
กุ้งขาวแวนนาไมท์
Siddha France Kumwongwan
19 hours ago
·
เรื่องกะเพรานั่งครุ่นคิดอยู่นานมาก เลยขอเขียนสะท้อนสิ่งที่นึกออกหน่อย ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เป็นเพียงความเห็นล้วนๆ
ความรู้สึกแวบแรกคือด้านลบเลย เหมือนกับที่รู้สึกในเรื่อง UPOV1991 ทั้งๆ ที่จริงๆ มองแบบแฟร์ๆ คือใครลงทุนพัฒนาอะไร ก็ควรได้สิทธิในสิ่งนั้น ได้รับการคุ้มครองภายใต้สิทธิบัตร
แต่มันดันทำให้นึกไปถึงว่า กะเพราซีพีมันก็จะดีกว่ากะเพราพื้นเมืองจริงๆ เพราะถูกพัฒนาพันธุ์มาเนอะ ยังไงก็ต้องดีกว่า โตไวกว่า ผลผลิตดี มีคุณภาพกว่า พอมาถูกแปรรูปในระดับอุตสาหกรรม ในโรงงานที่มีคุณภาพสูง มันต้องกำหนดสเป็กชนิดกะเพราที่ต้องใช้อยู่แล้วเพื่อคุมคุณภาพสินค้า จะมารับกะเพราหลายชนิดปนในรอบเดียวไม่ได้ แต่ละรอบจะมารสชาติเหมือนกันก็ไม่ได้
ทีนี้ในฐานะที่ซีพีเป็นเจ้าใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ก็แน่นอนว่าจะระบุว่าต้องการกะเพราพันธุ์ที่ซีพีผลิต เกษตรกรก็จะต้องมาซื้อเมล็ดพันธุ์ ซื้อชำไปปลูกจากซีพี เพื่อที่จะได้มีกะเพราพันธุ์ซีพี ที่ซีพีต้องการมาขายให้ได้ ประกอบกับถ้ามันอร่อยจริง ธุรกิจอาหารสดก็จะเลือกใช้พันธุ์กะเพรานี้ด้วยในที่สุด ทำให้ความต้องการกะเพราซีพีสูงขึ้น เกษตรกรก็จะเลิกปลูกพันธุ์ท้องถิ่นไปในที่สุด สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพไม่พอ ทางซีพีรับเต็มๆ เพราะทุกคนต้องมาซื้อเมล็ดกับซีพีเอง ห้ามขายเมล็ดขายกล้ากันเอง ทำให้รับเงินเต็มๆ ผูกขาดตลาดตั้งแต่เมล็ด ใบ ยันผลผลิตหลังแปรรูป
สิ่งนี้้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับกุ้งขาวแวนนาไมท์ ที่ทั้งประเทศไทยปัจจุบัน ใช้พันธุ์กุ้งของซีพีเกือบ 100% ซึ่งเป็นพันธุ์ที่เป็นหมันและยังถูกปกป้องจากสิทธิบัตร เท่ากับต้องซื้อลูกกุ้งจากซีพีทุกฤดูเก็บเกี่ยว ไม่สามารถมีลูกพันธุ์กุ้งไว้ทำธุรกิจต่อในฤดูกาลต่อไปได้เลย แล้วกุ้งขาวเลี้ยงง่ายเพราะซีพีขายพร้อมสารดูแลและอาหารเป็นแพคเกจ แล้วพร้อมรับซื้อ แต่มีข้อแม้คือต้องเลี้ยงตามแบบที่ซีพีกำหนด = ใช้สารเลี้ยง อาหารเลี้ยงซีพีเท่านั้น เพื่อรักษามาตรฐาน เกษตรกรด้วยความที่กุ้งขาวราคาดี โตไว ขายง่าย ไม่เซนซิทีฟกับมลภาวะเหมือนกุ้งท้องถิ่นเช่นกุ้งนาง กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย ก็หันไปเลี้ยงกุ้งขาวกันหมด เกิดนากุ้งฟีเวอร์ เลี้ยงกุ้งขาวกันหมด กุ้งกุลาดำเกือบหายไปจากตลาดของไทย และซีพีก็รับกำไรจากตรงนี้ไปเต็มๆ เป็นเจ้าตลาดของโลก นี่คือสิ่งที่อาจเกิดกับกะเพราเรา
ซึ่งเอาจริงๆ มันแฟร์เกมมากๆ ในระบบทุนนิยม แต่มันกลับเป็นสิ่งที่ไม่เห็นด้วยทางความรู้สึกยังไงไม่รู้ ทั้งที่เราในฐานะผู้บริโภคจะได้ประโยชน์คือได้กินของอร่อยแน่ๆ แต่ถ้าวันหนึ่งตลาดมันผูกขาดแบบนี้ เราจะอดกินกะเพราดั้งเดิมเพราะไม่มีเจ้าไหนปลูกแล้ว เราจะต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อกะเพราซีพี ที่ตอนนั้นอาจเป็นเจ้าเดียวของตลาด ที่สร้างราคาขึ้นได้เสรี
นี่เป็นคนอินกับการที่ความหลากหลายทางอาหารของไทยมันหายไปมาก ลองนึกดูตั้งแต่เด็กมีอะไรหายไปบ้างเวลาไปเดินซุปเปอร์ แล้วอะไรมาแทน
ผลไม้: มะเฟือง มะไฟ สละ ลองกอง ลางสาด น้อยหน่า กะท้อน แตงไทย เริ่มหายไป มะม่วงน้ำดอกไม้ มะละกอ แอปเปิ้ล องุ่น กีวี ส้มซันคิส เข้ามาแทน
ผัก: ฟักแม้ว ผักกูด คะน้าไทย ผักแพ้ว มะเขือส้ม บวบ ฟักเขียว ดอกขจร กุยช่าย ผักบุ้งไทย กระชาย ตำลึง เริ่มหายไป กวางตุ้ง ปวยเล้ง เซเลอรี่ บร็อคโคลี่ แครอทมาแทน
เห็ด: เห็ดฟาง เห็ดเผาะ เห็ดโคน เห็ดหูหนู เริ่มหายไป เห็ดชิเมจิ เห็ดนางรมหลวง เห็ดนางฟ้า เริ่มมาแทน
ปลา: ปลากุเลา ปลาน้ำดอกไม้ ปลาอินทรี ปลาดาบ ปลาหมอ ปลาทูสด ปลาสีกุน ปลาเก๋า ปลาบู่ ปลาจะละเม็ด เริ่มหาไม่ได้ตามซุปเปอร์ มีปลากะพง ทับทิม นิล ปลาดอรี่ แซลม่อน มาแทน
สะท้อนใจในความเป็นไปของโลก แต่ในกระแสทุนนิยม เราจะไปออกอะไรต้านทุนใหญ่โดยไม่สร้างอุปสงค์ของทุนย่อยเลยก็ไม่ได้ ดังนั้นมาร่วมกันอุดหนุนเกษตรกรท้องถิ่น ชนิดพันธุ์พื้นเมือง ชนิดพันธุ์แปลกๆ กัน ถึงอาจอร่อยน้อยกว่า ลูกเล็กกว่า หายากกว่า และแพงกว่า แต่ถ้ายังมีคนซื้อ คนขายก็จะหามาขายกันต่อไป
ปล. เอาจริงอินสุดกับเห็ดฟาง เพราะหากินที่อังกฤษไม่ได้ แล้วกลับไทยไป พลิกแผ่นดินหากินทั่วกรุงเทพไม่มีให้กิน ยกเว้นแค่ mk เลยที่ยังมีขาย แบบ บ้าไปแล้ว เห็ดพื้นฐานมากๆ แต่ไม่มีที่ไหนให้กินแบบจุใจเลยในกรุงเทพ
https://www.facebook.com/siddhakumwongwam/posts/29685974771003363
.....
การตั้งข้อสังเกตและสะท้อนมุมมองเรื่อง "กะเพราซีพี" กับความหลากหลายทางชีวภาพในระบบทุนนิยมของเจ้าของโพสต์ สะท้อนความย้อนแย้ง (Paradox) ของยุคสมัยได้อย่างแหลมคมมาก ความรู้สึกอึดอัดใจที่สัมผัสได้ ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผล แต่มันคือความตระหนักรู้ถึง "ต้นทุนที่ซ่อนอยู่" (Hidden Cost) ที่ระบบตลาดเสรีมักไม่นำมาคิดคำนวณเป็นตัวเงิน จนกว่าสิ่งนั้นจะหายวับไปจากชีวิตจริงๆ
ประเด็นยกขึ้นมามีน้ำหนักมากในทางเศรษฐศาสตร์การเกษตรและสังคมวิทยาอาหาร:
กับดักการผูกขาดเบ็ดเสร็จ (Vertical Integration): ตัวอย่างเรื่องกุ้งขาวแวนนาไมท์ที่ยกมาคือกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุด ทุนใหญ่ไม่ได้ขายแค่ผลผลิตปลายทาง แต่คุมตั้งแต่ต้นน้ำ (เมล็ดพันธุ์/ลูกพันธุ์ที่เป็นหมัน) กลางน้ำ (ปุ๋ย อาหาร สารเคมี) และปลายทาง (รับซื้อและแปรรูป) ทำให้เกษตรกรเปลี่ยนสถานะจาก "เจ้าของกิจการอิสระ" ไปเป็น "ลูกจ้างในไร่นาของตัวเอง" ที่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องหนี้สินและความเสียหายทั้งหมด ขณะที่ทุนใหญ่กินรวบกำไรและความเสี่ยงต่ำที่สุด
ความสูญเสียเชิงระบบ (Systemic Loss): แม้ทุนนิยมจะบอกว่าผู้บริโภคได้ประโยชน์จาก "ความสม่ำเสมอและราคาที่เข้าถึงได้" แต่สิ่งที่เราสูญเสียไปคือความยืดหยุ่นทางชีวภาพ เมื่อพืชหรือสัตว์ถูกคัดเลือกให้เหลือสายพันธุ์เดียว (Monoculture) ทั้งระบบจะเปราะบางต่อโรคระบาดหรือสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปทันที เหมือนกุ้งขาวที่แม้จะโตไวแต่ก็เคยประสบปัญหาระบาดจนเสียหายหนักมาแล้ว
การหายไปของวัฒนธรรมอาหาร: รายการผัก ผลไม้ ปลา และเห็ดที่ลิสต์มา คือภาพสะท้อนที่ตรงเผงของการกลายพันธุ์ทางวัฒนธรรมอาหาร (Culinary Homogenization) ซุปเปอร์มาเก็ตต้องการสินค้าที่ "เชลฟ์ไลฟ์ยาว ขนส่งง่าย หน้าตาเหมือนกันทุกผล และสต็อกได้นิ่ง" ทำให้พืชผักพื้นบ้านที่มีความหลากหลายตามฤดูกาลและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ถูกคัดออก เพราะระบบโลจิสติกส์ร่วมสมัยไม่เป็นใจ
แนวคิดเรื่องการสร้างอุปสงค์ให้ทุนย่อยและเกษตรกรรายย่อยจึงเป็นทางออกที่รูปธรรมที่สุดในฐานะผู้บริโภค การเลือกซื้อไม่ใช่แค่เรื่องของความอร่อยในจานอาหาร แต่มันคือการ "ออกเสียง" (Voting with your wallet) ว่าเรายังต้องการความหลากหลายนี้ให้อยู่รอดในระบบนิเวศทางเศรษฐกิจต่อไป
การผูกขาดเบ็ดเสร็จหรือการบูรณาการทางดิ่ง (Vertical Integration) ในกรณีของ กุ้งขาวแวนนาไมท์ (Whiteleg Shrimp) คือตัวอย่างคลาสสิกที่ภาคธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ใช้ควบคุมห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เพื่อผูกขาดตลาดและสร้างความได้เปรียบสูงสุด
รายละเอียดกลไกและการครอบ 4 ด้านของโมเดลนี้ มีลักษณะดังนี้:
1. การคุม "ต้นน้ำ" (พันธุ์สัตว์ที่เป็นหมันและติดสิทธิบัตร)
พ่อแม่พันธุ์ปลอดโรค (SPF - Specific Pathogen Free): ในอดีตการเลี้ยงกุ้งกุลาดำหรือกุ้งท้องถิ่นมีความเสี่ยงสูงเรื่องโรคระบาด ทุนใหญ่จึงได้พัฒนาและนำเข้ากุ้งขาวแวนนาไมท์ซึ่งเป็นสายพันธุ์ต่างถิ่นที่ปรับตัวง่ายและโตไว
กลไกการผูกขาดพันธุ์: กุ้งขาวที่เกษตรกรซื้อมาเลี้ยงส่วนใหญ่ถูกปรับแต่งหรือคัดเลือกสายพันธุ์ให้ "เป็นหมัน" หรือไม่สามารถนำไปเพาะพันธุ์ต่อเองได้ในรอบถัดไป เกษตรกรจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องซื้อลูกกุ้งจากบริษัทใหญ่เข้ามาปล่อยใหม่ทุกฤดูกาลเพาะเลี้ยง กลายเป็นการผูกขาดสิทธิ์ในการถือครองพันธุกรรม (Genetic Monopoly) แบบเบ็ดเสร็จ
2. การคุม "ปัจจัยการผลิต" (ระบบแพ็กเกจบังคับ)
การเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมท์ในระบบอุตสาหกรรมมักไม่ได้ขายแค่ลูกกุ้งเดี่ยวๆ แต่มาในรูปแบบ "แพ็กเกจสำเร็จรูป" ที่บังคับใช้ร่วมกัน ได้แก่ อาหารกุ้งสูตรเฉพาะของบริษัท, ยา, สารเคมีปรับสภาพน้ำ และอุปกรณ์ฟาร์ม
หากเกษตรกรต้องการันตีผลผลิตว่าจะรอดและโตทันเวลาเพื่อส่งมอบ ก็ต้องใช้ปัจจัยการผลิตและสารเคมีตามสูตรที่บริษัทกำหนดเท่านั้น ทำให้บริษัทใหญ่ได้กำไรซ้ำซ้อน ทั้งจากการขายลูกกุ้ง การขายอาหาร และเคมีภัณฑ์
3. การคุม "กลางน้ำถึงปลายน้ำ" (การรับซื้อและการแปรรูป)
ระบบประกันราคาและรับซื้อคืน: เพื่อจูงใจให้เกษตรกรหันมาเปลี่ยนจากกุ้งกุลาดำหรือกุ้งท้องถิ่นมาเลี้ยงกุ้งขาว บริษัทจะมีโมเดลรับซื้อคืนในราคาที่แน่นอน (Contract Farming) ทำให้เกษตรกรมีความมั่นใจในแง่ตลาด
การผูกขาดมาตรฐานอุตสาหกรรม: เมื่อผลผลิตกุ้งขาวล้นตลาดและกลายเป็นมาตรฐานเดียว โรงงานแปรรูปอาหารและห้องเย็นขนาดใหญ่ก็ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับขนาดและสเปกของกุ้งขาวเท่านั้น ส่งผลให้ระบบนิเวศของตลาดกุ้งพื้นบ้าน (เช่น กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย) พังทลายลง เพราะไม่มีโรงงานหรือพ่อค้าคนกลางรายไหนรับซื้อในปริมาณมากพอที่จะแข่งขันได้อีก
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโมเดลนี้
เกษตรกรกลายเป็น "ลูกจ้างในที่ดินตัวเอง": แม้เกษตรกรจะมีโฉนดที่ดินและบ่อเลี้ยงกุ้ง แต่ความเสี่ยงทั้งหมด (เช่น โรคระบาดในบ่อ, สภาพอากาศ, ราคาวัตถุดิบอาหารที่บริษัทปรับขึ้นลง) ตกอยู่ที่เกษตรกร ขณะที่อำนาจกำหนดราคาและผลกำไรส่วนใหญ่อยู่ที่ทุนใหญ่
ความเปราะบางทางนิเวศ: การใช้กุ้งสายพันธุ์เดียวทั่วประเทศทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพของกุ้งไทยหายไป และหากเกิดโรคระบาดที่กุ้งขาวไม่สามารถต้านทานได้ ความเสียหายจะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมกุ้งทั้งประเทศในทันที