วันอาทิตย์, ตุลาคม 25, 2569

บทวิจารณ์ทุนนิยมเกษตรอุตสาหกรรมและการผูกขาดอำนาจเหนือระบบอาหาร โดยชี้ให้เห็นว่ากลุ่มเสรีนิยม-ทุนนิยมใหม่มักมองเห็นและเชิดชูเพียง "ด้านบวก" ของเทคโนโลยีการเกษตร เช่น การเพิ่มผลผลิตและนวัตกรรมการปรับปรุงพันธุ์ แต่กลับ จงใจละเลยหรือปิดตาลงต่อโครงสร้างการผูกขาด ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ และผลกระทบเชิงระบบ ทั้งในมิติเศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม

https://www.facebook.com/sina.wittayawiroj/posts/10163448732331481

Sina Wittayawiroj 
13 hours ago
·
สิ่งที่เสรีนิยม-ทุนนิยมใหม่ไทยจำนวนมากมองไม่เห็น(ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม)จากข้อถกเถียงเรื่อง ”กะเพรา” คือการยกแต่ด้านดีของทุนนิยมเกษตรอุตสาหรกรรมขึ้นมาเชิดชู ซึ่งในที่นี้คือการปรับปรุงพันธุ์ และการจดทะเบียนสทธิบัตร ที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรมีปริมาณและคุณภาพแบบก้าวกระโดด โดยจงใจละเลยข้อถกเถียง ความกังวล ร่วมถึงจินตนาการทางเศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ออกไปอย่างสิ้นเชิง

การจะทำความเข้าใจเรื่องนี้ จึงไม่ใช่การเถียงกันที่ปลายทางของการพัฒนาและจดทะเบียนสายพันธุ์ใดหนึ่ง ๆ แต่คือการตั้งคำถามที่ยากว่า เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

ย้อนกลับไปในปี 1960 หรือช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชากรโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กอปรกับความกังวลว่าจะเกิดภาวะอดอาหารครั้งใหญ่ ทำให้นักวิทยาศาสตร์นำโดย Norman Borlaung ตัดสินใจพัฒนา ”พันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูง” หรือ ”High-Yielding Varieties (HYV)” จนสำเร็จ (อาทิ ต้นข้าวสาลีรวงใหญ่ที่ไม่ล้มง่าย)
 
ทว่าพันธุ์พืชแบบ HYV เหล่านี้ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยระบบการเพาะปลูกตามธรรมชาติ มันมาเป็น ”แพ็กเกจ” ที่ประกอบไปด้วย ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และการออกแบบระบบชลประทานขนาดใหญ่
 
เมื่อสิ่งนี้กลายเป็นนโยบายของหลายรัฐบาลในโลก นี่จึงกลายเป็นจุดกำเนิดของ ”การปฏิวัติเขียว (Green Revolution)” โดยมีบริษัทเคมีภัณฑ์ในระบบเกษตรแบบอุตสาหกรรมเข้ามาสร้างวงจรหนี้สินจากปัจจัยการผลิตที่ไม่รู้จบอันส่งผลถึงปัจจุบัน

ต่อมา ก่อนหน้าทศวรรษที่ 1980 กฎหมายในหลายประเทศทั่วโลกมีฉันทามติว่า ”สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ หรือถูกพัฒนาขึ้น ไม่สามารถนำมาจดสิทธิบัตรผูกขาดได้” จนกระทั่งเกิดคดี Diamond V. Chakrabarty ในปี 1980
โดย Ananda Chakrabarty นักวิศวกรรมพันธุกรรม ทำการตัดต่อยีนแบคทีเรียชนิดหนึ่งให้สามารถกินคราบน้ำมันได้ และนำไปขอจดสิทธิบัตร นำมาซึ่งการที่ศาลฎีกาของสหรัฐฯ ตัดสินด้วยคะแนน 5:4 ว่า ”สิ่งใด ๆ ภายใต้ดวงอาทิตย์ที่มนุษย์สร้างขึ้น (Anything under the sun that is made by man)” สามารถจดสิทธิบัตรได้

คำตัดสินดังกล่าวกลายเป็นการเปิดประตูบานใหญ่ให้บริษัทเคมีภัณฑ์ในระบบเกษตรแบบอุตสาหกรรมอย่าง Monsanto, DupPont, Syngenta เริ่มเล็งเห็นช่องทางในการแสวงหากำไรปริมาณมหาศาลจากการใช้เทคโนโลยีวิศวกรรมพันธุกรรมและการจดสิทธิบัตร อันนำไปสู่การเริ่มการผูกขาด ”เมล็ดพันธุ์” ได้อย่างชอบธรรมตามกฎหมาย จึงเกิดการกว่านซื้อเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นทั่วโลกในอีกหลายปีต่อมา เพื่อรวบอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ

กระทั่งปีทศวรรษ 1990 คือช่วงเวลาที่โมเดลของบริษัทเคมีภัณฑ์ยักษ์ใหญ่ในโลกเหล่านี้ทำงานอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากพวกเขาสามารถพัฒนาพืชตัดต่อพันธุกรรม หรือ GMOs (Genetically Modified Organisms) กว่า 80% ให้ทนต่อยาฆ่าแมลงของตัวเอง นำมาซึ่งบีบให้เกษตรกรต้องซื้อทั้งเมล็ดพันธุ์และยาฆ่าแมลงจากบริษัทเดียวกัน หากต้องการขายผลผลิตในปริมาณและคุณภาพที่บริษัทสร้างบรรทัดฐานใหม่เอาไว้ให้กับตลาด

จนเกิดเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืขใหม่ ฉบับปรับปรุง ค.ศ.1991 หรือเรียกสั้น ๆ ว่า UPOV 1991 (International Union for the Protection of New Varieties of Plants) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของ "นักปรับปรุงพันธุ์พืช" (Plant Breeders' Rights) ให้ได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจจากการพัฒนาสายพันธุ์พืชใหม่ ๆ มากกว่าการพัฒนาสายพันธุ์แบบดั้งเดิม

ผนวกกับนวัตกรรมทางกฎหมานที่เรียกว่า ”สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Technology Agreement)” ที่ถือว่าไม่ใช่การขายขาด เช่น เมื่อเกษตรกรซื้อเมล็ดพันธุ์ตัดต่อพันธุกรรมเหล่านี้ไปปลูก พวกเขาไม่ได้ซื้อ "กรรมสิทธิ์" ในตัวพืช แต่เป็นการซื้อ "สิทธิในการใช้เทคโนโลยี (License)" คล้ายกับการซื้อซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ โดยมีเงื่อนไขผูกมัดชัดเจนว่า อนุญาตให้ปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตไปขายตามฤดูกาลหนึ่ง ๆ เท่านั้น ห้ามเก็บเมล็ดส่วนหนึ่งไว้ปลูกต่อในฤดูถัดไป ห้ามนำไปวิจัย และห้ามแบ่งปันให้เพื่อนบ้านเด็ดขาด
 
ในขณะที่หลายประเทศมีหน่วยงานและกลไกทางกฎหมายคล้าย ”ตำรวจเมล็ดพันธุ์” ที่จะคอยสุ่มตรวจและดำเนินคดีกับเกษตรกรที่ละเมิดสัญญา เหล่านี้ทำให้เกิดการทำลายธรรมเนียมปฏิบัติและการส่งต่อองค์ความรู้การเกษตรกรรมแบบพื้นบ้านที่ทำกันมานับพันปีอย่างเป็นระบบ การพัฒนาสายพันธุ์ด้วยการคัดเลือกพืชพันธุ์ด้วยวิธีการธรรมชาติจึงค่อย ๆ สูญหาย ถูกตัดตอน กระทั่งไม่สามารถเข้ามากินส่วนแบ่งและเติบโตในตลาดทุนนิยมเกษตรอุตสาหกรรมได้ โดยเฉพาะสิทธิในการเก็บเมล็ดพันธุ์ (Farmers' Privilege) ของเกษตรกร ที่ถูกแทนที่ด้วยระบบเมล็ดพันธุ์ภายใต้สิทธิบัตร ที่ทำงานพร้อมกับปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลงและกำจัดศัตรูพืชจากบริษัทเพียงเท่านั้น กระทั่งเกษตรกรถูกทำให้เป็นผู้เช่าในที่ดินของตัวเองไปโดยปริยาย ด้วยการแบกต้นทุนค่าเพาะปลูก(ที่ไม่มีวันถูกลง)ให้กับบริษัทในทุกฤดูกาล

สิ่งที่ CP Group ทำตลอดมาจนถึงปัจจุบัน จึงไม่ใช่แค่กรณี ”กะเพรา”ของ CPRAM แต่รวมถึงการทำงานในนาม เจียไต๋, CP F และบริษัทลูกอีกมากมาย ซึ่งไม่ต่างจากสิ่งที่ Monsanto (ปัจจุบันคือ Bayer), DuPont (ปัจจุบันคือ Corteva) และ Syngenta ทำตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา

ทั้งการเคยตั้งบริษัทร่วมทุนในชื่อ CP-DeKalb เพื่อทำวิจัยและพัฒนา (R&D) เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมสำหรับประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการร่วมทุนนี้ทำให้ CP จนได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์ระดับโลกเข้ามา ไปจนถึงการเข้าไปเป็นตัวแทนจำหน่ายกับพันธมิตรเหล่านี้ในการจัดจำหน่ายทั้งเมล็ดพันธุ์และสารเคมีทางการเกษตรในอินโดนีเซียและเวียดนาม

ในขณะที่บริษัท เจียไต๋ เอง ก็ใช้โมเดลทุนนิยมเกษตรอุตสาหกรรมเดียวกันกับบริษทยักษ์ใหญ่ในโลกอย่างชัดเจน ที่ผลักให้เกษตรต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากบริษัทตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ (เมล็ดพันธุ์ผสม/ปุ๋ยเคมี/สารกำจัดศัตรูพืช) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมล็ดพันธุ์ผสมบางชนิดถูกพัฒนาไปจนถึงระดับที่ว่า ไม่สามารถเก็บผลิตไปปลูกซ้ำได้ เพราะจะปริมาณและคุณภาพจะตกลง หรือกระทั่งกลายพันธุ์ ทำให้ต้องวนกลับมาซื้อ ”แพ็กเกจ” ซ้ำ ๆ ทุกฤดูกาล เกิดเป็นระบบ ”เกษตรพันธสัญญา (Contract Farming)” ที่เป็นภัยต่ออธิปไตยเมล็ดพันธุ์ ในการผลักดันให้เมล็ดพันธุ์ท้องถิ่นและพื้นบ้านเข้าไปมีส่วนแบ่งในตลาดได้ไม่เต็มที่

นั่นทำให้บริษัทเหล่านี้ รวมถึง CP เอง มีแนวโน้มที่จะสนับสนุน UPOV 1991 ที่เกิดจากนักพัฒนาที่ถูกจ้างหรือให้ทุนมากกว่าส่งเสริมให้เกิดการแบ่งปันผลงานวิจัยสู่สาธารณะ ผ่านกลไกทางกฎหมายที่เอื้อให้บริษัทขนาดใหญ่หาประโยชน์จากการพัฒนาสายพันธุ์และการเป็นเจ้าตลาดที่ไร้การควบคุมมากขึ้นเรื่อย ๆ

และที่หนักไปกว่านั้น ปัจจุบัน (2026) CP เพิ่งประกาศความร่วมมือกับกว่า 30 องค์กร ภายใต้โปรเจกต์ CP COE มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง, หุ่นยนต์ทางการเกษตร, โดรน และ AI ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์เดียวกับที่ Bayer (Monsanto) และ Syngenta กำลังทำอยู่ ซึ่งก็คือการผูกขาด "ข้อมูล" ของเกษตรกรผ่านแอปพลิเคชันและเทคโนโลยีการเกษตรที่แม่นยำมากขึ้น ในระดับที่รายย่อยไม่สามารถต่อกรหรือเติบโตได้อีกต่อไป
 
เมื่อการเกษตรกลายเป็นการผลิตเพื่อตอบสนอง ”ระบบอาหารอุตสาหกรรม (Industrial Food System)” ขนาดมหึมา บรรษัทที่ลงทุนในนวัตกรรมเหล่านี้จึงต้องผลักดันกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้มงวด จนนักวิจัยรายเล็กและเกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้เพียงผู้ใช้งานเพียงเท่านั้น ซึ่งถูกริบสิทธิอื่น ๆ ไปจนหมด ท้ายที่สุด ในระบบแบบนี้ ผลผลิตจึงมีหน้าตาเหมือน ๆ กัน ผักท้องถิ่นที่หลากหลายถูกมองว่าไม่ได้มาตรฐานการค้า อาทิ แม้จะรสชาติดีกว่า แต่ช้ำง่าย หรือไม่สวย มักจะถูกปฏิเสธจากตลาดหลัก และไม่มีพื้นที่มากพอบนชั้นวาง
 
และสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นสภาพของระบบเกษตรทั่วโลกแบบถาวร ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย แม้กระทั่งตั้งคำถามยาก ๆ ไหลตามบริษัทขนาดใหญ่ไปหมด และพร่ำบอกกันและกันถึงด้านดีของทุนนิยมเกษตรอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจที่ถูกสร้างโดย/เพื่อคน 1% ข้างบน โดยจงใจละเลยข้อถกเถียง ความกังวล ร่วมถึงจินตนาการทางเศรษฐกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ออกไปจนหมดสิ้น