วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 29, 2569

อนัจจา ! ไม่มีภูมิภาคใดในประเทศไทย ‘รอดพ้น’ จากปัญหาสิ่งแวดล้อม !!



ไม่มีภูมิภาคใดในประเทศไทย ‘รอดพ้น’ จากปัญหาสิ่งแวดล้อม

ต.ค. 28, 2026
The Momentum

ยังมีพื้นที่ใดในประเทศไทยที่ปลอดจากปัญหาสิ่งแวดล้อมบ้าง คำถามนี้อาจตอบได้ยากขึ้นทุกวัน เพราะไม่ว่าจะจิ้มลงไปตรงไหนบนแผนที่ ก็มักพบปัญหาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ตั้งแต่กากอุตสาหกรรม น้ำเสีย ขยะอิเล็กทรอนิกส์ การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ไปจนถึงสารพิษที่ปนเปื้อนมากับสายน้ำ

ทว่าปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หากแต่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เริ่มกันที่รัฐทำหน้าที่ของตัวเองไม่ดีพอ บางครั้งอาจรับสินบน หรือบางครั้งอาจกลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดปัญหาเสียเอง เมื่อรัฐใส่เกียร์ว่าง ไม่ตรวจสอบ ไม่กำกับดูแล เอกชนที่ไร้ธรรมาภิบาลจึงฉวยโอกาสนี้กอบโกยทรัพย์โดยไม่ใยดีสิ่งแวดล้อมว่าจะเจอปัญหาอะไร หนำซ้ำ ปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมายังเกิดขึ้นในบริบทที่ประชาชนซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับปัญหาสิ่งแวดล้อม กลับเข้าถึงข้อมูล มีส่วนร่วม และมีอำนาจในการกำกับดูแลจำกัด

ข้างต้นจึงเป็นคำตอบแบบกระชับ เมื่อต้องอธิบายว่า โรงงานรีไซเคิลน้ำมันใช้แล้ว เหตุใดจึงตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึง ทำไมผ่านมา 15 ปีแล้วจึงหาต้นตอปลาหมอคางดำระบาดไม่เจอ ตลอดจนตอบคำถามปัญหาสิ่งแวดล้อมทั้งหลายทั้งปวงตั้งแต่เหนือจรดใต้ทั้งในอดีตที่ผ่านมา และที่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบัน

คำถามในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า อะไรที่ทำให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทยยังคงอยู่ เพราะคำตอบมีอยู่แล้ว แต่สำหรับคนไทยอาจต้องถามว่า วันนี้มีที่ไหนบ้างที่ไม่เจอปัญหา

The Momentum รวบรวมพื้นที่ซึ่งเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อม การดำเนินการเพื่อแก้ปัญหา รวมไปถึงการชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยภาครัฐ โดยรวบรวมจากข่าวและเอกสารทางราชการที่ปรากฏต่อสาธารณะ ซึ่งต้องเน้นย้ำว่า พื้นที่ที่ไม่ถูกกล่าวถึงใช่ว่าไม่เคยเจอปัญหาสิ่งแวดล้อม ทว่าอาจเคยเจอมาแล้วในอดีต หรืออีกกรณีหนึ่งคือมีปัญหาแต่ยังไม่พบหรือถูกนำเสนอต่อสาธารณะ
แม่น้ำในภาคเหนือของประเทศไทยพบสารโลหะหนัก

เป็นเวลากว่า 2 ปี 6 เดือน นับตั้งแต่ชาวบ้านพบความผิดปกติของแม่น้ำกก กระทั่งกรมควบคุมมลพิษตรวจพบสารโลหะหนักในแม่น้ำ ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐซึ่งมีส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหายังไม่สามารถคืนความปกติให้กับแม่น้ำกกได้ ขณะเดียวกันยังพบแม่น้ำอีก 5 สายที่ปนเปื้อนสารโลหะหนักเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำรวก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน ตลอดจนลำน้ำสาขาที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำสายหลักที่เริ่มพบการปนเปื้อนเช่นเดียวกัน

ที่ผ่านมาภาคประชาสังคม เครือข่ายประชาชน นักวิชาการ และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ต่างเปิดเผยข้อมูลที่ชี้ต้นตอมลพิษ เช่น ภาพถ่ายดาวเทียมของ SHRF และ GISTDA ซึ่งเผยให้เห็นการทำเหมืองในเมียนมาใกล้กับแม่น้ำที่ไหลเข้ามายังประเทศไทย แผนที่เหมืองแต่ละแห่งของ Stimson Center รวมไปถึงข้อมูลอื่นๆ ซึ่งเชื่อมโยงเหมืองแร่หายากและเหมืองทองคำเข้ากับทุนจีน อันมีศักยภาพเป็นหลักฐานให้รัฐใช้หาตัวผู้ก่อมลพิษ ผู้รับผิดชอบ ตลอดจนหามาตรการเพื่อหยุดยั้งปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนมลพิษได้

ทว่าบทบาทของรัฐบาลที่เป็นรูปธรรมมีเพียงการมอบหมายให้หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมตรวจหาสารพิษในน้ำ คน สัตว์ พืชผลทางการเกษตร และจัดหาแหล่งน้ำใหม่แก่ประชาชนผู้รับผลกระทบ

ส่วนการเจรจาระหว่างไทยกับเมียนมาที่บรรลุข้อตกลงจัดตั้งคณะทำงานร่วมในการตรวจคุณภาพน้ำร่วมกัน สืบหาแหล่งกำเนิดมลพิษ พัฒนาระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า ดูแลสุขภาพประชาชน ถ่ายทอดองค์ความรู้และกำหนดแนวทางร่วม และสร้างการตระหนักรู้และเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญมีส่วนร่วม ยังคงไม่มีผลงานเป็นประจักษ์

ขณะที่บริษัทเอกชนสัญชาติจีน เช่น China Investment Mining Company, Shanghai Chijin Xiawu Metal Resources Co., Ltd., Xiamen Tungsten Corporation และ Chifeng Gold ซึ่งมีข้อมูลว่ามีความเกี่ยวข้องกับเหมืองในเมียนมา แต่คณะทำงานร่วมกลับไม่มีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากประเทศจีนรวมอยู่ด้วย

ที่สำคัญประชาชนอาจเข้าไม่ถึงข้อมูลที่จำเป็น เนื่องจากข้อตกลงร่วมนี้กำหนดให้ข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบโดยคณะทำงานร่วม เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากทางการไทยและเมียนมาทั้ง 2 ฝ่าย

ปัจจุบันการปนเปื้อนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแม่น้ำเท่านั้น หากยังพบสารโลหะหนักในน้ำประปาหมู่บ้าน ดินสำหรับเพาะปลูกข้าวนาปรัง รวมไปถึงการปนเปื้อนในคน สัตว์น้ำ และพืชผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นข้อมูลที่ยืนยันว่า มลพิษปนเปื้อนสู่ระบบห่วงโซ่อาหารแล้ว

คำถามคือ ปัญหานี้จะจบลงอย่างไรหากไม่สามารถหยุดเหมืองซึ่งเป็นผู้ก่อมลพิษ ใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม เมื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องยังไม่อยู่ในวงเจรจาคณะทำงานครบทุกฝ่าย ประชาชนต้องทนอยู่กับแม่น้ำที่ปนเปื้อนไปอีกนานแค่ไหน ตลอดจนปัญหาจะหนักขึ้นหรือไม่ เมื่อมลพิษยังคงอยู่ในแม่น้ำ
เหมืองโพแทช พิษแดนอีสาน

แร่โพแทช (Potash) กลุ่มแร่และเกลือที่มีธาตุโพแทสเซียมเป็นองค์ประกอบสำคัญ นำไปใช้ทำปุ๋ยเพื่อการเกษตร หรือใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมเคมีและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ซึ่งข้อมูลจากสำนักธรณีวิทยาระบุว่า ไทยมีแร่ดังกล่าวราว 4 แสนล้านตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากเป็นอันดับ 4 ของโลก ภาครัฐและภาคเอกชนจึงมองเห็นโอกาสที่จะสร้างเม็ดเงินจากแร่โพแทช ทั้งการลดราคาปุ๋ยในประเทศ การเก็บภาษีแร่ และการส่งออก

แหล่งแร่โพแทชสำคัญของไทย ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลึกลงไปในใต้ดินของแอ่งสกลนครและแอ่งโคราช โดยอยู่ร่วมกับชั้นเกลือหิน ซึ่งกลายมาเป็นความท้าทายในการขุดเจาะแร่ดังกล่าว เพราะหากมีน้ำใต้ดินซึมหรือไหลเข้าท่วมอุโมงค์ที่ทำการขุดเจาะ มีโอกาสที่น้ำจะพัดผ่านชั้นเกลือหินทำให้น้ำมีความเค็มสูง ในขณะเดียวกัน หากแรงงานภายในเหมืองไม่ทำการสูบน้ำออกจากอุโมงค์ก็จะไม่สามารถดำเนินการขุดเจาะแร่โพแทชต่อไปได้ ในกรณีนี้จึงต้องสูบน้ำที่ท่วมในเหมืองออก

กรณีน้ำท่วมเหมืองโพแทชเคยเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย ภายในเหมืองของบริษัท ไทยคาลิ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งบริษัทถูกตั้งข้อสงสัยว่าบริษัทอาจมีการระบายน้ำเค็มจากอุโมงค์ออกสู่ภายนอก เนื่องจากมีน้ำเค็มรั่วซึมจากพื้นที่โครงการ รวมทั้งยังพบท่อ PE พาดข้ามคันดินบริเวณบ่อพักน้ำออกไปยังนอกเหมือง

ทว่าการระบายน้ำที่มีความเค็มสูงลิ่วให้ไหลซึมไปตามผืนดิน ทำให้พื้นที่ตำบลหนองไทร ตำบลหนองบัวตะเกียด และตำบลโนนเมือง อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา เผชิญกับปัญหาดินเค็มจัด เกษตรกรไม่สามารถปลูกพืชผลทางการเกษตรได้ บ้านเรือนถูกกัดกร่อนด้วยความเค็ม ตลอดจนไม่สามารถนำน้ำมาใช้ในการอุปโภคบริโภค

และถึงแม้ว่าเหมืองแร่โพแทชของบริษัท ไทยคาลิ จำกัด จะได้รับประทานบัตรทำเหมืองโพแทชครอบคลุมพื้นที่ 9,005 ไร่ 1 งาน 63 ตารางวา ซึ่งถือว่ามีขนาดเล็กกว่า หากเปรียบเทียบกับการได้ประทานบัตรทำเหมืองแร่โพแทชของบริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น (APPC) ซึ่งมีพื้นที่ประทานบัตร 26,446 ไร่ 1 งาน 49 ตารางวา และบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ (APOT) ซึ่งมีพื้นที่ประทานบัตร 9,707 ไร่ 83 ตารางวา

หากแต่พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบกลับกว้างไกล ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรมของตำบลหนองไทร อำเภอด่านขุนทดมากกว่า 1 หมื่นไร่ ขณะที่การประเมินจากเกษตรกรและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชี้ว่า พื้นที่ตำบลหนองไทรได้รับผลกระทบมากถึงร้อยละ 80 จากพื้นที่ทั้งหมด หรือราว 22,217.6 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 27,777 ไร่ ซึ่งแม้ว่าบริษัทเคยจ่ายเงินชดเชยแก่ผู้ได้รับผลกระทบมาก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่ครบถ้วน อีกทั้งยังไม่มีข้อยุติว่าใครเป็นคนผิด ดังนั้นผู้รับผิดชอบต่อปัญหาครั้งนี้จึงยังไม่ชัดเจน

กรณีดังกล่าว นอกจากจะสะท้อนปัญหาจากการประกอบกิจการเหมืองโพแทช ยังสะท้อนความเปราะบางสิ่งแวดล้อมภายใต้กฎหมายปัจจุบันในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งตัดข้อความที่รับรองสิทธิในการดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยออกจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า ทำให้ประชาชนมีข้อจำกัดในการใช้สิทธิคัดค้านและตรวจสอบการอนุญาตโครงการ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ไม่มีข้อมูลพื้นฐานที่ควรมี เช่น ดิน น้ำใต้ดิน และความเค็มก่อนเริ่มโครงการ การมีส่วนร่วมของประชาชนที่ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการหากเอกชนมีการแก้ไข EIA ในตอนหลัง

ที่สำคัญประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อน เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ซึ่งกรณีของบริษัท ไทยคาลิ จำกัด กรมควบคุมมลพิษต้องจ้างวิทยาลัยหรือบริษัทภายนอกมาศึกษาผลกระทบจนทำให้เสียเวลา และภาระตกอยู่กับภาครัฐและงบแผ่นดิน

ถัดจากการทำเหมืองแร่โพแทช ยังมีอีกกรณีที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่เช่นเดียวกัน คือกรณีเหมืองทองคำของบริษัท ทุ่งคำ จำกัด ในตำบลเขาหลวง อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ที่ทำให้เกิดการปนเปื้อนของไซยาไนด์ สารหนู แคดเมียม ตะกั่ว แมงกานีส และปรอทในระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นห้วยน้ำ น้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน และตะกอนดิน เนื่องจากบริษัทขุดเปิดหน้าดินและปล่อยกองหินทิ้งและบ่อกักเก็บแร่เอาไว้โดยไม่มีผ้าหรือโรงเรือนคลุม ในขณะที่บ่อกักเก็บแร่อยู่สูงกว่าพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน เมื่อฝนตก น้ำจึงชะสารโลหะหนักออกจากกองหินและพัดพาสารปนเปื้อนกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ชาวบ้านที่ได้รับสารโลหะหนักมีผื่นคัน แสบตา และแน่นหน้าอก พบไซยาไนด์ ปรอท และตะกั่วในผลตรวจเลือดของมนุษย์ ในขณะที่ผลกระทบแพร่กระจายไปหลายหมู่บ้าน ทั้งบ้านห้วยผุก บ้านกกสะทอน บ้านหนองบง บ้านแก่งหิน บ้านโนนผาผุงพัฒนา และบ้านภูทับฟ้าพัฒนา ของจังหวัดเลย

ทั้งนี้ แม้ว่าบริษัท ทุ่งคำ จำกัด จะหยุดกิจการเหมืองทองคำไปแล้ว และมีการดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของโรงงาน แต่การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบสารพิษตกค้าง และการเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบยังไม่จบ ภายในบริเวณเหมืองยังพบเศษวัสดุและกองดินถูกทิ้งไว้ และยังมีหน่วยงานเข้าไปนำตัวอย่างกองดินกากแร่มาวิเคราะห์การปนเปื้อน แต่กลับไม่มีการเปิดเผยผลวิเคราะห์ให้ชาวบ้านรับทราบ จนชาวบ้านต้องยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเลยเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569

ที่สำคัญคือ การฟื้นฟูและชดใช้ค่าเสียหายยังไม่เกิดขึ้นจริงอย่างทั่วถึง แม้ว่าศาลจังหวัดเลยพิพากษาเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2561 ให้บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ชดใช้ค่าเสียหายแก่ชาวบ้านรวมเป็นเงินราว 15 ล้านบาท และต้องฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่บริษัทล้มละลาย จึงไม่เกิดการฟื้นฟูและเยียวยาอย่างที่ควรจะเป็น
การลักลอบทิ้งน้ำเสียและกากอุตสาหกรรมทั่วไทย

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 มูลนิธิบูรณะนิเวศสำรวจและรวบรวมข้อมูลจากข่าวการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและน้ำเสียซึ่งเปิดเผยต่อสาธารณะตั้งแต่ปี 2560-2568 พบข่าวการลักลอบปล่อยน้ำเสีย 265 ครั้ง และพบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม 117 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 382 ครั้ง โดยภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ที่พบการลักลอบมากที่สุด 141 ครั้ง ตามมาด้วยภาคกลาง 114 ครั้ง

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรายงานเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 พบว่า ปัญหาการลักลอบทิ้งของเสียในปัจจุบันมีอยู่ 61 แห่ง ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี 20 แห่ง ปราจีนบุรี 18 แห่ง สระแก้ว 11 แห่ง ฉะเชิงเทรา 9 แห่ง และระยอง 3 แห่ง

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 เผยว่า ยังมีพื้นที่ซึ่งอยู่ในแผนจัดการเนื่องจากเป็นจุดลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม 11 แห่ง ครอบคลุม 6 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา ระยอง ลพบุรี และนครราชสีมา

เหตุผลสำคัญที่ทำให้การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมรุนแรงขึ้น เนื่องจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลหลายชุดดำเนินนโยบายหรือมาตรการที่เอื้อต่อการลงทุนของอุตสาหกรรมบางประเภท โดยมีการยกเว้นข้อกำหนดด้านผังเมืองบางประการ การให้สิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการลงทุน โรงงานบางประเภทไม่จำเป็นต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ส่งผลให้การตั้งโรงงานที่อาจก่อมลพิษทำได้ง่ายขึ้น ในขณะที่ประชาชนและชุมชนกลับมีส่วนร่วมในการพิจารณาการประกอบกิจการที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างจำกัด

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ คือกรณีคราบน้ำมันรั่วไหลใกล้กับที่ตั้งของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด ในตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการประเภท 105 คัดแยกและการฝังกลบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นอันตราย และใบอนุญาตประเภท 106 การนำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ใช้แล้วหรือของเสียจากโรงงานมาผ่านกระบวนการอุตสาหกรรมเพื่อผลิตเป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีการนำน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วหรือสารทำละลายมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงทดแทน ทว่าทำเลที่ตั้งของบริษัท กรีน เอ็นไวรอนเม้นท์ เทคโนโลยี่ จำกัด กลับมีลักษณะเป็นทางน้ำหลาก จึงเกิดคำถามว่า เหตุใดโรงงานรีไซเคิลและฝังกลบขยะแห่งนี้จึงได้รับอนุญาตให้เข้ามาตั้งในพื้นที่ดังกล่าว

นอกจากนี้ยังพบปัญหาน้ำชะขยะจากโรงงานฝังกลบขยะไหลลงสู่แหล่งน้ำของชุมชนในพื้นที่ตำบลห้วยแห้ง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี โดยวันที่ 7 กรกฎาคม 2569 กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ออกคำสั่งตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงงาน พ.ศ. 2535 และแก้ไขเพิ่มเติม สั่งการให้บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) ผู้รับขน บำบัด รีไซเคิล และกำจัดกากอุตสาหกรรมทั้งอันตรายและไม่อันตรายแบบครบวงจร หยุดประกอบกิจการเฉพาะในส่วนของหลุมฝังกลบของเสียอันตรายทันที นับตั้งแต่วันที่รับทราบคำสั่ง เนื่องจากพบปัญหาการจัดการน้ำชะขยะจากหลุมฝังกลบของเสียอันตรายและไม่อันตราย รวมถึงระบบระบายน้ำภายในพื้นที่

นอกจากนี้ บทบาทของหน่วยงานรัฐยังมีความทับซ้อนและอาจเกิดความลำเอียง โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมมีอำนาจทั้งการอนุญาตให้เอกชนประกอบกิจการ ขณะเดียวกันก็มีอำนาจในการสั่งปิดกิจการ จึงมีข้อกังวลเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุล กลับกันหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องมลพิษอย่างกรมควบคุมมลพิษกลับมีบทบาทเพียงการตรวจสอบและพิสูจน์การปนเปื้อน แต่ไม่มีอำนาจสั่งปิดโรงงานโดยตรง

นอกเหนือจากอุตสาหกรรมที่เกิดจากการประกอบกิจการของโรงงานภายในประเทศ อีกหนึ่งปัญหาสำคัญของประเทศไทยในตอนนี้ คือการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ โดยกรมศุลกากรระบุว่า มีการตรวจยึดขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้ประมาณ 2,700 ตันในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 และมีการสำแดงสินค้าไม่ตรงกับสิ่งที่บรรจุภายในตู้คอนเทนเนอร์ เช่น กรณีตู้คอนเทนเนอร์ต้องสงสัยที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งมีต้นทางมาจากสหรัฐอเมริกา พบ 6 ตู้สำแดงเป็นเศษอะลูมิเนียม แต่มีขยะอิเล็กทรอนิกส์ปะปนมาด้วย

ทั้งนี้ แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะประกาศให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้า แต่ยังคงพบขยะอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เศษสายไฟ เศษทองแดง และเศษอะลูมิเนียม ถูกลักลอบทิ้งในหลายพื้นที่ เช่น จังหวัดสระแก้ว จังหวัดปราจีนบุรี รวมถึงนำไปเก็บไว้ในโกดังของเอกชน เช่น โกดังของบริษัท ระยอง อินดัสเทรียล จำกัด จังหวัดระยอง รวมไปถึงการลักลอบประกอบกิจการคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัท หงเยวี่ย รีนิวเอเบิล รีซอร์สเซส เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีเจ้าของเป็นชาวจีน โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการในจังหวัดสมุทรสาคร

ภาคประชาชนจึงเรียกร้องให้ภาครัฐเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล ขณะเดียวกันคือการผลักดันร่างกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) ซึ่งกำหนดให้สถานประกอบการที่มีการใช้สารอันตรายหรือปล่อยมลพิษ ต้องรายงานข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายมลพิษเข้าสู่ฐานข้อมูลกลางเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้
ปลาหมอคางดำยังระบาดหนัก

ปี 2555 มีรายงานพบปลาหมอคางดำแพร่ระบาดในตำบลยี่สาร จังหวัดสมุทรสงคราม ก่อนระบาดในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบต้นตอของการระบาด

ภายหลังการระบาดของปลาหมอคางดำ ภาครัฐรณรงค์ให้ประชาชนหันมากินปลาหมอคางดำมากขึ้น มีการตั้งงบประมาณ นำภาษีของประชาชนมาประกาศรับซื้อปลาหมอคางดำ รวมถึงปล่อยปลานักล่าไปล่าปลาหมอคางดำ แต่กลับไม่เป็นผล เห็นได้จากร่างเอกสารของกรมประมงเรื่อง กำหนดเขตพื้นที่การระบาดของปลาหมอสีคางดำฉบับใหม่ ซึ่งเผยแพร่ในเดือนกันยายน 2569 ระบุว่ายังคงมีการระบาดใน 18 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ นนทบุรี กรุงเทพมหานคร นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ชลบุรี และตราด

นอกจากนี้ มีรายงานว่าพบปลาหมอคางดำภายในอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ตำบลหนองสรวง อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ซึ่งสะท้อนว่า การระบาดได้แพร่กระจายจากภาคตะวันออก ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคใต้ ไปสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว

การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำส่งผลกระทบทั้งต่อระบบนิเวศและปากท้องของประชาชน เนื่องจากเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นที่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว และอยู่ได้ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม อีกทั้งยังกินสัตว์น้ำขนาดเล็กและแย่งอาหารจากสัตว์น้ำพื้นถิ่น จึงคุกคามความหลากหลายทางชีวภาพและความสมดุลของแหล่งน้ำ

เมื่อปลาหมอคางดำหลุดเข้าไปในบ่อเพาะเลี้ยง ยังสร้างความเสียหายให้เกษตรกรจากการกินลูกกุ้งและลูกปลา รวมถึงแย่งอาหารของสัตว์น้ำที่เลี้ยงไว้ ทำให้ผลผลิตและรายได้ลดลง ขณะที่เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนในการกำจัดและป้องกันไม่ให้ปลากลับเข้ามาในบ่อซ้ำ การระบาดที่ยืดเยื้อจึงหมายถึงความเสียหายต่ออาชีพและรายได้ของคนที่พึ่งพาแหล่งน้ำเหล่านี้ด้วย

สำหรับการแก้ปัญหาของภาครัฐในปัจจุบัน มีความเคลื่อนไหวล่าสุดเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยแผนร่วมงานกับ 29 หน่วยงาน 7 ด้าน ได้แก่

1. เร่งจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติ

2. ใช้ปลานักล่าลดจำนวนลูกปลา

3. นำปลาที่จับได้ไปใช้ประโยชน์ เช่น แปรรูปเป็นปุ๋ยหมัก ปลาป่น หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ

4. ป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่กระจายไปยังแหล่งน้ำใหม่

5. สร้างเครือข่ายชุมชนให้ชาวบ้าน อาสาสมัคร และชาวประมงร่วมแจ้งเหตุและช่วยจับปลา

6. ใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ DNA และติดตามการแพร่ระบาดของปลา

7. ฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำหลังควบคุมการระบาดได้แล้ว

โดยทั้ง 7 มาตรการนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีกรอบการดำเนินงานให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน โดยจะของบกลางเพิ่มในการแก้ปัญหา 350 ล้านบาท ซึ่งในตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการจัดทำงบกับการทบทวนข้อเสนอ

ทั้งนี้ อย่างที่ทราบกันดี มาตรการข้างต้นที่เพิ่งประกาศใหม่ล่าสุดโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ได้เป็นมาตรการใหม่ แต่เป็นมาตรการเดิมที่เคยดำเนินการไปแล้วก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ช่วงต้นของการแพร่ระบาด และนำมาปัดฝุ่นใหม่ ซึ่งใช้ภาษีของประชาชนมาเป็นตัวแบกรับปัญหา แม้จะอยู่ในสถานะของผู้ได้รับผลกระทบ เนื่องจากยังไม่สามารถหาต้นตอการระบาดมารับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ แม้จะผ่านมานานเกิน 15 ปีแล้วก็ตาม


ที่มา:
– https://www.bbc.com/thai/articles/c8r205d31xmo?utm_source=chatgpt.com
– https://themomentum.co/feature-tor-thailand-myanmar/


https://themomentum.co/feature-thai-pollution/