“กะเพราไม่ใช่ผักพื้นบ้านอีกต่อไป” ดังที่ Atukkit Sawangsuk ให้ความเห็นต่อท้ายรายงานของเพจ BIOTHAI ที่ว่า “#CP จดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์ #กะเพรา ไว้แล้ว ๔ สายพันธุ์ ! หากแก้กฎหมายตาม #UPOV1991 เกษตรกร แม่ค้า และคนกินจะได้รับผลกระทบอะไร”
ใช่ บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ได้จดทะเบียนคุ้มครองพืชพันธุ์กะเพรา ที่ใช้เทคโนโลยี่ต่อยอดพัฒนาเป็น ๔ พันธุ์ใหม่ “ให้เข้มแข็งรสเข้มข้น จนกะเพราเดิมสูญพันธุ์ อันนี้คือสิทธิโดยชอบธรรมหรือ” อธึกกิตถามเชิงวิจารณ์
“ไม่ว่าลิขสิทธิ์ สิทธิบัตรอะไร ล้วนต่อยอดจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของสังคม แต่ฉกฉวยไปเป็นของตัวเอง” ในกรณีของเจริญโภคพันธุ์ ได้แก่ กะเพรา ‘แก้วจุรี’ ๐๑ คุ้มครองถึง ๑๑ มีนา ๒๕๗๙ กับ ๐๒, ๐๓, ๐๔ คุ้มครองถึง ๒๓ พฤษภา ๗๙
เหล่านั้นซีพีจดแจ้งตาม พรบ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งร่างขึ้นตาม UPOV1978 โดยหลักการแบ่งปันผลประโยชน์ตาม CBD ขณะนี้มี UPOV1991 กำลังจะเข้ามาแทนที่ ถ้าเข้าร่วม “เกษตรกรไม่สามารถเก็บรักษาผลผลิต เพื่อใช้เพาะปลูกได้เหมือนเดิม”
ภายใต้ข้อตกลงใหม่ซึ่งผู้ปรับปรุงพันธุ์ เช่น ซีพีแรม มีสิทธิเด็ดขาดเหนือเมล็ดพันธุ์ และผลิตผลจากเมล็ดพันธุ์นั้น จึงมีผู้เข้าร่วมคัดค้านกับ #สภาเกษตรกรแห่งชาติ ที่ปิดรับการลงนามไปเมื่ออาทิตย์แล้ว จำนวน ๓.๒ แสนราย
ใครที่ลงชื่อไม่ทัน ยังมีการเปิดให้ลงนามอีกแห่ง โดย #สภาองค์กรของผู้บริโภค ไปลงนามกันต่อได้ ข้อควรคำนึงหากปล่อยให้ UPOV1991 มีผลบังคับใช้ ต่อนี้ไปราคาข้าวราดไก่ผัดกะเพราตามร้านอาหารหรือแม้แต่เต๊นรถเข็นข้างทาง จะแพงขึ้นแน่ๆ
อ่านละเอียดผลกระทบของการให้สิทธิครบวงจรแก่ผู้ปรับปรุงพันธุ์ ตามข้อตกลง UPOV1991 ได้จากรายงานไบโอไทย เรื่อง “วันนี้ผักแพง ข้าวแพง แล้วถ้าวันหนึ่ง ‘เมล็ดพันธุ์’ แพงขึ้นอีก ใครจะต้องจ่าย” ได้ที่
