
“ผู้หญิง” กับอนาคตที่กำหนดเอง ก่อนธนาคารโลกจะมองเห็น ผู้หญิงในพื้นที่การต่อสู้เห็นก่อนแล้ว
(ความคิดเห็น)
ปรานม สมวงศ์
16 กันยายน 2026
Isaan Record
เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ธนาคารโลกเปิดตัวรายงาน Building Thailand’s Future Today ก่อนการประชุมประจำปีธนาคารโลกและ International Monetary Fund (IMF) ที่กรุงเทพฯ โดยเสนอฉากทัศน์ว่า หากประเทศไทยเร่งการเติบโตผ่าน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตควบคู่กับการปฏิรูปเศรษฐกิจ ประเทศอาจก้าวเข้าสู่กลุ่มรายได้สูงเร็วขึ้น แต่ตอนนี้เศรษฐกิจยังเติบโตเฉลี่ยเพียงร้อยละ 2.2 สิ่งที่คาดหวังอาจต้องรอถึงปี 2599
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้อนาคตกลายเป็นการแข่งขันกับเวลา และทำให้คำว่า “ปฏิรูปตอนนี้” ดูราวกับเป็นทางเลือกที่รอไม่ได้ แต่สำหรับผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน คำถามไม่ใช่เพียงว่า ประเทศไทยจะรออีก 30 ปีไหวไหม แต่ต้องถามกลับว่า 30 ปีข้าวหน้า ในวันที่ธนาคารโลกว่า ประเทศไทยควรเดินไปสู่อนาคตแบบใด แล้วใครจะเป็นคนจ่ายราคาของอนาคตนั้น
จนถึงวันนี้ ธนาคารโลกยอมรับและรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผู้หญิง ชุมชน แม่น้ำและผืนดินมากน้อยเพียงใด
เมื่อธนาคารโลกมองเห็นอนาคต ผู้หญิงจากเขื่อนปากมูลก็มองเห็นอนาคตเช่นกัน
มีความบังเอิญที่น่าสนใจ คือ เมื่อปี 2534 ธนาคารโลกเริ่มต้นย้อนมองการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยตลอด 35 ปี และเล่าเรื่องการเปลี่ยนผ่านจากประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง ผ่านการลงทุนจากต่างประเทศ โครงสร้างพื้นฐานและภาคการผลิตจนเป็นประเทศไทยอย่างที่เราเห็นในวันนี้
แต่ปี 2534 มีประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่ง โดยในปีเดียวกันนั้น ธนาคารโลกอนุมัติเงินกู้ 54 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,796 ล้านบาท แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ภายใต้โครงการพัฒนาระบบไฟฟ้าระยะที่ 3 ซึ่งรวมเขื่อนปากมูลด้วย สำหรับธนาคารโลกและรัฐแล้ว เขื่อน คือ โครงสร้างพื้นฐานของอนาคต เพราะเป็นไฟฟ้าสำหรับการพัฒนาและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งผู้หญิงจากปากมูลก็มองเห็นอนาคตเช่นกัน
อนาคตของพวกเธอไม่ได้อยู่ในกราฟความต้องการไฟฟ้าหรือแบบจำลองการเติบโต แต่อยู่ในความรู้จากการใช้ชีวิตกับแม่น้ำ พวกเธอรู้ว่า เมื่อแม่น้ำถูกปิด ปลา อาหาร รายได้ อาชีพ และความสัมพันธ์ของชุมชนกับแม่น้ำจะเปลี่ยนไป พวกเธอต่อต้านเพราะรู้ดีว่า การตัดสินใจสร้างเขื่อนไม่ได้ตัดสินเพียงเรื่องพลังงาน แต่กำลังตัดสินอนาคตของครอบครัว ชีวิต และชุมชนไปพร้อมกัน
เมื่อสมปอง เวียงจันทร์ นำผู้หญิงและเด็กกว่า 60 คน ไปนอนขวางพื้นที่ก่อสร้าง พวกเธอได้ยืนยันหลักการสำคัญว่า คนที่มีชีวิตผูกพันและดูแลแม่น้ำมาโดยตลอด ต้องมีสิทธิกำหนดอนาคตของสายน้ำและชีวิตของตนเองด้วย
สิ่งที่พวกเธอเตือนไม่ได้เกินจริง เพราะหลังการสร้างเขื่อน พันธุ์ปลา และการทำประมงลดลงอย่างรุนแรง ชาวบ้านหลายพันครอบครัวได้รับผลกระทบ การต่อสู้เพื่อฟื้นฟูแม่น้ำและวิถีชีวิตจึงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 3 ทศวรรษ
ประวัติศาสตร์เขื่อนปากมูลจึงทิ้งคำถามที่ใหญ่กว่าเรื่องความแม่นยำของการประเมินผลกระทบไว้ว่า เหตุใดความรู้ของคนที่อยู่กับแม่น้ำจึงมีอำนาจน้อยกว่าความรู้ของคนที่มองแม่น้ำผ่านหน่วยไฟฟ้า เงินลงทุน และการเติบโต
เหตุใดความรู้ของชุมชนจึงมักได้รับการยอมรับว่า “ถูกต้อง” หลังจากความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว
การมองเห็นอนาคตไม่ใช่ความสามารถเฉพาะของนักเศรษฐศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือธนาคารโลก ผู้หญิงจากเขื่อนปากมูลก็มองเห็นอนาคต เพียงแต่มองจากคนละฐาน พวกเธอมองจากปลา อาหาร รายได้ การดูแล ครอบครัว และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับแม่น้ำ
ความรู้ทั้งสองแบบต่างพูดถึงอนาคต แต่มีเพียงแบบหนึ่งที่ได้รับอำนาจให้กำหนดอนาคตของคนอื่นตลอด 35 ปี คำถามจึงอยู่ที่ว่า เมื่อธนาคารโลกเห็นอนาคตของประชาชนแล้ว หรือเพียงสร้างแบบจำลองอนาคตชุดใหม่ขึ้นมาให้ประชาชนเดินตามอีกครั้งเท่านั้น
ปากมูลไม่ใช่ครั้งแรก และไม่ใช่ชุมชนเดียว
ก่อนการสร้างเขื่อนปากมูลกว่า 10 ปี ธนาคารโลกให้เงินกู้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 99 ล้านดอลลาร์ หรือ 3,300 ล้านบาท เพื่อสร้างเขื่อนเขาแหลม จังหวัดกาญจนบุรี หลังเขื่อนมาพื้นที่ทำกิน ป่า หมู่บ้าน และพื้นที่ชีวิตของชาวมอญและกะเหรี่ยงกว่า 3,000 คน ต้องจมอยู่ใต้น้ำ ร่องรอยชุมชนเดิมที่โผล่ขึ้นมา เมื่อน้ำลดกลายเป็นสิ่งที่รู้จักกันในชื่อ “เมืองบาดาล”
ก่อนหน้านั้น เมื่อปี 2520 ธนาคารโลกให้เงินกู้ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 1,663 ล้านบาท เพื่อสร้างเขื่อนบางลางบนแม่น้ำปัตตานี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาลุ่มน้ำที่วางแผนมาตั้งแต่ปี 2510
ผ่านมากว่า 5 ทศวรรษ แนวคิดการพัฒนาลุ่มน้ำชุดเดิมยังคงกลับมากำหนดอนาคตของผู้คนริมแม่น้ำ ผ่านโครงการประตูระบายน้ำกรงปินัง ซึ่งเครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานีและชุมชนริมแม่น้ำกำลังคัดค้าน เพราะพวกเขามองเห็นว่า โครงการอาจเปลี่ยนระบบแม่น้ำ กระทบพื้นที่ทำกิน สัตว์น้ำ อาหาร รายได้ และวิถีชีวิตที่พึ่งพาแม่น้ำ
สำหรับรัฐ แม่น้ำอาจเป็นพื้นที่สำหรับสร้างเขื่อนและโครงสร้างพื้นฐาน แต่สำหรับคนที่อยู่และดูแลแม่น้ำ แม่น้ำ คือ อาหาร อาชีพ ความทรงจำ ประวัติศาสตร์ และอนาคตของครอบครัว
เขาแหลม บางลาง และเขื่อนปากมูล จึงไม่ใช่เรื่องของเขื่อน 3 แห่งเท่านั้น แต่สะท้อนวิธีคิดเรื่องการพัฒนาที่มองแม่น้ำ ที่ดิน และป่า ผ่านศักยภาพในการผลิตไฟฟ้า การลงทุน และการเติบโต
จนถึงปี 2534 ธนาคารโลกให้เงินกู้สะสมแก่ กฟผ. แล้วกว่า 700 ล้านดอลลาร์ หรือ 23,300 ล้านบาท สำหรับการสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้า บางโครงการถูกออกแบบและเจรจาเงินกู้ก่อนที่รัฐบาลไทยจะอนุมัติโครงการอย่างสมบูรณ์เสียอีก
คำถามจึงอยู่ที่ว่า เหตุใดอนาคตของแม่น้ำ ที่ดิน และชุมชนจึงถูกเจรจากันระหว่างรัฐ สถาบันการเงิน และผู้เชี่ยวชาญ ก่อนที่คน ซึ่งต้องอยู่กับผลกระทบจะตัดสินใจว่า พวกเขาต้องการอนาคตแบบนั้นหรือไม่
เมื่อธนาคารโลกกลับมาพูดถึง “อนาคตประเทศไทย” ในปี 2569 ประวัติศาสตร์เหล่านี้จึงไม่ใช่อดีต หากแต่เป็นคำถามว่า ใครยังมีอำนาจกำหนดอนาคตของใครอยู่จนถึงวันนี้
ไม่ใช่เพียงแม่น้ำ ผืนดินอีสานก็เคยถูกกำหนดอนาคตมาแล้ว
เขื่อนไม่ใช่อนาคตแบบเดียวที่ธนาคารโลกเคยมองเห็นในภาคอีสาน ตามข้อมูลของเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ปี 2522 ธนาคารโลกอนุมัติเงินกู้ให้รัฐบาลไทยราว 89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2,963 ล้านบาท เพื่อสำรวจแร่โปแตชที่อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ รัฐไทยเป็นผู้กู้และรับภาระดอกเบี้ย ขณะที่การสำรวจดำเนินการโดยเอกชน
ระหว่างขุดอุโมงค์เข้าสู่ชั้นแร่ ได้เกิดน้ำทะลักเข้าอุโมงค์อย่างรุนแรง และเครือข่ายฯ ให้ข้อมูลว่า เกิดการระเบิดของก๊าซใต้ดินด้วย แม้ธนาคารโลกจะยุติการให้กู้ต่อในเวลาต่อมา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นใต้ผืนดินไม่ได้จบลงพร้อมเงินกู้ ซึ่งคนในพื้นที่ไม่ได้รับรู้ข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสว่า เกิดอะไรขึ้นกับอุโมงค์ ขณะที่ปัญหาน้ำเค็มที่ชุมชนเผชิญต่อมากลับถูกอธิบายว่า เป็นความเค็มตามธรรมชาติของดิน
เมื่อปี 2528 โครงการถูกพัก เมื่อราคาโปแตชในตลาดโลกตกต่ำจนไม่คุ้มทุน ทว่าโครงการไม่ได้หยุด เพราะเสียงของประชาชน หรือเพราะคำถามว่า ความเสียหายใต้ผืนดินจะเกิดอะไรขึ้น แต่หยุดเพราะตลาดบอกว่า แร่ที่อยู่ใต้ดินยังทำกำไรไม่พอ
สี่ทศวรรษต่อมา แร่ใต้ผืนดินอีสานกลับถูกขุดเจาะอีกครั้ง พร้อมกับการละเมิดสิทธิในที่ดิน ฐานชีวิต และสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีของประชาชน แต่ครั้งนี้การขุดแร่กลับมาพร้อมภาษาใหม่ของ “เหมืองสีเขียว” พลังงานสะอาด คาร์บอนต่ำ และวัตถุดิบสำหรับเทคโนโลยีพลังงานใหม่ สิ่งที่ตลาดมองว่า ไม่คุ้มค่า วันนี้กลับมีราคาเมื่อเศรษฐกิจโลกต้องการอีกครั้ง ตลาดจึงมองเห็นอนาคตของแร่ตามราคาที่เปลี่ยนไป แต่คนที่อยู่บนผืนดินนั้นต้องอยู่กับผลกระทบ ไม่ว่าราคาตลาดจะขึ้นหรือลง
ที่เขื่อนปากมูล แม่น้ำถูกมองเห็นผ่านหน่วยไฟฟ้า ที่บำเหน็จณรงค์ ผืนดินถูกมองเห็นผ่านมูลค่าของแร่ ทั้ง 2 แห่งจึงทิ้งคำถามเดียวกันว่า เหตุใดสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านจึงถูกตัดสินคุณค่าจากสิ่งที่สามารถผลิตให้เศรษฐกิจได้
เรื่องในอำเภดอบำเหน็จณรงค์ จึงไม่ใช่เพียงประวัติศาสตร์ของการสำรวจแร่ที่ล้มเหลว แต่เป็นประวัติศาสตร์ของคำถามที่ยังไม่มีใครรับผิดชอบแบบหมดจดว่า ใครจะรับหนี้ ใครได้ประโยชน์ ใครอยู่กับความเสียหาย และใครมีอำนาจตัดสินใจว่า แร่ใต้ผืนดินควรถูกขุดขึ้นมาหรือไม่
เมื่อธนาคารโลกกลับมาพูดถึงอนาคตประเทศไทยอีกครั้ง ชาวบำเหน็จณรงค์ จึงม่คำถามว่า ธนาคารโลกได้เรียนรู้อะไรจากอนาคตที่เคยออกแบบไว้ เมื่อเงินกู้สิ้นสุด โครงการหยุดลง แต่ประชาชนยังต้องอยู่กับสิ่งที่ถูกทิ้งไว้ใต้ผืนดิน
รายงาน 132 หน้า กับคนที่หายไปจากอนาคต
ธนาคารโลกระบุว่า Building Thailand’s Future Today หรือ การสร้างอนาคตของประเทศไทยในวันนี้ ผ่านการปรึกษาหารือกว่า 30 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน แต่จำนวนคนที่ถูกเชิญมาพูดไม่ได้บอกว่า พวกเขามีอำนาจตัดสินใจมากเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อกรอบใหญ่ถูกวางไว้แล้วว่า อนาคตที่ดี คือ การเติบโต เพิ่มผลิตภาพ ดึงการลงทุน และพาประเทศไทยไปสู่ประเทศรายได้สูง
หากลองเปิดรายงานทั้ง 132 หน้า แล้วถามง่ายๆ ว่า ในอนาคตนี้มีใครอยู่บ้าง ผู้หญิงและเพศสภาพปรากฏในรายการประมาณ 15 ครั้ง ส่วนใหญ่ในฐานะแรงงานที่ต้องเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับสังคมสูงวัยและการเติบโต คำว่า “ชุมชน” มีประมาณ 5 ครั้ง ขณะที่ “ชนพื้นเมือง” และ “การอพยพโยกย้าย” ไม่ปรากฏเลย
ปัญหาไม่ใช่จำนวนคำ แต่คือคนที่ต้องอยู่กับผลของการพัฒนาแทบไม่ปรากฏในฐานะคนที่มีอำนาจกำหนด การมีส่วนร่วมจึงวัดไม่ได้จากจำนวนเก้าอี้ในห้องประชุม แต่อยู่ที่ประชาชนผู้มีอำนาจเปลี่ยน ปฏิเสธ และกำหนดทิศทางได้หรือไม่ เพราะถ้าคำถามถูกตั้งไว้แล้วว่า “ทำอย่างไรให้ GDP โตเร็วขึ้น” ต่อให้เชิญคนมาหนึ่งพันคน พวกเขาก็ยังถูกเชิญมาอยู่ในอนาคตที่คนอื่นเขียนให้
จาก “วิกฤต” สู่ “ความเร่งด่วนของเวลา”
รายงานไม่ได้วินิจฉัยปัญหาผิด เศรษฐกิจไทยมีทั้งหนี้ครัวเรือน ค่าแรงโตช้า การบริโภคอ่อนแอ และหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ปัญหาเหล่านี้เร่งด่วนจริง แต่ประวัติศาสตร์สอนให้เราระวังทุกครั้งที่ “ความเร่งด่วน” ถูกใช้ทำให้ทางเลือกบางอย่างดูเหมือนไม่มีทางเลือกอื่น
เมื่อปี 2540 เราถูกบอกว่า วิกฤตรอไม่ได้ จึงต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ วันนี้เราไม่ได้ถูกเร่งด้วยวิกฤตแบบเดิม แต่ด้วยเวลา หากไม่มีการปฏิรูปวันนี้ ประเทศไทยอาจต้องรอถึงปี 2599 จึงจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูง
จากการ “ช็อกของวิกฤต” จึงกลายเป็นการ “ช็อกของเวลา” นาฬิกาถูกตั้งขึ้นเพื่อบอกว่า ถ้าไม่รีบเดินตามเส้นทางที่เสนอ เราจะเสียอนาคตไปอีก 3 ทศวรรษ เมื่อร้อยละ 5.4 ถูกตั้งเป็นจุดหมาย การเมืองก็ถูกทำให้เหลือเพียงเรื่องเทคนิคว่า จะเปิดตลาดอย่างไร ดึงทุนอย่างไร เพิ่มผลิตภาพอย่างไร ทั้งที่ประชาชนควรมีสิทธิถามก่อนว่า เราต้องการให้อะไรเติบโต ใครได้ประโยชน์ และมีอะไรที่เราไม่ยอมแลก แม้สิ่งนั้นจะทำให้ GDP สูงขึ้น
ก่อนถามว่า จะโตเร็วแค่ไหน จึงต้องถามว่า เศรษฐกิจจะเติบโตเพื่อใคร และรับใช้ชีวิตแบบไหน
ตัวเลขที่ไม่เคยนับ
GDP ดูเหมือนจะเป็นตัวเลขที่เป็นกลาง แต่เบื้องหลังตัวเลขนั้นมีการเลือกเสมอว่า อะไรจะถูกนับว่า มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และอะไรจะถูกปล่อยให้หายไป โดยสิ่งที่หายไปจากบัญชีเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน คือ งานมหาศาลที่ทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้ ผู้หญิงและเด็กหญิงทั่วโลกทำงานดูแลโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนกว่า 12,500 ล้านชั่วโมงต่อวัน ตั้งแต่การเลี้ยงเด็ก ทำอาหาร ดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ไปจนถึงงานประจำวันที่ทำให้คนอื่นสามารถออกไปเรียน ทำงาน และผลิตสิ่งที่ถูกนับว่า มีมูลค่าทางเศรษฐกิจได้
เศรษฐกิจที่ถูกนับจึงดำรงอยู่ได้ เพราะมีงานอีกมหาศาลที่ไม่ถูกนับ นี่คือความย้อนแย้งสำคัญของตลาดแบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ งานที่เข้าสู่ตลาด มีราคา และสร้างกำไรให้ทุนถูกทำให้มองเห็น ขณะที่งานซึ่งผลิต หล่อเลี้ยง และรักษาชีวิตมนุษย์จำนวนมหาศาลกลับถูกทำให้เป็นเรื่องส่วนตัวของครอบครัว เป็นหน้าที่ที่ผู้หญิงควรทำ และหายไปจากบัญชีเศรษฐกิจ หากไม่มีงานเหล่านี้ แรงงาน การผลิต และตลาดเองก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้
เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยและจำนวนแรงงานลดลง ผู้หญิงจึงถูก “มองเห็น” ขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะระบบเศรษฐกิจเพิ่งเห็นคุณค่าของงานที่พวกเธอทำมาโดยตลอด หากเป็นเพราะตลาดกำลังต้องการแรงงานของผู้หญิงเพิ่มขึ้น เพื่อรักษาการผลิต เพิ่มผลิตภาพ และสร้างการเติบโตต่อไป
ผู้หญิงจึงถูกมองเห็นเมื่อระบบต้องการแรงงานของพวกเธอในตลาด แต่แรงงานที่พวกเธอทำอยู่แล้วทุกวันเพื่อผลิตและหล่อเลี้ยงชีวิตกลับถูกทำให้มองไม่เห็น
ผู้หญิงไม่ใช่แรงงานสำรองของเศรษฐกิจ
รายงานยังได้เสนอทั้งศูนย์เด็กเล็ก การทำงานยืดหยุ่น การลาสำหรับพ่อ และการพัฒนาเศรษฐกิจการดูแล หลายข้อมีประโยชน์และควรสนับสนุน แต่สิ่งที่ต้องตั้งคำถาม คือ ข้อเสนอเหล่านี้ถูกวางอยู่ภายใต้เป้าหมาย “Boost female labor force participation” หรือการเพิ่มผู้หญิงเข้าสู่กำลังแรงงาน เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ตรงนี้เองที่ต้องถาม
คนที่เลี้ยงเด็ก ดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ทำอาหาร ดูแลบ้าน และประคองชีวิตของครอบครัวและชุมชนอยู่ทุกวัน ทำงานอยู่แล้ว เพียงแต่งานจำนวนมหาศาลนี้เกิดขึ้นนอกตลาด จึงไม่มีค่าจ้าง ไม่ถูกนับในตัวเลข GDP และแทบไม่มีตัวตนในบัญชีเศรษฐกิจ
คำถามจึงไม่ควรเริ่มว่า จะจัดการงานดูแลอย่างไรเพื่อดึงผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานให้มากขึ้น แต่ควรถามกลับว่า เหตุใดระบบเศรษฐกิจจึงมองเห็นแรงงานของผู้หญิงเมื่อทุนต้องการในตลาด แต่กลับไม่ยอมรับคุณค่าและไม่จ่ายค่าตอบแทนให้กับงานที่ผู้หญิงทำเพื่อผลิต หล่อเลี้ยง และรักษาชีวิต
ผู้หญิงจึงไม่ใช่แรงงานสำรองที่รอวันถูกเรียกเข้าสู่ตลาดเมื่อเศรษฐกิจขาดแรงงาน และงานดูแลก็ไม่ใช่งานที่ต้องถูกจัดการให้พ้นไปจากชีวิตของผู้หญิงเพื่อให้พวกเธอสามารถเข้าไปเป็นแรงงานในตลาดได้มากขึ้น ตรงกันข้าม งานดูแล คือ รากฐานที่ทำให้มนุษย์ แรงงาน ครอบครัว ชุมชน และเศรษฐกิจทั้งหมดดำรงอยู่ได้
นี่คือความหมายทางการเมืองของ Care Income หรือค่าตอบแทนแม่และคนทำงานดูแล งานดูแลไม่ได้มีคุณค่า เพราะช่วย “ปลดล็อก” ผู้หญิงให้เข้าสู่ตลาดแรงงานได้มากขึ้น ไม่ได้มีคุณค่า เพราะช่วยเพิ่มผลิตภาพหรือทำให้ตัวเลข GDP เติบโต แต่มีคุณค่าเพราะ ผลิต หล่อเลี้ยง และรักษาชีวิต คนที่ทำงานนี้จึงควรได้รับรายได้ สิทธิ ความมั่นคง เวลาพัก และอำนาจในการกำหนดเงื่อนไขของชีวิต ไม่ว่าตลาดกำลังต้องการแรงงานของพวกเธอเพิ่มขึ้นหรือไม่
เมื่อมองเช่นนี้ คำถามเรื่องงานดูแลจึงเป็นคำถามเรื่องอำนาจทางเศรษฐกิจด้วย เพราะตลาดแบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ ไม่ได้เพียงกำหนดว่า อะไรซื้อขายได้ แต่ยังมีอำนาจกำหนดว่า งานแบบใดถูกนับว่า มีมูลค่า งานของใครสมควรได้รับค่าตอบแทน และงานกับชีวิตของใครถูกทำให้มองไม่เห็น ขณะที่การสะสมทุนและความมั่งคั่งของระบบทุนนิยมยังดำรงอยู่ได้บนงานที่ไม่ถูกนับเหล่านั้น
ความไม่เป็นธรรมจึงไม่ได้อยู่ที่งานดูแล เพราะงานดูแล คือ สิ่งที่ทำให้ชีวิตและสังคมดำรงอยู่ได้ ความไม่เป็นธรรมอยู่ที่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ที่พึ่งพางานนี้เป็นฐานอยู่ทุกวัน แต่กลับไม่ยอมนับ ไม่ยอมจ่าย และไม่ยอมแบ่งอำนาจให้คนที่ทำ
คำถามเรื่องผู้หญิงในรายงานธนาคารโลกจึงใหญ่กว่าคำถามว่า จะทำอย่างไรให้มีผู้หญิงเข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น แต่ต้องถามว่า เรากำลังสร้างเศรษฐกิจแบบไหน งานของใครถูกนับ งานของใครถูกทำให้หายไป ใครเป็นผู้กำหนดว่า อะไรมีมูลค่า และเหตุใดการเติบโตทางเศรษฐกิจจึงยังต้องอาศัยงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนของผู้หญิงและคนทำงานดูแลเป็นฐานรองรับต่อไป
“5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต” แล้วอนาคตของใคร
ธนาคารโลกเสนอ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตั้งแต่การผลิตขั้นสูง ดิจิทัล เกษตรอาหาร ไปจนถึงการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ แต่คำว่า “อนาคต” ไม่ควรทำให้คำถามเรื่องอำนาจหายไป
ศูนย์ข้อมูลเป็นตัวอย่างชัดเจน แม้รายงานเสนอให้ลดสิทธิประโยชน์แก่ศูนย์ข้อมูลใหม่และหันไปสนับสนุน AI startups มากขึ้น แต่สำหรับประชาชน คำถามยังต้องไปไกลกว่านั้นว่า ใครเป็นเจ้าของ ใครได้กำไร ใครได้งาน น้ำมาจากไหน ใช้ไฟเท่าไร ใช้ที่ดินของใคร และใครมีสิทธิตัดสินใจ
ความมั่งคั่งไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากการดึงแรงงาน ที่ดิน น้ำ และพลังงานจากที่หนึ่งไปสร้างกำไรให้อีกที่หนึ่ง เมื่อกำไรไหลไปหาบริษัทและนักลงทุน ขณะที่ต้นทุนตกอยู่กับชุมชน นี่จึงไม่ใช่แค่การแบ่งผลประโยชน์ไม่เท่ากัน แต่คือการสะสมความมั่งคั่งด้วยการผลักต้นทุนให้คนอื่น
เมื่อก่อนอาจมาในชื่อเขื่อน เหมือง โรงไฟฟ้า หรือเขตอุตสาหกรรม วันนี้อาจเรียกว่าเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต แต่ถ้าประชาชนยังไม่มีอำนาจเหนือที่ดิน น้ำ และอนาคตของตนเอง สิ่งที่เปลี่ยนอาจมีเพียงเทคโนโลยี ส่วนโครงสร้างอำนาจยังเหมือนเดิม

การประชุมของขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิแห่งประเทศไทย (Protection International หรือ PI)
ก่อนจะมีรายงานฉบับนี้ ผู้หญิงไทยสร้างอนาคตของตัวเองมาแล้ว
จากเขื่อนปากมูลถึงเขื่อนเขาแหลม จากเครือข่ายพิทักษ์สายน้ำปัตตานีถึงชุมชนที่ต่อสู้กับเหมืองอย่างเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ รวมถึงประชาชนที่ต่อต้านโรงไฟฟ้า เขตอุตสาหกรรม การแย่งยึดที่ดิน และโครงการพลังงาน ผู้หญิงไม่ได้รอให้ผู้เชี่ยวชาญ รัฐ หรือสถาบันการเงินระหว่างประเทศมาบอกว่า อนาคตควรเป็นอย่างไร พวกเธอมองเห็นอนาคตจากชีวิตที่ผูกพันกับแม่น้ำ ผืนดิน ป่า อาหาร ครอบครัว และชุมชน สร้างผ่านการต่อสู้ การดูแล และปกป้องอนาคตของตนเองมาโดยตลอด
อนาคตของพวกเธอไม่ได้เริ่มจาก GDP แต่เริ่มจากชีวิต ถ้าน้ำหายไปจะกินอะไร ถ้าที่ดินถูกเอาไป ลูกหลานจะอยู่ที่ไหน ถ้ารัฐตัดบริการสาธารณะใครจะดูแลคนป่วย และถ้าพลังงานสะอาดต้องแลกด้วยที่ดิน ป่า และน้ำของชุมชน ใครมีสิทธิตัดสินใจ
การต่อต้านของพวกเธอจึงเป็นการสร้างอนาคตอีกแบบหนึ่ง อนาคตที่ไม่ต้องทำลายแม่น้ำเพื่อผลิตไฟฟ้า ไม่ต้องผลักคนออกจากที่ดินเพื่อสร้างการเติบโต ไม่ต้องตีราคาป่าก่อนจึงยอมรับว่า ป่ามีคุณค่า และไม่ต้องอาศัยงานดูแลที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนของผู้หญิงเพื่อทำให้ตัวเลขผลิตภาพสูงขึ้น
พวกเธอไม่ได้ทำหน้าที่เพียงปกป้องชีวิตจากอนาคตที่คนอื่นกำหนด แต่กำลังยืนยันว่า ประเทศนี้มีอนาคตแบบอื่นให้เลือก และไม่ว่าภาษาของการพัฒนาจะเปลี่ยนจากเขื่อนและเหมือง มาเป็นเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต คำถามเรื่องอำนาจยังเหมือนเดิมว่า ใครกำหนด ใครได้ ใครจ่าย และใครมีสิทธิพูดว่า “ไม่”
ต้นทุนที่รัฐและตลาดผลักออกไป ไม่ได้หายไปไหน แต่กลับมาอยู่ในชีวิตของประชาชน ในน้ำและอาหารที่หายากขึ้น รายได้ที่ลดลง เวลาที่ต้องใช้ดูแลเด็ก ผู้ป่วยและผู้สูงอายุ รวมถึงแรงงานที่ต้องใช้ฟื้นฟูสิ่งที่ถูกทำลาย โดยเฉพาะผู้หญิง แม่ และคนทำงานดูแล ซึ่งมักเป็นคนที่ต้องนำเวลา แรงงาน และรายได้ของตนเองเข้ามาประคองชีวิต เมื่อสิ่งที่เคยเป็นฐานของการดำรงชีวิตถูกทำลายหรือเมื่อรัฐถอนตัวออกจากการดูแล
และเพราะอยู่ตรงนั้น ผู้หญิงจึงมองเห็นสิ่งที่ตัวเลขมหภาคมองไม่เห็น พวกเธอรู้ว่าเมื่อแม่น้ำเปลี่ยน ปลาและอาหารเปลี่ยนอย่างไร เมื่อที่ดินหาย ครอบครัวจะอยู่ต่ออย่างไร เมื่อรายได้หาย ใครต้องหารายได้ทางอื่นมาทดแทน และเมื่อรัฐตัดบริการสาธารณะ ใครต้องเอาเวลา แรงงาน และรายได้ของตนเองเข้าไปดูแลเด็ก ผู้ป่วย และผู้สูงอายุแทน
นี่คือความรู้ทางเศรษฐกิจที่เริ่มต้นจากชีวิต ไม่ใช่เพียง “ประสบการณ์ของผู้ได้รับผลกระทบ” ที่ถูกเรียกมาประกอบรายงาน หลังจากนโยบายถูกออกแบบแล้ว แต่เป็นความรู้เกี่ยวกับว่า เศรษฐกิจทำงานอย่างไร ต้นทุนถูกย้ายไปอยู่ที่ไหน ใครเป็นคนรับต้นทุนนั้น และชีวิตของผู้คนดำรงอยู่ได้ด้วยอะไร
ความรู้นี้ทำให้ผู้หญิงถามในสิ่งที่ตัวเลขการเติบโตไม่ค่อยถามว่า เศรษฐกิจจะมีความหมายอะไร หากเติบโตขึ้นพร้อมกับทำลายสิ่งที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ และหากการเติบโตของคนกลุ่มหนึ่งต้องอาศัยแม่น้ำ ที่ดิน ป่า เวลา แรงงาน และงานดูแลของคนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นราคาที่ไม่เคยถูกนับ
นี่จึงไม่ใช่เพียงความขัดแย้งระหว่าง “ความรู้ของผู้เชี่ยวชาญ” กับ “ความรู้ของชุมชน” แต่เป็นคำถามเรื่องอำนาจว่า ความรู้ของใครได้รับการยอมรับให้กำหนดนโยบาย ความรู้ของใครถูกทำให้เป็นเพียงความคิดเห็น และใครต้องใช้ชีวิตอยู่กับผลของการตัดสินใจนั้น
อนาคตต้องเริ่มจากอำนาจในการกำหนดอนาคต
เมื่อธนาคารโลกและ IMF กลับมาประชุมที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคมนี้ ข้อเรียกร้องของขบวนผู้หญิงจึงไม่ใช่ให้รายงานมีคำว่า “ผู้หญิง” “ชุมชน” หรือ “เพศสภาพ” มากขึ้น แต่คือผู้หญิงและประชาชนต้องมีอำนาจตัดสินใจจริง
งานดูแลต้องได้รับการยอมรับและตอบแทนในฐานะงานที่ค้ำจุนชีวิตและเศรษฐกิจ คนทำงานดูแลต้องมีรายได้ สิทธิ ความมั่นคง เวลาพัก และอำนาจในการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเอง สวัสดิการถ้วนหน้าต้องได้รับการปกป้องและขยายให้เพียงพอ เพราะการตัดบริการสาธารณะไม่ได้ทำให้เด็ก ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ หรือคนพิการหมดความต้องการการดูแล แต่เพียงย้ายต้นทุนจากรัฐกลับไปสู่ครัวเรือน และย้ายเวลา แรงงาน รวมถึงความรับผิดชอบจำนวนมหาศาลกลับไปให้ผู้หญิงและคนทำงานดูแล
ผู้หญิงและชุมชนต้องมีอำนาจตั้งแต่แรกในการตัดสินใจเรื่องที่ดิน น้ำ ป่า พลังงาน เหมือง และโครงการพัฒนา ไม่ใช่ถูกเรียกเข้ามารับฟังหลังจากทิศทางสำคัญถูกกำหนดไปแล้ว การมีส่วนร่วมต้องหมายถึงอำนาจในการตั้งคำถาม เปลี่ยนแปลงทางเลือก เสนออนาคตแบบอื่น และรวมถึงสิทธิที่จะปฏิเสธโครงการที่พวกเขาเห็นว่าจะทำลายฐานชีวิตของตนเอง
การเปลี่ยนผ่านสีเขียวก็เช่นเดียวกัน หากเปลี่ยนเพียงแหล่งพลังงานหรือเทคโนโลยี แต่ยังปล่อยให้บริษัท รัฐ และสถาบันการเงินเป็นผู้กำหนดว่า จะใช้ที่ดินของใคร ขุดแร่ที่ไหน ใช้น้ำเท่าไร สร้างพลังงานเพื่อใคร และให้ใครเป็นผู้ได้รับผลกระทบ การเปลี่ยนผ่านนั้นก็ยังไม่ได้เปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เพียงนำการแย่งยึดที่ดิน ป่า น้ำ และแรงงานแบบเดิมกลับมาภายใต้ชื่อใหม่
ธนาคารโลกใช้เวลาหนึ่งปี ปรึกษาหารือ 30 ครั้งกับคนกว่าหนึ่งพันคน ก่อนเขียนรายงาน 132 หน้าเพื่อเสนอว่า ประเทศไทยควรสร้างอนาคตอย่างไร แต่ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและผู้หญิงในขบวนประชาชนใช้เวลาหลายสิบปีอยู่กับผลของ “อนาคต” ที่รัฐ สถาบันการเงิน และทุนเคยออกแบบให้พวกเธอมาแล้ว
พวกเธอไม่ได้รอให้ใครมาสร้างอนาคตให้ พวกเธอต่อสู้ สร้าง ดูแล และปกป้องมาตลอด จากการปกป้องแม่น้ำและผืนดิน การรักษาอาหารและวิถีชีวิต การต่อสู้เพื่อบริการสาธารณะและสวัสดิการ ไปจนถึงการทำงานดูแลที่ทำให้ครอบครัว ชุมชน และสังคมดำรงอยู่ สิ่งที่พวกเธอยังคงต่อสู้เพื่อให้ได้มา คือ อำนาจที่จะทำให้ความรู้ ประสบการณ์ และอนาคตที่พวกเธอเลือก มีน้ำหนักในการตัดสินใจไม่แพ้แบบจำลองทางเศรษฐกิจ ตัวเลขการเติบโต เงินลงทุน และการตัดสินใจในห้องประชุม
ก่อนจะถามว่า จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจโตถึงร้อยละ 5.4 เราจึงควรถามคำถามที่ผู้หญิงปากมูล ผู้หญิงที่ต่อต้านเหมืองทองและเหมืองแร่โปแตช ผู้หญิงที่ปกป้องที่ดิน อากาศที่สะอาด ป่าและแม่น้ำ คนทำงานดูแล และผู้หญิงในขบวนประชาชนถามผ่านการต่อสู้มาหลายสิบปีแล้วว่า
“อนาคตนี้เป็นของใคร ใครมีสิทธิกำหนด ใครได้ประโยชน์ ใครเป็นคนจ่ายราคาด้วยที่ดิน แม่น้ำ ป่า แรงงาน งานดูแล และชีวิตของตนเอง และเหตุใดคนที่ต้องจ่ายราคาของอนาคตนั้นจึงไม่มีอำนาจตัดสินใจตั้งแต่แรก”
เพราะท้ายที่สุด ปัญหาไม่ใช่ว่า ธนาคารโลกมองอนาคตแม่นยำเพียงใด แต่คือ การทำให้อนาคตแบบหนึ่ง อนาคตของการเติบโต การลงทุน และตลาด กลายเป็นอนาคตที่ทุกคนต้องเดินตาม ทั้งที่ผู้หญิงและประชาชนซึ่งต้องอยู่กับผลของการตัดสินใจนั้นแทบไม่มีอำนาจกำหนด การต่อสู้ของผู้หญิงและประชาชนจึงไม่ใช่การขอมีที่ยืนในอนาคตที่คนอื่นออกแบบ แต่คือ การเอาอำนาจกลับมากำหนดอนาคตของตนเอง
https://theisaanrecord.co/2026/09/16/world-bank-building-thailands-future-today/