วันศุกร์, ตุลาคม 23, 2569

จดหมายถึงชนชั้นนำ: เมื่อการทรยศต่อจริยธรรมจะนำมาสู่ความโกรธแห่งยุคสมัย - ประวัติศาสตร์มักเปิดโอกาสให้ผู้มีอำนาจปรับตัวอยู่เสมอ แต่โอกาสเช่นนั้นไม่ได้เปิดอยู่ตลอดไป และในวันนี้ พวกท่านกำลังปิดตายประตูแห่งโอกาสนั้น - อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์


ศูนย์วิจัยฯ มหาวิทยาลัยหน้าบางแห่งหนึ่ง
15 hours ago
·
จดหมายถึงชนชั้นนำ: เมื่อการทรยศต่อจริยธรรมจะนำมาสู่ความโกรธแห่งยุคสมัย
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์
.
จดหมายฉบับนี้เป็นทั้งคำร้องขอและคำเตือนอีกครั้งหนึ่งถึงเครือข่ายชนชั้นนำไทย เพราะสังคมไทยกำลังอยู่ในจังหวะของความเปลี่ยนแปลงสำคัญทางประวัติศาสตร์ หากพวกท่านยังคงมองไม่เห็น ไม่รับฟัง และไม่ยอมปรับความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจของพวกท่านกับสังคม ความขัดแย้งที่กำลังสะสมอยู่จะไม่มีทางจบลงด้วยการใช้อำนาจบังคับแบบเดิม หากจะนำไปสู่ความเสียหายที่ไม่มีใครควบคุมได้
.
การที่ท่านควบคุมทุกช่องทางของอำนาจ ทางรัฐสภา ท่านก็เล่นเลห์กลสนับสนุนให้่เกิด “วุฒิสภาของท่าน” ทางสภาผู้แทนก็มีแต่เสียงครหาของประชาชนที่มีต่อ “องค์กรจัดการเลือกตั้งของท่าน” ว่าจัดการเลือกตั้งได้มืดมิดมาก องค์กรตรวจสอบคนทุจริตก็แสดงตัวเป็น “คนของท่าน” อีก มิหน้ำซ้ำยังพยายามปิดช่องทางการตรวจสอบของฝ่ายค้านในรัฐสภาอีก
.
สิ่งที่ท่านทำอยู่คือการบิดเบือน/กลับหัวกลับหางของ “คุณค่า” ที่ดีงามทั้งหมดในสังคมไทยโดยแท้ ต้องบอกกับท่านว่าในวันนี้ความไม่พอใจกระจายไปทั่วสังคมไทยแล้ว
.
สิ่งที่พวกท่านควรทำความเข้าใจก่อนอื่นก็คือ ความไม่พอใจของผู้คนในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะคนรุ่นใหม่เท่านั้น หากแต่เกิดกับคนทุกรุ่นชน และที่สำคัญมันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเขาปฏิเสธ “ความดี” หรือ “จริยธรรมทางสังคม”ที่พวกท่านเคยพร่ำสอน ตรงกันข้าม พวกเขากลับเชื่อในจริยธรรมเหล่านั้นอย่างจริงจังกว่าพวกท่านเสียอีก
.
พวกท่านสอนให้พวกเขาเชื่อในความซื่อสัตย์สุจริต ความไม่คดโกง ความเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม การไม่เอาทรัพย์สินของส่วนรวมมาเป็นของตน การไม่ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง รวมทั้งการรู้จักละอายเมื่อกระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง พวกเขาเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ และเมื่อเติบโตขึ้นเป็นพลเมือง พวกเขาจึงนำจริยธรรมที่พวกท่านสอนไปตรวจสอบสังคมที่ตนอาศัยอยู่
.
แล้วพวกเขาก็พบความย้อนแย้งที่เจ็บปวดที่สุดว่า ผู้ที่พร่ำสอนจริยธรรมเหล่านี้กลับมิได้ดำรงชีวิตและใช้อำนาจอยู่ภายใต้จริยธรรมเดียวกัน พวกเขาได้ประสบพบเห็นและรับรู้เรื่องราวที่พวกท่านได้กระทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่พวกท่านพร่ำสอน คนมีอายุก็รู้สึกเหมือนตนเองถูกหักหลังครั้งแล้วครั้งเล่า คนอายุกลางคนรู้สึกถึงความสับปลับตลอดเวลา คนรุ่นเยาว์สูญสิ้นความศรัทธาไปจนหมดสิ้น
.
ความเป็นจริงที่รับรู้ในสังคมกับการพร่ำสอนถึงการสร้างความดีงามที่พวกท่านได้สร้างขึ้นมาได้กลายเป็นความขัดแย้งมากขึ้น ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจึงมิใช่เพียงความขัดแย้งทางการเมือง หากเป็นความขัดแย้งที่หยั่งรากลึกลงไปในจริยธรรมของสังคม
.
เมื่อผู้คนจำนวนมากเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยน “โครงสร้าง” หรือ “ระบบ” พวกเขากำลังเรียกร้องให้ระเบียบทางการเมืองสอดคล้องกับหลักการที่พวกท่านเองเคยบอกว่าดีงาม อำนาจควรถูกตรวจสอบ ทรัพย์สินส่วนกลางควรเป็นของส่วนรวม ผู้ใช้อำนาจควรรับผิดชอบ และไม่มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดควรอยู่เหนือกติกาที่ใช้บังคับคนอื่น ทั้งหมดคือ ความเสมอภาคของความยุติธรรม
.
แต่แทนที่พวกท่านจะรับฟัง พวกท่านกลับใช้อำนาจเหมือนกับจะบังคับให้ผู้คนกลับไปอยู่ในสถานะของ “ราษฎร” ที่ควรเชื่อฟังและยอมรับอำนาจดังเดิม โดยที่ท่านทำเหมือนกับว่าพวกท่านยังไม่เข้าใจว่า ผู้คนจำนวนมากไม่ได้คิดว่าตนเองเป็น “ราษฎร” เช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว พวกเขารับรู้ตนเองในฐานะ “พลเมือง” ผู้มีสิทธิ มีเสียง และมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับคนอื่น
.
ต้องย้ำให้พวกท่านรับรู้ว่า นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่พวกท่านไม่มีทางที่จะทำให้มันย้อนกลับได้
.
พวกท่านต้องเข้าใจให้มากขึ้นด้วยว่า เมื่อความคาดหวังในฐานะพลเมืองที่ต้องการความเสมอภาคและความยุติธรรม กลับต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำ ความอยุติธรรม และการใช้อำนาจที่ไม่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศทางจริยธรรมในขณะนี้กำลังเปลี่ยนรูปเป็น “ความโกรธ”
.
ความโกรธนี้มิใช่อารมณ์ชั่วครู่แต่อย่างใด มันถูกสะสมผ่านเข้ามาในประสบการณ์ชีวิตของผู้คน จากการมองเห็นความเหลื่อมล้ำ จากการพบว่ากติกาเดียวกันมิได้ถูกใช้กับทุกคนอย่างเสมอหน้า จากการมองเห็นอภิสิทธิ์ของคนบางกลุ่ม และจากความรู้สึกว่าอนาคตที่ควรเปิดกว้างสำหรับพวกเขากลับถูกปิดลง ความโกรธนี้จะผลักดันให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มมองหาเส้นทางเดินใหม่ของสังคม
.
เพราะสิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งที่พวกท่านได้ทำลายลงไปจึงไม่ใช่เพียงความเชื่อถือในสถาบันทางการเมืองทุกสถาบัน หากแต่คือ “ความหวัง” ทั้งหมดของผู้คนในสังคม ความหวังว่าชีวิตจะดีขึ้น ความหวังว่าความพยายามจะมีชีวิตอย่างมีความหมาย ความหวังว่ากติกาบ้านเมืองจะเป็นธรรม และความหวังว่าพวกเขาจะสามารถมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของสังคมที่ตนเองเป็นเจ้าของร่วมกับผู้อื่น
.
ความหวังเหล่านี้ถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความโกรธจึงสะสมและขยายตัว และเมื่อผู้มีอำนาจเฉกเช่นพวกท่านยังไม่อินังขังขอบ ไม่แสดงความไม่รับผิดชอบ ไม่แยแสต่อความเจ็บปวดของผู้คน พร้อมกับรักษาอภิสิทธิ์ของตนเองเอาไว้ ความโกรธย่อมสามารถเคลื่อนไปสู่ความเกลียดชังได้
.
นี่คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
.
เพราะความโกรธยังเป็นเสียงเรียกร้องต่อความอยุติธรรม คนโกรธยังสามารถบอกได้ว่าอะไรคือสิ่งที่เขาเห็นว่าไม่ถูกต้องและต้องการให้เปลี่ยนแปลง แต่เมื่อใดก็ตาม ที่ความโกรธ และความสิ้นหวัง ถูกปล่อยให้สะสมจนกลายเป็นความเกลียดชัง คู่ขัดแย้งอาจมิใช่ผู้ที่ต้องเจรจาหรือปรับความสัมพันธ์กันอีกต่อไป หากกลายเป็นผู้ที่ต่างฝ่ายต่างไม่ปรารถนาจะอยู่ร่วมโลกเดียวกัน
.
หากสังคมเดินไปถึงจุดนั้น โศกนาฏกรรมจะมิได้เกิดขึ้นเฉพาะกับชนชั้นนำ หากจะเกิดขึ้นกับสังคมทั้งหมด
.
พวกท่านจึงควรตระหนักว่า อำนาจไม่อาจดำรงอยู่ได้ด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว อำนาจจำเป็นต้องมีความชอบธรรม และความชอบธรรมย่อมต้องสัมพันธ์กับจริยธรรมที่ผู้คนในสังคมสามารถยอมรับร่วมกันได้ การอ้างจริยธรรมโดยที่ผู้มีอำนาจไม่ยอมอยู่ภายใต้จริยธรรมนั้นเอง จะยิ่งทำให้คำสอนเรื่องความดีสูญเสียความหมาย และในที่สุดจะทำลายรากฐานทางศีลธรรมของอำนาจเสียเอง
.
หนทางที่จะผ่านพ้นความขัดแย้งนี้จึงมิใช่การทำให้ผู้คนกลับไปเชื่อฟังดังเดิม หากคือการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างอำนาจกับพลเมือง พวกท่านจำเป็นต้องยอมลดความได้เปรียบและอภิสิทธิ์ เปิดให้อำนาจถูกตรวจสอบ กระจายอำนาจและทรัพยากรออกไปอย่างเป็นธรรมมากขึ้น และยอมรับว่าพลเมืองมิใช่ผู้ใต้ปกครอง หากเป็นเจ้าของสังคมร่วมกับพวกท่าน
.
สิ่งที่เสนอเหล่านี้มิใช่การทำลาย “ชาติ” อย่างที่ท่านชอบใช้โจมตีผู้คนเพื่อการปกปิดความอัปลักษณ์ต่างๆที่พวกท่านได้ทำขึ้น ในตรงกันข้าม การจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ระหว่างรัฐกับพลเมือง คือการทำให้ชาติเป็นสมบัติร่วมของทุกคน ซึ่งจะะทำให้ผู้คนยังสามารถรู้สึกว่าพวกเขามีอนาคตร่วมกัน
.
สิ่งที่พวกท่านจะต้องคิดกันแล้วในวันนี้ก็คือ การทำความเข้าใจว่าสิ่งที่สังคมไทยต้องการในวันนี้จึงมิใช่เพียงการลดความโกรธหรือลดความเกลียดชังด้วยวิธีเดิมๆที่พวกท่านเคยทำกันมาหรือการแจกจ่ายเงินเล็กๆ น้อยๆ ปลอบประโลมใจผู้คน หากแต่สิ่งสำคัญก็คือ การทำให้ผู้คนกลับมามี “ความหวัง” ว่าพวกเขาสามารถสร้างชีวิตและสังคมที่ดีกว่าเดิมได้
.
หากความโกรธยังคงดำรงอยู่โดยปราศจากความหวัง ความโกรธนั้นพร้อมที่จะแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง และเมื่อความเกลียดชังกลายเป็นอารมณ์ร่วมของสังคม ไม่มีฝ่ายใดสามารถมั่นใจได้ว่าจะควบคุมสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป
.
จดหมายฉบับนี้จึงขอเขียนขึ้นเพื่อเตือนพวกท่านอีกครั้งหนึ่ง
.
ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงอำนาจหรือผลประโยชน์ของพวกท่าน หากเพราะไม่ต้องการเห็นสังคมไทยต้องจ่ายราคาให้แก่ความไม่ยอมเปลี่ยนแปลงของผู้มีอำนาจมากไปกว่านี้
.
ประวัติศาสตร์มักเปิดโอกาสให้ผู้มีอำนาจปรับตัวอยู่เสมอ แต่โอกาสเช่นนั้นไม่ได้เปิดอยู่ตลอดไป และในวันนี้ พวกท่านกำลังปิดตายประตูแห่งโอกาสนั้น
.
22 ตุลาคม 2569

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1608936584612285&set=a.472177154954906