วันศุกร์, ตุลาคม 30, 2569

"ความเจริญมาเยือน" ไอหยา "กูรวยไม่ไหวแล้วโว้ย"



จุดเริ่มต้นจากวาทกรรม "ครัวของโลก"

นโยบายในอดีต: รัฐบาลและภาคส่วนต่างๆ ของไทยเคยมีนโยบายและวิสัยทัศน์ที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น "ครัวของโลก" (Kitchen of the World) โดยเน้นการเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตร อาหาร และผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพสูงไปทั่วโลก เนื่องจากมีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรเกษตรกรรม
ความพลิกผันสู่ฉายาเสียดสี "ถังขยะโลก"

คำว่า "ถังขยะโลก" ในบริบทสังคมและการเมืองไทยมักสะท้อนถึงปัญหาเรื้อรังหลายประการที่ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเปลี่ยนไปในทางตรงกันข้าม เช่น:

ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพิษข้ามชาติ: ไทยเคยตกเป็นเป้าหมายในการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และกากอุตสาหกรรมอันตรายจากประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากช่องโหว่ทางกฎหมายและการบังคับใช้ที่ยังไม่เข้มงวดพอ ทำให้ไทยกลายเป็นสถานที่กำจัดขยะให้กับประเทศอื่น

ปัญหาการจัดการขยะภายในประเทศ: การจัดการขยะพลาสติกและขยะชุมชนที่ยังไม่ยั่งยืน รวมถึงปัญหาการลักลอบทิ้งขยะพิษในพื้นที่เกษตรกรรม

ความล้มเหลวเชิงนโยบาย: การที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมถูกปล่อยปละละเลย จนทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม แทนที่จะเติบโตอย่างยั่งยืนตามที่เคยตั้งเป้าไว้




101 Documentary ประกอบเรื่องเล่าชีวิตบุ้ง-เนติพร ผ่านความทรงจำอันหลากหลายของคนรอบตัวที่มองเห็นเธอเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่ฮีโร่หรือตัวร้าย และร่วมกันจดจำการจากไปที่เกิดขึ้นบนเส้นทางการเปลี่ยนแปลงอันยาวไกล

https://www.facebook.com/reel/1095841926607244

The101.world
12 hours ago
·
● บุ้ง เนติพร: ภาพสร้าง | ความจริง | ความทรงจำ
“มีคนคนหนึ่งที่ไม่กลัวความตายเลยสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ แล้วคนคนนั้นก็ถูกรัฐพรากลมหายใจของเขาไป”
ชื่อของ ‘บุ้ง-เนติพร เสน่ห์สังคม’ อาจถูกจดจำในภาพที่หลากหลาย ทั้งภาพที่เป็นจริงและเกินจริง อย่างนักกิจกรรมผู้เกรี้ยวกราดรุนแรง, คนที่เอาใจใส่ดูแลคนรอบตัว, นักต่อสู้ผู้เอาชีวิตเข้าแลก หรือเหยื่อความอยุติธรรม
สุดท้ายแล้ว เนติพรอาจเป็นเพียงคนธรรมดาที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงจนลมหายใจสุดท้าย
101 Documentary ชวนประกอบร่างเรื่องเล่าชีวิตบุ้ง-เนติพร ผ่านความทรงจำอันหลากหลายของคนรอบตัวที่มองเห็นเธอเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่ฮีโร่หรือตัวร้าย และร่วมกันจดจำการจากไปที่เกิดขึ้นบนเส้นทางการเปลี่ยนแปลงอันยาวไกล
สารคดีโดย วจนา วรรลยางกูร และ กอบบุญ บูรโชควิวัฒน์



จีนไล่กวาดล้างโรงงานรีไซเคิลและสั่งห้ามนำเข้าขยะเด็ดขาดมาตั้งแต่ปี 2021 ทำให้ทุนจีนแตกกระเจิงย้ายมาอาเซียนเพียบ คำสั่ง คสช. 4/2559 เปิดประตูอ้าแขนรับทุนขยะเข้าไทย


Reporter Journey
Yesterday
·
#ENVIRONMENT จีนไล่กวาดล้างโรงงานรีไซเคิลและสั่งห้ามนำเข้าขยะเด็ดขาดมาตั้งแต่ปี 2021 และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาก็กวาดล้างไปอีกหลายพันแห่ง ทำให้ทุนจีนแตกกระเจิงย้ายมาอาเซียนเพียบ โดยเป้าหมายหลักคือที่ไทย มียื่นการประกอบธุรกิจโรงรีไซเคิลขยะรวมกว่า 2,500 แห่ง ตาม ม.44 คำสั่ง คสช. 4/2559
.
นับตั้งแต่ปี 2017 จีรประกาศห้ามนำเข้าขยะ 24 ประเภท และเปิดปฏิบัติการ "National Sword" เพื่อปราบการลักลอบ โดยต้นปี 2018 มีผลบังคับใช้ พร้อมเพดานสิ่งปนเปื้อน 0.5% สำหรับขยะที่ยังนำเข้าได้
.
แต่หลังจาก 1 มกราคม 2021 เมื่อกฎหมายว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากของเสียแข็งฉบับแก้ไขมีผล ห้ามนำเข้าของเสียแข็งทุกรูปแบบ รวมถึงห้ามทิ้ง กอง และกำจัดขยะจากต่างประเทศในแผ่นดินจีน กระทรวงนิเวศวิทยาฯ ของจีนเองระบุว่านี่คือจุดสูงสุดของนโยบายที่ใช้มาตั้งแต่ 2017 โดยปริมาณนำเข้าลดจาก 22.63 ล้านตันในปี 2561 เหลือ 13.48 ล้านตันในปี 2519
.
ตัวเลขที่สะท้อนผลกระทบชัดที่สุดคือ ขยะพลาสติกที่จีนนำเข้าลดจากราว 600,000 ตันต่อเดือนในปี 2016 เหลือราว 30,000 ตันต่อเดือนในปี 2018 ตามรายงานของ Greenpeace และ GAIA
.
เมื่อต้นทางในจีนถูกปิด คนที่ลงทุนไว้กับโรงงานรีไซเคิลขยะต้องหาที่ไปใหม่ ภูมิภาคอาเซียนคือเป้าหมายตามธรรมชาติ ทั้งใกล้ ค่าแรงต่ำ และมีชุมชนจีนอยู่แล้ว
.
มาเลเซียคือตัวอย่างแรกที่เห็นภาพชัด โรงงานแปรรูปพลาสติกผุดขึ้นในเมืองเจนจาโรม รัฐสลังงอร์ จนทางการต้องปิดโรงงานผิดกฎหมาย 33 แห่งและระงับใบอนุญาตนำเข้าพลาสติกทั่วประเทศ รายงานเดียวกันชี้ว่าประเทศอย่างมาเลเซีย และเวียดนามที่เริ่มคุมเข้ม ทำให้ขยะถูกเบี่ยงไปยังประเทศที่ยังไม่มีข้อจำกัด เช่น อินโดนีเซีย ไทย และตุรกี ตามความหละหลวมของกฎหมายในประเทศนั้น ๆ
.
สำหรับไทย กรมโรงงานอุตสาหกรรมและสื่อหลายสำนักบันทึกว่าโรงงานจีนที่ย้ายฐานเข้ามาเห็นได้ชัดตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2017 งานของ Dialogue Earth ประเมินว่าตัวขับหลักของการนำเข้าขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้นในไทยคือโรงงานจีนที่ย้ายมาเพื่อหนีมาตรการห้ามนำเข้าของรัฐบาลปักกิ่ง
.
การกวาดล้างโรงงานรีไซเคิลเถื่อนในจีนกว่า 8,800 แห่ง ทำให้กลุ่มทุนจีนเหล่านี้ต่างโยกย้ายฐานที่ตั้งใหม่ออกนอกจีน โดยไทยคือหนึ่งในจุดหมายปลางทาง โดยพบเครือข่ายทุนจีนในธุรกิจขยะหลายคดี
.
คำสั่ง คสช. 4/2559 เปิดประตูอ้าแขนรับทุนขยะ
.
เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2016 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการรัฐประหาร ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งที่ 4/2559 ยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมสำหรับกิจการบางประเภท ครอบคลุมโรงไฟฟ้าขยะ (ลำดับ 88/89) โรงงานกำจัดของเสียอันตราย (101) โรงงานคัดแยกหรือฝังกลบของเสียไม่อันตราย (105) และโรงงานรีไซเคิล (106) ผลทางปฏิบัติคือโรงงานกลุ่มนี้ตั้งในพื้นที่ใดก็ได้ ไม่ติดข้อจำกัดผังเมืองอีกต่อไป
.
คำสั่งนี้ออกปี 2016 ปีก่อนที่จีนจะประกาศห้ามนำเข้าขยะ 24 ประเภทในปี 2017 ดังนั้นสิ่งที่ไทยมีอยู่แล้วเมื่อทุนรีไซเคิลจีนมองหาทางออก คือ พื้นที่ที่ผังเมืองไม่ขวางกั้น รัฐบาลอ้าแขนต้อนรับทุนจีน และระบบกฎหมายที่หละหลวม รวมทั้งระบบราชการ และคนไทยที่หน้าเงิน หิวเงิน ปัจจัยเหล่านี้รวมเข้าด้วยกัน คือคำสั่งที่เปิดทางตั้งโรงงานในผังเมืองหลายประเภท บวกกับการที่จีนปิดรับขยะอุตสาหกรรมในปี 2560 ทำให้ผู้ประกอบการจีนบางส่วนย้ายฐานเข้าไทย
.
หลังมีคำสั่งออกมา มีใบอนุญาตลำดับ 105 และ 106 เกิดขึ้นมากกว่า 30 ใบ และพบว่าส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน กากอุตสาหกรรมถูกกองทิ้งและลักลอบฝังกลบ ข้อมูลของคณะกรรมาธิการที่ดินฯ สภาผู้แทนราษฎร เดือนมิถุนายน 2025 ระบุว่าเฉพาะ 3 อำเภอในสมุทรสาครมีโรงงานประเภท 105 จำนวน 134 แห่ง และประเภท 106 จำนวน 123 แห่ง
.
จากรายงานเมื่อต้นปี 2025 ระบุว่าโรงงานกลุ่ม 105 และ 106 รวมกว่า 2,500 แห่ง จะถูกโอนไปอยู่ใต้กฎหมายใหม่ คือร่าง พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม ส่วนอีกด้านหนึ่ง ThaiPBS Policy Watch รายงานว่าโรงงานรีไซเคิลและโรงไฟฟ้าความร้อนที่ได้ใบอนุญาตทั้งก่อนและหลังคำสั่งมีรวม 3,556 แห่ง ซึ่งเป็นโรงงานรีไซเคิลขยะหลายสัญชาติรวมทั้งจีน
.
นอมินี ใบอนุญาต และช่องโหว่ทางกฎหมาย
.
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ระบุว่าหลายโรงงานใช้คนไทยเป็นนอมินีขอใบอนุญาตคัดแยก (105) และรีไซเคิล (106) บางกรณีเช่าที่ดินระยะยาวจากเจ้าของไทย แบ่งแปลงแล้วปล่อยเช่าช่วงให้นักลงทุนจีนรายอื่น พื้นที่ ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ประมาณ 88 ไร่ เป็นกลุ่มโรงงานที่นักลงทุนจีนถือครองมาตั้งแต่ปี 2019 โดยพื้นที่นี้ใช้ใบอนุญาตโรงหลอมพลาสติก 11 ใบ
.
ข้อมูลล่าสุดจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ณ 30 กันยายน 2569 ระบุว่ามีบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจประเภทขยะที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้นรวม 2,863 ราย ตัวเลขนี้เป็นภาพรวมของทุกสัญชาติแสดงขนาดของการมีส่วนร่วมของทุนต่างชาติในธุรกิจนี้ ซึ่งกำลังเปลี่ยนให้ไทยกลายเป็น "ที่ทิ้งขยะของโลก"
.
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมาตำรวจตรวจยึดขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดกฎหมาย 2,500 ตัน ในระยอง สงสัยว่ามีนอมินีต่างชาติรวมถึงบริษัทจีนอยู่เบื้องหลัง ขณะที่ในปราจีนบุรี น้ำท่วมใหญ่ทำให้ชะกากพิษผุดขึ้นมา ประชาชนเรียกร้องให้รัฐสอบต้นตอมลพิษ
.
เรื่องไม่แดง รัฐไทยไม่ขยับ
.
ไทยเริ่มปิดประตูตามหลังอย่างช้าๆ มาตรการสำคัญคือการประกาศห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ 463 ประเภทในเดือนมิถุนายน 2025 ส่วนการแก้ที่ต้นตอเชิงกฎหมาย สภาผู้แทนราษฎรลงมติยกเลิกคำสั่ง คสช. 4/2559 ในเดือนกรกฎาคม 2025 แต่ร่างที่ผ่านสภากำหนดให้การยกเลิกมีผลหลัง 2 ปีนับจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อเผื่อเวลาปรับผังเมืองและรองรับผู้ประกอบการเดิม iLaw บันทึกว่าหน่วยงานรัฐเองเคยประสานเสียงไม่เห็นด้วยกับการยกเลิก เพราะกังวลว่าเอกชนจะฟ้องร้อง
.
การตรวจสอบนอมินีและโครงสร้างผู้ถือหุ้นจริงที่ยังเป็นจุดอ่อนของไทย การบังคับใช้กับโรงงานเดิมหลายพันแห่งที่ยังประกอบกิจการอยู่ เส้นแบ่งระหว่างการนำเข้าเศษโลหะที่ถูกกฎหมายกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกลักลอบ ยังคงคลุมเครือเพราะไทยมีปัญหาการทำงานอย่างตรงไปตรงมา จากการรับส่วยและสินบน เนื่องจากทุนต่างชาติรู้ว่าการยัดเงินใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่หรือใช้เงินฟาดหัวคนไทยนั้น มันง่ายกว่าการดำเนินให้ถูกต้อง เมื่ออำนาจเงินตรา มาพร้อมกับความหน้าเงินหิวเงินของคนไทย อะไรก็เกิดขึ้นได้ในประเทศนี้เสมอ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1687239332758875&set=a.226668178816005

.....

มรดกบาปจากยุคประยุทธ์






อย่าเพิ่งเรียก 'ข่าวปลอม' 'ข่าวลวง' เพราะมันยังไม่ได้เป็น "ข่าว" อย่าเพิ่งเรียก 'Fake News' เพราะมันยังไม่ได้เป็น 'News' และอย่าให้ข้อมูลผิดหรือพลาดในเรื่องเดียว ทำอีก 10 ประเด็นที่ยังไม่มีคำตอบหายไป - บัสเขียนดีมาก


Tewarit Bus Maneechai
Yesterday
·
อย่าเพิ่งเรียก 'ข่าวปลอม' 'ข่าวลวง' เพราะมันยังไม่ได้เป็น "ข่าว" อย่าเพิ่งเรียก 'Fake News' เพราะมันยังไม่ได้เป็น 'News' และอย่าให้ข้อมูลผิดหรือพลาดในเรื่องเดียว ทำอีก 10 ประเด็นที่ยังไม่มีคำตอบหายไป
.
สัปดาห์ที่ผ่านมามีประเด็นที่อาจเรียกได้ว่าสั่นคลอนการแลกเปลี่ยนหรือการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในโซเชียลมีเดีย 2 เรื่อง ตั้งแต่ประเด็นกะเพรา และค่าน้ำชา 7 ล้านบาท ผมเห็นว่าอันไหนเป็นข้อมูลผิด ข้อมูลพลาด การออกมาชี้แจงหรือโต้แย้ง โดยเฉพาะผู้มีอำนาจรัฐหรือกลุ่มทุนนั้น เป็นสิ่งที่เขามีศักยภาพและมีกลไกเครื่องมือในมือพร้อมอยู่แล้ว โดยเฉพาะฝั่งรัฐ นี่เป็นหน้าที่ด้วยซ้ำที่จะต้องคอยชี้แจง สื่อสาร และทำความเข้าใจกับประชาชนในทุกเรื่อง
.
ทีนี้พอเห็นการจะแจ้งความดำเนินคดีกัน ผมว่าอันนี้ไม่น่าจะดีแน่ต่อการสร้างบทสนทนา ไม่ว่าจะรัฐต่อประชาชน หรือทุนใหญ่ต่อประชาชน เพราะท้ายที่สุดมันอาจสร้างบรรยากาศความกลัว แต่ไม่ทำให้ความเข้าใจผิดหรือเข้าใจพลาดหายไปได้ เพราะไม่มีใครที่จะมีข้อมูลหรือการตัดสินใจที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบในตัวเองเสมอไป หากแต่บรรยากาศความกลัวจากการถูกดำเนินคดี จะกลายเป็นว่าคนเลือกเก็บความเข้าใจผิดหรือพลาดนั้นเอาไว้ หรือเอาไปพูดกันใต้ดิน แทนที่จะพูดกันในที่แจ้งเพื่อให้รัฐหรือทุนใหญ่เหล่านั้นได้รับรู้ถึงความเข้าใจผิดและชี้แจงได้ทันท่วงที สุดท้ายการสร้างบทสนทนาก็จะไม่อาจเกิดขึ้นได้
.
ผมท้าเลยคนที่อ่านโพสต์นี้ มีใครบ้างที่ไม่เคยแชร์ข้อมูลผิดหรือข้อมูลที่มันพลาดบ้าง โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารถาโถมมากมายแบบนี้ ผมเชื่อว่าไม่มี ผมเองก็เคยเงิบแล้ว แต่คำถามคือเมื่อรู้ว่าตัวเองผิดหรือพลาดนั้นเราทำอย่างไร ลบหนี แถต่อ หรือแก้ไขความเข้าใจผิดนั้น เราต้องการทางออกไหน ผมเชื่อว่าคนที่ยอมรับความจริงว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบและอยากสร้างบทสนทนาระหว่างกัน คงหวังทางออกสุดท้ายคือการยอมรับและแก้ไขความเข้าใจผิดหรือพลาดนั้น แต่สิ่งนี้แทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นหากเขาเหล่านั้นถูกขู่ด้วยความกลัวหรือต้องเดิมพันด้วยคดีร้ายแรง ยิ่งไปกว่านั้น หากเขาไปคุยกันหรือนินทากันใต้ดิน สุดท้ายอย่าว่าแต่ลบหนีหรือแถต่อ เขาอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังเข้าใจผิด หนักไปกว่านั้นคนที่ถูกพาดพิงอาจไม่เคยได้รับรู้เรื่องราวที่อยู่ใต้ดินเหล่านี้เลย สุดท้ายเรื่องที่ควรจะได้รับการแก้ไข กลับกลายเป็นการสั่งสมความเข้าใจผิดที่อาจเกาะกินยาวนานจนไม่มีทางที่จะทำความเข้าใจกันได้
.
อีกประการซึ่งสัมพันธ์กันคือการเรียกปรากฏการณ์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ผิด (Misinformation) ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) หรือข้อมูลที่แฝงเจตนาร้าย (Malinformation) ว่า “Fake News” (ข่าวปลอมหรือข่าวลวง) ซึ่งในตัวมันเองมีปัญหาขัดแย้งในตัวเอง ผมขอยกมุมมองของยูเนสโก ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสันติภาพผ่านความร่วมมือเรื่องความรู้ โดยสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากเสรีภาพในการพูด การคิด และการแสดงออกของประชาชน อันจะเป็นหลักประกันในการเข้าถึงความจริง และป้องกันการผูกขาด "ความจริง" โดยผู้มีอำนาจ
.ในหนังสือ "การเสนอข่าว 'ข่าวลวง' และข้อมูลบิดเบือน: คู่มือเพื่อการศึกษาและฝึกอบรมด้านวารสารศาสตร์" ของยูเนสโก [อ่านฉบับเต็ม https://unesdoc.unesco.org/.../PDF/372137tha.pdf.multi] ได้ชี้ให้เราตระหนักถึงการใช้คำว่า “Fake News” ว่าเป็นคำที่ขัดแย้งในตัวเอง เพราะ “คำว่า 'ข่าว' นั้นหมายถึงข้อมูลข่าวสารที่ตรวจสอบได้และเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานนี้ย่อมไม่สมควรเรียกว่าข่าว” ดังนั้น ในกรณีนี้ คำว่า ‘Fake News' จึงเป็นคำที่ขัดแย้งในตัวเอง บั่นทอนความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารที่เป็นไปตามมาตรฐานการตรวจสอบความจริงและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ อันเป็นลักษณะของข่าวที่แท้จริง นอกจากนี้ คำว่า ‘Fake News' ยังมีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้เป็นอาวุธทางการเมืองเพื่อทำลายอุตสาหกรรมข่าว และใช้เพื่อบั่นทอนการรายงานข่าวที่ผู้มีอำนาจไม่พอใจ ถ้าเราจำกันได้ช่วงหนึ่งเรามี “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม” ที่ถูกเอามาใช้แก้ต่างให้รัฐบาล จนถึงใช้ตอบโต้ทางการเมือง
.
ต้องบอกว่าปรากฏการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่บ้านเรา แต่เป็นเหมือนกันทั่วโลก จนรายงานของยูเนสโกฉบับนี้ต้องแสดงความกังวลอย่างมากต่อการที่รัฐบาลใช้มาตรการทางกฎหมายและการกำกับดูแลที่เข้มงวดเพื่อจัดการกับปัญหาข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลที่ผิด และมองว่ากฎระเบียบแบบครอบจักรวาลที่จำกัดช่องทางการสื่อสารมักไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์สากล ซึ่งกำหนดว่าการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกจะต้องพิสูจน์ได้ว่ามีความจำเป็น มีความเหมาะสมตามสัดส่วน และมีเจตนาที่ถูกต้อง
.
ที่พูดมานี้ไม่ได้มาดีเฟนด์ความผิดหรือความพลาดของคนที่โพสต์หรือแชร์เรื่องค่าน้ำชา 7 ล้านนั้น แต่การจะลงโทษก็ควรพิจารณาถึงความได้สัดส่วนของผลแห่งการกระทำ รวมถึงการแก้ไขหรือชี้แจงของผู้เกี่ยวข้องที่ทันท่วงที ในฐานะคู่กรณีเราอาจจะรู้สึกได้ว่าต้องมาคอยชี้แจง แต่หากคู่กรณีคือรัฐบาล การชี้แจงก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่เขาอยู่แล้ว แต่การส่งเสริมให้มีการลงโทษให้หนัก จนทำราวกับว่าอีก 10 เรื่องที่ตั้งคำถามมาก่อนหน้าต้องเสียความน่าเชื่อถือตามกันไปหมด การตรวจสอบรัฐบาลที่ผ่านมาไม่มีความน่าเชื่อถืออีกต่อไป ผมว่าอันนี้ไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะท้ายที่สุดจะกลายเป็นว่า ข้อสงสัย 10 เรื่องก่อนหน้า ถูกปัดตกไปด้วยความผิดหรือพลาดของคนตั้งคำถามที่ 11 ถ้าคุณเคยสงสัยใน 10 ข้อก่อนหน้า ก็ไม่ควรปล่อยให้คนที่ต้องตอบคำถามหรือชี้แจงรอดตัวไปด้วยเหตุนี้ ยิ่งเขามีอำนาจให้คุณให้โทษพวกคุณได้ เรื่องจะยิ่งไปกันใหญ่
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10239354879783275&set=a.1158191308008





การล่าแม่มดและการสร้างอคติ ไม่ไหวมั้งสส.เล่นแบบนี้


ภัควดี วีระภาสพงษ์ 
12 hours ago
เราคิดว่าพรรคควรอบรม สส. เรื่องทัศนคติต่อแรงงานข้ามชาตินะ

Wirayuth Prachumchon
แต่เกาหลี ญี่ปุ่น เปิดร้านกลางสยามไม่ถามถึงซักคำ แหม่... ขี้เมื่อยขี้เหยียดเอาเรื่องเลยครับ
.....

Atukkit Sawangsuk 
4 hours ago
·
การสื่อสารที่สั้นไป
ยิ่งสื่อยาวยิ่งทำให้แย่
ไม่ยักตระหนักว่า สิ่งที่ทำในโพสต์นั้น มันคือการล่าแม่มดกลายๆ ให้คนเข้ามาชี้เบาะแส
ซึ่งคนที่เข้ามาชี้เบาะแส ย่อมหวังว่า สส.จะเอาข้อมูลไปไล่จี้ตำรวจ ราชการ ให้กวาดล้าง หวังให้ สส.ทำตัวแบบผู้นำกลุ่มปกป้องสถาบันไล่แรงงานต่างด้าว
Shared post from ศิริโรจน์ ธนิกกุล - Sirirot Thanikkun

ศิริโรจน์ ธนิกกุล - Sirirot Thanikkun 
12 hours ago
·
สวัสดีครับ ผมศิริโรจน์ ธนิกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรสาครเขต3 พรรคประชาชน
.
จะขอมาอธิบายเพิ่มเติมกับประเด็น
โพสต์ก่อนหน้านี้ครับ เนื่องด้วยผมเป็นสส.เขตนะครับ ก็จะมีพื้นที่ที่รับผิดชอบโดยตรงตามเขตเลือกตั้งในฐานะผู้แทนราษฎร ก็จะต้องรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชนนำไปประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือนำมาสะท้อนในที่ประชุมสภาถ้าเป็นปัญหาที่ใหญ่หรือปัญหาในแนวนโยบายหรือเชิงโครงสร้าง
.
เรื่องร้องเรียนในประเด็นเรื่องแรงงานข้ามชาติหรือแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาแล้วทำผิดกฎหมายก็ได้รับเรื่องร้องเรียนอยู่บ่อยครั้งทั้งทางออนไลน์และการพบปะกันกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ประเด็นส่วนใหญ่ที่พบเจอบ่อยก็คือเรื่องแรงงานที่ประกอบอาชีพสงวนของคนไทยที่ห้ามต่างชาติทำ ซึ่งในปัจจุบันก็ยังเป็นข้อกฎหมายที่ถูกกำหนดไว้ตามพระราชกำหนด(พรก.) การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งประกอบด้วย40อาชีพ เช่น งานเร่ขายสินค้า ขายของ ตัดผม เสริมสวย งานขับขี่ยานยนต์ในประเทศ แบ่งเป็น27งานที่ห้ามทำโดยเด็ดขาด และอีก13งานต้องทำภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งโทษก็มีทั้งโทษปรับ 5,000-50,000บาท โทษการถูกแบนห้ามขอใบอนุญาตการทำงานในประเทศไทยเป็นเวลา 2 ปี รวมทั้งฝั่งนายจ้างก็มีโทษเช่นเดียวกัน
.
ประเด็นเรื่องคำที่ใช้แรงงานต่างด้าวกับแรงงานข้ามชาติ ถ้าการใช้คำว่าแรงงานต่างด้าวมันบั่นทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องขออภัย แต่ที่ผมใช้คำว่า “แรงงานต่างด้าว”เพื่อการเข้าใจง่ายครับ
.
ประเด็นเรื่องแรงงานไทยที่ก็มีไปทำงานที่ต่างประเทศเหมือนกัน ถูกต้องครับในทางกลับกันก็มีคนไทยไปทำงานในต่างประเทศเหมือนกัน และทุกคนที่ไปทำงานต่างประเทศตามหลักการก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้น แต่ประเทศไทยยังมีอาชีพที่ถูกสงวนไว้อยู่ ซึ่งเป็นกฎหมายในหลายๆระดับ ทั้งพรบ.พรก. และถ้ามีการทำผิดกฎหมายผมก็คิดว่าผมไม่เห็นด้วยกับการมีอยู่ของแรงงานกลุ่มที่ทำผิดกฎหมายและรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายแต่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายของไทยเลย
.
ต้องขออภัยถ้าการสื่อสารในโพสต์ดังกล่าวมันสั้นเกินไป เลยทำให้ตีความได้หลายทิศทาง แต่การโพสต์ถามในครั้งนี้ผมคิดว่ามันเป็นการใช้อีกพื้นที่หนึ่งที่ผมมีในการที่จะสอบถามปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่เจออยู่ในปัจจุบันนอกจากการลงพื้นที่ของผมเองที่ก็ไม่สามารถจะมีโอกาสได้พูดกับทุกคนแน่ๆ และได้มีโอกาสสะท้อนปัญหาที่พวกเค้าเจออยู่ให้ผู้แทนที่เขาเลือกไปได้รับฟังและรับรู้ปัญหานี้บ้าง ประกอบกับการที่ผมได้คิวถามกระทู้ทั่วไปในสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้พอดี และได้เน้นย้ำเรื่องของแรงงานผู้ที่กระทำผิดกฎหมายเท่านั้นที่ส่งผลต่อการประกอบอาชีพของคนไทย
.
ประเด็นเรื่องการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี ในวันนี้ในตอนแรกตามหนังสือยื่นๆถามไปยังนายกรัฐมนตรี เพราะเห็นว่าเป็นประเด็นที่เกี่ยวโยงหลากหลายหน่วยงาน เกี่ยวหลากหลายมิติ และเกี่ยวในหลายกฎหมาย และที่สำคัญคือรัฐบาลมีอำนาจอยู่ในมือที่จะต้องบริหารจัดการแรงงานข้ามชาตินี้ แต่ได้มีการมอบหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเข้ามาตอบก็มีหลายประเด็นจากคำตอบที่น่าสนใจ เช่น เรื่องการจะให้มีการทบทวนเรื่องอาชีพสงวนของคนไทยเดิมที่มีอยู่ให้เป็นไปตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งก็ต้องรอดูว่าจะไปทิศทางไหนจะเพิ่มขึ้นอาชีพใหม่ๆหรือจะยกเลิกบางอาชีพสงวนไป รวมไปถึงการอัพเดทว่าในปัจจุบันทางกระทรวงแรงงานเองก็มีการตั้งทีมเฉพาะกิจ เพื่อปราบปรามแรงงานข้ามชาติที่ทำผิดตามกฎหมายเรื่องการลักลอบทำอาชีพสงวนที่ห้ามต่างชาติทำ การมีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนเพิ่ม Traffy fondue ก็เป็นอีกช่องทางที่ให้ประชาชนได้แจ้งเรื่องร้องเรียนเข้าไปครับ
.
ขออภัยที่ทำให้บางส่วนไม่พอใจกับการสื่อสารที่สั้นไปในโพสต์ดังกล่าว และทำให้เข้าใจไปได้ในหลายทิศทาง
.
ศิริโรจน์ ธนิกกุล



ปชน. เรียกร้องรัฐเร่งตรวจสอบมลพิษน้ำท่วมปราจีนบุรี เสนอประกาศเขตควบคุมมลพิษ พร้อมหนุนประชาชนใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหาย - มีแคมเปญภาคประชาชน ร่วมลงชื่อยื่นให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศเขตควบคุมมลพิษปราจีนบุรี



29 ต.ค.69 - สส.พูนศักดิ์ พร้อมตัวแทนภาคประชาชน สะท้อนปัญหาน้ำปนเปื้อนมลพิษในจังหวัดปราจีนบุรี หลังเกิดน้ำท่วม กระทบแหล่งน้ำและภาคเกษตรกรรม เรียกร้องตรวจสอบคุณภาพน้ำและเร่งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม พร้อมเสนอให้ประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ และสนับสนุนประชาชนใช้สิทธิตามกฎหมายเรียกร้องค่าเสียหายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน พร้อมตัวแทนภาคประชาชน แถลงข่าวกรณีปัญหาน้ำปนเปื้อนมลพิษในจังหวัดปราจีนบุรี โดยนายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม แกนนำเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ระบุว่า ปัญหามลพิษในพื้นที่เกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 จากการประกอบกิจการรีไซเคิลและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการลักลอบทิ้งและฝังกลบขยะที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งประชาชนเคยแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงจุดเสี่ยงมาแล้ว ภายหลังเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา พบความผิดปกติของแหล่งน้ำ ทั้งน้ำเปลี่ยนสีและปลาตายจำนวนมากในแม่น้ำ ลำคลอง และบ่อเลี้ยงปลา สร้างความกังวลเกี่ยวกับการปนเปื้อนสารพิษในน้ำและดิน โดยเฉพาะบ่อฝังกลบขยะที่ได้รับอนุญาตในจังหวัด 4 แห่ง ซึ่งมี 3 แห่งที่ได้รับการตรวจสอบ แต่ยังไม่มีผลการตรวจที่ชัดเจนเพียงพอที่จะชี้แจงสาเหตุและผลกระทบ ขณะที่ประชาชนยังไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและการประเมินความเสียหายอย่างชัดเจน

ด้าน นางสาวธันยาภัทร์ ดอกผล ตัวแทนกลุ่มปราจีนเข้มแข็ง ระบุว่า เหตุการณ์น้ำท่วมสะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรการป้องกันและจัดการภัยพิบัติก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุ โดยบ่อฝังกลบขยะบางแห่งและโรงงานเกี่ยวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เสี่ยงต่อการปนเปื้อนในแหล่งน้ำที่ไหลลงสู่แม่น้ำปราจีนบุรี จึงเรียกร้องให้การพัฒนาอุตสาหกรรมคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ขณะที่ นางสาวนฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต สส.ชลบุรี เขต 6 พรรคประชาชน กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำ พบอาการคันและแสบผิวหนัง จึงกังวลถึงความปลอดภัยของประชาชนที่ต้องใช้น้ำในชีวิตประจำวัน พร้อมเรียกร้องให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเร่งพิจารณาประกาศจังหวัดปราจีนบุรีเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อให้สามารถจัดการและแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงทบทวนความเหมาะสมของพื้นที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรม โดยเห็นว่าควรแก้ไขปัญหามลพิษจากพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีอยู่ให้ได้ก่อนพิจารณาขยายพื้นที่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ด้าน นายณฐชนน ชนะบูรณาศักดิ์ สส.พิษณุโลก พรรคประชาชน เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบคุณภาพน้ำเชิงรุกอย่างครอบคลุม ทั้งแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตประปา น้ำประปาที่บ้านเรือน น้ำใต้ดินและน้ำบาดาล รวมถึงถังเก็บน้ำและระบบท่อ พร้อมกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบให้ชัดเจน ตลอดจนจัดทำแผนฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ช่วยเหลือผู้ประกอบการ ร้านอาหาร และผู้ผลิตน้ำดื่มที่ได้รับผลกระทบ โดยให้ตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่องจนประชาชนมั่นใจในความปลอดภัย

นายพูนศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหามลพิษไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจังหวัดปราจีนบุรี แต่ยังเคยเกิดขึ้นในหลายจังหวัด จึงเห็นว่าภาครัฐต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ควรผลักภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน พร้อมประกาศสนับสนุนประชาชนที่ได้รับผลกระทบในการใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยยกประเด็นที่ควรตรวจสอบ 5 ด้าน ได้แก่ 1.การอนุญาตให้ตั้งบ่อฝังกลบหรือประกอบกิจการรีไซเคิลในพื้นที่ลุ่มและพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม 2.การปล่อยให้โรงงานดำเนินกิจการโดยไม่มีใบอนุญาตหรือระบบควบคุมมลพิษที่เหมาะสม 3.การแก้ไขปัญหาการทิ้งขยะอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำซาก 4.การอนุญาตให้ผู้ประกอบการที่เคยสร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่อื่นเข้ามาดำเนินกิจการในพื้นที่ใหม่ และ 5.การขาดแผนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและการกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบภายหลังเกิดน้ำท่วมในบ่อฝังกลบขยะ

นายพูนศักดิ์ ยังกล่าวถึงปัญหาผังเมืองว่า กฎหมายที่แก้ไขในช่วงรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดช่องให้โรงงานบางประเภทดำเนินการได้โดยไม่ยึดโยงกับข้อกำหนดสีผังเมืองเช่นเดิม โดยพรรคก้าวไกลในขณะนั้นเคยเสนอให้ยกเลิกข้อกำหนดดังกล่าวและผลักดันให้ครอบคลุมกิจการที่อยู่ระหว่างขออนุญาต แต่ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับความเห็นชอบทั้งหมด ส่งผลให้กิจการบางส่วนที่ยื่นขออนุญาตหรือผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของชุมชนแล้วสามารถดำเนินการต่อได้

ทั้งนี้ นายพูนศักดิ์ เห็นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นควรเป็นจุดเริ่มต้นให้หน่วยงานรัฐเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลโรงงานอุตสาหกรรม ป้องกันการเกิดมลพิษซ้ำ และเร่งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับการชดเชยความเสียหายอย่างเหมาะสม และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย

อัญชิสา ก่อกิจฤกษ์ชัย /ข่าว
อรุณี ตันศักดิ์ดา /เรียบเรียง

https://www.tpchannel.org/news/36134
.....



ร่วมลงชื่อยื่นให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศเขตควบคุมมลพิษปราจีนบุรี

เราขอให้ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ใช้อำนาจตามมาตรา 59 ประกาศลุ่มน้ำปราจีนบุรีเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อหยุดต้นตอและฟื้นฟูให้กลับมาปลอดภัย

เกิดอะไรขึ้น? 4 ข้อเท็จจริง

มลพิษไหลข้ามอำเภอ: ต้นน้ำ กบินทร์บุรี-ศรีมหาโพธิ มีโรงงานและบ่อกากอุตสาหกรรม น้ำท่วมทีก็พัดสารพิษลงไปปลายน้ำ เมือง-บ้านสร้าง

เจอสารพิษในน้ำจริง: พบโลหะหนัก อะลูมิเนียม ในแม่น้ำ หน้าสะพานปากน้ำหนองหอย และสะพานแม่น้ำปราจีนบุรี

น้ำท่วมบ่อกากอุตสาหกรรม ก.ย.-ต.ค. 69: บ่อที่ ต.หัวหว้า ศรีมหาโพธิ น้ำท่วมจนสารเคมีรั่ว สารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนสูงถึง 114,860 มก./ลิตร

กระทบคนแล้ว: สาธารณสุขตรวจปัสสาวะชาวบ้าน ต.โคกปีบ ศรีมโหสถ พบผิดปกติ 73 ราย มีเรื่องร้องเรียนกลิ่นสารเคมี ฝุ่น

ถ้าปล่อยไว้ ใครเดือดร้อน?

สุขภาพ: สารพิษเข้าทางน้ำ อากาศ อาหาร

เศรษฐกิจ: ปลาในกระชังตาย ทุเรียน GI ส้มโอ GI มังคุด เงาะปราจีน เสียความเชื่อมั่น

ชีวิต: ไม่มั่นใจน้ำดิบที่ใช้กินใช้อาบ

เราขอ 3 ขั้นตอนให้คณะกรรมการฯ ทำ:

ระยะเร่งด่วน - หยุดเลือด

ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ สำรวจแหล่งปล่อยมลพิษทั้งหมดทำฐานข้อมูล

ตรวจสุขภาพเชิงรุกต่อเนื่องในพื้นที่เสี่ยง

ระยะกลาง - รักษาแผล

ประเมินว่าพื้นที่รับมลพิษได้แค่ไหน (Carrying Capacity) และผลกระทบสะสม

ตรวจสอบรายงาน EIA ที่เลี่ยงบาลี และทำแผนฟื้นฟูแหล่งน้ำ-ดินปนเปื้อน

ระยะยาว - ผ่าตัดต้นตอ

ประกาศเขตควบคุมมลพิษ ตามมาตรา 59 และทำแผนลดมลพิษ ตามมาตรา 60

ใช้หลัก "ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย" และจัดงบเยียวยา-ฟื้นฟูให้ชาวบ้านอย่างครบถ้วน 5 ด้าน

การลงชื่อนี้ คือการบอกว่า "คนปราจีนบุรีต้องการให้รัฐใช้เครื่องมือที่แรงที่สุดตามกฎหมาย มาดูแลแม่น้ำของเรา"

https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSf4oio1SJpan39XJbbFakKG3-6opuFUVFl0pLH-YGtWjCP2Cg/viewform?pli=1



เพนกวิน เห็นคนทวีตเกร็ดความรู้ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมว่าด้วยการนับญาติกับกษัตริย์ จึงคิดว่าเป็นฤกษ์ดีที่จะเขียนถึงที่มาที่ไปของวาทกรรม “พ่อของแผ่นดิน” สักหน่อย


เพนกวิน - พริษฐ์ ชิวารักษ์ Parit Chiwarak
14 hours ago
·
เห็นมีผู้รู้ได้ทวีตเกร็ดความรู้ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมว่าด้วยการนับญาติกับกษัตริย์ จึงคิดว่าเป็นฤกษ์ดีที่จะเขียนถึงที่มาที่ไปของวาทกรรม “พ่อของแผ่นดิน” สักหน่อย

ในอดีต สังคมไทยมีธรรมเนียมห้ามนับญาติกับกษัตริย์ ทำให้เชื้อพระวงศ์นิยมเรียกกษัตริย์ด้วยสรรพนามว่า “ทูลกระหม่อม” มากกว่าจะเรียกตามฐานะในลำดับเครือญาติ

แม้แต่เจ้าจอมมารดา (เมียกษัตริย์ที่เป็นสามัญชน) เมื่อให้กำเนิดลูกมา ลูกมีฐานะเป็นเจ้า ก็มีธรรมเนียมว่าไม่ถือตัวออกหน้าว่าเป็นแม่ของเจ้านั้น ๆ มีคติว่าเป็นเทวดาจุติมาอาศัยท้องเกิดเฉย ๆ

แน่นอนว่าเหล่านี้เป็นเพียงธรรมเนียม ไม่ได้แปลว่าหลังบ้านจะถือกันเช่นนั้นตลอด

แต่ที่แน่ ๆ คือเหล่าไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินนั้นไม่มีสิทธิถือตัวว่ากษัตริย์กับราชินีเป็นพ่อเป็นแม่ตัวเองแน่ ๆ โบราณห้ามหนักหนา เพราะเทวดาจะเป็นญาติกับคนทั่วไปไม่ได้ พูดไปจะโดนมะพร้าวห้าวยัดปากเอาข้อหาพูดจายกตนเทียมเจ้า

สมัยนั้น อย่าว่าแต่จะนับญาติกับกษัตริย์เป็นพ่อแม่เลย แม้แต่จะมองดูกษัตริย์เวลามีขบวนเสด็จผ่านก็ทำไม่ได้ กษัตริย์ไปทางไหน ถ้าไพร่ฟ้าอยู่บนบ้านก็ต้องปิดประตูหน้าต่าง เดินถนนอยู่ก็ต้องก้มหน้าหมอบคลาน ถ้าเผยอหน้ามามองจะโดนทหารเอายิงลูกตาเอา ซึ่งก็มีคนเคยโดนเอาลูกหินยิงตาจนตาบอดเพราะเงยหน้ามองกษัตริย์จริง ๆ จนเป็นเหตุให้ในสมัย ร.4 ได้ยกเลิกธรรมเนียมนี้ไปเพราะกลัวถูกนานาชาติครหาว่าป่าเถื่อน

ซึ่งก็ป่าเถื่อนจริง ๆ

ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา แนวคิดเกี่ยวกับความเป็นกษัตริย์เริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่เน้นสร้างความศักดิ์สิทธิ์และหวาดกลัวโดยการวางตัวอยู่คนละภพคนละโลกกับไพร่ฟ้า มาเป็นบังคับให้ราษฎรทุกคนต้องรู้จัก (และรัก) กษัตริย์ การเปรียบเทียบกษัตริย์และราชินีเป็น “พ่อ” และ “แม่” ของปวงราษฎรจึงเริ่มปรากฏขึ้น

สถาบันกษัตริย์เองเริ่มใช้วาทกรรมนี้ในสมัยรัชกาลที่ 6 ตัวรัชกาลที่ 6 นั้นจบการศึกษาจากอังกฤษมา จึงได้ยืมวาทกรรม “พ่อ-แม่” นี้มาจากสถาบันกษัตริย์ในยุโรปมาใช้ เพราะในยุโรปนั้นมีการเปรียบเทียบกษัตริย์เป็นพ่อของราชาอาณาจักรมาก่อนหน้านั้นแล้ว

ดังนั้น ความคิดเรื่อง “พ่อ/แม่ของแผ่นดิน” นั้น ไม่ใช่ความเป็นไทยอะไรทั้งสิ้น ยืมฝรั่งมาทั้งนั้น แล้วก็ทึกทักกันว่าเป็นเอกลักษณ์ความเป็นไทย

แต่แน่นอนว่าแม้รัฐและสถาบันกษัตริย์จะเริ่มวางตัวเองเป็นพ่อแม่สมมติของราษฎรมากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าสังคมไทยทั้งหมดจะหันมามองกษัตริย์เป็นพ่อโดยพร้อมเพรียง เพราะคนจำนวนมากก็คงรู้สึกอยู่นั่นเองว่า คนนั้นไม่อาจจะนับญาติกับกษัตริย์ได้

ความเป็นพ่อ/แม่แผ่นดินนั้นมาเข้มแข็งชัดเจนจริง ๆ ก็สมัยรัชกาลที่ 9 นี้เอง การสถาปนาความเป็นพ่อแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ 9 นี้ สำเร็จได้ด้วยปัจจัยหลายประการ เช่น

1. การศึกษาและเทคโนโลยีการสื่อสารดีขึ้น รัฐจึงสามารถฉายภาพกษัตริย์วนซ้ำ ๆ ให้แทรกอยู่ในชีวิตของผู้คนได้มากขึ้น คนจึงสามารถเข้าถึงวาทกรรมที่เปรียบเทียบสถาบันกษัตริย์เป็นพ่อแม่ได้ทั่วถึง จากเดิมที่คนที่จะได้ยินหรือได้อ่านวาทกรรมเหล่านี้นั้นมักเป็นเพียงผู้ที่มีโอกาสได้รับการศึกษาในระบบ หรือผู้ที่อยู่ในแวดวงราชการเท่านั้น

2. ธรรมเนียมโบราณเรื่องห้ามนับญาติกับกษัตริย์นั้น เสื่อมหายไปมากหลังการปฏิวัติ 2475

3. มีการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อย่างเข้มข้นและหนักหน่วงในสมัยสงครามเย็น จนคนจำนวนมากเชื่อว่ากษัตริย์เป็นสิ่งจำเป็นของประเทศ โฆษณาชวนเชื่อเหล่านี้เองก็เป็นต้นกำเนิดของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่ชื่อว่า “สลิ่ม” จำนวนมากในปัจจุบัน

4. ในสมัยจอมพลสฤษฏ์ก็มีการยกเอาวาทกรรม “พ่อขุนอุปถัมภ์” เปรียบตนเป็น “พ่อ” ปกครองคนไทยในฐานะ “ลูก” มาแล้ว เมื่อสิ้นจอมพลสฤษฏ์ กษัตริย์ภูมิพลก็เอาอย่างได้

อันที่จริง วาทกรรมยกกษัตริย์ภูมิพลเป็น “พ่อของแผ่นดิน“ นั้น กว่าจะหยิบยกมาใช้จริง ๆ ก็สมัยรัฐบาลพลเอกเปรม (ซึ่งเป็นคนของวังโดยตรง) และกว่าจะขึ้นหม้อเป็นกระแสจริง ๆ ก็สมัยหลังพฤษภาทมิฬมานี้ เนื่องจากเป็นช่วงที่กษัตริย์ภูมิพลมีอายุอานามพอจะดูเป็น ”พ่อ“ ของใครหลายคนได้ และเป็นช่วงที่กษัตริย์ภูมิพลมีบารมีสูงสุด

แน่นอนว่าหนึ่งในเหตุที่กษัตริย์ภูมิพลมาฉายบารมีเอาในช่วงนี้ได้ ก็เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารดีขึ้น ทีวีเริ่มเป็นสิ่งที่คนไทยมีกันทุกบ้าน ภาพของกษัตริย์ภูมิพลจึงสามารถฉายผ่านตาคนไทยในรูปแบบแสงสีเสียงได้มากขึ้น เป็นอันทำให้โฆษณาของสถาบันกษัตริย์แทรกซึมในชีวิตประจำวันของคนได้ยิ่งกว่าเดิม

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เพียงเพื่อจะชี้ให้เห็นว่าความเชื่อว่ากษัตริย์เป็นพ่อของเราคนไทยทั้งแผ่นดินนั้น ไม่ใช่วัฒนธรรมไทยแต่โบราณ ไม่ใช่เรื่องที่คนไทยยึดถือมาแต่เดิม เป็นสิ่งที่เพิ่งสร้างขึ้นเมื่อไม่นานเกินจำมานี้

และตามธรรมชาติของสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เมื่อวาทกรรมนี้ถูกสร้างมาได้ วาทกรรมนี้ก็ถูกรื้อถอนออกได้ เพราะวาทกรรมคือความคิดความเชื่อ และคนเราสามารถเปลี่ยนความคิดความเชื่อได้เสมอ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อวาทกรรม “พ่อของแผ่นดิน” ไม่สู้มีประโยชน์อะไรต่อผู้คนและสังคม สังคมก็ยิ่งไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเชื่อวาทกรรมนี้อีกต่อไป

เราจึงได้เห็นว่าในทุกวันนี้ ความคิดเรื่อง “พ่อของแผ่นดิน” นั้นเสื่อมถอยจนสูญหายไปจากพื้นที่สาธารณะเป็นอย่างมาก หากจะมีใช้อยู่ก็มีแต่เพียงในหมู่คนรัก ร.9 ที่ยังคงเรียกกษัตริย์ภูมิพลเป็นพ่อเท่านั้น แต่แทบไม่เห็นใครเรียกกษัตริย์วชิราลงกรณ์ (ร.10) เป็นพ่อเลย

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะตัวกษัตริย์วชิราลงกรณ์มีความประพฤติไม่สมกับจะเป็นพ่อใคร แม้ลูกแท้ ๆ ในไส้ก็ทอดทิ้งให้เห็นกันมาแล้ว คงไม่มีใครอยากจะมีพ่อแบบนี้

และที่สำคัญ หากนับกษัตริย์วชิราลงกรณ์เป็น “พ่อ“ จะเกิดปัญหาใหญ่ว่าแล้วจะนับใครเป็น ”แม่“ ถ้าต้องนับภรรยาของกษัตริย์วชิราลงกรณ์เป็นแม่กันหมด ประเทศไทยจะต้องมีวันแม่กันกี่วัน

ความเสื่อมถอยของวาทกรรม “พ่อของแผ่นดิน” จึงเป็นไปด้วยเหตุและปัจจัยทางสังคมอันเป็นปกติของประวัติศาสตร์ที่ว่าทั้งอำนาจ บารมี อิทธิพล และความนิยมนั้น ล้วนเป็นสิ่งไม่จีรังยั่งยืน ไม่มีใครหรือสถาบันใดจะครอบงำสังคมไปได้ตลอดกาล แม้จะเป็นถึงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินก็มีวันเสื่อมได้เช่นกัน

สุดท้ายนี้ ผมขอทิ้งท้ายด้วยวลีอมตะว่า

“ผมมีพ่อคนเดียว คนอื่นไม่ใช่พ่อของผม“

ขอบคุณครับ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1754666786020899&set=a.238573097630283
.....

เพนกวิน - พริษฐ์ ชิวารักษ์ Parit Chiwarak
ทวีตต้นกระทู้





อาชีพใหม่ใกล้ฉัน ป.ป.ช. เปิดช่องแจ้งเบาะแส “เจ้าหน้าที่รัฐร่ำรวยผิดปกติ” มีสิทธิได้รับเงินรางวัลถึง 15% ของมูลค่าทรัพย์สิน สูงสุดไม่เกิน 100 ล้านบาท โมเดลนี้ใกล้ลเคียงกับ กฎหมาย Whistleblower และรางวัลนำจับของสหรัฐอเมริกา







https://x.com/MorningNewsTV3/status/2115769364821545432
.....

มาตรการแจ้งเบาะแสการร่ำรวยผิดปกติของ ป.ป.ช. นี้ มีความใกล้เคียงและจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับระบบ "Whistleblower" (ผู้เปิดโปงความผิด) และกฎหมายมอบรางวัลนำจับในต่างประเทศ แต่จะมีโมเดลต้นแบบที่ชัดเจนที่สุดอยู่ 2-3 แบบที่ทั่วโลกนิยมใช้ ดังนี้:

1. โมเดลที่ใกล้เคียงที่สุด: กฎหมาย Whistleblower และรางวัลนำจับของสหรัฐอเมริกา (Bounty Programs)

ระบบของ ป.ป.ช. ไทยในปัจจุบัน มีกลไกที่ถอดแบบมาจากกฎหมายของสหรัฐอเมริกาในหลายจุด โดยเฉพาะโปรแกรมแจ้งเบาะแสที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น:

SEC Whistleblower Program (คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สหรัฐฯ):

ลักษณะที่เหมือนกัน: เปิดให้บุคคลทั่วไป (รวมถึงคนวงในบริษัท) แจ้งเบาะแสการทุจริต การตกแต่งบัญชี หรือการคอร์รัปชันทางการเงิน

สิ่งที่ต่าง/เทียบเคียง: หากข้อมูลนำไปสู่การปรับหรือยึดเงินได้สำเร็จ ผู้แจ้งเบาะแสจะมีสิทธิได้รับเงินรางวัลนำจับสูงถึง 10% ถึง 30% ของค่าปรับที่รัฐเรียกเก็บได้

False Claims Act (กฎหมายฟ้องร้องแทนรัฐของสหรัฐฯ - Qui Tam provision):

ลักษณะที่เหมือนกัน: เปิดช่องให้พลเมืองทั่วไป (Private Citizen) สามารถฟ้องร้องหรือแจ้งเบาะแสคดีทุจริตเงินงบประมาณแผ่นดินได้ และเมื่อคดีชนะและรัฐสามารถยึดทรัพย์หรือเรียกเงินคืนได้ ผู้แจ้งเบาะแสจะได้รับส่วนแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์จากเงินที่รัฐได้คืนมาเช่นกัน

2. ความต่างระหว่าง Whistleblower ทั่วไป กับ "กรณีร่ำรวยผิดปกติ" ของ ป.ป.ช.

แม้จะเรียกรวมๆ ว่า Whistleblower เหมือนกัน แต่ระบบของไทยมีจุดโฟกัสที่เฉพาะเจาะจงมาก:

Whistleblower สากล: มักครอบคลุมถึงการเปิดโปงความผิดในภาคเอกชน (Corporate fraud), การละเมิดกฎหมายสิ่งแวดล้อม, การหลีกเลี่ยงภาษี หรือการทุจริตในองค์กรทั่วไป ซึ่งเน้นคุ้มครองความปลอดภัยไม่ให้ถูกไล่ออกหรือกลั่นแกล้ง

ป.ป.ช. ของไทย: พุ่งเป้าไปที่ "เจ้าหน้าที่รัฐที่มีความร่ำรวยผิดปกติ" โดยตรง ซึ่งเป็นคดีความอาญาและคดีแพ่งที่ต้องยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน จุดเด่นคือการใช้ "เงินรางวัลสูงถึง 15% (ไม่เกิน 100 ล้านบาท)" มาเป็นแรงจูงใจทางการเงินโดยเฉพาะ เพื่อแก้ปัญหาการตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ซับซ้อนของข้าราชการหรือนักการเมืองระดับสูงที่มักใช้นอมินีถือครองทรัพย์สิน
3. สรุปภาพรวมสากล

มาตรการลักษณะนี้ในต่างประเทศพิสูจน์แล้วว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงมาก เพราะหน่วยงานรัฐอย่างเดียวอาจไม่มีทรัพยากรหรือตาอยู่ทุกจุด การอาศัยหูตาจากประชาชนหรือ "คนวงใน" (เช่น คนใกล้ชิด อดีตผู้ร่วมงาน หรือผู้รู้เห็นเส้นทางการเงิน) ผ่านแรงจูงใจส่วนแบ่งทรัพย์สิน จึงเป็นกลไกสากลที่หลายประเทศนำมาใช้ในการทะลวงกำแพงทุจริตเชิงโครงสร้าง
.....

รายละเอียดเพิ่มเติมที่เกี่ยวกับกฏหมายมาตรการ “การร่ำรวยผิดปกติ” และ “การจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้แจ้งเบาะแส” ของสำนักงาน ป.ป.ช. มีข้อกำหนดและโครงสร้างทางกฎหมายที่อ้างอิงจาก พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 (รวมถึงระเบียบและประกาศที่เกี่ยวข้อง) โดยมีสาระสำคัญดังนี้:

1. นิยามทางกฎหมาย: อะไรคือ “ร่ำรวยผิดปกติ”?

ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 หมวด 5 การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สิน (มาตรา 113 เป็นต้นไป) คำว่า ร่ำรวยผิดปกติ หมายถึง:

การมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สิน and หนี้สินลดลงมากผิดปกติ

มีรายได้ไม่สัมพันธ์กับหน้าที่ราชการหรือตำแหน่งหน้าที่ หรือไม่สามารถชี้แจงที่มาของทรัพย์สินเหล่านั้นได้อย่างสมเหตุสมผล

กฎหมายครอบคลุมถึงทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อของ คู่สมรส บุตร หรือบุคคลอื่น ที่ถือครองแทน (นอมินี) หรือมีการโอน/เปลี่ยนสภาพทรัพย์สินนั้นไปแล้วด้วย

2. กระบวนการทางกฎหมาย (จากเบาะแส สู่ศาลตัดสิน)

เมื่อมีผู้แจ้งเบาะแสเข้ามา กระบวนการของ ป.ป.ช. จะดำเนินตามขั้นตอนสืบสวนสอบสวนเชิงลึก ดังนี้:

การไต่สวนข้อเท็จจริง: ป.ป.ช. จะรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบเส้นทางการเงิน (โดยมีอำนาจประสานงานกับ ปปง. หรือสถาบันการเงินเพื่อขอข้อมูลธุรกรรมตามมาตรา 25/1)

การให้โอกาสชี้แจง: หากพบว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติจริง ป.ป.ช. จะทำหนังสือแจ้งให้เจ้าหน้าที่รัฐรายนั้นมาชี้แจงและแสดงหลักฐานที่มาของทรัพย์สิน

มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.: หากคำชี้แจงฟังไม่ขึ้น และคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติด้วยคะแนนเสียงว่า "ร่ำรวยผิดปกติ" สำนวนจะถูกส่งต่อไปยัง อัยการสูงสุด เพื่อยื่นคำร้องต่อ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (หรือศาลที่เกี่ยวข้อง) เพื่อขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

คำพิพากษาของศาล: คดีจะสิ้นสุดเมื่อศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาถึงที่สุดให้ทรัพย์สินนั้น “ตกเป็นของแผ่นดิน”

3. กรอบกฎหมายเรื่อง “เงินรางวัลสินบนนำจับ 15%”

ในอดีตการแจ้งเบาะแสอาจไม่มีแรงจูงใจด้านทรัพย์สินที่ชัดเจน แต่ภายหลังได้มีการออก ระเบียบคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าด้วยการจ่ายเงินรางวัล เข้ามาสนับสนุน เพื่อจูงใจให้บุคคลภายนอกหรือผู้พบเบาะแสกล้าเปิดเผยข้อมูลวงในที่มีมูลความจริง:

ฐานในการคำนวณ: คำนวณจาก มูลค่าทรัพย์สินที่ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาถึงที่สุดให้ตกเป็นของแผ่นดิน และ ป.ป.ช. สามารถบังคับคดี (ยึด/อายัดและนำออกขายทอดตลาดหรือนำเงินเข้าคลัง) ได้จริง

อัตราและเพดาน: จ่ายให้ในอัตรา ไม่เกิน 15% ของมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าว โดยกำหนด เพดานสูงสุดไม่เกิน 100 ล้านบาท

ตัวอย่างการคำนวณ: หากศาลสั่งยึดทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติมูลค่ารวม 50 ล้านบาท เงินรางวัล 15% จะคิดเป็น 7.5 ล้านบาท (ทั้งนี้จำนวนเงินที่จ่ายจริงจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาอนุมัติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามสัดส่วนประโยชน์ของข้อมูลที่ได้รับ)

4. มาตรการคุ้มครองและข้อพึงระวังทางกฎหมาย

ความคุ้มครองพยาน: กฎหมาย ป.ป.ช. มีบทบัญญัติคุ้มครองพยานและผู้แจ้งเบาะแส เพื่อป้องกันการถูกกลั่นแกล้ง คุกคาม หรือฟ้องปิดปาก

ความรับผิดชอบในการแจ้ง: ข้อมูลที่นำมาแจ้งควรมีเค้าโครงความจริงหรือเอกสารหลักฐานที่พอจะตรวจสอบต่อได้ เนื่องจากหากเป็นการจงใจใส่ร้ายป้ายสีด้วยความเท็จ เพื่อกลั่นแกล้งให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ผู้แจ้งอาจมีความผิดทางอาญาฐานแจ้งความเท็จหรือหมิ่นประมาทได้เช่นกัน




บราซิลเพิ่งผ่านพ้นการหาเสียงเลือกตั้งที่ดุเดือด ซึ่งนายลูลา ผู้สมัครจากพรรคฝ่ายซ้ายเอาชนะนายฟลาวิโอ โบลโซนาโร บุตรชายของนายไจร์ โบลโซนาโร อดีตประธานาธิบดี การที่ลูลาชนะหมายความว่าอย่างไรสำหรับละตินอเมริกา?







https://x.com/bbcworldservice/status/2115497086800334977
.....

ชัยชนะของลูลามีความหมายอย่างไรต่อละตินอเมริกา?

1. การยับยั้งการเปลี่ยนแปลงไปสู่ฝ่ายขวา: ชัยชนะในการเลือกตั้งของลูลาขัดขวางการได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งของฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายขวาในอเมริกาใต้และอเมริกากลางในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บราซิลยังคงเป็นเสาหลักสำคัญของการเป็นผู้นำฝ่ายซ้ายในภูมิภาค

2. การทูตด้านสิ่งแวดล้อมและอเมซอน: คาดว่ารัฐบาลของลูลาจะคงนโยบายคุ้มครองป่าฝนอเมซอนอย่างเข้มงวด และเน้นความร่วมมือระดับภูมิภาคในด้านโครงการริเริ่มด้านสภาพภูมิอากาศและการเงินสีเขียวในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำอเมซอน

3. การบูรณาการระดับภูมิภาคและกลุ่มการค้า: บราซิลน่าจะยังคงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างกรอบการค้าของอเมริกาใต้ รวมถึงเมอร์โคซูร์และความพยายามในการบูรณาการอเมริกาใต้ ในขณะเดียวกันก็รักษาสมดุลความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้าทั่วโลก



บทความจาก The New Yorker น่าสนใจ : หลังจากต้องเผชิญกับช่วงเวลาอันมืดมนภายใต้เงาของโดนัลด์ ทรัมป์, นเรนทรา โมดี, จาอีร์ โบลโซนาโร และบุคคลอื่น ๆ ในแนวทางเดียวกัน กลุ่มก้าวหน้าและกลุ่มเสรีนิยมทั่วโลกต่างเริ่มมีเหตุผลให้ได้เฉลิมฉลอง ?






https://x.com/NewYorker/status/2115541750702121252
.....
The New Yorker
@NewYorker
·23 ชม.

หลังจากต้องเผชิญกับช่วงเวลาอันมืดมนภายใต้เงาของโดนัลด์ ทรัมป์, นเรนทรา โมดี, จาอีร์ โบลโซนาโร และบุคคลอื่น ๆ ในแนวทางเดียวกัน กลุ่มก้าวหน้าและกลุ่มเสรีนิยมทั่วโลกต่างเริ่มมีเหตุผลให้ได้เฉลิมฉลอง เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ลูอิซ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ประธานาธิบดีบราซิล สามารถเอาชนะฟลาวิโอ โบลโซนาโร คู่แข่งจากฝ่ายขวาจัดในการเลือกตั้งรอบตัดสินได้สำเร็จ ชัยชนะของลูลาประกอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในปีเดียวกันในฮังการี ซึ่งวิกเตอร์ ออร์บาน นายกรัฐมนตรีชาตินิยมที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนานต้องพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ถือเป็นการสูญเสียพันธมิตรที่มีนัยสำคัญยิ่งของทำเนียบขาวในบริบทของสงครามวัฒนธรรมฝ่ายขวาที่เกิดขึ้นทั่วโลก ส่วนในการเลือกตั้งของอิสราเอล ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศสนับสนุนนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู นั้น ขณะนี้ยังไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจน โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ยังพบปรากฏการณ์จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอาหรับออกมาใช้สิทธิ์สูงเป็นประวัติการณ์ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากยิ่งขึ้นในการเลือกตั้งกลางเทอมสัปดาห์หน้า เนื่องจากพรรคเดโมแครตกำลังมุ่งหวังที่จะครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

ในขณะเดียวกัน การประท้วงได้ปะทุขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก ผู้คนต่างออกมาเดินขบวนบนท้องถนนทั้งในอินเดีย ฝรั่งเศส เบลเยียม สเปน แอลเบเนีย และอิตาลี โดยข้อเรียกร้องของพวกเขาครอบคลุมถึงการเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องได้ โอกาสในการทำงานสำหรับคนหนุ่มสาว การบรรเทาปัญหาค่าครองชีพ และการเพิ่มการลงทุนในภาคการศึกษา อิชาน ธารูร์ (Ishaan Tharoor) เขียนไว้ว่า “ไม่มีคำอธิบายเพียงชุดเดียวที่สามารถรวบรวมเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นแยกส่วนกันเหล่านี้เข้าด้วยกันได้” ทว่าไม่ว่าจะบนท้องถนนหรือผ่านคูหาเลือกตั้งทั่วโลก ขบวนการฝ่ายขวากำลังเผชิญกับกระแสต่อต้านครั้งสำคัญ 
อ่านคอลัมน์ล่าสุดของธารูร์ได้ที่: 
https://newyorkermag.visitlink.me/-aOA0A





แม้ความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อและราคาน้ำมันจะเป็นประเด็นหลักในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ แต่การหยิบยกประเด็น “การทุจริต” ขึ้นมาเป็นหัวข้อหลักในการรณรงค์ ช่วยให้พรรคเดโมแครตสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ โดยก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างประเด็นปัญหาทางเศรษฐกิจกับเรื่องอื้อฉาวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทรัมป์ และกำลังมาแรง


ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจหรอกนะ!

ความจริงประการหนึ่งของการเมืองคือ ท้ายที่สุดแล้วการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งล้วนขึ้นอยู่กับเรื่องเงิน นี่คือเหตุผลที่ดไวต์ ไอเซนฮาวร์ เอาชนะแอดไล สตีเวนสัน ไปได้อย่างถล่มทลายในปี 1956 และเป็นที่มาของประโยคที่เจมส์ คาร์วิลล์ เคยกล่าวไว้ในปี 1992 ว่า “มันเป็นเรื่องของเศรษฐกิจนะ!” (It’s the economy, stupid) อีกทั้งยังเป็นเหตุผลที่โจ ไบเดน พยายามโน้มน้าวชาวอเมริกันอย่างหนักแต่ไม่ประสบผลสำเร็จว่า สถานะความเป็นอยู่ของพวกเขาดีกว่าที่พวกเขาคิดในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

ด้วยเหตุนี้ นักการเมืองและนักยุทธศาสตร์ของพรรคเดโมแครตบางส่วนจึงแนะนำให้ผู้สมัครไม่นำเรื่องของโดนัลด์ ทรัมป์ และประเด็นอื้อฉาวต่าง ๆ มาเป็นจุดศูนย์กลางในการหาเสียง โดยเสนอว่าควรหันไปมุ่งเน้นที่ปัญหาปากท้อง (kitchen table issues) เช่น ภาวะเงินเฟ้อและค่าใช้จ่ายด้านที่อยู่อาศัยจะดีกว่า ซึ่งดูเหมือนว่ากลยุทธ์นี้จะได้ผลในระดับหนึ่ง เพราะความกังวลด้านเศรษฐกิจกลายเป็นประเด็นหลักตลอดช่วงการเลือกตั้งกลางเทอม และพรรคเดโมแครตก็ดูจะมีแนวโน้มไปได้สวย โดยได้รับอานิสงส์จากตัวทรัมป์เอง ซึ่งไม่เพียงแต่จะปฏิเสธความกังวลเรื่องค่าครองชีพโดยตราหน้าว่าเป็น “เรื่องหลอกลวง” เท่านั้น แต่เขายังซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อให้เลวร้ายลงไปอีกด้วยการก่อสงครามในอิหร่าน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมเพิ่งเขียนไปว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจคือสาเหตุที่ทำให้พรรครีพับลิกันต้องเผชิญกับความยากลำบาก

ทว่า ในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับมีประเด็นที่น่าสนใจปรากฏขึ้นในผลสำรวจความคิดเห็น โดยผลสำรวจจาก Fox News พบว่า “การทุจริต” กลายเป็นประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แซงหน้าทั้งเรื่องเงินเฟ้อ ราคาเชื้อเพลิง และการสาธารณสุข ผลสำรวจจาก CNBC ก็ให้ผลลัพธ์ในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่า “จากการสำรวจครั้งสุดท้ายของ CNBC All-America Economic Survey พบว่าขณะนี้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีความกังวลเรื่องการทุจริตในรัฐบาลมากกว่าประเด็นอื่นใด รวมถึงเรื่องราคาอาหารและเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น” เช่นเดียวกับผลสำรวจจาก Financial Times ที่พบว่า “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ลงทะเบียนแล้วประมาณ 69 เปอร์เซ็นต์ และเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เคยเลือกประธานาธิบดีในปี 2024 ระบุว่าพวกเขารู้สึกกังวล ‘มาก’ หรือ ‘ค่อนข้างมาก’ เกี่ยวกับ ‘การทุจริต การแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน หรือผลประโยชน์ทับซ้อน’ ในรัฐบาลของทรัมป์”

แนวคิดที่ว่าเรื่องเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวสามารถอธิบายความไม่นิยมในตัวทรัมป์ได้นั้น จึงไม่เคยเป็นคำอธิบายที่น่าเชื่อถืออย่างสมบูรณ์เลย เขามีคะแนนนิยมต่ำมาโดยตลอด แม้กระทั่งในช่วงที่เศรษฐกิจแข็งแกร่ง เขาไม่ได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในปี 2016 พรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎรพ่ายแพ้อย่างราบคาบในปี 2018 เมื่อเขาทำให้การเลือกตั้งเป็นเรื่องของตัวเอง เขาแพ้ในปี 2020 และพรรครีพับลิกันทำผลงานได้ต่ำกว่าที่คาดไว้ในปี 2022 ภายใต้อิทธิพลของเขา เขาชนะได้อีกครั้งในปี 2024 เมื่อการเลือกตั้งมุ่งเน้นไปที่ความคิดเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีต่อการเป็นประธานาธิบดีของไบเดน เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เขาถูกปฏิเสธจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือเรื่องอื้อฉาวที่ติดตามทรัมป์ไปทุกที่ “เมื่อการเลือกตั้งเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัมป์และ MAGA อย่างชัดเจน MAGA จะแพ้” ไมเคิล พอดฮอร์เซอร์ นักยุทธศาสตร์หัวก้าวหน้าบอกกับผมในปี 2022

ถึงกระนั้น ผลการค้นพบนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าอุ่นใจเกี่ยวกับวิจารณญาณของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แอนน์ แอปเปิลบอม เพื่อนร่วมงานของผมเป็นหนึ่งในผู้สังเกตการณ์หลายคนที่มองว่านี่คือการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีที่ทุจริตที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ แม้ว่าประธานาธิบดีและครอบครัวของเขาจะกอบโกยผลประโยชน์มหาศาลจากตำแหน่งประธานาธิบดี แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีข่าวใดข่าวหนึ่งที่สร้างความฮือฮาอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นคดี Teapot Dome, Watergate หรือแม้แต่ Whitewater ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดเกี่ยวกับการทุจริต ประกอบกับความนิยมของทรัมป์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ชี้ให้เห็นว่า แทนที่จะเป็นข่าวใดข่าวหนึ่งที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ—เช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วต่อโจ ไบเดนหลังจากการถอนกำลังอย่างวุ่นวายจากอัฟกานิสถาน—ผู้ลงคะแนนเสียงกลับค่อยๆ ไม่พอใจประธานาธิบดีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีเรื่องการทุจริตเป็นหนึ่งในเหตุผลหลัก

(ควรสังเกตว่า แม้ว่าผลสำรวจของ Financial Times จะระบุว่าผู้ลงคะแนนเสียงของทรัมป์กังวลเกี่ยวกับการทุจริตภายในรัฐบาล แต่การทุจริตก็ติดอันดับต้นๆ เพราะมีความหมายแตกต่างกันไปสำหรับผู้ลงคะแนนเสียงแต่ละกลุ่ม ตัวอย่างเช่น ผู้สนับสนุนทรัมป์ที่บอกว่าพวกเขากังวลเกี่ยวกับ "การทุจริต" อาจหมายถึงทฤษฎีสมคบคิดเรื่อง "รัฐบาลเงา" ก็ได้)

ผลสำรวจเกี่ยวกับการทุจริตยังเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความสำเร็จ (เชื่อหรือไม่) ของการสื่อสารของพรรคเดโมแครตที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักอีกด้วย ในเดือนกุมภาพันธ์ วุฒิสมาชิกจอน ออสซอฟฟ์ เริ่มพูดถึง “กลุ่มคนของเอปสไตน์” โดยอ้างถึงเอกสารที่เพิ่งถูกเปิดเผยเกี่ยวกับผู้กระทำความผิดทางเพศรายนี้ ซึ่งได้วาดภาพกลุ่มคนร่ำรวยและมีอำนาจที่ติดต่อกันทางอีเมลและพบปะสังสรรค์กันทั่วโลก “พวกเขาคือกลุ่มชนชั้นนำที่พวกเขาแสร้งทำเป็นเกลียดชัง” ออสซอฟฟ์กล่าว “ทรัมป์ควรจะต่อสู้เพื่อชนชั้นแรงงาน แต่เขากลับกำลังปิดคลินิกและโรงพยาบาลในพื้นที่ชนบท เพื่อนำเงินไปลดภาษีให้กับจอร์จ โซรอส และอีลอน มัสก์” นับแต่นั้นมา พรรคเดโมแครตก็ใช้แนวทางวาทกรรมในลักษณะเดียวกันนี้มาโดยตลอด

การหยิบยกประเด็น “การทุจริต” ขึ้นมาเป็นจุดรวมใจ ทำให้พรรคเดโมแครตสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้ ซึ่งช่วยลดช่องว่างระหว่างประเด็นปัญหาทางเศรษฐกิจกับเรื่องอื้อฉาวต่าง ๆ ของทรัมป์ แนวทางนี้ครอบคลุมเหตุการณ์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการที่ทรัมป์ผลักดันเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั้งที่สาธารณชนส่วนใหญ่ยังคงตั้งข้อสงสัย หรือการที่เขามุ่งเน้นโครงการต่าง ๆ เช่น การปรับปรุงห้องจัดเลี้ยงในทำเนียบขาวซึ่งได้รับทุนจากผู้บริจาคที่รัฐบาลไม่ยอมเปิดเผยชื่อ รวมถึงโครงการก่อสร้างซุ้มประตูในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตลอดจนความพยายามบ่อนทำลายกระบวนการเลือกตั้ง นอกจากนี้ นโยบายที่มีต่อยูเครนยังดูเหมือนจะได้รับอิทธิพลจากผลประโยชน์ทางธุรกิจที่อาจเกี่ยวข้องกับรัสเซีย ส่วนการเผชิญหน้ากับอิหร่านก็ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรในตะวันออกกลาง ซึ่งสมาชิกครอบครัวของทรัมป์มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ทรัมป์ยังดูเหมือนจะช่วยพรรคเดโมแครตโดยการออกมาโอ้อวดถึงผลกำไรของบริษัทน้ำมัน ในช่วงเวลาที่ชาวอเมริกันกำลังเดือดร้อนกับราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้น อีกทั้งพรรครีพับลิกันเองยังตอกย้ำประเด็นนี้ด้วยการเสนอชื่อบุคคลอย่าง เคน แพกซ์ตัน (Ken Paxton) ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมทุจริตในหลายกรณี

หากประเด็นการต่อต้านการทุจริตนำพาให้พรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะในสภาผู้แทนราษฎร หรืออาจรวมถึงวุฒิสภาด้วย สิ่งนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าพวกเขาจะใช้รัฐสภาอย่างไรในช่วงสองปีข้างหน้า แม้ว่าพวกเขาจะครองเสียงข้างมากได้ทั้งสองสภา แต่ก็คงมีขีดจำกัดในการผลักดันนโยบายต่าง ๆ รวมถึงมาตรการที่จะช่วยลดค่าครองชีพ อย่างไรก็ตาม การครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะใช้อำนาจในการตรวจสอบ ซึ่งสามารถนำไปสู่การเจาะลึกการกระทำต่าง ๆ ของรัฐบาลทรัมป์ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งหลักนิติธรรมและเงินในกระเป๋าของประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงได้

ที่มา The Atlantic
Corruption Catches Up to MAGA

https://www.theatlantic.com/newsletters/2026/10/midtems-voters-corruption-inflation-gas-prices/689194/

October 28, 2026




จากรายงานข่าวของ NY Times เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เชื่อว่า เจนเซน หวง ซีอีโอของ Nvidia ตกเป็นเป้าหมายของแผนการจารกรรมโดยจีน โดยเชื่อว่า อลิซ หวง ผู้บริหารบริษัท Megaspeed ซึ่งปรากฏตัวเคียงข้างเขาในไต้หวันนั้น เป็นสายลับที่ทำงานให้กับหน่วยข่าวกรองของจีน ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว







Mario Nawfal
@MarioNawfal
·4 ชม.

🇺🇸🇨🇳 มีรายงานว่าหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ สรุปว่าหญิงคนหนึ่งซึ่งสามารถเข้าถึง Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ได้โดยตรงนั้น เป็นสายลับของจีน โดยเรื่องนี้ได้มีการรายงานให้ทรัมป์ทราบเมื่อประมาณหนึ่งปีที่แล้ว...

การเฝ้าติดตาม Alice Huang พลเมืองจีนและผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับบริษัทศูนย์ข้อมูล (data center) ชื่อ Megaspeed ซึ่งตั้งอยู่ในสิงคโปร์ ทำให้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สรุปได้ว่าเธอมีพฤติกรรมรวบรวมข้อมูลให้กับทางการจีน

นอกจากนี้ ข้อมูลข่าวกรองยังเผยให้เห็นว่าเธอได้สร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ Jensen Huang อีกด้วย

ในขณะที่มีการรายงานเรื่องนี้ต่อทรัมป์เป็นครั้งแรก เจ้าหน้าที่เชื่อว่า Jensen Huang ไม่น่าจะทราบถึงบทบาทสายลับของหญิงคนดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลบางคนตั้งข้อสงสัยในภายหลังว่า เป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะไม่ทราบเรื่องนี้เลย

มีรายงานว่าทรัมป์เลือกที่จะไม่ดำเนินการใดๆ ต่อข้อมูลข่าวกรองดังกล่าว เนื่องจากกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของ Nvidia ในจีน รวมถึงความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนในภาพรวม

ทางด้าน Nvidia ระบุว่า การพบปะกันระหว่างทั้งสองฝ่ายเป็นเพียงการประชุมตามปกติระหว่างซีอีโอกับลูกค้าเท่านั้น และบริษัท Megaspeed ก็ไม่ได้รับข้อมูลความลับทางการค้าที่สำคัญหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติแต่อย่างใด

สรุปคือ หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ พบเบาะแสว่าอาจมีสายลับจีนที่สามารถเข้าถึงหนึ่งในซีอีโอสายเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดของอเมริกาได้ แต่ทำเนียบขาวกลับตัดสินใจไม่ดำเนินการแทรกแซงใดๆ

ที่มา: NYT / ผู้เขียน: Samuel




Rabbi ชาวยิว ถูก อนุทิน ชาญวีรกูล เพิกถอนสัญชาติไทย เหตุผลสำคัญที่ระบุไว้ในคำสั่งคือ แคนเตอร์ยังคงใช้หนังสือเดินทางสหรัฐอเมริกาของตนในการเดินทางเข้าออกประเทศถึง 16 ครั้ง หลังจากที่ได้รับสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติไปแล้ว ซึ่งถือเป็นการละเมิดเงื่อนไขในการแปลงสัญชาติ ผลจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คงต้องรอดู









https://x.com/Thenationth/status/2115674825452900623
.....

อนุทินสั่งเพิกถอนสัญชาติไทยของ “แคนเตอร์” หลังพบมีการใช้หนังสือเดินทางสหรัฐฯ เดินทางเข้าออกประเทศถึง 16 ครั้ง

อนุทิน ชาญวีรกูล ในนามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งเพิกถอนสัญชาติไทยของรับบี โยเซฟ ไคม์ แคนเตอร์ (Rabbi Yosef Chaim Kantor) เหตุผลสำคัญที่ระบุไว้ในคำสั่งดังกล่าวคือ การที่แคนเตอร์ยังคงใช้หนังสือเดินทางสหรัฐอเมริกาของตนในการเดินทางเข้าออกประเทศถึง 16 ครั้ง หลังจากที่ได้รับสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติไปแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2556

การดำเนินการนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติสัญชาติของไทย ซึ่งให้อำนาจรัฐมนตรีในการเพิกถอนสัญชาติได้ หากพบว่าบุคคลที่ได้รับสัญชาติโดยการแปลงสัญชาติยังคงใช้สัญชาติเดิมของตนอยู่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดเงื่อนไขในการแปลงสัญชาติ
.....


วิเคราะห์เพิ่มเติมใน มิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเมืองระหว่างประเทศ จากกรณีการเพิกถอนสัญชาติของรับบี โยเซฟ ไคม์ แคนเตอร์ (Rabbi Yosef Chaim Kantor) ได้ดังนี้

1. จุดยืนเรื่อง "อำนาจอธิปไตยเหนือสัญชาติ" กับสหรัฐอเมริกา

ความเคร่งครัดในกฎหมายภายใน: แม้สหรัฐอเมริกาจะยินยอมให้พลเมืองของตนถือสองสัญชาติได้ (Dual Nationality) แต่ประเทศไทยมีจุดยืนทางกฎหมายสัญชาติอย่างชัดเจนว่า หากเป็นบุคคลที่ได้สัญชาติโดยการแปลงสัญชาติ ต้องไม่ใช้สิทธิจากสัญชาติเดิม การดำเนินการครั้งนี้เป็นการยืนยันอำนาจอธิปไตยทางกฎหมายของไทยโดยไม่ให้ข้อยกเว้นแก่นกะทิงหรือบุคคลจากชาติมหาอำนาจ

ผลกระทบระดับทางการเมืองกับสหรัฐฯ: เนื่องจากรับบีแคนเตอร์ถือหนังสือเดินทางสหรัฐฯ การเพิกถอนสัญชาติไทยและการบังคับใช้ข้อกฎหมายอาจได้รับการเฝ้ามองจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในฐานะการคุ้มครองสิทธิทางกฎหมายของพลเมืองอเมริกัน แต่ในเชิงการทูต ทางการไทยชี้แจงชัดเจนว่าเป็นเรื่องของ การละเมิดเงื่อนไขการแปลงสัญชาติภายในประเทศ จึงยากที่จะนำไปสู่ข้อขัดแย้งทางการทูตในระดับรัฐต่อรัฐ

2. นัยต่อความสัมพันธ์ไทย–อิสราเอล และชุมชนชาวยิวในระดับสากล

บทบาทศูนย์กลางของเครือข่าย Chabad: รับบีแคนเตอร์ดำรงตำแหน่งประธานเครือข่ายชาบัด (Chabad) ในประเทศไทย และเป็นผู้นำชุมชนชาวยิวที่อาศัยหรือเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวอิสราเอลและชาวยิวจากอเมริกา

ความกังวลด้านภาพลักษณ์และความเป็นอยู่ของชาวยิว/ชาวอิสราเอล: สื่อมวลชนต่างประเทศ (เช่น สื่ออิสราเอล) เริ่มให้ความสนใจประเด็นนี้ โดยตั้งข้อสังเกตถึงแนวทางการตรวจสอบของไทยที่มีต่อองค์กรและธุรกิจที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายชาบัดและชาวต่างชาติในพื้นที่ท่องเที่ยว (เช่น ภูเก็ต) การที่รัฐบาลไทยเน้นย้ำว่าเป็นเรื่อง ข้อกฎหมายรายบุคคล จึงสำคัญมาก เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกตีความผิดไปว่าเป็นความขัดแย้งทางศาสนา หรือนโยบายกีดกันชาวยิวและนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล

3. มิติความมั่นคงข้ามชาติและการกักกันการใช้ประโยชน์จาก "พาสปอร์ตสองใบ"

การป้องกันสภาวะสุญญากาศทางกฎหมาย: ในเวทีความมั่นคงสากล การที่บุคคลหนึ่งสลับใช้หนังสือเดินทางของสองประเทศเดินทางเข้า-ออก อาจก่อให้เกิดช่องโหว่ในการติดตามตัว การตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินข้ามชาติ หรือการหลบเลี่ยงภาษี การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังส่งสัญญาณถึงนานาชาติว่าประเทศไทยไม่ยินยอมให้ใช้สัญชาติไทยเป็น "เครื่องมืออำนวยความสะดวก" ในลักษณะการถือครองสัญชาติแบบแฝง

การประสานงานของหน่วยงานตรวจสอบ: คดีนี้เชื่อมโยงกับการสอบถามข้อมูลของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสรรพากร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการยกระดับมาตรการกำกับดูแลบุคคลและเครือข่ายทุนต่างชาติให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลในการต่อต้านการฟอกเงินและความมั่นคงข้ามชาติ

4. สรุปภาพรวมทางการทูต

ท่าทีของรัฐบาลไทยผ่านกระทรวงมหาดไทย เป็นการเน้นย้ำเรื่อง "Rule of Law" (หลักนิติธรรม) โดยพยายามแยกแยะประเด็นความผิดพลาดส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ. สัญชาติ ออกจากความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ทั้งกับสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และชุมชนชาวยิวในไทย เพื่อรักษาดุลยภาพทางการทูตและเสถียรภาพความมั่นคงภายในประเทศไปพร้อมกัน

(Gemini ช่วยวิเคราะห์)