วันเสาร์, มกราคม 20, 2561

'สุรชาติ' วิเคราะห์ การเมืองไทย61 ปีแห่งความเข้มข้น! - คำสัญญา ประยุทธ์ชาย3โบสถ์? จะสร้างความกดดันทางการเมืองสูงขึ้น




https://www.youtube.com/watch?v=8Pq6cWpACBM

'สุรชาติ' วิเคราะห์ การเมืองไทย61 ปีแห่งความเข้มข้น! -คำสัญญา ประยุทธ์ชาย3โบสถ์?

matichon tv

Published on Jan 1, 2018


รณรงค์ให้ตูนคืนโล่ วิ่งคนแรกเบตง-แม่สาย ตูนมิใช่คนแรกวิ่งอย่างเป็นทางการ เบตง-แม่สาย





Petitioning ตูน บอดี้สแลม and 1 other


ตูนคืนโล่วิ่งคนแรกเบตง-แม่สายเถอะ




ดร.โสภณ พรโชคชัย Bangkok, Thailand


บันทึกไทยให้รางวัลตูนไม่ต้องตามมาตรฐานที่สมควร:

1. บันทึกไทยบอกว่าต้องมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน: สองคนก่อนเขาก็กำหนดเป้าหมายชัดเจน เป็นข่าวไปทั่ว เขายังเก็บหลักฐานไว้เลย กลับไม่นำพา?

2. บันทึกไทยบอกว่าต้องวัดระยะจับเส้นทางด้วย GPS แต่สถิติระดับโลก หรือสถิติอื่นๆ ในเว็บ “บันทึกไทย” ของท่านก็ไม่เห็นต้องใช้ GPS เลย

3. บันทึกไทยบอกว่าต้องมีการเก็บหลักฐานด้วยภาพถ่าย วิดิโอ มีพยานบุคคลตลอดเส้นทาง ทั้งสองท่านก่อนก็มีครบทุกอย่าง

การยกย่องตูนเป็นสิ่งที่สมควร แต่ก็ควรให้เกียรติอีก 2 ท่านที่ทำมาก่อนและมีหลักฐานชัดเจนด้วย รวมทั้งทีมคุ้มกันตูนอีกจำนวนหนึ่งที่วิ่งไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตูนเช่นกัน ที่ผ่านมาบันทึกไทยยังบันทึกว่าให้คนไทยคนหนึ่งเป็นคนแรกที่ขี่จักรยานข้ามทวีปเมื่อปี 2504 ไม่เห็นต้องใช้ GPS เลย แต่กรณีครูไชยวัฒน์ วิ่งตั้งแต่ปี 2529 และครูพลามวิ่งปี 2548 และ 2558 แถมทำสถิติได้ดีกว่าตูนโดยไม่ต้องมีรถบ้าน ไม่มีการประคมประหงมอย่างดี มีหลักฐานมากมาย บันทึกไทยกลับไม่นำพาหรืออย่างไร

ผู้บริหารบันทึกไทยทำอย่างนี้เป็นการขาดมาตรฐานไหม ทำองค์กรเสียหายหรือไม่ การที่จะให้เกียรติแก่ตูนเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ไม่ควรถึงขนาดบิดเบือนประวัติศาสตร์ ทำลายขวัญและกำลังใจผู้อื่น ตูนในฐานะคนดีควรออกมาปฏิเสธการรับรางวัลนี้ พร้อมกับยอมรับว่ามีคนวิ่งมาก่อน ซึ่งตูนและคณะก็รู้อยู่แล้ว สังคมจะชื่นชมยิ่งขึ้นกว่าการเก็บรางวัลที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงนี้ไว้ โปรดดู https://goo.gl/71BYx8

“เตรียมกวาด...” บรรดาลิ่วล้อที่รับใช้เผด็จการโดยเหยียบหัวประชาชนขึ้นสู่อำนาจ... กำลังจะถูกนาฬิกาทับตายยกแก๊งค์แล้ว อีกไม่นานเกินรอได้เจอกัน











“เตรียมกวาดบ้าน”

ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในอำนาจ นอกจากการทำลายประชาธิปไตยแล้ว สิ่งที่ คสช. ได้ทำให้ประเทศเสียหายอย่างใหญ่หลวงคือการทำลาย “หลักนิติธรรม” รวมถึงการใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเครื่องมือจัดการฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม โดยทุกครั้งของการยึดอำนาจจะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐ เสนอตัวรับใช้เผด็จการเพื่อแลกกับความก้าวหน้าในอาชีพเสมอ ที่เลวคือจำพวกที่เอาสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมาเป็นบันไดก้าวขึ้นสู่อำนาจ

ตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นคือการใช้กฎหมายคอมพิวเตอร์ดำเนินคดีกับอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่นำข้อความการวิพากษ์วิจารณ์การใช้กระเป๋าถือของภริยานายกรัฐมนตรีในคราวเดินทางไปเยือนสหรัฐมาแชร์ต่อ ทั้งที่ภริยานายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยือนสหรัฐกับสามีโดยเบิกค่าเดินทางจากงบประมาณแผ่นดิน อันถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะคู่สมรสของนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศและเป็นผู้จ่ายภาษีจึงย่อมมีสิทธิจะวิจารณ์ถึงความเหมาะสมของการแต่งกาย การวางตัวรวมถึงอุปกรณ์เครื่องใช้ การวิจารณ์ดังกล่าวไม่ถือเป็นเรื่องส่วนตัวและไม่เป็นความผิดฐานนำความเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพราะไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชน

หากภริยานายกรัฐมนตรีเห็นว่าการวิจารณ์ดังกล่าวทำให้ตนได้รับความเสียหาย ก็ชอบที่จะดำเนินคดีในข้อหาดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทแล้วแต่กรณี แต่จะใช้กฎหมายคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือไม่ได้ ผมขอเตือนมายังเจ้าหน้าที่รัฐที่กำลังรับใช้เผด็จการอย่างไม่ลืมหูลืมตา วันที่บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยเมื่อไรประชาชนจะไม่ปล่อยท่าน เพราะนอกจากเผด็จการแล้ว บรรดาลิ่วล้อที่รับใช้เผด็จการโดยเหยียบหัวประชาชนขึ้นสู่อำนาจก็มีความเลวไม่แพ้กัน กำลังจะถูกนาฬิกาทับตายยกแก๊งค์แล้ว อีกไม่นานเกินรอได้เจอกันครับ

วัฒนา เมืองสุข
19 มกราคม 2561




Watana Muangsook added 4 new photos

คสช. ยันไม่เกี่ยวเพจ 'ไข่แมว' ปลิว วิษณุ บอกไม่รู้



ตัวอย่างภาพการ์ตูนไข่แมว


คสช. ยันไม่เกี่ยวเพจ 'ไข่แมว' ปลิว วิษณุ บอกไม่รู้


2018-01-20
ที่มา ประชาไท


19 ม.ค. 2561 จากตั้งแต่ช่วงบ่ายของวานนี้ (18 ม.ค.61) เป็นต้นมา เฟสบุ๊คแฟนเพจการ์ตูนล้อเลียนสังคมการเมืองชื่อดัง 'ไ่ข่แมว' https://www.facebook.com/cartooneggcat/ ซึ่งมียอดกดถูกใจกว่า 4.5 แสนรายไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยยังไม่ทราบสาเหตุ นั้น

ล่าสุดวันนี้ (19 ม.ค.61) วอยซ์ ออนไลน์ รายงานว่า พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยกับ "วอยซ์ ออนไลน์" ว่า คสช.ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด และกระแสพาดพิงถึงการใช้อำนาจปิดเพจ เป็นเพียงการคาดเดาและไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

เช่นเดียวกับ สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ยืนยันกับ 'วอยซ์ ออนไลน์' ว่ากรณีที่เกิดขึ้นทางกระทรวงดิจิทัลฯ ไม่มีส่วนรับผิดชอบ ขณะที่การจับตาเฟซบุ๊กที่เกี่ยวกับความมั่นคง จะเป็นกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. ทีื่เป็นหน่วยงานดูแลรับผิดชอบ

ขณะที่ ข่าวสดออนไลน์ รายงานว่า วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามกรณีเพจไข่แมวหายเกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือไม่ที่เป็นผู้สั่งปิดหรือไม่ ว่า “ไม่รู้ และไม่รู้จะตอบอย่างไร แต่ถ้าเพจ คลิป ไลน์ ที่ผิดกฎหมายก็ต้องจัดการ แต่ถ้าเพจใดไม่ผิดกฎหมาย ขอถามว่าจะเอาอำนาจอะไรไปจัดการ”

ดูเพจดังหลายเพจโพสต์ไว้อาลัยได้ที่...

https://prachatai.com/journal/2018/01/75023?utm_source=dlvr.it&utm_medium=twitter
ประชาไทรวบรวม

ooo




ฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุคสช. "ไม่ได้ทำตามสัญญา" อำนาจของทหาร เด็ดขาด ไร้การตรวจสอบ ไร้คำอธิบาย



GETTY IMAGES


ฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุคสช. "ไม่ได้ทำตามสัญญา"


18 มกราคม 2018
ที่มา บีบีซีไทย


ส่วนหนึ่งของรายงานข่าว...


ฮิวแมนไรท์วอทช์ (Human Rights Watch) เปิดเผยรายงานประจำปี 2018 ความยาว 643 หน้า มีเนื้อหาทบทวนสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในกว่า 90 ประเทศและดินแดน โดยประเทศไทยถูกระบุว่า ยังไม่มีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย รวมถึงขาดกระบวนการตรวจสอบอำนาจซึ่งกดขี่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และละเว้นโทษกับกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เมื่อปี 2017 รัฐบาลคสช. ของไทยไม่ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้หลายครั้งกับสหประชาชาติ และองค์กรอื่น ๆ ว่าจะเคารพสิทธิมนุษยชนและฟื้นคืนการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย แม้รัฐบาลจะประกาศนโยบายแห่งชาติด้านสิทธิมนุษยชนเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้ยุติการกดขี่เสรีภาพของพลเมืองและในทางการเมือง โดยยังคงสั่งจำคุกผู้ที่ไม่เห็นด้วย รวมถึงละเว้นโทษให้กับการทรมานและการละเมิดอื่น ๆ


อำนาจของทหาร เด็ดขาด ไร้การตรวจสอบ ไร้คำอธิบาย

มาตรา 44 ของรธน.ไทย ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เปิดทางให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคสช. สามารถใช้อำนาจซึ่งไม่มีข้อจำกัดได้โดยปราศจากการควบคุมและความรับผิดชอบ

ส่วนรธน. ซึ่งประกาศใช้เมื่อเดือนมีนาคม 2560 ยังคงรับรองความต่อเนื่องของอำนาจดังกล่าว ซึ่งทั้งคสช.และเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของคสช. จะไม่มีความผิดจากการกระทำที่ละเมิดสิทธิ์

ถึงรัฐบาลทหารชุดนี้ประกาศว่าจะจัดการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. ปีนี้ แต่สมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และองค์ประกอบอื่น ๆ ในรธน.ฉบับใหม่ ยังถือเป็นการปูรากฐานให้กับการกุมอำนาจของทหารต่อไป

เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

องค์กรสื่อต้องเผชิญกับคำข่มขู่ การลงโทษ และการสั่งปิด หากเผยแพร่ความเห็นวิจารณ์รัฐบาลทหารและสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือหยิบยกประเด็นใดก็ตามที่คสช. มองว่าอ่อนไหวต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งรวมถึงประเด็นการกดขี่เสรีภาพขั้นพื้นฐานด้วย



WASAWAT LUKHARANG/BBC THAIคำบรรยายภาพพีซทีวี สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ซึ่งเป็นแนวร่วมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เคยถูก กสทช. ระงับใบอนุญาตเป็นเวลา 30 วัน โดยอ้างเหตุนำเสนอข่าวกระทบความมั่นคง


องค์กรสื่อที่ไม่ให้ความร่วมมือ รวมถึงวอยซ์ทีวี วิทยุสปริงนิวส์ พีซทีวี และทีวีเทวนตีโฟร์ ได้ถูกสั่งระงับการออกอากาศไประยะหนึ่ง ในเดือนมีนาคม เมษายน สิงหาคม และพฤศจิกายนตามลำดับ โดยสถานีเหล่านี้ได้รับอนุญาตให้กลับมาแพร่ภาพกระจายเสียงได้อีกครั้ง หลังจากยอมตกลงเซนเซอร์ตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยวิธีปลดผู้ดำเนินรายการที่นำเสนอความเห็นในเชิงวิจารณ์ หรือหลีกเลี่ยงการนำเสนอประเด็นการเมือง

การควบคุมตัวอย่างลับ ๆ โดยทหาร การทรมาน และศาลทหาร

ภายใต้คำสั่งคสช. ที่ 3/2558 และ 13/2559 เจ้าหน้าที่ทหารสามารถควบคุมตัวประชาชนในความผิดได้หลายกรณี โดยสามารถเก็บเป็นความลับ ไม่ต้องแจ้งข้อหานานเจ็ดวัน รวมถึงไม่ต้องให้เข้าถึงทนายความหรือการปกป้องใด ๆ จากการกระทำทารุณ

รัฐบาลใช้การควบคุมตัวโดยทหารเป็นประจำ และละเว้นโทษซึ่งเกิดจากการละเมิดในระหว่างการไต่สวน ภายใต้ปฏิบัติการปราบปรามเหตุก่อความไม่สงบ กับผู้ต้องสงสัยว่าเป็นสมาชิกกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

ในปี 2017 คสช. ปฏิเสธข้อเรียกร้องของกลุ่มสิทธิมนุษยชน ให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำทหาร และปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยรวมว่าทหารไม่ได้ทรมานผู้ที่ถูกควบคุมตัว

รัฐบาลทหารไม่สั่งย้ายการดำเนินคดี 369 คดี (ในจำนวนนี้รวมถึงการดำเนินคดีกับพลเรือน 1,800 คน) จากศาลทหารไปยังศาลพลเรือน ตามข้อกำหนดในกฎหมายระหว่างประเทศ

คสช.ยังคงเรียกตัวสมาชิกพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้าม และสมาชิก นปช. รวมถึงใครก็ตามที่ถูกกล่าวหาว่าต่อต้านการปกครองของทหาร ไป "ปรับทัศนคติ" ซึ่งผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งโดยไม่ไปรายงานตัว ถือว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

ประวัติศาสตร์การเกณฑ์ทหารในสังคมไทย - งานวิจัยที่น่าอ่าน










(https://t.co/4HDN8sdb84)


,,,

ย้อนรอย สุพจน์ ทรัพย์ล้อม “เพื่อนให้ยืมรถ” ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดและส่งฟ้อง ถูกตัดสินจำคุก 10 เดือน ฐานปกปิดบัญชีทรัพย์สิน คดีตัวอย่างดูมาตรฐานทำคดีนาฬิกา ป.ป.ช.





ย้อนรอย สุพจน์ ทรัพย์ล้อม “เพื่อนให้ยืมรถ” ดูมาตรฐานทำคดี ป.ป.ช.


17 ม.ค. 2561
ที่มา PPTV


หากย้อนกลับไปถามผู้ที่มีบทบาทเคยยื่นเรื่องต่อป.ป.ช.ให้ตรวจสอบที่มานาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดูเหมือนจะไม่มีใครเชื่อคำชี้แจงของรองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า นาฬิกาทุกเรือน เพื่อนให้ยืนมาใส่และส่งคืนทั้งหมดแล้ว ด้วยเหตุผลคล้ายกันว่า การซื้อนาฬิกาจำเป็นต้องเลือกขนาดที่พอดีกับเจ้าของ ขณะที่การตรวจสอบทรัพย์สินของป.ป.ช.ในอดีต ก็เคยมีคำชี้แจงจากผู้ถูกตรวจสอบคล้ายกันคือ ทรัพย์สินเป็นของเพื่อนและให้ยืมมาใช้ และถือเป็นคดีตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับบรรทัดฐานในการทำคดีลักษณะนี้ของป.ป.ช.

คดีที่ชัดเจนที่สุด คือ การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 2542 นายสุพจน์อ้างว่า นายเอนก จงเสถียร เพื่อนนักธุรกิจของภรรยา ให้ยืมใช้ รถยนต์ Volkwagen มูลค่า 2.9 ล้านบาท จึงไม่ได้ระบุรายการรถยนต์ไว้ในบัญชีทรัพย์สิน แต่หลัง ป.ป.ช.ตรวจสอบพบว่ามีข้อมูลหลายอย่างไม่สัมพันธ์กัน เช่น การตรวจสอบพบว่า ผู้ยืม-ผู้ให้ยืม เพิ่งทำงานร่วมกันไม่ถึง 2 เดือน การให้ยืมสิ่งของมูลกว่าเกือบ 3 ล้านบาทจึงเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ประกอบกับตรวจสอบพฤติการณ์การใช้ การซ่อม การเติมน้ำมันรถ และพยานแวดล้อมอื่นๆ จนพบและเชื่อได้ว่า ข้อเท็จจริงไม่น่าจะเป็นไปตามที่นายสุพจน์กล่าวอ้าง ทำให้ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดและส่งฟ้องตามกระบวนการ นายสุพจน์จึงถูกตัดสินจำคุก 10 เดือน ฐานปกปิดบัญชีทรัพย์สิน และตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี นี่ถือเป็นคดีตัวอย่างที่ทำให้เห็นกระบวนการตรวจสอบและการทำงานของป.ป.ช.ในคดีลักษณะนี้






ส่วนคำชี้แจงที่มานาฬิกาของพล.อ.ประวิตรว่า เป็นของเพื่อนให้ยืนมาใส่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ในฐานะหนึ่งในผู้ยื่นคำร้องต่อป.ป.ช. ออกแถลงการณ์ ไม่เชื่อ โดยระบุว่า นาฬิกาหรูแต่ละเรือนจะถูกทำมาให้พอดีกับข้อมือของผู้สั่งทำเท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้ว่าจะมีการสลับกันใส่กับเพื่อนและขอให้ป.ป.ช.เรียกเจ้าของนาฬิกาทุกเรือนมาตรวจสอบว่านาฬิกาแต่ละเรือนเจ้าของที่ถูกอ้างถึงสามารถใส่นาฬิกาได้พอดีหรือไม่





สอดคล้องกับผู้เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาที่ให้ข้อมูลกับทีมข่าวพีพีทีวี ระบุว่า สายนาฬิกาแต่ละเรือนมีราคาสูงไม่แพ้หน้าปัดนาฬิกา ส่วนใหญ่ร้านนาฬิกาจะทำให้พอดีกับข้อมือของผู้ใส่ตั้งแต่ต้น ไม่นิยมปรับขนาดความยาวของสายไปมา เช่นเดียวกับนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน ที่ไม่เชื่อคำชี้แจงของพล.อ.ประวิตร ด้วยเหตุผลเดียวกัน





ขณะที่นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เรียกร้องป.ป.ช.เปิดข้อมูลการตรวจสอบคดีนี้ต่อประชาชน พร้อมเสนอให้ส่งคดีนี้ให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิจารณา ไม่ควรตีตกตั้งแต่ชั้นป.ป.ช. ป้องกันข้อครหาที่จะเกิดขึ้นตามมา





สำหรับคดีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไม่ถูกต้องที่ผ่านมา มีนักการเมืองท้องถิ่นและระดับชาติ รวมถึงข้าราชการอย่างน้อย 324 คน ถูกศาลตัดสินให้จำคุกฐานแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จ

ooo




'จอน อึ๊งภากรณ์' กับมุมมองการต่อสู้ของประชาชนในปม "นาฬิกาบิ๊กป้อม" - AP รายงาน Uproar over watches threatens Thailand's ruling generals




https://www.facebook.com/matichonweekly/videos/1973835259310477/


ooo


Uproar over watches threatens Thailand's ruling generals




In this Dec. 4, 2017, photo, Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwan raise his hand to shade the sun wearing a luxury watch and diamond ring during ceremony Government house. Prawit has so far been spotted wearing a total of 25 opulent time-pieces, none of which appears on his last declaration of assets. Krit Phromsakla Na Sakolnakorn AP Photo



BY JERRY HARMER
Associated Press via Miami Herald
BANGKOK


Entering their fifth year in power, Thailand's ruling generals may be running out of time and it's not for a lack of watches.

A growing uproar over the deputy prime minister's mind-boggling array of luxury timepieces is damaging the military government's image so badly that some observers believe it could eventually pave the way for its downfall.

Gen. Prawit Wongsuwan — a career military man who receives only a modest salary — has so far been spotted wearing a total of 25 opulent time pieces, none of which appears on his last declaration of assets. His belated explanation — that he borrowed them from friends — has been met with ridicule.

"Do you really think Thai people would believe your story?" former Sen. Rosana Tositrakul said of Prawit. "You gave such an answer because you don't think the Thai public can do anything to you."

"If you don't take any responsibility," she added, "you'll bring down the whole government."

The timing couldn't be worse for the junta, which seized control of the country in a 2014 coup and is under increasing pressure to finally hold long-delayed elections. The scandal has grown at the same time that junta leader and Prime Minister Prayuth Chan-Ocha has been testing the political waters, hinting that he plans to stay in power past any possible polls.

So far the band of brothers has closed ranks and the military government has ignored calls to fire or suspend Prawit. But observers say that may be at their own expense because at best it is making their leader look indecisive and at worst fueling accusations of hypocrisy given the junta's self-praise of its anti-corruption efforts.

The saga began on a sunny day last December, with the unveiling of a new, reshuffled Cabinet. Prawit, who is also the minister of defense, took his place for a routine photo opp. But then, routine turned remarkable.

Prawit raised his hand to shield his eyes from the sun and reporters noticed his gleaming watch. A quick records check showed that he had never declared the Richard Mille timepiece on his assets list.

Then it got worse.

Thousands of miles (kilometers) away in Los Angeles, a Thai internet sleuth calling himself CSI-LA scoured the web for previous photos of Prawit. Netizens joined in. And the watch count rocketed: from 1 to 5 to 12. It currently stands at 25. Makes include Rolex and Patek Philippe. The total estimated value: more than $1 million.

"We live in what they call the Big Data World," CSI-LA told the AP last week. "So, these days, everywhere, there is a record of what you do, so if you do something corrupted and you think you can get away, it's not like before."

CSI-LA spoke on condition of anonymity for reasons of personal safety.

For weeks, the general refused to account in public for his glittering hoard. Then when he did, the explanation did nothing to defuse the issue.

"I have friends and they gave them to me," he told reporters. "No, they didn't buy them for me; they just let me wear them. That's all."

When Prawit and his fellow officers toppled the government, they did so, they said, partly to end corruption. Unlike venal, grasping politicians, they said, they were pure.

That claim's rung hollow many times since 2014, with a number of scandals linking the junta or their associates to corruption allegations. But unlike those scandals, which typically grabbed headlines for a few days before being swept away, the watch saga appears to be gaining traction.

It's certainly providing ample fodder for the government's opponents, long held in check by bans on protests and political gatherings.

Activist Ekachai Hongkangwan has risked arrest multiple times over the years to wind the junta up with his stunts. His latest campaign has focused on Prawit, whom he regularly tries to ambush to present him with a cheap Seiko watch.

Ekachai said his message is simple: It's time to go.

"If you can't keep track of the time, there's no point in wearing expensive watches!" Ekachai said at one recent attempt to surprise Prawit, before being dragged away by security.

Rosana, the former senator, said the Thai public is fast losing faith in the men in army green.

"The government said they would fight corruption and that they had promulgated a constitution that was anti-corruption," she said.

"But if their actions show that they are employing a double standard, that they crack down on the opposition but ignore their own people, the general public is not going to accept it."

The matter is now with the National Anti-corruption Commission. But this has only deepened dismay: Its members were appointed by the junta, and its head has a long-standing relationship with Prawit and won't recuse himself.

Worawit Sukboon, a spokesman for the anti-graft body, has called on the media to "wait for all the facts."

Prawit has said he'll resign if the anti-corruption body finds against him. But the damage from this ticking time-bomb of an issue may already have been done.

"It is almost like the last straw," political scientist Thitinan Pongsudhirak said, noting that people have "put up with a lot from the military government."

"I think the watches saga has become the lightning rod, opening the way for the downfall of the military government," he said.




In this Jan. 11, 2018, photo, activist Ekachai Hongkangwan show his watches during a demonstration highlighting the corruption allegations against Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwan in front of the Government House. Prawit has so far been spotted wearing a total of 25 opulent time-pieces, none of which appears on his last declaration of assets. Sakchai Lalit AP Photo



In this Jan. 11, 2018, photo, Activist Ekachai Hongkangwan show his watches during a demonstration highlighting the corruption allegations against Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwan in front of Government House. Prawit has so far been spotted wearing a total of 25 opulent time-pieces, none of which appears on his last declaration of assets. Sakchai Lalit AP Photo


“คุณทำอย่างนี้ แล้วนายจะกลับมาได้อย่างไร” “เอกชัย” โดนบุกต่อย หน้าทำเนียบ ขณะมารอมอบนาฬิกาให้ “บิ๊กป้อม”















“คุณทำอย่างนี้ แล้วนายจะกลับมาได้อย่างไร”
“เอกชัย” โดนบุกต่อย หน้าทำเนียบ ขณะมารอมอบนาฬิกาให้ “บิ๊กป้อม”
วันที่ 19 มกราคม 2561 - 11:24 น.

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 19 ม.ค. ที่ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอกชัย หงส์กังวาน อดีตผู้ต้องหาคดี ม.112 พร้อมด้วย นายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ ได้เดินทางนำนาฬิกาจำนวน 3 เรือน และโปสเตอร์คอลเลคชั่นนาฬิกา 25 เรือนมามอบให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก และคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

โดยขณะที่นายเอกชัย กำลังโชว์นาฬิกา อยู่นั้นได้มี ชายอายุ ประมาณ 55-60 ปี ใส่เสื้อสีแดง สวมเสื้อยีนส์แขนยาวทับด้านนอก กางเกงยีนส์ ได้เดินตรงเข้าไปหา นายเอกชัยและนายโชคชัย เพื่อจะทำร้ายร่างกาย แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจล๊อกตัวเอาไว้ทัน ก่อนนำตัวไป สน.ดุสิต ส่วนนายเอกชัยฯและนายโชคชัย ทางเจ้าหน้าที่เชิญตัวเข้ามาใน ก.พ.

จากการสอบสวนชายคนดังกล่าว ทรายชื่อนายฤทธิไกร ชัยวรรณศาสน์ อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/2 หมู่ 3 ต.โป่งน้ำร้อน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี จากการตรวจค้นตามร่างกายนายฤทธิไกร พบมีดพกชนิดพับ ขนาด ยาวประมาณ 3 นิ้ว ก่อนนำตัวส่งร.ต.อ.ประทิน นันท์บุญ พนักงานสอบสวน สน.ดุสิต แจ้งข้อกล่าวหา พกพาอาวุธมีดไปในเมืองสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควรดำเนินคดีต่อไป

ต่อมาเวลา 09.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวนายเอกชัย และนายโชคชัย เดินทางไป สน.ดุสิตเพื่อพูดคุยทำความเข้าใจ

โดยเมื่อนายฤทธิไกร ได้พบกับนายเอกชัย ก่อนที่จะพูด ว่า “คุณทำอย่างนี้ แล้วนายจะกลับมาได้อย่างไร”

รายงานข่าว เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบประวัติของ นายฤทธิไกร นั้นเคยร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มพิราบขาว 2006 ซึ่งมีนายนพรุจ วรชิตวุฒิกุล เป็นอดีตแกนนำ ในห่วงหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 49

โดยล่าสุด “อานนท์ นำภา” ทนายสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า ชายคนที่ไปทำร้าย เอกชัย หงส์กังวาน ตำรวจตรวจพบมีดพกยาว 3 นิ้ว




Shavaritth Unyotha added 6 new photos.

วันศุกร์, มกราคม 19, 2561

คสช. ยืดแน่ ถึงได้เห็นเหตุการณ์ขมึงตึงเกิดขึ้นหลายอย่าง :วิคตอเรียซีเคร็ท ชาญวิทย์ และไข่แมว

เขาถกกันวันนี้ในหมู่ กรธ. เรื่อง สนช. จะเล่นแร่แปรธาตุกฎหมายเลือกตั้ง เพื่อยืดเวลากำหนดเลือกตั้งออกไปอีก ๙๐ วัน จากโร้ดแม็พเวอร์ชั่นล่าสุดที่บิ๊กตูบไปบอกดอแนลด์ ทรั้มพ์ไว้ว่า จะให้ประชาชนหย่อนบัตรได้ในเดือนพฤศจิกายน ปีนี้

หนึ่งในกรรมาธิการวิสามัญฯ เสรี สุวรรณภานนท์ รีบกันท่า ไม่ใช่เพราะ “คำนึงถึงว่าใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ หรือว่าเป็นประโยชน์กับใคร” และ “ไม่เกี่ยวกับนายกฯ หรือคสช. แต่เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติที่รับผิดชอบในการออกกฎหมาย”

แต่เอ๊ะ ไหงพูดวกไปวนมา “เมื่อท่านรับปากแล้วก็ต้องเดินไปตามนั้น แต่เมื่อกฎหมายออกมาอย่างไรท่านก็ต้องปฏิบัติตาม” หมายถึงถ้าทั่นยังไม่อยากเลือกตั้งเดือนพิจิก พอดี สนช.ลิ่วล้ออ่านใจเธอถูก จัดการแก้ไขมาตรา ๒ เสียใหม่ตามที่เป็นข่าว (ลือ) ทั่นก็จำต้องดีใจงั้นสิ


ก็เมื่อ ๑๖ มกรานี่เอง กรรมาธิการวิสามัญ สนช. แอบไปประชุมลับกันเพื่อจะแก้บทบัญญัติที่ว่าให้กฎหมายนี้ใช้บังคับในวันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยยืดจากวันนั้นออกไปอีก ๙๐ วัน

ซึ่งรัฐธรรมนูญระบุว่า การเลือกตั้งให้มีขึ้นภายใน ๑๕๐ วันหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ก็เท่ากับยืดการเลือกตั้งออกไปเป็น ๒๔๐ (๙๐+๑๕๐) อันทำให้การเลือกตั้งจะมีได้อย่างเร็วก็โน่น กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒

งานนี้แหล่งข่าวของอิศรานิวส์ในแวดวง กรธ. ปูดว่า “เป็นความพยายามในการหาทางช่วยเหลือพรรคการเมืองใหม่ของรัฐบาล คสช. ที่จะจัดตั้งขึ้นมาลงเลือกตั้ง ให้มีระยะเวลาเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่มากขึ้นจากเดิมอีก ๓ เดือน”


เรื่องนี้ โฆษก กรธ. นรชิต สิงหเสนี เตือนไว้แล้ว “ควรพิจารณาในแง่ตอบโจทย์ของเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญด้วย...เพื่อไม่ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อม”

แต่ถ้าไปกำหนดระยะเวลาบังคับใช้ ขณะที่รัฐธรรมนูญบอกให้จัดเลือกตั้งภายใน ๑๕๐ วันหลังจากกฎหมายลูก ๔ ฉบับเสร็จ ก็จะต้องบวกเวลานั้นเข้าไปอีก


ขณะที่สองหน่อกูรูกฎหมายของ คสช. ทั้งทั่นรองฯ วิษณุ และปู่มีชัย พากันพยักหน้าให้ท้ายว่า ทำได้

มติชนออนไลน์ รายงานว่านายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ บอก “หากมีการปรับก็ไม่ได้ผิดหลักกฎหมายอะไร” กฎหมายบางฉบับให้ทิ้งระยะเวลาหลังประกาศในราชกิจจาฯ ๓๐ วัน หรือ ๑๒๐ วันก็มี

ส่วนกรณีที่ปรับแล้วกระทบโร้ดแม็พ ทั่นรองฯ พูดหน้าตาย “ถ้ายอมรับเสียแล้วว่าเป็นเหตุผลแล้วคุณกลัวอะไร เว้นแต่เหตุผลนั้นฟังไม่เข้าท่า”

ส่วนนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. พูดแบบเดียวกัน “การยืดเวลาการบังคับใช้กฎหมายสามารถทำได้” ที่ผ่านมาเคยมีทำกันแล้ว


อย่างนี้ก็แทบจะยืนยันเป็นทางการได้เลยว่า ยืดแน่ถึงได้เห็นเหตุการณ์ขมึงตึงเกิดขึ้นหลายอย่าง ดังเช่นวันนี้ (๑๙ มกรา) ที่ข้างทำเนียบรัฐบาล มีชายวัยกลางคน สวมเสื้อแดงปรี่เข้าไปจู่โจมทำร้ายนายเอกชัย หงส์กังวาน ซึ่งไปรอมอบนาฬิกาและชูป้ายคอลเล็คชั่นนาฬิกาหรูของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

ข่าวบอกว่าตำรวจจับทั้งผู้ที่จะทำร้ายและผู้ที่จะถูกทำร้ายไปโรงพัก จากการสอบสวนพบว่านายฤทธิกร ชัยวรรณศาสน์ ผู้ปราดเข้าไปชกหน้านายเอกชัยนั้น พกมีดพับยาว ๓ นิ้วซุกว่อนในกระเป๋าสะพายไว้ด้วย


อีกเรื่องเป็นความคืบหน้าคดีบุกจับอาบอบนวด วิคตอเรียซีเคร็ทที่สาวยาวไปเจอนายกำพล วีระเทพสุภรณ์ หรือเสี่ยโนอาร์ เป็นเจ้าของกิจการนวดรายใหญ่ที่มีคอนเน็คชั่นกับวงการตำรวจระดับสูง ไม่ว่าจะเป็น ศรีวราห์ รังสิพราหมพันธุ์ สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง หรือพัชรวาท วงษ์สุวรรณ

ขนาด ข่าวสด เขียนถึงความซับซ้อนของคดีชนิดกระทบคราด (เขาใช้ภาบิลเลียดว่า แคนนอน) “โยงสายยาวถึงชลบุรี โยงสายยาวถึงนครปฐม ลองสาวไปยัง ภาพหลุดจากสนามกอล์ฟดังแห่งจังหวัดนครปฐม ก็จะมองเห็นปมเงื่อนบางอย่าง”

เขาอ้างถึงการพักโทษกำนันเป๊าะ สมชาย คุณปลื้ม และความสัมพันธ์ของ ประจิน จั่นตอง กับตระกูลสะสมทรัพย์ แล้วไปลงว่าการนี้เป็น “สงครามสั่งสอนในทางการเมือง” กัน โดย “ฝ่ายปกครองอันสังกัดมหาดไทย สนธิกำลังกับดีเอสไออันสังกัดยุติธรรม แล้วตำรวจตามไปบดขยี้ ขยายผล”

 
จนกระทั่งมาถึงการแจ้งความฟ้องร้อง ศาสตราจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ในข้อหาบ้าบอ แชร์โพสต์วิจารณ์กระเป๋าถือคุณนายนราพร จันทร์โอชา อ้างว่ามีผิด พรบ. คอมพิวเตอร์ ทำให้ประชาชนเดือดร้อน

ล่าสุดคือ “เพจไข่แมวปลิว” เมื่อหน้าเฟชบุ๊คของการ์ตูนล้อการเมืองสุดยอดในปฐพีแห่งยุคที่ทหารครองเมืองนี้ “ขออภัย เนื้อหาไม่พร้อมใช้งานในขณะนี้” ก่อให้เกิดการแสดงอาลัยอาวรกันท่วมเว็บ ไม่ว่าเพจ คาราโอเกะชั้นใต้ วิวาทะ V2’ ‘Onan Hiroshi’ และ ‘Pixel Crazy 8bit’
บทโอดครวญมีทั้ง “เธอไปไม่ลาสักคำ ไม่ทันได้เตรียมใจ” จนถึง “อยากรู้ อยากดูแลใกล้ๆ เธอในทุกวัน” อันสะท้อนถึงการตามล่าตามกวาดเก็บเว็บเพจต้านลุงตูบกันอีกครั้ง แต่ปล่อยลอยชายหน้าสื่อสังคมเชียร์บิ๊กตุ่น หน.คสช. ตามสบาย

ทำไมการเมืองไทยต้องการ..หนุ่มสาวอายุ 30-40 ปี




ภายหลังเลือกตั้งใหญ่ วันที่ 6 มกราคม 2544 บรรยากาศในพรรคไทยรักไทยคึกคักอย่างยิ่ง การเตรียมการเพื่อพร้อมเข้าไปบริหารประเทศเป็นไปอย่างมีชีวิตชีวา ผมตั้งใจว่า จะเข้าไปร่วมผลักดันนโยบาย "30 บาทรักษาทุกโรค" อย่างเต็มกำลังในฐานะที่ปรึกษาด้านวิชาการ และรอร่วมทำงานกับนักการเมืองอาวุโสที่จะมารับผิดชอบเป็นรัฐมนตรีของกระทรวงสาธารณสุข
.
ในปี 2544 ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองยังคงคาดการณ์ว่า ผู้ที่จะมาเป็นรัฐมนตรีตำแหน่งต่างๆ ต้องเป็นนักการเมืองอาวุโสที่มี ส.ส.สนับสนุนจำนวนหนึ่ง ตามแนวทางการเมืองดั้งเดิมที่ถือปฏิบัติกันมากว่า 20 ปี
.
วันหนึ่ง ภายหลังการประชุมเกี่ยวกับ "การเตรียมผลักดันนโยบายเป็นการปฏิบัติ" แล้วเสร็จ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ถามผมเป็นการส่วนตัวว่า
"หมอ..อายุเท่าไร"
"อายุ 44 ปี ครับ"
ผมตอบคำถามง่ายๆนี้แบบสบายๆ ไม่ได้ฉุกคิดใดๆ
ดร.ทักษิณพยักหน้ารับทราบ แล้วไม่ได้ตั้งคำถามอื่นอีก
หลังจากนั้นไม่นาน มีคนมาบอกผมว่า อาจได้เป็นรัฐมนตรี ผมหัวเราะดัง หึหึ ในใจคิดว่า เป็นไปไม่ได้
.
เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ผมเป็น 1 ในเกือบ 10 คนที่เป็นรัฐมนตรี โดยไม่มี ส.ส.ในสังกัดสนับสนุน นับเป็นมิติใหม่ของการเมืองในขณะนั้น
.
ผมเคยคิดเหมือนกันว่า คำว่า "อายุ 44 ปี" ที่ตอบคำถามในวันนั้น มีผลต่อการตัดสินใจของ ดร.ทักษิณ ในการเลือกหน้าที่ให้ผมทำ
.
อายุ 44 ปี มีความหมายพิเศษอะไร?
.
เคยได้ยินคำกล่าวขำๆไหมครับ ที่ว่า
.
อายุ 20 ปี มีแรง มีเวลา แต่ไม่มีเงิน
อายุ 40 ปี มีแรง มีเงิน แต่ไม่มีเวลา
อายุ 60 ปี มีเงิน มีเวลา แต่ไม่มีแรง
.
ฟังแล้วเฮฮา แต่มีสาระแฝงอยู่ข้างใน
บอกให้เรารู้ข้อจำกัด 3 ประการของทุกช่วงชีวิตคนเรา
.
มีแรง..เราควบคุมไม่ได้ เป็นกฏแห่งอนิจจัง ที่ร่างกายต้องเสื่อมถอยไปเป็นธรรมดา
.
มีเงิน..ซึ่งอาจหมายถึงมีเงินทองจริงๆหรืออาจหมายรวมถึงมีความรู้ด้วยก็ได้ แม้เราสามารถไขว่คว้าหามา แต่ก็ต้องทุ่มเทเวลา รวมทั้งต้องพึ่งพาโอกาสดีที่ผ่านเข้ามา
.
มีเวลา..ปัจจัยนี้เท่านั้นที่เรากำหนดเองได้ว่า เราจะจัดสรรเวลาอย่างไร

ถ้าเราให้ความสำคัญกับสิ่งใด เราก็จัดสรรเวลาให้เสมอ เช่น การไปท่องเที่ยวพักผ่อนกับคนรัก

แต่ถ้าเราไม่สนใจสิ่งนั้นเท่าใดนัก ตัวอย่างเช่น การดูแลสุขภาพ ถ้าเราประมาทคิดว่า ยังแข็งแรง เราก็มักบอกว่า ไม่มีเวลา (เช่น ไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย)
.
ดังนั้น การจัดสรรเวลาจึงขึ้นกับเป้าหมายของชีวิตที่เราให้คุณค่าไว้

..เงินพันล้าน..บ้านหลังโต..รถหรู..ครอบครัวอบอุ่น

หรือเพื่อบางสิ่งบางอย่างที่เราคิดว่าทำให้เรามีความสุข
.
ความสุขในความคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เป้าหมายของชีวิตจึงแตกต่างกันไป
แต่ผมเชื่อว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่มีความสุขจากการตั้งเป้าหมายว่า อยากทำให้โลกนี้ดีขึ้น
.
เมื่อพูดถึงเรื่อง การทำให้โลกนี้ดีขึ้น
จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ นักเขียนชาวไอริช เคยคิดดังๆไว้อย่างน่าสนใจว่า

"คนมีเหตุผลปรับเปลี่ยนตนเองให้เข้ากับโลก
คนไร้เหตุผลพยายามปรับเปลี่ยนโลกให้เข้ากับตนเอง
ดังนั้น ความก้าวหน้าทั้งมวลจึงขึ้นอยู่กับ..คนไร้เหตุผล"
.
จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ ใช้คำ “Unreasonable man” ซึ่งนอกจากแปลตรงตัวว่า คนไร้เหตุผล แล้ว อาจแปลความกว้างๆว่า สติเฟื่อง เพี้ยน หลุดโลก ก็ได้
.
โลกก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้ โดยคนและความคิดที่ครั้งหนึ่งเคยถูกประณามว่า "ไร้เหตุผล"
.
ไม่ว่า ทฤษฎี"ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล", ทฤษฎีสัมพัทธภาพ, เครื่องบิน, iPhone หรือ รถยนต์ไฟฟ้า ล้วนเคยเป็นความคิดที่ไร้เหตุผลมาก่อนทั้งสิ้น
.
คนไร้เหตุผล อย่าง โคเปอร์นิคัส เสนอทฤษฎี "ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล" เมื่ออายุ 37 ปี

ไอน์สไตน์ เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ เมื่ออายุ 26 ปี และทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป เมื่ออายุ 36 ปี

พี่น้องตระกูลไรท์ วิลเบอร์ และ ออร์วิลล์ ทดลองเครื่องบินครั้งแรกเมื่ออายุ 36 ปี และ 32 ปี

สตีฟ จอบส์ ตั้งบริษัท Apple Computer เมื่ออายุ 21 ปี ถูกให้ออกจากบริษัทที่ตนเองตั้งขึ้น เมื่ออายุ 30 ปี และกลับมาเปลี่ยน Apple ให้เป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก เมื่ออายุ 42 ปี

อีลอน มัสก์ เริ่มบริหารบริษัท Tesla ที่พัฒนารถยนต์ไฟฟ้า เมื่ออายุ 33 ปี
.
น่าสังเกตไหมครับว่า "คนไร้เหตุผล" เริ่มปฏิบัติการที่ "ไร้เหตุผล" ตอนช่วงอายุ 30-40 ปี
.
ทำไม? อะไรคือปัจจัยที่ทำให้ช่วงอายุนี้พิเศษและแตกต่างจากช่วงอายุอื่น
.
ผมคิดว่าเป็นเพราะ คนอายุ 30-40 ปี เป็นช่วงชีวิตที่...
-ได้สะสมความรู้ดั้งเดิมตามขนบที่สั่งสอนกันมาเป็นเวลาพอสมควร
-แล้วมีโอกาสเพิ่มพูนประสบการณ์ต่อยอด จนสามารถตั้งคำถามท้าทายต่อความรู้ดั้งเดิมนั้น
-ความอยากรู้อยากเห็นในวัยเด็กยังไม่ถูกกดทับนานเกินไป จนผลิบานใหม่ไม่ได้
-อีกทั้งพลังกายและใจยังพลุ่งพล่าน อยากทุ่มเทสร้างฝันของตนให้เป็นจริง ไม่ยอมเหน็ดเหนื่อย
.
ผมเห็น คนอายุ 30-40 ปีจำนวนไม่น้อย “มีเวลา” สร้างสรรค์สิ่งใหม่ในด้านต่างๆของสังคมไทยอย่างน่าตื่นใจ
...แต่อนิจจา กลับไม่เห็นสิ่งใหม่ๆแบบนี้เกิดขึ้นเลยในวงการการเมือง
.
ทศวรรษที่หายไป ความแตกแยกทางความคิดครั้งใหญ่ ความยุติธรรมที่เหลื่อมล้ำ อาจทำให้คนหนุ่มสาวอายุ 30-40 ปี เบื่อหน่าย เข็ดขยาด ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หรือแอบมองดูอยู่ห่างๆ
.
แต่อนาคตของประเทศนี้จะยังมีอีกหรือไม่ ไม่ได้ฝากอยู่ที่คนรุ่นผมซึ่งวัยเลย 60 ปีอีกต่อไปแล้ว
.
แม้คนรุ่น Baby Boomers อย่างผมและเพื่อนร่วมรุ่น ยังพอมีความคิดโลดแล่น ประสบการณ์ยังล้นปรี่พร้อมแบ่งปัน แต่พลังกายถดถอย และการเรียนรู้สิ่งใหม่ก็ยากขึ้นทุกทีสำหรับคนรุ่นนี้ ไม่ว่า ปัญญาประดิษฐ์ Blockchain การเคลื่อนไหวทางสังคมแห่งยุคสมัยต่างๆ ฯลฯ
.
คนอายุ 30-40 ปี จะฝากประเทศนี้ให้คนวัยเลย 60 ปี คอยดูแล แล้วคุณเฝ้ามองเป็น "ข้าวนอกนา" อย่างห่วงๆได้อย่างไร
.
ประเทศชั้นนำในโลกนี้ ทั้งในอดีตและปัจจุบันล้วนขับเคลื่อนด้วยผู้นำทางการเมืองอายุ 30-40 ปีทั้งสิ้น
.
ลีกวนยู เริ่มทำงานการเมืองเมื่ออายุ 31 ปี เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่ออายุ 36 ปี

เคนเนดี้ เริ่มทำงานการเมืองเมื่ออายุ 30 ปี เป็นประธานาธิบดีเมื่ออายุ 44 ปี

โอบามา เริ่มทำงานการเมืองเมื่ออายุ 36 ปี เป็นประธานาธิบดีเมื่ออายุ 48 ปี

ทรูโด เริ่มทำงานการเมืองเมื่ออายุ 37 ปี เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่ออายุ 44 ปี
.
นี่ยังไม่นับรวมถึงผู้นำทางการเมืองในหลายประเทศที่อายุน้อยลงเรื่อยๆ

เช่น Jacinda Ardern เริ่มทำงานการเมืองเมื่ออายุ 28 ปี เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงของนิวซีแลนด์ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เมื่ออายุ 37 ปี
.
คนหนุ่มสาวอายุ 30-40 ปี
เป้าหมายชีวิตของคุณคืออะไร
ความสุขของคุณอยู่ที่ไหน
คุณเคยฝันอยากเปลี่ยนโลกนี้ให้ดีขึ้นไหม
คุณอยากถูกจดจำอย่างไร เมื่อคุณจากโลกนี้ไป
.
ผมขอตั้งคำถามคุณเหมือนที่เคยถาม นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เมื่อเกือบ 19 ปีที่แล้ว

ก่อนที่เราและ ดร.ทักษิณ ชินวัตร กับเพื่อนร่วมอุดมการณ์จำนวนมาก จะช่วยกันเปลี่ยนโลกของคนกว่า 40 ล้านคนในประเทศนี้ให้ดีขึ้น

ก่อนที่ นพ.สงวนจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร ในอีก 9 ปีต่อมา

คำถามนั้นคือ
"ชีวิตนี้ คุณมีความฝันอะไรที่อยากทำ แต่ทำไม่ได้ หรือยังไม่ได้ทำบ้าง?"
.
คนหนุ่มสาวอายุ 30-40 ปี
การเมืองไทยซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตของสังคมไทยที่ลูกคุณจะใช้ชีวิตอยู่ไปอีกหลายสิบปี...จะเป็นอย่างไร อยู่ที่การตัดสินใจของคุณ
.
เข้าร่วมทำงานการเมืองในวันนี้ เพื่อสร้างโลกที่ดีกว่าในวันพรุ่งนี้
:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::

มาร่วมฉลองวันเด็กแห่งชาติ ด้วยการเติมไฟแห่งความฝันในวัยเยาว์ของเราทุกคน
ความฝันงดงามที่อยากให้โลกและชีวิตของผู้คนดีกว่าเดิม
สุขสันต์วันเด็กครับ
....................................................
ถ้าชอบอ่าน โปรดกด See First เพจนี้ เพื่อได้อ่านทุกครั้งที่โพสต์


สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี added 5 new photos.










ooo

ในยุคปัจจุบัน พรรคการเมืองของหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป มีคนรุ่นใหม่ คนอายุ 25-40 ปี จากหลากหลายวิชาชีพ หลากหลายแวดวง เข้ามาร่วมงานมากขึ้น ในขณะที่ประเทศไทย มีแนวโน้มเรื่องนี้ไม่มากนัก ทั้งๆที่ ทุกวันนี้ เราได้ยินได้ฟังคำว่า "คนรุ่นใหม่" อยู่ในกระแสตลอดเวลา?

แน่นอน สังคมไทยมอง "การเมือง" ในแง่เลวร้าย สกปรก มีแต่แก่งแย่งแข่งขัน โต้วาทีเสียดสีไปมา แต่ผมคิดว่า ประเด็นนี้ค่อยๆลดทอนลงไป ยิ่งถ้า "คนรุ่นใหม่" เห็นว่า "การเมือง" เลวร้าย ทางแก้ที่ได้ผล ก็คือ ต้องลงมาช่วยกันทำให้ "การเมือง" ดีขึ้น การปล่อยให้มันเลวร้ายต่อไป แล้วเป็นผู้ชมผู้สังเกตการณ์ที่คอยทับถมแต่อย่างเดียว คงไม่ช่วยอะไร

ปัญหาต่อมา ถ้าหากต้องการเข้ามาทำงานทางการเมืองจริง กติกาของประเทศไทยที่เป็นอยู่ก็ไม่เอื้ออำนวยมากเท่าไรนัก โดยเฉพาะ การต้องเปลี่ยนแปลงชีวิต เปลี่ยนแปลงอาชีพ จะทำอย่างไร? อะไรคือหลักประกันในอนาคต? ในขณะที่การเมืองในยุโรปมีช่องทางให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าไปมีบทบาทมากกว่า

ผมคิดว่า การเมืองสัมพันธ์กับ passion หรือ "แรงปรารถนา" ถ้า "คนรุ่นใหม่" มีแรงปรารถนาจริง มีแรงขับผลักดันตนเองให้ลงมาทำประโยชน์ให้สังคมจริง หรือพูดง่ายๆก็คือ คนเจเนเรชั่นนี้ต้องการสร้าง legacy ฝากไว้ในแผ่นดินว่า อย่างน้อยช่วงชีวิตของตนได้ทิ้งอะไรไว้ที่เป็นหมุดหมายของการเปลี่ยนแปลงไว้บ้าง ถ้าคิดเช่นนี้ กติกาที่เป็นอุปสรรคทั้งหลาย ก็จะเป็นเรื่องเล็กทันที

อาจยากลำบาก หงุดหงิดกับเรื่องหยุมหยิม เรื่องไม่เป็นเรื่องที่ระบอบนี้กำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมา แต่การต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงก็จำต้องอดทน และหาช่องทางใช้กติกาที่เป็นอยู่เพื่อผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงให้ได้

บางที การวัดขนาดของหัวใจ การวัดพลังของความมุ่งมั่น ก็คือเรื่องพรรค์นี้แหละ

คนที่เริ่มต้นขุด แผ้วทาง ย่อมลำบาก แต่ถ้าก่อร่างสร้างทางได้สำเร็จ นี่คือ legacy ดังเช่น คนรุ่นก่อนๆเคยฝาก legacy ไว้

กรณีที่เราอาจยกเป็นตัวอย่างได้ก็คือ คณะราษฎร ในเวลานั้น สมาชิกแกนนำแต่ละคนอายุน้อย จบการศึกษาจากต่างประเทศ ตำแหน่งหน้าที่การงานดี หาก "อยู่เป็น" ไปเรื่อยๆ ก็คงสบายกลายเป็นชนชั้นนำ แต่พวกเขากลับตัดสินใจ "เสี่ยง" และ "เดิมพัน" อนาคต เพื่อไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

ข้อที่ควรพิจารณาในประการสุดท้าย คือ เราจะทำอย่างไร ให้การทำงานการเมือง การเข้าสู่วงการการเมือง เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องดี เป็นเรื่องขั้นตอนตามลำดับ เมื่อสนใจการเมือง มีความมุ่งมั่น มีแรงปรารถนา ในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีงาม การเข้าสู่การเมือง ก็คือ วิถีทางในการทำให้ความคิดบังเกิดผล

ประเทศไทย มีกระบวนการ "ถอดถอนความเป็นการเมือง" มาต่อเนื่อง มีกระบวนการทำลายลดทอนความชอบธรรมของ "การเมือง" มาตลอด กระบวนการเหล่านี้ ทำให้ระบบบูโรแครต ระบบเทคโนแครต ระบบรัฐซ้อนรัฐ ทำงานได้สบาย ในขณะที่การเมืองต่างหากที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน และเป็นพื้นที่ที่เปิดให้ประชาชนได้แสดงศักยภาพ

เราจะปล่อยให้การเมืองและชะตากรรมของประเทศไทยอยู่ในมือของรัฐราชการ รัฐทหาร รัฐศาล และคนสูงอายุ 70-80 ไม่ได้

ถ้าหากคนเหล่านี้ ทันสมัย ทันโลก สนับสนุนประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ ก็คงดี แต่ผ่านมาหลายสิบปี ผ่านรัฐประหารมาหลายครั้ง ก็พิสูจน์แล้วว่า พวกเขาไม่มีคุณสมบัติเช่นนั้น

มีแต่ต้องปล่อยให้ "คนรุ่นใหม่" ลงมาทำเท่านั้น ประเทศนี้จึงจะเปลี่ยนแปลงได้

ความพร้อม การรอคอยจนได้เวลาจังหวะ อาจช่วยให้ทำงานการเมืองได้สบายขึ้น ง่ายขึ้น แต่บางครั้ง ความพร้อมและห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ อาจไม่เกิด อาจมาไม่ถึง และถ้าคิดว่าไม่พร้อม ไม่ถึงเวลา มันก็จะไม่พร้อม และไม่ถึงเวลา ตลอดไป

อย่าปล่อยให้คำว่า "คนรุ่นใหม่" กลายเป็นแค่ "กระแส" ในสังคมออนไลน์

ต้องลงมือทำ ร่วมกันทำ เพื่อพิสูจน์ว่า "คนรุ่นใหม่" คือ พลังของการเปลี่ยนแปลง


Piyabutr Saengkanokkul

A quarter of the world's population lives in countries that are not free. How do you bring down a dictator - nonviolently?




https://www.facebook.com/TheEconomist/videos/10156216533339060/

Piyabutr Saengkanokkul shared The Economist's video.

Popovic ผู้เชี่ยวชาญการจัดตั้งขบวนการ non violent ล้มเผด็จการ อธิบายวิธีการสั้นๆ 5 ข้อ

ข้อที่ 5 เขาบอกว่าต้องทำงานรณรงค์ทั้ง online และ offline การคลิกไลค์ กดแชร์ อย่างเดียวไม่พอ เพราะ การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในโลกจริง มิใช่โลกเสมือน

...

Chin L Khoo bringing down is one thing, replacing the void is the other challenge created when the dictator goes..just look at the many failed states resulting from their removal...

"ชาญวิทย์"ยืนยัน"บุคคลสาธารณะ"วิจารณ์ได้ เตือนผู้นำไทยอย่าฟุ้งเฟ้อ




https://www.youtube.com/watch?v=lQ61k5OaJsY&feature=youtu.be

"ชาญวิทย์"ยืนยัน"บุคคลสาธารณะ"วิจารณ์ได้ เตือนผู้นำไทยอย่าฟุ้งเฟ้อ

jom voice
Published on Jan 17, 2018


ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์การเมือง อดีตอธิบการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ Thai Voice กรณีกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เตรียมออกหมายเรียกเพื่อรับทราบข้อหาความผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ที่โพสต์ภาพและข้อความวิจารณ์ภริยาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีว่า ภริยานายกฯเป็นบุคคลสาธารณะ ประชาชนย่อมวิพากษ์วิจารณ์ได้ ผู้นำทั้งหลายควรที่จะฝึกความอดทนเพื่อสร้างบารมีให้กับตัวเอง ขณะเดียวกัน เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้นำในสังคมไทยส่วนใหญ่ มักจะนิยมใช้ของแพง เบรนด์เนมกันทั้งนั้น ไม่กล้าใช้ของถูกเพราะกลัวถูกดูถูก ส่วนฝ่ายที่ไม่พอใจเปรียบเทียบว่าเป็น"ลิเบอล่านรุ่นใหญ่"นั้น ก็นับเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ เพราะเป็นฝ่ายเสรีนิยม ฝ่ายเดียวกันกับ อาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ และอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ พร้อมทั้งยอมรับด้วยว่า ตนเลือกข้างฝ่ายคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นฝ่ายประชาธิปไตย จะไม่เลือกข้างฝ่ายที่ฉีกรัฐธรรมนูญหรือสนับสนุนเผด็จการอย่างแน่นอน

ล้างไพ่เพื่อหาพวก? เส้นทางสู่อำนาจของประยุทธ์ (อีกครั้ง)




เส้นทางสู่ดวงดาว?
1.หาเสียง ส.ส.หนุน 126 เสียงจาก 500 เสียง เพื่อเป็นนายกฯ คนนอก (กรณี ส.ส.เลือกกันเองไม่ได้ แล้วให้ ส.ว.250 ร่วมเลือก)
2.หาเสียง ส.ส.หนุน 250 เสียง เพื่อผ่านกฎหมายต่างๆ

ที่มาของรีเซ็ตสมาชิกพรรค เพื่อล้างไพ่ ส.ส.?

ภาพจาก : Youtube MatichonTV / ทำเนียบ รัฐบาล


Khaosod - ข่าวสด

ปูดแนวทางช่วย ‘พรรคทหาร’ กมธ.ประชุมลับยืดบังคับใช้กม.ส.ส.เพิ่ม90วัน เลือกตั้งใหม่ลากยาวปี62!





เลือกตั้งใหม่ลากยาวปี62! กมธ.ประชุมลับยืดบังคับใช้กม.ส.ส.เพิ่ม90วัน ช่วย‘พรรคทหาร’


17 มกราคม 2561
ที่มา สำนักข่าวอิศรา


เผยข้อมูล กมธ.วิสามัญสนช. จัดประชุมลับแก้ไขเงื่อนระยะเวลาบังคับใช้กฎหมาย ส.ส. ถัดจากประกาศลงราชกิจจานุเบกษาออกไปอีก 90 วัน ปูดแนวทางช่วย ‘พรรคทหาร’ สู้ศึกเลือกตั้งใหม่ ส่อลากยาวถึงปี 62 ชงเข้าพิจารณาวาระ 2 ,3 วันที่ 25 ม.ค.นี้



การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ของคณะกรรมาธิการวิสามัญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังถูกจับตามองว่าอาจจะมีความพยายามช่วยเหลือพรรคการเมืองใหม่ของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะตั้งขึ้นมา เพื่อลงสมัครรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ ให้มีเวลาเตรียมความพร้อมมากขึ้น โดยการแก้ไขมาตรา 2 ในร่างกฎหมายเลือกตั้งส.ส.ให้มีผลบังคับใช้ออกไปอีก 90 วัน นับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

แหล่งข่าวจาก สนช. เปิดเผยสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า เมื่อวันที่ 16 ม.ค.2561 ที่ผ่านมา กรรมาธิการวิสามัญสนช. ได้มีการประชุมลับเพื่อพิจารณาแก้ไขมาตรา 2 กฎหมายด้วยว่าการเลือกตั้งส.ส. จากเดิม ที่ระบุว่า ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เป็น ให้ใช้บังคับใช้ออกไปอีก 90 วัน นับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปแทน ซึ่งจะมีการนำเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาสนช.วาระ 2 และ 3 ในวันที่ 25 ม.ค.61 นี้

“ การแก้ไขเงื่อนเวลาให้กฎหมายเลือกตั้งส.ส. มีผลบังคับออกไปอีก 90 วันดังกล่าว ถูกคาดหมายว่าอาจจะเป็นความพยายามในการหาทางช่วยเหลือพรรคการเมืองใหม่ของรัฐบาล คสช. ที่จะจัดตั้งขึ้นมาลงเลือกตั้ง ให้มีระยะเวลาเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่มากขึ้นจากเดิมอีก 3 เดือน ซึ่งจะมีการผลต่อการเลือกตั้ง ส.ว.ด้วย” แหล่งข่าวระบุ

แหล่งข่าว ยังระบุด้วยว่า ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดว่า ภายหลังจากที่กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มีผลบังคับใช้แล้ว จะต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ภายในระยะเวลา 150 วัน หากมีการแก้ไขระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ออกไปอีก 90 วัน เท่ากับว่าระยะเวลาในการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ จะขยายออกไปเป็น 240 วัน ซึ่งตามโรดแมปการเลือกตั้งเดิมที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศไว้ว่า จะมีการเลือกตั้งในเดือนพ.ย.2561 อาจจะมีการขยับเลือนเวลาออกไปเป็นเดือนก.พ.2562 ด้วย

ประกาศหาตัวแอดมินเพจไข่แมว ข่าวว่า เพื่อนติดต่อเจ้าตัวไม่ได้เลย




ที่น่าห่วงไม่ใช่แค่เพจปิดไปนะ แต่คุยกับเพื่อนของแอดมินเพจไข่แมวแล้วเขาว่าติดต่อเจ้าตัวไม่ได้เลย มันเกิดอะไรขึ้นกันเนีย่


Drama-addict

เรื่องเกี่ยวข้อง...

เพจ 'ไข่แมว' ปลิว

(ที่มา ประชาไท)

'ประชาธิไตยไทยแบบลุงตู่ - มึงก็ไปทำประชาธิปแบบของมึงที่ดาวอังคารดีไหม เอาพวกกะลาไปอยู่ด้วยน่าจะเหมาะกับดาวอังคารนะ




https://www.facebook.com/VoiceTVonline/videos/10157483192934848/

...

รุ่ง ตลอดกาล มึงก็ไปทำประชาธิปแบบของมึงที่ดาวอังคารดีไหมท่าน เอาพวกกะลาไปอยู่ด้วย

ooo



ทฤษฎีกรัมซี่ ใช้ได้ดีกับฟาสซิสต์ไทย

สัตว์ประหลาดทางการเมือง
ชำนาญ จันทร์เรือง

       The old world is dying away, and the new world struggles to come forth: now is the time of monsters.”(โลกเก่ากำลังตายจากไปและโลกใหม่กำลังฝ่าฟันเพื่อเข้ามาแทนที่ ขณะนี้จึงเป็นช่วงเวลาของสัตว์ประหลาด)

Antonio Gramsci อันโตนิโอ กรัมชี

อันโตนีโอ กรัมชี (Antonio Gramsci) นักทฤษฎีการเมือง นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชาวอิตาเลียนแนวมาร์กซิสม์และเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี ที่มีชีวิตอยู่ในช่วง 1891 - 1937 ได้กล่าวข้อความอมตะข้างต้นมาร่วมร้อยปีแล้ว แต่ยังทันสมัยอยู่ ซึ่งผมมักยกขึ้นมาอธิบายสถานการณ์ของการเมืองไทยในปัจจุบันอยู่เสมอ

อันโตนีโอ กรัมชี ได้ชื่อว่าเป็นมาร์กซิสต์บริสุทธิ์ เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เผยแพร่ลัทธิมาร์กซิสต์คนสำคัญในยุคศตวรรษที่ 20 โดยเขาได้เขียนหนังสือที่มีชื่อเสียงมาก คือ บันทึกจากคุก ในระหว่างที่ถูกจองจำ เขาเป็นเจ้าของทฤษฎีที่มีชื่อว่า Hegemony ซึ่งหมายถึง การครองความเป็นเจ้า โดยกรัมชี่เชื่อว่าผู้ที่ขึ้นมาเป็นชนชั้นปกครองได้ ไม่อาจจะอาศัยภาวะทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องได้รับการสนับสนุนและมีแนวร่วมจากมวลชนด้วย

ช่วงเวลาของกรัมชีเป็นยุคสมัยที่เผด็จการฟาสซิสต์เรืองอำนาจ โดยในปี 1921 พรรคคอมมิวนิสต์อิตาลี (PCI) ได้ก่อตั้งขึ้นไล่เลี่ยกันกับการเกิดขึ้นของพรรคฟาสซิสต์แห่งชาติ (National Fascist Party) ซึ่งในปี 1922 กรัมชีได้รับเลือกจากคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์อิตาลีให้เป็นตัวแทนไปในการประชุมผู้บริหารคอมมิวนิสต์สากล หรือ Comintern ที่มอสโก ขณะที่ในปีเดียวกันนั้น พรรคฟาสซิสต์ได้ขยายอำนาจยึดกรุงโรม และเบนิโต มุสโสลินีก็ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปีนี้

ช่วงชีวิตที่สำคัญที่สุดของกรัมชีคือช่วงชีวิตของการเป็นนักโทษการเมืองในช่วงสมัยเผด็จการฟาสซิสต์ โดยกรัมชีถูกจับเมื่อ 8 พฤศจิกายน 1926 และถูกส่งไปยังคุกต่างๆ และไม่ได้รับอิสรภาพอีกเลยจนวาระสุดท้ายของชีวิต เขาถูกตัดสินจำคุกกว่า 20 ปี กรัมชีใช้ชีวิตในเรือนจำหลายแห่งจนกระทั่งปี 1933 เขาจึงได้ย้ายออกไปรักษาตัวที่คลินิกเล็กๆ ในเมืองฟอร์เมียเนื่องจากอาการป่วยและสุขภาพทรุดโทรมอย่างหนัก เขาใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตไปกับการรักษาอาการป่วย จนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อ 27 เมษายน 1937 ขณะที่อายุได้ 47 ปี

การที่ผมยกตัวอย่างของกรัมชีมาเสนอเพราะเห็นว่าเขาเป็นผู้ที่ต่อสู้และคัดค้านฝ่ายเผด็จการฟาสซิสต์ตลอดชีวิตเขา ซึ่งเขาต่อสู้ด้วยอุดมการณ์มาร์กซิสต์ แต่ยังไม่ทันได้เห็นความสำเร็จว่าในที่สุดเผด็จการฟาสซิสต์ของอิตาลีก็พังทลายลง แต่ไม่ใช่ด้วยพลังของมาร์กซิสต์หรือคอมมิวนิสต์ แต่เป็นพลังของฝ่ายเสรีนิยม

อย่างไรก็ตามแนวความคิดของเขาได้ถูกนำมาปรับใช้กันอย่างมากในการต่อสู้กับเผด็จการไม่ว่าจะเป็นเผด็จการในรูปแบบใดก็ตาม โดยไม่จำกัดเพียงเฉพาะเผด็จการฟาสซิสต์แต่ยังรวมถึงเผด็จการรัฐสภาในโลกปัจจุบันอีกด้วย

การที่ผมมักยกตัวอย่างของกรัมชีมาอธิบายสถานการณ์ของการเมืองไทยนั้น ก็เพราะว่าการต่อสู้ทางการเมืองของไทยเราในขณะนี้อยู่ในสภาวการณ์ที่คนรุ่นเก่าหรือคนที่มีความคิดเก่าๆ พยายามย้อนยุคกลับไปสู่อดีตด้วยการรัฐประหารและกำหนดกติกา รัฐธรรมนูญ ระเบียบแบบแผน กฎหมาย ฯลฯ ด้วยการเอื้อต่อสถาบันราชการที่มีทหารเป็นแกนนำ โดยไม่ให้ความเชื่อถือต่อคุณภาพของมนุษย์ว่าจะต้องมีสิทธิมีเสียงที่เท่ากัน ไม่เชื่อในระบบการเลือกตั้งหรือระบบพรรคการเมือง เพราะเชื่อว่าการเลือกตั้งทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย มีการซื้อสิทธิขายเสียง ผลการเลือกตั้งจึงไม่มีคุณภาพ คนกลุ่มนี้เชื่อว่าถ้าคนดีแล้วบ้านเมืองจะดีเอง ฯลฯ

ส่วนคนรุ่นใหม่ก็พยายามที่จะนำแนวความคิดด้านเสรีประชาธิปไตย เชื่อในระบบมากกว่าตัวบุคคล เชื่อว่าจริงอยู่แม้ว่าการเลือกตั้งจะไม่ได้ทำให้ได้คนดีที่สุด แต่ก็เชื่อว่าอย่างน้อยยังสามารถตรวจสอบได้ ควบคุมได้ ที่สำคัญคือด่าได้ โดยเห็นแย้งจากกลุ่มแรกว่าการที่มีคนดีมาบริหารบ้านเมืองแต่ควบคุมไม่ได้ ตรวจสอบไม่ได้นั้นเลวร้ายกว่าการที่ได้คนไม่ดีมาแต่สามารถควบคุมได้ ถอดถอนได้

การต่อสู้ระหว่างสองกลุ่มนี้ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะมาโดยตลอด เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง๒๔๗๕, รัฐประหาร ๒๔๙๐, รัฐประหาร ๒๕๐๐ และ ๒๕๐๑, เหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖, เหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙, พฤษภา๓๕, รัฐประหาร ๓๔-๔๙-๕๗ จวบจนปัจจุบันก็ยังต่อสู้กันอยู่ แม้ว่าจะไม่ปรากฏให้เห็นในรูปแบบการเมืองบนท้องถนน แต่การต่อสู้ทางความคิดยังมีอยู่ตลอดเวลา

แม้ในปัจจุบันจะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี ๖๐ ที่ออกแบบมาจำกัดการเจริญเติบโตของพรรคการเมืองอย่างยิ่งยวดแล้ว แต่ก็ยังมีการพยายามที่จะยื้อการเลือกตั้งหรือสร้างความลำบากให้แก่พรรคการเมืองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้แต่การออกมาตรา ๔๔ มาล็อกตัว พรป.พรรคการเมืองไม่ให้ใช้ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งรวมถึงการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปที่ใช้มาตั้งแต่รัฐประหารใหม่ๆ ก็ยังไม่ได้ถูกยกเลิกแต่อย่างใด

ฉะนั้น ผมจึงสามารถกล่าวได้ว่าสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนี้คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Monster หรือสัตว์ประหลาดหรือปีศาจทางการเมืองนั่นเอง เพราะเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายในจิตใจ ความอึดอัดขัดข้องของคนกลุ่มใหม่ และเต็มไปด้วยความวิตกกังวลกลัวพ่ายแพ้ของกลุ่มเก่า จะเลื่อนเลือกตั้งก็ไม่ได้เพราะประกาศต่อชาวโลกไปแล้วถึงสามครั้ง ขืนเลื่อนหรือไม่มีการเลือกตั้งอีกก็จะสูญเสียเครดิตระหว่างประเทศอย่างเรียกคืนไม่ได้

แล้วอนาคตล่ะ การเมืองไทยจะเป็นอย่างไร

แน่นอนว่าจากทฤษฎีของกรัมชีได้กล่าวไว้ชัดเจนว่าโลกเก่ากำลังตายลง (the old world is dying away)และโลกใหม่กำลังต่อสู้เพื่อเติบโตต่อไป (and the new world struggles to come forth) 

สำคัญว่าจะสำเร็จเมื่อไหร่และอย่างไรเท่านั้นเอง

แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้เรากำลังอยู่กับปรากฏการณ์สัตว์ประหลาด (now is the time of monsters) ทางการเมือง อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว กงล้อการเมืองไทยก็ต้องหมุนไปข้างหน้าตามวัฏจักร์ของโลกอย่างแน่นอน เพราะแม้แต่พม่าเองที่อยู่ในสภาวะสัตว์ประหลาดทางการเมืองมากว่า ๕๐ ปี ยังฝืนไม่ไหว

หากคนรุ่นเก่ายังฝืนกระแสโลกอยู่ เขาเหล่านั้นก็ย่อมที่จะถูกกวาดตกเวทีโลกาภิวัตน์ ดังที่ประวัติศาสตร์การเมืองของโลกได้ให้บทเรียนไว้อย่างแน่นอนครับ

หมายเหตุ  เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๑

วันพฤหัสบดี, มกราคม 18, 2561

ปปช.ยุคลิ่วล้อ คสช. นี่ไม่ชอบดูตัวเอง คดีรถโฟ้คคันเดียวของอดีตปลัดคมนาคม ยังโดนชี้มูลส่งฟ้อง

Add caption
จะเป็นเพราะพี่ใหญ่ฮุนต้าไทย รองหัวหน้า คสช. โดน เดลี่เมลออนไลน์หนังสือพิมพ์ดังอังกฤษประจาน เรียก นายพลโรเล็กซ์ หรือไม่ เลยให้ลิ่วล้อไปแว้งกัดชาญวิทย์ นักวิชาการประชาธิปไตย

มิตรสหายออนไลน์แห่ให้กำลังใจอดีตอธิการบดีธรรมศาสตร์ ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กันพรึ่บ หลังจากที่ถูกกองบังคับการปราบผู้แสดงความเห็นผ่านระบบเท็คโนโลยี่ (ชื่อยาวแต่ใช้ย่อว่า ปอท.) แจ้งความดำเนินคดี

โดย พ.ต.อ.โอฬาร สุขเกษม รับหน้าที่เป็นผู้ฟ้องร้องในข้อหานำลงข้อความเท็จ เป็นความผิด พรบ. คอมพิวเตอร์ ม.๑๔ มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๕ ปี ปรับไม่เกิน ๑ แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้เนื่องจาก ดร.ชาญวิทย์ได้แชร์โพสต์ของผู้ใช้นาม Ploy Siripong และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกระเป๋าถือที่เมียบิ๊กตู่ใช้ระหว่างเดินทางไปสหรัฐ ในทำนองว่า “การใช้สินค้าราคาแพงนั้นถือว่าเป็นเรื่องปกติของชนชั้นนำไทย”

หากแต่ว่ากันว่ากระเป๋าถือสีดำใบนั้นของนางนราพร จันทร์โอชา เป็นหัตถกรรมไทยไม่ใช่ยี่ห้อแอเมสราคา ๒ ล้านดังที่โพสต์อ้าง

ทว่าคำฟ้องอิงบทบัญญัติกฎหมายว่าเป็นความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบ “ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา”


ซึ่งดูเหมือนตำรวจจะอ้างข้อกฎหมายเพี้ยนไปจากฐานความผิดลิบลับ Atukkit Sawangsuk ถึงได้ให้คอมเม้นต์ว่า “ไม่ใช่หมิ่นประมาทนภาพร? เป็นความเสียหายแก่ประชาชน? นภาพรเป็นแม่พวกกูเหรอ ถึงต้องเสียหายไปด้วย”

แต่กับกรณีพี่ใหญ่ คสช. ซึ่ง ซีเอสไอแอลเอต้นตอข่าวที่เดลี่เมล ‘pick up’ เก็บเกี่ยวเนื้อหาเอาไปนำเสนอ ได้ทำหน้าที่ สื่อออนไลน์สืบสวน Online Sleuth ขุดค้นนำลงข้อความอันจริงแท้เกี่ยวกับนาฬิการาคาเหยียบล้านที่รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงสวมใส่ออกงานไม่ซ้ำกัน ๒๕ เรือน

ไม่เห็น ปอท.จะขยับปากบ้าง ทั้งที่เป็นการครอบครองโดยผิดกฎหมายไม่แจ้งในรายการทรัพย์สินต่อ ปปช. ปล่อยให้เป็นข่าวดังใหญ่ในต่างประเทศทั่วโลก เมื่อเดลี่เมลตีพิมพ์ภาพพร้อมรายละเอียดยี่ห้อ รุ่น และราคาจาก 'CSI LA' Facebook page

ซ้ำระบุว่าตลอดปีทีผ่านมามีคนเห็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ใส่นาฬิกาไม่ซ้ำกันหลากหลาย เช่น โรเล็กซ์ ๑๑ เรือน ปาเต็กฟิลลิปส์ ๘ เรือน ริชาร์ด มิลล์ ๓ เรือน ออเดมาร์พิก ๒ เรือน และ เอแลงก์แอนด์โซน ๑ เรือน รวมทั้งเรือนล่าสุดลำดับที่ ๒๕ เป็นมูลค่าทั้งสิ้น ๓๙.๕ ล้านบาท

นอกจากชี้ว่าเรื่องนาฬิกาเพื่อนให้ยืมนี้ทำให้ฮุนต้าอับอาย (อันนี้ไม่น่าจะจริง เพราะพวกนี้ ด้านได้อายอด กันทั้งนั้น) เดลี่เมลยังเอ่ยถึงบรรยากาศการเมืองในไทยว่า “นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ยึดอำนาจไปในปี ๒๕๕๗ ที่กลุ่มการเมืองต่างสี ได้เข้ามารวมหัวกัน ทิ้งความขัดแย้งต่างๆ ไว้ข้างหลัง”


อย่างไรก็ตามองค์กรปราบทุจริตก็ยังกระมิดกระเมี้ยน เมื่อวาน (๑๗ มกรา) ทั่นเลขาฯ ปปช. หน้าเป็นคนนั้นบอกว่า “งานเสร็จก่อนค่อยแถลง” 

อ้าว แล้วนี่ไม่ใช่งานหรือไร ซ้ำยังมีหน้าออกมาแจ้งว่า “เตรียมเปิดเซฟ รมต. ใน ครม. บิ๊กตู่” เมื่อนายวรวิทย์ สุขบุญ เปิดเผยว่า ปปช.จะเปิดบัญชีทรัพย์สินผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาลประยุทธ์
 
เมื่อตรวจดูรายชื่อมีแต่รัฐมนตรีใหม่หรือย้ายกระทรวง หมดหวังได้ชื่นชมความมั่งมีของรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงที่ดังลั่นโลกเวลานี้ไปอย่างน่าเสียดาย

แหม่ แค่ย้อนไปดูผลงานของตัวเองในอดีตไม่ไกล ต้องขอบใจ พีพีทีวี ที่ขุดคุ้ยของเก่ามาให้ดู ว่าเมื่อปี ๒๕๔๒ มีการตรวจทรัพย์สินปลัดฯ คมนาคม พบรถโฟ้คสวาเก็นราคา ๒.๙ ล้านบาทอยู่ในครอบครองของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม

ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดและส่งฟ้องตามกระบวนการ นายสุพจน์จึงถูกตัดสินจำคุก ๑๐ เดือนฐานปกปิดบัญชีทรัพย์สิน และตัดสิทธิ์ทางการเมือง ๕ ปี 

นี่ถือเป็นคดีตัวอย่างที่ทำให้เห็นกระบวนการตรวจสอบและการทำงานของ ป.ป.ช.ในคดีลักษณะนี้”


เสียแต่ว่า ปปช. ยุคลิ่วล้อ คสช. นี่ไม่ชอบดูตัวอย่างข้อวินิจฉัยที่องค์กรเคยทำไว้แล้ว เหมือนหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทั่วไป เขาแค่ดูธงและรอรับใบสั่งงานจากคณะผู้บงการเท่านั้น