วันเสาร์, พฤษภาคม 09, 2569

ไม่สนคำเตือนจุฬาฯ ไม่เป็นไร กมธ.คมนาคม วุฒิสภา สั่งสอน ชี้นำ และให้แบบเรียน รัฐบาลอนุทินในการจัดทำโครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ ต้องระวัง ‘ความโปร่งใส’ และ ‘ประสิทธิผล’

เอ้า แลนด์บริดจ์ ยุคอนุทินไม่สนงานวิจัยสมัย คสช.ที่จุฬาฯ จัดทำแล้วเห็นว่า “ไม่คุ้มค่า” ก็ไม่เป็นไร แต่กรรมาธิการวุฒิสภายุคสีน้ำเงินฮั้วนี่เอง ออกโรงเตือนด้วยแล้วนะ ว่า เสี่ยง เชิงนโยบาย แล้วยัง “ซับซ้อนสูง” ต้องระวัง ความโปร่งใส และ ประสิทธิผล

สำนักข่าวอิศรานำเอาต้นร่างรายงานการศึกษา ความเป็นไปได้ของโครงการแลนด์บริดจ์ ของ กมธ.คมนาคม วุฒิสภา ที่จะพิจารณากันในวันที่ ๑๒ พ.ค.มาเปิดเผย “หากที่ประชุมเห็นชอบจะส่งผลการศึกษาให้กับคณะรัฐมนตรี” ดำเนินการตามแต่เห็นสมควรต่อไป

รายงานดังกล่าวเป็น ข้อเสนอสองง่าม ในเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติการ ด้านนโยบายลงความเห็นว่า “เป็นโครงการที่มีความซับซ้อนสูง และมีผลผูกพันระยะยาวต่อระบบโลจิสติกส์ การคลัง และโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ” ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน ๖ ข้อ

(๑)โครงการตั้งอยู่บนสมมติฐานสำคัญที่ยังไม่ผ่านกระบวนการพิสูจน์และสอบทวน “อย่างเป็นอิสระและเข้มงวด” โดยเฉพาะในเรื่องอุปสงค์ ว่าจะมีลูกค้ามากน้อยแค่ไหนกัน (๒)รวมถึงความคุ้มค่าทางการเงินยังเปราะบาง นี่เป็นความเสี่ยงทางนโยบายเห็นๆ

(๓)มีความซับซ้อนทางโครงสร้างและการกำกับดูแล น่ากังวลถึง “ประสิทธิภาพของการประสานงานข้ามหน่วยงาน” จะทำให้ติดขัดล่มกลางคัน กับ (๔)“ยังไม่ปรากฎหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เพียงพอ ว่าโครงการจะสามารถยกระดับสมรรถนะโลจิสติกส์ของประเทศในภาพรวม ได้อย่างแท้จริง”

(๕)ยังไม่ได้ประเมินด้านกรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล ซึ่งจะต้องรอบคอบมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ “การให้อำนาจยกเว้นหรือผ่อนคลายกฎหมาย” ระยะยาวอาจเกิดความเสี่ยง และสุดท้าย (๖)มี “ภาระทางการคลังผูกพันระยะยาว” ยากแก่การแก้ไขภายหลัง

รวมความว่า ยังไม่ถึงขั้นเบรค หรือ “ขวาง” อย่างที่อิศราพาดหัวข่าว แต่ก็สั่งสอน ชี้นำ สมกับเป็นผู้ประสิทธิประสาตรขบวนการ สีน้ำเงินที่ครอบงำ กำกับ อยู่แทบทุกอนูขององค์กรอิสระทางรัฐธรรมนูญ ณ ปัจจุบันนี้ รายงานยังเสนอ แบบเรียน ให้เอาไปปฏิบัติอีก ๑๐ ข้อ

ชนิดลงลึกรายละเอียดยุบยิบ ชนิดจูงเดิน จับมือเขียนกันเลย เช่นเรื่อง “การยกตู้แบบยกคู่ (Twin Lift/Tandem Lift)” และ “และการบริหารจัดการลานให้รองรับการขนส่งทางราง” ไปถึงให้ “ตรวจสอบข้อกล่าวอ้างการประหยัดเวลา”

อีกทั้งเรื่อง “ส่วนแบ่งตลาด (Market Share Model)...รวมถึงให้พิจารณาปัจจัยสินค้าขากลับ (Backhaul) ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์” แล้วยังเรื่อง ความลึกของร่องน้ำ และการบำรุงรักษา กับเรื่องการเวรคืนที่ดิน

ทั้งสิ้นเหมือนเป็นบันทึกช่วยจำ ว่าให้ดูดีๆ นะ “กรอบกฎหมายและพิธีการผ่านแดน – ถ่ายลำ” อย่าลืมเรื่อง “ความเสี่ยงด้านความมั่นคงและกฎหมายระหว่างประเทศ” ในพื้นที่ร่องน้ำ แล้วไม่ลืมข้อสำคัญ “ตัวเลขต้นทุน ระยะเวลา และปริมาณสินค้า”

(https://www.isranews.org/article/isranews-news/146840-isranews-1000-1000-594.html) 

ข้อมูลกลางปี 2568 ในจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมด 296,480 คดีที่มากที่สุด คือคดียาเสพติด เป็นอันดับ 1 พวกมึงทั้งหมดที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนันและผู้นำชุมชน ที่มาประท้วงอยู่ตามสถานที่ต่างๆ เป็นต้นธารในการป้องกันยาเสพติด ดูแลท้องที่หมู่บ้านที่รับผิดชอบ แต่ไม่คิดรับผิดชอบบ้างหรือ มาชุมนุมนั่งรอให้เขาขอโทษ เพื่อ ?


Jua Rattanapan
Yesterday
·
กรมราชทัณฑ์เจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์(คุก)
กรุณาให้มา
เขาบอกว่าถ้าต้นน้ำดี คุกก็คงไม่แออัดถึงขนาดนี้
……………………………………………………..
(ตัวเลขข้อมูล คุกให้มา)
จากการสำรวจล่าสุด (ก.ค. 2568) ประเทศไทยมีผู้ต้องขังทั่วประเทศกว่า 296,480 คน
นักโทษเด็ดขาดในคดียาเสพติด ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 71.78% ของนักโทษเด็ดขาดทั้งหมด
ข้อมูลกลางปี 2568 ระบุจำนวนนักโทษหรือผู้ต้องขังทั้งหมด 296,480 คนทั่วประเทศ หรือประมาณ 3.3 แสนคนหากรวมประเภทอื่น
คดีที่มากที่สุด คือคดียาเสพติด เป็นอันดับ 1
และผู้ต้องขังส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานอายุ 30-40 ปี คดียาเสพติดยังคงเป็นสาเหตุหลักของปัญหาคนล้นคุก
ทั้งนี้ จำนวนนักโทษเด็ดขาดส่วนใหญ่ 69%ของผู้ถูกประหารชีวิตและจำคุกตลอดชีวิตก็มาจากคดียาเสพติดเช่นกัน
พวกมึงทั้งหมดที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนันและผู้นำชุมชน ที่มาประท้วงอยู่ตามสถานที่ต่างๆ เป็นต้นธารในการป้องกันยาเสพติด แต่ไม่คิดรับผิดชอบบ้างหรือ
มาชุมนุมนั่งรอให้เขาขอโทษ แต่ผลงานในการดูแลท้องที่หมู่บ้านที่รับผิดชอบ ละลายเป็นเถ้าถ่าน
ขุนจัน พันนา
สะกิดผู้ใหญ่บ้าน กำนันและผู้นำชุมชน

https://www.facebook.com/jua.rattanapan/posts/2442564719546633




วิธีที่แก้ปัญหาการเหมารวมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ที่ดีที่สุด คือ ยกเลิกมรดกของการรัฐประหารของ คมช. ปี 2549 ที่ล้มเลิกการเลือกตั้งกำนัน-ผู้ใหญ่ทันทีด้วยอาวุธ ทั้งๆ ที่เป็นประเด็นที่ภาคประชาชนต่อสู้กันมาเป็นทศวรรษ


Wiroj Lakkhanaadisorn - วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
Yesterday
·
[ แก้ปัญหาการเหมารวมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ที่ดีที่สุด คือการมีวาระ และใช้การเลือกตั้งของชาวบ้าน เป็นการประเมิน ]
.........................
กรณีการพูดเหมารวมว่า “กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านมีส่วนพัวพันกับยาเสพติด” ของคุณภัณฑิล น่วมเจิม เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำ และสมควรต้องมีการขอโทษ รวมถึงควรมีมาตรการที่เป็นรูปธรรม เพื่อทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีการพูดเหมารวมในลักษณะเช่นนี้อีก
.
แต่คำว่า “ไม่ควรเหมารวม” นั้น ต้องพิจารณาให้ครอบคลุมทั้งสองด้านด้วย กล่าวคือ หากเราให้อภัยในความผิดพลาดของคุณภัณฑิล และพิจารณาถึงเจตนาที่ดีของคุณภัณฑิล ก็ต้องยอมรับกันตรงๆ ว่า ในสังคมเรามีกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน จำนวนหนึ่งที่ประพฤติตนเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ เอารัดเอาเปรียบ และกอบโกยผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของลูกบ้าน รวมถึงมีบางส่วนที่เข้าไปพัวพันหรือเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย รวมทั้งยาเสพติด คุกคามแม้กระทั่งเพื่อนกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านด้วยกัน คงจะไม่มีใครรับรองได้หรอกนะครับว่า กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านดีทุกคน หรือไม่มีปัญหาเลยสักคน

ในขณะเดียวกัน ก็มีกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านอีกจำนวนมากที่เสียสละ ทำงานอย่างแข็งขันในโครงการชุมชนล้อมรักษ์ ซึ่งเป็นโครงการป้องกันยาเสพติดในระดับชุมชน ท่ามกลางการถูกข่มขู่ และตกเป็นเป้าหมายจากมาเฟียค้ายาเสพติดในพื้นที่
.
ด้วยระบบการเลือกตั้งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านในปัจจุบัน เมื่อใครได้รับเลือกตั้งแล้ว ก็จะดำรงตำแหน่งไปจนถึงอายุ 60 ปี ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่เคยมีวาระ 5 ปี ดังนั้น หากชุมชนใดมีกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่กระตือรือร้น พร้อมเสียสละเพื่อลูกบ้าน ชุมชนนั้นก็ถือว่าโชคดี
.
แต่หากชุมชนใดมีกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่ขาดความกระตือรือร้น หรือแย่ไปกว่านั้น คือประพฤติตนเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ก็จะกลายเป็นความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสของประชาชนในพื้นที่นั้น โดยที่ไม่มีกลไกใด ที่ประชาชนจะสามารถเลือกตั้งใหม่ เพื่อเปลี่ยนตัวกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านได้เลย ทำได้เพียงรอให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านคนนั้นอายุ 60 ปี
.
ดังนั้น เพื่อไม่ให้สังคมต้องเหมารวมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านทั้งที่ดี และไม่ดี ผมคิดว่าตำแหน่งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านควรต้องมีวาระ เพื่อให้ประชาชนในหมู่บ้านได้เลือกและได้ประเมินผู้ใหญ่บ้านของตนเป็นระยะๆ ส่วนระยะเวลาของวาระ นั้นสามารถพิจารณาให้เหมาะสมได้ อาจเป็น 5 ปีตามเดิม หรือ 6 ปี หรือมากกว่านั้น (Note: ก่อนรัฐประหารปี 2549 กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านมีวาระ 5 ปี นะครับ)
.
หากกำนันและผู้ใหญ่บ้านมีวาระ ประชาชนก็จะกลายเป็นกลไกสำคัญในการประเมินกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ คนที่ไม่ดี หรือไม่เหมาะสม ก็จะถูกชาวบ้านคัดกรองออกไป ส่วนคนที่ดี พร้อมเสียสละ และตั้งใจทำงานเพื่อชาวบ้าน ก็จะได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ต่อไป
ท้ายที่สุด ผลประโยชน์สูงสุดก็จะเกิดขึ้นกับประชาชน
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1487634299819786&set=a.424755022774391
...

Puangthong Pawakapan
นี่คือมรดกของการรัฐประหารของ คมช. ปี 2549 - ล้มเลิกการเลือกตั้งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านทันทีด้วยอาวุธ ทั้งๆ ที่เป็นประเด็นที่ภาคประชาชนต่อสู้กันมาเป็นทศวรรษ
ถ้าไม่ใช่เพราะกำนันผู้ใหญ่บ้านคือแขนขาทางการเมืองของผู้มีอำนาจในเมืองหลวงแล้ว พวกเขาก็คงไม่สนใจเรื่องนี้หรอก




"จีนมีอะไรได้ จีนก็เอา" มองโครงการแลนด์บริดจ์ จีน-ไทย ใครได้ประโยชน์กว่ากัน


"ทุกประเทศให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่สำหรับจีน พรรคคอมมิวนิสต์เขาอยู่ได้ [เพราะเศรษฐกิจ] เป็นแหล่งที่มาของความชอบธรรมของเขามาก ๆ" ฐิตา แสงหลี นักวิจัยประจำโครงการประเทศไทยศึกษา แห่งสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค ประเทศสิงคโปร์ กล่าว

"จีนมีอะไรได้ จีนก็เอา" มองโครงการแลนด์บริดจ์ จีน-ไทย ใครได้ประโยชน์กว่ากัน

นงนภัส พัฒน์แช่ม และ ปณิศา เอมโอชา
บีบีซีไทย
8 พฤษภาคม 2026

แนวคิดการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมฝั่งอ่าวไทย-ทะเลอันดามันให้เป็นเส้นทางการขนส่งแห่งใหม่ หรือที่เรียกว่า "แลนด์บริดจ์" ที่มีความพยายามผลักดันมาหลายสมัยรัฐบาลถูกกลับมาพูดถึงอีกครั้งในยุคของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย (ภท.)


โดยความเคลื่อนไหวสำคัญคือคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการนี้ ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง​ เป็นประธานกรรมการ ซึ่งสื่อไทยหลายสำนักรายงานว่ามีการตั้งกรอบระยะเวลาการศึกษาไว้ที่ 90 วัน ​

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาแนวทางจัดทำโครงการนี้ ที่ผ่านมาเคยมีผลการศึกษาเกี่ยวกับโครงการนี้อย่างน้อยสามฉบับ และบางฉบับก็มีเนื้อหาที่ขัดแย้งกัน

ท่ามกลางความพยายามจะเดินหน้าผลักดันโครงการนี้ต่อภายใต้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล บีบีซีไทยสรุปผลการศึกษาที่เคยมีผู้ศึกษาไว้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ รวมถึงตอบคำถามที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ ว่า มหาอำนาจอย่างจีน จะได้ประโยชน์อะไรจากเมกะโปรเจกต์นี้หรือไม่

การศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ 3 ฉบับ

โครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน หรือ แลนด์บริดจ์ คือโครงการที่มีแนวคิดจะเชื่อมโยงท่าเรือน้ำลึกฝั่งอ่าวไทย จ.ชุมพร และฝั่งอันดามัน จ.ระนอง เข้าด้วยกัน ผ่านเส้นทางมอเตอร์เวย์, ทางรถไฟ และถนนบริการ ด้วยความหวังจะเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางเลือกแก่กลุ่มเป้าหมายที่ปัจจุบันขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบมะละกา

แนวคิดการจะเชื่อมต่อทะเลระหว่างอ่าวไทยและอันดามันมีมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ แต่รูปแบบของ "แลนด์บริดจ์" ที่กำหนดพื้นที่เป้าหมายคือ จ.ชุมพร และ จ.ระนอง นั้น เริ่มต้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้การผลักดันของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ในขณะนั้น จากนั้นก็ถูกสานต่อในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น รมว.คมนาคม และสานต่อมาเรื่อย ๆ จนมาถึงรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็น รมว.คมนาคม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีคำสั่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาแนวทางความเป็นไปได้ในการจัดทำโครงการนี้หลายชุด โดยผลการศึกษาแรกที่ออกมาคือรายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ทำร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เผยแพร่ในปี 2565 โดยศึกษาแนวทางการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ 4 แนวทาง ซึ่งโครงการแลนด์บริดจ์เป็นหนึ่งในนั้น

ก่อนที่ต่อมาจะมีรายงานอีกฉบับที่มักถูกนำมาอ้างอิงร่วมด้วย คือรายงานการศึกษาโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ภายใต้กระทรวงคมนาคม ที่บีบีซีไทยไม่พบผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ มีเพียง "รายงานความก้าวหน้า ฉบับที่ 2" ที่ตีพิมพ์ในเดือน มี.ค. 2566 และรายงานศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ที่ตีพิมพ์ในเดือน พ.ค. 2567 โดยเนื้อหาในรายงานของ สนข. นี้ ส่วนใหญ่เน้นที่โครงการแลนบริดจ์เป็นหลัก โดยมีการเปรียบเทียบกับการขุดคลองเชื่อมทะเลทั้งสองฟาก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่มีการศึกษาในรายงานของ สศช.-จุฬาฯ

และรายงานเกี่ยวกับแลนด์บริดจ์ฉบับที่สามคือ ผลการศึกษาโดย กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาการเชื่อมสะพานเศรษฐกิจเพื่อเชื่อมภูมิภาคระหว่างฝั่งอันดามันและอ่าวไทย (กมธ.แลนด์บริดจ์) ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งบีบีซีไทยสังเกตว่าในบทบรรณานุกรมได้อ้างอิง "รายงานความก้าวหน้า ฉบับที่ 2" ของ สนข. เอาไว้ด้วย แต่ไม่ได้อ้างอิงรายงานของ สศช.-จุฬาฯ

รายละเอียดในรายงานทั้งสามฉบับอาจสรุปความเหมือนและความต่างที่พอจะแยกเป็นประเด็นที่สำคัญต่าง ๆ ได้ อาทิ
  • รายละเอียดโครงการแลนด์บริดจ์
รายงานของ สศช.-จุฬาฯ ระบุรายละเอียดแนวทางการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์เป็น "การพัฒนาสะพานเศรษฐกิจทางบกเส้นทางใหม่ด้วยการพัฒนาระบบขนส่งทางรางเชื่อมโยงระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน (Rail Land Bridge)" โดยมีการระบุไว้ตั้งแต่ในรายงานฉบับนี้ถึงแผนการสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ จ.ระนอง และ จ.ชุมพร โดยจะสร้างทางพิเศษ หรือ มอเตอร์เวย์ และระบบรถไฟรางคู่เชื่อมโยงท่าเรือทั้งสองแห่งเข้าด้วยกัน โดยมีจุดต้นทางอยู่ที่แหลมริ่ว ต.บางน้ำจืด อ.หลังสวน จ. ชุมพร และปลายทางอยู่ที่บริเวณแหลมอ่าวอ่าง ต.ราชกรูด อ.เมือง จ.ระนอง

ที่มาของการคัดเลือกแหลมริ่วและแหลมอ่าวอ่างเป็นจุดต้นทางและปลายทางของโครงการแลนด์บริดจ์ ถูกระบุเอาไว้อย่างชัดเจนในรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ว่ามีการคัดเลือกจากทางเลือกท่าเรือที่เป็นไปได้หลายแห่งใน จ.ชุมพร และ จ.ระนอง โดยพิจารณาผลกระทบในหลายมิติ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมแล้วพบว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมที่สุดในการก่อสร้างโครงการ

รายงานของ สนข. ระบุถึงแผนการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ไว้อย่างชัดเจนในหลายประเด็น ทั้งรูปแบบการพัฒนาโครงการที่จะเป็นการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ใช้เวลาก่อสร้างท่าเรือ 5 ปี โดยเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2569 และจะเริ่มเปิดใช้งานได้ในปลายปี 2573 แต่ยังมีแผนก่อสร้างขยายพื้นที่เพื่อเพิ่มปริมาณการรองรับตู้คอนเทนเนอร์เป็นระยะ ๆ

โดย สนข. ตั้งเป้าหมายเบื้องต้นให้ท่าเรือแต่ละแห่งสามารถรองรับปริมาณสินค้าได้ 20 ล้าน TEUs (หน่วยนับสินค้าที่บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งมีขนาดความยาว 20 ฟุต) ภายในปี พ.ศ. 2607 แต่หากมีปริมาณสินค้าเพิ่มเกินจากนี้ก็ยังสามารถขยายได้อีกในอนาคตจนถึง 40 ล้าน TEUs


แบบจำลองการพัฒนาท่าเรือระยะที่ P1/3 ของท่าเรือฝั่งระนอง (ดำเนินการปี พ.ศ. 2584 – 2623) เพื่อรองรับปริมาณสินค้า 20 ล้าน TEUs


แบบจำลองการพัฒนาท่าเรือระยะที่ P1/4 ของท่าเรือฝั่งชุมพร (ดำเนินการปี พ.ศ. 2595 – 2623) เพื่อรองรับปริมาณสินค้า 20 ล้าน TEUs
  • ผลทางเศรษฐกิจ
รายงานของ สศช.-จุฬาฯ ซึ่งวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างการที่ไม่มีโครงการใด ๆ เลย กับการมีโครงการแลนด์บริดจ์, โครงการคลองไทย (ขุดคลองเชื่อมระหว่างทะเลอันดามัน-อ่าวไทย) และโครงการทวาย (ก่อสร้างทางหลวงพิเศษเชื่อมต่อกับท่าเรือของเมียนมา) พบว่าทางเลือกที่มีความเหมาะสมที่สุดคือการที่ไม่มีโครงการใหม่ใด ๆ เลย แต่ดำเนินการจากสิ่งที่มีอยู่เดิมหรือใช้ของเดิมเป็นฐาน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่การผลิตและการค้าตามแนวชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ภายใต้แผนปฏิบัติการการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ SEC (Southern Economic Corridor)

ส่วนโครงการแลนด์บริดจ์ รายงานฉบับนี้สรุปว่า "ไม่มีความเป็นไปได้ทางด้านเศรษฐศาสตร์" โดยให้คะแนนความเหมาะสมอยู่ในอันดับสามจากสี่ทางเลือก นำเพียงโครงการคลองไทยที่ผลการศึกษาประเมินว่าใช้งบประมาณเยอะกว่า ส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมากกว่า และอาจให้ประโยชน์กับต่างชาติมากกว่าจะเป็นการยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของสินค้าไทย

รายงานของ สศช.-จุฬาฯ ยังประเมินด้วยว่าเรือกลุ่มเป้าหมายที่อาจจะหันมาใช้ช่องทางแลนด์บริดจ์ของไทยแทนที่ช่องแคบมะละกา มีเพียงประเภทเดียวคือ "เรือบรรทุกสินค้าตู้" ที่โดยปกติจะมีการถ่ายลำระหว่างเส้นทางเดินเรืออยู่แล้ว ส่วนเรือที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกาโดยไม่มีการแวะเทียบท่าใด ๆ อยู่แล้วจะไม่เข้ามาใช้บริการแลนด์บริดจ์ เพราะจะทำให้เกิดการขนถ่ายซ้ำซ้อน (double handling) จากการที่ต้องนำสินค้าทั้งหมดบนเรือถ่ายลงจากเรือที่ท่าเรือฝั่งหนึ่ง แล้วขนส่งทางบกข้ามไปถ่ายขึ้นเรือที่ท่าเรืออีกฝั่งหนึ่ง

ขณะที่รายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ระบุว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะช่วยย่นระยะเวลาและลดค่าใช้จ่ายสำหรับเรือขนส่งสินค้าที่มีการถ่ายลำ (transshipment) ในหลายเส้นทาง อาทิ เส้นทางระหว่างกลุ่มประเทศตะวันออกไกลและกลุ่มประเทศ BIMSTEC ไปจนถึงเส้นทางระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนและกลุ่มประเทศยุโรป หรือ BIMSTEC แต่สำหรับเรือขนส่งสินค้าที่ไม่มีการถ่ายลำ เส้นทางนี้ก็ไม่ได้ช่วยลดทั้งระยะเวลาและค่าใช้จ่าย

รายงานของ สนข. มีการเปรียบเทียบโครงการนี้กับโครงการคลองไทย ระบุว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะสร้างประโยชน์ได้มากกว่า เพราะจะมีปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับผู้คนในท้องถิ่นมากกว่าและเกิดขึ้นในหลายระดับ สามารถตอบสนองการพัฒนาพื้นที่ได้มากกว่าการขุดคลองไทยที่จำกัดเฉพาะพื้นที่ตามแนวเส้นทางขนส่งทางน้ำตามแนวคลอง

ส่วนรายงานของ กมธ.แลนด์บริดจ์ มีข้อสรุปถึงประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการนี้หลายประการ โดยคาดว่าโครงการจะทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ 280,000 ตำแหน่ง, เป็นส่วนช่วยให้ GDP ของประเทศเติบโต 5.5% ต่อปี โดยโครงการมีระยะเวลาคืนทุนในปีที่ 24
  • ผลทางสิ่งแวดล้อม
รายงานทั้งสามฉบับระบุตรงกันว่าการก่อสร้างโครงสร้างต่าง ๆ ตามโครงการแลนด์บริดจ์ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมได้

โดยรายงานของ สศช.-จุฬาฯ วิเคราะห์ว่า "ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นบางส่วนอาจไม่สามารถประเมินค่าได้" โดยจำเป็นต้องมีการตรวจสอบพื้นที่ที่จะทำการพัฒนา ว่าเป็นพื้นที่มรดกโลก พื้นที่อุทยาน หรือพื้นที่ป่าสงวนมากน้อยเพียงใด

ขณะที่รายงานของ สนข. มีการวิเคราะห์ลงรายละเอียดพื้นที่แหลมอ่าวอ่าง จ.ระนอง พบว่าพื้นที่ศึกษาโครงการรัศมีไม่เกิน 1 กม. อยู่ในเขตพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง คือพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar site) อยู่ในพื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นที่เสนอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก นอกจากนี้ยังอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง และอุทยานแห่งชาติแหลมสน และยังพบพื้นที่ป่าชายเลนในระยะห่างประมาณ 540 เมตร

ส่วนพื้นที่ศึกษาโครงการบริเวณแหลมริ่ว จ.ชุมพร นั้น รายงานของ สนข. ระบุว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่คุ้มครองและพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมายหรือเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญด้านนิเวศวิทยา แต่พบว่ามีชุมชนอาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งเบาบาง โดยโครงการมีระยะห่างจากชุมชน/พื้นที่อ่อนไหวที่ใกล้ที่สุด ประมาณ 2.23 กม. และในรัศมี 5 กม. จากโครงการมีสถานที่ท่องเที่ยว 5 แห่ง อาทิ สุสานหอยล้านปี ศาลเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นต้น


รายงานของ สนข. ระบุว่าพื้นที่ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์บริเวณแหลมอ่าวอ่างในรัศมีไม่เกิน 1 กม. อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน

รายงานของ กมธ.แลนด์บริดจ์ เน้นย้ำในประเด็นผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเช่นกัน โดยรายงานที่ออกมาฉบับหลังสุดนี้มีการระบุรายละเอียดเพิ่มเติมว่าพื้นที่โครงการท่าเรือน้ำลึกด้านอ่าวไทย บริเวณ จ.ชุมพร นั้น อยู่ห่างจากพื้นที่ชุ่มน้ำอ่าวทุ่งคา-อ่าวสวี (อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร) ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ ในระยะ 2 กม.

ในขณะที่ท่าเรือน้ำลึกด้านทะเลอันดามัน จ.ระนอง "อยู่ติด" พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ นอกจากนี้ แนวเส้นทางขนส่งระหว่างชุมพร-ระนอง ก็มีบางส่วนที่อยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำด้วย

รายงานของ กมธ.แลนด์บริดจ์ สรุปประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมว่าเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณาให้รอบคอบเพื่อให้กระทบกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด รวมถึงจะต้องวางแผนป้องกันและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กลับมาเหมือนเดิม ให้สามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งอนุรักษ์ได้ในอนาคต

จีนจะได้อะไรจากแลนด์บริดจ์ของไทย

"จีนมีอะไรได้จีนก็เอา... จีนเสียอะไร จีนไม่เสีย จีนเสียตังค์ ซึ่งจีนมีตังค์" ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย หลังงานเสวนาวิชาการ เรื่อง แลนด์บริดจ์: มุมมองรอบด้าน เพื่ออนาคตการขนส่งและโลจิสติกส์ไทย ซึ่งจัดโดย สถาบันการขนส่ง จุฬาฯ

ความคิดเห็นดังกล่าวยังสอดคล้องกับมุมมองของผู้เชี่ยวชาญอีกสองคนที่บีบีซีไทยได้สนทนาด้วย ได้แก่ รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาฯ และ ฐิตา แสงหลี นักวิจัยประจำโครงการประเทศไทยศึกษา แห่งสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านพลวัตเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีน–สหรัฐอเมริกา–ไทย

จากบทสัมภาษณ์กับผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 คน บีบีซีไทยพบว่า ผลประโยชน์ที่จีนอาจจะได้จากการมาลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ของประเทศไทย แบ่งได้เป็น 3 หัวข้อ ดังนี้:
  • การแก้ปัญหาช่องแคบมะละกา
ฐิตาเริ่มอธิบายว่าปัญหาช่องแคบมะละกาเริ่มต้นขึ้นและกลายเป็นที่สนใจในสมัยที่อดีตประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ของจีน ยังดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่

ในเดือน พ.ย. 2003 เขาได้อธิบายสถานการณ์ของจีนว่าเป็น "ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในช่องแคบมะละกา" (Malacca Dilemma) หรือหมายถึงการขาดทางเลือกและความเปราะบางต่อการถูกสกัดกั้นทางทะเล โดยชี้ว่า "มหาอำนาจบางประเทศได้รุกล้ำและพยายามควบคุมการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกามาโดยตลอด"

ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ระหว่างจีน สหรัฐฯ และไทย รายนี้ชี้ต่อว่า เป็นที่รู้กันดีว่ามหาอำนาจในน่านน้ำนี้หมายถึงสหรัฐอเมริกา และที่ผ่านมาจีนเองก็นำเข้าน้ำมันดิบผ่านเส้นทางนี้มากถึง 80% ของปริมาณน้ำมันที่นำเข้าทั้งหมด "แต่จีนเหมือนไม่มีอิทธิพลตรงพื้นที่นี้… เขารู้มาตั้งนานแล้วว่าตรงนี้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นตายอย่างเดียว"

เธอเสริมว่าจีนกังวลเรื่องการปิดล้อม (blockade) จากสหรัฐฯ เนื่องจากเมื่อมองไปมี่สิงคโปร์ ก็มีการรองรับกองทัพเรือสหรัฐฯ หากเกิดสงครามแล้วมีการตัดเส้นทางการขนส่งพลังงานไปยังจีน จะเกิดปัญหาใหญ่ตามมา หรือแม้ในกรณีที่สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น แต่เป็นปัญหาเรื่องโจรสลัดหรือการก่อการร้ายทางทะเล ก็จะส่งผลกระทบต่อจีนอย่างมหาศาลแล้ว ด้วยเหตุนี้ เธอจึงมองว่าโครงการอย่างแลนด์บริดจ์สามารถมอบ "ทางเลือก" ให้กับจีนได้จริง

อย่างไรก็ดี นักวิจัยประจำสถาบันวิจัยในสิงคโปร์ย้ำว่า แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ตัวเลือกที่ "จีนตื่นเต้นขนาดนั้น"


ประธานาธิบดีหู จิ่นเทา แสดงความกังวลต่อความเปราะบางของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา ในเดือน พ.ย. 2003 โดยชี้ว่าสหรัฐฯ มีความพยายามจะรุกล้ำและควบคุมน่านน้ำนี้

มิตินี้สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ที่ชี้ว่าโครการระดับเกือบ 1 ล้านล้านบาทนี้ ไม่อาจถูกมองว่าจะขึ้นมาเป็นตัวแทนของช่องแคบมะละกาได้ เนื่องจาก "ช่องแคบคือช่องแคบ ไม่มีอะไรทดแทนช่องแคบได้" พร้อมยกตัวอย่างในกรณีช่องแคบฮอร์มุซว่า แม้หลายประเทศผู้ส่งออกน้ำมันจะพยายามหันไปหาทางเลือกผ่านท่อส่งน้ำมันต่าง ๆ แต่ช่องแคบฮอร์มุซเองก็ยังมีความสำคัญในหลักที่ไม่อาจถูกแทนที่ได้อยู่ดี

นอกจากนี้ หากเกิดการปิดช่องแคบขึ้นมาจริง ๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ผู้นี้ชี้ว่า จีนยังมีตัวเลือกอย่างช่องแคบซุนดา (Sunda Strait) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเกาะชวากับเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย

"จีนคิดเยอะกว่าเรา วันนี้จีนเนี่ยทำท่อส่งน้ำมันจากปากีสถานเข้าจีน จีนทำท่อส่งน้ำมันจากท่าเรือเจ้าผิว (ในเมียนมา) เข้าไปในมณฑลยูนนาน ผมคิดว่าตัวท่อน้ำมันพวกนี้มันตอบคำถามในระดับหนึ่ง แต่แน่นอนสินค้าจีนที่ต้องผ่านมะละกา สมมติถ้ามะละกามันปิดหมด มันก็มีซุนดา… แล้วจริง ๆ สมมติถ้าเขาอ้อม มันก็ไม่ได้อยู่ในวิสัยที่เกินเลย… เพราะฉะนั้นในมุมอย่างนี้ แลนด์บริดจ์ยังไงก็ไม่ทดแทน" ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ย้ำ
  • การเป็นมุกอีกเม็ดบน "เส้นสายไข่มุก"
ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ อธิบายว่า ประวัติศาสตร์การขยายอำนาจและอิทธิพลของจีนตั้งแต่สมัยโบราณนั้นยืนอยู่บนกลยุทธ์ทางบกเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ในยุคหลังมานี้จีนเริ่มหันมาพัฒนากลยุทธ์ทางทะเลของตัวเอง ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ "String of Pearls" หรือที่ อาจารย์ด้านภูมิรัฐศาสตร์รายนี้แปลเป็นไทยไว้ว่าคือ "เส้นสายไข่มุก"

หากย้อนกลับไปดูในประวัติศาสตร์ คำว่า 'String of Pearls' ถูกใช้ครั้งแรกเพื่ออธิบายยุทธศาสตร์ทางทะเลรูปแบบใหม่ที่จีนกำลังพัฒนาอยู่ ในรายงานที่ชื่อว่า Energy Futures in Asia (อาจแปลว่า "อนาคตพลังงานในเอเชีย") ซึ่งจัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษาด้านกลาโหม บูซ อัลเลน แฮมิลตัน (Booz Allen Hamilton) ตามการว่าจ้างของสำนักงานประเมินยุทธศาสตร์สุทธิ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อปี 2005

โดยใจความสำคัญแล้ว กลยุทธ์นี้หมายถึงโครงข่ายฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารและการค้าของจีน รวมถึงเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่พาดยาวจากจีนแผ่นดินใหญ่ไปจนถึงตอนใต้ของเมืองพอร์ตซูดาน (Port Sudan) ประเทศซูดาน โดยแต่ละ "ปม" ตามเส้นทางนั้นเปรียบเสมือน "ไข่มุก" หนึ่งเม็ดที่ช่วยเพิ่มอำนาจโดยรวมให้แก่รัฐแม่

บทความวิชาการชิ้นนี้ที่เผยแพร่เมื่อเดือน ก.ย. 2020 ระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความพยายามของจีนในการสร้าง "จุดยุทธศาสตร์" ที่ทรงอำนาจในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียเริ่มชัดเจนมากขึ้น โดยจีนพยายามอย่างหนักในการปกป้องเส้นทางลำเลียงทรัพยากรสำคัญของตนในมหาสมุทรอินเดีย เช่น ผ่านการสร้างท่อส่งพลังงานทางบก ดังนั้น การเข้าไปมีบทบาททางทะเลของจีนในมหาสมุทรอินเดียจึงถูกมองว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการธำรงและขยายผลประโยชน์ของจีนเอง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าจีนจะผลักดันสิ่งนี้ผ่านยุทธศาสตร์เส้นสายไข่มุก


'String of Pearls' ถูกใช้ครั้งแรกเพื่ออธิบายยุทธศาสตร์ทางทะเลรูปแบบใหม่ที่จีนกำลังพัฒนาอยู่ ในรายงานที่สำนักงานประเมินยุทธศาสตร์สุทธิ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เป็นผู้ว่าจ้าง เมื่อปี 2005

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า "ไข่มุก" แต่ละเม็ดเพียงลำพังสามารถชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่าจีนตั้งใจใช้เป็นฐานกำลังทางทหารเต็มรูปแบบหรือไม่ ทว่า "ไข่มุก" แต่ละจุดก็ยังมีศักยภาพเฉพาะตัวที่จะถูกใช้ในเชิงทหารของจีน

"วันนี้จีนลงในกัมพูชาที่เรียม จีนลงที่เจ้าผิว จีนลงที่ปากีสถาน จีนลงที่ศรีลังกา จีนลงที่ซีเรีย และจีนมีฐานทัพเรือใหญ่อยู่ที่จิบูตี ในทัศนะของนักความมั่นคงตะวันตก... นักวิชาการอเมริกันใช้คำว่าจีนกำลังร้อยสร้อยแห่งไข่มุก" ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าว

สำหรับ ฐิตา เธอมองว่าจีนสนใจโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้มานานแล้วตั้งแต่ก่อนจะกลายมาเป็นแลนด์บริดจ์ เพราะช่วยให้สามารถตัดผ่านไทยไปยังมหาสมุทรอินเดียได้ง่ายขึ้น แต่เพราะสุดท้ายแลนด์บริดจ์เองไม่ได้สามารถผ่านไปได้ตรง ๆ จนทำให้จีนอาจยังสงวนท่าทีประมาณนึง

เธอสริมว่า "ถ้าเป็นคลอง จีนน่าจะตื่นเต้นกว่านี้เพราะเรือมันผ่านได้เลย"
  • ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จีนจะได้จากแลนด์บริดจ์
หากว่ากันตามจุดประสงค์และรูปแบบของโครงการแลนด์บริดจ์ตามงานศึกษาของ สนข. นั้น รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาฯ อธิบายว่า 78% ของปริมาณสินค้าทั้งหมดที่จะเข้ามาใช้บริการนั้นจะมาจากต่างประเทศประเภทการถ่ายลำ/ผ่านแดน ขณะที่อีก 18% จะเป็นสินค้านำเข้า-ส่งออกจากไทย และอีกเพียง 4% ที่จะเป็นสินค้าจากประเทศจีนตอนใต้กลุ่มประเทศ GMS ซึ่งเป็นความร่วมมือของ 6 ประเทศ คือ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน (ยูนนาน) ซึ่งเมื่อมองโดยผิวเผินอย่างนี้อาจดูว่าจีนได้ประโยชน์น้อยจากแลนด์บริดจ์

อย่างไรก็ดี รศ.ดร.สมพงษ์ ชี้ว่า กลยุทธ์ของจีนคือ "เขาอยากได้ทางออกทุกอย่างให้เขาเลือก มีทางเลือกให้เขามากที่สุด"

รองศาสตราจารย์ผู้นี้เสริมว่า หากมองในภาพใหญ่ให้เกินไปจากระบบขนส่งและโลจิสติกส์ หากจีนมาลงทุนในแลนด์บริดจ์จริง "แต่ผมคิดว่าเขาไม่มา" อย่างน้อยที่สุดก็จะเป็นการลดต้นทุนการส่งสินค้าของจีนไปทวีปยุโรป และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าจีนให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มาจากทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเป็นสินค้าที่แข่งขันกับประเทศไทยโดยตรง

หากลงมาดูกันในรายละเอียด ภูมิภาคทางตอนใต้ของจีนส่วนหนึ่งประกอบไปด้วย กวางตุ้ง และไห่หนาน ซึ่งเมืองฝอซาน (Foshan) ในกวางตุ้งนั้น ขึ้นชื่อว่าเป็น "เมืองหลวงเครื่องใช้ไฟฟ้าของจีน" โดยในครึ่งแรกของปี 2025 เฉพาะเขตซุ่นเต๋อของเมืองฝอซาน มีตู้คอนเทนเนอร์บรรทุกสินค้าเหล่านี้ราว 600 ตู้ ออกเดินทางจากเขตนี้ในแต่ละวัน

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ศุลกากรกว่างโจว ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมลฑลกวางตุ้ง ได้กำกับดูแลขบวนรถไฟขนส่งจีน–ยุโรปจำนวน 175 ขบวน รวมถึงขบวนพิเศษสำหรับสินค้ารถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยมีการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์รวม 16,000 TEUs น้ำหนักรวม 88,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 4.13 พันล้านหยวน (ราว 1.9 หมื่นล้านบาท)

หากเปรียบเทียบสินค้าที่ใกล้เคียงกัน ตามสถิติพบว่า ในปี 2025 อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยมีมูลค่าการส่งออก 3.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.85 แสนล้านบาท)

"สินค้าของจีนมีพลังสูงมาก ไม่มีใครแข่งได้ อำนาจคือสินค้าเขาขายได้ ของไทยเรามีเส้นทางแต่เราไม่มีสินค้าไปขาย… คุณมีเส้นทางแต่ถ้าคุณไม่มีของ คุณเข้าไปขายในตลาดก็ไม่ได้ เส้นทางไม่มีประโยชน์" รศ.ดร.สมพงษ์ ชี้



ขณะที่ฐิตา เสริมว่า สุดท้ายแล้วตั้งแต่ปัญหาช่องแคบมะละกามาจนถึงกลยุทธ์เส้นสายไข่มุก เธอมองว่าจีนทำทั้งหมดเพื่อความมั่งคงของเศรษฐกิจประเทศ

"ทุกประเทศให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่สำหรับจีน พรรคคอมมิวนิสต์เขาอยู่ได้ [เพราะเศรษฐกิจ] เป็นแหล่งที่มาของความชอบธรรมของเขามาก ๆ" ฐิตา กล่าว

ต่อประเด็นเรื่องการทหารและความมั่นคง เธอมองว่ามิตินี้มีไว้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพราะเมื่อจีนสามารถขนส่งทุกอย่างได้ไม่มีปัญหา น้ำมันมาตรงเวลา รัฐบาลก็สามารถเอาสิ่งเหล่านี้ไปพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศได้

ด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ ทิ้งท้ายว่า เมื่อวันที่จีนเข้ามา ประโยชน์อีกอย่างที่จีนจะได้คืออำนาจในการต่อรอง โดยเขาตั้งคำถามว่า "คุณจะเอาเขาเข้ามา คุณกำกับเขาได้ไหม สมมติเขาทำอะไรเกินเลย คุณมีอำนาจไปกำกับเขาไหม จะกล้าไปบอกเขาว่าคุณไม่ควรทำ… ผมถามง่าย ๆ เลย สมมติทำท่าเรือ เขาเอาเรือรบเข้ามา รัฐบาลไทยมีอำนาจไปห้ามเขาไหม คุณต้องถามตัวเองก่อน คุณจะดึงเขาเข้ามาเพราะเขามีอำนาจเยอะกว่าเรา"

https://www.bbc.com/thai/articles/c2324ldm2reo




ขอเงิน 200,000 ล้าน ไปทำปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน โครงการพวกนี้ต้องมีผู้รับเหมาทั้งนั้น แต่ไม่มีรายละเอียด แปลว่าอะไรเอ่ย





https://x.com/nanaicez/status/2052713733294862454



 

อดีตอินฟลูเอนเซอร์ MAGA เผย ตอนนี้เธอหันหลังให้กับ MAGA แล้ว และเกลียดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับ MAGA รวมทั้งตัวเธอเองด้วย - นี่คือเรื่องราวของเธอ


ไม่สายเกินไป

อดีตอินฟลูเอนเซอร์ MAGA ที่ตอนนี้เกลียดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับ MAGA และเกลียดตัวเองด้วย

แอชลีย์ เซนต์ แคลร์ เคยสนิทกับเอริกา เคิร์ก และเธอให้กำเนิดโรมูลัส ลูกคนที่ล้านของอีลอน มัสก์ ตอนนี้เธอหันหลังให้กับ MAGA แล้ว และอยากจะเล่าให้ทุกคนฟัง

แอชลีย์ เซนต์ แคลร์ เป็นอินฟลูเอนเซอร์ MAGA สุดโต่งที่ผันตัวมาเป็นอดีตอินฟลูเอนเซอร์ MAGA สุดโต่งเช่นกัน เธอเป็นที่รู้จักในฐานะแม่ของลูกกับอีลอน มัสก์ในปี 2023 เธอเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย อายุ 27 ปี

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เซนต์ แคลร์ ได้โพสต์ลง TikTok เกี่ยวกับการหลบหนีหรือการถูกเนรเทศออกจากกลุ่ม MAGA เธอสรุปมันแบบนี้: “ฉันกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ MAGA ที่น่าอายมา 8 ปี ก่อนที่ฉันจะค้นพบสมองของตัวเอง” ตอนนี้เธอพร้อมที่จะ “พูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ของฉันภายในเครื่องจักรของ MAGA” และ “พูดถึงภายในระบบที่ไม่มีใครพูดถึง”

แม้ว่าเธอจะกล่าวถึงการละทิ้งความเชื่อเดิมและพยายามแก้ไขความผิดพลาดอย่างจริงจัง แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว เซนต์แคลร์กำลังนำเสนอเรื่องราวเปิดโปงหลายตอนของเธอด้วยอารมณ์ขันสไตล์แคทสกิลส์ เธอเหมาะสมกับบทบาทนี้เป็นอย่างดี เพราะเธอมีหน้าตาคล้ายกับฟราน เดรสเชอร์ในวัยสาว และมีท่าทาง การดูแลเล็บ และน้ำเสียงขึ้นจมูกคล้ายกับเดรสเชอร์

ในชุดนี้ เซนต์แคลร์ได้ถ่ายทอดเรื่องราวและเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ MAGA ให้กับผู้ชมที่เริ่มสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ คุณอาจเรียกสิ่งนี้ว่าทัวร์ไถ่บาป ยกเว้นว่าจุดเด่นของเธอคือเธอเกินกว่าจะได้รับการไถ่บาปไปแล้ว

และล่าสุดเธอดึงดูดผู้ชมด้วยสี่คำที่กลายเป็นคำเปิดยอดนิยมในแอป: “เตรียมตัวไปกับฉัน”

สำหรับผู้ติดตามของเธอ การเปิดตัวครั้งนี้เป็นสัญญาณว่าเซนต์แคลร์จะแต่งหน้าอย่างประณีตบรรจงและเชี่ยวชาญ เปลี่ยนตัวเองจากสาวน้อยปากไวไปเป็นหญิงแกร่งผู้ไม่ย่อท้อ พร้อมทั้งพูดคุยเกี่ยวกับผู้หญิงในมาราลาโก กลุ่มสื่อฝ่ายขวาอาร์เซนอล “หุ่นของสามีคริสตี โนเอม” เรื่องหลอกลวง “หยุดการขโมย” อดีตผู้แทนราษฎรนอร์ทแคโรไลนา แมดิสัน คอว์ธอร์น เบนนี จอห์นสัน อเล็กซ์ โจนส์ และวิธีการทำงานของแคมเปญสร้างอิทธิพลของ MAGA

ทำไมสิ่งนี้ถึงน่าสนใจ? ฉันคิดว่ามันแสดงออกมาให้เห็นตั้งแต่การแต่งหน้าเลยทีเดียว เพราะหญิงสาวที่เหนื่อยล้าและหัวใจแตกสลายคนนี้ ที่ทั้งสร้างความทุกข์ให้ผู้อื่นและเคยประสบกับความทุกข์ด้วยตัวเอง พยายามปกปิดความเปราะบางอย่างสุดขีดของตัวเองด้วยความกล้าหาญอย่างสุดขีด เซนต์แคลร์กำลังเผชิญกับความสิ้นหวังแบบ “ฉันมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” ซึ่งสะท้อนถึงความรู้สึกของคนทั้งประเทศ ในวิดีโอหนึ่ง (ซึ่งตอนนี้หาไม่เจอแล้ว) เธอเปรียบเทียบภาพของตัวเองที่แต่งหน้าจัดเต็มกับภาพส่วนตัวที่แท้จริง—หน้าแดงก่ำ ร้องไห้สะอึกสะอื้น

ฉันพบว่าเธอทั้งมีไหวพริบและไม่น่าเชื่อถือ “อีบ้า ฉันตกต่ำถึงขีดสุดแล้ว” เธอโพสต์ “ฉันไม่รู้สึกอายเลยสักนิด ฉันไม่สนใจอะไรทั้งนั้น”

นี่คือจุดต่ำสุดที่เธอพูดถึง ในปี 2023 ความสัมพันธ์ของเซนต์แคลร์กับมัสก์พุ่งทะยานจากข้อความส่วนตัวไปสู่การตั้งครรภ์ของเธอ และความบ้าคลั่งของเขา “เพื่อที่จะไปถึงระดับกองทัพก่อนวันสิ้นโลก” มัสก์ส่งข้อความหาเซนต์แคลร์เกี่ยวกับแผนการผสมพันธุ์ของเขา ตามรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล “เราจะต้องใช้แม่อุ้มบุญ”

ไม่นานหลังจากนั้น เซนต์แคลร์ประกาศการเกิดของลูกชายของพวกเขา โรมูลัส ในวันที่ 10 และระบุชื่อมัสก์เป็นพ่อ เห็นได้ชัดว่าเขาหวังจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้น “คุณตัดเงินค่าเลี้ยงดูบุตรส่วนใหญ่เพื่อควบคุมและลงโทษฉันในข้อหา ‘ไม่เชื่อฟัง’” เซนต์แคลร์ทวีตถึงมัสก์ โดยบอกว่าเธอกำลังเผชิญกับการถูกไล่ที่

จากนั้นมัสก์ก็ตัดสินใจว่าเซนต์แคลร์ได้วางกับดักเขา และก็คลุ้มคลั่ง ภาพลามกอนาจารที่สร้างโดย xAI ของเซนต์แคลร์ในวัยเด็กได้ถาโถมเข้าใส่ X อย่างมหาศาล เซนต์แคลร์จึงฟ้อง xAI และตอนนี้ xAI ก็โต้กลับ หรืออย่างที่เธอพูดไว้ว่า “บริษัทหุ่นยนต์เหยียดผิวของอดีตแฟนฉันกำลังฟ้องฉัน”

สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่อยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบาง การเผชิญหน้ากับมัสก์อย่าง RMITW นั้นต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมาก การทำเช่นนั้นบนเว็บไซต์ของซาตานของมัสก์เอง และต่อหน้าสาวกผู้กระหายเลือดนับล้านของเขา—นี่ทำให้คุณเห็นภาพความไม่กลัวความเสี่ยงของเซนต์แคลร์

ดังนั้นเธอจึงนำจุดต่ำสุดของเธอไปที่ TikTok เมื่อเธอมาถึง เธอส่วนใหญ่จะลิปซิงค์ตามมีมบนอินเทอร์เน็ต วิดีโอเหล่านี้ตลกอย่างน่าประหลาดใจ และเธอยังคงทำมันอยู่ แต่เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อเธอเตือนเกี่ยวกับ Palantir และอันตรายของการ “หลงใหลในกลุ่มอุตสาหกรรมทางทหาร” เธอจึงได้รับการตอบรับอย่างแท้จริง ปัจจุบันมีผู้ติดตามประมาณ 70,000 คน

อย่างที่เขาว่ากันว่า เรื่องราวร้อนแรงมาก ความเสเพล ความประมาท และความโหดร้ายอย่างไม่แยแสของผู้นำฝ่ายอนุรักษ์นิยมบางคนในประเทศนั้นช่างน่าทึ่งจริงๆ เซนต์แคลร์พูดติดตลกเกี่ยวกับทุกสิ่งที่เธอเคยทำและเคยถูกทำกับเธอในช่วงวัยยี่สิบต้นๆ และท่าทีที่แข็งกร้าวของเธอนั้น ตั้งใจให้ดูน่าเชื่อถือเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

ทว่าบางครั้ง St. Clair ก็สามารถเปลี่ยนโหมดไปเป็นคนจริงจังและดูหม่นหมองอย่างยิ่ง ดังเช่นในวิดีโอชิ้นหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในวิดีโอชิ้นนี้ (ซึ่งปัจจุบันถูกลบออกไปแล้ว) St. Clair ได้กล่าวถึง Erika Kirk ภรรยาม่ายของ Charlie ผู้ซึ่งเพิ่งจะเผยแพร่วิดีโอแปลกประหลาดของตัวเองออกมาเช่นกัน St. Clair ได้เรียกร้องให้ Kirk หยุดพักจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตสักระยะหนึ่ง และหันไปขอคำปรึกษาจากผู้คนที่เหมาะสมกว่านี้เสียที ต่อมา St. Clair ก็เปลี่ยนใจเกี่ยวกับโพสต์ดังกล่าวและตัดสินใจลบมันทิ้งไป “ในฐานะคนเป็นแม่” เธอกล่าวในวิดีโอถัดมาว่า เธอไม่ต้องการส่งเสริมให้ผู้คนพากัน “รุมถล่ม” Kirk

ในฐานะอดีต “แบรนด์แอมบาสเดอร์” ขององค์กร Turning Point USA นั้น St. Clair ยังต้องการเน้นย้ำในวิดีโอติดตามผลชิ้นนี้ด้วยว่า เธอต่อต้านอุดมการณ์ของครอบครัว Kirk—รวมถึงขบวนการเคลื่อนไหวทั้งหมดที่เธอเคยยึดถืออย่างรุนแรง เพื่อแสดงจุดยืนดังกล่าว เธอจึงได้ถอนชื่อของตนเองออกจากหนังสือสำหรับเด็กที่มีเนื้อหาต่อต้านคนข้ามเพศ ซึ่งเธอเคยตีพิมพ์ไว้เมื่อไม่กี่ปีก่อน ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังตั้งใจที่จะแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำที่—ตามคำกล่าวของเธอเอง—ได้ลดทอนความเป็นมนุษย์ของชุมชนคนข้ามเพศ รวมถึงผู้คนอีกมากมายหลายกลุ่ม

“ฉันอยากจะกระตุ้นให้ผู้คนในกลุ่ม MAGA หันมาพิจารณาอย่างจริงจังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในประเทศนี้ และพวกคุณกำลังเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งใดอยู่” เธอกล่าวในวิดีโอสไตล์ “Get Ready With Me” (แต่งหน้าไปด้วยคุยไปด้วย) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างเห็นได้ชัด เธอกล่าวต่อไปว่า เธอไม่ใช่พวกนักต้มตุ๋นหาผลประโยชน์ หรือเป็นเพียงแค่อินฟลูเอนเซอร์สายแต่งหน้าเท่านั้น แท้จริงแล้ว เธอมีความฝันที่จะเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนกฎหมายสักวันหนึ่ง

“ฉันกำลังพูดอย่างเปิดอกและด้วยความจริงใจเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตของฉัน ฉันเข้าใจดีว่าย่อมมีความกังขาและคำวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ซึ่งฉันพร้อมที่จะเปิดรับสิ่งเหล่านั้น และฉันก็เข้าใจเช่นกันว่ายังมีผู้คนอีกจำนวนมากที่ยังคงโกรธเคืองฉันอยู่ และฉันก็ไม่ได้โทษพวกเขาเลยแม้แต่น้อย เพราะฉันตระหนักดีถึงบทบาทที่ตัวฉันเองได้ก่อให้เกิดความเสียหายเหล่านั้นขึ้น”

Gen Z MAGA—เราจะทำความเข้าใจพวกคุณได้อย่างไรกันนะ? ความจริงใจที่ผสมปนเปไปกับมีมตลกๆ สุดพิลึก ความทุกข์ทรมานอันลึกซึ้ง และถ้อยคำเสียดสีอันเจ็บแสบสไตล์สาวร้าย (Mean Girl) แต่ท้ายที่สุด วิดีโอสไตล์ GRWM ก็จบลง การแต่งหน้าก็เสร็จสิ้น ในส่วนของคำบรรยายใต้คลิปนั้น St. Clair ได้แนบรายการผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่เธอใช้ไว้ให้ด้วยถึง 15 รายการ ซึ่งรวมถึงบลัชออน Rare สี Wisdom, บลัชออน Nars สี Dolce Vita และอายไลเนอร์ One Size สี Outta Line ช่างเป็นความยุ่งเหยิงสับสนอะไรเช่นนี้ แต่บางที รายการผลิตภัณฑ์เหล่านั้นอาจจะซ่อนเบาะแสบางอย่างเอาไว้—เบาะแสที่บ่งบอกถึงทิศทางเส้นทางชีวิตของ Ashley, ของกลุ่ม MAGA หรือแม้กระทั่งทิศทางของประเทศอเมริกาเอง จาก Dolce Vita ไปสู่ ​​Outta Line แล้วก็มาถึงบทสรุปที่มีข้อคิดดีๆ ในที่สุด? ฉันกำลังทำอะไรอยู่นะ? ในที่สุดฉันก็เลื่อนหน้าจอออกไป

ที่มา New Republic
The Ex-MAGA Influencer Who Now Hates All Things MAGA—and Herself Too

https://newrepublic.com/article/209921/ashley-st-clair-ex-maga-influencer-hates-trump
May 5, 2026







 

ชวนอ่าน เอกสารสำคัญที่ชี้อากงบริสุทธิ์ ผลจากความรู้สึกถึงความอยุติธรรมในคดี 112 ผ่านกรณีอากง ทำให้มีการเคลื่อนไหวทางสังคมอีกมากมายตามมา


prachatai
@prachatai

‘อากง’ คือ คำในพาดหัวข่าว ซึ่งมาจากการเรียกขานของทนายความ - อานนท์ นำภา ที่ว่าความให้อำพล โดยทนายความเรียกตามหลานๆ ของอำพล 

ชายสูงวัยถูกจับกลางปี 2553 ในช่วงที่มีการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดง ด้วยข้อหาหมิ่นกษัตริย์ตามมาตรา 112 โดยถูกกล่าวหาว่าส่ง SMS ไปยังมือถือของ สมเกียรติ ครองวัฒนสุข เลขานุการนายกฯ ขณะนั้น (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) 4 ข้อความ และเขาได้เข้าแจ้งความว่ามีบุคคลนิรนามส่งข้อความหมิ่นประมาทพระบรมราชินีนาถ

ต่อมา ตำรวจบุกจับกุมตัวอำพล เขาติดคุกอยู่ราว 2 เดือนก่อนได้ประกันตัวมาต่อสู้คดี อย่างไรก็ตามเขาเป็นอิสระอยู่ช่วงสั้นๆ เมื่ออัยการสั่งฟ้องคดีต่อศาล เขาก็ต้องถูกคุมขังยาว ไม่ได้ประกันตัวอีกแม้จะมีการยื่นประกันตัวหลายครั้ง

การต่อสู้คดีเป็นไปด้วยความยากลำบาก จำเลยยืนยันว่าเขาส่ง SMS ไม่เป็นและมือถือในขณะนั้นการพิมพ์ตัวอักษรทีละตัวไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมทนายความเคยให้สัมภาษณ์ว่า ด้วยบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกลัว ความกังวลในคดี 112 ทำให้หาพยานผู้เชี่ยวชาญเพื่อมาต่อสู้ในประเด็นทางเทคโนโลยีได้ยากลำบากยิ่ง

พ.ย. 2554 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุกอากงกรรม (ข้อความ) ละ 5 ปี รวมแล้วจำคุก 20 ปี
คำพิพากษาคดีอากงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะการตัดสินลงโทษโดยใช้ ‘พยานแวดล้อม’ โดยคำพิพากษาส่วนหนึ่งระบุว่า

"ในประเด็นที่จำเลยนำสืบอ้างว่าส่งข้อความไม่เป็นและไม่ทราบว่าหมายเลขโทรศัพท์ของ สมเกียรติ เป็นของใคร และไม่เคยนำซิมการ์ดหมายเลขอื่นมาใช้กับโทรศัพท์ของตน เป็นเพียงข้ออ้างที่จำเลยรู้เห็นเพียงคนเดียว ทั้งยังมีเอกสารระบุว่ามีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขของจำเลยมีการส่งข้อความเป็นส่วนใหญ่ ทั้งมีการส่งข้อความจำนวนมาก พยานหลักฐานที่นำสืบมาจึงไม่น่าเชื่อถือ

"แม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบแสดงให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า จำเลยเป็นผู้ที่ส่งข้อความตามฟ้องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 08-1349-xxxx ไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของ สมเกียรติ โดยตรง แต่ก็เพราะเป็นการยากที่โจทก์จะนำสืบด้วยประจักษ์พยาน เนื่องจากผู้ที่กระทำความผิดร้ายแรงย่อมจะต้องปกปิดการกระทำ จึงจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลจากพยานแวดล้อม ซึ่งจากพยานแวดล้อมที่โจทก์นำสืบมาทั้งหมดนั้น ก็สามารถนำสืบแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ทั้งหมดโดยไม่มีข้อพิรุธ จึงมีน้ำหนักว่าจำเลยเป็นผู้ส่งข้อความทั้งสี่ข้อความ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการนำเข้าสู่ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรด้วย"

สถิตย์ ไพเราะ อดีตผู้พิพากษาเคยวิจารณ์คำพิพากษานี้ว่า การลงโทษจำเลยทีั้งที่ไม่มีพยานหลักฐานชัดแจ้งนั้นขัดประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 ซึ่งเขียนไว้ชัดเจนว่า ให้ชั่งน้ำหนักพยาน อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและจำเลยเป็นผู้กระทำ

‘อากง’ ถูกคุมขังระหว่างยื่นอุทธรณ์​และในวันที่ 8 พ.ค. 2555 เขาก็เสียชีวิตในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ผลชันสูตรระบุว่า อากงเสียชีวิตเพราะมะเร็งตับระยะลุกลาม อย่างไรก็ตาม ความตายของเขาอยู่ในความดูแลของราชทัณฑ์
ต่อมาเดือน พ.ค. 2556 ภรรยาอากงได้ยื่นฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายกับราชทัณฑ์โดยระบุว่า ไม่ได้ต้องการเงิน แต่ต้องการสร้างมาตรฐานให้ผู้ต้องขังในเรือนจำได้รับการรักษาพยาบาลอย่างรวดเร็วและทัดเทียมกับคนที่อยู่นอกเรือนจำ จะได้ไม่มีผู้ประสบเหตุอย่างอำพลอีก แต่ในที่สุดศาลแพ่งก็ยกฟ้อง โดยเห็นว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่และไม่ได้มีการเลือกปฏิบัติต่ออากง

หลังจากนั้นมีการเคลื่อนไหวทางสังคมอีกมากมายตามมาอันเป็นผลมาจากความรู้สึกถึงความอยุติธรรมในคดี 112 ผ่านกรณีของชายชราผู้นี้


https://x.com/prachatai/status/2052624749847785714
.....

ทนายอากงเปิดเอกสารสำคัญชี้อากงบริสุทธิ์

24 สิงหาคม 2555
ประชาไท

เปิดเอกสารความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคมจากเยอรมันชี้การเก็บข้อมูลจากตัวเลขอีมี่เครื่องมีโอกาสคลาดเคลื่อนและสามารถปลอมแปลงได้ง่าย

24 สิงหาคม 2555 พูนสุข พูนสุขเจริญ หนึ่งในทีมทนายความของ นายอำพล ตั้งนพกุล หรือเป็นที่รู้จักในสาธารณะในชื่อ"อากง SMS " วัย 61ปี ผู้ต้องหาคดีละเมิด พรบ.คอมพิวเตอร์ และ กม.อาญา ม.112 ซึ่งได้เสียชีวิตลงในเรือนจำเมือวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 ด้วยโรคมะเร็งที่ตับ ได้นำเอกสารหลักฐานความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านโทรคมนาคมจากประเทศเยอรมันทั้งต้นฉบับภาษาอังกฤษจำนวน 4หน้าA4 และฉบับแปลโดยได้โพสต์ลงในเฟซบุ๊คของเธอ

ในบันทึกดังกล่าวได้แสดงเอกสารที่เป็นความเห็นจาก Dr. Karsten Nohl ผู้เชี่ยวชาญเครือข่ายโทรคมนาคม จาก Security Research Labs องค์กรเอกชนที่ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมตั้งอยู่ในประเทศเยอรมัน โดยได้ให้ความเห็นต่อการเก็บบันทึกหมายเลขอีมี่ หรือเลขรหัสประจำเครื่องของดีแทคไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะระบุเครื่องที่ใช้ส่ง sms ได้ (ทำให้ไม่สามารถนำหมายเลขอีมี่เชื่อมโยงมาถึงเครื่องโทรศัพท์ของอากงได้)

เนื้อหาในรายงานเป็นการถามตอบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเลขอีมีทั้งสิ้น6ข้อ (ดูรายละเอียดด้านล่าง) โดยบทสรุปของเอกสารได้ระบุว่า

"บันทึกการรับ-ส่งข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอสของระบบดีแทค ไม่มีความน่าเชื่อถือพอที่จะระบุเครื่องโทรศัพท์ที่ใช้ส่งข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอสได้ มีความเป็นไปได้สองประการที่ข้อมูลจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

- เป็นการส่งข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอสเข้าสู่ระบบเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยผ่านระบบอินเตอร์เน็ต หรือเครือข่าย SS7 และมีการเชื่อมโยงข้อมูลที่ผิดพลาดกับการส่งข้อมูลกำหนดตำบลที่ปัจจุบันของผู้อื่น

- มีการปลอมแปลงหมายเลข IMEI เครื่องโทรศัพท์ เป็นหมายเลข IMEI เครื่องโทรศัพท์ของผู้อื่นในบริเวณใกล้เคียง โดยการจับตาการรับ-ส่งข้อมูลของเครื่องโทรศัพท์อื่น ๆ ในเครือข่ายจีเอสเอ็ม และเพียงเตรียมพร้อมในส่วนของเครื่องมือและซอฟท์แวร์ "

โดยพูนสุขใด้เขียนข้อความไว้ในบันทึกว่า " เดิมเอกสารชิ้นนี้ได้เตรียมไว้เพื่อขอสืบพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์ และจะขอให้พยานผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมันมาเบิกความ เนื่องจากในศาลชั้นต้นคณะทำงานไม่สามารถหาพยานผู้เชี่ยวชาญมาเบิกความได้ แต่ตามที่ทราบกันสุดท้ายได้ตัดสินใจถอนอุทธรณ์เนื่องจากอากงไม่ได้รับสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว หากต่อสู้คดีต่อไปอาจต้องใช้ระยะเวลายาวนาน "

********************************************************

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม

111 ซอยสิทธิชน ถ.สุทธิสารวินิจฉัย
แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310
ประเทศไทย

Dr. Karsten Nohl
หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ (Chief Scientist)
xxxx@xxxx

+xxxxxxxxxxxx

เบอร์ลิน 30 มกราคม 2555

ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการะบุตัวบุคคลที่ส่งข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอส

เรียน ท่านที่เกี่ยวข้อง:

Security Research Labs เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเสนอแนวความคิดสำหรับการจัดการความเสี่ยง (think tank) มีที่ตั้ง ณ กรุงเบอร์ลิน เยอรมนี โดยทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาทั้งแก่ภาครัฐ และเอกชนที่ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมในภาคพื้นยุโรป โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีโทรศัพท์พกพาเคลื่อนที่

องค์กรได้รับคำขอให้แสดงความคิดเห็นในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ในการรับรองความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับการระบุตัวบุคคลที่ใช้บริการการส่งข้อความสั้น (Short Message Service - SMS) จากโทรศัพท์พกพาเคลื่อนที่

การจัดเตรียมรายงานที่แนบมากับเอกสารฉบับนี้ จัดทำขึ้นโดยใช้ความรู้ความชำนาญอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับมาตรฐานเครือข่ายจีเอสเอ็ม และใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานโดยทั่วไป รวมทั้งการวัดค่าและประมวลผลจากเครือข่ายจีเอสเอ็มใน กรุงเทพฯ เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำรายงาน ภายใต้ความรู้ที่ดีที่สุดขององค์กร รายงานฉบับนี้สะท้อนถึงผลการวิจัยเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยของจีเอสเอ็มในปัจจุบัน

ขอแสดงความนับถือ

Dr. Karsten Nohl

ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เกี่ยวกับการระบุตัวบุคคลที่ใช้บริการการส่งข้อความสั้น

รายงานฉบับนี้เป็นการวิเคราะห์คำถามที่เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือในการใช้ข้อมูลที่บันทึกในเครือข่ายโทรศัพท์ สำหรับการระบุตัวบุคคลที่ใช้โทรศัพท์พกพาเคลื่อนที่ส่งข้อความสั้น โดยวิเคราะห์จากเครือข่ายจีเอสเอ็มของดีแทคใน กรุงเทพฯประเทศไทย

คำถามที่ 1 บริการการส่งข้อความสั้น (SMS) สามารถใช้ระบุเครื่องโทรศัพท์ได้หรือไม่ (IMEI)?

ในการรับ-ส่งข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอส จะมีการแลกเปลี่ยนกลุ่มข้อมูลขนาดเล็ก (small data packet) จำนวนมากกว่าหนึ่งกลุ่มข้อมูล ระหว่างเครื่องโทรศัพท์กับเครือข่ายด้วยสัญญาณแบบไร้สาย กลุ่มข้อมูลเหล่านี้ทำหน้าที่เข้ารหัสข้อมูล กำหนดประเภทการส่งข้อมูล และรับ-ส่งข้อมูล ตัวอย่างเช่น การรับ-ส่งข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอสในเครือข่ายดีแทคหนึ่งข้อความประกอบด้วยกลุ่มข้อมูลจำนวน 107 กลุ่ม

การระบุเครื่องโทรศัพท์สามารถทำได้โดยใช้หมายเลข IMEI ซึ่งทำหน้าที่เหมือน serial number ของเครื่องโทรศัพท์ (เครื่องโทรศัพท์แต่ละเครื่องจะมี IMEI และ serial number ไม่ซ้ำกัน - ผู้แปล)

ในกลุ่มข้อมูลที่ใช้ในการส่งข้อความแบบเอสเอ็มเอส จะมีกลุ่มข้อมูลหนึ่งที่มีชื่อว่า Cipher Mode Command ซึ่งใช้สำหรับสอบถามหมายเลข IMEI ของเครื่องโทรศัพท์ โดยหมายเลข IMEI ของเครื่องโทรศัพท์จะถูกส่งมาในกลุ่มข้อมูลถัดไป หลังจากส่งกลุ่มข้อมูล Cipher Mode Command อย่างไรก็ตามจากข้อมูลการให้บริการในพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทย เครือข่ายของดีแทคไม่ได้ใช้กลุ่มข้อมูลดังกล่าวในการรับ-ส่งข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอส ตามที่แสดงในรูปที่ 1

นอกจากกลุ่มข้อมูลดังกล่าวแล้ว ไม่มีกลุ่มข้อมูลอื่นใดในการรับ-ส่งข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอสที่มีข้อมูลหมายเลข IMEI รวมอยู่

คำตอบที่ 1 ในเครือข่ายจีเอสเอ็มของดีแทค ไม่สามารถใช้การรับ-ส่งข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอส ในการระบุหมายเลข IMEI ของเครื่องโทรศัพท์ได้


[รูปที่ 1 การติดตามข้อมูลบางส่วนจากรับ-ส่งข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอสภายใต้เครือข่ายจีเอสเอ็มของดีแทค กทม. ประเทศไทย กลุ่มข้อมูล Cipher Mode Command ไม่ได้กำหนดให้เครื่องโทรศัพท์ส่งหมายเลข IMEI]

คำถามที่ 2 เครือข่ายดีแทคบันทึกหมายเลข IMEI ในการรับ-ส่งข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอสอย่างไร?

ในเครือข่ายการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีการรับส่งข้อมูลหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการรับ-ส่งข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอส และการโทรศัพท์ อย่างไรก็ตามในเครือข่ายดีแทค มีเพียงการรับส่งข้อมูลรูปแบบเดียวที่มีการส่งหมายเลข IMEI ร่วมกับการรับส่งข้อมูลด้วย นั่นคือ การรับส่งข้อมูลเพื่อกำหนดตำบลที่ปัจจุบันของผู้ใช้ (Location Update) การรับส่งข้อมูลลักษณะนี้จะกระทำเมื่อมีการเปิดเครื่องโทรศัพท์มือถือ หรือ ผู้ใช้เปลี่ยนตำบลที่โทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างมีนัยยะสำคัญ เช่น ผู้ใช้เดินทางไปยังเขตอื่น ๆ ของเมือง หรือ ผู้ใช้เปลี่ยนตำบลที่โทรศัพท์เคลื่อนที่บ่อยครั้ง

คำตอบที่ 2 มีความเป็นไปได้สูงสุด ที่การบันทึกข้อมูลหมายเลข IMEI จากการรับ-ส่งข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอส ในเครือข่ายดีแทค เกิดจากการทำสำเนาหมายเลข IMEI จากการรับ-ส่งข้อมูลก่อนหน้านั้น

คำถามที่ 3 เครือข่ายดีแทคกำหนดตำบลที่การรับ-ส่งข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอสอย่างไร?

คำตอบที่ 3 มีความเป็นไปได้ที่ตำบลที่ในการรับ-ส่งข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอสในเครือข่ายดีแทค จะถูกทำสำเนามาจากการรับ-ส่งข้อมูลก่อนหน้านั้น เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจน ต้องมีการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากดีแทค

คำถามที่ 4 การส่งข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอสโดยปราศจากเครื่องโทรศัพท์สามารถทำได้หรือไม่?

คำตอบที่ 4 ข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอสสามารถส่งผ่านระบบอินเทอร์เนตได้ โดยผู้ส่งสามารถปลอมแปลงหมายเลขโทรศัพท์ใด ๆ เพื่อใช้ในการส่งได้ ในกรณีที่ดีแทคมีการบันทึกการส่งข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอสในลักษณะดังกล่าว มีความเป็นไปได้ที่หมายเลข IMEI ที่ถูกบันทึกในระบบ จะเป็นหมายเลข IMEI ของเครื่องที่มีการเปลี่ยนตำบลที่ล่าสุด และใช้หมายเลขโทรศัพท์ตรงกับหมายเลขโทรศัพท์ที่ถูกปลอมแปลง เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจน ต้องมีการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากดีแทค

คำถามที่ 5 บุคคลทั่วไปสามารถจับตาดูหมายเลข IMEI ที่ใช้ส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายจีเอสเอ็มได้หรือไม่?

ในการรับส่งข้อมูลเพื่อกำหนดตำบลที่ปัจจุบันของผู้ใช้ที่มีการส่งหมายเลข IMEI ร่วมด้วย จะมีการเข้ารหัสข้อมูล โดยใช้มาตรฐานกลางของจีเอสเอ็ม ทั้งนี้มาตรฐานดังกล่าวเป็นมาตรฐานที่ล้าสมัย การถอดรหัสข้อมูลสามารถทำได้ภายในระยะเวลาไม่กี่วินาที

การถอดรหัสข้อมูลตำบลที่ปัจจุบันของผู้ใช้ สามารถทำได้ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที โดยใช้ซอฟท์แวร์ที่แจกจ่ายผ่านระบบอินเทอร์เนตตั้งแต่ปี 2551 ร่วมกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ตามบ้าน

หลังจากมีการแจกจ่ายซอฟท์แวร์ดังกล่าว มีการติดตั้งและใช้ง่ายตามที่ต่าง ๆ หลายร้อยแห่งทั่วโลก นักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ใช้เวลาน้อยกว่าหนึ่งอาทิตย์ในการสร้างระบบตัดการทำงาน และติดตั้งระบบถอดรหัส

คำตอบที่ 5 บุคคลทั่วไปที่สนใจเรื่องเทคโนโลยี สามารถดักจับข้อมูลหมายเลข IMEI จากการรับส่งข้อมูลในระบบจีเอสเอ็มได้

คำถามที่ 6 สามารถส่งข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอสจากเครื่องโทรศัพท์ที่มีการปลอมแปลงหมายเลข IMEI ได้หรือไม่?

หมายเลข IMEI ในโทรศัพท์ส่วนมากสามารถปลอมแปลงได้โดยใช้ซอฟท์แวร์ที่หาได้โดยทั่วไป

คำตอบที่ 6 บุคคลทั่วไปสามารถเปลี่ยนหมายเลข IMEI ของเครื่องโทรศัพท์ของตนไปใช้หมายเลข IMEI โทรศัพท์ของเครื่องผู้อื่นได้โดยง่าย

สรุป

บันทึกการรับ-ส่งข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอสของระบบดีแทค ไม่มีความน่าเชื่อถือพอที่จะระบุเครื่องโทรศัพท์ที่ใช้ส่งข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอสได้ มีความเป็นไปได้สองประการที่ข้อมูลจะคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง

- เป็นการส่งข้อความสั้นแบบเอสเอ็มเอสเข้าสู่ระบบเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยผ่านระบบอินเตอร์เน็ต หรือเครือข่าย SS7 และมีการเชื่อมโยงข้อมูลที่ผิดพลาดกับการส่งข้อมูลกำหนดตำบลที่ปัจจุบันของผู้อื่น

- มีการปลอมแปลงหมายเลข IMEI เครื่องโทรศัพท์ เป็นหมายเลข IMEI เครื่องโทรศัพท์ของผู้อื่นในบริเวณใกล้เคียง โดยการจับตาการรับ-ส่งข้อมูลของเครื่องโทรศัพท์อื่น ๆ ในเครือข่ายจีเอสเอ็ม และเพียงเตรียมพร้อมในส่วนของเครื่องมือและซอฟท์แวร์

*********************************************

อ่าน ต้นฉบับภาษาอังกฤษ
ที่ลิงก์
https://prachatai.com/journal/2012/08/42259


อ่านเธรดของโพสต์อากงนี้ที่
https://x.com/prachatai/status/2052624749847785714





#บันทึกกรรมประเทศเฮงซวย วันนี้( 8 พฤษภาคม ) ครบรอบ 14 ปี ที่"อากง"(阿公)หรือ"อำพล ตั้งนพกุล"ผู้ต้องหาคดี112 เสียชีวิตในคุกคลองเปรม ด้วยโรคมะเร็งลำคอ สิริอายุ 64 ปี


สงวน คุ้มรุ่งโรจน์
16 hours ago
·
#บันทึกกรรมประเทศเฮงซวย

วันนี้( 8 พฤษภาคม ) ครบรอบ 14 ปี ที่"อากง"(阿公)หรือ"อำพล ตั้งนพกุล"ผู้ต้องหาคดี112 เสียชีวิตในคุกคลองเปรม ด้วยโรคมะเร็งลำคอ สิริอายุ 64 ปี

อากง อาชีพคนขับรถรับส่งสินค้า ถูกกล่าวหาหมิ่นเบื้องสูงด้วยการส่งข้อความสั้นทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปหา"สมเกียรติ ครองวัฒนสุข" เลขานุการของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีขณะนั้น(2010)

ทั้งๆที่ ตัวเขาเองไม่ชำนาญการใช้เครื่องมือสื่อสารไฮเทคเลย

คณะเจ้าพนักงานตำรวจ ประกอบด้วย พลตำรวจโท ไถง ปราศจากศัตรู(ผัวแม่เลี้ยง"ติ๊ก"ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู แห่งพรรคประชาธิปัตย์)และพวก ติดตามไปจับกุมอากงได้ที่ห้องเช่าในวันที่ 3 สิงหาคม 2010 พร้อมยึดทรัพย์สิน ประกอบด้วย โทรศัพท์เคลื่อนที่สามเครื่อง พร้อมซิมการ์ด และระบบอุปกรณ์สายเสียง เป็นของกลาง
ศาล
พลตำรวจโทไถง เชื่อว่าอำพลเป็นสมาชิกแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ("นปช.") และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรได้ขึ้นอำพลไว้ในบัญชีดำแล้ว

*พนักงานสอบสวน 3 คนในคดีนี้คือ พันตำรวจเอก ศิริพงษ์ ตินลา, พันตำรวจโท ธีรเดช ธรรมสุธีร์ และร้อยตำรวจเอก ศักดิ์ชัย ไกรวีระเดชาชัย

*โจทก์คือพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด

*พิพากษาขณะนั้นชื่อ"ชนาธิป เหมือนพะวงศ์" และ "ภัทรวรรณ ทรงกำพล" สั่งจำคุกอากง 20 ปี

* ทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษา ศาลอาญาขณะนั้น เป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฐีกาย้ำว่า"อากงเป็นอาชญากรร้ายแรง คำพิพากษานั้นศักดิ์สิทธิ์เที่ยงธรรม"

ผู้สนับสนุนได้ตั้งพิธีศพอากงที่หน้าศาลอาญาและหน้ารัฐสภา เพื่อเป็นการประท้วงความอยุติธรรมของระบบตุลาการเฮงซวย

(สงวน คุ้มรุ่งโรจน์)

https://www.facebook.com/photo/?fbid=897980983292777&set=a.101588879598662
.....


BrandThink
14 hours ago
·
SOCIETY: “กลับบ้านเรานะ ตอนนี้เขาปล่อยตัวลื้อแล้ว” ครบรอบ 14 ปี การจากไปของ ‘อากง-อำพล ตั้งนพกุล’ สะท้อนความเปราะบาง ซับซ้อน และความอยุติธรรม กรณีการบังคับใช้ ม.112 ร่วมกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
.
14 ปี ครบรอบการจากไปของ ‘อากง’ หรือ ‘อำพล ตั้งนพกุล’ ผู้ล่วงลับในระหว่างถูกคุมขังจากคดีมาตรา 112 และวันนี้กาลเวลาได้พาเราย้อนกลับไปมองโศกนาฏกรรมในปี 2555 นี้อีกครั้ง เพื่อถอดบทเรียนหนึ่งในกรณีศึกษาระหว่างกระบวนการยุติธรรมไทยกับ ‘ความเป็นมนุษย์’
.
“กลับบ้านเรานะ ตอนนี้เขาปล่อยตัวลื้อแล้ว”
.
นี่คือคำพูดสุดท้ายที่ ‘รสมาลิน’ ภรรยาของ อำพล ตั้งนพกุล หรือ ‘อากง SMS’ กล่าวกับสามี ที่นอนอยู่ในโลงศพ ขณะที่เธอไปรับร่างนั้นออกจากเรือนจำ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2555
.
‘อากง SMS’ เป็นคำที่สื่อมวลชนใช้เรียกแทนชื่อจริงของ ‘อำพล ตั้งนพกุล’ ชายวัย 61 ปี ผู้ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 นำทีมจับกุมโดย พลตำรวจตรีสุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีตผู้บังคับการกองปราบปราม ด้วยข้อหาส่งข้อความสั้น (SMS) จำนวน 4 ข้อความ ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายแสดงความอาฆาตมาดร้าย ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และพระราชินี ยังโทรศัพท์มือถือของ ‘สมเกียรติ ครองวัฒนสุข’ เลขานุการของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ณ ขณะนั้น
.
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ในเดือนพฤษภาคม ปี 2553 สมเกียรติ ครองวัฒนสุข ได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระบุว่ามีการส่งข้อความสั้น (SMS) จำนวน 4 ข้อความ ที่มีเนื้อหาพาดพิงและหมิ่นประมาทให้ร้ายต่อ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในขณะนั้น และต่อมากลายเป็นจุดเริ่มต้นของคดีที่ทำให้ อำพล ตั้งนพกุล ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
.
จากการสืบสวน ตำรวจตรวจพบหมายเลขอีมี่ของโทรศัพท์ที่ใช้ส่งข้อความคือ 3589060000230110 เมื่อขยายผลการตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีการติดต่อกับหมายเลขของบุคคลใกล้ชิดของอำพล ตั้งนพกุล ได้แก่ ปรวรรณ และ ปิยะมาศ ตั้งนพกุล ซึ่งเป็นบุตรสาวทั้งสองของเขา จากการสอบปากคำพยาน ตำรวจสรุปว่า การติดต่อสื่อสารเหล่านั้นเกิดขึ้นจากโทรศัพท์ที่อยู่ในความครอบครองของนายอำพลเอง
.
หลังจากถูกจับกุม อำพล ตั้งนพกุล ถูกควบคุมตัวในเรือนจำเป็นเวลา 63 วัน ก่อนจะได้รับอนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราวโดยศาลอุทธรณ์ แต่เมื่ออัยการยื่นฟ้องคดีในภายหลัง ศาลก็มีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวอีกครั้ง ทำให้นับจากนั้น ชายวัย 61 ผู้นี้ต้องต่อสู้คดีในสถานะของ ‘ผู้ต้องขัง’ ตลอดกระบวนการ
.
อำพล ตั้งนพกุล ให้การต่อศาลว่า หมายเลขโทรศัพท์ 08-1349-3615 ที่ถูกใช้ส่งข้อความนั้น ตนเองไม่ทราบว่าเป็นของผู้ใด และยืนยันว่าในเดือนเมษายน 2553 ได้เคยนำโทรศัพท์ไปซ่อม แต่ไม่เคยนำซิมการ์ดเบอร์อื่นมาใช้กับเครื่องของตนเลย อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบว่าเบอร์โทรศัพท์ดังกล่าวเป็นระบบเติมเงินที่ไม่ได้จดทะเบียน และเคยถูกใช้งานร่วมกับโทรศัพท์ที่มีหมายเลขอีมี่ตรงกับเครื่องของอำพล ตั้งนพกุล นอกจากนี้ ยังตรวจพบว่าโทรศัพท์เครื่องนั้นเคยใช้งานร่วมกับซิมอีกเบอร์หนึ่ง คือ 08-5838-4627 ซึ่งเป็นซิมแบบเติมเงินจากเครือข่ายทรูมูฟ และเป็นเบอร์ที่เชื่อมโยงกับข้อมูลของอำพล ตั้งนพกุล
.
ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดี แม้จะมีข้อถกเถียงถึงความชัดเจนของเจตนา และระดับความสามารถทางเทคนิคของจำเลยในการใช้งานโทรศัพท์ แต่กระบวนการยุติธรรมก็ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว…สวนทางกับร่างกายของผู้ต้องหาที่ทรุดโทรมลงทุกวัน
.
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้นายอำพล (จำเลย) จะให้การปฏิเสธว่าไม่เคยส่งข้อความ ไม่รู้จักหมายเลขปลายทาง และไม่เคยนำซิมเบอร์อื่นมาใช้กับโทรศัพท์ของตน แต่คำให้การดังกล่าวเป็นเพียงคำอ้างที่จำเลยเท่านั้นที่รู้เห็น และไม่มีพยานหรือหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุน
.
แม้โจทก์จะไม่สามารถหาพยานที่เห็นเหตุการณ์โดยตรงว่า จำเลยเป็นผู้ส่งข้อความจากเบอร์ 08-1349-3615 ไปยังผู้เสียหาย แต่ศาลเห็นว่า ด้วยความที่เป็นความผิดร้ายแรง ผู้กระทำย่อมพยายามปกปิดการกระทำของตน การจะหาประจักษ์พยานโดยตรงจึงเป็นเรื่องยาก
.
อย่างไรก็ตาม พยานแวดล้อมและพฤติการณ์ที่โจทก์นำสืบมาโดยรวม มีน้ำหนักเพียงพอที่จะสรุปได้ว่าจำเลยเป็นผู้ส่งข้อความทั้งสี่ข้อความดังกล่าว
.
ดังนั้น ศาลจึงเห็นว่า การกระทำของจำเลยเข้าข่าย “การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์” ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของรัฐ และเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงตามกฎหมาย
.
ด้านทนายของอำพล ตั้งนพกุล ได้พยายามต่อสู้ในชั้นศาล โดยชี้ให้เห็นข้อจำกัดของการใช้หลักฐานทางเทคนิคเป็นเครื่องยืนยันตัวผู้กระทำผิด จุดอ่อนสำคัญอยู่ที่ ‘หมายเลขอีมี่’ ของโทรศัพท์ ซึ่งแม้จะถูกใช้เชื่อมโยงกับการส่งข้อความ แต่ฝ่ายจำเลยแย้งว่า หมายเลขอีมี่สามารถถูกดัดแปลงได้ และในบางกรณีอาจเกิดการซ้ำกันได้โดยไม่เจตนา ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่ายโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นภาพถ่าย คลิปวิดีโอ หรือพยานบุคคลที่เห็นชัดเจนว่าจำเลยเป็นผู้พิมพ์และส่งข้อความสั้นทั้ง 4 ข้อความด้วยตนเอง
.
ต่อมาในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาผ่านระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์ โดยตัดสินลงโทษ อำพล ตั้งนพกุล ใน 4 กรรม รวมโทษจำคุก 20 ปี แบ่งเป็นกรรมละ 5 ปี ตามความผิดตามมาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
.
โดยผู้สังเกตการณ์ในวันนั้นเล่าว่า อำพลมีปัญหาด้านการได้ยินและต้องหันไปถามทนายความซ้ำหลายครั้งหลังฟังคำพิพากษาเสร็จ เพื่อให้แน่ใจว่าเข้าใจถูกต้องว่าตนเองถูกตัดสินให้รับโทษอย่างไร
.
หลังจากนั้น อำพล ตั้งนพกุล ยื่นคำร้องขอประกันตัวอีกครั้ง เพื่อใช้สิทธิในการอุทธรณ์คดี แต่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ในสถานการณ์ที่ร่างกายเริ่มทรุดโทรมและความหวังริบหรี่ลงเรื่อยๆ อำพล ตั้งนพกุล จึงตัดสินใจถอนคำอุทธรณ์ ยอมให้คดีถึงที่สุด เพื่อเปิดทางสู่ ‘การยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ’
.
จนกระทั่ง วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 อำพล ตั้งนพกุล เสียชีวิต ณ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ศาลมีคำสั่งไต่สวนการตายและสรุปว่า สาเหตุของการเสียชีวิตเกิดจากการล้มเหลวของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจ อันเป็นผลสืบเนื่องจากโรคมะเร็งตับระยะสุดท้าย
.
อย่างไรก็ตาม คดีของ อำพล ตั้งนพกุล คือหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาซับซ้อนในการบังคับใช้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ร่วมกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะเมื่อกระบวนการยุติธรรมต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านพยานหลักฐานทางเทคโนโลยี และแรงกดดันจากมิติทางการเมือง โดย BrandThink ได้จำแนกข้อบกพร่องและความอยุติธรรมในกระบวนการของรัฐไทย ที่เกิดขึ้นกับกรณีนี้ ไว้ 4 ประการ ดังนี้
.
[1. ประเด็นเจตนาและความแน่นอนของหลักฐาน]
.
ในคดีนี้ จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ส่งข้อความและไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ เช่น พยานบุคคลหรือภาพที่แสดงว่าเขาเป็นผู้พิมพ์หรือกดส่งข้อความด้วยตนเอง พยานหลักฐานที่ใช้ในการพิพากษาส่วนใหญ่เป็น ‘พยานแวดล้อม’ เช่น หมายเลขอีมี่ของโทรศัพท์มือถือที่พบว่าเคยใช้งานร่วมกับหมายเลขที่เกี่ยวข้องกับจำเลย
.
แต่ในทางเทคนิค หมายเลขอีมี่สามารถปลอมแปลงหรือซ้ำกันได้ และหมายเลขโทรศัพท์แบบเติมเงินที่ไม่จดทะเบียนยิ่งยากต่อการพิสูจน์ตัวตนของผู้ใช้งานอย่างชัดเจน จุดนี้ทำให้เกิดข้อกังวลว่า การใช้หลักฐานทางเทคนิคเพียงบางส่วนโดยไม่มีความสมบูรณ์เพียงพอ อาจนำไปสู่การตัดสินที่ไม่เป็นธรรมได้
.
[2. การตีความกฎหมายที่กว้างเกินจำเป็น]
.
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีบทลงโทษที่หนัก (จำคุก 3–15 ปีต่อกรรม) โดยไม่มีระดับความรุนแรงของการกระทำให้พิจารณาเป็นลำดับขั้น และไม่มีคำจำกัดความชัดเจนของคำว่า ‘หมิ่นประมาท’ หรือ ‘ดูหมิ่น’ ในบริบทของการวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็น ขณะที่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ก็มักถูกใช้ควบคู่กับ ม.112 โดยอัตโนมัติในคดีลักษณะนี้ แม้ข้อความจะถูกส่งผ่านเพียงแค่ SMS ซึ่งเป็นระบบสื่อสารพื้นฐาน ไม่ใช่แพลตฟอร์มออนไลน์หรือฐานข้อมูลที่สามารถสร้างผลกระทบในวงกว้าง
.
นอกจากนี้ การตีความว่า ‘ข้อความเท็จที่กระทบต่อความมั่นคง’ สามารถครอบคลุมถึงการพิมพ์ SMS ส่วนบุคคล จึงเป็นการขยายขอบเขตกฎหมายที่เกินขอบเขตของเจตนารมณ์เดิม อาจเปิดช่องให้ใช้เป็นเครื่องมือจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก
.
[3. การจำกัดสิทธิประกันตัวและการเลือกปฏิบัติ]
.
แม้จำเลยจะมีอายุมาก (61 ปี) และป่วยด้วยโรคร้ายแรง แต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวในหลายครั้ง ทั้งที่กฎหมายรับรองสิทธิในการสันนิษฐานว่า ‘ผู้ต้องหายังเป็นผู้บริสุทธิ์’ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด การควบคุมตัวเขาตลอดกระบวนการพิจารณาและอุทธรณ์ จึงเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพที่อาจไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายมนุษยธรรม และทำให้จำเลยเสียชีวิตในสถานะ ‘นักโทษ’ ทั้งที่คดียังไม่สิ้นสุด
.
[4. ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกระบวนการยุติธรรมไทย]
.
กรณีนี้ได้รับความสนใจจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีองค์กรสิทธิมนุษยชนจำนวนมากออกมาแสดงความกังวลถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่คำนึงถึงความสมดุลระหว่าง ‘ความมั่นคงของรัฐ’ กับ ‘สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน’ การใช้ ม.112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กับผู้สูงอายุที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน อาจทำให้ภาพลักษณ์ของกระบวนการยุติธรรมไทยถูกตั้งคำถามในระดับสากล
.
จากการตั้งข้อสังเกตทั้ง 4 ประการข้างต้น สามารถสะท้อนปัญหาการใช้ มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กับกรณีของ อำพล ตั้งนพกุล ยังมีช่องโหว่และข้อบกพร่องของกระบวนการยุติธรรมในรัฐไทยและการบังคับใช้กฎหมายภายใต้เงื่อนไขที่ซับซ้อนและเปราะบางเช่น แม้กฎหมายจะมีเป้าหมายในการปกป้องสถาบันหลักของชาติ แต่การดำเนินการใช้กฎหมายโดยปราศจากการพิจารณาเจตนา บริบท และหลักฐานอย่างรอบด้าน อาจก่อให้เกิดความอยุติธรรมที่ส่งผลย้อนกลับต่อทั้งประชาชนและตัวบทกฎหมายเอง
.
และคำถามที่ยังค้างคาในใจสังคมไทยมาจนถึงทุกวันนี้ คือ ‘ความมั่นคงของรัฐ’ ต้องแลกมาด้วยชีวิตของชายชราผู้หนึ่งจริงหรือ?
BrandThink

อ้างอิง: อำพล: อากงเอสเอ็มเอส จาก ฐานข้อมูลคดีเสรีภาพ https://shorturl.asia/68Upv
คำพิพากษาศาลอาญา ในคดีหมายเลขแดงที่ อ.4726/2554 https://shorturl.asia/lLM8e
ThaiPBS รายงานข่าว “อากง 112” เสียชีวิต (8 พ.ค. 55) https://shorturl.asia/4Jx89
“กลับบ้านเรานะ ตอนนี้เค้าปล่อยตัวลื้อแล้ว” ภรรยาอากง https://shorturl.asia/68Upv

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1549760833378914&set=a.811136580574680



ผู้โดยสารบนเรือเอ็มวี ฮอนเดียส ที่เกิดการระบาดของเชื้อฮันตาไวรัส ได้ออกมาเผยภาพเหตุการณ์บนเรือหลังจากกัปตันเรือแจ้งว่ามีผู้เสียชีวิตบนเรือรายแรกจากไวรัสดังกล่าว

https://www.youtube.com/shorts/yN5OLmVniDs

https://www.youtube.com/shorts/odnlF9mFqCw?feature=share








https://x.com/Reuters/status/2052793148158407056
.....
สำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (UKHSA) ได้ยืนยันการพบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อไวรัสฮันตารายใหม่ เป็นชายชาวอังกฤษที่ปัจจุบันอาศัยอยู่บนเกาะ Tristan da Cunha อันห่างไกล ชายผู้นี้เคยเป็นผู้โดยสารบนเรือ MV Hondius ซึ่งเป็นเรือสำราญสำหรับการสำรวจเส้นทางธรรมชาติสุดหรู และกำลังตกเป็นศูนย์กลางของวิกฤตด้านสาธารณสุขระดับนานาชาติในขณะนี้

รายละเอียดสำคัญของการระบาด

กรณีผู้ป่วยบนเกาะ Tristan da Cunha: ชายชาวอังกฤษรายนี้กำลังอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังบนเกาะดังกล่าว ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่เพียงราว 200 คนเท่านั้น เรือลำนี้ได้แวะจอดที่เกาะเมื่อวันที่ 15 เมษายน ด้วยความที่เกาะ Tristan da Cunha เป็นพื้นที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่ซึ่งตั้งอยู่อย่างห่างไกลที่สุดในโลก—โดยต้องใช้เวลาเดินทางด้วยเรือถึง 6 วันเพื่อไปยังเกาะเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุดอย่างเกาะ St Helena—การตรวจพบผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อโรคติดต่อจึงสร้างความกังวลอย่างยิ่งให้กับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

เชื้อก่อโรค: การระบาดครั้งนี้เกิดจากเชื้อไวรัสฮันตา สายพันธุ์ Andes ซึ่งโดยปกติมักพบในทวีปอเมริกาใต้ ความแตกต่างจากไวรัสฮันตาสายพันธุ์อื่นส่วนใหญ่ที่แพร่กระจายผ่านมูลของสัตว์ฟันแทะเท่านั้น คือสายพันธุ์ Andes นี้เป็นที่ทราบกันดีว่าสามารถแพร่เชื้อจากคนสู่คนได้ (แม้จะเป็นกรณีที่เกิดขึ้นได้ยาก) โดยมักเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ที่มีการสัมผัสใกล้ชิดกันมากเท่านั้น

ยอดผู้ได้รับผลกระทบในปัจจุบัน (ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2026):

ผู้เสียชีวิต 3 ราย: ประกอบด้วยคู่สามีภรรยาชาวดัตช์ และชายชาวเยอรมัน 1 ราย

ผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยัน 5 ราย: ประกอบด้วยชาวอังกฤษ 2 ราย ชาวดัตช์ 1 ราย และชาวสวิส 1 ราย ซึ่งกำลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วโลก

ผู้ต้องสงสัยติดเชื้อเพิ่มเติม: รวมถึงชายชาวอังกฤษที่อยู่บนเกาะ Tristan da Cunha และบุคคลอื่นๆ ที่เคยอยู่บนเรือหรือมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้โดยสาร

สถานะของเรือ: ขณะนี้เรือ MV Hondius กำลังมุ่งหน้าไปยังเกาะ Tenerife ในหมู่เกาะ Canary Islands ซึ่งเจ้าหน้าที่ของสเปนมีแผนที่จะดำเนินการฆ่าเชื้อภายในเรือ และอพยพผู้โดยสารรวมถึงลูกเรือที่เหลืออยู่จำนวน 147 คนออกจากเรือ

มาตรการรับมือของท้องถิ่นบนเกาะ Tristan da Cunha

Philip Kendall ผู้บริหารเกาะ Tristan da Cunha ได้ยืนยันว่า ชาวเกาะที่มีการสัมผัสใกล้ชิดกับเรือลำดังกล่าวได้รับคำแนะนำให้กักตัวเพื่อเฝ้าระวังอาการ (Self-isolate) โดยมีรายงานว่าชาวเกาะรายหนึ่งถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการ และภรรยาของเขาก็กำลังอยู่ในระหว่างการกักตัวเพื่อความปลอดภัยเช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันว่า แม้ไวรัสชนิดนี้จะเป็นอันตรายต่อผู้ติดเชื้อ แต่ความเสี่ยงที่จะเกิดการ "แพร่ระบาด" ในวงกว้างสำหรับประชาชนทั่วไปยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากโดยปกติแล้ว การแพร่เชื้อจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการสัมผัสใกล้ชิดกันเป็นระยะเวลานานเท่านั้น




หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอล เดินหน้ากดดันอิหร่านในประเด็นโครงการนิวเคลียร์มาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด สมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ จำนวนหนึ่ง ออกมาเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศ เปิดข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของอิสราเอล หลังจากคลุมเครือมานานหลายทศวรรษ





https://x.com/ThaiPBS/status/2052792132893806626



 

4 ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในรายการทอล์คโชว์ช่วงดึกและเคเบิลทีวีของอเมริกา ร่วมกันโจมตี โดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่พันธมิตรของทรัมป์ประณามพิธีกรทั้งสี่ว่าเป็น “เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง” ในขณะที่ผู้ชมจำนวนมากและผู้ต่อต้านทรัมป์ต่างยกย่องเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การบอกความจริงที่รอคอยมานาน”


https://www.facebook.com/photo/?fbid=122170737866940177&set=a.122100800630940177

Global Political Insights
17 hours ago
·
COLBERT, KIMMEL, FALLON & MADDOW UNITE IN A FEROCIOUS, NO-HOLDS-BARRED, ALL-OUT ASSAULT ON DONALD TRUMP — LAUNCH A DEVASTATING ON-AIR BOMBSHELL ACCUSING HIM OF “USING HIS VAST FORTUNE TO BRIBERY, BUY OFF CRIMES, SILENCE WITNESSES AND SYSTEMATICALLY CORRUPT THE ENTIRE JUSTICE SYSTEM” IN ONE OF THE MOST SAVAGE AND COORDINATED MEDIA ATTACKS IN TELEVISION HISTORY!

New York City – May 07, 2026

A NIGHT OF UNPRECEDENTED TELEVISION WARFARE.

In a rare and extraordinarily aggressive coordinated strike, the four most powerful voices in American late-night and cable television — **Stephen Colbert, Jimmy Kimmel, Jimmy Fallon, and Rachel Maddow** — joined forces to launch a blistering, no-mercy assault on Donald Trump, directly accusing him of using his enormous wealth to buy off crimes, silence witnesses, and corrupt the justice system.

The four hosts delivered one devastating blow after another, creating a synchronized wave of condemnation that has dominated the national conversation.

Stephen Colbert led the charge with sharp fury:
“Trump doesn’t just commit crimes — he monetizes them. He uses his fortune like a criminal empire boss to buy silence, bribe, intimidate, and bend the law to his will.”

Jimmy Kimmel followed with raw anger:
“This is not politics. This is straight-up corruption. Paying to cover up crimes, buying influence over the justice system — if that’s not the behavior of a criminal enterprise, I don’t know what is.”

Jimmy Fallon dropped his usual humor and spoke with serious intensity:
“He treats the American justice system like something he can purchase at will. That’s not a leader. That’s a man who thinks he’s above the law because he can afford to be.”

Rachel Maddow delivered the most detailed and damaging indictment:
“We are witnessing a clear, repeated pattern — using hundreds of millions of dollars to obstruct justice, buy loyalty, and evade accountability. This is systemic corruption at the highest level, and it threatens the very foundation of American democracy.”

The united media offensive has triggered an immediate and explosive backlash. Trump’s allies have furiously denounced the four hosts as “propaganda weapons of the radical left,” while many viewers and anti-Trump voices are praising the moment as “long-overdue truth-telling.”

This coordinated attack marks one of the most intense and synchronized media condemnations against Donald Trump in recent memory.

The message from America’s biggest late-night voices was loud, clear, and unrelenting:

**“Trump isn’t just breaking the law — he’s trying to buy the law itself.”**
.....

แปลไทย

โคลเบิร์ต, คิมเมล, ฟอลลอน และแมดโดว์ ผนึกกำลังเปิดฉากโจมตี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างดุเดือด ไร้ขีดจำกัด และทุ่มสุดตัว — พร้อมปล่อยระเบิดลูกใหญ่กลางรายการสด กล่าวหาว่าเขา “ใช้อภิมหาทรัพย์สินของตนเพื่อติดสินบน ซื้อความพ้นผิดจากอาชญากรรม ปิดปากพยาน และบ่อนทำลายระบบยุติธรรมทั้งหมดอย่างเป็นระบบ” ซึ่งถือเป็นการโจมตีผ่านสื่อที่ดุเดือดและมีการประสานงานกันอย่างเป็นเอกฉันท์ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการโทรทัศน์!

นครนิวยอร์ก – 7 พฤษภาคม 2026

ค่ำคืนแห่งสงครามโจมตีทรัมป์บนจอทีวี

ในการผนึกกำลังโจมตีร่วมกันที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักและมีความดุดันอย่างยิ่งนี้ สี่ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดแห่งวงการรายการช่วงดึกและเคเบิลทีวีของอเมริกา ได้แก่ **Stephen Colbert, Jimmy Kimmel, Jimmy Fallon และ Rachel Maddow** — ได้รวมพลังกันเพื่อเปิดฉากโจมตี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างดุเดือดและไร้ความปรานี โดยกล่าวหาเขาโดยตรงว่าใช้อภิมหาทรัพย์สินของตนเพื่อซื้อความพ้นผิดจากอาชญากรรม ปิดปากพยาน และบ่อนทำลายระบบยุติธรรม

พิธีกรทั้งสี่คนต่างระดมปล่อยหมัดเด็ดเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดกระแสการประณามที่ประสานสอดคล้องกันจนกลายเป็นประเด็นหลักที่ครอบงำบทสนทนาของผู้คนทั่วทั้งประเทศ

Stephen Colbert เป็นผู้นำทัพเปิดฉากโจมตีด้วยความโกรธเกรี้ยวและเฉียบคม:
“ทรัมป์ไม่ได้แค่ก่ออาชญากรรมเท่านั้น แต่เขายังเปลี่ยนอาชญากรรมเหล่านั้นให้กลายเป็นเม็ดเงินอีกด้วย เขาใช้ทรัพย์สินของตนราวกับเป็นเจ้าพ่ออาชญากร เพื่อซื้อความเงียบงัน ติดสินบน ข่มขู่ และบิดเบือนกฎหมายให้เป็นไปตามอำเภอใจของเขา”

Jimmy Kimmel กล่าวเสริมด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างเปิดเผย:
“นี่ไม่ใช่เรื่องของการเมือง แต่นี่คือการคอร์รัปชันอย่างโจ่งแจ้ง การจ่ายเงินเพื่อปกปิดอาชญากรรม การใช้เงินซื้ออิทธิพลเหนือระบบยุติธรรม — หากพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่พฤติกรรมขององค์กรอาชญากรรม แล้วผมก็ไม่รู้แล้วล่ะว่าอะไรถึงจะใช่”

Jimmy Fallon ละทิ้งอารมณ์ขันตามปกติของเขา แล้วหันมาพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังและหนักแน่น:
“เขาปฏิบัติต่อระบบยุติธรรมของอเมริกาประหนึ่งว่าเป็นสินค้าที่เขาสามารถใช้เงินซื้อหามาได้ตามใจชอบ นั่นไม่ใช่คุณสมบัติของผู้นำเลยแม้แต่น้อย แต่นั่นคือพฤติกรรมของผู้ชายที่คิดว่าตนเองอยู่เหนือกฎหมาย เพียงเพราะเขามีเงินมากพอที่จะทำเช่นนั้นได้”

Rachel Maddow ได้นำเสนอข้อกล่าวหาที่ละเอียดและสร้างความเสียหายมากที่สุด:
“เรากำลังได้เห็นรูปแบบที่ชัดเจนและเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นคือการใช้เงินหลายร้อยล้านดอลลาร์เพื่อขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ซื้อความจงรักภักดี และหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ นี่คือการคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างในระดับสูงสุด และมันกำลังคุกคามรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตยแบบอเมริกันอย่างร้ายแรง” 

การโจมตีทางสื่ออย่างพร้อมเพรียงกันได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้ที่รุนแรงและฉับพลัน พันธมิตรของทรัมป์ประณามพิธีกรทั้งสี่คนอย่างดุเดือดว่าเป็น “เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง” ในขณะที่ผู้ชมจำนวนมากและผู้ต่อต้านทรัมป์ต่างยกย่องเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การบอกความจริงที่รอคอยมานาน”

การโจมตีที่ประสานงานกันนี้ถือเป็นการประณามทางสื่อที่รุนแรงและพร้อมเพรียงกันที่สุดครั้งหนึ่งต่อโดนัลด์ ทรัมป์ในรอบหลายปีที่ผ่านมา

ข้อความจากบรรดาผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในรายการทอล์คโชว์ช่วงดึกของอเมริกา ดังชัดเจนและไม่ยอมอ่อนข้อ:
**“ทรัมป์ไม่ได้แค่ละเมิดกฎหมาย แต่เขากำลังพยายามซื้อตัวกฎหมายเอง”**




มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ คาดหวังการตอบรับจากอิหร่านต่อข้อเสนอสันติภาพล่าสุดภายในสิ้นวันนี้ ขณะที่การปะทะกันประปรายระหว่างกองกำลังอิหร่านและเรือของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไปในช่องแคบฮอร์มุซ








https://x.com/Reuters/status/2052815797559427420

สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงวิกฤต ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 โดยมีพัฒนาการดังต่อไปนี้:

กำหนดเส้นตายข้อเสนอสันติภาพ: รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โค รูบิโอ ซึ่งขณะนี้อยู่ในกรุงโรม ยืนยันว่าวอชิงตันคาดหวังการตอบรับจากเตหะรานในวันนี้เกี่ยวกับข้อเสนอสันติภาพใหม่ ข้อตกลง "ชั่วคราว" นี้ ซึ่งมีรายงานว่าได้รับการไกล่เกลี่ยโดยปากีสถาน เสนอให้ยุติสงครามอย่างเป็นทางการ เปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และหยุดการสู้รบเป็นเวลา 30 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจาเชิงลึกในประเด็นต่างๆ เช่น โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

การปะทะกันอย่างต่อเนื่อง: แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงที่ทำไว้เมื่อเดือนที่แล้ว แต่ความรุนแรงอย่างมากก็ปะทุขึ้นในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ กองทัพสหรัฐฯ รายงานว่าเรือรบ USS Truxtun, USS Rafael Peralta และ USS Mason ได้สกัดกั้นการโจมตีโดยไม่มีการยั่วยุจากเรือเล็ก ขีปนาวุธ และโดรนของอิหร่าน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กองกำลังสหรัฐฯ ได้ทำลายเรือบรรทุกน้ำมันที่ติดธงอิหร่านสองลำ ซึ่งอ้างว่าพยายามฝ่าฝืนการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน

สถานะทางทหาร: รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศว่า "ปฏิบัติการ Epic Fury" ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางทหารเบื้องต้น ได้สิ้นสุดลงแล้ว ความพยายามต่อมาในการรักษาความปลอดภัยช่องแคบ ซึ่งมีชื่อว่า "โครงการ Freedom" ถูกระงับชั่วคราวโดยประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเจรจาทางการทูต แม้ว่ารูบิโอจะเน้นย้ำว่าเรือของสหรัฐฯ จะยังคงป้องกันตนเองหากถูกยิง

ผลกระทบในระดับภูมิภาค: สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รายงานว่าได้สกัดกั้นขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านหลายลำเมื่อวันศุกร์ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อยสามราย ขณะเดียวกัน อับบาส อาราคชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวหาว่าสหรัฐฯ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง โดยระบุว่าการเคลื่อนไหวทางเรือของสหรัฐฯ เป็น "การผจญภัยทางทหารที่ประมาท"

ตลาดโลกกำลังจับตาดูเส้นตายนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อันเนื่องมาจากการที่เรือพาณิชย์หลายร้อยลำยังคงติดขัดอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย




The US is losing its soft power punch ภายใต้การปกครองของทรัมป์ ภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในสายตาของทั่วโลกเปลี่ยนจากบวกเป็นลบ: +22% เมื่อสองปีก่อน เหลือ -16% ในปัจจุบัน - the 2026 Global Soft Power Index ยืนยันว่าท่าที "อเมริกามาก่อน" (America First) ทำให้ชื่อเสียงของสหรัฐฯ ตกต่ำที่สุดในบรรดาประเทศต่างๆ





https://x.com/steve_hanke/status/2052748764960436304

การ์ตูนล้อการเมืองนี้เป็นภาพล้อเลียนของโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนอยู่บนก้อนหินที่มีป้ายกำกับว่า "สร้างศัตรู" โดยหันหน้าหนีจากกราฟที่แสดงให้เห็นถึงการรับรู้ของทั่วโลกที่มีต่อสหรัฐอเมริกาที่ลดลง

กราฟนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างแนวโน้มขาลงของสหรัฐฯ กับแท่งสีแดงที่กำลังเพิ่มขึ้นซึ่งแสดงถึงจีน และแท่งสีน้ำเงินที่เป็นกลางสำหรับรัสเซีย

การ์ตูนนี้มีชื่อว่า "การรับรู้ของทั่วโลก" และสร้างโดยสตีฟ แฮงค์ ตามลายน้ำที่มุมขวาบน

ภาพจากการ์ตูนนี้ปรากฏในการอภิปรายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงต้นปี 2026
.....

สหรัฐฯ กำลังสูญเสียอิทธิพลทางด้านวัฒนธรรม (Soft Power) ไป

ภายใต้การปกครองของทรัมป์ ภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในสายตาของทั่วโลกเปลี่ยนจากบวกเป็นลบ: +22% เมื่อสองปีก่อน เหลือ -16% ในปัจจุบัน

ดัชนีอิทธิพลทางด้านวัฒนธรรมระดับโลกปี 2026 ยืนยันว่าท่าที "อเมริกามาก่อน" (America First) ทำให้ชื่อเสียงของสหรัฐฯ ตกต่ำที่สุดในบรรดาประเทศต่างๆ

การลดลงจากภาพลักษณ์ที่ดีไปสู่ภาพลักษณ์ที่เป็นลบ สอดคล้องกับแนวโน้มที่กว้างขึ้น ซึ่งสหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็น "ผู้นำที่น่าเชื่อถือ" น้อยลง และเป็น "มหาอำนาจที่ก่อกวน" มากขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการลดลง

ช่องว่างด้านชื่อเสียง: เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของดัชนีเหล่านี้ที่จีนแซงหน้าสหรัฐอเมริกาในหมวดชื่อเสียง ในขณะที่สหรัฐอเมริกายังคงเป็นผู้นำในด้านความคุ้นเคย (ทุกคนรู้จักแบรนด์และภาพยนตร์อเมริกัน) แต่กลับตกต่ำลงอย่างมากในด้านการปกครองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ค่านิยมเทียบกับการแลกเปลี่ยน: การเปลี่ยนแปลงไปสู่การทูตแบบแลกเปลี่ยนได้กัดเซาะเสาหลัก "ผู้คนและค่านิยม" ผู้ชมทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะมองสหรัฐอเมริกาว่าเป็น "ผู้ใจกว้าง" หรือ "พลังแห่งความดี" น้อยลง 10-20% เมื่อเทียบกับสองปีก่อน

การผงาดของคู่แข่ง: จีนได้เสริมสร้างตำแหน่งของตนโดยมุ่งเน้นไปที่ "ความสอดคล้องของนโยบาย" และโครงสร้างพื้นฐาน (เช่น โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง) นำเสนอตัวเองเป็นทางเลือกที่มั่นคงกว่าสิ่งที่หลายคนมองว่าเป็นความผันผวนทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา

อะไรที่ช่วยสหรัฐอเมริกาไว้ (ในตอนนี้)

เหตุผลเดียวที่สหรัฐอเมริกายังไม่ตกเป็นรองจีนในการจัดอันดับโดยรวมคือ

การครองความเป็นใหญ่ทางการค้า: แบรนด์อย่าง Apple, Coca-Cola และ NVIDIA ยังคงได้รับความเคารพ

นวัตกรรม: สหรัฐอเมริกายังคงเป็นอันดับ 1 ในด้านศิลปะและความบันเทิง และการสำรวจอวกาศ

อิทธิพลเชิงอำนาจ: ความสามารถของสหรัฐอเมริกาในการกำหนดวาระระดับโลก แม้จะผ่านความขัดแย้ง ก็ทำให้คะแนน "อิทธิพล" ของสหรัฐอเมริกายังคงสูงอยู่ แม้ว่าอิทธิพลนั้นจะถูกมองในแง่ลบในปัจจุบันก็ตาม




วันศุกร์, พฤษภาคม 08, 2569

งบจัดการทำประชามติ ๘ กุมภา ๘,๙๐๐ ล้าน ละลายน้ำไปทันใด “ทำซากศพร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และอยู่กับซากผุ ๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันต่อไป”

ค่อนข้างแน่ว่ารัฐบาล อนุทิน ๑๐.๒ จะไม่ดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตามอาณัติประชามติ ๒๑.๖ ล้านเสียง เมื่อวันที่ ๘ กุมภา งบจัดการ ๘,๙๐๐ ล้าน ละลายน้ำไปทันใด ตามที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร กระทุ้ง

“ไม่ต้องถามว่า ประชามติทำซากอะไร เพราะมีคำตอบในตัวแล้วว่า ทำซากศพร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และอยู่กับซากผุ ๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันต่อไป”

ระยะเวลา ๖๐ วันที่ ครม.ต้องนำเอาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ค้างในวาระ ๒-๓ ของรัฐสภา มาพิจารณาต่อ ตามอาณัติของประชามตินั้น จะครบกำหนดวันที่ ๑๓ พฤษภา คงจะผ่านแล้วผ่านเลย หลังจากนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเริ่มต้นใหม่

เทวฤทธิ์ มณีฉาย หนึ่งใน สว.สายก้าวหน้าที่เป็นเสียงส่วนน้อย พยายามเร่งเร้าให้คณะรัฐมนตรีเร่งรัดจัดการ คงเป็นได้เพียงเสียงน้ำซัดหาดทราย ในเมื่อการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งที่ ๒ ในเรื่องด่วน พิจารณาร่างต่างๆ ที่ค้างอยู่ และยกยอดมาสภาชุดนี้

แต่รายการที่รัฐบาลเลือกเอาเรื่องที่ค้างมาพิจารณาในวันที่ ๑๕ พฤษภานี้เพียง ๓๑ ร่าง (เป็นร่างของ ครม. ๒๑ เรื่อง ของ สส.อีก ๑๐ เรื่อง) ไม่มีการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ม.๒๕๖ และ หมวด ๑๕/๑ เนื้อหา รธน.ใหม่ พร้อมเรื่องสำคัญอื่นๆ อีก ๔-๕ ร่าง

เหตุที่ “รัฐบาลสีน้ำเงินไม่ยืนยันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ค้างการพิจารณา เพราะเนื้อหาที่ถูกปรับแก้ ทั้งในชั้นกรรมาธิการและในรัฐสภา เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความมั่นคงทางการเมือง” บทความ เนชั่นสุดสัปดาห์กระซวก

เนื่องจาก “การกำหนดคุณสมบัติแบบเข้ม เพื่อคัดกรองคนที่เข้ามาทำหน้าที่ยกร่างเนื้อหารัฐธรรมนูญ มีกลไกที่เอื้อให้กับ ‘บางพรรค-บางสี’ ที่กระแสดี ติดลมบนทางการเมือง ในช่วงก่อนเลือกตั้ง ๖๙ ได้ตัวแทนเข้าไปนั่งทำหน้าที่ สสร.”

อีกทั้ง กรณี “การตัดอำนาจ สว.ให้ความเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกรณีห้ามแก้ไขหมวด ๑ บททั่วไป และหมวด ๒ พระมหากษัตริย์ ที่ไม่เขียนไว้ชัดเจน” จนอ้างได้ว่าจะ “เสี่ยงทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคม” จึงต้องทำเนียนปัดตกซะงั้น

แต่มีบางเสียงทำให้ทึ่งตลึงงัน เมื่อ สศจ. Somsak Jeamteerasakul เอามาโพสต์ “มีข่าว” อนุทินไม่ไปต่อแก้ รธน.เพราะ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชดำรัสว่า “รัฐธรรมนูญก็ดีอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องแก้”

Nah ไม่น่าจะใช่อย่างนั้น พระองค์ไม่ทรงดำรัสอะไรที่ทำลายเจตนารมณ์ประชาชนหรอก

(https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/ibgy2vNY7, https://www.facebook.com/nationweekend/posts/33DsA492k, https://www.facebook.com/bus.tewarit/posts/27GT3nh6ot และ https://www.facebook.com/ThePoliticsByMatichon/posts/MgEcRhM6)