วันจันทร์, มิถุนายน 08, 2569

คนไทยสร้างการ์ตูนด้วย AI เรื่อง “ตะวัน” โชว์วัฒนธรรมไทยสู่สายตาโลก

https://www.youtube.com/shorts/VP1XOp6Nnp0

คนไทยสร้างการ์ตูนด้วย AI เรื่อง “ตะวัน” โชว์วัฒนธรรมไทยสู่สายตาโลก l TNN Tech
.....

"ตะวัน" (Tawan) เป็นโปรเจกต์แอนิเมชันเรื่องสั้น (ฉบับ Demo) ที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เกือบทั้งหมด ซึ่งกำลังเป็นกระแสพูดถึงและสร้างความฮือฮาอย่างมากในวงการครีเอเตอร์ไทย

ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องนี้ มีดังนี้ครับ:

ผู้สร้างสรรค์: สร้างโดย คุณวันชนะ อินทรสมบัติ (Victorior) ซึ่งเป็นศิลปินและนักสร้างสรรค์ชาวไทยที่มีชื่อเสียงในระดับสากล (หนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังงานออกแบบเกมระดับโลกอย่าง Kena: Bridge of Spirits)

ทุนและเวลาที่ใช้: ผลงานเวอร์ชัน Demo ความยาวประมาณ 20 นาทีนี้ ใช้เวลาทำเพียง 1.5 เดือน และใช้งบประมาณเพียงราว ๆ 16,000 - 28,000 บาท ($500) ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับการทำแอนิเมชันในระบบดั้งเดิมที่ต้องใช้ทุนสร้างมหาศาลและทีมงานจำนวนมาก โดยตั้งเป้าหมายว่าในอนาคตจะพัฒนาต่อให้เป็นภาพยนตร์ขนาดยาว 90 นาที

เนื้อเรื่อง: เป็นแนวแฟนตาซีที่ผสมผสานตำนานโบราณและวัฒนธรรมไทยเข้ากับการผจญภัยในโลกอนาคตอันสิ้นหวัง เล่าเรื่องราวของโลกที่สูญเสียสมดุลจนทะเลกลายเป็นสีดำ ตัวเอกชื่อ "ตะวัน" จึงต้องออกเดินทางเพื่อกอบกู้ธรรมชาติคืนมาตามคำสัญญาของบรรพบุรุษ

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ (ดราม่าในวงการศิลปะ): การเปิดตัวของ "ตะวัน" ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคมไทยและกลุ่มครีเอเตอร์ โดยแบ่งออกเป็นหลายมุมมอง:

ฝ่ายชื่นชม: มองว่าเป็นอนาคตของระบบการเล่าเรื่อง (Storytelling) และเป็นการทลายกำแพงข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ ช่วยให้ศิลปินเดี่ยว (Solo Creator) ที่มีไอเดียดี ๆ สามารถสร้างสรรค์ผลงานระดับคุณภาพสูงออกมาได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาสตูดิโอยักษ์ใหญ่

ฝ่ายคัดค้าน/กังวล: ตั้งคำถามเรื่องจริยธรรมของ AI ที่ถูกนำมาใช้ เนื่องจากโมเดล AI ส่วนใหญ่ถูกเทรนด้วยข้อมูลและผลงานของศิลปินคนอื่น นอกจากนี้บางส่วนยังวิจารณ์ว่าลายเส้นหรือดีไซน์บางจุดยังดูคล้ายกับการนำงานของค่ายแอนิเมชันใหญ่ ๆ มารวมกัน จนดูขาดความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Originality)

ฝ่ายสายกลาง: มองว่าเป็นเครื่องมือและศาสตร์อีกแขนงหนึ่งที่ไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกับงานศิลปะดราฟต์มือดั้งเดิมโดยตรง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า AI กำลังเข้ามาดิสรัปต์ (Disrupt) วงการบันเทิงและภาพยนตร์อย่างรวดเร็ว

โปรเจกต์นี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าคนไทยสามารถนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้เพื่อผลิตผลงานความบันเทิงที่น่าจับตาในระดับสากลได้อย่างรวดเร็วครับ
.....



Pizzanu Kanongchaiyos
Yesterday
·

ก่อนจะตอบคำถามเกี่ยวกับว่าคิดยังไงกับภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชันเรื่องตะวันที่สร้างโดย AI 100% ฝีมือคนไทยจะเล่าอะไรให้ฟังนิดนึง

-----------------------------------------------------
ยุคภาพยนตร์เสียงช่วงปลายทศวรรษ 1920 เปลี่ยนจากภาพยนตร์เงียบสู่หนังมีเสียง synchronized sound นักสร้างและนักวิจารณ์มองว่าเสียงคือจุดจบของศิลปะภาพยนตร์ เพราะหนังเงียบเป็นศิลปะแห่งการเล่าเรื่องด้วยภาพและท่าทาง pantomime ที่เป็นภาษาสากล ชาร์ลี แชปลินปฏิเสธหนังมีเสียงนานมาก โดยระบุว่าเสียงจะทำลายจินตนาการและลดทอนความงามของท่าทางที่สื่ออารมณ์ได้ลึกซึ้งกว่าคำพูด หนังมีเสียงในที่สุดกลายเป็นมาตรฐานใหม่

---------------------------------------------------
ยุคภาพสีช่วงทศวรรษ 1930-1950 เมื่อ Technicolor นำภาพสีแทนภาพขาวดำ ภาพสีในยุคแรกถูกวิจารณ์ว่าเป็น gimmick ราคาถูก ศิลปินอนุรักษ์นิยมมองว่าภาพขาวดำเป็นศิลปะที่แท้จริง เพราะต้องใช้ทักษะสูงในการจัดแสงเงา chiaroscuro การใช้ภาพสีถูกมองว่าเป็นการประนีประนอมทางศิลปะ ภาพสีในที่สุดกลายเป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยให้การเล่าเรื่องมีพลัง

---------------------------------------------------
การปฏิวัติ CGI และ 3D animation ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ Jurassic Park (1993) และ Toy Story (1995) นำ CGI เข้าสู่วงการ สปีลเบิร์กใช้ไดโนเสาร์ CGI แทนหุ่น animatronics ทำให้ศิลปิน stop-motion Phil Tippett อุทานว่า "ฉันสูญพันธุ์แล้ว" CGIถูกวิจารณ์ว่าไร้ชีวิตชีวาและดูเป็นพลาสติก แอนิเมเตอร์วาดมือมองว่า 3D animation ไม่ใช่งานคราฟต์เพราะคอมพิวเตอร์ทำงานแทนมนุษย์แค่กดปุ่ม ซึ่งเป็นคำวิจารณ์เดียวกับที่ AIโดนในปัจจุบัน CGIในที่สุดกลายเป็นมาตรฐานและสร้างอาชีพใหม่ในสายงาน 3D นับแสนตำแหน่ง
---------------------------------------------------
ยุคกล้องดิจิทัลตั้งแต่ทศวรรษ 2000 การเปลี่ยนจากฟิล์ม celluloid มาใช้เซนเซอร์ดิจิทัลถูกผู้กำกับเช่น Tarantino และ Nolan ต่อต้านโดยระบุว่าภาพดิจิทัลสะอาดเกินไปและขาด grain ที่เป็นจิตวิญญาณของฟิล์ม กล้องดิจิทัลในที่สุดกลายเป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่น
---------------------------------------------------
Motion Capture (Mo-Cap)ที่ใช้นักแสดงสวมชุดเซนเซอร์จับการเคลื่อนไหวใส่ตัวละคร CG เช่น Gollum ใน The Lord of the Rings ถูกโต้เถียงว่าเป็นการโกงหรือไม่ แอนิเมเตอร์มองว่าเป็นการ tracing แทนที่จะสร้างสรรค์ใหม่ Mo-Capในที่สุดกลายเป็นเครื่องมือมาตรฐานที่ช่วยให้ตัวละคร CGเคลื่อนไหวสมจริง
---------------------------------------------------
จากอดีตทุกครั้งที่มีเครื่องมือใหม่จะถูกกล่าวหาว่าไร้ชีวิตชีวาและทำให้คนตกงาน แต่ประวัติศาสตร์สอนว่าเครื่องมือไม่เคยฆ่าศิลปะ แต่เปลี่ยนรูปแบบวิชาชีพ CGIสร้างอาชีพใหม่นับแสนตำแหน่ง เทคโนโลยีเหล่านี้เมื่อผ่านยุคต่อต้านแล้วกลายเป็นเครื่องมือมาตรฐาน
---------------------------------------------------
ความแตกต่างที่ทำให้การต่อต้าน AI รุนแรงกว่าคือประเด็นลิขสิทธิ์ข้อมูล (data scraping) และความจริงที่ว่า AIไม่ใช่เพียงเครื่องมือช่วย execution แต่เข้ามามีบทบาทใน ideation ด้วย AIอาจกลายเป็นเครื่องมือใน pipeline ใหม่ แต่แตกต่างเพราะสร้างไอเดียและเนื้อหาได้เองโดยไม่ต้องพึ่งมนุษย์ในขั้นแรก
---------------------------------------------------
เมื่อถามว่า ตะวัน ควรค่าแก่การยอมรับหรือไม่ คำตอบไม่ใช่การตัดสินว่าใครทำภาพสวยกว่าเพราะ AIทำได้สวยหมด แต่อยู่ที่ว่าหนังถ่ายทอดเรื่องราวที่กินใจจากจินตนาการมนุษย์สู่ผู้ชมได้สำเร็จหรือไม่ และใช้ AIทลายข้อจำกัดด้านทุนและเวลาได้มากเพียงใด ตะวันทำหน้าที่ของสื่อภาพยนตร์ได้สมบูรณ์
---------------------------------------------------
สกิลสุดท้ายที่มนุษย์อาจจะเหลืออยู่ในยุค AI คือ creator as a curator หรือ ผู้สร้างในฐานะภัณฑารักษ์ที่ใช้รสนิยม วิสัยทัศน์ และการเล่าเรื่องเป็นหัวใจสำคัญในการคัดเลือกและกำกับเครื่องมือ AI ศิลปะในยุคนี้ไม่ได้วัดว่าใครทำภาพสวยกว่า แต่วัดว่าใครมีเรื่องราวที่ลึกซึ้ง และสามารถเป็นภัณฑารักษ์ที่เก่งที่สุดในการสร้างสรรค์งานที่กินใจผู้ชม



ปลาหมอคางดำเต็มคลองย่านบางปู ประชาชนรายหนึ่งที่กำลังจับปลาในลำคลองบอกว่า ปลาที่เขาทอดแหหรือตกขึ้นมาได้นั้น “กลายเป็นปลาหมอคางดำเกือบทั้งหมด” สะท้อนว่าพวกมันได้เข้าไปทำลายระบบนิเวศดั้งเดิมจนเกือบเกลี้ยง

https://www.facebook.com/BBCnewsThai/posts/1611169311043227

บีบีซีไทย - BBC Thai 
15 hours ago
·
ปลาหมอคางดำเต็มคลองย่านบางปู
.
ประชาชนย่านคลองใหม่ ต.บางปู อ.เมืองสมุทรปราการ ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างรวดเร็วจนเต็มลำคลอง โดยพวกมันได้แย่งอาหารและกินสัตว์น้ำพื้นถิ่นจนแทบไม่เหลือ สร้างความกังวลใจแก่คนในพื้นที่เป็นอย่างมาก
.
ปลาหมอคางดำจะลอยตัวขึ้นเหนือน้ำให้เห็นเด่นชัดในช่วงสายของทุกวัน และมักว่ายมารวมตัวกันหนาแน่นเป็นพิเศษบริเวณร่มเงาใต้สะพานข้ามคลอง ตามคำบอกเล่าของชาวบ้านในพื้นที่ เนื่องจากน้ำในคลองแถบบางปูเป็นน้ำกร่อย ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่พวกมันชอบและสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว
.
ประชาชนรายหนึ่งที่กำลังจับปลาในลำคลองบอกว่า ปลาที่เขาทอดแหหรือตกขึ้นมาได้นั้น “กลายเป็นปลาหมอคางดำเกือบทั้งหมด” สะท้อนว่าพวกมันได้เข้าไปทำลายระบบนิเวศดั้งเดิมจนเกือบเกลี้ยง
.
แม้ที่ผ่านมาชาวบ้านในชุมชนพยายามช่วยกันจับปลาหมอคางดำมาแปรรูป ทำเป็นปลาเค็มและปลาแดดเดียวเพื่อบริโภคในครัวเรือนแล้ว แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าประชากรของปลาหมอคางดำจะลดลงได้เลย จนตอนนี้ชาวบ้านยอมรับว่าไม่รู้จะเอาไปทำประโยชน์อะไรได้อีก จึงอยากวิงวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังและเด็ดขาด ก่อนที่วิกฤตสิ่งแวดล้อมนี้จะลุกลามจนเกินเยียวยา
.
ภาพโดย สุภัทตรา โพล้งกล่ำ / Thai News Pix




การใช้โฆษกเป็น "กันชน หรือ ฉากบังหน้า" ? มีคนโพสต์ว่า "ผมคิดไปเองมั้ยนะครับ ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันมีการให้ “โฆษก” ปฏิบัติหน้าที่มากกว่ารัฐบาลชุดก่อนๆ มาก เรื่องหลายๆ เรื่องที่ปกตินักการเมืองจะแถลงเอง เดี๋ยวนี้ใข้โฆษกมากขึ้น" ทำให้ สถานการณ์ดู “สวย” ขึ้น เวลามีดราม่า ชาวบ้ายงงว่าจะไปลงกับใครดี หรือเหตุอย่างอื่น ?!?


Nat Luengnaruemitchai
22 hours ago
·
ผมคิดไปเองมั้ยนะครับ ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันมีการให้ “โฆษก” ปฏิบัติหน้าที่มากกว่ารัฐบาลชุดก่อนๆ มาก เรื่องหลายๆ เรื่องที่ปกตินักการเมืองจะแถลงเอง เดี๋ยวนี้ใข้โฆษกมากขึ้น
และพอใข้โฆษกแถลง ก็ไม่ค่อยมีดราม่ามาก แถมสำนักข่าวก็ถูกบังคับกลายๆ ให้ลงรูปโฆษก แทนที่รูปคนที่เกี่ยวข้อง ทำให้
1. สถานการณ์ดู “สวย” ขึ้น (ไม่ได้ดูถูกเพศนะครับ หลายๆ คนทำงานได้ดีมากๆ เสียด้วยซ้ำ)
2. เวลามีดราม่า ชาวบ้ายงงว่าจะไปลงกับใครดี
3. และพอมีหลายคน ก็ยิ่งทำให้ “หลากหลาย” มากขึ้น ยิ่งไปลงไม่ถูกใหญ่
มีใครรู้สึกแบบนัันบ้างไหมครับ
อยากให้มีนักวิจัยทำการศึกษาเรื่องนี้ครับ อาจจะได้ผลงานวิจัยทางสาขารัฐศาสตร์/นิเทศศาสตร์ได้เลยนะครับเนี่ย

https://www.facebook.com/nat.lueng/posts/10162441240466751
.....

เพิ่มเติมจาก Gemini

เป็นมุมมองที่แหลมคมและน่าสนใจมากครับในเชิง การสื่อสารทางการเมือง (Political Communication) สิ่งที่คุณสังเกตเห็นไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเองอย่างแน่นอน แต่มันสะท้อนถึงความตั้งใจในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อ "ควบคุมทิศทางของข่าว" (Information Control) และ "บริหารความเสี่ยง" (Risk Management) ของรัฐบาล

หากมองผ่านเลนส์ของวิชารัฐศาสตร์และนิเทศศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้สามารถวิเคราะห์ออกมาได้เป็น 3 ประเด็นหลัก ๆ ตามที่คุณตั้งข้อสังเกตไว้เลยครับ:

1. การเปลี่ยน "ภาพจำ" และลดอุณหภูมิความขัดแย้ง (Aesthetics & Emotional Shield)

การใช้โฆษก (โดยเฉพาะโฆษกยุคใหม่ที่มีบุคลิกภาพดี พูดจานุ่มนวล หรือมีทักษะการสื่อสารระดับมืออาชีพ) มาทำหน้าที่แทนนักการเมืองที่เป็นตัวจริง มีผลทางจิตวิทยาอย่างมาก:

ลดการเผชิญหน้า: นักการเมืองมักมี "หน้าตักทางการเมือง" หรือ "แผลเก่า" ที่ทำให้อารมณ์ของสังคมจุดติดง่าย การส่งโฆษกที่ดูเป็นมิตรและเป็นกลางมาแถลง จึงเป็นการลดอารมณ์ร่วม (Emotional decoupling) ของผู้รับสาร

การบังคับใช้ภาพในสื่อ: เมื่อโฆษกเป็นผู้แถลงอย่างเป็นทางการ สื่อมวลชนตามจรรยาบรรณและการจัดหน้ารายงานข่าว ก็จำเป็นต้องใช้ภาพโฆษกคู่วิชวลกราฟิกของรัฐบาล ภาพที่ออกสู่สาธารณะจึงดูเป็นระบบ ระเบียบ และ "ซอฟต์" ลงกว่าภาพของรัฐมนตรีที่อาจจะกำลังทำหน้าเคร่งเครียดหรือหลุดตอบโต้ด้วยอารมณ์

2. กลยุทธ์ "กันชน" และกระจายความรับผิดชอบ (The Lightning Rod & Accountability Dilution)

ในทางรัฐศาสตร์ มีแนวคิดเรื่องการสร้าง "กันชนทางการเมือง" การที่รัฐบาลชุดนี้ใช้โฆษกหลายคนและแบ่งงานกันอย่างชัดเจน ส่งผลโดยตรงต่อการรับแรงกระแทกจากสังคม:

ทฤษฎีสายล่อฟ้าที่แตกแขนง: หากนักการเมืองแถลงเองแล้วเกิดทัวร์ลง (ดราม่า) เป้าหมายจะตกอยู่ที่ตัวรัฐมนตรีหรือตัวนายกรัฐมนตรีทันที ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียกร้องให้ลาออก แต่พอเป็นโฆษก โฆษกจะทำหน้าที่รับแรงกระแทกแทน และหากสถานการณ์แย่จริง ๆ รัฐบาลก็สามารถ "เปลี่ยนตัวโฆษก" หรือชี้แจงว่าเป็นความคลาดเคลื่อนทางการสื่อสารได้ง่ายกว่า

ทำให้ประชาชน "งง" ว่าจะโกรธใคร: เมื่อมีโฆษกหลายคน (Multi-spokespersons) ความรับผิดชอบต่อคำพูด (Accountability) จะเริ่มเจือจางลง ประเด็นดราม่าจะถูกเปลี่ยนทาง (Deflected) จากตัวนโยบายหรือตัวรัฐมนตรี ไปอยู่ที่ตัวเทคนิคการนำเสนอของโฆษกคนนั้น ๆ แทน ทำให้กระแสสังคมหลุดโฟกัสจากแก่นแท้ของปัญหา
3. การสร้างความหลากหลายเพื่อตอบโจทย์ "ผู้ฟังแต่ละกลุ่ม" (Audience Segmentation)

การมีโฆษกและรองโฆษกจากหลายพรรคร่วมรัฐบาล หรือมีภูมิหลังที่ต่างกัน ช่วยให้รัฐบาลสามารถเลือก "คนที่ใช่" ไปคุยกับ "กลุ่มเป้าหมายที่ถูก" เช่น ประเด็นเศรษฐกิจใช้คนลุคนักวิชาการ ประเด็นสังคมใช้คนรุ่นใหม่ หรือประเด็นความมั่นคงใช้คนที่ดูสุขุม เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการโน้มน้าวใจ (Persuasion)
ถ้านำไปทำวิจัย จะศึกษาอะไรได้บ้าง?

ประเด็นที่คุณเสนอว่าน่าทำวิจัย ถือเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ระดับโท-เอกที่น่าสนใจมากครับ โดยสามารถตั้งโจทย์วิจัยได้ เช่น:

สาขานิเทศศาสตร์: "กลยุทธ์การบริหารประเด็นวิกฤต (Crisis Issue Management) ของรัฐบาลผ่านภาพลักษณ์และการทำหน้าที่ของทีมโฆษกศาลาว่าการ" หรือการศึกษาในเชิง Agenda Setting ว่าภาพของโฆษกส่งผลต่อการเลือกพาดหัวข่าวและโทนเสียง (Tone) ของสื่อกระแสหลักอย่างไร

สาขารัฐศาสตร์: "ผลกระทบของการใช้โฆษกเป็นกันชนทางการเมืองต่อความรับผิดชอบร่วมของคณะรัฐมนตรี (Cabinet Accountability)" เพื่อดูว่ากลยุทธ์นี้ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลมั่นคงขึ้นจริงหรือไม่ หรือมันกำลังลดทอนความเชื่อมโยงระหว่างผู้แทนราษฎรกับประชาชนกันแน่

เรียกได้ว่าเป็นข้อสังเกตที่มองเห็น "เทคนิคเบื้องหลัง" ของทีมยุทธศาสตร์สื่อสารของรัฐบาลชุดนี้ได้อย่างเฉียบคมครับ



ระบบ #บัตรทอง เป็นอะไร โรงพยาบาลดีๆ เริ่มถอนตัว จาก #สิทธิบัตรทอง เยอะเพราะอะไร?

 
https://www.facebook.com/reel/974222112041186

วันเดอร์ดา สตอรี่
Yesterday
·
ระบบ #บัตรทอง เป็นอะไร ทำไมทรมานคนป่วย และญาติคนป่วยด้วยเรื่อง #ใบส่งตัว ขนาดนี้?
-โรงพยาบาลดีๆ เริ่มถอนตัว
จาก #สิทธิบัตรทอง เยอะเพราะอะไร?
-ตั้งใจทำให้ประชาชนลำบากเพื่อใคร?
-ทำให้คุณภาพชีวิตลำบากเพื่อผลประโยชน์ใคร?
#คอรัปชั่น #ข่าววันนี้ #WonderDAstory




บททดสอบหลังประธานศาลฎีกามี “คำแนะนำ” ไม่ให้รับฟ้องคดีปิดปาก จะมีน้ำยาหรือไม่? พรุ่งนี้รู้กัน ในคดีของคุณโกวิท โพธิสาร


Kowit Phothisan
10 hours ago
·
พรุ่งนี้—8 มิถุนายน 2569 มันอาจเป็นวันธรรมดาๆ สำหรับคุณ และก็ควรจะเป็นวันธรรมดาๆ สำหรับผม แต่มันคือวันสำคัญ

29 พฤษภาคม ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำแนะนำประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตในคดีอาญา พ.ศ. 2569 ระบุว่า เนื่องจากศาลเป็นองค์กรสำคัญในการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนโดยทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค การใช้สิทธิทางศาลจึงต้องเป็นไปด้วยความสุจริตอันเป็นรากฐานสำคัญของหลักนิติธรรมและความสงบเรียบร้อยของสังคม และเพื่อเป็นประกันว่ากระบวนพิจารณาของศาลจะไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในทางที่ขัดต่อคุณค่าพื้นฐานดังกล่าว

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 กำหนดให้ศาลมีอำนาจตรวจจสอบกลั่นกรองการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาให้อยู่ในกรอบแห่งความสุจริต ไม่เป็นการเอาเปรียบหรือกลั่นแกล้งกัน ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายด้วยความรอบคอบ ถูกต้อง และเหมาะสม

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ประธานศาลฎีกาจึงออกคำแนะนำไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 การฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบตามบทบัญญัติมาตรา 161/1 ให้หมายความรวมถึง

(1) การฟ้องคดีที่มีลักษณะเป็นการก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม สร้างความอับอายอย่างไม่เป็นธรรมหรือสร้างความยากลำบากเดือดร้อนแก่จำเลยในการต่อสู้คดีเกินสมควร

(2) การฟ้องคดีที่มีลักษณะเป็นการกดดันให้จำเลยต้องกระทำการหรือละเว้นกระทำการเพื่อประโยชน์อันมิชอบ หรือต่อรองผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

(3) การฟ้องคดีโดยจงใจกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญที่ไม่ถูกต้องหรือปกปิดข้อเท็จจริงนั้น

ข้อ 2 พฤติการณ์ในการฟ้องคดีดังต่อไปนี้ พึงถือเป็นเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1

(1) กรณีมีการกล่าวอ้างว่ามูลคดีเกิดหลายท้องที่ และยื่นฟ้องคดีต่อศาลในท้องที่ที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาหรือสถานที่ทำการงานอันเป็นปกติของจำเลย โดยไม่ได้ก่อให้เกิดความสะดวกในการสืบพยานหลักฐานหรือไม่เกิดประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี

(2) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยมีส่วนในการรณรงค์ เรียกร้อง หรือแสดงความเห็นเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิทธิของผู้บริโภค สิทธิแรงงานหรือประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น

(3) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยเปิดเผยข้อมูลการทุจริตหรือการประพฤติที่มิชอบด้วยกฎหมาย

(4) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยมีหน้าที่รับผิดชอบในการพิจารณาความผิดของโจทก์ในระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริงหรือมีคำสั่งชี้ขาด

(5) การฟ้องคดีที่เกิดจากมูลเหตุเดียวกันเป็นหลายคดีโดยไม่มีเหตุสมควรและมีลักษณะเป็นการสร้างความยุ่งยากและไม่เป็นธรรมให้แก่จำเลยในการต่อสู้คดี

(6) การฟ้องคดีเพราะเหตุที่จำเลยใช้สิทธิหรือปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยคำฟ้องไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำโดยไม่สุจริตหรือประพฤติมิชอบโดยชัดแจ้ง

ข้อ 3 เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าการฟ้องคดีใดฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1 ศาลพึงสั่งให้โจทก์ชี้แจงรวมถึงแสดงพยานหลักฐาน และศาลอาจเรียกพยานหลักฐานอื่นใดมาเพื่อประกอบการไต่สวนและวินิจฉัยได้ตามที่จำเป็นและสมควร เพื่อการนี้ ศาลอาจมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีหรือเจ้าพนักงานศาลช่วยตรวจและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อประกอบการไต่สวนก็ได้ในกรณีที่ความปรากฏโดยชัดแจ้งว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติ

มาตรา 161/1 วรรคหนึ่งศาลจะยกฟ้องตั้งแต่ชั้นตรวจฟ้องก็ได้

ข้อ 4 ถ้าคดีอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลอาจดำเนินการตามข้อ 3 วรรคหนึ่ง ไปพร้อมกับการไต่สวนมูลฟ้อง แล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกฟ้องหรือประทับฟ้องตามแต่ศาลจะเห็นสมควรไปในคราวเดียวกันก็ได้

ข้อ 5 การใช้ดุลพินิจตามบทบัญญัติมาตรา 161/1 วรรคหนึ่ง ศาลพึงคำนึงถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงของการกระทำตามฟ้อง ประโยชน์สาธารณะที่จะได้รับ รวมถึงความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมจากการดำเนินคดีต่อไปประกอบด้วย

ข้อ 6 กรณีที่จำเลยอ้างว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 161/1 หากเห็นได้ว่าจำเลยมีพฤติการณ์ในทางประวิงคดี ศาลพึงสั่งงดหรือยุติการดำเนินการตามข้ออ้างของจำเลยและดำเนินคดีต่อไปโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ศาลจะออกข้อกำหนดหรือมีคำสั่งอื่นใดเพื่อห้ามการดำเนินกระบวนพิจารณาในทางก่อความรำคาญหรือประวิงคดีด้วยก็ได้

ข้อ 7 การดำเนินการทางอาญาในส่วนอื่นนอกจากที่ระบุในคำแนะนำนี้ ศาลพึงยึดหลักการดำเนินคดีโดยสุจริตและหลักความได้สัดส่วนเป็นพื้นฐานในการใช้ดุลพินิจตามกฎหมาย

ให้ไว้ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2569
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
ประธานศาลฎีกา

...

ข้อความข้างต้น มาจากราชกิจจานุเบกษา ผมคัดลอกมาทั้งดุ้น ยาวหน่อย แต่เพื่อให้ไม่มีอะไรตกหล่น จึงคิดว่ามีประโยชน์ต่อการเลื่อนหน้าจอไม่น้อย มิตรสหายจะตามไปอ่านต้นฉบับก็ค้นหาเองได้โดยง่าย

กลับมาที่ประเด็นนี้ที่ผมเกริ่นเอาไว้ว่าพรุ่งนี้คือวันสำคัญ เพราะหลังประธานศาลฎีกาให้คำแนะนำแก่ผู้คนในกระบวนการยุติธรรม คดีของผมน่าจะเป็น "คดีแรกของประเทศ" ที่ถูกทดสอบว่าคำแนะนำนี้จะถูกนำไปปรับใช้อย่างไร

หลายท่านคงทราบแล้วว่าผมถูกสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมฟ้องข้อหาหมิ่นประมาท มาตรา 326 และ 328 พร้อมเรียกค่าเสียหาย 1 ล้านบาท จากการแชร์โพสต์ซึ่งมีเนื้อหาว่าด้วยขบวนการค้ามนุษย์ในแรงงานเก็บเบอร์รีป่าที่ฟินแลนด์และสวีเดน ซึ่งสำนักข่าว The Isaan Record ติดตามเรื่องนี้มาหลายปี คดีนี้ผ่านการไต่สวนมูลฟ้องมาแล้ว และพรุ่งนี้ 10.00 น. ศาลจะพิจารณาว่า "รับฟ้อง" หรือ "ไม่รับฟ้อง"

กล่าวอย่างซื่อสัตย์ แม้ผมจะมั่นใจว่าสิ่งที่เราทำเป็นการทำหน้าที่สื่อมวลชนโดยแท้ และข้อมูลที่เรานำเสนอก็มาจากหลักการทางวิชาชีพที่จะแสวงหาประเด็นทางสังคมมานำเสนอผ่านสื่อสาธารณะ ข้อมูลจำนวนมากก็มาจากหน่วยงานของรัฐเอง แต่ผมไม่มั่นใจนักว่าพรุ่งนี้ศาลจังหวัดชลบุรีจะพิจารณาออกหัวหรือก้อย เพราะที่ผ่านมาคดีทำนองนี้มีทั้งไม่รับฟ้องและรับฟ้อง กระทั่งมีคนเดือดร้อนจากคดีปิดปากนับคนนับครั้งไม่ถ้วน หลายฝ่ายจึงออกมาเคลื่อนไหวว่าต้องไม่ทำให้กระบวนการยุติธรรมกลายเป็นเครื่องมือในการปิดปากประชาชน ผ่านร่างกฎหมาย Anti-SLAPPs ก็ดี หรือคำแนะนำประธานศาลฎีกาดังที่เกริ่นไว้ก็ดี

หากพรุ่งนี้ศาล "ไม่รับฟ้อง" ก็อาจเรียกได้ว่านี่คือสัญญาณที่พอจะทำให้หลายคนได้หายใจหายคอโล่งขึ้น เพราะต่อจากนี้ไม่ใช่แค่สื่อมวลชนที่ทำงานตามหลักการทางวิชาชีพ แต่ประชาชนที่ออกมาปกป้องทรัพยากรธรรมชาติซึ่งถูกบริษัทเอกชนหรือผู้มีอิทธิพลฟ้องกลั่นแกล้งก็จะเบาใจได้ว่ามีหลักพิง

แต่ถ้าศาล "รับฟ้อง" ก็น่าสนใจว่าก้าวต่อไปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และคดีของคนอื่นๆ ที่มีลักษณะเดียวกันจะหันหัวไปทางไหน

สุดท้ายคือขอแจ้งเพื่อนพ้องให้รับทราบว่า พรุ่งนี้ผมไม่ไปศาลครับ ปล่อยให้งานนี้เป็นหน้าที่ของทีมทนาย ส่วนผมวุ่นวายกับการเตรียมผลิตสารคดี 6 ตุลา 2519 และหัวหมุนกับงาน finishing การก่อสร้างบ้าน หากไม่มีอะไรคลาดเคลื่อนเดือนนี้จะย้ายมาบ้านหลังใหม่ จัดระบบทุกอย่างให้ลงตัวเพื่อให้เมียและลูกอยู่ได้ไม่ลำบากนัก เพราะถัดจากนั้นผมต้องวิ่งรอกถ่ายงานทั่วประเทศ บ้านที่เข้าที่เข้าทางจะทำให้ผมไม่ต้องพะวงว่าภรรยาและลูกชายจะลำบาก—หวังว่าพรุ่งนี้จะมีข่าวดีครับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10230957379709003&set=a.1240273858002





https://x.com/ThaiPBSNews/status/2063215175394836569



 

'ทวี สอดส่อง' ชี้โครงการ TH-AI Passport 1,650 ล้านบาท ส่อเป็นวิกฤตงบประมาณกองทุนหมุนเวียน ยก 4 ข้อ ชี้ช่องโหว่-ขาดความโปร่งใส-ล็อกสเปกกีดกันเอกชนไทย-ไม่ระบุ Token ต้นทุนใช้ AI แฉ TOR บังคับเอกชน พาเจ้าหน้าที่สดช.นับสิบไปดูงานต่างประเทศ


'ทวี' หวั่น TH-AI Passport สร้างวิกฤตกองทุนฯ แฉ TOR พา สดช.ดูงาน ตปท.

7 มิ.ย. 2569
Next News TH

'ทวี สอดส่อง' ชี้โครงการ TH-AI Passport 1,650 ล้านบาท ส่อเป็นวิกฤตงบประมาณกองทุนหมุนเวียน ยก 4 ข้อ ชี้ช่องโหว่-ขาดความโปร่งใส-ล็อกสเปกกีดกันเอกชนไทย-ไม่ระบุ Token ต้นทุนใช้ AI แฉ TOR บังคับเอกชน พาเจ้าหน้าที่สดช.นับสิบไปดูงานต่างประเทศ 

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว TaweeSodsongOfficial วิจารณ์โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,650 ล้านบาท ของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ว่าเป็น "วิกฤตงบประมาณกองทุนหมุนเวียน" พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกและตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความคุ้มค่าของเงินแผ่นดินในโครงการดังกล่าว เนื้อหาระบุว่า 

โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 1,650 ล้านบาท และดึงเม็ดเงินมาจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กำลังเผชิญกับการตรวจสอบอย่างหนักจากสังคมและคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรหลายคณะ 

ผลประเมินกองทุนฯ ต่ำกว่ามาตรฐาน 

จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกเปรียบเทียบกับเอกสารรายงานผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียนประจำปีบัญชี 2566 ของกรมบัญชีกลาง พบหลักฐานที่น่ากังวลอย่างยิ่ง กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจัดเป็นทุนหมุนเวียนประเภทเพื่อการสนับสนุนส่งเสริม กลับได้คะแนนผลการประเมินเฉลี่ยเพียง 3.5841 คะแนน ซึ่งต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยรวมของ 113 กองทุนหมุนเวียนที่ 4.1733 คะแนนอย่างเห็นได้ชัด รายงานระบุว่า "ไม่สามารถบ่งบอกความสำเร็จของแต่ละแผนงาน/โครงการได้อย่างชัดเจนตามตัวชี้วัดที่กำหนดทั้งเชิงปริมาณ/เชิงคุณภาพและเป้าหมาย" และ "ผลตอบแทนทางสังคมของโครงการที่กองทุนฯ ให้การสนับสนุนไม่สามารถนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพิจารณาได้"

พ.ต.อ. ทวี ได้ชี้ให้เห็นถึงสี่ประเด็นหลักที่สะท้อนปัญหางบประมาณในขอบเขตของงาน (TOR) โครงการ TH-AI Passport ดังนี้ 

1. ไม่ระบุปริมาณ Token ต้นทุนหลักของ AI ประเด็นแรกคือ TOR ในข้อ 1 และ 2.1 ซึ่งเป็นเป้าหมายโครงการ ระบุเพียงว่าต้องการให้คนไทยอย่างน้อย 5,000,000 คน สามารถเข้าถึงและใช้งาน Generative AI ได้ฟรีเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยไม่มีการระบุปริมาณ Token ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่ AI ใช้อ่านและตอบข้อความ การถามคำถามแต่ละครั้งต้องใช้ Token จำนวนมากและต้องใช้พลังงานประมวลผลมหาศาล ปริมาณ Token จึงเท่ากับต้นทุนเนื้อเงินที่รัฐต้องจ่ายจริง การไม่กำหนดเพดาน Token ขั้นต่ำนี้ ถูกมองว่าเป็นการเปิดช่องโหว่ทางกฎหมายให้เอกชนผู้ชนะประมูลสามารถทำกำไรส่วนต่างมหาศาลจากเงินแบ่งจ่ายงวดละ 330 ล้านบาท และอาจส่งผลให้รัฐได้รับมอบงานตามสัญญา แต่ประชาชนกลับไม่ได้รับประโยชน์จริง 

2. เงื่อนไขแฝงเอื้อประโยชน์ส่วนตัว ประเด็นที่สองเกี่ยวข้องกับการเกิดเงื่อนไขซ่อนเร้นที่ดัดแปลงนิยาม "งบลงทุน" ให้กลายเป็น "งบสันทนาการส่วนตัว" ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่รัฐเดินทางไปดูงานสันทนาการหรูหราโดยที่สังคมไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ หลักฐานปรากฏใน TOR ถึงสามจุดได้แก่ 

2.1ข้อ 4.4.1.4 บังคับให้บริษัทเอกชนผู้ชนะประมูลต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดทริปศึกษาดูงานต่างประเทศ ณ สถานที่จริงของเจ้าของผลิตภัณฑ์ ให้เจ้าหน้าที่ สดช. ไม่น้อยกว่า 10 คน บินไปยังสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 3–5 ล้านบาท โดยไม่มีการระบุผลงานส่งมอบองค์ความรู้กลับคืนสู่รัฐ 

2.2ข้อ 4.3.1.7 และ 4.4.2.8 บังคับให้เอกชนจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินในประเทศนับสิบเที่ยว ค่าห้องพักโรงแรม และค่าอาหารหรูให้เจ้าหน้าที่รัฐครั้งละ 5 คน ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ 

2.3ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะถูกเอกชนนำไปรวมเพิ่มในราคากลาง 1,650 ล้านบาทที่รัฐต้องจ่าย ทำให้เงินกองทุนหมุนเวียนถูกทอนไปเป็นค่ากิน เที่ยว พักผ่อนของข้าราชการบางกลุ่ม แทนที่จะนำไปพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทยอย่างคุ้มค่า

3. ล็อกสเปกให้เอกชนบางเจ้า ประเด็นที่สามคือการตั้งเงื่อนไขแฝงและการส่อล็อกสเปก ทำให้บริษัทเอกชนไทยและกลุ่ม EdTech ในประเทศที่มีฝีมือดีแต่ไม่มีเงินสำรอง ไม่สามารถเข้าเงื่อนไขแปลกใหม่พิเศษด้านการจัดโฆษณาผ่านจอดิจิทัลมากกว่า 400 จุด ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด, มากกว่า 1,500 สาขาในร้านสะดวกซื้อ (รวมไม่น้อยกว่า 6,000 จอ), และมากกว่า 10 สาขาในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ (รวมไม่น้อยกว่า 200 จอ) เงื่อนไขเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการกีดกันและตัดสิทธิ์การแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม เปิดทางให้กลุ่มทุนรับเหมาไอทีรายใหญ่เข้ามาผูกขาดและจ้างช่วงงานกินส่วนต่าง 

4. ระบบประมวลผลและการเสียอธิปไตยทาง AI ประเด็นสุดท้ายที่สำคัญและเป็นความจริงเชิงโครงสร้างคือเรื่องของระบบการประมวลผล ใน TOR ข้อ 4.2.2.1 กำหนดความต้องการทางเทคนิคให้ระบบต้องรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันไม่น้อยกว่า 500,000 คน ณ ชั่วโมงเดียวกัน การประมวลผลคำสั่งของ Generative AI รุ่น Pro หรือ Premium ในขนาดนี้ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจาก Data Center มากกว่าการค้นหาข้อมูลปกติถึง 10 เท่า และใช้น้ำหล่อเย็นปริมาณมหาศาล อย่างไรก็ตาม โมเดล AI เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นของบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ แม้จะมีการตั้ง Data Center ในไทย แต่ขุมพลังงานและการควบคุมส่วนใหญ่ยังคงอยู่ภายใต้อำนาจของกลุ่มทุนข้ามชาติ การจ่ายเงิน 1,650 ล้านบาทจากกองทุนหมุนเวียนเพื่อเช่าใช้ปัญญาประดิษฐ์ต่างชาติเพียง 1 ปี จึงเท่ากับการปล่อยให้เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศไปสู่กลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม และสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่แทบจับต้องไม่ได้ ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยยังคงถูกควบคุมระบบ AI โดยต่างชาติ โอกาสที่จะมี AI ของตนเองเป็นโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลภายในประเทศจึงเป็นเพียงความฝัน ทั้งที่เรื่องนี้เป็น "อำนาจอธิปไตยของชาติ" ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี

สำนักข่าว Next News รายงานเพิ่มเติมว่าเฟซบุ๊ก TaweeSodsongOfficial ได้มีการโพสต์ผลการประเมินการดำเนินงานกองทุนพัฒนาดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งดำเนินกรประเมินโดยกรมบัญชีกลาง ประจำปีบัญชี 2566 โดยกรมบัญชีกลางให้คำแนะนำว่าควรมีการแบ่งกลุ่ม สร้างการรับรู้ให้มากขึ้นเพื่อขอทุนสนับสนุนกลุ่มใหม่ๆ

มีรายละเอียดเป็นกราฟฟิกดังนี้



https://nextnewsth.com/th/investigative/public-procurement-project/6a25616d5d36ded6131e4071




เพนตากอนได้ยกระดับการประเมินภัยคุกคามจากหน่วยข่าวกรองอิสราเอล โดยยกระดับเป็น "วิกฤต" ซึ่งเป็นระดับสูงสุด เนื่องจากมีความกังวลว่า หน่วยข่าวกรองของอิสราเอลได้เพิ่มความเข้มข้นในการสอดแนมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เพื่อติดตามการพิจารณาเกี่ยวกับสงครามกับอิหร่านและการเจรจาสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่






https://x.com/AJEnglish/status/2063594319840244135
.....

เพนตากอนได้ยกระดับการประเมินภัยคุกคามจากหน่วยข่าวกรองอิสราเอลอย่างเป็นทางการเป็นระดับ "วิกฤต" ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่เป็นไปได้ เนื่องจากมีความกังวลอย่างลึกซึ้งว่าหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลได้เพิ่มความเข้มข้นในการสอดแนมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เพื่อติดตามการพิจารณาภายในทำเนียบขาวเกี่ยวกับสงครามกับอิหร่านและการเจรจาสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่

ประเด็นสำคัญ

ความกลัวจากการถูกสอดส่องแบบกำหนดเป้าหมาย: หน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ระบุว่าหน่วยงานของอิสราเอลพยายามดักฟังนักเจรจาอาวุโสชาวอเมริกัน ซึ่งรวมถึงทูตพิเศษของสหรัฐฯ สตีฟ วิทคอฟฟ์ และหัวหน้านโยบายกระทรวงกลาโหม เอลบริดจ์ คอลบี เพื่อรับทราบกลยุทธ์และลำดับเวลาที่แท้จริงของประธานาธิบดีทรัมป์สำหรับข้อตกลงทางการทูตที่อาจเกิดขึ้น

ความขัดแย้งทางการทูต: ขณะที่วอชิงตันและเทลอาวีฟยังคงรักษาความเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ทางประวัติศาสตร์ไว้ได้ ช่องว่างที่หาได้ยากได้ถูกผลักดันระหว่างพวกเขาเมื่อสงครามดำเนินมาถึงวันที่ 100 ฝ่ายบริหารของทรัมป์กำลังสำรวจการเจรจาสันติภาพทางอ้อมและข้อตกลงทางการทูตกับเตหะรานเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ในขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูยังคงไม่เชื่อในที่สาธารณะและสนับสนุนแรงกดดันทางทหารที่ยั่งยืน

การปฏิเสธอย่างเป็นทางการ: สถานทูตอิสราเอลในกรุงวอชิงตันปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยเรียกรายงานดังกล่าวว่า "เป็นเท็จโดยสิ้นเชิง" และระบุว่าอิสราเอลไม่ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยังโต้แย้งการรายงานดังกล่าว โดยอ้างว่าการเล่าเรื่องดังกล่าวเป็นเท็จ

มาตรการรับมือภาคพื้นดินที่เข้มงวด: แม้ว่าจะมีการตอบโต้อย่างเป็นทางการ แต่สำนักข่าวกรองกลาโหม (DIA) ได้เผยแพร่เอกสารภายในเจ็ดหน้าซึ่งระบุรายละเอียดเหตุการณ์การจารกรรมในอดีตโดยเฉพาะ ด้วยเหตุนี้ นักการทูตและเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่เยือนอิสราเอลจึงดำเนินการภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด รวมถึงการบังคับใช้โทรศัพท์แบบใช้แล้วทิ้ง ทำความสะอาดแล็ปท็อป และหลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องละเอียดอ่อนในห้องพักของโรงแรม

ปัจจัยของปากีสถาน

ในขณะที่ทางตันทางภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อ ปากีสถานได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ไกล่เกลี่ยรายใหญ่ของภูมิภาค เมื่อเร็วๆ นี้ เจ้าหน้าที่ปากีสถานได้ส่งจดหมายพิเศษถึงผู้นำสูงสุดของอิหร่านในความพยายามที่จะทำลายทางตันทางการทูต ผลักดันการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านให้ก้าวไปข้างหน้า และป้องกันไม่ให้บานปลายขยายออกไปในวงกว้างซึ่งกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียเตือนว่าอาจทำให้ตลาดพลังงานโลกสั่นคลอนโดยสิ้นเชิง



ญี่ปุ่นมี "สระน้ำโมเนต์" (Monet Pond) สวย และ ดูเหมือนภาพวาดแนวอิมเพรสชันนิสต์ (Impressionism) จนเหลือเชื่อ

https://x.com/nexta_tv/status/2063213057673986301
.....

สระน้ำแห่งนี้ไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ (เป็นเพียงสระน้ำของศาลเจ้าเนมิชิ ในเมืองเซกิ จังหวัดกิฟุ) แต่ชาวเน็ตต่างพากันขนานนามว่า "สระน้ำของโมเนต์" (Mone no Ike) เพราะความละม้ายคล้ายคลึงกับภาพวาดชุด "ดอกบัว" (Water Lilies) อันโด่งดังของโคลด โมเนต์ อย่างน่าทึ่ง

ทำไมมันถึงดูงดงามสมบูรณ์แบบขนาดนี้?

จริงๆ แล้วสระน้ำแห่งนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ดูเหมือนภาพวาด ความงดงามที่เห็นเกิดจากความบังเอิญที่ลงตัวระหว่างธรรมชาติและการดูแลรักษาของคนในท้องถิ่น:

น้ำใสราวกับคริสตัล: สระน้ำได้รับน้ำจากตาน้ำบนภูเขาที่บริสุทธิ์และมีสารอาหารต่ำ ซึ่งผ่านการกรองตามธรรมชาติจากชั้นหินปูนโดยรอบ ด้วยความที่น้ำมีสารอาหารน้อย สาหร่ายจึงเติบโตได้ยาก ทำให้น้ำมีความใสสะอาดอย่างยิ่ง

สีสันที่เปลี่ยนแปลงได้: สีของน้ำจะเปลี่ยนไปตามแสงแดดและช่วงเวลาของปี โดยมีตั้งแต่สีฟ้าเทอร์ควอยซ์สดใสไปจนถึงสีเขียวมรกตเข้ม

งานศิลปะที่มีชีวิต: ชาวบ้านเป็นผู้ปลูกดอกบัว ส่วนปลาคาร์ปญี่ปุ่นนั้นถูกนำมาปล่อยโดยคนในพื้นที่ที่ไม่สามารถเลี้ยงดูต่อได้ สีสันสดใสของปลาสีส้ม ขาว และทอง ที่แหวกว่ายท่ามกลางน้ำใสและดอกบัว สร้างภาพวาดที่มีชีวิตและเคลื่อนไหวได้จริง

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการไปเยือน

หากคุณต้องการไปชมด้วยตาตัวเอง ช่วงเวลาที่ไปมีความสำคัญมาก:

ปลายเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม: เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดหากต้องการชมดอกบัวบาน (ซึ่งมักจะเป็นสีขาวหรือสีชมพู)

ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง (เดือนพฤศจิกายน/ธันวาคม): ต้นเมเปิลญี่ปุ่นโดยรอบจะเปลี่ยนสี สะท้อนเงาสีแดงและสีส้มสดใสลงบนผืนน้ำสีฟ้าใส

เคล็ดลับพิเศษ: ควรไปในช่วงเช้าที่ท้องฟ้าแจ่มใส แสงยามเช้าจะตกกระทบผิวน้ำได้อย่างงดงาม ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นสูงเกินไปจนเกิดแสงสะท้อนจ้าบนผิวน้ำ

สถานที่นี้อาจจะอยู่นอกเส้นทางท่องเที่ยวหลักท่ามกลางหุบเขาในจังหวัดกิฟุ แต่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพหรือศิลปะแล้ว ที่นี่ถือเป็นจุดหมายที่ยอดเยี่ยมยากจะหาที่เปรียบ 
.....

จาก เวป Visit GIFU












 

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อาราคชี แชร์ภาพธงชาติอิหร่านและเลบานอนวางเคียงข้างกันบนโซเชียลมีเดีย อิหร่านให้เหตุผลว่าการยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอลเป็นการตอบโต้การโจมตีอย่างรุนแรงของอิสราเอลในชานเมืองทางใต้ของเบรุต เหตุการณ์ใหม่นี้ จะกระตุ้นให้เกิดเงื่อนไข "การกลับมาทำสงครามเต็มรูปแบบอีก" ?







รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อาราคชี แชร์ภาพธงชาติอิหร่านและเลบานอนเคียงข้างกันบนโซเชียลมีเดีย อิหร่านให้เหตุผลว่าการยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอลเป็นการตอบโต้การโจมตีอย่างรุนแรงของอิสราเอลต่อชานเมืองทางใต้ของเบรุต

พลวัตทางการทูตและการทหารระหว่างอิหร่าน เลบานอน และอิสราเอลยังคงผันผวนอย่างมาก โดยถ้อยคำบนโซเชียลมีเดียสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อาราคชี ใช้เวทีของเขาอย่างต่อเนื่องเพื่อเชื่อมโยงความมั่นคงของอิหร่านและเลบานอนเข้าด้วยกัน การสื่อสารเชิงกลยุทธ์นี้เน้นย้ำถึงแง่มุมหลักหลายประการของภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค:

1. หลักการ "เอกภาพของแนวรบ"

โดยการแสดงธงชาติอิหร่านและเลบานอนเคียงข้างกัน เตหะรานตอกย้ำหลักการ "แกนแห่งการต่อต้าน" เจ้าหน้าที่อิหร่าน รวมถึงอาราคชี ได้ยืนยันต่อสาธารณะว่าการหยุดยิงหรือความขัดแย้งใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่ออิหร่านนั้นเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกกับสถานการณ์ในเลบานอน อิหร่านได้เตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า การกระทำทางทหารของอิสราเอลต่อเลบานอนและฮิซบอลลาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโจมตีทางอากาศอย่างหนักในชานเมืองทางใต้ของเบรุต ถือเป็นการยั่วยุโดยตรงต่อผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของตนเอง

2. การหาเหตุผลสนับสนุนการยกระดับความขัดแย้งทางทหาร

การที่อิหร่านอธิบายการโจมตีด้วยขีปนาวุธว่าเป็น "การตอบโต้" นั้น เป็นความพยายามที่คำนวณมาอย่างดีเพื่อสร้างการป้องปรามและให้เหตุผลสนับสนุนการแทรกแซงทางทหารโดยตรงต่อทั้งประชาชนภายในประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ โดยการอธิบายการกระทำของตนว่าเป็นการตอบโต้เชิงป้องกันต่อการโจมตีของอิสราเอลในเบรุต เตหะรานพยายามที่จะโยนความผิดสำหรับการยกระดับความขัดแย้งในภูมิภาคไปให้อิสราเอลและพันธมิตรตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา

3. ความขัดแย้งกับผู้นำเลบานอน

ในขณะที่อาราคชีใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อส่งสัญญาณถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับเลบานอนอย่างไม่ลดละ แต่เรื่องราวนี้กลับเผชิญกับการต่อต้านจากภายในเลบานอนเอง ตัวอย่างเช่น ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน แห่งเลบานอน ได้วิพากษ์วิจารณ์เตหะรานอย่างเปิดเผย โดยกล่าวหาว่าอิหร่านใช้เลบานอนและประชาชนชาวเลบานอนเป็น "เครื่องต่อรอง" หรือเครื่องมือในการเจรจาทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กว้างขึ้นกับสหรัฐอเมริกา

อาราคชีได้โต้ตอบข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างเปิดเผยบน X (เดิมคือทวิตเตอร์) โดยบอกประธานาธิบดีอูนให้มุ่งเน้นไปที่ "ศัตรูที่แท้จริง" ของเลบานอน และโต้แย้งว่าหากเลบานอนเป็นเพียงเครื่องต่อรอง อิหร่านคงทำข้อตกลงกับวอชิงตันไปนานแล้ว

บริบทปัจจุบัน

การจัดเรียงธงในเชิงสัญลักษณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ซึ่งการหยุดยิงที่สั่นคลอน การยิงจรวดข้ามพรมแดน และการโจมตีทางอากาศตอบโต้คุกคามที่จะดึงภูมิภาคเข้าสู่ความขัดแย้งโดยตรงที่กว้างขึ้น สำหรับอิหร่านแล้ว ภาพลักษณ์ดังกล่าวเปรียบเสมือนคำเตือนที่แสดงให้เห็นว่า อิหร่านมองสมรภูมิในฉนวนกาซา เลบานอน และดินแดนของตนเองว่าเป็นพื้นที่การรบเดียวกันและเป็นหนึ่งเดียวกัน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ดังนี้:

1. ตอกย้ำ "เส้นแดงเรื่องเลบานอน" ของอิหร่านและทำให้การเจรจาต้องหยุดชะงัก

อุปสรรคสำคัญในเชิงกระบวนการของการเจรจาในขณะนี้คือเรื่อง "ขอบเขต" ของข้อตกลง

จุดยืนของสหรัฐฯ: สหรัฐฯ ต้องการแนวทางที่แยกส่วนกัน โดยมองว่าบันทึกความเข้าใจ (MoU) 14 ข้อนั้นเป็นกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่มีเป้าหมายหลักเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในปี 2026 อย่างเป็นทางการ ยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ และจัดตั้งกลไกความมั่นคงถาวรสำหรับช่องแคบฮอร์มุซ

จุดยืนของอิหร่าน: สัญญาณที่อารักชี (Araghchi) ส่งออกมาอย่างเปิดเผยนั้นปฏิเสธการแยกส่วนดังกล่าวอย่างชัดเจน อิหร่านได้ระงับการเจรจาเมื่อเร็วๆ นี้ โดยประกาศว่าการหยุดยิงอย่างสมบูรณ์ในเลบานอนเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่ขาดไม่ได้สำหรับข้อตกลงใดๆ ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน การที่เตหะรานเน้นย้ำเรื่องภาพลักษณ์ธงดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณว่า ตนจะไม่ลงนามในข้อตกลงแยกส่วนที่ปล่อยให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ตกอยู่ในความเสี่ยงจากการปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง

2. กระตุ้นให้เกิดเงื่อนไข "การกลับมาทำสงครามเต็มรูปแบบ"

อำนาจต่อรองทางการทูตที่แฝงอยู่ในการหยุดยิงแบบไม่มีกำหนดในปัจจุบันนั้นเปราะบางอย่างยิ่ง อารักชีได้ออกคำเตือนโดยตรงควบคู่ไปกับความเคลื่อนไหวทางการทูตเหล่านี้ว่า ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลที่ยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างไปยังเขตชานเมืองทางตอนใต้ของกรุงเบรุต จะถือเป็นชนวนเหตุให้เกิด "การกลับมาทำสงครามเต็มรูปแบบ" ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในมุมมองของเตหะราน สิ่งนี้ทำให้ความคืบหน้าของ MoU 14 ข้อต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางทหารในเลบานอนที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ซึ่งส่งผลให้โอกาสในการประนีประนอมทางการทูตแคบลงอย่างมาก

3. ทำให้จุดยืนภายในสหรัฐฯ และท่าทีในการเจรจาแข็งกร้าวขึ้น

ในบริบทการเมืองของสหรัฐฯ วาทกรรมดังกล่าวจำกัดพื้นที่ในการดำเนินนโยบายของทำเนียบขาวอย่างมาก คณะเจรจาของสหรัฐฯ ซึ่งพยายามผลักดันให้มีการยอมผ่อนปรนในเชิงโครงสร้าง เช่น การระงับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในระยะยาวและการเพิ่มมาตรการตรวจสอบทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ ต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากภายในประเทศ การที่อิหร่านแสดงตัวอย่างเปิดเผยในฐานะผู้สนับสนุนทางทหารหลักของเลบานอนและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ยิ่งเป็นการตอกย้ำข้อโต้แย้งของกลุ่มสายเหยี่ยวในสหรัฐฯ ที่มองว่าเตหะรานใช้กรอบความร่วมมืออิสลามาบัดเพียงเพื่อซื้อเวลาและหวังผลเรื่องการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร โดยไม่ได้มีความตั้งใจจริงที่จะลดความตึงเครียดในภูมิภาค

4. เผยให้เห็นรอยร้าวเรื่อง "การเชื่อมโยง"

พัฒนาการนี้ยังเน้นให้เห็นถึงความซับซ้อนรองสำหรับผู้เจรจา: การจัดแนวในระดับภูมิภาค ในขณะที่อิหร่านใช้การเจรจาเพื่อปกป้องตัวแทนในภูมิภาคของตน รัฐบาลเลบานอนอย่างเป็นทางการภายใต้ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน ได้ต่อต้านการถูกใช้เป็น "เครื่องต่อรอง" ของอิหร่าน ความขัดแย้งภายในนี้ทำให้ผู้ไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ และปากีสถานร่างกรอบการทำงานระดับภูมิภาคที่สอดคล้องกันได้ยากขึ้น เนื่องจากผู้มีบทบาทอย่างเป็นทางการของรัฐที่อิหร่านอ้างว่าเป็นตัวแทนนั้นกำลังต่อต้านร่มเงาทางการทูตของเตหะรานอย่างแข็งขัน

สรุป: แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีความคืบหน้าทาง

เทคนิคในประเด็นหลักๆ เช่น การกำจัดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะและการเปิดเส้นทางการค้าใหม่ การยืนกรานของอาราคชีในการผูกชะตากรรมของบันทึกความเข้าใจ 14 ข้อเข้ากับธงชาติเลบานอนนั้น ทำให้เส้นทางการทูตหยุดชะงักลงอย่างมีประสิทธิภาพ จนกว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะตกลงกันได้ว่าเลบานอนควรอยู่ภายในหรือภายนอกข้อความของข้อตกลงสันติภาพ การเจรจาในอิสลามาบัดก็ไม่น่าจะคืบหน้าไปได้



วุฒิสมาชิกสหรัฐ Bernie Sanders มีแผนจะเสนอร่างกฎหมาย American AI Sovereign Wealth Fund Act บังคับให้บริษัท AI แบ่งปันความมั่งคั่ง อะไรคือเหตุผลที่ Bernie Sanders ต้องการบังคับให้บริษัท AI แบ่งปันความมั่งคั่ง


Introducing the American AI Sovereign Wealth Fund Act

Bernie Sanders

Jun 1, 2026

I will soon be introducing a bill to give the public a 50% ownership stake in the largest AI companies in America. This would guarantee that the trillions created by AI are used to improve the lives of all of us — and block oligarch decisions that harm the American people.

https://www.youtube.com/watch?v=VN4b4UCWMKI
.....

เหตุใด Bernie Sanders จึงต้องการบังคับให้บริษัท AI แบ่งปันความมั่งคั่ง

การเคลื่อนไหวของวุฒิสมาชิก เบอร์นี แซนเดอร์ส (Bernie Sanders) ในการผลักดันร่างกฎหมาย American AI Sovereign Wealth Fund Act ถือเป็นหนึ่งในข้อเสนอที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่ซิลิคอนแวลลีย์และแวดวงการเมืองสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก

เหตุผลสำคัญที่ทำให้แซนเดอร์สต้องการบังคับให้บริษัท AI ยักษ์ใหญ่ต้องแบ่งปันความมั่งคั่ง รวมถึงรายละเอียดของร่างกฎหมายฉบับนี้ มีโครงสร้างและเป้าหมายที่น่าสนใจดังนี้ครับ

💡 เหตุผลที่ Bernie Sanders ต้องการให้บริษัท AI แบ่งปันความมั่งคั่ง

แซนเดอร์สได้สื่อสารมุมมองของเขาอย่างชัดเจนผ่านบทความใน The New York Times โดยให้เหตุผลหลักไว้ 3 ประการ:

ข้อมูลที่ใช้ฝึกฝน AI คือ "สมบัติสาธารณะที่ถูกขโมยมา": แซนเดอร์สโต้แย้งว่า โมเดล AI อัจฉริยะของบริษัทอย่าง OpenAI, Anthropic หรือ xAI ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่า แต่ถูกฝึกฝน (Train) บนฐานข้อมูลที่เป็นผลงานสร้างสรรค์ ภูมิปัญญา และหยาดเหงื่อแรงงานของมนุษยชาติมาหลายชั่วอายุคน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ งานศิลปะ งานข่าว โค้ดคอมพิวเตอร์ และบทสนทนาของประชาชนทั่วไป เขาจึงมองว่าการที่มหาเศรษฐีเทคโนโลยีนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้หาเงินโดยไม่มีการขออนุญาตหรือให้ค่าตอบแทนแก่สังคม ถือเป็นการยึดครองทรัพย์สินส่วนรวมไปเป็นของส่วนตัว

ป้องกันการผูกขาดโดย "คณาธิปไตยไฮเทค" (Tech Oligarchs): ปัจจุบันอำนาจในการกำหนดทิศทางของ AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง ตกอยู่ในมือของซีอีโอและกลุ่มทุนข้ามชาติเพียงไม่กี่คน แซนเดอร์สต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของเทคโนโลยีนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้กลุ่มทุนขับเคลื่อนเพื่อผลกำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว

บรรเทาผลกระทบด้านแรงงานและการกระจายรายได้: การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการเลิกจ้างแรงงานในวงกว้าง (AI Displacement) ความมั่งคั่งจะกระจุกตัวอยู่เฉพาะผู้ถือหุ้นบริษัทเทคโนโลยี ในขณะที่คนส่วนใหญ่ต้องเผชิญความไม่มั่นคงทางอาชีพ เงินทุนจากระบบนี้จึงควรนำกลับมาเยียวยาและสร้างสวัสดิการให้แก่สังคม

📜 รายละเอียดร่างกฎหมาย "American AI Sovereign Wealth Fund Act"

กลไกของร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่การจัดเก็บภาษีจากผลกำไรแบบเดิม ๆ (Profit Tax) แต่เป็นการเสนอให้ จัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ผ่านวิธีการดังต่อไปนี้:
1. การเก็บภาษีหุ้น 50% แบบจ่ายครั้งเดียว (One-time 50% Equity Tax)

รัฐบาลจะบังคับเก็บภาษีจากบริษัท AI ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ (เช่น OpenAI, Anthropic, xAI) ในอัตรา 50% โดยจ่ายเป็นหุ้นของบริษัทแทนเงินสด ซึ่งจะทำให้รัฐบาลกลายเป็นผู้ถือหุ้นครึ่งหนึ่งของบริษัท AI ยักษ์ใหญ่เหล่านี้ทันที

2. สิทธิในการโหวตและการควบคุมทิศทาง (Voting Shares & Board Representation)

เมื่อรัฐบาลถือหุ้นครึ่งหนึ่ง กองทุนความมั่งคั่งนี้จะส่งตัวแทนเข้าไปนั่งในคณะกรรมการ (Board of Directors) ของบริษัทในสัดส่วนที่เท่ากัน ทำให้รัฐบาลมี สิทธิออกเสียงโหวต และสามารถใช้อำนาจนี้ในการยับยั้ง (Block) การตัดสินใจที่เป็นอันตรายต่อสังคม พร้อมทั้งผลักดันนโยบาย AI ที่มีจริยธรรมได้โดยตรงจากภายในบอร์ดบริหาร

3. การจ่ายเงินปันผลตรงสู่ประชาชน (Direct Dividend Payments)

รายได้หรือมูลค่าที่เติบโตขึ้นจากหุ้นในกองทุนนี้ จะถูกนำมาจัดสรรในลักษณะใกล้เคียงกับกองทุนถาวรของรัฐอะแลสกา (Alaska's Permanent Fund) โดยจะเริ่มจากการ จ่ายเงินสดให้แก่ประชาชนชาวอเมริกันโดยตรง และในระยะยาว เงินทุนนี้จะถูกนำไปสนับสนุนระบบสาธารณสุข การศึกษา และที่อยู่อาศัยเพื่อประโยชน์สาธารณะ

🏛️ ปฏิกิริยาและโอกาสในทางปฏิบัติ

จุดที่น่าสนใจ: แม้ตัวแทนฝั่งทุนนิยมเสรีและนักลงทุนในซิลิคอนแวลลีย์จะวิพากษ์วิจารณ์ว่าร่างกฎหมายนี้เป็น "การยึดบริษัทเป็นของรัฐ" (Nationalization) ที่จะทำลายกลไกนวัตกรรมและการแข่งขัน แต่ไอเดียเรื่อง "กองทุนความมั่งคั่ง AI" นี้ ส่วนหนึ่งกลับได้รับการยอมรับและเสนอโดยกลุ่มผู้บริหาร AI เอง เช่น แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ซีอีโอของ OpenAI และ ดาริโอ อโมเดย์ (Dario Amodei) ของ Anthropic ที่เคยเสนอแนวคิดทำนองนี้เพื่อให้ประชาชนรู้สึกมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของ AI

ยิ่งไปกว่านั้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เองก็เคยแสดงท่าทีเปิดรับแนวคิดที่ให้รัฐบาลเข้าไปมีส่วนแบ่งในความมั่งคั่งของปฏิวัติเทคโนโลยีนี้ เพื่อลดกระแสต่อต้าน AI จากภาคประชาชนเช่นกัน

แม้ว่าตัวร่างกฎหมายจะเผชิญกับอุปสรรคทางกฎหมายและการคัดค้านอย่างหนักในสภาคองเกรสจนอาจจะผ่านได้ยากในทางปฏิบัติ แต่การยื่นร่างกฎหมาย American AI Sovereign Wealth Fund Act ของเบอร์นี แซนเดอร์ส ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่เปลี่ยนบทสนทนาระดับโลก จากเดิมที่คุยกันเพียงเรื่อง "การควบคุม AI (Regulation)" ไปสู่คำถามที่แหลมคมยิ่งกว่า คือ "ใครควรเป็นเจ้าของความมั่งคั่งที่ AI สร้างขึ้น?"




รัฐบาลทรัมป์เล็ง ถือหุ้น บริษัท AI เป็นทรัพย์ของชาติสหรัฐ ครงกับแนวคิดของ วุฒิสมาชิก เบอร์นี แซนเดอร์ส (Bernie Sanders)


รัฐบาลทรัมป์เล็ง ‘ถือหุ้น OpenAI’ เปลี่ยน AI เป็นทรัพย์ของชาติ

By กรุงเทพธุรกิจ
5 มิ.ย. 2026

ในขณะ AI กำลังสร้างความมั่งคั่งมหาศาลให้กับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก สหรัฐอาจกำลังทดลองแนวคิดใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นั่นคือการทำให้ประชาชนกลายเป็น ‘ผู้ถือผลประโยชน์’ จากการเติบโตของ AI โดยตรง หลังทำเนียบขาวสนใจ ‘เข้าถือหุ้น’ ในบริษัท AI

สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า “ทำเนียบขาว” กำลังเจรจากับ “แซม อัลท์แมน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OpenAI เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐจะ “เข้าถือหุ้น” ในบริษัท AI นี้ที่มีมูลค่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

หนึ่งในแนวคิดที่กำลังถูกพิจารณาคือ OpenAI อาจมอบหุ้นบางส่วนให้แก่รัฐบาลสหรัฐ เพื่อนำไปเป็นทุนตั้งต้นสำหรับกองทุนลักษณะเดียวกับ “กองทุนความมั่งคั่งสาธารณะ”

OpenAI ระบุว่า กองทุนดังกล่าวสามารถนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาวที่มีความหลากหลาย และเปิดโอกาสให้ประชาชนอเมริกันได้รับประโยชน์จากการเติบโตของ AI ผ่านผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุนโดยตรง

แม้ขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดเงื่อนไขการลงทุนหรือสัดส่วนการถือหุ้นอย่างเป็นทางการ และรายละเอียดทั้งหมดอาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต แต่แนวคิดดังกล่าวกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากอาจกลายเป็นต้นแบบใหม่ของ “การแบ่งปันผลประโยชน์” จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ให้กับประชาชนในวงกว้าง

ด้านประธานาธิบดี ทรัมป์ ยืนยันถึงการหารือดังกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์บนเครื่องบิน Air Force One โดยกล่าวว่า มีหลายแนวคิดที่กำลังถูกพิจารณา ซึ่งรวมถึงรูปแบบที่ประชาชนอเมริกันจะได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์และกลายเป็น “หุ้นส่วน” ของการเติบโตในยุค AI

“มีแนวคิดบางอย่างที่อาจทำให้ประชาชนอเมริกันได้รับส่วนแบ่ง และประชาชนจะกลายเป็นหุ้นส่วนของความสำเร็จนั้นโดยตรง” ทรัมป์กล่าว พร้อมระบุว่า เขาจะพบกับผู้บริหารบริษัท AI หลายแห่งในอนาคตอันใกล้นี้

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของทรัมป์ที่ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อผลักดันการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของสหรัฐ ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีเป็นหลัก

ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ ได้แสดงบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการสนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ โดยมีรายงานว่า รัฐบาลได้เข้าถือหุ้นในบริษัทด้านเทคโนโลยีสำคัญหลายแห่ง รวมถึง Intel และบริษัทในอุตสาหกรรมควอนตัมคอมพิวติ้งและแร่ธาตุสำคัญบางราย

การหารือเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ OpenAI กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าประเมินจากนักลงทุนเอกชนมากกว่า 850,000 ล้านดอลลาร์ และกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายในปีนี้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่า AI กำลังถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ในระดับเดียวกับพลังงาน การเงิน หรือกลาโหม และอาจนำไปสู่ยุคใหม่ที่รัฐบาลไม่ได้ทำหน้าที่เพียงกำกับดูแลเทคโนโลยี แต่เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะ “ผู้ถือผลประโยชน์” จากเทคโนโลยีโดยตรง

“สหรัฐควรเป็นผู้นำด้าน AI ผ่านการพัฒนาโมเดลที่ดีที่สุด ทำให้มั่นใจว่ามีความปลอดภัย และส่งมอบเครื่องมือด้านไซเบอร์ให้กับผู้ปกป้องระบบที่เชื่อถือได้” อัลท์แมนระบุผ่านแพลตฟอร์ม X พร้อมกล่าวว่า คำสั่งฝ่ายบริหารฉบับใหม่ของรัฐบาล “สร้างสมดุลได้อย่างเหมาะสม”

https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1237282




2-3 เดือนนี้ถ้าใครตามข่าวเศรษฐกิจจาก "อินโดนีเซีย" จะเห็นสัญญาณเตือนภัยสีแดงเข้ม ที่กำลังเผชิญกับภาวะ Perfect Storm ที่เราควรถอดบทเรียนเตือนใจกัน เกิดอะไรขึ้นกับอินโดนีเซีย นโยบายแบบไหนที่ทำให้ตลาด "สะบัดบ็อบหนี" จากตลาดที่น่าสนใจที่สุดประเทศหนึ่ง และทำไมคนไทยถึงต้องดูเรื่องนี้ให้ดี?

https://www.facebook.com/lpipat/posts/10164408596595700

Pipat Luengnaruemitchai
6 hours ago
·

Perfect storm ถล่มอินโดนีเซีย: เมื่อนโยบายไม่เกรงใจตลาด เสถียรภาพที่สร้างมาเป็นทศวรรษก็พังได้ในพริบตา

ช่วง 2-3 เดือนนี้ถ้าใครตามข่าวเศรษฐกิจในภูมิภาค จะเห็นสัญญาณเตือนภัยสีแดงเข้มจากเพื่อนบ้านเราอย่าง "อินโดนีเซีย" ที่กำลังเผชิญกับภาวะ Perfect Storm หรือพายุเศรษฐกิจลูกใหญ่ ที่เราควรถอดบทเรียนเตือนใจกัน
เกิดอะไรขึ้นกับอินโดนีเซีย นโยบายแบบไหนที่ทำให้ตลาด "สะบัดบ็อบหนี" จากตลาดที่น่าสนใจที่สุดประเทศหนึ่ง และทำไมคนไทยถึงต้องดูเรื่องนี้ให้ดี?

ตลาดตื่นตระหนก: สรุปความยับเยินของ "หุ้น-ค่าเงิน-ดอกเบี้ย" ในช่วง 3 เดือน
อินโดนีเซียที่เคยเป็น "เค้กชิ้นโต" เนื้อหอมในสายตานักลงทุนต่างชาติ เจอกลไกตลาดกระหน่ำลงโทษ อย่างรุนแรงและรวดเร็วในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา:

ค่าเงินรูเปียะ อ่อนค่าฮวบฮาบทะลุกรอบจิตวิทยาอย่างไร้แรงต้าน จากเดือนมีนาคมที่อยู่ราว 16,985 รูปิยาห์/ดอลลาร์ ล่าสุดดิ่งทะลุ 18,020 รูปิยาห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำสถิติอ่อนสุดต่อเนื่องเป็นประวัติการณ์

ตลาดหุ้นดิ่งเหว (JCI): ระหว่างที่ตลาดหุ้นทั่วโลกทำ all time highs กัน ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย เผชิญแรงเทขายจากต่างชาติ อย่างหนักหน่วง เฉพาะเดือนพฤษภาคมเดือนเดียวดัชนีทรุดลงไปถึง 11.92% และล่าสุดดิ่งกระแทกพื้น ลดลง 4.20% ภายในวันเดียว ต่ำที่สุดในรอบปี 2026 (หากนับต้้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นอินโดนีเซียลบไปแล้วกว่า 36% ลบภาพของตลาดหุ้นที่ให้ตอบแทนดีที่สุดประเทศนึงในปี 2025 ไปเลย)

ดอกเบี้ยนโยบายพุ่งสวนทาง: จากเดิมที่พยายามตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 4.75% เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่สุดท้ายทนแรงเงินไหลออกไม่ไหว ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia) จำใจต้อง ปรับขึ้นดอกเบี้ยรวดเดียว 50 bps (0.50%) สู่ระดับ 5.25% ซ้ำเติมต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนทันที

โดนหั่น Outlook: ล่าสุดสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody's และ Fitch ได้ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือ (Sovereign Rating Outlook) ของอินโดนีเซียลงสู่ "แนวโน้มเชิงลบ" (Negative Outlook) เป็นที่เรียบร้อย

รากเหง้าของปัญหา: ประชานิยมค้ำคอ + ตัวเร่งจาก "Trilemma" และ "Danantara"

พายุลูกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกอย่างสงครามในตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ไปแตะ 96 ดอลลาร์เท่านั้น แต่เกิดจาก "โครงสร้างนโยบายในบ้าน" ที่สร้างความอึดอัดให้ตลาดทุน

กับดักงบประมาณอุดหนุนพลังงาน:
อินโดนีเซียใช้พลังงานวันละ 1.7 ล้านบาร์เรล แต่ผลิตเองได้แค่ 0.86 ล้านบาร์เรล (อินโดนีเซียเปลี่ยนจากสมาชิก OPEC กลายเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิตั้งแต่ปี 2003) รัฐบาลตั้งงบปี 2026 ไว้บนสมมติฐานน้ำมันที่ 70 ดอลลาร์ แต่ความจริงคือราคาน้ำมันพุ่งเฉียด 100 ดอลลาร์ โดยทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลจะขาดดุลเพิ่มขึ้น 6.8 ล้านล้านรูปิยาห์ ถ้าราคายังค้างสูง ภาระอุ้มน้ำมัน ชดเชยให้บริษัท Pertamina และอุ้มค่าไฟฟ้า จะพุ่งเกิน 500 ล้านล้านรูปิยาห์ในปี 2026 ดุลการค้าต่ำสุดในรอบ 6 ปี เงินเฟ้อจ่อคุมไม่อยู่ แต่รัฐบาลก็ไม่กล้าขึ้นราคาน้ำมันเพราะกลัวเสียคะแนนนิยม แถมยังมีโครงการประชานิยมแจกอาหารกลางวันฟรีอีกเกือบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ค้ำคออยู่
(แต่จริงๆ อินโดนีเซียก็ได้ประโยชน์จากราคาถ่านหิน น้ำมันปาล์ม และนิกเกิลที่พุ่งขึ้นพร้อมกันนะครับ)
เมื่อธนาคารกลางติดกับดัก "Impossible Trinity" (Policy Trilemma):

ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกลางไม่สามารถทำ 3 สิ่งนี้พร้อมกันได้ คือ (1) กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนให้คงที่ (2) ให้เงินทุนเคลื่อนย้ายเสรี และ (3) ดำเนินนโยบายการเงินเป็นอิสระเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ
เมื่ออินโดนีเซียเปิดให้เงินทุนเคลื่อนย้ายเสรี แต่เกิดวิกฤตศรัทธาจนเงินทุนไหลออก ธนาคารกลางจึงติดกับดักอย่างรุนแรง ถ้าอยากรักษาค่าเงินให้มีเสถียรภาพ ก็จำเป็นต้องยอม "แลก" ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยและเสียทุนสำรองไปกับการแทรกแซงค่าเงิน ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยนี้เองที่เป็นการเหยียบเบรกฝั่งเศรษฐกิจในบ้านและทุบตลาดหุ้นให้พังลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ชนวนซ้ำเติมจากหน่วยงานรัฐใหม่อย่าง "Danantara":
สิ่งที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติ "หมดความอดทน" และสับสนมากที่สุด คือการจัดตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งและหน่วยงานรัฐใหม่อย่าง Danantara (DSI) ที่รัฐบาลดึงดันจะเข้ามาควบคุมและจัดระเบียบการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์หลัก (เช่น ถ่านหิน, น้ำมันปาล์ม) โดยบังคับให้เอกชนรายงานธุรกรรมและแทรกแซงกลไกตลาด

ตลาดมองว่านี่คือการเพิ่มความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย (Policy Uncertainty) บิดเบือนการแข่งขัน และสะท้อนปัญหาด้านธรรมาภิบาล (Governance) จน Moody's ต้องออกโรงหั่น Outlook ของหน่วยงานนี้เป็นลบตามรัฐบาล และดัชนีระดับโลกอย่าง MSCI สั่งชะลอการรวมหุ้นอินโดนีเซียเพิ่ม

นอกจากนี้ดุลบัญชีเดินสะพัดอินโดนีเซียยังติดลบ ยิ่งทำให้ต้องพึ่งพาเงินทุนต่างชาติ แต่ไม่สามารถที่จะควบคุมวินัยตัวเอง (รัดเข็มขัด) เพื่อดึงดูดเงินทุนนั้นกลับมาได้

มองกลับมาที่ "ประเทศไทย": เราปลอดภัยกว่าจริง...แต่ห้ามประมาท!
หากดูตัวเลขผิวเผิน ตอนนี้ฐานะทางการเงินภายนอกของไทยดูปลอดภัยกว่าอินโดนีเซียพอควร (เพราะเศรษฐกิจโตช้า) เงินเฟ้อเราไม่สูง ไม่ได้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเยอะมาก ทุนสำรองเรายังหนา และโครงสร้างพื้นฐานเรายังไม่อ่อนแอเท่าเขา

แต่... เรื่องแบบนี้ก็สามารถเกิดกับประเทศไทยได้ในพริบตา ถ้าเราขาดความระมัดระวัง!

บทเรียนราคาแพงจากเพื่อนบ้านสอนเราอย่างตรงไปตรงมาว่า "ตลาดทุนและเจ้าหนี้โลกไม่มีวันปรานีใคร"
ถ้าในอนาคต รัฐบาลไทยใช้นโยบายเศรษฐกิจในลักษณะ "ประชานิยม" ที่เน้นการแจก การอุดหนุนระยะสั้น หรือการเปลี่ยนกติกาทางเศรษฐกิจตามใจชอบเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง โดยไม่เกรงใจวินัยการเงินการคลัง และไม่ได้สร้างความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริง...

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนนี้เราเริ่มมีสัญญาณเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่เริ่มลดน้อยลง ยิ่งต้องดูดีๆ และเราพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเยอะ ไม่มี Commodity Export ที่มา Offset ราคาน้ำมัน และยังมีประเด็นการค้าที่มาทำให้ต้องปวดหัวอีก

คำว่า "Trust, Confidence, and Stability" (ความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจ และเสถียรภาพ) เป็นสิ่งที่สร้างยากมาก ต้องใช้เวลาสั่งสมสร้างกันมาเป็นทศวรรษ แต่เวลาที่ตลาดตัดสินใจลงโทษเพื่อทำลายความเชื่อมั่นนั้น มันใช้เวลาทุบหุ้นและเทขายค่าเงินเพียงไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น

เมื่อไหร่ที่ต่างชาติตัดสินใจสะบัดบ็อบหนี และสถาบันจัดอันดับเครดิตหั่น rating อีก ต่อให้รัฐบาลจะงัดนโยบายสวยหรูแค่ไหนมาฉุด ตลาดก็อาจจะไม่ฟังเราอีกก็ได้

อย่ารอให้พายุพัดมากระหน่ำหลังคาบ้านเรา แล้วค่อยมาคิดได้ว่า "วินัยทางการคลัง" และ "ความน่าเชื่อถือของนโยบาย" สำคัญแค่ไหนครับ

https://www.facebook.com/lpipat/posts/10164408596595700



วันอาทิตย์, มิถุนายน 07, 2569

“แม้จะโดนเปิดโปงแทบทุกด้านของความน่าสงสัย” โครงการ TH-AI Passport มูลค่า ๑,๖๒๑ ล้าน ก็ได้แรงหนุนจาก ‘ซูเปอร์โพล’ ท่วมท้น ๘๕-๙๑%

อ๊ะ มาเชียว ตอนที่รัฐมนตรี ลูกเทพ กำลังจะไปไม่เป็นเมื่อเสนอโครงการเอไอมูลค่ากว่า ๑,๖๐๐ ล้าน แล้วโดนฝ่ายค้านเบรคว่าทำไมต้องใช้เงินมหาศาลแจกเอไอประชาชนแค่ ๕ ล้านคน ขณะที่มหิดลเปิดสอนฟรีใครจะเรียนก็ได้

โครงการ TH-AI Passport มูลค่า ๑,๖๒๑ ล้านบาท ของ ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัล คนที่ชอบพูดใช้ศัพท์อังกฤษปนไทย เพราะอยู่อังกฤษนาน ๑๗ ปี เนื่องจากเรียนไม่จบซักที “แม้จะโดนเปิดโปงแทบทุกด้านของความน่าสงสัย”

ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย “เนวิน ชิดชอบ ก็เริ่มพลิกเกมสู้” ตามที่ หนุ่มเมืองจันท์สรกล อดุลยานนท์ เล่าขานว่า “ตอนนี้เอเจนซี่เริ่มติดต่ออินฟลูเอนเซอร์ด้านไอทีแล้วว่า ให้มาสนับสนุนโครงการ TH-AI Passport  ซึ่งส่วนใหญ๋ปฏิเสธ”

จึงช่างบังเอิญ โพลของมหาวิทยาลัยเอแบคออกมาพอดี ให้รองโฆษกทำเนียบรัฐบาลออกมาป่าวประกาศว่า ไม่ว่าจะดูกันแง่ไหนมุมไหน ได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาชนอย่างสูง ตังแต่ ๘๕% ถึงเกือบ ๙๒% และโดยรวม ๖๓.๗% เห็นด้วย

ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกฯ แจงละเอียดยิบยับ “ไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี แต่เป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประชากรไทยมีศักยภาพในการแข่งขันบนเวทีโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน”

Thanapol Eawsakul อ้างถึงกรณี ฌอน บูรณะหิรัญ ที่เคยเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ชื่อดัง แต่ไป รับงาน โปรโมทให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในคลิปปลูกป่าภายใต้กิจกรรม Climate Festival @North” ทำให้ชีวิตพลิกผัน “fall from grace

อย่างไรก็ดีโพลที่เคยเป็นตัวช่วยของรัฐบาล คสช.ในอดีต คราวนี้ไม่พลาดสำรวจเรื่อง “ความต้องการ AI ของประชาชน” ประกบมาด้วยว่า “ประชาชนร้อยละ ๙๑.๒ มีความรู้ความเข้าใจหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI” เป้นอย่างดี

แถมมีถึง “๗๒.๕% ที่เคยนำ AI มาประยุกต์ใช้ในวิถีชีวิตประจำวัน ทั้งในด้านการเรียน การทำงาน และการประกอบอาชีพ” เท่ากับบอกว่าประเทศไทยยุคนี้ “ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานความรู้อย่างเป็นรูปธรรม” เลยเชียว

(https://www.facebook.com/thestandardth/posts/37E4Z1386J7, https://thestandard.co/sean-buranahiran-life-coach และ https://www.youtube.com/watch?v=aIQvVcrPtvk) 

ไอร์แลนด์เพิ่งทำให้สิ่งที่หลายประเทศไม่กล้าแม้แต่จะหยิบยกมาถกเถียงกลายเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการ: การจ่ายเงินให้ศิลปินเพื่อให้พวกเขาสร้างสรรค์ผลงานได้โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันจากการเอาตัวรอดเพียงอย่างเดียว

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1002026462516926&set=a.749457127773862

บวก
June 1
·
ไอร์แลนด์เพิ่งทำให้สิ่งที่หลายประเทศไม่กล้าแม้แต่จะหยิบยกมาถกเถียงกลายเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการ: การจ่ายเงินให้ศิลปินเพื่อให้พวกเขาสร้างสรรค์ผลงานได้โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันจากการเอาตัวรอดเพียงอย่างเดียว โครงการ Basic Income for the Arts เริ่มต้นในฐานะโครงการนำร่องเมื่อปี 2022 โดยมอบเงิน 325 ยูโรต่อสัปดาห์ให้แก่ศิลปินที่ได้รับคัดเลือก โดยไม่เรียกร้องสิ่งใดตอบแทน ผลลัพธ์น่าประทับใจอย่างยิ่งจนในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 รัฐบาลได้เปลี่ยนให้เป็นนโยบายถาวร เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน 2026 ผู้ได้รับสิทธิ์รายใหม่ 2,000 คนจะได้รับเงินประมาณ 1,300 ยูโรต่อเดือนเป็นเวลา 3 ปี และวงรอบนี้จะได้รับการต่ออายุ เพื่อให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานจำนวนมากขึ้นสามารถเข้าถึงได้เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยเหตุนี้ ไอร์แลนด์จึงกลายเป็นประเทศแรกในโลกที่สถาปนาระบบรายได้พื้นฐานสำหรับภาควัฒนธรรมโดยเฉพาะ โดยเดิมพันกับแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง: สังคมที่ไม่สามารถค้ำจุนศิลปินของตนได้ ท้ายที่สุดก็ย่อมสูญเสียอัตลักษณ์ของตัวเองไป

อ่านเพิ่มเติมที่นี่:
https://www.upsocl.com/th/รัฐบาลไอร์แลนด์-จะจ่าย-1-300/




ถ้าไม่มีพระแท้เหลืออยู่ เราควรทำบุญกับใคร? พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องนี้ไว้อย่างไรในพระไตรปิฎก?


ถ้าไม่มีพระแท้เหลืออยู่ เราควรทำบุญกับใคร? 2026-06-01

เพื่อนเสียงธรรม

https://www.youtube.com/watch?v=lmwGGV8iYMc


การที่พรรคปชน.เปิดตัวคุณสุรพลสร้างประเด็นเรื่องแนวร่วม หากพูดกันจริงๆแล้วประเด็นที่ใกล้เคียงกับปัญหาในสังคมไทยมากกว่าคือประเด็นดังภาพข้างล่าง - อำนาจที่แท้จริง ดำรงอยู่ที่ไหน? 🗳️ ที่คูหาเลือกตั้ง 🏛️ ภายในสถาบันต่างๆ หรือ 💰 อยู่กับผู้ที่มีอิทธิพลเหนือทั้งสองสิ่งนั้น


Ponchai Ponkul
19 hours ago
·
ทำไมช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเราจึงเลือกคุยประเด็นแนวร่วม เหมา ทร้อตสกี้อะไรแบบนี้ ก็เพราะว่า พรรคปชน.เปิดตัวคุณสุรพลจึงสร้างประเด็นขึ้น

พูดกันจริงๆแล้วประเด็นที่ใกล้เคียงกับปัญหาในสังคมไทยมากกว่าคือประเด็นดังภาพข้างล่าง
-อำนาจการปกครองมาจากการหย่อนบัตรเลือกตั้ง
-อำนาจมาจากสถาบันทางการเมืองต่างๆที่มีอยู่แล้ว
-ใครเป็นผู้ควบคุมอำนาจทั้งสองนี้……(รายละเอียดอยู่ในคอมเมนต์)

สิ่งที่ผมอยากบอกในโพสต์นี้คือว่า ในโลกโซเชี่ยลมันมีประเด็นให้คุยทุกวัน ประเด็นต่างๆแบบเรื่องของคุณสุรพลนั้น มันมาแล้วมันก็ไป #แต่ในทางการเมืองนั้นมันจะมีเพียงไม่กี่ประเด็นเท่านั้นที่สำคัญมากๆ(Crucial)ชนิดที่เราหลงลืมไม่ได้ ถ้าเรื่องของคุณสุรพลถูกโยงเข้ากับคำถามแบบของสตาลิน การถกกันจะจบลงแบบหนังคนละม้วน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1690908525281914&set=a.154723298900452
.....

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1690908525281914&set=a.154723298900452

Thinkandexist
Yesterday
·
Title: Democracy or Spectacle? — Twain vs Stalin
Hook:
Who really governs society...
the voters,
or the people nobody voted for?
---
Two Realities:
Elections → participation → legitimacy
Institutions → influence → power
---
Insight:
Twain's skepticism points toward
a timeless political question:
How much power does a ballot
actually give to ordinary citizens?
---
Stalin's darker observation suggests
that visible politics may be only
the surface of power,
while crucial decisions are made
far from public scrutiny.
---
Tension:
Representation
vs
Control
---
Reality Check:
Citizens see campaigns.
They rarely see negotiations.
---
Punchline:
The public chooses the actors.
The question is who writes the script.
---
Question to Thinkers:
Where does real power
usually reside?
At the ballot box.
Inside institutions.
With those who influence both.
---

Google Translate ช่วยแปล

หัวข้อ: ประชาธิปไตย หรือแค่ฉากหน้า? — มุมมองของ Twain ปะทะ Stalin
เกริ่นนำ:

ใครกันแน่ที่เป็นผู้ปกครองสังคม...
เหล่าผู้ลงคะแนนเสียง,
หรือกลุ่มคนที่ไม่มีใครเคยเลือกเข้ามา?
---
สองความเป็นจริง:

การเลือกตั้ง → การมีส่วนร่วม → ความชอบธรรม
สถาบันต่างๆ → อิทธิพล → อำนาจ
---
มุมมองที่น่าสนใจ:

ความกังขาของ Twain ชี้ให้เห็นถึง
คำถามทางการเมืองที่ยังคงร่วมสมัยเสมอ:
บัตรเลือกตั้งมอบอำนาจให้แก่ประชาชนทั่วไป
ได้มากน้อยเพียงใดกันแน่?
---
มุมมองที่มืดมนกว่าของ Stalin ชี้ว่า
การเมืองที่ปรากฏแก่สายตาอาจเป็นเพียง
ฉากหน้าของอำนาจเท่านั้น
ในขณะที่การตัดสินใจสำคัญต่างๆ กลับเกิดขึ้น
ในพื้นที่ที่ห่างไกลจากการตรวจสอบของสาธารณชน
---
ความขัดแย้ง:

การเป็นตัวแทน
ปะทะ
การควบคุม
---
สำรวจความเป็นจริง:

ประชาชนเห็นภาพการหาเสียง
แต่แทบไม่เคยเห็นภาพการเจรจาต่อรอง
---

ประเด็นสำคัญ:

สาธารณชนเป็นผู้เลือกตัวแสดง
แต่คำถามคือ ใครกันที่เป็นคนเขียนบท
---

คำถามชวนคิด:

โดยปกติแล้ว อำนาจที่แท้จริง
ดำรงอยู่ที่ไหน?
🗳️ ที่คูหาเลือกตั้ง
🏛️ ภายในสถาบันต่างๆ
💰 อยู่กับผู้ที่มีอิทธิพลเหนือทั้งสองสิ่งนั้น


ใครคือมารดาผู้ลึกลับของ คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือคนปัจจุบัน และเหตุใดเขาจึงไม่เคยพูดถึงเธอเลยตลอดเกือบ 15 ปีที่เป็นผู้นำสูงสุด

https://www.facebook.com/reel/4135157650078495
.....

มารดาผู้ลึกลับของ คิม จอง-อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือคนปัจจุบันมีนามว่า "โก ยง-ฮี" (Ko Yong-hui) เธอเป็นอดีตนักเต้นของคณะศิลปะมันซูแด (Mansudae Art Troupe) และเป็นภรรยา (หรือภรรยาลับ) คนโปรดของ คิม จอง-อิล อดีตผู้นำรุ่นที่สอง โดยเธอเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2004 (พ.ศ. 2547) ด้วยโรคมะเร็งเต้านมที่กรุงปารีส ก่อนที่ คิม จอง-อึน จะขึ้นสู่อำนาจ

แม้เธอจะเป็นถึงมารดาของผู้นำสูงสุด แต่ตลอดระยะเวลาเกือบ 15 ปีในการปกครองของ คิม จอง-อึน ทางการเกาหลีเหนือไม่เคยระบุชื่อ "โก ยง-ฮี" ออกสื่อสาธารณะเลยแม้แต่ครั้งเดียว และคิม จอง-อึน ก็หลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงชื่อหรือความเป็นมาของแม่ตนเองต่อหน้าประชาชน
เหตุใด คิม จอง-อึน จึงต้องปิดบังตัวตนของมารดา?

ความลึกลับนี้ไม่ได้เกิดจากความไม่กตัญญู แต่เป็นเพราะ "ภูมิหลัง" ของ โก ยง-ฮี ถือเป็น "จุดอ่อนร้ายแรงทางแถลงการณ์การเมือง" ที่อาจสั่นคลอนความชอบธรรมในการครองอำนาจของราชวงศ์คิมได้ โดยมีสาเหตุหลัก 3 ประการ ดังนี้ครับ

1. สายเลือด "ไซนิชิ" (Zainichi) และบ้านเกิดที่ประเทศญี่ปุ่น

โก ยง-ฮี เกิดที่เมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ในปี 1952 ครอบครัวของเธอเป็นชาวเกาหลีที่อพยพไปอยู่ในญี่ปุ่น (เรียกว่าชาวไซนิชิ) ก่อนที่พ่อของเธอจะพาครอบครัวย้ายกลับมายังเกาหลีเหนือในช่วงทศวรรษ 1960 ผ่านโครงการอพยพย้ายถิ่นฐาน

ทำไมเรื่องนี้จึงเป็นปัญหา? อุดมการณ์รัฐของเกาหลีเหนือถูกสร้างขึ้นบนรากฐานของการ "ต่อต้านจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น" อย่างรุนแรง ลัทธิบูชาตัวบุคคลของเกาหลีเหนือเน้นย้ำว่าราชวงศ์คิมสืบเชื้อสายมาจากนักรบกู้ชาติที่ต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่นบนภูเขาเพ็กตู (Baekdu Bloodline) การที่มารดาของผู้นำสูงสุดเกิดในประเทศศัตรูหมายเลขหนึ่ง แถมพ่อของเธอยังเคยทำงานในโรงงานเย็บผ้าที่ส่งกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ในระบบโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ

2. สถานะทางชนชั้นล่างสุด (Songbun)

ในเกาหลีเหนือ มีระบบแบ่งแยกชนชั้นที่เรียกว่า "ซองบุน" (Songbun) ซึ่งประเมินจากความภักดีของบรรพบุรุษ กลุ่มชาวเกาหลีที่ย้ายกลับมาจากญี่ปุ่นมักถูกจัดให้อยู่ในชนชั้นล่างสุด หรือ "ชนชั้นที่ต้องเฝ้าระวัง" (Hostile/Wavering Class) เนื่องจากรัฐระแวงว่าพวกเขาอาจรับอิทธิพลจากทุนนิยมหรือเป็นสายลับให้ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้

หากประชาชนรู้ว่ามารดาของผู้นำสูงสุดมาจากชนชั้นล่างสุดนี้ ระบบซองบุนที่รัฐใช้ควบคุมประชาชนจะขาดความน่าเชื่อถือทันที

3. สถานะ "ภรรยาลับ" ที่ไม่ได้แต่งงานอย่างเป็นทางการ

โก ยง-ฮี ไม่เคยเข้าพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการกับ คิม จอง-อิล (เนื่องจาก คิม จอง-อิล มีภรรยาแต่งตั้งอยู่แล้วคือ คิม ยอง-ซุก และมีผู้หญิงคนอื่น ๆ ก่อนหน้า) สถานะของเธอจึงเป็นเหมือนภรรยาลับที่ คิม จอง-อิล โปรดปรานมากที่สุด การเปิดเผยเรื่องนี้จะทำให้ภาพลักษณ์ความบริสุทธิ์ผุดผ่องของครอบครัวผู้นำตามกรอบศีลธรรมอันเข้มงวดของเกาหลีเหนือต้องมัวหมอง

การยกย่องแบบ "ไร้ชื่อ" (The Anonymous Mother)

แม้ คิม จอง-อึน จะไม่สามารถเอ่ยชื่อแม่ของตัวเองตรง ๆ ได้ แต่ในทางลับ เขาก็พยายามสร้างความชอบธรรมให้เธอภายในหมู่ชนชั้นนำระดับสูง โดยในอดีตเคยมีการสร้างภาพยนตร์สารคดีภายใน (Internal Documentary) ชื่อว่า "มารดาแห่งเกาหลีซองอุนผู้ยิ่งใหญ่" (Mother of Great Songun Korea) เพื่อฉายให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของพรรคแรงงานดูเท่านั้น

ในสารคดีนั้น เธอจะถูกเรียกด้วยคำยกย่องอย่างสูงส่ง เช่น:

"มารดาผู้เป็นที่เคารพรัก ผู้เป็นข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ที่สุดของท่านผู้นำ"

"มารดาแห่งเปียงยาง"

⚠️ การเซ็นเซอร์ตัวเอง: แม้แต่สารคดีภายในชิ้นนี้ ต่อมาก็มีรายงานว่าถูกสั่งเก็บและจำกัดการเข้าถึงอย่างเข้มงวด เพราะรัฐบาลเกาหลีเหนือตระหนักดีว่า ยิ่งพยายามยกย่องเธอมากเท่าไหร่ ประชาชนก็อาจจะยิ่งขุดคุ้ยหาอดีตของเธอมากขึ้นเท่านั้น

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมตลอด 15 ปีของการเป็นผู้นำ คิม จอง-อึน จึงเลือกที่จะเชิดชู "คิม จู-แอ" ลูกสาวของเขาออกสื่ออย่างอบอุ่นและเปิดเผย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ผู้นำที่เป็นพ่อคนและสร้างสายเลือดใหม่ที่ไร้รอยตำหนิ แทนที่จะพูดถึงเรื่องราวของ โก ยง-ฮี มารดาบังเกิดเกล้าของตนเองครับ



เรื่องที่เกี่ยวกับเด็กเวียดนาม ทำไม เด็กเวียดนาม รวมทั้ง เด็กสิงคโปร์ เด็กมาเลเซีย เด็กเยอรมัน เด็กอินเดีย ถึง “โดดเด่น” กว่าเด็กไทยยุคใหม่มาก เห็นแล้วน่าเป็นห่วงเด็กไทย


โต๊ะป้าศรี CH Table
18 hours ago
·
เมื่อบ่ายวันนี้ได้สัมภาษณ์คนเวียดนามคนนึงที่อยากเข้ามาร่วมงานบริษัทผม

เกริ่นก่อนว่าระดับที่รับเข้างาน เป็น junior manager น้องอายุพึ่ง 30 ปี ประสบการณ์การทำงานผมไม่ขออะไรมาก พื้นฐานการศึกษาธรรมดาๆ ผมว่าอาจยังสู้จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ มอ. มช. มข. ไม่ได้เลย

หลังสัมภาษณ์เสร็จ ผมห่วงเด็กไทยครับ

น้องเป็นคนไม่กี่คน ในรอบหลายปีที่ผมและหุ้นส่วนสัมภาษณ์เสร็จแล้ว แล้วคุยกันว่า “รับได้เลย”

น้องทำงานในบริษัทไทยมาก่อน พัฒนาตัวเองจาก “ล่าม”ภาษาเวียดนาม
จากนั้นกระโดดเจ้าสู่งาน IT บริษัทหลายพันล้านในไทย
ผมถามว่าทำไมอยู่ๆมาทำงาน IT ในบริษัทใหญ่ในไทยได้ คำตอบคือ “เรียนเอง” เพราะเป็นการ “สร้างมูลค่าเพิ่ม” ให้ตัวเอง
ถามว่าเรียนจากไหน น้องตอบว่า “Google” และ “ร้านนายอินทร์” ครับ
น้องบอกว่า เงินน้อย ก็ต้องหาทางแบบนี้ ไม่เห็นยาก

หุ้นส่วนผมเลยลองของ ถาม basic coding
น้องตอบได้หมด แปลว่าไม่ได้โม้

Scope งานน้องในตำแหน่งสุดท้ายคือดูแล และแก้ปัญหาให้ลูกค้า 24 ชั่วโมง
ปกติเลิกงาน 1 ทุ่ม แต่ส่วนใหญ่เริ่มงานอีกที “เที่ยงคืน!!”
“ผมชอบดูความเรียบร้อยให้ลูกค้า นายไม่ได้สั่ง แต่มันคือหน้าที่ ไม่งั้นนอนไม่ลงครับ”

น้องกำลังจะออกจากงานเดิมเดือนตุลาคมนี้ เพราะพิษโควิด จึงโดน layoff พร้อมๆกับทีมอีกนับสิบคน
ในขณะที่น้องหางานใหม่ น้องกำลัง “เตรียมตัวตกงานแบบมีการวางแผน” ครับ
น้องกำลังเริ่มกิจการ “ก๋วยเตี๋ยว” “ออกแบบสติ๊กเกอร์” และ “ส่งน้ำ” ไปพร้อมๆกันตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม

ทำเลย แล้วก็หางานทำไปด้วย แทนที่จะรอโชคชะตา
ถ้ายังหางานใหม่ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็มีรายได้บ้าง

น้องบอกว่าทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน และเอาเวลาอีก 1 วัน ไปหาความรู้เพิ่ม

ผมเลยลองภูมิการจะเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว โดยบอกว่าถ้าพี่ให้เงิน 100,000 บาท จะเอาไปทำอะไร?

ผมเคยถามคำถามนี้เด็กไทย
เด็กไทยตอบว่า “ไม่พอ” เพราะแค่ยิง ad ก็ไม่พอแล้วพี่ นี่พี่คิดจะไม่ลงทุนเลยเหรอ?

แต่น้องเวียดนามไม่!!
น้องบอกว่า 100,000 บาทพอ แล้วแจงต้นทุน การหาของราคาถูก การวางแผนรับความเสี่ยง 6 เดือน

ส่วนกิจการส่งน้ำ น้องเริ่มได้ 1 เดือนแล้ว กำลังเริ่มมีกำไร!!
น้องสังเกตคนไทยไม่ชอบเหนื่อยแบกน้ำหนักๆ
น้องเลยทำ water delivery ในบริเวณที่เจ้าใหญ่ๆเข้าไม่ถึง
น้องตื่นตี 4 เดินสำรวจละแวกบ้านน้องตลอดหลายตารางกิโลเมตร แล้วกลับบ้าน 2-3 ทุ่ม
นั่งคุยกับ Grab คุย Line Man จนทะลุ
อาทิตย์แรกน้องส่งน้ำได้วันละ 60 ขวด
หลังจากอาทิตย์ที่ 2 น้องส่งน้ำได้วันละ 2,000 ขวด และกำลังเพิ่มขึ้น
จากนี้น้องจะรับออร์เดอร์อื่นให้ลูกค้าน้ำ

ผมถามตรงๆ กำไรอยู่ได้มั้ย
คำตอบคือกำไรวันละไม่กี่ร้อยบาท เพราะน้องต้องแบ่งให้ Grab ด้วย
แต่ “ดีกว่าไม่มีรายได้นะพี่”
และกำไรผม จะตามมาหลังผมเพิ่มสินค้าเข้าไป
“เพราะผมมี data ลูกค้าแล้ว”

สุดท้าย ออฟฟิศผมอยู่แถวอโศก
พึ่งทราบว่าน้องอยู่ปทุมธานี
ผมถามว่ามาทำงานไหวมั้ย
น้องตอบทันที ว่าการเดินทางไม่ใช่อุปสรรค
ที่ทำงานที่ไทยแห่งที่ 2 ก็อยู่หัวหมาก ผมบิดมอเตอร์ไซค์เลาะเส้นลำลูกกามา
ถ้ามาอโศก ผมจะมาทางวิภาวดี แล้วมาเข้ารัชดาภิเษก
ตื่นตี 4 ครึ่ง 7 โมงกว่าๆก็ถึงแล้วครับ
ผมเลยเบรคว่าไม่เป็นไร ใจเย็นๆ ของผมให้เข้างาน 9 โมงเช้า 5555

มีอีกเยอะครับ ที่อยากเล่า
แต่จะสรุปให้ฟังว่า
ตัวอย่างน้องเวียดนามคนนี้ กำลังสะท้อนอะไร?

ผมทำงานมากับคนหลายชาติ
เด็กเวียดนามคนนี้ไม่ได้เด่นกว่าเด็กจีน เด็กสิงคโปร์ เด็กมาเลเซีย เด็กเยอรมัน เด็กอินเดีย
แต่เค้า “โดดเด่น” กว่าเด็กไทยยุคใหม่มาก

แล้วถ้าเด็กไทยไม่ปรับตัว ยังรักสบาย ยัง sensitive ยังเปราะบาง ยังอยากจิบกาแฟชิลล์ๆแต่อยากได้มือถือแพง รถสวย วันนึงคนเวียดนามจะมาเป็นนายเด็กไทย
แล้วถ้าเมืองไทยไม่ปรับตัว นักการเมือง ข้าราชการยังไร้ประสิทธิภาพแบบนี้ เวียดนามจะแซงเราในอีกไม่กี่ปี

บทความ: จากผู้ใหญ่คนหนึ่ง
ซึ่งมีประสบการณ์ ในการทำงานมากกว่า 60 ปี

*เป็นเรื่องเล่าและความคิดเห็นส่วนบุคคล*

ที่มา: ชมรมผู้เชี่ยวชาญชีวิต

FB: โต๊ะป้าศรี CH Table

ผู้เขียนเล่าเรื่อง บทความแค่การตั้งชื่อบทความว่า “แกล้งฆ่าพ่อแม่ให้ตรอมใจตาย” ซึ่งมาจากพระราชหัตถเลขาของร. 5 แต่กลับถูกขู่ ถูกเตือนว่าจะหมิ่นกม. 112 นี้ จนกองบก.ขอให้ตัดวลีนี้ออก (ของคุณผู้เขียนที่บอกเล่าถึง พิษของ 112 ต่องานวิชาการ)

 
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=122103213447348596&id=61590457898374

สุรเชษ์ฐ สุขลาภกิจ
Yesterday
·
ไร้ชื่อเรื่อง

บทความของผมเรื่องนี้ (ภาพขวา) เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา. เดิมทีมันใช้ชื่อว่า “‘แกล้งฆ่าพ่อแม่ให้ตรอมใจตาย’: ความสัมพันธ์แบบพ่อ-ลูกชายระหว่างพระจุลจอมเกล้าฯ กับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ พ.ศ. 2439–2453” (ภาพซ้าย).

หลังจากเผยแพร่ได้ไม่กี่วัน, กองบรรณาธิการของวารสารติดต่อมาและแจ้งให้ผมทราบว่า บทความถูกแชร์ไปและมีผู้โพสต์แสดงความเห็นทำนองให้ระวัง ม.112. ผมเข้าใจว่าความเห็นนี้เป็นอะไรที่เขียนในเชิงทีเล่นทีจริงเพื่อยั่วล้อความไม่สมเหตุสมผลของ ม.112 เสียมากกว่า. และที่ผมแน่ใจแบบแน่ยิ่งกว่าแช่แป้งก็คือ บทความนี้ไม่มีอะไรที่จะเข้าข่ายความผิดตาม ม.112 แม้แต่เศษเสี้ยวธุลีดินใดๆ. แต่ก็นั่นแหละ... อย่างที่เรารู้กัน, ม.112 มักถูกใช้อย่างล้นเกินและเกินความไปจากตัวบทของมัน และมันได้หล่อหลอมให้เกิดวัฒนธรรมความกลัวไปก่อนและบังคับให้เราต่างต้องระวังตัวขึ้นมา.

กองบรรณาธิการ, ซึ่งเป็นกังวลว่าจะเกิดปัญหาใดๆ ตามมา, จึงปรึกษากับผมทางโทรศัพท์เมื่อเช้านี้เพื่อหาทางแก้ไขชื่อหลักของบทความ ซึ่งเป็นส่วนที่ดูน่าจะเป็นปัญหา.

ชื่อหลักของบทความคือ “แกล้งฆ่าพ่อแม่ให้ตรอมใจตาย”. ประโยคนี้มาจากไหน? ประโยคนี้มาจากข้อความในจดหมาย (หรือ “พระราชหัตถเลขา” ถ้าปรารถนาจะใช้ราชาศัพท์) ที่พระจุลจอมเกล้าฯ เขียนถึงเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ลงวันที่ 8 พฤษภาคม ร.ศ. 120 (พ.ศ. 2444). ในจดหมายฉบับนี้ พระจุลจอมเกล้าฯ กำลังกำชับไม่ให้ผู้เป็นลูก “ไปเอาฝรั่งเข้ามา” หลังจากได้รับรายงานว่า เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ, ซึ่งตอนนั้นเรียนอยู่ที่รัสเซีย, กำลัง “ชอบพอกับผู้หญิงลครนางหนึ่ง”. แน่นอนว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นฝรั่ง และราชสำนักยอมรับไม่ได้.

คิดดูทีเถิดท่านผู้ทรงปัญญาและมีวิจารณญาณทั้งหลายว่ามันมีอะไรที่ชวนให้เข้าข่าย ม.112 ตรงไหน และจะมีใครอุตริไปฟ้องให้รกโรงรกศาล!!!

แต่กระนั้น เมื่อกองบรรณาธิการปรึกษากับผมว่าควรจะแก้ชื่อของบทความอย่างไรดีเพื่อตัดปัญหา, ถึงผมไม่อยากตัดชื่อหลัก “แกล้งฆ่าพ่อแม่ให้ตรอมใจตาย” ทิ้ง และไม่เห็นว่ามันเป็นปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น, แต่นั่นแหละ... ผมก็ “ยอมๆ ไป”. ผมยินยอมพร้อมใจให้กองบรรณาธิการตัดชื่อหลักออกไป. ผมขอย้ำนะครับว่า การตัดชื่อหลักออกไปนั้นก็โดยความยินยอมพร้อมใจของผมเอง เพื่อรักษาความสบายอกสบายใจของทางวารสารและหน่วยงานที่เป็นเจ้าของวารสารเอาไว้.

ที่น่าขันและขันขื่นไม่น้อยไปกว่าเรื่อง ม.112 คืออะไร? อะไรคือสิ่งที่ควรเป็นปัญหาหลักๆ ของการตีพิมพ์งานในโลกวิชาการ? คุณภาพของมันไม่ใช่หรือ, ไม่ใช่การต้องมานั่งพะวงและระแวดระวังกับ ม.112 และวัฒนธรรมการเมืองที่พ่วงอยู่กับ ม.112. บทความที่ตีพิมพ์กันทุกวันนี้ในวารสารวิชาการไทยมีทั้งที่คุณภาพยอดเยี่ยม คุณภาพดี คุณภาพพอทนได้ หรือไร้คุณภาพไปเลยก็มีออกถมไป. จำพวกที่ไร้คุณภาพก็ได้รับการเผยแพร่กันอยู่โครมๆ ร่ำๆ ไป, ไม่เห็นมีปัญหาอะไรให้ต้องระแวดระวัง. มันก็น่าเวทนาอยู่หรอก (ไม่รู้ว่าเวทนาตัวเองหรือเวทนาอะไรดี) ที่ต้องมาระแวดระวังกับสิ่งที่ไม่ควรและไม่จำเป็นที่จะต้องระแวดระวังเลย.

ที่เขียนมานี่ไม่ใช่ผมจะบอกว่าบทความของตัวเองมีคุณภาพดีเด่อะไรนะครับ. ไม่เลย! ผมมั่นใจยิ่งกว่ามั่นใจว่ามันไม่ได้มีคุณภาพอะไรหรือยกระดับสติปัญญาอะไรใดๆ ได้ทั้งนั้น, แต่ก็พอจะพิมพ์เผยแพร่เพื่อเอาตัวให้รอดไปได้ตามกฎเกณฑ์การประเมินผลงานในรอบปีหนึ่งๆ ขององค์กรที่เขากรุณาจ้างผมให้เป็นพนักงานอยู่เท่านั้นเอง.

หลังจากได้รับสายจากกองบรรณาธิการและยินยอมพร้อมใจให้ตัดชื่อหลักของบทความออก, ผมก็นั่งเซ็งไปพักหนึ่งไม่เกิน 10 นาที. จากนั้นก็ไปกินน้ำเปล่า 1 แก้ว ตามด้วยข้าวมื้อแรกของวัน ชงกาแฟ และใช้ชีวิตไปตามปกติในสังคมที่แสนจะไร้ความปกติมานานโข. เราจะทำอะไรไปมากกว่านี้เล่า!!! ว่าแล้วก็หวนกลับไปคิดถึงการชุมนุมเรียกร้องให้ปฏิรูปอะไรบางอย่างในปี 63. เอ! หรือมันไม่เคยเกิดขึ้นจริง? หรือเราหลับฝันไป? ดูสิแค่นี้ยังไม่กล้าอ้าปากบอกว่าในปี 63 เขาเรียกร้องให้ปฏิรูปอะไร, แล้วจะมีสติปัญญาไปเรียกร้องอะไรที่ไหน!!!

สุดท้ายก็คิดว่าเปิดเฟซบุ๊กเป็นของตัวเองเพื่อเขียนเล่าเรื่องนี้ดีกว่า. เพื่ออะไรหนะหรือ? เพื่ออะไรก็ไม่รู้... แต่อย่างน้อยที่สุดก็คงทำให้เห็นถึงปัญหาของวัฒนธรรมการเมืองที่พ่วงอยู่กับ ม.112 ได้บ้าง



แรง! นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ “จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐในประเทศนี้ นอกจากต้องพิสูจน์ ‘ความจน’ แล้ว ต้องพิสูจน์ว่า ‘มีลูกอกตัญญู’ ด้วย” (การมีลูกช่วยบ้างไม่ได้รับประกันว่าจะไม่จน และการที่มีลูกช่วยดูแล ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐสามารถถอนตัวจากหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในสภาวะเปราะบางได้)


สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว 
12 hours ago
·
แรง! นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา โพสต์
“จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐในประเทศนี้ นอกจากต้องพิสูจน์ ‘ความจน’ แล้ว ต้องพิสูจน์ว่า ‘มีลูกอกตัญญู’ ด้วย”



https://www.facebook.com/photo/?fbid=1630565641763702&set=a.328293581990921
.....


Norasate Prachyakorn - นรเศรษฐ์ ปรัชญากร

3 hours ago
·
การที่ลูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีบิดามารดาไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่หลุดพ้นจากความยากจนแล้ว แต่เป็นเพียงการยืนยันว่าลูกมีส่วนร่วมในการดูแลพ่อแม่ตามเงื่อนไขของกฎหมายภาษีเท่านั้น

ความหมายเรื่องสิทธิลดหย่อนสำหรับผมคือแค่นี้เองจริงๆ

ปัญหาคือรัฐบาลกำลังนำข้อมูลที่บอกว่า“การมีคนช่วยดูแล”มาสรุปว่าคนคนนั้น“ไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากรัฐอีกต่อไป”

ซึ่งมันเป็นการตีความที่เกินกว่าข้อเท็จจริงครับ

ในสังคมไทยปัจจุบัน ไม่ใช่ลูกทุกคนที่จะมีกำลังเพียงพอในการดูแลพ่อแม่ให้มีคุณภาพชีวิตที่สมควรได้ หลายคนมีรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี แต่ก็ต้องแบกรับค่าครองชีพ ค่าที่อยู่อาศัย ค่าเล่าเรียนบุตร ภาระหนี้สิน และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น การส่งเงินให้พ่อแม่ทุกเดือนอาจเป็นเพียงการช่วยประคับประคองชีวิต ไม่ใช่การทำให้พ่อแม่หลุดพ้นจากความเปราะบางทางเศรษฐกิจ หรือมีคุณภาพชีวิตตามสมควรได้

ยิ่งไปกว่านั้น หากพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายภาษีเอง พ่อแม่ที่จะถูกนำไปใช้ลดหย่อนได้ก็ต้องเป็นผู้ที่มีรายได้ต่ำอยู่แล้ว จึงยิ่งสะท้อนว่าข้อมูลดังกล่าวควรถูกใช้เป็นสัญญาณของความเปราะบาง มากกว่าจะถูกตีความว่าไม่จำเป็นต้องได้รับสวัสดิการอีกต่อไป

ผมเห็นว่ารัฐบาลควรต้องเริ่มมองชีวิตประชาชนในฐานะมนุษย์ให้มากกว่าเป็นตัวเลขในฐานข้อมูล ต้องเริ่มมองชีวิตคนให้เข้าใจถ่องแท้ถึงสภาพความเป็นอยู่ที่ประชาชนต้องเผชิญในแต่ละวัน

รัฐบาลต้องแยกให้ออกระหว่าง “การมีลูกช่วยดูแล” ไม่เท่ากับ “มีคุณภาพชีวิตที่เพียงพอ” เพราะสองเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกันโดยสิ้นเชิงครับ

การมีลูกไม่ได้รับประกันว่าจะไม่จน และการที่มีลูกช่วยดูแล ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐสามารถถอนตัวจากหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุที่อยู่ในสภาวะเปราะบางได้

#มองคนให้เป็นคนมากขึ้นครับ

https://www.facebook.com/photo?fbid=122152356596422911&set=a.122099181380422911




'สรศักดิ์' จี้รัฐบาลวางยุทธศาสตร์รับมือกระบวนการประนอมภาคบังคับ เตือนศึกษาโมเดล ติมอร์-ออสเตรเลีย หวั่นไทยเสียเปรียบเวทีโลก


THE STANDARD

7 hours ago
·
UPDATE :​ 'สรศักดิ์' จี้รัฐบาลวางยุทธศาสตร์รับมือกระบวนการประนอมภาคบังคับ เตือนศึกษาโมเดล ติมอร์-ออสเตรเลีย หวั่นไทยเสียเปรียบเวทีโลก

วันนี้ (6 มิถุนายน) สรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงชี้แจงต่อคณะทูตานุทูตจาก 67 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ ภายหลังจากประเทศกัมพูชาได้ยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)

สรศักดิ์ ระบุว่า ถ้อยแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ระบุว่าฝ่ายไทยมีความมั่นใจและไม่ได้ถูกลากเข้าสู่กระบวนการนั้น อาจเป็นเพียงแนวทางการลดแรงกดดันทางการเมือง เนื่องจากในข้อเท็จจริงทางกฎหมายระหว่างประเทศ คำว่า ภาคบังคับ หมายถึงการที่ประเทศไทยไม่สามารถปฏิเสธกระบวนการดังกล่าวได้ และหากฝ่ายไทยไม่ดำเนินการแต่งตั้งผู้ประนอมภายในกรอบเวลา 21 วัน องค์การสหประชาชาติก็จะมีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนให้แก่ประเทศไทยตามขั้นตอนอยู่ดี

ทั้งนี้ พรรคประชาชนได้ตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลใน 3 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย

⚈ ประเด็นที่ 1 กรอบการเจรจาทวิภาคี การที่ประเทศไทยประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU 44) ฝ่ายเดียว โดยอ้างว่าจะทำการเจรจาภายใต้บริบทใหม่ แต่กลับไม่มีการเสนอกรอบการทำงานที่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้ฝ่ายกัมพูชาสามารถนำไปใช้สร้างความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศ ว่าประเทศไทยเป็นฝ่ายยุติการเจรจาทวิภาคี

⚈ ประเด็นที่ 2 ขอบเขตของกระบวนการประนอม: ข้ออ้างของกระทรวงการต่างประเทศที่ว่ากระบวนการนี้จะจำกัดเฉพาะเรื่องเส้นเขตแดน โดยไม่รวมพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) นั้น ถือเป็นการมองข้ามข้อบัญญัติในอนุสัญญา UNCLOS มาตรา 74(3) และ มาตรา 83(3) ที่กำหนดให้รัฐภาคีต้องพยายามจัดทำความตกลงชั่วคราวที่มีลักษณะปฏิบัติ (Practical Arrangements) ในระหว่างที่ยังไม่สามารถตกลงเรื่องเส้นเขตแดนได้ ซึ่งครอบคลุมถึงแนวทาง JDA

⚈ ประเด็นที่ 3 กรอบระยะเวลาดำเนินงาน: ความเห็นที่ระบุว่ากระบวนการของสหประชาชาติจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี แต่วิธีการเจรจาทวิภาคีอาจเสร็จสิ้นเร็วกว่านั้น ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่รัฐบาลเคยระบุว่า การเจรจาภายใต้ MOU 44 ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้า จึงเกิดคำถามถึงความมั่นใจในการเจรจาแบบไม่มีกรอบการทำงานว่าจะสามารถบรรลุผลได้ภายใน 2 ปีได้อย่างไร

นอกจากนี้ สรศักดิ์ยังได้หยิบยกกรณีข้อพิพาทระหว่างประเทศติมอร์-เลสเตกับประเทศออสเตรเลีย ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศนำมาอ้างอิง โดยระบุว่าแม้ผลลัพธ์ของคณะกรรมการประนอมภาคบังคับจะไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมาย (Non-binding) แต่เนื้อหารายละเอียดของคำตัดสินจะกลายเป็นบรรทัดฐานสากลและสร้างแรงกดดันจากประชาคมโลก จนสกัดกั้นให้ออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศใหญ่ยอมลงนามในข้อตกลงในที่สุด รัฐบาลไทยจึงจำเป็นต้องศึกษาบทเรียนดังกล่าวอย่างละเอียดรอบคอบ

พรรคประชาชนได้แสดงความคาดหวังต่อการที่ประเทศไทยจะต้องส่งรายชื่อนักกฎหมายระหว่างประเทศจำนวน 2 ราย เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ประนอมฝ่ายไทยภายในกรอบเวลา 21 วัน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาคัดเลือกบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในระดับสากล มีความรู้เท่าทันต่อพัฒนาการของกฎหมายทะเลสมัยใหม่ และต้องวางยุทธศาสตร์เชิงรุกทางการทูต เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินในกระบวนการต่อสู้ครั้งนี้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1357165309876142&set=a.586524703606877

.....

เพิ่มเติมจาก Gemini

ประเด็นที่ยกมาเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองระหว่างประเทศที่น่าจับตาอย่างยิ่งครับ โดย นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ในฐานะอดีตนักการทูต) ได้ออกมาแสดงความกังวลและให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทย หลังจากที่ กัมพูชา เริ่มเดินหน้าใช้ "กระบวนการประนอมภาคบังคับ" (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล (OCA) หลังจากที่ไทยมีแนวโน้มจะยกเลิก MOU 44

สรุปสาระสำคัญและข้อเตือนใจที่นายสรศักดิ์ส่งถึงรัฐบาล มีรายละเอียดดังนี้ครับ:

1. คำว่า "ภาคบังคับ" ไทยไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ

นายสรศักดิ์ระบุว่า การที่กระทรวงการต่างประเทศแถลงว่าไทย "ไม่ได้ถูกลากไป แต่ไปด้วยความมั่นใจ" อาจเป็นเพียงการลดแรงกระแทกทางการเมือง เพราะในทางกฎหมายระหว่างประเทศ คำว่าภาคบังคับหมายความว่า ไทยปฏิเสธไม่ได้ และมีกรอบเวลาบังคับภายใน 21 วันที่ไทยต้องส่งรายชื่อนักกฎหมาย 2 คนเพื่อเป็นผู้ประนอมฝ่ายไทย มิฉะนั้นสหประชาชาติ (UN) จะเป็นผู้แต่งตั้งตัวแทนให้เอง

2. บทเรียนจาก "โมเดลติมอร์-เลสเต VS ออสเตรเลีย"

แม้ฝ่ายรัฐบาลจะมองว่าผลลัพธ์จากคณะกรรมการประนอมภาคบังคับจะ ไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมาย (Non-binding) และสุดท้ายก็ต้องกลับมาเจรจาทวิภาคีอยู่ดี แต่นายสรศักดิ์เตือนให้มองโมเดลประวัติศาสตร์ระหว่าง ติมอร์-เลสเต กับ ออสเตรเลีย ให้ลึกซึ้ง:

ผลลัพธ์ในอดีต: แม้ตอนแรกจะไม่มีผลผูกมัด แต่รายงานและแนวทางที่คณะกรรมการฯ ตัดสินออกมา ได้กลายเป็น "บรรทัดฐาน" และสร้าง "แรงกดดันจากสังคมโลก" * บทสรุป: แรงกดดันนั้นบีบให้ออสเตรเลีย (ซึ่งเป็นประเทศใหญ่และได้เปรียบกว่าในตอนแรก) ต้องยอมถอย และยอมลงนามแบ่งผลประโยชน์ด้านพลังงาน (น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ) ให้ติมอร์-เลสเตสูงถึง 70%

ความเสี่ยงของไทย: หากคณะกรรมการประนอมฯ วางแนวทางที่เป็นลบต่อไทย ทั่วโลกจะใช้เกณฑ์นั้นกดดันไทยทันที ทำให้ไทยเสียเปรียบในการเจรจาภายหลัง
3. ข้อสังเกตเชิงยุทธศาสตร์ 3 ประเด็นที่ไทยพลาด

การไร้กรอบทำงาน (Framework): การที่ไทยประกาศยกเลิก MOU 44 โดยไม่มีข้อเสนอหรือกรอบใหม่ที่ชัดเจนไปยื่น ทำให้กัมพูชาฉวยความชอบธรรมในเวทีโลกทันทีว่า ไทยเป็นฝ่ายปิดประตูเจรจา กัมพูชาจึงมีความชอบธรรมที่จะพึ่งกลไกสากล

พื้นที่พัฒนาร่วม (JDA): รัฐบาลไทยพยายามบอกว่ากระบวนการนี้จะจำกัดแค่เรื่อง "เส้นเขตแดน" และไม่ยอมให้กัมพูชาพ่วงเรื่อง "พื้นที่พัฒนาร่วม (JDA)" เข้ามา แต่นายสรศักดิ์ชี้ว่า ตามข้อบท UNCLOS (มาตรา 74 และ 83) ระบุว่าหากยังแบ่งเขตแดนไม่ได้ รัฐภาคีต้องพยายามทำความตกลงชั่วคราว ซึ่งก็คือ JDA ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงได้ยาก

กรอบเวลา 2 ปี: รัฐบาลมองว่ากระบวนการนี้ใช้เวลา 2 ปี คุยกันเองอาจจบเร็วกว่า แต่นายสรศักดิ์แย้งว่า ขนาดมี MOU 44 คุยกันมา 20 กว่าปียังไม่จบ การคุยเองแบบไม่มีกรอบจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะจบได้เร็วกว่า
💡 สิ่งที่พรรคประชาชนจี้ให้รัฐบาลเร่งทำด่วน

คัดสรรนักกฎหมายระดับสากล: ภายใน 21 วันนี้ รัฐบาลต้องเลือกนักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลที่ทันสมัยระดับโลกจริงๆ มาปกป้องผลประโยชน์ชาติ ไม่ใช่เลือกคนที่เน้นทำตามคำสั่งการเมือง

วางยุทธศาสตร์เชิงรุกทางการทูต: อย่าปล่อยให้ประเทศไทยตกเป็นจำเลยในสายตาชาวโลก เพราะการสู้คดีในเวทีสากลต้องใช้งบประมาณมหาศาลและมีผลประโยชน์ของชาติเป็นเดิมพัน

สรุปสั้นๆ: ฝ่ายค้านเตือนว่า "อย่าชะล่าใจว่าผลการประนอมไม่ผูกมัด" เพราะในเวทีโลก แรงกดดันจากข้อมติสากลสามารถเปลี่ยนชาติที่ได้เปรียบให้กลายเป็นเสียเปรียบได้ เหมือนที่ออสเตรเลียเคยพ่ายแพ้เชิงการทูตให้กับติมอร์-เลสเตมาแล้ว