วันพุธ, ตุลาคม 21, 2569

มาทำความเข้าใจวัฒนธรรมการประท้วงฝรั่งเศส การทำลายบ้านเมืองในสายตานักวิเคราะห์การเมือง ไม่ใช่การเกลียดประเทศชาติตัวเอง แต่เป็นผลลัพธ์จากการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่าง ความโกรธแค้นขั้นสุดของประชาชนต่อระบบที่ไม่ฟังเสียง กับ ความแข็งกร้าวของรัฐ จนนำไปสู่สุญญากาศทางความรุนแรงที่ระบายออกสู่สิ่งแวดล้อมรอบตัว - สำหรับคนฝรั่งเศสจำนวนมาก "บ้านเมือง" คือประชาชน ไม่ใช่อาคารของรัฐ อาคารสร้างใหม่ได้ แต่ชีวิตที่ถูกบีบจนหมดทางสร้างคืนไม่ได้ง่ายนัก










Kanat Naktanomsub
On Sunday
·
ภาพศาลาว่าการเมืองในฝรั่งเศสถูกจุดเผาทำให้โซเชียลไทยเต็มไปด้วยคำถามว่าทำไมต้องทำลายบ้านเมืองตัวเอง คอมเมนต์จำนวนมากมองผู้ประท้วงว่าก้าวร้าว ไร้อารยธรรม และสร้างความเดือดร้อนให้คนบริสุทธิ์ แต่คนฝรั่งเศสไม่น้อยกลับมองว่านี่คือส่วนหนึ่งของการต่อสู้ทางการเมืองที่พวกเขาคุ้นเคย
วัฒนธรรมการเมืองและวิธีมองบทบาทของรัฐ ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสต่างกันเกือบจะสิ้นเชิง ในขณะที่สังคมไทยถูกหล่อหลอมด้วยอุดมการณ์ "ความสงบเรียบร้อย" เป็นคุณค่าสูงสุด รัฐไทยสร้างภาพของตัวเองเป็นผู้ปกครองที่ดูแลประชาชนมา ส่วนประชาชนมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายและรอรับความเมตตา ในกรอบคิดแบบนี้ ความสงบคือภาวะปกติ ความขัดแย้งบนท้องถนนจึงถูกมองว่าเป็นความผิดปกติที่รบกวนชีวิตผู้คน เมื่อการประท้วงปิดถนนหรือทำลายทรัพย์สิน สัญชาตญาณแรกของคนจำนวนมากจึงเป็นการตั้งคำถามกับผู้ประท้วงทันที ว่ากำลังสร้างความวุ่นวายและทำลายระเบียบอันดีของสังคมหรือไม่ ก่อนที่จะถามว่าอะไรผลักให้คนออกมาประท้วง
ฝรั่งเศสมาจากอีกฐานคิดหนึ่งประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศนี้ถูกวางด้วยการปฏิวัติ 1789 ที่โค่นระบอบเก่า ปารีสคอมมูนปี 1871 ที่ชาวปารีสและกองกำลังรักษาดินแดนซึ่งมีคนงานเป็นแกนหลักเข้าควบคุมเมืองและตั้งการปกครองของตนเองอยู่ราว 2 เดือน และพฤษภาคม 1968 ที่เริ่มจากนักศึกษาแล้วกลายเป็นการนัดหยุดงานใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส มีคนงานราว 10 ล้านคนหยุดงานพร้อมกัน เรื่องเล่าเหล่านี้ฝังอยู่ในโรงเรียน ในวรรณกรรม และในวันบัสตีย์หรือวันชาติ 14 กรกฎาคม ที่ทั้งประเทศเฉลิมฉลองการลุกฮือของประชาชน จนกลายเป็นความเข้าใจร่วมว่าพลเมืองคือเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง รัฐเป็นเพียงโครงสร้างที่ต้องถูกตั้งคำถามและตรวจสอบอยู่เสมอ การประท้วงในวัฒนธรรมแบบนี้จึงไม่ใช่การร้องขอความเห็นอกเห็นใจ แต่เป็นการต่อรองอำนาจ เป็นสัญญาณเตือนว่าหากรัฐบริหารล้มเหลวหรือพยายามลิดรอนสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของประชาชน รัฐจะต้องเผชิญแรงกดดันในหลายระดับ ตั้งแต่การเดินขบวน การนัดหยุดงาน ไปจนถึงการปะทะบนท้องถนน และหลายครั้งก็รวมถึงการเผา
อีกชั้นหนึ่งคือนิยามของ "ความรุนแรง" ที่คนสองสังคมมองไม่เท่ากัน คนไทยจำนวนมากเห็นความรุนแรงเมื่อมันมองเห็นได้ด้วยตา ไฟไหม้อาคาร กระจกแตก การปะทะกับตำรวจ ภาพเหล่านี้ถูกตัดสินเป็นจลาจลหรืออาชญากรรมได้ทันที ขณะที่ผู้ประท้วงฝรั่งเศสและผู้สนับสนุนจำนวนมากพูดถึงสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า "ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง" คือความรุนแรงที่ไม่มีเปลวไฟ ไม่มีเผารถ ไม่มีทุบร้านค้า แต่กดทับชีวิตคนอย่างเงียบ ๆ เช่น การตัดงบสวัสดิการ ค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นเร็วกว่าค่าจ้าง หรือการขยายอายุเกษียณที่บังคับให้คนทำงานหนักไปอีกหลายปี ในสายตาของพวกเขา นโยบายเหล่านี้แม้ออกมาตามกระบวนการถูกกฎหมาย ก็ทำร้ายผู้คนจริงไม่ต่างจากความรุนแรงทางกายภาพ เพียงแต่ไม่มีใครถ่ายเป็นคลิปข่าว การเผาอาคารอันเป็นสัญลักษณ์ของรัฐจึงถูกมองว่าเป็นการตอบโต้เชิงสัญลักษณ์ เป็นการบอกว่าประชาชนจะไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว โดยเป้าหมายมักเป็นทรัพย์สินของรัฐมากกว่าตัวบุคคล
อีกปัจจัยหนึ่งคือวิธีที่เราเสพข่าวในยุคนี้ ข่าวต่างประเทศที่มาถึงหน้าจอของเรามักถูกตัดเหลือคลิปสั้นไม่กี่วินาที เน้นไฟ ควัน และการปะทะ เพราะภาพเหล่านี้ได้ยอดดูสูง เมื่อไม่มีบริบทเรื่องเศรษฐกิจ ประวัติศาสตร์ และข้อเรียกร้องของผู้ประท้วง การสรุปว่าพวกเขาเป็นกลุ่มคนป่าเถื่อนที่ทำลายบ้านเมืองตัวเองจึงเกิดขึ้นได้ง่าย
อีกเรื่องที่อยากชวนคิดคือมุมมองของคนเมืองที่ชีวิตขึ้นกับความปกติเรียบร้อยของแต่ละวัน เมื่อมีม็อบ คำถามแรกที่ผุดขึ้นมักเป็นเรื่องใกล้ตัว เช่น รถจะติดไหม ร้านจะเปิดได้หรือเปล่า ซึ่งเป็นความกังวลที่ชอบธรรม ไม่มีใครควรถูกตำหนิที่อยากกลับบ้านทันเวลา แต่เมื่อความไม่สะดวกกลายเป็นคำถามเดียว ข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงก็ถูกบดบังไปโดยปริยาย ฝรั่งเศสไม่ได้ไร้ความขัดแย้งในเรื่องนี้ แต่ในสังคมที่ผ่านการประท้วงใหญ่มาหลายรุ่น คนจำนวนมากรับรู้ว่าสิทธิแรงงาน วันหยุดพักผ่อน และสวัสดิการที่ตนใช้อยู่ทุกวันนี้ ล้วนมีที่มาจากการลุกขึ้นสู้ของคนรุ่นก่อน ความไม่สะดวกชั่วคราวจึงถูกมองเป็นต้นทุนร่วมที่หลายคนยอมจ่าย แม้จะบ่นไปด้วยก็ตาม
การทำความเข้าใจวัฒนธรรมการประท้วงแบบฝรั่งเศสไม่ได้แปลว่าเราต้องเห็นดีเห็นงามกับการทำลายทรัพย์สิน ความรุนแรงมีต้นทุนจริง มันทำร้ายคนที่ไม่เกี่ยวข้อง ทำให้ฝ่ายที่ต้องการปราบปรามได้ข้ออ้าง และอาจทำให้ขบวนที่มีข้อเรียกร้องชอบธรรมเสียความเห็นอกเห็นใจจากสาธารณะไปอย่างน่าเสียดาย นักเคลื่อนไหวเองก็ถกเถียงกันเสมอว่าไฟคือเครื่องมือหรือภาระ การทำความเข้าใจประเด็นเหล่านี้ อาจช่วยเปิดมุมมองให้เห็นว่าโลกนี้มีวัฒนธรรมการเมืองที่มองอำนาจรัฐต่างจากเรา และทำให้เรากล้าตั้งคำถามกับสิ่งที่เคยคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมไทยมากขึ้น (การผูกขาดจากทุนใหญ่, กฎหมายที่ลิดรอนเสรีภาพ)

สำหรับคนฝรั่งเศสจำนวนมาก "บ้านเมือง" คือประชาชน ไม่ใช่อาคารของรัฐ อาคารสร้างใหม่ได้ แต่ชีวิตที่ถูกบีบจนหมดทางสร้างคืนไม่ได้ง่ายนัก คำถามต่อเนื่องสำหรับสังคมไทยจึงไม่ใช่ว่าเราควรเห็นด้วยกับการเผาหรือไม่? แต่คือเมื่อเรารู้สึกสะเทือนใจกับภาพอาคารที่ถูกเผา เราเคยรู้สึกแบบเดียวกันกับชีวิตคนที่ถูกกดทับอยู่เงียบ ๆ หรือเปล่า และ นิยามคำว่า “บ้านเมือง” ในใจเราคืออะไรกันแน่?
 
https://www.facebook.com/adjd.pipe/posts/10166499916907269