วันศุกร์, ตุลาคม 30, 2569

เพนกวิน เห็นคนทวีตเกร็ดความรู้ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมว่าด้วยการนับญาติกับกษัตริย์ จึงคิดว่าเป็นฤกษ์ดีที่จะเขียนถึงที่มาที่ไปของวาทกรรม “พ่อของแผ่นดิน” สักหน่อย


เพนกวิน - พริษฐ์ ชิวารักษ์ Parit Chiwarak
14 hours ago
·
เห็นมีผู้รู้ได้ทวีตเกร็ดความรู้ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมว่าด้วยการนับญาติกับกษัตริย์ จึงคิดว่าเป็นฤกษ์ดีที่จะเขียนถึงที่มาที่ไปของวาทกรรม “พ่อของแผ่นดิน” สักหน่อย

ในอดีต สังคมไทยมีธรรมเนียมห้ามนับญาติกับกษัตริย์ ทำให้เชื้อพระวงศ์นิยมเรียกกษัตริย์ด้วยสรรพนามว่า “ทูลกระหม่อม” มากกว่าจะเรียกตามฐานะในลำดับเครือญาติ

แม้แต่เจ้าจอมมารดา (เมียกษัตริย์ที่เป็นสามัญชน) เมื่อให้กำเนิดลูกมา ลูกมีฐานะเป็นเจ้า ก็มีธรรมเนียมว่าไม่ถือตัวออกหน้าว่าเป็นแม่ของเจ้านั้น ๆ มีคติว่าเป็นเทวดาจุติมาอาศัยท้องเกิดเฉย ๆ

แน่นอนว่าเหล่านี้เป็นเพียงธรรมเนียม ไม่ได้แปลว่าหลังบ้านจะถือกันเช่นนั้นตลอด

แต่ที่แน่ ๆ คือเหล่าไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินนั้นไม่มีสิทธิถือตัวว่ากษัตริย์กับราชินีเป็นพ่อเป็นแม่ตัวเองแน่ ๆ โบราณห้ามหนักหนา เพราะเทวดาจะเป็นญาติกับคนทั่วไปไม่ได้ พูดไปจะโดนมะพร้าวห้าวยัดปากเอาข้อหาพูดจายกตนเทียมเจ้า

สมัยนั้น อย่าว่าแต่จะนับญาติกับกษัตริย์เป็นพ่อแม่เลย แม้แต่จะมองดูกษัตริย์เวลามีขบวนเสด็จผ่านก็ทำไม่ได้ กษัตริย์ไปทางไหน ถ้าไพร่ฟ้าอยู่บนบ้านก็ต้องปิดประตูหน้าต่าง เดินถนนอยู่ก็ต้องก้มหน้าหมอบคลาน ถ้าเผยอหน้ามามองจะโดนทหารเอายิงลูกตาเอา ซึ่งก็มีคนเคยโดนเอาลูกหินยิงตาจนตาบอดเพราะเงยหน้ามองกษัตริย์จริง ๆ จนเป็นเหตุให้ในสมัย ร.4 ได้ยกเลิกธรรมเนียมนี้ไปเพราะกลัวถูกนานาชาติครหาว่าป่าเถื่อน

ซึ่งก็ป่าเถื่อนจริง ๆ

ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา แนวคิดเกี่ยวกับความเป็นกษัตริย์เริ่มเปลี่ยนไป จากเดิมที่เน้นสร้างความศักดิ์สิทธิ์และหวาดกลัวโดยการวางตัวอยู่คนละภพคนละโลกกับไพร่ฟ้า มาเป็นบังคับให้ราษฎรทุกคนต้องรู้จัก (และรัก) กษัตริย์ การเปรียบเทียบกษัตริย์และราชินีเป็น “พ่อ” และ “แม่” ของปวงราษฎรจึงเริ่มปรากฏขึ้น

สถาบันกษัตริย์เองเริ่มใช้วาทกรรมนี้ในสมัยรัชกาลที่ 6 ตัวรัชกาลที่ 6 นั้นจบการศึกษาจากอังกฤษมา จึงได้ยืมวาทกรรม “พ่อ-แม่” นี้มาจากสถาบันกษัตริย์ในยุโรปมาใช้ เพราะในยุโรปนั้นมีการเปรียบเทียบกษัตริย์เป็นพ่อของราชาอาณาจักรมาก่อนหน้านั้นแล้ว

ดังนั้น ความคิดเรื่อง “พ่อ/แม่ของแผ่นดิน” นั้น ไม่ใช่ความเป็นไทยอะไรทั้งสิ้น ยืมฝรั่งมาทั้งนั้น แล้วก็ทึกทักกันว่าเป็นเอกลักษณ์ความเป็นไทย

แต่แน่นอนว่าแม้รัฐและสถาบันกษัตริย์จะเริ่มวางตัวเองเป็นพ่อแม่สมมติของราษฎรมากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าสังคมไทยทั้งหมดจะหันมามองกษัตริย์เป็นพ่อโดยพร้อมเพรียง เพราะคนจำนวนมากก็คงรู้สึกอยู่นั่นเองว่า คนนั้นไม่อาจจะนับญาติกับกษัตริย์ได้

ความเป็นพ่อ/แม่แผ่นดินนั้นมาเข้มแข็งชัดเจนจริง ๆ ก็สมัยรัชกาลที่ 9 นี้เอง การสถาปนาความเป็นพ่อแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ 9 นี้ สำเร็จได้ด้วยปัจจัยหลายประการ เช่น

1. การศึกษาและเทคโนโลยีการสื่อสารดีขึ้น รัฐจึงสามารถฉายภาพกษัตริย์วนซ้ำ ๆ ให้แทรกอยู่ในชีวิตของผู้คนได้มากขึ้น คนจึงสามารถเข้าถึงวาทกรรมที่เปรียบเทียบสถาบันกษัตริย์เป็นพ่อแม่ได้ทั่วถึง จากเดิมที่คนที่จะได้ยินหรือได้อ่านวาทกรรมเหล่านี้นั้นมักเป็นเพียงผู้ที่มีโอกาสได้รับการศึกษาในระบบ หรือผู้ที่อยู่ในแวดวงราชการเท่านั้น

2. ธรรมเนียมโบราณเรื่องห้ามนับญาติกับกษัตริย์นั้น เสื่อมหายไปมากหลังการปฏิวัติ 2475

3. มีการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อย่างเข้มข้นและหนักหน่วงในสมัยสงครามเย็น จนคนจำนวนมากเชื่อว่ากษัตริย์เป็นสิ่งจำเป็นของประเทศ โฆษณาชวนเชื่อเหล่านี้เองก็เป็นต้นกำเนิดของสายพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่ชื่อว่า “สลิ่ม” จำนวนมากในปัจจุบัน

4. ในสมัยจอมพลสฤษฏ์ก็มีการยกเอาวาทกรรม “พ่อขุนอุปถัมภ์” เปรียบตนเป็น “พ่อ” ปกครองคนไทยในฐานะ “ลูก” มาแล้ว เมื่อสิ้นจอมพลสฤษฏ์ กษัตริย์ภูมิพลก็เอาอย่างได้

อันที่จริง วาทกรรมยกกษัตริย์ภูมิพลเป็น “พ่อของแผ่นดิน“ นั้น กว่าจะหยิบยกมาใช้จริง ๆ ก็สมัยรัฐบาลพลเอกเปรม (ซึ่งเป็นคนของวังโดยตรง) และกว่าจะขึ้นหม้อเป็นกระแสจริง ๆ ก็สมัยหลังพฤษภาทมิฬมานี้ เนื่องจากเป็นช่วงที่กษัตริย์ภูมิพลมีอายุอานามพอจะดูเป็น ”พ่อ“ ของใครหลายคนได้ และเป็นช่วงที่กษัตริย์ภูมิพลมีบารมีสูงสุด

แน่นอนว่าหนึ่งในเหตุที่กษัตริย์ภูมิพลมาฉายบารมีเอาในช่วงนี้ได้ ก็เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารดีขึ้น ทีวีเริ่มเป็นสิ่งที่คนไทยมีกันทุกบ้าน ภาพของกษัตริย์ภูมิพลจึงสามารถฉายผ่านตาคนไทยในรูปแบบแสงสีเสียงได้มากขึ้น เป็นอันทำให้โฆษณาของสถาบันกษัตริย์แทรกซึมในชีวิตประจำวันของคนได้ยิ่งกว่าเดิม

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เพียงเพื่อจะชี้ให้เห็นว่าความเชื่อว่ากษัตริย์เป็นพ่อของเราคนไทยทั้งแผ่นดินนั้น ไม่ใช่วัฒนธรรมไทยแต่โบราณ ไม่ใช่เรื่องที่คนไทยยึดถือมาแต่เดิม เป็นสิ่งที่เพิ่งสร้างขึ้นเมื่อไม่นานเกินจำมานี้

และตามธรรมชาติของสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เมื่อวาทกรรมนี้ถูกสร้างมาได้ วาทกรรมนี้ก็ถูกรื้อถอนออกได้ เพราะวาทกรรมคือความคิดความเชื่อ และคนเราสามารถเปลี่ยนความคิดความเชื่อได้เสมอ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อวาทกรรม “พ่อของแผ่นดิน” ไม่สู้มีประโยชน์อะไรต่อผู้คนและสังคม สังคมก็ยิ่งไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเชื่อวาทกรรมนี้อีกต่อไป

เราจึงได้เห็นว่าในทุกวันนี้ ความคิดเรื่อง “พ่อของแผ่นดิน” นั้นเสื่อมถอยจนสูญหายไปจากพื้นที่สาธารณะเป็นอย่างมาก หากจะมีใช้อยู่ก็มีแต่เพียงในหมู่คนรัก ร.9 ที่ยังคงเรียกกษัตริย์ภูมิพลเป็นพ่อเท่านั้น แต่แทบไม่เห็นใครเรียกกษัตริย์วชิราลงกรณ์ (ร.10) เป็นพ่อเลย

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะตัวกษัตริย์วชิราลงกรณ์มีความประพฤติไม่สมกับจะเป็นพ่อใคร แม้ลูกแท้ ๆ ในไส้ก็ทอดทิ้งให้เห็นกันมาแล้ว คงไม่มีใครอยากจะมีพ่อแบบนี้

และที่สำคัญ หากนับกษัตริย์วชิราลงกรณ์เป็น “พ่อ“ จะเกิดปัญหาใหญ่ว่าแล้วจะนับใครเป็น ”แม่“ ถ้าต้องนับภรรยาของกษัตริย์วชิราลงกรณ์เป็นแม่กันหมด ประเทศไทยจะต้องมีวันแม่กันกี่วัน

ความเสื่อมถอยของวาทกรรม “พ่อของแผ่นดิน” จึงเป็นไปด้วยเหตุและปัจจัยทางสังคมอันเป็นปกติของประวัติศาสตร์ที่ว่าทั้งอำนาจ บารมี อิทธิพล และความนิยมนั้น ล้วนเป็นสิ่งไม่จีรังยั่งยืน ไม่มีใครหรือสถาบันใดจะครอบงำสังคมไปได้ตลอดกาล แม้จะเป็นถึงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินก็มีวันเสื่อมได้เช่นกัน

สุดท้ายนี้ ผมขอทิ้งท้ายด้วยวลีอมตะว่า

“ผมมีพ่อคนเดียว คนอื่นไม่ใช่พ่อของผม“

ขอบคุณครับ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1754666786020899&set=a.238573097630283
.....

เพนกวิน - พริษฐ์ ชิวารักษ์ Parit Chiwarak
ทวีตต้นกระทู้