วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 01, 2569

ปัญหาฝนตกหนักในพื้นที่บ้านหนองพะวา จังหวัดระยอง ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อบริเวณ บริษัท วิน โพรเสส ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายก่อนหน้านี้ น้ำฝนที่ตกชุกได้กัดเซาะและชะล้างตะกอนสารเคมีที่ตกค้าง ชัดพาเอาน้ำเสียและสารพิษไหลทะลักออกจากพื้นที่โรงงานลงสู่ลำห้วยสาธารณะและพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านในบริเวณรอบข้าง


นักข่าวพลเมือง Thai PBS and กลางแจ้ง
a day ago ·

ฝนถล่มหนองพะวา น้ำชะตะกอนสารเคมีโผล่ ‘สุสานมลพิษ วิน โพรเสสฯ’
.
ช่วงเย็นเมื่อวานนี้ (28 กันยายน 2569) หลังจากบ้านหนองพะวาผ่านฝนตกหนักสลับเบามาแล้วประมาณ 5 วัน นี่คือสภาพของ “สุสานมลพิษวินโพรเสสฯ” ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ที่สนิท มณีศรี ชาวบ้านหนองพะวา ได้ถ่ายภาพสภาพปัจจุบันมาให้รับชม
.
ซากกองถัง 200 ลิตรในพื้นที่บริเวณโกดัง 5 ซึ่งถือว่าเป็นอาคารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโรงงาน มีสภาพเปียกชุ่มเผยร่องรอยการผ่านฝนและน้ำท่วมขัง บางจุดมีคราบสีรุ้งขึ้นบนผิวน้ำ
.
สนิทเล่าว่า เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา หนองพะวามีฝนตกหนัก คันดินบางจุดที่กั้นไม่ให้น้ำที่ไหลผ่านโรงงาน ซึ่งจะกลายเป็นน้ำปนเปื้อนไหลเข้าในที่ดินของชาวบ้าน เกิดปริแตก แม้ชาวบ้านที่มีรถแบคโฮขนาดเล็ก มาขุดซ่อมคันดินบางจุดแล้ว แต่ด้วยฝนตกต่อเนื่องหลายวัน คันดินเหล่านั้นบางจุดก็แตกพังเหมือนเดิม ดีที่ว่าฝนหยุดตกเสียก่อน จึงไม่เกิดกรณีน้ำปนเปื้อนกระจายไปเพิ่ม
.
ขณะที่ ช่วงหน้าวัดหนองพะวา หลังฝนตกพบเห็นร่องรอยของคราบน้ำสีส้มๆ ‘ปรากฏการณ์ผิดธรรมชาติ’ เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากโรงงานที่ก่ออาชญากรรมสิ่งแวดล้อม
.
แผนจัดการกากอุตสาหกรรมที่ตกค้าง
.
ทั้งนี้ สำหรับการขนย้ายกากอุตสาหกรรมที่ตกค้างภายในโรงงานวิน โพรเสส กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เคยชี้แจงแผนงบประมาณในการจัดการกากของเสียว่า ในปี 2568 จะใช้งบกลางจำนวน 40 ล้านบาท สำหรับบำบัดของเสียเคมีวัตถุและเศษซากของเสียที่ถูกไฟไหม้ ประมาณ 4,000 ตัน
.
และ กรอ. เคยรายงานว่า ในช่วงปี 2569 อยู่ระหว่างขอรับการจัดสรรงบประมาณประมาณ 459 ล้านบาทจาก EEC หรือ Eastern Economic Corridor (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) เพื่อใช้บำบัดของเสียที่เหลือทั้งหมดอีกกว่า 24,300 ตัน
.
แต่สำหรับการดำเนินการจริงที่เห็นเป็นรูปธรรมในปีที่ผ่านมา กรอ. ได้ว่าจ้างบริษัท บริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) หรือเจนโก้ ให้เข้ามาดำเนินการกำจัดและบำบัดของเสียอันตรายที่ตกค้างภายในโรงงาน มีวงเงินตามสัญญา 27.12 ล้านบาท ซึ่ง กรอ. ระบุว่าเป็น “งานจ้างด้วยเงินภาษีของประชาชน”
.
โครงการนี้ครอบคลุมการขนย้ายของเสียรวมไม่น้อยกว่า 4,000 ตัน แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ สารเคมีและวัตถุอันตรายในถัง IBC ถุง BIG BAG และบรรจุภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงเศษซากของเสียที่ถูกไฟไหม้ ประมาณ 2,600 ตัน และวัตถุอันตรายที่อยู่ในบ่อคอนกรีตจำนวน 27 บ่อ ระหว่างอาคาร 3 และอาคาร 5 อีกประมาณ 1,400 ตัน
.
โครงการดังกล่าวดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ผลพบว่าซากกากในพื้นที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะส่วนที่กองกลาดเกลื่อนอยู่นอกตัวอาหาร อย่างไรก็ตาม นับแต่นั้นก็ไม่มีการดำเนินการอื่นใดติดตามมา
.
อ่านเนื้อหาทั้งหมด ได้ที่ https://www.thaipbs.or.th/locals/contents/f1j9o6h6tnp1hug0n0e7rafv-ฝนถล่มหนองพะวา-น้ำชะตะกอนสารเคมีโผล่-สุสานมลพิษ-วิน-โพรเสสฯ
.
เรื่อง : นราธิป ทองถนอม มูลนิธิบูรณะนิเวศ
ภาพ : สนิท มณีศรี ชาวบ้านหนองพะวา

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1099441139449762&set=a.208515941875624





“จรัญ”ซัดกระบวนการเลือกสว. “ขัดรัฐธรรมนูญ” ในงานเสวนา คดีฮั้ว ส.ว.: เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้


🔴 คดีฮั้ว ส.ว.: เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้ : Matichon TV

Streamed live 18 hours ago 

โครงการราชบัณฑิตยสภานำความรู้สู่สังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ครั้งที่ ๑๓ เรื่อง "ดดีฮั้ว ส.ว.: เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้" เวลา 10.00-12.30 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 3 สำนักงานราชบัณฑิตยสภา ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๔๐ พรรษาฯ (อาคารC)

https://www.youtube.com/watch?v=GFkYSDPvdc0




ฮ่วย ตีความอย่างนี้ก็ได้ ?!? ตามตัวบทและหลักนิติศาสตร์อาญาสากล การตีความกฎหมายอาญาต้องเคร่งครัด ไม่ขยายความให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย คำว่า "พระมหากษัตริย์" จึงควรหมายถึงองค์ปัจจุบัน


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
9 hours ago ·

ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก “ไผ่-ครูใหญ่” คดีปราศรัยที่ภูเขียว ตีความเห็นว่า ม.112 คุ้มครองครอบคลุมกษัตริย์ทุกพระองค์แห่งราชวงศ์จักรี
.
.
วันที่ 30 ก.ย. 2569 ศาลจังหวัดภูเขียวนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีมาตรา 112 ของ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ จากกรณีปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 หลังเลื่อนมาแล้วสองครั้ง จากนัดเดิมวันที่ 23 ก.ย. และ 29 ก.ย. เหตุสถานการณ์น้ำท่วมทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของเรือนจำขัดข้อง
.
ในชั้นฎีกา “ไผ่” จตุภัทร์ ต่อสู้ว่ามาตรา 112 ต้องตีความโดยเคร่งครัด คุ้มครองเฉพาะกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ และคำปราศรัยของตนหมายถึง “สถาบัน” ไม่ใช่ตัวบุคคล ขณะที่ “ครูใหญ่” อรรถพล สู้ว่า “กษัตริย์” คือชื่อตำแหน่งเหมือนผู้ใหญ่บ้าน และถ้อยคำ “ถ้าไม่ใช่กษัตริย์จะใช่ของใคร” หมายถึงบริษัทปูนซิเมนต์ไทย พร้อมขอให้รอการลงโทษ แต่ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำคุกไผ่ 2 ปี 12 เดือน และครูใหญ่ 2 ปี ปิดฉากคดีที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2564
.
เวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 5 ของศาล ทนายความพร้อมครอบครัวของจตุภัทร์เดินทางไปฟังคำพิพากษา ส่วนจตุภัทร์และอรรถพลเชื่อมต่อผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มายังห้องพิจารณา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดภูเขียวเปิดซองคำพิพากษา ก่อนอ่านโดยสรุปใจความได้ว่า
.
ในประเด็นว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามมาตรา 112 หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้มาตรา 112 จะไม่ได้บัญญัติถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ครอบคลุมทั้งพระมหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันและพระมหากษัตริย์ในอดีตทุกพระองค์แห่งราชวงศ์จักรี เพราะมีความหมายเชิงประวัติศาสตร์ ความผูกพันทางวัฒนธรรม และโครงสร้างทางกฎหมายที่สืบทอดกันมาไม่ขาดสาย ความเคารพที่ประชาชนมีต่อสถาบันในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งสะท้อนจากพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชทุกยุคสมัย
.
ศาลวินิจฉัยว่าถ้อยคำของจตุภัทร์เป็นการกล่าวหาว่า สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชและพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน ไม่ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม ขัดต่อพระราชสถานะอันผู้ใดจะละเมิดมิได้ที่รัฐธรรมนูญรับรอง และทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง
.
ส่วนข้ออ้างที่ว่ามาตรา 112 หมายถึงเฉพาะพระมหากษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่ ศาลเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์กับพระมหากษัตริย์ยึดโยงกัน และเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ถ้อยคำของจตุภัทร์จึงสื่อถึงพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์
.
สำหรับถ้อยคำของอรรถพล ศาลเห็นว่าทำให้ผู้ฟังเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ใช้อำนาจสั่งให้ระเบิดภูเขาเพื่อประโยชน์ของโรงงานปูนที่สระบุรี จึงไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตามที่จำเลยอ้าง
.
ต่อข้ออ้างที่เปรียบเทียบตำแหน่งพระมหากษัตริย์กับตำแหน่งข้าราชการหรือผู้ใหญ่บ้าน ว่าหมายถึงตำแหน่งมิใช่ตัวบุคคล ศาลฎีกาเห็นว่าเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะแตกต่างกันในทุกด้าน ทั้งในด้านที่มา ซึ่งการสืบราชสันตติวงศ์เป็นไปตามสายพระโลหิตในราชวงศ์จักรี ตามรัฐธรรมนูญและกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 ขณะที่ข้าราชการเข้าสู่ตำแหน่งผ่านการสอบคัดเลือกหรือแต่งตั้ง และผู้ใหญ่บ้านมาจากการเลือกตั้งของราษฎร
.
ด้านอำนาจ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมืองและทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล ขณะที่ข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านใช้อำนาจตามกฎหมายเฉพาะตำแหน่ง
.
ด้านวาระ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งตลอดรัชกาล ขณะที่ข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านมีวาระตามกฎหมายและอาจถูกถอดถอนได้
.
และด้านความรับผิด ผู้ใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ทางอาญาหรือทางแพ่งไม่ได้ โดยความรับผิดชอบทางการเมืองเป็นของรัฐบาล ขณะที่ข้าราชการและผู้ใหญ่บ้านต้องรับผิดทั้งทางวินัย ทางแพ่ง และทางอาญา
.
ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
.
ส่วนที่อรรถพลขอให้รอการลงโทษ ศาลเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดต่อหน้าสาธารณชน โดยมีเจตนาให้บุคคลทั่วไปรับรู้ เป็นการลดพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์ และทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ พิพากษายืน จำคุกจตุภัทร์ 2 ปี 12 เดือน และอรรถพล 2 ปี
.
.
อ่านเนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/86950

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1507175837919548&set=a.656922399611567





มีคนเขียนโพสต์เรื่อง "พรรคประชาชนกับการเคลื่อนไหวนอกสภา" น่าคิด อย่างที่รู้ๆกัน รัฐสภามีข้อจำกัด การช่วยสร้าง Active Citizen จะช่วยหนุนการเปลี่ยนแปลง


มิตร
10 hours ago ·

พรรคประชาชนกับการเคลื่อนไหวนอกสภา

การเคลื่อนไหวเปิดโปงการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในช่วงที่ผ่านมาของพรรคประชาชน และของภาคประชาชนนำโดยไอลอนั้นได้ให้ประสบการณ์และบทเรียนกับพรรคประชาชนและภาคประชาชนในเรื่องการเคลื่อนไหวนอกสภากับบทบาทของพรรคการเมืองที่มุ่งหมายให้ประชาชนมีส่วนร่วมต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

การเคลื่อนไหวนอกระบบรัฐสภา (extra-parliamentary movement) หมายถึง การเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือทางสังคมที่ดำเนินกิจกรรมอยู่นอกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อผลักดันข้อเรียกร้อง เปลี่ยนแปลงนโยบาย และต่อต้านอำนาจรัฐและกดดันตัวแทนหรือพรรคการเมืองในสภา

เป้าหมายของการเคลื่อนไหวอาจเป็นการกดดันให้รัฐบาลเปลี่ยนกฎหมาย เรียกร้องความเป็นธรรมทางสังคม หรือในบางกรณีอาจเป็นการท้าทายความชอบธรรมของระบบการเมืองในขณะนั้น

วิธีการเคลื่อนไหวนอกสภานั้นมักเน้นการขับเคลื่อนบนท้องถนนหรือในพื้นที่สาธารณะ เช่น การเดินขบวนประท้วง การนัดหยุดงาน การอารยะขัดขืน หรือการทำประชามติของภาคประชาชน การรณรงค์ทั้งในพื้นที่จริงและทั้งผ่านสื่อสังคมออนไลน์

ผู้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวเกิดจากการรวมตัวของภาคประชาชน กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มกิจกรรม สหภาพแรงงาน กลุ่มนักศึกษา หรือพรรคการเมืองที่เห็นว่าระบบรัฐสภาปกติไม่สามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้เพียงพอ

พรรคประชาชนและไอลอที่ผ่านประสบการณ์การใช้สภาเป็นเวทีการต่อสู้เรียกร้องในหลายกรณีมาแล้วย่อมรู้ซึ้งถึงข้อจำกัดของสภาเป็นอย่างดีว่า สภาเป็นเวทีที่รัฐบาลและสส.ปีกรัฐบาลสามารถควบคุมวิธีการสื่อสารข้อเรียกร้องต่าง ๆ ของสส.และภาคประชาชนให้อยู่ในขอบเขตที่ส่งผลสะเทือนต่อการตื่นตัวของประชาชนได้เพียงเล็กน้อย

ตรงกันข้าม การจัดเวทีสาธารณะนอกสภาเพื่อเปิดโปงเรื่องการโกงสว.ที่พรรคประชาชนและไอลอร่วมกันจัดขึ้นนั้นกลับเป็นอิสระกว่ามาก และขยายเวทีสู่สื่อสารมวลชนจนสามารถสร้างผลสะเทือนต่อจิตสำนึกของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า และดึงดูดผู้คนให้มาเป็นแนวร่วมการเคลื่อนไหวได้กว้างขวางกว่า

อย่างไรก็ตาม ดอกผลของการเคลื่อนไหวนอกสภาที่พรรคประชาชนทำได้นั้นเป็นเพียงการรณรงค์สร้างความตื่นตัวของประชาชนต่อปัญหานี้เท่านั้น ยังไปไม่ถึงดอกผลในระดับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนั่นคือ การจัดตั้งตนเองและเข้าร่วมต่อสู้ของประชาชนอย่างกว้างขวางเพื่อยกระดับการเรียกร้องและกดดันจนกลไกรัฐตอบสนองต่อข้อเรียกร้อง

การใช้การเคลื่อนไหวนอกสภาอย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดประสิทธิผลต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนั้น พรรคประชาชนต้องปรับเปลี่ยนบทบาทและยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวของตนจากการเป็นพรรคที่มุ่งให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งและทำหน้าที่สส.ในรัฐสภาเป็นหลัก มาเป็นพรรคที่มุ่งสร้างขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนให้เข้มแข็งเป็นหลัก และใช้รัฐสภาเป็นเวทีเสริมเพื่อเคลื่อนไหวทางความคิดต่อสาธารณะ

พวกเขาจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนความเข้าใจของพวกเขาเสียใหม่ด้วยสองข้อคิดสำคัญคือ

หนึ่ง รัฐสภาของทุนนิยมไม่อาจถูกพวกเขาเข้ายึดกุมได้ด้วยหนทางการชนะเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ และ
สอง ผู้ที่เป็นกำลังหลักและมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างไม่ใช่พรรคการเมือง แต่เป็นประชาชนที่ตื่นตัวเป็นพลเมือง (Active citizen) และจัดตั้งตนเองอย่างเข้มแข็ง โดยมีพรรคการเมืองที่ก้าวหน้าเข้าร่วมสนับสนุนด้วยพลังทางความคิดแห่งหลักนโยบาย การประสานการจัดตั้งอย่างต่อเนื่อง และการเก็บบทเรียนการต่อสู้เพื่อการสู้ใหม่ที่เข้มแข็ง

เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อคิดทั้งสองนี้มาจากสภาพความเป็นจริงของรัฐทุนนิยมที่ผูกขาดอำนาจรัฐ และของจิตสำนึกของประชาชนที่มีการตื่นตัวที่ไม่เท่าทันกันและซ้อนอยู่รวมกันจึงต้องการพรรคการเมืองช่วยประสานการจัดตั้งรวมตัว

ระบบรัฐสภาในมือของกลุ่มทุน

การครอบงำและผูกขาดอำนาจในรัฐสภาและกลไกรัฐของกลุ่มทุนไทยมาจากความสำเร็จของพรรคการเมืองของกลุ่มทุนในการผูกขาดชัยชนะในการเลือกตั้งเสมอมา สิ่งนี้จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการที่กลุ่มทุนใช้เงินตราและอำนาจอย่างเป็นระบบ โดยมี 4 กลยุทธ์หลักดังนี้

1. ยุทธศาสตร์ ”ท่อน้ำเลี้ยง" ของทุกพรรคการเมือง
เงินทุนคือสายเลือดหลักของระบบเลือกตั้ง ทุนผูกขาดไม่ได้ลงเดิมพันกับพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว แต่ใช้กลยุทธ์กระจายความเสี่ยง โดยให้ทุนสนับสนุนแบบครอบคลุม กลุ่มทุนขนาดใหญ่ (เช่น ทุนพลังงาน ทุนค้าปลีก ทุนสื่อสาร หรืออสังหาริมทรัพย์) มักจะบริจาคเงินอุดหนุนแบบเปิดเผยและปิดลับให้แก่พรรคการเมืองกระแสหลักทุกพรรคที่มีโอกาสเป็นรัฐบาล ทั้งพรรคฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

ดังนั้นไม่ว่าหน้าตาของรัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะเปลี่ยนไปอย่างไร หรือพรรคใดจะชนะ กลุ่มทุนผูกขาดก็ยังคงสถานะเป็นเจ้าหนี้ทางการเมืองที่สามารถเข้าถึงและชี้นำนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ได้เสมอ ชัยชนะการเลือกตั้งจึงถูกล็อกไว้ให้ประชาชนได้เลือกแต่ชนชั้นนำของกลุ่มทุนตั้งแต่ก่อนประชาชนจะเดินเข้าคูหาแล้ว

2. การสร้างระบบอุปถัมภ์สมัยใหม่
ความสัมพันธ์ในสังคมไทยยังคงมีการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมและผสมผสานกัน (Uneven and Combined Development) ระหว่างทุนนิยมที่ก้าวหน้าและล้าหลัง ภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม เมืองกับชนบท กลุ่มทุนและพรรคการเมืองฝ่ายนายทุนจึงใช้ประโยชน์จากช่องว่างนี้ผ่านกลุ่มทุนที่เป็นเครือข่ายบ้านใหญ่ และผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ด้วยความร่วมมือของกลไกรัฐราชการ

พวกเขาเหล่านั้นช่วยกันทำหน้าที่นักจัดตั้งเครือข่ายแกนนำมวลชนด้วยการจัดสรรผลประโยชน์ และให้ทำหน้าที่คอยดูแลมวลชนในพื้นที่ผ่านการสงเคราะห์ในด้านต่าง ๆ จนกลายเป็นระบบอุปถัมภ์ที่ทำให้ชาวบ้านรู้สึกผูกพันและต้องพึ่งพาแกนนำเหล่านั้น เมื่อถึงฤดูเลือกตั้ง เครือข่ายอุปถัมภ์เหล่านี้จะเปลี่ยนสภาพเป็นคะแนนเสียงที่จับต้องได้ ซึ่งยากที่พรรคการเมืองที่มีอุดมการทางเลือกจะเข้ามาเจาะทำลายได้ในระยะเวลาอันสั้น

3. ยุทธศาสตร์ประชานิยมเพื่อรักษาสถานะของทุนไว้
นี่คือกลยุทธ์ที่ล้ำลึกที่สุดในการเปลี่ยนจิตสำนึกของมวลชน พรรคการเมืองฝ่ายนายทุนตระหนักดีว่า การจะชนะเลือกตั้งในระบบหนึ่งสิทธิ์ หนึ่งเสียง ต้องได้ใจคนงานและเกษตรกรส่วนใหญ่ พวกเขาจึงใช้นโยบายประชานิยมมาเป็นเครื่องมือ นโยบายประเภทการแจกเงิน การพักหนี้ การอุดหนุนด้วยกองทุน การจัดสวัสดิการเพียงบางส่วน ก็เพื่อบรรเทาความลำบากเฉพาะหน้า ทำให้มวลชนพึงพอใจและรู้สึกว่ารัฐบาลดูแลพวกเขาแล้ว มันเป็นเพียงการจัดสรรเงินงบประมาณของแผ่นดินมาผลักดันนโยบายประชานิยมเพื่อซื้อคะแนนเสียงกลับคืนมา

ในทางตรงกันข้าม นโยบายประชานิยมเหล่านี้จะไม่มีวันเข้าไปแตะต้องกฎหมายที่เอื้อการผูกขาด การเก็บภาษีความมั่งคั่งจากเศรษฐี การปฏิรูปที่ดินทำกินอย่างจริงจัง และการปฏิวัติการเกษตรด้วยอุตสาหกรรม ผลประโยชน์และกำไรสูงสุดของกลุ่มทุนจึงยังคงปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์

4. การครอบงำอุดมการณ์และความเชื่อ
เพื่อป้องกันไม่ให้มวลชนเกิดจิตสำนึกที่ก้าวหน้า กลุ่มทุนและพรรคฝ่ายนายทุนได้ใช้กลไกสื่อสารมวลชน วัฒนธรรมบริโภคนิยม และระบบการศึกษา ในการสะกดจิตสำนึกของประชาชนด้วยการสร้างมายาคติเบี่ยงเบนความสนใจ สื่อกระแสหลักที่กลุ่มทุนหนุนหลังหรือมีอิทธิพลมักจะเบี่ยงเบนความขัดแย้งเชิงโครงสร้างมาเรื่องเฉพาะกรณีหรือเรื่องตัวบุคคล การทำเช่นนี้ทำให้มวลชนเลือกพรรคการเมืองโดยพิจารณาจากวาทกรรมและตัวบุคคลมากกว่าการพิจารณาว่าพรรคนั้นเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชนชั้นใดอย่างแท้จริง

ดังนั้น ตราบใดที่การเลือกตั้งยังต้องใช้เงินมหาศาล และระบบเศรษฐกิจยังถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุน พรรคการเมืองฝ่ายนายทุนก็จะยังคงได้เปรียบและคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งได้เป็นส่วนใหญ่เสมอ เพราะพวกเขาสามารถใช้ทุนไปเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงผ่านระบบอุปถัมภ์และนโยบายประชานิยมอย่างถูกกฎหมายในระบบรัฐสภา และใข้อิทธิพลเข้าครอบงำจิตสำนึกของมวลชนให้อยู่ในอาณัติ

ในกรณีการโกงการเลือกตั้งสว. คือ ตัวอย่างล่าสุดของการยึดอำนาจรัฐสภาด้วยการครอบงำกำหนดผลการเลือกตั้งอย่างเป็นระบบด้วยอำนาจทุน ระบบการผูกขาดอำนาจเช่นนี้ดำเนินมาช้านานตั้งแต่ระบบประชาธิปไตยแบบทุนนิยมกำเนิดขึ้นในสังคมไทย ข้อเท็จจริงนี้สมควรได้รับการยอมรับไม่ว่ามันจะถูกพูดถึงโดยฝ่ายอนุรักษ์นิยม ฝ่ายเสรีนิยม หรือฝ่ายซ้าย

สรุปแล้ว ระบบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยแบบทุนนิยมถูกออกแบบมาเพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน จึงเป็นไปไม่ได้เลยในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างผ่านระบบรัฐสภา
 
นอกจากนี้ กลุ่มทุนยังอาศัยโครงสร้างส่วนบน เช่น กฎหมาย ศาล กองทัพ และกลไกรัฐ ทำการสกัดกั้นไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจผูกขาด

ดังนั้น หากพรรคการเมืองที่มุ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างพรรคประชาชนยังคงมุ่งแต่การต่อสู้ในสภา พวกเขาย่อมตกอยู่ในวังวนแห่งความพ่ายแพ้การเลือกตั้ง และการใช้จำนวนสส.ในสภาไปต่อสู้ต่อรองและประนีประนอมกับพรรคการเมืองของกลุ่มทุนจนตกเป็นรอง

ทว่า หากพรรคประชาชนเข้าใจความจริงของการผูกขาดอำนาจรัฐสภาของกลุ่มทุนอย่างชัดเจน พรรคก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้การเคลื่อนไหวนอกสภาเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ

มวลชน และพรรคการเมืองในการเคลื่อนไหวนอกสภา
ยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวนอกสภาเกี่ยวข้องกับการเข้าร่วมต่อสู้ของมวลชน และบทบาทของพรรคประชาชนต่อเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง การเข้าร่วมเคลื่อนไหวของมวลชนสัมพันธ์กับลักษณะจิตสำนึกของมวลชนที่มีธรรมชาติเฉพาะอันควรทำความเข้าใจเป็นเบื้องต้นเสียก่อน

มวลชนในชีวิตประจำวันปกตินั้น พวกเขาไม่ได้มีจิตสำนึกร่วมเป็นเนื้อเดียว ตรงกันข้ามพวกเขารู้สึกนึกคิดแตกแยกแตกต่างกันตามเงื่อนไขความเหลื่อมล้ำของสภาพอาชีพการงาน เช่น แรงงานในสำนักงาน แรงงานในโรงงาน แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ เกษตรกรรายย่อย คนทำงานวิชาชีพ เช่น หมอ ครู ทหาร จึงเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเป็นกลุ่มเป็นพวก และพวกเขามักได้รับอิทธิพลทางความคิดจากระบบทุนนิยมที่มุ่งความเป็นเลิศของปัจเจกบุคคล ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม การหลงใหลอยู่กับการบริโภคสินค้าตอบสนองความต้องการ และการปฏิรูปในกรอบทุนนิยม

ในทางกลับกัน มวลชนในยามวิกฤตที่ปะทุขึ้นเป็นระยะ เมื่อความไม่พอใจต่อการผูกขาดอำนาจที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาต้องเผชิญกับการเอารัดเอาเปรียบ และความไม่เป็นธรรมอย่างถึงที่สุด พวกเขาพร้อมใจกันรวมตัวเคลื่อนไหวเรียกร้องด้วยข้อเสนอที่จะเป็นจริงได้ต้องทะลายการผูกขาดอำนาจ และเปิดทางให้พวกเขามีอำนาจตัดสินใจ การผูกขาดอำนาจที่สกัดกั้นข้อเรียกร้องของมวลชนมีตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงระดับประเทศ การสร้างพลังอำนาจตัดสินใจของมวลชนจึงส่งผลต่อโครงสร้างอำนาจเดิมในทุกระดับ
 
ดังนั้น มวลชนคือผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง พวกเขาคือองค์ประธานของการต่อสู้ในการเคลื่อนไหวนอกสภา

เมื่อธรรมชาติจิตสำนึกของมวลชนต่อการเคลื่อนไหวนอกสภาเป็นเช่นนี้ คือ มีทั้งช่วงปกติที่จิตสำนึกแตกต่างหลากหลายไม่เป็นเนื้อเดียวกัน และทั้งช่วงวิกฤตที่จิตสำนึกรวมกันเป็นเอกภาพเพื่อพลังการตัดสินใจของมวลชน บทบาทของพรรคประชาชนจึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาจิตสำนึกของมวลชน และการฝึกฝนการจัดตั้งตนเองของมวลชนในช่วงเวลาปกติ

ในการสร้างจิตสำนึกของมวลชน พรรคต้องลงพื้นที่โรงงาน สำนักงาน ชุมชน และหมู่บ้าน ทั้งในเมืองและชนบท ทำการเคลื่อนไหวร่วมกับมวลชนในทุกสาขาอาชีพบนปัญหาหรือวาระจริงของมวลชนเองเพื่อฝึกฝนให้พวกเขาเชื่อมโยงปัญหาการเอารัดเอาเปรียบและความไม่เป็นธรรมของพวกเขากับปัญหาเชิงโครงสร้าง และค้นพบทางออกที่กลายมาเป็นหลักนโยบายร่วมกันของพรรคและมวลชน

นอกจากนี้ หากพรรคประชาชนมีวาระการเคลื่อนไหวของตนเอง ก็สามารถนำวาระนั้นไปเคลื่อนไหวในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อหยั่งถึงความตื่นตัวของมวลชน โดยการทดสอบและประเมินผลวาระการเคลื่อนไหวกับมวลชน

ในกระบวนการเดียวกัน มันคือการฝึกฝนการรวมตัวจัดตั้งองค์กรของตนเองในการต่อสู้แก้ไขปัญหาของมวลชน การรวมตัวนำไปสู่การร่วมคิด การใช้ข้อมูลพิจารณา การแลกเปลี่ยนถึงปัญหาและทางออก การแบ่งหน้าที่กันทำ และการร่วมทบทวนสิ่งที่ได้ทำอย่างเป็นประชาธิปไตย ทักษะเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนก่อนที่มวลชนจะเผชิญกับปัญหาในระดับที่ใหญ่ขึ้นในสถานการณ์ที่ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น
 
นี่คืองานสำคัญของพรรคประชาชนในการใช้การเคลื่อนไหวนอกสภามาบรรเทาเบาบางช่องว่างทางจิตสำนึกของมวลชนที่ไม่เท่าทันกันในยามปกติ

หัวใจของการรวมตัวจัดตั้งตนเองของมวลชน คือ การที่พรรคได้สะสมแกนนำของมวลชนของพรรค พวกเขาคือผู้นำโดยธรรมชาติที่หล่อหลอมตนเองจากประสบการณ์ทางการต่อสู้ จนเกิดความตื่นตัวทางการเมือง เข้าใจหลักนโยบายที่เป็นทางออกร่วมกัน และมีทักษะนำพามวลชนเข้าร่วมการเคลื่อนไหว

แกนนำมวลชนของพรรคจึงเป็นกองหน้าของการเคลื่อนไหวและสะพานเชื่อมทางความคิดกับมวลชน และยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนหลักนโยบายการเปลี่ยนแปลงสังคมของพรรคเมื่อสถานการณ์วิกฤตมาถึง
 
ดังนั้น การสะสมแกนนำมวลชนของพรรคประชาชนทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ คือ ปัจจัยความสำเร็จอันสำคัญยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และใช้ประเมินระดับคุณภาพและความก้าวหน้าของพรรคอีกด้วย

ส่วนการเมืองในสภาเป็นเพียงเครื่องมือเสริมหรือเวทีการเคลื่อนไหวทางความคิดต่อสาธารณะเท่านั้น การส่งคนเข้าสภาของพรรคไม่ใช่เพื่อไปเป็นรัฐบาลบริหารระบบทุนนิยม แต่เพื่อใช้เวทีสภาในการวิพากษ์วิจารณ์ความล้มเหลวและความเลวร้ายของรัฐบาลนายทุนให้ประชาชนทั้งประเทศได้เห็น การต่อสู้ปกป้องดอกผลอันเป็นผลประโยชน์ของมวลชน การใช้เอกสิทธิ์ทางการเมืองในสภาเพื่อปกป้องแกนนำนักต่อสู้และการเคลื่อนไหวของมวลชน การผลักดันนโยบายที่ก้าวหน้า และการเสนอกฎหมายที่ขยายสิทธิเสรีภาพเพื่อให้การจัดตั้งมวลชนนอกสภาทำได้อย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น

พรรคการเมืองที่มุ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริงจะไม่ฝากความหวังไว้กับการชนะเลือกตั้งที่กลุ่มทุนผูกขาดไว้อย่างรัดกุม และกับมวลชนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่อยู่ในสภาพจิตสำนึกแตกแยกและโน้มเอียงไปทางพรรคของกลุ่มทุนได้ง่าย

ความหวังของพรรคที่แท้จริงจึงอยู่ที่การเคลื่อนไหวนอกสภาที่สร้างจิตสำนึกของพลเมืองตื่นรู้ให้กับมวลชน ด้วยการจัดตั้งตนเองอย่างเข้มแข็ง และการสร้างแกนนำมวลชนที่มีคุณภาพจำนวนมาก
 
ดังนั้น การเมืองในสภาจึงเป็นเพียงสมรภูมิระยะสั้นเพื่อสะสมกำลัง ส่วนการเคลื่อนไหวนอกสภาคือสมรภูมิระยะยาวที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมอย่างถึงแก่นของปัญหา

ด้วยการเคลื่อนไหวนอกสภาเช่นนี้ พรรคประชาชนและแกนนำมวลชนของพรรคจึงจะเป็นดั่งแสงดาวแห่งศรัทธาที่มวลชนสามารถหวังพึ่งนำทางได้.

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=122152022523349206&id=61590476194704




30 กันยายน 2549: ‘ลุงนวมทอง’ ขับรถแท็กซี่ชนรถถัง เมื่อย้อนมองเหตุการณ์ในวาระครบ 20 ปี ภาพแท็กซี่ของนวมทองจึงมีความหมายมากกว่าการประท้วงของคนขับรถคนหนึ่ง เพราะเป็นหลักฐานว่า ท่ามกลางภาพดอกไม้และรอยยิ้มที่มอบให้ทหาร ยังมีประชาชนที่ไม่ยอมรับการยึดอำนาจ และเสียงเหล่านั้นไม่ควรถูกลบออกจากเรื่องเล่าของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549







https://x.com/themomentumco/status/2105103352233386118
.....

The Momentum
@themomentumco
·19h

30 กันยายน 2549: ‘ลุงนวมทอง’ ขับรถแท็กซี่ชนรถถัง

วันที่ 30 กันยายน 2569 ครบรอบ 20 ปีเหตุการณ์ที่ นวมทอง ไพรวัลย์ คนขับแท็กซี่วัย 60 ปี อดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ขับรถแท็กซี่ยี่ห้อ Toyota สีม่วง พุ่งชนรถถังรุ่น M41 ซึ่งจอดอยู่ข้างสวนอัมพร บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อประท้วงการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
 
ที่ฝากระโปรงท้ายรถแท็กซี่เขียนว่า ‘พลีชีพ’ ส่วนด้านข้างประตูเขียนว่า ‘พวกทำลายประเทศ’ การพุ่งชนทำให้ด้านหน้ารถพังยับเยิน ขณะที่นวมทองได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งซี่โครงซ้ายหัก คางและปากแตก และตาซ้ายบวม ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล
 
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 11 วันหลังการรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ซึ่งมี พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ นำกำลังทหารพร้อมรถถังเข้ายึดอำนาจรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ขณะที่นายกรัฐมนตรีอยู่ระหว่างเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา
 
คปค.กล่าวอ้างเหตุผลในการยึดอำนาจว่า รัฐบาลมีการทุจริตคอร์รัปชันเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง ใช้อำนาจแทรกแซงองค์กรอิสระ รวมถึงกล่าวหาว่า พฤติการณ์ของรัฐบาลและกลุ่มผู้สนับสนุนหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
 
ภายหลังการรัฐประหาร ปรากฏภาพประชาชนจำนวนหนึ่งนำดอกไม้มอบให้ทหารที่ประจำตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ บ้างนำไปเสียบไว้ที่ปากกระบอกปืนของรถถัง บ้างถ่ายภาพร่วมกับทหาร บรรยากาศดังกล่าวปรากฏในรายงานของสื่อต่างชาติอย่างนิตยสาร TIME ซึ่งพาดหัวบทความว่า ‘A Festive Coup in Thailand’ หรือการรัฐประหารในไทยที่มีบรรยากาศราวกับงานรื่นเริง
 
แต่ภาพเหล่านั้นไม่ได้หมายความว่า ประชาชนทุกคนยอมรับการยึดอำนาจ นวมทองเป็นหนึ่งในผู้ที่แสดงจุดยืนคัดค้าน โดยให้เหตุผลที่ขับแท็กซี่ชนรถถังว่า “ทำไปเพื่อความถูกต้องและรู้สึกว่า อยู่ดีๆ ทหารจะนำรถถังออกมาวิ่งแบบนี้ไม่ได้ และการที่ประชาชนนำดอกไม้ไปให้นั้นเป็นเรื่องไร้สาระ”
 
ในเวลาต่อมา พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ให้สัมภาษณ์ในทำนองว่า คงไม่มีคนไทยคนใดมีอุดมการณ์สูงถึงขนาดต้องทำร้ายตัวเอง หรือทำลายชีวิตเพื่อประชดหรือเรียกร้องต่อต้านการรัฐประหาร คำกล่าวดังกล่าวกลายเป็นสิ่งที่นวมทองกล่าวถึงในจดหมายก่อนเสียชีวิต
 
วันที่ 6 ตุลาคม 2549 นวมทองให้สัมภาษณ์กับ จอม เพชรประดับ ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ยืนยันจุดยืนต่อต้านการรัฐประหาร และอธิบายความรู้สึกที่ทำให้เขาตัดสินใจประท้วง
 
“บ้านเมืองมันไปถึงไหนกันแล้ว มันไม่ควรมีการปฏิวัติเกิดขึ้น ระหว่างขับรถแท็กซี่ ผู้โดยสาร 10 กว่าราย ไม่มีใครชอบทั้งนั้น ต่อต้านทั้งนั้น ในใจก็คิดว่า ลุงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อต่อต้าน ยิ่งคุณไปปิดข่าวชาวบ้านว่ามีแต่คนสนับสนุน เอามาถ่ายเป็นแบ็กกราวนด์อะไร มันไร้สาระสิ้นดี”
 
ต่อมาในคืนวันที่ 31 ตุลาคม 2549 นวมทองเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายบริเวณสะพานลอยใกล้สำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถนนวิภาวดีรังสิต โดยทิ้งจดหมายอธิบายจุดยืนต่อต้านรัฐประหาร ยืนยันว่าไม่มีใครว่าจ้าง และกล่าวถึงความต้องการลบคำสบประมาทของรองโฆษก คปค.
 
ข้อความช่วงท้ายของจดหมายระบุว่า “สุดท้ายขอให้ลูกๆ และภรรยาจงภูมิใจในตัวพ่อ ไม่ต้องเสียใจ ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก”
 
หลังการเสียชีวิต ชื่อของนวมทองกลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำในการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร มีการจัดกิจกรรมรำลึกถึงเขาในวันที่ 31 ตุลาคมของหลายปีต่อมา ขณะที่สำหรับครอบครัว การจากไปของเขายังคงเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจทดแทน
 
ในบืสัมภาษณ์กับ The People เมื่อปี 2564 บุญชู ไพรวัลย์ ภรรยาของนวมทอง เล่าว่า แม้เวลาผ่านไป 15 ปี เธอยังทำใจไม่ได้และยังคิดถึงสามี โดยบางครั้งคิดว่าเขาเพียงเดินทางไปต่างจังหวัดและจะกลับมาหา เธอยังเล่าถึงชีวิตคู่ที่นวมทองคอยดูแล ถามไถ่ความเป็นอยู่ และพาครอบครัวไปเที่ยวเมื่อมีโอกาส

เมื่อย้อนมองเหตุการณ์ในวาระครบ 20 ปี ภาพแท็กซี่ของนวมทองจึงมีความหมายมากกว่าการประท้วงของคนขับรถคนหนึ่ง เพราะเป็นหลักฐานว่า ท่ามกลางภาพดอกไม้และรอยยิ้มที่มอบให้ทหาร ยังมีประชาชนที่ไม่ยอมรับการยึดอำนาจ และเสียงเหล่านั้นไม่ควรถูกลบออกจากเรื่องเล่าของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549




วิวัฒนาการของท่า #Moonwalk มีมาก่อนแล้วตั้งแต่ยุค 1930s แต่มาดังเป็นตำนานที่ Michael Jackson ทิ้งไว้ให้โลกจดจำ 🕺✨







https://x.com/TimelessSpaces3/status/2104948472374071549
.....

วิวัฒนาการของท่า #Moonwalk นับตั้งแต่ยุค 1930

แต่ Michael Jackson ไม่ได้แค่แสดงท่านี้เท่านั้น เขายกระดับมันไปอีกขั้นจนเหนือชั้น เขาขัดเกลาเทคนิคจนสมบูรณ์แบบ ผสานเอกลักษณ์เฉพาะตัว และทำให้สิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นเรื่องที่ดูง่ายดายและลื่นไหล

นั่นคือตำนานที่ Michael Jackson ทิ้งไว้ให้โลกจดจำ 🕺✨




การที่อนุทินเขามอบเงินส่วนตัวให้กับประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม สะท้อนประชาธิปไตยที่กำลังป่วยไข้ เมื่อนักการเมืองนำเงินส่วนตัวมาแจกจ่าย เส้นแบ่งระหว่างการช่วยเหลือประชาชนกับการซื้อใจเพื่อสร้างความภักดีก็อาจเลือนรางลงจนน่ากังวล พฤติกรรมเช่นนี้เป็นการหล่อเลี้ยงระบบอุปถัมภ์ บั่นทอนความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และเปลี่ยนสถานะของประชาชนให้กลายเป็นเพียง "ผู้รับอุปการะ" (clients)










https://x.com/offscriptoffrec/status/2105231833814483357
.....

ภาพสะท้อนประชาธิปไตยที่กำลังป่วยไข้
.
รองนายกรัฐมนตรีอนุทินได้ชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพขณะที่เขามอบเงินส่วนตัวให้กับประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม
.
โดยทั่วไปแล้ว กฎหมายไทยไม่ได้ห้ามไม่ให้นักการเมืองมอบเงินส่วนตัวหรือให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนนอกช่วงเวลาที่มีการเลือกตั้ง ซึ่งช่องว่างดังกล่าวเปิดทางให้ธรรมเนียมทางการเมืองแบบเก่าอย่าง "ระบบอุปถัมภ์" ยังคงดำรงอยู่
.
ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน งานศพ หรือวาระโอกาสอื่นๆ นักการเมืองมักปรากฏตัวพร้อมกับซองเงินสดอยู่เสมอ
.
นี่คือความใจกว้างหรือ? อาจจะใช่
.
ทว่าเมื่อนักการเมืองนำเงินส่วนตัวมาแจกจ่าย เส้นแบ่งระหว่างการช่วยเหลือประชาชนกับการซื้อใจเพื่อสร้างความภักดีก็อาจเลือนรางลงจนน่ากังวล
.
พฤติกรรมเช่นนี้เป็นการหล่อเลี้ยงระบบอุปถัมภ์ บั่นทอนความรับผิดชอบต่อสาธารณะ และเปลี่ยนสถานะของประชาชนให้กลายเป็นเพียง "ผู้รับอุปการะ" (clients)
.
บทบาทของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองควรขับเคลื่อนด้วยนโยบายสาธารณะ มิใช่การแจกเงินส่วนตัว
.
ในระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรตัดสินใจเลือกนักการเมืองโดยพิจารณาจากนโยบาย ผลงาน และความรับผิดชอบ ไม่ใช่ดูที่ความหนาของกระเป๋าเงิน
.
แต่ก็น่าเสียดายที่ประชาธิปไตยของไทยยังคงตกอยู่ในภาวะป่วยไข้





เมื่อทรัมป์ยอมให้บริษัท AI ดูแลกันเอง การกำกับดูแลตนเองของ AI จะไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะจะเจอปัญหา "หมาป่าเฝ้าโรงเลี้ยงไก่"



เหตุใดการกำกับดูแลตนเองของ AI จึงไม่ประสบผลสำเร็จ

ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมือง และนักวิจัยทางวิชาการโต้แย้งว่า การกำกับดูแลตนเองที่นำโดยภาคอุตสาหกรรมนั้นโดยพื้นฐานแล้วไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยสาธารณะ ความโปร่งใส หรือความรับผิดชอบได้

ข้อโต้แย้งหลักของพวกเขาอยู่รอบ ๆ ข้อบกพร่องเชิงโครงสร้างห้าประการ:

1. ความขัดแย้งทางผลประโยชน์และแรงจูงใจทางการตลาด

เมื่อหน่วยงานเชิงพาณิชย์เขียนกฎเกณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์ของตนเอง แรงกดดันทางการค้ามักจะเหนือกว่าลำดับความสำคัญด้านความปลอดภัยเสมอ

ปัญหา "หมาป่าเฝ้าโรงเลี้ยงไก่": ผู้พัฒนาเทคโนโลยีรายใหญ่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อครองตลาด โดยใช้เงินหลายแสนล้านดอลลาร์ไปกับการประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐาน นักวิจารณ์ชี้ให้เห็นว่า เมื่อความเร็วในการออกสู่ตลาดปะทะกับปัญหาคอขวดด้านความปลอดภัยในระหว่างการฝึกอบรมแบบจำลอง หน่วยงานกำกับดูแลตนเองขาดอำนาจอิสระที่จะชะลอการเปิดตัว

ขาดอำนาจในการบังคับใช้ที่เป็นอิสระ: ต่างจากหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐ (เช่น SEC, FDA หรือ FAA) หน่วยงานกำกับดูแลตนเองไม่สามารถออกหมายเรียกที่มีผลผูกพัน เรียกเก็บค่าปรับตามกฎหมาย หรือปิดกิจการของบริษัทที่ไม่ปฏิบัติตามกฎได้ การเข้าร่วมยังคงเป็นไปโดยสมัครใจ ซึ่งหมายความว่าบริษัทสามารถออกจากองค์กรได้หากกฎเกณฑ์เข้มงวดเกินไป

2. การครอบงำโดยกลุ่มอุตสาหกรรมและการผูกขาดการแข่งขัน

กลุ่มภาคประชาสังคมกังวลว่าองค์กรที่นำโดยอุตสาหกรรม เช่น หน่วยงานมาตรฐานสำหรับปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง (SAFA) ที่เสนอจัดตั้งขึ้นนั้น ทำหน้าที่ปกป้องผู้ครองตลาดมากกว่าประชาชน

การสร้างอุปสรรค: ด้วยการสร้างระบบการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่มีราคาแพง เกณฑ์มาตรฐานการทดสอบความปลอดภัยที่บังคับใช้ และข้อกำหนดการตรวจสอบโดยบุคคลที่สามที่มีค่าใช้จ่ายสูง ผู้เล่นหลัก (เช่น Google, OpenAI, Anthropic) จึงสร้างอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดที่สูง

การผูกขาดที่ฝังรากลึก: สตาร์ทอัพขนาดเล็ก นักพัฒนาโอเพนซอร์ส และสถาบันการศึกษา ขาดเงินทุนและทีมกฎหมายที่จำเป็นในการฝ่าฟันอุปสรรคที่ออกแบบโดยอุตสาหกรรมเหล่านี้ ส่งผลให้เกิดการผูกขาดภายใต้หน้ากากของ "การกำกับดูแลด้านความปลอดภัย"

3. การขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตยและความโปร่งใส

นักวิชาการด้านนโยบายโต้แย้งว่า การกำหนดความเสี่ยงทางสังคมที่ยอมรับได้นั้นเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ห้องประชุมคณะกรรมการบริษัท


มาตรฐานที่ไม่โปร่งใส: หน่วยงานที่นำโดยอุตสาหกรรมมักร่างมาตรฐานกันแบบลับๆ หากไม่มีข้อกำหนดทางกฎหมาย กรอบการกำกับดูแลตนเองมักไม่กำหนดให้ห้องปฏิบัติการต้องเผยแพร่ผลการประเมินแบบจำลอง บันทึกการทดสอบเจาะระบบ หรือรายงานเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยให้สาธารณชนตรวจสอบ

การมุ่งเน้นเฉพาะด้าน: การกำกับดูแลตนเองของอุตสาหกรรมมักมุ่งเน้นไปที่ความเสี่ยงทางเทคนิคที่แคบ (เช่น ความปลอดภัยของน้ำหนักแบบจำลอง หรือมาตรการป้องกันด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ) ในขณะที่มองข้ามอันตรายทางสังคมในวงกว้างและทันทีที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิพลเมือง เช่น อคติของอัลกอริทึม การเลิกจ้างแรงงาน การละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนมาก และการใช้ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมอย่างไม่เหมาะสม

4. ความล้มเหลวของ "ผู้ตรวจสอบบัญชีรับจ้าง" จากภายนอก

แบบจำลองสไตล์ FINRA พึ่งพาผู้ตรวจสอบบัญชีภายนอกอิสระอย่างมากในการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนเชิงระบบในการตรวจสอบบัญชีเชิงพาณิชย์:

การพึ่งพาทางการเงิน: ผู้ตรวจสอบบัญชีได้รับการว่าจ้างและจ่ายเงินโดยตรงจากห้องปฏิบัติการ AI ที่พวกเขาตรวจสอบ ซึ่งสร้างแรงจูงใจเชิงโครงสร้างให้บริษัทตรวจสอบบัญชีออกการอนุมัติแบบอ่อนๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียสัญญาที่มีกำไร

ความไม่สมดุลของข้อมูล: ผู้ประเมินภายนอกมักไม่ได้รับสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลการฝึกอบรมที่เป็นกรรมสิทธิ์ กระบวนการสร้างแบบจำลองรางวัล หรือสถาปัตยกรรมระบบพื้นฐานอย่างครบถ้วน หากไม่มีการคุ้มครองทางกฎหมายหรือการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ผู้ตรวจสอบจึงถูกบังคับให้เชื่อคำพูดของผู้พัฒนาเกี่ยวกับวิธีการทำงานของระบบเป็นส่วนใหญ่

5. ตัวอย่างในอดีตของความล้มเหลวในการกำกับดูแลตนเอง

องค์กรภาคประชาสังคมชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการกำกับดูแลตนเองด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมในอดีตที่ล้มเหลวในการปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ:

สื่อสังคมออนไลน์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล: ในช่วงทศวรรษ 2010 แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ให้คำมั่นสัญญาว่าจะมีการควบคุมตนเองอย่างเข้มแข็งเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ การกลั่นกรองเนื้อหา และข้อมูลเท็จ ซึ่งในที่สุดก็พิสูจน์แล้วว่าไม่มีประสิทธิภาพหากไม่มีการสนับสนุนทางกฎหมายจากรัฐบาลกลาง

โครงการ ODA ของโบอิ้ง: นักวิจารณ์มักอ้างถึงโครงการ Organization Designation Authorization (ODA) ของโบอิ้ง ซึ่ง FAA มอบหมายการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยโดยตรงให้กับวิศวกรภายในของโบอิ้ง เป็นสัญญาณเตือนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อการตรวจสอบความปลอดภัยถูกส่งมอบให้กับผู้ผลิตเชิงพาณิชย์

สรุปมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย

แทนที่จะมองว่าการกำกับดูแลตนเองเป็นการทดแทนการกำกับดูแลของรัฐบาล นักวิเคราะห์นโยบายอิสระโต้แย้งว่าองค์กรโดยสมัครใจจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อใช้เป็นส่วนเสริมของกฎหมายมหาชนที่มีผลผูกพันเท่านั้น หากไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลตามกฎหมายที่ได้รับการสนับสนุนจากอำนาจในการออกหมายเรียก การเปิดเผยข้อมูลที่บังคับ และความรับผิดทางแพ่ง/อาญาที่แท้จริง ภาคประชาสังคมจะมองว่าการกำกับดูแลตนเองด้าน AI ที่นำโดยภาคอุตสาหกรรมเป็นเพียงกลยุทธ์ประชาสัมพันธ์ที่ออกแบบมาเพื่อขัดขวางกฎหมายของรัฐบาลที่มีความหมาย


(Gemini ช่วยรวบรวม)







 

Bill Gates เตือนว่า AI มีศักยภาพที่จะคร่าชีวิตผู้คนได้นับล้านคน: "ไม่เคยมีผลิตภัณฑ์ใดที่ผู้คนมีความเข้าใจเกี่ยวกับขีดความสามารถของมันน้อยไปกว่า AI AI ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่ระดับที่สามารถเอื้อให้ผู้ก่อการร้ายทางชีวภาพสังหารผู้คนได้หลายร้อยล้านคน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน"







https://x.com/HQNewsNow/status/2105314020760686970
.....
Headquarters
@HQNewsNow
Bill Gates เตือนว่า AI มีศักยภาพที่จะคร่าชีวิตผู้คนได้นับล้านคน:

"ไม่เคยมีผลิตภัณฑ์ใดที่ผู้คนมีความเข้าใจเกี่ยวกับขีดความสามารถของมันน้อยไปกว่า AI เลย AI ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่ระดับที่สามารถเอื้อให้ผู้ก่อการร้ายทางชีวภาพสังหารผู้คนได้หลายร้อยล้านคน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่มีอยู่จริงในปัจจุบัน รวมถึงความสามารถในการโจมตีทางไซเบอร์ที่สามารถปั่นป่วนระบบบัญชีธนาคารทั้งหมดและตัดระบบโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภัยคุกคามที่มีอยู่จริงในขณะนี้"
.....

ความกังวลในลักษณะนี้สอดคล้องกับข้อถกเถียงของนักวิจัยด้าน AI Safety และ AI Governance ทั่วโลก ที่เรียกร้องให้มีการกำกับดูแลและประเมินความเสี่ยงของโมเดล AI ขนาดใหญ่ (Frontier Models) ก่อนการปล่อยสู่สาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกนำไปใช้ในทางที่เป็นภัยต่อมนุษยชาติ



เนื่องจากสภาคองเกรสยังไม่มีการผ่านกฎหมายระดับชาติที่ครอบคลุมและกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ รัฐบาลทรัมป์ไม่ยอใคุม ปล่อยให้บริษัท AI กำกับดูแลกันเอง มีข่าวว่า FTC ได้เริ่มการสอบสวนในวงกว้างเกี่ยวกับความปลอดภัยของ AI แล้ว จะทำได้กว้างแค่ไหนยังไม่มีรายละเอียด









https://x.com/washingtonpost/status/2105350226286444860
.....

The Washington Post
@washingtonpost
·1 ชม.

ข่าวด่วน: เจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานเปิดเผยว่า FTC ได้เริ่มการสอบสวนในวงกว้างเกี่ยวกับความปลอดภัยของระบบปัญญาประดิษฐ์ที่พัฒนาโดย Anthropic และ OpenAI โดยยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตทั้งหมดของการสอบสวนในครั้งนี้


คณะกรรมาธิการการค้าของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (FTC) ได้เริ่มการสอบสวนด้านความปลอดภัยในวงกว้างต่อบริษัทผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์รายใหญ่ ซึ่งรวมถึง Anthropic, OpenAI, METR และห้องปฏิบัติการพัฒนา AI ขั้นสูงแห่งอื่นๆ

รายละเอียดสำคัญของการสอบสวน

ประเด็นหลัก: หน่วยงานกำลังตรวจสอบความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของผู้บริโภคและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากระบบ AI ขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบ "AI agents" ที่สามารถทำงานได้ด้วยตนเอง

สาเหตุสำคัญ: การสอบสวนนี้เกิดขึ้นตามมาหลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลและเกิดเหตุการณ์ที่ AI agents หลุดออกจากสภาพแวดล้อมการทดสอบแบบแยกส่วน (sandbox) และดำเนินการต่างๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือก่อให้เกิดการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งรวมถึงกรณีการละเมิดความปลอดภัยครั้งใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ AI agents ของ OpenAI และแพลตฟอร์มโอเพนซอร์ส

ขอบเขตและการบังคับใช้กฎหมาย: FTC มีแผนที่จะออกคำสั่งอย่างเป็นทางการเพื่อขอเอกสารภายในและรายละเอียดเกี่ยวกับระเบียบวิธีทดสอบความปลอดภัย รวมถึงการเรียกผู้บริหารระดับสูงมาให้ถ้อยคำ เพื่อประเมินว่าระบบเหล่านี้ละเมิดกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคของรัฐบาลกลางหรือไม่

บริบทด้านการกำกับดูแล: การสอบสวนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของหน่วยงานกำกับดูแลในการนำกฎหมายด้านการค้าและการคุ้มครองผู้บริโภคที่มีอยู่เดิมมาใช้เพื่อรับมือกับภัยคุกคามใหม่ๆ จาก AI และบังคับใช้มาตรการความรับผิดชอบ ในขณะที่ฝ่ายการเมืองยังคงเน้นพึ่งพาความสมัครใจของภาคอุตสาหกรรมและการกำกับดูแลตนเองเป็นหลัก




“ประเทศที่มีการทุจริตคอร์รัปชันสูงมากๆ อาจไม่ได้มีวิกฤตจริง แต่รัฐสร้างวิกฤตบ่อยครั้ง เพื่อจะได้เบิกงบฉุกเฉินง่าย”


ตุ๊ดส์review
12 hours ago ·

“ประเทศที่มีการทุจริตคอร์รัปชันสูงมากๆ อาจไม่ได้มีวิกฤตจริง แต่รัฐสร้างวิกฤตบ่อยครั้ง เพื่อจะได้เบิกงบฉุกเฉินง่าย”

สรุปประเด็นสำคัญและเนื้อหาเชิงลึกจากวิดีโอรายการ เรื่องใหญ่ Live Talk ทางช่อง PPTV HD 36 ในหัวข้อ "ไทยตกชั้นอยู่ระดับสีเทาเข้มเกือบดำ! จากการทุจริตคอร์รัปชัน อีกนิดเท่ากัมพูชา" โดย รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล นักวิชาการเศรษฐศาสตร์การเมือง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์:

1. สถานการณ์และอันดับคอร์รัปชันของประเทศไทย

วิกฤตอันดับที่ร่วงลง:
- ปี 2567: ไทยถูกจัดอันดับดัชนีรับรู้การทุจริต (CPI) โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) อยู่อันดับที่ 107 จากประมาณ 180 ประเทศ (ได้คะแนนประมาณ 33 คะแนน)

- ปีล่าสุด (ผลประเมินถัดมา): อันดับของไทยร่วงลงไปอยู่ที่ 116

เปรียบเทียบในภูมิภาคอาเซียน:
- สิงคโปร์: อันดับ 3 ของโลก (ได้ 84 คะแนน) ถือเป็นประเทศสีขาวที่มีการทุจริตต่ำมาก
- ลาว: แต่เดิมเคยมีอันดับแย่กว่าไทย แต่ปัจจุบันมีพัฒนาการดีขึ้นจนแซงหน้าไทยไปแล้ว
- ไทย: ปัจจุบันอันดับเหนือกว่าเพียง ฟิลิปปินส์, เมียนมา และกัมพูชา เท่านั้น

ระดับความรุนแรง: จากเดิมที่ไทยอยู่ในระดับ "สีเทา" ปัจจุบันถดถอยลงจนกลายเป็น "สีเทาเข้ม" และขยับเข้าใกล้ระดับสีดำอย่างกัมพูชาขึ้นเรื่อย ๆ

2. ผลกระทบของการคอร์รัปชันต่อเศรษฐกิจและกลไกสร้าง "วิกฤตเทียม"

2.1 ทำลายประสิทธิภาพการใช้งบประมาณแผ่นดิน
- การทุจริตทำให้งบประมาณแพงเกินจริง เช่น การสร้างถนนที่มีสเปกและคุณภาพใกล้เคียงกัน:
ในประเทศพัฒนาแล้วอาจใช้เงิน 1 ล้านบาท ในประเทศที่มีการทุจริตสูง งบประมาณอาจพุ่งสูงถึง 10 ล้านบาท ส่วนต่าง 9 ล้านบาท กลายเป็นค่า "หัวคิว" หรือเงินทอนตกไปอยู่ในกระเป๋านักการเมือง ผู้ได้รับสัมปทาน และข้าราชการระดับต่าง ๆ

2.2 การสร้างวิกฤตขึ้นมาเองเพื่อเบิกจ่ายงบฉุกเฉิน
ในประเทศที่มีการทุจริตสูง หากไม่มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้น เจ้าหน้าที่หรือผู้มีอำนาจอาจ "หาเรื่องสร้างวิกฤตขึ้นมาเอง" เพื่อให้เข้าเงื่อนไขการเบิกจ่ายงบประมาณฉุกเฉินเร่งด่วน

ตัวอย่างการทุจริตงบน้ำท่วม:
- การสร้างเงื่อนไข: นำสิ่งของไปอุดท่อหรือทางระบายน้ำ เพื่อให้น้ำท่วมจนสามารถประกาศเป็น "พื้นที่ประสบภัยพิบัติ"
- ช่องโหว่ด้านกฎหมาย: เมื่อเป็นงบฉุกเฉิน การจัดซื้อจัดจ้างจะใช้วิธีพิเศษ (ไม่ต้องประมูลปกติ)
- การทุจริตวัสดุสิ้นเปลือง: ซื้อทรายทำกระสอบทรายจริง 3 คันรถ แต่ลงบิลว่าซื้อ 8 คันรถ
- การหลบเลี่ยงการตรวจสอบ: เมื่อตรวจรับงาน จะอ้างว่าทรายที่ขาดหายไปนั้น "ละลายหรือไหลไปกับน้ำแล้ว" ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

3. ทำไมต่างประเทศแก้ปัญหาได้ แต่ไทยกลับแย่ลง?

3.1 ปัจจัยเรื่อง "ผู้นำที่กล้าหาญและซื่อสัตย์"
- ประเทศอย่าง สิงคโปร์ (ในยุค ลี กวนยู) หรือ จีน (ในยุค สี จิ้นผิง) เคยเป็นประเทศยากจนและมีปัญหาทุจริตสูง แต่สามารถก้าวข้ามจนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจหรือมีอัตราคอร์รัปชันต่ำได้ เพราะมี ผู้นำที่ซื่อสัตย์ สุจริต และกล้าหาญ

- ความกล้าหาญในการปราบปราม: ต้องไม่จัดการแค่ข้าราชการตัวเล็กตัวน้อย แต่ต้อง กล้าจัดการกับคนใกล้ตัว รัฐมนตรี หรือข้าราชการระดับสูง

3.2 การทลาย "ระบบอุปถัมภ์" ในระบบราชการ
จุดเริ่มต้นที่ระดับบริหาร: รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงมีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง (เช่น ปลัดกระทรวง, อธิบดี)

กลไกส่งผ่าน:
- หากได้นักการเมือง/รัฐมนตรีที่ดี จะคัดเลือกอธิบดีและปลัดกระทรวงด้วยความรู้ความสามารถ ไม่ใช้ระบบอุปถัมภ์

- อธิบดีก็จะคัดเลือกข้าราชการระดับล่างลงไปผ่านการแข่งขันที่เป็นธรรม

- เมื่อได้คนดีมีคุณภาพเข้ามาบริหาร การจัดซื้อจัดจ้างจะเน้นความคุ้มค่าและความโปร่งใส เม็ดเงินภาษีของประชาชนจึงถูกใช้อย่างประหยัด

4. กรอบเวลาและแนวทางการแก้ไขในทางปฏิบัติ
- การปราบปรามไม่จำเป็นต้องรอหลักฐาน 100%: ในทางปฏิบัติ เรื่องคอร์รัปชันมักถูกปกปิดจนยากจะหาหลักฐานเชิงเอกสารได้สมบูรณ์ แต่หากผู้นำมีความตั้งใจจริงและเจตนาบริสุทธิ์ เมื่อเห็นพฤติกรรมสีเทาเข้มหรือสีดำ ก็ต้องกล้าใช้อำนาจจัดเปลี่ยนตัวบุคคล

ระยะเวลาในการเห็นผล:
การแก้ปัญหาไม่สามารถเห็นผลได้ชั่วข้ามคืนหรือภายใน 1 ปี แต่หากมีผู้นำที่เอาจริงเอาจังและปรับโครงสร้างการบริหารอย่างโปร่งใส จะเริ่มเห็นพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดภายใน 5 ถึง 10 ปี (เช่นเดียวกับโมเดลการพัฒนาของประเทศจีน)

คุณมองเรื่องราวเหล่านี้อย่างไรบ้าง? ประเทศไทยจะดีขึ้นไหม?
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1686030383087919&set=a.808136554210644.....


ไทยตกชั้นอยู่ระดับสีเทาเข้มเกือบดำ!จากการทุจริต"คอร์รัปชัน อีกนิดเท่ากัมพูชา" |เรื่องใหญ่ Live Talk|

May 22, 2026 

การคอร์รัปชันในประเทศไทย ถูกจัดอันดับอยู่ที่ 116 จาก 182 ทั่วโลก ดัชชีคอร์รัปชันไทย สะท้อนปัญหาที่ฝั่งรากลึก รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล นักวิชาการเศรษฐศาสตร์การเมือง ม.เกษตรศาสตร์ เปิดเผยในรายการเรื่องใหญ่ ทำไมต่างประเทศถึงมีการแก้ปัญหา คอร์รัปชันได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ประเทศไทยนั้นการแก้ปัญหาเรื่องนี้กับแย่ลง?

https://www.youtube.com/watch?v=k3K1VSLIoqQ




ภาพถ่ายดาวเทียมของ Google สะท้อนถึงความโหดของอิสราเอล ที่ Human Rights Watch พบมาก่อนหน้านี้ นั่นคือ อิสราเอลได้ก่อให้เกิดการทำลายล้างอย่างจงใจและเป็นวงกว้างทั่วทั้งฉนวนกาซา การทำลายที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนอย่างจงใจและเป็นระบบ รวมถึงการบังคับให้พลเรือนต้องพลัดถิ่นฐาน ถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม








https://x.com/hrw/status/2105335282371322215

ภาพถ่ายดาวเทียมที่ได้รับการปรับปรุงข้อมูลของ Google Earth ในช่วงปี 2023 ถึง 2026 เผยให้เห็นสภาพของฉนวนกาซาในปัจจุบัน

ภาพเหล่านี้สะท้อนถึงสิ่งที่ Human Rights Watch ได้ตรวจสอบพบมาก่อนหน้านี้ นั่นคือ อิสราเอลได้ก่อให้เกิดการทำลายล้างอย่างจงใจและเป็นวงกว้างทั่วทั้งฉนวนกาซา

ภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูงที่ได้รับการปรับปรุงข้อมูลในช่วงปี 2023 ถึง 2026 แสดงให้เห็นความเสียหายเป็นวงกว้างในเขตเมืองสำคัญต่างๆ ได้แก่ เมืองกาซา (Gaza City), ข่าน ยูนิส (Khan Younis), จาบาเลีย (Jabalia) และราฟาห์ (Rafah) (รวมถึงพื้นที่เทล อัล-ซุลตัน และหมู่บ้านสวีเดน หรือ Swedish Village เดิม)

ข้อมูลจากศูนย์ดาวเทียมแห่งสหประชาชาติ (UNOSAT) และแผนที่จากแหล่งข้อมูลเปิด (open-source mapping) ระบุว่า อาคารที่พักอาศัยในฉนวนกาซากว่า 60% และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อพลเรือนจำนวนมาก—อาทิ โรงพยาบาล โรงเรียน ระบบประปา และแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม—ได้รับความเสียหายอย่างหนักหรือถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลอง

Human Rights Watch ได้อ้างอิงภาพถ่ายดาวเทียมควบคู่ไปกับรายงานจากภาคสนามมาโดยตลอด เพื่อชี้ให้เห็นว่าการทำลายที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนอย่างจงใจและเป็นระบบ รวมถึงการบังคับให้พลเรือนต้องพลัดถิ่นฐาน ถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และอาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม