วันศุกร์, ตุลาคม 23, 2569

ประชุมวิป ๓ ฝ่าย หาข้อสรุป ประชุมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ๑๘ รัฐมนตรี ‘ล่ม’ สองรอบ เกี่ยงกัน ขอ ๕ วันจะให้ ๓ ลงเอย ๔ วัน แต่ทั่นประธานฯ โสภณ เกี่ยงบ้างไม่อภิปราย ให้ถอยคนละ ๒ ก้าว

จะอะไรนักหนา พอฝ่ายค้านยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็โยกไปโยกมาเป็น ‘แม่งูเอ๋ย’ ๒๒ ตุลา เมื่อวาน แม่งู มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานฯ คนที่ ๑ ทำหน้าที่ประธานการประชุมวิป ๓ ฝ่าย หาข้อสรุปกำหนดวันประชุมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ๑๘ รัฐมนตรี  

ปรากฏว่า ‘ล่ม’ สองรอบ เหตุเพราะฝ่ายค้านยื่นขออภิปราย ๕ วัน แต่ฝ่ายรัฐบาลเกี่ยงซะงั้น ทำเป็นเรื่องยากจะให้แค่ ๓ วัน ฝ่ายค้านก็ไม่ยอมสิ ดูชั้นเชิงกันมาสองวัน จนบ่ายวานนี้ฝ่ายค้านว้อคเอ๊าท์จากวงเจรจาแล้วขึ้นไปหาประธานฯ โสภณ

ทั่นประธานฯ บอก มอบให้เจ๊มัลลิกาจัดการแล้วไง แต่ไม่รู้เจ๊แกจัดยังไงให้ล่มสองรอบนั่น ส่วนฝ่ายรัฐบาลนำโดย ภราดร ปริศนานันทกุล หลังจากโยกเมื่อยแล้ว ก็เลยยอมถอยก้าวหนึ่ง บอกว่าเอ้า เอาไปสี่วันแล้วกัน ฝ่ายค้านยืนกรานไม่ได้ ต้องห้า

ตามที่โฆษกรัฐบาล นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โพสต์แซะ “รัฐบาลให้เพิ่มวันอภิปรายจาก ๓ วัน เป็น ๔ วัน แต่ฝ่ายค้านไม่เอาจะเอา ๕ วันให้ได้” หมออ๋อง ปดิพัทธ์ สันติภาดา ถึงได้ตอบว่า “ความเลวมันเยอะครับโฆษก”

ไอติม พริษฐ์ จึงบอกว่าไม่ได้ เพราะอภิปรายรายบุคคล ๑๘ คน จัดเตรียมรายการแต่ละประเด็น จัดเรียง สส.ที่จะขึ้นอภิปรายแต่ละคน พร้อมหมดแล้ว จะให้กลับไปรื้อใหม่ได้อย่างไร ๕ วันก็ ๖๐ ชั่วโมง วันละ ๑๒ ชั่วโมง เต็มพอดี

ถ้าจะต้องลดเหลือ ๔๕ ถึง ๔๘ ช.ม.ก็พอจะได้ แต่ต้องเลื่อนไปเดือนพฤศจิกาหรือธันวาโน่น รัฐบาลยื่นกลับมาใหม่ หลังประชุม ครม.เมื่อ ๒๖ ตุลา ภราดรไปถาม ครม. “ให้เปิดประชุมต่อเพิ่มขึ้นอีก ๑ วันได้หรือไม่” ทั้งนายกรัฐมนตรีและ ครม.บอกว่าได้

ฝ่ายรัฐบาลก็เลยแจ้งฝ่ายค้าน ว่าเอ้า ให้อภิปรายได้ ๔ วัน จะว่าไง คำตอบจากฝ่ายค้านว่า ถ้าอภิปรายสัปดาห์หน้า ต้อง ๕ วัน ถ้าเลื่อนไปเดือนพฤศจิกา ๔ วันก็ได้ แต่ต้องขอบวกวันลงมติอีกหนึ่งวัน เป็น ๕ ถึงจะลงตัว

พอเรื่องไปถึงประธานฯ โสภณ ซารัมย์ ทั่นก็จะเอาของทั่นอีกละ ไม่อยากจัดวันให้ตามหน้าที่ แต่อยากให้เรื่องนี้จบโดยไม่ต้องมีอภิปราย อ้างว่า “หากตนใช้ดุลพินิจและมีการบรรจุญัตติ ก็จะยิ่งมีปัญหา เพราะตนอยากให้สภาฯจบที่การพูดคุยกัน” เท่านั้น

ประธานฯ บอก จะให้ทำหนังสือกำหนดวันลงไป เช่น ๗ ถึง ๑๑ พ.ย.พอได้ “แต่ความเรียบร้อยไม่ได้อยู่ที่หนังสือ” ถึงทีประธานฯ เกี่ยงบ้าง จะให้ “ถอยคนละก้าวสองก้าว...หากพูดคุยกันไม่ได้ก็ต้องใช้มติ” เอาเสียงข้างมากเข้าขย่มกันนั่นละ

(https://www.khaosod.co.th/politics/news_10447705?fbclid=0u7776nSZ, https://www.matichon.co.th/politics/news_5944472=IwY2xjawP8yxR44NA และ https://www.facebook.com/padipat.ong/posts/R2Pvq8jck)

เดือดทั้งตลาด! พ่อค้าแม่ค้ารวมพลังจ่อแบนสินค้า CP ปมสิทธิพันธุ์กะเพรา ยอมไม่ได้วอนรัฐฯ เคลียร์ด่วน

https://www.facebook.com/reel/2057001378300829

พ่อค้า-แม่ค้า ขายผักสวดยับหน่วยงานที่ดำเนินการให้ CP RAM จดสิทธิบัตร กะเพรา 4 สายพันธ์ ต่ปลูกกินได้ ลั่นคิดได้ยังไงประชาชนจะรู้หรอว่า สายพันธุ์ไหนเป็นสายพันธุ์ไหน
.....

เดือดทั้งตลาด! พ่อค้าแม่ค้ารวมพลังจ่อแบนสินค้า CP ปมสิทธิพันธุ์กะเพรา ยอมไม่ได้วอนรัฐฯ เคลียร์ด่วน


22 ต.ค. 2569
สยามนิวส์

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ตลาดสดแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พ่อค้าและแม่ค้าจำหน่ายผักในตลาดได้แสดงความคิดเห็นและแสดงความไม่พอใจต่อกรณีบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ยื่นขอรับความคุ้มครองพันธุ์กะเพราใหม่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ กะเพราแก้วจุรี 01, 02, 03 และ 04 ซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับสิทธิในการปลูก การขยายพันธุ์ และการนำพืชไปจำหน่ายในเชิงการค้า

กลุ่มผู้ค้าตั้งข้อสงสัยว่า แม้จะมีคำชี้แจงว่าประชาชนยังสามารถปลูกกะเพราเพื่อบริโภคได้ แต่หากมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการนำพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครองไปใช้ประโยชน์ในเชิงการค้า จะทำให้ผู้ค้าผักรายย่อยต้องเผชิญกับความยุ่งยากในการตรวจสอบแหล่งที่มาและจำแนกสายพันธุ์หรือไม่ เนื่องจากกะเพราที่วางจำหน่ายในตลาดมีลักษณะใกล้เคียงกัน และผู้ค้าทั่วไปอาจไม่มีความรู้เฉพาะทางเพียงพอที่จะระบุได้อย่างชัดเจนว่าเป็นกะเพราสายพันธุ์ใด

พ่อค้าและแม่ค้าบางส่วนตั้งคำถามถึงแนวทางปฏิบัติที่ประชาชนต้องดำเนินการ หากต้องการซื้อกะเพราจากเกษตรกรหรือรับผักมาจำหน่ายต่อ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐอธิบายขอบเขตของสิทธิที่ได้รับความคุ้มครอง ตลอดจนข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการปลูก การเก็บเมล็ดพันธุ์ การขยายพันธุ์ และการจำหน่าย เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความสับสนหรือกังวลว่าจะกระทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว



นอกจากนี้ ผู้ค้าบางรายยังแสดงความเห็นเชิงวิพากษ์ต่อหน่วยงานและผู้มีอำนาจตัดสินใจ โดยมองว่าประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชนควรมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ได้รับผลกระทบอย่างรอบด้าน ก่อนดำเนินการหรือกำหนดแนวทางที่อาจส่งผลต่อเกษตรกรและผู้ค้ารายย่อย

ผู้ค้าบางส่วนยังระบุถึงความเป็นไปได้ที่จะร่วมกันรณรงค์ไม่สนับสนุนสินค้าจากบริษัทในเครือซีพี หากไม่ได้รับคำชี้แจงที่ทำให้เกิดความเข้าใจและความมั่นใจในเรื่องสิทธิของประชาชน โดยข้อเรียกร้องดังกล่าวสะท้อนถึงความไม่สบายใจของผู้ค้าบางส่วนต่อประเด็นการคุ้มครองพันธุ์พืชที่กำลังเป็นที่ถกเถียงในสังคม



ก่อนหน้านี้ บริษัท ซีพีแรม จำกัด ได้ยื่นขอรับความคุ้มครองพันธุ์กะเพราใหม่ 4 สายพันธุ์ โดยบริษัทระบุว่าพันธุ์ดังกล่าวเกิดจากกระบวนการวิจัย ปรับปรุง และคัดเลือกพันธุ์ เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีกลิ่นหอม รสชาติเข้มข้น เจริญเติบโตเร็ว และให้ผลผลิตสม่ำเสมอ เหมาะกับการนำไปใช้ในกระบวนการผลิตอาหารพร้อมรับประทาน โดยมีเป้าหมายเพื่อควบคุมคุณภาพวัตถุดิบและมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงว่า การขอรับความคุ้มครองพันธุ์พืชเป็นไปตามกรอบพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถวิจัยและปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อยื่นขอรับความคุ้มครองได้ โดยการคุ้มครองพันธุ์พืชไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะถูกห้ามปลูกกะเพราเพื่อบริโภค แต่การใช้พันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองในเชิงการค้าต้องพิจารณาตามขอบเขตสิทธิและข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน บริษัทชี้แจงว่า ประเทศไทยมีกะเพรามากกว่า 200 สายพันธุ์ และเกษตรกรยังสามารถเลือกปลูกกะเพราสายพันธุ์อื่นที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การคุ้มครองได้ อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ผู้ค้าต้องการคำตอบคือ จะมีแนวทางตรวจสอบและจำแนกสายพันธุ์อย่างไรให้เหมาะสมกับการค้าขายจริง โดยเฉพาะในตลาดสดที่มีการรับซื้อผักจากหลายแหล่งและมีผู้เกี่ยวข้องหลายขั้นตอน



อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ คือข้อกังวลเกี่ยวกับสิทธิของเกษตรกรในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ การคัดเลือกพันธุ์ และการขยายพันธุ์เพื่อใช้ประโยชน์ในอนาคต รวมถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับที่มาของงานวิจัยและบทบาทของสถาบันการศึกษาของรัฐในกรณีที่ภาคเอกชนให้ทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช

นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี หรือ BioThai ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของมหาวิทยาลัยในสิทธิจากผลงานปรับปรุงพันธุ์พืชที่เกิดขึ้น ตลอดจนแสดงความกังวลต่อแนวทางการคุ้มครองพันธุ์พืชในระดับระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งเป็นกรอบเกี่ยวกับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ทั้งนี้ ผลกระทบต่อเกษตรกรต้องพิจารณาจากข้อกำหนดและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ

กรณีดังกล่าวจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องการคุ้มครองพันธุ์กะเพรา 4 สายพันธุ์เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงความเข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับสิทธิในพันธุ์พืช การเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับห่วงโซ่การผลิตและจำหน่ายผัก ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกไปจนถึงพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสด



จากเสียงสะท้อนของพ่อค้าและแม่ค้าในพื้นที่ศรีราชา ประเด็นที่ต้องได้รับการชี้แจงอย่างชัดเจน ได้แก่ ขอบเขตของสิทธิที่บริษัทจะได้รับหากการขอคุ้มครองได้รับอนุมัติ วิธีตรวจสอบสายพันธุ์กะเพราที่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง ข้อจำกัดในการจำหน่ายและขยายพันธุ์ ตลอดจนแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ค้ารายย่อยที่รับซื้อผักจากเกษตรกรหลายแหล่ง

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสื่อสารข้อมูลด้วยภาษาที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ พร้อมเปิดโอกาสให้เกษตรกร ผู้ค้า และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น เพื่อให้การคุ้มครองผลงานวิจัยและการพัฒนาพันธุ์พืชสามารถดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาสิทธิและประโยชน์ของประชาชนได้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ การยื่นขอรับความคุ้มครองพันธุ์พืชไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการห้ามประชาชนปลูกหรือจำหน่ายกะเพราทุกสายพันธุ์โดยอัตโนมัติ โดยรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิ ข้อจำกัด และการบังคับใช้ต้องพิจารณาตามสถานะคำขอและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ข้อกังวลของผู้ค้าศรีราชายังคงเป็นเสียงสะท้อนที่หน่วยงานภาครัฐควรนำไปพิจารณา เพื่อสร้างความเข้าใจและลดความกังวลในสังคม

https://www.siamnews.com/news/economy/55815




🌿 หลายคนบอกว่า "ก็แค่กะเพราพันธุ์วิจัยใหม่ ชาวบ้านก็ยังปลูกกินปลูกขายได้ตามปกติ... จะตื่นตูมทำไม?" ฟังเผินๆ ดูมีเหตุผลและชวนให้สบายใจใช่ไหมครับ? แต่...

 
https://www.facebook.com/reel/28386854267681745

นักตกปลา
6 hours ago
·
หลายคนบอกว่า "ก็แค่กะเพราพันธุ์วิจัยใหม่ ชาวบ้านก็ยังปลูกกินปลูกขายได้ตามปกติ... จะตื่นตูมทำไม?"
ฟังเผินๆ ดูมีเหตุผลและชวนให้สบายใจใช่ไหมครับ?
แต่ในวิชาเล่นกล เวลาที่นักมายากลชูมือข้างหนึ่งให้เราจ้องตาค้าง มักเป็นจังหวะที่มืออีกข้างกำลังซ่อนสิ่งสำคัญไว้เสมอ...
สิ่งที่น่าคิดไม่ใช่เรื่องใครจะมาไล่จับแม่ค้าในตลาดนัดวันนี้หรอกครับ แต่คำถามที่แท้จริงคือ:
ถ้าวันหนึ่ง "สายลม" หรือ "แมลง" พัดพาละอองเกสรไปงอกปนในแปลงผักชาวบ้าน ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ?
ทำไมวิถีชีวิตง่ายๆ อย่างการซื้อกะเพรามาผัดแล้วเอาก้านไปปักชำข้างบ้าน เคยทำให้ชาวไร่ต่างประเทศแพ้คดีระดับศาลฎีกามาแล้ว?
และอะไรคือ "เกราะป้องกัน" ที่บางประเทศสร้างไว้ล่วงหน้ากว่า 20 ปี เพื่อไม่ให้ประชาชนของเขาต้องเสียเปรียบ?
วันนี้แอ๊ดไม่ได้มาชวนหิวผัดกะเพรา แต่จะพาไปแกะรอยประวัติศาสตร์คดีระดับโลก ที่เคยเกิดขึ้นจริงแบบเป๊ะๆ เพื่อให้เห็นว่าถ้าเราไม่ระวังตัวตั้งแต่วันนี้... วันข้างหน้าเราอาจต้องจ่ายบทเรียนนี้ด้วยราคาที่แพงลิบลิ่ว
ลองไปฟังเรื่องราวเต็มๆ ในคลิปนี้ แล้วมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในคอมเมนต์ครับ!




หลายคนเข้าใจว่า #UPOV1991 เป็นเรื่องของ #เกษตรกร และ #เมล็ดพันธุ์ ไกลตัวคนเมืองที่ซื้ออาหารกิน #ข้าวผัดกะเพราไข่ดาว แต่เมื่อบริษัทผู้ผลิตอาหารพร้อมทานรายใหญ่ไปขึ้นทะเบียน #กะเพรา สายพันธุ์ใหม่ 4 สายพันธุ์ คำถามก็เด้งขึ้นมาทันที

https://www.facebook.com/biothai.net/posts/1596563295850411



#UPOV 1991 กับ #ผลกระทบต่อผู้บริโภค

BiothaiStudio

Streamed live on Oct 21, 2026
หัวข้อ: #UPOV 1991 กับ #ผลกระทบต่อผู้บริโภค 
ในซีรี่ย์ 5 ตอนต่อเนื่อง 📣 เท่าทัน #UPOV1991: ปกป้องสิทธิเกษตรกรและอธิปไตยทางอาหารของผู้บริโภค 
📍 วันพุธที่ 21 ตุลาคม 2569 
วิทยากร: มลฤดี นิจไตรรัตน์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม/ปรกชล อู๋ทรัพย์ มูลนิธิชีววิถี(BIOTHAI) 
ผู้ดำเนินรายการหลักทุกตอน: คุณกรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTAWATCH) 
🔴 ถ่ายทอดสดทางเพจ BIOTHAI FTA Watch สภาองค์กรของผู้บริโภค


https://www.youtube.com/watch?v=inNCNVbJewU




🇹🇭 **กะเพราพื้นเมืองของคนไทย มหาวิทยาลัยรัฐร่วมวิจัย แต่เอกชนได้รับสิทธิ แล้วประชาชนได้อะไร?** - ไบโอไทย หวั่นเอกชนผูกขาด “ใบกะเพรา” จี้ทบทวนกฎหมายพันธุ์พืช


Pumipat Chaijan
17 hours ago

AI content ·

**กะเพราพื้นเมืองของคนไทย มหาวิทยาลัยรัฐร่วมวิจัย แต่เอกชนได้รับสิทธิ แล้วประชาชนได้อะไร?**

กะเพรา 4 สายพันธุ์ของซีพีแรม กำลังทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับระบบวิจัยของประเทศไทย

หากเอกชนสนับสนุนทุนวิจัย แต่มหาวิทยาลัยของรัฐใช้บุคลากร ห้องปฏิบัติการ และทรัพยากรสาธารณะร่วมพัฒนา ใครเป็นผู้ประเมินมูลค่าทรัพยากรเหล่านั้น?

ใครอนุมัติให้เอกชนได้รับสิทธิในผลงาน? มหาวิทยาลัยได้รับผลตอบแทนเท่าไร? และมีการแบ่งปันผลประโยชน์จากพันธุกรรมพื้นเมืองตามกฎหมายหรือไม่?

**ขอให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยสัญญาวิจัยทั้ง 4 ระยะ พร้อมเอกสารการอนุญาตและข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์**

เราไม่ได้ต่อต้านการลงทุนของเอกชน แต่ต้องไม่ปล่อยให้ทรัพยากรสาธารณะถูกนำไปสร้างผลประโยชน์โดยปราศจากความโปร่งใส

**งานวิจัยที่ใช้ทรัพยากรของแผ่นดิน ต้องตอบได้ว่าแผ่นดินได้รับอะไรกลับคืนมา!**

https://www.facebook.com/photo/?fbid=3017577751908057&set=a.101819996817195



https://www.facebook.com/reel/4723829834551306

Thai PBS 
a day ago
·
ไบโอไทย หวั่นเอกชนผูกขาด “ใบกะเพรา” จี้ทบทวนกฎหมายพันธุ์พืช | ข่าวค่ำ
.
กรณีที่บริษัท ซีพีแรม (CPRAM) ขอขึ้นทะเบียนคุ้มครองพืชกะเพรา 4 สายพันธุ์ กำลังสร้างความกังวลให้เกษตรกรว่า จะสามารถปลูก และขยายพันธุ์กะเพราได้หรือไม่
.
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย ตั้งข้อสังเกต 2 ประเด็นสำคัญ คือ บริษัทเอกชนดังกล่าวเคยให้ทุนสนับสนุนการวิจัยแก่มหาวิทยาลัยของรัฐในการปรับปรุงพันธุ์กะเพรา มหาวิทยาลัยควรต้องมีส่วนในสิทธิการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่นี้ด้วยหรือไม่
.
และหากประเทศไทยตัดสินใจเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991 จะส่งผลให้สิทธิของบริษัทเอกชนเพิ่มขึ้น และกระทบต่อเกษตรกรอย่างรุนแรง โดยสิทธิภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เกษตรกรยังสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อ หรือ คัดเลือกพันธุ์ได้ แต่หากอยู่ภายใต้ UPOV 1991 เกษตรกรจะถูกจำกัดสิทธิในการเก็บพันธุ์ไปปลูกต่อ แม้กระทั่งการแจกจ่ายพันธุ์ให้เพื่อนบ้านก็อาจผิดกฎหมาย
.
ส่วนเกษตรกรรายหนึ่งในตำบลบ้านใหม่ จังหวัดนนทบุรี บอกว่า ชาวบ้านในหมู่ 9 ส่วนหนึ่งประกอบอาชีพปลูกกะเพรา ที่ผ่านมาเกษตรกรปลูกและขยายพันธุ์กันเองอย่างอิสระ พันธุ์ที่ปลูกจะเรียกว่ากะเพราใบใหญ่และกะเพราแดง โดยกังวลว่าการขึ้นทะเบียนกะเพรา จะส่งผลให้ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทเอกชนในราคาสูงหรือไม่




เรื่องนี้รัฐบาลไทยต้องตาม ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังพัวพันกับการเมืองระหว่างประเทศและความมั่นคง - รัฐบาล 'มิน อ่อง หล่าย' ล้วงลูกไทย อ้างพื้นที่เมียนมา เข้าถึงข้อมูลแรงงาน-ข่มขู่สื่อ ขูดรีดภาษีแรงงานคืนประเทศ ไม่จ่ายไม่ต่อพาสปอร์ต / ไม่กลับไปทำเรื่องที่บ้านก็ไม่ได้ทำงานในไทยต่อ กับดักหาคนเติมกองทัพ??? เศรษฐกิจไทยสะดุดแน่


รัฐบาล 'มิน อ่อง หล่าย' ล้วงลูกไทย อ้างพื้นที่เมียนมา เข้าถึงข้อมูลแรงงาน-ข่มขู่สื่อ | TODAY

สำนักข่าวทูเดย์

Oct 21, 2026 

https://www.youtube.com/watch?v=MqWjtacprxo
.....


Pod Nathaphob
16 hours ago
·
สืบหาข้อมูลมาได้ว่าเจ้าของศูนย์ CI พม่าที่สมุทรปราการตัวจริง ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่คือ ญาติของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ชื่อ 'อู ขิ่น หม่อง จ่อ' (U Khin Maung Kyaw) คนใส่เสื้อดำทางซ้ายสุดในรูป
.
หลังจากโพสต์เมื่อวานที่ถูกมาเฟียทั้งไทยและพม่าประจำศูนย์ CI ตม สมุทรปราการ พยายามคุกคามและขัดขวางการรายงานข่าวเหตุการณ์กระบวนการทำ CI ของแรงงานข้ามชาติเมียนมา มีหลายคนก็ติดต่อเข้ามาช่วยเหลือและส่งต่อข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ก็ได้รับข้อมูลชิ้นใหม่มาว่า "เจ้าของศูนย์ CI ตม สมุทรปราการ มีชื่อว่า 'คิม หม่อง จอ' กรรมการผู้จัดการบริษัท United K.M.K ซึ่งเคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับเอกสารรับรองตัวบุคคล (Certificate of Identity หรือ CI) มาแล้วในอดีต
.
ปัจจุบันคนของมิน อ่อง หล่าย เข้ามาเปิดศูนย์ออกเอกสารยืนยันตัวบุคคล ( CI) จำนวน 5 แห่ง โดยมีเจ้าหน้าที่ชาวเมียนมาปฏิบัติงานอยู่รวม 31 คน ทั้งนี้ บริษัท ยูไนเต็ด เค.เอ็ม.เค จำกัด (United K.M.K Co., Ltd.) ของอู ขิ่น หม่อง จ่อ ได้รับสัมปทานครอบครัว เป็นผู้ให้การสนับสนุนด้านเทคนิค ภายในศูนย์ดังกล่าว
.
จากรายงานของสำนักข่าว The Irrawaddy เมื่อปี 2023 ระบุว่าภรรยาของอู ขิ่น หม่อง จ่อมีความเกี่ยวข้องทางเครือญาติกับ นางจู จู ลา (Daw Kyu Kyu Hla) ภรรยาของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลว่า U Khin Maung Kyaw ผู้นี้เคยเป็นนายทหารเมียนมาที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนฝึกนายทหาร (Officer Training School - OTS) รุ่นที่ 71
.
อีกด้านหนึ่งก็พบข้อมูลว่า U Khin Maung Kyaw เป็นนักธุรกิจชาวพม่า รวมทั้ง​เป็นเครือข่ายนายหน้าค้าอาวุธและเทคโนโลยีความมั่นคงรายใหญ่ของกองทัพพม่า (Tatmadaw) ผ่านกลุ่มบริษัท เช่น Dynasty International Company Limited ถูกขึ้นบัญชีคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกา (OFAC), สหภาพยุโรป (EU), สหราชอาณาจักรและแคนาดา ในฐานะผู้จัดหาอาวุธและยุทโธปกรณ์ให้แก่รัฐบาลทหารพม่า
.
สำหรับความเกี่ยวข้องกับศูนย์ CI ในไทยนั้น แม้ในทางนิตินัย (เอกสารทางการ) ไม่ปรากฏชื่อ อู ขิ่น หม่อง จ่อ เป็นผู้ดำเนินงานหรือถือหุ้นตรงในกระบวนการจัดตั้งศูนย์ CI เนื่องจากหน้าฉากเป็นข้อตกลงระดับรัฐบาลระหว่างกระทรวงแรงงานไทยกับสถานทูตเมียนมา
.
แต่ใน​ทางพฤตินัย เครือข่ายผลประโยชน์ ​ระบบศูนย์ CI, คิวทำเอกสาร, การเก็บภาษีเงินได้ และการบังคับโอนเงินกลับประเทศของแรงงาน เป็นแหล่งรายได้เงินตราต่างประเทศโดยตรงของ SAC (สภาบริหารแห่งรัฐพม่า) ซึ่งการบริหารจัดการพื้นที่หน้างาน สัญญาเช่าสถานที่เอกชน และบริการจุด One-stop service มักถูกจัดสรรผ่านกลุ่มเอเจนซี่/โบรกเกอร์ที่มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเครือข่ายผู้นำทหารพม่าในเนปิดอว์
.
ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ยังพบอีกว่ามีบริษัทอีกหนึ่งแห่งของ Aung Pyae Sone บุตรชายของ มิน อ่อง หล่าย อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เกี่ยวกับเอกสาร CI นี้ด้วยเช่นกัน นั่นเท่ากับว่าศูนย์ CI ทั้ง 5 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ สมุทรสาคร สมุทรปราการ สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และชลบุรี กลายเป็นแห่งธุรกิจครอบครัวแห่งใหม่ให้กับตระกูลผู้นำทหารพม่า มาดำเนินธุรกิจขูดรีดแรงงานข้ามชาติในไทยได้อย่างหน้าตาเฉย
.
ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ว่าคุณจะเป็นพวกนักสิทธิมนุษยชน อนุรักษ์นิยม ชาตินิยม แนวคิดใดก็ตามแต่ ในฐานะคนไทยการปล่อยให้คนเหล่านี้ที่มีความไม่โปร่งใส ถูกนานาชาติคว่ำบาตร มาขูดรีดแรงงานของพวกเขาถึงในบ้านของเรา อย่างน้อยๆ เราควรเห็นตรงกันสักครั้งว่า นี่คือสิ่งที่ควรต่อต้านและเรียกร้องให้พวกมื้อเปื้อนเลือดเหล่านี้อออกไปจากประเทศไทยอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ใช่มาใช้ประเทศของเราทำธุรกิจแบบนี้
.
และหากถ้ารัฐบาลไทยยังนิ่งเฉย ผมเห็นว่าเดือนหน้าจะมีการจัดประชุม United Nations Forum on Business and Human Rights 23–25 พ.ย. 2569 ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คงขายหน้าไม่น้อยถ้าหากเรื่องดังกล่าวนี้จะถูกนำไปเสนอต่อนานาชาติในที่ประชุม
.
ประเทศไทยมีทางเลือกสามารถพิจารณาเปิดขึ้นทะเบียนและต่ออายุแรงงานฝ่ายเดียวแบบชั่วคราวไปก่อน เพื่อให้แรงงานทุกคนสามารถเข้าสู่ระบบได้ภายในระยะเวลา 1–2 ปี ประเทศไทยมีฐานข้อมูลของแรงงานกลุ่มนี้อยู่แล้ว ผ่านการเก็บอัตลักษณ์บุคคลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, การทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) โดยกระทรวงมหาดไทย รวมถึงการเก็บข้อมูลสุขภาพผ่านการตรวจสุขภาพกับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระบบฐานข้อมูลของไทยมีความพร้อมมากกว่ารัฐบาลพม่า ในการดำเนินการลงทะเบียนแรงงานกลุ่มนี้ แต่ไทยไม่เลือกทางนี้ แต่เลือกเปิดประตูบ้านให้โจรเข้ามาปล้นคนงานถึงในบ้านตนเอง
.
ท้ายที่สุดได้รับข้อมูลจากในพื้นที่มาว่า เช้าวันนี้ศูนย์ CI ตม สมุทรปราการ ปิดประตูไม่ให้คนภายนอกเข้าไปสังเกตการณ์แล้ว จากที่ควรทำให้โปร่งใส กลับยิ่งมีพิรุธถึงกระบวนการข้างในนั้น สรุปแล้วภายในศูนย์ CI ทั้ง 5 แห่ง รัฐบาลนี้ยกอำนาจการบริหารที่ดินให้กับเผด็จการทหารพม่าทำอะไรได้ตามอำเภอใจในราชอาณาจักรเลยใช่ไหม นี่คือคำถามสำคัญ
.
แหล่งข้อมูล
Junta Insider Wins Myanmar Migrant Contract in Thailand
https://www.irrawaddy.com/.../junta-insider-wins-myanmar...

https://www.facebook.com/photo/?fbid=28728501690177360&set=a.246721065448803
.....




Pod Nathaphob
15 hours ago
·
มีคอมเม้นต์จากโพสต์ที่แล้วเรื่องเจ้าของศูนย์ CI ที่เป็นญาติมิน อ่องหล่าย และถามว่า 'ทำไมเจ้าหน้าที่ไทยถึงไม่สนใจเรื่องอันตรายแบบนี้เลยแปลกไหม'
.
แต่ข้อเท็จจริงคือ กรมจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ของไทยเรานี่ละครับ ที่เป็นคนอำนวยความสะดวกด้านการตรวจลงตราให้แก่เจ้าหน้าที่ทางการเมียนมาที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ณ ศูนย์ CI ด้วยตนเอง
.
สาระสำคัญของจดหมายดังกล่าวคือ การอำนวยความสะดวกให้ทางการเมียนมาจัดส่งเจ้าหน้าที่จำนวน 33 ราย เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ณ ศูนย์ CI ทั้ง 5 แห่งในไทย
.
ผมไม่ได้ต้องการกล่าวโทษกรมจัดหางาน แต่อยากให้พวกท่านรู้ว่าการอนุญาตให้รัฐบาลทหารพม่าเอาคนของตนเองเข้ามามีอำนาจในศูนย์ CI นั้น สิ่งที่ตามมาคือการที่รัฐบาลพม่า ดึงเอาพวกพ้อง ญาติ มาเฟีย ที่ถูกนานาชาติคว่ำบาตร มาหาผลประโยชน์ภายในศูนย์ CI พวกท่านควรยอมรับข้อผิดพลาด ที่ปล่อยปะละเลยไม่มีการตรวจสอบภายในศูนย์ CI ปล่อยให้พวกพ้องทหารพม่าเข้ามาทำอะไรก็ได้แบบนี้ได้อย่างไร ควรยุติการดำเนินการของศูนย์​ CI ทั้งหมดจนกว่าจะมีความโปร่งใส มีเจ้าหน้าที่รัฐไทยคอยควบคุมดูแล และเปิดให้สื่อมวลชน คนทั่วไปสามารถเข้าไปสังเกตการณ์กระบวนการได้ ไม่ใช่ปล่อยให้ทั้งมาเฟียไทยกับพม่ารวมหัวกันยึดครองอำนาจในพื้นที่แบบนี้
.
เมื่อสักครู่มีแรงงานคนหนึ่งที่เจอผมเมื่อวานที่ศูนย์ CI สมุทรปราการ ได้โทรเข้ามาหาผม และขอให้ปิดบังตัวตนเขา เขาร้องขอผมในฐานะสื่อมวลชนว่า อยากให้กลับมาที่ศูนย์ CI อีกครั้งได้ไหม เพราะตอนนี้พวกแรงงานถูกขูดรีด จนไม่ไหวกันแล้วแต่ไม่สามารถเรียกร้องใครได้ เอาง่ายๆ แม้กระทั่งข้าวที่จะกินยังต้องรอใบเสร็จจากทางรัฐบาลพม่า และต้องกินข้าวเท่าที่ทางการพม่าจัดเตรียมไว้ให้เท่านั้น ที่นี่ประเทศไทยไม่ใช่เรือนจำพม่า ขอเรียกร้องใ้ห้ยุติศูนย์ CI และจัดการเอาคนพม่าที่มีความสัมพันธ์กับผู้นำทหารพม่า และจ้องจะรีดไถ่แรงงานออกไปจากประเทศไทยในทันที

กรมการจัดหางาน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

https://www.facebook.com/photo?fbid=28728958060131723&set=a.246721065448803

.....

.....



The101.world
17 hours ago
·
"มาตรการด้านเอกสารและหนังสือเดินทางจึงถูกนำมาใช้ควบคู่กับการหารายได้ โดยมีเป้าหมายทั้งการดึงเงินเข้าสู่คลังของรัฐบาลทหาร การกดดันให้คนหนุ่มสาวเดินทางกลับประเทศเพื่อเข้าสู่ระบบเกณฑ์ทหาร และการตรวจสอบบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับขบวนการต่อต้านรัฐบาล"
.
อดิศร เกิดมงคล เขียนถึงมาตรการควบคุมหนังสือเดินทาง การโอนเงิน และการเก็บภาษีของรัฐบาลทหารพม่า กำลังผลักแรงงานและผู้อพยพชาวเมียนมาหลายกลุ่มเข้าสู่ภาวะไร้เอกสาร ขณะที่ไทยต้องรับแรงกระทบทั้งด้านแรงงาน สาธารณสุข ความมั่นคง และสิทธิมนุษยชน
.
อ่านได้ที่: https://www.the101.world/myanmar-passport
.
"ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนเป็นหนังสือเดินทางประเภททำงานหรือประเภทการศึกษา ต้องยื่นเรื่องเพื่อรอการอนุมัติรายชื่อจากกรุงเนปิดอว์ผ่านช่องทางของสถานทูต ทำให้กระบวนการใช้เวลานานและไม่มีความแน่นอน"
.
"ผู้ขอต่ออายุบางกลุ่มยังต้องเดินทางกลับไปพม่า เพื่อสแกนลายนิ้วมือและดวงตา รวมถึงต้องมีเอกสารรับรองจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นว่า ไม่มีประวัติเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมือง กองกำลังต่อต้าน หรือขบวนการต่อต้านรัฐบาล หากสมาชิกในครอบครัวมีประวัติการต่อต้าน รัฐบาลพม่าอาจปฏิเสธการออกหนังสือเดินทาง"
.
"มาตรการเหล่านี้เริ่มถูกบังคับใช้อย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงปี 2566–2567 โดยมีการผลักดันระบบโอนเงินผ่านบริษัทจัดหางานเอกชน ก่อนที่มาตรการด้านหนังสือเดินทางจะสร้างความกังวลอย่างหนักแก่แรงงาน นักศึกษา และผู้อพยพชาวเมียนมาในประเทศไทย"
.
ภาพถ่าย: ณฐาภพ สังเกตุ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1659941035500696&set=a.523964959098315




เสียงเรียกร้อง - หยุดศูนย์ CI หยุดรีดไถนายจ้างไทยไปให้รัฐบาลทหารพม่าก่อสงคราม หยุดทำให้คนงานนับล้านเสี่ยงกลายเป็นแรงงานเถื่อน "การขึ้นทะเบียนแรงงานฝ่ายเดียวเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหานี้ โดยที่เราต้องไม่ยอมให้รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าขูดรีดนายจ้างและเศรษฐกิจของประเทศเรา ไปเพื่อทำสงครามในบ้านตัวเองอีกต่อไปครับ” - สหัสวัต คุ้มคง


สหัสวัต คุ้มคง
Yesterday
·
หยุดศูนย์ CI : หยุดรีดไถนายจ้างไทยไปให้รัฐบาลทหารพม่าก่อสงคราม หยุดทำให้คนงานนับล้านเสี่ยงกลายเป็นแรงงานเถื่อน

ช่วงนี้กระแสข่าวเรื่องศูนย์ CI กลับมาอีกครั้งเพราะเพิ่งมีการกลับมาดำเนินการอีกครั้งเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหามาตลอดหลายปีนับตั้งแต่มีการนำระบบดังกล่าวเข้ามาใช้ในการพิสูจน์สัญชาติชาวเมียนม่าเพื่อยืนยันตัวตน และปัญหายิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆนับตั้งแต่การรัฐประหารในเมียนม่าเป็นต้นมา จนปัจจุบันระบบนี้กำลังทำให้เกิดความเสี่ยงที่แรงงานนับล้านจะหลุดระบบกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย โดยผมจะอธิบายปัญหาไปเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ

ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ปัญหาที่ถูกพูดถึงมาตลอดในเรื่องของศูนย์ CI ที่กระทบกับนายจ้างไทยมากที่สุดคือปัญหาเรื่องการทุจริตคอรัปชั่น เก็บส่วย หักหัวคิว หากไม่จ่ายก็ไม่ได้ทำ และจะกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายในที่สุด โดยค่าใช้จ่ายทางการที่เกิดขึ้นจริงจนจบกระบวนการ ควรจะอยู่ที่ไม่เกิน 3-4,000 บาท แต่ในความเป็นจริงต้องจ่ายกันตั้งแต่ 6,000 - 10,000 บาทขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรองกับเจ้าหน้าที่และนายหน้าฝั่งเมียนมาและนายหน้าในศูนย์ CI ที่ดำเนินการโดยรัฐบาลทหารพม่าทั้งหมด โดยที่รัฐไทยปล่อยให้ดำเนินการกันโดยไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีเจ้าหน้าที่ชาวไทยเข้าไปสอดส่องดูแล และปล่อยให้มาเฟียในนามรัฐบาลทหารพม่ามารีดไถนายจ้างไทยกลางประเทศไทยโดยที่คนไทยทำอะไรกับเรื่องนี้ไม่ได้เลย (สำหรับพี่น้องที่สนใจประเด็นนี้โดยเฉพาะ ผมเชิญชวนให้ชม รายการ KEY Message ของทาง The Standard เรื่องเปิดโปงส่วยแรงงานต่างด้าว ที่อธิบายเรื่องนี้ไว้แล้วโดยละเอียดครับ)

ปัญหาอธิปไตยและการเก็บภาษีซ้อน เรื่องที่เราต้องทราบคือไทยและเมียนม่ามีอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนร่วมกัน อธิบายง่ายๆครับว่า ไทยกับเมียนม่าสัญญากันว่าจะไม่เก็บภาษีซ้อนกัน หากทำงานอยู่ที่ใด รายได้ที่เกิดขึ้นก็จะเป็นภาษี ณ ที่ๆเกิดรายได้ ถ้าคนไทยไปทำงานที่เมียนม่า ก็จะไม่ถูกเก็บภาษาีที่ไทย ถ้าคนพม่าทำงานที่ไทย ก็จะไม่ถูกเก็บภาษีที่พม่าอีก จะปล่อยให้เงินเหล่านั้นหมุนเวียนอยู่ ณ ประเทศต้นทางที่เกิดรายได้ ในกรณีศูนย์ CI นั้นเคยมีข้อสงสัยอยู่บ่อยครั้งเรื่องการละเมิดอนุสัญญาดังกล่าว เนื่องจากในอดีต มีการระบุว่าสิ่งที่ไม่ว่าเราจะเรียกว่า “ส่วย” “ค่าหัวคิว” “ค่าดำเนินการ” “ค่าทำเล่ม” นั้นเป็นการเก็บภาษี แต่เมื่อมีการตั้งคำถามเรื่องนี้ขึ้น การระบุว่าเป็นภาษีก็หายไป แต่ไปบวกในค่าดำเนินการเหล่านี้เพิ่ม โดยที่ไม่มีใบเสร็จแต่อย่างใด
.
ผมเคยตั้งคำถามถึงกรณีนี้หลายต่อหลายครั้งในหลายวาระโอกาสแต่ก็ยังไม่เคยได้รับคำตอบในเรื่องนี้ และมิหนำซ้ำการอนุญาตให้รัฐบาลทหารพม่ามาใช้อำนาจรัฐของตนในบ้านเรานั้นเป็นการละเมิดอธิปไตยหรือไม่ และสิ่งที่เลวร้ายที่เกิดขึ้นคือวันนี้ครับ มีนักข่าวชาวไทย ถูกบุคคลที่อ้างว่าเป็นเป็นคนของรัฐบาลทหารพม่ามาตรวจค้นบัตรประชาชนคนไทย ถ่ายรูป และข่มขู่ สื่อมวลชนไทย จากการไปทำข่าวเรื่องศูนย์ CI คำถามคือ ข้าราชการของรัฐบาลทหารพม่ากลุ่มนี้มีอำนาจอะไรในการตรวจสอบ รวมถึงถ่ายรูปบัตรประชาชนคนไทย ผมขอร้องเรียนให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้โดยด่วน เพราะหากเป็นเรื่องจริง เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่การข่มขู่และคุกคามเสรีภาพสื่อ แต่คือการที่รัฐบาลปล่อยให้รัฐบาลต่างชาติมาใช้อำนาจอธิปไตยในชาติตัวเองคุกคามสื่อมวลชนไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้ครับ

การสนับสนุนสงครามโดยอ้อม : นอกจากจะมีการรีดไถนายจ้างชาวไทยโดยรัฐบาลทหารพม่าแล้ว นวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่เพิ่งถูกนำมาใช้ในเรื่องนี้คือการบังคับให้ส่งเงินร้อยละ 25 ของค่าจ้างกลับประเทศผ่านช่องทางที่รัฐบาลกำหนดโดยถ้าไม่ปฏิบัติตามจะมีมาตรการลงโทษต่างๆตามมา ไม่ว่าจะเป็น เช่น ห้ามไปทำงานต่างประเทศ การไม่ต่อหนังสือเดินทาง ไปจนถึงการส่งหน่วยสืบสวนพิเศษเข้าไปสอบสวนรวมไปถึงข่มขู่ครอบครัวของแรงงานด้วย
.
สิ่งที่รัฐบาลทหารพม่าทำคือการจัดเก็บภาษีแฝงผ่านโครงสร้างอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ ทำให้รัฐบาลทหารพม่าใช้นโยบายดังกล่าวเป็นวิธีดึงเงินบาทเข้าสู่ระบบธนาคารกลาง ของตัวเองโดยใข้วิธีกำหนดให้อัตราแลกเปลี่ยน ต่ำกว่าอัตราดุลยภาพในตลาดจริง ถึง 40–50% หรืออธิบายง่ายๆว่า หากแรงงานเมียนมา ส่งเงินกลับบ้าน 10,000 บาท ผ่านระบบธนาคารทางการของพม่าคนที่ฝั่งเมียนมาจะถอนเงินออกไปได้เพียง 5,000-6,000 บาท การดำเนินการแบบนี้มีผลทางเศรษฐศาสตร์เท่ากับการจัดเก็บภาษีทางอ้อม เพราะรัฐสามารถยึดส่วนต่างมูลค่าของเงินตราต่างประเทศไว้เพื่อพยุงเศรษฐกิจตัวเอง แต่ทำให้ครอบครัวของแรงงานได้รับเงินไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ในขณะที่เงินส่วนต่างนั้น ก็ถูกรัฐบาลนำไปใช้เพื่อทำสงครามในประเทศ ซื้ออาวุธมาเข่นฆ่าประชาชนขจากเงินที่เก็บเป็นส่วนต่างไปจากประชาชนของตัวเองเหล่านี้

ความชอบธรรมของรัฐบาลทหารพม่า : สิ่งที่ผมอยากให้เราตั้งคำถามในเรื่องนี้มากๆคือสถานะปัจจุบันของรัฐบาลทหารพม่าในเวทีโลกเป็นอย่างไร และ เราจะยอมรับอำนาจดังกล่าวมากน้อยขนาดไหน และ จะยอมรับอำนาจจนถึงขั้นอนุญาตให้มาใช้อำนาจอธิปไตยในบ้านเราหรือไม่
.
สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจกันเบื้องต้นคือ รัฐบาลชุดปัจจุบันที่มาจากการรัฐประหารและก่อสงครามกลางเมืองในประเทศนั้น ไม่ได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติ และยังรับรองผู้แทนถาวรแห่งประจำสหประชาชาติคนเดิมอยู่ แม้ถูกปลดโดยรัฐบาลรัฐประหาร อธิบายง่ายๆคือ UN ยังไม่ยอมรับรัฐบาลชุดปัจจุบัน และมองว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีความชอบธรรม เป็น Failed State ที่อยู่ท่ามกลางสงครามกลางเมือง จึงไม่มีความชอบธรรมใดๆในการใช้อำนาจอธิปไตยในนามรัฐพม่า
.
นั่นคือเหตุผลที่ผมยืนยันว่าไทยสามารถขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวได้ โดยที่ไม่ต้องรอการรับรองจากรัฐบาลทหารพม่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรครับ หลายที่ในโลกใช้วิธีการนี้ เช่น หลังจากสงครามกลางเมืองในซีเรีย รัฐบาลหลายแห่งในยุโรป ก็ใช้วิธีการขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวโดยที่ไม่ต้องใช้การรับรองจากรัฐบาลซีเรียแต่อย่างใด
.
แต่สิ่งที่รัฐไทยทำ นอกจากจะเป็นการให้การรับรองรัฐบาลเด็จการชุดนี้แล้ว ยังเป็นการให้ใบอนุญาติของรัฐที่ล้มเหลวชุดนี้มาใช้อำนาจอธิปไตยในบ้านเราเพื่อขูดรีดประชาชนตัวเอง ไปจนถึงขูดรีดนายจ้างไทย จนถึงข่มขูสื่อมวลชนไทย ซึ่งผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะต้องมีคำตอบในเรื่องนี้และต้องตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจังโดยด่วนครับ

ผลกระทบต่อไทย : ศูนย์ CI และมาตรการบังคับส่งเงินกลับบ้านครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายระดับครับ ระดับที่ชัดเจนที่สุดคือการกระทบต่อประชาชนคนไทย ผู้ประกอบการไทยที่ถูกรีดไถ
.
ระดับต่อมาคือ เหตุการณ์นี้จะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของแรงงานผิดกฎหมาย เนื่องจากแรงงานเมียนม่าจำนวนมากไม่ต้องการที่จะเข้าสู่ระบบดังกล่าว ทางเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้คือการขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวเพื่อที่จะสามารถติดตามแรงงานเหล่านี้ได้ เก็บอัตลักษณ์ฝ่ายเดียว และบริหารจัดการฝ่ายเดียวได้
.
และระดับสุดท้ายคือผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยภาพรวมครับ หากเราจำกันได้ตั้งแต่สถาการณ์ไทยกัมพูชาเป็นต้นมา เราสูญเสียแรงงานในภาคเกษตร และ การก่อสร้างไปแล้วหลายแสนคน และผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวยังอยู่จนถึงปัจจุบัน ทั้งผลผลิตทางการเกษตรที่เสียหายไปแล้ว หรือ การก่อสร้างจำนวนมากที่ล่าช้าออกไปก็ยังกระทบต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน
.
ตอนนี้เรามีแรงงานเมียนมาในไทยราว 3 ล้านคน และหากเราปล่อยให้เรื่อง CI นี้ยังอยู่ต่อไปโดยไม่แก้ไข อาจทำให้แรงงานกว่าล้านคนเสี่ยงที่จะหลุดระบบ และกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งจัดนี้จะยิ่งสร้างความเสียหายกับระบบเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการขาดแคลนแรงงานแน่นอนครับ
.
ผมยืนยันว่า การขึ้นทะเบียนแรงงานฝ่ายเดียวเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหานี้ โดยที่เราต้องไม่ยอมให้รัฐบาลเผด็จการทหารพม่าขูดรีดนายจ้างและเศรษฐกิจของประเทศเรา ไปเพื่อทำสงครามในบ้านตัวเองอีกต่อไปครับ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1778563400519729&set=a.448308426878573




จดหมายถึงชนชั้นนำ: เมื่อการทรยศต่อจริยธรรมจะนำมาสู่ความโกรธแห่งยุคสมัย - ประวัติศาสตร์มักเปิดโอกาสให้ผู้มีอำนาจปรับตัวอยู่เสมอ แต่โอกาสเช่นนั้นไม่ได้เปิดอยู่ตลอดไป และในวันนี้ พวกท่านกำลังปิดตายประตูแห่งโอกาสนั้น - อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์


ศูนย์วิจัยฯ มหาวิทยาลัยหน้าบางแห่งหนึ่ง
15 hours ago
·
จดหมายถึงชนชั้นนำ: เมื่อการทรยศต่อจริยธรรมจะนำมาสู่ความโกรธแห่งยุคสมัย
อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์
.
จดหมายฉบับนี้เป็นทั้งคำร้องขอและคำเตือนอีกครั้งหนึ่งถึงเครือข่ายชนชั้นนำไทย เพราะสังคมไทยกำลังอยู่ในจังหวะของความเปลี่ยนแปลงสำคัญทางประวัติศาสตร์ หากพวกท่านยังคงมองไม่เห็น ไม่รับฟัง และไม่ยอมปรับความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจของพวกท่านกับสังคม ความขัดแย้งที่กำลังสะสมอยู่จะไม่มีทางจบลงด้วยการใช้อำนาจบังคับแบบเดิม หากจะนำไปสู่ความเสียหายที่ไม่มีใครควบคุมได้
.
การที่ท่านควบคุมทุกช่องทางของอำนาจ ทางรัฐสภา ท่านก็เล่นเลห์กลสนับสนุนให้่เกิด “วุฒิสภาของท่าน” ทางสภาผู้แทนก็มีแต่เสียงครหาของประชาชนที่มีต่อ “องค์กรจัดการเลือกตั้งของท่าน” ว่าจัดการเลือกตั้งได้มืดมิดมาก องค์กรตรวจสอบคนทุจริตก็แสดงตัวเป็น “คนของท่าน” อีก มิหน้ำซ้ำยังพยายามปิดช่องทางการตรวจสอบของฝ่ายค้านในรัฐสภาอีก
.
สิ่งที่ท่านทำอยู่คือการบิดเบือน/กลับหัวกลับหางของ “คุณค่า” ที่ดีงามทั้งหมดในสังคมไทยโดยแท้ ต้องบอกกับท่านว่าในวันนี้ความไม่พอใจกระจายไปทั่วสังคมไทยแล้ว
.
สิ่งที่พวกท่านควรทำความเข้าใจก่อนอื่นก็คือ ความไม่พอใจของผู้คนในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะคนรุ่นใหม่เท่านั้น หากแต่เกิดกับคนทุกรุ่นชน และที่สำคัญมันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเขาปฏิเสธ “ความดี” หรือ “จริยธรรมทางสังคม”ที่พวกท่านเคยพร่ำสอน ตรงกันข้าม พวกเขากลับเชื่อในจริยธรรมเหล่านั้นอย่างจริงจังกว่าพวกท่านเสียอีก
.
พวกท่านสอนให้พวกเขาเชื่อในความซื่อสัตย์สุจริต ความไม่คดโกง ความเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อส่วนรวม การไม่เอาทรัพย์สินของส่วนรวมมาเป็นของตน การไม่ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง รวมทั้งการรู้จักละอายเมื่อกระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง พวกเขาเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ และเมื่อเติบโตขึ้นเป็นพลเมือง พวกเขาจึงนำจริยธรรมที่พวกท่านสอนไปตรวจสอบสังคมที่ตนอาศัยอยู่
.
แล้วพวกเขาก็พบความย้อนแย้งที่เจ็บปวดที่สุดว่า ผู้ที่พร่ำสอนจริยธรรมเหล่านี้กลับมิได้ดำรงชีวิตและใช้อำนาจอยู่ภายใต้จริยธรรมเดียวกัน พวกเขาได้ประสบพบเห็นและรับรู้เรื่องราวที่พวกท่านได้กระทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่พวกท่านพร่ำสอน คนมีอายุก็รู้สึกเหมือนตนเองถูกหักหลังครั้งแล้วครั้งเล่า คนอายุกลางคนรู้สึกถึงความสับปลับตลอดเวลา คนรุ่นเยาว์สูญสิ้นความศรัทธาไปจนหมดสิ้น
.
ความเป็นจริงที่รับรู้ในสังคมกับการพร่ำสอนถึงการสร้างความดีงามที่พวกท่านได้สร้างขึ้นมาได้กลายเป็นความขัดแย้งมากขึ้น ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจึงมิใช่เพียงความขัดแย้งทางการเมือง หากเป็นความขัดแย้งที่หยั่งรากลึกลงไปในจริยธรรมของสังคม
.
เมื่อผู้คนจำนวนมากเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยน “โครงสร้าง” หรือ “ระบบ” พวกเขากำลังเรียกร้องให้ระเบียบทางการเมืองสอดคล้องกับหลักการที่พวกท่านเองเคยบอกว่าดีงาม อำนาจควรถูกตรวจสอบ ทรัพย์สินส่วนกลางควรเป็นของส่วนรวม ผู้ใช้อำนาจควรรับผิดชอบ และไม่มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดควรอยู่เหนือกติกาที่ใช้บังคับคนอื่น ทั้งหมดคือ ความเสมอภาคของความยุติธรรม
.
แต่แทนที่พวกท่านจะรับฟัง พวกท่านกลับใช้อำนาจเหมือนกับจะบังคับให้ผู้คนกลับไปอยู่ในสถานะของ “ราษฎร” ที่ควรเชื่อฟังและยอมรับอำนาจดังเดิม โดยที่ท่านทำเหมือนกับว่าพวกท่านยังไม่เข้าใจว่า ผู้คนจำนวนมากไม่ได้คิดว่าตนเองเป็น “ราษฎร” เช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว พวกเขารับรู้ตนเองในฐานะ “พลเมือง” ผู้มีสิทธิ มีเสียง และมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับคนอื่น
.
ต้องย้ำให้พวกท่านรับรู้ว่า นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่พวกท่านไม่มีทางที่จะทำให้มันย้อนกลับได้
.
พวกท่านต้องเข้าใจให้มากขึ้นด้วยว่า เมื่อความคาดหวังในฐานะพลเมืองที่ต้องการความเสมอภาคและความยุติธรรม กลับต้องเผชิญกับความเหลื่อมล้ำ ความอยุติธรรม และการใช้อำนาจที่ไม่รับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง ความเจ็บปวดจากการถูกทรยศทางจริยธรรมในขณะนี้กำลังเปลี่ยนรูปเป็น “ความโกรธ”
.
ความโกรธนี้มิใช่อารมณ์ชั่วครู่แต่อย่างใด มันถูกสะสมผ่านเข้ามาในประสบการณ์ชีวิตของผู้คน จากการมองเห็นความเหลื่อมล้ำ จากการพบว่ากติกาเดียวกันมิได้ถูกใช้กับทุกคนอย่างเสมอหน้า จากการมองเห็นอภิสิทธิ์ของคนบางกลุ่ม และจากความรู้สึกว่าอนาคตที่ควรเปิดกว้างสำหรับพวกเขากลับถูกปิดลง ความโกรธนี้จะผลักดันให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มมองหาเส้นทางเดินใหม่ของสังคม
.
เพราะสิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่งที่พวกท่านได้ทำลายลงไปจึงไม่ใช่เพียงความเชื่อถือในสถาบันทางการเมืองทุกสถาบัน หากแต่คือ “ความหวัง” ทั้งหมดของผู้คนในสังคม ความหวังว่าชีวิตจะดีขึ้น ความหวังว่าความพยายามจะมีชีวิตอย่างมีความหมาย ความหวังว่ากติกาบ้านเมืองจะเป็นธรรม และความหวังว่าพวกเขาจะสามารถมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของสังคมที่ตนเองเป็นเจ้าของร่วมกับผู้อื่น
.
ความหวังเหล่านี้ถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความโกรธจึงสะสมและขยายตัว และเมื่อผู้มีอำนาจเฉกเช่นพวกท่านยังไม่อินังขังขอบ ไม่แสดงความไม่รับผิดชอบ ไม่แยแสต่อความเจ็บปวดของผู้คน พร้อมกับรักษาอภิสิทธิ์ของตนเองเอาไว้ ความโกรธย่อมสามารถเคลื่อนไปสู่ความเกลียดชังได้
.
นี่คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
.
เพราะความโกรธยังเป็นเสียงเรียกร้องต่อความอยุติธรรม คนโกรธยังสามารถบอกได้ว่าอะไรคือสิ่งที่เขาเห็นว่าไม่ถูกต้องและต้องการให้เปลี่ยนแปลง แต่เมื่อใดก็ตาม ที่ความโกรธ และความสิ้นหวัง ถูกปล่อยให้สะสมจนกลายเป็นความเกลียดชัง คู่ขัดแย้งอาจมิใช่ผู้ที่ต้องเจรจาหรือปรับความสัมพันธ์กันอีกต่อไป หากกลายเป็นผู้ที่ต่างฝ่ายต่างไม่ปรารถนาจะอยู่ร่วมโลกเดียวกัน
.
หากสังคมเดินไปถึงจุดนั้น โศกนาฏกรรมจะมิได้เกิดขึ้นเฉพาะกับชนชั้นนำ หากจะเกิดขึ้นกับสังคมทั้งหมด
.
พวกท่านจึงควรตระหนักว่า อำนาจไม่อาจดำรงอยู่ได้ด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว อำนาจจำเป็นต้องมีความชอบธรรม และความชอบธรรมย่อมต้องสัมพันธ์กับจริยธรรมที่ผู้คนในสังคมสามารถยอมรับร่วมกันได้ การอ้างจริยธรรมโดยที่ผู้มีอำนาจไม่ยอมอยู่ภายใต้จริยธรรมนั้นเอง จะยิ่งทำให้คำสอนเรื่องความดีสูญเสียความหมาย และในที่สุดจะทำลายรากฐานทางศีลธรรมของอำนาจเสียเอง
.
หนทางที่จะผ่านพ้นความขัดแย้งนี้จึงมิใช่การทำให้ผู้คนกลับไปเชื่อฟังดังเดิม หากคือการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างอำนาจกับพลเมือง พวกท่านจำเป็นต้องยอมลดความได้เปรียบและอภิสิทธิ์ เปิดให้อำนาจถูกตรวจสอบ กระจายอำนาจและทรัพยากรออกไปอย่างเป็นธรรมมากขึ้น และยอมรับว่าพลเมืองมิใช่ผู้ใต้ปกครอง หากเป็นเจ้าของสังคมร่วมกับพวกท่าน
.
สิ่งที่เสนอเหล่านี้มิใช่การทำลาย “ชาติ” อย่างที่ท่านชอบใช้โจมตีผู้คนเพื่อการปกปิดความอัปลักษณ์ต่างๆที่พวกท่านได้ทำขึ้น ในตรงกันข้าม การจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ระหว่างรัฐกับพลเมือง คือการทำให้ชาติเป็นสมบัติร่วมของทุกคน ซึ่งจะะทำให้ผู้คนยังสามารถรู้สึกว่าพวกเขามีอนาคตร่วมกัน
.
สิ่งที่พวกท่านจะต้องคิดกันแล้วในวันนี้ก็คือ การทำความเข้าใจว่าสิ่งที่สังคมไทยต้องการในวันนี้จึงมิใช่เพียงการลดความโกรธหรือลดความเกลียดชังด้วยวิธีเดิมๆที่พวกท่านเคยทำกันมาหรือการแจกจ่ายเงินเล็กๆ น้อยๆ ปลอบประโลมใจผู้คน หากแต่สิ่งสำคัญก็คือ การทำให้ผู้คนกลับมามี “ความหวัง” ว่าพวกเขาสามารถสร้างชีวิตและสังคมที่ดีกว่าเดิมได้
.
หากความโกรธยังคงดำรงอยู่โดยปราศจากความหวัง ความโกรธนั้นพร้อมที่จะแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชัง และเมื่อความเกลียดชังกลายเป็นอารมณ์ร่วมของสังคม ไม่มีฝ่ายใดสามารถมั่นใจได้ว่าจะควบคุมสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป
.
จดหมายฉบับนี้จึงขอเขียนขึ้นเพื่อเตือนพวกท่านอีกครั้งหนึ่ง
.
ไม่ใช่เพราะเป็นห่วงอำนาจหรือผลประโยชน์ของพวกท่าน หากเพราะไม่ต้องการเห็นสังคมไทยต้องจ่ายราคาให้แก่ความไม่ยอมเปลี่ยนแปลงของผู้มีอำนาจมากไปกว่านี้
.
ประวัติศาสตร์มักเปิดโอกาสให้ผู้มีอำนาจปรับตัวอยู่เสมอ แต่โอกาสเช่นนั้นไม่ได้เปิดอยู่ตลอดไป และในวันนี้ พวกท่านกำลังปิดตายประตูแห่งโอกาสนั้น
.
22 ตุลาคม 2569

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1608936584612285&set=a.472177154954906




โรมเผยเส้นเงินกว่า 100 ล้านโยง Shuffle เร่งเอาผิดเว็บพนันออนไลน์ ที่สามีของ สส. "ไอเดียร์ สุชาดา" เคยถือหุ้น 1.47%


ไอเดียร์-สุชาดา เข้ารายงานตัวในฐานะ สส. สมัยแรกของพรรคภูมิใจไทย หลังชนะการเลือกตั้งปี 2569

โรมเผยเส้นเงินกว่า 100 ล้านโยง Shuffle เร่งเอาผิดเว็บพนันออนไลน์ ที่สามีของ สส. "ไอเดียร์ สุชาดา" เคยถือหุ้น 1.47%

หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Published เมื่อ 6 ชั่วโมงที่แล้ว

นายรังสิมันต์ โรม เปิดเผยว่าตำรวจไซเบอร์เตรียมประชุมเพื่อกำหนดทิศทางคดีเว็บพนันออนไลน์ในวันที่ 26 ต.ค. หลังจาก 2 แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ยอมรับกลางที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ว่ามี "เส้นเงิน" ไปยังเว็บไซต์พนันออนไลน์ชัฟเฟิล (Shuffle) กว่า 100 ล้านบาท


วันนี้ (22 ต.ค.) กมธ.การกฎหมายฯ ที่มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เป็นประธาน เชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลกรณีการเสนอสินบนเกี่ยวกับการปราบปรามเว็บไซต์การพนันออนไลน์ เพื่อประกอบการพิจารณาศึกษานโยบายทางกฎหมายเชิงรุกและติดตามการดำเนินการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

กมธ. ออกหนังสือเชิญบุคคล 18 คนมาให้ข้อมูลต่อ กมธ. โดยมี น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ "ไอเดียร์" สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และนายไทหยาง ซาง สามี รวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามสามี-ภรรยาคู่นี้ไม่ได้มาร่วมวง กมธ. แต่อย่างใด

ในเวลาเดียวกัน น.ส.สุชาดาปรากฏตัวที่รัฐสภา เพื่อเข้าร่วมประชุม กมธ.การสื่อสารโทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเธอเป็นกรรมาธิการในอีกห้องหนึ่ง

"ชาวบ้านให้กำลังใจดี เชื่อว่าชาวบ้านก็รอฟังว่าผลคดีจะเป็นอย่างไร" น.ส.สุชาดาตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงการสื่อสารกับชาวบ้านในพื้นที่

ก่อนหน้านี้เมื่อ 16 ต.ค. น.ส.สุชาดาใช้เวทีการประชุมเตรียมงานบุญที่ จ.ชัยภูมิ แจกแจงประเด็นร้อนที่เกี่ยวข้องกับเธอและสามี โดยยืนยันว่าไม่ได้เป็นเจ้าของเว็บไซต์พนันตามที่มีกระแสข่าว เป็น "การลงทุนในกิจการที่ถูกกฎหมายของต่างประเทศ เป็นการถือหุ้นเพียง 1% และไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเคยได้รับผลตอบแทนจากหุ้นดังกล่าวหรือไม่ เนื่องจากไม่มีการนำเงินจากการลงทุนส่วนนี้มาใช้จ่ายให้ดิฉัน" ทว่าอีก 4 วันต่อมา น.ส.สุชาดาพูดถึงสัดส่วนการถือหุ้นตัวเดิมด้วยตัวเลขใหม่

น.ส.สุชาดาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อ 20 ต.ค. ว่า สามีเคยถือหุ้นบริษัทมิกซ์ออเดอร์ลิมิเต็ด (Mixed Order Limited) 1.47% จริง แต่ได้ขายหุ้นออกไปตั้งแต่ก่อนที่เธอจะมาเป็น สส. จึงไม่ปรากฏในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง สส.

สำหรับบริษัทมิกซ์ออเดอร์ลิมิเต็ด (Mixed Order Limited) จดทะเบียนในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน (British Virgin Islands - BVI) เป็นเจ้าของบริษัทเนเชอรัลไนน์บีวี (Natural Nine B.V.) ซึ่งจดทะเบียนในประเทศคูราเซา และเป็นผู้ดำเนินธุรกิจเว็บไซต์ชัลเฟิล (Shuffle.com) แพลตฟอร์มคาสิโนและพนันกีฬาออนไลน์แบบใช้คริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency)

ในการประชุม กมธ.กฎหมายฯ วันนี้ มีตัวแทนหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และผู้บริหารแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมาร่วมชี้แจงด้วยคือ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub Online) และบริษัท แมกซ์บิท ดิจิทัล แอสเซท จำกัด (Maxbit Digital Asset) ส่วนบริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด (Gulf Binance) แจ้งว่าติดภารกิจและไม่ได้ส่งผู้แทนเข้าร่วมแต่อย่างใด


นายศุภชัย ใจสมุทร คัดค้านการพิจารณาวาระเว็บพนันออนไลน์ โดยระบุว่าการบรรจุวาระต้องเป็นมติ กมธ. ไม่ใช่อำนาจประธาน

ก่อนเข้าสู่วาระนี้ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. ในฐานะรองประธาน กมธ.กฎหมายฯ เสนอญัตติขอให้ กมธ. พิจารณาว่าจะรับเรื่องนี้พิจารณาต่อไปหรือไม่ โดยมี กมธ. 4 คนร่วมรับรองญัตติ ซึ่งจำนวนไม่ครบตามที่ข้อบังคับการประชุมสภากำหนดเอาไว้ที่ 5 คน ขณะที่ กมธ. ในสัดส่วนพรรค ปชน. โต้แย้งว่าได้พิจารณาเรื่องนี้ต่อเนื่องหลายครั้งแล้ว ประธานสั่งบรรจุวาระโดยถูกต้องและมีตัวแทนหน่วยงานต่าง ๆ มารอชี้แจงแล้ว จึงขอให้ดำเนินการตามวาระต่อไป จนเกิดการโต้เถียงกันไปมาระหว่าง กมธ. จาก 2 พรรค

"ผมจะเดินออกแล้ว จะวอล์กเอาท์ เดี๋ยวคนอื่นก็จะออกกันหมด" นายศุภชัยลุกขึ้นยืนพูด ก่อนเดินออกจากห้องประชุมไปในเวลา 10.13 น. โดยมีกรรมาธิการคนอื่นอีก 6 คนจากพรรคภูมิใจไทย, กล้าธรรม, และเพื่อไทย เดินออกไปตามเขา ขณะที่นายรังสิมันต์และ กมธ. ที่เหลือประชุมต่อไปตามปกติ

สถานะล่าสุดของเว็บพนัน Shuffle

การออกมายอมรับว่าสามีเคยถือหุ้นในเว็บไซต์พนันต่างประเทศ ก่อให้เกิดคำถามตามมามากมายทั้งต่อตัว สส. ไอเดียร์ และแกนนำคนสำคัญของรัฐบาลภูมิใจไทย

เมื่อปีที่แล้ว มีการตั้งโต๊ะแถลง "เปิดปฏิบัติการลับล่าเครือข่ายพนันออนไลน์ บัญชีม้า ปมสินบน 40 ล้านทั่วประเทศ" เมื่อ 17 ต.ค. 2568 โดยระบุว่าสามารถจับผู้ต้องหาได้ 49 ราย ทลายเว็บพนันหลายเครือข่ายที่มีเงินหมุนเวียนกว่า 15,200 ล้านบาทต่อปี

ในวันนั้น น.ส.สุชาดา ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขานุการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเวทีแถลงข่าวกับปลัดกระทรวงดีอี, รมว.ยุติธรรม, อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) หรือตำรวจไซเบอร์ ด้วย

นายรังสิมันต์เปิดเผยว่า ในการประชุม กมธ.กฎหมายฯ ได้สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงดีอี, ตำรวจไซเบอร์, ตำรวจสอบสวนกลาง, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ถึงความคืบหน้าคดีจับกุมผู้ต้องหาเว็บพนันออนไลน์ 49 ราย แต่ปรากฏว่าทุกหน่วยงานตอบว่าไม่ทราบเรื่องทั้งที่ผ่านมาครบปีแล้ว จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นเพียง "การแถลงเพื่อโชว์ ไม่ได้แถลงที่มีเนื้อหาสาระจริง" หรือไม่

ประธาน กมธ.กฎหมายฯ ยังตั้งคำถามต่อนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี ที่ระบุว่าได้ดำเนินการปิดเว็บพนันไปเกือบ 1 ล้านเว็บ แต่เหตุใดเว็บไซต์ชัฟเฟิลถึงรอดไปได้ และเพิ่งมาปิดกั้นการเข้าถึงในประเทศไทยหลังถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น

"เราเองก็สงสัยเหมือนกันว่าชัฟเฟิลซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ค่อนข้างใหญ่ระดับโลก โปรโมตในทีมฟุตบอลด้วยซ้ำไป ทำไมเขาติดตามการเมืองไทยขนาดนี้ มีการปิดกั้นการเข้าถึง แสดงว่าชัฟเฟิลน่าจะมอนิเตอร์เก่งมากในประเด็นที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย อันนี้คงต้องไปดูว่ามันมีการเข้าถึง การควบคุมโดยคนไทยหรือคนที่เชื่อมโยงกับคนไทยหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลหลักฐานที่ปรากฏใน กมธ. ในเรื่องนี้" นายรังสิมันต์กล่าว


น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เมื่อครั้งเป็นเลขานุการ รมว.ดีอี ร่วมแถลงข่าว "เปิดปฏิบัติการลับล่าเครือข่ายพนันออนไลน์" เมื่อ 17 ต.ค. 2568

สำหรับสถานะล่าสุดของเว็บไซต์ชัฟเฟิลตามการเปิดเผยของนายรังสิมันต์คือมีคดีหมายเลขดำและหมายเลขแดง โดยกระทรวงดีอีชี้แจงว่าได้ลงนามในหนังสือเพื่อขอคำสั่งศาลให้มีปิดกั้นเว็บไซต์ดังกล่าวเมื่อ 6 ต.ค. ศาลมีคำสั่งวันที่ 7 ต.ค. ซึ่งเข้าใจว่าต้องประสานไปยังให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider – ISP) ทุกรายในไทย คงจะใช้เวลาพอสมควร

ดีอีให้ข้อมูล กมธ. ว่า ปัจจุบันได้ปิดกั้นการเข้าถึง 3 เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับชัฟเฟิล ได้แก่ shuffle.com, shuffle.net และ shuffle.online

นายรังสิมันต์ยังบอกเล่าบรรยากาศภายในห้องประชุม กมธ. ซึ่งไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนร่วมสังเกตการณ์ว่า ได้ลองใช้อินเทอร์เน็ตของสภาเข้าไปยังหน้าเว็บไซต์ชัฟเฟอร์และเปิดหน้าจอให้ทุกคนได้ดู ปรากฏว่ายังเข้าได้ แต่ทางเว็บได้ปิดตัวเองคือล็อกไม่ให้คนไทยเข้าไปเล่น โดยแสดงข้อความว่า "ไม่สามารถรับผู้เล่นจากไทยได้เนื่องจากข้อจำกัดของใบอนุญาต" ทว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏออกมาก่อนหน้านี้คือไม่ได้ปฏิเสธการเข้าถึงโดยคนไทย

อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าเว็บนี้ได้โฆษณาชวนคนไทย (Solicitation) ให้เข้าไปเล่นการพนันหรือไม่

ธุรกรรมคริปโตระหว่าง Bitkub- Maxbit กับ Shuffle

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด นายรังสิมันต์ยืนยันได้ว่า "มีเส้นเงินที่ไหลเข้าออกจาก 2 แพลตฟอร์ม" คือแพลตฟอร์มบิทคับ (Bitkub) และแมกซ์บิท (Maxbit) ไปที่เว็บไซต์ชัฟเฟิล (Shuffle) กว่า 100 ล้านบาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้
  • บิทคับ: มีกระเป๋าหรือวอลเล็ต (wallet) 6 กระเป๋า มีเส้นเงินรวมกันเกินกว่า 100 ล้านบาท และมีผู้ทำธุรกรรม 49 ราย แต่ระบุว่ามีอยู่ 2 กระเป๋าติดบัญชีดำ (blacklist) เมื่อวันที่ 8 ต.ค. และ 12 ต.ค. ซึ่งหมายความว่าเบิกถอนไม่ได้
  • แมกซ์บิท: มีวอลเล็ต 3 กระเป๋า มีเส้นเงินไหลเวียน 2.2 แสนบาท
ประธาน กมธ.กฎหมายฯ กล่าวว่า ต้องตรวจสอบต่อไปว่ากระเป๋าเหล่านี้เป็นของใคร สัญชาติไทยหรือไม่ แต่การที่วอลเล็ตเหล่านี้เกี่ยวพันกับบิทคับและแมกซ์บิท ก็ต้องยอมรับว่ามีส่วนหนึ่งส่วนใดที่อยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว ดังนั้น "การดำเนินคดีก็น่าจะสามารถดำเนินการได้"


นายรังสิมันต์ โรม บอกว่า เจ้าของเว็บไซต์นี้คือบริษัทแม่ที่ชื่อว่า Mix Order Limited ซึ่ง น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ยอมรับว่าสามีถือหุ้น 1.47% อย่างน้อยที่สุดในเวลาที่เป็นเลขานุการ รมว.ดีอี จึงต้องมีการตรวจสอบต่อไป

ก่อนหน้านี้เมื่อ 8 ต.ค. นายศิริโชค โสภา อดีต สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ตรวจสอบข้อมูลบล็อกเชนและเปิดเผยว่าพบธุรกรรมที่อ้างว่าเชื่อมโยงกระเป๋าคริปโตของบิทคับกับชัฟเฟอร์ ระหว่างวันที่ 5 ก.ย. 2566-7 ต.ค. 2569 จำนวน 9,858 รายการ มูลค่าการโอน 2 ทิศทาง 118.05 ล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกรรมจากบิทคับไปชัฟเฟิล จำนวน 7,884 รายการ มูลค่าประมาณ 65.65 ล้านบาท และธุรกรรมจากชัฟเฟิลกลับมายังบิทคับ จำนวน 1,974 รายการ มูลค่าประมาณ 52.40 ล้านบาท

กมธ. ได้เชิญอดีต สส. เจ้าของสมญา "จอมขุด" มาให้ข้อมูลด้วย หลังจากที่เขาเกาะติดและเปิดประเด็นทรัพย์สินของ สส. ไอเดียร์และสามีไม่เว้นแต่ละวัน

นายศิริโชคตั้งคำถามโดยตรงต่อบิทคับ ซึ่งนายอรรถกฤต ชิมผลาพิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด มาชี้แจง กมธ. ด้วยตนเองว่า ภาคประชาชนขุดเส้นบล็อกเชน จนเห็นว่ามีเส้นเงินพาดไปถึงศูนย์ซื้อขายคริปโต และ กลต. ชี้แจงว่าการซื้อขายเหรียญชัพเฟิลเป็นบัญชีที่อยู่ในเงินทุนสภาพคล่องสุทธิ มีเส้นเงินพาดไปถึงบิทคับ ซี่งมีการทำข้อมูลยืนยันตัวตนลูกค้า (Know Your Customer - KYC) จึงอยากทราบว่ากรณีนี้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว

"ผมได้คำตอบเรียบร้อยแล้ว บิทคับยอมรับเองว่ามีธุรกรรม 49 ราย เส้นเงิน 118 ล้านบาทที่โอนไปมาระหว่างบิทคับกับชัฟเฟิล แปลว่ามันมีผู้เล่น (พนันออนไลน์) เว็บนี้ได้จากประเทศไทย" นายศิริโชคกล่าวกับบีบีซีไทยภายหลังร่วมประชุม กมธ.

มูลค่าแท้จริงของหุ้น 1.47% ในมือไทหยาง ซาน

น.ส.สุชาดาจดทะเบียนสมรสกับนายไทหยาง สัญชาติออสเตรเลีย เมื่อ 5 ก.ย. 2567 และเธอเข้าดำรงตำแหน่งเลขานุการ รมว.ดีอี เมื่อ 7 ต.ค. 2568 ซึ่งเป็นวันที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง ก่อนได้เข้าสภาในฐานะ สส. สมัยแรกหลังการเลือกตั้งปี 2569

กฎหมายกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งเลขานุการ รมต. ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ต่อ ป.ป.ช. แต่ไม่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ ต่างจาก สส. และ รมต. ที่ต้องยื่นและเปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่ง น.ส.สุชาดาบอกว่าในช่วงดำรงตำแหน่งเลขานุการ รมว.ดีอีได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ โดยมีรายการหุ้นบริษัทมิกซ์ออเดอร์ลิมิเต็ด 1.47% รวมอยู่ด้วย ก่อนที่หุ้นจะถูกโอนออกไปช่วงต้นเดือน ม.ค. 2569

นายศิริโชคให้ความเห็นว่า แม้ น.ส.สุชาดาแจ้งว่าสามีขายไปแล้ว แต่จากการตรวจสอบทะเบียนหุ้นบริษัทจากหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน พบความเคลื่อนไหวครั้งสุดท้ายในปี 2567 ไม่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นเลยหลังจากนั้น จึงอยากเรียกร้องให้ น.ส.สุชาดานำเอกสารทะเบียนประวัติผู้ถือหุ้นฉบับล่าสุดมาแสดง

นายศิริโชคตั้งข้อสังเกตต่อสัดส่วนการถือหุ้นของนายไทหยาง ซึ่งภรรยาบอกว่า 1% และมาเปลี่ยนตัวเลขเป็น 1.47% แม้ดูเหมือนจะเป็นสัดส่วนที่น้อย แต่มีมูลค่าสูงมาก เนื่องจากเป็นหุ้นของบริษัทที่มีมูลค่าเกือบ 20,000 ล้านบาท หากถือ 1% ก็มีมูลค่า 200 ล้านบาท ทั้งนี้ในปี 2568 บริษัทมีกำไร 1,500 ล้านบาท จ่ายเงินปันผลให้ผู้ลงทุน 600 ล้านบาท และถ้านำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์อาจมีมูลค่าเฉียด 1,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

"จึงไม่มีเหตุผลเลยที่จะต้องรีบขายหุ้นดาวรุ่งที่มีอนาคตไกลแบบนี้ ทั้งที่ในบัญชีทรัพย์สินฯ ที่แจ้งต่อ ป.ป.ช. ยังถือหุ้นขยะตัวอื่นไว้อีกมาก" อดีต สส. พรรคสีฟ้า กล่าว

ทาง กมธ.กฎหมายฯ ได้สอบถามผู้แทนจากสำนักงาน ป.ป.ช. ว่า น.ส.สุชาดาแจ้งว่าขายหุ้นไปเมื่อไร แต่ไม่ได้รับคำตอบ

นายรังสิมันต์มองว่า การถือหุ้น 1.47% ได้ประโยชน์แน่ ๆ มีผลตอบแทนจากการลงทุนนี้แน่ ๆ แล้วพอเชื่อมโยงกับ น.ส.สุชาดาซึ่งที่มีหน้าที่ต้องปราบเว็บพนันแล้วไม่ปราบ ก็น่าจะตอบได้ไม่ยากว่าเรื่องนี้อาจจะมีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ได้เสีย นอกจากนี้ยังอาจมีประเด็นเรื่องความเป็นเจ้าของหรือไม่ ซึ่งต้องตรวจสอบต่อไป

ศิริโชคประกาศ "ขุดหาเหรียญต่อ"


ในระหว่างนายศิริโชค โสภา กำลังให้สัมภาษณ์สื่อ นายศุภชัย ใจสมุทร ได้เดินเข้ามาทักทายและแซวว่า "เอาจอบมาด้วยหรือเปล่า" ซึ่งนายศิริโชคตอบว่า "เอาไว้ในรถ"

"เราเจอหุ้นแล้ว แต่ยังไม่เจอเหรียญ ผมก็จะขุดหาเหรียญต่อไป" นายศิริโชคเปิดเผยเป้าหมายในการตรวจสอบขั้นต่อไปของเขา

อดีตผู้แทนราษฎรประกาศตามหา "เหรียญชัฟเฟิล" (Shuffle Token) จำนวน 88 ล้านเหรียญ ซึ่งถูกจัดสรรตามแผน Tokenomics ให้แก่ผู้ร่วมลงทุนตั้งแต่จัดตั้งบริษัทในปี 2565 โดย 1 เหรียญมีมูลค่า 1 เซนต์ หรือราว 15 บาท แต่ น.ส.สุชาดาและสามีไม่เคยชี้แจงว่าถือเหรียญอยู่เท่าใด

"ในธุรกิจที่มีการซื้อขาย มีการเอาเหรียญชัฟเฟิลมาใช้คำนวณทุนสำรองธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เราเห็นความเชื่อมโยงเพราะ กลต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ชี้แจงหลังมีเหรียญส่วนหนึ่งไปโผล่ที่ตลาด... ถ้าให้อธิบายง่าย ๆ คือเหรียญนี้จะใช้ในบ่อนและจ่ายเป็นโบนัส ยิ่งมีผู้เล่นเยอะ มีกำไรเยอะ มูลค่าของเหรียญก็จะเพิ่มสูงขึ้น" นายศิริโชคกล่าว

เขาบอกด้วยว่า ปัจจุบัน มูลค่าเหรียญชัฟเฟิลเพิ่มขึ้นจากวันจัดสรรเหรียญครั้งแรก 130-140% และเคยพุ่งสูงขึ้นสูงสุดถึง 200% เมื่อปีที่แล้ว

โรมเดินหน้าเอาผิดกฎหมาย 3 ขา

จากที่กล่าวมาทั้งหมด นายรังสิมันต์ต้องการฉายภาพองค์ประกอบทางกฎหมาย พร้อมเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับเว็บไซต์ชัฟเฟิล เป็นขาแรก โดยเห็นว่ามี 3 ข้อกล่าวหาที่ดำเนินการได้ ได้แก่ ข้อกล่าวหาอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งอาจเป็นคดีนอกราชอาณาจักร, ข้อกล่าวหาสมคบกันฟอกเงิน, ข้อกล่าวหาผิด พ.ร.บ.การพนัน ซึ่งจะเป็นคดีมูลฐานที่จะสามารถนำไปสู่การยึดอายัดทรัพย์ได้ต่อไป โดยทราบว่าตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือตำรวจไซเบอร์ (CCIB) จะประชุมเพื่อกำหนดทิศทางคดีในวันที่ 26 ต.ค.

"ตำรวจไซเบอร์จะต้องเป็นคนไปตั้งคดีขึ้นมา เพราะกองบัญชาการไซเบอร์เกิดมาเพื่อปราบเว็บพนัน ก็น่าจะต้องเป็นเจ้าภาพในเรื่องนี้" นายรังสิมันต์กล่าวและว่า ส่วนดีเอสไอ ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเรื่องนี้เพื่อจะดูว่าจะเป็นคดีพิเศษหรือไม่

นอกจากการดำเนินการกับเว็บไซต์ชัฟเฟิล นายรังสิมันต์ยังพูดถึงอีก 2 ขาที่ต้องตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมาย
  • ขาที่สอง คือ น.ส.สุชาดา เมื่อครั้งเป็นเลขานุการ รมว.ดีอี เข้าข่ายใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
  • อีกขาคือ นายไชยชนก เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ จากกรณียกเว้นการปิดกั้นเว็บไซต์ชัฟเฟิล
คำชี้แจงจากไอเดียร์-ไทหยาง


น.ส.สุชาดาใช้เวทีการประชุมเตรียมงานบุญที่ จ.ชัยภูมิ เมื่อ 16 ต.ค. ปฏิเสธว่า "ไม่เคยมีเส้นเงินเส้นไหนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำสแกมเมอร์ หรืออาชญากรรมข้ามชาติ"

เป็นเวลา 3 สัปดาห์เต็มที่ทรัพย์สินของ สส. ไอเดียร์ และอาชีพสามีของเธอได้รับความสนใจจากสังคม และถูกนักการเมืองฝ่ายค้านรุม "ขุด" ข้อมูลมาเปิดเผยอย่างต่อเนื่อง นับจาก น.ส.สุชาดามีวิวาทะกลางสภากับนายรังสิมันต์ในระหว่างตั้งกระทู้ถามทั่วไป รมว.ดีอี กรณีสินบนดีอี 40 ล้านบาท เมื่อ 1 ต.ค. โดย สส. พรรคสีส้มเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบให้ครอบคลุมถึง สส. หญิง จ.ชัยภูมิ พรรค ภท. ซึ่ง "มีประเด็นเกี่ยวกับสามีที่อาจเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ" โดยไม่ได้เอ่ยชื่อใคร ทว่า น.ส.สุชาดาลุกขึ้นใช้สิทธิพาดพิงทันควัน โดยให้เหตุผลว่า สส.หญิง ชัยภูมิ พรรค ภท. มีเธอเพียงคนเดียว ทำให้ได้รับความเสียหาย จึงเรียกร้องให้ถอนคำพูด "ถ้ามีหลักฐานเปิดเลยค่ะ อย่าพูดจาเลื่อนลอย"
ต่อมา มีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ น.ส.สุชาดา ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ในกรณีเข้ารับตำแหน่ง สส. เมื่อ 15 มี.ค. 2569 โดยแจ้งว่ามีทรัพย์สินของตน คู่สมรส และบุตร 1,974.91 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นทรัพย์สินของนายไทหยาง ซาง สามี 1,844 ล้านบาท อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏรายการหุ้นบริษัทมิกซ์ออเดอร์แต่อย่างใด


นายไทหยางแจ้งว่า มีรายการเงินลงทุน 177.97 ล้านบาท และรายการเงินให้กู้ยืมประมาณ 1,440.46 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินก้อนใหญ่ที่สุดของเขา ส่วนชื่อผู้กู้ที่ปรากฏในบัญชีทรัพย์สินคือทรีแอร์โรวส์แคปิตอล (Three Arrows Capital) หรือ 3AC และ วิลสัน เปา (Wilson Pao)

สำหรับ Three Arrows Capital หรือ 3AC เป็นกองทุนคริปโตขนาดใหญ่ ก่อตั้งโดย ซูจู (Su Zhu) และ ไคล์ เดวีส์ (Kyle Davies) โดยธุรกิจของ 3AC คือการนำเงินไปลงทุนในบิทคอยน์ (Bitcoin) และสินทรัพย์คริปโต (Crypto) จำนวนมาก ก่อนจะล้มลงอย่างรุนแรงในปี 2022 มีเจ้าหนี้จำนวนมากตามทวงเงิน และเกิดกระบวนการติดตามทรัพย์สินในหลายประเทศ


สส. สุชาดาเผยแพร่ภาพนี้ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเปิดเผยว่านายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้โทรศัพท์หาเธอว่า "ทำไมเงียบจังวะ คนอื่นคิดว่าผัวหนีออกนอกประเทศแล้ว หนูบอก ยังอยู่ค่ะ เพิ่งไปกินข้าวกันมาเมื่อวาน"

น.ส.สุชาดาเคยออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาและข้อสงสัยต่าง ๆ ผ่านสื่อหลายครั้ง โดยระบุว่า การลงทุนบางส่วน "ถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นทางการเมือง" และ "จับแพะชนแกะ" พร้อมยืนยันต่อประชาชนชาวชัยภูมิว่า "ไม่เคยมีเส้นเงินเส้นไหนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำสแกมเมอร์ หรืออาชญากรรมข้ามชาติ"

เธอยังบอกหลายครั้งว่า พร้อมให้ความร่วมมือแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบ ทั้งสำนักงาน ป.ป.ช. และดีเอสไอ โดยเธอได้ไปพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอเป๋นเพื่อนสามีเมื่อ 20 ต.ค. เพื่อชี้แจงเกี่ยวข้องกับการถือหุ้น

นายไทหยาง ซาง ให้สัมภาษณ์สั้น ๆ ว่า มาพบเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับธุรกิจที่ตนได้ดำเนินการ ซึ่งยินดีที่จะให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องที่กำลังพิจารณาอยู่ และจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ต่อไป โดยตนจะให้ข้อมูลทั้งหมดที่มี และให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้พิจารณาตัดสิน

ด้าน สส.ไอเดียร์บอกว่า "วันนี้ที่ดิฉันมาดีเอสไอเป็นเพื่อนสามี เพราะสามีก็ให้การเพื่อเป็นการยืนยันว่าเรามั่นใจว่าเราบริสุทธิ์ แล้วก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน"

อย่างไรก็ตาม น.ส.สุชาดาไม่ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่าสามีถือหุ้น 1.47% สรุปแล้วได้ขายหุ้นให้ใครหรือไม่ โดยให้เหตุผลว่าตนไม่ได้เป็นคนให้การ เป็นสามีที่เป็นผู้ให้การกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเท่านั้น ฉะนั้นหากดีเอสไอจะให้ตนให้การ ก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ เพราะค่อนข้างมีประเด็นเยอะ

ล่าสุดวันนี้ (22 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวพยายามถามว่าช่วงดำรงตำแหน่งเลขานุการ รมว.ดีอี สามียังถือหุ้นเว็บพนันอยู่ใช่หรือไม่ เพราะมีคนตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่ยังไม่ทันถามจบ น.ส.สุชาดาก็ได้รับสายโทรศัพท์และพูดคุยจนกระทั่งเดินเข้าห้องประชุม กมธ.การสื่อสารฯ ไป จึงไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด


https://www.bbc.com/thai/articles/ck1wvlj11v8eo




ประเทศไทยกลายเป็นเช่นนี้ไปแล้ว ! อ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เปรียบเทียบยุคนี้ เรากลับไปสู่ยุคเผด็จการ อั้งยี่


หมาเฝ้าบ้าน
Yesterday
·
“กลายเป็นว่าประชาชนที่ต้องการจะตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ ไปโดนข้อหาอาญา คือมันยุคสมัยเผด็จการน่ะครับ การตั้งข้อหาให้เป็นอั้งยี่ซ่องโจรเนี่ย ผมเพิ่งเคยพบเคยเห็น” รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ในรายการ “เที่ยงเจอกัน” ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร
.
ท่ามกลางกระแสการตรวจสอบองค์กรอิสระที่เข้มข้น รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล เปิดใจผ่านรายการ "เที่ยงเจอกัน" ถึงกรณีถูกยื่นดีเอสไอสอบคดีบาร์โค้ดเลือกตั้ง ชี้เป้าการใช้อำนาจรัฐฟ้องปิดปากประชาชน พร้อมวิเคราะห์แนวโน้มม็อบลงถนน เมื่อกลไกถ่วงดุลถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและระบบเครือข่ายพวกพ้อง
.
❏ ข้อหาอั้งยี่ซ่องโจรจากการตรวจสอบบาร์โค้ด
.
การที่ กกต. ไปยื่นร้องทุกข์กล่าวโทษประชาชนและนักวิชาการที่เข้าไปตรวจสอบการทำงานในข้อหาอั้งยี่ซ่องโจรนั้นถือเป็นเรื่องที่เลยเถิดและเหลวไหล เพราะข้อหานี้ต้องมีการสมคบคิดทำผิดกฎหมายแบบองค์กรเถื่อน การตรวจสอบสิทธิและคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นสิ่งที่พลเมืองพึงกระทำได้ การยัดข้อหาอาญารุนแรงเช่นนี้สะท้อนถึงวิธีคิดแบบเผด็จการที่ต้องการปิดปากประชาชน ทั้งที่เป้าหมายของการสาธิตเรื่องบาร์โค้ดก็เพื่อให้เห็นช่องโหว่และนำไปสู่การแก้ไข ซึ่งสุดท้าย กกต. ก็ยอมนำบาร์โค้ดออกจากการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไปจริงๆ
.
"มันกลายเป็นว่าประชาชนที่ต้องการจะตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐเนี่ย กลายเป็นไปโดนข้อหาอาญา คือมันยุคสมัยเผด็จการน่ะครับ"
.
❏ การยัดข้อหากีดขวางการปฏิบัติหน้าที่
.
สำหรับข้อหาที่อ้างว่ากลุ่มผู้เข้าไปสังเกตการณ์มีการกีดขวางการปฏิบัติหน้าที่นั้น ในความเป็นจริงไม่ได้มีการขัดขวางการทำงานแต่อย่างใด เป็นเพียงการเข้าไปตั้งกล้องเพื่อบันทึกภาพการนับคะแนนเท่านั้น การที่ กกต. นำเรื่องนี้ไปแจ้งความจึงถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง และอาจเข้าข่ายการแจ้งความเท็จเสียเอง เพราะไม่ได้มีพฤติการณ์เกะกะกีดขวางจนทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานไม่ได้ตามที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด หากมีการกีดขวางจริงเจ้าหน้าที่ย่อมต้องมีการตักเตือนให้เคลื่อนย้ายออกไปแล้ว
.
"เขาเตือนให้ย้ายแล้วไม่ย้าย แต่อันนี้เข้าไปตั้งกล้องเนี่ยมันจะไปกีดขวางอะไรฮะ... กกต. ระวังนะครับจะโดนเรื่องแจ้งเท็จนะ"
.
❏ ศาลยอมรับข้อกังวลเรื่องการสืบย้อนต้นขั้วบัตร
.
ในประเด็นข้อหาเปิดเผยความลับจากการสาธิตเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งนั้น ความจริงเป็นการแสดงให้เห็นว่าระบบสามารถสืบย้อนไปถึงต้นขั้วและตัวผู้ลงคะแนนได้จริง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ยอมรับข้อเท็จจริงในจุดนี้ เพียงแต่ศาลวางหลักว่าการเลือกตั้งสามารถเป็นแบบลับแบบมีเงื่อนไขได้ จึงไม่สั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขการเปิดเผยข้อมูลควรจำกัดอำนาจไว้ที่ศาลเท่านั้น ไม่ควรปล่อยให้ กกต. ถือทั้งต้นขั้วและหีบบัตรไว้เองโดยไม่มีหลักประกันความปลอดภัยว่าความลับจะไม่ถูกเปิดเผย
.
"ศาลยอมรับนะครับว่าสามารถที่จะสืบย้อนไปถึงต้นขั้วจนกระทั่งไปถึงผู้เลือกได้... แต่ที่ไม่โมฆะก็เพราะว่าศาลวางหลักไว้ว่าการเลือกตั้งโดยลับเนี่ยเป็นลับแบบมีเงื่อนไขก็ได้"
.
❏ เทรนด์การใช้กฎหมายฟ้องปิดปากฝ่ายตรวจสอบ
.
บรรยากาศบ้านเมืองในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งหรือฟ้องปิดปากผู้ที่ออกมาตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างชัดเจน แม้ประธานศาลฎีกาจะเคยมีคำแนะนำไม่ให้รับฟ้องคดีที่มีลักษณะฟ้องเพื่อกลั่นแกล้งหรือปิดปากฝ่ายตรวจสอบก็ตาม แต่แนวโน้มการฟ้องร้องเพื่อหยุดยั้งกระบวนการตรวจสอบกลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่าทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา ซึ่งพฤติการณ์เหล่านี้ล้วนมีรากฐานมาจากปัจจัยทางการเมืองและการใช้อำนาจเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ
.
"ตอนหลังมามีการใช้มาตรการแบบนี้มาปิดปากบ้าง มาทำให้ฝ่ายตรวจสอบต้องตรวจสอบต่อไม่ได้บ้าง มากขึ้นกว่าเดิมนะครับ มีมากนะครับ"
.
❏ ปัญหาการเมืองยังอยู่ในกลไกตามรัฐธรรมนูญ
.
เมื่อมองสถานการณ์ประท้วงในต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซียหรือฝรั่งเศส ปัจจัยเหล่านั้นไม่ได้เป็นตัวจุดชนวนให้เกิดม็อบลงถนนในไทยโดยตรง เนื่องจากข้อขัดแย้งทางการเมืองไทยในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นคดีฮั้วเลือก สว. การตรวจสอบโพยเลือกตั้ง หรือการตรวจสอบองค์กรอิสระ ล้วนยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาตามกลไกทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ประชาชนยังคงเฝ้ารอผลการพิจารณาจากศาลและกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้ใช้ความรุนแรงหรือเอะอะก็จะใช้การชุมนุมประท้วงทันทีหากกระบวนการยังเดินหน้าได้
.
"ในแง่ของความเคลื่อนไหวประชาธิปไตยเนี่ย เราไม่ใช่เอะอะก็ม็อบอะ คือเรามีการใช้กระบวนการทางกฎหมาย กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ และขณะนี้มันอยู่ตรงนั้นฮะ"
.
❏ ชนวนเหตุที่อาจนำไปสู่การประท้วงใหญ่
.
ตราบใดที่กลไกการตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรมยังคงทำหน้าที่และพอมีทางออกในการแก้ปัญหา ประชาชนก็ไม่มีความจำเป็นต้องออกมาเหนื่อยยากเดินขบวนประท้วงกลางถนน การชุมนุมใหญ่ระดับหลายแสนคนจะยังไม่เกิดขึ้นในเวลานี้อย่างแน่นอน เว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลหรือผู้มีอำนาจจะสร้างชนวนเหตุขึ้นมาเอง หรือกระบวนการแก้ปัญหาตามช่องทางปกติถูกแทรกแซงและปิดตายจนประชาชนรู้สึกว่าพึ่งพาไม่ได้อีกต่อไป เมื่อนั้นการรวมพลังเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมจึงจะเกิดขึ้น
.
"ถ้าช่องทางและกระบวนการคนเขาเห็นว่ามันพอจะแก้ได้ แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้แก้ได้หมด แต่ก็เห็นว่ามันพอไปได้เนี่ย คนเขาจะมาม็อบกันทำไมล่ะครับ"
.
❏ วิกฤตการตรวจสอบถ่วงดุลแบบพัวพันเครือข่าย
.
ปัญหาที่น่ากังวลและฝังรากลึกที่สุดในขณะนี้คือระบบการตรวจสอบถ่วงดุลขององค์กรอิสระที่ถูกมองว่ามีความพัวพันกันในลักษณะเครือข่ายพวกพ้องมากกว่าการยึดหลักข้อเท็จจริง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการที่ สว. มีอำนาจเลือกองค์กรอิสระต่างๆ รวมถึง กกต. แล้วสุดท้าย กกต. ชุดเดียวกันนั้นก็กลับมาเป็นผู้ตัดสินข้อร้องเรียนเกี่ยวกับ สว. วงจรความสัมพันธ์เหล่านี้ทำให้ประชาชนเริ่มหมดศรัทธาต่อความโปร่งใส ซึ่งหากกลไกเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขปรับปรุง ก็อาจนำไปสู่จุดที่ประชาชนทนไม่ไหวในอนาคตอันใกล้
.
"สว. เลือกองค์กรอิสระ... แล้ว กกต. ที่ สว. เลือกก็มาตัดสินเรื่องของ สว. อย่างเนี้ย มันก็ทำให้เกิดปัญหาว่า มันจะถึงจุดที่เรียกว่าคนทนไม่ไหวได้หรือไม่ ผมว่ามันก็มีโอกาสนะครับ"

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1113679918028714&set=a.146529724743743





🌿 #กะเพรา กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ชวนถกเถียงในสังคม นักกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาร่ายยาวเรื่อง #กะเพรา เคลียร์ทุกความเข้าใจผิด เน้นพรบ.คุ้มครองพันธุ์พืชปี2542 ของไทย เป็นแม่แบบที่ทั่วโลกยกย่อง ไม่เข้า #UPOV1991 ก็ค้าขายได้ ห่วง #UPOV ลิดรอนสิทธิเกษตรกรขั้นสุด

 
https://www.facebook.com/watch/?v=1174863971530215

BIOTHAI was live.
5 hours ago

#กะเพรา กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ชวนถกเถียงในสังคมในขณะนี้
ในแง่กฎหมายนั้น #พรบคุ้มครองพันธุ์พืช ปี 2542 ได้มีการคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ไว้แบบใด และ หากเราเข้าร่วมอนุสัญญา #UPOV1991 แล้ว จะส่งผลต่อสิทธิเกษตรกรรายย่อย ความหลากหลายทางชีวภาพ และอธิปไตยทางอาหารของประเทศ อย่างไร เกษตรกรจะสามารถเก็บ #กะเพรา เพื่อ #ปลูกต่อ ได้หรือไม่ #กะเพราไก่ไข่ดาว ร้านอาหารตามสั่งจะยังราคาเดิมหรือไม่
เราชวนมาคุย ตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนข้อมูล ถกเถียงให้กระจ่าง คลายทุกข้อสงสัย กับนักกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญา
ผศ.ดร.สมชาย รัตนชื่อสกุล จาก คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
หัวข้อ: แก้ความเข้าใจผิดเรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์
ผู้ดำเนินรายการ: คุณกรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน(FTAWATCH)
#วันนี้ เป็น EP.3 จาก 5 EP
วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2569 เวลา 19.00-20.00 น.
เท่าทัน #UPOV1991: ปกป้องสิทธิเกษตรกรและอธิปไตยทางอาหารของผู้บริโภค
รายการออนไลน์ Live สด ซีรีย์ต่อเนื่อง 5 ตอน ตั้งแต่วันที่ 20-24 ตุลาคม 2569 เวลา 19.00-20.00 น.
ถ่ายทอดสดทางเพจ BIOTHAI x FTA Watch x สภาองค์กรของผู้บริโภค




ฝรั่งเศสหนี้ท่วม 3.6 ล้านล้านยูโร 💸 จนเด็กมัธยมต้องถือป้าย "เด็กไม่ได้ก่อหนี้" ออกมาประท้วง แล้วไทยล่ะ… จะเป็นแบบนี้ไหม? 🇹🇭

https://www.facebook.com/reel/1472606568074652
จำเขามาเล่า
a day ago
·
ฝรั่งเศสหนี้ท่วม 3.6 ล้านล้านยูโร
จนเด็กมัธยมต้องถือป้าย "เด็กไม่ได้ก่อหนี้" ออกมาประท้วง
แล้วไทยล่ะ… จะเป็นแบบนี้ไหม?
ดูคลิปเต็มได้ที่
#หนี้สาธารณะ #ฝรั่งเศส #จำเขามาเล่า




ในสงครามยุคใหม่ ซึ่งการสื่อสารและข้อมูลแบบเรียลไทม์มีความสำคัญพอๆ กับจรวดและปืนใหญ่ Starlink เป็นศูนย์กลางความมั่นคงของชาติ การตัดสินใจว่าประเทศใดจะสามารถเข้าถึงความสามารถของ Starlink ได้อย่างเต็มที่นั้นเป็นเรื่องของนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของชาติ การตัดสินใจดังกล่าวจะต้องไม่ปล่อยให้ตกเป็นของบุคคลเช่นอีลอน มัสก์ -- พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบล










ในสงครามยุคใหม่ ซึ่งการสื่อสารและข้อมูลแบบเรียลไทม์มีความสำคัญพอๆ กับจรวดและปืนใหญ่ Starlink เป็นศูนย์กลางความมั่นคงของชาติ การตัดสินใจว่าประเทศใดจะสามารถเข้าถึงความสามารถของ Starlink ได้อย่างเต็มที่นั้นเป็นเรื่องของนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของชาติพอๆ กับการตัดสินใจว่าประเทศใดจะได้รับอนุญาตให้ซื้อและใช้อาวุธไฮเทคของสหรัฐฯ การตัดสินใจดังกล่าวจะต้องไม่ปล่อยให้ตกเป็นของบุคคลเช่นอีลอน มัสก์
-- พอล ครุกแมน
นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบล
.....

การปิดการใช้งาน Starshield ฝ่ายเดียวอย่างกะทันหันในยูเครนโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบอาจเกิดขึ้นได้ที่นี่ Musk จะต้องถูกขับออกจากการควบคุมของ SpaceX

ความสามารถของ Elon Musk ในการปิดการใช้งานอินเทอร์เน็ตทางทหาร Starshield ของยูเครนควรยกธงสีแดงให้กับผู้ร่างกฎหมายในรัฐสภาที่ต้องยกเลิกการควบคุมระบบของมหาเศรษฐี

การกระทำของ Musk ในยูเครนแสดงให้เห็นว่าเขามีอำนาจที่จะทำแบบเดียวกันนี้กับรถยนต์ Tesla ทุกคัน สถานีชาร์จ และบริการอินเทอร์เน็ตบน Starlink เพื่อส่งเสริมความทะเยอทะยานทางการเมืองของ Donald Trump

นี่เป็นมากกว่าสัญญาณเตือนไฟไหม้ห้าครั้ง มัสก์ต้องถูกเรียกตัวต่อหน้าคณะกรรมการรัฐสภาเพื่อเป็นพยาน ซึ่งนำไปสู่การออกกฎหมายปกป้อง SpaceX จากการยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเพิ่มเติม

ต่อไปนี้เป็นสถานการณ์ที่น่าขนลุก: ทรัมป์แพ้การสอบกลางภาคจนเขาคิดแผนการที่จะปลุกปั่นการก่อความไม่สงบและยึดรัฐบาลได้ Musk ก่อให้เกิดวิกฤติด้วยการปิดการใช้งานรถยนต์ Tesla ประมาณ 3 ล้านคันบนท้องถนน และลูกค้า 2.7 ล้านคนที่ใช้บริการ Starlink สำหรับบริการอินเทอร์เน็ต

มัสก์ยังควบคุมสถานีซุปเปอร์ชาร์จเจอร์ 3,600 แห่งที่มีพอร์ตชาร์จเร็วมากกว่า 38,500 พอร์ต ซึ่งประมาณครึ่งหนึ่งของพอร์ตที่มีอยู่ในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ปัจจุบัน Tesla Powerwall มากถึง 700,000 เครื่องกำลังทำงานอยู่ และมีการเชื่อมต่อถึงกันเท่าๆ กัน และมีความเสี่ยงที่จะถูกปิดระบบ

เหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์เมื่อเร็วๆ นี้กับ Starshield ในยูเครน ทำให้เกิดพิมพ์เขียวที่สมบูรณ์แบบในโลกแห่งความเป็นจริงว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ข้อจำกัดล่าสุดที่วางไว้บนเทอร์มินัล Starshield ของยูเครน ซึ่งการเชื่อมต่อถูกจำกัดหรือหลุดโดยสิ้นเชิงสำหรับเทอร์มินัลใดๆ ที่เคลื่อนที่เร็วกว่า 100 ไมล์ต่อชั่วโมง พิสูจน์ให้เห็นว่าเครือข่ายที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์สามารถแก้ไขหรือปิดใช้งานได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงลอจิกเพียงครั้งเดียว

ไม่ว่าคำสั่งซื้อจะมาจากผู้บริหารองค์กรหรือคำสั่งของรัฐบาล กลไกดังกล่าวยังคงเป็นหน้าที่ของซอฟต์แวร์และการเชื่อมต่อ

หากนำไปใช้กับกลุ่มยานพาหนะของ Tesla การโต้ตอบของซอฟต์แวร์ประเภทเดียวกันนี้หมายความว่าการปิดระบบทั้งหมดไม่จำเป็นต้องใช้ "kill switch" แบบหยาบด้วยซ้ำ แต่สามารถดำเนินการผ่านพารามิเตอร์ทางโปรแกรมทุกวันแทน

การกำหนดความเร็ว: เช่นเดียวกับที่อาคารผู้โดยสารของ Starshield ถูกควบคุมความเร็วเหนือความเร็วที่กำหนดเพื่อปิดการใช้งานเครื่องสกัดกั้นโดรน กองยานพาหนะก็สามารถมีความเร็วสูงสุดที่ซอฟต์แวร์ต่อยอดไว้ที่ 0 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งจะทำให้รถติดได้อย่างมีประสิทธิภาพในครั้งถัดไปที่จอด

การกำหนดขอบเขตตำแหน่ง: SpaceX มักใช้การกำหนดขอบเขตตำแหน่งเพื่อระบุตำแหน่งที่แน่ชัดว่า Starlink อยู่ที่ไหนและไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน ในทำนองเดียวกัน บริษัทของ Musk สามารถวาดขอบเขตดิจิทัลและสั่งให้ยานพาหนะทุกคันภายในโซนนั้นเพิกถอนการตรวจสอบสิทธิ์ "PIN to Drive" หรือปิดใช้งานคอนแทคเตอร์แบตเตอรี่

การขึ้นบัญชีดำของคุณสมบัติ: เซิร์ฟเวอร์ส่วนกลางจะรักษารีจิสทรีหลักของทุกเทอร์มินัลที่ใช้งานอยู่หรือหมายเลขประจำตัวยานพาหนะ (VIN) การอัพเดตฐานข้อมูลนั้นสามารถเพิกถอนการจับมือแบบดิจิทัลที่จำเป็นสำหรับการทำงานของรถได้ทันที

ผลลัพธ์ที่ได้คือเมื่อฟังก์ชันหลักของเครื่องถูกกำหนดโดยการโต้ตอบของซอฟต์แวร์ระยะไกลอย่างต่อเนื่อง เส้นแบ่งระหว่างผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้และสินทรัพย์ที่ปิดสนิทจะถูกกำหนดโดยใครก็ตามที่ควบคุมเซิร์ฟเวอร์

ในขณะที่กฎหมายความปลอดภัยทางไซเบอร์กำลังพัฒนาเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าทรัมป์ไม่เคารพกฎหมาย และด้วยกระทรวงยุติธรรมที่ได้รับเลือกร่วมโดยสิ้นเชิง จึงไม่มีทางบังคับใช้กฎหมายเหล่านั้นได้

แน่นอนว่า รัฐบาลมีอำนาจสั่งปิดอินเทอร์เน็ตตามคำสั่งของบริการทั้งหมดภายใต้มาตรา 706 ของพระราชบัญญัติการสื่อสารปี 1934 กฎหมายดังกล่าวให้อำนาจในการกวาดล้าง "อำนาจสงคราม" แก่ฝ่ายบริหาร

แม้ว่ากฎหมายดังกล่าวเขียนไว้อย่างดีก่อนการถือกำเนิดของรถยนต์ไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ต และมีไว้สำหรับสถานการณ์เช่นสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ก็ครอบคลุมถึงการออกอากาศทางวิทยุแบบ over-the-air และการสื่อสารผ่านสายที่อาจตีความได้ว่านำไปใช้กับบริการสมัยใหม่

หากทรัมป์ต้องประกาศ “สถานการณ์อันตรายสาธารณะ” ภัยพิบัติ หรือเหตุฉุกเฉินระดับชาติ รัฐบาลสามารถระงับบริการไร้สายหรือสั่งปิดสถานีวิทยุและการสื่อสารเคลื่อนที่ได้

ซึ่งรวมถึงความสามารถในการปิดหรือยึดการควบคุม "สิ่งอำนวยความสะดวกหรือสถานีใด ๆ ที่ใช้สำหรับ" การสื่อสารแบบมีสาย " ซึ่งรวมถึงสายบรอดแบนด์ทางกายภาพที่จ่ายไฟให้กับอินเทอร์เน็ตภายในบ้านและองค์กร

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาลกลางได้ตั้งข้อสังเกตว่ามาตรา 706 กำหนดให้สภาคองเกรสไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

หากต้องการเปิดใช้งานในประเทศ ประธานาธิบดีที่กำลังดำรงตำแหน่งเพียงต้องการความเห็นทางกฎหมายอย่างเป็นทางการจากอัยการสูงสุดเพื่อยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามเกณฑ์ฉุกเฉินแล้ว

อย่างไรก็ตามมีความแตกต่างที่สำคัญประการหนึ่ง

การปิดผู้ให้บริการแบบดั้งเดิมรายใหญ่ เช่น Verizon, Comcast หรือบริการอื่น ๆ นั้นยากกว่าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ และจำเป็นต้องได้รับคำสั่งอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล และบริการดังกล่าวจะสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลได้ทันที

ในทางตรงกันข้าม Starlink สามารถควบคุมได้โดยตัวเลือกฝ่ายเดียวของผู้นำของ Musk และ SpaceX

ความแตกต่างระหว่างทั้งสองขึ้นอยู่กับวิธีสร้างโครงสร้างพื้นฐานและใครเป็นผู้ถือกุญแจของเซิร์ฟเวอร์

Starlink เป็นระบบนิเวศแบบบูรณาการในแนวตั้งและเป็นกรรมสิทธิ์ SpaceX เป็นเจ้าของดาวเทียม เกตเวย์ภาคพื้นดิน ซอฟต์แวร์จานสำหรับผู้บริโภค และเซิร์ฟเวอร์เครือข่ายส่วนกลาง

หาก Musk สั่งให้เปลี่ยนแปลงตรรกะของระบบหรือการลงทะเบียนสมาชิก วิศวกรของเขาจะสามารถใช้งานได้ทั่วโลกภายในไม่กี่นาที ไม่มีใครต้องเห็นด้วยหรือประสานงาน

Verizon ไม่มี "เจ้าของ" เพียงคนเดียวที่สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว เป็นองค์กรที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบต่อคณะกรรมการ ผู้ถือหุ้นสาธารณะ และนักลงทุนสถาบันหลายพันราย

ที่สำคัญกว่านั้นคือเครือข่ายมีการกระจายอำนาจสูง ประกอบด้วยเสาสัญญาณทางกายภาพหลายล้านเสา สิ่งอำนวยความสะดวกการกำหนดเส้นทางหลายพันแห่ง และโครงข่ายเคเบิลไฟเบอร์ขนาดใหญ่ที่บูรณาการเข้ากับเครือข่ายคู่แข่งอื่นๆ

ไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลางที่บุคคลหนึ่งสามารถผลักดันการอัปเดตเพื่อ "ปิด" Verizon ได้

จากจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ (EV) ประมาณ 4.1 ล้านคันที่จดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา Tesla คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของขบวนรถ EV ในประเทศทั้งหมด

รถยนต์ Tesla ส่วนใหญ่บนถนนในอเมริกาเป็นของรถยนต์สองรุ่นเท่านั้น ได้แก่ รุ่น Y (รถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในประเทศ) และรุ่น 3 (รุ่นที่พบมากที่สุดเป็นอันดับสอง) เมื่อรวมกันแล้ว ทั้งสองโมเดลนี้คิดเป็นเกือบ 97% ของยอดขายในประเทศของ Tesla ที่กำลังดำเนินอยู่

ความประหยัดในด้านการขนส่งคือรอยเท้าที่ค่อนข้างเล็กของ Tesla ในตลาดรถยนต์ในประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งหมด ปัจจุบัน Tesla คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1% ของรถยนต์โดยสารและรถบรรทุกขนาดเล็กที่จดทะเบียนทั้งหมดประมาณ 292 ล้านคันที่วิ่งไปตามถนนในสหรัฐฯ

การปิดระบบกะทันหันจะทำให้เกิดการหยุดชะงักอย่างมาก

แคลิฟอร์เนียมี Tesla ที่มีความเข้มข้นสูงที่สุดในประเทศ คิดเป็นประมาณ 39% ของการจดทะเบียนรถยนต์ Tesla และรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด ตามมาด้วยฟลอริดา เท็กซัส รัฐวอชิงตัน และรัฐนิวยอร์ก

Starlink ได้ส่งเสริมบริการอินเทอร์เน็ตอย่างจริงจัง แต่จนถึงขณะนี้มีสมาชิก 2.7 ล้านคนที่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ชนบทซึ่งบริการอินเทอร์เน็ตแบบเดิมไม่สามารถใช้งานได้

สภาคองเกรสและสาธารณชนตระหนักดีถึงความหายนะที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถก่อให้เกิดสังคมที่เชื่อมโยงถึงกันของเราได้ แต่การควบคุม Tesla และ Starlink ของ Musk ถือเป็นภัยคุกคามที่ใกล้เคียงกัน

มัสก์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาเต็มใจที่จะบิดเบือน Starlink เพื่อบรรลุจุดจบทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายภาคพื้นดินสำหรับพลเรือนภายใต้การทิ้งระเบิดจากขีปนาวุธรัสเซีย

การตัดสินใจที่จะตัดทอน Starshield เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบ ไม่ว่าจะเป็นของ Musk คนเดียวหรือร่วมกับประธานาธิบดี ถือเป็นธงเตือนร้ายแรงที่ต้องได้รับการแก้ไขทันที เพื่อไม่ให้ระบบนี้หลุดจากมือของ Musk ที่แสดงให้เห็นแล้วว่าผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม และผิดจริยธรรม

(หมายเหตุบรรณาธิการ: โพสต์นี้เขียนขึ้นด้วยความช่วยเหลือของปัญญาประดิษฐ์)

ที่มา The NY Independent
Musk Demonstrated Power to Kill Starlink, Tesla, Making Him Most Dangerous Man in the World

https://www.thenyindependent.com/politics/1710373/musk-demostrated-power-to-kill-starlink-tesla-makes-him-most-dangerous-man-in-the-world/
October 21, 2026








 Elon Musk เพิ่งโพสต์ขู่ฆ่าสมาชิกสภาคองเกรเหรอ?







Starlink อาจเป็นอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของโลก แต่เนื่องจากความเจ้าเล่ห์ของ Elon ในตอนนี้ ทุกประเทศจะต้องสร้างระบบของตนเองขึ้นมาโดยไม่ต้องพึ่งพาและตั้งหลักความปลอดภัยไว้ที่มหาเศรษฐี ซึ่งการพลิกผันสามารถยอมให้ประเทศอื่นทำลายอธิปไตยของคุณได้ ซึ่งหมายความว่ามีดาวเทียมใหม่หลายแสนดวงถูกปล่อยสู่อวกาศ และก่อให้เกิดการจราจรและความวุ่นวายบนท้องฟ้า อีลอนเคยเป็นเศรษฐีซุปเปอร์ฮีโร่ แต่ตอนนี้เขากลายเป็นมหาเศรษฐีจอมวายร้าย