วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 18, 2561

สงสัย ‘ไอคอน’ จะไม่ ‘อีโคโน’ (Econo) แล้วสิ ทั้งที่ 'สายสีทอง' วิ่งตรงเข้าที่นี่แห่งเดียว

สงสัย ไอคอน จะไม่ อีโคโน(Econo) แล้วสิ ตอนนี้เสียงบ่นยุบยับ เริ่มจาก เจ้เหม่ย’ @baibua3130 ว่า “อิห้างอะไรเนี้ย #ICONSIAM จะมาสร้างอะไรตรงนี้ อยู่มา ๒๕ ปี ถนนเส้นตัดไปเจริญนครโล่งมาก แล้วพอมาทำอิห้างเนี้ย ติด...

ใช่ รถติด แบบ Iconic แบงค็อค ที่ วิดวะโยเย’ @Fanatic_Pat มาแถม “ถนน เลน แต่กลับมาทำห้างขนาดใหญ่แบบนี้ พื้นที่ใช้สอย แสนตรม. ไหนจะรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม อยากดูขั้นตอนการขออนุญาตจัง

นฤพนธ์ รัตนวิหค @usOuPo1qrfwH9NA เอาด้วย “ป้ายรถเมล์คลองสานก็ย้าย รถเมล์ก็ไม่อยากจอด ใครไม่เอารถไปโคตรลำบากเจ้เหม่ย เธอว์เลยย้อนมาส่ง “มึงรู้ป่ะกูใช้ชีวิตไปทำงานลำบากมาก...สาทรก็ติด bts สายสีทองก็ทำ...ตอนแรกไม่คิดว่าจะทำรถไฟฟ้าสายสีทองด้วยซ้ำ...อยู่ๆ โผล่มาเฉยเลย

พอดี๊ พอดี ไป๋ ชิว อี้ 百秀宜’ @saiyasasmith บ่นไว้ก่อนแล้ว “เฮ้ย...อะไรกันวะ! รถไฟฟ้าสายสีทองจึงไม่ใช่ของฟรีที่ไอคอนสยามออกเงินสร้างให้ แต่เป็นรถไฟฟ้าที่ไอคอนสยามออกเงินสร้างให้ก่อนแล้วให้ กทม.ผ่อนชำระคืน ๒๐ ปี ในรูปของค่าเช่าพื้นที่โฆษณาที่ควรจะเป็นรายได้ของ กทม.”

อีกคน ‘VoteNoจ้า’ @iamasiam14 โดดร่วมวงบ้างนิ “งานนี้น่าจะแท็คทีมเจ้าสัว ประชารัฐนะ ห่างจากไอคอนไปประมาณ ๕๐๐ ม.ข้างสะพานสาทร คือโกดัง-ท่าเรือเก่าของเสริมสุขเนื้อที่ ๒๐-๓๐ ไร่ ตามแผนจะมีโรงจอดรถไฟฟ้าตรงสวนของ กทม.ใต้สะพาน”
จึงมี ‘Amethyst’ พลอยพยัก “ส่วนใหญ่ที่เห็นมีแต่ห้างขอสร้างสะพานลอยและยกเป็นสาธารณะประโยชน์ เพราะต้องการลูกค้า แต่นี่กลายเป็น กทม.จะต้องสร้างให้ ทั้งๆ ที่สายนี้วิ่งเข้าห้างนี้ได้อย่างเดียว

มันมาจากคอมเม้นต์ของ อ. Decharut Sukkumnoed ที่ขำหน่อยก็คือ เมื่อสองวันก่อนโครงการรถไฟฟ้าเส้นใหญ่ สายสีทอง เพิ่งอ้างว่าจะมาเชื่อมกับโครงการนี้ได้ (นอกจากเชื่อมกับสายสีเขียวที่มีอยู่แล้ว) ตอนนี้โครงการนี้พับไปแล้ว แล้วรถไฟฟ้าสายเส้นใหญ่จะเชื่อมกับอะไร นอกจากไอค่อนสยาม

ที่จริงไม่ค่อยขำ เมื่อรักษาการผู้ว่าการรถไฟฯ แถลง “ยกเลิกการศึกษาโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายรถไฟสายสีแดงเข้ม ช่วงหัวลำโพง-บางบอน-มหาชัย ระยะทาง ๓๘ กิโลเมตร” เนื่องเพราะ “ประชาชนไม่ตอบสนองและคัดค้านการก่อสร้าง ทำให้โครงการดังกล่าวจัดอยู่ในโครงการที่ไม่เร่งด่วนในการลงทุน


พอเห็นภาพกันละนะ จริงๆ แล้วชาวบ้านในพื้นที่ไม่ค่อยชอบนัก ที่ทำให้ความเป็นอยู่ชีวิตประจำวัน ไม่ค่อยสุขเท่าไหร่ ส่วนที่ นิเคอิรีวิวไปสัมภาษณ์บางคนว่า ดีๆ ไม่ต้องไปช้อปไกลถึงสยามและสุขุมวิทน่ะจิ๊บจ้อย ในเมื่อ ไอค่อนก็มุ่ง ไฮเอ็นด์ อยู่แล้ว (ประมาณว่านั่งเรือ ยัคท์’ or yacht หรือค้อปเตอร์ไปยังได้)

ในขณะที่ “ชุมชนรอบๆ เมกกามอลแห่งนี้เป็นย่านที่ยังไม่พัฒนา” บทความโดย มาสะยูกิ ยูดะ เมื่อ ๑๖ พ.ย. ชม (หรือแซว ไม่รู้) ว่าไอค่อนสยามนี่ใหญ่โตมโหฬารมาก พื้นที่มากกว่าผืนอาคารเอ็มไพร์สเตทที่นิวยอร์คทุกชั้นรวมกันถึงสองเท่า

แต่ปัญหาใหญ่ยังไม่รู้หมู่จ่า “นี่เป็นการเสี่ยงโชค (พนัน) ครั้งใหญ่ของสยามพิวรรธน์ ที่มีอีกสี่มอลส์ยักษ์ๆ อยู่ในมือ แข่งกับอีก ๓๐ แห่งของคู่ประชันอย่างเซ็นทรัลกรุ๊ป และ ๑๐ แห่งของกลุ่มเดอะมอล” แม้ว่าเซ็นทรัลกรุ๊ปเองก็ทำท่าจะบักโกรก เมื่อ เซ็นทรัลเอ็มแบสซี่เดี๋ยวนี้ถูกขนานนามว่า ‘Central Empty’
 
และ “ขนาดคนกำลังเห่อของใหม่ ไอค่อนสยาม ยังมีคนเดินเที่ยว แค่ ๓๐% ของจำนวนที่คาดว่าจะมีคนใช้บริการ ที่ . แสนคนต่อวัน” ประโยคหลังนี่ขอยืมถอดความจาก Narin Sanguansap (โดยไม่ได้ขออนุญาตก่อน)

เขาชี้ด้วยว่า “โดยห้างอ้างว่า ห้างต้องการนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ๔๐% (ของ . แสน) คือหวังจากนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก ซึ่งตอนนี้นักท่องเที่ยวจีนก็เมินไทยไปแล้ว


นิเคอิให้ข้อมูลว่า เมื่อปีที่แล้ว นักท่องเที่ยวจีนซึ่งลือชื่อว่าโคตรช้อป ลงไปเยือนประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ถึง ๓๕ ล้านกว่า แต่ตลอดสามปีที่ผ่านมามีแต่จำนวนลดลงๆ เฉพาะปีนี้ปีเดียวลดต่อเนื่อง จาก ๐.๙% เมื่อกรกฎาคม ไปที่ ๑๑.๘% ตอนเดือนสิงหา แล้วไปถึง ๑๔.๙% เมื่อกันยา
 
แน่ๆ ว่าไอค่อนต้องเจอภาวะต้านลมแน่ๆ ปีหน้า นั่นยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่าภาวะ อี-คอมเมิร์ช หรือค้าออนไลน์กำลังเป็นอสุรกายยืนจังงังต่อหน้าการค้าปลีกทั่วโลก

ในฐานะที่คุณนาย ชฎาทิพย์ จูตระกูล เจ้าแม่เมกกามอลบอกไม่ยี่หระ อาจเป็นเพราะเห็นว่าการค้าออนไลน์ในไทยยังแค่ ๑% ของการค้าปลีก (ประเทศพัฒนาของโลกเขาไปที่ ๒๐% แล้ว) ตามตัวเลขปีที่แล้วมูลค่า ๒,๘๐๐ ล้านบาท ซึ่งทางการคาด (?) จะเพิ่มเป็น ๓,๐๕๐ ล้านในปีหน้า นั้น

ถ้า ไอค่อนจะขยายกิจการไปครบวงจรทั้ง ออนไลน์ และ ‘On the streets’ อย่างที่นิเคอิรีวิวแนะ ก็จะไม่มีผลกระทบในทางดีต่อชาวบ้านทั่วไปในฝั่งธนฯ เท่าไรเลย

2 ข่าวนี้ต่อเนื่องกัน (จะมีสลิ่ม ออกมากล่าวหานายกว่าขายชาติมั๊ยน๊อ?)



Athasit Poolsawat จะมีสลิ่ม ออกมากล่าวหานายกว่าขายชาติมั๊ยน๊อ?

Apirux Wanasathop สองสามวันนี้ คสช ออก ม44 ถี่ๆมีผลติดๆกันหลายฉบับ ล้วนขี้ๆ
ทั้งเอื้อ ปย ทุนใหญ่(ยกเว้น ภงด)
สั่งการเกี่ยวกับจัดเลือกตั้ง(ปาดหน้า กกต)
และอื่นๆกำลังตามมาติดๆ
นี่คือการทิ้งทวน???

ooo


วัดใจ’บิ๊กตู่’อาลีบาบาซื้อที่ แลกลงทุนหมื่นล้านบูมอีอีซี





17 November 2018
ประชาชาติธุรกิจ


“แจ็ก หม่า” ยื่นข้อเสนอใหม่ “ฮับโลจิสติกส์” ในไทย ขอเปลี่ยนจากการ “เช่าที่ดิน” เป็น “ซื้อที่ดิน” แทน ปั้นฮับไทยให้ยิ่งใหญ่ EEC-BOI หาช่องดึงอาลีบาบาลงทุน เปิด พ.ร.บ. EEC ให้ถือกรรมสิทธิ์ได้แค่เช่า 49+50 ปี พ.ร.บ. BOI ให้ซื้อที่ดินได้แต่สิทธิประโยชน์น้อยกว่า ส่วน WHA มั่นใจดีลเช่าที่ยังไม่ล้ม


ระยะเวลาได้ผ่านมากว่า 6 เดือนแล้ว หลังจากที่ “แจ็ก หม่า” ประธานบริษัทอาลีบาบากรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดของประเทศจีน ได้ลงนามความร่วมมือด้าน Smart digital hub and digital transformation strategic partnership ซึ่งประกอบไปด้วย MOU 4 ฉบับกับรัฐบาลไทย โดยหนึ่งในนั้น อาลีบาบาได้เตรียมแผนการก่อสร้างโครงการ Smart Digital Hub (2561-2562) ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มูลค่าลงทุน 11,000 ล้านบาท ทว่าจนกระทั่งถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าในการก่อสร้าง แต่มีแนวโน้มที่จะขอเปลี่ยนแปลงวิธีการได้มาซึ่ง “กรรมสิทธิ์” ในที่ดินจากการ “เช่า” มาเป็น “ซื้อ” ที่ดินแทน

ข้อเสนอใหม่ของแจ็ก หม่า

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานระหว่างการเยือนจีนของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เพื่อเข้าชมงาน International China Import-Export เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการหารือระหว่างฝ่ายไทยกับแจ็ก หม่า ประธานบริษัทอาลีบาบาในเรื่องของการ transform ประเทศไทยสู่ digital 4.0 โดยแจ็ก หม่า ได้ยื่น “ข้อเสนอใหม่” ที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็น hub logistic ที่มากกว่าการเป็น hub ธรรมดา ๆ ตามความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทยและจีน รวมถึงการสร้างศูนย์พัฒนาบุคลากรไทย-จีน โดยอาลีบาบาต้องการที่จะขอ “ซื้อที่ดิน” ในประเทศไทยแทนการ “เช่าที่ดิน” ที่ตกลงเบื้องต้นกันไว้

ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า ที่ผ่านมาบริษัทอาลีบาบาได้ทำข้อตกลงกับภาคเอกชนคือ บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เพื่อขอเช่าพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมของ WHA ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา สำหรับพัฒนาเป็นเขตส่งเสริมธุรกิจอีคอมเมิร์ซและสมาร์ทโลจิสติกส์

“ขณะนี้ทีม EEC และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้รับทราบข้อเสนอใหม่ของอาลีบาบาแล้ว โดยมีการสั่งการให้ทั้ง 2 หน่วยงานร่วมกันในการหาทางออกให้กับข้อเสนอซื้อที่ดินว่าจะสามารถทำได้อย่างไร และเกี่ยวพันกับกฎหมายฉบับใดที่เปิดช่องให้สามารถดำเนินการได้บ้าง”

กฎหมาย EEC ให้ได้แค่เช่า 99 ปี

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภายใต้ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (พ.ศ. 2561) ได้กำหนดไว้ในมาตรา 52 นักลงทุนจะไม่สามารถใช้กฎหมายฉบับนี้เพื่อการ “ซื้อ” ที่ดินลงทุนได้ แต่จะทำได้เพียงการ “เช่า” พื้นที่ตามกฎหมายเท่านั้นคือ แบ่งการอนุมัติให้เช่าออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะแรกอนุมัติระยะเวลาการเช่าไม่เกิน 50 ปี และระยะที่สองสามารถต่ออายุการเช่าได้อีกไม่เกิน 49 ปี เมื่อรวม 2 ระยะแล้วไม่เกิน 99 ปี ดังนั้นในกรณีที่นักลงทุนต้องการจะซื้อที่ดินจะต้องใช้กฎหมายฉบับอื่นที่ว่าด้วยเรื่องของการขายที่ดิน เช่น กฎหมายที่ดินเพื่อนำมาพิจารณาเพื่อขอซื้อที่ดินแทนกฎหมาย EEC เพื่อลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวที่นักลงทุนสนใจ

“หากนักลงทุนจะซื้อที่ดิน เราไม่ขาย ถามว่าในกฎหมายเราให้เช่าได้อย่างเดียวใช่หรือไม่นั้น มันแล้วแต่กรณี มันมีหลายอันที่เราไม่ค่อยเกี่ยวข้องคือเรื่องของที่ดิน ซึ่งในกฎหมาย EEC พูดถึงเรื่องที่ดินน้อยมาก แต่กฎหมายอื่นให้ในเรื่องของที่ดิน เช่น กฎหมายของ BOI ถ้าได้การส่งเสริมบางกิจการก็สามารถซื้อที่ดินได้และที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมก็ซื้อได้ แต่ใน EEC ไม่ได้ เราไม่ได้ระบุไว้ว่าให้ซื้อ” นายคณิศกล่าว

BOI ซื้อได้แต่เลิกต้องคืน

นางสาวพจณี อรรถโรจน์ภิญโญ รองเลขาธิการคณะกรรมการ EEC กล่าวเพิ่มเติมว่า นักลงทุนที่มีความต้องการซื้อที่ดินเพื่อลงทุนในพื้นที่ EEC นั้น “สามารถทำได้” โดยมีช่องให้ใช้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แต่ต้องทำตามเงื่อนไขที่ BOI กำหนด เช่า เรื่องของเงินลงทุนส่วนใหญ่จะสูงเป็นระดับหลาย ๆ พันล้านบาท รวมถึงจะต้องเป็นการลงทุนที่นำเอาห่วงโซ่ทั้งคลัสเตอร์มาลงทุนด้วย หากเป็นกิจการเดียวลงทุนครั้งเดียวแล้วก็ถือว่า “ไม่เข้าเงื่อนไขของ BOI ไม่สามารถซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างและลงทุนได้”

“ตามกระบวนการหากเป็นอุตสาหกรรมเล็ก ๆ กิจการธรรมดาจะขอรับการส่งเสริมที่ BOI หากเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve) จะมาคุยที่สำนักงาน EEC เพราะนักลงทุนเหล่านี้มีซัพพลายเชนมาก จะดึงกันมาลงทุนทั้งยวง” น.ส.พจณีกล่าว

ทั้งนี้ พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนระบุไว้ในมาตรา 27 “ผู้ได้รับการส่งเสริมจะได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อประกอบการกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามจำนวนที่คณะกรรมการ (มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน) พิจารณาเห็นสมควร แม้ว่าจะเกินกำหนดที่จะพึงมีได้ตามกฎหมายอื่น ในกรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมซึ่งเป็นคนต่างด้าวตามประมวลกฏหมายที่ดินเลิกกิจการที่ได้รับการส่งเสริมหรือโอนกิจการนั้นให้แก่ผู้อื่น ผู้ได้รับส่งเสริมต้องจำหน่ายที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ถือกรรมสิทธิ์ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่เลิกหรือโอนกิจการ มิฉะนั้นให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นตามประมวลกฎหมายที่ดิน”

ข้อดี-เสีย 2 พ.ร.บ.

อย่างไรก็ตาม การใช้ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กับ พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป กล่าวคือ พ.ร.บ. EEC ให้สิทธินักลงทุนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินใน “เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ” ด้วยการ “เช่า” แต่เป็นระยะเวลายาวนานถึง 1 ชั่วอายุคนคือ 49+50 ปี พร้อมกับได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ อาทิ การ “ยกเว้น” หรือลดหย่อนภาษีเป็นกรณีพิเศษ, ยกเว้นการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตรา, สามารถใช้เงินตราต่างประเทศในการชำระค่าสินค้าได้, สามารถนำเข้าผู้เชี่ยวชาญพิเศษ รวมไปถึงการขอ visa

ส่วน พ.ร.บ. BOI ให้สิทธินักลงทุนต่างด้าวในการ “ซื้อที่ดิน” ได้ แต่จะได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามประกาศของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนตามประเภทกิจการนั้น ๆ เท่านั้น จึงเป็นเรื่องที่บริษัทอาลีบาบาที่จะเข้ามาลงทุนตั้ง smart digital hub จะต้องเป็นผู้ตัดสินใจ

WHA มั่นใจดีลยังไม่ล้ม

ด้านนางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท WHA Corporation กล่าวว่า ยังไม่สามารถให้รายละเอียดเกี่ยวกับการทำสัญญากับบริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีนได้ เพราะ “เป็นไปตามข้อตกลง” แต่ยืนยันว่าได้มีการทำสัญญาไปแล้วเมื่อเดือนสิงหาคม โดยผู้ประกอบการรายดังกล่าวจะซื้อที่ดินประมาณ 130,000 ตร.ม. ทั้งนี้ยังมีกระบวนการด้านการเงินตามรายละเอียดของสัญญาที่ตกลงกันไว้แล้วด้วย

ทำไมเศรษฐกิจติดลมบน ไม่พัดลงมาถึงชนชั้นล่าง คำตอบง่ายๆ...





คำตอบง่ายๆสำหรับคำถามว่า
ทำไม
ทำไมเศรษฐกิจติดลมบน ไม่พัดลงมาถึงชนชั้นล่าง
ทำไมถึงเกิดปรากฎการณ์รวยกระจุกจนกระจาย
อธิบายแบบง่ายๆคร่าวๆด้วยเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่เพิ่งเกิดขึ้นในรอบสัปดาห์นี้ก็จะพอจะเห็นได้
...
ด้านแรก
ปฏิบัติการไล่กวาดจับบรรดาพ่อค้าแม่ขายรายย่อยจากถนน-ทางเท้า
ทั้งในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใหญ่อื่นๆ ดำเนินไปอย่างคึกคัก
เมื่อมีการทักท้วง
(ที่ไม่ได้แปลว่าไม่ให้จับ แต่ต้องคิดให้รอบคอบกว่านี้ เช่น จับแล้วเขาจะไปทำมาหากินอะไร หรือจะจัดที่จัดทางที่พออาศัย ให้เขาสามารถไปทำมาหาเลี้ยงชีพต่อได้)
ท่านตอบด้วยคำเท่ๆว่า
ทางเท้ามีไว้เดิน
(แปลว่าไม่ได้มีไว้ให้ใครขายของ)
นี่ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก
แต่ว่าตั้งแต่รัฐประหารเป็นต้นมา ในนามของการ"จัดระเบียบ" ทั้งทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่อื่นๆ เช่น กทม. ออกมาไล่กวาดล้างผู้ค้ารายย่อยเหี้ยนไปเป็นถนน-ถนน เหี้ยนไปเป็นสาย-สาย
ได้ความเป็นระเบียบคืนมาครับ
แต่คนที่หายไป คนที่ถูกกวาดตกท่อข้างถนนไป
จะกินอยู่อย่างไร จะทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างไร
รัฐไม่ได้ไปสนใจไปรับรู้ด้วย
แจก"บัตรคนจน"อย่างเดียวจบแล้ว
ตกงานเรอะ
มาสิ จะสงเคราะห์ให้เดือนละ 300 บาท 600 บาท
แล้วรากหญ้า(คำแสลงใจสลิ่มบางท่าน)จะไปเหลืออะไร
...
ด้านหนึ่ง
มีประกาศว่าต่อไปนี้ถึงเวลาแล้วที่เจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมดจะต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน
ก็มีเสียงค้านระงมมาจากแวดวงสาธารณสุขบ้าง แวดวงการศึกษาบ้าง
ล้วนแล้วแต่อยู่ในแวดวงคนดี คนที่มีสิทธิ์มีเสียงในสังคมทั้งสิ้น
ผลก็คือ พอโวยกันมากๆเข้า
กฎหมายก็ถูกเลื่อนบังคับใช้ไปอีก 60 วัน
(คล้ายๆกันกับเรื่องไม่จับคนนั่งท้ายกระบะนั่นไง สุดท้ายก็เลิกรากันไปเอง เหมือนไม่มีกฎหมายบังคับอะไร)
กรณีนี้จะจบเหมือนนั่งท้ายกระบะหรือเปล่าไม่รู้ได้
แต่สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าคุณใหญ่โตขึ้นมาระดับหนึ่ง ระดับที่รัฐบาลทหาร(ที่ยังต้องอาศัยคุณทำงาน)ต้องเงี่ยหูฟัง
ต่อให้เป็นกฎหมายที่อ้างหลักการว่าดีเลิศประเสริฐเก๋กู้ดปานใด
ถ้าคนดีไม่ต้องการอยู่ใต้บังคับ
ก็ยากจะบังคับใช้ได้
นี่ขนาด"ชนชั้นกลาง"ส่งเสียงดังๆ รัฐบาลทหารยังถอยกรูดๆ
ถามว่าถ้า"ชนชั้นสูง"-เศรษฐี มหาเศรษฐี มหาอำมาตย์ทั้งหลายคำรณคำรามออกมา
จะไม่โกญจนาทกัมปนาทกว่านี้ดอกหรือ
...
ในสังคมที่คนกลุ่มหนึ่ง(ซึ่งดูเหมือนจะเป็นคนกลุ่มใหญ่)
ไม่มีอำนาจต่อรองอะไร
ผู้มีอำนาจอยากจะกวาดทิ้งเมื่อไหร่ ก็ลงท่อไปเมื่อนั้น
กับอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีจำนวนน้อยแต่เสียงดังกว่า
แตว่าไม่ต้องอยู่ใต้บังคับกฎหมายบ้าง
หรือได้ประโยชน์มหาศาลจากเศรษฐกิจในโครงสร้างนี้บ้าง
(4 ปีหลังปฏิวัติ จีดีพีไทยโตขึ้น 2 ล้านล้านบาท แต่ช่วงเวลาเดียวกัน มูลค่าทรัพย์สินของกิจการในตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 600 บริษัทเพิ่มขึ้น 4 ล้านล้าน-ในจำนวนนี้เป็น 50 หรือ 100 บริษัทแรกไป 70-80%)
มันจะอยู่กันอย่างไร
...
ในสังคมที่คนไม่ได้กินแกลบ
(ขนาดประเทศกูมียังทะลุ 35 ล้าน-ค่าเฉลี่ยของผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งหลายๆครั้งในเมืองไปแล้ว)
ถามว่าชาวบ้านแยกแยะได้ไหม
ว่าใครสมาทาน ใครเอื้ออำนวยให้ระบบแบบนี้เกิดขึ้น-ดำรงอยู่-ขยายตัว
หรือใครบ้างที่อยากจะแก้ไขโครงสร้างพิกลพิการนี้
คำถามคือความรู้สึกนี้จะมีผลกับการเลือกตั้งขนาดไหน
รอดูกันไปครับ
24 กุมภาพันธ์ 2562 ก็ได้รู้กันแล้ว
อ้อ-หมายเหตุไว้ด้วยว่า ถ้าไม่เลื่อนเลือกตั้งนะครับ
ถ้าเลื่อนไป แล้วแก้ไขอะไร(ที่ปล่อยให้ขยายตัวมาตลอด 4-5 ปีนี้ได้)ได้
ก็ดีไป
แต่ถ้าเลื่อนไปแล้ว ยิ่งหนักข้อขึ้น
อันนี้แหละสงสัยท่อนฮุคของ"ครางชื่ออ้ายแน"คงดังระงม
อุ๊ยอุ๊ยอุ๊ยอุ๊ย


Thakoon Boonparn


ประเทศกูไม่มี "Freedom of the Press and Judicial Independence"





“Judicial independence” หรือ “ความเป็นอิสระของผู้พิพากษา” จึงสำคัญมากต่อระบอบประชาธิปไตย ท่าน Timothy Kelly ผู้พิพากษา DC District Court ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของทรัมป์ สั่ง #คุ้มครองชั่วคราว ให้ทำเนียบขาวคืนบัตรเข้าทำเนียบให้กับ Jim Acosta นักข่าว #CNNที่มีกล้าตั้งคำถามกับทรัมป์ https://cnb.cx/2zWoDWf
ท่านเคลลียังบอกว่าด้วย ข้อกล่าวหาว่า นักข่าวเอามือไปแตะต้องตัวเจ้าหน้าที่ผู้หญิง ระหว่างการแย่งไมค์กันนั้น น่าจะไม่เป็นความจริง "likely untrue" ก่อนหน้านี้ เว็บไซต์ฝ่ายขวาจัด Infowars.com ปล่อยวิดีโอตัดต่อกล่าวsาว่า จิมเอามือไปแตะต้องตัวเจ้าหน้าที่หญิงอย่างไม่สุภาพ ซึ่งทางทำเนียบขาวได้ใช้เป็นข้ออ้าง เพื่อต้องยึดบัตรเข้าทำเนียบของเขา (https://bit.ly/2Bejueh)

ถึงผู้นำจะเลว แต่ถ้าศาลยังเที่ยงธรรมและเป็นอิสระ มันก็พอไปได้นะ


Pipob Udomittipong

นายกบอก เศรษฐกิจดี แล้วทำไมต้องกระตุ้น ?







..

วิเคราะห์ผลงานของการทำรัฐประหาร!!

1.ล้มเหลวด้านเศรษฐกิจ(ยุคข้าวยากหมากแพง!!ค้าขายฝืดเคือง ยาง5โลร้อย!! )

2.ล้มเหลวด้านปราบคอร์รัปชั่นโกงกิน!!(จีที200/เรือเหาะ/ราชภัก/นาฬิกายืมเพื่อน/เอาเงินหลวงเข้าบัญชีเมีย/ตั้งบริษัทรับเหมาในค่ายและอื่นๆที่ตรวจสอบไม่ได้!!)

3.ล้มเหลวด้านการปฎิรูป(ยังไม่เห็นมีอะไรเป็นรูปธรรม)

4.ล้มเหลวด้านการปรองดอง(ไล่ล่าแต่ฝ่ายตรงข้ามแต่ละเว้นฯตรวจสอบพวกพ้องเดียวกัน!!)

5.ล้มเหลวด้านวิสัยทัศน์(ปลูกหมามุ่ยแทนข้าว ส่วนยางได้แต่ส่งออกไปขายที่ดาวอังคาร กรรม++)

6.ล้มเหลวด้านยาเสพติด(เยอะมากมายกว่ายุคใหนๆ)

7.ล้มเหลวด้านภาวะผู้นำ(ควบคุมตัวเองไม่อยู่..ก้าวร้าว!!ถ่อย สถุน!!ขี้โมโห!! หงุดหงิดง่าย!!)

8.ล้มเหลวด้านความมั่นคง!!(งบได้เยอะกว่าทุกรบ.ที่ผ่านมา แถมมีอาวุธและกำลังพลหรือม.44อยู่ในมือแต่3จ.ชายแดนใต้ยังมีระเบิดเกิดขึ้นเกือบทุกวัน)

9.ล้มเหลวด้านการบริหารเงินคงคลังในชาติ(หนี้รบ.พุ่งไม่หยุด!! เมษา'61 หนี้ทะลุ 5.18 ล้านล้าน หนี้ชดเชยขาดดุลงบฯและบริหารหนี้ 3.69 ล้านล้าน)

10.ล้มเหลวด้านคำพูด มุสา!!(ขอเวลาอีกไม่นาน แต่ไล่ยังไงก็ไม่ไป//บอกว่าเกลียดนักการเมือง แต่เสือกมาเป็นนักการเมือง!!ย้อนแย้งชิป)

11. ล้มเหลวด้านจิตใจ ทหารฝึกมาแบบไหนหวั่นไหวกับเพลงแร็พและก็ปฏิทิน
(ฝึกทหารให้อดทนได้ทุกสิ่ง ปรับวินับกู ซ่อมกูอย่างกับหมา แต่พอตัวมันกลับทนอะไรไม่ได้สักอย่าง)

12. ล้มเหลวกับการปราบคนโกหกประชาชน ดารา และพระ ให้ไปชุมนุมด้วย จนตอนนี้ก็ยังเดินลายหน้าลอยตาคาราวะแผ่นดินอยู่
(ทั้งทหารเอง ตำรวจเองก็ต้องเสียหน้าไปด้วยเมื่อไปไหนมาไหนก็ยิ่งไม่ชอบกว่าเดิม)😑

13. ...ช่วยคิดหน่อยครับ ลืมไปแล้วว่ามีอะไร ไม่ค่อยอยากจำคนๆนี้เท่าไหร่

(คัดจากอินเตอร์เน็ต)


งง ? เว็บไซต์ของ ป.ป.ช. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบทุจริตในแวดวงราชการ นักการเมือง แต่รายงานประจำปีของ ปปช.เอง ที่เปิดเผยต่อสาธารณชนครั้งสุดท้าย คือปี 2557 - รายงานหลังรปห.หายไปไหน ?



เรื่องเกี่ยวข้อง...
‘อนาคตใหม่’ ตั้งข้อสงสัยผู้สร้างรัฐธรรมนูญปราบโกง ทำไมไม่ยอมเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน
(มติชนสุดสัปดาห์)


คนสรรเสริญเพียบ 😓 ‘มีชัย’ ลาออกจาก นายกสภาฯมหาลัยดัง! เซ่นปมกฎหมาย ปปช.เปิดบัญชีทรัพย์สิน




เมื่อวันที่ 17 พ.ย. รายงานข่าวจากที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์(มรร.) แจ้งว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายกสภา มรร. ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกสภามรร. ในที่ประชุม โดยจะมีผลในวันที่ 18 พฤศจิกายน จากนั้นที่ประชุมได้คัดเลือกกรรมการสรรหานายกสภามรร.คนใหม่ ที่จะต้องดำเนินการสรรหาภายใน 90 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลาออกครั้งนี้ มีผลจากการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ออกประกาศให้ข้าราชการระดับสูง รวมทั้งนายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ยื่นบัญชีทรัพย์สิน รวมทั้งคู่สมรสทั้งที่จดทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียน

ส่งผลให้นายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายแห่งเตรียมลาออก โดยนายมีชัย ได้ตกลงกับนายมนตรี นุ่มนาม กรรมการสภามรร. ว่านายกและกรรมการทั้ง 12 คนจะยื่นลาออก ไม่ใช่เพราะกลัวการตรวจสอบแต่กลัวความวุ่นวาย และจะเกิดความผิดพลาด หากลืมแจ้งบัญชีบางรายการ

Singpun Orawan ไอ้ชิบหาย แบบนี้ก็ได้หรอ เหมือนขโมยของแล้วเจ้าของให้เปิดใต้เสื้อดู ไม่ยอมเปิดแล้วเดินหนีออกจากร้าน เอออีเวร

Saychon Tan มึงเป็นหัวหน้าร่างรัฐธรรมนูญ แต่มึงกลับกลัวกฎหมายเสียเอง ..ตลกว่ะประเทศไทย
..




ซีรีส์ดังในสหรัฐฯ เรื่อง Madam Secretary หรือชื่อภาษาไทยว่า "ยอดหญิงแกร่งแห่งทำเนียบขาว" ได้หยิบเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยไปนำเสนอ ในตอนหนึ่งมีเนื้อหา วิจารณ์ ม.112





กม. หมิ่นฯ : สถานทูตไทยในอเมริการ้องผู้ผลิตซีรีส์ดัง Madam Secretary วิจารณ์ ม. 112


ที่มา บีบีซีไทย


ซีรีส์ดังในสหรัฐฯ เรื่อง Madam Secretary หรือชื่อภาษาไทยว่า "ยอดหญิงแกร่งแห่งทำเนียบขาว" ได้หยิบเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยไปนำเสนอในตอนหนึ่งซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาพุทธ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย

Madam Secretary เป็นซีรีส์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของ เอลิซาเบธ แม็คคอร์ด รัฐมนตรีต่างประเทศหญิงของสหรัฐฯ ซึ่งรับบทโดย เทีย เลโอนี

ในตอนที่ 5 ของซีซัน 5 ที่มีชื่อตอนว่า Ghosts ออกอากาศทางเครือข่าย CBS ในสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น เป็นตอนที่ เฮนรี สามีของเอลิซาเบธที่รับบทโดย ทิม ดาลี ต้องเดินทางมาประเทศไทยเพื่อร่วมงานวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระมหากษัตริย์ไทย

ฉากในช่วงต้นเรื่อง เอลิซาเบธ กำลังให้คำแนะนำสามีถึงข้อห้ามเมื่อเข้าเฝ้าฯ กษัตริย์ไทย โดยตอนหนึ่งเธอบอกสามีที่กำลังเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเดินทางว่า "ไทยเป็นประเทศที่ไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น"



เนื้อหาในฉากต่อมา เป็นตอนที่ เฮนรี เดินทางมาถึงประเทศไทยและได้พบกับ รจนา อารักษ์ ที่รับบทโดยนักแสดงชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชีย คิมิโกะ เกลแมน

รจนา คือ อดีตคู่รักที่เฮนรีเคยคบหาก่อนที่จะไปแต่งงานกับเอลิซาเบธ

จากนั้น เฮนรี ได้ไปร่วมงานเสวนาเรื่องเสรีภาพในการนับถือศาสนาที่ รจนาเป็นผู้บรรยายซึ่งช่วงแรกดำเนินไปด้วยดี จนกระทั่งรจนาเริ่มวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่ชาวพุทธในไทยเคารพสักการะพระมหากษัตริย์ในฐานะสมมติเทพ

การบรรยายต้องจบลงกลางคันเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกขึ้นไปบนเวทีเข้าจับกุมรจนา และในเวลาต่อมาเธอได้ถูกตัดสินจำคุก 60 ปี


GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพMadam Secretary เป็นละครโทรทัศน์แนวทริลเลอร์-การเมือง ออกอากาศในสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือน ก.ย. ปี 2014 จนถึงปัจจุบัน


ขณะนั้นเอง เฮนรี พยายามช่วยเหลือรจนาซึ่งเป็นพลเมืองอเมริกัน โดยระหว่างที่ไปร่วมงานวันเฉลิมพระชนมพรรษาของกษัตริย์ไทย เขาได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษ และคำขอของเขาก็สัมฤทธิผล

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่เฮนรีกำลังพารจนาไปที่สนามบินเพื่อเดินทางกลับสหรัฐฯ พวกเขาได้ถูกทหารเข้าจับกุมตัว ทหารระบุว่าการพระราชทานอภัยโทษมีผลเป็นโมฆะเพราะกษัตริย์ได้เสด็จสวรรคตกะทันหัน ส่งผลให้ทั้งคู่ถูกนำตัวไปคุมขังโดยที่รจนาถูกตัดสินประหารชีวิต ส่วนเฮนรีถูกจำคุกตลอดชีวิต

เรื่องดังกล่าวทำให้ทางการสหรัฐฯ เห็นว่าไม่สามารถใช้ช่องทางทางการทูตในการช่วยเหลือบุคคลทั้งสองออกมาได้ จึงตัดสินใจใช้ปฏิบัติการลับชิงตัวพวกเขาออกจากเรือนจำในไทยแล้วนำตัวกลับสหรัฐฯ ได้สำเร็จ

ซีรีส์ตอนนี้เขียนบทโดย ไลลา โอลิเวอร์ และกำกับโดย ร็อบ กรีนเลีย โดยมีหลายฉากที่ถ่ายทำในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม นักแสดงส่วนใหญ่รับบทโดยชาวต่างชาติ

บีบีซีไทยได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ไปยัง นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งระบุว่าต้องขอตรวจสอบเรื่องนี้ก่อน

นอกจากนี้ บีบีซีไทยยังได้ติดต่อไปยังนางพิไลพรรณ สมบัติศิริ ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อสอบถามเรื่องนี้แต่ไม่สามารถติดต่อได้

ด้าน น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ทางกระทรวงฯ ไม่สบายใจในเรื่องนี้ และได้มอบหมายให้สถานทูตไทยในสหรัฐฯ ติดต่อผู้ผลิตซีรีส์เรื่องนี้

"กระทรวงการต่างประเทศได้สั่งการให้สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน แสดงข้อห่วงกังวลกับผู้ผลิตรายการว่าการทำหนังเช่นนี้กระทบต่อความรู้สึกของคนไทยและหวังว่าในอนาคตผู้ผลิตรายการจะคำนึงถึงความละเอียดอ่อนในเรื่องนี้"

Madam Secretary เป็นละครโทรทัศน์แนวทริลเลอร์-การเมือง ออกอากาศในสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือน ก.ย. ปี 2014 จนถึงปัจจุบัน โดยได้รับคะแนนนิยมจากผู้ชมเฉลี่ย 83% เว็บไซต์วิจารณ์บันเทิง rottentomatoes.com และคะแนน 7.5 เต็ม 10 จากเว็บไซต์ imdb.com ส่วนในไทยออกอากาศช่องโมโน 29



GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพสถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ในกรุงวอชิงตัน ดีซี เคยออกแถลงการณ์ประท้วงที่ซีรีส์เรื่องนี้ที่นำเสนอผู้นำของตนในเชิงลบ


ด้วยความที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้ที่ผ่านมาซีรีส์เรื่องนี้เคยตกเป็นข่าวอื้อฉาว หลังจากเนื้อหาในตอนหนึ่งของซีซัน 3 มีฉากที่นางเอกของเรื่องคือ เอลิซาเบธ ชกหน้าประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ที่พยายามลวนลามเธอ ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องราวของประธานาธิบดีโรดริโก ดูแตร์เต ของฟิลิปปินส์ที่มักตกเป็นข่าวว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อสตรี กรณีดังกล่าวทำให้สถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ในกรุงวอชิงตัน ดีซี ต้องออกแถลงการณ์ประท้วงที่ซีรีส์เรื่องนี้นำเสนอผู้นำของตนในเชิงลบ

...

ลิงค์
Madam Secretary Series 5 Episode 5






วันเสาร์, พฤศจิกายน 17, 2561

ใจคอจะใช้ ม.๔๔ จนกระทั่งถึงวันเลือกตั้งนั่นเลยเหรอ :คสช.ให้อำนาจ กกต.แบ่งเขตเต็มที่


เจ้าตัวอาจไม่ได้ตั้งใจ แต่คำวิจารณ์ของ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ต่อคำสั่ง คสช. ที่ ๑๖/๒๕๖๑ เรื่องยืดเวลาให้ กกต.จัดการแบ่งเขตเลือกตั้งตามพอใจ ฟังคล้ายๆ เป็นการประชด

“ขอขอบคุณ คสช.ที่เห็นใจ กกต.” เป็นประโยคที่สมชัยปิดท้ายโพสต์เฟชบุ๊คที่ว่า การขยายเวลาดำเนินการแบ่งเขตเลือกตั้งนี้ ทำให้ กกต.สามารถกำหนดเขตเลือกตั้งตามใจชอบได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบใดแบบหนึ่งในสามแบบที่ได้มาจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเมื่อ ๔-๑๓ ตุลา

โดยเหตุที่มีเสียงบ่นเกี่ยวกับแนวทางแบ่งเขตสามอย่างนั้นกันมาก จนทำให้การดำเนินงานของ กกต.ล่าช้า อาจเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ในการนี้คำสั่ง คสช. “ให้อำนาจแก่ กกต.ในการกำหนดเขตเลือกตั้งแบบใหม่ที่ไม่ต้องรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และให้ถือเป็นที่สุด” จึงเป็นการมอบอำนาจแก่ กกต. อย่างเต็มที่

นอกจากนั้นประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อ ๑๖ พ.ย. ยังเปิดทางให้พรรคการเมือง “สามารถดำเนินการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง (ตามข้อ ๔ พรป.พรรคการเมือง)...ได้จนถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง”


พอราชกิจจาฯ ออกมา ข้อกังขาต่างๆ ก็บังเกิด อย่างประเด็นให้พรรคการเมืองอ้อยอิ่งไม่ต้องประกาศตัวผู้สมัครของพรรคตนไปจนกระทั่งถึงวันรับสมัครได้ เสียงนินทาบอกว่านี่เป็นประโยชน์มากกับพรรคที่เตรียมเสนอชื่อหัวหน้า คสช.เป็นนายกฯ
 
โดยเฉพาะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โวยทันที บอกว่าการที่ คสช.ใช้มาตรา ๔๔ “ผ่อนผันและขยายเวลาให้ กกต.” จัดการแบ่งเขตเลือกตั้งออกไป “ส่วนตัวมองว่าการเลื่อนเวลาครั้งนี้เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ขณะนี้มีข่าวว่าไม่ลงรอยกับกลุ่มสามมิตร ในเรื่องของการแบ่งผู้สมัครลงเขตต่างๆ ไม่ได้หรือทับซ้อนกัน

นายสาธิต ปิตุเตชะ สับแหลกต่ออีกว่า “จริงๆ แล้วถ้าทุกอย่างทำตามโรดแม็พเดิมตามที่ประกาศออกมา ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องแบ่งเขตเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเรื่องนี้อาจจะมีคนสั่งการได้
 
มิใยรักษาการโฆษกสำนักนายกฯ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์รีบออกมาปฏิเสธทันควันว่าการเลื่อนเวลาจัดแบ่งเขตเลือกตั้งนี้ “ไม่มีนัยใดๆ ที่จะส่งผลต่อการเลื่อนวันเลือกตั้ง” ที่มีพรรคเล็กพรรคน้อยบางพรรคเรียกร้องต้องการกันอยู่

รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมืองยังชักแม่น้ำทั้ง ๕ อ้าง “มีข้อเรียกร้องจากสังคมที่ต้องการแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย...เกิดความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และพรรคการเมืองทุกพรรคอย่างเท่าเทียมกัน” บลา บลา


ยังมีคำวิพากษ์ทีอิงวิชาการ แต่เป็นข้อกล่าวหาที่หนักอยู่และดูเหมือนจะเป็นไปได้เช่นนั้นก็คือ นี่เป็นการที่ คสช.ให้ท้าย กกต. ทำ ‘Gerrymandering’ (แบ่งเขตลดเลี้ยวให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ) ดังเช่นที่เป็นในระบบการเมืองอเมริกัน

ในอเมริกาพรรคการเมืองที่อยู่ในอำนาจระดับมลรัฐสามารถจัดเขตเลือกตั้งให้คดเคี้ยวเพื่อเข้าไปหาผู้ออกเสียงได้ อ้างว่าเพื่อให้ประชาชนได้ใช้สิทธิอย่างถ้วนหน้า แต่ปะเหมาะประชากรที่การแบ่งเขตเข้าไปหาเป็นฐานคะแนนเสียงของพรรคตน

ดังนั้น สิ่งดีๆ ที่นายสมชัยเชิดส่งให้กับ คสช. ว่า “ไม่ต้องเกรงว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งจะขัดกับกฎหมาย” เหมาะที่จะใช้ในการประชดต่อ คสช. ว่าใช้อำนาจอย่างไม่มีขอบเขต ก็ได้

ยุทธศาสตร์ "แตกแบงก์ย่อย" : 4 อุปสรรคที่อาจทำให้ยุทธศาสตร์สร้างพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทย ไม่สำเร็จ - BBC Thai



GETTY IMAGES


เลือกตั้ง 2562 : “ระบอบทักษิณ” กับ ยุทธศาสตร์ “แยกกันเดิน ร่วมกันตี”


โดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
16 พฤศจิกายน 2018


การจัดเกลี่ยกำลังนักเลือกตั้งจากพรรคเพื่อไทยไปไทยรักษาชาติยังไม่ลงตัวด้วยเหตุผลอย่างน้อย 4 ประการ แม้พวกเขาตั้งเป้าหมายส่งผู้สมัคร 150 คน "บุกไปแพ้" ในสนามเลือกตั้ง เพื่อหิ้ว ส.ส. บัญชีรายชื่อเข้าสภาราว 40 คนก็ตาม

พรรคเพื่อไทย (พท.) ภายใต้การนำของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรค กำลังตกอยู่ในภาวะระส่ำระสายจากการตัดตัวแกนนำ-แกนตามว่าใครจะอยู่หรือย้ายสังกัด หลังหลายคนรู้แน่ชัดว่า "หมดสิทธิ์" มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ ในการเลือกตั้งปี 2562

เมื่อมีปัญหา ก็ต้องพากันไปหา "นายใหญ่" ทักษิณ ชินวัตร และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ประเทศสิงคโปร์ ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ เพื่อขอ "คำแนะนำที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ" ขณะที่บางส่วนส่วนเลือกสื่อสารผ่านเทคโนโลยีอย่างสไกป์



ด้านพรรคเพื่อธรรม (พธ.) ของ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค อดีตแกนนำ พท. กำลังถูกปล่อยให้เป็น "บ้านร้าง" หลังระดับนำของ พท. ประเมินว่า "คดียุบพรรค" จะยังไม่เกิดขึ้นก่อนวันเลือกตั้ง แผนสำรองว่าด้วยการผ่องถ่าย ส.ส. แบบแบ่งเขตเกรดเอไปพรรคสำรองจึงเป็นอัน "ยกเลิก"



LIGHTROCKET VIA GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพนายจตุพร พรหมพันธุ์ ผู้สนับสนุน พช. ตั้งเป้าหมายเก็บกวาดคะแนนเสียงตกน้ำให้ได้ 1,000-3,000 คะแนน/เขต โดยเตรียมส่งสมาชิกของ นปช. ที่ไม่มีพื้นที่ใน พท. ลงสมัครรับเลือกตั้ง


พรรคเพื่อชาติ (พช.) กำลังกัดกร่อน-กัดกินคะแนนเสียงของ พท. เมื่อแกนนำพรรคอย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ ที่สวมหมวกหลักเป็นประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อยู่ในสภาพ "นอกเหนือการควบคุม" กับแกนนำคนเสื้อแดงที่อยู่ในปีก พท.

พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ที่มีหัวหน้าชื่อ ร.ท. ปรีชาพล พงษ์พานิช อดีต ส.ส. ขอนแก่น พท. กำลังหาทางปรับภาพลักษณ์ใหม่ จากภาพจำแรกที่ถูกมองว่าเป็น "พรรคเด็กเล่น" หรือ "พรรคทักษิณชินฯ" ให้เป็น "พรรคนักประชาธิปไตย" เมื่อเริ่มมีอดีตนักการเมืองรุ่นใหญ่ตามไปสมทบ

ทั้งหมดนี้คือความสับสนอลหม่านที่เกิดขึ้นจาก "คณิตศาสตร์การเมือง" ตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ซึ่งพรรคพวกของทักษิณพยายาม "แก้โจทย์"

ต้อง "แตกแบงก์ย่อย" เพราะ...

ภายใต้ระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม พรรคใดประสงค์จะได้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน ต้องเก็บคะแนนเสียงจากผู้สมัคร ส.ส. แบบแบ่งเขตทั่วประเทศให้ได้ 70,000 คะแนน (ดูวิธีคำนวณได้ที่นี่)




บีบีซีไทยตรวจสอบผลการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งล่าสุดปี 2554 พบว่า มีเพียง 32 เขต จากทั้งหมด 375 เขต ที่ ส.ส. ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงเกิน 70,000 คะแนน แบ่งเป็นพื้นที่ของ พท. 18 เขต ทั้งหมดอยู่ในภาคเหนือและอีสาน และพรรคประชาธิปัตย์ 14 เขต ซึ่งอยู่ในภาคใต้

ขณะที่ "ค่าเฉลี่ย" ของอดีต ส.ส. พท. อยู่ที่ 40,000-45,000 คะแนน นั่นหมายความว่าแม้ชนะเลือกตั้ง ส.ส. เขต แต่คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ "ติดลบ" กลายเป็นที่มาของการคิดยุทธศาสตร์ "แยกกันเดิน ร่วมกันตี" ที่ถูกคู่ต่อสู้ทางการเมืองให้สมญาว่า "แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย" เพื่อกระจายอดีตผู้สมัครเกรดบีไปเก็บคะแนนที่เคยเป็น "เสียงตกน้ำ" กลับมาให้พรรคต้นสังกัด





ทษช. ส่งคน "บุกไปแพ้" 3 ภาค แต่ได้ ส.ส. 40 คน

อดีตรัฐมนตรีในสังกัด พท. รายหนึ่ง กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ทษช. ตั้งเป้าหมายส่งผู้สมัคร ส.ส. ในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ รวม 130-150 เขต

แม้เป็นการส่งคน "บุกไปแพ้" แต่ก็คาดว่าจะทำให้พรรคมีคะแนนเสียงราว 2.6-3 ล้านเสียง ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วหมายถึงโอกาสหิ้ว ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อเข้าสภา 37-42 คน ทั้งหมดนี้ประเมินบนสมมติฐานที่ว่าผู้สมัคร ส.ส. เกรดบี 1 คน จะทำคะแนนได้ 20,000 คะแนน

แกนนำ พท. รายนี้บอกว่าด้วยว่า การแก้โจทย์รัฐธรรมนูญด้วยการ "แตกแบงก์ย่อย" เป็นวิธีคิดที่ถูกต้อง เพราะถ้าย้อนดูสถิติในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดจะพบว่า พื้นที่ภาคใต้ซึ่ง พท. ไม่เคยมี ส.ส. เขตแม้แต่คนเดียว ผู้สมัครของพรรคกลับทำคะแนนเสียงรวมกันใน 53 เขตเลือกตั้ง (การเลือกตั้งปีหน้าลดเหลือ 50 เขตเลือกตั้ง) ได้ถึง 5 แสนเสียง นี่คือ "เสียงตกน้ำ" ที่พรรคมีโอกาสนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์




ขณะที่พื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานซึ่งเป็น "ฐานที่มั่นหลัก" ของ พท. มีความเป็นไปได้สูงว่า ทษช. จะ "งดส่งผู้สมัคร" เพราะ ส.ส. เขตเกรดเอเกือบทั้งหมดจะยังอยู่ในสังกัดเดิม

เปิด 4 เหตุผล "พรรคปาร์ตี้ลิสต์" ส่อสะดุด

แม้ยุทธศาสตร์ "แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย" ที่แกนนำ พท. คิด จะเห็นตรงกับ "ผู้นำจากแดนไกล" จนเกิดเป็น ทษช. ซึ่งถูกวางบทบาทให้เป็น "พรรคปาร์ตี้ลิสต์" ทว่าหลายเสียงใน พท. กลับบอกว่าสิ่งที่ "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำไม่ได้"

บีบีซีไทยสรุปปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการแตกพรรคได้อย่างน้อย 4 ประการ

อุปสรรคแรก ผู้สมัคร ส.ส. ไม่อยากย้ายไปสังกัด "พรรคอายุ 2 สัปดาห์" เพราะการอยู่ใน "พรรค 11 ปี" อย่าง พท. นั้นหาเสียงง่ายกว่า อีกทั้งยุทธศาสตร์เก็บ "เสียงตกน้ำ" ของทักษิณกับพวก ทำให้เกิดความเชื่อในหมู่ผู้สมัครว่าหากใครถูกชี้ตัวให้ย้ายไปสังกัด ทษช. มีโอกาสเป็น "ส.ต." (สอบตก) มากกว่า "ส.ส."


NURPHOTO VIA GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ หัวหน้ากลุ่ม กทม. ปรับลุคส์ใหม่ระหว่างเข้าร่วมประชุม พท. เมื่อ 28 ต.ค. ซึ่งขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่าเธอจะลงสมัคร ส.ส. แบบใด หลังมีการประเมินว่า พท. หมดโอกาสมี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ


อุปสรรคที่สอง ผู้สนับสนุนคุณหญิงสุดารัตน์เดินเกมทั้งบนดิน-ใต้ดิน เพื่อ "ยื้อ-ยึดดึง" ผู้สมัคร ส.ส. ทุกคนให้ร่วมหัวจมท้ายกันต่อไป โดยสื่อไทยหลายสำนักได้รายงานข่าว "ทักษิณโพล" โดยอ้างแหล่งข่าวระบุว่าทักษิณได้ว่าจ้างบริษัทวิจัยระดับโลกจากสหรัฐฯ ลงพื้นที่สำรวจคะแนนนิยมของ พท. และพรรคเครือข่าย พบว่ามีโอกาสได้ ส.ส. 290 เสียง ในจำนวนนี้เป็นของ พท. 200 เสียง

ต่อมามีการเปิดเผยชื่อ "มือปล่อยโพล" ว่าคือ "นักการเมืองคนสนิทของหญิงหน่อย" รายหนึ่ง ซึ่งสมาชิก พท. เองก็ยังไม่มั่นใจว่าใช่โพลของทักษิณจริงหรือไม่ แต่ตั้งข้อสังเกตกันว่าหากผู้สมัคร ส.ส. ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ย้ายสังกัดจริง ความใฝ่ฝันของ "นารี" ที่วาดหวังว่าจะมีชื่อเป็น "นายกฯ บัญชี" ของ "พรรค 200 เสียง" อาจหดเล็กลงตามขนาดพรรค 100 กว่าเสียง

อุปสรรคที่สาม นักการเมืองรุ่นใหญ่ที่จะย้ายไปสังกัด ทษช. เพื่อสลัดภาพ "พรรคเด็กเล่น" ยังมีจำนวนไม่มากและไม่โดดเด่นพอ เนื่องจากบางส่วน "ถูกล็อก" อยู่ที่ พท. อาทิ พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล อดีต รมว. คมนาคม, ชูศักดิ์ ศิรินิล อดีต รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว. ยุติธรรม ที่มีชื่อเป็นคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของ พท. หากลาออกจะทำให้พรรคต้องจัดการประชุมใหญ่เพื่อเลือกคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครฯ ใหม่


NURPHOTO VIA GETTY IMAGES


ไม่ต่างจาก พงศกร อรรณนพพร อดีต รมช. ศึกษาธิการ และเลขาธิการ พธ. ที่คิดไม่ถึงว่าจะถูก "ลอยแพ" เมื่อทักษิณกับพวกไม่ผ่องถ่าย ส.ส. ไปอยู่เพื่อธรรมจนกลายเป็น "บ้านร้าง" ทั้งที่ภริยาของเขาเป็น 1 ใน 18 ส.ส. ของ พท. ที่มีคะแนนเสียงทะลุ 7 หมื่นคะแนน

ถึงขณะนี้มีอดีตรัฐมนตรี 5 คนเข้าไปสังกัด ทษช. ได้แก่ วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล อดีต รมว. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลนี, กฤษณา สีหลักษณ์ อดีต รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว. พลังงาน, เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีต รมช. มหาดไทย, สุธรรม แสงปทุม อดีต รมช. ศึกษาธิการ

ขณะเดียวกันมีอดีตรัฐมนตรีอีกอย่างน้อย 2 คนที่มีภาพ "ฝ่ายประชาธิปไตย" ยังอยู่ระหว่างการตัดสินใจ-แสดงความชัดเจนต่อสาธารณะคือ จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี กับ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีต รมช. พาณิชย์ และแกนนำ นปช. ทว่าด้วยภาพลักษณ์ "พรรคลูกหลานทักษิณ" ที่ผู้วางกลเกมจงใจวางทาบทับ ทษช. เพราะคิดว่า "ชินวัตร" คือ "จุดขาย" และ "จุดแข็ง" ในสนามเลือกตั้ง ทำให้การตัดสินใจของทั้ง 2 คนไม่ใช่เรื่องง่าย


AFP/GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพประชาชนเข้าให้กำลังใจนายจาตุรนต์ ฉายแสง บริเวณศาลทหารกรุงเทพ หลังตกเป็นผู้ต้องหาคดีฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. เรียกรายงานตัว และคดียุยงปลุกปั่นตาม ม.116 และผิด พ.ร.บ. คอมพ์ฯ ภายหลังรัฐประหารปี 2557


กล่าวสำหรับจาตุรนต์มีต้นทุนของ "ผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย" ส่วนณัฐวุฒิมีองค์กรมวลชนที่ต้องรักษา หากผลการตัดสินใจของทั้งคู่ออกมาแบบ "ไม่ถูกใจกองเชียร์" อาจเป็นการ "ทิ้งต้นทุน" ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต หรือ "สลัดองค์กร" ที่ปลุกปล้ำทำกันมา แล้วเปลี่ยนเป็นภาพนักเลือกตั้งที่ "แอบ-แนบ-ชิด ทักษิณ"

อุปสรรคที่สี่ การแตกพรรคทำให้เกิดปัญหาเรื่องการจัดทำนโยบายและการจัดทีมปราศรัยหาเสียง ซึ่งประเด็นนี้จะสัมพันธ์กับการจัดคนไปยืนเป็นแถวหน้าของ ทษช. เพื่อโน้มน้าวสังคมให้เชื่อว่าเป็นการแยกกันเดินเพื่อให้ฝ่ายประชาธิปไตยมีหนทางชนะ ไม่ใช่การแตกพรรคเพื่อแสวงหาอำนาจทางการเมืองให้ใครบางคน

10 ตก 3

นอกจากปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในข้างต้น มีอีกสถิติที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในการเมืองไทยตามการรวบรวมข้อมูลของนักการเมืองและนักวิเคราะห์การเมืองและเป็นสิ่งที่ "ประมาทไม่ได้" เพราะในทุกการเลือกตั้ง จะมี ส.ส. หน้าเดิมสอบตกร้อยละ 30 นั่นหมายความว่าตัวเลขที่แต่ละพรรคกะเกณฑ์กันว่าจะได้เท่านั้นเท่านี้อาจผิดไปจากเป้า



THAI NEWS PIX
คำบรรยายภาพร.ท. ปรีชาพล พงษ์พานิช เป็นอดีต ส.ส. ที่ได้คะแนนเสียงเกิน 7 หมื่นคะแนน ทว่าเมื่อมารับตำแหน่งหัวหน้า ทษช. เขาต้องลงสมัคร ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์


นอกจากนี้อาจมี "ตัวละครอื่น ๆ" ที่ทักษิณส่งมาสร้าง "บิ๊กเซอร์ไพร์ส" ทางการเมืองในวันเปิดชื่อ "นายกฯ ในบัญชี" ของพรรคเครือข่าย ซึ่งจะรู้แน่ชัดในวันรับสมัคร ส.ส. ในช่วงกลางเดือน ม.ค. 2562 ตามปฏิทินของ กกต.

คลิปสด "อนาคตประเทศไทย วิสัยทัศน์ของพรรคการเมือง"






https://www.facebook.com/newsringside/videos/554482568330755/

สด

อนาคตประเทศไทย
วิสัยทัศน์ของพรรคการเมือง

ภราดร ปริศนานันทกุล
ภูมิใจไทย

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
อนาคตใหม่

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
เพื่อไทย

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ประชาธิปัตย์

อุตตม สาวนายน
พลังประชารัฐ

ไพบูลย์ นิติตะวัน
ประชาชนปฏิรูป

และ

จักษ์ พันธ์ชูเพชร
รวมพลังประชาชาติไทย

#ringsideการเมือง


บทเรียนที่เราเรียนรู้ได้ จากงาน "อนาคตประเทศไทย วิสัยทัศน์ของพรรคการเมือง" - Tanakorn Wongpanya



ภาพจาก The Standard


งานที่เกษตรศาสตร์วันนี้ ครับ
.
ผู้ฟังส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักศึกษาที่ยังไม่เคยผ่านการเลือกตั้งมาเลยในชีวิต
.
และต่อไปนี้คือวิสัยทัศน์และอนาคตประเทศไทยจากแต่ละพรรคการเมืองที่เราจะต้องตัดสินใจเลือกพวกเขามาเป็นผู้แทนฯ ของเรา
.
-ประชาธิปัตย์ขอเป็นแสงสว่างประเทศไทย เพื่อออกจากวงจรนี้
.
-พรรคประชาชนปฏิรูป เน้นปฏิบัติแก้ทุกข์ร้อนประชาชน มองยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นเรื่องต้องมี
.
-เพื่อไทย ‘เราจะคว้าโอกาสของโลกยุคใหม่’ ทำให้ทุกคนมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น
.
-พรรครวมพลังประชาชาติไทย ต้องการสร้างพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริงให้เกิดขึ้น
.
-พรรคอนาคตใหม่มองว่าการตลาดนโยบายแก้ไม่พอ สิ่งที่ต้องการคือเจตจำนงใหม่
.
-พรรคภูมิใจไทยลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน ส่งเสริมให้คนไทยเท่ากัน เท่าทัน และเท่าเทียม

..





บทเรียนที่เราเรียนรู้ได้ จากงานที่เกษตรวันนี้
.
1.ขอชื่นชมการจัดงานที่สามารถเชิญ “หัว” แม่ทัพของแต่ละพรรคมาได้ถึง 7 พรรค แม้บางคนจะไม่มา หรือคนที่มาไม่ใช่หัวหน้า แต่ถือว่าเป็นแถวหน้าของแต่ละพรรค
.
2.การจัดงานแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ โชว์วิสัยทัศน์ อนาคตประเทศ / คำถามนางงาม / คำถามทางบ้าน ทุกคนตอบได้กระชับ ตามกรอบเวลาเป็นส่วนใหญ่ มีผิดคิวเกินบ้างเล็กน้อย
.
3.ใช้พิธีกร 4 ชุด /ด้านล่างเวที/อาจารย์/บนเวที ซ้ายขวาอย่างละคน ผลัดกันใน แต่ละช่วง งานจบลงด้วยดี จบลงสวยงาม มีคนเข้ามางานเยอะ
.
4.สื่อ รู้ข่าวจากไหนถึงไปงานนี้ รู้จากพีอาร์พรรคการเมือง รู้จากกำหนดนัดหมายงานที่ส่งต่อกันมา โปสเตอร์มีการแก้ไขบุคคลที่จะมาร่วมงานอีกครั้ง ก่อนวันงาน
.
5.ที่หน้าห้อง มีจุดให้ลงทะเบียนสื่อ มีน้องหลายคนมาขอถ่ายรูปฐปณีย์ มีความรับรู้โดยธรรมชาติว่าสื่อมางานนี้จำนวนมาก ทั้งทีวี ออนไลน์ หนังสือพิมพ์
.
6.มีการเปิดบูธแต่ละพรรคภายในห้องประชุม นับได้ 6 พรรค ขาดพลังประชารัฐ ที่หัวหน้าไม่มา ทำให้ไม่มีบูธในงานไปด้วย บรรยากาศแต่ละบูธคึกคักต่างกันแล้วแต่ความสนใจของคนมางาน
.
7.คนที่มางานส่วนใหญ่เป็นนิสิต เป็นนักเรียนมัธยม เป็นคนส่วนหนึ่งที่ติดตามนักการเมืองมา และสนใจใฝ่รู้ ข้อมูลที่มหาวิทยาลัยพึงบริการต่อสาธารณะ
.
8.หัวใจที่ทำให้งานออกมาในด้านที่เป็นกระแส ถูกพูดถึงกลับเป็นเรื่องการสื่อสาร เมื่องานจบลง พิธีกรผู้ทำหน้าที่ภาคสนาม ประกาศขอความร่วมมือให้สื่อมวลชนไม่สัมภาษณ์แหล่งข่าวบริเวณหอประชุม เพราะต้องใช้สถานที่จัดกิจกรรมอื่นต่อ
.
9.เราสังเกตว่า เมื่อนักการเมืองลงเวที มี2ส่วน กลุ่มผู้สนับสนุนรอให้กำลังใจ นักเรียนนักศึกษาขอถ่ายภาพ พวกเขามุ่งไปที่บูธ เพื่อไปหาประชาชนผู้สนับสนุน
.
10.การประกาศขอความร่วมมือ มีท่าที่ที่น่าเป็นข้อสังเกต เราอยู่ที่เวที เราสังเกตเห็นผู้สื่อข่าวท่านหนึ่ง เดินไปทำความเข้าใจ พูดคุยเพื่อขอความร่วมมือในการใช้เวลาสักครู่เพื่อสัมภาษณ์แหล่งข่าว แต่ได้รับการตอบปฏิเสธผ่านไมค์ ว่าห้ามสัมภาษณ์ และมีการสื่อสารในทำนองว่า หากเสียงของผู้ประกาศเข้าไปแทรกก็เป็นเรื่องที่ต้องรับความเสี่ยงไป
.
11.จังหวะนั้นมีนักการเมืองให้สัมภาษณ์หลายคน การหันหลังเข้าสู่งาน บริเวณหน้าประตูหอประชุม นั่นเพราะต้องการได้ภาพบรรยากาศงาน ที่อบอวลไปด้วยผู้คนที่สนใจมางาน และเราต่างชื่นชมว่างานจัดได้ดี มีมาตรฐาน อีกทั้งจุดตรงนั้นคือบรรดาบูธพรรคการเมือง
.
“ขอความกรุณาไม่สัมภาษณ์กับคณะท่านวิทยากร โดยกิจกรรมของคณะไม่เอื้อให้มีการสัมภาษณ์ ทางผู้จัดเสวนา พยายามอยากให้วิทยากรมีความประทับใจกลับไป ไม่อยากให้มีการสัมภาษณ์ เพื่อจะได้มีการจัดงานดีๆ แบบนี้ต่อไป” พิธีกรประกาศ
.
12.ท่าทีต่อสื่อเราไม่สนใจมากนัก แต่ก็ยอมรับว่ามีความฉงนอยู่ในใจ เราเดินเรียกน้องนิสิตหญิงท่านหนึ่งมาแนะนำด้วยความห่วงใยว่า ให้ไปกระซิบเพื่อนหน่อยว่า ให้ใช้วิธีเชิญชวนให้ลงไปสัมภาษณ์กันที่ชั้นหนึ่ง เหมือนว่า คณะได้อำนวยความสะดวกไว้แล้ว เพื่อเป็นทางออก แต่เหมือนจะไม่ทัน ที่เราบอกน้อง เพียงเพื่อต้องการพยายามจะบอกว่า “แหล่งข่าว” “นักการเมือง” ที่เชิญมาควรให้เกียรติ และมีมารยาท เพราะ โดยบรรยากาศแล้วมันคือการขอให้ออกจากพื้นที่ไปโดยไว
.
13.เรายังคงเรียกน้องผู้ชายช่างภาพท่านหนึ่ง ที่เป็นนิสิตมาบอกอีกครั้งว่า สื่อสารอีกที แบบที่บอกไปนะ หรือ ค่อยๆเดินไปแจ้ง
.
14.เรายังสงสัยต่อท่าทีการการสื่อสารของพิธีกร เรื่องไม่อยากให้มีการสัมภาษณ์ เพราะ แท้จริงแล้ว ทั้งผู้ให้สัมภาษณ์ และ ผู้สัมภาษณ์ต่างตกลงกันแล้ว ความกังวลมาจากสิ่งใด หรือวิทยากรขอร้องผู้จัดงานไว้ ว่าไม่ให้มีการสัมภาษณ์ต่อ
.
15.ทั้งหมดนี้เพียงเล่าให้ฟัง จากที่เห็นและเป็นไป เรายังคิดว่างานนี้เนื้อหาสนุก และ มีความแตกต่างหลากหลาย มีสื่อมวลชนมาเกาะติดได้จำนวนมาก
.
16.หัวใจของการทำงาน คือ การสื่อสาร และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพคือการสื่อสารอย่างมืออาชีพ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเคร่งครัดแต่ไม่เคร่งเครียด
.
17.ขอให้กำลังใจคนทำงานที่ตั้งใจทำงาน ขอให้ปรับปรุงส่วนที่ต้องแก้ต้องปรับ และขอให้งานแบบนี้มีอีก และเรียนรู้ต่อปัญหาครั้งนี้ที่เกิดขึ้น
.
18.เราก็จะเรียนรู้ไปด้วยกันนี้แหละ เพราะ งานก็ต้องทำ ข่าวก็ต้องเสนอ พูดง่ายๆ เราต่างมีหน้าที่ของกันและกัน พึงประสานพลังต่อกันเป็นดีที่สุด นั่นเอง

ที่มา FB

Tanakorn Wongpanya


รายงานของธนาคารโลก พูดถึงความสำคัญของการศึกษาว่าส่งผลต่อด้านต่างๆ อย่างไร รวมไปถึงความสำคัญของระบอบประชาธิปไตย แต่ดูท่าจะไม่ได้ผลสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นที่มีการศึกษาสูง :)) Wow! Wow!




Surprised นิดหน่อย แต่ก็ไม่เหนือความคาดหมาย ที่ได้เห็นผลการสำรวจ

จากการสำรวจของ World Values Survey (ในรายงาน world development report 2018 ของธนาคารโลก) พบว่าสำหรับประเทศส่วนใหญ่ในโลก ผู้ที่มีระดับการศึกษาสูง (วัดจากการจบมหาวิทยาลัย) จะมีความเชื่อมั่นในความสำคัญของระบอบประชาธิปไตยมากกว่าในกลุ่มประชากรที่มีการศึกษาน้อยกว่า (จบการศึกษาระดับประถมศึกษา) แต่มีแค่ไม่กี่ประเทศในโลกที่คนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี มีความเชื่อมั่นต่อความสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ต่ำกว่าคนจบประถมศึกษา

และประเทศที่มีสัดส่วนความแตกต่างสูงสุด (คนที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษา เชื่อมั่นในประชาธิปไตยมากกว่ามหาวิทยาลัย) ก็คือประเทศไทย นั่นเอง... (ตามมาด้วยฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ลิเบีย..)

กรณีเมืองไทย คนจบปริญญาตรี 53.55% เชื่อมั่นในความสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ในขณะที่คนจบประถมศึกษามี 62.67% ที่คิดเช่นนั้น (เป็นสัดส่วนของความแตกต่างที่สูงที่สุดในโลก)

ไม่น่าเชื่อ แต่ก็เป็นอย่างที่เขาว่าจริง ๆ

http://bit.do/WDR2018-Fig_1-3

https://www.worldbank.org/…/growing-smarter-learning-equita…
(Figure 1.3)

คนเหล่านี้เหรอเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ?





ข่าวปลอม: คนเหล่านี้เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติหรือไม่?


16 พฤศจิกายน 2018
บีบีซีไทย


คนจากหลากหลายวงการของไทยถูกกล่าวหาว่าเผยแพร่ 'ข่าวปลอม' ทำให้ถูกขู่หรือถูกตั้งข้อหาด้วยมาตรา 14 ของพรบ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกว่ากฎหมาย 'ข่าวปลอม' เผชิญโทษจำคุก 5 ปี จากการ'ปลอมแปลง' หรือ 'บิดเบือน' ข้อมูล จริง ๆ แล้วคนเหล่านี้เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติหรือไม่?

ศาสตราจารย์พิเศษ: "ผมแชร์ข้อมูลทางเฟซบุ๊กเกี่ยวกับภริยาของนายกรัฐมนตรี"

แรปเปอร์: "เราก็ไม่ได้คิดขนาดว่า ทำเพลงออกมาเพลงหนึ่งในการพูดสิ่งที่เราอยากเล่า อะไรอย่างนี้ ในตัวเนื้อเพลง มันจะไปผิดกฎหมายขนาดจะต้องติดคุกอะ อันนี้เราก็ไม่เคยคิดถึงตรงนั้นนะครับ"

นักการเมือง: "สิ่งที่ผมพูดผ่านทางเฟซบุ๊กไลฟ์วันนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องเท็จ แล้วก็ไม่ได้บิดเบือน

นักเคลื่อนไหว: "การแสดงความคิดเห็นของเราเนี่ย มันเหมือนเป็นการสร้างความปั่นป่วน แตกแยก"
ข่าวปลอม: สื่อต่างชาติแปลงสารข่าวคดีฆ่ากันตายกลายเป็นพ่อครัวร้านอาหารเจบดเนื้อศพมาขายลูกค้า
ข่าวปลอม : ลัทธิชาตินิยมอยู่เบื้องหลังการสร้างข่าวปลอมในอินเดีย

พวกเขาถูกขู่หรือถูกตั้งข้อหาด้วยมาตรา 14 ของพรบ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือที่เรียกว่ากฎหมาย 'ข่าวปลอม' เผชิญโทษจำคุก 5 ปี จากการ'ปลอมแปลง' หรือ 'บิดเบือน' ข้อมูล

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ตำแหน่งขณะนั้น) กล่าวว่า "ถ้าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยเจตนาบริสุทธิ์ อย่างนี้ มันก็ไม่ผิด ใช่ไหมครับ แต่ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยมีเบื้องหลัง แอบแฝง ซ่อนเร้น แล้วไปเกี่ยวกับการเมือง แล้วทำให้ประเทศเกิดความเสียหาย ขาดความมั่นคงอย่างนี้ อย่างนี้เป็นความผิด"

ประเทศไทยอยู่ใต้การปกครองของทหารมาตั้งแต่ปี 2557 รัฐบาลทหารใช้วิธีการต่าง ๆ ในการทำให้ผู้แข็งข้อสงบปาก วิธีหนึ่งคือ การกล่าวหาผู้วิจารณ์ว่า เผยแพร่ 'ข่าวปลอม'

ท่อนหนึ่งในเนื้อเพลง Rap Against Dictatorship ระบุว่า "ประเทศที่รัฐบาลไม่มีใครกล้าลบหลู่ ประเทศที่มีกฎหมายไว้ให้ตำรวจข่มขู่"

Jacoboi สมาชิกกลุ่ม Rap Against Dictatorship กล่าวว่า "แก่นของมันคือ การต่อต้านเผด็จการ แต่การต่อต้านเผด็จการในสายตาของแรปเปอร์แต่ละคน ก็พูดในประเด็นที่แตกต่างกัน ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นเนี่ย มันก็เลยไม่ได้เป็นเพลงที่มีเป้าหมายที่แบบซัดตรงไปที่ใครโดยตรง เต็มที่ นะฮะ ถามว่า มันมีพาดพิงรัฐบาลทหารไหม มี พาดพิงนักการเมืองไหม มี"

ด้าน พ.ต.อ. ศิริวัฒน์ ดีพอ ผกก.3 บก.ปอท. กล่าวถึงเพลงนี้ว่า "เนื้อหาค่อนข้างให้ร้ายประเทศไทย ทำให้ประเทศเสียหายอยู่หลายเรื่อง เบื้องต้นจากการตรวจสอบน่าจะเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์"

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งตั้งพรรคขึ้นมาเพื่อการเลือกตั้งปีหน้า กล่าวว่า "สิ่งสำคัญคือการทำให้คนตระหนักถึงสิทธิ์ของพวกเขา และทำให้คนลุกขึ้นสู้ ถ้าเราลุกขึ้นสู้ คนที่ต้องกลัวคือ พวกเขา เผด็จการ ไม่ใช่เรา ที่เป็นประชาชน"

สุณิสา เลิศภควัต โฆษกพรรคเพื่อไทย กำลังทำงานให้กับพรรคการเมืองที่ถูกกองทัพขับออกในปี 2557

สุณิสา กล่าวว่า "แต่จริง ๆ เราว่า การกระทำของผู้ใหญ่ในกองทัพต่างหากนะคะ ทั้งในเรื่องของการเข้ามาปฏิวัติแย่งอำนาจจากรัฐบาลที่ได้อำนาจมาอย่างถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย การปกป้องการกระทำเหล่านี้ต่างหากที่เป็นอันตรายและเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ"

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ศาสตราจารย์พิเศษ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า "ผมระมัดระวัง ผมไม่คิดว่า ผมจะถูกห้ามไม่ให้พูดได้ เพราะผมแสดงความคิดเห็นของผม

ศาสตราจารย์พิเศษ ชาญวิทย์ มีประวัติศาสตร์ในการต่อต้าน ยาวนานเคียงคู่กับ ม.ธรรมศาสตร์

"ผมเป็นอย่างนี้มานานแล้ว เปลี่ยนยาก ตอนนี้ผมอายุเกือบ 80 ปีแล้ว"


การที่ "ประยุทธ์​ จันทร์​โอชา"​ หัวหน้ารัฐบาลเผด็จการ​ ได้รับช่วงจากสิงคโปร์​เป็นประธานอาเซียนแล้ว สะท้อนความจริงทางการเมืองระหว่างประเทศ​3 ประการ - จรัล ดิษฐาอภิชัย




https://www.facebook.com/jaran.ditapichai/videos/1770939713014957/


เมื่อวานนี้ ประเทศไทย โดย พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์​โอชา​ หัวหน้ารัฐบาลเผด็จการ​

ได้รับช่วงจากสิงคโปร์​เป็นประธานอาเซียนแล้ว สะท้อนความจริงทางการเมืองระหว่างประเทศ​3 ประการ

1.อาเซียน​เป็นองค์การระหว่างประเทศ​ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้​ที่รัฐเป็นสมาขิก (member states) ไม่ว่ารัฐใหนจะปกครองระบอบใด องค์​การฯยอมรับทั้งนั้น

2.รัฐบาลประเทศ​อาเซียน​มีความคิดทางการเมืองคล้ายคลึงกัน

3.ความสัมพันธ์​ระหว่างประเทศ​ของอาเซียน​(ของทั้งโลก)​

ยังเป็​นระหว่างรัฐ​-รัฐ เป็นหลักเหมือน​ที่ผ่าน​มาเป็นร้อยๆปี ซึ่ง

ฝ่ายประชา​ชนเรียก​ร้องมาตลอดให้อาเซียน​รับรองความสัมพันธ์​ระหว่างประชาชน​-ประชาชน ยิ่งมีการตั้งประชาคมความ​มั่นคง​ ประชาคม​เศรษฐกิจ​และประชาคมวัฒนธรรม​ อาเซียน​จะต้องเสริม​ความสัมพันธ์​ระหว่างประชาชน​-ประชาชน มากขึ้น​ แต่เสียง​เรียก​ร้องนี้ หายไปกับสายลม เหมือนเพลง Blowing in the wind

All AEAN PEOPLE UNITE


Jaran Ditapichai


Rap School - แร็ปอาจช่วยทำลายกรอบสังคมไทยแบบเก่าๆ



https://www.facebook.com/VoiceOnlineTH/videos/273369333366458/


แร็ปอาจช่วยทำลายกรอบสังคมไทยแบบเก่าๆ





Nov 15, 2018
Voice TV


การศึกษาไทยไม่สอนให้คิดวิพากษ์ทำให้ประชาชนไม่ส่งเสียง แต่กระแสแร็ปการเมืองที่กำลังมาแรงอาจเป็นจุดเปลี่ยนให้คนรุ่นใหม่ ใช้วัฒนธรรมดนตรีแนวขบถ บอกเล่าความอัดอั้นที่มีต่ออำนาจนิยมและวัฒนธรรมลำดับชั้นที่ฝังรากลึกในสังคม

“ประเทศที่รัฐฆ่าคน แล้วแมร่งไม่เห็นหัวเด็ก” เนื้อร้องท่อนหนึ่งของ Elevenfinger แร็ปเปอร์ไทยวัย 17 ปี ในเพลง ‘ความเท่าเทียม’ ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์ระบบการศึกษาไทย ที่พัฒนาไม่เทียบเท่าภาคส่วนอื่นๆ ของสังคม โดยมีผลวัดระดับสากลที่บ่งชี้ว่าการศึกษาไทยอยู่ในอันดับท้ายๆ ของเอเชีย 





Elevenfinger เป็นหนึ่งในแร็ปเปอร์รุ่นใหม่ที่หันมาถ่ายทอดประเด็นทางการเมืองผ่านไรห์มของตัวเอง โดยสำนักข่าวฝรั่งเศส เอเอฟพี ระบุว่า วงการฮิปฮอปไทยได้ถอดแบบความจัดจ้านและคำสบถมาจากต้นแบบในสหรัฐฯ ยกเว้นการพูดเรื่องการเมืองทว่าตอนนี้แรปเปอร์รุ่นใหม่หันมาแต่งเนื้อร้องสะท้อนสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะชีวิตภายใต้รัฐบาลเผด็จการ และตั้งคำถามกับวัฒนธรรมลำดับชั้นของไทย ซึ่งครอบงำสังคมมาตั้งแต่ระบบการศึกษา

เอเอฟพี ระบุว่า การศึกษาไทยเน้นการสอนโดยระบบท่องจำ สร้างวัฒนธรรมการเคารพตามลำดับอายุ ชนชั้น และฐานะ โดยยังมีกฎระเบียบเคร่งครัดแบบทหารควบคุมตั้งแต่ความยาวของเส้นผมนักเรียน ไปจนถึงเนื้อหาบางส่วนในบทเรียน ซึ่งทำให้เด็กไทยอาจมีปัญหาเรื่องทักษะการคิดวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา

“คนไทยไม่ถูกสอนให้มีความคิดวิพากษ์” Jacoboi ผู้ก่อตั้งกลุ่มแร็ปการเมือง ‘Rap Against Dictatorship’ เจ้าของบทเพลง ‘ประเทศกูมี’ ซึ่งมียอดวิวกว่า 30 ล้านวิว ระบุว่า แร็ปเปอร์ไทยในอดีตเป็นผลพวงจากระบบการศึกษาดังกล่าว ทำให้ไม่ค่อยมีบทเพลงที่พูดถึงเรื่องสังคมหรือวิจารณ์การเมืองมากนัก

ทว่าวิกฤตการเมืองในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ระหว่างชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษ์นิยมและกษัตริย์นิยมของไทย และการตื่นตัวของคนรากหญ้าที่ภักดีต่ออดีตนายกรัฐมนตรีผู้เป็นเศรษฐีหมื่นล้าน ส่งผลให้เกิดรัฐประหาร 2 ครั้ง และการประท้วงนองเลือดบนถนนนับครั้งไม่ถ้วน

ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้คนไทยรุ่นก่อนๆ เหนื่อยหน่ายกับการเมือง แต่กลับจุดเชื้อไฟในหมู่คนรุ่นใหม่ที่รู้สึกอึดอัดกับชนชั้นปกครองวัยอาวุโส โดยเฉพาะรัฐบาลทหารในปัจจุบันที่โหมกระแสความไม่พอใจอย่างต่อเนื่องจากการที่พวกเขาพยายามปิดกั้นผู้เห็นต่าง

“คนรุ่นใหม่รู้สึกอึดอัด และอยากจะระบายความไม่พอใจกับการสอนเรื่องลำดับชั้น (hierarchy) กรอบทางสังคม และคำสั่งให้เป็น ‘เด็กดี’ ซึ่งแร็ปได้มอบพื้นที่ให้พวกเขาได้ขบถ” อนุสรณ์ อุณโณ นักมานุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยกับ เอเอฟพี





อย่างไรก็ดี วันนี้เพลงแร็ปได้เข้าใกล้เยาวชนมากขึ้น Elevenfinger ซึ่งเป็นนักเรียนของโรงเรียนมัธยมศึกษาของรัฐแห่งหนึ่ง ได้เปิดชุมนุมฮิปฮอปขึ้น โดยฝึกให้นักเรียนชั้นม.ต้นใช้เพลงแร็ปตั้งคำถามกับเรื่องรอบตัว

เด็กๆ แต่งเพลงแร็ปที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตในโรงเรียน รักไม่สมหวัง ไปจนถึงประเด็นหนักๆ เช่น ชีวิตที่ได้เติบโตในสลัม และการกลั่นแกล้งในโรงเรียน (bullying) โดย Elevenfinger ระบุว่าเขาต้องการพัง ‘กำแพงทางการศึกษา’ โดยให้คาบเรียนดังกล่าวเปรียบเสมือนมุมปลอดภัยสำหรับเด็กๆ ให้ได้คิดและแสดงออกอย่างมีอิสระ

ทั้งนี้ ขณะที่ไทยกำลังเข้าสู่ช่วงแห่งการเลือกตั้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต้นปีหน้า ความไม่พอใจต่อรัฐบาลทหารได้กระเพื่อมอยู่ในวัฒนธรรมย่อย (subcultures) อย่างฉุดไม่อยู่ เช่น วงพังค์ที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง และศิลปินกราฟิตี้ที่วาดภาพล้อเลียนเศรษฐีและผู้มีอำนาจ

แต่กระแสแร็ปได้นำพาบทวิพากษ์สังคมสู่กระแสหลัก และด้วยความสำเร็จของ ‘ประเทศกูมี’ นักวิเคราะห์หลายคนมองว่ากระแสดังกล่าวจะดำเนินต่อไป โดยนักวิชาการอย่างอนุสรณ์ ระบุว่า แร็ปอาจเป็นจุดเปลี่ยนให้ประเทศไทย ที่อาจช่วย 'ทำลายอำนาจนำแบบเก่า และสร้างความเป็นไปได้ทางวัฒธรรมใหม่ๆ'

อย่างไรก็ดี ศิลปินแร็ป ‘ประเทศกูมี’ ที่ร้องเพลงต่อต้านเผด็จการอาจจะยังมีความเสี่ยง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเคยขู่จะใช้กฎหมายใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ดำเนินคดีฐานเผยแพร่ ‘ข้อมูลเท็จ’





“ผมก็กลัวเจ้าหน้าที่นะครับ” K.Aglet แร็ปเปอร์อายุน้อยที่สุดของกลุ่ม Rap Against Dictatorship กล่าว “แต่ผมสามารถยืนยันว่านี่คือมุมมองของผมต่อประเทศนี้ นี่เป็นความจริงของผม และผมก็จะแร็ปต่อไป”