
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1576546894513194&set=a.651801356987757
ThaiPublica
10 hours ago
·
ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย(Ep.1): ชัยชนะของฝ่ายอนุรักษ์นิยมจริงหรือ?
.
| เกาะกระแส | การเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ถือเป็นหมุดหมายและจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อพรรคภูมิใจไทย (BJT) ภายใต้การนำของ ‘นายอนุทิน ชาญวีรกูล’ สามารถสร้างปรากฏการณ์ด้วยการกวาดที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรได้ถึง 193 จาก 500 ที่นั่ง ทิ้งห่างพรรคคู่แข่งสำคัญอย่างพรรคประชาชน (People’s Party – PP) และพรรคเพื่อไทยอย่างขาดลอย ชัยชนะอันแลดูยิ่งใหญ่นี้ทำให้สื่อมวลชนระดับโลกและสำนักข่าวหลายแห่งต่างขนานนามและวิเคราะห์ตรงกันว่า นี่คือ “การฟื้นคืนชีพและความชัยชนะครั้งสำคัญของฝ่ายอนุรักษ์นิยม” (Conservative Resurgence) นับตั้งแต่เข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา
.
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงสามปีหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2566 ซึ่งพรรคก้าวไกล (พรรคต้นแบบของพรรคประชาชนในเวลาต่อมา) เคยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายและสามารถกุมหัวใจของคนรุ่นใหม่ได้ ในตอนนั้น พรรคก้าวไกลได้ชูธงปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่ ท้าทายสถานะเดิม (Status Quo) ของกลุ่มอนุรักษ์นิยมอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 การปฏิรูปกองทัพ และการล้างมรดกคณะรัฐประหารปี 2557 ชัยชนะของฝ่ายก้าวหน้าในอดีตจึงถูกมองว่าเป็น “ฉันทามติของประชาชน” ที่ต้องการรื้อถอนโครงสร้างอำนาจเดิม จนทำให้ฝ่ายชนชั้นนำและเครือข่ายอนุรักษ์นิยมต้องผนึกกำลังกันสกัดกั้นอย่างเต็มที่
.
ทว่า บรรยากาศทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งปี 2569 กลับพลิกผัน กระแสปฏิรูปเริ่มแผ่วลงหลังจากพรรคฝ่ายก้าวหน้าต้องเผชิญกับคดีความทางกฎหมายและการยุบพรรค ขณะเดียวกัน ปัจจัยด้านความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในปี 2568 ก็ได้จุดกระแสชาตินิยมให้พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยถือโอกาสปรับภาพลักษณ์พรรคครั้งใหญ่ กลายเป็นที่พึ่งพิงอันดับหนึ่งของขั้วอำนาจเก่า จนนำมาสู่ชัยชนะอันน่าทึ่งในที่สุด
.
บทวิเคราะห์เชิงลึกชิ้นนี้กลับตั้งคำถามชวนคิดว่า ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยแท้จริงแล้ว “ไม่อาจถือเป็นชัยชนะของอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม” แม้ในท้ายที่สุดผลลัพธ์ของมันจะเอื้อประโยชน์และเป็นชัยชนะเพื่อกลุ่มอนุรักษ์นิยมก็ตาม
.
อ่านเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ [คอมเมนต์]
บทวิเคราะห์โดย ณพล จาตุศรีพิทักษ์
https://thaipublica.org/2026/10/napon-jatusripitak-bhumjaithais-victory-a-conservative-win/
.....
สรุปบทความ "ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย (Ep.1): ชัยชนะของฝ่ายอนุรักษ์นิยมจริงหรือ?" โดย ณพล จาตุศรีพิทักษ์ (เรียบเรียงจากบทวิเคราะห์ของสถาบัน ISEAS – Yusof Ishak Institute) ดังนี้
บริบทและที่มา
บทความวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ซึ่ง พรรคภูมิใจไทย (BJT) ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ประสบความสำเร็จอย่างทวีคูณโดยชนะสภาผู้แทนราษฎรได้ถึง 193 จาก 500 ที่นั่ง ทิ้งห่างพรรคประชาชน (PP) และพรรคเพื่อไทย
แม้สื่อระดับโลกจะมองว่านี่คือ “การฟื้นคืนชีพและความชัยชนะของฝ่ายอนุรักษ์นิยม” (Conservative Resurgence) เพื่อสกัดกั้นกระแสฝ่ายก้าวหน้า แต่บทวิเคราะห์ชี้ว่า ชัยชนะครั้งนี้แท้จริงแล้วไม่อาจถือเป็นชัยชนะของอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม แม้ในท้ายที่สุดผลลัพธ์จะเอื้อประโยชน์ต่อขั้วอำนาจอนุรักษ์นิยมก็ตาม
การจำแนกชัยชนะฝ่ายอนุรักษ์นิยมผ่าน 3 มิติ
ผู้เขียนตั้งกรอบวิเคราะห์ความซับซ้อนของชัยชนะครั้งนี้ออกเป็น 3 มิติ ได้แก่:
ชัยชนะ โดย ฝ่ายอนุรักษ์นิยม (A Victory BY Conservatives)
การประเมิน: พรรคภูมิใจไทยทำหน้าที่สวมบทบาทนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบในช่วงหาเสียง ทั้งการเปลี่ยนสีสัญลักษณ์เป็น "สีน้ำเงินเข้ม" เพื่อสื่อถึงความจงรักภักดี ประกาศจุดยืนปกป้องสถาบันหลักของชาติ ไม่แก้มาตรา 112 และการแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อกรณีความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาในปี 2568 เพื่อปลุกกระแสชาตินิยม
ชัยชนะ ของ อุดมการณ์อนุรักษ์นิยม (A Victory OF Conservatism)
การประเมิน: มีหลักฐานสนับสนุนประเด็นนี้น้อยมาก คะแนนเสียงส่วนใหญ่ที่พรรคได้รับไม่ได้มาจากประชาชนที่ตื่นตัวหรือโอบรับอุดมการณ์ขวาจัด/อนุรักษ์นิยม แต่มาจากปัจจัยทางการเมืองอื่นและโครงสร้างการจัดการเลือกตั้งของพรรค จึงไม่อาจเรียกว่าเป็น "ฉันทามติของประชาชนที่มีต่ออุดมการณ์อนุรักษ์นิยม" ได้
ชัยชนะ เพื่อ ฝ่ายอนุรักษ์นิยม (A Victory FOR Conservatives)
การประเมิน: ตรงตามมิตินี้อย่างสมบูรณ์ ผลลัพธ์การเลือกตั้งเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มอำนาจและชนชั้นนำดั้งเดิม เพราะสามารถสกัดกั้นพรรคฝ่ายก้าวหน้าไม่ให้ขึ้นมากุมอำนาจรัฐได้ โดยพรรคภูมิใจไทยกลายเป็น "ตัวเลือกสุดท้าย" ของเครือข่ายอนุรักษ์นิยมในการรักษาโครงสร้างอำนาจเดิม
สรุปบทความ "ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย (Ep.1): ชัยชนะของฝ่ายอนุรักษ์นิยมจริงหรือ?" โดย ณพล จาตุศรีพิทักษ์ (เรียบเรียงจากบทวิเคราะห์ของสถาบัน ISEAS – Yusof Ishak Institute) ดังนี้
บริบทและที่มา
บทความวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ซึ่ง พรรคภูมิใจไทย (BJT) ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ประสบความสำเร็จอย่างทวีคูณโดยชนะสภาผู้แทนราษฎรได้ถึง 193 จาก 500 ที่นั่ง ทิ้งห่างพรรคประชาชน (PP) และพรรคเพื่อไทย
แม้สื่อระดับโลกจะมองว่านี่คือ “การฟื้นคืนชีพและความชัยชนะของฝ่ายอนุรักษ์นิยม” (Conservative Resurgence) เพื่อสกัดกั้นกระแสฝ่ายก้าวหน้า แต่บทวิเคราะห์ชี้ว่า ชัยชนะครั้งนี้แท้จริงแล้วไม่อาจถือเป็นชัยชนะของอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม แม้ในท้ายที่สุดผลลัพธ์จะเอื้อประโยชน์ต่อขั้วอำนาจอนุรักษ์นิยมก็ตาม
การจำแนกชัยชนะฝ่ายอนุรักษ์นิยมผ่าน 3 มิติ
ผู้เขียนตั้งกรอบวิเคราะห์ความซับซ้อนของชัยชนะครั้งนี้ออกเป็น 3 มิติ ได้แก่:
ชัยชนะ โดย ฝ่ายอนุรักษ์นิยม (A Victory BY Conservatives)
การประเมิน: พรรคภูมิใจไทยทำหน้าที่สวมบทบาทนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบในช่วงหาเสียง ทั้งการเปลี่ยนสีสัญลักษณ์เป็น "สีน้ำเงินเข้ม" เพื่อสื่อถึงความจงรักภักดี ประกาศจุดยืนปกป้องสถาบันหลักของชาติ ไม่แก้มาตรา 112 และการแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อกรณีความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาในปี 2568 เพื่อปลุกกระแสชาตินิยม
ชัยชนะ ของ อุดมการณ์อนุรักษ์นิยม (A Victory OF Conservatism)
การประเมิน: มีหลักฐานสนับสนุนประเด็นนี้น้อยมาก คะแนนเสียงส่วนใหญ่ที่พรรคได้รับไม่ได้มาจากประชาชนที่ตื่นตัวหรือโอบรับอุดมการณ์ขวาจัด/อนุรักษ์นิยม แต่มาจากปัจจัยทางการเมืองอื่นและโครงสร้างการจัดการเลือกตั้งของพรรค จึงไม่อาจเรียกว่าเป็น "ฉันทามติของประชาชนที่มีต่ออุดมการณ์อนุรักษ์นิยม" ได้
ชัยชนะ เพื่อ ฝ่ายอนุรักษ์นิยม (A Victory FOR Conservatives)
การประเมิน: ตรงตามมิตินี้อย่างสมบูรณ์ ผลลัพธ์การเลือกตั้งเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มอำนาจและชนชั้นนำดั้งเดิม เพราะสามารถสกัดกั้นพรรคฝ่ายก้าวหน้าไม่ให้ขึ้นมากุมอำนาจรัฐได้ โดยพรรคภูมิใจไทยกลายเป็น "ตัวเลือกสุดท้าย" ของเครือข่ายอนุรักษ์นิยมในการรักษาโครงสร้างอำนาจเดิม
ข้อสรุปสำคัญ
พรรคภูมิใจไทยมิได้คว้าชัยชนะเพราะขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมที่บริสุทธิ์เข้มข้น แต่เอาชนะด้วยกลไกและเครื่องมือทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพ และการวางจุดยืนสอดรับกับสถานการณ์ จนได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายชนชั้นนำ ชัยชนะครั้งนี้จึงเป็น "ชัยชนะเพื่อฝ่ายอนุรักษ์นิยม" มากกว่าจะเป็นชัยชนะที่สะท้อนการตื่นรู้ของ "อุดมการณ์อนุรักษ์นิยม" ในหมู่ประชาชนอย่างแท้จริง
ประเด็น "ชัยชนะเพื่อฝ่ายอนุรักษ์นิยม" (A Victory FOR Conservatives) เป็นหัวใจสำคัญของบทวิเคราะห์ ซึ่งอธิบายถึงความย้อนยอกทางการเมือง โดยชี้ให้เห็นว่าผลลัพธ์ของการเลือกตั้งครั้งนี้ตอบโจทย์และทำหน้าที่คุ้มครองขั้วอำนาจเดิมอย่างไร แม้ตัวพรรคภูมิใจไทยเองไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมบริสุทธิ์ก็ตาม
สามารถขยายความในรายละเอียดได้ดังนี้
1. การสกัดกั้นภัยคุกคามเชิงโครงสร้าง (Containment of the Progressive Challenge)
ผลประโยชน์ขั้นสูงสุดของฝ่ายอนุรักษ์นิยมและชนชั้นนำไทย คือการหยุดยั้งการขยายตัวของฝ่ายก้าวหน้า (พรรคประชาชน/อดีตพรรคก้าวไกล) ที่ชูนโยบายปฏิรูปโครงสร้างเชิงลึก เช่น การแก้ไขมาตรา 112 การปฏิรูปกองทัพ หรือการทลายทุนผูกขาด
การที่พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่งในสภาได้ถึง 193 ที่นั่ง ทำหน้าที่เป็น "เขื่อนกั้นน้ำ" ชิ้นสำคัญที่ป้องกันไม่ให้ฝ่ายก้าวหน้าจัดตั้งรัฐบาลหรือกุมอำนาจรัฐได้สำเร็จ ทำให้โครงสร้างอำนาจและสถาบันหลักของสังคมไทยยังคงปลอดภัยและรักษา Status Quo ไว้ได้
2. บทบาท "ยานพาหนะเฉพาะกิจ" (Pragmatic Vehicle) ของชนชั้นนำ
ในอดีต กลุ่มอนุรักษ์นิยมมักพึ่งพาพรรคที่มีอุดมการณ์ขวาจัดชัดเจน เช่น พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ หรือพรรคประชาธิปัตย์ แต่พรรคเหล่านี้เริ่มเสื่อมคลายความนิยมและขาดขีดความสามารถในการชนะเลือกตั้งในระบบสภา
พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเดิมถูกมองว่าเป็นพรรคเน้นการจัดการเชิงเครือข่ายและนโยบายประชานิยม/ปฏิบัตินิยม (Pragmatism) ไม่ได้มีอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมเข้มข้นมาแต่แรก กลับกลายเป็น "ตัวเลือกสุดท้าย" (The Last Resort) ที่มีประสิทธิภาพที่สุด
ฝ่ายอนุรักษ์นิยมจึงยอมรับและหนุนหลังพรรคภูมิใจไทยในฐานะ "เครื่องมือทางการเมือง" ที่ไว้ใจได้ในการปกป้องสถาบันและรักษาเสถียรภาพเดิม
3. การได้รับความไว้วางใจและฉันทามติจากเครือข่ายชนชั้นนำ (Elite Consensus)
บทความชี้ให้เห็นว่า ชัยชนะครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่เครือข่ายชนชั้นนำและกลุ่มผลประโยชน์เดิมส่งสัญญาณสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยอย่างชัดเจนก่อนวันเลือกตั้ง
ดังปรากฏในเหตุการณ์เชิงสัญลักษณ์ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ ก่อนวันเลือกตั้ง ซึ่งตอกย้ำให้ขั้วอนุรักษ์นิยมเห็นว่าพรรคภูมิใจไทยได้รับการยอมรับในฐานะผู้แก้วิกฤตและผู้ปกป้องระเบียบการเมืองเดิม
4. ชัยชนะที่ผลลัพธ์ (Functional Outcome) ไม่ใช่เจตนารมณ์อุดมการณ์ (Ideological Intent)
ข้อสรุปนี้ชี้ว่า แม้ผู้ลงคะแนนให้พรรคภูมิใจไทยอาจจะเลือกเพราะปัจจัยตัวบุคคล การดูแลในพื้นที่ ระบบหัวคะแนน หรือกระแสชาตินิยมเรื่องชายแดน (ไม่ได้เลือกเพราะเลื่อมใสในอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมอย่างเข้มข้น) แต่ "ผลลัพธ์สุทธิ" (Net Effect) ทางการเมือง กลับส่งผลโดยตรงให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด
สรุป: คำว่า "ชัยชนะเพื่อฝ่ายอนุรักษ์นิยม" จึงหมายถึงการที่ผลของการเลือกตั้งช่วยให้ชนชั้นนำและกลุ่มอนุรักษ์นิยมบรรลุเป้าหมายทางการเมือง คือการรักษาสถานะเดิมและโครงสร้างอำนาจเดิมไว้ได้ โดยมีพรรคภูมิใจไทยทำหน้าที่เป็น "ตัวแทนชนะศึก" ให้ แม้ว่าตัวชัยชนะนั้นจะไม่ได้เกิดจากความศรัทธาในอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมของประชาชนก็ตาม