วันพุธ, พฤศจิกายน 22, 2560

เศร้ากับประเทศนี้... ฟังคำขอของประยุทธ์




https://www.facebook.com/VoiceTVonline/videos/1643425155716074/

...

1/ สวดมนต์ตลอดสามปีให้ผมเป็นคนดี…เพราะรู้ตัวว่าขณะนี้ผมเป็นคนเลวมาสามปี…สินะ?
เเต่ก็เลวตลอดมาและตลอดไป?

2/ เพราะมึงรู้ ปชช ไม่มีความสุขเพราการกระทำของ คสช ถ้าอยากให้ ปชช มีความสุข มึงก็ออกไปซะสิ

3/ เพราะมึงรู้ว่ามึงอยากอยู่ในอำนาจนานๆ ไม่อยากออกจากตำแหน่งใช่ไหม?
การขอพรพระ มันบ่งบอกถึงความในใจ…ว่าคิดอะไรอยู่

Aporn Pakshanont



Tyrant is gone, the tyranny NOT : Robert Mugabe has resigned as president of Zimbabwe. What is next for Zimbabwe? Despite the celebrations in the country the future looks bleak





หน้าด้านกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว - ครม.ประกาศ "สิทธิมนุษยชน" เป็นวาระแห่งชาติ





หน้าด้านกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

https://www.khaosod.co.th/politics/news_641414






...



...

ชวนอ่าน HRW's report on Thailand
https://www.hrw.org/world-report/2017/country-chapters/thailand

Excerpt:

Referendum and New Constitution

Thai authorities arrested at least 120 politicians, activists, journalists, and supporters of political movements who had criticized the proposed constitution, publicly announced they would vote “no,” urged voters to reject the draft constitution, or sought to monitor voting.


Censorship and Restrictions on Free Expression

The junta continued to censor public discussions related to human rights, democracy, the monarchy, and the NCPO’s performance.


Arbitrary Detention and Military Courts

On September 12, General Prayut revoked three NCPO orders that empowered military courts to try civilians for national security offenses, including sedition and lese majeste.


Lack of Accountability for Politically Motivated Violence

Despite evidence showing that government security forces were responsible for the majority of casualties during the 2010 political confrontation, which left at least 90 dead and more than 2,000 injured, no policymakers from the then Abhisit Vejjajiva government or military personnel have been charged for unlawfully killing and wounding protesters or passersby.


Violence and Abuses in Southern Border Provinces


Since January 2004, more than 6,000 ethnic Malay Muslims and Thai Buddhists have been killed in the armed conflict in Thailand’s southern border provinces.


Enforced Disappearances

Thailand signed the International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance in January 2012, but has yet to ratify the treaty. The penal code still does not recognize enforced disappearance as a criminal offense.


Human Rights Defenders


The killing and enforced disappearance of more than 30 human rights defenders and other civil society activists since 2001 remains a serious blot on Thailand’s human rights record.


Refugees, Asylum Seekers, and Migrant Workers

Thailand has not ratified the 1951 Refugee Convention and its 1967 Protocol. Thai authorities continued to treat asylum seekers, including those whom the UN recognized as refugees, as illegal migrants who are subject to arrest and deportation.

The government has failed to provide information regarding the current whereabouts and well-being of the over 100 ethnic Uighurs and Chinese dissidents deported to China in 2015, in violation of international law.


Anti-Narcotics Policy

The government has failed to pursue criminal investigations of extrajudicial killings related to anti-drug operations, especially the more than 2,800 killings that accompanied then-Prime Minister Thaksin Shinawatra’s “war on drugs” in 2003.


Environment

The Pollution Control Department received a budget allocation in January 2016 to clean up Klity Creek in Kanchanaburi province. The creek is contaminated by lead from a badly regulated and now-defunct lead processing factory that presents a health threat to hundreds of ethnic Karen families living downstream. In a landmark 2013 ruling, the Supreme Court ordered the government to clean up the site. At time of writing, however, no clean-up had begun.


Key International Actors


In June, Thailand was defeated by Kazakhstan in a bid to seek a non-permanent seat on the UN Security Council for 2017-2018.

UN bodies and Thailand’s major allies continued to urge the junta to respect human rights and return the country to democratic civilian rule through free and fair elections. During the Human Rights Council’s Universal Periodic Review of Thailand in May, the Office of the High Commissioner for Human Rights and many countries expressed concerns regarding violations of fundamental rights and freedoms since the May 2014 coup.

ooo





กองทัพไทยแถลง!! ยอมรับเอาสมอง-หัวใจ-กระเพาะอาหาร “น้องเมย” ไปแช่แข็งเก็บไว้!? (มีคลิป)






กองทัพไทยแถลง!! ยอมรับเอาสมอง-หัวใจ-กระเพาะอาหาร “น้องเมย” ไปแช่แข็งเก็บไว้!? (มีคลิป)


โดย Penpraden


จากกรณี น้องเมย หรือ นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ที่เสียชีวิตหลังกลับเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร เพียง 1 วัน โดยไม่ได้รับการชี้แจงใดๆ จากทางโรงเรียนเตรียมทหาร ได้รับเพียงใบใบมรณบัตรชี้แจงสาเหตุการเสียชีวิตว่ามาจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ครอบครัวออกมาร้องเรียนสงสัยการตายผิดปกติ

เนื่องจากให้แพทย์ผ่าชันสูตรพบว่าอวัยวะภายในทั้งตับ ไต ไส้ พุง หายไปทั้งหมด ส่วนกะโหลกศีรษะมีกระดาษทิชชูยัดไว้ สมองหายไป นอกจากนี้ยังตรวจพบกระดูกซี่โครงหัก 4 ซี่ และมีรอยช้ำภายในช่องท้องด้านขวา ด้านหลังภายในซีกซ้ายมีรอยช้ำ ไหปลาร้าหักทั้ง 2 ข้าง ซึ่งแพทย์ระบุว่า สาเหตุซี่โครงหักไม่น่าเกิดจากการปั๊มหัวใจ และรอยช้ำน่าจะเกิดจากการถูกกระแทกอย่างแรง ทำให้ข้องใจถึงสาเหตุการตาย

ล่าสุด วันที่ 21 พ.ย. 2560 มีรายงานว่า กองทัพไทย ได้แถลงข่าวกรณี นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ที่เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ โดยแพทย์ซึ่งผ่าชันสูตร กล่าวว่า จากการตรวจภายนอกไม่พบว่ามีบาดแผลจึงทำการผ่าเปิดภายใน ก็พบว่ามีกระดูกซี่โครงซี่ที่ 4 ข้างขวาหัก มีรอยช้ำของกล้ามเนื้อหน้าอกข้างขวา ซึ่งอาจเป็นผลจากการทำ CPR หน้าอกมีรอยช้ำ แต่ไม่ใช่เป็นสาเหตุการตายและไม่พบการถูกทำร้ายเสียชีวิต

ทั้งนี้ จากบาดแผลดังกล่าว ไม่ตอบโจทย์ว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เสียชีวิตได้อย่างไร จึงจำเป็นต้องตรวจทางกล้องจุลทรรศน์เพิ่มเติม ทางทีมแพทย์จึงต้องเก็บอวัยวะ ซึ่งโดยปกติการเก็บอวัยวะจะสุ่มเก็บในขนาดเท่ากับหัวแม่มือหรือครึ่งหนึ่งของอวัยวะ แต่ในกรณีที่เสียชีวิตอย่างผิดธรรมชาติและไม่ทราบสาเหตุ ทางการแพทย์มักเก็บสมองและหัวใจทั้งอวัยวะ ซึ่งในทางกายภาพสมองจะนิ่ม ซึ่งหากทำไม่ดีอาจจะเละ จึงต้องฉีดฟอร์มาลีนให้แข็งและป้องกันการเน่าเสีย เพื่อทำการชันสูตร






ส่วนผลการตรวจทางพิษวิทยา มีผล 3 ทางคือ ทางเลือด, ทางกระเพาะ และทางปัสสาวะ ซึ่งได้เก็บเลือดที่รพ.รามาธิบดี ส่วนกระเพาะปัสสาวะขณะนั้นไม่มีปัสสาวะจึงได้คืนไป และเนื่องด้วยกระเพาะปัสสาวะมีขนาดเล็กมากจึงอาจจะสังเกตได้ยาก ส่วนกระเพาะอาหารนั้นมีการเก็บไว้จริงเพื่อตรวจดูเศษอาหารและสารพิษ หลังเปิดกระเพาะอาหารแล้วไม่พบอะไรจึงเย็บคืนและฉีดฟอร์มาลีนไว้

ดังนั้น อวัยวะที่ทางสถาบันพยาธิได้เก็บไว้จึงประกอบด้วยหัวใจ สมอง และกระเพาะอาหารทั้งอัน รวมถึงสุ่มตัวอย่างอวัยวะไว้เพื่อทำสไลด์ตรวจทางห้องปฏิบัติการ ทั้งนี้ ได้ส่งรายงานชันสูตรให้พนักงานสอบสวนไปแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ ผลการชันสูตรน่าจะโน้มเอียงไปหาอาการทางหัวใจ คือ หัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ส่วนอวัยวะที่เหลือพร้อมคืนให้ญาติต่อไป





ทั้งนี้ในการแถลงข่าวดังกล่าว ผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหารยืนยัน การเสียชีวิตไม่เกี่ยวกับการซ่อม (ทำโทษ) ที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว

ด้าน พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงคดีดังกล่าวว่า แพทย์ได้นำหัวใจและปอดของนักเรียนเตรียมทหารไปตรวจพบว่าเสียชีวิตฉับพลัน ส่วนข้อเท็จจริงที่ญาติร้องเรียนขอให้สอบถามกับโรงพยาบาลที่กำลังตรวจสอบ พร้อมระบุได้รับการชี้แจงจากผู้บัญชาการทหารสูงสุดว่าการเสียชีวิตไม่ได้มาจากการถูกทำโทษ และที่บอกว่าซี่โครงหักก็ไม่เป็นความจริง ส่วนที่ญาติยังติดใจก็ขอแสดงความเสียใจด้วย เพราะเรื่องเช่นนี้ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

สะเทือนใจ พ่อ “น้องเมย” นักเรียนเตรียมทหาร โพสต์ซึ้งถึงลูกชายที่จากไป..





สะเทือนใจ พ่อ “น้องเมย” นักเรียนเตรียมทหาร โพสต์ซึ้งถึงลูกชายที่จากไป..


21 พฤศจิกายน 2560
ที่มา ข่าวสดออนไลน์


จากกรณีนายพิเชษฐ และนางสุกัลยา ตัญกาญจน์ ร้องสื่อมวลชนว่าลูกชายคือ นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 เสียชีวิตในวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา หลังกลับเข้าโรงเรียนเตรียมทหารเพียง 1 วัน และไม่ได้รับคำชี้แจงที่ละเอียดจากผู้เกี่ยวข้อง ได้รับเพียงใบมรณบัตรชี้แจงสาเหตุการตายจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน จากนั้นทางพ่อแม่ได้นำพร้อมนำศพของนายภคพงศ์ไปชันสูตรหาสาเหตการเสียชีวิตพบว่า อวัยวะภายในทั้ง ตับ ไต ไส้ พุง หายไปทั้งหมด ส่วนที่กะโหลกศีรษะมีกระดาษทิชชูยัดไว้ สมองหายไป นอกจากนี้ยังตรวจพบกระดูกซี่โครง 4 ซี่หัก และมีรอยช้ำภายในช่องท้องด้านขวา ด้านหลังภายในซีกซ้ายมีรอยช้ำ และที่ไหปลาร้าหักทั้ง 2 ข้าง ซึ่งแพทย์ระบุว่า ซี่โครงที่หักไม่น่าจะเกิดจากการปั๊มหัวใจ และรอยช้ำน่าจะเกิดจากการถูกกระแทกอย่างแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิเชษฐ บิดาของน้องเมย ได้โพสต์ภาพในเฟซบุ๊กของตนเอง เป็นภาพ น้องเมยนอนหนุนตักพ่อ โดยนายพิเชษฐ ระบุข้อความว่า #นอนตักพ่อ ครังสุดท้าย ก่อนเสียชีวิต#







ooo


ooo



สรุปจาก เจ๊ปุ้ย ตวงพร

ลำดับกรณี"นตท."1).นตท.ภคพงศ์ ตัญกานต์ เสียชีวิต 17 ต.ค. ใบมรณะบัตรแจ้งว่า ตายเพราะ "หัวใจวายเฉียบพลัน " ผบ.สส.ขอให้ครอบครัวยอมรับผลชันสูตร

2).24 ต.ค.ครอบครัว"ตัญกาญจน์"ตัดสินใจไม่เผาจริง ส่งศพพิสูจน์ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รอบ 2 จึงพบว่า มีซี่โครงหัก-พบรอยช้ำหลายแห่ง

3).ผลผ่าชันสูตรรอบ 2 พบ"อวัยวะสำคัญ"หายไป คือ สมอง-หัวใจ-กระเพาะอาหาร-กระเพาะปัสสาวะ โดยการผ่าชันสูตรครั้งแรกไม่แจ้งให้ญาติทราบ

4). 8 พ.ย.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทำเรื่องขอ"อวัยวะ" ทั้ง 4 ส่วนของ นตท.ภคพงศ์ จากสถาบันพยาธิวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขที่ผ่าครั้งแรก

5).พ่อของ"นตท.ภคพงศ์" ให้สัมภาษณ์อมรินทร์ทีวี เผยได้"โทรศัพท์"คุยกับลูกชายก่อนเสียชีวิตไม่ถึง 2 ชม. ลูกย้ำว่า"อย่าไว้ใจผู้พัน" ???

Check out Tuangporn Asvavilai (@pui_tuangporn):

ooo




คำว่าเกรียน นี่ไม่แค่ทรงผมเท่านั้น แต่คือสมองด้วย
ดูจากการแถของ 4 เกรียน
พวกเขาคิดว่าประชาชนกินแกลบหรือครับ

...............
กองทัพ แจงจำเป็นต้องเก็บอวัยวะ “น้องเมย” เพื่อชันสูตร พบพยาธิสภาพในหัวใจผิดปกติ

https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_641387


Thanapol Eawsakul

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เปิด ไดอารี่ ของ “น้องเมย” นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหารขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เขียนถึงชีวิตประจำวัน และความรู้สึกของการใช้ชีวิตภายในรั้วโรงเรียนเตรียมทหาร วันนี้เขาจากครอบครัวไปแล้ว







ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ added 3 new photos.
3 hrs ·


บันทึกของ “น้องเมย”

นี่เป็นบันทึกไดอารี่ที่เขียนด้วยลายมือของ “น้องเมย” นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหารขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นการเขียนถึงชีวิตประจำวัน และความรู้สึกของการใช้ชีวิตภายในรั้วโรงเรียนเตรียมทหาร ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. 60

วันนี้เขาจากครอบครัวไปแล้ว หากน้องเมยยังมีชีวิตอยู่พ่อแม่คงได้เห็นความสำเร็จ เติบโตในหน้าที่ราชการอย่างที่เขามุ่งมั่น

โรงเรียนเตรียมทหารต้องปลูกฝังวัฒนธรรมแบบทหารที่ต้องมีวินัย ซึ่งย่อมไม่ใช่การ “ทำร้ายร่างกาย”

แต่ในวันที่ 26 พ.ค. 60 น้องเมยได้เขียนว่า “เช้ามาก็โดนต่อยท้องไปหมัดนึงจุกโครตเลย แถมตกกลางคืนมามีลงนรกอีก เหนื่อยมาก”

ในท้ายไดอารี่ น้องเมยเขียนย้อนไปถึงความภาคภูมิใจที่ผ่านการทดสอบพละรอบ “สถานีดึงข้อ” ได้คะแนนเต็ม ท่อนสุดท้ายเขาเขียนถึงกำลังใจจากครอบครัว ใจความว่า

“ผมบอกพ่อไว้ว่าวันสอบพละจะถึง 20 ครั้งให้ดู และแล้วก็ถึงคิวผม (ก่อนหน้าคิวผมคือใจผมสั่นแรงมาก) ผมก็ขึ้นราวดึงข้อ พอกรรมการให้สัญญาณว่าปล่อยตัวลงดิ่ง ผมก็ปล่อย พอกรรมการบอกเชิญดึง ผมดึงแบบไม่สนใจกรรมการเลย เพราะเราดึงถูกท่า ผมทำตามที่พ่อสอน 14 ทีแรกดึงรวดเดียว พอทีที่ 15 ขึ้นไปผมเริ่มแรงจะหมด เข้าทีที่ 18 แรงกลับมาได้ทีที่ 19 แม่ตะโกนมา “เมยได้อีก” เท่านั้นแหละได้ทีที่ 20 เลย”

ที่อ้างว่า ร่างกายของน้องไม่แข็งแรง ก็ดูเอาที่น้องเขียนแล้วกันว่าหัวใจแกร่งแค่ไหน เมื่อไปดูประวัติการรักษาที่ครอบครัวเอาให้ผมดู มีแต่ปวดหัวตัวร้อน ไม่มีอะไรที่บ่งบอกอาการ ยกเว้นหลังวันที่ 23 สิงหาคม 2560 ที่ไปโดนเรื่อง “ธำรงวินัย” (ถูกซ่อม หรือ โดนแดก)

ท้ายสุด ครอบครัวของน้องเมยทิ้งคำถามไว้ให้โรงเรียนเตรียมทหารอันเก่าแก่ ซึ่งผลิตบุคลากรไปทำหน้าที่รับใช้ชาติมายาวนานว่า

“ความจริงที่อยู่เบื้องหลังการเสียชีวิตของน้องเมยคืออะไร?”

แล้วหากครอบครัวตัดสินใจเผาร่างของน้องเมยไป แต่ไม่ได้ “สมอง” และ “หัวใจ” ที่ทำให้เขาได้เข้าโรงเรียนเตรียมทหารคืนมา

ครอบครัวจะรู้สึกอย่างไร? ช่างยากเกินคำบรรยายจริงๆ






Jom Voice : "รัฐประหาร" เป็นสาเหตุทำให้ "คนจน" เพิ่ม




https://www.youtube.com/watch?v=3EYx6NcHj7I

"รัฐประหาร" เป็นสาเหตุทำให้"คนจน"เพิ่มคน


jom voice
Streamed live on Nov 18, 2017

กลุ่มเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ แถลงข่าวยืนยันว่า ด้วยข้อมูลของนักเศรษฐศาสตร์ ชัดเจนว่า การเมืองแบบรัฐประหาร ทำให้ จำนวนคนจนเพิ่มมากกว่านับล้านคนใน 3 ปีของการปกครองโดย เผด็จการทหารในประเทศไทย โดยเฉพาะคนจนที่เพิ่มฃึ้นในหมู่ชนชั้นกลางในเมืองใหญ่ จึงเรียกร้องให้ รัฐให้ความสำคัญต่อการจัดทำรัฐสวัสดิการที่ดีและทั่วถึงกับประชาชน ทั้งด้านการรักษาพยาบาล การศึกษา เป็นต้น

วันอังคาร, พฤศจิกายน 21, 2560

"ความกลัวสะสมนั่นแหละจะก่อตัวเป็นความเกลียด" :case in point นักเรียนเตรียมทหารตาย เครื่องในหาย

สถานะของ คสช. ในวันนี้ หมอชัยวุฒิ สุวรรณโณ นักกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยบนเฟชบุ๊คคนหนึ่งฟันธงไว้ว่า “ขาลง” ในแง่ที่เครือข่ายนักพัฒนาองค์กรเอกชนออกแถลงการณ์ไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย

เนื่องจากกลไกยุทธศาสตร์ชาติเป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งการควบคุมประเทศให้เดินไปตามทางที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการอย่างยาวนาน” และยัง “เป็นไปเพื่อสนองตอบการเติบโตของกลุ่มทุน มิได้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมและหลักประกันสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชนโดยรวม”

แต่ถ้าไปดูโพสต์ของธนาพล อิ๋วสกุล บก. ฟ้าเดียวกัน จะเห็นปฏิกิริยาของเขาต่อข่าวศพนักเรียนเตรียมทหารเครื่องในหายว่า “กองทัพไม่เห็นนายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ เป็นคนด้วยซ้ำ

นี่จึงไม่ใช่ความเลวร้ายที่กองทัพทำกับครอบครัวผู้เสียชีวิตเท่านั้น แต่เป็นความเลวร้ายเท่าที่มนุษย์จะคิดได้”

ข่าวครอบครัวของ นตท. ภคพงศ์ ผู้เสียชีวิตในโรงเรียนเตรียมทหารเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แอบนำศพลูกชายไปทำการชันสูตรอีกครั้งหลังจากรับศพกลับมาจากการชันสูตรครั้งแรกที่สถาบันพยาธิวิทยา กรมการแพทย์ เพื่อทำการชาปณกิจ

กลับพบว่า “มีการหักของซี่โครงซี่ที่ ๔ ด้านขวา ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่ทำ CPR หัวใจ และยังพบรอยช้ำที่มุมขวาด้านหน้า เช่นเดียวกับบริเวณแผ่นหลัง

นอกจากนั้น ยังพบว่าอวัยวะสำคัญหลายส่วนหายไป ทั้ง สมอง หัวใจ กระเพาะอาหาร และกระเพาะปัสสาวะ”

หากแต่ในการชันสูตรครั้งแรกซึ่งผู้อำนวยการกองการแพทย์ โรงเรียนเตรียมทหาร แจ้งว่า “ขออนุญาตตัดชิ้นเนื้อบางส่วนเพื่อทำสไลด์หาสาเหตุการเสียชีวิตเท่านั้น”

จากนั้นพล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผบ.สูงสุด บอกกับครอบครัวของ นตท.ภคพงศ์ว่าเขาเสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน โดยไม่ได้ให้รายละเอียดถึงสาเหตุที่ทำให้ผู้ตายหัวใจวายนั้น ยังความฉงนแก่บิดา มารดา และพี่สาวของ นตท.ภคพงศ์ อย่างยิ่ง จนต้องตัดสินใจลอบนำศพออกไปจากพิธีชาปณกิจโดยไม่เปิดเผยแก่ผู้ร่วมงานว่าเป้นเพียงการเผาหลอก

ผลชันสูตรที่ได้ในครั้งหลังทำให้ทุกคนตลึง เพราะนอกจากร่องรอยบอบช้ำภายใน อวัยวะหลายอย่าง ทั้งตับไตใส้และหัวใจหายไปแล้ว ในโพลงสมองของศพก็ว่างเปล่า มีกระดาษทิชชู่อุดเอาไว้แทน “และที่ไหปลาร้าหักทั้ง ๒ ข้าง ซึ่งแพทย์ที่ชันสูตรระบุว่า ซี่โครงที่หักไม่น่าจะเกิดจากการปั๊มหัวใจ เพราะหักต้องหักทั้งแถบ”

ครอบครัวของ นตท.ภคพงศ์ จึงออกมาเรียกร้องให้ผบ.สูงสุด ผอ.กองการแพทย์โรงพยาบาลเตรียมทหาร และ ผบ.โรงเรียนเตรียมทหาร ชี้แจงเหตุไม่ชอบมาพากลเหล่านั้น “ว่าอวัยวะลูกชายหายไปเกิดจากสาเหตุอะไร และชิ้นส่วนอวัยวะที่หายไปก็อยากจะขอคืน เพื่อนำมาพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิตอีกครั้ง”


นายพิเชษฐ และนางสุกัลยา ตัญกาญจน์ สองนักแข่งรถชื่อดังของประเทศไทย บิดาและมารดาของ นตท. ภคพงศ์ หรือ น้องเมยเปิดเผยว่า “ที่ผ่านมาลูกไม่เคยบ่นหรือเล่าว่ามีปัญหากับใคร เพียงแต่รู้ว่าลูกมักถูกลงโทษและถูกเรียกไปซ่อมเดี่ยวอยู่บ่อยๆ แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ และก็เคยถูกลงโทษโดยรุ่นพี่ซึ่งเป็นหัวหน้าหมวด จนทำให้ชีพจรหยุดเต้นไปแล้วครั้งหนึ่ง”

นางสุกัลยาเล่าว่าเมื่อลูกชายหัวใจหยุดเต้นครั้งก่อนนั้น “ถูกทำโทษอย่างรุนแรงด้วยการให้ปักหัวลงที่พื้นห้องน้ำนายทหาร จนเกิดอาการช็อกเพราะเลือดตกที่หัวและความดันพุ่งต่ำลง” ซึ่งไม่มีการชี้แจงรายละเอียดของสาเหตุที่หัวใจหยุดเต้นจากทางโรงเรียนเตรียมทหารเช่นกัน

ความโหดเหี้ยมของการกำกับระเบียบวินัยในวงการทหารไทย จนทำให้ผู้ถูก ซ่อม และ ซ้อม ถึงตายนี้ มิใช่เพิ่งมีครั้งเดียว คราวก่อนเมื่อเดือยพฤศจิกายน ๒๕๕๙ มีพลทหารสังกัดศูนย์การทหารม้าถูกครูฝึกกระทำรุนแรงถึงตาย เป็นข่าวคึกโครมเมื่อมีคลิปการซ้อมปรากฏออกมา

ทว่าคำตอบที่ได้จากกองทัพเพียงว่า ผู้บังคับบัญชาสั่งให้สอบสวน “ถ้าผลการตรวจสอบมีความชัดเจนแล้ว กำลังพลที่ปฏิบัติพฤติกรรมไม่เหมาะสมดังกล่าวจะต้องได้รับโทษสถานหนักอย่างแน่นอน” พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกแถลงในตอนนั้น

เหตุการณ์อันน่าสพรึงกลัวเช่นนี้ แม้จะเกิดในแวดวงทหาร ก็มิใช่เรื่องชวนหัวเหมือนกรณีคำสั่งของกองทัพให้กำลังพลและข้าราชการในสังกัดตัดผมสั้นเกรียนที่เป็นข่าวฮือฮาขณะนี้ กระทั่งมีคลิปเด็กหญิงเล็กๆ ลูกสาวของทหารคนหนึ่ง ร้องห่มร้องไห้เป็นวักเป็นเวร เสียใจที่คุณพ่อมีผมสั้นเกือบโกร๋น

#พ่อไม่หล่อเหมือนเดิม!! หนูจะเอาทรงเก่า ไม่ชอบทรงนี้อะ” (https://www.facebook.com/athiwat.supan/videos/1519211224800124/)

ในสภาวะที่ คสช. จะเป็นดั่ง “เจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส” ต่อไปอีกอย่างน้อยหนึ่งปี หรือยาวกว่านั้น มันสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวขึ้นในหมู่ประชาชน ไม่รู้ว่าวันใด ชั่วโมงใด การบังคับขับไสให้อยู่ในระเบียบวินัย ถึงตาย ในวงการทหาร จะทะลักล้นออกมาสู่ประชาชนทั่วไปได้

คำถามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. มักพูดบ่อยในระยะหลังๆ นี่ว่า “อะไรกัน เกลียดทหารกันนักหรือ” นั้นคงจะไม่ใช่ทั้งหมด และน่าจะไม่ใช่ฝักฝ่ายการเมืองที่รังเกียจตระกูลชิน พธม. (แบบยะใส) กปปส. และ ตลก. วิปริต

แต่กับประชากรส่วนอื่นๆ ทั้งที่มีญาติมิตรได้รับความเดือดร้อนด้วยคำสั่งหัวหน้า คสช. หลายสิบฉบับ คงต้องบังเกิดอาการกลัว หวาดหวั่นครั่นคร้ามกันอยู่ครามครัน


ความกลัวสะสมนั่นแหละจะก่อตัวเป็นความเกลียด เมื่อความเกลียดพอกพูนมากเข้า มันจะกลายเป็นพลังหาญสู้ คานงัดและต่อต้าน พลังต่อต้านของผู้คนหมู่มากหมายถึงอะไร ผู้เผด็จการทั้งหลายย่อมรู้แก่ใจ

Back to School: Paradise Papers Help Students Learn About Offshore Finance (อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างเด้อ!)





Back to School: Paradise Papers Help Students Learn About Offshore Finance

How do tax havens work? Who benefits from using them? And who loses out?





Source: International Consortium of Investigative Journalists


ICIJ and its partners tackle these questions in our investigative reporting, and now the Pulitzer Center on Crisis Reporting is taking these questions into classrooms to help students understand the murky world of offshore finance.

The Pulitzer Center supported two features of ICIJ’s latest project, the Paradise Papers. The Influencers interactive revealed the close associates of United States President Donald Trump who use offshore finance, and the Snax Havenvideo explained how the tactics used by multinational companies to avoid tax.

These two features along with numerous ICIJ stories form the backbone of two lesson plans built by the Center and made available to school teachers.

The first lesson plan takes a step back to look at the broader issue of tax avoidance through offshore structures. It asks students what would they do if they could be completely anonymous, and why might wealthy businesspeople seek out this sort of anonymity?

The lesson goes on to show some of the schemes multinational corporations use to slash their tax bills, and looks at who loses out when profits are funneled into tax havens. It also asks questions about some of the powerful individuals with links to offshore companies, and why it matters that important decision makers might have an interest in the offshore financial system.

The second lesson plan goes behind the scenes of the Paradise Papersinvestigation to focus on investigative journalism, and how reporters go about gathering information, building a story and, ultimately, how they tell that story to their audience.

Both lesson plans are available for free via the Pulitzer Center’s website, along with lesson plans from previous ICIJ investigations the Panama Papers and Fatal Extraction.


จับโกหก ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย 20 พย. 60




https://www.youtube.com/watch?v=HXeQno7Esxw&feature=youtu.be

จับโกหก ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย 20 พย. 60


Sopon Pornchokchai
Published on Nov 19, 2017



ทหารหน้าบางซิมบับเว





เมื่อวานคนซิมบับเวจับจ้องหน้าจอทีวี เพราะมีข่าวว่ามูกาเบ้ ซึ่งถูกพรรคการเมืองของตัวเอง (Zanu-PF party) ปลดจากหัวหน้าพรรค และตั้งนายเอ็มนันกากวาห์ ซึ่งอยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคแทน คาดกันว่ามูกาเบ้ ซึ่งถูกกักบริเวณพร้อมกับเมีย และถูกปลดจากหัวหน้าพรรค คงยอมประกาศลาออกแต่โดยดี แต่พลิกล็อกครับ แกไม่ยอมลาออก และยังประกาศว่าตัวเองยังเป็นประธานาธิบดีและ Commander-in-Chief “ผู้บัญชาการทหารสูงสุด” อยู่ (บ้านเราเอาคำนี้มาใช้กับตำแหน่ง “ผู้บัญชาการทหารบก” ต่างจากที่อื่นในโลก) ทำไม?

น่าจะเป็นเพราะแกรู้ว่า ทหารซิมบับเวถึงจะใช้กำลังยึดอำนาจ แต่ก็ไม่กล้าประกาศว่าเป็น “รัฐประหาร” เพราะมันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ เป็นสิ่งที่ชาวโลกไม่ยอมรับ ผู้นำสหภาพแอฟริกา (African Union) ประกาศไม่ยอมรับ “รัฐประหาร” ชัดเจนตั้งแต่วันแรก ๆ (http://bit.ly/2zRWSjb) มูกาเบ้คงรู้เรื่องนี้ดี ถึงยังกล้าขัดขืนคำสั่งของทหาร เพราะฝ่ายทหารที่นำโดยนายเอ็มนันกากวาห์เอง ต้องการให้นายมูกาเบ้ลาออกเอง ก็อย่างที่ Time วิเคราะห์ (http://ti.me/2hCX2R9) มันเป็นไปเพียงเพื่อรักษา “ภาพที่ถูกต้องตามกฎหมายของการเปลี่ยนผ่านอำนาจ“ (a veneer of legality in the political transition) เอาไว้เท่านั้นเอง ทหารจึงยังไม่หักหาญออกคำสั่งปลดมูกาเบ้

ความจริงทหารซิมบับเวควรมาดูงานเมืองไทย ผู้นำทหารไทยยึดอำนาจปุ๊บก็สั่งล้างไพ่หมดเลย สามปีผ่านไปก็ยังออกคำสั่งเป็นว่าเล่น ไม่ได้มีความละอายแก่ใจเลย สิบปีเมืองไทยมีรัฐประหารตั้งสองครั้ง เป็นที่ภาคภูมิใจมาก และจะถือเป็นพัฒนาการขั้นสูงขึ้นมาอีกหน่อย ก็ต้องให้ “ศาล” รับรองด้วย แต่ก็นะ อะไรที่มันเน่า ๆ เหม็น ๆ มันก็เหมือน ๆ กัน จะเรียกว่าตุลาการภิวัตน์ จะเรียกว่า “รัฐประหาร” มันก็ไม่ต่างกันมากสักเท่าไร คนเขายี้กันทั้งนั้น (ยกเว้น “สลิ่ม” แบบในรูป) ว่ามั้ย?



Pipob Udomittipong
16 hrs ·


เสื้อแดงจากอีกมุมมองหนึ่ง : นิธิ เอียวศรีวงศ์





ส่วนหนึ่งจากบทความ


เสื้อแดงจากอีกมุมมองหนึ่ง : นิธิ เอียวศรีวงศ์


มติชนออนไลน?
20 พฤศจิกายน 2560
โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์


“การปฏิวัติ” คืออะไร? อ.ไทเรลอาศัยแนวคิดเชิงทฤษฎีของนักคิดนักเขียนรุ่นใหม่จำนวนมาก เพื่อชี้ให้เห็นว่าความหมายถึง “การพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน” ด้วยการยึดอำนาจรัฐ เป็นความหมายที่แคบเกินกว่าจะอธิบายปรากฏการณ์หลายต่อหลายอย่างที่เกิดขึ้นในต่างสังคมของโลกปัจจุบัน และสรุปลง (ตามความเข้าใจของผม) ว่า แก่นแท้ของการปฏิวัติคือการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างคนกลุ่มต่างๆ นั่นเอง (เช่นตัวอย่างของผมเอง การกระทำของคุณเนติวิทย์ก็ตาม คุณเพนกวินก็ตาม คือการปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างครู-โรงเรียนกับศิษย์-นักเรียนนักศึกษา จึงเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติทางการศึกษาซึ่งดำเนินในประเทศไทยมานานพอสมควรแล้ว การศึกษาแผนตะวันตกที่เริ่มขึ้นในสมัย ร.5 เป็นการเปลี่ยนเนื้อหาและรูปแบบของการศึกษา แต่ตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ครู-ศิษย์แบบเดิม)

(ขออนุญาตนอกเรื่องด้วยว่า “ปฏิวัติ” ไม่จำเป็นต้องหมายถึง “หมุนกลับ” ไปสู่สถานะเดิมก็ได้ แต่หมายถึงหมุนความสัมพันธ์ทางสังคมกลับกับที่เคยมีมา)

การปฏิวัติจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการจับอาวุธขึ้นล้มอำนาจรัฐเพียงอย่างเดียว ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ความเคลื่อนไหวของชาวนาภาคเหนือในช่วงสั้นๆ (1973-76) นั้น คือใช้รัฐเป็นเครื่องมือปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าที่ดินและลูกนาเสียใหม่ เคลื่อนไหวผลักดันให้เกิดกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรมขึ้น พยายามเผยแพร่เนื้อหาของกฎหมายให้ชาวนาเช่าที่ดินทั่วไปรับรู้ แต่ไม่บังเกิดผลตามต้องการ เพราะเจ้าที่ดินร่วมมือกับรัฐและองค์กรกึ่งรัฐในการละเมิดกฎหมายเสียเอง นับตั้งแต่ “ดื้อแพ่ง”จนถึงฆาตกรรม และยึดรัฐด้วยการทำรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาคม 1976

จากมุมมองเกี่ยวกับการปฏิวัติเช่นนี้แหละ ที่ทำให้เราสามารถมองขบวนการเสื้อแดงได้จากอีกความหมายหนึ่ง

การต่อสู้ของประชาชนระดับรากหญ้าที่ไม่อาจตั้งกองกำลังติดอาวุธได้ ไม่มีเครื่องมือการต่อสู้ของตนเองในระบบ และถูกทำให้เป็นคนนอกเวทีของการต่อสู้ทางการเมืองตลอดมา จะมีความปลอดภัย และทำได้โดยไม่ถูกปราบปรามอย่างเฉียบขาดฉับพลัน ก็โดยช่องทางที่มีอยู่หรือพอหาได้จากกฎหมาย ขบวนการเสื้อแดงก็เช่นเดียวกับสมาชิกสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ คือเคลื่อนไหวภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด จริงอยู่ในบางกรณี อาจเป็นการยืดความหมายของกฎหมายออกไปในทิศทางคนละด้านกับการยืดกฎหมายที่ชนชั้นนำเคยทำมา คือยืดไปในทางให้เสรีภาพแก่ประชาชนทั่วไปมากกว่าที่ชนชั้นนำตีความ

แต่ยุทธวิธีสำคัญของฝ่ายเสื้อแดงคือการยืนอยู่บนกฎหมายเสมอ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศคนหนึ่งซึ่งติดตามขบวนการเสื้อแดงมาอย่างใกล้ชิดแรมปี บอกผมว่าขบวนการเสื้อแดงมีปีกที่ใช้ความรุนแรงตอบโต้ปฏิปักษ์ของตนอย่างได้ผล แต่ปีกที่ใช้ความรุนแรงนี้ทำงานประสานกับปีกที่ใช้กฎหมายหรือไม่ และเพียงใดนั้น เขาไม่ทราบ ข้อนี้จะจริงเท็จอย่างไร ผมไม่ทราบ แต่ผมยืนยันว่าแกนกลางของความเคลื่อนไหวที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนระดับรากหญ้าอย่างกว้างขวางนั้น ไม่ต่างจากสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ภาคเหนือ คือยืนอยู่บนสิทธิเสรีภาพที่กฎหมายอนุญาต อย่างน้อยก็ตามความเข้าใจของแกนนำ

ยุทธวิธีเชิงรุกที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ายุทธวิธีเชิงรับของกฎหมายก็คือ การข้ามเส้น (transgression ซึ่งผมขอแปลว่า “การข้ามเส้น” ขอประทานโทษที่ไม่มีเวลาตรวจสอบฉบับภาษาไทยว่าท่านใช้คำแปลว่าอะไร)

ในทุกสังคม มีเส้นที่ถูกขีดขึ้นไว้ด้วยกฎหมาย, ประเพณี, ค่านิยม, การปลูกฝัง, ทัศนคติทางการเมืองและสังคมซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วไป ฯลฯ อันเป็นเส้นที่ขีดไว้เพื่อประกันความมั่นคงปลอดภัย และความได้เปรียบของชนชั้นนำ

“ปฏิวัติ” ของประชาชนระดับรากหญ้าเลือกจะยืนอยู่หลังเส้นกฎหมาย แต่ใช้การข้ามเส้นอื่นๆ เพราะการข้ามเส้นย่อมก่อให้เกิดความเรรวนในหมู่ผู้มีอำนาจ จะใช้กลไกอำนาจรัฐที่รุนแรงผลักดันให้กลับไปหลังเส้นตามเดิม อาจไม่ได้รับความเห็นชอบจากชนชั้นนำทั้งหมด ยิ่งจำเป็นต้องหากลวิธีอื่นๆ ที่ไม่ใช่ความรุนแรงในการรักษาเส้นไว้ ก็ยิ่งทำให้เกิดความเรรวนในหมู่ชนชั้นนำยิ่งขึ้น เพราะยากที่จะมีความเห็นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้

มองจากยุทธวิธีการข้ามเส้น ก็จะเห็นการเคลื่อนไหวข้ามเส้นของฝ่ายเสื้อแดงในทุกๆ ด้าน ซึ่งก็ไม่ใช่ยุทธวิธีที่ใหม่ทั้งหมด อาจเป็นสิ่งที่ความเคลื่อนไหว “ภาคประชาชน” ได้ใช้มาก่อน เป็นแต่เพียงเสื้อแดงอาจขยายมาตรการข้ามเส้นให้แรงขึ้นไปอีก



แฟ้มภาพ


“เส้น” ของเวลาและพื้นที่ถูกข้ามกันมาโดยสหพันธ์ชาวนาชาวไร่มาแล้ว การยกขบวนมาประท้วงในเขตเมืองโดยเฉพาะกรุงเทพฯ คือการข้ามเส้นของพื้นที่ กรุงเทพฯและเขตเมืองไม่ใช่พื้นที่ของชาวนาหรือคนบ้านนอก แต่เป็นพื้นที่ซึ่งกำหนดพฤติกรรมที่เป็นไปได้สำหรับชาวนาและคนบ้านนอกไว้แล้ว เช่นเข้ามารับบริการของรัฐ (มาโรงพยาบาล เป็นต้น) เข้ามาหางานทำ หรือเข้ามาขายแรงงานซึ่งต้องแยกชีวิตตนเองไปจากชีวิตของคนอื่นในเมือง ฯลฯ เป็นต้น ไม่ใช่พื้นที่กำหนดนโยบายสาธารณะของพวกเขา

และเช่นเดียวกับนักศึกษามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นพันธมิตรกับชาวนาชาวไร่ ก็ข้ามเส้นพื้นที่เช่นเดียวกัน เพราะชนบทไม่ใช่พื้นที่ของนักศึกษา ไม่มีอะไรให้ต้องเรียนรู้ในท้องไร่ท้องนา แต่นักศึกษารุ่นนั้นกลับอ้างว่าเขาได้เรียนรู้สิ่งที่มีคุณค่าเป็นอันมากนอกห้องเรียนและในท้องไร่ท้องนา

แม้การปฏิวัติของชาวนาชาวไร่ต้องถูกสกัดหลังปี 1976 แต่ยุทธการข้ามเส้นพื้นที่กลายเป็นสิ่งที่ประชาชนระดับรากหญ้าใช้เป็นเครื่องมือการต่อสู้ตลอดมา ที่มีชื่อเสียงมากคือการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจน

ขบวนการเสื้อแดงข้ามเส้นพื้นที่มาตั้งแต่อย่างน้อยในปี 2009 และข้ามอีกเส้นหนึ่งไปพร้อมกัน นั่นคือตั้งข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการเมืองระดับชาติ คือให้รัฐบาลยุบสภาจัดการเลือกตั้งใหม่ ประชาชนรากหญ้าข้ามเส้นพื้นที่มานานแล้ว เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ ที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชีวิตความเป็นอยู่ของเขา หรือเรียกร้องค่าชดเชยที่ทำให้เสียโอกาสในการทำมาหากิน

แต่การเมืองระดับชาติเป็น “พื้นที่” ซึ่งอยู่นอกเส้นที่ประชาชนระดับนี้จะเข้ามามีส่วนร่วมได้ ข้อเรียกร้องและการชุมนุมของเสื้อแดงจึงเป็นการข้ามเส้นพื้นที่ซ้อนกัน 2 ชั้น

และนั่นคือเหตุที่การข้ามเส้นพื้นที่ของขบวนการประชาชนทั้งหลายที่ผ่านมา มักใช้สถานที่ชุมนุมหน้ากระทรวงที่เกี่ยวข้องหรือหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่ขบวนการเสื้อแดงใช้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและราชประสงค์

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเป็นพื้นที่ของการประท้วงมาตั้งแต่ 14 ตุลาคม 1973 หลังจากนั้นก็มีกลุ่มนักศึกษาและกระทิงแดงใช้พื้นที่นี้ในการประท้วงหรือแสดงออกทางการเมืองเสมอมา แต่ขอให้สังเกตว่าภาพของผู้เข้าร่วมชุมนุมคือชนชั้นกลางในเมือง และประเด็นหลักของการชุมนุมคือการเมืองระดับชาติ การที่ขบวนการเสื้อแดงที่เสนอตัวเองเป็นคน “บ้านนอกคอกนา” ตั้งเวทีปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในปี 2010 จึงเป็นการข้ามเส้นของพื้นที่ในตัว และเพียงการข้ามเส้นนี้ก็ส่งสารถึงผู้คนได้ดังและชัดเจนอยู่แล้ว

ส่วนสี่แยกราชประสงค์นั้น ยิ่งเป็นการ “ข้ามเส้น” ที่ดังและชัดเจนกว่าเสียอีก ข้อเรียกร้องของคนบ้านนอกคอกนาเป็นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการเมืองระดับชาติ ซึ่งเลยเส้นที่คนบ้านนอกได้รับอนุญาตให้เข้ามาเกี่ยวข้อง ซ้ำยังข้ามเส้นเข้ามาใช้พื้นที่ซึ่งถูกชาวกรุงจัดให้อยู่นอกเวทีการเมือง

การข้ามเส้นเหล่านี้สร้างความเรรวนในหมู่ชนชั้นนำกว้างขวางกว่าเฉพาะในแวดวงผู้ถืออำนาจรัฐ แต่รวมถึงคนชั้นกลางในเมืองซึ่งบางส่วนกลับสนับสนุนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง

ผมไม่มีเนื้อที่จะบรรยายการข้ามเส้นอื่นๆ ของขบวนการเสื้อแดง ซึ่งน่าจะรู้และมองจากมุมนี้ได้เองอยู่แล้ว แต่นี่คือการปฏิวัติในความหมายที่พยายามผลักดันให้เปลี่ยนความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างกลุ่มคน

และดังที่ทราบกันอยู่แล้วว่า การปฏิวัติของคนเสื้อแดงถูกสกัดให้ต้องถอยกลับไปอยู่หลังเส้น ที่น่าสนใจก็คือวิธีการสกัดต้องใช้วิธีการนอกกฎหมาย บังคับให้ความเรรวนกระจายไปยังกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ หากคิดจากแง่ของชนชั้นนำ นับเป็นต้นทุนที่สูงเกินกว่าจะคุ้มทีเดียว กล่าวโดยสรุป แม้แต่กฎหมายอันเป็นเส้นที่ขบวนการเสื้อแดงเลือกจะไม่ข้าม ก็เรรวนไปจนเท่ากับบ้านเมืองก็ถูกสกัดให้ชะงักงันไปพร้อมกับการปฏิวัติ

และในที่สุดของที่สุด แม้แต่ความรุนแรงนอกกฎหมายก็ยังไม่อาจสกัดการปฏิวัติไว้ได้ จึงต้องอาศัยมาตรการนอกกฎหมายอีกครั้งหนึ่งด้วยการทำรัฐประหารยึดอำนาจ ชนชั้นนำกลับเป็นฝ่ายข้ามเส้นกฎหมายซ้ำแล้วซ้ำอีกเสียเอง เช่นเดียวกับที่เคยทำกับการเคลื่อนไหวของสหพันธ์ชาวนาชาวไร่มาแล้ว

การที่ขบวนการเสื้อแดงใช้ยุทธการ “ข้ามเส้น” ที่ขบวนการประชาชนเคยใช้มาแล้วนับตั้งแต่ 14 ตุลาฯเป็นต้นมา แม้ว่าการ “ปฏิวัติ” ของภาคประชาชนแต่ละครั้งจะถูกสกัดด้วยวิธีรุนแรงนอกกฎหมายเสมอมา ก็แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่าการปฏิวัติไม่อาจถูกสกัดให้สูญสลายลงได้

นี่เป็นอีกคำตอบหนึ่งที่มีผู้ถามเสมอว่า อนาคตของขบวนการเสื้อแดงจะเป็นอย่างไร



แฟ้มภาพ ทหารปฏิบัติการสลายม็อบเสื้อแดง


คงไม่มีใครสามารถให้คำตอบคำถามนี้ได้ แต่หากเปลี่ยนคำถามว่า “การปฏิวัติ” ที่ผ่านมาจะลงเอยอย่างไร ความเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของ “ภาคประชาชน”คงชี้ให้เห็นอย่างค่อนข้างแน่ชัดว่า ไม่ว่าจะด้วยวิธีการอะไร ก็เป็นไปไม่ได้เสียแล้วที่จะตัดตอนการปฏิวัติให้สิ้นซาก อย่างมากก็เพียงสกัดการปฏิวัติไว้ได้ชั่วคราว

“นักปฏิวัติ” รุ่นหน้าจะสวมเสื้อสีแดงหรือไม่ คงไม่มีใครตอบได้ แม้ว่าสีแดงโดยตัวของมันเองก็เป็นการข้ามเส้นอย่างหนึ่ง





ลื่วตามลม.. เครือข่ายเอ็นจีโอ ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนไม่ร่วมงานเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับคสช.






เครือข่ายเอ็นจีโอ ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนไม่ร่วมงานเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับคสช.

ในแถลงการณ์ ระบุว่า การบริหารประเทศกว่า 3 ปี ของรัฐบาล คสช. ผลงานประจักษ์ทั้งในทางนโยบายและกฎหมายว่าจะนำประเทศไปสู่ความทุกข์ยากทั้งในปัจจุบันและอนาคต

เนื่องจากเป็นการบริหารประเทศที่เอื้ออำนวยต่อกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ลดทอนสิทธิชุมชน เพิกเฉยการมีส่วนร่วมและหลักประกันสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน

นอกจากนี้ เครือข่ายเอ็นจีโอ เห็นว่า การเข้าร่วมงานอื่นใดกับรัฐบาลทหารของภาคประชาชน เป็นการกระทำที่ยินยอมและเพิกเฉยต่อสิทธิชุมชนและจะทำให้ประเทศไปสู่ความทุกข์ยากในอนาคตอันใกล้

ด้วยเหตุนี้เครือข่ายเอ็นจีโอ จึงแสดงจุดยืนต่อการไม่ร่วมกับกลไกใดๆ ของรัฐบาลทหารที่จะนำไปสู่กับดักและสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาล

อ่าน แถลงการณ์ทั้งหมด https://ilaw.or.th/node/4680


iLaw
9 hrs ·

...




มีคนเข้าไปด่า NGO ในโพสต์ของ ilaw เยอะ ที่จริงต้องแยกแยะนะ

https://www.facebook.com/iLawClub/photos/a.10150540436460551.646424.299528675550/10159696758255551/?type=3&theater

ปี 49 NGO เข้าร่วมพันธมิตรเยอะจริง แต่หลัง ม.7 ก็แยกตัวส่วนหนึ่ง

ปี 53 ก็มีหลายกลุ่มที่ถอยออกมา รวมทั้งมีคนรุ่นใหม่เกิดขึ้น

ปี 57 ยังมีพวกฝังหัวไปร่วมกับ กปปส.ในนาม คปท. แต่พวกที่ถอยออกมาแล้ว ไม่กลับไปอีก

3 ปีผ่านไป พวกที่เคยร่วม กปปส.เริ่มเข็ด เป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้ง

แม้แน่ละ วิํธีคิดพวกนี้สับสน เอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่กระแสตอนนี้ NGO ฝั่งประชาธิปไตยเริ่มมีพลังมีบทบาทนำมากขึ้น อย่างเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ (ซึ่งวิพากษ์ NGO เชียร์รัฐประหารอย่างเจ็บแสบ https://prachatai.com/journal/2015/02/58047) ก็เป็นผู้ประสานงานคัดค้าน พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม และใน 72 คนนี้ ก็น่าจะมี NGO รุ่นใหม่ความคิดใหม่อีกหลายคน ฉะนั้นทิศทางหลักต้องให้กำลังใจกัน แล้วแยกด่าเฉพาะตัวคน

(กลุ่มเลิศศักดิ์ 17 คนประกาศไม่สังฆกรรมมาตั้งแต่ปี 57 หลังประกาศมี 3 คนถูกเรียกไปรายงานตัว)
12 องค์กรภาคประชาชนอีสาน แถลงไม่ร่วมปฏิรูปกับ คสช.
https://prachatai.com/journal/2014/11/56324


Atukkit Sawangsuk
2 hrs ·

รายงาน "Freedom on the Net 2017" ชี้ 'ไทย' ไร้เสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต




รายงาน "Freedom on the Net 2017" ชี้ 'ไทย' ไร้เสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต


พฤศจิกายน 15, 2017
ที่มา Voice of America


องค์กร Freedom House เปิดเผยรายงานประจำปีว่าด้วย “เสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต” ทั่วโลก ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตของประเทศต่างๆ ลดลงโดยเฉลี่ย เนื่องจากรัฐบาลควบคุมการเข้าถึงเนื้อหาทางอินเทอร์เน็ต

รายงานประจำปีว่าด้วย “เสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต” หรือ “Freedom on the Net 2017” จัดทำโดยองค์กร Freedom House ซึ่งเป็นองค์กรติดตามตรวจสอบเสรีภาพทางประชาธิปไตย และการแสดงความคิดเห็นของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

โดยในปีนี้ รายงานได้ครอบคลุมการใช้อินเทอร์เน็ตของประชาชนใน 65 ประเทศ ระหว่างเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2016 ถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2017 คิดเป็น 87% ของประชากรโลกที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และพบว่าราวครึ่งหนึ่งของประเทศที่ทำการสำรวจนั้น มีเสรีภาพด้านอินเทอร์เน็ตลดลง

ยูเครน อียิปต์ และตุรกี คือประเทศที่มีเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตลดลงมากที่สุดในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ขณะที่จีนยังคงเป็นประเทศที่ควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตของประชาชนมากที่สุด ผ่านระบบที่เรียกกันว่า “Great Firewall” หรือ กำแพงอินเทอร์เน็ตจีน ตามมาด้วย ซีเรีย และเอธิโอเปีย

สำหรับประเทศไทย รายงานชิ้นนี้จัดให้อยู่ในกลุ่ม “ไร้เสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต” โดยได้คะแนน 67 คะแนนจาก 100 คะแนน (คะแนนยิ่งสูงหมายถึงว่ายิ่งมีเสรีภาพน้อย) ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับ จีน รัสเซีย อิหร่าน ซาอุฯ เมียนม่า และ เวียดนาม

ส่วนกลุ่มที่ถูกจัดว่ามี “เสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต” ในระดับสูง คือ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐฯ แคนาดา ฟิลิปปินส์ และประเทศในแถบยุโรปตะวันตก

ขณะที่เพื่อนบ้านในอาเซียน คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ อยู่ในกลุ่ม “มีเสรีภาพบางส่วน”




Freedom on the Internet 2017


คุณซานจา เคลลี ผอ.โครงการ Freedom on the Net ของ Freedom House กล่าวว่า เสรีภาพทางอินเทอร์เน็ตที่ลดลง สอดคล้องกับปริมาณการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ในขณะที่ผู้คนต่างหันหาอินเทอร์เน็ตเพื่อใช้เป็นช่องทางในการสนับสนุนให้เกิดการปฏิรูปทางประชาธิปไตยและการเคารพสิทธิมนุษยชน

คุณซานจา เคลลี ยังกล่าวด้วยว่า หนึ่งในเหตุผลที่เราเห็นการควบคุมทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้นในประเทศต่างๆ เป็นเพราะผู้มีอำนาจในประเทศเหล่านั้นค้นพบถึงพลังของอินเทอร์เน็ตในทางการเมือง และพยายามหาวิธียับยั้งพลังที่ว่านั้น ตัวอย่างเช่น บรรดาผู้นำในอาฟริกา ที่เริ่มหันมาใช้วิธีควบคุมทางอินเทอร์เน็ตในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลังจากประชากรอาฟริกันที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 20-30%

รายงานชิ้นนี้ระบุว่า วิธีหนึ่งที่รัฐบาลประเทศต่างๆ นำมาใช้ คือการปิดกั้นเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศในช่วงที่มีการเลือกตั้ง ซึ่งรายงานบอกว่ามี 18 ประเทศ จาก 65 ประเทศ ที่ใช้วิธีนี้

อีกวิธีหนึ่งคือการสนับสนุนสำนักข่าวที่นำเสนอข่าวปลอม หรือข่าวที่บิดเบือน ซึ่งรายงานระบุว่ามีรัฐบาล 30 ประเทศที่ใช้วิธีนี้

รายงาน “Freedom on the Net 2017” ยังบอกด้วยว่า การควบคุมอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่มุ่งไปที่เครือข่ายโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีประชากรและชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่หนาแน่น

นอกจากนี้ ผู้จัดทำรายงานยังบอกด้วยว่า รัฐบาล 30 ประเทศได้ใช้กำลังในการปราบปรามการแสดงความคิดเห็นในโลกออนไลน์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากจำนวน 20 ประเทศเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งวิธีใช้กำลังปราบปรามนี้เป็นมาตรการที่รัฐบาลรัสเซียและจีนเริ่มนำมาใช้เมื่อหลายปีก่อน และได้แพร่เข้าไปในหลายประเทศในปัจจุบัน

หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.freedomhouse.org


(ผู้สื่อข่าว Michelle Quinn รายงาน / ทรงพจน์ สุภาผล เรียบเรียง)


ทรงผมใหม่ ตามคำสั่งกองทัพ สะเทือนไปถึงครอบครัว - "หนูไม่เอาทรงนี้อ่ะ"



ทรงผมใหม่ ตามคำสั่งกองทัพ.
#พ่อไม่หล่อเหมือนเดิม!!หนูจะเอาทรงเก่า
ไม่ชอบทรงนี้อะ🤣🤣🤣
#ไม่น่าตัดเลยสะเทือนไปถึงครอบครัว 555

ooo

"หนูไม่เอาทรงนี้อ่ะ"

คลิปดูเพื่อความฮา และความน่ารักของหนูน้อยในคลิปล้วนๆนะครับ ไม่เกี่ยวกับการเมืองใดๆ - แชร์กันมาตามไลน์ ขอบคุณเจ้าของคลิป*

...............

*เข้าใจว่า "ต้นฉบับ" เอามาจากที่นี่ https://goo.gl/p2tn16

ตามรายงานของ โพสต์ทูเดย์ ที่นี่ https://goo.gl/hr4ME8




Somsak Jeamteerasakul
7 hrs ·

https://www.facebook.com/somsakjeam/videos/1480119872041287/

ooo




...

เรื่องเกี่ยวข้อง...

พ่อแม่นักเรียนเตรียมทหาร ร้องเรียนสื่อ ระบุลูกชายเสียชีวิตจากการฝึกนักเรียนเตรียมทหารเมื่อเดือนที่ผ่านมา มีเงื่อนงำ อวัยวะภายในหายเกลี้ยง-ทิชชู่ยัดแทนสมอง หอบหลักฐานแฉ





อวัยวะภายในหายเกลี้ยง-ทิชชู่ยัดแทนสมอง หอบหลักฐานแฉ (คลิป)



By kenny
2017-11-20
ที่มา Amarin TV

เหตุการณ์ที่เป็นข่าวครึกโครมเมื่อช่วงปลายเดือน ต.ค. 60 ที่ผ่านมา เมื่อนายพิเชษฐ และ นางสุกัลยา ตัญกาญจน์ 2 นักแข่งรถชื่อดังประเทศไทย ร้องสื่อมวลชนว่าบุตรชายคือ นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 เสียชีวิตในวันที่ 17 ต.ค. หลังกลับเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร เพียง 1 วัน และไม่ได้รับคำชี้แจงที่ละเอียดจากผู้เกี่ยวข้องของโรงเรียนเตรียมทหาร ได้รับเพียงใบมรณบัตรชี้แจงสาเหตุการตายจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน จึงข้องใจถึงสาเหตุการตาย ขณะที่ผลการชันสูตรชิ้นเนื้อจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ต้องใช้เวลานานถึง 2 เดือน





หลังเกิดเหตุ นายพิเชษฐ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาลูกไม่เคยบ่นหรือเล่าว่ามีปัญหากับใคร เพียงแต่รู้ว่าลูกมักถูกลงโทษและถูกเรียกไปซ่อมเดี่ยวอยู่บ่อยๆ แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ และก็เคยถูกลงโทษโดยรุ่นพี่ซึ่งเป็นหัวหน้าหมวด จนทำให้ชีพจรหยุดเต้นไปแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งเท่าที่ทราบ รุ่นพี่นายนั้นก็ถูกปลดชั้นจากหัวหน้าหมวด แต่ก็ไม่เคยคิดว่าสาเหตุการเสียชีวิตในครั้งนี้จะมาจากเหตุการณ์ในครั้งก่อน จึงอยากทวงถามความกระจ่างจากทางโรงเรียนว่า สาเหตุที่แท้จริงคืออะไร ไม่ใช่เพียงคำบอกกล่าวที่ว่า เพราะลูกชายเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว

ขณะที่นางสุกัลยา กล่าวว่า ในครั้งแรกที่ลูกชายถูกทำโทษอย่างรุนแรงด้วยการให้ปักหัวลงที่พื้นห้องน้ำนายทหาร จนเกิดอาการช็อกเพราะเลือดตกที่หัวและความดันพุ่งต่ำลง ซึ่งในรายละเอียดไม่ทราบว่า ถูกทำโทษเพราะเหตุใดและถูกทำโทษนานเท่าใด แต่เมื่อบุตรชายถูกปั๊มหัวใจจนมีชีพจรอีกครั้งก็ไม่ติดใจเอาความ แต่ในครั้งล่าสุดที่ลูกชายหัวใจหยุดเต้น ไม่มีผู้ใดชี้แจงถึงรายละเอียดและสาเหตุการเสียชีวิต





แม้ว่าทั้งคู่จะเคลือบแคลงถึงสาเหตุการตายของลูกชาย แต่ครอบครัวก็ได้นำศพกลับมาตั้งบำเพ็ญกุศลทางศาสนา ที่วัดวิเวการาม ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยมีพิธีฌาปนกิจในวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่า วันนั้นทางนายพิเชษฐ แอบนำศพลูกชายออกมา ก่อนที่จะมีการเผาศพ โดยไม่ได้บอกใครว่าไม่ได้เผาศพลูก เท่ากับพิธีวันนั้นเป็นการเผาหลอกไป ส่วนศพของ นายภคพงศ์ ทางนายพิเชษฐ ผู้เป็นพ่อ ได้นำศพไปชันสูตร ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ปรากฏว่า อวัยวะภายใน ทั้ง ตับ ไต ไส้ พุง หายไปหมด ซึ่งยิ่งทำให้เคลือบแคลงสงสัย

ต่อมา เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 20 พ.ย. 60 นายพิเชษฐ และนางสุกัลยา พร้อมด้วย น.ส.สุพิชชา ตัญกาญจน์ ลูกสาวคนโต ได้แถลงข่าวถึงกรณีนี้ โดย น.ส.สุพิชชา ระบุว่า จากการชันสูตรพบว่า อวัยวะภายใน ทั้ง ตับ ไต ไส้ พุง หายไปหมด ส่วนที่กะโหลกศีรษะ มีกระดาษทิชชู่ยัดไว้ แต่สมองหายไป นอกจากนี้ยังตรวจพบกระดูกซี่โครงซี่ที่ 4 หัก และมีรอยช้ำภายในช่องท้องด้านขวาขนาดเท่ากำปั้น และส่วนด้านหลังภายในซีกซ้ายมีรอยช้ำ และที่ไหปลาร้าหักทั้ง 2 ข้าง ซึ่งแพทย์ที่ชันสูตรระบุว่า ซี่โครงที่หักไม่น่าจะเกิดจากการปั๊มหัวใจ เพราะหักต้องหักทั้งแถบ และรอยช้ำน่าจะเกิดจากการถูกกระแทกอย่างแรง





นอกจากนี้ ทางครอบครัวตัญกาญจน์ ยังนำคลิปเสียงที่อ้างว่าได้พูดคุยกับ ผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหาร หลังจาก รู้ว่าอวัยวะหายไป มาเปิดให้สื่อมวลชนฟังด้วย และหลังจากการแถลงข่าวทางครอบครัวกล่าวว่า อยากได้คำชี้แจงว่า อวัยวะลูกชายหายไป เกิดจากสาเหตุอะไร และชิ้นส่วนอวัยวะที่หายไป ก็อยากจะขอคืน เพื่อนำมาพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิตอีกครั้ง





นอกจากนี้ ทางครอบครัวตัญกาญจน์ ยังนำคลิปเสียงที่อ้างว่าได้พูดคุยกับ ผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหาร หลังจาก รู้ว่าอวัยวะหายไป มาเปิดให้สื่อมวลชนฟังด้วย และหลังจากการแถลงข่าวทางครอบครัวกล่าวว่า อยากได้คำชี้แจงว่า อวัยวะลูกชายหายไป เกิดจากสาเหตุอะไร และชิ้นส่วนอวัยวะที่หายไป ก็อยากจะขอคืน เพื่อนำมาพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิตอีกครั้ง





วันจันทร์, พฤศจิกายน 20, 2560

โอ้วข่าวดี ปีหน้าเศรษฐกิจอาจจะฟื้นได้ (แต่ว่า)

โอ้วข่าวดี ปีหน้าเศรษฐกิจอาจจะฟื้นได้ นี่สื่อฝรั่ง บลูมเบิร์ก บอกนะ (แต่ว่า)

ไตรมาส ๓ ปีนี้จีดีพีโตถึง ๓.๘ เปอร์เซ็นต์ ดีที่สุดตั้งแต่ยึดอำนาจมาเมื่อ ๒๕๕๗ เพราะส่งออกเพิ่มถึงหลักสิบดีกว่าที่คาด และการท่องเที่ยวก็ทำท่าจะทำเงินตอนถึงปลายปี

ยูจีเนีย วิคตอริโอ นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในสิงคโปร์ วิเคราะห์ “เราเริ่มรู้สึกมีหวังมากยิ่งขึ้นว่าการฟื้นตัว (ของเศรษฐกิจไทย) น่าชื่นชมกว่าที่เคยคิดไว้...

ถึงอย่างนั้นก็ยังมีที่ท้าทายมากอยู่ โดยเฉพาะในด้านความสามารถของรัฐบาลทหาร จะครอบให้การลงทุนภาคเอกชนกลับมาโตใหม่อีกได้ไหม ถ้าได้ละก็ จะจุดพลังงานให้เศรษฐกิจฟื้นแน่”


แต่...ถ้าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นได้จริงต้นปีหน้า แล้วจะพอหรือทันการแก้ปัญหาหนี้สาธารณะพุ่งขึ้นไม่หยุดหย่อนไหมล่ะ โดยที่ขณะนี้งบประมาณขาดดุลแล้วกว่า ๑.๓๓ ล้านล้าน ซ้ำยังไม่มีทีท่าจะลดลง
 
ทั้งที่ “การขาดดุลของรัฐไม่ถือว่าเป็นเรื่องเสียหายมาก เมื่อเทียบกับการอยู่ดีกินดีของประชาชน แต่ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและคุ้มทุน”

ตามตัวเลขขาดดุลงบประมาณจากปี ๒๕๕๙ เกือบสี่แสนล้านบาท พอปีนี้ (เข้าไตรมาสสุดท้ายแล้ว) กลับขาดดุลมากกว่าเดิมเกือบ ๕ แสนล้านครึ่ง เท่ากับเพิ่มจากปีที่แล้วถึง ๓๖.๙ เปอร์เซ็นต์

แม้รัฐบาล คสช. จะอ้างว่าการดุลนั้นเอาไปลงทุนสาธารณูปโภคและสนับสนุนคนจน แถมมั่นใจการคลังไทยแข็งปั๋งช้อปแหลกอย่างไรก็ยังไม่หมด หรือมีศักยภาพกู้เพิ่มเอามาอุดกระเป๋ารั่วได้อีกเยอะก็เอะ

แต่ข้ออ้างเหล่านี้ก็หนีไม่พ้น “จะสร้างหนี้ให้ลูกหลานในอนาคต และในส่วนของความคุ้มค่าที่ให้ประชาชนทุกภาคส่วน มันเป็นเช่นใด” ในเมื่อ “เรามีจำนวนคนจนเพิ่มขึ้น และรายได้ของครัวเรือน ๔๐% ที่มีรายได้น้อยที่สุด กลับมีรายได้ลดลงในยุคของ คสช.” นั่นคือจนแล้วจนอีก


แล้วไฉน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ยังคุยแล้วคุยอีกอยู่นั่นว่า ปีหน้าจีดีพีจะเพิ่มเป็น ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์สำนักเทพมีตาทิพย์มั้ง มองเห็นฟ้าใสจากใต้กะลาได้

ในเมื่อตัวเองก็รับว่าจีดีพีปลายปี ๖๐ น่าจะอยู่ที่ ๓.๘% ยังจะดันทุรังให้ “อย่างน้อยที่สุดหาก GDP ในปีนี้แตะ ๔% และรักษาเสถียรภาพให้มั่นคง จะทำให้ในปีหน้า GDP ต้องไปถึง ๔-%” จนได้

วาดฝันโครงการต่างๆ ‘e-payment’ (การธนาคารอีเล็คโทรนิค) เอย ต่อยอดประชารัฐเอย สร้างเครือข่าย บัตรคนจนที่มีเครือข่ายประชาชนเรียกร้องให้ยกเลิกเสียเถอะอยู่เดี๋ยวนี้ (https://news.thaipbs.or.th/content/267810) เอย

ยังจะมี โชห่วยไฮบริดและแตกหน่อ ธงฟ้า ซึ่งล้วนทำให้เจ้าสัวยิ้มแก้มปริ ไหนจะ อีอีซี-ระเบียงตะวันออกที่เพิ่งมีข่าวทุนต่างชาติไม่ค่อยกระตือรือล้นเอย ล้วนทำท่าจะ ฝันเปียกเสร็จสมแต่ในอารมณ์หมายไม่เสร็จจริงเสียละมาก


ไหนๆ รัฐบาลนี้ชอบมีคำถามโน่นนี่แล้วโดนประชาชนถามสวนเกือบทุกที ก็ขอถามบ้างว่า ไอ้ที่ฝันเปียกต่างๆ ไว้นี่ มีอะไร แบ็คอัพ หนุนหลังให้น่าเชื่อว่าจะมีทางเป็นจริงได้ ในเมื่อจะสี่ปีเข้านี่แล้วไม่เห็นมีอะไรสำเร็จให้เห็นบ้าง นอกจากแต่งกลอนแต่งเพลง

ง่ายๆ แค่เรื่องยางนั่นนะ ค้างคามาจากรัฐบาลที่แล้วเตรียมแก้ให้ได้โลละ ๘๐ บาท โดนพวก พรรคนักค้านสุมหัวนักปฏิรูปก่อนเลือกตั้งตีรวนจะเอา ๑๒๐ จนลามปามไปถึงกวักมือเรียก คสช. เข้ามา เสร็จแล้วเดี๋ยวนี้โลละ ๔๐ บาทยังหืดขึ้นคอ

พอชาวสวนยางนัดหมายกันไปหาหัวหน้าใหญ่เพื่อร้องเรียนเสนอแนะ ก็ถูกทหารประกบพาเข้าค่ายปรับทัศนคติเสียนี่ หาว่ามีเลศนัย รัฐบาลมีกลไกรับฟังอยู่แล้วผ่านศูนย์ดำรงธรรม เหตุใดต้องพยายามเดินขบวนเข้ากรุงเทพฯ กัน

 
ทำนองว่าเป็นการก่อหวอดทางการเมือง จนกระทั่งพรรคนักค้านนั่นเองที่ต้องออกมาโวยวาย ดังที่นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษก และคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า

“เรื่องยางพาราราคาตกต่ำต่อเนื่องยาวนานกว่า ๓ ปี มีความเกี่ยวข้องกับความเดือดร้อนของครอบครัวชาวสวนยางพารา และปากท้องของสมาชิกในครอบครัวของประชาชน จะให้ชาวสวนยางอยู่นิ่งเฉยคงไม่ได้...

เคยส่งคณะอดีต ส.ส.ไปยื่นหนังสือร้องเรียน พร้อมแนวทางแก้ไขปัญหายาวพาราตกต่ำด้วยความสงบแล้ว ๒ ครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข...

และไม่ควรจับแกนนำชาวสวนยางไปกักในค่ายทหารเช่นที่ทำมา เพราะประชาชนไม่ใช่พลทหาร ที่รัฐบาล คสช.จะสั่งให้ทำอย่างไรก็ได้”


โถ ที่จริงก็เห็นใจอยู่หรอกนะ เคยแนบสนิทชิดชอบช่วยกันตั้งรัฐบาลในค่ายทหารมาแล้ว นึกว่าจะพูดกันได้  แล้วก็เครือข่ายของพรรคที่เรียกตัวเองว่า กปปส. อีกล่ะ ตัวประธานคนที่หนุนลุงตูบเป็นนายกฯ อยู่ยาว เคยออกมาขอราคาโลละ ๖๐ คสช. ให้ไม่ได้แถมให้ปลูกพืชอื่นแทน


เลยหันไปเป่าสากกันแทนหรือไร ปล่อยให้ชาวบ้านอย่างสาวหน้าตาจิ้มลิ้มรายหนึ่งต้องออกมาบ่นสำเนียงใต้ “คืนความสุขให้เธอประชาชน” คนฟังเป็นล้านอยู่นี่น่ะ

Thailand 4.0: in sight but not in reach - The Economist Intelligence Unit






Thailand 4.0: in sight but not in reach


November 16th 2017
The Economist Intelligence Unit


"Thailand 4.0" is a sector-specific industrial policy that aims to attract new investment towards transforming the economy. The military government wants to move the country into a new era defined by innovative technology-based manufacturing and services. Although the 4.0 strategy is likely to succeed in attracting new foreign investment, the hopes that it will radically transform the economy, and with it lift the population to higher levels of prosperity, are overly optimistic even for the longer term.


Thailand 4.0 was unveiled by the junta in May 2016. This industrial policy is intended to complement the wider 12th National Economic and Social Development Plan, for 2017–21, and fit more broadly within the junta's new 20-year National Strategy, which was originally proposed in 2015. The junta has set out three aims for the 4.0 strategy: to elevate Thailand to the status of a high-income nation; to reduce inequality; and to promote environmentally sustainable growth and development. However, the government has yet to set out a clear timeline.

Towards a new era?

The strategy shares its name with the intended next stage in the sectoral development of the country's economy. The first stage, Thailand 1.0, describes the historical period when the economy was driven by agriculture; the next as when light industry with low wages came to the fore, such as with the rise of clothing and apparel production; Thailand 3.0 is defined as the current situation in which heavy industry with advanced machinery, such as in automobile and chemicals production, is among the most important drivers of the economy; Thailand 4.0 pictures the economy as digitally oriented and innovation driven, focusing on high-value-added manufacturing and services.

To this end, the 4.0 strategy will focus on ten strategic industries. This will include those currently found in Thailand but where value can be added via new technologies, encompassing smart electronics, high-income and medical tourism, agriculture and biotechnology, food and beverages, and automotive industries. It will also extend to developing industries that are new to the country, namely robotics, aerospace, digital services, bio-energy and bio-chemicals, and healthcare.

Special rules


At present Thailand lacks the domestic capacity to move forwards with many of the target industries, and so the success of the strategy will be heavily contingent upon the country's ability to attract foreign direct investment (FDI). New legislation came into force in February 2017 that expands incentives for foreign companies looking to invest in many of the target industries, including firms that use advanced production methods and materials, and digital technology. The incentives include corporate income tax exemption for up to 15 years, expanded shareholding options for foreigners, land-ownership options for investors and import-duty exemptions. An additional draw is the provision of subsidies from the newly created Fund for Enhancement of Competitiveness for Targeted Industries, which has a seed capital fund of Bt10bn (US$300m) to contribute to investment entailing research and development (R&D).

These enticements, specific to Thailand 4.0, are in addition to a raft of other incentives offered under the Eastern Economic Corridor (EEC), a new 13,000-sq-km special economic zone spanning three provinces east of the capital, Bangkok. Although investors will not have to base their operations in the EEC to be eligible for the Thailand 4.0 concessions, if they do so they may be able to access additional incentives. These include land-lease extensions, multiple-year corporate tax exemption, personal income tax reductions and environmental impact assessment fast-tracking. The EEC area will also undergo major infrastructure upgrading, which aims to expand the area's deep seaport and improve links between it, business parks, airports, the capital and adjacent coastal areas.

Tempting enough?


The incentives offered by the 4.0 strategy and the EEC alone are considerable, rivalling all past industrial policy concession packages, without taking into account the infrastructure improvement that The Economist Intelligence Unit expects to begin to be completed in the latter part of the forecast period (2018–22). However, fundamental issues in Thailand's economy go some way to explaining the extent of the incentives on offer—the authorities are in part attempting to counteract various conditions that have also led major Thai firms and conglomerates to invest elsewhere. Thailand has been suffering from below-par investment levels for some years and this partly explains why investment into R&D is so low, at the equivalent of 0.6% of GDP in 2015, compared with 1.3% in Malaysia and 2.1% in China, according to the most recent World Bank figures.

Scarcity of skilled labour is a major disincentive to FDI and an impediment to higher R&D spending. Although around half of secondary-school leavers enrol in tertiary education, the standard of education is low across multiple levels. The UN Educational, Scientific and Cultural Organisation (UNESCO) released its 2017/18 Global Education Monitoring Reportin October 2017. The report stated that at the completion of lower secondary education, just 50% of students had a minimum proficiency level in reading and only 46% in mathematics. It also stated that learning outcomes saw no improvement between 2003 and 2015. Compounding the skilled-labour shortage is the slowing growth of the labour force, which will begin to decline within the next decade.

Another impediment to attracting new investment is the lack of a lucrative domestic market for goods and services. Private consumption growth averaged just 2.8% a year in 2012–16, compared with 5.2% in Indonesia and 6.9% in Malaysia over the same period. This was owing to relatively high household debt combined with fragile consumer confidence for Thailand's economic prospects, intricately linked to the political uncertainty that still plagues the country. The prospect for a substantial improvement in this situation in the medium term is also limited in our view: we forecast that private consumption will grow by just 2.9% a year on average in 2018–22, amid slowly declining household debt and gradual wage growth.

Overall, the muted outlook for Thailand's economy, considering in particular the shortage of skilled labour and underwhelming domestic demand prospects, is likely to slow the uptake of the 4.0 strategy by foreign firms. We expect it to bring some success in the medium term in terms of increasing FDI, but the grander ambitions of ushering in a new era for the economy will not take root in the forecast period. A new wave of FDI will be a boost for the manufacturing and high-value-added services sectors, but outside particular industrial clusters Thailand's domestic capacities will continue to struggle, reflecting the deeply rooted structural problems in the economy that affect domestic demand, labour availability and investment.