
Reporter Journey
Yesterday
·
#ENVIRONMENT จีนไล่กวาดล้างโรงงานรีไซเคิลและสั่งห้ามนำเข้าขยะเด็ดขาดมาตั้งแต่ปี 2021 และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาก็กวาดล้างไปอีกหลายพันแห่ง ทำให้ทุนจีนแตกกระเจิงย้ายมาอาเซียนเพียบ โดยเป้าหมายหลักคือที่ไทย มียื่นการประกอบธุรกิจโรงรีไซเคิลขยะรวมกว่า 2,500 แห่ง ตาม ม.44 คำสั่ง คสช. 4/2559
.
นับตั้งแต่ปี 2017 จีรประกาศห้ามนำเข้าขยะ 24 ประเภท และเปิดปฏิบัติการ "National Sword" เพื่อปราบการลักลอบ โดยต้นปี 2018 มีผลบังคับใช้ พร้อมเพดานสิ่งปนเปื้อน 0.5% สำหรับขยะที่ยังนำเข้าได้
.
แต่หลังจาก 1 มกราคม 2021 เมื่อกฎหมายว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากของเสียแข็งฉบับแก้ไขมีผล ห้ามนำเข้าของเสียแข็งทุกรูปแบบ รวมถึงห้ามทิ้ง กอง และกำจัดขยะจากต่างประเทศในแผ่นดินจีน กระทรวงนิเวศวิทยาฯ ของจีนเองระบุว่านี่คือจุดสูงสุดของนโยบายที่ใช้มาตั้งแต่ 2017 โดยปริมาณนำเข้าลดจาก 22.63 ล้านตันในปี 2561 เหลือ 13.48 ล้านตันในปี 2519
.
ตัวเลขที่สะท้อนผลกระทบชัดที่สุดคือ ขยะพลาสติกที่จีนนำเข้าลดจากราว 600,000 ตันต่อเดือนในปี 2016 เหลือราว 30,000 ตันต่อเดือนในปี 2018 ตามรายงานของ Greenpeace และ GAIA
.
เมื่อต้นทางในจีนถูกปิด คนที่ลงทุนไว้กับโรงงานรีไซเคิลขยะต้องหาที่ไปใหม่ ภูมิภาคอาเซียนคือเป้าหมายตามธรรมชาติ ทั้งใกล้ ค่าแรงต่ำ และมีชุมชนจีนอยู่แล้ว
.
มาเลเซียคือตัวอย่างแรกที่เห็นภาพชัด โรงงานแปรรูปพลาสติกผุดขึ้นในเมืองเจนจาโรม รัฐสลังงอร์ จนทางการต้องปิดโรงงานผิดกฎหมาย 33 แห่งและระงับใบอนุญาตนำเข้าพลาสติกทั่วประเทศ รายงานเดียวกันชี้ว่าประเทศอย่างมาเลเซีย และเวียดนามที่เริ่มคุมเข้ม ทำให้ขยะถูกเบี่ยงไปยังประเทศที่ยังไม่มีข้อจำกัด เช่น อินโดนีเซีย ไทย และตุรกี ตามความหละหลวมของกฎหมายในประเทศนั้น ๆ
.
สำหรับไทย กรมโรงงานอุตสาหกรรมและสื่อหลายสำนักบันทึกว่าโรงงานจีนที่ย้ายฐานเข้ามาเห็นได้ชัดตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2017 งานของ Dialogue Earth ประเมินว่าตัวขับหลักของการนำเข้าขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้นในไทยคือโรงงานจีนที่ย้ายมาเพื่อหนีมาตรการห้ามนำเข้าของรัฐบาลปักกิ่ง
.
การกวาดล้างโรงงานรีไซเคิลเถื่อนในจีนกว่า 8,800 แห่ง ทำให้กลุ่มทุนจีนเหล่านี้ต่างโยกย้ายฐานที่ตั้งใหม่ออกนอกจีน โดยไทยคือหนึ่งในจุดหมายปลางทาง โดยพบเครือข่ายทุนจีนในธุรกิจขยะหลายคดี
.
คำสั่ง คสช. 4/2559 เปิดประตูอ้าแขนรับทุนขยะ.
เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2016 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการรัฐประหาร ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งที่ 4/2559 ยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมสำหรับกิจการบางประเภท ครอบคลุมโรงไฟฟ้าขยะ (ลำดับ 88/89) โรงงานกำจัดของเสียอันตราย (101) โรงงานคัดแยกหรือฝังกลบของเสียไม่อันตราย (105) และโรงงานรีไซเคิล (106) ผลทางปฏิบัติคือโรงงานกลุ่มนี้ตั้งในพื้นที่ใดก็ได้ ไม่ติดข้อจำกัดผังเมืองอีกต่อไป
.
คำสั่งนี้ออกปี 2016 ปีก่อนที่จีนจะประกาศห้ามนำเข้าขยะ 24 ประเภทในปี 2017 ดังนั้นสิ่งที่ไทยมีอยู่แล้วเมื่อทุนรีไซเคิลจีนมองหาทางออก คือ พื้นที่ที่ผังเมืองไม่ขวางกั้น รัฐบาลอ้าแขนต้อนรับทุนจีน และระบบกฎหมายที่หละหลวม รวมทั้งระบบราชการ และคนไทยที่หน้าเงิน หิวเงิน ปัจจัยเหล่านี้รวมเข้าด้วยกัน คือคำสั่งที่เปิดทางตั้งโรงงานในผังเมืองหลายประเภท บวกกับการที่จีนปิดรับขยะอุตสาหกรรมในปี 2560 ทำให้ผู้ประกอบการจีนบางส่วนย้ายฐานเข้าไทย
.
หลังมีคำสั่งออกมา มีใบอนุญาตลำดับ 105 และ 106 เกิดขึ้นมากกว่า 30 ใบ และพบว่าส่วนใหญ่เป็นโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน กากอุตสาหกรรมถูกกองทิ้งและลักลอบฝังกลบ ข้อมูลของคณะกรรมาธิการที่ดินฯ สภาผู้แทนราษฎร เดือนมิถุนายน 2025 ระบุว่าเฉพาะ 3 อำเภอในสมุทรสาครมีโรงงานประเภท 105 จำนวน 134 แห่ง และประเภท 106 จำนวน 123 แห่ง
.
จากรายงานเมื่อต้นปี 2025 ระบุว่าโรงงานกลุ่ม 105 และ 106 รวมกว่า 2,500 แห่ง จะถูกโอนไปอยู่ใต้กฎหมายใหม่ คือร่าง พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม ส่วนอีกด้านหนึ่ง ThaiPBS Policy Watch รายงานว่าโรงงานรีไซเคิลและโรงไฟฟ้าความร้อนที่ได้ใบอนุญาตทั้งก่อนและหลังคำสั่งมีรวม 3,556 แห่ง ซึ่งเป็นโรงงานรีไซเคิลขยะหลายสัญชาติรวมทั้งจีน
.
นอมินี ใบอนุญาต และช่องโหว่ทางกฎหมาย.
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ระบุว่าหลายโรงงานใช้คนไทยเป็นนอมินีขอใบอนุญาตคัดแยก (105) และรีไซเคิล (106) บางกรณีเช่าที่ดินระยะยาวจากเจ้าของไทย แบ่งแปลงแล้วปล่อยเช่าช่วงให้นักลงทุนจีนรายอื่น พื้นที่ ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ประมาณ 88 ไร่ เป็นกลุ่มโรงงานที่นักลงทุนจีนถือครองมาตั้งแต่ปี 2019 โดยพื้นที่นี้ใช้ใบอนุญาตโรงหลอมพลาสติก 11 ใบ
.
ข้อมูลล่าสุดจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ณ 30 กันยายน 2569 ระบุว่ามีบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจประเภทขยะที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้นรวม 2,863 ราย ตัวเลขนี้เป็นภาพรวมของทุกสัญชาติแสดงขนาดของการมีส่วนร่วมของทุนต่างชาติในธุรกิจนี้ ซึ่งกำลังเปลี่ยนให้ไทยกลายเป็น "ที่ทิ้งขยะของโลก"
.
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมาตำรวจตรวจยึดขยะอิเล็กทรอนิกส์ผิดกฎหมาย 2,500 ตัน ในระยอง สงสัยว่ามีนอมินีต่างชาติรวมถึงบริษัทจีนอยู่เบื้องหลัง ขณะที่ในปราจีนบุรี น้ำท่วมใหญ่ทำให้ชะกากพิษผุดขึ้นมา ประชาชนเรียกร้องให้รัฐสอบต้นตอมลพิษ
.
เรื่องไม่แดง รัฐไทยไม่ขยับ.
ไทยเริ่มปิดประตูตามหลังอย่างช้าๆ มาตรการสำคัญคือการประกาศห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ 463 ประเภทในเดือนมิถุนายน 2025 ส่วนการแก้ที่ต้นตอเชิงกฎหมาย สภาผู้แทนราษฎรลงมติยกเลิกคำสั่ง คสช. 4/2559 ในเดือนกรกฎาคม 2025 แต่ร่างที่ผ่านสภากำหนดให้การยกเลิกมีผลหลัง 2 ปีนับจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อเผื่อเวลาปรับผังเมืองและรองรับผู้ประกอบการเดิม iLaw บันทึกว่าหน่วยงานรัฐเองเคยประสานเสียงไม่เห็นด้วยกับการยกเลิก เพราะกังวลว่าเอกชนจะฟ้องร้อง
.
การตรวจสอบนอมินีและโครงสร้างผู้ถือหุ้นจริงที่ยังเป็นจุดอ่อนของไทย การบังคับใช้กับโรงงานเดิมหลายพันแห่งที่ยังประกอบกิจการอยู่ เส้นแบ่งระหว่างการนำเข้าเศษโลหะที่ถูกกฎหมายกับขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกลักลอบ ยังคงคลุมเครือเพราะไทยมีปัญหาการทำงานอย่างตรงไปตรงมา จากการรับส่วยและสินบน เนื่องจากทุนต่างชาติรู้ว่าการยัดเงินใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่หรือใช้เงินฟาดหัวคนไทยนั้น มันง่ายกว่าการดำเนินให้ถูกต้อง เมื่ออำนาจเงินตรา มาพร้อมกับความหน้าเงินหิวเงินของคนไทย อะไรก็เกิดขึ้นได้ในประเทศนี้เสมอ
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1687239332758875&set=a.226668178816005
มรดกบาปจากยุคประยุทธ์
