วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 03, 2562

'น่าสังเกตุ' คดีพันธมิตรฯ บุกรุกทำเนียบเลื่อนอีกเพราะ 'ยะใส' ท้องเสีย


ท่ามกลางเสียงอึงคนึงเรื่องนายกฯ ของคณะยึดอำนาจใช้คำผรุสวาสขึ้น ‘กู-มึง’ ในการปาฐกถา เนื่องจากอารมณ์บ่จอยไปหน่อยเดียว (แต่บ่อย) ก็ปรากฏการตัดสินคดีที่ตอกย้ำความอยุติธรรมในสังคมออกมาอย่างน่าโพทธนาให้โลกรับรู้

วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ศาลฎีกากำหนดอ่านคำพิพากษาคดีแกนนำ พธม. ผู้ก่อม็อบบุกข้าไปยึดครองทำเนียบรัฐบาลก่อความเสียหาย โดยมุ่งหมายกดดันให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นออกจากตำแหน่ง

เหตุแห่งคดีเกิดระหว่างวันที่ ๒๖ สิงหาคม ถึง ๓ ธันวาคม ๒๕๕๑ ครอบคลุมตั้งแต่ก่อนนายสมัครถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พ้นตำแหน่ง และหลังจากที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้ารับตำแหน่งต่อ มีการปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ทำลายกุญแจ ทำลายแผงกั้น เข้าไปทำความเสียหายภายในบริเวณและในอาคารทำเนียบ

จำเลย ๖ คนล้วนแต่มีชื่อเสียงโด่งดังในการก่อม็อบประท้วงหลายครั้ง จนกระทั่งมีผู้ร่วมประท้วงเสียชีวิต ที่โดดเด่นคนหนึ่งจากระเบิดปิงปองซึ่งพบว่าพกพากันภายในบริเวณชุมนุม อีกคนจากระเบิดแสวงเครื่องติดตั้งภายในรถจี๊บที่ขับมุ่งสู่ที่ทำการพรรคการเมืองแห่งหนึ่ง

คดีนี้ศาลชั้นต้นตัดสินว่าจำเลยทั้ง ๖ คนมีความผิดฐานบุกรุกสถานที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๘, ๓๖๕ (อนุ ๒), ๓๖๒ และ ๘๓ พิพากษาจำคุกคนละ ๓ ปี ลดโทษให้เหลือ ๒ ปี เพราะให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา

ต่อมาจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ แม้ศาลจะเห็นว่าจำเลยมีความผิดจริงตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์กลับเห็นว่าโทษจำคุก ๒ ปี หนักไป ตัดสินใหม่ให้เหลือโทษจำเพียงคนละ ๘ เดือน แม้ไม่รอลงอาญา แต่จำเลยฎีกาต่อก็ไม่ถูกจำคุก

ในวันกำหนดอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา มีเหตุทำให้รูปคดีเปลี่ยนไปเล็กน้อย ศาลจำต้องเลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปถึงวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ เนื่องจากนายสุริยะใส กตะศิลา จำเลยคนหนึ่งไม่ไปศาล มีใบรับรองจากหมอว่าป่วย ‘ท้องเสีย’ และความดันโลหิตขึ้นสูง

จำเลยอีกคน นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งอยู่ในระหว่างถูกจำคุกในคดีฉ้อโกง ศาลเบิกตัวจากเรือนจำคลองเปรมมาฟังคำพิพากษา ได้แจ้งต่อศาลขอถอนคำร้องซึ่งยื่นไว้ก่อนหน้านี้ที่ต้องการถอนฎีกาของตน


จึงเป็นที่น่าสังเกตุสำหรับคนทั่วไปโดยไม่คำนึงถึงข้อกฎหมายว่า การที่นายสนธิยื่นขอถอนฎีกาไว้ก่อนหน้า คงจะเป็นเพราะเห็นว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ลดให้นั้นพอใจแล้ว ไม่เช่นนั้นหากศาลฎีกาพิพากษากลับให้โทษหนักขึ้นไปอีก จะเป็นการแส่หาเรื่องโดยใช่ที่

ครั้นถึงวันพิพากษากลับยื่นขอถอนคำร้อง ย่อมทำให้เกิดความเข้าใจได้ว่า จำเลยอาจมีญานพิเศษอะไรบางอย่างให้คาดเดาว่า ศาลฎีกาอาจจะพิพากษาให้นุ่มนิ่มไปกว่าเดิม โทษไม่รอลงอาญาอาจเปลี่ยนเป็นรอลงอาญา หรือว่ายกฟ้องเหมาไปทั้งหมดเลย

นั่นก็เป็นเรื่องคาดเดากันเอาตามประสาคนที่เคยเห็นศาลฎีกาไทยพิพากษาคดีคล้ายกันไม่เหมือนกันมาแล้ว มาครั้งนี้ศาล “เชื่อว่าจำเลยที่ ๖ (ยะใส) มีอาการป่วยจริง ทำให้ไม่สามารถมาฟังคำพิพากษาได้ และอนุญาตให้นายสนธิ จำเลยที่ ๒ ถอนคำร้องขอถอนฎีกาได้” ด้วยเช่นกัน 

ทั้งที่เมื่อสองวันก่อนหน้านี้ ยะใสยังมีสุขภาพปกติสามารถไปฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีเกี่ยวเนื่องกันได้ เมื่อศาลยกฟ้องทั้งกระบิ อ้างว่าเป็นการฟ้องซ้ำซ้อนในเหตุการณ์เดียวกันที่จำเลยถูกดำเนินคดีไปแล้ว ฐานบุกรุก

แม้คดีนี้เป็นการฟ้องตามมาตรา ๑๑๖, ๒๑๕ และ ๒๑๖ ของประมวลกฎหมายอาญา เกี่ยวกับการใช้กำลังประทุษร้าย ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง อันมีฐานความผิดต่างกับอีกคดี แถมยะใสมีการให้ความเห็นเสียด้วยว่า

“ศาลชี้ให้เห็นว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ แต่เหตุของความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากภายนอก นี่ก็เป็นพยานหลักฐานสำคัญที่นำมาต่อสู้ในทุกคดี”


ในความรู้สึกของคนมีญาติมิตรติดคุกหรือเสียชีวิตจากการชุมนุมเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่เมื่อปี ๒๕๕๓ซึ่งตลอดเวลา ๘-๙ ปีที่ผ่านมาได้แต่รันทดใจกับโชคชะตาที่ความยุติธรรมในบ้านเมืองเกิดกับคนสองฝ่ายไม่เหมือนกัน

อดสันนิษฐานไม่ได้ว่า ยะใสอาจมีญานสำนึกอะไรพิเศษบ้างอย่างที่คาดเดาเอาว่าสนธิมี ว่าการอ่านคำพิพากษาครั้งใหม่ของศาลฎีกาอาจจะคล้อยตามศาลอุทธรณ์ในอีกคดีก็ได้

โขงขุ่นแดงแฝงมัวสลัวเศร้า ดุจบอกเล่าดาวสามดวงร่วงถลา ด้วยมือมารด้วยคนพาลด้วยโจรา ข้ามโขงมาปลิดปลดซดชีวิน - ขอไว้อาลัยแด่ อาจารย์สุรชัย แซ่ด่าน คุณกาสะลอง และ คุณภูชนะ




Bussayaphat Hill โขงขุ่นแดงแฝงมัวสลัวเศร้า
ดุจบอกเล่าดาวสามดวงร่วงถลา
ด้วยมือมารด้วยคนพาลด้วยโจรา
ข้ามโขงมาปลิดปลดซดชีวิน

อีกสามดวงดาวดับในวันนี้
แต่จะมีอีกล้านดวงทวงความหวัง
เดือนจะดับดาวจะรุ่งจรุงรัง
ดาวเลิกหวังเห็นเดือนเพ็ญเย็นแสงงาม

เสียสละ เสียเวลา เสียชีวิต
ไม่เคยคิดย่นย่อทดท้อหนี
เมื่อหมู่ชนเพื่อนร่วมชาติขาดเสรี
ดาวจึงพลีแสงพร่างขวางทางปืน

ขอไว้อาลัยแด่ อาจารย์สุรชัย แซ่ด่าน คุณกาสะลอง และ คุณภูชนะ


Rampoey Kamdangdee Bussayaphat Hill น้ำตาไหลเลย

Bussayaphat Hill Rampoey Kamdangdee ค่ะตอนแต่งกลอนนี้ก็น้ำตาไหลเช่นกัน นอนไม่หลันตั้งแต่เริ่มเห็นศพโผล่แล้ว สงสารมาก เศร้าสลดมาก ดาวประชาธิปไตยทุกดวง “เลิกหวัง” ว่า”เดือนเพ็ญ”ส่องแสงเย็นใหพื้นหล้าได้แล้วค่ะ ดาวต้องร่วมกันเปล่งแสงเอง

...

3สหายRIP


...







https://www.facebook.com/100000942179021/videos/2493720380669343/


บทความของ Dr. Claudio Sopranzetti นักวิชาการชาวอิตาลี เคยทำวิจัย "มอเตอรไซค์​ เสื้อแดง" เขียนถึงการอุ้มฆ่าผู้ไม่เอาเผด็จการไทยทั้งห้าคนในลาว It's time we listened to the plight of Thai dissidents abroad



...



Thai activists' bodies found in Mekong River | Al Jazeera English

It's time we listened to the plight of Thai dissidents abroad

The gruesome deaths of two anti-royalist Thai activists should be a wake up call for the international community.



Bodies of two Thai anti-government activists, who disappeared in Laos in early December, were found in the Mekong River on December 27 [AP Photo]


By Claudio Sopranzetti
31 Jan 2019
Source: Al Jazeera


About a month ago, two bodies surfaced on the Thai bank of the Mekong River, in the province of Nakhon Phanom. The bodies were handcuffed, disembowelled and stuffed with cement to weigh them down.

Rumours started spreading immediately that they may belong to two of the three Thai activists who disappeared from Vientiane, the capital of Laos, on December 12, 2018. Last week the bodies were confirmed to belong to Chatchan "Phoo Chana" Boonphawal, 56, and Kraidet "Kasalong" Luelert, 47, close aides to more widely known republican activist Surachai Danwattananusorn, 76, who disappeared along with them and is still missing.

Whoever killed the activists was hoping that the cement in their stomachs would do its work and sink the bodies, and the memory of them, to the bottom of the river. Yet, as often happens, activists have a stubborn tendency to remain vocal, whether in life or in death.
A pattern of disappearances

The three men were not the first critics of the Thai monarchy to disappear under suspicious circumstances in Laos over the past two years. In June of 2016, Ittipon Sukpaen, aka DJ Sunho, went incommunicado at the outskirts of Vientiane, after he had risen to fame for a series of YouTube videos vocally criticising the monarchy and the ruling Thai military government.

A year later, Wuthipong Kachathamakul, 44, widely known as Ko Tee, the host of a famous anti-monarchic internet radio show, was abducted by 10 Thai-speaking men from his home in Vientiane, forced into a car and never seen again. Both of them had been accused, while in Thailand, of lese majesty - a charge directed at people who defame, insult, or threaten members of the Thai royal family that carries a prison sentence from 3 to 15 years. Both had fled the country to Laos after the Thai military took power in 2014.The similarities between their profiles and those of the three activists who were disappeared on December 12 are uncanny.

Surachai, Chatchan, and Kriadet have been vocal opponents of the Thai monarchy and members of Red Siam, a republican faction of the Red Shirts, the social movement that occupied a central commercial district in Bangkok in March 2010 and was dispersed by a military attack that left behind more than 90 dead nine weeks later. In 2011, Surachai was charged with lese majesty and condemned to 12 years and six months in jail, before being pardoned in October of 2013. Like the others, the three republicans ran away to Laos shortly after the 2014 coup and, since then, operated a number of popular online radio shows criticising Thai military and royal institution.

All five disappeared activists were adamant anti-monarchists, wanted in their homeland on charges of lese majesty. All five of them were refused refugee status in Europe, Japan, and Australia, despite continuous attempts. And all five refused to remain silent and used social media to amplify and disseminate their dissent from outside Thailand.

Many other activists with similar profiles are still in Laos and Cambodia, abandoned by an international community that refuses to see them as persons at risk because they already left their country.

Nonetheless, even though they are outside the official jurisdiction of Thai security forces, one question is keeping them up at night since the two bodies surfaced last week: Is there a Thai death squad operating abroad?
A new normal?

Thai authorities, as they have done for the previous two cases, deny any involvement in the forced disappearances of Surachai, Chatchan, and Kriadet. However, many signs point to an emerging agreement between Thailand and Laos on the fates of dissident Thai activists allegedly residing in Lagos.

Over the past four years, Thai Prime Minister General Prayut Chan-ocha has demanded time and again that Laos hand back Thai political fugitives, especially those accused of lese majesty, apparently without much luck. Yet, in a visit to Bangkok in April 2018, Lt General Souvone Leuangbounmy, chief-of-staff of the Lao People's Armed Forces, promised that his forces will help track down Thai activists who are believed to be in Laos.

Surachai, Chatchan, and Kriadet disappeared just three days before General Prayut's official visit to Laos, during which the two prime ministers signed multiplememorandums of understanding concerning transport, education, natural resources and energy, vital for Laos' growing economy.

While these may be just coincidences, among Thai political activists in exile there seems to be little doubt that the military government is somehow connected to the forced disappearances and that these brutal tactics are part of a new gameplan to silence dissidents, both inside and outside Thailand. Suda Rangkupan, a former professor of linguistics who fled after the coup, commented in a private Facebook communication that "these extrajudicial killings are replacing the use of lese majesty in this new royal regime".

"Lese-majesty cases have been attracting too much attention, both internally and internationally," she explained. "Instead of arresting us, killing us may be a better way to stop us from talking about regime change, republic, and freedom of speech."

General Prayut's regime is not new to "creative" forms of repression that aim at reducing national and international scrutiny while continuing to target activists. Especially since the effective rise to power of the new King Vajiralongkorn in 2017, the number of lese-majesty cases has decreased steadily - there were none in 2018. In their place, the Computer Crime Act and charges of sedition have been used extensively to silence anti-royalist activists without attracting the same international attention directed at lese majesty cases.

However, none of these measures works outside the national borders, from where activists like Surachai and Ko Tee broadcast their voices. Forced disappearance seem to provide the answer the Thai military government has been seeking, but this move may well backfire.

Bodies, over time, have a tendency to be found - sometimes even cement fails to keep them hidden, as last month's incident proved. The question with which those swollen bodies haunt us is simple: How many more of them will need to pile up before we start paying attention?


The views expressed in this article are the author's own and do not necessarily reflect Al Jazeera's editorial stance.

Claudio Sopranzetti is a fellow of All Souls College, Oxford University.

"กาละเหวย กาละวา" ซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุด จาก"พลเมืองโต้กลับ" เฉลิมฉลองต้อนรับเลือกตั้ง 62 ที่รอคอยมาแสนนานนนนนนนนน...




"กาละเหวย กาละวา"
ซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุด จากเรา พลเมืองโต้กลับ
รับชม MV แล้ว อย่าลืมมาฟังกันสดๆที่คอนเสิร์ตรวมเพลง พลเมืองโต้กลับ ตอน "กาละเหวย กาละวา"
เฉลิมฉลองต้อนรับเลือกตั้ง 62 ที่รอคอยมาแสนนานนนนนนนนน

วันอาทิตย์ ที่ 3 กุมภาพันธ์นี้ บ่ายโมงเป็นต้นไป
ณ หอประชุมเล็ก ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
งานนี้ฟรี!!!!! แล้วเจอกันจ้า

...

ลิงค์

ระบบลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ทางอินเทอร์เน็ต 

เปิดให้ลงทะเบียนในวันที่ 28 มกราคม 2562 เวลา 0.00 น.
ปิดรับลงทะเบียนในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 24.00 น.

https://election.bora.dopa.go.th/ectabroad/


นสพ. นิวยอร์กไทมส์บรรยายคนอยู่กรุงเทพฯ ตายหยั่งเขียด ! สรรพสัตว์ทั้งหลายวิ่งเพล่นพล่าน แมลงสาบ หนูตัวเท่าแมว งูหลามโผล่ในโถส้วม ฯลฯ” ไม่นับมลพิษนะ 555😂😭😭😷😷


คนเค้าไม่ได้เกลียดทหาร แต่เกลียดรัฐบาลทหาร ทำอะไรไม่เป็น ออกๆไปเหอะ





Chaturon Chaisang

ขอรับคำท้านายกฯ ไปนั่งอยู่ชายแดนด้วยกัน

พลเอกประยุทธ์น่าจะเข้าใจผิดอะไรเอามากๆที่ไปกล่าวในการเปิดงาน “อนาคตไทย อนาคตเรา” แล้วบอกว่าเกลียดทหารให้ไปอยู่ชายแดน “คนที่ไม่ชอบทหาร ให้ไปอยู่ชายแดนกับผมหน่อยเถอะ” พลเอกประยุทธ์ยังบอกด้วยว่าถ้าไม่มีทหาร เวลาเกิดภัยพิบัติ ใครจะไปช่วย

พลเอกประยุทธ์ไปจับแพะชนแกะยังไงก็ไม่ทราบถึงได้เน้นเรื่องคนเกลียดทหาร ความจริงคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เกลียดทหาร ที่ได้ยินหนาหูทุกวันนี้มีแต่เกลียดรัฐบาลทหาร ซึ่งพูดกันทั่วและก็เป็นการใช้คำมาตรฐานอยู่ (military government)

ความหมายก็คือรัฐบาลคสช.นี่แหละที่คนเขารู้ว่ามาจากทหารคือผู้นำกองทัพยึดอำนาจแล้วปกครองประเทศ แล้วก็ทำความเสียหายยับเยินโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจจนคนเดือดร้อนกันไปทั่ว เขาก็เลยไม่ชอบรัฐบาลทหาร

ถ้าไม่เชื่อ พลเอกประยุทธ์ก็ลองโดดลงสมัครเป็นนายกฯเสียเร็วๆ แล้วก็ลาออกจากตำแหน่งนายกฯเสีย จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปก็ได้ แต่ต้องทำตัวเป็นรัฐบาลรักษาการคือไม่ใช้อำนาจไปช่วยพรรคการเมืองที่สนับสนุนตนเอง แล้วดูซิว่าประชาชนยังจะสนับสนุนให้เป็นหัวหน้ารัฐบาลทหารต่อไปหรือไม่

ส่วนที่บอกว่าใครไม่ชอบทหารให้ไปอยู่ชายแดนกับตนนั้น ผมไม่เข้าข่ายจะรับคำท้าเพราะผมไม่ได้เกลียดทหาร เพียงแต่ไม่ชอบการที่ทหารทำนอกหน้าที่ มายึดอำนาจปู้ยี่ปู้ยำประเทศอย่างทุกวันนี้

แต่ก็จะขอรับคำท้าพลเอกประยุทธ์สักที ผมยินดีจะไปอยู่ชายแดนกับพลเอกประยุทธ์ แบบไม่ต้องเอาทหารหรือใครไปเป็นเพื่อนเลย ชายแดนตรงไหนก็ได้ ให้เลือกมา ผมจะพิสูจน์ให้เห็นว่าชายแดนไทยทุกวันนี้ไม่ได้อันตรายอะไรเลย เพื่อนบ้านก็ดีกับเราทั้งนั้น ไปอยู่ชายแดนผมจะไปพูดคุยถึงการร่วมมือทำมาค้าขายและการลงทุนให้ดูครับ

อย่ามาอ้างเรื่อยเปื่อยเพื่อลดความไม่พอใจต่อรัฐบาลทหาร หากจะลดความไม่พอใจต่อรัฐบาลทหารมีทางออกง่ายนิดเดียวคือให้ทหารที่มาเป็นคสช.กันอยู่กลับกรมกองไป และทหารที่มาเป็นรัฐบาลก็กลับไปอยู่บ้านเลี้ยงหลานกันเสีย ภาพพจน์ของทหารก็จะดีขึ้นครับ

...




นักเลงกระจอก.. ออกปากท้าทายเอง คนจริงเขาก็มา ไปจับเขาทำไม -- น้องๆนักศึกษาที่ทำกิจกรรมอ่านจดหมายเชิญประยุทธ์ออกวันนี้ ถูกพาตัวไปตั้งข้อหาขัด พรบ.ชุมนุมฯ







น้องๆนักศึกษาที่ทำกิจกรรมอ่านจดหมายเชิญประยุทธ์ออกวันนี้ ถูกพาตัวไปตั้งข้อหาขัด พรบ.ชุมนุมฯ ที่สน.ดุสิตค่ะ
#มึงมาไล่ดูสิ #24มีนาจับปากกาฆ่าเผด็จการ

พริษฐ์ ชิวารักษ์ (รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์) ธนวัฒน์ วงค์ไชย (รัฐศาสตร์ จุฬาฯ) ประธานและประธานยุทธศาสตร์ สหภาพนักเรียนนักศึกษาแห่งประเทศไทย ถูกนำตัวไปสน.ดุสิต ภายหลังทำกิจกรรมอ่านจดหมายเชิญประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่ง เพราะไม่ต้องการให้เกิดความไม่เป็นธรรมในสนามเลือกตั้งจากความได้เปรียบจากสถานะหัวหน้ารัฐบาลที่มีอำนาจเต็มบวกอำนาจตามม.44 ในฐานะหัวหน้า คสช. ภายหลังพรรคพลังประชารัฐเทียบเชิญให้เป็นผู้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

คาดว่าเจ้าหน้าที่จะตั้งข้อหาขัดพรบ.การชุมนุมสาธารณะ มาตรา 10 เนื่องจากไม่ได้แจ้งการชุมนุมล่วงหน้า

(ขอบคุณภาพจากพี่ปู พลังมด)
——————-
เนื้อหาจาก “จดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ”

เรียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นับตั้งแต่มีการประกาศพระราชกฤษฏีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา รัฐบาลทหารยังคงมีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ ซึ่งสามารถอนุมัติงบประมาณที่มีผลผูกพันไปยังรัฐบาลชุดหน้า อนุมัติงบประมาณไปในการหาเสียง อนุมัติโยกย้ายข้าราชการประจำ ออกกฎหมายได้ และใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อให้เกิดผลในการเลือกตั้งได้

อีกทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงถืออำนาจเด็ดขาด ซึ่งสามารถใช้ทำอะไรก็ได้และไม่มีความผิดใดๆ ตาม ม.265 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 อันสามารถส่งผลต่อความได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2562 และยังสามารถใช้ในการเลื่อนการเลือกตั้ง ล้มการเลือกตั้ง และลิดรอนสิทธิ เสรีภาพ ของประชาชนได้อยู่เสมอ

ปรากฏการณ์เช่นนี้ เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย ที่รัฐบาลจะไม่ปรับสภาพเข้าสู่ความเป็น “รัฐบาลรักษาการณ์” อันเป็นการจำกัดอำนาจของรัฐบาลในช่วงที่มีการเลือกตั้ง ในทางตรงกันข้าม กลับมีการใช้อำนาจและกลไกของรัฐอย่างเต็มรูปแบบ ที่ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้ง

พฤติกรรมดังกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงสุ่มเสี่ยงทำให้การเลือกตั้งเกิดความไม่เสรีและไม่เป็นธรรม แล้วอาจทำให้ผลการเลือกตั้ง ไม่สะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน

เราจึงขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “ลาออก” จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ทันทีที่ท่านตกลงรับเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในบัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐ เพื่อไม่ให้เกิดการใช้อำนาจเต็มและเด็ดขาดของท่าน สร้างความได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้ง จนทำให้การเลือกตั้งนั้นเกิดความไม่เสรีและไม่เป็นธรรม

เราขอยืนยันว่า การเลือกตั้งต้องเสรีและเป็นธรรมเท่านั้น จึงจะสามารถสะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยได้ หาใช่เป็นเพียงพิธีกรรมในการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ และมันสามารถเริ่มต้นได้ด้วยการลาออกของ พล.อ.ประยุทธ์

เราหวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศ มากกว่าอำนาจของตน และให้สมกับความประสงค์ของท่าน ที่เคยกล่าวไว้ว่า “ผมอยากจะลาออกทุกวัน ไม่ได้อยากอยู่เกินแม้แต่วันเดียว”

ด้วยความไม่เคารพในสิ่งที่ท่านทำตลอด 5 ปีที่ผ่านมา


Bow Nuttaa Mahattana

Sirichai Boonprasat ออกปากท้าทายเอง คนจริงเขาก็มา ไปจับเขาทำไม..นักเลงกระจอก

...




รวมวาจาหัวร้อน “ประยุทธ์” ฟิวส์ขาด





รวมวาจาหัวร้อน “ประยุทธ์” ฟิวส์ขาด สบถหยาบดุเดือดบ่อย เคยเปรยใครด่าชกปาก

“มึงมาไล่ดูสิ” ประโยคสั้นๆ แต่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วอาณาจักร หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวช่วงท้ายของการแถลงผลงาน 4 ปีรัฐบาลว่า “...อย่าไปไล่ล่ากันมากนัก พอไล่คนนี้แล้วลาออก แล้วเดี๋ยวมาไล่นายกฯ ออก ก็กฎหมายว่าอย่างนี้ มึงมาไล่ดูสิ ไล่ให้ได้สิ ผมไม่ท้าทาย แต่ไม่ออก...”

ทีมข่าวเจาะประเด็น ไทยรัฐออนไลน์ รวมประโยคเด็ดเผ็ดๆ ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทำคนไทยฟังแล้วแสบหู ถึงกับร้องอู้หู ทำไมนายกฯ พูดออกมาได้...

ประยุทธ์ฉุน-แบ่งเขต ด่ากราดจะตายห่ากันหรือไง (30 พฤศจิกายน 2561)
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวช่วงหนึ่ง ระหว่างเป็นประธานประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งที่ 5/2561 ซึ่งมีการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก "สภาพัฒน์" ถึงการแบ่งเขตเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

"...สื่อที่อยู่ข้างนอกก็ถามกันอย่างเดียว เรื่องการแบ่งเขต แม่งจะตายห่ากันให้หมดหรืออย่างไร ก็ไม่รู้กับไอ้เรื่องซังกะบ๊วยพวกนี้...” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

“ประยุทธ์” ด่าคอลัมนิสต์เก่งนักมึงมาบริหาร! (25 มี.ค.2558)
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางเยือนประเทศบรูไน โดยมีสีหน้าเคร่งเครียดและแสดงอารมณ์โกรธและโมโหตลอดระยะเวลาการให้สัมภาษณ์ รวมทั้งได้มีการเตรียมเอกสารเพื่อชี้แจงต่อผู้สื่อข่าวโดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์มีอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรงถึงขนาดบางช่วงเสียงสั่น และมีการโยนเอกสารใส่ผู้สื่อข่าว โดยการให้สัมภาษณ์วันนี้ใช้เวลาทั้งสิ้นรวม 23 นาที

“อะไรกันนักหนา ผมไม่เข้าใจ จะต้องเมื่อนี่เมื่อนั่น โดยเฉพาะของผู้จัดการ เปิดอ่านดูไม่ได้สักหน้าหนึ่ง เป็นบ้ากันไปหรืออย่างไร เขียนอะไรไม่รู้กันทุกวัน จะเอาอะไรกันนักหนา เก่งนักหนา มึงมาบริหารงานมา มาเป็น ส.ส.เลย ไอ้ชัชวาลย์ (ชาติสุทธิชัย คอลัมนิสต์) ไอ้โสภณ (องค์การณ์ คอลัมนิสต์) พวกนี้ รัฐบาลนี้พูดจาแบบนี้จะว่าผมก็ว่ามา ยังไงก็รับอยู่แล้ว แต่ผมเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เป็นนายกฯ ที่ไม่ใช่มนุษย์ ก็มีจิตใจ มีชีวิตและจิตใจ” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

“ประยุทธ์” ฟิวส์ขาด ให้สัมภาษณ์ดุเดือด สบถหยาบ "ไอ้ห่า ไอ้บ้า ขี้ข้า ทำไมวะ" (29 มกราคม 2558)
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ทยอยเรียกนักการเมืองเข้ามารายงานตัว

“...ถ่ายรูปได้อย่างไรผมก็ชี้นิ้วของผมไปเรื่อย ไอ้ห่า ถ่ายออกมาดีๆ ดันไปถ่ายผมชี้นิ้วอย่างนั้นอย่างนี้นี่แหละที่เขาบอกว่าจิตใจมันต่ำ ด่าที ไม่กลัวหรอกจะด่าแบบนี้ จะทำไม" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดการให้สัมภาษณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ ในวันดังกล่าว เป็นไปอย่างดุเดือดและมีการพูดคำสบถหลายคำทั้ง ไอ้ห่า ขี้ข้า บ้า ทำไมวะ พร้อมสีหน้าที่ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็พยายามจะบอกว่าที่เสียงดังนั้นไม่ได้โมโหแต่อย่างใด

“ประยุทธ์” ฉุน หลุดสบถ "โง่ เฮงซวย" (25 มีนาคม 2558)
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางเยือนบรูไนถึงกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำคนเสื้อแดง ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหตุระเบิดหลายครั้งที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเองว่า

"ก็มันโง่ไง แล้วพวกเธอไปโง่ตามเขาหรือเปล่า รัฐบาลและผมจะทำไปเพื่ออะไร คิดดูสิด้วยความเป็นมนุษย์ ฉันมาฉันไม่ต้องการให้เกิดเรื่องแบบนั้นแล้วฉันจะมาทำเองทำไม เพื่อที่ฉันอยากจะอยู่อย่างนั้นหรือ" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

เมื่อถามว่า การออกมาพูดเช่นนี้จะมีการห้ามปรามอะไรหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่สนใจ เมื่อถามต่อว่า จะเรียกมาปรับทัศนคติอีกครั้งหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ไม่สนใจเรียกมาแล้วหลายครั้ง แล้วพอเรียกมาจะอย่างไร พอไม่ปล่อยก็หาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนก็แค่นี้ เฮงซวยพวกนี้".

“ประยุทธ์” ปรี๊ดขั้นสุด! ขู่พวกด่าไม่หยุด จะชกปาก! (24 ก.ค.2561)
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เดินทางไปสวนสัตว์อุบลราชธานี เพื่อพบประชาชน และมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในพื้นที่เป้าหมายการจัดการที่ดินทำกินให้ชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2

“ที่วิจารณ์ว่าจะต่ออำนาจ จะขยายเวลาต่อ ถามว่าผมได้อะไรกลับมา ทำไมต้องให้คนมาด่า 4 ปีที่ผ่านมา ที่ทรมานเพราะอ่านหนังสือพิมพ์และดูโทรศัพท์ วันนี้เลิกอ่านแล้ว ใครด่าก็ชกปากแล้ว ผมไม่เคยทำร้ายใคร ก็มีสิทธิ์ไม่ให้ใครมาเหยียบย่ำได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

“ประยุทธ์” ยัวะพวกวิจารณ์ซื้อยาง “แล้วจะให้กูทำยังไงวะ” (12 ม.ค.2559)
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำ

“1. ท่านบอกให้ผมไปทำถนน 2. ท่านบอกประโยชน์น้อย 3. ใช้งบประมาณเปลือง แล้วจะให้กูทำยังไงวะ ปัดโธ่ กระทรวงมหาดไทยจะทำถนนเส้นทางในหมู่บ้านก่อน พอแล้ว ผมขี้เกียจตอบคุณ ต่อไปนี้ผมจะตอบแต่นโยบายอย่างเดียว ผมสั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ไปถามเขา” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

แม้ว่า นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย จะฉุนและหัวร้อนอยู่บ่อยครั้ง
แต่ท่านผู้นำก็มักจะจบลงด้วย “คำขอโทษ” พร้อมเหตุผล “คนเราก็มีอารมณ์โกรธ”
ฉะนั้น คนไทยจึงได้ยิน คำขอโทษ ขอโทษ และขอโทษ ออกจากปากนายกรัฐมนตรีของเราจนคุ้นชิน

ที่มา : ไทยรัฐออนไลน์
https://www.thairath.co.th/content/1485670


การเมืองไทย ในกะลา

...





วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 02, 2562

เค้าขอโทษแล้วนะ ตะเอง ปากพาไปซ้ำซากส่อวุฒิภาวะต่ำตม


เค้าขอโทษแล้วนะ ตะเอง ‘I-Tube 4.0’ พูดใหม่ตอนได้ปลื้มหลังจากอดีตสี่รัฐมนตรีที่ให้ไป ‘run’ (ดำเนินงาน) พรรคประชารัฐแบกเทียบมาเชิญเป็นอันดับ ๑ ในรายชื่อนายกรัฐมนตรีของพรรค

“ขอโทษที่เมื่อเช้าพูดจาไม่ดีไปหน่อย บางทีก็เผลอไผลไปบ้าง ก็ไม่ใช่ทุกคนหรอก ไม่ได้หมายถึงทุกคน แต่คนไม่ดีมันมีอยู่ไง เพียงแต่อารมณ์มันก็ขึ้นไปบ้างนะ” แน่ะปากไม่ดีโทษชีโทษสงฆ์ไหมล่ะ

อันนั้น วาสนา นาน่วม บรรยายว่า “นายกฯใช้โอกาส ที่เจอหน้าสื่อ ที่เป็นตัวแทนขึ้นไปทำข่าว ทีม พรรคพลังประชารัฐ มาเข้าพบเพื่อทาบทามให้เป็นนายกรัฐมนตรีของพรรค ที่ห้องสีม่วงบนตึกไทยคู่ฟ้า”

แต่กว่าจะได้ขอโทษภายในวันเดียวกันก็เถอะ เรื่องมันไปไกลมากแล้ว บนหน้าทวิตเตอร์ติดอันดับสูงสุดคนอ่านรับรู้คำบริพาษของนายกรัฐมนตรีไทยที่มาจากการยึดอำนาจรัฐบาลจากการเลือกตั้งชอบธรรม เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เห็นวุฒิภาวะต่ำตมของหัวหน้า คสช.

กระนั้นก็ยังมีคำชมชื่นจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ปิดท้ายการเสนอรายการ ‘เฮียฉุน’ ชอบ ‘หัวร้อน’ ด่าออกสื่อตั้งค่าสาธารณะอยู่เป็นประจำ ว่าถึงแม้ทั่นจะทำอย่างนั้นบ่อยครั้ง ทั่นก็ยังไม่วายหันกลับมาขอโทษพร้อมข้ออ้างทางพระ

“คนเราก็มีอารมณ์โกรธ” ไทยรัฐจึงได้บันทึกว่า “คนไทยจึงได้ยิน คำขอโทษ ขอโทษ และขอโทษ ออกจากปากนายกรัฐมนตรีของเราจนคุ้นชิน” เพราะว่าไอ้ที่แกหลุดออกมาไม่ได้แค่ครั้งสองครั้ง แต่รวมเบ็ดเสร็จทั้งสิ้น ๗ คราวแล้วเรา

ย้อนศรจากครั้งล่าสุดวันที่ ๑ กุมภา ปีนี้ ไปหาครั้งก่อน ๓๐ พฤศจิกา ปีที่แล้วตอนเป็นประธานประชุมยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งที่ ๕/๒๕๖๑ พูดถึงสื่อเซ้าซี้ถามเรื่องแบ่งเขตเลือกตั้ง “แม่งจะตายห่ากันให้หมดหรืออย่างไร ก็ไม่รู้กับไอ้เรื่องซังกะบ๊วยพวกนี้...”
 
ย้อนต่อไปตอนปลายๆ เดือนกรกฎา ๖๑ ตอนนั้นปรี๊ดขั้นสุดๆ ไปที่สวนสัตว์อุบลฯ พอดี บ่นเรื่องโดนสื่อวิจารณ์มาก เลยเลิกอ่านหนังสือพิมพ์ (ประชด) แล้วก็โพล่งออกมา “ใครด่าจะชกปาก” ก็โอเคไม่ได้ชกจริงๆ แม้จะมีคนด่าทั่วเมือง

แต่เมื่อตอนต้นปี ๕๙ ราวกลางเดือนมกรา ตอบคำถามสื่อเรื่องแก้ปัญหาราคายาง “ท่านบอกให้ผมไปทำถนน...ท่านบอกประโยชน์น้อย ใช้งบประมาณเปลือง แล้วจะให้กูทำยังไงวะ” นั่นไม่ใช่เป็นการออกมึงกูครั้งแรกของทั่นนะ

ถอยกลับไปอีก ๑ ปี เดือนมีนา ๕๘ ปลายเดือน วันที่ ๒๕ วันเดียวเล่นสองรายการ เห็นนักข่าวกระซิบกันว่า “แม่งอารมณ์บูดตั้งแต่เช้า” เวอร์ชั่นของไทยรัฐระบุว่า “มีอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรงถึงขนาดบางช่วงเสียงสั่น และมีการโยนเอกสารใส่ผู้สื่อข่าว”

เกี่ยวกับคอลัมน์วิจารณ์ต่างๆ “อะไรกันนักหนา...เปิดอ่านดูไม่ได้สักหน้าหนึ่ง เป็นบ้ากันไปหรืออย่างไร เก่งนักหนา มึงมาบริหารงานมา มาเป็น ส.ส.เลย” ส่วนอีกเรื่องเนื่องจากเกิดเหตุบึ้มกลางเมืองหลายครั้ง แล้ว ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เหน็บว่าสร้างสถานการณ์หรือเปล่า

เท่านั้นแหละ พอนักข่าวถามจริงไหม ทั่นหัวหน้าใส่อารมณ์ “ก็มันโง่ไง...ฉันจะมาทำเองทำไม เพื่อที่ฉันอยากจะอยู่อย่างนั้นหรือ” แค่นั้นไม่พอ โดนนักข่าวแซะว่าจะเรียกมาปรับทัศนคติมั้ยทั่น “ไม่สนใจเรียกมาแล้วหลายครั้ง...พอไม่ปล่อยก็หาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนก็แค่นี้ เฮงซวยพวกนี้”

และเมื่อมกราคม ๒๕๕๘ ตอนปลายๆ เดือน พี่แกฉุนสื่ออีกแหละที่มีรูปชี้นิ้วปลิวว่อนเว็บ เลยโขกซะ “ไอ้ห่า ถ่ายออกมาดีๆ ดันไปถ่ายผมชี้นิ้วอย่างนั้นอย่างนี้นี่แหละที่เขาบอกว่าจิตใจมันต่ำ ด่าที ไม่กลัวหรอกจะด่าแบบนี้ จะทำไม”


มันเขาละ ปากพาไปของทั่นผู้นัมพ์เป็นบุคคลิกภาพซ้ำซากที่เดี๋ยวนี้ชาวประชาเห็นเป็นเรื่องโปกฮา อย่าได้ซีเรียสกับมันเป็นอันขาด อาจมีเล่ห์กลซ่อนเร้นได้ ดังที่ Oak Panthongtae‏ @oak_ptt ชี้แนะ

“จะท้าทายอย่างไรเราอย่าได้หลงกลออกไปไล่เขา เราทนกับคำพูดแบบนี้กันมาเกือบ ๕ ปีแล้ว เหลือเวลาอีกเพียง ๕๑ วัน ทดสอบความอดทนกันอีกนิด ท่องเอาไว้ ‘ยังไงก็ต้องเลือกตั้ง’ อย่าให้เขาเอาประเด็นความวุ่นวายมาอ้างได้อีก ๒๔ มี.ค. บอกลาเผด็จการ เดินหน้าปชต. #ไปต่อไม่รอแล้วนะลุง”

เฮียตู๊บของขึ้นอีกแล้ว คราวนี้หลุด "มึงมาไล่กูสิ"

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหาร และกำลังจะรับเทียบเชิญของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีสี่รัฐมนตรีในรัฐบาลของตนเป็นหัวหน้า รองหัวหน้า เลขาฯ และโฆษกพรรค ขึ้นโพเดี้ยมแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ

โดยกล่าวถึงเหตุผลที่ตนไม่ยอมลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเข้าสู่ระบบเลือกตั้งอย่างสง่างาม ในตอนหนึ่งของคำแถลง พล.อ.ประยุทธ์หลุดถ้อยคำบริภาษณ์ออกมาว่า 

“อย่าไล่ล่ากันมากนัก เดี๋ยวจะไล่ล่าลัทธิออก เดี๋ยวจะไล่นายกฯ ออก ก็กฎหมายเขาว่าอย่างนี้ มึงมาไล่กูสิ ไล่สิ ไล่ให้ได้สิ ผมไม่ท้าทาย แต่ผมไม่ออก”


วีรนันต์ กัณหา ผู้สื่อข่าวว้อยซ์ทีวีได้ทวี้ตข้อความพร้อมคลิปสั้นว่า "ฟังไม่ผิดใช่มั้ย? "มึงมาไล่กูซิ"

(https://twitter.com/i/status/1091221823822254081)

มีคนเข้าไปตอบและคอมเม้นต์จำนวนมาก

@Cartoon2465 ตอบว่า "ฟังไม่ผิดหรอกครับ ภาษาสถุนมาก ต่ำตมสุดๆ นี่แหล่ะคำพูดของนายกยุค 4.0" ขณะที่ @NMiiol บอก "คงต้องรบให้มีม๊อบ มีการนองเลือดแน่ เหตุการณ์ 14 ตุลา กำลังจะคืนย้อนกลับมา" 

ด้าน @bigapiruk แค่สงสัย "ไหนว่าปีใหม่จะปรับปรุงเรื่องอารมณ์​ 24มีนาอย่าเลือกพปชร.นะเดี๋ยว​มันกลับมาด่าเราอีก" @dgjZYk39JHMomP3 เลยเสริม "พรรคใหนก็ช่างที่หนับหนุนลุงตู่เปนนายยกอย่าไปเลือกมัน"

ส่วน @saraw10j ชี้ "บอกกฏหมายเค้าเป็นแบบนี้ ก็กลุ่มตัวเองเขียนไง คนส่วนใหญ่อ่ะไล่แล้วฟังใครเค้าบ้าง" จึงทำให้ @talk1081009 ฟันธง "ทำไมเราต้องปล่อยให้คนๆ นึงยืนด่าประชาชนอย่างเราซ้ำไปซ้ำมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราเป็นประชาชน (ไม่) จำเป็นต้องเลือกแล้วครับ"

สำหรับ @tong_kl แค่บอกว่า "ความไร้ยางอายเป็นสิทธิส่วนบุคคล เอาที่ลุงสบายใจเลย" แต่ @CfanCl เห็นไกลไปกว่านั้น เตือนให้ "ระวังสุนัขดุ"

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 01, 2562

'ลงทะเบียนเลือกตั้งไม่ได้' ประชาชนไทยในอเมริการุ่นตราครุฑบ่นถึงสถานทูตและ กกต. รุ่นไอที


เอาแล้วสิ คุณป้าประชาธิปไตยไทยในอเมริกาบ่น ลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรไม่ได้ เพราะมีบัตรประชาชนรุ่นตราครุฑ ไม่ได้ฝังชิป ร้องถึงเอกอัคราชทูตที่กรุงดีซี “รบกวนขอความกรุณาให้ความกระจ่าง”

ผู้ใช้นาม ‘เสียงจากคนไทยนอกราชอาณาจักร’ เขียนจดหมายเปิดผนึกผ่านหน้าเฟชบุ๊คของ Red USA - Thai Voice International อ้างว่า “รัฐบาลใช้กลยุทธ์ตัดสิทธิ์ประชาชนรุ่นอาวุโสในอเมริกาและนอกราชอาณาจักร เพราะคนกลุ่มนี้เป็นฐานเสียงฝ่ายต่อต้านรัฐประหารในสหรัฐ”

ข้อเขียนร้องเรียนระบุว่า “ไม่สามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้ในครั้งนี้” แต่ได้เคยใช้สิทธิมาแล้วทุกครั้งนับแต่ ค.ศ.๒๐๐๐ ถึง ๒๐๑๔ ทว่าระเบียบการลงทะเบียนเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรครั้งนี้ กำหนดเรื่อง “เลขสิบตัวหลังบัตรประชาชนด้วย

มิใช่แค่เลขสิบสามตัวหน้าบัตรเท่านั้น แม้แต่ในแบบคำร้องขอลงทะเบียนซึ่งจะส่งทางเมลอากาศ ต้องกรอกเลขสิบตัวเพิ่มขึ้นจากสมัยก่อน” เท่ากับว่ายุคนี้ “ต้องยืนยันสองทบ คือยืนยันตนด้วยบัตร และยืนยันบัตรด้วยชิป

คุณป้าที่อ้างเป็นตัวแทน “คนไทยกลุ่มสูงวัย จำนวนมิใช่น้อยในสหรัฐฯ” ซึ่งยังใช้บัตรประชาชนแบบเก่ากันอยู่ “จึงยืนยันบัตรไม่ได้ด้วยเลขหลังบัตรไม่มีค่ะ แต่มีสำเนาหนังสือเดินทางเดินทางที่ยังใช้งานได้ค่ะ จะสามารถยืนยันการใช้สิทธิลงทะเบียนเพื่อเลือกตั้งได้ไหม”

ผู้ร้องเรียนรายนี้เล่าว่าได้พยายามสอบถามผ่านทางหน้าเฟชบุ๊คของสถานกงสุลใหญ ณ นครลอส แองเจลีส เจ้าหน้าที่ไม่สามารถให้คำตอบได้ “จึงบ่ายเบี่ยงเฉียงเฉเกี่ยงงอนให้ใช้การโทรศัพท์เข้าไปที่ศูนย์แอลเอ แต่เผอิญเรื่องนี้เป็นประเด็นของสาธารณะ ควรจะมีคนตอบชัดเจนทางหน้าจอได้” เธอชี้

ผู้เขียนยังส่งสาส์นถึง กกต.ในกรุงเทพฯ ด้วยว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้มีความหมายกับคนไทยใกล้สิ้นชีวิตในอเมริกามากจริงๆ ถ้ายังมีหนทางปรับระบบให้ผู้ถือบัตรรุ่นตราครุฑเลือกตั้งได้ อย่าปิดกั้นเสียงคุณตาคุณยาย ที่รักประชาธิปไตยเลยค่ะ”

เธอไม่ได้สาปแช่ง แต่เตือนว่า “ระวังกรรมครั้งนี้จะมีผลต่อระบบการปกครองในอนาคต” เนื่องเพราะ “วันหนึ่ง ทุกคนก็จะต้องแก่เฒ่า ไม่มีใครมีอายุนิรันดร์ หาก กกต. ต่อไปภายหน้า ถูกเด็กรุ่นหน้าจำกัดสิทธิเลือกตั้งไอทีเพราะไม่มีเลขสิบตัวหลังบัตรประชาชน ฟังดูจะซิลลี่ไหมคะ”

31- มกราคม-2562 California USA

ค่ามลพิษฝุ่น "มันเป็นอนิจจัง" เจริญพร "เอวัง โหตุ ขอคุณโยมมีสุขภาพที่ดี"



วิดีโอนี้ของ Tossapol Chaisamritpol 

Video Journalist at บีบีซีไทย - BBC Thai

วิกฤตกรุงเทพฯ น้ำท่วม 'ปูเอาอยู่' ละอองฝุ่นคลุ้ง 'ตู่เอาใหญ่'

สมัยรัฐบาลนายกฯ ‘ปู’ โดนวิกฤตน้ำท่วมกรุง ถูกฝ่ายตรงข้ามตั้งฉายาให้ว่า ‘เอาอยู่’ สมัยรัฐบาลรัฐประหารของเฮีย ‘ตู่’ เจอปัญหาฝุ่นละอองในอากาศ ก็ไม่ได้เอาอยู่เหมือนกัน แต่ว่าดัน ‘เอาใหญ่’

แบบว่าไปพูดที่เซ็นทรัลเวิร์ลด์ถึงคนที่ไม่ชอบทหาร บอกให้ลองไปอยู่ชายแดนใต้บ้าง “ให้ไปอยู่ที่นู้นเป็นปีๆ มันไม่ได้สบายนักหรอก ถ้าไม่มีทหารชายแดนจะเกิดอะไรขึ้น” กลับกลายเป็นว่า

ประยุทธ์ “กำลังประจานความล้มเหลวของของกองทัพในการแก้ปัญหาชายแดนใต้” เหมือนที่ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ชี้ให้เห็น

แล้วก็ ‘เอาใหญ่’ ตรงที่หลังๆ นี่โดนด่าหนัก แทนที่จะตระหนักว่าไม่ใช่เพราะชอบแกว่งปากหาเสี้ยนอย่างเดียว แต่ว่าเพราะปัญหาที่เจอนี่ไม่ใช่เรื่องไม่คาดหมายเหมือนน้ำท่วมเฉียบพลัน แต่มันสะสมมานานนมกาเล อย่างน้อยๆ ๕ ปี ๑๐ ปี

ถึงจะอ้างอย่างไรว่าได้เริ่มมาตรการแก้ไข ๑-๒ แล้วจะไป ๓-๔ ต่อก็เถอะ ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ได้ทำอะไรมาบ้าง ถูกทางไหม เพิ่งมาพ่นน้ำ (จะ 'หวาน' หรือ 'ลาย' สุดแล้วแต่) ตอนที่มันหนักหนาสากัณฑ์อันดับ ๘ ของโลก (และยังไต่ขึ้นไปไม่หยุด) นั่นต่างหาก
 
คล้ายมะเร็งขั้นท้ายๆ ฉีดคีโมเข็มละล้านก็เอาไม่อยู่ ตอนนี้พรรคการเมืองหลักๆ ต่างออกมาแสดงวิสัยทัศน์ เสนอนโยบายกำจัดฝุ่นละอองกันเกือบพร้อมหน้า ประชาธิปัตย์ ไทยรักษาชาติ เพื่อไทย อนาคตใหม่ บ้างมีมาตรการระยะยาวอาจต้องใช้เวลา ๒๐ ปี บ้างแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพิ่มจำนวนหน้ากากกันพิษให้เพียงพอ

ข้อสำคัญที่สุดต้องใช้นโยบายป้องกันอย่างเข้มงวดและจริงจัง ถึงอย่างนั้นก็ยังจะต้องใช้เวลาอีกสัก ๑๐-๒๐ ปี ตัวอย่างเห็นได้จากนครลอส แองเจลีส รัฐแคลิฟอร์เนียเคยเป็นเมืองลับแล ท้องฟ้าปกคลุมด้วยหมอกสีแดงเรื่อของ สม็อก เกือบทุกวัน

ด้วยการใช้กฏระเบียบเกี่ยวกับไอเสียรถยนต์เข้มงวดอย่างที่สุดในโลกเป็นหลักใหญ่ ก็ยังต้องใช้เวลานับยี่สิบปีจนบัดนี้นานๆ จึงจะเห็นสม็อกกันสักที สิ่งที่เป็นข้อด้อยของรัฐบาล คสช. ในสายตาประชากรที่แต่ก่อนเป็นพลเมืองเฉยอยู่ที่ เกือบห้าปีเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่าเสียของ

แต่กระนั้นยังไม่วายมีคนเด่นประเภทโลกสวยขอให้ ‘แบ่งปันอำนาจ’ แก่พรรคการเมืองของคณะทหารบ้างหลังการเลือกตั้ง คนที่พูดนี่เขาคงเชื่อแน่ว่าผลการเลือกตั้งครั้งที่ว่าจะมีนี้พรรคของ คสช. จะไม่ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งแน่

โคทม อารียา ชื่อนี้คุ้นกันดีในฐานะที่เป็นอดีตกรรมการเลือกตั้ง เดี๋ยวนี้เป็นนักวิชาการที่ปรึกษาด้านสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยมหิดล ถ้าจะเรียกด้วยคุณสมบัติเก๋ไก๋ก็ต้องว่า ‘นักสันติวิธี’ เพราะมี ‘นิสัยอันแก้ไม่หาย’ แบบที่ ธนาพล อิ๋วสกุล ว่า “เฒ่าเพราะอยู่นาน” นั่นละมัง

เขาไปบรรยายที่ซอยรางน้ำเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ว่ามีข้อบังคับน่าสนใจบางอย่าง เช่นให้มี ‘หัวคะแนน’ อย่างเป็นทางการ เรียก ‘ผู้ช่วยหาเสียง’ ซึ่งผู้สมัครต้องจ่ายค่าจ้างให้เพียง ๓๒๐ บาทต่อวัน วันละไม่เกิน ๒๐ คน หรือรถหาเสียงก็ให้ใช้ได้วันละไม่เกิน ๑๐ คัน
 
รศ.โคทมอ้างว่าแผนของคณะรัฐประหาร ๒๕๕๗ ต้องการอยู่นาน ๑๓ ปี ตอนนี้รัฐบาล คสช.อยู่มาแล้วจะห้าปี อีกสี่ปีจะมี สว.ชุดเดิม “กติกาเดิม ก็น่าจะได้นายกฯคนเดิม นี่ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ แต่คือการยึดกุมอำนาจตามรัฐธรรมนูญ” อย่างละมุนละม่อม

ดังนั้น โคทมจึงเสนอหลัก ๔ ข้อ ต้นๆ ก็เป็นหลักให้เคารพสิทธิของ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง ควรได้เป็นนายกฯ ข้อสุดท้ายในทางปฏิบัติ “ให้พรรคที่ได้คะแนนอันดับ ๑ เชิญพรรค พปชร.มาคุยก่อน พยายามให้มาร่วมรัฐบาล”

เหตุผลของโคทมก็คือ “ถ้าเป็นเช่นนี้จะเป็นการแบ่งปันอำนาจอย่างแท้จริง เหมาะสมกับช่วงเปลี่ยนผ่าน ทำให้บ้านเมืองสงบ มีเสถียรภาพ” ดูเหมือนเขาจะไม่ชอบให้พรรคที่ได้อันดับ ๑ มีเสียงมากท่วมท้นจนเกินไป นี่ตรงตามเจตนารมณ์ของ คสช. โดยแท้


ความยากลำบากของประชากรภาคส่วนที่ต้องการปลดแอกจากอำนาจ อิทธิพล และการกดขี่ของระบอบรัฐประหาร นั้นไม่เพียงความเหี้ยมโหด (อุ้มฆ่า ๕ ศพจากลาว) ความปลิ้นปล้อน (พ่นน้ำลายไล่ฝุ่นละออง) ของคณะทหารเท่านั้น

การต่อสู้กับความงมงายของบรรดาสลิ่มที่หลงใหลศักดินา และพวกนักกิจกรรม นักวิชาการโลกสวย และนักนบนอบเพื่อสันติ นั้นเป็นอุปสรรคอันยิ่งใหญ่ประดุจประดากบน้อยในสระจ้อยแอ่งกะลา ก่นว่าพวกพ้องให้สงบเสงี่ยมอย่าเคลื่อนไหว เกรงนกกระสาจะหัวเสีย