดที่สวมใส่เสื้อแจ็คเก็ตบอมเบอร์และรองเท้าบูททหารได้กลายเป็นข่าวพาดหัวใหญ่ในสื่อต่างๆ ในขณะนั้น กองกำลังตำรวจของเยอรมนีขาดความน่าเชื่อถือ และหน่วยงานปกครองชุดใหม่ของเยอรมนีที่รวมชาติแล้วก็ยังไม่สามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ฝั่งตะวันออกได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้เยาวชนบางส่วนถูกปลุกระดมให้มีแนวคิดสุดโต่งโดยกลุ่มขวาจัด โดยหันไปก่อเหตุโจมตีผู้อพยพ กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ และนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย ทั่วทั้งประเทศ ศูนย์พักพิงผู้ลี้ภัยถูกกำหนดให้เป็นเป้าหมายในการโจมตีอย่างจงใจ และมีผู้อพยพถูกสังหารไปหลายสิบราย

สามสิบปีผ่านไป เงาของยุคมืดเหล่านั้นกำลังหวนกลับมาปรากฏอีกครั้ง เหตุโจมตีอันเกิดจากการเหยียดเชื้อชาติกำลังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง ศาลกำลังดำเนินคดีกับเยาวชนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสมาชิกของขบวนการนีโอนาซี ยิ่งไปกว่านั้น การผงาดขึ้นของพรรคขวาจัดอย่าง AfD ยังได้มอบพื้นที่แห่งความชอบธรรมในแบบที่ไม่มีใครคาดคิดให้กับกลุ่มเหล่านี้ สำหรับผู้ที่เติบโตมาในช่วงทศวรรษ 1990 แล้ว ดูเหมือนว่าประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง



'Baseball bat years' continue to haunt eastern Germany, 30 years on • FRANCE 24 English

FRANCE 24 English

Apr 24, 2026 

In the 1990s, just after the fall of the Berlin Wall, the former East Germany experienced a wave of far-right racist and political violence. In Germany, this period is known as the "baseball bat years" – a dark period that still haunts the country today. #Germany #history #farright Read more about this story in our article: https://f24.my/Bsla.y


https://www.youtube.com/watch?v=LIqipRCbnx0



การยกเลิกการเดินทางไปปากีสถานของ สตีฟ วิทคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ทำให้ทรัมป์ต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากในการเจรจากับอิหร่าน



การยกเลิกการเดินทางไปปากีสถานทำให้ทรัมป์ต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากในการเจรจากับอิหร่าน

สตีฟ วิทคอฟฟ์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ทูตสหรัฐฯ มีกำหนดเดินทางไปอิสลามาบัดในวันเสาร์ ก่อนที่ประธานาธิบดีจะยกเลิก

การยกเลิกภารกิจในอิสลามาบัดในวันที่ 25 เมษายน 2569 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในนโยบายการทูตแบบ "กดดันสูงสุด" ของรัฐบาล การถอนตัวสตีฟ วิทคอฟฟ์และจาเร็ด คุชเนอร์จากการเจรจาที่กำหนดไว้ ทำเนียบขาวได้ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนจากนโยบายการทูตแบบไปมาหาสู่ ไปสู่แนวทาง "รอและดู" ซึ่งวางภาระการดำเนินการทั้งหมดไว้ที่เตหะราน

เหตุผลเบื้องหลังการยกเลิก

ประธานาธิบดีทรัมป์อ้างถึงปัจจัยหลักสามประการในการยกเลิกการเดินทาง:

ความแตกแยกภายในผู้นำ: ฝ่ายบริหารชี้ให้เห็นถึง "ความขัดแย้งภายในอย่างรุนแรง" ภายในรัฐบาลอิหร่าน โดยระบุว่าผู้เจรจาฝ่ายพลเรือน ซึ่งรวมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศ อับบาส อาราคชี ขาดอำนาจที่แท้จริงในการประนีประนอม ในขณะที่กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ยังคงมีท่าทีแข็งกร้าว

หลักการ "ไพ่ทุกใบ": สหรัฐฯ ยืนยันว่าการปิดล้อมทางทะเลในปัจจุบันและความเสียหายทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้ง 50 วัน ทำให้อิหร่านไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ เลย

ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน: ด้วยสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ ประธานาธิบดีมองว่าการเดินทาง 15 ชั่วโมงนั้น "เป็นงานที่มากเกินไป" สำหรับเอกสารที่เขาเห็นว่า "ไม่ดีพอ"

สถานการณ์เชิงยุทธศาสตร์ปัจจุบัน

แม้จะยกเลิกการเดินทาง แต่สถานการณ์ในภูมิภาคยังคงอยู่ในภาวะ "หยุดปฏิบัติการทางอาวุธ" ที่เปราะบาง:

การแลกเปลี่ยนข้อเสนอ: ที่น่าสนใจคือ ภายในสิบนาทีหลังจากการยกเลิก มีรายงานว่าอิหร่านได้ส่งข้อเสนอ "ที่ดีกว่ามาก" มาให้ ในขณะที่สหรัฐฯ ยอมรับว่า "ได้เสนอไปมากแล้ว" แต่ก็ยังถูกปฏิเสธเนื่องจากไม่เป็นไปตามเกณฑ์ "การเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเป็นศูนย์"

สถานะการหยุดยิง: การขยายเวลาหยุดยิงอย่างไม่มีกำหนดยังคงมีผลบังคับใช้ในขณะนี้ ประธานาธิบดีได้ชี้แจงว่าการยกเลิกคณะทูตไม่ได้หมายถึงการกลับไปโจมตีทางอากาศอย่างจริงจัง (ปฏิบัติการ Epic Fury) แต่เป็นการเปลี่ยนไปสู่ท่าที "ติดต่อเราเมื่อคุณจริงจัง"

ปัญหาคอขวดทางเศรษฐกิจ: ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นประเด็นหลักที่ขัดแย้งกัน ในขณะที่กองทัพเรือสหรัฐฯ กำลังดำเนินการกวาดล้างทุ่นระเบิดอย่างแข็งขัน การปิดเส้นทางนี้เกือบทั้งหมดยังคงสร้างความตึงเครียดให้กับsupply ของน้ำมันทั่วโลกและทำให้อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงสุดในรอบสองปี

ทางเลือกที่ยากลำบากรออยู่ข้างหน้า

ขณะนี้รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก: หากอิหร่านไม่ "ติดต่อ" สหรัฐฯ ต้องตัดสินใจว่าจะคงการปิดล้อมทางทะเลอย่างไม่มีกำหนดและมีค่าใช้จ่ายสูงต่อไป หรือจะเพิ่มแรงกดดันทางทหารเพื่อบีบให้เกิดข้อสรุป ในขณะเดียวกัน อาราคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้เดินทางไปยังโอมานและมอสโก เพื่อแสวงหาช่องทางการทูตทางเลือกอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการ "การยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข"

หมายเหตุ: ประธานาธิบดีเปเซชเกียนของอิหร่านระบุว่า จะไม่มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้นจนกว่าการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ จะถูกยกเลิก ซึ่งก่อให้เกิด "ภาวะชะงักงันของเงื่อนไข" ที่ปากีสถานกำลังพยายามไกล่เกลี่ยอยู่ในขณะนี้


ที่มา Wall Street Journal
Aborted Pakistan Trip Leaves Trump With Tough Choices on Iran Talks

https://www.wsj.com/world/middle-east/aborted-pakistan-trip-leaves-trump-with-tough-choices-on-iran-talks-e062f8fd



กำนันโหด! ลากหนุ่ม 28 ใส่กุญแจมือมัดต้นมะม่วง เคาะมดแดงรุมกัด 4 ชม. เปิดใจ..ผู้ถูกจับกุม

 
https://www.facebook.com/reel/26037669092577034

·
นุ้ยในฐานะที่สวมเสื้อนักข่าว ในเมื่อชาวบ้านผู้ถูกกระทำร้องเรียนมา นุ้ยก็ต้องนำเสนอเรื่องราวที่มันเกิดขึ้น
ที่ไหนเมื่อหรัย อย่างไร
หลายคนโทรมาขอร้องให้นุ้ยลบโพสต์
แล้วทางกำนันจะเคลียร์กับผู้เสียหายเอง!!นุ้ยอยากจะบอกตรงนี้ว่าถ้านุ้ยลบ ทุกคนจะคิดยังงัยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วนุ้ยจะเอาศักดิ์ศรี และความเป็นฐานันดรที่4ไปพูดกับใครได้
ต่างคนต่างทำหน้าที่ ผิดถูกก็ว่ากันไป แล้วนุ้ยพร้อมที่จะนำเสนอข่าวทั้ง2ฝ่าย
นุ้ยไม่ได้เข้าข้างโจร แต่การกระทำในครั้งนี้นุ้ยถือว่า มันเกินไป #ทุกคนมีความเป็นคนเท่าเทียมกัน
ครั้งนี้นุ้ยขอ “เอาความถูกต้อง ก่อนความถูกใจ ”
แล้วนุ้ยก็รู้อีกว่าหลังจากนี้นุ้ยต้องเจอกับอะไร
หลายคนมองว่านุ้ยไม่เอาพรรคพวก เอาความสะใจ พูดด้วยดีๆไม่รู้ฟัง แล้วคนที่เขาโดนกระทำละ เขาจะพึ่งใคร นุ้ยไม่ได้บอกว่านุ้ยคือที่พึ่งของพวกเขา แต่นุ้ยสามารถ เป็นสื่อกลางเสนอข้อเท็จจริงได้ #ปวริศา เนียมสกุล#ฐานันดรที่4



กำนันโหด! ลากหนุ่ม 28 ใส่กุญแจมือมัดต้นมะม่วง เคาะมดแดงรุมกัด 4 ชม. | 26 เม.ย. 69 | ไทยรัฐทันข่าว

Thairath News

Apr 26, 2026 

ที่จ.พัทลุง กำนันลากตัวหนุ่มวัย 28ปี ออกจากห้องนอนก่อนใส่กุญแจมือ มัดกับ ต้นมะม่วงและทำร้ายร่างกาย ก่อนนำมดแดงมาเคาะใส่หัว ให้มดกัดกว่า 4ชั่วโมง

https://www.youtube.com/watch?v=8hpJau2roW8





กรณีบังหล่า ไม่ใช่กรณีแรก วิธีการแบบนี้ ช่วยหรือทำลายเกียรติยศชื่อเสียงความน่าเชื่อถือของสถาบันพระมหากษัตริย์ ?!?

https://www.facebook.com/jom.petchpradab/posts/10163975434778965

Jom Petchpradab 
30 minutes ago
·
ไม่แปลกใจเลย ... ที่บังหล่า ถูกกระทำแบบนี้ เพราะนี่ไม่ใช่กรณีแรกเกิดขึ้นโดยเจ้าหน้าที่รัฐไทย ที่พยายามปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่วิธีการ กลับเป็นการทำลายเกียรติยศชื่อเสียงความน่าเชื่อถือของสถาบันพระมหากษัตริย์เสียเอง เพราะก่อนหน้านี้ มีหลายคนที่มีหน้าตาเหมือน หรือแม้แต่แต่งตัวเหมือนบุคคลในสถาบันพระมหากษัตริย์ และถูกตั้งข้อหา 112 หรือถูกบุคคลที่ปกป้องสถาบันฯแต่ใช้วิธีการแบบทำลายสถาบันกษัตริย์ ไปกระทำให้ชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นต้องมีอันเป็นไป ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี จนสุดท้ายหลายคนต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ
คนไทยส่วนมาก หากไม่ตาบอด ปัญญาทึบ ก็คงมองเห็นชัดมานานแล้วว่า การบังคับใช้ ม.112 ของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นไปเพื่อการทำลายสถาบันฯและสร้างความเสื่อมเสียต่อสถาบันกษัตริย์มากกว่าที่จะปกป้อง
จากกรณีนี้ และหลายกรณีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ในรอบหลายปีที่ผ่านมา จึงจะไม่เรียกร้องอะไรจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่จะเรียกร้องให้ บุคคลในสถาบันกษัตริย์ หรือแม้แต่ตัวพระมหากษัตริย์เอง ได้ลงมาดูแลและแก้ปัญหานี้ อย่าปล่อยให้เนิ่นนาน หมักหมม ไปมากกว่านี้ เพราะนี่คือผลกระทบต่อตัวพระมหากษัตริย์โดยตรง.. หากยังคงเงียบเฉยไม่แสดงความเมตตากรุณาต่อพสกนิกรอันเป็นทศพิธราชธรรมที่สำคัญข้อหนึ่งของพระมหากษัตริย์. ก็อาจจะทำให้ ประชาชนคิดและเข้าใจไปได้ว่า นี่เป็นความประสงค์ของพระมหากษัตริย์เองที่ต้องการใช้กฎหมายม.112 นี้ รังแก ทำร้ายประชาชน..อย่าปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้สร้างสมความคิดความเชื่อของประชาชนเป็นแบบนี้ เพราะหากปล่อยให้ยาวนานไปกว่านี้สุดท้ายก็จะกลายเป็นจุดจบของสถาบันพระมหากษัตริย์ไปด้วยเช่นกัน...




มารู้จัก กลุ่มขวาจัดที่ใหญ่ที่สุดในโลก องค์กรชาตินิยมฮินดูของอินเดีย เรียกว่า ราษฏรีย์ สวายัมเสวก สังฆ์ หรือชื่อย่อว่า RSS ผู้นำ RSS เพิ่งมากรุงวอชิงตันเพื่อพูดคุยกับสถาบันฮัดสัน เป้าหมายขององค์กรนี้คือการล้มล้างวิสัยทัศน์ของเหล่าบิดาผู้ก่อตั้งชาติ ที่มองว่าอินเดียเป็นประเทศฆราวาสเป็นกลางทางศาสนา


อาสาสมัครของราษฏรีย์ สวายัมเสวก สังฆ์ (RSS) เข้าร่วมงานฉลองครบรอบ 100 ปีขององค์กรชาตินิยมฮินดู ณ สนามเรชิมบากห์ ในเมืองนาคปุระ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2025


NPR สัมภาษณ์ผู้นำกลุ่มขวาจัดที่ใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ในอินเดีย

กลุ่มนั้นคือองค์กรชาตินิยมฮินดูที่มีแต่ผู้ชาย เรียกว่า ราษฏรีย์ สวายัมเสวก สังฆ์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อย่อว่า RSS

เป้าหมายของกลุ่มนี้คือการทำลายวิสัยทัศน์ของบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งอินเดียในฐานะประเทศฆราวาส บ้านของผู้คนที่มีความเชื่อหลากหลาย

สมาชิกบางส่วนขององค์กรนี้ และสมาชิกขององค์กรในเครือบางแห่ง ถูกกล่าวหาว่ายุยงให้เกิดการโจมตีชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมและคริสเตียนในอินเดีย ที่โด่งดังที่สุดคือ อดีตสมาชิก RSS คนหนึ่งลอบสังหารโมฮันดาส คานธี หนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์อินเดีย ในปี 1948

นักวิจารณ์กล่าวว่า รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี เป็นปฏิปักษ์ต่อชาวมุสลิมโดยเฉพาะ และหยิบยืมอุดมการณ์ชาตินิยมฮินดูขององค์กรนี้มาใช้

ผู้นำของขบวนการนี้ไม่ค่อยให้สัมภาษณ์สื่อตะวันตก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจเมื่อผู้ล็อบบี้ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้นำคนหนึ่งขอให้ NPR จัดการสัมภาษณ์

ดัตตาเทรยา โฮซาบาเล เลขาธิการใหญ่ของ RSS ซึ่งเป็นเหมือนผู้บัญชาการอันดับสองขององค์กร อยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สัปดาห์นี้เพื่อบรรยายที่สถาบันฮัดสัน ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเชิงอนุรักษ์นิยม

ร็อบ ชมิตซ์ จาก NPR ได้พูดคุยกับโฮซาบาเลเพื่อหาคำตอบว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ที่เมืองหลวงของประเทศ และทำไมเขาถึงมาพูดคุยกับสื่อมวลชน

ฟังบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่นี่


https://www.npr.org/2026/04/25/nx-s1-5795781/india-rss-rashtriya-swayamsevak-sangh-interview-hindu-nationalist
.....

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2026 สถานีวิทยุ NPR ได้ออกอากาศบทสัมภาษณ์ที่หาฟังได้ยากและมีความสำคัญยิ่ง กับ Dattatreya Hosabale เลขาธิการทั่วไป (และผู้มีอำนาจลำดับที่สอง) ขององค์กร Rashtriya Swayamsevak Sangh (RSS) RSS เป็นองค์กรชาตินิยมฮินดูที่มีฐานอยู่ในอินเดีย ประกอบด้วยผู้ชายทั้งหมด และได้รับการพิจารณาอย่างกว้างขวางว่าเป็นกลุ่มขวาจัดที่ใหญ่ที่สุดในโลก การสัมภาษณ์ซึ่งดำเนินการโดยร็อบ ชมิตซ์ จาก NPR ในวอชิงตัน ดี.ซี. นั้นมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้นำของ RSS แทบไม่เคยติดต่อกับสื่อตะวันตกเลย

ประเด็นสำคัญจากการสัมภาษณ์
ภารกิจทางการทูต: โฮซาบาเลอยู่ในวอชิงตันเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ที่สถาบันฮัดสัน ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเชิงอนุรักษ์นิยม การสัมภาษณ์เริ่มต้นโดยผู้ล็อบบี้ที่1เป็นตัวแทนของ RSS ซึ่งบ่งชี้ถึงความพยายามเชิงกลยุทธ์ในการนำเสนออุดมการณ์ของพวกเขาโดยตรงต่อผู้ชมชาวตะวันตก

วิสัยทัศน์ทางโลก: 
การสัมภาษณ์กล่าวถึงเป้าหมายหลักของ RSS คือการเปลี่ยนอินเดียจากอัตลักษณ์ทางโลกดั้งเดิมไปสู่รัฐฮินดู (ประเทศฮินดู)

การกล่าวถึงประเด็นขัดแย้ง: 
ชมิทซ์ตั้งคำถามกับโฮซาบาเลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่เป็นข้อถกเถียงของกลุ่ม รวมถึงความเชื่อมโยงทางอุดมการณ์กับการลอบสังหารมหาตมา คานธี และข้อกล่าวหาว่าวาทกรรมของกลุ่มยุยงให้เกิดความรุนแรงต่อชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมและคริสเตียนในอินเดีย

อิทธิพลทางการเมือง: 
โฮซาบาเลกล่าวถึงความสัมพันธ์ขององค์กรกับรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ซึ่งนักวิจารณ์หลายคนโต้แย้งว่าได้ดำเนินนโยบายที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากอุดมการณ์ชาตินิยมของ RSS


บริบทขององค์กร
RSS ก่อตั้งขึ้นในปี 1925 ทำหน้าที่เป็นองค์กรแม่ทางอุดมการณ์ของพรรคภารติยะ ชนตา (BJP) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่ปกครองอินเดีย ในขณะที่กำลังจะครบรอบ 100 ปี ในช่วงปลายปี 2025/ต้นปี 2026 กลุ่มนี้ได้มีบทบาทมากขึ้นในแวดวงการทูตระดับโลกเพื่อจัดการภาพลักษณ์ระหว่างประเทศของตน
.....


RSS Explained: The Story of Rashtriya Swayamsevak Sangh | History, Growth & Influence

The Indian Express

Sep 8, 2025 

What is the RSS? Founded in 1925 by Dr. Keshav Baliram Hedgewar in Nagpur, the Rashtriya Swayamsevak Sangh has grown into one of the world’s largest voluntary organizations. From morning shakhas to disaster relief, from social work to its political offshoot the BJP — the RSS has been at the center of India’s cultural and political story for nearly a century.

In this explainer, we dive into:

How Hedgewar’s vision emerged from the Hindu Mahasabha and contrasted with Gandhi’s INC

The scale of RSS today: millions of swayamsevaks, 60,000 shakhas, and the vast Sangh Parivar network

What really happens at a shakha

The debates and controversies that have kept RSS in the headlines

https://www.youtube.com/watch?v=WCsKuL9SpNw




#บังหล่า รปภ. ดาวติ๊กต็อก ถูกตำรวจไปหา สั่งให้ลบคลิป? ถูกสั่งให้โกนหัวและใส่แมส? ดูเหมือนจะไม่มีสักสำนักข่าวหลักเสนอข่าวนี้ มีคนโพสต์ถาม มีสำนักข่าวไหนจะทำข่าวนี้ไหมนะครับ?

https://www.facebook.com/jatetanut/posts/27481767038092522

Jatetanut Piriyapradiskul 
9 hours ago
·
#บังหล่า รปภ. ดาวติ๊กต็อก ถูกตำรวจไปหา สั่งให้ลบคลิป? ถูกสั่งให้โกนหัวและใส่แมส?
.
หลายๆ คนที่เล่น Tiktok (ติ๊กต็อก) อาจเคยเห็นชายคนนี้ทำคลิปลิปซิงค์เล่นสนุกๆ หรือไลฟ์สดพูดคุยกับเพื่อนๆ คลายเหงาเหมือนคนทั่วไป แต่มีผู้ชมบางส่วนเข้าไปคอมเมนต์ด้วยข้อความไม่เหมาะสม หรือพาดพิงบุคคลที่สาม รวมถึงหมิ่นประมาทบุคคลที่สาม แต่ดูเหมือนบังหล่าก็ไม่ได้รู้จักหรือมีความเกี่ยวข้องอะไรกับเจ้าของคอมเมนต์เหล่านั้น อีกทั้งการคอมเมนต์จากคนอื่นนั้นก็ถือว่าอยู่นอกเหนือการควบคุมของบังหล่าในฐานะเจ้าของช่อง
.
ตามที่มีคนคอมเมนต์ไว้ และที่บังหล่าออกมาเล่า ว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปหาที่บ้าน บอกให้ลบคลิป และสุดท้ายแล้วเขาต้องออกจากงาน (เพราะอะไร?) รวมถึงบางคอมเมนต์อ้างว่าเขาถูกสั่งให้โกนหัวและใส่แมสด้วย?! ข้อมูลเหล่านี้จริงเท็จประการใด เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องควรออกมาชี้แจงต่อสาธารณะอย่างโปร่งใสเพื่อให้เกิดความชัดเจน และลดการเข้าใจผิดด้วยนะครับ
.
บังหล่าทำอะไรผิด? ทำไมตำรวจถึงต้องไปหาเขา? ทำไมเขาถึงต้องลบคลิป? ทำไมเขาถึงตกงาน? สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมกับบังหล่าแล้วจริงๆ ใช่ไหม?
.
มีสำนักข่าวไหนจะทำข่าวนี้ไหมนะครับ? เห็นสมัยนี้หลายสำนักข่าวชอบหาคอนเทนต์จาก Tiktok ไปทำข่าวกัน บางเนื้อหาก็เป็นแค่เรื่องทั่วไป เป็นคอนเทนต์ตลกๆ หรือหมาแมว ยังเอาไปทำเป็นเนื้อหาข่าวกันได้ เหตุการณ์นี้มีคุณค่าและองค์ประกอบข่าวสูงกว่าข่าวพวกนั้นอีกนะครับ เรียนเชิญ บ.ก. สำนักข่าวต่างๆ พิจารณาครับ Amarin TV Thairath - ไทยรัฐออนไลน์ ThairathTV ไทยรัฐนิวส์โชว์ Matichon Online - มติชนออนไลน์ Khaosod - ข่าวสด Dailynews - เดลินิวส์ออนไลน์ และหากเป็นไปได้ อยากเห็นรายการ โหนกระแส เชิญบังหล่า และเจ้าหน้าที่ตำรวจไปออกรายการด้วย
.
ถ้าสื่อมวลชนทั้งหลายเห็นค่าของ รปภ. คนนี้ หรืออย่างน้อยก็เห็นค่าของ 'เสรีภาพสื่อ' ที่ประชาชนธรรมดาๆ คนหนึ่งถูกปิดกั้นโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็ควรทำข่าวเรื่องนี้อย่างยิ่งครับ ฝากไว้พิจารณาครับ
#สิทธิมนุษยชน #เสรีภาพสื่อ




ผู้ใช้ TikTok ‘บังหล่า’ ถูกคุกครม โดนบีบบังคับให้ลบคลิปทั้งหมด บังคับให้ตัดผมสกินเฮด ต่อมาถูกกดดันจนลาออกจากงาน หลังถูกแจ้งความ 112 แต่ไม่เข้าข่ายความผิด ความหน้าคล้ายทำให้เกิดปัญหา


ตุ๊ดส์review 
6 hours ago
·
ผู้ใช้ TikTok ‘บังหล่า’
ถูกบังคับให้ลบคลิปทั้งหมด
บังคับให้ตัดผมสกินเฮด
ต่อมาถูกกดดันจนลาออกจากงาน
หลังถูกแจ้งความ 112 แต่ไม่เข้าข่ายความผิด
- คุณ 'บังหล่า' เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย ที่เป็นที่พูดถึงช่วงข้ามคืนในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา เขาก็ลง VDO Clip ของตัวเองใน TikTok ตามปกติ ไม่ได้มีเนื้อหาผิดกฎหมายแต่อย่างใด และเพราะเนื้อหาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง หรือการดูหมิ่น จึงทำให้หลังการถูกแจ้งความ ไม่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย
- แต่หลังจากนั้น เกิดแรงกดดัน ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าพบ เพื่อให้ลบ VDO และบริษัทจึงสั่งให้เปลี่ยนทรงผม และในที่สุดขณะนี้ ต้องออกจากงานเป็นที่เรียบร้อย หลังถูกสั่งพักงานไปครับ (เขาตัดสินใจลาออก โดยระบุเหตุผลใน TikTok ว่ารู้สึกไม่สบายใจที่ทำให้บริษัทองค์กรเดือดร้อนเพราะตัวเขา)
- ส่วนตัวมองว่า กฎหมายมาตรา 112 อาจจะยังมีปัญหา และควรทบทวนการบังคับใช้ต่อไป เพื่อไม่ให้ทำร้ายสังคม และผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีเจตนามุ่งร้ายกับสถาบัน คิดว่าเป็นประเด็นที่เราควรใช้วิจารณญาณ และพูดคุยได้ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขกฎหมาย ให้ปกป้องประชาชนมากกว่านำมาใช้เป็นอาวุธโจมตี หรืออาจกลั่นแกล้งใคร โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดีครับ
- ทั้งนี้ ทางเพจไม่ได้มองข่าวนี้เป็นเรื่องขำขัน แต่อยากให้เราใช้กฎหมายอย่างถูกต้องชอบธรรม ต่อผู้คนในสังคม ไม่ใช่การสร้างสังคมแห่งความหวาดกลัวครับ
- มีคนเคยพิมพ์ไว้ว่า "ถ้าไม่ชั่ว ไม่ต้องกลัว 112" แต่พี่ รปภ. คนนี้ยังไม่ได้ทำชั่วร้ายอะไรเลย อยากให้สังคมมองด้วยหัวใจ ที่เคารพผู้คน และมีเหตุมีผลต่อกันให้มากขึ้น
ขอให้พี่บังหล่า ได้งานใหม่ไวๆ และปลอดภัยจากการถูกคุกคามครับ ผมมองว่าสังคมไทยในขณะนี้ เรา 'กำลังสร้างความกลัว' ต่อกันจนขาด empathy ครับ


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1544366430587649&set=a.808136554210644
.....









วันอาทิตย์, เมษายน 26, 2569

หนึ่งใน ๒ เรื่องหลักๆ ที่เป็นนิมิตหมายการเป็น ‘ฝ่ายค้านเชิงรุก’ ของพรรคประชาชน คือการตั้ง ครม.เงา เสนอในสิ่งที่ดีกว่า ให้ประชาชนเห็นเป็นรายสัปดาห์

การประชุมใหญ่ของพรรคประชาชนช่วงเช้าวันนี้ (๒๖ เมษา) นับว่าเป็นหมุดหมายใหม่ทางการเมืองไทย โดยผลที่ออกมาที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ บอกว่า “ตกผลึก” ในการจัดตั้ง ครม.เงา เสนอแนวคิดให้ประชาชนทราบเป็นรายสัปดาห์

สรุปรวบรัด ๒ เรื่องหลักๆ ที่เราเห็นว่าเป็นนิมิตหมายในการทำหน้าที่ ฝ่ายค้านเชิงรุก ของพรรคประชาชน ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป ๑-๒ ปี ก่อนคดีที่ ปปช.ยื่นฟ้องศาลฎีกาฯ เพื่อตัดสิทธิการเมือง ๔๔ สส.ก้าวไกล อันมี ๑๐ สส.ปชน.ระดับแกนนำรวมอยู่ในนั้น จะสิ้นสุด

เรื่องแรกคือ การคัดสรรผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งของพรรค ต่อนี้ไปจะเร่งรัดให้รวดเร็วขึ้น ให้แล้วเสร็จในราวเดือนกรกฎาคม เพื่อที่พวกเขาจะได้ลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ระยะหนึ่งก่อนถึงวันเลือกตั้ง เป็นการเรียนรู้และฝึกฝนเอาไว้ก่อน พร้อมทั้งให้ชาวบ้านคัดกรองไปในตัว

“๓.การทำงานยุทธศาสตร์พื้นที่ พรรคได้ตั้งทีมทำงานขึ้นมา...เราเตรียมพร้อมจะเคาะผู้สมัครให้เร็ว ให้ลงไปทำงานในพื้นที่ ให้มีเวลาในการเข้าไปนำเสนอนโยบาย และปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ทางความคิดให้กับประชาชน” โดยเฉพาะในเรื่องปัญหาของผู้สมัคร

“ยิ่งเราเคาะผู้สมัครได้เร็ว ประชาชนก็ยิ่งมีโอกาสเข้ามาตรวจสอบผู้สมัครของเราได้เร็ว” รวมไปถึงในระดับท้องถิ่น ภายในต้นเดือนกรกฎานี้ น่าจะประกาศเปิดตัวผู้สมัครของพรรค ทั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก. (เพื่อให้เห็นว่า สายสะพายหรือจะจะสู้ฐานรากประชาชน)

อีกเรื่อง จากคำพูดของ รองหัวหน้าพรรค วีรยุทธ์ กาญจนชูฉัตร ที่ว่า “สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือปัจเจกกำลังโด่งดังแต่กระบวนการกำลังพังทลาย” พรรค ปชน.จะปักหลักทำงานมวลชนอย่างหัวหกก้นขวิดกันทุกระดับ ตั้งแต่แกนนำลงไปถึงเครือข่ายระดับหมู่บ้าน

ผ่านทาง ครม.เงา ซึ่งจะเปิดเผยรายชื่อเร็วๆ นี้ นอกจาก “เป็นกลไกหัวหอกทั้งตรวจสอบรัฐบาล และเสนอในสิ่งที่ดีกว่า ให้ประชาชนเห็น ได้รู้สึกว่าประเทศไทยมันดีกว่านี้ได้ ไม่อยากให้คนหมดความคาดหวังกับการเมือง เศรษฐกิจไทย”

ครม.เงานี้จะมีการประชุมกันทุกสัปดาห์ “เพื่อเสนอให้ประชาชนเห็นในสิ่งที่ดีกว่า” ครม.นี้ไม่ใช่ตั้งคู่ขนานกับกระทรวงต่างๆ แต่จะ “แบ่งงานเป็นสี่ด้าน มีฝั่งที่ดูแลเรื่องความมั่นคง ดูแลเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องคุณภาพชีวิต และการปฏิรูปรัฐ กฎหมาย

จะเป็นการทำงานเชื่อมต่อทุกองคาพยพของพรรค ตั้งแต่ระดับแกนนำและ สส. ไปถึงเครือข่ายตัวแทนพรรคในพื้นที่” ตั้งแต่แกนนำลงไป นอกจากสี่โครงใหญ่แล้วจะยังมีทีมย่อย เช่น ด้านดิจิตอล ด้านเอสเอ็มอี  ด้านเศรษฐกิจใหม่” อจ.ต้นเผย

(https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/n1fBMzQbg9 และ https://www.facebook.com/thestandardth/posts/KMnmmE8k)

War is Peace now ? ลองฟังคำตอบของ Pete Hegseth หัวหน้าเพนตากอน เมื่อถูกถามว่า เขาจะพิจารณาเปลี่ยนชื่อ "กระทรวงการสงคราม" ให้กลายเป็น "กระทรวงสันติภาพ" หรือไม่







 https://x.com/TirthRajSharma5/status/2047940030363308069







Pete Hegseth ตอบคำถามจาก TMZ เมื่อถูกถามว่า เขาจะพิจารณาเปลี่ยนชื่อ "กระทรวงการสงคราม" (Department of War) ให้กลายเป็น "กระทรวงสันติภาพ" (Department of Peace) หรือไม่

“สถาบันเพียงแห่งเดียวที่สมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในทุกๆ ปี คือกองทัพสหรัฐฯ”

บทสนทนานี้สะท้อนให้เห็นถึงแก่นสารสำคัญในปรัชญาของ Pete Hegseth ที่มีต่อความมั่นคงแห่งชาติและบทบาทของกองทัพ

ความคิดเห็นที่ Hegseth มีต่อ TMZ นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเขา หากแต่สะท้อนถึงข้อโต้แย้งที่เขายึดถือและผลักดันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิดีโอของ PragerU ที่มียอดผู้เข้าชมจำนวนมาก ซึ่งมีชื่อเรื่องว่า "ใครควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ?" ### ปรัชญา: "สันติภาพผ่านความเข้มแข็ง" (Peace Through Strength)

ข้อโต้แย้งของ Hegseth ตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า กองทัพสหรัฐฯ คือ "ผู้ค้ำประกันสันติภาพ" หลักของโลก ตรรกะของเขาประกอบด้วยประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้:

การป้องปรามคือการสร้างสันติภาพ: เขาให้เหตุผลว่า เสถียรภาพของโลกไม่ได้เกิดขึ้นจากสนธิสัญญาหรือองค์กรทางการทูตต่างๆ เช่น สหประชาชาติ (UN) หากแต่เป็นเพราะกองทัพสหรัฐฯ คอยควบคุมดูแล "พวกคนร้าย" (the bad guys) เอาไว้

"ตำรวจโลก" (Global Sheriff): Hegseth มักเปรียบเปรยกองทัพสหรัฐฯ ว่าเสมือนกองกำลังตำรวจระดับโลกที่คอยออกตรวจตราดูแลความสงบเรียบร้อย เขาโต้แย้งว่า หากสหรัฐฯ ปลดอาวุธลง ภูมิภาคต่างๆ เช่น ยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออก จะต้องตกอยู่ในความโกลาหลและสงครามในทันที

แบบอย่างทางประวัติศาสตร์: เขาอ้างถึงสงครามโลกทั้งสองครั้งและสงครามเย็นว่าเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า การเข้าแทรกแซงทางทหารของสหรัฐฯ (หรือการขู่ว่าจะเข้าแทรกแซง) ได้ช่วยยุติความรุนแรงในระดับโครงสร้างและช่วยรักษาไว้ซึ่ง "โลกเสรี"

บริบทของ "กระทรวงการสงคราม"

การกล่าวถึง "กระทรวงการสงคราม" นั้นมีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษในปี ค.ศ. 2026 เนื่องจากหลังจากเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน รัฐบาลของทรัมป์ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหาร (เมื่อเดือนกันยายน 2025) เพื่ออนุญาตให้ใช้ตำแหน่ง "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสงคราม" (Secretary of War) เป็นชื่อตำแหน่งรองสำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้

Hegseth เป็นผู้ที่สนับสนุนการปรับเปลี่ยนชื่อเรียกนี้อย่างแข็งขัน โดยให้เหตุผลว่า:

1. ความชัดเจนในวัตถุประสงค์: ชื่อ "กลาโหม" (Defense) นั้นสื่อถึงการตั้งรับ ในขณะที่ชื่อ "การสงคราม" (War) มีความตรงไปตรงมาเกี่ยวกับขีดความสามารถสูงสุดของกระทรวงนี้ นั่นคือ "อำนาจในการทำลายล้าง" (lethality)

2. ความได้เปรียบทางจิตวิทยา: เขาเชื่อว่าการหวนกลับไปใช้ธรรมเนียมการตั้งชื่อแบบก่อนปี 1947 จะช่วยส่งสารที่ทรงพลังยิ่งขึ้นในเรื่อง "สันติภาพผ่านความเข้มแข็ง" ไปยังฝ่ายตรงข้าม




อาชญากรรมไซเบอร์กลายเป็นอุตสาหกรรมชั้นนำใน 'สแคมโบเดีย' ได้อย่างไร


Reporter Journey
April 22
·
หลังจากที่สื่อใหญ่ด้านเศรษฐกิจและการเงินระดับโลกของสหรัฐฯ อย่าง The Wall Street Journal (WSJ) ได้เผยแพร่รายงานเชิงลึกที่ตีแผ่ความจริงอันมืดมนเบื้องหลังการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศกัมพูชา โดยระบุว่าขบวนการหลอกลวงออนไลน์และอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ทำรายได้สูงสุดของประเทศ ส่งผลให้กัมพูชาถูกประชาคมโลกเรียกชื่อใหม่ว่าเป็น "Scambodia"
.
ชื่อนี้เป็นการรวมคำ 2 คำระหว่างคำว่า "Scam" และ "Cambodia" ได้อย่างลงตัวเสมือนเป็นคำที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกันและกัน ที่บรรพบุรุษของเขมรเหมือนมองเห็นอนาคตล่วงหน้าเอาไว้แล้วว่า กัมพูชาจะกลายเป็นฐานใหญ่ของพวกบรรดาสแกมเมอร์ แก๊งคลอเซนเตอร์ หรืออาชญกรไซเบอร์ของโลก นำมาซึ่งความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ที่สร้างตัวตนขึ้นมาเองโดยไม่ต้องไปเคลมของชาติใด
.
ในบทความนี้ผู้เขียนจะถอดความแบบชัดๆ ให้อ่านว่า WSJ กล่าวถึงเขมรในฐานะประเทศ Scambodia ว่าอย่างไร แล้วจุดไหนที่ทำให้ชาวเขมรถึงกับร้องระงมกันทั้งประเทศ
.
อนุสาวรีย์แห่ง "เงินบาป" กลางเมืองหลวง
.
รายงานของ WSJ เริ่มต้นด้วยการฉายภาพตึกระฟ้าสีทองอร่ามที่กำลังก่อสร้างในกรุงพนมเปญ ซึ่งตั้งตระหง่านเป็นอาคารที่สูงที่สุดของประเทศ อาคารแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการพัฒนาทางอสังหาริมทรัพย์ แต่สื่อต่างชาติมองว่ามันคือ "อนุสาวรีย์" ของความมั่งคั่งที่สร้างขึ้นจากหยาดเหงื่อและน้ำตาของเหยื่อทั่วโลก
.
บริษัทผู้อยู่เบื้องหลังการก่อสร้างอาคารแห่งนี้ มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มธุรกิจที่เพิ่งถูกกระทรวงการคลังสหรัฐอเมริกาประกาศคว่ำบาตร เนื่องจากพบหลักฐานว่ามีส่วนพัวพันกับการฟอกเงินและเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ระดับโลก
.
ตัวเลขที่ WSJ นำเสนอสร้างความตกตะลึงให้กับแวดวงเศรษฐกิจโลก มีการประเมินว่าอุตสาหกรรมการหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชา สามารถสร้างเม็ดเงินได้สูงถึง 12,500 - 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือราว 4.02 - 6.11 แสนล้านบาท
.
มูลค่าดังกล่าวพุ่งสูงจนแซงหน้าอุตสาหกรรมผลิตเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ ซึ่งเคยเป็นภาคส่วนเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดและถูกกฎหมายของประเทศไปแล้ว
.
เมื่อนำตัวเลขนี้ไปเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของกัมพูชา จะพบว่ามูลค่าของธุรกิจสีเทานี้อาจเทียบเท่ากับเกือบ 60% ของ GDP ทั้งประเทศ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า อาชญากรรมไซเบอร์ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาอาชญากรรมทั่วไป แต่ได้แทรกซึมกลายเป็นกลไกหลักที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ไปแล้ว
.
"ทาสยุคใหม่" เบื้องหลังความมั่งคั่งใต้ร่มทุนจีนเทาและผู้มีอำนาจ
.
ความโหดร้ายที่ซ่อนอยู่หลังเม็ดเงินมหาศาลคือ "วิกฤตมนุษยธรรม" องค์การสหประชาชาติ (UN) ประเมินว่ามีชาวต่างชาติมากกว่า 100,000 คน ถูกหลอกลวงผ่านหน้าฉากที่เป็นประกาศรับสมัครงานรายได้ดี เมื่อคนเหล่านี้เดินทางมาถึงกัมพูชา พวกเขาจะถูกยึดหนังสือเดินทางและถูกกักขังใน "นิคมสแกมเมอร์" ซึ่งมีสภาพไม่ต่างจากเมืองขนาดย่อมที่มีรั้วลวดหนามและกองกำลังติดอาวุธคอยควบคุม
.
เหยื่อเหล่านี้ถูกบีบบังคับให้ทำงานเป็นสแกมเมอร์วันละ 12-16 ชั่วโมง เพื่อหลอกลวงผู้คนทั่วโลกผ่านกลวิธีต่างๆ เช่น การหลอกให้รักแล้วชวนลงทุน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการหลอกลวงด้วยคริปโตเคอร์เรนซี หากใครทำยอดไม่ได้ตามเป้าหมาย หรือพยายามหลบหนี จะถูกลงโทษด้วยการทำร้ายร่างกาย ช็อตไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งถูกขายต่อไปยังนิคมฯ อื่นราวกับเป็นสิ่งของ
.
WSJ ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังอุตสาหกรรมนี้คือกลุ่มอาชญากรข้ามชาติชาวจีนที่ย้ายฐานปฏิบัติการมาตั้งหลักในกัมพูชา คำถามสำคัญคือ ทำไมต้องเป็นกัมพูชา ?
.
คำตอบอยู่ที่ช่องโหว่ทางกฎหมายและการทุจริตเชิงระบบ รายงานระบุว่าแก๊งเหล่านี้ใช้เงินทุนมหาศาลในการติดสินบนและสร้างสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับผู้มีอิทธิพลและเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง ทำให้พวกเขาสามารถกว้านซื้อที่ดิน สร้างนิคมอาชญากรรม และดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายได้อย่างเปิดเผยโดยปราศจากการตรวจสอบจากการบังคับใช้กฎหมายในท้องถิ่น
.
ขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ได้สร้างความเสียหายไปทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ
.
ข้อมูลจากทางการระบุว่า ในปี 2024 เพียงปีเดียว ชาวอเมริกันสูญเสียเงินให้กับกลุ่มสแกมเมอร์ที่มีความเชื่อมโยงกับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแล้วกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.2 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
.
และแม้ทางการกัมพูชาจะทำทีทำท่าว่ามีพยายามแสดงออกถึงการปราบปราม แต่ด้วยขนาดของเม็ดเงินมหาศาลเกือบครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจประเทศ ทำให้ความท้าทายนี้ยังคงเป็นประเด็นใหญ่ที่โลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด
.
รัฐบาลเขมรกรี๊ด พวกเราโดนใส่ร้ายให้เสียเกียรติ
.
หลังจากการเผยแพร่บทความนี้ กระทรวงสารสนเทศของกัมพูชาได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รายงานฉบับล่าสุดของ WSJ อย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่ามีการใช้ภาษาที่ดูหมิ่นและไม่เป็นมืออาชีพ ซึ่งบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความพยายามของกัมพูชาในการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ และส่งผลเสียต่อศักดิ์ศรีของประเทศ
.
นายเทพ อัสนาริธ (Tep Asnarith) โฆษกกระทรวงสารสนเทศ ระบุว่าการที่ WSJ เชื่อมโยงชื่อของกัมพูชาเข้ากับขบวนการต้มตุ๋นระดับโลก ถือเป็นการโจมตีชื่อเสียงและอัตลักษณ์ของชาติ และสะท้อนถึงเจตนาที่ต้องการยุยงให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเกียรติยศของชาวกัมพูชาในเวทีสากล
.
กระทรวงฯ ได้ทำหนังสือถึงบรรณาธิการบริหารของ WSJ เพื่อให้แก้ไขเนื้อหา โดยเฉพาะประเด็นที่รายงานพรรณนาถึงตึกระฟ้าสีทองในกรุงพนมเปญว่าเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ
.
โฆษกกระทรวงฯ ย้ำว่า สื่อมีหน้าที่นำเสนอข้อมูลและส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ไม่ใช่บิดเบือนความจริงหรือทำลายเกียรติภูมิของชาติ พร้อมขู่ว่าการใช้ถ้อยคำที่ลดทอนคุณค่าซ้ำๆ อาจกลายเป็นเชื้อไฟให้เกิดการเหยียดเชื้อชาติและถือเป็นรูปแบบหนึ่งของสงครามจิตวิทยา
.
แม้รัฐบาลจะปฏิเสธการถูกตราหน้าในเชิงลบ แต่ยอมรับว่าอาชญากรรมไซเบอร์เป็นความท้าทายระดับโลกที่ต้องอาศัยการประสานงานร่วมกัน โดยกัมพูชายังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหานี้ผ่านการบังคับใช้กฎหมายและความร่วมมือระหว่างประเทศ
.
นายอัสนาริธระบุทิ้งท้ายว่า กัมพูชายินดีรับฟังการรายงานถึงความท้าทายต่างๆ ในเชิงสร้างสรรค์เพื่อร่วมกันหาทางออก แต่ไม่สามารถยอมรับการใช้ภาษาที่รุนแรงและดูหมิ่นอธิปไตยของชาติได้ โดยเฉพาะเมื่อมันสร้างความไม่เป็นธรรมต่อกัมพูชาในขณะที่กำลังพยายามจัดการกับอาชญากรรมระดับโลก
.
อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ตึกระฟ้าสีทองยังคงตั้งตระหง่าน และเครือข่ายอิทธิพลท้องถิ่นยังคงได้รับผลประโยชน์จากเม็ดเงินสีเทา การล้างบาง "Scambodia" ให้หมดไปจากหน้าประวัติศาสตร์โลก ก็ยังคงเป็นความท้าทายที่ยากจะบรรลุผลสำเร็จในระยะเวลาอันใกล้นี้

Source
- https://www.wsj.com/.../cambodia-cybercrime-rise-why...
- https://phnompenhpost.com/.../ministry-demands-wsj.../


https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1520959562720187&set=a.226668178816005&id=100044184738486
.....

การเปลี่ยนแปลงของกัมพูชาไปสู่ศูนย์กลางระดับโลกสำหรับอาชญากรรมไซเบอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งมักเรียกกันว่า "สแคมโบเดีย" เป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างรวมกัน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การทุจริตอย่างเป็นระบบ และผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการระบาดของโควิด-19 สิ่งที่เริ่มต้นจากการพนันในท้องถิ่นได้พัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยการหลอกลวงแบบ "ฆ่าหมู" และการค้ามนุษย์

1. การเปลี่ยนผ่านจากการพนันไปสู่การหลอกลวง
รากฐานของอุตสาหกรรมนี้ถูกวางไว้ในช่วงกลางทศวรรษ 2010 โดยเฉพาะในเมืองชายฝั่งสีหนุวิลล์ ภายใต้โครงการริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน เมืองนี้ได้เห็นการไหลเข้าของเงินทุนจากจีนอย่างมหาศาล ทำให้กลายเป็นศูนย์กลางคาสิโน

อย่างไรก็ตาม ในปี 2019 รัฐบาลกัมพูชา (ภายใต้แรงกดดันจากปักกิ่ง) ได้สั่งห้ามการพนันออนไลน์ ส่งผลให้มีอสังหาริมทรัพย์ไฮเทคจำนวนมาก เช่น สำนักงาน โรงแรม และอพาร์ตเมนต์ เหลืออยู่ และเกิดช่องว่างของรายได้ กลุ่มอาชญากรได้ปรับเปลี่ยนสถานที่เหล่านี้อย่างรวดเร็วให้กลายเป็นศูนย์กลางการหลอกลวง โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีอยู่เพื่อกำหนดเป้าหมายเหยื่อทั่วโลก

2. กลไกของ "การฆ่าหมู" (Sha Zhu Pan)
"ผลิตภัณฑ์" หลักของกลุ่มเหล่านี้คือการหลอกลวงแบบฆ่าหมู นี่คือปฏิบัติการทางจิตวิทยาแบบระยะยาวที่ผู้หลอกลวงสร้างความไว้วางใจกับเหยื่อเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน (การ "เลี้ยงให้โต") ก่อนที่จะโน้มน้าวให้พวกเขาลงทุนในแพลตฟอร์มสกุลเงินดิจิทัลที่ฉ้อโกง (การ "ฆ่า")

3. แรงงานทาสและการค้ามนุษย์
แตกต่างจากธุรกิจแบบดั้งเดิม "โรงงานหลอกลวง" เหล่านี้ดำเนินการโดยใช้แรงงานบังคับ ผู้คนหลายพันคนจากทั่วเอเชีย (และเพิ่มมากขึ้นในแอฟริกาและยุโรป) ถูกล่อลวงด้วย "งานด้านเทคโนโลยีที่มีรายได้สูง" ที่โฆษณาบนโซเชียลมีเดีย

การกักขัง: เมื่อมาถึง หนังสือเดินทางของเหยื่อจะถูกยึด พวกเขาถูกกักขังอยู่ในสถานที่ที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เช่น สถานที่ฉาวโฉ่อย่าง O'Smach หรือ Chinatown ซึ่งล้อมรอบด้วยลวดหนามและมีทหารยามติดอาวุธคอยเฝ้า

การบีบบังคับ: คนงานถูกบังคับให้ทำตามโควต้าการหลอกลวงที่เข้มงวด หากทำไม่สำเร็จ พวกเขาจะถูกทำร้ายร่างกาย ถูกช็อตด้วยไฟฟ้า หรือถูก "ขายต่อ" ไปยังสถานที่อื่นๆ

วงจรเรียกค่าไถ่: ครอบครัวมักถูกเรียกเก็บเงินหลายพันดอลลาร์เป็น "ค่าปล่อยตัว" เพื่อแลกกับการปล่อยตัวคนที่พวกเขารัก ซึ่งเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับแก๊งอาชญากร

4. การสมรู้ร่วมคิดและการคุ้มครองจากสถาบัน
การอยู่รอดของอุตสาหกรรมนี้ขึ้นอยู่กับการ "ครอบงำโดยชนชั้นนำ" เจ้าหน้าที่ระดับสูงและมหาเศรษฐีที่มีเส้นสายมักเป็นเจ้าของที่ดินหรือสถานที่ที่การดำเนินงานเหล่านี้ตั้งอยู่

เงินค่าคุ้มครอง: กลุ่มอาชญากรจ่าย "ค่าที่ปรึกษา" หรือสินบนให้กับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและนักการเมืองท้องถิ่นเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองจากการบุกค้น

การทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย: สถานที่เหล่านี้หลายแห่งดำเนินการภายใต้หน้ากากของ "เขตเศรษฐกิจพิเศษ" (SEZs) ซึ่งให้ความคุ้มครองทางกฎหมายและจำกัดความสามารถของผู้สืบสวนภายนอกในการแทรกแซง

5. ผลกระทบทางเศรษฐกิจระดับโลก
ขนาดของอุตสาหกรรมนี้น่าตกใจมาก ประมาณการระบุว่าเงินหลายพันล้านดอลลาร์ถูกดูดออกจากเหยื่อในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีนทุกปี เงินเหล่านี้มักถูกฟอกผ่านสกุลเงินดิจิทัลหรือระบบ "ธนาคารใต้ดิน" ในภูมิภาค ทำให้หน่วยงานระหว่างประเทศแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะกู้คืนได้

สถานะปัจจุบัน
แม้ว่าแรงกดดันจากนานาชาติจะนำไปสู่การบุกจับกุมและการ "ส่งตัวกลับประเทศ" เป็นครั้งคราว แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมนี้ปรับตัวได้สูง เมื่อสถานการณ์ในกัมพูชาร้อนระอุขึ้น กลุ่มอาชญากรมักจะย้ายปฏิบัติการข้ามพรมแดนไปยังพื้นที่ไร้กฎหมายของเมียนมาร์ (เช่น เมียวดี) หรือลาว ทำให้เกิดภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางไซเบอร์ทั่วโลกแบบเคลื่อนที่และไร้พรมแดน




ทำไม 'ชาตินิยม-รักชาติ' จึงขายได้ตลอดกาล ?!?

https://www.facebook.com/reel/1617862982668892



PEACETALK : วงพูดคุย สันติภาพชายแดนใต้ จะเดินไปทางไหน ท่ามกลางกระแส IO รุกหนัก


PEACETALK:วงพูดคุย :สันติภาพชายแดนใต้ จะเดินไปทางไหน ท่ามกลางกระแส IO รุกหนัก

The Reporters TV

Streamed live 12 hours ago #TheReporters #เดอะรีพอร์ตเตอร์ #สันติภาพชายแดนใต้

PEACETALK:วงพูดคุย :สันติภาพชายแดนใต้ จะเดินไปทางไหน ท่ามกลางกระแส IO รุกหนัก
ร่วมพูดคุยกับภาคประชาสังคมชายแดนใต้ นักวิชาการ และผู้เสียหายจากกรณีปฏิบัติการข่าวสาร ต่อประเด็นสันติภาพชายแดนใต้
-ลม้าย มานะการ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้
-ผศ.ดร.กุสุมา กูใหญ่ ผอ.สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
-รักชาติ สุวรรณ เครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพ
-ดร.สมัชชา นิลปัทม์ อาจารย์คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
-ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว รายการข่าว 3 มิติ,The Reporters
-มูฮัมหมัด อลาดี เด็งนิ ที่ปรึกษาสมัชชาสันติภาพชายแดนใต้-CAP
ดำเนินรายการโดย : ติชิลา พุทธสาระพันธ์ ผู้สื่อข่าว ThaiPbs
วันที่ 25 เม.ย.69 เวลา 13.00 น.

https://www.youtube.com/watch?v=_d9clIfYHWA




การไปยิงตัวแทนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นฝีมือของใครก็ตาม มันเป็นสัญญาณที่บอกว่าเราไม่เอาสันติภาพ เราไม่เอาการเจรจา มันโยงไปถึงหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งรัฐก็ควรทำให้ทุกอย่างมันโปร่งใส และจัดการให้


Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์
15 hours ago
·
❝ สัญญาณที่บอกว่าเราไม่เอาสันติภาพ ❞
.
แม้ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาค 4 ในฐานะ ผอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ยืนยันว่ากองทัพไม่มีส่วนข้อง คดีนี้เป็นการกระทำในลักษณะส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่ที่ฝ่าฝืนระเบียบและกฎหมายอย่างชัดเจน มิได้เป็นนโยบาย คำสั่ง หรือการดำเนินการใดๆ ของหน่วยงาน และไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจของ กอ.รมน.
.
จากนั้นปิดไมค์แล้วกล่าวว่า "ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ"
.
คำพูดดังกล่าวทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง สร้างแรงสั่นสะเทือนไปยังหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม กระตุ้นความหวาดระแวงและความรู้สึกเกลียดชัง ขณะเดียวกัน ชาวบ้านบางส่วนเรียกร้องให้ย้ายแม่ทัพภาค 4 ออกจากพื้นที่อีกด้วย
.
รศ.ดร.บัณฑิตอธิบายว่า ในฝั่งของนักวิชาการอย่าง ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรืองานของนักวิชาการหลายๆ ท่าน ต่างตั้งคำถามว่าถึงวันนี้ กอ.รมน. ควรจะมีบทบาทที่เปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน
.
“การไปยิงตัวแทนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นฝีมือของใครก็ตาม มันเป็นสัญญาณที่บอกว่าเราไม่เอาสันติภาพ เราไม่เอาการเจรจา มันโยงไปถึงหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งรัฐก็ควรทำให้ทุกอย่างมันโปร่งใส และจัดการให้

ดราม่า แม่ทัพภาค 4 ‘ไม่ปล่อยให้รอด’ ไฟใต้ไม่เคยดับ ความขัดแย้งลุกโชน
https://www.matichon.co.th/weekly/deep/article_892656

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1352469373581925&set=a.627369302758606




‘ปิยบุตร’ วิพากษ์ชัดๆ ซัดตรงๆ คดี ‘จริยธรรมนักการเมือง’



‘ปิยบุตร’ วิพากษ์ชัดๆ ซัดตรงๆ คดี ‘จริยธรรมนักการเมือง’

25.04.2026
มติชนสุดสัปดาห์

เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี

หมายเหตุ : เนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ในรายการ “ประชาธิปไตยสองสี” โดย “อธึกกิต แสวงสุข” (ใบตองแห้ง) ทางช่องยูทูบมติชนทีวี เมื่อต้นเดือนเมษายน

“ตอนนี้ มันกลายเป็นว่า (การผิด) มาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ที่ผลิตขึ้นมาในรัฐธรรมนูญ 2560 จากสิ่งที่โฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นมาตรการปราบโกง กลายเป็นอาวุธทรงพลังอานุภาพของ ‘ผู้ถือใบอนุญาตที่สอง’ ในการคัดเลือกว่าใครควรจะมาเป็นนักการเมือง เป็นผู้แทนฯ เป็นรัฐมนตรีในระบอบนี้”

นี่คือคำอธิบายสั้นกระชับได้ใจความที่ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่และนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ มีต่อประเด็นเรื่อง “การผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง” ซึ่งกลายมาเป็น “เครื่องมือสอยนักการเมือง” ชนิดใหม่ ในรัฐธรรมนูญ 2560

ก่อนที่นักการเมือง-นักนิติศาสตร์ผู้นี้จะลงรายละเอียดเพิ่มเติมว่า

“ตอนศาลฎีกามาตัดสินนักการเมืองสมัยก่อน ปัจจุบันก็ยังมีอยู่ มีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แล้วก็มีศาลอุทธรณ์แผนกคดีเลือกตั้ง ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง อันนั้นไปจัดการเรื่องคุณสมบัติผู้สมัคร ใบเหลือง ใบแดง หลังจาก กกต.ประกาศผลเลือกตั้งไปแล้ว

“ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองคือจัดการคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เขาจะมีองค์คณะเฉพาะของเขาเลย

“แต่ (รัฐธรรมนูญ) 2560 เพิ่มมาอีกอันหนึ่งคือ มาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ก็คือให้ ป.ป.ช.ชี้ แล้วก็ส่งคำร้องไปที่ศาลฎีกา ซึ่งศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เขาก็จะเลือกองค์คณะมา

“รอบนี้มันเลยเป็นรอบแปลก อย่างเมื่อก่อนมีกฎหมายวิธีพิจารณาความเขียนเอาไว้ว่า ผู้พิพากษาแต่ละท่านต้องมีคำวินิจฉัยส่วนตน ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องมีความเห็นส่วนตน แต่อันนี้เป็นศาลฎีกาที่ถ้าพูดกันตามตรง กฎหมายวิธีพิจารณายังไม่มีออกเลย อาจจะมีการใช้ระเบียบในที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาออกมาเป็นวิธีพิจารณาอะไรก็ว่าไป

“ผมพูดด้วยความเคารพกับบรรดาท่านผู้พิพากษาศาลฎีกา ผมเชื่อว่าท่านผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวนมากก็ไม่ได้อยากมาตัดสินคดีแบบนี้ แต่รัฐธรรมนูญมันบังคับให้เขาตัดสิน

“วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมว่าศาลฎีกายังงงเลยนะ ว่าตกลงแล้ว คดีนี้มันอะไร อย่างพอเป็นคดีอาญานักการเมืองมันยังชัด ผิด 157 ผิดฐานทุจริตคอร์รัปชั่น ผิดฐานรับสินบาทคาดสินบน มีกฎหมายอาญาเขียนอยู่ แต่ไอ้นี่ ‘(ผิด) มาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง’ องค์ประกอบความผิดเป็นอะไร?

“บรรดานักกฎหมายที่เรียนหนังสือมาทุกคน สำคัญที่สุดคือ เวลาคุณจะตัดสินใครและลงโทษใคร มันต้องมีองค์ประกอบความผิด แต่ ณ วันนี้ ยังไม่รู้เลยว่าองค์ประกอบความผิดของ ‘มาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง’ คืออะไร?”

ก่อนที่ปิยบุตรจะฉายภาพให้เห็นแบบชัดๆ ว่า ในระยะยาว เครื่องมือสอยนักการเมืองประเภทนี้ จะเซาะกร่อนบ่อนทำลายสังคมการเมืองไทยอย่างไร

“จริงๆ ผมก็อยากจะเห็นสักครั้ง ผมไม่เห็นด้วยกับที่มีมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงอย่างนี้หรอกนะ แต่ดูสิครับ (กฎหมายบังคับ) ใช้กับทุกองค์กร แต่มีแต่นักการเมืองโดนสอย นักการเมืองจากการเลือกตั้งด้วยที่โดนสอย ผมอยากดูว่ามีผู้พิพากษา ศาล อัยการ มีองค์กรอิสระไหม? หรือแม้กระทั่ง ส.ว.แต่งตั้งชุดที่แล้ว มันมีไหม? ไม่มีเลย

“ปัญหาคือระบบตรวจสอบเป็นสิ่งที่ต้องมี ในประเทศที่ปกครองแบบเสรีประชาธิปไตย ไม่ใช่ว่าหมายถึงเสียงข้างมากทำอะไรก็ได้ มันต้องมีระบบการตรวจสอบ ถูกต้อง แต่การตรวจสอบ เขามีเอาไว้ตรวจสอบทุจริตคอร์รัปชั่น มันไม่ใช่มีเอาไว้จัดการนักการเมืองที่คุณไม่ชอบ ทุกวันนี้มันเป็นการจัดการนักการเมืองที่พวกคุณไม่ชอบ

“ในขณะเดียวกัน เวลาพวกคุณรณรงค์โฆษณาชวนเชื่อ คุณก็ง่าย ประเทศนี้ใครด่านักการเมือง ใครตำหนินักการเมือง ถูกเสมอ เพราะนักการเมืองมีพฤติกรรมที่ไม่ดี ก็จริง แต่เวลาพูดจาวิพากษ์วิจารณ์นักการเมืองนี่ มันง่ายที่สุดกว่าการวิจารณ์องค์กรอื่น

“แล้วเวลาบอกว่า (ควร) ยกเลิกมาตรฐานจริยธรรม คนก็โวยวาย เฮ้ย จะให้นักการเมืองไม่มีจริยธรรมเหรอ? คือเทียบกันโดยที่ไม่ได้ดูเนื้อหารายละเอียดเลย ว่ามันถูกเอาไปใช้เป็นเครื่องมือในการคัดเลือกนักการเมืองที่ ‘เจ้าของใบอนุญาตที่สอง’ ให้ความเห็นชอบว่าคุณเหมาะสมควรเป็นหรือไม่ควรเป็น

“ไม่ต้องอื่นใด กรณีพวกผม ผมถูกตัดสิทธิ์ 21 กุมภาพันธ์ 2563 มีเสียงพี่น้องประชาชนคนสนับสนุนเราจำนวนมากก็พูด ตอนนี้ปี 2569 แล้ว อีก 4 ปีเอง รอวันกลับมา เดี๋ยวมันก็หาเรื่องจริยธรรมได้อีกครับ ถ้ามันยังอยู่แบบนี้

“สมมุติผม คุณธนาธร (จึงรุ่งเรืองกิจ) หรือวันหน้าคุณพิธา (ลิ้มเจริญรัตน์) คุณชัยธวัช (ตุลาธน) พ้นโทษ 10 ปี เกิดมาลงสมัครรับเลือกตั้ง เดี๋ยวมันก็จะต้องมี ‘นักร้อง’ ไปร้องอีกว่า การกระทำในอดีตที่ผ่านมาของคุณฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

“เพราะฉะนั้น วันข้างหน้านักการเมืองไทยที่มาจากการเลือกตั้งก็จะถูกบีบให้วงมันแคบลงเรื่อยๆ แล้วเราลองดูประวัติศาสตร์ถอยหลังกลับไป เอาปี 2550 หลังรัฐประหาร 2549 เราไล่มาเรื่อยๆ วงมันค่อยๆ เล็กลง เล็กลง เล็กลง

“จากเมื่อก่อนเข้าชื่อเสนอกฎหมายแก้ไข 112 ได้ แล้วสะดุดโดยประธานสภาฯ ไม่บรรจุ จำได้ไหมตอนปี 2555 ประธานสภาฯ ตีตก บอกไม่เข้าเกณฑ์หมวด 3 เรื่องสิทธิเสรีภาพ ร่างนี้ก็ไปไม่ถึงฝั่ง

“แต่ตอนนี้มันพัฒนาการขึ้นมาเรื่อยๆ ถึงขนาดที่ว่า อ๋อ เอ็งมี ส.ส.เหรอ แล้วเอ็งเสนอได้เหรอ เอ็งกล้าเสนอเหรอ ดังนั้น ถ้าเอ็งเสนอออกมา ก็ไม่บรรจุ ประธานก็ดึงไปดึงมา

“อย่ากระนั้นเลย ระแวดระวังว่าในอนาคตเกิดพวกมันชนะเลือกตั้งอีก แล้วพวกมันเป็นประธานสภาฯ ด้วย มันก็บรรจุวาระแก้ 112 เข้าสภาได้สิ ตัดไฟมันแต่ต้นลมดีไหม ก็เอาไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคตัดสิทธิ์ เพื่อให้เกิดแนวบรรทัดฐาน แล้วหลังจากนั้น เกิดอะไรขึ้นอีก ก็จะเล่นจริยธรรม ซึ่งกำลังโดนอยู่นี่ ถูกตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต

“ทั้งหมดเพื่อจะบอกว่า กฎหมายแบบนี้ห้ามเสนอ โดยที่ไม่มีมาตราอะไรห้ามในรัฐธรรมนูญ แต่ทุกคนจะเกิดความรู้สึกแล้วว่า อย่าไปยุ่ง ยุ่งแล้วจะซวย

“แล้วต่อไป นักการเมืองไทยก็จะแคบลง แคบลง แคบลง แคบลง จากนักการเมืองผู้มาจากการเลือกตั้งที่รับอาณัติจากประชาชน มาคิดมาอ่านทำอะไรต่างๆ ทั้งในทางเศรษฐกิจในทางการเมือง ก็จะถูกบีบบังคับให้นักการเมืองกลายเป็น ‘เจว็ด’ ทำแต่เรื่องปัดกวาดเช็ดถู และเอาตัวรอดไปวันๆ เพื่อหาเศษหาเลยกับงบประมาณแผ่นดิน

“แล้วคนไทยก็จะเกลียดนักการเมืองต่อไป”

https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_892263


ประชาธิปไตย2สี Iปิยบุตร แสงกนกกุล I 2 น้อยไป 2 มากไปDilemma พรรคส้ม Vs จริยธรรม “ผิดปกติใหม่”

https://www.youtube.com/watch?v=vTJ-SVdml9k