วันเสาร์, ตุลาคม 24, 2569

หลักการ ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) อยู่ที่ไหน ?


https://www.facebook.com/photo/?fbid=122319838742030562&set=a.122097592238030562

GreenXpress
Yesterday
·
GreenUpdate : ปิดฉากคดี PTTGC ทำน้ำมันรั่วลงทะเลระยอง ปี 2556 กระทบประมงพื้นบ้านและผู้ประกอบการรายเล็ก โดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ในเรื่องหลัก ไม่จำเป็นต้องตั้งกองทุนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เพราะหน่วยงานรัฐได้ดำเนินการไปแล้ว และฝ่ายวิชาการได้รับรองผลการฟื้นฟูตามแผน ส่วนค่าเสียหายรายบุคคล ศาลมองว่าค่าเสียหายที่ได้กำหนดไว้เดิม เหมาะสมแล้ว

วันนี้ (22 ตุลาคม 2569) ศาลจังหวัดระยอง นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่สมาคมประมงพื้นบ้านเรือเล็กระยอง และผู้ได้รับผลกระทบรวม 429 ราย ยื่นฟ้องบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) จากเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลในทะเลระยอง เมื่อปี 2556 โดยขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย และฟื้นฟูระบบนิเวศให้คืนสู่สภาพเดิม และขอให้มีการจัดตั้งกองทุนฟื้นทรัพยากรธรรมชาติ จากปัญหาน้ำมันรั่ว โดยให้บริษัทฯ จัดสรรงบประมาณสู่กองทุนฯ คิดเป็นร้อยละ 10 ของกำไรเฉลี่ยต่อปี

ในกรณีคำขอให้ฟื้นฟูระบบนิเวศให้คืนสู่สภาพเดิม โดยขอให้มีการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ศาลมองว่า ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 96 (ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย) ศาลไม่มีอำนาจสั่งการบังคับให้จำเลยจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูฯ โดยศาลวินิจฉัยว่าเรื่องของการฟื้นฟู เป็นหน้าที่ของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กรมควบคุมมลพิษ, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช) ที่มีผู้เชี่ยวชาญและงบประมาณ และหน่วยงานฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบแก้ไขปัญหาไปแล้ว รวมถึงเห็นว่าเหตุการณ์ผ่านไปกว่าสิบปีแล้ว ทรัพยากรธรรมชาติได้ฟื้นฟูขึ้นตามลำดับ ผลกระทบลดน้อยลงแล้ว

ในส่วนของข้อเรียกร้องการชดใช้ค่าเสียหายรายบุคคลเพิ่มเติม ศาลมองว่าค่าเสียหายที่ได้กำหนดไว้เดิม เหมาะสมแล้ว

ย้อนไปเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2561 ศาลจังหวัดระยอง พิพากษาคดีหมายแดงที่ 2076/61 โดยพิพากษาให้ บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ที่เป็นกลุ่มประมง รายละ 90,000 บาท , กลุ่มแม่ค้า รายละ 60,000 บาท โดยให้นำไปหักเงินเยียวยาเบื้องต้นที่โจทก์แต่ละรายได้รับไปแล้ว 30,000 บาท

ต่อมา วันที่ 22 มีนาคม 2562 ชาวบ้านที่เป็นโจทก์ ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2

วันที่ 1 กันยายน 2563 ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) ชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มให้แก่โจทก์ ที่เป็นกลุ่มประมง รายละ 150,000 บาท , กลุ่มแม่ค้า รายละ 120,000 บาท โดยให้นำไปหักเงินเยียวยาเบื้องต้นที่โจทก์แต่ละรายได้รับไปแล้ว 30,000 บาท

วีรวัฒน์ อบโอ ทนายความจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ได้เพิ่มเติมว่า แม้ทางจำเลยคือ PTTGC จะไม่ต้องรับผิดในการฟื้นฟูทรัพยากร แต่ศาลมองว่า ทะเลระยองที่เกิดเหตุ เป็นสาธารณสมบัติที่ทุกคนใช้ร่วมกัน หากต่อมายังปรากฏว่ามีความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติอันเกิดจากการกระทำของจำเลยยังหลงเหลืออยู่ รัฐมีหน้าที่ต้องจัดการแก้ไข โดยให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในการที่รัฐจะต้องเข้าไปดำเนินการแก้ไข รวมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดการมลพิษด้วย

ข้อมูลจาก มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
.....

หากเกิดที่ต่างประเทศ

คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีน้ำมันดิบรั่วไหลลงทะเลระยองของบริษัท PTTGC เมื่อปี 2556 ซึ่งมีคำตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ว่าไม่ต้องตั้งกองทุนฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและไม่ต้องเพิ่มค่าเสียหายรายบุคคล ได้สร้างข้อถกถอดและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเกี่ยวกับมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีศึกษาในต่างประเทศที่มีแนวปฏิบัติที่แตกต่างกัน ดังนี้

การปฏิบัติตามมาตรฐานสากลและหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle): ในประเทศที่มีกฎหมายสิ่งแวดล้อมเคร่งครัด (เช่น สหรัฐอเมริกาหรือกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป) บริษัทที่ก่อให้เกิดมลพิษทางทะเลมักจะต้องรับผิดชอบทั้งในส่วนของการฟื้นฟูระบบนิเวศระยะยาวโดยตรง จัดตั้งกองทุนเพื่อการติดตามตรวจสอบผลกระทบ หรือจ่ายค่าปรับในอัตราที่สูงมากเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

การชดเชยค่าเสียหายและภาระพิสูจน์: สำหรับกรณีในต่างประเทศ กระบวนการประเมินมูลค่าความเสียหายต่อระบบนิเวศและรายได้ของชุมชนมักใช้โมเดลทางเศรษฐศาสตร์ที่ครอบคลุมผลกระทบสะสมในระยะยาว ทำให้การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบรายย่อยและชาวประมวลพื้นบ้านได้รับความเป็นธรรมในระดับที่สะท้อนความสูญเสียที่แท้จริง

มุมมองของศาลไทย: คำพิพากษาของศาลฎีกามีพื้นฐานจากการพิจารณาข้อเท็จจริงทางกฎหมายไทย โดยมองว่าหน่วยงานรัฐได้เข้ามาดำเนินการแก้ไขและฟื้นฟูในเบื้องต้นแล้ว รวมถึงฝ่ายวิชาการได้มีการรับรองผลการฟื้นฟูตามแผน ทำให้ภาระผูกพันเพิ่มเติมในส่วนของการตั้งกองทุนสิ้นสุดลงตามดุลยพินิจของศาล

เหตุการณ์นี้จึงเป็นประเด็นถกเถียงสำคัญในสังคมไทยถึงช่องว่างทางกฎหมาย การบังคับใช้มาตรการสิ่งแวดล้อม และความคุ้มครองสิทธิของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากภาคอุตสาหกรรม
.....

การขาดกฎหมายความรับผิดชอบอย่างเด็ดขาด (Strict Liability) และมาตรการทางการเงินที่รัดกุมในประเทศไทย ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยสามารถขยายความในประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

หลักความรับผิดชอบอย่างเด็ดขาด (Strict Liability) คืออะไร: ในทางกฎหมายสิ่งแวดล้อมสากล หลักนี้หมายความว่า หากผู้ประกอบกิจการก่อให้เกิดมลพิษหรือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการจะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายและฟื้นฟูทันที โดยที่ผู้เสียหายไม่ต้องพิสูจน์ความประมาทเลินเล่อหรือความผิดพลาดของบริษัท ขอเพียงแค่พิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นเกิดจากกิจการดังกล่าว แต่ในระบบกฎหมายไทยปัจจุบัน คดีลักษณะนี้มักถูกตีความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยเรื่องละเมิด ซึ่งเป็นภาระหนักให้ชาวบ้านต้องพิสูจน์ความผิดและหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยันเอง

การขาดมาตรการยับยั้ง (Deterrence) ที่มีประสิทธิภาพ: เมื่อไม่มีกฎหมายที่กำหนดบทลงโทษทางแพ่งและมาตรการทางการเงินในมูลค่าที่สูงพอ ต้นทุนในการจ่ายค่าเสียหายหรือค่าปรับตามคำพิพากษาของไทยบางครั้งอาจต่ำกว่าต้นทุนในการลงทุนเพื่อป้องกันความปลอดภัยหรือการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี ทำให้ภาคอุตสาหกรรมบางแห่งมองความเสี่ยงจากอุบัติเหตุเป็นเพียง "ต้นทุนในการทำธุรกิจ" (Cost of Doing Business) ที่จ่ายแล้วจบไป มากกว่าการถูกบังคับให้ต้องยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างถาวร

การขาดกลไกกองทุนประกันความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมภาคบังคับ: ในหลายประเทศที่มีอุตสาหกรรมความเสี่ยงสูง (เช่น การขุดเจาะปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์ หรือโรงงานขนาดใหญ่) กฎหมายจะบังคับให้บริษัทต้องวางหลักประกัน วงเงินค้ำประกัน หรือทำประกันภัยความเสียหายสิ่งแวดล้อมวงเงินสูงไว้ล่วงหน้าก่อนเริ่มประกอบกิจการ เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นจะมีเงินทุนพร้อมใช้ในการเยียวยาฟื้นฟูระบบนิเวศและจ่ายชดเชยประชาชนทันทีโดยไม่ต้องรอผลคดีความที่อาจใช้เวลายืดเยื้อหลายสิบปีเหมือนกรณีตัวอย่าง