วันเสาร์, ตุลาคม 24, 2569

"บันทึกเหตุการณ์ 6 ตุลา" (2519) ..คืนบาปธรรมศาสตร์ สู่รุ่งอรุณแห่งการสังหารกลางท้องสนามหลวง... ภาพยนตร์นิรนามสุดลึกลับที่บันทึกภาพการปราบปรามและความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในวันที่ 6 ต.ค. 2519 ซึ่งไม่ระบุที่มาและผู้ถ่ายทำ แต่ต่อมาได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง


ร.ท. น.น.
Yesterday
·
"บันทึกเหตุการณ์ 6 ตุลา" (2519) ..คืนบาปธรรมศาสตร์ สู่รุ่งอรุณแห่งการสังหารกลางท้องสนามหลวง...
ภาพยนตร์นิรนามสุดลึกลับที่บันทึกภาพการปราบปรามและความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในวันที่ 6 ต.ค. 2519 ซึ่งไม่ระบุที่มาและผู้ถ่ายทำ แต่ต่อมาได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวาง กลายเป็นชุดภาพเคลื่อนไหวที่บันทึกภาพสถานการณ์ภายในกลางวงล้อมสมรภูมิกลางเมืองนี้ได้ชัดเจนมากที่สุด และถูกนำมาใช้นำเสนออ้างอิงบ่อยที่สุด
.
อีกทั้งความ "ลึกลับ" ของที่มา และความ "ดิบ" ของภาพ ในตัวเนื้อหนัง ยังสร้างสัมผัสของความลึกลับดำมืด ความน่าขนลุกสุดสะพรึง ให้แก่เหตุการณ์การชุมนุม การปราบปราม ความรุนแรง และการนองเลือด ที่มืดมนโหดเหี้ยมที่สุด ทั้งที่เหตุเกิดโจ่งแจ้งมากที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความลับ การบิดเบือน การปิดงำ การครอบงำความทรงจำ ความขัดแย้งระหว่างข้อเท็จ-จริงมากที่สุด ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย

กรณี 6 ต.ค. 2519 ถือเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงที่ลึกลับดำมืดที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ไทย เป็นเหตุการณ์ "ลืมไม่ได้ จำไม่ลง" สำหรับคนไทย รวมถึง "ไม่มีใครอยากพูดถึงจดจำ" และ "อยากทำให้ลบเลือนหายไป" สำหรับรัฐไทยและฝ่ายขวามาโดยตลอดหลายทศวรรษ
.
ทำให้เหตุการณ์ 6 ต.ค. จึงมีการบันทึกภาพยนตร์โดยหน่วยงาน สถานีโทรทัศน์ และสำนักข่าว จำนวนน้อยมาก เท่าที่พบคาดว่าไม่น่าจะถึง 10 ราย และบางรายที่ต้องการนำเสนอภาพเหตุการณ์นั้นอย่างซื่อตรงที่สุดอย่าง "สรรพสิริ วิรยศิริ" จากสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 9 ซึ่งได้ตัดสินใจถ่ายทอดสดรายงานเหตุการณ์ใน ม.ธรรมศาสตร์ ตั้งแต่เช้าไปจนเย็น ผ่านรายการ "ข่าวล่ามาทันที" โดย สรรพสิริ เป็นผู้รายงานบรรยายสดเอง ก็มีอันต้องกระเด็นพ้นจากทุกตำแหน่งหลังจากนั้นแทบจะทันที ปิดฉากอาชีพของตนไปเป็นการ "เชือดไก่ให้ลิงดู" ในที่สุด
.
หลังจากนั้น ในตอนค่ำวันเดียวกัน จึงเกิดการรัฐประหาร ยึดอำนาจโดยคณะทหารนาม "คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน" นำโดย "พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่" สถานีวิทยุและโทรทัศน์ต่าง ๆ ทั่วประเทศ จึงถูกยึดและควบคุม พร้อมเข้าสู่กระบวนการตัดต่อ ตัดตอน ลดทอน บิดเบือนภาพความทรงจำและการรับรู้สู่ประชาชนไปในแทบจะทันที เหตุการณ์เกี่ยวกับ 6 ต.ค. และบรรยากาศช่วงของความตื่นรู้ทางปัญญา การถกกันทางวิชาการ และการนำเสนอปัญหาสังคมแบบเข้มข้นในช่วงก่อนหน้านั้น จึงได้มีอันตราธานพลันหายไปในที่สุด
.
กระทั่งวันเวลาผ่านไป เมื่อสถานการณ์สงครามเย็นในโลกและภูมิภาคเปลี่ยนแปลงคลี่คลายลงไป รัฐบาลไทยจึงได้นิรโทษกรรมเหล่าผู้ที่ถูกจับกุมดำเนินคดี และใช้หลักการเมืองนำการทหาร ออกนโยบาย 66/23 ต้อนรับเหล่านิสิตนักศึกษาและผู้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์กลับคืนสู่เมือง ทำให้กิจกรรมของนักศึกษาตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เริ่มกลับมาใหม่อีกครั้ง
.
อย่างไรก็ตาม แม้ต่อมาจะเริ่มมีการพูดถึง อภิปราย และจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 และ 6 ต.ค. 2519 ขึ้นมาใหม่อีกครั้งมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่กรณี 14 ต.ค. มักไม่มีปัญหา เพราะไม่มีภาพความรุนแรงเท่ากับ 6 ต.ค. และเป็นเหตุการณ์ที่นิสิตนักศึกษาและประชาชนเป็นฝ่าย "ชนะ" ในการเรียกร้องประชาธิปไตย จนสามารถโค่นล้มเผด็จการลงได้...
.
...แต่นั่นไม่ใช่กับกรณี 6 ต.ค. ซึ่งถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ฝ่ายรัฐก่ออาชญากรรมการเมือง นิสิตนักศึกษาเป็นฝ่าย "พ่ายแพ้" กระแสชาตินิยมขวาจัดกลับมาเถลิงอำนาจ และถูกทำให้เป็นเรื่อง "ต้องห้าม" ของสังคมไทยไป
.
อย่างไรก็ดี ในช่วงที้สถานการณ์คลี่คลายลงนี้เอง ได้ปรากฎมีผู้นำภาพยนตร์เกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ต.ค. ในรูปของเทปวิดีโอ ออกมาเผยแพร่ในหมู่นิสิตนักศึกษาที่จัดกิจกรรม เป็นภาพยนตร์ที่ไม่มีการระบุข้อมูลที่มาและชื่อผู้ถ่ายทำแต่อย่างใด

ภาพยนตร์ 6 ต.ค. นิรนามนี้ ถ่ายด้วยฟิล์มขาวดำ ไม่บันทึกเสียง ไม่มีเสียงบรรยาย แต่มีการใส่เสียงบรรยากาศ ซึ่งเข้าใจว่ามีการบันทึกจากเหตุการณ์มาใส่ประกอบตลอดความยาวราว 48 นาทีของวิดีโอนี้ แต่ปัจจุบันยังไม่เป็นที่ยืนยันแน่ชัด ด้วยมีการค้นพบว่า ภาพยนตร์ชุดนี้มีการเผยแพร่หลากหลายชุดก๊อปปี้ โดยที่แต่ละชุดมีเสียงประกอบที่ไม่ตรงกัน และบางชุดนั้น มีเสียงที่ไม่น่าจะใช่เสียงในเหตุการณ์ขณะนั้นผสมอยู่ (เช่น เสียงธงชัย วินิจจะกุลปราศรัยในช่วงต้นเรื่อง ซึ่งฟังดูเป็นเสียงสมัยผู้ใหญ่ ไม่น่าใช่เสียงสมัยวัยหนุ่ม)
.
เนื้อหาในภาพยนตร์ เริ่มต้นที่การปิดล้อม ม.ธรรมศาสตร์ ตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 5 ต.ค. 2519 ก่อนจะเข้าสู่การเน้นไปที่เหตุการณ์ความรุนแรงภายนอกที่ค่อย ๆ รุกคืบเข้าไปยังภายใน ม.ธรรมศาสตร์ ตั้งแต่เช้าจรดเย็นของวันที่ 6 ต.ค. นำเสนอออกมาผ่านมุมที่หลากหลายรอบทิศมากที่สุดเท่าที่จะไปได้ จะยกเว้นก็เพียงแต่ข้างในตัวอาคารที่นิสิตนักศึกษาหลบซ่อนตัวอยู่ ซึ่งกล้องต้องค่อย ๆ เขยิบเข้าไปตามหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ
.
ในความเป็นภาพยนตร์ คงไม่มีอะไรให้พูดถึงมากนัก ด้วยเป็นภาพที่ถ่ายทำเหตุการณ์ความวุ่นวายแบบสด ๆ ในสถานที่จริง ความโดดเด่นจึงอยู่ที่ภาพสถานการณ์ ความดิบ รุนแรง หวือหวา ระทึกขวัญของภาพ และความเป็นบทบันทึกทางประวัติศาสตร์ ที่ได้ถ่ายเก็บภาพบรรยากาศ เหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ ผู้คน มวลชน บุคคลสำคัญ ไปจนเหยื่อผู้เสียชีวิตและโดนทำรายโดนลูกหลงในเหตุการณ์ เป็นหลักเท่านั้น
.
แม้ว่าในบางครั้ง หนังจะมีท่าทีที่ถ่ายภาพในมุมที่ค่อนข้างสวย (ทั้งโดยการเลือกมุมถ่ายและโดยตัวมันเอง) และแปลกตา (เช่น ถ่ายภาพการ์ดนักศึกษาที่หลบมุมอยู่ตรงอาคารที่ตั้งมั่นในมหาวิทยาลัยในมุมสูง จากทางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร) อยู่บ้างก็ตาม
.
แต่สิ่งที่เป็นไฮไลท์สำคัญ คือ การบันทึกภาพห้วงเวลาอันเป็นจุดตกต่ำของความเป็นมนุษย์ ทั้งการรุมประชาทัณฑ์ ทำร้ายร่างกาย เข่นฆ่า ทำร้ายและทำลายศพ ซึ่งภาพยนตร์ตามไปถ่ายภาพการกระทำเหล่านั้นอย่างจะแจ้งเห็นจริง ทั้งรุมต่อยตีกระทืบจนเลือดอาบ ศพการ์ดที่เสียชีวิต นิสิตนักศึกษาไหว้ร้องขอชีวิต ถูกสั่งเปลือยกายทั้งชายหญิงและลากพาไปนอนหมอบกลางสนามหญ้า คนใช้เท้าถีบนักศึกษาที่คลานไปบนพื้น
.
และมาน่าสะพรึงสูงสุด ด้วยภาพฝูงชนรุมทำร้ายศพ ลากศพไปยังสนามหลวง นำไปแขวนไว้ที่ต้นมะขาม ก่อนจะเริ่มมหกรรมบรรเลงการทุบตีศพที่ถูกแขวนแกว่งไปแกว่งมา พร้อมบรรดาผู้คนจนลูกเด็กเล็กแดงกำลังหัวเราะชื่นชอบใจ อันจะกลายเป็นภาพจำสูงสุดของเหตุการณ์ 6 ต.ค. ในเวลาต่อมา (ส่วนที่มี แต่ไม่ได้บันทึกภาพไว้ คือ การตอกอกศพ และล่วงละเมิดศพกลางสนามหญ้า) ก่อนปิดท้ายด้วยการร่วมจุดไปเผาทำลายศพจนไม่อาจสืบทราบได้แม้แต่เพศผู้เสียชีวิต
.
ซึ่งหนังได้ถ่ายบันทึกภาพผู้เสียชีวิตบางคนเอาไว้ บางรายปัจจุบันยังไม่ทราบชื่อ แต่หลายรายค่อย ๆ ทยอยกันได้รับการยืนยันตัวตนทีละเล็กละน้อยตลอดช่วงเวลาครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา อาทิ กมล แก้วไกรไทย, จารุพงษ์ ทองสินธุ์, วิชิตชัย อมรกุล, วัชรี เพชรสุ่น, ศพถูกเผาซึ่งไม่อาจสืบทราบชื่อได้ 4 ศพ เป็นต้น
.
ซึ่งน่าจะถือเป็นภาพยนตร์ 6 ต.ค. เพียงเรื่องเดียว -ท่ามกลางจำนวนที่มีน้อยเรื่องอยู่แล้ว- ที่ถ่ายและฉายให้เห็นภาพมหกรรมความอำมหิตบ้าคลั่งนี้ไว้ได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งไม่มีมิดเม้นทุกอณูของความเถื่อนถ่อย เป็นประจักษ์พยานแก่สายตาผู้ชม ว่าความรุนแรงใน 6 ต.ค. หาใช่เพียงแต่คำพูดกล่าวอ้างลอย ๆ ที่โม้กันเวอร์วังเกินจริงแต่ประการใด...

หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้รับมอบเทปวิดีโอภาพยนตร์ความยาว 48 นาที ชุดนี้จาก "ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา" นักวิชาการ นักวิจัยด้านประวัติศาสตร์แรงงาน และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้ใช้แรงงานคนสำคัญของไทย มาอนุรักษ์ และทำการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภาพยนตร์ของชาติตั้งแต่การจัดขึ้นครั้งแรก เมื่อปี 2554 ภายในชื่อ "บันทึกเหตุการณ์ 6 ตุลา" (2519)
.
แม้ในปัจจุบัน ข้อมูลที่มาของภาพยนตร์ชุดนี้จะยังเป็นปริศนาลี้ลับ แต่ตัวภาพ กลับถูกนำมาใช้เผยแพร่อ้างอิงมากมาย ด้วยเป็นสื่อเพียงจำนวนน้อยนิดที่สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ครั้งนั้นไว้ได้อย่างใกล้ชิดสมบูรณ์ดีที่สุด จนกลายเป็นที่คุ้นตาสำหรับผู้ที่ศึกษาและคนทั่วไปในปัจจุบัน
.
ซึ่งว่าไป สถานะที่กล่าวไป แทบไม่ต่างจากตัวเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ที่ต่างเคยเป็นปริศนาลี้ลับมาก่อน แต่ปัจจุบันกลับเป็นเรื่องราว Talk of the Town ที่พูดคุยกันได้บนดินทั่วไป โดยไม่ถูกเซ็นเซอร์อีกต่อไป หากแต่สุดท้าย ในแง่ของเนื้อหา "ข้อเท็จ-จริง" นั้น กลับยังคงเต็มไปด้วยปริศนาและข้อถกเถียงที่ไม่มีใครยืนยันฟันธงคำตอบลงไปได้ ว่า "ใคร" เป็นผู้ที่ก่อให้เกิดภาพยนตร์/เหตุการณ์นั้นขึ้นมา
.
ปัจจุบัน มีการสันนิษฐานขึ้นมาว่า ภาพยนตร์ชุดนี้ ไม่น่าจะเป็นหนังบ้านที่ประชาชนทั่วไปถ่ายไว้เป็นการส่วนตัว แต่อาจเป็นชุดที่ถ่ายไว้โดยสถานีโทรทัศน์ช่องใดช่องหนึ่งซึ่งต่างก็เข้าไปเก็บภาพทำข่าวในวันนั้น แต่ต่อมาถูกคณะรัฐประหารสั่งเก็บและสั่งหั่นตัดทอนภาพความรุนแรง โดยเฉพาะที่โจ่งแจ้งเหล่านั้นออกไป เหลือไว้เพียงภาพบางส่วนที่มีความ "ซอฟต์" กว่า ละมุนละไมกว่า จบ Happy Ending กว่า เพื่อนำไปใช้ตัดต่อทำเป็นภาพยนตร์สารคดีเผยแพร่แก่ประชาชนชาวไทยให้ได้รับรู้รับทราบข้อมูลในแบบที่รัฐไทยอยากให้รู้
.
ขณะที่ส่วนที่ถูกตัดไป อาจถูกนำไปเก็บไว้ แล้วถูกใครบางคนลอบนำออกมา ทำจำหน่ายเผยแพร่ ในยุคที่สื่อวิดีโอกำลังครองตลาด เทปผีวิดีโอใต้ดินกำลังรุ่งเรือง ภาพเหตุการณ์ความรุนแรง 6 ต.ค. นี้ คงจะมีความดึงดูดน่าสนใจไม่น้อยในหมู่ผู้สนใจ ทั้งต่อตัวเหตุการณ์ และผู้นิยมหนัง Cult หนังรุนแรง หนังเหตุการณ์จริง จึงถูกนำไปทำขายส่งต่อแจกจ่ายรวมถึงตัดต่อตัดตอนลดทอนเพิ่มเติมกันไปกันมาเรื่อยมาจนไม่สามารถสืบสาวไปจับมือใครดมได้ในที่สุด
.
อนึ่ง ภาพยนตร์ชุดนี้ ยังมีผู้สังเกตว่ามีส่วนที่ภาพฟิล์มมีลักษณต่างกันในบางช่วง ซึ่งอาจเกิดจากการนำฟุตเทจฟิล์มจากหลากที่มานำมาตัดต่อสลับรวมกัน และบางส่วนนั้น เชื่อว่าเป็นภาพจากฟุตเทจข่าวรายงานช่อง 9 ที่ถ่ายทำโดย "สรรพสิริ วิรยสิริ" ที่ถูกสั่งแบนไปและกลายเป็นภาพยนตร์ 6 ต.ค. ที่ติดสถานะหายสาบสูญในปัจจุบัน
.
(จริง ๆ คือเคยค้นพบได้รับมอบฟิล์มต้นฉบับมาแล้ว แต่สภาพฟิล์มเสื่อมเสียหายหนักจนไม่อาจกู้คืนมาเป็นภาพเคลื่อนไหวได้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าอาจยังคงมีก๊อปปี้ชุดอื่นหลงเหลืออยู่ และภาพถ่ายจากฟิล์มบางส่วนที่พอหลงเหลือ เมื่อนำมาเทียบกับภาพบางช็อตในภาพยนตร์ชุดนี้ พบว่าเป็นภาพเดียวกันชัดเจน ทำให้สันนิษฐานได้ว่า บางฉากที่ปรากฎในภาพยนตร์ชุดนี้ คือ ภาพที่นำมาจากภาพยนตร์ข่าวของสรรพสิริมาเป็นส่วนผสมกับฟุตเทจจากแหล่งอื่นนั่นเอง)
.
และล่าสุด ภาพยนตร์ถูกนำมาจัดฉายขึ้นจอใหญ่อีกครั้ง ในกิจกรรมภาพยนตร์สนทนา "ข้อเท็จจริงของหนัง 6 ตุลา" เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี 6 ต.ค. 2519 โดยหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ร่วมกับภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์ 6 ต.ค. อีก 2 เรื่องที่สร้างขึ้นโดยหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ กอ.รมน. โดยตรง วันที่ 22 ต.ค. 2569
.
พร้อมร่วมพูดคุยเสวนากันกับ 3 วิทยากร "ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา" "ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์" และ "ธนาพล อิ๋วสกุล" ด้วยจุดประสงค์ที่จะศึกษาถึงเรื่องราวและบริบทการรับรู้เหตุการณ์ 6 ต.ค. ผ่านสื่อภาพยนตร์ ของสังคมไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ผ่านการวิเคราะห์เปรียบเทียบถึงที่มา ความแตกต่าง ข้อเท็จ และข้อจริงที่ปรากฏในภาพยนตร์ 3 เรื่อง จาก 2 แหล่งที่มานี้ไปพร้อมกัน

ในความเป็นจริง เหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 จัดเป็นเหตุการณ์จราจลทางการเมืองและการรัฐประหารครั้งหนึ่งท่ามกลางหลาย ๆ ครั้งของไทย ซึ่งหากนับที่จำนวนศพผู้เสียชีวิต จะพบว่ามีเพียง 45+1 ราย เป็นฝ่ายนิสิตนักศึกษาประชาชนและคนไม่ทราบชื่อที่เสียชีวิตจากการถูกปราบปราม 40+1 ราย (40 รายเสียชีวิตในเหตุการณ์ อีก 1 รายไปเสียชีวิตในคุก) และเจ้าหน้าที่ฝ่ายขวา 5 ราย อีกทั้งเหตุการณ์ยังจบลงได้ภายในวันเดียว ซึ่งนับว่าน้อยมากสำหรับความเป็น "การสังหารหมู่ทางการเมือง" หรือ "สงครามกลางเมือง" และดูไม่สลักสำคัญทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ เมื่อเทียบกับสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นทั่วโลกในยุคสงครามเย็น
.
หากแต่ประเด็นสำคัญที่ทำให้ 6 ต.ค. ได้รับการพูดถึงสะพรึงขวัญมาโดยตลอด อยู่ที่การใช้ความรุนแรงอย่างสุดขั้ว ทั้งการที่ประชาชนจำนวนนับหมื่นมาปิดล้อมมุงดูเหตุการณ์การปะทะกลางเมือง ร่วมบุกตะลุย เข้ารุมประชาทัณฑ์ ฆาตกรรม ทำร้ายศพ หรือแม้แต่ล่วงละเมิดและแห่ประจานศพซ้ำ ๆ ไปมาอย่างเกินกว่าจะรับไหว
.
ทว่า... ผู้คนที่นั่นกลับร่วมกันหัวเราะโห่ร้องอวยชัย ร้องเพลงเต้นแร้งเต้นกาดีใจ พร้อมใจกันรุมกระทำการอันน่าอุบาทว์ใจ โดยไม่มีใครคิดจะห้ามใคร หรือแม้แต่แสดงอาการรังเกียจเดียดฉันท์แต่อย่างใด แม้แต่เด็กเล็ก ๆ ก็ยังไม่วายเข้าไปร่วมวง ซึ่งก็ไม่ทราบว่าผีห่าซาตานตนใดทำให้ผู้คนเมืองพุทธพร้อมใจพากันออกอาการปล่อยผีเช่นนี้ออกมานับหมื่นคนใจกลางเมืองได้
.
เหตุการณ์ดังกล่าว จึงกลายเป็นบาดแผลขนาดใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยร่วมสมัย ซึ่งได้ทำลายภาพลักษณ์จดจำและความเชื่อที่ปลูกฝังกันมาว่า สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการประนีประนอม เป็นดินแดนแห่งสยามเมืองยิ้ม ที่กลายเป็นยิ้มสยอง ทั้งที่ชนวนเหตุเกิดจริง ๆ เป็นเพียงน้ำผึ้งหยดเดียว ที่ลุกลามขยายไปจนเหนือความคาดหมาย เกินความสมเหตุสมผลจนอธิบายไม่ได้
.
และยิ่งเลวร้ายขึ้นไป เมื่อเหตุการณ์ในครั้งนั้น กลับไม่เคยได้รับการชำระสะสาง หาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ หรือแม้แต่สืบหาต้นตอตัวการก็ยังทำไม่ได้ ต่างจากเหตุการณ์สงครามจราจลในหลายที่ที่สามารถระบุชี้ชัดตัวผู้กระทำผิดได้ (ส่วนจะนำตัวมาลงโทษได้หรือไม่ก็อีกเรื่อง) แต่กลับไม่ใช่กับ 6 ต.ค. 2519 ซึ่งทุกอย่างดำมืดเลือนหายไปกับอนธการ...
.
"บันทึกเหตุการณ์ 6 ตุลา" (2519) จึงกลายเป็นประจักษ์พยานชิ้นสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ชาติและการเมืองไทย ในฐานะภาพยนตร์ที่บันทึกภาพเคลื่อนไหวของเหตุการณ์อันลึกลับดำมืดที่ถูกตัดต่อลดทอนความทรงจำและการรับรู้จนแทบจะเลือนลืมเกือบจะหายไป เอาไว้ได้แบบดิบ ๆ สด ๆ เข้มข้น เจาะลึก และถึงลูกถึงคน ไปจนเผยให้เห็นถึงวันแห่ง "คืนบาปประเทศไทย" หรือ "รุ่งอรุโณทัยแห่งการสังหารหมู่กลางเมือง" หรือแม้แต่หลักฐานการตามหาเบาะแสของเหล่าผู้วายชนม์และผู้ได้รับผลกระทบนั้น ในวันที่ประวัติศาสตร์ชาติวันนั้นยังคงเลือนลาง และไม่มีคำตอบ...
.
***ร.ท.น.น. รับชมและเขียน วันที่ 22 ต.ค. 2569 ในกิจกรรมภาพยนตร์สนทนา "ข้อเท็จจริงของหนัง 6 ตุลา" ที่หอภาพยนตร์*** — at หอภาพยนตร์ Thai Film Archive.

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122147850045351710&set=a.122108116989351710

https://www.facebook.com/ThaiFilmArchivePage/posts/1538575928296177