วันศุกร์, ตุลาคม 23, 2569

เดือดทั้งตลาด! พ่อค้าแม่ค้ารวมพลังจ่อแบนสินค้า CP ปมสิทธิพันธุ์กะเพรา ยอมไม่ได้วอนรัฐฯ เคลียร์ด่วน

https://www.facebook.com/reel/2057001378300829

พ่อค้า-แม่ค้า ขายผักสวดยับหน่วยงานที่ดำเนินการให้ CP RAM จดสิทธิบัตร กะเพรา 4 สายพันธ์ ต่ปลูกกินได้ ลั่นคิดได้ยังไงประชาชนจะรู้หรอว่า สายพันธุ์ไหนเป็นสายพันธุ์ไหน
.....

เดือดทั้งตลาด! พ่อค้าแม่ค้ารวมพลังจ่อแบนสินค้า CP ปมสิทธิพันธุ์กะเพรา ยอมไม่ได้วอนรัฐฯ เคลียร์ด่วน


22 ต.ค. 2569
สยามนิวส์

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ตลาดสดแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พ่อค้าและแม่ค้าจำหน่ายผักในตลาดได้แสดงความคิดเห็นและแสดงความไม่พอใจต่อกรณีบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ยื่นขอรับความคุ้มครองพันธุ์กะเพราใหม่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ กะเพราแก้วจุรี 01, 02, 03 และ 04 ซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับสิทธิในการปลูก การขยายพันธุ์ และการนำพืชไปจำหน่ายในเชิงการค้า

กลุ่มผู้ค้าตั้งข้อสงสัยว่า แม้จะมีคำชี้แจงว่าประชาชนยังสามารถปลูกกะเพราเพื่อบริโภคได้ แต่หากมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการนำพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครองไปใช้ประโยชน์ในเชิงการค้า จะทำให้ผู้ค้าผักรายย่อยต้องเผชิญกับความยุ่งยากในการตรวจสอบแหล่งที่มาและจำแนกสายพันธุ์หรือไม่ เนื่องจากกะเพราที่วางจำหน่ายในตลาดมีลักษณะใกล้เคียงกัน และผู้ค้าทั่วไปอาจไม่มีความรู้เฉพาะทางเพียงพอที่จะระบุได้อย่างชัดเจนว่าเป็นกะเพราสายพันธุ์ใด

พ่อค้าและแม่ค้าบางส่วนตั้งคำถามถึงแนวทางปฏิบัติที่ประชาชนต้องดำเนินการ หากต้องการซื้อกะเพราจากเกษตรกรหรือรับผักมาจำหน่ายต่อ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐอธิบายขอบเขตของสิทธิที่ได้รับความคุ้มครอง ตลอดจนข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการปลูก การเก็บเมล็ดพันธุ์ การขยายพันธุ์ และการจำหน่าย เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสนหรือกังวลว่าจะกระทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว



นอกจากนี้ ผู้ค้าบางรายยังแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์ต่อหน่วยงานและผู้มีอำนาจตัดสินใจ โดยมองว่าประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชนควรมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้าน ก่อนดำเนินการหรือกำหนดแนวทางที่อาจส่งผลต่อเกษตรกรและผู้ค้ารายย่อย

ผู้ค้าบางส่วนยังระบุถึงความเป็นไปได้ที่จะร่วมกันรณรงค์ไม่สนับสนุนสินค้าจากบริษัทในเครือซีพี หากไม่ได้รับคำชี้แจงที่ทำให้เกิดความเข้าใจและความมั่นใจในเรื่องสิทธิของประชาชน โดยข้อเรียกร้องดังกล่าวสะท้อนถึงความไม่สบายใจของผู้ค้าบางส่วนต่อประเด็นการคุ้มครองพันธุ์พืชที่กำลังเป็นที่ถกเถียงในสังคม



ก่อนหน้านี้ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ได้ยื่นขอรับความคุ้มครองพันธุ์กะเพราใหม่ 4 สายพันธุ์ โดยบริษัทระบุว่าพันธุ์ดังกล่าวเกิดจากกระบวนการวิจัย ปรับปรุง และคัดเลือกพันธุ์ เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีกลิ่นหอม รสชาติเข้มข้น เจริญเติบโตเร็ว และให้ผลผลิตสม่ำเสมอ เหมาะกับการนำไปใช้ในกระบวนการผลิตอาหารพร้อมรับประทาน โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมคุณภาพวัตถุดิบและมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงว่า การขอรับความคุ้มครองพันธุ์พืชเป็นไปตามกรอบพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถวิจัยและปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อยื่นขอรับความคุ้มครองได้ โดยการคุ้มครองพันธุ์พืชไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะถูกห้ามปลูกกะเพราเพื่อบริโภค แต่การใช้พันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองในเชิงการค้าต้องพิจารณาตามขอบเขตสิทธิและข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน บริษัทชี้แจงว่า ประเทศไทยมีกะเพรามากกว่า 200 สายพันธุ์ และเกษตรกรยังสามารถเลือกปลูกกะเพราสายพันธุ์อื่นที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองได้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ผู้ค้าต้องการคำตอบคือ จะมีแนวทางตรวจสอบและจำแนกสายพันธุ์อย่างไรให้เหมาะสมกับการค้าขายจริง โดยเฉพาะในตลาดสดที่มีการรับซื้อผักจากหลายแหล่งและมีผู้เกี่ยวข้องหลายขั้นตอน



อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ คือข้อกังวลเกี่ยวกับสิทธิของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ การคัดเลือกพันธุ์ และการขยายพันธุ์เพื่อใช้ประโยชน์ในอนาคต รวมถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับที่มาของงานวิจัยและบทบาทของสถาบันการศึกษาของรัฐในกรณีที่ภาคเอกชนให้ทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี หรือ BioThai ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยในสิทธิจากผลงานปรับปรุงพันธุ์พืชที่เกิดขึ้น ตลอดจนแสดงความกังวลต่อแนวทางการคุ้มครองพันธุ์พืชในระดับระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งเป็นกรอบเกี่ยวกับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ทั้งนี้ ผลกระทบต่อเกษตรกรต้องพิจารณาจากข้อกำหนดและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ

กรณีดังกล่าวจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องการคุ้มครองพันธุ์กะเพรา 4 สายพันธุ์เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับสิทธิในพันธุ์พืช การเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับห่วงโซ่การผลิตและจำหน่ายผัก ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกไปจนถึงพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสด



จากเสียงสะท้อนของพ่อค้าและแม่ค้าในพื้นที่ศรีราชา ประเด็นที่ต้องได้รับการชี้แจงอย่างชัดเจน ได้แก่ ขอบเขตของสิทธิที่บริษัทจะได้รับหากการขอคุ้มครองได้รับอนุมัติ วิธีตรวจสอบสายพันธุ์กะเพราที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง ข้อจำกัดในการจำหน่ายและขยายพันธุ์ ตลอดจนแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ค้ารายย่อยที่รับซื้อผักจากเกษตรกรหลายแหล่ง

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสื่อสารข้อมูลด้วยภาษาที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกร ผู้ค้า และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพื่อให้การคุ้มครองผลงานวิจัยและการพัฒนาพันธุ์พืชสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาสิทธิและประโยชน์ของประชาชนได้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ การยื่นขอรับความคุ้มครองพันธุ์พืชไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการห้ามประชาชนปลูกหรือจำหน่ายกะเพราทุกสายพันธุ์โดยอัตโนมัติ โดยรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิ ข้อจำกัด และการบังคับใช้ต้องพิจารณาตามสถานะคำขอและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ข้อกังวลของผู้ค้าศรีราชายังคงเป็นเสียงสะท้อนที่หน่วยงานภาครัฐควรนำไปพิจารณา เพื่อสร้างความเข้าใจและลดความกังวลในสังคม

https://www.siamnews.com/news/economy/55815