วันเสาร์, ตุลาคม 31, 2569

30 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันนักโทษทางการเมืองสากล จุดเริ่มต้นของการกำหนดวันรำลึกถึงนักโทษทางการเมืองเกิดขึ้นในปี 1974 ระหว่างที่โครนิด ลิวบาร์สกีและโอเลกซี เมอร์เซนโก สองนักกิจกรรมสิทธิมนุษยชนและผู้เห็นต่างชาวโซเวียตซึ่งกำลังรับโทษจำคุกในค่ายกักกันมอร์โดเวียและเพื่อนนักโทษคนอื่นๆ ได้ร่วมกันอดอาหารเป็นเวลาหนึ่งวันเพื่อเรียกร้องให้มีการรับรองสถานะ “นักโทษทางการเมือง” ของพวกเขา หลายปีต่อจากนั้นวันที่ 30 ตุลาคมของทุกปีจึงกลายเป็นวันแห่งการรำลึกถึงนักโทษทางการเมืองในระดับนานาชาติ


iLaw
16 hours ago
·
30 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันนักโทษทางการเมืองสากล จุดเริ่มต้นของการกำหนดวันรำลึกถึงนักโทษทางการเมืองเกิดขึ้นในปี 1974 ระหว่างที่โครนิด ลิวบาร์สกีและโอเลกซี เมอร์เซนโก สองนักกิจกรรมสิทธิมนุษยชนและผู้เห็นต่างชาวโซเวียตซึ่งกำลังรับโทษจำคุกในค่ายกักกันมอร์โดเวียและเพื่อนนักโทษคนอื่นๆ ได้ร่วมกันอดอาหารเป็นเวลาหนึ่งวันเพื่อเรียกร้องให้มีการรับรองสถานะ “นักโทษทางการเมือง” ของพวกเขา หลายปีต่อจากนั้นวันที่ 30 ตุลาคมของทุกปีจึงกลายเป็นวันแห่งการรำลึกถึงนักโทษทางการเมืองในระดับนานาชาติ

ในมิติสากล มีการให้คำนิยามนักโทษทางการเมืองที่พอจะสรุปได้ว่า พวกเขาเป็นบุคคลที่ถูกลิดรอนเสรีภาพด้วยการคุมขังอันเนื่องมาจากการแสดงออกที่ท้าทายกฎหมายหรือโครงสร้างอำนาจที่ดำรงอยู่ รวมไปถึงการถูกคุมขังโดยมีแรงจูงใจทางการเมืองเป็นสำคัญ
——————————————
ใครคือ นักโทษทางการเมือง?

สารานุกรมบริเทนนิกาให้นิยามคำว่านักโทษทางการเมืองว่า “บุคคลผู้ซึ่งถูกคุมขังเพราะการกระทำหรือความเชื่อของบุคคลดังกล่าวนั้นขัดแย้งกับการกระทำหรือความเชื่อของรัฐบาล” พร้อมทั้งระบุด้วยว่า แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้นิยามคำดังกล่าวทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่แนวคิดหรือคำนิยามทั้งหมดของคำว่า “นักโทษทางการเมือง” มีร่วมกันคือ การตระหนักถึงความสำคัญของความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างกลุ่มผู้เห็นต่างกับตัวแทนผู้ใช้อำนาจรัฐหรือชนชั้นนำ ผู้ปกครองประเทศ นักโทษทางการเมืองถือเป็นตัวแทนเชิงสัญลักษณ์ของความพยายามที่จะท้าทายสถานะเดิม (status quo) ของสังคม ไม่ว่าความท้าทายนั้นจะฝังรากอยู่ในบริบททางอุดมการณ์ใดก็ตาม

โดยในการแยกระหว่างอาชญากรโดยทั่วไปกับนักโทษทางการเมืองนั้น นักวิชาการบางคนเสนอเกณฑ์ว่า นักโทษทางการเมืองจะมีส่วนร่วมในการต่อสู้ของกลุ่มในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพื่อต่อต้านชนชั้นนำผู้ปกครอง ในขณะที่กิจกรรมของอาชญากรทั่วไปมักจะมีองค์ประกอบของการตอบสนองผลประโยชน์ส่วนตน
:
ในปี 2545 แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลให้คำนิยามว่า นักโทษทางการเมืองครอบคลุมถึงนักโทษคนใดก็ตามที่คดีของเขามีองค์ประกอบทางการเมืองที่สำคัญ คำว่า “ทางการเมือง” แอมเนสตี้ฯให้นิยามครอบคลุมทุกแง่มุมของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งนิยามดังกล่าวมีความกว้างขวางตั้งแต่ผู้ที่ถูกคุมตัวหรือคุมขังจากข้อหาความผิดทางการเมืองไปจนถึงบุคคลที่ใช้ยาเสพติดผิดกฎหมายตราบเท่าที่การแสดงออกของพวกเขามุ่งหมายเพื่อท้าทายกฎหมายที่พวกเขาเห็นว่าไม่ชอบธรรม เช่น การรวมกลุ่มสูบกัญชาประท้วง

ในปี 2555 สมัชชารัฐสภาแห่งสภายุโรปเคยรับรองคำจำกัดความของนักโทษทางการเมืองไว้ว่า บุคคลที่ถูกลิดรอนเสรีภาพส่วนบุคคลจะถือว่าเป็นนักโทษทางการเมือง หากเข้าข่ายพฤติการณ์ดังนี้
:
1. หากการควบคุมตัวเกิดขึ้นโดยละเมิดหลักข้อใดข้อหนึ่งในการรับประกันสิทธิขั้นพื้นฐานที่กำหนดไว้ในอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและพิธีสารของอนุสัญญาดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา เสรีภาพในการแสดงออก ข้อมูลข่าวสาร เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม
2. หากการคุมตัวเกิดขึ้นด้วยเหตุผลทางการเมืองโดยแท้โดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับความผิดใดๆ
3. หากระยะเวลาของการควบคุมตัวหรือเงื่อนไขของการควบคุมตัวไม่ได้สัดส่วนอย่างชัดเจนกับความผิดที่บุคคลนั้นถูกตัดสินว่ามีความผิดหรือต้องสงสัยว่ากระทำผิดด้วยแรงจูงใจทางการเมือง
4. หากเขาหรือเธอถูกควบคุมตัวในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติเมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นด้วยแรงจูงใจทางการเมือง หรือ
5. หากการควบคุมตัวเป็นผลจากกระบวนการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรมอย่างชัดเจนและสิ่งนี้เหมือนจะเชื่อมโยงกับแรงจูงใจทางการเมืองของทางการ
:
อย่างไรก็ตาม บุคคลที่ถูกลิดรอนเสรีภาพส่วนบุคคลเนื่องจากความผิดฐานก่อการร้าย ไม่ถือเป็นนักโทษทางการเมือง หากบุคคลนั้นได้รับการดำเนินคดีและถูกพิพากษาลงโทษในความผิดดังกล่าวโดยสอดคล้องกับกฎหมายภายในประเทศและอนุสัญญายุโรปว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

——————————————
บริบทสังคมไทยกับนักโทษทางการเมือง

สำหรับบริบทในประเทศไทย บุคคลที่ถูกคุมขังในคดีในข้อหาเช่น ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาตรา 116 หรือข้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองล้วนเข้าข่ายเป็นนักโทษทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีไม่อาจสรุปสถานะของความเป็นนักโทษทางการเมืองจากชื่อข้อหาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่นประกอบด้วย เช่น มีเหตุจูงใจทางการเมืองหรือไม่ การคุมขังละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานหรือไม่ ถูกเลือกปฏิบัติหรือไม่ ระยะเวลาหรือสภาพการคุมขังได้สัดส่วนกับความผิดหรือไม่ และกระบวนการพิจารณาคดีเป็นธรรมหรือไม่

ในเดือนสิงหาคม 2569 พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขจะมีผลใช้บังคับโดยมีเจตนารมณ์เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งในสังคมผ่านการนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง เริ่มมีจำเลยหรือผู้ต้องหาคดีทางการเมืองได้รับการนิรโทษกรรม อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงยังมีนักโทษทางการเมืองอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้รับอานิสงส์จากพ.ร.บ.ฉบับนี้ อีกนัยหนึ่งคือ ความขัดแย้งยังดำรงอยู่ผ่านการยกเว้นไม่ให้นิรโทษกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีผู้ถูกดำเนินคดีมากที่สุดในประวัติศาสตร์คืออย่างน้อย 294 คน และจนถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ยังคงมีผู้ถูกคุมขังด้วยคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 31 คน นอกจากนี้จำนวนมากที่ต้องลี้ภัยทางการเมืองอยู่ต่างประเทศ
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=1561869002653380&set=a.625664036273886
.....



ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
17 hours ago
·
วันนักโทษการเมืองสากล: ยังมีผู้ต้องขังทางการเมืองอีก 48 คน ถูกคุมขัง เกือบ 3 ใน 4 เป็นคดี ม.112
.
.
วันที่ 30 ตุลาคม ของทุกปี องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายองค์กรได้รณรงค์ให้เป็น “วันนักโทษการเมืองสากล” (International Day of Political Prisoners) เนื่องจากเคยเป็นวันที่นักโทษการเมืองในอดีตสหภาพโซเวียตได้ประกาศอดอาหารประท้วงครั้งใหญ่ระหว่างถูกคุมขังในคุกและค่ายกักกัน เมื่อปี 1974 เพื่อเรียกร้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
.
การกำหนดวันดังกล่าวเป็นการพยายามรำลึกถึงการเรียกร้องสิทธิของผู้ถูกจองจำด้วยเหตุผลทางการเมือง รวมทั้งยังเป็นการร่วมกันแสดงออกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้ต้องขังทางการเมืองทั่วโลก และเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมืองที่ยังดำรงอยู่ในหลายประเทศ
.
ในประเทศไทย ภายหลังการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี 2563 มีประชาชนและนักกิจกรรมทางการเมืองต้องถูกคุมขังในคดีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งถูกคุมขังระหว่างพิจารณา และถูกคุมขังตามคำพิพากษาถึงที่สุด
.
.
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่าตลอด 6 ปี มีผู้เคยถูกคุมขังในเรือนจำไปรวมแล้วอย่างน้อย 228 คน (สถิติตั้งแต่กลางปี 2563 ถึงวันที่ 30 ต.ค. 2569) บางรายได้รับการประกันตัว หรือพ้นโทษในคดี บางรายถูกคุมขังหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา บางรายก็ยังคงถูกคุมขังอยู่ในปัจจุบัน โดยตัวเลขนี้นับข้อมูลผู้เคยถูกคุมขังในเรือนจำทั้งหมด แม้ระหว่างรอคำสั่งของศาลในการประกันตัวด้วย
.
จนถึงวันนี้ ยังมีผู้ถูกคุมขังในคดีเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมและแสดงออกทางการเมือง อีกอย่างน้อย 48 คน ในจำนวนนี้แยกเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 31 คน และคดีมาตรา 110 อีก 5 คน รวมผู้ถูกคุมขังจากสองข้อกล่าวหานี้เท่ากับ 3 ใน 4 ของจำนวนทั้งหมด
.
ขณะเดียวกันในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องขังที่ถูกคุมขังระหว่างการต่อสู้คดีและไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวจำนวน 20 คน และผู้ต้องขังที่คดีสิ้นสุดแล้วจำนวน 28 คน
.
ขณะที่เฉพาะในปี 2569 มีผู้ได้รับการปล่อยตัว หรือพ้นโทษในคดีทางการเมือง อย่างน้อย 22 คน โดยส่วนใหญ่มาจากการได้ลดโทษหรือเข้าเกณฑ์ ตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษ ที่ออกมาในช่วงกลางปี 2569 คือจำนวน 9 คน และได้รับการปล่อยตัวจากนิรโทษกรรมอย่างน้อย 8 คน ส่วนที่เหลือเป็นผู้ถูกขังจนครบกำหนดโทษ หรือมีการเปลี่ยนแปลงทางคดี
.
.
สถานการณ์ปัจจุบัน ยังมีผู้ต้องขังบางส่วนรอกระบวนการพิจารณาการนิรโทษกรรม ซึ่งจะทำให้ได้รับการปล่อยตัว แต่ก็ในสัดส่วนที่ไม่ได้มากนักจากจำนวนทั้งหมด เนื่องจาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ที่มีผลบังคับใช้ กำหนดยกเว้นข้อหาตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นสัดส่วนคดีที่ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ถูกคุมขังอยู่ ทำให้แม้จะมีกฎหมายนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองแล้ว ก็ยังทำให้นักกิจกรรมและประชาชนจำนวนมากต้องถูกคุมขังต่อไป และอาจต้องมีผู้ถูกคุมขังจากข้อหาดังกล่าวเพิ่มเติมอีกด้วย
.
ขณะเดียวกันการยกเว้นข้อกล่าวหาดังกล่าว ยังทำให้เกิดผลแปลกประหลาดในทางคดี เมื่อการกระทำที่ถูกกล่าวหาจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองเดียวกัน บางข้อหาถูกยุติคดีเนื่องจากเข้าข่ายนิรโทษกรรม แต่บางข้อหาต้องดำเนินต่อไป หรือผู้ถูกกล่าวหาบางคนในคดีเข้าข่ายในการนิรโทษกรรมทั้งหมด แต่ในคดีเดียวกันกลับมีผู้ที่ถูกยกเว้น ต้องต่อสู้คดีต่อไป ไม่ได้เกิดการนิรโทษกรรมทั้งหมด
.
หลายคนที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ก็ถูกคุมขังด้วยโทษที่สูงอย่างมาก อาทิ “บัสบาส” ที่ถูกคุมขังด้วยโทษรวมกันถึง 50 ปี 6 เดือน หรืออานนท์ นำภา ที่หากนับโทษจำคุกในแต่ละคดีต่อกันแล้ว จะมีโทษมากกว่า 34 ปีแล้ว
.
รวมทั้งผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 110 ที่ถูกศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาเป็นลงโทษจำคุกคนละ 16 ปี (ยกเว้นเอกชัย หงส์กังวาน ที่ถูกเพิ่มโทษเป็น 21 ปี 4 เดือน) โดยทั้งห้าคนไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกา รวมทั้งยังไม่ชัดเจนว่าคดีนี้จะถูกนับรวมในการนิรโทษกรรมที่เกิดขึ้นหรือไม่ เนื่องจากเป็นข้อหาที่ไม่มีการระบุไว้แนบท้ายบัญชีในกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้ระบุห้ามไว้อย่างชัดเจน
.
การแก้ไขปัญหาผู้ต้องขังทางการเมืองผ่านกระบวนการนิรโทษกรรมที่ดำเนินอยู่ ซึ่งหวังว่าจะมุ่งไปสู่สิ่งที่ถูกเรียกว่า “สังคมสันติสุข” นั้น จึงไม่ได้เกิดขึ้นจริง กลับกลายเป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองแต่ละกลุ่ม และทำให้การดำรงอยู่ของนักโทษทางการเมืองของไทยยังคงดำเนินต่อไป
.
.
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/87535
.
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1535800071723791&set=a.656922399611567