วันศุกร์, ตุลาคม 23, 2569

ประเทศไทยกลายเป็นเช่นนี้ไปแล้ว ! อ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เปรียบเทียบยุคนี้ เรากลับไปสู่ยุคเผด็จการ อั้งยี่


หมาเฝ้าบ้าน
Yesterday
·
“กลายเป็นว่าประชาชนที่ต้องการจะตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ ไปโดนข้อหาอาญา คือมันยุคสมัยเผด็จการน่ะครับ การตั้งข้อหาให้เป็นอั้งยี่ซ่องโจรเนี่ย ผมเพิ่งเคยพบเคยเห็น” รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเจอกัน” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร
.
ท่ามกลางกระแสการตรวจสอบองค์กรอิสระที่เข้มข้น รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เปิดใจผ่านรายการ "เที่ยงเจอกัน" ถึงกรณีถูกยื่นดีเอสไอสอบคดีบาร์โค้ดเลือกตั้ง ชี้เป้าการใช้อำนาจรัฐฟ้องปิดปากประชาชน พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มม็อบลงถนน เมื่อกลไกถ่วงดุลถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและระบบเครือข่ายพวกพ้อง
.
❏ ข้อหาอั้งยี่ซ่องโจรจากการตรวจสอบบาร์โค้ด
.
การที่ กกต. ไปยื่นร้องทุกข์กล่าวโทษประชาชนและนักวิชาการที่เข้าไปตรวจสอบการทำงานในข้อหาอั้งยี่ซ่องโจรนั้นถือเป็นเรื่องที่เลยเถิดและเหลวไหล เพราะข้อหานี้ต้องมีการสมคบคิดทำผิดกฎหมายแบบองค์กรเถื่อน การตรวจสอบสิทธิและคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นสิ่งที่พลเมืองพึงกระทำได้ การยัดข้อหาอาญารุนแรงเช่นนี้สะท้อนถึงวิธีคิดแบบเผด็จการที่ต้องการปิดปากประชาชน ทั้งที่เป้าหมายของการสาธิตเรื่องบาร์โค้ดก็เพื่อให้เห็นช่องโหว่และนำไปสู่การแก้ไข ซึ่งสุดท้าย กกต. ก็ยอมนำบาร์โค้ดออกจากการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไปจริงๆ
.
"มันกลายเป็นว่าประชาชนที่ต้องการจะตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐเนี่ย กลายเป็นไปโดนข้อหาอาญา คือมันยุคสมัยเผด็จการน่ะครับ"
.
❏ การยัดข้อหากีดขวางการปฏิบัติหน้าที่
.
สำหรับข้อหาที่อ้างว่ากลุ่มผู้เข้าไปสังเกตการณ์มีการกีดขวางการปฏิบัติหน้าที่นั้น ในความเป็นจริงไม่ได้มีการขัดขวางการทำงานแต่อย่างใด เป็นเพียงการเข้าไปตั้งกล้องเพื่อบันทึกภาพการนับคะแนนเท่านั้น การที่ กกต. นำเรื่องนี้ไปแจ้งความจึงถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง และอาจเข้าข่ายการแจ้งความเท็จเสียเอง เพราะไม่ได้มีพฤติการณ์เกะกะกีดขวางจนทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานไม่ได้ตามที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด หากมีการกีดขวางจริงเจ้าหน้าที่ย่อมต้องมีการตักเตือนให้เคลื่อนย้ายออกไปแล้ว
.
"เขาเตือนให้ย้ายแล้วไม่ย้าย แต่อันนี้เข้าไปตั้งกล้องเนี่ยมันจะไปกีดขวางอะไรฮะ... กกต. ระวังนะครับจะโดนเรื่องแจ้งเท็จนะ"
.
❏ ศาลยอมรับข้อกังวลเรื่องการสืบย้อนต้นขั้วบัตร
.
ในประเด็นข้อหาเปิดเผยความลับจากการสาธิตเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้น ความจริงเป็นการแสดงให้เห็นว่าระบบสามารถสืบย้อนไปถึงต้นขั้วและตัวผู้ลงคะแนนได้จริง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ยอมรับข้อเท็จจริงในจุดนี้ เพียงแต่ศาลวางหลักว่าการเลือกตั้งสามารถเป็นแบบลับแบบมีเงื่อนไขได้ จึงไม่สั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขการเปิดเผยข้อมูลควรจำกัดอำนาจไว้ที่ศาลเท่านั้น ไม่ควรปล่อยให้ กกต. ถือทั้งต้นขั้วและหีบบัตรไว้เองโดยไม่มีหลักประกันความปลอดภัยว่าความลับจะไม่ถูกเปิดเผย
.
"ศาลยอมรับนะครับว่าสามารถที่จะสืบย้อนไปถึงต้นขั้วจนกระทั่งไปถึงผู้เลือกได้... แต่ที่ไม่โมฆะก็เพราะว่าศาลวางหลักไว้ว่าการเลือกตั้งโดยลับเนี่ยเป็นลับแบบมีเงื่อนไขก็ได้"
.
❏ เทรนด์การใช้กฎหมายฟ้องปิดปากฝ่ายตรวจสอบ
.
บรรยากาศบ้านเมืองในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งหรือฟ้องปิดปากผู้ที่ออกมาตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างชัดเจน แม้ประธานศาลฎีกาจะเคยมีคำแนะนำไม่ให้รับฟ้องคดีที่มีลักษณะฟ้องเพื่อกลั่นแกล้งหรือปิดปากฝ่ายตรวจสอบก็ตาม แต่แนวโน้มการฟ้องร้องเพื่อหยุดยั้งกระบวนการตรวจสอบกลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่าทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา ซึ่งพฤติการณ์เหล่านี้ล้วนมีรากฐานมาจากปัจจัยทางการเมืองและการใช้อำนาจเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ
.
"ตอนหลังมามีการใช้มาตรการแบบนี้มาปิดปากบ้าง มาทำให้ฝ่ายตรวจสอบต้องตรวจสอบต่อไม่ได้บ้าง มากขึ้นกว่าเดิมนะครับ มีมากนะครับ"
.
❏ ปัญหาการเมืองยังอยู่ในกลไกตามรัฐธรรมนูญ
.
เมื่อมองสถานการณ์ประท้วงในต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซียหรือฝรั่งเศส ปัจจัยเหล่านั้นไม่ได้เป็นตัวจุดชนวนให้เกิดม็อบลงถนนในไทยโดยตรง เนื่องจากข้อขัดแย้งทางการเมืองไทยในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นคดีฮั้วเลือก สว. การตรวจสอบโพยเลือกตั้ง หรือการตรวจสอบองค์กรอิสระ ล้วนยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาตามกลไกทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ประชาชนยังคงเฝ้ารอผลการพิจารณาจากศาลและกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้ใช้ความรุนแรงหรือเอะอะก็จะใช้การชุมนุมประท้วงทันทีหากกระบวนการยังเดินหน้าได้
.
"ในแง่ของความเคลื่อนไหวประชาธิปไตยเนี่ย เราไม่ใช่เอะอะก็ม็อบอะ คือเรามีการใช้กระบวนการทางกฎหมาย กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ และขณะนี้มันอยู่ตรงนั้นฮะ"
.
❏ ชนวนเหตุที่อาจนำไปสู่การประท้วงใหญ่
.
ตราบใดที่กลไกการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรมยังคงทำหน้าที่และพอมีทางออกในการแก้ปัญหา ประชาชนก็ไม่มีความจำเป็นต้องออกมาเหนื่อยยากเดินขบวนประท้วงกลางถนน การชุมนุมใหญ่ระดับหลายแสนคนจะยังไม่เกิดขึ้นในเวลานี้อย่างแน่นอน เว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลหรือผู้มีอำนาจจะสร้างชนวนเหตุขึ้นมาเอง หรือกระบวนการแก้ปัญหาตามช่องทางปกติถูกแทรกแซงและปิดตายจนประชาชนรู้สึกว่าพึ่งพาไม่ได้อีกต่อไป เมื่อนั้นการรวมพลังเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมจึงจะเกิดขึ้น
.
"ถ้าช่องทางและกระบวนการคนเขาเห็นว่ามันพอจะแก้ได้ แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้แก้ได้หมด แต่ก็เห็นว่ามันพอไปได้เนี่ย คนเขาจะมาม็อบกันทำไมล่ะครับ"
.
❏ วิกฤตการตรวจสอบถ่วงดุลแบบพัวพันเครือข่าย
.
ปัญหาที่น่ากังวลและฝังรากลึกที่สุดในขณะนี้คือระบบการตรวจสอบถ่วงดุลขององค์กรอิสระที่ถูกมองว่ามีความพัวพันกันในลักษณะเครือข่ายพวกพ้องมากกว่าการยึดหลักข้อเท็จจริง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่ สว. มีอำนาจเลือกองค์กรอิสระต่างๆ รวมถึง กกต. แล้วสุดท้าย กกต. ชุดเดียวกันนั้นก็กลับมาเป็นผู้ตัดสินข้อร้องเรียนเกี่ยวกับ สว. วงจรความสัมพันธ์เหล่านี้ทำให้ประชาชนเริ่มหมดศรัทธาต่อความโปร่งใส ซึ่งหากกลไกเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขปรับปรุง ก็อาจนำไปสู่จุดที่ประชาชนทนไม่ไหวในอนาคตอันใกล้
.
"สว. เลือกองค์กรอิสระ... แล้ว กกต. ที่ สว. เลือกก็มาตัดสินเรื่องของ สว. อย่างเนี้ย มันก็ทำให้เกิดปัญหาว่า มันจะถึงจุดที่เรียกว่าคนทนไม่ไหวได้หรือไม่ ผมว่ามันก็มีโอกาสนะครับ"

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1113679918028714&set=a.146529724743743