วันอาทิตย์, สิงหาคม 23, 2569

สงสัยแคมเปญจาก #สั่งฟ้อง สว อาจจะไม่พอ ต้องเพิ่ม #สั่งฟ้อง21รมต. สส.กรรมการบริหาร พรรคภูมิใจไทยด้วย ?

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/28315211754785628

Thanapol Eawsakul 
1 hour ago
·
สงสัยต้องเพิ่มแคมเปญจาก
#สั่งฟ้อง สว
เป็น
#สั่งฟ้อง21รมต.สส.กกบ.พรรคภูมิใจไทย
รายชื่อ รัฐมนตรี, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.), และคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย รวม 21 คน
.
1. อนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทยลำดับที่ 1 และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
2. สุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล
รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
3. สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สส.จังหวัดศรีสะเกษ เขต 1 และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
4. ไชยชนก ชิดชอบ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทยลำดับที่ 2 และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
5. เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สส.จังหวัดอุทัยธานี เขต 1 และรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
6. พิมพฤดา ตันจรารักษ์
สส.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต 3 และรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
7. ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สส.พิจิตร เขต 1 และรองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
8. ไตรศุลี ไตรสรณกุล
เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และนายทะเบียนสมาชิกพรรคภูมิใจไทย
9. ศุภมาส อิศรภักดี
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเหรัญญิกพรรคภูมิใจไทย
10. กรวีร์ ปริศนานันทกุล
สส.จังหวัดอ่างทอง เขต 2 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
11. วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สส.สตูล เขต 2 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
12. ชลัฐ รัชกิจประการ
สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทยลำดับที่ 4 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
13. ธนยศ ทิมสุวรรณ
สส.จังหวัดเลย เขต 3 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
14. จักรกฤษณ์ ทองศรี
สส.จังหวัดบุรีรัมย์ เขต 10 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
15. กิตติ กิตติธรกุล
สส.จังหวัดกระบี่ เขต 1 และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
16. นภินทร ศรีสรรพางค์
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
17. พิชัย ชมภูพล
สส.จังหวัดสุราษฎร์ธานี เขต 6 พรรคภูมิใจไทย
18. สุขสำรวย วันทนียกุล
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.จังหวัดอำนาจเจริญ เขต 1
19. ภราดร ปริศนานันทกุล
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.จังหวัดอ่างทอง เขต 1
20. แนน บุณย์ธิดา สมชัย
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สส.จังหวัดอุบลราชธานี เขต 8 และโฆษกพรรคภูมิใจไทย
21. สมเจตน์ ลิมปะพันธ์
สส.จังหวัดสุโขทัย เขต 4 พรรคภูมิใจไทย
เปิด 229 รายชื่อผู้ถูกกล่าวหาในคดี “โกงเลือกสว.” พบ 138 สว. 13 รัฐมนตรี 17 สส.พรรคภูมิใจไทย
.
https://www.facebook.com/iLawClub/posts/pfbid02p9a2n4ZbTZXHoeyD6PNYV3ozxyLyrYPqZRtQDtNUT8ymj2q3fbguwusjtPjmHv69l
.....






https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/28312633015043502

Thanapol Eawsakul 
5 hours ago
·
ดูกันขำ ๆ ใครยังเป็นพันธมิตรกับระบอบสีน้ำเงินอยู่อีกไหม
หรือพวกเขาเหล่านั้นจะกลายมาเป็นแนวร่วมถล่มระบอบสีน้ำเงิน
......
การถล่ม ระบอบสีน้ำเงินของพรรคประชาชน นั้นอาจจะดูเป็นเรื่องปกติสำหรับพรรคฝ่ายค้าน ในหลากหลายประเด็น
แม้ว่าพรรคประชาชนจะเคยทำผิดพลาดในการโหวตอนุทินมาเพื่อยุบสภาและแก้รํฐธรรมนูญ
ซึ่งจะเป็นบาดแผลใหญ่ที่ต้องชดใช้ต่อไป
แต่ในบรรดาพันธมิตรของระบอบสำน้ำเงินก่อนหน้านั้น
หรือคนที่ต่อต้านพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย และเป็นพันธมิตรชั่วคราวกับระบอบสีน้ำเงินมาก่อน ตอนนี้กลับมาเป็นแนวหน้าในการถล่ม ระบอบสำน้ำเงินในหลากหลายประเด็น
3 ข่าวนี้มาจากเพจของเทอดศักดิ์ เจียมกิจวัฒนา
ที่รู้กัยว่าเป็นพวก "เหลืองฮาร์ดคอร์"
คนแรกที่น่าสนใจคือ
พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป อดีตหัวหน้าสำนักงานประธานองคมนตรี ขงอเปรม ติณสูลานนท์
กรณีคอรัปชั่น AOT
เรื่องใหญ่แล้ว !! อดีตหัวหน้า สนง.ประธานองคมนตรี ร้องเอาผิดรัฐบาลอนุทิน เอื้อลดค่าตอบแทนสัมปทาน ทำปท.สูญ 1.8 แสนล้าน
https://www.vihoknews.com/1424-m220-2/
คนที่สองคือ
ผศ.นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อด้ตแกนนำกลุ่เสื้อหลากสี
กรณีโกงสอบท้องถิ่นที่อยนุทินบอกจบแล้ว ไม่มีนักการเมืองเกี่ยวข้อง
“ยังไม่จบครับนาย!” หมอตุลย์บุกทำเนียบฯ 11 ส.ค. จี้รื้อคดีโกงสอบท้องถิ่น ลุยสาวให้ถึงต้นตอ!
https://www.vihoknews.com/555-1112/
คนที่สามคือ
พิชิต ชัยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท.
คปท.ทวงคดีฮั้ว สว.! “พิชิต ชัยมงคล” จี้ กกต. หลังสอบนานกว่า 2 ปี แต่คดียังไม่คืบ
https://www.vihoknews.com/999-026/
ในบรรดา 3 คนที่ยกมา ชื่อของพะจุณณ์ ตามประทีป น่าสนใจที่สุด
เพราะเขาคือ 1 ใน 40 สว.ที่รวบรวมรายชื่อถอดถอนเศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีมาแล้ว
เปิดแล้วรายชื่อ 40 สว. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญถอด ‘นายกฯ-พิชิต’ พบส่วนใหญ่งดออกเสียง-ไม่เห็นชอบเศรษฐานั่งนายกฯ
https://thestandard.co/40-senators-submitting-to-remove.../
นี่เรายังไม่รวมคนอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล ที่ไม่เอาอนุทิน มาตั้งแต่ต้นแล้ว




จากเกาหลีใต้ถึงบราซิล: มองความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านในพลวัตทางการเมือง และไทยอยู่ตรงไหนของกระบวนการ



จากเกาหลีใต้ถึงบราซิล: มองความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านในพลวัตทางการเมือง และไทยอยู่ตรงไหนของกระบวนการ

22/08/2569
ปภาวี
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

ประเทศไทยผ่านความรุนแรงทางการเมืองหลายครั้ง ทั้งในยุคของรัฐบาลเผด็จการที่มาจากการรัฐประหารและรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่แทบไม่มีการนำกระบวนการตามแนวคิด “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน” มาใช้อย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ ที่สร้างรอยร้าวในสังคม ความสูญเสียและความบาดหมางเกิดขึ้นซ้ำอีก

ในบทความนี้ ชวนทำความรู้จักแนวคิดดังกล่าว พร้อมลองพิจารณาเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงกระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่านในต่างประเทศที่มีการนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้จริง ในสองเหตุการณ์ ได้แก่ เหตุการณ์ของอดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ยุน ซอก- ยอล ที่ถูกลงโทษฐานเป็นผู้บงการก่อการกบฏ และเหตุการณ์ของอดีตประธานาธิบดีบราซิล ชาอีร์ โบลโซนารู ที่ถูกลงโทษฐานพยายามยึดอำนาจและทำลายประชาธิปไตยของประเทศ

ท้ายที่สุด ทบทวนเหตุการณ์ความรุนแรงในไทยที่ยังไปไม่ถึงความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน แต่กลับก่อให้เกิดปัญหา “การลอยนวลพ้นผิด” มาอย่างต่อเนื่อง

.
รู้จักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice)

ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (Transitional Justice) คือ แนวทางในการตอบสนองต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบหรือที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างในสังคม ๆ หนึ่ง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เหยื่อหรือผู้ได้รับผลกระทบได้รับการเยียวยา คืนสิทธิและศักดิ์ศรี พร้อมทั้งส่งเสริมโอกาสในการสร้างสันติภาพ ความปรองดอง และประชาธิปไตย ให้เกิดขึ้นในสังคมภายหลังจากการผ่านประสบการณ์ดังกล่าว[1]

ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านไม่ใช่รูปแบบพิเศษของความยุติธรรม หากแต่เป็นความยุติธรรมที่ถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสังคมที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน หลังจากผ่านพ้นยุคสมัยที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือเกิดความรุนแรงอย่างเป็นวงกว้าง ซึ่งในบางกรณี การเปลี่ยนผ่านนี้อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ในบางกรณีก็อาจต้องใช้เวลายาวนานหลายทศวรรษ[2]

แนวความคิดดังกล่าว ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อจัดการกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รุนแรงจากความขัดแย้งในอดีต เพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืน กลไกนี้ครอบคลุมทั้งมาตรการทางกฎหมาย อาทิ การดำเนินคดีทางแพ่งและอาญาต่อเจ้าหน้าที่รัฐ การเยียวยาผู้เสียหาย การนิรโทษกรรมคู่ขัดแย้ง และมาตรการทางโครงสร้างองค์กร เช่น การปฏิรูปองค์กรที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง และการสร้างความตระหนักรู้ให้สังคมยอมรับความจริงหรือจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อย้ำเตือนไม่ให้เกิดขึ้นอีก

ศูนย์นานาชาติเพื่อความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (International Center For Transitional Justice- ICTJ) ได้กล่าวถึงกระบวนการนี้ ว่า การสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายอาญาในสภาวะปกติอาจไม่เพียงพอที่จะจัดการกับอาชญากรรมทางการเมืองที่มีลักษณะพิเศษ หรือ ความรุนแรงที่เป็นผลมาจากนโยบายของรัฐทั้งระบบ กระบวนการนี้จึงต้องอาศัยการทำงานที่ครอบคลุมในหลายมิติ โดยประกอบด้วยกลไกหลัก 6 ประการ ได้แก่ (1) การดำเนินคดีอาญา เพื่อลงโทษผู้บงการระดับสูง (2) การค้นหาความจริง โดยคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง (3) การเยียวยาผู้เสียหาย ทั้งทางวัตถุและจิตใจ (4) ความยุติธรรมทางเพศ เพื่อคุ้มครองและเยียวยาสตรีจากความรุนแรง (5) การปฏิรูปโครงสร้างรัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานความมั่นคง และ (6) การบันทึกความทรงจำ ผ่านอนุสรณ์สถานหรือพิพิธภัณฑ์ เพื่อสร้างการจดจำ ไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก[3]

.
มองภาพสะท้อนความยุติธรรมเปลี่ยนผ่านในอดีต จากกรณีเกาหลีใต้และบราซิล

ในปัจจุบัน แนวคิดความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้นผ่านประสบการณ์ของประเทศต่าง ๆ ที่จัดการับเหตุการณ์ความรุนแรงหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนขนาดใหญ่ในสังคมของตน โดยอาจพอพิจารณาตัวอย่างผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองของประเทศเกาหลีใต้และประเทศบราซิล

กรณีของเกาหลีใต้

ในอดีต เกาหลีใต้สามารถปฏิรูปกองทัพและนำอดีตประธานาธิบดีเผด็จการทหารมารับโทษจากเหตุการณ์สังหารหมู่ควังจูได้สำเร็จ รวมทั้งยังสร้างความเข้มแข็งให้ระบอบประชาธิปไตยผ่านการที่สังคมร่วมกันจดจำเหตุการณ์ความรุนแรงในช่วงเผด็จการทหาร[4]

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ศาลเกาหลีใต้ได้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิตอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอก-ยอล ในความผิดฐานเป็นผู้บงการก่อกบฏและมีเจตนาล้มล้างรัฐธรรมนูญ จากกรณีพยายามประกาศกฎอัยการศึกและส่งทหารเข้าไปปิดล้อมรัฐสภาเมื่อเดือนธันวาคม 2567 ทำให้ประชาชนออกมาต่อต้านการใช้อำนาจที่ไม่ชอบนี้[5]

ย้อนไปเมื่อปี 2565 ยุน ซอก-ยอล ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีด้วยนโยบายต่อต้านเกาหลีเหนือและต่อต้านสตรีนิยม อย่างไรก็ตาม ในช่วงดึกคืนวันที่ 3 ธันวาคม 2567 เขาได้ตัดสินใจประกาศกฎอัยการศึกโดยอ้างว่าเพื่อ “กำจัดกลุ่มต่อต้านรัฐ” และป้องกันประเทศจากเกาหลีเหนือ แต่ในความเป็นจริงถูกมองว่าเป็นการพยายามแก้ปัญหาการเมืองภายในประเทศ เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านชนะการเลือกตั้งรัฐสภาอย่างถล่มทลายในเดือนเมษายน 2567 และพยายามตัดงบประมาณ รวมถึงดำเนินการถอดถอนคณะรัฐมนตรีจากประเด็นเรื่องอื้อฉาวทุจริตของ คิม กอนฮี สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง[6]

แม้กฎอัยการศึกจะมีอายุสั้นมากเนื่องจากสมาชิกสภาและประชาชนออกมารวมตัวคัดค้าน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้นำไปสู่กระบวนการถอดถอนและจับกุมยุนในเวลาต่อมา ทว่าในเดือนมกราคม 2568 ยุน ซอก-ยอล ได้ขัดขวางการจับกุม โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของเขาได้สร้างกำแพงมนุษย์ยืนเรียงกันเพื่อปกป้องเขาภายในที่พัก ส่งผลให้ทางการต้องใช้ตำรวจกว่า 3,000 นาย และความพยายามมากกว่าสองครั้งจึงจับกุมสำเร็จ[7]

ยุน ซอก-ยอล ถูกปลดออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน 2568 และพรรคฝ่ายค้าน นำโดย ลี แจ-มยอง ก็ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ในเดือนมิถุนายนอย่างถล่มทลาย รวมถึงอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับการสมรู้ร่วมคิดพยายามก่อรัฐประหารครั้งนี้ยังถูกทยอยส่งเข้าคุกเป็นจำนวนมาก อาทิ ฮัน ด็อกซู อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานาธิบดีรักษาการ (จำคุก 23 ปี) และอดีตรัฐมนตรีมหาดไทย ลี ซัง-มิน (จำคุก 7 ปี)[8]

แม้กระบวนการยุติธรรมจะชี้ขาดโทษสูงสุดแก่อดีตผู้นำ แต่อารมณ์ความรู้สึกของสังคมเกาหลีใต้ยังคงแตกแยก สำนักข่าว BBC ระบุในรายงานตอนหนึ่งว่า “ผู้สนับสนุนของเขา (ยุน ซอก-ยอล) ส่วนใหญ่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งชายหนุ่มและผู้สูงอายุ ซึ่งมักจะสะท้อนเรื่องเล่าฝ่ายขวาจัดและทฤษฎีสมคบคิดที่รุนแรง รวมถึงข้อกล่าวหาว่าพรรคของยุนตกเป็นเหยื่อของการโกงการเลือกตั้ง พวกเขายังเชื่อด้วยว่าการประกาศกฎอัยการศึกของเขาเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อปกป้องประเทศ”[9]

ในแง่หนึ่งประชาชนส่วนใหญ่ต่างรอคอยคำตัดสินเพื่อยุติความวุ่นวายทางการเมือง แต่อีกแง่หนึ่ง ยุน ซอก-ยอล ยังคงมีฐานผู้สนับสนุนที่เหนียวแน่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชายหนุ่มและผู้สูงอายุฝ่ายขวาจัดที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิด ว่ารัฐบาลของยุนถูกโกงเลือกตั้งและคำสั่งประกาศกฎอัยการศึกเป็นสิ่งจำเป็น

แต่อย่างไรก็ตามกระบวนการแสวงหาความจริงนั้น ได้ปรากฏอยู่ในคำพิพากษาของศาลในการปกป้องระบอบประชาธิปไตยและการนำผู้นำสูงสุดมารับโทษ รวมถึงเหตุการณ์นี้ยังสะท้อนถึงคุณค่าของสังคมเกาหลีที่ประชาชนพร้อมจะออกมาตั้งคำถามและชุมนุมเรียกร้องให้ผู้นำใช้อำนาจอย่างเป็นธรรมยึดโยงกับประชาชน

.
กรณีของบราซิล

บราซิลมีการตัดสินจำคุกอดีตประธานาธิบดี ชาอีร์ โบลโซนารู เป็นเวลา 27 ปี 3 เดือน ในความผิดฐานพยายามก่อรัฐประหารและล้มล้างประชาธิปไตย ร่วมกับพรรคพวกอีก 7 ราย และนายทหารอีก 5 นาย จากการสมรู้ร่วมคิดวางแผนยึดอำนาจและลอบสังหาร ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีฝ่ายซ้าย ที่ชนะการเลือกตั้งในปี 2565 คดีนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 140 ปีของประเทศที่ศาลลงโทษอดีตผู้นำและกลุ่มทหารในข้อหาทำลายระบอบประชาธิปไตย โดยผู้พิพากษาต่างประณามโบลโซนารูว่าเป็น “ไวรัสแห่งระบอบอำนาจนิยม” และเป็นผู้บงการอาชญากรรมที่มีรัฐบราซิลเป็นเหยื่อ[10]

ผู้พิพากษา อเล็กซานเดอร์ เดอ มอเรส เปิดเผยว่า ศาลมีหลักฐานหนาแน่นกว่าพันหน้า รวมถึง “คลิปเสียง” ของทหาร 53 นาย ที่ร่วมกันวางแผนการร้ายตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2564 ถึงมกราคม 2566 โดยแผนการดังกล่าวครอบคลุมถึงการลอบสังหารประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และผู้พิพากษาศาลสูงสุด เพื่อปูทางไปสู่การก่อสงครามกลางเมืองและรักษาอำนาจของโบลโซนารูเอาไว้[11]

ทว่าแผนการนี้ต้องล้มเหลวเนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือจากนายทหารระดับสูง แม้จะมีผู้พิพากษาบางรายเห็นแย้งว่าหลักฐานยังไม่หนักแน่นพอ แต่ศาลก็ยังมีมติลงโทษคนใกล้ชิดของโบลโซนารู ทั้งอดีตรัฐมนตรีกลาโหมและทหารคนสนิทในฐานะผู้ให้เงินทุนและร่วมวางแผนครั้งนี้[12]

คำพิพากษานี้นับเป็นจุดตกต่ำที่สุดในชีวิตทางการเมืองของโบลโซนารู นักการเมืองที่โดดเด่นในสภาและกองทัพมาตั้งแต่ช่วงปี 2523 ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2561 ซึ่งตลอดวาระเขาได้สร้างประเด็นอื้อฉาวไว้มากมาย เช่น การปฏิเสธวัคซีนโควิด-19 และการสนับสนุนการทำลายป่าอเมซอน[13]

ในเชิงประวัติศาสตร์ทางการเมือง คดีนี้มีนัยสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศ เพราะเป็นครั้งแรกที่กองทัพต้องรับผิดชอบต่อการพยายามโค่นล้มประชาธิปไตย จากเดิมที่มักจะได้รับความคุ้มครองและไม่ต้องรับโทษ ส่งผลเป็นการส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่ากองทัพไม่สามารถอยู่เหนือกฎหมายได้อีกต่อไป[14]

อย่างไรก็ตาม ในเชิงกระบวนการยุติธรรม แง่หนึ่งโบลโซนารู และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้นถูกตัดสินให้รับโทษในความผิดของเขา แต่ในเชิงของสังคมอีกแง่หนึ่งนั้นยังมีความไม่แน่นอน ในรายงานของสำนักข่าว The Guardian ได้ระบุความเห็นของคามิลลา โรชา (Camila Rocha) นักรัฐศาสตร์จาก Brazilian Centre for Analysis and Planning เตือนว่าสถานการณ์ในบราซิลยังไม่อาจไว้วางใจได้ เนื่องจากกลุ่มผู้สนับสนุนโบลโซนารูได้เริ่มวางแผนช่วยเหลือเขาออกจากคุกผ่านเกมการเมือง โดยตั้งเป้าที่จะเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาฝั่งขวาเข้ามาเพิ่มเพื่อถอดถอนผู้พิพากษาศาลสูงสุดที่เป็นปฏิปักษ์ รวมถึงการผลักดันให้ผู้นำฝั่งขวาคนใหม่ชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไปเพื่อใช้อำนาจประธานาธิบดีในการอภัยโทษให้แก่โบลโซนารู นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่จะใช้แรงกดดันและความสัมพันธ์ระดับนานาชาติเข้ามาช่วยแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของบราซิลอีกด้วย[15]

.


ไทยอยู่ตรงไหนของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน?

ในบริบทของประเทศไทย สังคมของเราผ่านวิกฤตความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดจากการต่อต้านรัฐบาล ผู้นำเผด็จการ รวมถึงการขัดแย้งกันเองในหมู่ประชาชนที่มีความเห็นไม่ตรงกัน จนนำไปสู่การใช้กำลังสังหารปราบปรามผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาลหรือฝ่ายที่มีอำนาจบริหารในขณะนั้น แต่น้อยครั้งนักที่เราจะได้เห็นความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านที่มีทั้งการค้นหาความจริง การดำเนินคดีอาญา การชดเชยเยียวยา และปฏิรูปองค์กรด้านความมั่นคงอย่างแท้จริง[16]

ในบทสัมภาษณ์ “Never Again: ‘เปลี่ยนผ่าน’ ให้พ้นความรุนแรงและความยุติธรรมแบบไทยๆ”[17] ประจักษ์ ก้องกีรติ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า การสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ก้าวแรกต้องเริ่มจากการทำให้สิทธิมนุษยชนเป็นหลักการสำคัญที่ทุกฝ่ายยึดถือ การถูกละเมิดโดยรัฐเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องการสืบค้นความจริง มากกว่าจะเป็นเพียงเรื่องของอดีตที่ควรถูกหลงลืมหรือก้าวข้ามไปเฉย ๆ ผู้นำในระบบเดิมจะต้องสำนึกได้ว่า ที่กระทำลงไปคือสิ่งที่ผิด และแสดงความสำนึกผิดผ่านกระบวนการคืนความยุติธรรมหรือการรับโทษจากการกระทำ

กระบวนการนี้จึงไม่ใช่กระบวนการที่เกิดจากแรงขับเคลื่อนของสังคมและภาคประชาชนเพียงอย่างเดียว สิ่งที่อาจเรียกได้ว่ายากที่สุดคือการที่ผู้นำยอมรับผิดและยินยอมให้ตนเองถูกดำเนินคดีจากความผิดที่ตัวเองได้ก่อ และเมื่อมองถึงสภาพสังคมและการเมืองไทยในปัจจุบัน เรายังติดหล่ม “การลอยนวลพ้นผิด” กล่าวคือ เป็นสภาวะที่มีผู้กระทำผิด แต่ไม่มีผู้รับผิด ซึ่งไม่ได้เป็นแค่เพียงวาทกรรม หากเป็นสภาพความเป็นจริงที่ผู้นำที่กระทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนขนาดใหญ่ยังคงลอยนวลในสังคม โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้กระทำลงไป[18]

ในบทความ “ลอยนวลพ้นผิด: รื้ออดีต ในวันที่รัฐยุติ(ความเป็น)ธรรม”[19] ได้ตีแผ่บริบทการเมืองไทยว่า มักเผชิญกับเหตุการณ์ที่ “มีผู้กระทำผิด แต่ไม่มีผู้รับผิด” เมื่อรัฐใช้กองกำลังและความรุนแรงกับประชาชน ผู้มีอำนาจมักจะไม่ถูกดำเนินคดี ซ้ำร้ายยังมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อปกป้องผู้กระทำผิด นำมาสู่การฝังรากลึกของวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดที่ถูกผลิตซ้ำและส่งต่อในสังคมไทยมานานหลายทศวรรษ

หากกล่าวถึงตัวอย่างเหตุการณ์ในประเทศไทย ที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการลอยนวลพ้นผิดและไม่มีความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน อาจพอกล่าวถึง 5 เหตุการณ์ ได้แก่ 1) เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 2) เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 3) เหตุการณ์ตากใบ 2547 4) การสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง 2552-2553 และ 5) การชุมนุมของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี 2563

1. การสังหารนักศึกษาและประชาชนในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ภายใต้บริบทการชุมนุมแสดงความไม่พอใจต่อระบอบเผด็จการทหารของจอมพลถนอม กิตติขจร กลุ่มนิสิตนักศึกษาออกมาประท้วงการจับกุมนักศึกษาที่เรียกร้องรัฐธรรมนูญจำนวน 13 คน โดยผู้ชุมนุมมีข้อเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุม ก่อนที่ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 จะถูกเจ้าหน้าที่รัฐใช้อาวุธสงครามเข้าปราบปราม มีผู้เสียชีวิตกว่า 77 คน และบาดเจ็บกว่า 857 คน

ท้ายที่สุดรัฐบาลเผด็จการได้หมดความชอบธรรมและผู้นำต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ แต่ก็ไม่มีการแสวงหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน และในท้ายที่สุด ผู้นำที่ลี้ภัยไปรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐก็ไม่ได้ถูกดำเนินคดีใด ๆ จากการใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุม

2. เหตุการณ์สังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และสนามหลวง 6 ตุลา 2519 เกิดขึ้นในระหว่างการชุมนุมของนักศึกษาเพื่อประท้วงการเดินทางกลับเข้าไทยประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจร ที่บวชเป็นพระ ท่ามกลางกระแสการปลุกปั่นความเกลียดชังจากภาครัฐและมวลชนฝ่ายขวา เจ้าหน้าที่รัฐได้ใช้อาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างโหดเหี้ยม มีการยิง เผาทั้งเป็น และทุบตีร่างศพอย่างไร้มนุษยธรรม ซึ่งรายงานรัฐระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 45 คน แต่บันทึกของกู้ภัยคาดว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 500 คน

หลังจากการสังหารผู้ชุมนุมและทำการรัฐประหาร ได้มีการตรากฎหมายนิรโทษกรรมถึง 2 ฉบับเพื่อล้างผิดให้คณะรัฐประหาร และนิรโทษกรรมให้ “ทุกฝ่าย” ซึ่งในทางปฏิบัติ กลายเป็นการปกป้องเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ใช้ความรุนแรง ไม่ต้องมีใครรับโทษทางกฎหมาย รวมถึงตัดสิทธิผู้เสียหายในการเรียกร้องค่าชดเชยเยียวยา

3. เหตุการณ์ตากใบ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) 6 คน ในข้อหาว่ามีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์ปล้นปืน ทำให้กลุ่มประชาชนรวมตัวประท้วงเรียกร้องให้ปล่อยตัวที่หน้า สภ.ตากใบ ทำให้เกิดการสลายการชุมนุมในช่วงบ่ายด้วยรถฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา และกระสุนจริง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที 7 คน ผู้ชุมนุมกว่า 1,370 คน ถูกควบคุมตัวขึ้นรถบรรทุกทหาร เพื่อเดินทางไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี ที่อยู่ห่างออกไป 150 กิโลเมตร โดยใช้วิธีจับมัดมือไพล่หลัง บังคับถอดเสื้อ และให้นอนซ้อนทับกัน 3-4 ชั้น เป็นเวลานานกว่า 6 ชั่วโมง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจากการถูกกดทับและขาดอากาศหายใจเพิ่มอีกถึง 78 คน

แม้ต่อมาจะมีการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นตรวจสอบ และรัฐบาลยุคต่อมาจะจ่ายเงินเยียวยารวมกว่า 600 ล้านบาท แต่ผู้เสียหายยังคงเรียกร้องความยุติธรรมทางอาญาให้มีการค้นหาความจริงมากกว่าตัวเงินชดเชยชีวิตที่เสียไป จนฟางเส้นสุดท้ายในปี พ.ศ. 2567 ศาลนราธิวาสรับฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ 7 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ทว่าเมื่อถึงเส้นตายก่อนคดีหมดอายุความในวันที่ 25 ตุลาคม 2567 กลับไม่มีจำเลยคนใดมาปรากฏตัวต่อศาล คดีจึงสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติและตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไม่มีผู้ใดต้องรับผิดจากการสูญเสียที่เกิดขึ้น

4. การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ปี 2552-2553 เกิดจากการรวมตัวชุมนุมใหญ่ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ จนกระทั่งช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2553 มีการใช้กำลังทหารและฝ่ายความมั่นคงเข้าสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณแยกราชประสงค์และพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงและจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ซึ่งถูกใช้เป็นข้ออ้างและกรอบกฎหมายรองรับการใช้ “กระสุนจริง” ในการปฏิบัติการ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 94 คน และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 1,500 คน

หลังเหตุการณ์สงบลง รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อรายงานข้อเท็จจริง แต่รายงานดังกล่าวถูกตั้งข้อสังเกตว่าขาดความเป็นกลาง ให้น้ำหนักกับข้อมูลฝั่งรัฐและกล่าวหาผู้ชุมนุม ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลไกหนึ่งของรัฐในการแทรกแซงข้อมูลข่าวสาร บิดเบือนข้อเท็จจริง และเบี่ยงเบนความรับผิดชอบของผู้นำประเทศและผู้ปฏิบัติการ ทั้งนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้ข้อกล่าวหาในการปราบปรามชุมนุมของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคณะตกไป โดยชี้ขาดว่าการสลายการชุมนุมเป็นไปตามหลักสากลและอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ส่งผลให้กลไกทางกฎหมายยังไม่สามารถเอาผิดกับฝ่ายนโยบายได้

5. การสลายการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี 2563-2565 หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษายุบพรรคอนาคตใหม่ เมื่อปี 2563 นำไปสู่กระแสการชุมนุมขับไล่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และการรวมตัวของกลุ่ม “เยาวชนปลดแอก” และการชุมนุมอย่างต่อเนื่องทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ในการชุมนุมหลายครั้ง เจ้าหน้าที่รัฐได้ใช้กำลังในระดับต่าง ๆ ผ่านการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน (คฝ.) ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เป็นไปตามหลักสากล ผ่านมาตรการที่เกินกว่าเหตุ เช่น การเข้าสลายโดยไม่แจ้งเตือนล่วงหน้า การใช้แก๊สน้ำตา การใช้กระบองทุบตี และการใช้กระสุนยาง ความรุนแรงนี้ส่งผลกระทบไปถึงกลุ่มบุคคลที่ไม่ใช่ผู้ชุมนุม เช่น แพทย์อาสา และผู้สื่อข่าว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 คน และมีผู้ต้องพิการสูญเสียการมองเห็นอย่างน้อย 3 คน อย่างไรก็ดี ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกดำเนินคดี รวมถึงฝ่ายบริหารในระดับสั่งการก็ไม่ถูกสอบสวนต่อการสลายการชุมนุมดังกล่าว

เหตุการณ์ที่ยกตัวอย่างมามีจุดร่วมสำคัญคือการที่ประชาชนและนักศึกษาออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ หรือความยุติธรรม แต่กลับถูกภาครัฐใช้กำลังเข้าปราบปรามจนนำไปสู่ความสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

ท้ายที่สุด แม้จะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบหรือจ่ายเงินเยียวยาในบางกรณี แต่กลไกทางกฎหมายปกติและการออกกฎหมายนิรโทษกรรมกลับถูกใช้เพื่อปกป้องฝ่ายบริหารและผู้ปฏิบัติงานเป็นหลัก ส่งผลให้ตลอดหลายทศวรรษ คดีความส่วนใหญ่ต้องสิ้นสุดลงหรือหมดอายุความไป โดยไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐระดับนโยบายหรือผู้สั่งการคนใดต้องรับโทษทางอาญาต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นจริง กลายเป็นความล้มเหลวในการสร้างพื้นที่หรือกลไกที่จะเยียวยาเหยื่อหรือผู้ได้รับผลกระทบให้ได้รับการยอมรับ คืนสิทธิและศักดิ์ศรี ที่สืบเนื่องต่อกันไป

.

(ภาพจาก AFP)

.
ถึงเวลาแล้วที่รัฐไทยต้องส่งต่อคุณค่าใหม่ที่ดีกว่าความยุติธรรมแบบไทย ๆ

เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบประสบการณ์ของเกาหลีใต้ บราซิล และไทย จะพบว่าทั้งสามประเทศต่างมีสิ่งที่ร่วมกันทางประวัติศาสตร์ คือ การเผชิญหน้ากับระบอบอำนาจนิยมและการใช้อำนาจรัฐล้นเกินนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน ทว่า ปัจจัยที่ทำให้ผลลัพธ์ของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านเดินทางไปสู่จุดที่ต่างกันนั้น ขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางอำนาจและการจัดความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทางการเมืองภายในประเทศเป็นสำคัญ เกาหลีใต้และบราซิลแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการทลายกำแพงให้มีการนำอดีตผู้นำสูงสุดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและรับโทษได้จริง ในขณะที่ประเทศไทยยังคงติดหล่มอยู่ในวัฏจักรของการลอยนวลพ้นผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ปัจจัยแห่งความสำเร็จของเกาหลีใต้อันนำไปสู่การลงทัณฑ์อดีตประธานาธิบดี ยุน ซอก-ยอล เกิดจากความเข้มแข็งของสถาบันประชาธิปไตยและการตรวจสอบ ทั้งฝ่ายค้านในรัฐสภา และที่สำคัญที่สุด คือ พลเมืองที่เข้มแข็งทางการเมืองและพร้อมลุกขึ้นปกป้องรัฐธรรมนูญทันทีที่มีการประกาศกฎอัยการศึกอย่างมิชอบ ประกอบกับระบบศาลของเกาหลีใต้มีความเป็นอิสระสูงและยึดโยงกับหลักการปกป้องระบอบประชาธิปไตย บาดแผลทางประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์ควังจูและการปกครองของเผด็จการทหารในอดีต ได้บ่มเพาะให้สังคมเกาหลีใต้ไม่ยินยอมกับผู้นำที่ละเมิดสิทธิของประชาชนได้โดยง่าย

ในส่วนของบราซิล ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ศาลสามารถสั่งจำคุกอดีตประธานาธิบดีโบลโซนารูในข้อหาพยายามก่อรัฐประหารได้ คือ ความเป็นปึกแผ่นของสถาบันตุลาการที่ใช้กลไกทางกฎหมายและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ในการเอาผิดฝ่ายความมั่นคง เป็นการส่งสัญญาณว่ากองทัพบราซิลไม่อาจใช้เอกสิทธิ์คุ้มกันทางการเมืองได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม บราซิลยังคงเผชิญความท้าทายจากขั้วตรงข้ามทางการเมือง สะท้อนว่าความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านไม่ได้จบลงที่คำพิพากษาของศาล แต่ต้องต่อสู้กับการขับเคลื่อในสังคมต่อไป

เมื่อหันกลับมามองบริบทของประเทศไทย ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่กลับจบลงด้วย “ความยุติธรรมแบบไทย ๆ” คือการที่ชนชั้นนำและกองทัพยังคงรักษาอำนาจนำในโครงสร้างรัฐได้อย่างเหนียวแน่นและยังคงมีบทบาทสูงในทางการเมือง

การเพิกเฉยต่อการสร้างความยุติธรรมที่รอบด้าน เหมือนการซ้ำเติมความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับผู้ถูกกระทำ ซึ่งไม่ควรจะเป็นคุณค่าในสังคมที่ควรยึดถือต่อไป เราควรตั้งคำถามอย่างจริงจังและตรงไปตรงมาว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่สังคมไทยจะต้องมีความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม กล้าที่จะชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของระบบและรื้อถอนวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด ปฏิเสธที่จะส่งต่อมรดกอันบิดเบี้ยวนี้ให้กลายเป็นภาระของสังคมในภายหน้า
.
.
อ้างอิงท้ายบทความ

[1] Justice, Balkan Transitional. “What is transitional justice.” International Assistance, and Civil Society (2018). https://www.ictj.org/sites/default/files/ICTJ-Global-Transitional-Justice-2009-English.pdf#page=2.08. (สืบค้นเมื่อ 30 เม.ย. 2569).

[2] เรื่องเดียวกับ 1.

[3] เรื่องเดียวกับ 1.

[4] บุปผาวัฒน์, ก่อการ. จากลุกขึ้นสู้ถึงสังหารหมู่ ความยุติธรรมเดินทางสู่ชาวกวางจูได้อย่างไร. พ.ค. 16, 2568. https://crcfthailand.org/2025/05/16/59325/. (สืบค้นเมื่อ 30 เม.ย. 2569).

[5] เปิดคำพิพากษาศาลเกาหลีใต้ จำคุกตลอดชีวิต อดีต ปธน.ยุน ซอก-ยอล ฐานบงการก่อกบฏ. 2569 ก.พ. 19. https://www.bbc.com/thai/articles/clyv817493xo. (สืบค้นเมื่อ 30 เม.ย. 2569).

[6] เรื่องเดียวกับ 5.

[7] เรื่องเดียวกับ 5.

[8] เรื่องเดียวกับ 5.

[9] เรื่องเดียวกับ 5.

[10] THE MOMENTUM TEAM. ครั้งแรกในรอบ 140 ปี บราซิลตัดสินจำคุกอดีตประธานาธิบดี ฐานก่อรัฐประหารและล้มล้างประชาธิปไตย. 12 ก.ย. 2568. https://themomentum.co/report-bolsonaro-sentenced-attacking-democracy-coup/. (สืบค้นเมื่อ 30 เม.ย. 2569).

[11] เรื่องเดียวกับ 10.

[12] เรื่องเดียวกับ 10.

[13] The Guardian. Bolsonaro sentenced to 27 years for plotting military coup in Brazil. 11 ก.ย. 2568. https://www.theguardian.com/world/2025/sep/11/brazil-supreme-court-bolsonaro-guilty-coup. (สืบค้นเมื่อ 30 เม.ย. 2569).

[14] เรื่องเดียวกับ 13.

[15] เรื่องเดียวกับ 13.

[16] กัลยกร สมศรี และ ธนธร จิรรุจิเรข,. ลอยนวลพ้นผิด: รื้ออดีต ในวันที่รัฐยุติ(ความเป็น)ธรรม. ต.ค. 29, 2567. https://theactive.thaipbs.or.th/data/impunity-history. (สืบค้นเมื่อ 30 เม.ย. 2569).

[17] ประจักษ์ ก้องกีรติ, สัมภาษณ์โดย ณรจญา ตัญจพัฒน์กุล. Never Again: ‘เปลี่ยนผ่าน’ ให้พ้นความรุนแรงและความยุติธรรมแบบไทยๆ – ว่าด้วยความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านการเมือง กับ ประจักษ์ ก้องกีรติ. 10 เม.ย. 2566. https://www.the101.world/prajak-kongkirati-transitional-justice-interview/. (สืบค้นเมื่อ 30 เม.ย. 2569).

[18] เรื่องเดียวกับ 16.

[19] เรื่องเดียวกับ 16.


https://tlhr2014.com/archives/85758




เงินที่เราจ่ายให้เขา เราได้ประโยชน์อะไร ?


คน ว่างงาน
August 20
AI content ·

นี้คือจำเงินที่พวกเราต้องจ่ายให้กับกลุ่มบุคคลที่เราไม่ได้เลือกเขาเข้ามา นี้ยังไม่รวมถึง สวัสดิการอื่นๆนะครับ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=2630630614033282&set=a.482979665465065
.....


ชาลี ศรีพุทธาธรรม
23 hours ago
·
* ภัยใหม่ ธรรมขาติ
โถมเข้าสาด กำแพงหนา
* วิกฤติ เรื่องนานา
โหมเข้าหา อันตราย
* โกงกิน คอร์รับชัน ?
อำนาจดัน ก่อเสียหาย
* ซักฟอก แฉเล่ห์ลาย
ชาติวอดวาย เพราะใครทำ ?!
---------
วาดการ์ตูน : เซีย
กวี : ชายตีเหล็ก
๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๙

https://www.facebook.com/photo/?fbid=2296741887822925&set=a.127471754749960



50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข


Fahroong Srikhao ฟ้ารุ่ง ศรีขาว
11 hours ago
·
ขอบพระคุณอาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข ที่เขียนถึงฟ้ารุ่งและน้องเพ้นท์ ศวิตา พูลเสถียร ช่างภาพข่าว สำนักข่าวเดอะสแตนดาร์ด ( THE STANDARD
) นะคะ

หลังจากเมื่อวันที่ 18 ส.ค. ทีมเราไปสัมภาษณ์อาจารย์สุรชาติ ในฐานะ 1 ในจำเลย 18+1 คน คดี 6 ตุลา 2519

โดยอาจารย์เป็น 1 ในนิสิตนักศึกษา 6 คน ที่เดินทางไปบ้าน ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เพื่อเจรจา

แต่ยังไม่ทันได้พบนายกฯ ก็ถูกควบคุมตัวไปขังเกือบ 2 ปี และคงจะเป็น 6 คนแรกที่รับรู้สัญญาณว่าอำนาจไม่ได้อยู่ในมือนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว

ต่อมาในเย็นวันเดียวกัน (6 ตุลา 2519) คณะรัฐประหารได้ประกาศอย่างเป็นทางการ ยึดอำนาจนายกรัฐมนตรีเสนีย์ ปราโมช

ส่วนนิสิตนักศึกษา 6 คนที่ไปบ้านนายกฯ เสนีย์ รวมถึงอาจารย์สุรชาติ ถูกควบคุมตัวทันทีจากรั้วบ้านนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ช่วงเช้าโดยถูกขังที่กองปราบสามยอด ก่อนจะย้ายไปเรือนจำบางขวาง

มีเหตุการณ์ในคุกบางขวางและการขึ้นศาลทหารที่อาจารย์ได้พบเจอ รวมถึงเรื่องราวทั้งก่อนและหลังออกจากคุก

ติดตามบทสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ได้ทาง THE STANDARD เร็วๆ นี้นะคะ

ส่วนบทความที่ฟ้ารุ่งนำมาโพสต์นี้ มีที่มาจากเว็บไซต์มติชนค่ะ
.
.
.
50 ปี 6 ตุลาฯ
สุรชาติ บำรุงสุข

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ “คุณฟ้ารุ่ง ศรีขาว” ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งเป็นวันเกิดของคณะผมพอดี คุณฟ้ารุ่งสนใจเรื่องราวของเหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 มาก โดยเฉพาะเรื่องราวของผู้นำนักศึกษาที่พยายามไปขอพบท่านนายกฯ ในเช้าวันนั้น แต่ไม่ได้พบ และถูกจับกุมในเวลาต่อมา

แม้เราจะนั่งคุยกันนาน แต่ก็ยังมีประเด็นสุดท้ายที่ยังตกค้างกันอยู่ เนื่องจากฟ้าฝนดูจะไม่เป็นใจเท่าใดนัก เพราะยิ่งคุย อากาศดูจะยิ่งมืดลง จนสุดท้าย ต้องตัดสินใจยุติการคุยในวันนั้น และต่างแยกย้ายกันรีบกลับบ้าน รวมทั้งน้องช่างภาพที่น่ารัก ที่มาช่วยถ่ายภาพของงานนี้อย่างดี

ดังที่กล่าวแล้วว่า เหมือนเรายังคงมีประเด็นค้างคากัน ผมจึงขอตอบเธอผ่านโน้ตสั้นๆ แม้คำตอบอาจดูเป็นวิชาการสักนิด แต่ก็อยากให้เห็นภาพของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในมุมที่เราย้อนกลับไปดูในเชิงมหภาค ดังต่อไปนี้

คุณฟ้ารุ่งถามผมว่า ในฐานะคนที่ร่วมชีวิตในเหตุการณ์การล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และเหตุการณ์นี้เดินทางผ่านมาเกือบ 50 ปีแล้ว ผมจะมองเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาฯ อย่างไร

ผมคิดว่าในฐานะนักเรียนรัฐศาสตร์ เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของการเมืองไทยอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้เลย หรืออาจกล่าวได้ว่า 6 ตุลาฯ เป็นหนึ่งใน “หลักกิโลเมตร” ที่สำคัญบนเส้นทางของประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศ และเป็นหลักกิโลที่เชื่อมกับเหตุการณ์อีก 2 หลักที่สำคัญ

หลักกิโลแรก “ก่อน 6 ตุลาฯ” คือ การลุกขึ้นสู้ครั้งใหญ่ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และผลพวงของความเปลี่ยนแปลงนี้ ไปจบลงช่วงแรกด้วยการล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

ส่วนหลักกิโล “หลัง 6 ตุลาฯ” คือ ผลสืบเนื่องจากการล้อมปราบและการจับกุมคุมขังที่เกิดในวันนั้น กลายเป็นแรงผลักดันให้นิสิต นักศึกษา และประชาชนเป็นจำนวนมากเดินทางเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” (พคท.)

สงครามปฏิวัติไทยจึงทำท่าจะขยายตัวในช่วงแรกหลังปี 2519 แต่ด้วยผลของปัญหาความขัดแย้งในเวทีระหว่างประเทศ สงครามนี้กลับมีอาการถดถอยอย่างคาดไม่ถึง และจบลงด้วยการประกาศชัยชนะของรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ในปี 2526 … สงครามปฏิวัติไทยปิดฉากลงอย่างรวดเร็วจริงๆ

ดังนั้น การพิจารณาสถานะของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จึงมีความเกี่ยวโยงที่แยกไม่ได้จาก 2 เหตุการณ์ดังกล่าว หรือทั้ง 3 เหตุการณ์เป็นหลักกิโลที่เชื่อมต่อกัน ทั้งในบริบทของตัวเหตุการณ์ และประเด็นปัญหาที่ผูกต่อกันมาทั้งในทางการเมืองและความมั่นคง

ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เป็นหลักเวลาสำคัญของ “การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง” ที่บ่งบอกถึงการสิ้นสุดของระบอบอำนาจนิยม ที่มีความหมายโดยตรงถึงการสิ้นสุดของระบอบทหาร ที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนานในสังคมไทย พร้อมกับการขยายตัวของแนวคิดเสรีนิยมและประชาธิปไตย หรืออาจกล่าวได้ว่า 14 ตุลาฯ คือ “หลักกิโลของเสรีนิยม” ในสังคมไทย

แต่สภาวะเช่นนี้ดำรงอยู่ภายใต้เงื่อนไขของความผันผวนทั้งภายนอกและภายใน โดยเฉพาะการสิ้นอำนาจของรัฐบาลฝ่ายขวาที่นิยมตะวันตกในอินโดจีน ที่นำไปสู่การกำเนิดของรัฐสังคมนิยม อันเป็นปัจจัยที่สร้างความหวาดกลัวทางการเมืองให้แก่กลุ่มการเมืองปีกขวา และผู้มีอำนาจในสังคมไทย

เมื่อความกลัวถูกพัฒนาให้กลายเป็น “ความเกลียดชัง” ทางการเมืองแล้ว สิ่งนี้จึงกลายเป็นปัจจัยที่นำไปสู่แนวคิดสุดโต่งในลักษณะของ “การทำลายล้าง” ผู้ที่เห็นต่าง และสภาวะเช่นนี้ขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยการปราบปรามขนาดใหญ่ในวันที่ 6 ตุลาฯ และทำให้ 6 ตุลาฯ เป็น “ภาพแทน” ของความรุนแรงทางการเมืองในยุคสมัยใหม่

การล้อมปราบในเช้าวันนั้น ตามมาด้วยการรัฐประหารในเย็นวันเดียวกัน จึงทำให้ 6 ตุลาฯ ได้กลายเป็น “หลักกิโลของอำนาจนิยม” ที่ชัดเจน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า หมุดหมายเวลาเช่นนี้ในอีกด้านคือ “หลักกิโลของสงครามปฏิวัติ” ที่พานิสิต นักศึกษา และประชาชนส่วนหนึ่งใช้เส้นทางนี้ เดินทางเข้าสู่สนามรบในชนบทไทย

แต่สุดท้ายแล้ว สงครามปฏิวัติไทยก็ได้ปิดฉากลงจริงๆ จึงทำให้ ตุลาฯ 2526 เป็น “หลักกิโลของการยุติสงคราม” หรืออาจกล่าวได้ว่า การสิ้นสุดของสงครามปฏิวัติคือ การสิ้นสุดของ “ยุคแห่งเดือนตุลาฯ” ในตัวเอง

ดังนั้น เหตุการณ์ 3 ตุลาฯ ที่ถูกผูกโยงเข้าด้วยกันด้วยเงื่อนไขทั้งการเมืองภายนอกและภายในของไทย จึงทำให้เหตุการณ์ทั้ง 3 ตุลาฯ เป็น “หมุดหมาย” ที่สำคัญของการเมืองไทย และยังมีนัยสำคัญอย่างมากกับปัญหาความมั่นคงไทยในเวลาต่อมาอีกด้วย

นับจากปี 2526 เป็นต้นไป ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีความสงบในทางการเมือง เพราะสงครามภายในได้ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว หรือในมิติทางเศรษฐศาสตร์การเมือง ไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุนและการทำธุรกิจ พร้อมกันนั้น การเมืองไทยในยุคหลังสงครามคอมมิวนิสต์ก็คลี่คลายตัวออกจากความเป็นอำนาจนิยม และมีภาพสะท้อนถึงปัจจัยเสรีนิยมที่มีบทบาทมากขึ้น และเข้าแทนที่ “ระบอบอำนาจนิยมของเดือนตุลาฯ”

ดังที่เรียกกันในสมัยนั้นว่า “ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ” ที่การเมืองไม่ตกอยู่ภายใต้ระบอบทหารเต็มรูปแบบเก่า แม้จะมีผู้นำทหารเป็นรัฐบาลก็ตาม ซึ่งการเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบเช่นนี้ ก็เป็นผลจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ด้วย เพราะ “ผู้นำทหารสายปฏิรูป” ในยุคหลัง 6 ตุลาฯ ไม่ต้องการการปกครองในรูปแบบเก่า อันจะกลายเป็นเงื่อนไขของสงครามคอมมิวนิสต์ในตัวเอง

การคิดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในวาระครบรอบ 50 ปี จึงเป็นความน่าสนใจที่ชวนให้ต้องพิจารณาทั้งในมิติการเมือง และความมั่นคง ตลอดรวมถึงผลกระทบต่อโลกทัศน์ของทุกกลุ่มและทุกฝ่ายในขณะนั้นด้วย

ในอีกส่วนหนึ่ง เราอาจจะนึกไม่ถึงผลกระทบขนาดใหญ่ที่มีนัยกับ “การสงครามของรัฐไทย” ว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ นำไปสู่สงคราม แต่ในทำนองเดียวกัน 6 ตุลาฯ ก็นำไปสู่การสิ้นสุดของสงครามเช่นกันด้วย

แน่นอนว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในตัวเอง เป็นหมุดหมายของเส้นเวลาทางการเมืองที่เป็น “หลักกิโลเมตร” สำคัญ หรือเป็นดัง “หินก้อนใหญ่” ก้อนหนึ่งที่วาง เพื่อบอกเวลาของสังคมการเมืองไทย ซึ่งหลายคนในปัจจุบันที่เคยเดินผ่านหลักหินนี้ ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็น “ผู้ถูกกระทำ” หรือ “ฝ่ายกระทำ” ต่างได้ออกเดินทางจากไปในภพหน้ากันบ้างแล้ว

เช่นเดียวกับหลายเหตุการณ์ที่เป็นหมุดหมายของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสังคมไทย ไม่ว่าผู้คนร่วมยุคสมัยที่เคยเดินทางผ่านหลักหินดังกล่าวนั้น จะผ่านไปเป็นจนหมดจำนวนแล้วก็ตาม แต่แน่นอนว่า หลักกิโลทางการเมืองเช่นนี้ ก็จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป และจะยังทำหน้าที่ที่บ่งบอกถึง “จุดเปลี่ยน” ที่เหตุการณ์นั้นๆ ได้สร้างผลสะเทือนให้กับสังคมการเมืองไทยต่อไปอย่างไม่เปลี่ยนแปลง

เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ก็เป็นเช่นนั้น และจะยังทำหน้าที่เช่นนั้นต่อไปไม่ว่าจะเป็นในวาระครบรอบกี่ปีก็ตาม และไม่ว่าผู้ร่วมในเหตุการณ์จะเหลืออีกกี่ผู้กี่นามก็ตาม !

ปล.: ขอรำลึกและคารวะต่อจิตใจเพื่อนๆ จากทุกที่และทุกสถาบันที่เสียสละ ไม่ว่าจะเป็นความสูญเสียในเช้าวันที่ 6 ตุลาฯ หรือในฐานที่มั่นในชนบทที่ใดก็ตาม

.
50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข

https://www.matichon.co.th/weekly/deep/article_908650

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1632504701569872&set=a.1567817228038620




“กฎหมายไทยไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือเราไม่มีวัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูล” ความสำคัญของการ "เปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น"


The101.worl
Yesterday
·

“กฎหมายไทยไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก (open by default) แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่าคือเราไม่มีวัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูล”
.
แม้ไทยจะมี พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ซึ่งวางหลักให้ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเข้าถึงข้อมูลภาครัฐนั้นไม่ง่าย เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวยังมีข้อจำกัด ทั้งความไม่ทันสมัย, การเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจมากเกินควร, การไม่มีแนวปฏิบัติสำหรับการใช้ดุลพินิจอย่างชัดเจน
.
ผลที่ตามมาก็คือ เจ้าหน้าที่เลือกใช้ดุลพินิจในลักษณะ ‘ปกปิดเป็นหลัก เปิดเผยเป็นข้อยกเว้น’ ซึ่งตรงกันข้ามกับหลักการที่ควรจะเป็น ยังไม่รวมว่ามีการใช้กฎหมายอื่นเป็นลูกเล่นในการไม่เปิดเผยข้อมูลด้วย เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA) สถานการณ์เช่นนี้ยิ่งตอกย้ำให้สังคมไทยห่างไกลจากวัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น
.
เพื่อหาคำตอบว่า อะไรคือข้อจำกัดของกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการและกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล, วัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูลของสังคมไทยเป็นแบบไหน และกฎหมายว่าด้วยการเปิดข้อมูลข่าวสาร (อย่างที่ควรจะเป็น) ต้องมีหลักการอย่างไร วันโอวัน สนทนากับ เขมภัทร ทฤษฎิคุณ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อ่านฉบับเต็ม: https://www.the101.world/limits-of-information-law/
.
“อย่างเคส ‘นาฬิกายืมเพื่อน’ สิ่งที่เกิดขึ้นคือแม้ถูกสั่งให้เปิดข้อมูล หน่วยงานก็ส่งข้อมูลให้ แต่ในข้อมูลก็มีการเซ็นเซอร์ สิ่งนี้สะท้อนว่าคำวินิจฉัยไม่เป็นที่สุด ในทางปฏิบัติแล้ว การดึงข้อมูลออกจากผ้าคลุมของรัฐจึงยากมาก”
.
"ในกรณีของสหรัฐฯ กฎหมายข้อมูลข่าวสารระบุว่า จะยกเว้นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับความมั่นคงได้ เฉพาะเมื่อมีคำสั่งของฝ่ายบริหาร กล่าวคือต้องมีคำสั่งที่ออกโดยประธานาธิบดี ไม่ใช่เจ้าหน้าที่คนใดคนหนึ่ง มันคือการตัดสินใจระดับฝ่ายบริหารว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูล เพราะกระทบประโยชน์ในการป้องกันประเทศ ส่วนข้อยกเว้นในเรื่องอื่นๆ นั้นถูกยกเว้นไว้อย่างแคบ ขณะที่กฎหมายไทยไม่มีกระบวนการแบบนี้ การเปิดข้อมูลขึ้นอยู่กับดุลพินิจ”
.
“พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการฯ ไม่มีข้อยกเว้นชัดเจนว่าหากเจ้าหน้าที่รัฐเปิดเผยข้อมูลแล้วจะปราศจากการลงโทษ ไม่มีอะไรคุ้มครองว่าเขาปฏิบัติหน้าที่แล้วจะไม่โดนลงโทษทางวินัย หรือถูกฟ้องทางอาญา ซึ่งในทางหลักการ กฎหมายควรคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ทำงานโดยสุจริต"
.
“ภาครัฐอาจมีไอเดียเรื่องการปกปิดเป็นหลัก เพราะกลัวผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หรือการถูกลงโทษทางวินัย หรืออะไรก็แล้วแต่ เจ้าหน้าที่จึงตัดสินใจว่าไม่เปิดเผยดีกว่า และเมื่อนำกฎหมายสองฉบับนี้ [กฎหมายข้อมูลข่าวสารฯ และกฎหมาย PDPA] มาประกอบกัน แทนที่เราจะมุ่งเปิดเผยข้อมูลสาธารณะในสิ่งที่สำคัญ เรากลับเอากฎหมายเหล่านี้มาเป็นข้ออ้างว่าไม่ควรเปิดเผยข้อมูล”
.
“เราควรขยับไปถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ แต่ไม่ใช่การเผยข้อมูลเอกชนในทุกกรณี เฉพาะข้อมูลที่ประชาชนควรรับรู้เท่านั้น ตัวอย่างเช่น ใครได้สัมปทานจากภาครัฐ ใครเป็นคนทำรายงานประเมินผลกกระทบทางสิ่งแวดล้อม ใครคือผู้มีอำนาจเหนือตลาดในทางกฎหมายแข่งขันทางการค้า ใครคือผู้ถือหุ้นที่แท้จริงของบริษัท ใครมีปฏิสัมพันธ์กับงบประมาณภาครัฐ เป็นต้น”
.
“เราควรสร้างกลไกให้รัฐเปิดเผยข้อมูลไปเลย หากตัดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ออกไป การเปิดเผยข้อมูลจะเปิดกว้างขึ้น ไม่ต้องคิดว่าจะเปิดหรือไม่เปิดดี เพียงพิจารณาว่าข้อมูลนั้นๆ อยู่ในชั้นความลับหรือไม่ หากไม่อยู่ ก็เปิดเผยข้อมูลได้เลย”
.
“ชีวิตและปากท้องคือสิ่งสำคัญ แม้ข้อมูลเปิดจากภาครัฐจะไม่กระทบกับชีวิตและปากท้องโดยตรง แต่มันจะช่วยให้การใช้สิทธิของเรามีคุณภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน เราจะรู้ได้เลยว่าทรัพยากร ที่ควรถูกจัดสรรเพื่อประโยชน์สังคม ไปลงอยู่ที่ใคร ภาษีเราอยู่ตรงไหน ทรัพย์สินของรัฐอยู่กับใคร [...] หลายคนอาจรู้สึกว่าเราจะรู้ข้อมูลภาครัฐไปทำไม แต่ประเด็นคือถ้าเราไม่รู้ เราก็จะทำอะไรไม่ได้เลย”
.
เรื่อง: ชลธิชา ทักษิณาเวศน์
ภาพถ่าย: กอบบุญ บูรโชควิวัฒน์
ภาพประกอบ: ณัฐพล อุปฮาด

[ TIJ x 101 ]

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1603645977796869&set=a.523964959098315
.....

การเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data) ถือเป็นหัวใจสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและการบริหารราชการยุคใหม่ แม้หลักการตามกฎหมายจะเริ่มปรับเปลี่ยนไปสู่การ "เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น" (Open by Default) แต่ปัญหาเชิงวัฒนธรรมองค์กรและวิธีคิดของภาครัฐยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ
ความสำคัญของการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะและวัฒนธรรมการเปิดเผยข้อมูล แบ่งออกเป็น 4 ด้านหลัก:

1. การสร้างความโปร่งใสและต่อต้านการทุจริต (Transparency & Anti-Corruption)

ตรวจสอบได้: เมื่อข้อมูลสัญญาการจัดซื้อจัดจ้าง งบประมาณ หรือการดำเนินโครงการของรัฐถูกเปิดเผย ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ (Watchdog) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ลดโอกาสการคอร์รัปชัน: ความลับคือบ่อเกิดของการทุจริต การเปิดเผยข้อมูลช่วยลดพื้นที่การใช้อำนาจโดยมิชอบและการเล่นพรรคเล่นพวก

2. การเพิ่มประสิทธิภาพบริหารงานและการตัดสินใจด้วยข้อมูล (Data-Driven Decision Making)

นโยบายที่ตรงจุด: ข้อมูลที่เปิดเผยและถูกต้องช่วยให้ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และนักวิชาการ วิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อวางนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนได้จริง

ลดความซ้ำซ้อน: การแชร์ข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกันเองช่วยลดขั้นตอน Red Tape และเพิ่มความเร็วในการให้บริการประชาชน

3. การกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างนวัตกรรมใหม่ (Economic Value & Innovation)

สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ: ข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลการจราจร หรือข้อมูลภูมิสารสนเทศ (GIS) สามารถนำไปต่อยอดเป็นแอปพลิเคชันและบริการเชิงพาณิชย์ของภาคเอกชนและ Startup ได้

เปิดโอกาสให้แก้ปัญหาร่วมกัน: ฝ่ายรัฐไม่จำเป็นต้องคิดวิธีแก้ปัญหาทุกอย่างเอง การเปิดข้อมูลช่วยให้คนรุ่นใหม่และ Tech Community เข้ามาช่วยพัฒนานวัตกรรมบริการสาธารณะ (Civic Tech)

4. การเสริมสร้างความเป็นเมืองและพลเมืองที่มีพลัง (Empowered Citizenship)

สร้างความเชื่อมั่น (Trust): รัฐบาลที่กล้าเปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นข่าวดีหรือปัญหา ย่อมได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากกว่ารัฐที่ปกปิด

ส่งเสริมการมีส่วนร่วม: ประชาชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับบริการ แต่เป็น "หุ้นส่วน" ในการพัฒนาประเทศเมื่อมีข้อมูลที่เพียงพอในการแสดงความคิดเห็น

ก้าวข้ามอุปสรรคทางวัฒนธรรม

การแก้ไขปัญหากฎหมายเป็นเพียงก้าวแรก แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการเปลี่ยน วัฒนธรรมองค์กร จากเดิมที่มองว่า "ข้อมูลเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของหน่วยงาน" ไปสู่การมองว่า "ข้อมูลเป็นของประชาชน" ซึ่งต้องอาศัย:

การปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการและผู้นำภาครัฐ ให้มองการถูกตรวจสอบเป็นเรื่องปกติ

การจัดทำระบบข้อมูลในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์อ่านได้ (Machine-Readable) เพื่อให้อ่านและนำไปใช้วิเคราะห์ต่อได้ทันที ไม่ใช่เพียงการสแกนเอกสารกระดาษเป็นไฟล์ PDF




ปรากฏการณ์รักชาติแบบซ้ายทีขวาที | ประ - วัด - ติ - สั้น EP1

https://www.facebook.com/reel/1597019352032207




“การต่างประเทศของเราถดถอยลงไปเยอะ หลังรัฐประหารนายกฯยิ่งลักษณ์” เอียงเข้าหามหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนชัดเจน ที่แย่กว่านั้นสำหรับข้าราชการคือ โครงสร้างของหน่วยงานด้านต่างประเทศ มีลักษณะแบบไซโล นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่ถอดใจ ข้าราชการระดับ mid career ลาออกนับร้อยในหลายปีที่ผ่านมา


สรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ I การต่างประเทศถดถอยหลัง คนหนุ่มสาวลาออก : ประชาธิปไตย2สี

matichon tv

Premiered 6 hours ago 

รายการประชาธิปไตยสองสี : อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) สนทนากับ สรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ ส.ส. พรรคประชาชน อดีตเจ้าหน้าที่การทูต กระทรวงการต่างประเทศ ประเด็นว่าด้วย การต่างประเทศไทย กับ การถดถอยหลังปี 57 คนหนุ่มสาวลาออกนับร้อย เผยแพร่ วันเสาร์ 22 ส.ค. 2569 เวลา 18.00 น.

https://www.youtube.com/watch?v=veAawCwTfO4




เช้าวันศุกร์ 21 ส.ค. มีรายงานว่า กองทัพอากาศ #เมียนมาโจมตีทางอากาศ ทิ้งระเบิด 4 ลูกใส่สำนักสงฆ์ ระหว่างที่มีการจัดงานปฏิบัติธรรมช่วงเข้าพรรษา ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 14 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่กำลังปฏิบัติธรรม และบาดเจ็บอีกกว่า 20 คน


Pipob Udomittipong
9 hours ago
·
เช้าวันศุกร์ 21 ส.ค. มีรายงานว่า กองทัพอากาศ #เมียนมาโจมตีทางอากาศ ทิ้งระเบิด 4 ลูกใส่สำนักสงฆ์ ระหว่างที่มีการจัดงานปฏิบัติธรรมช่วงเข้าพรรษา และยังเป็นที่พักพิงของผู้ประสบภัยน้ำท่วมในเมืองมยอง (Myaung) ภาคสะกาย ตอนกลางของประเทศ ส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 14 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่กำลังปฏิบัติธรรม และบาดเจ็บอีกกว่า 20 คน

การโจมตีเกิดขึ้นในหมู่บ้านสเวล เลอ โอห์ (Swel Le Oh) ห่างจากมัณฑะเลย์ เมืองใหญ่อันดับสองของเมียนมาประมาณ 75 กิโลเมตร ไปทางทิศตะวันตก

สำนักข่าว Irrawaddy ระบุว่า เครื่องบินรบได้ทิ้งระเบิดขนาด 250 ปอนด์ จำนวน 4 ลูกใส่วัด ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้สูงอายุรวมตัวกันเพื่อฟังเทศน์ฟังธรรมจากพระ

Aljazeera บอกว่า จณะเกิดเหตุโจมตีมีชาวบ้านและพระมากกว่า 100 คนพักอยู่ในวัดและพื้นที่รอบวัด เพื่อปฏิบัติธรรมในช่วงเข้าพรรษาเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ โดยเครื่องบินได้ทิ้งระเบิดสองลูกใส่หมู่บ้านห่างกัน 15 นาที

เจ้าหน้าที่กู้ภัยบอกว่า ชายสูงวัย 8 คนและหญิง 2 คนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่อีก 4 คนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่โรงพยาบาล

มยองเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในภาคสะกาย ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทหาร

เป็นการโจมตีสังหารชาวพุทธ หลังจากผู้นำรัฐบาลและกองทัพของเมืองพุทธแห่งหนึ่ง ให้การต้อรบรับการมาเยือนของประธานาธิบดีและผบ.สส.จากเมียนมาอย่างอบอุ่น ทั้งที่เป็นบุคคลที่เป็นอาชญากรสงครามและถูกคว่ำบาตรจากประเทศอื่น
https://www.aljazeera.com/.../myanmar-military-bombing...

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10164563259361649&set=a.10150096728651649
.....








 

คพ. เปิดผลตรวจตะกอนดินครั้งที่ 12 พบ 'สารหนู-โลหะหนัก' พุ่งสูง น้ำกก-โขง-รวก เข้าขั้นอันตรายรุนแรง - รัฐบาล.. ตื่นยัง !


THE STANDARD

August 20
·
UPDATE :​ คพ. เปิดผลตรวจตะกอนดินครั้งที่ 12 พบ 'สารหนู-โลหะหนัก' พุ่งสูง น้ำกก-โขง-รวก เข้าขั้นอันตรายรุนแรง

วันนี้ (21 สิงหาคม) กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สรุปผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพตะกอนดินในแม่น้ำกก ลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง รวม 21 จุดตรวจวัด โดยเก็บตัวอย่างระหว่างวันที่ 7–10 กรกฎาคม 2569 เพื่อติดตามเฝ้าระวังกรณีแม่น้ำกกมีความขุ่นผิดปกติในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย

จากการทดสอบในห้องปฏิบัติการ พบสัญญาณน่าห่วงในพื้นที่แม่น้ำสายหลักและลำน้ำชายแดน โดยเฉพาะสารหนู (Arsenic) และโลหะหนักหลายชนิดที่มีค่าสูงเกินมาตรฐานในหลายจุดตรวจวัด

⚈ แม่น้ำโขง (เข้าขั้นอันตรายรุนแรงทุกจุด): พบสารหนูเกินเกณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อสัตว์หน้าดินอย่างรุนแรง (มาตรฐานกำหนดไม่เกิน 33 มก./กก.) ทั้ง 4 จุดตรวจ โดยจุดที่พบสูงสุดคือ NK02 ต.เวียง อ.เชียงแสน (80 มก./กก.) รองลงมาคือ NK04 บ้านหัวเวียง อ.เชียงของ (68 มก./กก.), NK01 ด่านสามเหลี่ยมทองคำ (66 มก./กก.) และ NK03 บ้านสบกก อ.เชียงแสน (50 มก./กก.) ซึ่งจุด NK03 ยังพบค่าปรอท (0.22 มก./กก.) และโครเมียม (45 มก./กก.) เกินเกณฑ์ปลอดภัยด้วย

⚈ แม่น้ำรวก (เกินเกณฑ์อันตรายรุนแรงทุกจุด): พบสารหนูเกินเกณฑ์อันตรายรุนแรงทั้ง 2 จุด ได้แก่ RU02 บริเวณปลายแม่น้ำรวก ต.เวียง อ.เชียงแสน พบสารหนูสูงถึง 55 มก./กก. (พร้อมนิกเกิล 46 มก./กก. และโครเมียม 61 มก./กก. เกินเกณฑ์ปลอดภัย) และ RU01 สถานีสูบน้ำเกาะช้าง อ.แม่สาย พบสารหนู 49 มก./กก. (พร้อมปรอทและโครเมียมเกินเกณฑ์ปลอดภัย)

⚈ แม่น้ำกก (น่าห่วงทั้งสายน้ำ): พบสารหนูเกินเกณฑ์อันตรายรุนแรง 1 จุด คือ KK09 สะพานเฉลิมพระเกียรติ 1 อ.เมืองเชียงราย สูงถึง 45 มก./กก. และยังพบโลหะหนักชนิดอื่นเกินเกณฑ์ปลอดภัย ทั้งนิกเกิล (26 มก./กก.), ตะกั่ว (46 มก./กก.) และโครเมียม (66 มก./กก.) นอกจากนี้ยังพบสารหนูเกินเกณฑ์ปลอดภัย (มาตรฐานไม่เกิน 10 มก./กก.) อีก 6 จุด ได้แก่ KK01 ชายแดนไทย–พม่า (23 มก./กก.), KK11 สะพานริมกก–เวียงเหนือรวมใจ และ KK12 สะพานโยนกนาคนคร (16 มก./กก.), KK07 สะพานข้ามแม่น้ำกก (15 มก./กก.), KK10 ฝายเชียงราย (13 มก./กก.) และ KK05 สะพานมิตรภาพแม่ยาว–ดอยฮาง (11 มก./กก.) โดยจุด KK05 และ KK11 ตรวจพบค่าปรอทเกินมาตรฐานร่วมด้วย

⚈ แม่น้ำสาย: พบสารหนูเกินเกณฑ์ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดิน 2 จุด ได้แก่ SA01 บ้านหัวฝาย อ.แม่สาย (25 มก./กก.) และ SA03 บ้านป่าซางงาม อ.แม่สาย (13 มก./กก.)

⚈ ลำน้ำสาขา: แม่น้ำกรณ์ (KO01) พบนิกเกิล 38 มก./กก. เกินเกณฑ์ปลอดภัย (มาตรฐานไม่เกิน 23 มก./กก.) ขณะที่ แม่น้ำฝาง (FA01) และ แม่น้ำลาว (LA01) ส่วนใหญ่คุณภาพตะกอนดินยังคงเป็นไปตามมาตรฐาน

กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า การที่พบค่าสารหนูและโลหะหนักสูงผิดปกติในหลายจุดตรวจวัด อาจเป็นผลมาจากช่วงฤดูฝนที่มีปริมาณน้ำและกระแสน้ำไหลเชี่ยว ส่งผลให้เกิดการพัดพาตะกอนแขวนลอยจากต้นน้ำและมาตกสะสมในท้องน้ำมากขึ้น

ทั้งนี้ คพ. จะยังคงติดตาม ตรวจวัด และเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อวางมาตรการดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยประชาชนสามารถติดตามผลการตรวจวัดและสถานการณ์สิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์กรมควบคุมมลพิษ (www.pcd.go.th)

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1426154876310518&set=a.586524703606877
.....


ติ่งข่าว เวิร์คพอยท์
10 hours ago
·
พบสารหนู - โลหะหนักปนเปื้อนแม่น้ำเชียงราย 4 สาย ในระดับ"รุนแรงต่อระบบนิเวศ"
.
(22ส.ค.69) กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เผยผลตรวจคุณภาพตะกอนดินใน 4 แม่น้ำสายหลักของจังหวัดเชียงราย พบสารหนูและโลหะหนักปนเปื้อนในระดับที่อันตรายรุนแรงต่อระบบนิเวศ ด้านนักวิชาการจี้รัฐบาลเร่งยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมทบทวนข้อตกลงข้ามแดนที่ไทยกำลังเสียเปรียบ
.
จากการติดตามตรวจสอบคุณภาพตะกอนดิน ครั้งที่ 12 (เก็บตัวอย่าง 7-10 ก.ค. 69) รวม 21 จุด ในแม่น้ำกก ลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง พบโลหะหนักเกินมาตรฐาน ดังนี้:
.
แม่น้ำรวก: พบสารหนูสูงสุด 55 มก./กก. พร้อมปรอท นิกเกิล และโครเมียม ในระดับเกินมาตรฐาน (บริเวณจุดปลายแม่น้ำ อ.เชียงแสน)
.
แม่น้ำโขง: สารหนูพุ่งเกินระดับอันตรายรุนแรงทั้ง 4 จุดตรวจ โดยสูงสุดอยู่ที่ 80 มก./กก. (ต.เวียง อ.เชียงแสน)
.
แม่น้ำกก: สารหนูเกินเกณฑ์ปลอดภัย 6 จุด สูงสุด 45 มก./กก. (สะพานเฉลิมพระเกียรติ 1 อ.เมือง) รวมถึงพบนิกเกิล ตะกั่ว และโครเมียมเกินเกณฑ์
.
แม่น้ำสาย: สารหนูเกินเกณฑ์ปลอดภัย 2 จุด ในพื้นที่ อ.แม่สาย
.
ทาง คพ. ชี้แจงเบื้องต้นว่า ปริมาณมลพิษที่พุ่งสูงส่วนหนึ่งเกิดจากฤดูฝนที่กระแสน้ำพัดพาและสะสมตะกอนแขวนลอยมากขึ้น
.
ดร.สืบสกุล กิจนุกร นักวิชาการจาก ม.แม่ฟ้าหลวง แสดงความกังวลอย่างหนักต่อผลกระทบในห่วงโซ่อาหาร หากชาวบ้านนำสัตว์น้ำที่ปนเปื้อนโลหะหนักไปบริโภค พร้อมเสนอ 3 ข้อเรียกร้องสำคัญถึงรัฐบาล
.
ดันเป็น "วาระแห่งชาติ": ตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาที่ให้ภาคประชาชนและวิชาการมีส่วนร่วม
งัดมาตรการเด็ดขาด: "ยุติการนำเข้าและส่งออกแร่ผ่านแดน" (ดีบุก, ตะกั่ว, พวง ฯลฯ) จากเมียนมาไปจีน เพื่อบีบให้เกิดการเจรจาแก้ปัญหาบนโต๊ะ
ทบทวน TOR ตรวจวัดน้ำข้ามแดน: วิจารณ์ข้อตกลงปัจจุบันที่ให้ "ต่างคนต่างตรวจ" และห้ามเปิดเผยข้อมูลหากไม่ยินยอมทั้งสองฝ่าย ว่าเป็นข้อตกลงที่ไทยเสียเปรียบและเข้าข่ายปกปิดข้อมูลประชาชน
.
ดร.สืบสกุล ทิ้งท้ายด้วยการเตือนรัฐบาลว่า หากยังคงเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนจากมลพิษข้ามแดนนี้ ประชาชนในพื้นที่จะใช้ประเด็นดังกล่าวเป็นตัวตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่าง

แน่นอนhttps://www.facebook.com/photo/?fbid=1702327111895739&set=a.534390525356076




https://www.facebook.com/reel/2333379490733769




แหล่งข่าวเผย กองทัพเรือสหรัฐฯ ยุคทรัปป์ GUTLESS ข่าวว่า กำลังพิจารณาถอดชื่อวีรบุรุษสงครามผิวดำออกจากเรือบรรทุกเครื่องบิน เพื่อนำชื่อทรัมป์มาใช้แทน


ระหว่างการโจมตีในปี ค.ศ. 1941 มิลเลอร์ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นพ่อครัวบนเรือรบ USS West Virginia ได้ช่วยเคลื่อนย้ายกัปตันเรือที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสไปยังจุดที่ปลอดภัย ก่อนจะเข้าควบคุมปืนต่อสู้อากาศยาน ทั้งที่ไม่เคยผ่านการฝึกฝนการใช้อาวุธชนิดนี้มาก่อน เขาได้รับการยกย่องว่าสามารถยิงเครื่องบินรบของญี่ปุ่นตกได้อย่างน้อย 1 ลำ ซึ่งถือเป็นวีรกรรมที่โดดเด่นอย่างยิ่งท่ามกลางสถานการณ์การโจมตีที่เครื่องบินญี่ปุ่นราว 350 ลำถูกยิงตกไปเพียง 29 ลำเท่านั้น
...

มิลเลอร์ได้รับมอบเหรียญ Navy Cross ซึ่งเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์เชิดชูเกียรติสูงสุดอันดับสองของกองทัพเรือสำหรับความกล้าหาญในการรบ รองจากเหรียญ Medal of Honor เพียงเหรียญเดียว การได้รับเกียรติยศครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่กองทัพยังคงมีการแบ่งแยกเชื้อชาติ และทหารผิวดำมักไม่ได้รับการยอมรับในผลงานและความเสียสละอย่างเต็มที่

ข้อความในประกาศเกียรติคุณระบุว่า "แม้จะเผชิญกับการกราดยิงและการทิ้งระเบิดจากข้าศึกรวมถึงเพลิงไหม้รุนแรง แต่มิลเลอร์ก็ได้ช่วยเหลือในการเคลื่อนย้ายกัปตันซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสไปยังจุดที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น จากนั้นจึงเข้าประจำการและควบคุมปืนกลเพื่อยิงสกัดเครื่องบินรบของญี่ปุ่นที่กำลังเข้าโจมตี จนกระทั่งได้รับคำสั่งให้ถอนตัวออกจากสะพานเดินเรือ"

แหล่งข่าวเผย กองทัพเรือสหรัฐฯ พิจารณาเปลี่ยนชื่อเรือบรรทุกเครื่องบินจากวีรบุรุษผิวดำเป็นชื่อ "ทรัมป์"

แหล่งข่าวระบุว่ามีการหารือเรื่องนี้กันมาตลอดช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่กองทัพเรือกำลังพิจารณาว่าจะถอดชื่อของหนึ่งในทหารผิวดำผู้มีชื่อเสียงที่สุดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ออกจากเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ แล้วเปลี่ยนไปใช้ชื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แทนหรือไม่ ข้อมูลนี้มาจากแหล่งข่าว 3 รายที่ทราบเรื่องดังกล่าว ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการตั้งชื่อเรือของกองทัพเรือตามชื่อประธานาธิบดีที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่

เรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการต่อที่รัฐเวอร์จิเนีย ได้รับการตั้งชื่อในสมัยรัฐบาลชุดแรกของทรัมป์ โดยกองทัพเรือประกาศให้เรือชั้นฟอร์ด (Ford-class) ลำนี้ใช้ชื่อว่า USS Doris Miller เพื่อเชิดชูวีรกรรมของมิลเลอร์ระหว่างเหตุการณ์โจมตีอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ พิธีดังกล่าวจัดขึ้นในวันมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr. Day) เมื่อปี 2020

มิลเลอร์เสียชีวิตในเวลาต่อมาไม่ถึงสองปี คือในเดือนพฤศจิกายน 1943 เมื่อเรือ USS Liscome Bay ถูกตอร์ปิโดจากเรือดำน้ำญี่ปุ่นยิงถล่มระหว่างยุทธการที่เกาะมาคิน (Battle of Makin) ส่งผลให้มีทหารเรือเสียชีวิต 700 นาย

เรือ USS Doris Miller จะเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกที่ตั้งชื่อตามชาวอเมริกันผิวดำ และเป็นลำแรกที่ให้เกียรติทหารชั้นผู้น้อย (enlisted service member) นอกจากนี้ยังเป็นเรือของกองทัพเรือลำที่สองที่ใช้ชื่อมิลเลอร์ โดยก่อนหน้านี้เคยมีเรือพิฆาตที่ตั้งชื่อตามเขาเข้าประจำการในปี 1972 และปลดประจำการไปในปี 1991

สำนักข่าว CNN เป็นแห่งแรกที่รายงานว่ากองทัพเรือกำลังพิจารณาเปลี่ยนชื่อเรือบรรทุกเครื่องบินลำดังกล่าว ทางทำเนียบขาวได้ส่งต่อคำถามจาก ABC News ไปยังกระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) ซึ่งไม่ได้ตอบกลับคำร้องขอความคิดเห็นแต่อย่างใด ด้านโฆษกกองทัพเรือระบุในแถลงการณ์ว่า กองทัพเรือ "ยังไม่มีประกาศใดๆ ที่จะแจ้งให้ทราบในขณะนี้"

แหล่งข่าว 3 รายที่ทราบเรื่องระบุว่า การหารือเกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ดำเนินมาตลอดช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

นอกจากนี้ มิลเลอร์ยังได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังให้เลื่อนระดับเหรียญกล้าหาญ Navy Cross ที่เขาได้รับ ไปเป็นเหรียญ Medal of Honor ซึ่งเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดของชาติสำหรับความกล้าหาญในการรบ ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวทั้ง 3 ราย หนึ่งในแหล่งข่าวระบุว่า พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพิ่งส่งบันทึกข้อความถึงสภาคองเกรสเพื่อเสนอแนะให้มอบเหรียญ Medal of Honor แก่มิลเลอร์

โดยปกติแล้ว เรือบรรทุกเครื่องบินมักตั้งชื่อตามประธานาธิบดี ในขณะที่ผู้ได้รับเหรียญ Medal of Honor มักได้รับเกียรติด้วยการนำชื่อไปตั้งเป็นชื่อเรือพิฆาต ซึ่งเป็นเรือรบขนาดเล็กกว่าแต่มีอาวุธหนัก ออกแบบมาเพื่อคุ้มกันเรือขนาดใหญ่และเข้าปะทะกับภัยคุกคามจากศัตรูโดยตรง แหล่งข่าวที่ทราบเรื่องระบุว่า กองทัพเรือกำลังพิจารณาที่จะนำชื่อของมิลเลอร์ไปตั้งให้กับเรือลำอื่นแทน

อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อยกเว้นอยู่บ้าง ตัวอย่างเช่น เรือ USS Carl Vinson ซึ่งตั้งชื่อตามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตผู้ดำรงตำแหน่งมายาวนานจากรัฐจอร์เจีย และกลายเป็นหนึ่งในนักกฎหมายที่มีอิทธิพลสูงสุดในด้านกิจการกองทัพเรือ

การเปลี่ยนชื่อเรือรบที่เข้าประจำการแล้วหรืออยู่ในแผนการสร้างนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดในระยะหลังคือกรณีที่กองทัพเรือถอดชื่อที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายสมาพันธรัฐ (Confederate) ออกจากเรือรบต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามตามคำสั่งรัฐสภาในการลบชื่อที่เชื่อมโยงกับฝ่ายสมาพันธรัฐออกจากหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงกลาโหม

เมื่อไม่นานมานี้ ในปีที่แล้ว เฮกเซธ (Hegseth) ได้สั่งให้กองทัพเรือเปลี่ยนชื่อเรือที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ ฮาร์วีย์ มิลค์ (Harvey Milk) อดีตทหารเรือและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+)

โทมัส เบลดโซ (Thomas Bledsoe) หลานชายของมิลเลอร์และโฆษกประจำครอบครัว กล่าวกับสำนักข่าว ABC News ในการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เมื่อเช้าวันศุกร์ว่า ข่าวเรื่องการถอดชื่อมิลเลอร์ออกจากเรือรบของกองทัพเรือนั้น "สร้างความตกใจ" ให้แก่ครอบครัวเป็นอย่างมาก

"การได้รับรู้ถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการเปลี่ยนชื่อนี้สร้างความตกใจให้กับทั้งตัวผมและครอบครัว และเราหวังว่าเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นจริง อย่างไรก็ตาม เราได้ยินมาว่านอกเหนือจากการเปลี่ยนชื่อแล้ว พวกเขาอาจจะนำชื่อของเขาไปตั้งให้กับเรือบรรทุกเครื่องบินลำอื่นแทน" เบลดโซกล่าว

"เราหวังว่าหากมีการเปลี่ยนชื่อเรือลำเดิมไปแล้ว ก็ยังคงมีโอกาสที่จะมีการนำชื่อของดอริส มิลเลอร์ (Doris Miller) ไปตั้งให้กับเรือบรรทุกเครื่องบินลำอื่นได้อีก เพราะไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม มันถือเป็นเกียรติยศและเป็นสิ่งที่พวกเราภาคภูมิใจอย่างยิ่ง" เขากล่าวเสริม

แต่เบลดโซก็กล่าวเสริมว่า "ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด" คือการไม่เปลี่ยนชื่อเรือลำดังกล่าว

"ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือการไม่เปลี่ยนชื่อเรือ เพื่อให้คนรุ่นปัจจุบันที่อยู่ในช่วงอายุ 60 และ 70 ปี ได้เห็นเรือลำนี้เปิดตัวและปฏิบัติภารกิจภายใต้ชื่อดอริส มิลเลอร์จริงๆ" เขากล่าว "คงเป็นเรื่องน่าผิดหวังหากไม่มีการใช้ชื่อนี้ หรือหากมีการเปลี่ยนชื่อไปแล้ว และคงน่าผิดหวังอย่างยิ่งหากไม่มีเรือลำอื่นที่ใช้ชื่อของเขาเลย"

ในงานอีเวนต์ที่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2020 ทรัมป์ได้กล่าวถึงการตัดสินใจของกองทัพเรือที่จะตั้งชื่อเรือบรรทุกเครื่องบินตามชื่อของมิลเลอร์ โดยในขณะนั้นดูเหมือนเขาจะเปรยว่ายังไม่เคยมีเรือบรรทุกเครื่องบินลำใดที่ตั้งชื่อตามมิลเลอร์มาก่อน และเสนอแนะว่าในท้ายที่สุดก็น่าจะมีสักลำที่ใช้ชื่อนี้

"พวกเขาคงไม่มอบเกียรตินั้นให้ผมหรอก" ทรัมป์กล่าว "นั่นเป็นเรือลำใหญ่มาก...สักวันหนึ่งอาจจะเป็นไปได้ แต่ในระหว่างนี้...เรือบรรทุกเครื่องบิน...ไม่มีอะไรใหญ่ไปกว่านั้นแล้ว"

ชื่อของประธานาธิบดีทรัมป์ปรากฏอยู่บนหลายสิ่งหลายอย่างนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในวาระที่สอง

เมื่อต้นปีนี้ ผู้ว่าการรัฐฟลอริดา รอน เดซานติส ได้ลงนามในร่างกฎหมายเปลี่ยนชื่อสนามบินนานาชาติปาล์มบีชเป็นสนามบินนานาชาติประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ปลายปีที่แล้ว กระทรวงการต่างประเทศได้เปลี่ยนชื่อสถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกาเป็นสถาบันสันติภาพโดนัลด์ เจ. ทรัมป์

นอกจากนี้ ยังมีข้อพิพาททางกฎหมายที่ยังคงดำเนินอยู่เกี่ยวกับกรณีที่ชื่อของทรัมป์ปรากฏอยู่บนอาคารเคนเนดีเซ็นเตอร์

ที่มา ABC News
Navy mulls stripping Black war hero’s name from aircraft carrier for Trump: Sources

https://abcnews.com/Politics/navy-mulls-stripping-black-war-heros-aircraft-carrier/story?id=135836486
August 21, 2026








https://x.com/ABC/status/2091183688511787242



สืบเนื่องจากกรณีคุณ A เล่าว่าถูกข่มขืนโดยนักกิจกรรมอาวุโสที่มีชื่อเสียง ประวิตร โรจนพฤกษ์ โพสต์เล่า บทสัมภาษณ์คุณสมยศ เรื่องข้อกล่าวหาการล่วงละเมิดทางเพศ โดยสัมภาษณ์ ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในเดือนกันยายน ปี 2560 ก่อนที่สมยศจะได้รับอิสรภาพในเดือนเมษายนปีถัดไป หรือปี 2561

https://www.facebook.com/pravit.rojanaphruk.5/posts/4677770425784105

Pravit Rojanaphruk
16 hours ago
·
สืบเนื่องจากกรณีคุณ A เล่าว่าถูกข่มขืนโดยนักกิจกรรมอาวุโสที่มีชื่อเสียง

เมื่อคืนผมได้อ่านบทความยาวจากคำให้สัมภาษณ์ของคุณ A (นามสมมติ) จากเพจ socialgaze. ที่อ้างว่าถูกข่มขืนโดยนักกิจกรรมอาวุโสทางแรงงานและประชาธิปไตย และมีคนจำนวนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นคุณ สมยศ พฤกษาเกษมสุข Somyot Pruksakasemsuk อดีตนักโทษ ม.112 หรือไม่ ผมจึงขอนำข่าวเก่าของข่าวสดอิงลิช ที่ผมมีโอกาสสัมภาษณ์คุณสมยศ เรื่องข้อกล่าวหาการล่วงละเมิดทางเพศ โดยสัมภาษณ์ ณ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในเดือนกันยายน ปี 2560 ก่อนที่สมยศจะได้รับอิสรภาพในเดือนเมษายนปีถัดไป หรือปี 2561 (ในบทความมีการสัมภาษณ์คุณ Chumaporn Waaddao Jaded Chouwilai & Jittra Cotchadet ด้วย)
ขอคัดเอาส่วนที่ผมถามสมยศเรื่องข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศให้อ่านกันก่อน ว่าสมยศตอนนั้นตอบอย่างไร:

ในการสัมภาษณ์ภายในเรือนจำเมื่อวันอังคาร สมยศไม่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยตรง และตอบว่า
“การคุกคาม [ทางเพศ] หมายความว่าอย่างไร? ผมไม่รู้ว่าการคุกคามทางเพศคืออะไร ในระดับไหน และใครถูกคุกคามทางเพศ?” เขากล่าวจากด้านหลังฉากกระจกของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร

เมื่อถูกถามว่าเขาเชื่อหรือไม่ว่าผู้ที่บอกว่าเป็นเหยื่อและพยานต่างโกหก สมยศ ซึ่งถูกจำคุกมา 6 ปีและมีกำหนดพ้นโทษในเดือนเมษายน กล่าวว่า
“ใครคือเหยื่อ? ถ้าไม่มีใครออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ แล้วผมจะตอบอย่างไร?”
สมยศยังกล่าวเพิ่มเติมว่า
“จะบอกว่าผมอยู่เหนือเรื่องพวกนี้ หรือเป็นเหมือนสมภารวัด ก็คงไม่ได้ ไม่ใช่ และผมก็พูดไม่ได้ว่าผมไม่เคยทำ มันไม่ชัดเจนว่าอะไรถือเป็นการคุกคามทางเพศ ผมดีใจที่เรื่องนี้กำลังถูกพูดถึง หวังว่าจะมีการพูดคุยมากขึ้น เพื่อให้ผู้คนเข้าใจว่าการคุกคามทางเพศคืออะไร ผมอาจเคยคุกคามใคร หรืออาจไม่เคยก็ได้ แต่การพูดคุยเรื่องนี้เป็นเรื่องดี”

ทีนี้เชิญอ่านข่าว แปลโดย AI จากภาษาอังกฤษ แต่ตรวจทานขัดเกลาโดยผม และตัดส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับสมยศออก อนึ่ง บทความต้นฉบับเขียนโดย Teeranai Charivastra โดยมี Todd Ruiz เป็นบรรณาธิการ และผม (ประวิตร โรจนพฤกษ์) เป็นผู้สัมภาษณ์และเขียนสมทบ โดยเฉพาะในส่วนของการสัมภาษณ์สมยศ

ประวัติข้อกล่าวหาเรื่องผู้ล่วงละเมิดทางเพศย้อนหลังไปหลายปี
กรุงเทพฯ — แม้ข่าวการล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นในกลุ่มนักกิจกรรมฝ่ายก้าวหน้าในช่วงที่ผ่านมา จะสร้างความตกตะลึงได้ด้วยตัวมันเอง แต่เรื่องราวยังมีอีกด้านที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญบางรายของขบวนการดังกล่าว
ผู้ที่ใกล้ชิดกับขบวนการระบุว่า พฤติกรรมล่าเหยื่อ การล่วงละเมิด และการทำให้ผู้เสียหายเงียบเสียง เกิดขึ้นมาอย่างน้อยหนึ่งทศวรรษแล้ว
ชุมาพร วาดดาว ซึ่งทำงานอยู่กับองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิสตรี เล่าถึงตัวอย่างของบุคคลที่มีชื่อเสียงว่าเป็นผู้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม รวมถึงกรณีนักกิจกรรมหญิงถูกลวนลามระหว่างการเดินทางออกนอกกรุงเทพฯ โดยเธอกล่าวว่า เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่หลายคนในแวดวงนักกิจกรรมต่างรับรู้กันอยู่แบบ “ความลับที่ทุกคนรู้”
จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า การล่วงละเมิดทางเพศไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในแวดวงนักกิจกรรม
“มันเกิดขึ้นทุกแห่งในสังคมชายเป็นใหญ่แห่งนี้ โดยเฉพาะในสถานที่ที่ผู้คนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน” จะเด็จกล่าว
การล่วงละเมิดทางเพศไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้หญิงเช่นกัน ชุมาพรกล่าวว่า เมื่อประมาณสองปีก่อน นักกิจกรรม LGBT ชายคนหนึ่งถูกกล่าวหาว่าลวนลามผู้เข้าร่วมเสวนารายหนึ่งในห้องน้ำของโรงแรมที่จัดงานดังกล่าว ผู้เสียหายขอไม่ให้เปิดเผยชื่อทั้งของตนเองและผู้ถูกกล่าวหา....
ข้อกล่าวหาที่สร้างความตกตะลึงที่สุดเกี่ยวข้องกับ สมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตนักกิจกรรมแรงงานและบรรณาธิการนิตยสารฝ่ายเสื้อแดงรายนี้ถูกจำคุกมาแล้ว 6 ปี จากโทษจำคุก 7 ปีในคดีหมิ่นประมาทเจ้าหน้าที่รัฐและหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ชื่อของสมยศกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเกินขอบเขต และเขาถูกยกเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ควรปฏิรูปหรือยกเลิกกฎหมายดังกล่าว
ชุมาพร นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรี กล่าวว่า ระหว่างที่สมยศรณรงค์ร่วมกับคนงานโรงงานเพื่อเรียกร้องสิทธิประโยชน์ที่ดีขึ้น เขาได้ลวนลามคนงานหญิงรายหนึ่ง
เธอกล่าวว่า นักกิจกรรมที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกใจ แต่ไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร
ผู้เสียหายลังเลที่จะพูดออกมา เพราะไม่ต้องการสร้างความขัดแย้งกับองค์กรที่กำลังทำงานเพื่อช่วยเหลือเธอและคนงานคนอื่น ๆ
“ในเมื่อเหยื่อต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากเขา คุณคิดว่าเธอจะกล้าพูดออกมาหรือ?” ชุมาพรถาม
อย่างไรก็ตาม บุตรของสมยศกล่าวกับข่าวสดอิงลืชว่า เขาไม่เคยได้ยินข้อกล่าวหานี้มาก่อน
ในการสัมภาษณ์ภายในเรือนจำเมื่อวันอังคาร สมยศไม่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยตรง
“การคุกคามหมายความว่าอย่างไร? ผมไม่รู้ว่าการคุกคามทางเพศคืออะไร ในระดับไหน และใครถูกคุกคามทางเพศ?” เขากล่าวจากด้านหลังฉากกระจกของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร
เมื่อถูกถามว่าเขาเชื่อหรือไม่ว่าผู้ที่บอกว่าเป็นเหยื่อและพยานต่างโกหก สมยศ ซึ่งถูกจำคุกมา 6 ปีและมีกำหนดพ้นโทษในเดือนเมษายน กล่าวว่า
“ใครคือเหยื่อ? ถ้าไม่มีใครออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ แล้วผมจะตอบอย่างไร?”
สมยศกล่าวเพิ่มเติมว่า
“จะบอกว่าผมอยู่เหนือเรื่องพวกนี้ หรือเป็นเหมือนสมภารวัด ก็คงไม่ได้ ไม่ใช่ และผมก็พูดไม่ได้ว่าผมไม่เคยทำ มันไม่ชัดเจนว่าอะไรถือเป็นการคุกคามทางเพศ ผมดีใจที่เรื่องนี้กำลังถูกพูดถึง หวังว่าจะมีการพูดคุยมากขึ้น เพื่อให้ผู้คนเข้าใจว่าการคุกคามทางเพศคืออะไร ผมอาจเคยคุกคามใคร หรืออาจไม่เคยก็ได้ แต่การพูดคุยเรื่องนี้เป็นเรื่องดี”
จิตรา คชเดช อดีตนักกิจกรรมแรงงานซึ่งเคยทำงานร่วมกับสมยศมาหลายปี กล่าวว่า มีข่าวลือเกี่ยวกับพฤติกรรมล่าเหยื่อของสมยศอยู่มาก แต่เธอระบุว่าไม่เคยพูดคุยกับผู้ที่ถูกกล่าวหาที่ว่าเป็นเหยื่อโดยตรง
“ฉันเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับสมยศหลายเรื่อง เรื่องเกี่ยวกับผู้หญิง จากคนอื่น ๆ เช่น เคยได้ยินว่าเขาไปงานสัมมนาแล้วไปหาผู้หญิงคนหนึ่งที่ห้องของเธอ”
จิตรากล่าวว่า แม้จะมีเรื่องเล่าจำนวนมาก แต่เท่าที่เธอทราบ ไม่มีใครแจ้งความหรือเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสาธารณะ
ชุมาพรและจิตรา ต่างแนะนำให้สอบถามอดีตนักกิจกรรมแรงงานอีกคนหนึ่ง คือ ศรีไพร นนทรีย์ ซึ่งได้รับการกล่าวว่าเป็นเพื่อนสนิทของสมยศ
เมื่อผู้สื่อข่าวติดต่อไปหา ศรีไพรถามว่าผู้สื่อข่าวกำลังสอบถามเธอเพื่อทำข่าวหรือไม่ ก่อนจะปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเพิ่มเติม
อดีตนักกิจกรรมอาวุโสรายหนึ่งกล่าวว่า สมยศมักเข้าหาผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายโดยอาศัยชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของเขาในฐานะนักต่อสู้เพื่อความยุติธรรม
บุคคลดังกล่าวระบุว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเหยื่อรวมถึงนักกิจกรรมรุ่นเยาว์และสมาชิกชุมชนที่สมยศควรจะเข้าไปช่วยเหลือ
“เขาเลือกคนที่อยู่ในสถานะรองกว่า” อดีตนักกิจกรรมรายดังกล่าวกล่าว โดยขอสงวนชื่อ เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความขัดแย้งกับสมยศและผู้สนับสนุนของเขา
อดีตนักกิจกรรมรายนี้ยังกล่าวว่า สมยศยังคงมีพฤติกรรมดังกล่าวต่อเนื่องหลังจากเข้าร่วมขบวนการเสื้อแดงในปี 2552
ชุมาพรกล่าวว่า มีรูปแบบที่นักกิจกรรมบางคนใช้สถานะและชื่อเสียงของตัวเองเพื่อเอาเปรียบผู้ตกเป็นเหยื่อ
“เมื่อคุณเป็นนักกิจกรรม คุณมีชื่อเสียง คุณมีคุณค่า คุณมีอำนาจ” ชุมาพรกล่าว
การรายงานเพิ่มเติมโดย: ประวิตร โรจนพฤกษ์
หมายเหตุจากกองบรรณาธิการ: หลังบทความนี้เผยแพร่ จิตรา คชเดช ได้ติดต่อกลับมาเพื่อย้ำว่า คำกล่าวของเธอเกี่ยวกับพฤติกรรมของสมยศนั้นมาจากข้อมูลที่ได้รับฟังมาจากบุคคลอื่น ไม่ใช่ประสบการณ์หรือการพบเห็นด้วยตนเองโดยตรง.
อ่านภาษาอังกฤษข้างล่าง
อ่านลิ้งค์ภาษาอังกฤษ:
https://www.khaosodenglish.com/.../history-sexual.../
#ป #สมยศ #ข่าวสดอิงลิช #การล่วงละเมิดทางเพศ
.....

Waaddao Chumaporn
6 hours ago
·
เคยมีเหตุการณ์ที่ตัดสินใจออกมาพูดเรื่องพฤติกรรมการคุกคามและการใช้ความรุนแรงทางเพศของบุคคลสาธารณะอย่างคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่กระทำต่อเพื่อน นักกิจกรรม ทีมงาน และคนรุ่นน้อง
​ในตอนนั้นที่เอ่ยชื่อเขาในพื้นที่สาธารณะ เกิดจากการที่นักข่าวมาสัมภาษณ์และเราได้เล่าถึงรูปแบบความรุนแรงทางเพศในหมู่นักกิจกรรม ซึ่งเวลามีวงคุยเรื่องนี้ ชื่อของคุณสมยศมักจะปรากฏอยู่เสมอ ตอนนั้นไม่ได้คิดว่านักข่าวจะยกคำพูดไปอ้างอิงตรงๆ แต่เมื่อมีการรายงานออกไป ก็เกิดการทำสกู๊ปข่าวต่อ โดยพี่ประวิทย์ Pravit Rojanaphruk ได้เข้าไปสัมภาษณ์เขาในเรือนจำ ซึ่งบทสัมภาษณ์ในตอนนั้นมีลักษณะของการเล่นคำเหมือนยอมรับ แต่ไม่มีหลักฐานชัดเจน
​ในขณะที่เขายังถูกคุมขังจากการต่อสู้ทางการเมือง ทำให้ต้องเจอกระแสโจมตีอย่างหนักจากเพื่อนและมิตรสหายที่ชื่นชมเขา ว่าเราทำให้เสียขบวน หรือเป็นการกล่าวหาที่ทำให้เขาไม่ได้รับความเป็นธรรม ซ้ำยังมีคนมาบอกว่าครอบครัวของเขาจะฟ้องร้องข้อหาทำให้เสียหาย ช่วงเวลานั้นรู้สึกแย่ กังวล กลัว และไม่อยากเผชิญหน้ากับดราม่า กลายเป็นรอยแผลและความเครียดที่ต้องแบกรับไว้ตลอดมา
​จนกระทั่งในวันนี้ เมื่อมีผู้หญิงก้าวออกมาเปิดเผยความจริงว่าถูกข่มขืนและใช้ความสัมพันธ์ทางเพศในการทำงานเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคม
​มีความรู้สึกสองด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน ด้านหนึ่งรู้สึกเสียใจที่เสียงในวันนั้นไม่ดังพอจนทำให้มีเหยื่อรายต่อมา และเสียใจกับสิ่งที่คุณเอต้องเผชิญ แต่อีกด้านหนึ่ง ความจริงที่ปรากฏทำให้รู้สึกว่าชีวิตได้รับการปลดปล่อย ว่าแรงกดดันและการถูกตั้งแง่ที่เคยได้รับจากการพูดเรื่องนี้ในอดีต วันนี้พิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่เราพูดคือเรื่องจริง
​ความจริงที่มาจากความกล้าหาญของคุณเอ คงช่วยปลดปมและเยียวยาบาดแผลของผู้เสียหายอีกหลายคนที่เคยเผชิญเหตุการณ์ลักษณะนี้
​การออกมาพูดความจริงและยืนยันในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ต้องเผชิญกับแรงต้านในวันนั้น วันนี้สามารถตอบตัวเองได้อย่างเต็มปากแล้วว่า “สิ่งที่ทำลงไปในวันนั้น ฉันทำถูกแล้ว”
​ขอขอบคุณ Teeranai Charuvastra นักข่าวที่ลุกขึ้นมาทำข่าวและติดตามประเด็นนี้
​ปล. นี่ไม่ใช่เพียงเคสเดียว ย้อนไปตั้งแต่ช่วงการเคลื่อนไหวปี 2563 เราได้รับฟังเรื่องราวความรุนแรงทางเพศอีกหลายกรณี นี่คือการทำงานระยะยาวที่ต้องขับเคลื่อนต่อไปเรื่อยๆ และเป็นเหตุผลว่าทำไมกลุ่ม “เฟมินิสต์ปลดแอก” ถึงต้องชูประเด็นนี้เสมอว่า:
​“การเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยจะมีประโยชน์อะไร ถ้าความรุนแรงทางเพศยังมีอยู่”
...

Nada Chaiyajit
·
ดาวเป็นคนแรกๆเลยที่ออกมาพูด เราจำได้...กระแสโจมตีจากคนทำขบวนถาโถมใส่ดาวหนักมาก ขอบคุณที่ยืนหยัดนะจ้ะ

Waaddao Chumaporn
·
·
Author
Nada Chaiyajit เป็นคนแรกโดนก่อนเสมอ ขอเคมความเป็นคนแรกที่โดนเรื่องนี้ เลยเห็นสันดานนักกิจกรรมช่ยแทร่ชัดเจน Pimsiri Mook Petchnamrob



https://www.facebook.com/waaddao.t/posts/10245130030044188