วันจันทร์, ตุลาคม 26, 2569

“เรื่อง "หกศพที่วัดปทุม" จากข้อเขียนของอาจารย์พวงทอง ภวัครพันธ์ ควรที่จะตรวจสอบค้นคว้าชำระความเป็นจริงในเรื่องนี้อีกครั้ง

Weng Tojirakarn
22 hours ago
·
รายงานเท็จของคอป.
เห็นอาจารย์พวงทอง ภวัครพันธ์ท่านเขียน
เกี่ยวกับรายงานฉบับสมบูรณ์ของคณะกรรมการตรวจสอบความเป็นจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.)ที่เขียนโดยคุณสมชาย หอมละออ
ผมเห็นว่าสมควรที่จะตรวจสอบค้นคว้าชำระความเป็นจริงในเรื่องนี้อีกครั้ง
ผมเห็นด้วยกับที่อาจารย์พวงทองท่านสรุปว่า
ข้อเขียนชิ้นนี้เป็นเสมือนหนึ่งเอกสาร
"ใบอนุญาตให้พ้นผิด(licence to impunity)"
เพราะอธิบายถึงความชอบธรรมที่รัฐบาลอภิสิทธิ์จัดตั้ง "ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.")ขึ้นมา
เพื่อปราบปรามทำลายล้างการชุมนุมอันชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ของประชาชนที่เรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ
"ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน"ด้วยวิธีสันติปราศจากกำลังอาวุธ
หรือที่เรียกกันว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดง
รายงานคอป.ฉบับนี้หากไม่รวมภาคผนวกมีจำนวนมากถึง276หน้าซึ่งนับว่ายาวมาก และมีประเด็นมากมาย
ผมขอพูดเฉพาะเรื่องที่เป็นแก่นสำคัญ
จนทำให้ผมเองสามารถสรุป "ฟันธง"
ได้ทันทีว่าเป็นรายงานเท็จ
เพราะหากแก่นสำคัญเป็นเรื่องเท็จแล้ว
รายงานฉบับนี้ในความเห็นส่วนตัวของผม
จึงเป็น "รายงานเท็จ"ทันที
แก่นสำคัญสองเรื่องดังกล่าวคือ
1.เรื่อง "หกศพที่วัดปทุม"
ปมสำคัญของรายงานดังกล่าวในเรื่องนี้บรรยายอย่างละเอียด
ราวกับอ่านนวนิยายสงครามสมัยสงครามโลกครั้งที่สองอย่างเห็นภาพเคลื่อนไหว
กล่าวคือ ในรายงานได้บรรยายภาพให้เห็นว่า
มีกองกำลังติดอาวุธชายชุดดำของคนเสื้อแดงได้ทำการยิงต่อสู้กับกำลังทหารของ ศอฉ.ที่สามแยกเฉลิมเผ่า
แต่ปรากฎว่ากองกำลังติดอาวุธของคนเสื้อแดง ยิงต่อสู้กำลังทหารศอฉ.ไม่ได้ จึงได้ล่าถอยไปตามกำแพงรั้วของวัดปทุม
แล้วหลบเข้าไปหาทำเลป้องกันตนเพื่อยิงต่อสู้กับ กองกำลังทหารของ ศอฉ.ต่อเนื่องมา
จนทำให้กองกำลังทหารของศอฉ.ที่อยู่บนรางรถไฟฟ้า ต้องยิงเข้าไปในวัดปทุมทำให้กระสุนยิงสังหารประชาชนภายในวัดไปเป็นจำนวนหกศพ
ซึ่งเรื่องนี้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้มี "คำวินิจฉัยการตายหกศพวัดปทุมฯ"ไว้ชัดเจนแล้ว(ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญาม.150)
ในวันที่ศาลท่านอ่าน "คำวินิจฉัยการตายหกศพวัดปทุมฯ"
ปรากฏว่า ใช้เวลานานเพราะยาวมาก
ท่านกรุณาสรุปเป็นประเด็นสำคัญทั้งสิ้นไว้สี่ประเด็น
ผมเองขออนุญาตใช้ภาษาชาวบ้านนำเสนอต่อท่านผู้อ่านดังนี้
1.ผู้ตายตายจากการยิงของทหารศอฉ.ที่ยิงจากรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมฯทั้งหกศพ
2.ผู้ตายทุกศพไม่มีเขม่าดินปืน
(หมายความว่าผู้ตายไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้กับทหารบนรางรถไฟฟ้า)
3.ไม่มีการยิงต่อสู้ระหว่างชายชุดดำกับทหารของศอฉ.
ในประเด็นนี้ผมขอเพิ่มเติมรายละเอียดจากการได้เข้าไปนั่งฟังด้วยตนเองในห้องอ่านคำวินิจฉัยของศาลในวันนั้นด้วยคำอธิบายตามความเข้าใจของผม
ท่านให้ความกระจ่างว่า จากการซักถามนายทหารสามนายที่ได้มาให้การเพื่อดำเนินการวินิจฉัย ปรากฏว่านายทหารทั้งสามให้การขัดแย้งกันเอง และหากมีการต่อสู้ระหว่างชายชุดดำกับทหารศอฉ.จริง ทหารทั้งสามต้องช่วยกันยิงต่อสู้กับชายชุดดำ แต่คำให้การไม่ได้เป็นเช่นนั้น
4.อาวุธที่งมได้จากในสระของวัดปทุมฯนั้นไม่อาจจะรับฟังได้
ดังนั้นจากที่ได้ฟังคำวินิจฉัยการตายของศาลในเรื่องหกศพวัดปทุม
ผมจึงสรุปได้ว่า
คำรายงานฉบับสมบูรณ์ของ คอป.ในเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องเท็จ เพราะ "คำวินิจฉัยการตาย"ตามประมวลวิอาญามาตรา150นั้น
ในสายตาของกฏหมายถือได้ว่าเป็นข้อยุติที่รับฟังได้
จึงไม่มีเหตุการณ์ที่ ชายชุดดำยิงต่อสู้กับกองกำลังทหารของศอฉ.ที่สามแยกเฉลิมเผ่า โดยที่ชายชุดดำยิงสู้ไม่ได้ทำให้ต้องถอยหนีไปตามรั้วกำแพงของวัดปทุมฯแล้วหลบเข้าไปหาที่กำบังในวัดเพื่อยิงต่อสู้กับกองกำลังทหารบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นเหตุให้กองกำลังทหารบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสยิงประชาชนในวัดปทุมฯตายหกศพ
การตายของประชาชนหกศพในวัดปทุมฯเป็นการตายที่เกิดจากการยิงของกองทหารบนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมฯนั่นเอง
คนเสื้อแดงไม่ได้มีอาวุธสงครามใดๆตามคำกล่าวหาอันเป็นเท็จของศอฉ.เลย
2.เรื่องการตายของพลเอกร่มเกล้า ธุวธรรม
ในรายงานได้บรรยายเรื่องนี้ว่า มีคนเสื้อแดง หนีจากบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยโดยเข้าไปในถนนดินสอ
แล้วปีนกำแพงรั้วบ้านไม้ที่อยู่ตรงข้ามโรงเรียนสตรีวิทย์เพื่อวิ่งหนีไปทางด้านหลังปีนรั้วออกไป
แล้วมีคนเสื้อแดงบางคนขว้างระเบิดM67
ออกมาจากสนามหญ้าภายในบ้าน
โดยรายงานกล่าวไว้ว่า มีคนทำงานในบ้านพบกระเดื่องระเบิดM67
ตกอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน แล้วมีชายฉกรรจ์สองนายเข้าใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่มาขอกระเดื่องดังกล่าวไป
เพื่อเป็นการสร้างเหตุการณ์ให้สมจริงว่า คนเสื้อแดงเป็นคนขว้างระเบิดM67ออกมาสังหารพลเอกร่มเกล้าธุวธรรมจริง
ซึ่งเรื่องนี้ผมได้ไปสำรวจบ้านไม้ทรงไทยหน้าโรงเรียนสตรีวิทย์ด้วยตนเองพบ ว่ารั้วกำแพงไม้ของบ้านดังกล่าว สูงร่วมสองเมตร
ทำให้ บดบังทัศนวิสัยของคนที่หมอบอยู่บนสนามหญ้าหน้าบ้านที่จะมองออกไปยังถนนดินสอข้างนอกโดยสิ้นเชิง
ดังนั้นหากมีการขว้างจริง
ผู้ขว้างจะไม่มีทางมองเห็นข้างนอกได้
ข้อต่อมากำแพงสูงขนาดนั้นการขว้างให้พ้นรั้วออกไปต้องเป็นมืออาชีพ
และต้องขว้างเกินกว่า50เมตรเพราะระยะจากสนามหญ้าหน้าบ้านไปจนบริเวณที่พลเอกร่มเกล้าเสียชีวิตนั้นไกลเกินกว่า50เมตร
แล้วคนขว้างต้องมี "ตาทิพย์"เป็นแน่จึงจะเห็นตำแหน่งที่พลเอกร่มเกล้าอยู่ตรงไหน
คนขว้างต้องรู้จักร่มเกล้าอย่างดี รู้ตำแหน่งรู้ว่าเวลาว่าเวลาไหนร่มเกล้าอยู่ที่ไหน
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เพราะ
ระเบิดM67ระยะหวังผลนั้นเพียง30-40เมตร และต้องเห็นเป้าที่ต้องการทำลายอย่างชัดเจนจึงจะทำการได้สมประสงค์
ในระหว่างเวลาดังกล่าว(10เมษายน2553ประมาณ17.00-18.00)
มีทหารศอฉ.ยึดครองถนนดินสอเต็มไปหมด
เพราะกองทหารศอฉ.จำนวนหลายกองพันได้ยึดครองถนนดินสอไว้ตั้งแต่บ่ายต้นๆของวันนั้นแล้วมีทหารเต็มแน่นถนนไปหมด
ปากซอยหน้าถนนดินสอก็มีรถหุ้มเกราะปิดถนนอยู่หลายคัน
บนตึกสูงของโรงเรียนสตรีวิทย์ก็มีพลสไนเปอร์ของกองกำลังทหารอยู่หลายนาน
ข้อแรก คนเสื้อแดงไม่อาจจะวิ่งไปตามถนนดินสอได้แน่นอน
เพราะกองทหารที่ยึดครองเต็มพื้นที่ไม่อนุญาต
ยิ่งบรรยายว่า ปีนข้ามรั้วเข้าไปยิ่งเป็นไปไม่ได้
แล้วทหารสไนเปอร์ที่อยู่บนตึกสูงโรงเรียนสตรีวิทย์ก็ต้องทำหน้าที่สอดส่องศัตรูหรือผู้ร้ายอยู่ตลอดเวลา
หากเห็นใครมีพิรุธจะขว้างระเบิด
ทหารสไนเปอร์บนตึกสูงของโรงเรียนสตรีวิทย์
ก็ย่อมต้องส่องเล็งยิงทำลายชีวิตไปก่อนที่คนร้ายจะดำเนินการอะไรได้
และถามจริงๆเลยครับว่า
ใครฤาจะเชื่อว่า
คนเสื้อแดง จะวิ่งหนีไปยังถนนดินสอเพื่อปีนรั้วบ้านไม้หนีไปทางด้านหลัง
ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง
ของเหตุการณ์วันที่10เมษายน2553และวันที่19พฤษภาคม2553
ในเมื่อแก่นเรื่องสำคัญหลักสองเรื่องของเหตุการณ์เมษา-พฤษภา2553เป็นเรื่องเท็จเช่นนี้เสียแล้ว
เรื่องอื่นๆไม่ต้องพูดถึงเลยว่าความน่าเชื่อถือจะลดลงมากเพียงใด
ในวันนั้น ผมยังเป็นสส.เพื่อไทยอยู่
ผมจึงได้ร่วมกับเพื่อนสส.อีกสองท่านแถลงข่าวเพื่อยืนยันว่า
รายงานคอป.ฉบับนี้เป็นรายงานเท็จ
ไม่สมควรที่จะปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ไทยอีกต่อไป
จึงได้ทำ "พิธีการ เผา รายงานฉบับสมบูรณ์ของคอป.ต่อหน้าสื่อจำนวนมากในที่แถลงข่าวันนั้น"
ภายหลังจากนั้น
คุณ สมชาย หอมละออ ก็ไม่ได้ออกมาโต้แย้งใดๆจนถึงวันนี้
และหากท่านผู้ใดมีความเห็นต่างเห็นแย้งและมีหลักฐานพิสูจน์ที่เป็นวิทยาศาสตร์เชื่อถือได้ผมก็ยินดีที่จะน้อมรับฟังและพิจารณาครับ
ขอบคุณอาจารย์ พวงทอง ภวัครพันธ์ ครับที่พูดถึงเรื่องนี้

https://www.facebook.com/wengtojirakarn/posts/28448073804864730
.....

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง


https://www.facebook.com/puangthong.r.pawakapan/posts/29224583090499072

Puangthong Pawakapan 
Yesterday
·
สองเล่มนี้ต่างกันอย่างไร?
เล่มแรก "ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อ 6 ตุลาคม 2519" ผลิตโดย กอ.รมน. เพื่อให้ความชอบธรรมกับการสังหารหมู่นักศึกษาประชาชนในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ในเล่มยังกล่าวหาว่านักศึกษาสะสมอาวุธสงครามไว้ในธรรมศาสตร์มากมาย
เล่มที่สอง รายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เกี่ยวกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553
ดิฉันเคยเขียนวิจารณ์รายงาน คอป. ไว้ว่าคือ "ใบอนุญาตให้ลอยนวลพ้นผิด" (A license to impunity) ที่มอบให้กับรัฐบาลอภิสิทธิ์-สุเทพ และกองทัพ
ตลกร้ายคือ หัวหน้าทีมที่เขียนรายงาน คอป. คืออดีตคนเดือนตุลา หุหุ
==================
บทความ "ใบอนุญาตให้ลอยนวลพ้นผิด: องค์กรอิสระกับการสลายการชุมนุมปี 53" ฟ้าเดียวกัน ฉบับ 40 ปี 6 ตุลา ดิฉันชี้ให้เห็นว่าเมื่อองค์กรอิสระมีอคติจะส่งผลต่อความยุติธรรมอย่างไร ส่วนที่คัดมาเป็นคำวิจารณ์ต่อ คอป.
"หลังจาก คอป. ปฏิบัติงานได้ราวปีครึ่ง นายสมชาย หอมลออ ให้สัมภาษณ์สื่อฯโดยเปรียบเทียบความรุนแรงที่เกิดขึ้นว่าเสมือน “ผัวเมียทะเลาะกัน บางทีมันก็ผิดทั้งคู่” การเปรียบเปรยดังกล่าวชี้ว่าในทัศนะของคอป. ฝ่ายรบ.อภิสิทธิ์/ศอฉ.กับผู้ชุมนุมมีความผิดพอๆกัน ทั้งๆที่ฝ่ายแรกมีทั้งอำนาจออกกฎหมายปกป้องตนเองและระดมกำลังอันมหาศาลเหนือฝ่ายหลัง จนทำให้ฝ่ายหลังบาดเจ็บและเสียชีวิตมากกว่าหลายเท่าตัว ประการสำคัญ การเปรียบเปรยดังกล่าวได้ช่วย “ลดระดับ” ความรุนแรงของรัฐให้กลายเป็นเรื่องธรรมดาของคนในครอบครัว คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวจึงทำให้สังคมเริ่มคาดเดาได้ว่าการค้นหาความจริงของ คอป. จะออกมาในแนวใด
แม้ คอป. ได้ออกตัวว่าจะไม่ชี้ว่าใครถูกใครผิด แต่สิ่งที่ปรากฏในรายงานคอป.​น้ำหนักของความผิดกลับตกอยู่กับผู้ชุมนุมมากกว่าฝ่ายรัฐ ดังต่อไปนี้
คอป. เปิดตัวรายงานในวันที่ 17 กย 2555 ประเด็นที่โดดเด่นในการแถลงข่าวและรายงาน คือความรุนแรงที่เกิดจาก“คนชุดดำ” ด้วยเหตุนี้ในเช้าวันรุ่งขึ้น สื่อมวลชนต่างพากันพาดหัวข่าวเรื่องชายชุดดำ ขณะที่ความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่รัฐกลับปรากฏน้อยมาก ประการสำคัญ เมื่อมีการนำเสนอความรุนแรงและความสูญเสียที่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐในหลายกรณี คอป.โยนความผิดไปให้กับชายชุดดำว่าเป็นสาเหตุหรือปัจจัยยั่วยุที่ทำให้เจ้าหน้าที่สูญเสียความควบคุม จนนำไปสู่ความรุนแรง ทั้งๆที่ในบางกรณี คอป.ไม่สามารถเสนอหลักฐานเชื่อมโยงได้เลย เช่น
ในกรณี 10 เมษา บริเวณสี่แยกคอกวัว ถนนตะนาว และหน้ารร.สตรีวิทยา ถนนดินสอ แม้คอป.สรุปว่าไม่มีหลักฐานชี้ว่าผู้ชุมนุมเสียชีวิตจากคนชุดดำ แต่การอธิบายความรุนแรงจากฝ่ายรัฐก็เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ กล่าวคือ พบว่ารอยกระสุน 120 นัดหน้ารร.สตรีวิทยา มีทิศทางการยิงมาจากฝั่งทหาร ส่งผลให้ผู้ชุมนุมบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก แต่คอป.สรุปว่าการระดมนี้ยิงนี้มีสาเหตุจากชายชุดดำ ซึ่งเป็นผู้ปาระเบิดหน้ารร. จนทำให้นายทหารผู้บังคับบัญชาเสียชีวิตและบาดเจ็บด้วย เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ทหารระดับล่างตกใจสับสนวุ่นวายจนขาดคุมสติไม่ได้ จึงระดมยิงใส่ผู้ชุมนุมอย่างหนัก
คำอธิบายเช่นนี้ได้กลายเป็นกรอบการวิเคราะห์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในทุกจุดก็ว่าได้ โดยคอป.เน้นตลอดรายงานว่าฝ่ายรัฐบาลและ ศอฉ. ได้ระมัดระวังและย้ำเตือนให้เจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติการด้วยความระมัดระวัง ให้เป็นไปตามขั้นตอนสากล หลักฐานที่ใช้คือคำประกาศของ ศอฉ.นับสิบฉบับ โดยคอป.เห็นว่าความรุนแรงที่เกิดจากฝ่ายรัฐมีสาเหตุมาจากชายชุดดำที่คอยซุ่มโจมตียั่วยุกดดันจนทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตอบโต้อย่างรุนแรง
ปัญหาการวิเคราะห์ในกรณีนี้คือ หลักฐานที่ฝ่าย ศปช. รวบรวมขึ้นชี้ว่ามีผู้ชุมนุมเสียชีวิตตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 10 เมษา ก่อนที่ชายชุดดำจะปรากฏตัวขึ้น ซึ่งคอป.ก็ยอมรับข้อนี้ ในขณะที่ คอป.ละเลยไม่ตำหนิการตัดสินใจของฝ่ายรัฐที่นำอาวุธสงครามเข้าสู่พื้นที่ชุมนุม ไม่ตำหนิการทิ้งแก๊สน้ำตาลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ซึ่งส่งผลต่อผู้ชุมนุมในวงกว้าง
ไม่ตำหนิ ศอฉ.ที่เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางคืนแต่ยังยอมไม่ยุติและถอนกำลังออกไป เพราะการสลายการชุมนุมด้วยอาวุธหนักในช่วงเวลาที่ยากต่อการมองเห็น ย่อมสุ่มเสี่ยงให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตมากขึ้น
ในทางตรงกันข้าม คอป. กลับให้ความชอบธรรมกับ ศอฉ. ด้วยการอ้างคำกล่าวของนายสุเทพ เทือกสุบรรณว่าได้ออกคำสั่งในฐานะผอ. ศอฉ. ให้ทุกหน่วยหยุดปฏิบัติการเวลา 18.15 น. เป็นต้นไป แต่เพราะสถานการณ์สับสนวุ่นวายทำให้ระบบการสื่อสารและสั่งการไม่มีประสิทธิภาพ
สิ่งที่น่าแปลกใจคือ คอป. ละเลยไม่กล่าวถึงคำให้สัมภาษณ์ของพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ.ที่ได้กล่าวในบ่ายวันที่ 10 เมษาว่า “เราไม่ได้กำหนดเวลาไว้ว่า ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่จะเสร็จภายในเมื่อไร ขณะนี้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แต่อาจใช้เวลานานเพราะผู้ชุมนุมต่อต้าน แม้จะใช้เวลานานก็คุ้ม ถ้ายืดเยื้อถึงค่ำเราก็ต้องทำให้เสร็จ” ข้อความนี้ชี้ว่าหากฝ่ายรัฐระมัดระวังผลที่จะเกิดกับชีวิตของผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ทหารมากกว่านี้ ไม่มุ่งเอาชนะอย่างรวดเร็ว ความสูญเสียของทั้งสองฝ่ายคงไม่มากเท่านี้
ในขณะที่ คอป.เน้นย้ำการมีอาวุธของผู้ชุมนุม แต่กลับละเลยไม่นำเสนอตัวเลขสรรพกำลังและอาวุธที่ศอฉ.อนุมัติให้ใช้ ทั้งๆ ที่เป็นข้อมูลที่เผยแพร่ในรัฐสภาและสื่อมวลชนโดยฝ่ายทหารไม่เคยปฏิเสธว่าไม่จริง แทนที่จะเสนอว่ามีการเบิกกระสุนจริงจำนวน 479,577 นัด และกระสุนสำหรับซุ่มยิง 3,000 นัด และตั้งคำถามว่าการใช้กำลังพลกว่า 60,000 นาย มีจุดประสงค์อะไร คอป.กลับนำเสนอแต่ตัวเลขร้อยละของกระสุนแต่ละชนิด แต่ไม่เสนอจำนวนจริง เช่น เป็นกระสุนเปล่าร้อยละ 2 กระสุนปืนลูกซองร้อยละ 59 เป็นต้น
นอกจากนี้ คอป. ยังบกพร่องไม่นำเสนอข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่าพลเรือนส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการถูกยิงบริเวณศีรษะและช่วงบนของร่างกายดังที่ ศปช.ได้นำเสนอ ทั้งๆ ที่คอป.มีข้อมูลการชันสูตรพลิกศพที่ครบถ้วน
คำถามคือ การไม่นำเสนอจำนวนจริงเป็นความจงใจลดภาพการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของรัฐใช่หรือไม่?
เพื่อเบี่ยงเบนว่านี่คือการใช้ยุทธการทางทหารเข้าสลายการชุมนุมของประชาชนใช่หรือไม่?
ตลอดรายงาน คอป.ยังเลือกใช้คำของศอฉ. “ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่” “ปฏิบัติการกระชับวงล้อม” แต่ไม่ใช้คำว่า “สลายการชุมนุม” หรือ “ยุทธการทางทหาร” ทั้งๆ ที่บทความของฝ่ายทหารที่วิเคราะห์อย่างภาคภูมิใจถึงความสำเร็จของปฏิบัติการนี้ ชี้ชัดว่าการใช้กำลังพลและอาวุธมากขนาดนี้ เพราะ“เป็นแผนการปฏิบัติรบเต็มรูปแบบเสมือนการทำสงครามรบในเมือง” และยังได้กล่าวถึงเหตุการณ์วันที่ 19 พค.ว่า “การปฏิบัติการทางยุทธวิธีที่ใช้เวลาทำงาน 9 ชั่วโมง (เวลา 03.30-13.30) ถือว่าเป็นบทเรียนที่สำคัญยิ่งทางยุทธวิธีของการรบในเมือง ที่สมควรได้มีการบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของการรบในเมือง”
ในกรณี 6 ศพ ณ วัดปทุมฯ ในบ่ายวันที่ 19 พค. (ในจำนวนคนที่เสียชีวิตเป็นอาสาสมัครพยาบาล 2 คน คือ คือนส.กมนเกด อัคฮาด และนายอัครเดช ขันแก้ว เป็นอาสาสมัครกู้ชีพ 1 คน คือนายมงคล เข็มทอง) ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน กล่าวคือ
แม้ว่า คอป.ยอมรับว่าการเสียชีวิตของประชาชนเป็นผลจากกระสุนปืนที่มีทิศทางการยิงจากทหารที่ตั้งอยู่บนรางรถไฟฟ้า แต่คอป.ก็อธิบายว่าบริเวณรอบวัดปทุมมีชายชุดดำและการ์ดเสื้อแดงพร้อมอาวุธยิงใส่เจ้าหน้าที่ และมีซ่อนตัวอยู่ในวัดด้วย นอกจากนี้ ทหารได้ค้นพบอาวุธจำนวนมากภายในวัดหลังจากนั้น จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่ามีการใช้อาวุธมุ่งทำร้ายเจ้าหน้าที่ คอป. ยังอ้างหลักฐานที่ไม่มีการพิสูจน์เพียงเพื่อจะสื่อว่ามีชายชุดดำยิงออกมาจากวัดปทุมฯ จนทำให้ทหารยิงเข้าใส่ประชาชนในวัด:
"พบรอยแตกกะเทาะคล้ายรอยกระสุนปืนที่ผนังคอนกรีตและใต้คานรองรถไฟฟ้าบีทีเอส ด้านหน้าวัดปทุมวนาราม จำนวน 4 รอย โดยมีทิศทางการยิงขึ้นไปจากพื้นด้านหน้าหรือในวัดปทุมวนาราม แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐานกลางแจ้งว่าไม่ได้ตรวจสอบว่าเป็นรอยกระสุนปืนหรือไม่เนื่องจากอยู่สูงไม่สามารถขึ้นไปตรวจได้ ซึ่งหากเป็นรอยกระสุนจริงก็มีความเป็นไปได้ว่ามีการยิงมาจากด้านวัดปทุมวนารามไปยังกำแพงรางรถไฟฟ้าซึ่งมีทหารอยู่" คอป.ระบุ
อย่างไรก็ดี ต่อให้มีชายชุดดำอยู่ในบริเวณวัดจริง ก็ไม่สามารถเป็นคำอธิบายที่เพียงพอให้กับการตัดสินใจยิงใส่พลเรือนที่ไม่ได้มีอะไรละม้ายชายชุดดำแม้แต่น้อย
และรายงานคอป. เองก็ยืนยันว่าไม่พบคาบเขม่าปืนบนตัวคนทั้ง 6 คน แสดงว่าพวกเขาไม่มีอาวุธปืนที่อาจทำให้ทหารเข้าใจผิดว่าเป็นชายชุดดำได้ ซ้ำร้ายอาสาสมัครทั้งสามคนถูกยิงในขณะพยายามเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บรายอื่น และถูกยิงซ้ำหลายนัด
แต่ท้ายที่สุด คำอธิบายของ คอป. ได้ถูกหักล้างทุกประเด็นโดยศาลอาญาเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2556 โดยศาลเห็นว่าไม่มีน้ำหนักให้เชื่อตามคำให้การของเจ้าหน้าที่ทหารว่ามีชายชุดดำยิงอยู่รอบวัดหรือภายในวัด หรือมีการยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ เนื่องจาก:
"ในขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวันและบริเวณดังกล่าวมีผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศอยู่เป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่ปรากฏภาพถ่ายของชายชุดดำมาแสดงแม้แต่ภาพเดียว ทั้งไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการยิงต่อสู้
จากคำให้การของพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสามนายที่ประจำอยู่อาคารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่าเห็นทหารบนรางรถไฟฟ้ากำลังเล็งอาวุธปืนเข้าไปในวัด โดยไม่ปรากฏว่ากำลังต่อสู้กับบุคคลใด พยานได้ยินเสียงปืนดังจากจุดที่ทหารประจำอยู่ แต่ทหารไม่ได้แสดงท่าทีหลบกระสุนแต่ประการใด มีหลักฐานและพยานที่ชี้ชัดว่าตั้งแต่เวลา 15.00 น. ทหารได้เข้าควบคุมพื้นที่รอบแยกราชประสงค์ไว้หมดแล้ว โดยเฉพาะบริเวณถนนพระรามที่ 1”
"สำหรับการกล่าวอ้างว่าได้พบอาวุธจำนวนมากในวัดปทุมฯ และพื้นที่ใกล้เคียง ศาลเห็นว่าไม่น่าเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นอาวุธของกลางภายในวัดปทุมและพื้นที่บนถนนพระรามที่ 1 เพราะไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่หน่วยงานใดได้ส่งอาวุธของกลางไปส่งพิสูจน์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจหาลายนิ้วมือแฝงและดีเอ็นเอ อีกทั้งของกลางดังกล่าวก็ไม่ได้ตรวจยึดในวันเกิดเหตุทันที อีกทั้งการตรวจยึดของกลางได้กระทำหลังเกิดเหตุแล้วเป็นเวลาหลายเดือน การตรวจยึดของกลางดังกล่าวจึงมีข้อพิรุธ ศาลจึงวินิจฉัยว่าการเสียชีวิตของทั้ง 6 คนเป็นผลจากการกระทำของทหาร”
คอป. ยังละเลยคำให้สัมภาษณ์ของผู้สื่อข่าวไทยและเทศที่อยู่ในที่เกิดเหตุที่ระบุว่าทหารยิงอย่างไม่เลือกหน้า นี่เป็นส่วนหนึ่งของคำให้สัมภาษณ์ของผู้สื่อข่าว ตปท. ตามรายงานขององค์กร Reporters Without Borders ที่ชื่อ “ประเทศไทย ใบอนุญาตสั่งฆ่า” (Thailand Licence to Kill)
"เรามีแนวโน้มที่จะคิดว่ากฎการใช้กำลังของกองทัพไทยอนุญาตให้ทหารยิงพลเรือนคนไหนก็ตามที่อยู่ในเขตพื้นที่ของคนเสื้อแดง ไม่ใช่แค่คนที่ติดอาวุธ ผมเห็นผู้ชุมนุมเสื้อแดงไร้อาวุธจำนวนมากถูกฆ่าหรือได้รับบาดเจ็บจากกระสุนที่ทหารเป็นผู้ยิง เราไม่สามารถถามความคิดเห็นใดๆ จากเจ้าหน้าที่ทหารในประเด็นเรื่องกฎการใช้กำลังนี้ได้เลย... ใครก็ตามที่อยู่ในเขตเสื้อแดง รวมทั้งนักข่าว เสี่ยงที่จะถูกฆ่าหรือได้รับบาดเจ็บ สิ่งนี้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นอีกในวันสุดท้าย”
ช่างภาพชาวไทยของนสพ.เนชั่น ซึ่งบาดเจ็บจากการถูกยิงบริเวณถ.ราชปรารภในบ่ายวันที่ 15 พค.กล่าวว่า “ผมอยู่กับผู้ชุมนุมประมาณ 50 คน ซึ่งพยายามจะเคลื่อนเข้าไปใกล้ทหาร คนเสื้อแดงใช้ยางรถยนต์เป็นเกราะป้องกัน แต่พวกเขาไม่มีอาวุธ จู่ๆ ทหารก็ยิงกระสุนจริงเข้ามา ทีแรกผมคิดว่าเป็นแค่การยิงขู่ แต่พวกเขายังคงใช้อาวุธอัตโนมัติระดมยิงไม่หยุด ผมเริ่มออกวิ่งเพื่อหาที่หลบ แต่ถูกยิงก่อนจะถึงที่หลบภัยไม่กี่เซนติเมตร... ผมสามารถพูดได้ว่าผมถูกยิงอย่างจงใจ ตอนที่ทหารบุกโจมตี ผมอยู่ไกลจากกลุ่มผู้ชุมนุมเกินกว่าที่ใครจะสามารถอ้างได้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ เป็นไปได้ว่าทหารไม่ต้องการให้ผมถ่ายภาพ”
การยิงในลักษณะนี้จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ในช่วงปฏิบัติการ “กระชับวงล้อม” (14-19 พ.ค.) ผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนไม่น้อย ไม่ได้เป็นผู้ชุมนุม แต่เป็นผู้โชคร้ายที่สัญจรอยู่ในพื้นที่ของปฏิบัติการทางทหารพอดี
กรณีการวางเพลิงสถานที่ต่างๆ รายงาน คอป.ไม่ลังเลที่จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเป็นฝีมือของผู้ชุมนุม เช่น กรณีเซ็นทรัลเวิร์ด คอป.ย้ำว่าพบผู้ชุมนุมและชายใส่ชุดสีดำอยู่ในตัวอาคารถึงสี่จุด โดยเห็นว่าเป็นผลจากการปลุกปั่นยั่วยุของแกนนำ นปช. ที่ให้ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรงและเผาสถานที่หลายครั้งหลายหน คอป.จึงสรุปว่า “ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้กระทำหรือเกี่ยวข้อง” คอป. ยังย้ำข้อมูลจากฝ่ายทหารว่า ในระหว่างที่อาคารเซ็นทรัลเวิร์ดกำลังลุกไหม้ “เจ้าหน้าที่ทหารได้รับคำสั่งให้ถอนกำลังกลับทันทีเนื่องด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย” ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถเข้าควบคุมพื้นทีบริเวณดังกล่าวได้ในเวลาหลัง 21.00 น.”
นอกจากคำวินิจฉัยของศาลในกรณี 6 ศพวัดปทุมข้างต้นที่ชี้ชัดว่าทหารสามารถควบคุมพื้นที่สี่แยกราชประสงค์และถนนพระรามที่ 1 ได้ตั้งแต่เวลา 15.00 น. (นปช.ประกาศสลายการชุมนุมเวลาประมาณ 13.00 น.) ยังมีหลักฐานภาพถ่ายและวิดีโอบันทึกภาพมากมายในโลกออนไลน์ที่ชี้ว่าทหารสามารถยึดพื้นที่ดังกล่าวได้ตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้ว แต่น่าเสียดายที่ คอป. กลับละเลยข้อเท็จจริงเหล่านี้
กรณีการวางเพลิงสถานที่ต่างๆ มีความเป็นไปได้ที่ในบางกรณีอาจเป็นฝีมือของผู้ชุมนุม แต่ไม่ใช่ในทุกกรณีอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกรณีสำคัญ เช่น การเผาเซ็นทรัลเวิล์ด คนจำนวนมากเชื่ออย่างสนิทใจว่าคนเสื้อแดงเป็นผู้เผาเซ็นทรัลเวิล์ด แต่ในที่สุดในวันที่ 4 กย. 2557 ศาลอุทธรณ์ได้ยกฟ้องตามศาลชั้นต้นข้อหาวางเพลิงกับผู้ชุมนุมเสื้อแดง 2 คนคือ นายสายชล แพบัว และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ หลักฐานสำคัญที่สนับสนุนความบริสุทธิ์ของคนทั้งสองคือพยานบุคคลคือ พ.ต.ท.ชุมพล บุญประยูร ที่ปรึกษาด้านการป้องกันอัคคีภัยของบริษัทเซ็นทรัลพัฒนาที่ระบุว่า
"ตลอดเวลา 2 เดือนเต็มๆเราได้ประสานไมตรีกับผู้ชุมนุมมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะพวกการ์ดแทบจะรู้จักกันทุกคน แต่ในวันเกิดเหตุเผาเซ็นทรัลเวิลด์ขอบอกว่าไม่เห็นหน้าคนเหล่านั้นเลย มีแต่พวกที่เรียกตัวเองว่ากองกำลังไม่ทราบฝ่าย กลุ่มนี้แหละที่เขาบอกว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นผู้ก่อการร้ายที่แม้แต่ตำรวจและทหารก็ไม่กล้าแตะ ถ้าแตะมันก็ต้องมีศพกันบ้างหละ แต่นี่ไม่ คนกลุ่มนี้เข้าออกในที่เกิดเหตุโดยไม่มีใครกล้าทำอะไรพวกเขา เจ้าหน้าที่มีข้อมูลทุกอย่างแต่ทำไมถึงจับคนร้ายไม่ได้"
พ.ต.ท.ชุมพลยังยืนยันว่าเมื่อแกนนำ นปช. ประกาศสลายการชุมนุม เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าควบคุมพื้นที่ของห้างและบริเวณรอบเซ็นทรัลเวิล์ดไว้หมด และเขาปิดท้ายว่า “ไม่มีที่ไหนในโลกหรอกที่เขาไม่เคลียร์พื้นที่ให้กับทีมดับเพลิง ตั้งแต่เย็นไม่มีใครเคลียร์พื้นที่ให้ ปล่อยให้มันไหม้ได้อย่างนั้น”
ที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งคือ คอป.ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการวางเพลิงสถานที่ราชการในต่างจังหวัด แต่ก็สามารถเขียนในลักษณะที่ทำให้ผู้อ่านเชื่อว่าเป็นฝีมือของผู้ชุมนุม หาก คอป.ได้พยายามตรวจสอบหลักฐานและพยานที่จนท.ใช้ในการดำเนินคดี คอป. ก็จะเห็นได้ไม่ยากว่าหลายคดีมีความคลุมเครือและขัดแย้งอย่างมาก ซึ่งชี้ให้เห็นถึงปัญหาของกระบวนการยุติธรรมของไทยที่มีอคติทางการเมืองแฝงอยู่อย่างชัดเจน
.........
นอกจากนี้ บทความของ Duncan McCargo และนฤมล ทับจุมพล ระบุว่า คอป.ขาดความเป็นกลางและอิสระในการทำหน้าที่ค้นหาความจริง ไม่พยายามปิดบังอคติและความไม่ชอบทักษิณ ผลงานของ คอป.ไม่เข้านิยามมาตรฐานคณะกรรมการค้นหาความจริง อีกทั้งการแสวงหาความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านก็ไม่มีอยู่จริง
เพราะผู้ที่ก่อตั้ง คอป.คือรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เป็นคู่กรณีโดยตรง รบ.อภิสิทธิ์และผู้นำกองทัพที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุม ยังคงมีอำนาจต่อไป ไม่มีการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย ที่จะอำนวยให้การทำงานของคณะกรรมการเป็นอิสระและยุติธรรมแก่เหยื่อได้จริง
สุดท้าย แม็คคาร์โกและนฤมลได้เปรียบเทียบรายงานของ คอป. กับของ ศปช. เขาเห็นว่าแม้ ศปช. เป็นคณะทำงานที่ไม่เป็นทางการและใช้งบประมาณน้อยกว่ามาก รายงานของ ศปช. กลับมีคุณภาพที่ใกล้เคียงกับนิยามของการเป็นคณะกก.แสวงหาความจริงมากกว่า ในแง่ที่ให้ความสำคัญกับมุมมองของเหยื่อและการละเมิดสิทธิของประชาชนโดยรัฐ
ใครจะลืมก็ลืมไป ใครอยากคบกับคนพวกนี้ก็ตามสบาย แต่ฉันไม่มีวันลืมว่าใครบ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เขียนใบอนุญาตให้ฆาตกรลอยนวล จนวันนี้คำขอโทษสักคำก็ไม่มี