วันพฤหัสบดี, เมษายน 16, 2569

ขบวนการ ‘ไอโอ’ ร่วมด้วยช่วยกันกับแม่ทัพภาค ๔ ถล่ม ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ท่วมอินเตอร์เน็ต ว่าเป็นโฆษกบีอาร์เอ็นบ้าง เป็นนักข่าวโจรบ้าง

บานปลาย และขยายผล ปมกลุ่มคนร้ายใช้อาวุธสงครามดักยิง สส.พรรคประชาชาติ พบว่ารถที่ใช้เป็นพาหนะสังกัด กอ.รมน. พอถูกนักข่าวซัก ผอ.กอ.รมน.ภาคสี่กลับออกอาการกร่าง แถมปิดไมค์ให้ความเห็นส่วนตัว “ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก” 

เท่านั้นไม่พอขบวนการ ไอโอ ร่วมถล่ม ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ท่วมอินเตอร์เน็ต “ทำภาพกราฟิคเขียนข้อความใส่ร้ายเราได้รวดเร็วมาก และเป็นข้อความที่ไปในทิศทางเดียวกันหมด” ว่าผู้ก่อตั้งสำนักข่าวรีพอร์ตเตอร์เป็นโฆษกบีอาร์เอ็นบ้าง เป็นนักข่าวโจรบ้าง

แยม ย้อนอดีตเมื่อกว่าสิบปีก่อน ก็โดนปฏิบัติการโจมตีเช่นนี้มาตลอด ด้วยวิธีการของเพจอวตารที่ใช้ “ซึ่งถ้าจะให้สืบสวนสอบสวนเชิงลึก ค้นหากันไม่ยากเลยว่า เป็นฝีมือใคร...เราจะปล่อยให้ปฏิบัติการ IO ที่ใช้เงินภาษีของประชาชน มาทำร้ายประชาชน” อย่างนี้หรือ

แต่แล้ว พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ ๔ ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค ๔ ส่วนหน้า แทนที่จะแถลงความจริงให้กระจ่างเจตนาของ น.อ.มนตรี โตประเสริฐ นายทหารสังกัด กอ.รมน. ผู้ให้ยืมรถราชการแก่คนร้าย เพื่อนสนิทอดีตเจ้าหน้าที่ทหารด้วยกัน

กลับตอบเลี่ยงบาลีว่าถ้าเป็นปฏิบัติการมืออาชีพ (อย่างตน) จริง “ก็ต้องบรรลุเป้า แต่นี่ผู้เป็นเป้าหมายไม่โดนอะไรสักอย่าง แล้วผายลมต่อไปให้พนักงานสอบสวนสืบเอาเอง อาการถ้อยคำส่อเสียดไหลลื่น ดั่งปากติดเชื้อ diarrhea เช่นนี้มีคนบอกว่า

เหมือนกันหมดในหมู่นายทหารชั้นผู้ใหญ่รุ่นเดียวกันจาก ตท.๒๖ รวมทั้ง ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน การจะหวังให้ความยุติธรรมปรากฏจากกองทัพคงยาก ในขณะที่นายกรัฐมนตรีก็ยังทำหูทวนลม ปล่อยให้เป็นเรื่องของทหารจัดการเอง

ความจำเป็นจึงตกแก่ฝ่ายผู้เสียหาย พรรคประชาชาติต้องไปสืบเสาะหาความจริง ก็พบว่า “แค่บอกว่ายืมรถมาแล้ว ๓ ครั้ง ถ้าได้อ่านคำให้การของคนถูกจับจะตกใจ เพราะมีความพยายามลอบสังหารมาหลายครั้ง ใช้รถคันนี้หลายครั้ง ก่อเหตุไม่ได้ก็เอามาคืนแล้วมาใช้ต่อ”

นายอับดุลเราะมัน มอลอ รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ บอกด้วยว่า “ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกผมว่าเรื่องนี้มีอยู่สองเงื่อนไข ถ้ามุมความมั่นคง นายกมลศักดิ์ถือว่าเป็น VIP ของจังหวัด การก่อเหตุกับ VIP ต้องมี ๒ เหตุผล”

หนึ่ง “ต้องมั่นใจว่าก่อเหตุแล้วจะออกจากนอกพื้นที่ได้ ซึ่งประชาชนทุกคนมั่นใจว่าออกจากที่ก่อเหตุได้เพราะเขาใช้รถของ กอ.รมน.” สอง “กลุ่มที่รับงานนี้ในการก่อเหตุระดมยิง ต้องมั่นใจว่าคนข้างหลังเขามีความยิ่งใหญ่เพียงพอที่จะปิดคดีได้”

ข้อสองนี้แหละสำคัญ “เราต้องหาคนที่สั่งการ” ให้ได้ และ “คนร้ายต้องไม่ลอยนวลพ้นผิด” ถึงเวลานายกฯ ต้องรู้สึกรู้สาแล้วนะ ในเมื่อประชาชนกำลัง “รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยในชีวิต”

(https://www.facebook.com/TheReportersTH/posts/ZtT6JBFd, https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/72MFpiT2N และ https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/TjfDmbzfA)


ความผิดพลาดของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ก็คือการบรรยายสรรพคุณทหารเกินจริง ถ้าทหารลงมือแล้วจะไม่พลาด ความจริง อาจจะกระจอกกว่าที่คิด ลองดูเหตุการณ์เมื่อ 17 ปีที่แล้ว คดีลอบสังหารสนธิ ลิมทองกุล ด้วยอาวุธสงคราม กระสุนกว่า 200 นัด และระเบิดอีกจำนวนมากที่หล่นในพื้นที่

https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/pfbid02722CCtHY9xSRmtAwafSHD6YYmpDfccpoBx7fxZVdCQNmwnDYxJ6pFmahgC5h1MF1l

Thanapol Eawsakul 
7 hours ago
·
ทหารไทยกระจอกกว่าที่คิด
ลอบสังหารสนธิ ลิ้มทองกุลยังไม่สำเร็จเลย
ยังมีหน้ามาคุยอีกว่าคดีลอบสังหาร สส. นราธิวาส พรรคประชาชาติ
"ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ"
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1336309915357707&set=a.534942252161148
..........
บทสัมภาษณ์ของพล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ที่บอกว่าดคี
คดีลอบสังหารกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.เขต 5 จ.นราธิวาส พรรคประชาชาติ นั้นทหารหรือฝ่ายความมั่นคงไม่เกี่ยว
โดยหล่นประโยคสำคัญออกมาว่า
"ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ"

ความคิดดังกลาวนั้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่า
กองทัพมีปฏิบัติการลอบสังหาร/ปฏิบัติการนอกกฎหมายจริง ๆ
และมีมานานแล้ว โดยเฉพาะในจัวหวัดชายแดยภาคใต้
 
ดูได้จากบทสัมภาษณ์ของพัลลภ ปินมณี
"พัลลภ" ยัน ผมขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว!!
https://mgronline.com/politics/detail/9480000056727...

ความผิดพลาดของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4
ก็คือการบรรยายสรรพคุณทหารเกินจริงต่างหากว่า
ถ้าทหารลงมือแล้วจะไม่พลาด
 
ดูดมาถึงตรงนี้ แนะนำให้ดูเหตุการณ์เมื่อ 17 ปีที่แล้ว คือคดีลอบสังหารสนธิ ลิมทองกุล ด้วยอาวูธสงคราม กระสุนกว่า 200 นัด และระเบิดอีกจำนวนมากที่หล่นในพื้นที่
 
ย้อนรอย 13 ปี ลอบสังหาร “สนธิ ลิ้มทองกุล” อำนาจมืดยังลอยนวล
https://www.facebook.com/watch/?v=547405790425774

กรณีลอบสังหารสนธิลิ้มทองกุลในวันที่ 17 เมษายน 2552 ภายหลังเหตุการณ์ปราบเสื้อแดงในสงกรานต์เลือด 
มีหลักฐานชัดเจนว่า
 
ผู้ลอบสังหารกระสุน รวมทั้งรถยนต์เกี่ยวข้องกับทหารอย่างชัดเจน
กระสุนที่ใช้ ผลิตโดยกรมสรรพวุธทหารบก
คนปฏิบัตการคือทหารหน่วยฉก. 90 ลพบุรี ที่มีการเซ็น ย้ายออกมาก่อนปฏิบัติการเพียง 2 เดือน

โดยผู้ลงนามคือประยุทธ์ จันทร์โอชาขณะนั้นดำรงตำแหน่งเสธ.ทบ.

แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้มันน้ำท่วมปาก ของสนธิ ลิ้มทองกุล
ที่พูดได้เพียงเท่านี้เท่านั้น
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1336309915357707&set=a.534942252161148




#สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ แถลงเรียกร้องนายกฯ ให้ย้าย #แม่ทัพภาคที่4 ออกจาก #จังหวัดชายแดนใต้ หลังให้ข้อมูลพาดพิงและกล่าวหา #สถาบันปอเนาะ และ #โรงเรียนตาดีกา เป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรง

https://www.facebook.com/reel/1654710542232068
.....


Angkhana Neelapaijit
7 hours ago
·
#ชี้แจงยังไงให้ลุกลามบานปลายจนถูกขอให้ออกนอกพื้นที่ - คนที่ติดตามการแก้ปัญหา จชต. คงทราบว่าดีว่าไม่บ่อยครั้งนักที่สถาบันการศึกษาทางศาสนาใน จชต. (สถาบันปอเนาะ, สถาบันตาดีกา และสมาพันธ์โรงเรียนเอกชน) จัดประชุมซูรอ และแถลงร่วมกันเพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีย้ายแม่ทัพภาค 4 ออกนอกพื้นที่
.
กรณีแม่ทัพภาค 4 แถลงข่าวเหตุยิง สส. กมลศักดิ์ และพูดเลยเถิดกล่าวหาสถาบันการศึกษาท้องถิ่นว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะ (อุดมการณ์) รวมถึงเป็นสถาบันที่ไม่ได้รับการพัฒนาและต้องกลับไปเรียนหนังสือกันใหม่ ซึ่งคำพูดดังกล่าวถือเป็นความไม่เข้าใจในวิถีชีวิตของชาวมลายูมุสลิมใน จชต. ซึ่งใช้ภาษามลายูเป็นภาษาแม่ (mother tongue language) อีกทั้งในการจัดการศึกษาท้องถิ่น ทั้งปอเนาะและตาดีกา ถือเป็นสถาบันการศึกษาที่คนท้องถิ่นภาคภูมิใจ ซึ่งแม้การจัดการศึกษาของปอเนาะดั้งเดิมจะไม่ได้รับการสนับสนุนเงินอุดหนุนการศึกษาจากรัฐ แต่คนท้องถิ่นก็ยังนิยมส่งลูกหลานไปเรียนและปกป้องการศึกษาของท้องถิ่นไว้ การพูดที่ไม่ให้เกียรติและด้อยค่าการศึกษาท้องถิ่นจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของและความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนต่อมีต่อรัฐบาลมาก
.
ไม่รู้ว่าท่านแม่ทัพเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงกล้าใช้คำพูดที่ไม่เคารพและไม่ให้เกียรติคนท้องถิ่นเช่นนี้ หรือมั่นใจว่าสามารถพูดอะไรก็ได้เพราะมีอำนาจมากกว่า ท่านแม่ทัพอาจลืมไปว่าการแก้ปัญหา จชต. ไม่ใช่การใช้อำนาจและอาวุธในการปราบปรามเพียงอย่างเดียว แต่จุดมุ่งหมายสำคัญคือการยุติความรุนแรงและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน ที่ผ่านมาคนทำงานสิทธิมนุษยชนและสันติภาพได้พยายามส่งเสียงเตือนมาโดยตลอด แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ มีกลุ่มคนพยายามด้อยค่านักสิทธิมนุษยชนโดยใช้ปฏิบัติการ IO เพื่อกล่าวหา โจมตี ใส่ร้ายป้ายสี และคุกคาม ซึ่งการกระทำเช่นนี้ไม่อาจนำไปสู่การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้ ที่ผ่านมาแค่เรื่อง ฮ. ยิงกราดบนเขาตะเว การลอบยิง สส. กมลศักดิ์ โดยใช้รถ กอ.รมน. ก็หนักหนาสาหัสมากแล้ว พอมีการกล่าวหาและด้อยค่าสถาบันการศึกษาของท้องถิ่นจึงน่าจะเป็นจุดที่ประชาชนท้องถิ่นไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป ถ้านายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.รมน. ยังไม่ลงมาแก้ปัญหาด้วยตนเอง เรื่องนี้น่าจะบานปลายเกินกว่าจะแก้ไขได้ อย่าลืมว่าความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างประชาชนต่อรัฐกว่าจะสร้างได้ต้องใช้เวลานาน และไม่ควรถูกทำลายด้วยคำพูด หรือวิธีคิดของคนเพียงไม่กี่คน

 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10165978084108268&set=a.10151021282338268




ความโหดร้ายของอิสราเอล ทำให้เกาหลีใต้ไม่ทนออกมาประนามให้เห็นๆ "สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ไม่มีความแตกต่างอะไรเลยกับการสังหารหมู่ชาวยิวในอดีต หรือการสังหารคนในสงครามที่ไร้ความยุติธรรม"


Bee Peligan Peligan Peligan
April 12
·
ความโหดร้ายของอิสราเอล ทำให้เกาหลีใต้ไม่ทนออกมาประนามให้เห็นๆ

อิสราเอลเดือด! ผู้นำเกาหลีใต้ซัดแรง เทียบเหตุการณ์โยนร่างปาเลสไตน์ลงจากตึก คือความโหดร้ายระดับเดียวกับกองทัพญี่ปุ่นทำกับผู้หญิงเกาหลี
เมื่อประธานาธิบดีเกาหลีใต้ไม่ขอทน ยืนกรานความถูกต้องต่อหน้าอำนาจที่โลกหวั่นเกรงครับผม

—————
เบื้องหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ทำเอาโลกช็อก
คำพูดสุดเชือดเฉือนจากแดนกิมจิที่ส่งตรงถึงเทลอาวีฟ
การตอบโต้ที่ดุเดือดจากกระทรวงต่างประเทศอิสราเอล
ประธานาธิบดีลียังคงยืนหยัดและตอกย้ำจุดยืนเดิม
บทสรุปของความสัมพันธ์สั่นคลอนและจริยธรรมสงคราม
—————

เบื้องหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ทำเอาโลกช็อก
:
1- เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อมีคลิปวิดีโอหนึ่งหลุดออกมาในโลกโซเชียล เป็นภาพที่ทหาร IDF ของอิสราเอลกำลังโยนร่างของชายหนุ่มปาเลสไตน์ลงจากดาดฟ้าตึกครับ
2- ภาพเหล่านั้นสร้างความสะเทือนใจและเสียงสาปแช่งจากผู้คนทั่วโลก รวมถึงอิหร่านและชาติพันธมิตรที่มองว่านี่คือการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอย่างสิ้นเชิงครับผม
3- แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือ ผู้นำจากเอเชียอย่างประธานาธิบดี "อี" แห่งเกาหลีใต้ จะออกมาเคลื่อนไหวในเรื่องนี้อย่างรุนแรงและตรงไปตรงมาครับ

—————
คำพูดสุดเชือดเฉือนจากแดนกิมจิที่ส่งตรงถึงเทลอาวีฟ
:
4- ประธานาธิบดีลีออกมาวิจารณ์การกระทำของทหารอิสราเอลแบบไม่เกรงใจใคร โดยบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเลวร้ายจนเกินจะรับไหวครับ
5- ท่านยังได้เปรียบเทียบเหตุการณ์นี้กับประวัติศาสตร์บาดแผลของเกาหลีใต้เอง นั่นคือการตกเป็นทาสกามของทหารญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครับผม
6- "สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ไม่มีความแตกต่างอะไรเลยกับการสังหารหมู่ชาวยิวในอดีต หรือการสังหารคนในสงครามที่ไร้ความยุติธรรม" ท่านประธานาธิบดีกล่าวไว้ครับ

—————
การตอบโต้ที่ดุเดือดจากกระทรวงต่างประเทศอิสราเอล
:
7- ทันทีที่คำพูดนี้แพร่ออกไป ทางกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลก็เต้นผาง ออกมาโต้กลับทันควันว่าข้อความของผู้นำเกาหลีใต้นั้น "ยอมรับไม่ได้" ครับ
8- อิสราเอลมองว่าการนำเหตุการณ์นี้ไปเทียบกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือประเด็นทาสกามในอดีต เป็นการบิดเบือนและไม่ให้เกียรติประวัติศาสตร์ครับผม
9- บรรยากาศทางการทูตระหว่างทั้งสองประเทศตึงเครียดขึ้นมาทันที ราวกับกำลังจะมีพายุใหญ่ก่อตัวขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศครับ

—————
ประธานาธิบดีลียังคงยืนหยัดและตอกย้ำจุดยืนเดิม
:
10- แทนที่ประธานาธิบดีลีจะอ่อนข้อหรือถอนคำพูดหลังจากโดนกดดัน ท่านกลับเลือกที่จะ "Double Down" หรือยืนกรานหนักแน่นยิ่งกว่าเดิมครับ
11- ท่านมองว่าความถูกต้องและสิทธิมนุษยชนไม่มีคำว่าผ่อนปรน และโลกไม่ควรเพิกเฉยต่อความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในปาเลสไตน์เพียงเพราะเป็นเรื่องการเมืองครับผม
12- การกระทำที่กล้าหาญครั้งนี้ทำให้ท่านได้รับเสียงชื่นชมจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่เห็นใจชาวปาเลสไตน์ครับ

—————
บทสรุปของความสัมพันธ์สั่นคลอนและจริยธรรมสงคราม
:
13- ตอนนี้โลกกำลังจับตามองว่าความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้และอิสราเอลจะเดินต่อไปในทิศทางไหน เมื่อผู้นำเลือกข้างความถูกต้องมากกว่าผลประโยชน์ครับ
14- เหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเป็นมิตรประเทศกัน แต่ถ้ามีการละเมิดความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรง ก็ไม่มีใครควรอยู่เฉยครับผม
15- แอดมองว่าความกล้าของประธานาธิบดีลีในครั้งนี้ คือการตบหน้าหน้าไหว้หลังหลอกของบางประเทศได้อย่างเจ็บแสบที่สุดเลยครับ

—————
สรุปและเรียบเรียงจาก: BBC News, Al Jazeera, Reuters, Korea Herald
 

https://www.facebook.com/photo/?fbid=4270445196539153&set=gm.4245830925660075&idorvanity=3904427136467124




บอกคนให้ประหยัด แต่ตัวเองขับเครื่องบิน นายกขอพรให้ “น้ำมันถูก” คนทั้งประเทศกำลัง “ขอรอด”

https://www.facebook.com/reel/2683041265490747



ความขัดแย้งที่น่าเศร้า...ทำไมระบบกษัตริย์ถึงทำคนจนเต็มแผ่นดิน แต่ชาวบ้านก็ยังก้มหัวกราบไหว้ด้วยความเต็มใจ


ต้าจีน
April 13
·
ความขัดแย้งที่น่าเศร้า...ทำไมระบบกษัตริย์ถึงทำคนจนเต็มแผ่นดิน แต่ชาวบ้านก็ยังก้มหัวกราบไหว้ด้วยความเต็มใจ
.
นี่คือคำถามที่นักประวัติศาสตร์และนักสังคมวิทยาทั่วโลกพยายามถอดรหัสมาตลอด ว่าทำไมในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (โดยเฉพาะในจีนโบราณ) ประชาชนถึงมีชีวิตที่ยากลำบาก อดมื้อกินมื้อ แต่กลับเทิดทูนผู้นำสูงสุดราวกับเทพเจ้า
.
คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ใน "จุดอ่อนของระบบ" และ "เครื่องมือควบคุมความคิด" ที่ถูกออกแบบมาอย่างแยบยล ไปดูทีละประเด็นกันเลย
.
ส่วนที่ 1 : จุดอ่อนของระบบ ที่ทำให้คนจนเต็มแผ่นดิน
1. ฝากชะตากรรมไว้กับ "การสุ่มกาชา"
จุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดของระบบนี้คือ การฝากความหวังของคนทั้งประเทศไว้กับสติปัญญาของคนเพียงคนเดียว ถ้ารัชกาลนั้นได้ผู้นำเก่ง แผ่นดินก็ร่มเย็น แต่ปัญหาคือตำแหน่งนี้สืบทอดทางสายเลือด ไม่ใช่ความสามารถ ถ้าแจ็กพอตแตกได้ผู้นำที่อ่อนแอ หูเบา ปัญญาอ่อน หรือบ้าสงคราม ระบบการบริหารจะรวนทันที และคนที่รับเคราะห์คนแรกคือประชาชน
.
2. การสูบฉีดทรัพยากรจากฐานรากสู่ยอดพีระมิด
ระบบนี้อยู่ได้ด้วยการรีดภาษีและเกณฑ์แรงงานครับ ราชสำนัก ขุนนาง และกองทัพ เป็นชนชั้นที่ไม่ได้ผลิตอาหารเอง แต่บริโภคเยอะที่สุด ชาวนาต้องจ่ายภาษีเป็นข้าว เป็นเงิน และต้องถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานฟรี (เช่น สร้างกำแพงเมือง สร้างสุสาน หรือไปรบ) ทำให้ชาวบ้านไม่มีเวลาทำมาหากินของตัวเอง ขาดแคลนเสบียงสำรอง พอเกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วมเพียงนิดเดียว ก็กลายเป็นผู้อดตายริมถนนทันที
.
ส่วนที่ 2: ชีวิตแย่ขนาดนั้น ทำไมถึงยังเทิดทูน ?
นี่คือความอัจฉริยะของการปกครองในยุคโบราณครับ ผู้นำไม่ได้ใช้แค่ดาบในการควบคุมคน แต่ใช้ความเชื่อ เป็นเกราะป้องกันตัว ซึ่งมีกลไกดังนี้
.
1. ทฤษฎี "โอรสสวรรค์" (อาณัติแห่งสวรรค์ )
ชาวจีนโบราณถูกปลูกฝังว่า ฮ่องเต้ไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็น "ลูกของสวรรค์" ที่ถูกส่งมาปกครองโลกมนุษย์ ดังนั้น การเชื่อฟังฮ่องเต้ก็คือการเชื่อฟังเทพเจ้าสวรรค์ การต่อต้านฮ่องเต้คือการทำผิดบาปต่อฟ้าดิน ความกลัวในสิ่งลี้ลับนี้บีบให้ชาวบ้านต้องก้มหัวยอมรับชะตากรรมของตัวเอง โดยเชื่อว่าเป็นเวรกรรมหรือลิขิตฟ้า
.
2. ปรากฏการณ์ "ฮ่องเต้ศักดิ์สิทธิ์ แต่ขุนนางเลวทราม"
นี่คือจิตวิทยาการเมืองที่ใช้ได้ผลทุกยุคทุกสมัย เมื่อเกิดความอดอยากหรือถูกขูดรีด ชาวบ้านจะไม่ด่าฮ่องเต้ครับ แต่พวกเขาจะด่า "ขุนนางกังฉิน" หรือข้าราชการท้องถิ่นแทน
ชาวบ้านมีความเชื่อฝังหัวว่า “เบื้องบนน่ะทรงปรีชาญาณและเมตตา แต่ถูกพวกขุนนางชั่วปิดบังหูตา” ฮ่องเต้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวัง เป็นตงฉินสูงสุดที่ชาวบ้านเฝ้ารอให้มาโปรดสัตว์ (เหมือนเวลาชาวบ้านไปตีกลองร้องทุกข์ที่ศาลไคเฟิง ก็เพื่อหวังให้เบื้องบนรับรู้) ความโกรธแค้นจึงไปตกที่คนกลาง ฮ่องเต้จึงลอยตัวอยู่เหนือความผิดทั้งปวง
.
3. การล้างสมองด้วย "ลัทธิขงจื๊อ"
ราชสำนักใช้ลัทธิขงจื๊อเป็นเครื่องมือทางจริยธรรมหลัก โดยสอนเรื่อง "ความกตัญญู" (孝) และ "ความจงรักภักดี" (忠) ขงจื๊อสอนว่า ฮ่องเต้เปรียบเสมือน "พ่อ" ของแผ่นดิน ส่วนราษฎรคือ "ลูก" ต่อให้พ่อจะดุด่าหรือตีลูกแรงแค่ไหน ลูกก็ไม่มีสิทธิ์เถียงหรือตีพ่อกลับ ใครที่คิดกบฏจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนอกตัญญูและเป็นสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งเป็นตราบาปที่คนยุคนั้นรับไม่ได้อย่างเด็ดขาด
.
4. โลกที่ไม่มีทางเลือก (กรอบความคิดที่จำกัด)
เราต้องเข้าใจว่าคนยุคโบราณไม่รู้จักคำว่า "ประชาธิปไตย" หรือ "สิทธิมนุษยชน" นะครับ โลกทัศน์ของพวกเขามีแค่การปกครองระบบเดียวตั้งแต่เกิดจนตาย พวกเขาจินตนาการไม่ออกว่าโลกที่ไม่มีฮ่องเต้หน้าตาจะเป็นอย่างไร เมื่อไม่รู้ว่ามีสิ่งที่ดีกว่า พวกเขาจึงทำได้แค่ทน และสวดมนต์ขอให้ฮ่องเต้องค์ต่อไปเป็นคนดี
.
ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สร้างคนจนเพราะกลไกการดูดซับทรัพยากรไปหล่อเลี้ยงชนชั้นนำ แต่ที่ระบบนี้ยืนหยัดอยู่ได้ยาวนานนับพันปี เป็นเพราะความสำเร็จในการสร้าง "ระบบความเชื่อ" ที่ทำให้ผู้ถูกกดขี่รู้สึกว่า การรับใช้ผู้กดขี่คือหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์และเป็นบุญวาสนาครับ
.
วันนี้จีนไม่มีระบบฮ่องเต้แล้ว จีนก็อยู่ได้นี่ ไม่เห็นมีปัญหาไร ไม่มีใครตายนะ
.
#ต้าจีน #ประวัติศาสตร์จีน #โอรสสวรรค์ #อาณัติแห่งสวรรค์ #ปรัชญาการเมือง #ลัทธิขงจื๊อ #เรื่องเล่าประวัติศาสตร์

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1474188880731620&set=a.213019660181888




จอห์น รีด จาก Financial Times วิเคราะห์หลักการความมั่นคงของเบนจามิน เนทันยาฮู ที่เรียกกันว่า "Doctrine of Pre-emption" ซึ่งทำให้อิสราเอล ก่อสงครามความขัดแย้งกินเวลานานถึงสองปีครึ่ง ครอบคลุมหกประเทศ และดินแดนในตะวันออกกลาง








https://x.com/FT/status/2044306192688615616

บทความของจอห์น รีด ในหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ตีพิมพ์เมื่อเดือนเมษายน 2026 วิเคราะห์วิวัฒนาการของยุทธศาสตร์ความมั่นคงของเบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งมักเรียกกันว่า "หลักการโจมตีล่วงหน้า" ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยาวนานที่สุดของอิสราเอล

ณ วันที่ 15 เมษายน 2026 สงครามดำเนินมาแล้วสองปีครึ่ง นับตั้งแต่การยกระดับความรุนแรงครั้งใหญ่ในเดือนตุลาคม 2023 การวิเคราะห์ของรีดเน้นให้เห็นว่าความขัดแย้งได้ขยายตัวเป็น "สงครามหกแนวรบ" ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสู้รบทั้งทางตรงและทางอ้อมในดินแดนต่อไปนี้:

ฉนวนกาซาและเวสต์แบงก์: 
ปฏิบัติการต่อเนื่องหลังจากการโจมตีในปี 2023

เลบานอน: 
การปะทะและการรุกรานภาคพื้นดินบ่อยครั้งที่เกี่ยวข้องกับฮิซบอลลาห์

ซีเรีย: 
การโจมตีเป้าหมายเส้นทางลำเลียงเสบียงและกองกำลังติดอาวุธที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน

อิรัก: 
ปฏิบัติการต่อต้านกองกำลังระดมประชาชน (PMF)

เยเมน: 
การเผชิญหน้ากับกองกำลังฮูตีที่มุ่งเป้าไปที่การค้าทางทะเล

อิหร่าน: 
การยกระดับความขัดแย้งโดยตรงที่เริ่มต้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 และถึงจุดสูงสุดด้วย "สงครามสิบสองวัน" ในเดือนมิถุนายน 2025 และการโจมตีครั้งต่อๆ มาในปี 2026

ประเด็นสำคัญจากบทวิเคราะห์ของรีด:

การเปลี่ยนแปลงเชิงรุก: 
รีดแย้งว่าเนทันยาฮูได้เปลี่ยนจากกลยุทธ์ "mowing the grass" ("การตัดหญ้า") แบบดั้งเดิมของอิสราเอล (การควบคุมเป็นระยะ) ไปสู่ท่าทีเชิงรุกถาวรที่ออกแบบมาเพื่อทำลายภัยคุกคามในภูมิภาคก่อนที่พวกเขาจะสามารถระดมกำลังได้อย่างเต็มที่

การประสานงานกับสหรัฐฯ: 
บทความนี้กล่าวถึง "การประสานงานอย่างเต็มที่" กับวอชิงตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้รัฐบาลทรัมป์ชุดที่สอง ซึ่งอำนวยความสะดวกในการเสริมกำลังทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตั้งแต่ปี 2003

ต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคม: 
รีดตั้งข้อสังเกตว่าในขณะที่หลักการนี้มีเป้าหมายเพื่อความมั่นคง สถานะ "สงครามตลอดกาล" ได้ก่อให้เกิดความตึงเครียดภายในอย่างมาก แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงที่ไม่มั่นคงในปัจจุบัน (ณ กลางเดือนเมษายน 2026) เนทันยาฮูยังคงยืนยันต่อสาธารณะว่านี่ไม่ใช่ "จุดจบของสงคราม" โดยเน้นย้ำหลักการที่มุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในเตหะรานอย่างสิ้นเชิงเป็นเป้าหมายสุดท้าย


Source: Financial Times





 

ชมเมืองอิสฟาฮาน เมืองประวัติศาสตร์ของอิหร่าน ขึ้นชื่อในเรื่องมัสยิด ตลาด และงานหัตถกรรมพื้นบ้านที่มีอายุเก่าแก่หลายศตวรรษ แต่ทว่าแลนด์มาร์กอันเป็นเอกลักษณ์เหล่านี้จะอยู้รอดหลังสงครามหรือไม่ เพราะอิสฟาฮานเป็นเป้าหมายทางทหารสำคัญ เป็นศูนย์กลางหลักโครงการนิวเคลียร์ การพัฒนาขีปนาวุธ





https://x.com/AJEnglish/status/2044137258358395162



 

ชาวยุโรปหนึ่งล้านคนเรียกร้องให้สหภาพยุโรประงับข้อตกลงความร่วมมือกับอิสราเอลเนื่องจาก "อาชญากรรมในฉนวนกาซา" ขณะที่ในที่กรุงอัมสเตอร์ดัม มีการจัดพิธีรำลึกถึงเด็กและนักข่าวที่ถูกอิสราเอลสังหารในฉนวนกาซา ด้วยการนำรองเท้าจำนวน 15,000 คู่ไปวางไว้กลางจัตุรัส


https://www.euronews.com/my-europe/2026/04/15/one-million-europeans-ask-the-eu-to-suspend-association-agreement-with-israel-for-crimes-i

การริเริ่มของประชาชนที่เรียกร้องให้ระงับข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปและอิสราเอลอย่างสมบูรณ์ ได้รวบรวมลายเซ็นครบหนึ่งล้านลายเซ็น ซึ่งเป็นจำนวนที่จำเป็นต่อการตอบสนองจากคณะกรรมาธิการยุโรปและรัฐสภายุโรป

คำร้องของประชาชนที่เรียกร้องให้ระงับข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปและอิสราเอลอย่างสมบูรณ์เนื่องจากข้อกล่าวหาเรื่องอาชญากรรมสงคราม ได้รับลายเซ็นครบหนึ่งล้านลายเซ็นจากรัฐสมาชิกทั้ง 27 ประเทศ

ภายใต้กฎของสหภาพยุโรป คณะกรรมาธิการยุโรปและรัฐสภายุโรปจะต้องประเมินคำร้องนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ฉนวนกาซาตอนเหนือยังคงถูกโจมตีโดยอิสราเอลเป็นครั้งคราว แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงกับฮามาสซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ตามข้อความของการริเริ่มดังกล่าว รัฐอิสราเอลต้องรับผิดชอบต่อ "การสังหารและการบาดเจ็บของพลเรือนในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การพลัดถิ่นของประชากรในวงกว้าง และการทำลายโรงพยาบาลและสถานพยาบาลในฉนวนกาซาอย่างเป็นระบบ"

นอกจากนี้ ยังมีการอ้างถึง “การละเมิดกฎและพันธกรณีหลายประการภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ” ของอิสราเอล และความล้มเหลว “ในการป้องกันอาชญากรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตามคำสั่งของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ” เป็นเหตุผลในการระงับข้อตกลง

โครงการริเริ่มของพลเมืองยุโรป (ECI) เปิดตัวโดยกลุ่มพันธมิตรฝ่ายซ้ายยุโรป (ELA) ร่วมกับองค์กรภาคประชาสังคมและขบวนการสนับสนุนปาเลสไตน์ ผู้ริเริ่มต้องการรวบรวมลายเซ็นให้ได้ 1.5 ล้านลายเซ็นก่อนที่จะยุติการรวบรวม จากนั้นหน่วยงานระดับชาติจะมีเวลาสามเดือนในการตรวจสอบลายเซ็น หลังจากนั้นจึงจะสามารถยื่นโครงการริเริ่มอย่างเป็นทางการได้

คณะกรรมาธิการยุโรปจะต้องชี้แจงถึงการดำเนินการใดๆ ที่ตั้งใจจะทำเพื่อตอบสนอง หรืออธิบายว่าเหตุใดจึงไม่ดำเนินการใดๆ รัฐสภายุโรปจะต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้จัด และอาจมีการอภิปรายและลงมติในมติด้วย

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าโครงการริเริ่มนี้จะไม่ได้รับการสนับสนุนมากนัก

ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปและอิสราเอล ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2000 เป็นพื้นฐานของการเจรจาทางการเมืองและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สหภาพยุโรปเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของอิสราเอล โดยมีมูลค่าการค้าสินค้ารวมสูงถึง 42.6 พันล้านยูโรในปี 2024

ในเดือนกันยายนปี 2025 ขณะที่อิสราเอลยังคงรุกคืบในฉนวนกาซา ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป อูร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ได้เสนอให้ระงับข้อตกลงบางส่วน โดยอ้างถึง “ความอดอยากที่เกิดจากฝีมือมนุษย์” และ “ความพยายามอย่างชัดเจนที่จะบ่อนทำลายแนวทางแก้ปัญหาแบบสองรัฐ”

ข้อเสนอดังกล่าวหยุดชะงักลงนับตั้งแต่นั้นมา เนื่องจากประเทศสมาชิกมีความเห็นแตกแยกกันอย่างมาก ประเทศต่างๆ เช่น เยอรมนี ฮังการี และสาธารณรัฐเช็ก ต่างคัดค้านการเคลื่อนไหวนี้ ทำให้ไม่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากที่จำเป็นต่อการบังคับใช้มาตรการจำกัดทางการค้าได้

นักการทูตบอกกับยูโรนิวส์ว่า ในการประชุมครั้งล่าสุด ประเทศสมาชิกหลายประเทศได้ย้ำถึงความลังเลที่จะดำเนินการต่อไป


Source: EU News






 

สมาคมนักข่าวฯ เรียกร้องหยุดใช้ IO คุกคามสื่อตั้งคำถาม มทภ.4 ปมยิง สส.นราธิวาส



สมาคมนักข่าวฯ เรียกร้องหยุดใช้ IO คุกคามสื่อตั้งคำถาม มทภ.4 ปมยิง สส.นราธิวาส

15 เมษายน 2569
ประชาไท

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ประณามการใช้ปฏิบัติการ IO คุกคามสื่อและบิดเบือนข้อเท็จจริง เรียกร้องหน่วยงานเร่งตรวจสอบ หลังพบเพจโซเชียลฯ จำนวนมากโพสต์ข้อความใส่ร้ายนักข่าวที่ตั้งคำถามในวงแถลงข่าวของแม่ทัพภาค 4 เกี่ยวกับเหตุลอบยิง สส.นราธิวาส

15 เมษายน 2569 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ต่อกรณีการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) คุกคามสื่อมวลชน ระบุว่า สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ มีความกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีที่มีการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) คุกคามสื่อมวลชนอย่างรุนแรงต่อ น.ส.ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว The Reporters หลังจากปฏิบัติหน้าที่ตั้งคำถามในที่แถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 เกี่ยวกับเหตุลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ตอบกลับด้วยประโยคว่า "ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก" ซึ่งเป็นท่าทีที่สร้างความตระหนกต่อสังคม โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพ

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ หลังจากการตั้งคำถามดังกล่าว พบว่ามีเพจโซเชียลมีเดียจำนวนมากพากันเผยแพร่ข้อความใส่ร้าย น.ส.ฐปนีย์ อย่างพร้อมเพรียงกัน ในลักษณะที่มีการประสานงานและมีเป้าหมายชัดเจน จนปรากฏเต็มหน้าฟีดของผู้ใช้งานทั่วไป พฤติการณ์ที่รวดเร็วผิดปกติเช่นนี้ สะท้อนถึงลักษณะของปฏิบัติการข่าวสารที่มีผู้อยู่เบื้องหลัง มิใช่การแสดงความคิดเห็นตามธรรมชาติของประชาชน

เราขอยืนยันว่า ผู้สื่อข่าวมีสิทธิและหน้าที่โดยสมบูรณ์ในการตั้งคำถามในประเด็นที่ประชาชนสงสัย โดยเฉพาะการตั้งคำถามต่อเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่แถลงข่าว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำหน้าที่สื่อมวลชน ปัญหาจึงมิได้อยู่ที่ "คำถาม" ของผู้สื่อข่าว แต่อยู่ที่ท่าทีของผู้มีอำนาจ ซึ่งไม่อาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการตอบโต้ โจมตี หรือสร้างกระแสความเกลียดชังเพื่อคุกคามความปลอดภัยของสื่อมวลชน

ปัญหาการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) โดยหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางมาอย่างยาวนาน ทั้งในเวทีรัฐสภาและภาคประชาสังคม ในลักษณะการสร้าง "เรื่องเล่า" เพื่อปั่นกระแสและตีตราบุคคลหรือกลุ่มที่เห็นต่าง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ภาคประชาชน หรือสื่อมวลชน ปัจจุบันปฏิบัติการเหล่านี้ได้ยกระดับเป็นการคุกคามสื่อในรูปแบบใหม่ที่มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของผู้ที่ตั้งคำถามตรวจสอบอำนาจรัฐ ถือเป็นการละเมิดเสรีภาพสื่ออย่างร้ายแรง และเป็นความพยายาม "ปิดปากสื่อ" ด้วยวิธีการที่ตรวจสอบได้ยากแต่สร้างความเสียหายแก่สังคม

สมาคมนักข่าวฯ จึงขอประณามพฤติกรรมที่ใช้ปฏิบัติการข่าวสารคุกคามสื่อมวลชน และขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบและยุติการใช้นโยบายที่สร้างความแตกแยก เนื่องจากสื่อมวลชนต้องสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างเสรีและปลอดภัย เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์สูงสุดของสาธารณชนและระบอบประชาธิปไตย


https://prachatai.com/journal/2026/04/117084




กองทัพที่มี กอ.รมน.ไว้ในมือจะมีบทบาทเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” ไม่เปลี่ยนแปลง อันเท่ากับเป็นสัญญาณว่าการถอนตัวของทหารออกจากการเมืองไทยจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้แล้ว การปฏิรูปกองทัพก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากเช่นกันด้วย!



กอ.รมน. กับการเมืองไทย รัฐซ้อนรัฐ ทหารซ้อนพลเรือน | สุรชาติ บำรุงสุข

04.09.2019
มติชนสุดสัปดาห์

“พวกสุดโต่งในประชาคมความมั่นคงมักพยายามชักชวนให้ทหารเชื่อว่า ภัยคุกคามจากการก่อวินาศกรรมเป็นเรื่องจริง และการถอนตัว [ของกองทัพ] จากการเมืองเป็นความผิดพลาดที่อันตรายอย่างยิ่ง”

Alfred Stepan
Rethinking Military Politics (1988)

เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่ากองทัพในประเทศโลกที่สามหรือประเทศกำลังพัฒนา มีบทบาทที่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับกองทัพในประเทศพัฒนาแล้ว

กล่าวคือ โดยหลักการแล้ว กองทัพเป็นองค์กรที่เป็นกลไกของรัฐที่อยู่ภายใต้หลักการของการควบคุมโดยพลเรือน และมีหน้าที่หลักในการป้องกันประเทศ

ซึ่งคำว่าการป้องกันประเทศ (National Defense) เช่นนี้ สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วมีนัยโดยตรงหมายถึงการป้องกันประเทศจากการคุกคามทางทหารของรัฐภายนอก

ซึ่งการคุกคามทางทหารจะปรากฏในรูปของการใช้กำลังรบเข้าโจมตี หรืออาจอยู่ในลักษณะเป็นการข่มขู่ทางทหาร

ดังนั้น กองทัพจึงมีบทบาทโดยตรงในการรับมือกับสภาวะที่เป็นสงคราม

แต่กองทัพในประเทศกำลังพัฒนากลับมีบทบาทในอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นเรื่องของ “การป้องกันภายใน” (หรือหลักนิยม “Internal Defense”)

ซึ่งบทบาทในส่วนนี้อาจเป็นการขยายความของคำว่า “การป้องกันประเทศ” ที่แต่เดิมเป็นเฉพาะในเรื่องของการรับภัยคุกคามทางทหารจากภายนอกเท่านั้น

บทบาทที่ขยายเช่นนี้รองรับโดยตรงกับบทบาททางการเมืองของทหาร ซึ่งก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่เป็นความแตกต่างอย่างมากกับประเทศพัฒนาแล้ว

โดยในประเทศดังกล่าว กองทัพไม่ได้มีบทบาททางการเมือง ไม่ได้มีอำนาจในการแทรกแซงทางการเมือง

ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า บทบาททางการเมืองของทหารนั้นเป็นพื้นฐานโดยตรงที่เปิดโอกาสให้กองทัพมีบทบาทในการรักษาความมั่นคงภายใน

บทบาทเช่นนี้ทำให้จำเป็นต้องสร้างทั้งหลักนิยมและคำสั่งทางกฎหมายรองรับต่อแนวคิดเรื่องนี้ของการป้องกันภายในของฝ่ายทหาร

เพราะเป็นบทบาทที่เกินจากความเป็นสถาบันทหารในแบบสากล



สงครามภายใน

ในกรณีของไทยนั้น การแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพคู่ขนานกับการขยายบทบาทในการป้องกันประทศ (ที่มิใช่เป็นเพียงเรื่องการป้องกันภายนอก) เป็นปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดตั้งแต่ยุคสงครามคอมมิวนิสต์

อีกทั้งเงื่อนไขของการขยายตัวของภัยคุกคามทางทหารจากสงครามชุดนี้ ไม่ว่าจะในบริบทภูมิภาคหรือในบริบทภายในประเทศ ยังถูกใช้เป็นเงื่อนไขที่สร้างความชอบธรรมให้กับการขยายบทบาทในการป้องกันภายใน

ซึ่งในส่วนหนึ่งของบทบาทดังกล่าว ปรากฏให้เห็นจากปฏิบัติการของหน่วยทหารโดยตรง

แต่อีกส่วนได้อาศัยองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการในสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์คือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)

ฉะนั้น สงครามคอมมิวนิสต์ในความหมายของ “สงครามภายใน” จึงเป็นโอกาสที่ทำให้กองทัพไทยใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมต่อการขยายบทบาทของทหารในสังคมและการเมือง

และยิ่งมีสภาวะของความเป็นสงครามแล้ว กองทัพก็ดูจะมีข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมในบริบทเช่นนี้มากขึ้น

องค์กร กอ.รมน.จึงเป็นคำตอบในตัวเองที่จะรองรับต่อการขยายบทบาทดังกล่าว แม้จะมีความพยายามสร้างภาพให้ กอ.รมน.เป็นองค์กรผสม (พลเรือน-ตำรวจ-ทหาร)

แต่ในความเป็นจริงแล้ว องค์กรนี้เป็นส่วนงานของทหาร และยังใช้เป็นกลไกในการทำงานของฝ่ายทหารในสังคมอีกด้วย

แม้ในยุคหลังสงครามคอมมิวนิสต์ รูปแบบของภัยคุกคามจะเปลี่ยนแปลงไป สังคมไทยไม่มีภัยคุกคามของสงครามคอมมิวนิสต์ให้ต้องเผชิญเช่นในยุคสงครามเย็น

แต่ก็มีความพยายามอย่างมากของผู้นำทหารในแต่ละยุคที่จะดำรงบทบาทและสถานะของ กอ.รมน.ไว้ จนมีข้อสังเกตว่า แม้ภัยคุกคามจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างใดก็ตาม

แต่องค์กรของทหารคือ กอ.รมน.ก็จะยังคงอยู่ โดยมีความพยายามในการปรับภารกิจเพื่อรองรับต่อสถานการณ์ความมั่นคงใหม่ เพื่อให้สามารถคงองค์กรไว้ต่อไปได้

จนถึงในยุคหลังรัฐประหาร 2557 ผู้นำทหารได้ตัดสินใจขยายบทบาททหารในสังคมครั้งใหญ่ โดยการขยายอำนาจของ กอ.รมน.ด้วยการประกาศคำสั่ง คสช. ที่ 51/2560 เรื่อง “การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร”

อันเป็นการขยายบทบาทและสถานะของ กอ.รมน.อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

แม้คำสั่งนี้จะเป็นส่วนขยายของกฎหมายเดิม แต่ก็บ่งบอกถึงอำนาจของทหารที่ขยายอย่างมากในสภาพความมั่นคงปกติ อันจะส่งผลกระทบโดยตรงกับการเมืองในอนาคต

จนเสมือนกับการส่งสัญญาณว่า สำหรับฝ่ายทหารแล้ว สงครามภายในของรัฐไทยไม่ได้สิ้นสุดไปกับการยุติของสงครามคอมมิวนิสต์แต่อย่างใด

และภายใต้เงื่อนไขที่สงครามยังมี กองทัพก็จะต้องมีบทบาทในทางการเมืองและสังคมต่อไป (เหมือนในยุคสงครามคอมมิวนิสต์)

การขยายบทบาทหลังรัฐประหาร 2549

หลังจากความสำเร็จของการรัฐประหาร 2549 แล้ว ผู้นำกองทัพได้ขยายบทบาทของทหารในทางการเมืองและสังคมอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ฉะนั้น การขยายบทบาทของกองทัพผ่านองค์กร กอ.รมน.จึงกลับขึ้นมาเป็นประเด็นอีกครั้ง

จนอาจกล่าวได้ว่ารัฐประหาร 2549 ได้เปิดโอกาสให้สถานะของ กอ.รมน.มีความเข้มแข็งมากขึ้น

และมีคำสั่งทางกฎหมายรองรับโดยตรง (พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ประกาศใช้ในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์)

พ.ร.บ.2551 ทำให้ กอ.รมน.กลายเป็นหน่วยงานในสำนักนายกรัฐมนตรี และเป็น “ส่วนราชการรูปแบบเฉพาะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี” และให้นายกรัฐมนตรีเป็น “ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร” (ผอ.รมน.)

ซึ่งทำให้ดูเสมือนว่า กอ.รมน.ถูกทำให้เป็นองค์กรพลเรือนแล้ว

แต่กลับพบว่าผู้บัญชาการทหารบกดำรงตำแหน่งเป็น รอง ผอ.รมน. และเสนาธิการทหารบกเป็นเลขาธิการ กอ.รมน.

ซึ่งก็ทำให้เห็นชัดว่า สุดท้ายแล้ว กอ.รมน.อยู่ในการควบคุมของกองทัพบก อีกทั้งกำลังพลหลักในองค์กรก็มาจากกองทัพบกอีกด้วย

หลังจากรัฐประหาร 2557 ผู้นำทหารได้แก้ไข พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายใน 2551 เพื่อให้เกิดการขยายอำนาจของทหารให้มากขึ้น โดยอาศัยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 51/2560 รัฐบาลให้เหตุผลว่าต้องแก้ไขเพราะ

1) ภัยคุกคามด้านความมั่นคงเปลี่ยนแปลงรูปแบบ

2) ภัยนี้อาจเกิดขึ้นได้ทั้งภายนอกและภายในประเทศ

3) ภัยดังกล่าวอาจเกิดจากการกระทำของบุคคลหรืออาจเกิดจากธรรมชาติ ดังนั้น อำนาจจึงหมายถึงอำนาจในการนิยามภัยคุกคามใหม่

ด้วยความเปลี่ยนแปลงของปัญหาภัยคุกคาม รัฐบาลจึงให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เข้ามาเป็นผู้นำในการแก้ไขสถานการณ์ภัยคุกคามดังกล่าว

และให้ กอ.รมน.เป็น “แม่ข่าย” ของการปฏิบัติการด้านความมั่นคงและการป้องกันบรรเทาสาธารณภัย

การนำเสนอบทบาทใหม่เช่นนี้ต้องถือเป็นเรื่องสำคัญทางการเมืองในยุคหลังสงครามคอมมิวนิสต์

การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นการ “รื้อใหญ่” และทำให้ กอ.รมน.มีสถานะเป็น “ผู้ควบคุมงานความมั่นคง” ของประเทศไว้ทั้งหมด

และที่สำคัญยังกำหนดให้สำนักงบประมาณมีหน้าที่ต้องจัดสรรงบสนับสนุนการดำเนินการตามแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามของ กอ.รมน. [ข้อ 2 (2)] และในการนี้ยังกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องส่งเจ้าหน้าที่ของตนตามที่ถูกร้องขอมาปฏิบัติหน้าที่ใน กอ.รมน. (ข้อ 3 มาตรา 9)

ในเชิงโครงสร้างของอำนาจ กฎหมายใหม่ฉบับนี้ได้รวมรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง และผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ เข้ามาไว้เป็น “คณะกรรมการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร” (ข้อ 4 มาตรา 10) อันทำให้เสมือนว่า กอ.รมน.กำลังทำหน้าที่เป็นสำนักงานสภาความมั่นคง (สมช.)

และหากพิจารณาสาระสำคัญในข้อ 4 ก็ยิ่งชัดเจนว่าคำสั่งนี้กำลังทำให้เกิดสภาความมั่นคงแห่งชาติอีกแบบ (คู่ขนานกับสภาความมั่นคงแห่งชาติที่มีอยู่แต่เดิม)

ผลจากการนี้ทำให้เห็นถึงการขยายบทบาทของทหารไทยในยามสันติอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

และเข้าควบคุมงานความมั่นคงทั้งระบบ จนอธิบายได้ว่าการขยายบทบาทและอำนาจของ กอ.รมน.เช่นนี้กำลังทำให้เกิดสภาวะ “รัฐซ้อนรัฐ”

การขยายบทบาทในศตวรรษที่ 21

ในเชิงสาระ การขยายบทบาทเช่นนี้เห็นได้อย่างชัดเจนจากการปรับเปลี่ยนนิยาม โดยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรมีความหมายว่า

“การดำเนินการเพื่อป้องกัน ควบคุม แก้ไข และฟื้นฟูสถานการณ์ใดที่เป็นภัย หรืออาจเป็นภัยอันเกิดจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ก่อให้เกิดความไม่สงบสุข ทำลาย หรือทำความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐ รวมถึงในกรณีที่เกิดหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัยตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้กลับสู่ภาวะปกติเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือความมั่นคงของรัฐ” (ข้อ 1)

หากพิจารณาจากการกำหนดนิยามใหม่เช่นนี้ ภารกิจของ กอ.รมน. คือการขยายบทบาทในเรื่องของการป้องกันภายในสำหรับศตวรรษที่ 21 เพราะคำสั่งนี้เปิดโอกาสให้ กอ.รมน.สามารถกำหนดเองว่า “สถานการณ์ใดที่เป็นภัยหรืออาจเป็นภัย”

ซึ่งเท่ากับเปิดช่องทางให้เกิดการตีความได้อย่างไม่จำกัด

อันจะทำให้กองทัพในอนาคตสามารถมีบทบาทกว้างขวางอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

เพราะเราจะไม่สามารถควบคุมการตีความของฝ่ายทหารเช่นนี้ได้เลย

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การนิยามใหม่ตามข้อ 1 ของกฎหมายนี้ก็คือการเปิดช่องทางให้กองทัพดำรงบทบาทอย่างรอบด้านไว้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสถานการณ์สงครามรองรับ (เช่นในยุคสงครามเย็น) ซึ่งปกติแล้วกองทัพสามารถขยายและดำรงบทบาทแบบรอบด้านไว้ในสังคมได้จะต้องมีเงื่อนไขของสงคราม

แต่สถานการณ์ปัจจุบันของสังคมไทยไม่อยู่ในภาวะสงคราม แต่คำสั่งนี้กลับขยายบทบาทของทหารอย่างมากผ่าน กอ.รมน.

สภาวะเช่นนี้อาจทำให้ถูกตีความได้ว่า กอ.รมน.ในอนาคตกำลังกลายเป็น “รัฐบาลทหารแปลงรูป” ที่ควบคุมประเทศผ่านการตีความปัญหาความมั่นคงได้อย่างไม่จำกัด

และมีนัยโดยตรงถึงการควบคุมทางการเมืองด้วย

การขยายบทบาทเช่นนี้ยังครอบคลุมไปถึงงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพราะนิยามใหม่ได้กำหนดให้ กอ.รมน.เข้าไปทำภารกิจในงานเช่นนี้อีกด้วย

แต่เดิมงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นงานการป้องกันของฝ่ายพลเรือน (หรือที่เรียกว่างาน “civil defense”)

แต่คำสั่งนี้เท่ากับเปิดบทบาทใหม่ให้ กอ.รมน.เข้าไปคุมงานนี้แทนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สังกัดกระทรวงมหาดไทย)

และคงต้องตระหนักว่า คำว่า “สาธารณภัย” ได้ถูกนิยามอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นอัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง โรคระบาด ภัยธรรมชาติ อุบัติภัย และยังมีขอบเขตรวมถึงภัยทางอากาศ และการก่อวินาศกรรม

ซึ่งงานนี้เป็นภารกิจกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยโดยตรง

แต่โดยคำสั่ง คสช. ที่ 51/60 งานนี้จะถูกโอนไปไว้ภายใต้การควบคุมของ กอ.รมน.

อันเท่ากับว่าในอนาคต กอ.รมน.จะเป็นผู้ดำเนินการและจัดทำแผนงานด้านการป้องกันภัยเช่นนี้โดยตรง

ซึ่งเท่ากับการส่งสัญญาณว่า กอ.รมน.จะเป็นผู้จัดการงานนี้แทนกระทรวงมหาดไทย

และยัง “ให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณให้เป็นไปตามแผนและแนวทางนั้นด้วย” (หมายถึงแผนและแนวทางที่ กอ.รมน.ได้จัดทำขึ้น)

กระทรวงความมั่นคงภายใน

เมื่อมีคำสั่งให้สำนักงบประมาณจัดงบประมาณสนับสนุนการดำเนินการของ กอ.รมน.แล้ว องค์กรนี้จึงเป็นดัง “กระทรวงความมั่นคงภายใน” ในระบบบริหารราชการแผ่นดินของไทย เพราะมีภารกิจแบบครอบคลุมทุกเรื่อง

หรืออาจตีความได้ว่า กอ.รมน.ถูกสร้างให้เป็น “Homeland Security” แบบกระทรวงความมั่นคงภายในของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือกำเนิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์การโจมตีสหรัฐ ในวันที่ 11 กันยายน 2544

แต่การจัดตั้งองค์กรนี้ของสหรัฐเกิดขึ้นเพราะกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทยอเมริกันไม่ได้มีบทบาทความมั่นคงภายในเช่นในแบบของไทย

ดังนั้น การขยายบทบาทของ กอ.รมน.เช่นนี้ เป็นปัญหาทั้งการเมืองและความมั่นคงในตัวเอง

เห็นชัดว่าการขยายบทบาทภายใต้คำสั่งนี้เป็นไปเพื่อการคงบทบาทของกองทัพไว้ในสังคมได้ โดยไม่จำเป็นต้องกังวลว่าการเมืองไทยจะเปลี่ยนเป็นรูปแบบใดในอนาคต

กองทัพที่มี กอ.รมน.ไว้ในมือจะมีบทบาทเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” ไม่เปลี่ยนแปลง

อันเท่ากับเป็นสัญญาณว่าการถอนตัวของทหารออกจากการเมืองไทยจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้แล้ว

การปฏิรูปกองทัพก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากเช่นกันด้วย!


https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_224941




The Art of No Deal ! (Relax! It's just AI)





https://x.com/EskandariA265/status/2044422876883738901



 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในการสัมภาษณ์ว่า สงครามกับอิหร่านนั้น "ใกล้จะยุติลงเต็มทีแล้ว" สำนักข่าว AP ยังอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ระดับภูมิภาคว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุ "ข้อตกลงในหลักการ" ที่จะขยายเวลาการหยุดยิงที่ดำเนินมาเป็นเวลาสองสัปดาห์ออกไป เพื่อการเจรจาต่อไป


https://www.cnbc.com/2026/04/15/iran-war-trump-peace-deal-us-talks-stock-market-oil-prices-.html

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวในการสัมภาษณ์ซึ่งออกอากาศเมื่อวันพุธว่า สงครามกับอิหร่านนั้น "ใกล้จะยุติลงเต็มทีแล้ว" โดยทางการในกรุงเตหะรานต่างมีความกระตือรือร้นอย่างยิ่งที่จะบรรลุข้อตกลงสันติภาพ

"เราได้เอาชนะพวกเขาทางทหารอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว" ทรัมป์กล่าวกับรายการ "Mornings with Maria" ของสถานีโทรทัศน์ Fox Business Network ในการสัมภาษณ์ที่บันทึกเทปไว้ล่วงหน้า "ผมคิดว่ามันใกล้จะจบลงแล้ว ผมมองว่ามันใกล้จะจบลงเต็มที... หากผมถอนตัวออกมาในตอนนี้ พวกเขาจะต้องใช้เวลาถึง 20 ปีในการฟื้นฟูประเทศ และงานของเราก็ยังไม่เสร็จสิ้น"

"เรามารอดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมคิดว่าพวกเขาต้องการทำข้อตกลงนี้อย่างมากทีเดียว" เขากล่าวเสริม

ถ้อยแถลงล่าสุดของประธานาธิบดีมีขึ้นท่ามกลางความเชื่อมั่นที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดว่า จะสามารถค้นพบทางออกทางการทูตสำหรับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้ แม้ว่าการเจรจาสันติภาพเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจะประสบความล้มเหลวก็ตาม

สำนักข่าว Associated Press (AP) โดยอ้างคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ระดับภูมิภาค รายงานเมื่อช่วงเช้าวันพุธว่า สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุ "ข้อตกลงในหลักการ" ที่จะขยายเวลาการหยุดยิงที่มีความเปราะบางซึ่งดำเนินมาเป็นเวลาสองสัปดาห์ออกไป เพื่อเปิดทางให้มีการดำเนินวิถีทางการทูตต่อไปได้อีก

ทว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ รายหนึ่งได้เปิดเผยกับสำนักข่าว CNBC ว่า สหรัฐฯ "ยังไม่ได้ตกลงอย่างเป็นทางการที่จะขยายเวลาการหยุดยิงออกไป"

"ยังคงมีการติดต่อหารือกันอย่างต่อเนื่องระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเพื่อมุ่งสู่การบรรลุข้อตกลง" เจ้าหน้าที่รายดังกล่าวกล่าวเสริม โดยขอสงวนนามในการให้ข้อมูล 

สำนักข่าวหลายแห่งรายงานตรงกันว่า การเจรจาอาจเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งก่อนที่กำหนดการหยุดยิงจะสิ้นสุดลงในสัปดาห์หน้า โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งได้เปิดเผยกับ CNBC เมื่อช่วงเช้าวันอังคารว่า กำลังมีการหารือกันถึงความเป็นไปได้ในการจัดการเจรจารอบที่สองระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและเตหะราน แม้ว่าจะยังไม่มีการกำหนดตารางเวลาอย่างเป็นทางการ ณ ขณะนั้นก็ตาม

ต่อมาในช่วงบ่ายวันอังคาร ทรัมป์ได้กล่าวกับหนังสือพิมพ์ New York Post ว่า การเจรจารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในกรุงอิสลามาบัดนั้น "อาจเกิดขึ้นได้ภายในช่วงสองวันนี้" ในการให้สัมภาษณ์กับ Fox Business ที่ออกอากาศเมื่อวันพุธ ทรัมป์ลดทอนความผันผวนของตลาดโลกที่เกิดจากสงคราม และกล่าวว่าราคาน้ำมันซึ่งพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากการหยุดชะงักของอุปทาน จะลดลงในไม่ช้า

เขายังคงปกป้องปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน โดยกล่าวว่า “เราต้องหยุดพวกเขาไม่ให้มีอาวุธนิวเคลียร์”

ทรัมป์คาดการณ์ว่าเมื่อสงครามสิ้นสุดลง “ตลาดหุ้นจะเฟื่องฟู มันกำลังเฟื่องฟูอยู่แล้ว”

ในขณะที่รัฐบาลทรัมป์กำลังพิจารณาการเจรจาเพิ่มเติมกับเตหะราน วอชิงตันได้เดินหน้าปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญซึ่งส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่าน

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ กล่าวเมื่อค่ำวันอังคารว่า การปิดล้อมซึ่งไม่อนุญาตให้เรือเข้าหรือออกจากท่าเรือของอิหร่าน ได้ถูกดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบแล้ว “อย่างสมบูรณ์” ตัดขาดการค้าทางทะเลระหว่างประเทศของเตหะราน

Source:CNBC






https://x.com/Reuters/status/2044417961989919113



 

วันพุธ, เมษายน 15, 2569

ทรั้มพ์ โพสต์บนโซเชียล ว่าอัตราการเกิดในไทยก็ลดลงเหลือ ๐.๗๘ แค่นั้น น่าจะทำไก๋ เฉไฉจากรายงานในอเมริกาอัตราลดติดต่อกันมาตั้งแต่ปี ค.ศ.๒๐๐๗

นี่ถ้า แว้น สักหน่อย ก็อยากจะบอกว่า เฮ้ย นายเผือกอะไรกับเราฮวะ ไอ้เรื่องทำไก๋ เฉไฉละนายที่หนึ่ง ดอแนลด์ ทรั้มพ์ โพสต์บน ทรุธโซเชียล (เดี๋ยวนี้เขาเรียกกันว่า ฟรุตส์โซเชียล แล้ว) ว่าอัตราการเกิดในไทยก็ลดลงเหลือ ๐.๗๘ แค่นั้น

แน่ละ ถ้าจะให้เทียบกับอเมริกามันคนละชั้น ปีนี้ ซีดีซี หรือศูนย์ควบคุมเชื้อโรค ที่เด็กทรั้มพ์ รอเบิร์ต เค็นเนดี้ จูเนียร์ พยายามเข้าไปปู้ยี่ปู้ยำ บอกว่าอัตราเด็กเกิดใหม่ ตามสถิติสิ้นปี ๒๐๒๕ ลงต่ำไปอีกน่าใจหายที่ ๕๓.๑ ต่อสตรี ๑ พันคน

ก็เท่ากับ ๐.๕๓๑ ต่อสตรี ๑ คน ของไทยน่าจะย่อมดีกว่าหลายขุม แต่ข่าวที่ทรั้มพ์เอามาแชร์บอกว่า อัตราเกิดของไทยต่ำที่สุดในโลก ต่ำกว่าเกาหลีใต้ซึ่งอยู่ที่ ๐.๘ ต่อสตรี ๑ คน ทำให้ไทยเป็นประเทศที่ประชากรหดลงเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์

โพสต์ของทรั้มพ์เพิ่มเติมด้วยว่า ในไทยอัตราการตายของประชากรมากกว่าอัตราการเกิด ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ โน่นแน่ะ เมืองไทยเวลานี้จึงมีคนสูงวัยมากกว่าคนหนุ่มสาว ซึ่งก็จริงแหละ พวกนั่งๆ นอนๆ กินบำนาญแล้วสั่งโน่นสั่งนี่ มากกว่าพวกตากเหงื่อแบกจ๊อบ

จะว่าเฮียทรั้มพ์แกห่วงใยประเทศไทยที่ลดความสามารถการผลิตเลี้ยงโลกลงไป ก็คงไม่ใช่หรอก คนอย่างหมอนี่ แกชอบสร้างดราม่า distracts ปัญหาภายในประเทศและส่วนตัว อย่างก่อสงครามกับอิหร่าน นั่นกำเรื่องมหึมากลบข้อเท็จจริงในแฟ้ม เอ็ปสไตน์

สำหรับเรื่องอัตราการเกิดในสหรัฐ ดูรายงานของ Center for Disease Control and Prevention ในรายละเอียด คร่าวๆ ก็คือเมื่อปีที่แล้วอัตราความสมบูรณ์ในการตั้งครรภ์ของผู้หญิงในอเมริกาโดยรวม ลดลงไปอีก ๑% จาก ๕๓.๘ ในปี ๒๐๒๔

อัตราถดถอยนี้เป็นมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี ค.ศ.๒๐๐๗ ทั้งนี้เพราะการตั้งครรภ์ในหมู่หญิงวัยทีนเอจ หรือ Gen Z (๑๔- ๒๙ ปี) ลดฮวบลงไป ๗๒% แม้นว่าในหมู่สาวมิลเลเนี่ยน (๓๐-๓๔ ปี) อัตราตั้งครรภ์เพิ่ม ๓% จากปี ๒๐๒๕ ทำให้นักวิชาการเชื่อว่าอัตราลดจะไม่ถาวร

นักเศรษฐศาสตร์ ยูซีแอลเอ มาธา เบลลี่ย์ หวังว่าจะมีการพลิกผันกลับของอัตราการเกิดได้ในวันข้างหน้า เหมือนที่เคยเป็นมาในยุคซิกตี้ (1970’s) ในเมื่อเหตุที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์น้อยลง เพราะสาวยุคนี้เลือกที่จะผลัดผ่อน เลื่อนเวลาออกไป

และปัจจัยที่ทำให้เลื่อนการมีลูกออกไปยุคนี้เพราะธรรมเนียมสังคมเปลี่ยนไป เฉพาะหน้าคือปัญหาเศรษฐกิจ เฉพาะหน้ากว่านั้นก็ทรั้มพ์นี่แหละทำให้รายได้ฝืดเคือง การตั้งกำแพงภาษีศุลกากรทำให้การค้าซึ่งต้องมีปฏิสัมพันธ์กับโลกหดตัว

ที่น่าชวนหัวแต่ว่าอ่านแล้วเห็นจริง ก็คือนโยบายด้าน อิมมิเกรชั่นพยายามกำจัด ขับไล่ชนผิวต่างสีโดยเฉพาะจากอเมริกากลางและใต้ ซึ่งมาอยู่อเมริกาแล้วผลิตอนุชนกันอย่างว่องไว ปฏิบัติการของ ‘ICE’ จะทำให้อัตราเด็กเกิดใหม่ลดลงไปอีก

(https://www.cdc.gov/nchs/data/vsrr/vsrr043.pdf, https://www.nytimes.com/2026/04/09/us/fertility-rates-decline.html และ https://facebook.com/share/p/1CLcXD4beV/) 

ประเทศไทยกำลังจะเป็น SLAPP STATE ทนายนรเศรษฐ์ชี้ อธิบดีปกครองฟ้องอดีต กกต.‘สมชัย’ สะท้อนการฟ้องปิดปาก เพื่อให้กลัว

“ประเทศไทยกำลังจะเป็น SLAPP STATE” นรเศรษฐ์ นาหนองตูม เขียนบนหน้าทวิตเตอร์เมื่อเย็นวาน (๑๔ เมษา) ต่อกรณีที่อธิบดีกรมการปกครองแจ้งความอดีต กกต.สมชัย กับนักวิชาการไอทีอีกสองคน ข้อหานำลงข้อความเท็จ

มันเป็นนิสัยเสียของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในรัฐบาลอนุทิน ๒.๐ ไปแล้ว ที่ใช้นิติสงครามอย่างอ่อน ไล่ปิดปากประชาชน สแล้ป มันคือ “การฟ้องเพื่อให้คนหยุดพูด ไม่ใช่ฟ้องเพื่อชนะ แต่ฟ้องเพื่อให้เหนื่อย ให้เสียเวลา ให้เสียเงิน และที่สำคัญ…ให้กลัว”

เรื่องมาจากผู้ถูกฟ้องทั้งสาม “ถาม” (ถามนะถาม) กรมการปกครองว่า “ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ๕๓ ล้านรายชื่อรั่วไหลหรือไม่” ทนายสิทธิมนุษยชนแนะด้วยว่า “ถ้าเป็นประเทศประชาธิปไตยแบบอารยะ มันควรจะถูกตอบด้วยข้อเท็จจริง” ใช่ไหม

เขาท้าวความไปยังคดีที่กรรมการเลือกตั้งฟ้องประชาชน ๖ คน ที่ไปตรวจสอบการเลือกตั้งชลบุรี เขต ๑ เมื่อต้นปี ทั้งกรณีนั้นและกรณีนั้นฝ่ายรัฐหาว่าประชาชน หมิ่นประมาท บวกข้อหาข้อความเท็จตาม พรบ.คอมพิวเตอร์เข้าไปด้วยให้หนักชิบ

ทีมันหนักหนาสากรรจ์ เขาว่ามันสร้างบรรยากาศของความหวาดกลัว ที่จะใช้สิทธิในการพูดแสดงความคิดเห็น “คนจะเริ่ม คิดก่อนพูด แล้วจากคิดก่อนพูด จะกลายเป็น ไม่พูดดีกว่าสังคมแบบนี้ ไม่ได้เงียบเพราะไม่มีปัญหา

แต่เงียบเพราะไม่มีใครกล้าพูดถึงปัญหา” นรเศรษฐ์บอกด้วยว่า “ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเข้มแข็งเวลามีข้อสงสัยเรื่องข้อมูลขนาดใหญ่แบบนี้ รัฐจะรีบทำ ๓ อย่าง หนึ่ง ตรวจสอบ สอง เปิดเผย สาม อธิบาย” แต่นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ กลับฟ้องปิดปาก

แม้ยอมรับว่ามีข้อมูลรั่วไหลจริง แต่อ้างว่าเป็น “ความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง” ไม่มีการรับผิดชอบในขอบข่ายของผู้จัดทำและเก็บรักษา เป็นการผลักความผิดไปให้กับผู้ชี้เบาะแส ตักเตือน อย่างดื้อๆ ด้านๆ เสียงั้น

(https://x.com/thestandardth/status/2044009467457446232 และ https://x.com/SenateNorasate/status/2044009195201233300)

ความหวังที่ริบหรี่ ? เริ่มมีข่าวของความหวังยุติสงครามอิหร่านออกมาแล้ว มีคนโพสต์ข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านใกล้จะสำเร็จแล้ว หลังจากที่อิหร่านได้ยื่นข้อเสนอขอระงับโครงการนิวเคลียร์ของตนเป็นระยะเวลา 5 ปี (อเมริกาขอ 20 ปี) ผู้โพสต์อาจจะด่วนสรุป) แต่ตลาดหุ้นสหรัฐมองในแง่ดี หุ้นขึ้น






ข้อเสนอ "5 ปี"

เป็นความจริงที่อิหร่านได้หยิบยกข้อเสนอเรื่องการระงับโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของตนเป็นเวลา 5 ปีขึ้นมาพิจารณา โดยข้อเสนอนี้เกิดขึ้นระหว่างการประชุมสุดยอดที่กรุงอิสลามาบัดซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังคงเป็นเพียง "จุดติดขัด" ในการเจรจา มากกว่าที่จะเป็นข้อตกลงที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว:

ความเห็นที่แตกต่าง: มีรายงานว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์กำลังผลักดันให้มีการระงับโครงการเป็นระยะเวลานานกว่านั้นมาก คือ 20 ปี หรือไม่ก็ให้มีการยุติความมุ่งมั่นในการพัฒนานิวเคลียร์เพื่อการทหารอย่างถาวร

การตรวจสอบยืนยัน: อุปสรรคสำคัญที่ยังคงอยู่คือวิธีการตรวจสอบยืนยันว่าการระงับโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ โดยสหรัฐฯ เรียกร้องให้มีการตรวจสอบแบบ "เจาะลึกและเข้มงวด" (intrusive inspections) ซึ่งเป็นสิ่งที่อิหร่านเคยต่อต้านมาโดยตลอดในอดีต

โอกาสในตลาดและการ "พุ่งขึ้น" ของตัวเลขคาดการณ์

แม้ว่าตลาดการคาดการณ์และ "โอกาส" ทางภูมิรัฐศาสตร์จะพุ่งสูงขึ้นจริง—โดยบางแห่งแตะระดับ 70-75%—แต่ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงสถานการณ์การหยุดยิงเป็นเวลาสองสัปดาห์ที่กำลังมีผลบังคับใช้ในขณะนี้ (เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน) มากกว่าที่จะสะท้อนถึงการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว

มุมมองเชิงบวก (Bullish Case): ตลาดกำลังตอบรับในเชิงบวกต่อข้อเท็จจริงที่ว่า การสู้รบครั้งใหญ่ภายใต้ปฏิบัติการ "Epic Fury" ได้หยุดชะงักลงชั่วคราว และช่องแคบฮอร์มุซเริ่มแสดงสัญญาณว่าจะกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง

ความเสี่ยง: รองประธานาธิบดี JD Vance ได้เดินทางออกจากกรุงอิสลามาบัดเมื่อวันจันทร์ โดยระบุว่าทั้งสองฝ่ายยังคงมีความเห็นที่ "ห่างไกลกันอย่างสิ้นเชิง" ในรายละเอียดระยะยาว หากการหยุดยิงสิ้นสุดลงโดยไม่มีการขยายเวลาหรือกำหนดกรอบข้อตกลงอย่างเป็นทางการ ความผันผวนในตลาดอาจกลับมาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอีกครั้ง

สถานะปัจจุบันของความขัดแย้ง

การหยุดยิง: ขณะนี้เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการพักรบชั่วคราว ภายหลังจากที่ต้องเผชิญกับการปฏิบัติการทางทหารอันดุเดือดมาเป็นเวลา 38 วัน

ข้อเรียกร้องหลัก: สหรัฐฯ เรียกร้องให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร และให้ยุติการให้เงินสนับสนุนแก่กองกำลังตัวแทน (proxy forces) อย่างสิ้นเชิง ในขณะที่อิหร่านเรียกร้องให้มีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด รวมถึงเรียกร้องค่าชดเชยสำหรับ "ความเสียหายจากสงคราม"

บทสรุป: ขณะนี้เรากำลังอยู่ใน "ช่วงเวลาแห่งการลดระดับความตึงเครียด" ข้อเสนอระยะเวลา 5 ปีถือเป็นความเคลื่อนไหวทางการทูตที่มีนัยสำคัญ แต่การระบุว่าข้อตกลงสันติภาพดังกล่าว "เกือบยืนยันแล้ว" เป็นการมองข้ามช่องว่างอันมหาศาลระหว่างการพักยุติชั่วคราวเป็นเวลา 5 ปี กับข้อกำหนดระยะเวลา 20 ปีที่ทำเนียบขาวกำลังส่งสัญญาณอยู่ในขณะนี้



 

ประเทศนี้ไม่ได้ขาด “คำถาม” แต่กำลังขาด “พื้นที่ให้ถาม” แค่สงสัยว่า “ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านรายชื่อรั่วหรือไม่?” คำถามยังไม่ทันได้คำตอบ คนถาม…กลายเป็นจำเลยไปแล้ว


Pathompong Wongsiriwat
4 hours ago
·
ประเทศนี้ไม่ได้ขาด “คำถาม”
แต่กำลังขาด “พื้นที่ให้ถาม”

แค่สงสัยว่า
“ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53 ล้านรายชื่อรั่วหรือไม่?”
คำถามยังไม่ทันได้คำตอบ
คนถาม…กลายเป็นจำเลยไปแล้ว

นี่ไม่ใช่การปกป้องความจริง
แต่มันคือการ “ปกป้องอำนาจ”
SLAPP ไม่ได้ฆ่าความจริงตรงๆ
แต่มันฆ่าคนที่พยายามจะพูดความจริง

ฟ้องให้เหนื่อย
ฟ้องให้จน
ฟ้องให้กลัว
จนสุดท้าย…ไม่มีใครอยากพูดอะไรอีก

แล้วความเงียบก็จะถูกเรียกว่า “ความสงบ”
ประเทศนี้เลยดูปกติดี
เพราะเสียงที่ควรจะดัง…ถูกทำให้หายไปหมดแล้ว
วันนี้ คนตั้งคำถามโดนฟ้อง
พรุ่งนี้ คนตั้งคำถามจะหายไปเอง

และวันนั้น
เราไม่ต้องมี SLAPP STATE หรอก
เพราะเราจะได้ “Silent State”
ประเทศที่ไม่มีใครพูดความจริงอีกต่อไป

https://www.facebook.com/photo/?fbid=967442562893058&set=gm.2090358911557932&idorvanity=624624994798005




อย่าลืมเพื่อนเรา... วันที่ 14 เม.ย. ของทุกปี นอกจากประเทศไทยจะอยู่ในบรรยากาศแห่งความสนุกสนานของช่วงสงกรานต์แล้ว ยังเป็นวันที่รัฐบาลกำหนดให้เป็น “วันครอบครัว” มาตั้งแต่ปี 2533 อีกด้วย จากการสำรวจครอบครัวของนักโทษการเมืองในปัจจุบัน พบว่ามีเด็กที่อยู่ในวัยเรียนถึง 20 คน ไม่ได้มีโอกาสใช้เวลาอยู่กับพ่อหรือแม่ของเขา


Freedom Bridge
16 hours ago
·
วันที่ 14 เม.ย. ของทุกปี นอกจากประเทศไทยจะอยู่ในบรรยากาศแห่งความสนุกสนานของช่วงสงกรานต์แล้ว ยังเป็นวันที่รัฐบาลกำหนดให้เป็น “วันครอบครัว” มาตั้งแต่ปี 2533 อีกด้วย เพราะตรงกับช่วงวันหยุดยาวที่ทุกคนมักเดินทางกลับภูมิลำเนามาเยี่ยมญาติพี่น้อง ทำให้หลายครอบครัวมักจะได้อยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาในช่วงนี้
.
จากการสำรวจครอบครัวของนักโทษการเมืองในปัจจุบัน พบว่ามีเด็กที่อยู่ในวัยเรียนทุกระดับชั้นถึง 20 คน ไม่ได้มีโอกาสใช้เวลาอยู่กับพ่อหรือแม่ของเขา โดยมีผู้ต้องขังถึง 13 คนที่เป็นพ่อ-หัวหน้าครอบครัว และมีแม่อีก 1 คน โดยในบางครอบครัวนั้นพลาดโอกาสที่จะได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมาเข้าปีที่ 3 แล้ว
.
เด็กเล็กในวัยอนุบาล 11 คน จาก 9 ครอบครัว ได้เจอกับพ่อของพวกเขานานๆที ไม่ใช่ตามเทศกาลสำคัญแต่เป็นตามวันที่แม่หรือครอบครัวของพวกเขาสะดวกที่จะพาไปยังเรือนจำ โดยเด็กที่เล็กที่สุดในขณะนี้เป็นเด็กทารกที่เพิ่งคลอดไม่นาน อายุเพียง 2 เดือนเท่านั้น ในระยะเวลาที่ผ่านมาเราพยายามสนับสนุนครอบครัวที่มีเด็กทารกหรือเด็กวัยอนุบาลด้วยผ้าอ้อมสำเร็จรูปและนม เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพราะเข้าใจถึงความยากลำบากของการต้องทำงานหาเลี้ยงชีพและเลี้ยงลูกไปพร้อมๆกันของหลายๆครอบครัว
.
เด็กๆ อีก 8 คน เป็นเด็กๆในชั้นประถม-มัธยม 4 คน และเด็กมหาวิทยาลัยอีก 4 คน แม้พวกเขาอยู่ในวัยที่ช่วยเหลือตนเองได้แล้ว แต่พวกเขาก็ยังต้องการอยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ในหลายๆครอบครัวที่เด็กๆ สนิทกับพ่อหรือแม่ของพวกเขามากๆ แม้เด็กๆอยู่ในวัยที่จะเริ่มมีอารมณ์และความต้องการที่ซับซ้อนขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น แต่พวกเขายังต้องการมีที่ปรึกษาที่ไว้ใจได้อย่างพ่อหรือแม่อยู่เคียงข้าง ความรู้สึก “ขาด” คนสำคัญไปยังแวะเวียนมาทักทายพวกเขาอยู่เรื่อยๆ แม้บางครอบครัวไม่ได้อยู่ด้วยกันมาหลายปี
.
ครอบครัวที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันนานที่สุด คงจะเป็นครอบครัวของ “ยุทธนา” เขามีลูกถึง 4 คน แต่ยุทธนาถูกคุมขังตั้งแต่ลูกๆอายุ 10-12 ขวบ ทำให้เด็กๆไม่มีคนดูแลและต้องย้ายไปอยู่กับญาติไปเรื่อยๆ เนื่องจากภรรยาแยกทางกับเขาและภายหลังเสียชีวิต เด็กๆเติบโตขึ้นโดยการเลี้ยงดูของคนหลายคน แต่คงไม่มีใครเลี้ยงดูพวกเขาได้ดีไปกว่าพ่อกับแม่ หากแต่ยุทธนาไม่มีโอกาสนั้น และลูกๆของเขาก็อายุล่วงเข้า 23 แล้วในปีนี้
.
วันครอบครัวยังคงเป็นวันสำคัญสำหรับใครอีกหลายๆคน เป็นหมุดหมายในการกลับมาเจอกันของพ่อแม่ลูกหรือญาติพี่น้องที่ห่างหายกันไปตามภาระหน้าที่ในชีวิต ทุกครั้งที่บรรยากาศภายนอกเริ่มเข้าสู่ช่วงเทศกาลสำคัญ ผู้ต้องขังทางการเมืองก็รับรู้และมักนึกถึงลูกและการได้กลับไปเจอครอบครัวของพวกเขาด้วยเช่นกัน
.
จะดีแค่ไหนหากผู้ต้องขังทางการเมืองได้รับสิทธิในการประกันตัวเพื่อสู้คดีในศาลอุทธณ์และฎีกาเช่นเดียวกับจำเลยในคดีอาญาประเภทอื่นๆ ด้วยหลักคิดสำคัญอย่างการ “สันนิฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์” เพื่อไม่ให้ต้องมี “ลูก” หรือ “พ่อแม่” คนใด โดดเดี่ยวและเคว้งคว้างในวันที่ทุกคนควรได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้า
—--
ร่วมประคับประคองครอบครัวของผู้ต้องขังทางการเมือง จนกว่าวันที่พวกเขาจะได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้า
—--
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
เลขบัญชี 800-9-71446-2
ชื่อบัญชี มูลนิธิสิทธิเพื่อความยุติธรรม
.
ผู้ที่สะดวกสนับสนุนผ่านบัตรเครดิต
สามารถสนับสนุนได้ที่เว็บไซต์ engagethailand
(เฉพาะผู้ที่มีรายได้ในสหรัฐอเมริกา สามารถลดหย่อนภาษีได้)
https://www.engagethailand.org/supportpoliticalprisoners

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122194738478383831&set=a.122096401838383831







https://www.facebook.com/Thalugaz/posts/pfbid02pch1gzFVrihtkdYodkwoVGTTexHcXocpZj3TzJm2bCEHnxjAAScsBP91f5CbdvTDl

ทะลุแก๊ซ - Thalugaz 
4 hours ago
·
14 เม.ย. 69 สาดความหวังวันสงกรานต์ เพื่อส่งกำลังใจให้ประชาชนที่ยังคงต่อสู้เพื่อความยุติธรรม และเติมความหวังให้เพื่อนในเรือนจำ
มวลชนร่วมกันวางดอกไม้และจุดเทียนรำลึก 1 ปี 11 เดือน ที่ “บุ้ง เนติพร” จากไป หลังอดอาหารประท้วงเพื่อเรียกร้องให้คืนสิทธิประกันตัวประชาชนและปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
#สงกรานต์
#สงกรานต์2569
#ปล่อยเพื่อนเรา
#บุ้งเนติพร




โมเดลวัดญี่ปุ่น บริหารเหมือนระบบบริษัท และมีผู้สอบบัญชีภายนอก มาตรวจ /โดย ลงทุนแมน


ลงทุนแมน

14 hours ago
·
โมเดลวัดญี่ปุ่น บริหารเหมือนระบบบริษัท และมีผู้สอบบัญชีภายนอก มาตรวจ /โดย ลงทุนแมน
(The English version is below.)

หากพูดถึง “วัด” แน่นอนว่าคงเป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่คนไทยนิยมบริจาคหรือถวายเงินให้มากที่สุด
แล้วหากถามว่า “วัดไทย” เป็นพุทธพาณิชย์ไหม ? ถ้ามองแบบผิวเผินก็คงจะไม่ใช่

เพราะรายได้ของวัด ก็มาจากจิตศรัทธาของสาธุชน ที่ตั้งใจถวายเงินหรือปัจจัยให้กับพระ โดยไม่มีเจตนาที่จะจำหน่ายสินค้าเพื่อหารายได้แต่อย่างใด

แต่รู้หรือไม่ว่า สำหรับประเทศญี่ปุ่น สถานที่สำคัญทางศาสนา อย่างวัดและศาลเจ้านั้น คล้าย ๆ กับพุทธพาณิชย์ และสามารถประกอบธุรกิจอื่นเพื่อจุนเจือวัดได้

แล้วโมเดลธุรกิจศาสนสถานของญี่ปุ่นนั้น มีความน่าสนใจอย่างไร
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

ต้องบอกว่า ไทยกับญี่ปุ่น นับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลักเหมือนกัน แต่มีนิกายหลักที่ไม่เหมือนกัน

โดยของญี่ปุ่น เป็นพุทธศาสนานิกายมหายาน
ส่วนของไทย เป็นพุทธศาสนานิกายเถรวาท

ทั้ง 2 นิกาย ก็มีธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างกัน อย่างของไทยที่เป็นนิกายเถรวาท ก็เป็นนิกายที่ยึดหลักพระธรรมคำสอน ของวิถีพุทธแบบดั้งเดิม

พระสงฆ์ที่บวชในนิกายนี้ จะต้องทำตามระเบียบวินัย หรือกฎของสงฆ์อย่างเคร่งครัด และเป้าหมายสูงสุดของนิกายเถรวาท คือการละซึ่งทางโลกเพื่อบรรลุสู่นิพพาน

เมื่อเป็นแบบนี้ ทำให้พุทธศาสนานิกายเถรวาท ก็ยังมีขนบธรรมเนียมในรูปแบบดั้งเดิมที่สืบทอดกันมา อย่างการนั่งสมาธิภาวนา ไปจนถึงการทำบุญตักบาตร
พระในนิกายนี้ จะถือครองสมณเพศ โดยต้องละซึ่งอาชีพทางโลก และทำมาหากินโดยประกอบอาชีพอื่นไม่ได้

ส่วนของญี่ปุ่น จะเป็นพุทธศาสนานิกายมหายาน ซึ่งพุทธนิกายเซน ก็เป็นส่วนหนึ่งของนิกายนี้

นิกายมหายาน จะมีกฎหรือข้อปฏิบัติของพระสงฆ์ที่ยืดหยุ่นกว่า โดยพระสงฆ์สามารถใช้ชีวิตเหมือนกับปุถุชนคนทั่วไปได้ เช่น รับประทานอาหารหลังเที่ยงได้ ประกอบอาชีพเสริม หรือมีครอบครัวได้

ขอเพียงแต่ว่าในทุก ๆ วัน พระจะต้องมาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนักบวช ปฏิบัติตามกิจวัตรอย่างเคร่งครัด เช่น ปฏิบัติสมาธิ สวดมนต์ หรือทำพิธีกรรม เพื่อเป็นที่พึ่งทางใจให้กับปุถุชนคนทั่วไป

นอกจากนี้ พระที่วัดในญี่ปุ่น จะไม่มีการออกบิณฑบาตในทุกเช้า นั่นก็เพราะสภาพสังคมในญี่ปุ่น มองว่าการออกบิณฑบาตของพระหรือนักบวชนั้น เป็นการรบกวนผู้อื่น

แต่อย่างไรก็ตาม ประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ก็ยังสามารถจัดอาหารมาถวายพระ หรือสามารถบริจาคเงินให้กับพระภายในวัดได้

เมื่อเป็นแบบนี้ เราก็จะเห็นได้ว่า

- วัดไทย ตั้งอยู่เพื่อค้ำจุนศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ และขนบธรรมเนียมอย่างเคร่งครัด จึงไม่มีความเป็นพุทธพาณิชย์

- วัดญี่ปุ่น ตั้งอยู่เพื่อค้ำจุนศาสนาพุทธนิกายมหายาน ที่แม้จะมีขนบธรรมเนียมที่ปฏิบัติต่อกันมา แต่วัดก็ยังสามารถประกอบธุรกิจ หรือขายสินค้าทางศาสนาได้

ซึ่งโมเดลพุทธพาณิชย์ในแบบวัดญี่ปุ่น อธิบายง่าย ๆ ก็จะคล้ายกับรูปแบบบริษัท คือจะมีบุคลากรภายในของวัด หรือที่เรียกว่า “โชคุอิน” ที่จะมีตั้งแต่ระดับผู้บริหาร อย่างเจ้าอาวาสของวัด ไปจนถึงพระสงฆ์ และเจ้าหน้าที่ภายในวัดที่ไม่ได้บวช คอยทำหน้าที่ต่าง ๆ ภายในวัด

และบุคลากรของวัด ก็เหมือนเป็นพนักงานบริษัท ที่พระสงฆ์ทุกรูป และเจ้าหน้าที่ที่เป็นฆราวาส จะได้รับเงินเดือนที่มาจากรายได้ของวัด

วัดญี่ปุ่น นอกจากจะเป็นที่พึ่งทางจิตใจ ของคนในชุมชนหรือในหมู่บ้านแล้ว วัดยังต้องทำหน้าที่หารายได้ต่าง ๆ เพื่อมาจุนเจือตัวเอง โดยไม่มีรัฐบาลคอยสนับสนุน

ซึ่งรายได้ต่าง ๆ ที่เข้ามาจุนเจือก็จะมีหลากหลายทาง ยกตัวอย่างเช่น

- การขายสินค้าเกี่ยวกับศาสนา เช่น เครื่องรางให้โชค แผ่นไม้ขอพร ให้กับนักท่องเที่ยวหรือคนในพื้นที่ ในราคาที่บอกอย่างชัดเจนและตายตัว อย่างเครื่องรางให้โชค ก็มีราคาตั้งแต่ 500 เยน, 1,000 เยน หรือ 2,000 เยน ขึ้นอยู่กับความขลัง และความยากของโชคชะตา

- รับจ้างทำพิธีต่าง ๆ อย่างเช่น งานการกุศล หรืองานศพ

- ทำธุรกิจสุจริต อย่างเช่น ให้เช่าสถานที่เพื่อจัดพิธีแต่งงาน ธุรกิจให้เช่าเครื่องแต่งกาย ธุรกิจโรงแรม
หรือธุรกิจสอนศิลปะต่าง ๆ ตามขนบธรรมเนียมของญี่ปุ่น อย่างการชงชา จัดดอกไม้ หรือการคัดลายมือ

และรายได้หลักอีกทางคือ เงินบริจาค ที่อาจจะมีผู้คนในชุมชน ที่มีจิตศรัทธาเข้ามาบริจาค เพื่ออนุรักษ์สถานที่อันเก่าแก่ของวัดไว้

ต้องบอกว่านอกจากวัดในญี่ปุ่นแล้ว ศาลเจ้าต่าง ๆ ของญี่ปุ่น ที่เป็นศาสนสถานสำคัญของศาสนาชินโต ศาสนาหลักอีกศาสนาหนึ่งของญี่ปุ่น ก็หารายได้จากรูปแบบนี้เช่นเดียวกัน

ถึงแม้ว่า วัด และศาลเจ้าญี่ปุ่น เป็นองค์กรศาสนา ที่มีการดำเนินงานคล้ายคลึงกับรูปแบบบริษัท
แต่จริง ๆ แล้ว วัด และศาลเจ้าญี่ปุ่น จะไม่แสวงหาผลกำไร โดยจะเน้นนำรายได้นั้น ไปทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

ยกตัวอย่างเช่น การทำนุบำรุงสถานที่ต่าง ๆ ภายในศาสนสถาน อย่างเจดีย์ หอระฆัง อาคารที่พัก
หรือแม้กระทั่ง ต้นไม้ ทางเดิน หรือแหล่งน้ำภายใน ให้ดูใหม่และสะอาดน่ามอง

หรือการสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนรอบ ๆ อย่างเช่น ดูแลห้องสมุดประจำชุมชน ดูแลงานศิลปะของเมือง และปรับปรุงสถานที่สำคัญของชุมชนนั้น ๆ

ทีนี้ ก็มาถึงคำถามสำคัญว่า รูปแบบการเสียภาษีของวัดในญี่ปุ่น แตกต่างจากวัดในประเทศไทยอย่างไร ?

ต้องบอกว่า บริบทของศาสนาในประเทศญี่ปุ่นคือ รัฐบาลจะไม่มีการค้ำจุนศาสนาใด เป็นศาสนาประจำชาติมาตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
เมื่อเป็นแบบนี้ ทำให้เงินเดือนของบุคลากรภายในวัด อย่างพระสงฆ์ หรือพนักงานภายในนั้น จะไม่มีสิทธิพิเศษ คือจะต้องนำรายได้ไปยื่นแบบภาษีทั้งหมด

ต่างกับของประเทศไทยที่รัฐบาลจะค้ำจุนศาสนาพุทธนิกายเถรวาท เป็นศาสนาประจำชาติ และเป็นสถาบันหลักของคนไทยอีกสถาบันหนึ่ง

เมื่อเป็นแบบนี้ จึงทำให้เงินนิตยภัต ซึ่งเป็นเงินที่จ่ายประจำทุกเดือนให้กับพระชั้นผู้ใหญ่ อย่างเช่น เจ้าอาวาส หรือเจ้าคณะนั้น ไม่ต้องนำไปยื่นภาษี
เพราะถือว่าเงินนิตยภัตนี้ มีเจตนาเพื่อศาสนาพุทธ ซึ่งเป็นศาสนาหลักประจำชาติ

และเงินนิตยภัตที่ให้กับพระ ก็เป็นเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากมหาเถรสมาคม องค์กรของรัฐ ที่ดูแลพระพุทธศาสนาในประเทศไทยนั่นเอง

นอกจากนี้ พระสงฆ์และพระลูกวัด ที่ได้รับเงินจากการบิณฑบาต และมีญาติโยมถวายเงินใส่ซองให้
เงินส่วนนี้ ก็ไม่ต้องนำมาคิดภาษีเงินได้ เพราะถือเป็นเงินที่มาจากเจตนาเพื่อศาสนา

ดังนั้นในส่วนของรายได้ของพระสงฆ์ไทย ที่จะต้องนำไปยื่นภาษี ก็คือรายได้ที่มาจากส่วนอื่น ที่ไม่ได้มีเจตนาเพื่อศาสนา เช่น เงินเดือนค่านิมนต์พระไปสอนประจำโรงเรียน หรือเป็นวิทยากรให้กับบริษัทเอกชน นั่นเอง

ทีนี้เรามาดูในส่วนของภาษีนิติบุคคลของวัดและศาลเจ้าในญี่ปุ่น โดยแบ่งได้เป็น 2 ส่วน

ส่วนแรกคือ ส่วนที่เป็นรายได้ไม่แสวงหาผลกำไร นั่นคือ รายได้จากธุรกิจที่มีเจตนาเพื่อศาสนา เช่น
- การแจกจ่ายเครื่องราง ของขลัง หรือคำทำนายโชคชะตา
- การให้เช่าที่ดินเพื่อฝังศพ
- การจัดงานแต่งงานหรือพิธีศพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางศาสนา
- การบริหารจัดการที่พักแบบเรียบง่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางศาสนา

ถ้าวัดมีรายได้จากส่วนนี้ ก็ไม่ต้องนำมาเสียภาษีนิติบุคคล เพราะถือเป็นรายได้ จากกิจกรรมที่อุทิศให้กับศาสนา

และถ้าหากรายได้ของวัด หักต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้วไหลลงเป็นกำไรบ้าง ก็ให้ถือว่ากำไรนั้น มีเจตนาเพื่อการบริจาคให้กับวัดและศาสนา ซึ่งไม่ต้องเสียภาษีเช่นเดียวกัน

ส่วนที่สองคือ ส่วนที่หวังกำไรจากธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจให้เช่าเครื่องแต่งกาย ธุรกิจโรงแรม และธุรกิจสอนศิลปะต่าง ๆ

ส่วนนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางศาสนา ดังนั้น เมื่อมีรายได้และกำไร ก็จะถูกนำมาคิดภาษีเงินได้นิติบุคคล

ซึ่งรูปแบบการจัดเก็บภาษีแบบนี้ ก็มีลักษณะที่คล้ายกับวัดไทย ที่มีรายได้เข้าวัด มาจากเงินถวายพระ เงินบริจาค ใบอนุโมทนาบุญ รวมถึงเงินที่ได้จากกิจนิมนต์ตามวิถีสังคม อย่างงานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน หรืองานศพ
เงินได้เหล่านี้ ก็ไม่ต้องนำมาเสียภาษีนิติบุคคลเช่นเดียวกัน

นอกจากโครงสร้างธุรกิจ และโครงสร้างภาษี ของพุทธพาณิชย์แบบญี่ปุ่นที่ชัดเจนแล้ว
วัดญี่ปุ่น ก็ยังมีระบบการตรวจสอบบัญชีอย่างเข้มงวดและเป็นระบบ ทั้งรายได้จากการขายสินค้า ทำธุรกิจ รวมถึงยอดเงินบริจาค

โดยวัดขนาดเล็ก จะมีผู้ตรวจสอบภายใน ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการซึ่งเป็นคนในชุมชน

ส่วนวัดขนาดใหญ่ อย่างเช่น วัดเซ็นโซจิ หรือวัดอาซากุสะ ในกรุงโตเกียวของญี่ปุ่น
จะต้องได้รับการตรวจสอบ โดยผู้สอบบัญชีจากภายนอก ที่ได้รับใบอนุญาต CPA เข้ามาตรวจสอบและลงนามด้วย

ซึ่งต้องบอกว่า วัดขนาดใหญ่บางแห่ง ก็จะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จากการทำธุรกิจวัด อย่างเช่น ยอดขายเครื่องราง หรือยอดเงินค่าบริจาคต่าง ๆ ให้ประชาชนได้รับรู้ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสอีกด้วย

ทั้งหมดนี้ ก็คือภาพรวมของพุทธพาณิชย์ หรือธุรกิจวัดและศาลเจ้าในญี่ปุ่น
ที่มีการขายสินค้าของศาสนา ด้วยราคาบุญที่ชัดเจน สามารถนำพื้นที่วัดไปทำธุรกิจอื่น ๆ เพื่อหาเงินเข้าวัดได้ แต่ต้องเสียภาษีให้ถูกต้อง

โดยรายได้ทั้งหมดนี้ ก็นำมาจ่ายเป็นเงินเดือนให้กับเจ้าอาวาส นักบวช หรือพนักงานภายใน
แถมยังนำรายได้ไปพัฒนาชุมชน พัฒนาเมือง
และที่สำคัญ วัดและศาลเจ้าญี่ปุ่น ก็ได้รับการตรวจสอบบัญชีอย่างเข้มงวดและเป็นระบบ..


(The English version is below.)
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1506094237554243&set=a.743898923773782




The Reporters TV ชวนคุยปมร้อนจากคดีสส.กมลศักดิ์-คำพูดปิดไมค์ แม่ทัพภาคที่ 4


ชวนคุยปมร้อนจากคดีสส.กมลศักดิ์-คำพูดปิดไมค์ แม่ทัพภาคที่ 4

The Reporters TV

Streamed live 11 hours ago

ชวนคุยปมร้อนจากคดีสส.กมลศักดิ์-คำพูดปิดไมค์ แม่ทัพภาคที่ 4

https://www.youtube.com/watch?v=KQS6HzUim54





ฐปณีย์ เอียดศรีไชย เล่าให้ฟัง "นี่คือสิ่งที่ฉันได้รับหลังการสัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4 !!!"

https://www.facebook.com/thapanee.ietsrichai/posts/27086534840939737

Thapanee Eadsrichai 
15 hours ago
·
นี่คือสิ่งที่ฉันได้รับหลังการสัมภาษณ์แม่ทัพภาคที่ 4 !!!
นักข่าวโจร บ้างหล่ะ !! โฆษก BRN บ้างหล่ะ !!
ท่านคิดว่าเพจเหล่านี้จะเป็นเพจข่าวหรือเพจคนทั่วไปจริงเหรอคะ เพราะหลังแถลงข่าวจบไม่นาน เรายังเขียนข่าวที่แถลงยังไม่หมดเลย เพจเหล่านี้ก็ทำภาพกราฟิคเขียนข้อความใส่ร้ายเราได้รวดเร็วมาก และเป็นข้อความที่ไปในทิศทางเดียวกันหมด แล้วขึ้นมาเต็มฟีดแบบพร้อมเพรียงกัน
แน่นอนว่าเราทราบกันดีแล้วว่า เพจเหล่านี้เป็นเพจ IO และทำข้อความเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อปฏิบัติการข่าวสาร และไม่ใช่ครั้งแรกที่แยมเจอเรื่องแบบนี้ จริงๆเราเป็นผู้มาก่อนกาล ถูกปฏิบัติการ IO เล่นงานมาตั้งแต่ข่าวที่เคยใช้คำว่า ปาตานี มารายงานข่าวครั้งแรก เมื่อครั้งรัฐบาลไทยเริ่มพูดคุยสันติภาพกับกลุ่ม มาราปาตานี เมื่อ 10 กว่าปีก่อน และหนักๆก็ช่วงทำข่าวโรฮิงญา จนกลายเป็นโรฮิงแยม ที่คนเกลียดชังทั้งประเทศมาแล้ว
นั่นทำให้เราเข้าใจปฏิบัติการข่าวสาร IO ได้อย่างลึกซึ้ง และรู้เท่าทันในการรับมือกับการโจมตี ใส่ร้ายป้ายสี ทั้งในการแก้ไขวิกฤตข่าวสาร และการรับมือกับสภาพจิตใจ ที่ไม่ปฏิเสธหรอก ใครเจอใส่ร้ายป้ายสีแบบนี้แล้วจะไม่รู้สึกหวั่นไหว
ถ้าท่านคิดว่าเพจที่มาใส่ร้ายกล่าวหาแยมอยู่นี้เป็นเพจจริง ที่มาจากความคิดเห็นของคนจริงๆ ท่านเข้าไปค้นหาในเพจได้เลย ว่ามีใครที่มีตัวตนจริงในเพจเหล่านี้บ้าง ส่วนใหญ่ก็เป็นเพจอวตาร ซึ่งถ้าจะให้สืบสวนสอบสวนเชิงลึก ค้นหากันไม่ยากเลยว่า เป็นฝีมือใคร !!
ที่ผ่านมาแยมเคยคิดจะฟ้องร้อง เพื่อลากตัวคนทำเพจเหล่านี้มาเปิดโปงว่า ใครอยู่เบื้องหลัง แต่ด้วยงานข่าวที่มามากมาย เลยไม่มีเวลาที่จะดำเนินการทางกฏหมาย เคยคิดจะทำหลายครั้ง แต่ไม่มีเวลาจริงๆ
และอีกเหตุผล เราก็เห็นตัวอย่างที่หลายคนเคยฟ้องร้องปฏิบัติการ IO ก็เห็นกันอยู่ว่าสุดท้ายก็สาวไปไม่ถึงผู้อยู่เบื้องหลัง ที่เราก็รู้ว่าใคร !!!
สำหรับเราไม่ได้หวั่นไหวใดๆ กับการมากล่าวหาเป็นโฆษก BRN เพราะความจริงใครที่ติดตามข่าวแยมมายาวนาน ก็รู้ว่า แยมเป็นนักข่าวแบบไหน คงไม่ต้องมาอธิบายกันในชั้นนี้ แต่อยากชวนทุกท่านคิดแบบนี้ค่ะ
เราจะปล่อยให้ปฏิบัติการ IO และสงครามข่าวสารแบบนี้ เติบโตในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จริงเหรอ !!
เราจะปล่อยให้ปฏิบัติการ IO ที่ใช้เงินภาษีของประชาชน มาทำร้ายประชาชน สร้างความแตกแยก สร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชนแบบนี้จริงเหรอ
และคำถามสำคัญคือ รัฐ ต้องการให้เกิดสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้จริงเหรอ !!!
แล้วใครกันแน่ที่ยุยง ปลุกปั่น สนับสนุนให้เกิดการแบ่งแยกดินแดน ถ้าไม่ใช่รัฐ ที่กำลังผลักไส ให้ประชาชนและสื่อกลายเป็นฝ่ายตรงข้าม ทั้งๆที่เราไม่เคยพูดหรือกระทำการอย่างที่ถูกกล่าวหาเลย
ในฐานะนักข่าวที่ทำข่าวในพื้นที่ความขัดแย้ง และกระบวนการสันติภาพ หลักการสำคัญของแยมในการทำข่าวคือการเป็น Peace Media ไม่ว่าจะเป็นวิธีคิดแนวทางในการทำข่าวในรายการ ข่าว 3 มิติ และใน The Reporters เรามีหลักการของการเป็น สื่อเพื่อสันติภาพ
- สื่อเพื่อสันติภาพ - Peace Media
ในหลักการของเราคืออะไร คือการเป็นพื้นที่กลางให้คู่ขัดแย้งได้มาสื่อสาร ถกเถียง เป็นพื้นที่ปลอดภัยให้สองฝ่ายได้แสดงความคิดเห็น และนำเสนอปัญหา เพื่อหาทางออกร่วมกัน
การทำงานของเราในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เอาเฉพาะที่ทำข่าว 3 มิติมา 18 ปี เราไม่ใช่แค่ทำข่าว แต่ได้ศึกษาหาความรู้ เพื่อหาให้ได้ว่าที่มาของปัญหาคืออะไร จนเราพบว่า มากไปกว่าอุดมการณ์ความคิดแบ่งแยกดินแดน คือการไม่ได้รับความยุติธรรม การถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การถูกกดทับให้ไร้ตัวตน การไม่ยอมรับในอัตลักษณ์​ภาษา วัฒนธรรมการแต่งกาย หรือแม้แต่ว่าคำว่า ปาตานี
ในฐานะสื่อเราทำอะไรมาบ้าง เราเปิดพื้นที่ให้กลุ่มเยาวชน ประชาชนที่อยากให้สังคมไทยเข้าใจว่าพวกเขามีอัตลักษณ์ตัวตน การได้ภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ ในประวัติศาสตร์ และเหนือสิ่งอื่นใดคือการได้รับความยุติธรรม รวมถึงการสัมภาษณ์แกนนำ BRN ก็เพื่อให้รู้ว่าพวกเขาต้องการอะไร และอะไรบ้างที่จะนำไปสู่สันติภาพได้อย่างแท้จริง นั่นคือหน้าที่นักข่าว ไม่ใช่โฆษกใคร !!
ในขณะเดียวกันไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐที่สูญเสีย พี่น้องชาวพุทธ เราก็เป็นนักข่าวคนแรกที่ทำให้เสียงของพี่น้องชาวพุทธ ที่เคยเรียกตัวเองว่าเป็นชนกลุ่มน้อยในสามจังหวัดให้เสียงดังขึ้นมา จนกลายเป็นเครือข่ายชาวพุทธชายแดนได้ เราก็ทำข่าวเพื่อให้เห็นว่า ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก เราตามข่าวกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ เพราะเชื่อว่า สุดท้ายทุกความขัดแย้งจบที่การเจรจา !!
จริงๆมีอีกหลายเหตุผลที่ต้องอธิบาย แต่มันคงยาวเกินไปในโอกาสนี้ที่อยากจะชวนทุกท่านคิดว่า เราจะยอมรับแนวทางการจัดการความขัดแย้งแบบนี้จริงเหรอคะ
ซึ่งในการแถลงข่าวของท่านแม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อวานนี้ เราก็ทำหน้าที่นักข่าวในการตั้งคำถาม ซึ่งเป็นคำถามที่ธรรมดามากๆ เพราะมาจากการตั้งคำถามของ สส.และประชาชนที่ไม่เชื่อมั่นในการดำเนินคดี สส.กมลศักดิ์ และคำถามที่ถามว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับความมั่นคงหรือกองทัพหรือไม่ เป็นคำถามที่ดีกับกองทัพเสียด้วยซ้ำ เพื่อสร้างความกระจ่างกับประชาชนว่าไม่เกี่ยวจริงๆ
แต่ท่านเลือกปิดไมค์ที่จะตอบคำถาม และท่านก็พูดคำนั้นมาเองว่า "ถ้าเป็นผมทำ คงไม่ปล่อยให้รอดแน่นอน" จนกลายเป็นประเด็นคำถามของสังคมตามมา
ส่วนที่ท่านและเพจ IO กล่าวหาว่า ทำไม่สื่อไม่ไปทำข่าวปลัด ทหารที่ถูกยิง เราได้ตอบในการแถลงข่าวไปแล้วด้วยว่า เราให้ความสำคัญกับทุกชีวิตที่สูญเสียจากความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่คดียิง สส.กมลศักดิ์ เป็นสิ่งสะท้อนสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐและกระบวนการสันติภาพ ท่านแม่ทัพในฐานะผู้นำองค์กรที่ดูแลความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีหน้าที่โดยตรงที่ต้องค้นหาความจริง และตอบคำถาม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนค่ะ
จริงๆสิ่งที่ท่านตอบก็ดีมากๆ ที่ทำให้ประชาชนได้ยินได้ฟังว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพ ซึ่งถ้าหากกองทัพเสนอข่าวประชาสัมพันธ์ในเรื่องนี้คนก็จะเข้าใจ
แต่การให้ปฏิบัติการ IO มาเล่นงานโจมตีสื่อ และประชาชนเหมือนที่ทำมาตลอดนั้น มันสวนทางกับแนวนโยบายของรัฐที่ต้องการเห็นสันติสุข และสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงมีคำถามตามมาดังๆจากหลายฝ่ายว่า ผู้นำองค์กรที่ต้องการเห็นสันติสุขและสันติภาพที่แท้จริง ต้องเป็นแบบไหน !!
ส่วนตำแหน่งที่ IO มอบบหมายให้เป็น โฆษก BRN นั้น จริงๆต้องถามไปที่ BRN บ้างเหมือนกันว่า ใช่เหรอ พวกคุณเคยแต่งตั้ง ฐปณีย์ เหรอ !! ซึ่งแน่นอนว่า มันไม่เคยมีเรื่องแบบนี้ แล้วใครล่ะที่แต่งตั้งให้ ซึ่งเป็นใครอยากรู้จริงๆค่ะ
และสุดท้ายวิธีการใส่ร้ายป้ายสีด้วยปฏิบัติการข่าวสาร IO มันคือการ #ปิดปากสื่อ ด้วยกระสุนคีย์บอร์ด ที่สุดท้ายแล้ว เราไม่รู้เลยว่า วันหนึ่งอาจจะกลายเป็น #กระสุนจริง แบบที่ สส.กมลศักดิ์ เจอมาแล้วก็ได้ เพราะในชีวิตนักข่าวเราก็เคยเจอแบบนี้มาแล้วถึงขั้นการจ้างมือปืน ตั้งค่าหัว หมายเอาชีวิตกันมาแล้ว เพราะการปลิดชีวิต มันดีกว่าแค่ ปิดปาก อย่างแน่นอน
เราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้จริงเหรอ ชวนมาคิดกันอย่างมีเหตุมีผลค่ะ
ฐปณีย์ เอียดศรีไชย
14 เมษายน 2569