https://www.facebook.com/tpbsnorth/posts/1479740997686884
ThaiPBS North
17 hours ago
·
อาบสารพิษ
.
ภาพเด็กๆชาวเมียนมา บ.ปงถุน จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา กำลังเล่นน้ำในแม่น้ำสาย
.
ตรงข้ามกัน บ.หัวฝาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) หรือ สคพ.1 เก็บตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำสาย ตรวจสอบหาสารพิษ
.
ผลการตรวจเบื้องต้นด้วย Test Kits พบสารหนูสูงเกินค่ามาตรฐาน 25 เท่า (0.25 มิลลิกรัม/ลิตร) ปกติไม่ควรเกิน 0.01 มิลลิกรัม/ลิตร
.
ผลการตรวจของ สคพ.1 แม่น้ำสาย 3 จุด ไม่เคยมีครั้งไหนที่ สารหนูไม่เกินค่ามาตรฐาน และยังไม่รวมการพบสารพิษอื่นๆ
.
สะท้อนปัญหาสำคัญ “เหมืองแร่” ต้นแม่น้ำสายยังปลดปล่อยสารพิษลงแม่น้ำสายต่อเนื่อง
.
ไม่เพียงสุขภาพของคนแม่สาย ชาวเมียนมาในลุ่มน้ำสายก็คงได้รับผลกระทบสารพิษไม่ต่างกัน
#แม่สาย #แม่น้ำสาย #เชียงราย #ThaiPBSNorth #ThaiPBS #ThaiPBSNews #เปิดประเด็นเป็นที่พึ่ง #ศูนย์ข่าวภาคเหนือ #ข่าวไทยพีบีเอส #ข่าวที่คุณวางใจ
.....
(ถาม Gemini)
หลักการพื้นฐานของกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศมีอะไรบ้าง
กฎหมายระหว่างประเทศจารีตประเพณีได้วางรากฐานกฎเกณฑ์ที่ควบคุมวิธีการที่ประเทศต่างๆ ต้องปฏิบัติต่อทรัพยากรน้ำร่วมกัน:
หลักการไม่ก่อให้เกิดอันตราย (Sic utere tuo ut alienum non laedas): หลักการนี้ได้มาจากหลักนิติศาสตร์ระหว่างประเทศที่สำคัญ รัฐมีหน้าที่ต้องรับประกันว่ากิจกรรมต่างๆ ภายในเขตอำนาจหรือการควบคุมของตนจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมของรัฐอื่นหรือพื้นที่นอกเขตอำนาจของประเทศ
หลักการที่ 21 ของปฏิญญาสตอกโฮล์ม (1972) และหลักการที่ 2 ของปฏิญญาริโอ (1992): ได้บัญญัติแนวคิดสองประการที่ว่า รัฐมีสิทธิอธิปไตยในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของตนเองตามนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบอย่างชัดเจนที่จะต้องรับประกันว่ากิจกรรมต่างๆ ภายในการควบคุมของตนจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมของรัฐอื่น
หลักการความระมัดระวังอย่างรอบคอบ: รัฐต้นน้ำคาดว่าจะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างรอบคอบในการควบคุมผู้ประกอบการภาคเอกชนและภาครัฐ (เช่น บริษัทเหมืองแร่) หากรัฐใดรัฐหนึ่งไม่ดำเนินการ ตรวจสอบ หรือบังคับใช้มาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมขั้นพื้นฐานเพื่อหยุดยั้งการปล่อยสารพิษ รัฐนั้นจะต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะในระดับนานาชาติ
การใช้ประโยชน์อย่างเท่าเทียมและสมเหตุสมผล: ตามกรอบการทำงานต่างๆ เช่น อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายการใช้ประโยชน์ทางน้ำระหว่างประเทศที่ไม่ใช่เพื่อการเดินเรือ (1997) รัฐต้นน้ำและปลายน้ำมีสิทธิเท่าเทียมกันในการใช้ทางน้ำระหว่างประเทศ แต่ต้องใช้สิทธินั้นในลักษณะที่เท่าเทียม สมเหตุสมผล และปกป้องระบบนิเวศทางน้ำ
และกรอบความร่วมมือทวิภาคีและระดับภูมิภาคเป็นอย่างไร
เนื่องจากศาลระหว่างประเทศอาจดำเนินการช้า มีค่าใช้จ่ายสูง และมีความขัดแย้งทางการเมือง รัฐต่างๆ จึงมักพึ่งพากรอบการทำงานเชิงสถาบันแบบทวิภาคีหรือระดับภูมิภาคที่มีโครงสร้างเพื่อป้องกันและแก้ไขข้อพิพาท:
คณะกรรมการแม่น้ำร่วม: ลุ่มน้ำร่วมหลายแห่งจัดตั้งหน่วยงานทวิภาคีถาวร (เช่น คณะกรรมการแม่น้ำโขง หรือคณะกรรมการน้ำทวิภาคี) หน่วยงานเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบทางเทคนิค ดำเนินการเก็บตัวอย่างคุณภาพน้ำร่วมกัน กำหนดเกณฑ์ร่วมกันสำหรับโลหะหนัก และจัดให้มีระบบเตือนภัยล่วงหน้าเมื่อเกิดการปนเปื้อน
ข้อผูกพันด้านขั้นตอน (การแจ้งและการปรึกษาหารือ): โดยทั่วไปแล้วสนธิสัญญาแบบทวิภาคีจะกำหนดว่า หากรัฐต้นน้ำวางแผนโครงการอุตสาหกรรม (เช่น เหมืองแร่ เขื่อน หรือโรงงาน) ที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ รัฐนั้นจะต้องแจ้งล่วงหน้าและแบ่งปันข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมกับรัฐปลายน้ำ
การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมร่วม (EIA): กรอบความร่วมมือทวิภาคีขั้นสูงกำหนดให้มีการปรึกหารือข้ามพรมแดน โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียปลายน้ำสามารถตรวจสอบแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์และแสดงข้อโต้แย้งก่อนที่จะอนุมัติโครงการที่อาจก่อให้เกิดมลพิษ
หากมีการฟ้องร้อง มี กรณีศึกษาสำคัญ อะไรบ้าง
A. คดีอนุญาโตตุลาการ Trail Smelter (สหรัฐอเมริกา กับ แคนาดา, ค.ศ. 1941)
บริบท: แม้ในเบื้องต้นจะเป็นเรื่องของมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนมากกว่าเรื่องน้ำ แต่คดีอนุญาโตตุลาการที่เป็นบรรทัดฐานสำคัญนี้ได้วางรากฐานหลักการสำคัญสำหรับกฎหมายสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนสมัยใหม่ทั้งหมด โดยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากโรงถลุงแร่ในแคนาดาได้แพร่กระจายข้ามพรมแดนเข้าไปในรัฐวอชิงตัน ส่งผลให้พืชผลและป่าไม้ได้รับความเสียหาย
คำวินิจฉัย: คณะอนุญาโตตุลาการได้วางหลักการสำคัญไว้ว่า "ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐไม่มีสิทธิ์ใช้หรืออนุญาตให้ใช้ดินแดนของตนในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อดินแดนของรัฐอื่น หรือต่อทรัพย์สินของบุคคลที่อยู่ในดินแดนนั้น ผ่านทางมลพิษทางอากาศ (ก๊าซพิษ)"
ความเกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องน้ำ: คดีนี้ได้วางหลักความรับผิดเด็ดขาด (strict liability) สำหรับความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน โดยสร้างบรรทัดฐานว่าประเทศที่อยู่ต้นน้ำไม่สามารถปล่อยให้มลพิษจากภาคอุตสาหกรรมหรือการทำเหมืองแร่แพร่กระจายข้ามพรมแดนไปโดยไม่มีการควบคุมได้
B. คดีโรงงานเยื่อกระดาษบนแม่น้ำอุรุกวัย (อาร์เจนตินา กับ อุรุกวัย, ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ค.ศ. 2010)
บริบท: อาร์เจนตินาได้ยื่นฟ้องอุรุกวัยต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) โดยโต้แย้งว่าการก่อสร้างและดำเนินงานโรงงานเยื่อกระดาษขนาดใหญ่บนแม่น้ำอุรุกวัยซึ่งเป็นแม่น้ำร่วมกันนั้น จะก่อให้เกิดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำและสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ
คำวินิจฉัย: ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้ชี้แจงประเด็นสำคัญสองประการของกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยแหล่งน้ำ ดังนี้:
พันธกรณีในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA): ศาลวินิจฉัยว่าภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศในปัจจุบัน มีข้อกำหนดทางกฎหมายที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ในกรณีที่มีความเสี่ยงว่าโครงการอุตสาหกรรมอาจส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญข้ามพรมแดนต่อแหล่งน้ำร่วมกัน
ความร่วมมือและการติดตามตรวจสอบ: แม้ในท้ายที่สุดศาลจะพบว่าอุรุกวัยไม่ได้ละเมิดมาตรฐานคุณภาพน้ำอย่างเป็นรูปธรรม (อ้างอิงจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่นำเสนอในขณะนั้น) แต่ศาลก็ได้ตำหนิอุรุกวัยอย่างรุนแรงในประเด็นการละเมิดพันธกรณีเชิงกระบวนการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่แจ้งให้ทราบและไม่ดำเนินการเจรจากับอาร์เจนตินาผ่านคณะกรรมาธิการบริหารร่วม (CARU) ตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น
C. สนธิสัญญาว่าด้วยแหล่งน้ำตามแนวพรมแดน ค.ศ. 1909 (สหรัฐอเมริกา และ แคนาดา)
กรอบการดำเนินงาน: ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของความสำเร็จในระดับทวิภาคี คือการบริหารจัดการแหล่งน้ำตามแนวพรมแดนระหว่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดา สนธิสัญญาปี 1909 ได้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างประเทศ (International Joint Commission หรือ IJC) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระกึ่งตุลาการ ประกอบด้วยกรรมการจำนวนเท่ากันจากทั้งสองประเทศ
วิธีการทำงาน: แทนที่จะรอให้เกิดการฟ้องร้องดำเนินคดี คณะกรรมการร่วมระหว่างประเทศจะตรวจสอบเหตุการณ์มลพิษ กำหนดเป้าหมายคุณภาพน้ำ และทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่มีผลผูกพันหรือให้คำปรึกษาเพื่อแก้ไขข้อพิพาทก่อนที่จะบานปลายกลายเป็นวิกฤตทางการทูต
สรุปสำหรับความท้าทายข้ามพรมแดน
เมื่อเผชิญกับมลพิษข้ามพรมแดนอย่างต่อเนื่อง (เช่น การปล่อยน้ำเสียจากการทำเหมืองต้นน้ำ) กฎหมายระหว่างประเทศให้สิทธิแก่ประเทศปลายน้ำในการเรียกร้องความโปร่งใส การตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกัน และการปฏิบัติตามหลักความระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกลไกการบังคับใช้ระหว่างประเทศขึ้นอยู่กับความยินยอมของรัฐเป็นอย่างมาก การแก้ไขปัญหาในระยะยาวจึงมักต้องมีการจัดทำสนธิสัญญาแบบทวิภาคี คณะกรรมการกำกับดูแลร่วม และข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลทางเทคนิคอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ผู้ก่อมลพิษต้นน้ำต้องรับผิดชอบ