วันเสาร์, กันยายน 05, 2569

พลอากาศตรีหยามหมิ่น สส.หนุ่มพรรคประชาชน ว่าเพ้อฝัน ลม ๆ แล้ง ๆ ประกาศหลักการ “รัฐบาลพลเรือนต้องมีอำนาจเหนือกองทัพ” โดนสวนกลับ อย่า “แข็งทื่อทางปัญญา”

เผดิมชัย กุลพิบูลย์ ยศพลอากาศตรี นี่เข้าเกณฑ์โคลงโลกนิติที่ว่า “รู้น้อยว่ามากรู้ เริงใจ...” ดันไปโพสต์ให้ร้าย สส.หนุ่มพรรคประชาชน หยามหมิ่นว่า ชยพล สท้อนดี “เพ้อฝัน ลม ๆ แล้ง ๆ หาความจริงแทบไม่ได้ ตามสไตล์พรรคส้ม”

ต่อการที่ สส.คนนี้ประกาศหลักการ “รัฐบาลพลเรือนต้องมีอำนาจเหนือกองทัพ” ทั่นนายพลบอกว่า “คล้าย ๆกับเด็กอนุบาลพอเข้าโรงเรียนวันแรกก็อยากเป็นครูใหญ่เลย ประมาณนั้น” ร้อนถึง วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สวมบท defender พรรคส้ม ตอบโต้คมกริบ

ชี้แจงวลีดังกล่าว “หมายความว่า กองทัพซึ่งใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชน ต้องอยู่ภายใต้รัฐบาล กฎหมาย และการตรวจสอบของประชาชน” ดังนั้นข้อความของทั่น “พวกหนูจะอยากมีอำนาจไปแต่งตั้ง ผบ.เหล่าทัพได้  เฮ่ย...ใครเขาจะยอม” นั้น

วิโรจน์บอก “ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ หรือนักการเมือง ทุกคนก็มีหน้าที่เคารพกฎหมายเหมือนกัน...ส่วนคนที่จะเสนอให้กองทัพปรับปรุงเปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องเคยเป็นทหารหรือไม่นั้น ผมคิดว่าไม่จำเป็นครับ

ประชาชนทุกคนอยู่ในฐานะที่เป็นเจ้าของอธิปไตย” นี่คือ “โลกของความเป็นจริง” ในสังคมประชาธิปไตย ไม่ใช่ “กลกบเกิดอยู่ในสระจ้อย” เขาจึงชี้แนะให้ พล.อ.ต.เผดิมชัยกลับไปไตร่ตรองเสียใหม่ โดย “มีสำนึกของการเป็นข้าราชการ

ที่กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน” เช่นกันกับคำแนะนำที่ผู้ถูกด้อยค่า กลับไปเขียนสเตตัสอันใหม่ ยาวเหยียด ๗ ข้อ เริ่มด้วยหลักการปกติทางการเมืองของระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ “แข็งทื่อทางปัญญา” มองการเปลี่ยนแปลงเป็นความวุ่นวาย

สำหรับกรณี “สายรัดห้ามเลือดทูนิเกต์แบบไส้ไก่” ถ้าทั่นนายพลจะ “ฉลาดหาความรู้เพิ่มสักนิด” จะทราบว่าใส้ไก่มันลื่น ใช้ยากในสถานการณ์คับขัน “ยังไง Tourniquet ก็ดีกว่า” และที่ว่าถูกตัดงบประมาณเลยไมได้ซื้อของดีๆ ใช้ แล้วทำไมพวกนายพลได้ รถตำแหน่ง

ส่วนเรื่องต้องไปเป็นทหารให้เข้าใจ “วินัยและการบังคับบัญชาของทหารให้ได้เสียก่อน หนูจึงจะเข้าใจ และมีอำนาจเหนือทหารได้” ก็ต้องดำเนินตามครรลองของ “ระบบ merit system ที่จะคัดว่าใครเหมาะเป็นผู้ตามและใครเหมาะเป็นผู้นำ” ด้วย

ลงท้าย ชยพลแนะว่า “ถ้าจะเป็นภูมิแพ้ความรู้ ติดโรคปฏิเสธข้อมูล” ละก็ “ช่วยพิจารณาเข้าร่วมโครงการ Early Retire ได้ไหม เกษียณเถอะ งบประมาณที่เสียให้คุณแต่ละเดือนจะได้ถูกนำไปใช้เพื่อสวัสดิการของทหารที่เป็นมืออาชีพจริง ๆ”

(https://www.facebook.com/ChayaphonSatondee/posts/2xhPf7Aw7X, https://www.facebook.com/share/1GqQTUQjoj/?mibextid=wwXIfr และ https://www.facebook.com/wirojlak/posts/Na4vdF1wC3)

นี่คือเรื่องราวขององค์กรของกองทัพ ที่มีเงินก้นถุงระดับเจ็ดพันล้าน แต่กำลังนับถอยหลังสู่จุดระเบิด

https://www.facebook.com/PhicharnFWP/posts/1823958699366758

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ - Phicharn Chaowapatanawong 
11 hours ago
·
[ททบ.5: ไดนาไมต์ในมือเหล่านายพล]
ในการประชุมคณะกรรมาธิการการทหารเมื่อวาน Wiroj Lakkhanaadisorn - วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้เปรียบเปรยสถานการณ์ของ ททบ.5 ไว้อย่างเห็นภาพว่าไม่ต่างอะไรกับ “ระเบิดไดนาไมต์” ที่ถูกจุดชนวนแล้วส่งต่อกันมาเป็นทอดๆ
.
เหล่านายพลที่สลับกันเข้ามารับตำแหน่งบริหาร ผลัดกันถือระเบิดลูกนี้ไว้คนละ 1–2 ปี แล้วคอยลุ้นว่าชนวนจะไหม้หมดคามือใคร ซึ่งผมเห็นด้วยกับการเปรียบเทียบนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้บริหาร ททบ.5 แทบทุกคนมักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ปัญหาเกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีต ตัวเองเพียงแค่เข้ามารับช่วงต่อ”
.
ทว่าสะเก็ดระเบิดรอบตัวในวันนี้รุนแรงเกินกว่าจะปัดความรับผิดชอบได้ ตั้งแต่คลื่น Digital Disruption ที่ทำให้รายได้เหือดแห้งจนขาดทุนเรื้อรัง กัดกินหน้าตักเงินทุนและกำไรสะสมจาก 7,200 ล้านบาทในปี 2559 หล่นฮวบเหลือเพียง 5,600 ล้านบาทในปี 2568 ไหนจะปัญหาลูกหนี้ระยะยาวอีกกว่า 1,200 ล้านบาทที่ส่อแววเป็นหนี้สูญจากบริษัท RTA (รวมถึงคำถามตัวโตๆ ถึงการมีอยู่ของบริษัท RTA เอง) ตลอดจนสถานะของททบ.5ที่ยังคลุมเครือทางกฎหมาย
.
เรื่องมันซับซ้อนและมีหลายแง่มุมเกินกว่าจะเล่าจบในตอนเดียว ผมจึงขอแบ่งประเด็นออกเป็น 3 โพสต์ โดยในโพสต์แรกนี้ จะพาไปไล่เรียงไส้ในของปัญหาตัวเลขทางบัญชี การขาดทุนสะสม และกลเม็ดการโยกย้ายเงินทุนหลักพันล้านบาท
.
นี่คือเรื่องราวขององค์กรที่มีเงินก้นถุงระดับเจ็ดพันล้าน แต่กำลังนับถอยหลังสู่จุดระเบิด
.
ถ้าใครทันยุคทีวีแอนะล็อก (Analog) คงจำได้ว่า "ช่อง 5" หรือ ททบ.5 คือหนึ่งในช่องหลักที่มีทั้งละครและเกมโชว์ฮิตติดชาร์จ สร้างเม็ดเงินจากค่าเช่าเวลาและค่าโฆษณาไหลเวียนที่เชื่อว่ามหาศาล (เพราะตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2500-ปัจจุบัน สาธารณะไม่เคยเห็นงบการเงินของ ททบ.5 กันมาก่อนเลย)
.
แต่จากงบการเงินปี 2559–2568 (งวด 9 เดือน) ที่คณะกรรมาธิการการทหารเพิ่งได้รับมา (ซึ่งต้องขอบคุณผู้บริหาร ททบ.5 ชุดนี้ที่ยอมเปิดเผยข้อมูล หลังจากที่กรรมาธิการงบฯ เพียรพยายามขอมาตั้งแต่ปี 2563) กลับสะท้อนภาพตลอด 10 ปีที่ผ่านมาว่า นี่คือองค์กรที่มี "เงินก้นถุง" ก้อนโต แต่กำลังเผชิญกับโครงสร้างรายได้ที่พังทลายลงอย่างช้าๆ
.
นับตั้งแต่มีการจัดสรรคลื่นความถี่ทีวีดิจิทัล กองทัพบกได้รับใบอนุญาตจาก กสทช. มาทั้งหมด 3 ประเภท
ใบอนุญาตประเภทที่ 1: กิจการทีวีดิจิทัลสาธารณะ ด้านความมั่นคง
ใบอนุญาตประเภทที่ 2: การให้บริการโครงข่าย MUX 2 และ 5 ให้ทีวีดิจิทัลช่องอื่นมาเช่าสัญญาณ (เช่นเดียวกับผู้ถือใบอนุญาตรายอื่น ได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์ และ Thai PBS)
ใบอนุญาตประเภทที่ 3: การให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้ให้บริการ MUX รายอื่น
.
ในส่วนของใบอนุญาตประเภทที่ 2 และ 3 นั้นแทบไม่มีปัญหาและมีผลประกอบการที่ดีเยี่ยม เรียกว่าเป็น “เสือนอนกิน” จากอภิสิทธิ์ที่กองทัพบกได้รับใบอนุญาตมาแบบบุญหล่นทับ สามารถสร้างกำไรเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 400 ล้านบาทต่อปีตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
.
แต่สำหรับใบอนุญาตประเภทที่ 1 หรือทีวีดิจิทัลเพื่อความมั่นคง กลับกลายเป็นหนังคนละม้วน คลื่น Digital Disruption และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปทำให้ ททบ.5 ประสบปัญหาไม่ต่างจากช่องอื่น
.
ในช่วงปี 2559–2560 รายได้เฉพาะส่วนทีวีดิจิทัลยังทำได้ถึง 820 ล้านบาท และ 707 ล้านบาทตามลำดับ ส่งผลให้ภาพรวมทั้ง 3 กิจการยังประคองกำไรไว้ได้ที่ 390 ล้านบาท และ 183 ล้านบาท
.
ทว่าตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา รายได้จากทีวีดิจิทัลกลับดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง
ปี 2561: 394.3 ล้านบาท
ปี 2562: 297.6 ล้านบาท
ปี 2563: 185 ล้านบาท
ปี 2564: 200 ล้านบาท
ปี 2565: 142 ล้านบาท
ปี 2566: 89 ล้านบาท
ปี 2567: 84 ล้านบาท
ปี 2568 (9 เดือน): 49.6 ล้านบาท
ทำให้แม้จะมีกำไรปีละไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาทจากค่าเช่าโครงข่ายและสิ่งอำนวยความสะดวกเข้ามาช่วยพยุง แต่ภาพรวมของ ททบ.5 ก็ยังคงขาดทุนต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปี 2568 (9 เดือน) รวมเป็นยอดขาดทุนสะสมสูงถึง 1,218.3 ล้านบาท
.
นอกจากนั้น เมื่อดูจากเอกสารประมาณการรายได้ในปี 2570 จะเห็นได้ว่า ททบ.5 คาดการณ์รายได้จากกิจการทีวีดิจิทัลไว้เพียง 77.8 ล้านบาท สวนทางกับรายจ่ายประมาณการที่สูงถึง 484.4 ล้านบาท เท่ากับว่าในส่วนของใบอนุญาตประเภทที่ 1 นี้ ประเมินไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะขาดทุนถึง 406.5 ล้านบาท
.
แต่ด้วยผลกำไรจากใบอนุญาตประเภทที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็นกิจการแบบ “เสือนอนกิน” เข้ามาช่วยชดเชย จึงทำให้ภาพรวมประมาณการรายได้ทั้งหมดยังคงพลิกกลับมามีกำไรอยู่ที่ 29.27 ล้านบาท
.
เมื่อมาดูในยอดของ ทุนและกำไรสะสม จะพบว่าในปี 2559 ททบ.5 เคยมีความมั่งคั่งสูงถึงราว 7,229 ล้านบาท
แต่เมื่อกิจการทีวีดิจิทัลที่ควรเป็นรายได้หลักหดหายลงเรื่อยๆ ลำพังค่าเช่าโครงข่าย (MUX) ที่เข้ามาช่วยค้ำไว้ก็แบกรับองค์กรขนาดใหญ่นี้ไม่ไหว เพราะ ททบ.5 มีต้นทุนคงที่ที่ลดลงไม่ได้ ทั้งเงินเดือน ค่าบริหาร ค่าดำเนินงาน รวมถึงค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ ฯลฯ
.
เมื่อรายจ่ายวิ่งแซงหน้ารายได้ ผลประกอบการจึงพลิกเป็นติดลบตั้งแต่ปี 2561 และขาดทุนต่อเนื่องลากยาวถึง 8 ปีติด คอยกัดกินเงินเก็บก้อนนี้ จนทำให้ทุนและกำไรสะสมร่อยหรอลง เหลือเพียง 5,611 ล้านบาท ในปี 2568
-----
[ปริศนาย้ายเงิน 4.3 พันล้าน สู่การปลดล็อกเงินเพื่อจัดสรรกำไร?]
เมื่อผลประกอบการเริ่มขาดทุนเรื้อรัง จึงเกิดฉากสำคัญในการโยกย้ายเงินก้อนโตไปมาระหว่างคำว่า "ทุน" กับ "กำไรสะสม"
.
ย้อนไปปี 2559 ช่วงเริ่มทีวีดิจิทัล ททบ.5 ได้นำเงิน “กำไรสะสม” จากยุคทองแปลงไปตั้งเป็น "ทุน" เปรียบเสมือนการย้ายเงินจากบัญชีออมทรัพย์ที่พร้อมใช้ ไปเข้าบัญชีฝากประจำแบบห้ามถอนเพื่อล็อกเงินไว้ลงทุน ด้วยคำชี้แจงว่านำไปสร้างและปรับปรุงตึกอาคาร แต่ในเชิงธุรกิจ นี่แทบเป็นการลงทุนที่ล้มเหลว เพราะสินทรัพย์เหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาประเมินเพื่อสร้างรายได้ใหม่กลับเข้าสถานี กลายเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และเหลือทิ้งไว้เพียงภาระค่าเสื่อมราคากับค่าดูแลรักษาที่คอยกัดกินงบทุกปี
.
กระทั่งปี 2566 มีการเปลี่ยนผู้สอบบัญชี และปรากฏรายการ "แก้ไขข้อผิดพลาดทางบัญชีย้อนหลัง" โดยดึงเงิน 4,353.6 ล้านบาท ออกจาก “ทุน” กลับมาไว้ใน “กำไรสะสม” เหมือนเดิม
.
ทว่าผลลัพธ์สำคัญของการย้ายตัวเลขกลับมาเป็นกำไรสะสม คือการปลดล็อกทางบัญชีให้ ททบ.5 กลับมามีกำไรสะสมก้อนโตทันทีหรือไม่? เพราะนั่นตอบข้อสงสัยทันทีว่า ทำไมตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ท่ามกลางผลประกอบการที่ขาดทุนตัวแดงทุกปี ททบ.5 ถึงยังสามารถตั้งรายการตัดเงินก้อนใหญ่หลายร้อยล้านบาทออกจากส่วนของกำไรสะสมเพื่อนำไปจัดสรรออกไปภายนอกได้เรื่อยมา ภายใต้ชื่อรายการในงบการเงินว่า “จัดสรรกำไร” จนชวนให้สงสัยว่า ทั้งหมดนี้เป็นธุรกรรมที่ทำขึ้นเพื่อให้ ททบ.5 สามารถจัดสรรกำไรได้ หรือไม่?
.
โดยปลายทางของเงินที่จัดสรรออกไป ถูกระบุว่านำไปหล่อเลี้ยง "กองทุนสวัสดิการ ททบ.5" เพื่อดูแลกำลังพล ครอบครัว บำเหน็จเกษียณอายุ ฯลฯ (ซึ่งก็คงต้องติดตามตรวจสอบกันต่อไป) แม้ในมิติสวัสดิการของคนทำงานภายในอาจฟังดูมีความจำเป็น แต่ในมิติสาธารณะ เรื่องนี้ได้ทิ้งคำถามใหญ่ไว้ 2 ข้อ
.
1. รายได้จากโครงข่าย MUX ควรถูกนำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพกว่านี้หรือไม่?
กิจการโครงข่ายสัญญาณ (MUX) ที่สร้างกำไรปีละราว 400 ล้านบาทนั้น ควรจะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ด้านอื่นๆ ทั้งต่อตัวกองทัพบกเอง หรือต่อประเทศ มากกว่าที่จะนำมาชดเชยการขาดทุนจากกิจการทีวีของ ททบ.5 หรือไม่?
.
ในแง่หนึ่ง กองทัพอาจมองว่านี่คือภารกิจสื่อสารด้านความมั่นคง ไม่ใช่ภารกิจแสวงหาผลกำไร การขาดทุนจึงยอมรับได้ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ควรต้องย้อนกลับมาประเมินอย่างจริงจังว่า การสื่อสารความมั่นคงผ่าน ททบ.5 ยังตอบโจทย์และเข้าถึงประชาชนจริงหรือไม่ ในเมื่อปัจจุบันคนดูทีวีดิจิทัลลดลงเรื่อยๆ แม้แต่ช่วงวิกฤตความขัดแย้งชายแดนคนก็ยังไม่เปิดดูช่อง 5 แต่กลับไปติดตามผ่านโซเชียลมีเดียและเพจของกองทัพบก เรตติ้งของ ททบ.5 ก็ไม่ได้กระเตื้องขึ้น ในทางกลับกัน Facebook Page ของกองทัพบกกลับมีผู้ติดตามและ Engagement สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่านี่คือการทุ่มทรัพยากรผิดที่ และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้ว
.
2. ถึงเวลาที่กองทัพบกต้องทบทวนการดำรงอยู่ของ ททบ.5 และหยุดต้นทุนค่าเสียโอกาสของชาติแล้วหรือไม่?
ในวันที่หน้าจอทีวีเรตติ้งร่วงโรย คนแทบไม่เปิดดู ทางรอดของ ททบ.5 ไม่ใช่การฝืนเปิดจอประคองสถานะเดิม เพราะนั่นคือ "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" ที่ประเทศต้องจ่ายไปทุกวัน ทั้งในแง่คลื่นความถี่ สินทรัพย์ และที่ดินทำเลทองใจกลางเมืองที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม
.
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องกล้าคิดถึงทางเลือกใหม่ เช่น ปรับลดโครงสร้าง ททบ.5 ให้กลายเป็นเพียงหน่วยผลิตเนื้อหาความมั่นคงแบบกะทัดรัด เพื่อเผยแพร่บนดิจิทัลแพลตฟอร์ม แทนการแบกสถานีโทรทัศน์ขนาดใหญ่ที่ตามโลกไม่ทัน หรืออาจนำคอนเทนต์ที่ต้องการสื่อสารไปออกในช่อง NBT และ TPBS ที่ก็รับงบประมาณรัฐ อยู่แล้วรวมกันปีละกว่า 4,000 ล้านบาท
.
แม้วันนี้จะเป็นเพียงการ "รับช่วงต่อ" แต่อนาคตของ ททบ.5 ไม่สามารถเดินหน้าด้วยการกินบุญเก่าไปวันๆ ได้อีกต่อไป ถึงเวลาที่ ททบ.5 ต้องทบทวนบทบาท คืนทรัพยากรให้ส่วนรวม และหยุดการนำสมบัติชาติไปหมุนเวียนในระบบที่ตามโลกไม่ทัน
.
และทั้งหมดนี้ ต้องอาศัยความกล้าหาญของฝ่ายการเมืองที่จะมอบนโยบาย เพื่อดับไฟของไดนาไมต์ลูกนี้เสียที
.
สำหรับพี่น้องประชาชนที่สนใจ สามารถดาวน์โหลดงบการเงิน ททบ.5 ที่ไม่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะ ตั้งแต่ปี 2500 ถึงปัจจุบัน (งบการเงินปี 2559-2568) ได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้
https://drive.google.com/.../15pKRQSP3U7k3iAvs9vK.../view...
.
ขอบคุณ Data Visualisation ข้อมูลงบการเงิน ททบ.5 จาก ปาล์ม นิธิกร บุญยกุลเจริญ - Nitikorn Bunyakulcharoen ด้วยครับ




สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เลียนแบบสินค้าไทยเริ่มมีให้เห็นเยอะขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้งานหัตถกรรมท้องถิ่นในจังหวัดเชียงใหม่ ทยอยปิดตัวลงไปหลายเเห่ง ปัญหานี้กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นของเชียงใหม่


ThaiPBS North
September 2
·
สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เลียนแบบสินค้าไทยเริ่มมีให้เห็นเยอะขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้งานหัตถกรรมท้องถิ่นในจังหวัดเชียงใหม่ ทยอยปิดตัวลงไปหลายเเห่ง ขณะที่ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ระบุว่าสินค้าไทยมักตกเป็นเป้าการลอกเลียนแบบ แล้วถูกนำกลับเข้ามาทุ่มตลาดในราคาที่ถูกกว่า ทำให้ผู้ประกอบการไทยที่มีต้นทุนสูงไม่สามารถแข่งขันได้ในระบบตลาดปัจจุบัน
.
ผ้าใยกัญชงด้านซ้าย คือสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ส่วนผ้าใยกัญชงด้านขวา เป็นของที่ชาวบ้านในตำบลโป่งเเยง อำเภอเเม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ผลิตขึ้นจะเห็นได้ชัดเจนว่า ลักษณะต่างกัน โดยผ้าใยกัญชงที่นำเข้ามีลักษณะเรียบ ผิวไม่ฟู เเละสัมผัสไม่นุ่มเท่ากับผ้าที่ทอมือของชาวบ้าน ที่สำคัญราคาถูกกว่าหลายเท่า
.
สินค้าจากต่างประเทศเหล่านี้ มีเเนวโน้มที่กำลังเข้ามาตีตลาดสินค้าไทยอย่างต่อเนื่อง เเละมักจัมีกลยุทธ์ดึงดูดผู้บริโภคด้วยราคาที่ต่ำกว่า ทำให้ผู้ประกอบการ SME ไทยตกเป็นรองทั้งด้านต้นทุนและการทำการตลาด อีกทั้งยังติดข้อจำกัดในการปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่
.
ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ระบุถึงข้อจำกัดของธุรกิจ SME ในจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือว่า จากการประชุมของสมาพันธ์ SME ไทย ได้มีการยื่นข้อเสนอสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การแก้หนี้ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การส่งเสริมการเข้าสู่ตลาด การลดต้นทุน และการแก้ไขกฎหมาย โดยในความเป็นจริงผู้ประกอบการแต่ละรายอาจไม่ได้ประสบปัญหาเหมือนกันทั้งหมด
.
แม้ผู้ประกอบการแต่ละรายจะเจออุปสรรคต่างกัน แต่ปัญหาหลักร่วมกันคือ สินค้าไทยมักถูกต่างชาติลอกเลียนแบบ แล้วนำกลับเข้ามาขายในราคาตัดหน้า เนื่องจากต้นทุนการผลิตของไทยสูงกว่า จึงขอเสนอให้กระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการใน 2 ส่วนสำคัญ คือ บังคับใช้กฎหมายคุ้มครองลิขสิทธิ์สินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างจริงจัง และเร่งส่งเสริมการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เพื่อสร้างเอกลักษณ์และความคุ้มครองสินค้าท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
.
ล่าสุดรัฐบาลมีนโยบายดำเนินการเสริมความเข้มแข็งให้SME โดยใช้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นเหมือน One Stop Service เเละเป็นที่ปรึกษาในด้านการขยายช่องทางการขายสินค้าผ่านเเฟลตฟอร์ม เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพเเละต่อยอด โดยตั้งเป้าจะเพิ่มรายได้ของ SMEs เป็นร้อยละ 40 ภายใน 5 ปี
.
ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME กว่า 3.28 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 99.5 ของวิสาหกิจทั้งหมด สร้างการจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 6.6 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 34.82 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ GDP ขณะที่ไตรมาสแรกของปี 2569 SME สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1.73 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35.13 ของ GDP ประเทศ และขยายตัวร้อยละ 2.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1415155887478729&set=a.525738629753797
.....

ปัญหานี้กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นของเชียงใหม่ การเข้ามาของสินค้าเลียนแบบจากต่างประเทศ (ส่วนใหญ่คือสินค้าราคาถูกที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรม) ทำให้ผู้ประกอบการและสล่า (ช่างฝีมือ) ท้องถิ่นที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าผลิตจำนวนมาก (Mass Production) ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าจนต้องทยอยเลิกกิจการ

ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบและแนวทางทางออกที่เป็นไปได้ มีดังนี้:

สาเหตุหลักที่กระทบงานหัตถกรรมเชียงใหม่

ความต่างของต้นทุนและราคา: สินค้านำเข้าใช้เครื่องจักรและวัตถุดิบสังเคราะห์ ทำให้ตั้งราคาขายได้ต่ำกว่างานแฮนด์เมดหลายเท่า

นักท่องเที่ยวแยกความต่างไม่ออก: ผู้ซื้อจำนวนมากมองหาเพียง "ของฝาก" หรือ "ของที่ระลึก" โดยไม่ได้แยกแยะระหว่างงานทำมือทรงคุณค่ากับสินค้าเลียนแบบคุณภาพต่ำ

การขาดการคุ้มครองและสร้างมูลค่าเพิ่ม: สินค้าพื้นบ้านหลายชนิดไม่ได้จดสิทธิบัตรหรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) อย่างครอบคลุม ทำให้ถูกก๊อปปี้ลวดลายได้ง่าย

แนวทางแก้ไขและปรับตัวของผู้ประกอบการ

ยกระดับด้วยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และตราสัญลักษณ์รับรอง: ผลักดันการใช้ตรารับรองความถูกต้อง (Authenticity Certification) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าเป็นงานฝีมือแท้จากเชียงใหม่

เน้น Storytelling และประสบการณ์: ขาย "เรื่องราว" คุณค่าทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของช่างฝีมือ รวมถึงการจัดเวิร์กช็อปให้นักท่องเที่ยวได้ลงมือทำเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สินค้านำเข้าเลียนแบบไม่ได้

ยื่นจดทะเบียนลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรการออกแบบ: เพื่อใช้กลไกทางกฎหมายในการปกป้องลวดลายและเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ปรับดีไซน์ให้ร่วมสมัย (Modern Craft): ร่วมมือกับนักออกแบบรุ่นใหม่เพื่อเปลี่ยนงานหัตถกรรมดั้งเดิมให้ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันของลูกค้าระดับบนหรือตลาดส่งออกเฉพาะกลุ่ม (Niche Market)

การสนับสนุนจากภาครัฐ: จัดระเบียบการนำเข้าสินค้าเลียนแบบอย่างเข้มงวด และสนับสนุนพื้นที่จำหน่ายเฉพาะสำหรับ "งานหัตถกรรมแท้" ในย่านท่องเที่ยวสำคัญ




สำนักพระราชวังญี่ปุ่นเผยเล็งลดขนาดพิธีพระบรมศพอดีตจักรพรรดิอากิฮิโตะ ตามพระราชประสงค์ ลดผลกระทบปชช.



สำนักพระราชวังญี่ปุ่นเผยเล็งลดขนาดพิธีพระบรมศพอดีตจักรพรรดิอากิฮิโตะ ตามพระราชประสงค์ลดผลกระทบปชช.

4 ก.ย. 2569
ไทยรัฐออนไลน์

สำนักพระราชวังญี่ปุ่นพิจารณาปรับลดพิธีสำคัญหลังการสิ้นพระชนม์ของอดีตจักรพรรดิอากิฮิโตะ ตามพระราชประสงค์ โดยอาจย้ายสถานที่จัดพิธีเข้าพระราชวังและลดผู้เข้าร่วมเหลือราว 2,500 คน

วันที่ 3 กันยายน 2569 สำนักข่าว NHK รายงานว่า สำนักพระราชวังญี่ปุ่นกำลังพิจารณาปรับลดขนาดพิธีสำคัญในการพระราชพิธีพระบรมศพของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ซึ่งจะทรงมีพระชนมพรรษา 93 พรรษาในปีนี้ โดยเป็นเพียงการเตรียมการวางแผนล่วงหน้าแม้ขณะยังไม่มีปัญหาด้านพระพลานามัย

รายงานข่าวระบุว่า อดีตจักรพรรดิอากิฮิโตะและจักรพรรดินีมิชิโกะได้แสดงพระราชประสงค์ต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักพระราชวังว่า ต้องการให้พิธีพระบรมศพยังคงสอดคล้องกับราชประเพณีของราชวงศ์ญี่ปุ่น แต่ควรลดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนให้เหลือน้อยที่สุด ขณะที่ช่วงเวลาที่ผ่านมาแทบไม่ปรากฏพระองค์ต่อสาธารณชน หลังทรงสละราชสมบัติในปี 2562 ภายหลังทรงส่งสัญญาณถึงพระราชประสงค์ผ่านพระราชดำรัสทางวิดีโอเมื่อ 3 ปีก่อน

สำนักพระราชวังระบุว่า ได้เตรียมแนวทางจัดพิธีโดยพิจารณาจากพระราชพิธีพระบรมศพของสมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ พระราชบิดาของอดีตจักรพรรดิอากิฮิโตะด้วย โดยเมื่อจักรพรรดิโชวะสวรรคต สวนชินจูกุเกียวเอนในกรุงโตเกียวถูกปิดนาน 2 เดือนครึ่ง เพื่อใช้จัดพระราชพิธีพระบรมศพ โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งจากญี่ปุ่นและต่างประเทศราว 10,000 คน

แหล่งข่าวระบุว่า สำนักพระราชวังกำลังพิจารณาย้ายพิธีศพมาจัดภายในพระราชวังอิมพีเรียล และลดจำนวนผู้เข้าร่วมเหลือประมาณ 2,500 คน โดยระบุว่าการจัดพิธีภายในอาคารพระราชวังจะช่วยลดผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน รวมถึงลดค่าใช้จ่ายที่จำเป็นลงอย่างมาก ขณะเดียวกันยังช่วยให้การรักษาความปลอดภัยผู้เข้าร่วมพิธีทำได้ง่ายขึ้น

รายงานระบุว่า สมเด็จพระจักรพรรดินารูฮิโตะ และมกุฎราชกุมารอากิชิโนะ ทรงเห็นชอบแนวทางของสำนักพระราชวังแล้ว ขณะที่แหล่งข่าวใกล้ชิดสำนักพระราชวังระบุว่า การพิจารณาปรับลดขนาดพิธีสะท้อนแนวพระราชดำริของอดีตจักรพรรดิอากิฮิโตะที่ทรงให้ความสำคัญกับความรู้สึกและความเป็นอยู่ของประชาชนชาวญี่ปุ่นมาโดยตลอด.

ที่มา NHK

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2957352




ตามความเข้าใจธรรมดาของคนไทย เครื่องราชอิสริยาภรณ์ คือ สิ่งของพระราชทานให้กับบุคคล หรือข้าราชการ ที่เสียสละรับใช้ประเทศชาติ และประชาชนอย่างทุ่มเท และเสียสละ แต่ทำไมต้องใช้เงินคืน หากไม่สามารถส่งคืน - ลองถาม AI


(ถาม Gemini)

ข้อสงสัยนี้เกิดขึ้นได้บ่อยกับคนจำนวนมากเพราะเมื่อมองในเชิงคุณค่า เครื่องราชอิสริยาภรณ์คือ "เกียรติยศและสิ่งของพระราชทาน" แต่ในทางกฎหมายและการบริหารราชการแผ่นดิน มีหลักการและเหตุผลเฉพาะที่กำหนดให้ต้องมีการส่งคืนหรือชดใช้เป็นเงิน ดังนี้

1. สิทธิ์ในการครอบครอง vs. สิทธิ์ในความเป็นเจ้าของ ตามพระราชบัญญัติเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ถือเป็น "ของยืมราชการ" เพื่อเป็นเครื่องหมายเชิดชูเกียรติในขณะที่มีชีวิตหรือตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด สิทธิ์ในการครอบครองจะตกอยู่กับผู้ได้รับพระราชทาน แต่ตัวตราชูเกียรติและตราชั้นต่างๆ ยังคงเป็นสัพพะทรัพย์สินของรัฐ (ทรัพย์สินของแผ่นดิน)

2. เงื่อนไขตามกฎหมายที่ต้องส่งคืน กฎหมายกำหนดให้ต้องส่งคืนตราชั้นเดิมในกรณีต่างๆ เช่น:

เมื่อได้รับพระราชทานชั้นที่สูงขึ้น: ต้องนำเครื่องราชฯ ชั้นเดิมมาแลกคืน เพื่อรับชั้นใหม่

เมื่อผู้ได้รับพระราชทานเสียสละชีวิต/เสียชีวิต: ทายาทมีหน้าที่ต้องส่งคืนตราชั้นนั้นๆ กลับคืนสู่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายในเวลาที่กำหนด (เว้นแต่จะได้รับพระราชทานสิทธิ์ให้เก็บไว้เป็นที่ระลึกตามกรณีพิเศษ)

เมื่อถูกเรียกคืน: กรณีถูกลงโทษทางวินัยร้ายแรง หรือประพฤติตนไม่สมเกียรติจนมีพระบรมราชโองการให้เรียกคืน

3. เหตุผลที่ต้องกำหนด "ราคาชดใช้แทน" เป็นตัวเงิน เนื่องจากเครื่องราชอิสริยาภรณ์ผลิตขึ้นด้วยวัสดุมีค่า (เช่น เงิน ทองคำ ลายลงยา) และมีต้นทุนการผลิตจากงบประมาณแผ่นดิน

หากเกิดกรณีสูญหาย ชำรุดจนใช้การไม่ได้ หรือทายาทไม่สามารถนำมาส่งคืนตามหน้าที่ทางกฎหมายได้ รัฐจึงจำเป็นต้องกำหนด "ค่าชดใช้แทน" เพื่อนำเงินจำนวนนั้นเข้าบัญชีงบประมาณแผ่นดินสำหรับนำไปจัดทำ/ผลิตตราชั้นใหม่ทดแทน

การกำหนดราคาชดใช้เป็นรอบๆ (เช่น รอบปี 2570–2572) ก็เพื่อให้อัตราเงินชดใช้สะท้อนถึงราคาวัตถุดิบและต้นทุนการผลิตจริงในปัจจุบัน

ดังนั้น การชดใช้เงินจึงไม่ได้หมายถึงการ "ขาย" หรือ "ซื้อ" เกียรติยศ แต่เป็นการรับผิดชอบในทางแพ่งและทางพัสดุต่อทรัพย์สินของทางราชการที่ไม่สามารถส่งคืนกลับเข้าคลังได้ตามระเบียบ
.....

Thai Classic
3 hours ago
·
ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่
ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี

เรื่อง การกำหนดราคาชดใช้แทน
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ไม่สามารถส่งคืนตามกฎหมาย
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๗๐ - ๒๕๗๒

ตามที่กฎหมายว่าด้วยเครื่องราชอิสริยาภรณ์
และเหรียญราชการที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน
ได้บัญญัติให้ผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
และเหรียญราชการต้องส่งคืนชั้นรอง เมื่อได้รับพระราชทาน
ชั้นตราสูงขึ้น หรือผู้รับมรดกของผู้ได้รับพระราชทาน
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่วายชนม์ ซึ่งมีหน้าที่ต้องส่งคืน
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือในกรณีที่ทรงเรียก
เครื่องราชอิสริยาภรณ์คืน แล้วแต่กรณี

แต่ไม่สามารถนำเครื่องราชอิสริยาภรณ์ส่งคืนได้
จะต้องใช้ราคาเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือเหรียญราชการ
นั้น ประกอบกับคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม
๒๕๓๓ อนุมัติในหลักการให้ปรับราคาใหม่ทุก ๓ ปี

และพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐
มาตรา ๗ (๔) ได้บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐส่งข้อมูล
ข่าวสารเกี่ยวกับ กฎ มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ คำสั่ง
หนังสือเวียน ระเบียบ แบบแผน นโยบาย หรือการตีความ
ที่จัดให้มีขึ้นโดยมีสภาพอย่างกฎเพื่อให้มีผลเป็นการทั่วไป
ต่อเอกชนที่เกี่ยวข้อง ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา

สำนักนายกรัฐมนตรีจึงออกประกาศกำหนดราคาชดใช้
แทนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ไม่สามารถส่งคืนตามกฎหมาย
ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๗๐ - ๒๕๗๒ ตามบัญชีท้ายระเบียบนี้

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นต้นไป

บัญชีราคาชดใช้ฯ (ราคา/บาท)

เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายหน้า
๑ ปฐมจุลจอมเกล้า ๕,๙๙๘,๔๕๖
๒ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ๑,๓๔๓,๗๒๘
๓ ทุติยจุลจอมเกล้า ๖๘๓,๖๐๘
๔ ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ๔๑๐,๔๗๒
๕ ตติยจุลจอมเกล้า ๓๕๙,๖๙๒
๖ ตติยานุจุลจอมเกล้า ๘๓,๖๓๖

เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายใน
๗ ปฐมจุลจอมเกล้า ๒,๐๖๗,๐๘๔
๘ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ๕๑๓,๗๒๒
๙ ทุติยจุลจอมเกล้า ๓๘๑,๐๗๔
๑๐ ตติยจุลจอมเกล้า ๒๗๗,๘๓๖
๑๑ จตุตถจุลจอมเกล้า ๙๗,๔๕๕

เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก

๑๒ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก — บุรุษ ๘๒,๙๗๖
๑๓ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก — สตรี ๖๙,๕๖๖
๑๔ ประถมาภรณ์ช้างเผือก — บุรุษ ๕๖,๖๑๒
๑๕ ประถมาภรณ์ช้างเผือก — สตรี ๓๕,๙๕๖
๑๖ ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก — บุรุษ ๓๖,๗๔๘
๑๗ ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก — สตรี ๒๖,๓๖๖
๑๘ ตริตาภรณ์ช้างเผือก — บุรุษ ๑๖,๑๓๘
๑๙ ตริตาภรณ์ช้างเผือก — สตรี ๑๓,๖๗๐
๒๐ จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก — บุรุษ ๗,๒๐๒
๒๑ จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก — สตรี ๗,๔๙๕
๒๒ เบญจมาภรณ์ช้างเผือก — บุรุษ ๖,๙๙๕
๒๓ เบญจมาภรณ์ช้างเผือก — สตรี ๗,๒๘๘
๒๔ เหรียญทองช้างเผือก — บุรุษ ๕,๗๘๘
๒๕ เหรียญทองช้างเผือก — สตรี ๖,๐๙๐
๒๖ เหรียญเงินช้างเผือก — บุรุษ ๕,๖๐๒
๒๗ เหรียญเงินช้างเผือก — สตรี ๕,๙๑๖

เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย
๒๘ มหาวชิรมงกุฎ — บุรุษ ๙๕,๓๖๔
๒๙ มหาวชิรมงกุฎ — สตรี ๖๖,๖๖๒
๓๐ ประถมาภรณ์มงกุฎไทย — บุรุษ ๕๓,๖๐๐
๓๑ ประถมาภรณ์มงกุฎไทย — สตรี ๓๔,๒๙๔
๓๒ ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย — บุรุษ ๔๐,๙๘๖
๓๓ ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย — สตรี ๒๓,๕๖๔
๓๔ ตริตาภรณ์มงกุฎไทย — บุรุษ ๑๔,๖๑๔
๓๕ ตริตาภรณ์มงกุฎไทย — สตรี ๑๐,๐๙๘
๓๖ จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย — บุรุษ ๖,๙๓๖
๓๗ จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย — สตรี ๗,๑๕๖
๓๘ เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย — บุรุษ ๖,๘๔๐
๓๙ เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย — สตรี ๗,๑๑๒
๔๐ เหรียญทองมงกุฎไทย — บุรุษ ๔,๖๖๒
๔๑ เหรียญทองมงกุฎไทย — สตรี ๔,๙๗๖
๔๒ เหรียญเงินมงกุฎไทย — บุรุษ ๔,๔๘๘
๔๓ เหรียญเงินมงกุฎไทย — สตรี ๔,๙๑๖

เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์
๔๔ ปฐมดิเรกคุณาภรณ์ — บุรุษ ๕๙,๘๙๘
๔๕ ปฐมดิเรกคุณาภรณ์ — สตรี ๔๓,๓๕๖
๔๖ ทุติยดิเรกคุณาภรณ์ — บุรุษ ๔๒,๐๒๐
๔๗ ทุติยดิเรกคุณาภรณ์ — สตรี ๒๙,๙๐๖
๔๘ ตติยดิเรกคุณาภรณ์ — บุรุษ ๑๘,๗๕๖
๔๙ ตติยดิเรกคุณาภรณ์ — สตรี ๑๗,๐๓๒
๕๐ จตุตถดิเรกคุณาภรณ์ — บุรุษ ๘,๒๕๔
๕๑ จตุตถดิเรกคุณาภรณ์ — สตรี ๘,๔๓๔
๕๒ เบญจมดิเรกคุณาภรณ์ — บุรุษ ๘,๒๑๐
๕๓ เบญจมดิเรกคุณาภรณ์ — สตรี ๘,๕๒๔
๕๔ เหรียญทองดิเรกคุณาภรณ์ — บุรุษ ๘,๕๙๒
๕๕ เหรียญทองดิเรกคุณาภรณ์ — สตรี ๘,๕๓๘
๕๖ เหรียญเงินดิเรกคุณาภรณ์ — บุรุษ ๘,๔๑๐
๕๗ เหรียญเงินดิเรกคุณาภรณ์ — สตรี ๘,๔๐๕

เหรียญราชอิสริยาภรณ์

๕๘ เหรียญกล้าหาญ ๒,๓๗๖
๕๙ เหรียญชัยสมรภูมิ ๑,๙๕๒
๖๐ เหรียญพิทักษ์เสรีชน ๑,๔๒๒
๖๑ เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา ทหาร ๗,๒๘๖
๖๒ เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา พลเรือน — บุรุษ ๗,๒๘๖
๖๓ เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา พลเรือน — สตรี ๗,๒๘๖
๖๔ เหรียญราชการชายแดน ๘๒๒
๖๕ เหรียญจักรมาลา ๕,๗๙๖
๖๖ เหรียญจักรพรรดิมาลา — บุรุษ ๕,๓๕๔
๖๗ เหรียญจักรพรรดิมาลา — สตรี ๕,๖๙๔


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1516047160561997&set=a.1072236184943099




AI-ไทย ในกะลาคงได้แค่นี้แหละ

 
https://www.facebook.com/reel/1614322116968039
.....

TH-AI Passport ไม่ให้ข้อมูลบางเรื่องเกี่ยวกับ ม.112-สถาบันฯ สะท้อนสถานการณ์เสรีภาพในไทยอย่างไร



4 กันยายน 2026
บีบีซีไทย

หลังโครงการ TH-AI Passport เปิดให้คนไทยที่ลงทะเบียนเข้าใช้งานเพื่อเรียนรู้ทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ ผ่านโมเดลเอไอจากผู้ให้บริการหลายรายในแพลตฟอร์มเดียวตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. ที่ผ่านมา ได้มีผู้ใช้งานบางส่วนแสดงความกังวลหลังพบว่าเอไอภายใต้โครงการนี้ถูกปิดกั้นไม่ให้ตอบคำถามการเมืองและประเด็นอ่อนไหวในสังคมบางเรื่อง เช่น ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

สำหรับโครงการ TH-AI Passport ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเรือธงของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งนำโดยนายไชยชนก ชิดชอบ เปิดให้ประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปได้ใช้เอไอรุ่นโปรจากผู้ให้บริการ 14 ค่าย รวม 33 โมเดล เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยี

บีบีซีไทยได้ลองสมัครและใช้งานเอไอในโครงการดังกล่าว โดยตั้งคำถามเช่น "องคมนตรีถูกพูดถึงว่าอย่างไรบ้าง" หรือ "ข้อดี-ข้อเสีย ของ ม.112" พบว่าเอไอภายใต้โครงการปฏิเสธไม่ตอบคำถามดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราถามคำถามเดียวกันกับโมเดลเอไอตัวเดียวกันที่ไม่ได้อยู่ในโครงการ (เช่นการถามกับ Gemini โดยตรง แทนที่จะถามผ่าน Gemini ของโครงการ TH-AI Passport) กลับพบว่าเอไอสามารถให้คำตอบได้

รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัล อธิบายกับบีบีซีไทยในประเด็นนี้ว่า มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลไทยอาจใช้ "การ์ดเรลส์" (guardrails) ซึ่งคือชุดกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมขอบเขตการทำงานของเอไอให้สอดคล้องกับนโยบายหรือกฎหมายของไทย

ขณะที่ ผศ.ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิจัยประจำสถาบันเยอรมันเพื่อการศึกษาระดับโลกและภูมิภาค (German Institute for Global and Area Studies) ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า การปิดกั้นการเข้าถึงเนื้อหาเรื่องการเมืองในโมเดลเอไอของโครงการอาจสะท้อนภาพเสรีภาพทางการเมืองในไทยที่มีอยู่อย่างจำกัด

เอไอใน TH-AI Passport ด้อยกว่าเอไอตัวเดียวกันที่อยู่นอกโครงการ หรือไม่ ?

จุดเด่นสำคัญของโครงการ TH-AI Passport ตามมุมมองของ รศ.ดร.ธนชาติ คือการรวมเอไอหลายโมเดลมาไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เช่น เจมิไน (Gemini), คล็อด (Claude), จีพีที (GPT), รวมถึง ดีพซีก (DeepSeek) ของจีน อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่าคุณภาพของเอไอในโครงการนั้นด้อยกว่าเอไอโมเดลตัวเดียวกันเมื่อใช้งานนอกโครงการ


เอไอภายใต้โครงการ TH-AI Passport ไม่สามารถอัพโหลดเอกสารที่มีขนาดเกิน 30 เมกะไบต์ ได้

ทั้งนี้ โครงการ TH-AI Passport ได้รวบรวมโมเดลเอไอหลายตัวไว้ในแพลตฟอร์มเดียว โดยสำหรับการสนทนาเพื่อตอบคำถามเป็นข้อความมีเอไอให้เลือกถึง 20 โมเดล จากทั้งหมด 13 ค่าย, การสร้างรูปภาพมีตัวเลือก 5 โมเดล จาก 3 ค่าย, และการสร้างวิดีโอสามารถเลือกใช้เอไอได้ 4 โมเดล จาก 2 ค่าย

"การที่มีโมเดลเยอะก็เหมือนมีคนเก่งนั่งอยู่ในออฟฟิศเต็มไปหมดเลย แต่ผมถามว่าคนเก่งเหล่านี้ทำอะไรได้ สร้างไฟล์พาวเวอร์พอยต์ (Powerpoint) ให้ผมได้ไหม สร้างไฟล์เวิร์ด (Words) ให้ผมได้ไหม หรือแม้กระทั่งมาอ่านไฟล์พีดีเอฟ (PDF) ได้ไหม... ปรากฏว่าคนเก่งเหล่านี้ทำอะไรไม่ได้เลย" เขาอธิบาย

เขายกตัวอย่างการอัปโหลดเอกสารที่มีขนาดเกิน 100 เมกะไบต์ ซึ่งสามารถทำได้อย่างดีและรวดเร็วในเจมิไน 3.5 แฟลช-ไลท์ (Gemini 3.5 flash-lite) แต่กลับไม่สามารถอัปโหลดเอกสารดังกล่าวได้เมื่อใช้เอไอโมเดลเจมิไนรุ่นใกล้เคียงกันในแพลตฟอร์มของโครงการ TH-AI Passport


บีบีซีไทยลองอัปโหลดเอกสารเดียวกันที่มีขนาดมากกว่า 30 เมกะไบต์ในโมเดลเอไอภายนอกโครงการ TH-AI Passport พบว่าสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว

ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงกระแสตอบรับเชิงลบของโครงการเมื่อ 1 ก.ย. ว่า มาตรฐานเอไอรุ่นโปรของโครงการดีกว่ารุ่นฟรีทั่วไปแน่นอน แต่อาจเกิดจากการเรียนรู้จักผู้ใช้ที่ไม่มากพอทำให้การตอบกลับของเอไออาจไม่เฉพาะเจาะจงหรือต่างจากรุ่นฟรีอยู่บ้าง

TH-AI Passport ปิดกั้นการเข้าถึงเนื้อหาอ่อนไหว

อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงนอกเหนือจากเรื่องประสิทธิภาพของเอไอภายใต้โครงการนี้ คือเรื่องการปิดกั้นการเข้าถึงเนื้อหาทางการเมืองและเนื้อหาที่มีความอ่อนไหว โดยเมื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์จากการสนทนาในหัวข้อเดียวกัน ระหว่างการสนทนากับเอไอในโครงการ TH-AI Passport กับเอไอที่อยู่นอกโครงการ พบว่าได้ผลลัพธ์แตกต่างกัน


เปรียบเทียบการตอบคำถามของเอไอภายใต้โครงการ TH-AI Passport และเอไอโมเดลเดียวกันที่ไม่ได้อยู่ในโครงการ

เมื่อบีบีซีไทยลองถามคำถามเช่น "องคมนตรี ถูกพูดถึงว่าอย่างไรบ้าง" และ "ข้อดีของ ม.112" กับเอไอโมเดลเจมิไน 3.1 แฟลช ไลต์ (Gemini 3.1 Flash Lite) ในแพลตฟอร์มของโครงการนี้ เราได้คำตอบกลับมาว่าไม่สามารถให้ข้อมูลในหัวข้อนี้ได้ เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน

แต่เมื่อลองถามคำถามเดียวกันกับเอไอโมเดลเดียวกันนอกแพลตฟอร์ม TH-AI Passport เราจะได้คำตอบอย่างละเอียดกลับมา




ตัวอย่างคำถามอื่น ๆ ที่โมเดลเอไอภายใต้โครงการ TH-AI Passport ปฏิเสธที่จะให้คำตอบ

คำถามอื่น ๆ ที่เอไอภายใต้โครงการนี้ไม่ตอบก็อย่างเช่น "สส. อภิปราย พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ อย่างไร" หรือแม้กระทั่งคำถามเพื่อหาความรู้เกี่ยวกับกษัตริย์ในอดีตที่ว่า "พ่อขุนรามคำแหง ถูกวิจารณ์หรือไม่อย่างไร" เอไอของโครงการ TH-AI Passport ก็ไม่ให้ข้อมูลเช่นเดียวกัน

รศ.ดร.ธนชาติ อธิบายว่ามีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลไทยอาจใช้กลไก "การ์ดเรลส์" ในการสกัดกั้นคำสั่ง หรือพรอมต์ (prompt) ที่ผู้ใช้งานพิมพ์เข้าไป โดยอาจมุ่งไปที่คีย์เวิร์ด (keyword) บางคำ เช่น ม.112 เป็นต้น

"เวลาผม พรอมต์ (prompt) มันจะไม่ได้ส่งไปที่โมเดล[เอไอ]โดยทันที มันจะไปส่งที่ฟังก์ชัน (function) ที่เรียกว่าการ์ดเรลส์ซึ่งเป็นตัวที่คอยเซ็นเซอร์ก่อน ฉะนั้นพอมีเซ็นเซอร์บัง มันก็จะหยุดเวลาเซ็นเซอร์ก็อาจจะไปดูคีย์เวิร์ดบางคำ มันก็จะไม่ให้[ส่งคำสั่ง]เลย" เขาอธิบาย

ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันไอเอ็มซีเสริมด้วยว่า แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลไทยจะนำโมเดลเอไอมาฝึกใหม่เพื่อสกัดกั้นบางคำถาม เนื่องจากโมเดลเอไอเป็นของต่างประเทศ ดังนั้นกลไกที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการใช้การ์ดเรลส์ และนี่ต่างจากกรณี ดีพซีก โมเดลเอไอของจีนที่ถูกฝึกโดยจีนเอง

บีบีซีไทยได้ติดต่อไปยังกระทรวงดิจิทัลฯ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เพื่อขอคำชี้แจงว่ามีการใช้มาตรการใดในการสกัดกั้นคำถามบางหัวข้อ แต่ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับจนถึงเวลาที่บทความนี้เผยแพร่

ด้าน ผศ.ดร.จันจิรา เสริมว่ารัฐไทยอาจไม่ได้เพียงกังวลว่าคนไทยอาจเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นที่ละเอียดอ่อน แต่อาจกังวลว่าจะมีการนำข้อมูลเหล่านั้นมาพัฒนาเป็นรูปภาพหรือวิดีโอที่น่ากังวล จึงทำให้ต้องมีการปิดกั้นการตอบคำถามของเอไอเช่นนี้

"การปิดกั้นนี้ไม่ได้เป็นการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเท่านั้น คิดดูว่าโมเดล AI Passport ทำวิดีโอได้ มันมีรูปภาพ คือคนก็สามารถพัฒนาวิดีโอโดยอาศัยข้อมูลที่ไม่ถูกปิดกั้นได้ คิดว่ารัฐไทยก็มีความกังวลเรื่องนี้" เธอบอกกับบีบีซีไทย

ทั้งนี้ ตามคำจำกัดความแมคคินซีย์ แอนด์ คอมพานี (McKinsey & Company) ที่ปรึกษาด้านยุทธ์ศาสตร์และการจัดการ "กลไกการ์ดเรลส์" คือระบบที่ออกแบบมาเพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องมือเอไอขององค์กรจะทำงานสอดคล้องกับมาตรฐาน นโยบาย และค่านิยมขององค์กร


แมคคินซีย์อธิบายถึงประโยชน์ของกลไกนี้ว่า อาจช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยจากการโจมตีโดยการใช้ช่องโหว่ของระบบ, ช่วยตรวจสอบและทบทวนผลลัพธ์จากเอไอ ลดความเสี่ยงในการเผยแพร่เนื้อหาที่ผิดพลาด และยังเป็นมาตรการควบคุมและแนวทางปฏิบัติ สามารถช่วยลดความเสี่ยงด้านบทลงโทษทางกฎหมายและความรับผิดทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้

นัยต่อเสรีภาพทางการเมืองในไทย



ผศ.ดร.จันจิรา ระบุว่าโดยทั่วไปชุดข้อมูล (data set) ของเอไอมักถูกฝึกมาให้มีเสรีภาพทางการเมืองระดับหนึ่ง แต่มักจะปิดกั้นเนื้อหาที่เกี่ยวกับความรุนแรง หลักจริยธรรม หรือลิขสิทธิ์ แต่การที่ไทยเลือกจะปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลในประเด็นการเมืองบางส่วนก็อาจทำให้สถานะเสรีภาพทางการเมืองในประเทศอยู่ในจุดที่ "แปลก ๆ" แต่เธอ "ไม่ประหลาดใจ" เพราะว่าระบบการปิดกั้นของรัฐไทยดำรงอยู่มานานแล้วในโลกออนไลน์

"เราอยู่ในภาวะแปลก ๆ ก็คือถ้าสมัยรัฐบาล คสช. มันชัดเจนว่าไม่มี[เสรีภาพ] หรือมีจำกัดมาก... แต่ตอนนี้เนื่องจากรัฐบาลเป็นพลเรือนมาจากการเลือกตั้ง ฝ่ายความมั่นคงที่เคยออกหน้าเวลาดำเนินคดีต่อประชาชน หรือเวลามีการใช้สปายแวร์ การทำไอโอ (ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร) กระทั่งการทำไอโอตอนนี้มันก็กลิ่นอายของรัฐก็จางลง... พอมันไม่ชัดเจน คนก็เริ่มชะล่าใจคิดว่ามีเสรีภาพมากขึ้น"

เธอกล่าวเสริมอีกว่า การชะล่าใจก็เป็นสิ่งที่อันตราย เพราะคนอาจลืมว่ายังมีกรณีของการปราบปรามที่เป็นผลพวงจากการปราบปรามการประท้วงปี 2563 และคนที่ถูกดำเนินคดี ม.112 ก็ยังมีอยู่ จนเผลอพลั้งโพสต์หรือทำในสิ่งที่ละเอียดอ่อนทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม เธอเสริมว่าสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าการปิดกั้นข้อมูล คือการสอดส่องข้อมูลของประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ได้หลายจุดประสงค์จากหลายผู้กระทำ เช่น ภาครัฐ, พรรคการเมือง หรือแม้แต่บริษัทเอกชน

TH-AI Passport สามารถกลายเป็นเครื่องมือสอดแนมของรัฐได้หรือไม่ ?

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ในงานเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการ TH-AI Passport ผู้แทนจากกลุ่มบริษัทคู่สัญญาของโครงการ TH-AI Passport ระบุว่าข้อมูลของผู้ใช้ ประวัติการพูดคุยกับเอไอบนแพลตฟอร์มของโครงการจะมีการเก็บประวัติไว้

"สิ่งที่เก็บอยู่ในเมืองไทยก็คือ profile (รายละเอียดบัญชี) ของผู้ใช้งาน แล้วก็ chat log (ข้อมูลการสนทนา) คือสิ่งที่เราถามไปและสิ่งที่ได้รับกลับมา"

ด้านผู้แทนจากบริษัทไมโครซอฟต์ยืนยันบนเวทีรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวว่า จะไม่มีการนำข้อมูลที่ผู้ใช้บริการป้อนเข้ามาไปใช้ในการฝึกโมเดลเอไอของไมโครซอฟต์ และผู้แทนบริษัทคู่สัญญาก็ยืนยันว่า ข้อมูลที่ภาครัฐจะเห็นคือภาพรวมของการใช้งาน แต่จะไม่เห็นถึงขึ้นว่าใครใช้คำถามอะไร

รศ.ดร.ธนชาติ ชี้ถึงอีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวล คือเรื่องความปลอดภัยของชุดข้อมูลที่ถูกเก็บไว้โดยผู้ให้บริการ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับผู้ที่ครอบครองข้อมูลว่าจะนำไปใช้ในทางที่ผิดหรือไม่

"ถ้าเกิดวันไหนที่คุณได้ผู้ปกครองที่ดี เขาก็ไม่มาตรวจอะไร ถ้าเกิดวันไหนที่คุณได้ผู้ปกครองที่ไม่ดีคุณก็จะเดือดร้อน"

เขาเสริมด้วยว่าอีกสิ่งที่การใช้เอไอในแพลตฟอร์มของโครงการแตกต่างจากการใช้เอไอทั่วไป คือการต้องใช้เลขบัตรประชาชนยืนยันตัวตน ซึ่งทำให้รัฐสามารถระบุตัวผู้ใช้งานได้อย่างแม่นยำ

"ผมก็คงอยากจะเตือนว่า เล่น[เอไอของโครงการฯ]ด้วยความระมัดระวัง คือเตือนนิดหนึ่งเพราะมันก็เหมือน big brother is watching (ผู้มีอำนาจคอยสอดส่องอยู่) เขาอาจจะไม่เข้ามาดูก็ได้ แต่มันมีความเสี่ยง"



ด้าน ผศ.ดร.จันจิรา กล่าวเสริมว่าการสอดแนมของรัฐ ซึ่งถือเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัว อาจไม่ได้เป็นเครื่องมือกดปราบทางการเมืองโดยตรง แต่ก็สามารถถูกนำมาใช้ในทางนั้นได้ เช่น นำข้อมูลมาใช้ดำเนินคดี, ลงโทษผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองด้วยการปิดกั้นการเข้าถึงบริการของรัฐหรือการปิดบัญชีธนาคาร เพื่อให้เกิดความยุ่งยากในชีวิต ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการกดปราบที่ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อที่รัฐสามารถทำได้จากข้อมูลในระบบ

"สุดท้ายมันกลับมาเรื่องของการไม่ต้องบังคับใช้กำลัง พอคุณใช้เทคโนโลยี มันมีความมองไม่เห็น ความคลุมเครือ ถ้าคุณเป็นแกนนำทางการเมือง แล้วหนังสือเดินทางถูกปฏิเสธ บัญชีธนาคารถูกระงับ โรงเรียนไม่รับลูกเข้าเรียน พ่อแม่ไม่ได้รับสิทธิในการเข้ารับรักษาพยาบาล คือมันเป็นการคุมแกนนำผ่านตัวกลางพร็อกซี (proxy) ด้วยเครื่องมือเทคโนโลยี" เธอกล่าว

ทั้งนี้ บีบีซีไทยได้ติดต่อไปยังกระทรวงดิจิทัลฯ และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เพื่อขอคำชี้แจงเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับจนถึงเวลาที่บทความนี้เผยแพร่

https://www.bbc.com/thai/articles/cdj4y2w2pdpo
18 hours ago
·
" พวกเขาขังคนพูดความจริงได้ แต่ขังความจริงไม่ได้ เพราะความจริงมันจะปรากฏต่อหน้าพวกเขาทั้งในโลกจริงและในสามัญสำนึก ความจริงจะตามหลอกหลอนพวกเขาทั้งในหน้าจอมือถือและในฝัน กว่า 3 ปี ที่พวกเขาขังผมไว้ในคุกแต่ความจริงที่ผมพูดมันกลับชัดเจนยิ่งขึ้นตามกาลเวลา ความเสื่อมโทรมของสังคมเก่ายิ่งชัดเจนขึ้นตามกาลเวลา
 
ผมสาบานได้ว่าผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นพระเอก ไม่เลยสักนิด ผมเพียงใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อเป็นบทบันทึกสำหรับคนรุ่นหลังได้ศึกษาและต่อยอดความคิดของคนรุ่นผมเท่านั้น ผมรู้สึกเหมือนผมเป็นตัวละครที่ชื่อ “คูเปอร์” ในหนังเรื่อง Interstellar ในตอนท้ายเรื่องที่ตกลงไปในหลุมดำ เขาไม่คิดว่าเขาจะรอดชีวิต เขาเพียงใช้ชีวิตที่เหลือเพื่อ “บันทึก” และทิ้งไว้เพื่อที่คนรุ่นหลังมาค้นพบและเอาไปศึกษาต่อยอดเท่านั้น ผมก็คิดแบบนั้นเช่นกัน ด้วยโทษทัณฑ์ที่มีกำหนดยาวนานเกินกว่าอายุขัยของผม ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความจริงที่ผมพูด ความหวังดีต่อสังคมจะถูกส่งต่อไปยังอีกรุ่น
 
ขอให้พลังใจเช่นนี้จงมีแก่เพื่อนๆทุกคน ได้โปรดรับเอาความจริงที่ผมพูดไปสานต่อให้สำเร็จด้วย

อานนท์ นำภา
4 กันยายน 2569



คนออกมาดิ้นกับเรื่อง "รัฐบาลพลเรือน ต้องมีอำนาจเหนือกองทัพ" - ชยพล สท้อนดี


https://www.facebook.com/ChayaphonSatondee/posts/1524289609716145

ชยพล สท้อนดี - Chayaphon Satondee
12 hours ago
·
*เอาใหม่ เมื่อกี้มีคนอยากแชร์เยอะแต่กดแชร์ไม่ได้*
เห้อ เอาจริง ๆ ผมมองกองทัพอากาศเป็นกองทัพที่ค่อนข้างมีแนวความคิดเป็นหลักการมาก เพราะเป็นเหล่าทัพที่หนักเรื่องการใช้เทคโนโลยีระดับสูง ทำให้หลักการความคิดตรรกะค่อนข้างมีเหตุผล บวกกับพื้นฐานความเป็น นักบิน เช่นเดียวกับผม ที่ต้องตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลหลักฐานที่แน่น ไม่สามารถใช้อารมณ์นำได้ แต่เข้าใจแหละว่ามันก็ต้องมีตัวหลุดคุณภาพกันบ้าง เดี๋ยวเรามาให้ความรู้กับ พล.อ.ต.เผดิมชัย กุลพิบูลย์ ทีละประเด็นกันครับ
.
.
ประเด็นแรก พลเรือนเหนือทหาร อันนี้หลักการปกติของระบบประชาธิปไตยอยู่แล้วที่ผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศต้องทำหน้าที่เป็นผู้บริหารระดับนโยบาย เป็นผู้ถือเจตนารมย์ของประชาชนทั้งประเทศเพื่อบริหารโครงสร้างของรัฐให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ส่วนข้าราชการเป็นกระดูกสำคัญของโครงสร้างรัฐที่มีหน้าที่ทำตามนโยบายจากฝ่ายการเมืองตามกรอบหน้าที่ของแต่ละกระทรวง มีความสำคัญเหมือนกันเพียงหน้าที่ต่างกัน หากผู้บริหารหรือฝ่ายการเมืองไม่ตอบโจทย์ บริหารราชการเละเทะอย่างที่คุณว่า นั่นก็เป็นความรับผิดชอบทางการเมืองของคนเหล่านั้นและประชาชนที่เลือกมา เมื่อครบวาระ 4 ปีก็เรียนรู้แล้วเลือกกันใหม่ เป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตยที่เลือกคนให้เหมาะกับสถานการณ์ เมื่อผิดพลาดก็สามารถเรียนรู้เปลี่ยนใหม่ได้ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนก็เลือกคนใหม่ การที่คุณยังไม่รู้แม้หลักการพื้นฐาน และมองว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่วุ่นวาย สะท้อนความแข็งทื่อทางปัญญาที่จะรั้งให้ตัวคุณเองและคนรอบข้างไม่สามารถปรับตัวพัฒนาหาความรู้เพิ่มให้ทันสถานการณ์ได้ น่าแปลกใจที่เป็นบุคลากรของกองทัพอากาศที่ต้องปรับตัวให้ทันเทคโนโลยีที่ไวกว่าเหล่าทัพอื่น ๆ แต่กลับไม่มีคุณสมบัติพื้นฐานของกองทัพอากาศที่ผมนับถือ
.
.
ประเด็นสอง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นพลเรือนมาตั้งหลายคน อันนี้ผิดประเด็นอย่างร้ายแรง มันไม่เกี่ยวกับเป็นใครตราบเท่าที่คุณผ่านระบบการเลือกตั้งมาอย่างถูกต้อง ทหารเองก็สามารถลาออกเป็นพลเรือนก่อนเพื่อลงสมัครเลือกตั้งได้อย่างถูกต้อง ปัญหาของประเทศเราคือการที่ทหารบางกลุ่มสามารถใช้สิทธิ์ในการถืออาวุธที่ได้จากภาษีของประชาชนในการฉีกรัฐธรรมนูญ ล้มระบอบประชาธิปไตย ก่อการรัฐประหาร และเป็นกบฏเสียเอง มิหนำซ้ำหลายกรณียังกล้าอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์ในการยึดอำนาจของตัวเอง ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการคุมให้กองทัพอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน และเป็นข้อพิสูจน์ว่า “ธรรมเนียมและเขาสอน” ที่คุณว่ามันไม่พอ เพราะคนบางกลุ่มไม่อยู่เหนือการบิดพริ้วคำพูดสวยหรูเพื่อตอบสนองประโยชน์ทางอำนาจ แต่เราต้องใช้ข้อบัญญัติทางกฏหมายที่ชัดเจน ซึ่งนั่นก็คือหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรต้องทำนโยบาย งบประมาณ และกฏหมายเพื่อตอบโจทย์ปัญหานี้ ส่วนครม.ก็มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงเพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปด้วยประสิทธิภาพอยู่แล้ว หากไม่เป็นธรรมก็สามารถร้องเรียนฟ้องร้องได้ และถ้ารัฐมนตรีไม่เหมาะสม ก็เลิกเลือกพรรคที่เขาสังกัดแค่นั้น แต่การที่คุณบอกว่าไม่ยอมอะ เฮ่ย!! จะย้อนแย้งคำพูดตัวเองไวอะไรขนาดนี้!! สรุปจะฟังไม่ฟังผู้บังคับบัญชา???
.
.
ประเด็นสาม ไส้ไก่สุดฮิตแทงใจคนกะโหลกกะลา ไส้ไก่ใช้ได้ เหมือนเชือกรองเท้าก็ใช้ได้ ผ้าพันคอก็ใช้ได้ อะไรก็ใช้ได้เพราะหลักการคือการสร้างแรงกดทันบนเส้นเลือดเพื่อชะลอการไหลของเลือดออกจากแผล แต่หากฉลาดหาความรู้เพิ่มสักนิดจะรู้ว่าพื้นที่หน้าตัดของสิ่งที่ใช้ทำขันชะเนาะเป็นปัจจัยสำคัญ ถ้าใช้ของที่พื้นที่หน้าตัดแคบเกิน เช่น ไส้ไก่ เชือกรองเท้า กว่าจะรัดให้ชะลอเลือดได้ แรงดันเฉพาะจุดก็จะสูงเกินจนทำให้ผิวหรือเนื้อเยื่อใต้จุดรัดได้รับความเสียหาย ยิ่งรัดนานยิ่งเพิ่มโอกาสทำลายเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ จนอาจต้องถูกตัดอวัยวะในที่สุด นอกจากนั้น เวลาเปื้อนเลือด ไส้ไก่มันลื่น มันใช้ยากในสถานการณ์คับขันจริง ไม่เคยมีใครกล้าปฏิเสธในเรื่องนี้ว่ายังไง Tourniquet ก็ดีกว่า แม้แต่ตัวคุณด้วยความรู้ที่จำกัดยังพอเข้าใจ แต่ดันตกม้าตายเรื่องการตัดงบประมาณ เพราะพรรคผมไม่เคยขอตัดงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการของทหารแนวหน้า แต่ตั้งคำถามกับว่าทำไมนายพลอย่าง พล.อ.ต.เผดิมชัย กุลพิบูลย์ ถึงได้สวัสดิการเต็มเม็ดเต็มหน่วย เช่น ค่าตอบแทนรถประจำตำแหน่ง ฯลฯ ในขณะที่ทหารที่เสี่ยงชีวิตในพื้นที่กลับได้แค่ไส้ไก่เพื่อรักษาชีวิตของตัวเอง นอกจากนี้ ผมก็เป็นประธานอนุกรรมาธิการเยียวยากำลังพลจากเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนด้วย เรื่องแค่นี้หาข้อมูลไม่ยาก ถ้าจะสนใจหาความรู้บ้าง
.
.
ประเด็นสี่ อยากรู้เหรอทำไมผมลาออก หนึ่งในเหตุผลที่ผมลาออกหลังจบโรงเรียนเตรียมทหารแล้ว ก็เพราะรุ่นพี่แบบคุณนี่แหละครับ ที่ตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการเลื่อนตำแหน่งตามความสามารถ (merit system) ไม่ใช่ระบบอาวุโส เพราะรุ่นพี่แบบนี้แหละครับที่ลอย ๆ เหลือง ๆ ไปวัน ๆ ให้กระแสเวลาพัดพาไปจนเกษียณ เพราะรุ่นพี่แบบนี้แหละที่ทำให้ผมสงสัยตลอดว่า ระหว่างพี่จะเริ่มฉลาดกับพี่จะเกษียณ อะไรจะเกิดก่อนกัน แล้วคนรับกรรมมันคือคนรุ่นถัดไปแบบพวกผมที่ขยับไปตำแหน่งที่เหมาะสมไม่ได้เพราะมีคนแบบนี้มันหนังเหนียวนั่งเฝ้าตำแหน่งอยู่ ผมถึงได้เลือกที่จะเอาสมองและเวลาของตัวเองไปเรียนต่อที่คณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แทนที่จะเอาชีวิตมาแขวนอยู่กับการเสี่ยงทายว่าจะได้เจอรุ่นพี่ที่เป็นแค่ คนใส่เครื่องแบบ หรือ ทหารอาชีพ ที่พัฒนาตัวเองให้ทันโลกตลอด แต่พี่น้องผมยังต้องทนกับสิ่งนี้ไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ต้องแปลกใจทำไมผมถึงเลือกกลับมาจับเรื่องนี้เพื่อแก้ไขเอาหนอนชอนใบออกจากระบบ
.
.
ประเด็นห้า วินัย การบังคับบัญชา ไม่ได้มีความหมายสุดแค่การทำตามคำสั่งเท่านั้น แต่มันมีกรอบเรื่องความชอบธรรมทางกฏหมาย สถานการณ์ และหลักการเหตุผลด้วย โรงเรียนเตรียมทหารเป็นโรงเรียนสอนบุคลากรเพื่อให้เป็นผู้บังคับบัญชา เป็นผู้นำที่มีสมอง เราเริ่มจากการเรียนรู้ด้วยการเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้บังคับบัญชาที่มีความสามารถ เรียนรู้หลักวิธีการคิดวิเคราะห์ ปกครอง บริหาร บังคับบัญชา ยุทธวิธี ฯลฯ เพื่อที่เราจะขยับสู่ตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบสูงขึ้นต่อไป และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งความสำคัญของระบบ merit system ที่จะคัดว่าใครเหมาะเป็นผู้ตามและใครเหมาะเป็นผู้นำ ถ้ารุ่นพี่ไม่มีสมองขึ้นมานำ น้องก็ไม่มีอะไรให้เรียนรู้ ไม่เกิดประโยชน์อะไร คำว่าวินัยและการบังคับบัญชาเลยถูกลดทอนคุณค่าให้เหลือแค่การเป็นข้ออ้างของรุ่นพี่ในการสั่งน้องโดยไม่ต้องตอบคำถามอะไร บางคนเหมาะเป็นผู้ตามก็ควรเป็นผู้ตาม ศักดิ์ศรีไม่ต่างกันแต่อย่างใด และเราจะช่วยกันหาทางในการปรับโครงสร้างเงินเดือนให้คนที่เหมาะสมกับแต่ละตำแหน่งสามารถหาเลี้ยงชีพตัวเองได้โดยไม่ต้องฝืนรับความรับผิดชอบที่ตัวเองไม่พร้อมรับ
.
.
ประเด็นหก วัฒนธรรมองค์กรทหารที่อยู่มาเป็น 100 ปี ทำไมผมจะไม่รู้ วันที่ 9 มิ.ย. 2460 คือวันที่ต้นตระกูลฝั่งแม่ผม ยศร้อยตรี ได้รับนามสกุลพระราชทานตามใบประกาศ วัฒนธรรมที่คุณอ้างถึงคือสิ่งที่บรรพบุรุษผมช่วยก่อสร้างมาเอง และเขาไม่ได้สร้างมันมาให้คนแบบคณะรัฐประหารทั้งหลายเอาชื่อขององค์กรไปทำเสื่อมเสีย ก่อการกบฏ มองประชาชนเป็นศัตรู และเป็นอริต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
.
.
สุดท้าย ประเด็นเจ็ด การเข้าใจโลกความเป็นจริง เป็นเรื่องที่น่าขำมากที่คนมีความคิดแบบคุณจะกล้าอ้างโลกความเป็นจริง ในขณะที่คุณมองเห็นโลกแค่รอบข้างตัวเอง เห็นแค่โลกที่ตัวเองมีอำนาจในรั้วหน่วยทหาร มัวแต่ทระนงตัวมองต่ำใส่คนรอบข้างที่ไม่ยกยอตัวเอง ถ้าคุณมองขึ้นมาคุณจะเห็นความจริงของโลกใหญ่ที่คุณเองก็ต้องอยู่ภายใต้ฝ่ายบริหารจากฝั่งการเมืองอยู่ดี ที่มีผมคอยช่วยเขียนกฏหมาย ตรวจสอบออกแบบนโยบาย แผนงบประมาณ และการบริหารราชการ ที่เอามาปกครองบังคับบัญชาคุณอีกที
.
.
สรุป จะมีวินัย ทำตามหน้าที่ตามสายบังคับบัญชา เคารพกฏหมาย เคารพระบอบประชาธิไตย ได้หรือยัง? หรือถ้าจะเป็นภูมิแพ้ความรู้ ติดโรคปฏิเสธข้อมูล ถ้าเป็นเช่นนั้นผมคงเหลือแค่คำถามเดียวคือ ช่วยพิจารณาเข้าร่วมโครงการ Early Retire ได้ไหม เกษียณเถอะ งบประมาณที่เสียให้คุณแต่ละเดือนจะได้ถูกนำไปใช้เพื่อสวัสดิการของทหารที่เป็นมืออาชีพจริง ๆ รบกวน กองทัพอากาศไทย กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force พิจารณาเปิดโควต้าหาก พล.อ.ต.เผดิมชัย กุลพิบูลย์ สนใจ
.
.
สุดท้ายนี้ ผมอยากขอบคุณที่ออกมาดิ้นกัน อยากให้ออกมาดิ้นกันอีกเยอะ ๆ แสดงว่าผมแตะถูกหัวใจของทหารที่ยังไม่เข้าใจในระบอบประชาธิปไตยและยังกลัวการพัฒนาเปลี่ยนแปลง ออกมาดิ้นกันอีกมาก ๆ ผมละเพื่อนพี่น้องทหารทุกเพศทุกชั้นยศที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงให้กองทัพ สถาบันที่เราเคารพรัก จะเป็นอุกกาบาตพุ่งชนไดโนเสาร์พวกนี้เอง
ไปดูต้นโพสต์ได้


อาการป่วย’ ของการต่างประเทศไทย ไม่ใครก็ใคร เจ็บจี๊ดแน่ ! ไทยล่องหนในโลก สัมพันธ์ดี แต่ทำไมต่อรองไม่ได้ เหมือนคนเมาตามของหายในเวลากลางคืน


THE STANDARD

12 hours ago
·
“นโยบายต่างประเทศไทยวันนี้ เหมือนคนเมาตามของหายในเวลากลางคืน”

เป็นประโยคเปรียบเปรยที่เรียบง่ายจาก ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารสูงสุด และหัวหน้าโครงการความมั่นคงศึกษา แต่สะท้อน ‘อาการป่วย’ ของการต่างประเทศไทยได้อย่างตรงไปตรงมา ท่ามกลางวิกฤตซ้อนทับและการแข่งขันของมหาอำนาจที่กำลังบีบการตัดสินใจของไทยให้แคบลงทุกขณะ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การยึดติดกับกรอบคิดแบบเดิมๆ กำลังทำให้นโยบายต่างประเทศไทยติดอยู่ใน ‘กับดักทางความคิด’ จนไร้ตัวตนในทางการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า ไทยยังเหลืออำนาจต่อรองและพื้นที่ในการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติบนเวทีโลกมากน้อยเพียงใด

โจทย์เหล่านี้ถูกนำมาวางกลางโต๊ะในงานเสวนาวิชาการ ‘ย้อนพินิจทบทวนทิศทางการต่างประเทศไทย’ จัดโดยสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS Thailand) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคีเครือข่าย เพื่อกลับมาถามถึงยุทธศาสตร์ของไทยต่อมหาอำนาจหลักว่า สรุปแล้ว ประเทศของเรากำลังลู่ตามลมหรือล้มไม่เป็นท่า

THE STANDARD พาผู้อ่านสำรวจข้อถกเถียงจากวงเสวนา ตั้งแต่ความสัมพันธ์ของไทยกับมหาอำนาจ ไปจนถึงกรณีศึกษาที่สะท้อนว่า ไทยกำลังวางจุดยืนและรักษาพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของตัวเองได้มากน้อยเพียงใด ผ่านมุมมองของ ผศ.ดร.พงศ์พิสุทธิ์ บุษบารัตน์, รศ.ดร.ณัฐนันท์ คุณมาศ และ ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล โดยมี ผศ.ดร.กัลยา เจริญยิ่ง เป็นผู้ดำเนินรายการ

อ่านบทความฉบับเต็มต่อได้ที่ลิงก์
การต่างประเทศไทยยุค ‘คนเมาใต้โคมไฟ’ เมื่อลู่ตามลม แต่ยังหาคำตอบผิดที่ 
https://thestandard.co/thailand-foreign-policy-drunkard.../

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1439313641661308&set=a.586524703606877



เริ่มเห็นสัญญาณเขย่าเสถียรภาพพรรคร่วมรัฐบาล ขณะที่ สส.พรรคประชาชน โชว์ฟอร์มว่าการ "ซักฟอก" ที่กำลังจะมีขึ้น มีสายตรงจากคนใกล้ชิดรัฐบาล ร่วมส่งข้อมูลให้พรรคฝ่ายค้านในสภาฯ อภิปรายตรวจสอบรัฐบาล เป็นไปได้ว่า รัฐบาลอาจต้องเผชิญกับเมืองนอกสภาฯ แต่มีรายงานว่า ถกแผนรับมือเตรียมเคลียร์ปมร้อนไว้แล้ว






https://x.com/ThaiPBS/status/2095793318110363765


 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ หันมาใช้สื่อที่สร้างขึ้นด้วย AI มากขึ้น ทางทำเนียบขาวระบุว่าการกระทำดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อ "ส่งสัญญาณ" บางอย่าง การใช้สื่อสังเคราะห์สร้างจาก AI มีความเสี่ยงหลายมิติ






https://x.com/AJEnglish/status/2095768831952142653

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ หันมาใช้สื่อที่สร้างขึ้นด้วย AI มากขึ้น ซึ่งรวมถึงวิดีโอจำลองเหตุการณ์การโจมตีทางทหารต่อโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน

ทางทำเนียบขาวระบุว่าการกระทำดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อ "ส่งสัญญาณ" บางอย่าง แต่ดังที่ Emma Withrow ผู้สื่อข่าวของ Al Jazeera ได้อธิบายไว้ ทั่วโลกต่างยังคงต้องคาดเดากันต่อไปว่าเขามีเจตนาจริงจังต่อปัญหาหรือความจริงแค่ไหน
.....

การใช้สื่อสังเคราะห์ (Synthetic Media) หรือวิดีโอสร้างจาก AI โดยผู้นำระดับประมุขของประเทศระหว่างเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ก่อให้เกิดความเสี่ยงสำคัญต่อการคำนวณสถานการณ์ผิดพลาด (Miscalculation) การบั่นทอนอำนาจการป้องปราม (Deterrence Degradation) และความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์

มิติสำคัญของเหตุการณ์

ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์: ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์วิดีโอ AI ที่จำลองภาพการโจมตีทางอากาศทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันบนเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของอิหร่าน พร้อมระบุข้อความว่าเกาะดังกล่าวถูกระเบิดจนป่นปี้

ข้อเท็จจริงในสนามรบ: กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) ต้องออกมาชี้แจงแก้ไขข้อมูลว่าไม่ได้มีการโจมตีเกาะคาร์กเกิดขึ้นจริง โดยปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐฯ ในคืนดังกล่าวจำกัดอยู่เพียงการโจมตีแท่นยิงจรวดบนเกาะลารัก (Larak Island) บริเวณช่องแคบฮอร์มุซเท่านั้น

คำชี้แจงจากทำเนียบขาว: รองประธานาธิบดี JD Vance ออกมาปกป้องโพสต์ดังกล่าว โดยระบุว่าเป็น "การส่งสัญญาณทางยุทธศาสตร์" เพื่อเตือนเตหะรานไม่ให้คุกคามเส้นทางการค้าและการเดินเรือ มากกว่าจะเป็นการประกาศปฏิบัติการทางทหารที่เกิดขึ้นจริง

ผลกระทบทางยุทธศาสตร์และนโยบาย

สภาวะสุ่มเสี่ยงและการยกระดับความขัดแย้ง: ในการส่งสัญญาณยุทธศาสตร์ช่วงวิกฤต ความคลุมเครือต้องมีขอบเขตที่ชัดเจน การใช้คลิป AI จำลองการโจมตีทำให้เส้นแบ่งระหว่างการขู่ทางวาทกรรมกับปฏิบัติการจริงพร่ามัว ซึ่งเสี่ยงทำให้โครงสร้างการบังคับบัญชาของฝั่งตรงข้ามตีความเจตนาผิดพลาด หรือตอบโต้ต่อการโจมตีที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสาร: เมื่อฝ่ายบริหารเผยแพร่เนื้อหา Deepfake เกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหาร ช่องทางสื่อสารหลักของกองทัพและนักการทูตต้องมาคอยแก้ข่าวในเวลาจริงเพื่อยืนยันสถานะที่แท้จริง ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากกองทัพสหรัฐฯ

ประเด็นทางกฎหมายและเป้าหมายพลเรือน: เกาะคาร์กเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบเกือบ 90% ของอิหร่านและมีพลเรือนอาศัยอยู่ นอกเหนือจากมิติสงครามข่าวสาร การส่งสัญญาณถึงการทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจประเภทที่ใช้งานร่วมกัน (Dual-use) ผ่านสื่อสังเคราะห์ ยังก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับกรอบกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและการคุ้มครองพลเรือน





การที่สหรัฐฯ เข้ายึดน้ำมันของเวเนซุเอลานั้น น่าจะเป็นก้าวแรกของวงจรอุบาทว์ที่คุ้นเคยและน่าหดหู่ ลองดูประวัติศาสตร์สิ!



วงจรอุบาทว์ของเวเนซุเอลา

เมื่อครั้งที่พลตรีสเมดลีย์ บัตเลอร์ (Smedley Butler) เกษียณอายุจากนาวิกโยธินสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1931 เขาผ่านสมรภูมิมาแล้วทั้งในเม็กซิโก เฮติ คิวบา ฟิลิปปินส์ นิการากัว สาธารณรัฐโดมินิกัน ฮอนดูรัส และจีน ช่วงเวลานั้นถือเป็นยุคทองของลัทธิจักรวรรดินิยมอเมริกัน และบัตเลอร์ก็เปรียบเสมือนดาวเด่นของยุคนั้น ทั้งยังเป็นหนึ่งในนักรบที่ได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์มากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป บัตเลอร์เริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ตนทำลงไป "ผมรับราชการทหารมานานถึง 33 ปีกับอีก 4 เดือน" เขาเขียนไว้ในปี ค.ศ. 1935 "ตลอดช่วงเวลานั้น เวลาส่วนใหญ่ของผมหมดไปกับการเป็นนักเลงหัวไม้ชั้นดีให้กับกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ วอลล์สตรีท และเหล่าธนาคาร สรุปสั้นๆ ก็คือ ผมเป็นพวกตบทรัพย์ เป็นอันธพาลรับใช้ระบบทุนนิยม" เขาระบุว่าต้นทุนของปฏิบัติการเหล่านี้ต้องแลกมาด้วยเงินภาษีของประชาชนและชีวิตของทหาร สงครามที่บัตเลอร์เข้าร่วมยังทิ้งรอยแผลไว้ทั่วโลก ดังที่โจนาธาน เอ็ม. แคตซ์ (Jonathan M. Katz) นักข่าวผู้เขียนหนังสือชีวประวัติของเขาในปี 2022 ได้บันทึกไว้ แม้คนในสหรัฐฯ จะแทบไม่จดจำเหตุการณ์เหล่านี้ แต่การแทรกแซงดังกล่าวกลับส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อประชาชนในพื้นที่ และกลายเป็นเชื้อไฟที่ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านสหรัฐฯ ที่ฝังรากลึกมาจนถึงปัจจุบัน

ดูเหมือนว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังมุ่งมั่นที่จะสร้างวงจรเดิมซ้ำอีกครั้งในเวเนซุเอลา ทั้งปฏิบัติการทางทหาร การตั้งรัฐบาลหุ่นเชิด การเข้าตักตวงผลประโยชน์จากแหล่งน้ำมันสำรอง และสิ่งที่แทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้คือความแค้นเคืองที่จะตามมา ซึ่งจะกลายเป็นชนวนเหตุให้เกิดความขัดแย้งต่อไปในอนาคต เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา กองทัพสหรัฐฯ ได้บุกเข้าไปในเวเนซุเอลาและเข้าควบคุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะอ้างข้อหาลักลอบค้ายาเสพติดในระดับรัฐบาลกลางมาใช้เป็นข้ออ้างบังหน้า แต่เขาก็ไม่ได้ปิดบังเหตุผลที่แท้จริงของการบุกรุกครั้งนี้ นั่นคือความต้องการเข้ายึดครองแหล่งน้ำมันสำรองมหาศาลของประเทศ สัปดาห์นี้ ประธานาธิบดีได้ประกาศว่าจะนำน้ำมันจากเวเนซุเอลามาเติมในคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ โดยอ้างว่าเป็น "ของขวัญจากเวเนซุเอลาแด่ประชาชนชาวสหรัฐฯ"

เช่นเคย รัฐบาลทรัมป์แทบไม่ได้ให้รายละเอียดที่เป็นรูปธรรมชัดเจนนัก แต่ดังที่โจนาธาน เชต (Jonathan Chait) เพื่อนร่วมงานของผมได้เขียนไว้ สิ่งนี้ไม่ใช่ "ข้อตกลง" แต่เป็น "การที่เวเนซุเอลาต้องยอมจ่ายส่วยภายใต้ปากกระบอกปืน" เสียมากกว่า ประชาชนชาวเวเนซุเอลาไม่อยู่ในสถานะที่จะให้ความยินยอมในการยกทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าที่สุดของประเทศให้แก่ชาติมหาอำนาจในภูมิภาคที่ร่ำรวยกว่าโดยไม่คิดมูลค่า เนื่องจากเวเนซุเอลาไม่มีการเลือกตั้งที่ยุติธรรมมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว หลังจากโค่นล้มมาดูโร สหรัฐฯ ไม่ได้กำจัดรัฐบาลเดิมของเขาหรือพยายามผลักดันให้ มาเรีย โครินา มาชาโด (María Corina Machado) นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพขึ้นสู่อำนาจ แต่กลับสร้างอุปสรรคขัดขวางการกลับมาของเธอเสียด้วยซ้ำ ในทางกลับกัน สหรัฐฯ ได้ดึงตัวอดีตคนสนิทของมาดูโรมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยมีรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) คอยกำกับดูแลเสมือนเป็นข้าหลวงใหญ่

อีกทั้ง ในแวดวงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่มีสิ่งใดเรียบง่ายเหมือนกับการให้ของขวัญเปล่าๆ ข้อตกลงในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับ อเลฮานโดร เบตันคูร์ต ​​โลเปซ (Alejandro Betancourt López) มหาเศรษฐีน้ำมันชาวเวเนซุเอลาซึ่งตกเป็นเป้าการสอบสวนในหลายประเทศ เบตันคูร์ตสามารถรักษาความสัมพันธ์ไว้ได้ทั้งกับรัฐบาลของมาดูโรและรัฐบาลสหรัฐฯ อีกทั้งยังรอดพ้นจากข้อกล่าวหาบางประการด้วยความช่วยเหลือจาก รูดี้ จูเลียนี (Rudy Giuliani) ขณะนี้บริษัท Chevron กำลังขยายบทบาทในเวเนซุเอลา แม้ว่าบริษัทน้ำมันแห่งอื่นๆ จะยังคงลังเลก็ตาม นอกจากนี้ นักลงทุนจากภาคส่วนอื่นๆ รวมถึงธุรกิจคริปโตเคอร์เรนซี ก็เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมเช่นกัน

แม้จะมีโอกาสทำกำไรมหาศาล แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าชาวอเมริกันทั่วไปจะได้รับประโยชน์จริงหรือไม่ หรือมากน้อยเพียงใด การฟื้นฟูกำลังการผลิตของเวเนซุเอลาต้องใช้เวลาหลายปี อีกทั้งน้ำมันดิบของประเทศนี้ยังมีลักษณะข้นหนืดและผ่านกระบวนการกลั่นได้ยาก นั่นหมายความว่าจะไม่มีการบรรเทาภาระราคาค่าน้ำมันในระยะสั้น และต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าที่สหรัฐฯ จะสามารถเติมน้ำมันสำรองให้เต็มได้อีกครั้ง

ประวัติศาสตร์ระหว่างน้ำมันของเวเนซุเอลากับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ นั้นยาวนานและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ เคยเข้าไปลงทุนอย่างมหาศาลในประเทศนี้หลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ในปี 1976 รัฐบาลเวเนซุเอลาได้โอนกิจการน้ำมันมาเป็นของรัฐ ต่อมาในช่วงต้นทศวรรษ 1990 รัฐบาลได้เปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินงานอีกครั้ง ทว่าในปี 1999 อูโก ชาเวซ (Hugo Chávez) ซึ่งวางภาพลักษณ์ตนเองเป็นวีรบุรุษผู้ต่อต้านลัทธิอาณานิคมและมักใช้สโลแกนว่า "Gringos go home!" (พวกอเมริกันกลับบ้านไปซะ!) ได้ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดี และในปี 2007 เขาก็สั่งยึดทรัพย์สินของต่างชาติกลับมาเป็นของรัฐอีกครั้ง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของเขาเรียกการกระทำนี้ว่าเป็น "การแสดงอำนาจอธิปไตยเพื่อประเทศและประชาชนของเรา" ซึ่งในปีนี้ ทรัมป์ได้ยกประเด็นการยึดทรัพย์สินดังกล่าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงสถานการณ์

แนวทางของชาเวซ ซึ่งถูกสานต่อโดยมาดูโรผู้เป็นทายาททางการเมืองนั้นประสบความล้มเหลว ส่งผลให้อุตสาหกรรมน้ำมันรวมถึงระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศต้องถดถอยลง ในบทความเมื่อปีที่แล้ว เพื่อนร่วมงานของฉัน จิเซลา ซาลิม-เปเยอร์ ได้เล่าอย่างชัดเจนถึงวิธีการที่เวเนซุเอลาตกอยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการภายใต้การปกครองของชาเวซและมาดูโร ผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศกล่าวว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2018 นั้นมีการโกง และหลักฐานที่มาชาโดรวบรวมได้แสดงให้เห็นอย่างน่าเชื่อถือว่าพรรคของเธอชนะการเลือกตั้งปี 2025 ผู้คนจำนวนมากที่หนีออกจากเวเนซุเอลาได้หลั่งไหลไปยังสหรัฐอเมริกา


ในตอนนี้ ภายใต้ระบอบการปกครองที่เหลืออยู่ของชาเวซ-มาดูโร ชาวเวเนซุเอลาไม่มีอำนาจมากนัก แต่การคาดเดาว่าเรื่องนี้จะคลี่คลายไปอย่างไรนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากนัก เพียงแค่มีความรู้พื้นฐานทางประวัติศาสตร์ก็พอแล้ว การที่ทรัมป์ยึดน้ำมันของเวเนซุเอลาจะไม่ได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ และการที่ธุรกิจอเมริกันแห่กันเข้ามาซื้อน้ำมันภายใต้การนำของทรัมป์ก็เช่นกัน ไม่ว่าเวเนซุเอลาจะต้องการความช่วยเหลือในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันมากแค่ไหนก็ตาม การต่อต้านข้อตกลงและผลประโยชน์ของต่างชาติในอุตสาหกรรมน้ำมันจะเป็นกลยุทธ์ประชานิยมที่ง่ายสำหรับนักการเมืองเวเนซุเอลาในอนาคต บางทีอาจจะมีคนรู้สึกอยากจะยึดทรัพย์สินของรัฐอีกครั้ง และวงจรนี้ก็จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

คุณไม่จำเป็นต้องเป็นพวกต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคมและรักสันติภาพถึงจะกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของการที่ทรัมป์เข้ายึดน้ำมัน คุณแค่เข้าใจได้ว่าการมีผู้นำเผด็จการที่เป็นปรปักษ์อยู่ในอำนาจในซีกโลกนี้เป็นเรื่องไม่ดีต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เพราะมันก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในระดับโลก รวมถึงการอพยพย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ที่ทรัมป์อธิบายว่าเป็นวิกฤต

ข้อเสียเหล่านี้ช่วยอธิบายว่าทำไมการต่อต้านการแทรกแซงจึงได้รับความนิยมในหมู่พรรครีพับลิกันในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ก่อนการโจมตีเวเนซุเอลา ทรัมป์แสดงตนว่าเป็น “อเมริกามาก่อน” แต่เสียงที่โดดเด่นที่สุดคือ เจ. ดี. แวนซ์ ซึ่งอ้างถึงประสบการณ์ของเขาในการประจำการในอิรักในสุนทรพจน์รับการเสนอชื่อเป็นรองประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน “เช่นเคย ชนชั้นปกครองของอเมริกาเป็นผู้จ่ายเงิน ชุมชนอย่างเช่นของผมต้องจ่ายราคา” เขากล่าว ซึ่งฟังดูคล้ายกับเพื่อนร่วมนาวิกโยธินของเขา สเมดลีย์ บัตเลอร์ “เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้วที่ช่องว่างระหว่างคนกลุ่มน้อยที่มีอำนาจและความสะดวกสบายในวอชิงตันกับพวกเราที่เหลือมีแต่จะกว้างขึ้น” แต่ตอนนี้รัฐบาลทรัมป์ได้เริ่มต้นการผจญภัยแบบเดียวกับที่บัตเลอร์เคยทำและประณาม ชาวอเมริกันที่ร่ำรวยจะได้รับประโยชน์ในวันนี้ ชาวอเมริกันทั่วไปจะได้รับผลตอบแทนเพียงเล็กน้อยในทันที และสหรัฐอเมริกาจะต้องเผชิญกับผลกระทบในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

ที่มา The Atlantic
The Vicious Cycle Trump May Restart

https://www.theatlantic.com/newsletters/2026/09/venezuela-trump-oil-cycle/688516/
September 3, 2026



เมื่อใดก็ตามที่คุณได้ยินพวกนิยมทรัมป์อวยทรัมป์ ลองให้ข้อมูลเหล่านี้ให้พวกเขาดู


https://www.nytimes.com/interactive/2026/08/18/opinion/trump-economy-campaign-promises.html


เมื่อใดก็ตามที่คุณได้ยินเรื่องคำกล่าวอ้างของทรัมป์ที่ว่า "สัญญาที่ให้ไว้ คือสัญญาที่ทำได้จริง" (promises made, promises kept) ให้ยกข้อมูลเหล่านี้ขึ้นมาโต้แย้งได้เลย

คำสัญญาที่ทรัมป์ทำไม่ได้จริง: สรุปผ่านกราฟ 11 ภาพ (ดูได้จาก X (twitter) ข้างล่าง)

1. การเติบโตทางเศรษฐกิจ
คำสัญญาของทรัมป์: "เราจะเติบโตในระดับที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน"
— Economic Club of New York, 5 กันยายน 2024

ความเป็นจริง: เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว

2. การขาดดุลงบประมาณ
คำสัญญาของทรัมป์: "ในอนาคตอันใกล้นี้ ผมต้องการทำสิ่งที่ไม่มีใครทำสำเร็จมาตลอด 24 ปี นั่นคือการทำให้งบประมาณของรัฐบาลกลางสมดุล"
— การกล่าวปราศรัยต่อที่ประชุมร่วมของสภาคองเกรส, 4 มีนาคม 2025

ความเป็นจริง: คาดการณ์ว่าการขาดดุลงบประมาณจะเพิ่มสูงขึ้น

3. หนี้สาธารณะ
คำสัญญาของทรัมป์: "แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่เราจะรุ่งเรือง และในระหว่างนั้น เราจะนำเงินหลายล้านล้านดอลลาร์มาใช้เพื่อลดภาษีและชำระหนี้สาธารณะ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว"
— การประกาศเรื่องภาษีศุลกากร ณ สวนโรสการ์เดน ทำเนียบขาว, 2 เมษายน 2025

ความเป็นจริง: หนี้สาธารณะกำลังจะพุ่งสูงทำลายสถิติเดิมสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง

4. ภาคการผลิต
คำสัญญาของทรัมป์: "อเมริกาจะเป็นชาติแห่งการผลิตอีกครั้ง และเรามีสิ่งที่ไม่มีชาติผู้ผลิตอื่นใดจะมีได้"
— สุนทรพจน์ในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สอง, 20 มกราคม 2025

ความเป็นจริง: การจ้างงานในภาคการผลิตหยุดชะงัก

5. ภาษีศุลกากร
คำสัญญาของทรัมป์: "หากปราศจากภาษีศุลกากรและเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ที่เราจัดเก็บมาได้ ประเทศของเราคงพินาศย่อยยับไปแล้ว"
— Truth Social, 31 สิงหาคม 2025 (ภายหลังคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ที่คัดค้านการเก็บภาษีศุลกากรตามกฎหมาย IEEPA)

ความเป็นจริง: กระบวนการคืนเงินภาษีศุลกากร (tariff refunds) กำลังดำเนินไปอย่างเต็มรูปแบบ

6. ภาวะเงินเฟ้อ
คำสัญญาของทรัมป์: "ตั้งแต่วันแรก เราจะยุติภาวะเงินเฟ้อและทำให้อเมริกากลับมามีค่าครองชีพที่จับต้องได้อีกครั้ง เพื่อลดราคาสินค้าทุกชนิดลง"

— การปราศรัยหาเสียงที่เมืองโบซแมน รัฐมอนแทนา, 9 สิงหาคม 2024

ความเป็นจริง: อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงจนไล่ทันรายได้ของประชาชนแล้ว 7. ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

คำสัญญาของทรัมป์: “พลังงานจะช่วยฟื้นฟูเรา นั่นหมายความว่าเราจะทำให้ราคาน้ำมันเบนซินลดลงมาต่ำกว่า 2 ดอลลาร์ต่อแกลลอน”
— Economic Club of New York, 5 กันยายน 2024

ความเป็นจริง: ราคาน้ำมันยังคงสูงกว่า 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน

8. ต้นทุนการเป็นเจ้าของบ้าน
คำสัญญาของทรัมป์: “คนหนุ่มสาวจะสามารถซื้อบ้านได้อีกครั้งและได้เป็นส่วนหนึ่งของความฝันแบบอเมริกัน (American Dream) เราจะยกเลิกกฎระเบียบที่ทำให้ต้นทุนบ้านสูงขึ้น โดยมีเป้าหมายที่จะลดราคาบ้านใหม่ลงครึ่งหนึ่ง... เฉพาะแค่กฎระเบียบต่างๆ ก็คิดเป็นต้นทุนถึง 30 เปอร์เซ็นต์ กฎระเบียบทำให้ราคาบ้านใหม่สูงขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์”
— Economic Club of New York, 5 กันยายน 2024

ความเป็นจริง: ราคาบ้านแทบไม่ได้ลดลงเลย

9. อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน
คำสัญญาของทรัมป์: “การลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านเป็นปัจจัยสำคัญ เราจะทำให้อัตราดอกเบี้ยกลับลงมาอยู่ที่ระดับ 3 เปอร์เซ็นต์ หรืออาจต่ำกว่านั้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ซื้อบ้านทั่วไปประหยัดเงินได้หลายพันดอลลาร์ต่อปี”

— Economic Club of New York, 5 กันยายน 2024
ความเป็นจริง: อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านยังคงค้างอยู่ที่ระดับเกือบ 7 เปอร์เซ็นต์

10. โครงการ Medicaid
คำสัญญาของทรัมป์: “เราจะไม่ตัดลดงบประมาณโครงการ Medicaid, Medicare และประกันสังคม (Social Security)”
— รายการ “Meet the Press” ทางช่อง NBC, 4 พฤษภาคม 2025

ความเป็นจริง: การตัดลดงบประมาณ Medicaid เพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี

11. เบี้ยประกันสุขภาพ
คำสัญญาของทรัมป์: “ต้นทุนต่างๆ กำลังจะพุ่งสูงขึ้น ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่ตอนนี้ผมกำลังจะทำให้ค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพและด้านอื่นๆ ลดต่ำลงอย่างมาก”
— การแถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภา (State of the Union), 24 กุมภาพันธ์ 2026

ความเป็นจริง: ราคาประกันสุขภาพพุ่งสูงขึ้น 26% จากปีที่แล้ว








https://x.com/PL67712441/status/2095955891589886409


 

บทความจาก MIT นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลจาก MIT ได้ตีพิมพ์งานวิจัยที่น่าหวาดกลัวชื่อ "Automation and Repression" พิสูจน์ทาง โมเดลคณิตศาสตร์ว่า AI จะทำลายประชาธิปไตย ยิ่งทุนสะสมผ่าน AI มากเท่าไหร่ ชนชั้นปกครองก็ยิ่งเลือกการปราบปรามมากกว่าการกระจายความมั่งคั่ง








https://x.com/thesupermanmx/status/2095917371735314456

Superman
@thesupermanmx
·3 ชม.

MIT พิสูจน์ทางคณิตศาสตร์แล้วว่า AI จะทำลายประชาธิปไตย

นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลจาก MIT ได้ตีพิมพ์งานวิจัยที่น่าหวาดกลัวชื่อ "Automation and Repression"

เมื่อ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ ความมั่งคั่งจะกระจุกตัวอยู่ในมือของกลุ่มเจ้าของทุนกลุ่มเล็กๆ ความเหลื่อมล้ำจะพุ่งสูงขึ้น

เมื่อความเหลื่อมล้ำถึงจุดวิกฤต แรงงานจะตระหนักว่าพวกเขากำลังถูกกดขี่ และภัยคุกคามจากการลุกฮือของประชาชนก็เพิ่มสูงขึ้น

เมื่อเผชิญกับภัยคุกคามนั้น ชนชั้นปกครองจึงถูกบีบให้ต้องเลือก

พวกเขาสามารถกระจายความมั่งคั่งผ่านการเก็บภาษี หรือใช้กำลังกดขี่ประชาชน

งานวิจัยนี้พิสูจน์ความจริงอันมืดมนด้วยหลักคณิตศาสตร์: มีความเชื่อมโยงโดยตรงและหลีกเลี่ยงไม่ได้ระหว่างระบบอัตโนมัติและการปราบปรามทางการเมือง

ยิ่งทุนสะสมผ่าน AI มากเท่าไหร่ ชนชั้นปกครองก็ยิ่งเลือกการปราบปรามมากกว่าการกระจายความมั่งคั่ง

ทำไม? เพราะการแบ่งปันความมั่งคั่งจะลดทอนอำนาจของพวกเขา การให้ทุนสนับสนุนรัฐตำรวจจะปกป้องอำนาจนั้น

และมันแย่ลงไปอีก

ผู้เขียนได้จำลองสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจเริ่มต้นขึ้นภายในระบอบประชาธิปไตยที่สะอาดและมั่นคง

เมื่อระบบอัตโนมัติก้าวหน้าขึ้นและทุนกระจุกตัวอยู่ที่ระดับบนสุด คณิตศาสตร์แสดงให้เห็นว่าในที่สุดชนชั้นปกครองจะพบว่าประชาธิปไตยเป็นภาระ

พวกเขาหยุดสนับสนุนระบบประชาธิปไตย พวกเขาสนับสนุนการรัฐประหาร พวกเขาติดตั้งระบบปราบปรามเพียงเพื่อปกป้องความมั่งคั่งจากระบบอัตโนมัติของพวกเขา

ไม่มีใครลงคะแนนเสียงเพื่อยุติประชาธิปไตย

แรงจูงใจทางเศรษฐกิจของเทคโนโลยีทำให้การควบคุมแบบเผด็จการเป็นขั้นตอนต่อไปที่สมเหตุสมผลสำหรับการอยู่รอด
.....

บทความนี้ เป็นเอกสารวิจัยฉบับร่างเดือนมิถุนายน 2026 เขียนโดย ดารอน อาเซโมกลู นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลจาก MIT ร่วมกับผู้เขียนร่วม เอ. อาร์ดา กิตเมซ และ เมห์ดี ชาดเมห์ร บทความนี้ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในการวิเคราะห์ว่าระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่รวดเร็วมีปฏิสัมพันธ์กับเสถียรภาพทางการเมืองและสถาบันประชาธิปไตยอย่างไร โดยได้ข้อสรุปที่น่ากังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับอนาคตของประชาธิปไตย

ข้อค้นพบหลัก: กับดักของ "ความสัมพันธ์เสริมกัน" ผู้เขียนเน้นย้ำถึง "ความสัมพันธ์เสริมกัน" ที่อันตรายระหว่างระบบอัตโนมัติและการปราบปรามทางการเมือง

ต้นทุนของการรักษาเสถียรภาพ: เพื่อรักษาสันติภาพและป้องกันการก่อจลาจล รัฐมีเครื่องมือหลักสองอย่างคือ การกระจายรายได้ (โดยใช้ภาษีเพื่อจัดหาสินค้าสาธารณะและช่วยเหลือคนงานที่ถูกเลิกจ้าง) หรือการปราบปราม (โดยใช้กำลัง การสอดส่อง และการควบคุมของตำรวจเพื่อปราบปรามการต่อต้าน)

เหตุใดคณิตศาสตร์จึงสนับสนุนการปราบปราม: ในแบบจำลองของ Acemoglu ต้นทุนของการกระจายรายได้จะเพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเมื่อระบบอัตโนมัติขยายตัว เพราะคนงานจำนวนมากขึ้นต้องการการสนับสนุน ในทางตรงกันข้าม การปราบปรามมีต้นทุนที่คงที่หรือคาดการณ์ได้มากกว่าเมื่อเทียบกับผลผลิตรวม

เมื่อปริมาณทุนเกินเกณฑ์ที่กำหนด การปราบปรามจะมีต้นทุนที่ถูกกว่าสำหรับชนชั้นปกครองมากกว่าการกระจายรายได้

ข้อสรุปสุดท้าย: ตามแบบจำลองพลวัตของผู้เขียน เว้นแต่ว่าภัยคุกคามเริ่มต้นของการลุกฮือของคนงานจะอ่อนแออย่างมาก เส้นทางเศรษฐกิจในระยะยาวจะผลักดันสังคมไปสู่ระบอบเผด็จการโดยธรรมชาติ อันที่จริง งานวิจัยชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่า การเริ่มต้นจากระบอบประชาธิปไตยพื้นฐาน การสะสมทุนและการใช้ระบบอัตโนมัติอย่างแพร่หลาย จะสร้างแรงจูงใจเชิงโครงสร้างที่แข็งแกร่งให้แก่กลุ่มทุนในการสนับสนุนการรัฐประหารต่อต้านประชาธิปไตย และสร้างกลไกรัฐที่กดขี่

ตัว Acemoglu เองก็กล่าวว่า งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นว่า การพึ่งพาการกระจายรายได้เพื่อ "ระงับความไม่พอใจ" ในช่วงคลื่นการใช้ระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI นั้นไม่มั่นคงโดยเนื้อแท้ งานวิจัยนี้เป็นการเตือนทางคณิตศาสตร์ที่ชัดเจนว่า การประเมินเทคโนโลยีผ่านมุมมองของประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ละเลยความเสี่ยงร้ายแรงที่เทคโนโลยีมีต่อสถาบันทางการเมืองที่เสรี






 

วันศุกร์, กันยายน 04, 2569

แย่กว่าการปิดไมค์ ของ สส.พรรคประชาชน ที่อภิปรายไม่เห็นชอบกับการแก้ไขร่าง พรบ.อากาศสะอาดโดย สว.สีน้ำเงิน ก็คือการขู่ว่าจะไม่ประชุมต่อ เพราะ “มีปัญหากับสมาชิกคนเดียว”

พฤติกรรมครอบงำ รวบยอด เบ็ดเสร็จ ของระบอบสีน้ำเงิน เพิ่มมากขึ้นอย่างกำเริบเสิบสาน จากวุฒิสภา สู่องค์กรอิสระ และมาถึงสภาผู้แทนราษฎร การปฏิบัติหน้าที่ประธานฯ ของ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานคนที่ ๑ เป็นหลักฐาน

“แย่กว่าการปิดไมค์” ของ สส.พรรคประชาชน ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ที่อภิปรายไม่เห็นชอบกับการแก้ไขร่าง พรบ.อากาศสะอาดโดย สว.สีน้ำเงิน เสียจนเนื้อหาผิดแผกไปจากเดิมเกือบหมด ก็คือ “การขู่ว่าจะไม่ประชุมต่อ” เพราะ “มีปัญหากับสมาชิกคนเดียว”

สว. บัส เทวฤทธิ์ มณีฉาย บอกว่านั่นเป็นการ ว้าก ของรุ่นพี่โซตัส ซึ่งถ้าเอาคอมเม้นต์ของ หนูหริ่ง สมบัติ บุญงามอนงค์ มาใช้ ก็ต้องตั้งคำถามย้อนเกล็ดเอาว่า การกระทำไหนที่ “ทุเรศฉิบหาย” กันแน่ “ทำไมประธานสภาถึงปิดไมค์แบบกะทันหัน” ไม่รอให้เขาพูดจบก่อน

แน่ละการสบถของใครก็ตามว่า “โอ้ เอาอย่างนี้เลยหรือ แม่ง ทุเรศฉิบหาย” หลังจากมัลลิกาปิดไมค์ของภัทรพงษ์ไปแล้ว เป็นการใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ แต่กับพฤติกรรมแบบ “นักการเมืองตกยุค ที่คุ้นชินกับการใช้ความอาวุโสและระบบเกรงใจมาเหนือกฎระเบียบ”

จากที่ พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต วิจารณ์การทำหน้าที่ประธานฯ ของมัลลิกา ระหว่างการอภิปรายของ รังสิมันต์ โรม แม้จะใช้ท่าทีคุณครู ผู้ดี พี่สอนน้อง แล้วไม่ทำให้การวางตัวขลึมของรังสิมันต์ โรม เฉยเชือนไม่สยบยอม ก็เลยออกอาการ

“คำพูดปิดท้ายของเธอที่ว่า ท่านจำคำพูดท่านไว้นะ ยิ่งตอกย้ำความแค้นส่วนตัวมากกว่าจิตสำนึกต่อหน้าที่” พิชายชี้ว่า “เป็นท่าทีข่มขู่ที่ไร้วุฒิภาวะและไม่สมควรเกิดขึ้นจากปากของคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงสุดของที่ประชุม” นั่นจากการตอบโต้เรื่องฮั้ว สว.

ส่วนกับ กรณี สว.สีน้ำเงินแก้ร่าง พรบ.อากาศสะอาดเสียจน “จนเอียงข้างนายทุน มากกว่าปกป้องลมหายใจประชาชน” นั้นสมกับความ “ด้านได้ ไม่ละอาย” ของพวกที่มาจากการคดโกงการเลือกตั้ง สว.ยิ่งนักแล้ว จน สส. ๔๑๔ โหวตไม่รับท่วมท้น

ขออนุญาตนำข้อสรุปของ ปราย พันแสง เกี่ยวกับการโหวตญัตตินั้นมาทำซ้ำ ว่า “เพราะวุฒิสภาทำให้กฎหมายอ่อนลงหลายจุดหลัก” ได้แก่ “ตัดสิทธิประชาชนขอความคุ้มครองฉุกเฉิน และตัดสิทธิให้องค์กรฟ้องแทนผู้เสียหาย” นอกจากนั้นยัง

“ตัดระบบ PRTR ที่บังคับเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษ” แล้วยัง “เปลี่ยนประธานแก้ฝุ่นระดับจังหวัด จากนายก อบจ.เป็นผู้ว่าฯ” กับ “เพิ่มที่นั่งหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมในคณะกรรมการนโยบาย” และ “ตัดระบบฝาก-คืน ที่จะทำให้ผู้ก่อมลพิษร่วมรับต้นทุน”

รวมทั้ง “ตัดความรับผิดของสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อให้แหล่งมลพิษ” ทำให้มาถึงคำถามเข้าเป้าความทุเรศทั้งหลาย ทั้งมวล “ชัดๆ สว.มีไว้ทำไม”

(https://www.facebook.com/prypansang/posts/bgpqonrtNph, https://www.facebook.com/khaosod/posts/2udVF5nq9, https://www.facebook.com/bus.tewarit/posts/0jNHzGUR และ  https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/5QWS7F)

แฉขบวนการ “ขยะพิษผสมขี้ไก่” ทิ้งพื้นที่ต้นน้ำปราจีนบุรี หวั่นสารพิษไหลลงแหล่งน้ำ

https://www.facebook.com/watch/?v=1528075652681487
.....



รู้ทันจีน Epic Fury
5 hours ago
·
แฉขบวนการ “ขยะพิษผสมขี้ไก่” ทิ้งพื้นที่ต้นน้ำปราจีนบุรี หวั่นสารพิษไหลลงแหล่งน้ำ

รายการ ชัดเจน เปลี่ยน By สากลภาพ ทาง NEWS1 เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 เปิดประเด็นปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรี โดยมีข้อกล่าวหาว่าเกิดขบวนการนำกากของเสียและวัสดุต้องสงสัยมาบด ก่อนผสมกับมูลไก่ เพื่ออำพรางให้มีลักษณะคล้ายปุ๋ยอินทรีย์ แล้วนำไปกองหรือทิ้งในพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำและบริเวณต้นน้ำ

จากภาพและข้อมูลที่นำเสนอในรายการ พบกองวัสดุสีน้ำตาลดำขนาดใหญ่ รวมถึงถังพลาสติก ภาชนะบรรจุน้ำมันและสารเคมีอยู่ในพื้นที่ซึ่งมีน้ำสีดำและคราบคล้ายน้ำมัน ขณะที่ชาวบ้านและกลุ่มภาคประชาชนในพื้นที่แสดงความกังวลว่า หากวัสดุเหล่านี้มีสารอันตรายจริง เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน น้ำอาจชะล้างสารปนเปื้อนลงสู่คลอง แหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และระบบนิเวศโดยรอบ

ประเด็นที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือวิธีการนำของเสียไปผสมกับมูลไก่ เพราะอาจทำให้วัสดุดังกล่าวถูกเข้าใจว่าเป็นปุ๋ยหรือวัสดุปรับปรุงดิน หากถูกนำไปใช้ในพื้นที่เกษตรโดยไม่มีการตรวจสอบ ก็อาจทำให้สารปนเปื้อนเข้าสู่ดิน แหล่งน้ำ พืชผล และห่วงโซ่อาหารได้

ปัญหากากอุตสาหกรรมในปราจีนบุรีไม่ใช่เรื่องใหม่ พื้นที่หลายอำเภอเคยมีข่าวเกี่ยวกับการลักลอบนำของเสีย เศษยาง วัสดุรีไซเคิล และกากจากโรงงานเข้ามากองเก็บหรือกำจัดอย่างไม่เหมาะสมมาก่อน ทำให้ภาคประชาชนตั้งคำถามถึงระบบติดตามต้นทางและปลายทางของกากอุตสาหกรรม ตลอดจนประสิทธิภาพในการกำกับดูแลผู้ประกอบการกำจัดของเสีย

แรงจูงใจสำคัญของการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมมักเกี่ยวข้องกับต้นทุน เนื่องจากการขนส่งและกำจัดของเสียอันตรายตามระบบมีค่าใช้จ่ายสูง หากมีผู้ประกอบการหรือคนกลางเลือกนำของเสียไปทิ้งในพื้นที่ห่างไกลแทน ก็สามารถลดต้นทุนได้อย่างมาก แต่ภาระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกลับถูกผลักไปให้ประชาชนในพื้นที่รับแทน

กลุ่มชาวบ้านจึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งอุตสาหกรรมจังหวัดและกรมโรงงานอุตสาหกรรม เข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด พร้อมเก็บตัวอย่างกองวัสดุ ดิน และน้ำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ เพื่อพิสูจน์ให้ชัดเจนว่ามีโลหะหนัก สารเคมีอันตราย หรือน้ำมันปนเปื้อนหรือไม่ และต้องติดตามย้อนกลับไปถึงต้นทางว่า ของเสียเหล่านี้มาจากโรงงานหรือผู้ประกอบการรายใด

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับประเทศเข้ามาตรวจสอบ หากพบว่ามีการดำเนินการเป็นเครือข่าย มีการขนย้ายกากอุตสาหกรรมข้ามพื้นที่ หรือมีการปลอมแปลงประเภทของเสียเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย

กรณีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหา “ขยะถูกทิ้งผิดที่” แต่เป็นคำถามใหญ่เกี่ยวกับระบบจัดการกากอุตสาหกรรมของประเทศ เพราะหากมีการนำของเสียอันตรายมาปลอมปนเป็นปุ๋ยหรือวัสดุปรับปรุงดินจริง ผลกระทบอาจไม่จบอยู่ที่พื้นที่ทิ้ง แต่สามารถแพร่กระจายผ่านน้ำ ดิน พืชผล และเข้าสู่ชีวิตประจำวันของประชาชนได้

สิ่งที่จำเป็นที่สุดในขณะนี้คือการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และเปิดเผยเส้นทางของกากเหล่านี้อย่างโปร่งใส เพื่อให้ทราบว่า สิ่งที่ถูกนำมากองไว้ในพื้นที่ต้นน้ำของปราจีนบุรีนั้นเป็นเพียงมูลไก่และวัสดุทั่วไป หรือกำลังมี “ขยะพิษ” ถูกซ่อนอยู่ภายใต้ชื่อของปุ๋ยอินทรีย์กันแน่

อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามในรายการคือ “ตกลงมาสร้างงาน หรือมาสร้างปัญหา” เพราะแม้ฝ่ายสนับสนุนการลงทุนจะอ้างว่าโรงงานใหม่ช่วยสร้างงานให้คนปราจีน แต่ชาวบ้านกลับพบว่าโรงงานบางแห่งใช้แรงงานนอกพื้นที่ แรงงานต่างด้าว หรือคนงานของผู้ประกอบการเอง ขณะที่คนท้องถิ่นต้องรับผลกระทบจากรถบรรทุก กลิ่น ฝุ่น น้ำเสีย และความเสี่ยงจากกากอุตสาหกรรม จึงเกิดคำถามว่า หากการลงทุนสร้างงานให้คนนอก แต่ทิ้งต้นทุนด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมไว้ให้ชุมชน แบบนี้ยังเรียกว่า “สร้างงาน” ได้หรือไม่ หรือแท้จริงแล้วกำลังย้ายปัญหาจากพื้นที่อุตสาหกรรมอื่นมาสู่ปราจีนบุรี

https://fb.watch/JpeCSJIlte/?
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=122127338426914561&set=a.122101858418914561




นายกเทศมนตรี Mamdani และอธิการบดี Samuels ให้ความสำคัญกับนักเรียนเป็นอันดับแรก ด้วยการประกาศระงับการใช้ Generative AI ในโรงเรียนที่ครอบคลุมและกว้างขวางที่สุดในประเทศ ประกาศนโยบายใหม่นำร่อง


Mayor Mamdani & Chancellor Samuels Put Students First with Generative AI Moratorium in Schools

NYC Mayor Office

https://www.youtube.com/watch?v=P_tTStZAM20
.....

ถ่ายทอดสดเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2026

ด้วยนโยบายด้าน AI สำหรับนักเรียนที่ครอบคลุมและกว้างขวางที่สุดในประเทศ คณะผู้บริหารของ Mamdani ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของนักเรียนและการเรียนการสอนโดยมนุษย์อย่างแท้จริง

นิวยอร์ก – นายกเทศมนตรี Zohran Kwame Mamdani และอธิบดีกรมการศึกษา Kamar H. Samuels ประกาศในวันนี้ถึงมาตรการระงับการใช้ Generative AI (ปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถสร้างเนื้อหาใหม่ได้) สำหรับนักเรียนในโรงเรียน ควบคู่ไปกับนโยบายใหม่เรื่องการจำกัดเวลาหน้าจอ (screen time) การตัดสินใจครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อนักเรียนโรงเรียนรัฐบาลเกือบ 600,000 คน หรือคิดเป็นสองในสามของจำนวนนักเรียนทั้งหมดในระบบ นโยบายดังกล่าวกำหนดให้มีการระงับการใช้ Generative AI สำหรับนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้น 2-K (เตรียมอนุบาล) จนถึงเกรด 8 เป็นเวลาหนึ่งปี โดยมีผลบังคับใช้ในปีการศึกษา 2026-2027 นอกจากนี้ ยังมีการนำหลักสูตรการคิดเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับ AI มาใช้สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีละสองครั้ง โครงการนำร่องการใช้ AI ในวงจำกัดสำหรับห้องเรียนระดับมัธยมศึกษาบางส่วน และการจำกัดเวลาหน้าจอที่เหมาะสมกับช่วงวัย

นโยบายใหม่นี้ถือเป็นมาตรการระงับการใช้ AI สำหรับนักเรียนที่ครอบคลุมที่สุดในประเทศ โดยยกเลิกการใช้ AI สำหรับนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้น 2-K ถึงเกรด 8 ซึ่งรวมถึงซอฟต์แวร์ทุกชนิดที่ใช้ Generative AI สำหรับนักเรียน และห้ามใช้แชทบอทที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย (companion chatbots) ในทุกระดับชั้น

ตลอดปีการศึกษา 2026-27 กลุ่มพันธมิตรด้านเทคโนโลยีในโรงเรียน (Technology in Schools Coalition) ซึ่งประกอบด้วยนักเรียน นักการศึกษา ตัวแทนผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้ง นักรณรงค์ พันธมิตรจากสหภาพแรงงาน และผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้ จะมารวมตัวกันเพื่อประเมินผลกระทบของมาตรการระงับการใช้งานและโครงการนำร่องในวงจำกัด โดยกลุ่มพันธมิตรจะเผยแพร่รายงานพร้อมข้อเสนอแนะสำหรับปีการศึกษาต่อๆ ไป

จะมีการนำโครงการนำร่องการใช้ AI ในวงจำกัดจำนวน 5 โครงการมาใช้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในชั้นเรียนทั่วไปจำนวนสูงสุด 50,000 คน หรือประมาณร้อยละ 5 ของนักเรียนโรงเรียนรัฐบาลทั้งหมด นอกจากนี้ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาทุกคนจะได้รับโอกาสเข้าเรียนในหลักสูตรความรู้เท่าทัน AI (AI literacy) ปีละสองครั้ง ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้พวกเขามีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับ AI ก่อนที่จะเริ่มพึ่งพาเทคโนโลยีดังกล่าว บทเรียนทั้งสองส่วน (ซึ่งใช้เวลาส่วนละ 45 นาที) จะแนะนำให้นักเรียนได้รู้จักว่า AI คืออะไรและไม่ใช่สิ่งใด รวมถึงประเด็นเรื่องอคติ ความเสี่ยง ข้อควรพิจารณาด้านจริยธรรม และผลกระทบของ AI ที่มีต่ออาชีพและทักษะที่จำเป็นในอนาคต

โครงการนำร่องนี้จะจำกัดขอบเขตการใช้งานไว้ที่โรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งละไม่เกิน 5 ห้องเรียน โดยการใช้งานทั้งหมดจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงของบุคลากรทางการศึกษาที่ผ่านการฝึกอบรม และจะใช้เครื่องมือ AI ที่ผ่านการตรวจสอบและคัดกรองมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน โครงการนำร่องเหล่านี้ได้รับการคัดเลือกโดยพิจารณาจากมาตรฐานความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่เข้มงวด การเน้นรูปแบบการสอนที่มีครูเป็นผู้ชี้แนะ และความมุ่งมั่นที่จะให้นักเรียนเป็นผู้ใช้ความคิดหลักในห้องเรียน

โครงการนำร่องประกอบด้วย:

• Quill: สำหรับใช้ในห้องเรียนวิชาภาษาอังกฤษ (English Language Arts) โดย Quill ได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการอ่านอย่างละเอียด (close reading) การวิเคราะห์ข้อความ และการใช้หลักฐานเพื่อสนับสนุนข้อโต้แย้ง นักเรียนจะใช้งาน Quill เป็นเวลาไม่เกิน 15 นาทีต่อสัปดาห์

• Edia: สำหรับใช้ในห้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์ โดย Edia ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยสอนแบบทีละขั้นตอน (step-by-step coaching) และกระตุ้นให้นักเรียนอธิบายเหตุผลประกอบคำตอบ นักเรียนจะใช้งาน Edia เป็นเวลาไม่เกิน 20 นาทีต่อสัปดาห์

• Brisk Teaching: ใช้งานผ่านกิจกรรมที่ครูเป็นผู้จัดทำขึ้น โดย Brisk Teaching ได้รับการออกแบบมาเพื่อฝึกปฏิบัติภายใต้การชี้แนะโดยใช้ข้อความหรือวิดีโอที่ครูคัดเลือกมา พร้อมทั้งกำหนดวัตถุประสงค์และขอบเขตการใช้งานไว้ล่วงหน้า นักเรียนจะใช้งาน Brisk Boost เป็นเวลา 10 ถึง 20 นาที จำนวน 1 หรือ 2 ครั้งต่อสัปดาห์

• Playlab: สำหรับใช้ในหลากหลายวิชา โดย Playlab ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักเรียนได้ใช้งานแอปพลิเคชันที่ออกแบบมาสำหรับงานที่ได้รับมอบหมายโดยเฉพาะ และฝึกตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้จาก AI เพื่อหาอคติและทำความเข้าใจกระบวนการคิดหาคำตอบ ทั้งนี้ จะมีการใช้ Playlab กับงานที่ได้รับมอบหมายไม่เกินสองชิ้นต่อหนึ่งรอบการประเมินผลการเรียน

• Intel AI-Ready Schools: สำหรับใช้ในหลากหลายวิชา โดย Intel AI-Ready Schools ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักเรียนระบุปัญหาในชุมชนและพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาด้วย AI ผ่านโครงงานที่ทำต่อเนื่องตลอดภาคการศึกษา นักเรียนจะใช้งานเครื่องมือนี้เป็นเวลาหนึ่งคาบเรียนต่อสัปดาห์

ครูยังคงได้รับอนุญาตให้ใช้ AI ในการวางแผนการสอนและจัดการงานธุรการต่างๆ ได้ ตราบเท่าที่เครื่องมือเหล่านั้นเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยของ NYCPS ทั้งนี้ จะมีการยกเว้นนโยบายดังกล่าวสำหรับการใช้เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (assistive technology) สำหรับนักเรียนที่มีความพิการ นักเรียนที่ใช้ภาษาหลากหลาย (multilingual learners) และนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการเตรียมความพร้อมด้านอาชีพ เช่น โครงการด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์

ภายใต้นโยบายใหม่นี้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ลงไปจะถูกจำกัดเวลาในการใช้งานหน้าจอแบบรายบุคคล (1:1) โดยมีเกณฑ์แนะนำให้จำกัดเวลาไว้ที่ไม่เกิน 30 นาทีต่อวันสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ถึง 5 และไม่เกิน 45 นาทีสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (เกรด 6-8)

นอกจากนี้ เครื่องมือทางเทคโนโลยีทั้งหมดที่ใช้ใน NYCPS จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างละเอียด และจะถูกระงับการใช้งานหากผลการประเมินพบว่าฟังก์ชันการทำงานของเครื่องมือนั้นไม่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ การตรวจสอบดังกล่าวจะครอบคลุมถึงความรับผิดชอบของผู้ให้บริการในด้านมาตรฐานความปลอดภัยและความโปร่งใส จริยธรรม หลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการออกแบบการเรียนรู้และผลลัพธ์ด้านการเรียนการสอน งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการเก็บรวบรวมความคิดเห็นจากผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่อง

Brooklyn STEAM Center
141 Flushing Avenue
Brooklyn

2 กันยายน 2026
.....


spin9
17 hours ago
·
นิวยอร์กระงับ Generative AI ในห้องเรียนเด็ก ชี้ว่าการไม่รู้คำตอบ คือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
.
นายกเทศมนตรีนิวยอร์ก Zohran Mamdani ประกาศห้ามและควบคุมการใช้ Generative AI ในโรงเรียนรัฐบาลของนครนิวยอร์กเป็นการชั่วคราว ถือเป็นนโยบายการแบน AI ที่เด็ดขาดมากที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะเขตการศึกษานิวยอร์กมีขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ตอนนี้
.
Mamdani พูดในการแถลงว่า “การระงับในครั้งนี้ เป็นการแสดงความมุ่งมั่นที่จะทำให้อนาคตถูกต้อง เด็กๆ ต้องเรียนรู้ที่จะคิดด้วยตนเอง ต้องทำงานร่วมกับเพื่อนๆ และจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะถามคำถาม พวกเขายังจำเป็นต้องเรียนรู้ว่าการไม่รู้คำตอบนั้นรู้สึกอย่างไร”
.
ขอบเขตการแบนตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงเกรด 8 หรือเทียบเท่ากับ ม.ต้น สั่งห้ามใช้เครื่องมือ Generative AI ที่ใช้งานโดยนักเรียนทั้งหมด แต่คุณครูยังสามารถใช้ AI เพื่อเตรียมการสอนได้ เด็กที่ต้องเรียนภาษายังใช้เป็นตัวช่วยได้ และใช้เพื่อให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษสามารถใช้เพื่อให้เรียนได้สะดวก
.
การระงับมีระยะเวลา 1 ปี สำหรับปีการศึกษา 2026–2027 โดยระหว่างนี้จะมีการประเมินและทบทวนร่วมกับครู ผู้ปกครอง และผู้เชี่ยวชาญว่าควรจะระงับ AI ต่อไปหรือไม่
.
ส่วนนักเรียน ม.ปลาย จะต้องเรียน AI Literacy ปีละ 2 ครั้ง เพื่อเรียนรู้เรื่องอคติ ความเสี่ยง และจริยธรรมของ AI รวมถึงจำกัดการใช้ AI ในโปรเจกต์ที่ทางโรงเรียนคัดกรองมาให้แล้ว
.
นอกจากนี้ยังมีการจำกัด screen time โดยในชั้นเด็กเล็กแนะนำไม่เกิน 30 นาทีต่อวัน และชั้น ม.1–ม.2 แนะนำไม่เกิน 45 นาทีต่อวัน

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1636528834510615&set=a.220563246107188



 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10163600995589397&set=a.10150149993469397

Pipob Udomittipong 
12 hours ago
·
นครนิวยอร์กจึงเลือกใช้หลักคิดสองด้านพร้อมกัน
เด็กยังเล็ก — ปกป้องพื้นที่ของการคิดและเรียนรู้ด้วยตัวเอง
เด็กโตขึ้น — เตรียมให้รู้จัก เข้าใจ และใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน
สำหรับนักเรียน Grade 9–12 นครนิวยอร์กจึงกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำให้นักเรียนทุกคนได้รับการเรียนรู้เรื่อง AI Literacy อย่างน้อย 2 ครั้งต่อปีการศึกษา ครั้งละประมาณ 45 นาที