Puangthong Pawakapan7 hours ago
·
ขอแชร์บทปาฐกถา "50 ปีแห่งการดื้อดึงขัดขืน" (50 Years of Defiance) ที่กล่าวในวาระ "50 ปี 6 ตุลา"
*************************************************
50 ปีแล้ว ท่านทั้งหลายว่ามันมหัศจรรย์ไหมที่เรายังมารวมตัวกันรำลึก 6 ตุลา สำหรับดิฉันที่เคยเป็นเด็กกิจกรรมบนตึกองค์การนักศึกษาม.ธรรมศาสตร์เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ดิฉันจำได้ว่า งาน 6 ตุลา มีคนมาร่วมงานน้อยมาก มีแต่พิธีศาสนาตอนเช้า แล้วก็เลิกกันไป งานที่ใหญ่กว่าคืองาน 14 ตุลา ตอนนั้นก็คิดว่า คิดในใจว่า อีกไม่กี่ปี งาน 6 ตุลาก็คงค่อยๆ หายไป
แต่ในปีที่ 50 เราเห็นได้ว่า 6 ตุลา มีพื้นที่ในสังคมมากขึ้น มีพลังมากขึ้น มันได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการต่อสู้ของคนรุ่นหลัง – นี่คือผลพวง ของการดื้อดึงขัดขืนต่อความพยายามของรัฐไทย ที่ต้องการให้ 6 ตุลาอยู่ในสภาวะ “ความทรงจำเสื่อม” และ “ไร้ความหมาย” สำหรับสังคมไทย
และนี่เป็นประเด็นที่ดิฉันตั้งใจจะพูดในวันนี้ คือ แม้เราไม่ชนะ แม้ประชาชนจะเป็นฝ่ายถูกกระทำครั้งแล้วครั้งเล่า แต่การดื้อดึงขัดขืนของคนกลุ่มต่างๆ ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา จึงทำให้ในปีนี้ เรายังมารวมตัว ร่วมรำลึก 6 ตุลาในหลายๆ พื้นที่และหลายรูปแบบตลอดเดือนที่ผ่านมา เพราะมีคนที่ไม่ยอมทอดทิ้งประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดนี้ลง ไม่ยอมละทิ้งความทรงจำที่มีต่อเพื่อนผู้เสียชีวิต ไม่ยอมจำนนที่จะอยู่ใต้ความกลัว จึงทำให้ 6 ตุลายังไม่ตาย และยังสามารถเป็นพลังทางการเมืองให้กับคนรุ่นหลังได้ต่อไป
ในช่วงแห่งความเงียบงัน
ในช่วง 20 ปีแรก 6 ตุลาถูกทำให้อยู่ในสภาวะความกลัวและเงียบงัน แม้ความโหดเหี้ยมโดยรัฐและมวลชนฝ่ายขวาจะถูกบันทึกไว้มากมาย แต่การเรียกร้องหาความจริงและความยุติธรรมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย นักศึกษาในขณะนั้นตอบโต้ได้แค่การประกาศว่า “เราคือผู้บริสุทธิ์”
สภาวะป่าแตกและความพ่ายแพ้ของ พคท. ทำให้คนที่ออกจากป่า กลายเป็น “ผู้หลงผิด” และ “ผู้พ่ายแพ้” ที่ควรอยู่อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว
อาจมีคนบอกว่า ในช่วงเวลานี้ 6 ตุลามีสถานะแค่ “ความทรงจำของปัจเจกชน หรือคนเดือนตุลาเท่านั้น” ไม่ใช่ความทรงจำร่วมของยุคสมัย กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ 6 ตุลาแทบไม่มีความสำคัญต่อการเมืองไทยในขณะนั้นเท่าไรนัก
แต่ดิฉันอยากเสนอว่า เราสามารถมีมุมมองที่แตกต่างจากนี้ได้หรือไม่ เราสามารถมองว่า 6 ตุลา มีความสำคัญในระดับที่นานาชาติต่างให้ความสำคัญได้หรือไม่
ดิฉันอยากให้เราพิจารณาข้อเท็จจริงจำนวนหนึ่ง
เรารู้กันดีว่า 6 ตุลาเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ภาพความโหดร้ายของ 6 ตุลาได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ไพรซ์ในปี 2520 แต่โลกไม่ได้รู้จัก 6 ตุลาแค่นี้ ไม่ได้มีแค่นี้
กรณี 6 ตุลาเป็นประเด็นที่ กมธ.วิเทศสัมพันธ์ สภาคองเกรส ของสหรัฐอเมริกาจัดให้มีการไต่ส่วนรับฟังข้อเท็จจริงในวันที่ 23 และ 30 มิถุนายน 2520 โดยเชิญอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ไปให้ความเห็น
ภายในช่วงเวลา 1 ปี อ.ป๋วยยังเดินทางไปพบคนไทยในต่างประเทศ และบุคคลสำคัญในประเทศต่างๆ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน เดนมาร์ก ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย เพื่ออธิบายให้พวกเขาเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย และหวังว่าบุคคลเหล่านี้ จะทำอะไรบางอย่างเพื่อคนในประเทศไทย – ความพยายามเรียกร้องความยุติธรรมให้กับเหยื่อ 6 ตุลา ทำให้อาจารย์ป่วยล้มป่วยลงในปีถัดมาด้วยโรคเส้นเลือดในสมองแตก
ในเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2521 อ.ป๋วยยัง ปฏิเสธการรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในเหตุผลสำคัญก็คือ เพราะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ 6 ตุลา ยังไม่ได้รับความกระจ่าง
หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า หลัง 6 ตุลา มีคนไทยทั้งในประเทศและนอกประเทศ (กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม นักเรียนไทยในตปท. Amnesty International ไม่ยอมอยู่นิ่งเฉย พวกเขาช่วยกันรณรงค์นอกประเทศ ขอให้นักการเมือง รัฐบาล องค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลก เช่น
- จม.จากวุฒิสมาชิกสหรัฐ 15 นาย
- The Japanese Committee on Human Rights in Southeast Asia
- Amnesty International ในลอนดอน และอีกหลายประเทศ
- The World University Service in Geneva
- นักการเมืองจากหลายพรรคในเดนมาร์ค
- International Commission of Jurists
- World Student Christian Federation of Asia
- จดหมายลูกโซ่ที่ริเริ่มโดย AI
พวกเขาช่วยกันเขียนจดหมายและโทรเลขถึงนายกรัฐมนตรีไทย อัยการสูงสุด และเจ้าหน้าที่ระดับสูง ตั้งคำถามเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย และเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษการเมือง มีการรณรงค์ให้ปัจเจกชนทั่วโลกช่วยกันเขียน “จดหมายลูกโซ่” ถึงผู้มีอำนาจในไทย
6 ตุลาเป็นประเด็นที่ Amnesty International ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง จนถึงกลางปี 2521 สำนักข่าวใหญ่ของโลก เช่น BBC และ the Guardian ยังรายงานเรื่องการพิจารณาคดี 6 ตุลาอย่างต่อเนื่อง
รายงานของ AI บอกเราว่าจนถึงกลางปี 2521 ความสนใจของประชาชนและนานาชาติต่อเรื่องนี้ไม่ได้ลดลงเลย ยังมีคนร่วมฟังการพิจารณาคดีเต็มห้องพิจารณาที่รับได้ 300 คนทุกครั้ง ในจำนวนนี้มีตัวแทนจากสถานทูตต่างๆ รวมอยู่ด้วย และมีประชาชนอีกราว 3,000 คนอยู่ข้างนอกศาล พวกเขารอที่จะโบกมือ ให้กำลังใจกับนักโทษการเมือง 18 คน - 6 ตุลาไม่ใช่ความทรงจำของสังคมจริงหรือ? หรือมันถูกทำให้เงียบ?
ยังมีข้อมูลอีกมากมาย ที่ยืนยันว่าในช่วงเวลานี้ 6 ตุลา มีความสำคัญมากกว่าเป็นความทรงจำของปัจเจกชนคนเดือนตุลา 6 ตุลามีความสำคัญในระดับระหว่างประเทศ และเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยกังวลอย่างมากว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนครั้งใหญ่ในไทยกำลังถูกเปิดโปงต่อโลกอย่างไม่หยุดยั้ง ดิฉันเชื่อว่าปฏิบัติการนอกประเทศมีผลให้รัฐบาลเกรียงศักดิ์ ผลักดันการนิรโทษกรรมแกนนำนักศึกษา และนโยบายประนีประนอมทางการเมืองด้วย
ดิฉันขอคัดข้อความบางส่วนของ “คำแถลงของอ.ป๋วย ต่อกรรมาธิการของสภาคองเกรส สหรัฐ” มาให้พวกเราได้อ่านกัน:
“ข้อที่น่าเสียดายสําหรับคนรุ่นหนุ่มรุ่นสาว ที่ใฝ่ในเสรีภาพก็คือ เหตุการณ์ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ไม่เปิดโอกาสให้พวกเขามีทางเลือกที่ 3 เสียแล้ว ถ้าไม่ทําตัวสงบเสงี่ยมคล้อยตามอํานาจเป็นธรรม ก็ต้องเข้าป่าไปทํางานร่วมกับคอมมูนิสต์”
“เมื่อกรรมกรไม่มีสิทธิ์โต้แย้งกับนายจ้าง เมื่อการพัฒนาชนบท แต่ละชนิดเป็นการ “ปลุกระดมมวลชน” เมื่อมีการปฏิรูปที่ดินเป็นสังคมนิยม เมื่อราคาข้าวจะต้องถูกกดต่ําลง เมื่อไม่มีผู้แทนราษฎรเป็นปากเสียงให้ราษฎร เมื่อผู้ปกครองประเทศเป็นนายทุนและขุนศึก การพัฒนาประเทศและการดําเนินงานเศรษฐกิจและสังคมของประเทศคงจะเป็นไปอย่างเดิมตามระบบ ที่เคยเป็นมาก่อน 2516”
(สไลด์ 6) ความเห็นของ อ.ป๋วย สอดคล้องกับความเห็นของนักการทูตต่างชาติที่อยู่ในไทยในปี 2519 ที่วิเคราะห์ว่าทำไมจึงเกิด 6 ตุลา
"'มันมีความรู้สึกอันแรงกล้าในกลุ่มชนชั้นนำของไทย ที่เชื่อว่า พวกเขา "เกิดมาเพื่อปกครอง" และใครก็ตามที่อยู่นอกวงอันใกล้ชิดของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นเครือญาติหรือจากสถาบันการศึกษาเดียวกันนั้น จะถูกมองว่าเป็นผู้สนับสนุนคอมมิวนิสต์ เป็นพวกม็อบ หรือเป็นผู้ไม่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และศาสนาของชาติ' ตีพิมพ์ใน “นิตยสาร Far Eastern Economic Review ฉบับ ตุลาคม 2519 (บนฐานข้อมูลของโครงการบันทึก 6 ตุลา)
น่าสนใจที่ อ.ป๋วย และนักการทูตต่างชาติในขณะนั้น เข้าใจความหลากหลายของนักศึกษาในขณะนั้นเป็นอย่างดี เข้าใจดีกว่าอดีตนักศึกษาที่ร่วมขบวนการเสียอีก
ดิฉันอยากให้พวกเราไปเปิด “รายงานของสถานทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทยที่ส่งกลับไปยัง ก.ต่างประเทศที่วอชิงตัน ดีซี เป็นบทวิเคราะห์ที่ชี้ว่า สหรัฐฯ ที่กล่าวถึงการเตรียมการปราบนักศึกษา 6 ตุลา, มองว่าใครบ้างที่อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลา ใครบ้างที่รู้เห็นเป็นใจกับการรัฐประหาร 6 ตุลา
ตัวอย่างที่ยกมานี้ บอกอะไรกับเรา - มันบอกเราว่า ในช่วงเวลาที่คนในประเทศตกอยู่ในความกลัว สื่อมวลชนถูกเซนเซอร์ แต่เป็นช่วงเวลาที่ 6 ตุลาอยู่ในความรับรู้ของนานาชาติ เป็นช่วงเวลาที่ความโหดเหี้ยมของชนชั้นนำถูกนำไปตีแผ่ทั่วโลก
ปฏิบัติการนอกประเทศเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ก็เพราะมีคนไม่ยอมจำนน ไม่ยอมนิ่งเฉย หนึ่งในนั้นก็คือ อ.ป๋วย และองค์กรภาคประชาสังคมเล็กๆ ในประเทศ
Perseverance (ความมุ่งมั่น ไม่ยอมหยุด ไม่ยอมเลิก)
งานรำลึก 6 ตุลา ณ ปีที่ 20 (2539) เป็น moment สำคัญที่ทำให้ 6 ตุลา ได้รับความสนใจจากสังคมมากขึ้น แม้จะยังมีเพดานกดทับการพูดอยู่ก็ตาม แม้จะไม่สามารถทำลายสภาวะ “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง” ของ 6 ตุลาก็ตาม
ดิฉันจำอารมณ์ความรู้สึกของการจัดงานในปีนั้นได้ดี มีการจัดงานที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 3 วัน 3 คืน พวกเขาทะเลาะกันมาก แต่ในบรรดาเสียงทะเลาะกัน มันมีเสียงหนึ่งที่ดิฉันรับรู้ได้ด แล้วมันดังมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ เสียงประท้วงต่อการที่พวกเขาต้องทนอยู่ในความเงียบเป็นเวลานาน ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายถูกกระทำ มันคือเสียงตะโกนบอกต่อสังคมว่า เพื่อนๆ ของพวกเขาถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยมกลางเมือง และไม่เคยได้รับความยุติธรรม มันคือการประกาศว่า พอกันทีกับความเงียบ แต่ถึงเวลาแล้วที่ “เพื่อนของพวกเขา” จะต้องได้รับการกล่าวถึงอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
นับจากปีที่ 20 งานรำลึก 6 ตุลา ไม่ได้ถูกเอาไปซ่อนไว้ใต้ปีกของงานรำลึก 14 ตุลาอีกต่อไป เรารู้กันดีว่า 6 ตุลา ได้ถูกผูกไว้กับการเคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้น เมื่อไรที่ความขัดแย้งทางการเมืองร้อนแรง มีการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน ผู้คนก็จะคิดถึง 6 ตุลามากขึ้น เช่น กรณีเสื้อแดง 2553, ขบวนการเยาวชน (2563-65)
แต่ดิฉันคิดว่า ถ้าเราสนใจการปรากฏตัวขึ้นของ 6 ตุลาในเหตุการณ์ใหญ่ๆ เท่านั้น มันจะทำให้เรามองข้ามเหตุการณ์และบทบาทของคนจำนวนมาก ราวกับว่าอยู่ๆ คนเสื้อแดงในปี 53 และเยาวชนในปี 63 ก็คิดขึ้นได้เองว่าควรหยิบ 6 ตุลามาใช้กับการเคลื่อนไหวของพวกเขา
ในความเป็นจริง มันมี ”ผู้คนที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อ“ ที่ทำให้ 6 ตุลาถูกรับไม้ต่อโดยคนแต่ละรุ่น
งาน 20 ปี 6 ตุลา ไม่ได้จบแค่วันที่ 6 ตุลา 2539 แต่มันถูกสานต่อออกไปหลายทิศทาง
- หลังการจัดงานรำลึก 20 ปี เราต้องขอบคุณ คณะ กก.รับข้อมูลและสืบพยาน 6 ตุลา โดย อ.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อ.ใจลส์ อึ้งภากรณ์ อ.วิภา ดาวมณี อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ที่รวบรวมบันทึกคำให้การของผู้อยู่ในเหตุการณ์ (ก่อนจะมี “บันทึก 6 ตุลา” มีคนพยายามทำสิ่งเดียวกับบันทึก 6 ตุลา มาก่อน)
-
- คนเดือนตุลา ช่วยการทำจุลสาร “สืบสาน” เพื่อก่อรูปเครือข่ายคนเดือนตุลาขึ้นมาอีกครั้ง
- 20 ปี 6 ตุลา ทำให้คนเดือนตุลาร่วมกันระดมทุนจัดตั้งประติมานุสรณ์ 6 ตุลา ที่หน้าประตู มธ.
- คนเดือนตุลาที่มีชีวิตรอดจากป่า พวกเขาพากันกลับไปจัดกิจกรรมรำลึกถึงเพื่อน ที่เสียชีวิตในป่า กลับไปเยี่ยมเยียนสหายชาวนาในพื้นที
- พวกเขารวบรวมทุน จัดตั้งอนุสรณ์สถานในพื้นที่เหล่านั้น ฯลฯ พวกเขาพากันหยิบหมวกดาวแดงมาใส่กันอีกครั้งหนึ่ง โดยไม่ต้องอายที่จะประกาศว่า ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเชื่อในลัทธิคอมมิวนิสต์ และเคยต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีกว่า แม้ว่าลัทธินี้จะพ่ายแพ้จากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม และแม้ว่าหลายคนจะเลิกเชื่อมันไปแล้ว แต่พวกเขาไม่อายที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของตนเองแก่คนรุ่นหลัง
- หลัง 20 ปี 6 ตุลา อ.ธงชัยเป็นนักวิชาการที่ทำงานวิจัยเรื่องความรุนแรง และความทรงจำ 6 ตุลา อย่างเอาเป็นเอาตายที่สุด – งานของอ.ธงชัย ส่งผลต่อความรับรู้อย่างน้อยในแวดวงปัญญาชน และฝ่ายปชต. อย่างมีนัยสำคัญ
- และในการทำวิจัยของอ.ธงชัย คนที่มีบทบาทสำคัญมากที่ทำให้เกิด breakthrough ในแง่เอกสารข้อมูลคือ คุณธนาพล อิ๋วสกุล บก.สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ผู้ที่ค้นพบเอกสารคำให้การพยานจำนวน 224 คน และรายงานชันสูตรพลิกศพเหยื่อ 6 ตุลา 41 คน
- ใครจะคิดว่า ในช่วงปี 2544-45 นักเรียนชายชั้น ม.5 ในจังหวัดร้อยเอ็ดคนหนึ่ง เริ่มเรียนรู้ปกป้องสิทธิของตนเองและเพื่อนๆ ที่โรงเรียนร้อยเอ็ดวิทยาลัย ด้วยการนำเพื่อนๆ คัดค้านการขยายเวลาเรียนของโรงเรียน ที่จะสร้างปัญหาให้กับเด็กยากจน ที่บ้านอยู่ห่างไกลโรงเรียน ผลจากการคัดค้านนี้ทำให้เขาได้รับเลือกเป็นประธานนักเรียนแบบชนะขาดเลย” แล้วในฐานะประธานนักเรียน เขาได้ริเริ่มนำประวัติศาสตร์การเมืองยุค 6 ตุลา 19 มาติดที่บอร์ดโรงเรียน ซึ่งก็ได้รับการพูดถึงจากทั้งผู้บริหาร ครู และเพื่อนนักเรียนอย่างกว้างขวาง ... เราไม่รู้แน่ว่าในเวลานั้น เหตุการณ์ 6 ตุลามีความหมายกับเด็กชายคนนี้แค่ไหน แต่เรารู้ว่าเขาโตมาชื่อ ทนายอานนท์ นำภา เรารู้ว่า “มาตรา 112 อันเป็นมรดกสำคัญของคณะรัฐประหาร 6 ตุลา คือประเด็นปัญหาที่อานนท์ให้ความสำคัญมากที่สุด”
ยังมีผู้คนให้เอ่ยถึงมากมาย แต่เวลาไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้นได้ แต่ดิฉันเชื่อว่าปฏิบัติการของคนทั้งหลายนี้แหละ ทั้งคนที่มีชื่อเสียงและ no name ทำให้เหตุการณ์ 6 ตุลา กลายเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายสำคัญให้กับสังคมไทย นั่นคือ “เราไม่เอาความรุนแรง” “เราต่อต้านการใช้ความรุนแรงที่เกินเลยของรัฐ” “ต่อต้านการลอยนวลพ้นผิด” “เรายืนยันว่า ต่างความคิด ไม่ควรผิดถึงตาย”
นี่คือคุณูปการสำคัญของความทรงจำ 6 ตุลา ที่แม้แต่พวกขวาจัดก็ไม่กล้ายกย่องสรรเสริญความรุนแรง 6 ตุลา ไม่กล้ากล่าวอ้างว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในวันนั้น
6 ตุลา กลายเป็น taboo ของการเมืองไทย เป็นสัญลักษณ์ที่ต่อต้านความรุนแรงอย่างเกินขอบเขตของรัฐ เป็นสัญลักษณ์ของการลอยนวลพ้นผิดของผู้มีอำนาจ ประเด็นนี้จะเห็นได้ชัดเมื่อนายสมัคร เป็น นรม. ในปี 2551
ในปี 2551 เมื่อสมัคร สุนทรเวช เป็นนรม.ในนามของพรรคพลังประชาชน ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว CNN ว่ามีคนตายเพียงคนเดียว ทำให้เขาถูกโจมตีอย่างหนัก - จากที่ในปี 2519 สมัครเป็นกระบอกเสียงของฝ่ายขวาที่โจมตีขนศ.อย่างรุนแรง พอถึงปี 2551 เขาพยายามบอกปัด ไม่ต้องการตอบคำถามต่อไป
อย่างไรก็ตาม บางครั้งคนเดือนตุลาบางคน ก็อาจจะไม่อยากพูดถึง 6 ตุลาเสียเอง 6 ตุลาอาจจะกลายเป็นภาระทางการเมืองของพวกเขาก็ได้
ฉะนั้น ก่อนจะมีเสื้อแดง 6 ตุลาไม่ได้หายไปจากพื้นที่การเมืองโดยสิ้นเชิง ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ปราบเสื้อแดงในปี 2553 วาทกรรมว่า 6 ตุลาคือ ความรุนแรงโดยรัฐ และการลอยนวลพ้นผิด จึงถูกส่งต่อไปยังคนเสื้อแดงได้อย่างรวดเร็ว ในทำนองเดียวกัน การที่ขบวนการเยาวชน 2563-65 หยิบยกเอา 6 ตุลามาเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ของตน ก็เพราะช่วงระหว่างปี 2553-63 เรื่องราว 6 ตุลาปรากฏอยู่ในหน้าข่าว ในโซเชียลมีเดียแทบทุกปี โดยเฉพาะนับจากปี 2559 ครบรอบ 40 ปี 6 ตุลา
ในปี 2560 พวกเราก่อตั้งโครงการบันทึก 6 ตุลา นอกจากจะเป็นฐานข้อมูล 6 ตุลาที่มีคนเข้าไปดู อ่าน และใช้กันมากแล้ว ดิฉันคิดว่าเรา คนทำสามารถเคลมเครดิตได้อย่างไม่อายว่า “บันทึก 6 ตุลา” ช่วยเปิดประเด็นใหม่ๆ เกี่ยวกับ 6 ตุลา
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ “ยังมีเรื่องราวมากมายที่เราไม่รู้เกี่ยวกับ 6 ตุลา” กล่าวคือ ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ไม่มีความพยายามเพียงพอที่จะค้นหาว่ามีคนถูกแขวนคอกี่คนแน่ และพวกเขาเป็นใคร ชื่ออะไร, เราไม่รู้ว่าผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดคือใคร, เรารู้เกี่ยวกับครอบครัวที่สูญเสียลูกไปน้อยมาก, เราเพิ่งออกตามหาประตูแดงและช่างไฟฟ้า 2 คนที่ถูกแขวนคอที่นครปฐมในปีที่ 41
บันทึก 6 ตุลา ได้ติดตามหาครอบครัวของเหยื่อ หลายครอบครัวบอกเราว่า “ไม่เคยมีใครติดต่อเขาไปเลย” - การพูดคุยสัมภาษณ์กับครอบครัว ทำให้เราได้รู้ว่าพวกเขายังเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่พวกเขาก็ไม่กล้าออกมาพูด ไม่กล้าเรียกร้องอะไร แม้จะผ่านไปแล้วกว่า 40 ปีแล้วก็ตาม - สิ่งนี้คือการยืนยันว่า “6 ตุลา ยังคงเป็นสิ่งที่ “ลืมไม่ได้ จำไม่ลง” ของคนจำนวนมาก - ยังไม่นับว่า ในระดับสังคม มีคำถามอีกมากมายที่เราถามไม่ได้ หรือไม่มีใครกล้าตอบ
ฉะนั้น สิ่งที่โครงการบันทึก 6 ตุลา อยากบอกกับสังคมคือ : เราต้องให้คุณค่าแก่ปัจเจกชนมากกว่านี้ ซึ่งนี่คือ พื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เราเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของกันและกัน
มีความพยายามอะไร ของใครอีก ที่ไม่ปล่อยให้ 6 ตุลา ตกอยู่ในสภาวะความจำเสื่อมของสังคม?
พวกเราคงจำกันได้ว่า ก่อนจะเกิดขบวนการเยาวชน 2 ปี พวกเราตื่นเต้นกับเพลงและ music video ประเทศกูมี ของ Rap Against Dictatorship – ภายในสัปดาห์เดียว ยอดคนดูขึ้นไป 16 ล้าน
ดิฉันคิดว่านี่คือครั้งแรกที่ 6 ตุลา เข้าถึงมวลชนมากที่สุดในเวลาอันรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน , 6 ตุลา ถูกผสานเข้ากับการต่อสู้ยุคสมัยอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน เพลงนี้บอกกับเราว่า ถ้าคิดจะต่อสู่กับระบอบระยำ ชีวิตคุณอาจจบแบบวันที่ 6 ตุลา .. ประวัติศาสตร์ของประเทศนี้เดินถอยหลังเหยียบย่ำผู้คนที่คิดจะดื้อดึงขัดขืนอำนาจของประเทศกูมี
คุณธีระวัฒน์ รุจินธรรม ผกก. MV บอกเองว่าได้แรงบันดาลใจมาจากการเคยทำงานร่วมกับโครงการบันทึก 6 ตุลา
หลายคนคงยังไม่ลืมว่า RAD มีเพลงปฏิรูปด้วย ซึ่งเนื้อหาของเพลงนี้แรงกว่าประเทศกูมีเสียอีก ประโยคขึ้นต้น ก็ตรงไปตรงมา
ปรากฏการณ์ขบวนการเยาวชนในปี 2563 - สถาบันทหารและสถาบันกษัตริย์เป็นประเด็นใจกลางของข้อเรียกร้อง มีการใช้ 6 ตุลาเพื่อวิพากษ์ผู้มีอำนาจอย่างตรงไปตรงมาที่สุด ก็คือ MV ยูงทอง ที่จัดทำโดยกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม 10 สิงหาคม 2563
MV เพลงยูงทอง เป็นการนำสิ่งที่ขัดแย้งกันมาวางทาบกัน คือการเปรียบเทียบอุดมคติและอำนาจ กับความเป็นจริงอันโหดร้ายของเหตุการณ์ล้อมปราบ 6 ตุลา เมื่อมิวสิควิดีโอสิ้นสุดลง ผู้ชุมนุมยังได้ตะโกนว่า "มึงฆ่าพี่กูทำไม!" “มึงฆ่าพี่กูทำไม!” และตามมาด้วยการอ่านข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อ โดยรุ้ง ปนัสยา
MV ยูงทองและเสียงที่ตะโกน "มึงฆ่าพี่กูทำไม!" ได้เชื่อมโยงความเป็นพี่เป็นน้องของคน 2 รุ่นไว้ด้วยกัน เชื่อมโยง spirit ของการต่อต้านความอยุติธรรม ของคน 2 รุ่นไว้ด้วยกัน
มีคนเรียกเหตุการณ์นี้ว่าคือ “การทะลุเพดาน” - ทำลายเพดานของการพูดถึงสิ่งที่พูดไม่ได้ ได้สำเร็จ พวกเยาวชนใช้ 6 ตุลาเพื่อทำลายเพดาน
มันดูเหมือนว่า “เพดานถูกทำลาย” ทำให้เราพูดเรื่องของอำนาจในสังคมนี้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ความเป็นจริงประวัติศาสตร์ไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงเสมอไป ผู้มีอำนาจในสังคมนี้นิยมเดินถอยหลังมากกว่าก้าวไปข้างหน้า เราได้เห็นแล้วว่า พวกเขาสามารถสร้างเพดานขึ้นมาใหม่ได้ แถมต่ำกว่าเดิมด้วย ซ้ำร้ายคนที่พยายามทำลายเพดาน ก็ถูกเพดานถล่มทับเสียเอง หลายคนต้องลี้ภัยไปต่างแดน หลายคนถูกจับกุมคุมขัง
แต่เราก็ไม่สามารถยอมแพ้ง่ายๆ ใช่ไหม? เพราะเพือนๆ ของเรายังไม่ได้อิสรภาพ และเด็กๆ ก็ยังกลับบ้านไม่ได้
ในทางตรงกันข้าม ดิฉันมองว่าการที่ในวันนี้ เราสามารถมารวมตัวกันรำลึกการสังหารหมู่ 6 ตุลาได้ นับเป็นสิ่งยิ่งใหญ่มากแล้ว ยิ่งใหญ่ในแง่ที่ว่าฝ่ายอำนาจรัฐพยายามทำให้ผู้คนลืมเลือน 6 ตุลา แต่ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา คนรุ่นแล้วรุ่นเล่า “กลับดื้อดึง สานต่อความทรงจำของ 6 ตุลาอย่างไม่ย่อท้อ” เพราะความทรงจำของ 6 ตุลา มีค่าสำหรับประชาชน
เพราะความทรงจำของ 6 ตุลา เตือนเราว่า “ประวัติศาสตร์และความรักชาติแบบบ้าคลั่ง สามารถสังหารคนได้อย่างเหี้ยมโหด”
เพราะความทรงจำ 6 ตุลา ตอกย้ำกับเราว่า “ประเทศนี้ ผู้มีอำนาจทำผิดแล้วไม่ต้องรับผิด”
สุดท้าย ในบรรดาผู้คนที่ไม่ยอมจำนน มีคน 2 กลุ่มสุดท้าย ที่ดิฉันอยากจะกล่าวถึงเป็นพิเศษ
1. รุ่นพี่คนเดือนตุลา (จากทุกสถาบัน) (ซึ่งเรารู้ดีว่ามีหลากหลายสีและเฉด ขอหมายถึงคนที่ยังยึดมั่นในสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเหนือความมั่นคงของรัฐ) คนกลุ่มนี้มีบาดแผลจากความพ่ายแพ้ทางการเมือง และพวกเขาก็มักจะถูกเย้ยหยันโดยคนรุ่นหลังว่า งาน 6 ตุลา คืองานเช็งเม้งของพวกเขา ซึ่งพวกเขาก็แทบไม่เคยตอบโต้เวลาถูกดูถูกแบบนี้เลย บางทีก็รับเอาคำนี้มาเยาะเย้ยตัวเองเสียเลย – งานเช็งเม้งคืออะไร คืองานรวมญาติ ไหว้บรรพบุรุษเสร็จก็สนุกสนานเฮฮา แล้วก็แยกย้ายกันไป – ดิฉันคิดว่า คำว่า “งานเช็งเม้ง” เป็นการดูแคลนสปิริตของพวกเขามากเกินไป
ดิฉันอยากให้พวกเราลองถามตัวเองดูว่า จะมีงานสักกี่งานในชีวิตของเรา ที่เราต้องไปร่วมให้ได้แม้จะผ่านไปแล้วถึง 50 ปี ... เราอาจจะไม่มีเลยก็ได้ เพราะเราไม่ได้มีบาดแผลแบบคนเดือนตุลา
เราก็อาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกของพวกเขามากพอ ... กระนั้น เราไม่ควรดูแคลนที่สิ่งที่เราเข้าใจไม่พอ
ดิฉันเองก็ไม่กล้ากล่าวอ้างว่าตนเองเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนเดือนตุลาอย่างถ่องแท้ เมื่อก่อนดิฉันไม่ค่อยใจว่าทำไม รุ่นพี่บางคนต้องร้องไห้ทุกครั้งที่กล่าวถึง 6 ตุลา แต่อยากจะเล่าเหตุการณ์หนึ่งให้ฟัง
ตอนที่ดิฉันกับคุณภัทรพรค้นพบว่ามีคนถูกแขวนคอ 5 คน ไม่ใช่ 1 คน ด้วยการนั่งดูรูปภาพและคลิปวิดีโอต่างๆ อย่างละเอียด คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในตอนนั้นคือ แค่ดูภาพและคลิปวิดีโออย่างตั้งใจสักหน่อย ก็จะเห็นว่ามีคนถูกแขวนคอมากกว่า 1 คน ทำไมพวกรุ่นพี่ไม่ดูกัน ดิฉันเอาคำถามนี้ไปถามพวกเขาด้วยความรู้สึกกึ่งตำหนิ คำตอบที่ได้รับคือ เพราะพวกเขาทนดูกันไม่ได้ มันเจ็บปวดเกินไป – แต่ดิฉันกับคุณภัทรพรดูได้ เพราะเราไม่ได้มีบาดแผลเท่าพวกเขา
เหตุการณ์นี้ทำให้ดิฉันคิดถึง หนังสือชื่อ “Holocaust Testimonies: The Ruins of Memory” (คำให้การว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์: การพังทลายของความทรงจำ) -- ปรากฏการณ์ร่วมอย่างหนึ่งของผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ คือ พวกเขาไม่ยอมบอกเล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง แม้แต่กับคนในครอบครัว เพราะพวกเขารู้สึกว่าถ้อยคำภาษาในโลก ไม่สามารถสื่อสารความรู้สึกของพวกเขาออกมาได้ ไม่มีวันที่คนอื่นจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา เล่าไปคนก็อาจจะไม่เชื่อ พวกเขาจึงเลือกที่จะ “เงียบ” - ต้องใช้เวลานานมากที่เดียวกว่าพวกเขาจะเริ่มจะจัดการกับความเจ็บปวดเหล่านี้ได้
แน่นอนว่า 6 ตุลา ไม่เท่า holocaust แต่อย่าดูถูกความทรงจำบาดแผลของผู้คน ไม่ได้หมายความว่าวิจารณ์ไม่ได้ แต่อย่าด่วนดูแคลนที่สิ่งที่เราเข้าใจไม่พอ เพราะความทรงจำของเหยื่อความรุนแรงจากสังคมต่างๆ ทำให้เกิดงานวิชาการ งานวรรณกรรม ศิลปะ ออกมามากมาย เพื่อพยายามจะเข้าใจมนุษยชาติ เพื่อพยายามเข้าใจสังคมของตน และเพื่อหาทางป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก
ความรุนแรงขนาดใหญ่ มันมีความหมายมากกว่าเป็นเรื่องของปัจเจกชนไม่กี่คน
การจัดงานรำลึก คือปฏิบัติการสานต่อความทรงจำของประชาชน หากคนรุ่นใหม่ไม่ให้คุณค่ากับประวัติศาสตร์บาดแผลของประชาชนแล้ว ก็จงพอใจกับการท่องจำประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมไปชั่วกัลปาวสานเถอะ
ฉะนั้น เราอาจจะไม่มีการจัดงาน 50 ปี 6 ตุลาในปีนี้ก็ได้ ถ้าไม่ใช่เพราะคนเดือนตุลากลุ่มหนึ่งปฏิเสธที่จะลืม 6 ตุลา แม้จะถูกเยาะเย้ยถากถางจากคนรุ่นหลังก็ตาม แม้แต่ในปีที่งาน 6 ตุลาเงียบเหงา พวกเขาก็ยังยืนยันจะจัดงานต่อไป ดิฉันมองว่านี่คือ the Act of Defiance การดื้อดึงขัดขืนต่อความพยายามของรัฐที่จะทำให้สังคมไทยลืม 6 ตุลา พวกเขาจึงสมควรได้รับการคารวะจากพวกเรา
ในบรรดาคนเดือนตุลา มีคนๆ หนึ่งที่ดิฉันอยากขอบคุณมากเป็นพิเศษ เป็นคนที่พวกเราหลายคนรู้จักดี เป็นผู้อาวุโสที่มุ่งมั่นทำงานสำหรับวันที่ 6 ตุลาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยไม่เคยบ่น ไม่เคยคุยโอ้อวด ไม่เคยต้องการแสงใดๆ ใครอยากทำอะไร แกพร้อมสนับสนุนเสมอ พี่คนนี้คือ พี่สุเทพ สุริยะมงคล ประธานโดมรวมใจ ผู้แบกรับ “จิตวิญญาณแห่งการดื้อดึงขัดขืนที่สง่างามมากที่สุดคนหนึ่ง
2. กลุ่มนักโทษการเมือง ดิฉันอยากจะใช้โอกาสนี้ส่งข้อความไปถึงเพื่อนเราที่ถูกจองจำว่า - พวกเราขอคารวะในสปิริตแห่งการ “ดื้อดึงขัดขืน” ของพวกคุณ พวกเราขอขอบคุณในการต่อสู้เสียสละของพวกคุณ พวกเราเสียใจและขอโทษที่ไม่สามารถทำให้พวกคุณได้รับอิสรภาพได้เสียที แต่พวกเราจะไม่ทอดทิ้งพวกคุณ
50 ปีที่ผ่านมา ความทรงจำ 6 ตุลามีคุณค่าต่อการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของประชาชน แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าฝ่ายประชาชนยังไม่สามารถทำลายเพดานของความอยุติธรรมได้ มาตรา 112 อันเป็นมรดกของ 6 ตุลายังคงอยู่กับเรา กระนั้น เราก็ไม่มีทางเลือก เพื่อนของเรายังอยู่ในคุก เยาวชนจำนวนมากอยากกลับบ้าน เราไม่สามารถละทิ้ง spirit แห่งการดื้อดึงขัดขืนได้ สปิริตนี้ได้พาพวกเรามาไกลเกินกว่าเมื่อ 50 ปีที่แล้ว
สุดท้าย ดิฉันอยากจบปาฐกถานี้ด้วยบทกวีของทนายอานนท์ ที่ดิฉันคิดว่าตรงกับคำว่า “spirit of defiance” จิตวิญญาณแห่งการดื้อดึงขัดขืน” มากที่สุด
เธอล้วนเป็นขบถต่อกดขี่
เป็นเสรีเรืองไรไล่ความชั่ว
เป็นประชาธิปไตยในตนตัว
มิก้มหัวหดเข่าแต่เอาคืน
ยิ่งต่อสู้ยิ่งสะสมชัยชนะ
ยิ่งปะทะยิ่งหยัดขึ้นขัดขืน
ยิ่งเหยียบย่ำยิ่งยังยิ่งยิ้มยืน
ยิ่งมืดดับยิ่งดาษดื่นด้วยหมื่นดาว
ขอคารวะต่ออานนท์ นำภา นักโทษการเมืองทุกคน และผู้คนที่ไม่ยอมแพ้
วิดีโอปาฐก
https://www.youtube.com/watch?v=x5lIOjE_4Rw
https://www.facebook.com/photo/?fbid=28993756183581765&set=a.138005429583558