พอจะมองเห็นได้ไม่ยาก จากการที่พรรครัฐบาลภูมิใจไทย เสนอให้แก้กฎหมายการกระจายเสียงและแพร่ภาพ “ยกเลิกเงินบำรุงองค์การที่ได้รับ ตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบฯ” เปลี่ยนไปรับงบประมาณประกอบการโดยตรงจากรัฐ
การนี้ใช้กับสื่ออย่าง ‘ไทยพีบีเอส’ ที่สภาผู้บริโภคฯ แถลงคัดค้าน และเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมรณรงค์ เรียกร้อง เพื่อให้เป็นสื่อสาธารณะที่มีความเป็นอิสระ ปราศจากอคติทางการเมืองและผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ ยึดประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง
ข้อเรียกร้องชี้ว่า “การเปลี่ยนแหล่งที่มารายได้ ทำให้ทีวีสาธารณะกลายเป็นสถานีโทรทัศน์ของรัฐ” ปัจจุบันไทยพีบีเอสรับทุนดำเนินการจากการจัดเก็บภาษีเหล้าและบุหรี่ จำนวน ๑.๕ % และไม่เกิน ๒ พันล้านบาทต่อปี เพื่อจะได้เป็นอิสระจากกลุ่มทุน
ในฐานะสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส “มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือและคุ้มครองผู้บริโภคผ่านการรับเรื่องร้องเรียน และเป็นสื่อกลางแก้ปัญหา เช่น การหลอกลวงออนไลน์ สินค้าไม่ตรงปก สัญญาไม่เป็นธรรม หรือภัยมิจฉาชีพ” โดยประสานงานกับองค์กรต่างๆ
แต่กระนั้น “Thai PBS เป็นความน่ากระอักกระอ่วนใจของคนที่เชื่อในเสรีภาพและความเป็นกลางของสื่ออย่างยิ่ง” จากความเห็นของผู้ติดตามไทยพีบีเอสมาช้านานรายหนึ่งว่า “จะให้บอกว่าองค์กรนี้เป็นสื่อที่ทรงคุณค่าสมควรปกป้องเต็มที่ ก็พูดไม่ได้เต็มปาก”
เนื่องจากในช่วงสงครามสีเสื้อเหลือง-แดง “ไทยพีฯ ยืนอยู่ข้างสีเหลืองเต็มที่” ยิ่งต่อมายุคที่เครือเนชั่นเข้าไปบริหาร กลุ่มนี้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับ ‘ระบอบทักษิณ’ แล้วช่วงที่อยู่ภายใต้คณะรัฐประหาร คสช.ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเชิดชูสิทธิเสรีภาพประชาชน
ปัญหาคอรัปชั่นก็ไม่หนี ไม่นานมานี้เองไทยพีบีเอสถูกเปิดโปงความอูฟูของผู้บริหาร “ที่ปรึกษาผู้บริหารได้เงินเดือน ๒ แสนกว่าบาท+เงินค่ารถประจำเดือน แต่ยังใช้รถขององค์กร + ค่าเบี้ยประชุมหลักหลายหมื่น” ความเห็นผ่านทางเพจ Atukkit Sawangsuk ชี้
ทว่าการเปลี่ยนคนจ่ายเงินเดือนให้ไทยพีบีเอส จะไม่ช่วยให้แก้ไขปัญหาคอรัปชั่นและความเหลื่อมล้ำภายในองค์กรได้ ถ้าไปอยู่ในอีหรอบเดียวกับหน่วยงานรัฐอื่น เช่น ช่อง NBT แบบที่มีการตั้งชื่อใหม่ให้ว่า ‘เอ็นบีที ๒’ เป็นอีกสื่อเพื่อการประชาสัมพันธ์ให้รัฐ
นอกจากเรียกร้องให้ “ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของรัฐ” แล้ว การเปลี่ยนแปลงไทยพีบีเอสถ้าจะมี ต้องรวมถึง “เรื่องสวัสดิภาพ สวัสดิการ และเสรีภาพในสำนักข่าวของตน” ในหมู่ผู้ปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นนักข่าวหรือเจ้าหน้าที่ธุรการ พร้อมไปด้วย
ตามความเห็นของ เทวฤทธิ์ มณีฉาย ควรมีการจัดตั้งสหภาพแรงงานขึ้นด้วยเสียที “เป็นที่สร้างวัฒนธรรมให้ผู้รับข่าวสารสนับสนุนผู้ผลิตหรือสำนักข่าว” อันต้องมีการรณรงค์ “สร้างความตระหนักรู้ให้ผู้รับสาร เห็นคุณค่าของการสนับสนุน”
จะบริจาค หรือสมัครสมาชิก “เป็นที่สนับสนุนและผลิตนักข่าวใหม่ๆ จนถึงนักข่าวพลเมือง เป็นที่ขยับเสรีภาพสื่อ ขยับน่านฟ้าเพดานการตรวจสอบ เป็นฐานที่มั่นที่จะตรวจสอบทั้งรัฐและทุน รัฐในที่นี้รวมทั้งส่วนที่เป็นรัฐพันลึกด้วย”
(https://www.facebook.com/bus.tewarit/posts/9vjvoSUeHwza, https://www.facebook.com/baitongpost/posts/hjxFmFwUkX และ https://www.dailynews.co.th/news/6243174/wd8IWhfDbAvU1Img)
