วันศุกร์, ตุลาคม 16, 2569

เมื่อธนาคารโลกหวนกลับมาไทย คนปากมูลขออย่าลืมบทเรียนสำคัญ


เรือประมงพื้นบ้านลอยลำบริเวณใต้เขื่อนปากมูล ระหว่างที่ประตูเขื่อนปิดอยู่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
 
ภาพโดย ลูค ดุกเกิลบี
โดย ณิชา เวชพานิช
Published 13 ตุลาคม 2026
Hard Stories ORG

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ประตูคอนกรีต 8 บานขวางกั้นสายน้ำมูล สัปดาห์นี้ ธนาคารโลก ผู้ให้เงินกู้รัฐไทยสร้างโครงการหวนกลับมากรุงเทพฯ อีกครั้ง คนหาปลาจากปากมูลยังคงเฝ้ารอการชดเชยและเตือนอย่าปล่อยให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำซาก

ทุกๆ ปี ในช่วงหน้าฝน เมื่อปลาเริ่มอพยพขึ้นไปวางไข่ในแม่น้ำมูล สมปอง เวียงจันทร์​ จะเฝ้ารอวันที่ประตูคอนกรีตแปดบานของเขื่อนปากมูลยกขึ้น บางปี คำสั่งยกบานประตูจากหน่วยงานรัฐก็มาช้าไปหลายสัปดาห์ นับตั้งแต่เขื่อนถูกสร้างขึ้นกั้นสายน้ำมูลใกล้จุดไหลบรรจบกับแม่น้ำโขง ไม่ได้มีเพียงแต่สมปองที่เฝ้ารอให้ประตูเขื่อนเปิด ปลาหลากหลายสายพันธุ์เองก็รอเวลานี้เช่นกัน

แม่น้ำสีชานมทอดตัวไหลเอื่อย ชาวบ้านปากมูลส่วนใหญ่เป็นชาวประมงพื้นบ้าน ณ ที่แห่งนี้ วันเวลาไม่ได้เคลื่อนล่วงไปเป็นชั่วโมงและนาที แต่เคลื่อนผ่านด้วยการขึ้นของพระอาทิตย์และฤดูกาล ปัจจุบัน มีเพียงแม่สมปองกับชาวบ้านไม่กี่คนที่ยังคอยจับตาการเปิดประตูเขื่อน

“บางคนไม่รู้ว่าเราต้องไปสู้ถึงจะได้คำสั่งนี้มา เขาคิดว่า รัฐจะเปิดประตูแน่นอนเวลาปลามาวางไข่ เขาไม่คิดว่าเราต้องไปสู้ถึงจะได้เปิดเขื่อน” สมปอง แกนนำชุมชนวัย 77 เล่าย้อนความ “แล้วนี่แค่นโยบายชั่วคราว เพื่อบรรเทาสัญญาที่รัฐให้กับชาวบ้านไว้แล้ว แต่ทำไม่ได้!”

เขื่อนปากมูลเป็นเขื่อนน้ำไหลผ่าน มีกำลังผลิตไฟฟ้าติดตั้ง 136 เมกะวัตต์ ธนาคารโลกให้เงินสนับสนุนส่วนหนึ่งแก่รัฐบาลไทยในการก่อสร้าง โครงการให้คำสัญญาว่าจะสร้างความมั่นคงทางน้ำและพลังงานให้กับอีสาน แต่สำหรับชาวบ้าน ตัวเขื่อนกลับทำลายพรรณปลา รวมถึงวิถีชีวิตชุมชนรอบข้าง และหลายคนยังคงเฝ้ารอการชดเชยจนถึงทุกวันนี้

ธนาคารโลกตัดสินใจให้เงินกู้สร้างโครงการเมื่อปี 2534 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปีธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ สามทศวรรษถัดมา ในช่วงสัปดาห์นี้ การประชุมได้หวนกลับมาที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง ผู้นำประเทศและนายธนาคารมาหารือวาระการพัฒนาเพื่อช่วยเหลือประเทศต่างๆ ยกระดับเศรษฐกิจ ที่นอกห้องประชุม สมปองและเพื่อนบ้านต้องการอะไรที่เรียบง่ายกว่านั้น… แม่น้ำที่ไหลอิสระ
การต่อสู้ของพวกเขาถูกบอกเล่าผ่านนิทรรศการภาพถ่ายที่กำลังจัดแสดงอยู่ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ คู่ขนานกับการประชุมนับตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคมนี้ ขณะที่นักกิจกรรมพากันลงถนนเพื่อเรียกร้องให้ธนาคารโลกไม่ทำผิดซ้ำซากเหมือนกับที่เคยกระทำต่อแม่น้ำมูล


ชาวประมงที่อาศัยอยู่เหนือเขื่อนพากันหาปลา โดยใช้โอกาสจังหวะที่เขื่อนปากมูลยกประตูระบายน้ำ เปิดให้ปลาอพยพได้ เมื่อสิงหาคม 2569 ณ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ภาพ : ลูค ดุกเกิลบี

2534 : วันที่ธนาคารโลกเยือนปากมูล

ภาพหนึ่งที่นิทรรศการจัดแสดงเป็นภาพเมื่อเดือนตุลาคมปี 2534 ตรงกลางภาพ มีชายตะวันตกคนหนึ่งใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวกำลังจับไมค์พูดต่อหน้าชาวบ้านปากมูลกว่า 600 คนที่แก่งสะพือ บริเวณกลางแม่น้ำมูลที่เต็มไปด้วยแก่งหินสวยงาม และเป็นจุดที่คนในพื้นที่ต่างกังวลว่าจะจมหายไปหากเขื่อนสร้างขึ้น

ผู้คัดค้านเขื่อนยุคนั้นเล่าให้ฟังว่า ชายคนดังกล่าวคือ อี.แพทริค โคอาดี้ (E. Patrick Coady) กรรมการบริหารธนาคารโลกจากประเทศสหรัฐฯ เขาตอบรับคำเชิญจากชาวบ้านไม่กี่เดือนก่อนหน้าเหตุการณ์ครั้งนั้นให้มาเยือนแม่น้ำมูล ท่ามกลางกระแสถกเถียงดุเดือดว่าธนาคารโลกควรให้เงินกู้สร้างเขื่อนไหม ชาวบ้านและนักสิ่งแวดล้อมได้จัดกิจกรรมคู่ขนาน “สัมมนาของประชาชน” (The People’s Forum) ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระหว่างที่ธนาคารโลกกำลังจัดประชุมประจำปีที่กรุงเทพฯ และชวนให้ตัวแทนลงพื้นที่เพื่อดูปัญหา

ชาวบ้านปากมูลต้อนรับผู้แทนธนาคารโลกด้วยพิธีบายศรีสู่ขวัญ สองเดือนให้หลัง โคอาดี้และผู้แทนธนาคารโลกจากออสเตรเลียและเยอรมนีโหวตคัดค้านการให้เงินกู้สร้างเขื่อนปากมูล โดยโคอาดี้ให้เหตุผลว่า ธนาคารโลกยังไม่สามารถตอบความกังวลเรื่องผลกระทบต่อพันธุ์ปลาและจำนวนผู้คนที่จะถูกโยกย้ายถิ่นฐานได้ชัดเจน



“ถึงแม้เสียงพวกเขาจะไม่ชนะในบอร์ด แล้วสุดท้ายธนาคารโลกก็สนับสนุนเงินสร้างเขื่อนปากมูล แต่เป็นเรื่องหายากมากที่ธนาคารโลกโหวตไม่เป็นเอกฉันท์” วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ เล่าจากประสบการณ์ตอนที่เขาทำงานกับโครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ซึ่งช่วยจัดกิจกรรมให้ชาวบ้านได้พบกับตัวแทนธนาคารโลกในวันนั้น

เมื่อเปิดดำเนินการแล้ว กลับกลายเป็นว่าเขื่อนปากมูลนั้นสร้างแล้วไม่คุ้มกับเงินลงทุน สถาบันวิจัย TDRI รับโจทย์จากธนาคารโลกในการประเมินโครงการ แล้วพบว่า เริ่มแรกธนาคารโลกประเมินค่าใช้จ่ายก่อสร้างที่ 4,500 ล้านบาท แต่พอสร้างจริง ยอดค่าใช้จ่ายพุ่งไปถึง 6,560 ล้านบาท นับว่าเพิ่มขึ้นกว่า 45% ขณะที่เขื่อนผลิตไฟฟ้าได้เพียง 1 ใน 10 ของปริมาณที่คาดการณ์ไว้

เขื่อนปากมูลได้กลายเป็นอุทาหรณ์ในประวัติศาสตร์ของเขื่อนผลิตไฟฟ้า หลังจากเกิดกระแสต่อต้านเขื่อนขนาดใหญ่ทั่วโลก คณะกรรมการเขื่อนโลก (The World Commission on Dams) ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระ ได้ศึกษาเขื่อนมากกว่า 77 แห่งทั่วโลกและพบว่า โครงการเหล่านี้มักจะประเมินผลกระทบทางสังคมสิ่งแวดล้อมต่ำกว่าความเป็นจริง ก่อนจะเผยแพร่เป็นรายงานสาธารณะเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2543

หลังจากนั้น ธนาคารโลกจึงวางมือจากการให้ประเทศต่างๆ กู้เงินสร้างเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ พร้อมกับยกระดับมาตรการคุ้มครองทางสังคมและสิ่งแวดล้อมก่อนจะตัดสินใจให้กู้โครงการประเภทดังกล่าว อย่างไรก็ตาม แค่ไม่กี่ปีต่อมา ธนาคารโลกก็หวนกลับมาให้เงินกู้สร้างเขื่อนขนาดใหญ่อีกครั้ง ประเดิมโดยเขื่อนน้ำเทิน 2 ในลาว ซึ่งถูกชูเป็นโมเดล ‘พลังงานน้ำที่ยั่งยืน’ นำไปสู่การโยกย้ายถิ่นฐานชาวบ้านมากกว่า 6,000 คน หลายคนยังไม่สามารถหางานเลี้ยงชีพได้ในหมู่บ้านใหม่ที่ถูกย้ายไป

“มันกลายเป็นรูปแบบซ้ำๆ ธนาคารโลกเป็นสถาปนิกอยู่เบื้องหลังการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เป็นคนวางพิมพ์เขียวโมเดลเศรษฐกิจสำหรับประเทศกำลังพัฒนา…ขยายอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตาม เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องสร้างไฟฟ้าพลังน้ำเพิ่ม” วิฑูรย์กล่าว “จากนั้นก็ตกแต่งการประเมินประสิทธิภาพการลงทุนให้ดูดีกว่าความเป็นจริง ที่เราเรียกว่า window dressing เพื่อดึงให้ภาคเอกชนลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน”

เมื่อแม่น้ำถูกตัดแบ่ง

งานศึกษาโดยคณะกรรมการเขื่อนโลกพบว่า ถึงแม้ว่าเขื่อนปากมูลจะพยายามออกแบบให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุด แต่จำนวนครัวเรือนที่ต้องโยกย้ายก็ยังสูงกว่า 400 ครัวเรือน และกระทบการทำมาหากินของคนหาปลาใน 66 หมู่บ้านรอบข้าง

สำหรับชาวประมงท้องถิ่น ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดคือวงจรการอพยพของปลาแปรเปลี่ยน กระทบกับวิถีหากินของพวกเขาที่เงินก้อนใดๆ ก็ไม่อาจทดแทนความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำมูลที่มีปลากว่า 230 สายพันธุ์ โดยมากกว่าครึ่งเป็นปลาอพยพจากแม่น้ำโขงขึ้นมาวางไข่ตามแก่งหินในช่วงหน้าฝน

อย่างไรก็ตาม คนหาปลาและนักอนุรักษ์ชี้ว่า ปลากลับไม่สามารถว่ายข้าม ‘บันไดปลาโจน’ อันเป็นโครงสร้างส่วนหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบของเขื่อน ด้านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานบริหารเขื่อนชี้แจงกับทาง HaRDstories ว่า บันไดปลาโจนนั้นใช้การได้ระหว่างปี 2537-2543 จนกระทั่งเริ่มมีชาวประมงมาดักจับปลาบริเวณบันได

แม่น้ำที่ถูกตัดแบ่งสร้างรอยร้าวให้กับชุมชน ชาวบ้านเล่าว่า เพื่อนและญาติพี่น้องคุยกันไม่ได้เหมือนเคย เพราะการบริหารเขื่อนด้วยแนวทางใดแนวทางหนึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าจะกระทบคนอีกฝั่ง สำหรับชุมชนเหนือเขื่อน พวกเขาจะหาปลาได้ก็ต่อเมื่อบานประตูเขื่อนยกขึ้นและเปิดทางให้ปลาอพยพขึ้นมา ทว่าชุมชนใต้เขื่อน ซึ่งเป็นบริเวณที่แก่งหินถูกระเบิดด้วยไดนาไมต์เพื่อขยายร่องน้ำให้ลึกพอสำหรับปั่นกระแสไฟฟ้า กลับเผชิญกับสถานการณ์ที่ตรงกันข้าม

บ้านหัวเห่ว มีประชากรราว 1,300 คน ชาวประมงจะหาปลาได้ก็ต่อเมื่อประตูเขื่อนปิด…เมื่อหน้าฝนมาถึง ปลาแม่น้ำโขงมาว่ายมารวมตัวกันอยู่หน้าประตูเขื่อน แต่เมื่อเขื่อนยกบานประตูขึ้น ปลาจะว่ายขึ้นไปที่อื่นที่เหมาะสมกว่าเพื่อหาแหล่งวางไข่

“บ้านหัวเห่วต้องเสียสละเพื่อสร้างเขื่อนปากมูล” บุญหลาย เวียงจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านหัวเห่ว อธิบาย “ก่อนจะสร้างเขื่อน ผมเองก็คัดค้าน แต่วันนี้ต้องหาทางอยู่กับมัน คนบ้านหัวเห่วไม่อยากให้เปิดประตูเขื่อน”

การรอคอยอันยาวนาน

ผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนได้เงินชดเชยส่วนหนึ่งแล้วสำหรับการโยกย้ายบ้านและค่าเสียโอกาสทำมาหากิน โดยจำนวนเงินขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละราย แต่ค่าเสียโอกาสที่ว่านั้นครอบคลุมเพียงช่วงเวลา 3 ปีระหว่างการสร้างเขื่อน ชาวประมงยังไม่ได้รับการชดเชยในส่วนที่เป็นหัวใจหลักสำคัญ นั้นคือการจัดสรรที่ดิน 15 ไร่ (หรือจ่ายแทนไร่ละ 35,000 บาท) เพื่อช่วยให้พวกเขาเปลี่ยนอาชีพไปทำไร่และอยู่ทำกินได้ในระยะยาว นี่คำสัญญาที่รัฐบาลไทยให้ไว้ตอนปี 2540

“เวลาคนไทยได้ข่าวปากมูล เขามักจะคิดว่า ทำไมไม่จบสักที ก็ได้เงินชดเชยไปแล้วไม่ใช่หรอ” น้ำผึ้ง หัสถีธรรม นักวิจัยที่กำลังศึกษาประวัติศาสตร์ปากมูล กล่าว “เมื่อก่อน เราก็รู้สึกอย่างนั้น แต่พอย้อนมองประวัติศาสตร์ดูแล้ว ชาวบ้านยังไม่ได้รับการชดเชยที่สมควรได้รับเลย แล้วประวัติศาสตร์ส่วนนี้ไม่ควรถูกลืมหรือตีความผิด”

คำสั่งรัฐให้ยกบานประตูเขื่อนปากมูลทุกๆ ปีเป็นผลมาจากความจริงที่ว่ารัฐบาลไทยไม่สามารถจัดหาที่ดินให้ชาวบ้านได้ เพื่อช่วยพวกเขาเปลี่ยนอาชีพ ด้วยเหตุนี้ ในปี 2545 รัฐบาลไทยจึงตกลงกับชุมชนที่เฝ้ากดดันว่า จะเปิดประตูเขื่อนเป็นเวลา 4 เดือนเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาชั่วคราว ระยะเวลา 4 เดือนยังเป็นการต่อรองลดลงมาจากการเปิดประตูตลอดทั้งปีเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ ตามคำแนะนำของมหาวิทยาลัยอุบลฯ


ชาวบ้านปากมูลประท้วงเรียกร้องให้เปิดประตูระบายน้ำเขื่อนและติดตามคำสัญญาจ่ายเงินและมอบที่ดินชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ บริเวณด้านหน้าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพฯ​ เมื่อ 17 กันยายน 2569 ภาพ : ลูค ดุกเกิลบี

กรณีเขื่อนปากมูลเป็นหนึ่งในการต่อสู้ของชุมชนรากหญ้าที่เข้มแข็งที่สุดในประเทศไทยช่วงยุค 2530 ความเข้มแข็งนี้นำไปสู่การก่อตั้งเครือข่ายชาวบ้านระดับประเทศในนาม ‘สมัชชาคนจน’ ที่ให้เป็นพื้นที่ให้ผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐมารวมตัวกันเพื่อต่อรองการชดเชย หรือแม้กระทั่งยกเลิกโครงการพัฒนาที่ออกแบบจากบนลงล่างได้สำเร็จ สมัชชาคนจนมีสมาชิกหลายหมื่นคน ทั้งชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อน ชาวนาชาวไร่ไร้ที่ดิน จนไปถึงผู้อาศัยในสลัมกลางเมือง

น้ำผึ้งเองก็เป็นนักศึกษาที่เข้ามาร่วมกับการเคลื่อนไหว จากนักเรียนชีวเคมี เธอเปลี่ยนเส้นทางอาชีพมาเข้าร่วมกับการต่อสู้ชาวบ้าน หลังเรียนจบ น้ำผึ้งเริ่มงานแรกกับกลุ่มเอ็นจีโอ เพื่อนประชาชน (Friends of the People) ที่ทำงานเคียงข้างการเคลื่อนไหวสมัชชาคนจนและบันทึกเรื่องราวของพวกเขาด้วยกล้องฟิล์มหนึ่งตัว

30 ปีต่อมา น้ำผึ้งในวัย 52 และสมาชิกเพื่อนประชาชนที่ต่างการจัดกระจายไปใช้ชีวิตของตนเองได้หวนกลับมาอีกครั้งเพื่อทำภารกิจรักษาความทรงจำ ภาพฟิล์มกว่า 50,000 รูปถูกเก็บไว้ในตู้กับข้าวสำนักงานเอ็นจีโอแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อากาศที่ร้อนชื้นได้ทำให้ภาพถ่ายจำนวนมากเสียหาย พวกเขาจึงริเริ่มโครงการ ‘ความทรงจำของสามัญชน’ เพื่อรักษาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โดยภาพบางส่วนจะถูกจัดแสดงในนิทรรศการที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพในเดือนตุลาคมนี้

ความทรงจำเกี่ยวกับปากมูลไม่ได้มีแต่โศกนาฏกรรม แต่ยังได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมาย รวมถึงธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นักธุรกิจพันล้านและหนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ที่กลายมาเป็นพรรคประชาชนในวันนี้ เพราะในช่วงที่ธนาธรเป็นนักศึกษา เขาก็เคยไปร่วมม็อบกับชาวบ้านที่ปากมูลด้วยเช่นกัน

“ผมเป็นเด็กกรุงเทพ ไม่มีโอกาสไปเข้าอกเข้าใจความลำบาก ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างประชาชนเท่าไหร่นัก การเข้าไปมีส่วนร่วมกับปากมูลและม็อบสมัชชาคนจนในวัยหนุ่มสาวหล่อหลอมความคิดสำนึกทางสังคมและการเมืองของเรา” ธนาธรกล่าว

ใครจะมีคำตอบให้ปากมูล?

ธนาคารโลกกล่าวว่า ในฐานะสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ทางสถาบันมีบทบาทเพียงให้คำปรึกษาและคำแนะนำแก่ประเทศสมาชิก การตัดสินใจดำเนินโครงการพัฒนา รวมถึงการชดเชยผู้ได้รับผลกระทบนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลประเทศนั้นๆ

“ปากมูลเป็นส่วนหนึ่งของบทเรียนที่ช่วยให้เราพัฒนาแนวทางรับมือกับความเสี่ยงทางสังคมและสิ่งแวดล้อม” ตัวแทนกลุ่มธนาคารโลกเผยกับ HaRDstories ทางอีเมล “ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ทางสถาบันได้ยกระดับมาตรฐานอย่างมีนัยยะสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโครงการมีส่วนร่วม สร้างกลไกร้องเรียนและมาตรการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ”

อย่างไรก็ตาม ทางธนาคารโลกไม่ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า ได้ติดตามสถานการณ์ที่ปากมูลต่อหรือไม่ ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบยังไม่ได้รับการชดเชยหรือโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้าอื่นๆ ที่สถาบันให้การสนับสนุนในช่วงยุค 2530

ทั้งนี้ ทาง กฟผ. ไม่ได้ให้คำตอบกับ HaRDstories ว่า ในปัจจุบัน ปริมาณไฟฟ้าที่เขื่อนปากมูลผลิตได้จริงคือเท่าไหร่กันแน่ และเขื่อนนั้นคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ จากการสัมภาษณ์ทางอีเมล กฟผ. อธิบายว่า การบริหารเขื่อนปากมูลในปัจจุบันยึดหลักการสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ จากรายงานการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ในอดีตของกฟผ. คาดว่า เขื่อนปากมูลจะดำเนินการผลิตถึงปี 2585 เป็นอย่างน้อย และยังไม่มีคำตอบว่าจะยังคงเปิดดำเนินการหลังจากนั้นหรือไม่



“คนปากมูลเสียสละมากเหลือเกิน การเสียสละที่เขาไม่อยากเสียสละ” น้ำผึ้งกล่าว “ถ้าไม่มีประวัติศาสตร์ชุดนี้ คนไทยก็จะไม่เห็นคุณค่าของทรัพยากรรธรรมชาติและวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งเมื่อสูญเสียไปก็ยากที่จะเอากลับมาได้”

เมื่อธนาคารโลกหวนกลับมาประชุมที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง ชาวบ้านปากมูลรวมตัวกับนักกิจกรรมไทยแสดงจุดยืนชัดเจน ทั้งในงานนิทรรศการและบนท้องถนน สมปองร่วมกับเครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ (IMF) ประกาศในงานแถลงข่าวก่อนสัปดาห์การประชุมว่า การต่อสู้ของพวกเขานั้นเป็นมากกว่าการต่อสู้กับเขื่อนหนึ่งแห่ง “พวกเราคือขบวนประชาชนที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมและสู้กับผลลัพธ์ของแนวทางการพัฒนาที่ให้ทุน ตลาดและการเติบโตทางเศรษฐกิจมีอำนาจเหนือชีวิต”

ที่แม่น้ำมูล สมปองยังคงเฝ้าจับตารอคอยการเปิดประตูเขื่อนคอนกรีต เพื่อหวังว่าวันหนึ่ง เขื่อนจะเปิดประตูตลอดทั้งปี ให้แม่น้ำได้ไหลอย่างอิสระ เธอยังเชื่อว่าบ้านหัวเห่ว หมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนรุนแรงที่สุด “จะต้องได้รับการชดเชยมากที่สุด”

ไม่ว่าหลังจากนี้ไปจะมีการพัฒนารูปแบบไหนมาอีก หรือใครจะเป็นผู้ลงทุน สมปองเชื่อว่า ทุกโครงการจะต้องจะต้องตอบคำถาม 3 ข้อให้ได้เสียก่อนจะคิดออกแบบโครงการ “ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือใครที่จะมาลงทุน ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า ลงทุนเพื่ออะไร คุณมีเงื่อนไขอะไร แล้วประชาชนจะได้ผลประโยชน์หรือจะเสียผลประโยชน์จากสิ่งนี้”

https://hardstories.org/th/stories/environmental-justice/world-bank-pak-mun-dam-bangkok-thailand