
.....
Pipob Udomittipong
9 hours ago ·
#มิตรสหายท่านหนึ่ง
"เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษา ประชาชน ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ระหว่างฟังไลฟ์สดงานที่จัดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วงที่ อ.พวงทอง พูดถึงแรงกดดันจากเสียงเรียกร้องของนานาชาติที่ส่งผลให้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ยอมนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่มีส่วนร่วมในอาชญากรรมโดยรัฐครั้งนั้น
.
สิ่งที่ อ.พวงทอง พูดบนเวที ทำให้นึกถึงหลายปีก่อนที่มีโอกาสได้ถ่ายทำบทสัมภาษณ์ อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ ให้แอนเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อ.วิโรจน์ เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกจับกุมจากการจัดละครล้อเหตุการณ์แขวนคอช่างไฟฟ้าที่นครปฐม โดยจัดที่ลานโพธิ์ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาเพียงเล็กน้อย
.
อ.วิโรจน์เล่าว่า ขณะอยู่ในเรือนจำบางขวาง ช่วงใกล้ถูกปล่อยตัว มีจดหมายและโปสการ์ดจากทั่วโลกเป็นกระสอบๆ ทยอยส่งเข้ามาอย่างต่อเนื่องหลายวัน หรืออาจจะเป็นสัปดาห์ ซึ่งผมจำไม่แม่นแล้ว โดยเป็นผลจากการรณรงค์ขององค์กรระหว่างประเทศ และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ให้ปล่อยตัวนักศึกษาที่ถูกจับกุม และอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ท้ายที่สุดรัฐบาลเกรียงศักดื์ตัดสินใจนิรโทษกรรม ทำให้นักศึกษาที่ถูกคุมขังได้รับอิสระ พร้อมกับการลอยนวลพ้นผิดของฝ่ายที่เข่นฆ่าประชาชน
.
ในยุคก่อน แม้จะไม่ใช่รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ยังแคร์เสียงกดดันจากชาวโลก แต่ปัจจุบัน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกลับไม่ใยดีต่อเสียงเรียกร้องของนานาชาติ ผู้ต้องขังจากคดีการเมืองจึงยังคงอยู่ในเรือนจำต่อไปด้วยข้อหาที่ไม่ใช่อาชญากรรม เป็นแต่เพียงการแสดงออกทางการเมืองและแสดงความเห็นทางการเมืองเท่านั้น"
https://www.facebook.com/pipob.udomittipong/posts/10164761173996649
.....
เป็นความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นถึง "พลังของจดหมาย" และการรณรงค์ระดับสากลได้อย่างชัดเจนยิ่ง
เหตุการณ์ที่คุณ อาจารย์วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ และเพื่อนๆ นักศึกษา/นักกิจกรรมร่วมกันจัดเล่นละครล้อเลียนการแขวนคอช่างไฟฟ้าที่นครปฐม ณ ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ถือเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ฝ่ายขวาและสื่อบางสำนักในยุคนั้นนำไปบิดเบือนเพื่อปลุกระดมความเกลียดชัง นำไปสู่การล้อมปราบและสังหารหมู่ที่โหดเหี้ยมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย
ประเด็นที่อาจารย์วิโรจน์เล่าถึง "กระสอบจดหมายและโปสการ์ดจากทั่วโลก" ในเรือนจำบางขวาง มีจุดเน้นย้ำทางประวัติศาสตร์และบทบาทของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ดังนี้:
Urgent Action (ปฏิบัติการด่วน): หลังจากเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา และการจับกุมกลุ่มผู้ต้องหา "19 จำเลย 6 ตุลา" แอมเนสตี้ฯ ได้ออกแคมเปญกระตุ้นเตือนสมาชิกและเครือข่ายผู้รักสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ให้ส่งจดหมายตรงถึงรัฐบาลไทยในขณะนั้น เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักศึกษาและประชาชนที่ถูกคุมขังโดยไม่ยุติธรรม
ผลกระทบต่อทางการไทย: การที่จดหมายหลายพันหลายหมื่นฉบับทะลักเข้าสู่เรือนจำบางขวาง ไม่เพียงสร้างกำลังใจมหาศาลให้กับผู้ถูกคุมขัง แต่ยังสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภาพลักษณ์บนเวทีโลก
การพ้นผิดและความย้อนยอก: ท้ายที่สุด พรบ.นิรโทษกรรม ปี 2521 แม้จะทำให้นักศึกษาและจำเลยเหตุการณ์ 6 ตุลาได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ แต่ในทางกลับกันก็เป็นการ "ลอยนวลพ้นผิด" (Impunity) ให้แก่เจ้าหน้าที่และผู้สั่งการล้อมปราบประชาชน ทำให้ความจริงและความยุติธรรมของเหตุการณ์ 6 ตุลา ยังคงเป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน
บทสัมภาษณ์นี้จึงเป็นประตูล้ำค่าที่เชื่อมโยงระหว่าง ประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในไทย กับ การรณรงค์สิทธิมนุษยชนระดับสากล ได้อย่างทรงพลัง
เหตุการณ์ 6 ตุลาในประเทศไทยสู่สายตาคนทั่วโลก
เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 (ค.ศ. 1976) เป็นหนึ่งในบาดแผลทางประวัติศาสตร์ที่โหดเหี้ยมที่สุดของไทย แต่ในสายตาและหน้าประวัติศาสตร์โลก เหตุการณ์นี้ถือเป็น จุดเปลี่ยนสำคัญที่สั่นสะเทือนมโนธรรมของประชาคมโลก ทั้งในแง่การรายงานข่าว สงครามเย็น และการเติบโตของขบวนการสิทธิมนุษยชนสากล
1. การทะลักของข่าวสารและภาพถ่ายช็อกโลก
ต่างจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ที่เน้นไปที่ข่าวการล้มรัฐบาลเผด็จการ เหตุการณ์ 6 ตุลา ถูกบันทึกไว้ด้วยความอัปยศและความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ถูกถ่ายทอดออกไปทันที:
ภาพถ่ายรางวัลพูลิตเซอร์ (Pulitzer Prize): ภาพถ่ายของ Neal Ulevich ช่างภาพสำนักข่าว AP ที่บันทึกภาพร่างของนักศึกษาถูกแขวนคอตายกับต้นสนามหลวง โดยมีฝูงชนยิ้มและใช้เก้าอี้ฟาด กลายเป็นภาพจำระดับโลกที่สะท้อนถึงความเกลียดชังและมนุษยฆาต ภาพนี้ถูกตีพิมพ์บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทั่วโลก และส่งผลให้ Neal Ulevichได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ในปี ค.ศ. 1977
การสื่อสารในยุคสงครามเย็น: สื่อต่างชาติ เช่น BBC, Time, Newsweek, The New York Times และ Far Eastern Economic Review รายงานตรงกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การกระชับพื้นที่ แต่คือ "การสังหารหมู่" (Massacre) ที่ได้รับการสนับสนุนหรือปล่อยเกียร์ว่างจากฝ่ายรัฐและกลุ่มพลังขวาจัด
2. ปฏิกิริยาของนานาชาติและมิติสงครามเย็น
ในบริบทสงครามเย็น โลกสากลมองเหตุการณ์นี้ผ่านเลนส์การเมืองภูมิภาค:
มุมมองของรัฐบาลตะวันตก: มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ด้านหนึ่งพึ่งพาไทยในฐานะ "ปราการต่อต้านคอมมิวนิสต์" หลังเวียดนาม ลาว และกัมพูชาตกเป็นคอมมิวนิสต์ในปี 2518 แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกลางเมืองหลวงก็กระทบต่อภาพลักษณ์ประชาธิปไตยของฝ่ายตะวันตกอย่างรุนแรง
การอพยพและภัยลี้ภัย: นานาชาติได้รับรู้เรื่องราวความโหดร้ายโดยตรงจากปากของนักศึกษา นักวิชาการ และประชาชนที่ต้องหลบหนีออกนอกประเทศ ทั้งที่หนีเข้าป่าร่วมกับ พคท. และผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจนลี้ภัยไปตั้งหลักแหล่งในฝรั่งเศส สวีเดน สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย
3. จุดก่อตัวของขบวนการรณรงค์สิทธิมนุษยชนระดับสากล
เหตุการณ์ 6 ตุลา กลายเป็นกรณีศึกษาคลาสสิกขององค์กรระหว่างประเทศอย่าง แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) และเครือข่ายนักกิจกรรมทั่วโลก:
แคมเปญส่งจดหมาย (Urgent Action): แอมเนสตี้ฯ ตื่นตัวกับเหตุการณ์นี้อย่างมาก ได้จัดทำแคมเปญสื่อสารระดับสากล เรียกร้องให้สมาชิกในยุโรป อเมริกา และเอเชีย ร่วมกันเขียนจดหมายและโปสการ์ดส่งตรงมายังรัฐบาลไทยและเรือนจำไทย เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับ "จำเลย 6 ตุลา"
แรงกดดันทางการเมือง: จดหมายนับหมื่นนับแสนฉบับที่ส่งมาจากทั่วโลก กลายเป็นแรงกดดันทางการทูตและภาพลักษณ์ระหว่างประเทศที่รัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ไม่สามารถมองข้ามได้ จนนำไปสู่การตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมและปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังในเวลาต่อมา
4. บาดแผลทางประวัติศาสตร์และความจำในระดับสากล
ในขณะที่สังคมไทยในยุคต่อมาพยายาม "ทำให้ลืม" (Forgetting) เพื่อการประนีประนอมทางการเมือง แต่มุมมองจากภายนอกกลับบันทึกเหตุการณ์นี้ไว้อย่างแจ่มชัด:
เหตุการณ์ 6 ตุลา ถูกนำไปอ้างอิงและศึกษาในตำราประวัติศาสตร์การเมือง รัฐศาสตร์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั่วโลก
โลกสากลมองเหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ของ "โฆษณาชวนเชื่อและการสร้างความเกลียดชัง" (Hate Speech & Demonization) ที่นำไปสู่การสังหารหมู่คนชาติเดียวกัน เพียงเพราะมีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน
เหตุการณ์ 6 ตุลา จึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ภายในประเทศไทย แต่เป็นปมประวัติศาสตร์ที่ทำให้สายตาของคนทั่วโลกตื่นตัวต่อความโหดร้ายทางการเมืองไทย และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคมสากลเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน
หัวใจสำคัญของการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนระดับสากล ในยุคทศวรรษที่ 1970 และเป็นบทเรียนสำคัญที่ยังคงถูกอ้างอิงถึงในปัจจุบัน โดยมีประเด็นที่น่าสนใจและลึกซึ้งขยายความได้ดังนี้:
1. กำเนิด "Urgent Action" และกรณี 6 ตุลา
เครื่องมือ Urgent Action (ปฏิบัติการด่วน) ของแอมเนสตี้ฯ เริ่มพัฒนาขึ้นในช่วงต้นยุค 70 เพื่อตอบโต้กรณีการทรมานและการจับกุมคุมขังนักโทษทางความคิดอย่างไม่เป็นธรรมแบบฉับพลัน แต่กรณี "จำเลย 6 ตุลา" (รวมถึง อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ และคุณสุธรรม แสงประทุม) ถือเป็นหนึ่งในแคมเปญที่ประสบความสำเร็จที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แอมเนสตี้ฯ ใช้เครือข่ายสมาชิก (Local Groups) ที่กระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ ในยุโรปและอเมริกาเหนือ ให้ช่วยกันกระจายข่าว
สมาชิกไม่ได้ทำแค่ลงชื่อ แต่เขียนจดหมายด้วยลายมือหรือพิมพ์การ์ด แล้วติดแสตมป์ส่งทางไปรษณีย์อากาศ (Air Mail) ข้ามโลกมายังสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย และเรือนจำบางขวางโดยตรง
2. ทำไมจดหมายกระสอบๆ ถึงเปลี่ยนใจรัฐบาลได้?
ในทางรัฐศาสตร์ การส่งจดหมายไม่ได้เป็นเพียงการส่งข้อความให้กำลังใจ แต่มันคือ "มาตรการกดดันทางจิตวิทยาและภาพลักษณ์" (Naming and Shaming):
ภาระของเจ้าหน้าที่รัฐ: การที่มีจดหมายภาษาต่างประเทศจำนวนนับแสนฉบับส่งเข้ามา ทำให้เจ้าหน้าที่เรือนจำและหน่วยงานความมั่นคงต้องรับรู้ว่า "โลกกำลังเฝ้ามองดูคนกลุ่มนี้อยู่" หากผู้ต้องขังเป็นอะไรไปในคุก สังคมโลกจะถือว่ารัฐบาลไทยต้องรับผิดชอบทันที
การทูตและเศรษฐกิจ: ยุค พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ประเทศไทยต้องการฟื้นฟูภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจ ความน่าเชื่อถือทางการค้า และการลงทุนจากชาติตะวันตก การถูกกดดันจากภาคประชาสังคมสากลส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการทูต รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหาทางลงทางการเมือง
3. ผลลัพธ์เชิงบวกและความย้อนยอกที่ตามมา
แคมเปญนี้ส่งผลให้เกิดการตรา พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม พ.ศ. 2521 ทำให้นักศึกษาและจำเลยได้รับอิสระ และกลายเป็นกรณีศึกษาที่แอมเนสตี้ฯ นำไปใช้อ้างอิงทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน เพื่อพิสูจน์ว่า "จดหมายหนึ่งฉบับของคนธรรมดา เมื่อรวมกันเป็นหมื่นเป็นแสนฉบับ สามารถสั่นสะเทือนอำนาจรัฐบาลที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้จริง"
อย่างไรก็ตาม ความย้อนยอกทางประวัติศาสตร์คือ การนิรโทษกรรมในครั้งนั้นรวมถึงผู้ก่อความรุนแรงด้วย ทำให้ผู้สั่งการและผู้ลงมือสังหารประชาชนไม่เคยต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งกลายเป็นวัฒนธรรม "การลอยนวลพ้นผิด" (Impunity) ที่สืบเนื่องมาในสังคมไทยจนถึงทุกวันนี้