วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 13, 2569

บก.ลายจุดพูดเข้าเป้าตาวัวเลยเชียว ว่า ‘แบก’ เพื่อไทยบางคนย้อนแย้งเสียนี่กระไร ตำหนิพรรคส้มที่ยกมือให้อนุทินเป็นนายกฯ ทั้งที่เพื่อไทยเองเข้าร่วมรัฐบาลนั่นเลย

บก.ลายจุดพูดเรื่องนี้เข้าเป้าตาวัวเลยเชียว ว่า แบกเพื่อไทยบางคนย้อนแย้งเสียนี่กระไร เอาความชอบธรรมที่ไหนไป “ตำหนิพรรคส้ม ที่ยกมือให้อนุทินเป็นนายกฯ ครั้งก่อน เพราะล่าสุดพรรคเพื่อไทยยกมือให้อนุทินเป็นนายกในยุคปัจจุบัน”

หรือว่ายอมให้ สีน้ำเงิน สนตะพาย ใช้เป็นกองหน้าสะกัดกั้นส้ม คนสั่งคงคิดแล้วว่าใช้แบกเนียนกว่าไอโอ ตอนนี้ก้าวล้ำเข้าไปในละแวกเสรีนิยม ปชต. อย่างบทความใน Prachatai.com ที่ผู้เขียนใช้ชื่อ นักปรัชญาชายขอบช่างกล้า

กล่าวหาพรรคส้มว่า การโหวตอนุทินเป็นเพียงความผิดทางเทคนิค แต่ใน “ความผิดที่แท้จริง คือการที่พรรคส้ม ทำการเมืองแบบไม่เลือกวิธีการ” และรังสรรคำให้ร้ายว่า “มีความสอดคล้องกับการเมืองแบบ กปปส. และรัฐพันลึกในบางด้านที่สำคัญ”

เป็นข้อกล่าวหารุนแรงในทางหยามหมิ่นอยู่ในที เขาอธิบายโยยัดเยียดให้คล้องจองว่า มีการร่วมมือรัฐพันลึกในการทำ “รัฐประหารเงียบ” เหมือนตอน กปปส.ชูวาทกรรมปฏิรูปประเทศ “ส่วนพรรคส้มชูวาทกรรม เปลี่ยนแปลงประเทศ”

เรื่องนั้นเขาว่าต่อถึงวิธีการ “ใช้กลไกอำนาจนอกระบบเอาพรรคแดงลง เพื่อเอาพรรคน้ำเงินขึ้นเป็นรัฐบาล” อ๋อ ตรงนี้นี่เองความแค้นฝังหุ่น ก็เลยจับแพะชนแกะ ว่า “เพื่อจะเอาชนะทักษิณ ชินวัตร และพรรคแดง แล้วทั้ง กปปส.และพรรคส้ม ต่างใช้การเมืองแบบไม่เลือกวิธีการ

ก็ยังไม่เข้าในนักว่า ไม่เลือกวิธีการ เป็นอย่างไร ดูจากวิธีการเขียนบทความนั้นเข้าข่ายเหมือนกัน ผู้เขียนชักแม้น้ำทั้งห้าเพื่อที่จะบอกว่า พรรคส้มมีดีลลับอะไรสักอย่างแอบส่งเสริมให้ระบอบสีน้ำเงินยึดครองประเทศ ทั้งๆ ที่เห็นๆ กันว่าพรรคนี้แหละ

ที่ต่อต้านระบอบสีน้ำเงินอย่างแข็งขัน มีพรรคประชาธิปัตย์ และบางพรรคเล็กแจม ขณะพรรคเพื่อไทยนิ่ง ก็เพราะร่วมรัฐบาลอยู่นั่นละ และอีกข้อที่นักปรัชญาชายขอบจวกพรรคส้มหนัก ว่าพวกเขายะโสโอหัง โดยอ้างคำกรีก hubris มาใช้ให้เป็นวาทะการเมือง

แม้นว่าเท่าที่เคยเห็นการใช้คำนี้ในการเมืองอเมริกัน อดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุสช์ เคยถูกพวกเดโมแครทโจมตีอยู่มาก แต่พอพ้นตำแหน่งเขากลับเปลี่ยนแปลงไป เวลานี้วางตัวสมเป็น ประธานาธิบดีสนิทสนมกันดีกับ บารัค โอบามา

ย้อนกลับไปเรื่องพรรคส้ม เย่อหยิ่งอวดดีผู้เขียนในประชาไทยกเอา วิมล ไทรนิ่มนวล มาเป็น พ่อแบบเพราะนักเขียนขวาตกขอบคนนี้ก็โจมตีพรรคส้มว่า เอากะลามาครอบหัวตัวเอง ด้วย ตัณหา มานะ และทิฏฐิ เพราะความมุ่งมั่นแบบลุยเดี่ยว

หลังจากทั้ง ไหม และ พิจารณ์ยอมรับความผิดพลาด นักปรัชญาฯ คนนี้คงมีวาระมาจัดการพรรคส้ม ฤๅจะเป็นบาดแผลฝังลึกในมโนจิต ทำนองเดียวกับกรณี แก้วตาผ่านมาหลายปีแล้วค่อยกำเริบ สอดคล้องในบรรยากาศของระบอบสีน้ำเงินพอดี

(https://prachatai.com/journal/2026/08/118338 และ https://www.facebook.com/nuling/posts/YDyUJopAV2) 

ความน่ารังเกียจของ "รัฐบาลเนทันยาฮู" นับตั้งแต่มีการประกาศ "หยุดยิง" เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2025 อิสราเอลได้สังหารผู้คนไปอีก 1,258 ราย ซึ่งรวมถึงเด็ก 300 ราย การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซายังคงดำเนินต่อไป ขณะที่ชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ กำลังกังวลต่ออิทธิพลของทรัมป์ต่อเนทันยาฮู หลังเขาปฏิเสธข้อตกลงสันติภาพในฉนวนกาซา


นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ปฏิเสธแผนสันติภาพสำหรับฉนวนกาซาที่ได้รับการสนับสนุนจากทำเนียบขาวเมื่อวันอาทิตย์ | Alex Brandon/AP

ชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ แสดงความกังวลต่ออิทธิพลของทรัมป์ หลังเนทันยาฮูปฏิเสธข้อตกลง

นักการทูตต่างแสดงความกังวลว่าความพยายามในการเจรจาของรัฐบาลทรัมป์ในอิสราเอลอาจไม่สามารถกอบกู้สถานการณ์กลับมาได้

ชาติพันธมิตรของสหรัฐฯ มองว่าการที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ปฏิเสธแผน 15 ข้อของวอชิงตันสำหรับฉนวนกาซานั้น เป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นที่มีต่อ "คณะกรรมการเพื่อสันติภาพ" (Board of Peace) รวมถึงความสามารถของรัฐบาลทรัมป์ในการสร้างอิทธิพลต่อภูมิภาคตะวันออกกลางในภาพรวม

นักการทูตและผู้ที่คุ้นเคยกับยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้หลายคนกล่าวกับสำนักข่าว POLITICO ว่า สถานการณ์เริ่มชี้ชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าสหรัฐฯ อาจไม่มีอำนาจต่อรองที่จำเป็น หรือไม่เต็มใจที่จะใช้อำนาจดังกล่าวเพื่อผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ในฉนวนกาซา ซึ่งประเด็นนี้สร้างความกังวลเกี่ยวกับความพยายามในการเจรจาของสหรัฐฯ ทั่วทั้งภูมิภาค

"การที่เนทันยาฮูปฏิเสธแผนสันติภาพส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพระยะยาวของภูมิภาคและความมั่นคงของอิสราเอล" นักการทูตอาหรับผู้คุ้นเคยกับนโยบายของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางกล่าว "ประธานาธิบดีทรัมป์เป็นเพียงคนเดียวที่มีศักยภาพในการสร้างอิทธิพลต่อสถานการณ์นี้ เนื่องจากเขาสามารถพยายามฟื้นฟูบทบาททางการเมืองของตนเองได้ด้วยการกดดันให้เนทันยาฮูทบทวนท่าทีอีกครั้ง"

ท่าทีแข็งกร้าวของเนทันยาฮูถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่เพิ่มเข้ามาในรายการความยุ่งยากที่วอชิงตันกำลังเผชิญ ในขณะที่พยายามปรับโฉมตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นการยุติสงครามกับอิหร่าน หรือการคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

นักการทูตอาหรับผู้นี้เตือนว่า "ผู้นำชาติอาหรับและผู้นำในภูมิภาคอาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่ซับซ้อน โดยจำเป็นต้องรักษาสมดุลของผลประโยชน์ท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปนี้"

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เนทันยาฮูได้ปฏิเสธแผนสันติภาพสำหรับฉนวนกาซาที่ได้รับการสนับสนุนจากทำเนียบขาว โดยประกาศว่าอิสราเอลต้องการให้กลุ่มฮามาส "ปลดอาวุธอย่างแท้จริง" เสียก่อนที่อิสราเอลจะถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ดังกล่าว ท่าทีที่แข็งกร้าวนี้อาจยิ่งคุกคามความอยู่รอดของ "คณะกรรมการเพื่อสันติภาพ" ของทรัมป์ ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือของ 27 ประเทศที่จัดตั้งขึ้นภายใต้ข้อตกลงของทรัมป์เมื่อปีที่แล้วเพื่อยุติสงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา

"ในขณะนี้ คณะกรรมการเพื่อสันติภาพกำลังเดินหน้าไปอย่างทุลักทุเลเต็มที" โรเบิร์ต จอร์แดน อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำซาอุดีอาระเบียในสมัยรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู. บุช กล่าว “มันไม่เคยดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ได้รับการยอมรับในวงกว้างและมีความเป็นไปได้สูงที่จะมาแทนที่สหประชาชาติ” เขากล่าวเสริม โดยอ้างถึงคำกล่าวของทรัมป์เมื่อเดือนมกราคมที่ระบุว่าคณะกรรมการชุดนี้อาจใช้เป็นทางเลือกแทนองค์กรระดับโลกดังกล่าว “สถานการณ์ทางการเมืองในอิสราเอลขณะนี้ยิ่งซ้ำเติมประเด็นดังกล่าวให้ซับซ้อนขึ้นไปอีก”

ทางคณะกรรมการเพื่อสันติภาพ (Board of Peace) ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น แต่เจ้าหน้าที่ขององค์กรยืนยันว่าการดำเนินงานยังคงคืบหน้าไปอย่างรวดเร็วโดยได้รับความเห็นชอบจากอิสราเอล เจ้าหน้าที่ผู้นี้ชี้ให้เห็นถึงพื้นที่สนับสนุนด้านโลจิสติกส์ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อรองรับทหารหลายร้อยนายที่คาดว่าจะถูกส่งเข้าไปยังฉนวนกาซา ในฐานะส่วนหนึ่งของกองกำลังสร้างเสถียรภาพระหว่างประเทศตามแนวทางที่คณะกรรมการวางไว้

“แผนงานนี้เป็นข้อตกลงระหว่างคณะกรรมการเพื่อสันติภาพกับกลุ่มฮามาส” เจ้าหน้าที่คณะกรรมการกล่าว “ส่วนการหารือแยกต่างหากกับอิสราเอลก็ยังคงดำเนินต่อไป อิสราเอลไม่ได้ถูกขอให้เชื่อใจหรือดำเนินการใดๆ ที่ไม่อาจย้อนกลับคืนได้ จนกว่าจะมีการตรวจสอบขั้นตอนการปฏิบัติงานจริงในพื้นที่เสียก่อน”

เจ้าหน้าที่ผู้นี้เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ขอสงวนนามเนื่องจากกระบวนการเจรจามีความละเอียดอ่อน

นักการทูตชาติตะวันตกผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายตะวันออกกลางให้ความเห็นว่า การกระทำของเนทันยาฮูเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่ายุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่มีต่ออิสราเอลนั้นดำเนินไปในทิศทางที่ผิดพลาด

“การปฏิเสธครั้งล่าสุดนี้แสดงให้เห็นอีกครั้งว่า การยอมตามใจอิสราเอลมีแต่จะนำไปสู่ข้อเรียกร้องที่หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ” นักการทูตกล่าว “ผมไม่คิดว่ามันจะทำให้ [คณะกรรมการเพื่อสันติภาพ] ต้องล้มเลิกไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมันตอกย้ำให้เห็นอีกครั้งว่า อิสราเอลยังคงเป็นหนึ่งในอุปสรรคขัดขวางการบรรลุทางออกด้วยการตั้งสองรัฐ (two-state solution) ที่เป็นไปได้จริง”

ทรัมป์หลีกเลี่ยงที่จะขัดแย้งกับเนทันยาฮูอย่างเปิดเผยในประเด็นแผนงานดังกล่าว โดยกล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ว่าเขามี “ความสัมพันธ์ที่ดี” กับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล แม้ว่าเนทันยาฮูจะปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯ ก็ตาม ทั้งนี้ ทำเนียบขาวปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการที่อิสราเอลปฏิเสธข้อตกลงนี้

เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์รายหนึ่งซึ่งขอสงวนนามเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้หารือเรื่องนี้ต่อสาธารณะ กล่าวว่าทำเนียบขาวไม่ได้มองว่าการกระทำของเนทันยาฮูเป็นการทำลายกระบวนการสันติภาพแต่อย่างใด

“โดยภาพรวมแล้ว เรามองว่านี่เป็นเพียงการแสดงท่าทีทางการเมืองของบิบี (เนทันยาฮู) เพื่อเรียกคะแนนนิยมจากประชาชนในประเทศ” เจ้าหน้าที่กล่าว “อันที่จริงแล้ว [คณะกรรมการเพื่อสันติภาพ] ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีในพื้นที่ช่วงระยะหลังมานี้ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด”

การที่เนทันยาฮูปฏิเสธแผนงานดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่คะแนนนิยมของเขากำลังถดถอยลงในอิสราเอล ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งรัฐสภาในเดือนตุลาคม ซึ่งอาจส่งผลให้เขาต้องสูญเสียตำแหน่งผู้นำไป ในยุโรป รัฐบาลบางแห่งยังคงหวังว่าคณะกรรมาธิการสันติภาพจะสามารถกอบกู้กระบวนการสันติภาพในฉนวนกาซาได้

“ดิฉันชื่นชมการทำงานของหัวหน้าผู้เจรจา [นิโคไล] มลาเดนอฟ ในนามของคณะกรรมาธิการสันติภาพเป็นอย่างยิ่ง ความสำเร็จของเขาในแผน 15 ข้อนั้นสำคัญมาก” ฮิลเดการ์ด เบนเทเล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายขวาจากเยอรมนีในรัฐสภายุโรปกล่าว เธอเสริมว่าเธอเชื่อมั่นว่าความพยายามที่นำโดยสหรัฐฯ จะมีความคืบหน้า “หากนำเสนออีกครั้งหลังการเลือกตั้งของอิสราเอล และมุ่งเป้าไปที่ประเด็นหลักคือการปลดอาวุธทั้งหมด”

ผู้ที่มีประสบการณ์ในภูมิภาคนี้มองว่า ดูเหมือนเนทันยาฮูจะสามารถผลักดันให้คณะทำงานด้านสันติภาพ (Board of Peace) หันไปในทิศทางที่เอื้อประโยชน์ต่ออิสราเอลได้สำเร็จ

นิมรอด โนวิก (Nimrod Novik) อดีตที่ปรึกษาอาวุโสด้านการทูตของอดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล ชิมอน เปเรส และปัจจุบันเป็นนักวิชาการประจำ Israel Policy Forum ในนิวยอร์ก กล่าวว่า การกระทำของเนทันยาฮูถือเป็นการ "ทดสอบขีดความอดทนของฝ่ายสหรัฐฯ หรือคณะทำงานด้านสันติภาพ"

ซาฮา ฮัสซัน (Zaha Hassan) ซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษาให้แก่คณะเจรจาของปาเลสไตน์ในช่วงที่พยายามขอเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติระหว่างปี 2010 ถึง 2012 และปัจจุบันเป็นนักวิชาการประจำ Carnegie Endowment for International Peace กล่าวว่า "เรื่องนี้เป็นโครงการส่วนตัวของทรัมป์อย่างแท้จริง ดังนั้น หากโครงการนี้ไม่สามารถทำให้อิสราเอลยอมลดระดับปฏิบัติการในฉนวนกาซา ถอนกำลัง หรือเปิดทางให้คณะทำงานด้านสันติภาพปฏิบัติหน้าที่ได้ แล้วตัวแสดงอื่นๆ ในภูมิภาคจะเชื่อได้อย่างไรว่าสหรัฐฯ มีศักยภาพพอที่จะควบคุมอิสราเอลในพื้นที่ของพวกเขาได้?"

นักการทูตยุโรปรายหนึ่งกล่าวว่า ความผิดหวังต่ออิทธิพลของทรัมป์ในตะวันออกกลางนั้นเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้วจากความล้มเหลวในการยุติความขัดแย้งกับอิหร่านอย่างรวดเร็ว

"ทางออกของปัญหายังไม่ใกล้ความเป็นจริงอย่างที่คาดการณ์ไว้ หรืออย่างที่ทรัมป์เคยบอกเราไว้ในบางช่วงเวลา ผมคิดว่าทรัมป์กำลังสูญเสียความน่าเชื่อถือ" นักการทูตผู้นี้กล่าวโดยขอไม่เปิดเผยชื่อเนื่องจากไม่ได้รับอนุญาตให้หารือเรื่องดังกล่าวต่อสาธารณะ "ทุกอย่างดูเหมือนจะตกอยู่ในภาวะชะงักงันและมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเราทุกคน"

บทความแปลจาก The P:olitico

US allies say they’re worried about Trump’s clout after Netanyahu rejected deal

https://www.politico.com/news/2026/08/11/americas-allies-doubt-us-negotiating-tactics-in-israel-after-netanyahu-rejected-peace-plan-01034498?cid=apn

.....


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1525823159588750&set=a.486226180215125
.....

นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 อิสราเอลได้สังหารผู้คนในฉนวนกาซาไปแล้วอย่างน้อย 73,385 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นเด็ก 21,757 ราย นับตั้งแต่มีการประกาศ "หยุดยิง" เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2025 อิสราเอลได้สังหารผู้คนไปอีก 1,258 ราย ซึ่งรวมถึงเด็ก 300 ราย เฉพาะในเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว อิสราเอลสังหารผู้คนในกาซาไป 152 ราย โดยมีเด็กเสียชีวิต 21 ราย

สถานการณ์นี้เป็นผลโดยตรงจากนโยบายของอิสราเอลที่มีต่อกาซานับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว นักการเมือง ผู้มีอำนาจตัดสินใจ และผู้บัญชาการทหารของอิสราเอลได้กล่าวถ้อยแถลงต่อสาธารณะที่สะท้อนถึงเจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของชาวปาเลสไตน์

ถ้อยแถลงเหล่านั้นถูกนำไปแปรเป็นนโยบายปฏิบัติการ ซึ่งรวมถึงการทิ้งระเบิดครั้งใหญ่โดยไม่เลือกเป้าหมาย การใช้ความอดอยากเป็นอาวุธ การกวาดล้างทางชาติพันธุ์ การทำลายโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนและสถานพยาบาลอย่างเป็นระบบ และการสังหารผู้คนในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รูปแบบการกระทำเหล่านี้ ประกอบกับการรับรู้ถึงผลกระทบที่จะตามมาและการเดินหน้าโจมตีอย่างต่อเนื่องแม้จะมีการเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชี้ให้เห็นถึงปฏิบัติการโจมตีที่ประสานงานกันและครอบคลุมวงกว้าง โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายสังคมปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาให้สิ้นซากในฐานะกลุ่มชน

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซายังคงดำเนินต่อไป



จากอะพาร์ตเมนต์เงียบเหงาประดุจ "เมืองผีสิง" สู่ฐานสแกมเมอร์ - ฟอเรสต์ ซิตี ของมาเลเซียถูกโฆษณาว่าเป็น "สวรรค์" ตอนเปิดตัวโครงการเมื่อปี 2016 แต่เมื่อเดือนที่แล้วตำรวจบุกเข้าตรวจค้น เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีการดำเนินงานของเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ


เดิมทีเมืองฟอเรสต์ ซิตี ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับผู้อยู่อาศัยประมาณ 7 แสนคน แต่ปัจจุบันคาดว่าประชากรมีน้อยกว่า 1% ของจำนวนนั้น

จากอะพาร์ตเมนต์เงียบเหงาประดุจ "เมืองผีสิง" สู่ฐานสแกมเมอร์ในมาเลเซีย

กาวิน บัตเลอร์
บีบีซีนิวส์
Reporting from
ฟอเรสต์ ซิตี ประเทศมาเลเซีย
12 สิงหาคม 2026

หากมองจากระยะไกล ฟอเรสต์ ซิตี (Forest City) ของมาเลเซียดูเหมือนสิ่งก่อสร้างที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ อาคารเป็นบล็อกสีขาวที่เหมือนถอดแบบกันมาทุกประการเรียงรายอยู่บนแนวชายฝั่งที่แลดูธรรมดา ๆ

ตอนที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชาวจีนเปิดตัวเมื่อโครงการขนาดมหึมามูลค่า 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.31 หมื่นล้านบาท) เมื่อปี 2016 มันถูกนำเสนอว่าเป็น "แดนสวรรค์ในความฝันของมวลมนุษยชาติ" ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่สามารถรองรับผู้พักอาศัยได้ประมาณ 7 แสนคน ทว่า 10 ปีต่อมา เกาะเทียมขนาด 14 ตารางกิโลเมตรที่อยู่ใกล้กับสิงคโปร์แห่งนี้ กลับมีผู้พักอาศัยไม่ถึง 1% ของเป้าหมายนั้น

ตึกระฟ้าที่ว่างเปล่าเรียงรายอย่างน่าขนลุกบนถนนที่เงียบสงบ ภายในอะพาร์ตเมนต์ที่ปลอดร้างผู้คน เคาน์เตอร์และหน้าต่างปกคลุมไปด้วยฝุ่น

"ในปี 2016 พวกเขาบรรยายว่าที่นี่เป็นเมืองทองคำ สวยงามมาก ๆ" เจสัน เดง นักลงทุนวัย 56 ปี กล่าว เขาเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรก ๆ ที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในฟอเรสต์ ซิตี โดยจ่าย "เงินจำนวนมาก" สำหรับอสังหาริมทรัพย์ 5 แห่ง

"ถ้าผมรู้ว่ามันจะแย่ขนาดนี้ ผมคงไม่ซื้ออพาร์ตเมนต์เยอะขนาดนี้ ผมคิดว่ามันจะดีกว่านี้มาก ๆ" เขากล่าว

ในทางกลับกันปรากฏว่า เมืองนี้เป็นเมืองทองคำสำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น และคนเหล่านั้นไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่ผู้พัฒนาโครงการหวังจะดึงดูด

ในช่วงกลางเดือน ก.ค. ตำรวจมาเลเซียบุกเข้าตรวจค้นแหล่งก่อเหตุฉ้อโกง 2 แห่งที่กระจายอยู่ในพื้นที่ 32 แห่งในฟอเรสต์ ซิตี โดยเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 335 คน และยึดทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 1 ล้านริงกิต (ราว 8.08 ล้านบาท) ซึ่งรวมถึงคอมพิวเตอร์ 313 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 1,557 เครื่อง คอมพิวเตอร์พกพา 17 เครื่อง และโมเด็ม 10 เครื่อง

ทั้งหมดมาจากศูนย์คอลเซ็นเตอร์ 2 แห่ง ซึ่งแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในอะพาร์ตเมนต์จำนวน 27 ห้อง บนชั้น 5 ของอาคารที่พักอาศัย ส่วนอีกแห่งหนึ่งกระจายอยู่ในบ้านเดี่ยว 5 หลัง กลุ่มมิจฉาชีพสกุลเงินคริปโตเหล่านี้ดำเนินการหลอกลวงให้ผู้คนมาลงทุนและลวงให้รัก โดยมุ่งเป้าไปที่เหยื่อในต่างประเทศ จากรายงานของตำรวจ

ในบรรดาผู้ถูกจับกุม ประกอบด้วย ชาวจีน 309 คน ชาวอินโดนีเซีย 19 คน ชาวมาเลเซีย 3 คน และชาวเมียนมาร์ 4 คน

อับ ราห์มาน อาร์ซาด ผู้บัญชาการตำรวจรัฐยะโฮร์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังทำงานร่วมกับองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศสากลหรืออินเตอร์โพล (Interpol) เพื่อติดตามตัวผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการนี้

บีบีซีได้ติดต่อขอความคิดเห็นจากตำรวจฟอเรสต์ ซิตี และตำรวจรัฐยะโฮร์ แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ

ผู้เชี่ยวชาญและคนในพื้นที่บอกกับบีบีซีว่า นี่อาจเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของปัญหาทั้งหมด และเป็นอาการหนึ่งของอุตสาหกรรมการหลอกลวงระดับโลกที่กำลังแพร่กระจาย พัฒนา และมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น


แบบจำลองเมืองฟอเรสต์ ซิตี สำหรับการเสนอขายโครงการ

จอห์น วอยชิค นักวิเคราะห์จากทีอาร์เอ็ม แลบส์ (TRM Labs) ซึ่งทำการตรวจสอบอาชญากรรมที่ใช้คริปโตเคอร์เรนซีเป็นเครื่องมือ กล่าวว่า "ความจริงคือองค์กรเหล่านี้จำนวนมากในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายกับบริษัทข้ามชาติมากกว่าเครือข่ายอาชญากรรมหรือแก๊งค์แบบดั้งเดิม พวกเขามีทีมสรรหาบุคลากรโดยเฉพาะ แผนกไอที ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟอกเงิน และโครงสร้างพื้นฐานรองรับ"

เจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องกันว่า การดำเนินงานของฟอเรสต์ ซิตี น่าจะดำเนินการโดยอาชญากรที่ถูกขับไล่ออกจากกัมพูชา ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญระดับโลกของขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ภาคธุรกิจอาชญากรรมนี้ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วกลายเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดยอาศัยการใช้แรงงานบังคับของเหยื่อการค้ามนุษย์ที่ถูกทารุณกรรม ซึ่งทำงานภายใต้การข่มขู่ว่าจะถูกทรมานและถูกทำร้ายร่างกาย

นับตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว รัฐบาลกัมพูชาได้เพิ่มความพยายามในการปราบปรามปฏิบัติการเหล่านี้ ทางการประเมินเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่ามีคน 3 แสนคนออกจากประเทศกัมพูชาภายในเวลาไม่กี่เดือน เนื่องจากการบุกค้นแหล่งปฏิบัติการขนาดใหญ่ทวีความรุนแรงขึ้น

ทว่า ดูเหมือนว่าสาขาในมาเลเซียเหล่านี้จะไม่ใช่ "แหล่งรวม" การหลอกลวงในแบบดั้งเดิม

เมื่อเทียบกับแหล่งมั่วสุมที่มีชื่อเสียงในทางไม่ดีในสถานที่ต่าง ๆ เช่น เมืองสีหนุวิลล์ในกัมพูชา หรือชายแดนเมียนมา แหล่งมั่วสุมที่ถูกกล่าวหาในฟอเรสต์ ซิตี ดูเหมือนจะเป็นสถานที่ทำงานที่เรียบร้อยกว่ามาก โดยมีรายงานว่าพนักงานเป็นคนในพื้นที่ และตั้งอยู่ติดกับบ้านของเพื่อนบ้านที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว

เควิน (นามสมมติ) ผู้เช่าที่ทำงานด้านการขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับฟอเรสต์ ซิตี เชื่อว่ายังมีสแกมเมอร์กำลังปฏิบัติการอยู่ใน "คอนโดมิเนียมหรือเซอร์วิสอะพาร์ตเมนต์" ในโครงการนี้

"เรารู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไร นี่เป็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปในรัฐยะโฮร์และกรุงกัวลาลัมเปอร์ แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฟอเรสต์ ซิตี ที่นี่มีความพิเศษมาก ๆ" เขากล่าว

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ฟอเรสต์ ซิตี "พิเศษ" ตามที่เควิน, วอยชิค, และคนอื่น ๆ บอกเอาไว้ ก็คือสิ่งที่ทำให้มันมีชื่อเสียงในทางที่ไม่ดีนัก นั่นคือชื่อเสียงในฐานะ "เมืองผีสิง" ที่เกือบจะถูกทิ้งร้าง

"เวลาที่เราคุยกับลูกค้า บริษัทสอนให้เราพูดว่า 'ตอนนี้มีผู้อยู่อาศัยในพื้นที่นี้แล้ว 23,000 คน'" เควินกล่าว ก่อนเสริมเบา ๆ ว่า แต่ความจริงแล้ว "มีน้อยกว่า 5,000 คน"

เขากล่าวว่า "นั่นเป็นเหตุผล" ที่พวกสแกมเมอร์เลือกฟอเรสต์ ซิตี เป็นที่ตั้งสำนักงาน

"พวกเขามีความเป็นส่วนตัว... ไม่มีใครมาที่นี่"


อาคารร้างและโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรมเป็นภาพที่พบเห็นได้ทั่วไปในฟอเรสต์ ซิตี

มีหลายปัจจัยที่นำไปสู่สิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นความล่มสลายของเมืองฟอเรสต์ ซิตี

โครงการนี้ริเริ่มโดยบริษัทคันทรี การ์เดน (Country Garden) หนึ่งในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของจีน และดังงา 88 (Danga 88) บริษัทเอกชนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสมเด็จพระราชาธิบดีอิบราฮิม อิสกันดาร์ หรือสุลต่านอิบราฮิม แห่งมาเลเซีย โดยเริ่มต้นจากการวางแผนให้เป็นมหานครที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสำหรับลูกค้าชาวจีนที่มีฐานะดี โครงการนี้ประกอบด้วยโรงแรมหรู สนามกอล์ฟ และสวนน้ำ คาดการณ์ว่าอาคารสำนักงานและอะพาร์ตเมนต์ริมทะเลในเมืองสไตล์รีสอร์ทแห่งนี้จะเป็นที่ต้องการสูง

ทว่า ผลกระทบจากทั้งการระบาดของโรคโควิด-19 การตกต่ำของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจีน และข้อจำกัดในการกู้ยืมเงินของประชาชน ได้ทำให้ความทะเยอทะยานอันสูงส่งเหล่านั้นต้องพังทลายลง และทำให้โครงการดังกล่าวหยุดชะงักไปโดยปริยาย

ไฟยังเปิดอยู่ แต่แทบไม่มีใครอยู่บ้านเลย

ดูเหมือนว่านั่นจะทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นกับดักล่อลวงสำหรับพวกมิจฉาชีพ

"ฟอเรสต์ ซิตี สะท้อนให้เห็นถึงสภาพการณ์ที่องค์กรอาชญากรรมมุ่งเป้าหมายมานานหลายปีแล้ว นั่นคือทำเลทองที่ถูกทำการตลาดว่าเป็นเมืองอัจฉริยะหรูหรามีระดับที่วางแผนมาอย่างดี แต่กลับไม่เคยประสบความสำเร็จตามวิสัยทัศน์นั้นเลย" วอยชิค กล่าว

"โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เช่นนี้ นำเสนอสิ่งที่กลุ่มอาชญากรเหล่านี้มองหาอย่างตรงจุด นั่นคือ โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย อสังหาริมทรัพย์ว่างจำนวนมาก และการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ โดยทั้งหมดนี้ถูกห่อหุ้มด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจว่าลักษณะการกระทำผิดทางอาญาที่เกิดขึ้นภายในจะไม่ถูกสังเกตเห็น"

ด้วยเหตุนี้ ภาพลักษณ์อันระยิบระยับของฟอเรสต์ ซิตี จึงสะท้อนให้เห็นถึงมหานครที่ฉาวโฉ่กว่าซึ่งอยู่ห่างออกไปทางเหนือ 1,800 กิโลเมตร นั่นคือเมืองชเวโก๊กโก่ เมืองตากอากาศที่ตั้งอยู่บริเวณชายแดนเมียนมา-ไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสแกมเมอร์ที่ฉาวโฉ่ที่สุดในโลก

ชเวโก๊กโก่ซึ่งสร้างโดยกลุ่มบริษัทเอกชนจีนอย่างย่าไท่ (Yatai) โปรโมตตัวเองว่าเป็นสถานที่พักผ่อนที่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนและเป็นสวรรค์ของมหาเศรษฐี แต่เบื้องหลังถนนที่เรียงรายไปด้วยต้นไม้และวิลล่าหรูหรานั้น กลับเป็นเครือข่ายของการฉ้อโกง การฟอกเงิน และการค้ามนุษย์


ศูนย์แห่งนี้ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของประเทศมาเลเซีย ห่างจากสิงคโปร์ไม่ถึง 5 ก.ม.

แม้จะเผชิญกับอุปสรรคมากมาย และโครงการที่วางแผนไว้แต่เดิมจะแล้วเสร็จเพียง 15-20% เท่านั้น แต่ฟอเรสต์ ซิตี ก็ยังคงทำการตลาดตัวเองในฐานะแหล่งลงทุนอสังหาริมทรัพย์ นวัตกรรมด้านเทคโนโลยี และธุรกิจปลอดภาษีที่กำลังมาแรง

การออกแบบแพ็คเกจที่เน้นการเป็นผู้ประกอบการเช่นนี้ เปรียบเสมือนม้าโทรจันสำหรับพวกมิจฉาชีพที่ต้องการตั้งธุรกิจโดยไม่ดึงดูดความสนใจที่ไม่พึงประสงค์ และช่วยให้พวกเขาสามารถกระทำการฉ้อโกงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วอยชิคอธิบายว่า "เมื่อแก๊งสแกมสามารถแทรกซึมเข้าไปในธุรกิจที่ดูเหมือนถูกต้องตามกฎหมายในโครงการพัฒนาเชิงพาณิชย์ทั่วไป พวกเขาจะไม่เพียงแต่ตรวจจับและขัดขวางได้ยากขึ้นเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้อำนาจและอิทธิพลอย่างมหาศาลผ่านผลกำไรมหาศาลที่พวกเขาสร้างขึ้นได้อีกด้วย"

อำนาจและอิทธิพลดังกล่าวทำให้พวกมิจฉาชีพสามารถพัฒนาวิธีการหลอกลวงให้เป็นมืออาชีพมากขึ้นในด้านอื่น ๆ ได้

ถึงแม้การค้ามนุษย์ยังคงเป็นแหล่งแรงงานหลักของอุตสาหกรรมการหลอกลวง แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มที่เห็นได้ชัดว่าผู้ประกอบการเครือข่ายกำลังสรรหาและรักษาผู้หลอกลวงที่มีประสบการณ์ไว้ด้วยค่าตอบแทนที่สูงกว่าและสภาพการทำงานที่ดีกว่า

ในขณะเดียวกัน ในแอปพลิเคชันสนทนาชื่อว่าเทเลแกรม (Telegram) ซึ่งมีกลุ่มที่โฆษณาตำแหน่งงานหลอกลวง บรรดานักต้มตุ๋นมืออาชีพก็กำลังโพสต์ประวัติส่วนตัวโดยละเอียด ระบุประสบการณ์ในการฉ้อโกง และเน้นย้ำถึงความกระตือรือร้นที่จะทำงาน

"นี่เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังเติบโตไปสู่องค์กรอาชญากรรมที่มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น" วอยชิคอธิบายและกล่าวเสริมว่า "ในขณะที่การบีบบังคับและการเอารัดเอาเปรียบยังคงแพร่หลายอยู่"

การบุกตรวจค้นที่ฟอเรสต์ ซิตี เผยให้เห็นถึงอุตสาหกรรมการฉ้อโกงข้ามชาติที่กำลังเปลี่ยนแปลงขนาดและรูปแบบ แต่เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการตรวจพบการปฏิบัติการลักษณะนี้ในมาเลเซีย

ตลอดปี 2022 ก่อนที่อุตสาหกรรมนี้จะได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก ทางการมาเลเซียได้บุกเข้าตรวจค้นศูนย์หลอกลวงหลายแห่งที่ดำเนินการอยู่ในบ้านเดี่ยวและคอนโดมิเนียมในรัฐยะโฮร์ทางตอนใต้ รัฐปีนังทางตอนเหนือ และกรุงกัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของประเทศ

ถึงแม้ว่าการปราบปรามครั้งใหญ่เหล่านี้และครั้งอื่น ๆ จะส่งสัญญาณว่าไม่ยอมรับการกระทำผิดของกลุ่มอาชญากรฉ้อโกงโดยเด็ดขาด แต่วอยชิคตั้งข้อสังเกตว่ามาเลเซียยังคงเป็นที่ตั้งของเครือข่ายอาชญากรที่มีอิทธิพล และ "สัญญาณใด ๆ ของการกลับมาในวงกว้างสมควรได้รับการจับตามองอย่างใกล้ชิด"


ถนนที่เงียบสงบและชายหาดไร้ผู้คนของโครงการมูลค่า 100 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ที่นี่ได้รับฉายาว่าเป็น "เมืองผีสิง"

ในเมืองฟอเรสต์ ซิตี สัญญาณดังกล่าวอาจเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว

เควินกล่าวว่าเป็น "ความลับที่รู้กันทั่วไป" มานานแล้วว่ามีการหลอกลวงเกิดขึ้นที่นี่ และ "สิ่งเดียวที่น่าตกใจคือตำรวจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ"

เขามั่นใจว่ายังมีอีกหลายคน แต่เขากลับไม่หวั่นไหวกับความคิดที่ว่าเพื่อนบ้านของเขาอาจกำลังฉ้อโกงผู้คนไปเป็นจำนวนหลายแสนดอลลาร์

"สำหรับผม ผมไม่สนใจหรอก มันไม่ใช่เรื่องของผม... ผมทำงานที่นี่ก็เพราะเงินเดือนเท่านั้น" เขากล่าว

ผู้พักอาศัยคนอื่น ๆ ก็รู้สึกแบบเดียวกัน

ฟิลิป (นามสมมติ) ย้ายจากสิงคโปร์มาอยู่ที่ฟอเรสต์ ซิตี เมื่อปีที่แล้ว เพราะสนใจตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ค่อนข้างถูก และคิดว่าเขาจะได้รับความคุ้มค่ามากกว่า โดยเขาทำงานด้านเทคโนโลยี และบอกว่าตนเอง "ให้ความสำคัญอย่างมาก" กับเรื่องการป้องกันภัยทางไซเบอร์

"ใช่ พวกเขา [แก๊งสแกมเมอร์] อาจจะอยู่หน้าบ้านผม อาจจะเป็นเพื่อนบ้านผม... [พวกเขา] อาจจะเป็นหนึ่งในพวกที่บริหารแก๊งมิจฉาชีพพวกนี้ สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน เรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นได้อยู่ดี"

เขาบอกว่า "ไม่แปลกใจ" ที่ได้ยินรายงานเกี่ยวกับแหล่งต้มตุ๋นในอาคารที่พักของเขา สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือ "มีคนย้ายเข้ามาอยู่มากขึ้นเรื่อย ๆ" ที่ฟอเรสต์ ซิตี

เขาระบุว่า หนึ่งในเหตุผลที่เขาเลือกอาศัยอยู่ในโครงการบ้านจัดสรรแห่งนี้เพราะความสงบเงียบ แต่เขาก็รู้สึกยินดีที่เห็นว่าที่นี่กำลังเปลี่ยนแปลงจาก "เมืองผีสิง" กลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนอยากมาพักอาศัย

"มีคนจำนวนมากที่ขาดทุนจากโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เหล่านี้ แต่ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา คุณจะเห็นไฟในคอนโดเปิดสว่างขึ้น จากเดิมมีเพียง 1 ใน 20 อาจจะเหลือแค่ 1 ใน 5 ในตอนนี้" เขากล่าว

https://www.bbc.com/thai/articles/cn4npzpv4jpo



ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก ที่จังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย ยังคงน่ากังวลหลังพบพบสารพิษในผัก พืชผลทางการเกษตรใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ล่าสุด คณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ได้ลงพื้นที่ติดตามแก้ปัญหา แนะเปิดเผยข้อมูลตรวจสารโลหะหนัก ปนเปื้อน พืช ผัก ในผลิตการเกษตร อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

https://www.facebook.com/reel/4292560407722262
.....


ThaiPBS North
A day ago
·
กมธ.กฎหมายฯ แนะเปิดเผยข้อมูลตรวจสารโลหะหนัก ปนเปื้อน พืช ผัก ในผลิตการเกษตร อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ภาคประชาชนยืนยันหลายคนไม่ทราบข้อมูล ชาวบ้านยังกินผักที่ปนเปื้อนสารพิษตลอดเกือบสองปีที่ผ่านมา

#เปิดประเด็นเป็นที่พึ่ง #ศูนย์ข่าวภาคเหนือ #ThaiPBSNorth #ข่าวไทยพีบีเอส #ข่าวที่คุณวางใจ #แม่น้ำกก #สารพิษแม่น้ำกก #แม่อาย #เชียงใหม่ #สารปนเปื้อน #แคดเมียม #สารหนู #ตะกั่ว #มลพิษข้ามพรมแดน #พืชผักปนเปื้อน #ความมั่นคงทางอาหาร #รังสิมันต์โรม #กมธกฎหมาย

กดอ่านบทความต่อใน
กมธ.กฎหมายฯ แนะเปิดผลตรวจสารพิษในพืชผัก ชาวบ้านท่าตอน จ.เชียงใหม่ กินผักปนเปื้อนเกือบ 2 ปี
https://www.thaipbs.or.th/news/content/509311




บทความในมติชนสุดสัปดาห์ บ่งบอกให้เราทั้งหลายพึงตระหนักว่า ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก แม่น้ำโขง ที่กลายเป็นประเด็นร้อนของชาวเชียงใหม่ เชียงรายนั้น เป็นเรื่องซับซ้อนซ่อนเงื่อน ถ้ารัฐบาล “อนุทิน” ยังเมินเฉยมองเป็นแค่ประเด็นท้องถิ่น เชื่อเหลือเกินว่าปัญหานี้จบไม่สวยแน่


Matichon Weekly - มติชนสุดสัปดาห์

11 hours ago
·
❝ จีน-เมียนมา-ไทย-แร่-มลพิษ
จีนผลิตแร่ธาตุหายากราวร้อยละ 61 ของการผลิตทั้งโลก
และครองสัดส่วนการแปรรูป ร้อยละ 92❞
.
ประเทศไทยมีพรมแดนติดกับรัฐฉานตะวันออกเริ่มได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ตามมา โดยเมื่อเดือนกันยายน 2567 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเขตอำเภอแม่สายและอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงรายเป็นสัญญาณแรกของปัญหาข้ามพรมแดนที่มาจากการขยายพื้นที่ทำเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา โดยเฉพาะในอาณาเขตของรัฐฉานและว้า ดินโคลนมหาศาลทะลักท่วมบ้านเรือนผู้คน
.
เหมืองแร่หายากและแร่สำคัญในประเทศเมียนมากระจายตัวจากรัฐกะฉิ่นจนถึงรัฐฉาน แต่เนื่องจากประเทศเมียนมามีความขัดแย้งและประนีประนอมทางชาติพันธุ์มาอย่างยาวนาน เหมืองแร่ในรัฐกะฉิ่นที่มีพรมแดนติดกับประเทศจีนตกเป็นพื้นที่เป้าหมายแรกของการขุดค้นเอาแร่หายากส่งออกไปยังจีน กองทัพเอกราชกะฉิ่น (Kachin Independence Army) หรือ KIA ซึ่งเป็นผู้ครอบครองอาณาบริเวณพรมแดนแห่งนี้ได้ใช้ทรัพยากรที่มีความต้องการสูงนี้ในการต่อรองทางการเมืองและเศรษฐกิจกับจีน
.
ทางด้านรัฐฉานตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของกองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ (National Democratic Alliance Army) หรือ NDAA ทำเหมืองแร่หายากส่งออกไปยังจีนจำนวนมาก เหมืองแร่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่เหนือต้นน้ำที่เป็นสาขาของแม่น้ำโขง
.
ส่วนกองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army) หรือ UWSA มีศูนย์กลางในรัฐฉานตอนเหนือ และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนทั้งทางการทหารและเศรษฐกิจ ขยายการทำเหมืองแร่จากรัฐฉานตอนเหนือลงมายังภาคตะวันออกที่แม่น้ำไหลลงแม่น้ำโขงเรื่อยมาจนถึงพรมแดนเมียนมา-ไทย ซึ่งทำเหมืองทองคำและแร่หายากหนักในต้นน้ำสายและกก
.
มิเพียงแต่ความขัดแย้งและประนีประนอมทางชาติพันธุ์ที่ยืดเยื้อในเมียนมาที่ได้สร้างความซับซ้อนของการทำเหมืองแร่เท่านั้น ปฏิสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจที่ทั้งมีพรมแดนติดกันไปจนถึงประเทศตะวันตกที่อยู่ไกลออกไป เช่น สหรัฐอเมริกา ต่างพยายามเข้าไปมีส่วนแบ่งในทรัพยากรมูลค่ามหาศาล ส่งผลให้ปัญหาเหมืองแร่มีความซับซ้อนสูงตามไปด้วย
.
จีนเป็นประเทศแรกที่ผูกขาดความได้เปรียบความสัมพันธ์เชิงอำนาจเหนือดินแดนรัฐกะฉิ่นและรัฐฉาน โดยจีนสนับสนุนและทำให้ตัวเองมีอิทธิพลเหนือกองกำลังชาติพันธุ์ จนได้ประโยชน์จากการทำเหมืองแร่ในเมียนมาอย่างยาวนาน
.
◤ องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (The International Energy Agency) หรือ IEA ประเมินว่า ประเทศจีนผลิตแร่ธาตุหายากราวร้อยละ 61 ของการผลิตทั้งโลก และครองสัดส่วนการแปรรูป ร้อยละ 92
.
ขณะที่การแข่งขันด้านความต้องการแร่หายากหนักยังพุ่งสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้อินเดียในฐานะเป็นประเทศซึ่งมีพรมแดนติดกับรัฐกะฉิ่นของเมียนมา เร่งแสวงหาลู่ทางเข้าไปตักตวงเอาทรัพยากรแร่หายากหนักในภูมิภาคหลายต่อหลายครั้ง
.
เช่นเดียวกันกับประเทศสหรัฐอเมริกาที่ถึงแม้อยู่ห่างไกลจากเมียนมา และใช้นโยบายคว่ำบาตรประเทศเมียนมา แต่สหรัฐพยายามค้นหาความเป็นไปได้ในการเข้าถึงทรัพยากรในรัฐกะฉิ่นด้วย
.
ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ความซับซ้อนของปฏิสัมพันธ์ในอาณาบริเวณพรมแดนเมียนมา จีน อินเดีย และไทย เป็นเงื่อนไขสำคัญของการทำเหมืองแร่ ครั้นเมื่อพิจารณาถึงท่าทีของรัฐบาลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ยิ่งทำให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนมีความซับซ้อนเท่าทวี
.
บทความของอาจารย์สืบสกุล บ่งบอกให้เราทั้งหลายพึงตระหนักว่า ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก แม่น้ำโขง ที่กลายเป็นประเด็นร้อนของชาวเชียงใหม่ เชียงรายนั้น เป็นเรื่องซับซ้อนซ่อนเงื่อน ถ้ารัฐบาล “อนุทิน” ยังเมินเฉยมองเป็นแค่ประเด็นท้องถิ่น เชื่อเหลือเกินว่าปัญหานี้จบไม่สวยแน่


แม่น้ำเปื้อนพิษ ‘อนุทิน 2’ เมิน โดยทวีศักดิ์ บุตรตัน
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_899567

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1446743287487866&set=a.627369302758606



“ครูตี๋”จวกทุนไทย-อำนาจเผด็จการสุดอำมหิตเร่งสร้างเขื่อนปากแบงทั้งๆที่ตอบคำถามชาวบ้านไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว-ชี้แม่น้ำโขงกำลังกลายเป็นอ่างเก็บน้ำพิษ-ผู้ใหญ่บ้านปากอิงเชื่อหมู่บ้านจะกลายเป็นเกาะจากน้ำเท้อเขื่อน


สำนักข่าวชายขอบ
19 hours ago
·
“ครูตี๋”จวกทุนไทย-อำนาจเผด็จการสุดอำมหิตเร่งสร้างเขื่อนปากแบงทั้งๆที่ตอบคำถามชาวบ้านไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว-ชี้แม่น้ำโขงกำลังกลายเป็นอ่างเก็บน้ำพิษ-ผู้ใหญ่บ้านปากอิงเชื่อหมู่บ้านจะกลายเป็นเกาะจากน้ำเท้อเขื่อน

--------

วันที่ 12 สิงหาคม 2569 นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ “ครูตี๋” ประธานกลุ่มอนุรักษ์เชียงของ เปิดเผยถึงกรณีที่บริษัทร่วมทุนไทย-จีนเริ่มลงมือก่อสร้างเขื่อนปากแบง กั้นแม่น้ำโขงสายประธาน ณ เมืองปากแบง แขวงอุดมไซย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน (สปป.) ลาว ห่างจากชายแดนไทยบริเวณแก่งผาได อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย เพียงประมาณ 97 กิโลเมตร ว่าเขื่อนปากแบงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของกลุ่มทุนกับอำนาจรัฐที่เป็นเผด็จการและใช้อำนาจจัดการทรัพยากรแบบเถื่อนๆ โดยไม่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่เริ่มต้น ทุกองค์กรหรือคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาพิจารณาผลกระทบ ทั้งคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission-MRC และ กรอบความร่วมมือแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง (LMC) ล้วนเป็นเพียงตรายาง ที่อ้างว่าไม่มีอำนาจตัดสินใจ จึงเห็นว่าที่ตั้งขึ้นมาก็เพียงเพื่อรับรองโครงการภายใต้อำนาจทุนและรัฐเท่านั้น

“เขื่อนปากแบงเป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากโครงสร้างอำนาจรัฐและกลุ่มทุน โดยปราศจากการพิจารณาทางวิชาการและธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง เป็นเขื่อนที่อัปลักษณ์ที่สุด เลวกว่าเขื่อนอื่นๆ ที่มีการศึกษาเสียอีก เพราะชาวบ้านเรียกร้องและตั้งคำถามมาตลอด แต่กลับตอบไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว โครงสร้างอำนาจมันไม่เห็นหัวชาวบ้านเลย” นายนิวัฒน์ กล่าว

ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่าในช่วงแรกที่บริษัท ต้าถังลาว ที่มีบริษัทต้าถังจีนถือหุ้น ผู้บริหารบริษัทยังมีความพยายามลงพื้นที่พูดคุยกับชุมชน หารือประเด็นข้ามพรมแดนและรับฟังข้อกังวลของชุมชน แต่เมื่อกลุ่มทุนไทยเข้ามามีบทบาทและร่วมถือหุ้น โครงการเขื่อนปากแบงกลับถูกผลักดันอย่างรวดเร็วจนได้เริ่มก่อสร้างแล้ว โดยไม่สนใจที่จะตอบคำถามกับชาวบ้านอีกต่อไป

นายนิวัฒน์ กล่าวอีกว่าประชาชนต่างมีความห่วงกังวลอย่างยิ่งต่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ โดยการกักน้ำของเขื่อนจะทำให้น้ำโขงบริเวณพรมแดนไทยลาว และลำน้ำสาขา ท่วมรุนแรงยิ่งขึ้นเช่นเดียวกับที่เคยเกิดในปี 2567 แม่น้ำโขงบริเวณนี้จะกลายเป็น “อ่างเก็บน้ำพิษ” เนื่องจากปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักในน้ำและตะกอนดินซึ่งมีอันตรายร้ายแรงต่อสัตว์หน้าดิน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและระบบนิเวศแม่น้ำโขงที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนลุ่มน้ำโขง ที่ยังไม่มีคำตอบ ไม่มีทางออกใด ๆ ก็ไม่มีการทบทวนใดๆทั้งสิ้น

“นี่คือความอำมหิต เลือดเย็น ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าทำลายความมั่นคงทางอาหาร ทำลายชีวิตมนุษย์ แต่ก็ไม่สนใจ มีแค่มาทำกิจกรรม CSR เล็กๆ น้อยๆ แจกของให้บางชุมชนเพื่อกลบปัญหา พี่น้องที่อาศัยและทำมาหากินอยู่ริมโขง บ้านห้วยลึก บ้านปากอิง ฯลฯ อยากให้สังคมภายนอกได้รับรู้ว่า ที่เราต้องออกมาด่าว่าออกมาคัดค้านขนาดนี้ เพราะที่ผ่านมาผู้เกี่ยวข้องตอบคำถามชาวบ้านไม่ได้เลยสักข้อเดียว” นายนิวัฒน์ กล่าว

ขณะที่นายมานพ มณีรัตน์ ผู้ใหญ่บ้านปากอิงใต้ อ.เชียงของ จ.เชียงราย กล่าวว่าโครงการเขื่อนปากแบง เมื่อเขื่อนสร้างเสร็จ มีระดับน้ำเท้อ เราจะอยู่ตรงนี้ที่บ้านปากอิงใต้ได้อีกหรือไม่ น้ำจะท่วมหรือไม่ เมื่อเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2567 น้ำท่วมสูงมาก แต่ถ้าเขื่อนปากแบงเสร็จจะท่วมมากกว่านั้นหรือไม่ โอกาสที่หมู่บ้านของเราจะกลายเป็นเกาะลอยทันที เพราะในช่วงที่น้ำท่วม ทั้งแม่น้ำอิง แม่น้ำโขง จะไหลแรง กระแสน้ำทะลุท้ายหมู่บ้านไปทางผาย่าม่อน บ้านปากอิงใต้ถูกตัดขาด ซึ่งหากสร้างเขื่อนเสร็จย่อมทำให้น้ำเท้อตลอดทั้งปี

“ขณะนี้ไม่ใช่แค่วิกฤติสารพิษโลหะหนักในแม่น้ำ ที่เรากังวลเป็นอย่างมากและลำบากที่สุดแล้ว แต่เขาจะสร้างเขื่อนปากแบงจะมาซ้ำเติม เป็นปัญหาที่อยู่อาศัยและแหล่งรายได้ของชุมชนด้วย จะให้เราไปอยู่ตรงไหน อยู่อย่างไร” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1722913209839480&set=a.504230305041116
https://transbordernews.in.th/home/?p=47344



กฎหมายหมิ่นประมาทถูกใช้เป็นเครื่องมือปิดปากอีกแล้ว ?!?



Max ธีระชาติ ก่อตระกูล - Max Kortrakul
5 hours ago
·
ขออนุญาตแจ้งข่าวให้ทุกท่านทราบถึงความคืบหน้าของการเดินหน้าตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ครับ ล่าสุดเพิ่งทราบว่าทางบริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด ได้ดำเนินการฟ้องผมในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาครับ

แต่อย่างไรก็ดีผมต้องขอยืนยันว่าสำหรับโครงการ TH-AI Passport ที่มีข้อสงสัยจำนวนมากจากสังคมยังไงก็ต้องดำเนินต่อไปครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ ข้อมูลเหล่านี้เป็นสิทธิ์พื้นฐานของทุกคนที่ควรมีสิทธิ์ได้รับรู้ครับ ซึ่งจริงๆแล้วมันไม่ใช่แค่โครงการนี้ แต่มันกำลังหมายถึง การตั้งคำถามของวิธีการจัดซื้อจัดจ้างที่สังคมตั้งข้อสงสัย และการจัดการในกรณีนี้ จะเป็นตัวอย่างให้อีกหลายโครงการที่จะต้องเปิดเผย โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้มากกว่านี้

สำหรับความคืบหน้าของการตรวจสอบ TH-AI Passport จะมีความคืบหน้าเพิ่มเติมในวันพรุ่งนี้ ยังไงต้องฝากให้ทุกคนช่วยกันติดตามการประชุมของ กมธ ติดตามงบ ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทาง กมธ ยังมีความพยามเชิญท่าน รัฐมนตรี มาชี้แจงที่รัฐสภาครับ หลังจากถูกปฏิเสธมาสามครั้งติดแล้ว ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 4 นอกจากนี้ยังเรียนเชิญผู้รับผิดชอบโดยตรงของโครงการ และผู้ชนะประมูลมาในคราวเดียวกัน เพื่อให้สังคมสิ้นสงสัย กับหลายๆคำถามที่ยังไม่เคยได้รับคำตอบ รวมถึงเอกสารอีกหลายชุดที่ยังไม่มีการนำส่งอย่างที่เคยกล่าวไว้

สำหรับผมเอง โดยส่วนตัวยังสงสัยว่าตกลงทำไมการแก้ไขสัญญาจึงไม่มีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบเสียที บอกมาแค่ Pay Per Use แค่นั้น แล้วรายละเอียดที่เหลือให้ไปเดาเอาเอง ที่สำคัญ ผมสนใจความเป็นไปได้ในการยกเลิกโครงการ ซึ่งน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย ยังเป็นตัวเลือกที่อยู่ในการจัดการโครงการนี้อยู่หรือไม่ ในเชิงรายละเอียดยังมีอีกหลายข้อต้องฝากคอยติดตามกันครับ
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=122136240915183852&set=a.122110720965183852




กกต.บอกว่าเจ้าหน้าที่ผู้รับเงิน 860,000 บาท ตอนนั้นกำลังรับผิดชอบสำนวนเลือกตั้ง ส.ส. แต่ไอติมถามคนละเรื่อง เงิน 860,000 บาทที่โอน 13 ครั้ง โอนไปเพื่ออะไร? โดยเฉพาะยอดใหญ่สุด 520,000 บาท ที่ตามข้อมูลของไอติมเกิดวันที่ 1 มิถุนายน ช่วงกระบวนการเลือก ส.ว. ต้องการให้ กกต. ตอบ





 https://x.com/trendforMFP/status/2087503362845462610



เหตุการณ์จลาจลและการประท้วงระลอกใหญ่ในอาร์เจนตินา ถือเป็นบทเรียนของการตอบสนองทางสังคมที่รุนแรง ต่อนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมสุดขั้วของประธานาธิบดี ฆาเวียร์ มิเลย์ คือการลดบทบาทของรัฐให้เหลือน้อยที่สุด เปิดทางให้ 'นักลงทุนต่างชาติ' เข้ามาซื้อกิจการ-ที่ดิน


‘STOP SELLING OUR COUNTRY!’: Anti-Milei Riots ERUPT As Argentina Opens Door To ‘Foreign Buyers’

Time of India

Aug 7, 2026 

Water cannons, tear gas and rubber bullets filled the streets outside Argentina’s Congress as thousands protested President Javier Milei’s proposed private-property reforms. Demonstrators accused the government of threatening national sovereignty and opening the country’s land and resources to foreign interests, while Milei’s allies argued that the bill would strengthen constitutional property protections. Provisions directly addressing foreign ownership were reportedly withdrawn, but the retreat failed to calm a widening political revolt. Watch.

https://www.youtube.com/watch?v=jYlXm6I2QPw









เหตุการณ์จลาจลและการประท้วงระลอกใหญ่ในอาร์เจนตินา ถือเป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางสังคมและ政治ที่รุนแรงต่อ "Shock Therapy" หรือนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจแบบถอนรากถอนโคนของประธานาธิบดี ฆาเวียร์ มิเลย์ (Javier Milei) แนวคิดหลักของมิเลย์ ซึ่งเรียกตนเองว่าเป็น "Libertarian" (เสรีนิยมสุดขั้ว) คือการลดบทบาทของรัฐให้เหลือน้อยที่สุด และเปิดเสรีทางการค้า-การลงทุนเต็มรูปแบบ ซึ่งเปิดทางให้ทุนต่างชาติเข้ามามีบทบาทในประเทศมากขึ้น จนนำไปสู่กระแสต่อต้านภายใต้สโลแกนแรงๆ อย่าง "หยุดขายชาติเราได้แล้ว!"

1. ชวนเข้าใจ: ทำไมถึงเกิดการประท้วงและจลาจล?

ความขัดแย้งนี้เกิดจากช่องว่างอย่างรุนแรงระหว่าง เป้าหมายทางเศรษฐกิจ ของรัฐบาล กับ ความอยู่รอดในชีวิตประจำวัน ของประชาชน:
  • แปรรูปรัฐวิสาหกิจและทรัพย์สินรัฐ: รัฐบาลเปิดทางให้เอกชนและกลุ่มทุนต่างชาติเข้าซื้อกิจการของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสายการบินแห่งชาติ กิจการพลังงาน เหมืองแร่ ทรัพยากรธรรมชาติ (โดยเฉพาะลิเธียม) และระบบโครงสร้างพื้นฐาน
  • มาตรการรัดเข็มขัดสุดขั้ว: เพื่อลดการขาดดุล รัฐบาลตัดลดงบประมาณสวัสดิการ รัฐวิสาหกิจ เลิกจ้างพนักงานภาครัฐจำนวนมาก และยกเลิกการอุดหนุนค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าเดินทาง
  • วิกฤตค่าครองชีพ: แม้อัตราเงินเฟ้อรายเดือนจะเริ่มชะลอตัวลงในเชิงสถิติ แต่ราคา สินค้า ค่าบริการ และอัตรายากจน (Poverty Rate) กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ชนชั้นกลางและคนทำงานตกอยู่ในภาวะลำบากอย่างหนัก
2. ผลกระทบทางการเมืองและสังคม

การประท้วงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนท้องถนนในกรุงบัวโนสไอเรสเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงการปะทะกันในสภา ระหว่างฝ่ายสนับสนุนการเปิดเสรีเพื่อสร้างการเติบโต กับฝ่ายที่พยายามปกป้องผลประโยชน์แรงงานและอธิปไตยทางเศรษฐกิจ

การบริหารประเทศของมิเลย์จึงเป็นบททดสอบสำคัญของ "ทฤษฎีทุนนิยมเสรีนิยมสุดขั้ว" ในโลกยุคปัจจุบัน ว่าจะสามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้จริงตามที่กล่าวอ้าง หรือจะนำไปสู่วิกฤตความขัดแย้งทางสังคมที่รุนแรงจนยากจะควบคุม




ถอย ! ถอย !! รูบิโอไม่ยอมตอบคำถามว่ารัฐบาลทรัมป์ทำให้ชาวอเมริกัน (รวมทั้งตัวเขาด้วย) ตกอยู่ในความเสี่ยงบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันหรือไม่

Rubio ignores question on if Trump admin. put Americans at risk on AF1

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไม่ตอบคำถามจากสำนักข่าว CNN ที่ถามว่ารัฐบาลทำให้ชีวิตของชาวอเมริกันตกอยู่ในความเสี่ยงหรือไม่ จากการให้พวกเขาโดยสารเครื่องบิน Air Force One ในขณะที่เครื่องบินลำดังกล่าวตกอยู่ในภาวะเสี่ยงภัย คำถามดังกล่าวมีขึ้นสืบเนื่องจากรายงานข่าวที่ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องหลบเข้าไปในรถขนส่งอาหารและเปลี่ยนไปขึ้นเครื่องบินทหารอีกลำหนึ่งระหว่างเดินทางออกจากตุรกีเมื่อเดือนที่แล้ว เนื่องจากมีภัยคุกคามจากอิหร่าน

https://www.youtube.com/shorts/tFIOCyiAsas







ถาม: ทำไมการที่คุณจะโดยสารเครื่องบิน Air Force One ซึ่งถือว่าอันตรายเกินไป แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้นสำหรับคณะสื่อมวลชน?

ทรัมป์: ก็... ผมก็ไม่แน่ใจนะ แต่จริงๆ แล้วผมคิดว่าเครื่องบินลำที่ผมนั่งไปนั่นแหละที่เสี่ยงกว่า

ถาม: ทำไมคุณถึงพูดแบบนั้นล่ะคะ?

ทรัมป์: เพราะนั่นน่าจะเป็นเครื่องบินที่พวกเขาหมายตาจะเล่นงานมากกว่า




"Reality Check" ครั้งใหญ่ของประเทศ : รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ส่งสัญญาณประเด็นที่มีการย้ายฐานผลิตไปอินโดนีเซียอาจไม่ใช่เรื่องเกินจริง ข้อได้เปรียบของไทยที่ทนงตนทั้งโลจิสติกส์ ซัพพลาย แรงงานมาตลอด 60 ปี วันนี้มันเบสิคไปแล้ว


Reporter Journey
11 hours ago
·
#BUSINESS รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ส่งสัญญาณประเด็นที่มีการย้ายฐานผลิตไปอินโดนีเซียอาจไม่ใช่เรื่องเกินจริง ข้อได้เปรียบที่ไทยทนงตนทั้งโลจิสติกส์ ซัพพลาย แรงงานมาตลอด 60 ปี วันนี้มันเบสิคไปแล้ว อีก 10-20 ปีข้างหน้าไทยยังน่าสนใจจริงๆ เหรอ ? พร้อมฟาดแรงว่า ไทยส่งเสริมรถ EV จีนทั้งนำเข้าทั้งคันหรือนำเข้าแบตเตอรี่แค่มาประกอบ ขันน็อต หยอดกาว เชื่อมสายไฟ ไทยได้อะไรจากตรงนี้? คุ้มมั้ยล่ะที่ไทยเสีย Suzuki ไปแล้วได้ Neta มา
-----------------------------------------------------
ศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (ทีเอ็มที) เขียนข้อความเกี่ยวกับความกังวลในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย มีดังนี้
.
เนื่องด้วยในปัจจุบันผมมีอยู่ 2 หน้าที่ หน้าที่แรกคือ “ลูกจ้างบริษัทญี่ปุ่น” ซึ่งอีกไม่เกิน 10 ปี ก็หมดหน้าที่ ส่วนหน้าที่ที่ 2 คือ “คนไทย” เป็นหน้าที่ที่ไม่มีวันหมด ดังนั้นผมน่าจะต้องทำหน้าที่คนไทยนานกว่าหน้าที่แรก เว้นแต่โชคดีมากอยู่ไม่ถึง 10 ปีจากนี้
.
วันนี้จึงขอแชร์มุมมองในฐานะ “คนไทย” ข่าวที่อินโดนีเซียออกมาบอกว่า ถ้า Toyota ย้ายฐานการผลิตมา ต้องการอะไร เค้าพร้อมให้ทุกอย่าง โอ้ว! ช่างดุดันไม่เกรงใจใคร! จากข่าวนี้ สิ่งที่อินโดนีเซียกำลังบอกเราคือ “ไอกำลังจะเข้ามาแข่งกับยูอย่างจริงจังแล้วนะไทยแลนด์
.
และประเทศไทยควรฟังเสียงนี้ให้ดี เพราะสิ่งที่เค้ากำลังทำ คือพยายามดึง Investment เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประเทศไทยสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์มาไม่ต่ำกว่า 60 ปี เรามีทั้ง Supplier, คน, โรงงาน, Logistics, Engineering และตลาดส่งออก จนเกิดเป็น Automotive Ecosystem ที่ไม่ได้สร้างกันได้ในวันสองวันหรือปีสองปี
.
แต่ข้อได้เปรียบที่เรามีวันนี้ จะยังเป็นข้อได้เปรียบในอีก 10–20 ปีข้างหน้าหรือเปล่า? ยิ่งตอนนี้เราอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมที่ภาครัฐกำลังผลักดัน “EV”
.
ลองออกไปมองโลกกว้างกันดู จีน EV โตเร็วมาก แต่เมื่อตลาดใหญ่ขึ้น การเติบโตก็เริ่มชะลอ และการแข่งขันก็รุนแรงจนผู้ผลิตกว่าครึ่งหายไปจากตลาด ยุโรป EV ยังโตแรง จากทั้ง Environmental Policy และ Regulation อเมริกาก็อีกแบบ EV อยู่ราว ๆ 10% และลูกค้าเริ่มกลับมาให้ความสนใจ Hybrid มากขึ้น
.
สิ่งที่เราเรียนรู้จากโลกคือ ไม่มี Technology เดียวที่เหมาะกับทุกประเทศ แต่ละตลาดกำลังหา Technology Mix ที่เหมาะกับตัวเอง ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือแนวคิด Multi-Pathway ที่ Toyota พูดมานาน
.
กลับมาที่ประเทศไทย ผมคิดว่าเราต้องถามตัวเองให้ชัดว่าเรากำลังส่งเสริม “รถ EV” หรือกำลังสร้าง “อุตสาหกรรม EV”? เพราะสองอย่างนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง วันนี้รถ EV ขายในไทยเยอะขึ้นเพราะราคาถูก ค่าพลังงานถูก แน่นอนครับ ”เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค“ แบบที่หลายคนพูด
.
แต่ถ้ารถเหล่านั้นผลิตจากต่างประเทศ หรือนำเข้าแบตเตอรี่และชิ้นส่วนสำคัญมาแค่ “ประกอบ” ขันน็อต หยอดกาว เชื่อมสายไฟ ประเทศไทยจะได้อะไรจากการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้?
.
Automotive Industry ไม่ได้มีแค่รถหนึ่งคัน แต่มันคือทั้ง Ecosystem แล้ววันนี้ Ecosystem เหล่านี้กำลังโตไปพร้อมกับยอดขาย EV หรือเปล่า? และยังมีโจทย์อีกหลายเรื่องที่วันนี้อาจยังไม่เห็นเต็มตา
.
Battery หมดอายุแล้วไปไหน? กำจัดยังไง? ใครรับผิดชอบ? รถ EV มือสองในอีก 5–10 ปีเมื่อเทคโนโลยี battery เปลี่ยน รถจะมี Residual Value เท่าไร? กระทบตลาดมือสองและตัวลูกค้ายังไง? Charging Infrastructure พร้อมแค่ไหน? ถ้า EV เพิ่มขึ้นมากๆ ระบบไฟฟ้าพร้อมหรือยัง? และเราจะลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าได้จริงหรือเปล่า? เพราะทุกวันนี้ยังนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพื่อผลิตไฟฟ้าอยู่ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (ทีเอ็มที) โพสต์ต่อไปว่า
.
ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่า EV ไม่ดีนะครับ แต่โจทย์เหล่านี้เราต้องเตรียมให้ทัน ไม่ใช่รอให้ “วัวหาย แล้วค่อยล้อมคอก” เพราะถ้ารอถึงวันที่วัวหาย ควายก็อาจจะไม่อยู่แล้ว ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำ ไม่ใช่พยายามรักษาอดีต แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “อะไรคือเหตุผลที่ ในอนาคตนักลงทุนยังอยากเลือกประเทศไทย?”
.
และแน่นอน คำตอบต้องไม่ใช่ “แค่ incentive” ที่มาจากการเก็บภาษี ICE แพงๆ เพื่อเอาไปสนับสนุน EV แบบงงๆ จนเราเสีย Suzuki ไปและได้ Neta มา
.
สิ่งที่ต้องทำคือคัดเลือกและส่งเสริมนักลงทุนที่จริงใจ ที่จะมาสร้าง ecosystem สร้างความสามารถในการแข่งขันผ่านการถ่ายทอด technology พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาบุคลากร ตลอดจน supply chain แบบครบวงจร และที่สำคัญที่สุดคือ ”สร้างความมั่นใจว่านโยบายของประเทศมีทิศทางที่ชัดเจนและต่อเนื่อง” เพราะนักลงทุนไม่ได้กลัวการเปลี่ยนแปลงแต่กลัวความไม่แน่นอน
.
ผมยังเชื่อว่าความสามารถของคนไทยไม่เป็นรองใครในโลก ผมยังอยากเห็นประเทศไทยเป็นประเทศที่ “ผลิตรถแห่งอนาคต พัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต สร้างงานและส่งออกไปทั่วโลก เพื่อเป็นเครื่องจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ”
.
และผมยังมั่นใจว่า ถ้าเราทำได้แบบนั้น ไม่ว่าอนาคตจะเป็น BEV, HEV, PHEV, Bio-Fuel, Fuel-Cell, Hydrogen หรือ technology อะไรก็ตาม ประเทศไทยก็ยังเป็น Automotive Hub ของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน รักนะประเทศไทย
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=1616376779845131&set=a.226668178816005




เบื้องหลังการสลับเครื่องบินอย่างลับๆ ของทรัมป์ เหตุการณ์ลักษณะนี้ เคยมีในอดีตหรือไม่?


How Trump’s secret plane switch unfolded

CNN

Aug 12, 2026 
#Trump #Iran #News

A CNN review of videos and photos sheds light on how an elaborate ruse to fly President Donald Trump out of Turkey by secretly switching planes unfolded. CNN’s Kevin Liptak reports.

Also, Trump offers his perspective on the Secret Service tactics to keep him safe, and CNN's Audie Cornish gauges reaction from her "group chat."

0:00 The timeline of Trump's secret plane switch in Turkey
2:08 What did flight tracking data show about Trump's flight?
3:25 Trump commented about security precautions during the final flight home
4:13 Trump's first remarks about the flight since the ruse was revealed publicly
6:52 Analyst describes "the big mistake" the Trump admin made

https://www.youtube.com/watch?v=NYnma1un3MY
.....
ในวิดีโอระบุว่า รัฐบาลชุดก่อนๆ เคยใช้วิธีการ "สลับเปลี่ยน" ในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้ว

โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่าเคยมีการดำเนินการในทำนองนี้เกิดขึ้นในสมัยประธานาธิบดีคลินตันเมื่อปี ค.ศ. 2000 

อย่างไรก็ตาม ผู้บรรยายได้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างเหตุการณ์ในครั้งนั้นกับสถานการณ์ปัจจุบัน 

โดยระบุว่าในกรณีของปี 2000 นั้น ทั้งสื่อมวลชนและผู้ที่อยู่บนเครื่องบินต่างได้รับแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงมาตรการรักษาความปลอดภัยดังกล่าวแล้ว (7:21 - 7:33)




ข่าวกรณีประธานาธิบดีทรัมป์ละทิ้งเครื่องบินประจำตำแหน่งและแอบเดินทางออกไปโดยอาศัยรถขนส่งอาหาร ท่ามกลางรายงานข่าวเรื่องภัยคุกคามจากการลอบสังหารโดยอิหร่านขณะอยู่ที่ตุรกี กลายเป็นประเด็นใหญ่ ทำไมเขาถึงปล่อยให้เครื่องบินลำเดิมที่เต็มไปด้วยนักข่าวและรัฐมนตรีของตน เสี่ยงเดินทางต่อไป ?





ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์แอบออกจากเครื่องบิน Air Force One โดยขึ้นรถขนส่งอาหารเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากการลอบสังหารโดยอิหร่านในตุรกี เขาเดินทางไปพร้อมกับผู้ช่วยที่จงรักภักดีและร่วมงานกันมาอย่างยาวนาน แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีร่วมเดินทางไปด้วย แล้วบุคคลเหล่านี้คือใคร?

ผู้ช่วยที่จงรักภักดีซึ่งร่วมเดินทางไปกับประธานาธิบดีทรัมป์บนรถขนส่งอาหารเพื่อไปยังเครื่องบินสำรอง ได้แก่:

Dan Scavino: รองหัวหน้าคณะทำงานประจำทำเนียบขาว (และผู้อำนวยการฝ่ายโซเชียลมีเดียที่ร่วมงานกันมานาน)

Natalie Harp: ผู้ช่วยฝ่ายบริหารประจำตัวประธานาธิบดี

Walt Nauta: ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการประจำห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office)

นอกจากนี้ยังมีผู้ช่วยที่มีบทบาทเบื้องหลังอีกจำนวนหนึ่งร่วมเดินทางไปด้วย แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงในคณะรัฐมนตรี เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ Marco Rubio และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม Pete Hegseth ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่เดินทางด้วยรถขนส่งอาหาร (แม้ว่าภายหลัง Hegseth จะขึ้นเครื่องบินสำรองรุ่น C-32A ในเที่ยวบินแยกต่างหากก็ตาม)







 

วันพุธ, สิงหาคม 12, 2569

จำอวดน่ะ “ยิงโจรในบ้าน มีผิดติดคุก” นายกฯ ตีความเกินตัวบทกฎหมาย ฝ่ายค้านช่วยหาสมฏฐาน อ๋อ มท.๑ ปี ๕๒ ชื่อ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นคนเปิดทำนบกั้นปืนระบาด

อนุทินนี่เค้าไม่ค่อยมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้ทำ ดังที่มีคนว่าจริงๆ แหละ คอยรับโองการสถานเดียว บริหารจัดการบางอย่างองคมนตรีเอาไปทำเองแล้วนี่ วันๆ เลยได้แต่เล่นโซเชียล ตลกโปกฮาไปเรื่อยเปื่อย เช่นที่บอกห้ามประชาชนพกปืน 

เลยเถิดไปถึงว่า ยิงโจรในบ้านก็ไม่ได้นะ มีความผิดติดคุกเหมือนกันหมด อ๊ะ พูดอย่างนี้มันก็เป็นดราม่าน่ะสิ เอาที่ Atukkit Sawangsuk แย้งก่อนเลยว่า นายกฯ ตีความเกินตัวบทกฎหมาย ที่จริงคนมีใบอนุญาตพกพา ถ้ายิงโจรในบ้านโดยไม่เกินกว่าเหตุ ก็ทำได้

“ไม่ติดคุกหรอก เป็นนายกฯ สะเออะตัดสินกฎหมายแทนศาล” ไม่ใช่หน้าที่ ถ้าพูดอย่างซีเรียสแบบ Voranai Vanijaka ที่บอกว่านายกฯ นี่ก็ woke กับเขาเหมือนกันนะเนี่ย “หากภาครัฐให้ความปลอดภัยกับประชาชนไม่ได้ ก็ไม่ควรริดรอนสิทธิของประชาชน

ที่จะปกป้องชีวิตของตน ครอบครัวของตน ในบ้านของตน” ส่วน สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ ฉายาเก่า โฆษกกระเป๋าพรรค ปชป.ถามกวน “โจรขึ้นบ้านยิvไม่ได้ ให้ทำไงครับ กราบโจร” เรอะ ขณะที่โพสต์บนเว็บ ThaiArmedForce.com แทงใจดำ

อนาลโย กอสกุล บรรณาธิการแฉ แกนนำพรรค #ภูมิใจไทยหลายคนเป็นนักสะสมปืน มีกันคนละเป็นสิบๆ กระบอก อนุชา สะสมทรัพย์ มากสุด ๔๐ กระบอก รองลงไปเป็น วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล ๒๖ กระบอก และ ชาดา ไทยเศรษฐ์ ๒๓ กระบอก

ตัวอนุทินเองมีปืนครอบครองเพียงกระบอกเดียว เช่นเดียวกับศรีภรรยา คุณธนนนท์ นิรามิษ ๑ กระบอกเช่นกัน แล้วสามีเอาไปพูดเล่นหัว อย่างนี้ต้องระวังตัว โถทั่น ต่างคนต่างมี ๑ กระบอกเท่ากัน ลั่นมาก็ลั่นไปสิ ติดตะรางทั้งคู่นิ

จุ๊ จุ๊ หยุดจำอวดก่อนดิ ฝ่ายค้านคิดเรื่องนี้อย่างสร้างสรร มองปัญหารอบด้าน คุ้ยหาสมุฏฐานมาตั้งสมการแก้ ว่าที่ยิงกันไม่เว้นแต่ละวัน เดี๋ยวเด็กยิง แล้วนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลยิงบ้าง เป็นเพราะอาวุธปืนเกลื่อนกลาด หาง่าย เมืองไทยสังคมนิยมปืน

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ตั้งคำถาม “ใบอนุญาตร้านขายปืน เพิ่มขึ้นในยุคที่ใครเป็น มท.๑” นี่ไง ปี ๒๕๕๒ วันที่ ๘ กันยา มหาดไทยออกคำสั่ง ๒๘๙/๒๕๕๒ เพื่อยกเลิกคำสั่ง ๑๐๙/๒๕๓๕ ซึ่ง “กำหนดให้จำกัดการเพิ่มจำนวนร้านค้าอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน”

ชวรัตน์ ชาญวีรกูล มท.๑ ตอนนั้น ตอบกระทู้ในสภา ยอมรับว่า “จำนวนใบอนุญาตซื้อปืนเพิ่มขึ้นถึง ๔๔.๘%” โดยแจ้งเหตุผลที่ดันให้คนซื้อปืนกันมากๆ ว่า “ต้องการเพิ่มการแข่งขัน ลดการผูกขาดของผู้ค้ารายเดิม และทำให้ราคาปืนลดลง”

อุ๊ย ทั่นเป็นนักเศรษฐศาสตร์ตัวยง

(https://www.facebook.com/wirojlak/posts/XaqpifZgzx, https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/SGDSMAKhG และ https://www.facebook.com/baitongpost/posts/U2euRGGJ5R) 

พีมูฟจุดไฟเผาภาพ “ปกรณ์” ค้านยุบธนาคารที่ดิน ยกระดับชุมนุมหน้าทำเนียบฯ ติดตาม ครม. จี้รัฐต้องรับรองโฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดิน

https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1363033325978219

ไข่แมวชีส added photos to the album: 11 ส.ค. 69 พีมูฟชุมนุมหน้าทำเนียบ เผาโลงศพ รอผลประชุม ครม.
14 hours ago
·
พีมูฟจุดไฟเผาภาพ “ปกรณ์” ค้านยุบธนาคารที่ดิน ยกระดับชุมนุมหน้าทำเนียบฯ ติดตาม ครม. จี้รัฐต้องรับรองโฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดิน
.
11 ส.ค. 2569 เครือข่ายขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือพีมูฟ (P-Move) ยกระดับการเคลื่อนไหวในช่วงเช้าของวัน โดยเคลื่อนขบวนมายังบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล พร้อมปราศรัยและจัดกิจกรรมติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทวงถามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและสิทธิในที่อยู่อาศัยของประชาชน
.
ระหว่างการชุมนุมเพื่อรอผลการประชุม ครม. เวลาประมาณ 12.10 น. ผู้ชุมนุมมีการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “ฌาปนกิจรูปภาพของรองนายกรัฐมนตรี ปกรณ์ นิลประพันธ์” เพื่อแสดงออกคัดค้านกรณีที่ปกรณ์ได้เสนอให้ยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) ภายในเดือนกันยายน 2569
.
กิจกรรมดังกล่าวมีการจัดเตรียมโลงศพทาสีน้ำเงิน พร้อมวางดอกไม้จันทร์บนโลงศพสีน้ำเงิน รวมถึงนำกรงหนูและกาวดักหนูมาประกอบกิจกรรม ก่อนที่จะมีการจุดไฟเผารูปภาพดังกล่าว
.
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นสืบเนื่องจาก พีมูฟปักหลักชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาลมาตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาของประชาชนในหลายกรณีที่ยังค้างคา โดยเฉพาะปัญหาสิทธิในที่ดินและที่อยู่อาศัย ผ่านกลไกการแก้ไขปัญหาที่ดินสาธารณประโยชน์ของขบวนคนจนเพื่อสิทธิที่ดินและที่อยู่อาศัย
.
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พีมูฟออกแถลงการณ์ฉบับที่ 8 เรื่อง “หอบเอาหวังประชาชน สู่การพิจารณา ครม.” ระบุว่า การประชุม ครม. ในวันนี้ (11 สิงหาคม 2569) ถือเป็นนัดสำคัญที่จะชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลจะนำผลการเจรจาระหว่างพีมูฟกับ ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ได้หรือไม่ และจะมีผู้ใดขัดขวางดังเช่นรองนายกรัฐมนตรี ปกรณ์ นิลประพันธ์ อีกหรือไม่
.
พีมูฟยังตั้งคำถามถึงท่าทีของรัฐบาลต่อข้อเรียกร้องของเครือข่าย โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน พร้อมระบุว่า การดำเนินการที่ส่งผลกระทบต่อกลไกดังกล่าว กำลังทำให้ความหวังของประชาชนในการมีสิทธิชุมชนเพื่อจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ลดน้อยลง
.
ในแถลงการณ์ พีมูฟระบุว่า โฉนดชุมชนในฐานะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีถูกยกเลิกไปเกือบ 3 เดือนแล้ว ขณะที่ธนาคารที่ดินกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกยุบเลิกในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ ซึ่งพีมูฟมองว่าจะส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องการความมั่นคงในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย
.
อย่างไรก็ตาม พีมูฟยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าต่อสู้และไม่ยอมแพ้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลนำผลการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับพีมูฟเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ทั้งหมด และขอให้มีหลักประกันว่าธนาคารที่ดินจะสามารถดำเนินงานต่อไปได้ รวมถึงทวงคืนกลไกโฉนดชุมชน
.
พีมูฟประกาศยกระดับการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคมเป็นต้นไป จนกว่าจะได้รับความชัดเจนจากรัฐบาลต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว โดยการเคลื่อนขบวนประชิดทำเนียบรัฐบาลและการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในวันนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการกดดันรัฐบาลระหว่างรอผลการประชุม ครม. ซึ่งเครือข่ายยังคงจับตาว่าจะมีความคืบหน้าต่อการแก้ไขปัญหาที่ดินและที่อยู่อาศัยของประชาชนหรือไม่



“ฟ้า” พรหมศร ผู้ต้องขังคดี ม.112 อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู อดอาหารเรียกร้องสิทธิประกันตัวแล้วกว่า 41 วัน ขอโอกาสกลับไปดูแลพ่อแม่ที่ป่วย



'ฟ้า พรหมศร' อดอาหารวันที่ 41 เรียกร้องสิทธิประกันตัว ขอโอกาสกลับไปดูแลพ่อแม่ที่ป่วย

11 สิงหาคม 2569
ประชาไท

“ฟ้า” พรหมศร ผู้ต้องขังคดี ม.112 อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู อดอาหารเรียกร้องสิทธิประกันตัวแล้วกว่า 41 วัน โดยฟ้าเริ่มอดอาหารตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัว ขอโอกาสในการออกไปดูแลพ่อที่ป่วยเป็นโรคพาร์กินสันและอัลไซเมอร์ ขณะที่แม่ที่มีอาการซึมเศร้า ฟ้ายังได้ทราบข่าวจากทางบ้านว่าคุณยายเข้าโรงพยาบาล รวมทั้งก่อนหน้านี้สถานการณ์ของพ่อเขาที่อาการไม่ค่อยดีนัก ฟ้าถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค. 2569 หลังศาลฎีกาไม่ให้ประกันตัวระหว่างฎีกา ในคดีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อปี 64 โทษจำคุกในคดีนี้ของเขาอยู่ที่ 2 ปี 10 เดือน ทางทนายความได้มีความพยายามยื่นขอประกันตัวมาแล้ว 4 ครั้ง

11 ส.ค. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงาน วันที่ 10 ส.ค. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยม “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อดีตนักกิจกรรมกลุ่มราษฎรมูเตลู ที่ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ระหว่างฎีกาที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี เขาเริ่มอดอาหารอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัว ขอโอกาสในการออกไปดูแลครอบครัว โดยพ่อของเขาป่วยโรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ และโรคต่าง ๆ รวมถึงแม่ที่มีอาการซึมเศร้า

ฟ้าอยู่ในชุดยูนิฟอร์มเดิมเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว กางเกงขาสั้นสีดำ แต่วันนี้เสื้อที่สวมดูตัวใหญ่ขึ้น ทำให้รู้สึกว่าเขาผอมลงไปอีก ท่าทางของฟ้าดูโรยแรง และซีดเซียว เขาขอนั่งพักสักพักใหญ่ ระหว่างนั้นก็ดมยาดม หลับตา และสูดหายใจเข้าออกช้า ๆ ก่อนทำสัญญาณให้พูดคุยได้

ฟ้าอัปเดตว่า เมื่อเช้ากินเกลือแร่ 1 ซอง และทานกาแฟดำผสมน้ำผึ้งซึ่งได้จากเจ้าหน้าที่ โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เขาถูกนำตัวไปให้น้ำเกลือที่ห้องพยาบาลอีกครั้งด้วย

ช่วงนี้ ค่าน้ำตาลวัดมากสุดฟ้าบอกว่าอยู่ที่ประมาณ 85 ส่วนความดันมากสุดจะอยู่ที่ 100 อัตราการเต้นของหัวใจฟ้ารู้สึกว่าต่ำลงเรื่อย ๆ โดยแต่ละสัปดาห์ผ่านไป ก็ค่อนข้างแย่ลงเรื่อย ๆ อาการท้องมีเสียงโกรกกาก เหมือนแก๊สดันขึ้นมา รวมทั้งยังมีอาการเวียนหัว และปวดท้องจนเป็นเรื่องปกติ รวมทั้งมีบางเวลาที่ปวดจุกมาก เขาพยายามกินยาธาตุน้ำขาวช่วยบรรเทา

ฟ้าให้ข้อมูลว่าตั้งแต่เขาอดอาหาร ไม่ได้มีนักโภชนาการหรือแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะมาพูดคุย มีแต่เพียงแพทย์เวรหรือผู้ช่วยพยาบาลที่มาดูอาการ ดูแล้วต่างจากสถานการณ์ของนักกิจกรรมที่อดอาหารที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อปีก่อนหน้านี้ โดยตอนนี้มีเพื่อนผู้ต้องขังที่มาคอยช่วยดูอยู่ด้วย เพราะกลัวจะวูบล้มไป

ฟ้าเล่าว่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เขารู้สึกเหนื่อยมาก จนแทบไม่มีแรงลุกไปหาหมอเวร ภาพทุกอย่างรอบตัวดูช้าไปหมด ทั้งวันหมดไปกับการนอนเฉย ๆ ไม่ค่อยได้ลุกมาทำกิจกรรมอะไร ไม่ได้ไปห้องสมุดหรือหาหนังสือมาอ่านอีก แต่ในทุกวัน เขายังพยายามสวดอธิษฐานถึงผลการต่อสู้อดอาหารในครั้งนี้ของเขา

“บางทีฟ้าก็อยากรู้ว่าการสู้ของฟ้าจะเป็นผลไหม แต่ตอนนี้ฟ้าไม่มีอะไรจะเสีย มีแต่ครอบครัวที่เป็นเรื่องประเสริฐของชีวิต” ฟ้าบอกไว้

ฟ้ายังอัปเดตข่าวจากทางบ้าน ว่าทราบว่าคุณยายเข้าโรงพยาบาล และได้ฝากข้อความห่วงใยมาถึงฟ้าด้วย รวมทั้งก่อนหน้านี้ได้ทราบสถานการณ์ของพ่อที่อาการไม่ค่อยดีนัก ทำให้รู้สึกเศร้าจนน้ำตาร่วงออกมา

ก่อนหน้านี้ ฟ้ายังย้ำถึงเรื่องภาพยนตร์ “จดหมายรักถึงอาม่า” ว่าเป็นเรื่องที่เขาอยากดู เพราะน่าจะมีเรื่องราวของวัฒนธรรมจีนโพ้นทะเล ที่เขามีส่วนเติบโตมา ฟ้าบอกว่าเขาทัน “ก๋ง” ที่มาจากเมืองจีน แม้จะไม่นานนัก และยังสนิทกับอาม่า เขายังเรียนรู้ภาษาจีนแต้จิ๋ว และอาหารจีนต่าง ๆ เขามีทั้งความเป็นจีน ไทย และลาวปนกัน เติบโตมากับความหลากหลายทางวัฒนธรรม

“ปกติก๋งเป็นคนที่ไม่ค่อยทำอาหาร แต่ฟ้าที่อยู่ในวัยเด็ก และเป็นเด็กทานยาก ก๋งจะยอมทำกับข้าวให้ เช่น ไข่ดาว ไข่ลวก เป็นความทรงจำที่มีต่อก๋ง นึกมองย้อนกลับก็เป็นความทรงจำที่น่ารักเหลือเกิน ในความทรงจำของฟ้าหลังจากที่เขาเสีย ฟ้าก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่เริ่มมาสนใจในตอนหลัง ที่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ พ่อชอบพาไปปักกิ่ง ไปซัวเถา ซึ่งตอนนั้นไม่ค่อยเจริญ แต่พ่อก็พาไป เพราะพ่อบอกว่าก๋งเคยอยู่ที่นั่น คงอยากให้ไปเรียนรู้รากเหง้า พอศึกษามากขึ้น เราก็รู้สึกขอบคุณที่เราเป็นตัวเราในวันนี้” ฟ้าบอกเล่าถึงภูมิหลังของเขา

เขายังแต่งบทกลอนฝากออกไปสื่อสารในครั้งนี้ด้วยว่า

“เธอคือ ผู้ร้อยเรียง ความรัก

คือศรศัก ปักหัวใจ

เธอคือ ความหมาย ทุกสิ่งไป

คือไฟ ในวิญญาณ

เธอคือชีพ คือชีวิต

คือดวงจิต คือทุกอย่าง

จากนี้ ในชาติใด ไม่ปล่อยวาง

ขอตามข้าง ทุกคราไป”

ฟ้ายังย้ำถึงการต้องถูกนำตัวไปศาลอาญา ในวันที่ 20 ส.ค. นี้ ในการสืบพยานคดีชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปscb ซึ่งอยากให้เพื่อน ๆ มาติดตามคดี

วันนี้ฟ้าหยุดพูดเพื่อพักเหนื่อยถี่ขึ้นกว่าทุกครั้งที่เยี่ยม เขาพยายามพูดสิ่งที่คิดได้แบบเร็ว ๆ และต่อเนื่องให้จบ จากนั้นก็จะหยุดพักสูดหายใจเข้า-ออก ยาวๆ พร้อมกับดมยาดมเป็นระยะ

https://prachatai.com/journal/2026/08/118334






ตรรกะรัฐราชูปถัมภ์ (หรือรัฐราชสมบัติ) ฉันทมติของชนชั้นนำไทยยุคพัฒนา

https://www.facebook.com/kasian.tejapira/posts/10243980792038038

Kasian Tejapira shared a memory. 
11 hours ago
·
ตรรกะรัฐราชูปถัมภ์ (หรือรัฐราชสมบัติ) --> ฉันทมติของชนชั้นนำไทยยุคพัฒนา
%%%%%%%
ปีการศึกษา ๒๕๖๙/๑ นี้ก็เช่นกัน กลับมาสอนสัมมนาการเมืองไทยใหม่ และอ่าน Studies of the Thai State ของครูเบ็นใหม่อีกรอบในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ประเด็นที่นึกขึ้นได้คือ
๑) ความสัมพันธ์และขัดแย้งระหว่างตรรกะ [รวมศุนย์อำนาจ-กินรวบ] vs. [กระจายอำนาจ-กินแบ่ง] ของรัฐราชูปถัมภ์ไทยน่าจะมีส่วนเกี่ยวโยงเป็นฐานประเพณีเชิงปฏิบัติให้แก่สิ่งที่คุณอาสา คำภาเรียกว่าฉันทมติของชนชั้นนำไทยสมัยทศวรรษ ๒๕๑๐ - ๒๕๒๐ ซึ่งห้ามการรวมศูนย์อำนาจ-กินรวบ ชนชั้นนำผู้ใดกลุ่มไหนละเมิดฉันทมติดังกล่าว ทำท่ารวมศูนย์อำนาจ-กินรวบ จะถูกรุมต่อต้านคัดค้านจากชนชั้นนำกลุ่มฝ่ายอื่น ๆ ไม่ว่าสามทรราชย์คณาธิปไตย, กฤษณ์ สีวะรา, ธานินทร์ กรัยวิเชียร, เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ฯลฯ
๒) นอกจากนี้ก็น่าจะเป็นไปได้ว่าราชาชาตินิยมในนิยามของครูเบ็นกับธงชัยน่าจะเป็นชาตินิยมเดียวที่เป็นไปได้สำหรับรัฐราชสมบัติ
ถูก/ผิด เข้าท่าหรือไม่ ก็คิดอภิปรายค้นคว้ากันต่อ แต่มันเป็นประเด็นที่นึกได้เก็บได้จากการอ่านงานดี ๆ ของครูซ้ำอีกรอบนั่นแหละครับ

Kasian Tejapira 
August 11, 2021
·
คุยกับครูเงียบ ๆ ในห้วงคิดจิตใจ
%%%%
ปีหนึ่ง ผมจะมีโอกาสกลับมาอ่านงานคลาสสิกสำคัญของครูอย่างตั้งอกตั้งใจแต่ต้นจนจบอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
อ่านเพื่อเตรียมสอนแหละครับ ถึงจะอ่านมาเป็นสิบ ๆ รอบแล้ว จะสอนสัมมนาชั้นใหม่ก็ยังอ่านใหม่อีกรอบอยู่ดี
นอกจากจะสังเกตเก็บประเด็นใหม่ ๆ ที่คลาดตาไปในงานครูได้บ้างทุกรอบการอ่านแล้ว อีกอย่างที่ได้คือความรู้สึกเหมือนนั่งลงเพ่งจิตสมาธิคุยกับครูเงียบ ๆ สองต่อสองในห้วงคิดจิตใจผ่านตัวหนังสือ
มันสงบและอบอุ่นดี และพอนึกอะไรขึ้นได้ผมก็จะโน๊ตย่อไว้ตามริมหน้าหรือไฮไลต์ทับด้วยสีต่าง ๆ
หน้าหนังสือและบทความของครูจึงเปรอะเลอะเต็มแบบนี้แหละครับ
.....

Gemini ขยายความ ตรรกะรัฐราชูปถัมภ์ (Patronage State Logic) ต่อ

ตรรกะรัฐราชูปถัมภ์ (Patronage State Logic) หรือในทางรัฐศาสตร์เชิงประวัติศาสตร์ มักเชื่อมโยงกับแนวคิด รัฐราชสมบัติ (Patrimonial State ของ Max Weber) คือ กรอบคิดและระบบการปกครองที่มองว่า "อำนาจรัฐและทรัพยากรสาธารณะเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสิทธิพิเศษส่วนบุคคล" มากกว่าจะเป็นโครงสร้างสาธารณะที่เคารพหลักสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเสมอภาค

1. แก่นแท้ของตรรกะ (Core Logic)
ในระบบการเมืองระดับสถาบันทั่วไป รัฐถูกออกแบบมาให้บริหารผ่าน หลักนิติรัฐ (Rule of Law) และ ระบบคุณธรรม (Meritocracy) แต่ตรรกะรัฐราชูปถัมภ์กลับขับเคลื่อนด้วย สายสัมพันธ์ส่วนตัว (Personal Relations) และ ระบบอุปถัมภ์ (Patron-Client System)

มูลเหตุของอำนาจ: อำนาจไม่ได้มาจากฉันทามติของประชาชนในฐานะพลเมืองผู้ถือสิทธิ (Rights-bearing Citizens) แต่มาจากความโปรดปราน การสืบทอด หรือบารมีของผู้มีอำนาจ

สถานะของทรัพยากร: งบประมาณ แผ่นดิน หรือตำแหน่งหน้าที่ ถูกมองคล้ายกับ "เสบียงหรือทรัพย์สิน" ที่ผู้ปกครอง/กลุ่มนำสามารถจัดสรรเพื่อตอบแทนความจงรักภักดี

2. ลักษณะเด่นของระบบและตรรกะนี้
1) เปลี่ยน "สิทธิขั้นพื้นฐาน" ให้กลายเป็น "ความเมตตา"
  • พลเมืองในตรรกะนี้จะถูกมองเป็น "ผู้อยู่ใต้อุปถัมภ์" (Clients/Subjects) มากกว่าพลเมืองที่มีสิทธิเรียกร้อง
  • สวัสดิการ โครงสร้างพื้นฐาน หรือความช่วยเหลือจากรัฐ มักถูกนำเสนอในฐานะ "ความเมตตากรุณา" หรือ "ของขวัญ" จากผู้มีอำนาจ ซึ่งผู้รับต้องตอบแทนด้วยความกตัญญูและ loyalty
2) การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์แนวดิ่ง (Vertical Hierarchy)
  • สังคมถูกจัดระเบียบผ่านสายสัมพันธ์ระหว่าง "ผู้ใหญ่" (Patron) กับ "ผู้น้อย" (Client)
  • ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน หรือการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่ได้วัดจากความสามารถเชิงประจักษ์เพียงอย่างเดียว แต่วัดจาก "การมีผู้ใหญ่หนุนหลัง" หรือการอยู่ในเครือข่ายที่ถูกต้อง
3) การดึงทรัพยากรไปสร้างสัมปทานและค่าเช่าทางเศรษฐกิจ (Rent-Seeking)
  • อำนาจรัฐถูกใช้เปิดทางให้กลุ่มเครือข่ายแสวงหาประโยชน์เชิงสัมปทาน (Rent) หรือสิทธิพิเศษทางธุรกิจ ส่งผลให้เกิดการผูกขาดและการกระจายทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรม
3. ผลกระทบต่อโครงสร้างการเมืองและสังคม

มิติ ฐานความชอบธรรม
รัฐตามหลักสากล / นิติรัฐ
กฎหมาย, การเลือกตั้ง, สิทธิมนุษยชน

รัฐราชูปถัมภ์ / รัฐราชสมบัติ
บารมีส่วนบุคคล, ความจงรักภักดี, ประเพณี

มิติ ระบบการทำงาน
รัฐตามหลักสากล / นิติรัฐ
อิงกฎระเบียบและคุณธรรม (Rules & Merit)

รัฐราชูปถัมภ์ / รัฐราชสมบัติ
อิงระบบระบบเส้นสายและความภักดี (Networks)

มิติ มุมมองต่อประชาชน
รัฐตามหลักสากล / นิติรัฐ
พลเมืองผู้ถือสิทธิอำนาจสูงสุด

รัฐราชูปถัมภ์ / รัฐราชสมบัติ
ผู้รับการอุปถัมภ์ / ผู้รับความช่วยเหลือ

มิติ การตรวจสอบ
รัฐตามหลักสากล / นิติรัฐ
โปร่งใส ถ่ายโอนอำนาจผ่านกลไกสถาบัน

รัฐราชูปถัมภ์ / รัฐราชสมบัติ
ตรวจสอบยาก เนื่องจากอำนาจซ้อนทับเครือข่ายส่วนตัว

สรุป: ตรรกะรัฐราชูปถัมภ์คือระบบที่เปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่าง "รัฐ-ประชาชน" จากเรื่อง "สิทธิและความรับผิดชอบตามกฎหมาย" ไปเป็นเรื่อง "บุญคุณ ความจงรักภักดี และการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ส่วนตน" ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประชาธิปไตยและการสร้างความเสมอภาคในสังคม modern state

แบ่งการอธิบายออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1) การเปรียบเทียบกับทฤษฎี Patrimonialism ของ Max Weber และ 2) รูปแบบการปรับตัวของระบบนี้ในรัฐไทยร่วมสมัย ครับ

1. การเปรียบเทียบกับทฤษฎีของ Max Weber

Max Weber นักสังคมวิทยาและรัฐศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้แบ่งประเภทอำนาจความชอบธรรม (Legitimate Authority) ออกเป็น 3 รูปแบบ และมองว่า รัฐราชสมบัติ (Patrimonial State) เป็นรูปแบบหนึ่งของอำนาจแบบประเพณี (Traditional Authority)

ความเชื่อมโยงระหว่าง Patrimonialism กับ รัฐราชูปถัมภ์
  • Patrimonialism (Weber): Weber อธิบายว่า เป็นระบบที่ผู้ปกครองมองข้าราชการและกลไกรัฐเป็นเหมือน "คนในบ้าน" (Household) หรือทรัพย์สินส่วนตน ข้าราชการไม่ได้ทำงานตามกฎหมายที่เป็นกลาง แต่นำความจงรักภักดีส่วนตัวมาแลกกับสิทธิพิเศษ
  • Neopatrimonialism (รัฐราชูปถัมภ์ใหม่): เมื่อนำทฤษฎีนี้มาปรับใช้กับรัฐสมัยใหม่ นักรัฐศาสตร์จึงใช้คำว่า Neopatrimonialism ซึ่งหมายถึง "ฉากหน้ามีสถาบันสมัยใหม่ (มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีระบบราชการ) แต่ฉากหลังยังขับเคลื่อนด้วยตรรกะระบบอุปถัมภ์และการแลกเปลี่ยนประโยชน์ส่วนตัว"
2. การปรับตัวของระบบราชูปถัมภ์ใน "รัฐไทยร่วมสมัย"

ในบริบทไทย ระบบราชูปถัมภ์ไม่ได้หายไปเมื่อเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสมัยใหม่ แต่ได้ "แปลงร่าง" (Adaptation) เพื่อให้คงทนอยู่ได้ท่ามกลางกระแสการเมืองแบบประชาธิปไตยและทุนนิยมสากล โดยมีรูปแบบการปรับตัวที่สำคัญดังนี้:

1) การสถาปนา "เครือข่ายอุปถัมภ์ข้ามสถาบัน" (Network Monarchy / Deep State)
  • ระบบอุปถัมภ์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ "นักการเมืองท้องถิ่น" หรือ "หัวคะแนน" อีกต่อไป แต่ขยายเข้าสู่การสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่าง กองทัพ, ระบบราชการชั้นผู้ใหญ่, กลุ่มทุนขนาดใหญ่ และสถาบันตุลาการ
  • การจัดอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงต่างๆ (เช่น วปอ., บยส., พตส.) ถูกมองว่าเป็นพื้นที่สร้าง "คอนเนกชัน" และเครือข่ายอุปถัมภ์ยุคใหม่ที่ข้ามสายงาน
2) ทุนนิยมอุปถัมภ์และการสร้าง "สัมปทานเชิงนโยบาย" (Cronies & Policy Rent)
  • ในยุคทุนนิยม ตรรกะอุปถัมภ์ถูกเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์แบบ "ทุนผูกขาด + รัฐบาล"
  • กลุ่มทุนใหญ่สนับสนุนการดำรงอยู่ของผู้มีอำนาจ เพื่อแลกกับการได้กฎหมาย สัมปทาน หรือนโยบายที่เอื้อต่อการผูกขาดทางการค้า (เช่น พลังงาน โทรคมนาคม หรือค้าปลีก) ทำให้เกิดการ "กินค่าเช่าทางเศรษฐกิจ" (Rent-seeking) ในคราบกฎหมาย
3) การใช้ "งบประมาณแผ่นดิน" และ "นโยบายรัฐ" เป็นเครื่องมืออุปถัมภ์
  • จากเดิมที่ผู้ใหญ่ต้องใช้ "เงินส่วนตัว" ในการเลี้ยงดูผู้น้อย ในรัฐร่วมสมัย งบประมาณแผ่นดิน โครงสร้างพื้นฐาน หรือนโยบายประชานิยม ถูกนำมาใช้สร้างคะแนนนิยมและผูกขาดฐานเสียง
  • สวัสดิการบางประเภทถูกสร้างภาพจำว่าเป็น "ความใจดี/การแจกจ่ายจากผู้มีอำนาจ" มากกว่าจะเป็น "สิทธิอันชอบธรรมที่ประชาชนพึงได้จากภาษี"
4) การปรับตัวผ่านกลไกทางกฎหมายและองค์กรอิสระ (Legalistic Clientelism)
  • ระบบราชูปถัมภ์ร่วมสมัยใช้ "กฎหมาย" เป็นเครื่องมือปกป้องพวกพ้องและทำลายฝ่ายตรงข้าม (Lawfare)
  • การแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระหรือกลไกตรวจสอบ ถูกดึงเข้าสู่ตรรกะอุปถัมภ์เพื่อสร้างเกราะป้องกันทางกฎหมายให้แก่เครือข่ายอำนาจ
สรุปภาพรวม:

ในรัฐไทยร่วมสมัย ตรรกะแบบ Neopatrimonialism แสดงออกผ่านการซ้อนทับกันระหว่าง โครงสร้างประชาธิปไตยเชิงสถาบัน (การเลือกตั้ง/สภา) กับ ตรรกะระบบอุปถัมภ์แบบดั้งเดิม (ระบบเส้นสาย/ทุนผูกขาด) ซึ่งส่งผลให้การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจและการสร้างสวัสดิการถ้วนหน้าที่เท่าเทียมตามหลักสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นได้ยาก



🥬🥩 ผัก-ผลไม้-อาหารจีน ทะลักเข้าไทย ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตาและส่งผลกระทบในหลายมิติมาก

https://www.facebook.com/reel/2255470421868631
.....

ประเด็นเรื่อง "ผัก ผลไม้ และอาหารจีนทะลักเข้าไทย" ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตาและส่งผลกระทบในหลายมิติมาก ทั้งในมุมของ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของเกษตรกรไทย

1. ผลกระทบด้านราคาและเกษตรกรไทย

ข้อได้เปรียบด้านต้นทุน: จีนมีขนาดการผลิตใหญ่ (Economy of Scale) รวมถึงเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งที่เอื้ออำนวย ทำให้ส่งออกสินค้าเกษตรมาไทยได้ในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไทยในหลายรายการ

ผลกระทบต่อตลาดท้องถิ่น: เกษตรกรรายย่อยของไทยประสบปัญหาขาดทุนหรือไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ จนบางรายต้องถอดใจเลิกทำทำการเกษตร

2. ความกังวลเรื่องสารเคมีและมาตรฐานความปลอดภัย

การตรวจสอบที่อาจไม่ทั่วถึง: ปริมาณสินค้านำเข้าที่ทะลักเข้ามาอย่างรวดเร็วและมีจำนวนมาก สร้างภาระหนักให้กับด่านตรวจพืชและหน่วยงานกำกับดูแล (เช่น อย. และกรมวิชาการเกษตร) ส่งผลให้การสุ่มตรวจสารตกค้าง (เช่น ยาฆ่าแมลง หรือโลหะหนัก) อาจครอบคลุมได้ไม่หมด 100%

มาตรฐานที่ไม่เท่าเทียม: สินค้าบางประเภทอาจใช้สารเคมีที่ถูกระงับหรือจำกัดการใช้ในไทย ทำให้ผู้บริโภคมีความเสี่ยงทางสุขภาพสะสมในระยะยาว

3. ข้อเสนอเรื่อง "การติดป้ายระบุแหล่งที่มา" (Traceability & Labeling)

ข้อเสนอการติดป้ายระบุแหล่งกำเนิด (Country of Origin Labeling - COOL) ในระดับแผงค้าและตลาดสด มีจุดเด่นและข้อท้าทายที่สำคัญ:

สิทธิในการรับรู้ของผู้บริโภค: ช่วยให้ผู้บริโภคมีข้อมูลในการตัดสินใจเลือกว่าจะยอมรับความเสี่ยงด้านราคาหรือคุณภาพแบบใด (เช่น ยินดีจ่ายแพงกว่าเพื่ออุดหนุนผักไทย/ผักอินทรีย์)

ข้อท้าทายในการบังคับใช้: การกำกับดูแลในระดับตลาดสดหรือแผงค้ารายย่อยทำได้ยาก ปัญหาการสวมสิทธิ์ การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ หรือการแจ้งข้อมูลเท็จอาจเกิดขึ้นได้หากไม่มีระบบสุ่มตรวจและการลงโทษที่เข้มงวด

4. แนวทางการรับมือเชิงโครงสร้างที่ควรพิจารณา

ยกระดับด่านตรวจสินค้านำเข้า: เพิ่มความเข้มงวดในการกักกันและสุ่มตรวจ (Rapid Test / Lab) ณ ด่านชายแดนและท่าเรือ ก่อนปล่อยสินค้าเข้าสู่ระบบกระจายสินค้า

บังคับใช้มาตรการทางกฎหมายและมาตรฐาน: นำมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS Measures) มาใช้อย่างเท่าเทียมและเคร่งครัด

สร้างความแข็งแกร่งให้เกษตรกรไทย: สนับสนุนระบบการรับรองมาตรฐาน (เช่น GAP หรือเกษตรอินทรีย์) พร้อมสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรไทยให้เป็นที่ไว้วางใจในเรื่องความ