วันศุกร์, ตุลาคม 09, 2569

มีคนโพสต์เล่างานวิจัย เรื่อง “บทบาทพรรคการเมืองฝ่ายค้านในระบอบเผด็จการแบบแข่งขัน: กรณีศึกษาพรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกล/ประชาชน” อ่านเพลินดี


Ekkarin Tuansiri
Yesterday
·
เพิ่งอ่านจบร่างรายงานวิจัยของ ดร.ปฤณ เทพนรินทร์ (อาจารย์บอล) คณะรัฐศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี เรื่อง “บทบาทพรรคการเมืองฝ่ายค้านในระบอบเผด็จการแบบแข่งขัน: กรณีศึกษาพรรคอนาคตใหม่/ก้าวไกล/ประชาชน”
อ่านเพลินดีครับ และขีดเส้นไว้หลายแห่ง

ส่วนที่ผมชอบมากเป็นพิเศษคือ บทที่ 2 ว่าด้วยแนวคิดและทฤษฎี ผมคิดว่าบทนี้แข็งแรงมาก อาจารย์บอลไปค้นเอกสารและงานวิชาการดี ๆ มาอ่านและทบทวนไว้ค่อนข้างกว้าง ที่สำคัญไม่ได้รีวิวแบบเอาชื่อคนกับแนวคิดมาเรียงต่อกัน แต่ค่อย ๆ ร้อยให้เห็นว่าแต่ละแนวคิดช่วยอธิบายปัญหาของงานตรงไหน และสัมพันธ์กันอย่างไร เป็นทักษะที่สุดยอดมากๆ

อ่านแล้วผมก็ย้อนกลับมาดูงานตัวเองเหมือนกัน เอาเข้าจริง การเขียนบทที่ 2 ให้ดีไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผมเองยังทำได้ไม่เป็นที่พอใจนัก อาจารย์ที่ปรึกษาเคยให้คำแนะนำเรื่องนี้ไว้มาก ยิ่งทำยิ่งรู้ว่า ถ้าฐานความคิดตรงนี้ไม่แน่น ข้อมูลมากเพียงใดก็พาเราไปได้ไม่ไกล แต่ถ้าวางฐานตรงนี้ได้ดี บทอื่น ๆ ก็จะเขียน/วิเคราะห์ต่อได้ง่ายขึ้น

นี่เป็นประโยชน์อย่างหนึ่งของการอ่านงานวิจัย เราไม่ได้อ่านเพียงเพื่อรู้ว่าเขาค้นพบอะไร แต่ได้ดูด้วยว่าเขาคิดอย่างไร จัดการกับวรรณกรรมอย่างไร และเปลี่ยนความยุ่งเหยิงของโลกจริงให้เป็นคำถามทางวิชาการได้อย่างไร หลายอย่างจากงานชิ้นนี้มีประโยชน์มาก ๆ ผมคงนำกลับไปปรับและประยุกต์ใช้กับงานของตัวเอง -คนแคระบนบ่ายักษ์ -

ในทางเนื้อหา งานช่วยจัดระเบียบความเข้าใจต่อการเมืองไทยหลายปีที่ผ่านมาได้ดี โดยเฉพาะการใช้ Electoral Authoritarianism, Competitive Authoritarianism และ Politics of Uncertainty มองสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่การเลือกตั้ง 2562 ผ่าน 2566 จนถึง 2569

ข้อสำคัญของ Competitive Authoritarianism อยู่ตรงที่ การเลือกตั้งยังมีความหมาย การแข่งขันยังเกิดขึ้นจริง ประชาชนยังสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านคะแนนเสียง เพียงแต่ทั้งหมดเกิดขึ้นบน “สนามแข่งขันที่อสมมาตร” (asymmetric games) ผู้เล่นไม่ได้มีเครื่องมือ ทรัพยากร และอำนาจต่อรองเท่ากัน เพราะฉะนั้น การเมืองจึงไม่ได้มีเกมเดียว

แนวคิด Two-Level Games ในงานช่วยให้เห็นเรื่องนี้ชัดขึ้น พรรคการเมืองฝ่ายค้านต้องแข่งขันระดับหนึ่งเพื่อชนะใจประชาชน แต่อีกระดับยังต้องต่อรองและเผชิญกับกติกา สถาบัน และโครงสร้างอำนาจที่กำหนดว่า ชัยชนะจากประชาชนจะถูกแปลงเป็นอำนาจทางการเมืองได้เพียงใด

ตรงนี้ Politics of Uncertainty มีประโยชน์มาก สำหรับฝ่ายค้าน ความไม่แน่นอนคือพื้นที่ของความเป็นไปได้ แต่สำหรับผู้ครองอำนาจเดิม ความไม่แน่นอนเดียวกันอาจกลายเป็นความเสี่ยงที่ต้องควบคุม งานจึงพาเราไปเห็นทั้ง informal institutions, competing informal institutions, menu of manipulation ตลอดจน lawfare หรือนิติสงคราม ซึ่งทำให้เข้าใจว่า การแข่งขันทางการเมืองในระบอบเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในคูหาเลือกตั้ง

ผมคิดว่าสังคมไทยได้เรียนรู้เรื่องนี้ไม่น้อยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นทั้งพลังและขีดจำกัดของคะแนนเสียง ได้รู้ว่าการชนะเลือกตั้งกับการได้ใช้อำนาจรัฐไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และค่อย ๆ เห็นว่าอำนาจไม่ได้อยู่แห่งเดียว หากกระจายอยู่ตามกฎหมาย สถาบัน ระบบราชการ เครือข่าย และกลไกอีกหลายชั้น

ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองก็ถูกสถานการณ์ทดสอบเช่นกัน จากอนาคตใหม่มาถึงก้าวไกลและพรรคประชาชน เราเห็นการปรับตัวขององค์กรและยุทธศาสตร์ ขณะที่ระเบียบอำนาจเดิมก็ปรับตัวไปพร้อมกัน งานจึงมีทั้งแนวคิดเรื่อง regime proxy และ technocratic turn เข้ามาช่วยอธิบายความเคลื่อนไหวในช่วงหลัง

ตรงนี้ทำให้โจทย์เรื่อง Movement Party หรือพรรคขบวนการ น่าสนใจขึ้น เพราะถ้าจะสร้างพรรคมวลชนจริง ชีวิตของพรรคคงฝากไว้กับฤดูกาลเลือกตั้งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องสร้างคน สร้างองค์กร รักษาความสัมพันธ์กับประชาชน และทำให้ประสบการณ์จากทั้งชัยชนะและความพ่ายแพ้กลายเป็นความรู้สะสมของพรรค

และผมคิดว่าสองบท 4-5 ตอบโจทย์ของงานได้ดี ทฤษฎีในบทที่ 2 ไม่ได้ถูกวางทิ้งไว้ หากกลับมาทำงานกับข้อมูลจริง ทำให้เราเห็นทั้งพัฒนาการ การปรับตัว และข้อจำกัดของพรรคฝ่ายค้านในสนามการเมืองที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ขณะเดียวกัน อีกฝ่ายก็เรียนรู้และปรับตัวเช่นกัน ใครจะคิดว่าในคืนก่อนวันเลือกตั้ง 2569 จะมีปรากฏอย่างโจ่งแจ้งถึงเพียงนั้น บางครั้งการเมืองของความไม่แน่นอนก็ไม่ได้ทำงานอย่างลึกลับหลังฉากขนาดนั้น หากเปิดเผยแสดงฉากหน้าเสียจนแทบไม่เหลือพื้นที่ต้องให้ตีความ

เพิ่งอ่านจบ เลยอยากบันทึกไว้และขอบคุณอาจารย์บอลสำหรับงานชิ้นนี้ อ่านเพลินและได้ประโยชน์มาก โดยเฉพาะบทที่ 2 ซึ่งทำให้ผมต้องกลับมามองงานของตัวเองใหม่หลายจุด ขณะที่บทที่ 4 และ 5 ก็ทำให้เห็นว่า กรอบคิดที่ดีมีความหมายก็ต่อเมื่อมันช่วยให้เราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้ดีขึ้น

งานวิชาการที่ดีสำหรับผม บางทีไม่ต้องทำให้เราเห็นด้วยกับผู้เขียนทุกเรื่อง แค่อ่านจบแล้วทำให้เรากลับไปคิดเรื่องเดิมได้ละเอียดกว่าเดิม และอยากกลับไปพยายามทำงานของตัวเองให้ดีขึ้น ก็นับว่าได้ประโยชน์มากแล้วครับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1620408146223465&set=a.103828557881439




ถาม AI ถึงกรอบแนวคิด: ระบอบเผด็จการแบบแข่งขัน (Competitive Authoritarianism) ของ Steven Levitsky และ Lucan Way ที่นิยามว่าเป็นระบอบที่มีการแข่งขันทางการเมืองและการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริง ฝ่ายค้านสามารถลงรับสมัครและมีโอกาสชนะ แต่กติกาและสถาบันทางการเมืองถูกออกแบบมาให้ผู้ครองอำนาจเดิมได้เปรียบอย่างเป็นระบบ



ระบอบเผด็จการแบบแข่งขัน (Competitive Authoritarianism) เป็นแนวคิดของ Steven Levitsky และ Lucan A. Way ที่อธิบายถึงระบอบการปกครองแบบผสม (Hybrid Regime) ซึ่งอยู่ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการเต็มรูปแบบ

ลักษณะสำคัญของระบอบ

มีการเลือกตั้งจริงแต่ไม่ยุติธรรม: มีสถาบันประชาธิปไตย เช่น การเลือกตั้ง รัฐสภา ศาล และสื่อมวลชนเปิดให้ดำเนินงาน แต่ผู้มีอำนาจรัฐ (Incumbent) ใช้อำนาจและทรัพยากรของรัฐเอื้อประโยชน์ให้ตนเองอย่างต่อเนื่อง

สนามแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม: ฝ่ายรัฐบาลหรือผู้นำเผด็จการใช้การคุกคาม ขัดขวาง หรือจำกัดพื้นที่ของฝ่ายค้านอย่างเป็นระบบ ทำให้การแข่งขันชิงอำนาจผ่านคูหาเลือกตั้งมีความได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด

4 เวทีหลัก (4 Arenas of Contestation): ฝ่ายค้านสามารถใช้ 4 เวทีนี้ในการท้าทายอำนาจผู้ปกครองได้ คือการเลือกตั้ง (Elections)
รัฐสภา (Legislature)
ตุลาการ (Judiciary)
สื่อมวลชน (Media)

ความแตกต่างจากระบอบเผด็จการทั่วไป

ในเผด็จการเต็มรูปแบบ (Full Authoritarianism) จะไม่มีการเลือกตั้ง หรือการเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมไร้ความหมาย

ในระบอบเผด็จการแบบแข่งขัน การเลือกตั้งมีความหมายจริง และพรรคฝ่ายค้านมีโอกาสชนะเลือกตั้งได้จริง หากฝ่ายค้านมีความเข้มแข็งพอ หรือรัฐบาลทำพลาดอย่างรุนแรง (เช่น เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือการลุกฮือของประชาชน) จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้
.....

บทบาทสำคัญของพรรคฝ่ายค้านในระบอบนี้

การใช้สภาเป็นพื้นที่เปิดแผลและสร้างความตระหนักรู้ (Counter-Hegemony)

ในระบอบเผด็จการแบบแข่งขัน พื้นที่สภาคือหนึ่งในไม่กี่ช่องทางที่ฝ่ายค้านได้รับคุ้มกันทางกฎหมายในการพูด พรรคฯ จึงใช้การอภิปรายงบประมาณและการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แฉเรื่องทุจริตเชิงโครงสร้าง (ตั๋วช้าง, งบไอโอ, ตระกูลทุนผูกขาด) เพื่อเปลี่ยนความคิดความเชื่อของสังคมในระยะยาว

การเป็น "พรรคเคลื่อนไหว" (Movement Party)

เชื่อมประสานการเมืองในสภาเข้ากับการเมืองบนท้องถนนและภาคประชาสังคม ไม่ได้ทำงานแค่ในกรอบนิติบัญญัติ แต่สร้างการparticipate ผ่านโซเชียลมีเดีย การรับฟังความคิดเห็น และเครือข่ายอาสาสมัคร

การผลักดันเพดานประเด็นสาธารณะ (Shifting the Overton Window)

ขยับขอบเขตเรื่องที่ "พูดได้" ในสังคมไทย ตั้งแต่การปฏิรูปกองทัพ ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร สมรสเท่าเทียม การทลายทุนผูกขาด ไปจนถึงการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับสถาบันทางการเมือง

4. ความท้าทายและข้อจำกัดของฝ่ายค้าน (The Paradox)

ความเสี่ยงจากการถูกขจัดโดยนิติสงคราม (Lawfare & Systematic Elimination): ยิ่งฝ่ายค้านเติบโตและได้รับชัยชนะผ่านการเลือกตั้ง (เช่น ชัยชนะของก้าวไกลปี 2566) กลไกของระบอบเผด็จการแบบแข่งขันจะยิ่งทำงานหนักขึ้น ผ่านการยุบพรรค (อนาคตใหม่, ก้าวไกล) และการตัดสิทธิทางการเมืองของแกนนำ

ดักแด้ทางกลไก (Institutional Bottleneck): แม้จะชนะการเลือกตั้ง แต่โครงสร้างรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระสามารถขัดขวางไม่ให้เข้าสู่อำนาจบริหารได้จริง ทำให้เกิดภาวะ "ชนะเลือกตั้ง แต่ไม่ได้เป็นรัฐบาล"

การรักษาสมดุลระหว่าง "อุดมการณ์ก้าวหน้า" กับ "การอยู่รอดทางกฎหมาย": เมื่อแปลงสภาพมาเป็น พรรคประชาชน พรรคต้องเผชิญโจทย์ยากในการรักษาจุดยืนประเด็นแหลมคม ขณะเดียวกันก็ต้องระวังไม่ให้ถูกกลไกทางกฎหมายสกัดกั้นจนขาดความต่อเนื่องในการขับเคลื่อน

ข้อสรุปเชิงวิเคราะห์

กรณีศึกษาของ อนาคตใหม่ → ก้าวไกล → พรรคประชาชน สะท้อนว่า ในระบอบเผด็จการแบบแข่งขัน พรรคฝ่ายค้านไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ "ตรวจสอบรัฐบาล" แต่ทำหน้าที่เป็น "ตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง" (Agent of Structural Change)

แม้บทบาทนี้จะสุ่มเสี่ยงต่อการถูกโต้กลับด้วยนิติสงครามจนพรรคถูกยุบซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่การคงอยู่และการสืบทอดอุดมการณ์ผ่าน "ร่างใหม่" ได้พิสูจน์ว่า กลไกการต่อสู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลหรือชื่อพรรค แต่ย้ายไปอยู่ที่ "ความคิดและฐานมวลชน" ซึ่งเป็นจุดที่ระบอบเผด็จการแบบแข่งขันปราบปรามได้ยากที่สุด
.....

ประเทศไหนบ้างที่จัดอยู่ใน ระบอบเผด็จการแบบแข่งขัน (Competitive Authoritarianism)

ระบอบเผด็จการแบบแข่งขัน (Competitive Authoritarianism) เป็นแนวคิดทางรัฐศาสตร์ที่เสนอโดย Steven Levitsky และ Lucan Way โดยหมายถึงระบอบที่ มีสถาบันประชาธิปไตยในรูปแบบบังหน้า (เช่น มีการเลือกตั้ง มีพรรคฝ่ายค้าน มีสภา และมีสื่อมวลชน) แต่ผู้กุมอำนาจใช้ทรัพยากรของรัฐ กฎหมาย และอำนาจอิทธิพลในการตัดโอกาสฝ่ายค้าน ทำให้การแข่งขันไม่เท่าเทียมกันอย่างรุนแรง แม้ฝ่ายค้านจะมีโอกาสชนะได้จริงในบางครั้งก็ตาม

การจัดกลุ่มประเทศในลักษณะนี้มีลักษณะ พลวัต (Dynamic) ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา สถานการณ์การเมือง และการวิเคราะห์ของสถาบันทางรัฐศาสตร์ แต่ประเทศที่เป็น กรณีศึกษาคลาสสิกและตัวอย่างเด่น ทั้งในอดีตและปัจจุบัน มีดังนี้:

1. ตัวอย่างเด่นในปัจจุบัน (กึ่งเผด็จการที่มีการแข่งขัน)

ฮังการี (Hungary): ภายใต้การนำของ Viktor Orbán มีการจัดเลือกตั้งตามกำหนดและพรรคฝ่ายค้านสามารถลงแข่งขันได้ แต่รัฐบาลปรับแก้กฎหมายเลือกตั้ง ควบคุมสื่อส่วนใหญ่ และใช้ทรัพยากรรัฐเกื้อหนุนพรรค 여당 จนถูกมองว่าเป็น "Competitive Authoritarianism" หรือ "Electoral Autocracy" ในยุโรป


ตุรกี (Türkiye): มีการเลือกตั้งที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด ฝ่ายค้านเคยชนะการเลือกตั้งท้องถิ่นในเมืองใหญ่ (เช่น อิสตันบูล) แต่รัฐบาลใช้มาตรการทางกฎหมาย การคุมขังนักการเมืองฝ่ายค้าน และการครอบงำสื่อสร้างความได้เปรียบอย่างมาก

สิงคโปร์ (Singapore): มีการเลือกตั้งแบบหลายพรรคและฝ่ายค้านมีที่นั่งในสภา แต่พรรค PAP ครองอำนาจต่อเนื่องยาวนานด้วยระบบเขตเลือกตั้ง กฎหมายฟ้องร้องหมิ่นประมาท และการใช้ทรัพยากรรัฐในการสร้างความได้เปรียบ

กัมพูชา (Cambodia - ช่วงเปลี่ยนผ่าน): เคยจัดอยู่ในกลุ่มนี้อย่างชัดเจนในช่วงปี 2010s ก่อนที่จะขยับเข้าใกล้ระบอบเผด็จการเต็มรูปแบบมากขึ้นเมื่อมีการ ยุบพรรคฝ่ายค้านหลัก (CNRP)

ซิมบับเว (Zimbabwe) / อูกันดา (Uganda): มีการเลือกตั้งและฝ่ายค้านส่งผู้สมัครแข่งอย่างแข็งขัน แต่มักเผชิญกับการข่มขู่ การใช้กำลังตำรวจปราบปราม และการคุมขังผู้นำฝ่ายค้านก่อนการเลือกตั้ง

2. ตัวอย่างประวัติศาสตร์คลาสสิก (Historical Examples)

เม็กซิโก (ช่วงปี 1929–2000): ภายใต้การครองอำนาจของพรรค PRI ที่มีการเลือกตั้งสม่ำเสมอ แต่พรรครัฐบาลแทรกแซงกระบวนการทั้งหมด จนกระทั่งเกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยจริงในปี 2000

รัสเซีย (ช่วงปี 1990s – ต้น 2000s): ในยุค Boris Yeltsin ถึง Vladimir Putin ยุคแรก รัสเซียเคยถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้ ก่อนจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบเผด็จการอำนาจนิยมเต็มรูปแบบ (Hegemonic Authoritarianism) ในปัจจุบันที่ไม่มีการแข่งขันจริงเหลืออยู่

มาเลเซีย (ก่อนปี 2018): ในยุคที่กลุ่มแนวร่วม Barisan Nasional (BN) ครองอำนาจยาวนานต่อเนื่อง โดยอาศัยการแบ่งเขตเลือกตั้งและการใช้อำนาจรัฐ จนกระทั่งฝ่ายค้านสามารถชนะการเลือกตั้งประวัติศาสตร์ได้ในปี 2018
3. เกณฑ์สำคัญในการพิจารณาว่าเข้าข่ายหรือไม่

นักรัฐศาสตร์จะพิจารณาจาก สนามการแข่งขัน 4 ด้านหลัก หากฝ่ายค้านยังพอมีช่องทางต่อสู้หรือชนะได้ในพื้นที่เหล่านี้ แต่ถูกรัฐบาลใช้อำนาจมิชอบบีบคั้น จะถือว่าเป็น Competitive Authoritarianism:

สนามการเลือกตั้ง (Electoral Arena): มีการแข่งขันจริง ฝ่ายค้านไม่ถูกห้ามลงแข่งทั้งหมด แต่มักมีการโกง หรือใช้อำนาจรัฐสร้างความได้เปรียบ

สนามสภา (Legislative Arena): สภามีตัวแทนฝ่ายค้าน และเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายค้านใช้โจมตีหรือตรวจสอบรัฐบาลได้บ้าง

สนามกระบวนการยุติธรรม (Judicial Arena): ศาลอาจถูกแทรกแซง แต่บางครั้งผู้พิพากษาหรือองค์กรอิสระยังคงแสดงออกถึงความเป็นอิสระและตัดสินเป็นโทษแก่รัฐบาลได้

สนามสื่อมวลชน (Media Arena): สื่อส่วนใหญ่ถูกรัฐบาลครอบงำ แต่ยังมีสื่อเอกชนหรือสื่อออนไลน์ของฝ่ายค้านที่เปิดเผยข้อมูลได้
.....

วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยตามแนวคิด Competitive Authoritarianism

เมื่อพิจารณาสถานการณ์การเมืองไทยผ่านแว่นตาแนวคิด Competitive Authoritarianism (ระบอบเผด็จการแบบแข่งขัน) ของ Steven Levitsky และ Lucan Way จะพบว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจของระบอบผสม (Hybrid Regime) ที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะในโครงสร้างทางการเมืองหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 และการเลือกตั้งปี 2562 และ 2566

การวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยตาม สนามการแข่งขันหลัก 4 ด้าน ของแนวคิดนี้ มีรายละเอียดดังนี้:

1. สนามการเลือกตั้ง (Electoral Arena)

ลักษณะความผันผวนและความขัดแย้ง: ในระบอบ Competitive Authoritarianism การเลือกตั้งไม่ได้เป็นเพียงแค่ "ฉากบังหน้า" เหมือนเผด็จการเต็มรูปแบบ แต่เป็นการแข่งขันที่มีความหมายจริง ฝ่ายค้านมีโอกาสชนะและได้รับคะแนนเสียงมหาศาล (เห็นได้ชัดจากการเลือกตั้งปี 2566 ที่พรรคฝ่ายค้านเดิมอย่างพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนรวมกันถล่มทลาย)

กลไกการสร้างความกุมเปรียบ: ฝ่ายกุมอำนาจใช้กลไกทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญเพื่อกุมความได้เปรียบ เช่น บทบาทของวุฒิสภา (ส.ว. 250 คนจากการแต่งตั้งในช่วงแรก), กฎหมายการสนับสนุน/จัดตั้งพรรคการเมือง, การคำนวณสูตรปาร์ตี้ลิสต์ และกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคง ทำให้แม้ฝ่ายค้านจะชนะในคูหาเลือกตั้ง แต่การจัดตั้งรัฐบาลกลับทำได้ยากลำบากหรือถูกสกัดกั้น

2. สนามกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ (Judicial Arena)

กลไกนิติสงคราม (Lawfare): เป็นหัวใจสำคัญของระบอบนี้ในบริบทไทย การควบคุมฝ่ายตรงข้ามแทบไม่ได้ใช้การกำลังทหารปราบปรามในทันทีเหมือนอดีต แต่ใช้องค์กรอิสระและศาลธรรมนูญในการตัดสิทธิ์ทางการเมือง, ยุบพรรคการเมือง (เช่น พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล), และดำเนินคดีอาญากับนักการเมืองและนักเคลื่อนไหว

การตัดสินที่ถูกมองว่ามีอคติเชิงโครงสร้าง: แม้ระบบศาลจะมีมาตรฐานกระบวนการพิจารณา แต่คำวินิจฉัยในคดีสำคัญทางการเมืองมักเอื้อประโยชน์หรือคุ้มครองระบอบการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม ส่งผลให้ฝ่ายค้านเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายอยู่ตลอดเวลา

3. สนามสภาผู้แทนราษฎร (Legislative Arena)

พื้นที่ตรวจสอบและอภิปราย: รัฐสภาไทยยังคงเป็นพื้นที่การต่อสู้ที่ดุเดือด ฝ่ายค้านใช้สภาในการเปิดเปิงการทุจริต การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการตั้งกระทู้ถาม ซึ่งเป็นคุณลักษณะของ Competitive Authoritarianism ที่สภาไม่ได้เป็นเพียง "สภาตรายาง" (Rubber-stamp Parliament)

ข้อจำกัดอำนาจสภา: แม้จะอภิปรายได้ แต่การผ่านกฎหมายสำคัญของฝ่ายค้าน หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ มักถูกด่านสว. หรือองค์กรตรวจสอบยับยั้งไว้อย่างสม่ำเสมอ

4. สนามสื่อมวลชนและพื้นที่สาธารณะ (Media Arena)

ภูมิทัศน์สื่อที่เปิดกว้างแต่มีขีดจำกัด: สื่อกระแสหลักและสื่อออนไลน์ในไทยมีความหลากหลายและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้อย่างเผ็ดร้อน ประชาชนและฝ่ายค้านใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือหลักในการชี้นำวาระสังคม


การใช้กฎหมายบีบบังคับ: แม้ไม่มีการสั่งปิดสำนักข่าวแบบเบ็ดเสร็จ แต่รัฐใช้กฎหมายเฉพาะ เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, กฎหมายมาตรา 112, และมาตรา 116 ในการดำเนินคดีกับผู้โพสต์หรือผู้เสนอข่าว เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว (Chilling Effect) และส่งผลให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเองในบางประเด็น sensitive

บทสรุป: ไทยจัดเป็น Competitive Authoritarianism หรือไม่?

นักรัฐศาสตร์จำนวนมากเห็นตรงกันว่า ไทยในช่วงหลังปี 2562–2567 มีลักษณะใกล้เคียงกับระบอบ Competitive Authoritarianism อย่างมาก เนื่องจาก:

การเลือกตั้งมีความหมายและผลลัพธ์ไม่แน่นอน (ฝ่ายค้านชนะได้จริง)

ฝ่ายกุมอำนาจไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้เบ็ดเสร็จ ต้องพึ่งพาการพันธมิตรข้ามขั้วทางการเมือง

มีการใช้อำนาจรัฐและกฎหมายสร้างความเสียเปรียบให้ฝ่ายตรงข้ามอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม การเมืองไทยมีลักษณะพิเศษคือ "ความไม่สถิต" (Instability) ซึ่งระบอบอาจแกว่งไปมาระหว่าง เผด็จการซ่อนรูป, ระบอบเผด็จการแบบแข่งขัน, และ ประชาธิปไตยครึ่งใบ (Semi-democracy) ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของการต่อสู้ระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายปฏิรูปในแต่ละช่วงเวลา



รศ.ดร.โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา กล่าวบนเวที #โกงเลือกสว ลั่น บ้านเมืองนี้ไม่มีหลักอะไรทั้งสิ้น เอาตามใจชอบ ย้อนยุคนายกฯ ทักษิณ แม้เรื่องถูกก็กลายเป็นผิดได้ ต่อมายุค พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ทำอะไรก็ถูกเสมอ พอมาถึงยุคปัจจุบันนายกฯ อนุทิน-ระบอบสีน้ำเงิน แม้เรื่องที่ผิดสุดท้ายก็กลายเป็นถูกได้🤔


Thairath - ไทยรัฐออนไลน์
19 hours ago
·
รศ.ดร.โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา กล่าวบนเวที #โกงเลือกสว ลั่น บ้านเมืองนี้ไม่มีหลักอะไรทั้งสิ้น เอาตามใจชอบ ย้อนยุคนายกฯ ทักษิณ แม้เรื่องถูกก็กลายเป็นผิดได้ ต่อมายุค พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ทำอะไรก็ถูกเสมอ พอมาถึงยุคปัจจุบันนายกฯ อนุทิน-ระบอบสีน้ำเงิน แม้เรื่องที่ผิดสุดท้ายก็กลายเป็นถูกได้

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1689665799866423&set=a.360119619487721
.....


[🔵LIVE] สด..เวทีอภิปรายสอบปมทุจริต คดีโกงเลือกสว.- บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

Nation Online

Streamed live on Oct 6, 2026 

[🔵LIVE] สด..เวทีอภิปรายสอบปมทุจริต คดีโกงเลือกสว.- บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 
📌 จับตา..จุดจบฮั้วสว. 
📍 สดจาก ม.ธรรมศาสตร์ 
🗓️ 7 ตุลาคม 2569


https://www.youtube.com/watch?v=3lP6J1dkJ9M
.....

วิดีโอนี้เป็นการเสวนาสดที่จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2026 โดยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตในกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง การเสวนาครั้งนี้ประกอบด้วยนักวิชาการชั้นนำ อดีตเจ้าหน้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสมาชิกวุฒิสภาที่กำลังดำเนินการตรวจสอบและคัดค้านปัญหาเชิงระบบเหล่านี้อย่างจริงจัง (3:23 - 4:20)

ประเด็นสำคัญและหัวข้อการอภิปรายประกอบด้วย:

ความท้าทายต่อการเลือกตั้ง ส.ว.: ผู้ร่วมเสวนาอภิปรายถึง "ระบอบสีน้ำเงิน" หรือ "กลุ่มสีน้ำเงิน" และความพยายามในการเข้ายึดกุมและควบคุมกลไกรัฐ ซึ่งรวมถึงวุฒิสภา องค์กรอิสระ และระบบราชการ (9:18, 20:36, 50:07)

อุปสรรคทางกฎหมาย: เนื้อหาส่วนใหญ่ของการเสวนาเน้นไปที่ความยากลำบากที่ประชาชนและผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ว. ต้องเผชิญในการแสวงหาความยุติธรรม วิทยากรชี้ให้เห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลและการตีความกฎหมายบางประการได้จำกัดสิทธิของประชาชนในการฟ้องร้อง กกต. กรณีมีการกระทำผิด ซึ่งเปรียบเสมือนการ "ปิดประตู" สู่การตรวจสอบความรับผิดชอบ (4:00, 24:00, 26:48, 1:12:19)

แนวทางในอนาคต: ผู้ร่วมเสวนา เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ "เปิดทุกมิติ" ของระบบกฎหมาย ซึ่งรวมถึงการยื่นคำร้องต่อประธานศาลฎีกา และการผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวร่วมกันเพื่อคัดค้านการตีความทางกฎหมายที่ปิดกั้นสิทธิของประชาชน (1:03:04, 1:21:29, 2:10:22)

การสื่อสารกับสาธารณชน: เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารกับสาธารณชนอย่างต่อเนื่องและการ "เปิดโปง" การทุจริตเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ โดยระบุว่าการนิ่งเฉยเท่ากับการยอมรับการกระทำที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตยเหล่านี้ (36:04 - 39:06)

ลำดับเหตุการณ์และหลักฐาน: คณะผู้เสวนานำเสนอลำดับเหตุการณ์และหลักฐานโดยละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง ส.ว. และประเด็นปัญหาเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง (55:25 - 59:51)

ผู้ร่วมเสวนาได้เสนอและกำลังดำเนินการทางกฎหมายรวมถึงมาตรการเชิงกลยุทธ์หลายประการเพื่อจัดการกับความไม่โปร่งใสและการทุจริตในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.):

1. การโต้แย้งการตีความทางกฎหมายของตุลาการ: ผู้ร่วมเสวนา ซึ่งรวมถึงรองศาสตราจารย์โภคิน พลกุล ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยล่าสุดของประธานศาลอุทธรณ์ที่จำกัดสิทธิของประชาชนในการฟ้องร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยพวกเขามีแผนที่จะยื่นคำร้องต่อประธานศาลฎีกาให้ตรวจสอบการใช้ดุลยพินิจดังกล่าว พร้อมเน้นย้ำว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำผิดในการเลือกตั้งยังคงมีสิทธิที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีได้ (26:01 - 27:20, 2:03:28 - 2:04:47)

2. การดำเนินการทางกฎหมายโดยผู้สมัครที่ได้รับผลกระทบ: ผู้สมัครจำนวนหนึ่งได้ยื่นฟ้องต่อแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกาแล้ว โดยอ้างเหตุผลต่างๆ เช่น การลงทะเบียนกลุ่มที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งศาลได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว (1:06:36 - 1:07:23)

3. การเปิดช่องทางทางกฎหมายใน "ทุกมิติ":  เน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องก้าวข้ามการพึ่งพาเพียงแค่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) — ซึ่งผู้ร่วมเสวนาเห็นว่ามีความล่าช้าและมักไม่มีประสิทธิภาพ — และหันมาใช้ช่องทางทางกฎหมายที่หลากหลายเพื่อตรวจสอบและโต้แย้งการทำงานของ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการดำเนินคดีในศาลจังหวัดที่เป็นพื้นที่เกิดเหตุ (1:02:24 - 1:03:36, 1:12:19 - 1:12:45)

4. การสื่อสารและการระดมพลังภาคประชาชน:  เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเปิดโปงการทุจริตต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง โดยเธอชี้ว่าการรวบรวมหลักฐานอย่างจริงจังและการสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการป้องกันไม่ให้การยึดกุมอำนาจรัฐโดยกลุ่มอิทธิพล (State Capture) กลายเป็นเรื่องปกติที่สังคมยอมรับ (36:04 - 39:06)





อ.นันทนา ลั่น ยกเลิก สว.ไปเลย ไม่มีประโยชน์ แถบเปลืองงบฯ ฉุดรั้งประชาธิปไตย

https://www.facebook.com/reel/1764490714786164

เนชั่นสุดสัปดาห์ NationWeekend
13 hours ago
·
อ.นันทนา ลั่น ยกเลิก สว.ไปเลย ไม่มีประโยชน์ แถบเปลืองงบฯ ฉุดรั้งประชาธิปไตย
.....

จุดยืน สว.นันทนา ปีที่แล้ว


"นันทนา" ประกาศ ยกเลิก สว.เลยก็ยินดี ปกป้องพรรคพวก ไม่ตอบโจทย์ประชาชน

"นันทนา" ประกาศ ยกเลิก สว.เลยก็ยินดี ปกป้องพรรคพวก ไม่ตอบโจทย์ประชาชน

https://www.youtube.com/watch?v=AYFGICnIn-o




“ผมสู้ได้อย่างเดียว[คือ]เอาความจริงมาเปิดเผยต่อสาธารณชนให้คนรู้ มันมีอะไรเกิดขึ้นที่นั่นในวันนั้น” สรรพสิริ วิรยศิริ อดีต ผอ.ช่อง 9 เผยว่าทำไมตัดสินใจทำข่าว #6ตุลา19 กับรายการย้อนรอย #ไอทีวี ปี 42

 https://www.facebook.com/angelablue.rayy/videos/1307536573383354

October 6, 2022
·
“ผมสู้ได้อย่างเดียว[คือ]เอาความจริงมาเปิดเผยต่อสาธารณชนให้คนรู้ มันมีอะไรเกิดขึ้นที่นั่นในวันนั้น”
.
สรรพสิริ วิรยศิริ อดีต ผอ.ช่อง 9 เผยว่าทำไมตัดสินใจทำข่าว #6ตุลา19 กับรายการย้อนรอย #ไอทีวี ปี 42
.
#6ตุลา #46ปี6ตุลา
Cr: https://twitter.com/yarmfaojor/status/1577705425218154501...
.....

ข้อความนี้สะท้อนถึงเจตจำนงและความกล้าหาญทางวิชาชีพของ สรรพสิริ วิรยศิริ กรรมการผู้จัดการบริษัทไทยโทรทัศน์ (ช่อง 9 บางขุนพรหม ในขณะนั้น) ที่ตัดสินใจทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมาในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

เบื้องหลังฉากทัศน์คำให้สัมภาษณ์ในรายการ ย้อนรอย ของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี (itv) เมื่อปี 2542 มีประเด็นสำคัญดังนี้:

การบันทึกภาพความจริง: ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 สรรพสิริได้ลงพื้นที่บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และท้องสนามหลวงด้วยตนเองพร้อมทีมงาน เพื่อบันทึกภาพเหตุการณ์การล้อมปราบนักศึกษาและประชาชนไว้ด้วยฟิล์มภาพยนตร์

การตัดสินใจออกอากาศ: ในช่วงเย็นวันเดียวกัน ท่ามกลางสถานการณ์ที่สับสนและมีการกดดันจากฝ่ายอำนาจรัฐ สรรพสิริเลือกที่จะนำเทปบันทึกภาพเหตุการณ์จริงออกอากาศทางช่อง 9 เพื่อให้สาธารณชนได้รับรู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น

ผลกระทบที่ตามมา: การทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาทำให้เขาถูกคำสั่งปลดออกจากตำแหน่งผู้จัดการบริษัทไทยโทรทัศน์ทันทีในคืนนั้น โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน แต่ผลงานการบันทึกภาพของเขากลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของประเทศไทย

สามารถรับชมวิดีโอรายการและอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ตามลิงก์ด้านล่าง:

วิดีโอรายการย้อนรอย (iTV) ตอน 6 ตุลา 2519:
รับชมบน YouTube (บทสัมภาษณ์และภาพเหตุการณ์จริง)
(https://www.youtube.com/watch?v=ujIvc6Lrr8Y)









อ.อ.พวงทอง ภวัครพันธุ์ แชร์ บทปาฐกถา "50 ปีแห่งการดื้อดึงขัดขืน" (50 Years of Defiance) ที่กล่าวในวาระ "50 ปี 6 ตุลา"



Puangthong Pawakapan
7 hours ago
·
ขอแชร์บทปาฐกถา "50 ปีแห่งการดื้อดึงขัดขืน" (50 Years of Defiance) ที่กล่าวในวาระ "50 ปี 6 ตุลา"

*************************************************

50 ปีแล้ว ท่านทั้งหลายว่ามันมหัศจรรย์ไหมที่เรายังมารวมตัวกันรำลึก 6 ตุลา สำหรับดิฉันที่เคยเป็นเด็กกิจกรรมบนตึกองค์การนักศึกษาม.ธรรมศาสตร์เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ดิฉันจำได้ว่า งาน 6 ตุลา มีคนมาร่วมงานน้อยมาก มีแต่พิธีศาสนาตอนเช้า แล้วก็เลิกกันไป งานที่ใหญ่กว่าคืองาน 14 ตุลา ตอนนั้นก็คิดว่า คิดในใจว่า อีกไม่กี่ปี งาน 6 ตุลาก็คงค่อยๆ หายไป
แต่ในปีที่ 50 เราเห็นได้ว่า 6 ตุลา มีพื้นที่ในสังคมมากขึ้น มีพลังมากขึ้น มันได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการต่อสู้ของคนรุ่นหลัง – นี่คือผลพวง ของการดื้อดึงขัดขืนต่อความพยายามของรัฐไทย ที่ต้องการให้ 6 ตุลาอยู่ในสภาวะ “ความทรงจำเสื่อม” และ “ไร้ความหมาย” สำหรับสังคมไทย

และนี่เป็นประเด็นที่ดิฉันตั้งใจจะพูดในวันนี้ คือ แม้เราไม่ชนะ แม้ประชาชนจะเป็นฝ่ายถูกกระทำครั้งแล้วครั้งเล่า แต่การดื้อดึงขัดขืนของคนกลุ่มต่างๆ ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้ในปีนี้ เรายังมารวมตัว ร่วมรำลึก 6 ตุลาในหลายๆ พื้นที่และหลายรูปแบบตลอดเดือนที่ผ่านมา เพราะมีคนที่ไม่ยอมทอดทิ้งประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดนี้ลง ไม่ยอมละทิ้งความทรงจำที่มีต่อเพื่อนผู้เสียชีวิต ไม่ยอมจำนนที่จะอยู่ใต้ความกลัว จึงทำให้ 6 ตุลายังไม่ตาย และยังสามารถเป็นพลังทางการเมืองให้กับคนรุ่นหลังได้ต่อไป

ในช่วงแห่งความเงียบงัน
ในช่วง 20 ปีแรก 6 ตุลาถูกทำให้อยู่ในสภาวะความกลัวและเงียบงัน แม้ความโหดเหี้ยมโดยรัฐและมวลชนฝ่ายขวาจะถูกบันทึกไว้มากมาย แต่การเรียกร้องหาความจริงและความยุติธรรมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย นักศึกษาในขณะนั้นตอบโต้ได้แค่การประกาศว่า “เราคือผู้บริสุทธิ์”
สภาวะป่าแตกและความพ่ายแพ้ของ พคท. ทำให้คนที่ออกจากป่า กลายเป็น “ผู้หลงผิด” และ “ผู้พ่ายแพ้” ที่ควรอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว

อาจมีคนบอกว่า ในช่วงเวลานี้ 6 ตุลามีสถานะแค่ “ความทรงจำของปัจเจกชน หรือคนเดือนตุลาเท่านั้น” ไม่ใช่ความทรงจำร่วมของยุคสมัย กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ 6 ตุลาแทบไม่มีความสำคัญต่อการเมืองไทยในขณะนั้นเท่าไรนัก

แต่ดิฉันอยากเสนอว่า เราสามารถมีมุมมองที่แตกต่างจากนี้ได้หรือไม่ เราสามารถมองว่า 6 ตุลา มีความสำคัญในระดับที่นานาชาติต่างให้ความสำคัญได้หรือไม่

ดิฉันอยากให้เราพิจารณาข้อเท็จจริงจำนวนหนึ่ง
เรารู้กันดีว่า 6 ตุลาเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ภาพความโหดร้ายของ 6 ตุลาได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ไพรซ์ในปี 2520 แต่โลกไม่ได้รู้จัก 6 ตุลาแค่นี้ ไม่ได้มีแค่นี้

กรณี 6 ตุลาเป็นประเด็นที่ กมธ.วิเทศสัมพันธ์ สภาคองเกรส ของสหรัฐอเมริกาจัดให้มีการไต่ส่วนรับฟังข้อเท็จจริงในวันที่ 23 และ 30 มิถุนายน 2520 โดยเชิญอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ไปให้ความเห็น
ภายในช่วงเวลา 1 ปี อ.ป๋วยยังเดินทางไปพบคนไทยในต่างประเทศ และบุคคลสำคัญในประเทศต่างๆ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน เดนมาร์ก ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย เพื่ออธิบายให้พวกเขาเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย และหวังว่าบุคคลเหล่านี้ จะทำอะไรบางอย่างเพื่อคนในประเทศไทย – ความพยายามเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเหยื่อ 6 ตุลา ทำให้อาจารย์ป่วยล้มป่วยลงในปีถัดมาด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตก
ในเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2521 อ.ป๋วยยัง ปฏิเสธการรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในเหตุผลสำคัญก็คือ เพราะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ 6 ตุลา ยังไม่ได้รับความกระจ่าง

หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า หลัง 6 ตุลา มีคนไทยทั้งในประเทศและนอกประเทศ (กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม นักเรียนไทยในตปท. Amnesty International ไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย พวกเขาช่วยกันรณรงค์นอกประเทศ ขอให้นักการเมือง รัฐบาล องค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลก เช่น
- จม.จากวุฒิสมาชิกสหรัฐ 15 นาย
- The Japanese Committee on Human Rights in Southeast Asia
- Amnesty International ในลอนดอน และอีกหลายประเทศ
- The World University Service in Geneva
- นักการเมืองจากหลายพรรคในเดนมาร์ค
- International Commission of Jurists
- World Student Christian Federation of Asia
- จดหมายลูกโซ่ที่ริเริ่มโดย AI
พวกเขาช่วยกันเขียนจดหมายและโทรเลขถึงนายกรัฐมนตรีไทย อัยการสูงสุด และเจ้าหน้าที่ระดับสูง ตั้งคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย และเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษการเมือง มีการรณรงค์ให้ปัจเจกชนทั่วโลกช่วยกันเขียน “จดหมายลูกโซ่” ถึงผู้มีอำนาจในไทย

6 ตุลาเป็นประเด็นที่ Amnesty International ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง จนถึงกลางปี 2521 สำนักข่าวใหญ่ของโลก เช่น BBC และ the Guardian ยังรายงานเรื่องการพิจารณาคดี 6 ตุลาอย่างต่อเนื่อง

รายงานของ AI บอกเราว่าจนถึงกลางปี 2521 ความสนใจของประชาชนและนานาชาติต่อเรื่องนี้ไม่ได้ลดลงเลย ยังมีคนร่วมฟังการพิจารณาคดีเต็มห้องพิจารณาที่รับได้ 300 คนทุกครั้ง ในจำนวนนี้มีตัวแทนจากสถานทูตต่างๆ รวมอยู่ด้วย และมีประชาชนอีกราว 3,000 คนอยู่ข้างนอกศาล พวกเขารอที่จะโบกมือ ให้กำลังใจกับนักโทษการเมือง 18 คน - 6 ตุลาไม่ใช่ความทรงจำของสังคมจริงหรือ? หรือมันถูกทำให้เงียบ?

ยังมีข้อมูลอีกมากมาย ที่ยืนยันว่าในช่วงเวลานี้ 6 ตุลา มีความสำคัญมากกว่าเป็นความทรงจำของปัจเจกชนคนเดือนตุลา 6 ตุลามีความสำคัญในระดับระหว่างประเทศ และเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยกังวลอย่างมากว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งใหญ่ในไทยกำลังถูกเปิดโปงต่อโลกอย่างไม่หยุดยั้ง ดิฉันเชื่อว่าปฏิบัติการนอกประเทศมีผลให้รัฐบาลเกรียงศักดิ์ ผลักดันการนิรโทษกรรมแกนนำนักศึกษา และนโยบายประนีประนอมทางการเมืองด้วย

ดิฉันขอคัดข้อความบางส่วนของ “คำแถลงของอ.ป๋วย ต่อกรรมาธิการของสภาคองเกรส สหรัฐ” มาให้พวกเราได้อ่านกัน:

“ข้อที่น่าเสียดายสําหรับคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาว ที่ใฝ่ในเสรีภาพก็คือ เหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ไม่เปิดโอกาสให้พวกเขามีทางเลือกที่ 3 เสียแล้ว ถ้าไม่ทําตัวสงบเสงี่ยมคล้อยตามอํานาจเป็นธรรม ก็ต้องเข้าป่าไปทํางานร่วมกับคอมมูนิสต์”
“เมื่อกรรมกรไม่มีสิทธิ์โต้แย้งกับนายจ้าง เมื่อการพัฒนาชนบท แต่ละชนิดเป็นการ “ปลุกระดมมวลชน” เมื่อมีการปฏิรูปที่ดินเป็นสังคมนิยม เมื่อราคาข้าวจะต้องถูกกดต่ําลง เมื่อไม่มีผู้แทนราษฎรเป็นปากเสียงให้ราษฎร เมื่อผู้ปกครองประเทศเป็นนายทุนและขุนศึก การพัฒนาประเทศและการดําเนินงานเศรษฐกิจและสังคมของประเทศคงจะเป็นไปอย่างเดิมตามระบบ ที่เคยเป็นมาก่อน 2516”

(สไลด์ 6) ความเห็นของ อ.ป๋วย สอดคล้องกับความเห็นของนักการทูตต่างชาติที่อยู่ในไทยในปี 2519 ที่วิเคราะห์ว่าทำไมจึงเกิด 6 ตุลา
"'มันมีความรู้สึกอันแรงกล้าในกลุ่มชนชั้นนำของไทย ที่เชื่อว่า พวกเขา "เกิดมาเพื่อปกครอง" และใครก็ตามที่อยู่นอกวงอันใกล้ชิดของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นเครือญาติหรือจากสถาบันการศึกษาเดียวกันนั้น จะถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนคอมมิวนิสต์ เป็นพวกม็อบ หรือเป็นผู้ไม่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และศาสนาของชาติ' ตีพิมพ์ใน “นิตยสาร Far Eastern Economic Review ฉบับ ตุลาคม 2519 (บนฐานข้อมูลของโครงการบันทึก 6 ตุลา)

น่าสนใจที่ อ.ป๋วย และนักการทูตต่างชาติในขณะนั้น เข้าใจความหลากหลายของนักศึกษาในขณะนั้นเป็นอย่างดี เข้าใจดีกว่าอดีตนักศึกษาที่ร่วมขบวนการเสียอีก

ดิฉันอยากให้พวกเราไปเปิด “รายงานของสถานทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทยที่ส่งกลับไปยัง ก.ต่างประเทศที่วอชิงตัน ดีซี เป็นบทวิเคราะห์ที่ชี้ว่า สหรัฐฯ ที่กล่าวถึงการเตรียมการปราบนักศึกษา 6 ตุลา, มองว่าใครบ้างที่อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลา ใครบ้างที่รู้เห็นเป็นใจกับการรัฐประหาร 6 ตุลา

ตัวอย่างที่ยกมานี้ บอกอะไรกับเรา - มันบอกเราว่า ในช่วงเวลาที่คนในประเทศตกอยู่ในความกลัว สื่อมวลชนถูกเซนเซอร์ แต่เป็นช่วงเวลาที่ 6 ตุลาอยู่ในความรับรู้ของนานาชาติ เป็นช่วงเวลาที่ความโหดเหี้ยมของชนชั้นนำถูกนำไปตีแผ่ทั่วโลก

ปฏิบัติการนอกประเทศเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ก็เพราะมีคนไม่ยอมจำนน ไม่ยอมนิ่งเฉย หนึ่งในนั้นก็คือ อ.ป๋วย และองค์กรภาคประชาสังคมเล็กๆ ในประเทศ

Perseverance (ความมุ่งมั่น ไม่ยอมหยุด ไม่ยอมเลิก)

งานรำลึก 6 ตุลา ณ ปีที่ 20 (2539) เป็น moment สำคัญที่ทำให้ 6 ตุลา ได้รับความสนใจจากสังคมมากขึ้น แม้จะยังมีเพดานกดทับการพูดอยู่ก็ตาม แม้จะไม่สามารถทำลายสภาวะ “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง” ของ 6 ตุลาก็ตาม

ดิฉันจำอารมณ์ความรู้สึกของการจัดงานในปีนั้นได้ดี มีการจัดงานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 3 วัน 3 คืน พวกเขาทะเลาะกันมาก แต่ในบรรดาเสียงทะเลาะกัน มันมีเสียงหนึ่งที่ดิฉันรับรู้ได้ด แล้วมันดังมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ เสียงประท้วงต่อการที่พวกเขาต้องทนอยู่ในความเงียบเป็นเวลานาน ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายถูกกระทำ มันคือเสียงตะโกนบอกต่อสังคมว่า เพื่อนๆ ของพวกเขาถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมกลางเมือง และไม่เคยได้รับความยุติธรรม มันคือการประกาศว่า พอกันทีกับความเงียบ แต่ถึงเวลาแล้วที่ “เพื่อนของพวกเขา” จะต้องได้รับการกล่าวถึงอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

นับจากปีที่ 20 งานรำลึก 6 ตุลา ไม่ได้ถูกเอาไปซ่อนไว้ใต้ปีกของงานรำลึก 14 ตุลาอีกต่อไป เรารู้กันดีว่า 6 ตุลา ได้ถูกผูกไว้กับการเคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้น เมื่อไรที่ความขัดแย้งทางการเมืองร้อนแรง มีการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน ผู้คนก็จะคิดถึง 6 ตุลามากขึ้น เช่น กรณีเสื้อแดง 2553, ขบวนการเยาวชน (2563-65)

แต่ดิฉันคิดว่า ถ้าเราสนใจการปรากฏตัวขึ้นของ 6 ตุลาในเหตุการณ์ใหญ่ๆ เท่านั้น มันจะทำให้เรามองข้ามเหตุการณ์และบทบาทของคนจำนวนมาก ราวกับว่าอยู่ๆ คนเสื้อแดงในปี 53 และเยาวชนในปี 63 ก็คิดขึ้นได้เองว่าควรหยิบ 6 ตุลามาใช้กับการเคลื่อนไหวของพวกเขา

ในความเป็นจริง มันมี ”ผู้คนที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อ“ ที่ทำให้ 6 ตุลาถูกรับไม้ต่อโดยคนแต่ละรุ่น

งาน 20 ปี 6 ตุลา ไม่ได้จบแค่วันที่ 6 ตุลา 2539 แต่มันถูกสานต่อออกไปหลายทิศทาง

- หลังการจัดงานรำลึก 20 ปี เราต้องขอบคุณ คณะ กก.รับข้อมูลและสืบพยาน 6 ตุลา โดย อ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อ.ใจลส์ อึ้งภากรณ์ อ.วิภา ดาวมณี อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ที่รวบรวมบันทึกคำให้การของผู้อยู่ในเหตุการณ์ (ก่อนจะมี “บันทึก 6 ตุลา” มีคนพยายามทำสิ่งเดียวกับบันทึก 6 ตุลา มาก่อน)
-
- คนเดือนตุลา ช่วยการทำจุลสาร “สืบสาน” เพื่อก่อรูปเครือข่ายคนเดือนตุลาขึ้นมาอีกครั้ง

- 20 ปี 6 ตุลา ทำให้คนเดือนตุลาร่วมกันระดมทุนจัดตั้งประติมานุสรณ์ 6 ตุลา ที่หน้าประตู มธ.

- คนเดือนตุลาที่มีชีวิตรอดจากป่า พวกเขาพากันกลับไปจัดกิจกรรมรำลึกถึงเพื่อน ที่เสียชีวิตในป่า กลับไปเยี่ยมเยียนสหายชาวนาในพื้นที

- พวกเขารวบรวมทุน จัดตั้งอนุสรณ์สถานในพื้นที่เหล่านั้น ฯลฯ พวกเขาพากันหยิบหมวกดาวแดงมาใส่กันอีกครั้งหนึ่ง โดยไม่ต้องอายที่จะประกาศว่า ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเชื่อในลัทธิคอมมิวนิสต์ และเคยต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีกว่า แม้ว่าลัทธินี้จะพ่ายแพ้จากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม และแม้ว่าหลายคนจะเลิกเชื่อมันไปแล้ว แต่พวกเขาไม่อายที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของตนเองแก่คนรุ่นหลัง

- หลัง 20 ปี 6 ตุลา อ.ธงชัยเป็นนักวิชาการที่ทำงานวิจัยเรื่องความรุนแรง และความทรงจำ 6 ตุลา อย่างเอาเป็นเอาตายที่สุด – งานของอ.ธงชัย ส่งผลต่อความรับรู้อย่างน้อยในแวดวงปัญญาชน และฝ่ายปชต. อย่างมีนัยสำคัญ

- และในการทำวิจัยของอ.ธงชัย คนที่มีบทบาทสำคัญมากที่ทำให้เกิด breakthrough ในแง่เอกสารข้อมูลคือ คุณธนาพล อิ๋วสกุล บก.สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ผู้ที่ค้นพบเอกสารคำให้การพยานจำนวน 224 คน และรายงานชันสูตรพลิกศพเหยื่อ 6 ตุลา 41 คน

- ใครจะคิดว่า ในช่วงปี 2544-45 นักเรียนชายชั้น ม.5 ในจังหวัดร้อยเอ็ดคนหนึ่ง เริ่มเรียนรู้ปกป้องสิทธิของตนเองและเพื่อนๆ ที่โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ด้วยการนำเพื่อนๆ คัดค้านการขยายเวลาเรียนของโรงเรียน ที่จะสร้างปัญหาให้กับเด็กยากจน ที่บ้านอยู่ห่างไกลโรงเรียน ผลจากการคัดค้านนี้ทำให้เขาได้รับเลือกเป็นประธานนักเรียนแบบชนะขาดเลย” แล้วในฐานะประธานนักเรียน เขาได้ริเริ่มนำประวัติศาสตร์การเมืองยุค 6 ตุลา 19 มาติดที่บอร์ดโรงเรียน ซึ่งก็ได้รับการพูดถึงจากทั้งผู้บริหาร ครู และเพื่อนนักเรียนอย่างกว้างขวาง ... เราไม่รู้แน่ว่าในเวลานั้น เหตุการณ์ 6 ตุลามีความหมายกับเด็กชายคนนี้แค่ไหน แต่เรารู้ว่าเขาโตมาชื่อ ทนายอานนท์ นำภา เรารู้ว่า “มาตรา 112 อันเป็นมรดกสำคัญของคณะรัฐประหาร 6 ตุลา คือประเด็นปัญหาที่อานนท์ให้ความสำคัญมากที่สุด”


ยังมีผู้คนให้เอ่ยถึงมากมาย แต่เวลาไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้นได้ แต่ดิฉันเชื่อว่าปฏิบัติการของคนทั้งหลายนี้แหละ ทั้งคนที่มีชื่อเสียงและ no name ทำให้เหตุการณ์ 6 ตุลา กลายเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายสำคัญให้กับสังคมไทย นั่นคือ “เราไม่เอาความรุนแรง” “เราต่อต้านการใช้ความรุนแรงที่เกินเลยของรัฐ” “ต่อต้านการลอยนวลพ้นผิด” “เรายืนยันว่า ต่างความคิด ไม่ควรผิดถึงตาย”

นี่คือคุณูปการสำคัญของความทรงจำ 6 ตุลา ที่แม้แต่พวกขวาจัดก็ไม่กล้ายกย่องสรรเสริญความรุนแรง 6 ตุลา ไม่กล้ากล่าวอ้างว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในวันนั้น

6 ตุลา กลายเป็น taboo ของการเมืองไทย เป็นสัญลักษณ์ที่ต่อต้านความรุนแรงอย่างเกินขอบเขตของรัฐ เป็นสัญลักษณ์ของการลอยนวลพ้นผิดของผู้มีอำนาจ ประเด็นนี้จะเห็นได้ชัดเมื่อนายสมัคร เป็น นรม. ในปี 2551

ในปี 2551 เมื่อสมัคร สุนทรเวช เป็นนรม.ในนามของพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว CNN ว่ามีคนตายเพียงคนเดียว ทำให้เขาถูกโจมตีอย่างหนัก - จากที่ในปี 2519 สมัครเป็นกระบอกเสียงของฝ่ายขวาที่โจมตีขนศ.อย่างรุนแรง พอถึงปี 2551 เขาพยายามบอกปัด ไม่ต้องการตอบคำถามต่อไป

อย่างไรก็ตาม บางครั้งคนเดือนตุลาบางคน ก็อาจจะไม่อยากพูดถึง 6 ตุลาเสียเอง 6 ตุลาอาจจะกลายเป็นภาระทางการเมืองของพวกเขาก็ได้

ฉะนั้น ก่อนจะมีเสื้อแดง 6 ตุลาไม่ได้หายไปจากพื้นที่การเมืองโดยสิ้นเชิง ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ปราบเสื้อแดงในปี 2553 วาทกรรมว่า 6 ตุลาคือ ความรุนแรงโดยรัฐ และการลอยนวลพ้นผิด จึงถูกส่งต่อไปยังคนเสื้อแดงได้อย่างรวดเร็ว ในทำนองเดียวกัน การที่ขบวนการเยาวชน 2563-65 หยิบยกเอา 6 ตุลามาเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ของตน ก็เพราะช่วงระหว่างปี 2553-63 เรื่องราว 6 ตุลาปรากฏอยู่ในหน้าข่าว ในโซเชียลมีเดียแทบทุกปี โดยเฉพาะนับจากปี 2559 ครบรอบ 40 ปี 6 ตุลา

ในปี 2560 พวกเราก่อตั้งโครงการบันทึก 6 ตุลา นอกจากจะเป็นฐานข้อมูล 6 ตุลาที่มีคนเข้าไปดู อ่าน และใช้กันมากแล้ว ดิฉันคิดว่าเรา คนทำสามารถเคลมเครดิตได้อย่างไม่อายว่า “บันทึก 6 ตุลา” ช่วยเปิดประเด็นใหม่ๆ เกี่ยวกับ 6 ตุลา

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ “ยังมีเรื่องราวมากมายที่เราไม่รู้เกี่ยวกับ 6 ตุลา” กล่าวคือ ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ไม่มีความพยายามเพียงพอที่จะค้นหาว่ามีคนถูกแขวนคอกี่คนแน่ และพวกเขาเป็นใคร ชื่ออะไร, เราไม่รู้ว่าผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดคือใคร, เรารู้เกี่ยวกับครอบครัวที่สูญเสียลูกไปน้อยมาก, เราเพิ่งออกตามหาประตูแดงและช่างไฟฟ้า 2 คนที่ถูกแขวนคอที่นครปฐมในปีที่ 41

บันทึก 6 ตุลา ได้ติดตามหาครอบครัวของเหยื่อ หลายครอบครัวบอกเราว่า “ไม่เคยมีใครติดต่อเขาไปเลย” - การพูดคุยสัมภาษณ์กับครอบครัว ทำให้เราได้รู้ว่าพวกเขายังเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่พวกเขาก็ไม่กล้าออกมาพูด ไม่กล้าเรียกร้องอะไร แม้จะผ่านไปแล้วกว่า 40 ปีแล้วก็ตาม - สิ่งนี้คือการยืนยันว่า “6 ตุลา ยังคงเป็นสิ่งที่ “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง” ของคนจำนวนมาก - ยังไม่นับว่า ในระดับสังคม มีคำถามอีกมากมายที่เราถามไม่ได้ หรือไม่มีใครกล้าตอบ

ฉะนั้น สิ่งที่โครงการบันทึก 6 ตุลา อยากบอกกับสังคมคือ : เราต้องให้คุณค่าแก่ปัจเจกชนมากกว่านี้ ซึ่งนี่คือ พื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เราเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของกันและกัน

มีความพยายามอะไร ของใครอีก ที่ไม่ปล่อยให้ 6 ตุลา ตกอยู่ในสภาวะความจำเสื่อมของสังคม?

พวกเราคงจำกันได้ว่า ก่อนจะเกิดขบวนการเยาวชน 2 ปี พวกเราตื่นเต้นกับเพลงและ music video ประเทศกูมี ของ Rap Against Dictatorship – ภายในสัปดาห์เดียว ยอดคนดูขึ้นไป 16 ล้าน

ดิฉันคิดว่านี่คือครั้งแรกที่ 6 ตุลา เข้าถึงมวลชนมากที่สุดในเวลาอันรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน , 6 ตุลา ถูกผสานเข้ากับการต่อสู้ยุคสมัยอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน เพลงนี้บอกกับเราว่า ถ้าคิดจะต่อสู่กับระบอบระยำ ชีวิตคุณอาจจบแบบวันที่ 6 ตุลา .. ประวัติศาสตร์ของประเทศนี้เดินถอยหลังเหยียบย่ำผู้คนที่คิดจะดื้อดึงขัดขืนอำนาจของประเทศกูมี

คุณธีระวัฒน์ รุจินธรรม ผกก. MV บอกเองว่าได้แรงบันดาลใจมาจากการเคยทำงานร่วมกับโครงการบันทึก 6 ตุลา

หลายคนคงยังไม่ลืมว่า RAD มีเพลงปฏิรูปด้วย ซึ่งเนื้อหาของเพลงนี้แรงกว่าประเทศกูมีเสียอีก ประโยคขึ้นต้น ก็ตรงไปตรงมา

ปรากฏการณ์ขบวนการเยาวชนในปี 2563 - สถาบันทหารและสถาบันกษัตริย์เป็นประเด็นใจกลางของข้อเรียกร้อง มีการใช้ 6 ตุลาเพื่อวิพากษ์ผู้มีอำนาจอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ก็คือ MV ยูงทอง ที่จัดทำโดยกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม 10 สิงหาคม 2563

MV เพลงยูงทอง เป็นการนำสิ่งที่ขัดแย้งกันมาวางทาบกัน คือการเปรียบเทียบอุดมคติและอำนาจ กับความเป็นจริงอันโหดร้ายของเหตุการณ์ล้อมปราบ 6 ตุลา เมื่อมิวสิควิดีโอสิ้นสุดลง ผู้ชุมนุมยังได้ตะโกนว่า "มึงฆ่าพี่กูทำไม!" “มึงฆ่าพี่กูทำไม!” และตามมาด้วยการอ่านข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อ โดยรุ้ง ปนัสยา

MV ยูงทองและเสียงที่ตะโกน "มึงฆ่าพี่กูทำไม!" ได้เชื่อมโยงความเป็นพี่เป็นน้องของคน 2 รุ่นไว้ด้วยกัน เชื่อมโยง spirit ของการต่อต้านความอยุติธรรม ของคน 2 รุ่นไว้ด้วยกัน

มีคนเรียกเหตุการณ์นี้ว่าคือ “การทะลุเพดาน” - ทำลายเพดานของการพูดถึงสิ่งที่พูดไม่ได้ ได้สำเร็จ พวกเยาวชนใช้ 6 ตุลาเพื่อทำลายเพดาน
มันดูเหมือนว่า “เพดานถูกทำลาย” ทำให้เราพูดเรื่องของอำนาจในสังคมนี้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ความเป็นจริงประวัติศาสตร์ไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงเสมอไป ผู้มีอำนาจในสังคมนี้นิยมเดินถอยหลังมากกว่าก้าวไปข้างหน้า เราได้เห็นแล้วว่า พวกเขาสามารถสร้างเพดานขึ้นมาใหม่ได้ แถมต่ำกว่าเดิมด้วย ซ้ำร้ายคนที่พยายามทำลายเพดาน ก็ถูกเพดานถล่มทับเสียเอง หลายคนต้องลี้ภัยไปต่างแดน หลายคนถูกจับกุมคุมขัง

แต่เราก็ไม่สามารถยอมแพ้ง่ายๆ ใช่ไหม? เพราะเพือนๆ ของเรายังไม่ได้อิสรภาพ และเด็กๆ ก็ยังกลับบ้านไม่ได้

ในทางตรงกันข้าม ดิฉันมองว่าการที่ในวันนี้ เราสามารถมารวมตัวกันรำลึกการสังหารหมู่ 6 ตุลาได้ นับเป็นสิ่งยิ่งใหญ่มากแล้ว ยิ่งใหญ่ในแง่ที่ว่าฝ่ายอำนาจรัฐพยายามทำให้ผู้คนลืมเลือน 6 ตุลา แต่ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า “กลับดื้อดึง สานต่อความทรงจำของ 6 ตุลาอย่างไม่ย่อท้อ” เพราะความทรงจำของ 6 ตุลา มีค่าสำหรับประชาชน
เพราะความทรงจำของ 6 ตุลา เตือนเราว่า “ประวัติศาสตร์และความรักชาติแบบบ้าคลั่ง สามารถสังหารคนได้อย่างเหี้ยมโหด”
เพราะความทรงจำ 6 ตุลา ตอกย้ำกับเราว่า “ประเทศนี้ ผู้มีอำนาจทำผิดแล้วไม่ต้องรับผิด”

สุดท้าย ในบรรดาผู้คนที่ไม่ยอมจำนน มีคน 2 กลุ่มสุดท้าย ที่ดิฉันอยากจะกล่าวถึงเป็นพิเศษ

1. รุ่นพี่คนเดือนตุลา (จากทุกสถาบัน) (ซึ่งเรารู้ดีว่ามีหลากหลายสีและเฉด ขอหมายถึงคนที่ยังยึดมั่นในสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเหนือความมั่นคงของรัฐ) คนกลุ่มนี้มีบาดแผลจากความพ่ายแพ้ทางการเมือง และพวกเขาก็มักจะถูกเย้ยหยันโดยคนรุ่นหลังว่า งาน 6 ตุลา คืองานเช็งเม้งของพวกเขา ซึ่งพวกเขาก็แทบไม่เคยตอบโต้เวลาถูกดูถูกแบบนี้เลย บางทีก็รับเอาคำนี้มาเยาะเย้ยตัวเองเสียเลย – งานเช็งเม้งคืออะไร คืองานรวมญาติ ไหว้บรรพบุรุษเสร็จก็สนุกสนานเฮฮา แล้วก็แยกย้ายกันไป – ดิฉันคิดว่า คำว่า “งานเช็งเม้ง” เป็นการดูแคลนสปิริตของพวกเขามากเกินไป

ดิฉันอยากให้พวกเราลองถามตัวเองดูว่า จะมีงานสักกี่งานในชีวิตของเรา ที่เราต้องไปร่วมให้ได้แม้จะผ่านไปแล้วถึง 50 ปี ... เราอาจจะไม่มีเลยก็ได้ เพราะเราไม่ได้มีบาดแผลแบบคนเดือนตุลา

เราก็อาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกของพวกเขามากพอ ... กระนั้น เราไม่ควรดูแคลนที่สิ่งที่เราเข้าใจไม่พอ

ดิฉันเองก็ไม่กล้ากล่าวอ้างว่าตนเองเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนเดือนตุลาอย่างถ่องแท้ เมื่อก่อนดิฉันไม่ค่อยใจว่าทำไม รุ่นพี่บางคนต้องร้องไห้ทุกครั้งที่กล่าวถึง 6 ตุลา แต่อยากจะเล่าเหตุการณ์หนึ่งให้ฟัง

ตอนที่ดิฉันกับคุณภัทรพรค้นพบว่ามีคนถูกแขวนคอ 5 คน ไม่ใช่ 1 คน ด้วยการนั่งดูรูปภาพและคลิปวิดีโอต่างๆ อย่างละเอียด คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในตอนนั้นคือ แค่ดูภาพและคลิปวิดีโออย่างตั้งใจสักหน่อย ก็จะเห็นว่ามีคนถูกแขวนคอมากกว่า 1 คน ทำไมพวกรุ่นพี่ไม่ดูกัน ดิฉันเอาคำถามนี้ไปถามพวกเขาด้วยความรู้สึกกึ่งตำหนิ คำตอบที่ได้รับคือ เพราะพวกเขาทนดูกันไม่ได้ มันเจ็บปวดเกินไป – แต่ดิฉันกับคุณภัทรพรดูได้ เพราะเราไม่ได้มีบาดแผลเท่าพวกเขา

เหตุการณ์นี้ทำให้ดิฉันคิดถึง หนังสือชื่อ “Holocaust Testimonies: The Ruins of Memory” (คำให้การว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์: การพังทลายของความทรงจำ) -- ปรากฏการณ์ร่วมอย่างหนึ่งของผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ คือ พวกเขาไม่ยอมบอกเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง แม้แต่กับคนในครอบครัว เพราะพวกเขารู้สึกว่าถ้อยคำภาษาในโลก ไม่สามารถสื่อสารความรู้สึกของพวกเขาออกมาได้ ไม่มีวันที่คนอื่นจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา เล่าไปคนก็อาจจะไม่เชื่อ พวกเขาจึงเลือกที่จะ “เงียบ” - ต้องใช้เวลานานมากที่เดียวกว่าพวกเขาจะเริ่มจะจัดการกับความเจ็บปวดเหล่านี้ได้

แน่นอนว่า 6 ตุลา ไม่เท่า holocaust แต่อย่าดูถูกความทรงจำบาดแผลของผู้คน ไม่ได้หมายความว่าวิจารณ์ไม่ได้ แต่อย่าด่วนดูแคลนที่สิ่งที่เราเข้าใจไม่พอ เพราะความทรงจำของเหยื่อความรุนแรงจากสังคมต่างๆ ทำให้เกิดงานวิชาการ งานวรรณกรรม ศิลปะ ออกมามากมาย เพื่อพยายามจะเข้าใจมนุษยชาติ เพื่อพยายามเข้าใจสังคมของตน และเพื่อหาทางป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก

ความรุนแรงขนาดใหญ่ มันมีความหมายมากกว่าเป็นเรื่องของปัจเจกชนไม่กี่คน
การจัดงานรำลึก คือปฏิบัติการสานต่อความทรงจำของประชาชน หากคนรุ่นใหม่ไม่ให้คุณค่ากับประวัติศาสตร์บาดแผลของประชาชนแล้ว ก็จงพอใจกับการท่องจำประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมไปชั่วกัลปาวสานเถอะ

ฉะนั้น เราอาจจะไม่มีการจัดงาน 50 ปี 6 ตุลาในปีนี้ก็ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะคนเดือนตุลากลุ่มหนึ่งปฏิเสธที่จะลืม 6 ตุลา แม้จะถูกเยาะเย้ยถากถางจากคนรุ่นหลังก็ตาม แม้แต่ในปีที่งาน 6 ตุลาเงียบเหงา พวกเขาก็ยังยืนยันจะจัดงานต่อไป ดิฉันมองว่านี่คือ the Act of Defiance การดื้อดึงขัดขืนต่อความพยายามของรัฐที่จะทำให้สังคมไทยลืม 6 ตุลา พวกเขาจึงสมควรได้รับการคารวะจากพวกเรา

ในบรรดาคนเดือนตุลา มีคนๆ หนึ่งที่ดิฉันอยากขอบคุณมากเป็นพิเศษ เป็นคนที่พวกเราหลายคนรู้จักดี เป็นผู้อาวุโสที่มุ่งมั่นทำงานสำหรับวันที่ 6 ตุลาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยไม่เคยบ่น ไม่เคยคุยโอ้อวด ไม่เคยต้องการแสงใดๆ ใครอยากทำอะไร แกพร้อมสนับสนุนเสมอ พี่คนนี้คือ พี่สุเทพ สุริยะมงคล ประธานโดมรวมใจ ผู้แบกรับ “จิตวิญญาณแห่งการดื้อดึงขัดขืนที่สง่างามมากที่สุดคนหนึ่ง

2. กลุ่มนักโทษการเมือง ดิฉันอยากจะใช้โอกาสนี้ส่งข้อความไปถึงเพื่อนเราที่ถูกจองจำว่า - พวกเราขอคารวะในสปิริตแห่งการ “ดื้อดึงขัดขืน” ของพวกคุณ พวกเราขอขอบคุณในการต่อสู้เสียสละของพวกคุณ พวกเราเสียใจและขอโทษที่ไม่สามารถทำให้พวกคุณได้รับอิสรภาพได้เสียที แต่พวกเราจะไม่ทอดทิ้งพวกคุณ

50 ปีที่ผ่านมา ความทรงจำ 6 ตุลามีคุณค่าต่อการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของประชาชน แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าฝ่ายประชาชนยังไม่สามารถทำลายเพดานของความอยุติธรรมได้ มาตรา 112 อันเป็นมรดกของ 6 ตุลายังคงอยู่กับเรา กระนั้น เราก็ไม่มีทางเลือก เพื่อนของเรายังอยู่ในคุก เยาวชนจำนวนมากอยากกลับบ้าน เราไม่สามารถละทิ้ง spirit แห่งการดื้อดึงขัดขืนได้ สปิริตนี้ได้พาพวกเรามาไกลเกินกว่าเมื่อ 50 ปีที่แล้ว
สุดท้าย ดิฉันอยากจบปาฐกถานี้ด้วยบทกวีของทนายอานนท์ ที่ดิฉันคิดว่าตรงกับคำว่า “spirit of defiance” จิตวิญญาณแห่งการดื้อดึงขัดขืน” มากที่สุด

เธอล้วนเป็นขบถต่อกดขี่
เป็นเสรีเรืองไรไล่ความชั่ว
เป็นประชาธิปไตยในตนตัว
มิก้มหัวหดเข่าแต่เอาคืน
ยิ่งต่อสู้ยิ่งสะสมชัยชนะ
ยิ่งปะทะยิ่งหยัดขึ้นขัดขืน
ยิ่งเหยียบย่ำยิ่งยังยิ่งยิ้มยืน
ยิ่งมืดดับยิ่งดาษดื่นด้วยหมื่นดาว

ขอคารวะต่ออานนท์ นำภา นักโทษการเมืองทุกคน และผู้คนที่ไม่ยอมแพ้

วิดีโอปาฐก https://www.youtube.com/watch?v=x5lIOjE_4Rw

https://www.facebook.com/photo/?fbid=28993756183581765&set=a.138005429583558



ชุมนุมปาฐกถา 50 ปี 6 ตุลา Play List


ทนายกฤษฎางค์ นุตจรัส : ปลุกล้างมรดก 6 ตุลา ยกเลิก ปร.41 เพิ่มโทษ ม.112 | 50 ปี 6 ตุลา

สํานักข่าวราษฎร Ratsadon News

Oct 6, 2026 

ทนายกฤษฎางค์ นุตจรัส : ปลุกล้างมรดก 6 ตุลา ยกเลิก ปร.41 เพิ่มโทษ ม.112 | 50 ปี 6 ตุลา

https://www.youtube.com/watch?v=3F9nN9tmmmU&list=PLZDxkR1QA2dI&index=1



กนกรัตน์ เลิศชูสกุล : ไตรภาคชีวิต 6 ตุลา ในการเมืองมวลชน บาดแผล เหยื่อของรัฐ และวิสัยทัศน์ใหม่ฯ

สํานักข่าวราษฎร Ratsadon News

Oct 6, 2026 

กนกรัตน์ เลิศชูสกุล : ไตรภาคชีวิต 6 ตุลา ในการเมืองมวลชน บาดแผล เหยื่อของรัฐ และวิสัยทัศน์ใหม่ฯ

https://www.youtube.com/watch?v=eA9G8U1M-N0&list=PLZDxkR1QA2dI&index=2



“ชัยธวัช” ปลุกคนไทย อย่าเพิ่งสิ้นหวัง สู้กับระบอบสีน้ำเงิน ลั่น รอวันอวสาน หมดความชอบธรรมแล้ว
หอประชุมศรีบูรพา
“ชัยธวัช” ปลุกคนไทย อย่าเพิ่งสิ้นหวัง สู้กับระบอบสีน้ำเงิน ลั่น รอวันอวสาน หมดความชอบธรรมแล้ว

https://www.youtube.com/watch?v=f99MrfiuYbM&list=PLZDxkR1QA2dI&index=3



“ธงชัย วินิจจะกูล” ลั่น 6 ตุลา ยังไม่จบ มันจะจบ ก็ต่อเมื่อเขาขอโทษ : ปาฐกถา 50 ปี 6 ตุลา

สํานักข่าวราษฎร Ratsadon News

Oct 6, 2026 

“ธงชัย วินิจจะกูล” ลั่น 6 ตุลา ยังไม่จบ มันจะจบ ก็ต่อเมื่อเขาขอโทษ : ปาฐกถา 50 ปี 6 ตุลา

https://www.youtube.com/watch?v=lgY8oxnpjuY&list=PLZDxkR1QA2dI&index=4



“พวงทอง ภวัครพันธุ์” ปาฐกถา 50 ปี 6 ตุลา : 50 ปี ของการดื้อดึงแข็งขัน (50 Years of Defiance)

สํานักข่าวราษฎร Ratsadon News

Oct 6, 2026 

ชุมนุมปาฐกถา 50 ปี 6 ตุลา ลำดับที่สี่ พวงทอง ภวัครพันธุ์ 50 ปีของการดื้อดึงแข็งขืน (50 Years of Defiance)

หากเปรียบเป็นมนุษย์ 6 ตุลาก็คือวัยกลางคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่น้อย แม้จะเริ่มต้นด้วยความพ่ายแพ้ แต่ 50 ปีที่ผ่านมา ผู้พ่ายแพ้กลับปฏิเสธที่จะฝังความทรงจำอันโหดร้ายและชีวิตของเพื่อนผู้เสียสละไว้ในความเงียบงัน

การยืนยันว่าจะไม่ลืมก็คือการประกาศว่าพวกเขาปฏิเสธที่จะยอมรับความอยุติธรรมและการลอยนวลพ้นผิดอันอุจาดของรัฐไทย 

แม้เพดานของการพูดถึง 6 ตุลาจะยังดำรงอยู่อย่างชัดเจน แต่โดยไม่คาดคิด ในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ความทรงจำบาดแผลนี้กลับส่งเสียงดังกึกก้องขึ้น 

ประการสำคัญ 6 ตุลาได้ให้กำเนิดคุณค่าสำคัญแก่คนรุ่นหลัง มันได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมืองของพวกเขา ความอยุติธรรมและลอยนวลพ้นผิดได้ร้อยรัดการต่อสู้ของคนต่างรุ่นไว้ด้วยกัน พร้อมๆ ไปกับที่มันได้กลายเป็น “ข้อห้ามโอ้อวด” ของฝ่ายขวาไทยตลอด 50 ปีที่ผ่านมา 

กระนั้นความอยุติธรรมและลอยนวลพ้นผิดยังคงเป็นปราการอันแข็งแกร่งของรัฐไทยอย่างไม่เสื่อมคลาย


https://www.youtube.com/watch?v=9JU4buwq1mk&list=PLZDxkR1QA2dI&index=5




"หนูอยากให้ทุกอย่างกลับมาดีเหมือนเดิม เด็กๆ จะได้กลับมาเล่นกับหนูได้อีกครั้ง" ลานา อัล-ชาริฟ วัย 12 ปี กล่าว หลังจากที่สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซาโดยอิสราเอลเป็นชนวนเหตุกระตุ้นให้เกิดโรคแพ้ภูมิตัวเอง ซึ่งส่งผลให้รูปลักษณ์ภายนอกของเธอเปลี่ยนแปลงไป








https://x.com/AJEnglish/status/2108029620419428562
.....

รายงานจากอัลจาซีรา อิงลิช เน้นย้ำถึงผลกระทบด้านมนุษยธรรมและทางการแพทย์จากความขัดแย้งในฉนวนกาซา ผ่านเรื่องราวของลานา อัล-ชาริฟ เด็กหญิงวัย 12 ปี เธอประสบกับอาการกำเริบหรือการเริ่มต้นของภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างรุนแรง ซึ่งถูกกระตุ้นโดยความเครียด ความบอบช้ำทางจิตใจ และการพลัดถิ่นที่เกิดจากสงคราม ส่งผลให้รูปลักษณ์ภายนอกของเธอเปลี่ยนแปลงไป

ความเครียดทางร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง รวมถึงการเข้าถึงการดูแลทางการแพทย์และสิ่งจำเป็นพื้นฐานที่จำกัด เป็นปัจจัยที่ทราบกันดีว่าสามารถกระตุ้นหรือทำให้ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องและปัญหาสุขภาพทางผิวหนังหรือระบบอื่นๆ รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในเด็กที่อาศัยอยู่ในเขตความขัดแย้ง











https://x.com/AJEnglish/status/2108052915458060371
.....
ประชาชนหลายร้อยคนรวมตัวกันประท้วงในกรุงโบโกตา เพื่อต่อต้านนโยบายของรัฐบาลโคลอมเบียชุดใหม่ที่มีต่ออิสราเอล ประธานาธิบดีอาเบลาร์โด เด ลา เอสปรีเอลลา ได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล และวางแผนที่จะเปิดสถานทูตโคลอมเบียในกรุงเยรูซาเลมในเร็วๆ นี้








https://x.com/MarioNawfal/status/2107929727688188214
.....

🇺🇸🇮🇱 อิสราเอลเพิ่งสูญเสียความเห็นใจจากชาวอเมริกันไปอย่างมหาศาล ในขณะที่นักการเมืองบางส่วนยังคงพยายามอย่างหนักที่จะโยนความผิดให้ทุกคนยกเว้นอิสราเอล

ระดับความเห็นใจของชาวอเมริกันที่มีต่อชาวอิสราเอลลดลงจาก 54% ในปี 2023 เหลือ 36% ในปี 2026 ในขณะที่ความเห็นใจที่มีต่อชาวปาเลสไตน์เพิ่มขึ้นจาก 31% เป็น 41%

นับเป็นครั้งแรกในข้อมูลแนวโน้มรายปีของ Gallup ตั้งแต่ปี 2001 ที่ชาวอิสราเอลไม่ได้ครองความได้เปรียบในด้านนี้อีกต่อไป

ซาราห์ ฮัคคาบี แซนเดอร์ส (Sarah Huckabee Sanders) ผู้ว่าการรัฐอาร์คันซอ กล่าวโทษนักการเมืองอย่าง Mamdani ว่าเป็นผู้มีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และเรียกถ้อยคำของเขาว่า "น่ารังเกียจและชั่วร้าย"

แล้วเมื่อไหร่กันที่พวกเขาจะหันมาพิจารณาอย่างจริงจังว่า การกระทำของอิสราเอลเองอาจมีส่วนทำให้ชาวอเมริกันเปลี่ยนใจ?

ผู้เขียน: Sol https://x.com/Acyn/status/2107920636320555023/video/1




ดร.ทีดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) โพสต์ว่า องค์การอนามัยโลกยังไม่มีข้อมูลพอที่จะประเมินความเสี่ยงได้ จากกรณี เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการรัสเซีย เสียชีวิตหลังจากการสัมผัสเชื้อโดยอุบัติเหตุในระหว่างการปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการ







https://x.com/DrTedros/status/2108162410850722227
.....

Tedros Adhanom Ghebreyesus
@DrTedros

เมื่อวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา มีรายงานข่าวชิ้นแรกเกี่ยวกับกรณีที่สงสัยว่าจะเป็นโรคกาฬโรคปอด (pneumonic plague) ในเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการที่สถาบันวิจัยเพื่อการป้องกันโรคกาฬโรคแห่งเมืองอีร์คุตสค์ (Irkutsk Antiplague Research Institute) ในสหพันธรัฐรัสเซีย

เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการรายดังกล่าวเสียชีวิตหลังจากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลด้วยอาการปอดอักเสบขั้นรุนแรง รายงานข่าวเบื้องต้นระบุว่าเป็นโรคกาฬโรคปอดซึ่งเกิดจากการสัมผัสเชื้อโดยอุบัติเหตุในห้องปฏิบัติการ

@WHO รับทราบว่ารัฐบาลรัสเซียได้จัดการประชุมขึ้นเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม เนื่องจากมีความสงสัยว่ามีผู้อยู่อาศัยในแคว้นอีร์คุตสค์ติดเชื้อที่เป็นอันตราย

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา WHO ได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมจากสหพันธรัฐรัสเซียตามข้อกำหนดของกฎอนามัยระหว่างประเทศ (International Health Regulations)

ต่อมาในวันอังคาร สหพันธรัฐรัสเซียได้ตอบกลับโดยระบุว่าไม่มีรายงานผู้ป่วยโรคกาฬโรคในแคว้นอีร์คุตสค์ในช่วงเวลาดังกล่าว และทางรัสเซียได้ดำเนินการกักตัวผู้สัมผัสโรคไว้ประมาณ 200 คนแล้ว

อย่างไรก็ตาม WHO ได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ดำเนินการกับผู้เสียชีวิตและกลุ่มผู้สัมผัสโรค รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุที่นำไปสู่การใช้มาตรการด้านสาธารณสุข และรายละเอียดเกี่ยวกับสถานะสุขภาพของผู้สัมผัสโรคเหล่านั้น

นอกจากนี้ เรายังได้ขอให้มีการตรวจสอบยืนยันรายงานข่าวเกี่ยวกับพนักงานคนที่สองที่มีอาการปอดอักเสบโดยไม่ทราบสาเหตุ

WHO ได้เสนอให้การสนับสนุนทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับโรคกาฬโรค รวมถึงเรื่องความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosafety) และความมั่นคงทางชีวภาพ (biosecurity) ในห้องปฏิบัติการ

เนื่องจากเรายังไม่มีข้อมูลภาพรวมที่ครบถ้วนเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ เราจึงยังไม่สามารถดำเนินการประเมินความเสี่ยงอย่างเต็มรูปแบบได้

การแบ่งปันข้อมูลที่รวดเร็ว ครบถ้วน และโปร่งใสภายใต้กฎอนามัยระหว่างประเทศถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการชี้แจงรายงานที่มีข้อมูลขัดแย้งกัน และช่วยให้สามารถประเมินความเสี่ยงด้านสาธารณสุขที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องแม่นยำ




กรณีนี้การปล่อยตัว 'ดร.วิน-ผอ.พิชิต' คดีทุจริตสอบท้องถิ่น หลัง ป.ป.ช. สรุปสำนวนฟ้องอัยการสูงสุดไม่ทันกรอบกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องของการ "ยกฟ้อง" หรือ "พ้นผิด" แต่อย่างใด ผู้ต้องหายังคงมีสถานะเป็น "ผู้ต้องหา" ในคดีทุจริตตามกฎหมาย ป.ป.ช. เช่นเดิม


https://x.com/thestandardth/status/2108126460447801751

THE STANDARD
@thestandardth

พ้นเรือนจำปล่อยตัว 'ดร.วิน-ผอ.พิชิต' คดีทุจริตสอบท้องถิ่น หลัง ป.ป.ช. สรุปสำนวนฟ้องอัยการสูงสุดไม่ทันกรอบกฎหมาย

วันนี้ (8 ตุลาคม) มีรายงานความคืบหน้ากรณีเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครดำเนินการปล่อยตัว จ.ส.ต. ดร.พิชิต ทั้งพรม (จ่าพิชิต) อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์, วิน ธนพชรโภคิน (ดร.วิน) และ ศตพร ธนพชรโภคิน ผู้ต้องหาในคดีทุจริตการสอบบรรจุเข้ารับราชการสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.)

ล่าสุด แหล่งข่าวจากกรมราชทัณฑ์ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวว่า เรือนจำมีหน้าที่ปฏิบัติตามอำนาจศาลในการควบคุมตัวผู้ต้องหาในชั้นฝากขัง ซึ่งในกรณีนี้ ผู้ต้องหาทั้งสามรายได้ถูกควบคุมตัวจนครบกำหนดฝากขัง 7 ผัด หรือรวมระยะเวลา 84 วันแล้ว แต่ทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยังไม่สามารถสรุปสำนวนคดีเพื่อส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลได้ทันตามกรอบเวลา

จากกรณีดังกล่าว ส่งผลให้ทางเรือนจำต้องดำเนินการปล่อยตัว ดร.วิน, จ่าพิชิต และ ศตพร ออกจากเรือนจำทันที โดยเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 เนื่องจากเรือนจำสิ้นสุดอำนาจทางกฎหมายในการควบคุมตัวผู้ต้องหาต่อไป ทั้งนี้ หลักการดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกับกรณีการขอปล่อยตัวชั่วคราว หากศาลพิจารณาเห็นควรให้ปล่อยตัว ทางเรือนจำก็ไม่มีอำนาจในการคุมขังผู้ต้องหาไว้ได้เช่นกัน

แฟ้มภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

#โกงสอบท้องถิ่น
.....

กรณีนี้คือการปล่อยตัวเพราะ "พ้นขีดจำกัดเวลาควบคุมตัวชั้นฝากขัง" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) มาตรา 87 ไม่ใช่เรื่องของการ "ยกฟ้อง" หรือ "พ้นผิด" แต่อย่างใด

สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้และขั้นตอนทางกฎหมายถัดไป มีดังนี้:

1. สถานะของผู้ต้องหา

รับอิสรภาพชั่วคราว: ผู้ต้องหาทั้ง 3 รายได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ และไม่ต้องถูกควบคุมตัวระหว่างรอการสั่งฟ้อง

คดียังไม่จบ: ผู้ต้องหายังคงมีสถานะเป็น "ผู้ต้องหา" ในคดีทุจริตตามกฎหมาย ป.ป.ช. เช่นเดิม

2. ขั้นตอนการดำเนินคดีของ ป.ป.ช. และ อัยการสูงสุด

สรุปสำนวนต่อ: ป.ป.ช. ยังคงมีอำนาจในการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน และทำสรุปสำนวนคดีต่อไปจนกว่าจะเสร็จสิ้น

ส่งสำนวนให้อัยการ: เมื่อ ป.ป.ช. สรุปสำนวนเสร็จแล้ว จะส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาสั่งฟ้อง

การเรียกตัวมาฟ้องศาล: หากอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วมีคำสั่ง "สั่งฟ้อง" จะแจ้งให้ ป.ป.ช. หรือพนักงานสอบสวนเรียกตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 คนมารายงานตัว เพื่อนำตัวไปยื่นฟ้องต่อศาลคดีทุจริตและประผิดมิชอบต่อไป

หากไม่มารายงานตัว: หากถูกเรียกตัวแล้วไม่มาตามนัด ป.ป.ช. หรือพนักงานสอบสวนจะขออำนาจศาลออก "หมายจับ" เพื่อติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

3. ประเด็นที่สังคมและหน่วยงานต้องจับตา

อายุความ: คดีทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมาย ป.ป.ช. มีอายุความยาวนาน (และหากผู้ต้องหาหลบหนีระหว่างดำเนินคดี อายุความจะถูกสะดุดหยุดลงตามกฎหมายใหม่) ดังนั้น การปล่อยตัวนี้ไม่ได้ทำให้คดีหมดอายุความ

การตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช.: สาเหตุที่ทำสำนวนไม่ทันกรอบเวลา 84 วัน (7 ผัด) อาจมาจากความซับซ้อนของพยานหลักฐาน หรือภาระงานที่ล้นมือ อย่างไรก็ตาม ป.ป.ช. มักถูกตั้งคำถามจากสังคมถึงความล่าช้าในการทำสำนวนในคดีสำคัญลักษณะนี้








 

"ชัชชาติ" สู่ "บ้านสร้าง" เกม "หาแพะ" สังเวยฝนแช่-ท่วมหนัก



"ชัชชาติ" สู่ "บ้านสร้าง" เกม "หาแพะ" สังเวยฝนแช่-ท่วมหนัก

08 ต.ค. 2569
เนชั่น

วิเคราะห์ นายกฯ อนุทิน แก้ปัญหาน้ำท่วม บก.ปภ.ช. ถูกวิจารณ์เกมหาแพะ หักหน้า ชัชชาติ เรื่องแก้มลิง กทม. และเด้ง นายอำเภอบ้านสร้าง เซ่นน้ำท่วม ปัดความรับผิดชอบ

KEY POINTS
  • ไร้ Single Command แต่เน้นหาแพะ: ศูนย์ บก.ปภ.ช. ของนายกฯ อนุทิน ถูกท้วงติงว่ายังไม่ใช่โครงสร้างกู้วิกฤตจริง และถูกมองว่าเป็นเวทีหาตัวผู้รับผิดชอบแทนรัฐบาล
  • สั่งแก้มลิงหักหน้า 'ชัชชาติ': การส่งกรมโยธาฯ ทำแก้มลิง กทม. ฝั่งตะวันออก เป็นสัญญาณทางการเมืองที่โยนความผิดให้ กทม. ยุคชัชชาติว่าไม่ทำแก้มลิง ทั้งที่มีข้อจำกัดเรื่องที่ดินเอกชน
  • สั่งเด้ง 'นายอำเภอบ้านสร้าง': การบริภาษข้าราชการกลางที่ประชุมเพื่อย้ายนายอำเภอ ถูกตั้งคำถามถึงวาระแอบแฝงในการหาคนผิดแทนผู้ว่าฯ ปราจีนบุรีและฝ่ายการเมืองระดับบน
8 ตุลาคม 2569 นายกฯ อนุทิน นั่งบัญชาการแก้ปัญหาวิกฤต น้ำท่วม ผ่านศูนย์ บก.ปภ.ช. ท่ามกลางกระแสท้วงติงถึงการขาดโครงสร้าง Single Command ในการกู้สถานการณ์ แต่กลับเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายด้วยการหักหน้าผู้ว่าฯ ชัชชาติ สั่งกรมโยธาฯ ลุยสร้างแก้มลิง กทม. ฝั่งตะวันออก โดยไม่สนข้อจำกัดทางกายภาพและพื้นที่เอกชน พร้อมเปิดฉากบริภาษและสั่งเด้ง นายอำเภอบ้านสร้าง กลางที่ประชุมระดับชาติ จนเกิดคำถามใหญ่ถึงเกมหาแพะรับบาปแทนฝ่ายการเมืองและผู้บังคับบัญชาชั้นสูง

ท่าทีของนายกฯอนุทิน ที่นั่งบัญชาการแก้ปัญหาอุทกภัย ภายใต้โครงสร้าง “บก.ปภ.ช.” เป็นประจำทุกวัน โดยย้ำหลายครั้งว่า “นี่คือวอร์รูมของรัฐบาล” ในการรับมือปัญหาน้ำท่วมทั้งประเทศ

ทั้งๆที่หลายฝ่ายท้วงติงว่า โครงสร้างนี้ตามกฎหมายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ยังไม่ใช่โครงสร้างสำหรับรับมือกับภาวะวิกฤต ยังไม่ใช่ Single Command

และยังไม่มีผู้บัญชาการระดับพื้นที่ที่ได้รับมอบอำนาจเต็มอย่างชัดเจน ในการจัดระเบียบการช่วยเหลือ กู้สถานการณ์ และฟื้นฟู แบบครบวงจร ในทุกจุดที่มีปัญหา

แต่สิ่งที่นายกฯทำ และเริ่มมีเสียงวิจารณ์มากขึ้นเรื่อยๆ คือ “หาผู้รับผิดชอบในความผิดพลาดแทนรัฐบาล” หรือภาษาเข้าใจง่าย เรียกว่า “หาแพะ” นั่นเอง

“เนชั่นทีวี” วิเคราะห์ประเด็นนี้ไว้หลายรอบแล้ว แต่ล่าสุดชัดเจนมากยิ่งขึ้นจากท่าทีของท่านนายกฯเอง

1. ออกปากสั่งกรมโยธาธิการและผังเมือง ให้ดำเนินการให้เกิด “แก้มลิง กรุงเทพฯฝั่งตะวันออก” ให้ได้ งานนี้เท่ากับหักหน้า ”ผู้ว่าฯชัชชาติ“ ที่บอกว่าไม่มีความจำเป็น และไม่ใช่แนวทางที่ดีที่สุดที่ กทม.ในยุคของท่านเลือกทำ

กรมโยธาธิการและผังเมือง สังกัดกระทรวงมหาดไทย แต่ กทม.เป็นพื้นที่ปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ การสั่งหน่วยงานจากส่วนกลางเข้าไปจัดการ จะทำให้เกิดความทับซ้อนหรือไม่

ที่ดินที่จะใช้ทำแก้มลิง อยู่ในความรับผิดชอบของกทม. และส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เอกชน หากพื้นที่ไหน เป็นที่สาธารณะ อาจอยู่นอกแผนที่จะทำแก้มลิง หรือฟลัดเวย์ธรรมชาติของ กทม.

นี่คือข้อจำกัดของการดำเนินการเรื่องนี้ แต่นายกฯก็สั่ง และรับลูก “คุณอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” สส.รวมไทยสร้างชาติ ซึ่งไม่แน่ชัดว่าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่

งานนี้ โดยนัยทางการเมืองย่อมหมายถึงการส่งสัญญาณว่า น้ำท่วมกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก เป็นเพราะ กทม.ยุคคุณชัชชาติ ไม่ทำแก้มลิง … แปลว่าหาแพะ หรือไม่ ลองคิดดูเอาเอง


ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.

2.ออกปาก “บริภาษ” (หนักกว่าตำหนิ) นายอำเภอบ้านสร้าง กลางวงประชุม บก.ปภ.ช. ซึ่งเป็นวงประชุมระดับชาติ ผู้ว่าฯ เข้าประชุมทั่วประเทศ ใช้คำแรงว่า “น่าอับอาย” แถมตำหนิแรง ว่าไม่เอาใจใส่แก้ปัญหาน้ำท่วมให้ประชาชนในพื้นที่ ว่าแล้วก็สั่งเด้ง จนมีคำสั่งย้ายตามมา

แต่งานนี้ไม่ได้รับกระแสตอบรับจากประชาชน และคนที่ติดตามข่าวสาร เพราะนายอำเภอคนเดียว คงไม่ได้ทำให้น้ำท่วมทั้งอำเภอไม่ยอมลด ถ้านายอำเภอผิด แล้วผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นมา คือ “ผู้ว่าฯปราจีนบุรี” รวมไปถึงรัฐมนตรีที่ดูแลภาคนี้ พื้นที่นี้ รวมไปถึงนายกฯ ที่เป็น รมว.มหาดไทย หรือ มท.1 บกพร่องด้วยหรือไม่

การเชือดนายอำเภอ มีวาระแอบแฝง หาตัวคนผิดแทนระดับผู้บังคับบัญชาและฝ่ายการเมืองหรือไม่


เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง




วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 08, 2569

รมว.ยุติธรรมเป็นคนชี้ช่องเองมิใช่หรือ ว่าเว็บพนันจดทะเบียนนอกประเทศ ไม่ผิดกฎหมายไทย เลยต้องแก้แหกันวุ่น แต่มันสายเกินไปเยอะแล้วนะ ‘วินทิน’

อ้าวเฮ้ย ก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นคนชี้ช่องเอง มิใช่หรือ แล้วจะมาออกประกาศว่าข่าวบิดเบือนยังไง ประเทศนี้เละเทะไปใหญ่แล้ว จะหวังให้นายกฯ ไล่เบี้ยรัฐมนตรีบุรีรัมย์ก็คงยาก ทั่นมัวสาระวนกับการเติมซีอิ๊วผัดกะเพรา เติมเค็มไก่ทอดอยู่น่ะ

แล้วเพิ่งหน้าแตกจากการสั่งย้ายกลางน้ำ นายอำเภอบ้านสร้าง ปราจีนฯ หมาดๆ ข้อหาไม่ใส่ใจบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนระหว่างเกิดอุทกภัย ที่ไหนได้คลิปว่อน นอภ.เสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ ลงเรือลุยน้ำตรวจเยี่ยมชาวบ้านกลางดึก

‘ลิซ่า’ ภคมน บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนสับยับอยู่นี่ “หากจะมีใครสมควรลาออก หรือโดนเด้งเพราะเกียร์ว่าง ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ คนนั้นควรเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล” เสียมากกว่า เพราะ “จนถึงวันนี้รัฐบาลยังไม่มีศูนย์บัญชาการสูงสุด ในการสั่งการแก้ปัญหาน้ำท่วม” เลย

ที่แก้กันเป็นลิงแก้แหก็เรื่องสามีชาวจีนของ สส.ไอเดียร์ สุชาดา แทนทรัพย์ เป็นหุ้นส่วนใหญ่เว็บพนันออนไลน์ Shuffle.com ซึ่งอนิจจังแก้วิกฤตกันแบบทึ่มๆ ให้ รมว.ยุติธรรมรีบออกมาปกป้องสองผัวเมีย ว่าแค่สีเทาอ่อนๆ แม้หลักฐานยันโจ๋งครึ่ม

ทั่น พล.ต.ท.ยุทธพล เนาวรัตน์ บอกเว็บพนันรายนี้จดทะเบียนอยู่ที่ประเทศกูราเซา อยู่นอกเขตอำนาจไทย จึงถือว่าไม่ได้กระทำผิดกฎหมาย พูดงั่งๆ อย่างนี้ มีคนออกมาเคาะกะโหลกเต็มอินเตอร์เน็ต แม้แต่รอยัลลิสต์ที่บูชา ร.๙ รายหนึ่งยังบอกว่า

แบบนี้บ่อนเขมรตามชายแดนก็ถูกต้องหมดละสิ “ไม่ว่าจะจดถูกกฎหมายจากประเทศไหน ถ้ามีการเล่นพนันออนไลน์จากในประเทศไทยไปยังเว็บนั้น ก็ผิดกฎหมายไทยทั้งสิ้น” ดังทนาย ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม บอกให้ รมว.ไปเรียน กม.อาญา ใหม่ได้แล้ว

ป.อาญา มาตรา ๗-๙ ระบุไว้ชัด “ความผิดอาญาแบบใดเป็นความผิดนอกราชอาณาจักร ซึ่งต้องรับโทษในราชอาณาจักร” พวกนักศึกษากฎหมายปีหนึ่ง ยังต้องรู้เรื่องนี้ ด้วยความฉ้อฉลของรัฐมนตรีบุรีรัมย์ จึงมีมือดีเอาไปประโคมว่าเว็บพนันทำได้ ถ้าไปตั้งนอกประเทศ

คราวนี้ตาลีตาเหลือกมาแก้ไข ออกแถลงการณ์ว่าเป็น “ข่าวบิดเบือน” มันสายเกินไปเยอะแล้วละ ‘วินทิน’  “Damage has been done.”

(https://www.facebook.com/NewsWorkpoint/posts/cgcjtauCG94, https://www.facebook.com/sr.bansrang/posts/033Vnb27u4 และ  https://www.facebook.com/watch?v=1452732560093205) 

รัฐบาลเอื้อประโยชน์บริษัทบุหรี่และเหล้า ไม่ต้องจ่าย ‘ภาษีบาป’ ปีละนับหมื่นล้านบาท ให้แก่ ๔ กองทุน ThaiPBS, สสส.(สร้างเสริมสังคมสันติสุข), กองทุนผู้สูงอายุ, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ

ตามที่เป็นข่าวว่ารัฐบาล โดยรองนายกฯ ศุภชัย ใจสมุทร เสนอให้เปลี่ยนแปลงแหล่งเงินทุนสนับสนุน ‘ไทยพีบีเอส’ จากภาษีสรรพสามิตบุหรี่และเหล้า ไปเป็นเงินจากงบประมาณโดยตรง ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นการที่จะเข้าไปกำกับสื่อสารมวลชนแห่งนี้นั้น

ยังมีแง่มุมกลเกมการเมืองอีกอย่างแฝงอยู่ นั่นคือเอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการบุหรี่และเหล้า ให้ไม่ต้องจ่าย ‘ภาษีบาป’ ปีละนับหมื่นล้านบาทอย่างเคย เรื่องนี้ Smith Fa Srisont เขียนติงไว้ชัดเจน ว่ารัฐบาลกำลังแก้ไข พรบ.ดังกล่าว

“จนทำให้บริษัทบุหรี่และเหล้าไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม เข้ากองทุนสี่กองทุน ได้แก่ ThaiPBS, สสส.(สร้างเสริมสังคมสันติสุข), กองทุนผู้สูงอายุ, กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ...แบบนี้ประโยชน์ตกแค่บริษัทบุหรี่และเหล้า ประชาชนแทบไม่ได้ประโยชน์อะไร”

เขาอธิบายว่า ในปี พ.ศ.๒๕๔๔ มีการริเริ่มเก็บภาษีบาป หรือภาษีสุขภาพ (Sin tax) คือให้บริษัทบุหรี่และเหล้าต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณ ๒% จากภาษีสรรพสามิตที่ตนต้องจ่ายเป็นประจำอยู่แล้ว ภาษีก้อนนี้จ่ายให้สี่กองทุนรวมกันเกือบหมื่นล้านบาท

ร่างแก้ไข พรบ.ทั้งสี่ขณะนี้อยู่ในระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตามมาตรา ๗๗ แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ ๑๔ ตุลา ประชาชนท่านใจต้องการร่วมคัดค้าน สามารถเข้าไปลงความเห็นกันได้ ตามลิ้งค์นี้

https://www.parliament.go.th/section77/survey_list77.php วิธีการง่ายๆ โดย “กดเข้าไปในแต่ พรบ. แล้วเค้าจะให้ใส่เลขบัตรประชาชน ก็ใส่ไป แล้วจะมีให้ติ้ก ก็ให้ไม่เห็นด้วย ทุกอย่าง รวมทั้งต้องแสดงความเห็นว่าไม่เห็นด้วย” เพราะอะไรด้วย

ผู้โพสต์ยังชี้แจง กรณีบางท่านที่ไม่พอใจกับวิธีการใช้จ่ายเงินของกองทุนหนึ่งใด หรือทั้งสี่อยู่แล้ว ควรที่จะแก้ไขตรงระเบียบวิธีจัดการ ไม่ใช่เปลี่ยนทั้งหมด “ปัจจุบันบางกองทุนก็กำหนดลิมิตการรับภาษีนี้ แล้วที่เหลือส่งคืนคลัง” เขาว่า

(https://www.facebook.com/smith.fa.srisont/posts/LNJxRFDtW และ https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8173601/)

จากกรณีดรามาหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งย้ายและตั้งกรรมการสอบวินัย นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ทว่าล่าสุดในโลกออนไลน์ กระแสสังคมกลับตีกลับอย่างเห็นได้ชัด ยันนายอำเภอ ช่วยน้ำท่วมตลอด (รัฐบาลกำลังหาแพะ ?)













ข่าวช่องวัน - one news
@onenews31
·15h

7 ต.ค. 69 จากกรณีดรามาหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงกลางประชุม บกปภ.ช. สั่งย้ายและตั้งกรรมการสอบวินัย นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี โดยระบุว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีทำหนังสือย้ายอย่างเป็นทางการ เนื่องจากไม่ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่และบ่ายเบี่ยงการอพยพประชาชนในพื้นที่วิกฤต 
.
ทว่าล่าสุดในโลกออนไลน์ กระแสสังคมกลับตีกลับอย่างเห็นได้ชัด เมื่อมีประชาชน ชาวบ้านในพื้นที่ และผู้ที่ติดตามการทำงานของนายอำเภอบ้านสร้าง เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นและส่งกำลังใจให้อย่างล้นหลาม .
โดยประชาชนส่วนใหญ่ระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า นายอำเภอบ้านสร้างเป็นข้าราชการที่เก่ง เอาใจใส่พื้นที่ เข้าถึงประชาชนในทุกจุด อีกทั้งในช่วงวิกฤตน้ำท่วมก็ลงพื้นที่ให้คำแนะนำและช่วยเหลือชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งคำถามว่า การที่ผู้นำระดับประเทศออกมาตำหนิและสั่งย้ายเช่นนี้ อาจทำให้คนตั้งใจทำงานจริงต้องเสียกำลังใจ 
.
นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่และข้าราชการระบุว่า นายอำเภอบ้านสร้างเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำงาน และได้เรียนรู้งานเพื่อนำมาปรับใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน ขณะที่บางความคิดเห็นก็ตั้งข้อสังเกตเชิงตัดพ้อว่า สาเหตุที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพราะนายอำเภอท่านนี้ "อยู่ไม่เป็น" จนกลายเป็นประเด็นถูกตั้งกรรมการสอบและโยกย้ายในครั้งนี้
.....

Reporter Journey
·
สอบถามจากแหล่งข่าวในพื้นที่ อ.บ้านสร้าง ถึงสาเหตุที่นายอำเภอโดนสั่งย้ายเพราะไปช่วยประชาชนน้ำท่วม เคยร้องขอให้ สส. ในเขตพื้นที่มาช่วยแต่ไม่มา อีกทั้งช่วยชาวบ้าน ไม่ไปช่วยโรงงานทุนจีนน้ำท่วมที่สนิทกับผู้ใหญ่ในจังหวัด ก็เลยโกรธโดนหมายหัว จนถูกปลดนี่แหละ ชาวบ้านงงมาก เพราะนายอำเภอคนนี้ดูแลชาวบ้านดีมาตลอด มีผลงาน และขยัน ขบวนการหาแพะ
.....







Thairath_News
@Thairath_News
·13h

ส่องคลิป “นายอำเภอบ้านสร้าง” ก่อนโดนเด้งฟ้าผ่า พบลงพื้นที่ตั้งแต่น้ำเริ่มท่วม

โดยทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ได้ ย้อนโพสต์ของนายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี พบเริ่มลงพื้นที่น้ำท่วม ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. จนมาถึงวันที่น้ำถึงจุดวิกฤต ไลฟ์เช้า-กลางวัน-เย็น นั่งเรือลุยน้ำท่วมช่วยเจ้าหน้าที่แจกของ พร้อมเตือนชาวบ้านบางครอบครัวที่ไม่พร้อมอพยพว่า ถ้าไม่ไหวให้รีบโทรแจ้ง เดี๋ยวจะมีคนมารับ




ปราจีนบุรี แหล่งโรงงานสำคัญของประเทศโดยเฉพาะยานยนต์ และซัพพลายเออร์ รวมทั้งศูนย์รวมโรงงานอิเล็กทรอนิกส์นิคมฯ 304 ซึ่งบางบริษัทเคยย้ายหนีน้ำท่วมจากอยุธยาปี 54 มาที่นี่ แต่ปีนี้ไม่รอด โดยเศรษฐกิจปราจีนคิดเป็น 2% ของ GDP ไทย บัดนี้น้ำท่วมทั้งจังหวัดครบ 7 อำเภอกระทบผู้ประกอบการ 405 ราย รองจาก กทม. แม้น้ำไม่เข้าโรงงาน แต่ความเสียหายหลักเกิดจากห่วงโซ่อุปทานที่ต้องหยุดทั้งหมด เหตุขนส่งไปผลิตไม่ได้ แค่โตโยต้าโรงงานเดียวเสียหายแล้วพันล้าน


Reporter Journey
AI content ·11 hours ago ·

#EDITORAL ปราจีนบุรี แหล่งโรงงานสำคัญของประเทศโดยเฉพาะยานยนต์ และซัพพลายเออร์ รวมทั้งศูนย์รวมโรงงานอิเล็กทรอนิกส์นิคมฯ 304 ซึ่งบางบริษัทเคยย้ายหนีน้ำท่วมจากอยุธยาปี 54 มาที่นี่ แต่ปีนี้ไม่รอด โดยเศรษฐกิจปราจีนคิดเป็น 2% ของ GDP ไทย บัดนี้น้ำท่วมทั้งจังหวัดครบ 7 อำเภอกระทบผู้ประกอบการ 405 ราย รองจาก กทม. แม้น้ำไม่เข้าโรงงาน แต่ความเสียหายหลักเกิดจากห่วงโซ่อุปทานที่ต้องหยุดทั้งหมด เหตุขนส่งไปผลิตไม่ได้ แค่โตโยต้าโรงงานเดียวเสียหายแล้วพันล้าน
.
ปราจีนบุรีเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของภาคตะวันออก ขนาดเศรษฐกิจจังหวัด (GPP) อยู่ที่ 318,977 ล้านบาท (ปี 2567) ซึ่ง 95% อยู่ในภาคอุตสาหกรรมและบริการพาณิชย์ ขณะที่ภาคเกษตรคิดเป็นสัดส่วนราว 2% ของ GDP ประเทศ
.
จุดแข็งของปราจีนบุรีคือทำเลและนิคมอุตสาหกรรม สวนอุตสาหกรรม 304 ก่อตั้งปี 2537 ปัจจุบัน พัฒนาพื้นที่รวม 12,500 ไร่ ภายใต้แนวคิด Eco Industrial Town ผู้พัฒนาระบุว่าตั้งอยู่ ท่ามกลางคลัสเตอร์ผู้ผลิตยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำ อีกแห่งคือโรจนะ ปราจีนบุรี ซึ่งระบุว่ามี มากกว่า 50 บริษัท ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ แปรรูปโลหะ และโลจิสติกส์ เช่น Honda Automobile (Thailand) เงินลงทุน 17,200 ล้านบาท ผลิตรถยนต์ขนาดเล็ก
.
นอกจากนี้ปราจีนบุรียังอยู่บนเส้นทางหลวง 304 และ 33 ที่เชื่อมสู่อีสานและชายแดนสระแก้ว นิคมใหม่ก็กำลังเกิดขึ้น เมื่อเดือนกรกฎาคม กนอ. ลงนามร่วมกับเอกชนตั้งนิคมอุตสาหกรรม 304 ที่ อ.กบินทร์บุรี คาดดึงลงทุน 15,000 ล้านบาท
.
ข้อมูลจากหน่วยงานท้องถิ่นและหอการค้าจังหวัดฯ ระบุว่าน้ำท่วม ครบ 7 อำเภอ รวม 65 ตำบล 691 หมู่บ้าน กระทบ 55,286 ครัวเรือน เสียชีวิต 9 ราย โดยรอบนี้รุนแรงกว่าปี 2554 แม้บางพื้นที่ระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง เช่น อ.นาดีเริ่มที่เริ่มฟื้นฟูสภาพบ้านเรือน แต่ในบางพื้นที่ยังคงประสบกับน้ำท่วมหนักอย่าง อ.บ้านสร้าง ซึ่งระดับน้ำที่ท่วมบางพื้นที่สูงมากกว่า 1.50-2 เมตร โดยสาเหตุเชิงภูมิศาสตร์คือจังหวัดมีลักษณะ เป็นแอ่งคล้ายเกือกม้า มีแม่น้ำปราจีนบุรีเป็นทางระบายหลักเพียงสายเดียว ทำให้ไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน ประกอบกับน้ำทะเลหนุนดันไม่ให้น้ำที่ไหลงลงสู่แม่น้ำบางปะกงไหลออกได้สะดวก
.
ภาพรวมทั้งประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมรายงานข้อมูล ณ วันที่ 5 ตุลาคม ว่าได้รับผลกระทบ 55 จังหวัด 4,523 ราย เป็นโรงงาน 316 ราย SMEs 4,113 ราย เสียหายเบื้องต้นกว่า 2,137 ล้านบาท และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ประเมินว่าโรงงานในนิคมฯ เสียหาย 180–190 แห่ง มูลค่า 1,700–1,800 ล้านบาท ซึ่งยังต้องสำรวจเพิ่ม
.
ส่วนปราจีนบุรีติดอันดับต้นของจังหวัดที่มีสถานประกอบการได้รับผลกระทบ โดยตัวเลขรายงานช่วงต้นเดือนคือ 405 ราย รองจาก กทม. และสมุทรปราการ หอการค้าปราจีนบุรีประเมินความเสียหายภาคเกษตร เศรษฐกิจ และการค้าอย่างน้อย 200–300 ล้านบาท โดยภาคอุตสาหกรรมยังอยู่ระหว่างสำรวจ
.
ความเสียหายหลักไม่ได้มาจากน้ำเข้าโรงงาน แต่มาจากห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักโดยเฉพาะโรงงานประกอบรถยนต์ โดย Honda ประกาศหยุดสายการผลิตที่ปราจีนบุรีและอยุธยา 2–6 ต.ค. เพราะ ซัพพลายเออร์ในชลบุรีและระยองส่งชิ้นส่วนไม่ได้เนื่องจากน้ำท่วม สอดคล้องกับรายงานที่ว่าการหยุดครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะโรงงานถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่เป็นผลจากซัพพลายเชน Honda วางแผนเริ่มผลิตใหม่ 7 ต.ค. พร้อมเพิ่มกะล่วงเวลาชดเชย ส่วน Toyota หยุด 3 โรงงานในสมุทรปราการและฉะเชิงเทรา รวมถึงโรงงานของ Toyota Auto Works ซึ่ง FTI ประเมินความเสียหายจากซัพพลายเชนที่ ราว 1,018 ล้านบาท และมีรายงานว่าสมาชิก FTI ในพื้นที่น้ำท่วมราว 40% ประสบปัญหาต่อการผลิตหรือธุรกิจ
.
นอกจากนี้ยังพบสารเคมีและกากอุตสาหกรรมรั่วจากโรงงาน จนอุตสาหกรรมจังหวัดต้องเร่งเก็บกู้การปนเปื้อนและดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งนี่จะเป็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะตามมาที่ต้องตามแก้กันอีกหลังน้ำลด และจะกระทบไปถึงประชาชนโดยตรง หากสารเคมีปนเปื้อนสู่แหล่งน้ำและดิน
.
เรียกได้ว่าน้ำท่วมครั้งนี้รัฐบาลไม่สามารถรับมือใดๆ ได้ ที่สำคัญรัฐบาลดูจะพยายามหาแพะรับบาปอยู่อีกตามเคย

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1666472184835590&set=a.226668178816005