วันจันทร์, ตุลาคม 19, 2569

ประเทศไทยไม่ใช่ถังขยะโลก : ถึงเวลาเลิก "จับเป็นข่าว" แล้วแก้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้งระบบ


ต๊อกแต๊ก นฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต - Naruemat Piembandhit

13 hours ago
·
[ ประเทศไทยไม่ใช่ถังขยะโลก : ถึงเวลาเลิก "จับเป็นข่าว" แล้วแก้ขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้งระบบ ]

ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ข่าวขยะอิเล็กทรอนิกส์ออกมาแทบทุกวัน ที่ปราจีนบุรี เครือข่ายภาคประชาชนเห็นรถคอนเทนเนอร์ต้องสงสัยวิ่งเข้าโรงงานรีไซเคิล จนเจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปตรวจและพบขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ที่ระยอง เจ้าหน้าที่เข้าตรวจโกดัง 15 อาคาร พบว่า 9 อาคารไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน และพบขยะอิเล็กทรอนิกส์กองอยู่กว่า 2,500 ตัน พร้อมเครื่องบดย่อยและคัดแยก
.
ทุกครั้งที่มีข่าว เราจะเห็นภาพเดิม ๆ คือ รัฐมนตรีสั่งการ ชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่ ยึด อายัด แจ้งความ แล้วก็ประกาศว่าจะขยายผลถึงต้นตอ จากนั้นข่าวก็เงียบไป จนกระทั่งเจอโกดังใหม่ในอำเภอใหม่ จังหวัดใหม่ แล้ววงจรเดิมก็เริ่มอีกรอบ
.
ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่รัฐไทยแก้แบบเดิมมาเกือบสิบปี เพราะตั้งแต่ปี 2561 ที่จีนปิดประตูไม่รับขยะจากต่างประเทศ ขยะอิเล็กทรอนิกส์จากทั่วโลกก็ไหลเข้ามาที่ไทยและภูมิภาคอาเซียน รัฐบาลไทยตอบโต้ด้วยการประกาศห้ามนำเข้า กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์มีผลตั้งแต่เดือนกันยายน 2563
.
แต่การห้ามบนกระดาษไม่เคยหยุดขบวนการได้ เพราะเขาแค่เปลี่ยนชื่อสินค้า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ถูกสำแดงเป็น "เศษโลหะ" หรือ "เศษเหล็ก" ซึ่งไม่ต้องมีใบอนุญาต และตรวจไม่ครบทุกตู้ ช่องโหว่นี้เป็นที่รู้กันมานาน แต่จนวันนี้ก็ยังเปิดอยู่
.
ด้านกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.จัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ถูกเสนอเข้า ครม. ตั้งแต่ปี 2558 เปิดรับฟังความเห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก ผ่านมากว่าสิบปีก็ยังไม่เป็นกฎหมาย ส่วนร่าง พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรมที่เคยถูกผลักดันเข้าสภา ก็ค้างไปหลังเปลี่ยนรัฐบาล แล้วกลับมาถูกรื้อและถอดเงื่อนไขบางข้อออกเพราะกลัวกระทบการลงทุน
.
สำหรับชาวศรีราชาและชาวชลบุรี เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวไกลตัว ท่าเรือแหลมฉบังคือประตูหน้าบ้านที่ตู้ขยะเหล่านี้ผ่านเข้ามา ปีนี้เพียงปีเดียว มีการเปิดตรวจตู้ต้องสงสัยที่แหลมฉบังหลายครั้ง ครั้งหนึ่งตรวจ 10 ตู้ พบลักลอบปนแผงวงจรถึง 6 ตู้ คำถามคือ ถ้าตรวจ 10 เจอ 6 แล้วตู้ที่ไม่ได้ตรวจอีกนับไม่ถ้วน ผ่านไปไหน
.
ขณะเดียวกัน คนที่ต้องรับกรรมคือคนทำงานคัดแยกที่สูดสารพิษทุกวัน และชุมชนรอบโรงงานที่ดิน น้ำ อากาศ ปนเปื้อนโลหะหนักไปอีกหลายสิบปี
.
ดิฉันไม่ปฏิเสธว่านายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่บ่อย ตั้งแต่ไปยืนหน้าตู้สินค้าที่แหลมฉบังเมื่อเดือนมีนาคม จนถึงการสั่งบุกโกดังระยองเมื่อสัปดาห์นี้
.
แต่พี่น้องประชาชนเขาฝากถามกลับว่า ผ่านมาแล้วกี่เดือน ขบวนการที่ "จะขยายผลถึงต้นตอ" ถูกจับได้กี่คน ใครคือผู้นำเข้า ใครคือนายทุน ใครคือเจ้าหน้าที่ที่ปล่อยให้โกดังเถื่อนตั้งอยู่ได้ทั้ง ๆ ที่ใหญ่โตขนาดนี้ ถ้าคำตอบยังเป็นแค่ "อยู่ระหว่างดำเนินการ" การลงพื้นที่แต่ละครั้งก็ไม่ต่างจากฉากถ่ายรูปที่ฉายซ้ำ
.
และมีอีกคำถามหนึ่งที่รัฐมนตรีเลี่ยงไม่ได้ ในการประชุมรัฐสภาเมื่อเดือนกันยายน 2568 รัฐมนตรีสุชาติถูกเพื่อนสมาชิกตั้งคำถามกลางสภาถึงความเกี่ยวพันกับขบวนการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์ และมีการพาดพิงบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นเครือข่ายใกล้ชิดในชลบุรีกับปัญหาบ่อดินเถื่อน รัฐมนตรีลุกขึ้นปฏิเสธ และสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าไม่เกี่ยวข้อง
.
ดิฉันไม่ได้ตัดสินแทนใคร แต่การสาบานไม่ใช่กลไกความโปร่งใส หากรัฐมนตรีบริสุทธิ์ใจจริง ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เปิดให้หน่วยงานอิสระตรวจสอบ "ทุกเส้นทาง" อย่างเปิดเผย ทั้งเส้นทางเงิน เส้นทางรถขน และเจ้าของที่ดินที่ใช้เป็นโกดัง ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นพวกพ้องของใครก็ตาม
.
เพราะถ้าการตรวจจับเลือกทำเฉพาะบางพื้นที่ บางเจ้า สังคมก็มีสิทธิ์ตั้งคำถามว่า นี่คือการปราบขบวนการ หรือแค่การเคลียร์คู่แข่ง และการออกข่าวถี่ ๆ คือการแก้ปัญหา หรือคือการสร้างภาพเพื่อบังหน้าสิ่งที่ไม่อยากให้ใครมองเห็น
.
ดิฉันขอให้รัฐมนตรีพิสูจน์ด้วยผลงานที่วัดได้ ไม่ใช่ด้วยจำนวนครั้งที่ปรากฏบนหน้าข่าว และวันนี้มีข้อเสนอ 12 ข้อ ที่อยากให้มีการแก้ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ทั้งระบบ คือ

1. ปิดช่องโหว่ "สำแดงเท็จเป็นเศษโลหะ"
กำหนดให้การนำเข้าเศษโลหะและสินค้ากลุ่มเสี่ยงต้องขออนุญาตล่วงหน้า ตรวจเอกซเรย์และเปิดตรวจตู้กลุ่มเสี่ยงให้ครบ ขึ้นบัญชีดำผู้นำเข้า ผู้ส่งออกต้นทาง และชิปปิ้งที่เคยกระทำผิด

2. ส่งกลับทุกตู้ ผู้นำเข้าจ่ายเอง
ใช้กลไกอนุสัญญาบาเซลส่งขยะกลับประเทศต้นทาง โดยผู้นำเข้ารับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ไม่ใช่ปล่อยให้ตกค้างในประเทศหรือเอาภาษีประชาชนไปกำจัด

3. ตรวจสอบใบอนุญาตโรงงานลำดับ 105 และ 106 ใหม่ทั้งประเทศ
เริ่มจากพื้นที่ EEC และภาคตะวันออก เทียบกำลังการผลิตที่ขออนุญาตกับปริมาณขยะที่รับจริง เพิกถอนใบอนุญาตโรงงานที่ทำผิดซ้ำ และชะลอการออกใบอนุญาตใหม่จนกว่าระบบตรวจสอบจะพร้อม

4. ระบบติดตามกากแบบดิจิทัลเรียลไทม์
ทุกตันต้องมีที่มาที่ไป รถขนกากต้องติด GPS ข้อมูลใบอนุญาตและปริมาณกากเปิดเป็นข้อมูลสาธารณะ ให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าโรงงานใกล้บ้านรับอะไรเข้ามา

5. วางหลักประกันการฟื้นฟูก่อนได้ใบอนุญาต ผู้ประกอบการต้องวางเงินประกันการฟื้นฟูพื้นที่ หากทำผิดหรือหนี รัฐนำเงินนั้นมาฟื้นฟูได้ทันที

6. เร่งออก พ.ร.บ.จัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ใช้หลักให้ผู้ผลิตรับผิดชอบซากสินค้าของตัวเอง (EPR) มีกองทุนจัดการซาก และระบบรับคืนที่ชัดเจน

7. ผ่าน พ.ร.บ.จัดการกากอุตสาหกรรม โดยไม่ตัดเขี้ยวเล็บ ต้องไม่ถอดบทลงโทษและเงื่อนไขสำคัญออกด้วยข้ออ้างเรื่องบรรยากาศการลงทุน การลงทุนที่ทิ้งสารพิษไว้ให้คนไทยไม่ใช่การลงทุนที่ประเทศต้องการ

8. ตามเงิน ยึดทรัพย์ ไม่ใช่แค่ยึดของกลาง
ส่ง ปปง. และ DSI ตรวจเส้นทางการเงินทุกคดีโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องรอ "หากพบความเชื่อมโยง" ยึดทรัพย์ผู้อยู่เบื้องหลังมาใช้ฟื้นฟูพื้นที่

9. เอาผิดเจ้าหน้าที่ที่ปล่อยปละละเลยและผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้อง โกดังขนาดหลายพันตันไม่มีทางเกิดขึ้นได้โดยไม่มีใครเห็น ต้องมีการสอบวินัยและอาญาเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และเปิดให้หน่วยงานอิสระตรวจสอบความเชื่อมโยงทางการเมืองโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายของใคร

10. ตรวจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมรอบพื้นที่เสี่ยง แล้วเปิดเผยผล ตรวจดิน น้ำ อากาศ และสุขภาพของชุมชนและแรงงานคัดแยกอย่างต่อเนื่อง เปิดผลให้ประชาชนรู้ และให้การรักษาโดยผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย

11. คุ้มครองและสนับสนุนเครือข่ายภาคประชาชน กรณีปราจีนบุรีพิสูจน์แล้วว่าประชาชนในพื้นที่คือด่านแรกที่เห็นปัญหา ต้องมีกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส มีรางวัลนำจับ และช่องทางร้องเรียนที่รัฐต้องตอบภายในเวลาที่กำหนด

12. ระบบจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศที่ถูกต้อง พร้อมรายงานผลต่อสาธารณะ ตั้งจุดรับคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์จากครัวเรือนทั่วประเทศ สนับสนุนโรงงานรีไซเคิลที่ถูกกฎหมาย และให้รัฐบาลรายงานความคืบหน้าทุกสามเดือนเป็นตัวเลขที่ตรวจสอบได้ ทั้งจำนวนตู้ที่ตรวจ จำนวนคดี ผู้ถูกดำเนินคดี และพื้นที่ที่ได้รับการฟื้นฟู
.
ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้ขาดคนรู้ ไม่ได้ขาดข้อมูล และไม่ได้ขาดการลงพื้นที่ สิ่งที่ขาดคือความจริงจังทางการเมืองที่จะปิดช่องโหว่ทั้งระบบ แม้ต้องแตะต้องผลประโยชน์ของคนใกล้ตัว
.
ดิฉันในฐานะผู้แทนของชาวศรีราชาและเกาะสีชัง ซึ่งอยู่หน้าประตูท่าเรือแหลมฉบัง จะติดตามเรื่องนี้ทั้งในสภาและในพื้นที่ต่อไป และขอให้รัฐมนตรีตอบประชาชนด้วยผลงาน ไม่ใช่ด้วยข่าวรายสัปดาห์

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1107659708691508&set=a.897209053069909