วันจันทร์, มกราคม 28, 2562

‘น้ำใส’ ที่ขาด ‘ใจจริง’ ในสังคมไทย

กรณี ‘น้ำใส’ ไหงไม่จบง่ายๆ ขนาดร่ำไห้กลางเวที “ขอให้ให้อภัยในความผิดพลาดของหนูด้วย” แล้วเชียว

ผ่านมาหลายวัน สถานทูตเยอรมนีไม่เลิก เอกอัคราชทูตโพสต์ภาพข้อความ “เราจำได้” ชวนน้ำใสไปเรียนประวัติศาสตร์ ‘ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’

จากการที่นายเกอร์ก ชมิดท์ เอกอัคราชทูตเยอรมนีประจำไทยโพสต์ภาพตนเองถือป้าย ‘We Remember’ พร้อมข้อความทั้งไทยและอังกฤษว่า

“เราขอแบ่งปันความตกใจและความกลัวที่ @ShapiraSmadar จากสถานทูตอิสราเอล#Israelได้แสดงออกมา เราขอเชิญสมาชิก # BNK48 มาคุยเกี่ยวกับความน่ากลัวของเผด็จการนาซีกับเรา”
 
นั่นเป็นการย้ำเตือนต่อสังคมไทยทั้งมวล ไม่เฉพาะเพียง น.ส.พิชญาภา นาถา สาวไอดอลคณะดนตรี BNK48 ที่โด่งดัง บังเอิญ ‘รู้เท่าไม่ถึงการณ์’ สวมเสื้อยืดเจอร์ซี่มีรูปเครื่องหมายสวัสติกะของเผด็จการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นาซี เยอรมนีในอดีต

ทั้งที่เป็นโอกาสการซ้อมใหญ่คณะดนตรีของเธอ แต่ก็มีการถ่ายคลิปและภาพออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ ทำให้สถานทูตอิสรเอลประจำไทยออกมาตำหนิด้วยวลีแสดงอาการ “กระเส่าและหวาดหวั่น” พร้อมทั้งถ้อยความ

“รองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต นางสมาดาร์ ชาพีรา ร่วมถือป้าย #WeRemember เพราะเรายังคงจดจำว่าชาวยิวทั้งชาย หญิง และเด็กกว่า 6 ล้านคน ถูกสังหารในเหตุกาณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว (โฮโลคอสต์) และเราจะไม่มีวันลืม”

การตำหนิ ‘น้ำใส’ ว่าละเลยการเรียนรู้ประวัติศาสตร์โลกแพร่กระจายไปทั่วสังคมไทยอย่างรวดเร็ว จนเจ้าตัวถึงกับน้ำตานองหน้ากล่าวคำขอโทษ “หนูเสียใจมากกับสิ่งที่เกิดที่ขึ้น ในความผิดพลาดและความไม่รู้” ขณะร่วมแสดงในรายการ ‘6th Single Senbatsu General Election’
 
หลังจากนั้นผู้จัดการวงได้พาเธอไปมอบดอกไม้แสดงการขออภัยต่อเอกอัคราชทูตอิสรเอลและภรรยาที่สถานทูต กระนั้นปัญหาก็ยังไม่จบง่ายๆ จนกระทั่งสถานทูตเยอรมนีแพร่ภาพทางทวิตเตอร์สนับสนุนข้อความ ‘เราจำได้’ ของผู้ช่วยทูตอิสรเอลดังกล่าว

ทำให้สังคมไทยต้องตระหนักว่า ความผิดพลาดดังกล่าวไม่ใช่เพียงการพลั้งเผลอของบุคคลที่โด่งดังในสังคมคนเดียว เนื่องเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สังคมไทยถูกตำหนิในความไม่รู้สีรู้สาต่อปัญหาการรังเกียจเชื้อชาติและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

บทความของ ‘ข่าวสดอิงลิช’ ต่อกรณีนี้ชี้ถึงเหตุการณ์ในปี ๒๕๕๙ เมื่อมีนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากรนายหนึ่งแต่งกายแฟนซีเลียนแบบอะด๊อล์ฟ ฮิตเตอร์ อดีตผู้นำนาซี โดยมีนักศึกษาอื่นแต่งชุด ‘เร็ดการ์ด’ ของจีนร่วมขบวนด้วย

ย้อนไปในปี ๒๕๕๘ สถานทูตอิสรเอลแสดงความไม่พอใจเป็นลายลักษณ์อักษรว่า “น่าสมเพชที่คนมีการศึกษาดี โอกาศในการขวนขวายหาข้อมูลอันน่าเชื่อถือได้มากกว่าผู้อื่น ขาดสามัญสำนึกที่จะแยกแยะข้อเท็จจริงจากการโฆษณาชวนเชื่อ”
 
เหตุนั้นมาจากการที่ ม.ล.รุ่งคุณ กิติยากร เผยแพร่ความเห็นของตนเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมโฮโลคอสว่าเป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อ และแสดงความเห็นใจฮิตเลอร์ว่าถูก ‘ทุนนิยมไซออนนิสต์’ บ่อนทำลายทางเศรษฐกิจ ม.ล.รุ่งคุณ จบข้อเขียนของเขาด้วยวลี “เฮล ฮิตเลอร์”

ย้อนต่อไปอีกในปี ๒๕๕๖ และ ๒๕๕๔ มีนิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ตามลำดับ แต่งกายแฟนซีสำหรับขบวนพาเหรดในชุดนาซี อันมองอย่างผิวเผินได้ว่าเป็นเพียงสมัยนิยมเซี้ยวๆ ‘craze’ เท่านั้น ขนาดเจ้าชายแฮรี่ของอังกฤษก็ยังเคยฉลองพระองค์ชุดนาซีไปร่วมงานสังสรรค์ส่วนพระองค์

แต่ทว่าหัวใจแห่งความผิดพลาดในสังคมไทยที่มาถึง ‘น้ำใส’ นี้มิใช่เพียงการยอมรับ ‘เครซ’ เป็นทางปฏิบัติแห่งการมีน้ำอดน้ำทน ‘tolerance’ และการเปิดกว้าง ‘openness’ ทางวัฒนธรรม ในขณะที่หลายสิ่งหลายอย่างในสังคมไทยกลับ ‘ยอมรับไม่ได้’

ความเป็นไทยๆ ที่ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์สถาบันชั้นสูง (กษัตริย์ สงฆ์ และตุลาการ) แม้เห็นความผิดพลาดอย่างโจ่งแจ้ง ขณะที่การชมชื่นเผด็จการและการรัฐประหาร (ขนาดเอาดอกไม้ไปมอบให้) กลับเป็นสิ่งที่อ้างว่าคือ ‘ความเท่าเทียม’

เหล่านั้นต่างหากทำให้สังคมไทยเป็นประเภท ‘ดัดจริต’ Hypocrite ขาด ‘ใจจริง’ จึงได้เกิดการผิดพลาดทั้งทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และจิตสำนึกในความทันโลก กันอยู่บ่อยๆ

(http://www.khaosodenglish.com/featured/2019/01/26/thai-idol-group-bnk48-member-wears-nazi-flag-on-stage/, https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_1336710, http://www.khaosodenglish.com/life/2015/05/14/1431595555/ และ http://www.khaosodenglish.com/culture/net/2016/09/19/thai-university-students-cosplay-red-guards-nazis-photos/)

วันอาทิตย์, มกราคม 27, 2562

รัฐบาล ‘ไม่ใช่’ รักษาการ อำนาจเต็ม 'ให้คุณให้โทษ' แจกกันกิน 'จัญโอชะ' สปช.


ถึงจะเลี่ยงเบี่ยงบ่าย อ้างความสงบเรียบร้อย ทั้งก่อน หลัง และระหว่างงานพระราชพิธี ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ไล่เรี่ยกับการเลือกตั้ง แถไถไปอย่างไร ท้ายที่สุดแล้วมันอยู่ที่การได้เปรียบ และอำนาจให้คุณให้โทษ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ทั้งนั้น

การที่สี่รัฐมนตรีดึงดันยื้อวันวางมือตำแหน่งเพื่อเข้าสู่การหาเสียงโดยสุจริต รวมทั้งตัวหัวหน้า คสช.เองก็เลี่ยงที่จะตอบ และ/หรือปรับท่วงทีให้เหมาะสมกับการที่จะกลับมาเป็นผู้นำประเทศอีกครั้ง ดังพรรคการเมืองลิ่วล้อหมายมั่น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตีหน้าบูดบึ้งตอบคำถามเซ้าซี้ของผู้สื่อข่าวเรื่อง “ตัดสินใจอนาคตทางการเมืองยังไง” เมื่อครั้งไปร่วมฉลองครบรอบ ๖๑ ปีโรงเรียนเตรียมทหาร ห้วนๆ ว่าให้ ‘ดูข้อกฎหมาย’ นั่นตีความเป็นอื่นไปไม่ได้หากแต่จะกลับมาเป็นนายกฯ ในฐานะ ‘คนนอก’ ตามรัฐธรรมนูญนั่นแหละ

การยื้ออยู่ในฐานะรัฐบาล ‘ไม่ใช่’ รักษาการ มีอำนาจเต็มให้คุณให้โทษแก่ข้าราชการและประชาชน จนกระทั่งถึงนาฑีสุดท้ายก่อนมีรัฐบาลใหม่นั้น รัฐบาล คสช. กระทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอย่างไม่มีความละอายใดๆ ทั้งสิ้น

ดังข่าวที่ปรากฏเมื่อ ๒๕ มกราคมนี่เองว่า คณะรัฐมนตรีของ คสช. เห็นชอบ “ให้กำหนดเพิ่มเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่น ให้กับสมาชิก สมช.” หรือสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซ้ำให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๖๑ ด้วย

ผู้ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มพูนเหล่านี้ประกอบด้วย ผู้ที่เคยเป็นกรรมการ อนุกรรมการ หรือเพียงสมาชิกเฉพาะกิจ ถ้าจะไล่เรียงตั้งแต่หัวถึงหางก็เริ่มที่นายกรัฐมนตรี รองนายกฯ (ในตำแหน่งประธานและรองฯ สมช.) ไปจนถึงสมาชิกทั้งหลาย ล้วนจะได้ “เบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่น” เพียบ

รายงานของ ‘ผู้จัดการออนไลน์’ ระบุละเอียดว่า ประธานได้อีกเดือนละ ๑ หมื่นบาท รองฯ ได้ ๙ พัน สมาชิกธรรมดาได้ ๘ พันบาท สมาชิกเฉพาะกิจได้รายครั้งๆ ละ ๑,๖๐๐ บาท ส่วนกรรมการได้คนละ ๔ พันบาทต่อเดือน

ยังมีตำแหน่งที่ปรึกษา สมช. ที่ค่าตอบแทนเดือนละ ๓ หมื่นบาท กรณีเป็นเอกชน แต่ถ้าเป็นข้าราชการมีเงินเดือนอยู่แล้วให้แค่เดือนละ ๔ พันบาท สิทธิประโยชน์อื่นๆ จะเป็นพวกค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ดังที่ ครม.กำหนด

โดยเมื่อปลายปีที่ผ่านมามีการแต่งตั้ง (คำสั่ง สมช.ที่ ๔/๒๕๖๑) คณะที่ปรึกษาความมั่นคงใหม่ ๖ ด้าน แต่ละด้านมีจำนวนตั้งแต่ ๒ ถึง ๖ คน รวมทั้งสิ้น ๒๖ คน


คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นนายทหารและอดีตข้าราชการที่จะมาทำงานซ้ำซ้อนกับทหารและตำรวจ ที่ล้วนได้รับเบี้ยเลี้ยงตอบแทนเพิ่มพิเศษในฐานะเป็นเจ้าพนักงานของ คสช. ซึ่งซ้อนสองกองทัพและกระทรวงทบวงกรมอีกชั้นหนึ่งอยู่แล้ว

แบบนี้เผด็จการยุคก่อนๆ เรียกว่าเฉลี่ยกันกินปิ่มเปรม สมัยนี้ต้องบอกแจกกันกินจัญโอชะ

ไม่เท่านั้น การบังคับใช้กฎหมายช่วงเปลี่ยนผ่านจาก ‘เผด็จการเพื่อประชาธิปไตย’ ไปสู่ ‘การเลือกตั้งรองรับเผด็จการ’ ก็ทำกันอย่างเลือกที่รักมักที่ชังยังได้
 
‘มักที่ชัง’ ทางการเมือง ดูจากการขุดคดี ‘จำนำมัน’ ขึ้นมาหมายเล่นงานสองอดีตนายกฯ และพี่สาว โดย ปปช. อันเนื่องมาแต่การไปสอบสวนนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ในคุก แล้วปรากฏว่าต่อมา (ขณะนี้) ลูกสาวนายบุญทรงได้เป็นผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ

(ย้อนดูรายละเอียดได้ที่ https://www.isranews.org/isranews/73026-isranews-73026.html)

แต่ด้าน ‘เลือกที่รัก’ นี่ใช้วิธีการเล่นพวกเล่นพ้องของระบบ ‘Cronyism’ อย่างไร้ยางอายกันเลย ดังกรณีที่มีการประกาศใช้กฎหมายป้องกันการทุจริตฉบับใหม่ที่ระบุให้เจ้าหน้าที่รัฐแจ้งรายการทรัพย์สิน อันกินความรวมถึงผู้บริหารและกรรมการสภามหาวิทยาลัย

ปรากฏว่ามีกรรมการสภามหาวิทยาลัยพากันลาออกจากตำแหน่งพิเศษนี้ขนานใหญ่ บางคนอ้างเหตุว่าการเปิดเผยทรัพย์สินของตนจะเป็นเครื่องจูงใจโจรผู้ร้ายจ้องปล้นจี้ชิงทรัพย์
หนึ่งในกรรมการมหาวิทยาลัยคนสำคัญที่ลาออกจากตำแหน่งก็คือ นาย มีชัย ฤชุพันธุ์ ปรมาจารย์ด้านเนติบริกร นักออกแบบกฎหมายแทรกอำนาจวิเศษให้แก่คณะทหารนักยึดอำนาจ
 
ล่าสุดปรากฏว่า คณะกรรมการปราบทุจริตฯ ลงมติให้ผู้ที่ต้องแจ้งทรัพย์สินต่อ ปปช. ในสถาบันศึกษามีเพียงประธานสภามหาวิทยาลัยและรองฯ เท่านั้น กรรมการอื่นๆ ได้รับยกเว้น นี่เป็นการแก้กฎหมายอย่าง ‘ตามอำเภอใจ’ ไม่ยึดมั่นและเคารพต่อหลักนิติธรรมเลยสักนิด

คำอวดวิเศษของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่ว่า “ผมบอกแต่ต้นแล้วว่าอย่าตื่นตูมพากันลาออก บางคนไม่เชื่อ”


แสดงถึงการถืออำนาจบาตรใหญ่ในฐานะมือกฎหมายคนสำคัญของ คสช. ชนิดที่กฎหมายประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็ยังแก้กันเองภายใน โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการ ‘Rule of Law’ ก็ได้

ช่วย ททท.เขาหน่อย โปรโมทความหลากหลายทางเพศในไทย 'GoThai.BeFree'

เฮ้ ยู ถ้าคุณ ‘โกไทย’ แล้วจะ ‘บีฟรี’ นะจะบอกให้ Tourism Authority of Thailand เค้าว่างั้น จากโปรโมชั่นใหม่ GoThai.BeFree เพิ่งออกมาชักชวน LTBG - แปลว่า ‘กลุ่มหลากหลายทางเพศ’ ดังที่ Weeranan Kanhar‏ ชี้แนะ

(ที่จริงน่าจะบวก Q – Queer หรือ Questioning เข้าไปด้วย จะได้ครบถ้วนทุกกระบวน เพราะเป็นที่ยอมรับว่า ความหลากหลายทางเพศรวมถึงบุคคลที่มีจริตจก้านอย่างเพศตรงข้าม หรือว่าไม่แน่ใจจะไปทางโน้นทางนี้ด้วยไหม)

อย่างไรก็ดี ใครว่าสังคมไทยต่อต้านความหลากหลายทางเพศ ไม่ใช่เลย หากยึดถือตามมาตรฐานการโฆษณาชวนเชื่อของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภายใต้รัฐบาลคณะรัฐประหาร คสช.

ทวี้ตเต็มของวีรนันต์ กัณหา ผู้ประกาศสำนักว้อนซ์ทีวี ว่าไว้อย่างนี้ “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รุกโซเชียลทุกช่องทาง หวังดึงนักท่องเที่ยว LGBT (กลุ่มหลากหลายทางเพศ) เข้ามาสัมผัสประสบการณ์ "ความเป็นอิสระ" ในเมืองไทย "Go Thai Be Free" พร้อมปล่อยคลิปโปรโมท

รับชม GoThaiBeFree https://www.youtube.com/watch?v=G76v5MImrAk …” อันเป็นคลิปวิดีโอโปรโมชั่น ที่ได้รับการสนับสนุนจากโรงแรมดังๆ หลายแห่ง

วันเสาร์, มกราคม 26, 2562

'จอม' ยืนยัน ป้าน้อย (ภรรยาสุรชัย ด่านฯ) เชื่อศพสามีถูกนำไปฝัง ไม่ได้เผา


ป้าน้อยเชื่อศพ 'สุรชัย' ถูก จนท.ไทยทำลายก่อนพิสูจน์ และทั้ง 3 ถูกนำมาสังหารโหดใน จ.นครพนม ฝั่งไทย

- ผมได้สัมภาษณ์ “ป้าน้อย” (นางปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์) ภรรยาของ อาจารย์สุรชัย แซ่ด่าน เกี่ยวกับการอุ้มหายอาจารย์สุรชัย โดยป้าน้อยได้ตอบมาผ่านทางไลน์ครับ

- ป้าน้อยยืนยันหนักแน่นว่า อาจารย์สุรชัยเสียชีวิตแล้วจริง โดยศพที่พบเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2561 ที่ ต.ท่าจำปา อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม นั้นเป็นศพของอาจารย์สุรชัย เพราะดูจากสภาพศพและขาขวาที่งอเพราะเคยโดนรถชน อีกทั้งเป็นศพที่หายไปก่อนที่เจ้าหน้าที่จะไปพิสูจน์พลิกศพ ซึ่งเธอเชื่อว่า เป็นการทำลายหลักฐาน และน่าจะมีการนำศพไปฝังไว้ในที่ใดที่หนึ่ง คงไม่ใช่นำไปเผาเพราะศพเปียกทำลายยาก 

และจากการที่อีก 2 ศพลอยขึ้นมาในวันที่ 27 ธันวามคม ที่หน้าวัดหัวเวียง ต.ธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม และต่อมาศพที่ 3 ลอยมาขึ้นวันที่ 29 ธันวาคม ที่บ้านสำราญเหนือ ต.อาจสามารถ อ.เมือง จ.นครพนม แสดงว่า ทั้ง 3 ถูกเจ้าหน้าที่รัฐไทย นำออกมาจากฝั่งลาวแล้วมาสังหารอย่างโหดเหี้ยมในฝั่งไทย เพราะหากสังหารในฝั่งลาวแล้วโยนศพลงแม่น้ำโขง ศพคงไม่ลอยมาไกลถึงฝั่งไทยและลอยขึ้นในสถานที่ที่ใกล้เคียงกันแบบนี้ 

- ป้าน้อยยังเล่าให้ฟังด้วยว่า “อาจารย์สุรชัย เคยเล่าให้ฟังว่า จะได้กลับไทยแน่นอนในประมาณกลางปีนี้ หลังจากที่มีการเลือกตั้งแล้ว และมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก็จะมีการพระราชทานอภัยโทษให้กับนักโทษทางการเมืองที่ลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศให้กลับประเทศได้ แต่สุดท้าย อาจารย์สุรชัยกลับลอยเป็นศพกลับไทย”


(ลองฟังคลิปเสียงประกอบครับ)

https://www.facebook.com/jom.petchpradab?fref=nf&__tn__=%2Cdm-R-R&eid=ARA0BW75f6PG1-WHA0hUKcJF4bVj7ot9iXJS3Y4ittFQsq_bEqb8uA6anO_iDTFsQVmpQavBaLExQwtk

สถานการณ์ฝุ่นในกรุงขยับขึ้น ติดอันดับ ๙ ของโลก


ใครหว่าว่าสถานการณ์ฝุ่นละอองในกรุงดีขึ้น เดี๋ยวก็หาย 

เมื่อเช้านี้ (๒๖ มกรา) Greg @BkkGreg ลงรูป ‘Lovely view’ มุมสูงถ่ายจากยอดตึกในกรุงเทพฯ แถวๆ สุขุมวิท ทั่วฟ้าสลัวด้วยหมอกสีเทาผสมสีแดงเรื่อๆ เห็นทิวตึกระฟ้าลางๆ

วีรนันท์ กัณหา รีทวี้ตข่าวของ @VoiceOnlineTH เรื่อง “โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี เปิดคลินิกมลพิษ คลินิกเฉพาะทางแห่งแรกในประเทศไทย รักษาผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5” เขามีคอมเม้นต์สั้นๆ “มาถึงจุดนี้แล้ว!”
 
อีกภาพจาก @Chu_SpringNews แนบคำบรรยาย “อึ้ง ภาพมุมสูง ท้องฟ้าเหนือกทม.บ่ายนี้ #ฝุ่นละออง ปกคลุมไปทั่ว #นี่เราถูกครอบด้วยฝุ่นอย่างหนา” เห็นชัดขึ้นว่าแถบสีแดงเรื่อๆ นั้นทั้งเข้มและหนา

อีกราย @MindfulNewsTH รีทวี้ต ลงทุนแมน @longtunman กับภาพที่ระบุว่า “PM 2.5 กำลังเริ่มกระทบเศรษฐกิจ “ใครจะไปคิดว่าจะมีวันนี้ วันที่อากาศที่เราหายใจก็มีราคา”
 
เขาพูดกันถึง #ภาวะโลกร้อน “มันคล้ายๆ กับตอนที่คนสมัยก่อนไม่คิดว่าน้ำดื่มจะมีราคา มันอาจจะไปถึงจุดนั้นก็ได้ ต้องซื้ออากาศอัดกระป๋องหายใจกัน เหมือนที่ซื้อน้ำดื่มกันทุกวันนี้แหละ”

นั่นอาจจะมองข้ามช็อตกันไปไกลโข แต่แม้กลับมาสู่สถานะปัจจุบันอันเป็นธรรมดา ก็เกินกว่าจะสะดวกใจ สบายกายกันแล้ว

กานดา นาคน้อย‏ @kandainthai รีทวี้ตโพสต์ของ Richard Barrow ฝรั่งช่างภาพอิสระที่มีผลงานภาพชีวิตไทยๆ ประเพณีงดงาม และสถานที่ประวัติศาสตร์ มานานนับสิบๆ ปี
 
“ชาวต่างชาติที่อยู่ไทยคนหนึ่งลงรูปฝุ่นเกาะรถยนต์ให้ดูว่า ๔๘ ชั่วโมงหลังล้างรถยนต์ ฝุ่นกทม.จับระดับนี้เลย” คุณแบร์โร่ว์ บอกว่าลืมเอาผ้าคลุมรถไว้หลังจากที่ล้างรถเมื่อวันพุธ

“ลองจินตนาการสิว่ามีฝุ่นละอองเหล่านั้นเข้าไปในปอดของคุณอีกมากเท่าไร ถ้าคุณไปออกกำลังกายนอกชายคา สวมหน้ากากกันนะ” เขาเตือนพร้อมทั้งแนะว่าอย่ารับประทานอาหารที่วางขายกลางแจ้ง

อีกโพสต์จากริชาร์ด แบร์โร่ว์ เหน็บแนมแกมประชด “ขอแสดงความยินดีกับ #กรุงเทพฯ คุณได้ติด ๑ ใน ๑๐ อันดับประเทศที่มีอากาศเสียจาก Pollution มากที่สุดของโลก”

ตารางวันที่ ๒๕ มกราดูแล้ว ประเทศไทยอันดับ ๙ (เลขสวย) ขยับจากครั้งก่อนที่เห็นเมื่อสองสามอาทิตย์ที่แล้วขึ้นมา ๑ ขั้น

'ตู่' จะฉายเดี่ยวแถลงผลงานรัฐบาล คสช. ๑ กุมภานี้ เชื่อว่าไม่มีพูดถึงงบประมาณที่ละลายแม่น้ำสลายไป ๔ แสนล้านแน่

แม่เจ้าโวย คสช. เปรียบผลงานรัฐบาลของตนเหมือนตัดชุดวิวาห์ ได้เห็นผลตอนอาทิตย์สุดท้ายก่อนถึงวันแต่ง ดังนั้นจึงจัดวางให้ประยุทธ์ฉายเดี่ยวแถลงอวดความสำเร็จศุกร์หน้า ๑ กุมภาพันธ์

กอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ คุยฟ่องอีกตามเคยว่าประธานส่งเสริมการค้าของญี่ปุ่นมาเยือน “ภาพรวมญี่ปุ่นยังพอใจและเชื่อมั่นในไทย และมีบางส่วนพร้อมจะย้ายฐานการผลิตมาไทย” ทั้งนี้เพราะ

“ก่อนหน้านี้เคยพบกับภาคธุรกิจของญี่ปุ่น ซึ่งต่างก็ยืนยันว่า ไม่กังวลกับการเมืองของไทย เพราะไม่ได้ส่งผลกระทบกับบริษัทที่ลงทุนแต่อย่างใด”

ดังนั้นเรื่องการเรียกร้องให้ ๔ รัฐมนตรีที่ไปเป็นผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐลาออกนั้น ยังไม่มีการขยับใดๆ “ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของทุกคน”


เช่นเดียวกันจึงแน่นอนว่าในการแถลงผลงานสัปดาห์หน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คงจะไม่ยอมพูดถึงสถานะการคลังของประเทศ หลังจากที่มีตารางการเงินของชาติออกมาแพร่หลายบนเน็ต แจงตัวเลขทั้งรายรับ รายจ่าย ดุลการเงิน และเงินคงคลัง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ถึง ๒๕๖๐

ดูตัวเลขแล้วแจ่มแจ้งเห็นความแตกต่างตั้งแต่ปี ๕๕-๕๖ รัฐบาล ‘ปูแดง’ เต็มๆ มีเงินคงคลังที่ปลายปีเหลือ ๕๖๑,๒๗๐ ล้านบาท กับ ๖๐๕,๐๕๒ ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งสองปีมีรายได้เข้าคลัง ๑.๙๘ กับ ๒.๑๖ ล้านล้าน ตามลำดับ

เทียบกับรัฐบาล ‘พี่ฉุน’ ล้วนๆ ๓ ปี ตั้งแต่ ๕๘ ถึง ๖๐ ปรากฏว่ามีเงินคงคลังหดลงอย่างฮวบฮาบจาก ๖ แสนล้านกว่าๆ มาเหลือ ๔๒๖,๑๘๒ ล้านในปี ๕๘ พอปีปลายปี ๕๙ ดีหน่อย เงินคงคลังถีบขึ้นไปเล็กน้อยเป็น ๔๔๑,๓๐๐ ล้าน ก็ยังแย่กว่าปียิ่งลักษณ์เยอะ

ทั้งที่รายได้เข้าคลังทั้งในปี ๕๘ และ ๕๙ สูงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย คือ ๒.๒๐ ล้านล้านในปี ๕๘ และ ๒.๔๑ ล้านล้านในปี ๕๙ แสดงว่าสองปีนี้มีการใช้จ่ายเงินออกจากคลังมากขึ้นกว่าเดิม ครั้นถึงปี ๖๐ นี่ ‘พี้ค’ เลยทีเดียว

รัฐบาล คสช. หาเงินเข้าคลังในปี ๖๐ ได้แค่ ๕๕๓,๘๖๔ ล้านบาท น้อยกว่าปีสุดท้ายของปูแดงกว่า ๔ เท่า ขณะที่ คสช. จ่ายเงินออกจากคลังเกือบถึงล้านล้าน มากกว่ารายรับเกือบเท่าตัว พอปลายปีจึงเหลือเงินคงคลังส่งต่อไปปี ๖๑ เพียง ๗๔,๙๐๗ ล้านบาท

คิดคร่าวๆ ภายใน ๓ ปีรัฐบาลพี่ฉุนถลุงเงินที่มาจากประชาชนจ่ายภาษีอากรไปกว่า ๔ แสนล้านบาท เชื่อว่าในการแถลงผลงานวันที่ ๑ กุมภานี้เชื่อว่าจะต้องเอาตัวเลขปีสุดท้าย ๒๕๖๑ มาคุย ฟังจากน้ำเสียงของกอบศักดิ์คงจะดีกว่าปี ๖๐ แต่ไม่น่าจะดีขนาดได้เงินที่ละลายแม่น้ำไป ๔ แสนล้านกลับมาแน่

วันศุกร์, มกราคม 25, 2562

'สารคามโมเดล' ชาวบ้านลุกหนีพลังประชารัฐ "บ่งบอกใบ้อะไรบางอย่างไว้"


ปรากฏการณ์ ‘ไทบ้านมหาสารคาม’ เมื่อนักการเมืองพรรคพลังประชารัฐตั้งเวทีหาเสียง เริ่มปราศรัยได้ไม่เท่าไรคนฟังพากันเดินออกเป็นแถว

เนื่องเพราะ “ไปด่าทักษิณ ไปด่าพรรคที่ตัวเองเคยอยู่ และไปด่าคนเสื้อแดงที่ตัวเองเคยเป็นแกนนำ ชาวบ้านเลยบอกว่า กูขี้เดียดคนแนวนี้ แล้วลุกหนี” (#มึงอย่าจื่อ -ถือแถน ประสพโชค)

เป็นเครื่องชี้แนะอย่างหนึ่งได้ว่า พลังประสานทางการเมืองของ คสช. ที่จะนำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหลังเลือกตั้งนั้น ไม่ใช่ ‘ของตาย’ เสมอไปเสียแล้ว ทั้งที่มี ‘ตัวช่วย’ จัดสร้างจัดวางกันเอาไว้มากมาย

ไหนจะวุฒิสมาชิกที่ คสช. แต่งตั้ง-เลือกตัว ๒๕๐ คน ไหนจะกฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายเลือกตั้ง รวมทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญเอง ที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานยุทธศาสตร์ พปชร. ภาคอีสาน พูดอีกครั้งหมาดๆ ที่โคราช ว่า

“ซึ่งโดยระบบนี้ก็จะทำให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งจะได้เสียงเกินครึ่งคงจะยากลำบาก เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะได้รัฐบาลผสมก็จะมีมาก”

นั่นก็หมายถึงว่าพรรคเครือข่าย คสช. สามารถผลักดันให้ประยุทธ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีโดยง่าย อย่างที่คาดหมายกันมานมนาน ทั้งที่เจ้าตัวทำเป็นอิดออด กั๊กโน่นกิ๊กนี่ สลับขาเต้นให้คู่ต่อสู้เคลิ้มก็ตามที
 
การไปปราศรัยหาเสียงที่โคราชเมื่อ ๒๑ มกราคมของนายสุริยะ แม้จะทำทีเสนอตัวแก้ปัญหา “ความขัดแย้งจนนำไปสู่การปฏิวัติรัฐประหาร” เนื่องจาก ‘การต่อสู้’ ระหว่างสองพรรคใหญ่ เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ (สไตล์ ‘ตาอยู่’ เอาหัวปลาไปกินแบบ คสช. มั้ง)

สุริยะอ้างเคยมีส่วนร่วมในความสำเร็จของพรรคไทยรักไทยในการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ แม้จะมีมลทินเรื่องทุจริตเครื่อง ‘ซีทีเอ็กซ์’ ก็เคลียร์ไปแล้ว จึงมาอยู่พลังประชารัฐเพื่อเป็นทางเลือกใหม่จากสองพรรคที่ขัดแย้งกัน

ทว่าที่สุดแล้วก็หนีไม่พ้นเป็นเครื่องไม้เครื่องมือให้ประยุทธ์และทีมการเมือง คสช. ได้สืบทอดอำนาจอยู่ดี ยิ่งถ้าจับตาท่าทีของสี่รัฐมนตรีผุ้บริหารพรรคพลังประชารัฐ ที่พยายามยื้อไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งกันเสียที
 
๑ วันหลังประกาศกฤษฎีกาเลือกตั้ง นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล บอกว่าขอ “คุยกันก่อนที่จะประกาศออกมาว่า เราจะพร้อมกันวันไหน” สำหรับการประกาศลาออกจากตำแหน่ง ในเมื่อจากนี้ไปรัฐบาล คสช. ไม่ใช่รัฐบาลรักษาการ ขืนยังเป็นรัฐมนตรีกันต่อไปย่อมมีโอกาสผิดระเบียบการเลือกตั้งง่าย

กอบศักดิ์อ้างด้วยว่าเหตุหนึ่งที่ยังรั้งรอ “เพื่อหาวันที่เหมาะสมในการร่วมกันตัดสินใจตามที่ได้พูดไปหลายหนแล้ว” นั้นเพราะ “จะต้องคุยกับนายกรัฐมนตรีด้วย เพื่อรายงานให้รู้ถึงการตัดสินใจของพวกเรา” จึงเป็นที่ชัดเจนว่าคนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของ ‘ตัวช่วย’ ให้ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯ อีก

ดูจากพาดหัวข่าว นสพ.มติชนรายวันวันนี้ (๒๕ มกรา) พรรคพลังประชารัฐจะเสนอชื่อประยุทธ์เป็นอันดับหนึ่งสำหรับการเป็นนายกฯ ตามด้วย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และอุตตม สาวนายน (หัวหน้าพรรค) ก็พอจะฟันธงทิศทางการเมืองในอนาคตของประยุทธ์ได้แล้ว

คำคุย ‘ฟุ้ง’ ของนายไพบูลย์ นิติตะวัน พรรคพลังประชาชนปฏิรูป (ปชช.) ที่ว่าพร้อมส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ๓๔๕ เขต และเชื่อว่าจะได้คะแนนเลือกตั้งถึง ๒ ล้านเสียง ดันให้ประยุทธ์เป็นนายกฯ อีกได้ แม้ว่าพรรคของตนไม่สามารถเสนอชื่อซ้ำอีก

ไพบูลย์ซึ่งแสดงเจตนาการตั้งพรรคการเมืองไว้สนับสนุน คสช. ตั้งแต่ต้นเมื่อปี ๒๕๕๙ เรื่อยมา เผยกลเม็ดว่าจะรอ “ไปโหวตในสภา สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ...เพราะว่ามีพรรคที่จะเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่แล้ว”


พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสืบทอดอำนาจ คสช. เหล่านี้ (รวมทั้งพรรค รปช. ของสุเทพ เทือกสุบรรณ) ถึงจะมีความหวังสูงว่าสามารถได้ ส.ส.ในสภาผู้แทนฯ รวมกันถึง ๑๒๖ เสียง พอสำหรับการโหวตกำหนดตัวนายกฯ ร่วมกับ ๒๕๐ สว.

แต่เป็นที่รู้กันว่าเท่านั้นไม่พอสำหรับการปกครองอย่างราบคาบ เพราะการเสนอร่างกฎหมายต่างๆ หลายอย่างอยู่ในสภาผู้แทนฯ และการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น สว. ไม่มีส่วนร่วมด้วย

ทำให้ฝ่ายตรงข้าม คสช. มีความหวังที่จะกวาดจำนวน ส.ส.ให้แก่พรรคตนมากที่สุด รวมกันแล้วเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้แทนทั้งสภา ๕๐๐ คน ไม่ใช่เรื่องยาก 'สารคามโมเดล' บ่งบอกใบ้อะไรบางอย่างไว้แล้ว

วันพฤหัสบดี, มกราคม 24, 2562

ลิ่วล้อบริวารเผด็จการนี่เหมือนกันหมด ชอบโชว์กึ๋นแต่กลายเป็น ‘Wishing bone’


พวกลิ่วล้อบริวารเผด็จการนี่เหมือนกันหมด ชอบโชว์กึ๋นแต่กลายเป็น ‘Wishing bone’ ฝันเฟื่องเพ้อเจ้อ

ขุนคลังรัฐบาล คสช. ให้สัมภาษณ์ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ เรื่องคนไทย ‘รวยกระจุกจนกระจาย’ บอกเป็นธรรมดา ไม่ใช่ยุคคอมมิวนิสต์ที่ “พิสูจน์ได้แล้วว่าไม่สำเร็จ”

“แต่สิ่งสำคัญสำหรับรัฐบาล คือต้องสร้างความเท่าเทียมกันในเรื่องโอกาส แล้วผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรค่อยมาว่ากัน” เฮ้ ฟังแล้วใช้ได้นี่ เสนอให้กลับไปใช้ ‘แบบประเทศไทยที่เคยมี’

“สังคมไทยที่พร้อมจะช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่า เอาคนที่ได้ ๔ คนที่เก่งมาช่วยคนเหล่านี้...แล้วจะทำให้ความเหลื่อมลํ้าในประเทศลดลง” แหม พูดเข้าท่า ถูกต้องตามกาลเวลาสู่ยุคเลือกตั้ง แม้จะ ‘add lips’ แถมหน่อย

“ดัชนี GINI ของไทยดีขึ้น เพราะโอกาสต่าง ๆ ที่รัฐบาลทำให้ดีขึ้น โอกาสการเข้าถึงแหล่งเงิน กระทรวงการคลังทำเต็มที่” นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ คุยมั่ง ทั้งโครงการบ้านล้านหลังเอย ก็จะมีเอสเอ็มอีแบ๊งค์เข้าไปช่วย

ด้านภาคเกษตรก็มี ธกส. ช่วยอยู่ “แต่สิ่งที่ต้องปฏิรูปสำคัญที่สุดและยังห่างมาก คือการศึกษา” ขุนคลังว่าพื้นฐานการปฏิรูปศึกษาอยู่ที่ต้องมี ‘ครูเก่ง’ ยกตัวอย่างบางมูลนาก ‘บ้านผมเข้าเตรียมอุดม เข้าวิศวะ เพียบ ฉะนั้นจึงต้องกระจายครูเก่งออกไปให้ทั่วประเทศ

วิสัยทัศน์อีกอย่างที่ทั่น รมว. ของ คสช. เสนอ “ปรับหลักสูตร แทนที่จะเปลี่ยนหลักสูตรให้ครูเขียนขึ้นมา ก็ไปเอาหลักสูตรอินเตอร์มา” ว้าว หัวนอก “โดยเฉพาะวิชาหลัก ๆ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ

แล้วใช้ครูที่เก่ง สอนเก่งที่สุดในประเทศไทยสอน ‘ใส่ซีดี’ แล้วทุกโรงเรียนในต่างจังหวัดจัดให้มีเครื่องอ่านซีดี มีทีวีให้ดู...ทำแบบนี้ไปเลย ทุกบทจะมี ๑ แผ่น ทำเป็นเล่มไว้” ถึงตรงนี้ประชาชนไซเบอร์ร้องยี้

‘Moui’ (คนนี้ ควีนออฟทวิตเตอร์) ใส่ “พี่รู้จัก podcast ไหมคะ แจกซีดี เอาเครื่องที่ไหนเล่นล่ะทีนี้ พี่หลุดมาจากยุค 90s แหงๆ”

‘อชิ-กัน‏ @BFood1717’ ฟันบ้าง “โทรทัศน์ยังไม่ดูกันเลย เดี๋ยวนี้ใครก็ดูที่โทรศัพท์กันทั้งนั้น” น่านน่ะซี

แล้วแท้ปเล็ตที่รัฐบาลก่อนเขาแจกไว้ ไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ จะต้องของบฯ ซื้อเครื่องอ่านซีดีแจกกันอีกละสิ เฮ้อ ท่าจะจริงอย่างเขาว่า “คสช. โอนลี่”

ประกาศเลือกตั้ง ๒๔ มีนาคม ภายใต้กฎหมายเอาเปรียบ ระเบียบกดหัว


จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสิ้นสุด คสช. อย่างที่ อจ.โสรัจจ์ หงส์ลดารมย์ ว่าหรือไม่ อยุ่ที่ฝ่ายอยากเลือกตั้งพร้อมเพรียงกันขนาดไหน ราชกฤษฎีกาออกมาเมื่อวาน ๒๓ มกราคม ประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ตามด้วยมติ กกต. กำหนดวันเลือกตั้ง ๒๔ มีนาคม

โดยจะเปิดรับสมัคร ส.ส.ระหว่างวันที่ ๔ ถึง ๘ กุมภาพันธ์ จากนั้นจะประกาศรายชื่อผู้สมัครในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ และเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรวันที่ ๔ ถึง ๑๖ มีนาคม กับให้ลงคะแนนนอกเขตเลือกตั้ง ๑๗ มีนาคม

การนี้นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. แจ้งด้วยว่า กกต. ยึดหลักการตีความบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่ให้การเลือกตั้งแล้วเสร็จใน ๑๕๐ วัน รวมถึงการประกาศผลเลือกตั้งภายในวันที่ ๙ พฤษภาคมอย่างแน่นอน

เท่ากับว่าพรรคการเมืองจะมีเวลาหาเสียงกันทั้งสิ้น ๖๐ วัน ขณะที่กกต. ก็จะใช้เวลา ๔๕ วันดังที่เคยเกริ่นไว้แล้ว ในการประกาศผลเลือกตั้ง

ทันทีที่มีประกาศเลือกตั้งในราชกิจจานุเบกษา พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ โฆษกสำนักนายกฯ รีบแถลง “ขอย้ำว่ารัฐบาล (คสช.) ยังปฏิบัติหน้าที่ได้” ตรงตามที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เคยให้การรับรองไว้แล้ว

จากที่ “เคยให้สัมภาษณ์ว่า คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันถือว่าเป็นรัฐบาลเต็มรูปแบบ ไม่ใช่แค่รักษาการ ไม่เหมือนกับกรณีการยุบสภาแล้วรัฐบาลพ้นจากตำแหน่ง” ซึ่ง iLaw อธิบายว่า “ดังนั้น ในช่วงเวลาของการเลือกตั้งปี ๒๕๖๒ รัฐบาลคสช. จึงยังคงมีอำนาจเต็มตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐
 
ในการอนุมัติงบประมาณ โครงการ หรือการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการได้ รวมไปถึงยังมีสภาในการพิจารณากฎหมายและแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระได้ รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ยังมีอำนาจพิเศษตามมาตรา ๔๔ อยู่ในมือด้วย”

‘อำนาจพิเศษ’ ของรัฐบาล คสช. ดังกล่าวมาจาก มาตรา ๒๖๕ ของรัฐธรรมนูญที่รักษาสถานะคณะรัฐประหารเอาไว้ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว ๒๕๕๗ อันรวมไปถึงสภานิติบัญญัติ หรือ สนช.ที่คณะรัฐประหารเป็นผู้ตั้ง จะยังคงทำหน้าที่และมีอำนาจเต็มไปจนกระทั่งถึงวันก่อนที่จะมีการประชุมรัฐสภาครั้งแรก

ไอลอว์ชี้ว่าอำนาจเหล่านั้น “เป็นความได้เปรียบที่สงวนไว้เฉพาะ คสช. ในการเลือกตั้งครั้งนี้”


เช่นนี้เรียกได้ว่าการเลือกตั้งที่จะมีในวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ นี้นั้นเป็นการเลือกตั้งภายใต้อำนาจเผด็จการโดยแท้ แม้กระทั่งการการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของบรรดาพรรคการเมือง ก็ถูกจำกัดจำเขี่ยดดยระเบียบและข้อกำหนดของ กกต. ๙ ข้อ

นอกจากเงื่อนงำเรื่องค่าใช้จ่ายในการหาเสียงที่จำกัดว่า “ถ้าพรรคใช้เงินเกิน ๓๕ ล้านบาท มีโทษถูกปรับตั้งแต่ ๒ แสนถึง ๒ ล้านบาท หรือปรับ ๓ เท่าของค่าใช้จ่ายที่ ‘เกิน’ จาก ๓๕ ล้านบาท แล้วแต่อย่างไหนจะมากกว่า” กันแล้ว

มีข้อกำหนดหลักๆ จาก ๔ ข้อ ได้แก่ “ห้ามผู้สมัครพรรคการเมืองใช้ นักแสดง นักร้อง นักดนตรี พิธีกร สื่อมวลชน...เพื่อเอื้อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง” (ยังไม่มีใครตอบประเด็นที่ผู้สมัครคนนั้นเป็นนักแสดงหรือสื่อมวลชนเสียเอง)

กับการห้าม “ช่วยเหลือเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ให้แก่ผู้ใด ตามประเพณีต่างๆ” หมายความว่าการใส่ซองขาวที่เคยทำกันมา เวลาไปงานนักขัตฤกษ์ งานบวช งานศพ งานแต่งของชาวบ้าน อาจเป็นโทษถูกใบเหลือง ใบแดงได้

นสพ.ไทยรัฐ จัดทำไทม์ไลน์ให้รายละเอียดข้อห้ามในการหาเสียงต่างๆ ของ กกต. ตอนหนึ่งเกี่ยวกับการหาเสียงทางโซเชียลมีเดียว่า ““พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ระบุถึงการล้อมคอกการหาเสียงทางโซเชียลว่า
 
สำนักงาน กกต.จะตั้ง ‘วอร์รูม’ ขึ้นมาตรวจสอบ และทำความตกลงกับเจ้าของเว็บไซต์ เว็บเพจ เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูบ เมื่อพบมีการโพสต์ข้อความไม่ถูกต้อง ใส่ร้ายป้ายสี จะประสานให้ผู้โพสต์ลบทิ้ง หากไม่ลบจะประสานให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมดำเนินการ

กรณีเป็นการโพสต์มาจากต่างประเทศจะประสานตัวแทนในประเทศไทยให้ลบ หากเป็นเว็บใต้ดิน หาที่มาไม่ได้ก็จะลบทันที แต่จะเตือนไปยังผู้สมัครให้ระวังการกดแชร์ กดไล้ค์ กองเชียร์” ทั้งนี้เพราะ กกต. จะตีความว่า กดไล้ค์เท่ากับทำซ้ำ การแชร์ถือเป็นการสร้างและรับเป็นของตัวเอง

“หากเป็นข้อความที่ผิดกฎหมาย เท่ากับหาเสียงโดยใส่ร้าย มีโทษใบแดง...เพราะนอกจะผิดอาญาข้อหาหมิ่นประมาทแล้ว ยังจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และผิดกฎหมายเลือกตั้ง มีโทษใบแดง” เช่นกัน


เช่นนั้น จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์ของพรรคไทนรักษาชาติ หรือ ทษช. จึงได้ประกาศว่า “ได้รับคำแนะนำว่าอย่าหาเสียงบ้าง หยุดแสดงความเห็นบ้าง หรือแม้แต่ให้ปิดเพจไปก่อนก็มี

ขอเรียนให้ทราบทั่วกันว่าผมพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายทุกอย่าง แต่ต้องยืนยันสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ดังนั้นจึงยืนยันเปิดเพจนี้ต่อไปและจะแสดงความคิดเห็นต่างๆ ต่อไป โดยพรุ่งนี้จะเริ่มจากวิจารณ์กกต.ครับ”
 
ส่วน ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช หัวหน้าพรรคไปไกลกว่านั้นหน่อย “ถามกลับไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.และนายกรัฐมนตรี ที่มี ๔ รัฐมนตรีของรัฐบาล คสช. ร่วมกับพรรคการเมืองหนึ่งว่า พร้อมหรือยัง หลังจากคนในพรรคบอกตลอดว่า พล.อ.ประยุทธ์เหมาะสม...

พล.อ.ประยุทธ์พร้อมจะออกมาจากหลืบแล้วหรือยัง ที่จะออกมาต่อสู้ในสนามเลือกตั้งกันแบบลูกผู้ชาย เช่นเดียวกับ ๔ รัฐมนตรีที่สังกัดพรรค สวมหมวก ๒ ใบ จะแสดงสปิริตลาออกจากตำแหน่งได้หรือยัง”