วันอังคาร, ตุลาคม 27, 2569

ขอแรงสนับสนุน กลุ่ม "อาสาเยี่ยม" นักโทษการเมือง ใครที่พร้อมช่วยกันสนับสนุนให้กลุ่มอาสาเยี่ยมทำหน้าที่รับฟังเป็นเพื่อนของผู้ต้องขังทางการเมืองต่อไปได้ในปีหน้าๆ ช่วยบริจาคค่ารถ ค่าเดินทางให้เขาได้ ที่ข้างล่าง - ข่าวดี ’ณัฐชนน ไพโรจน์‘ ได้ประกันปล่อยตัวชั่วคราว


Yingcheep Atchanont
8 hours ago
·
ท่ามกลางสภาวะที่ผู้ต้องขังทางการเมืองไม่รู้จะต้องอยู่นานแค่ไหน กฎหมายนิรโทษกรรมก็มีแล้วแต่เลือกให้บางคนไม่ให้บางคน คนติดคดี 112 สงสัยต้องเตรียมใจที่จะคิดกันเรื่องอยู่อีกหลายปีจริงๆ มีงานของคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ดัง ไม่มีชื่อเสียง แต่ทำงานหนักและสำคัญต่อใจ คนกลุ่มนี้ ผมขอเรียกเขาสั้นๆ ว่า "อาสาเยี่ยม" ​นะครับ

กลุ่มนี้ชื่อเต็มอย่างเป็นทางการว่า กลุ่มอาสาเพื่อนรับฟัง (Friends with Ears: FWE) มีกันประมาณ 25 คน

ในวันที่มีนักโทษทางการเมืองอยู่ในเรือนจำ 30-50 คน ขึ้นๆลงๆ บ้างตามสถานการณ์ วันนี้มีพ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุข แล้วหวังว่าจะได้ออกประมาณ 10-15 คน และอีก 30-40 คนจะไม่ได้ออกโดยกฎหมายนี้ ระหว่างนี้ก็ต้องมีกระบวนการ "ดูแลกัน" หลายวิธี เช่น การดูแลคดีความทำโดยศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน การช่วยซื้อของใช้จำเป็น ยาและอาหารบางอย่างให้คนในเรือนจำ ดำเนินการโดย Freedom Bridge ขณะที่คนติดคุกยาวๆ อาจต้องการมากกว่านั้น จึงมีกลุ่มอาสาเยี่ยมขึ้นมา

กลุ่มนี้เขาทำงานด้วยหลักการคิดแบบจิตวิทยา เขามีความเชื่อที่ว่า การฟังอย่างลึกซึ้ง ฟังอย่างมี Emphathy จะช่วยสร้างความรู้สึกปลอดภัยมั่นคง นำไปสู่การคลี่ลายความขัดแย้งภายใน การมีคนรับฟังคนที่กำลังทุกข์ยากจะช่วยประคับประคองให้ผ่านพ้นสถานการณ์ยากลำบากไปได้ โดยงานของเขาก็คือ ไปเยี่ยมผู้ต้องขัง ไปเยี่ยมที่เรือนจำ ที่ศาล หรือที่ที่สามารถพบเจอได้ ให้ความรู้สึกว่า เขายังมีเพื่อน ยังมีคนเห็นคุณค่า ยังไม่ถูกลืม ยังไม่ถูกทอดทิ้ง และไป "รับฟัง"

ใครที่เคยไปเยี่ยมผู้ต้องขังไม่ว่าจะเป็นคดีการเมือง หรือเป็นเพื่อน เป็นญาติ จะเข้าใจว่า เวลาได้คุยกันผ่านลูกกรง ผ่านเครื่องโทรศัพท์ มีเวลาจำกัดและมีคนยืนฟัง คนที่อยู่หลังลูกกรงนั้นจะโยนความรู้สึก ฝากฝังภาระ ฝากความคิดและการจัดการมาใส่คนที่มาเยี่ยมอย่างเต็มที่ ใครไปนั่งคุย 20 นาทีกลับออกมาจะเต็มไปด้วยความรู้สึกท่วมท้นและภาระอันหนักอึ้งที่ตามมา คนที่ใจไม่แข็งทำงานนี้ไม่ได้ ยิ่งในภาวะที่สิทธิการเยี่ยมถูกจำกัดด้วยกฎมากมายของเรือนจำ บางครั้งไปแล้วไม่ได้เยี่ยม เสียเวลาเดินทาง หงุดหงิดและเครียดสะสม

ผมเองเคยเป็นคนที่ไปเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำบ่อยๆ เข้าใจดีว่ามันบั่นทอนสภาพจิตใจของคนที่อยู่ข้างนอกที่ต้องทำหน้าที่เยี่ยมไปด้วย แต่จะไม่ไปก็ไม่ได้ เพราะคนข้างในเขารอ การได้เยี่ยม 20 นาที สักสัปดาห์ละครั้งมีความหมายและเติมความหวังให้กับเขาได้มาก งานเยี่ยมจึงเป็นงานที่หนักหนาจริง

จนกระทั่งมีกลุ่ม "อาสาเยี่ยม" เข้ามาแบกรับภาระตรงนี้ เพื่อช่วยลดความเครียดของทนายความที่ต้องแบกคดี ลดความเครียดของญาติพี่น้องที่ต้องเผชิญหน้ากับอนาคตที่ไม่แน่นอน ช่วยให้รู้ว่ายังมีคนรับรู้ปัญหาและความทุกข์ทรมานเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 1 คน และหลายปีที่ผ่านมาผมรู้สึกขอบคุณมากที่ยังมีคนกลุ่มนี้อยู่ ที่พยายามจะทำอะไรอยู่บ้างอย่างน้อยก็มาอยู่ใกล้ๆ กันเพื่อช่วยกันฟังและรับรู้ซึ่งกันและกันก็ยังดี

งานด้านหนึ่งของอาสาเยี่ยมที่ยาก และคนธรรมดาทำไม่ได้ คือ การเตรียมตัวและเตรียมจิตใจของตัวเองให้พร้อมที่จะไปรับฟังเพื่อน ไปฟังแบบไม่ตัดสิน ไม่ได้ไปให้คำแนะนำการปฏิบัติตัว ไม่ได้ไปช่วยเขาออกจากเรือนจำ ไม่ได้ไปให้ความหวังหรือไปเชียร์ให้ต่อสู้ แต่ไปฟังเฉยๆ ให้คนในเรือนจำรู้สึกได้ว่า มีคนรับรู้พวกเขาแล้ว แล้วก็รับเอาความรู้สึกทั้งหลายทั้งปวงกลับมานอนหนักใจอยู่ที่บ้านต่อเอง หรือกลับมาหาวิธีเคลียร์หัวตัวเองด้วย

ผมได้ทำงานกับกกลุ่มอาสาเยี่ยมมาตั้งแต่เริ่มต้น ประมาณช่วงปี 2557-2558 ช่วงที่คสช. กวาดจับคนเข้าเรือนจำไปเยอะๆ และช่วงที่นักโทษลดจำนวนลงกลุ่มนี้ก็ลดบทบาทลง จนในช่วง 2 ปีหลังต้องฟื้นกลับมาใหม่ เพราะคนในเรือนจำจำนวนเพิ่มขึ้นๆ ยอมรับว่าเป็นงานที่หนักหนาทางใจจริงๆ และถ้าไม่ใช่พี่ๆ กลุ่มนี้ที่ฝึกฝนเรียนรู้ทักษะการฟังและการจัดการทางจิตใจมาก็ทำได้ยาก ยิ่งปีหลังๆ การไปเยี่ยมยังพบกับอุปสรรคอีกมากมาย ยังไม่ขอเล่าในที่นี้ ต้องอาศัยความใจเย็นสูงจริงๆ ผมทำไม่ได้

ในช่วงประมาณ 2 ปีมานี้ อาสากลุ่มนี้เดินทางไปเยี่ยมนักโทษหลักสิบคน ในเรือนจำหลายแห่งไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพฯ สาธารณะจะไม่รู้หรอกว่าพวกเขาทำงานอยู่ และไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร เพราะการไม่รู้จะดีกว่า ทำให้พวกเขาทำงานง่ายกว่า พวกเขาจะไม่บอกว่าตัวเองไปเยี่ยมใครมา และไม่เอาเรื่องของผู้ต้องขังมาเล่าสู่สาธารณะ แม้ว่าพวกเขาจะรับรู้เรื่องราวอันน่าอึดอัดมาขนาดไหน ก็เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว รักษาความไว้เนื้อเชื่อใจที่ผู้ต้องขังวันหนึ่งอาจต้องการพื้นที่ปลอดภัยที่จะระบายให้ใครสักคนฟัง

ในช่วงเวลาประมาณ 2 ปีมานี้ อาสากลุ่มนี้มีค่ารถ ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง และค่ามาอบรมดูแลใจกันและกัน โดยมีคนใจดีคนหนึ่ง ออกเงินตัวเองหลายแสนบาท เพื่อให้กลุ่มอาสาเยี่ยม 25 คน เดินทางไปรับฟังผู้ต้องขังได้ และให้งานเดินหน้ามาเรื่อยๆ แบบใจร่มๆ โดยบางคนก็ขอไม่รับบางคนก็ช่วยๆกันทำไป

จนกระทั่งปลายปี 2569 ทราบว่างบกำลังจะหมดแล้ว และยังไม่แน่ใจว่า โครงการอาสาเยี่ยม อาสาเพื่อนรับฟังจะเดินต่อได้ในปีหน้าหรือไม่ ทั้งที่คนในเรือนจำก็ยังอยู่และยังอาจจะอยู่อีกยาว

ในเมื่อกลุ่มนี้เขาไม่ถนัดสื่อสารออนไลน์
ผมจึงรับภาระหน้าที่มาแจ้งต่อสาธารณะว่า มีพวกเขาอยู่นะ
โดยไม่ต้องรู้จักชื่อและหน้าตาของเขาหรอก เขาจะไปเยี่ยม ไปฟังเงียบๆ แล้วกลับมาจัดการตัวเอง

ใครที่พร้อมช่วยกันสนับสนุนให้กลุ่มอาสาเยี่ยมทำหน้าที่รับฟังเป็นเพื่อนของผู้ต้องขังทางการเมืองต่อไปได้ในปีหน้าๆ ช่วยบริจาคค่ารถ ค่าเดินทางให้เขาได้ ที่

ธ.กสิกรไทย สาขาเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า
เลขที่ 208-1-11249-8
ชื่อบัญชี น.ส.ฉัตรสุดา หาญบาง และ น.ส.งามศุกร์ รัตนเสถียร และ น.ส.วรสิรา มีภาษณี
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=29212829188321029&set=a.164850830212251
.....


ThumbRights
14 hours ago
·
ข้อความของณัฐชนน ไพโรจน์ หลังฟังคำพิพากษาจำคุกคดีม.112 4 ปี ไม่ลดโทษ ไม่รอลงอาญา จากคดีปาวัตถุหน้า สภ.คลองหลวง
————————————————-
ผิดคาดนิดนึง ลงโทษเยอะด้วย 4 ปี

แต่ยังมีหวังอยู่ ชวนหวังไปด้วยกันนะครับ

หวังว่าจะได้เจอกันใหม่เร็ว ๆ นี้
วันนี้ได้เลยก็ดีนะ 555+

ณัฐชนน ไพโรจน์
26/10/2026
ศาลจังหวัดธัญบุรี

#ยกเลิก112

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122287156934184830&set=a.122111574896184830
.....

Pipob Udomittipong
·
ปีที่แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็กลับคำพิพากษาให้ลงโทษณัฐชนน มาตรา 112 คดีหนังสือปรากฏการณ์สะท้านฟ้า 10 สิงหา ให้จำคุก 2 ปีไม่รอลงอาญา โดยอ้างว่าข้อความในหนังสือหมิ่นประมาทกษัตริย์ ทั้ง ๆ ที่ณัฐชนนไม่ได้เป็นคนเขียนหนังสือเล่มนั้น ไม่ได้เป็นเจ้าของข้อความดังกล่าว ไม่มีความยุติธรรม
.....

https://www.facebook.com/watch/?v=1681235646847683