วันอังคาร, ตุลาคม 27, 2569

เหตุเกิดขึ้นที่กรุงปราก เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็ก เมื่อประชาชนลุกขึ้นปกป้องสื่อสาธารณะ


Anupong Chaiyariti
18 hours ago
·
ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะไม่ได้เป็นเรื่องของผู้บริหารหรือคนทำสื่อเท่านั้น แต่ประชาชนมีสิทธิเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดอนาคตขององค์กร

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2569 ประชาชนหลายพันคนรวมตัวกันที่จัตุรัส Old Town Square ใจกลางกรุงปราก เมืองหลวงของสาธารณรัฐเช็ก เพื่อประท้วงรัฐบาลที่กำลังผลักดันการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับระบบเงินสนับสนุนสื่อสาธารณะ

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุม แต่เป็นเหตุผลที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากตัดสินใจออกจากบ้านมารวมตัวกันกลางเมือง เพื่อแสดงความห่วงใยต่ออนาคตขององค์กรสื่อสาธารณะ

เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากการที่รัฐบาลสั่งห้ามเสนอข่าว ไม่ได้มีคำสั่งปลดผู้ประกาศข่าวหรือผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ แต่เริ่มต้นจากข้อเสนอเปลี่ยนแปลงระบบเงินสนับสนุนองค์กรสื่อสาธารณะ

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี Andrej Babiš ต้องการยกเลิกระบบค่าธรรมเนียมที่ประชาชนจ่ายเพื่อสนับสนุน Czech Television (ČT) และ Czech Radio (ČRo) แล้วเปลี่ยนมาใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดินแทน

รัฐบาลให้เหตุผลว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และทำให้การจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาแทรกแซงความเป็นอิสระในการทำงานของสื่อสาธารณะ

แต่สำหรับผู้คัดค้าน ข้อเสนอนี้มีความหมายมากกว่าการเปลี่ยนวิธีจัดหาเงิน เพราะอาจเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับองค์กรสื่อสาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ

เดิมที Czech Television และ Czech Radio ได้รับเงินสนับสนุนหลักจากค่าธรรมเนียมที่ประชาชนจ่ายตามระบบที่กฎหมายกำหนด การเปลี่ยนไปใช้เงินงบประมาณแผ่นดินจึงทำให้เกิดคำถามว่า ในอนาคตองค์กรเหล่านี้จะต้องพึ่งพาการตัดสินใจของฝ่ายการเมืองมากขึ้นหรือไม่

โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลมีอำนาจกำหนดวงเงินสนับสนุนในแต่ละปี

ประเด็นที่ทำให้ข้อถกเถียงรุนแรงขึ้นอีกประการหนึ่งคือ ข้อเสนอของรัฐบาลอาจส่งผลให้เงินสนับสนุนสื่อสาธารณะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

European Broadcasting Union (EBU) แสดงความกังวลว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจทำให้ Czech Television และ Czech Radio มีเงินสนับสนุนลดลงประมาณ 15% ซึ่งย่อมส่งผลต่อขีดความสามารถในการผลิตรายการข่าว สารคดี และบริการสาธารณะประเภทต่าง ๆ

ขณะเดียวกัน กระบวนการพิจารณากฎหมายที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็วยังทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเหมาะสมของการเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม

แม้แต่ประธานาธิบดี Petr Pavel ก็แสดงความกังวลและเรียกร้องให้มีการพิจารณากฎหมายอย่างรอบคอบ

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินสนับสนุนสื่อสาธารณะไม่ใช่เรื่องทางเทคนิคด้านงบประมาณเท่านั้น แต่เป็นประเด็นเชิงนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอิสระของสื่อและสิทธิของประชาชนในการได้รับบริการข่าวสารที่น่าเชื่อถือ

สิ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือ การที่ประชาชนจำนวนมากออกมาแสดงบทบาทของตนเองในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับอนาคตของสื่อสาธารณะ

เราอาจคุ้นเคยกับภาพการประท้วงเรื่องค่าครองชีพ เงินเดือน สวัสดิการ หรือการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจ แต่การที่ประชาชนออกมาชุมนุมเพื่อปกป้องความเป็นอิสระขององค์กรสื่อสาธารณะ เป็นปรากฏการณ์ที่ควรได้รับความสนใจไม่แพ้กัน

เพราะมันสะท้อนความเข้าใจว่า สื่อสาธารณะไม่ได้เป็นสมบัติของรัฐบาล ไม่ได้เป็นสมบัติของคณะกรรมการบริหาร และไม่ได้เป็นสมบัติของพนักงานในองค์กร

สื่อสาธารณะเป็นสถาบันที่มีขึ้นเพื่อรับใช้ประชาชน

ประชาชนจึงไม่ควรมีบทบาทเพียงผู้รับชมรายการ ผู้ฟังวิทยุ หรือผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลเท่านั้น แต่ควรมีโอกาสแสดงความคิดเห็น ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางขององค์กรที่มีหน้าที่รับใช้พวกเขา

แน่นอนว่า การออกมาชุมนุมไม่ได้หมายความว่าประชาชนทุกคนในสาธารณรัฐเช็กมีความคิดเห็นตรงกัน และไม่ได้หมายความว่าข้อเสนอของรัฐบาลจะไม่มีเหตุผลที่ควรรับฟัง

การปฏิรูประบบเงินสนับสนุนสื่อสาธารณะเป็นเรื่องที่สามารถถกเถียงกันได้ โดยเฉพาะในยุคที่พฤติกรรมการรับชมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และประชาชนตั้งคำถามมากขึ้นเกี่ยวกับความคุ้มค่าของเงินที่ใช้สนับสนุนองค์กรสื่อสาธารณะ

แต่การปฏิรูปที่ดีควรเปิดพื้นที่ให้มีการอภิปรายอย่างรอบด้าน ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ผู้เชี่ยวชาญ คนทำสื่อ และประชาชนผู้ใช้บริการ

เพราะการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินสนับสนุนอาจส่งผลต่อความสามารถขององค์กรในการทำหน้าที่รับใช้ประชาชนไปอีกหลายทศวรรษ

ในยุโรป ประเด็นนี้มีความสำคัญมากขึ้นภายใต้ European Media Freedom Act ซึ่งกำหนดหลักการเกี่ยวกับความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ รวมถึงการจัดสรรเงินสนับสนุนอย่างเพียงพอ ยั่งยืน และคาดการณ์ได้ โดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่โปร่งใสและเป็นกลาง

หลักการดังกล่าวสะท้อนว่า ความเป็นอิสระทางบรรณาธิการไม่ได้ขึ้นอยู่กับจริยธรรมและความกล้าหาญของนักข่าวเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยโครงสร้างองค์กรและระบบเงินสนับสนุนที่ไม่เปิดช่องให้ผู้มีอำนาจใช้แรงกดดันทางการเงินเพื่อกำหนดทิศทางการทำข่าว

สำหรับผม เหตุการณ์ที่กรุงปรากมีความหมายมากกว่าการประท้วงกฎหมายฉบับหนึ่ง

มันทำให้เรากลับมาพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับองค์กรสื่อสาธารณะอีกครั้ง

ในหลายประเทศ การถกเถียงเรื่องอนาคตสื่อสาธารณะมักจำกัดอยู่ในวงของนักการเมือง ผู้บริหารองค์กร ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ หรือคนทำงานในองค์กรนั้นเอง

ทั้งที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญที่สุดคือประชาชน

ประชาชนเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากบริการสื่อสาธารณะ เป็นผู้แบกรับต้นทุนของระบบไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และเป็นผู้ได้รับผลกระทบหากองค์กรไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระ

การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมจึงไม่ควรเป็นเพียงขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นตามข้อกำหนดของกฎหมาย แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกำหนดอนาคตองค์กรอย่างแท้จริง

การมีส่วนร่วมดังกล่าวอาจเกิดขึ้นผ่านเวทีสาธารณะ การปรึกษาหารือเชิงนโยบาย การสำรวจความคิดเห็นที่ออกแบบอย่างรอบคอบ หรือกลไกอื่นที่ทำให้เสียงของประชาชนมีความหมายต่อการตัดสินใจ

โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดความขัดแย้งจนประชาชนต้องออกมาชุมนุมบนท้องถนน

เหตุการณ์ที่กรุงปรากจึงชวนให้ตั้งคำถามว่า เมื่อถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงกฎหมาย โครงสร้างการบริหาร หรือระบบเงินสนับสนุนสื่อสาธารณะ ใครควรเป็นผู้มีสิทธิร่วมกำหนดอนาคตขององค์กร

รัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวหรือไม่

คณะกรรมการและผู้บริหารองค์กรเพียงพอแล้วหรือ

หรือประชาชนควรมีพื้นที่และบทบาทที่มากกว่าการเป็นเพียงผู้รับทราบผลการตัดสินใจ

ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะไม่ได้เป็นเรื่องของผู้บริหารหรือคนทำสื่อเท่านั้น แต่เป็นประเด็นที่ประชาชนมีสิทธิเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดอนาคตขององค์กร

และบางครั้ง ภาพประชาชนหลายพันคนที่รวมตัวกันกลางจัตุรัสในกรุงปราก ก็อาจอธิบายความหมายของคำว่า Public Service Media ได้ชัดเจนกว่าคำประกาศพันธกิจขององค์กรเสียอีก

เพราะท้ายที่สุดแล้ว สื่อสาธารณะจะมีความหมายเพียงใด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรประกาศว่าตนเองรับใช้ประชาชนอย่างไรเท่านั้น

แต่ยังขึ้นอยู่กับว่า ประชาชนรู้สึกว่าสื่อสาธารณะเป็นของพวกเขามากเพียงใด

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10227215389730067&set=a.1339106737237
.....


Te Neti
9 hours ago
·
ข่าวต่างประเทศอันนี้ก็น่าสนใจ รัฐบาลประเทศเชค จะแก้กฎหมาย ยกเลิกการเก็บค่า TV กับวิทยุ licence แล้วเปลี่ยนไปใช้เงินอุดหนุนโดยตรงจากงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาลแทน

เลยไปเสิร์ชดูว่า ไอ้ค่า TV Radio licence นี่ชาวเชคเค้าจ่ายกันอยู่เท่าไหร่ ก็พบว่าจ่ายอยู่ ปีละประมาณ 3,600–3,800 บาท

ก็เยอะนะ ถ้าเป็นบางประเทศที่คนคิดไม่เยอะ ประชาชนก็คงดีใจ เฮ ไม่ต้องจ่ายเงินแล้ว ก็เอาดิได้ดูฟรี

แต่ชาวเชค ไม่ได้คิดแบบนั้นครับ เพราะเมื่อหาเหตุและผลแล้ว ก็คิดได้ว่า ต่อให้ไปเอาเงินจากรัฐบาลแทน ก็เป็นเงินภาษีพวกกูอยู่ดี

แถมถ้าทำแบบนั้น รัฐบาลมึงก็ควบคุมสื่อได้ดิ เลยออกมาประท้วงกัน

เครดิตภาพจากเพจ Prague Morning
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=29018429034509134&set=a.696962643749152