วันศุกร์, ตุลาคม 30, 2569

อย่าเพิ่งเรียก 'ข่าวปลอม' 'ข่าวลวง' เพราะมันยังไม่ได้เป็น "ข่าว" อย่าเพิ่งเรียก 'Fake News' เพราะมันยังไม่ได้เป็น 'News' และอย่าให้ข้อมูลผิดหรือพลาดในเรื่องเดียว ทำอีก 10 ประเด็นที่ยังไม่มีคำตอบหายไป - บัสเขียนดีมาก


Tewarit Bus Maneechai
Yesterday
·
อย่าเพิ่งเรียก 'ข่าวปลอม' 'ข่าวลวง' เพราะมันยังไม่ได้เป็น "ข่าว" อย่าเพิ่งเรียก 'Fake News' เพราะมันยังไม่ได้เป็น 'News' และอย่าให้ข้อมูลผิดหรือพลาดในเรื่องเดียว ทำอีก 10 ประเด็นที่ยังไม่มีคำตอบหายไป
.
สัปดาห์ที่ผ่านมามีประเด็นที่อาจเรียกได้ว่าสั่นคลอนการแลกเปลี่ยนหรือการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในโซเชียลมีเดีย 2 เรื่อง ตั้งแต่ประเด็นกะเพรา และค่าน้ำชา 7 ล้านบาท ผมเห็นว่าอันไหนเป็นข้อมูลผิด ข้อมูลพลาด การออกมาชี้แจงหรือโต้แย้ง โดยเฉพาะผู้มีอำนาจรัฐหรือกลุ่มทุนนั้น เป็นสิ่งที่เขามีศักยภาพและมีกลไกเครื่องมือในมือพร้อมอยู่แล้ว โดยเฉพาะฝั่งรัฐ นี่เป็นหน้าที่ด้วยซ้ำที่จะต้องคอยชี้แจง สื่อสาร และทำความเข้าใจกับประชาชนในทุกเรื่อง
.
ทีนี้พอเห็นการจะแจ้งความดำเนินคดีกัน ผมว่าอันนี้ไม่น่าจะดีแน่ต่อการสร้างบทสนทนา ไม่ว่าจะรัฐต่อประชาชน หรือทุนใหญ่ต่อประชาชน เพราะท้ายที่สุดมันอาจสร้างบรรยากาศความกลัว แต่ไม่ทำให้ความเข้าใจผิดหรือเข้าใจพลาดหายไปได้ เพราะไม่มีใครที่จะมีข้อมูลหรือการตัดสินใจที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบในตัวเองเสมอไป หากแต่บรรยากาศความกลัวจากการถูกดำเนินคดี จะกลายเป็นว่าคนเลือกเก็บความเข้าใจผิดหรือพลาดนั้นเอาไว้ หรือเอาไปพูดกันใต้ดิน แทนที่จะพูดกันในที่แจ้งเพื่อให้รัฐหรือทุนใหญ่เหล่านั้นได้รับรู้ถึงความเข้าใจผิดและชี้แจงได้ทันท่วงที สุดท้ายการสร้างบทสนทนาก็จะไม่อาจเกิดขึ้นได้
.
ผมท้าเลยคนที่อ่านโพสต์นี้ มีใครบ้างที่ไม่เคยแชร์ข้อมูลผิดหรือข้อมูลที่มันพลาดบ้าง โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารถาโถมมากมายแบบนี้ ผมเชื่อว่าไม่มี ผมเองก็เคยเงิบแล้ว แต่คำถามคือเมื่อรู้ว่าตัวเองผิดหรือพลาดนั้นเราทำอย่างไร ลบหนี แถต่อ หรือแก้ไขความเข้าใจผิดนั้น เราต้องการทางออกไหน ผมเชื่อว่าคนที่ยอมรับความจริงว่าไม่มีใครสมบูรณ์แบบและอยากสร้างบทสนทนาระหว่างกัน คงหวังทางออกสุดท้ายคือการยอมรับและแก้ไขความเข้าใจผิดหรือพลาดนั้น แต่สิ่งนี้แทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นหากเขาเหล่านั้นถูกขู่ด้วยความกลัวหรือต้องเดิมพันด้วยคดีร้ายแรง ยิ่งไปกว่านั้น หากเขาไปคุยกันหรือนินทากันใต้ดิน สุดท้ายอย่าว่าแต่ลบหนีหรือแถต่อ เขาอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังเข้าใจผิด หนักไปกว่านั้นคนที่ถูกพาดพิงอาจไม่เคยได้รับรู้เรื่องราวที่อยู่ใต้ดินเหล่านี้เลย สุดท้ายเรื่องที่ควรจะได้รับการแก้ไข กลับกลายเป็นการสั่งสมความเข้าใจผิดที่อาจเกาะกินยาวนานจนไม่มีทางที่จะทำความเข้าใจกันได้
.
อีกประการซึ่งสัมพันธ์กันคือการเรียกปรากฏการณ์ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ผิด (Misinformation) ข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) หรือข้อมูลที่แฝงเจตนาร้าย (Malinformation) ว่า “Fake News” (ข่าวปลอมหรือข่าวลวง) ซึ่งในตัวมันเองมีปัญหาขัดแย้งในตัวเอง ผมขอยกมุมมองของยูเนสโก ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างสันติภาพผ่านความร่วมมือเรื่องความรู้ โดยสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากเสรีภาพในการพูด การคิด และการแสดงออกของประชาชน อันจะเป็นหลักประกันในการเข้าถึงความจริง และป้องกันการผูกขาด "ความจริง" โดยผู้มีอำนาจ
.ในหนังสือ "การเสนอข่าว 'ข่าวลวง' และข้อมูลบิดเบือน: คู่มือเพื่อการศึกษาและฝึกอบรมด้านวารสารศาสตร์" ของยูเนสโก [อ่านฉบับเต็ม https://unesdoc.unesco.org/.../PDF/372137tha.pdf.multi] ได้ชี้ให้เราตระหนักถึงการใช้คำว่า “Fake News” ว่าเป็นคำที่ขัดแย้งในตัวเอง เพราะ “คำว่า 'ข่าว' นั้นหมายถึงข้อมูลข่าวสารที่ตรวจสอบได้และเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานนี้ย่อมไม่สมควรเรียกว่าข่าว” ดังนั้น ในกรณีนี้ คำว่า ‘Fake News' จึงเป็นคำที่ขัดแย้งในตัวเอง บั่นทอนความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารที่เป็นไปตามมาตรฐานการตรวจสอบความจริงและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ อันเป็นลักษณะของข่าวที่แท้จริง นอกจากนี้ คำว่า ‘Fake News' ยังมีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้เป็นอาวุธทางการเมืองเพื่อทำลายอุตสาหกรรมข่าว และใช้เพื่อบั่นทอนการรายงานข่าวที่ผู้มีอำนาจไม่พอใจ ถ้าเราจำกันได้ช่วงหนึ่งเรามี “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม” ที่ถูกเอามาใช้แก้ต่างให้รัฐบาล จนถึงใช้ตอบโต้ทางการเมือง
.
ต้องบอกว่าปรากฏการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่บ้านเรา แต่เป็นเหมือนกันทั่วโลก จนรายงานของยูเนสโกฉบับนี้ต้องแสดงความกังวลอย่างมากต่อการที่รัฐบาลใช้มาตรการทางกฎหมายและการกำกับดูแลที่เข้มงวดเพื่อจัดการกับปัญหาข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลที่ผิด และมองว่ากฎระเบียบแบบครอบจักรวาลที่จำกัดช่องทางการสื่อสารมักไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์สากล ซึ่งกำหนดว่าการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกจะต้องพิสูจน์ได้ว่ามีความจำเป็น มีความเหมาะสมตามสัดส่วน และมีเจตนาที่ถูกต้อง
.
ที่พูดมานี้ไม่ได้มาดีเฟนด์ความผิดหรือความพลาดของคนที่โพสต์หรือแชร์เรื่องค่าน้ำชา 7 ล้านนั้น แต่การจะลงโทษก็ควรพิจารณาถึงความได้สัดส่วนของผลแห่งการกระทำ รวมถึงการแก้ไขหรือชี้แจงของผู้เกี่ยวข้องที่ทันท่วงที ในฐานะคู่กรณีเราอาจจะรู้สึกได้ว่าต้องมาคอยชี้แจง แต่หากคู่กรณีคือรัฐบาล การชี้แจงก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่เขาอยู่แล้ว แต่การส่งเสริมให้มีการลงโทษให้หนัก จนทำราวกับว่าอีก 10 เรื่องที่ตั้งคำถามมาก่อนหน้าต้องเสียความน่าเชื่อถือตามกันไปหมด การตรวจสอบรัฐบาลที่ผ่านมาไม่มีความน่าเชื่อถืออีกต่อไป ผมว่าอันนี้ไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะท้ายที่สุดจะกลายเป็นว่า ข้อสงสัย 10 เรื่องก่อนหน้า ถูกปัดตกไปด้วยความผิดหรือพลาดของคนตั้งคำถามที่ 11 ถ้าคุณเคยสงสัยใน 10 ข้อก่อนหน้า ก็ไม่ควรปล่อยให้คนที่ต้องตอบคำถามหรือชี้แจงรอดตัวไปด้วยเหตุนี้ ยิ่งเขามีอำนาจให้คุณให้โทษพวกคุณได้ เรื่องจะยิ่งไปกันใหญ่
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10239354879783275&set=a.1158191308008