แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม - United Front of Thammasat and Demonstration
5 hours ago
·
[ ประชาชนคือผู้จัดการชุมนุม ร่วมชุมนุม และทวงคืนทรัพยากรธรรมชาติที่พวกเขาถูกพรากไปจากการประชุม IMF - World Bank 2026 หาใช่องค์กรใด องค์กรหนึ่งไม่ ]
.
เมื่อเช้านี้ กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในวันที่ 15 ต.ค.69 เวลา 09.00 น.
ณ ศปก.ตร.ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (CCOC) อาคารพิพิธภัณฑ์โรงงานยาสูบ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ประจำวัน ในภารกิจการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร สำหรับการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 (IMF - World Bank 2026)
๐ อ่านโพสต์ได้ที่ https://www.facebook.com/share/1c52H6ehfq/?mibextid=wwXIfr
.
ได้มีการเผยแพร่ภาพ (คาดว่าใช้ เไ เจน) ว่า กลุ่มอิสระล้อการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเป็นแกนนำในการชุมนุมต่อต้าน IMF - World Bank 2026
.
เราขอยืนยันว่าสิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังทำคือการสร้างข้อมูลข่าวเท็จ จงใจใส่ความให้เกิดความเกลียดชังต่อกลุ่มนักศึกษา โดยนำข้อมูล รูปภาพที่วิเคราะห์ว่าพวกเราเป็นแกนนำต่างๆ มาจากการเข้าไปคุกคามนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย
.
อย่างไรก็ดี การชุมนุมของประชาชนคือสิทธิของประชาชนที่มีอยู่ตั้งแต่กำเนิด
.
สิ่งใดที่ไม่สามารถตั้งคำถามกับมันได้ สิ่งนั้นก็ไม่ควรมีอยู่ ใช่หรือไม่?
.
เราขอเชิญทุกท่านทำความเข้าใจการชุมนุมนี้ผ่านถ้อยแถลงของ กป.อพช ดังนี้
10 เรื่องที่ต้องจับตาในการประชุมธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ
.
สิ่งที่ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ และสถาบันการเงินอื่น ๆ กระทำต่อโลกนี้ คือ การบังคับให้โลกต้องมีนโยบายและโครงการพัฒนาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่มุ่งให้ตลาดหรือนายทุนมีอิทธิพลและอำนาจเหนือรัฐและสังคมของประเทศต่าง ๆ โดยอิทธิพลและอำนาจของสถาบันการเงินเหล่านี้กระทำผ่านอย่างน้อยสองช่องทาง ได้แก่ หนึ่ง – การทำให้การพัฒนาเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญและความรู้ทางเทคนิค/วิชาการ ไม่ใช่หน้าที่ สิทธิและเสรีภาพของประชาชน และสอง – ให้เงินกู้ที่มีเงื่อนไขบังคับที่ส่งผลทำให้ประเทศผู้กู้เงินทั้งหลายต้องทำร้ายประชาชนของตนด้วยการลดการใช้จ่ายเพื่อประโยชน์สาธารณะและสวัสดิการต่าง ๆ ของประชาชน เปิดเสรีทางการค้า เปิดเสรีการเงิน ลดภาษีนำเข้า ส่งเสริมการลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่ทำลายสิ่งแวดล้อม แปลงธรรมชาติให้เป็นสินทรัพย์ ลดการช่วยเหลือและอุดหนุนเกษตรกร แรงงาน คนชายขอบ คนเล็กคนน้อยและคนยากจน แปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น
.
จึงเป็นหน้าที่ของประชาชนต้องชุมนุมต่อต้านการประชุมของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟที่เปรียบเสมือน ‘บ่อนกาสิโนระดับโลก’ ระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคมนี้ ที่เหล่ารัฐบาล นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจะเสนอแผนการลงทุนที่ทำลายโลกให้เผชิญกับภาวะโลกร้อนขึ้น และทำให้ผู้คนยากจนลง ‘เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ’ ชวนจับตา 10 ประเด็นสำคัญที่จะเกิดขึ้นจากการประชุมนี้
.
1. คุกคามประชาชนตั้งแต่เหนือจรดใต้ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เข้ามาชุมนุม
.
ตลอดเดือนกันยายนและตุลาคมนี้ มีเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงานปฏิบัติการจิตวิทยาเพื่อทำให้ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ กลัวหลายรูปแบบ อาทิเช่น 22 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงไปบ้านนักกิจกรรมทางสังคมที่เชียงใหม่ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเจ้าตัวไม่อยู่บ้าน โดยมีเจตนาไปกดดันญาติแทน โดยสอบถามว่าจะไปร่วมชุมนุมต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟหรือไม่ อย่างไร, 24 กันยายน ตำรวจสันติบาลไปหานักกิจกรรมทางสังคมที่เชียงใหม่อีกรายเพื่อสอบถามเรื่องเดียวกัน, 6 ตุลาคม มีการเผยแพร่ข้อความจากเพจหนึ่งเพื่อกล่าวหานักกิจกรรมทางสังคมในพื้นที่ปาตานีว่าการเข้าร่วมต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟมีการเชื่อมโยงกับต่างชาติ เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อต้านรัฐและเกี่ยวข้องกับภัยความมั่นคง ก่อนหน้านั้นหนึ่งวันนักกิจกรรมทางสังคมถูกขู่ฆ่าจากการประกาศเข้าร่วมชุมนุม, ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. จังหวัดหนองบัวลำภูไปกดดันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่เพื่อให้พาไปหาชาวบ้านที่ต่อสู้คัดค้านการทำเหมืองหินปูน เพื่อสอบถามเรื่องการเข้าร่วมชุมนุมต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟว่าจะมีมวลชนในพื้นที่นี้ไปร่วมกี่คน และรายละเอียดอื่น ๆ, 7 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดขอนแก่น เดินทางไปที่บ้านของนักกิจกรรมทางสังคมถึงสองครั้ง เมื่อไม่พบตัวครั้งแรก ได้กลับมาคุกคามมารดาแทน โดยสอบถามว่าลูกทำงานที่ไหน ทำงานอะไร สถานที่ทำงานชื่ออะไรและอยู่ที่ไหน, 8 ตุลาคม ตำรวจชุดสืบสวนจังหวัดหนองบัวลำภู 6 คน บุกไปหาชาวบ้านพื้นที่เดิมถึงที่ทำงาน พร้อมสอบถามเรื่องเดิมว่าจะไปเข้าร่วมชุมนุมต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟหรือไม่ อย่างไร, 10 ตุลาคม ปลัดอำเภอวังสะพุง จ.เลย โทรหาชาวบ้านว่าจะไปรับที่บ้านเพื่อพาไปพบผู้ว่าฯ เรื่องที่จะไปชุมนุม ต่อเมื่อชาวบ้านปฏิเสธเข้าพบ รองผู้ว่าฯได้โทรหาชาวบ้านเพื่อข่มขู่ไม่ให้เดินทางไปร่วมชุมนุม เป็นต้น
.
2. รัฐบาลระบอบสีน้ำเงินวางแผนสลายการชุมนุม
.
มีข้อสังเกตว่าการข่มขู่และคุกคามดังกล่าวตามข้อ 1. มีรูปแบบคล้าย ๆ กับการข่มขู่และคุกคามนักกิจกรรมทางสังคมและพี่น้องประชาชนในช่วงก่อนการประชุมเอเปคเมื่อปี 2565 ซึ่งส่งผลต่อมาทำให้เกิดการสกัดกั้นผู้ชุมนุมไม่ให้เดินเท้าไปยังสถานที่จัดประชุม และถึงขั้นทำการสลายการชุมนุมจนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บรุนแรงหลายราย และหนึ่งรายต้องสูญเสียการมองเห็นไปอย่างถาวร
.
3. กู้เงินก่อสร้างโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท - ป่าสัก – อ่าวไทย ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ เพราะมีวาระแอบแฝงในการสร้างเขื่อนปิดกั้นแนวคลองระบายน้ำสายใหม่คู่ขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อเก็บกักน้ำไว้ให้กับดาต้าเซ็นเตอร์และโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
.
ในขณะที่ชาวกรุงเทพฯ ปริมณฑล และอีกหลายจังหวัดในภาคตะวันออกและภาคอื่น ๆ ต้องประสบกับภาวะน้ำท่วมรุนแรง จนบัดนี้ยังมีอีกหลายจังหวัดที่ยังประสบภาวะน้ำท่วมอยู่ รัฐบาลกลับมีแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแบบผิดฝาผิดตัว ด้วยการมีมติอนุมัติในหลักการและเห็นชอบโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท - ป่าสัก - อ่าวไทย ด้วยวงเงิน 1.6 แสนล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการประมาณแปดปี โดยเริ่มดำเนินการในปี 2570 เพื่อหวังจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและพื้นที่กรุงเทพฯอย่างยั่งยืน โดยจะใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดินและเงินกู้
.
โดยเงินกู้นั้นจะมาจากสองแหล่งใหญ่ ได้แก่ ธนาคารพัฒนาเอเชีย ซึ่งเป็นงบในส่วนของการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการขุดคลองระบายน้ำ และธนาคารโลก ซึ่งเป็นงบในส่วนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน โดยจะให้เงินแก่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เป็นผู้เพื่อวางมาตรการเยียวยาทางสังคมแก่ผู้ได้รับผลกระทบอีกทางหนึ่งด้วย
.
4. พลังงานสะอาด = พลังงานสกปรกรูปแบบใหม่
.
รัฐบาลต้องการเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ แทนเครื่องยนต์เก่าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานฟอสซิล จึงเร่งเครื่องยนต์อย่างสุดกำลังด้วยการเน้นการลงทุนในพลังงานสะอาดรูปแบบต่าง ๆ เช่น กังหันลม แสงอาทิตย์ รถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น แต่อีกด้านหนึ่งรัฐบาลไทยก็ร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาเพื่อผลักดันให้เกิดการขุดหาแร่สำคัญและแร่หายากอย่างสุดกำลัง เพื่อที่จะทำลายการผูกขาดในห่วงโซ่อุปทานของจีนให้ได้
.
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องแลกมากับการทำเหมืองมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาอุตสาหกรรมแร่ของไทยถือว่าเป็นอุตสาหกรรมสกปรกที่มิอาจปฏิเสธได้ เพราะไม่มีการทำเหมืองประเภทใดในไทยที่ไม่เกิดผลกระทบขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม สังคมและสุขภาวะของประชาชน และเมื่อเกิดผลกระทบด้านต่าง ๆ ขึ้นแล้วที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือไม่มีกฎหมายใดที่บังคับให้มีการฟื้นฟูและสามารถเอาผิดผู้ก่อผลกระทบได้
.
และยังมีผลกระทบอีกเรื่องหนึ่งที่นับวันจะรุนแรงยิ่งขึ้น นั่นคือ การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานลมและแสงอาทิตย์ต้องใช้พื้นที่กว้างใหญ่มาก ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่ สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการแล้วหลายแห่ง และจะเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตจากผลของการประชุมครั้งนี้ ก็คือ การอ้างกฎหมายป่าไม้ไปแย่งยึดที่ดินทำกินของประชาชนเอาไปให้กับนายทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมและแสงอาทิตย์
.
5. คริปโตเปีย : ดินแดนฟอกเงินและอาชญากรรม
.
8 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อต้อนรับการประชุมของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้อนุมัติให้มีการซื้อขายเหรียญคริปโตผ่านตลาดหุ้นไทย โดยจำกัดเหรียญที่เปิดให้ลงทุนได้เฉพาะเหรียญบิตคอยน์และอีเธอเรียมก่อน
.
แม้เหรียญคริปโตจะเป็นนวัตกรรมการเงินที่น่าสนใจ แต่พัฒนาการของมันแทนที่จะสร้างอิสรภาพทางการเงินให้กับประชาชนที่ถูกระบบธนาคารและทุนนิยมขูดรีดและกัดกิน กลายเป็นว่ามันคือปีศาจตนใหม่ที่หลอกลวงผู้คนรายเล็กรายย่อยให้หมดเนื้อหมดตัว ไม่ต่างจากแมลงเม่าในตลาดหุ้น มันจึงเป็นช่องทางให้กับพวกสแกมเมอร์ นักต้มตุ๋น หลอกลวง ขบวนการอาชญากรรม ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้เพื่อฟอกเงิน
.
ดินแดนประเทศไทยเป็นสวรรค์วิมานจากพวกสแกมเมอร์เพื่อนบ้านที่ต้มตุ๋น หลอกลวงและก่ออาชญากรรมมาเนิ่นนาน มีพวกจีนเทา ไทยเทา ฝรั่งเทา เข้ามาในประเทศไทยเพื่อทำอุตสาหกรรมเหล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกินความสามารถของเจ้าหน้าที่ที่จะปราบปรามให้หมดสิ้นได้ ยิ่ง ก.ล.ต. เปิดช่องทางให้มีการซื้อขายเหรียญคริปโตอย่างถูกกฎหมาย ไม่ต่างจากการเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และเหรียญคริปโตไม่มีความโปร่งใสมากพอที่สามารถนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชนทั่ว ๆ ไปได้ ยิ่งจะทำให้ประเทศไทยต้องแบกรับกับความสกปรกของเงินดิจิทัลที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
.
6. ตลาดคาร์บอนเครดิต : การลดโลกร้อนแบบจอมปลอม และแย่งยึดที่ดินทำกินของประชาชน
.
อีกหนึ่งวาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การผลักดันให้เกิดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้อย่างเสรี โดยรัฐตั้งเป้าหมายที่จะให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนปลูกป่าบนผืนแผ่นดินไทยประมาณ 16 ล้านไร่ ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ก็ด้วยการต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่จำนวนมากเพื่อปลูกป่า คำถามสำคัญก็คือจะหาพื้นที่เหล่านั้นได้จากไหน ถ้าไม่แย่งยึดที่ดินทำกินของประชาชน
.
และอีกหนึ่งคำถามสำคัญ ตลาดคาร์บอนจะทำให้พี่น้องประชาชนต้องสูญเสียที่ดินทำกินกี่ล้านครอบครัว ในพื้นที่ 16 ล้านไร่ ที่เป็นเป้าหมาย
.
ซึ่งการประชุมครั้งนี้ก็ยังคงเป็นแค่การลดโลกร้อนแบบจอมปลอม เพราะไม่สามารถบังคับให้อุตสาหกรรมฟอสซิล ผู้ผลิตก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ลดคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่น ๆ ที่แหล่งกำเนิดได้ แต่กลับกลายเป็นการผลักดันแนวทางให้ประชาชนแบกรับปัญหาแทน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเก่าเพื่อสร้างปัญหาใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม และจะทำให้คนยากจนลงจากการไร้ที่ดินทำกิน
.
7. ไทยจะเป็นประเทศรายได้สูงท่ามกลางหนี้สินท่วมหัวและความเหลื่อมล้ำ
.
รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศเป้าหมายให้ไทยหลุดออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูงตามเกณฑ์ชี้วัดของธนาคารโลกในอีก 12 ปีข้างหน้า หรือประมาณปี 2581 โดยไม่คิดจะสรุปบทเรียนด้านสังคมเลยว่ากับดักรายได้ปานกลางที่ติดอยู่ในวังวนมาเกือบห้าสิบปีนั้นเกิดผลกระทบหรือสูญเสียอะไรไปบ้าง ก็เพราะว่าธนาคารโลกใช้เกณฑ์ ‘รายได้ประชาชาติต่อหัว’ (Gross National Income per capita : GNI per capita) เป็นตัวชี้วัด ซึ่งเป็นรายได้เฉลี่ยของจำนวนประชาชนไทยทั้งหมดในรอบหนึ่งปี ไม่ใช่รายได้ที่ประชาชนไทยแต่ละคนได้รับจริง หรือไม่ได้หมายความว่าประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้สูงหรือรวยขึ้น หรือมีความเป็นอยู่ดีขึ้นแต่อย่างใด เพราะเอารายได้ของเศรษฐี คนร่ำรวย คนมีอันจะกิน คนชั้นกลาง มาหารเฉลี่ยให้กับประชาชนที่เหลืออยู่ที่ส่วนใหญ่มีความยากจน
.
นี่คือความลุ่มหลงมัวเมาอีกเรื่องหนึ่งของพวกนักการเมืองและระบบราชการไทยที่สมาทานความรู้ทางเทคนิค/วิชาการของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟโดยไม่เห็นหัวประชาชน ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนประมาณร้อยละ 85 และหนี้สาธารณะในวันสิ้นสุดปีงบประมาณ 2570 อยู่ที่ร้อยละ 70 ของจีดีพีตามลำดับ ที่นำพาให้สังคมไทยอยู่ในภาวะเสี่ยงหลายประการ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายสำคัญยิ่งว่าระหว่างนี้ไปอีก 12 ปีข้างหน้า ไทยจะเข้าสู่ประเทศรายได้สูงได้หรือไม่ หรือจะมีคนสิ้นลมหายใจก่อนชำระหนี้หมดกี่ราย
.
8. เมื่อธรรมชาติกลายเป็นสินค้า
.
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประชาคมโลกเริ่มยอมรับมากขึ้นว่า การอนุรักษ์ธรรมชาติจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ยอมรับสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้ดูแลป่า ดิน น้ำ อากาศ ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพมาอย่างยาวนาน
.
สำหรับประเทศไทย คำถามนี้ยิ่งสำคัญ เพราะความขัดแย้งเรื่องที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ อากาศ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม หลายชุมชนยังเผชิญข้อกล่าวหาว่าบุกรุกป่า ถูกจำกัดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และยังไม่มีการรับรองสิทธิในที่ดินและวิถีชีวิตอย่างเพียงพอ หากโครงสร้างอำนาจเหล่านี้ยังคงเดิม และสำหรับชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น การคุ้มครองธรรมชาติไม่อาจแยกออกจากการคุ้มครองสิทธิในที่ดิน วัฒนธรรม และการกำหนดอนาคตของตนเอง เพราะหากไม่มีสิทธิเหล่านี้ การอนุรักษ์ก็อาจกลายเป็นอีกชื่อหนึ่งของการควบคุมพื้นที่และผู้คน
.
ดังนั้น ก่อนที่จะทำให้ธรรมชาติทุก ๆ อย่างเป็นสินค้าหรือวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมและการผลิตต่าง ๆ ควรเปลี่ยนอำนาจการตัดสินใจจากระบบที่รวมศูนย์ไปสู่ชุมชนที่ดูแลธรรมชาติอย่างแท้จริง
.
9. เมืองรอง คือ เมืองบริวารของอำนาจรวมศูนย์ของรัฐไทย
.
ธนาคารโลกออกรายงานฉบับล่าสุดเดือนกันยายนนี้ ชี้ว่า หากประเทศไทยต้องการก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 -2581 จะต้องเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้นทำให้กรุงเทพฯเติบโตและเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจเพียงแห่งเดียว มาเป็นการสร้างเมืองรองอย่างน้อย 11 เมือง
.
ความจริงเรื่องเมืองรองไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะถ้าใช้แว่นขยายมองเข้าไปในการเคลื่อนไหวของประชาชนไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาจนกระทั่งปัจจุบันเกี่ยวกับเรื่องการกระจายอำนาจ ก็จะเห็นเมืองรองอยู่ในนั้น แต่ข้อเสนอของธนาคารโลกไม่แตะการกระจายอำนาจ ดังนั้น หากประเทศไทยไม่ทำการกระจายอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งผู้ว่าฯ การกระจายอำนาจทางการคลังที่เงินจากภาษีและสัมปทานต่าง ๆ ตกอยู่กับท้องถิ่นทั้งหลายเกินครึ่งหนึ่งได้จริง การทำให้ระบบราชการไม่รวมศูนย์อำนาจ ฯลฯ เมืองรองที่เกิดขึ้นจากข้อเสนอของธนาคารโลกก็เป็นได้แค่เมืองที่ถูกรวมศูนย์อำนาจด้วยการส่งส่วยบรรณาการในรูปของภาษีและสัมปทานต่าง ๆ ไว้ที่ส่วนกลางเช่นเดิม หรือเป็นได้ก็เพียง ‘เมืองบริวาร’ ของกรุงเทพฯเท่านั้น
.
10. ภาคประชาสังคมไม่ใช่ตัวแทนประชาชน
.
เมื่อสถาบันการเงินทั้งสองเป็นผู้จัดพื้นที่ประชุมเพื่อรับฟังเสียงวิพากษ์ ขณะเดียวกันก็เป็นผู้กำหนดกติกาและเงื่อนไขในการวิพากษ์ รูปแบบการมีส่วนร่วมและขอบเขตของการแสดงออก จึงเป็นละครโรงใหญ่เพื่อกวาดต้อนพลังแห่งการเคลื่อนไหวของประชาชนให้สงบ เชื่องและควบคุมได้ ที่แม้ว่าประชาชนจะได้รับพื้นที่ให้พูด แต่ไม่มีอำนาจเปลี่ยนโครงสร้างการตัดสินใจที่กำหนดอนาคตของตนเอง จึงเป็นพื้นที่ที่ไร้ประโยชน์ และไม่ควรมีภาคประชาสังคมใดที่เข้าไปในพื้นที่หลอกลวงนั้นจะมีความชอบธรรมใด ๆ ในการสะท้อนเสียงแทนประชาชน โดยไม่คิดจะลุกขึ้นประท้วง ต่อต้านการประชุมดังกล่าว
[ ประชาชนคือผู้จัดการชุมนุม ร่วมชุมนุม และทวงคืนทรัพยากรธรรมชาติที่พวกเขาถูกพรากไปจากการประชุม IMF - World Bank 2026 หาใช่องค์กรใด องค์กรหนึ่งไม่ ]
.
เมื่อเช้านี้ กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในวันที่ 15 ต.ค.69 เวลา 09.00 น.
ณ ศปก.ตร.ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (CCOC) อาคารพิพิธภัณฑ์โรงงานยาสูบ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ประจำวัน ในภารกิจการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร สำหรับการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 (IMF - World Bank 2026)
๐ อ่านโพสต์ได้ที่ https://www.facebook.com/share/1c52H6ehfq/?mibextid=wwXIfr
.
ได้มีการเผยแพร่ภาพ (คาดว่าใช้ เไ เจน) ว่า กลุ่มอิสระล้อการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเป็นแกนนำในการชุมนุมต่อต้าน IMF - World Bank 2026
.
เราขอยืนยันว่าสิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังทำคือการสร้างข้อมูลข่าวเท็จ จงใจใส่ความให้เกิดความเกลียดชังต่อกลุ่มนักศึกษา โดยนำข้อมูล รูปภาพที่วิเคราะห์ว่าพวกเราเป็นแกนนำต่างๆ มาจากการเข้าไปคุกคามนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย
.
อย่างไรก็ดี การชุมนุมของประชาชนคือสิทธิของประชาชนที่มีอยู่ตั้งแต่กำเนิด
.
สิ่งใดที่ไม่สามารถตั้งคำถามกับมันได้ สิ่งนั้นก็ไม่ควรมีอยู่ ใช่หรือไม่?
.
เราขอเชิญทุกท่านทำความเข้าใจการชุมนุมนี้ผ่านถ้อยแถลงของ กป.อพช ดังนี้
10 เรื่องที่ต้องจับตาในการประชุมธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ
.
สิ่งที่ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ และสถาบันการเงินอื่น ๆ กระทำต่อโลกนี้ คือ การบังคับให้โลกต้องมีนโยบายและโครงการพัฒนาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ที่มุ่งให้ตลาดหรือนายทุนมีอิทธิพลและอำนาจเหนือรัฐและสังคมของประเทศต่าง ๆ โดยอิทธิพลและอำนาจของสถาบันการเงินเหล่านี้กระทำผ่านอย่างน้อยสองช่องทาง ได้แก่ หนึ่ง – การทำให้การพัฒนาเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญและความรู้ทางเทคนิค/วิชาการ ไม่ใช่หน้าที่ สิทธิและเสรีภาพของประชาชน และสอง – ให้เงินกู้ที่มีเงื่อนไขบังคับที่ส่งผลทำให้ประเทศผู้กู้เงินทั้งหลายต้องทำร้ายประชาชนของตนด้วยการลดการใช้จ่ายเพื่อประโยชน์สาธารณะและสวัสดิการต่าง ๆ ของประชาชน เปิดเสรีทางการค้า เปิดเสรีการเงิน ลดภาษีนำเข้า ส่งเสริมการลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่ทำลายสิ่งแวดล้อม แปลงธรรมชาติให้เป็นสินทรัพย์ ลดการช่วยเหลือและอุดหนุนเกษตรกร แรงงาน คนชายขอบ คนเล็กคนน้อยและคนยากจน แปรรูปรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น
.
จึงเป็นหน้าที่ของประชาชนต้องชุมนุมต่อต้านการประชุมของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟที่เปรียบเสมือน ‘บ่อนกาสิโนระดับโลก’ ระหว่างวันที่ 12 – 18 ตุลาคมนี้ ที่เหล่ารัฐบาล นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจะเสนอแผนการลงทุนที่ทำลายโลกให้เผชิญกับภาวะโลกร้อนขึ้น และทำให้ผู้คนยากจนลง ‘เครือข่ายประชาชนต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ’ ชวนจับตา 10 ประเด็นสำคัญที่จะเกิดขึ้นจากการประชุมนี้
.
1. คุกคามประชาชนตั้งแต่เหนือจรดใต้ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เข้ามาชุมนุม
.
ตลอดเดือนกันยายนและตุลาคมนี้ มีเจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงานปฏิบัติการจิตวิทยาเพื่อทำให้ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ กลัวหลายรูปแบบ อาทิเช่น 22 กันยายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงไปบ้านนักกิจกรรมทางสังคมที่เชียงใหม่ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเจ้าตัวไม่อยู่บ้าน โดยมีเจตนาไปกดดันญาติแทน โดยสอบถามว่าจะไปร่วมชุมนุมต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟหรือไม่ อย่างไร, 24 กันยายน ตำรวจสันติบาลไปหานักกิจกรรมทางสังคมที่เชียงใหม่อีกรายเพื่อสอบถามเรื่องเดียวกัน, 6 ตุลาคม มีการเผยแพร่ข้อความจากเพจหนึ่งเพื่อกล่าวหานักกิจกรรมทางสังคมในพื้นที่ปาตานีว่าการเข้าร่วมต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟมีการเชื่อมโยงกับต่างชาติ เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการต่อต้านรัฐและเกี่ยวข้องกับภัยความมั่นคง ก่อนหน้านั้นหนึ่งวันนักกิจกรรมทางสังคมถูกขู่ฆ่าจากการประกาศเข้าร่วมชุมนุม, ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ กอ.รมน. จังหวัดหนองบัวลำภูไปกดดันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่เพื่อให้พาไปหาชาวบ้านที่ต่อสู้คัดค้านการทำเหมืองหินปูน เพื่อสอบถามเรื่องการเข้าร่วมชุมนุมต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟว่าจะมีมวลชนในพื้นที่นี้ไปร่วมกี่คน และรายละเอียดอื่น ๆ, 7 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดขอนแก่น เดินทางไปที่บ้านของนักกิจกรรมทางสังคมถึงสองครั้ง เมื่อไม่พบตัวครั้งแรก ได้กลับมาคุกคามมารดาแทน โดยสอบถามว่าลูกทำงานที่ไหน ทำงานอะไร สถานที่ทำงานชื่ออะไรและอยู่ที่ไหน, 8 ตุลาคม ตำรวจชุดสืบสวนจังหวัดหนองบัวลำภู 6 คน บุกไปหาชาวบ้านพื้นที่เดิมถึงที่ทำงาน พร้อมสอบถามเรื่องเดิมว่าจะไปเข้าร่วมชุมนุมต่อต้านธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟหรือไม่ อย่างไร, 10 ตุลาคม ปลัดอำเภอวังสะพุง จ.เลย โทรหาชาวบ้านว่าจะไปรับที่บ้านเพื่อพาไปพบผู้ว่าฯ เรื่องที่จะไปชุมนุม ต่อเมื่อชาวบ้านปฏิเสธเข้าพบ รองผู้ว่าฯได้โทรหาชาวบ้านเพื่อข่มขู่ไม่ให้เดินทางไปร่วมชุมนุม เป็นต้น
.
2. รัฐบาลระบอบสีน้ำเงินวางแผนสลายการชุมนุม
.
มีข้อสังเกตว่าการข่มขู่และคุกคามดังกล่าวตามข้อ 1. มีรูปแบบคล้าย ๆ กับการข่มขู่และคุกคามนักกิจกรรมทางสังคมและพี่น้องประชาชนในช่วงก่อนการประชุมเอเปคเมื่อปี 2565 ซึ่งส่งผลต่อมาทำให้เกิดการสกัดกั้นผู้ชุมนุมไม่ให้เดินเท้าไปยังสถานที่จัดประชุม และถึงขั้นทำการสลายการชุมนุมจนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บรุนแรงหลายราย และหนึ่งรายต้องสูญเสียการมองเห็นไปอย่างถาวร
.
3. กู้เงินก่อสร้างโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท - ป่าสัก – อ่าวไทย ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ เพราะมีวาระแอบแฝงในการสร้างเขื่อนปิดกั้นแนวคลองระบายน้ำสายใหม่คู่ขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อเก็บกักน้ำไว้ให้กับดาต้าเซ็นเตอร์และโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
.
ในขณะที่ชาวกรุงเทพฯ ปริมณฑล และอีกหลายจังหวัดในภาคตะวันออกและภาคอื่น ๆ ต้องประสบกับภาวะน้ำท่วมรุนแรง จนบัดนี้ยังมีอีกหลายจังหวัดที่ยังประสบภาวะน้ำท่วมอยู่ รัฐบาลกลับมีแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแบบผิดฝาผิดตัว ด้วยการมีมติอนุมัติในหลักการและเห็นชอบโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท - ป่าสัก - อ่าวไทย ด้วยวงเงิน 1.6 แสนล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการประมาณแปดปี โดยเริ่มดำเนินการในปี 2570 เพื่อหวังจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและพื้นที่กรุงเทพฯอย่างยั่งยืน โดยจะใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดินและเงินกู้
.
โดยเงินกู้นั้นจะมาจากสองแหล่งใหญ่ ได้แก่ ธนาคารพัฒนาเอเชีย ซึ่งเป็นงบในส่วนของการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการขุดคลองระบายน้ำ และธนาคารโลก ซึ่งเป็นงบในส่วนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการเวนคืนที่ดิน โดยจะให้เงินแก่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เป็นผู้เพื่อวางมาตรการเยียวยาทางสังคมแก่ผู้ได้รับผลกระทบอีกทางหนึ่งด้วย
.
4. พลังงานสะอาด = พลังงานสกปรกรูปแบบใหม่
.
รัฐบาลต้องการเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ แทนเครื่องยนต์เก่าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานฟอสซิล จึงเร่งเครื่องยนต์อย่างสุดกำลังด้วยการเน้นการลงทุนในพลังงานสะอาดรูปแบบต่าง ๆ เช่น กังหันลม แสงอาทิตย์ รถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น แต่อีกด้านหนึ่งรัฐบาลไทยก็ร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาเพื่อผลักดันให้เกิดการขุดหาแร่สำคัญและแร่หายากอย่างสุดกำลัง เพื่อที่จะทำลายการผูกขาดในห่วงโซ่อุปทานของจีนให้ได้
.
การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องแลกมากับการทำเหมืองมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาอุตสาหกรรมแร่ของไทยถือว่าเป็นอุตสาหกรรมสกปรกที่มิอาจปฏิเสธได้ เพราะไม่มีการทำเหมืองประเภทใดในไทยที่ไม่เกิดผลกระทบขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม สังคมและสุขภาวะของประชาชน และเมื่อเกิดผลกระทบด้านต่าง ๆ ขึ้นแล้วที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือไม่มีกฎหมายใดที่บังคับให้มีการฟื้นฟูและสามารถเอาผิดผู้ก่อผลกระทบได้
.
และยังมีผลกระทบอีกเรื่องหนึ่งที่นับวันจะรุนแรงยิ่งขึ้น นั่นคือ การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานลมและแสงอาทิตย์ต้องใช้พื้นที่กว้างใหญ่มาก ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่ สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการแล้วหลายแห่ง และจะเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตจากผลของการประชุมครั้งนี้ ก็คือ การอ้างกฎหมายป่าไม้ไปแย่งยึดที่ดินทำกินของประชาชนเอาไปให้กับนายทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมและแสงอาทิตย์
.
5. คริปโตเปีย : ดินแดนฟอกเงินและอาชญากรรม
.
8 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อต้อนรับการประชุมของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้อนุมัติให้มีการซื้อขายเหรียญคริปโตผ่านตลาดหุ้นไทย โดยจำกัดเหรียญที่เปิดให้ลงทุนได้เฉพาะเหรียญบิตคอยน์และอีเธอเรียมก่อน
.
แม้เหรียญคริปโตจะเป็นนวัตกรรมการเงินที่น่าสนใจ แต่พัฒนาการของมันแทนที่จะสร้างอิสรภาพทางการเงินให้กับประชาชนที่ถูกระบบธนาคารและทุนนิยมขูดรีดและกัดกิน กลายเป็นว่ามันคือปีศาจตนใหม่ที่หลอกลวงผู้คนรายเล็กรายย่อยให้หมดเนื้อหมดตัว ไม่ต่างจากแมลงเม่าในตลาดหุ้น มันจึงเป็นช่องทางให้กับพวกสแกมเมอร์ นักต้มตุ๋น หลอกลวง ขบวนการอาชญากรรม ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้เพื่อฟอกเงิน
.
ดินแดนประเทศไทยเป็นสวรรค์วิมานจากพวกสแกมเมอร์เพื่อนบ้านที่ต้มตุ๋น หลอกลวงและก่ออาชญากรรมมาเนิ่นนาน มีพวกจีนเทา ไทยเทา ฝรั่งเทา เข้ามาในประเทศไทยเพื่อทำอุตสาหกรรมเหล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกินความสามารถของเจ้าหน้าที่ที่จะปราบปรามให้หมดสิ้นได้ ยิ่ง ก.ล.ต. เปิดช่องทางให้มีการซื้อขายเหรียญคริปโตอย่างถูกกฎหมาย ไม่ต่างจากการเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และเหรียญคริปโตไม่มีความโปร่งใสมากพอที่สามารถนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชนทั่ว ๆ ไปได้ ยิ่งจะทำให้ประเทศไทยต้องแบกรับกับความสกปรกของเงินดิจิทัลที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
.
6. ตลาดคาร์บอนเครดิต : การลดโลกร้อนแบบจอมปลอม และแย่งยึดที่ดินทำกินของประชาชน
.
อีกหนึ่งวาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การผลักดันให้เกิดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้อย่างเสรี โดยรัฐตั้งเป้าหมายที่จะให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนปลูกป่าบนผืนแผ่นดินไทยประมาณ 16 ล้านไร่ ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ก็ด้วยการต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่จำนวนมากเพื่อปลูกป่า คำถามสำคัญก็คือจะหาพื้นที่เหล่านั้นได้จากไหน ถ้าไม่แย่งยึดที่ดินทำกินของประชาชน
.
และอีกหนึ่งคำถามสำคัญ ตลาดคาร์บอนจะทำให้พี่น้องประชาชนต้องสูญเสียที่ดินทำกินกี่ล้านครอบครัว ในพื้นที่ 16 ล้านไร่ ที่เป็นเป้าหมาย
.
ซึ่งการประชุมครั้งนี้ก็ยังคงเป็นแค่การลดโลกร้อนแบบจอมปลอม เพราะไม่สามารถบังคับให้อุตสาหกรรมฟอสซิล ผู้ผลิตก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ลดคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่น ๆ ที่แหล่งกำเนิดได้ แต่กลับกลายเป็นการผลักดันแนวทางให้ประชาชนแบกรับปัญหาแทน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเก่าเพื่อสร้างปัญหาใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม และจะทำให้คนยากจนลงจากการไร้ที่ดินทำกิน
.
7. ไทยจะเป็นประเทศรายได้สูงท่ามกลางหนี้สินท่วมหัวและความเหลื่อมล้ำ
.
รัฐบาลพรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศเป้าหมายให้ไทยหลุดออกจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศรายได้สูงตามเกณฑ์ชี้วัดของธนาคารโลกในอีก 12 ปีข้างหน้า หรือประมาณปี 2581 โดยไม่คิดจะสรุปบทเรียนด้านสังคมเลยว่ากับดักรายได้ปานกลางที่ติดอยู่ในวังวนมาเกือบห้าสิบปีนั้นเกิดผลกระทบหรือสูญเสียอะไรไปบ้าง ก็เพราะว่าธนาคารโลกใช้เกณฑ์ ‘รายได้ประชาชาติต่อหัว’ (Gross National Income per capita : GNI per capita) เป็นตัวชี้วัด ซึ่งเป็นรายได้เฉลี่ยของจำนวนประชาชนไทยทั้งหมดในรอบหนึ่งปี ไม่ใช่รายได้ที่ประชาชนไทยแต่ละคนได้รับจริง หรือไม่ได้หมายความว่าประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้สูงหรือรวยขึ้น หรือมีความเป็นอยู่ดีขึ้นแต่อย่างใด เพราะเอารายได้ของเศรษฐี คนร่ำรวย คนมีอันจะกิน คนชั้นกลาง มาหารเฉลี่ยให้กับประชาชนที่เหลืออยู่ที่ส่วนใหญ่มีความยากจน
.
นี่คือความลุ่มหลงมัวเมาอีกเรื่องหนึ่งของพวกนักการเมืองและระบบราชการไทยที่สมาทานความรู้ทางเทคนิค/วิชาการของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟโดยไม่เห็นหัวประชาชน ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนประมาณร้อยละ 85 และหนี้สาธารณะในวันสิ้นสุดปีงบประมาณ 2570 อยู่ที่ร้อยละ 70 ของจีดีพีตามลำดับ ที่นำพาให้สังคมไทยอยู่ในภาวะเสี่ยงหลายประการ ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายสำคัญยิ่งว่าระหว่างนี้ไปอีก 12 ปีข้างหน้า ไทยจะเข้าสู่ประเทศรายได้สูงได้หรือไม่ หรือจะมีคนสิ้นลมหายใจก่อนชำระหนี้หมดกี่ราย
.
8. เมื่อธรรมชาติกลายเป็นสินค้า
.
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประชาคมโลกเริ่มยอมรับมากขึ้นว่า การอนุรักษ์ธรรมชาติจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ยอมรับสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้ดูแลป่า ดิน น้ำ อากาศ ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพมาอย่างยาวนาน
.
สำหรับประเทศไทย คำถามนี้ยิ่งสำคัญ เพราะความขัดแย้งเรื่องที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำ อากาศ ทรัพยากรธรรมชาติ และสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม หลายชุมชนยังเผชิญข้อกล่าวหาว่าบุกรุกป่า ถูกจำกัดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และยังไม่มีการรับรองสิทธิในที่ดินและวิถีชีวิตอย่างเพียงพอ หากโครงสร้างอำนาจเหล่านี้ยังคงเดิม และสำหรับชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น การคุ้มครองธรรมชาติไม่อาจแยกออกจากการคุ้มครองสิทธิในที่ดิน วัฒนธรรม และการกำหนดอนาคตของตนเอง เพราะหากไม่มีสิทธิเหล่านี้ การอนุรักษ์ก็อาจกลายเป็นอีกชื่อหนึ่งของการควบคุมพื้นที่และผู้คน
.
ดังนั้น ก่อนที่จะทำให้ธรรมชาติทุก ๆ อย่างเป็นสินค้าหรือวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมและการผลิตต่าง ๆ ควรเปลี่ยนอำนาจการตัดสินใจจากระบบที่รวมศูนย์ไปสู่ชุมชนที่ดูแลธรรมชาติอย่างแท้จริง
.
9. เมืองรอง คือ เมืองบริวารของอำนาจรวมศูนย์ของรัฐไทย
.
ธนาคารโลกออกรายงานฉบับล่าสุดเดือนกันยายนนี้ ชี้ว่า หากประเทศไทยต้องการก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2580 -2581 จะต้องเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งเน้นทำให้กรุงเทพฯเติบโตและเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจเพียงแห่งเดียว มาเป็นการสร้างเมืองรองอย่างน้อย 11 เมือง
.
ความจริงเรื่องเมืองรองไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะถ้าใช้แว่นขยายมองเข้าไปในการเคลื่อนไหวของประชาชนไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาจนกระทั่งปัจจุบันเกี่ยวกับเรื่องการกระจายอำนาจ ก็จะเห็นเมืองรองอยู่ในนั้น แต่ข้อเสนอของธนาคารโลกไม่แตะการกระจายอำนาจ ดังนั้น หากประเทศไทยไม่ทำการกระจายอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งผู้ว่าฯ การกระจายอำนาจทางการคลังที่เงินจากภาษีและสัมปทานต่าง ๆ ตกอยู่กับท้องถิ่นทั้งหลายเกินครึ่งหนึ่งได้จริง การทำให้ระบบราชการไม่รวมศูนย์อำนาจ ฯลฯ เมืองรองที่เกิดขึ้นจากข้อเสนอของธนาคารโลกก็เป็นได้แค่เมืองที่ถูกรวมศูนย์อำนาจด้วยการส่งส่วยบรรณาการในรูปของภาษีและสัมปทานต่าง ๆ ไว้ที่ส่วนกลางเช่นเดิม หรือเป็นได้ก็เพียง ‘เมืองบริวาร’ ของกรุงเทพฯเท่านั้น
.
10. ภาคประชาสังคมไม่ใช่ตัวแทนประชาชน
.
เมื่อสถาบันการเงินทั้งสองเป็นผู้จัดพื้นที่ประชุมเพื่อรับฟังเสียงวิพากษ์ ขณะเดียวกันก็เป็นผู้กำหนดกติกาและเงื่อนไขในการวิพากษ์ รูปแบบการมีส่วนร่วมและขอบเขตของการแสดงออก จึงเป็นละครโรงใหญ่เพื่อกวาดต้อนพลังแห่งการเคลื่อนไหวของประชาชนให้สงบ เชื่องและควบคุมได้ ที่แม้ว่าประชาชนจะได้รับพื้นที่ให้พูด แต่ไม่มีอำนาจเปลี่ยนโครงสร้างการตัดสินใจที่กำหนดอนาคตของตนเอง จึงเป็นพื้นที่ที่ไร้ประโยชน์ และไม่ควรมีภาคประชาสังคมใดที่เข้าไปในพื้นที่หลอกลวงนั้นจะมีความชอบธรรมใด ๆ ในการสะท้อนเสียงแทนประชาชน โดยไม่คิดจะลุกขึ้นประท้วง ต่อต้านการประชุมดังกล่าว
https://www.facebook.com/watch/?v=1886045002404961