วันจันทร์, เมษายน 03, 2560

บทสวดใช้เป็นหลักฐานยืนยันความถูกต้องได้ด้วยหรอ??? ดู 'วิษณุ เครืองาม' ตอบคำเรียกร้องของ 'เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ' ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ขอให้เปิดข้อเท็จจริงเรื่องการมีทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นระหว่างปี 2548 - 2557 (87 ล้าน) มีการเสียภาษีครบถ้วนหรือไม่




https://www.facebook.com/VoiceTVonline/videos/10156348041639848/

'วิษณุ' ยกบทสวดบังสุกุล ตอบโต้ 'เรืองไกร' ยันเสียภาษีถูกต้อง

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นระหว่างปี 2548 - 2557 ค่าใช้จ่ายที่ส่งบุตรไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาและมีการเสียภาษีครบถ้วนหรือไม่ ขณะที่นายวิษณุ ยืนยันเสียภาษีถูกต้อง พร้อมยกบทสวดบังสุกุล ตอบโต้นายเรืองไกร

ที่มา


Voice TV 21

ooo


วิษณุ รับทรัพย์สินพุ่ง87ล้านจริง แต่เป็นอสังหาริมทรัพย์ แสบ ฝากสวดบังสุกุลให้ เรืองไกร





3 เม.ย. 60
ที่มา มติชนออนไลน์

“วิษณุ” ตะเพิด “เรืองไกร” ไปป.ป.ช. ดูบัญชีทรัพย์สิน ยัน แจงหลักฐานถูกต้อง ท่องบทสวด พระธรรมคุณ-บังสุกุล ก่อนขึ้นรถ

เมื่อวันที่ 3 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้มีการตรวจสอบการเสียภาษีย้อนหลัง 9 ปี ของนายวิษณุเนื่องจากเห็นว่ามูลค่าทรัพย์สินมีเพิ่มมากขึ้น 87 ล้านบาท ว่า เรื่องดังกล่าวตนเคยยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปแล้ว พร้อมแนบรายการเสียภาษีเงินได้ หากหน่วยงานของรัฐหน่วยงานใดมีข้อสงสัยก็ต้องเข้ามาตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นกรมสรรพากร หรือป.ป.ช. หากเขาสงสัยตรงไหนแล้วต้องการเรียกให้ไปชี้แจงตนก็ยินดีนำเอกสารหลักฐานไปชี้แจงทุกประการ เพราะตนมีหลักฐานทั้งหมดไว้เรียบร้อย และเคยยื่นหลักฐานเหล่านี้ไปแล้วเช่นกัน ไม่ได้มีปัญหา

“การที่คุณเรืองไกรมาตั้งข้อกล่าวนั้น ไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหาว่าผมทุจริต แต่เป็นการตั้งข้อสงสัยเท่านั้นเองว่าทำไมมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น แต่การมองว่าเพิ่มขึ้นนั้นไม่ใช่เป็นการสังเกตการเพิ่มขึ้นในการเพิ่มขึ้นขาเข้าดำรงตำแหน่ง เทียบกับขาออกจากตำแหน่งในตำแหน่งเดียวกันนั้น แต่เป็นการไปเปรียบเทียบกับเมื่อครั้งในสมัยรัฐบาลทักษิณแล้วทิ้งช่วงไป 9 ปี ซึ่งช่วง 9 ปีนั้นผมก็ไปทำมาหากิน แล้วก็กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งและได้มายื่นบัญชีทรัพย์อีก ก็นำช่วง 9 ปีนั้นมาดูว่าที่ยื่นครั้งสุดท้ายสมัยนายกฯทักษิณนั้นได้เคยยื่นไว้ว่ามีเงินได้และทรัพย์สินเท่านี้ พอ9ปีผ่านพ้นไปมาเป็นรองนายกฯในรัฐบาลนายกฯประยุทธ์ได้ยื่นไปว่ามีเงินได้และทรัพย์สินดังต่อไปนี้ แล้วงอกเงยมาได้อย่างไรในช่วง 9 ปี อย่างที่คุณเรืองไกรพูดว่า 87 ล้านบาท ซึ่งผมก็ไม่มีปัญหาในการชี้แจงเพราะมีหลักฐานแสดง” นายวิษณุกล่าว

นายวิษณุกล่าวต่อว่า แต่ถ้ามางอกเงยตอนที่กำลังเป็นรองนายกฯในตอนนี้ สมมติว่าตอนเข้ามามี 100 ล้านบาท แล้วตอนออกไปมี 200 ล้านบาทอย่างนั้นก็ถือว่าผิดปกติ แต่กรณีที่ทิ้งช่วง 9 ปีนั้นไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินอะไรก็ไปทำมาหากิน ผมก็ไปเป็นกรรมการบริษัท มีทรัพย์สินงอกเงยขึ้นมาจริงๆ แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมานั้นผมจำไม่ได้ว่ามีกี่ล้าน ซึ่งตัวเลขที่เขาบอกว่า 80 กว่าล้านนั้นก็อาจจะใช่ เพราะเป็นไปตามที่ผมระบุไว้ เงินที่เพิ่มมาส่วนใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของทรัพย์สิน ไม่ใช่เรื่องของเงินสดที่มากองอยู่ ไม่ใช่เรื่องของรายได้

นายวิษณุ กล่าวว่า กรณีของตนนี้ก็เหมือนกับกรณีของนักการเมือง 60 ราย ซึ่งกรมสรรพากรได้รายงานให้ตนทราบว่า คนเหล่านั้นได้ไปชี้แจงต่อกรมสรรพากรให้เข้าใจเรียบร้อยแล้ว และได้รับการปล่อยไปเกือบหมด เหลือเพียงบางที่ยังไม่มาชี้แจง แต่ตนไม่ทราบว่ามีกี่ราย เขาสามารถชี้แจงได้ว่าตอนที่ยื่นเสียภาษีมีราคาประเมินอีกราคาหนึ่ง แต่เมื่อยื่นอีกครั้งเป็นราคาประเมินอีกราคาหนึ่งทำให้มูลค่าทรัพย์สินเพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่ว่ามีเงินมากองตรงหน้ามากขึ้น

“อย่างผมก็อยู่ในข่าย 60 นักการเมืองนั้นที่บางทีเป็นการได้ทรัพย์สินที่เป็นมรดกหรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้าใครสงสัยว่าเป็นนิติกรรมอำพรางหรือไม่ ก็ไปตรงสอบได้ว่าได้มาจากใคร ได้มาโดยวิธีใด ได้มาอย่างไร สำหรับผมยืนยันว่าทรัพย์สินที่งอกเงยมานั้นผมได้เสียภาษีถูกต้องทั้งหมด เพราะถ้าเป็นส่วนงอกเงยจากเงินได้ก็ต้องเสียภาษี แต่ถ้างอกเงยจากที่ดินที่ได้รับมาจากการให้ซึ่งมีทั้งประเภทที่ต้องเสียภาษีและไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งพวกคุณคงเข้าใจว่าที่ดินประเภทไหนที่ไม่ต้องเสียภาษีเช่นที่ดินที่ได้จากบิดามารดาไม่ได้เสีย และผมเองก็มีทรัพย์สินมูลค่าที่ลงทุนในกองทุนLTF,RTF ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาในช่วง 9 ปี ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นจำนวนเงินไม่มาก แต่ส่วนที่เป็นเงิน 70-80 ล้านบาทนั้นเป็นส่วนของอสังหาริมทรัพย์” นายวิษณุกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากนายเรืองไกรต้องการทราบข้อมูลการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายวิษณุสามารถไปขอดูได้ที่สำนักงานป.ป.ช.ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่เขาต้องไปพูดกับป.ป.ช.เอง เพราะตนไม่มีหน้าที่นำไปเปิดเผยต่อเขา เพราะเขาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ และแม้นว่าตนเปิดเผยต่อเจ้าหน้าที่แล้วเจ้าหน้าที่นำไปเปิดเผยต่ออีกก็ถือว่ามีความผิดตามมาตรา 25 แห่งพ.ร.บ.ป.ป.ช. เพราะเขาไม่ให้พูด ถือเป็นความลับ และหากนำมาพูดกับบุคคลที่ไมใช่เจ้าหน้าที่รัฐหรือข้าราชการก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว แต่ก็สามารถไปดูได้จากการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินได้
เมื่อถามว่ากังวลว่านับจากนี้จะถูกขุดคุ้ยเรื่องต่างๆขึ้นมาอีกหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “ไม่มีปัญหา ส่วนที่มีการไประบุถึงกรณีที่ตนส่งลูกเรียนต่างประเทศนั้นก็เป็นเรื่องจริง ตนส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ ไม่มีปัญหา ไม่ใช่เรื่องปกปิด ปิดบัง เมื่อถามว่ามองว่าเป็นการเอาคืนทางการเมืองหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวเพียงสั้นๆว่า “ไม่ขอตอบอะไร วิญญูชนย่อมรู้ได้ด้วยตัวเอง ก็เลยไม่ตื่นเต้นอะไร”

ผู้สื่อข่าวรางานว่า ในช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ นายวิษณุได้ย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า รู้จักบทสวดมนต์บทพระธรรมคุณหรือไม่ ที่ว่าด้วย “สะหวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฺฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ” แปลว่าเรื่องอย่างนี้วิญญูชนก็พึงรู้ได้ด้วยตัวเองว่ามีอะไรเกิดขึ้น เคยสวดกันไหม เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องสวดบทแผ่เมตตาหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “อันนั้นเอาไว้ทีหลัง” ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า จะฝากบทสวดนั้นให้กับใครใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า “รายนั้นต้องใช้บทสวด อะนิจจา วะตะสังขารา ซึ่งเป็นบทสวดบังสุกุล” ก่อนขึ้นรถเดินทางออกจากทำเนียบ