วันจันทร์, ตุลาคม 15, 2561

ฉิบหายแระ ถ้า'ยุทธศาสตร์ คสช.' โซ่ล่ามคอประชาชน ไปจนถึงปี 2580 เรียนจากทหารพม่า





'ยุทธศาสตร์ คสช.' โซ่ล่ามคอประชาชน ไปจนถึงปี 2580

ทหารพม่าผู้ปกครองที่อ้างรัฐธรรมนูญมาประชุมสุมหัวกัน
และตั้งแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ขึ้นเมื่อปี 2506 ที่มีชื่อว่า
The Long Tern Economic Policies of Burma Socialist Programme
เอกสารนี้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจใหม่ของพม่า
โดยยอมให้เอกชนเป็นเจ้าของธุรกิจได้มากขึ้น
และรัฐบาลทหารสัญญาว่าจะไม่ยึดมาเป็นของรัฐ
จากนั้นก็ให้ความสำคัญต่อการผลิตทางการเกษตร การประมง
ปศุสัตว์ และป่าไม้เป็นอันดับหนึ่ง
อันดับสองคือการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ
อันดับสามคือเหมืองแร่

โดยท่านนายพลเนวิน บอกประชาชน พม่าว่า
เราจะพัฒนาประเทศของเราไม่ให้เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน
เป้าหมายของเราครบ 20 ปีเมื่อใด เราจะเป็นรัฐสังคมนิยม
อุตสาหกรรมก้าวหน้า

ผลกระทบของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีความรุนแรงต่อวิถี
ชีวิตชาวพม่ามีหลายรูปแบบ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจพม่ามีมากมาย
ปีพ. ศ. 2506 พม่าซึ่งเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมสำคัญ
รวมถึงการค้าส่งออกข้าวธนาคารการทำเหมืองแร่ ไม้สัก
และยางพารา บริษัท เอกชนประมาณ 15,000 แห่งตกเป็นของ
รัฐบาลซึ่งส่วนใหญ่ขาดทุนปิดกิจการในเวลาต่อมา
รัฐบาลยึดกิจการบริษัทน้ำมันเป็นของรัฐ ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1963
รัฐบาลกลางเข้าควบคุมห้างสรรพสินค้าคลังสินค้าและร้านขายส่ง
นำร้านขายของถูก (ร้านธงฟ้า) แต่ไม่มีสินค้าขายถูกนำมาใช้ด้วย

นอกจากนี้ มีการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก
สื่อสิ่งพิมพ์ต่างประเทศถูกห้าม หนังสือพิมพ์ที่ต่อต้านรัฐถูกปิด
นักข่าวถูกจับ เพื่อความมั่นคงของประเทศพม่า

ตลาดมืด กลายเป็นตัวจักรที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจ
โดยคิดเป็นมูลค่าประมาณ 80% ของเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ความแตกต่างของรายได้กลายเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ
และสังคมที่สำคัญ

ตลอดปี 1960 ของพม่าทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ลดลงเรื่อย ๆ
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
การส่งออกข้าวลดลงจาก 1,840,000 ตันในปี 2504
เป็น 350,000 ตันในปี พ.ศ. 2510 อันเป็นผลมาจาก
นโยบายสังคมนิยม ลดพื้นที่ผลิตข้าว

แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นำมาตรฐานการดำรงชีวิตของคนพม่า
กลับไปที่ระดับก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
ปีพ. ศ. 2531 หนี้สินจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 4.9 พันล้านดอลลาร์
ประมาณ 3 ใน 4 ของ GDP ของประเทศ


Narin Sanguansap

แถลงการณ์ร่วม ภาคประชาชนและพรรคการเมือง เรียกร้องการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และมีผลทางปฏิบัติ






แถลงการณ์ร่วม เครือข่ายประชาชนที่ต้องการการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และมีผลในทางปฏิบัติ

เรื่อง การวางเงื่อนไขที่นำไปสู่การเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และมีผลในทางปฏิบัติ

สังคมไทยเผชิญความขัดแย้งมากว่าทศวรรษ เนื่องจากสถาบันและกลไกที่เกี่ยวข้องไม่ได้ถูกใช้ในการคลี่คลายปัญหา นอกจากนี้ ในช่วงสี่ปีเศษที่ผ่านมาประเทศไทยตกอยู่ภายใต้สภาวะไม่ปกติโดยอาศัยความขัดแย้งดังกล่าวเป็นข้ออ้าง ทว่าช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาได้พิสูจน์ว่าสภาวะไม่ปกติไม่สามารถช่วยให้สังคมไทยก้าวพ้นความขัดแย้งได้ จำเป็นจะต้องอาศัยสถาบันและกลไกในสภาวะปกติ อันได้แก่ระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นระบบที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เจรจาต่อรองกันอย่างเสมอหน้าภายใต้กฎเกณฑ์กติกาเดียวกัน

ระบอบประชาธิปไตยประกอบด้วยหลายส่วน ทว่าส่วนที่สำคัญและขาดไม่ได้คือการเลือกตั้ง ฉะนั้น การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศจะจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 รวมทั้งการที่กฎหมายที่จำเป็นต่อการจัดการเลือกตั้งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงเป็นสัญญาณว่าประเทศไทยจะได้กลับสู่สภาวะปกติอีกครั้ง ทว่าการเลือกตั้งจะสามารถเป็นประตูไปสู่สภาวการณ์ดังกล่าวได้ก็ต้องอาศัยเงื่อนไขต่อไปนี้

1. มีเสรี (Free) คือ ทุกภาคส่วนสามารถแสดงออกได้อย่างเสรี สามารถแสดงความเห็นต่อกระบวนการเลือกตั้งได้โดยไม่ถูกจำกัดโดยกฎหมาย สามารถสืบค้นข้อมูลข่าวสารได้อย่างอิสระ และไม่ถูกขัดขวางการใช้สิทธิเลือกตั้ง ขณะเดียวกันผู้สมัครสามารถลงสมัครได้อย่างอิสระ และพรรคการเมืองสามารถสื่อสารและเสนอนโยบายกับประชาชนได้อย่างเต็มที่ ไม่ถูกขัดขวางโดยประกาศ คำสั่ง หรือเจ้าหน้าที่รัฐ

2. มีความเป็นธรรม (Fair) คือ ทุกภาคส่วนสามารถแสดงออกและใช้สิทธิในการเลือกตั้งได้อย่างเท่าเทียมกัน ขณะเดียวกันก็ต้องไม่มีการใช้อำนาจหรือกลไกรัฐเอื้อประโยชน์หรือขัดขวางพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองสามารถเข้าถึงสื่อสารมวลชนทุกประเภทได้อย่างเท่าเทียมกัน ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องกำกับรัฐบาลให้ดำเนินการเลือกตั้งในฐานะรัฐบาลรักษาการ พร้อมทั้งมีมาตรการป้องกันการทุจริตอย่างเป็นระบบ และอนุญาตให้องค์กรที่เป็นกลางและมีความน่าเชื่อถือเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้ง

3. มีผลในทางปฏิบัติ (Fruitful) คือ ทุกภาคส่วนสามารถกำกับติดตามผลการเลือกตั้งให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน รัฐบาลต้องมาจากตัวแทนของประชาชนส่วนใหญ่ มิใช่ตัวแทนของผู้มีอำนาจหรือสถาบันที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน ขณะเดียวกันพรรคการเมืองต้องสามารถนำปัญหาและความต้องการของประชาชนไปดำเนินการได้ ไม่ถูกจำกัดโดยยุทธศาสตร์หรือข้อบังคับทางกฎหมายที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น

เรา “เครือข่ายประชาชนที่ต้องการการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และมีผลในทางปฏิบัติ” และพรรคการเมืองดังรายชื่อแนบท้าย ขอถือเอาวันนี้ วันที่ในอดีตเคยมีการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยครั้งสำคัญเกิดขึ้น ในการพาประเทศและสังคมไทยกลับคืนสู่สภาวะปกติอีกครั้งผ่านการเลือกตั้ง เราขอเรียกร้องให้ประชาชนได้มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ และขอให้พรรคการเมืองได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อนำเสนอนโยบายและสื่อสารกับประชาชนได้อย่างเป็นอิสระและเท่าเทียม เพื่อการเลือกตั้งครั้งนี้จะสามารถเป็นประตูไปสู่การคลี่คลายปัญหาของประเทศและประชาชนได้อย่างแท้จริง

ด้วยความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยและพลังของประชาชน

เครือข่ายประชาชนที่ต้องการการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และมีผลในทางปฏิบัติ

14 ตุลาคม 2561

รายชื่อองค์กรแนบท้ายแถลงการณ์
ก. ภาคประชาชน
- เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.)
- กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง
- กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG)
- โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)
- ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
- Start Up People
- เครือข่ายแรงงาน
- กลุ่ม 24 มิถุนา ประชาธิปไตย
- สมัชชาคนจน
- องค์กรนักศึกษาพัฒนาการเมืองและประชาธิปไตยปาตานี (2P2D)
- เสรีเกษตรศาสตร์
- สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.)
- สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ
- สมาคมคนไทยเพื่อประชาธิปไตย
ข. ภาคการเมือง
- พรรคประชาธิปัตย์
- พรรคเพื่อไทย
- พรรคสามัญชน
- พรรคชาติไทยพัฒนา
- พรรคอนาคตใหม่
- พรรคเสรีรวมไทย
- พรรคประชาชาติ

ที่มา FB


กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย Democracy Restoration Group - DRG


เริ่มแล้ว​ เส้นทางสีแดงรณรงค์​เลือกตั้งที่ราชประสงค์​




https://www.facebook.com/red.truth.only/videos/2060490624011749/




https://www.facebook.com/red.truth.only/videos/2060498207344324/





รายงานกิจกรรมเส้นทางสีแดงรณรงค์​เลือกตั้ง​ ครั้งที่​ 3 ราชประสงค์

ผมใช้เวลาเตรียมกิจกรรมนี้​ 2 สัปดาห์เพื่อให้กิจกรรม​มีความสมบูรณ์​มากขึ้น​ ได้ทำ​ Spot​ กิจกรรม​ประชาสัมพันธ์ล่วงหน้า​ ก่อนที่จะเริ่มกิจกรรมได้ทำหนังสือแจ้งผกก.สน.ลุมพินีตามพรบ.ชุมนุมสาธารณะ​รวมถึงทำหนังสือแจ้งสน.พญาไทและสน.ปทุมวันเพิ่มเติม​ ซึ่งทั้งสามสถานีได้ส่งเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบมาอำนวยความสะดวกนัลร้อยนายรวมถึง​กองร้อยน้ำหวาน​ ผมได้จัดทำสติ้กเกอร์จำนวน​ 500​ แผ่นและเสื้อกิจกรรมรณรงค​เลือกตั้งมาแจกให้เพื่อนเฟสบุ้คที่มาร่วม​กิจกรรม​ 30​ ตัว

ผมมาถึงแม้คโดนัลด์เมื่อเวลา​ 16.00​ น.​นั่งพูดคุยทักทายเตรียมความพร้อมซักซ้อมกับเพื่อนที่มาร่วม​กิจกรรม​ เมื่อถึงเวลา​ 17.00​ น.​ทุกคนได้เปลี่ยนเสื้อเลือกตั้งและเดินมายังป้ายราชประสงค์​ ตั้งขบวนรณรงค์หน้าโรงแรมอินเตอร์​คอนติเน็นตัลและเริ่มเดินมาที่ป้ายราชประสงค์​

กิจกรรม​เริ่มต้นในเวลา​ 17.15​ น.​ ด้วยการถ่ายรูปหมู่บริเวณป้ายราชประสงค์​ มีเหตุการณ์วุ่นวายเล็กน้อยเนื่องจากมีการก่อกวนจากมวลชนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามราว​ 5-6 คน​ ผมได้ขอให้ตำรวจเชิญตัวออกไปจากบริเวณ​ เมื่อเริ่มต้นกิจกรรมผมได้​Live facebook​ ​ถ่ายทอดบรรยากาศ​ทั้งหมดไว้​ ตั้งแต่การเต้นคุกกี้แดนซ์​โดยคุณ​ เอกชัย หงส์กังวาน​ และเพื่อนๆ​ ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาขนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก​ มีสิ่อมวลชนมาตั้งกล้องบันทึกภาพกิจกรรม​ จากนั้นได้เริ่มเดินรณรงค์​เลือกตั้งบนฟุตบาธตั้งแต่หน้าห้างเกสรพลาซ่าจนถึง​ Big C​ ประตู​น้ำ​ ข้ามสะพานลอยมาฝั่งเซ็นทรัลเวิลด์​ หยุดเต้นคุกกี้แดนซ์บน​ Sky walk มีประชาชนถ่ายถาพขอรับสติ้กเกอร์และเต้นรำด้วยจำนวนมาก​ ทั้งคนอยากเลือกตั้งและประชาชนปรบมือเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน​ ผมได้บันทึกภาพบรรกาศทำกิจกรรมที่น่าประทับใจนี้ใน​ live facebook​ ตลอดเป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง​ ตลอดรายทางมีสื่อมวลชนและผู้สนใจถ่ายภาพเป็นระยะ​ ขบวนเดินรณรงค์​เลือกตั้งเดินลง​ sky walk และมุ่งหน้าประตูน้ำจนถึงหน้าห้างแพลตตินั่ม​ สิ้นสุดกิจกรรม​เมื่อเวลา​ 18.00​ น.

ขอขอบคุณ​เพื่อนเฟสบุ้คที่มาร่วมกิจกรรม​ ขอขอบคุณ​อ.ตุ้ม​Sudsanguan Suthisorn​ และเพื่อนพ้องน้องพี่ที่มาเป็นกำลังใจและร่วม​กิจกรรม​ ขอขอบคุณ​เพื่อนเฟสบุ้คที่ให้การสนับสนุนกิจกรรม​ทุกรูปแบบ​ และขอขอบคุณท่านผู้กำกับสน.ลุมพินีและพี่น้องตำรวจทุกท่านที่มาอำนวยความสะดวกในครั้งนี้

พบกัน​ 28​ ตค.​ เซ็นทรัลเวิลด์

ฟอร์ด​ เส้นทาง​สีแดง
ลานเซ็นทรัลเวิลด์​ 21.54 น.


Anurak Jeantawanich








แผนยุทธศาสตร์ถ้ำ 20,000 ปี ผู้เฒ่าท่านหวังดีสลักไว้ วางแผนเสร็จพวกท่านก็จากไป ทิ้งเอาไว้ให้พวกกูซวยกันเอย



https://www.facebook.com/fookingecho/videos/2118379398440929/

...

วันนี้ 13 ตุลาคม 2561 บังคับใช้ "ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี" หรือ "ยุทธศาสตร์ คสช." โดยมีระยะเวลาบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2561 - 2580

ยุทธศาสตร์ คสช. คือ ผลงานชิ้นเอกในการวางรากฐานให้สังคมไทยให้ "มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน" ในอีก 20 ปีข้างหน้า และไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามาบริหารประเทศหลังจากเลือกตั้ง ก็จะต้องเดินตาม "เส้นทาง" ของยุทธศาสตร์ คสช. ที่วางไว้โดยไม่แตกแถว

ยุทธศาสตร์ คสช. จะผูกมัดชีวิตคนไทยไปอีกถึง 20 ปี แต่การจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติที่ผ่านมากลับเป็นการดำเนินการของคนเพียงหยิบมือเดียว ที่ใช้ชื่อต่างๆ กันแยกได้เป็นสามชื่อ

หนึ่ง คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ คือ มือยกร่าง ผู้จัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติทั้งหกด้าน ด้านละไม่เกิน 15 คน

สอง คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คือ ผู้ควบคุมยุทธศาสตร์ชาติตัวจริง มีเพียง 29 คน ล้วนแต่เป็นคนหน้าคุ้นจาก คสช. เช่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, วิษณุ เครืองาม ฯลฯ

สาม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คือ ผู้ทำหน้าที่ให้ความเห็นชอบ ซึ่งมีอยู่ 248 คน ส่วนใหญ่เป็นทหาร เป็นผู้ชาย วัยหกสิบขึ้น และมาจากการแต่งตั้งทั้งหมด

ทั้งหมดมีต้นกำเนิดเดียวกัน ก็คือ คสช.

อาจกล่าวได้ว่าหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ คสช. ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การวางอนาคตของชาติ แต่เป็นข้ออ้างเพื่อการสืบทอดอำนาจของ คสช. ดังจะเห็นว่า คสช. ได้แต่งตั้งตนเองและบุคคลของตนเองไปอยู่ในกลไก "ยุทธศาสตร์ชาติ" และกำลังจะแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาอีก 250 คน โดยอ้างว่า เพื่อมากำกับดูแลการทำตามยุทธศาสตร์ชาติ

หากหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า คสช. สามารถกลับมาเป็นรัฐบาลดังที่ตั้งใจไว้ กลไกเหล่านี้ก็จะคอยปกป้องคุ้มครอง "ระบอบ คสช." นี้ต่อไป แต่หากรัฐบาลหน้าไม่ใช่รัฐบาลจาก คสช. บุคคลที่ คสช. แต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการต่างๆ ก็จะอาศัยยุทธศาสตร์ชาติเป็นอาวุธควบคุมรัฐบาลหน้าให้อยู่โอวาท หรือถ้าควบคุมไม่อยู่ก็มีอำนาจพอล้มรัฐบาลนั้นได้

...
- ก่อนท้องฟ้าจะสดใส: หยุด "ยุทธศาสตร์ชาติ" หยุด "ระบอบ คสช." ต้องช่วยกันส่งเสียง https://ilaw.or.th/node/4805
- รู้จักยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
https://ilaw.or.th/node/4775
- ยุทธศาสตร์ คสช.https://bit.ly/2yzOtid

ขอบคุณข้อมูลจาก:: ilaw
คลิปวิดีโอจาก :: echo

#ยุทธศาสตร์ชาติ20ปี


ขบวนการอีสานใหม่ New E-Saan Movement

...




มิสเตอร์บีม ไทยแลนด์!



https://www.facebook.com/100010033899030/videos/763181414026315/

...



เพจส่วนตัวใหม่ประยุทธ์ 'ใช้หาเสียง' คอมเม้นต์เต็ม #ยุติธรรมจัญไร “เปิดหน้าสู้” “แน่จริงอย่าปิดเพจหนีนะ"


โอ้โห ไอทู้บเปิด FB –ฟุคเบช (fuckbase) IG -อีใจ (รัญ) TW -ท-เว่อ (ติ๊ด) ส่วนตัว ใช้หาเสียงออนไลน์แล้วซี อ้าว แล้วไอ้ที่ “ห้ามหาเสียงออนไลน์ทางโซเชียลมีเดีย บังคับใช้เฉพาะนักการเมืองกับพรรคการเมืองเท่านั้น” ละหรือ

@shutup2557 เขาถึงได้ว่า #ยุติธรรมจัญไร ส่วน Wassana Nanuam บอก “เปิดหน้าสู้” แต่ Thanapol Eawsakul ชี้ นี่ “จะเป็นการแสดงผลโพลที่น่าจะตรงที่สุด” พร้อมทั้งท้า “แน่จริงอย่าปิดเพจหนีนะครับ”

เอ้า มาดูกัน ช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงวันนี้ (๑๕ ต.ค.) มีคนติดตามเพจ (เก็บยศ) ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha’ มากถึง ๑ หมื่น ๓ พันราย มีทั้งต้อนรับ ให้กำลังใจ บ้างตั้งข้อสังเกตุอยู่มาตั้งนาน ไฉนเพิ่งจะสร้างเพจ “หรือว่าใกล้ช่วงเลือกตั้ง”
 
บางรายส่งลิ้งค์ใบสมัครพรรค เกียน (ผู้นำความบันเทิงสู่การเมืองไทย) ไปให้ แนะว่า “เป็นนักการเมืองเต็มตัวได้ ไม่อายใคร ไม่ต้องเสียเวลาดูดครับ” และอีกรายถามแรงเหมือนว่าจะเป็นเทร็นด์ “เมื่อไหร่จะออกไปตามสัญญา ที่บอกว่าขอเวลาอีกไม่นานอะ”

ทั่นรองเลขานายกฯ (พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ณ กปปส.) ยืนยันงานนี้เจ้าตัวเล่นเอง ไม่มีสแตนด์อิน (สแตนดี้) แต่วาสนา นาน่วม ไม่แน่ใจ “เปิดไว้เขียนเองบ้าง แต่ส่วนใหญ่น่าจะเป็นทีมงานเขียน ๕๕๕...

เปิดตั้งแต่ ๑๓ ก.ย. ๒๕๖๑...เพื่อเตรียมใช้หาเสียง...เพราะหัวหน้าพรรคและนักการเมืองใช้โซเชี่ยลฯ สังคมออนไลน์กันแล้วทั้งนั้น บิ๊กตู่ก็ต้องเป็นนายกฯ 4.0 หน่อย...

เอายศออก เพื่อลดภาพนายกฯ ทหาร แถมระบุบ้านเกิดนครราชสีมา (เกิดในค่ายสุรนารี “กะเอาใจคนอิสาน” มั้ง) พร้อมลงประวัติและภาพ ตั้งแต่วัยเด็ก วัยเรียน จนเป็นทหารเสือราชินี ผบทบ. และเป็นนายกฯ”

แถมด้วย “วิสัยทัศน์ แนวทางการบริหารประเทศ ด้วยยุทธศาสตร์และแผนแม่บทที่ชัดเจนบนแกนหลัก ๓ แกน ได้แก่ มั่นคง มั่งคั่ง และยังยืน” นั่นเชียว

สำหรับโพสต์แรกนี่ออกตัวเนิบๆ “เพื่อใช้เป็นอีกช่องทางในการสื่อสารแนวนโยบาย การทำงานของผมและรัฐบาล รวมถึงเล่าสู่กันฟังถึงข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ และเป็นช่องทางที่ผมและพี่น้องประชาชนจะเข้าถึงกันได้ดียิ่งขึ้น” วุ้ย ปากหวาน

“หากท่านมีข้อเสนอแนะ ต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือต้องการให้ผมลงไปดูแลแก้ปัญหา ก็สามารถเขียนเข้ามาเล่าสู่กันฟังได้ เพื่อที่ผมและทีมงานจะได้มีข้อมูลและดูแลช่วยเหลือได้โดยตรงครับ”


หา จริงเหรอ ถ้างั้นเอาอันนี้ไปตรองสักหน่อยเป็นไร เพิ่งมีข่าวออกมาวานนี้เอง จากการที่คณะรัฐมนตรีของทั่นอนุมัติตามแผนของกระทรวงสาธารณสุข ตั้งคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ๔๕ คน เต็มไปด้วยข้าราชการ มีประชาชนเต็มขั้นแค่ ๓ คนเอง

“ที่เหลือเป็นข้าราชการ วิชาชีพทางการแพทย์ มีแม้กระทั่งสภาอุตสาหกรรม และสภาหอการค้า และกลาโหม...คนกลุ่มนี้พูดตลอดเวลาว่า ๓๐ บาทคือภาระประเทศ แต่สวัสดิการของข้าราชการไม่เคยเป็นภาระสำหรับพวกเขา”
 
น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมการหลักประกันสุขภาพภาคประชาชน แจงให้เห็นว่าชัดแจ้งเลยว่า โดยเฉพาะกรรมการจากสภาหอการค้าที่กระทรวงสาธารณสุขเลือกเข้าไปนั้น “มีตัวแทนจากสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์หรือพรีม่าอยู่ด้วย สมาคมนี้เป็นตัวแทนของกลุ่มบริษัทยาข้ามชาติ

และที่ผ่านมามีบทบาทในการคัดค้านนโยบายด้านสุขภาพต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนมาตลอด” ฉะนั้น “การมีกฎหมายฉบับนี้ประชาชนไม่มีประโยชน์ใดๆ เพิ่มขึ้น มีแต่จะถูกลิดรอนสิทธิ ระบบหลักประกันสุขภาพจะได้รับผลกระทบมาก

...ระบบ ๓๐ บาทหรือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของประชาชนที่ได้มาจากรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย จากที่เคยเป็นสิทธิจะถูกทำให้กลายเป็นระบบอนาถา ถูกบังคับให้ร่วมจ่ายเมื่อป่วย”

น.ส.กรรณิการ์ย้ำ “ประชาชนต้องช่วยกันหยุด ไม่เช่นนั้น...ซุปเปอร์บอร์ดสุขภาพของ สธ.นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำลายระบบ ๓๐ บาทของประชาชน”

โจทย์คณิตศาสตร์หลังเลือกตั้ง คำตอบที่อาจคาดไม่ถึง






โจทย์คณิตศาสตร์หลังเลือกตั้ง คำตอบที่อาจคาดไม่ถึง


12 ต.ค. 2561
โดย: ผู้จัดการออนไลน์

“หนึ่งความคิด”
“สุรวิชช์ วีรวรรณ”


ค่อนข้างจะชัดเจนแล้วว่า การเลือกตั้งครั้งแรกหลังการรัฐประหารของคสช.ที่ยึดอำนาจมาตั้งแต่ปี 2557 จะมีขึ้นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เอาเป็นว่า เราจดปฏิทินนี้เอาไว้ว่าวันนั้นอำนาจจะกลับมาอยู่ในมือประชาชนอีกครั้ง เพราะหนึ่งคนจะมีหนึ่งเสียงเท่ากันไม่ว่าคุณจะเป็นใคร

แม้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเกิดขึ้นภายใต้กติกาที่ฝ่ายคสช.เป็นคนกำหนดขึ้นผ่านรัฐธรรมนูญ2560 ที่ทำให้เกิดความได้เปรียบกัน และฝ่ายกำหนดกติกาก็กลับมาลงแข่งขันในสนามเลือกตั้งด้วยค่อนข้างจะแน่นอนแล้ว

และหากการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงก็เท่ากับจะเป็นครั้งแรกในรอบ8ปี หลังจากที่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชนะเลือกตั้งได้เป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2554 คนที่อายุ 17 ปีในวันนั้นถึงวันนี้มีอายุ 25 ปี และจะมีอายุ 26 ปีในปีหน้า เท่ากับการเลือกตั้งครั้งหน้าเรามีช่วงอายุของคนที่อายุ 18-26 ปีที่จะมีโอกาสเข้าคูหาเลือกตั้งเป็นครั้งแรกของชีวิต มีตัวเลขยืนยันว่า คนที่อยู่ในช่วงอายุนี้มีจำนวนถึง 7 ล้านคน

แน่นอนคน 7 ล้านคนในช่วงอายุนี้จะเลือกพรรคการเมืองที่หลากหลายออกไป แต่สมมติว่า พวกเขาไปเลือกตั้งครบทุกคนและเลือกไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด เขาจะเลือก ส.ส.ได้ 100 คน จากการคำนวณตัวเลขจากหลายฝ่ายที่ตรงกันว่า ค่าเฉลี่ย ส.ส.ต่อ1ที่นั่ง เท่ากับประมาณ 70,000 คะแนน

คนรุ่นนี้จึงเป็นกลุ่มเป้าหมายที่พรรคการเมืองจะมองข้ามไปไม่ได้ เราจึงเห็นพรรคต่างๆ พยายามเปิดตัวคนรุ่นใหม่ออกมาเพื่อซื้อใจคนกลุ่มนี้

อย่างไรก็ตามถ้าการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริง เราจะมองเห็น 3 กลุ่มก้อนใหญ่ๆในสนามการเมืองหรือเราเรียกกันว่า สามก๊ก นั่นคือ 1.ฝั่งที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยซึ่งรวมถึงพรรคอื่นๆเช่นอนาคตใหม่ และเพื่อธรรม ฯลฯ 2.ฝั่งที่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ 3.พรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนั้นก็ยังมีพรรคเล็กน้อยอีกจำนวนหนึ่ง เช่น ชาติไทย ชาติพัฒนา ฯลฯ

แต่เชื่อไหมว่า เมื่อดูกติกาของรัฐธรรมนูญ 2560 แล้ว มีโอกาสสูงมากที่จะไม่มีพรรคไหนที่จะชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และได้เสียงข้างมากแบบพรรคเดียวที่พรรคเพื่อไทยเคยทำได้

ที่สำคัญกติกาใหม่ที่กล่าวไว้ข้างต้นคือ การโหวตนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลนี้ร่วมโหวตด้วย

ดังนั้นจะมีผู้โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คือ ส.ว. 250 คน และส.ส.จากการเลือกตั้ง 500 คน เสียงเกินครึ่งหนึ่งของ2สภา คือ 376 เสียง

ตอนนี้เป้าหมายสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีนั้น ฝั่งเพื่อไทยต้องการเสียงส.ส.ให้ได้ 376 เสียง เพื่อให้ตัวเองมีเสียงมากกว่าครึ่งหนึ่งของสองสภาในขณะที่ฝั่งพล.อ.ประยุทธ์ ต้องการเสียงส.ส.251เสียงขึ้นไปเพื่อให้มีเสียงในสภาผู้แทนเกินครึ่ง

แน่นอนว่า ถ้าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาจะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกก็จะมีเสียงส.ว.250คน ยกมือสนับสนุน เพราะตั้งมากับมือ เท่ากับว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องการส.ส.อีกเพียง 126 เสียง ก็เป็นนายกรัฐมนตรีได้

แต่ถ้ามีการพิจารณากฎหมายและอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร พล.อ.ประยุทธ์ต้องมีเสียงส.ส.เกินครึ่งของสภาอยู่ดี คือ ต้องมีเสียงอย่างน้อย 251 คน

ดังนั้นโดยสรุป ถ้าแค่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ต้องการเสียงส.ส.เพิ่มอีก 126 คน แต่ถ้าทำให้รัฐบาลมั่นคงและบริหารประเทศได้ต้องมีเสียงส.ส.อย่างน้อย 251 คน

ส่วนฝั่งตรงข้ามของพล.อ.ประยุทธ์ หากจะตั้งรัฐบาลให้ได้ต้องการเสียงส.ส.อย่างน้อย 376 คน เกินครึ่งของสองสภา

จะเห็นว่า ฝ่ายได้เปรียบคือ พล.อ.ประยุทธ์

แต่เมื่อมองถึงความเป็นไปได้ มีโอกาสสูงมากที่พรรคเพื่อไทย เพื่อธรรม เพื่อชาติ และอนาคตใหม่จะรวมกันได้ส.ส.มากกว่า 251 เสียงขึ้นไป แต่ยากที่จะได้ส.ส.ถึง 376 เสียงเพื่อตัดโอกาสของพล.อ.ประยุทธ์

การที่ฝั่งตรงข้ามพล.อ.ประยุทธ์ได้เสียงส.ส.เกิน 251 เสียง แม้พล.อ.ประยุทธ์จะชิงตั้งรัฐบาลก่อนด้วยการได้เสียง2สภาเกิน376เสียง พล.อ.ประยุทธ์จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่จะมีเสียงส.ส.ไม่ถึง251เสียง จะบริหารประเทศได้ไม่นาน เพราะเมื่อมีการพิจารณาร่างกฎหมายในสภาผู้แทนหรืออภิปรายไม่ไว้วางใจก็จะอยู่ไม่ได้ แต่เชื่อว่า ฝั่งพล.อ.ประยุทธ์จะชิงตั้งรัฐบาลไปก่อน เพราะในช่วงปีแรกจะไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลก็จะมีอายุประมาณ 1 ปี

มองไปอีกฝั่ง ถ้าฝั่งเพื่อไทยจะตั้งรัฐบาล มีโอกาสไหมที่จะรวบรวมเสียงส.ส.ได้เกิน 376 เสียง

คำตอบคือ ถ้าฝั่งสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์แน่ๆคือ พรรคพลังประชารัฐ รวมพลังประชาชาติไทย ประชาชนปฏิรูป ภูมิใจไทย มีเสียงรวมกันเกิน126 เสียง และเมื่อดูรายชื่อพรรคฝั่งนี้แล้ว ก็ชัดเจนว่าจะต้องได้ส.ส.รวมกันเกิน126เสียงไปมากแน่ๆแต่ก็จะไม่ถึง251เสียงแน่ๆเช่นกัน เมื่อฝ่ายนี้ได้ส.ส.126คน ส.ส.ก็จะเหลือเพียง374คน

ดังนั้นน่าจะชัดเจนว่า ฝั่งพล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่สามารถรวบรวมเสียงส.ส.ได้เกิน 251 เสียง ฝั่งเพื่อไทยก็ไม่สามารถรวบรวมเสียงส.ส.ได้ไม่เกิน376เสียง

สรุปโอกาสตั้งรัฐบาลด้วยเสียง 126 เสียงของพล.อ.ประยุทธ์จะเกิดขึ้นค่อนข้างแน่ แต่หากได้เสียงส.ส.ไม่ถึง 251 เสียงก็อยู่ได้ไม่นาน

และในความเป็นจริงการได้เสียงในสภาผู้แทนตั้งแต่251คนขึ้นไปนั้น หากมากกว่าอีกฝ่ายเพียง1 เสียงไม่น่าจะเพียงพอ เพราะอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้เช่นส.ส.ฝ่ายตัวเองป่วยหรือไม่อยู่ในห้องประชุม ดังนั้นในความเป็นจริงต้องมีส.ส.มากกว่ากึ่งหนึ่งไปอย่างน้อย20-30คนจึงจะมีเสถียรภาพที่แท้จริง

แต่ถ้าฝ่ายเพื่อไทยรวบรวมส.ส.ได้ 376 คนก็ไม่มีปัญหา เพราะเหลือส.ส.ในสภาอีก124 คนเท่านั้น

อย่างไรก็ตามเป้าหมายของฝั่งพล.อ.ประยุทธ์ที่ต้องการ 251 คนขึ้นไป และฝ่ายเพื่อไทยที่ต้องการ 376 คนขึ้นไปนั้น ยากที่จะเดินไปถึงจุดหมายทั้งสองฝ่าย

แล้วพรรคประชาธิปัตย์อยู่ตรงไหน
มีคนบอกว่ามีความเป็นไปได้ที่พรรคประชาธิปัตย์จะไปรวมกับฝั่งเพื่อไทยเพื่อจัดตั้งรัฐบาล โดยฝั่งเพื่อไทยจะยอมให้ประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรี

คำตอบคือ หากฝ่ายพล.อ.ประยุทธ์ถือส.ส.อยู่อย่างต่ำ 126 เสียง แม้ประชาธิปัตย์จะไปรวมกับฝั่งเพื่อไทยก็เป็นไปไม่ได้ที่จะได้เสียงส.ส.ถึง 376 เสียง เพราะเมื่อเอา 126 เสียงลบจาก500เสียงก็จะเหลือเพียง 374เสียง ดังนั้นฝั่งเพื่อไทยรวมกับประชาธิปัตย์ยังไงก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้

ถามว่า ถ้าสองฝ่ายตกอยู่ในสภาพแบบนี้หลังเลือกตั้งจะเกิดอะไรขึ้น

ฝั่งพล.อ.ประยุทธ์ตั้งรัฐบาลได้ เพราะมีเสียงเกินครึ่งของ2สภา แต่เป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพและบริหารประเทศในระยะยาวไม่ได้

ฝั่งเพื่อไทยมีเสียงเกินครึ่งของสภาผู้แทนแต่ตั้งรัฐบาลไม่ได้

ส่วนประชาธิปัตย์หรือแม้กระทั่งพรรคอื่นเช่นชาติไทย ชาติพัฒนา ฯลฯ ไปรวมกับฝั่งไหนก็ตั้งรัฐบาลที่มีเสียงเกินครึ่งหนึ่ง ไม่ว่าของฝั่งพล.อ.ประยุทธ์ที่ต้องการเสียงเกินครึ่งของสภาผู้แทนและฝั่งเพื่อไทยที่ต้องการเสียงเกินครึ่งของ2สภาไม่ได้ทั้งสองทาง

คำถามว่า ถึงวันนั้น เป็นไปได้ไหมที่ฝั่งที่ชิงตั้งรัฐบาลได้ก่อนจะยอมต่อรองเพื่อให้ได้เสียงส.ส.เกิน251คน ซึ่งมีหนทางเดียวที่จะเกิดรัฐบาลที่มีเสถียรภาพได้คือ ต้องดึงฝั่งเพื่อไทยที่ถือเสียงเกินครึ่งของสภาผู้แทนเข้าร่วมรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ที่ชิงตั้งรัฐบาลไปก่อนแล้วด้วยเสียงส.ส.เกิน126เสียงบวกกับส.ว.250เสียง

นั่นหมายความว่า ถ้าดึงเพื่อไทยเข้าร่วมฝั่งพล.อ.ประยุทธ์จะได้เสียงในสภาผู้แทนเกินครึ่งไปอย่างมากเป็นรัฐบาลที่มีความมั่นคงอย่างมาก ส่วนพรรคประชาธิปัตย์และพรรคอื่นก็เป็นฝ่ายค้านไป

นี่เป็นทางออกเดียวหลังเลือกตั้งจะทำให้การเมืองเดินหน้าต่อไปได้ บอกก่อนว่านี่เป็นคณิตศาสตร์การเมืองที่คิดอยู่บนความเป็นจริง ไม่ใช่การชอบหรือไม่ชอบฝ่ายไหน

คิดดูสิว่า เมื่อเป็นทางออกเดียวที่จะตั้งรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรได้ฝั่งพล.อ.ประยุทธ์จะต้องรวมกับฝั่งเพื่อไทยเท่านั้น มันจะมีโอกาสเกิดขึ้นไหม

แล้ววันนั้นกองเชียร์สองฝ่ายจะยอมรับได้ไหม

แต่ถ้าสมการนี้เดินไปไม่ได้ เพราะฝั่งเพื่อไทยประกาศชัดเจนแล้วว่าจะไม่เข้าร่วมกับรัฐบาลทหาร การเมืองไทยหลังเลือกตั้งก็จะประสบกับวิกฤตเพราะไม่มีทางออกนั่นเอง เพราะรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์แม้จะชิงตั้งได้ก็ไม่มีเสถียรภาพที่มั่นคง และถ้ามีรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีใหม่แล้ว วันนั้นอำนาจตามมาตรา 44ของรัฐธรรมนูญ 2557 ที่เขียนไว้ในบทเฉพาะกาลก็จะหมดฤทธิ์ลงทันที

อย่างไรก็ตามฝั่งพล.อ.ประยุทธ์จะชิงตั้งรัฐบาลเสียก่อนด้วยจำนวนส.ส.ที่อยู่ในมือเกิน126 คนที่อยู่ในมือก็อาจเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายตามมา หากปล่อยให้บ้านเมืองอยู่ในบรรยากาศที่มีส.ส.จากการเลือกตั้งแล้ว แต่ยังตั้งรัฐบาลไม่ได้กินเวลายาวนานเกินไป ที่สำคัญก็คือ รัฐธรรมนูญ2560 ไม่ได้กำหนดไว้ด้วยสิครับว่า หลังเลือกตั้งแล้วจะต้องมีนายกรัฐมนตรีภายในกี่วัน

แต่ข้อดีหากยังตั้งรัฐบาลไม่ได้ก็คือ นายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหารจะยังคงมีอำนาจตามมาตรา44ของรัฐธรรมนูญ2557 ที่ต้องบอกว่านายกรัฐมนตรีตามรัฐประหารเพราะไม่มั่นใจหรือคาดเดาได้ว่า หากพล.อ.ประยุทธ์ลงมาอยู่ในรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอจะยังนั่งอยู่ในเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหรือไม่หรือลุกออกมาให้คนอื่นรักษาการแทนเพื่อความสง่างาม

ฉะนั้นถ้ามองจากตัวเลขทางคณิตศาสตร์หลังเลือกตั้ง ดูเหมือนจะมีสมการเดียวที่เป็นทางออก แต่จะเป็นไปได้หรือไม่นั้นต้องจับตาดูกันต่อไป

ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan

วันอาทิตย์, ตุลาคม 14, 2561

เริ่มแล้ว 'ยุทธศาสตร์ คสช.' บ่วงคล้องคอและโซ่ตรวนผูกข้อเท้าประชาชน ไปจนถึงปี ๒๕๘๐

๑๓ ตุลา วันที่ประชาชนไทยสูญเสียอิสรภาพทางการเมืองอย่างทางการ เหมือนถูกเอาบ่วงคล้องคอ เอาโซ่ตรวนผูกข้อเท้า เมื่อยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี คสช. เป็นผลบังคับใช้ไปจนกระทั่งปี ๒๕๘๐

ข้อสำคัญเหนืออื่นใด เป็นยุทธศาสตร์ที่คณะบุคคลกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า คสช. (คณะรักษา...บลา บลา) เป็นทั้งผู้กำหนดและผู้บังคับใช้ไปตลอดระยะเวลาดังกล่าว คนกลุ่มนี้เข้ามาสู่อำนาจด้วยการใช้อาวุธบังคับ และกำลังสั่งสมยุทโธปกรณ์ไว้ใช้ครองอำนาจต่อไปอีกนานเท่านาน

แม้นว่า คสช.ชุดนี้ที่เป็นกรรมการยุทธศาสตร์กันสลอนจะม้วยมรณากันไปก่อนครบกำหนดสิ้นสุด แต่ก็จะมี คสช.รุ่นใหม่ๆ มาแทนที่ ดีไม่ดีถ้าประชาชนยอมให้กำกับอย่างเบ็ดเสร็จโดยดุษฎีตลอดยี่สิบปี อาจมีการต่ออายุอีกสิบหรือยี่สิบปี ไม่ให้ได้โงหัวกันทั้งชาติ

“ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามาบริหารประเทศหลังจากเลือกตั้ง ก็จะต้องเดินตาม เส้นทาง ของยุทธศาสตร์ คสช. ที่วางไว้โดยไม่แตกแถว” ไอลอว์ สำนักสื่อที่ให้ความรู้ทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนเตือนเอาไว้

ว่ายุทธศาสตร์ที่ผูกมัดชีวิตคนไทยในอีกอย่างน้อย ๒ ทศวรรษข้างหน้านี้ เป็น “การดำเนินการของคนเพียงหยิบมือเดียว ที่ใช้ชื่อต่างๆ กัน” และ “ทั้งหมดมีต้นกำเนิดเดียวกัน ก็คือ คสช.”

ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ ๑๕ คน หรือคณะกรรมการยุทธศาสตร์เอง ๒๙ คน ก็ล้วนแต่เป็นชาว คสช. “เช่น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, วิษณุ เครืองาม ฯลฯ”
มิหนำซ้ำสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ผู้ให้ความเห็นชอบ ๒๔๘ คน ก็ล้วนเป็นทหาร “เป็นผู้ชายวัยหกสิบขึ้น และมาจากการแต่งตั้งทั้งหมด” แล้วยังมีอีกกลไกกำกับยุทธศาสตร์ชาติต่อไปในอนาคตที่ คสช.กำลังจะแต่งตั้งอีก ๒๕๐ คน ก็คือวุฒิสภา

“คสช. มักอ้างต่อสาธารณะว่า ยุทธศาสตร์ชาติจะทำให้ประเทศไทยมีการพัฒนาที่ต่อเนื่องทางนโยบาย ไม่ว่ารัฐบาลไหนเข้ามาก็จะต้องเดินตามยุทธศาสตร์ชาติเดียวกัน ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่พรรคการเมืองต่างสลับกันขึ้นมาเป็นรัฐบาลแล้วก็ออกนโยบายเพื่อหวังคะแนนเสียงทางการเมือง

แต่ข้อเท็จจริงกลับเป็นในทางตรงกันข้าม เพราะนโยบายที่ประชาชนได้ประโยชน์จำนวนมากที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพรรคการเมือง ก็สามารถยืนหยัดมั่งคงข้ามรัฐบาลได้ แม้ว่าจะเปลี่ยนรูปแบบการปกครองไป

แต่นโยบายก็ยังคงอยู่ได้ เช่น นโยบาย ๓๐ บาท รักษาทุกโรคของพรรคไทยรักไทย หรือนโยบาย เรียนฟรี ๑๕ ปี ของพรรคประชาธิปัตย์”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุทธศาสตร์ที่ว่านี้เป็น พิมพ์เขียว ของ คสช. เพื่อใช้ครองเมืองระยะยาว แอบกำหนดกันเอาไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ หลังจากยึดอำนาจได้ไม่นาน นัยว่ามีคณะกรรมการชุดหนึ่งจัดทำไว้ในเบื้องต้นก่อนที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ จะได้รับมอบหมายให้ทำการร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ด้วยซ้ำ

ยุทธศาสตร์ที่ คสช.อ้างว่าออกมาตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นี้ แท้จริงเป็นเพียงฉบับที่ทำให้สมบูรณ์ด้วยการลงรายละเอียดว่าจะทำการบังคับ และกำกับอย่างไรเป็นเรื่องใหญ่ พ.ร.บ การจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ กำหนดแนวทางการติดตาม ตรวจสอบ ลงโทษ ไว้ ๓ ทาง ดังนี้
 
๑.เมื่อหน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์หรือแผนแม่บท (ม.๒๖) ให้รัฐบาลเป็นผู้จัดการ โดยคณะกรรมการ จัดทำ ยุทธศาสตร์ (๑๕ คน) เป็นผู้แจ้ง (ตักเตือน) และแนะวิธีแก้ไขก่อน หากเตือนแล้วยังไม่ทำตามให้แจ้งแก่คณะกรรมการชุดใหญ่ (ที่ประยุทธ์เป็นประธาน) ไปฟ้อง ครม. เพื่อดำเนินการ

๒.หลังจากที่ ครม.สั่งการหน่วยงานรัฐให้ปฏิบัติอย่างใดๆ แล้วยังไม่ยอมแก้ไข (ม.๒๕ และ ๒๖ วรรค ๓) คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ หรือสภาผู้แทนราษฎร/วุฒิสภา เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ส่งเรื่องไปยัง ปปช. “พิจารณาลงโทษหัวหน้าหน่วยงานของรัฐนั้น

โดยการดำเนินการของ ป.ป.ช. ต้องแล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง” และเมื่อ ปปช.มีมติว่าข้อกล่าวหามีมูล ก็ให้ผู้บังคับบัญชาของข้าราชการผู้นั้นสั่งพักงาน ออกจากราชการ หรือให้พ้นตำแหน่งได้ทันที

๓.ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเองถูกกล่าวหาว่าไม่ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ฯ หรือว่ามติ ครม. ทำให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติผิดไปจากยุทธศาสตร์ (ม.๒๙) ให้คณะกรรมการจัดทำฯ แจ้งต่อคณะกรรมการชุดใหญ่ และวุฒิสภา แล้ววุฒิสภาเป็นผู้เสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าเป็นความผิดก็ส่งเรื่องไปยัง ปปช. จัดการพิจารณาอีกชั้นหนึ่งภายใน ๖๐ วัน เมื่อ ปปช.ชี้ว่าผิดจริงจึงส่งคดีไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองตัดสิน ทันทีที่ศาลประทับรับฟ้อง ผู้ถูกร้องต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่

เมื่อศาลฯ มีคำพิพากษาว่าผิด รัฐมนตรีทั้งคณะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และถูกเพิกถอนทั้งสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งและรับสมัครเลือกตั้งเป็นเวลา ๑๐ ปี แล้วยังไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกต่อไป นอกจากนี้ยังอาจถูกฟ้องคดีประพฤติมิชอบในหน้าที่ ตามมาตรา ๑๗๒ ของ พรบ.ปปช. ซึ่งมีโทษจำคุก ๑-๑๐ ปี ด้วย


ไม่ว่าการเขียนตัวบทกฎหมายให้ซับซ้อน เกี่ยวกับบทลงโทษต้องผ่านองค์กรอยู่หลายขั้นตอน ทำให้ดูเหมือนว่ามีความรัดกุมสูง แต่เป็นความรัดกุมเฉพาะตอนทำโทษ ทว่าสาเหตุแห่งความผิดนั้นกำหนดโดย คสช. แท้ๆ

แล้วยังบุคคลากรผู้ทำหน้าที่ชี้ความผิดก็เป็น คสช.ทั้งนั้น การจะเรียกยุทธศาสตร์นี้ว่าเป็นของ คสช. จึงต้องตรงต่อความเป็นจริงอย่างยิ่ง และดังได้เกริ่นไว้แล้วแต่ต้นว่า คสช. คือกลุ่มคนที่เข้ามาจัดการกำหนดยุทธศาสตร์ได้เพราะการยึดอำนาจจากรัฐบาลที่ประชาชนเลือก

คณะทหารสามารถยึดอำนาจได้อย่างเหนียวแน่นเพราะเป็นกลุ่มคนที่มีอาวุธอยู่ในมือ การสนับสนุนและเรียกร้องจากม็อบข้างถนนจำนวนหนึ่งแม้จะเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ไม่ใช่ความชอบธรรม

ฉะนั้นยุทธศาสตร์ คสช.นี้จะครอบหัวประชาชนไปตลอด ๒๐ ปีหรือนานกว่านั้นก็เพราะคณะทหารที่ใช้นาม คสช. นี้มีอาวุธเป็นอำนาจ ตลอดเวลาที่คนเหล่านี้ครองเมืองมาเกือบ ๕ ปี ได้สวาปามงบประมาณและทำการสั่งสมยุทโธปกรณ์ไม่หยุดหย่อน

เราได้เห็นข่าวทัพบกซื้อเฮลิค้อปเตอร์จากรัสเซียเพิ่ม ๒ ลำ นาวิกโยธินตกลงซื้อรถถังจากยูเครนอีก ๒ คัน และกองทัพอากาศซื้อเครื่องโดรน ๑๗ ลำ เป็นเงินงบประมาณ ๕๗๙ ล้านบาท
 
ทั้งๆ ที่เครื่องโดรนนี้นายหน้าผู้ขาย “เป็นบริษัทในเครือข่าย เอวิเอแซทคอม ผู้ตุ๋นขาย จีที ๒๐๐ ให้กองทัพ” โดยมีลักษณะ ฟิสชี่ คาวๆ ให้เห็น จากข้อสังเกตุของ VoteNoจ้า @iamasiam14 ที่ว่า

“ปี ๕๙ ทำสัญญากับเอวิเอแซทคอม พอตอนส่งงานปี ๖๐ กลายเป็นอาร์วี คอนเน็กซ์ –สัญญาจัดซื้อของรัฐเปลี่ยนชื่อบริษัทกันดื้อๆ ได้”

เฮ้ย!!!!! ใช่เลย เหมือนกันราวแพะกับแกะ : ในเงาของท่านจอมพล: ม. ๑๗ --> ม. ๔๔ - ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๑ (๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๑) --> แผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีของ คสช. (พ.ศ. ๒๕๖๑)















ในเงาของท่านจอมพล: ม. ๑๗ --> ม. ๔๔

,,,

ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๑ (๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๑) --> แผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีของ คสช. (พ.ศ. ๒๕๖๑)













ที่มา FB

Kasian Tejapira

...


อ่านแล้ว หากยังเมินเฉย อนาคตคงไม่ต่างอะไรจากอดีตที่ผ่านมา #เผด็จการ



ภาพจากอินเตอร์เน็ต


สำหรับใครที่สงสัยว่าทำไมเราถึงบอกว่า ประเทศไทยอาจกลับมาไม่ได้แล้ว ไม่ว่าคุณจะมีความสนใจด้านการเมืองหรือไม่ก็แล้วแต่ พวกเราทุกคนควรตระหนักว่า สิ่งที่มันกำลังจะเกิดขึ้น มันจะทำให้เราหรือคนใกล้ตัวถึงขั้นเสียชีวิต เสียอนาคตกันได้เลย

การที่ทุกคนเมินเฉย ยกสิทธิของตนให้ผู้มีอำนาจเอาไปใช้ โดยเค้าจะโกงจะดีเราไม่สน เราใช้ชีวิตไปวันๆ จนวันนึงมีเหตุให้ต้องเข้าโรงพยาบาล ก็จะได้รับสวัสดิการห่วยๆ จนเสียชีวิตกันไปไม่รู้กี่ราย เรามักจะบ่นเป็นเพราะ หมอ พยาบาล แต่จริงๆมันเป็นเพราะเราที่ไม่ช่วยกันไปตรวจสอบและแข็งข้อ ต่อการคอรัปชั่น

ทำไมชาวต่างชาติ มาเที่ยวไทยได้แบบสบายๆ คนจีนมาไทยโปรยเงิน แต่ก่อนหน้านี้10ปี คนจีนไม่ได้รวยขนาดนี้

เรามองดู เราก็อยากให้คนไทยปกติ ได้มีโอกาสไปเที่ยวต่างประเทศ เกิดมาทั้งที แค่ไปสำรวจโลกคนคนนึงยังไม่สามารถทำได้เพราะกลไกลรัฐมันทำให้เราไม่รวยพอที่จะแม้กระทั่งไปเที่ยวทะเลใต้ได้อย่างสบายใจเลย ก็แปลกที่คนอีกซีกโลกนึง ล้างจานอยู่หลังร้านก็มาเที่ยวไทยได้สบายๆ อย่างน้อยก่อนตายทุกคนก็คนจะมีสิทธิได้ไปที่ที่อยากไปบ้าง จะปล่อยให้ตายโดยจิตนาการก็ยังไงอยู่

การเลือกตั้งที่จะถึง แทบจะไม่เป็นไปไม่ได้เลยที่เผด็จการจะแพ้ มันเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุด

รัฐธรรมนูญ 40 เคยให้สิทธิประชาชน เลือก สว แต่รัฐธรรมนูญ คสช สว มาจากการแต่งตั้ง 250คน แต่งตั้งโดย คสช ซึ่งมีสิทธิออกเสียงเลือกนายกได้ ??? (จำชื่อ สว สนช พวกนี้ไว้ให้ดี คือพวกที่เต็มใจโหวตโกงชาวบ้านตาดำๆอย่างแท้จริง)

แล้วมันหมายความว่ายังไง?

สมมติ มีทีม A เตะบอลสู้กับทีม B

ทีม A มีคะแนนขึ้นนำทีม B ไปแล้ว 250คะแนนตั้งแต่ยังไม่เลือกตั้ง

ยิ่งไปกว่านั้น กรรมการในสนาม (กกต) เสือกกลัวทีม A ซะหัวหด จนตัดสินอะไรเอนเอียงไปซะหมด

อยากถาม คสช ว่า โกงหน้าด้านๆ ทำไมไม่แก่ตายแบบไม่มีคนสาปแช่ง ทำสถาบันทหารเสื่อมเสีย

ทหารหลายๆคน ทำงานหนัก เสี่ยงชีวิต เราเคยมองทหารคือรั้วของชาติผู้เสียสละ แต่มาวันนี้ คสช มาทำให้ภาพลักษณ์ของทหารเสื่อมเสีย ไอ้คนดีได้เงินเดือนน้อยอยู่ลำบาก ส่วนไอ้คนโกงนั้นไงในสภาอยู่สุขสบาย

ถ้าเราเอาแต่พูดว่าเราไม่มีเวลา ไม่มีกำลังไปสู้อะไรกับพวกเขา ก็บอกได้เลยว่า เตรียมกินแกลบกันได้เลยสำหรับรากหญ้า

สิ่งที่ผู้มีอำนาจกลัวที่สุดคือ ประชาชนตระหนักรู้ เพราะประชาชนไม่ต่างอะไรกับพ่อแม่ของประวิช ประยุทธ หรือผู้มีอำนาจ เพราะเราคือคนให้เงิน เสียภาษี ให้พวกเค้าไปโกง กิน ขี้ ปี้ นอนกันแบบสบายใจ ถ้าเราลุกขึ้นมาพร้อมกัน ยังไงเราก็ชนะ แต่เมื่อไหร่ที่เรายังคิดสั้นๆว่าเราสู้ไม่ได้ เสียเวลาทำมาหากิน อยู่วันต่อวันแบบนี้ ก็เตรียมตัวได้เลย

เวลานี้ไม่ใช้เวลาของเหลือง-แดง มันคือเวลาของชีวิตเรา พ่อแม่เรา ลูกหลานเรา

มันจะมีสักกี่ประเทศที่ประชาชนไม่นึกตกใจเลยหรอ ว่าบุหรี่ เหล้า เบียร์ถูกกฏหมาย แต่คนจนไม่สามารถขายได้ เยอรมันเดินเล่นไป 2-3 บลอคก็มีเบียร์ท้องถิ่นไม่ต่ำกว่า 4 ยี่ห้อแล้ว ลองนึกดูว่าเพราะอะไร

จนประเทศไทย นำโด่งเป็นผู้นำในด้านความเหลื่อมล้ำทางรายได้มากกกว่าประเทศที่เราด่าเค้าอย่างเช่น ลาว พม่า ซะอีก อีกหน่อยด่ากันว่าลาวไม่ได้นะ ต้องด่าว่าไอ้ไทย

โกงหน้าด้านๆแบบนี้ทำไมคนไทยถึงยังนิ่งเฉย

โพสต์นี้เปิดรับคนเห็นต่าง คอมเม้นมาได้เลย จะได้มาแลกเปลี่ยนความรู้กัน

ปล. แสดงความเห็นกันอย่างสุภาพนะคะ เรามาสุมหัวกันช่วยประเทศชาติไม่ใช่มาเสียดสีใส่กันค่ะ

ใครอ่านไม่ดี มาหาว่าเราจะชวนไปประท้วงนองเลือด คนพวกนี้จะจับดีดไข่ให้หมด.

ติ่งทหารเข้ามาจะส่งไปปลูกยางดาวอังคารถ้างอแงไม่มีเหตุผล ไม่ได้มาด่าแค่คสช แต่ทั้งโพสต์มันคือการกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงอำนาจที่ตัวเองมี เพียงแต่ คสช ช่วงนี้เค้าขึ้นมาเป็นตัวละครหลักที่ทำให้ชาวบ้านสุขภาพดี ผอมเพรียว จากกินหลากหลายก็มากินคลีน คลีนจริงๆ

โพสต์นี้ไม่ใช่โพสต์ด่า กปปส ด่าเสื้อเหลือง สิ่งที่เราต้องการคือ ประชาชนทุกคน จงรักตัวเอง เพื่อนมนุษย์และครอบครัว สิ่งที่ผ่านมาผิดไปแล้วก็ช่วยกันออกมาแก้ไข อย่าปล่อยให้คนกลุ่มใดกลุ่มนึงรับผิดชอบสิ่งที่เรากระทำ ดังนั้นใครที่เคยเข้าร่วม กปปส เราอยากบอกว่าคุณไม่ใช่บุคคลที่เรารังเกียจ คุณคือคนคนนึงที่ผิดพลาดได้ สำนึกคิดเป็น และคุณคือคนอีกกลุ่มที่พวกเราต้องการความร่วมมือ ไม่ใช่เพื่อเอาทักษิณ เอานายกปู เอาเพื่อไทยกลับมา แต่เพื่อเอาชีวิตที่ดีขึ้นของพวกเรากลับมา ไม่มีพวกคุณเราสู้ไม่ไหวค่ะ



Thiwapohn Meechoei

...



อานนท์ นำภา สวัสดีจาก DC รัฐบาลสหรัฐเชิญมาดูงานด้านสิทธิมนุษยชนที่นี่ 2 สัปดาห์


























ศาลทหารไม่ควรแสดงตัวว่าเป็นตัวแทนของทหารในการจัดการคนเห็นต่างทางการเมืองหรือคนที่ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร โดยอาศัยการที่พลเรือนต้องขึ้นศาลทหารเป็นเครื่องมือ

ที่ควรเป็นคือการคืนอำนาจการพิจารณาคดีให้แก่ศาลยุติธรรมซึ่งเป็นศาลพลเรือน และหากจะถือว่าคำสั่งของ คสช.เป็นกฎหมาย ก็ควรวินิจฉัยอรรถคดีไปด้วยความเป็นธรรม

ส่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ถ้าเรายังพอตั้งสติ ศาลทหารกำลังทำตัวเป็นกรรมการที่กดดัน ลิดรอนสิทธิ และตัดโอกาสในการต่อสู้คดีของจำเลยซึ่งเป็นพลเรือนในศาลทหาร เช่น การพิจารณาคดีลับ การห้ามเผยแพร่หรือวิจารณ์การดำเนินคดี การห้ามจดบันทึก ห้ามคัดสำเนาเอกสารในสำนวน ฯลฯ กระทั่งเลยเถิดไปออกกฎเพื่อปกป้องทหารที่มาเป็นพยานกล่าวหาพลเรือนในศาลทหารหรือปกปิดการให้การหรือพฤติการของทหารที่เมื่อสังคมวิจารณ์แล้วจะเห็นได้ว่าการดำเนินคดีเป็นไปในทางการเมืองและไม่สมเหตุสมผล

ตอนนี้การดำเนินคดีกับพลเรือนในศาลทหารกำลังดำเนินไปถึงจุดที่ศาลทหารกำลังจะกลายเป็นคู่ความฝ่ายตรงข้ามกับประชาชนเสียเอง

ต้องช่วยกันหยุดปรากฎการนี้ อย่าปล่อยให้อำนาจเผด็จการทหารมาทำลายกระบวนการยุติธรรม อย่าปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมเดินไปถึงจุดที่ประชนไม่ยอมรับและปฏิเสธมัน

นี่คือความรับผิดชอบร่วมกันของคนในสังคม นี่คือความรับผิดชอบของสถาบันตุลาการทหาร

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีตุลาการทหารสักท่านเข้าใจ

ด้วยความเคารพต่อกฎหมายและเชื่อมันในมโนธรรมของคนเรียนกฎหมาย

อานนท์ นำภา
12 ตุลาคม 2561 DC





ถ้าคุณขำถาพนี้ (จะภูมิใจในความเป็นไทย หรือไม่) เราคือเพื่อนกัน





“สมคิด” ผวาปี’62ส่งออกร่วงหนัก หวั่น “การค้า-ท่องเที่ยว” ดิ่งคู่ เงินลงทุนไหลกลับสหรัฐ





ผวาปี’62ส่งออกร่วงหนัก “สมคิด”เรียกประชุมทูตพาณิชย์ทั่วโลกถกแผนตั้งรับ18ต.ค.นี้


13 October 2018 -
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ



ปี 2562 โจทย์ยากเศรษฐกิจไทย IMF ปรับลดจีดีพี “สหรัฐ-จีน” ส่งสัญญาณอันตรายการค้าโลกชะลอตัว รองนายกฯ “สมคิด” ชี้อย่าหวังพึ่งส่งออก หันปลุกเศรษฐกิจในประเทศ พร้อมเตือนราคาน้ำมันขาขึ้นดันต้นทุนการผลิตพุ่ง เผยนัดถกยักษ์ ปตท.เร่งส่งเสริม “ไบโออีโคโนมี” 18 ต.ค. ประชุมทูตพาณิชย์ทั่วโลก วางแผนรับมือตัวเลข “ส่งออก” แผ่ว เอกชนคาดโตแค่ 5% ศูนย์วิจัยกสิกรฯชี้เสี่ยงตัวเลขส่งออก+นักท่องเที่ยวจีนจับมือร่วงทั้งคู่
.


“สมคิด” ชี้อย่าหวังพึ่ง “ส่งออก”

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนจะกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในปีหน้า ปัญหาดังกล่าวนอกจากจะกระทบเศรษฐกิจระดับมหภาคแล้ว คนในประเทศจีนเองก็หวั่นเกรงผลกระทบเช่นกัน จีนจึงใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินมาประคองสถานการณ์ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจภายในและนอกประเทศ

“ขณะนี้สิ่งที่ผู้คนกังวลไม่ใช่เรื่องผลกระทบจากสงครามการค้าในระยะสั้นว่าจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ที่กังวลกันคือสงครามการค้าจะอยู่นาน เพราะจากนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น ในทางการเมืองจึงเข้มแข็งมาก จึงมองกันว่าสงครามการค้าจะยืดเยื้อออกไปอย่างน้อยอีก 2-3 ปี”

เมื่อสงครามการค้ายืดเยื้อ ย่อมกระทบการค้าโลก ดังนั้นอย่าหวังพึ่งการส่งออกให้ขยายตัวได้มาก หรือทำสถิติทุกเดือน เพราะคงเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องหันมาสร้างเศรษฐกิจภายใน หรือ local economy เพื่อให้เกิดความสมดุล เศรษฐกิจโลกจะกระทบมากเพียงใดก็ตาม แต่ประเทศไทยจะต้องวางตำแหน่งของตัวเองให้ปลอดภัยที่สุด


นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องระวังอีกเรื่อง คือ ราคาน้ำมันที่อยู่ในช่วงขาขึ้น จะทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้น โดยเมื่อวันที่ 11 ต.ค. มีการหารือกับผู้บริหาร บมจ.ปตท. เรื่องพลังงาน ปิโตรเคมี และเศรษฐกิจชีวภาพ หรือไบโออีโคโนมี ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ประเทศไทยจะต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้

18 ต.ค.ประชุมทูตพาณิชย์รับมือ

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ร่วมกับนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะประชุมมอบนโยบายผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั่วโลก เพื่อประเมินทิศทางการส่งออกไตรมาส 4/61 และกำหนดเป้าหมายและแผนผลักดันการส่งออกในปี 2562

สำหรับทิศทางการส่งออกปี 2561 จะเป็นไปตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้ 9% มูลค่า 257,932 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ สามารถทำได้ 169,030 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 10.03% และช่วง 5 เดือนที่เหลือไทยเพียงประคองตัว ส่งออกให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็จะไปถึงเป้าหมาย

สรท.ชี้ส่งออกปี”62 โตแผ่ว 5%

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า เบื้องต้นคาดการณ์ตัวเลขส่งออกในปี 2562 ขยายตัว 5% ชะลอตัวลงจากปีนี้ที่คาดว่าจะขยายตัว 9% โดยจะมีการหารือรายกลุ่มสินค้าและอุตสาหกรรมภายในปลายเดือนนี้ เหตุผลสำคัญที่ทำให้ตั้งเป้าหมายที่แผ่วลงจากปีนี้ เพราะจากแรงกดดันจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน กระทบบรรยากาศการค้าโลก หากไม่มีเทรดวอร์อาจจะขยายตัวได้ถึง 10% ประกอบกับฐานการส่งออกของไทยขยายตัวสูงมาตั้งแต่ปี 2560 ขยายตัว 9.9% หากปีนี้ขยายตัวได้อีก 9% ก็ถือว่ามาแรงมาก

ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับขึ้นสูงเกิน 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล กลายเป็นต้นทุนกับผู้ประกอบการ ซึ่งเดิมมองว่าการปรับจาก 30-40 เป็น 60-70 เหรียญสหรัฐ ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศผู้ค้าน้ำมันมีกำลังซื้อสูงขึ้น และยังมีส่วนเสริมให้สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน เช่น พลาสติก เคมีภัณฑ์ และสินค้าเกษตรที่ใช้เป็นพลังงานทดแทนปรับตัวดีขึ้น แต่ขณะนี้ราคาน้ำมันปรับขึ้นเกิน 80 เหรียญสหรัฐ จึงกลับเป็นอีกด้าน

ทั้งนี้ หลังจากไอเอ็มเอฟปรับลดตัวเลขจีดีพีของสหรัฐและจีน อาจจะต้องทบทวนกลุ่มสินค้าที่ส่งออกไปยังตลาดจีน และสหรัฐใหม่ เพราะจีนเป็นตลาดหลักของยางพาราและมันสำปะหลัง ซึ่งกลุ่มมันสำปะหลังประสบปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนจากโรคใบด่างและสถานการณ์ราคาซบเซาหลายปี

นายวิศิษฐ์กล่าวว่า สำหรับตลาดเด่นที่จะทำให้การส่งออกขยายตัวยังเป็นตลาดในกลุ่มอาเซียน และ CLMV รวมทั้งจีน อินเดีย ญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามผลสงครามการค้าสหรัฐ-จีนว่า ประเทศที่ส่งออกสินค้าวัตถุดิบให้จีนและสหรัฐจะส่งออกลดลงหรือไม่ และตลาดจีน และสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดหลักของการส่งออกจะปรับลดการนำเข้าหรือไม่

พาณิชย์ฝันส่งออกปี”62 โต 9%

ขณะที่นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ก่อนการประชุมได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ได้ศึกษาผลกระทบและแนวทางการแก้ไขเพื่อนำมารายงานในที่ประชุมเบื้องต้น คาดการณ์ว่าทิศทางการส่งออกในปี 2562 จะเติบโตเท่ากับหรือมากกว่าปี 2561 ที่วางไว้ 9% ซึ่งจะเป็นเป้าหมายการทำงานที่ต้องพยายามให้เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม เป้าการส่งออกอย่างเป็นทางการยังต้องรองรับการมอบนโยบายจากที่ประชุมต่อไป

“ประเด็นที่มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ศึกษา 2-3 เรื่อง คือให้ประเมินว่า สงครามการค้าจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มคลัสเตอร์และสินค้าตัวไหน พร้อมกับมองหาโอกาสจากปัจจัยดังกล่าวเพื่อให้การส่งออกไทยเติบโตในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม รวมไปถึงภาคบริการ และให้รวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงานที่มีการประเมินการค้า การส่งออก ผลกระทบที่เกิดขึ้น มาวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางการผลักดันการส่งออกที่เหมาะสมในตลาดนั้น ๆ รวมถึงการจัดทำแผนและกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกเพื่อสร้างโอกาสขยายตลาด และมูลค่าการค้าให้มากขึ้น”

ทั้งนี้ รายงานนโยบายการเงินเดือน ก.ย. 2561 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชัดเจนและต่อเนื่องที่ 4.4% และ 4.2% ในปี 2561 และ 2562 ตามลำดับ ขณะที่การส่งออกสินค้าในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัว 9.0% เท่ากับประมาณการเดิม และในปี 2562 คาดว่าจะขยายตัว 4.3% ต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 5.0% เนื่องจากประเมินว่าปริมาณการค้าโลกและเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าจะได้รับผลกระทบบางส่วนจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ และการตอบโต้จากจีน

หวั่น “การค้า-ท่องเที่ยว” ดิ่งคู่

ด้านนายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า จากที่ IMF ปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้า สอดคล้องกับองค์การการค้าโลก (WTO) ที่ออกมาก่อนหน้านี้ว่า ปริมาณการค้าโลกในปีหน้าจะเติบโตช้าลง และการที่ตลาดหลักอย่างสหรัฐและจีนเติบโตต่ำ ย่อมส่งผลให้ไทยได้รับผลกระทบด้วย โดยเฉพาะภาคส่งออกของไทยที่จะได้รับผลกระทบชัดเจนในปีหน้า เพราะหากจีนโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้คำสั่งซื้อต่าง ๆ จากไทยลดลง โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์ที่จีนเป็นผู้บริโภคใหญ่ที่สุดในโลก “ถ้าจีนกระทบก็ส่งผลกระทบกับซัพพลายเชนของไทยที่ส่งไปจีนด้วย และในส่วนของจีนที่ไม่เพียงแค่กระทบกับการค้าของไทย ยังกระทบไปถึงการท่องเที่ยวอีกด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาจะเห็นว่านักท่องเที่ยวจีนเดินทางลดลง ทั้งในไทยและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปีหน้าการค้าและท่องเที่ยวของไทยอาจขยายตัวน้อยลง แต่หวังว่าการใช้จ่ายในประเทศจะเข้ามาชดเชยส่วนดังกล่าวได้ เช่น โครงการภาครัฐที่มีการให้เร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และความชัดเจนของการเลือกตั้งที่จะหนุนการใช้จ่ายและความเชื่อมั่นของภาคเอกชนได้ ขณะเดียวกันก็หวังว่าไทยจะได้อานิสงส์จากที่มีการลงทุนเข้ามามากขึ้น เพื่อหลบข้อพิพาททางการค้า และหากข้อพิพาทระหว่างสหรัฐและจีนยืดเยื้อ จะทำให้การลงทุนในจีนไม่น่าสดใส นักลงทุนอาจเบี่ยงความสนใจมาลงทุนที่ไทยหรือในภูมิภาค

3 สินค้าส่งออกเสี่ยงซัพพลายหด

แหล่งข่าวระบุว่า สินค้าส่งออกที่ยังน่าห่วงทั้งกุ้ง มันสำปะหลัง และข้าว ยังเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงจากปัญหาผลผลิตที่ลดต่ำลง โดยสินค้ากุ้งคาดการณ์ว่าจะมีการผลิตได้เพียง 300,000 ตัน จากที่เคยผลิตได้ 500,000-600,000 ตัน จากปัญหาการเกิดโรคตายด่วน ขณะที่ผู้ส่งออกมันสำปะหลังของไทยยอมรับว่า ยังมีความเสี่ยงจากโรคใบด่าง ซึ่งขณะนี้ได้แพร่ระบาดลุกลามไปยังประเทศผู้ผลิตมันสำปะหลังในอาเซียน ทั้งเวียดนามและกัมพูชาที่เป็นแหล่งซัพพลายวัตถุดิบให้ไทย ขณะที่ข้าวยังมีความผันผวนเพราะต้องติดตามสถานการณ์การเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิ นาปี 2561/2562 ซึ่งจะทยอยเกี่ยวช่วงปลายเดือนตุลาคม 2561 และมีแนวโน้มว่าผลผลิตจะลดลง ทั้งนี้ ในช่วง 8 เดือนแรกมีการส่งออกไปแล้ว 7.1 ล้านตัน ลดลง 3.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

เงินลงทุนไหลกลับสหรัฐ

ขณะที่ ดร.ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นเกิดใหม่ทั่วโลกยังคงถูกกดดันจากการที่สหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในช่วง 3-4 วัน

ที่ผ่านมา ซึ่งหลัก ๆ ตลาดค่อนข้างได้รับผลกระทบจาก global effect จึงอยากให้พิจารณา asset allocation ว่าจะมีการเคลื่อนไหวอย่างไร เพราะขณะนี้เม็ดเงินลงทุนไหลกลับไปยังสหรัฐ

สำหรับภาวะค่าเงินหยวนที่ร่วงลงหนัก เป็นผลจากธนาคารกลางจีนได้ปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ลง เพื่อเสริมสภาพคล่องและพยุงเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการจัดเก็บภาษีของสหรัฐ ซึ่งถือเป็นทิศทางที่ทุกประเทศก็พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน “global effect ที่เข้ามากระทบต่อประเทศไทย คาดว่าอาจส่งผลกระทบต่อกลุ่มส่งออกและบริษัทจดทะเบียนที่มีการส่งออกค่อนข้างมากในช่วงสั้น ๆ แต่ต้องดูในระยะยาวว่าจะส่งผลกระทบต่อเนื่องหรือไม่”

ooo



วันเสาร์, ตุลาคม 13, 2561

ขณะหัวหน้ารัฐประหารเล่นบทโปกฮา ทัพไทยเร่งซื้อยุทโธปกรณ์


ขณะที่ทั้งตัวหัวหน้า (รัฐประหาร) และโฆษกเล่นบทตลกโปกฮากันครื้นเครง ทหารไทยเร่งซื้อยุทโธปกรณ์เพิ่มกันใหญ่ ทัพบกจะได้ฮอจากรัสเซียอีกสองลำ ด้านคอหนัง (นาวิกโยธิน) กำลังเล็งรถถังยูเครน

หลังจากที่ประยุทธ์ไปยืนโยกร่างบนโพเดี้ยม ชวนผู้เข้าฟังคำบรรยายในการประชุมลุ่มน้ำโขงที่ญี่ปุ่น ให้ลุกขึ้นยืนร่วมออกกำลังกาย ‘Japanese style’ ที่มีคุณยายชาวญี่ปุ่นบอก อจ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ว่า ปัญญาอ่อนแล้ว
 
โฆษกสำนักนายกฯ เอาดีทางบันเทิงบ้าง พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด เปิดตัวรายงานวิทยุใหม่ ศุกร์สบายสไตล์ไก่อูอ้างตัวผู้ประกาศเป็น โฆษกคณะรักษาความสนุกแห่งชาติ กระจายเสียงทางสถานีเรดิโอไทยแลนด์เฉพาะวันศุกร์ ตอน ๔ โมงถึง ๖ โมงเย็น และเปิดให้ผู้ฟังขอเพลงล่วงหน้าได้
 
ข่าวว่าในการเปิดตัววันแรกที่มีการเผยแพร่คลิปทางหน้าเฟชบุ๊คของ วาสนา นาน่วม มีคนสนใจชมและแสดงข้อคิดร่วมรายการจำนวนมาก รวมทั้ง บก.ลายจุด สมบัติ บุญงามอนงค์ ที่ยังผิดหวังกับการเรียกร้องให้ คสช. ยุติการอายัติบัญชีเงินฝากเสียที

เห็นแววความรักสนุกของโฆษกไก่อู บก.ลายจุดเขียนคอมเม้นต์ชักชวนให้ไปร่วมเข้าพรรคเกียนของตน ที่ยึดปรัชญา นำความบันเทิงสู่การเมืองไทยน่าจะไปกันได้ดีมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งหัวหน้าพรรคคนปัจจุบันแบะท่า ประกาศเงื่อนไขการเข้าร่วมรัฐบาลของประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังเลือกตั้ง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เผยใจเมื่อวานนี้ (๑๒ ต.ค.) ว่าถ้าเขาได้กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง จะพิจารณาเรื่องการร่วมงานกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถ้าไม่กลับเข้ามาเป็นนายกฯ คนนอก แต่หากประยุทธ์ได้รับการเสนอชื่อ ๑ ใน ๓ คนของพรรคการเมืองเป็นแคนดิเดทนายกฯ ก็ต้องดูว่า

พรรคคุณเป็นตัวแทนของความคิดอะไร และได้เสียงมาเท่าไหร่ เราต้องให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน...ถ้าคุณประยุทธ์ได้คะแนนเสียงมามาก ก็มีความชอบธรรมที่จะมาเชิญชวนคนไปร่วมรัฐบาล” อภิสิทธิ์เสริม

“แต่ถ้ามาชวนผม ผมก็ต้องถามว่า คุณจะบริหารงานแบบสี่ปีที่ผ่านมาหรือไม่ ถ้าคุณบริหารแบบสี่ปีที่ผ่านมาผมไม่คิดว่าผมจะไปช่วยสนับสนุนคุณได้” ใครจะว่าทอดสะพานหรืออ่อยเหยื่ออย่างไรไม่สำคัญ ข้อแม้ก็คือ

“คุณต้องมีการเปลี่ยนแปลง ต้องมีการปรับปรุง” นายอภิสิทธิ์ทำเสียงกร้าวแจงคำเรียกร้อง “ถ้ารวมศูนย์ ไม่กระจายอำนาจ หรือแนวทางที่เขาทำอยู่ในขณะนี้เราไม่สนับสนุน”


ไม่แน่ใจว่า คสช.จะให้ความสนใจกับการเปิดวับวับแวมแวมของ ปชป.แค่ไหน แน่ๆ ว่าพวกตัวหัวๆ กำลังเพลิดเพลินกับกิจกรรมจำอวดบันเทิง ส่วนระดับแม่ทัพนายกองกำลังง่วนกับการสะสมเพิ่มพูนยุทโธปกรณ์

สองวันก่อน เว็บบล็อกของข่ายงานกลาโหมนานาชาติรายงานว่า คณะตัวแทนจากหน่วยนาวิกโยธินของไทย นำโดยพลเรือโท ศังกร พงษ์ศิริ เดินทางไปเจรจาขอซื้อรถถังแบบ BTR-4MV1 ของยูเครน จำนวน ๒ คัน โดยที่รถถังรุ่นดังกล่าวเป็นแบบใช้ในการรบประจันบาน

รายงานอ้างด้วยว่ารถถังรุ่นนี้มีประสิทธิภาพสูง ออกแบบมาตามมาตรฐานขององค์การเนโต้ มีความเร็วสูงถึง ๑๑๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง อีกทั้งยังสามารถแล่นสะเทิ้นน้ำได้ด้วยความเร็ว ๑๐ ก.ม./ช.ม.


ทางกองทัพบกก็ไม่เบาเพิ่งจัดซื้อเครื่องบินเฮลิค้อปเตอร์ลำเลียงรุ่น Mi 17V-5 จากรัสเซีย ๒ ลำ ในวงเงินจัดสรร ๔๐.๔ ล้านยูโร หรือเท่ากับ ๑,๖๑๗ ล้าน ๙ แสน ๓ พันบาท กระบวนการเสร็จสิ้นเมื่อ ๒๗ ก.ย.๒๕๖๑ โดยระบุว่าเป็นการทำสัญญาระหว่างรัฐต่อรัฐ
 
การนี้สำนักข่าวอิศราได้รับหนังสือตอบข้อซักถามจาก พ.อ.วิธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกว่าสนนราคาที่ตกลงซื้อเป็นราคายุติธรรม จากการตรวจสอบของฝ่ายผู้ขาย ผ่านทาง “สถานเอกอัคราชฑูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย เพื่อให้เชื่อมั่นว่าเป็นราคาที่ได้รับการรับรองจากฝ่ายรัสเซียแล้ว”


ไม่เข้าใจว่าทำไมให้ผู้ขายเป็นฝ่ายตรวจสอบความยุติธรรมของราคา แล้วผู้ซื้อจะได้ประโยชน์อะไรจากการตรวจสอบนี้ หากผู้ขายโก่งราคาหรือบวกค่าโสหุ้ยต่างๆ นานาเข้าไป แล้วตรวจความยุติธรรมด้วยตนเองว่าดีแล้ว ผู้ซื้อจะทำอะไรได้