
.....
แถลงการณ์เครือเจริญโภคภัณฑ์
เรื่อง ชี้แจงกรณีการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและการกล่าวหาพาดพิงเครือเจริญโภคภัณฑ์และประธานอาวุโสเกี่ยวกับการขอรับความคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่
ตามที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อและสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการกล่าวหา บิดเบือนข้อเท็จจริง และพาดพิงถึง เครือเจริญโภคภัณฑ์ รวมถึง นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส กรณีบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) จดทะเบียนคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่จำนวน 4 สายพันธุ์ ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง ว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้จดคุ้มครองสิทธิใบกะเพราทั้งประเทศ จนทำให้เกษตรกรและชาวบ้านไม่สามารถที่จะปลูกกะเพราและซื้อขายได้เองโดยไม่ขออนุญาตจากซีพี ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง ทำให้เกิดความตื่นตระหนก และส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของเครือเจริญโภคภัณฑ์และบุคคลที่ถูกพาดพิงนั้น
เครือเจริญโภคภัณฑ์ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่าการริเริ่ม พิจารณา และตัดสินใจเกี่ยวกับการวิจัยพัฒนาและการขอรับความคุ้มครองกะเพราพันธุ์ใหม่ทั้ง 4 สายพันธุ์ รวมทั้งการยื่นคำขอหรือการเป็นผู้ทรงสิทธิในพันธุ์พืชดังกล่าวได้ดำเนินการภายใต้บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) และมิได้ดำเนินการโดยนายธนินท์ เจียรวนนท์ และ เครือเจริญโภคภัณฑ์แต่อย่างใด
บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) เป็นบริษัทในกลุ่มบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP ALL ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมีโครงสร้างการบริหาร การกำกับดูแล และกระบวนการตัดสินใจภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดีและถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ในฐานะผู้ถือหุ้น มิได้มีอำนาจสั่งการหรือตัดสินใจแทนคณะกรรมการและฝ่ายบริหารในการดำเนินธุรกิจประจำวันของ CP ALL และบริษัทย่อยแต่อย่างใด ตลอดจนมิได้เป็นผู้ทรงสิทธิในพันธุ์พืชดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เครือเจริญโภคภัณฑ์ให้ความสำคัญกับการวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยเชื่อว่าการพัฒนาพันธุ์พืชใหม่เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับขีดความสามารถทางการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทย และสามารถสร้างประโยชน์ต่อเกษตรกร ผู้บริโภค และสังคมโดยรวม และเชื่อว่า การพัฒนาสายพันธุ์พืชใหม่ๆ ถือเป็นการสร้างทางเลือกเพิ่มให้เกษตรกรในการเพาะปลูก และได้ผลผลิตที่ดีขึ้น ตลอดจนสร้างผลกำไรถึงมือเกษตรกร โดยมิได้เป็นการผูกขาด แต่เป็นการสร้างประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคเกษตรกรรม รวมถึงเกษตรกร และผู้บริโภค ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวต้องไม่กระทบต่อสิทธิอันชอบธรรมของเกษตรกรในการเพาะปลูก และใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชดั้งเดิม ซึ่งในกรณีของกะเพรามีมากกว่า 300 สายพันธุ์
เครือเจริญโภคภัณฑ์เคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการตรวจสอบโดยสุจริตของทุกภาคส่วน แต่อาจไม่อาจยอมรับการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ การบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือการกล่าวหาพาดพิงบุคคลและองค์กรโดยปราศจากข้อเท็จจริงรองรับ จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของสาธารณชน เครือเจริญโภคภัณฑ์จึงขอสงวนสิทธิในการดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่จงใจเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ บิดเบือน หรือกล่าวหาโดยมิชอบจนก่อให้เกิดความเสียหาย ทั้งนี้ เพื่อปกป้องสิทธิและชื่อเสียงอันชอบธรรมขององค์กรและบุคคลที่เกี่ยวข้อง
เครือเจริญโภคภัณฑ์
24 ตุลาคม 2569
.jpeg)
.....

.....
Kanoknai Thawonphanit
4 hours ago
·
การวิจารณ์หรือแสดงความเห็นว่าบริษัทใดมีอำนาจผูกขาดรายเดียว (monopoly) หรือมีอำนาจผูกขาดในกลุ่มผู้ผูกขาดน้อยรายในตลาดที่กระจุกตัวสูง (oligopoly) หรือมีอำนาจเหนือตลาด (dominance) หรือมีอำนาจตลาดแบบอื่น ๆ (market power) เป็นการแสดงออกตามปกติของผู้เล่นในตลาด (ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่ง คู่ค้า หรือผู้บริโภค) เพื่อให้ผู้มีอำนาจตลาดปรับตัวและระมัดระวังการกระทำของตนเอง
ต้องไม่ลืมว่าผู้มีอำนาจตลาดมีความสามารถและโอกาสที่จะกระทำการให้กระทบผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาดได้มากกว่าผู้ที่ไม่มีอำนาจตลาดอยู่แล้ว
หากการส่งเสียงซึ่งเป็นการสร้างแรงกดดันทางการแข่งขันแบบหนึ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดยังไม่สามารถกระทำได้ ด้วยเหตุเพราะกลัวว่าจะถูกฟ้องดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาท เช่นนี้ จะให้ผู้เล่นแสดงความไม่พอใจหรือสร้างแรงกดดันทางการแข่งขันอย่างไร
ลำพังการถือครองอำนาจตลาดไม่เป็นความผิดอยู่แล้ว แต่ถ้าอำนาจตลาดที่แข็งแกร่งขึ้นนั้นมาจากการกระทำที่ขัดต่อการแข่งขัน ขัดต่อกฎหมาย หรือมาจากการควบรวมบางลักษณะที่โดยสภาพอาจก่อให้เกิดการจำกัดการแข่งขันได้ การได้อำนาจตลาดมาก็อาจขัดต่อกฎหมายแข่งขันทางการค้าได้
ดังนั้น การส่งเสียงเพื่อกระตุ้นให้เกิดการตรวจสอบที่มาของอำนาจ รวมถึงการใช้อำนาจนั้นเป็นสิ่งจำเป็น
ถ้าเรายอมรับเสรีภาพของประชาชนในการวิจารณ์การทำงานของรัฐได้ เราก็ต้องยอมรับเสรีภาพของผู้เล่นในตลาดในการวิจารณ์พฤติกรรมของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีอำนาจตลาดได้เช่นกัน
หลักพื้นฐานหนึ่งของกฎหมายแข่งขันทางการค้าคือ การจำลองภาพการปกครองระบอบประชาธิปไตยมาใส่ตลาด หากเราเคารพหลักการแบ่งแยกอำนาจเพื่อไม่ให้อำนาจกองในมือคนกลุ่มเดียว เราก็ต้องยอมรับให้มีการถ่วงดุลระหว่างผู้เล่นในตลาด และหนึ่งในเครื่องมือถ่วงดุลที่ใช้ง่ายที่สุดก็คือการวิจารณ์ (แนะนำหนังสือ Grundsätze der Wirtschaftspolitik --- https://www.mohrsiebeck.com/.../grundsaetze-der.../ ของ Walter Eucken นักเศรษฐศาสตร์ชาวเยอรมันที่ความคิดของเขาเป็นรากฐานสำคัญของกฎหมายแข่งขันทางการค้าในเยอรมนีและสหภาพยุโรป ซึ่งถูกรับเป็นหนึ่งในต้นแบบของการร่างกฎหมายแข่งขันทางการค้าในหลายประเทศ)
ในต่างประเทศ มีบทความและหนังสือจำนวน "มหาศาล" ที่วิเคราะห์และแสดงความเห็นว่าบริษัทขนาดใหญ่มีอำนาจตลาดหรือกระทำการที่ขัดต่อการแข่งขันหรือไม่เพียงใด
การวิจารณ์เกี่ยวกับสถานะและการกระทำของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีข้อมูลจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทแต่อย่างใด
https://www.facebook.com/kanoknaithawonphanit/posts/28864282153188386
.....
การขู่ฟ้องดำเนินคดี (Legal Threats) หรือที่ในสังคมปัจจุบันมักเรียกว่าการฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) มักถูกหยิบยกมาใช้เป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาและการเมืองโดยผู้มีอำนาจหรือผู้มีทุนหนา เพื่อสร้างความกดดันและจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก
พฤติกรรมและวิถีการใช้เครื่องมือนี้มักมีลักษณะร่วมกันดังนี้:
สร้างความหวาดกลัว (Chilling Effect): เป้าหมายหลักไม่ใช่การชนะคดีในศาลเสมอไป แต่เป็นการทำให้คู่กรณี หรือประชาชนทั่วไปเกิดความหวาดกลัวต่อภาระค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย เวลา และความเครียด จนต้องยอมเงียบหรือถอนคำวิจารณ์
ความได้เปรียบเชิงทรัพยากร: ผู้มีอำนาจมักมีทรัพยากรทางการเงินและทีมกฎหมายที่พร้อมกว่า ทำให้สามารถยืดเยื้อคดี สร้างภาระทางศาลให้แก่ฝ่ายตรงข้ามที่มีทุนทรัพย์น้อยกว่าได้
เบี่ยงเบนประเด็นสังคม: บ่อยครั้งที่การขู่ฟ้องถูกใช้เพื่อกลบเกลื่อนข้อครหา หรือเปลี่ยนความสนใจของสาธารณชนจากประเด็นการตรวจสอบทุจริตหรือการใช้อำนาจมิชอบ ให้กลายเป็นเรื่องการฟ้องร้องหมิ่นประมาทส่วนตัว
การใช้กฎหมายเป็นเกราะกำบัง: มักเลือกใช้กฎหมายที่มีบทลงโทษทางอาญา (เช่น ความผิดฐานหมิ่นประมาท) แม้ว่าในหลายประเทศจะรณรงค์ให้ลดการใช้คดีอาญาในเรื่องเหล่านี้ เพื่อไม่ให้เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน
ในระบอบประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบถ่วงดุล การใช้การขู่ฟ้องมักถูกมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเสรีภาพในการแสดงออก และเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตเพื่อปิดปากเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภาคประชาชนหรือสื่อมวลชน