วันพุธ, ตุลาคม 28, 2569

มรดก คสช. ที่ก็ยังไม่ถูกจัดการ ทำให้ไทยเป็นถังขยะของจีน เป็นถังขยะของโลก ไม่ใช่แค่ปราจีนบุรี แต่ทุกพื้นที่ในไทย จุดเปลี่ยนสำคัญ มาจากนโยบาย National Sword (ดาบแห่งชาติ) ของจีน ที่ประกาศห้ามนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ส่งผลให้กลุ่มทุนและพ่อค้าขยะโลกต้องหา "แหล่งรับซื้อและแปรรูปแห่งใหม่" ประเทศไทยและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงกลายเป็นเป้าหมายหลัก








https://x.com/aorwiki/status/2115025821689909283
.....

ประเด็นเรื่องขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะอุตสาหกรรมข้ามชาติที่ทะทะลักเข้ามาในประเทศไทย เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชน และภาคเกษตรกรรม ซึ่งตรงกับข้อสังเกตในหลายมิติ ดังนี้:

จุดเปลี่ยนทางกฎหมายและการผ่อนปรนผังเมือง: การปรับเปลี่ยนมาตรการและคำสั่งในช่วงปี 2559 (รวมถึงการใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ในบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการยกเว้นผังเมืองรวมสำหรับการตั้งโรงงานจำพวกที่ 3 บางประเภท เช่น โรงงานคัดแยกและรีไซเคิลขยะ) ทำให้กระบวนการขออนุญาตตั้งโรงงานรีไซเคิลในพื้นที่เกษตรกรรมหรือพื้นที่ที่ไม่เคยอนุญาตมาก่อนทำได้ง่ายขึ้น และเกิดช่องว่างในการควบคุม

ผลกระทบจากการแบนขยะของจีน (National Sword Policy): ในปี 2561 ประเทศจีนประกาศห้ามนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ ส่งผลให้กลุ่มทุนและพ่อค้าขยะโลกต้องหา "แหล่งรับซื้อและแปรรูปแห่งใหม่" ประเทศไทยและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงกลายเป็นเป้าหมายหลัก เนื่องจากกฎระเบียบการนำเข้าและการตรวจสอบในขณะนั้นยังมีความหย่อนยาน

กระบวนการจัดการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย: ขยะที่หลั่งไหลเข้ามาจำนวนมากไม่ได้ผ่านกระบวนการรีไซเคิลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หลายแห่งเป็นการลักลอบตั้งโรงงานเถื่อน มีการหลอมพลาสติกหรือแผงวงจรอย่างไร้มาตรฐาน เกิดมลพิษทางอากาศและน้ำใต้ดิน รวมถึงปัญหาการลักลอบทิ้งกากของเสียอันตราย หรือนำกากอุตสาหกรรมไปผสมกับวัสดุอื่นเพื่อนำไปใช้ในพื้นที่เกษตร ซึ่งสร้างความเสียหายระยะยาวต่อหน้าดินและสุขภาพของเกษตรกรในหลายจังหวัด เช่น ปراจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และสมุทรปราการ
.....

ผลกระทบเชิงลึกจากนโยบาย National Sword (ดาบแห่งชาติ) ของประเทศจีนในปี 2561 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในระดับมหภาคที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานขยะโลกและสร้างแรงกระแทกมหาศาลต่อประเทศไทย โดยมีรายละเอียดและกลไกที่เกิดขึ้นดังนี้:

การปิดตายตลาดรับซื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลก: ก่อนปี 2561 ประเทศจีนเป็น "ถังขยะรายใหญ่ที่สุดของโลก" โดยนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์มากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณขยะรีไซเคิลทั่วโลกเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบราคาถูกในภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ เมื่อรัฐบาลจีนประกาศแบนการนำเข้าขยะพลาสติก 24 ประเภทและขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างเด็ดขาด ส่งผลให้กลุ่มทุน พ่อค้าคนกลาง และประเทศพัฒนาแล้วในตะวันตก (รวมถึงญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา) ประสบภาวะ "ล้นทะลัก" ของขยะที่เคยส่งออกไปจีน

การเบี่ยงเส้นทางขยะ (Diversion Effect) สู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: เมื่อเส้นทางไปจีนถูกปิด กลุ่มทุนค้าขยะจึงต้องเร่งระบายขยะมหาศาลไปยังประเทศสำรอง โดยมีกลุ่มประเทศในอาเซียน โดยเฉพาะ ประเทศไทย มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย เป็นเป้าหมายหลัก เนื่องจากประเทศเหล่านี้ยังไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าที่เข้มงวดเท่าจีน ประกอบกับโครงสร้างการตรวจสอบของศุลกากรและช่องโหว่ทางกฎหมายภายในประเทศเอื้ออำนวย

ช่องว่างทางกฎหมายและการใช้ไทยเป็น "ฐานพักขยะ": ในขณะนั้น ประเทศไทยเพิ่งมีมาตรการปลดล็อกผังเมืองและผ่อนปรนกฎระเบียบการตั้งโรงงานรีไซเคิล ทำให้กลุ่มทุนต่างชาติ (บางส่วนร่วมมือกับทุนสีเทาในประเทศ) อาศัยช่องทางนี้จดทะเบียนจัดตั้ง "โรงงานบังหน้า" หรือใช้ใบอนุญาตนำเข้าขยะพลาสติก/เศษโลหะที่ไม่เป็นอันตรายเพื่อบังหน้า แต่กลับมีการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะมีพิษ และขยะปนเปื้อนที่ผ่านการคัดแยกยากเข้ามาด้วย

วงจรอุบาทว์ "คัดแยก-หลอม-ฝังกลบ/ลักลอบทิ้ง":

การคัดแยกและหลอมอย่างไร้มาตรฐาน: ขยะที่ทะลักเข้ามาจะถูกส่งไปยังโรงงานรีไซเคิลเถื่อน (ซึ่งผุดขึ้นราวกะಹಿบในหลายจังหวัด เช่น ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ปราจีนบุรี และชลบุรี) มีการคัดแยกและหลอมพลาสติกหรือแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ด้วยเตาหลอมพื้นบ้าน ปล่อยสารพิษ ควันโลหะหนัก และน้ำเสียลงสู่สิ่งแวดล้อมโดยตรง

การกำจัดกากส่วนเกินและการอำพราง: ส่วนที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลต่อได้ (Tailings) มักจะถูกกำจัดด้วยวิธีที่ผิดกฎหมาย เช่น การลักลอบเทกองตามที่ดินรกร้าง การเผากลางแจ้ง หรือนำกากอุตสาหกรรมผสมกับดิน ขี้ไก่ และวัสดุอินทรีย์เพื่อนำไปจำหน่ายหรือแจกจ่ายให้เกษตรกรอ้างว่าเป็นปุ๋ยหรือวัสดุปรับปรุงดิน สร้างความเสียหายระยะยาวต่อหน้าดิน แหล่งน้ำใต้ดิน และสุขภาพของประชาชนในพื้นที่

วิกฤตดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาปริมาณขยะล้นเมือง แต่เป็นผลพวงจากการผลักภาระต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม (Externalities) ของประเทศพัฒนาแล้ว มายังประเทศกำลังพัฒนาที่มีช่องโหว่ทางกฎหมายและการบังคับใช้ที่อ่อนแอ